ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 1 - 14)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

        สะพานไน่เหอ* อันลี้ลับทอดยาวข้ามแม่น้ำว่างชวน ยื่นถึงส่วนลึกอันเวิ้งว้าง เหล่าวิญญาณภูตผีเท้าไม่แตะสัมผัสพื้นสะอึกสะอื้นพลางดื่มยาน้ำของเมิ่งผอ** ลงไป เดินสู่เส้นทางเกิดใหม่ซึ่งไม่ทราบว่าจะเป็นประการใด

        * ชื่อสะพานที่ทอดข้ามจากขุมนรกสู่โลกมนุษย์ ตั้งอยู่หน้าตำหนักที่สิบของยมโลก ผู้ตายที่ยากไร้หรือตายตั้งแต่เยาว์วัยจะเดินข้ามสะพานเพื่อไปเกิดใหม่

        ** เทพองค์หนึ่งในยมโลก มีหน้าที่ปรุงยาน้ำชนิดหนึ่งให้วิญญญาณภูตผีดื่มลงไป หลังจากนั้นจะลืมชีวิตในชาติภพก่อนจนหมดสิ้น

        ในห้วงอันเวิ้งว้างมีแรงดึงดูดชนิดหนึ่ง เมื่อวิญญาณภูตผีก้าวขึ้นสะพาน จะไม่สามารถเหลียวหน้ากลับไป ได้แต่ล่องลอยไปข้างหน้า ประหนึ่งแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ

        ยามนั้นบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งร้องว่า “เราขออุทธรณ์ เราขอยื่นอุทธรณ์”

        พร้อมกับเสียงดัง ปรากฏชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งเดินมาจากฝั่งตรงข้ามของสะพานไน่เหอ มันใส่น้ำมันแต่งผมจนมันวาว สวมชุดสูทที่ติดเกล็ดแก้วระยิบระยับ ลักษณะคล้ายนักร้องที่เพิ่งลงจากเวที

        เมิ่งผอคลายมือปล่อยยาน้ำร่วงหล่นลง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นยิ่งลึกล้ำกว่าเดิม นางพึมพำว่า “ครั้งที่เก้า ครั้งที่เก้า ตัวหายนะนี้มาอีกแล้ว”

        ที่ด้านหลังวิญญาณนักร้อง ตามติดด้วยภูตหน้าม้าหัววัว* สองตน ลูกตาของหัววัวเบิ่งจนโปนโต ใบหน้าของหัวม้าก็ยืดยาวกว่าหน้าของลา เนื่องเพราะเจิ้งเส้าเผิงซึ่งพวกมันนัดแนะเป็นการภายในว่าจะไม่ต้อนรับได้หวนกลับมาอีกแล้ว

        * ตามคำเล่าขาน ยมบาลมีพลพรรคภูตผีสองตน หนึ่งหัวเป็นวัว หนึ่งหัวเป็นม้า

        คนผู้นี้ผ่านการตายมาเก้าครั้งแล้ว การตายครั้งแรกเริ่มจากพลัดตกลงจากรถกระเช้าที่ขึ้นเขาหนันชาง เนื่องจากก่อนตายมันรับร่างเด็กหญิงอายุสามขวบ สร้างสมบุญกุศลไว้ จึงมีชีวิตบนโลกเพิ่มอีกสามปี แต่หน้าม้าหัววัวที่รีบรุดกลับจากงานเลี้ยงแต่งลูกสาวของท่านยมบาล ไม่ทันรอจนมันร่วงลงในหุบเหวก็คร่าวิญญาณมันกลับมา รอจนทั้งสองสร่างเมาพบว่าคร่ากุมวุญญาณผิด กายเนื้อของเจิ้งเส้าเผิงในโลกมนุษย์ก็ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบ ได้แต่สมคบคิดกับชุยพ่านกวน* ส่งมันกลับมายังโลกมนุษย์โดยการยืมศพคืนวิญญาณ ให้มันใช้ชีวิตสามปีนี้จนหมดสิ้น

        * พ่านกวนแปลว่าตุลาการ เป็นขุนนางใหญ่ในปรโลก ดูแลบัญชีการเกิดการตายของมนุษย์ให้กับยมบาล

        มิคาดภายในหนึ่งปี มันกลับตายอย่างปัจจุบันทันด่วนถึงแปดครั้ง ไม่มีครั้งใดมีอายุเกินสองเดือน กล่าวไปนับว่าชุยพ่านกวนดีต่อมันไม่น้อย ครั้งแรกส่งไปสิงร่างเศรษฐีเมืองเวินโจวซึ่งเพิ่งจมน้ำตายผู้หนึ่ง เศรษฐีผู้นี้เปิดร้านเสื้อผ้าอาภรณ์สี่แห่ง มีสินทรัพย์สามร้อยล้านเหรียญ ปีนี้อายุหกสิบแปด แต่ภรรยาอายุเพียงยี่สิบแปดปี ยังมีเมียเก็บอีกสามคนอายุน้อยยิ่งกว่า คนเล็กสุดเพียงสิบแปดปี

        ปัญหาอยู่ที่เศรษฐีผู้นี้ตายคาอ่าง ขณะที่อาบน้ำ ถูกภรรยาที่งามหยดย้อยจับกดน้ำตายทั้งเป็น วิญญาณของเจิ้งเส้าเผิงที่ล่องลอยอยู่ถูกหน้าม้าหัววัวชมดูจนขนลุกเกรียว แต่แล้วถูกหน้าม้าหัววัวผลักเข้าสิงร่างเศรษฐีร้อยล้านทั้งที่ไม่ยินยอม

        มันใช้เวลาครึ่งเดือน ทำความเข้าใจกับการดำเนินงานของบริษัท จากนั้นแบ่งสมบัติหนึ่งในสามส่วนให้กับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของเศรษฐี และบุตรชายที่ถูกทอดทิ้งทั้งสอง ส่วนที่เหลือหาทางบริจาคให้กับองค์กรการกุศล

        หนึ่งเดือนให้หลัง ภรรยาผู้เลอโฉมซึ่งเห็นมันตายแล้วฟื้นคืนชีพ ตลอดทั้งวันเอาแต่ใช้สายตาที่แปลกประหลาดพิกลมองดูมันพลันเสียสติขึ้นมา ใช้มีดปลอกผลไม้จ้วงแทงใส่มันไม่ยั้ง รอจนหน้าม้าหัววัวทราบข่าวรุดไป ซากศพของมันก็ถูกทิ่มแทงจนปรุพรุน ได้แต่หอบหิ้วมันลงสู่ยมโลก

        เจิ้งเส้าเผิงย่อมไม่บอกว่า มันตั้งข้อรังเกียจเศรษญีเฒ่าว่าส่วนที่สมควรแข็งกลับอ่อนนุ่ม ส่วนที่สมควรอ่อนกลับแข็งทื่อ ดังนั้นคิดหาที่ตาย ชุยพ่านกวนจึงส่งมันไปสิงร่างรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่เพิ่งป่วยตายคนหนึ่ง

        รองผู้ว่าราชการจังหวัดผู้นี้เพิ่งมีอายุสี่สิบแปดปี ถือว่ายังอยู่ในวัยทำงาน พักอยู่ห้องคนไข้พิเศษ บนร่างต่อท่อสายยางช่วยชีวิตระโยงรยางค์ ตอนแรกที่เข้าโรงพยาบาล มีคนมาเยี่ยมไข้ไม่ขาดสาย เมื่อแพทย์ที่ทำการรักษาบอกให้ทางครอบครังเตรียมจัดงานศพ ทั้งหมดก็หายหน้าหายตาไป

        เจิ้งเส้าเผิงยังไม่เคยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เช่นนี้ จึงคิดสร้างผลงานให้กับตัวเอง แต่ไม่อาจทนทานรับภรรยาซึ่งอายุมากกว่ามารดาอีกหลายปี จึงนอนแช่อยู่ในโรงพยาบาลไม่ยอมกลับบ้าน

        หลังจากนั้นมันพบว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดผู้นี้ทำการฉ้อราษฏร์บังหลวง จึงรวบรวมหลักฐานส่งไปยังคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตของมณฑล เมื่อทางการทำการไต่สวนคดีอย่างเคร่งเครียด มันก็ยินยอมให้ข้าราชการที่สมรู้ร่วมคิดฆ่าตาย

        เจิ้งเส้าเผิงได้แต่ทอดถอนใจว่า ผู้คนไม่มีคนที่สมบูรณ์แบบ หรือว่าในโลกไม่มีชายหนุ่มรูปงามที่มั่งมีเงินทอง ทั้งงดงามสง่า?

        ซึ่งความจริงมิใช่ไม่มี เพียงแต่ต้องรอไปก่อน อย่างลำบากยากเย็น ครั้งที่แปดค่อยเข้าสิงร่างนักร้องหนุ่มที่มีชื่อเสียงโด่งดังผู้หนึ่ง นับว่าสมมาดปรารถนา จะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่สองปีให้ดี

        คิดไม่ถึงมันตายอีกแล้ว อย่าว่าแต่ชุยพ่านกวน แม้แต่หน้าม้าหัววัวก็ร้อนใจจนแทบเสียสติแล้ว

        เจิ้งเส้าเผิงกลับหายใจโล่งอก เมื่อมันเข้าสิงร่างนักร้องหนุ่มที่เพิ่งป่วยตายไม่นาน ก็พบเห็นด้วยความตระหนกว่า ยอดรักนักร้องที่สร้างความคลั่งไคล้แก่หญิงสาวทั้งฮ่องกงได้หันกลับเป็นคนรักร่วมเพศ ทั้งยังสวมบทเป็นเกย์ควีน

        เจิ้งเส้าเผิงไม่อาจทนทานรับการรบกวนจากเด็กหนุ่มรูปกายกำยำที่เป็นนักเต้นประกอบเพลงทั้งสอง เห็นว่าตนเองเป็นลุกผู้ชายชาตรี ไม่อาจเสียศักดิ์ศรีได้

        ดังนั้นเอง เมื่อทางบริษัทต้นสังกัดจัดให้มันมาเปิดการแสดงการกุศล ช่วยผู้ประสบอุทกภัยที่จีนแผ่นดินใหญ่ นักร้องที่เพิ่ง “ฟื้นไข้” บังเอิญพลัดตกเวที ท้ายทอยกระแทกกับก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่ง ดวงวิญญาณอันคับแค้นจึงล่องลอยสู่ยมโลก

…………

        ในตำหนักยมโลกเงียบสงัดงัน บนโต๊ะแปดเหลี่ยมสีดำกองสุมด้วยเอกสารสูงท่วมศีรษะคน แต่ไม่พบเห็นชุยพ่านกวน

        หน้าม้าหัววัวเดินเข้ามา เห็นบนโต๊ะแปดเหลี่ยมแบบโบราณจัดวางเครื่องเสี่ยนซื่อชี่* ที่คล้ายกับเตี้ยนเน่า** ของโลกมนุษย์ ชุยพ่านกวนกลับมุดอยู่ใต้โต๊ะ จึงร้องว่า “ใต้เท้าพ่านกวน ท่านอยู่ใต้โต๊ะทำอะไร?”

        * จอมอนิเตอร์

        ** เครื่องคอมพิวเตอร์

        ชุยพ่านกวนคืบคลานออกจากใต้โต๊ะ ท่านสวมเครื่องแบบโบราณสีแดง บนหมวกแพรดำเสียบขนนกสองเส้น ลักษณะคล้ายนายอำเภอบนเวทีงิ้ว สองคิ้วหรุบต่ำ ตาเล็กหยี ใบหน้าน้อยๆ ที่ยับย่นคล้ายรอยจีบบนซาลาเปา ดูไปตลกขบขันอยู่บ้าง

        ชุยพ่านกวนทอดถอนใจกล่าวว่า “ยังมิใช่เพราะระบบ ‘เวินเต้าซื่อ ชาผีเลียว*’ นับตั้งแต่ใช้มัน ประสิทธิผลในยมโลกดีขึ้น แต่ไม่กี่เดือนต้องวางระบบใหม่ มีปัญหาไม่หยุดหย่อน ฟังว่าที่ตำหนักหลุนฮุย (ตำหนักวัฏสงสาร) ของจางพ่านกวนมีวิญญาณฉวยโอกาสที่ระบบขัดข้อง ย้อนเวลากลับไปเป็นพ่อพันธุ์ของม้าสมัยโบราณ ที่คำกล่าวว่าคนมุ่งสู่ที่สูง พวกมันกลับแย่งกันไปเป็นม้าลา ช่างขบคิดไม่เข้าใจจริงๆ”

        * เป็นคำแสลง หมายถึงระบบวินโดวส์

        หน้าม้าหัววัวกลั้นหัวร่อฮาฮา คิดอ่านในใจ ท่านผู้เฒ่าอายุมาแล้ว ไม่ทราบว่าการเป็นพ่อพันธุ์มีประโยชน์อันใด เราไม่สะดวกกับการบอกออกไป ดังนั้นหันเหหัวเรื่องว่า “ระบบมีปัญหาอันใด ต้องการให้เสี่ยวเซินมาซ่อมแซมหรือไม่?”

        ชุยพ่านกวนสั่นศีรษะกล่าวว่า “ครั้งนี้มีปัญหาไม่มาก นั่นคือหลังจากเปิดเครื่อง แผ่นอิ่งเตี๋ย* สว่างวาบอยู่ครึ่งชั่วยามค่อยทำงาน เรารอจนนั่งสัปหงกไป”

        หน้าม้ากล่าวว่า “ตอนแรกไยไม่เชิญยมบาลต่างชาติมาออกแบบ ฟังว่าท่านยมบาลกำลังเจรจากับยมบาลตะวันตก ให้พวกมันจัดส่งนักออกแบบปี้เอ่อไก้วา** มาช่วยออกแบบให้”

        * ฮาร์ดดิกส์

        ** บิลเกตต์

        ชุยพ่านกวนสั่นศีรษะกล่าวว่า “ฟังว่าคนผู้นั้นลาพักร้อนไปยังโลกมนุษย์ บนบัญชีเป็นตายไม่มีชื่อของมัน ไม่ว่าผู้ใดก็ตามหามันไม่พบ ได้แต่ทนใช้ไปก่อน ใช่แล้ว พวกท่านยื่นใบลาพักร้อนหรอกหรือ ยังรุดมาทำอะไร?”

        หัววัวฝืนหัวร่อกล่าวว่า “ใต้เท้า ผู้…ผู้ที่ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่กลับมาอีกแล้ว อายุขัยสามปีผ่านไปเพียงปีเดียว ก็ผ่านการตายเก้าครั้ง ขอท่านผู้เฒ่านึกหาวิธีแก้ไข หากล่วงรู้ถึงท่านยมบาลก็ย่ำแย่แล้ว”

        ชุยพ่านกวนพอฟัง กล้ามเนื้อใบหน้าพลันสั่นกระตุกขึ้นมา เคาะแป้นพิมพ์หน้าเตี่ยนเน่าวุ่นวาย สร้างความตื่นเต้นตึงเครียดขึ้นหน้าม้าขึ้นมา ยื่นหน้าเข้ามาถามว่า “เป็นไรหรือ?”

        ชุยพ่านกวนกล่าวว่า “เตี้ยนเน่าของเราคงต้องวางระบบใหม่ ภายในมีขยะมากเกินไป เป็นเหตุให้ทำงานชักช้า”

        หัววัวพอฟังได้แต่ยกมือลูบคลำหัววัวไม่กล่าวกระไร

        รอคอยอยู่ชั่วขณะ ชุยพ่านกวนพลันหน้าแปรเปลี่ยนไป ชี้มือไปบนจอภาพ ร่ำร้องว่า “จบสิ้นแล้ว คราครั้งนี้จบสิ้นแล้ว หากทราบแต่แรกมิสู้รายงานท่านยมบาลโดยตรง บอกว่าพวกท่านคร่าวิญญาณผิดไป

        หน้าม้ากล่าวอย่างไม่ยินยอมว่า “จบสิ้นอันใด มิใช่ในหนึ่งปีกลับมาแปดครั้งหรอกหรือ อย่างมากในสองปีที่เหลือ คร่าวิญญาณมันกลับมาอีกสิบหกครั้ง”

        ชุยพ่านกวนกล่าวเสียงละห้อยว่า “ท่านดู หากนับรวมครั้งที่พวกท่านคร่าวิญญาณผิดไป มันผ่านการตายเก้าครั้ง แต่ละครั้งล้วนตายเพราะสร้างบุญกุศล ดังนั้น…” พลางสูดลมหายใจคำหนึ่ง กล่าวว่า “ตอนนี้มันถือเป็นคนใจบุญเก้าชาติภพแล้ว”

        หัววัวรับฟังไม่เข้าใจ ทวนคำว่า “คนใจบุญเก้าชาติภพ หมายความว่าอย่างไร?”

        ชุยพ่านกวนร่างสั่นสะท้านขึ้นมากล่าวว่า “หากว่าตอนนี้ส่งมันกลับโลกมนุษย์ จากนั้นตายเพราะสร้างบุญกุศล มันจะเป็นคนใจบุญสิบชาติภพ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดสำเร็จเป็นพุทธะแล้ว”

        หน้าม้าหัววัวล้วนอ้าปากค้าง กล่าวอย่างไม่ยอมเชื่อว่า “เป็นไปไม่ได้กระมัง?”

        ชุยพ่านกวนฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “บางครั้งการสำเร็จเป็นพุทธะขึ้นอยู่กับปรัตยยะ วันที่พระโพธิสัตว์กวนอิมฟังธรรมพุทธองค์จนสำเร็จเป็นพุทธะ ประจวบกับทางโลกบังเกิดพิบัติภัย พระองค์จึงตรัสว่า ‘ตราบใดที่ไม่ส่งเสริมมวลส่ำสัตว์ทั้งหมด สาบานไม่ขอเป็นพุทธะ’ ดังนั้นชนชาวโลกแซ่ซ้องพระโพธิสัตว์กวนอิมกอปรด้วยมหากรุณา ยังมีพระกษิตครรภ์โพธิสัตว์ก็ตรัสว่า ‘ตราบใดที่นรกไม่ว่างเปล่า สาบานไม่ขอเป็นพุทธะ’ ในใจเรากลับยึดถือพระองค์เป็นพุทธะที่แท้จริง

        “เพราะเหตุนี้เมื่อสามร้อยปีก่อน พุทธองค์เปล่งวาจาที่ภูเขาหลิงซาน* ว่า หากแม้นมีปุถุชนสร้างกุศลสิบชาติภพ จะสำเร็จเป็นพุทธะ หากว่าเจ้าผู้นี้สร้างกุศลอีกครั้งแล้วตกตาย ก็จะสำเร็จเป็นพุทธะแล้ว”

        * ภูเขาคิชกูฏ

        หน้าม้าหัววัวล้วนตะลึงลาน กล่าวว่า “อย่างนั้นทำอย่างไรดี?”

        ชุยพ่านกวนเดินพล่านไปมาในตำหนัก พลันกวักมือเรียกหาหน้าม้าหัววัวที่เบื้องหน้า ยกมือลูบหนวดมุสิก กล่าวว่า “เมื่อเตี้ยนเน่าของจางพ่านกวนตำหนักหลุนหุย สามารถทำให้วิญญาณย้อนเวลากลับไปยังโบราณกาล เราก็จะนึกหาวิธีให้มันไปเกิดใหม่ในยุคโบราณ”

        หัววัวกะพริบตากล่าวว่า “แต่ว่าหากตัวอุบาทว์นั้นซ่อมถนนสร้างสะพาน แล้วพุ่งศีรษะชนก้อนหินตาย ไยมิใช่กลายเป็นคนในบุญสิบชาติภพแล้ว?”

        ชุยพ่านกวนหัวร่อเฮอะฮะกล่าวว่า “พุทธองค์เปล่ววาจาให้คนใจบุญสิบชาติภพสำเร็จเป็นพุทธะเมื่อสามร้อยปีก่อน หากว่ามีคนถือจุติในห้วงเวลาสามร้อยปีก่อน ต่อให้มันผ่านการตายร้อยครั้งก็ไม่สอดรับกับเงื่อนไขดังกล่าว ฮาฮา…”

        หน้าม้าหัววัวพอฟัง พากันปรบมือกล่าวว่า “วิเศษแท้ ใต้เท้าคิดอ่านสุขุมรอบคอบนัก”

…………

        เจิ้งเส้าเผิงถูกนำตัวมาถึงเบื้องหน้าชุยพ่านกวน ชุยพ่านกวนยกมือลูบเครา ปั้นสีหน้าเป็นเมตตาปรานีกล่าวว่า “เจิ้งเส้าเผิง พวกเราแม้คร่าวิญญาณท่านมาก่อนสามปี แต่ให้ท่านสิงร่างเศรษฐี หาไม่ก็เป็นคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ถือว่าดีต่อท่านอย่างมาก จนใจท่านไม่รู้จักพอ ในหนึ่งปีคืนสู่ยมโลกแปดครั้ง เอเถอะ พวกท่านมิใช่ชมชอบย้อนเวลาคืนสู่อดีตหรอกหรือ เราพ่านกวน (ตุลาการ) เมื่อกระทำผิดมาก่อน จะส่งท่านย้อนเวลาไปยังอดีตกาลสักครั้ง ท่านเห็นเป็นอย่างไร?”

        เจิ้งเส้าเผิงพลุ่งพล่านใจขึ้นมา ครุ่นคิดขึ้น ‘เราเมื่อมีอายุขัยเพียงสามปี ลองย้อนกลับไปท่องยุคโบราณก็ไม่เลว แต่เมื่อมีชีวิตอีกเพียงสองปี คงไม่มีโอกาสเข้าสู่สมรภูมิ เป็นวีรบุรุษที่โลกยกย่อง มิสู้เสพสุขสักครา…ไม่ทราบเป็นติ้วอ๋อง* หรือสุยหยางตี้** แต่ว่าสาวงามเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ มิสู้เป็นกษัตริย์ฉงเจิน*** ประเสริฐกว่า ยุคนั้นมีทั้งแปดสะคราญแดนฉินไหว หงเหนียงจื่อและเฉินหยวนหยวน****’

        * ทรราชสมัยราชวงศ์ซ้ง

        ** ฮ่องเต้สมัยราชวงศ์สุย

        *** ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิง

        **** จีนแต้จิ๋วออกเสียงตั้งอี้อี๊

        ชุยพ่านกวนโคลงศีรษะกล่าวว่า “เจิ้งเส้าเผิงเราเมื่อให้ท่านย้อนเวลาไปยุคโบราณกาล สมควรเลือกศักดิ์ฐานะที่เหมาะสมแก่ท่าน ท่านใช่รู้จักวิชาแพทย์ เช่นผ่าตัดเปิดสมองหรือไม่?”

        เจิ้งเส้าเผิงเพียงคิดเสพสุขสักหลายปี พอฟังจึงกล่าว “ผ่าตัดเปิดสมองหรือ อย่าได้ล้อเล่นแล้ว ฮูโต๋เป็นหมอวิเศษ เพียงบอกว่าจะเปิดสมองโจโฉ ก็ถูกตัดศีรษะ แม้แต่หมอวิเศษยังไม่เชื่อ หากให้เราไปอวดโอ่วิชาแพทย์ ไม่ถูกผู้คนยึดถือเป็นพวกมารนอกรีตทุบตีจนตายก็แปลกไปแล้ว”

        ชุยพ่านกวนข่มความไม่พอใจไว้ กล่าวว่า “เมื่อเป็นหมอรักษา จะได้รับความเคารพจากผู้คน แต่ว่าท่านไม่ต้องการก็แล้วกันไป เราถามท่าน ท่านสามารถคิดค้นดินระเบิดหรือไม่ หากมีโอกาสคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ให้กับโลก ถือเป็นความภาคภูมิใจประการหนึ่ง”

        เจิ้งเส้าเผิงทอดถอนใจกล่าวว่า “ดินระเบิดหรือ เราจำได้ว่าใช้ดินประสิว กำมะถัน ยังมีขี้เถ้า แต่ว่าจำอัตราส่วนไม่ได้ นาเป้ยเอ่อ* ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญวัตถุระเบิด ขณะคิดค้นอาจถูกระเบิดแขนขาขาดด้วน เราจึงไม่กระทำ”

        หัววัวอดเหลือกตามิได้ กล่าวว่า “อย่างนั้นปรุงสุราดีหรือไม่ หาไม่ก็จัดทำกระจก อาจได้เป็นพ่อค้าใหญ่โต”

        เจิ้งเส้าเผิงกล่าวว่า “เราไม่สามารถปรุงสุรา แต่สามารถดื่มสุรา เราเห็นว่าสุราเอ้อว่อโถวตราดาวแดงยังชวนดื่มกว่าเหล้าเหมาไถ** สำหรับกระจก เราเพียงทราบว่า จากเม็ดทราย อื่นๆ หาทราบไม่ แต่ทราบว่ามีกระจกชนิดหนึ่งเรียกว่าปอหลีเจี่ยน*** ยังมีถังฮว่าปอหลี**** ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ ปัญหาอยู่ที่เมื่อเปิดเผยความคิดสร้างสรรค์ออกไป ช่างทำกระเบื้องกระจกสามารถคิดค้นวัตถุดิบออกมาหรือไม่?”

        * อัลเฟรด โนเบล

        ** สุราประจำชาติของจีนแผ่นดินใหญ่

        *** ไฟเบอร์กลาส

        **** กระจกที่ผ่านการเปลี่ยนสภาพ

        หน้าม้ากล่าวอย่างไม่พอใจว่า “บุ๋นก็ไม่ได้ บู๊ก็ไม่ได้ ลองบอกมาว่าท่านคิดทำอะไร ใช่คิดปฏิรูปหรือไม่?”

        เจิ้งเส้าเผิงแบะปากกล่าวว่า “เราจำได้ว่าแคว้นฉินมีบุคคลชื่อซังเอียน ดำเนินการปฏิรูปขนานใหญ่ ยกเลิกสิทธิพิเศษของคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ สุดท้ายถูกชนชั้นปกครองคัดค้าน ใช้ห้าม้าฉีกแบ่งสังหาร สมัยราชวงศ์ซ้องมีขุนนางชื่อหวังอันสือ เสนอให้พัฒนาผลผลิต เสริมสมรรถนะกองทัพ ปรับเปลี่ยนการสอบแข่งขัน มันเป็นถึงมหาเสนาบดี ทั้งยังมีฮ่องเต้หนุนหลัง แต่ขุนนางระดับล่างไม่ปฏิบัติตาม สุดท้ายตรอมใจตาย เราไม่ล่วงรู้ระบบการปกครองสมัยโบราณ หากเสนอให้ปฏิรูปคงพบจุดจบเช่นซังเอี้ยนแล้ว”

        ชุยพ่านกวนรับหังจนเบิกตาค้าง ชั่วครู่ค่อยกล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า “อย่างน้อยท่านล่วงรู้แนวโน้มของประวัติศาสตร์ ทราบผู้ใดคิดขึ้นใหญ่ จากนั้นยึดเกาะต้นไม้ใหญ่ไว้ ก็จะอยู่สุขสบายไปชั่วชีวิต”

        เจิ้งเส้าเผิงสั่นศีรษะกล่าวว่า “เราล่วงรู้ประวัติศาสตร์มีประโยชน์อันใด เรากลับทราบว่าจิ๋นซีฮ่องเต้รวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น แต่ว่าท่านเข้าร่วมกับมัน ผู้อื่นยังจะชุบเลี้ยงท่านหรือ เรายังทราบว่าราชวงศ์ถังมีหลี่ซื่อหมิน เบื้องล่างมีหลี่จิ้ง เว่ยเจิงและเฉินเย่าจิน แต่ไม่ทราบว่ามีตัวตนจริง หรือเป็นเรื่องแต่ง

        “ที่น่ากลัวยิ่งกว่า บันทึกประวัติศาสตร์ตลอดจนอิงพงศาวดารบรรยายลักษณะนิสัยและพฤติการณ์ของพวกมัน ไม่ทราบว่าเป็นความจริงหรือแปลกปลอม เมื่อชาติก่อนเราเป็นนักร้อง เคยแสดงละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง ได้ยินนักประวัติศาสตร์บอกว่า มีขุนนางกังฉินผู้หนึ่งนามเอี๋ยนซง รั้งตำแหน่งขุนนางโซ่วฝู่สิบกว่าปี ต่อมาถูกทหารทางการยึดทรัพย์ พบว่าทรัพย์สินที่ยึดได้ยังมีไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ของขุนนางมือสะอาดนามฉีเจี๋ย ดังนั้นสมควรบอกว่าบันทึกประวัติศาสตร์ทำร้ายคนสาหัสนัก”

        ชุยพ่านกวนขุ่นแค้นยิ่ง ชั่วครู่ค่อยกล่าวว่า “อย่างนั้น…เราส่งท่านกลับไปปลายราชวงศ์ซ้อง หรือปลายราชวงศ์มองโกลเป็นอย่างไร จะได้เสาะหาคัมภีร์เก้าเอี้ยงจินเก็ง หรือวิชาเก้ากระบี่เดียวดาย เป็นผู้กล้าแห่งยุค”

        เจิ้งเส้าเผิงทอดถอนใจกล่าวว่า “ตอนอ่านหนังสือไม่ได้ทำความเข้าใจ เหล่าจิน* ก็ไม่ได้วาดภาพแผนที่ไว้ ภูเขาคุนลุ้นกว้างไพศาลจะให้หาพบได้อย่างไร เพียงจำได้ว่าเตียบ้อกี๋พลัดตกหน้าผา พบเห็นคัมภีร์เก้าเอี้ยงจินเก็ง เราคงไม่ใช้เชือกผูดมัดตัว หย่อนร่างลงไปค้นหาหน้าผาแล้วหน้าผาเล่ากระมัง ต่อให้หาพบ เมื่อเป็นสุดยอดคัมภีร์วิชาฝีมือสามารถอ่านดูเข้าใจหรือ สุดท้ายมิใช่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก คงกลายเป็นเสียสติไป”

        * จีนแต๋จิ๋วออกเสียงว่าเล่ากิม หมายถึงกิมย้ง

        มันกล่าวจนน้ำลายกระเซ็นซ่านว่า “อีกประการ ท่านเข้าใจว่าหาตัวฮวงเช็งเอี้ยงพบได้หรือ เฒ่าผู้นี้ซ่อนตัวในป่าเขาหลายสิบปี พอแก่เฒ่าค่อยรับเหล็งฮู้ชงเป็นศิษย์ เพียงเพราะไม่ปล่อยให้น้ำปุ๋ยไหลเข้าสู่นาที่อื่น เห็นว่าเหล็งฮู้ชงจะอย่างไรเป็นศิษย์สำนักฮั้วซัวเท่านั้น”

        หัววัวรับฟังจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กล่าวว่า “ท่านผู้นี้นับเป็นสวะอันดับหนึ่งของแผ่นดิน สร้างความอับอายขายหน้าแก่คนยุคปัจจุบันยิ่ง”

        เจิ้งเส้าเผิงหาถือสาไม่ หากกล่าวว่า “ความจริงเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว คนผู้หนึ่งย้อนเวลาไปยุคโบราณกาล ก็คิดเปลี่ยนโลกหรือ ยังมีแนวความคิดปัจจุบันหากย้อนยุคกลับไป คงถูกยึดถือเป็นรากเหง้าแห่งเภทภัย แม้มีมิสู้ไม่มียังประเสริฐกว่า”

        ชุยพ่านกวนอับจนปัญญา หันไปสอบถามหน้าม้าหัววัวว่า “ยุคโบราณมีผู้ใดไม่ต้องทำอะไร เพียงนั่งรับประทานรอความตายสถานเดียว?”

        หัววัวตอบว่า “เป็นท่านอ๋อง ขณะที่ฮ่องเต้ต้องปกครองแผ่นดิน ท่านอ๋องไม่ต้องทำอะไร หากคิดยุ่งเกี่ยวกับเกิดเรื่องขึ้น ถือเป็นตัวมอดของสังคม นับว่าเหมาะสมกับมันที่สุด”

        เจิ้งเส้าเผิงพอฟังก็กล่าวว่า “เป็นท่านอ๋องยังไม่เลว ยามอยู่ว่างนำสมุนบริวารออกไปหยอกเย้าหญิงชาวบ้านสักครา หากว่าฮ่องเต้โฉดดีนั้นดีอยู่ แต่ต้องถูกผู้คนก่นด่าหลายพันปี ยังคงเป็นท่านอ๋องประเสริฐกว่า”

        ชุยพ่านกวนฝืนยิ้มออกมา ตอนนี้ตนเองเพียงคิดผลักไสต้าแหย (นายใหญ่) ท่านนี้ให้รีบไป แต่แล้วครุ่นคิด หากว่าส่งมันไปยังยุคโบราณ มันไม่ยอมใช้ชีวิตอย่างเรียบๆ ร้อยๆ สองปีตกตายอีก ก็ยุ่งยากมากแล้ว จึงกล่าว “ตกลง ส่งมันย้อนเวลากลับไปเป็นท่านอ๋อง แต่ว่าสองปีนี้ท่านต้องครองตัวเป็นท่านอ๋องให้ดี อย่าได้สร้างปัญหาให้กับเราอีก ไม่เช่นนั้นเราพอพบเห็นท่าน จะเตะท่านกลับไปเป็นขุนนางใหญ่กว่าท่านอ๋องอีก”

        เจิ้งเส้าเผิงกล่าวด้วยความคาดหวังว่า “ท่านคิดส่งเราไปเป็นฮ่องเต้หรือ?”

        ชุยพ่านกวนปั้นหน้าเคร่งเครียดกล่าวว่า “หากไม่ถึงเวลา ท่านกล้ากลับลงมายังปรโลก เราจะให้ท่านเป็นเก้าพันปี*”

        * สังคมศักดินาเรียกขานฮ่องเต้ว่ามีพระชนมายุหมื่นปี และสอพลอขันทีใหญ่เป็นเก้าพันปี

        เจิ้งเส้าเผิงสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ รีบกล่าวว่า “ไม่ต้องการ เป็นท่านอ๋องดีแล้ว เรา…เราผู้เป็นอ๋องรู้จักคำว่าพอ เอ๊ะ เรายังกล่าวไม่จบ ท่านทั้งสองทำอะไร?”

        หน้าม้าหัววัวไม่แยแสสนใจมัน หอบหิ้วเจิ้งเส้าเผิงลอยตัวออกจากตำหนัก เหินข้ามสะพานไน่เหอ โถมเข้าสู่ทะเลเมฆ

…………

        สงสารจักรหกภาพเป็นวงล้อขนาดใหญ่มีความสูงเท่ากับบ้านสามชั้น กำลังหมุนอย่างช้าๆ ด้านนอกของกงล้อสลักอักษรสีทองว่า “พระอารยแห่งสงสาร” บนล้อแกะสลักรูปของพระแห่งกาลสมัยสาม* พระองค์มีพระพักตร์อัปลักษณ์ มุมปากมีเขี้ยวงอกเงย ปากคาบวงล้อ สองมือโอบล้อขนาดใหญ่ไว้ อยู่ในลักษณะแยกเขี้ยวยิงฟัน คล้ายกับว่าด้วยฤทธานุภาพของท่าน ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงกรรมของมวลมนุษย์ได้

        * ได้แก่อดีตสมัย ปัจจุบันสมัยและอนาคตสมัย

        ตรงกลางของวงล้อพวยพุ่งประภามณฑลหกสาย แห่งวงล้อขนาดใหญ่ออกเป็นหกส่วน ประกอบด้วยภพสวรรค์ ภพมนุษย์ ภพอสูรกาย ภพเดียรัจฉาน ภพเปรตและภพนรก

        หน้าม้าหัววัวหาเหตุผลหลอกให้ภูตผีที่เฝ้าวงล้อออกไป จากนั้นมาถึงภพมนุษย์เพ่งพิจารณาดดยละเอียด จากนั้นขยับวงล้อแห่งกาลเวลาชั้นสองของวงล้อขนาดใหญ่กลับมาอย่างช้าๆ วงล้อนี้แปลกพิสดารยิ่ง พอขยับวงล้อแห่งกาลเวลา วงล้อแห่งศักดิ์ฐานะบนชั้นที่สามก็จะเปิดเผยศักดิ์ฐานะต่างๆ ทางสังคมออกมา ภูตหัววัวจัดแจงขยับวงล้อชั้นที่สามมาถึงตำแหน่งของท่านอ๋อง

        ในการใช้กลวิธีเลี่ยงหลบที่ผ่านมาทั้งแปดครั้ง ล้วนเป็นหน้าม้าหัววัวหอบหิ้วเจิ้งเส้าเผิงไปยังโลกมนุษย์ เลือกสิงร่างบุคคลที่เหมาะสม แต่คราครั้งนี้อาศัยสงสารจักรหกภพ เตรียมผลักดันเจิ้งเส้าเผิงย้อนเวลาสู่โบราณกาล

        เจิ้งเส้าเผิงรู้สึกแปลกใหม่ยิ่ง อดวิ่งไปข้างหน้ามิได้ พบว่าวงล้อแห่งศักดิ์ฐานะผนึกนิ่งอยู่ในตำแหน่งท่านอ๋อง สร้างความยินดียิ่ง

        แต่ว่ามันอยู่ในสภาพวิญญาณไร้ตัวตน หน้าม้าหัววัวก็เป็นวิญญาณไร้ตัวตน พอวิ่งไปข้างหน้า จึงกระทบถูกข้อศอกของหัววัว เป็นเหตุให้วงล้อมแห่งกาลเวลาขยับเขยื้อนเล็กน้อย เพียงแต่ทั้งสามไม่ทันสังเกตแต่อย่างไร

        ได้ยินเสียงแกร๊ก วงล้อแห่งวัฏสงสารผนึกนิ่ง ประภามณฑลที่พวยพุ่งออกจากวงล้อเปล่งประกายสีทองเจิดจ้า รวมตัวเป็นลำแสง ลำแสงส่องต้องร่างของเจิ้งเส้าเผิง ร่างของมันคล้ายถูกแสงนับไม่ถ้วนสาดทะลุผ่านไป จนแทบกลายเป็นโปร่งใส ต่อจากนั้นส่องเท้ามันลอยพ้นจากพื้น ร่างก็หดเล็กลง โถมเข้าสู่ประกายสีทองลำนั้น

        ประกายสีทองหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แล้วกระจายเป็นประภามณฑลหกสายใหม่ วงล้อวัฏสงสารหมุนรอบอย่างช้าๆ อีกครา หน้าม้าหัววัวต่างปรบมือหัวร่อดังๆ หลังจากหัวร่อจบ หัววัวพลันเบิ่งตาโปนโตกุจตาวัวมองดูหน้าม้า อุทานว่า “น้องเรา”

        “มีเรื่องใด?”

        “น้องแซ่หม่าจได้หรือไม่ว่ามันเข้าสิงร่างผู้ใด?”

        “เรื่องนี้…พี่เหนียนไม่ได้จดบันทึกไว้หรือ?”

        “โอ พวกเราคล้ายกระทำผิดพลาดอีกแล้ว…ครั้งนี้เป็นการย้อนเวลา พวกเราไม่สามารถส่งมันออกไปด้วยตัวเอง หากว่ามันไม่คิดตาย คนที่มันเข้าสิงร่างก็ตกตายแต่แรก ถูกจำหน่ายออกจากบัญชียมโลก เมื่อถึงเวลาพวกเราจะไปคร่าวิญญาณมันได้อย่างไร?”

        หน้าม้าหดศีรษะลงกล่าวว่า “นี่…สมควรไม่ปรากฏปลาที่เล็ดลอดจากร่างแหเป็นเผิงจู่* กระมัง?”

        * ชื่อเซียนวิเศษองค์หนึ่ง มีอายุยืนถึงแปดร้อยปี

        “หมายความว่า…”

        “ว่ากระไร วาจาลมปากไม่มีหลักฐาน ผู้ใดสามารถพิสูจน์ว่าเป็นพวกเราส่งมันย้อนเวลากลับไป เฮอะเฮอะ ผู้ที่ต้องตายภายในสองปี หากว่ามีอายุถึงร้อยปี ได้แต่บอกว่าผู้คนเรื่องราวแปรเปลี่ยนผัน เป็นเด็กน้อยนี้อาศัยช่วงเวลาเล็ดลอดผ่านไป”

        “ใช่แล้ว เรื่องราวเกี่ยวข้องใดกับพวกเรา ฮาฮา น้องแซ่หม่า เมื่อวานเราผู้นี้ได้สุราดีไหหนึ่ง พวกเราไปลิ้มลองดู…”

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 15 - 27)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

ตายแล้วฟื้นคืนชีพ

        เจิ้งเส้าเผิงฟื้นคืนสติมาอย่างช้าๆ รู้สึกเหน็บหนาวยิ่ง การย้อนเวลาเกิดใหม่ครั้งนี้ ทำให้ความทรงจำแต่ปางก่อนเปลี่ยนเป็นเลือนราง ความทรงจำของการกลับชาติมาเกิดใหม่แปดครั้งผสมปนเปกับประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้จำแนกไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นประสบการณ์เมื่อชาติปางก่อน เรื่องใดเป็นเหตุการณ์กลับชาติเกิดใหม่ คล้ายความฝันอันเหลวไหลตื่นหนึ่ง

        หน้าม้าหัววัวส่งมันมาราวกับน้อมส่งเทพแห่งโรคห่า ไม่ทราบว่านี่เป็นยุคสมัยใด แต่พวกมันคิดให้ตนเองสิงร่างท่านอ๋อง อย่างนั้นตนเองสมควรเข้าสิงท่านอ๋องผู้หนึ่งแล้ว

        แต่ว่าที่นี้เป็นที่ใด ทั้งมืดมิดทั้งเหน็บหยาวนัก เจิ้งเส้าเผิงยื่นมือที่อ่อนล้าออกลูบคลำดู พบว่าบนร่างห่อผ้าห่มเบาบางผืนหนึ่ง คาดว่าสมควรเป็นฤดูหนาว ในอากาศยังแฝงความหนาวเย็นอยู่ขุมหนึ่ง

        เจิ้งเส้าเผิงขณะจะทำความเข้าใจกับตำแหน่งที่ตนเองอาศัยอยู่ พลันได้ยินเสียงเคาะเกราะไม้ไผ่สามครา มีคนร้องขานว่า “มีแขกมาถึง…โอย หยางเหล่าไท่แหย (ท่านผู้สูงอายุแซ่หยาง) ท่านผู้เฒ่าไฉนมาแล้ว หยางซิ่วไฉ่ (บัณฑิตแซ่หยาง) ถือเป็นผู้เยาว์รุ่นหลัง ไม่อาจรับไว้ได้”

        เจิ้งเส้าเผิงระงับสติ ครุ่นคิดขึ้น ‘หยางเหล่าไม่แหย? นี่เป็นคำเรียกหาอันใด ที่ด้านข้างบังเกิดเสียงดัง สายตาเราไฉนมีแต่ความมืดทะมื่น สวรรค์…เราคงไม่กลับชาติเกิดใหม่บนร่างท่านอ๋องตาบอดอันใดกระมัง?’

        ได้ยินสุ้มเสียงชราภาพเสียงหนึ่งกระแอมไอแล้วกล่าวว่า “เชื้อสายของลิ่วตี้ (น้องที่หก) ถือว่าจบสิ้นแล้ว เราไม่มาได้หรือ หลิงเอ๋อเนคนที่โดดเด่นของตระกูลหยางเรา ลิ่วตี้อายุห้าสิบปีค่อยให้กำเนิดบุตรโทนเช่นนี้ ตอนนี้เพิ่งอายุสิบเจ็ดปี ก็จัดเป็นซิ่วไฉอายุเยาว์ที่สุดของต้าเมืองเซวียนฝู่เรา ความจริงเข้าใจว่าจะเชิดหน้าชูตาให้กับตระกูลหยางเรา มิคาด โอ…”

        ยามนั้นยังแว่วเสียงสะอึกสะอื้นไห้ของสตรี สร้างความงุนงงสงสัยแก่เจิ้งเส้าเผิง นี่ที่แท้เป็นเรื่องราวใด ถึงแม้ว่ามันไม่เคยย้อนเวลามายังยุคโบราณกาล แต่ฟังจากน้ำเสียงนี่ไม่คล้ายเป็นตระกูลท่านอ๋องอันใด

        เจิ้งเส้าเผิงรีบร้อนลุกขึ้นยืน แต่ร่างที่เพิ่งเข้าสิงอยู่ระหว่างการฟื้นฟู มือเท้าที่แข็งทื่อค่อยเกิดเลือดลมหมุนเวียน ยามกะทันหันไม่มีเรี่ยวแรงยันกายขึ้น ดีที่มันมีประสบการณ์หลายครั้ง ทุกครั้งที่นกดุเหว่ายึดครองรังนกเขาล้วนเป็นเช่นนี้ ดังนั้นใช้ความอดทนสะสมเรี่ยวแรง

        สุ้มเสียงตอนแรกดังอีกว่า “เหล่าไท่แหยเชิญนั่งทางด้านนี้ ญาติมิตรทั้งหลายแสดงความเคารพ”

        เสียงขาดคำ ห้องหับที่เงียบสงบพลันบังเกิดเสียงร่ำไห้ดังระงม เจิ้งเส้าเผิงค่อยทราบว่าภายในห้องมีผู้คนมากหลาย การกลับชาติเกิดใหม่ที่ผ่านมาหลายครั้ง ก็เป็นเวลาเดียวกับที่ผู้อื่นร้องห่มร้องไห้ แต่ไม่เคยมืดมิดจนยื่นมือไม่เห็นนิ้วทั้งห้าเช่นนี้ เจิ้งเส้าเผิงกะพริบตา ถึงแม้มองไม่เห็นอันใด แต่ก็พบว่าสายตาไม่มีปัญหา ค่อยคลายใจลงบ้าง

        ได้ยินคนเหล่านั้นร่ำไห้วุ่นวาย รำพึงรำพันว่า “น้องเราอายุยังเยาว์ กลับด่วนจากไป”

        “น้องหลิงตายอย่างปัจจุบันทันด่วนนัก”

        เจิ้งเส้าเผิงถึงกับคิดหัวร่อออกมา มันพบเห็นการร่ำไห้จริงแสร้งร่ำไห้มาหลายครั้ง เพียงแต่ยุคปัจจุบันยังยั้งเอาไว้บ้าง ตอนนี้คิดร้องไห้ก็ร้องไห้ ราวกับอยู่บนเวทีงิ้ว นึกดูช่างน่าหัวร่อนัก

        สุ้มเสียงนั้นดังอีกว่า “แขกเหรื่อคำนับเสร็จ เจ้าภาพคำนับตอบ”

        สุ้มเสียงพอดัง เสียงร่ำไห้วุ่นวายพลันชะงักขาดหาย ได้ยินสุ้มเสียงสตรีเสียงหนึ่งกล่าวเบาๆ ว่า “เว่ยว่างเหยิน* นางหยางหานซื่อขอขอบคุณเหล่าไท่แหย ขอบคุณญาติมิตรทุกคน”

        * คำเรียกตัวเองของหญิงม่าย

        เจิ้งเส้าเผิงพอฟังคำ “เว่ยว่างเหยิน” ต้องใจเขม็งตึงเครียด คาดว่าคนเหล่านี้ร่ำไห้อาลัยตนเอง นี่นับว่าประเสริฐแท้ กระทั่งภรรยาก็ตบแต่งให้ แต่ว่าเหตุใดยังมืดมิดถึงเพียงนี้ เมื่อจัดพิธีไว้อาลัย สมควรจุดโคมไฟจึงถูกต้อง

        เจิ้งเส้าเผิงคล้ายนึกได้อันใด รีบยกมือลูบคลำ ค่อยคลำพบสิ่งของโดยรอบ ที่แท้มันถูกบรรจุอยู่ในโลง อย่างนั้นอีกสักครู่ไยมิใช่ต้องถูกฝังทั้งเป็น?

        ยามนั้นสุ้มเสียงชราภาพนั้นดังอีกว่า “นางหยางหานซื่อ กงผอ (พ่อผัวแม่ผัว) เจ้าด่วนจากไป ตอนนี้หลิงเอ๋อก็ติดตามพวกมันลงสู่ปรภพ คงเหลือแต่เจ้าคนเดียวไม่ทราบคิดอ่านอย่างไร?”

        ได้ยินสุ้มเสียงสตรีเสียงหนึ่งกล่าวเบาๆ ว่า “เรียนสูสู (ท่านอา) โย่วเหนียงแต่งเข้าบ้านตระกูลหยาง ถือเป็นสะใภ้ของตระกูลหยาง ถึงแม้ทางบ้านยากไร้ โชคดียังมีที่นาอยู่สี่มู่ (ไร่จีน) โย่วเหนียงสมควรผ่านวันเวลาได้”

        หยางเหล่าไท่แหยส่งเสียงกระแอมกล่าวว่า “โย่วเหนียงเอย เจ้าอายุยังเยาว์ จะดูแลบ้านช่องได้อย่างไร เราหารือกับผู้เฒ่าในตระกูลหลายท่าน คิดยกที่นาสี่มู่ของเจ้าให้เฉวียนเอ๋อเพาะปลูก ให้ทางบ้านของเฉวียนเอ๋อดูแลอาหารการกินของเจ้า เจ้าเห็นว่าดีหรือไม่?”

        เจิ้งเส้าเผิงครุ่นคิด ที่แท้เป็นการแย่งชิงมรดกรายหนึ่ง เพิ่งมาเคารพศพก็ฉีกหน้ากัน สูสูผู้นี้ออกจะใจร้อนวู่วามไปแล้ว

        ที่เบื้องนอกเงียบสงบไปชั่วขณะ โย่วเหนียงนั้นค่อยกล่าวเบาๆ ว่า “สูสูมีน้ำใจ โย่วเหนียงขอรับด้วยใจ โย่วเหนียงชะตาอาภัพ ฟูจวิน (คำเรียกสามี) ด่วนจากไป ไม่ทิ้งเชื้อไฟใดไว้ แต่โย่วเหนียงแม้เป็นบุตรีครอบครัวทั่วไป ยังเคยท่องคำสอนสตรี ทราบว่าเมื่อเป็นภรรยาต้องเสมอต้นเสมอปลาย ตอนนี้ทางบ้านแม้หลงเหลือหนูเจีย* คนเดียว แต่เชื้อสายนี้ไม่ถือว่าสูญสิ้นไป ในเมื่อตระกูลหยางแบ่งสมบัติตั้งแต่แรก หากให้ยกที่ยาที่กงผอตกทอดให้แก่หยางเฉวียนต้าป๋อ (ลุง) เกรงว่าไม่ถูกต้อง”

        * คำเรียกตัวเองของหญิงสาว

        หญิงสาวนางนี้ในความอ่อนแฝงความเข็งกร้าว บอกได้ว่าได้เข้าใจว่าตัวเองอายุยังเยาว์ไม่สามารถครองตัวเป็นม่าย จนต้องขายสมบัติของบรรพบุรุษออกไป ทั้งกล่าวโทษมันคิดอ่านแทนบุตรชายตัวเอง รุดมาแย่งชิงสมบัติของพี่น้องร่วมปู่เดียวกัน

        หยางเหล่าไท่แหยถูกนางกล่าวเปิดโปง ต้องหน้าแดงวูบ แทบไม่อาจรักษาหน้าไว้ได้ มันมีบุตรชายสี่คน มีแต่บุตรคนที่สามหยางเฉวียนไม่เอาการเอางาน เพียงเที่ยวเตร่ดื่มกิน ผลาญสมบัติที่นาซึ่งแบ่งปันให้จนหมดสิ้น หยางเหล่าไท่แหยไม่อาจทนดูบุตรชายตกยากลำบาก จึงบากหน้ามาร้องขอ หวังว่าบุตรชายหลังจากได้ครอบครองที่นา จะกลับตัวกลับใจใหม่ มิคาดหญิงสาวนางนี้กลับบอกปัดปฏิเสธ

        ผู้เฒ่าหยางหารู้ไม่ว่า บุตรชายที่ขอให้มันออกหน้าเช่นนี้ แท้จริงแล้วมีจุดประสงค์ที่ไม่อาจบอกกล่าวกับผู้คน หยางเฉวียนเที่ยวเตร่ดื่มกิน ผลาญสมบัติไปจนหมดสิ้น เมื่อสองปีก่อนพวกตาดมองโกลยกกำลังมาปล้นชิงทรัพย์ สังหารภรรยามันไป จนมันอายุสี่สิบเศษยังหาภรรยาไม่ได้

        ถังตี้ (น้องร่วมปู่เดียวกัน) ของมันหยางหลิง* ซึ่งเป็นบัณฑิตซิ่วไฉที่เจิ้งเส้าเผิงคิดสิงร่างปีนี้เพิ่งตบแต่งนางหยางหานซื่อ ซึ่งมีชื่อเดิมว่าหานโย่วเหนียง จัดเป็นหญิงสาวงดงาม มีชื่อเลื่องลือระบือไกล หยางหลิงจัดงานแต่งงานทั้งที่ไม่สบาย ความจริงคิดอาศัยงานมงคลชะล้างคราเคราะห์ สุดท้ายไม่ทันเลิกแพรคลุมหน้าของเจ้าสาว อาการก็ทรุดหนักลง ล้มป่วยลุกไม่ขึ้น

        * หยางเป็นแซ่ หลิงแลว่าทะยานขึ้น

        หยางเฉวียนอ้างว่ามาเยี่ยมน้องร่วมปู่เดียวกัน ฉวยโอกาสเกาะแกะแทะโลม สุดท้ายถูกหานโย่วเหนียงขับไล่ออกไป หากมิใช่น้องสะใภ้ผู้นี้เป็นบุตรีของนายพรานหวัง มีวิชาฝีมือติดตัว มันคงบังคับขืนใจนางแล้ว

        ในความคาดคิดของมัน เมื่อยึดครองที่นาของนาง ควบคุมการดำรงชีวิตของนาง วันหน้าจะได้ครอบครองหญิงม่ายอายุสิบห้าปีนางนี้ทั้งกายและใจโดยไม่ยากนัก

        หยางเฉวียนยืนอยู่ด้านข้าง มองดูน้องสะใภ้ในเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ หากยังหมดจดงดงาม พอฟังนางยันบิดากลับมา นิสัยอันธพาลพลันกำเริบ กระโดดปราดออกมาร้องถามว่า “หานโย่วเหนียง ท่านอายุยังเยาว์ จะดูแลบ้านหลังนี้ได้อย่างไร ท่านพ่อความจริงถือกุศลเจตนา ไม่ต้องการให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียแก่ตระกูลหยางเรา”

        หานโย่วเหนียงแม้อายุยังเยาว์ แต่มีนิสัยแข็งกร้าว พอฟังต้องผุดลุกขึ้น เลิกคิ้วกล่าวว่า “หนูเจียรู้มารยาทธรรมเนียม นับแต่เข้าบ้านตระกูลหยาง ก็ปรนนิบัติดูแลฟูจวิน ไม่ทราบประพฤติผิดศีลธรรมที่ใด ต่อให้ตระกูลหยางมีลูกหลานไม่รักดี ก็ไม่เกิดจากตระกูลเรา”

        หยางเฉวียนได้ยินนางกล่าวประชดแดกดันตนเอง ถึงกับอับอายกลายเป็นโทสะ ด่าทอว่า “นางแพศยาน้อย หลิงตี้ (น้องชาย) เป็นหนึ่งเดียวของตระกูลหยางเราที่สอบได้เป็นซิ่วไฉ ความจริงเตรียมเชิดหน้าชูตาตระกูลหยาง หากมิใช่เจ้าชะตาแข้งข่มมันจนตาย มันอายุยังเยาว์ มีร่างกายแข็งแรง ไหนเลยตกตายได้?”

        เมื่อเอ่ยถึงสตรีข่มสามีจนตาย ทั้งไม่สามารถโต้แย้ง ทั้งเป็นความผิดที่ไม่อาจรับได้ หานโย่วเหนียงคล้ายถูกดาบที่ฆ่าคนโดยไม่เห็นเลือดทิ่มแทงใส่ ขุ่นแค้นจนร่างสั่นระริก สายตายามกวาดมอง เห็นเครือญาติฝ่ายสูสู (ท่านอา) ล้วนใช้สายตาที่เย็นชาจับจ้องมองมา

        หานโย่วเหนียงบังเกิดความคับแค้น เศร้าโศกและโกรธเคืองประดัง นับตั้งแต่แต่งให้กับสามี มันก็นอนรอความตายอยู่บนเตียง นางไม่ทันถอดชุดวิวาห์ออก ก็รีบตามหมอมาเจียดยาต้มยา ขายสมบัติรักษาโรคให้กับสามี สุดท้ายต้องครองตัวเป็นม่ายทั้งที่อายุยังน้อย คิดไม่ถึงซากศพสามียังไม่เย็นชืด คนในตระกูลหยางก็มาแย่งชิงสมบัติ ทั้งยังกล่าวโทษตัวเอง ตัวเองโดดเดี่ยวลำพัง หลังจากนี้ไหนเลยมีชีวิตอยู่ในตระกูลหยางได้

        หานโย่วเหนียงยามหดหู่ใจ ต้องกล่าวด้วยน้ำตาเอ่อคลอหน่วยว่า “ประเสริฐ ยอดหญิงจี้อี้เหนียนกระโดดแม่น้ำรักษาศักดิ์ศรี ได้รับการกล่าวขานตลอดมา เราหานโย่วเหนียงพอตายตามฟูจวินไป จะได้ไม่ต้องรับความคับแค้นจากคนต่ำช้าท่าน”

        กล่าวจบหมุนตัวไป พุ่งศีรษะชนใส่โลงของสามี สร้างความตื่นตระหนกแก่หยางเหล่าไท่แหยยิ่ง บิดาของหานโย่วเหนียงมีฝีมือกล้าแข็ง เลื่องลือไปทั้งใกล้ไกล วันนี้หยางหลิงเพิ่งเสียชีวิต ตนเองมาแย่งชิงมรดก ถือว่าจำนนต่อเหตุผล  หากบีบบังคับนางพุ่งชนโลงเสียชีวิต เรื่องราวพอเผยแพร่ออกไป ไม่เพียงคนบ้านใกล้เรือนเคียงครหานินทา บิดาของนางไหนเลยยอมเลิกรา จึงรีบผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ร้องว่า “รีบขัดขวางนาง”

        แต่ว่าหานโย่วเหนียงมีฝีมือปราดเปรียว บวกกับกล่าวคำคนเคลื่อนไหว ทั้งหมดคิดขัดขวางก็ไม่ทันการณ์ เห็นนางโถมถึงหน้าโลง พุ่งศีรษะชนใส่เหลี่ยมมุมของโลง

        แต่แล้วยามนั้นนางหยุดกึกลง ลืมตามองดูโลงด้วยความตระหนก โลงไม้ที่เบาบางยังไม่ปิดฝาโลง เพื่อให้ผู้คนไว้อาลัย ยามนี้ฝาโลงกลับเลื่อนไปด้านข้าง จากนั้นปรากฏนิ้วมือขาวซีดหลายนิ้วยื่นออกมาแตะขอบโลงไว้

        หานโย่วเหนียงพอเห็นเหตุภาพประหลาดนี้ ต้องถอยกายไปหนึ่งก้าว ทั้งหมดก็กวาดตามองตามความสายตาของนาง ปรากโสตรีกลางคนสองนางร้องคำศพหลอก* จากนั้นหมุนตัววิ่งหนีออกไป

        * หมายถึงศพที่ลุกขึ้นก่อนนำไปบรรจุโลง

        บุรุษที่เหลือแม้ไม่วิ่งหนี แต่ก็ตัวสั่นงันงก หานโย่วเหนียงหวนนึกถึงคนในโลงเป็นสามีตัวเอง ต่อให้เป็นศพหลอกคงไม่ทำร้ายตัวเอง หรือว่ามันเห็นตัวเองถูกข่มเหงรังแกจึงฟื้นคืนชัพมา ดังนั้นเคลื่อนกายออกไป ผลักเปิดฝาโลงออก

        เห็นสามีของนางนั่งอยู่ในโลง กำลังหอบหายใจ เนื่องด้วยอากาศเหน็บหนาว ลมหายใจที่มันพวยพุ่งออกมาจึงแฝงควันขาวเป็นเส้นสาย หานโย่วเหนียงชมดูจนยินดียิ่ง ครุ่นคิดว่า ‘คนตายไหนเลยพ่นลมร้อนออกมาได้ นับว่าฟ้าเวทนา มัน…มันฟื้นคืนชีพมาแล้ว’

        เจิ้งเส้าเผิงรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งมวล ค่อยผลักเปิดฝาโลงแง้มเล็กน้อย กำลังนั่งคุกเข่าหอบหายใน พลันรู้สึกเบื้องหน้าสายตากระจ่างจ้า ต้องหยีตาลง ค่อยปรับตัวคุ้นชิน ดังนั้นเงยหน้ามองดูหญิงม่ายที่ถูกข่มเหรงรังแกนางนี้ กลับไม่สามารถนึกโยงว่านางเป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว

        นางสวมเสื้อปอเนื้อหยาบ ศีรษะโพกผ้าขาวผืนหนึ่ง ใบหน้ารูปไข่หมดจดงดงาม ขอบตาแดงก่ำ ขนตายังเปียกชื้น มองดูมันอย่างหวาดหวั่นขลาดเขลา

        เจิ้งเส้าเผิงแม้ผ่านประสบการณ์ตายแล้วฟื้นคืนชีพหลายครั้ง แต่เห็นภรรยาในนาม “อายุเยาว์” ถึงเพียงนี้ สร้างความประหลาดใจยิ่ง เนื่องด้วยมันมีร่างกายอ่อนแอ พอลุกขึ้นนั่ง ต้องส่ายโงนเงนแทบล้มลง ก่อนสิ้นสติไปยังฝืนยิ้มให้กับนาง กล่าวว่า “ไม่ต้องกลัว ข้าพเจ้ายังไม่ตาย”

        หานโย่วเหนียงลืมตากลมกว้าง จับจ้องมองมันมาไม่กะพริบ น้ำตาเอ่อคลอเบ้าทีละน้อย ชั่วครู่พลันร้องไห้โฮออกมา ใช้สองมือยึดเกาะโลงไว้ คล้ายกับคลายมือออกจะล้มลง

        ที่ผ่านมานางปรนนิบัติดูแลมัน ถือว่าทำตามหน้าที่ของภรรยา แท้จริงแล้วทั้งสองไม่มีความผูกพันอันใด ยามนี้นางค่อยทราบว่ามันมีความสำคัญต่อตนเองถึงเพียงไหน ถึงแม้มันมีเพียงลมหายใจคำหนึ่ง ยังถือเป็นบุรุษของตัวเอง เมื่อมันยังอยู่ บ้านหลังนี้ค่อยไม่พังพินาศ ค่อยมีเสาขื่อค้ำยันไว้

        เจิ้งเส้าเผิงถุกเสียงร่ำไห้ของนางสร้างความหดหู่ใจ คิดกล่าวปลอบโยนนาง บอกว่า “แรกเริ่มพบหน้า ได้รับการดูแลจากท่าน” จนใจที่ประคองตัวไว้ไม่ได้ ถึงแม้อ้าปากแต่ปราศจากสุ้มเสียงเปล่งออกมา กลับเหลือกตาสิ้นสติไป

        ในห้องตั้งศพปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นมา หานโย่วเหนียงทั้งร่ำไห้ทั้งร้องเรียก ฉุดลากมันออกจากโลง หยางเหล่าไท่แหยเคยได้ยินเรื่องคนตายแล้วฟื้นคืนชีพ กลับไม่แตกตื่นตระหนกเท่าใด เห็นหยางหลิงตายแล้วฟื้น ในใจแม้กระอักกระอ่วนอยู่บ้าง จะอย่างไรยังเกิดความยินดี หยางหลิงเป็นคนมีชื่อเสียงเพียงหนึ่งเดียวในจุดที่พักจีหมิง (ไก่ขัน) แห่งนี้ ตระกูลหยางมีบุคคลเช่นนี้คนหนึ่ง ถือเป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล เมื่อหลายชายฟื้นคืนชีพ ก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าหลานสะใภ้จะครองตัวเป็นม่านไว้ไม่ได้แล้ว

        หยางเหล่าไท่แหยบอกให้ผู้คนช่วยกันยกร่างหลานชายขึ้นเตียง ทั้งสั่งคนไปตามหมอมา วุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนวัน ค่อยจากไปภายใต้การประคับประคองของลูกหลาน

…………

        ข้าวต้มข่าวฟ่างสองชาม ผักดองจานหนึ่ง ถือเป็นอาหารมือแรกของคนใจบุญเก้าชาติภพเจิ้งเส้าเผิง ซึ่งย้อนเวลากลับมาสิงร่างหยางหลิงกับภรรยา ตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งส่องแสงริบหรี่อยู่บนเตา ภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นของการเผาไหม้

        ก่อนหน้านี้เจิ้งเส้าเผิงมิใช่เกิดเป็นเศรษฐีมีทรัพย์ ก็เป็นคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ยามนี้กลายเป็นบัณฑิตซิ่วไฉเมืองเซวียนฝู่ในปีที่เจ็ดรัชกาลหงจื้อ* ของต้าหมิงนามหยางหลิง พอรับประทานอาหารเช่นนี้ ต่อให้หิวโหยเพียงไหน ก็ยากกลืนลงคอ

        * ชื่อปีรัชกาลของหมิงเจียวจงฮ่องเต้ ตรงกับปีค.ศ. 1504

        หานโย่วเหนียงกลับรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ถึงแม้อาหารฝืดคอ แต่เห็นว่าสามีไม่เพียงฝันคืนชีพ ยังสามารถลงจากเตียงมารับประทานข้าวต้ม หัวใจน้อยๆ ของนางก็มีแต่ความยินดี

        หยางหลิงมองดูบ้านช่องที่ยากจน ต้องลอบทอดถอนใจ เห็นหานโย่วเหนียงกลับรับประทานข้าวต้มจนหมดชาม ทั้งยังใช้ลิ้นเลียขอบชามจนเกลี้ยงเกลา อดหดหู่ใจมิได้ครุ่นคิดขึ้น ‘ดูท่าพ่านกวน (ตุลาการ) ภูตผีกลั่นแกล้งเรา หากทราบเช่นนี้แต่แรก มิสู้ใช้ชีวิตเศรษฐีร้อยล้านยังประเสริฐกว่า อย่างมากแต่มีอายุมากเท่านั้น ตอนนี้จะทำอย่างไร คงได้แต่ใช้ชีวิตสองปีที่เหลือ อย่างน้อยภรรยานางนี้ยังงดงามชวนมอง’

        เห็นหานโย่วเหนียงวางชามลง จึงผลักข้าวต้มที่เหลือครึ่งชามออกไป กล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “ยังไม่อิ่มกระมัง มา รับประทานชามนี้ลงไปเถอะ”

        หานโย่วเหนียงค่อยกล้ามองดูบุรุษของตัวเอง สีหน้ามันแม้ยังซีดเซียว แต่ก็มีสติแจ่มใส เห็นมันใช้สายตาที่อ่อนโยนมองดูตัวเอง อดบังเกิดความเอียงอายมิได้ กล่าวเบาๆ ว่า “เซี่ยงกง (คำเรียกสามี) ท่านเพิ่งฟื้นไข้ สมควรรับประทานให้มากไว้”

        หยางหลิงขบคิดดู ค่อยนึกออกว่าสมควรเรียกนางเป็นเหนียงจื่อ (คำเรียกภรรยา) แต่ว่าคำเรียกหาของคนโบราณนี้ สร้างความกระบอดกระบวนแก่ผู้คน จึงเปลี่ยนเป็นเรียกชื่อของนางว่า “โย่วเหนียง ข้าพเจ้าเพิ่งฟื้นไข้ ไม่ควรรับประทานมากเกินไป หากท่านไม่รับประทานถือว่าสิ้นเปลืองแล้ว”

        หานโย่วเหนียงขบคิดดู ค่อยยิ้มอย่างขวยเขินรับชามข้าวมากล่าวเบาๆ ว่า “ขอบคุณเซี่ยงกง”

        หยางหลิงสำรวจดูนาง หญิงสาวนางนี้ถอดเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ออก เปลี่ยนเป็นสวมเสื้อยาวสีเขียว ใบหน้านางนวลเนียน อาจเป็นเพราะฝึกวิชาการต่อสู้ ร่างกายจึงเจริญเติบโต ผิวพรรณค่อนข้างคล้ำ แต่ว่าคิ้วดกหนา จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอวบอิ่ม ตากลมโตน่ารักยิ่ง

        หานโย่วเหนียงพบว่าสามีมองดูนาง ยังเข้าใจว่าท่านรับประทานของตัวเองไม่สุภาพ อดบังเกิดความเอียงอายมิได้ เปลี่ยนเป็นนั่งหันข้าง นับตั้งแต่แต่งงานกัน นี่เป็นครั้งแรกที่นางกับสามีนั่งรับประทานข้าวด้วยกัน ถึงแม้ว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยาครึ่งปี แต่ความทรงจำของนางยังขาวว่างเปล่า นอกจากทราบชื่อของมัน ทราบว่ามันเป็นบัณฑิตซิ่วไฉอายุเยาว์ที่สุดของเมืองเซวียนฝู่ เป็นคนมีชื่อเสียงเพียงหนึ่งเดียวของจุดที่พักม่าจีหมิง อื่นๆ หาทราบไม่

        ห้องหับนี้ตรงกลางเป็นห้องอาหาร พอเข้าประตูมาก็เป็นเตาไฟ ด้านขวามือเป็นห้องนอก ข้างในก็มีกลิ่นยาอยู่บ้าง ด้านซ้ายมือความจริงเป็นที่อยู่ของบิดามารดาหยางหลิง หลังจากที่พวกท่านลาโลกไป ก็ใช้เป็นห้องเก็บของ

        ห้องอาหารยังเป็นห้องรับแขก ขณะเดียวกันก็เป็นห้องตั้งศพของหยางหลิง หานโย่วเหนียงกลัวว่าสามีเพิ่งฟื้นไข้ร่างกายอ่อนแอ ยืนกรานไม่ยอมให้มันลงมือ หากประคองมันนั่งที่คั่งที่นอน ตัวเองหอบผ้าเขียนคำไว้อาลัย และหลัวที่เผากระดาษเผาเงินกระดาษทองไปหลังประตูรื้อห้องตั้งศพทิ้ง กลับวุ่นวายจนหยาดเหงื่อไหลซึม

        หยางหลิงมองดูหานโย่วเหนียงจัดบ้านช่อง ต้องลอบทอดถอนใจ หญิงสาวยุคปัจจุบันมีชีวิตความเป็นอยู่ดีเลิศ จึงเติบโตก่อนวัย แต่ที่เติบโตเพียงเป็นร่างกายและความต้องการของพวกนาง หานโย่วเหนียงจึงเจริญเติบโตทางความคิดและจิตใจ

        หญิงสาวอายุสิบห้าปีนางหนึ่งเพิ่งแต่งเข้าบ้าน ก็ต้องปรนนิบัติดูแลคนป่วยที่ล้มหมอนนอนเสื่อผู้หนึ่ง ที่บ้านยังยากจนข้นแค้น ไม่ทราบว่าผ่านครึ่งปีมานี้ได้อย่างไร เห็นนางทั้งงดงามทั้งเฉลียวฉลาด สร้างความหวั่นไหวใจอยู่บ้าง หวนนึกถึงตนเองมีอายุอีกสองปี กลับไม่อาจหักใจย่ำยีผู้อื่น

        หานโย่วเหนียงพอจัดบ้านเสร็จ เห็นมันนั่งอยู่บนคั่งที่นอนสำรวจดูตัวเอง อดหน้าร้อนผะผ่าวมิได้ ครึ่งปีมานี้นางภาวนาให้บุรุษของตัวเองฟื้นคืนสติมา ยามนี้มันฟื้นขึ้นมาจริงๆ พอถูกมันจ้องมองเช่นนี้ กลับไม่สบายใจขึ้นมา

        นางเดินเข้าห้องนอนมา ไขตะเกียงน้ำมันให้สว่างขึ้น เห็นมันยังมองตามมา ใบหน้านางยิ่งมายิ่งร้อนผ่าว ดึงผ้าห่มเบาบางมาคลุมเท้ามัน ตะกุกตะกักว่า “เซี่ยงกง ท่านเพิ่งฟื้นคืนสติมา ยังคงพักผ่อนให้มากไว้ ข้าพเจ้า…ข้าพเจ้าจะไปที่บ้านหลี่ต้าเหนียงซึ่งอยู่ติดกัน อีกสักครู่ก็จะกลับมา” กล่าวจบออกจากห้องราวกับหลบหนีอันใด

        หยางหลิงยิ้มเล็กน้อย ในใจบังเกิดความอบอุ่นซึ้งใจ มันไม่ทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคอะไร แต่นับแต่สิงร่างเจ้าของเดิม นอกจากนอนเตียงเป็นเวลานาน บวกกับได้รับสารหล่อเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ กลายเป็นมือเท้าอ่อนแรงแล้ว กลับไม่เป็นอะไร เห็นหานโย่วเหนียงออกไป จึงเลิกผ้าห่มลงจากคั่งที่นอน ฉวยโอกาสทำความคุ้นเคยกับสถานที่

        การสำรวจครั้งนี้พบว่าทุกแห่งหนล้วนว่างเปล่า ชีวิตความเป็นอยู่น่าเวทนา เมื่อเดินถึงห้องด้านตรงข้าม มันทราบว่าหานโย่วเหนียงว่านี่เป็นห้องหับของบิดามารดาหยางหลิง ตอนนี้อยู่ว่าง ใช้เก็บข้าวของบางอย่าง มันเดินถึงข้างประตู ทดลองยกถุงข้าวดู ภายในมีข้าวฟ่างเหลือไม่ถึงครึ่งชาม มิน่าเล่านางเพียงต้มข้าวต้มสองชาม ขณะที่รับประทานข้าวต้มที่เหลืออยู่ครึ่งชามของตัวเอง กลับรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ทราบว่าไม่ได้กินอิ่มมากี่วันแล้ว

        หยางหลิงบังเกิดความหดหู่ใจ ชีวิตเช่นนี้จะอยู่รอดอย่างไร ผ่านฤดูหนาวประการใด มันบอกว่าจะรับประทานรอความตาย ไม่ได้บอกว่าคิดอดตาย ดังนั้นนึกด่าทอพ่านกวนภูตกับหน้าม้าหัววัวในใจเที่ยวหนึ่ง

        หยางหลิงเดินไม่กี่ก้าว ก็สำรวจบ้านช่องจนทั่ว จึงผลักประตูเดินออกไป ยามวิกาลของหมู่บ้านชนบทมืดมิด ทุกบ้านช่องจุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็กๆ ต่างกับปัจจุบันที่ชนบทยังเปิดไฟสว่างไสว

        เมื่อแหงนมองท้องฟ้า เห็นเมฆดำบดบังเดือนเสี้ยว รู้สึกมีความหนาวเย็นเสียดกระดูก ไม่ทราบว่าหานโย่วเหนียงไปยังที่ใด ขณะจะกลับเข้าห้อง พลันได้ยินที่ห่างไปบังเกิดเสียงแอ๊ด จากนั้นแว่วเสียงสุนัขเห่าดังขึ้น

        หยางหลิงเงี่ยหูฟัง ได้ยินที่ห่างไปบังเกิดสุ้มเสียงสตรีเสียงหนึ่งว่า “โย่วเหนียง ยามมืดค่ำเดินให้ดี”

        จากนั้นเป็นเสียงหานโย่วเหนียงดังว่า “ขอบคุณหลี่ต้าเหนียง (คำเรียกสตรีสูงอายุแซ่หลี่) เสบียงนี้รอจนบ้านเราเก็บเกี่ยวจะคืนให้แน่นอน”

        หยางหลิงเดินถึงข้างรั้วต่ำเตี้ย ที่ข้างรั้วสุมหิมะซึ่งกวาดมากองรวมไว้ มันเกาะรั้วมองออกไป เห็นสตรีผมหงอกขาวนางหนึ่งมือหนึ่งถือตะเกียงน้ำมัน มือหนึ่งผลักเปิดประตู คาดว่าหานโย่วเหนียงเดินออกจากประตูบ้านแล้ว

        เห็นสตรีชรานั้นสั่นศีรษะทอดถอนใจ ขณะที่ปิดประตูลง ได้ยินภายในบ้านบังเกิดสุ้มเสียงชายชราเสียงหนึ่งดังว่า “นางเฒ่า เมื่อฤดูใบไม้ร่วงพวกตาดมองโกลยกกำลังมา บ้านเรามีเสบียงเหลืออยู่ไม่มาก”

        สตรีชรานั้นทางหนึ่งปิดประตู ทางหนึ่งกล่าวว่า “เราทราบ แต่ว่าโย่วเหนียงน่าสงสาร สามารถช่วยได้ก็ช่วยเหลือสักครา อีกประการหลิงเอ๋อสอบเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ หลังคราเคราะห์ไม่ตายคงมีวาสนาตามหลัง วันหน้า…”

        พร้อมกับประตูที่ปิดลง ไม่ทราบคำพูดหลังจากนี้เป็นอะไร หยางหลิงได้ยินเสียงเปิดประตูบ้าน เงาร่างอ้อนแอ้นสายหนึ่งเดินเข้ามา จึงเดินออกไปรับหน้า

        หานโย่วเหนียงเห็นที่ลานบ้านมีคนผู้หนึ่งเดินออกมา ต้องใจหายวาบ ยังเข้าใจว่าเป็นอันธพาลหยางเฉวียนมาแทะโลมนาง นางมือหนึ่งหิ้วเสบียงครึ่งถุง มือหนึ่งหยิบฉวยไม้พลองที่หลังประตูบ้านมาถือไว้ ตวาดเบาๆ ว่า “ไสหัวออกไป ไม่เช่นนั้น…ไม่เช่นนั้นเราจะร้องเรียกบุรุษของเราแล้ว”

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 28 - 41)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน

        หยางหลิงเพิ่งเดินออกไปสองก้าว ได้ยินเสียงหวืด ไม้พลองด้ามหนึ่งจ่อมาที่ทรวงอก สร้างความตื่นตระหนกแก่มันจนร้องคำ “อย่าได้…” จากนั้นกลืนน้ำลายคำหนึ่ง กล่าวเสริมว่า “โย่วเหนียง เป็นข้าพเจ้า”

        หานโย่วเหนียงร้องโอยคำหนึ่ง โยนไม้พลองทิ้ง ตรงเข้ามาประคองมันไว้ กล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “เซี่ยงกง ท่านเพิ่งฟื้นไข้ ไฉนจึงออกมา ข้างนอกอากาศเหน็บหนาว หากท่านเป็นไรไปอีก จะให้ข้าพเจ้า…ให้ข้าพเจ้าทำอย่างไร?”

        หยางหลิงตอบว่า “ไม่เป็นไร ข้าพเจ้าดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เคลื่อนไหว จึงมีร่างกายอ่อนล้า”

        พลางยื่นมือหมายช่วยหานโย่วเหนียงหิ้วถุงเสบียง หานโย่วเหนียงไหนเลยยินยอมให้มันเคลื่อนไหว รีบประคองมันเดินกลับเข้าบ้าน

        หลังจากกลับเข้าห้อง หยางหลิงอดกล่าวมิได้ว่า “โย่วเหนียง เพราะรักษาอาการป่วยของเรา บ้านเราใช้เงินไปจนหมดสิ้นกระมัง?”

        หานโย่วเหนียงวางถุงเสบียงลงบนเตา ค่อยประคองมันเข้าห้อง ทางหนึ่งกล่าวเบาๆ ว่า “เมื่อฤดูใบไม้ร่วง พวกตาดมองโกลยกกำลังมา ข้าพเจ้าแบกท่านหลบหนีขึ้นเขา เสบียงในบ้านถูกพวกตาดมองโกลกวาดไปสิ้น ดังนั้น…ได้แต่นำเครื่องเรือนในบ้านไปจำนำ”

        นางประคองหยางหลิงนั่งลงบนคั่งที่นอน ทางหนึ่งช่วยถอดรองเท้าให้กับมัน ทางหนึ่งเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มให้ กล่าวว่า “เซี่ยงกงไม่ต้องเป็นห่วง รอถึงปีหน้าบ้านเราเก็บเกี่ยวได้ ชีวิตจะดีขึ้น ท่านเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ ไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องปลีกย่อยเหล่านี้ รอจนแข็งแรงดีขึ้น ก็ตั้งใจท่องหนังสือ ปีหน้าจะถึงเวลาสอบแข่งขันของตำบลแล้ว”

        หยางหลิงเห็นดวงตานางทอแววเคารพยกย่อง ต้องฝืนยิ้มในใจ ด้วยสภาพของตนเองยามนี้ นับว่าหาบคอนไม่เป็น เพียงอาศัยความเรียงปากู่เหวิน* กลับถูกนางยึดถือเป็นลูกผู้ชายชาตรี หากว่าเป็นยุคปัจจุบัน ต่อให้ท่านสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัวหรือเป่ยต้า** หากยากจนข้นแค้นถึงเพียงนี้ คงถูกภรรยาเตะออกไปตั้งแต่แรก

        * แบบข้อสอบเป็นขุนนางสมัยราชวงศ์หมิง

        ** มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศจีน

        นี่ยากตำหนินางให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ ยุคสมัยราชวงศ์หมิงยกย่องกสิกรรม สะกดพ่อค้า ต่อให้พ่อค้ามั่งมีเงินทอง ฐานะทางสังคมยังไม่เทียบเท่าเจ้าของที่ดินที่มีที่นาสามสี่มู่ (ไร่จีน) ดังนั้นหนทางเจริญก้าวหน้าได้แต่รับราชการ คอดรับราชการต้องผ่านการแข่งขัน ตอนนี้หยางหลิงเพียงเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ แต่ในยุคสมัยนั้น ไม่ว่าอยู่ในเมืองหรือชนบท บัณฑิตซิ่วไฉได้รับการนับหน้าถือตา มีนักศึกษาบางคนอายุเจ็ดแปดสิบปี ยังสอบเป็นซิ่วไฉไม่ได้

        ราชวงศ์หมิงปกครองราษฏรอย่างเข้มงวด ต่อให้ออกจากหมู่บ้านไปเยี่ยมญาติ ก็ต้องขอใบผ่านทางจากท้องถิ่น เวลาผ่านด่านจะประทับตราเป็นเครื่องหมาย แต่บัณฑิตซิ่วไฉหรือจวี้เหยินได้รับการยกเว้น มีสิทธิ์พกพากระบี่ สวมแพรต่วนสีเขียว เพียงบอกประวัติความเป็นมา ขุนนางตามรายทางไม่อาจสกัดขัดขวาง พบเห็นนายอำเภอไม่ต้องคุกเข่า ทั้งยังมีที่นั่ง ในสายตาของผู้คนทั่วไป ย่อมยึดถือเป็นผู้มีศักดิ์ฐานะพิเศษ

        หานโย่วเหนียงดึงผ้าห่มใสคลุมร่างมัน จากนั้นยกน้ำร้อนมาอ่างหนึ่ง ตั้งอกตั้งใจล้างเท้าให้กับมัน หยางหลิงที่ย้อนเวลามาไหนเลยเคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ แต่พอกล่าวปฏิเสธก็สร้างความไม่สบายใจแก่นาง สุดท้ายได้แต่รับการปรนนิบัติจากนาง

        ค่ำคืนนั้นหยางหลิงใช้แขนหนุนศีรษะ คิดอ่านต่างๆ นานา ข้างหูได้ยินเสียงลมหายใจของหานโย่วเหนียงเบาๆ คาดว่านางหลับสนิทแล้ว

        นับตั้งแต่ทั้งสองแต่งงานกัน หานโย่วเหนียงแม้นอนบนคั่งที่นอนเดียวกัน แต่ไม่เคยร่วมหลับนอนมาก่อน ค่ำคืนนี้เซี่ยงกงไม่สติเลอะเลือนเช่นกาลก่อน กลับสร้างความเอียงอายแก่นาง ถึงแม้ดับตะเกียงน้ำมันเข้านอน มันมองไม่เห็นตัวเอง หานโย่วเหนียงยังร่างร้อนผะผ่าว ดึงผ้าห่มมานอนคลุมโปง ไม่กล้าโผล่ศีรษะออกมา

        แต่ว่าค่ำคืนนี้นางเบิกบานใจยิ่ง เซี่ยงกงไม่เพียงตายแล้วฟื้นคืนชีพ ทั้งยังทุเลาหายดี ดูท่าหลังจากบำรุงร่างกาย จะมีสุขภาพแข็งแรง สร้างความหวังให้กับนางอย่างเต็มเปี่ยม

        หยางหลิงกับนางแม้เป็นสามีภรรยา แต่นับตั้งแต่มันลืมตาขึ้นมา ก็พบเห็นความโชคร้ายตลอดจนความเด็ดเดี่ยวของนาง ในใจนึกภาวนาสงสารหญิงสาวนางนี้ หวนนึกถึงตนเองมีชีวิตอีกเพียงสองปี จึงไม่คิดแตะต้องสัมผัสนาง

ภายในห้องมืดมิด มองไม่เห็นอันใด เพียงได้ยินเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาของนาง ราวกับแมวน้อยตัวหนึ่ง หยางหลิงต้องลอบทอดถอนใจ ตอนนี้หญิงสาวนางนี้เมื่อได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของตนเอง ตนเองมิเพียงต้องหาทางมีชีวิตสืบไป ทั้งยังต้องดูแลรับผิดชอบต่อนาง แต่ว่าบ้านที่ไม่มีสมบัติติดตัวเช่นนี้ จะเลี้ยงดูนางได้อย่างไร?

        หยางหลิงครุ่นคิดฟุ้งซ่านวุ่นวาย ยังนึกหาวิธีไม่ออก ยามนี้ความร้อนบนคั่งที่นอน* ค่อยเย็นลง ไม่เพียงใบหน้าที่อยู่นอกผ้าห่ม ถูกแช่จนแข็ง แม้แต่ในผ้าห่มก็เริ่มเย็นแยบ มันกระชับผ้าห่มคราหนึ่ง พลันฉุกคิดว่าตนเองนอนอยู่ข้างใน หานโย่วเหนียงนอนอยู่ข้างนอก ไม่ทราบนางทนทานได้อย่างไร?

        * คั่งเป็นที่นอนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชาวจีนภาคเหนือจะก่อด้วยอิฐ ข้างล่างมีรูทะลุกับปล่องไฟ พอฤดูหนาวจะก่อไฟให้ไออุ่นไหลเข้ามาในช่อง

        หยางหลิงยื่นมือออกลูบคลำคั่งที่นอนที่ข้างกายหานโย่วเหนียง ก็สัมผัสถูกความเย็นเฉียบ ในหมู่บ้านสมควรตัดไม้ได้ไม่ยาก เหตุใดไม่ตัดฟืนให้มากกว่านี้ จำได้ว่าตอนสำรวจบ้านช่องที่ข้างเตาคล้ายไม่มีไม้ฟืน จากนั้นค่อยได้คิด ที่ผ่านมาตนเองหลงเหลือลมหายใจอันรวยริน หานโย่วเหนียงต้องดูแลตัวเอง ไหนเลยมีเวลาขึ้นเขาไปตัดฟืน?

        ยามนั้นนิ้วมือกระทบถูกขอบผ้าห่ม หยางหลิงต้องงงงันวูบ หากเปรียบกับผ้าห่มที่คลุมร่างตนเอง ผ้าห่มของนางเบาบางแล้ว ไม่ทราบนางผ่านราตรีกาลอันเหน็บหนาวมาได้อย่างไร?”

        ร่างของหานโย่วเหนียงพลันสั่นระริก คล้ายขดตัวขึ้นมา หยางหลิงหน้าร้อนผะผ่าว ที่แท้นางยังไม่นอน จึงกล่าวเบาๆ ว่า “โย่วเหนียง ยังไม่นอนหรือ?”

        หานโย่วเหนียงรับคำเสียงอู้อี้ หยางหลิงทอดถอนใจกล่าวว่า “ผ้าห่มของท่านไฉนเบาบางถึงเพียงนี้ นี่จะผ่านฤดูหนาวได้อย่างไร ที่บ้านไม่มีผ้าห่มหนาหนักเลยหรือ?”

        หานโย่วเหนียงส่งเสียงดังอืมม์ กล่าวเบาๆ ว่า “เซี่ยงกง ท่านป่วยหนักยิ่ง โย่วเหนียงนึกหาวิธีเชิญหมอมาไม่ได้ ได้แต่…ได้แต่…ขออภัย…”

        หยางหลิงลูบคลำผ้าห่มหนาหนักของตนเอง หัวใจต้องร้อนวูบ พลันลุกขึ้นนั่ง ยื่นมือดึงผ้าปูที่นอนใต้ร่างหานโย่วเหนียงออกมา สร้างความแตกตื่นลนลานแก่หานโย่วเหนียง จนกล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “เซียงกง…ท่าน…ท่านทำอะไร?”

        หยางหลิงเห็นนางแตกตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ รู้สึกน่าหัวร่อ จงใจหยอกเย้าว่า “พวกเราเป็นสามีภรรยา นอนด้วยกันมีอันใดไม่ได้?”

        หานโย่วเหนียงประหวั่นลนลานกว่าเดิม แต่ฟูจวินกล่าวเช่นนี้ ไม่มีอันใดไม่ถูกต้อง ได้แต่กล่าวตะกุกตะกักว่า “แต่ว่า…แต่ว่าท่านเพิ่งหายดี พวกเราไม่อาจ…”

        หยางหลิงอดหัวร่อมิได้ กล่าวว่า “ยาโถว* โง่เขลา…ผ้าห่มของท่านเบาบางไปแล้ว เมื่อเห็นท่านเหน็บหนาว ข้าพเจ้ายังหลับลงหรือ มา พวกเรานอนด้วยกัน”

        * ในที่นี้เป็นคำเรียกหญิงสาว

        พลางปูผ้าห่มที่นอนสองผืนซ้อนกัน หยางหลิงเลิกผ้าห่มของนางขึ้น ห่มผ้าของตนเองลงบนร่างนาง จากนั้นคลุมผ้าห่มเบาบางลงบนผ้าห่มหนาหนัก กล่าวว่า “ท่านดู เช่นนี้ดีขึ้นมากนัก”

        หานโย่วเหนียงซ่อนตัวอยู่ในผ้าห่มไม่กล้าออกมา ทั้งขดตัวราวกับคันธนูคันหนึ่ง กำหมัดน้อยๆ ทั้งสองอยู่เหนืออก นางเองก็ไม่ทราบว่าตัวเองไฉนตื่นเต้นหวาดกลัวถึงเพียงนี้

        หยางหลิงเป็นสามีที่ชอบธรรมของนาง นางได้รับการอบรมตั้งแต่เล็กว่า สตรีต้องกอปรด้วยสามคล้อยตามสี่จริง** สามีคือฟ้า สตรีคือดิน ทั้งยังมีคำกล่าวว่า “สตรีเป็นผู้ศิโรราบ” หากว่าสามีต้องการนาง แต่มีอันใดไม่สมควร แต่พอนึกถึงเหตุการณ์ที่จะบังเกิดขึ้น อดแตกตื่นลนลานมิได้ เปรียบกับตอนที่ติดตามออกล่าสัตว์ เผชิญเสือร้ายเป็นครั้งแรก ยังหวาดกลัวยิ่งกว่าอีก

        ** คำสอนในสังคมศักดินา ให้สตรีอยู่บ้านคล้อยตามบิดา แต่งงานแล้วคล้อยตามสามี สามีตายคล้อยตามบุตร ทั้งต้องประพฤติดี มีกิริยาอ่อนหวาน แต่งตัวเรียบร้อย และยินดีทำงานบ้าน

        หยางหลิงก็รู้สึกถึงความตื่นเต้นของนาง กล่าวตามความสัตย์ มันก็ไม่กล้าใกล้ชิดหานโย่วเหนียงเกินไป หากว่าทั้งสองสนิทชิดใกล้ ยากรับรองว่าตนเองไม่หวั่นไหวใจ อย่างน้อยมันมีร่างกายแข็งแรง เมื่ออยู่เคียงคู่กับหญิงสาวเยาว์เช่นนี้ ต่อให้ในใจไม่นึกถึง ทางสรีร่างก็จะเกิดปฏิกิริยาขึ้น

        แต่ว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ ความอบอุ่นอันน้อยนิดในผ้าห่มก็ปลาสนาการไป ถึงแม้ผ้าห่มหนาหนัก แต่ไม่รู้สึกอุ่นแต่อย่างไร หยางหลิงพานลุกขึ้นมา คลหารองเท้าสวมใส่

        หานโย่วเหนียงโผล่ศีรษะออกมา ถามว่า “เซี่ยงกง ท่าน…ท่านคิดไปที่ใด?”

        หยางหลิงถามว่า “ตะเกียงจุดอย่างไร มิใช่ตะเกียงอยู่ที่ใด?”

        หานโย่วเหนียงรีบลุกขึ้นมา ตีหินเหล็กไฟจุดตะเกียงน้ำมัน ใต้แสงไฟสาดส่อง ใบหน้านางแดงเปล่งปลั่ง ไม่ทราบเป็นอับอายหรือถูกแสงไฟสาดส่อง กลับเพิ่มความงามอีกหลายส่วน นางกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “เซี่ยงกง คิดปลดทุกข์เบาหรือ ถังปัสสาวะอยู่ห้องด้านนอก”

        หยางหลิงสั่นศีรษะกล่าวว่า “ไม่ เราคิดเติมฟืนในเตา”

        หานโย่วเหนียงถือตะเกียงน้ำมัน ติดตามมันออกมายังห้องด้านนอก ที่ใต้เท้ามีไม้ฟืนมัดเล็กๆ หยางหลิงมองดูแวบหนึ่ง แล้วเดินไปหอบผ้าเขียนคำไว้อาลัย หลัวไม้ไผ่และกระดาษเงินกระดาษทองยัดใส่ใต้เตา สิ่งของเหล่านี้ทำจากก้านต้นเกาเหลียงและกระดาษ จุดติดได้โดยง่าย ไม่นานไฟที่ใกล้มอดดับจึงลุกโชนขึ้นมาใหม่

        หยางหลิงยังโยนไม้ฟืนมัดนั้นลงไป หานโย่วเหนียงอ้าปากคิดกล่าวกระไร แต่แล้วกล้ำกลืนไว้ ครุ่นคิดขึ้น ‘เผาทิ้งก็เผาทิ้งเถอะ จะอย่างไรฟูจวินหายดีแล้ว พรุ่งนี้เช้าเราขึ้นเขาไปตัดฟืนก็แล้วกัน’

        หยางหลิงมองดูไฟที่ลุกไหม้ หันมากล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้คืนนี้จะได้อุ่นขึ้น”

        มันพอเหลียวหน้ามา ภายใต้แสงไฟสาดส่อง ค่อยเห็นชัดตาว่าหานโย่วเหนียงสวมเสื้อชั้นในเนื้อหยาบสีขาวตัวหนึ่ง ถึงแม้มีรอยปุปะหลายแห่ง แต่ยังไม่อาจปกปิดเรือนร่างที่รัดรึงใจ โดยเฉพาะผิวพรรณบริเวณปกเสื้อถูกแสงไฟขับจนเย้ายวนใจเป็นพิเศษ

        หยางหลิงใจเต้นระทึกขึ้น รีบเบือนสายตาไปไม่กล้ามองดูอีก หานโย่วเหนียงก็พบเห็นประกายตาของมัน บังเกิดความเอียงอายอยู่บ้าง พกความกระบิดกระบวนประคองหยางหลิงกลับเข้ามา เมื่อหยางหลิงรับตะเกียงน้ำมันจากมือหานโย่วเหนียง พบว่าฝ่ามือของนางเกิดรอยสาก หลังมือก็หยาบกร้าน ถูกความหนาวคุกคามจนปริแตก ถึงแม้ว่าวันนี้เพิ่งรู้จักกัน ยังสร้างความเจ็บปวดใจแก่หยางหลิงยิ่ง

        หานโย่วเหนียงชักดึงมือกลับไป กล่าวว่า “เซี่ยงกง อย่าได้ทนหนาวแล้ว รีบพักผ่อนเถอะ”

        หลังจากเคลื่อนไหวเช่นนี้ ทั้งสองไม่สำรวมตนเช่นคราแรก ในใจเกิดความผูกพันอย่างบอกไม่ถูก หลังจากมุดเข้าผ้าห่ม ก็ไม่ระมัดระวังตัวเช่นตอนแรกอีก

        แต่ว่าความเย็นที่ชำแรกเข้ามาตามร่องของผ้าห่มยังยากทนทาน สุดท้ายหยางหลิงต้องขยับเข้าใกล้ หานโย่วเหนียงสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ร่างแข็งทื่ออยู่บ้าง แต่ไม่ขัดขืนอันใด

        หยางหลิงเพียงแนบชิดกัน เพื่อมิให้ไอร้อนรั่วไหลออกไป พลางกล่าวเป็นเชิงเยาะเย้ยตัวเองว่า “โย่วเหนียง พวกเราเฉกเช่นปลาที่ขาดน้ำ พ่นน้ำลายแก่กันเพื่อให้ต้าชุ่ม*” พลางลูบคลำมือน้อยๆ ของนาง กล่าวด้วยความรักเวทนาว่า “มือของท่านล้วนปริแตก เกิดจากการซักเสื้อผ้าผ่าฝืนกระมัง เจ็บหรือไม่?”

        * เป็นสุภาษิตบทหนึ่ง หมายถึงร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน

        หานโย่วเหนียงสั่นศีรษะ จากนั้นพบว่ามันทองไม่เห็น จึงกล่าว “ไม่เจ็บ เซี่ยงกง ขอเพียงท่านมีสุขภาพดีขึ้น โย่วเหนียงแม้รับความลำบากกว่านี้ก็ไม่ปริปากบ่น”

        หยางหลิงพอฟัง ต้องกุมมือนางแนบแน่น มีความรู้สึกว่าการกลับชาติเกิดใหม่ครั้งนี้แม้เป็นครั้งที่ยากลำบากที่สุด แต่ในใจทั้งอบอุ่นทั้งเป็นสุข ผ่านไปครู่หนึ่ง ฟังจากเสียงลมหายใจของหานโย่วเหนียงคล้ายยังไม่นอนจึงถามว่า “คิดอะไร?”

        หานโย่วเหนียงถอนใจเบาๆ กล่าวว่า “เซี่ยงกง ข้าพเจ้านึกถึงเรื่องเข้าสอบในปีหน้าของท่าน ทางบ้าน…ไม่มีเงินอีกแล้ว บ้านมารดาเรามีเกอเกอ (พี่ชาย) สองคน ตี้ตี้ (น้องชาย) คนหนึ่ง ท่านพ่อภาระหนัก ไม่สามารถช่วยเหลือได้ ที่นาทั้งสี่มู่ของบ้านเราตกทอดจากบรรพบุรุษ ไม่อาจขายทิ้ง แล้วนี่จะทำอย่างไร”

        หยางหลิงฉุกใจคิด มันไม่มีความคิดว่ามรดกตกทอดจากบรรพบุรุษไม่อาจแตะต้อง เพียงครุ่นคิดที่นาทั้งสี่มู่จะขาดได้เท่าใด ทางที่ดีช่วยให้ตนเองอยู่สุขสบายสักสองปี หลังจากตายแล้ว สตรีนางนี้ไม่ต้องลำบากลำบนอีก

        หลังจากคิดอ่านฟุ้งซ่าน ค่อยเกิดความง่วงเหงาทีละน้อย มีความรู้สึกว่าใต้คั้งที่นอนยิ่งมายิ่งร้อน หานโย่วเหนียงแม้ปล่อยให้มันกระทบไหล่ แต่ยังนอนขดตัวไว้ ร่างกายเขม็งเกร็ง หยางหลิงบังเกิดความขบขัน ยิ้มพลางกล่าวว่า “โย่วเหนียง ผ่อนคลายกว่านี้ อากาศหนาวถึงเพียงนี้ ท่านกลัวเราทำอะไร อืมม์…เราพลันนึกถึงคนโบราณผู้หนึ่ง”

        หานโย่วเหนียงไม่ทราบว่าเซี่ยงกงซิ่วไฉของตัวเองกล่าวอันใด จึงกล่าวด้วยความสงสัยอยากรู้ว่า “เซี่ยงกงนึกถึงคนโบราณอันใด?”

        หานโย่วเหนียงกลั้นหัวร่อไว้ กล่าวว่า “เรานึกถึงหลิวเซี่ยฮุ่ย* หากว่า ‘วิญญูชน’ ท่านนี้ไม่ได้บกพร่องอันใด คงมีสภาพไม่ต่างกับเรา ยามฤดูหนาวโอบกอดหญิงสาวนางหนึ่งที่หน้าประตูเมือง เนื่องเพราะ…เหน็บหนาวเกินไป ไม่ว่าความคิดต่ำช้าใดล้วนถูกแช่แข็งไป”

        * หมายถึงบุรุษที่ยึดถือข้อห้ามฉันบุรุษสตรีโดยเคร่งครัด

        หานโย่วเหนียงอดหัวร่อคิกมิได้ ก่อนแต่งงานนางยังหวั่นวิตกว่าเซี่ยงกงตัวเองหัวโบราณคร่ำครึ คิดไม่ถึงมีอารมณ์ขันถึงเพียงนี้ ในใจต้องบังเกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดขึ้น ขยับเข้าใกล้หยางหลิง ร่างกายก็ผ่อนคลาย กล่าวเบาๆ ที่ข้างหูมันว่า “เซี่ยงกง ข้าพเจ้ายินยอมแนวชิดกับท่านเช่นนี้ ไม่ว่าเกิดแก่เจ็บตายหรือยากดีมีจน ข้าพเจ้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่านตลอดไป”

        หยางหลิงได้ยินนางเปิดเผยความในใจ อดใจสั่นสะท้านมิได้ ชนชาวโลกมิใช่ค้นหาคู่ชีวิตที่กล่าวคำ “ข้าพเจ้ายินยอม” เช่นนี้หรอกหรือ ยามพลุ่งพล่านใจถึงกับคิดบอกว่าตนเองก็ยินยอมอยู่เป็นเพื่อนนางเช่นนี้ แต่พอหวนนึกถึงตนเองมีอายุอีกเพียงสองปี ต้องกล้ำกลืนคำพูดไว้

        ร่างของหานโย่วเหนียงทั้งนุ่มนิ่ม ทั้งร้อนผะผ่าว ยามโอบรั้งกับอ้อมอกให้ความสุขสบายยิ่ง ยามรักถนอมต้องหักห้ามความต้องการไว้ จากนั้นบังเกิดความง่วงเหงา อ้าปากหาวคำหนึ่งม่อยหลับไป

…………

        ไก่แจ้ของบ้านตระกูลหลี่ที่อยู่ติดกันขันเอ๊กอีเอ๊ก ปลุกหยางหลิงตื่นขึ้นมา พอยกมือลูบคลำกลับพบกับความว่างเปล่า รีบลืมตาขึ้นพบว่าในผ้าห่มมีแต่มันคนเดียว

        หยางหลิงฝืนยิ้มออกมา ตนเองยังคิดดูแลผู้อื่น คิดไม่ถึงผู้อื่นตื่นแต่เช้า ตนเองยังมุดอยู่ในผ้าห่ม จึงหยิบฉวยเสื้อผ้าสวมใส่ พบว่าชุดยาวสีเขียวที่ยัดไส้ปุยฝ้ายมีรอยปุปะหลายแห่งเช่นกัน

        พอเดินออกมายังห้องด้านนอก สอดส่ายสายตามอง แต่ไม่เห็นหานโย่วเหนียงแม้แต่เงา หยางหลิงเดินออกจากประตูบ้าน อากาศหนาวเย็นยิ่ง ความเย็นพวยพุ่งเข้ามายังจมูก ต้องยืดแขนเหยียดขา ค่อยมีชีวิตชีวาขึ้น

        ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ บริเวณไหล่เขาแห่งหนึ่ง มีอยู่สิบกว่าหลัง ส่วนใหญ่โกโรโกโส ที่เชิงเขาก็ปลูกบ้านหลายสิบหลัง ลักษณะดีกว่านี้ สมควรมีความเป็นอยู่เหนือกว่า

        หยางหลิงยืนอยู่ข้างรั้งขวามือสำรวจดูเชิงเขา พลันได้ยินเสียงเปิดประตูรั้วดังแอ๊ด พอเหลียวหน้าไป เห็นไม้ฟืนมัดใหญ่ กิ่งไม้บางกิ่งยังมีคราบหิมะอยู่ ใต้ไม้ฟืนเป็นร่างเล็กๆ ร่างหนึ่ง ตัดกับไม้ฟืนมัดใหญ่ ท่ามกลางไม้ฟืนเผยเห็นใบหน้าน้อยๆ ที่ถูกความเย็นคุกคามจนแดงเปล่งปลั่ง

        หยางหลิงรีบวิ่งเข้าไป กล่าวด้วยความละอายว่า “โย่วเหนียง ท่านไฉน…รีบวางลง ไฉนตัดฟืนมากมายถึงเพียงนี้?”

        หานโย่วเหนียงพอเห็นมัน ยังร้อนใจยิ่งกว่า รีบวางไม้ฟืนลงที่ด้านข้าง ถือขวานวิ่งมาประคองมัน กล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “เซี่ยงกง ท่านแนออกมาอีก ข้างนอกเหน็บหนาวยิ่ง รีบกลับบ้านไป”

        หยางหลิงนึกตำหนิตัวเอง แย่งชิงขวานจากมือหานโย่วเหนียงโยนทิ้งไป สองมือกุมมือน้อยๆ ที่แดงก่ำของนางไว้ กล่าวว่า “โย่วเหนียง หลังจากนี้อย่าได้ตัดฟืนมากมายถึงเพียงนี้ ท่านสมควรปลุกข้าพเจ้าขึ้นมา งานเช่นนี้สมควรให้บุรุษกระทำจึงถูกต้อง”

        หานโย่วเหนียงบังเกิดความอบอุ่นใจ ปากกล่าวอย่างจริงใจว่า “ท่านเป็นซิ่วไฉ หากว่าทำงานเช่นนี้จะถูกผู้คนหัวร่อเยาะ เซี่ยงกง รีบกลับเข้าบ้านเถอะ อย่าได้ทนเหน็บหนาวแล้ว”

        มือของนางก็เย็นเฉียบ นิ้วทั้งสิบแข็งทื่ออยู่บ้าง หยางหลิงห่อมือน้อยๆ ของนางอยู่ในฝ่ามือ สาวเท้าเข้าห้องไป กล่าวว่า “ท่านจึงสมควรเข้าบ้านไปรับความอบอุ่น ท่านสวมเสื้อผ้าเบาบางไปแล้ว” พลางกล่าวด้วยความลำบากใจว่า “ทางบ้านยากจนไม่มีเสื้อผ้าสักชุดหรือ?”

        หานโย่วเหนียงยิ้มอย่างเอียงอายว่า “ยังมีเสื้อผ้าชุดใหม่ชุดหนึ่ง ข้าพเจ้าคิดรอถึงปีใหม่ค่อยสวมใส่ เซี่ยงกง ท่านหิวแล้วกระมัง ข้าพเจ้าจะไปหุงข้าว”

        หยางหลิงบังเกิดความหดหู่ใจ คิดอ่านในใจ ‘หน้าม้าหัววัว พวกท่านชนะแล้ว หากไม่ช่วยเหลือหญิงสาวที่น่าเวทนานี้มีชีวิตที่ดีขึ้น ต่อให้พวกท่านให้เราเป็นเก้าพันปีบวกอีกพันปี เราก็ไม่กลับไป’

        มันฉุดลากหานโย่วเหนียงมานั่งลงที่ริมขอบของคั่งที่นอน แบะปกเสื้อออก วางมือทั้งสองของนางอยู่ในอกเสื้อ วางอำนาจของสามีกล่าวว่า “นั่งอย่างเรียบร้อย รอจนมืออุ่นขึ้นแล้วค่อยว่ากล่าว”

        หานโย่วเหนียงเหม่อมองดูมัน พลันสะอึกสะอื้นไห้ออกมา หยางหลิงรีบกล่าวว่า “โย่วเหนียง ท่านเป็นไรแล้ว?”

        หานโย่วเหนียงดึงมือข้างหนึ่งจากอกเสื้อ มันไปปาดเช็ดน้ำตา กล่าวว่า “ผู้อื่นเบิกบานใจยิ่ง เซี่ยงกงท่านดีต่อข้าพเจ้าไปแล้ว โย่วเหนียงสามารถแต่งให้กับท่าน นับเป็นบุญวาสนาของโย่วเหนียง”

        นางเห็นว่าสวรรค์ดีต่อนางไม่น้อย ไม่เพียงคืนสามีแก่นาง มันยังนุ่มนวลเอาใจถึงเพียงนี้ โลกนี้ให้แก่ตัวมากมายไปแล้ว หยางหลิงมองดูสีหน้าที่เปี่ยมสุขของนาง ต้องโอบรั้งนางเข้ามายังอ้อมอก

        อาหารเช้ายังคงเป็นข้าวต้มข้าวฟ่างกับผักดอง หานโย่วเหนียงหุงข้าวต้มมากกว่าเมื่อวาน สำหรับกับหยางหลิง อาหารที่ฝืดคอกลับหอมหวนอยู่บ้าง มันกัดกินผักดองที่แฝงเกล็ดน้ำแข็ง พลันถามว่า “โย่วเหนียง ตอนนี้ที่ดินหนึ่งมู่ราคาเท่าใด?”

        หานโย่วเหนียงงงงันวูบจึงกล่าวว่า “หากว่าเป็นที่ดินเมืองเซวียนฝู่เขตต้าถง ที่ดินหนึ่งมู่มีราคาหกถึงแปดตำลึง ส่วนที่นาภูเขาของพวกเราประมาณสี่ตำลึง”

        หยางหลิงร้องว่าเพียงสี่ตำลึง หานโย่วเหนียงกะพริบตากล่าวว่า “สี่ตำลึงถือว่าไม่น้อย เท่ากับเงินสี่ก้วน* พวกเราครอบครัวชาวนาสามารถใช้จ่ายถึงสองปี”

        * เงินตราสมัยโบราณ ใช้เชือกร้อยเป็นพวง พวงละหนึ่งพัน เรียกว่าหนึ่งก้วน

        หยางหลิงค่อยพบว่าตนเองคุ้นกับการใช้ค่านิยมในยุคปัจจุบันนึกถึงปัญหาหลังจากเลียบเคียงถามดู ค่อยทราบว่าหนึ่งตำลึงเทียบเท่าหนึ่งพันเหรียญ มิน่าเล่าหานโย่วเหนียงบอกว่าไม่น้อยแล้ว แต่การคำนวณเช่นนี้หมายความว่ารับประทานข้าวที่ปลูกเอง ไม่เช่นนั้นเงินหนึ่งตำลึงอย่างมากใช้จ่ายได้หนึ่งปี

        หยางหลิงใคร่ครวญดู ที่นาหนึ่งมู่ขายได้สี่ตำลึง ที่นาสี่มู่เท่ากับสิบหกตำลึง ถือว่าไม่น้อยแล้ว คาดว่าเพียงพอให้หานโย่วเหนียงใช้จ่ายเป็นสิบปี ดูจากสภาพเมื่อวาน หากว่าตนเองไม่มีชีวิตอยู่ ทางตระกูลหยางคงไม่ยอมให้หานโย่วเหนียงได้ครอบครองที่นา แต่ว่าหากตนเองคิดขายที่นา ก็ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์คัดค้าน

        หยางหลิงกล่าวว่า “โย่วเหนียง ข้าพเจ้าคิดขายบ้านช่องที่นา ย้ายเข้าเมืองไปพักอาศัย”

        หานโย่วเหนียงลืมตากลมกว้างกล่าวว่า “นี่จะได้อย่างไร นั่นเป็นมรดกที่กงกงผอผอ (พ่อผัวแม่ผัว) ทิ้งไว้ ไหนเลยปล่อยให้หลุดลอยจากมือได้ เซี่ยงกงหวั่นวิตกว่าพวกเราไม่สามารถดำรงชีวิตกระมัง ท่านไม่ต้องเป็นห่วง วันเวลาที่ผ่านมาท่านไม่สบาย ข้าพเจ้าไม่กล้าอยู่ห่างจากท่าน ตอนนี้ท่านหายดีแล้ว ท่านเพียงท่องตำรับตำรา ส่วนข้าพเจ้าเคยฝึกวิธีล่าสัตว์จากท่านพ่อ อีกสองวันข้าพเจ้าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ขอเพียงผ่านฤดูหนาวนี้ได้จะดีขึ้น”

        หยางหลิงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ดินฟ้าอากาศเหน็บหนาว ท่านเป็นสตรีขึ้นเขาไปล่าสัตว์เสี่ยงอันตรายถึงเพียงไหน วันเวลาที่ผ่านมาสร้างความลำบากแก่ท่านแล้ว ข้าพเจ้าคาดว่าอาศัยความสามารถในการขีดๆ เขียนๆ พอเข้าเมืองไปสามารถหางานทำ ข้าพเจ้า…ไม่อาจปล่อยให้ท่านเลี้ยงดูราวเศษสวะตนหนึ่ง”

        หานโย่วเหนียงพอฟัง บังเกิดความร้อนใจจนหลั่งน้ำตาออกมากล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถปรนนิบัติเซี่ยงกงให้ดี ปล่อยให้บัณฑิตซิ่วไฉเช่นท่านต้องไปทำงาน ภายภาคหน้าไหนเลยแบกหน้าไปพบกับกงกงผอผอได้ เซี่ยงกง วิงวอนท่านเถอะ เมื่อมีบ้านค่อยมีราก อย่าได้ผลัดที่นาคาที่อยู่ไปแล้ว”

        หยางหลิงเห็นนางหลั่งน้ำตา ต้องวางชามข้าวลง เดินอ้อมมาโอบรั้งนางกับอ้อมอก ปาดเช็ดน้ำตาให้กับนาง กล่าวเบาๆ ว่า “โย่วเหนียงอย่าได้ร้องไห้แล้ว ท่านพอร้องไห้ ข้าพเจ้าพลอยลำบากใจขึ้นมา ท่านฟังข้าพเจ้ากล่าว ปีหน้าทางตำบลจัดสอบแข่งขัน พวกเรากระทั่งค่าเดินทางยังไม่มี จะเดินทางไปเข้าสอบได้อย่างไร มิสู้ชักฟืนจากใต้เตา สู้แบบหลังพิงแม่น้ำ ยังหวงแหนที่นาไม่กี่มู่ทำอะไร หากวันหน้าเจริญก้าวหน้า พวกเราซื้อที่ดินสักร้อยชิ่ง* มิใช่มีหน้ามีตาไปพบกับท่านพ่อท่านแม่ยิ่งกว่าหรอกหรือ?”

        * หนึ่งชิ่งเท่ากับหนึ่งร้อยไร่จีน

        หยางหลิงอยู่ในถิ่นยากไร้เช่นนี้ เฉกเช่นนักเศรษฐศาสตร์หลงพลัดมายังชนเผ่าดึกดำบรรพ์ หลุดพ้นจากมาตรฐานการผลิต สิ่งที่เรียนรู้ไม่มีตลาดรองรับ ในความคาดคิดของมัน หากเดินทางเข้าเมือง อาจจะมีชะตาแกเช่นบุคคลย้อนเวลาสู่อดีตที่อ่านจากหนังสือ คิดค้นสิ่งแปลกใหม่อันใด จนร่ำรวยมหาศาล ช่วยให้หานโย่วเหนียงดำรงชีวิตอย่างสุขสบาย เพราะเหตุนี้จึงยืนกรานไปจากที่นี้

        แต่ว่าเรื่องนี้ไม่อาจบอกต่อหานโย่วเหนียงตรงๆ ได้แต่กล่าวว่า “เมื่อวานท่านก็เห็นแล้ว ข้าพเจ้าไม่คิดติดค้างน้ำใจสูสู อย่าว่าแต่…” มันกล่าวสัพยอกว่า “วันเวลาที่ผ่านมาใช้มีอันธพาลมาเกาะแกะท่านหรือไม่ ข้าพเจ้าไหนเลยทิ้งให้ภรรยาอันเฉิดโฉมอยู่ที่นี้อย่างวางใจ”

        มันความจริงคิดหยอกเอินหานโย่วเหนียงให้นางทั้งอับอายทั้งแง่งอนขึ้นมา มิคาดหานโย่วเหนียงหน้าซีดสลด ดิ้นรนจากอ้อมอกหยางหลิง กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “เซี่ยงกง ท่านเข้าใจว่าข้าพเจ้าไม่รักนวลสงวนตัวหรือ โย่วเหนียงแม้เป้นบุตรีนายพราน ยังล่วงรู้หลักการประพฤติตน ไหนเลยกระทำเรื่องลามกบัดสีเช่นนั้นได้?”

        หยางหลิงใจหายวาบ รีบกล่าวว่า “โย่วเหนียงท่านคิดมากไปแล้ว เรา…ผู้เป็นสามีเพียงชมว่าท่านงดงาม ไหนเลยตำหนิท่านได้ ถือว่าเราผู้เป็นสามีกล่าวผิดไป ท่านทุบตีข้าพเจ้าเถอะ”

        พลางคว้าหมัดน้อยๆ ของนางทุบใส่หน้าอกตัวเอง เห็นนางยังมีสีหน้าคับแค้น จึงบังเกิดปฏิภาณวูบ แสร้งเป็นกระแอมไอ หมากตานี้ได้ผล หานโย่วเหนียงรีบประคองมันไว้ กล่าวว่า “เซี่ยงกง ท่านไม่สบายหรือ รีบนอนลง”

        หยางหลิงลอบหัวร่อในใจ ปล่อยให้นางประคองขึ้นไปบนคั่งที่นอน จากนั้นกระแอมไอกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เป็นไร เพียงแต่สัพยอกวุ่นวาย พูดจาผิดไป เห็นท่านเศร้าเสียใจ สร้างความร้อนใจจน…แค็กแค็ก…”

        หานโย่วเหนียงรีบกล่าวว่า “โย่วเหนียงเชื่อแล้ว ทุกประการล้วนแล้วแต่เซี่ยงกงจัดการเถอะ”

        นางฟุบร่างกับป้อมอก โอบเอวของมันไว้ ทอดถอนใจกล่าวว่า “แต่ว่า…เซี่ยงกงให้เวลาข้าพเจ้าสักหลายวัน ข้าพเจ้าคิดกลับบ้านมารดาไปบอกต่อท่านพ่อสักคำ หลายวันนี้ท่านพ่อกับเกอเกอเข้าป่าไปล่าสัตว์ยังไม่กลับมา”

        หยางหลิงกล่าวว่า “ย่อมแน่นอน ต่อให้คิดขายบ้านช่องที่นา ไม่แน่ว่าจะหาผู้ซื้อได้ นี่ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง อีกสองวันข้าพเจ้าจะติดตามท่านไปคำนับเยี่ยจั้ง (ท่านพ่อตา)”

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 42 - 52)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

หญิงงามบนหลังม้า

        มีคำกล่าวว่า “คิดเข้านครหลวงต้องผ่านด่านจวีหยง เส้นทางด่านจวีหยงต้องผ่านจีหมิง” จุดพักม้าจีหมิงอยู่ห่างจากป้อมถู่มู่หกสิบลี้ ตั้งเป็นรูปมุมแหลม บวกกับค่ายอวี้หลิน ถือเป็นสามด่านที่อารักขานครหลวงไว้

        หยางหลิงกับหานโย่วเหนียงย้ายออกจากหุบเขา ก่อนอื่นไปคำนับเยี่ยฟู่ (พ่อตา) ซึ่งไม่เคยพบหน้ามาก่อน จนใจที่หานเหล่าต้านำบุตรชายขึ้นเขาไปล่าสัตว์ไม่กลับมา หานโย่วเหนียงทราบว่าหิมะปกคลุมภูเขา บิดาเข้าป่าไปภายในสิบวันครึ่งเดือนคงไม่กลับมา จึงฝากข่าวโยกย้ายเข้าเมืองกับบ้านใกล้เรือนเคียง จากนั้นติดตามหยางหลิงมาที่จุดพักม้าจีหมิง

        ในความทรงจำของหยางหลิง เพียงได้ยินชื่อป้อมถูมู่ จำได้ว่าฮ่องเต้ต้าหมิงพระองค์หนึ่ง* ยกทัพฟ้าสิบหมื่นมาสู้รบกับผู้นำชนเผ่าวาลานามเยี่ยเซียน แต่พบกับความพ่ายแพ้ เคราะห์ร้ายถูกจับเป็น ความรู้นี้ได้จากการอ่านนวนิยายของเนี่ยอู้เซ็งเรื่องเพี้ยจงเฮียบเอี้ย** เอง

        * หมายถึงหมิงอิงจงฮ่องเต้

        ** เรื่องรอยแหนเงาจอมยุทธ์

        ในความทรงจำของมัน สถานที่เป็นเมืองใหญ่มีเพียงเมืองเซวียนเต๋อกับต้าถง พอออกเดินทางค่อยทราบว่าการคมนาคมในตอนนั้นไม่สะดวกอย่างมาก ส่วนจุดที่พักจีหมิงแม้เป็นเมืองขนาดเล็ก แต่ก็มีร้านค้า โรงจำนำ ร้านขายน้ำมัน ร้านน้ำชากับร้านอาหารครบครัน

        นี่เป็นชัยภูมิสำคัญแห่งหนึ่งระหว่างนครหลวงกับพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือ มีการคมนาคมสะดวก กิจการค้ารุ่งเรือง ถือว่าเจริญก้าวหน้าไม่น้อย

        หยางหลิงกับหานโย่วเหนียงเช่าบ้านเล็กๆ ของร้านค้าน้ำมันตระกูลเจี่ยงห้องหนึ่ง ตอนนี้ไม่มีบ้านช่องที่นา หากถือเงินสิบกว่าตำลึง หานโย่วเหนียงไม่ยอมรับประทานจนภูเขาเงินกลวงว่างเปล่า จึงไปทำงานเย็บปักถักร้อยจากร้านตัดเสื้อผ้าที่หัวถนน

        หยางหลิงก็คิดออกมาดูว่ามีช่องทางร่ำรวยอันใด อย่างน้อยก็หางานทำสักอย่าง แต่หานโย่วเหนียงยืนกรานให้มันอยู่บ้านท่องตำรับตำรา เปลือกนอกหยางหลิงรับปาก ฉวยโอกาสที่นางไม่อยู่ ก็ลอบออกมาเดินเตร็ดเตร่ดู

        ที่นี้มีที่ทำการของเจ๋อเฉิง* ร้านรถม้า โรงจำนำ วัดวา มีงานใดที่เหมาะสมกับมัน หยางหลิงเดินเตร็ดเตร่อยู่ครึ่งค่อนวัน พอเงยหน้าขึ้นเห็นร้านสุราเล็กๆ แห่งหนึ่ง จึงเข้าไปสั่งเนื้อวัวสามตำลึง เหล้าเผาดาบป้านเล็กๆ ลองลิ้มดู พบว่าเหล้าเผาดาบมีรสชาติดีกว่าเหล้าขวดละร้อยเหรียญที่เคยดื่มตามโรงแรมอีก

        * ชื่อยศตำแหนงมีหน้าที่รับส่งข่าวสาร

        โอ ตอนแรกที่อ่านนวนิยาย ผู้ที่ย้อนเวลาสู่อดีตคิดร่ำรวยก็มีคนส่งเงินมา คิดเป็นขุนนางก็ได้รับแต่งตั้งจากฮ่องเต้ แม้แต่ตอนเข้าห้องน้ำ ยังได้พบสาวงามสองสามนาง ตนเองใช่ใช้การไม่ได้หรือไม่?

        หยางหลิงดื่มสุราจนหมดป้าน ชำระเงินเจ็ดเหรียญ เดินออกจากร้านสุรา เมื่อเดินบนพื้นหิมะ เหยียบย่ำจนบังเกิดเสียงดัง ตัวเมืองนี้เจริญรุ่งเรือง แต่หาได้มีผู้คนแออัดเบียดเสียดไม่ ตอนนั้นยังไม่มีประชากรมากมายถึงเพียงนั้น

        ทันใดที่ด้านหลังบังเกิดเสียงกีบม้าดังขึ้น หยางหลิงคุ้นกับเสียงแตรรถยนต์ค่อยหลีกทางจึงไม่รู้สึกตัว ยังคงเดินอยู่กลางถนน รู้สึกว่าไหล่ขวาถูกกระทบอย่างแรง ร่างถลาไปเบื้องหน้า แทบล้มค่ำกับพื้น

        หยางหลิงพอทรงกายมั่น ค่อยเหลียวหน้ามอง เห็นม้าสีพุทราแดงตัวหนึ่งหยุดยืนอยู่ข้างกาย บนหลังม้าบังเกิดเสียงตวาดดังเจื้อยแจ้วว่า “ท่านหูหนวกหรือ?”

        หยางหลิงบังเกิดโทสะพลุ่งขึ้น ชนคนยังถือว่ามีเหตุผลหรือ พอเพ่งตามองเห็นหมวกหน้ากำบังลมปกปิดใบหูไว้ เผยเห็นใบหน้ารูปแตงที่งดงาม หัวคิ้วทั้งคู่อ่อนจาง หลังจากนั้นทั้งดกหนาทั้งดำ ใต้ดวงตากลมโตมีจมูกโด่ง ปากจิ้มลิ้มสีแดงสดใส

        หยางหลิงตากระจ่างวูบ นี่เรียกว่านึกถึงหญิงงาม หญิงงามก็มา นับตั้งแต่มันย้อนเวลามายังยุคโบราณ นี่เป็นหญิงงามคนแรกที่พบพาน นางมีองคาพยพรับรูป กอปรด้วยความงามของสตรีอย่างแท้จริง ดูเหมือนมีอายุเพียงสิบสี่สิบห้าปี หากว่าเติบโตกว่านี้ ยังจะทบทานรับได้หรือ

        หานโย่วเหนียงแม้เป็นหญิงสาวงดงาม แต่หว่างคิ้วแฝงเค้าความองอาจเกินไป รูปลักษณะของหญิงสาวชนบทยิ่งไม่อาจเทียบเปรียบกับสตรีที่สูงส่งสง่าเช่นนี้ เมื่อเห็นดวงตาคู่นี้ ค่อยทราบว่านางปีศาจจิ้งจอกสมควรมีลักษณะอย่างไร

        นางสวมใส่ชุดบุรุษ คลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีน้ำทะเล เท้าสวมรองเท้าหนังกวางคู่หนึ่ง ตอนแรกเลิกคิ้วร้องตวาดใส่หยางหลิง มันพอหมุนตัวมา เห็นอีกฝ่ายสวมชุดยาวสีเข้ม คลุมเสื้อยาวอีกตัวหนึ่ง ถึงแม้ท่วงท่าสุภาพเรียบร้อย แต่หน้าตาหล่อเหลาไม่เบา สร้างความสบายตาแก่ผู้คน ค่อยควบคุมอารมณ์ไว้

        คนที่ด้านข้างมีวิชาขับขี่ไม่เท่าหญิงสาวงดงาม จึงรั้งดึงสายบังเหียน จนม้าคู่ขาส่งเสียงร้องยาวนาน กีบม้าตะกุยหิมะปลิวกระจาย มันยกก้นขึ้น ค่อยทรงกายมั่น ร้องถามว่า “เม่ยจื่อ (น้องสาว) เป็นไรหรือไม่ เอ๊ะ เด็กน้อยตาบอดชนเม่ยเม่ยเราหรือ?”

        คนผู้นี้มีร่างกายแข็งแรง สวมชุดขี่ม้า ใส่หมวกสักหลาดสีม่วง มีอายุยี่สิบเศษ ผิวสีเข้มคิ้วดกหนาตาโต สีหน้าแฝงแววเย่อหยิ่งยโส ทางหนึ่งกล่าวทางหนึ่งควบม้าโถมเข้ามา เงื้อแส้ม้าในมือหวดใส่หยางหลิง

        หยางหลิงคิดหลบก็หลบไม่พ้น กลัวว่าแส้นี้หวดใส่ใบหน้า จึงยกมือปิกหน้าตามสัญชาตญาณ หญิงสาวนั้นพลันโน้มตัวไป ขยับแส้ม้าในมือ ปลายแส้พุ่งตรงออกไป ม้วนขยับเมื่อม้วนพันแส้ม้าของเกอเกอไว้ จากนั้นกระชากมายังด้านหลัง แส้นี้จึงไม่สามารถหวดลง

        หญิงสาวนั้นใช้เท้าหนีบท้องม้า ควบขับเท้าใกล้หยางหลิง ยิ้มพลางกล่าวว่า “แล้วกันไปเถอะเกอเกอ ผู้อื่นเป็นนักศึกษา ไหนเลยรับแส้ของท่านได้…”

        หยางหลิงลดมือลง เงยหน้ามองดูพักตร์พริ้งดุจดอกท้อของนาง มันผ่านมาแล้วเก้าชาติภพ ยังไม่เคยพบเห็นนางงามน้อยเช่นนี้มาก่อน

        หญิงสาวนั้นคล้ายคุ้นชินกับสายตาที่ตนตะลึงของบุรุษเมื่อแรกพบนาง เห็นดวงตาหยางหลิงทอแววชื่นชม แต่ไม่แสเงท่าทีที่หื่นกระหายน่าชังเช่นบุรุษที่ผ่านมา ดวงตานางต้องฉายรอยยิ้มวูบหนึ่ง จากนั้นหันไปกล่าวกับบุรุษนั้นว่า “เกอเกอ ไปกันเถอะ ยังต้องไปซื้อหาของขวัญ” กล่าวพลางใช้เท้ากระทุ้งท้องม้า กล่าวกับหยางหลิงว่า “นักศึกษาหลีกทาง อย่าได้ชนถูกท่านอีก” พลางหัวร่อเสียงสดใส ม้าสีพุทราแดงพุ่งเฉียดผ่านไป

        พร้อมกับเงาหลังอันงดงามพุ่งผ่านไป หยางหลิงยังสูดได้กลิ่นกายสาวที่หอมรวยรินชนิดหนึ่ง

        บุรุษนั้นถลึงมองหยางหลิงคราหนึ่ง ควบม้าตามหลังเม่ยเม่ยไป หยางหลิงทั้งมิใช่คนชอบเอาชนะคะคาน ทั้งไม่มีทุนรอนในการเอาชนะคะคาน จึงยิ้มเล็กน้อย เดินเตร็ดเตร่ต่อไป

        หยางหลิงพบเห็นร้านรวบก็แวะเข้าไป หวังว่าจะจุดประกายหาเงินทองขึ้นมา น่าเสียดายที่นึกไม่ออกว่ามีสิ่งที่เหมาะกับคนโบราณ ทั้งอยู่ในวิสัยที่ตนเองเรียนรู้ได้ อย่างยากเย็นค่อยนึกถึงน้ำเต้าน้ำตาลขึ้นมา จากนั้นเห็นที่มุมถนนมีคนขายน้ำเต้าน้ำตาลอยู่สองคน

        หยางหลิงครุ่นคิดสืบต่อ ไม่ทราบอาหารหยางโย่วฉ่าง* ของแดนซีอวี้ (ดินแดนตะวันตก) แพร่หลายมาถึงแผ่นดินจงหยวนแล้วหรือไม่ แต่ต่อให้ขายของหยางโย่วฉาง ไหนเลยร่ำรวยได้?

        * เคบาบที่เสียบไม้ปิ้งย่างบนเตา ทำจากเนื้อแพะ

        ** ชื่อชนกลุ่มน้อยของจีน ส่วนอาอาศัยอยู่ที่มณฑลซินเกียง

        หวนนึกถึงตนเองสวมผ้ากันเปื้อน ติดหนวดปลอมยืนอยู่ข้างเตาเหล็ก ปลอมตัวเป็นชาวอุยกูร์** เชิญชวนแขก หานโย่วเหนียงนั่งอยู่ด้านหลัง ใช้ไม้เสียบเนื้อของมุสิกตาย หยางหลิงต้องสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ หากอาศัยของกินชนิดนี้สร้างฐานะร่ำรวยได้ ต่อให้ฟาดมันจนตายยังไม่ยอมเชื่อ

        เดินไปเดินไป เห็นร้านดนตรีร้านหนึ่งจึงเดินเข้าไป เห็นซงเม่ย (พี่ชายน้องสาว) คู่นั้นก็ยืนอยู่ภายใน หญิงสาวนั้นเห็นมีคนเข้ามา ก็เหลียวมองมันแวบหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้หยางหลิงไม่สะดวกกับการล่าถอยออกไป หาไม่จะถูกผู้คนหัวร่อเยาะว่ามันขวัญอ่อนกลัวเกิดเรื่อง

        หญิงสาวนั้นถอดหมวกหนังลงมา เผยเห็นคิ้วขนงวงพักตร์ พอเหลียวหน้าเห็นเป็นมัน ก็เผยอยิ้ม จากนั้นหันกลับไปทดลองดีดพิณโบราณตัวหนึ่ง

        พิณตัวนี้สีสันโบราณ ลวดลายประณีต จัดทำจากไม้ถงมู่อย่างดี นางยื่นมือเรียวงามดีดใส่เบาๆ ภายในร้านก็บังเกิดเสียงดนตรีอันไพเราะดังขึ้น

        หญิงสาวนั้นกล่าวด้วยความยินดีว่า “พิณที่ดี เหลาป่าน (คำเรียกเถ้าแก่) พิณตัวนี้ราคาเท่าใด?”

        เถ้าแก่ของร้านมีอายุหกสิบเศษ ยิ้มประจบกล่าวว่า “คุณหนูมีสายตาแหลมคม พิณตัวนี้เป็นของโบราณของราชวงศ์ก่อน หากท่านชมชอบก็ขายให้ในราคายี่สิบตำลึง”

        หญิงสาวนั้นอ้าปากค้าง กล่าวว่า “พิณตัวนี้แม้ไม่เลว แต่ว่ายี่สิบตำลึงแพงเกินไป อย่างมากมีราสักสิบตำลึง”

        เถ้าแก่นั้นกล่าวว่า “คุณหนู พิณตัวนี้ทำจากไม้ถงมู่อย่างดี เพียงเนื้อไม้ไม่ทราบต้องเข้าป่าไปค้นหานานเท่าใด ยังมีสายพิณแต่ละสายขึงจากลวดอูจิน พิณชั้นดีเช่นนี้ตั้งราคายี่สิบตำลึงหาเกินเลยไป”

        หญิงสาวนั้นเผยอยิ้ม เผยเห็นรอยลักยิ้มเล็กน้อย ฟันในปากขาวราวกับเปลือกหอยมุก หยางหลิงชมดูจนหวั่นไหวขึ้นมา หญิงสาวนั้นเหลียวมองมันแวบหนึ่ง แสดงว่าทราบว่ามันแอบดูตัวเอง แต่หามีทีท่าไม่พอใจไม่

        หญิงสาวนั้นหันไปกล่าวกีลีกูลูกับเกอเกอ ซึ่งหยางหลิงฟังไม่เข้าใจ บุรุษนั้นก็ตอบด้วยภาษาเดียวกันประโยคหนึ่ง หญิงสาวนั้นจึงกล่าวกับเถ้าแก่นั้นว่า “เหลาป่าน จุดพักม้าจีหมิงนี้นอกจากข้าพเจ้าแล้ว คงไม่มีผู้ใดหักใจจ่ายเงินมามายเพียงนี้ซื้อพิณตัวนี้ไป เช่นนี้เถอะ สิบห้าตำลึงก็แล้วกัน”

        เถ้าแก่นั้นผงกศีรษะกล่าวว่า “ตกลง สินค้าขายให้กับผู้รู้คุณค่า คุณหนูเมื่อกล่าวเช่นนี้พิณตัวนี้ขอขายให้กับท่านแล้ว”

        หญิงสาวนั้นยิ้มเล็กน้อย ล้วงถุงแพรจากอกเสื้อ เทไข่มุกออกจากถุงลูกหนึ่ง วางลงบนฝ่ามือขาวผ่อง ยื่นถึงเบื้องหน้าเถ้าแก่นั้น กล่าวว่า “นี่เป็นไข่มุกเหอผู่** ชั้นดี ต่อให้อยู่ในเมืองน้อยเช่นนี้ ก็มีราสิบแปดตำลึง ข้าพเจ้าใช้ไข่มุกลูกนี้แลกกับพิณของท่าน ท่านไม่ต้องทอนเงินให้ เพียงจัดหากล่องพิณให้ใบหนึ่ง”

        * โลหะผสมเนื้อทองแดงเก้าสิบส่วน ทองคำสิบส่วน

        ** ชื่ออำเภอ ปัจจุบันอยู่ในมณฑลกวางสี

        ยุคสมัยนั้นแม้ใช้เงินและทองคำ ตลอดจนเงินกระดาษต้าหมิง แต่ในระดับชาวบ้านยังใช้วัตถุแลกวัตถุ ดังนั้นพฤติการณ์ของหญิงสาวนี้ไม่น่าประหลาด เถ้านั้นรับไข่มุกมา หยีตาส่องดูกับแสงอาทิตย์ พบว่าเป็นไข่มุกน้ำงาม หญิงสาวนางนี้นำมาแลกกับพิณของมัน การค้านี้กลับไม่ขาดทุน

        แต่ว่าเถ้าแก่นั้นคิดอ่านในใจ ‘จุดพักม้าจีหมิงแม้เจริญรุ่งเรือง แต่ไม่เหมาะกับการเปิดร้านดนตรี เราเปิดกิจการสองปี พบกับการขาดทุน กำลังคิดขายร้านค้าออกไปค้าขายที่เมืองต้าถง เห็นปีใหม่ใกล้เข้ามา ต่อให้รับไข่มุกไว้ ก็ต้องหาทางปล่อยออกไป ซ่งเม่ยคู่นี้แสดงว่ามิใช่คนพื้นเมือง ฟังจากน้ำเสียงคล้ายมาจากนอกด่าน ไม่แน่ว่าผ่านทางมา หากฮุบไข่มุกของนางไว้ ต่อให้ค้าขายขาดทุน ยังถือว่าได้กำไรกลับมา’

        นึกถึงตอนนี้บังเกิดความละโมบขึ้น บังคับไข่มุกลื่นไหลไปในแขนเสื้อ หัวร่อพลางกล่าวว่า “คุณหนู พิณตัวนี้ซื้อขายด้วยเงิน หากท่านต้องการก็นำเงินมาซื้อหาไป”

        หญิงสาวนั้นพอฟัง ต้องเชิดปากน้อยๆ ขยี้เท้ากล่าวว่า “ท่านผู้นี้ทั้งที่ให้ท่านได้กำไร ยังอิดๆ ออดๆ อย่างนั้นคืนไข่มุกมา ข้าพเจ้าไม่ซื้อแล้ว”

        เถ้าแก่นั้นกะพริบตา แสร้งกล่าวอย่างงุนงงว่า “ไข่มุกอันใด ท่านเข้าร้านมาซื้อสิ่งของ ไม่ได้มาขายสิ่งของ เราไหนเลเยคยเห็นไข่มุกของท่าน?”

        หญิงสาวนั้นหน้าแดงก่ำขึ้นมา กระชากเสียงว่า “ท่านผู้นี้ไฉนไม่มีเหตุผลถึงเพียงนี้ คิดคดโกงไข่มุกของข้าพเจ้าหรือ?”

        เกอเกอของนางก็เดือดดาลขึ้นมาเป็นการใหญ่ ยื่นมือตะปบร่างซูบผอมของเถ้าแก่นั้น ยกร่างมันข้ามตู้สินค้าออกมา ด่าทอว่า “มารดามันเถอะ กลับกล้าขโมยสิ่งของเม่ยจื่อเรา เข้าใจว่าเราหม่าอังข่มเหงได้หรือ สุนัขเฒ่าคืนไข่มุกมา”

        เถ้าแก่นั้นแผดเสียงร้องออกมาว่า “มีโจรผู้ร้าย ทำร้ายคนแล้ว พ่อแม่พี่น้องรีบมาชมดู เราเฒ่าหวังค้าขายโดยยุติธรรม ไม่หลอกลวงชราทารก คนต่างถิ่นมารังแกผู้คนถึงถิ่นแล้ว”

        ชายหนุ่มนามหม่าอังเดือดาลสุดระงับ เงื้อมือหมายตบใส่ ด่าทอว่า “สุนัขเฒ่าคดโกง ข่มเหงผู้คนไปแล้ว”

        ยามนั้นม่านประตูเลิกวูบ ชายฉกรรจ์ไว้หนวดเคราอายุสี่สิบเศษผู้หนึ่งโถมเข้ามา พอเห็นเช่นนั้นก็ขู่คำรามก้อง พุ่งหมัดข้าใส่ ร่ำร้องว่า “ปล่อยบิดาเรา เดรัจฉานน้อยจากที่ใด กล้ามาข่มเหงถึงร้านตระกูลหวังเรา”

        ชายฉกรรจ์ผู้นี้มีกำลังวังชาอยู่บ้าง หมัดนี้แหวกฝ่าอากาศเป็นเสียงดัง หม่าอังยิ้มอย่างเหยียดหยาม ตวัดมือเหวี่ยงเถ้าแก่นั้นออกไป จากนั้นยื่นมือออก เสียงฉาดเมื่อกุมหมัดของชายฉกรรจ์นั้นไว้ สร้างความเจ็บปวดแก่ชายฉกรรจ์นั้นจนร้องโอดโอยออกมา พอถูกมันบิดข้อมือก็คุกเข่าลง

        เถ้าแก่นั้นถูกมันรวบคว้าคอเสื้อ ตบหน้าสองฉาด พอถูกสลัดเหวี่ยงออกไป ก็ส่งเสียงร้องโวยวายออกมา แต่ว่าร่ำร้องอยู่สองคำใบหน้ากลับกลายเป็นแดงก่ำ หอบหายใจอยู่หลายคำ จากนั้นล้มระทวยลงนิ่งเงียบงันไป

        หม่าอังบิดข้อมือของชายฉกรรจ์นั้น ขณะจะแสดงอานุภาพออกมา ร้านรวงข้างเคียงพากันห้อมล้อมเข้ามา มีคนประคองเถ้าแก่นั้นขึ้น ร่ำร้องดังๆ ว่า “หวังต้า รีบมาดูบิดาท่านเหล่าแหยจื่อไม่รอดแล้ว”

        หม่าอังเหลียวหน้ามอง เห็นเถ้าแก่ร้านดนตรีที่เห็นทรัพย์สินเกิดความละโมบหน้าซีดเผือด สั่นระทวยอยู่ในอ้อมอกผู้คน ต้องใจหายวาบ คลายมือออกอย่างลืมตัว

        ชายฉกรรจ์นามหวังซันเอ๋อรีบเข้าไปโอบอุ้มบิดาชรา ยื่นมือรอที่ริมจมูกมัน พบว่าไม่มีลมหายใจแล้ว ต้องร่ำไห้คร่ำครวญว่า “ท่านพ่อ น่าเวทนาท่านอายุสูงวัย กลับถูกโจรร้ายทุบตีจนตาย…”

        ยามนั้นที่ประตูหลังปรากฏชายฉกรรจ์อายุไล่เลี่ยกับหวังต้า ยังมีเด็กและสตรี คาดว่าคนของตระกูลหวังล้วนรุดมา หม่าอังอดหน้าแปรเปลี่ยนมิได้ บังเกิดจิตขลาดเขลาขึ้นมา กระตุกแขนเสื้อของเม่ยเม่ยคิดหมายจากไป

        คนของตระกูลหวังไหนเลยยอมปล่อยคน พากันห้อมล้อมเข้ามา ทั้งผลักทั้งดันหม่าอัง ในความชุลมุนวุ่นวาย มีคนออกไปร้องเรียกเจ้าหน้าที่กรมเมืองที่เดินตรวจตราสองนายเข้ามา เจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสองฟังว่ามีคนถูกทุบตีจนตาย จึงโถมเข้าร้านมา ตวาดว่า “ฆาตกรฆ่าคนอยู่ที่ใด?”

        จุดพักม้าจีหมิงความจริงเป็นจุดรับส่งข่าวสารแห่งหนึ่ง ไม่ถือเป็นอำเภอ เพียงแต่ที่นี้มีความสำคัญทางทหาร ทั้งยังเป็นจุดพักม้าของพ่อค้า เก็บภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงจัดตั้งที่ทำการอำเภอ ปกครองพื้นที่หลายสิบลี้ นายอำเภอก็เป็นขุนนางชั้นที่เจ็ด

        หม่าอังเห็นเจ้าหน้าที่กรมเมืองมาถึง มันยังไม่กล้าขุนนางก่อกบฏ จึงไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยวู่วาม หวังต้าชี้หน้ามันร้องว่า “เป็นมัน เป็นโจรร้ายผู้นี้ฆ่าบิดาเรา”

        หม่าอังโต้แย้งว่า “เราไม่ เถ้าแก่ผู้นี้อายุมากแล้วกลับฮุบไข่มุกบ้านเรา ถูกเรากล่าวเปิดโปง ยามอับอายขุ่นแค้นปรากฏเลือดลมจู่โจมหัวใจเสียชีวิต เกี่ยวข้องใดกับเรา?”

        เจ้าหน้าที่กรมเมืองไม่ฟังเสียง หนึ่งในสองดึงโซ่เหล็กจากข้างเอวเส้นหนึ่ง คล้องใส่ศีรษะมัน มัดพันธนาการร่างมันอย่างแน่นหนา อีกผู้หนึ่งชักดาบออกมาถือมั่น หากว่ามันกล้าขัดขืน จะฟันดาบใส่

        เจ้าหน้าที่ที่ถือโซ่กระตุกโซ่เหล็ก ตวาดว่า “มีคำพูดใดให้บอกต่อไท่แหย (คำเรียกนายอำเภอ) หวังซันเอ๋อไม่ต้องร่ำไห้แล้ว นำบิดาท่านไปแจ้งความที่กรมเมืองเถอะ เหล่าพ่อแม่พี่น้องรบกวนให้ไปเป็นพยานด้วย”

        หญิงสาวนั้นร้อนรุ่มจนน้ำตาคลอหน่วย เห็นเกอเกอกำลังจะถูกคุมตัวไปแล้ว พลันชี้มือไปยังหยางหลิงที่ชมดูอยู่ด้านข้าง กล่าวว่า “เกอเกอเราไม่ได้ฆ่าคน คนผู้นี้อยู่ในเหตุการณ์ มันสามารถเป็นพยาน”

        หยางหลิงอยู่ที่ด้านข้าง กลับเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด หม่าอังผู้นี้แม้อายุเยาว์เลือดลมร้อนแรง แต่เถ้าแก่ร้านดนตรีประสงค์ต่อทรัพย์สินผู้อื่น ถือเป็นโจรเฒ่าผู้หนึ่ง ดูจากอาการสมควรเป็นโรคเลือดคั่งในสมอง หรือเป็นโรคหัวใจ พอถูกหม่าอังทุบตีด่าทอ จึงทั้งร้อนรุ่มทั้งเดือดดาล สุดท้ายตายเพราะไข่มุกลูกหนึ่ง

        เจ้าหน้าที่กรมเมืองที่ถือดาบความจริงก้าวเท้าออกนอกประตูแล้ว พอฟังจึงวกกลับมากล่าวว่า “อย่างนั้นท่านผู้นี้ก็ตามเรากลับไปเป็นพยาน”

        หยางหลิงเห็นหญิงสาวงดงามนั้นน้ำตานองหน้า สีหน้าทอแววอ้อนวอน ต้องใจอ่อนลง ผงกศีรษะรับคำ ขบวนผู้คนมาถึงที่ทำการอำเภอ ลูกหลานของตระกูลหวังย่ำกลองร้องทุกข์ ท่านนายอำเภอมินเหวินเจี้ยนรีบสวมเครื่องแบบออกมาไต่สวน

        อย่าได้เห็นว่าเสี่ยนหลิ่ง (นายอำเภอ) ในเวทีงิ้วเป็นขุนนางชั้นที่เจ็ดตัวเล็กๆ แท้จริงแล้วยังมีอำนาจมากกว่าเลขาธิการคณะกรรมการอำเภอในยุคปัจจุบัน ทั้งดูแลการพาณิชย์ การคลัง การเก็บภาษี เป็นหัวหน้าตุลาการและหัวหน้าพิทักษ์สันติราษฎร์ มินเสียนหลิ่ง (นายอำเภอแซ่มิน) ผู้นี้ยังต่างกับนายอำเภอทั่วไปที่มาจากบัณฑิตจิ้นซื่อ ความจริงเป็นแม่ทัพยศอิ๋วชีประจำชายแดน เนื่องด้วยจุดพักม้าจีหมิงมีความสำคัญทางทหาร จึงถูกส่งมายังที่นี้ดูแลงานบุ๋นและบู๊

        หยางหลิงเห็นท่านนายอำเภอเป็นชายฉกรรจ์หน้าดำไว้หนวดเครารกครื้ม กลับเหนือความคาดหมายนัก มินเสี้ยนหลิ่งที่ถือกำเนิดจากแม่ทัพบู๊ท่านนี้อยู่ฝ่ายพลเรือนสองปี จะมากจะน้อยล่วงรู้กฎระเบียบ พอฟังว่าหยางหลิงเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ รีบสั่งคนจัดที่นั่งให้ ทั้งไม่ต้องคุกเข่า จากนั้นนั่งบัลลังก์พิจารณาคดี

        มินเสี้ยนหลิ่งเพ่งตามอง พบว่าสงเม่ยคู่นี้กลับมิใช่คนผ่านทาง หากเป็นคุณชายกับคุณหนูของใต้เท้าหม่า ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเจ๋อเฉิง* เมื่อวาน ขุนนางเจ๋อเฉิงก็เป็นขุนนางที่ขึ้นตรงต่อนายอำเภอ แต่เนื่องจากจุดที่พักม่าจีหมิงเลื่อนฐานะจากจุดพักม้าขึ้นเป็นเมือง ขุนนางเจ๋อเฉิงก็มีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายสิบคน จัดอยู่ฝ่ายทหาร จึงมีฐานะเท่าเทียมกับมินเสี้ยนหลิ่ง

        * ชื่อยศตำแหน่ง มีหน้าที่รับส่งข่าวสาร

        เมื่อคืนมินเสี้ยนหลิ่งเพิ่งเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับหม่าเจ๋อเฉิง (ขุนนางเจ๋อเฉิงแซ่หม่า) ในงานเลี้ยงยังได้พบกับคุณชายกับคุณหนูของมัน กลับคิดช่วยเหลือพวกมันพ้นข้อหา แต่การทำร้ายคนถึงแก่ความตายมิใช่เรื่องเล็กน้อย ถึงแม้ค้นพบไข่มุกจากตัวผู้ตาย ยืนยันว่ามันประสงค์ต่อทรัพย์สินผู้อื่น แต่ก็เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ หากมินเสี้ยนหลิ่งตัดสินประหารชีวิตหม่าอัง ก็หาเกินเลยไม่

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 53 - 63)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

เคล็ดวิชาลากถ่วง

        สุดท้ายหยางหลิงให้การตามที่พบเห็นมา ยืนยันว่าหม่าอังไมได้ลงมือต่อหวังเหลาป่านอย่างรุนแรง แต่ลูกหลานตระกูลหวังคุกเข่าร่ำไห้คร่ำครวญว่าบิดามันมีร่างกายแข็งแรง เป็นหม่าอังทำร้ายคนถึงแก่ชีวิต ก่อกวนจนมินเสี้ยนหลิ่งที่ไต่เต้าจากพลทหารศีรษะพองโตขึ้นมา

        ที่โต๊ะเตี้ยด้านข้างนั่งไว้ด้วยหวงเสี้ยนเฉิง ตำแหน่งเสี้ยนเฉิงเป็นผู้ช่วยนายอำเภอ ตามกฎแล้วไม่มีสิทธิ์มีเสียง ไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่อาจแสดงท่าที คล้ายรูปปั้นในศาลเจ้ารูปหนึ่ง

        หวงเสี้ยนเฉิงผู้นี้เป็นขุนนางบุ๋น ยุคสมัยนั้นขุนนางบุ๋นได้รับการยกย่อง ขุนนางบู๊ถูกมองว่าต่ำต้อย จึงนึกดูแคลนมินเสี้ยนหลิ่งที่มาจากนายทหาร มินเสี้ยนหลิ่งก็ถือว่ามันไม่ได้ดำรงคงอยู่ หาสอบถามความเห็นของมันไม่

        ขณะที่มินเสี้ยนหลิ่งดึงหนวดเครานึกอับจนปัญญา เจ้าหน้าที่กรมเมืองผู้หนึ่งก็ยื่นหน้ามากระซิบที่ข้างหูมัน มินเสี้ยนหลิ่งจึงประกาศว่า “คุมขังหม่าอังไว้ก่อน ซากศพมอบให้สัปเหร่อดูแล ที่เหลือกลับไปก่อน หลังจากชันสูตรศพ เราค่อยตัดสินคดี”

        ดังนั้นหม่าอังถูกส่งตัวเข้าคุก ทั้งหมดแจ้งชื่อแซ่ ทิ้งตำบลที่อยู่ไว้แล้วจากมา หยางหลิงก็ผุดลุกขึ้นกล่าวคำอำลามินเสี้ยนหลิ่งออกจากห้องไต่สวน คุณหนูหม่าเร่งฝีเท้าตามมา ย่อกายคารวะกล่าวว่า “ขอบคุณหยางซิ่วไฉ (คำเรียกบัณฑิตแซ่หยาง) ให้การด้วยคุณธรรมให้กับเกอเกอเรา”

        หยางหลิงได้ยินนางเรียกตนเองเป็นซิ่วไฉ อดนึกโยงไปถึงหนอนตำราคร่ำครึมิได้ จึงกล่าว “เราเพียงบอกกล่าวตามตรง เมื่อครู่อยู่บนท้องถนน เห็นคุณหนูมีรูปลักษณะของวีรสตรี ไยต้องเรียกซิ่วไฉอันใด ยังคงเรียกชื่อเราตรงๆ เถอะ”

        คุณหนูหม่าฝืนแย้มยิ้มกล่าวว่า “อย่างนั้นขอขอบคุณคุณชายหยาง รอให้ไต่สวนใหม่ ยังต้องรบกวนคุณชายหยางเป็นพยานอีกครั้ง”

        เอ่ยถึงตอนนี้ ปรากฏขุนนางไว้เคราดำสามแฉก มีอายุห้าสิบเศษผู้หนึ่งรีบรุดมา มินเสี้ยนหลิ่งพอเหลือบแลเห็นมัน ก็เข้ามารับหน้า กล่าวว่า ““ต้เท้าหม่า ท่านมาได้พอดี เรื่องนี้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่ผู้น้อง ท่านเห็นควรทำอย่างไร?”

        มันกล่าวอย่างเปิดเผยตรงๆ เป็นหม่าเจ๋อเฉิง (ขุนนางเจ๋อเฉิงแซ่หม่า) มีไหวพริบปราดเปรียว เห็นในบริเวณนอกจากมินเสี้ยนหลิ่งกับบุตรีแล้ว ยังมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง จึงไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องคดี เพียงโบกมือต่อมินเสี้ยนหลิ่ง กล่าวถามหยางหลิงว่า “ท่านนี้คือ…”

        คุณหนูหม่ารีบกล่าวว่า “ท่านพ่อ ซิ่วไฉท่านนี้เรียกว่าหยางหลิง ข้าพเจ้ากับเกอเกอออกไปซื้อสิ่งของ เถ้าแก่นั้นฮุบไข่มุกข้าพเจ้า ถูกเกอเกอตำหนิดุด่า สร้างความอับอายคลั่งแค้นจนตาย ดีที่คุณชายหยางให้การด้วยคุณธรรม จึงไม่ถูกกำหนดโทษตามคำกล่าวหาของลูกหลานผู้ตาย”

        หม่าเจ๋อเฉิงรีบประสานมือกล่าวขอบคุณ มินเสี้ยนหลิ่งใจร้อนวู่วาม อดกล่าวมิได้ว่า “ใต้เท้าหม่า มิใช่ผู้น้องไม่คิดช่วยเหลือท่าน แต่ตระกูลหวังมีคนมาก ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียว ถึงแม้มีหยางซิ่วไฉเป็นพยานบุคคล แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตหนึ่ง ผู้น้องไม่กล้าปล่อยคนตามอำเภอใจ”

        หยางหลิงเห็นนายอำเภอท่านนี้ปากไวใจตรงถึงเพียงนี้ ต้องหัวร่ออกมา เห็นว่าตนเองไม่สะดวกกับการรับฟัง จึงประสานมือกล่าวคำอำลา คุณหนูหม่าเฉลียวฉลาดหลักแหลม เห็นมันสั่นศีรษะหัวร่อออกมา คล้ายมีแผนเป็นมั่นเหมาะ จึงเร่งฝีเท้าเดินตามมา กล่าวเสียงเจื้อยแจ้วว่า “คุณชายหยาง ดูจากสีหน้าท่าทีของท่าน ใช่มีวิธีช่วยเหลือเกอเกอเราหรือไม่?”

        มินเสี้ยนหลิ่งกับหม่าเจ๋อเฉิงพอฟังล้วนคึกคักอักโข กวาดตามองมา สร้างความแตกตื่นแก่หยางหลิงจนโบกมือโบกมือกล่าวว่า “หามิได้ ข้าพเจ้าเพียงเป็นพยานคนหนึ่ง ไหนเลยกล้าคิดอ่านแทนใต้เท้าเสี้ยนหลิ่ง?”

        คุณหนูหม่าไม่ยอมปล่อยปละละเว้น รุกเร้าว่า “เช่นนี้เป็นว่าคุณชายหยางมิใช่ไม่มีวิธีการเพียงติดขัดที่ศักดิ์ฐานะ ไม่สะดวกกับการก้าวล่วงกระมัง?”

        หยางหลิงคิดบอกว่าตนเองไม่มีหนทาง ก็สามารถจากไป พอถูกนางกล่าวกระตุ้น ต้องร้องโพล่งว่า “ถูกแล้ว ข้าพเจ้าเพียงอยู่ในฐานะพยาน หากกล่าวชี้นำ ถือว่าก้าวล่วงแล้ว”

        คุณหนูหม่าพลันคุกเข่าต่อมัน กล่าวว่า “คุณชายหยาง เกอเกอเราแม้วู่วามไปบ้าง แต่มิใช่คนชั่วร้าย เถ้าแก่ร้านรวงนั้นเห็นทรัพย์สินลืมคุณธรรม เป็นเหตุให้เสียชีวิต กลับต้องให้เกอเกอเราชดใช้ชีวิต ไยมิใช่เกินเลยไป คุณชายหยางเมื่อล่วงรู้ตัวบทกฎหมาย ไหนเลยเห็นการตายดดยไม่ช่วยเหลือ ปราชญ์เมธีบอกว่าผู้คนท่องตำรับตำรา เพียงเพื่อ ‘แบกรับภาระ’ เมื่อเกิดเรื่องราว ขอเพียงไม่ละอายต่อมโนธรรม ไม่คำนึงถึงคราเคราะห์ หากเป็นเรื่องราวไม่ถูกต้อง กลับหาข้ออ้างไม่รักษาความยุติธรรม ถือว่าไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่ทราบคุณชายหยางคิดเห็นอย่างไร?”

        หยางหลิงคิดไม่ถึงว่าคุณหนูนางนี้ปากคอร้ายถึงเพียงนี้ รู้สึกอับอายขายหน้าอยู่บ้าง ทางหนึ่งนึกหาวิธีการ ทางหนึ่งประคองนางขึ้นมา ปากกล่าวว่า “คุณหนูหม่ารีบลุกขึ้น ในความเห็นข้าพเจ้า เจ้าของร้านนั้นคงมีโรคที่ไม่แสดงอาการ เกอเกอท่านเพียงผลักดันมัน ต้องไม่ทำร้ายมันถึงแก่ชีวิต แต่คนของตระกูลหวังกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน คนก็เสียชีวิตแล้ว ต่อให้ข้าพเจ้ามีความคิดอ่าน ก็ไม่แน่ว่าจะช่วยเหลือเกอเกอท่านได้”

        ยุคสมัยนั้นบุรุษสตรีไม่อาจถูกเนื้อต้องตัว ต่อให้ไม่ต้องการรับความเคารพจากนาง คิดประคองนางขึ้นมา ก็ได้แต่ยื่นมือทำท่าประคองในระยะห่างหนึ่งเชียะ หยางหลิงแม้ล่วงรู้กฎเหล่านี้ แต่ยังติดความเคยชินในยุคปัจจุบัน กลับตรงเข้าไปประคองนางขึ้นมา ช้อนแขนอันนุ่มนิ่มของนางไว้ เห็นใบหน้าอันงดงามอยู่ตรงหน้า ทั้งยังสูดได้กลิ่นกายหอมจรุงดุจกล้วยไม้คล้ายชะมดเชียง ยังเข้มข้นกว่าตอนที่นางควบม้าเฉียดผ่านข้างกายไปอีก

        คุณหนูหม่าบังเกิดความเอียงอายขึ้นมา หม่าเจ๋อเฉิงก็เห็นว่ามันวู่วามไปบ้าง แต่ตอนนี้คิดช่วยเหลือบุตรชายออกจากคุกสำคัญกว่า ได้แต่แสร้งเป็นมองไม่เห็น สะอึกเข้ามากล่าวว่า “ขอบอกต่อคุณชายหยางตามตรง มินเสี้ยนหลิ่งกับเราล้วนเป็นทหาร ไม่ล่วงรู้ตัวบทกฎหมาย…คุณชายหยางมีความคิดใดลองบอกมา ไม่ว่ามีประโยชน์หรือไม่ เราล้วนน้อมรับบุญคุณของท่านไว้”

        เมื่อเป็นเช่นนี้ หยางหลิงเฉกเช่นขี่บนหลังเสือ ต้องกวาดมองมินเสี้ยนหลิ่งแวบหนึ่ง มินเสี้ยนหลิ่งก็โบกมือกล่าวว่า “ใช่แล้ว พวกท่านเหล่านักศึกษามีความคิดอ่าน มีวิธีใดล้วนบอกออกมา เรื่องที่เราปวดเศียรเวียนเกล้าที่สุด เป็นตอนนั่งบัลลังก์ไต่สวนคดี ไม่ทราบยกอ้างเหตุผลอย่างไรดี”

        หยางหลิงกล่าวว่า “มีคำกล่าวว่ารู้เขารู้เรา ค่อยรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ข้าพเจ้าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด กลับไม่ต้องบรรยายอีก แต่รูปคดีอยู่ที่หวังเหล่าป่านถูกทุบตีจนตาย หรือว่าตายเพราะโรคชรา ทั้งหมดนี้ต้องดูสภาพร่างกายของมัน จากนั้นค้นหาช่องว่าง ค่อยผลักความรับผิดชอบออกไป ทั้งยังปิดปากพวกมัน จนไม่อาจโต้แย้งได้”

        มินเสี้ยนหลิ่งปรบมือโห่ร้องชมเชย หม่าเจ๋อเฉิงก็ถูมือด้วยความยินดี กล่าวว่า “คุณชายหยางยอดเยี่ยมจริงๆ ใต้เท้ามิน เรื่องนี้ต้องรบกวนท่านส่งคนไปทำความเข้าใจให้ดี”

        มินเสี้ยนหลิ่งรับคำติดต่อกัน หยางหลิงกลับลอบร้องคำละอายในใจ มันเพียงใช้เคล็ดวิชาลากถ่วงเมื่อตอนชดใช้ผู้ประกันชีวิต ชนชาวโลกล้วนทราบว่า ธุรกิจประกันชีวิตของจีนทำประกันง่ายชดใช้ลำบาก เนื่องเพราะเขียนกฎระเบียบข้อบังคับวกวนจนครจบปริญญาเอกยังกลายเป็นคนไม่รู้จักหนังสือ ทั้งเรียกเอกสารหลักฐานหยุมหยิมจนผู้คนแทบเสียสติ ตอนนี้เพียงแสดงความสามารถเล็กน้อย กลับแลกมาซึ่งสายตาอันชื่นชม สร้างความอิ่มเอมใจแก่หยางหลิงยิ่ง

        ขระที่เดินกลับบ้าน ท้องฟ้าปรากฏเกล็ดหิมะปลิวโปรย อากาศกลับอบอุ่นขึ้นมา เพียงแต่เกล็ดหิมะตกใส่ร่าง ให้ความรู้สึกที่เหนียวเหนอะ

        หานโย่วเหนียงกลับบ้านมาแล้ว กำลังชะเง้อคอมองดูที่หน้าประตู หยางหลิงพอพบเห็นนางต้องบังเกิดความอบอุ่นใจ ทั้งลอบละอายใจ เช้าวันนี้โย่วเหนียงออกไปทำงาน ตนเองยังบอกว่าจะอยู่บ้านอ่านหนังสือ สุดท้ายถูกนางจับผิดคาหนังคาเขา

        มิคาดหานโย่วเหนียงไม่เอ่ยถึงแม้สักคำเดียว ทั้งยังรับมันเข้าประตู ปัดเกล็ดหิมะตามร่างกายมัน กล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “เซี่ยงกง ท่านกลับมาแล้ว ข้าพเจ้าหุงข้าวแล้วเสร็จ ยังไม่ทราบจะไปตามหาท่านที่ใด?”

        หยางหลิงกล่าวอย่างกระดากว่า “ข้าพเจ้าความจริงคิดอยู่บ้านอ่านหนังสือ แต่แล้ว…นึกออกว่ามีคนรุ่นเดียวกันอยู่ที่นี้ จึงไปเยี่ยมเยียนมัน”

        หานโย่วเหนียงเม้มปากหัวร่อกล่าวว่า “เซี่ยงกงเป็นบุรุษ ย่อมต้องคบค้าสมาคม ใช่แล้ว วันนี้โย่วเหนียงไปทำงานที่ร้านเสื้อผ้า เพียงครึ่งเช้าก็ปะชุนชุดยาวสิบตัว ได้ค่าแรงสิบเหรียญ ร้านเสื้อผ้านี้รับงานของแผนกม้าพาหนะที่ทำการเจ๋อเฉิง ที่นั้นมีเจ้าหน้าที่รับส่งเอกสารนับร้อย เสื้อผ้าเสียดสีจนเปื่อยขาด มีงานปะชุนไม่ขาดสาย”

        หยางหลิงเห็นนางยิ้มแย้มแจ่มใส ยินดีจนหน้าแดงเปล่งปลั่ง ต้องหยิกแก้มนางคราหนึ่ง สร้างความอับอานแก่หานโย่วเหนียงจนก้มศีรษะลง หยางหลิงพานโอบกอดนางไว้ ลูบคลำผมเผ้านุ่มสลวยของนาง นี่เป็นครั้งแรกที่หานโย่วเหนียงใกล้ชิดสนิทสนมกับมันถึงเพียงนี้ ต้องฟุบหน้ากับหน้าอกมัน ในใจทั้งปีติทั้งเป็นสุข

        ชั่วครู่ให้หลัง หานโย่วเหนียงค่อยผลักไสมันออกเบาๆ กล่าวว่า “เซี่ยงกง ข้าวปลาอาหารยังร้อนอยู่ ท่านรีบนั่งลง ข้าพเจ้าจะตักข้าวให้กับท่าน”

        ข้าวปลาอาหารแม้จำกัด แต่ยังดีกว่าบนเขา บวกกับเถ้าแก่ร้านค้าน้ำมันยกกากน้ำมันมาให้ผัดผัก ถึงแม้ยังไม่คุ้นชิน แต่หยางหลิงยังรับประทานมากกว่าเดิม

        หานโย่วเหนียงเห็นมันเจริญอาหาร จึงเบิกบานใจยิ่งกว่าสิ่งใด หลังอาหารหานโย่วเหนียงเก็บชามตะเกียบออกไป คาดผ้ากันเปื้อนล้างชาม หยางหลิงคิดเข้าไปช่วยเหลือ หานโย่วเหนียงกลับดุว่า “ไหนเลยมีบุรุษทำงานเช่นนี้ เซี่ยงกง ท่านนั่งดูเถอะ”

        หยางหลิงลูบจมูก กลับมานั่งที่เก้าอี้ พลันนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ จึงรื้อหีบหนังสือของตนเอง พบเห็นหนังสือต้าหมิงลวี่ (ประมวลกฎหมายต้าหมิง) เล่มหนาเตอะ จึงล้วงหยิบขึ้นมาพลิกอ่านดู

        ขณะพลิกดูข้อบังคับเกี่ยวกับการฟ้องร้อง หานโย่วเหนียงก็ยกน้ำชาร้อนกรุ่นมาถ้วยหนึ่ง หยางหลิงต้องครุ่นคิด ‘บุรุษในสังคมศักดินาช่างเสพสุขนัก ในสัมคมปัจจุบันไหนเลยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้?’

        ยุคสมัยนั้นร้านค้าทั่วไปไม่กำหนดเวลาทำงานเช่นปัจจุบัน ช่วงพักกลางวันก็ยาวนาน ประมาณสิบสี่นาฬิกาค่อยทำงานต่อ ดังนั้นหยางหลิงจิบน้ำชาดูหนังสือ หานโย่วเหนียงก็นั่งปะชุนเสื้อผ้าบนคั่งที่นอน

        หยางหลิงพลิกดูหนังสือกฎหมายอยู่ครู่หนึ่ง กลับไม่พบว่ามีข้อบังคับใดที่เอื้อประโยชน์ต่อหม่าอัง ดูท่ายังคงพึ่งพาเคล็ดวิชาหมัดไท้เก๊ก* ซึ่งตนเองเรียนรู้จากอาชีพขายประกันชีวิตประเสริฐกว่า

        * เป็นคำแสลง หมายถึงการประวิงเวลาหาข้ออ้าง        

        มันเงยหน้าขึ้นระบายลมจากปากคำหนึ่ง พอดีเห็นหานโย่วเหนียงยลชุดยาวขึ้นกับมุมปาก ใช้หัดกัดเส้นด้ายขาด แต่สายตากลับจ้องจับที่ตนเอง พอประสานสบตากับนางก็รีบเบือนสายตาไป

        หยางหลิงความจริงตั้งใจว่าจะยึดถือนางเป็นเสี่ยวเม่ยเม่ย (น้องสาวคนเล็ก) คนหนึ่ง พอเห็นเช่นนั้นยังอดวาบหวามใจมิได้ นับตั้งแต่มันเวียนว่ายเกิดใหม่เก้าชาติภพ ยังไม่เคยเกิดความรู้สึกอันซาบซึ้งเช่นนี้ ตนเองมิใช่ต้องการภรรยาที่นุ่มนวลเอาใจ มีจังหวะชีวิตที่แช่มช้าเนิบนาบเช่นนี้หรอกหรือ?

        หานโย่วเหนียงก้มหน้าก้มตาปะชุนเสื้อผ้า พบว่าบุรุษของนางมองดูตลอดเวลา อดประหม่ามิได้ ปลายเข็มจึงแทงถูกนิ้วมือตัวเอง ต้องร้องโอยออกมา หยางหลิงรีบวางหนังสือต้าหมิงลวี่ลง รุดไปกุมมือน้อยๆ ของนางไว้ เห็นนิ้วชี้ของนางมีโลหิตไหลซึมออกมาหยดหนึ่ง

        หยางหลิงกวาดตามองรอบข้าง ค่อยเข้าใจว่าคนโบราณพอถูกเข็มทิ่มแทงนิ้วมือ จึงใช้ปากดูดโลหิต มิใช่เพราะว่าพวกมันทราบว่าน้ำลายสามารถฆ่าเชื้อ หากแต่ไม่มีสิ่งใดเช็ดคราบเลือดได้ จึงเลียนแบบด้วยการอมนิ้วมือหานโย่วเหนียงไว้ ใช้ปากดูดเบาๆ ปลายลิ้นดูดนิ้วมือนางเอาไว้ หานโย่วเหนียงพลันพลันร่างสั่นสะท้าน ใบหน้าแดงสดใสขึ้นมา

        หยางหลิงดุว่า “ดูท่านช่วงเช้าทำงานข้างนอก กลับบ้านมายังไม่พักผ่อน ยังทำอะไรอีก?”

        หานโย่วเหนียงหรุบตาลง กล่าวอย่างขวยเขินว่า “ใกล้ปีใหม่แล้ว ท่านยังไม่มีชุดยาวที่ดูได้สักชุด ข้าพเจ้าจึงเร่งตัดเย็บชุดใหม่ให้กับท่าน”

        หยางหลิงทอดถอนใจคำหนึ่ง ยิ่งอยู่ร่วมกัน ยิ่งรู้สึกว่าตนเองติดค้างนางมากมาย หญิงสาวอายุสิบห้าปี สมควรอยู่ในวัยศึกษา แต่นางกลับเป็นภรรยาผู้คนแล้ว นี่เป็นผลพวงจากสังคมเก่าอย่างแท้จริง

        กฎหมายต้าหมิงกำหนดให้สตรีอายุสิบหกต้องออกเรือน แต่ในระดับชาวบ้านน้อยคนที่ปฏิบัติตาม ความจริงแล้วกฎหมายของต้าหมิงตราไว้อย่างเคร่งครัด มีโทษถึงประหารชีวิตมากมาย แต่ทางการกลับผ่อนผันต่อกฎข้อนี้ แสร้งเป็นลืมตาข้างหลับตาข้าง

        หยางหลิงคาดเดาว่าโลหิตหยุดไหลแล้ว จึงคลายนิ้วออก กล่าวว่า “ดีขึ้นแล้ว ยังเจ็บหรือไม่?”

        หานโย่วเหนียงตอบว่าไม่เจ็บ หยางหลิงค่อยพบว่าแม้หรุบตาลง มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ใบหน้าอันอ่อนเยาว์ฉายแววนุ่มนวล มีแต่สตรีที่เติบโตเต็มสาวจึงแสดงท่าทีเช่นนี้ต่อบุรุษที่นางรัก

        ที่นอกบ้านปรากฏเกล็ดหิมะปลิวโปรย แต่หานโย่วเหนียงเกิดความรู้สึกอันหนักแน่นมั่นคงขึ้น พริบตานี้ ความหวาดหวั่นวิตกที่รุมเร้า นางมาครึ่งปีคล้ายหลีกลี้จากนางไปไกลแสนไกล

        หยางหลิงก็เหม่อมองนางจนซึมเซา เฝ้ามองกันและกันอยู่ครู่หนึ่ง บรรยากาศที่สงบเป็นสุขพลันถูกเสียวร่ำร้องที่เบื้องนอกทำลายไป ได้ยินสุ้มเสียงบุรุษเสียงหนึ่งดังว่า “หยางหลิงคุณชายหยางพักอยู่ที่นี้หรือไม่?”

        หานโย่วเหนียงอุทานดังอา สะท้านตื่นจากความเคลิบเคลิ้ม รีบชักดึงมือกลับไป หยางหลิงก็ยิ้มเล็กน้อย หมุนตัวเดินไปเปิดประตุแง้มออก เห็นเกล้ดหิมะพัดพลิ้วมาตามลม เพียงชั่วระยะเวลากลับมารับประทานอาหารที่เบื้องนอกกลายเป็นขาวโพลน

        หยางหลิงเพ่งตามอง เห็นเจ้าหน้าที่กรมเมืองสองนายเลื่อนมือจับดาบยืนอยู่หน้าประตู บนร่างคลุมไว้ด้วยหิมะชั้นหนึ่ง ที่ด้านหลังยังมีหญิงสาวนางหนึ่ง คลุมเสื้อคลุมสีขาวตัวหนึ่ง มือถือร่มกระดาษน้ำมันสีเหลือง เหนือเสื้อคลุมยังใช้ผ้าพันคอที่ทำจากหนังสุนัขจิ้งจอก พันรอบคอไว้ เพียงเผยเห็นวงพักตร์ดุจดอกบัวพ้นน้ำ ท่ามกลางหิมะปลิวโปรยเต็มฟ้า คนคล้ายเทพธิดาลงมาเยือนสู่หล้า

        เจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสองเป็นคนที่คุมตัวหม่าอังไปยังที่ทำการกรมเมือง จึงจดจำหยางหลิงออก พอเห็นเป็นมัน ก็ประสานมือกล่าวว่า “เป็นหยางซิ่วไฉจริงๆ ผู้น้อยได้รับคำสั่งมินเสี้ยนหลิ่ง คุ้มครองส่งคุณหนูหม่ามาพบท่าน”

        หยางหลิงรีบเปิดประตูออก เชิญแขกเข้ามา คุณหนูหม่าเผยอยิ้ม เผยเห็นรอยลักยิ้มอีกครา ใช้สองมือกระชับทั้งสองค่อยติดตามก่อน เจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสองค่อยติดตามเข้าห้อง พร้อมทั้งปิดประตูลง

        บ้านเล็กๆ หลังนี้พอชุมนุมด้วยผู้คนห้าคนจึงคับแคบไปถนัดตา คุณหนูหม่ากระตุกสายรัดที่ปลายคาง ถอดเสื้อคลุมสีขาวออก พอกลอกตาตลบหนึ่ง พบเห็นหานโย่วเหนียง จึงยิ้มอย่างอ่อนหวาน กล่าวว่า “แม่นางท่านนี้…พี่หยาง เป็นเม่ยจื่อ (น้องสาว) ของท่านหรือ?”

        หานโย่วเหนียงเห็นผู้มาเป็นหญิงงามปานบุปผา ตากลมโตทอแววระแวดระวัง ทั้งเห็นนางยึดถือตัวเองเป็นเม่ยจื่อของฟูจวินก็ยิ่งขุ่นข้องใจ แต่ไม่สะดวกกับการเอ่ยปาก

        หยางหลิงยิ้มอย่างกระดาก บอกกล่าวว่า “นางเป็น…ไน่จื่อ (คำเรียกภรรยา)”        

        ดวงตาหานโย่วเหนียงทอแววกระหยิ่มยิ้มย่อง จากนั้นย่อกายคารวะต่อนาง ปากถามว่า “เซี่ยงกง คุณหนูท่านนี้คือ…”

        หยางหลิงรีบกล่าวว่า “คุณหนูหม่าท่านนี้เป็นบุตรีของใต้เท้าหม่าเจ๋อเฉิง นางกับชาต้าเกอ* ทั้งสองมาหาข้าพเจ้ามีเรื่องราวคิดหารือ”

        * พี่เจ้าหน้าที่

        คุณหนูหม่ารู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง กล่าวว่า “ที่แท้พี่หยางมีครอบครัวแล้ว หม่าเหลียนเอ๋อขอคารวะฮูหยิน”

        หานโย่วเหนียงรีบกล่าวว่า “คุณหนูไม่ต้องเกรงใจ เชิญนั่ง ชาต้าเกอทั้งสองเชิญนั่ง”

        ภายในห้องมีเก้าอี้เพียงสองตัว เจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสองได้แต่นั่งบนคั่งที่นอน หยางหลิงเพิ่งย้ายเข้ามา บวกกับอัตคัดขัดสนตอนดื่มชายังใช้ชามใหญ่ หานโย่วเหนียงจึงขนชามสี่ใบออกมารินน้ำชาต้อนรับแขกเหรื่อ

        มินเสี้ยนหลิ่งสั่งคนตรวจสอบเรื่องของเถ้าแก่ร้านดนตรีแล้ว หม่าเจ๋อเฉิงเป็นห่วงบุตรชาย ถึงแม้ได้รับการดูแลจากใต้เท้ามิน แต่เนื่องจากเป็นฤดูหนาว กลัวว่าอยู่ในคุกคุมขังมีความไม่สะดวกอันใด หม่าเหลียนเอ๋อคุณหนูหม่าก็ห่วงใยเกอเกอ จึงร้องขอให้มินเสี้ยนหลิ่งจัดเจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสองมาที่บ้านตระกูลหยาง

        หยางหลิงรับฟังเจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสองบอกเล่ารายงานการตรวจสอบเที่ยวหนึ่ง จากนั้นใคร่ครวญดูโดยละเอียด เห็นว่าไม่อาจนึกหาช่องโหว่จากกฎหมายต้าหมิงช่วยให้หม่าอังพ้นผิด ได้แต่ใช้เคล็ดวิชา “ลากถ่วง” ของธุรกิจประกันชีวิต เพียงไม่ทราบใช้ได้ผลหรือไม่ จึงบอกความคิดของตนเองออกไป

        หม่าเหลียนเอ๋อหันมาทางเจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสอง เจ้าหน้าที่กรมเมืองผู้หนึ่งเรียกว่าต้าหลี่ มีฟันเหลืองทั่วทั้งปาก พอฟังก็ตบต้นขาฉาดหนึ่ง ชมเชยว่า “วิเศษแท้ นี่เรียกว่าใช้ดาบทื่อแล่เนื้อทีละชิ้น ใต้เท้าเสี่ยนหลิ่งตัดสินคดีอย่างยุติธรรม ตระกูลหวังจับผิดไม่ได้ หากยังคิดค้าคดีความต่อไป สุดท้ายต้องหมดเนื้อหมดตัว”

        เจ้าหน้าที่กรมเมืองอีกผู้หนึ่งมีอายุมากกว่า มันก็ยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “คุณชายหยางอายุยังเยาว์ กลับรู้ตัวบทกฎหมาย ต่อให้เป็นซ่งซือ* ชั้นแนวหน้า ก็นึกแผนนี้ไม่ออก หากดำเนินการตามนี้ เจ้าทุกข์คงชิงถอนฟ้องยุติคดีแน่นอน”

        * ทนายความ

        หยางหลิงได้รับคำชมจากเจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสอง ก็คึกคักอักโข พลอยคิดอ่านสมองแล่น กล่าวช้าๆ ว่า “แผนการนี้แม้ลากถ่วงจนตระกูลหวังถอนฟ้องเอง แต่หากตระกูลหวังไม่ยอมกล้ำกลืนโทสะ อาจลากต่อไปสักหกเดือนหนึ่งปี ดังนั้นข้าพเจ้ายังมีอีกแผนหนึ่ง…”

        พลางยกมือป้องปาก ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบบอกต่อหม่าเหลียนเอ๋อหลายคำ หม่าเหลียนเอ๋อรับฟัง ต้องชม้ายมองมันแวบหนึ่ง กล่าวเสียงอ่อนหวานว่า “สมกับเป็นนักศึกษา เป็นแผนอันประเสริฐจริงๆ”

        สายตาของนางครั้งนี้หยาดเยิ้มปานจะหยด หานโย่วเหนียงชมดูจนเกิดความหึงหวงขึ้นมา

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 64 - 73)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

ยืดเวลาออกไป

        วันรุ่งขึ้น ตระกูลหวังทั้งครอบครัว ร้านรวงข้างเคียงและหยางหลิงถูกนำตัวขึ้นศาลอีก เมื่อคืนมินเสี้ยนหลิ่งได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสอง บวกกับหม่าเจ๋อเฉิงถ่ายทอดความคิดของหยางหลิงให้ทราบ ล่วงรู้ว่าควรพิจารณาคดีอย่างไร หม่าเจ๋อเฉิงก็ซ่อนตัวอยู่หลังฉากกั้นทางด้านหลังของมินเสี้ยนหลิ่งฟังการไต่สวน

        รอจนหม่าเจ๋อเฉิงถูกคุมตัวมา มินเสี้ยนหลิ่งก็หยิบไม้ตบโต๊ะ กล่าวกับบุตรชายทั้งสองของหวังเหลาป่านว่า “หวังต้า หวังเอ้อ เมื่อวานเราค้นพบไข่มุกของคุณหนูหม่าจากตัวบิดาเจ้า หวังเหลาป่านเห็นทรัพย์สินเกิดความละโมบ คิดฮุบไข่มุกผู้อื่น เรื่องนี้พวกเจ้ามีความเห็นเป็นอื่นหรือไม่?”

        หวังต้ากับหวังเอ้อสบตากันวูบ ไม่ทราบในน้ำเต้าท่านนายอำเภอขายยาอันใด จึงกล่าว “เหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) ตอนที่ท่านพ่อกับหม่าอังเกิดข้อพิพาท ผู้ต่ำต้อยไม่ได้อยู่ด้านข้าง ไม่ทราบว่าท่านพ่อเห็นทรัพย์สินเกิดความละโมบ หรือว่าหม่าอังปรักปรำให้ร้าย”

        หม่าอังคุกเข่าในศาล กระชากเสียงว่า “ผายลม โจรเฒ่านั้นรับไข่มุกจากเม่ยจื่อเรากลับปฏิเสธ แสดงว่าคิดยักยอกทรัพย์”

        มินเสี้ยนหลิ่งหยิบไม้ตบโต๊ะ ตวาดว่า “เราไม่ได้สอบถามเจ้า หากสอดคำวุ่นวายจะตบปากเจ้า”

        หม่าอังได้แต่ปิดปากลง มินเสี้ยนหลิ่งยกมือลูบเคราครึ้มกล่าวกับสองพี่น้องตรูกหวังว่า “เช่นนี้เป็นว่า พวกเจ้าบอกว่าบิดดาเจ้าถูกหม่าอังทุบตีจนตาย ก็ไม่ได้เห็นกับตาเช่นกัน?”

        หวังต้าอึ้งไปวูบจึงร้องว่า “เหล่าแหย เราแม้ไม่เห็นตัวฆาตกรผู้นี้ทุบตีท่านพ่อ แต่ที่ผ่านมาท่านพ่อมีร่างกายแข็งแรง หากมิใช่เจ้าผู้นี้ก่อการร้าย ท่านพ่อไหนเลยตายอย่างปัจจุบันทันด่วน เรื่องนี้ร้านรวงข้างเคียงล้วนแลเห็น สามารถเป็นพยาน”

        มินเสี้ยนหลิ่งหัวร่อเฮอะฮะกล่าวว่า “ตอนนั้นหยางหลิงหยางซิ่วไฉก็อยู่ที่นั้น บอกว่าบิดาเจ้าฮุบไข่มุกของคุณหนูหม่า เกอเกอของคุณหนูหม่าจึงฉุดรั้งมันไว้ ถกเหตุผลกับใน หาได้ลงไม้ลงมือไม่ คาดว่าบิดาเจ้าอายุสูงวัย พอถูกผู้คนกล่าวเปิดโปง เกิดความอับอายขุ่นแค้นจนสิ้นใจตาย”

        หวังต้ากับหวังเอ้อพอฟัง พากันโขกศีรษะร้องว่า “ใต้เท้า ท่านพ่อถูกปรักปรำ…”

        มินเสี้ยนหลิ่งโบกมือกล่าวว่า “ช้าก่อน เรายังพูดไม่จบ แต่จากปากคำพวกเจ้าสองพี่น้อง บิดาเจ้ามีร่างกายแข็งแรง ต้องไม่ร้อนรุ่มขุ่นแค้นจนสิ้นใจตาย ยังมีนับแต่แรกเริ่มจนยุติ มีแต่หม่าอังเกิดข้อพิพาทกับบิดาเจ้า ดังนั้นฆาตกรสมควรเป็นหม่าอัง”

        หม่าอังพอฟัง บังเกิดความร้อนใจจนคิดผุดลุกขึ้น เจ้าหน้าที่กรมเมืองที่ด้านข้างสองคนจึงไขว้ไม้พลองกดใส่ข้อพับของมัน หม่าอังร้องโอยคำหนึ่ง ได้แต่คุกเข่าแน่วนิ่ง

        หม่าเหลียนเอ๋อรีบเข้ามากดไหล่มันไว้ กล่าวว่า “เกอเกอไม่ต้องร้อนรุ่ม ใต้เท้ามินสัตว์ซื่อมือสะอาด ต้องตัดสินอย่างยุติธรรม…”

        หม่าอังกล่าวอย่างร้อนรุ่มเดือดดาลว่า “เราเกอเกอไหนเลยลงไม้ลงมือต่อมัน เฒ่าบัดซบนั้นคิดหลอกทรัพย์สินผู้คน บุตรชายมันคงประพฤติดุจเดียวกัน แสดงว่าคิดให้ร้ายเรา ท่านรีบไปหาท่านพ่อ…”

        ไม่ทันกล่าวจบ ที่หัวไหล่ถูกหม่าเหลียนเอ๋อหยิกอย่างดุดันคราหนึ่ง จึงเงยหน้าขึ้น เห็นเม่ยจื่อถลึงมองมัน หม่าอังค่อยได้คิด กล้ำกลืนคำพูดไว้

        มินเสี้ยนหลิ่งก็กระแอมไอกล่าวว่า “เราอยู่ที่จุดพักม้าจีหมิงสองปี ที่ผ่านมาปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่สถานที่ ต้องไม่ปล่อยปละละเว้นคนร้าย และไม่ปรักปรำให้ร้ายคนดี…”

        หยางหลิงรับฟังจนลอบหัวร่อในใจ มันกล่าวชมตัวเองเช่นนี้ ฟังดูน่าขบขันอยู่บ้าง บวกกับกล่าวอย่างยากลำบาก คล้ายกำลังท่องตำราก็มิปาน

        มินเสี้ยนหลิ่งกล่าวสืบต่อ “นับตั้งแต่เรารับคดีรายนี้ไว้ เมื่อคืนก็ฝ่าลมหิมะออกรวบรวมหลักฐาน ทั้งสั่งให้สัปเหร่อตรวจดูศพของบิดาท่าน เท่าที่เราทราบ บนร่างบิดาท่านไม่มีรอยบาดแผลภายนอก ถือเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่ง

        “ยังมี เรายังทราบว่าครอบครัวเจเจ้าอพยพจากหมิ่นหนัน* มายังที่นี้เมื่อสองปีก่อน เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีก่อนบิดาเจ้ายังล้มป่วยลง คำกล่าวที่ว่ามันมีร่างกายแข็งแรงจึงเชื่อไม่ได้

        “นอกจากนั้นเหอเหล่าซื่อร้านขายซี่อิ้วบอกว่า ระหว่างที่บิดาเจ้าอพยพมายังที่นี้ เคยถูกงูฟุเสอ** กัดที่แดนหูกว่าง*** จนการเดินทางเนิ่นช้าไปสิบกว่าวัน เนื่องจากคิดรีบรุดเดินทาง จึงเดินทางต่อทั้งที่ยังไม่หายดี เหล่านี้อาจเป็นเหตุให้เสียชีวิต

        * ฮกเกี้ยนตอนใต้

        ** งูหัวสามเหลี่ยมชนิดหนึ่ง

        *** ปัจจุบันเป็นมณฑลกวางตุ้งกวางสี

        “ดังนั้นเราตกลงใจคุมขังหม่าอังไว้ก่อน ทั้งสั่งให้สัปเหร่อผ่าศพบิดาเจ้า พิสูจน์ว่ารับบอบช้ำภายในหรือไม่ ขณะเดียวกันเจ้าตามหาหมอที่เคยรักษาให้กับบิดาเจ้า ขอเทียบยามาชมดู ทั้งให้เจ้าส่งคนไปยังแดนหูกว่าง สอบถามถึงตัวยาที่ใช้รักษาโรคถูกงูกัดของบิดาเจ้า ทั้งขอให้หมอวินิจฉัยว่าพิษงูยังตกค้างอยู่ภายในหรือไม่?”

        ทั้งหมดนี้เพียงเป็นหมากตาแรก หากตระกูลหวังตัดสินใจหาเทียบยารักษาหวังเหล่าป่านเมื่อปีก่อนมา ก็จะให้ตระกูลหวังไปยังแดนหูกว่าง หาตัวหมอรักษาอาหารที่ถูกงูฟุเสอจนพบ หรือถึงกับไล่พวกมันกลับไปยังท้องถิ่น ขอให้ขุนนางท้องถิ่นออกหนังสือยืนยันว่าหวังเหล่าป่านมีร่างกายแข็งแรง สรุปแล้ว หนทางยิ่งไกลยิ่งดี หลักฐานยิ่งครบถ้วยยิ่งประเสริฐ เป็นหนึ่งในกลอุบายที่บริษัทประกันชีวิตนิยมใช้ที่สุด

        หวังต้ากับหวังเอ้อรับฟังจนปากอ้าตาค้าง ขณะจะโต้แย้ง มินเสี้ยนหลิ่งก็หยิบไม้ตบโต๊ะ ตวาดสั่งว่า “พวกเรา คุมตัวผู้ต้องหาหม่าอังกลับไปเฝ้าควบคุมให้ดี ที่เหลือแยกย้ายกลับบ้าน รอจนตระกูลหวังหาหลักฐานมาค่อยพิจารณาคดีใหม่ เลิกศาล”

        เหล่าเจ้าหน้าที่กรมเมืองรับคำดังกระหื่ม มีเจ้าหน้าที่หยาบใหญ่สองนายวิ่งมาลากตัวหม่าอังออกไป ความเคลื่อนไหวนี้แม้กระทำต่อหม่าอัง แต่กลับขู่ขวัญหวังต้ากับหวังเอ้อจนกล้ำกลืนคำพูดไว้

…………

        สองพี่น้องตระกูลหวังพกความคับข้องใจกลับบ้าน หากให้เลิกราในลักษณะนี้ ก็ไม่ยินยอมพร้อมใจ สุดท้ายตกลงว่าอีกสองวันให้หวังต้าเดินทางไปยังแดนหูกว่าง รวบรวมหลักฐานมา ส่วนทางบ้านให้หวังเอ้อดูแลกิจการค้าไปก่อน

        มิคากภรรยาของหวังต้ารีบรุดมาบอกกล่าวว่า “เซี่ยงกง เรายังเข้าใจว่าวันนี้ไม่มีลูกค้า เพราะว่าที่ร้านมีคนตาย ผู้คนไม่แวะมา ที่แท้คนที่ที่ทำการเจ๋อเฉิงเที่ยวผล่อยข่าวว่า พวกเราขายสินค้าปลอม ทั้งบังคับซื้อบังคับขาย ไม่เพียงแต่ล่วงรู้จนทั่วทั้งจุดที่พักม้าจีหมิง พวกมันยังกระจายกำลังออกไป แม้แต่ผู้คนต่างถิ่นยังล่วงรู้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเรายังจะค้าชายได้อย่างไร?”

        สองพี่น้องตระกูลหวังใจหายวาบ คนค้าชายกลัวชื่อเสียงด่างพร้อย หากว่าที่ทำการเจ๋อเฉิงใช้เจ้าหน้าที่สื่อสารหลาบสิบคนปล่อยข่าวไปทั้งเหนือใต้ ร้านดนตรีตระกูลหวังได้ปต่ปิดกิจการแล้ว

        ตระกูลหวังไม่มีที่นาในที่นี้ ล้วนค้าขายเป็นหลัก ทางบ้านแม้มีฐานะดีกว่าชาวไร่ชาวนา แต่ยุคสมัยนั้นให้ความสำคัญแก่กสิกร เหยียบย่ำพ่อค้าวาณิช ฐานะทางสังคมยังไม่เท่ากับชาวไร่ชาวนา

        ดังนั้นราชสำนักต้าหมิงตรากฎว่า ชาวไร่ชาวนาที่มีลูกหลานมีชื่อเสียงสามารถสวมชุดแพรพรรณ แต่พ่อค้าวาณิชต่อให้มั่งคั่งกว่านี้ก็ไม่ได้รับสิทธิ์เช่นนี้ ถึงแม้เป็นพ่อค้ามีทรัพย์นับอนันต์ ได้แต่สวมชุดแพรพรรณในบ้าน พอออกจากบ้านต้องเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ไม่เช่นนั้นจะถูกทางการลงโทษ

        เพราะเหตุนี้ตระกูลหวังค้าคดีความ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ก่อน หากเป็นเหตุให้กระทบถึงกิจการค้า ถือว่าได้รับไม่เท่ากับสูญเสีย หรือว่าทั้งครอบครัวจะปล่อยให้คนที่ตายแล้วกระทบถึงการหาเลี้ยงชีพด้วย?

        เมื่อเป็นเช่นนี้ ความคิดค้าคดีความของสองพี่น้องตระกูลหวังล้วนจืดจางลง บวกกับช่วงปลายปีไม่สะดวกกับการเดินทางไกล มิสู้ดูแลหน้าร้านให้ดี รอจนหลังปีใหม่แล้วค่อยว่ากล่าว

        สองพี่น้องออกไปดูแลหน้าร้าน ผ่านไปสองวันมิเพียงไม่มีการค้าแม้สักรายเดียว ยังได้ยินข่าวลือว่าสองพี่น้องตระกูลปล่อยให้ศพของบิดาอยู่ในห้องเก็บศพ ปล่อยให้สัปเหร่อควักผ่าท้อง เพียงเพื่อรีดไถเงินทองจำนวนหนึ่ง

        มีคำกล่าวว่า คำคนน่าครั่นคร้าม ผู้อื่นไม่สนใจว่าเป็นจริงหรือแปลกปลอม สรุปแล้วไม่คบค้าสมาคม จนกระทบถึงชื่อเสียงตัวเอง ดังนั้นแม้แต่ผู้คนในร้านรวงข้างเคียงยังใช้ที่แววตาที่ประหลาดพิกลมองดูพวกมัน ทั้งหลีกลี้หนีห่าง

        สองพี่น้องตระกูลพกความขุ่นแค้นขอพบท่านนายอำเภอ แต่ฟังว่ามินเสี้ยนหลิ่งรุดไปปลอบขวัญครอบครัวที่ถูกหิมะกดทับบ้านช่องพังทลายที่ลานหลิวเจียผิงสามราย วันที่สองเดินทางไปใหม่ มินเสี้ยนหลิ่งก็เดินทางไปยังเมืองเซวียนฝู่ เร่งรัดให้ทางการจัดส่งเสบียงฤดูหนาวมา

        วันนี้หวังเอ้อเดินทางเข้าเมืองไปรับสินค้ามาจำหน่าย หวังเอ้อทั้งอยู่หลังตู้สินค้า ได้แต่เหม่อมองผู้คนบนท้องถนน ภายในร้านกลับเงียบเชียบ ช่วงเวลานี้เมื่อปีก่อน เหล่าระบำหยางเกอ* ระบำไม้ต่อขา ยังมีวัดวาศาลเจ้าตลอดจนคณะงิ้ว ล้วนมาซื้อเครื่องดรตรีราคาถูกไป แต่ปีนี้ขายไม่ได้แม้สักชิ้นเดียว

        * ระบำท้องถิ่นที่แพรหลายในหมู่บ้านชาวนาทางภาคเหนือของจีน

        หวังต้านึกทบทวนดู บิดาชรามักบอกว่าแน่นหน้าอก เมื่อปีก่อนถึงกับหมดสติ จนล้มป่วยลง ตอนนี้สัปเหร่อพิสูจน์ศพไม่พบริ้วรอยบาดแผล หรือว่าตายเพราะอับอายขุ่นแค้นจนลมหายใจขาดห้วงจริงๆ

        ขณะคิดอ่าน พลันมีคนตบตู้สินค้าพร้อมกับกล่าวว่า “หวังต้าคิดอะไร คิดจัดซื้อสินค้ามาจำหน่ายหรือ?”

        หวังต้าเงยหน้าขึ้น เห็นชายชราหน้าซูบสดใส สวมใส่ชุดเขียวผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าตู้สินค้า จึงรีบลุกขึ้น เดินออกไปต้อนรับ กล่าวว่า “อู๋เหล่าป่าน (เถ้าแก่แซ่อู๋) ไฉนมีเวลาว่าง พวกเรา รีบชงชาชั้นดีมาป้านหนึ่ง”

        ชายชราผู้นี้เรียกว่าอู๋เจี๋ย เป็นพ่อค้าสมุนไพรละแวกเสฉวนส่านซีจนถึงนครหลวง มีฐานะมั่งคั่งกว่าตระกูลหวังมากนัก จุดพักม้าจีหมิงยังเป็นที่รับมอบและกระจายสมุนไพรของมัน ดังนั้นในปีหนึ่งจะอาศัยอยู่ที่นี้ครึ่งปี

        อู๋เจี๋ยทรุดนั่งลงยิ้มพลางกล่าวว่า “ใกล้สิ้นปีแล้ว หลังจากเสร็จจากการค้ารายนี้ จะกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ จึงแวะมาชมดู เหตุใดวันนี้ท่านดูแลหน้าร้าน บิดาท่านเล่า?”

        หวังต้าฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “อู๋เหล่าป่าน…ท่านพ่อลาโลกไปเมื่อหลายวันก่อนแล้ว”

        อู๋เจี๋ยใจหายวาบ ร้องโพล่งว่า “เป็นไปได้อย่างไร ครั้งก่อนที่พบกัน หวังเหล่าป่านยังมีร่างกายแเข็งแรง เป็นไร…โรคแน่นหน้าอกเมื่อปีก่อนกำเริบอีกแล้ว?”

        ภรรยาของหวังต้าชงชาป้านหนึ่งออกมา นางก็มีสีหน้าหมองเศร้า ฝืนยิ้มคำนับต่ออู๋เจี๋ย รินน้ำชาแล้วล่าถอยกลับไป

        อู๋เจี๋ยล้วงกล้องยาสูบราคาแพงจากในแขนเสื้อ ดึงยาสูบจากถุงแพรบนสายรัดเอว ใช้กระดาษเชื้อไฟจุดขึ้น สูบยาคำหนึ่ง หยีตากล่าวว่า “หวังเหล่าป่านมีอายุเข้าเลขเจ็ด ตายไปไม่ถือว่าอายุสั้น อย่าได้เศร้าเสียใจแล้ว ลองบอกเล่าให้เราฟังดู”

        หวังต้าบอกเล่าเรื่องราวออกไป ย่อมปกปิดเรื่องที่บิดาฮุบไข่มุกของผู้อื่น สุดท้ายกล่าวว่า “อู๋เหล่าป่าน ท่านท่องไปทั้งเหนือจรดใต้ ลองบอกมาว่าแค้นนี้เราต้องชำระล้างหรือไม่…ตระกูลหม่าถือดีในอิทธิพล เที่ยวปล่อยข่าวโจมตี ท่านดู กระทั่งลูกค้ายังไม่เข้าร้าน ท่านนายอำเภอก็ไม่อยู่ ดูเหมือนขุนนางปกป้องกันเอง เข้าข้างตระกูลหม่าชัดๆ”

        อู๋เจี๋ยแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ดูเหมือนอันใด เหตุการณ์ชัดแจ้งยิ่ง ผู้อื่นช่วยเหลือตระกูลหม่าเอง”

        หวังต้าทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล ตบต้นขาฉาดหนึ่ง ร้องว่า “มิน่าเล่าให้เราหาหมอ ให้ไปที่ร้ายขายยา พวกเราไปหานายอำเภอ มันมักไม่อยู่ นี่…นี่เท่ากับบีบบังคับเราหอบหนังสือต้าหมิงลวี่เข้านครร้องไปฟ้องร้อง ถึงหน้าพระพักตร์”

        อู๋เจี๋ยเหลือกตาขึ้นกล่าวว่า “ท่านเข้าใจว่านี่เป็นรัชสมัยหงอู่ คิดเข้านครหลวงไปฟ้องร้องถึงหน้าพระพักตร์หรือ ฮ่องเต้อยู่ในวังต้องห้าม ราชองครักษ์เฝ้ารักษาเป็นชั้นๆ จะได้เข้าเฝ้าหรือ ต่อให้เข้าเฝ้าแล้วจะเป็นไร มินเสี้ยนหลิ่งไม่ได้บอกว่าไม่ไต่สวนคดี ทั้งยังพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ เมื่อถึงเวลาฮ่องเต้ยังชมเชยว่าใต้เท้ามินทำงานอย่างรัดกุม ท่านกล่าวโทษขุนนางบ้านเมือง มีโทษถึงประหารเก้าชั่วโคตร”

        หวังต้าสูดลมหายใจเข้าไปคำหนึ่ง กล่าวว่า “ดีที่อู๋เหล่าป่านกล่าวกระตุ้นเตือน เราขาดความรอบรู้ แทบก่อเหตุเภทภัยใส่ตัว นี่…นี่จะทำอย่างไรดี?”

        อู๋เจี๋ยพ่นควันยาสูบออกมา กล่าวช้าๆ ว่า “น้องแซ่หวังมีคำกล่าวว่าชาวบ้านไม่อาจต่อกรกับขุนนาง เรื่องนี้ท่านไม่มีหลักฐานแน่นหนา ต่อให้ฟ้องร้องถึงท้องพระโรง ไม่แน่ว่าจะทำอย่างไรผู้อื่นได้ ตอนนี้กลับสร้างปัญหาให้กับตัวเอง เราคิดน้อมเตือนสักหลายคำ ไม่ทราบท่านยอมรับฟังหรือไม่?”

        หวังต้าพอฟัง รีบลุกขึ้นรินน้ำชาเพิ่มเติมให้กับอู๋เจี๋ย กล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ท่านผู้เฒ่าโปรดบอกมา เราเฉกเช่นขี่บนหลังเสือขึ้นหรือลงก็ไม่ได้ ท่านผู้เฒ่ามีความคิดอันประเสริฐใด ขอได้โปรดชี้แนะ”

        อู๋เจี๋ยวางกล้องยาสูบลงบนตู้สินค้า ยกถ้วยชาขึ้นจิบคำหนึ่งแล้วกล่าว “บอกไปเรื่องนี้ความจริงไม่กระจ่าง ท่านแม้มีพยานยืนยันว่าหม่าอังเกิดการทุ่มเถียงกับท่าน หวังเหล่าป่านก็เสียชีวิตไปแล้ว แต่ไม่มีคนยืนยันว่าหม่าอังทุบตีคน หยางซิ่วไฉจึงเป็นคนมีชื่อเสียง ทั้งเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ หากว่าเราเป็นท่านนายอำเภอ ก็ไม่อาจกำหนดโทษผู้อื่นเช่นกัน

        “ตอนนี้เรื่องราวถึงขั้นนี้ เราขอกล่าววาจาสักคำ หวังเหล่าป่านอายุยังเข้าเลขเจ็ด แม้ตายก็เป็นเรื่องอันควร เราทราบว่าท่านเป็นบุตรอกตัญญู แต่หากใส่ความผู้อื่นจนต้องตายตาม ไยมิใช่เพิ่มบาปแก่บิดาท่านหนึ่ง อีกประการพวกท่านทั้งครอบครัวล้วนอยู่ที่นี้ หากล่วงเกินหม่าเจ๋อเฉิง ท่านต่อกรผู้อื่นได้หรือ อย่าว่าแต่คดีรายนี้ยิ่งยืดยาว ไม่เพียงเป็นเหตุให้ครอบครัวท่านต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ซากสังขารของบิดาท่านก็ไม่ได้รับการบรรจุฝัง ท่านสามารถหักใจได้หรือ?”

        หวังต้าหลั่งน้ำมูกน้ำตา สะอึกสะอื้นพลางกล่าวว่า “อู๋เหล่าป่าน ท่านผู้เฒ่าช่วยคิดอ่านว่าตอนนี้เราควรทำอย่างไร?”

        อู๋เจี๋ยกล่าวว่า “หากว่าท่านมีใจกตัญญู ก็ถือว่าหวังเหล่าป่านตายด้วยสิ้นอายุขับ ส่วนเรื่องฮุบสมบัติผู้อื่น ไม่ว่าเป็นจริงหรือเท็จ ตระกูลหม่าคงไม่สืบสาวเอาความ แต่ถึงอย่างไรบิดาท่านตายเพราะเกิดจากการทุ่มเถียง ตระกูลหม่าไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ ในความเห็นเราให้ตระกูลหม่าชดใช้ท่านสักหลายสิบตำลึง ทั้งจ่ายค่าบรรจุศพและเคลื่อนศพให้ ไม่ทราบท่านคิดเห็นอย่างไร?”

        หวังต้าพอฟังต้องก้มศีรษะลง ชั่วครู่ค่อยตะกุกตะกักว่า “นี่…หากจัดการเช่นนี้ ผู้คนจะหัวร่อเยาะเราสองพี่น้องประสงค์ต่อทรัพย์ ไม่สนใจความแค้นของบิดา คำพูดเหล่านี้…จะให้กล่าวจากปากเราได้อย่างไร?”

        อู๋เจี๋ยคิดกล่าวกระไร พลันปรากฏคนผู้หนึ่งขี่ลามาถึงหน้าร้าน กระโดดลงจากหลังลาผูกสายบังเหียนไว้ จากนั้นโถมเข้าร้านมา หวังต้าเห็นเป็นหวังเอ้อผู้น้อง จึงรีบผุดลุกขึ้น กล่าวว่า “เอ้อตี้ (น้องรอง) ท่านกลับมาแล้ว ไฉน…”

        พลางชะโงกศีรษะมองออกไป กล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “มิใช่ให้ท่านนำเข้าหวีดไม้ไผ่ ขลุ่ยไม้ไผ่ ม้าล่อและฉาบทองเหลืองหรอกหรือ ไฉนกลับมาด้วยมือเปล่า?”

        หวังเอ้อประสานมือทักทายอู๋เจี๋ย จากนั้นกระแทกนั่งลงบนเก้าอี้ของพี่ใหญ่ กล่าวอย่างขุ่นแค้นว่า “นำเข้าสินค้าอันใด หลิวเหล่าป่าน (เถ้าแก่แซ่หลิว) ใช้พวกเราจ่ายเงินสด ไม่ยอมให้ติดค้างอีก”

        หวังต้ากล่าวอย่างสงสัยใจว่า “เป็นไปได้อย่างไร พวกเราติดต่อค้าขายกับมันเป็นแรมปี ล้วนยอมให้ติดค้าง อยู่ดีๆ ไฉนเรียกร้องให้จ่ายเงินสด?”

        หวังเอ้อกระชากเสียงว่า “ยังมิใช่เพราะตัวอุบาทว์ตระกูลหม่า ยังมีคนปากอยู่ไม่สุข…” เอ่ยถึงตอนนี้ ฉุกคิดว่าอู๋เจี๋ยนั่งอยู่ด้วย จึงรีบปิดปากลง

        อู๋เจี๋ยจิบน้ำชาอึกหนึ่ง แล้วผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “หลายวันนี้มีการค้าวุ่นวาย เราไม่นั่งนานแล้ว” พลางประสานมือต่อสองพี่น้องตระกูลหวังเดินออกไป

        หวังต้าพอฟังคำบอกกล่าวของผู้น้อง ต้องตะลึงลานกับที่ เห็นอู๋เจี๋ยคิดจากไป จึงไล่กวดตามไป ร้องเรียกว่า “อู๋เหล่าป่านรอสักครู่ ความคิดของท่านดียิ่ง แต่ว่าเรื่องนี้ต้องขอให้ท่านผู้เฒ่าช่วยจัดการให้” วันรุ่งขึ้น ตระกูลหวังทั้งครอบครัว ร้านรวงข้างเคียงและหยางหลิงถูกนำตัวขึ้นศาลอีก เมื่อคืนมินเสี้ยนหลิ่งได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสอง บวกกับหม่าเจ๋อเฉิงถ่ายทอดความคิดของหยางหลิงให้ทราบ ล่วงรู้ว่าควรพิจารณาคดีอย่างไร หม่าเจ๋อเฉิงก็ซ่อนตัวอยู่หลังฉากกั้นทางด้านหลังของมินเสี้ยนหลิ่งฟังการไต่สวน

        รอจนหม่าเจ๋อเฉิงถูกคุมตัวมา มินเสี้ยนหลิ่งก็หยิบไม้ตบโต๊ะ กล่าวกับบุตรชายทั้งสองของหวังเหลาป่านว่า “หวังต้า หวังเอ้อ เมื่อวานเราค้นพบไข่มุกของคุณหนูหม่าจากตัวบิดาเจ้า หวังเหลาป่านเห็นทรัพย์สินเกิดความละโมบ คิดฮุบไข่มุกผู้อื่น เรื่องนี้พวกเจ้ามีความเห็นเป็นอื่นหรือไม่?”

        หวังต้ากับหวังเอ้อสบตากันวูบ ไม่ทราบในน้ำเต้าท่านนายอำเภอขายยาอันใด จึงกล่าว “เหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) ตอนที่ท่านพ่อกับหม่าอังเกิดข้อพิพาท ผู้ต่ำต้อยไม่ได้อยู่ด้านข้าง ไม่ทราบว่าท่านพ่อเห็นทรัพย์สินเกิดความละโมบ หรือว่าหม่าอังปรักปรำให้ร้าย”

        หม่าอังคุกเข่าในศาล กระชากเสียงว่า “ผายลม โจรเฒ่านั้นรับไข่มุกจากเม่ยจื่อเรากลับปฏิเสธ แสดงว่าคิดยักยอกทรัพย์”

        มินเสี้ยนหลิ่งหยิบไม้ตบโต๊ะ ตวาดว่า “เราไม่ได้สอบถามเจ้า หากสอดคำวุ่นวายจะตบปากเจ้า”

        หม่าอังได้แต่ปิดปากลง มินเสี้ยนหลิ่งยกมือลูบเคราครึ้มกล่าวกับสองพี่น้องตรูกหวังว่า “เช่นนี้เป็นว่า พวกเจ้าบอกว่าบิดดาเจ้าถูกหม่าอังทุบตีจนตาย ก็ไม่ได้เห็นกับตาเช่นกัน?”

        หวังต้าอึ้งไปวูบจึงร้องว่า “เหล่าแหย เราแม้ไม่เห็นตัวฆาตกรผู้นี้ทุบตีท่านพ่อ แต่ที่ผ่านมาท่านพ่อมีร่างกายแข็งแรง หากมิใช่เจ้าผู้นี้ก่อการร้าย ท่านพ่อไหนเลยตายอย่างปัจจุบันทันด่วน เรื่องนี้ร้านรวงข้างเคียงล้วนแลเห็น สามารถเป็นพยาน”

        มินเสี้ยนหลิ่งหัวร่อเฮอะฮะกล่าวว่า “ตอนนั้นหยางหลิงหยางซิ่วไฉก็อยู่ที่นั้น บอกว่าบิดาเจ้าฮุบไข่มุกของคุณหนูหม่า เกอเกอของคุณหนูหม่าจึงฉุดรั้งมันไว้ ถกเหตุผลกับใน หาได้ลงไม้ลงมือไม่ คาดว่าบิดาเจ้าอายุสูงวัย พอถูกผู้คนกล่าวเปิดโปง เกิดความอับอายขุ่นแค้นจนสิ้นใจตาย”

        หวังต้ากับหวังเอ้อพอฟัง พากันโขกศีรษะร้องว่า “ใต้เท้า ท่านพ่อถูกปรักปรำ…”

        มินเสี้ยนหลิ่งโบกมือกล่าวว่า “ช้าก่อน เรายังพูดไม่จบ แต่จากปากคำพวกเจ้าสองพี่น้อง บิดาเจ้ามีร่างกายแข็งแรง ต้องไม่ร้อนรุ่มขุ่นแค้นจนสิ้นใจตาย ยังมีนับแต่แรกเริ่มจนยุติ มีแต่หม่าอังเกิดข้อพิพาทกับบิดาเจ้า ดังนั้นฆาตกรสมควรเป็นหม่าอัง”

        หม่าอังพอฟัง บังเกิดความร้อนใจจนคิดผุดลุกขึ้น เจ้าหน้าที่กรมเมืองที่ด้านข้างสองคนจึงไขว้ไม้พลองกดใส่ข้อพับของมัน หม่าอังร้องโอยคำหนึ่ง ได้แต่คุกเข่าแน่วนิ่ง

        หม่าเหลียนเอ๋อรีบเข้ามากดไหล่มันไว้ กล่าวว่า “เกอเกอไม่ต้องร้อนรุ่ม ใต้เท้ามินสัตว์ซื่อมือสะอาด ต้องตัดสินอย่างยุติธรรม…”

        หม่าอังกล่าวอย่างร้อนรุ่มเดือดดาลว่า “เราเกอเกอไหนเลยลงไม้ลงมือต่อมัน เฒ่าบัดซบนั้นคิดหลอกทรัพย์สินผู้คน บุตรชายมันคงประพฤติดุจเดียวกัน แสดงว่าคิดให้ร้ายเรา ท่านรีบไปหาท่านพ่อ…”

        ไม่ทันกล่าวจบ ที่หัวไหล่ถูกหม่าเหลียนเอ๋อหยิกอย่างดุดันคราหนึ่ง จึงเงยหน้าขึ้น เห็นเม่ยจื่อถลึงมองมัน หม่าอังค่อยได้คิด กล้ำกลืนคำพูดไว้

        มินเสี้ยนหลิ่งก็กระแอมไอกล่าวว่า “เราอยู่ที่จุดพักม้าจีหมิงสองปี ที่ผ่านมาปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่สถานที่ ต้องไม่ปล่อยปละละเว้นคนร้าย และไม่ปรักปรำให้ร้ายคนดี…”

        หยางหลิงรับฟังจนลอบหัวร่อในใจ มันกล่าวชมตัวเองเช่นนี้ ฟังดูน่าขบขันอยู่บ้าง บวกกับกล่าวอย่างยากลำบาก คล้ายกำลังท่องตำราก็มิปาน

        มินเสี้ยนหลิ่งกล่าวสืบต่อ “นับตั้งแต่เรารับคดีรายนี้ไว้ เมื่อคืนก็ฝ่าลมหิมะออกรวบรวมหลักฐาน ทั้งสั่งให้สัปเหร่อตรวจดูศพของบิดาท่าน         เท่าที่เราทราบ บนร่างบิดาท่านไม่มีรอยบาดแผลภายนอก ถือเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่ง

        “ยังมี เรายังทราบว่าครอบครัวเจเจ้าอพยพจากหมิ่นหนัน* มายังที่นี้เมื่อสองปีก่อน เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีก่อนบิดาเจ้ายังล้มป่วยลง คำกล่าวที่ว่ามันมีร่างกายแข็งแรงจึงเชื่อไม่ได้

        “นอกจากนั้นเหอเหล่าซื่อร้านขายซี่อิ้วบอกว่า ระหว่างที่บิดาเจ้าอพยพมายังที่นี้ เคยถูกงูฟุเสอ** กัดที่แดนหูกว่าง*** จนการเดินทางเนิ่นช้าไปสิบกว่าวัน เนื่องจากคิดรีบรุดเดินทาง จึงเดินทางต่อทั้งที่ยังไม่หายดี เหล่านี้อาจเป็นเหตุให้เสียชีวิต

        * ฮกเกี้ยนตอนใต้

        ** งูหัวสามเหลี่ยมชนิดหนึ่ง

        *** ปัจจุบันเป็นมณฑลกวางตุ้งกวางสี

        “ดังนั้นเราตกลงใจคุมขังหม่าอังไว้ก่อน ทั้งสั่งให้สัปเหร่อผ่าศพบิดาเจ้า พิสูจน์ว่ารับบอบช้ำภายในหรือไม่ ขณะเดียวกันเจ้าตามหาหมอที่เคยรักษาให้กับบิดาเจ้า ขอเทียบยามาชมดู ทั้งให้เจ้าส่งคนไปยังแดนหูกว่าง สอบถามถึงตัวยาที่ใช้รักษาโรคถูกงูกัดของบิดาเจ้า ทั้งขอให้หมอวินิจฉัยว่าพิษงูยังตกค้างอยู่ภายในหรือไม่?”

        ทั้งหมดนี้เพียงเป็นหมากตาแรก หากตระกูลหวังตัดสินใจหาเทียบยารักษาหวังเหล่าป่านเมื่อปีก่อนมา ก็จะให้ตระกูลหวังไปยังแดนหูกว่าง หาตัวหมอรักษาอาหารที่ถูกงูฟุเสอจนพบ หรือถึงกับไล่พวกมันกลับไปยังท้องถิ่น ขอให้ขุนนางท้องถิ่นออกหนังสือยืนยันว่าหวังเหล่าป่านมีร่างกายแข็งแรง สรุปแล้ว หนทางยิ่งไกลยิ่งดี หลักฐานยิ่งครบถ้วยยิ่งประเสริฐ เป็นหนึ่งในกลอุบายที่บริษัทประกันชีวิตนิยมใช้ที่สุด

        หวังต้ากับหวังเอ้อรับฟังจนปากอ้าตาค้าง ขณะจะโต้แย้ง มินเสี้ยนหลิ่งก็หยิบไม้ตบโต๊ะ ตวาดสั่งว่า “พวกเรา คุมตัวผู้ต้องหาหม่าอังกลับไปเฝ้าควบคุมให้ดี ที่เหลือแยกย้ายกลับบ้าน รอจนตระกูลหวังหาหลักฐานมาค่อยพิจารณาคดีใหม่ เลิกศาล”

        เหล่าเจ้าหน้าที่กรมเมืองรับคำดังกระหื่ม มีเจ้าหน้าที่หยาบใหญ่สองนายวิ่งมาลากตัวหม่าอังออกไป ความเคลื่อนไหวนี้แม้กระทำต่อหม่าอัง แต่กลับขู่ขวัญหวังต้ากับหวังเอ้อจนกล้ำกลืนคำพูดไว้

…………

        สองพี่น้องตระกูลหวังพกความคับข้องใจกลับบ้าน หากให้เลิกราในลักษณะนี้ ก็ไม่ยินยอมพร้อมใจ สุดท้ายตกลงว่าอีกสองวันให้หวังต้าเดินทางไปยังแดนหูกว่าง รวบรวมหลักฐานมา ส่วนทางบ้านให้หวังเอ้อดูแลกิจการค้าไปก่อน

        มิคากภรรยาของหวังต้ารีบรุดมาบอกกล่าวว่า “เซี่ยงกง เรายังเข้าใจว่าวันนี้ไม่มีลูกค้า เพราะว่าที่ร้านมีคนตาย ผู้คนไม่แวะมา ที่แท้คนที่ที่ทำการเจ๋อเฉิงเที่ยวผล่อยข่าวว่า พวกเราขายสินค้าปลอม ทั้งบังคับซื้อบังคับขาย ไม่เพียงแต่ล่วงรู้จนทั่วทั้งจุดที่พักม้าจีหมิง พวกมันยังกระจายกำลังออกไป แม้แต่ผู้คนต่างถิ่นยังล่วงรู้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเรายังจะค้าชายได้อย่างไร?”

        สองพี่น้องตระกูลหวังใจหายวาบ คนค้าชายกลัวชื่อเสียงด่างพร้อย หากว่าที่ทำการเจ๋อเฉิงใช้เจ้าหน้าที่สื่อสารหลาบสิบคนปล่อยข่าวไปทั้งเหนือใต้ ร้านดนตรีตระกูลหวังได้ปต่ปิดกิจการแล้ว

        ตระกูลหวังไม่มีที่นาในที่นี้ ล้วนค้าขายเป็นหลัก ทางบ้านแม้มีฐานะดีกว่าชาวไร่ชาวนา แต่ยุคสมัยนั้นให้ความสำคัญแก่กสิกร เหยียบย่ำพ่อค้าวาณิช ฐานะทางสังคมยังไม่เท่ากับชาวไร่ชาวนา

        ดังนั้นราชสำนักต้าหมิงตรากฎว่า ชาวไร่ชาวนาที่มีลูกหลานมีชื่อเสียงสามารถสวมชุดแพรพรรณ แต่พ่อค้าวาณิชต่อให้มั่งคั่งกว่านี้ก็ไม่ได้รับสิทธิ์เช่นนี้ ถึงแม้เป็นพ่อค้ามีทรัพย์นับอนันต์ ได้แต่สวมชุดแพรพรรณในบ้าน พอออกจากบ้านต้องเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ไม่เช่นนั้นจะถูกทางการลงโทษ

        เพราะเหตุนี้ตระกูลหวังค้าคดีความ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ก่อน หากเป็นเหตุให้กระทบถึงกิจการค้า ถือว่าได้รับไม่เท่ากับสูญเสีย หรือว่าทั้งครอบครัวจะปล่อยให้คนที่ตายแล้วกระทบถึงการหาเลี้ยงชีพด้วย?

        เมื่อเป็นเช่นนี้ ความคิดค้าคดีความของสองพี่น้องตระกูลหวังล้วนจืดจางลง บวกกับช่วงปลายปีไม่สะดวกกับการเดินทางไกล มิสู้ดูแลหน้าร้านให้ดี รอจนหลังปีใหม่แล้วค่อยว่ากล่าว

        สองพี่น้องออกไปดูแลหน้าร้าน ผ่านไปสองวันมิเพียงไม่มีการค้าแม้สักรายเดียว ยังได้ยินข่าวลือว่าสองพี่น้องตระกูลปล่อยให้ศพของบิดาอยู่ในห้องเก็บศพ ปล่อยให้สัปเหร่อควักผ่าท้อง เพียงเพื่อรีดไถเงินทองจำนวนหนึ่ง

        มีคำกล่าวว่า คำคนน่าครั่นคร้าม ผู้อื่นไม่สนใจว่าเป็นจริงหรือแปลกปลอม สรุปแล้วไม่คบค้าสมาคม จนกระทบถึงชื่อเสียงตัวเอง ดังนั้นแม้แต่ผู้คนในร้านรวงข้างเคียงยังใช้ที่แววตาที่ประหลาดพิกลมองดูพวกมัน ทั้งหลีกลี้หนีห่าง

        สองพี่น้องตระกูลพกความขุ่นแค้นขอพบท่านนายอำเภอ แต่ฟังว่ามินเสี้ยนหลิ่งรุดไปปลอบขวัญครอบครัวที่ถูกหิมะกดทับบ้านช่องพังทลายที่ลานหลิวเจียผิงสามราย วันที่สองเดินทางไปใหม่ มินเสี้ยนหลิ่งก็เดินทางไปยังเมืองเซวียนฝู่ เร่งรัดให้ทางการจัดส่งเสบียงฤดูหนาวมา

        วันนี้หวังเอ้อเดินทางเข้าเมืองไปรับสินค้ามาจำหน่าย หวังเอ้อทั้งอยู่หลังตู้สินค้า ได้แต่เหม่อมองผู้คนบนท้องถนน ภายในร้านกลับเงียบเชียบ ช่วงเวลานี้เมื่อปีก่อน เหล่าระบำหยางเกอ* ระบำไม้ต่อขา ยังมีวัดวาศาลเจ้าตลอดจนคณะงิ้ว ล้วนมาซื้อเครื่องดรตรีราคาถูกไป แต่ปีนี้ขายไม่ได้แม้สักชิ้นเดียว

        * ระบำท้องถิ่นที่แพรหลายในหมู่บ้านชาวนาทางภาคเหนือของจีน

        หวังต้านึกทบทวนดู บิดาชรามักบอกว่าแน่นหน้าอก เมื่อปีก่อนถึงกับหมดสติ จนล้มป่วยลง ตอนนี้สัปเหร่อพิสูจน์ศพไม่พบริ้วรอยบาดแผล หรือว่าตายเพราะอับอายขุ่นแค้นจนลมหายใจขาดห้วงจริงๆ

        ขณะคิดอ่าน พลันมีคนตบตู้สินค้าพร้อมกับกล่าวว่า “หวังต้าคิดอะไร คิดจัดซื้อสินค้ามาจำหน่ายหรือ?”

        หวังต้าเงยหน้าขึ้น เห็นชายชราหน้าซูบสดใส สวมใส่ชุดเขียวผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าตู้สินค้า จึงรีบลุกขึ้น เดินออกไปต้อนรับ กล่าวว่า “อู๋เหล่าป่าน (เถ้าแก่แซ่อู๋) ไฉนมีเวลาว่าง พวกเรา รีบชงชาชั้นดีมาป้านหนึ่ง”

        ชายชราผู้นี้เรียกว่าอู๋เจี๋ย เป็นพ่อค้าสมุนไพรละแวกเสฉวนส่านซีจนถึงนครหลวง มีฐานะมั่งคั่งกว่าตระกูลหวังมากนัก จุดพักม้าจีหมิงยังเป็นที่รับมอบและกระจายสมุนไพรของมัน ดังนั้นในปีหนึ่งจะอาศัยอยู่ที่นี้ครึ่งปี

        อู๋เจี๋ยทรุดนั่งลงยิ้มพลางกล่าวว่า “ใกล้สิ้นปีแล้ว หลังจากเสร็จจากการค้ารายนี้ จะกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ จึงแวะมาชมดู เหตุใดวันนี้ท่านดูแลหน้าร้าน บิดาท่านเล่า?”

        หวังต้าฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “อู๋เหล่าป่าน…ท่านพ่อลาโลกไปเมื่อหลายวันก่อนแล้ว”

        อู๋เจี๋ยใจหายวาบ ร้องโพล่งว่า “เป็นไปได้อย่างไร ครั้งก่อนที่พบกัน หวังเหล่าป่านยังมีร่างกายแเข็งแรง เป็นไร…โรคแน่นหน้าอกเมื่อปีก่อนกำเริบอีกแล้ว?”

        ภรรยาของหวังต้าชงชาป้านหนึ่งออกมา นางก็มีสีหน้าหมองเศร้า ฝืนยิ้มคำนับต่ออู๋เจี๋ย รินน้ำชาแล้วล่าถอยกลับไป

        อู๋เจี๋ยล้วงกล้องยาสูบราคาแพงจากในแขนเสื้อ ดึงยาสูบจากถุงแพรบนสายรัดเอว ใช้กระดาษเชื้อไฟจุดขึ้น สูบยาคำหนึ่ง หยีตากล่าวว่า “หวังเหล่าป่านมีอายุเข้าเลขเจ็ด ตายไปไม่ถือว่าอายุสั้น อย่าได้เศร้าเสียใจแล้ว ลองบอกเล่าให้เราฟังดู”

        หวังต้าบอกเล่าเรื่องราวออกไป ย่อมปกปิดเรื่องที่บิดาฮุบไข่มุกของผู้อื่น สุดท้ายกล่าวว่า “อู๋เหล่าป่าน ท่านท่องไปทั้งเหนือจรดใต้ ลองบอกมาว่าแค้นนี้เราต้องชำระล้างหรือไม่…ตระกูลหม่าถือดีในอิทธิพล เที่ยวปล่อยข่าวโจมตี ท่านดู กระทั่งลูกค้ายังไม่เข้าร้าน ท่านนายอำเภอก็ไม่อยู่ ดูเหมือนขุนนางปกป้องกันเอง เข้าข้างตระกูลหม่าชัดๆ”

        อู๋เจี๋ยแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ดูเหมือนอันใด เหตุการณ์ชัดแจ้งยิ่ง ผู้อื่นช่วยเหลือตระกูลหม่าเอง”

        หวังต้าทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล ตบต้นขาฉาดหนึ่ง ร้องว่า “มิน่าเล่าให้เราหาหมอ ให้ไปที่ร้ายขายยา พวกเราไปหานายอำเภอ มันมักไม่อยู่ นี่…นี่เท่ากับบีบบังคับเราหอบหนังสือต้าหมิงลวี่เข้านครร้องไปฟ้องร้อง ถึงหน้าพระพักตร์”

        อู๋เจี๋ยเหลือกตาขึ้นกล่าวว่า “ท่านเข้าใจว่านี่เป็นรัชสมัยหงอู่ คิดเข้านครหลวงไปฟ้องร้องถึงหน้าพระพักตร์หรือ ฮ่องเต้อยู่ในวังต้องห้าม ราชองครักษ์เฝ้ารักษาเป็นชั้นๆ จะได้เข้าเฝ้าหรือ ต่อให้เข้าเฝ้าแล้วจะเป็นไร มินเสี้ยนหลิ่งไม่ได้บอกว่าไม่ไต่สวนคดี ทั้งยังพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ เมื่อถึงเวลาฮ่องเต้ยังชมเชยว่าใต้เท้ามินทำงานอย่างรัดกุม ท่านกล่าวโทษขุนนางบ้านเมือง มีโทษถึงประหารเก้าชั่วโคตร”

        หวังต้าสูดลมหายใจเข้าไปคำหนึ่ง กล่าวว่า “ดีที่อู๋เหล่าป่านกล่าวกระตุ้นเตือน เราขาดความรอบรู้ แทบก่อเหตุเภทภัยใส่ตัว นี่…นี่จะทำอย่างไรดี?”

        อู๋เจี๋ยพ่นควันยาสูบออกมา กล่าวช้าๆ ว่า “น้องแซ่หวังมีคำกล่าวว่าชาวบ้านไม่อาจต่อกรกับขุนนาง เรื่องนี้ท่านไม่มีหลักฐานแน่นหนา ต่อให้ฟ้องร้องถึงท้องพระโรง ไม่แน่ว่าจะทำอย่างไรผู้อื่นได้ ตอนนี้กลับสร้างปัญหาให้กับตัวเอง เราคิดน้อมเตือนสักหลายคำ ไม่ทราบท่านยอมรับฟังหรือไม่?”

        หวังต้าพอฟัง รีบลุกขึ้นรินน้ำชาเพิ่มเติมให้กับอู๋เจี๋ย กล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ท่านผู้เฒ่าโปรดบอกมา เราเฉกเช่นขี่บนหลังเสือขึ้นหรือลงก็ไม่ได้ ท่านผู้เฒ่ามีความคิดอันประเสริฐใด ขอได้โปรดชี้แนะ”

        อู๋เจี๋ยวางกล้องยาสูบลงบนตู้สินค้า ยกถ้วยชาขึ้นจิบคำหนึ่งแล้วกล่าว “บอกไปเรื่องนี้ความจริงไม่กระจ่าง ท่านแม้มีพยานยืนยันว่าหม่าอังเกิดการทุ่มเถียงกับท่าน หวังเหล่าป่านก็เสียชีวิตไปแล้ว แต่ไม่มีคนยืนยันว่าหม่าอังทุบตีคน หยางซิ่วไฉจึงเป็นคนมีชื่อเสียง ทั้งเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ หากว่าเราเป็นท่านนายอำเภอ ก็ไม่อาจกำหนดโทษผู้อื่นเช่นกัน

        “ตอนนี้เรื่องราวถึงขั้นนี้ เราขอกล่าววาจาสักคำ หวังเหล่าป่านอายุยังเข้าเลขเจ็ด แม้ตายก็เป็นเรื่องอันควร เราทราบว่าท่านเป็นบุตรอกตัญญู แต่หากใส่ความผู้อื่นจนต้องตายตาม ไยมิใช่เพิ่มบาปแก่บิดาท่านหนึ่ง อีกประการพวกท่านทั้งครอบครัวล้วนอยู่ที่นี้ หากล่วงเกินหม่าเจ๋อเฉิง ท่านต่อกรผู้อื่นได้หรือ อย่าว่าแต่คดีรายนี้ยิ่งยืดยาว ไม่เพียงเป็นเหตุให้ครอบครัวท่านต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ซากสังขารของบิดาท่านก็ไม่ได้รับการบรรจุฝัง ท่านสามารถหักใจได้หรือ?”

        หวังต้าหลั่งน้ำมูกน้ำตา สะอึกสะอื้นพลางกล่าวว่า “อู๋เหล่าป่าน ท่านผู้เฒ่าช่วยคิดอ่านว่าตอนนี้เราควรทำอย่างไร?”

        อู๋เจี๋ยกล่าวว่า “หากว่าท่านมีใจกตัญญู ก็ถือว่าหวังเหล่าป่านตายด้วยสิ้นอายุขับ ส่วนเรื่องฮุบสมบัติผู้อื่น ไม่ว่าเป็นจริงหรือเท็จ ตระกูลหม่าคงไม่สืบสาวเอาความ แต่ถึงอย่างไรบิดาท่านตายเพราะเกิดจากการทุ่มเถียง ตระกูลหม่าไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ ในความเห็นเราให้ตระกูลหม่าชดใช้ท่านสักหลายสิบตำลึง ทั้งจ่ายค่าบรรจุศพและเคลื่อนศพให้ ไม่ทราบท่านคิดเห็นอย่างไร?”

        หวังต้าพอฟังต้องก้มศีรษะลง ชั่วครู่ค่อยตะกุกตะกักว่า “นี่…หากจัดการเช่นนี้ ผู้คนจะหัวร่อเยาะเราสองพี่น้องประสงค์ต่อทรัพย์ ไม่สนใจความแค้นของบิดา คำพูดเหล่านี้…จะให้กล่าวจากปากเราได้อย่างไร?”

        อู๋เจี๋ยคิดกล่าวกระไร พลันปรากฏคนผู้หนึ่งขี่ลามาถึงหน้าร้าน กระโดดลงจากหลังลาผูกสายบังเหียนไว้ จากนั้นโถมเข้าร้านมา หวังต้าเห็นเป็นหวังเอ้อผู้น้อง จึงรีบผุดลุกขึ้น กล่าวว่า “เอ้อตี้ (น้องรอง) ท่านกลับมาแล้ว ไฉน…”

        พลางชะโงกศีรษะมองออกไป กล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “มิใช่ให้ท่านนำเข้าหวีดไม้ไผ่ ขลุ่ยไม้ไผ่ ม้าล่อและฉาบทองเหลืองหรอกหรือ ไฉนกลับมาด้วยมือเปล่า?”

        หวังเอ้อประสานมือทักทายอู๋เจี๋ย จากนั้นกระแทกนั่งลงบนเก้าอี้ของพี่ใหญ่ กล่าวอย่างขุ่นแค้นว่า “นำเข้าสินค้าอันใด หลิวเหล่าป่าน (เถ้าแก่แซ่หลิว) ใช้พวกเราจ่ายเงินสด ไม่ยอมให้ติดค้างอีก”

        หวังต้ากล่าวอย่างสงสัยใจว่า “เป็นไปได้อย่างไร พวกเราติดต่อค้าขายกับมันเป็นแรมปี ล้วนยอมให้ติดค้าง อยู่ดีๆ ไฉนเรียกร้องให้จ่ายเงินสด?”

        หวังเอ้อกระชากเสียงว่า “ยังมิใช่เพราะตัวอุบาทว์ตระกูลหม่า ยังมีคนปากอยู่ไม่สุข…” เอ่ยถึงตอนนี้ ฉุกคิดว่าอู๋เจี๋ยนั่งอยู่ด้วย จึงรีบปิดปากลง

        อู๋เจี๋ยจิบน้ำชาอึกหนึ่ง แล้วผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “หลายวันนี้มีการค้าวุ่นวาย เราไม่นั่งนานแล้ว” พลางประสานมือต่อสองพี่น้องตระกูลหวังเดินออกไป

        หวังต้าพอฟังคำบอกกล่าวของผู้น้อง ต้องตะลึงลานกับที่ เห็นอู๋เจี๋ยคิดจากไป จึงไล่กวดตามไป ร้องเรียกว่า “อู๋เหล่าป่านรอสักครู่ ความคิดของท่านดียิ่ง แต่ว่าเรื่องนี้ต้องขอให้ท่านผู้เฒ่าช่วยจัดการให้”

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 74 - 86)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

            ผู้ช่วยนายอำเภอ

            หยางหลิงนั่งอยู่ในห้องเชียนหยา* มองดูม้วนเอกสารที่กองอยู่เบื้องหน้า ความจริงคิดเริ่มงานในบัดดล แต่คล้ายคนนอกวงการอยู่หน้าตาข่ายจับปลาที่สูงเท่าศีรษะคน ไม่ทราบสมควรเริ่มอย่างไรดี

            *ห้องลงนามรับรอง ปัจจุบันคือหน้าห้องของผู้บริหาร

            หน้าที่รับผิดชอบของท่านนายอำเภอ มิใช่เพียงขึ้นนั่งบัลลังก์พิจารณาคดี หากแต่ดูแลการคลัง การเก็บภาษี การคมนาคมและงานด้านกฎหมายของอำเภอ ซึ่งความจริงนายอำเภอนอกจากขุนนางเสี้ยนเฉิงกับจู่ปี้ ยังมีซือแหย(ผู้ช่วยส่วนตัว)อีกมากมาย แต่มินเสี้ยนหลิ่งกลับผลักไสงานทั้งหมดให้กับหยางหลิง ต่อให้เป็นซือแหยเมืองเส้าซิงที่ได้ชื่อว่ามีประสบการณ์ที่สุด คงมือไม้ปั่นป่วนเช่นกัน

            ห้องลงนามรับรองมีขนาดเท่าห้องหับทั่วไปสามห้อง ปรกติแล้วเหล่าซือแหยและที่ปรึกษาท่านนายอำเภอจะตรวจทานเอกสาร สะสางงานปกครองในที่นี้ ด้านหน้าของห้องลงนามรับรองเป็นห้องโถงที่ท่านนายอำเภอใช้ตัดสินคดี ส่วนด้านหลังเป็นที่อยู่ของนายอำเภอ

            นับตั้งแต่ช่วยเหลือตระกูลหม่าคลี่คลายคดีความ มินเสี้ยนหลิ่งเกิดความชื่นชมในตัวหยางหลิง เดินทางมาเชิญมันไปรับตำแหน่งซือแหย หยางหลิงกำลังวิตกว่าไม่มีงานทำจึงตกปากรับคำ

            แต่เนื่องจากหานโย่วเหนียงดวงตาทอแววละห้อยหดหู่ หยางหลิงจึงเรียนต่อมินเสี้ยนหลิ่งว่าจะรับตำแหน่งซือแหยเป็นการชั่วคราว พอถึงปีหน้าถึงเวลาสอบแข่งขัน ก็จะเดินทางเข้าเมือง มินเสี้ยนหลิ่งก็ตอบตกลง

            ซึ่งความจริงมันสอบถามผู้คนดู ยุคสมัยนั้นต่อให้สอบได้เป็นจอหงวน* อย่างมากก็เป็นบัณฑิตสำนักฮั่นหลินในนครหลวง โดยทั่วไปเพียงเป็นนายอำเภอท้องถิ่น ไม่ได้เป็นขุนนางใหญ่โต หยางหลิงเกิดความรับผิดชอบต่อหานโย่วเหนียง ความจริงคิดใช้ชีวิตที่เหลือหาเงินทอง ทิ้งสมบัติให้กับนางก้อนหนึ่ง หามีความคิดเข้าสอบแข่งขันไม่ เพียงแต่ไม่อาจต้านทานสายตาของหานโย่วเหนียง จำต้องรับปากนาง

            *บัณฑิตที่สอบได้ที่หนึ่งในสนามสอบหน้าพระพักตร์

            มินเสี้ยนหลิ่งมาจากสายทหาร คนสนิทก็เป็นทหาร ไม่มีความรู้ด้านการปกครอง หวงเสี้ยนเฉิงซึ่งเป็นผู้ช่วยนายอำเภอก็ไม่ทำงานทำการ มีแต่ตอนจ่ายเงินเดือนค่อยเห็นหน้ามัน

            ดีที่ชาวบ้านในจุดพักม้าจีหมิงสัตย์ซื่อถือมั่น สองปีนี้ไม่เกิดเรื่องใหญ่โตอันใด เพียงแต่การประเมินการบริหารราชการ ซึ่งกำหนดไว้ทุกสามปีครั้งกำลังจะมาถึง มินเสี้ยนหลิ่งมิอาจไม่เตรียมการไว้

            อันว่าผลงานด้านบริหารราชการมาจากสองทาง หนึ่งคือพื้นที่สงบเรียบร้อย หนึ่งคือเก็บภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขอเพียงไม่มีชาวนาก่อความวุ่นวาย พ่อค้าหยุดค้าขาย ไม่เกิดคดีใหญ่โต ก็ถือว่าสอบผ่าน

            จุดพักม้าจีหมิงยังมีทหารประจำการอยู่สองกอง ยากกับที่ทำการเจ๋อเฉิงกับเจ้าหน้าที่กรมเมืองของทางอำเภอ ด้านการปกครองไม่มีปัญหา แต่การจัดเก็บภาษีไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากที่นี้เป็นศูนย์รวมและกระจายสินค้าของพ่อค้า เก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพียงแต่ละแวกใกล้เคียงเป็นป่าเขา ผู้คนอยู่กระจัดกระจาย บวกกับทำนาภูเขา เก็บเกี่ยวไม่ได้ผลเท่าที่ควร มิหนำซ้ำพวกตาดมองโกลมักยกกำลังมาปล้นสะดมชิงทรัพย์ ดังนั้นการจัดเก็บภาษีกลายเป็นจุดอ่อนของมินเสี้ยนหลิ่ง

            เมื่อวันก่อนมินเสี้ยนหลิ่งเดินทางเข้าเมืองได้ยินผู้บังคับบัญชาเอ่ยถึงเรื่องนี้ ค่อยทราบว่าการประเมินของขุนนางบุ๋นสามารถให้คุณให้โทษ ขณะที่หวั่นวิตกว่าไม่ทราบจำอวดผลงานอย่างไร สวรรค์ก็ส่งหยางซิ่วไฉมา จึงมอบหน้าที่สำคัญแก่มัน

            แต่ว่าวิธีการปฏิบัติของรัฐในยุคสมัยนั้นสุดที่หยางหลิงจะเข้าใจได้ เมื่อชาติปางก่อนของหยางหลิงแม้ขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกของบริษัทประกันชีวิต แต่ด้วยระบบและโครงสร้างการจัดการในตอนนั้น ต่อให้ไม่มีหัวหน้าแผนกผู้หนึ่ง ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อองค์กรเท่าใด ตอนนี้กลับผิดแผกแตกต่าง ไม่ว่าเรื่องใหญ่น้อยใดล้วนให้มันจัดการ สร้างความวุ่นวายแก่หยางหลิงจนหัวหมุน กระทั่งงานเอกสารทั่วไปยังสะสางไม่ได้ ไหนเลยสร้างผลงานได้?

            หยางหลิงยืดตัวตรง มองดูกองเอกสารตรงหน้า เนื่องจากใกล้สิ้นปี แผนกจัดส่งต้องนำผลผลิตจากแดนซีอวี้(ดินแดนตะวันตก)ส่งเข้าวังหลวง รถราไม่เพียงพอ ขอให้ทางอำเภอหาทางแก้ไข ยังมีแผนกรับช่วงต่อได้รับเอกสารจากกรมกลาโหมว่า มีการเคลื่อนย้ายกำลังทหาร ต้องผ่านจุดพักม้าจีหมิง ให้เปิดประตูเมืองยามวิกาล จึงต้องจัดกำลังเฝ้าประตูเมืองเพิ่มเติม นอกจากนั้นวัตถุสิ่งของสำหรับก่อไฟแจ้งข่าวการศึกบนแท่นที่ราบก็ต้องผลัดเปลี่ยน…

            ที่สาหัสสากรรจ์คือ ครอบครัวชาวนาที่ติดค้างภาษีทางการมีมากเกินไป บางรายติดค้างปีสองปีบางรายติดค้างถึงสิบปี ตอนแรกหยางหลิงตบโต๊ะสั่งให้หวังปันโถว(เจ้าหน้าที่แซ่หวัง)ไปจับตัวชาวบ้านที่ติดค้างภาษีนานที่สุดมา เตรียมเชือดไก่ให้ลิงดู หวังปันโถวบอกว่านายอำเภอรุ่นก่อนก็ใช้วิธีนี้ สุดท้ายภรรยาของชาวบ้านนั้นผูกคอตาย ชาวบ้านนั้นก็กลายเป็นวิกลจริต สร้างความโกรธแค้นแก่บัณฑิตนักศึกษา ฟ้องร้องถึงกรมทะเบียนราษฎร์ นายอำเภอจึงถูกปลดออกจากตำแหน่ง

            ยังคงเป็นขุนนางจู่ปู้ หวังเอี่ยนเจิ้งเห็นเพื่อนร่วมงานอายุเยาว์ผู้นี้ตั้งใจทำงาน จึงกระซิบบอกต่อมันว่า หวงเสี้ยนเฉิงมีอายุสูงวัยที่สุด รับใช้นายอำเภอสองรุ่น ถือเป็นข้าราชการเก่าแก่ลองไปขอความช่วยเหลือจาก…

            หยางหลิงจึงกัดฟันซื้อเนื้อสุกรสิบชั่ง ชาดีหนึ่งห่อไปขอคำแนะนำ มิคาดหวงเสี้ยนเฉิงเอาแต่จับมือหลานชายคัดลายมือ พอทราบเจตนาการมาของหยางหลิง ก็สนทนาเรื่อยเปื่อย ไม่ยอมช่วยเหลือมัน แต่ยิ้มรับเนื้อสุกรกับใบชาไว้ เท่ากับว่าสูญเงินไปยี่สิบสี่เหรียญ

            หยางหลิงทอดถอนใจ จากนั้นหยิบฉวยพู่กัน เขียนรายงานถึงกรมทะเบียนราษฎร์ แจ้งค่าใช้จ่ายในปีหน้าว่า “จุดพักม้าจีหมิงมีเจ้าหน้าที่ประจำอำเภอเจ็ดสิบเก้านาย พนักงานจุดพักม้าหนึ่งร้อยห้าสิบแปดคน ทหารเฝ้ารักษาเมืองสองร้อยหกสิบคน แรงงานรับจ้างสี่สิบห้าคน ม้าพาหนะแปดสิบสองตัว รวมเป็นเงินเดือนปีละเจ็ดพันหกร้อยสี่สิบเจ็ดตำลึง อาหารม้าห้าสิบสองต้าน*”

            *หน่วยปริมาณความจุ

            เพิ่งเขียนเสร็จสิ้น ม่านประตูเลิกวูบ คนชุดเขียวผู้หนึ่งเดินเข้ามา เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยภายในห้องหลายคนรีบผุดลุกขึ้น เรียกหาว่า “ใต้เท้ามิน”

            หยางหลิงเห็นผู้มาเป็นมินเสี้ยนหลิ่งในชุดลำลอง จึงรีบลุกขึ้นคารวะ มินเสี้ยนหลิ่งโบกมือร้องว่า “แล้วกันไปเถอะ พบหน้าเป็นประจำ ยังคำนับอื่นใด เวลาไม่เช้าแล้ว เลิกงานเถอะ”

            เหล่าเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยรับคำพากันเก็บของ มินเสี้ยนหลิ่งเดินถึงเบื้องหน้าหยางหลิงเห็นมันสะสางเอกสารเกือบครึ่ง ต้องชูนิ้วหัวแม่มือกล่าวชมเชยมัน จากนั้นกล่าวว่า “เก็บข้าวของแล้วตามเราไป หม่าเจ๋อเฉิงเพื่อขอบคุณเราท่าน เชิญพวกเราไปดื่มสุราชมดูงิ้วที่เหลาหงเยียน”

            หยางหลิงส่งเสียงดังอ้อกล่าวว่า “ใต้เท้าไปก่อนก้าวหนึ่ง ข้าพเจ้าต้องกลับบ้านไปบอกต่อไน่เหยินสักคำ มิให้นางอยู่บ้านเป็นห่วง”

            มินเสี้ยนหลิ่งหัวร่อดังๆ พลางต่อยใส่หัวไหล่มันหมัดหนึ่ง กล่าวว่า “ไหนเลยพิรี้พิไรถึงเพียงนี้ บุรุษคิดกลับบ้านก็กลับบ้าน ไม่คิดกลับไปก็ให้สตรีรออยู่ในบ้าน บอกต่อนางทำอะไร ไปกันเถอะ อายุยังเยาว์ก็กลัวภรรยาแล้ว”

            พลางฉุดลากมันออกจากห้อง หยางหลิงอับจนปัญญา ได้แต่ติดตามมันไป มินเสี้ยนหลิ่งเมื่อสวมชุดลำลอง ก็ไม่นั่งเกี้ยวของทางการ บวกกับจุดพักม้าจีหมิงไม่ใหญ่โต นับจากประตูเมืองทิศเหนือถึงประตูเมืองทิศใต้มีพื้นที่เพียงสี่ลี้ เหลาหงเยียนอยู่ข้างวัดจินกวง ห่างจากที่ทำการอำเภอเพียงกั้นด้วยถนนเส้นหนึ่ง

            ทั้งสองเดินถึงเหลาหงเยียน เห็นหม่าเจ๋อเฉิงกับหม่าอังและหม่าเหลียนเอ๋อรออยู่ในห้องพิเศษแล้ว ที่นี้ความเป็นเวทีงิ้ว ห้องพิเศษที่ว่าเพียงจัดตั้งฉากกั้น แยกเป็นเอกเทศเท่านั้น

            ที่เหนือความคาดหมายคือหวงเสี้ยนเฉิงก็อยู่ด้วย พอพบหน้าย่อมต้องทักทายอยู่หลายคำ หม่าอังถูกคุมขังอยู่สิบกว่าวัน พอพบเห็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิต ก็เข้ามากุมมือมันกล่าวขอบคุณ

            หยางหลิงกับหม่าอังล้วนเป็นคนหนุ่ม แต่ว่าคนหนึ่งสุภาพเรียบร้อย คนหนึ่งคิ้วดกหนาตาโต กลับถูกชะตากัน นับเป็นเรื่องประหลาดประการหนึ่ง หม่าเหลียนเอ๋อวันนี้เพียงประทินโฉมเบาบาง สำรวมตัวต่อหยางหลิงกว่าเดิม

            หยางหลิงมีบุคลิกสูงสง่า เมื่อตอนแรกพบหน้า หม่าเหลียนเอ๋อเกิดความรู้สึกที่ดีต่อมัน หลังจากนั้นทราบว่ามันตบแต่งภรรยาแล้ว จึงยึดถือเป็นผู้มีพระคุณกับเพื่อนชายคนหนึ่ง

            ยุคสมัยนั้นศักดิ์ฐานะของอนุภรรยาไม่สูงกว่าหญิงรับใช้เท่าใด อย่าว่าแต่หยางหลิงเพียงเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ ต่อให้มันเป็นขุนนางตรวจการของมณฑล ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรับบุตรีของขุนนางผู้หนึ่งเป็นอนุภรรยา ดังนั้นสัมพันธ์รักรายนี้จึงล่มสลายแต่กลางคัน

            หม่าเจ๋อเฉิงเชิญทั้งหมดนั่งลง ผู้รับใช้ทยอยยกอาหารมา หม่าเจ๋อเฉิงกล่าวกับหยางหลิงว่า “หยางซิ่วไฉ เราขอถือวัยวุฒิ เรียกท่านเป็นหลานสักคำ บุตรชายของเราผู้นี้มีนิสัยวู่วาม มักหาเรื่องให้กับเรา ครั้งนี้ยังก่อเหตุภัยใหญ่โต หากมิใช่หลานแซ่หยางออกอุบาย ใต้เท้ามินเมตตาละเว้น บุตรชายเราคงถูกประหารตายตกตามกันแล้ว”

            หยางหลิงรีบกล่าวว่า “หามิได้ วันนั้นผู้หลานเห็นกับตา พี่หม่าไม่ได้ลงมือต่อหวังเหลาป่าน กล่าวไปเป็นจิตละโมบทำร้ายคน หวังเหลาป่านคิดฮุบไข่มุกของคุณหนูหม่า พี่หม่าจึงถกเหตุผลกับมัน ยามอับอายกลายเป็นโทสะ ลมหายใจจึงขาดห้วงไป ใต้เท้าหม่าอย่าได้ตำหนิพี่หม่าไปแล้ว”

            หม่าอังจึงกล่าว “ท่านพ่อ เรากับเม่ยเม่ยบอกกล่าว ท่านไม่ยอมเชื่อ สมควรเชื่อคำพูดของพี่หยางกระมัง เราหาได้ทุบตีเฒ่าผู้นั้นไม่”

            หม่าเอ๋อเฉิงตวาดว่า “หุบปาก ที่นี้ไหนเลยมีที่ให้เจ้าสอดปากสอดคำ” พลางหันมากล่าวกับมินเสี้ยนหลิ่ง หวงเสี้ยนเฉิงและหยางหลิงว่า “พวกท่านดู เดรัจฉานน้อยนี้ไม่สำเร็จกิจการ รังแต่ทำให้เสียการ ภรรยาเราด่วนตายจาก ขาดคนควบคุมหนึ่งบุตรหนึ่งบุตรี จึงไม่รู้ความถึงเพียงนี้”

            มินเสี้ยนหลิ่งกับพวกพากันแก้ต่างให้กับหม่าอัง หลังจากนั้นผู้คนที่มาชมดูงิ้วยิ่งมายิ่งมาก บนเวทีงิ้วจุดไฟสว่างไสว หลังเสียงรัวม้าล่อ นักแสดงเริ่มร้องขับขานออกมา

            ยุคสมัยนั้นยังไม่มีจิงจี้* หยางหลิงดูไม่เข้าใจ ทั้งไม่สะดวกกับการสอบถาม บวกกับนักแสดงตอนนั้นล้วนเป็นบุรุษ หามีสาวงามอันใด เห็นมินเสี้ยนหลิ่งกับหม่าเจ๋อเฉิงและหวงเสี้ยนเฉิงชมดูพลางวิพากษ์พลาง ค่อยเข้าใจโดยคร่าวๆ

            *งิ้วปักกิ่ง

            ในท้องเรื่องบรรยายว่าหญิงสาวนางหนึ่งแต่งงานกับสามีไม่นาน ผู้เป็นสามีก็ออกจากบ้านไปหางานทำ ผ่านไปหลายปีค่อยกลับบ้านเกิด ขณะจะถึงบ้าน พบเห็นสตรีงดงามนางหนึ่งเด็ดใบหม่อน จึงเข้าไปเกี้ยวพาราสี กลับถูกสตรีนั้นตำหนิติติง จนต้องหนีหน้ามา มิคาดพอกลับถึงบ้าน ค่อยพบว่าภรรยามันเป็นสตรีที่มันแทะโลมไม่สำเร็จนั้นเอง

            เรื่องราวดำเนินถึงตอนนี้ไม่มีใดน่าตื่นใจ แต่ในการแสดงวันที่สอง ภรรยานั้นกลับเขียนจดหมายฉบับหนึ่งแล้วผูกคอตาย ในจดหมายบรรยายว่าตนเองไม่รักษาความเป็นกุลสตรี ยั่วยุให้บุรุษคิดบัดสี ไม่อาจแบกหน้ามีชีวิตอยู่ ขอตายเพื่อรักษาพรหมจรรย์ สุดท้ายเรื่องราวสะท้านทั่วหมู่บ้าน ทุกฝ่ายทำหนังสือขึ้นไป ฮ่องเต้ทรงอวยยศยอดหญิงนี้เป็นฮูหยินชั้นที่หนึ่ง พระราชทานป้ายยอดหญิงพรหมจรรย์ให้ ต่อมาสามีของนางแต่งงานใหม่ สองสามีภรรยาพากันไปเซ่นไหว้หลุมฝังศพของนาง

            เหลาหงเยียนเป็นการเวทีงิ้วกับเหลาสุราเข้าด้วยกัน ดังนั้นการแสดงไม่เร่งเร้าเท่าที่ควร ระหว่างนั้นยังหยุดพักการแสดงช่วงหนึ่ง มินเสี้ยนหลิ่งกับหม่าเจ๋อเฉิงจึงวิพากย์วิจารณาอย่างออกรส ระหว่างนั้นหวงเสี้ยนเฉิงเอ่ยปากสอดคำเป็นครั้งคราว ถึงแม้มันพูดไม่มาก แต่จะอย่างไรเป็นบัณฑิตนักศึกษา ดังนั้นถ่ายทอดคำพูดที่มินเสี้ยนหลิ่งคิดกล่าวแต่ถ่ายทอดออกมาไม่ได้

            หยางหลิงมีความรู้สึกว่าละครเรื่องนี้ไม่สมจริง มันเคยได้ยินเรื่องแต่งที่เหลือเชื่อว่า ในรัชสมัยหนึ่งมีสตรีนางหนึ่งตกน้ำ ปรากฏบุรุษที่ผ่านทางมายื่นมือฉุดแขนนางขึ้นมา นางพอกลับถึงบ้าน กลับใช้มีดหั่นผักฟันแขนตัวเองออกมา เนื่องเพราะส่วนนั้นถูกบุรุษที่มิใช่สามีกระทบถูก

            หากว่านั่นถือเป็นการสูญเสียพรหมจรรย์ทางร่างกาย อย่างนั้นการแสดงที่ดำเนินอยู่นี้ถือเป็นการสูญเสียพรหมจรรย์ทางจิตใจ ยิ่งไม่อาจรับได้

            ดังนั้นหยางหลิงอดกล่าวมิได้ว่า “ใต้เท้าทั้งสอง งิ้วเรื่องนี้ออกจะเกินจริงไปกระมัง สามีของนางพบเห็นสาวงามรายทาง พูดจาแทะโลม สุดท้ายภรรยากลับเห็นว่าตัวเองไม่รักษาพรหมจรรย์มากพอ ละครงิ้วที่เกินจริงเช่นนี้ มีอันใดน่าดู?”

            หม่าเจ๋อเฉิงกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “เป็นไร หลานแซ่หยางท่องหนังสือหนังหา กลับไม่ล่วงรู้ตำนานในบันทึกยอดหญิงหรอกหรือ สตรีนางนี้ถือพรหมจรรย์ สมควรเป็นแบบอย่างของสตรีทั้งแผ่นดิน”

            มินเสี้ยนหลิ่งก็กล่าวว่า “หยางซิ่วไฉคงอ่านแต่ตำรับตำราเตรียมเข้าสอบแข่งขัน ไม่ได้อ่านเรื่องราวในบันทึกยอดหญิง หากว่าเราเป็นนายอำเภอที่นั้น คงต้องฟาดโบยสามีนั้นสี่สิบปี ห้ามมิให้มันตบแต่งภรรยาอีก

            เรื่องนี้สมควรจริงแท้ไม่แปลกปลอม ยกตัวอย่างในรัชสมัยเฉิงฮว่า* เราปราบโจรสลัดที่ฮกเกี้ยน ตอนนั้นยังเป็นทหารชั้นผู้น้อย ที่หมิ่นหนันมีสตรีนางหนึ่งคิดตายตามสามี ญาติมิตรล้วนถือเป็นความภูมิใจ สามวันให้หลังสตรีนางนั้นถือช่อดอกไม้ แต่งตัวเฉิดฉันนั่งเกี้ยวถึงหน้าหลุมฝังศพสามี ผูกคอที่ปะรำซึ่งสร้างไว้ หมิงจิ่งไท่ฮ่องเต้จึงพระราชทานป้ายพรหมจรรย์ให้ เป็นเกียรติแก่หมู่บ้านของนาง”

            *ชื่อปีรัชกาลของหมิงจิ่งไท่ฮ่องเต้

            หม่าเจ๋อเฉิงผงกศีรษะกล่าวว่า “ใช่แล้ว สตรีเหล่านี้ถือเป็นยอดหญิง หากว่าเป็นหญิงสาวแดนโลกีย์ ไหนเลยประพฤติถือพรหมจรรย์ ครั้งกระโน้นมีนางคณิกาเขตฉีโจวกวนผ่านผ่านได้รับการชุบเลี้ยงจากแม่ทัพจางอินเป็นอนุภรรยา จางอินพอเสียชีวิต นางไม่ตายตามสามี กลับย้ายไปพำนักที่หอเอี้ยนจื่อซึ่งเป็นถิ่นเดิมของนาง อยู่ตัวคนเดียวสิบปี คิดได้รับการยกย่องว่ารักษาพรหมจรรย์ ต่อมาเป็นขุนนางซือหม่าแห่งเจียงโจวเขียนบทกวีกล่าวเปิดโปง สตรีนางนั้นค่อยเกิดความละอาย อดอาหารสิบวันจนเสียชีวิต”

            หยางหลิงเมียชาติปางก่อนนิยมคัดลายมือเลียนแบบลิปิกรสมัยโบราณ ดังนัน้ทราบว่าขุนนางซือหม่าแห่งเจียงโจวหมายถึงไป๋จวีอี้*เอง

            *กวีสมัยราชวงศ์ถัง

            หม่าเหลียนเอ๋อที่ด้านข้างรับฟังจนขุ่นข้องใจยิ่ง อดกล่าวมิได้ว่า “สิบปีเสียงเสนาะจะกลายเป็นขัดหู สามวรรษาสุดทนดูเปลี่ยนคนใหม่ หากว่าภรรยาตายตามสามี ไม่มีใดไม่สมควร แต่บุรุษยึดถืออนุภรรยาเป็นสินค้าซื้อขายแลกเปลี่ยน ยังให้ผู้อื่นตายตาม ผู้บุตรีเห็นว่าเกินเลยไป”

            ที่นางเอื้อนเป็นบทกวีของไป๋จวีอี้ บรรยายว่าตนเองซื้อหญิงสาวอายุสิบห้าสิบหกปีนางหนึ่งเป็นภรรยา แต่เชยชมอยู่สามปี ก็ตำหนิว่าผู้อื่นชรา ยกให้กับผู้อื่น ซื้อสินค้าใหม่เข้ามา

            หม่าเจ๋อเฉิงเห็นบุตรีกล่าววาจานี้ต่อหน้าแขกเหรื่อ เท่ากับฉีกหน้าตนเอง กลัวถูกตำหนิว่าไม่ได้อบรมสั่งสอน ถึงแม้ยามปรกติรักเอ็นดูบุตรผู้นี้ ยังตวัดมือตบหน้านางฉาดหนึ่ง ด่าว่า “เหลวไหล นี่เป็นวาจาใด นับตั้งแต่ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เราเป็นต้นมา ได้ให้ความสำคัญกับประเพณีดีงาม สตรีย่อมต้องถือพรหมจรรย์ หนึ่งหญิงไม่แต่งสามีสองคน เช่นเดียวกับหนึ่งขุนนางไม่รับใช้สองเจ้าชีวิต ที่ผ่านมาเราเฝ้าอบรมสั่งสอน เจ้าล้วนลืมเลือนแล้ว?”

            หม่าเหลียนเอ๋อถูกตบหน้าต่อหน้าคนนอก ในใจทั้งอับอายทั้งขุ่นเคือง ต้องยกมือปิดหน้าร่ำไห้ หมุนตัววิ่งออกไป

            หม่าอังคิดตามออกไป  แต่ก็กลัวบิดามีโทสะ หม่าเจ๋อเฉิงโบกมือกล่าวว่า “ปล่อยนางไป พวกเราดื่มสืบต่อ”

            หยางหลิงเห็นเช่นนั้น ต้องผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “คุณหนูหม่าคงนึกเวทนาผ่านผ่าน นางอดอาหารจนตาย ต่ำใต้เท่ากับสูญเสียหญิงงามนางหนึ่ง ขอป๋อฟู่(ท่านลุง)ไม่ต้องมีโทสะ ตอนนี้คล้อยดึกแล้ว คุณหนูหม่าออกไปคนเดียวไม่เหมาะสม ขอให้ผู้หลานเกลี้ยกล่อมนางกลับมา”

            หม่าเจ๋อเฉิงค่อยมีสีหน้าผ่อนคลาย กล่าวคำรบกวนหลานแซ่หยางแล้ว หยางหลิงประสานมือต่อมินเสี้ยนหลิ่งกับหม่าเจ๋อเฉิง จากนั้นติดตามออกไป

            เห็นหม่าเหลียนเอ๋อยืนอยู่ใต้โคมแดงหน้าประตูเวทีงิ้ว เหม่อมองดูหมู่ดาวพราวฟ้า หยางหลิงค่อยคลายใจลง เดินเข้าไปกล่าวว่า “คุณหนูหม่ากลับไปเถอะ บิดาท่านเพียงกลัวว่าคำพูดของท่านถูกผู้อื่นได้ยิน กระทบถึงชื่อเสียงของท่าน ตรงกับคำว่ารักลึกล้ำตำหนิจากใจ ท่านอย่าได้มีโทสะไปแล้ว”

            หม่าเหลียนเอ๋อเงยหน้ามองดูมองดูหมู่ดาว กล่าวเบาๆ ว่า “โลกนี้ ยึดถือสตรีเป็นอะไร สตรีที่ตายตามสามี ยึดถือพรหมจรรย์จัดเป็นสตรีดีงาม ได้รับการแซ่ซ้อง สตรีที่ถือพรหมจรรย์บ่งบอกถึงจริยะของสตรี ทั้งสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของบุรุษ หมายความว่ามันคู่ควรให้สตรีแสดงออก แต่มันที่แท้ทำอะไรให้กับสตรี?”

            “บุรุษยึดถือสตรีเป็นสมบัติส่วนตัว ไม่เพียงแต่ภรรยา แม้แต่อนุภรรยาก็เช่นกัน ข้าพเจ้าอ่านเรื่องสามก๊ก เมื่อตอนสาบานในสวนท้อ เรื่องแรกที่กระทำคือฆ่าบุตรภรรยา เล่าปี่เปรียบภรรยาเป็นเสื้อผ้า นายพรานหลิงอันยึดถือภรรยาเป็นกับแกล้ม ฆ่าทิ้งนำมาเลี้ยงดูแขกเหรื่อ คนเหล่านี้ถือเป็นผู้คนหรือเดรัจฉาน?”

            “ท่านทราบหรือไม่ ท่านแม่…ถูกท่านพ่อบีบบังคับจนตาย ตอนนั้นท่านพ่อยังเป็นทหาร ท่านแม่คนเดียวเลี้ยงดูเกอเกอกับข้าพเจ้าด้วยความยากลำบาก ต่อมาโจรผู้ร้ายลงจากเขามาปล้นชิง ท่านแม่ซ่อนเกอเกอกับข้าพเจ้าไว้ในโอ่งน้ำ รอดพ้นจากชะตากรรม โจรร้ายจึงข่มขืนนาง แต่บังเกิดมโนธรรมไม่ได้ฆ่านาง กลับถูกเหล่าบุรุษในหมู่บ้านที่หลบหนีโจรร้าย ใช้สายตาฆ่าตาย”

            หยางหลิงเงียบงันชั่วขณะจึงกล่าว “คงไว้ซึ่งหลักธรรมของฟ้า ดับกิเลสตัณหาของคน อดตายถือเป็นเรื่องเล็กน้อย สูญเสียศักดิ์ศรีเป็นเรื่องใหญ่โต คำกล่าวของจูซี*ไม่แน่ว่าถูกต้อง แต่โลกนี้เป็นของบุรุษ ดังนั้นมันถือเป็นฝ่ายถูก” จากนั้นนึกถึงยุคปัจจุบัน ต้องสั่นศีรษะกล่าวว่า “ไม่เพียงตอนนี้เป็นฝ่ายถูก อีกหลายร้อยปีให้หลัง ยังมีบุรุษที่เชื่อมั่นศรัทธาไม่เลิกรา”

            *ปราชญ์เมธีสมัยราชวงศ์ซ้อง

            หม่าเหลียนเอ๋อแค่นหัวร่อกล่าวว่า “จูซีอ้าปากเอ่ยถึงหลักธรรมของฟ้า หุบปากเอ่ยถึงปรัชญาความคิด แต่ว่ามันล่อลวงแม่ชีสองนางเป็นนางบำเรอ ทั้งหลอกลวงสตรีที่มีสามีแล้ว ยังเป็นแบบอย่างของบัณฑิตนักศึกษาหรือ?”

            หยางหลิงเพียงทราบว่าจูซีเป็นผู้เผยแพร่ปรัชญาความคิดของขงจื๊อ แต่ไม่ล่วงรู้เรื่องอื้อฉาวเหล่านี้มาก่อน ต้องฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “โลกนี้เมื่อยึดถือบุรุษเป็นสำคัญ อย่างนั้นผู้ที่ถือหลักปรัชญาความคิดประพฤติตรงกันข้ามก็ไม่น่าประหลาด หากว่าบุรุษถูกหยามหยันอัปยศ จะบอกว่านอนเตียงฟืนเลียดีขม ขอเพียงวันหน้าแก้แค้นสำเร็จ ก็นับว่าเชิดหน้าชูตา ต่อให้มันเคยรับประทานอุจจาระ ก็ไม่ถือว่าประพฤติไร้ยางอาย ส่วนสตรีต่อให้ถูกบังคับขืนใจ ก็เป็นความผิดที่ไม่อาจอภัยให้ได้”

            หม่าเหลียนเอ๋อเหลียวหน้ามา ใช้สายตาที่สุกใสกว่าดวงดาวมองดูมัน ชั่วครู่จึงกล่าว “บุรุษในยุคนี้ โดยเฉพาะนักศึกษากล่าวคำพูดเช่นนี้ นับท่านเป็นคนแรก น่าเสียดาย…น่าเสียดายจริงๆ…”

            หยางหลิงอดถามมิได้ว่า “น่าเสียดายอันใด?”

            หม่าเหลียนเอ๋อเบือนหน้ากลับไป กล่าวเสียงอ้อยอิ่งว่า “คืนมุกแก่ท่านน้ำตานอง แค้นที่ไม่พานพบเมื่อไร้คู่*…”

            *วรรคทองของจางจี้สมัยราชวงศ์ถัง

            หยางหลิงใจสั่นสะท้าน บรรยากาศในบริเวณกลายเป็นแข็งกระด้างขึ้นมา ชั่วครู่ค่อยฝืนยิ้มกล่าวสัพยอกว่า “ถึงแท้ว่าเราท่านรู้จักกันเพราะไข่มุกลูกนั้น แต่ข้าพเจ้าหาได้กำนัลไข่มุกแก่ท่านไม่ ขอคุณหนูอย่าได้เข้าใจผิดไป”

            หม่าเหลียนเอ๋อหัวร่อคิกออกมา ชม้ายมองมันแวบหนึ่ง กล่าวด้วยใบหน้าแดงสดใสว่า “เป็นเพราะท่านไม่มีวาสนา”

            ภายใต้แสงโคมสาดส่อง เห็นจมูกของมันโด่งเป็นสัน หม่าเหลียนเอ๋อชมดูจนหัวใจเต้นถี่เร็ว ระหว่างคนทั้งสองปกคลุมด้วยบรรยากาศชวนวาบหวามชนิดหนึ่ง

            นางปาดเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้ากล่าวว่า “ผู้อื่นดีต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าค่อยดีต่อผู้นั้น นับตั้งแต่ท่านแม่เสียชีวิต เราหม่าเหลียนเอ๋อเห็นว่าในโลกนี้ไม่มีบุรุษใดคู่ควรให้พวกเราเหล่าสตรีเสียสละถึงเพียงนั้น ข้าพเจ้าไม่ใช่ยอดหญิงบนเวทีงิ้วนั้น ข้าพเจ้าจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง”

            หยางหลิงเหม่อมองดูนาง ชั่วครู่จึงถอนใจเบาๆ กล่าวว่า “ท่านถือกำเนิดเร็วเกินไป สมควรเกิดในห้าร้อยปีให้หลังจึงถูกต้อง”

            หม่าเหลียนเอ๋อกะพริบตากล่าวว่า “ท่านเห้นว่าข้าพเจ้ากล่าววาจาทรยศเนรคุณหรือ หรือว่าห้าร้อยปีให้หลังสามารถกล่าวเช่นนี้?”

            หยางหลิงใจหายวาบ รีบกล่าวกลบเกลื่อนว่า “ข้าพเจ้าเพียงครุ่นคิดว่า เมื่อถึงเวลานั้นจะมีบุรุษส่วนหนึ่งยอมรับความเสมอภาคแก่สตรี นี่เพียงเป็นความคิดฟุ้งซ่านของเรา”

            หม่าเหลียนเอ๋อยิ้มพลางล้วงถุงเพชร จากอกเสื้อ เดินมายัดใส่มือหยางหลิงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทราบว่าภรรยาท่านรักท่าน ไข่มุกลูกนี้ถือเป็นของขวัญที่ข้าพเจ้ามอบต่อพวกท่าน หวังให้ท่านดีต่อภรรยาของท่าน อย่าได้สร้างความผิดหวังแก่นาง”

            ถุงเพชรนี้ยังแฝงกลิ่นหอมรวยรินบนร่างกายนาง หม่าเหลียนเอ๋อเห็นมันเหม่อลอยซึมเซา ต้องหัวร่อคิกออกมากล่าวว่า “พวกเรากลับกันเถอะ ข้าพเจ้าเพียงแต่เสียใจ หาได้มีโทสะไม่ พวกท่านเหล่าบุรุษมีสักกี่คนที่ล่วงรู้ความหดหู่ใจของสตรี?” เอ่ยถึงตอนนี้ หางตาเหลือบเห็นหวงเสี้ยนเฉิงติดตามออกมา จึงรีบชักดึงมือกลับ เดินกลับห้องพิเศษไป

            หยางหลิงค่อยเรียกสติคืนมา เห้นหวงเสี้ยนเฉิงยิ้มให้กับตนเองอย่างลึกซึ้ง ผายมือเป็นเชิงเชื้อเชิญ จึงประสานมือตอบ ระหว่างคนทั้งสองไม่กล่าวกระไร คล้ายสนิทสนมคุ้นเคยยิ่ง

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 87 - 95)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

                คำลวงเพราะรัก

            หม่าเหลียนเอ๋อแม้กลับมา แต่หลังจากเกิดเรื่องเช่นนี้ บรรยากาศไม่รื่นเริงเช่นตอนแรก มินเสี้ยนหลิ่งกับหม่าเจ๋อเฉิงหันไปสนทนาถึงการงาน หวงเสี้ยนเฉิงเพียงรับฟัง หาเอ่ยปากสอดคำไม่

            หยางหลิงในฐานะรุ่นเยาว์รุ่นหลัง ย่อมรับหน้าที่คาราวะสุรา เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ ตนเองพลอยดื่มลงไปหลายจอก จวบกระทั่งดึกดื่นค่อยอำลาจากมา

            ท้องฟ้าปรากฏหิมะตกลงมาอีก ลมหนาวหอบเอาเกล็ดหิมะเข้ามายังซอกคอ หยางหลิงดื่มจนหน้าตึง ซุกสองมืออยู่ในแจนเสื้อ เดินเตร็ดเตร่เข้าครอกที่อยู่อาศัย

            เมื่อมาถึงหน้าประตู ความจริงคิดเคาะประตู คิดไม่ถึงพอยกมือผลัก ประตูก็เปิดออก เห็นภายในบ้านจุดตะเกียงริบหรี่ หานโย่วเหนียงนั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย สองมือเท้าคางหลับสัปหงก พอได้ยินเสียงเปิดประตู เงยหน้าขึ้นเห็นมันเข้ามา รีบลุกขึ้นรับหน้าด้วยความยินดี

            หยางหลิงกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “โย่วเหนียง ดึกป่านนี้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่าน…เข้านอนแล้ว”

            หานโย่วเหนียงเข้ามาตบคราบหิมะบนร่างมัน กล่าวเบาๆว่า “เซียงกงงานยุ่งวุ่นวายนักหรือ โย่วเหนียงความจริงคิดไปสอบถามที่อำเภอ แต่กลัวถูกผู้คนหัวร่อเยาะ ได้แต่อยู่ที่นี้รอท่านกลับมา”

            หยางหลิงพอฟังบังเกิดความละอาย กล่าวกลบเกลื่อนว่า “อืมม์…ใต้เท้ามินมีงานเลี้ยงชักชวยข้าพเจ้าไป จึงไม่ทันบอกต่อท่าน เด็กโง่เขลา ไฉนรอนานถึงเพียงนี้ สมควรเข้านอนแต่หัวค่ำ ท่าน…รับประทานข้าวแล้วหรือไม่?”

            หานโย่วเหนียงสูดได้กลิ่นสุรา ทราบว่ามันไปดื่นสุรา พอฟังค่อยคลายความสงสัย ประคองหยางหลิงนั่งบนคั่งที่นอน ย่อตัวลงถอดรองเท้าให้กับมัน เคาะคราบหิมะออก นำไปผิงไฟที่ข้างเตา จากนั้นรินน้ำมาชามหนึ่งกล่าวว่า “เซี่ยงกง น้ำยังอุ่นอยู่ ท่านดื่มให้ชุ่มคอ หลังจากปรนนิบัติท่านเข้านอน โย่วเหนียงค่อยไปหุงข้าว”

            หยางหลิงอดกุมมือนางไว้มิได้ ทอดถอนใจกล่าวว่า “โย่วเหนียง ท่านเป็นเหนียงจื่อ (คำเรียกภรรยา) ของเรา มิใช่บ่าวไพร่ของเรา ท่านไม่ควรปรนนิบัติข้าพเจ้าเช่นนี้ ท่านทั้งเยาว์วัยทั้งน่ารัก สมควรให้ผู้คนรักถนอม ให้ผู้คนเอาอกเอาใจจึงถูกต้อง”

            หานโย่วเหนียงกล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า “เซี่ยงกงท่าน…” นางเกิดความเอียงอาย ไม่กล่าวคำรักออกมา ได้แต่กล่าวว่า “เซี่ยงกงดีต่อข้าพเจ้ายิ่ง อีกประการพวกเราเหล่าสตรีสมควรปรนนิบัติฟูจวิน (คำเรียกสามี) ของตัวเองให้ดี นี่เกี่ยวข้องใดกับหญิงรับใช้?”

            หยางหลิงอับจนถ้อยคำ เห็นว่าทางโลกเป็นเช่นนี้ ตนเองกรอกค่านิยมในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแก่นาง เกรงว่าจะสร้างความตื่นตระหนกแก่นาง ถึงแม้ว่าคำ “สามีเป็นหลักของภรรยา” เป็นบุรุษกำหนดขึ้นมาทำร้ายสตรี แต่ร้อยพันปีมานี้สตรีไม่เพียงยอมรับความคิดข้อนี้ ทั้งยังเห็นว่าชอบด้วยเหตุผล

            ส่วนคำสอนของสตรี และข้อห้ามของสตรีกลับเป็นสตรีเขียนขึ้น เพื่อเป็นแบบบรรทัดฐานของสตรีทั้งแผ่นดิน สตรีในสมัยนั้นล้วนอยู่บ้านช่วยเหลือสามีอบรมบุตรธิดา น้อยคนที่ออกจากบ้านไปทำงานที่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าเช่นหานโย่วเหนียง

            หานโย่วเหนียงเห็นหยางหลิงอ้าปากหาว จึงรีบถอดเสื้อผ้าชั้นนอกให้กับมัน หยางหลิงก็ดึงหมอนใบหนึ่ง ส่งเสียงอู้อี้ว่า “ง่วงเหงายิ่ง ท่านรีบรับประทานแล้วเข้านอนเถอะ”

            หานโย่วเหนียงรับคำคราหนึ่ง คิดพับเก็บชุดยาว พลันปรากฏวัตถุสิ่งหนึ่งร่วงลงมา หานโย่วเหนียงจึงเก็บขึ้นมา ใต้ตะเกียงน้ำมันสาดส่อง เห็นเป็นถุงแพรงามประณีตของสตรีใบหนึ่ง ไม่เพียงเนื้อผ้าดีทั้งยังเย็บอย่างพิถีพิถัน ยังมีกลิ่นหอมรวยริน หน้าน้อยๆ ของนางพลันกลับกลายเป็นขาวซีด มือไม้สั่นระริก คิดเปิดออกดู

            นางคิดหลอกตัวเองว่าไม่พบเห็น ไม่ได้เกิดเรื่องเช่นนี้ สุดท้ายไม่อาจข่มความสงสัยอยากรู้ จึงเปิดถุงแพรออก ล้วงไข่มุกกลมเกลี้ยงออกมาลูกหนึ่ง

            หานโย่วเหนียงลืมตากลมกว้าง ครุ่นคิดขึ้น ‘วัตถุที่งดงามนัก นี่เป็นไข่มุกที่ร่ำลืมกันหรือ เซี่ยงกงไฉนมีวัตถุสิ่งนี้ ทั้งยังบรรจุอยู่ในถุงแพร มัน…มันมีสตรีที่เบื้องนอกหรือ?’

            พอนึกถึงความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวนี้ สร้างความเศร้าเสียใจแก่หานโย่วเหนียงยิ่ง มิน่าเล่าหลังจากที่ฟูจวินหายป่วย ก็ไม่ได้ร่วมสัมพันธ์รักกับนาง ตอนแต่งออกเสิ่นจื่อ (น้าหญิง) สอนตัวเองว่า สามีภรรยาต้อง…ต้องกระทำเช่นนั้นค่อยเป็นสามีภรรยา ผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่เสิ่นจื่อมอบให้ตัวเองพิสูจน์ความบริสุทธิ์ยังซ่อนอยู่ในหีบเสื้อผ้า…

            หยางหลิงดึงผ้าห่มมา ตำหนิว่าสวมถุงเท้านอนไม่สบาย จึงถอดถุงเท้าออก พบว่าตะเกียงน้ำมันยังจุดอยู่ พอเหลียวหน้ามอง เห็นหานโย่วเหนียงนั่งอยู่ที่ขอบคั่งที่นอน หันหลังให้กับตนเอง หัวไหล่ห่อสะท้าน แว่วเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆ

            หยางหลิงสร่างเมาหลายส่วน รีบพลิกตัวลุกขึ้นมา พลิกไหล่หานโย่วเหนียงมา เห็นน้ำตานางคล้ายไข่มุกหลุกจากสาย ร่ำไห้ด้วยความเศร้าเสียใจ จึงรีบโอบเอวของนางไว้ กล่าวว่า “โย่วเหนียง ท่านเป็นไรแล้ว เรื่องใดเศร้าเสียใจถึงเพียงนี้?”

            หานโย่วเหนียงรีบปาดเช็ดน้ำตา เบือนหน้าไปกล่าวเบาๆ ว่า “เซี่ยงกงใช่ตำหนิว่าโย่วเหนียงปรนนิบัติไม่ครบถ้วน คิด…คิดหย่าขาดจากโย่วเหนียงกระมัง?”

            หยางหลิงรีบกล่าวว่า “โย่วเหนียง คำพูดนี้กล่าวเริ่มจากที่ใด วันเวลาที่ผ่านมาท่านทนลำบากอยู่ร่วมกับข้าพเจ้า หยางหลิงมีแต่สำนึกซึ้งใจ ไหนเลยกระทำเรื่องเช่นนั้น?”

            หานโย่วเหนียงแบมือออก กล่าวเสียงอ้อยอิ่งว่า “เซี่ยงกง ไม่เช่นนั้นไข่มุกลูกนี้มาได้อย่างไร ท่าน…ท่านอย่าได้หลอกข้าพเจ้าอีกแล้ว”

            หยางหลิงพอเห็นไข่มุก ค่อยเข้าใจในบัดดล จึงหัวร่อพลางโอบไหล่ของหานโย่วเหนียง หานโย่วเหนียงสะบัดดิ้นหลุด นางฝึกวิชาฝีมือตั้งแต่เล็ก หากคิดแข็งขืนจริงๆ หยางหลิงยังสยบนางไม่ได้

            นับตั้งแต่หยางหลิงรู้จักนาง นางไม่เคยขัดขืนตันเองมาก่อน ยามนี้เห็นนางแง่งอนขึ้นมา กลับรู้สึกสนุกสนาน จึงใช้กำลังโอบไหล่ของนางใหม่ หานโย่วเหนียงไม่ดิ้นรนอีก เพียงแต่เบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง

            หยางหลิงใช้นิ้วมือคีบไข่มุกขึ้น กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “โย่วเหนียง ไข่มุกนี้งดงามหรือไม่ ใกล้ปีใหม่แล้ว ข้าพเจ้าจะใช้ช่างฝีมือนำด้าย ด้ายสีร้อยเป็นสร้อยคอให้ท่านสวมใส่ดีหรือไม่?”

            หานโย่วเหนียงเหลียวหน้ามา กล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “ไข่มุกนี้…ให้แก่ข้าพเจ้า?”

            หยางหลิงกะพริบตากล่าวว่า “ไม่ให้แก่ท่าน หรือจะให้แก่ข้าพเจ้า ท่านเคยเห็นบุรุษสวมสร้อยไข่มักหรือ?”

            หานโย่วเหนียงหน้าแดงวูบ แต่พอนึกถึงถุงแพรใบนั้น ต้องตะกุกตะกักว่า “แต่ว่า…แต่ว่าถุงแพรใบนี้…เซี่ยงกงไม่ได้มีสตรีที่เบื้องนอกหรือ?”

            หยางหลิงใจเต้นระทึกขึ้น หม่าเหลียนเอ๋อกลับบังเกิดจิตปฏิพัทธ์ต่อมัน ตนเองก็ชมชอบหญิงสาวนางนี้ ยามนั้นกลับแสดงพิรุธออกมา จึงหยิบฉวยชุดยาวตัวนั้นมา ล้วงมือเข้าไป ล้วงเงินออกมาสองแท่ง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าดื่มสุรามากไป จึงง่วงเหงาคิดหลับใหล ไม่ทันบอกต่อท่าน วันนี้เป็นหม่าเจ๋อเฉิงเชิญใต้เท้ามินกับข้าพเจ้าเลี้ยงสุราที่ช่วยแหลือเรื่องคดีความ ระหว่างงานเลี้ยงยังมอบเงินให้แก่ข้าพเจ้าสี่สิบตำลึงเป็นการขอบคุณ ส่วนถุงแพรกับไข่มุกนี้เป็นคุณหนูหม่าซิ่งเคยมาที่บ้านพวกเรามอบให้เป็นของขวัญสำหรับท่าน ท่านอย่าได้เข้าใจผิดไป”

            หานโย่วเหนียงเจริญวัยเพียงนี้ ยังไม่เคยเห็นเงินมากมายปานนี้มาก่อน ต้องลืมตากลมกว้าง กล่าวว่า “เซี่ยงกงเพียงช่วยออกความคิดให้กับมัน ก็มอบของขวัญมากมายถึงเพียงนี้หรือ?”

            หยางหลิงยัดเงินใส่มือนาง ยิ้มพลางกล่าวว่า “โย่วเหนียงเก็บไว้ให้ดี คราครั้งนี้วางใจได้แล้วกระมัง?”

            เงินแท่งพออยู่ในมือ ให้ความรู้สึกที่เยียบเย็นและหนักอึ้ง หานโย่วเหนียงถูกมันสัพยอกจนหน้าแดง ทั้งคลายใจกว่าเดิม จากนั้นครุ่นคิดฉวยโอกาสที่สามียังมึนเมา พานสอบถามเรื่องราวให้กระจ่าง ดังนั้นวางเงินแท่งลง ยกแขนเสื้อปิดหน้า กล่าวอย่างเอียงอายว่า “โย่วเหนียง…โย่วเหนียงมีคำพูดคิดถามเซี่ยงกง ขอเซี่ยงกงอย่าได้หัวร่อเยาะ”

            หยางหลิงกล่าวว่า “ตกลง วันนี้ใต้เท้าโย่วเหนียงเปิดศาลไต่สวนคดี เราผู้แซ่หยางยินดีตอบทุกประการ”

            หานโย่วเหนียงคิดหัวร่อ แต่เรื่องที่คิดถามน่าอับอายไปแล้ว ดังนั้นส่งเสียงแผ่วเบาราวกับยุงว่า “เซี่ยงกง…เชี่ย*…แต่งเข้าตระกูลหยางเกือบหนึ่งปีแล้ว ตอนแรก…ตอนแรกเซี่ยงกงไม่สบาย เชี่ยไม่มีคำพูดจะกล่าว แต่ว่า…” เอ่ยถึงตอนนี้บังเกิดความคับแค้นใจ ต้องกล่าวว่า “แต่ว่า…ตอนนี้…เหตุใดเซี่ยงกงยังไม่ร่วมสัมพันธ์ฉันสามีเล่า?”

            *คำเรียกตัวเองของหญิงสาว

            หยางหลิงลอบร้องในใจ ‘มาแล้ว ในที่สุดยาโถวนี้ยังคงถามแล้ว นางคงไม่ระแวงสงสัยว่าเรามีข้อบกพร่องอันใดกระมัง’ ในฐานะคนยุคปัจจุบัน มันไม่อาจหักใจครอบครองร่างกายที่อ่อนเยาว์ของหญิงสาวนางนี้ อย่าว่าแต่มันจำได้ว่าตนเองมักตายอย่างปัจจุบันทันด่วน การกลับชาติเกิดใหม่ที่ผ่านมาหลายครั้งมีชีวิตอยู่ไม่เกินสองเดือน คราครั้งนี้นับว่าผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว

            นึกถึงตอนนี้ หยางหลิงอดสะท้อนใจมิได้ ถึงแม้ว่าการกลับชาติเกิดใหม่ที่ผ่านมาทั้งแปดครั้ง ล้วนมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าตอนนี้ แต่มันชมชอบชีวิตที่เรียบง่ายเช่นนี้ ทั้งชอบพอหญิงสาวนางนี้ แต่ว่ามันทำไม่ได้ หากว่าครอบครองนาง ต่อจากนั้นตนเองตกตาย ไยมิใช่เป็นการทำร้ายผู้อื่น

            มันคิดรักษาร่างกายอันบริสุทธิ์ของนางไว้ หากว่าภายหน้านางแต่งงานใหม่ สามีของนางพบว่านางเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์คงดีต่อนางกว่าเดิม อย่าว่าแต่หากครอบครองร่างกายของนางจะกลายเป็นความผูกพันอย่างลึกล้ำ ตนเองไม่อาจจากไปอย่างผ่าเผยได้

            หยางหลิงโอบเอวของนางไว้ แนบใบหน้ากับข้างหูนาง ใช้คำพูดที่นึกเตรียมไว้กล่าวว่า “โย่วเหนียง ข้าพเจ้าไม่ได้บอกเรื่องนี้ต่อผู้ใด หลังจากบอกต่อท่าน ท่านอย่าได้เปิดเผยออกไปดีหรือไม่?”

            หานโย่วเหนียงถูกมันโอบเอวไว้ ฝ่ามือทอทาบกับท้องน้อยตัวเอง ก็ตื่นเต้นจนร่างสั่นระริก เมื่อมันกระซิบที่ข้างหู ปากฎไอร้อนพวยพุ่งใส่ใบหน้า เกิดความรู้สึกคล้ายมีมดไต่อยู่ทั่วร่าง ต้องกล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “เซี่ยงกงโปรดบอกมา โย่วเหนียง…โย่วเหนียงจะไม่เปิดเผยต่อผู้ใด”

            หยางหลิงส่งเสียงดังอืมม์ พลันถามว่า “โย่วเหนียง ท่านเข้าใจว่าคนตายแล้วไปที่ใด?”

            หานโย่วเหนียงงงงันวูบ คิดไม่ถึงฟูจวินจะถามคำถามนี้ จึงกล่าว “คนตายแล้วย่อมต้องลงสู่ปรโลก ฟังว่าหากชาติปางก่อนสร้างบุญกุศลจะได้เกิดใหม่”

            หยางหลิงกล่าวว่า “ถูกแล้ว ครั้งก่อนหมอรักษาบอกว่าข้าพเจ้าตายแล้ว วันที่บรรจุโลงพลันฟื้นคืนสติมา ข้าพเจ้าบอกต่อพวกท่านว่าหมดสติไป แท้จริงแล้ว…วิญญาณข้าพเจ้าถูกหน้าม้าหัววัวคร่ากุมไป”

            หานโย่วเหนียงสะดุ้งเฮือกหนึ่ง พลันดิ้นรนจากวงแขนมัน หมุนตัวมามองดูมัน ถึงแม้ว่าผู้คนเชื่อว่ามีขุมนรก แต่ไม่เคยมีคนพบเห็นมาก่อน จึงให้ความรู้สึกลึกลับ ตอนนี้สามีของนางเคยผ่านยมโลก ทั้งตายแล้วฟื้นคืนชีพ นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นตระหนกนัก

            หยางหลิงกล่าวอย่างจริงจังว่า “ความจริงแล้วข้าพเจ้าสมควรเวียนว่ายตายเกิดใหม่ แต่แล้วพบว่ามียมบาลท่านหนึ่งเป็นเอินซือ (อาจารย์ผู้มีพระคุณ) ของข้าพเจ้าเมื่อตอนสอบเป็นซิ่วไฉ ท่านผู้เฒ่ามีวิชาความรู้ หลังวายชนม์ก็เป็นเทพในยมโลก ได้รับแต่งตั้งเป็นยมบาลประจำท้องถิ่น เอินซือพอเห็นเป็นข้าพเจ้า ก็บอกว่าจะส่งข้าพเจ้ากลับไปเกิดในตระกูลเศรษฐี แต่แล้วข้าพเจ้าพบว่าท่านถูกญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเราข่มขู่คุกคาม บังเกิดความโกรธแค้น เอินซือจึงร่ายเวทต่ออายุให้กับข้าพเจ้า ให้วิญญาณคืนสู่ร่าง แต่ว่า…ภายในสองปีไม่อาจเข้าใกล้ชิดกับความงาม ไม่เช่นนั้นเวทมนตร์จะเสื่อมคลาย”

            หานโย่วเหนียงกลับเชื่อคำกล่าวอันเหลวไหลนี้ หวนนึกถึงฟูจวินความจิรงสามารถเกิดใหม่มีชีวิตที่สุขสบาย แต่เพราะตัวเองจึงคืนสู่โลกมนุษย์ ตนเองยังเคลือบแคลงสงสัยมัน สร้างความละอายใจยิ่ง

            เพื่อตอกย้ำความน่าเชื่อถือนี้ หยางหลิงจึงทอดถอนใจยาวกล่าวว่า “นี่ความจริงเป็น…ความลับของฟ้า ไม่อาจให้ผู้คนล่วงรู้ แต่ว่าข้าพเจ้าไหนเลยหักใจทนดูท่านเศร้าเสียใจ ตอนนี้บอกออกไป จะถูกทอนอายุไปสามปี”

            หานโย่วเหนียงพอฟัง พลันร้องไห้โฮออกมา สวมกอดมันเอาไว้ ร่ำไห้ด้วยความเสียใจกล่าวว่า “ขออภัย ฟูจวิน ล้วนเป็นโย่วเหนียงไม่ดี ท่านเพราะเพื่อข้าพเจ้า จึงละทิ้งลาภยศสรรเสริญ กลับคืนสู่โลกมนุษย์ ข้าพเจ้ากลับทำร้ายท่าน…ฮือฮือ…ข้าพเจ้าสมควรตาย”

            หยางหลิงกล่าวโป้ปดหลอกลวง ในใจก็นึกเสียใจ คิดไม่ถึงนางกลับสำนึกบุญคุณต่อตนเอง จึงดำเนินมาตรการแก้ไข รีบกล่าวว่า “โย่วเหนียง ไม่ต้องเศร้าเสียใจ เอินซือบอกว่าข้าพเจ้าจะมีอายุร้อยปี ตอนนี้เพียงมีอายุเก้าสิบเจ็ดปี ถือว่าอายุยืนมากแล้ว แต่ว่า…หากข้าพเจ้าตายก่อนกำหนด แสดงว่าตุลาการยมโลกทราบเรื่องที่ยมบาลต่ออายุให้แก่ข้าพเจ้า คร่าวิญญาณข้าพเจ้าไปเพื่อจุติใหม่ หากว่าเป็นเช่นนั้น ท่านก็ไม่ต้องเศร้าเสียใจ ให้ดูแลตัวเองให้ดี หากว่าพบเห็นคนดีงาม…”

            หานโย่วเหนียงยกมือปิดปากมันไว้ ส่ายหน้ากล่าวเบาๆ ว่า “เซี่ยงกง อย่าได้กล่าววาจาเหล่านี้ โย่วเหนียงฟังแล้วว้าวุ่นใจยิ่ง”

            หยางหลิงระบายลมจากปากคำหนึ่ง กล่าวว่า “ตกลง เป็นตายแล้วแต่ลิขิต ลาภยศแล้วแต่วาสนา ข้าพเจ้าจะไม่เอ่ยถึงอีก แต่ว่า…ท่านต้องจดจำไว้ อย่าได้สร้างความลำบากแก่ตัวเอง ท่านเมื่อมีความสุข ข้าพเจ้าไม่ว่าเป็นหรือตายค่อยสบายใจ”

            หานโย่วเหนียงผงกศีรษะรับ สวมกอดมันเอาไว้ แนบปรางแก้มกับหน้าอกมัน พึมพำเรียก “เซี่ยงกง…” นางสวมกอดหยางหลิงแนบแน่น กลัวว่าคนดีงามที่สูญเสียไปแล้วได้กลับคืนมาจะหลุดลอยไปอีก ตัดสินใจว่าหากฟูจวินตายอย่างปัจจุบันทันด่วน คงเป็นเพราะตัวเองบีบบังคับมันเปิดเผยความลับของฟ้า จนถูกยมโลกพบเห็น อย่างนั้นตัวเองจะติดตามมันลงสู่ปรโลก หวังว่าชาติหน้ายังสามารถปรนนิบัติมัน

            หยางหลิงไม่ล่วงรู้ความคิดของนาง จึงตบหลังนางเบาๆ วิกาลดึกสงัด คั่งที่นอนอุ่นระอุ บวกกับอาการมึนเมา ปรากฏหญิงสาวอันอ่อนนุ่มแอบอิงกับอ้อมอก ปลุกกระตุ้นให้ร่างท่อนล่างไม่อยู่นิ่งขึ้นมา

            หยางหลิงรีบผลักร่างของนางออกเบาๆ กล่าวว่า “ยาโถวโง่เขลา อย่าได้คิดฟุ้งซ่านไปแล้ว เก็บเงินเอาไว้ รีบไปหุงข้าว ส่วนไข่มุกคืนให้กับข้าพเจ้า วันพรุ่งนี้ร้อยเส้นด้ายแล้วค่อยมอบต่อท่าน”

            หานโย่วเหนียงปฏิเสธคำหนึ่ง เก็บแท่งเงินไว้ ทั้งซุกเก็บถุงแพรกับอกเสื้อ กล่าวว่า “ไข่มุกนี้งดงามยิ่ง หากร้อยเป็นรูน่าเสียดายไป”

            หยางหลิงเห็นท่าทางที่กระบิดกระบวนของนาง อดยกมือตบตะโพกนางฉาดหนึ่งมิได้ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ยาโถวโง่เชลา ต่อให้งดงามกว่านี้ไม่นำออกมาประดับกาย เก็บซ่อนไว้มีประโยชน์ใด?”

            ฝ่ามือพอตบลง  พบว่าส่วนตะโพกอวบอิ่มสมบูรณ์ ให้ความรู้สึกเต็มไม้เต็มมือ หานโย่วเหนียงถูกตบจนร้องโอยคำหนึ่ง ใต้ตะเกียงน้ำมันสาดส่อง เห็นนางเรือนผมยุ่งเหยิง ตาหรี่ปรือหยาดเยิ้ม เป็นเสน่ห์อันเย้ายวน ปลุกเร้าจนท้องน้อยร้อนวูบ กลัวว่าตนเองหักห้ามใจไม่ได้ จึงรีบล้มตัวลงบนคั่งที่นอน ดึงผ้าห่มมาคลุมกาย กล่าวกลบเกลื่อนว่า “รีบไปหุงข้าว จากนั้นเข้านอน”

            หานโย่วเหนียงพอถูกตบที่ตะโพก รู้สึกร่างร้อนผะผ่าว ดวงจิตกระสันรัญจวนขึ้นมา ถึงแม้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอันรุนแรงกับสามี แต่ความสนิทสนมเป็นครั้งคราวเช่นนี้ สร้างความเบิกบานใจแก่นางยิ่ง

            เรื่องราวฉันบุรุษสตรีกลับให้ความเพลิดเพลินถึงเพียงนี้ หากว่าฟูจวิน… จากนั้นหานโย่วเหนียงฉุกคิดว่าสองปีนี้ฟูจวินไม่อาจใกล้ชิดกับความงาม ค่อยคลายใจลง พร้อมทั้งผิดหวังอยู่บ้าง รอจนเค้าความเอียงอายค่อยจางหายจึงถือตะเกียงน้ำมันเดินถึงหีบห่อมุมผนัง เปิดหีบซ่อนเงินแท่งกับถุงแพรอยู่ใต้เสื้อผ้า จากนั้นย่องฝีเท้าออกไปยังห้องด้านนอก

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 96 - 107)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

ทฤษฏีของกบ

หยางหลิงเดินเข้าห้องลงนามรับรอง มองดูเอกสารที่กองสุมอยู่ ถึงแม้ยังปวดเศียรเวียนเกล่า แต่ไม่ร้อนใจเช่นตอนแรกอีก

ตามตัวอย่างของการกลับชาติเกิดใหม่ที่ผ่านมา มักตายอย่างพิศวงงงงวย ครั้งที่ยาวนานที่สุดไม่เกินสองเดือน แต่ตอนนี้มันย้อนเวลาสู่อดีตหนึ่งเดือนแล้ว ที่ต่างกับที่ผ่านมาคือ นี่เป็นชาติภพที่ข้นแค้นที่สุด ยังมีหญิงสาวที่น่าเวทนานางหนึ่ง ดังนั้นมันคิดใช้เวลาที่จำกัด หาเงินทองให้หานโย่วเหนียงดำรงชีวิตอยู่ได้

ตอนนี้ที่บ่านมีเงินสี่สิบกว่าตำลึง สำหรับกับชาวนาผู้หนึ่ง ถือเป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง หากวันใดที่ตนเองลาโลกไป ก็จากไปโดยไม่ห่วงพะวง ดังนั้นเมื่อมองดูเอกสารอันหนาเตอะ ความกดดันทางจิตใจกลับลดทอนลง

เพียงระยะเวลาชั่วน้ำเดือดสองเที่ยว หยางหลิงตรวจทานเอกสารหกเจ็ดฉบับ ทำการคัดกรองส่วนที่ต้องให้ใต้เท้ามินจัดการอยู่ด้านหนึ่ง ค่อยหยิบเอกสารมาอีกฉบับหนึ่ง พบว่าเป็นเอกสารที่เก็บจนเหลืองเก่า ไม่คล้ายกับเพิ่งเขียนขึ้น หรือว่าก่อนนี้มีคนส่งเอกสารผิดที่

หยางหลิงหยิบเอกสารขึ้นมา เห็นลบทิ้งแล้วแก้ไข แสดงว่าเป็นต้นร่าง แต่ว่าตัวหนังสือคัดบรรจงสวยงาม มันแม้ชมชอบคัดลายมือ ยังไม่สามารถเขียนตัวหนังสือคัดบรรจงที่สวยงามถึงเพียงนี้

หยางหลิงอ่านดูเอกสาร เห็นเขียนไว้ว่า “ข้อเสียในวงราชการปัจจุบันคือ คนใกล้ชิดก้าวก่ายระเบียบวินัย ขุนนางใหญ่ไม่ปฏิบัติหน้าที อวยยศเพิ่มบรรดาศักดิ์พ็ร่ำเพรื่อ การจ้างแรงงานมีปัญหา ข้อเสนอน่ารังเกียจ การเนรเทศถูกละเลย ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งความเปลี่ยนแปลงของฟ้า นับตั้งแต่แรกตั้งประเทศ มีการจำกัดผู้รับใช้ภายใน บัดนี้แต่งตั้งเพิ่มเติม เรื่องเดียวผ่านมือมากมาย ทั้งตั้งเขตปกครองกินเมือง เสพสุขของเจ้าชีวิต ยังมีแม่ทัพใหญ่คุมอำนาจชายแดน ทุจริตคิดมิชอบ การเก็บข้าวเปลือกภาษีไม่ได้ผล เครื่องบรรณาการถูกยักยอก มีผู้ทำให้เสียการมากมายนับไม่ถ้วน…”

หยางหลิงอุทานดังอา นี่เป็นคำวิจารณ์นโยบายปกครองประเทศ เหตุใดจึงปรากฏอยู่ในเอกสารของที่ทำการอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่ง ขณะอ่านดูอย่างจดจ่อ ที่ด้านข้างพลันบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า “หยางซิ่วไฉยังสะสางเอกสารหรือ?”

หยางหลิงเงยหน้าขึ้น เห็นชายชราหน้าขาวไว้เคราหรอมแหรมผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า ดูจากเครื่องแบบขุนนาง กลับเป็นขุนนางชั้นที่แปด แทบไม่ถือเป็นขุนนาง กลับเป็นเสี้ยนเฉิง (ผู้ช่วยนายอำเภอ) ซึ่งอยู่ที่นี้หลายปี มีชื่อจริงว่าหวงฉียิ่น

หยางหลิงรีบผุดลุกขึ้น ประสานมือคารวะกล่าวว่า “ที่แท้เป็นหวงเสี้ยนเฉิง ผู้เยาว์เสียมารยาทแล้ว”

หวงฉียิ่นโบกมือวูบ ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้าง หยิบเอกสารมาอ่านดูแล้วกล่าว “หลี่จือเสิ่ง เติ้งฉังเอินหรือ นี่เป็นขุนนางใหญ่ในรัชกาลเสี่ยนจง ดูท่าสมควรเป็นต้นร่างของหนังสือกราบทูลของใต้เท้าท่านใด หยางซิ่วไฉได้จากที่ใด?”

กล่าวพลางไม่รอให้หยางหลิงตอบคำ ก็ชี้มือไปที่เอกสาร กล่าวถามว่า “ไม่ทราบหยางซิ่วไฉคิดเห็นอย่างไร?”

หยางหลิงก็พบว่าเอกสารนี้อยู่ในรัชสมัยเสี่ยนจง หรืออีกนัยหนึ่งเป็นต้นร่างของหนังสือกราบทูลเมื่อยี่สิบปีก่อน ทั้งเห็นหวงเสี้ยนเฉิงไม่เคยเผยโฉมมาก่อนพลันปรากฏตัวขึ้น ในใจก็คาดเดาสาเหตุได้หลายส่วน เห็นมันเพ่งตามองมาแน่วนิ่ง คล้ายเป็นเชิงสอบถาม คล้ายเกิดความร้อนใจ ราวกับเด็กชายต้องการคำชมจากครูบาอาจารย์ก็มิปาน

หยางหลิงขายประกันชีวิตมาหกเจ็ดปี ผ่านพบผู้คนมากมาย ถนัดในการคาดเดาจิตใจคนที่สุด พอเห็นแววตามัน ก็บังเกิดความคิดประการหนึ่งขึ้น ‘นี่เป็นหนังสือกราบทูลเมื่อยี่สิบปีก่อน ยังมีผู้ช่วยนายอำเภอที่ไม่เคยโผล่หน้ามาก่อน มันบอกว่าเป็นหนังสือกราบทูลของใต้เท้าใด ดูจากเนื้อหาในเอกสารกลับกล่าวโทษขุนนางใหญ่ในตอนนั้น หรือว่า…เอกสารฉบับนี้เป็นมันเขียนขึ้น ถือเป็นความผิดร้ายแรง ถูกเนรเทศแล้วเนรเทศเล่า กลายเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยที่จุดพักม้าจีหมิงแห่งนี้?’

นึกถึงตอนนี้ หยางหลิงจงใจกล่าวว่า “ผู้เยาว์ละอายยิ่ง ไม่ทราบเรื่องราวของขุนนางสำคัญในรัชสมัยเสี่ยนจง ดังนั้นไม่สามารถแสดงความเห็น”

หวงฉียิ่นสั่นศีรษะกล่าวว่า “โอ…ล้วนเป็นเรื่องเก่านานมาแล้ว วันนี้ไม่มีเรื่องใด จึงมาสนทนากับท่าน คำพูดกล่าวจากปากเข้าหูเรา ไม่ถือเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์อันใด”

หยางหลิงใช้ความคิดอย่างรวดเร็วแล้วกล่าว “บทความนี้อารัมภบทว่าราชสำนักตอนนั้นองค์กรอุ้ยอ้าย ผู้คนมากกว่าเนื้องาน ร้องขอให้ตัดลดเจ้าหน้าที่ นับว่าจี้ตรงเป้า ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพียงแต่…”

หวงฉียิ่นพอฟังคำวิจารณ์ที่ว่า ‘องค์กรอุ้ยอ้าย ผู้คนมากกว่าเนื้องาน’ ถึงกับตากระจ่างวูบ ปรบมือชมเชยว่า “วิเศษแท้ เพียงสองประโยคนี้ก็ครอบคลุมทั้งหมด หยางซิ่วไฉยอดเยี่ยมยิ่ง เพียงแต่อะไร?”

หยางหลิงงงงันวูบ จากนั้นค่อยได้คิดขึ้น ‘ใช่แล้ว ยุคสมัยนั้นยังไม่มีคำศัพท์เช่นนี้ จึงให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่แก่มัน แต่ก็ไม่ต้องพลุ่งพล่านใจจนหน้าแดงก่ำถึงเพียงนี้ หรือเป็นเพราะว่าเสาะพบผู้รู้ใจ?’ ในใจครุ่นคิดปากกล่าวว่า “เพียงแต่ใต้เท้าท่านนี้คิดอ่านเช่นนักศึกษาไปแล้ว”

หวงฉียิ่นมีสีหน้าไม่พอใจวูบหนึ่ง กล่าวอย่างไม่ยินยอมอยู่บ้างว่า “เห็นได้อย่างไร?”

หยางหลิงพอเห็นสีหน้ามัน ก็คาดเดาเรื่องราวออก จึงกล่าว “ใต้เท้าท่านนี้มีจิตใจเด็ดเดี่ยว ไม่คำนึงถึงผลได้ผลเสีย รีบร้อนคิดขจัดความวุ่นวายคืนสู่ความสงบ นำความชอบธรรมมาสู่บ้านเมือง เพียงแต่ถึงแม้มีจิตใจอันระอุอุ่น กลับคิดอ่านง่ายเกินไป”

มันนึกถึงข้อดีข้อเสียขององค์กรยุคปัจจุบันแล้วกล่าว “ในความเห็นผู้เยาว์ ข้าราชการของบ้านเมืองแม้นับวันแต่จะอุ้ยอ้าย แต่ใต้เท้าท่านนี้หวังให้ฮ่องเต้ดำเนินการอย่างเฉียบขาด เกรงว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง ลองนึกดู ฮ่องเต้พอมีราชโองการ ย่อมต้องมีคนรับไปปฏิบัติ ปัญหาอยู่ที่ทั่วทั้งประเทศมีขุนนางมากน้อยเท่าใด ระหว่างขุนนางมีสายสัมพันธ์ซับซ้อนเพียงไหน เมื่อตัดกิ่งก้านไม้ง่ามมากมาย จะเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับมาถึงเพียงไหน

“ขุมกำลังนี้แม้มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่น่ากลัวอย่างยิ่ง เพราะว่ากระทบถึงผลประโยชน์ของขุนนางทั้งประเทศ เท่ากับเป็นศัตรูกับขุนนางทั่วแผ่นดิน เมื่อตัดลดขุนนาง บัณฑิตนักศึกษาจะได้รับการบรรจุได้อย่างไร กลายเป็นล่วงเกินบัณฑิตนักศึกษาด้วย

“ดังนั้นต่อให้ฮ่องเต้รับข้อเสนอนี้ เหล่าขุนนางนับร้อยพันก็จะทำหนังสือคัดค้าน ขอให้เปลี่ยนความตั้งใจ ความคิดนี้แม้เพื่อชาติเพื่อราษฎร แต่ดำเนินการไม่ถูกวิธี ทั้งใจร้อนวู่วามไป กลับกลายเป็นภัยแก่บ้านเมือง สร้างความเดอืดร้อนแก่ราษฎร”

หวงฉียิ่นเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ ไหนเลยเห็นซึ้งกระจ่างกว่าหยางหลิง ซึ่งอ่านบทความจากสื่อต่างๆ พบเห็นปัญหาขององค์กรทั้งในนอกประเทศอย่างถ่องแท้

หวนนึกถึงตอนแรกตนเองอายุเยาว์เลือดลมร้อนแรง เห็นระบบราชการฟอนเฟะ องค์กรอุ้ยอ้ายเทอะทะ จึงทำหนังสือกราบทูลขึ้นไป ปรากฏว่าเสี่ยนจงฮ่องเต้ทรงเห็นชอบด้วย ไม่นานก็ตัดลดขุนนางนครหลวง ลดตำแหน่งราชครู ทั้งมีพระราชกระแสให้ทั้งประเทศปฏิบัติตาม

แต่ชั่วระยะเวลาครึ่งเดือน ตนเองถูกลดตำแหน่ง เนรเทศออกจากนครหลวง หลี่จือเสิ่งกับเติ้งฉังเอินและพวกกลับคืนสู่ตำแหน่ง ส่วนตนเองถูกลดตำแหน่งแล้วลดตำแหน่งเล่า เพียงเวลาห้าปี จากขุนนางอวี้ซื่อถูกลดตำแหน่งเป็นผู้ช่วยนายอำเภอเล็กๆ คนหนึ่ง

ต่อจากนั้นฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ หลี่จื่อเสิ่งและพวกถูกกล่าวโทษ ความจริงเข้าว่าตนเองจะเห็นแสงตะวันใหม่ มิคาดขุนนางที่เป็นปฏิปักษ์กับหลี่จือเฉิงกับเติ้งฉังเอินได้คืนสู่ตำแหน่ง มีแต่ตนเองคล้ายถูกลงลืม หลังจากไหว้วานผู้คนทำหนังสือถึงเพื่อนร่วมงานเก่าก่อน กลับไม่มีความคืบหน้าอันใด ที่แท้เงื่อนปมอยู่ที่นี้เอง

มันเข้าใจว่ากระทำเพื่อชาติเพื่อราษฎร กลับบังเกิดผลเช่นนี้ จึงมีอคติต่อทางโลก เกิดความกลัดกลุ้มหม่นหมอง คิดไม่ถึงนักศึกษาอายุเยาว์ผู้หนึ่งไขความลับของฟ้าว่า ตนเองล่วงเกินขุนนางทั้งหมดจนถ้วนทั่ว

ถึงแม้อากาศเหน็บหนาว หวงฉียิ่นยังหลั่งเงื่อเย็นเยียบโซมกาย ยิ้มอย่างหดหู่ กล่าวว่า “หรือว่าจะนิ่งดูดาย ปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไป สุดท้ายตัวมอดแทะกินประเทศไปจนหมดสิ้น?”

หยางหลิงทอดถอนใจกล่าวว่า “คิดแก้ไขมิใช่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ไม่อาจสำเร็จในเวลาชั่วข้ามคืน การบริหารไม่เพียงต้องเป็นเอกภาพ ทั้งยังต้องต่อเนื่อง เริ่มจากนครหลวงก่อน ทั้งตัดลดหน่วยงานข้าราชการที่ไม่สลักสำคัญ เริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ ไม่ใจร้อนวู่วาม ใช้เวลายี่สบสามปีค่อยเห็นผล ถึงแม้ว่าเนิ่นนาน แต่จะเกิดประโยชน์ไปชั่วลูกชั่วหลาน”

จากนั้นยกอ้างทฤษฎีของกบออกมาว่า “ใต้เท้าเคยได้ยินนิทานเรื่องหนึ่งหรือไม่ ให้เทน้ำลงในหม้อ หย่อนกบตัวหนึ่งลงไป จากนั้นเติมไฟที่ด้านล่าง น้ำจะร้อนขึ้นทีละน้อย เนื่องด้วยเป็นไปอย่างช้าๆ กบจึงไม่รู้สึกตัว ไม่รีบร้อนกระโดดขึ้นจากหม้อ รอจนพบว่าน้ำร้อนสุดทนทาน คิดกระโดดออกมาก็ไม่ทันการณ์

“ผู้เยาว์เห็นว่านี่เป็นการเปรียบเปรยทางโลก เมื่อประเทศดำเนินนโยบายใหญ่โต เพียงดึงผมเส้นเดียวจะสะเทือนไปทั่วร่าง ดังนั้นไม่ควรปรับเปลี่ยนรุนแรงเกินไป หากดำเนินการอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง ต่อให้คนคัดค้านรู้สึกตัว สถานการณ์ก็ยากกอบกู้แก้ไข

หวงฉียิ่นยืนตะลึงลานชั่วขณะ ค่อยหัวร่อเสียงแหบพร่า ผุดลุกขึ้นน้อมคารวะกล่าวว่า “ได้ยินท่านบอกกล่าวเที่ยวหนึ่ง เหนือกว่าท่องหนังสือสิบปี เราผู้แซ่หวงขอรับการสอนสั่งแล้ว” กล่าวจบหมุนตัวไป ร่างกลายเป็นงองุ้มคล้ายชราลงยี่สิบปี

หยางหลิงรีบผุดลุกขึ้น สกัดขวางทางไว้ ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม กล่าวว่า “หวงเหลา (ผู้เฒ่าหวง) ผู้เยาว์เพียงถกยุทธการบนกระดาษ กล่าวคุยโอ่โอ้อวด เพราะไม่อยู่ในเหตุการณ์ จึงบอกกล่าวเช่นนี้ หากว่าอยู่ในเหตุการณ์คงต้องมืดแปดด้าน ท่านดูข้าพเจ้ากระทั่งเอกสารที่นี้ยังสะสางไม่ได้ ยังบังอาจสั่งสอนอันใด ผู้เยาว์คิดขอรับคำชี้แนะจากหวงเหลาเซียนเซิงจึงถูกต้อง” มันกล่าววาจาอยู่ครึ่งค่อนวัน หวงให้มีผู้รู้ช่วยชี้แนะตนเอง ไหนเลยยอมปล่อยให้อีกฝ่ายจากไป

หยางหลิงเรียกว่าหวงเหลา ไม่เรียกยศตำแหน่ง แสดงว่าตั้งตนเป็นลูกศิษย์จริงๆ หวงฉียิ่นมองดูชายหนุ่มผู้นี้ มันความจริงเข้าใจว่านี่เป็นบัณฑิตซิ่วไฉที่เขียนความเรียงปากู่เหวินได้ดี คิดไม่ถึงกลับมีความคิดอ่านเช่นนี้ ยามนั้นครุ่นคิด ‘เราไม่มีความสำเร็จอันใด มิสู้ให้ความช่วยเหลือมัน หากวันหน้ามันประสบความสำเร็จเป็นขุนนางใหญ่โต เราพลอยได้รับการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ ต่อให้เพียงเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หลานเยาว์วัยที่กำพร้าบิดาตั้งแต่เล็กก็มีที่พึ่งพิง’

นึกถึงตอนนี้ หวงฉียิ่นตรงเข้าไปประคองหยางหลิงขึ้น กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “หลานแซ่หยางมิต้องเกรงใจ หากให้เป็นครูบาอาจารย์กลับไม่กล้ารับ เราเหล่าหวง (คนแซ่หวง) อยู่ที่นี้มานาน หากมีที่ใดช่วยเหลือได้ ยินดีช่วยเหลืออย่างเต็มที่”

จัดพักม้าจีหมิงเป็นอำเภอชั้นที่สาม เปรียบกับอำเภอที่มั่งคั่งในแดนเจียงหนัน (ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง) เก็บภาษีน้อยกว่าถึงสี่ห้าร้อยเท่า ตามเหตุผลอำเภอเช่นนี้ไม่สมควรมีคนติดค้างภาษี แต่ในความสัตย์จริง เจ้าของที่ดินเล็กๆ หรือมีที่นาของตัวเองในที่นี้ยังอยู่ในสภาพครึ่งอิ่มครึ่งอด ที่ติดค้างภาษีเป็นเรื่องชอบด้วยเหตุผล

ดังนั้นนายอำเภอคนหนึ่งคิดเก็บภาษีจากอำเภอที่มั่งคั่งสักแปดส่วน ชาวบ้านร้านถิ่นยังไม่เดือดร้อน ทั้งยกย่องเป็นขุนนางสุจริต แต่หากว่าเป็นอำเภอที่ข้นแค้นเช่นนี้ ต่อให้ทุ่มเทความพยายามเก็บภาษีสักสามส่วน ยังถูกกล่าวหาเป็นปีศาจดูดเลือด

อย่าว่าแต่ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงกำหนดอัตราเงินเดือนขุนนาง เพียงพอให้หาเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เช่นเลี้ยงดูบ่าวไพร่หญิงรับใช้ แม้แต่การว่าจ้างผู้ช่วยที่ปรึกษา ล้วนต้องควักกระเป๋าเอง ดังนั้นภาษีเสบียงที่ชาวบ้านจ่ายให้ ส่วนหนึ่งจึงเข้าพกเข้าก่อของขุนนางท้องถิ่น ท่านนายอำเภอเป็นเช่นนี้ เป่าจ่างหลี่จ่าง* ระดับล่างก็เป็นเช่นนี้ ดังนั้นเงินภาษีสิบส่วนเพียงถกเข้าคลังราวแปดส่วน

* กำนันผู้ใหญ่บ้าน

ฝนส่วนของอำเภอที่เก็บภาษีได้น้อย จึงทำรายงานว่าเกิดทุพภิกขภัย ขอให้ลดหย่อนภาษี สำหรับจุดพักม้าจีหมิง แม้มีผู้คนจำนวนมากติดค้างภาษี แต่ก็อาศัยการเก็บภาษีพ่อค้า เสริมส่วนที่ขาดหายไป ยังมีฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา พวกตาดมองโกลยกกำลังมาปล้นชิง สามารถรายงานความเสียหายหนักหนากว่าเดิม จะได้ลดภาษีเสบียงลง

เนื่องจากจุดพักม้าจีหมิงมีฐานะพิเศษ มีความสำคัญทางทหารมากกว่าการปกครอง ดังนั้นถึงแม้กรมทะเบียนราษฎร์พบว่าที่นี้นำสั่งภาษีไม่ครบถ้วน ก็ไม่เร่งรัดให้จัดเก็บเพิ่มขึ้น ไม่เข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ

หวงฉียิ่นพอชี้แนะเช่นนี้ หยางหลิงก็พบทางสว่าง ภายใต้คำอธิบายของหวงเสี้ยนเฉิง (ผู้ช่วยนายอำเภอแซ่หวง) ภาษีเสบียงซึ่งเก็บได้เพียงสามส่วนก็ส่งมอบขึ้นไปครึ่งหนึ่ง

หวงเสี้ยนเฉิงยังช่วยแก้ปัญหาหยุมหยิมต่างๆ ให้ หยางหลิงก็เรียนรู้อย่างรวดเร็ว สะสางข้อราชการต่างๆ ให้กับทางอำเภอ กลายเป็นผู้บริหารจัดการอยู่หลังฉากของมินเสี้ยนหลิ่ง แต่ว่าอำนาจของหยางหลิงล้วนมาจากมินเสี้ยนหลิ่ง หากปราศจากท่านนายอำเภอ ก็ไม่มีผู้ใดรับฟังคำสั่งของมัน

มินเสี้ยนหลิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนจากท่านนายอำเภอตัวจริง และความช่วยเหลือจากผู้ช่วยนายอำเภอหวัง ก็ดูแลอำเภอเล็กๆ แห่งนี้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่นานให้หลัง ชาวบ้านร้านถิ่น ทหารประจำการ และพนักงานที่ทำการเจ๋อเฉิงล้วนทราบว่าผู้ที่ดูแลรับผิดชอบจุดพักม้าจีหมิงอยู่หลังฉากของมินเสี้ยนหลิ่งเป็นชายหนุ่มอายุสิบแปดปี เรียกว่าหยางหลิง

หานโย่วเหนียงไม่ไปทำงานที่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าอีก มิใช่นางไม่คิดไป แต่ว่าเถ้าแก่ของร้านไม่กล้าใช้สอยนางอีก เพราะว่าบุรุษของนางมีศักดิ์ฐานะยิ่งใหญ่ เพียงแต่บนศีรษะไม่ได้สวมหมวกของนายอำเภอเท่านั้น

ยุคสมัยนั้นตามเมืองใหญ่มณฑลเจียงซูเจ๋อเจียงมีโรงงานสิ่งทอและฟอกย้อม ว่าจ้างแรงงานหลายร้อยคน แต่ว่าแรงงานส่วนใหญ่เป็นบุรุษ ส่วนอำเภอเช่นนี้ไม่มีงานการสำหรับสตรี ได้แต่ให้หานโย่วเหนียงอยู่เหย้าเฝ้าเรือน ไม่ต้องออกไปอีก

เมื่อเป็นเช่นนี้หานโย่วเหนียงจับเจ่าอยู่กับบ้าน นอกจากหุงข้างแล้วไม่มีงานการใด ในสายตาของคนยุคปัจจุบันเช่นหยางหลิง เห็นว่าหานโย่วเหนียงหลังอยู่บ้าน คล้ายถูกจองจำก็มิปาน

มีแต่ตอนที่หยางหลิงกลับบ้าน ใบหน้านางค่อยฉายแววยินดี ทางหนึ่งมองดูหยางหลิงกลับบ้าน ทางหนึ่งกล่าววาจาไม่ขาดปาก ที่แท้นางอยู่บนเขาแม้ยากลำบาก ยังสามารถออกจากบ้าน แต่ตอนนี้กลับคล้ายนกน้อยที่ถูกขังอยู่ในกรง

หยางหลิงชมดูจนเจ็บปวดใจยิ่ง บวกกับตนเองมีภารกิจวุ่นวาย ดังนั้นพานให้นางสวมใส่เสื้อผ้าบุรุษ นำนางไปที่ห้องลงนามรับรอง ให้นางช่วยเหลือตนเองคัดลอกเอกสาร ดีที่หานโย่วเหนียงมิใช่หญิงชาวบ้านทั่วไป บิดานางความจริงเป็นผู้คุ้มกันในสำนักคุ้มกันภัย ทางบ้านมีฐานะไม่เลว เชิญครูสอนหนังสือมาสอนหนังสือ ต่อมาทางสำนักคุ้มกันภัยปิดกิจการ บิดานางค่อยตกต่ำลง ดังนั้นนางสามารถอ่านออกเขียนได้

หานโย่วเหนียงทั้งมีงานทำ ทั้งสามารถอยู่ข้างกายฟูจวิน ย่อมเกิดความยินดี หยางหลิงก็ “แบ่งแยก” เรื่องส่วนตัวกับส่วนตัว” อย่างชัดแจ้ง ถึงแม้ผู้คนภายในห้องล้วนทราบว่านี่เป็นภรรยาของหยางซื่อแหย แต่ว่ามันเพียงบอกว่าเป็นคนที่มันเชิญมาช่วยเหลือ จึงควักกระเป๋าจ่ายเงินเดือนให้

เนื่องจากหยางหลิงเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของท่านนายอำเภอ จึงไม่มียศตำแหน่ง เพียงรับเงินเดือนเป็นเสบียงสามต้าน* เท่ากับเงินหกเหรียญ เงินจำนวนนี้ให้ท่านนายอำเภอเป็นคนจ่าย ท่านนายอำเภอได้รับเงินเดือนเดือนละสามตำลึงหกเหรียญ เพียงพอกับการเลี้ยงดูครอบครัง แต่เมื่อต้องจ่ายเงินเดือนผู้ช่วยที่ปรึกษา จ่ายค่าแรงให้กับบ่าวไพร่คนแบกเกี้ยว หากว่าท่านนายอำเภอไม่ยักยอกเงินภาษี ทั้งครองครัวคงได้แต่รับประทานลมเหนือแล้ว

*

ตอนแรกหยางหลิงอ่านนวนิยาย เห็นขุนนางราชวงศ์หมิงยักยอกเงินหกสิบตำลึง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงก็ลงทัณฑ์ถลกหนัง แต่ขุนนางยังคดโกงต่อไป ตอนนั้นยังไม่เข้าใจ ยามนี้ประสบด้วยตนเอง ค่อยทราบว่าถึงแม้มีขุนนางทุจริต แต่ต่อให้ขุนนางมือสะอาด ก็ต้องหยิบฉวยเช่นกัน

ดีที่หลายปีมานี้ขุนนางราชวงศ์หมิงมีการกำหนดกฎเกณฑ์ แบ่งแยกว่าส่วนใดถือว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง ส่วนใดถือว่าพึงมีพึงได้ ขุนนางเบื้องบนเบื้องล่างล้วนปฏิบัติตาม หยางหลิงก็ได้รับส่วนแบ่งมา มันก็หยิบฉวยด้วยความสบายใจ

พรุ่งนี้จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ อาจบางทีภายใต้อารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ ทั้งที่ท้องถนนยังเหน็บหนาว แต่เมื่อเดินอยู่บนท้องถนน มีความรู้สึกว่าไม่หนาวเหน็บเช่นปรกติ ทั้งยังแว่วเสียงจุดประทัดดังมา

พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานที่ทำการอำเภอ ดังนั้นทุกคนวุ่นวายจนคล้อยดึก หยางหลิงค่อยสะสางเอกสารแล้วเสร็จ เดินออกจากที่ทำการอำเภอพร้อมกับหานโย่วเหนียง เห็นทุกบ้านช่องแขวนโคมแดง แม้แต่ครอบครัวที่ประหยัดก้ไม่มีข้อยกเว้น

ยุคสมัยนั้นสตรีไม่อาจเดินนำหน้าสามี หรือเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับมัน ดังนั้นหานโย่วเหนียงล้าหลังครึ่งก้าว หยางหลิงเห็นฟ้ามืดค่ำแล้ว คาดว่าไม่สะกิดความสนใจผู้คน บวกกับหานโย่วเหนียงแต่งกายเป็นบุรุษ จึงจงใจชะลอฝีเท้าลง แล้วฉุดดึงมือของนางไว้

หานโย่วเหนียงใจหายวาบ ดิ้นรนสองคราไม่อาจดิ้นหลุดได้ จึงกล่าวเบาๆ ด้วยใบหน้าแดงสดใสว่า “เซี่ยงกง ท่าน…”

หยางหลิงยิ้มอย่างอ่อนโยน กล่าวเบาๆ ว่า “พรุ่งนี้พวกเรามาจัดซื้อสิ่งของปีใหม่ คืนนี้พวกเราแวะร้านสุรารับประทานอาหารกัน” กล่าวพลางฉุดดึงหานโย่วเหนียงไปยังร้านสุราขนาดเล็กที่เคยไปดื่มกินครั้งหนึ่ง

หยางหลิงเป็นคนรำลึกความหลัง เมื่อรับประทานครั้งหนึ่ง เห็นว่ารสชาติพอใช้ได้ ก็คร้านที่จะหาร้านอื่น หานโย่วเหนียงทราบว่าฟูจวินมีนิสัยปล่อยตัวตามสบาย บวกกับฟ้ามืดค่ำลง ผู้อื่นไม่อาจเห็นใบหน้าตัวเอง จึงติดตามมันไปแต่โดยดี

เมื่อหยางหลิงกับหานโย่วเหนียงเดินออกจากร้านสุรา ท้องฟ้ายิ่งมืดมิดกว่าเดิม นภาราตรีแต่งแต้มด้วยหมู่ดาว หิมะอันเล็กละเอียดปลิวโปรยลงมาช้าๆ ทำให้มันที่ดื่มสุราจนหน้าตึงอยู่บ้าง รู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ

หยางหลิงคล้องแขนหานโย่วเหนียง เดินเตร็ดเตร่อยู่ภายในเมือง ทั้งสองแม้ไม่กล่าวกระไร แต่ต่างบังเกิดความรู้สึกอันซาบซึ้งอีกแบบหนึ่ง

เมื่อขึ้นถึงบนกำแพงเมือง หยางหลิงกอบหิมะบนปีกกา ปั้นเป็นก้อนกลม ซัดขว้างออกนอกเมือง เพียงแต่ร่างกายนี้ขาดการเคลื่อนไหว พอใช้กำลังก็ปวดล้าขึ้นมา พื้นใต้เท้าก็ลื่นยิ่ง แทบสะดุดล้มลง หานโย่วเหนียงรีบสืบเท้าออกไป สอดมือข้างหนึ่งไปที่ใต้ซอกแขนมัน ช้อนร่างมันเอาไว้ กล่าวอย่างขุ่นเคืองขบขันว่า “เซี่ยงกง ดูท่านเคลื่อนไหวราวกับเด็ก ระวังสะดุดล้มลง”

หยางหลิงหันมาหยิกแก้มนาง กล่าวว่า “ท่านจึงเป็นเด็กที่ยังไม่เติบใหญ่”

หานโย่วเหนียงเชิดปากน้อยๆ ยืดกายขึ้นอย่างไม่ยินยอม หยางหลิงมองดูใบหน้าอันอ่อนเยาว์กับแววตาอันนุ่มนวลของนาง ค่อยพบว่าตนเองกับนางยิ่งมายิ่งสนิทสนม คุ้นกับการรับการดูแลจากนาง

ใบหน้าของหานโย่วเหนียงเปลี่ยนเป็นร้อนผ่าวขึ้นมา ภายใต้สายตาที่เฝ้ามองของหยางหลิง บวกกับกลิ่นสุราที่พวยพุ่งจากปากมัน ทำให้เข้าใจเจตนาของมันผิดไป ในใจทั้งหวาดหวั่นทั้งยินดี ตื่นเต้นจนร่างสั่นระริกขึ้นมา

แต่แล้วยามนั้น หยางหลิงเห็นตาดำขลับของหานโย่วเหนียงสะท้อนเปลวไฟกลุ่มหนึ่ง หานโย่วเหนียงก็ลืมตาด้วยความตระหนก มองข้ามหัวไหล่หยางหลิงไปยังที่ห่างไปอย่างตะลึงลาน

หยางหลิงหันขวับไป บนกำแพงตะวันออกและตกสร้างแท่นก่อไฟแจ้งข่าวการศึกข้างละหลัง ยามนั้นไฟแจ้งข่าวการศึกบนแท่นทิศตะวันออกถูกจุดขึ้น ที่เชิงกำแพงจนถึงส่วนลึกของป่าเขาก็ปรากฏประกายไฟขึ้นหลายจุด

หยางหลิงหันไปทางตะวันตก แท่นก่อไฟแจ้งข่าวการศึกบนกำแพงเมืองตะวันตกก็จุดไฟขึ้น ต่อจากนั้นแท่นก่อไฟแจ้งข่าวการศึกบนสันเขาที่ห่างไกลออกไปก็จุดไฟแจ้งเหตุเช่นกัน

หยางหลิงอ้าปากค้าง ชั่วครู่ค่อยเหลียวหน้ามามองดูหานโย่วเหนียง ดวงตาทั้งคู่ล้วนส่งสัญญาณประการหนึ่งว่า “พวกตาดมองโกลมาแล้ว”

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 108 - 120)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

ไฟสงครามคืนสิ้นปี

หานโย่วเหนียงไม่เคยผ่านศึกสงคราม แต่ได้ยินได้ฟังมานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมทราบว่าการจุดไฟบนแท่นแจ้งข่าวการศึกหมายถึงอันใด สำหรับกับนาง ความป่าเถื่อนโหดร้ายของพวกตาดมองโกล คล้ายสัตว์ร้ายที่กระหายเลือดฝูงหนึ่ง

หยางหลิงกลับตื่นเต้นสงสัยมากกว่าแตกตื่นตระหนก เนื่องจากชมละครโทรทัศน์มากเกินไป เห็นว่าพวกตาดคือนักรบมองโกลอันอาจหาญ มีนิสัยโอ่อ่าผ่าเผย อาจบางทียามสู้รบหาญกล้า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็มิใช่ภูตร้ายที่สูญสิ้นมนุษยธรรม

แต่ว่าถึงอย่างไรตอนนี้ทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูคู่อริกัน มันยังไม่ไร้เดียงสาจนเข้าใจว่าเมื่อข้าศึกบุกเข้าเมืองมา จะยั้งมือไว้ไมตรีต่อตนเอง จึงรับฉุดดึงมือหานโย่วเหนียงวิ่งไปยังที่ทำการอำเภอ

ยามนี้ประตูเมืองปิดลง ชาวบ้านถายในเมืองเห็นแสงไฟแจ้งข่าวการศึก ต่างพากันออกจากบ้าน นี่มิใช่ครั้งแรกที่ราชบุตรชนเผาตาร์ตาร์แห่งมองโกลนามป๋อเอี๋ยนยกกำลังมาโจมตี แต่ที่ผ่านมายังไม่กล้าเข้าตีด่านสำคัญเช่นจุดพักม้าจีหลง อย่างมากเพียงปล้นสะดมชิงทรัพย์ ไม่กล้าเสี่ยงกับการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากเข้าตีเมือง

แต่หากเป็นการศึกขนาดเล็ก ต้องไม่ก่อไฟแจ้งข่าวการศึก เหตุการณ์ในคืนนี้แสดงว่าไม่ปรกติ คล้ายกับว่าด่านรักษาการณ์บางแห่งถูกโจมตี ชาวบ้านทั้งหลายไหนเลยไม่แตกตื่นลนลานได้

มินเสี้ยนหลิ่งรับตำแหน่งนายอำเภอแม้เลอะเลือนโง่งม แต่จะอย่างไรมาจากนายทหาร พอฟังว่าพวกตาดมองโกลยกกำลังมา กระทั่งเสื้อผ้ายังไม่สวมใส่ให้เรียบร้อย ก็วิ่งออกจากตึกหลัง

ที่นี้มีทหารประจำการเพียงสองร้อยหกสิบนาย อยู่ภายใต้การนำของนายทหารยศปาจ่งสองนาย ตามกฎของราชวงศ์หมิง เมื่อเกิดศึกสงคราม ให้ขุนนางท้องถิ่นระดับสูงสุดรับผิดชอบปฏิบัติการทางทหาร ดังนั้นมินเสี้ยนหลิ่งจึงเป็นผู้บัญชาการสู้รบครั้งนี้

มินเสี้ยนหลิ่งทางหนึ่งส่งม้าเร็วออกไปติดต่อกับจุดพักม้าที่อยู่ใกล้ที่สุด ทำการหาข่าวเพิ่มเติม ทางหนึ่งส่งคนไปขอกำลังหนุนจากตัวเมือง ขณะเดียวกันก็แจ้งให้หม่าเจ๋อเฉิงจัดสรรดาบทานแก่พนักงานประจำที่ทำการเจ๋อเฉิง เตรียมขึ้นกำแพงเมืองไปต้านทานข้าศึก

หยางหลิงที่ด้านข้างชมดูจนปากอ้าตาค้าง กล่าวตามความสัตย์ วันเวลาที่ผ่านมามันสะสางงานใหญ่น้อยให้กับท่านนายอำเภอส่วนมินเสี้ยนหลิ่งคล้ายหุ่นเชิดตนหนึ่ง ในใจนึกดูแคลนอยู่บ้าง คิดไม่ถึงพอบัญชาการศึก กลับสั่งการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

มินเสี้ยนหลิ่งพอสั่งการเสร็จ ค่อยระบายลมจากปาก โถมกลับเข้าตึกหลัง ร้องว่าหมวกเกราะดาบใหญ่ของบิดาเล่า รีบนำมา

กล่าวจบเหลียวมองหยางหลิงกับหานโย่วเหนียงที่ยืนอยู่ด้านหลังมันแวบหนึ่ง กล่าวว่าท่านฆ่ามันเถอะ ปีนี้คงยากลำบากมากแล้ว พวกตาดมองโกลยกกำลังมาปล้นชิงคืนสิ้นปี คาดว่าวัวแพะที่นอกด่านถูกความหนาวคุกคามล้มตายเป็นจำนวนมาก พวกมันไม่กวาดของกินของใช้ไป ต้องไม่ถอนกำลังกลับไป

ยามนั้นบ่าวไพร่สองคน คนหนึ่งหอบชุดเกราะรูปลูกกุญแจ คนหนึ่งแบกดาบใหญ่รูดมา เนื่องจากที่นี้เป็นอำเภอชั้นที่สาม ความเป็นอยู่ยากลำบาก มินเสี้ยนหลิ่งไม่ได้นำบุตรภรรยามา ยามปรกติเป็นบ่าวไพร่เหล่านี้คอยดูแลรับใช้

มินเสี้ยนหลิ่งถอดชุดขุนนางบุ๋น สวมชุดเกราะรูปลูกกุญแจแทน หานโย่วเหนียงเห็นเช่นนั้น รีบหลบไปห้องด้านข้าง มินเสี้ยนหลิ่งพอสวมชุดเกราะแล้วเสร็จ ก็ทับเครื่องแบบนายอำเภอลงไป จากนั้นยื่นมือหยิบฉวยดาบใหญ่จากมือบ่าวไพร่มาถือไว้

ดาบเล่มนี้หนักสี่สิบกว่าชั่ง มินเสี้ยนหลิ่งถือด้วยมือเดียว ขยับข้อมือควงดาบเป็นวง จากนั้นปักใส่พื้นดิน จนอิฐเขียวปริแตก หยางหลิงชมดูจนตื่นตระหนกยิ่ง มันแม้ทราบว่ามินเสี้ยนหลิ่งมาจากสายทหาร แต่นึกไม่ถึงว่าจะใช้อาวุธหนักถึงเพียงนี้

มินเสี้ยนหลิ่งยังสวมเครื่องแบบนายอำเภอ บนศีรษะก็สวมหมวกดำเสียบขนนก กลับถือดาบใหญ่คมกล้าเล่มหนึ่ง ดูไปประหลาดพิกลยิ่ง มันตวาดสั่งว่าตามเราขึ้นกำแพงเมือง

เจ้าหน้าที่กรมเมืองซึ่งชุมนุมอยู่ที่ลานตึกรับคำคราหนึ่ง ห้อมหน้าล้อมหลังโถมออกไป หยางหลิงก็ติดตามไปด้วย

ยามนี้หิมะตกหนักกว่าเดิม เกล็ดหิมะขนาดใหญ่ปลิวโปรย แผ่นฟ้าแผ่นดินเลือนราง มินเสี้ยนหลิ่งนำทั้งหมดขึ้นบนกำแพงเมืองเห็นทหารนับร้อยอยู่บนประตูเมืองด้านทิศใต้ จับตาดูเชิงกำแพงเบื้องล่างอย่างจดจ่อ

ประตูเมืองบานนี้เป็นประตูใหญ่เชื่อมกับทางหลวงสายเหนือจรดใต้ ส่วนประตูเมืองตะวันออกกับตกสร้างพิงภูเขา ไม่เหมาะกับการควบม้าศึก ต่อให้พวกตาดมองโกลยกกำลังมาก็ไม่ตีประตูเมืองตะวันออกและตก ดังนั้นเพียงจัดทหารเฝ้ารักษาด้านละเจ็ดสิบนาย โดยมีนายทหารยศปาจ่งผู้หนึ่งควบม้าตรวจตรา

นายทหารยศปาจ่งที่ประจำอยู่บนประตูเมืองด้านใต้ เห็นท่านนายอำเภอรุดมาด้วยตนเองจึงรีบวิ่งปราดมา คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานมือกล่าวว่าผู้น้อยเจียงปิงคำนับใต้เท้ามิน

มินเสี้ยนหลิ่งโบกมือกล่าวว่ามิต้องเจียงปาจ่ง (นายทหารยศปาจ่งแซ่เจียง) พวกตาดมองโกลมาแล้วหรือ?”

เจียงปิงยิ้มพลางกล่าวว่าเรียนใต้เท้า แสงไฟส่องไม่ถึงเชิงกำแพง เห็นไม่ชัดตา แต่ดูจากคบไฟของพวกตาดมองโกล สมควรมีไม่ต่ำกว่าร้อยคน แต่ใต้เท้าวางใจ ผู้น้อยจะไม่ปล่อยให้พวกมันบุกขึ้นมา

หยางหลิงสำรวจดูนายทหารยศปาจ่งนายนี้ เห็นเจียงปิงมันหน้าตาหล่อเหลา อยู่ในวัยยี่สิบเศษ รูปกายกำยำ ท่วงท่าเหี้ยมหาญ คล้ายไม่เห็นไพร่พลมองโกลอยู่ในสายตา

หยางหลิงลอบผงกศีรษะ ในความทรงจำของมัน ทหารต้าหมิงล้วนอ่อนแอ ไม่เช่นนั้นฮ่องเต้ต้าหมิงนำทัพห้าสิบหมื่นออกศึก คงไม่ถูกขุนนางไท้ซือของชนเผ่าวาลาใช้กำลังสิบหมื่นโจมตีแตกพ่ายยับเยิน ฮ่องเต้ต้าหมิงยังถูกจับเป็น มันยังเข้าใจว่าขุนนางต้าหมิงพอได้ยินคำว่าพวกตาดมองโกลก็หน้าถอดสี คิดไม่ถึงนายอำเภอที่นี้ กับนายทหารยศปาจ่งที่เฝ้าเมืองล้วนองอาจหาญกล้า

มินเสี้ยนหลิ่งหัวร่อเฮฮา ชักชวนว่าขึ้นไปชมดูกันทั้งหมดขึ้นบนกำแพง ยึดเกาะปีกกามองลงไปยังเบื้องล่าง เห็นที่เบื้องล่างมืดมิด คบไฟร้อยกว่าอันเคลื่อนไหวไปมาแว่วเสียงร้องประหลาดพิกลดังมา

บนทางหลวงที่อยู่ห่างจากเชิงกำแพงชั่วธนูแล่น ชุมนุมด้วยคบไฟยี่สิบกว่าอัน ส่องเห็นเงาร่างหลายสาย ส่งเสียงร่ำร้องอันใด มินเสี้ยนหลิ่งจึงแค่นหัวร่อกล่าวว่าอาศัยกำลังนับร้อยก็คิดตีจุดพักม้าจีหมิงของเราหรือ?”

เจียงปิงชี้มือไปทางตะวันออกกล่าวว่าเรียนใต้เท้า หน่วยสอดแนมที่ส่งออกไปเมื่อครู่ถูกพวกตาดมองโกลยิงสังหารไปคนหนึ่ง ที่หลบหนีกลับมารายงานว่าทางเอ้อหลีปั้นบังเกิดเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน คาดว่าพวกตาดมองโกลกำลังโหมตีที่นั้น

เอ้อหลีปั้น อู่หลี่ไถกับชวินหลอผู่เป็นด่านรักษาการณ์ที่อยู่ใกล้กับจุดพักม้าจีหมิง แต่หากคิดบุกตีด่านจวีหยงกวน ต้องผ่านจุดพักม้าจีหยง มินเสี้ยนหลิ่งพอฟัง คาดว่าพวกตาดมองโกลคิดตีจุดพักม้าเอ้อหลีปั้น ไพร่พลที่ส่งมาถึงเชิงกำแพงเบื้องล่าง เพียงคิดอุดประตูเมืองไว้ มิให้ทางอำเภอส่งกำลังไปช่วยเหลือจุดพักม้าเอ้อหลีปั้น

มินเสี้ยนหลิ่งไม่ได้จับดาบมาสองปี จึงคันไม้คันมือ เห็นพวกตาดมองโกลควบม้าไปที่เบื้องล่าง ทั้งส่งเสียงร้องประหลาดพิกล จึงหันไปกล่าวกับเจียงปิงว่าเจียงปาจ่ง จัดม้าศึกให้กับเราตัวหนึ่ง พร้อมกำลังสี่สิบนายติดตามเราออกจากเมืองไปขับไล่พวกตาดมองโกล

เจียงปิงก็คิดออกจากเมืองไปสู้รบสักครา เพียงแต่ไม่มีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ พอฟังยินดียิ่ง ร้องสั่งว่าพวกเราจูงม้าศึกมาสองตัว มือธนูบนกำแพงเตรียมพร้อม หลิวเซียวจ่างกับหลี่เซียวจ่าง (หัวหน้าเวรแซ่หลิวแซ่หลี่) ติดตามใต้เท้ากับเราออกจากเมือง

หยางหลิงเห็นพวกมันเพียงนำกำลังพลสี่สิบนายก็กล้าออกจากเมือง กลับตื่นเต้นสงสัยอยู่บ้าง หวังปันโถว (เจ้าหน้าที่กรมเมืองแซ่หวัง) ที่ด้านข้างเป็นทหารคนสนิทของมินเสี้ยนหลิ่งเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่าหยางซื่อแหย (ผู้ช่วยแซ่หยาง) ยังไม่เคยเห็นความอาจหาญของใต้เท้ามิน ใต้เท้ามินเป็นนายทหารยศเชียนจ่งของแม่ทัพจ่งปิงเมืองต้าถง มีวิชาการต่อสู้เป็นเลิศ เมื่อตอนกวาดล้างโจรภูเขา ใต้เท้ามินเพียงนำกำลังขบวนหนึ่ง ก็เข่นฆ่าโจรภูเขาบนภูเขาหนิงโถวร้อยกว่าคนจนแตกกระเจิง คราครั้งนี้ต้องรับชนะแน่นอน

ประตูเมืองใต้หอสังเกตการณ์บนประตูเมืองเปิดอ้าออก เมืองน้อยนี้ ทั้งไม่มีคูเมืองและไม่มีสะพานแขวน มือธนูที่หอบนประตูเมืองทั้งยี่สิบนายพากันน้าวคันธนูพาดลูกศรเตรียมพร้อม มินเสี้ยนหลิ่งกับเจียงปิงที่เบื้องล่างก็นำทหารสี่สิบนายโถมออกจากเมือง

ทหารสี่สิบนายนี้ประกอบด้วยมือดาบโล่ยี่สิบนาย มือทวนยี่สิบนาย กระจายกำลังเป็นรูปปีกนกอยู่ทางซ้ายขวา เจียงปิงหยุดม้าศึกไว้ ขณะจะร้องถามไพร่พลมองโกลที่ด้านตรงข้าม มินเสี้ยนหลิ่งชิงร่ำร้องว่าชนเผ่าโจรรุกล้ำเขตแดนเรา รีบมารับความตาย บุก

กล่าวจบยกดาบขึ้นเหนือศีรษะ สองเท้ากระทุ้งบังโกลนม้า ควบม้าเข้าหาไพร่พลมองโกลที่คลุมหนังสัตว์ สะพายคันธนูสิบกว่าคนนั้น

เจียงปิงชมดูจนตาค้าง มันทราบว่าใต้เท้ามินท่านนี้เคยเป็นนายทหารยศเชียนจ่ง ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพจ่งปิงแห่งต้าถงตู้เหยินกว่อ ตู้จ่งปิงถูกขนานนตามว่าตู้วิปลาส พอรบทัพจับศึก ไม่ดำเนินยุทธวิธีใด  หากนำกำลังเข่นฆ่าเข้าไป ใช้ดาบสันหนาหกสิบชั่งเป็นอาวุธ ดังนั้นน้อยคนที่ต้านทานได้

เพียงแต่สองทัพทำสงคราม เพียงความเหี้ยมหาญส้วนบุคคลไม่อาจตัดสินผลแพ้ชนะได้ ที่ผ่านมาแม้สังหารทหารมองโกลไม่น้อย แต่รบแพ้มากกว่าชนะ ทุกครั้งที่สู้แพ้ จะใช้ดาบสับชุดเกาะระบายแค้น คิดไม่ถึงมินเสี้ยนหลิ่งผู้นี้ก็มีท่วงทำนองเดียวกับใต้เท้าจ่งปิงของมัน

เจียงปิงร้อนใจขึ้นมา หากมินเสี้ยนหลิ่งเป็นไรไป มันคงไม่อาจรับผิดชอบได้ ยามนั้นไม่คำนึกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาล้วนเป็นทหารฐาน รีบกวัดแกว่งดายร้องสั่งว่าติดตามใต้เท้าไป เข่นฆ่าให้กับเรามันใช้ดาบที่ใช้บนหลังม้ายาวสามเซียะสองเล่ม ถือดาบด้วยสองมือ เพียงใช้เท้าสองเท้าบังคับม้า ควบม้าตามมินเสี้ยนหลิ่งไป ทหารราบสี่สิบนายเห็นเช่นนั้นได้แต่วิ่งไล่กวดตามไป

มินเสี้ยนหลิ่งควบม้าชั้นดี ชั่วพริบตาก็พ้นผ่านระยะชั่วธนูแล่น จึงคลายสายบังเหียนม้าโถมเข้าหาชายหนุ่มอายุยี่สิบเศษที่อยู่ท่ามกลางนักรบมองโกลเหล่านั้น

ภายใต้แสงคบไฟสาดส่อง ชายหนุ่มนั้นสวมชุดหนังเสือ เหนือไหล่สะพายคันธนู มือถือทวนยาววางขวางอยู่บนอานม้า ภารกิจของมันคือข่มขวัญทหารรักษาการณ์ภายในเมือง มิให้พวกมันส่งกำลังไปช่วยเหลือจุดพักม้าเอ้อหลี่ปั้น ถือเป็นภารกิจที่สะดวกง่ายดายยิ่ง

นี่นับเป็นคราเคราะห์ของมัน วันนี้กลับเผชิญกับนายอำเภอวิปลาส ซึ่งเคยอยู่ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพจ่งปิงวิปลาสแห่งเมืองต้าถง มิเพียงออกจากเมืองมารับศึก ทั้งยังเข่นฆ่าเข้ามาเพียงลำพัง

ยามนี้ปรากฏหิมะเกลื่อนฟ้า มินเสี้ยนหลิ่งควบขับม้าดำ สวมเครื่องแบบนายอำเภอสีเขียว จึงหลอมกลืนกับความมืด รอจนมินเสี้ยนหลิ่งโถมถึงเบื้องหน้า ค่อยจำแนกออกว่าผู้มาเป็นชาวต้าหมิง

ขุนนางบุ๋นบนหลังม้าหน้าดำมะเมื่อมตาเล็กหยีเบิกโปน ไว้เคราครื้ม สองมือยกชูขึ้นสูง ภายใต้แสงคบไฟสาดส่องค่อยเห็นชัดตาว่าเป็นดาบใหญ่ที่แวววับจับตาเล่มหนึ่ง

ดาบใหญ่สี่สิบชั่งอาศัยกำลังของม้าเร็วที่ถาโถมเข้ามา บังเกิดเป็นกระแสลมหอบหนึ่ง ม้าพอมาถึง ดาบก็ฟันลง ชายหนุ่มนั้นไม่ทันหลบเลี่ยง ยามตื่นตระหนกรีบใช้สองมือคว้าจับคันทวนขึ้นจากอานม้า คมดาบก็ฟันเฉียงๆ ลงมา

เห็นโลหิตฉีดพุ่งเป็นลำ ศีรษะของมันไม่ทราบปลิ่วกระเด็นไปที่ใด ดาบนี้ฟันใส่ลำคอข้างขวา ตัดครึ่งซีกร่างของชายหนุ่มนั้นจนถึงชายโครงข้างซ้าย หัวไหล่ครึ่งหนึ่งหายวับไป ร่างที่ไร้หัวส่ายโงนเงนสองครา ค่อยพลิกร่วงลงจากหลังม้า

ดาบใหญ่แลบแปลบปลาย เคลื่อนไหวปานจักรผัน ดาบอยู่ในมือมินเสี้ยนหลิ่งคล้ายวัตถุไร้น้ำหนัก คบไฟในมือฝ่ายตรงข้ามเป็นเป้าหมายที่เด่นชัด ดังนั้นดาบใหญ่ฟันซ้ายป่ายขวา จะอย่างไรทั้งซ้ายขวา หน้าหลังล้วนเป็นศัตรู ดังนั้นเข่นฆ่าได้อย่างเต็มที่

ชาวมองโกลเหล่านี้ล้วนเป็นนักรบบนหลังม้า ความจริงไม่สมควรมีปฏิกิริยาชักช้าถึงเพียงนี้ แต่พอเห็นชายหนุ่มชุดหนังเสือถูกมินเสี้ยนหลิ่งสังหารในดาบเดียว ล้วนแตกตื่นตะลึงลาน พริบตาที่ตะลังลานก็ปรากฏผู้คนอีกห้าคนตายใต้ดาบใหญ่ของมินเสี้ยนหลิ่ง

ที่หลงเหลือส่งเสียงร้องคำหนึ่ง พากันบังคับม้าหลบหนี พร้อมทั้งซัดคบไฟใส่มินเสี้ยนหลิ่ง มินเสี้ยนหลิ่งตวัดดาบปัดป่ายคบไฟพ้นห่าง มันเข่นฆ่าจนย่ามใจ จึงควบม้าไล่กวดตามคนเหล่านั้นไป

เจียงปิงที่ตามหลังเห็นเช่นนั้นรีบร้องว่าใต้เท้ามิน รีบกลับมา

มินเสี้ยนหลิ่งไม่แยแสสนใจ ไล่กวดตามเงาดำที่เบื้องหน้าสายหนึ่งจนทัน ส่งเสียงร้องพลางฟันดาบใหญ่ลง คนที่เบื้องหน้าพลันรั้งดึงสายบังเหียน ม้าศึกยกขาหน้าขึ้น แผดเสียงร้องออกมา ได้ยินเสียงเคร้ง มินเสี้ยนหลิ่งสองแขนชาวูบ ต้องร้องชมเชยว่ากำลังวังชาที่แข็งแรงยิ่งนัก

หัวหน้าขบวนมองโกลนั้นใช้เหล็กง่ามสามแฉกเป็นอาวุธ มีน้ำหนักไม่น้อยกว่าดาบใหญ่ของมินเสี้ยนหลิ่ง เอ่ยถึงกำลังแขนยังเหนือกว่าอีก แต่ว่ามินเสี้ยนหลิ่งเงื้อดาบฟันลง คนผู้นี้รับมืออย่างฉุกละหุก จึงได้รับความสั่นสะเทือนจนสองมือชาด้าน เหล็กง่ามถูกดาบใหญ่ฟันงอโค้งลง

คนผู้นั้นตัดสินใจซัดเหล็กง่ามกลับหลังใส่มินเสี้ยนหลิ่ง จากนั้นกระตุ้นม้าควบขับไปตามทางหลวง พร้อมกับปลดคันธนูลงจากกลางหลัง

มินเสี้ยนหลิ่งเงื้อดาบปัดป่ายเหล็กง่ามปลิวกระเด็น ขณะจะติดตามต่อไปที่ด้านข้างปรากฏม้าตัวหนึ่งโถมเข้ามา คนบนหลังม้าจ้วงแทงทวนใส่ ดีที่คบไฟบนพื้นยังไม่ดับไป มินเสี้ยนหลิ่งรีบหงายร่างหลบเลี่ยง ยกดาบหวดทวนพ้นห่างออกไป

ต่อจากนั้นด้านขวามือบังเกิดเสียงตวาดก้อง ดาบเล่มหนึ่งฟาดฟันเข้ามา มินเสี้ยนหลิ่งจึงหลบซ้ายเลี่ยงขวา ยามนั้นหิมะตกหนัก ล้วนอาศัยแสงเลือนรางจากคบไฟบนพื้นซึ่งยังไม่ดับไปหลายอัน ดังนั้นทั้งสามล้วนระมัดระวัง ไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป

ทหารม้ามองโกลทั้งใกล้ไกลพบว่าหัวหน้าขบวนถูกจู่โจม จึงตวาดพลางถาโถมเข้ามา ดีที่แสงสว่างมืดครื้ม บวกกับหัวหน้าขบวนทั้งสองต่อสู้ติดพันอยู่กับมินเสี้ยนหลิ่ง ชาวมองโกลไม่กล้ายิงธนูใส่ ไม่เช่นนั้นมินเสี้ยนหลิ่งคงถูกยิงกลายเป็นตัวเม่นปรุพรุนไปแล้ว

ยามนั้นเจียงปิงควบม้ามาถึง ควงดาบที่ใช้บนหลังม้าทั้งคู่ หักล้างกับชาวมองโกลที่ถือทวนสิบกว่ากระบวนท่า คุกคามมันฆ่าถอยไป จากนั้นร้องบอกต่อมินเสี้ยนหลิ่งว่าใต้เท้า คบไฟพอดับไป พวกเราจะถูกกักอยู่นอกเมืองแล้ว รีบกลับเข้าเมืองเถอะ

มินเสี้ยนหลิ่งงงงันวูบ จากนั้นฟาดฟันดาบใหญ่ ปะทะกับชาวมองโกลที่ถือดาบ จนเกิดสะเก็ตไฟแลบกระจาย แล้วหันหัวม้าควบขับกลับไป

ชาวมองโกลรอบข้างทั้งสิบกว่าคนถือดาบกระชับทวน สู้พัวพันไม่เลิกรา มินเสี้ยนหลิ่งหาทราบไม่ว่าเมื่อครู่มันโถมเข้ามา สังหารบุตรชายคนที่สองของราชบุตรป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอนามซวี่เลี่ยปอฉี่ตายในดาบเดียว ยามนี้เห็นข้าศึกรุมล้อมเข้ามา หากว่าถูกพัวพันไว้ คงกลับเข้าเมืองไม่ได้ ดังนั้นบุกฝ่าพร้อมกับเจียงปิงเข่นฆ่ากลับไป

ยามนั้นหัวหน้าขบวนที่สูญเสียเหล็กง่ามวกกายไล่กวดตามมา มันแค้นขุนนางบุ๋นต้าหมิงผู้นี้จับใจ จึงน้าวคันธนูพาดลูกศรหาโอกาสยิงจู่โจม

เหล่าทหารราบทั้งสี่สิบนายวิ่งถึงกลางคัน เห็นท่านนายอำเภอกับเจียงปิงเข่นฆ่ากลับมา จึงหมุนตัววิ่งกลับไปทางประตูเมือง นักรบมองโกลรอบข้างติดตามมาโดยไม่ลดละ ทิ่มแทงสังหารทหารราบต้าหมิงเสียชีวิตไปเจ็ดแปดนาย

ดีที่อยู่ห่างจากกำแพงเมืองไม่ไกล มือธนูประจำหอบนประตูเมืองเห็นเช่นนั้น จึงยิงธนูใส่นักรบมองโกลที่ถือคบไฟ คุกคามพวกมันล่าถอยกลับไป

เหล่านักรบมองโกลเห็นเช่นนั้น พากันหยุดม้าเก็บอาวุธ ปลดคันธนูจากกลางหลังยิงธนูใส่ที่เบื้องหน้ามืดมิดเป็นแผ่นผืน ไม่อาจเห็นเงาคนชัดตา ไม่สามารถสำแดงฝีมือยิงธนูออกมา มาตรงมันเป็นเช่นนั้น ยังมีทหารหมิงสิบกว่านายถูกธนูยิงใส่ ที่รับบาดเจ็บสถานเขาก็วิ่งโซซัดโซเซ ทั้งเกลือกกลิ้งทั้งคืบคลานเข้าประตูเมือง

มินเสี้ยนหลิ่งก็กระตุ้นม้าเข้าประตูเมือง หัวหน้าขบวนที่สูญเสียเหล็กง่ามนั้นจึงคลายสายธนู ยิงลูกธนูขนนกดอกหนึ่ง มินเสี้ยนหลิ่งสวมชุดเกราะรูปลูกกุญแจ ไม่กลัวตายกระบี่ฟาดฟัน แต่ลูกธนูชำแรกเข้ามาทางรอยต่อของลูกกุญแจ มินเสี้ยนหลิ่งสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ที่กลางหลังปวดแปลบแสบร้อน ถูกลูกธนูปักใส่ใต้กระดูกหัวไหล่

ลูกธนูนี้แฝงพลังดุดัน หัวธนูรูปสามเหลี่ยมถูกรูปกุญแจบนชุดเกราะเกี่ยวไว้ ยังคงยิงทะลุเข้ามา หากมิใช่สวมชุดเกราะทับอยู่ข้างใน ลูกธนูนี้คงยิงทะลุถึงหัวใจแล้ว

มินเสี้ยนหลิ่งรีบก้มกายลง ควบม้าเข้าประตูเมือง เจียงปิงควงควบคู่ ติดตามเข้ามาดุจสายลมหอบหนึ่ง ทหารหมิงที่เหลือฮือกันเข้าเมือง จากนั้นปิดประตูเมืองลงดังโครมใหญ่

หยางหลิงกับพวกพากันลงจากกำแพงเมือง มินเสี้ยนหลิ่งกระโดดลงจากหลังม้า ยังหัวร่อฮาฮากล่าวว่าสมใจ สมใจนัก ท่านย่ามันเถอะ หากว่ามีทหารม้าขบวนหนึ่ง บิดาจะเข่นฆ่าพวกตาดมองโกลเหล่านี้ให้หมดสิ้น

หยางหลิงเห็นบนหลังมันปักไว้ด้วยลูกธนูรอกหนึ่ง ยังไม่นำพา จึงร้องบอกว่ารีบตามหมอมา ใต้เท้าถูกลูกธนูยิงใส่แล้ว

มินเสี้ยนหลิ่งโบกมือกล่าวว่าอาการบาดเจ็บเพียงนี้นับเป็นอย่างไรพลางเดินออกไปสองก้าว แต่แล้วหน้ามืดทะมึน เข่าอ่อนระทวยแทบล้มคว่ำลง ดีที่เจียงปิงสับเท้าออกมาประคองมันไว้

มินเสี้ยนหลิ่งด่าทอว่าสุนัขตาดที่สมควรตาย ลูกธนูฉาบพิษไว้กล่าวจบคำสิ้นสติไป ทั้งหมดแตกตื่นลนลานขึ้นมา ช่วยกันแบกมันขึ้นไปยังหอบนประตูเมือง จัดให้นอนคว่ำบนตั้งเตียง

เจียงปิงหยิบฉวยตะเกียงน้ำมันพืชขนาดใหญ่บนโต๊ะขึ้น พลางฉีกเสื้อท่อนบนของมินเสี้ยนหลิ่งออก เห็นหัวธนูเกี่ยวเข้าไปในรอยต่อของรูปลูกกุญแจบนชุดเกราะ จึงไม่กล้าถอนดึงธนูวุ่นวาย ขู่คำรามว่าหมอเล่า รีบตามหมอมา

ที่ด้านข้างมีคนวิ่งออกไป หัวหน้าเวรที่ด้านล่างก็สั่งให้ประคองทหารราบที่ถูกฟันทำร้ายและถูกลูกธนูยิ่งใส่ขึ้นมายังหอบนประตูเมือง ชั่วครู่ให้หลังหมอรักษาก็ถือล่วมยาเข้ามา มันเลื่อยตัดก้านธนูบนร่างมินเสี้ยนหลิ่ง ถอดชุดเกราะออก เห็นบริเวณที่ถูกลูกธนูยิงใส่บวมเป่งขนาดเท่าไข่ห่าน สีผิวเป็นสีดำ โลหิตที่ไหลออกมามีกลิ่นคาวอยู่บ้าง

เจียงปิงใจเขม็งตึงเครียด ถามว่าใต้เท้าเป็นอย่างไร มีอันตรายถึงชีวิตหรือไม่?”

หมอรักษาจอนผมหงอกขาว อยู่ในค่ายทหารมาครึ่งชีวิต กลับไม่แตกตื่นลนลาน เปิดล่วมยาหยิบมีดเงินออกมาเล่มหนึ่ง กรีดปากแผลที่บวมเป่ง ปรากฏโลหิตสีดำไหลออกมา มินเสี้ยนหลิ่งยังนอนคว่ำไม่ฟื้นคืนสติมา

หมอรักษาใช้สำลีเช็ดคราบเลือด ยกขึ้นมาสูดดมที่ริมจมูก ระบายลมจากปากกล่าวว่ายังดีอยู่ นี่เป็นพิษของหญ้าเขี้ยวสุนัขป่า พิษไม่รุนแรงเท่าใด ใต้เท้ารบราฆ่าฟัน พิษจึงแพร่กระจายโดยเร็ว เป็นเหตุให้สิ้นสติไป รอให้ผู้น้อยถ่ายเลือดพิษออก จัดยาให้สักหลายชุด พักผ่อนสักสามสี่วันจะทุเลาหายดีเอง

ผู้คนรอบข้างพอผังค่อยโล่งอก ยามนั้นที่เบื้องนอกปรากฏผู้คนกลุ่มหนึ่งรุดมา หยางหลิงเหลียวหน้ามอง เห็นหวงฉียิ่นปั้นหน้าเคร่งเครียดเดินนำหน้า ที่ด้านหลังตามติดด้วยหวังจู่ปู้ (ขุนนางยศจู่ปู้แซ่หวัง) หลิวเตียนซื่อ (ขุนนางเตียนซื่อแซ่หลิว) ฟ่งซวินเจี่ยน (ขุนนางซวินเจี่ยนแซ่ฟ่ง) หงปันโถว (เจ้าหน้าที่กรมเมืองแซ่หง) กับพวก จึงเข้าไปรับหน้ากล่าวว่าหวงเหลา (ผู้เฒ่าหวง) ท่านมาแล้ว

หวงฉียิ่นส่งเสียงดังอืมม์ มันได้ยินว่า มินเสี้ยนหลิ่งถูกธนูพิษยิงทำร้าย จึงรีบรุดมา พอฟังก็ถามว่าใต้เท้ามินเป็นไรแล้ว?”

หยางหลิงบอกเล่าเหตุการณ์ให้ทราบ หวงฉียิ่นพบฟังจบ พลันตบโต๊ะด่าทอว่าบัดซบ ลาโง่งม เป็นคนเสียสติชัดๆ

หยางหลิงอึ้งไปวูบ ไม่ทราบมันด่าตนเองหรือว่าด่ามินเสี้ยนหลิ่ง ตอนนี้หวงฉียิ่นมีตำแหน่งต่ำกว่ามินเสี้ยนหลิ่งขั้นหนึ่ง กลับด่าทอผู้บังคับบัญชาอย่างเปิดเผย ออกจะเสียมารยาทไปแล้ว

หวงฉียิ่นโกรธแค้นจริงๆ ยามปรกติมันไม่ไต่ถามกิจการของอำเภอ แต่ตอนนี้ปรากฏข้าศึกรุกราน หากถูกตีเมืองแตก ต้องมีชีวิตนับหมื่นถูกเข่นฆ่าสังหาร รวมทั้งครอบครัวของมัน ไหนเลยไม่โกรธไม่แค้นได้

หวงฉียิ่นชี้นิ้วด่ากราดว่าพวกท่านไม่ห้ามปราบใต้เท้า กลับร่วมก่อความวุ่นวาย ทราบหรือไม่ว่าตอนนี้ภายในเมืองวุ่นวายเพียงไหน ปรากฏชาวบ้านจำนวนมากฮือไปที่ประตูเมืองด้านทิศเหนือ หากมิใช่เรากับฟ่งซานเจี่ยนรุดไปอย่างทันการณ์ สลายการชุมนุมของพวกมัน ตอนนี้ชาวเมืองคงหนีหายไปกว่าครึ่ง บนกำแพงก็ไม่มีมาตรการอันใด หากมิใช่พวกตาดมองโกลรุดมาอย่างรีบร้อน ตัวเมืองคงถูกตีแตกไปแล้ว

ตอนนี้มินเสี้ยนหลิ่งสลบไสล ขุนนางที่มีตำแหน่งสูงสุดคือเจียงปิงเจียงปาจ่ง ซึ่งเป้นขุนนางชั้นที่เจ็ดเช่นกัน แต่ว่าขุนนางบู๊ในตอนนั้นมีฐานะต่ำต้อย ห่างจากท่านนายอำเภอหลายชั้น จึงยืนอยู่เบื้องหน้าหวงเสี้ยนเฉิง (ผู้ช่วยนายอำเภอแซ่หวง) กระทั่งลมหายใจยังไม่กล้าระบายออกมาโดยแรง

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 121 - 134)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

การศึกยามรุ่งสาง

หวงฉียิ่นชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหว* อยู่รอบหนึ่ง หยางหลิงกลับไม่เห็นด้วย ขุนนางบุ๋นขวัญอ่อนเช่นนี้เอง หรือจะปล่อยให้พวกตาดมองโกลมาก่อกวน ฝ่ายตนเอาแต่ปิดประตูรักษาเมืองไว้ อย่างนั้นชาวต่างชาติมิใช่เหิมเกริมกว่าเดิม?

* เป็นสุภาษิตบทหนึ่ง ตรงกับคำตีวัวกระทบคราด

หยางหลิงกวาดตาผ่านหน้าหัวหน้าหน่วยที่หน้าประตูหลายนาย พลันพบเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยยืนชิดติดกับกำแพงเมือง ตากลมโตดำขลับจับจ้องมองมาโดยไม่กะพริบ

หยางหลิงร้อนใจขึ้นมา เมืองน้อยนี้อาจเกิดศึกสงคราม เมื่อถึงเวลาปรากฏลูกธนูปลิวเวียนว่อน นางเป็นหญิงสาวอายุสิบกว่าปี หากรับบาดเจ็บจะทำอย่างไร จึงถลึงตาใส่นาง บุ้ยปากไปที่นอกประตู

หานโย่วเหนียงขบริมฝีปาก หลบสายตาของมัน หยางหลิงพานจับจ้องมองนางไม่ปล่อย หานโย่วเหนียงค่อยมีสีหน้าผิดปรกติ สุดท้ายสบสายตากับหยางหลิง หยางหลิงเลิกคิ้วขึ้น กวาดตาผ่านหน้านาง จากนั้นทิ้งลงมายังด้านล่าง แฝงความหมายข่มขู่อย่างชัดแจ้ง

หานโย่วเหนียงหน้าแดงขึ้นมา นับตั้งแต่วันนั้นหยางหลิงตบตะโพกนางฉาดหนึ่ง คล้ายเกิดความย่ามใจ หลังจากนั้นขอเพียงนางไม่เชื่อฟังวาจา จะลงโทษโดยการตีก้นทุกครา

หวงฉียิ่นด่าจนน้ำลายกระเซ็นซ่าน พลันเห็นหยางหลิงส่งสายตาวุ่นวาย ต้องงงงันวูบจึงกล่าวหยางซือแหย ท่านมีคำพูดใดจะกล่าว?”

หยางหลิงสะดุ้งเฮือก รีบกล่าวว่าไม่มีใด หวงเหลากล่าวถูกต้อง ผู้เยาว์น้อมรับคำสั่งสอน

หวงฉียิ่นค่อยพบว่าตนเองด่ากราดอยู่ครึ่งค่อนวัน ยังไม่มีความคิดในเชิงสร้างสรรค์อันใด จึงกล่าวท่านทั้งหลาย ระหว่างนี้ราชบุตรชนเผ่าตาร์ตาร์รบกวนชายแดนเราไม่หยุดหย่อน แต่ไม่เคยส่งกำลังทหารโจมตีด่านรักษาการณ์ของเรา ครั้งนี้ด่านรักษาการณ์ก่อไฟแจ้งข่าวการศึก คาดว่าป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคออาจจกำลังมารุกราน คืนนี้ต้องเพิ่มการระวังป้องกัน รอจนฟ้าสางสว่าง หลังจากทำความเข้าใจกับข้าศึกค่อยคิดอ่านวางแผนกัน

จากนั้นส่งเสียงดังกว่าเดิมว่าตอนนี้เพิ่งปรากฏร่องรอยข้าศึก ชาวบ้านภายในเมืองก็ปั่นป่วนวุ่นวาย ฟ่งซวินเจี่ยน ท่านนำกำลังออกตรวจตรา ห้ามชาวบ้านออกมาชุมนุมกลางถนน หากมีคนฉวยโอกาสปล้นชิงทรัพย์ หรือปล่อยข่าวลือสร้างตวามระส่ำระสาย ให้ตัดศีรษะฆ่าสิ้น

ฟ่งซวินเจี่ยนใจหายวาบกล่าวว่านี่ยังไม่ทำการไต่สวน ฝ่าบาทไม่ลงนาม ไหนเลยฆ่าคนวุ่นวายได้?”

หวงฉียิ่นแค่นหัวร่อกล่าวว่าเมื่อเกิดศึกสงคราม ขุนนางท้องถิ่นมีสิทธิ์ตัดสินใจ ไม่ต้องแจ้งต่อกรมราชทัณฑ์ กระทั่งข้อนี้ท่านยังไม่ทราบหรือ?”

ฟ่งซวินเจี่ยนหน้าแดงวูบ ประสานมือน้อมรับคำสั่ง นำผู้ใต้บังคับบัญชารีบรุดจากไป

หวงฉียิ่นกล่าวอีกว่าหงปันโถว ท่านนำกำลังรีบรุดไปที่คลังที่ทำการเจ๋อเฉิง ให้พวกมันจัดส่งก้อนหินไม้ซุง น้ำมันหินปูนไปยังกำแพงทั้งสี่

หงปันโถวรับคำคราหนึ่ง หวงฉียิ่นกล่าวกับหลิวเตียนซื่อว่าใต้เท้าหลิว รบกวนท่านไปยังคุกใหญ่ ดึงตัวผู้คุมคุกมาส่วนตัว จากนั้นแจ้งให้เป่าจ่างกับหลี่จ่าง* ทุกสาย คัดเลือกชายฉกรรจ์ขุดหลุมดักม้าที่หลังประตูเมืองตะวันออก ตกและใต้ ทั้งจัดตั้งเครื่องกีดขวางม้าไว้ หากการศึกคับขัน ก็ให้เหล่าชายฉกรรจ์ขึ้นกำแพงไปช่วยเหลือ

* กำนันผู้ใหญ่บ้านในปัจจุบัน

จากนั้นกล่าวกับหวังจู่ปู้ว่าใต้เท้าหวัง ท่านประจำการที่ที่ทำการอำเภอ คอยแจ้งข่าวการทหาร และรับผิดชอบอาหารการกินของไพร่พล

หยางหลิงพอฟังมาตรการของหวงเสี้ยนเฉิงค่อยยอมรับนับถือ เมื่อครู่มันเห็นมินเสี้ยนหลิ่งองอาจหาญกล้า พลอยถูกกระตุ้นเลือดลมอุ่นระอุ คิดสู้รบกับพวกตาดมองโกลสักรอบ ยามนี้สงบเยือกเย็นลง ค่อยได้คิดว่าไม่ว่ารุกหรือรับ ต้องมีแนวหลังอันมั่นคง หากปล่อยให้ชาวบ้านในเมืองซ่อมสุมชุมนุม เล่าลือต่างๆ นานาน ก็ไม่สามารถสะกดระงับได้ ยังมีภายในเมืองตอนนี้มีทหารประจำการสองร้อยกว่าคน หากไม่เตรียมการตั้งแต่แรก รอจนเกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็ไม่อาจสั่งการได้

เห็นขุนนางบุ๋นจากไปแทบหมดสิ้น เจียงปิงมองดูกำลังทหารในมือแล้วกล่าวใต้เท้าหวง พวกตาดมองโกลยังก่อความวุ่นวายที่เชิงกำแพง เราจะนำกำลังไปตรวจตราบนกำแพง ขออำลาแล้ว

หวงฉียิ่นประสานมือ ใช้สายตาส่งพวกมันจากไป แล้วทอดถอนใจยาว นั่งลงที่ข้างโต๊ะ กล่าวกับหยางหลิงว่าหลานแซ่หยาง ท่านใช่เห็นว่าเราสั่งเตรียมพร้อม ใช่ขยาดสงครามหรือไม่?”

หยางหลิงรีบรินน้ำชาให้กับมันถ้วยหนึ่ง กล่าวอย่างนอบน้อมว่าหวงเหลา ผู้เยาว์อายุเยาว์เลือดลมร้อนแรง เห็นใต้เท้ามินห้าวหาญเกินคน จิงคิดติดตามออกไป พอนึกดูเห็นว่ามาตรการของหวงเหลาปลอดภัยกว่า ใต้เท้ามินเป็นผู้ปกครองอำเภอหนึ่ง สมควรคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวม ผู้เยาว์ไม่ทำหน้าที่เกลี้ยกล่อมห้ามปราม นึกดูละอายใจยิ่ง

หวงฉียิ่นฝืนยิ้มพลางกล่าวว่าอย่าได้เห็นว่าที่นอกเมืองมีพวกตาดมองโกลไม่มากนัก ครั้งนี้พวกมันเข้าตีจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร คงมีความต้องการสูง ลูกผู้ชายคิดสร้างผลงาน เฝ้ารักษาผืนแผ่นดินไว้ นี่เป็นโอกาสอันประเสริฐ ท่านอายุยังเยาว์ ควรฝึกฝนให้มากไว้

หยางหลิงเห็นหานโย่วเหนียงย่องฝีเท้าหลบหนีออกจากหอบนประตูเมือง จึงรีบกล่าวว่าถูกแล้ว นี่ถือเป็นหน้าที่ของผู้เยาว์ หวงเหลาพักผ่อนสักครู่ ผู้เยาว์จะออกไปชมดูมาตรการข้างนอก

หวงฉียิ่นยกมือลูบเครา ผงกศีรษะชมเชย หยางหลิงรีบรุดออกไป เห็นเงาร่างอ้อนแอ้นสายหนึ่งเร้นหายกับเงามืดมุมหอ ต้องหัวร่อออกมา

ยามนี้หิมะยังไม่หยุดตก ที่นี้เป็นส่วนสูงที่สุดของตัวเมือง ลมภูเขาโชยพัดจากหว่างกลางยอดเขาเบื้องหน้าสองลูก ลมรุนแรงหิมะแน่นหนา หยางหลิงเดินเตร่ถึงมุมหอ สูดลมหายใจลึกๆ หยีตาแหงนมองท้องฟ้า ปล่อยให้ลมหนาวหอบเกล็ดหิมะมาปะทะใบหน้า ชั่วครู่ยังไม่เคลื่อนไหว

พวกตาดมองโกลที่เบื้องล่างหยุดการก่อกวน หากก่อกองไฟขนาดใหญ่อยู่ที่ห่างไปห้ากอง หยางหลิงต้องฉุกใจคิด อาศัยไพร่พลร้อยกว่าคนไม่สามารถตีหักจุดพักม้าจีหมิง พวกมันฝ่าลมหิมะรออยู่ที่เบื้องล่าง หรือหลังจากนี้จะปรากฏทัพใหญ่บุกโจมตี?

ในเงามืดที่มุมหอมีดวงตาอันแวววาวคู่หนึ่งมองดูหยางหลิง สุดท้ายหานโย่วเหนียงอดเดินออกมามิได้ ฉุดดึงแขนเสื้อของมัน กล่าวราวกับเด็กหญิงที่กระทำผิดว่าเซี่ยงกง…”

หยางหลิงทอดถอนใจ ก้มศีรษะลงจ้องมองดวงตาของหานโย่วเหนียง ประคองใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของนางไว้ กล่าวด้วยความรักเวทนาว่าโย่วเหนียง ท่านมีฝีมือติดตัว คนเดียวเอาตัวรอดได้ หากว่าเมืองแตกจริงๆ ท่านก็อาศัยความชุลมุนหลบหนีออกไป กลับไปยังบ้านตระกูลหยางไม่หลบหนีกลับบ้านมารดาเถอะ

หานโย่วเหนียงร้องโพล่งว่าเซี่ยงกง ท่านกล่าวอันใด ไม่ว่าเกิดเรื่องใด ข้าพเจ้าย่อมต้องอยู่ร่วมกับท่าน ข้าพเจ้าไหนเลยทอดทิ้งฟูจวินหนีเอาชีวิตรอดไปเพียงลำพัง?”

หยางหลิงก็เกิดความสะท้อนใจไม่อาจตัดรอนอยู่บ้าง ยามนี้มันค่อยพบว่า ถึงแม้ไม่มีความรักอันระบือลือลั่น ไม่มีการคลอเคลียเคล้าคลึงอันดูดดื่ม แต่หญิงสาวนางนี้ได้ยึดครองจิตใจของมันแล้ว

มันชมชอบหญิงสาวนางนี้ แต่ไม่กล้ารับรักจากนาง บางครั้งอดสนิทสนมกับนางมิได้ บางคราจงใจยืดระยะห่างจากนาง ความคิดที่ขัดแย้งนี้สืบเนื่องจากมันทราบว่าตนเองมีชีวิตที่กระชั้นสั้น ได้แต่รักษาสภาพเช่นนี้เอาไว้

การยืมศพคืนวิญญาณ ผืนฟ้าเปลี่ยนโชคชะตา ความจริงไม่ง่ายดายอยู่แล้ว เพลิงครามยามค่ำคืนก่อนสิ้นปี บ่งบอกว่าคราเคราะห์ของการกลับชาติเกิดใหม่ของมันเริ่มขึ้นแล้ว

หยางหลิงโอบกอดหานโย่วเหนียงแนบแน่นพึมพำว่านี่เป็นโชควาสนาใด ข้าพเจ้าจึงได้พบรักกับท่านเอาเถอะ หากว่าข้าพเจ้าต้องถูกเคี่ยวกรำเป็นเวลาสองปี คงเจ็บปวดใจกว่านี้ โย่วเหนียง รับปากข้าพเจ้า หากรักษาเมืองไม่ได้ ท่านต้องหลบหนีออกไป เสาะหาคนดีตบแต่งให้กับมัน อย่าให้ข้าพเจ้าในปรภพต้องห่วงใยในตัวท่าน

มันเข้าใจผิดคิดว่าวาระสุดท้ายใกล้มาถึง หานโย่วเหนียงกำลังคาดคิดว่าฟูจวินตัดสินใจตกตายร่วมกับชาวเมือง ดังนั้นยึดถือชายคนรักเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จึงซุกศีรษะกับอ้อมอกมัน กล่าวว่าเซี่ยงกง ท่านช่วยเหลือใต้เท้ามินรักษาเมืองเถอะ โย่วเหนียงเป็นสตรีของท่าน ไม่ว่าท่านอยู่ที่ใด โย่วเหนียงจะขอติดตามท่าน หากว่าเซี่ยงกงไม่มีชีวิตอยู่โย่วเหนียงจะขอติดตามท่านลงสู่ปรภพ

หยางหลิงร้อนใจขึ้นมา ต้องผลักไสนางออกห่าง กล่าวว่าท่านเข้าใจอันใด ตกตายร่วมกับข้าพเจ้ามีประโยชน์ใด ข้าพเจ้าเพียงต้องการให้ท่านมีชีวิตอยู่…”

โคมที่มุมหอส่องต้องคราบน้ำตาบนใบหน้าหานโย่วเหนียง สร้างความเจ็บปวดใจแก่หยางหลิง ไม่สามารถกล่าวสืบต่อ

หานโย่วเหนียงกล่าวอย่างจริงจังว่าโย่วเหนียงเข้าใจ โย่วเหนียงทราบว่าฟูจวินรักข้าพเจ้า เวทนาข้าพเจ้า แต่ฟูจวินทราบหรือไม่ ชีวิตของโย่วเหนียงหลอมรวมเข้ากับฟูจวินแล้ว หากว่าฟูจวินไม่มีชีวิตอยู่ โย่วเหนียงยังมีความสุขอันใด?”

หยางหลิงใจสั่นสะท้าน ใต้แสงโคมสีแดงระเรื่อ มันพบว่าหญิงสาวที่บริสุทธิ์นางนี้กลับฉายเสน่ห์ความงามออกมาจากคิ้วขนงวงพักตร์ ต้องโอบกอดนางไว้ใหม่ หน้าผากกระทบถูกปอยผมบนใบหน้านาง ครุ่นคิดขึ้นโลกนี้คงไม่มีสตรีที่สามารถสร้างความหวั่นไหวใจแก่เราเช่นนางอีก

หานโย่วเหนียงก็สวมกอดบุรุษที่รักนางเอาไว้ คิดอ่านในใจสวรรค์ประทานฟูจวินที่ดีที่สุดแก่เราคนหนึ่ง

อย่างรวดเร็ว หิมะเหินห่อหุ้มสีเงินยวงให้กับคู่รักที่สวมกอดกันชั้นหนึ่ง

…………

เสียงเป่าหลอดเขาปลุกหยางหลิงสะท้านตื่นขึ้นมา กระโดดปราดลุกขึ้น เนื่องเพราะหานโย่วเหนียงอยู่ข้างกาย ไม่สะดวกกับการอยู่ในหอบนประตูเมืองด้านทิศใต้ร่วมกับหวงฉียิ่นกับพวก จึงนอนยู่ในหอระหว่างประตูเมืองตะวันออกกับประตูเมืองด้านทิศเหนือ

หานโย่วเหนียงยกมือขยี้ตา ตื่นขึ้นมาเช่นกัน หยางหลิงทางหนึ่งวิ่ง ทางหนึ่งร้องบอกว่าพวกตาดมองโกลบุกตีเมืองแล้ว ท่านรออยู่ที่นี้ ข้าพเจ้าจะไปชมดู

ทุกที่ทางเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน เหล่าทหารวิ่งไปมาบนกำแพงเมือง ตวัดดาบฟันเชือกขอเกี่ยวที่ซัดขว้างขึ้นจากเบื้องล่าง ทั้งยิงธนูตอบโต้กลับไป กำแพงเมืองด้านในทุกระยะสิบก้าวมีเครื่องกว้านตัวหนึ่ง ผูกโซ่เหล็กเอาไว้ ตรงกลางมีไม้กลมเส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งเชียะ ยาวราวหนึ่งวาท่อนหนึ่ง บนไม้กลวงติดเต็มไปด้วยตะปูยาวห้านิ้ว ดูไปคล้ายกระบองเขี้ยวสุนัขป่าขนาดใหญ่ด้ามหนึ่ง

ทหารสองนายซ่อนอยู่ใต้ปีกกาบนกำแพง ยกไม้กระบองโยนลงไป จะได้ยินเสียงแผดร้องดังระงม จากนั้นหมุนเครื่องกว้านบังคับกระบองเขี้ยวสุนัขป่าด้ามนั้นกลับขึ้นมา

เครื่องมือรักษาเมืองชนิดนี้แม้เทอะทะทั้งยังเสียเวลา แต่ทั้งสองด้านยังมีมือธนูหลายนายคอยยิงสนับสนุน กลับมีอำนาจในการทำลายล้างไม่น้อย

หยางหลิงวิ่งถึงหน้าปีกกา เพิ่งยึดเกาะปีกกาไว้ ก็ปรากฏลูกธนูดอกหนึ่งยิงเฉียดผ่านข้างแก้ม ปักฉึกกับขอบประตูบนหอ สร้างความแตกตื่นแก่หยางหลิงจนหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา

เห็นที่เบื้องล่างมีแต่ไพร่พลมองโกลกำแพงเมืองสูงหลายวา พวกมันโยนเชือกขอเกี่ยวกับบันไดเชือกขึ้นบนกำแพงเมือง ปีนป่ายขึ้นมาโดยไม่กลัวตาย ที่ด้านหลังยังมีมือธนูจำนวนมากควบม้าไปมา ยิงธนูขึ้นมา คุ้มกันการบุกตีเมืองของพวกมัน มือธนูบนกำแพงก็ยิงตอบโต้ แต่ว่าข้าศึกมีพวกมากฝ่ายตนน้อยกว่า ถึงแม้ได้เปรียบทางชัยภูมิพื้นที่ ยังถูกสะกดจนโงหัวไม่ขึ้น

หยางหลิงย่อเอวลงวิ่งไปทางประตูเมืองด้านทิศใต้ เพิ่งโถมเข้าหอบนประตูเมืองได้ยินเสียงระเบิดกึกก้อง พื้นผิวดินสั่นสะเทือน กลิ่นดินปืนคละคลุ้ง หยางหลิงตื่นตระหนกยิ่ง มองลงไปยังเบื้องล่าง เห็นบนพื้นถูกยิงถล่มเป็นหลุมใหญ่แห่งหนึ่ง ผู้คนสิบกว่าคนล้มตายลง ยังมีม้าศึกตัวหนึ่งถูกระเบิดขาขาดนอนจมกองเลือด ส่งเสียงร้องคร่ำครวญออกมา

หยางหลิงแลบลิ้นด้วยความตระหนก ดูไม่ออกว่าปืนใหญ่ในยุคสมัยนั้นร้ายกาจถึงเพียงนี้ ราชวงศ์หมิงมีระเบิดหรือ มันยังเข้าใจว่ากระสุนปืนใหญ่เป็นลูกเหล็กไส้ตันเสียอีก

แต่ว่ากระสุนปืนใหญ่พอยิงออกมา ก่อเกิดควันดำคละคลุ้ง หยางหลิงเพิ่งวิ่งเข้ามา จึงสูดดินระเบิดเข้าไป จนส่งเสียงไอออกมา รอจนควันปืนจางหาย หวงฉียิ่นที่ซ่อนตัวในหอบนประตูเมืองรีบกวักมือเรียกหาว่าหลานเรา รีบมา ระวังอย่าได้ถูกลูกธนูยิงทำร้าย

หยางหลิงก้มเอววิ่งเข้าไป เห็นหน้าหอบนประตูเมืองติดตั้งปืนใหญ่สามกระบอก เล็งมาที่กำแพงเมือง พลปืนใหญ่หลายคนกำลังบรรจุกระสุน กระทุ้งดินปืน ปืนใหญ่ทางซ้ายกระบอกหนึ่งทำการจุดสายชนวน พลปืนใหญ่หลายคนพากันยกมืออุดหู ได้ยินเสียงบึมใหญ่ ตำแหน่งที่ติดตั้งปืนใหญ่ปรากฏควันปืนคละคลุ้ง ไม่อาจเห็นเงาร่างชัดตา

หยางหลิงถูกควันรมจนตาแดงก่ำ รอจนควันจางหาย เห็นปืนใหญ่กระบอกนั้นกระดอนไปไกลหนึ่งวา พลปืนใหญ่หลายคนกำลังผลักดันปืนใหญ่กลับมาที่เดิม

เนื่องด้วยพวกตาดมองโกลหลีกเลี่ยงจากด้านหน้า เพียงกระจายไปรอบข้าง กระสุนปืนใหญ่ลูกนี้แม้สั่นคลอนขุนเขา แต่เพียงยิงถล่มคนตายคนหนึ่ง มีผู้คนรับบาดเจ็บหลายคน

หยางหลิงร้องถามว่าใต้เท้าหวง พวกตาดมองโกลไฉนยกมามายมายถึงเพียงนี้ เจียวปาจ่งเล่า?”

หวงฉียิ่นชี้มือไปด้านข้าง ร้องบอกว่าจุดพักม้าเอ้อหลี่ปั้นถูกตีแตกแล้ว พวกตาดมองโกลจึงเพิ่มกำลังมา เจียงปาจ่งกำลังบัญชาการศึกที่เบื้องหน้า บนกำแพงมีทหารเพียงร้อยกว่าคน ดูแลไม่ทั่วถึง ท่านรีบไปยังที่ทำการเจ๋อเฉิง ให้คนที่ทำการมารักษาเมือง

หยางหลิงรับคำคราหนึ่ง หมุนตัววิ่งลงจากกำแพงเมือง ยามนั้นหลิวเตี้ยนซื่อนำชายฉกรรจ์สองร้อยกว่าคนขึ้นมาบนกำแพง หัวหน้าหน่วยนายหนึ่งจึงส่งให้กระจายไปตามจุดต่างๆ บนกำแพง ชายฉกรรจ์เหล่านี้เพียงเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้ผ่านการฝึกทางทหารมาก่อน พอฟังคำอธิบายของทหาร ก็ไม่สนใจว่าที่เบื้องล่างมีก้อนหินหรือไม่ ยกก้อนหินไม้ซุงทุ่มลงไป ทั้งไม่รู้จักป้องกันตัว ชายฉกรรจ์คนหนึ่งโผล่ศีรษะออกไป ก็ถูกลูกธนูยิงใส่หน้าอก หานโย่วเหนียงพอดีผ่านไป จึงหิ้วปีกมันไว้ หลังจากนั้นไม่มีคนกล้าโผล่ศีรษะออกไปอีก

ยามนี้บนถนนว่างเปล่า ชาวบ้านทั้งหลายได้ยินคำสั่งห้ามของเจ้าหน้าที่กรมเมือง ไม่กล้าวิ่งเพ่นพ่านวุ่นวาย หยางหลิงเพิ่งถึงสี่แยกแห่งหนึ่ง เห็นหม่าเจ๋อเฉิงนำพนักงานสิบกว่าคนขับรถม้าสามคันสวนมา จึงหยุดร่างไว้ ร้องบอกว่าใต้เท้าหม่า พวกตาดมองโกลแยกย้ายกันตีเมือง กำลังทหารไม่เพียงพอ หวงเสี้ยนเฉิงขอให้ท่านสั่งคนทั้งหมดขึ้นกำแพงเมืองไปช่วยเฝ้ารักษา

หม่าเจ๋อเฉิงกระโดดลงจากหลังม้า กล่าวว่าไหนเลยมีกำลังหลงเหลือ ที่ประตูตะวันออกและตกก็ปรากฏพวกตาดมองโกลเข้าตี อาวุธตีเมืองของพวกมันไม่เพียงพอ จึงแยกย้ายกันปันกำแพงขึ้นมา คนของเราล้วนส่งออกไปจนหมดสิ้น คงเหลือสิ่งเหล่านี้ กำลังจะส่งระเบิดไปให้กับเจียเท้าเจียง

หยางหลิงเข้าใจว่าเป็นปืนใหญ่ จึงกล่าวตอนนี้พวกตาดมองโกลเข้าตีทั้งสี่ด้าน ทหารรักษาเมืองรับมือไม่ไหว เกรงว่าปืนใหญ่มีส่วนช่วยไม่มากนัก

หม่าเจ๋อเฉิงสั่งให้รถม้าสองคันแล่นไปทางประตูเมืองตะวันออกและตก ตนเองนำรถม้าอีกคันหนึ่งมุ่งหน้าต่อไป พลางกล่าวว่าหลานเราผิดแล้ว นี่มิใช่ปืนใหญ่ท่านแม่ทัพ หากเป็นระเบิดทับทิมขับไล่โจร ระเบิดก้อนหินเกรียงไกรกับระเบิดลิ้นจี่ต้านศัตรู เหมาะกับการรักษาเมือง

หยางหลิงรับฟังจนงุนงงสงสัย หม่าเจ๋อเฉิงเห็นมันไม่เข้าใจ จึงเดินทางพลางอธิบายพลาง ระเบิดทับทิมขับไล่โจร ลักษณะคล้ายระเบิดมือยุคปัจจุบัน หล่อจากเหล็กดิบ ลักษณะคล้ายผลทับทิม ส่วนระเบิดก้อนหินเกรียงไกรสกัดจากก้อนหิน ภายในบรรจุดินระเบิด ในหินกระสุนแต่ละลูกยังผสมหินเล็กๆ นับร้อยลูก พอเกิดการระเบิด จะมีอำนายทำลายล้างสูง สำหรับระเบิดลิ้นจี่ต้านศัตรูมีขนาดใหญ่ที่สุด ในกระปุกเคลือบบรรจุดินระเบิด ยังมีเศษหินเศษเหล็ก และโคกกระสุนเหล็ก พอระเบิดออกเศษชิ้นส่วนจะกระเด็นไปไกลหลายร้อยก้าว

หยางหลิงพอฟังยินดียิ่ง จำได้ว่าตอนชมภาพยนตร์เรื่องซูสีไทเฮา ทัพแมนจูสู้รบกับพันธมิตรแปดประเทศ เพียงใช้ดาบใหญ่ หอกยาวสู้กับอาวุธปืนของปีศาจต่างชาติ คิดไม่ถึงอาวุธเพลิงสมัยราชวงศ์หมิงเจริญรุดหน้าถึงเพียงนี้ เมื่อมีวัตถุเหล่านี้ ต่อให้ตนเองเป็นนักศึกษา ยังเฝ้ารักษาเมืองได้

ระเบิดเหล่านี้พอลำเลียงมาถึง ก็บังเกิดผลอย่างมาก ทัพม้ามองโกลที่ใช้อาวุธเย็นแม้ไม่กลัวตาย แต่ไม่สามารถต้านทานวัตถุระเบิดได้ พร้อมกับเสียงระเบิดติดต่อตามกัน ที่เชิงกำแพงเมืองมีคนบาดเจ็บล้มตายเกลื่อนกลาด การบุกตีเมืองหยุดชะงักลงชั่วคราว

ทหารหมิงบนกำแพงเมืองบาดเจ็บล้มตายสี่สิบกว่าคน บวกกับชาวบ้านที่ไม่รู้จักป้องกันตัว จึงสูญเสียเกือบร้อยคน หมอทหารกับหมอรักษาที่กะเกณฑ์จากชาวบ้านแยกย้ายรักษาผู้บาดเจ็บเป็นการใหญ่

เจียงปิงสังหารทหารมองโกลหลายนาย เข่นฆ่าจนย่ามใจ ถือดาบที่เปื้อนเลือดทั้งคู่ ด่าทอชาวบ้านโง่เขลาเบาปัญญา สั่งไพร่พลทหารสอนพวกมันสู้รบอย่างไร ส่วนหวงฉียิ่นกับหลิวเตี้ยนซื่อไปตรวจตรากำแพงเมืองตะวันออกและตก สำรวจดูสภาพบาดเจ็บล้มตาย

หยางหลิงขึ้นบนกำแพงเมือง เห็นพวกตาดมองโกลถอยห่างไปในระยะธนูแล่นสามดอก เตรียมการยิงโจมตีระลอกต่อไป นักรบมองโกลที่นอกกำแพงเมืองตะวันออกและตกก็รวมตัวอยู่ที่นั้น มีจำนวนสามพันกว่าคน หานโย่วเหนียงร้องขอไม้พลองจากเจ้าหน้าที่กรมเมืองที่คุ้นเคย ยืนอารักขาอยู่ข้างกายมัน คนแม้อ้อนแอ้นแช่มช้อย กลับองอาจไม่น้อย

หยางหลิงเห็นที่นอกเมืองยังมีข้าศึกไม่น้อย ไม่ทราบว่าทหารรักษาเมืองสามารถต้านทานการจู่โจมระลอกสองได้หรือไม่ อย่าว่าแต่ระเบิดที่ใช้โจมตีข้าศึกเหลือไม่ถึงยี่สิบลูก อดวิตกกังวลมิได้

แต่ว่าทัพหมิงสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่มัน นึกไม่ถึงว่าวิทยาการทางทหารสมัยราชวงศ์หมิงจะรุดหน้าถึงเพียงนี้ ในความทรงจำของมัน ราชวงศ์หมิงมีสภาพอ่อนแอ ฮ่องเต้ไม่เอาการเอางาน ปล่อยให้ขันทีก่อเหตุเภทภัย อื่นๆ หาทราบไม่ หากมิใช่ทราบว่าไทจือองค์ปัจจุบันเรียกว่าจูโฮ่วเจ้า ทั้งประจวบกับเคยดูภาพยนตร์เรื่องมังกรหยอกเย้าหงส์ ยังไม่ทราบว่าถัดจากหงจื้อฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เป็นฮ่องเต้องค์ใดขึ้นครองราชย์

เนื่องจากประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงเป็นคนสมัยราชวงศ์แมนจูจัดทำขึ้น จึงมีการปกปิดข้อเท็จจริงบางส่วนไว้ ซึ่งความจริงราชวงศ์หมิงเข้าสู่ลัทธิทุนนิยม ผลผลิตของแร่เหล็กเท่ากับโอวโจว* ทั้งหมด เนื่องจากติดต่อค้าขายกัน ปรากฏแร่เงินไหลเข้าสู่ประเทศจีนเศษหนึ่งส่วนสาม ผลผลิตทางอุจสาหกรรมเท่ากับหกส่วนของโลก ส่วนยุคทองของแมนจูในรัชสมัยเฉียนจงฮ่องเต้ มีผลผลิตเพียงร้อยละหกของโลก

* ยุโรป

มิน่าเล่าบาทหลวงที่แผยแพร่ศาสนาในราชวงศ์หมิงนามหลี่หม่าโต้ว* จึงบันทึกถึงประเทศจีนว่าที่นี้มีปัจจัยวัตถุอุดมสมบูรณ์ เพียบพร้อมทุกสิ่ง น้ำตาลขาวกว่าโอวโจว เนื้อผ้างดงามกว่าโอวโจวผู้คนแต่งกายภูมิฐาน บุคลิกภาพเฉิดฉัน ชาวบ้านมีสัมมาคารวะ เจรจาสุภาพเรียบร้อยส่วนทูตวิเศษของอิงกว๋อ* นามหม่าเจียเออหนี่ ซึ่งมาเยือนในรัชสมัยเฉียนหลงฮ่องเต้บรรยายว่าทุกที่ทางมีแต่คนยากจนผู้คนจำนวนมากไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่กองทัพใส่เสื้อเก่าขาดราวขอทาน

* มัตเตโอ ริชชี

** อังกฤษ

ประเทศจีนสมัยราชวงศ์หมิง คล้ายประเทศญี่ปุ่นในภายหลัง ตัวเองคิดค้นได้ก็คิดค้น คิดค้นไม่ได้ก็สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศมาเลียนแบบ ตอนนั้นค่ายเสินจีในนครหลวงแต่ละค่ายมีกำลังพลหกพันคนครอบครองปืนใหญ่อสนีบาตสามพันหกร้อยกระบอก ปืนใหญ่ลูกโซ่สองร้อยกระบอก ปืนพกสี่ร้อยกระบอก นับเป็นยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยถึงเพียงไหน

แต่ว่าความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและศิลปวัฒนธรรมไม่สมดุลกับความฟอนเฟะด้านการปกครองและการทหาร ปล่อยให้ศิลปวัฒนธรรมที่ล้าหลังเข้าแทนที่ กาลเวลาคล้ายเดินย้อนกลับไป นักวิทยาศาสตร์หายสาบสูญ อาวุธเพลิงที่นำสมัยก็ถูกฝังกลบไป อาวุธปืนไฟถูกกล่าวหาว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายถูกยกเลิก ในการศึกที่หยาเค่อซา* ทัพแมนจูยึดได้ปืนคาบศิลา คังซีฮ่องเต้เพียงเก็บไว้สองกระบอก สั่งห้ามมิให้ใช้ปืนไฟแบบใหม่นี้ อ้างว่าไม่ควรยุติการใช้หอกธนูที่ตกทอดมาแต่บรรพชน พอถึงสงครามฝิ่น ทหารแมนจูถือดาบใหญ่หอกยาวเผชิญกับอาวุธปืน กลับยึดถืออาวุธปืนเป็นสิ่งชั่วร้าย เข้าใจว่าใช้เลือดสุนัขดำก็ทำลายได้

* สงครามระหว่างแมนจูกับรัสเซีย ในปี .. 1685-1687

หยางหลิงย่อมไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ พอพบเห็นอาวุธของทัพหมิง จึงรู้สึกเหนือความคดาหมาย

ยามนั้นหวังจู่ปู้กับผู้เฒ่าภายในเมืองนำคนส่งอาหารขึ้นมาบนกำแพง เถ้าแก่หอหงเยียนยังล้มสุกรตัวหนึ่งมาให้รางวัลแก่แม่ทัพนายกอง หานโย่วเหนียงเข้าไปตักข้าวสองชาม เนื้อสุกรผักต้มชามหนึ่งมา เรียกหาว่าเซี่ยงกง รับประทานข้าวเถอะ

หยางหลิงค่อยสะท้านตื่นจากห้วงความคิด รับชามข้าวมา ทั้งสองยื่นมือรับประทานบนกำแพงเมืองที่ปกคลุมด้วยหิมะ หยางหลิงหิวโหยยิ่ง จึงพุ้ยข้าวลงไปครึ่งชาม ค่อยพบว่าหานโย่วเหนียงรับประทานคำเล็กๆ มองดูตนเองอย่างยิ้มแย้มจึงถามว่ามองดูข้าพเจ้าทำอะไร?”

หานโย่วเหนียงเม้มปากหัวร่อ กล่าวว่าข้าพเจ้าเห็นเซี่ยงกงรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย สร้างความเบิกบานใจยิ่ง

หยางหลิงขอบตาเปียกชุ่มอยู่บ้าง จึงคีบเนื้อสุกรสองชิ้นวางลงในชามของนางกล่าวว่ารีบรับประทานเนื้อ เซี่ยงกงไม่ชมชอบรับประทานเนื้อ เซี่ยงกงไม่ชมชอบรับประทานเนื้อสุกรที่ติดมัน ทราบหรือไม่?”

หานโย่วเหนียงรับคำอย่างอ่อนหวาน ใช้ตะเกียบตัดเนื้อสุกรที่ไม่ติดมันให้กับหยางหลิง ตัวเองเอาแต่พุ้ยข้าว หยางหลิงก็อับจนปัญญา

หลังจากรับประทานอาหาร หานโย่วเหนียงเห็บชามกลับไป หยางหลิงเห็นมุมปากนางติดข้าวสวยเม็ดหนึ่ง จึงยื่นมือปาดใส่มุมปากนาง หานโย่วเหนียงงงงันวูบ เห็นนิ้วมือมันคีบข้าวสวยเม็ดหนึ่ง สร้างความกระดากอยู่บ้าง หยางหลิงไม่ดีดเม็ดข้าวทิ้ง กลับส่งเข้าปากไป ต้องหน้าแดงวูบหนึ่ง

นางรีบเหลียวซ้ายแลขวา พบว่าไม่มีผู้ใดพบเห็นฟูจวินสัพยอกหยอกล้อตัวเอง ค่อยคลายใจลง เห็นหยางหลิงยังมองดูตัวเองอย่างยิ้มแย้ม ต้องค้อนมันวงหนึ่ง เก็บชามหมุนตัวจากไป

หยางหลิงเห็นนางแม้สวมใส่เสื้อผ้าบุรุษช่วงเอวยังคงแบบบาง ยามบิดไหวเป็นเสน่ห์อันประทับใจ อดวาบหวามใจมิได้ หวนนึกถึงสักวันหนึ่งนางอาจอยู่ร่วมกับบุรุษอีกคนหนึ่ง สร้างความหึงหวงขึ้นมา ครุ่นคิดขึ้นตอนนี้ผู้คนถือประเพณีอย่างเคร่งครัด โย่วเหนียงคงไม่แต่งงานใหม่ อย่างนั้นเราสามารถ…’

มันพลันกอบหิมะกำหนึ่งเช็ดถูใบหน้า ร่ำร้องในใจคนเลวทราม เจ้าความจริงนึกคิดอย่างไร หากถล้ำลึกเกินไป ไยมิใช่สร้างความเจ็บช้ำรันทดแก่นางยิ่งกว่า?’

พริบตานั้น จานตาชั่งระหว่างความเห็นแก่ตัวกับความเสียสละส่ายไหวไปมา หิมะบนใบหน้าก็ละลาย ราวกับเป็นคราบน้ำตา

แต่แล้วยามนั้นเสียงเป่าหลอดเขาพลันดัง หยางหลิงจึงปาดเช็ดน้ำหิมะบนใบหน้า ก้มกายลงยกก้อนหินหนักยี่สิบกว่าชั่งก้อนหนึ่งขึ้น

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 135 - 145)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

ผู้กล้าตัดข้อมือ

ไพร่พลทั้งหลายพอได้ยินเสียงเป่าหลอดเขา พากันกลับขึ้นบนกำแพงมองลงไป เห็นทัพม้ามองโกลไม่แยกย้ายตีเมืองเช่นเมื่อครู่อีก หากแต่ขบวนทัพอย่างแน่นหนา ปรากฏบันไดที่จัดสร้างอย่างลวกๆ สิบกว่าบันได คาดว่าตัดโค่นต้นไม้บนเขาเร่งจัดทำขึ้น

กำแพงของจุดพักม้าจี๋หลงไม่สูงนัก หากพาดบันได พร้อมกับยิงธนูคุ้มกัน ขอเพียงแนวป้องกันใดถูกเจาะทำลาย สถานการณ์ก็ยากกอบกู้แก้ไขได้

เจียงปิงร้องสั่งว่ายกปืนใหญ่มา ถล่มบันไดของพวกมันปรากฏพลทหารและชาวบ้านหลายคนไปช่วยเหลือพลปืนใหญ่ประบตำแหน่งของปืนใหญ่

ยามนั้นที่ห่างไปปรากฏวัตถุประหลาดหลังหนึ่งขึ้น ใช้ไม้ค้ำอยู่ทั้งสี่ด้าน มีความสูงราวห้าวา ด้านบนสุดเป็นแท่นที่ราบ ข้างล่างมีแท่นที่ราบขนาดใหญ่กว่า ด้านข้างเผยเห็นเครื่องกว้านที่ทำจากไม้สองแถว ข้างหน้าคลุมด้วยหนังวัวทั้งผืน ไม่อาจเห็นสภาพภายใน วัตถุประหลาดนี้เคลื่อนตัวมาอย่างช้าๆ คาดว่านักรบมองโกลซ่อนอยู่หลังผืนหนังวัว ที่ด้านหลังตามติดด้วยพวกตาดมองโกลแน่นขนัด

ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้น สะท้อนประกายอาวุธแวววัวจับตา เจียงปิงยกดาบชี้ไปยังโครงไม้นั้น ร้องว่ายิงถล่มรถศึกตีเมืองคันนั้นให้กับเรา

เห็นพวกตาดมองโกลยิ่งมายิ่งเคลื่อนใกล้ พลธนูที่หมอบอยู่ด้านหน้าพลันร้องว่าใต้เท้า ด้านหน้าเป็นชาวบ้านพวกตาดมองโกลจับตัวชาวบ้านให้อยู่แถวหน้า

เจียงปิงรีบโถมออกไป ยื่นมือกดปีกกามองลงไป ยามนี้พวกตาดมองโกลเข้าใกล้กว่าเดิม เห็นแถวหน้าประกอบด้วยบุรุษสตรีชราฉกรรจ์ยี่สิบสามสิบคน ล้วนแต่งกายเช่นชาวจงหยวน (ภาคกลางของประเทศ) ต้องแตกตื่นตะลึงลานกับที่

จู่โจมหรือ นั่นล้วนเป็นชาวต้าหมิง ผู้ใดกล้ารับความผิดทำร้ายคนบ้านเดียวกัน ไม่จู่โจมหรือ หากปล่อยให้พวกตาดมองโกลรุกคืบเข้ามา ทั้งหมดก็ไม่มีชีวิตรอด จุดพักม้าจีหมิงต้องถูกตีแตก

เจียงปิงกลอกตาตลบหนึ่งร้องว่าจู่โจมให้กับเรา นี่เป็นแผนการของพวกตาดมองโกล เป็นพวกตาดมองโกลปลอมแปลงขึ้น

ปากกระบอกปืนใหญ่หันหารถศึกตีเมืองคันนั้นแล้ว พลปืนใหญ่ก็จ่อคบไฟเข้าใกล้สายชนวน พลันปรากฏชาวบ้านผู้หนึ่งร้องว่ายิงไม่ได้ นั่นเป็นคนบ้านเดียวกับพวกเรา เราจำได้ว่าคนทางซ้ายเป็นเหล่าจิ่ว (พี่ชายมารดา) ของเรา ล้วนเป็นผู้คนบนเขาปาลาหลิ่ง

ได้ยินเสียงลุกไหม้ดังซี่ซี่ หลิวซวินเจี่ยนพลันชักดาบฟันสายชนวนดับไป เจียงปิงถึงกับกระโดดโลดเต้น กล่าวว่าใต้เท้าทั้งหลาย หากปล่อยให้รถศึกประชิดกำแพง อาศัยพวกเราไม่อาจเฝ้ารักษาเมืองได้ ตอนนี้ไม่อาจมีเมตตาจิตเช่นสตรีไป

หวงฉียิ่นกล่าวว่าไม่ได้ พวกเราเป็นขุนนางท้องถิ่น ไหนเลยทำร้ายชาวบ้านตัวเองได้ ให้คัดเลือกมือธนูฝีมือดียิงสะวกตาดมองโกล ยับยั้งมิให้พวกมันเข้าใกล้

ขุนนางบุ๋นที่ด้านข้างพากันผงกศีรษะ เหล่ามือธนูจึงน้าวคันธนูยิงลูกศร ปรากฏลูกธนูปลิวเวียนว่อน แต่รถศึกคลุมหนังวัวไว้ หนังวัวที่ไม่ผ่านการย้อมทั้งเหนียวทั้งแข็งกระด้าง ลูกธนูไม่อาจยิงทะลุเข้าไป พวกตาดมองโกลต่างซ่อนตัวอยู่หลังรถศึก เคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ

เจียงปิงร้อนใจขึ้นมาตวาดว่าที่นี้อยู่ในการบัญชาการของเรา พลปืนใหญ่ยิงถล่มรถศึกให้กับเรา

หวงฉียิ่นสวนคำว่าทหารหมิงสังหารชาวหมิงไหนเลยมีเรื่องเช่นนี้ เราเป็นเสี้ยนเฉิง (ผู้ช่วยนายอำเภอ) ของอำเภอนี้ ใต้เท้ามินไม่อยู่ ขุนนางใหญ่น้อยรวมทั้งทหารประจำการล้วนอยู่ภายใต้การสั่งการของเรา ผู้ใดกล้าขัดคำสั่ง?”

พลปืนใหญ่หันไปมองหน้ากัน ไม่ทราบฟังคำสั่งผู้ใดดี

ลูกธนูหลายดอกยิงใส่หนังวัว ผืนหนังวัวเพียงสั่นสะเทือน ปรากฏลูกธนูดอกสองดอกเกี่ยวอยู่บนหนังวัว หาทะลุเข้าไปไม่ ทหารมองโกลนายหนึ่งพลันถือทวนกระโดดถึงหน้ารถศึก ร้องบอกเป็นภาษาฮั่นว่าที่เบื้องหน้าล้วนเป็นชาวต้าหมิง ผู้ใดกล้ายิงธนู พวกเจ้าชมดูให้ดี

พลางหันหัวม้ากลับไป ก้มเอวลงแย่งชิงห่อผ้าใบหนึ่งจากมือสตรีนางหนึ่ง จากนั้นควบม้ากลับมา สตรีนางนั้นร่ำไห้พลางไล่กวดตาม พลันปรากฏลูกธนูดอกหนึ่งแหวกฝ่าอากาศมาปักใส่กลางหลังนาง

บนกำแพงเมืองเงียบสงัดงัน เบิ่งตาดูสตรีนางนั้นล้มคว่ำกับพื้นโดยไม่อาจช่วยเหลือได้ ทหารม้ามองโกลนั้นถือทวนมาถึงหน้ากำแพงเมือง ซัดขว้างห่อผ้าในมือขึ้นกลางอากาศ ใช้ทวนในมือขวาแทงทะลุห่อผ้า ยกชูอยู่กลางอากาศ ร้องบอกว่าพวกเราทราบว่าภายในเมืองมีทหารเฝ้ารักษาไม่มาก รีบเปิดประตูเมืองยอมจำนน จะได้รับการละเว้น ไม่เช่นนั้นจะฆ่าล้างเมืองแม้เด็กทารกก็ไม่ละเว้น

ผู้คนบนกำแพงเมืองค่อยทราบว่าห่อผ้าในมือมันห่อหุ้มทารกแบเบาะไว้ ทุกคนเบิ่งตาแทบฉีกขาด ปรากฏมือธนูหลายคนมือสั่นระริก ไม่ทราบตื่นตระหนกหรือแค้นเคือง ไม่สามารถน้าวคันธนูได้

เห็นโลหิตไหลหลั่งมาตามคันทวน หยดหยาดลงบนพื้นหิมะ หานโย่วเหนียงต้องยกมือปิดปาก อีกมือหนึ่งคว้าแขนหยางหลิงไว้ ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา

เจียงปิงพลันขู่คำรามว่ายิงปืนใหญ่ให้กับเรา พวกท่านเหล่าหนอนตำราจะปล่อยให้พวกตาดมองโกลบุกขึ้นมาเข่นฆ่าพวกเราจนสิ้นซากจึงยอมเลิกราหรือ?”

หวงฉียิ่นขยับเขยื้อนริมฝีปาก กล่าวคำไม่ไม่…” แต่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมา หยางหลิงก็นึกไม่ถึงว่าพวกตาดมองโกลโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ค่อยทราบว่าชนต่างชาติคือชนต่างชาติ ล้วนเป็นเดรัจฉานที่ไร้มนุษยธรรม เห็นทารกแบเบาะผู้หนึ่งถูกคนเถื่อนที่กระหายเลือดทิ่มแทงสังหารในคราเดียว พลันดิ้นรนจากน้ำมือหานโย่วเหนียง โถมถึงหน้าปืนใหญ่ แย่งชิงคบไฟจากมือพลปืนใหญ่ จ่อใส่สายชนวน ขู่คำรามว่าถล่มมารดามัน ฆ่า

ปืนใหญ่ส่งเสียงคำราม กระสุนปืนใหญ่ถล่มใส่รถศึกคันนั้นอย่างแม่นยำ จนฐานล่างแหลกกระจุย ชาวบ้านด้านหน้ากับนักรบมองโกลที่ผลักดันรถศึกหลายคนกลับกลายเป็นเลือดเนื้อกระเซ็นซ่าน โครงรถพังครืนลง ชาวฮั่นที่ไม่ถูกระเบิดเสียชีวิตหลายคนแตกฮือหลบหนี ถูกลูกธนูขนนกหลายดอกยิงสังหารล้มตายลง

ทหารม้านั้นตื่นตระหนกยิ่ง หันหัวม้าคิดควบขับกลับไป เพิ่งหันหัวม้าไป ปรากฏลูกธนูดอกหนึ่งยิงใส่ต้นคอมัน ทะลุออกทางลำคอ ทหารม้าพลิกร่วงลงจากหลังม้า ขาข้างหนึ่งยังสอดอยู่ในบังโกลนม้า ซากศพถูกม้าศึกลากกลับเข้าขบวน

บนกำแพงเมือง หานโย่วเหนียงตาแดงก่ำมือถือคันธนูสงครามที่แย่งชิงจากพลทหารที่ด้านข้าง พาดลูกธนูอีกดอกหนึ่งกับสายธนู คันธนูสงครามนี้คล้ายกับคันธนูยาวที่ใช้ล่าสัตว์ นางอายุสิบสองปีก็ใช้คันธนูยาวยิงถูกแมวป่าที่วิ่งอยู่ในดงไม้ คิดสังหารทหารม้ามองโกลที่ปราศจากการคุ้มกันผู้หนึ่งย่อมไม่ลำบากกินแรง

พวกตาดมองโกลเห็นมนุษย์โล่ใช้การไม่ได้ จึงแบกบันไดสิบกว่าบันได แบ่งเป็นหลายขบวนโถมใส่กำแพงเมือง

ปืนใหญ่กระดอนจากที่เดิม เมื่อควันปืนจางหาย หยางหลิงยกชูคบไฟ ใบหน้าถูกควันรมจนดำ มันเบิ่งตาแดงฉานไปทางหวงฉียิ่นกับพวก กล่าวเสียงแหบพร่าว่างูพิษกัดข้อมือ ผู้กล้าตัดข้อมือทิ้ง คำนึงคำนึงถึงสถานการณ์ใหญ่สำคัญกว่า

หวงฉียิ่นก็ส่งเสียงร้องคำหนึ่ง ยกก้อนหินทุ่มลงไป หวังจู่ปู้ หม่าเจ๋อเฉิงกับพวกก็โถมออกไปราวเสียสติ เจียงปิงยังไม่ล้าปล่อยให้คนเหล่านี้เสียชีวิตในที่นี้ จึงสั่งคนทุ้งอุ้มทั้งแบกยกบัณฑิตผู้คงแก่เรียนเหล่านั้นเข้าหอบนประตูเมือง

มันยังตบไหล่หยางหลิงโดยแรง ร้องว่าประเสริฐ ไม่ว่าผู้อื่นมองอย่างไร ชาวบ้านจุดพักม้าจีหมิงหากรักษาชีวิตไว้ได้ ล้วนได้รับการประทานจากท่านกล่าวจบร้องสั่งให้ยิงปืนใหญ่ถล่มบันไดไม้ของพวกตาดมองโกล

แต่พวกตาดมองโกลที่เบื้องล่างหลีกเลี่ยงหอหลักบนประตูเมือง แยกย้ายไปสองปีก พาดบันไดบุกขึ้นมา อานุภาพของปืนใหญ่จึงลดลง หยางหลิงล่าถอยมาด้านข้าง ไม่ว่าเสียงม้าศึกร้องก้อง เสียงลูกธนูแหวกฝ่าอากาศ เสียงโห่ร้องฆ่าฟัน คล้ายเป็นเสียงจากอีกโลกหนึ่ง มีคนพาดบันไดไม้สองบันไดบุกขึ้นบนกำแพง เจียงปิงก็นำกำลังเข้าสะกดไว้ หยางหลิงยังยืนซึมเซาราวไร้วิญญาณ ถึงแม้ทราบว่าวิธีที่ชาญฉลาดที่สุดคือยิงปืนใหญ่ถล่มใส่ ไม่เช่นนั้นต้องมีชีวิตสูญสิ้นมากกว่านี้ แต่เห็นชาวบ้านเหล่านั้นตายใต้เงื้อมมือตนเอง ยังมีความรู้สึกว่ากระทำบาปอย่างร้ายแรง

ระเบิดที่มีอยู่ใช้ออกหมดสิ้น ชาวบ้านที่ขยาดสงครามคล้ายถูกกระตุ้นความคิดสู้รบขึ้นมา ทั้งใช้ทั้งก้อนหินไม้ซุงและหินปูน ยังมีคนเก็บดาบทวนของพลทหารที่เสียชีวิตโถมออกไป พวกตาดมองโกลก็ใช้ชีวิตผู้คนปูลาดเป็นทาง สาบานต้องตีหักจุดพักม้าจีหมิงให้จงได้

บันไดไม้ที่ห่างไปบันไดหนึ่งหนุนส่งนักรบมองโกลสี่คนบุกขึ้นมา ที่ด้านหลังยังมีคนปีนป่ายตามหลัง เจียงปิงเห็นผิดท่า จึงร่ายรำดาบคู่ที่เปื้อนเลือดโถมเข้าไป

หยางหลิงถูกเสียงแผดร้องที่ข้างหูปลุกตื่นขึ้นมา เห็นบนกำแพงขาดกำลังคน ไม่มีกำลังที่สดชื่นอุดรอยแตก จึงหยิบฉวยทวนยาวเล่มหนึ่งวิ่งตะบึงไป

หานโย่วเหนียงใช้ไม้พลองร่วมกับพลปืนใหญ่ที่ละทิ้งปืนใหญ่จับดาบต้านทานข้าศึกบนกำแพงเมือง ทั้งจับตาดูหยางหลิง พอเห็นเช่นนั้นจึงแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ฟูจวินเป็นนักศึก ยังสู้ชายฉกรรจ์ธรรมดาคนหนึ่งไม่ได้ไหนเลยเป็นคู่มือของนักรบมองโกลที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา จึงกวาดไม้พลองใส่หัวไหล่นักรบมองโกลที่เพิ่งกระโดดขึ้นบนกำแพงผู้หนึ่ง กวดามันร่วงหล่นลงไป จากนั้นวิ่งไล่กวดตามไป

การสู้รบในสมรภูมิไมมีลวดลายอันใด ใช้ท่าจ้วงแทงฟาดฟันที่รวบง่ายตรงๆ แต่พอประมือกัน หยางหลิงค่อยทราบว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ เรี่ยวแรงและความรวดเร็วของมันไม่อาจเทียบเปรียบกับนักรบที่กรำศึก นักรบมองโกลที่ใช้ดาบผู้หนึ่งเพิ่งปาดดาบเชือดคอพลทหารนายหนึ่ง พอตวัดดาบขึ้น ก็เขี่ยทวนในมือหยางหลิงหลุดลอยไป

แว่วเสียงตวาดก้อง ดาบใหญ่ฟันลงยังศีรษะ หยางหลิงต้องร่ำร้องในใจเราต้องตายอีกแล้ว โย่วเหนียงอยู่ที่ใด?’ มันทั้งหลบไม่พ้น และไม่คิดหลบหลีก ก่อนตายเพียงต้องการเห็นหานโย่วเหนียงอีกครั้ง

มันเหลียวหน้าถึงกลางคัน ก็เห็นหานโย่วเหนียงกระโดดปราดมาราวกับแม่เสือดาวปกป้องลูกน้อย ผ้าโพกศีรษะร่วงหลุดไป ผมเปียพัดพลิ้วตามลม จี้ไม้พลองไปยังเบื้องบนศีรษะของหยางหลิง

เสียงเช้งคราหนึ่ง ไม้พลองของหานโย่วเหนียงจี้เฉียงๆ ใส่ตัวดาบที่ฟันถึงเบื้องบนศีรษะของหยางหลิง กระแทกดาบใหญ่พ้นห่าง กรีดใส่พื้นกำแพงเป็นรอยลึกเส้นหนึ่ง

หานโย่วเหนียงมาถึงแล้ว ไหล่ซ้ายกระทบพื้นก่อน กลิ้วตัวตามสภาวะ จากนั้นดีดตัวขึ้น จิ้มไม้พลองใส่หน้าอกนักรบมองโกลนั้น นักรบมองโกลนั้นต้องเซตึงตึงถอยไปหลายก้าว ไม่ทันทรงกายมั่น หานโย่วเหนียงก็สืบเท้าออกไป ใช้กระบองปานจักรผัน หวดใส่ลำคอซ้าย ก้านคอขวา หน้าผาก ท่อนล่างของมัน ฟาดหวดจนนักรบมองโกลนั้นไม่ทันส่งเสียงแผดร้องออกมา

หยางหลิงชมดูจนตะลึงลาน เห็นหานโย่วเหนียงหมุนตัวตามไม้พลอง ยืดจับตรงกลางของไม้พลอง ปลายไม้พุ่งเฉียดผ่านหน้าอกหยางหลิงไปพร้อมกับกระแสลมหอบหนึ่ง พอหมุนตัวไป ก็เลื่อนมือมาที่ส่วนหัวของไม้พลอง ไม้พลองคล้ายหางเสือดาวที่ตวัดขึ้น หวดใส่ลำคอนักรบมองโกลนั้น หยางหลิงได้ยินเสียงลูกกระเดือกแตกดังขึ้น ไม้พลองนี้กลับหวดจนร่างสูงใหญ่นั้นลอยหวืดขึ้นไป ข้ามปีกกาบนกำแพง ร่วงลิ่วลงยังเบื้องล่าง

กระบวนท่าของนางเหล่านี้เกรี้ยวกราดดุร้าย ไม้พลองทั้งรวดเร็วทั้งดุดัน ฝีเท้ายิ่งเข้มแข็งเปี่ยมพลัง เห็นบนกำแพงปรากฏศีรษะอีกหัวหนึ่งโผล่พ้นขึ้นมา นางจึงเสือกส่งปลายไม้พลองออก จี้ถูกหว่างคิ้วของข้าศึก คนผู้นั้นกระทั่งศัตรูยังไม่ทันเห็นชัดตา ก็หงายร่วงหล่นลงไป

หานโย่วเหนียงรั้งไม้พลองกลับ ล่าถอยถึงข้างกายหยางหลิง รู้สึกเข่าอ่อนระทวยแทบคุกลง จึงรีบใช้ไม้พลองยันกายไว้ ใบหน้าน้อยๆ กลับกลายเป็นเผือดขาว หน้าผากปรากฏหยาดเหงื่อผุดพราย สร้างความแตกตื่นแก่หยางหลิงจนรีบประคองนางไว้ ถามว่าโย่วเหนียง ท่านเป็นไรแล้ว รับบาดเจ็บที่ใด?”

หานโย่วเหนียงกล่าวเสียงสั่นสะท้านว่าเซี่ยงกง โย่วเหนียงไม่เป็นไร แต่ว่าแต่ว่าดาบนั้นขู่ขวัญข้าพเจ้าแทบตายแล้ว ฮือฮือ…” ผู้ประสบเหตุไม่เป็นไร นางกลับตื่นตระหนกจนร้องไห้ออกมา

ยามนั้นเจียงปิงค่อยพบว่าผู้เยาว์ที่มีฝีมือเลอเลิศนี้เป็นหญิงสาวนางหนึ่ง ยังเข้าใจว่านางเพิ่งฆ่าคนบังเกิดความหวาดกลัว จึงตวัดดาบฟันนักรบมองโกลล้มลงหลายคน หัวร่อฮาฮากล่าวว่ากลัวอันใด บิดาเข้าสมรภูมิครั้งแรกถึงกับเป็นตะคริวที่เท้า เป็นหัวหน้าหน่วยบีบคอเราบังคับให้โถมออกไป หลังจากฆ่าอีกหลายคนก็ไม่กลัวแล้ว

มันเข่นฆ่าจนย่ามใจ กลับกระโดดขึ้นบนกำแพง เตะศัตรูที่เพิ่งปีนป่ายขึ้นมาผู้หนึ่งร่วงหล่นลง จากนั้นเงื้อดาบฟันติดต่อกัน ฟันเส้นเชือกที่ผูกมัดสะพานไม้ขาดกระจุย นักรบมองโกลที่ปีนบันไดถึงกลางคันหลายคนแผดร้องพลางพลิกร่วงลงไป

ปรากฏลูกธนูระดมยิงจากเบื้องล่าง ระดมยิงใส่เจียงปิง เจียงปิงยืนอยู่บนกำแพง ร่ายรำดาบคู่จนลมฝนไม่อาจกระเซ็นเข้ามา ปัดป่ายลูกธนูไปจนหมดสิ้น เหล่าทหารเห็นนายทหารปาจ่งอาจหาญถึงเพียงนี้ ต่างบังเกิดขวัญและกำลังใจ สะกดสภาวะจู่โจมของพวกตาดมองโกลลง

หานโย่วเหนียงประคองหยางหลิงไว้ กล่าวว่าเซี่ยงกง รีบไปยังหอบนประตูเมือง

หยางหลิงกระทืบเท้าอย่างขุ่นเคือง ตนเองใช้การไม่ได้จริงๆ นอกจากโยนก้อนหินลงไปแล้ว กระทั่งคันธนูยังไม่เคยจับต้องมาก่อน มันยังมีความสำนึกตัว หลบเลี่ยงไปยังหอบนประตูเมือง ก่อนจากกันกล่าวถามว่าคิดไม่ถึงท่านมีฝีมือกล้าแข็งถึงเพียงนี้ นี่เป็นเพลงไม้พลองอันใด?”

หานโย่วเหนียงหน้าแดงวูบ กล่าวอย่างกระบิดกระบวนว่าเป็นท่านพ่อสอนให้ โย่วเหนียงเองก็ไม่ทราบเห็นมันเดินเข้าหอบนประตูเมือง นางค่อยถือไม้พลองรุดไปสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเจียงปิง เห็นที่ใดเกิดรูโหว่ พวกมันหนึ่งดาบหนึ่งไม้พลองจะรุดไป สะกดพวกตาดมองโกลไว้

หยางหลิงทราบแล้วว่าเจียงปิงเหี้ยมหาญ แต่นึกไม่ถึงว่าหานโย่วเหนียงก็มีฝีมือเข้มแข็งถึงเพียงนี้ ไม้พลองทั้งทิ่มสกัด กวาดฟาดตวัดเขี่ย เงาไม้พลองคล้ายมังกรอาละวาดสมุทร หญิงสาวที่ยามปรกติขลาดเขลาอ่อนแอ ยามนี้กลับคล้ายราชสีห์ที่แยกเขี้ยวกางเล็บตัวหนึ่ง

หยางหลิงชมดูจนกำหมัดกัดฟัน ตั้งใจว่าหากวันนี้ไม่ตาย ต้องร่ำเรียนเพลงไม้พลองชุดนี้จากนาง ขณะที่ชมดูจนเลือดลมพลุ่งพล่าน มีคนตบไหล่มันคราหนึ่ง พอเหลียวหน้าไปเห็นเป็นหวังจู่ปู้เอง

หวังจู่ปู้ยื่นหน้าเข้ามา คล้ายชมดูการต่อสู้บนกำแพง ปากกลับกระซิบบอกว่าหยางซือแหย ท่านตัดสินใจไม่ผิด เพื่อนร่วมงานจะไม่วิพากษ์วิจารณ์วุ่นวาย เพียงแต่ท่านต้องระวังหม่าเจ๋อเฉิง

หยางหลิงงงงันวูบ ถามเบาๆ ว่าไยต้องระวังมัน?”

หวังจู่ปู้ยิ้มอย่างลึกลับ กล่าวว่าเจ๋อเฉิงเป็นขุนนางชั้นผู้น้อย ท่านคาดว่ามันอาศัยอะไรนั่งคู่กับใต้เท้านายอำเภอ?”

มันส่งเสียงกระแอมแล้วกล่าวขุนนางเจ๋อเฉิง* ของต้าหมิงเรา ล้วนเป็นหน่วยสอดแนมของกรมความมั่นคงแผ่นดิน

* เจ้าหน้าที่รับส่งข่าวสาร

หยางหลิงทวนคำกรมความมั่นคงแผ่นดิน มันเข้าใจว่ากรมความมั่นคงแผ่นดินเป็นหน่วยงานข้างพระวรกายฮ่องเต้เจ้าชีวิต คิดไม่ถึงหัวหน้ารับส่งข่าวสารและดูแลเสบียงก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรมความมั่นคงแผ่นดิน ข้อมูลข่าวสารในราชวงศ์หมิงกลับเจริญรุดหน้านัก

เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับหม่าเจ๋อเฉิง ค่อยคลายใจลง แต่ยังกล่าวอย่างคับข้องใจว่าชาวบ้านที่เบื้องล่างแสดงว่าไม่อาจมีชีวิตสืบไป ต่อให้สามารถมีชีวิต เมื่อชั่งน้ำหนักดู ระหว่างหลายหมื่นชีวิตกับหลายสิบหมื่นชีวิต ยังไม่สามารถจำแนกว่าส่วนใดสำคัญกว่าหรือ?”

หวังจู่ปู้ฝืนหัวร่อกล่าวว่านอกจากฉุดลากขุนนางอวี้ซื่อในนครหลวงมาถึงกำแพงเมืองแห่งนี้ ไม่เช่นนั้นพวกมันคงไม่คาดคิดเช่นนี้กล่าวพลางขยับตัวออกไป

หยางหลิงเหลียวหน้ามอง เห็นหวงฉียิ่นยืนสนทนากับหม่าเจ๋อเฉิง พอสบสายตากับตนเองเห็นดวงตามันทอแววกังวลสนใจ แสดงว่ามันจงใจพัวพันหม่าเจ๋อเฉิงไว้ ให้หวังจู่ปู้มาถ่ายทอดวาจาต่อตนเอง

หยางหลิงคิดอ่านในใจเราเคยช่วยชีวิตบุตรชายมัน หรือว่าคนของกรมความมั่นคงแผ่นดินกลับไร้น้ำใจถึงเพียงนี้ หวงเสี้ยนเฉิง (ผู้ช่วยนายอำเภอแซ่หวง) เมื่อกำชับเช่นนี้ แสดงว่าให้เราหาโอกาสแสดงไมตรีต่อมัน จะอย่างไรเราไม่มีชีวิตยืนยาว เราจะไม่ควักเงินให้ ไม่เช่นนั้นโย่วเหนียงจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?’

นึกถึงตอนนี้ ต้องเงยหน้าขึ้นกวาดตามอง พอดีเห็นเงาหลังของหานโย่วเหนียง ผมเปียทั้งสองเส้นกวัดแกว่งอยู่ไปมา

ยามนั้นหลิวซวินเจี่ยนส่งเสียงร้องบอกว่าพวกตาดมองโกลล่าถอยแล้วหวงฉียิ่นกับหม่าเจ๋อเฉิงพอฟังพากันรุดออกไป เห็นพวกตาดมองโกลล่าถอยกลับไป ล่าถอยพลางยิงธนูขึ้นมาบนกำแพงพลาง คุ้มกันนักรบที่กำลังปีนบันไดเข้าตีเมืองล่าถอยไป

หยางหลิงเห็นพวกมันล่าถอยอย่างเป็นระเบียบ มันแม้ไม่เข้าใจการจัดขบวนทัพ แต่ดูออกว่าพวกตาดมองโกลรวมตัวกัน รักษารูปขบวนจู่โจมไว้ ต้องร้องโพล่งว่าพวกตาดมองโกลทำอะไร ขอเพียงโหมตีอีกครั้ง ก็จะขึ้นมาบนกำแพง เหตุใดจึงล่าถอยไป?”

หวังปันโถว (เจ้าหน้าที่กรมเมืองแซ่หวัง) หัวร่อพลางกล่าวว่าหยางซือแหย ท่านเข้าใจว่าพวกตาดมองโกลไม่กลัวตายหรือ ชาติสุนัขเหล่านี้ถูกพวกเราเข่นฆ่าจนเจ็บปวดใจแล้ว

หยางหลิงมีความรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แต่ไม่อาจบอกกล่าวได้ เปรียบกับเหล่าขุนนางบุ๋นที่กระหยิ่มยินดี มันความความคิดแจ่มใสกว่า พอขบคิดพลันร้องโพล่งว่าแย่แล้ว พวกมันใช้คิดตีประตูเมืองตะวันออกและตกหรือไม่ พวกเราเพิ่งถอนกำลังส่วนหนึ่งมาจากประตูเมืองด้านนั้น จึงมีกำลังเปราะบางกว่า

ยามนั้นเจียงปิงวิ่งกลับมา ถึงแม้อากาศเหน็บหนาว มันยังถอดชุดเกราะออก เปลือยแขนทั้งสองข้าง ดาบฟูฟันจนหงิกงอ พอฟังจึงกล่าวไม่หรอก ประตูเมืองตะวันออกและตกช่องทางคับแคบ ปรกติพวกเราจะไม่เปิดประตูเมือง

หานโย่วเหนียงก็วิ่งกลับมา ภายในหอบนประตูเมืองชุมนุมด้วยใต้เท้าทั้งหลาย นางไม่สะดวกกับการเข้ามา จึงหยุดยืนอยู่ข้างประตูมองดูหยางหลิง นางสู้รบจนสองแก้มแดงซ่าน ปอยผมเปียกชุ่มปรกหน้าผาก เดินออกไปสองก้าว ยกมือป้องหน้าปากมองไปยังเบื้องล่าง

เห็นนักรบมองโกลบนพื้นหิมะแยกออกเป็นช่อง ปรากฏม้าสี่ตัวลากวัตถุสีดำทะมื่นสองสิ่งมาที่ประตูเมืองตะวันออกและตก หยางหลิงไม่ทันบอกออกไป เจียงปิงก็กระโดดปราดขึ้นมา ร่ำร้องว่ามารดามันเถอะ เป็นปืนใหญ่อสนีบาตถล่มฟ้า

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 146 - 155)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

ตัวเมืองวิกฤติ

หวงฉียิ่นสายตาไม่ดี ไม่อาจเห็นวัตถุทั้งสองสิ่งนั้นชัดตา แต่มันอยู่ที่เมืองน้อยชายแดนนานปี ย่อมทราบว่าปืนใหญ่อสนีบาตถล่มฟ้าเป็นอะไร พอฟังถึงกับหน้าซีดเผือดลง

ปืนใหญ่อสนีบาตถล่มฟ้าสามารถใช้รักษาเมือง ทั้งเหมาะกับการตีเมือง กระสุนปืนใหญ่สามารถถล่มประตูเมือง พังทลายกำแพงเมือง ตอนนี้พวกตาดมองโกลชุมนุมกำลังพลสามพันคน ขอเพียงพวกมันยิงถล่มประตูเมืองพังทลาย ก็ไม่อาจรักษาจุดพักม้าจีหมิงไว้ได้ เพียงไม่ทราบพวกมันจัดหาปืนใหญ่ชนิดนี้จากที่ใด

ที่แท้แม่ทัพชนเผ่าตาร์ตาร์ของมองโกลนามป๋อต๋าเอ่อม่อที่บุกตีด่านเอ้อหลี่ปั้น อู่หลี่ฝู่กับจุดพักม้าจีหมิง นำกำลังเข้าตีจุดพักม้าเอ้อหลี่ปั้นจนแตก กำลังปล้นสะดมเผาทำลายอยู่ในเมือง พอฟังว่าราชบุตรของป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอนามซวีเลี่ยปอฉีถูกแม่ทัพหมิงฆ่าตาย ก็สั่งให้รองแม่ทัพซีหลินต๋าต๋านำกำลังมายังจุดพักม้าจีหมิง สาบานล้างเมืองเป็นการแก้แค้น

มันก็ทราบว่าจุดพักม้าจีหมิงยากตีหักกว่าด่านเอ้อหลี่ปั้น จึงนำกำลังพลพันกว่าคน ลากปืนใหญ่อสนีบาตถล่มฟ้าที่ยึดมาจากด่านเอ้อหลี่ปั้น มุ่งหน้ามาที่จุดพักม้าจีหมิง ตอนนี้เพิ่งมาถึง ฟังว่ากำลังพลที่เข้าตีเมืองบาดเจ็บล้มตายนับพัน จึงสั่งให้ทั้งหมดล่าถอยเตรียมใช้ปืนใหญ่ถล่มเมือง

เจียงปิงแม้ชำนาญศึก ก็ทราบว่ายากรักษาสถานการณ์ไว้ พานโยนดาบคู่ทิ้ง กล่าวกับหวงฉียิ่นว่าใต้เท้าหวง ละทิ้งเมืองเถอะ

เคราใต้คางของหวงฉียิ่นสั่นพลิ้วขึ้นมา กล่าวว่าละทิ้งเมือง? เรา ท่านมีหน้าที่รักษาผืนแผ่นดิน หากละทิ้งเมืองหลบหนี จะกราบทูลฝ่าบาทอย่างไร เราขอเฝ้ารักษาเมืองจนตัวตาย

เจียงปิงตาทอประกายเกรี้ยวกราด ร้องว่าประตูเมืองพอถูกยิงถล่ม ก็ไม่อาจรักษาจุดพักม้าจีหมิงไว้ได้ หรือต้องจบชีวิตสูญเปล่า?” พลางหันขวับไปยังไพร่พล ขู่คำรามว่าใต้เท้ามินฟื้นแล้วหรือไม่ เราจะรายงานสถานการณ์ทางทหารต่อใต้เท้ามิน

พลทหารนั้นกล่าวว่าพิษไข้ของใต้เท้ามินยังไม่ลดลง ไม่ฟื้นคืนสติมา

เจียงปิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เดินพล่านราวกับพยัคฆ์ในกรงขัง เหล่าขุนนางหันไปมองหน้ากัน บางคนมีสีหน้าแตกตื่นลนลาน แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้ากล่าวคำละทิ้งเมืองออกมา

ในความคาดคิดของหยางหลิง เมื่อรักษาไม่ได้ก็ล่าถอย ไยต้องยึดติดกับตัวเมืองแห่งหนึ่ง หารู้ไม่ว่าคนสมัยโบราณยึดถือศักดิ์ศรียิ่งชีวิต ดังนั้นถึงแม้บางครั้งพวกมันกระทำเรื่องราวที่คนยุคปัจจุบันเห็นว่าโฉดเขลาเบาปัญญา แต่ในตอนนั้นถือเป็นเรื่องปรกติธรรมดา

ยามนั้นหยางหลิงกล่าวกับหวงฉียิ่นว่าใต้เท้าหวง เมื่อล่วงรู้จุดจบ ไยไม่ฉวยโอกาสที่พวกตาดมองโกลยังไม่บุกเข้ามืองชิงล่าถอย ทั้งหมดรักษาชีวิตไว้สำคัญกว่า

หวงฉียิ่นไม่สะดวกกับการตวาดว่ามัน เพียงโบกมือกล่าวว่าพวกตาดมองโกลล้วนเชี่ยวชาญวิชาขับขี่ ละทิ้งเมืองตอนนี้ก็หนีไม่รอด มิสู้อยู่รักษาเมือง ยังสังหารพวกตาดมองโกลได้สักหลายคน

หยางหลิงกล่าวอย่างร้อนรุ่มว่าอย่างนั้นพวกเราอยู่เฝ้ารักษาถ่วงเวลา ให้ใต้เท้าหลายท่านนำขบวนชาวบ้านหลบหนีออกทางประตูเมืองทิศเหนือ พอออกจากเมืองก็วิ่งหนีขึ้นเขา ต่อให้ทัพม้าของพวกตาดมองโกลร้ายกาจกว่านี้ ก็ไม่สามารถไล่ฆ่าชาวบ้านจนหมดสิ้น อย่าว่าแต่พวกตาดมองโกลเพียงคิดปล้นสะดมชิงทรัพย์ หลังจากเข้าเมืองคงต้องกวาดทรัพย์สินชาวบ้าน สามารถถ่วงเวลาของพวกมันสักระยะหนึ่ง

หวงฉียิ่นตากระจ่างวูบ บอกว่าไม่ทันนึกถึงเรื่องนี้ จากนั้นหันไปกล่าวกับหวังจู่ปู้กับผู้เฒ่าภายในเมืองซึ่งยังไม่จากไปว่าหวังจู่ปู้ ท่านกับหม่าเจ๋อเฉิง และหลี่จ่างเป่าจ่างทั้งหมดจัดให้ชาวบ้านล่าถอยออกทางประตูเมืองด้านทิศเหนือ พอออกจากเมืองก็แยกย้ายกันขึ้นเขา

หวังจู่ปู้ถามว่าใต้เท้า ท่านเล่า?”

หวงฉียิ่นขบกรามกล่าวว่าเราแม้เป็นบัณฑิตนักศึกษา ไม่สามารถถือกระบี่สังหารข้าศึก ก็จะร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าทหารรักษาเมือง

เจียงปิงทราบว่ามันแม้คิดรักษาเมืองจนตัวตาย ขณะเดียวกันก็คิดควบคุมตนเองสู้ศัตรู จึงหัวร่อฮาฮากล่าวว่าเราก็ขอทิ้งชีวิตไว้ที่นี้ ฆ่าอักคนถือว่าได้กำไรคนหนึ่งพลางหันไปยังไพร่พลทหารที่เหลือไม่ถึงร้อยนาย สั่งให้เข้าประจำที่ ผู้ใดหลบหนีล้วนสังหารฆ่าสิ้น

หวงฉียิ่นกวาดมองหยางหลิงกล่าวว่าหลานเรา ท่านนำใต้เท้ามินล่าถอยไปด้วยเถอะ

หยางหลิงทางหนึ่งเลื่อมใสในธาตุทระนงของหวงเหลา (ผู้เฒ่าแซ่หวง) ทางหนึ่งเห็นว่าต่อให้ตนเองหนีเอาชีวิตรอดได้ ก็มีชีวิตเหลืออยู่ไม่นาน หากว่าตนเองสู้จนตัวตาย มินเสี้ยนหลิ่งกับหวังจู่ปู้ย่อมต้องดูแลหานโย่วเหนียงเอง ดังนั้นยืดอกขึ้นกล่าวว่าไม่ ข้าพเจ้าจะรั้งอยู่ที่นี้กับหวงเหลาและเหล่าทหาร ร่วมกันรักษาเมือง

หวังจู่ปู้ได้รับมอบหมายให้นำชาวบ้านหลบหนีค่อยคลายใจลง พอเห็นพฤติการณ์ของหยางหลิง ต้องเกิดความละอาย จึงกล่าวเมื่อกินเงินเดือนหลวง ไม่อาจแบ่งเบาความกังวลของเจ้าชีวิต เป็นที่ละอายใจนัก หยางซือแหยนำใต้เท้ามินจากไปเถอะ เราขอรั้งอยู่ด้วย

หยางหลิงยังหวังให้มันช่วยเหลือหานโย่วเหนียง ไหนเลยปล่อยให้มันตกตายได้ จึงประสานมือกล่าวว่าหวังจู่ปู้มีหน้าที่ดูแลใต้เท้ามินกับชาวบ้านทั้งหลาย ไหนเลยเสียสละได้ ท่านรีบนำใต้เท้ามินไปเถอะ หากชักช้าจะไม่ทันการณ์ แต่ว่าผู้หลานมีเรื่องขอฝากฝัง ขอให้ใต้เท้าช่วยดูแลโย่วเหนียงผู้เป็นภรรยาด้วย

หวังจู่ปู้ตื้นตันใจจนหลั่งน้ำตาออกมา เห็นมันเรียกตัวเองเป็นผู้หลาน จึงรับปากหยางหลิงเป็นมั่นเหมาะ จากนั้นสั่งคนหามมินเสี้ยนหลิ่งลงจากชั้นบนของหอบนประตูเมือง

หม่าเจ๋อเฉิงเพียงเป็นขุนนางรับส่งข่าวสาร เพิ่งมาถึงที่นี้ ไม่มีความผูกพันกับจุดพักม้าจีหมิง เพียงคิดนำบุตรชายและบุตรีหลบหนีไปโดยเร็ว จึงยืนอยู่หน้าประตูหอบงการผู้เฒ่าทั้งหลายให้รีบไป

หยางหลิงก็ออกจากหอ กล่าวกับหานโย่วเหนียงว่าโย่วเหนียง ไม่อาจรักษาเมืองได้แล้ว ท่านติดตามหวังจู่ปู้อารักขาใต้เท้ามินออกจากเมืองหลบหนีขึ้นเขาเถอะ

หานโย่วเหนียงกล่าวอย่างร้อนรุ่มว่าเซี่ยงกงท่านเล่า?”

หยางหลิงกล่าวโป้ปดว่าข้าพเจ้าพวกท่านไปก่อนก้าวหนึ่ง ข้าพเจ้าจะตามหลังไป

หานโย่วเหนียงกล่าวว่าไม่ ข้าพเจ้าจะรอจากไปพร้อมกับท่าน

หยางหลิงร้อนใจขึ้นมาร้องบอกว่าท่านไฉนไม่เชื่อฟังวาจาสามีต้องการให้ข้าพเจ้าหย่าขาดจากท่านหรือไม่?”

มันยิ่งเร่งรัด หานโย่วเหนียงยิ่งแน่ใจว่ามันตัดสินใจเฝ้ารักษาเมืองจนตัวตาย เพียงไม่ทราบว่าวีรกรรมของมันเพียงเพื่อส่งเสริมคนที่ตนเองรัก พริบตานั้นไม่คำนึงถึงคำสอนสามคล้อยตามสี่จริยา ร่ำร้องว่าเชี่ยไม่ได้อยู่ในข่ายชีชู* เซี่ยงกงไหนเลยหย่าขาดจากข้าพเจ้าได้?”

* แปลตรงตัวว่าเจ็ดออกจากบ้าน ในสมัยสังคมศักดินาอนุญาตให้บุรุษยกข้ออ้างอย่างหนึ่งอย่างใดในเจ็ดประการหย่าขาดจากภรรยา

หยางหลิงร้อนใจยิ่ง เงื้อมือหมายตบใส่ หานโย่วเหนียงหลับตาลง หาหลบเลี่ยงไม่ หยางหลิงมองดูใบหน้าที่อ่อนเยาว์ของนาง ฝ่ามือนี้ไหนเลยตบลงได้

ยามนั้นได้ยินเสียงระเบิดติดต่อกันสองครา เจียงปิงร้องบอกว่าพวกตาดมองโกลยิงปืนใหญ่แล้วหยางหลิงไม่ขบคิดมากความ รีบสวมกอดหานโย่วเหนียงไว้ ผลักไสนางล้มลง ตนเองโถมทับอยู่บนร่างทาง

แว่วเสียงดังเกรียวกราว ผงคลีคละคลุ้งอบอวล มุมหอบนประตูเมืองถูกยิงถล่มใส่สิ่งปลูกสร้างยุบลงมาส่วนหนึ่ง อิฐกระเบื้องร่วงพรู ขุนนางบุ๋นและผู้เฒ่าภายในหอถูกเศษหินกระเซ็นใส่รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนไพร่พลที่รับบาดเจ็บนอนอยู่บนหอถูกฝังอยู่ในซากปรักหักพัง

ซึ่งความจริงไม่เพียงแต่ผู้คนภายในหอยืนตะลึงลาน แม้แต่ไพร่พลทหารที่เบื้องนอกก็ไม่ทราบว่าการนอนคว่ำช่วยให้รอดพ้นจากการถูกระเบิดทำร้าย หานโย่วเหนียงถูกมันผลักล้มลง ทั้งยังทับร่างนางไว้ ยังเข้าใจว่าฟูจวินคิดลงโทษอันใด พอได้ยินเสียงระเบิดค่อยทราบว่ามันกลัวว่าต้องถูกระเบิด จึงรีบมุดออกจากใต้ร่างของหยางหลิง เห็นเศษซากกระเบื้องสุมอยู่บนร่าง ทั้งยังถูกบานหน้าต่างครึ่งบานทับใส่ จึงรีบเคลื่อนย้ายบานหน้าต่างออก ถามว่าเซี่ยงกง ท่านรับบาดเจ็บหรือไม่?”

หยางหลิงไม่ทันตอบคำ ผู้เฒ่าคนหนึ่งก็ร้องบอกว่ารีบมาช่วยคน หม่าเจ๋อเฉิงถูกฝังอยู่เบื้องล่าง

เจียงปิงบนกำแพงเมืองกลับส่งเสียงหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่ง ชี้มือไปยังเบื้องล่าง ร้องว่าท่านย่ามันเถอะ ยิงถล่มได้ประเสริฐ…”

ทั้งหมดกวาดตามองตามนิ้วของมัน เห็นในปืนใหญ่อสนีบาตถล่มฟ้าที่พวกตาดมองโกลเคลื่อนย้ายมาสองกระบอก มีอยู่กระบอกหนึ่งลอยหลุดไปวาเศษ ทับร่างผู้คนจำนวนหนึ่ง อีกกระบอกหนึ่งเหลือแต่ตัวกระบอก จมอยู่ในหลุมลึกแห่งหนึ่ง

ทั้งหมดตื่นเต้นสงสัยยิ่ง ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องใด เจียยงปิงแผดเสียงหัวร่อกล่าวว่าพวกตาดมองโกลไม่สามารถใช้ปืนใหญ่ของพวกเรา ไม่ใช้สลักเหล็กยึดเอาไว้ ปืนใหญ่จึงดีดกระดอนออกไป อีกกระบอกหนึ่งอัดดินระเบิดมากเกินไป จนลำกล้องแตกระเบิดออก ฮาฮา…”

ทั้งหมดพอฟัง ถึงกับทั้งแตกตื่นทั้งยินดี หลังความชุลมุนวุ่นวาย แม่ทัพมองโกลนายหนึ่งค่อยสั่งคนพลิกปืนใหญ่ที่ปลิวกระเด็นไปขึ้นมา หยางหลิงเห็นเช่นนั้นรีบกล่าวว่าไม่ต้องชมดูแล้ว หวังจู่ปู้ฉวยโอกาสนำคนออกจากนั้น ยังมีรีบจัดคนช่วยเหลือหม่าเจ๋อเฉิงกับพวกออกจากซากปรักหักพัง

เจียงปิงค่อยได้คิด หันไปร้องสั่งว่าพลปืนใหญ่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ รีบหันปืนใหญ่ของพวกเรายิงถล่มปืนใหญ่พวกตาดมองโกล

ภายในหอบนประตูเมืองวุ่นวายขึ้นมา ดีที่มินเสี้ยนหลิ่งเพิ่งถูกเคลื่อนย้ายลงจากชั้นบนของหอ ไม่เช่นนั้นคงถูกยิงถล่มเสียชีวิตแล้ว หวังจู่ปู้รีบสั่งคนหามมินเสี้ยนหลิ่ง นำผู้เฒ่าทั้งหลายลงจากกำแพงเมือง ส่วนหยางหลิงกับหลิวซวินเจี่ยนกะเกณฑ์ไพร่พลทหารสิบกว่านายขุดคุ้ยซากปรักหักพัง ใช้เวลาครู่หนึ่งค่อยลากผู้คนห้าหกคนออกจากเศษอิฐกระเบื้อง แต่หม่าเจ๋อเฉิงถูกไม้คายเส้นหนึ่งกระแทกใส่ท้อง ร่างท่อนร่างกลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือน สิ้นใจตายไปแล้ว

เจียงปิงก็ตามตัวพลปืนใหญ่เป็นการใหญ่ น่าเสียดายพลปืนใหญ่สองนายเสียชีวิตในการต่อสู้ตะลุมบอนเมื่อครู่ คงเหลือพลปืนใหญ่นายหนึ่งถูกก้อนอิฐกระแทกใส่ศีรษะหลั่งเลือดอาบหน้า

พลปืนใหญ่นั้นพกพาอาการบาดเจ็บ ปรับตำแหน่งมุมของปืนใหญ่ ยิงปืนใหญ่ตอบโต้กลับไป กระสุนปืนใหญ่ตกลงยังที่ซึ่งอยู่ห่างจากปืนใหญ่อสนีบาตถล่มฟ้าสิบกว่าวา ถึงแม้ไม่สร้างความเสียหายแก่ปืนใหญ่ข้าศึก แต่ก็ยิงถล่มพวกตาดมองโกลเสียชีวิตไปสิบกว่าคน

ปืนใหญ่ในตอนนั้นยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องมือเล็งเป้า ล้วนอาศัยประสบการณ์ของพลปืนใหญ่คำนวณด้วยตาเปล่า เมื่อครู่ที่ยิงถล่มรถศึกของพวกตาดมองโกลได้ในคราเดียว เพราะว่าเครื่องมือตีเมืองนั้นเข้าใกล้เกินไป เจียงปิงก็ไม่คาดหวังว่าจะยิงทำลายปืนใหญ่ฝ่ายตรงข้ามได้ จึงสั่งคนบรรจุกระสุนใส่ปืนใหญ่ทั้งสามกระบอก จากนั้นให้คนหอบหิ้วพลปืนใหญ่เล็งเป้า ยิงกระสุนปืนใหญ่ออกไป สุดท้ายกระสุนปืนใหญ่ลูกหนึ่งพลาดเป้า อีกลูกหนึ่งยิงถล่มพวกตาดมองโกลล้มตายลง

หวงฉียิ่น หยางหลิง เจียงปิงกับพวกยืนบนกำแพงเมือง ล้วนร้อนรุ่มใจจนหลั่งเหงื่อชุ่มไปทั้งฝ่ามือ จนใจที่ไม่อาจช่วยเหลือได้

พลันเห็นพวกตาดมองโกลที่ชุมนุมอยู่ข้างปืนใหญ่ที่ยกตั้งขึ้นมาใหม่พากันหมุนตัววิ่งหลบหนี หยางหลิงกับพวกเห็นปากกระบอกปืนใหญ่ปรากฏเปลวไฟพวยพุ่งออกมา ต่อจากนั้นเกิดควันดำคละคลุ้งทั่วบริเวณ ท่ามกลางควันดำอลอวล ปืนใหญ่ดีดกระดอนขึ้น ร่วงหล่นลงอย่างหนักหน่วง

หยางหลิงกับพวกรู้สึกว่าหลังเสียงระเบิดใต้เท้าเกิดการสั่นสะเทือน หลังจากนั้นปราศจากสุ้มเสียง ทั้งหมดต้องหันมามองหน้ากัน ไม่ทราบกระสุนปืนใหญ่ตกลงที่ใด

ทันใดนั้น พวกตาดมองโกลที่เบื้องล่างส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี เมื่อมองลงไปเห็นนักรบมองโกลนับพันพากันยกชูดาบทวนขึ้น

หยางหลิงพลันสูดลมหายใจเข้าไปคำหนึ่ง สบตากับเจียงปิงแวบหนึ่ง ต่างพบเห็นเค้าความประหวั่นจากดวงตาอีกฝ่าย ส่งเสียงร้องราวกับนัดแนะกันไว้ว่าประตูเมือง

ที่แท้พวกตาดมองโกลยิงกระสุนปืนใหญ่ในแนวราบ ถล่มประตูเมืองที่สร้างจากไม้พังทลาย ในบานประตูชำรุดทั้งสองบานปรากฏควันเขียวลอยกรุ่น ทัพม้ามองโกลนับร้อยนับพันดถมตรงมา จุดพักม้าจีหมิงถูกตีแตกแล้ว

เสียงโห่ร้องฤาฟันที่เบื้องล่างกลบเสียงอุทานของทหารและพลเรือนบนประตูเมือง หยางหลิงเหลียวหน้าไปอย่างเงียบงัน ก็ประสานสบกับดวงตาที่สุกสกาวคู่หนึ่ง

ดวงตาคู่นั้นทอประกายความรักความอาลัยอย่างลึกล้ำ หยางหลิงพลันพบว่าดวงตาคู่นี้คุ้นตายิ่ง คล้ายกับเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว มีดวงตาเช่นนี้จับจ้องมองตนด้วยความรักอันลึกล้ำ อาจบางทีเป็นบุพเพสันนิวาสแต่ปางก่อน อย่างนั้นชาติภพหน้าเล่า ทั้งสองยังจะได้พบกันหรือไม่?

พริบตานั้น หยางหลิงบังเกิดความอาลัยอาวรณ์ต่อชีวิต และความประหวั่นต่ออานาคตที่ไม่อาจล่วงรู้ แต่ในใจมีความรู้สึกเช่นนี้ โดยไม่ทันครุ่นคิดคำนึง ความนึกคิดคล้ายสะดุดหยุดนิ่ง สมองมีแต่ความว่างเปล่า

รู้สึกใบหน้าอันบิดเบี้ยวราวภูตผีใบหนึ่งผ่านเข้าสู่คลองจักษุ บดบังใบหน้าของหานโย่วเหนียงไป ใบหน้านั้นแปดเปื้อนคราบโลหิตเป็นด่างดวง อ้าปากส่งเสียงดังจากลำคอ พลางโยกคลอนหัวไหล่ของหยางหลิง ร้องว่ามาแล้ว ในที่สุดมาแล้ว ฮาฮาฮา…”

หยางหลิงถูกโยกคลอนจนแทบอาเจียนออกมา มันผลักใบหน้านั้นออกห่าง ค่อยเห็นชัดตาเป็นเจียงปิง เนื่องด้วยลิงโลดเกินไป ใบหน้าเจียงปิงจึงกลับกลายเป็นแดงก่ำ กล้ามเนื้อใบหน้าก็กระตุกบิดเบี้ยวขึ้นมา

เจียงปิงถูกหยางหลิงผลักไสออกห่าง ยังไม่รู้สึกตัว หากกรีดมือวาดเท้า หัวร่ออย่างคลุ้มคลั่งกล่าวว่าคนดีฟ้าคุ้มครอง หย่งหนิงชานเจี้ยงมาแล้ว

หยางหลิงงงงันวูบ ค่อยได้ยินเสียงปืนใหญ่อย่างถี่ยิบราวคั่วถั่ว มันสะสางภารกิจแทนมินเสี้ยนหลิ่งระยะเวลาหนึ่ง ย่อมเข้าใจคำพูดของเจียงปิง พื้นที่ชายแดนเขตเซวียนฝู่แต่งตั้งแม่ทัพจ่งปิงนายหนึ่ง ผู้ช่วยแม่ทัพจ่งปิงนายหนึ่ง ปกครองแม่ทัพชานเจี้ยงเจ็ดนาย หย่งหนิงชานเจี้ยงเป็นแม่ทัพผู้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่หย่งหนิงไหวไหล

หลังความเศร้าโศกใหญ่ยินดีใหญ่ หยางหลิงรู้สึกเบื้องหน้าสายตามืดทะมื่น แทบสิ้นสติไป ไม่ทราบว่าหานโย่วเหนียงมาถึงเบื้องหน้ามันตั้งแต่เมื่อใด หยางหลิงโอบกอดนางเอาไว้ ปีติยินดีจนร่างสั่นระริกขึ้นมา

หานโย่วเหนียงประคองมันหันหากำแพงเมือง เท้าของมันยังสั่นเทิ้ม พวกตาดมองโกลความจริงโถมเข้ามาเป็นระยะทางชั่วธนูแล่น แต่หลังประตูเมืองก็ปรากฏทหารจำนวนมากฮือออกมา ที่แถวหน้าเป็นพลปืนใหญ่ เสียงปืนที่ดังระรัวราวคั่วถั่วพอดัง ชาวตาดมองโกลล้มตายระเนระนาด

ตอนนั้นอานุภาพของปืนไฟยังไม่มากพอ รัศมีการยิงก็ไม่ไกลเท่าลูกธนู หากฝ่ายตรงข้ามสวมชุดเกราะชั้นหนึ่ง ลูกตะกั่วไม่แน่ว่าจะยิงทะลุเข้าไป แต่ตอนนี้พวกตาดมองโกลลิงโลดลืมตน ควบม้าอย่างไม่คิดชีวิต คิดเข้าเมืองไปกวาดทรัพย์สินเงินทอง ข่มขืนย่ำยีสตรีสักหลายนาง จึงตกเป็นเป้ากระสุน บวกกับไพร่พลส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าธรรมดา จึงถูกยิงบาดเจ็บล้มตายเกลื่อนกลาด

ปืนไฟแม้ยิงข้าศึกไม่ตาย แต่ก็สร้างความเจ็บปวดแก่ข้าศึก ไม่ยอมถาโถมออกไปอีก กลับเหยียบย่ำกันเอง มีคนรับบาดเจ็บล้มตายไม่น้อยกว่าผู้ที่ถูกปืนไฟยิงเสียชีวิต

หยางหลิงเห็นพลปืนไฟของทัพหมิงก็อยู่ในสภาพอลหม่าน มันเคยชมภาพยนตร์ต่างประเทศสมัยศตวรรษที่สิบเจ็ด พลปืนไฟที่หยุดอยู่กับที่จะจัดขบวนสามแถว แถวแรกหมอบลง แถวที่สองคุกเข่าข้างหนึ่ง แถวที่สามอยู่ในท่ายืน ยิงปืนไฟตามลำดับ หากอยู่ระหว่างรุกคืบ จะแบ่งออกเป็นสองขบวน ขบวนแรกพอยิงจู่โจมก็ล่าถอย ขบวนที่สองก็เข้าไปยิงจู่โจม เป็นการชดเชยข้อบกพร่องขณะที่บรรจุกระสุนปืนใหม่

แต่ทหารหมิงที่เบื้องหน้ากลับฮืออกไประดมยิงปืนไฟ จากนั้นล่าถอยไปทางด้านหลัง ส่วนทัพม้าซึ่งเพิ่งโถมออกจากเมืองกระจายไปยังสองปีก โอบล้อมใส่พวกตาดมองโกล แต่พลปืนไฟแถวหน้าล่าถอยไม่ทัน ถูกพวกตาดมองโกลยิงธนูล้มตายลงแถบหนึ่ง

หรือว่าทหารหมิงไม่รู้จักตั้งแถว ชดเชยข้อบกพร่องของปืนไฟสมัยโบราณ หยางหลิงเห็นว่าจะหาโอกาสสอบถามเจียงป่าจ่งดู?

ซึ่งความจริงในรัชสมัยหงอู่ฮ่องเต้ แม่ทัพใหญ่มู่อิงก็ใช้วิธีการยิงสามช่วงตอนปราบความวุ่นวาย แต่หลังจากนั้นในกองทัพจัดสรรปืนไฟเพิ่มขึ้น ทัพหมิงไม่เน้นการฝึกแม่ทัพนายกอง จึงใช้วิธียิงพร้อมเพรียง เมื่อข้าศึกโถมถึงเบื้องหน้า ปืนไฟก็กลายเป็นไม้พลองด้ามหนึ่ง

กำลังหลักของทัพหมิงยังฮือออกจากประตูเมือง จู่โจมใส่พวกตาดมองโกล ถึงแม้รูปขบวนไม่รวดเร็วกว่าข้าศึก แต่หนึ่งนั้นพวกตาดมองโกลไม่ทันตระเตรียม สองถูกปืนไฟระลอกแรกสร้างความโกลาหลแก่พวกมัน ดังนั้นทัพหมิงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบกว่า

หยางหลิงชมดูจนเลือดลมพลุ่งพล่าน พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งร้องว่าแม่ทัพหย่งหนิงใต้เท้าเหอ เจี้ยนจวิน* ใต้เท้าเยี่ย ผู้ช่วยเจี้ยนจวินหลิวกงกงมาถึง นายอำเภอจุดพักม้าจีหมิงกับผู้ช่วยทหารอยู่ที่ใด?”

* ขุนนางที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลกองทัพ

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 156 - 166)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

กำลังหนุนมาถึง

หยางหลิงหมุนตัวไป เห็นหวงฉียิ่น เจียงปิงและเหล่าเจ้าหน้าที่กรมเมืองรีบรุดออกไปคุกเข่าลง กล่าวว่าขุนนางเสี้ยนหลิ่งหวงฉียิ่น แม่ทัพปาจ่งเจียงปิงคำนับใต้เท้าทุกท่าน

แม่ทัพชานเจี้ยงเมืองหย่งหนิงโบกมือกล่าวว่าลุกขึ้น อินเสี้ยนหลิงเล่า?”

มันพอเคลื่อนไหว แผ่นเกราะบนร่างก็สั่นไหวเป็นเสียงดัง ใต้เท้าเหอผู้นี้มีอายุห้าสิบเศษ รูปร่างไม่สูงนัก ใบหน้าซูบเซียว สองตาทอแววดุร้าย บวกกับสวมชุดเกราะใหม่เอี่ยม จึงมีอานุภาพน่าเกรงขาม

ที่ข้างกายมันตามติดด้วยทหารหมิงกลุ่มหนึ่ง ที่ด้านซ้ายยืนไว้ด้วยบุคคลสองคน คนทางซ้ายอายุสี่สิบเศษ หน้าขาวไร้หนวดเครา รูปร่างสูงโปร่ง สวมเครื่องแบบขุนนางบุ๋น กำลังสำรวจดูหวงฉียิ่น

หยางหลิงทราบว่าคนผู้นี้เป็นขุนนางบุ๋นชั้นที่ห้า แสดงว่าต้าหมิงใช้ขุนนางบุ๋นคุมอำนาจทางทหาร กลับใช้ขุนนางบุ๋นชั้นที่ห้าควบคุมดูแลแม่ทัพชานเจี้ยงซึ่งเป็นขุนนางบู๊ชั้นที่สาม

ส่วนคนทางขวาเป็นขันที ถือเป็นตัวประหลาดสำหรับหยางหลิง จึงสำรวจดูเป็นพิเศษ พบว่าต่างกับขันทีที่พิกลพิการที่เคยเห็นจากในภาพยนตร์ หากทว่าหลิวกงกงท่านนี้มีอายุห้าสิบเศษ ปลายคางแหลมเสี้ยน แววตาหลักแหลมแต่ว่าอ่อนโยน นอกจากใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาแล้ว ดูไม่ออกว่ามีความแปลกประหลาดอันใด

หวงฉียิ่นกับเจียงปิงและพวกพากันผุดลุกขึ้น หวงฉียิ่นน้อมกายกล่าวว่าเรียนใต้เท้า มินเสี้ยนหลิ่งถูกธนูพิษของพวกตาดมองโกลยิงทำร้าย สลบไสลไม่ฟื้น เมื่อครู่สถานการณ์คับขัน จึงให้ขุนนางจู่ปู้หามลงจากกำแพงเมือง ตอนนี้ผู้น้อยกับเจียงปาจ่งรับหน้าที่รักษาเมือง

ที่เบื้องล่างบังเกิดเสียงกลองศึกดังสะท้าน เสียงโห่ร้องฆ่าฟันก้องหู ทัพหมิงจู่โจมพวกตาดมองโกลโดยไม่ทันตั้งตัว ยังมีกำลังสนับสนุนยกมา ป๋อต๋าเอ่อม่อยังเข้าใจว่าหลงกลของทัพหมิงจึงสั่งให้ซีหลินต๋าต๋ารั้งท้าย เริ่มถอยทัพจากไป

หลิวกงกง (ขันทีแซ่หลิว) เห็นข้าศึกถอยทัพ จึงหัวร่อพลางกล่าวว่าเหอเจียงจวินองอาจหาญกล้า พอยกทัพใหญ่มาถึง ก็ตีชิงจุดพักม้าจีหมิงกลับคืน ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่นำขึ้นถวายฝ่าบาทได้พอดีสุ้มเสียงมันกลับไม่แหลมเล็กเท่าใด เพียงแต่น้ำเสียงคล้ายสตรีอยู่บ้าง

เหอชานเจี้ยง (แม่ทัพยศชานเจี้ยงแซ่เหอ) ยิ้มอย่างถ่อมตน กล่าวว่าหลิวกงกงชมเกินไป พวกเราถ่ายทอดคำสั่งไป ให้เฮ่อสือเจี๋ย หวังเฉิงเสี่ยน เจิ้งอี้เอ้อเฝ้าประตูเมืองตะวันออก ตกใต้ ปี้ชุนกับซุนต้าจงออกสังหารชนเป่าโจร

ใต้เท้าเยี่ยที่เป็นขุนนางอวี้ซื่อสอดคำขึ้นช้าก่อน ทัพเราเพิ่งมาถึง ไม่ล่วงรู้กำลังข้าศึก ไหนเลยไล่กวดตามดดยผลีผลามได้ ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ รู้เขารู้เรา จึงรบร้อยครั้งชนะร้อยครา พวกตาดมองโกลใช้ชีวิตบนหลังม้า ความสามารถในการเคลื่อนไหวสุดที่ทัพเราจะเทียบได้ ควรเฝ้ารักษาเมืองก่อน แล้วค่อยส่งหน่วยสอดแนมออกสืบหยั่งดูข้าศึก จากนั้นจึงคิดอ่านกัน

เจียงปิงร้อนใจขึ้นมากล่าวว่าใต้เท้าข้าศึกเสียขบวนรวนเร หากฉวยโอกาสไล่กวดตามจะเกิดผล อันว่าการทหารพึงฉับไว หากว่ารอจนพวกมันตั้งหลักมั่น ก็ยากจัดการได้แล้ว

เยี่ยอวี้ซื่อเห็นมันเพียงเป็นผู้ช่วยทหารคนหนึ่ง จึงแค่นหัวร่อกล่าวว่าน่าหัวร่อ อันว่ายุทธศาสตร์คือเหลี่ยมเล่ห์แต้มคู พึงพินิจพิเคราะห์จงหนัก เมื่อเคลื่อนพลใช้ม้าเทียมรถสี่ จำนวนนับพันคัน พลรบนับสิบหมื่น ส่งเสียงบำรุงเป็นพันลี้ ค่าใช้จ่ายวันละพันตำลึงทอง ทัพใหญ่เราเพิ่งมาถึง ยังไม่ตั้งหลักมั่น เสบียงบำรุงถูกทิ้งอยู่ด้านหลัง ไหนเลยบุ่มบ่ามผลีผลามได้?”

เจียงปิงแม้รู้หลักพิชัยสงครามอยู่บ้าง จะอย่างไรล่วงรู้อย่างจำกัด ถูกมันกล่าวอ้างเป็นพันเป็นหมื่นจนหัวหมุนงุนงง ไม่สามารถโต้ตอบได้

เยี่ยอวี้ซื่อแม้เป็นขุนนางบุ๋นชั้นที่ห้า เหอชานเจี้ยงมิอาจไม่ให้ความสำคัญกับมัน ที่ว่าเจี้ยนจวินเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสั่งการกองทัพ ดังนั้นจึงสอบถามเจียงปิงว่าข้าศึกที่ตีเมืองมีมากน้อยเท่าใด?”

เจียงปิงรีบกล่าวว่าเรียนใต้เท้า เมื่อคืนมีพวกตาดมองโกลเพียงร้อยกว่าคนมาก่อกวน แต่เช้าวันนี้เพิ่มเป็นเกือบสามพันคนโหมตีเมือง เมื่อครู่ยังระดมกำลังนับพัน ลากปืนใหญ่มาสองกระบอก หากมิใช่ใต้เท้ารุดมาอย่างทันการณ์ เมืองน้อยนี้คงถูกตีหักแล้ว

เยี่ยอวี้ซื่อพอฟังจึงกล่าวเป็นไร ข้าศึกส่งกำลังมาไม่ขาดสาย แสดงว่ามีกองหนุนหนุนเนื่องมา ไหนเลยไม่รอบคอบได้?”

เหอชานเจี้ยงจึงหันไปถามว่าหลิวกงกงเห็นเป็นอย่างไร?”

ขุนนางเจี้ยนจวินทั้งสองนี้เพียงทำหน้าที่เฉพาะหน้า เยี่ยอวี้ซื่อความจริงเดินทางมาตรวจสอบขุนนางท้องถิ่น ส่วนหลิวกงกงได้รับพระบัญชาออกจากเมืองหลวงมาจัดซื้อสิ่งของ ระหว่างที่เดินทางกลับ ถูกม้าเร็วแปดร้อยลี้สกัดไว้ ให้มารับหน้าที่เจี้ยนจวินพร้อมกับเยี่ยอวี้ซื่อ

หลิวกงกงพอฟังจึงกล่าว เหอเจี้ยนจวินองอาจหาญกล้า เยี่ยอวี้ซื่อเจ้าความคิด เรามีสายตาแคบสั้น ไม่สามารถแสดงความเห็นอันใด แต่ว่าทัพใหญ่เราเดินทางไกลมา มีสภาพอ่อนเปลี้ย หากไล่กวดตามข้าศึกโดยผลีผลาม มาตรว่าประมาทพลาดพลั้งกลับไม่ดีไม่งาม

เหอชานเจี้ยงเห็นขุนนางเจี้ยนจวินทั้งสองล้วนกล่าวเช่นนี้ จึงสั่งกล่าวว่าทัพกลางรับฟังคำสั่ง ให้ปี้ชุนกับซุนต้าจงตั้งทัพอยู่หน้าประตูเมือง ช่างแรงานประจำทัพกับช่างท้องถิ่นเร่งซ่อมประตูเมือง ทั้งส่งหน่วยสอดแนมออกสืบดูสถานการณ์ล่าสุดที่จุดพักม้าเอ้อหลี่ปั้นกับอู่หลี่ผู่

หยางหลิงชมดูจนลอบสั่นศีรษะครุ่นคิดไม่เกรงกลัวข้าศึกเสือร้าย กลับกลัวเกรงขุนนางสุกร นี่เป็นโอกาสอันดี แต่แล้วถูกหนึ่งบัณฑิตหนึ่งขันทีว่ากล่าวจนละทิ้งไป ช่างน่าเสียดายนัก

เหอชานเจี้ยงกล่าวสืบต่อหวงเสี้ยนเฮิงกับเจียงปาจ่งออกตรวจตราตัวเมืองพร้อมกับเราอืมม์ เจ๋อเฉิงที่นี้อยู่ที่ใด?”

หวงฉียิ่นรีบกล่าวว่าเรียนใต้เท้า หม่าเจ๋อเฉิงเสียชีวิตจากการสู้รบ

เหอชานเจี้ยงถามอีกว่าขุนนางจู่ปี้ของอำเภออยู่ที่ใด?”

หวงฉียิ่นน้อมกายกล่าวว่าหวังจู่ปู้นำใต้เท้ามินออกจากเมือง คาดว่าถูกทัพใหญ่ขวางเส้นทาง ยังไม่กลับมา หยางซือแหยผู้นี้ทำหน้าที่ดูแลชาวบ้าน ขอใต้เท้าชานเจี้ยงออกคำสั่งได้อย่างเต็มที่

เหอชานเจี้ยงกวาดมองหยางหลิงแวบหนึ่ง เห็นมันอายุยังเยาว์ ต้องงงงันวูบ หวงฉียิ่นจึงประสานมือกล่าวว่าเรียนใต้เท้า หยางซือแหยช่วยเหลือใต้เท้าดูแลจุดพักม้าจีหมิงเป็นระเบียบเรียบร้อย ขอใต้เท้าโปรดวางใจ

เหอชานเจี้ยงสำรวจดูหยางหลิงเที่ยวหนึ่ง สีหน้าอันเคร่งขรึมค่อยผ่อนคลาย กล่าวกับหยางหลิงว่าท่านส่งมอบงานที่ทำการอำเภอแก่หวงเสี้ยนเฉิง เปลี่ยนเป็นรักษาการณ์แทนเจ๋อเฉิงจุดพักม้าจีเฉิงชั่วคราว รับหน้าที่ส่งข่าวทางทหาร และการจัดส่งเสบียงบำรุง ยังมี คืนนี้เรากับใต้เท้าเจี้ยนจวินทั้งสองจะพักที่ทำการเจ๋อเฉิง ท่านจัดการให้เรียบร้อยด้วย

หยางหลิงรีบน้อมกายกล่าวว่าผู้น้อยน้อมรับคำสั่ง

เหอชานเจี้ยนหันไปกล่าวกับเยี่ยอวี้ซื่อกับหลิวกงกงว่าใต้เท้าเจี้ยนจวินทั้งสองเชิญ พวกเราไปตรวจดูมาตรการรักษาเมืองดู

หวงฉียิ่นสั่งให้หวังปันโถวเป็นเพื่อนหยางหลิงไปรับหน้าที่ทำการเจ๋อเฉิง จากนั้นชักชวนเจียงปิงไปเป็นเพื่อนใต้เท้าทั้งสาม หยางหลิงยืดเอวขึ้น ยามกะทันหันเหม่อลอยอยู่บ้าง หานโย่วเหนียงเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวเซี่ยงกง ท่านเป็นขุนนางเจ๋อเฉิง ถือว่าได้เลื่อนตำแหน่งหรือลดลง?”

หยางหลิงสั่นศีรษะกล่าวว่าเราหัวหมุนงุนงง

หานโย่วเหนียงอุทานดังอากล่าวว่าเมื่อครู่เซี่ยงกงคงถูกสิ่งของล้มทับบาดเจ็บ หรือว่าถูกเจียงปาจ่งโยกคลอนจนกระดูกเคลื่อนไป?”

หยางหลิงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่ามิใช่ ข้าพเจ้าไม่เคยรับตำแหน่งขุนนางเจ๋อเฉิง ไม่ทราบควรทำอะไร หวงเหลาก็เป็นเพื่อนทั้งหลายไปตรวจตราตัวเมือง หามีคนชี้แนะไม่

หานโย่วเหนียงกล่าวว่าอย่างนั้นไปสอบถามหวังจู่ปู้ ตอนนี้เพิ่งเป็นยามเที่ยง ยังมีเวลาจัดเตรียมที่พักให้กับใต้เท้าทั้งหลาย

หยางหลิงยกมือตบหน้าผากอย่างนึกได้ บอกให้นางกลับบ้านไปพักผ่อนก่อน จากนั้นชักชวนหวังปันโถวออกเดินทาง

ยามนี้ทัพใหญ่ยกเข้าเมือง จุดพักม้าจีหมิงปรากฏไพร่พลทหารเคลื่อนไหวขวักไขว่ กองทัพต้าหมิงแบ่งเป็นฐานที่มั่นกับค่ายทหารสองชนิด ทหารชายแดนสังกัดค่ายทหาร เหอชานเจี้ยงคุมนายทหารตูซือห้านาย ตูซือแต่ละนายคุมกำลังหนึ่งพันหนึ่งร้อยยี่สิบคน เท่ากับว่าภายในเมืองกำลังทหารห้าพันหกร้อยนาย ไม่ว่าจำนวนคนหรือขวัญกำลังใจล้วนเหนือกว่าพวกตาดมองโกล

เมื่อครู่หากฉวยโอกาสที่ข้าศึกเสียขบวน จัดทัพปักใส่จุดศูนย์กลางของฝ่ายตรงข้าม จากนั้นใช้กำลังจากสองปีกกลุ้มกระหนาบใส่ คงสร้างความเสียหายแก่พวกตาดมองโกลกว่าครึ่ง ตอนนี้กลับพลาดโอกาสอันดี นับเป็นที่น่าเสียดายนัก

หวังจู่ปู้ความจริงหามร่างมินเสี้ยนหลิ่งนำชาวบ้านหลบหนี กลับเห็นทัพใหญ่ยกเข้ามาทางประตูเมืองทิศเหนือ ย่อมไม่ต้องดำเนินการตามแผน จึงสั่งให้ใต้เท้ามินเข้าสู่ที่ทำการอำเภอก่อน แล้วค่อยรีบรุดกลับมา พอดีสวนทางกับหยางหลิงและหวังปันโถว

หยางหลิงกับหวังปันโถวล้วนขี่ม้า หยางหลิงความจริงไม่เคยขี่ม้า แต่เพื่อแข่งกับเวลา ได้แต่กัดฟันขึ้นม้า ถึงแม้ว่าไม่ได้ควบขับอย่างเร่งร้อน แต่ก็สั่นสะเทือนจนสองขาปวดเมื่อย ช่วงเอวแทบหักไป

หยางหลิงพอพบเห็นหวังจู่ปู้ ก็รีบแจ้งเรื่องที่ตนเองรักษาการตำแหน่งเจ๋อเฉิงให้ทราบ ทั้งขอคำแนะนำจากอีกฝ่าย หลังจากจับใจความได้ก็เดินทางไปยังที่ทำการเจ๋อเฉิง

ที่ทำการเจ๋อเฉิงเป็นตัวตึกห้าช่วงก่ออิฐถือไม้ โดครงสร้างใหญ่โตยิ่ง ช่วงแรกสุดเป็นจุดที่พัก ช่วงที่สองเป็นคลังเสบียง ห้องพนักงาน และห้องเก็บอุปกรณ์ ส่วนที่ทำการของขุนนางเจ๋อเฉิงกับที่พักอาศัยอยู่ในตึกช่วงสุดท้าย

หวังปันโถวถ่ายทอดคำสั่งทหาร หยางหลิงก็กลายเป็นขุนนางเจ๋อเฉิงโดยปริยาย จุดพักม้าจีหมิงมีขนาดเล็ก จึงไม่มีขุนนางดูแลเสบียง ดังนั้นขุนนางเจ๋อเฉิงยังควบตำแหน่งดูแลเสบียง หม่าเจ๋อเฉิงมีพนักงานชั้นผู้น้อยหกคน สี่คนดูแลกิจการในที่ทำการเจ๋อเฉิง อีกสองคนดูแลคลังเสบียง

เมื่อครู่การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด ทหารรักษาเมืองบาดเจ็บล้มตายสาหัส พนักงานผู้น้อยทั้งหกก็ถูกเรียกระดมไป ตอนนี้มีชีวิตเหลืออยู่เพียงสี่คน หนึ่งในจำนวนนั้นยังรับบาดเจ็บสาหัส หยางหลิงสามารถใช้สอยเพียงสามคน

หยางหลิงสั่งพวกมันเก็บกวาดห้องหับที่ดีที่สุดหลายหลังสำหรับใต้เท้าทั้งสาม ทั้งให้พวกมันสะสางคลังเสบียง ตรวจนับเสบียงที่รับมอบ ทำการจดบันทึกไว้

หลังจากสั่งการเสร็จสิ้น เหลียวมองดูรอบข้าง นึกถึงที่นี้เป็นที่ทำงานของหม่าเจ๋อเฉิง อดสะท้อนใจมิได้ มันเพียงมาก่อนตนเองหนึ่งวัน ตนเองเพราะช่วยเป็นพยานให้กับตระกูลหม่า ค่อยได้รู้จักกับมินเสี้ยนหลิ่ง จนสามารถหางานทำ แต่ว่าหม่าเจ๋อเฉิงรับตำแหน่งเดือนเศษก็เสียชีวิต ตนเองซึ่งเตรียมตัวตายกลับมีชีวิตอยู่ เรื่องราวทางโลกช่างยากหยั่งคาดจริงๆ

หยางหลิงครุ่นคิด สมควรไปหาหม่าอังสองซงเม่ย (พี่ชายน้องสาว) หรือไม่ ตอนนี้พวกมันคงทราบข่าวการตายของใต้เท้าหม่า ตนเองสมควรไปปลอบโยนพวกมัน แต่ตอนนี้รถม้าที่บรรทุกเสบียงสัมภาระของค่ายทหารรุดมาไม่ขาดสาย ตนเองกับพนักงานผู้น้อยทั้งหลายวิ่งวุ่นจนหัวหมุน ไม่มีเวลาไปแสดงความเสียใจจริงๆ

ยังมีหม่าเจ๋อเฉิงเพิ่งเสียชีวิต ตนเองก็เข้าแทนที่ หากว่าอยู่เบื้องหน้าสองซงเม่ยตระกูลหม่า เหล่าพนักงานผู้น้อยรุดมาขอคำชี้แนะ คงสร้างความเสียใจแก่หม่าอังสองซงเม่ยกว่าเดิม จึงเลิกล้มความคิดไป

หยางหลิงวุ่นวายกับการรับมอบเสบียงข้าวสาร จากนั้นขี่ม้าคุมหญ้าเสบียงไปตามประตูเมืองต่างๆ ขณะที่ผ่านบ้านอยู่อาศัย จึงกระโดดลงจากหลังม้า คิดเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เนื่องเพราะชุดที่สวมใส่สกปรกมอมแมมยิ่ง

เนื่องเพราะไม่เคยขี่ม้า ดังนั้นขาอ่อนด้านในเสียดสีจนเป็นผื่นแดง ต้องเดินถ่างขา มันกลัวหานโย่วเหนียงชมดูจนเจ็บปวดใจ พอเข้าประตูบ้านก็ชะลอฝีเท้าลง

เห็นหานโย่วเหนียงคาดผ้ากันเปื้อนลายดอกสีคราม นั่งห่อเกี๊ยวอยู่หน้าเตา พอเห็นฟูจวินกลับมา คล้ายนกดุเหว่าอันร่าเริง รีบรุดมารับหน้า ในอากาศก็มีกลิ่นของกับข้าว

หยางหลิงใช้จมูกสูดดม นั่นเป็นความรู้สึกของบ้าน เป็นความรู้สึกอันอบอุ่น เห็นข้างแก้มหานโย่วเหนียงมีคราบแป้งหมี่ติดอยู่ บนหม้อก็เรียงรายด้วยเกี๊ยวสี่แถว เกี๊ยวแต่ละลูกคล้ายง่วนป้อ* ขนาดเล็กก็มิปาน

* เงินตรารูปลิ่ม สองข้างนูนขึ้นมา

หยางหลิงยิ้มพลางกล่าวว่าท่านผู้นี้เรียกให้กลับมาพักผ่อน เพียงหุงข้าวสักหม้อก็พอ ยังห่อเกี๊ยวอันใด?”

หานโย่วเหนียงช่วยมันถอดชุดยาวที่สกปรกออก กล่าวเสียงอ่อนหวานว่าเซี่ยงกง วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่  ไหนเลยสุกเอาเผากินได้ นี่นี่ยังเป็นการเริ่มปีใหม่ของพวกเรา

หยางหลิงงงงันวูบ หนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวันนี้หวาดเสียวอันตราย กลับลืมเลือนว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ทั้งเป็นปีใหม่ของการย้อนเวลากลับมายังราชวงศ์หมิง กลับฟันฝ่าพร้อมกับหานโย่วเหนียง เมื่อมองดูรอยยิ้มอันอ่อนหวานปราศจากแววตัดพ้อของนาง ต้องเกิดความหดหู่ ไม่ทราบตนเองกับนางมีวาสนาผ่านวันขึ้นปีใหม่ปีที่สองหรือไม่

หยางหลิงกลัวหานโย่วเหนียงสังเหตเห็นสีหน้ามัน จึงหันไปหยิบฉวยชุดยาวตัวหนึ่ง ทางหนึ่งสวมใส่กล่าวว่าข้าพเจ้ากลับลืมเลือนไป ขากลับมาค่อยซื้อสุราอาหารมาดื่มฉลองกัน เป็นการชดเชยคืนสิ้นปี

หานโย่วเหนียงรับคำคราหนึ่งกล่าวว่าข้าพเจ้าวางชุดใหม่ที่ตัดเย็บให้กับเซี่ยงกงอยู่บนคั่งที่นอน รอท่านกลับมาค่อยผลัดเปลี่ยน

หยางหลิงรับคำดังอืมม์ รีบรุดออกไป พลิกตัวขึ้นม้า ควบขับกลับตัวเมืองด้านใต้ ที่นอกเมืองด้านใต้ประจำการด้วยทหารสองขบวน ยามนี้กำลังก่อเตาหุงข้าว จนควันไฟคละคลุ้ง

เมื่อขึ้นกำแพงเมืองไปสอบถามดู หวงฉียิ่นกับเจียงปิงเป็นเพื่อนใต้เท้าทั้งหลายไปรับประทานอาหารที่เหลาหงเยียน ช่างแรงงานที่ซ่อมประตูเมืองก็พักงานแล้ว หยางหลิงเห็นไม่มีเรื่องใดกระทำ จึงนำพนักงานผู้น้อยทั้งหลายเดินทางกลับ

นับตั้งแต่เมื่อเช้ารับประทานข้าวชามหนึ่ง จนบัดนี้ไม่มีอาหารตกถึงท้อง ถึงแม้มันเริ่มเรียนรู้เคล็ดลับในการขี่ม้า ยังรู้สึกว่าขี่ม้าทุกข์ทรมานกว่าเดินเหิน ยามขี่บนหลังม้าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ปากคอก็แห้งผาก เห็นที่ข้างทางมีบ่อน้ำ จึงกระโดดลงจากหลังม้า ใช้เครื่องกว้านชักรอกน้ำบ่อขึ้นมาถังหนึ่ง

น้ำบ่อใสเย็น มีแผ่นน้ำแข็งเบาบางลอยอยู่ หยางหลิงกอบน้ำบ่อ ดื่มลงไปหลายอึก พานใช้น้ำบ่อล้างหน้าล้างตา ค่อยยืดกายขึ้นบิดขี้เกียจคราหนึ่ง

ยามนั้นภายในค่ายนอกเมืองปรากฏม้าเร็วสิบกว่าตัวควบขับมา เนื่องเพราะควบม้าอย่างรวดเร็ว พอเห็นผู้คนที่ข้างบ่อสวมเครื่องแบบของที่ทำการเจ๋อเฉิง แม่ทัพที่นำขบวนรีบหยุดม้า แต่ยังล้ำหน้าไปสิบกว่าวา ค่อยวกม้ากลับมา

หยางหลิงเห็นท่ามกลางไพร่พลทหาร ห้อมล้อมแม่ทัพนายหนึ่ง คนผู้นี้มีอายุราวสี่สิบปี รูปร่างผอมสูง ใต้คางไว้เคราหรอมแหรม เมื่อเพ่งตามองดู เห็นมันโหนกแก้มนูนสูง ตาสามเหลี่ยมมีตาขาวมากกว่าตาดำ มันมือยึดสายบังเหียน อีกมือหนึ่งถือแส้มา มองจากเบื้องสูงลงมา ถามว่าพวกเจ้าเป็นคนของที่ทำการอำเภอ?”

หยางหลิงเป่าลมหายใจใส่มือที่ถูกแช่แข็งจนแดง กล่าวว่าเจียงจวิน (ท่านแม่ทัพ) เป็นท่านใด มีกิจธุระใด?”

ทหารคนสนิทที่ข้างกายแม่ทัพนั้นตวาดว่าบังอาจ ยามอยู่เบื้องหน้าปี้ตูซือ* พวกเรา ยังมิรีบตอบคำอีก?”

* ตูซือเป็นยศตำแหน่ง ดูแลกิจการทางทหาร

หยางหลิงพอฟังว่าเป็นแม่ทัพชั้นที่สี่ กลับไม่กล้าล่วงเกิน รีบยืนตัวตรง ประสานมือกล่าวว่าผู้น้อยรักษาการณ์ตำแหน่งขุนนางเจ๋อเฉิง ไม่ทราบเจียงจวินมีคำสั่งใด?”

แม่ทัพนั้นตวัดแส้ม้า ปลายแส้ก็พุ่งผ่านข้างหูหยางหลิงไป สร้างความแตกตื่นแก่หยางหลิงจนสะดุ้งเฮือกใหญ่ เรียกเสียงหัวรอจากทหารคนสนิทหลายคน หยางหลิงบันดาลโทสะ ถลึงมองแม่ทัพยศตูซือนั้น แม่ทัพนั้นกล่าวเสียงเย็นชาว่าขุนนางเจ๋อเฉิงตัวเล็กๆ ช่างบังอาจนัก เราแม่ทัพรีบรุดมาทั้งยามวิกาล ช่วยชีวิตชาวบ้านจุดพักม้าจีหมิงนับหมื่น กลับปล่อยให้ไพร่พลของเราแม่ทัพอดอยากหิวโหว ไยมิใช่น่าแค้นนัก?”

หยางหลิงความจริงนึกแค้นแม่ทัพตูซือท่านนี้เย่อหยิ่งยโส พอฟังต้องงงันวูบ กล่าวว่านี่เป็นไปได้อย่างไร?” พลางชี้มือไปยังควันไฟทิศใต้ กล่าวว่าข้าพเจ้าสั่งให้พนักงานที่ทำการเจ๋อเฉิงแจกจ่ายเสบียงไป ที่นอกเมืองกำลังหุงหาอาหาร ไฉนบอกว่าอดอยากหิวโหย?”

ปี้ตูซือแค่นหัวร่อกล่าวว่านั่นเป็นค่ายของซุนต้าจง ไพร่พลของเราปี้ชุนก็เป็นทหารหมิง จนบัดนี้ทั้งไมดได้รับเสบียงเพียงครึ่งหนึ่ง หรือจุดพักม้าจีหมิงจะให้พวกเราหิ้วท้องออกไปสังหารข้าศึก?”

หยางหลิงบังเกิดความคิดประการหนึ่งขึ้นมีการยักยอกเสบียงหรือ?’ มันเพิ่งสำรวจคลังเสบียงในที่ทำการเจ๋อเฉิง เห็นคลังเสบียงทั้งสองกองสุมด้วยเสบียงและหญ้า เพียงพอสำหรับทหารม้าพันนายรับประทานสิบวัน เป็นผู้ใดกล้ายักยอกเสบียงทั้งที่เกิดศึกสงครามเช่นนี้

หยางหลิงหน้าเขียวคล้ำ ประสานมือคารวะต่อปี้ตูซือ กล่าวว่าใต้เท้า นี่เป็นความผิดพลาดของผู้น้อย ขอใต้เท้าส่งพ่อครัวไปยังที่ทำการเจ๋อเฉิง ผู้น้อยจะกลับที่ทำการไป แจกจ่ายเสบียงทหารให้ด้วยตัวเอง

พนักงานผู้น้อยที่ข้างกายมันผู้หนึ่งลอบกระตุกแขนเสื้อมัน คล้ายมีคำพูดจะกล่าว แต่หยางหลิงไม่แยแสสนใจ ยังคงบอกกล่าวจนจบความ

ปี้ตูซือนั้นพอฟัง สีหน้าค่อยผ่อนคลาย ใช้ตาสามเหลี่ยมสำรวจดูหยางหลิงอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวท่านเรียกว่าอะไร?”

หยางหลิงตอบว่าผู้น้อยรักษาการณ์ตำแหน่งขุนนางเจ๋อเฉิงจุดพักม้าจีหมิงหยางหลิง

ปี้ตูซือผงกศีรษะกล่าวว่าเราจะจำไว้ เจิ้งต้าเผิงเจ้าห้อม้าไล่กวดตามกวนโซ่วอิง สั่งพวกมันอย่าได้แย่งชิงเสบียง บอกว่าหยางเจ๋อเฉิง (ขุนนางเจ๋อเฉิงแซ่หยาง) กำลังจะเปิดคลังเสบียง เราจะกลับค่ายไปรอฟังข่าวของพวกเจ้า…”

ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง ภาค 1 เล่ม 1 (หน้า 167 - 175)

อ่านก่อนซื้อวันที่ : 21 มีนาคม 2561

เปิดคลังจ่ายเสบียง

ปี้ตูซือพอกล่าวจบ ก็นำทหารคนสนิทควบม้าออกจากเมือง หยางหลิงฟังว่าปี้ตูซือส่งคนไปแย่งชิงเสบียงที่ที่ทการเจ๋อเฉียง ก็ไม่คำนึงถึงอาการปวดขา ขึ้นม้าควบขับไปยังที่ทำการเจ๋อเฉิง

พนักงานผู้น้อยที่กระตุกแขนเสื้อมันเร่งม้าถึงข้างกายหยางหลิง กล่าวว่าใต้เท้า ท่านไม่คสรรับปากมอบเสบียงทหารแก่พวกมัน ตอนนี้ทำอย่างไรดี?”

หยางหลิงอดตวาดมิได้ว่าหรือจะให้เหล่าไพร่พลหิ้งท้องออกไปทำศึก ไม่ว่ายุคสมัยใด ผู้ที่ยักยอกเสบียงต้องถูกตัดศีรษะ

พนักงานผู้น้อยนั้นฝืนยิ้มพลางกล่าวว่าใต้เท้า พนักงานผู้น้อยเช่นพวกเราไหนเลยกล้ายักยอกเสบียงทหาร เป็นพวกมันพกเสบียงมาไม่เพียงพอ จะโทษว่าผู้ใดได้?”

หยางหลิงกระชากเสียงว่าเหลวไหล คลังเสบียงทั้งสองแห่งมีหญ้าเสบียง เพียงพอให้รับประทานสิบวัน ท่านกล้าหลอกลวงเราซึ่งหน้า?”

พนักงานผู้น้อยนั้นกล่าวว่าผู้ต่ำต้อยมิกล้า เสบียงในคลังเป็นของกำลังหลัก ส่วนพวกมันที่เป็นกำลังป้องกันเพียงนำเสบียงมาเล็กน้อย เกี่ยวข้องใดกับพวกเรา?”

หยางหลิงฉุกใจคิด รีบถามไถ่รายละเอียด พนักงานผู้น้อยนั้นเดินทางพลางบรรยายพลาง บอกกล่าวต่อหยางหลิงอย่างละเอียด

ที่แท้เหอชานเจี้ยงคุมกำลังพลห้าค่ายประจำอยู่หน้าประตูเมืองตะวันออก ตกและใต้ เป็นกำลังหลักของพื้นที่ ส่วนกองกำลังที่บุกออกไปสู้ศึกรอบแรก ค่ายหนึ่งนำโดยซุนต้าจง เรียกว่ากำลังต่างถิ่น หรืออีกนัยหนึ่งเป็นกองกำลังจากมณฑลเหอหนาน ได้รับการจัดสรรกำลังพล หญ้าเสบียง ตลอดจนม้าพาหนะและดาบทวนจากต้นสังกัด ส่วนกำลังของปี้ชุนเรียกว่ากำลังป้องกัน ดึงมาจากฐานที่มั่นเจ๋อเจียงเว่ย หลังจากเสร็จงานต้องกลับไป

คราครั้งนี้ชนเผ่าตาร์ตาร์ของมองโกลโจมตีจุดที่พักม้าพร้อมกันสิบกว่าแห่ง ไฟสงครามพอถูกส่งถึงนครหลวง แม่ทัพจ่งปิงประจำเขตเซวียนฝู่ จัดส่งแม่ทัพชานเจี้ยงสามนายมาช่วยเหลือเมืองจุนลู่ ไหวไหลและเช่อเสี้ยน ทั้งส่งแม่ทัพยศอิ๋วชีอีกสองนายมาประสานเสริม ดังนั้นทัพใหญ่ล่วงหน้ามาก่อน หน้าที่จัดส่งเสบียงบำรุงเป็นของแม่ทัพหย่งหนิงชานเจี้ยง ส่วนกองกำลังของซุนต้าจงกับปี้ชุนไมได่นำเสบียงมาอย่างเพียงพอ

ซุนต้าจงแม้เป็นกำลังต่างถิ่น แต่สามารถรับเสบียงจากกำลังหลัก หลังจากนั้นเพียงรายงานต่อขุนนางคลังเสบียงประจำเขต หักเงินและเสบียงที่ส่งมาจากเจ๋อเจียงก็พอ แต่กำลังป้องกันเพียงดึงมาชั่วคราว หลังฤดูใบไม้ผลิต้องกลับสู่ที่ตั้ง จะให้ทวงถามหญ้าเสบียงจากผู้ใด?

หยางหลิงพอฟัง รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง กองทัพเป็นหน่วยงานสำคัญ ระบบการจัดส่งกำลังบำรุงกลับแข็งทื่อ ไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ทราบเป็นคนปัญญาอ่อนใดกำหนดขึ้น มิน่าเล่าเมื่อครู่เดินไปทั่วเมือง เห็นไพร่พลทหารแต่งเครื่องแบบ พกอาวุธที่ผิดแผกแตกต่าง

ยามนี้หยางหลิงทราบว่าเมื่อครู่ตนเองรับปากเร็วเกินไป แต่หากไพร่พลทหารรับประทานไม่อิ่ม จะมีขวัญและกำลังใจอย่างไร ปี้ชุนไม่ได้นำเสบียงมา ขอเพียงทำหนังสือถึงขุนนางคลังเสบียงประจำเขต คาดว่าคงมีปัญหาไม่มากนัก

อาทิตย์เคลื่อนคล้อยสู่ทิศตะวันตก ที่ทำการเจ๋อเฉิงถูกปกคลุมอยู่ใต้หิมะขาว เส้นทางตามรายทางทุกระยะยี่สิบก้าว จะแขวนโคมสีสันกระเทาะหลุดร่วงดวงหนึ่ง บนเส้นทางจอดไว้ด้วยรถม้าห้าคัน แว่วเสียงผู้คนจอกแจกจอแจ ล้วนเป็นสำเนียงชาวใต้ ทั้งหมดกุมดาบกระชับทวน มีจำนวนสี่สิบกว่าคน ที่หน้าที่ทำการเจ๋อเฉิงมีเจ้าหน้าที่สี่สิบกว่านายถือกระบองไม้พลอง อยู่ภายใต้การนำของพนักงานผู้หนึ่ง ยืนอุดประตูคลังเสบียงไว้ ทำการโต้เถียงกับพวกมัน

หยางหลิงใจเขม็งตึงเครียด รีบรุดไปร้องบอกว่าล้วนหยุดมือ มีเรื่องใดให้บอกต่อเรา

เห็นทหารคนสนิทของปี้ชุนนามเจิ้งต้าเผิงยืนอยู่ข้างกายนายทหารที่พาดดาบสันหน้าประทับห่วงอยู่บนไหล่ คนผู้นี้หน้าดุร้าย คล้ายนักฆ่าสัตว์มากกว่า เจิ้งต้าเผิงเห็นหยางหลิงมาถึง จึงกระซิบบอกต่อทหารนั้นหลายคำ นายทหารนั้นยกมือขึ้น เหล่าไพร่พลทหารก็สงบสุ้มเสียงลง

พนักงานผู้น้อยที่หน้าประตูคลังเสบียงรีบรุดออกมา ร้องว่าใต้เท้าเจ๋อเฉิงมาแล้ว ใต้เท้าไพร่พลเหล่านี้คิดแย่งชิงเสบียงไป…”

นายทหารที่ข้างกายเจิ้งต้าเผิงถลันออกมากล่าวว่าพวกเราเพิ่งเสี่ยงชีวิตมา ไม่อาจรับประทานเสบียงหรือ?”

หยางหลิงกล่าวกับพนักงานที่หน้าประตูเสบียงว่าเราทราบว่าพวกมันเป็นกำลังป้องกัน และเป็นกำลังต่างถิ่น เสบียงบำรุงของพวกมันยังส่งมาไม่ถึงพลางกวาดมองไพร่พลทหารเหล่านั้นแวบหนึ่ง กล่าวว่าเรายังทราบว่าพวกมันเป็นกองกำลังอันอาจหาญ บุกตะลุยนำหน้า ขับไล่พวกตาดมองโกลเตลิดเปิดหนี ช่วยชีวิตพ่อแม่พี่น้องจุดพักม้าจีหมิงไว้

มันกล่าวกับไพร่หลทหารเหล่านั้นว่าหากข้าพเจ้าดูไม่ผิด ขบวนปืนไฟนั้นสังกัดค่ายของพวกท่านกระมัง?”

นายทหารนั้นกล่าวด้วยความถือดีว่ามิผิด ทัพเหนือได้รับจัดสรรปืนไฟอย่างจำกัด มีแต่ทัพใต้เราที่จัดตั้งขบวนปืนไฟ

หยางหลิงผงกศีรษะกล่าวว่าตอนนี้ข้าศึกถอยร่น ทุกคนในที่นี้สามารถรับประทานข้าวนอนหลับอย่างวางใจ ที่แท้อาศัยอะไร ล้วนอาศัยไพร่พลที่หาญกล้าเฝ้ารักษาอยู่นอกเมือง จนพวกตาดมองโกลไม่กล้ารุกล้ำเข้ามาอีก

มันร้องดังๆ ว่าพวกท่านลองบอกว่าอาศัยอะไรไม่มอบเสบียงให้ หรือจะให้เหล่าทหารหิ้วท้องเฝ้าอยู่นอกเมืองให้กับพวกเรา ผู้หาญกล้าทั้งหลายหลั่งเลือดให้กับพวกเรา พวกเราไม่อาจให้เหล่าผู้หาญกล้าทั้งหลั่งเลือดและหลั่งน้ำตา

ยุคสมัยนั้นมีผู้ใดสนใจว่าเหล่าไพร่พลทหารคิดอะไร มีผู้ใดให้ความสำคัญพวกมัน เหล่าไพร่พลทหารพอฟัง ต้องลดดาบทวนลง สีหน้าทั้งภาคภูมิทั้งสำนึกตื้นตัน

หยางหลิงกล่าวอีกว่ายังมีพวกมันมาจากเจียงเจ๋อ* เจียงเจ๋อได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ป้อนอาหารให้กับทั้งแผ่นดิน ไหนเลยหยิบยืมเสบียงไม่ชดใช้ได้?”

* ชื่อย่อของมณฑลเจียงซูกับเจ๋อเจียง

นายทหารนั้นถูกหยางหลิงยกยอราวกับเป็นวีรบุรุษประชาชาติ จึงยกมือตบอกกล่าวว่ามิผิด เราก่วนโซ่วอิงขอใช้ศีรษะเป็นประกันว่า เมื่อเสบียงฝ่ายเรามาถึง จะชดใช้คืนให้กับคลังเสบียงจนหมดสิ้น

หยางหลิงลอบระบายลมหายใจโล่งอก ปรายตาบอกใบ้ต่อพนักงานที่หน้าประตูคลังเสบียงนั้น ตวาดว่ายังไม่เปิดคลังเสบียงอีก?” พลางหันไปกล่าวกับกวนโซ่วอิงว่ากวนเจียงจวิน (แม่ทัพแซ่กวน) ต้องขออภัยที่ให้พี่น้องทั้งหลายรับประทานช้าไป แต่ว่านี่เป็นคลังเสบียงของทางการ ต้องรอให้คนของเราชั่งน้ำหนัก แล้วค่อยส่งเสบียงให้

กวนโซ่วอิงถูกเรียกหาจนยิ้มแย้มแจ่มใส ร้องสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสงบเสงี่ยมกว่านี้ จากนั้นตบไหล่หยางหลิง กล่าวว่าเราเป็นหัวหน้าขบวนทหารคนสนิทของใต้เท้าปี้ ขอคบหาหยางเจ๋อเฉิงเป็นสหายแล้ว

หัวหน้าขบวนทหารคนสนิทแม้มีตำแหน่งไม่สูงนัก แต่ถือเป็นคนสนิทของปี้ชุน หยางหลิงย่อมยกยอปอปั้น สร้างความอิ่มเอมใจแก่กวนโซ่วอิงยิ่ง

อย่างลำบกยากเย็น ค่อยส่งทหารขบวนนี้จากไป หยางหลิงจึงพกความเหนื่อยล้าจนสายตัวแทบขาดเดินทางกลับบ้าน พอเข้าประตูบ้านก็ล้มตัวลงบนคั่งที่นอน

หานโย่วเหนียงรีบถอดรองเท้าเซวี่ยจื่อให้ ยกเท้าของมันขึ้นมาบนคั่งที่นอน แล้วนั่งลงที่ด้านข้าง ช่วยทุบต้นขาให้ กล่าวว่าเซี่ยงกงเหน็ดเหนื่อยกระมัง พักผ่อนสักครู่แล้วค่อยรับประทานข้าวเถอะ

บนคั่งที่นอนอบอุ่น มือของหานโย่วเหนียงก็อ่อนนุ่ม หยางหลิงรับการปรนนิบัติจนคร้านที่จะลืมตาขึ้น พึมพำว่าโย่วเหนียง ข้าพเจ้าปวดเมื่อยไปทั่วร่าง

หานโย่วเหนียงจึงเปลี่ยนจากทุบเป็นบีบนวด เม้มปากหัวร่อกล่าวว่าโย่วเหนียงบีบนวดให้กับเซี่ยงกง หากว่ามีเหล้ายาก็ประเสริฐ รับรองว่าพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาจะไม่ปวดอีก

หยางหลิงส่งเสียงดังอืมม์ ผ่อนคลายร่างกายรับการบีบนวดจากนาง จากนั้นนึกได้อันใด รีบลืมตาขึ้นกล่าวว่าร่างกายเราอ่อนแอ หลังจากนี้ควรฝึกฝนสักครา ใช่แล้ว เพลงไม้พลองเมื่อเช้าวันนี้ของท่านร้ายกาจยิ่ง เรียกว่าเพลงไม้พลองอันใด?”

หานโย่วเหนียงหน้าแดงวูบ กล่าวอย่างกระบิดกระบวนว่านั่นเป็นท่าเพลงชนบท เซี่ยงกงถามไถ่ทำอะไร?”

หยางหลิงได้ยินน้ำเสียงของนางกระบิดกระบวนอยู่บ้าง ต้องพิจารณาดูนาง เห็นนางเพิ่งผ่านการสระผม ผมยาวสยายบนหัวไหล่ด้านหลัง เรียบลื่นเป็นประกาย ตากลมโตใต้คิ้วเรียวโค้งไม่สามารถโป้ปดได้ คล้ายหลีกเลี่ยงอันใด ต้องครุ่นคิดหรือว่าเป็นไม้ตายประจำตระกูล ไม่อาจถ่ายทอดออกไป?’

มันแม้ทราบว่าหานโย่วเหนียงมอบจิตมอบใจต่อตนเอง แต่หากว่าเป็นกฎประจำตระกูลอันใดจำต้องปฏิบัติตาม ดังนั้นกล่าวว่านี่เป็นวิชาประจำตระกูลหาน ห้ามมิให้คนนอกร่ำเรียนกระมัง ข้าพเจ้าวู่วามไปแล้ว

ยุคสมัยสั้นสตรีพอแต่งออก ถือว่าบ้านสามีเป็นบ้านของตัวเอง บ้านมารดากลับกลายเป็นคนนอก หากเอนเอียงไปทางบ้านมารดา ก็เป็นหนึ่งในเจ็ดข้ออ้างที่บุรุษสามารถหย่าขาดจากภรรยา ดังนั้นหานโย่วเหนียงรีบกล่าวว่ามิใช่ หากเซี่ยงกงคิดร่ำเรียน โย่วเหนียงไหนเลยไม่ถ่ายทอดให้ เพลงไม้พลองนี้เป็นท่านพ่อร่ำเรียนจากวัดเส้าหลินมณฑลเหอหนาน เรียกว่าเรียกว่าเพลงไม้พลองมารวิปลาส

สมัยราชวงศ์หมิง ทางการควบคุมการออกบวชอย่างเข้มงวด ผู้ที่อายุต่ำกว่าหกสิบปีคิดออกบวช ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดากับขุนนางท้องถิ่น จากนั้นเดินทางขึ้นนครหลวงรับการทดสอบ หากท่องพระคัมภีร์ได้อย่างแตกฉาน ค่อยออกตู้เตี๋ย* ให้ ดังนั้นวัดวาต่างๆ เห็นว่าไม่มีผู้สืบทอดวิชา ได้แต่รับศิษย์ฆราวาส ดังนั้นมณฑลเหอหนานเหอเป่ยมีศิษย์ฆราวาสวัดเส้าหลินมากมาย บิดาของหานโย่วเหนียงยากจนข้นแค้น จึงดั้นด้นไปยังวัดเส้าหลินขออาหารรับประทาน ค่อยร่ำเรียนวิชาฝีมือได้

* สุทธิบรรณหรือหนังสือรับรองการออกบวช

หยางหลิงพอฟังคำเพลงไม้พลองมารวิปลาส ค่อยนึกถึงสีหน้าอันเอียงอายของหานโย่วเหนียง พลันเข้าใจในบัดดล อดหัวร่อคิกคักมิได้

หานโย่วเหนียงหน้าแดงขึ้นมา กล่าวว่าโย่วเหนียงความจริงไม่คิดบอก เป็นเซี่ยงกงบีบบังคับผู้อื่นบอกออกมาพอฟังยังหัวร่อเยาะผู้อื่นอีก?”

กล่าวพลางเชิดปากจนสูงชัน หยางหลิงหัวร่อท้องคัดท้องแข็ง เห็นนางมีสีหน้าคับแค้นเคืองขุ่น ต้องโอบรั้งหานโย่วเหนียงเข้ามาในอ้อมอก กล่าวว่าข้าพเจ้าความจริงไม่รู้สึกน่าหัวร่อ เป็นท่านอ่อนไหวไปเอง เมื่อนึกถึงหญิงสาวที่งามหยดย้อยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ร่ายรำเพลงไม้พลองมารวิปลาสอันใด ก็อดหัวร่อมิได้

หานโย่วเหนียงปั้นหน้าเคร่งเครียด แต่ดวงตาปรากฏรอยยิ้มขึ้น สุดท้ายหัวร่อคิกออกมา พลางยกมือตบต้นขาหยางหลิงแดหนึ่ง กล่าวว่าเซี่ยงกงเลวยิ่ง จงใจหัวร่อเยาะผู้อื่น

หยางหลิงถูกนางตบจนแยกเขี้ยวยิงฟันออกมา ร้องโอยกล่าวว่าลงมือเบากว่านี้ อานม้านั้นแข็งกระด้างไป ข้าพเจ้าขี่ม้าจนต้นขาถูกเสียดสีจนแทบปริแตกแล้ว

หานโย่วเหนียงใจหายวาบ เปลี่ยนเป็นใช้มือน้อยๆ ลูบไล้ต้นขาหยางหลิง ถามว่าตอนนี้ยังปวดหรือไม่ หลังจากรับประทานข้าว ค่อยไปที่ร้านขายยาสมานแผลมา

หยางหลิงส่งเสียงกระแอมกล่าวว่าไม่ต้อง ข้าพเจ้าขาดหารฝึกฝนเองพอแล้ว ไม่ต้องนวดเฟ้นอีก

ยาโถวนางนี้บางครั้งรู้ความ บางครากลับไม่ล่วงรู้อันใด เมื่อใช้มือน้อยๆ ทั้งคู่ลูบไล้ตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับจุดยุทธศาสตร์ เท่ากับปลุกไฟราคะของมัน คล้ายกับโยนเรือชูชีพที่เหี่ยวแฟบลงในทะเล ต่อจากนั้นพองโตขึ้นมา จนผงาดชี้ฟ้าก็มิปาน

หยางหลิงรีบงอเอวลง ปกปิดท่วงท่าอันทุเรศไว้ ค่อยระบายลมจากปากคำหนึ่ง จากนั้นพบว่าใบหน้าอันงดงามของหานโย่วเหนียงยื่นใหล้เข้ามา จนปอนผมกระทบถูกข้างแก้มของมัน เกิดอาการคันจนคิดจามออกมา

ใบหน้าของหานโย่วเหนียงแฝงกลิ่นหอมเจือจาง ปลุกกระตุ้นให้หยางหลิงไม่ยอมอยู่นิ่ง มือที่วางอยู่บนต้นขาของนางคล้ายร้อนลวกราวอัคคี จนหยางหลิงต้องโอบกอดร่างของหานโย่วเหนียงไว้ หอมแก้มนางฟอดหนึ่ง

หานโย่วเหนียงสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ร่างกลายเป็นแข็งทื่อ ใบหน้านางเรียบลื่น แฝงแรงดีดสะท้อนราวหนังที่ถูกแช่แข็ง หยางหลิงอดจูบปากนางคราหนึ่งมิได้ ใบหน้าของหานโย่วเหนียงก็กลายเป็นร้อนผ่าว ร่างไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว แต่ดวงตากลายเป็นหยาดเยิ้มขึ้นมา แฝงความตื่นเต้น ความเอียงอาย ยังมีความยินดีและความรักอันลึกล้ำ ริมฝีปากก็ชุ่มชื้นราวกับผลท้อที่สามารถปลิดลงมารับประทานได้ทุกเมื่อ

หยางหลิงหักห้ามความต้องการอันรุนแรงไว้ กล่าวเสียงแหบพร่าว่าข้าพเจ้าหิวแล้ว รับประทานเกี๊ยวเถอะ

หานโย่วเหนียงส่งเสียงรับคำจากในจมูกร่างกลับไม่ขยับเคลื่อนไหว ตาเป็นประกายเลื่อมพราย เย้ายวนใจอย่างบอกไม่ถูก

หานโย่วเหนียงแสดงท่าทีว่ายินยอมให้ท่านเด็ดดมเชยชม ในสายตาของหยางหลิง มีความรู้สึกว่า ดอกไม้ช่อนี้ตระเตรียมปล่อยให้ย่ำยีตามอำเภอใจ

หากบอกว่าหานโย่วเหนียงคล้ายหญ้าอ่อนต้นหนึ่ง อย่างนั้นบนศีรษะของหยางหลิงตอนนี้คล้ายปรากฏเขาควายที่หยาบใหญ่งอกเงยออกมาคู่หนึ่ง ปรารถนาใคร่กลืนกินหานโย่วเหนียงลงท้องไป จากนั้นค่อยขย้อนออกมา ขบเขี้ยวความหอมจรุงของนางอย่างช้าๆ

รู้สึกมีกลิ่นกายสาวระเหยจากร่างหานโย่วเหนียง ชอนไชเข้าจมูกของหยางหลิง จนไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ต้องยื่นมือช้อนรองต้นคอของนาง สัมผัสกับความหอมหวนของนาง

ริมฝีปากทั้งสองคู่ประกบเข้าหากัน หานโย่วเหนียงหอบหายใจ เปิดพื้นที่ปล่อยให้มันรุกล้ำโดยที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน หยางหลิงสัมผัสรสชาติที่หอมสดใสของนาง พร้อมกับใช้นิ้วมือแบะปกเสื้อของนางออก

หานโย่วเหนียงส่งเสียงครางเบาๆ ออกมา สติสัมปชัญญะเลอะเลือน ร่างอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมอกของมัน กลิ่นกายอันสาวบริสุทธิ์ของนาง ช่วยขจัดความเหน็ดเหนื่อยให้กับหยางหลิง ผ่านไปเนิ่นนาน ค่อยถอนริมฝีปากจากริมฝีปากสีแดงสดของหานโย่วเหนียงมา

หานโย่วเหนียงเปิดเผยเสน่ห์ของอิสตรีออกมา ตาหยาดเยิ้มปานจะหยด ริมฝีปากก็ชุ่มชื้น ฉายแววเกียจคร้านออกมา

คราครั้งนี้หยางหลิงเพียงจุมพิตเบาๆ จากนั้นกล่าวว่าเหนียงจื่อ (คำเรียกภรรยา) ยกอาหารมาให้กับเราผู้เป็นสามีได้แล้วหรือไม่?”

หานโย่วเหนียงความจริงใช้ดวงตาที่แวววาวมองดูมัน พอฟังค่อยอุทานดังอา คล้ายสะท้านตื่นจากความฝัน จัดแจงปกเสื้ออย่างเอียงอาย รีบกระโดดลงสู่พื้น สาวเท้าเดินออกไป ได้ยินห้องด้านนอกบังเกิดเสียงถ้วยชามกระทบกัน แสดงว่านางมือไม้ปั่นป่วน ยังไม่คืนสู่ความสงบ

หยางหลิงยิ้มเล็กน้อย คีบนิ้วมือตัวเองที่ปลายนิ้วยังติดกลิ่นหอมจากปทุมถันแรกตูมของนาง นึกเสียใจที่กล่าววาจาโป้ปดนั้นออกไป

หากมิใช่กล่าวโป้ปดเช่นนั้น ตอนนี้ตนเองไยมิใช่ได้ครอบครองเรือนร่างอันงดงามนั้นแล้ว วันเวลาเหล่านี้มันทำความเข้าใจกับนิสัยใจคอของนาง ทราบว่าต่อให้นางยังครองตัวบริสุทธิ์ ชีวิตนี้คงไม่แต่งงานใหม่อีก ภายใต้ค่านิยมที่ปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก สุดที่มันจะเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อนึกถึงกำหนดเวลาที่เหลืออยู่สองปี นึกถึงตนเองอาจจากไปได้ทุกเมื่อ มันไม่มีความกล้าครอบครองนาง ไม่สามารถใช้สิทธิ์ของสามีได้ ไม่ว่ายุคสมัยนี้ยากจนข้นแค้นเพียงไหน มันก็ไม่อาจหักใจจากไป เนื่องเพราะที่นี้มีภรรยาที่มันห่วงพะวงอยู่นางหนึ่ง