ตอนที่ 1 จากลาบ้านเกิด

ยามพลบค่ำเจ้าของร้านหันหยวนของชำจางโหย่วไฉในมือถือห่อใบบัว ก้าวเดินสวบๆ ไปยังบ้านพักของตนเอง

ภายในห่อใบบัวเป็นเนื้อหมูสันในชิ้นหนึ่ง หน้ากว้างครึ่งเชียะ (ประมาณหกนิ้ว) เนื้อหนาสามนิ้ว ห่อหุ้มด้วยใบบัวสองชั้น ไขมันจากเนื้อหมูยังไหลซึมออกมา จิตใจของจางโหย่วไฉก็คล้ายกับห่อใบบัวในมือ เอิบอิ่มและอ่อนนุ่ม เปี่ยมล้นด้วยความอบอุ่นใจ

ไฉสู (อาไฉ) ไปซื้อเนื้ออีกแล้วหรือ!?” ช่างตีเหล็กแซ่หลี่ที่เปิดร้านอยู่หน้าปากซอยจมูกไว ห่างกันไกลลิบ ยังได้กลิ่นหอมๆ ของเนื้อในมือจางโหย่วไฉ มันก้าวเดินเข้ามาทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ใช่ ใช่!” จางโหย่วไฉขยับข้อมือชั่งน้ำหนักเนื้อในมือ มันกลัวเหล่าบ้านใกล้เรือนเคียงไม่ได้ยิน จงใจเปล่งเสียงดังว่าบัดซบ เนื้อหมูชิ้นเท่านี้ ถึงกับกล้าขายให้ฉันสองเหรียญครึ่ง ( เชิงอรรถ – *เหรียญในที่นี้หมายถึงเหรียญต้าหยางที่ใช้ในช่วงสาธารณรัฐจีน) เว่ยเหล่าซื่อ (คนที่สี่แซ่เว่ย) เจ้าคนฆ่าหมูผู้นี้ หน้าเลือดจริงๆ! คืนนี้ว่างหรือไม่ หากไม่มีธุระอะไร ไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้านฉัน

ไม่ดีกว่า ไม่ดีกว่า!!” ช่างตีเหล็กแซ่หลี่โบกมือปฏิเสธ แต่ในคอกลับกลืนน้ำลายดังอึก ชาวหลู่เฉิง( เชิงอรรถ – * หลู่เฉิงคือเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในมณฑลซานตง) ห่วงเรื่องศักดิ์ศรีและหน้าตาเป็นที่สุด จางโหย่วไฉเชื้อเชิญด้วยความจริงใจ เขากลับไม่กล้าตอบปากรับคำในทันที ไม่อย่างนั้น หากแต่งกายไปไม่สมกับฐานะกับแขกเหรื่ออื่นๆ ในงาน ยามอยู่บนโต๊ะอาหารนอกจากยากจะสู้หน้ากันแล้ว วันหน้ายังต้องถูกเพื่อนบ้านหัวเราะนินทาไปอีกหลายวัน

นี่ ไม่มีคนนอก!” จางโหย่วไฉหยุดเดิน ขยับข้อมือชั่งห่อใบบัวต่อเนื่องดังผละๆ เพื่อดึงดูดสายตาของเพื่อนบ้านทั้งหลายมีเพียงต้าจื๋อเอ๋อร์ (หลานคนโต) ซานจื๋อเอ๋อร์ (หลานคนที่สาม) ของแกกับพวกเราสามคน

ซานเส้าแหย (คุณชายสาม) กลับมาแล้ว?!” ช่างตีเหล็กแซ่หลี่รูปร่างสูงใหญ่ เสียงดังฟังชัด ต่อให้เปล่งเสียงปกติก็คล้ายกับฟ้าร้องตั้งแต่เมื่อไร ทำไมปีนี้เขาจึงกลับมาเร็วยิ่ง

จบการศึกษาแล้ว! ดังนั้นจึงปิดเทอมเร็วจางโหย่วไฉมองดูฝ่ายตรงข้ามแวบหนึ่ง จงใจตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

อะไรนะ! เรียนจบแล้ว จบการศึกษาจากกั๋วจง (เชิงอรรถ -*กั๋ว คือ ระดับประเทศ  จง คือ ระดับมัธยม ซึ่งในที่นี้หมายถึงโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงในมณฑลซานตง) แล้ว?!” ช่างตีเหล็กแซ่หลี่ราวกับตื่นตะลึงถอยหลังสองก้าว พริบตาเดียวข่าวคราวนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งตรอกซอยนับว่าไวมาก ตอนที่เขาไปนั่งรถไฟ เพิ่งจะ…”

เขานับนิ้วมือตนเอง พยายามนึกหน้าตาจางเหล่าซาน (บุตรชายคนที่สามแซ่จาง) จากในความทรงจำ ทันใดนั้นกลับรู้สึกว่าท่าทีของตนเองในขณะนี้นับว่าเสียมารยาทไปบ้าง มันรีบลดมือลงเช็ดผ้ากันเปื้อนเพื่อแก้เขินความหมายของฉันคือ วันเวลาผ่านไปช่างรวดเร็ว พริบตาเดียวซานเส้าแหยก็เติบใหญ่แล้ว!”

เหล่าเพื่อนบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกันได้ยินคำสนทนาของทั้งสองคนชัดเจน ต่างวางงานที่กำลังทำอยู่ เดินล้อมเข้ามา กล่าวแสดงความยินดีต่อจางโหย่วไฉว่าซานเส้าแหยเรียนจบแล้ว?!”

เหล่าไฉซานเอ๋อร์ถึงบ้านคืนนี้หรือ?!”

คราวนี้ไฉสูนับว่ามีหน้ามีตาแล้ว เหล่าต้า (บุตรชายคนโต) เป็นนักดีดลูกคิด (เชิงอรรถ-*นักดีดลูกคิดในที่นี้คือคำนวณได้ว่องไวและแม่นยำ ซึ่งก็คือนักบัญชีฝีมือมือฉกาจนั่นเอง) อันดับหนึ่งของอำเภอหลู่เสี้ยนเรา เหล่าเอ้อ (บุตรชายคนรอง) ก็เป็นช่างที่มีฝีมือ คราวนี้เหล่าซาน (บุตรชายคนที่สาม) เรียนจบชั้นมัธยมปลาย ไม่ว่าทำงานอะไร เงินเดือนก็คงไม่น้อยกว่าห้าสิบเหรียญหรือหนึ่งร้อยเหรียญ…”

เฮอะในหัวของแกรู้จักแต่คำว่าเงินๆ ทองๆ !ซานเส้าแหย (คุณชายสาม) ของผู้อื่นเป็นประเภทหนอนหนังสือ ทำไมไม่ลองไปเรียนต่อที่ชิงหวาหรือเป่ยต้า? (เชิงอรรถ *ชิงหวา คือ มหาวิทยาลัยชิงหวา เป่ยต้า คือมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เป็นสองสุดยอดมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนแม้ในปัจจุบัน) ถึงตอนนั้นเมื่อเรียนจบออกมา อย่างน้อยก็ได้เป็นนายอำเภอ…”

ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยเสียงแสดงความยินดีซึ่งมีทั้งอิจฉาและริษยา ร่างของจางโหย่วไฉค่อยๆ ยืดตรงช้าๆ  บนใบหน้าที่ตากแดดตากลมมาเป็นแรมปี ยามนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจของผู้เป็นพ่อเอ้อเกอ (พี่รอง) ของเขาได้วานคนให้ช่วยติดต่องานบริษัทของต่างชาติในเมืองใหญ่ให้ แต่ว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ ฉันอยากลองสอบถามความเห็นจากเขา หากว่ายังต้องการเรียนต่อ ต่อให้ต้องขายกิจการ ฉันก็ต้องหาเงินส่งเสียเขาไปเป่ยผิง (เชิงอรรถ-*เป่ยผิง คือ ชื่อเดิมของปักกิ่ง) ให้ได้!”

ดูเจ้าชอบกล่าวเช่นนี้อยู่เรื่อยเลย!” ผู้คนต่างส่ายหน้า กล่าวยิ้มแย้มว่ามหาวิทยาลัยในเมืองเป่ยผิง มันไม่เหมือนทางการในเมืองที่จ้องจะขูดรีดชาวบ้าน! ฉันเคยได้ยินมาว่า ปีๆ หนึ่งเสียเงินแค่ยี่สิบกว่าเหรียญ ถูกกว่าโรงเรียนมัธยมในเมืองใหญ่ซะอีก!”

คล้ายกับว่ายังดูแลเรื่องอาหารการกินอีกด้วย!”

คล้ายกับยังมีแจกจ่ายเสื้อผ้า ฤดูหนาวหนึ่งชุด ฤดูร้อนหนึ่งชุด สวมใส่แล้วแลดูสง่างามไม่น้อย ปีก่อนฉันเคยเห็นที่หนานจิง (นานกิง) แต่ละคนแต่งกายสะอาดสะอ้าน เปี่ยมไปด้วยมาดผู้ดี!”

ของแกนั่นเป็นมหาวิทยาลัยจงยางในหนานจิง ไม่ใช่ที่เป่ยผิง

ผู้คนส่งเสียงถกเถียงกันไปมา ต่างอวดเรื่องราวที่เคยได้ยินออกมาจนสิ้น จางโหย่วไฉฟังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทั้งไม่แก้ไขคำสนทนาที่ผิดพลาดของผู้อื่น และไม่รีบร้อนบอกกล่าวแผนการที่แท้จริงของตนเอง เขาเพียงแต่กำลังเสพสุขในช่วงจังหวะเวลานี้ เป็นความสุขความภาคภูมิใจที่ยากจะได้รับ

คนโบราณเคยกล่าวไว้ว่า ยี่สิบปีแรกมองบิดาดูแลบุตร ยี่สิบปีให้หลังมองบุตรดูแลบิดา ทั้งชีวิตของจางโหย่วไฉผู้นี้ นับว่าสู้หน้าบรรพบุรุษและบุตรหลานของตนเองได้แล้ว มันเริ่มประคับประคองครอบครัวตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบ อาศัยสติปัญญากับสองมือ รับไม้หาบของที่สืบทอดจากบิดาตนเอง สร้างฐานะจนกลายเป็นร้านขายของชำอันดับต้นๆ ในเมืองหลู่เสี้ยน สินค้าจากเหนือใต้ออกตก ไม่ว่าบนบกหรือในน้ำ ขอเพียงเป็นสิ่งของที่ทางการอนุญาตให้จำหน่าย หากลูกค้าอดใจรอไหว มันก็สามารถจัดหามาให้ได้ ต่อให้สินค้าบางอย่างที่หายากในตอนนั้น ขอเพียงจางโหย่วไฉเขียนจดหมายส่งออกไป ตั้งแต่เมืองชาฮาร์ที่อยู่ทางเหนือจนถึงเมืองฝูโจวที่อยู่ทางใต้ ล้วนมีคนอาสาส่งสินค้ามาให้ถึงที่

ทางด้านกิจการค้าขายเจริญรุ่งเรือง ส่วนในครอบครัวก็มีบุตรชายทั้งหมดสามคน แต่ละคนล้วนได้ดิบได้ดี บุตรชายคนโตช่วยดูแลกิจการครอบครัวตั้งแต่อายุสิบสี่ปี เริ่มติดตามเขาเดินทางไปทั่วทุกที่ บัดนี้สามารถดูแลกิจการค้าขายไปกว่าครึ่ง บุตรชายคนรองหลังจากเรียนจบชั้นปฐมศึกษา ก็เดินทางเข้าเมืองใหญ่เพื่อฝึกฝนทักษะด้านการซ่อมรถยนต์ ซึ่งตอนนี้มีลูกศิษย์เป็นของตนเอง บุตรชายคนที่สามฉายแววเป็นบัณฑิตตั้งแต่เล็ก ระดับปฐมกระโดดข้ามไปสองระดับ ระดับมัธยมตอนต้นกระโดดข้ามไปหนึ่งระดับ ปีนี้ยังไม่ครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ ก็ได้รับใบประกาศนียบัตรจากโรงเรียนมัธยมระดับแนวหน้าของมณฑล หากเดินทางไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในเป่ยผิงอีกหลายปี เมื่อจบการศึกษาออกมา ก็สามารถดำรงตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ของบริษัทต่างชาติ!

ทุกเดือนไม่เพียงแต่ได้รับเงินเดือนมากถึงสองร้อยกว่าเหรียญต้าหยาง และแต่งกายด้วยชุดสูทตะวันตก ต่อให้ต้องคบค้าสมาคมกับคนญี่ปุ่น ก็ไม่ต้องทำตัวต่ำต้อย ก้มหัวให้แก่พวกมัน!

ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิเป็นต้นมา จางโหย่วไฉได้นึกคิดวางแผนไว้เรียบร้อย กิจการที่ตนเองสร้างมากว่าครึ่งชีวิต ต่อไปก็มอบให้บุตรชายคนโตโซ่วหลิงสานต่อ อาศัยฐานลูกค้าที่ตนเองสร้างไว้บวกกับความคิดอ่านของโซ่วหลิง ต่อให้ไม่สามารถขยายกิจการใหญ่โต อย่างน้อยก็สามารถรักษาโครงสร้างเดิมต่อไปได้อย่างไร้กังวล สำหรับเอี๋ยนหลิงบุตรชายคนรอง เขาชำนาญการซ่อมรถยนต์ เปิดกิจการอยู่ในเมืองใหญ่ก็ต้องราบรื่นรุ่งเรือง

ส่วนซงหลิงบุตรชายคนที่สาม จุดหมายปลายทางหากไม่อยู่ที่หนานจิงก็ต้องอยู่ที่เป่ยผิง ไม่ว่าไปที่ไหน ตนเองก็จะวางมือจากกิจการค้าขาย พาภรรยาที่แต่งงานใหม่ติดตามเขาไปด้วยกัน คอยดูแลอยู่ข้างกายบุตรชาย กระตุ้นให้เขาทุ่มเทกายใจทั้งหมดไว้กับการเรียน อย่าได้เอาอย่างพวกนักศึกษาไร้สติของมหาวิทยาลัยในเมือง วันๆ เอาแต่แจกใบปลิวบนท้องถนน ร่ำร้องโวยวายถึงเรื่องประเทศชาติ ชนชาติ!” เจี่ยงเหว่ยหยวนจ่าง (หัวหน้ากรรมการแซ่เจี่ยง) กับหันจู่สี (ประธานหัน)(เชิงอรรถ-*หันฟู่จวี่ เป็นประธานของรัฐบาลในมณฑลซานตง) ที่ควบคุมดูแลด้านการทหารยังไม่เดือดร้อน นักศึกษาผู้หนึ่งที่ไร้เรี่ยวแรงสู้รบ ตะโกนโวยวายไปทำอะไร?! อีกอย่าง คำว่าประเทศชาติ ชนชาติ!” คำเหล่านี้ตะโกนกันมาตั้งแต่ประธานาธิบดีหยวนซื่อไข่จนถึงตอนนี้ มีใครสนใจมันบ้าง?

ในเมื่อผู้คนที่ควบคุมดูแลด้านการทหารล้วนไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ชาวหลู่เสี้ยนที่ขี้เหนียวตระหนี่จนไม่ค่อยกล้าซื้อเนื้อสัตว์มารับประทาน โดยเฉพาะคนค้าขายอย่างจางโหย่วไฉ ยิ่งไม่มีทางติดตามพวกนักศึกษายากจนไปกระทำเรื่องไร้สาระ ครั้งก่อนเข้าเมืองใหญ่ไปเยี่ยมบุตรชายสองคน พบเจอพวกนักศึกษายากจนออกมาเดินขบวนบนถนนพอดี ใบปลิวบินว่อนเต็มท้องฟ้า จางโหย่วไฉหลบหลีกไม่ทัน ถูกยัดใบปลิวหลายใบไว้ในอกเสื้อด้วยความงุนงง บอกว่าคนญี่ปุ่นมีจิตละโมบไม่รู้จักพอ หลังจากยึดครองชาฮาร์แล้ว ก้าวต่อไปก็จะยึดครองเหอเป่ยกับซานตง หากชาวจีนยังไม่ลุกขึ้นมาต่อต้าน ก็ต้องเผชิญเคราะห์กรรมคล้ายกับตอนแมนจูบุกเข้าด่าน กลายเป็นคนสิ้นชาติอีกครั้งหนึ่ง

คำพูดเหล่านี้ฟังดูแล้วน่าสะพรึงกลัวก็จริง แต่พอคิดอย่างละเอียด กลับไม่น่ากลัวมากขนาดนั้น นี่เป็นเพียงการเปลี่ยนยุคสมัยไม่ใช่หรือ? มีอะไรน่าตื่นกลัว ผู้ใดครอบครองแผ่นดิน หรือจะไม่ปล่อยให้ประชาชนดำเนินชีวิตต่อไปหรือ?! ขอเพียงประชาชนยังต้องดำเนินชีวิต ร้านหันหยวนของชำที่อยู่ในหลู่เฉิงก็ต้องดำเนินกิจการต่อไป เมื่อร้านหันหยวนของชำยังสามารถกอบโกยเงินทอง จางโหย่วไฉก็ไม่จำเป็นต้องฝากชีวิตไว้กับกลุ่มคนที่ดีแต่ส่งเสียงร้องโวยวายเหล่านั้น

ไม่ได้!”

ไม่เพียงตนเองเข้าร่วมไม่ได้ บุตรชายทั้งสามคนก็เข้าร่วมไม่ได้เช่นกัน! ตนเองต้องเห็นพวกเขาแต่งงานมีครอบครัว มีบุตรหลานไว้สืบสกุล ยามที่ตนเองแก่ชราจนเดินไม่ไหว กล่าววาจาไม่ออก นั่งนอนอยู่บนเก้าอี้ ข้างกายรายล้อมด้วยลูกหลาน ปัดเช็ดน้ำตาเรียกพ่อเรียกปู่ ถึงเวลานั้น เพื่อนบ้านกับพวกลูกจ้างที่เดินทางมาเยี่ยม ก็ต้องปัดเช็ดน้ำตาพลางกล่าวด้วยความอิจฉาว่าทั้งชีวิตของไฉสูนับว่าเกิดมาคุ้มค่า! ตายตาหลับแล้ว!’

ไม่ได้!”

มัวแต่นึกคิดถึงเรื่องอนาคต พอไม่ระวัง จางโหย่วไฉก็หลุดคำพูดในใจออกมา พวกเพื่อนบ้านที่กำลังรำลึกถึงภาพที่ซานเส้าแหย (คุณชายสาม) ตั้งใจร่ำเรียนหนังสือล้วนตกตะลึง รีบหุบปากฉับพลัน สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของจางโหย่วไฉ

จางโหย่วไฉถูกจ้องมองจนใบหน้าร้อนผ่าว รีบคิดหาวิธีแก้ต่างฉันหมายถึง ปล่อยให้ซานจื่อ (ลูกสาม) เดินกลับมาจากสถานีรถไฟไม่ได้ อากาศร้อนเกินไป ร่างกายเขาบอบบางตั้งแต่เด็ก หากตากแดดจนเป็นไข้ไม่สบาย เรื่องที่จะเดินทางไปสอบมหาวิทยาลัยก็ต้องล่าช้าเสียเวลาแล้ว!”

ดูไฉสู ท่าทางนิ่งเฉย ความจริงดีใจจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว!” เหล่าเพื่อนบ้านค่อยเข้าใจ ต่างส่งเสียงหัวเราะขึ้นมา

ฮ่าๆ ฮ่าๆ!” จางโหย่วไฉก็ทำตัวคล้อยตาม หัวเราะไปกับคำกล่าวของเพื่อนบ้าน

ไฉสู จัดเลี้ยงเถอะ พวกเราได้ไปร่วมแสดงความยินดีแก่ซานเส้าแหย!” ช่างตีเหล็กแซ่หลี่จ้องมองห่อเนื้อหมูมาครึ่งค่อนวันแล้ว ในที่สุดก็สบโอกาสอันดี ออกปากเอ่ยเรื่องกินขึ้นมาอีกครั้ง

เลี้ยง ย่อมต้องจัดงานเลี้ยงอย่างแน่นอน!” จางโหย่วไฉตอบทันทีโดยปราศจากความลังเลคืนนี้ทุกคนไปรับประทานที่บ้านฉัน ฉันให้ทางบ้านของฉันทำอาหารเพิ่มอีกหน่อย

ไหนเลยปล่อยให้ไฉสูสิ้นเปลืองเงินทองเพียงฝ่ายเดียว!” เถ้าแก่จ้าวที่ทำค้าขายเครื่องเรือนไม้เข้าใจว่าเงินทองหามาด้วยความยากลำบาก จึงกล่าวยิ้มๆ ว่าในเมื่อเป็นการจัดเลี้ยงให้กับซานจื่อ (ลูกสาม) ทุกคนก็มาร่วมด้วยช่วยกัน! บ้านฉันมีไก่ตัวโตสองตัว อีกสักครู่จะเชือดแล้วส่งไปให้ที่บ้าน!”

ญาติฉันเพิ่งส่งปลาเค็มตัวโตมาให้ กำลังกลุ้มใจว่าจะกินหมดได้อย่างไร!”

ร้านฉันเพิ่งสั่งเหล้าขาวมาหนึ่งคันรถ อีกสักครู่จะสั่งให้ลูกจ้างส่งไปให้หลายไห!”

บ้านฉันมีเห็ดโข่วหมอ(เชิงอรรถ* *เห็ดโข่วหมอเป็นเห็ดที่ผลิตในแถบจางเจียโข่ว)ชั้นดี เพิ่งส่งมาจากทางเหนือ ลองแช่น้ำสักหน่อย ก็สามารถปรุงอาหารจานเด็ด!”

ฉัน ฉัน…” ช่างตีเหล็กแซ่หลี่หันหน้าไปมองดู นับว่าไม่มีของขวัญอะไรจะมอบให้ ฝืนใจตะโกนเข้าไปในร้านดังลั่นว่าเสี่ยวลิ่วจื่อ ยกหม้อไฟไป๋ถง (เชิงอรรถ-*ไป๋ถง คือ ทองแดงผสมนิกเกิล) ที่ฉันเพิ่งตีเสร็จเมื่อวานออกมา! หลานชายฉันจะไปเรียนหนังสือต่างถิ่น ยังไงข้างกายก็ต้องมีสิ่งของจากบ้านเกิดติดตัวไปบ้าง!”

ไม่ได้ ไม่ได้!” จางโหย่วไฉได้ยิน รีบตอบปฏิเสธ ช่วงเวลานี้ข้าวยากหมากแพง หม้อไฟไป๋ถงหนึ่งใบ ลำพังต้นทุนก็ต้องห้าเหรียญต้าหยางขึ้นไป หากตนเองรับของขวัญชิ้นนี้เอาไว้ เดือนนี้ช่างตีเหล็กแซ่หลี่กับศิษย์สองคนของเขาก็เท่ากับทำงานเปล่าแล้ว!

รับไว้ รับไว้!” แม้ว่าในใจนึกเสียดายสุดระงับ ช่างตีเหล็กแซ่หลี่กลับไม่ยอมน้อยหน้าผู้อื่นหลานชายฉันชอบกินหม้อไฟตั้งแต่เล็ก ไปถึงต่างถิ่น ต่อให้สามารถซื้อหม้อไฟมาได้ ก็ใช่ว่าจะเจอหม้อไฟที่มีคุณภาพดีเท่าของฉัน!”

ไม่ได้ ไม่ได้!”

ฉันไม่ได้ให้แกสักหน่อย! เหล่าไฉ หากแกปฏิเสธอีก ฉันจะโมโหแล้ว!”

ขณะที่กำลังยื้อกันไปมา ทันใดนั้นปากซอยมีเสียงฝีเท้าดังมา จ้าวเหรินอี้ผู้เป็นหลานของเถ้าแก่จ้าวร้านเครื่องเรือนไม้และเป็นลูกจ้างของร้านหยวนหันของชำ วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ เหงื่อนองเต็มใบหน้า มองเห็นอาของตนเองกับเหล่าตงเจีย(นายจ้าง) ร้านของชำแต่ไกล รีบวิ่งซวนเซเข้ามา เบะปากกล่าวทั้งน้ำตาว่าไฉสู ไฉสู รีบตามไป รีบตามไป ซานเส้าแหยซานเส้าแหยถูกคนหลอกพาตัวไปแล้ว!”

ว่ากระไร?!” จางโหย่วไฉตกตะลึง ร่างกายอ่อนยวบ ห่อเนื้อหมูในมือเขาร่วงลงสู่พื้น

พวกเพื่อนบ้านก็ตื่นตะลึงจนปากอ้าตาค้าง ชั่วขณะนั้น ถึงกับไม่มีผู้ใดคิดจะเข้าไปพยุงจางโหย่วไฉ มองดูเขาทรุดตัวลงถึงพื้นไปต่อหน้าต่อตา

ยังดีที่ช่างตีเหล็กแซ่หลี่มีปฏิกิริยาว่องไว ได้สติคืนมาเป็นคนแรก ใช้แขนช้อนเข้าไปที่เอวของจางโหย่วไฉ จากนั้นยกเท้าข้างหนึ่ง ถีบใส่จ้าวเหรินอี้ที่เข้ามาแจ้งข่าวล้มกลิ้งไปกับพื้นเอะอะโวยวายอะไร? ซานเส้าแหยเป็นคนมีความรู้ จะถูกนักต้มตุ๋นหลอกพาตัวไปได้อย่างไรกัน? เสี่ยวลิ่วจื่อแกเล่ามาให้ละเอียด ตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้น?!”

ใช่ ลิ่วจื่อ แก แกไม่ต้องรีบ เล่ามาให้ละเอียด เล่ามา!” ถึงอย่างไรก็เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน จางโหย่วไฉได้สติกลับคืนด้วยคำพูดของช่างตีเหล็กแซ่หลี่ พยายามสงบสติอารมณ์ กล่าวด้วยเสียงสั่นเทา

ผมผมกับต้าเส้าแหย (คุณชายใหญ่)ไปรอรับซานเส้าแหยที่สถานีรถไฟ!” จ้าวเหรินอี้ขยับร่างกายคลานขึ้นจากพื้น ปัดเช็ดน้ำตาพลางตอบว่ารถไฟมาถึงแล้ว จากนั้นก็แล่นออกจากชานชาลา ไม่พบเจอซานเส้าแหย!”

ไม่แน่ว่าอาจเป็นรถไฟเที่ยวพรุ่งนี้ต่างหาก!” เถ้าแก่จ้าวเจ้าของร้านเครื่องเรือนไม้ยกมือเขกศีรษะหลานชายหนึ่งครั้ง ตำหนิเสียงดังลั่น จากนั้นหันหน้ากลับมา ผ่อนน้ำเสียงอ่อนลง ฝืนยิ้มพลางกล่าวปลอบโยนจางโหย่วไฉว่าไฉสู อย่าเพิ่งร้อนรุ่ม ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะวันเวลาในจดหมายเขียนผิดพลาดไป หนุ่มสาวสมัยนี้ ทำอะไรล้วนทำแบบหยาบๆ ลวกๆ ลูกชายของซื่อเกอ (พี่สี่) ฉัน ปีก่อน…”

คำพูดปลอบโยนยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ได้ยินจ้าวเหรินอี้ตอบโต้กลับมาว่าไม่ใช่ ไม่ใช่เขียนผิดพลาด! ผมกับต้าเส้าแหยไปไม่เจอซานเส้าแหย กลับพบเจอซุนก่วนซื่อ (ผู้จัดการแซ่ซุน) ของบริษัทเหอไท่ ซานเส้าแหยฝากเขานำจดหมายมาให้ไฉสูฉบับหนึ่ง บอกว่า บอกว่าจะไปไปเป่ยผิง ไปสมัคร….สมัครเป็นทหาร!!”

นับว่ายิ่งกลัวสิ่งใดยิ่งเจอสิ่งนั้น พอได้ยินคำว่าสมัครเป็นทหาร จางโหย่วไฉเบื้องหน้าดับวูบอีกครั้ง ยื่นมือไปคว้าจ้าวเหรินอี้ ถามเสียงสั่นเทาว่าจดหมาย จดหมายล่ะ? รีบเอามาให้ฉัน!”

จริงด้วย จดหมาย จดหมายล่ะ!โหย่วไฉสู (อาโหย่วไฉ) อย่าไปเชื่อเจ้าเด็กคนนี้ เขาทำงานไม่ค่อยจะรอบคอบ!” เหล่าเพื่อนบ้านก็รายล้อมเข้ามา ส่งเสียงกันอึกทึก

จดหมาย จดหมายอยู่กับต้าเส้าแหย!” จ้าวเหรินอี้สีหน้าลำบากใจ ตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา

อย่างนั้นต้าเส้าแหยล่ะ?” ผู้คนต่างร้องถามพร้อมกัน

ต้าเส้าแหยจ้างม้าหนึ่งตัว ไล่ตามไปทางหลิ่วเฉิง! บอกว่าจะไปพาซานเส้าแหยกลับมาให้ได้!” จ้าวเหรินอี้ตอบอย่างลำบากใจ

หลิ่วเฉิงอยู่ทางเหนือของหลู่เฉิงไกลประมาณหนึ่งร้อยหกสิบลี้ (แปดสิบกิโลเมตร) มีรางรถไฟหนึ่งสายกับถนนสองสายที่เชื่อมต่อกับหลู่เฉิง ช่วงเวลานี้รถไฟเดินๆ หยุดๆ ใช่ว่าจะวิ่งเร็วกว่าม้าพันธุ์ดี เมื่อได้ยินว่าบุตรชายคนโตเดินทางไปดักที่สถานีหน้า จิตใจของจางโหย่วไฉค่อยสงบลงบ้าง นึกคิดแล้วเค้นถามต่อไปว่าอืม ซุนก่วนซื่อยังกล่าวอะไรอีก? ซานจื่อเดินทางไปกับใคร? ไปเป่ยผิงเพื่อสมัครเข้ากองทัพไหน?!”

ใช่ เสี่ยวลิ่วจื่อ ซุนก่วนซื่อยังกล่าวอะไรอีก? รีบเล่าเรื่องที่แกรู้ออกมาให้หมด!” เหล่าเพื่อนบ้านต่างส่งเสียงบีบคั้น

ที่แท้เขากับจางโซ่วหลิงคุณชายใหญ่ไปรับคุณชายสามที่สถานีรถไฟด้วยกัน รอที่ทางออกมาครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งรถไฟแล่นออกไปแล้ว ก็ไม่พานพบร่างเงาของคุณชายสาม ขณะที่กำลังร้อนรุ่ม จางโซ่วหลิงพบเห็นรถม้าของบริษัทเหอไท่จอดอยู่ที่ทางออก ข้างรถมีกระเป๋าสัมภาระขนาดใหญ่วางไว้หลายใบ พอมองก็คล้ายกับเพิ่งลงมาจากรถไฟ

จางโซ่วหลิงเคยทำการค้าขายกับบริษัทเหอไท่อยู่บ้าง รีบเดินเข้าไปสอบถามอีกฝ่ายว่าพบเจอน้องชายตนเองบนรถไฟหรือไม่ ผู้จัดการซุนของบริษัทเหอไท่ยื่นศีรษะออกมาจากรถไฟ พบเห็นผู้ถามเป็นพ่อบ้านใหญ่จาง จึงตอบอย่างยิ้มแย้มว่านี่คือพี่โซ่วหลิงไม่ใช่หรือ? คุณนับว่าถามถูกคนแล้ว ฉันกำลังจะเดินทางไปหาคุณที่ร้านหันหยวนของชำอยู่พอดี ฉันพบเจอน้องชายคุณบนรถไฟ เขาไหว้วานให้ฉันนำจดหมายฉบับหนึ่งไปให้โหย่วไฉสู…”

กล่าวจบ ล้วงจดหมายฉบับหนึ่งที่ปิดปากซองออกมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้จางโซ่วหลิง จางโซ่วหลิงทั้งตื่นเต้นและดีใจ ไม่ทันได้อ่านจดหมาย รีบสอบถามถึงทิศทางการไปของน้องชายจากซุนก่วนซื่อ ซุนก่วนซื่อมองดูซ้ายขวา กระโดดลงจากรถม้าทันที ฉุดดึงจางโซ่วหลิงเดินไปยังจุดที่เปล่าเปลี่ยวปลอดคน มองดูรอบข้างอีกครั้ง เค้นเสียงเบาตอบว่าพี่โซ่วหลิง ไม่ใช่ฉันตำหนิคุณ ทำไมคุณไม่ไปรับน้องชายจากในเมืองตั้งแต่แรก! คนอย่างเขาในวัยนี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ พอผู้อื่นชักจูงเข้าหน่อย ก็หน้ามืดตามัวไปกับเขาด้วย!”

เกิดอะไรขึ้น ตกลงเขาเป็นอะไรไป?!” ชั่วขณะนั้น หน้าผากของจางโซ่วหลิงมีเหงื่อเย็นไหลพราก ฉุดดึงแขนเสื้อของซุนก่วนซื่อ เค้นถามอย่างร้อนรุ่ม

เฮ้อ!” ซุนก่วนซื่อมองดูรอบข้างอีกครั้ง กริ่งเกรงถูกผู้อื่นจับตามอง เค้นเสียงลงต่ำจนแทบจะไม่ได้ยินรถไฟที่พวกเราโดยสารมาขบวนนี้ แปลกประหลาดยิ่ง ตั้งแต่แล่นออกมาจากชานชาลาในเมืองใหญ่ ก็มีกลุ่มคนหนุ่มสาวเริ่มร้องเพลงและกล่าวบรรยาย อัดขึ้นมาเต็มขบวนรถ บอกว่าหวาเป่ยกำลังตกอยู่ในอันตราย หากเหอเป่ยถูกยึดครอง ซานตงก็คือเป้าหมายต่อไปของคนญี่ปุ่น ดังนั้น การสนับสนุนเป่ยผิงในตอนนี้ ก็เท่ากับปกป้องซานตง ปลุกระดมให้ผู้คนบริจาคทรัพย์สินและแรงกาย ร่วมกันปกป้องประเทศชาติ คุณว่ามันไร้สาระหรือไม่? ซ่งเจ๋อหยวน ( เชิงอรรถ – *ซ่งเจ๋อหยวน ผู้ดูแลรัฐบาลในมณฑลเหอเป่ย

) ของเหอเป่ยกับประธานหันของซานตง นับว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมามาตลอด…”

อย่างนั้นซานจื่อ (เจ้าสาม) ล่ะ น้องสามฉันล่ะ คุณรีบเล่ามา มันเกี่ยวอะไรกับน้องสามของฉัน?!” จางโซ่วหลิงใจร้อนเป็นไฟ 

ฉันก็กำลังเล่าอยู่นี่ซุนก่วนซื่อกวาดสายตามองดูรอบข้าง ลดเสียงลงต่ำกว่าเดิมประเด็นคือมีเหตุผลบางส่วนที่พวกเราเข้าใจ แต่น้องสามของคุณเขาไม่เข้าใจ! พอผู้อื่นร้องเพลง เขาก็ร้องเพลงตาม พอผู้อื่นตะโกนร้องคำขวัญ เขาก็ตะโกนร้องตาม ส่งเสียงอึกทึกตั้งแต่ออกจากเมืองใหญ่จนถึงหลู่เฉิง พอจวนจะถึงสถานีรถไฟ เขากลับยื่นจดหมายให้ฉันหนึ่งฉบับ จากนั้นเพิ่มเงินซื้อตั๋วรถไฟ ติดตามคนกลุ่มนั้นเดินทางไปเป่ยผิงแล้ว!”

โง่บัดซบ!” จางโซ่วหลิงโกรธจนกระทืบเท้า หลายปีมานี้เขาขึ้นเหนือลงใต้ พบเจอเหตุการณ์มาไม่น้อย ไม่ต้องนึกคิดละเอียด ก็เข้าใจว่าน้องชายตนเองได้เลือกเส้นทางที่เลวร้ายที่สุด

คนหนุ่มสาวที่ตะโกนร้องคำขวัญกลุ่มนั้น เกรงว่าข้างในไม่ใช่แฝงคนของก๊กหมินตั๋ง ก็แฝงคนของคอมมิวนิสต์ หากเป็นฝ่ายแรกยังดีหน่อย ประธานหันแม้ว่าไม่ค่อยถูกชะตากับหัวหน้ากรรมการเจี่ยง กลับไม่กล้าปะทะกับก๊กหมินตั๋งซึ่งๆ หน้า หากว่าในคนกลุ่มนั้นแฝงคนของคอมมิวนิสต์ น้องชายตนเองเข้าไปพัวพันด้วย ก็เท่ากับนำภัยร้ายแรงมาสู่ครอบครัว วันหน้าแม้แต่โอกาสกลับตัวยังไม่มี!

นึกถึงตอนนี้ เขารีบกล่าวขอบคุณและอำลาซุนก่วนซื่อ ด้านหนึ่งสั่งให้ลูกจ้างจ้าวเหรินอี้กลับไปแจ้งข่าวทางบ้าน ด้านหนึ่งเดินไปยังสถานีม้าด่วนที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ อาศัยหน้าตาที่ตนเองคลุกคลีอยู่กับวงการค้าขายมานานหลายปี ได้เช่าม้าเหลียวตงตัวโตจากสถานีม้าด่วน มุ่งหน้าไปยังสถานีต่อไป ซึ่งเป็นเมืองหลิ่วเฉิงที่อยู่ห่างไกลถึงหนึ่งร้อยหกสิบลี้!

บุตรชายสองคน หนึ่งเดิน หนึ่งตาม งานเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนี้ เกรงว่าคงต้องยกเลิกเสียแล้ว เมื่อฟังคำบอกเล่าจากลูกจ้างจ้าวเหรินอี้จบ เพื่อนบ้านผู้หนึ่งเก็บห่อใบบัวขึ้นมาจากพื้น ปัดดินโคลนที่ติดอยู่ด้านบน วางไว้ในมือของจางโหย่วไฉเหมือนเก่า ในขณะเดียวกันก็ช่วยกล่าวคำปลอบโยนว่าอืม เรื่องแค่นี้เอง! ไฉสู ท่านอย่าไปใส่ใจกับคำพูดของเสี่ยวลิ่วจื่อซานเส้าแหยเป็นพวกมีความรู้ ต่อให้ถูกผู้อื่นกล่าวชักจูงจนสติเลอะเลือนไปชั่วขณะ แต่ประเดี๋ยวก็เข้าใจได้เอง ฉันคาดว่า ไม่ต้องเดินทางไปถึงหลิ่วเฉิง เขาก็เริ่มสำนึกผิดแล้ว ถึงตอนนั้นเลือกลงจากสถานีย่อยสักแห่ง ค่อยตีตั๋วกลับมาในรุ่งเช้า ไม่เกินเที่ยงวันก็สามารถกลับถึงบ้านแล้ว!”

ถูกต้อง ซานเส้าแหยฉลาดหลักแหลม สี่ขวบก็สามารถดีดลูกคิด ไหนเลยจะถูกผู้อื่นชักจูงไปได้ง่ายๆ ฉันคาดว่าเขาเพียงแค่ร้องเพลงจนเคลิบเคลิ้ม ไม่กล้าเสียมารยาทลงจากรถไฟ ผ่านไปสักสองสามวัน ตนเองสงบสติอารมณ์ก็จะลงมาเอง!” เพื่อให้จางโหย่วไฉวางใจ แม้แต่เหตุการณ์ที่คุณชายสามเรียนลูกคิดกับบิดาของเขา เถ้าแก่จ้าวล้วนหยิบยกออกมา

ช่วงเวลาในขณะนี้ จิตใจของจางโหย่วไฉสับสนว้าวุ่น ไหนเลยยังมีความคิดอะไร?! ฟังผู้อื่นกล่าวออกมาอย่างเรียบง่าย จึงถอนหายใจ ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่าโอ กลัวแต่ความฉลาดหลักแหลมของเขา! ยิ่งฉลาด ยิ่งไม่ยอมฟังคำของผู้อื่น ขอเพียงเป็นความคิดที่ตนเองตัดสินใจแล้ว ก็จะเดินให้ถึงที่สุด เฮ้อ หากรู้แต่แรก ฉันน่าจะบอกให้ต้าเกอ (พี่ใหญ่) เขาไปรับเขาก่อนปิดเทอม เดิมหลงคิดว่าอยู่ในเมืองใหญ่ เหล่าเอ้อ (บุตรชายคนรอง) จะสามารถดูแลเขาเป็นอย่างดี คาดไม่ถึงเหล่าเอ้อ (บุตรชายคนรอง) กลับไม่ใส่ใจน้องชายของเขาแม้แต่น้อย!”

ทางเอ้อเส้าแหยงานยุ่ง ดังนั้นจึงดูแลไม่ทั่วถึง!” เมื่อเห็นจางโหย่วไฉโบ้ยความรับผิดชอบทั้งหมดไว้ที่บุตรชายคนรองของครอบครัว เหล่าเพื่อนบ้านจึงรีบอธิบายเกลี้ยกล่อมกันต่อไปมิหนำซ้ำต้าเส้าแหยไล่ตามไปแล้วไม่ใช่หรือ?!หลายปีมานี้ รางรถไฟไร้การซ่อมแซมบำรุง รถไฟวิ่งช้ากว่าลาล่อ รอต้าเส้าแหยเดินทางไปดักรอน้องชายที่สถานีรถไฟหลิ่วเฉิง อย่างไรเสียผู้อื่นก็ไม่สามารถชิงตัวน้องชายไปจากพี่ชายมัน!”

ใช่! ลำพังร่างกายอันแข็งแกร่งกำยำของต้าเส้าแหย ชายฉกรรจ์ทั่วไปสองสามคนย่อมไม่ใช่คู่ต่อกรของเขา ขอเพียงเขาย่างก้าวขึ้นไปบนรถไฟ บอกให้เหล่าซานกลับบ้าน ใครยังกล้าเอ่ยปากอะไรอีก?!”

บุตรชายคนโตของตระกูลจางติดตามบิดาขึ้นเหนือลงใต้ซื้อขายสินค้าตั้งแต่วัยหนุ่ม พบเจอเหตุการณ์มาไม่น้อย สภาพร่างกายก็ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ยามต่อยตีขึ้นมา นักบู๊ของครอบครัวทั่วไปใช่ว่าจะเป็นคู่ต่อกรของเขา ส่วนบุตรชายคนที่สามของตระกูลจาง ยามปกติเคารพยำเกรงต่อพี่ใหญ่ผู้นี้เป็นที่สุด บางครั้งพูดจาเล่นลิ้นต่อหน้าบิดา พอเห็นพี่ชายถลึงตาใส่ ก็ตื่นกลัวราวกับลูกหนูเจอแมวดุร้าย แทบวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน

ฟังผู้คนต่างวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล จางโหย่วไฉค่อยโล่งอกไปบ้าง คิดกล่าวอะไรต่อ แต่ในใจกลับว่างเปล่า ไม่ทราบควรกล่าวอะไรดี เหล่าเพื่อนบ้านก็เข้าใจหัวอกของผู้เป็นบิดาที่เป็นกังวลบุตรชายคนเล็ก ไม่อยากเพิ่มความยุ่งย่ามใจแก่เขาอีก ต่างเอ่ยคำปลอบโยนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม บอกให้ไฉสูทำใจให้สบาย ซานเส้าแหยสี่ขวบสามารถคิดเลข ห้าขวบสามารถอ่านหนังสือคัดอักษร ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน ต่อให้พานพบอุปสรรคอะไร ก็ต้องเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ถือว่าติดค้างไว้ก่อน รอให้ต้าเส้าแหยกับซานเส้าแหยกลับมาพร้อมกัน ค่อยจัดงานเลี้ยงรวบยอดทีเดียว ทั้งเลี้ยงปลอบขวัญไฉสูและเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของซานเส้าแหย

จางโหย่วไฉร้องอืมๆ รับคำ เดินไร้เรี่ยวแรงกลับบ้าน ห่อเนื้อหมูในมือก็โยนไม่ไหวอีกแล้ว แขนขาราวกับหนักหลายพันชั่ง ย่างก้าวเข้าประตู พบเห็นภรรยากับบุตรสาวสองคนที่ยังไม่ประสีประสา อดไม่ได้ที่จะนำเรื่องบุตรชายไม่กลับบ้าน มาลงกับพวกนาง

เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์ภรรยาใหม่อายุน้อยกว่าเขาถึงยี่สิบปี ไร้ซึ่งความอดทนอดกลั้น ไหนเลยจะยอมรับการต่อว่าเช่นนี้ได้ ประเดี๋ยวโยนกระทะกับตะหลิวทิ้ง เดินไปเก็บเสื้อผ้าเตรียมกลับบ้านแม่ จางโหย่วไฉทราบดีว่าตนเองเป็นฝ่ายขาดเหตุผล จึงรีบขวางประตูง้อภรรยา เมื่อบ้านช่องกลับคืนสู่ความสงบ ความกังวลในใจที่มีต่อบุตรชายก็ลดทอนลงไปไม่น้อย ถือชาแก่หนึ่งป้านนั่งเหม่อลอยอยู่ข้างหน้าต่าง!

เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย จิตใจกลับอ่อนโยน พบเห็นใบหน้าสามีตนเองกลัดกลุ้มใจมาตลอด ถือตะกร้าอุปกรณ์เย็บปัก ขยับเข้ามากล่าวเสียงอ่อนโยนว่าคุณอย่าเพิ่งร้อนรุ่ม ร้อนรุ่มไปก็เท่านั้น! ลำพังฝีมือของเหล่าต้า (บุตรชายคนโต) ยังหยุดยั้งซานหวาจื่อ (เด็กน้อยสาม) ไม่ได้เชียวหรือ?! อย่าว่าแต่เมืองหลิ่วเฉิงที่ใกล้เพียงนี้ ต่อให้ซานจื่อเดินทางไปถึงชิงเต่า ก็สามารถกระชากตัวเขาลงมาจากบนเรือ ฉันให้อู่ยาอุ่นเหล้าให้คุณแล้ว คุณดื่มสักเล็กน้อยก่อน นอนพักผ่อนให้สบาย เมื่อซานจื่อกลับบ้านมา จะได้มีเรี่ยวแรงอบรมสั่งสอนเขา!”

เฮ้อ ซานเอ๋อร์ (ลูกสาม) เติบใหญ่แล้ว! ไหนเลยจะอบรมสั่งสอนเขาเฉกเช่นเด็กเล็กได้อีก! หากเขาตั้งใจที่จะไปจากบ้าน ฉันยังจะใช้เชือกผูกมัดเขาไว้ได้อีกหรือ?!” จางโหย่วไฉถอนใจ ตอบกลับด้วยแววตาเหม่อลอย

มันก็ไม่แน่!” เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์สอดด้ายเข้ารูเข็ม ทางหนึ่งเย็บพื้นรองเท้า ทางหนึ่งเริ่มกล่าวจุดประสงค์ที่แท้จริงของตนเองออกมาคุณมัดไว้ไม่อยู่ ก็ใช่ว่าผู้อื่นจะมัดไม่อยู่ด้วย หาภรรยาให้เขา กำเนิดบุตรสักคน รับรองว่าต้องเสร็จเรื่อง หลายวันก่อนก่วนเจียผอของตระกูลไป๋ที่อยู่ถนนฮั่นเจิ้งเดินทางมาหา สืบหาวันเดือนปีเกิดของซานเอ๋อร์จากฉัน ฉันคาดเดาว่า คงเป็นเจ้านายของนางเล็งเห็นซานเอ๋อร์ของเรามีอนาคตที่สดใส หมายจะส่งบุตรสาวมาเกี่ยวดองกับพวกเรา!”

หมายถึงเด็กสาวสองคนนั้นของบ้านตระกูลไป๋หรือ! ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด!” จางโหย่วไฉพอฟัง ขมวดหัวคิ้วแน่นทันที สั่นศีรษะราวกับรัวกลอง

ตระกูลไป๋เป็นพวกเจิ้งหวงฉี (ธงเหลือง) (เชิงอรรถ – *ราชวงศ์ชิงที่ปกครองโดยชาวแมนยูมีการแบ่งกองกำลังทหารเป็นแปดกองธง อันได้แก่ ธงขอบเหลือง ธงเหลือง ธงขอบแดง ธงแดง ธงขอบขาว ธงขาว ธงขอบคราม ธงคราม) ช่วงปฏิวัติซินไฮ่จำต้องเปลี่ยนมาใช้แซ่แบบชาวฮั่นเพื่อหลีกเลี่ยงภัยร้าย แม้เปลี่ยนแซ่ แต่ขนบธรรมเนียมของเผ่ากลับไม่เปลี่ยน ล้วนคล้ายกับฉือสี่ไท่โฮ้ว(ซูสีไทเฮา)บรรพบุรุษของพวกเขา สตรีอยู่เหนือบุรุษ หากเหล่าซานเราไม่ได้เรียนมัธยม มองจากกิจการและมนุษย์สัมพันธ์ของอีกฝ่าย จางโหย่วไฉยังอาจจะฝืนพิจารณาการเกี่ยวดองครั้งนี้ แต่ตอนนี้บุตรชายตนเองเรียนจบชั้นมัธยมจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ สามารถเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ผู้เป็นบิดามารดาไหนเลยจะยอมปล่อยให้เขาทนความลำบากเช่นนี้ได้?!

ฉันขอกล่าวไว้ล่วงหน้า เธออย่าได้ลับหลังฉันรับปากส่งเดช ไม่อย่างนั้น ต่อให้ตระกูลไป๋ถือปาจื้อ (วันเดือนปีเกิด) บุกมาถึงบ้าน ฉันก็ไม่ยอมรับ!” จางโหย่วไฉรีบกล่าวสำทับ กริ่งเกรงเจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์ไม่เห็นลูกเลี้ยงเสมือนลูกในไส้ของนาง

ฉันก็ยังไม่ได้รับปากผู้อื่น!” เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์คว้าเหล็กมาดเล็ก ทิ่มแทงเข้าไปที่พื้นรองเท้าหนักหน่วง ตอบเสียงดังว่าแล้วอีกอย่าง ภายในครอบครัวนี้ ไหนเลยจะถึงตาฉันเป็นผู้ตัดสินใจ?! หากไม่แจ้งต่อคุณ ฉันจะรับปากผู้อื่นโดยพลการได้อย่างไร อย่าว่าแต่วันหลังคุณต้องโวยวายฉันไม่จบไม่สิ้น แม้แต่ต้าเส้าแหย ก็ต้องขับไล่แม่เลี้ยงอย่างฉันออกจากบ้านไป!”

กล่าวเหลวไหลอีกแล้ว เหล่าต้าไหนเลยเป็นคนแบบนั้น!” จางโหย่วไฉใบหน้าบึ้งตึง ตอบโต้เสียงเบาว่าพวกเขาสามคนแม้ไม่ใช่ลูกของเธอ แต่ผู้ใดกล้าไม่เรียกเธอว่าแม่ โดยเฉพาะเหล่าต้า เดินทางไปค้าขายครั้งใด มีหรือจะไม่ซื้อสิ่งของมาฝากแม่อย่างเธอและน้องสาวสองคนของเขา!”

นั่นเพราะฉันไม่ได้ตอแยน้องชายของเขา!” เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์พึมพำ สอดเข็มเข้าไปในรูรองเท้าที่เพิ่งใช้เหล็กหมาดแทงทะลุ

จางโหย่วไฉไม่ยินดีถกเถียงประเด็นนี้อีก ก้มศีรษะดื่มน้ำชา เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์กลับขยับเข้ามา กล่าวเสียงเบาว่าคุณว่าเหล่าซานพอเรียนจบมัธยม ก็มีคนคิดส่งบุตรสาวมาเกี่ยวดอง ซื่อยา (บุตรสาวคนที่สี่) กับอู่ยา (บุตรสาวคนที่ห้า) ของบ้านเราก็ไม่เด็กแล้ว ส่งพวกนางสองคนไปโรงเรียนศึกษาหาความรู้จะได้หรือไม่? ไม่ต้องไปเมืองใหญ่ แค่โรงเรียนเจี้ยวฮุ่ย (โรงเรียนโบสถ์คริสต์) ที่อยู่ใกล้บ้านก็พอแล้ว!”

พวกนางสองคน…?” จางโหย่งไฉขบคิด บนหน้าเผยอาการลังเลใจอย่างเห็นได้ชัด กลับไม่ใช่เพราะเขาเสียดายเงินทองส่งบุตรสาวไปโรงเรียน แต่ทั่วเมืองหลู่เฉิง ผู้ที่ยอมส่งบุตรสาวไปเล่าเรียน ก็เพียงมีสิบกว่าครอบครัว หากเด็กสาวยินดีใฝ่ศึกษา มีความรู้ติดตัวก็ไม่ถือเป็นเรื่องเลวร้าย แต่หากเรียนหนังสือแล้ว มีความคิดเป็นของตนเอง เติบใหญ่แล้วคล้ายกับพี่สามของพวกนาง หนีไปกับผู้อื่นเช่นนี้ ผู้เป็นบิดามารดาจะไปร้องทุกข์ที่ใดได้?!

ฉันก็ทราบว่าคุณลำเอียง!” เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์ใช้ศอกกระแทกสามีทีหนึ่ง เริ่มหน้านิ่วไม่พึงพอใจปีก่อนฉันจะส่งซื่อยาโถว(เชิงอรรถ-*ยาโถวเป็นคำเรียกบุตรสาวหรือเด็กสาว) ไปเรียนหนังสือ ตอนนั้นเห็นแก่เหล่าซานมีค่าใช้จ่ายสูง ไม่กล้าเอ่ยปาก บัดนี้เหล่าซานจบการศึกษาแล้ว อีกไม่นานก็สามารถไปทำงานหาเงินในบริษัทต่างชาติ คุณยังเสียดายเงินทองเพียงหยิบมื้อนี้?! พวกนางสองคนแม้เป็นเด็กสาว แต่ก็เป็นบุตรหลานของตระกูลจางคุณ! ภายภาคหน้าแต่งงานกับคนใช้แรงงาน ใช้ชีวิตอย่างลำบากยากเข็ญ คุณคงสบายใจกระมัง?!”

ไม่ใช่เช่นนั้น!” แม้จางโหย่วไฉมีนิสัยประหยัดอดออมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวหลู่เฉิง กลับไม่เคยขี้เหนียวตระหนี่ต่อคนในครอบครัวฉันก็กำลังขบคิดอยู่ ว่าจะส่งพวกนางไปเรียนที่ไหนดี? โรงเรียนเจี้ยวฮุ่ย (โรงเรียนโบสถ์คริสต์) ที่อยู่หน้าบ้านแห่งนั้น นอกจากข้างในล้วนเป็นเด็กผู้ชายแล้ว ยังสอนพวกเด็กๆ สวดคัมภีร์ตะวันตกทุกวัน หากถูกบทสวดของตะวันตกครอบงำ เติบใหญ่ไม่แน่ก็ไปบวชเป็นแม่ชีแล้ว แม้แต่พ่อแม่ล้วนไม่แยแส!”

แม่ชีในโบสถ์คริสต์รูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์เคยได้ยินจากเพื่อนบ้านมาไม่น้อย ในใจสะดุ้งเฮือก ริมฝีปากอ่อนยวบฉับพลันฉันไม่เคยเรียนหนังสือ ความรู้น้อยนิดคุณว่าไม่ต้องการให้พวกนางไปโรงเรียนเจี้ยวฮุ่ย เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ไป! คุณลองหาโรงเรียนที่ใดก็ได้สักแห่ง ขอเพียงสามารถทำให้พวกนางรู้จักตัวหนังสือบ้าง ไม่ด้อยการศึกษาคล้ายฉันก็พอ!”

ครั้งก่อนเดินทางไปเมืองใหญ่ ฟังเหล่าเอ้อบอกว่า ทางโน้นเปิดโรงเรียนสตรีโดยเฉพาะ!” จางโหย่วไฉทางหนึ่งคิดเรื่องในใจ ทางหนึ่งกล่าวตอบภายในตั้งแต่อาจารย์ถึงภารโรง ล้วนเป็นผู้หญิง เพียงแต่ไม่ทราบค่าใช้จ่ายสูงหรือไม่ มีที่พักหรือเปล่า!”

อย่างนั้นคุณไม่รีบวานคนไปสอบถาม?!” เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์พอได้ยินว่าจะส่งบุตรสาวไปเมืองใหญ่ ใบหน้ายิ้มแย้มทันทีรีบเขียนจดหมายให้เหล่าเอ้อบอกให้เขาสืบหาข่าวคราวให้ที!”

รอเหล่าซานกลับมา ถามเขาก็ได้ความแล้ว! เขาเรียนหนังสือมามาก ความรู้ย่อมดีกว่าเหล่าเอ้อที่เป็นช่างซ่อมรถยนต์!” จางโหย่วไฉสั่นศีรษะ

แล้วเหล่าซานจะกลับมาเมื่อไหร่?!” เจิ้งเยวี่ยเอ๋อร์จิตใจร้อนรุ่ม ถือโอกาสถามไถ่รวดเดียว ถามจบแล้ว แอบชำเลืองมองสีหน้าของสามี จากนั้นก้มศีรษะลงต่ำ

สองสามีภรรยานั่งหันหน้าไปทางหน้าต่าง รอคอยข่าวคราวซงหลิงบุตรชายคนที่สามอย่างใจจดใจจ่อ นั่งคอยตั้งแต่ฟ้าสางจนฟ้ามืด จากฟ้ามืดรอคอยถึงฟ้าสาง

กระทั่งถึงช่วงบ่ายของวันถัดมา จึงพบเห็นโซ่วหลิงบุตรชายคนโตจูงม้าสิ้นเรี่ยวแรง เดินก้มหน้าเข้าประตูลานบ้าน

น้องสามเล่า ได้ตัวมาหรือไม่?!” จางโหย่วไฉกินไม่ได้นอนไม่หลับมาวันกว่า รีบวิ่งกระโจนออกจากประตูบ้าน เข้าไปสอบถามบุตรชายคนโต

เปล่า!” จางโซ่วหลิงสั่นศีรษะ ใบหน้าเปี่ยมด้วยความอ่อนล้า

ไล่ตามไม่ทัน แกกลับมาคนเดียวทำอะไร?! ยังไม่รีบไล่ตามไป?!” จางโหย่วไฉร้อนรุ่มจนขาดสติ ไม่ทันสนใจบุตรชายคนโตที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนฝุ่นละออง ตวาดเสียงเกรี้ยวกราด

ผมไล่ตามไม่ทัน ท่านพ่อก็ไม่ต้องไปไล่ตามอีกแล้ว!” จางโซ่วหลิงมองดูบิดาแวบหนึ่ง ตอบกลับอย่างไร้เรี่ยวแรงผมพบเขาที่สถานีรถไฟหลิ่วเฉิงแล้ว แต่เขาไม่ยอมกลับมากับผม ไม่เพียงไม่ยอมกลับมา อีกทั้งยังหันมาเกลี้ยกล่อมผม อย่ามัวแต่ทำการค้า อีกหน่อยกลายเป็นทาสสิ้นชาติยังไม่ทราบว่าอะไรคือความแค้น อะไรคือความอับอาย…”

อย่างนั้นทำไมแกไม่จับตัวเขากลับมา?!” ไม่รอให้บุตรชายคนโตเล่าจบ จางโหย่วก็ปริปากเค้นถาม

จางโซ่วหลิงยักไหล่ ตอบกลับอย่างขุ่นเคืองว่าผมก็อยากจะจับตัวเขากลับมา แต่สู้คนหมู่มากไม่ไหว ผู้คนเกือบครึ่งคันรถ ล้วนลุกขึ้นมารุมตำหนิผม บอกว่าผมเห็นแก่เงินทอง ทั้งยังขัดขวางผู้อื่นช่วยเหลือชาติบ้านเมือง เป็นพวกโง่งม เป็นโจรขายชาติ!”

เพื่อให้บิดาวางใจ เขาจงใจบอกเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้คลุมเครือ ซึ่งในความเป็นจริง รถไฟจอดอยู่ที่เมืองหลิ่วเฉิงหลายชั่วโมง เหล่าซานกับกลุ่มนักศึกษาที่ชักชวนเหล่าซาน ล้วนเดินลงมาที่ชานชาลา ร้องเพลงให้แก่ผู้คนที่เข้าออกสถานีรถไฟ บอกเล่าถึงเรื่องราวที่ตงเป่ยถูกยึดครอง การต้านศึกที่ฉางเฉิง (กำแพงเมืองจีน) และกองกำลังดาบใหญ่ที่ยี่สิบเก้าไล่สังหารทหารญี่ปุ่น

บอกกล่าวจนเขาเองก็ฮึกเหิมขึ้นมา โห่ร้องตามอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นจึงเดินเข้าไปฉุดลากเหล่าซานกลับบ้าน แน่นอนว่าย่อมเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ ส่วนผู้คนที่มาเกือบครึ่งขบวนรถ ล้วนยืนอยู่ทางฝั่งเหล่าซาน กล่าวตำหนิเขา ถือเขาเป็นแบบอย่างของผู้ที่ยินยอมกลายเป็นทาสสิ้นชาติ

โจรขายชาติความผิดนี้ร้ายแรงเกินไป จางโหย่วไฉไม่ว่าอย่างไรล้วนไม่ยินดีนำภัยมาสู่ตนเอง แต่การไม่ยินยอมให้บุตรชายไปก่อความวุ่นวายในเป่ยผิงกับนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ไร้หัวนอนปลายเท้ามันเกี่ยวข้องอะไรกับโจรขายชาติ  คำตอบนี้เขาไม่รู้

ขณะกำลังเตรียมตัวขี่ม้าไปไล่ตามรถไฟด้วยตนเอง จางโซ่วหลิงบุตรชายคนโตกลับยื่นแขนไปขวางเขา ฝืนยิ้มพลางกล่าวด้วยความหวังดีว่าท่านพ่อไม่ต้องไปหรอก ไปแล้วก็ตามกลับมาไม่ได้ ผมถือว่ามองเห็นแจ่มแจ้งแล้ว ยุคสมัยนี้ เกรงว่ากำลังจะเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวของเราล้วนเป็นพ่อค้าสุจริต ท่ามกลางเหตุการณ์วุ่นวายต้องเสียเปรียบแน่นอน! เหล่าซานไปสมัครทหารที่เป่ยผิง อาศัยความรู้ที่เขาเล่าเรียนมา ต้องไม่เริ่มต้นจากพลทหารชั้นล่างอย่างแน่นอน ขอเพียงหน้าอกติดตราสัญลักษณ์(เชิงอรรถ-*ตราสัญลักษณ์ของกองทัพบกจีนในช่วงสาธารณรัฐจีน ส่วนใหญ่มักเป็นตราสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมผืนผ้า แถบน้ำเงินคือนายทหารระดับนายร้อย แถบเหลืองคือนายทหารระดับนายพัน แถบแดงคือนายทหารระดับนายพล) ต่อให้เพียงเป็นแถบน้ำเงิน กลับถึงหลู่เสี้ยนบ้านเรา ก็สามารถวางมาดใหญ่โตได้เช่นกัน!”

หลายปีมานี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าชนชั้นพ่อค้า นายทหารมีความองอาจสง่างามเพียงใด จางโหย่วไฉย่อมรู้ดีแก่ใจ แต่ความองอาจสง่างามเหล่านั้นล้วนแลกมาด้วยชีวิต บุตรชายคนที่สามของตนตั้งแต่เล็กจนโต แม้แต่ไก่ยังไม่เคยฆ่า ไหนเลยมีปัญญาเข้าร่วมสนามรบ?

ท่านพ่อวางใจ ขอเพียงเป็นระดับนายทหาร ย่อมปลอดภัยกว่าเหล่าพลทหารอย่างแน่นอน! มิหนำซ้ำในยุคสมัยนี้ นักเรียนนักศึกษามีค่าดุจทองคำ ผู้ใดกล้าเอาพวกเขามาเป็นโล่มนุษย์?! สถานที่อื่นฉันไม่ทราบ แต่ถ้าทางซานตงบ้านเรา หลายปีก่อนในช่วงที่วิกฤตที่สุด ก็ไม่เห็นหันจู่สี(ประธานหัน)ส่งทหารเสวียปิง(เชิงอรรถเสวียปิง ในที่นี้หมายทหารที่เคยผ่านการเล่าเรียนในระดับสูง ไม่ได้มาจากชนชั้นแรงงาน)ของเขาไปร่วมรบที่แนวหน้า!”

อืม…” จางโหย่วไฉถูกบุตรชายคนโตกล่าวจนจิตใจหวั่นไหวแล้ว เท้าข้างที่ก้าวออกไปนอกประตู ชักเท้ากลับมาช้าๆ หันจู่สี (ประธานหัน) ถือกำเนิดจากตระกูลบัณฑิต ให้ความสำคัญแก่ผู้ที่ได้รับการศึกษา ตามคำบอกเล่าว่ายามสู้ศึก ไม่เคยส่งปัญญาชนบุกนำหน้า ยามเดินทัพ ก็จะจัดให้เหล่าปัญญาชนกับสัตว์พาหนะที่แบกลากสัมภาระอยู่ในส่วนกลางของขบวนกองทัพ

คำเล่าขานนี้เป็นความจริงหรือไม่ จางโหย่วไฉไม่ทราบแน่ชัด แต่ผลประโยชน์เหล่าซานที่จะนำมาสู่ครอบครัวหลังจากเป็นนายทหารนั้น ในเขตซานตง นับว่าสามารถพบเห็นแบบอย่างมากมายก่ายกอง นึกถึงวันหน้าบุตรชายตนเองไปที่ใดล้วนมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง จากนั้นนึกถึงความอดสูที่ได้รับจากการทำการค้าในหลายปีที่ผ่านมา จิตใจของเขาเริ่มร้อนผ่าว ลังเลใจอีกครู่หนึ่ง สุดท้ายถอนใจออกมา กล่าวเสียงเบาว่าช่างเถอะ ส่งเสียเขาจนเรียนจบระดับมัธยม ฉันก็ถือว่าได้ทำเต็มหน้าที่แล้ว วันหลังจะดีหรือร้าย ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของเขาแล้ว!”

ทอดถอนใจเสร็จสับ หันหน้าเดินเข้าไปในบ้าน พริบตาเดียว จางโหย่วไฉราวกับแก่ชราไปสิบปี

ในขณะที่ครอบครัวจางโหย่วไฉกำลังโศกเศร้าเสียใจกับการหนีจากไปของบุตรชายคนที่สาม จิตใจของจางซงหลิงกลับแฝงด้วยความรู้สึกยินดีที่ได้ออกพเนจร โดยสารรถไฟจากใต้ขึ้นเหนือ วิ่งๆ หยุดๆ มุ่งหน้าสู่เป่ยผิง

นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ตัดสินใจด้วยตนเองโดยปราศจากคำสั่งของบิดา ตามมาด้วยการเอาชนะพี่ชายที่ตนเองเคารพยำเกรง ความภาคภูมิใจเช่นนี้ ไม่ต้องเอ่ยว่าสุขล้นเพียงใด สำหรับความโศกเศร้าที่ห่างไกลคนในครอบครัว จางซงหลิงยังไม่อาจรับรู้ได้ในตอนนี้ อย่างน้อย ก่อนที่ความคึกคะนองที่ได้ออกเดินทางเพียงลำพังครั้งแรกยังไม่ดับสิ้น เขายังคงไม่มีทางรู้สึกได้

เหล่าสหาย ทุกคนจงลุกขึ้น ร่วมแบกรับความเป็นอยู่ของแผ่นดิน!

จงฟัง ความเจ็บปวดของเหล่าประชาอันกึกก้อง จงมอง ความสูญเสียของแผ่นดินเกิดในแต่ละปี!

พวกเราจะลุกขึ้นสู้หรือว่ายอมจำนน’ ?

พวกเราต้องเป็นนายของตนเองไปรบตายในสนามรบ…”

หยุด สหายจางซงหลิง คุณตั้งใจร้องเพลงหน่อย มองจากท่าทางของคุณ คล้ายกับเพิ่งแอบรับประทานน้ำผึ้งคำโต ไหนมีความเจ็บปวดที่สูญเสียชาติบ้านเมืองแม้แต่น้อย!” รองหัวหน้าฟางกั๋วเฉียงนับว่าไม่อาจฝืนทนท่าทางอันหลงระเริงของจางซงหลิง อดไม่ได้ที่จะหยุดการซ้อมขับร้องลงอีกครั้ง กล่าวตำหนิเสียงดัง

ฉัน ฉันไม่เคยเรียนมาก่อน ไม่เคยจริงๆ!” ท่าทีคล้ายกับเด็กนักเรียนที่กระทำผิด จางซงหลิงเกาท้ายทอยตนเอง หัวเราะซื่อๆ

ในห้วงสมองของเขา มีบทกวีที่คนโบราณขึ้นสู่สมรภูมิรบมากมาย ซึ่งบทกวีเหล่านี้บ้างก็โอบอ้อมอารี บ้างก็องอาจห้าวหาญ เพียงแต่ไร้ความโกรธแค้นที่ฟางกั๋วเฉียงต้องการ

คุณลองหลับตานึกคิดให้ดี นึกถึงเหล่าสหายทางตงเป่ยและหัวเป่ย นึกถึงพวกเขาต้องทนดูบ้านเกิดถูกรุกรานต่อหน้าต่อตา ตนเองกลับไร้ความสามารถจะช่วยเหลือ ในใจจะมีความรู้สึกเช่นใด! อีกสักครู่พอรถไฟหยุดเดิน พวกเรายังต้องไปร้องเพลงและบรรยายในสถานีต่อไป หากคุณยังตามหาอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ ก็จงรออยู่ในขบวนรถ อย่าเป็นตัวถ่วงของพวกพ้อง!” มองเห็นท่าทีอันมึนงงสับสนของจางซงหลิง ฟางกั๋วเฉียงก็รู้สึกว่าสมองพองโตด้วยความโกรธ ตอนนี้เขาผิดหวังยิ่ง ทำไมตนเองจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของโจวเจวียหัวหน้ากลุ่ม รับเด็กไร้เดียงสาเช่นนี้เข้าชมรมเสี่ยฮวา (ดอกไม้เลือด) นี่ไม่เท่ากับเป็นการหาเรื่องใส่ตัวหรือ? มองจากหน้าตาของเขา คาดว่าการเดินทางไปร่วมต้านศึกที่เป่ยผิง คงเปรียบเสมือนการเดินทางไปท่องเที่ยวทางไกลเที่ยวหนึ่ง! ไม่เข้าใจว่าพวกโจวเจวียนึกคิดอะไร และไม่เข้าใจว่าเด็กหนุ่มที่ทั้งโง่เขลาและซื่อบื้อผู้นี้ จบการศึกษามาจากกั๋วลี่อีจง (โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง) มาได้อย่างไร!

ต้าฟางพูดถูก สีหน้าอารมณ์ของสหายเสี่ยวจางนับว่าห่างไกลจากอารมณ์ของเนื้อเพลงที่ต้องการสื่อออกมา แต่ว่าท่าทีที่กระตือรือร้นในการฝึกซ้อมของเขา ยังคงสมควรได้รับการชมเชยโจวเจวียหัวหน้ากลุ่มเห็นน้ำเสียงของฟางกั๋วเฉียงยิ่งมายิ่งรุนแรง รีบลุกขึ้นจากที่นั่ง ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเอาอย่างนี้เถอะ ทุกคนพักผ่อนกันก่อน ต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของกันและกัน ฉันกับต้าฟางจะไปพบหัวหน้าขบวนรถไฟ จัดวางเวลาการแสดงในอีกสักครู่!”

อา ฮ่าๆ นับว่าได้โอกาสพักแล้ว!” ไม่เพียงแต่ความรู้สึกของจางซงหลิงที่แตกต่างจากเนื้อเพลงไกลลิบ ผู้คนส่วนใหญ่ในขบวน ก็เพียงแค่ฝืนร้องเพลงไปเท่านั้น เมื่อได้ยินโจวเจวียบอกให้พัก รีบส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี

นี่…” ฟางกั๋วเฉียงในใจไม่ยินยอม กลับถูกโจวเจวียฝืนฉุดรั้งตัว เดินไปยังตู้รถไฟถัดไป มองดูเงาหลังของเขาค่อยๆ หายลับไป คนหนุ่มหลายคนที่เหลือพากันรายล้อมเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ตบบ่าจางซงหลิง แสดงความเห็นใจต่อชะตากรรมของเขา

แกอย่าไปสนใจมัน ใบหน้าแข็งทื่อราวกับแผ่นไพ่ เจอใครล้วนคล้ายกับติดหนี้เขาหลายร้อยหยวน!” คนแรกที่เอ่ยปากช่วยผดุงความยุติธรรมแก่จางซงหลิงมีนามว่าลู่หมิง เป็นนักศึกษาชั้นปีที่สองจากคณะวิศวะเครื่องกลของมหาวิทยาลัยซานตง เดิมทีก็เคยเรียนหนังสือที่กั๋วลี่อีจง นับว่าเป็นรุ่นพี่และนักเรียนร่วมโรงเรียนของจางซิงหลิง หน้าตาสะอาดสะอ้าน นิ้วมือทั้งสิบเรียวยาว แลดูไม่คล้ายเป็นมือของผู้ชาย

แกนับว่ากล่าวถูกแล้ว ฉายาของต้าฟางคือ ฟางไขว้เจ (แจ๊คข้าวหลามตัด)” คนที่สองที่ช่วยกล่าวปลอบใจจางซงหลิงมีนามว่าเถียนชิงอวี่ เป็นหนึ่งในกรรมการนักเรียนของมหาวิทยาลัยซานตง นิสัยร่าเริงมีชีวิตชีวา เป็นคนใจกว้าง ล่วงรู้ข่าวลับมากมายที่อยู่ในมหาวิทยาลัย

แบบนี้นี่เอง มิน่าพอฉันพบเจอมัน ก็รู้สึกสะอิดสะเอียน!”

ตกลงมันรู้จักหัวเราะหรือไม่ พวกแกว่าไง ตกลงมันหัวเราะเป็นหรือเปล่า! จูเจี้ยวโส่ว (ศาสตราจารย์จู) ก็เหลือเกิน ทำไมจึงเลือกคนประเภทนี้มานำพาพวกเรา!”

เมื่อได้ยินผู้อื่นเปิดโปงความลับของฟางกั๋วเฉียงออกมาหมดสิ้น สมาชิกอื่นๆ ก็ทยอยเอ่ยปาก เริ่มระบายความไม่พอใจที่พวกเขาได้รับ

การเป็นน้องชายที่เพิ่งเข้าร่วม จางซงหลิงย่อมเลือกที่จะนิ่งสงบอย่างชาญฉลาด ซึ่งในความเป็นจริง เขาก็ไม่รู้สึกว่าท่าทีที่ฟางกั๋วเฉียงปฏิบัติต่อตนจะเลวร้ายอันใด ครอบครัวค้าขายในหลู่เฉิงเข้มงวดในเรื่องการสอนบุตรหลาน นอกจากครอบครัวใหญ่ที่นับนิ้วได้แล้ว ครอบครัวอื่นๆ ต่อให้บิดามารดารักบุตรเพียงใด ก็ไม่มีทางปล่อยให้บุตรเรียนการค้าขายกับตนเองโดยตรง เมื่อบุตรอายุสิบปีขึ้นไป ก็ส่งไปเป็นศิษย์ให้กับสหายที่ไว้ใจได้ และกำชับสหายไว้ชัดเจน สมควรตีก็ตี สมควรด่าก็ด่า อบรมสั่งสอนราวกับสั่งสอนบุตรตนเอง ส่วนเพื่อนที่ได้รับคำไหว้วาน ก็ย่อมไม่มีทางใจอ่อน ฟาดฝ่ามือ อดมื้ออาหารและคุกเข่าบนแผ่นไม้ซักผ้าล้วนเป็นการลงโทษสถานเบา สถานหนักหน่อย คือหยิบเหล็กคีบถ่านฟาดเข้าไปที่ก้น ต่อให้บิดามารดาของเด็กเดินผ่านมาพบเห็น ก็ย่อมไม่มีทางออกเสียงห้ามปราม ตรงกันข้าม ยังจะรู้สึกว่าอาจารย์ใส่ใจต่อการอบรมศษย์ เติบใหญ่จะได้ยิ่งมีอนาคต

จางซงหลิงไม่เคยฝากตัวเป็นศิษย์ผู้อื่น ทว่าเคยพบเห็นพี่ชายทั้งสองคนถูกอาจารย์ฟาดตีด้วยเหล็กคีบถ่าน ดังนั้นสำหรับการสั่งสอนด้วยคำพูดของฟางกั๋วเฉียง จึงไม่รู้สึกสะทกสะท้าน เพียงแต่คิดว่าตนเองสมควรปรับตัวเข้ากับกลุ่มคนขบวนนี้ให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยให้ฟางกั๋วเฉียงหาข้ออ้าง ขับไล่ตนเองกลับบ้านเท่านั้น

เขายิ่งเงียบขรึม ผู้อื่นยิ่งรู้สึกว่าการกระทำของฟางกั๋วเฉียงเมื่อสักครู่รุนแรงเกินควร อย่าว่าแต่ความใจเด็ดของเด็กหนุ่มผู้นี้ที่ปฏิเสธกลับบ้านไปกับพี่ชายเมื่อวาน เป็นที่นับถือเลื่อมใสของผู้คน ลำพังเขาที่อายุน้อยที่สุด และเป็นรุ่นน้องของทุกคน ก็ไม่สมควรเข้มงวดขนาดนี้ นักเรียนที่จบมาจากกั๋วลี่อีจง ต่อให้โง่เง่าเพียงใด ก็ยังเฉลียวฉลาดกว่าบุตรหลานผู้ดีที่เรียนชีจง(โรงเรียนมัธยมอันดับเจ็ด) สือจง (โรงเรียนมัธยมอันดับสิบ) เหล่านั้น มิหนำผู้อื่นยังเป็นสิบอันดับแรกของชั้น ได้รับจดหมายรับรองจากผู้อำนวยการโดยตรง

ก่อนจะตัดสินใจเข้าร่วม จางซงหลิงพอเข้าใจต่อกลุ่มคนขบวนนี้อยู่บ้างแล้ว พอฟังทุกคนส่งเสียงพูดคุยมาอีกครู่หนึ่ง ก็ยิ่งเข้าใจลึกซึ้งไปอีกขั้น

กลุ่มคนขบวนนี้มีนามว่าชมรมเสี่ยฮวา เป็นกลุ่มเดินหน้ากลุ่มหนึ่งของมหาวิทยาลัยซานตง สมาชิกหลักส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาปีหนึ่งและปีสอง ส่วนโจวเจวียกับฟางกั๋วเฉียงผู้นำทั้งสองเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สี่

มีนาคมปีนี้ ญี่ปุ่นส่งเรือรบยี่สิบกว่าลำมาโอ้อวดแสนยานุภาพที่น่านน้ำชิงเต่า นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยซานตงได้รับแรงกระตุ้น โกรธแค้นจนต้องร้องคำขวัญที่ว่ายินดีพลีโลหิตเพื่อช่วยชาติชมรมเสี่ยฮวาจัดการแสดงจิตอาสาหลายรอบ เพื่อสมทบทุนมอบให้กับกองทัพที่สามที่ประจำการในซานตง

การข่มขวัญของชาวญี่ปุ่นที่น่านน้ำชิงเต่าไม่บรรลุประสิทธิผลตามที่คาดการณ์ไว้ กลับเป็นการกระตุ้นความรักชาติของชาวซานตง

ด้วยความจนใจ พวกญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนแผนไปเสริมกำลังพลทางเป่ยผิง หมายบีบบังคับให้ซ่งเจ๋อหยวนไปจากรัฐบาลจงยาง

เหล่าสมาชิกของชมรมเสี่ยฮวาล่วงรู้ว่าประเทศชาติกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงรวบรวมเงินบริจาคอีกจำนวนหนึ่ง เดินทางไปส่งมอบให้แก่กองทัพที่ยี่สิบเก้าในเป่ยผิง

แต่ว่า ลำพังการสนับสนุนด้วยทรัพย์สินเงินทอง สำหรับกองทัพจีนแล้ว ยังคงไม่เพียงพอ เหล่าคนหนุ่มที่มีสายเลือดความรักชาติ ล่วงรู้ความอ่อนแอของประเทศและความชินชาของประชาชน ดังนั้น พวกเขายินดีใช้โลหิตอันร้อนระอุ  ปลุกเร้าประเทศชาติแห่งนี้ ปลุกเร้าชนชาติแห่งนี้ให้ลุกตื่น

ดังนั้น หลังจากที่พวกเขาประชุมและลงคะแนนเสียง ตัดสินใจจัดตั้งสมาชิกกลุ่มหนึ่งเดินทางไปเป่ยผิง เพื่อให้เหล่านักรบได้พบเห็นกับตา รับรู้ถึงความรักชาติของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยซานตง เพื่อให้เหล่านักรบที่ประจำการในเป่ยผิง ทราบว่าพวกเขาไม่ได้สู้รบเพียงลำพัง ประชาชนซานตงสนับสนุนอยู่ด้านหลังพวกเขา ประชาชนทั้งแผ่นดิน ล้วนยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขา

ทั้งขบวนนั่งรถไฟร้องเพลงมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ผ่านเมืองเล็กเมืองใหญ่มาตามทาง ร้องเพลงในขบวนรถ ร้องเพลงบนชานชาลา รับประทานอาหารก็ร้อง เดินทางก็ร้อง จากชิงเต่าร้องไปถึงจี่หนาน จากจี่หนานร้องไปถึงหลู่เฉิงและหลิ่วเฉิง ผู้โดยสารทั้งหลายที่อยู่ในขบวนรถไฟ ก็นำพาเชื้อไฟกระจายไปตลอดทาง แน่นอน นี่อาจเป็นเพียงความคิดของหัวหน้าสองคนกับนักศึกษาจำนวนมากของชมรมเสี่ยฮวาข้างเดียว แต่อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ การแสดงออกของทุกคนในแต่ละครั้ง ล้วนได้รับการตอบรับอันร้อนแรงจากเหล่าผู้โดยสาร

สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีจำนวนมากบริจาคทรัพย์สินเงินทองอย่างใจกว้าง ไหว้วานให้เหล่านักศึกษานำน้ำใจที่ตนเองสนับสนุนการต้านศึกไปยังเป่ยผิง นักเรียนมัธยมจำนวนมากที่นั่งรถไฟขบวนเดียวกัน ก็ลุกขึ้นยืน อาสาช่วยเหลือชมรมเสี่ยฮวา แม้กระทั่งมีบางรายคล้ายกับจางซงหลิง อาสาขอเข้าร่วมขบวนด้วย

แต่ว่าโจวเจวียกับฟางกั๋วเฉียวหัวหน้าทั้งสองคน กระตือรือร้นต่อการรับบริจาค กลับปฏิเสธนักเรียนจำนวนมากที่ขอเข้าร่วม พวกเขาเห็นว่า การแสดงเจตนารมณ์ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยซานตงสนับสนุนกองทัพที่ประจำการในเหอเป่ยและเป่ยผิง มีตนเองกับพวกพ้องในชมรมเสี่ยฮวาก็เพียงพอแล้ว พวกนักเรียนมัธยมอายุยังน้อย ไม่สมควรนำโลหิตอันร้อนระอุไปสาดลงบนสมรภูมิ พวกเขาสมควรรอคอยวันเวลา เพื่อเป็นกำลังในการกอบกู้แผ่นดิน

หนึ่งเดียวที่ได้รับการยกเว้น ก็คือจางซงหลิง ไม่เพียงเพราะหลังจากที่เขาพบเจอสมาชิกของชมรมเสี่ยฮวา แสดงออกได้อย่างโดดเด่นที่สุด และไม่เพียงเพราะเขาดีดลูกคิดได้รวดเร็ว ยามรวมยอดบริจาคออกแรงมากกว่าผู้อื่น ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งคือ ปีนี้เขาจบการศึกษาจากกั๋วลี่อีจงและสมาชิกส่วนใหญ่ของชมรมเสี่ยฮวา ล้วนมาจากโรงเรียนมัธยมแห่งเดียวกัน

รุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง นับว่าสมเหตุสมผล ดังนั้นแม้ว่ารองหัวหน้าฟางกั๋วเฉียงมักมีสีหน้าบึ้งตึง ยังคงไม่อาจปฏิเสธความเห็นของคนหมู่มาก มองตามหลักการประชาธิปไตยที่เพิ่งเรียนรู้มา รองหัวหน้ากลายเป็นเสียงข้างน้อยอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกัน คนในชมรมส่วนใหญ่ก็แอบให้กำลังใจรุ่นน้อง รอคอยเขามีผลงานที่โดดเด่นยิ่งกว่า เพื่อใช้พิสูจน์ว่าสายตาของฟางกั๋วเฉียงนั้นตื้นเขิน

วิพากษ์วิจารณ์มาครู่หนึ่ง ความคิดอ่านของทุกคนก็กลับสู่ประเด็นหลัก ไม่ว่าฟางกั๋วเฉียงเข้มงวดกวดขันเพียงใด การตำหนิของเขาใช่ว่าจะเป็นการกลั่นแกล้ง เนื่องเพราะฝีมือการขับร้องของรุ่นน้อง นับว่าไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ

พวกเราไม่ต้องการตกเป็นทาสและลุกขึ้นสู้!” มีคนส่งเสียงร้องเพลงปี้เยี่ยเกอ(เชิงอรรถ–*เพลงปี้เยี่ยเกอ แปลตรงตัวคือเพลงจบการศึกษา เป็นเพลงมาร์ชที่ได้รับความนิยมของเยาวชนในตอนนั้น ประพันธ์ขึ้นในปีค..1934 ผู้ประพันธ์คือเถียนฮั่น คนเดียวกันกับที่ประพันธ์เพลงชาติจีน)ขึ้นอีกครั้ง ใช้สายตาบ่งบอกให้จางซงหลิงร้องตามตนเอง

วันนี้พวกเราคือต้นกล้าเขียวขจี พรุ่งนี้เป็นเสาหลักของสังคมมีคนฮัมเพลงเสียงเบา พยายามปรับทำนองเพลงให้นุ่มนวลสบาย เพื่อให้จางซงหลิงสามารถจดจำเนื้อเพลงและจังหวะ

วันนี้พวกเราคือเสียงเพลงอันพร้อมเพรียง พรุ่งนี้คือคลื่นยักษ์ที่จะปลุกระดมชนเผ่า!” มีคนตีมือให้จังหวะ ในขณะเดียวกันใช้มืออีกข้างตบกระทบแผ่นหลังของจางซงหลิงแผ่วเบา

ความอบอุ่นของมือข้างนั้นกับจังหวะของเนื้อเพลง แทรกซึมเข้าไปในใจของจางซงหลิง เขาเงยหน้าขึ้นอย่างยิ้มแย้ม ตบมือตามจังหวะของผู้คนคลื่นยักษ์ คลื่นยักษ์ เติบใหญ่อย่างต่อเนื่อง!”

เหล่าสหาย! เหล่าสหาย! แสดงพลังออกมา ร่วมแบกรับความเป็นอยู่ของแผ่นดิน!”

เหล่าสหาย ทุกคนจงลุกขึ้น ร่วมแบกรับความเป็นอยู่ของแผ่นดิน!

จงฟัง ความเจ็บปวดของเหล่าประชาอันกึกก้อง จงมอง ความสูญเสียของแผ่นดินเกิดในแต่ละปี!

พวกเราจะลุกขึ้นสู้หรือว่ายอมจำนน’ ?

พวกเราต้องเป็นนายของตนเองไปรบตายในสนามรบ…”

เสียงเพลงดังมาตามรางรถไฟอันเก่าผุพัง มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ

ยามทุกคนร้องเพลงปี้เยี่ยเกอถึงรอบที่ห้า โจวเจวียกับฟางกั๋วเฉียงค่อยเดินทางกลับมา พร้อมกับข่าวดีและข่าวร้าย

ข่าวดีคือสถานีหน้าเป็นสถานีใหญ่ หัวหน้าขบวนรถไฟรับปากช่วยยืมห้องผู้โดยสารของสถานีรถไฟ เพื่อให้พวกเขาใช้เผยแพร่คำขวัญต่อต้านญี่ปุ่น

ส่วนข่าวร้ายคือรางรถไฟข้างหน้าชำรุด ไม่ทราบเมื่อไรจะซ่อมเสร็จ ดังนั้น รถไฟต้องจอดรออยู่ที่ผิงอันจ้าย สามารถใช้สัญจรได้เมื่อใด ต้องรอฟังรายงานจากเบื้องบน

ไม่กระมัง!” ทุกคนพอฟัง เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทันที รถไฟขบวนนี้ยามอยู่ในเขตซานตงแม้เดินๆ หยุดๆ อย่างน้อยยังเดินหน้าต่อเนื่อง ทำไมเพิ่งเข้าสู่เหอเป่ยไม่ไกล ก็หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวแล้ว?!

คาดว่าเป็นเพราะหัวหน้าขบวนรถไฟใจเซาะ กลัวได้รับความเดือดร้อนจากพวกเรา ดังนั้นจึงหาข้ออ้างขับไล่พวกเราลงจากรถไฟ!” ฉางโส่วจื่อ (นิ้วมือยาว) ลู่หมิงเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย แวบแรกก็วินิจฉัยว่าเรื่องที่หยุดรถต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล

พวกเราเผยแพร่คำขวัญต่อต้านญี่ปุ่น จะนำความเดือดร้อนอะไร? นี่ยังเป็นดินแดนของประเทศจีนหรือเปล่า! แม้แต่คำพูดคำจาล้วนต้องระมัดระวังสีหน้าคนญี่ปุ่น

เหอเป่ยยังไม่ประกาศแยกตัวเป็นอิสระ พวกมันก็คิดจะเอาใจเจ้านายคนใหม่แล้ว หากว่าประกาศแยกตัวเป็นอิสระจริงๆ มันจะไม่หันกระบอกปืนใส่ชาวจีนหรือ?!”

นักศึกษาหลายคนที่เหลือก็ขุ่นเคืองเดือดดาล โดยเฉพาะนักศึกษาหญิงสองคนที่อยู่ในขบวน นามว่าหลิ่วจิงกับหันชิว นึกถึงวันหน้าตนเองต้องจัดการธุระส่วนตัวในป่าเขา ก็โกรธแค้นจนกัดฟันดังกรอดๆ

ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบ ฟังฉัน ฟังฉันพูดก่อน!” ถึงอย่างไรอายุแก่กว่าหลายปี โจวเจวียหัวหน้ากลุ่มมีความรู้กว้างขวาง มุมมองต่อปัญหาก็ยิ่งครอบคลุมรอบด้านเส้นทางนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดปัญหาขึ้นในวันนี้ เมื่อก่อนก็ชำรุดเป็นประจำ ส่วนคนญี่ปุ่นบุกประชิดเข้ามาทุกขณะ รัฐบาลจงยางกับรัฐบาลท้องถิ่นล้วนดูแลกันไม่ทั่วถึง ไร้กำลังและทรัพย์สินในการซ่อมแซมรางรถไฟ ดังนั้นการเกิดปัญหาขึ้นในวันนี้ ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าเช่นนี้ยิ่งบ่งบอกชัดเจนว่า ความเป็นอยู่ของนักรบกองทัพที่ยี่สิบเก้านั้นยากเข็ญเพียงใด ยิ่งต้องการให้พวกเราเดินทางไปข้างหน้า นำแรงสนับสนุนกับคำปลอบขวัญของเหล่านักศึกษาซานตงไปให้พวกเขา จงเชื่อมั่นในฝีเท้าของพวกเรา อุปสรรคอันเล็กน้อยนี้ไม่มีทางขัดขวางพวกเราได้!”

ใช่!” ฟางกั๋วเฉียงชูมือ กล่าวเสริมดังลั่นว่าพวกเราเดินทางไปแนวหน้า เผชิญกับกระสุนดินปืน ยังจะกลัวอุปสรรคเล็กน้อยนี้หรือ?! ต่อให้ต้องแบกสัมภาระเดินเท้า พวกเราก็ต้องเดินไปถึงเป่ยผิง!”

เดินไปถึงเป่ยผิง เดินไปถึงเป่ยผิง!”

เดินไปด้วย พลางปลุกระดมเพื่อนร่วมชาติ! เผยแพร่หลักการต่อต้านญี่ปุ่นช่วยชาติบ้านเมือง!”

พวกเขายังอ่อนเยาว์ อารมณ์ของทุกคนจึงร้อนขึ้นมาอีกครั้งในพริบตา ต่างโบกมือส่งเสียงโห่ร้อง ผู้โดยสารที่มาในขบวนรถเดียวกัน ทยอยเงยหน้าขึ้นมอง ส่งยิ้มน้อยๆ เป็นกำลังใจให้แก่กลุ่มเยาวชนหนุ่มสาว นักศึกษาเหล่านี้ส่งเสียงโวยวาย ท่าทางในการปฏิบัติก็เผยอาการขาดประสบการณ์ แต่ถึงอย่างไรก็ยังหนุ่มยังสาว ร่างกายเปี่ยมล้นด้วยความคึกคักกระปรี้กระเปร่าและกำลังวังชา ชีวิตเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง

คงไม่ต้องแบกสัมภาระตนเองเดินเท้าจริงๆ กระมัง!” จางซงหลิงยินอยู่ด้านหลังพวกพ้อง บ่นพึมพำในใจ เขาเข้าร่วมกลุ่มกลางคัน ไม่ทันได้เตรียมตัวมาก่อน กระเป๋าสัมภาระสองใบที่พกพา มีใบหนึ่งอัดแน่นด้วยหนังสือเต็มกระเป๋า หากแบกขึ้นบ่าเดินเท้าจริง อย่าว่าแต่เดินไปถึงเป่ยผิง เกรงว่าไม่ทันเดินถึงเหอเจียน ก็ถูกสัมภาระทับตายชแล้ว!

นักศึกษาหญิงสองคนที่อยู่ในขบวน หลิ่วจิงกับหันชิว ขณะนี้ก็หน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนกับจางซงหลิง ก่อนออกเดินทาง พวกเธอเคยนึกคิดจินตนาการถึงอุปสรรคต่างๆ นานา ที่อาจจะพบพาน รวมถึงหลังจากตนเองสมัครเข้าร่วมกองทัพ ถูกระเบิดพลีชีพ ถูกกระสุนปืนกราดยิง ถูกข้าศึกปิดล้อม ดึงชนวนระเบิดลูกสุดท้าย พลีชีพพร้อมกับทหารญี่ปุ่นอย่างองอาจกล้าหาญ ก่อนตายยังต้องยิ้มอย่างสง่างาม ใช้รอยยิ้มปลุกดวงวิญญาณที่ชินชานับไม่ถ้วน เพียงแต่นึกไม่ถึงว่า ตนเองต้องมาเหนื่อยตายสกปรกตายระหว่างการเดินทาง ไร้ชื่อเสียงจารึกเช่นเฉกสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง

หากว่าทุกคนไม่คัดค้าน เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ หลังจากผ่านผิงอันจ้าย พวกเราเดินเท้าไปเป่ยผิง เดินไปตามถนนใหญ่ พลางเผยแพร่หลักการในการต่อต้านญี่ปุ่นต่อประชาชน!” ฟางกั๋วเฉียงไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าอันขาวซีดของนักศึกษาหญิงสองคน โบกมือกล่าวเสียงดัง

สัมภาระของผู้หญิงแบ่งเป็นหลายส่วน พวกเราผู้ชายช่วยแบกไป หากมีสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพกพา หรือไม่รีบร้อนใช้งาน ก็ไปที่ไปรษณีย์ของผิงอันจ้าย ส่งไปยังเป่ยผิง! ฉันมีเพื่อนนักเรียนอยู่ที่เป่ยต้า (มหาวิทยาลัยปักกิ่ง) สามารถฝากเขาเก็บไว้ให้ก่อนความคิดอ่านของโจวเจวียค่อนข้างละเอียดรอบคอบ กล่าวเสริมจากคำพูดของฟางกั๋วเฉียง

หากว่าส่งสัมภาระไปกับไปรษณีย์ นับว่าสามารถประหยัดแรงกายมหาศาล แต่ช่วงเวลานี้รถไฟล้วนชำรุดแล้ว ส่งสัมภาระทางไปรษณีย์เมื่อไรจึงสามารถไปถึงที่หมาย?! มิหนำซ้ำสัมภาระของผู้ชายนั้นเรียบง่าย พกพากล่องข้าวหนึ่งใบกับถุงเท้าหลายคู่ก็เดินทางได้แล้ว แต่ผู้หญิงล่ะ พวกเธอคงไม่สามารถไม่เปลี่ยนชุดชั้นในเป็นเวลาสิบกว่าวันกระมัง?!

นึกถึงความยุ่งยากที่อาจจะพบเจอ เสียงตะโกนของทุกคนค่อยๆ แผ่วลง ความจริงในใจของทุกคนล้วนเข้าใจว่าหัวหน้าทั้งสองคนมองเหตุการณ์ง่ายดายเกินไป แต่ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากกล่าวออกมา กลัวถูกผู้อื่นเข้าใจผิดว่าท่าทีในการต่อต้านญี่ปุ่นของตนอ่อนแอไม่เด็ดขาด พบเจอความลำบากก็กลายเป็นเต่าหดหัว

ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอึดอัด ฉางโส่วจื่อกับลู่หมิงดีดตัวยืนขึ้นกะทันหัน ชี้ไปที่จมูกของเถียนชิงอวี่กล่าวว่าเถียนพ่างจื่อ (คนอ้วนแซ่เถียน) แกชอบบอกว่าตนเองมีเพื่อนฝูงทั่วแผ่นดินไม่ใช่หรือ? ภายในผิงอันจ้ายพอมีคนรู้จักหรือไม่? ขอยืมรถม้าจากพวกเขา พวกเราจ้างคนขับรถม้าบรรทุกสัมภาระไปเป่ยผิง!”

เมื่อครู่ฉันก็นึกคิดเช่นนี้!” เถียนชิงอวี่ที่ถูกเรียกว่าเถียนพ่างจื่อลุกขึ้นยืน กล่าวช้าๆ ว่าหากส่งสัมภาระไปทางไปรษณีย์ ทั้งไม่สามารถรับรองเรื่องเวลา และไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย มิหนำซ้ำ…”

เขามองดูรอบข้างอย่างระมัดระวัง ลดเสียงลงต่ำกล่าวว่าเงินทองที่พวกเรารับบริจาคมาตลอดทาง ก็ไม่สะดวกที่จะพกติดตัว! ไม่สู้ไปจ้างรถใหญ่ที่ร้านรถม้า ทั้งหมดสิบสองคน จ้างรถใหญ่สามคันก็พอแล้ว สองคันบรรทุกคน หนึ่งคันบรรทุกสัมภาระ!”

หากจ้างรถใหญ่ ราคาแพงหรือไม่?” ฟังเถียนชิงอวี่กล่าวเช่นนี้ หัวหน้าโจวเจวียก็เริ่มสนใจ ขมวดคิ้วสอบถาม

หากว่าพวกเราพอลงจากรถไฟก็รีบเดินทางไปร้านรถม้า ราคาน่าจะไม่แพงมาก แต่ว่าต้องเร่งเวลาหน่อย ประเดี๋ยวผู้คนที่ต้องการจ้างรถมีมากเกินไป พวกเราคงหารถลำบาก!” เถียนชิงอวี่ครุ่นคิด ตอบกลับอย่างชำนาญ

เถียนพ่างเอ๋อร์ (คนอ้วนแซ่เถียน) จากผิงอันจ้ายถึงเป่ยผิงมีระยะทางสี่ร้อยลี้ คนขับรถม้ายอมเดินทางไกลขนาดนั้นหรือ?!” หันชิวขยับร่างกายเบียดขึ้นหน้า เสนอออกมาอีกประเด็นหนึ่ง

ไม่ต้องห่วง ฉันจะไปคุยกับพวกเขาเอง อย่างน้อย สามารถทำให้รถรับจ้างส่งพวกเราไปถึงเมืองเป่าติ้งก่อน!” มองเห็นดวงตาอันสว่างสุกใสของหันชิว ความกล้าหาญของเถียนชิงอวี่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ยกมือตบหน้าอกตนเอง ท่าทางมั่นอกมั่นใจ

ไหวหรือ? เถียนพ่างเอ๋อร์ อย่าได้โอ้อวดเกินจริง!” หลิ่วจิงมีนิสัยรอบคอบระมัดระวัง ควงแขนของหันชิว ต้องการความแน่ชัดจากเถียนชิงอวี่

ต่อหน้าหญิงสาวในดวงใจ เถียนชิงอวี่ไหนกล้าบอกว่าตนเองทำไม่ได้? ยื่นมือตบหน้าอกอีกหลายครั้ง ตอบเสียงดังว่าไหวอย่างแน่นอน! เธอลืมไปแล้วหรือว่าฉันเป็นใคร ไม่เชื่อพวกเรามาพนันกัน!”

พนันอะไร?” หลิ่วจิงดวงตากลมโต ถามอย่างระมัดระวัง

พนันพนัน…” เถียนชิงอวี่นับว่าคิดไม่ออก ในตัวหลิ่วจิงมีอะไรคุ้มค่าให้ตนเองช่วงชิงเอาอย่างนี้เถอะ หากว่าฉันสามารถเช่ารถม้ามาได้ และถูกกว่าราคาปกติ วันหลังเธอก็เรียกฉันว่าเกอ (พี่ชาย) ว่าอย่างไร กล้าหรือไม่?!”

มีอะไรไม่กล้า?!” แม้ฟังออกว่าคำพูดของอีกฝ่ายแฝงมาด้วยแรงยั่วยุ หลิ่วชิงยังคงยกฝ่ามือ กำลังเตรียมกระทบฝ่ามือกับเถียนพ่างจื่อเป็นสัญญา กลับถูกฉางโส่วจื่อลู่หมิงดึงแขนกลับมาเธออย่าไปหลงกลมันเป็นอันขาด! ร้านรถม้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชิงเต่า เป็นกิจการของตระกูลมัน มันย่อมเข้าใจเกี่ยวกับอาชีพนี้เป็นอย่างดี!”

นี่ๆ…” เมื่อเห็นกลอุบายของตนเองถูกเพื่อนสนิทเปิดโปงต่อหน้าต่อตา เถียนชิงอวี่ส่งเสียงคัดค้านทันทีฉันพนันกับหลิ่วจิง มันเกี่ยวอะไรกับแก?! รังแกผู้อื่นก็ไม่สมควรรังแกแบบนี้ เคยได้ยินพ่อลูกร่วมสู้ศึก แต่ไม่เคยได้ยินว่าสามีภรรยาร่วมรบ…”

แกลองพูดอีก พูดอีกฉันก็จะ ฉันจะ…” หลิ่วชิวเขินอายจนใบหน้าแดงก่ำ กระทืบเท้าข่มขู่

จะอะไร จะอะไร จะตัดขาดกับพี่ลู่หรืออย่างไร?!” เถียนชิงอวี่ได้ทีขี่แพะไล่ หยอกล้อพลางหัวเราะ

เถียนพ่างเอ๋อร์…” หันชิวไม่อาจทนเห็นเพื่อนสนิทโดนรังแก ห้ามปรามด้วยเสียงเบา สมเป็นบุคคลที่แพ้ทางกัน เถียนชิงอวี่ที่ก่อนหน้านั้นยังหัวเราะเยาะ พลันแปรเปลี่ยนเป็นวิญญูชน เก็บรอยยิ้มพลางกล่าวอย่างจริงจังว่าไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว อีกสักครู่พอรถไฟหยุด ฉันจะรีบไปร้านรถม้า ชิงตัดหน้าผู้โดยสารขบวนนี้ จองรถม้ากับคนขับรถม้าที่พวกเราต้องการไว้ก่อน!”

ได้ ขอมอบให้เป็นหน้าที่แกแล้ว พวกเราทุกคนจะอยู่ในห้องผู้โดยสารรอฟังข่าวดี!” ฟังเถียนชิงอวี่กล่าวอย่างมั่นใจ หัวหน้าโจวเจวียจึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเช่ารถแทนการเดินเท้า

เถียนชิงอวี่ภูมิใจที่ตนเองได้แสดงความสามารถต่อหน้าหญิงสาวในดวงใจ บนใบหน้าอันอ้วนท้วนเต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม หลิ่วจิงเพิ่งพลาดท่าให้แก่เขา ในใจไม่ยินยอม ขมวดคิ้วเล็กน้อย ถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าเถียนพ่างเอ๋อร์ไปจ้างรถม้า อย่างนั้นพวกเราจะทำการแสดงอย่างไร? บทบาทของทหารญี่ปุ่น นับว่าไม่มีใครแสดงได้เหมือนยิ่งกว่าเขาแล้ว!”

ในบรรดาการแสดงของพวกเขา มีละครบทหนึ่ง นามว่าซ่งฮวาเจียงซ่าง” (บนลำน้ำซ่งฮวาเจียง) ซึ่งเถียนชิงอวี่แสดงเป็นทหารญี่ปุ่น ถือมือดาบยาวไล่ฟันประชาชนชาวจีนกลุ่มหนึ่ง ละครบทนี้แม้สั้นกะทัดรัด กลับเป็นละครเด็ดของชมรมเสี่ยฮวา ยามแสดงในแต่ละสถานีรถไฟ ล้วนได้รับเสียงตอบรับอันอบอุ่นจากผู้ชมทั้งหลาย หากว่าเถียนชิงอวี่ต้องล่วงหน้าออกจากสถานีไปจ้างรถม้า ละครของพวกเขาก็ขาดตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่ง ย่อมต้องสูญเสียอรรถรสไปไม่น้อย

ไม่เป็นไร ฉันตามหาตัวแทนไว้ก่อนแล้ว!” เมื่ออยู่ต่อหน้าหันชิวเถียนชิงอวี่ไหนเลยจะจนมุมให้กับคำถามที่ง่ายดายเช่นนี้? เขามองดูรอบข้าง ยื่นมือไปฉุดดึงจางซงหลิงที่กำลังเตรียมมุดเข้าไปด้านหลังออกมาให้เขาแสดงแทนฉัน สะอาดสะอ้าน อ้วนท้วนสมบูรณ์ รูปร่างเตี้ยกว่าฉันซะอีก เหมาะที่จะแสดงเป็นทหารญี่ปุ่น!”

เถียน พี่เถียน ฉัน ฉันแสดงไม่เป็น แสดงไม่เป็นจริงๆ!” จางซงหลิงหน้านิ่วพลางร้องขอความเห็นใจจากอีกฝ่าย

ไม่เป็นไร หลังจากแกขึ้นแสดง ก็แค่กล่าวบทพูดประโยคเดียว ขยับร่างกายอีกสองจังหวะ ฉันจะสอนให้แกเดี๋ยวนี้ รับรองว่าก่อนลงจากรถไฟต้องทำได้อย่างแน่นอน!” เถียนชิงอวี่อุตส่าห์คว้าตัวแทนมาได้ ไหนเลยยอมปล่อยไปง่ายดาย? รีบฉุดดึงมือของจางซงหลิง ถ่ายทอดวิชาประจำตัวให้แก่เขามา ทำตามฉัน แบบนี้ ยาสึเกะเตะ (พวกเราบุก) ”

ยาสึเกะเตะ(พวกเราบุก)” ฆ่าคน วางเพลิง บทพูดประโยคเดียวกับขยับร่างกายอีกสองจังหวะ จางซงหลิงที่ถูกเลือกให้มาเป็นตัวแสดงแทนชั่วคราวฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงเริ่มการแสดง ก็ยังไม่ค้นพบอารมณ์ความรู้สึกที่พึงมี 

ไม่ใช่เพราะเขาปราศจากพรสวรรค์ด้านศิลปะ แต่เป็นเพราะเขาอ่อนต่อโลกมากเกินไป ก่อนหน้านี้ที่คึกคะนองเข้าร่วมขบวนเผยแพร่ของกลุ่มโจวเจวีย เนื่องเพราะรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของชาวจีนไม่ควรปล่อยให้ศัตรูมารุกรานเหยียบย่ำ ส่วนความโหดเหี้ยมทารุณโดยรวมของทหารญี่ปุ่นนั้น โดยส่วนตัวแล้วยังไม่เคยเผชิญหรือสัมผัสด้วยตนเองมาก่อน

ยามเรียนหนังสืออยู่ในเมืองใหญ่ บางครั้งบางคราวจางซงหลิงก็เคยฟังผู้อื่นเล่าถึงโศกนาฏกรรมที่จี่หนาน แต่เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนั้นเกิดขึ้นในต้นฤดูร้อนของปีที่สิบห้าแห่งสาธารณรัฐจีน ( ..1926 )  ซึ่งผ่านมาเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว รายละเอียดเหล่านั้น ถูกกาลเวลาลบล้างจนเลือนราง ประชาชนในประเทศไม่ชอบจดจำความแค้น โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าตนเองไร้หนทางแก้แค้น ก็มักเลือกที่จะลืมเลือน ร้านค้าในเมืองใหญ่ที่เปิดกิจการโดยพ่อค้าญี่ปุ่น มักสามารถหาซื้อสิ่งของที่แปลกใหม่จำนวนหนึ่ง รูปโฉมภายนอกประณีตงดงามกว่าสินค้าในประเทศ คุณภาพก็น่าเชื่อถือกว่า พนักงานในร้านญี่ปุ่นยามเดินอยู่ข้างนอก แต่ละคนล้วนเย่อหยิ่งโอหัง แต่การปฏิบัติตัวต่อลูกค้าที่เข้ามาในร้าน พวกมันกลับทำตัวประจบประแจง แม้ว่าเพียงแค่เดินเข้าไปเยี่ยมชม ไม่ซื้อสิ่งของอะไร พวกมันยังคงส่งแขกออกไปอย่างเคารพนบนอบ

ฤดูใบไม้ผลิในปีนี้ กองทัพญี่ปุ่นซ้อมรบครั้งใหญ่ที่น่านน้ำชิงเต่า ปากกระบอกปืนใหญ่แทบจะจ่ออยู่บนปลายจมูกของชาวซานตง ซึ่งครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อจิตใจของจางซงหลิงรุนแรง แต่ผลสุดท้ายของการซ้อมรบครั้งนั้นกลับไร้ประสิทธิผลเท่าที่ควร เมื่อเห็นว่าไม่สามารถข่มขวัญประชาชนและกองทัพในเขตซานตง เรือรบญี่ปุ่นจึงล่าถอย การตึงกำลังของทั้งสองฝ่ายล้วนไร้ความสูญเสียและการบาดเจ็บล้มตาย

สำหรับเหตุการณ์อื่นๆ เช่น ศึกนองเลือดที่ฉางเฉิง ศึกรบที่จิ้นสุย ยังมีกองทัพญี่ปุ่นที่คอยบุกประชิดเป่ยผิง แทบจะปิดล้อมกองทัพที่ยี่สิบเก้าจากสามด้าน สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นข่าวคราวที่อ่านมาจากในหนังสือพิมพ์และเครื่องวิทยุ สำหรับจางซงหลิงแล้ว แม้ว่าทุกครั้งจะทำให้เขาโกรธเคืองเคียดแค้น แต่กลับอับจนปัญญานำภาพลบเหล่านั้นไปลงกับชาวญี่ปุ่น ภายในความคิดอันตื้นเขินและไร้เดียงสาของเขา มักรู้สึกว่าข่าวคราวจากในหนังสือพิมพ์และเครื่องวิทยุนั้นเกินจริงไปบ้าง กองทัพญี่ปุ่นบุกทะลุทะลวงในแผ่นดินจีนเป็นเรื่องจริง แต่เป้าหมายของพวกมันคือพิชิตแผ่นดินจีน ปกครองประเทศจีน แต่ไม่ใช่ต้องการสร้างความเจ็บแค้นที่ไร้ที่สิ้นสุดกับประเทศจีน ดังนั้นเรื่องราวที่พวกมันสมควรทำมากที่สุดคือการโน้มน้าวใจคน เพื่อได้รับความเห็นชอบจากประชาชนชาวจีน แต่ไม่ใช่กระทำในวิถีตรงกันข้าม นอกเสียจาก นอกเสียจากคนญี่ปุ่นเกิดมาก็เป็นเดรัจฉาน ไม่สามารถใช้ความคิดอ่านของมนุษย์ในการทำความเข้าใจ

จางซงหลิงในวัยหนุ่มเป็นคนมึนงงโง่เขลาแบบนี้ การแสดงย่อมไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก ดีที่สมาชิกอื่นๆ ของชมรมเสี่ยฮวา ชำนาญและช่ำชองต่อการแสดงละครของตนเอง บทบาททหารญี่ปุ่นที่จางซงหลิงแสดงนั้นคล้ายก็ช่าง ไม่คล้ายก็ช่าง ล้วนไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวม โดยเฉพาะตอนที่หัวหน้าโจวเจวียขึ้นแสดง เสียงเพลงขับร้องเสียงสูงสดใสบทหนึ่ง เป็นเพลงซงฮวาเจียง (เชิงอรรถ – * เพลงซงฮวาเจียงซ่าง ถือกำเนิดขึ้นในปลายปี ..1936 แพร่กระจายไปทั่วประเทศจีนอย่างรวดเร็ว มีอิทธิพลต่อการปลุกระดมประชาชนชาวจีนให้ลุกขึ้นมาต่อต้านการรุกรานจากกองทัพญี่ปุ่น) แทรกซึมถึงจิตใจผู้คน นำความเจ็บปวดและความชิงชังของชาวตงเป่ยที่สูญเสียบ้านเกิดเมืองนอน ส่งตรงเข้าไปถึงในทรวงของผู้ชมทุกท่าน

บ้านของฉัน อยู่บนลำน้ำซงฮวาเจียงในตงเป่ย ที่นั่นมีป่าเขาเหมืองถ่านหิน ยังมีถั่วเหลืองและเกาเหลียง (ข้าวฟางแดง) เต็มท้องทุ่ง

บ้านของฉัน อยู่บนลำน้ำซงฮวาเจียงในตงเป่ย ที่นั่นมีพวกพ้องของฉัน ยังมีบิดามารดาที่แก่เฒ่า…”

…”

เนื่องเพราะรางรถไฟชำรุดอย่างกะทันหัน จึงมีผู้โดยสารติดค้างอยู่ในสถานีรถไฟผิงอันจ้ายมากมาย จิตใจของผู้คนเดิมทีเต็มเปี่ยมด้วยความกลัดกลุ้ม พอได้รับชมการแสดงของชมรมเสี่ยฮวา จิตใจของผู้คนก็ค่อยๆ สงบลง

มีคนกระซิบกระซาบกัน สืบหาข่าวคราวว่าเมื่อไรรถไฟจะสามารถออกเดินทางได้ มีคนเลือกไปตามหารถยนต์หรือรถม้าในผิงอันจ้าย เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางต่อไป ซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่เลือกรอคอยอยู่ในห้องผู้โดยสารอย่างเงียบสงบ เผื่อมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมาในชั่วเวลาอันสั้น ถึงอย่างไรช่วงเวลานี้โกลาหลวุ่นวายไปทั่วแผ่นดิน เปลี่ยนวิธีการคมนาคมอย่างอื่นก็ใช่ว่าจะน่าเชื่อถือกว่ารถไฟ และระดับความปลอดภัยนั้นยิ่งไม่อาจสู้รถไฟได้ มิหนำซ้ำในช่วงเวลาที่รอคอย ยังมีการแสดงอันยอดเยี่ยมจากนักศึกษาให้รับชม แลดูนับว่าไม่ยากต่อการฆ่าเวลา

เพียงเสียดายที่ทุกคนรอคอยตั้งแต่ตอนบ่ายจนถึงตะวันคล้อยไปทางตะวันตก ก็ไร้ข่าวคราวว่าเมื่อใดรถไฟจะเดินทางได้อีกครั้ง กลับได้ยินเสียงเล่าขาน บอกว่ามีกองทัพญี่ปุ่นไม่ทราบจำนวนเดินทางจากเย่อเหอมาถึงเฟิงไถ ตรึงกำลังกองทัพที่ยี่สิบเก้า ส่วนในทุกเส้นทางของฉางเฉิงที่ทะลุออกนอกด่าน ยามนี้ก็มีคนในพื้นที่พบเห็นกองทัพญี่ปุ่นจำนวนมากเดินทางลงใต้ มุ่งหน้าประชิดเป่ยผิง ซึ่งช่วงจังหวะเวลานี้ ไม่ว่าจะไปทำการค้าที่ผิงจิงหรือว่าไปเยี่ยมเยือนญาติสนิทมิตรสหาย ล้วนไม่ใช่โอกาสอันดี และทางเลือกที่ดีที่สุดคือซื้อตั๋วรถไฟ ย้อนกลับลงใต้ เดินทางมาจากที่ใดรีบกลับไปที่นั่น!

แต่รางรถไฟชำรุดแล้ว รถไฟจากทางเหนือแล่นผ่านมาไม่ได้ ผู้คนก็อับจนปัญญาเดินทางกลับ!” มีบางคนไม่ค่อยเข้าใจถึงวิถีการวิ่งของรถไฟ วิพากษ์วิจารณ์เสียงเบาด้วยมุมมองของตนเอง

ใช่! และไม่ทราบว่าชำรุดในช่วงไหน มีคนไปซ่อมแซมแล้วหรือไม่?” ผู้โดยสารท่านอื่นๆ ต่างส่งเสียงคล้อยตามกัน ซึ่งประเดี๋ยวก็ล่วงรู้ถึงคำตอบแล้ว ได้ยินว่ามาจากภายในของสถานีรถไฟ บนรางรถไฟที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือ มีสะพานข้ามห้วยที่สำคัญสามแห่ง ไม่ทราบเพราะสาเหตุอะไร ต่างเกิดปัญหาขึ้นมาพร้อมกัน ไม่เพียงรถไฟบรรทุกผู้โดยสารผ่านไปไม่ได้ แม้แต่สินค้าที่ขนส่งจากทางใต้ไปยังเป่ยผิง ล้วนติดอยู่ระหว่างทาง

อาจจะเป็นฝีมือของคนญี่ปุ่น พวกมันกลัวรัฐบาลจงยางส่งเสบียงและกระสุนดินปืนมาให้กองทัพที่ยี่สิบเก้า!!” บางคนมีความคิดอ่านเฉียบแหลม รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลของการหยุดวิ่งรถไฟในครั้งนี้

ใครว่าอาจจะ ต้องเป็นฝีมือของพวกเขาแน่นอน! พวกมันวางแผนหมายครอบครองเป่ยผิงมาตั้งนานแล้ว!” ผู้โดยสารรอบข้างส่งเสียงยืนยันดังลั่น โบ้ยความเดือดร้อนที่ได้รับให้เป็นความผิดของกองทัพญี่ปุ่น

การโบ้ยความผิดเช่นนี้ ไร้หลักฐานอะไรยืนยัน บางทีอาจเป็นการปรักปรำคนญี่ปุ่น ทว่าในเหตุการณ์ลักษณะนี้ ตัดทำลายรางรถไฟ นอกจากคนญี่ปุ่นแล้วยังมีใครสามารถทำได้อีก? หรือเป็นประชาชนชาวจีนไร้งานการทำ ตนเองมาทำลายรางรถไฟของบ้านเกิดตนเอง ส่วนกองทัพที่ยี่สิบเก้าของซ่งเจ๋อหยวน ยิ่งหวังให้รักษาเส้นทางนี้เพื่อรอรับการสนับสนุนทางทหารจากด้านหลัง ไหนเลยจะลงมือทำลายมันเสียเอง!!

คนญี่ปุ่นพวกนั้น อยู่ในแผ่นดินจีนก็ไม่เคยทำเรื่องดีมาก่อน!” ผู้คนยิ่งคิดยิ่งโกรธเคือง เริ่มด่าทอขึ้นมา

พอเอ่ยถึงประเด็นนี้ เสียงตอบรับก็ดังขึ้น หลายปีมานี้ นอกจากพวกหนอนหนังสือจำนวนน้อยที่จดจ่อต่อการเรียน ขอเพียงเป็นผู้ที่เคยออกนอกบ้านเป็นประจำ ก็ล้วนเคยประสบพบเห็นพฤติกรรมอันเลวร้ายของคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้ที่เคยเดินทางไปในแถบเย่อเหอและชาฮาร์ ทุกครั้งที่กลับมา ล้วนต้องนอนฝันร้ายไปอีกหลายคืน

แต่ว่าด่าทอส่วนด่าทอ ความจริงทุกคนกลับทราบดี รัฐบาลอับจนปัญญาในการจัดการคนญี่ปุ่น ตั้งแต่โศกนาฏกรรมจี่หนานในปีที่สิบห้าแห่งสาธารณรัฐจีนเป็นต้นมา รัฐบาลสาธารณรัฐจีนไม่ว่าด้านการทหารหรือด้านการต่างประเทศ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนญี่ปุ่น ก็ไม่เคยพานพบชัยชนะมาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว รวมทั้งกองทัพที่ยี่สิบเก้าที่กำลังฝืนต้านทานในแถบผิงจินตอนนี้ นอกจากบางครั้งบางคราวยังพอต่อต้านได้บ้างแล้ว เวลาส่วนใหญ่ ล้วนถูกกองทัพญี่ปุ่นบีบให้ล่าถอยต่อเนื่อง

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมจี่หนาน กองทัพปฏิวัติแห่งสาธารณรัฐจีนยอมประนีประนอม แลกมากับการเข้าเมืองมาของทหารญี่ปุ่น จบลงด้วยโศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ประชาชนและทหารรวมหนึ่งหมื่นหนึ่งพันกว่าชีวิต ภายหลังเหตุการณ์รัฐบาลกลับไร้ความกล้าที่จะบอกให้กองทัพญี่ปุ่นกล่าวคำขอโทษ มีเพียงคำว่าเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป

เหตุการณ์กรณี 18 กันยายน กองทัพประจำการตงเป่ยหนึ่งแสนหกหมื่นนายถูกทหารญี่ปุ่นไม่ถึงสองหมื่นนายไล่โจมตี สูญเสียพื้นที่ทั้งตงเป่ยภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปี หลังเหตุการณ์ จางฟู่ซือลิ่ง (รองผู้บัญชาการแซ่จาง) แม้แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง แต่พอผ่านไปไม่นาน ก็กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง

ศึกที่ฉางเฉิง คมดาบของกองทัพที่ยี่สิบเก้าฟาดฟันศีรษะของทหารญี่ปุ่นไม่น้อย แต่ข้างกายเจี่ยงเหว่ยหยวนจ่าง (หัวหน้ากรรมการแซ่เจี่ยง) มีข้าราชการกังฉิน กองทัพที่ยี่สิบเก้ากำลังสู้ศึกเป็นตายกับกองทัพญี่ปุ่นอยู่ภายนอก ภายในเหออิงชินเริ่มแอบสมคบคิดคนญี่ปุ่น สุดท้ายโลหิตของนักรบหนึ่งหมื่นแปดพันนายสังกัดกองทัพที่ยี่สิบเก้า เพียงแลกมาซึ่งสนธิสัญญาถังกูหนึ่งแผ่น ธงอาทิตย์อุทัยของญี่ปุ่น ปักถึงเขตมี่อวิ๋นและหวายโหยว ไม่เพียงแบ่งดินแดนเย่อเหอกับชาฮาร์ไป ทั้งยังยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ทางตะวันออกของมณฑลเหอเป่ย

ส่วนประชาชนของแผ่นดินจีน พวกเขาย่อมไม่อาจมองเห็นถึงรัฐบาลจงยางที่ยอมทนความอัปยศเพื่อแผนการรบครั้งใหญ่ แต่ความจริงที่กองทัพรัฐบาลไม่สามารถรบเอาชนะทหารญี่ปุ่น กลับยิ่งมายิ่งชัดเจน ดังนั้นไม่ว่าดาบใหญ่ของกองทัพที่ยี่สิบเก้าคมกริบเพียงใด สุดท้ายยังคงต้องตายสถานเดียว

ดังนั้น ในเมื่อรางรถไฟชำรุด ไฟสงครามมีสิทธิ์ลุกลามขึ้นมาได้ทุกเมื่อ ทุกคนยังคงทำตัวให้ฉลาดหน่อย คิดหาวิธีเลี้ยวหัวกลับบ้านเถอะ! เรื่องใหญ่ของบ้านเมือง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใหญ่โตอย่างเจี่ยงเหว่ยหยวนจ่าง (หัวหน้ากรรมการแซ่เจี่ยง) ซ่งจู่สี (ประธานซ่ง) และหันจู่สี (ประธานหัน)  ชาวบ้านธรรมดาอย่างเราแบกรับไม่ได้ และสูญเสียไม่ไหว

แต่เสียงเพลงที่วนเวียนดังกังวาน กลับส่งผลให้นักเดินทางที่ตัดสินใจแน่วแน่ อับจนปัญญาก้าวเท้าต่อไป นักศึกษาหนุ่มสาวเหล่านั้น คล้ายกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้จักหวาดกลัว ยังคงร้องเพลงต่อไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาต้องการอะไร? สิ่งที่พวกเขาต้องการนั้นคืออะไร? หรือว่าพวกเขายังไม่ทราบว่า เป่ยผิงในขณะนี้กลายเป็นดินแดนอันตรายแล้ว

แสงแดดในยามพลบค่ำเริ่มเหลืองอร่าม สาดส่องลงบนใบหน้าของพวกจางซงหลิง บทเพลงในตอนนี้คือหวนหว่อเหอซาน”(เชิงอรรถ-*เพลงหวนหว่อเหอซาน ประพันธ์ขึ้นในปี ..1932  ตามคำบอกเล่าว่าเคยถูกนักเรียนทหารนำไปเป็นเพลงกองทัพ) (คืนแผ่นดินข้า) เป็นเพลงร้องประสานเสียงบทหนึ่ง ฮึกเหิมห้าวหาญ เข้ากับบุคลิกของเขาพอดี ดังนั้นเขาจึงร้องได้อย่างประทับใจ

ผืนธงพลิ้วไหว ม้ายืนตระหง่าน ปืนพาดบ่า ดาบแขวนเอว

โลหิตร้อนดุจคลื่นคลั่ง ถึงเวลาชายชาติทหารตอบแทนคุณแผ่นดิน

รีบลุกขึ้น อย่ามัวเป็นคนป่วย รีบสามัคคี อย่ามัวเป็นเม็ดทรายที่กระจายตัว…”

บนเวทีที่ใช้แท่นชอล์กวาดขึ้นมาชั่วคราว ใบหน้าแต่ละคนล้วนอ่อนเยาว์ อ่อนเยาว์จนไม่สามารถปิดบังความไร้เดียงสาของตนเอง แต่พวกเขากลับไม่สนใจต่อสิ่งนี้ เพียงแต่ร้องเพลงดังลั่น ร้องอย่างสุดอารมณ์ รอบแล้วรอบเล่า เพลงแล้วเพลงเล่า

บ้านแตกชาติล่ม ภัยลามถึงหางคิ้ว

เพื่อความอยู่รอด จำต้องชีพพลี

ความแค้นไหนจะไม่ชำระ? ไม่สังหารข้าศึกไม่หายแค้น…”

นึกถึงใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของแต่ละคน อีกไม่นานก็ต้องเปรอะเปื้อนดินปืนและคราบโลหิต ต้องถูกดินโคลนกลบหน้า เหล่าผู้โดยสารที่กำลังเตรียมตัวจากไป หัวใจราวกับถูกบีบคว้านกะทันหัน เจ็บปวดเข้าไปถึงในกระดูก

ความจริงในทุกวันนี้ ทำให้ผู้คนผิดหวัง ทำให้ผู้คนสิ้นหวัง ทำให้หัวใจของผู้คนชินชา แต่ช่วงเวลาในขณะนี้ ต่อให้เป็นผู้ที่สิ้นหวังต่อสถานการณ์เพียงใด ก็ไม่อาจหัวเราะในความไร้เดียงสาของเหล่านักศึกษา ในช่วงจังหวะเดียวกัน เหล่าผู้โดยสารได้ลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ลงอีกครั้ง บางคนถือกระเป๋าสัมภาระ เดินผ่านเวทีอย่างรีบร้อน ราวกับหนีเอาชีวิตรอด ไม่กล้าหันหน้ากลับมาอีก

ผู้โดยสารจำนวนมาก เปิดกระเป๋าเงินตนเองอีกครั้ง หยิบธนบัตรหลากหลายออกมาจำนวนหนึ่ง วางลงไปในกล่องรับบริจาคที่วางอยู่ด้านหน้าเวทีอย่างเงียบงัน

ขอบคุณ ขอบคุณ…” หันชิวกับหลิ่วจิงที่รับผิดชอบเป็นพิธีกรดวงตาแดงก่ำ โค้งคำนับให้ผู้คนติดต่อกัน ผู้โดยสารที่เพิ่งบริจาคเงิน กลับไม่กล้ารับการโค้งคำนับของพวกเธอ เดินห่างหลายก้าว หันหน้าให้เวที โน้มศีรษะอย่างสุดตื้นตัน!

ผู้คนทั้งหลายไร้ความกล้าที่จะไปร่วมต้านศึกกับพวกเขา อย่างน้อยสมควรยิ้มส่งพวกเยาวชนกระมัง บางคนแอบปัดเช็ดน้ำตาที่หางตา ด้านหนึ่งเดินไปข้างนอก ด้านหนึ่งใช้สองมือตีจังหวะที่เพิ่งเรียนรู้มา

ผู้คนอีกมากมาย เลือกที่จะส่งเสียงแผ่วเบาคล้อยตาม

บ้านแตกชาติล่ม ภัยลามถึงหางคิ้ว

การพยุงชาติ ล้วนพึ่งพวกพ้องน้องพี่

ความแค้นไหนจะไม่ชำระ? ไม่สังหารข้าศึกไม่หายแค้น…”

ตอนที่ 2 บุปผาเดือนห้า

ตอนที่ผู้โดยสารในสถานีรถไฟกำลังจะกระจายตัวไปจนสิ้น ในที่สุดเถียนพ่างจื่อก็พาม้ารถสามคันแล่นเดินทางมา รถแต่ละคันล้วนลากด้วยม้าพ่วงพีสีแดงเพลิงสองตัว ตัวรถก็ทาสีสว่างสดใส ใหม่เอี่ยมราวกับเพิ่งซื้อมาจากร้านช่างไม้

เด็กสาวสองคนพบเห็นพาหนะสวยงาม ร้องออกมาคำหนึ่ง วางกล่องรับบริจาคแล้ววิ่งไปดูม้า พวกเด็กหนุ่มที่อยู่ในขบวนต่างลอบเป่าปากเนื่องเพราะตนเองไม่ต้องแบกสัมภาระ เดินไปเก็บข้าวของของตนเองด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน ทุกคนช่วยกันนำสัมภาระขึ้นรถ จากนั้นโดยสารรถม้าออกจากสถานีรถไฟพร้อมกับเสียงเพลง จนกระทั่งเดินออกมาไกลมาก จึงมีคนนึกขึ้นมาและสอบถามราคารถม้าเช่าจากเถียนชิงอวี่

คิดตามรายวัน นับตั้งแต่คืนนี้ ไม่ว่าเดินหรือหยุด วันละหนึ่งเหรียญต้าหยางต่อคัน อาหารที่พักของรถขับรถม้าล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของพวกเรา ส่วนอาหารม้าพวกเขาออกเงินซื้อเอง!” เถียนชิงอวี่รอคอยมาเนิ่นนาน พอได้ยินมีคนเอ่ยถาม จึงแสร้งบอกกล่าวด้วยท่าทางเรียบเฉย

โอ้ เถียนพ่างสุดยอด!” บนรถเกิดเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี ส่งผลให้ม้าลากรถสะดุ้ง เร่งความเร็วฉับพลันหยุดหยุดอืม อืมๆคนขับรถม้าคันแรกส่งเสียงปลอบโยนม้าลากรถ จากนั้นยื่นมือปิดปากตนเอง ไอเสียงแหบแห้งออกมา

รถม้าเซไปมาอีกเล็กน้อย ค่อยๆ กลับคืนสู่ปกติ พวกนักศึกษาต่างหัวเราะเบิกบาน กล่าวคำยกยอสรรเสริญเถียนชิงอวี่สมเป็นเถียนต้าเส้า (นายใหญ่แซ่เถียน) ของพวกเรา มีสหายทั่วแผ่นดิน!”

ถูกต้อง แกก็ไม่ดูว่าตระกูลเถียนพ่างเอ๋อร์เดิมทีมีอาชีพอะไร!”

เฉลี่ยแต่ละคนยังจ่ายไม่ถึงสามเหมา(เชิงอรรถ-*เหมาเป็นหน่วยหนึ่งในสกุลเงินจีน เท่ากับ 1/10 ของหนึ่งเหรียญหรือหนึ่งหยวน)ต่อวัน แบบนี้นับว่าถูกกว่านั่งรถไฟมากทีเดียว และนั่งไม่อึดอัดอีกด้วย!”

คราวนี้ พวกเราคิดจะเดินทางเมื่อไร หรือหยุดเมื่อไรก็แล้วแต่พวกเราแล้ว!”

ท่ามกลางเสียงสรรเสริญอันดุจน้ำหลาก เถียนชิงอวี่เงยใบหน้าอ้วนท้วนขึ้นสูง สายตาจ้องมองหันชิว รอคอยคำชื่นชมจากเธอ

หมั่นไส้!” หันชิวหัวเราะพลางกล่าวออกมาหนึ่งคำ ซึ่งในรอยยิ้มอันสดใสนั้น กลับแฝงด้วยความปลาบปลื้มใจอย่างเด่นชัด ผู้คนพบเห็นแล้ว ส่งเสียงหยอกล้ออีกระลอก แต่ไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่สังเกตว่า นาฬิกาข้อมือสวิสสีทองที่เถียนชิงอวี่มองชั่วโมงละสามครั้ง หายไปอย่างไร้ร่องรอย

ในเมื่อแต่ละวันเสียค่าเช่ารวมกันเพียงสามเหรียญ พวกเราก็ถือโอกาสหยุดพักตำบลละหนึ่งวัน จัดการแสดงจิตอาสา เผยแพร่หลักการต่อต้านญี่ปุ่นช่วยชาติให้แก่ประชาชนตามทาง!” ความคิดอ่านของฟางกั๋วเฉียง ไม่เคยคล้อยตามหรือคล้ายคลึงผู้อื่น นึกคิดคำนวณในใจมาครึ่งวัน ทันใดนั้นปริปากแทรกกล่าวออกมา

เสียงหัวเราะหยอกเย้าหยุดลงฉับพลัน ทุกคนเงยหน้าขึ้น มองไปที่เขาไม่กะพริบตา ใช้สายตาแสดงการคัดค้านแทนการออกเสียง ฟางกั๋วเฉียงถูกผู้คนมองจนนิ่งอึ้ง รีบกล่าวเสริมเสียงดังว่าฉันเพียงแต่เสนอความคิดเห็น เสนอความคิดเห็น! หากพวกเราไม่อยากเสียเวลาระหว่างทาง อย่างนั้นก็ช่างเถอะ!”

เช่นนั้นก็เลือกตำบลที่ใหญ่หน่อย หรือเป็นอำเภอค่อยหยุดพักหนึ่งวัน หมู่บ้านที่เล็กเกินไปก็เดินผ่านไปเถอะ! เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็สามารถรวบรวมเงินบริจาคให้กับพี่น้องในกองทัพที่ยี่สิบเก้ามากขึ้น!” โจวเจวียมองเห็นถึงอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของฟางกั๋วเฉียง จึงออกหน้าช่วยอธิบายแทนเขา

ข้อเสนอนี้ นับว่าดูดีกว่าข้อเสนอของฟางกั๋วเฉียง เหล่านักศึกษามองหน้ากันและกัน ยิ้มแย้มพลางพยักหน้า เถียนชิงอวี่เดิมคิดเปล่งวาจาคัดค้าน เห็นทุกคนล้วนเห็นด้วยแล้ว จึงไม่กล้าเอ่ยออกมา หาโอกาสขยับไปอยู่ข้างกายของคนขับรถม้าคันแรก หารือเสียงเบากับอีกฝ่ายถึงกำหนดการที่ปรับเปลี่ยนขึ้นมาใหม่ คนขับรถม้าแรกเริ่มส่ายหน้าติดต่อกันก่อน ไม่ว่าอย่างไรล้วนไม่ยอมรับปาก จนกระทั่งเถียนชิงอวี่ยื่นมือเข้าไปในแขนเสื้อของเขา ขยับเบาๆ อีกฝ่ายค่อยออกแรงพยักหน้า เผยยิ้มพึงพอใจ

เรียบร้อย ตกลงตามนี้แล้ว เจ้าของรถม้าบอกว่าเขาสามารถรับปากตามที่พวกเราต้องการ!แต่ตอนเดินทางกลับ ต้องให้เงินค่าสุราแก่พวกเขาอีกห้าเหรียญ!” เถียนชิงอวี่ตกลงกับคนขับรถเสร็จ หันหน้ามารายงานพวกพ้อง

ได้ เถียนพ่างจื่อ แกว่าคำไหนก็ตกลงตามนั้น!” ห้าเหรียญต้าหยางเฉลี่ยกันสิบกว่าคน แต่ละคนเพียงแต่จ่ายเพิ่มอีกสี่เจี่ยว(เชิงอรรถ-*เจี่ยว หน่วยหนึ่งในสกุลเงินจีน เท่ากับ 1/10 ของหนึ่งเหรียญหรือหนึ่งหยวน เหมือนกับคำว่า เหมา ใช้แทนกันได้) มองจากฐานะทางครอบครัวของทุกคน ก็นับไม่ได้ว่าเป็นการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ทุกคนแทบจะไม่ต้องนึกคิดไตร่ตรอง ก็ต่างรับปากเงื่อนไขของคนขับรถอย่างง่ายดาย

คืนวันนั้น พวกเขาก็พักอยู่ในโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดของผิงอันจ้าย หลังจากรับประทานอาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น โจวเจวียกับฟางกั๋วเฉียงสองคนพาพวกพ้อง เดินไปยังสี่แยกที่มีผู้คนเนืองแน่น เลือกพื้นที่บริเวณหน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง เริ่มเตรียมพร้อมทำการแสดง

เถ้าแก่ร้านกังวลว่ากิจการของตนเองได้รับผลกระทบ จึงพาลูกจ้างหลายคนที่รูปร่างกำยำ เดินออกมาด้วยท่าทางดุร้าย สอบถามถึงวัตถุประสงค์ของพวกนักศึกษา เมื่อทราบว่าเป็นการแสดงจิตอาสาเพื่อรวบรวมเงินบริจาคให้แก่กองทัพที่ยี่สิบเก้า สีหน้าแปรเปลี่ยนทันที ด้านหนึ่งตวาดเสียงให้ลูกจ้างช่วยกันเก็บกวาดพื้นที่ ด้านหนึ่งสั่งให้คนรับใช้เตรียมขนมน้ำชา เพื่อเลี้ยงต้อนรับเหล่านักศึกษาผู้รักชาติ

เมื่อเทียบกับในสถานีรถไฟ ผู้ชมที่สี่แยกมีมากยิ่งกว่า และเป็นกันเอง รายการแสดงเพิ่งดำเนินมาถึงครึ่งหนึ่ง กล่องรับบริจาคในมือหันชิวกับหลิ่วจิงสองคน อัดแน่นไปด้วยธนบัตรและเงินเหรียญ ซึ่งผู้ที่ได้ผลประโยชน์ยิ่งกว่าคือเถ้าแก่ร้านค้า เนื่องเพราะอาสาให้การสนับสนุนเหล่านักศึกษา และได้รับคำชมจากประชาชนในท้องถิ่น ผู้ชมมากมายหลังจากรับชมการแสดงมาครู่หนึ่ง ก็ถือโอกาสเดินเข้าไปในร้านค้า ซื้อสินค้าที่ตนเองสนใจ ด้านหนึ่งตรวจสอบคุณภาพสินค้า ด้านหนึ่งต่อรองราคากับลูกจ้างร้าน

พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย ทุกท่านฟังให้ดี เมื่อจำหน่ายสินค้าหนึ่งชิ้น ไม่ว่าถูกหรือแพง ทางร้านล้วนบริจาคให้พี่น้องกองทัพที่ยี่สิบเก้าห้าเหรียญอีแปะ! ท่านซื้อสินค้าข้างในเสร็จสิ้น พวกเราจะไปหยอดกล่องบริจาคข้างนอกทันที ย่อมไม่ผิดคำพูด!” มองเห็นหน้าร้านตนเองเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน เถ้าแก่ร้านบังเกิดความคิด รีบเสนอตัวจัดการจำหน่ายสินค้าช่วยชาติ

ท่านสังเกตให้ดี สินค้าที่ทางร้านจำหน่ายล้วนเป็นสินค้าในประเทศ ไม่มีชิ้นใดเป็นของคนญี่ปุ่น และไม่มีชิ้นใดเป็นของชาวตะวันตก พวกเราล้วนไม่ซื้อสินค้าของคนต่างชาติ ปล่อยให้พวกมันอดตาย!”

มีดหั่นผัก มีดหั่นผัก สินค้าในท้องถิ่น ไร้โลหะนอกผสม!”

ไม้ขีด ไม้ขีด ไม้ขีดจากเป่าติ้งฝู่ สินค้าในประเทศของแท้!” ร้านค้าหลายร้านในละแวกใกล้เคียง ก็อาศัยการแสดงละครของนักศึกษา เสนอสินค้าของตนเองต่อผู้ชมทั้งหลาย

การกระทำที่ฉวยโอกาสแบบนี้ ทำให้ฟางกั๋วเฉียงโกรธเคืองยิ่ง หลายครั้งใคร่พาเถียนชิงอวี่ไปต่อว่าเถ้าแก่ร้านและลูกจ้าง ล้วนถูกลู่ชิงฝืนรั้งตัวเอาไว้

พวกเขาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องก็นับว่าไม่ง่าย มิหนำซ้ำพื้นที่ที่พวกเรายืมแสดงละคร เป็นสถานที่ของผู้อื่นอีกด้วย!” ลู่ชิงพยายามอธิบายแทนเหล่าพ่อค้า

พวกเขากำลังกอบโกยกำไรตอนบ้านเมืองมีภัย!” ใบหน้าอันแข็งกระด้างของฟางกั๋วเฉียง โกรธแค้นจนแดงก่ำแทบจะแทบจะคล้ายกับเป็นไส้ศึก เป็นโจรขายชาติ!”

เนื่องเพราะอารมณ์โกรธเคืองรุนแรง น้ำเสียงของเขาจึงแข็งกร้าวดังลั่นโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เสียงอึกทึกรอบข้างสงบลงแวบหนึ่ง แต่ประเดี๋ยวเดียว ความสนใจของผู้คนล้วนถูกละครบนเวทีดึงดูดไป ทหารญี่ปุ่นที่แสดงโดยจางซงหลิงขึ้นเวที ชูดาบยาวที่ทำมาจากแผ่นไม้ ไล่สังหารประชาชนที่แสดงโดยนักศึกษาอีกหลายคน ยกดาบฟาดฟันลงไป จากนั้นยิ้มด้วยความโหดเหี้ยม โยนคบเพลิงที่ทำจากกระดาษไปยังฉากภาพวาด

ฉากภาพวาดแปรเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านที่มีเปลวเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ภายในกลุ่มควันหนาแน่น โจวเจวียในชุดจงซาน (เชิงอรรถ-*ชุดจงซาน คือชุดคลุมยาวที่คิดค้นโดยท่านซุนยัดเซน)ขึ้นเวที น้ำตาเอ่อพลางร้องเพลงว่าบ้านของฉัน อยู่บนลำน้ำซงฮวาเจียงในตงเป่ย…”

ยอดเยี่ยม!” เถ้าแก่ร้านค้าหลายคนส่งเสียงโห่ร้อง ในขณะเดียวกันได้นำเหรียญอีแปะกว่าครึ่งกล่องใหญ่ เทลงไปในกล่องบริจาคต่อหน้าผู้ชมทั้งหลาย

ใบธนบัตรหลากสีกับเศษตำลึงเงินขนาดเล็กใหญ่ และเหรียญอีแปะถูกส่งผ่านเข้าไป ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง จางซงหลิงที่รับบทเป็นทหารญี่ปุ่นชูดาบขึ้นอีกครั้ง ฆ่าคน วางเพลิง

การแสดงจิตอาสาประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ลำพังวันนี้วันเดียว ชมรมเสี่ยฮวาก็รวบรวมมาได้หกสิบกว่าเหรียญต้าหยาง พอถึงกลางคืน ก็นำยอดเงินทั้งหมดที่รับบริจาคมาไปแลกเป็นเหรียญเงิน จากนั้นบันทึกลงบัญชี เมื่ออยู่ต่อหน้าเหรียญเงินแวววาวกองหนึ่ง แต่สีหน้าของเหล่าสมาชิกชมรมเสี่ยฮวา กลับไม่มีอาการตื่นเต้นยินดีแม้แต่น้อย

เห็นพวกเราเป็นตัวอะไรกัน?! เป็นตัวอะไร!” ฟางกั๋วเฉียงโกรธแค้นจนกระแทกกำปั้นกับฝ่ามือติดต่อกันหากทราบแต่แรก ยังไม่สู้แสดงอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยม อย่างน้อยที่นั่นไม่มีสิ่งของให้จำหน่าย!”

หากไม่มีสิ่งของให้จำหน่าย ผู้อื่นก็อาจจะไม่อนุญาตให้พวกเราใช้สถานที่ของเขา!” เถียนชิงอวี่ยักไหล่ ใบหน้าโกรธเคือง ต่อให้มองโลกในแง่ดีเพียงใด ก็อับจนปัญญายอมรับความจริงที่ถูกพวกเถ้าแก่ร้านค้าใช้เพื่อเรียกลูกค้า

นั่นก็ใช่แล้ว! ความคิดของผู้คนที่นี้ทำไมจึงล้าหลังแบบนี้ ยังไม่สู้ผู้โดยสารบนรถไฟพวกนั้น! ที่นี่นับว่าห่างไกลจากเป่ยผิงไม่ถึงสี่ร้อยลี้!” นักศึกษาหญิงสองคนก็โกรธจนรับประทานอาหารไม่ลง พึมพำด้วยใบหน้าบึ้งตึงคล้ายกับที่คนญี่ปุ่นบุกเข้ามา ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา! จิตใจเพียงคิดแต่จะกอบโกย หากำไรเข้าตัว!”

แต่พวกเรา….พวกเราก็บรรลุเป้าหมายแล้ว เงินบริจาคที่ได้มาวันนี้ มากกว่าหลายวันก่อนรวมกันเสียอีก!” จางซงหลิงกำลังก้มหน้าก้มตาช่วยจดบัญชี ได้ยินคำตำหนิของนักศึกษาหญิงสองคน แก้ต่างแทนพวกพ่อค้าเสียงเบา

แกคิดแบบนี้ได้อย่างไร? จุดประสงค์หลักของพวกเราไม่ใช่การรับบริจาค แต่เป็นการปลุกระดมเหล่าประชา!” ฟางกั๋วเฉียงได้ยิน ก็เดือดดาลขึ้นมาทันที เดินไปถึงเบื้องหน้าจางซงหลิง มือค้ำโต๊ะพลางตวาดเสียงดัง

ถึงอย่างไรพวกเขาก็ได้บริจาคเงินแล้ว!” จางซงหลิงแอบเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง ไม่กล้าสบสายตาอีกฝ่ายแบบนี้ก็คล้ายกับทำการค้า เมื่อทั้งสองฝ่ายล้วนได้กำไร การค้าก็สามารถดำเนินต่อไป หากว่าคิดแต่ได้กำไรเพียงฝ่ายเดียว ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย ก็กลายเป็นการค้าขายแบบฉาบฉวย วันหลังก็ไม่มีให้ค้าขายอีกแล้ว!”

แม้ว่าไม่เคยช่วยบิดาดูแลร้านของชำมาก่อน แต่ภายใต้สภาพแวดล้อมทางครอบครัว เขาเข้าใจถึงกลไกค้าขายอย่างลึกซึ้ง เมื่อพบเจออุปสรรค มักเคยชินที่จะใช้ความคิดของพ่อค้าในการวิเคราะห์ปัญหา

กำไร กำไร นอกจากกำไรแล้ว แกยังรู้อะไรอีก?” เห็นอีกฝ่ายยังดื้อดึงไม่รู้สำนึก ฟางกั๋วเฉียงแทบจะลงมือต่ออีกฝ่าย

แต่พวกเขาเป็นเพียงพ่อค้า!” จางซงหลิงแอบชำเลืองมองเขาอีกแวบหนึ่ง ด้านหนึ่งหลบไปข้างหลัง ด้านหนึ่งตอบโต้เสียงเบาพ่อค้า ย่อมต้องคิดหากำไร สามารถกอบโกยเงินทองอย่างสุจริต และไม่ลืมที่จะช่วยเหลือชาติบ้านเมือง มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ? มิหนำซ้ำ เมื่อไม่มีเงิน กองทัพที่ยี่สิบเก้าก็ไม่มีเบี้ยหวัดและเสบียงกองทัพ พวกเราเองก็ไปไม่ถึงเป่ยผิง!”

แก แก สหายจางซงหลิง ระวังความคิดอ่านของตนเองด้วย!” ต่อหน้าผู้คนทั้งหลาย ถูกเด็กหนุ่มผู้หนึ่งตอบโต้จนกล่าวอะไรไม่ออก ฟางกั๋วเฉียงรู้สึกอับอายอยู่บ้าง ตบโต๊ะดังปัง ตวาดเสียงดังลั่น

ฟางไขว้เจ (แจ๊คข้าวหลามตัด) ตวาดเสียงดังทำอะไร?!” คราวนี้ นับว่าทำให้ฝูงชนโกรธเคือง หันชิวย้อนถามฟางกั๋วเฉียงเสียงดัง ฉุดดึงจางซงหลิงไปอยู่ด้านหลังตนเอง   

เขาเขา เมื่อสักครู่เขาโต้เถียง โต้เถียงพวก…! ฉัน ฉันกำลังออกหน้าแทนพวกคุณ พวกคุณพวกคุณกลับ…”

เส้นเอ็นบนขมับของฟางกั๋วเฉียงปูดโปน ชี้หน้าหันชิว ร่างกายสั่นเทา

การเป็นถึงผู้นำของกลุ่ม โจวเจวียย่อมไม่ปล่อยให้มีเหตุการณ์ทะเลาะกันภายในเกิดขึ้น เขารีบเข้าไปแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน กล่าวยิ้มๆ ว่าอย่าเพิ่งร้อนรุ่ม อย่าเพิ่งร้อนรุ่ม พวกเราล้วนไม่ใช่ทหารญี่ปุ่น และไม่ใช่โจรขายชาติ ทำไมต้องทะเลาะกันด้วย? ต้าฟาง แกนั่งลงก่อน หันชิว เสี่ยวจาง พวกคุณสองคนก็นั่งลง พวกเราล้วนนั่งลง ไม่ว่ามีความคิดเห็นอะไร ล้วนนั่งลงมาค่อยพูดค่อนจากัน!”

ฉัน ฉันแค่รู้สึกว่า วิธีการวิเคราะห์ปัญหาของเขา ยังไม่เป็นผู้ใหญ่!” ฟางกั๋วเฉียงชำเลืองมองพวกหันชิวแวบหนึ่ง นั่งลงด้วยความจนใจ

เขาไม่เป็นผู้ใหญ่ คุณก็ไม่ควรตวาดเขาเสียงดังแบบนั้น!” หันชิวก็เข้าใจว่าเมื่อสักครู่ตนเองวู่วามไปบ้าง ค้อนขวับใส่ฟางกั๋วเฉียง เดินหลีกไปทางหนึ่ง

พอแล้ว พอแล้ว ทุกคนล้วนสงบสติอารมณ์!” โจวเจวียยังคงช่วยคลี่คลายสถานการณ์อันน่าอึดอัดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มในส่วนของต้าฟาง แค่รู้สึกว่าผู้คนในท้องถิ่นล้าหลังเกินไป ในใจร้อนรุ่ม ส่วนสหายเสี่ยวจาง ใช้มุมมองของพ่อค้าในท้องถิ่นมาวิเคราะห์ปัญหา ทั้งสองฝ่ายล้วนมีเหตุผลของตนเอง ใครถูกใครผิด ล้วนไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ สาเหตุที่ทำให้ผู้คนของผิงอันจ้ายเห็นการแสดงของพวกเราเป็นเรื่องบันเทิงใจคืออะไร? และต่อไปพวกเราควรรับมือต่อสถานการณ์แบบนี้อย่างไร!”

เขาค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น เบี่ยงเบนความสนใจของทุกคนไปยังประเด็นสนทนาใหม่ ประเดี๋ยวเดียว ก็ทำให้พวกพ้องลืมเลือนเหตุทะเลาะเมื่อสักครู่ เถียนชิงอวี่ตั้งใจแสดงความสามารถต่อหน้าหันชิว ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ชิงกล่าวขึ้นมาว่าผู้โดยสารที่พวกเราพบเจอบนรถไฟ ขึ้นเหนือลงใต้ทุกวัน พบเจอเหตุการณ์มาไม่น้อย สำหรับสถานการณ์อันตรายที่ประเทศชาติกำลังเผชิญอยู่ พวกเขาเข้าใจเป็นที่สุด ส่วนประชาชนของที่นี่ ส่วนใหญ่ทั้งชีวิตล้วนไม่เคยจากบ้านไปไกล จึงไม่รู้สึกถึงภัยคุกคามของโจรญี่ปุ่น

หินก้อนหนึ่งสามารถก่อให้เกิดระลอกคลื่นน้ำนับไม่ถ้วน สายตาของผู้คนค่อยทอแววครุ่นคิด ต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับการแสดงความคิดเห็นของเถียนชิงอวี่คือมันเป็นแบบนี้ ผู้โดยสารที่พวกเราพบเจอบนรถไฟ ความจริงเป็นผู้ที่มีโลกทัศน์กว้างขวางที่สุดในยุคสมัยนี้ ดังนั้นจึงเข้าใจถึงหลักการที่ว่าบ้านเมืองมีภัย ชายชาติล้วนมีหน้าที่ ส่วนในสถานที่อื่นอีกมากมาย เหล่าประชาชนไม่ทราบแม้กระทั่งหน้าตาของเมืองที่อยู่ใกล้บ้านตนเอง หากต้องการให้พวกเขาเข้าใจถึงการร่วมช่วยเหลือชาติบ้านเมืองในทันที นับว่ายากลำบากอยู่บ้าง!”

ถูกต้อง ขุนศึกแบ่งแยกดินแดนกินเวลายาวนานเกินไป ในใจของประชาชนลืมเลือนคำว่าชาติบ้านเมืองไปแล้ว! หลายวันนี้ มักมีคนบอกกับฉันว่า กองทัพที่ยี่สิบเก้าสู้รบที่เหอเป่ย ไม่เกี่ยวข้องกับชาวซานตง

คำวิจารณ์ประโยคนี้นับว่ากล่าวถูกต้องตรงประเด็นอย่างยิ่ง เห็นทีผิงจินเป็นเขตการดูแลของซ่งเจ๋อหยวน มณฑลซานตงเป็นของหันฝู่จวี่ ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายล้วนผิวเผินธรรมดา ส่วนรัฐบาลหนานจิงที่ตั้งอยู่ทางใต้ของซานตง ไม่ว่าต่อหันหรือต่อซ่ง ล้วนระแวงป้องกันมาตลอด สิบกว่าปีที่ผ่านมา บุญคุณความแค้นของทั้งสามฝ่าย ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ยากต่อการแยกแยะชัดเจน ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ก็ค่อยๆ เคยชินที่จะสนใจเพียงเรื่องของมณฑลตนเอง คร้านจะเงยหน้ามองดูว่าประเทศจีนมีหน้าตาเป็นเช่นไร

อีกประการ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าหลังจากคนญี่ปุ่นมาแล้ว พวกเขาต้องเผชิญภัยอันตรายแบบไหน พวกเราอ่านหนังสือพิมพ์เป็นประจำ ฟังนักเรียนที่ลี้ภัยมาจากตงเป่ยเหล่านั้นเล่าถึงสิ่งที่พวกเขาประสบมา ประชาชนของที่นี่ เดิมก็รู้จักตัวหนังสือไม่มาก และไม่มีโอกาสสัมผัสนักเรียนลี้ภัยมากขนาดนั้น!”

ฉันรู้สึกว่าวิธีการเผยแพร่ของพวกเราเนื้อหาเลื่อนลอยเกินไป มีเพียงบอกว่าคนญี่ปุ่นเลวร้าย กลับไม่ได้ทำให้ประชนชาทราบว่าคนญี่ปุ่นพวกนั้นเลวร้ายอย่างไร!” ฉางโส่วจื่อลู่หมิงมองดูจางซงหลิงแวบหนึ่ง กล่าวเสริมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ทุกคนหันหน้าไปมองจางซงหลิงที่มีท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ส่ายหน้าฝืนยิ้ม  จางซงหลิงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แม้ว่าเขามีจิตใจอันรักชาติรุนแรง แต่กับคนญี่ปุ่น กลับไร้ความเคียดแค้น และสำหรับผู้คนจำนวนมากในยุคสมัยนั้น แม้แต่นิยามของคำว่าชาติบ้านเมืองล้วนเลือนราง ไหนเลยจะสนใจว่าคนญี่ปุ่นยึดครองผิงจินหรือไม่ ขอเพียงเภทภัยไม่ตกอยู่กับพวกเขา เกรงว่าผู้คนส่วนใหญ่คงเห็นการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่น เป็นการแปรเปลี่ยนยุคสมัย

วิธีการแก้ไขปัญหานี้ง่ายดายยิ่ง  ก็คือนำเหตุรุนแรงที่ชาวบ้านตงเป่ยได้รับจากกองทัพญี่ปุ่น บอกต่อผู้คนทั้งหมดในระหว่างทาง การตะโกนปลุกระดมนั้น ไม่สู้ปล่อยให้พวกเขาพบเห็นกับตาตนเอง ว่าพื้นที่ที่ถูกคนญี่ปุ่นยึดครองเหล่านั้น ปฏิบัติต่อชาวจีนอย่างไร ปล่อยให้พวกเขาเห็นด้วยตาตนเองว่าตนเองกำลังจะเผชิญกับเภทภัยอะไร!

หันชิวกับหลิ่วจิงที่ทำหน้าที่พิธีกรและรับบริจาคจากผู้ชม มีสิทธิ์ออกเสียงต่อปัญหานี้มากที่สุด นึกๆ แล้วกล่าวว่ามองจากผลลัพธ์ในตอนนี้ ละครเพลงซ่งฮวาเจียงซ่างได้รับการตอบรับจากผู้ชมเด่นชัด! ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของหัวหน้าโจว ตอนที่ทหารญี่ปุ่นฆ่าคนวางเพลิง ก็สามารถให้ภาพพิมพ์ใจที่ลึกซึ้งต่อผู้ชม

รายการแสดงของพวกเราก่อนหน้านี้ล้วนเน้นเป้าหมายที่กลุ่มนักเรียน รูปแบบอาจจะจำเจจืดชืดไปบ้าง เมื่อมองจากสถานการณ์ที่พบเจอในแต่ละสถานีรถไฟ ความเข้าใจของประชาชนที่มีต่อการต่อต้านสงครามญี่ปุ่น ก็แตกต่างกับพวกเรามากทีเดียว!”

อย่างนั้นวันหลังพวกเราก็อย่ามั่วแต่ร้องเพลงแล้ว เพิ่มบทสนทนาขึ้นมาบ้าง นำเหตุการณ์รุนแรงที่ชาวตงเป่ยกับเย่อเหอ และชาฮาร์ได้ประสบมา บอกต่อผู้คนทั้งหมดที่พบเจอตามทาง!” เมื่อสงบสติลงมา แนวความคิดที่อยู่ในใจของรองหัวหน้าฟางกั๋วเฉียงก็หลั่งไหลออกมาจากดุจน้ำหลาก

แนวความคิดนี้ ได้รับความเห็นชอบจากทุกคนอย่างเป็นเอกฉันท์ นำเรื่องราวอันโหดร้ายทารุณนับไม่ถ้วน ที่ได้ยินมาจากนักเรียนลี้ภัยตงเป่ยมาบอกเล่า ซึ่งการนำเสนอในแต่ละเรื่องราว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมเนื้อหาอะไร ก็สามารถทำให้ผู้ชมหลั่งน้ำตา

ไม่ว่ายุคสมัยใด คนวัยหนุ่มสาวมักเป็นกลุ่มคนที่คึกคักและมีความคิดอ่านปราดเปรียวที่สุด พวกเขาด้านหนึ่งสรุป ด้านหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ ไม่นานก็ค้นพบวิธีแก้ปัญหาที่รัดกุมที่สุด เมื่อทุกคนล้วนวิจารณ์กันมาพอสมควร หัวหน้าโจวเจวียสรุปด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าอย่างนั้นคืนนี้พวกเราก็เริ่มเขียนบทละคร จากนั้นในระหว่างการเดินทาง ด้านหนึ่งฝึกซ้อม ด้านหนึ่งทำการแสดง

ฉันเห็นด้วย! คืนนี้ให้ลู่หมิงเร่งมือ ลีลาการเขียนบทของเขายอดเยี่ยมที่สุด!” เถียนชิงอวี่เห็นด้วยเป็นคนแรก

ฉันเห็นด้วย! อาหารว่างมื้อดึกของลู่หมิง ฉันกับพี่ชิวรับผิดชอบเอง!” หลิ่วจิงขานรับตาม ดวงตาคู่หนึ่งมองไปที่ลู่หมิง สุกใสหยาดเยิ้ม

อยากใกล้ชิดสนิทสนมก็เชิญทำคนเดียวเถอะ อย่าดึงฉันเข้าไปเกี่ยวด้วย!” หันชิวปฏิเสธด้วยท่าทียิ้มแย้ม ฉวยโอกาสที่ทุกคนยังไม่รู้ตัว หันหลังเดินหนี

หลิ่วจิงทั้งอายทั้งโกรธ ไล่ตามออกไป ทะเลาะหยอกล้อตามประสาเด็กสาว มองดูเงาหลังของเด็กสาวสองคน ฉางโส่วจื่อลู่หมิงส่ายหน้าเบาๆ จากนั้นมองดูรอบข้าง หัวเราะพลางตอบว่าการเขียนบทละคร ฉันไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน แต่ว่า ต้องมีเถียนพ่างเอ๋อร์อยู่ด้วย มีเพียงมองเห็นเขา ฉันจึงสามารถนึกถึงภาพลักษณ์อันชั่วช้าของทหารญี่ปุ่น!”

หนอย เจ้านิ้วยาว! แค่หยุดสั่งสอนแกไม่กี่วัน ก็คันเนื้อคันตัวแล้วใช่หรือไม่?” เถียนชิงอวี่มือลูบกำปั้น ตั้งท่าใคร่กระโจนเข้าใส่ กลับถูกพวกฟางกั๋วเฉียงกันตัวออกไปพร้อมเสียงหัวเราะ

เสียงหัวเราะอันเบิกบานใจ ลอดผ่านหน้าต่างออกไปข้างนอก ส่งผลให้ค่ำคืนในฤดูร้อน คึกคักมีชีวิตชีวา

มีหญิงงามคอยอยู่เคียงข้าง ฉางโส่วจื่อลู่หมิงทำงานว่องไวยิ่งขึ้น เพียงใช้คืนเดียว ก็สามารถเรียบเรียงละครร้องรำเรื่องซ่งฮวาเจียงซ่างขึ้นมาใหม่ ขยายเป็นละครพูดขนาดย่อที่มีภาพเหตุการณ์สิบกว่าฉากและบทสนทนาเจ็ดร้อยกว่าประโยค

ตัวเอกของละครพูดก็มีนามว่าเถียนชิงอวี่ เป็นเศรษฐีที่ดินที่พักอาศัยอยู่ในตงเป่ยมาหลายชั่วอายุคน สิ่งที่บรรพบุรุษสืบทอดมามีวัวสิบกว่าตัว ที่ดินสามร้อยกว่าโหม่ว (เชิงอรรถ-*โหม่ว หน่วยเนื้อที่ของจีน หนึ่งโหม่วเท่ากับ 2.4 ไร่) พักอยู่กับบุตรสาวหนึ่งคนกับบุตรชายสองคน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย

หลังเกิดเหตุการณ์กรณี 18 กันยายน กองทัพตงเป่ยหลงเหลือกลุ่มหนึ่งเดินผ่านหมู่บ้าน เถียนชิงอวี่หยิบอาหารกับเนื้อแห้งมาเลี้ยงต้อนรับ กลับไม่ยอมปล่อยให้บุตรทั้งสามคนเดินทางหนีไปกับกองทัพ และแอบเสี้ยมสอนบุตรตนเองกับพวกชาวไร่ชาวนา การเปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยเป็นเรื่องปกติ คนญี่ปุ่นเลวร้ายเพียงใด ก็ต้องหาคนเพาะปลูกส่งส่วยให้พวกเขา พวกเราเพียงแต่ทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดี ส่งส่วยให้แก่ผู้ใดล้วนมีค่าเท่ากัน เมื่อก่อนโจรเถื่อนบนภูเขามาเยือน คนของหมู่บ้านก็ใช้อาหารและเงินทองทำให้พวกเขายอมจากไปแต่โดยดีไม่ใช่หรือ?

เมื่อมีความนึกคิดแบบนี้ พวกเขาจึงต้องเผชิญหน้ากับผู้ปกครองชาวญี่ปุ่น เดือนแรก คนญี่ปุ่นต้องการเสบียงครึ่งหนึ่งของทั้งหมู่บ้าน พวกชาวไร่ชาวนามอบให้แต่โดยดี ถึงอย่างไรขอเพียงเหลือไว้ครึ่งหนึ่ง พวกเขารับประทานข้าวต้ม ล่าสัตว์ตกปลา ก็พอประทังชีวิตจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวในปีหน้า

เดือนที่สอง คนญี่ปุ่นมาอีกแล้ว ต้องการสร้างป้อมปืนใหญ่ สั่งให้คนในหมู่บ้านส่งแรงงานสี่สิบคน บุตรชายคนโตของตระกูลเถียนพาชาวไร่ชาวไรไปเกณฑ์แรงงาน หลังจากนั้นก็ไม่เคยกลับมาอีกแล้ว

เดือนที่สาม คนญี่ปุ่นเดินทางมาอีกครั้ง เถียนชิงอวี่ทราบข่าวล่วงหน้า นำบุตรชายคนเล็กไปซุกซ่อนไว้ในป่าลึก คนญี่ปุ่นภายใต้การนำพาของทหารล่ามเดินวนรอบหมู่บ้าน ต้องการอาหารและน้ำดื่ม พบเจอสิ่งของแปลกประหลาดอะไร รวมทั้งกระถางธูปที่ตระกูลเถียนใช้กราบไหว้บรรพชนล้วนต้องการขนไป เถียนชิงอวี่ยอมอดทนอดกลั้น เพียงขอให้สวรรค์คุ้มครองคนในครอบครัวสามารถผ่านพ้นคราเคราะห์ไปอย่างปลอดภัย

หลังจากอิ่มหนำสำราญ คนญี่ปุ่นโอบอุ้มบุตรสาวของเถียนชิงอวี่เข้าประตูบ้านท่านพ่อ ท่านยังเป็นผู้ชายหรือไม่?” ท่ามกลางเสียงเค้นถามอย่างโกรธแค้นของบุตรสาว เถียนชิงอวี่ได้แต่มือกุมศีรษะคุกเข่าอยู่บนพื้น

บุตรสาวไม่ยอมตกเป็นเครื่องบำเรอ ชนกำแพงฆ่าตัวตาย ทหารญี่ปุ่นยามเดือดดาล วางเพลิงเผาบ้าน ท่ามกลางเปลวไฟ เถียนชิงอวี่ไม่อาจฝืนทนอีกต่อไป คว้ามีดหั่นผักวิ่งเข้าหาทหารญี่ปุ่น ถูกล่ามแปลภาษากับทหารกราดยิงจนสิ้นลมกับพื้น

หลังจากบุตรชายคนเล็กของตระกูลเถียนกลับมา ค้นพบซากศพของบิดาในกองซากปรักหักพัง เขาลั่นวาจาสาบานว่าต้องแก้แค้น ร้องเพลงซงฮวาเจียงซ่างเดินทางไปตามหากองทัพต่อต้านญี่ปุ่นในทุ่งหิมะหลินไห่

บ้านของฉัน อยู่บนลำน้ำซงฮวาเจียงในตงเป่ย ที่นั่นมีป่าเขาเหมืองถ่านหิน ยังมีถั่วเหลืองและเกาเหลียง (ข้าวฟางแดง) ที่เต็มท้องทุ่งบ้านของฉัน อยู่บนลำน้ำซงฮวาเจียงในตงเป่ย ที่นั่นมีพวกพ้องของฉัน ยังมีบิดามารดาที่แก่เฒ่า…”

โครงเรื่องของละครพูดเรียบง่ายยิ่ง กลับเข้าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านธรรมดา หลังจากทำการแสดงครั้งแรก ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้น จากนั้นในระหว่างการเดินทาง ทุกครั้งที่เดินผ่านหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่หน่อย บทละครพูดนี้ล้วนกลายเป็นรายการหลักของพวกเขา ทุกครั้งที่แสดงจบ ล้วนมีผู้ชมหลั่งน้ำตา อาลัยอาวรณ์ไม่ยอมจากไป

เถียนชิงอวี่เปลี่ยนบทบาทแสดงเป็นเศรษฐีที่ดิน ส่วนตัวละครทหารญี่ปุ่น ย่อมตกเป็นของจางซงหลิงโดยปริยาย เพื่อให้แสดงได้แยบยลยิ่งขึ้น เขายังพยายามเรียนภาษาญี่ปุ่นอีกมากมายจากเถียนชิงอวี่ แต่ละประโยคล้วนขยันฝึกซ้อม พยายามฝึกให้ใกล้เคียงเท่าที่จะทำได้

การพยายามอย่างไม่ลดละ ย่อมได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า หลายครั้งในระหว่างการแสดง เขาเกือบถูกผู้ชมที่โกรธแค้นเห็นเป็นทหารญี่ปุ่นตัวจริง ขว้างก้อนอิฐเข้าใส่ โชคดีได้โจวเจวียที่รับบทเป็นบุตรชายของครอบครัวเศรษฐีที่ดินมีปฏิกิริยาว่องไว จึงหลีกเลี่ยงคราวเคราะห์ไปครั้งแล้วครั้งเล่า ลู่หมิงคนเขียนบทชอบใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถูกเถียนชิงอวี่ที่แสดงเป็นเศรษฐีที่ดินโกรธเคืองจนคันไม้คันมือ พอมีโอกาส ก็แสร้งวางมาดของผู้เป็นบิดา บังคับให้ลู่หมิงที่แสดงเป็นบุตรสาวทำความเคารพต่อตนเอง

หลิ่วจิงย่อมไม่อาจทนเห็นลู่หมิงโดนรังแก ยืนออกมาผดุงความยุติธรรม เด็กสาวสองคนที่ควบสองหน้าที่ในเวลาเดียวกัน ตอนนี้เป็นดาราดังของกลุ่ม ทุกครั้งที่ทำการแสดง ล้วนถูกคนกลุ่มหนึ่งล้อมถามนั่นถามนี่ ในขณะเดียวกัน กล่องรับบริจาคที่พวกเธอสองคนดูแลอยู่ ก็ถูกผู้ชมทั้งหลายยัดเงินเข้าไปเต็มกล่องในครั้งเดียว เหรียญอีแปะ เหรียญเงิน แม้กระทั่งแหวนที่ฝังหินพลอย ก็เคยปรากฏในกล่อมรับบริจาคเป็นครั้งคราว ส่งผลให้ยามเดินทางผ่านเซินโจว นักเลงประจำถิ่นหลายคนถูกเงินครอบงำ ถึงกับอวดอ้างการเรียกเก็บค่าคุ้มครอง เดินปรี่เข้าไปหวังรีดไถเงินทองจากกลุ่มนักศึกษา

หยุดร้องได้แล้ว หยุดร้องได้แล้ว อากาศร้อนอบอ้าว เห่าหอนอะไรกัน พวกแกไม่ทราบว่าที่นี่เป็นเขตพื้นที่ของชุยเหล่าแหยหรือ? ไม่ถามสักคำก็กล้าเรี่ยไรเงินทอง หรือคิดว่าอาวุธในมือพี่น้องฉันเป็นของเด็กเล่น?!”

แน่จริงพวกแกไปแย่งชิงกับคนญี่ปุ่น อวดดีในถิ่นตัวเองนับว่ามีฝีมืออะไร!” เห็นฝ่ายตรงข้ามปรี่เข้ามาหากล่องรับบริจาค หันชิวร้อนรุ่มฉับพลัน สองมือโอบอุ้มกล่องบริจาคไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

ไสหัวไป แน่จริงไปแย่งชิงกับคนญี่ปุ่น วางมาดเก่งกาจในถิ่นตนเอง นับเป็นตัวอะไรกัน!” เถียนชิงอวี่ที่แสดงเป็นเศรษฐีที่ดิน ซึ่งในความเป็นจริง เขากลับไม่ไร้มนุษยธรรมเฉกเช่นในบทบาทที่ได้รับ พบเห็นมีคนข่มขู่หันชิว รีบกระโดดลงจากบนเวที ขวางอยู่ด้านหน้าของนักเลงประจำถิ่น

นี่เป็นเงินค่ารักษาที่รวบรวมไปให้พี่น้องกองทัพที่ยี่สิบเก้า พวกแกก็กล้าแย่งชิงหรือ?!” จางซงหลิงที่แสดงเป็นทหารญี่ปุ่นมือถือดาบไม้ วิ่งออกมาด้วยท่าทางดุร้าย วาดดาบไปมาต่อหน้าพวกนักเลงประจำถิ่น

นักศึกษาที่เหลือหลั่งไหลเข้ามา ใช้ร่างกายบดบังหันชิวกับหลิ่วจิงไว้ด้านหลัง บริเวณหน้าเวทีวุ่นวายโกลาหล ผู้ชมทั้งหลายที่กำลังดื่มด่ำกับบทละคร รายล้อมเข้ามา ตะโกนด่าทอนักเลงประจำถิ่นหลายคนว่าหน้าไม่อาย! แน่จริงไปอวดเก่งกับคนญี่ปุ่น! รังแกเด็กนักศึกษาถือว่ามีฝีมืออะไร!”

ไม่ทราบกลัวเกรงฝูงชนโกรธเคือง หรือว่าในใจยังมีความรู้สึกละอายใจหลงเหลือ นักเลงประจำถิ่นหลายคนที่วางอำนาจบาตรใหญ่มาตลอดถึงกับอับอายจนใบหน้าแดงก่ำ ดึงปีกหมวกลง วิ่งหนีจากไป

พ่อแม่พี่น้อง พวกเรามีสี่ร้อยห้าสิบล้านชีวิต ส่วนจำนวนของคนญี่ปุ่นเพียงมีเศษเสี้ยวของพวกเรา ขอเพียงพวกเรารวมพลัง ร่วมกันต้านศึกนอก ย่อมสามารถขับไล่พวกมันออกจากหัวเป่ย ขับไล่ออกจากประเทศจีน!” ฟางกั๋วเฉียงสบโอกาส   นำหน้าตะโกนคำขวัญต่อต้านญี่ปุ่น

รวมพลัง ร่วมกันต้านศึกนอก! รวมพลัง ร่วมกันต้านศึกนอก!” ผู้ชมที่รายล้อมบังเกิดความฮึกเหิม ตะโกนคำขวัญต่อต้านญี่ปุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ขับไล่ทหารญี่ปุ่นออกจากประเทศจีน!”

ปกป้องผิงจิน ปกป้องหัวเป่ย ปกป้องบ้านเมืองของพวกเรา!”

วันรุ่งขึ้น ขบวนของชมรมเสี่ยฮวาเดินทางขึ้นเหนือต่อไป คนขับรถม้าทั้งสามคนก็ได้รับอิทธิพลจากพวกเขา เร่งความเร็วรถม้าเต็มที่ เพียงแต่หลังจากผ่านเป่าติ้งแล้ว ถนนที่เก่าชำรุดกลับค่อยๆ แคบเล็กขึ้นมา ฝูงชนลี้ภัยกลุ่มใหญ่ พกพาสมบัติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของครอบครัว เดินตามถนนมุ่งหน้าลงใต้ด้วยอาการตื่นตระหนก

ทหารญี่ปุ่นกำลังจะบุกตีเป่ยผิงแล้ว! เด็กนักศึกษา พวกคุณจะไปที่ไหนกัน?!” ท่ามกลางฝูงชนที่หลั่งไหลลงใต้ รถม้าสามคันที่เดินสวนทางเป็นที่สะดุดตายิ่ง ประเดี๋ยวเดียว ก็มีคนชราที่ลี้ภัยมาพบเห็นทิศทางของรถม้าผิดปกติ จึงหยุดเดินกล่าวเตือนด้วยความหวังดี

พวกเราจะไปเป่ยผิง ไปเข้าร่วมกองทัพต่อต้านญี่ปุ่น!” เถียนชิงอวี่นั่งอยู่บนคานรถม้า ประกาศต่อผู้ลี้ภัยอย่างภาคภูมิ

คนชราใจดีหยุดชะงัก จากนั้นเบิกตากลมโต กล่าวเสียงดังว่าอย่าไป อย่าไป ฟังคำของผู้เฒ่า รีบนั่งรถกลับบ้านไปเถอะ! ทหารญี่ปุ่นร้ายกาจมาก กองทัพที่ยี่สิบเก้าล้วนสู้พวกมันไม่ได้ เด็กนักศึกษาอย่างพวกคุณไปแล้ว จะมีประโยชน์อะไร เชื่อฟังเราผู้ชรา อย่าได้อวดเก่ง รีบกลับบ้านไปเถอะ!”

ใช่ ใช่! อย่าได้อวดเก่ง รีบกลับบ้านไปเถอะ คนญี่ปุ่นมีเครื่องบิน ปืนใหญ่ พวกเจ้าไปแล้ว ก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเปล่า กลับไปเถอะ รีบกลับไป!” คนชราที่ใจดีมีไม่เพียงหนึ่งคน ต่างยืนอยู่ข้างรถม้า กล่าวเตือนด้วยความหวังดี

คำเตือนของพวกเขา ย่อมมาจากจิตใจที่ต้องการปกป้องคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้ กลับส่งผลให้ผู้ฟังแต่ละคนใบหน้าแดงก่ำท่านอยากหนี ก็เชิญหนีไปเองเถอะ ดูว่ายังสามารถหนีไปถึงที่ใด พวกเรา…” เถียนชิงอวี่เชิดหน้า กล่าวด้วยความฮึกเหิมว่าต่อให้สู้จนตัวตายไป ก็ต้องหันหน้าไปทางทิศเหนือ

ยินดีเป็นวิญญาณสิ้นชีพ ไม่ขอเป็นทาสสิ้นชาติ!” หันชิวพลิกตัวออกมาจากด้านหลังรถม้า หัวเราะพลางเอาศีรษะแนบอิงแขนของเถียนชิงอวี่ท่านรีบหนีไปเถอะ ไม่ต้องสนใจพวกเรา บ้านเมืองกำลังมีภัย ต้องมีใครไปร่วมรบ ไม่อย่างนั้น ต่อให้พวกเราถอยจนถึงเขาหยาซานแล้วจะทำอะไรได้อีกเล่า?!”

เขาหยาซานอยู่ที่ใด พวกคนชราไม่ทราบ คาดว่านั่นเป็นสถานที่ที่อยู่ไกลลิบ แต่ความมั่นใจที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายหญิงคู่นี้ กลับทำให้พวกเขาไม่กล้าปริปากอีก หลีกทางให้อย่างนิ่งเงียบ มองส่งรถม้าเดินสวนฝูงชน กระทั่งเดินไปไกลมากแล้ว จึงมีคนส่ายศีรษะถอนหายใจเด็กโง่เขลากลุ่มนี้ เฮ้อ! ช่างน่าเสียดาย!”

ไม่ทราบเป็นบุตรหลานตระกูลใด แต่ละคนสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย กลับโง่เขลาปานนี้!” ผู้ลี้ภัยอื่นๆ ทอดถอนใจคล้อยตาม

ยิ่งเป็นช่วงจังหวะแบบนี้ พวกเรายิ่งไม่ควรหันหลังกลับ!”

หัวใจของฟางกั๋วเฉียงถูกประชาชนที่ชินชาทั้งหลายกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ยืนอยู่บนรถม้า มือข้างหนึ่งแตะไหล่ของลู่หมิง กล่าวเสียงดังว่าพวกเราไม่ควรปล่อยให้ผู้อื่นบอกว่า เพียงรู้จักปลุกระดมให้ผู้อื่นไปตายในสนามรบ ตนเองกลับหลบอยู่ในสถานที่ปลอดภัย! พวกเราต้องทำให้คนรุ่นหลังเห็นว่า แผ่นดินจีนผืนนี้ มีลูกผู้ชายตัวจริงมากน้อยเพียงใด วันนี้ต่อให้พวกเราล้วนล้มลง ยังมีพวกพ้องนับแสนนับล้านลุกฮือขึ้นมา เหยียบย่ำโลหิตของพวกเรา เสี่ยงตายวิ่งเข้าหาศัตรู…”

ภายในรถม้า ไร้คนสนใจว่าเขากล่าวอะไร สมาชิกชมรมเสี่ยฮวาทั้งหมด รวมทั้งจางซงหลิงที่เข้าร่วมในตอนหลัง พอทราบว่าสงครามกำลังจะปะทุขึ้นแล้ว เม้มริมฝีปากแน่น นิ่งเงียบคิดเรื่องในใจ หลู่เฉิง เมืองใหญ่ ต้นฮวาย (ต้นสกอลาร์จีน)โบราณที่หน้าปากซอย ยังมีร้านขายเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาวฟุ้งกระจายตลอดปี ยังมียังมีท่านอาช่างตีเหล็กที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น น้องสาวต่างมารดาสองคนที่อยู่ในบ้าน

หากว่าฉันรบตายในสมรภูมิ ไม่ทราบท่านพ่อจะเสียใจมากกว่า หรือว่าภูมิใจมากกว่า?” พอนึกถึงคำถามที่ซับซ้อนคำถามนี้ จางซงหลิงก็ฝืนยิ้มออกมา

บิดาตนเองก็คล้ายกับเศรษฐีที่ดินเถียนในละครพูด ไม่ประสบเคราะห์กรรมบ้านแตกผู้คนล้มตายสักครั้ง คงไม่มีทางเข้าใจความคิดของบุตรชาย แต่เขากลับหวังว่า บิดาไม่ต้องเข้าใจตนเอง ไม่ต้องเข้าใจไปตลอดกาล!

เขาส่ายศีรษะ หันมองไปรอบข้าง ทันใดนั้นมองเห็นนิ้วมือเรียวยาวของลู่หมิง กำลังประสานกับนิ้วมือที่เรียวยาวเช่นกัน นั่นเป็นมือของหลิ่วจิง เขาตื่นตะลึงเล็กน้อย รีบหันหน้าหนี กลับพบเจอหันชิวขยับร่างซบอกเถียนชิงอวี่พอดี

ชั่วขณะนั้น ในใจของจางซงหลิงคล้ายกับถูกลมระลอกหนึ่งพัดผ่าน หัวเราะเบาในลำคอ

ต้นฤดูร้อนในเดือนห้า ในอากาศเปี่ยมด้วยกลิ่นหอมของบุปผชาติ

ยิ่งเดินทางขึ้นเหนือ ฝูงชนบนถนนยิ่งเนืองแน่น

ยากดีมีจน ความศรัทธาและสำเนียง ช่วงจังหวะนี้ ช่องว่างที่ใช้แบ่งแยกผู้คนทั้งหมดล้วนหายลับไปแล้ว ในใจทุกคนนึกคิดเพียงสิ่งเดียว คือหนี หนีไปยิ่งไกลยิ่งดี!

เพื่อให้สามารถพกพาสิ่งของมีค่าในครัวเรือนไปให้ได้มาก บนรถม้า รถลา รถวัวควาย รถเข็นต่างๆ แต่ละคันล้วนอัดแน่นด้วยสัมภาระน้อยใหญ่ 

ท่ามกลางฝูงชนหนาแน่น รถม้าสามคันก็คล้ายกับเรือท้องแบนสองลำที่อยู่กลางแม่น้ำใหญ่ ประเดี๋ยวปรากฏ ประเดี๋ยวหายลับ ขยับส่ายไปมา ทุกวินาทีล้วนมีโอกาสพลิกคว่ำ เจ้าของรถม้าเริ่มร้อนรุ่ม ใบหน้าบึ้งตึงแข็งกร้าว ฟาดแส้ม้าดังเพี๊ยะๆ เถียนชิงอวี่ที่เยือกเย็นมาตลอดก็เริ่มเหงื่อเย็นไหลพราก มือข้างหนึ่งโอบเอวหันชิวแน่น มืออีกข้างหนึ่งวางบนเอวตนเอง แตะจับมีดสั้นด้ามหนึ่ง

เขากำลังระวังป้องกันมีคนคิดชิงรถม้า และในความเป็นจริง นับว่ามีคนไม่น้อยที่ใช้ทุกวิถีทาง หมายแย่งชิงพาหนะอันล้ำค่าสามคันนี้ มีชายผู้หนึ่งอายุสี่สิบกว่าปี ใช้สำเนียงจินเหมิน (สำเนียงเทียนจิน) แนบชิดรถม้าล้มลงกับพื้น ส่งเสียงร่ำไห้ดังลั่น เมื่อเห็นคนขับรถม้าไม่หยุดรถ จึงรีบดีดตัวขึ้นมาทันที ร่วมมือกับชายอีกสี่ห้าคนที่ใช้สำเนียงเดียวกันไปฉุดดึงเชือกม้า เจ้าของรถม้าหนึ่งคนหนึ่งแส้ ฟาดใส่มือของพวกมัน จากนั้นล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมสีดำ ดึงธงสามเหลี่ยมสีแดงออกมาจากบริเวณเอว แล้วนำไปปักอยู่บนคานรถม้าไอ้พวกมีตาหามีแววไม่ แม้แต่รถของพรรคธงแดงก็กล้าคิดแย่งชิง พวกแกคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว?”

ท่ามกลางสายลมร้อนอบอ้าว เสาธงที่ทำมาจากเหล็กหลอม เปล่งประกายเย็นเยียบ ไม่ทราบเพราะตื่นกลัวใบหน้าอันดุร้ายของเจ้าของรถม้า หรือว่าหวั่นเกรงต่อชื่อเสียงของพรรคธงแดง นักเลงหลายคนที่หวังชิงรถม้าต่างถอยไปด้านหนึ่ง ปาดเหงื่อพลางโค้งคำนับขอขมาต่อขบวนรถม้า

เจ้าของรถม้าไม่อยากเสียเวลากับพวกมัน ขยับแส้ยาวในมือ เร่งให้ขบวนรถเดินหน้าต่อไป เพิ่งเดินไปได้ไม่ไกล ก็มีสตรีอุ้มเด็กสองคน ร่ำไห้ไล่ตามมา ร้องขอรถม้าพาพวกมันไปเป่าติ้งพี่สาว เป่าติ้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ พวกเรากำลังเดินทางขึ้นเหนือ! คุณถามผิดคนแล้ว!” ลู่หมิงไม่อาจทนเห็นสตรีสองคนกับเด็กน้อยสองคนร่ำไห้ต่อหน้าตนเอง โน้มหลังลงไปกล่าวอธิบาย

เพียงยี่สิบลี้ เพียงแค่ยี่สิบลี้ พวกคุณช่วยเลี้ยวหัวกลับ ระยะทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมง!” สตรีสองคนรีบยกบุตรขึ้นมา ส่งขึ้นรถม้าโดยไม่สนใจอะไร ขณะเดียวกัน ยังมีชายสี่ห้าคนแบกสิ่งของสัมภาระกับหญิงชราสองคน เดินมาทางรถม้าพร้อมกัน

พวกเรากำลังจะไปเป่ยผิง ไปเป่ยผิง พวกคุณเข้าใจหรือไม่ พวกเราต้องการสู้ตายกับโจรญี่ปุ่น เพื่อประชาชน ไปสู้ตายกับโจรญี่ปุ่น!” ฟางกั๋วเฉียงลุกขึ้นยืนฉับพลัน มือชี้ชายหญิงที่หมายหลอกโดยสารรถม้า กล่าวอย่างไม่พอใจว่าเป็นถึงผู้ชาย แม้แต่ครอบครัวกับลูกเมียตัวเองยังปกป้องไม่ได้ ยังไม่ทันได้ยินเสียงปืน ก็วิ่งหนีก่อนแล้ว พวกคุณมียางอายหรือเปล่า อายผู้อื่นหรือไม่! ปล่อยให้มันโยนเด็กขึ้นมา เสี่ยวจาง คุณไม่ต้องไปห้ามพวกเรา ไม่ต้องห้ามพวกมัน! พวกเราจะพาเด็กน้อยเดินทางไปเป่ยผิง ยินดีปล่อยให้พวกมันตายอยู่ใต้กระบอกปืนของคนญี่ปุ่น ยังดีกว่าอยู่กับพ่อแม่ที่ไม่เอาไหนเช่นนี้!”

คนกลุ่มนั้นถูกด่าจนตะลึงงัน ถึงกับลืมยื้อรถม้าในชั่วขณะ รถม้าฉวยโอกาสนี้แล่นออกไปสี่ห้าก้าว ทิ้งระยะห่างกับพวกมันอีกครั้ง สตรีกับเด็กน้อยในอ้อมกอดพวกนางร่ำไห้พร้อมกัน ฟังดูช่างน่าสังเวชใจ ชายหลายคนสีหน้าแดงก่ำ มองเห็นรถม้ายิ่งไปยิ่งไกล ถึงกับไร้ความกล้าจะไล่ตามไป นิ่งอึ้งครู่หนึ่ง ค่อยถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหนักหน่วง อุ้มเด็กน้อยมาจากมือภรรยาตนเอง ก้าวเท้ามุ่งหน้าลงใต้

หากเป็นผู้ชาย จงขึ้นเหนือไปกับพวกเรา ไปเป่ยผิง ไปหว่านผิง ไปสู้ตายกับคนญี่ปุ่น!” ฟางกั๋วเฉียงที่ด่าทอผู้อื่นเมื่อสักครู่ยืนอยู่บนรถม้า น้ำตานองหน้าพวกพ้องทั้งหลาย ไม่ควรวิ่งหนีอีกต่อไปแล้ว พวกเราหนีจากตงเป่ยเข้าด่านใน จากด่านในหนีไปยังซานตง หากคนญี่ปุ่นไล่ตามมาอีก พวกคุณยังหนีไปที่ไหนได้อีก?! แผ่นดินจีนแม้กว้างใหญ่ แต่กลับไร้หนทางไป! เมื่อถึงตอนนั้น พวกเราจะหันหลังกลับอย่างไร?! พวกพ้องทั้งหลาย ลุกขึ้นมา ลุกขึ้นมา ลุกขึ้นมาสู้ พวกเรามีสี่ร้อยห้าสิบล้านชีวิต คนญี่ปุ่นมีไม่ถึงเศษเสี้ยวของเรา…”

เขาตะโกนสุดเสียง โดยไม่สนใจว่ามีคนรับฟังหรือไม่ ชูแขนสองข้างราวกับคนเสียสติ ผู้คนหลายกลุ่มที่หมายแย่งชิงรถม้า ต่างสองจิตสองใจพลางถอยห่าง นี่มิใช่เพราะฟังคำกล่าวของฟางกั๋วเฉียงไม่เข้าใจ แต่เพราะตื่นกลัวกับท่าทางบ้าคลั่งของฟางกั๋วเฉียง วิธีล่อลวงต่างๆ ของพวกมัน แสร้งทำตัวน่าสงสาร นอนขวางอยู่บนพื้น รวมทั้งใช้ความรุนแรง ล้วนเป็นวิธีที่ใช้กับคนปกติ แต่หากนำมาใช้กับคนเสียสติผู้หนึ่ง ออกจะไร้ประโยชน์อยู่บ้าง

อาศัยที่มีเจ้าของรถม้ากับเถียนชิงอวี่และฟางกั๋วเฉียงคุมเชิง ในที่สุดรถม้าก็เข้าสู่ตำบลใหญ่อย่างปลอดภัยในยามพลบค่ำ นามเรียกขานของตำบลแห่งนี้คือหูหลู่อวี้ (หุบเขาน้ำเต้า) เหนือใต้ล้วนเป็นภูเขาเล็กๆ เชื่อมติดกัน ด้านตะวันออกเป็นทะเลสาบเล็กที่ใสสะอาด มีเพียงด้านตะวันตกมีทางออกแห่งเดียว ทะลุไปยังถนนและรางรถไฟของทางเหนือ

ตำบลทั้งแห่ง อัดแน่นด้วยฝูงชนที่ลี้ภัยมาจากทางเหนือ รถน้อยใหญ่เบียดเสียดอยู่บนท้องถนนอันคับแคบ ไก่เป็ดหมูแพะที่อยู่ในกรง ส่งเสียงร้องด้วยความตื่นกลัว สุนัขที่ไร้คนดูแล รวมตัวเป็นกลุ่ม เดินวนรอบรถม้าแต่ละคันที่เดินผ่านมา หวังใช้เสียงร้องเรียกและการส่ายหางไปมาดึงดูดความสนใจจากผู้คนบนรถ เพื่อแลกกับอาหารประทังหิว

เถียนชิงอวี่สอบถามโรงแรมหลายแห่ง ล้วนมีแขกเข้าพักเต็มโรงแรม เขาไม่ละความพยายามเดินไปในส่วนลึกของตำบล จากนั้นสอบถามอีกสี่ห้าแห่ง เจ้าของโรงแรมยังคงมีสีหน้าอับจนปัญญา จนกระทั่งเดินมาใกล้ถึงริมน้ำ ค่อยได้ข่าวดีจากเถ้าแก่เนี้ยในร้านรถม้าแห่งหนึ่ง โรงแรมเหอผิงที่อยู่ทางเหนือของตำบลอาจยังมีห้องว่าง ส่วนเรื่องราคามองจากนักศึกษาอย่างพวกคุณก็ใช่ว่าจะขาดแคลนเงินทอง สามารถหาสถานที่พัก อย่าล้มป่วยปล่อยให้ผู้ใหญ่ที่บ้านเป็นกังวล ย่อมเหนือกว่าทุกสิ่งอย่าง!”

ขอบคุณพี่สาว!” เถียนชิงอวี่กุมมือทั้งสอง ทำท่าทางคล้ายนักบู๊ในวงการกังฟู แสดงความขอบคุณต่อเถ้าแก่เนี้ย

สนุกพอแล้วก็รีบกลับบ้านไป ช่วงนี้เหตุการณ์วุ่นวาย อย่าปล่อยให้ผู้ใหญ่ที่บ้านเป็นห่วง!” เถ้าแก่เนี้ยร้านรถม้าถูกท่าทางของเขาที่แสร้งทำเป็นนักบู๊หมัดมวยจนหัวเราะฮาๆ โบกเหล็กคีบถ่านในมือ กล่าวเตือนเสียงดังด้วยความหวังดี

อืม ทราบแล้ว ขอบคุณพี่สาว!” เถียนชิงอวี่ตอบกลับส่งๆ ก่อนพาขบวนรถแล่นไปทางเหนือของตำบล จริงดังคาด บริเวณที่ห่างจากที่ว่าการตำบลไม่ไกล พบเจอตึกสูงสี่ชั้นรูปแบบตะวันตก ขาวบริสุทธิ์ทั้งหลัง หน้าประตูตึก กลับติดตั้งประตูที่สามารถพบเจอตามวัดจีนทั่วไป บนแผ่นป้ายสีน้ำเงินที่วางขวางอยู่กึ่งกลาง สลักอักษรใหญ่สี่ตัวว่าโรงแรมเหอผิง

ภายในตำบลที่เปล่าเปลี่ยวเช่นนี้ สามารถพบพานโรงแรมที่อลังการเช่นนี้ นับว่าทำให้เหล่านักศึกษาดีใจจนออกนอกหน้า ผู้ใดยังมีเวลาสนใจรูปแบบของโรงแรมที่กึ่งตะวันตกและตะวันออก ส่งเสียงโห่ร้องพลางกระโดดลงจากรถม้า ก้าวเดินเข้าไปในห้องโถงของโรงแรม พอสอบถามราคาจากผู้จัดการห้องโถง ก็ต้องคอตกกัน

เหลือเพียงห้องเดี่ยวกับห้องคู่แล้ว ห้องเดี่ยวสี่เหรียญต้าหยางต่อวัน ห้องคู่เตียงละหนึ่งเหรียญครึ่งต่อวัน ค่าเช่าโรงม้าตัวละห้าเจี่ยวต่อวัน อาหารเช้าเพิ่มอีกหนึ่งเหมา อาหารเที่ยงกับอาหารเย็นไปสั่งเองที่ห้องอาหารชั้นสอง ราคาทั่วไป!” ผู้จัดการห้องโถงที่ไว้หนวดเรียวเล็กไม่เงยหน้าขึ้นมอง แจ้งตัวเลขที่ทำให้ผู้คนปากอ้าตาค้างออกมาในครั้งเดียว

นี่นี่แพงเกินไปกระมัง!”

เถ้าแก่ คุณโก่งราคาหรือเปล่า!”

เหล่านักศึกษาที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ก็ล้วนตื่นตะลึงไปกับราคาของโรงแรมเหอผิง ช่วงเวลานี้ต่อให้อยู่ในเมืองใหญ่ของซานตง หนึ่งเหรียญต้าหยางก็สามารถซื้อเนื้อหมูห้าชั่ง ข้าวสารยี่สิบชั่ง หรือผ้าฝ้ายแปดเชียะ พักในโรงแรมเหอผิงหนึ่งคืน ถึงกับต้องจ่ายถึงหนึ่งเหรียญครึ่ง อีกทั้งยังไม่รวมค่าอาหารสามมื้อ

แพง? แพงก็ไปหาโรงรถข้างนอกค้างแรม! ขอเพียงพวกคุณยังสามารถหาเจอ!” เถ้าแก่หนวดเรียวเล็กวางมาดไม่ง้อลูกค้า ปากกล่าวว่าพวกคุณพูดถูกแล้ว ฉันกำลังโก่งราคา หนึ่งเหรียญครึ่งเป็นราคาเข้าพักของวันนี้ รอถึงเที่ยงวันพรุ่งนี้ค่อยมา ราคายังต้องสูงขึ้นไปอีก!”

คุณ คุณกำลังขูดรีดเงินทองในยามที่บ้านเมืองมีภัย!” เถียนชิงอวี่เพลิงโทสะลุกโหม มือตบโต๊ะ ใคร่ถกเถียงกับเถ้าแก่ หัวหน้าโจวเจวียเห็นเหตุการณ์ รีบยื่นมือไปห้ามปรามเขา จากนั้นต่อรองกับเถ้าแก่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่าเถ้าแก่ คุณเห็นพวกเรามาตั้งหลายคน พอจะลดราคาได้หรือไม่ พวกเราเดินทางมาจากทางใต้ เตรียมไปเข้าร่วมกองทัพของซ่งจู่สี (ประธานซ่ง) ที่เป่ยผิง ปกป้องบ้านเมือง!”

ลดราคา?” เถ้าแก่หัวเราะพลางส่ายศีรษะ เมินเฉยต่อคำพูดท่อนหลังของโจวเจวียมองจากลักษณะของคุณก็เป็นคนมีฐานะ ถึงกับกล้ากล่าวคำพูดแบบนี้ออกมา?! คุณลองออกไปสืบหาข่าวคราวดู โรงแรมของพวกเราแห่งนี้ เมื่อก่อนแม้แต่เฉาต้าจ้งถ่ง (ประธานาธิบดีเฉา) ต้วนจ้งหลี่ (นายกต้วน) ล้วนเข้าพักมาแล้ว ยินดีปล่อยว่าง ก็ไม่สามารถลดค่าห้องของตนเอง ตกลงพวกคุณพักหรือไม่ ไม่พักก็หลีกไป ฉันยังต้องต้อนรับแขกคนอื่น คนต่อไป…”

ห้องคู่ห้าห้อง ห้องเดี่ยวหนึ่งห้อง! ขอจองไว้สองวัน!” ชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมใส่ชุดจงซานเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ขานรับเสียงดัง

เป็นคุณนี่เอง เกิดอะไรขึ้น เดินวนรอบหนึ่งกลับมาแล้ว?!” เถ้าแก่ใช้สายตาชำเลืองมอง เค้นถามด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม

ฮ่าๆ ฮ่าๆ!” ชายชุดจงซานฝืนระงับความโกรธหัวเราะออกมา หยิบกระเป๋าเงิน ล้วงธนบัตรของธนาคารจงยางออกมาหนึ่งพับ

ไม่เอาซุนจงซาน ขอเป็นหยวนต้าโถว (เชิงอรรถ – )!” เถ้าแก่ดันมือของชายชุดจงซานออกห่าง เน้นย้ำด้วยท่าทีรำคาญ

อันนี้ คือว่า…” ชายชุดจงซานเดือดดาลจนใบหน้าแดงก่ำ พยายามต่อรองกับอีกฝ่ายอย่างนอบน้อมพวกเราเดินทางเร่งรีบ ไม่ได้พกพาเหรียญต้าหยางมากขนาดนั้น ลองดูนี่ก่อน พวกเราเพิ่มเงินอีกได้หรือไม่?!”

ไม่ได้ ไม่ได้ ประเดี๋ยวต้องสู้รบแล้ว ใครจะทราบว่าปีหน้าซุนจงซานจะเป็นเช่นไร?! ไม่มีหยวนต้าโถวก็หลีกไป ฉันกำลังยุ่ง?!” เถ้าแก่ไม่อยากเสียเวลาสนทนากับชายชุดจงซาน กล่าวด้วยน้ำเสียงรำคาญอยู่บ้าง

ผม…” ชายชุดจงซานถือกระเป๋าเงิน รอบดูรอบข้าง ทันใดนั้นปะทะกับสายตาของโจวเจวีย บนใบหน้าอันซีดขาวแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นยินดี

โจวสือโถว (ก้อนหินแซ่โจว) ใช่คุณหรือไม่? ทำไมคุณจึงอยู่ที่นี่!”

ซิ่วไฉ (บัณฑิต) เป็นนาย?! มิน่าเมื่อครู่ฉันรู้สึกคุ้นตา! ทำไมนายจึงอยู่ที่นี่?!” หัวหน้าโจวเจวียก็มีอาการตื่นเต้นดีใจ ถลึงตากลมโต ถามไถ่อย่างยิ้มแย้ม

เรื่องมันยาว!” ชายชุดจงซานที่ถูกเรียกว่าซิ่วไฉส่ายหน้า ท่าทางทุกข์ใจไว้คุยกันทีหลัง นายมีเหรียญต้าหยางหรือไม่ ฉันขอแลกเพื่อแก้ขัดก่อน!”

เหรียญต้าหยาง ยังพอมีอยู่บ้าง!” เมื่อโจวเจวียได้ฟังคำสนทนาของเถ้าแก่กับชายชุดจงซานแล้ว พยักหน้า ตอบกลับอย่างยิ้มแย้มว่าแต่ว่าไม่ขอแลกกับนาย ถือว่าฉันให้นายยืมก็แล้วกัน

กล่าวจบ เขาหันหน้ากลับมา กล่าวต่อฟางกั๋วเฉียงว่าต้าฟาง เขาก็คือเผิงเสวียเหวินนักศึกษาดีเด่นของเป่ยต้า(มหาวิทยาลัยปักกิ่ง) ที่ฉันเคยเอ่ยให้พวกคุณฟัง เผิงซิ่วไฉ เพื่อนนักเรียนสมัยมัธยมของฉัน เขาคือฟางกั๋วเฉียง เพื่อนร่วมห้องในมหาวิทยาลัยของฉัน

ยินดีที่ได้รู้จัก!” เผิงเสวียเหวินที่สวมชุดจงซานก้าวเข้าไปครึ่งก้าว ยื่นมือไปให้ฟางกั๋วเฉียง

ฟางกั๋วเฉียงรู้สึกไม่ประทับใจต่อคนผู้นี้ที่จู่ๆ ปรากฏตัวมาแย่งห้องพัก จากนั้นเสียมารยาทขอยืมเงินจากโจวเจวีย ยื่นมือไปจับมืออีกฝ่ายอย่างเสียไม่ได้ จากนั้นรีบคลายมือออก

ยินดีที่ได้รู้จัก! สองวันก่อนโจวเจวียยังพูดกับฉันว่า ต้องการส่งสัมภาระของพวกเราไปที่ห้องพักของคุณ โชคดีที่พวกเราไม่ได้เลือกทำแบบนั้น!”

คำพูดนี้กล่าวอย่างมีนัยแฝง ทำให้เผิงเสวียเหวินฟังแล้วรู้สึกไม่พอใจ แต่ว่าตอนนี้เขามีเรื่องรบกวนผู้อื่น ดังนั้นจึงไม่ควรแสดงอารมณ์ออกมา ในขณะที่กำลังกลัดกลุ้มใจ เพียงเห็นโจวเจวียใช้มือตบไหล่ของฟางกั๋วเฉียง หัวเราะฮาๆ กล่าวว่าต้าฟาง แกไปเอาเงินที่หันชิวมาให้เขาก่อนสี่สิบต้าหยาง ประเดี๋ยวฉันค่อยเอาจากในสัมภาระมาคืนให้แก นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน ควักกระเป๋าตัวเอง ไม่เกี่ยวกับเงินส่วนกลาง!”

อ้อ!” ฟางกั๋วเฉียงแม้ไม่ยินยอมเพียงใด แต่โจวเจวียกล่าวชัดเจนว่าไม่ใช้เงินส่วนกลางที่พวกพ้องรับบริจาคมาได้ เขาจึงไม่เหมาะที่จะก้าวก่ายอีก ยักไหล่แล้วหันหลังเดินไปหาหันชิว

โจวเจวียกริ่งเกรงเรื่องที่พักมีปัญหาอีก รีบหันไปกล่าวกับเถ้าแก่ว่าพวกผมก็ขอจองห้องคู่ห้าห้อง ห้องเดียวเดี๋ยวก่อน ซิ่วไฉ เมื่อสักครู่พวกคุณจองห้องเดี่ยวไว้หนึ่งห้อง?!”

ครึ่งประโยคหลังเป็นการกล่าวกับเผิงเสวียเหวิน คนผู้นี้คาดเดาได้ถึงความหมายของโจวเจวีย ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่าพวกเรามากันห้าหญิงหกชาย…”

โจวเจวียหยุดชะงัก หันหน้าไปกล่าวกับเถ้าแก่อีกครั้งว่าอย่างนั้นก็ห้องคู่ห้าห้อง เสริมเตียงอีกหนึ่งตัว ล้วนจองไว้หนึ่งคืน! ประเดี๋ยวเอาเงินค่ามัดจำมาให้เถ้าแก่!”

ต้องเลือกห้องเดี่ยว หรือไม่ก็ห้องคู่ ยังมีกฎของโรงแรม ไม่มีการเสริมเตียง!” เถ้าแก่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา

อย่างนั้นก็ห้องคู่ห้าห้อง ห้องเดี่ยวหนึ่งห้องก็แล้วกัน ห้องพักพอหรือไม่? คราวนี้พวกเราพร้อมจ่ายด้วยเหรียญต้าหยางโจวเจวียจนปัญญา ได้แต่คล้อยตามเถ้าแก่โรงแรม

วันนี้มีแน่นอน แต่หากพรุ่งนี้ไม่จองล่วงหน้า คงพูดยากหน่อย เมื่อถึงเวลา ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนคุณ!” เถ้าแก่ยักไหล่ กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

เผชิญหน้ากับคนหน้าเลือดเช่นเถ้าแก่โรงแรม โจวเจวียไม่ต้องการถือสาหาความ เขาถือปากกาเขียนชื่อตนเองลงในช่องของลูกค้า จากนั้นหันหลังไปจัดเตรียมให้พวกพ้องเข้าพัก เดินไปหลายก้าว ทันใดนั้นนึกขึ้นได้ว่าในขบวนยังมีคนขับรถม้าสามคน จึงหันไปกล่าวกับเถ้าแก่อีกครั้งว่าไม่เอาห้องเดี่ยวแล้ว รบกวนช่วยเปลี่ยนเป็นห้องคู่เจ็ดห้อง พวกเรายังมีคนขับรถม้าอีกสามคน นอกจากนั้น ในโรงม้าก็ช่วยจัดที่สำหรับม้าหกตัว เลี้ยงด้วยอาหารม้าชั้นดี!”

นายบ้าหรือเปล่า ให้คนขับรถม้าพักห้องพักที่แพงขนาดนี้ ซึ่งพวกเขาอยู่ที่ไหนก็ค้างแรมได้ทั้งนั้น! ”ไม่รอให้เถ้าแก่กล่าวตอบ เผิงเสวียเหวินชิงกล่าวห้ามปรามก่อน จากนั้นรีบกล่าวต่อเถ้าแก่ว่าเถ้าแก่ มีห้องพักสำหรับผู้ติดตามหรือไม่? โรงแรมของพวกคุณใหญ่โตเช่นนี้ คงไม่มีทางไม่แบ่งแยกฐานะ ปล่อยให้เจ้านายกับผู้ติดตามพักอยู่ด้วยกันกระมัง?!”

ในลานบ้านด้านหลังของตึกมีห้องพักธรรมดา แปดคนหนึ่งห้อง เตียงนอนละห้าเจี่ยว สามารถเสริมเตียงได้ ไม่รวมมื้ออาหาร!” เถ้าแก่กล่าวลากเสียง ตอบอย่างไม่พึงพอใจ

คุณไม่ต้องยุ่ง เถ้าแก่ ช่วยจัดเตรียมห้องคู่เจ็ดห้อง!” โจวเจวียสีหน้าแปรเปลี่ยน กล่าวย้ำเสียงดัง

เอาเถอะ นายมีเงิน ฉันไม่ขอยุ่งวุ่นวายแล้วความหวังดีของเผิงเสวียเหวินถูกผู้อื่นปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ใบหน้าแดงก่ำ   โจวเจวียไม่สนใจเขา ยืนกรานขอให้เถ้าแก่จัดห้องพักที่มีระดับเดียวกันให้แก่คนขับรถม้า คนขับรถม้าสามคนกำลังช่วยนักศึกษายกสัมภาระ ได้ยินคำสนทนาของโจวเจวียกับเผิงเสวียเหวินสองคนเข้าพอดี ต่างมองหน้ากันและกัน กุมมือโจวเจวียพวกเราสามคน มีที่ให้เอนหลังก็พอ! โจวเส้าแหย (คุณชายโจว) ไม่ต้องจองห้องพักราคาแพงให้พวกเรา

ทำแบบนั้นได้อย่างไร พวกเราตกลงไว้ว่าจะดูแลเรื่องที่พักและอาหารการกิน!” โจวเจวียยิ้มตอบคนทั้งสาม กุมมือคืนตามธรรมเนียมมิหนำซ้ำตลอดทางที่ผ่านมา ยังต้องขอบคุณพวกคุณทั้งสามคน!”

ขอบคุณอะไร พวกเราทำงานแลกค่าจ้าง นี่เป็นกฏของอาชีพพวกเรา!” เจ้าของรถม้าที่มีอายุมากที่สุดกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไม่ต้องเกรงใจ ห้องพักราคาแพงบนตึก พวกเราสามคนไม่อาจเงื้อม หากว่าท่านมีใจ ก็นำเงินค่าห้องพักที่ประหยัดมาได้มอบให้พวกเราโดยตรงก็พอ ประเดี๋ยวจะเกิดสงครามแล้ว พวกเราก็ต้องเก็บเงินไว้ใช้ยามจำเป็น!”

คำกล่าวเช่นนี้ ทั้งรับน้ำใจจากโจวเจวีย และเอื้อประโยชน์ต่อครอบครัวตนเอง นับว่าจบลงแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น  เห็นเจ้าของรถม้ายืนกรานไม่พักร่วมกับตนเอง โจวเจวียก็ทำได้เพียงแย้มยิ้มพลางตอบว่าก็ได้ รอไปถึงเป่ยผิง ฉันค่อยให้ค่าจ้างเพิ่มให้พวกคุณคนละสามเหรียญต้าหยาง

ขอบคุณมาก เส้าแหย!” คนขับรถม้าสามคนกล่าวด้วยความดีใจ จากนั้นค้อนขวับใส่เผิงเสวียเหวินแวบหนึ่ง วางสัมภาระลงแล้วเดินจากไป

เมื่อเหตุการณ์จองห้องพักผ่านพ้นไป สมาชิกชมรมเสี่ยฮวาที่เดิมทีรออยู่ข้างนอกก็ล้วนถือสัมภาระที่พกติดตัวเดินเข้ามา ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์โรงแรมรอคอยเถ้าแก่จัดเตรียมห้องพัก เผิงเสวียเหวินเดินออกไปนอกประตู เรียกพวกพ้องของตนเองเข้ามา จูงมือคนผู้หนึ่ง สาวเท้าเดินกลับมาที่ข้างกายโจวเจวียสือโถว คุณดูว่านี่เป็นใคร?!”

โจวเจวียที่กำลังรับเงินจากพวกฟางกั๋วเฉียงตกตะลึงอีกครั้ง จากนั้นสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจเวยเวย เธอก็อยู่ด้วยหรือ?! ฮ่าๆ ไม่เจอกันหลายปี เธอถึงกับตัวสูงขนาดนี้แล้ว!”

พี่สือโถว นึกไม่ถึงว่าจะเป็นพี่จริงๆ ฉันยังหลงคิดว่าพี่ฉันหลอกให้ฉันดีใจ!” เด็กสาวที่ถูกเรียกว่าเวยเวย ดวงตากลมโต ขนคิ้วเรียวยาว ริมฝีปากแดงสดอวบอิ่มฉันก็ไม่เจอคุณมานานหลายปีแล้ว ปีนั้นคุณกับพี่ฉันพาฉันไปจับนกที่นอกเมือง ถูกหมาจรจัดไล่กัด พี่ฉันวิ่งหนีไปแล้ว พี่อ้าแขนปกป้องฉันเอาไว้ ตอนนี้รำลึกขึ้นมา คล้ายกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน!”

ใช่ คล้ายเพิ่งผ่านไปพริบตาเดียว เวยเวยของฉันก็โตเป็นสาวแล้ว!” โจวเจวียคล้ายกับพี่ชายแท้ๆ ตบกระทบผมเผ้าของเผิงเวยเวยอย่างรักใคร่เอ็นดูทำไมเธอจึงอยู่กับพี่ชายเธอ? ท่านพ่อท่านแม่เธอล่ะ พวกท่านทั้งสองสบายดีหรือไม่?!”

ขอบคุณพี่สือโถว ท่านพ่อกับท่านแม่ของฉันสบายดี หลายวันก่อนพวกท่านยังกล่าวชมคุณอยู่เลย!” ดวงตาของเผิงเวยเวยกะพริบเป็นจังหวะ หน้าตาคล้ายกับตุ๊กตาในภาพยนต์ คำพูดคำจาก็คล้ายคลึง

ฉันปิดเทอมแล้วไม่มีสถานที่เที่ยว จึงไปเป่ยผิงหาพี่ชายฉัน คาดไม่ถึงว่าทางนั้นกำลังจะเกิดสงครามแล้ว จากนั้นพี่ชายฉันกับเพื่อนนักเรียนของเขา บอกว่าจะส่งฉันกลับบ้าน ฉันไม่ยอม พวกเขาก็บอกว่าจะพาฉันไปหนานจิงด้วย สุดท้ายรถไฟหยุดวิ่งอย่างกะทันหัน รถยนต์ก็ขับไปไม่ได้…”

คำพูดไม่กี่ประโยค เธอก็บอกเล่าเรื่องราวของเผิงเสวียเหวินออกมาจนสิ้น ทำให้พี่ชายตนเองแม้แต่ส่งสายตาห้ามปรามล้วนไม่ทันการเสียแล้ว โจวเจวียฟังแล้วรู้สึกแปลกใจ ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันมองไปทางเผิงเสวียเหวิน เห็นผู้พี่ไร้ท่าทีอธิบาย จึงหัวเราะพลางถามต่อไปว่าอย่างนั้นเธอยังไม่ได้รับประทานอาหารกระมัง  อีกสักครู่ มาร่วมรับประทานอาหารกับพวกเราเถอะ! ฉันซื้อโหยวเสวียนเอ๋อร์(เชิงอรรถ-)จากเมืองใหญ่ ประเดี๋ยวจะหยิบมาให้เธอ!”

เยี่ยมไปเลย เยี่ยมไปเลย ฉันไม่ได้รับประทานโหยวเสวียนเอ๋อร์มานานหลายปีแล้ว!” เผิงเวยเวยหิวจนดวงตาหมองคล้ำก่อนแล้ว พอได้ยินมีสิ่งของที่น่ารับประทาน ตบมือหัวเราะทันที

เวยเวย เธออายุเท่าไรแล้ว? หัดรู้จักอายคนบ้าง!” เผิงเสวียเหวินถูกน้องสาวตนเองปั่นหัวจนหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เดินเข้าไปดึงชายเสื้อของอีกฝ่ายเบาๆ

พี่สือโถวไม่ใช่คนนอก!” เผิงเวยเวยหันศีรษะ ค้อนขวับใส่เขา

เผิงเสวียเหวินอับจนปัญญาต่อน้องสาวแสนซนผู้นี้มาตั้งแต่เล็ก เป่าปากถอนหายใจ จากนั้นกล่าวต่อโจวเจวียว่าพวกนายก็ยังไม่รับประทานอาหารกระมัง อย่างนั้นพวกเราไปรับประทานด้วยกันเถอะ มือนี้ ฉันเลี้ยงเอง!”

ได้สิ ว่าแต่นายมีเงินหรือเปล่า? ตอนนี้ผู้อื่นรับเพียงเหรียญต้าหยาง!” โจวเจวียกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ ความขุ่นข้องหมองใจที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ล้วนหายเป็นปลิดทิ้ง

ไม่มีก็ขอยืมจากเศรษฐีโจว!” เผิงเสวียเหวินแสร้งทำท่าทางคล้ายหมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก สีหน้าทะเล้นถึงอย่างไรฉันมีใบธนบัตรสาธารณรัฐจีน พวกเขาไม่ยอมรับ ฉันก็แลกกับนาย หากว่านายก็ไม่ยอมให้แลก พรุ่งนี้ฉันจะออกไปหาโรงจำนำ แลกกับพวกเขาในอัตราที่น้อยกว่า! ฉันไม่เชื่อว่า ในเขตพื้นที่ของสาธารณรัฐจีนแห่งนี้ ธนบัตรที่ออกโดยรัฐบาลยังจะถูกมองเป็นเศษกระดาษแล้ว!”

เงินตราที่ออกโดยรัฐบาล ย่อมไม่มีคนกล้าเห็นมันเป็นเศษกระดาษ ทว่านับตั้งแต่วันที่ประกาศใช้ธนบัตรของสาธารณรัฐจีน ค่าเงินก็ขึ้นลงไม่หยุดนิ่งมาตลอด รัฐบาลจงยางนอกจากออกมาตรฐาน สั่งให้หน่วยงานของรัฐห้ามใช้เหรียญต้าหยางและเหรียญอีแปะซึ่งเป็นเงินตราชนิดเก่าแล้ว ก็ปราศจากวิธีแก้ไขปัญหา ส่วนประชาชนทั่วไปเนื่องเพราะไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลจงยาง  และไม่ยินดีนำเงินตราเก่าในมือ ไปแลกเป็นกระดาษธนบัตรหลากสีสันกองหนึ่ง

มองเห็นท่าทีหน้าด้านของเผิงเสวียเหวิน โจวเจวียก็คาดเดาได้ว่าเขาถูกบีบจนอับจนหนทางแล้ว หัวเราะพลางพยักหน้ารับปากช่างเถอะ ฉันจะแลกกับนายเอง! ถือเสียว่าชาติที่แล้วฉันติดค้างนาย! แต่ว่าไม่สามารถแลกเปลี่ยนมากเกินไป!”

เขากลับไม่รู้สึกว่าธนบัตรสาธารณรัฐจีนเลวร้ายอันใด การเดินทางครั้งนี้คือนำทีมไปสมัครกองทัพนักศึกษา หลังจากก้าวสู่สนามรบ ก็เท่ากับฝากชีวิตไว้กับสวรรค์ เงินทองที่พกติดตัวเหล่านั้น ชาตินี้มีโอกาสได้ใช้จ่ายหรือไม่ก็ยังไม่แน่นอน! มิหนำซ้ำธนบัตรแม้ไม่เป็นที่ต้องการในหมู่ชาวบ้าน แต่หน่วยงานรัฐบาลกับกองทัพย่อมไม่ปฏิเสธ ในกระเป๋าเงินพกพาธนบัตรหนึ่งพับ ไว้สำหรับใช้จ่ายยามจำเป็น นับว่าสะดวกกว่าการพกพาเหรียญต้าหยางที่หนักอึ้ง!

ไม่เป็นไร แลกเท่าที่แลกได้!” เผิงเสวียเหวินยื่นแขนไปโอบไหล่โจวเจวีย พาเขาไปหาพวกพ้องตนเองด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมา มา พวกเราล้วนเข้ามาพบปะผู้มีพระคุณท่านนี้! หากไม่เพราะเขา คืนนี้พวกเราคงต้องนอนข้างถนนแล้ว! โจวเจวีย ชาวเมืองก้วนเสี้ยน (อำเภอหนึ่งในเมืองเฉิงตูมณฑลเสฉวน) ฉายาโจวป้านเฉิง (โจวครึ่งเมือง) …”

ขอบคุณพี่โจว!” พวกนักศึกษาที่มาจากเป่ยผิงเดินขึ้นหน้า กล่าวทักทายโจวเจวียพร้อมกัน โจวเจวียรีบกุมมือพวกเขา ในขณะเดียวกันก็แนะนำพวกพ้องของตนเองให้อีกฝ่ายรู้จักพวกเขาล้วนเป็นเพื่อนนักเรียนและรุ่นน้องฉันที่ซานต้า (มหาวิทยาลัยซานตง) ฟางกั๋วเฉียง ลู่หมิง เถียนชิงอวี่ หลิ่วจิง หันชิว จางเสี้ยวรุ่ย หลี่ตี๋…” ยามแนะนำถึงจางซงหลิง เขาหยุดชะงักเล็กน้อย หัวเราะพลางกล่าวต่อไปว่าเขาชื่อจางซงหลิง นักเรียนดีเด่นที่จบการศึกษาจากกั๋วลี่อีจงของซานตงในปีนี้ สี่วิชาสอบได้อับดับหนึ่งของชั้นปี กำลังคิดจะไปสมัครสอบเป่ยต้าของพวกคุณ!”

จริงหรือ?!” เมื่อสักครู่พวกนักศึกษาเป่ยผิงอับอายขายหน้าเนื่องเพราะไม่มีเหรียญต้าหยางเพื่อจ่ายค่าที่พัก ตอนนี้ล้วนเชิดหน้าชูคอได้แล้ว สายตาหันมองไปที่จางซงหลิงพร้อมกัน สอบถามด้วยความประหลาดใจ

อาจารย์ของฉันแนะนำให้ฉันไปสมัครสอบเป่ยต้า เพียงแต่เพียงแต่ไม่ทราบจะสอบติดหรือไม่!” จางซงหลิงถูกผู้คนจ้องมองจนทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าแดงก่ำ ตอบตะกุกตะกัก

ย่อมสอบติดอย่างแน่นอน อันดับหนึ่งในชั้นปีของกั๋วลี้อีจง มันทำได้ง่ายๆ หรือ?” เผิงเสวียเหวินเข้าใจถึงอาการของจางซงหลิงในขณะนี้เป็นอย่างดี หัวเราะพลางเดินเข้ามาตบไหล่เขาพวกเราเชื่อมั่นในตัวคุณ! และยินดีต้อนรับคุณ! เวยเวย อีกสักครู่เอาหัวข้อข้อสอบของหลายปีก่อนที่ฉันรวบรวมให้เธอออกมา คัดลอกให้สหายเสี่ยวจางหนึ่งฉบับ! เพื่อให้เขาได้มีเวลาเตรียมความพร้อม!”

เอ๊ะ!” พอได้ยินพี่ชายบอกว่าจะเอาสิ่งของของตนเองให้คนแปลกหน้า เผิงเวยเวยตอบอย่างไม่ยินยอม จากนั้นหันหน้ามา มองเห็นใบหน้าแดงระเรื่อของจางซงหลิง ก็รู้สึกว่าคนผู้นี้น่าสนใจ ยิ้มพลางกล่าวว่าอีกสักครู่พอเข้าพักแล้ว คุณมาหาฉันที่ห้อง ฉันชื่อเผิงเวยเวย นักเรียนจากโรงเรียนมัธยมหญิงหันตัน จบการศึกษาปีนี้ ดีใจที่ได้รู้จักคุณ!”

ฉันชื่อจางซงหลิง บ้านอยู่ซานตง จบการศึกษาจากกั๋วลี้อีจงในมณฑลซานตง ดีดีใจ…” มองเห็นอีกฝ่ายยื่นมือออกมา จางซงหลิงลำบากใจจนสีหน้าแดงก่ำยิ่งขึ้น สองมือเดิมทีซ่อนอยู่ด้านหลัง แต่กริ่งเกรงทำให้พวกพ้องขายหน้า จึงตัดสินใจยื่นมือไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว คว้านิ้วมือของอีกฝ่ายเอาไว้

อ่อนนุ่ม อ่อนนุ่มยิ่ง ซึ่งคล้ายกับเด็กทารกที่เพิ่งครบหนึ่งเดือนของเพื่อนบ้าน อบอุ่นอ่อนโยน ทั้งยังแฝงมาด้วยความรู้สึกหลงไหลเบาบาง

ฮิๆ…” ท่าทางของจางซงหลิงล้วนปรากฏอยู่ในสายตา เผิงเวยเวยอดไม่ได้ที่จะเม้มปากหัวเราะ

ชั่วขณะนั้น ราวกับดวงอาทิตย์นับพันนับหมื่นระเบิดตรงหน้าจางซงหลิง  สรรพสิ่งประดามีล้วนสูญเสียสีสัน

กระทั่งเริ่มรับประทานอาหารเย็น จางซงหลิงยังตกอยู่ในอาการงกๆ เงิ่นๆ เผิงเวยเวยที่มีนิสัยร่าเริงสนทนากับเขามากมาย แต่ว่าเนื้อหาทั้งหมด เขากลับจำไม่ได้แม้แต่น้อย เพียงจำได้ว่าเวลาส่วนใหญ่ในการสนทนานั้น ล้วนเป็นเผิงเวยเวยเป็นคนถาม ตนเองเป็นคนตอบ เริ่มตั้งแต่ปฐมถึงมัธยมเลื่อนชั้นก้าวกระโดดอย่างไร รวมทั้งชวนศิษย์คนเล็กของร้านช่างตีเหล็กไปขโมยไข่นกแล้วถูกงูกัด ไปเรียนเขียนอักษรกับเฉินเซียนเซิงที่ร้านเขียนพู่กันจีนแล้วไม่ตั้งใจเรียน ถูกเฉินเซียนเซิงลงโทษด้วยการตีฝ่ามือ เหตุการณ์ต่างๆ นานา ไม่ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีหรือเป็นเรื่องที่น่าอับอาย ล้วนบอกเล่าออกมาอย่างไม่ปิดบัง

ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของเด็กหนุ่มผู้นี้ ในช่วงเวลายุคนั้น ประเพณีนิยมของประชาชนในมณฑลซานตงไม่อาจสู้ผู้คนในเขตพื้นที่เซี่ยงไฮ้และเป่ยผิง ยามจางซงหลิงเข้าเรียนระดับปฐมศึกษา ก็ไม่เคยพบเห็นนักเรียนหญิงมาก่อน เมื่อไปเรียนต่อระดับมัธยมที่เมืองใหญ่ ในห้องค่อยมีนักเรียนหญิงใส่กระโปรงน้ำเงินและสวมรองเท้าผ้าสามคน หลังจากนั้นหนึ่งในนั้นที่เพิ่งเรียนจบมัธยมปลายปีที่หนึ่ง ก็รับคำสั่งของบิดามารดาไปแต่งงานมีครองครัว อีกสองคนที่เหลือ กระทั่งจบการศึกษา คำพูดที่จางซงหลิงเคยสนทนากับพวกเธอรวมกันแล้วไม่ถึงหนึ่งร้อยประโยค ซึ่งมีแปดส่วนขึ้นไปเป็นประโยคประเภทนักเรียนเว่ยถิงถิง การบ้านของเธอจะส่งได้เมื่อไร!” “นักเรียนจ้าวเสี่ยวลี่ หลังเลิกเรียนคุณครูให้เธอไปพบที่ห้องพักครู!”

ไร้สาระสิ้นดี และไม่คู่ควรให้จดจำ

จู่ๆ พบเจอคนประหลาดอย่างเผิงเวยเวย แทบจะแตกต่างจากนักเรียนหญิงในวัยเดียวกันที่เขาเคยรู้จักมาทั้งหมด จะให้เขาไม่รู้สึกแปลกใหม่น่าสนใจได้อย่างไร?!

สำหรับเผิงเวยเวยเด็กสาวที่เติบโตมาในเมืองใหญ่ตั้งแต่เล็ก จางซงหลิงที่ใสซื่อและพูดไม่เก่ง ไหนเลยไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ชนิดหนึ่ง?! เขาแตกต่างจากพี่ชายตนเองที่สุขุมรอบคอบและมากประสบการณ์ ไม่ว่าทำสิ่งใดล้วนต้องคำนวณในใจครู่หนึ่งเกี่ยวกับประโยชน์และโทษ และไม่คล้ายกับนักศึกษาเป่ยผิงคนอื่นๆ ที่ร่วมเดินทางมา แต่ละคนมักจะชอบคุยโวโอ้อวด ดวงตาอยู่เหนือศีรษะ เด็กหนุ่มผู้นี้อายุใกล้เคียงกับเธอ ดวงตาใสสะอาดเฉกเช่นลำธารน้อยสายหนึ่ง เธอมองแวบเดียวก็สามารถมองเห็นก้อนหินและปลาน้อยที่อยู่ในน้ำ ใบหน้าก็สะอาดสะอ้านคล้ายกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง ปราศจากกลิ่นอายด้านลบ จริงใจไร้เล่ห์เหลี่ยม ทั้งยังเปล่งประกายความสดใสอ่อนโยน

ต่อให้เป็นการผูกสัมพันธ์ด้วยตนเอง จางซงหลิงก็ผูกสัมพันธ์ได้อย่างแปลกใหม่ หากว่าการกระทำของเขาในตอนนี้สามารถถือเป็นการผูกสัมพันธ์ต่อเด็กสาว เด็กหนุ่มอื่นๆ รวมทั้งพวกพ้องในมหาวิทยาลัยของเผิงเสวียเหวิน เมื่ออยู่ต่อหน้าเผิงเวยเวย ล้วนแสดงออกอย่างไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ส่วนใหญ่จะหยิบยกประสบการณ์อันยิ่งใหญ่และโดดเด่นของตนเองออกมาบอกเล่า และมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างเป่ยต้า สุ่มเลือกนักศึกษาชายออกมาสักคน เกรงว่าล้วนเหนือกว่านักศึกษาในบ้านเกิดของเขา ซึ่งเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่และน่าภูมิใจของแต่ละคนนั้น ก็ล้วนคล้ายคลึงกัน เพียงมีจางซงหลิง บางทีอาจยังไม่ทราบวิธีการวางตัวต่อหน้าผู้หญิง สิ่งที่บอกส่วนใหญ่เล่าถึงกับเป็นเรื่องราวทั่วไปไร้ซึ่งความสะดุดตา รวมทั้งเรื่องราวที่เขาเคยอับอายขายหน้าอย่างไร

หนุ่มสาวสองคนแบ่งปันความสุขของกันและกันเช่นนี้ ย่อมไม่อาจหนีรอดสายตาของผู้ร่วมทาง ประเดี๋ยวเดียว เผิงเสวียเหวินก็ค้นพบความผิดปกติของเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างกายน้องสาวตนเอง ขมวดหัวคิ้วเล็กน้อย กล่าวเสียงดังว่าสหายเสี่ยวจาง เมื่อสักครู่ฉันฟังสือโถวบอกว่าด้านคณิตศาสตร์ของคุณยอดเยี่ยมมาก ใช่หรือไม่?! ฉันรู้จักศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง แซ่เซิน มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากว่าคุณมีจดหมายรับรองจากผู้อำนวยการของกั๋วลี่อีจง รอให้สถานการณ์สงบลง ฉันสามารถพาคุณไปพบเจอท่านล่วงหน้า!”

ฉัน อ้อ พี่เผิงถามฉันหรือ? ฉันเพียงแต่คำนวณในใจได้ค่อนข้างเร็วเท่านั้น ครอบครัวฉันเป็นพวกทำการค้า ฉันช่วยพี่ชายดูแลบัญชีตั้งแต่เด็ก!” แรกเริ่มจางซงหลิงยังไม่ได้ยิน จึงถูกลู่หมิงแอบใช้ขาถีบจากใต้โต๊ะ ค่อยได้สติกลับมา ย่อมตอบกลับไปอย่างไม่ตรงคำตอบ

พรวด!” เถียนชิงอวี่ไม่ทันกลืนน้ำชาลงคอ พ่นออกมาหมดปาก หันหน้าไปไอแค่กหลายเสียง สมาชิกอื่นๆ ของชมรมเสี่ยฮวาก็ฝืนสะกดกลั้นเสียงหัวเราะ มองดูจางซงหลิงที่มีสีหน้างงงวย ค่อยกล่าววาจาแทนเขาการคำนวณในใจของเขานับว่ายอดเยี่ยม ภายในเลขสี่หลัก ไม่ต้องใช้ลูกคิด ก็สามารถบอกผลลัพธ์ได้ทันที

จดหมายรับรองจากผู้อำนวยการของกั๋วลี่อีจง แม้ว่าแต่ละรุ่นเพียงมอบให้สิบฉบับ เขาเป็นถึงที่หนึ่งของชั้นปี ย่อมต้องได้รับจดหมายรับรอง!”

การเข้าสู่วงสังคมก็เป็นวิชาความรู้แขนงหนึ่ง! ตอนที่ฉันเรียนหนังสือ หวั่นเกรงการทำงานโดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของโลกภายนอกเป็นที่สุด!” ฟางกั๋วเฉียงก็ยังอุตส่าห์กล่าวชมจางซงหลิง แม้ว่าใช้ถ้อยคำงงๆ อยู่บ้าง

ต่อหน้าผู้คนของชมรมเสี่ยฮวา เผิงเสวียเหวินย่อมไม่กล้ากล่าวว่านี่ เจ้าทึ่ม รบกวนช่วยอยู่ห่างน้องสาวฉันไกลหน่อย!’ หากกล่าวเช่นนั้น ไม่เพียงต้องทำให้สหายเก่าโจวเจวียเสียหน้า เมื่ออยู่ต่อหน้าน้องสาวตนเอง ก็ไม่ได้รับผลดีอะไร แต่เขานับว่าไม่อาจทนเห็นท่าทีสนิทสนมของจางซงหลิงที่ราวกับไม่เคยพบเจอผู้หญิงมาก่อน เขาหัวเราะพลางกล่าวต่อไปว่ามีจดหมายรับรองก็ดี มีจดหมายรับรองก็ดี เป่ยต้าของพวกเรา สาขาคณิตศาสตร์สอบยากที่สุด การรับสมัครที่ผ่านมา ภายในยี่สิบคน อาจไม่ติดแม้สักคน ไม่คล้ายสาขาอื่นๆ ขอเพียงคุณไม่ย่ำแย่เกินไป ยังพอมีความหวัง!”

ฉัน ฉันยังไม่ได้คิดว่าจะสมัครสอบสาขาวิชาอะไร!” จางซงหลิงเดิมคิดสารภาพ ความจริงตนเองยังไม่ตัดสินใจว่าจะสมัครสอบมหาวิทยาลัยของเป่ยผิง หรือว่ามหาวิทยาลัยจงหยางของหนานจิง แต่มองเห็นนักศึกษาเป่ยผิงที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ล้วนกำลังตั้งใจรอฟัง จึงเปลี่ยนคำพูดด้วยความระมัดระวัง

เผิงเสวียเหวินเจ็บใจที่ฉีกหน้าจางซงหลิงไม่สำเร็จ จึงฝืนยิ้มกล่าวว่าอย่างนั้นคุณคงต้องศึกษาให้มากหน่อย หากเลือกสาขาวิชาที่ตนเองไม่ชอบ เรียนไปยากลำบากยังพอทน แต่ในอนาคตเมื่อจบการศึกษา ก็อาจจะไร้วิชาติดตัว ซึ่งเท่ากับเสียเวลาไปหลายปีโดยเปล่าประโยชน์!”

พี่ชาย พี่อย่าเอาแต่สั่งสอนผู้อื่นได้หรือไม่?!” ไม่รอให้จางซงหลิงปริปาก เผิงเวยเวยกล่าวแทรกขึ้นมาก่อนเขาติดตามพี่สือโถว มีหรือจะไร้ความคิด? ยังต้องให้พี่บ่นพึมพำอยู่ที่นี่ไม่จบไม่สิ้นหรือ?!”

ฉันฉันแค่เป็นห่วงเขาเท่านั้นเอง? เขาอายุยังน้อย รับฟังประสบการณ์จากผู้ที่เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน ก็ไม่เสียหาย!” เผิงเสวียเหวินขมวดคิ้ว พยายามอธิบาย

ต่างคนต่างมีทางเลือกของตนเอง ประสบการณ์เหล่านั้นของพี่ ใช่ว่าจะมีประโยชน์เสมอไป!” เผิงเวยเวยไม่รู้จักไว้หน้าพี่ชายตนเองมาแต่ไหนแต่ไร จึงกล่าวอย่างไร้ความเกรงใจ

เผิงเสวียเหวินเพียงแต่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของจางซงหลิง ออกไปจากน้องสาวตนเอง ส่วนเรื่องประสบการณ์มีประโยชน์หรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ในขอบเขตความสนใจของเขา เมื่อเห็นว่าเป้าหมายของตนเองบรรลุผลแล้ว จึงส่ายศีรษะ กล่าวยิ้มๆ ว่าก็ได้ ก็ได้ เธอบอกว่าไม่มีประโยชน์ก็ไม่มีประโยชน์ วันนี้พวกเราไม่พูดเรื่องพวกนี้ จะพูดเฉพาะเรื่องที่น่าสนใจเท่านั้น! มา พวกเรามาดื่มกันสักแก้ว ฉลองที่วันนี้พวกเราไม่ต้องนอนข้างถนน!”

ดื่ม!” นึกถึงความยากลำบากในการตามหาที่พัก เหล่านักศึกษาจากเหนือใต้ต่างชูแก้วขึ้นสูง

สุราที่ดื่มนั้นเป็นสุราขาวของท้องถิ่น รถชาติร้อนแรงยิ่ง หลังจากเข้าปากก็คล้ายเปลวเพลิงระลอกหนึ่ง แผดเผาตั้งแต่ลำคอจนถึงบริเวณช่องท้อง เพิ่งกระดกลงไปหนึ่งแก้ว ใบหน้าของจางซงหลิงแดงก่ำทันที มองดูพวกพ้องที่เหลือ แต่ละคนก็หน้าแดงไม่แพ้กัน กลับไม่มีใครกล้ายอมรับว่าตนเองคออ่อน ยกแก้วที่ดื่มหมดขึ้นมา ให้บริกรที่คอยดูแลอยู่ด้านข้างรินเต็มแก้วอีกครั้งหนึ่ง

พวกเราเรียนหนังสือกันคนละแห่ง วันนี้กลับสามารถพบปะสังสรรค์ ถือว่ามีวาสนาต่อกัน! ฉันขอเสนอ ให้พวกเราดื่มให้กับการพบปะในวันนี้อีกแก้วหนึ่ง!” เผิงเสวียเหวินชำนาญการคบค้าสมาคม เหตุผลชวนดื่มที่เสนอมานั้น ก็ทำให้ผู้คนอับจนปัญญาปฏิเสธ

เหล่านักศึกษาของชมรมเสี่ยฮวาที่ตั้งใจไปสมัครทหารที่เป่ยผิง เดิมได้เตรียมใจสละชีพเพื่อชาติ ดังนั้นกฏเกณฑ์ต่างๆที่ตนเองต้องปฏิบัติตามในชีวิตประจำวัน เช่นห้ามดื่มสุรา ก็ล้วนทิ้งไว้ด้านหลังแล้ว พอเห็นเผิงเสวียเหวินกับนักศึกษาเป่ยผิงยกแก้วสุราขึ้น ก็ดื่มสุราหมดแก้วในครั้งเดียวอย่างไม่ยอมน้อยหน้า

ฉันขอเสนอ…”

ดื่ม…”

เหตุผลของสุราแก้วที่สามคืออะไร จางซงหลิงนับว่าไม่ได้ยินแล้ว เพียงรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ขาทั้งสองอ่อนแรง ท้องไส้กำลังปั่นป่วน

หันชิวนั่งอยู่ใกล้เขา มองเห็นใบหน้าของเขาแดงก่ำ ก็ทราบว่าเขาอาจไม่เคยดื่มสุรามาก่อน ยื่นตะเกียบไปคีบหน่อไม้ให้เขาชิ้นหนึ่ง กล่าวอย่างห่วงใยว่านายอย่ากระดกสุราแบบนั้น รับประทานอาหารรองท้องก่อน อาหารของที่นี่แม้ราคาแพงไปบ้าง แต่ฝีมือของพ่อครัวถือว่าไม่เลว!”

ขอบขอบคุณพี่หันชิว!” จางซงหลิงรู้ตัวว่าเสียมารยาทไปแล้ว จึงตอบกลับอย่างแช่มช้า เริ่มมองหาอาหารที่ตนเองชมชอบจากบนโต๊ะ

เป็นดังที่หันชิวกล่าวไว้ไม่ผิด พ่อครัวของโรงแรมเหอผิง ฝีมือไม่เลว โดยเฉพาะสำหรับคนที่ประหยัดเรื่องอาหารการกินอย่างจางซงหลิงแล้ว อาหารที่ตั้งอยู่บนโต๊ะตอนนี้ ล้วนเรียกได้ว่าเป็นอาหารเลิศรส รับประทานไปหลายคำ ก็ทำให้เขาลืมเลือนอาการปั่นป่วนของท้องไส้ไปชั่วคราว ยื่นตะเกียบอีกหลายครั้ง แม้แต่เผิงเวยเวยที่อยู่ข้างกายก็เกือบลืมเลือนไป

เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มซื่อบื้อไม่ตีสนิทกับน้องสาวตนเองอีก เผิงเสวียเหวิยก็เลิกเพ่งเล็งจางซงหลิง ส่งเสียงหัวเราะพลางชวนพวกพ้องดื่มสุราอีกหลายแก้ว จากนั้นเริ่มสนทนาถึงเรื่องราวทั่วไปของเหนือใต้ออกตก

กลุ่มของโจวเจวีย ก็หัวเราะคล้อยตาม ประเดี๋ยวเดียว นักศึกษาสองกลุ่มก็สนิทสนมกัน ผลัดกันชนแก้ว ดื่มจนมืดฟ้ามัวดิน สนทนากันอยู่ดีๆ ก็เริ่มเอ่ยถึงราคาที่พักของโรงแรม อดไม่ได้ที่จะปริปากด่าทอ ต่อว่าเถ้าแก่โรงแรมฉวยโอกาสกอบโกยกำไรตอนที่บ้านเมืองมีภัย จากนั้นก็ลามไปถึงประตูและโครงสร้างอันแปลกประหลาดของโรงแรมเหอผิง ในรอยยิ้มแฝงด้วยความรู้สึกดูถูกดูแคลน

เอ่ยถึงสิ่งปลูกสร้างนี้ ยังมีเกร็ดประวัติที่ไม่ธรรมดา!” เผิงเสวียเหวินจงใจกล่าวเสียงเบา ทำท่าทางลึกลับ

เกร็ดประวัติอะไร?!” ผู้คนเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน โหมดื่มสุราไปอีกหลายแก้ว สมองเริ่มมึนงงสับสน ฟังเผิงเสวียเหวินกล่าวด้วยท่าทีลึกลับ จึงอดไม่ได้ที่จะเค้นถามด้วยเสียงเบา

พวกเรามาถึงก่อนพวกคุณครึ่งวัน ก่อนหน้านั้นก็เห็นว่าโรงแรมแห่งนี้ราคาแพง จึงออกไปเวียนหาหนึ่งรอบ จากนั้น ก็ได้ยินเกร็ดประวัตินี้มา!” เผิงเสวียเหวินโบกมือให้บริกรออกไป จากนั้นด้านหนึ่งเล่าไปด้วย ด้านหนึ่งขยับหมุนศีรษะโรงแรมแห่งนี้ เดิมไม่ใช่โรงแรม แต่เป็นคฤหาสน์ของขุนนางระดับสูงท่านหนึ่งที่สร้างไว้ในบ้านเกิดของตนเอง

คฤหาสน์?!” ทุกคนขมวดหัวคิ้ว สีหน้าไม่เชื่อทำไมคฤหาสน์จึงมีหน้าตาเช่นนี้!”

นี่ พวกคุณอย่าเพิ่งร้อนรุ่ม ฟังฉันพูดก่อน!” เผิงเสวียเหวินใช้ตะเกียบเคาะแก้วสุราเบาๆตอนนั้นเจ้าของคฤหาสน์ติดตามหยวนซื่อไข่ มีความดีความชอบ จึงได้ย้ายไปกอบโกยเงินทองในกระทรวงการคลัง ตอนนั้นรัฐบาลเป่ยหยางเตรียมนำเข้าเครื่องมือทางทหารจำนวนหนึ่งจากเยอรมัน จำต้องให้กระทรวงการคลังตรวจสอบและอนุมัติงบประมาณ จึงฉวยโอกาสเดินทางไปสำรวจทั่วทั้งยุโรป ไปๆ มาๆ สถานที่พักล้วนเป็นโรงแรม จึงบังเกิดความคิดอันแปลกประหลาด เตรียมสร้างตึกสูงแห่งหนึ่งที่บ้านเกิด ทั้งตระกูลล้วนรับมาอยู่ในตึก หนึ่งคนหนึ่งห้อง ศักดิ์สูงกว่าพักชั้นบนสุด ศักดิ์ต่ำกว่าพักชั้นล่าง ที่เหลือล้วนจำแนกตามนี้…”

ฮ่าๆๆ ถึงกับถึงกับยังมีคนประเภทนี้อีก…” ไม่รอให้เขากล่าวจบ เหล่านักศึกษาก็ส่งเสียงหัวเราะขึ้นมา พลางส่ายศีรษะเบาๆ

ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาก็รู้จักประจบประแจง รีบไปเชิญนักออกแบบจากประเทศฝรั่งเศส วิศวกรจากเยอรมัน ร่วมกันสร้างตึกขึ้นมา หลังจากสร้างเสร็จสมบูรณ์ ผู้คนทั้งตระกูลกำลังเตรียมพร้อมย้ายเข้าไปพักอาศัย ทันใดนั้นได้ยินผู้อื่นบอกว่า ชนชั้นสูงของเมืองนอก จะพักอยู่ในคฤหาสน์ป้อมโบราณของยุคกลาง โรงแรมหลายชั้นประเภทนี้ กลับเป็นที่พักที่สร้างไว้สำหรับคนไร้ฐานะโดยเฉพาะ เจ้าของผู้นั้นจึงรู้สึกขายหน้า จัดการด่าทอสั่งสอนผู้ดำเนินการ ต้องการให้รีบรื้อถอนตึกแห่งนี้ สร้างป้อมโบราณขึ้นอีกครั้งจากพื้นที่เดิม สุดท้ายยังไม่ทันเริ่มรื้อถอน หยวนซื่อไข่ก็ถึงแก่กรรม เจ้าของผู้นั้นไม่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้านายคนใหม่ ถูกบีบให้เกษียณก่อนวัย พอกลับมาพบเห็นตึกเล็กแห่งนี้อีกครั้ง นึกคิดดูแล้ว ถึงอย่างไรก็ปล่อยว่าง ถือโอกาสเปิดโรงแรมก็แล้วกัน ใกล้ภูเขาใกล้ลำธาร นับว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อน จากนั้นทางด้านรัฐบาลเป่ยหยาง เปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีบ่อย การเปลี่ยนแปลงในแต่ละสมัย ล้วนมีผู้คนนับไม่ถ้วนต้องสูญเสียหน้าที่การงาน พวกเขาไร้ที่ไป ล้วนทยอยเดินทางมายังหูลู่อวี้ นั่งเฝ้ารางรถไฟรอโอกาสใหม่จากทางเป่ยผิง ดังนั้น โรงแรมแห่งนี้จึงมีชื่อเสียงขึ้นมาโดยบังเอิญ มีผู้คนใหญ่โตเคยมาเข้าพักมากมาย…”

มิน่าเถ้าแก่หนวดเรียวเล็กจึงเปล่งวาจาแข็งกร้าวเช่นนั้น! เหล่านักศึกษาฟังจบ ต่างหัวเราะยักไหล่ บ้านเมืองตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ สาเหตุหลักยังคงมาจากพวกเดียวกันเอง นักปกครองพวกนั้นหลังจากเข้ารับตำแหน่งก็มัวแต่กอบโกยผลประโยชน์แก่ตระกูล ทั้งความรู้ของแต่ละคนยังมีจำกัด เรื่องตลกที่อยากสร้างคฤหาสน์แต่กลับกลายเป็นโรงแรมเป็นเพียงเรื่องที่ธรรมดาที่สุด ประเภทที่ซื้อเครื่องมืออุตสาหกรรมที่ถูกโละทิ้งโดยเห็นเป็นของมีค่า ซื้ออาวุธที่ล้าสมัยโดยเห็นเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย ยิ่งเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อย

ดังนั้น เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ประการแรก ย่อมไม่ใช่การดูแลแขนขาให้แข็งแรงเผิงเสวียเหวินหุบยิ้ม เบี่ยงเบนคำพูดไปยังประเด็นหลักที่ตนเองนึกคิดมานานแขนขาแข็งแรงเพียงใด หากว่าสมองว่างเปล่า ก็เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงปล่อยให้ผู้อื่นเชือดเฉือนตามอำเภอใจ มีเพียงสมองต้องซึมซับความรู้จากประเทศมหาอำนาจ ใช้วิธีการของประเทศมหาอำนาจ ปกครองประเทศแห่งนี้ จึงสามารถลบล้างความอัปยศอดสู!”

คำพูดของพี่เผิง นับว่ามีเหตุผล!” เหล่านักศึกษามือถือแก้วสุรา ราวกับเข้าใจแต่ความจริงไม่เข้าใจ เพียงมีโจวเจวียเพื่อนสนิทของเผิงเสวียเหวิน หันหน้ามามองเขา คล้ายกับกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ

ดังนั้น โปรดอนุญาตให้ฉันกล่าวประโยคหนึ่งอาศัยฤทธิ์สุรา เผิงเสวียเหวินหันสายตามองไปยังโจวเจวีย กล่าวกับเพื่อนสนิทว่าพี่โจวพาพวกพ้องไปเป่ยผิงในยามนี้ ใช่ว่าจะเหมาะสม ไม่สู้ติดตามพวกเราลงใต้ด้วยกัน พวกเราเดินทางไปหนานจิง….”

อะไรนะ…” คำพูดยังไม่ทันกล่าวจบ ฟางกั๋วเฉียงก็ดีดตัวขึ้นมา ชี้นิ้วไปทางเผิงเสวียเหวินบัดนี้โจรญี่ปุ่นถูกต้านอยู่นอกเมืองเป่ยผิง คุณให้พวกเราไปหนานจิงทำอะไร?!”

นับตั้งแต่แวบแรกที่พบเจอเผิงเสวียเหวิน ฟางกั๋วเฉียงก็ไม่รู้สึกประทับใจต่อคนผู้นี้ ตอนนี้ได้ยินเขาถึงกับร้องขอให้ชมรมเสี่ยฮวาติดตามเขาไปหนานจิงอย่างเปิดเผย จึงโกรธเคืองเดือดดาลขึ้นมาทันที น้ำเสียงในการเอ่ยถามก็ดังลั่นราวเสียงตวาด ไม่เพียงทำให้นักศึกษาจากเป่ยผิงที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะล้วนตื่นตกใจ แม้แต่แขกเหรื่อที่นั่งดื่มสุราอยู่ห้องใกล้กัน ก็ยื่นศีรษะออกมาด้วยความตกใจ ขมวดคิ้วมองสำรวจภายนอกว่าเป็นผู้ใดที่กำลังอาละวาด?

ไปหนานจิง ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลจงยาง ขอให้รัฐบาลจงยางแสดงความกล้าหาญเด็ดขาด ส่งกองทัพขึ้นเหนือต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นโดยตรง อย่าได้คาดหวังว่าเรื่องราวจะง่ายดาย ยิ่งไม่ต้องคาดหวังต่อกองทัพของซ่งเจ๋อหยวน!” เผิงเสวียเหวินก็ลุกยืนด้วยความโกรธ จ้องมองดวงตาของฟางกั๋วเฉียงอย่างไร้ความกลัวเกรง

โลหิตของเหล่านักรบกองทัพที่ยี่สิบเก้า หลั่งลงบนกำแพงฉางเฉิงยังไม่ทันแห้ง คุณก็ดูถูกดูแคลนพวกเขาแบบนี้ ตกลงมีเจตนารมณ์อะไรแอบแฝง?!”

ฟังอีกฝ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ถึงกับดูหมิ่นแม้กระทั่งซ่งเจ๋อหยวน ฟางกั๋วเฉียงยิ่งไม่อาจข่มกลั้น ใช้มือหมายกระชากคอเสื้อของเผิงเสวียเหวิน

เผิงเสวียเหวินแม้ว่าแลดูผอมแห้ง การเคลื่อนไหวกลับคล่องแคล่วว่องไว ถอยหลังออกครึ่งก้าว ก็หลบหลีกการโจมตีของฟางกั๋วเฉียง จากนั้นหันข้างคว้าแขน บีบข้อมือของฟางกั๋วเฉียงไว้แน่นผลงานการสู้รบอย่างห้าวหาญของกองทัพที่ยี่สิบเก้า ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถลบล้าง แต่โลหิตของกองทัพที่ยี่สิบเก้า กลับเพียงชโลมชุดนักรบของซ่งเจ๋อหยวนแดงฉานเพียงคนเดียว! บัดนี้ในใจของคนแซ่ซ่ง เพียงคิดแต่จะรักษาเขตพื้นที่ของตนเองอย่างไร รักแต่ผลประโยชน์ ไม่เคยสนใจความเป็นอยู่ของชาติบ้านเมือง! ไม่เชื่อคุณลองไปสืบหาข่าวคราวที่เป่ยผิง ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปีก่อน โจรญี่ปุ่นก็เริ่มรุกราน ส่วนคนแซ่ซ่งเล่า เพียงฝืนระงับไม่ให้กองทัพที่ยี่สิบเก้ากับกองทัพนักศึกษาตอบโต้ยังไม่เป็นไร ถึงกับส่งพานอวี้กุ้ยที่ปรึกษาส่วนตัว แอบติดต่อกับโจรญี่ปุ่น ในปีที่ยี่สิบสองและยี่สิบสามแห่งสาธารณรัฐจีน รัฐบาลจงยางส่งงบประมาณให้กองทัพที่ยี่สิบเก้าเพื่อไปเสริมแนวป้องกันทางทหารถึงสองครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ ภายในเขตพื้นเป่ยผิงยังคงว่างเปล่าเหมือนเดิม งบประมาณทั้งหมดล้วนเข้ากระเป๋าส่วนตัวของซ่งเจ๋อหยวน กลายเป็นรถยนต์ คฤหาสน์กับอนุภรรยา ยังมี มีนาคมปีก่อน เคนจิ โดอิฮาระเพียงแค่เอ่ยออกมาประโยคหนึ่งว่านักศึกษาเป่ยผิงคล้ายกับเข้าใจผิดต่อจักรวรรดิญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งเขาก็ออกคำสั่งหยุดการฝึกซ้อมทางทหารของทุกสถาบันการเรียน หากไม่เพราะกลุ่มคนของจางจื้อจงพยายามคัดค้าน แม้กระทั่งกองทัพนักศึกษา เขาก็เตรียมพร้อมที่จะยกเลิกแล้ว…”

เขาเป็นผู้นำนักเรียนผู้หนึ่งของสถาบันอุดมศึกษาชื่อดังในเป่ยผิง เผิงเสวียเหวินยามนั้นนับว่าผิดหวังสุดซึ้งต่อการกระทำของซ่งเจ๋อหยวนประธานมณฑลเหอเป่ย ด้วยเหตุนี้ยามต่อว่าต่อขานขึ้นมา จึงตรงไปตรงมา ปราศจากการบิดเบือนและเกินจริง ส่วนพวกโจวเจวีย เถียนชิงอวี่และลู่หมิง เมื่อก่อนไม่เคยไปเป่ยผิง ความประทับใจที่มีต่อกองทัพที่ยี่สิบเก้ากับซ่งเจ๋อหยวน ล้วนมาจากหนังสือพิมพ์กับวิทยุกระจายเสียง ขณะนี้ค่อยค้นพบว่า กลุ่มคนรักชาติที่ตนเองยึดมั่นนับถือมาตลอด ถึงกับยังมีด้านมืดเช่นนี้ซ่อนเร้น พริบตานั้น พวกเขาตื่นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก  รู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นราดรดใส่ศีรษะ เย็นยะเยือกไปทั้งร่าง แม้แต่หัวใจล้วนเกือบหยุดเต้นแล้ว

นักศึกษาจากทั้งสองโต๊ะล้วนหยุดชะงัก เงยหน้ามองดูเผิงเสวียเหวิน โดยเฉพาะกลุ่มของชมรมเสี่ยฮวา อุดมการณ์ของพวกเขาแทบจะพังทลายลงในพริบตา แต่ละคนน้ำตาคลอเบ้า มีเพียงฟางกั๋วเฉียง ที่แม้ไม่มีเหตุผลที่สามารถหักล้างเผิงเสวียเหวิน ก็ไม่ยอมรามือง่ายดาย กัดฟันดังกรอดๆ กล่าวเสียงหนักๆ ว่าต่อให้สิ่งที่คุณพูดมาล้วนเป็นความจริง แล้วสามารถยืนยันอะไรหรือ? ถึงอย่างไรทั้งแผ่นดินจีน บัดนี้เพียงมีกองทัพที่ยี่สิบเก้าขวางอยู่ด้านหน้ากองทัพญี่ปุ่นและรถถังของคนญี่ปุ่น จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่สามารถแล่นเข้ามาในเมืองเป่ยผิง!”

นั่นเป็นเพราะ ซ่งเจ๋อหยวนสมคบคิดกับโจรญี่ปุ่น หมายปกครองหัวเป่ยเอง! ไม่อย่างนั้น รัฐบาลสาธารณรัฐจีน ก็คงไม่อับจนปัญญาที่จะส่งทหารเข้ามา!”

คุณมีหลักฐานอะไรยืนยันว่าแม่ทัพซ่งเจ๋อหยวนกำลังแสร้งทำดีให้คนญี่ปุ่นตายใจ?! คุณมีหลักฐานอะไรยืนยันว่า รัฐบาลจงยางที่คุณกล่าวออกมาเต็มปากเต็มคำนั้น จะมีความกล้าหาญที่จะสู้ศึกกับโจรญี่ปุ่น! ไม่ใช่ฉวยโอกาสกำจัดผู้อื่นที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน!”

ดวงตาฉันคู่นี้ เฝ้ามองเป่ยผิงมาตลอด เฝ้ามองเจ้าคนแซ่ซ่ง หลอกใช้ความรักชาติของเหล่านักรบและนักศึกษา เพื่อสานฝันที่จะเป็นฮ่องเต้!” เผิงเสวียเหวินปล่อยข้อมือของฟางกั๋วเฉียงลง ชี้นิ้วไปที่ดวงตาทั้งสองของตนเองตอนเหตุชุมนุมในวันที่ 12 กันยายน ฉันใช้ดวงตาคู่นี้มองเห็นเจ้าคนแซ่ซ่งใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงในการสลายการชุมนุมมากับตา! การกระทำของเขา ฉันล้วนพบเห็นมากับดวงตาคู่นี้! แสร้งทำดีให้ตายใจหรือ มีแต่แสร้งทำดีชั่วครั้งชั่วคราว ยังมีแสร้งทำดียาวนานถึงสามสี่ปีด้วยหรือ? มิหนำซ้ำ เขาได้เชิญเคนจิ โดอิฮาระมาเป็นที่ปรึกษาสูงสุดแล้ว ยังไม่ใช่เตรียมพร้อมเพื่อเป็นฮ่องเต้หรือ?!”

แต่คราบโลหิตบนกำแพงฉางเฉิง ก็ไม่ใช่ภาพลวงตา!”ความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ที่อยู่ในใจฟางกั๋วเฉียง ย่อมไม่มีผู้ใดในชมรมเสี่ยฮวาจะเทียบได้ เขายื่นมือออกไปคว้าคอเสื้อของเผิงเสวียเหวินอีกครั้ง ตะโกนด้วยความโกรธแค้นว่าขอเพียงพี่น้องของกองทัพที่ยี่สิบเก้ายังขว้างอยู่ด้านหน้าของกองทัพญี่ปุ่น คนอย่างซ่งเจ๋อหยวน ก็ไม่มีทางได้ครอบครองแผ่นดินหัวเป่ยทั้งหมดได้ ต่อให้พี่น้องกองทัพที่ยี่สิบเก้าเลิกต่อต้านแล้ว พวกเราก็ต้องเดินทางไปถึงเป่ยผิง ใช้โลหิตอันร้อนระอุและชีวิตของตัวเองบอกต่อผู้คนทั้งหมดว่า ผู้คนที่เติบโตบนแผ่นดินจีนอันไพศาลล้วนไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว!”

แบบนี้ไม่ต่างจากเอาชีวิตของผู้อื่นเป็นเครื่องเซ่นไหว้!” เผิงเสวียเหวินออกแรงปัดมือฟางกั๋วเฉียงออกห่าง หัวเราะเยาะเสียงดัง

ถึงเวลานั้น ฉันเองก็จะยืนอยู่ที่แถวแรก!” ฟางกั๋วเฉียงกัดฟันด้วยความเคียดแค้น คราบโลหิตรอยหนึ่งไหลลงจากมุมปากไอ้พวกที่วันๆ คอยปลุกระดมให้ผู้อื่นไปหลั่งโลหิตพลีชีพเพื่อชาติ ตนเองกลับหาข้ออ้างวิ่งหนีในช่วงจังหวะคับขัน จึงเป็นพวกขี้ขลาด! คนประเภทนี้ ไม่มีสิทธิ์ต่อว่าซ่งเจ๋อหยวนเซียนเซิง ยิ่งไม่มีสิทธิ์ตำหนินักรบกองทัพที่ยี่สิบเก้า!”

คุณโง่งมจนเกินเยียวยาแล้ว!”

คุณกำลังหาข้ออ้างเพื่อหนีเอาตัวรอดต่างหาก!”

ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าววาจาไม่ลงรอย  พริบตาเดียว ก็มีทีท่าจะลงไม้ลงมือแล้ว ขณะสองคนกำลังจะแสดงละครบู๊ โจวเจวียที่เพิ่งได้สติจากอาการตื่นตะลึง รีบยื่นมือแยกพวกเขาออกจากกันต้าฟาง ทำอะไร? นั่งลง มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน! ซิ่วไฉ นายก็นั่งลง! นายไปหนานจิง นั่นเป็นการตัดสินใจของนาย แต่พวกเราไม่ใช่เพราะคำพูดไม่กี่ประโยคของนาย ก็หันหลังกลับ! พวกเราเดินทางไปเป่ยผิงด้วยเจตนารมณ์ของตนเอง นำน้ำใจที่ประชาชนชาวซานตงสนับสนุนการต้านศึก ไปบอกให้นักรบกองทัพที่ยี่สิบเก้ารับรู้ หากว่าซ่งเจ๋อหยวนเซียนเซิงเลวร้ายอย่างที่คุณกล่าวไว้จริง และไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด อย่างน้อยพวกเราก็จะอยู่ร่วมกับกองทัพนักศึกษา บุกและถอยไปด้วยกัน!”

ใช่ อย่างมาก พวกเราเปลี่ยนเป้าหมายไปเอี๋ยนอัน!” ฟางกั๋วเฉียงคลายมือออกจากคอเสื้อของเผิงเสวียเหวิน กล่าวด้วยความเจ็บแค้น

คำพูดประโยคนี้ ถึงกับมีประโยชน์กว่าคำโต้เถียงทั้งหมดก่อนหน้า เผิงเสวียเหวินชะงักไป ใบหน้าอันแดงระเรื่อแปรเปลี่ยนเป็นคล้ำเขียว เดินถอยกลับไปนั่ง พลางเค้นถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่าโจรญี่ปุ่นรวมทัพอยู่นอกเมืองเป่ยผิง พวกคุณไปเอี๋ยนอันเพื่ออะไร?”

เผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียงโต้เถียงกันเสียงดังลั่น จางซงหลิงนั่งฟังด้วยอาการตะลึงงันมาตลอด ไม่ได้กล่าวแทรก ทั้งไม่มีความกล้าและไม่มีความสามารถจะกล่าวแทรก คำสนทนาของสองคน แทบจะขัดแย้งกับความเข้าใจของเขาที่มีต่อโลกภายนอก ทำให้เขาไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่ตนเองได้ยิน

ภายใต้ฤทธิ์สุราและอารมณ์โกรธเคือง ทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าของเขาล้วนเลือนรางไม่ชัดเจน ปราศจากความจริงแท้ เขารู้สึกว่าตนเองคล้ายกับกำลังนอนฝันร้ายอยู่บนรถไฟที่วิ่งกลับบ้าน ทราบดีว่าทุกสิ่งในฝันล้วนไม่ใช่เรื่องจริง แต่ไม่ว่าพยายามเช่นไร ล้วนอับจนปัญญาทำให้ตนเองฟื้นตื่นขึ้นมา!

จนกระทั่งประโยคที่ว่าอย่างมาก พวกเราเปลี่ยนเป้าหมายไปเอี๋ยนอัน!’ ของฟางกั๋วเฉียง ราวกับอสนีสายหนึ่ง ฟาดลงไปในส่วนลึกของจิตวิญญาณ ทำให้เขาลืมตาฉับพลัน บนหน้าผากเหงื่อเย็นไหลพราก

เขาไม่ต้องการไปเอี๋ยนอัน! ไม่ว่าเพื่อจุดมุ่งหมายยิ่งใหญ่อันใด! การไปเข้าร่วมสงครามที่เป่ยผิง เมื่อตายในสนามรบ บิดากับพี่ชายของเขาแม้เศร้าโศกเสียใจเพราะเขา แต่ช้าเร็วต้องเข้าใจการตัดสินใจของเขา! ช้าเร็วต้องชี้ไปยังป้ายหลุมศพของเขา บอกต่อหลานชายหลานสาวของเขา จงภาคภูมิใจในตัวอาผู้นี้ ส่วนการเดินทางไปเอี๋ยนอันเล่า มีเพียงนำภัยร้ายมาสู่ตระกูลตนเอง! ต้องเข้าใจว่า เมื่ออยู่ในเขตซานตง คุณสามารถสนับสนุนจงยาง สนับสนุนเหอเป่ย แม้กระทั่งสนับสนุนคนญี่ปุ่นก็ได้ ไม่ว่าสนับสนุนอย่างเปิดเผยหรือว่าสนับสนุนอย่างลับๆ หลังจากพวกตำรวจค้นพบ อย่างมากแค่หาเรื่องคุณเล็กน้อย กลับไม่ได้ต้องการเอาชีวิตคุณ แต่เมื่อไปเอี๋ยนอัน มีการพัวพันกับพรรคคอมมิวนิสต์ ก็เท่ากับมีความผิดรุนแรง ถึงขั้นโทษล้างตระกูล ตายแล้วก็ยากจะฝังร่วมกับบรรพชน

ตอนจางซงหลิงเรียนโรงเรียนมัธยม เคยพบเห็นสามีภรรยาวัยหนุ่มสาวคู่หนึ่งกับเด็กน้อยอายุไม่ถึงสี่ปีของพวกเขา เนื่องเพราะมีความข้องเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิตส์ ถูกตำรวจจับกุมตัวออกมาจากในห้องพักที่อยู่ด้านหลังของโรงเรียนเจี้ยวฮุ่ย (โรงเรียนโบสถ์คริสต์) แม้แต่บาทหลวงชาวตะวันตกวิ่งเต้นหาคนไปพูดขอร้องที่สถานีตำรวจ ล้วนไม่เกิดประโยชน์

เพียงผ่านไปไม่กี่วัน คดีก็ตัดสินเสร็จสิ้น อาจารย์ชายหญิงคู่นั้นถูกตัดสินประหารชีวิต เด็กน้อยถูกส่งตัวไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ยามลงโทษประหาร นายอำเภอสั่งให้ผู้คนทั้งเมืองจำต้องมารับชมถึงสถานที่จริง เพื่อไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง อาจารย์ผู้หญิงคนนั้นเป็นห่วงเด็กน้อย ก้มหน้าร่ำไห้มาตลอด อาจารย์ผู้ชายคนนั้นกลับคล้ายกับไร้สติ ถึงกับเชิดหน้าขึ้นสูง ร้องเพลงตะวันตกเพลงหนึ่ง ท่วงทำนองโศกเศร้าอาลัย น่าเสียดายที่ไม่มีผู้ใดฟังเข้าใจ กระทั่งเสียงปืนดังขึ้น ทั้งสองคนล้วนแดงฉานไปทั่วร่าง

สามวันให้หลัง เด็กน้อยที่เดิมทีควรส่งไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า กลับปรากฏเป็นศพอยู่ในคลองน้ำเสียที่ชานเมือง ท้องบวมขึ้นอืด แมลงวันหัวเขียวบินว่อน ยังมีพวกเด็กขอทานกลุ่มหนึ่งที่ไร้ที่พักพิง ยืนล้อมซากศพหัวเราะไปด้วยพลางขว้างก้อนหิน

จางซงหลิงกำลังเดินทางออกจากเมืองไปจับนกป่ากับเพื่อนนักเรียนพอดี มองเห็นขอทานน้อยกลุ่มนั้น ช่วงเวลาที่แมลงหัวเขียวบินกระจายตัว เขาก็ตื่นกลัวจนฉี่ราด หลังจากวันนั้น ต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน แทบทุกคืนล้วนสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย บางครั้งคิดว่าตนเองก็คือเด็กกำพร้าที่เสียชีวิตอยู่ในคลองน้ำเสีย เน่าขึ้นอืดจนไม่เป็นรูปเป็นร่าง ยังต้องถูกคนขว้างก้อนหินใส่อีก

คุณเป็นอะไรไป เป็นอะไรหรือเปล่า!” ผ้าเช็ดหน้าที่ขาวสะอาดผืนหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา ขับไล่ความทรงจำอันเลวร้ายกระจายไปสิ้น เป็นเผิงเวยเวย มีเพียงบนร่างกายเธอ จึงมีกลิ่นหอมอ่อนละมุนเดียวกับผ้าเช็ดหน้า จางซงหลิงยื่นมือดึงผ้าเช็ดหน้า ซับเหงื่อบนใบหน้าตนเอง จากนั้นยื่นผ้าเช็ดหน้ากลับคืน ฝืนยิ้มพลางตอบว่าไม่ ไม่เป็นไร ฉัน ฉันไม่เคยดื่ม เหล้ามากขนาดนี้มาก่อน!”

เช่นนั้นก็ดื่มน้อยหน่อย คุณอายุยังน้อย อย่าได้ดื่มแข่งกับพวกเขา!” เผิงเวยเวยขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ได้รับผ้าเช็ดหน้ากลับมา

เอ่อ ประเดี๋ยวฉันซักให้ ซักเสร็จแล้ว ค่อยคืนให้เธอ!” จางซงหลิงเข้าใจถึงท่าทางของเผิงเวยเวยทันที เก็บผ้าเช็ดหน้าคืนมาช้าๆ ยัดใส่เข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตนเอง

ฉันให้คุณ พอดีฉันยังมีอีกหลายผืน!” เผิงเวยเวยยิ้มหยาดเยิ้ม บนแก้มปรากฏลักยิ้มอันแสนน่ารักน่าหยิกสองจุด

จางซงหลิงหลงใหลไปกับรอยยิ้มของเด็กสาว อาศัยฤทธิ์สุรา รวบรวมความกล้าถามว่าครอบครัวเธอก็เป็นชาวก้วนเสี้ยน เป็นคนหมู่บ้านเดียวกับโจวเจวีย พี่สือโถวหรือ?!”

ไม่ใช่ บ้านเกิดของพวกเราอยู่ที่หยางโจว มีน้าสาวผู้หนึ่งแต่งงานกับอาของพี่โจว ดังนั้นตอนเด็กๆ จึงเดินทางไปก้วนเฉิงเป็นประจำ ต่อมาพี่โจวมาเรียนโรงเรียนมัธยมที่หยางโจว ก็พักอยู่ที่บ้านพวกเรา แต่ว่าไม่ทันได้เรียนจบ พ่อของเขาก็ย้ายบริษัทไปอยู่ที่ชิงเต่า…”  เผิงเวยเวยสีหน้ายิ้มแย้ม ดวงตากะพริบเป็นจังหวะ

อ้อ…” จางซงหลิงลากเสียงยาวพลางพยักหน้า พยายามทำให้ตนเองไม่ไปนึกคิดความทรงจำที่เกี่ยวกับเอี๋ยนอันอีก ไม่ว่าก้วนเฉิงหรือว่าหยางโจว สำหรับเขาแล้วล้วนเป็นสถานที่ที่ไกลลิบ มีเพียงชิงเต่า ยังพอมีความทรงจำที่เกี่ยวกับสถานที่นั้นอยู่บ้าง เมืองเล็กแห่งนั้นเคยเป็นเขตเช่าของชาวเยอรมัน รูปแบบการดำเนินชีวิตแตกต่างจากสถานที่อื่นในมณฑลซานตงโดยสิ้นเชิง กลางทะเลมีเรือสินค้าขนาดใหญ่ ภายในร้านค้ายังสามารถหาซื้อสิ่งของชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเบียร์ ไม่ว่าทั้งสีและกลิ่น ล้วนคล้ายคลึงกับปัสสาวะม้า

สนทนาเรื่อยเปื่อย หนุ่มสาวสองคนก็ลืมเลือนผู้คนที่อยู่รอบข้าง มัวแต่พึมพำกันเสียงเบา ไม่นานเผิงเสวียเหวินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ค้นพบความจริงเรื่องนี้ ไม่สนใจโต้เถียงกับฟางกั๋วเฉียงอีก กระแอมไอหลายเสียง เรียกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าเวยเวย เวยเวย เวยเวย…”

อะไรเล่า?” เผิงเวยเวยกับผู้อื่นกำลังสนทนากันถูกขัดจังหวะ เบือนหน้ามองไปด้วยความไม่พอใจ ค้อนใส่พี่ชายตนเอง

ไม่มีอะไร ฉันเพียงแต่อยากถามเธอว่า รับประทานเสร็จแล้วหรือไม่ หากว่าอิ่มท้องแล้ว ก็รีบขึ้นตึกไปอาบน้ำเถอะ เธออายุน้อย เป็นวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต สมควรรีบนอน!”

รู้แล้ว ยุ่งจริงๆ…!” เผิงเวยเวยลุกยืนอย่างไม่เต็มใจ ลากเสียงยาวตอบกลับ เดินไปหลายก้าว หันหน้ามาโบกมือให้จางซงหลิงอีกสักครู่พอคุณรับประทานเสร็จแล้ว อย่าลืมมาเอาหัวข้อข้อสอบหลายปีก่อนของเป่ยต้าที่ห้องฉัน คำตอบที่สมบูรณ์ที่สุดฉันล้วนหามาหมดแล้ว เดี๋ยวจะคัดลอกให้คุณไปด้วย!”

ขอบคุณ อีกสักครู่ฉันจะไปเคาะประตู!” ภายใต้สายตาอันคมกริบของเผิงเสวียเหวิน จางซงหลิงตอบกลับด้วยหน้าตาใสซื่อ

เด็กหนุ่มผู้นี้ช่างไม่รู้จักว่าอะไรคือความเกรงใจ เผิงเสวียเหวินโมโหจนแทบกระอักเลือด แต่การไปหาน้องสาวตนเองเพื่อเอาข้อสอบของหลายปีก่อน เป็นสิ่งที่เขากล่าวออกมาเอง เวลานี้ย่อมไม่สามารถกลืนน้ำลายตนเองต่อหน้าผู้คนมากมาย ขณะกำลังคิดหาวิธีที่จะกลั่นแกล้งเด็กหนุ่มจางซงหลิง ประตูของห้องที่อยู่ใกล้กันถูกผลักออกจากด้านใน มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมชุดคลุมยาวสีเขียวคล้ำ ท่าทางสุภาพเรียบร้อย มือถือสุราแก้วหนึ่ง เดินเข้ามาที่โต๊ะของพวกเขา

ทุกท่าน รบกวนแล้ว ฉันแซ่ฉิน เป็นหุ้นส่วนของโรงแรมแห่งนี้ เมื่อสักครู่ได้ยินคำสนทนาของทุกท่านโดยบังเอิญ ไม่ทราบพอจะขอคำชี้แนะหรือไม่เสียงของชายวัยกลางคนอ่อนโยนนุ่มนวล คล้ายกับผู้จัดรายการในวิทยุอยู่บ้าง

เหล่านักศึกษาที่นั่งอยู่ ประเดี๋ยวใบหน้าแดงก่ำ ล้วนคิดว่าเรื่องที่พวกเขาหยอกล้อเกี่ยวกับเจ้าของโรงแรมเห็นโรงแรมเป็นคฤหาสน์ไปเข้าหูผู้อื่น แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปในบัดเดี๋ยวนี้

ยังดีที่เผิงเสวียเหวินมีจิตใจสุขุม ต่อให้รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ยังคงลุกขึ้นยืน ส่งยิ้มพลางคารวะให้ชายวัยกลางคนแซ่ฉินฉินเซียนเซิงกล่าวหนักไปแล้ว พวกเราเพียงแต่สนทนาหยอกล้อกันในวงเหล้า หากมีสิ่งใดที่ล่วงเกิน ยังใคร่ขอให้เซียนเซิงโปรดอภัยให้ด้วย!”

เกรงใจ เกรงใจ!” ชายวัยกลางคนแซ่ฉินดึงเก้าอี้ที่เวยเวยนั่งเมื่อสักครู่ออกมา ย่อตัวนั่งลง ดีดนิ้วเรียกบริกรชาย สั่งให้เขาหยิบอุปกรณ์รับประทานอาหารให้ตนเองหนึ่งชุด และให้ทางห้องครัวปรุงอาหารมาเพิ่ม จากนั้นก็กล่าวยิ้ม ๆว่าสถานที่คับแคบ นับว่าไม่มีสิ่งของอะไรที่โอ้อวดได้ ทุกคนเชิญรับประทานอาหารด้วยกัน ถือว่าให้เกียรติฉันสักครั้ง!”

ไม่กล้า ไม่กล้า! ฉินเซียนเซิงเกรงใจเกินไปแล้ว!” โดยพื้นฐาน นักศึกษาที่นั่งอยู่ล้วนเป็นเด็กโตที่เพิ่งเข้าสู่วงสังคมไม่นาน ซึ่งยังไม่รู้จักวิธีในการคบค้าสมาคมอย่างเป็นทางการ ยิ่งไม่รู้ว่าควรปฏิเสธการเชื้อเชิญของผู้อาวุโสที่ใจดีมีเมตตาอย่างไร

อย่าเรียกฉันว่าฉินเซียนเซิง พวกเราเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่คุ้นชินกับการเรียกขานอันสุภาพเช่นนี้ ฉันเรียกว่าเต๋อกัง พวกคุณเรียกฉันพี่เต๋อกัง หรือว่าเหล่าฉิน ก็ได้ทั้งนั้น! คุณล่ะ น้องชายท่านนี้ พอจะแนะนำพวกพ้องให้ฉันรู้จักหรือไม่ ฟังจากสำเนียงของคุณ คล้ายกับมาจากทางเป่ยผิง?” ชายวัยกลางคนมากประสบการณ์ คำพูดไม่กี่ประโยค ก็ชักนำการสนทนาไว้ได้

ผมชื่อเผิงเสวียเหวิน ชาวหยางโจว เคยเรียนหนังสือที่เป่ยผิงอยู่หลายปี โต๊ะนั้นล้วนเป็นรุ่นน้องของผม!” เผิงเสวียเหวินขมวดคิ้วบางๆ ตอบอย่างสุภาพว่าโต๊ะนี้ เด็กสาวที่เพิ่งเดินจากไปเมื่อสักครู่เป็นน้องสาวผม ส่วนที่เหลือ ล้วนเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยซานตง เดินทางไปท่องเที่ยวเป่ยผิงในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน สุดท้าย ไม่พบเจอสถานที่พักที่เหมาะสมในตำบล จึงมาพักโรงแรมของท่านเหมือนกับพวกเรา!”

อ้อ ที่แท้เป็นแบบนี้ทั้งที่ทราบว่าเผิงเสวียเหวินกำลังตอบอย่างขอไปที ชายวัยกลางคนกลับไม่เปิดโปง ยื่นมือไปรับอุปกรณ์รับประทานอาหารจากบริกร ตนเองจัดวางให้ตนเอง จากนั้นหัวเราะพลางถามต่อไปว่าสำหรับที่พักของทางโรมแรมยังพึงพอใจกระมัง?! แน่นอนว่าย่อมไม่สามารถเทียบกับโรงแรมใหญ่ทางเป่ยผิงและชิงเต่าที่เปิดกิจการโดยชาวตะวันตกพวกนั้น แต่ภายในรัศมีสองร้อยลี้นี้ ฉันกล้ารับประกันว่า พวกคุณย่อมหาไม่ได้เป็นแห่งที่สอง!”

นับว่าไม่เลว ไม่ว่าด้านที่พักหรือว่าด้านรสชาติของอาหาร!” เผิงเสวียเหวินแทบอยากจะรีบเร่งรัดให้ฉินเต๋อกังจากไปโดยเร็ว ใบหน้ายิ้มแย้ม คำสนทนาเริ่มแฝงความหมายเชิงเหน็บแนมแต่ว่า ในเรื่องราคาที่พักนั้น ฮ่าๆ เถ้าแก่ฉินอย่าได้โกรธเคือง พวกเราล้วนเป็นนักเรียนยากจน ขอกล่าววาจาจริงใจประโยคหนึ่ง หากว่าวันนี้ยังมีตัวเลือกอื่น  นับว่าไม่กล้าเข้าพักโรงแรมของท่าน!”

แพงมากหรือ? ไม่หรอกกระมัง?!” ฉินเต๋อกังย้อนถาม

ไม่นับว่าแพง?!” ต่อหน้าผู้อื่น ฟางกั๋วเฉียงแม้ขัดแย้งกับเผิงเสวียเหวินเพียงใด ก็ต้องออกหน้าช่วยเหลืออีกฝ่ายเพียงหนึ่งเหรียญครึ่งต่อวัน ยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของอาหารมื้อนี้กระมัง!”

เหลวไหล!” ใบหน้าของฉินเต๋อกังเดือดดาลจนแดงก่ำ ตบโต๊ะเต็มแรง ตวาดใส่บริกรว่าใครใช้ให้พวกมันขึ้นราคา? นี่ไม่เป็นการซ้ำเติมผู้อื่นยามบ้านเมืองมีภัยหรือ? ผู้อื่นเดินทางไกลลิบไปสมัครทหารที่เป่ยผิง เพื่อชาติบ้านเมือง ไม่สนแม้กระทั่งชีวิตตนเอง พวกแกถึงกับกล้ากอบโกยเงินทองอย่างไร้มโนธรรมแบบนี้หรือ!”

ฉินฉินเซียนเซิง! กล่าวกล่าวถูกต้อง!” บริกรตื่นกลัวจนใบหน้าซีดขาว ด้านหนึ่งโค้งคำนับ ด้านหนึ่งแก้ต่างให้ตัวเองว่าเป็นผู้จัดการซุนที่ขึ้นราคา ไม่เกี่ยวกับผู้น้อย! ผู้จัดการซุนบอกว่า ยากนักที่จะมีคนส่งแพะเข้าปากเสือ…”

เพล้ง!” ไม่รอให้บริกรกล่าวจบ ฉินเต๋อกังคว้าแก้วสุราใบหนึ่งขว้างลงพื้น แตกเป็นหลายเสี่ยงไป ไปตามคนแซ่ซุนมาให้ฉัน ช้าก่อน ไม่ต้องเรียกมันเข้ามาแล้ว บอกมันรีบเก็บข้าวของแล้วไสหัวไป โรงแรมเหอผิงเราไม่เลี้ยงคนเลวที่คอยซ้ำเติมผู้อื่นยามบ้านเมืองมีภัยเช่นนี้!”

เถ้าแก่ฉิน เถ้าแก่ฉินอย่าได้โมโห ถึงอย่างไรพวกเราก็พักไม่นาน ไม่จำเป็นต้องขับไล่ผู้จัดการผู้หนึ่งด้วยสาเหตุนี้!” เผิงเสวียเหวินในใจโห่ร้องด้วยความสะใจ แต่ภายนอกยังคงกล่าวอธิบายอย่างอ่อนน้อม

ไม่ได้ คนประเภทนี้ เลี้ยงไว้ไม่ได้เป็นอันขาด ต่อให้ไม่เพื่อพวกคุณ ฉันก็ต้องขับไล่เขาอยู่ดี!” ฉินเต๋อกังส่ายศีรษะ สีหน้าจริงจังไม่อย่างนั้นหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ผู้คนข้างนอกจะมองโรงแรมเหอผิงของเราอย่างไร? มองตระกูลฉินเราอย่างไร?! แก รีบไปบอกมัน ให้ผู้จัดการซุนไปแผนกบัญชีรับเงินเดือนสองเดือน จากนั้นเขียนใบลาออกด้วยตนเอง เห็นแกที่เมื่อก่อนมันเคยทุ่มเทกายใจให้กับโรงแรมไว้ไม่น้อย ฉันก็จะไว้หน้ามันอีกสักครั้ง

ครับ! ผู้น้อยรับทราบแล้ว!” บริกรที่สวมถุงมือขาวโพลน โน้มหลังโค้งคำนับ เดินถอยออกไปข้างนอก ไม่รอให้เขาถอยไปถึงหน้าประตู ฉินเต๋อกังขมวดคิ้วอีกครั้ง สั่งเสียงเบาว่าบอกให้รองผู้จัดการจูของแผนกห้องพัก รีบมาพบฉันที่นี่และหยิบเล่มบัญชีของวันนี้มาด้วย เอาเงินค่าห้องพักของนักศึกษาหลายคนนี้ คืนให้ผู้อื่นต่อหน้าฉัน! วันหลังไม่ว่าพวกเขาพักนานเพียงใด ล้วนลงบัญชีส่วนตัวของฉัน ห้ามเรียกเก็บแม้แต่สตางค์แดงเดียว!”

การกระทำเช่นนี้ ก็นับว่าจริงใจจนเกินไปอยู่บ้าง เผิงเสวียเหวินกับพวกโจวเจวียได้ยิน รีบโบกมือปฏิเสธติดต่อกันไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆ เงินจำนวนนี้สำหรับพวกเราแล้ว ก็ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อะไร ในเมื่อเข้าพักแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องคืนเงินอีก!”

ไม่ได้!” ฉินเต๋อกังใบหน้าแข็งทื่อ เน้นย้ำอย่างเด็ดขาดฉันเองแม้เป็นพ่อค้า ไร้ความรู้อันใด กลับรู้จักคำว่ายางอายเขียนอย่างไร พวกคุณไปสู้รบเพื่อชาติบ้านเมือง ฉันไม่สามารถเลี้ยงส่งพวกคุณก็ช่าง หากแต่ยังขูดรีดเงินทองจากพวกคุณ วันหลังรำลึกขึ้นมา จะสู้หน้าลูกหลานตนเองอย่างไร?! น้ำใจครั้งนี้ พวกคุณจำต้องรับไว้ หากว่าไม่รับ ก็เท่ากับไม่ให้เกียรติคนแซ่ฉินอย่างฉัน ไม่ให้เกียรติประชาชนทั้งหูลู่อวี้แห่งนี้ของเรา!”

นี่…” มองดูสีหน้าท่าทางเอาจริงเอาจังของฉินเต๋อกัง เผิงเสวียเหวินกับโจวเจวียสองคนนับว่าไม่เข้าใจคนผู้นี้กำลังเล่นละครตบตาพวกเขา หรือว่าต้องการช่วยเหลือชาติบ้านเมืองจากใจจริง ขณะกำลังลังเลยากจะตัดสินใจ ทางห้องครัวได้นำอาหารมาเพิ่มให้ใหม่ ซื่อสี่หวานจื่อ (ลูกชิ้นราดซอส) หนึ่งจาน จีซือสุ่นกัน (ไก่เส้นผัดหน่อไม้แห้ง) หนึ่งจาน จิ่วเจาหลูอวี (ปลากะพงราดพริกแดง) หนึ่งจาน ยังมีชิงเจิงหูเซีย (กุ้งนึ่งซีอิ๊ว) อีกหนึ่งจาน ล้วนเป็นอาหารทางเหนือที่ธรรมดามาก ทว่าแต่ละจานล้วนส่งกลิ่นหอมยั่วยวน

มา พวกเรารับประทานสักเล็กน้อย อาหารค่ำมื้อนี้ ล้วนลงในบัญชีของฉัน!” ฉินเต๋อกังหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบอาหารไปให้จางซงหลิงที่อยู่ใกล้ตนเองมากที่สุดน้องชายท่านนี้ก็รับประทานมากหน่อย คุณอายุน้อย ร่างกายกำลังเติบโต ตอนนี้ฉันเองต้องรับผิดชอบกิจการครอบครัว ไม่อย่างนั้น คงถอดเสื้อคลุมยาวชุดนี้ เดินทางไปร่วมรบกับพวกคุณแล้ว!”

ขอบคุณ ขอบคุณเถ้าแก่ฉิน!” จางซงหลิงมองดูฝ่ายตรงข้ามด้วยความซาบซึ้งแวบหนึ่ง คว้าตะเกียบค่อยๆ ลิ้มลองอาหาร ฉินเต๋อกังผู้นี้ ให้ความรู้สึกชวนสนิทสนมแก่เขา เขาคล้ายกับมองเห็นพี่ชายตนเอง ทรงคุณธรรม กล้าหาญ และฉลาดล้ำลึก ทำให้ผู้อื่นผ่อนคลายและอับจนปัญญาปฏิเสธ

ท่ามกลางความรู้สึกอันหลากหลาย เขาเหลือบตามองไปทางโจวเจวีย เผิงเสวียเหวินและฟางกั๋วเฉียง กลับเห็นทั้งสามคนยกแก้วสุรา ชนแก้วร่วมกับฉินเต๋อกัง

แก้วเซรามิคสีขาวหลายใบชนปะทะกัน ในอากาศอบอวลด้วยกลิ่นหอมละมุนของสุรา

สุราเป็นสารหล่อลื่นชนิดหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการคบค้าสมาคมระหว่างมนุษย์ นับตั้งแต่มันถือกำเนิดขึ้นในยุคนั้น ภาระหน้าที่ที่แบกรับก็ไม่เพียงแค่เติมเต็มความต้องการของปากท้อง สุราร้อนแรงสามแก้วตกถึงท้อง ต่อให้ผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเป็นศัตรูคู่แค้น ก็ยากจะชักดาบเข้าห่ำหั่น และสำหรับคนทั่วไป การนั่งดื่มสุราร่วมกันหลายแก้ว นับว่าง่ายต่อการลดความระแวงซึ่งกันและกัน

แม้ว่าอยู่ต่อหน้าคนนอก เผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียงและเหล่านักศึกษาล้วนรักษาระยะห่าง แต่ฉินเต๋อกังยังคงอาศัยความที่แก่ประสบการณ์ในการคบค้าสมาคม ผ่านการสนทนาที่วกวนไปมา สืบทราบพื้นเพของนักศึกษาสองกลุ่มจนกระจ่าง ค่อยทราบว่าเหล่าสมาชิกของชมรมเสี่ยฮวาต้องรับบริจาคเพื่อสนับสนุนกองทัพที่ยี่สิบเก้าและเผยแพร่หลักการต่อต้านญี่ปุ่น เขาแสดงความเห็นชอบทันที ไม่เพียงเน้นย้ำไม่เรียกเก็บทุกค่าใช้จ่ายจากนักศึกษาทั้งสองกลุ่ม ทั้งยังเสนอตัว ต้องการออกหน้าช่วยนักศึกษาขอยืมเวทีที่ใช้จัดการแสดงประจำปีของตำบล เพื่อให้ชมรมเสี่ยฮวาได้ยอดบริจาคมากยิ่งขึ้น ปลุกระดมให้ประชาชนตื่นตัวจากความชินชา

ทำแบบนี้ได้อย่างไร พวกเราสร้างความวุ่นวายให้ท่านมามากพอแล้ว จะให้รบกวนท่านช่วยดำเนินการให้พวกเราอีกได้อย่างไร!” โจวเจวียดื่มสุราไปไม่น้อย สมองเริ่มเชื่องช้า พยุงโต๊ะลุกขึ้นยืน ปฏิเสธเสียงดัง

น้องชาย เชิญนั่งลงก่อน! ความรักชาติไม่ใช่กิจธุระของน้องโจวคุณคนเดียว! และไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มหนึ่งในชมรมเสี่ยฮวา!” ฉินเต๋อกังสีหน้าแข็งกร้าว คัดค้านอย่างไม่พึงพอใจฉันเองไม่สามารถเดินทางไปสนามรบด้วยตนเองเฉกเช่นพวกคุณ นับว่าละอายใจมากแล้ว หากว่าแม้แต่สิทธิ์ในการช่วยเดินเรื่องให้พวกคุณยังกระทำไม่ได้ วันหน้ายังมีคุณสมบัติอะไรที่จะประกอบกิจการในสถานที่นี้  มิหนำซ้ำ…” เขายื่นมือออกมา พยายามกดให้โจวเจวียนั่งลง สีหน้าจริงจังเคร่งขรึม  ที่ฉันทำเช่นนี้ ก็เพื่อใช้หนี้! ไม่ขอปิดบังทุกคน เศรษฐีที่ดินที่เมื่อสักครู่พวกคุณบอกว่ายักยอกงบหลวง สร้างโรมแรมโดยคิดว่าเป็นคฤหาสน์ของคนชั้นสูง ก็คือบิดาของฉันเอง!”

อา…” ไม่เพียงแต่เผิงเสวียเหวิน นักศึกษาที่นั่งอยู่ทุกคน ขอเพียงสมองยังมีความตื่นตัวอยู่บ้าง ใบหน้าล้วนละอายจนแดงก่ำ ฉินเต๋อกังกลับไม่ฉวยโอกาสตำหนิผู้คนที่นินทาผู้อื่นลับหลัง แต่กลับกุมมือให้ทุกคน กล่าวอย่างจริงใจว่าดังคำกล่าวที่ว่าบุตรไม่ปิดบังความผิดของบิดาผู้คนในรุ่นของบิดา เนื่องเพราะตนเองมีขีดจำกัดด้านความรู้ สร้างเรื่องราวที่น่าหัวเราะเยาะไว้ไม่น้อย แต่สิ่งที่โชคดีคือ ผู้คนในรุ่นของพวกเรา ล้วนค่อยๆ เติบโตมาจากประสบการณ์และคำสอนที่พวกท่านทิ้งไว้ให้ ไม่เจริญรอยตาม และไม่ทำให้ประเทศชาติแห่งนี้ถูกหัวเราะเยาะอีกต่อไป!”

เขากล่าวด้วยสำเนียงของเหอเป่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ ความคิดอ่านเยี่ยงนี้ ทำให้เหล่านักศึกษาเคารพนับถือ ต่างหยิบแก้วสุราขึ้นมา กล่าวเสียงดังว่าพี่ฉินกล่าวถูกต้อง รุ่นบิดาของพวกเราสร้างความผิดพลาดไว้มากมาย ความจริงล้วนเกิดจากความที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอเพียงพวกเราพยายามอย่างสุดความสามารถ ช้าเร็วต้องทำให้ผู้อื่นลืมเลือนความผิดของรุ่นบิดา และส่งเสริมชนชาติแห่งนี้รุ่งเรือง!”

ถูกต้อง พี่ฉินโออ่าผ่าเผย ผู้น้องนับถือเลื่อมใส!”

พี่ฉิน พวกเรามาดื่มอีกสักแก้ว!”

ผู้ใดคารวะสุรา ฉินเต๋อกังล้วนไม่ปฏิเสธ หลังจากดื่มครบไปสองรอบ ค่อยเรอเสียงดังออกมา สองมือค้ำโต๊ะกล่าวว่าพวกคุณอุตส่าห์เรียกฉันว่าพี่ฉิน นับว่าเป็นเกียรติยิ่ง วันนี้ฉันยังมีธุระ ต้องขอตัวลาก่อน วันหน้าหากมีอะไรที่เรียกใช้ฉันได้ ขอให้บอกกล่าว ขอเพียงฉันสามารถกระทำได้ จะไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้าแม้แต่น้อย!”

พี่ฉินเชิญตามสบาย!” “พี่ฉินค่อยๆเดิน!” เหล่านักศึกษารู้สึกนับถือเลื่อมใสเถ้าแก่ฉินที่เพิ่งรู้จักท่านนี้จากใจ ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน กุมมือน้อมส่ง

ฉินเต๋อกังเดินซวนเซไปยังห้องที่เดินเข้ามา เดินถึงครึ่งทาง ทันใดนั้นแข้งขาอ่อนแรง เกือบล้มคว่ำกับพื้น โชคดีที่บริกรมีปฏิกิริยาว่องไว ยื่นมือไปช่วยพยุง จึงฝืนทรงตัวมั่นคงเกือบไปแล้ว เกือบไปแล้ว!” เขาหันหน้ากลับไปส่งยิ้ม โบกมือให้ทุกคน จากนั้นค่อยพิงร่างกายไว้บนไหล่ของบริกร เมามายจนไม่ได้สติ

เถ้าแก่ฉินผู้นี้ นับว่าเป็นบุคคลที่น่าคบหา!” มองส่งจนเงาร่างของฉินเต๋อกังหายลับไปจากประตู เถียนชิงอวี่หัวเราะพลางกล่าวออกมา

ใช่ ท่ามกลางป่าเขา มักจะซุกซ่อนผู้มีความสามารถ คนโบราณกล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยน!” เผิงเสวียเหวินก็กล่าวออกมาประโยคหนึ่ง

เขาคงไม่หวังอะไรจากพวกเรากระมัง?!”จางซงหลิงแม้อายุน้อยที่สุด กลับได้รับการสั่งสอนจากบิดาและพี่ชายตั้งแต่เด็ก มีสัญชาตญาณในการระวังป้องกันต่อผู้คน ขมวดคิ้วกล่าวเตือนด้วยความหวังดี

พวกเรา มีอะไรให้ผู้อื่นสนใจเล่า!” ลู่หมิงขยับนิ้วมือที่เรียวยาว เอ่ยปากย้อนถาม

นับว่าเป็นความจริง ด้วยฐานะเฉกเช่นเถ้าแก่ฉิน ใช่ว่าจะหมายปองเงินบริจาคหลายร้อยเหรียญที่พวกเขาพกพามาด้วย มิหนำซ้ำคนผู้นี้แม้แต่ความผิดของบิดาบังเกิดเกล้าล้วนกล้ายอมรับโดยตรง เพียงพอที่จะเห็นถึงความสง่าผ่าเผย พวกเขามองหน้าและยิ้มให้กันและกัน นับว่านึกคิดไม่ออกว่าบนร่างกายตนเองยังมีสิ่งใดที่เถ้าแก่พอจะหลอกลวงไปได้ จึงไม่ไประแวงสงสัยอีก หันไปสนทนาถึงการแสดงจิตอาสาในวันพรุ่งนี้

ช่วงเวลานี้ ขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นช่วยชาติกำลังดำเดินการอย่างดุเดือดในกลุ่มนักศึกษา การเป็นถึงหัวกะทิของสถาบันชื่อดังในเป่ยผิง เหล่านักศึกษาเป่ยต้าก็ย่อมมีละครทีเด็ดของตนเอง ไม่ยอมน้อยหน้าชมรมเสี่ยฮวา นักศึกษาหลายคนหารือกันเสียงเบาครู่หนึ่ง เสนอต่อเผิงเสวียเหวิน การแสดงในวันพรุ่งนี้ พวกเขาก็ขอมีส่วนร่วมด้วย เผิงเสวียเหวินคิดหาโอกาสใกล้ชิดกับคนของชมรมเสี่ยฮวามานาน เพื่อเลิกล้มความคิดที่จะไปเป่ยผิงของพวกโจวเจวีย เมื่อเห็นสบโอกาส จึงรีบยื่นข้อเสนอขอแสดงร่วมต่อโจวเจวีย

โจวเจวียใช้สายตาสอบถามความคิดเห็นของพวกพ้อง ทราบว่าผู้คนที่เหลือไร้ไม่มีใครคัดค้าน จึงรับปากตอบตกลง นัดหมายกับเผิงเสวียเหวิน หากพรุ่งนี้สามารถยืมเวทีแสดงมาได้ ก็ปล่อยให้ชมรมเสี่ยฮวารับผิดชอบการแสดงในครึ่งแรก นักศึกษาเป่ยผิงรับผิดชอบในครึ่งหลัง ร่วมเผยแพร่หลักการในการต่อต้านญี่ปุ่น

นักศึกษาทั้งสองฝ่ายนั่งรวมกัน สนทนามาอีกครู่หนึ่ง ตกลงเรื่องรายละเอียดในการแสดง จากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ตอนเดินขึ้นบันได เผิงเสวียเหวินจงใจเดินล้าหลังหลายก้าว ยื่นมือไปโอบไหล่โจวเจวีย กล่าวด้วยท่าทีเมามายว่าสือโถว ฉันทราบดี คำพูดของฉันวันนี้สำหรับคนของชมรมเสี่ยฮวาอย่างพวกนายแล้ว นับว่ากล่าวหนักไปบ้าง แต่ว่า ความสัมพันธ์ของฉันกับนายมันแตกต่างกับพวกเขา! ตั้งแต่เล็กจนโต ฉันเห็นนายเสมือนพี่ชายแท้ๆ มาตลอด เวยเวยก็ยึดถือนายเป็นแบบอย่างที่ดี พวกเราไม่อาจปล่อยให้นายกระโดดลงไปในบ่อเปลวเพลิงต่อหน้าต่อตา โปรดฟังฉันสักครั้ง ไม่ต้องไปเป่ยผิง เมื่อไปถึงแล้ว นายก็จะเหมือนกับฉัน ยิ่งมายิ่งรู้สึกถึงความสิ้นหวัง!”

หรือว่ารัฐบาลจงยางที่นายกล่าวถึง ก็ไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความสิ้นหวัง?” คล้ายกับคาดการณ์ได้ว่าเผิงเสวียเหวินจะเล่นวิธีหลังเมามายเผยความพูดแท้จริง ฟางกั๋วเฉียงที่เดินอยู่ข้างหน้าหยุดเท้าฉับพลัน หันหน้ามาหัวเราะเยาะคุณอย่าลืมไปว่า คนส่วนใหญ่ในกลุ่มของพวกเรา ล้วนเป็นชาวซานตง! ตอนที่โจรญี่ปุ่นฆ่าคนวางเพลิงที่จี่หนานในปีที่สิบเจ็ดแห่งสาธารณรัฐจีน รัฐบาลจงยางของคุณทำอะไรได้บ้าง?!”

ปีที่สิบเจ็ดแห่งสาธารณรัฐจีน กองทัพเป่ยฝา (ปราบเหนือ) บุกตีซานตง ประชาชนชาวจี่หนานนำเสบียงอาหารออกมาเลี้ยงต้อนรับกองทัพ! สุดท้ายพอญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาแทรกแซง กองทัพปฏิวัติของสาธารณรัฐจีนประกาศเลิกต่อต้านทันที ปล่อยให้ผู้อื่นยึดอาวุธทหารเจ็ดพันกว่านายของตนเอง จากนั้นคนญี่ปุ่นเข้าเมืองมาเข่นฆ่าวางเพลิงอย่างเหิมเกริม แม้แต่ไช่กงสือผู้ดูแลการต่างประเทศของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน ก็ถูกลากตัวออกมายิงเป้าต่อหน้าผู้คน ส่วนเจี่ยงเจี่ยสือเซียนเซิงที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพปฏิวัตินิ่งดูดาย ไม่เพียงไม่ยอมส่งทหารแก้แค้นให้ไช่กงสือ กลับออกคำสั่งห้ามกองทัพเป่ยฝายิงปืนตอบโต้ เพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โต

วันที่ 17 เดือนพฤษภาคม กองทัพเป่ยฝาที่เหลืออยู่สองทัพย่อยสุดท้ายรับคำสั่งถอยออกจากจี่หนาน กองทัพญี่ปุ่นเข้าเมืองเยี่ยงผู้ชนะ ดำเนินการเข่นฆ่าครั้งใหญ่ต่อพลเมืองจี่หนานที่ไร้อาวุธต่อต้าน สังหารหนึ่งหมื่นหนึ่งพันกว่าคนในวันเดียว ยังมีพลเมืองอีกหกพันกว่าคนถูกทำร้ายอย่างทารุณด้วยการตัดจมูก ตัดนิ้ว คว้านหน้าอกและตัดขา

หลังเหตุการณ์ รัฐบาลจงยางอ้อมเส้นทางปราบเหนือต่อไป ลบล้างซานตงทั้งแห่งออกไปจากในความทรงจำโดยสิ้นเชิง ทว่าประชาชนจี่หนานกลับไม่มีวันลืมเลือน เป็นผู้ใดที่ทอดทิ้งพวกเขาในยามที่ทุกข์เข็ญที่สุด! นั่นทำให้พวกเขาไม่มีทางเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจงยางจะสามารถแบกรับหน้าที่อันหนักอึ้งเช่นนี้ และสามารถกอบกู้ชาติบ้านเมืองและลบล้างความอัปยศ

ต่อให้วาทศิลป์ของเผิงเสวียเหวินยอดเยี่ยมเพียงใด แต่สำหรับโศกนาฏกรรมดังกล่าว เขาก็อับจนปัญญาแก้ต่างให้รัฐบาลจงยาง กล่าวพึมพำว่าตอนนั้น ตอนนั้นเนื่องเพราะประเทศยังไม่รวบรวมเป็นปึกแผ่น รัฐบาลไร้กำลังต่อต้าน ดังนั้นจึงต้องอดทนรับความอัปยศอดสูชั่วคราว!”

ประเทศยังไม่รวบรวมเป็นปึกแผ่น?!” ฟางกั๋วเฉียงยักไหล่ เบะปากเย้ยหยันตอนเหตุการณ์กรณี 18 กันยายน ประเทศรวบรวมเป็นปึกแผ่นแล้วหรือ? ตอนศึกสู้รบฉางเฉิง ประเทศรวบรวมเป็นปึกแผ่นแล้วหรือ? เอาแค่ตอนนี้ กองทัพที่ยี่สิบเก้าอยู่ในเป่ยผิงรอคอยการสนับสนุนจากด้านหลัง ประเทศรวบรวมเป็นปึกแผ่นแล้วหรือ? หากว่ากองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองเป่ยผิงแล้วบุกลงใต้ต่อเนื่อง รัฐบาลยังจะใช้คำว่าประเทศยังไม่รวบรวมเป็นปึกแผ่นเป็นข้ออ้าง ทนรับความอัปยศอดสูอีกครั้งเหรอ?! การปฏิวัติซินไฮ่ดำเนินมานานหลายปีแล้ว รัฐบาลแม้แต่รวบรวมประเทศยังทำไม่ได้ รัฐบาลแบบนี้ ยังสามารถคาดหวังอะไรได้อีก?”

การย้อนถามอย่างฉับพลัน ทำให้เผิงเสวียเหวินตั้งรับแทบไม่ทัน ได้แต่ถลึงตากลมโตพลางถอยหลัง กล่าวเสียงดังลั่นว่าอย่างนั้นก็ดีกว่าที่คุณไปเอี๋ยนอัน! หากไม่ใช่เพราะพวกมันคอยถ่วงความเจริญ ประเทศชาติคงรวบรวมเป็นปึกแผ่นตั้งนานแล้ว!”

ฉันเพียงแต่บอกว่า นั่นเป็นทางเลือกหนึ่งเท่านั้น!” ฟางกั๋วเฉียงตอบโต้ เขายืนอยู่บนบันได กล่าวจากบนที่สูงว่าอย่างน้อย พวกเขาล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่คล้ายรัฐบาลจงยางของคุณ น่าอัปยศอดสู

หนึ่งประเทศ หนึ่งรัฐบาล!” เผิงเสวียเหวินเดินขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง กล่าวคำขวัญ

หากว่ารัฐบาลแห่งนี้ไม่อาจแบกรับหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองประชาชน ก็ควรรู้จักหลีกทางให้ผู้มีความสามารถ!” ฟางกั๋วเฉียงเดินลงมาอีกหลายก้าว ปะทะคารมอย่างไม่ลดละ

ทั้งสองคนจ้องมองกันและกันด้วยความโกรธแค้น หายใจรุนแรงราวกับวัวคลั่งสองตัว เตรียมพร้อมใช้เขาวัว ขวิดกระซวกไส้ของอีกฝ่ายได้ตลอดเวลา

โดยพื้นฐาน ฟางกั๋วเฉียงกับเผิงเสวียเหวินความจริงเป็นคนประเภทเดียวกัน ล้วนฮึกเหิมห้าวหาญ เป็นห่วงบ้านเมืองกับประชาชน และรู้สึกถึงความสิ้นหวังอย่างลึกซึ้งต่อสภาพความเป็นจริง หากแต่สิ่งที่แตกต่างคือ ความสิ้นหวังของเผิงเสวียเหวินคือขุนศึกในท้องถิ่น ส่วนฟางกั๋วเฉียง ความสิ้นหวังกลับเป็นรัฐบาลจงหยางของพรรคกั๋วหมินตั่ง!

ซึ่งคล้ายกับคนวัยหนุ่มสาวจำนวนมากในยุคนั้น พวกเขางงงวย โกรธแค้น พยายามคิดหาเส้นทางที่จะกอบกู้ชาติบ้านเมืองช่วยเหลือประชาชน พวกเขาล้วนแต่คิดว่าเส้นทางที่ตนเองค้นพบนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็จะตั้งหน้าตั้งตาเดินไปให้สุดทางไม่ละความพยายาม ถึงตายก็ไม่เสียดาย

หากมีผู้อื่นขวางทางพวกเขา พวกเขาก็จะเดินข้ามผ่านซากศพของอีกฝ่ายไปอย่างปราศจากความลังเล ดังนั้น พวกเขาไม่พบเจอกันก็ช่าง เมื่อพบเจอกันแล้ว ย่อมต้องเกิดการปะทะอย่างดุเดือดรุนแรง เฉกเช่นเหตุการณ์ในวันนี้ ปะทะคารมอย่างไม่มีใครยอมใคร

ดีที่เหล่านักศึกษาของเป่ยผิงกับซานตงล้วนเดินไปได้ไม่ไกล ได้ยินเสียงผิดปกติที่ด้านหลัง รีบหันหน้าวิ่งกลับมา โอบรัดเอวของเผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียงสองคน ทั้งฉุดทั้งดึงลากตัวทั้งสองคนกลับไปที่ห้องของตนเอง

เหตุการณ์ปะทะคารมที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน นับว่าสงบลงชั่วคราว แต่นักศึกษาที่อยู่ในเหตุการณ์กลับได้ยินคำสนทนาระหว่างเผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียงกระจ่างชัดเจน ค่ำคืนนี้ ไม่ทราบมีผู้คนมากน้อยเพียงใดพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงใหญ่ที่อ่อนนุ่มของโรงแรมเหอผิง ไม่ทราบมีผู้คนมากน้อยเพียงใด ค้นพบว่า เส้นทางที่ตนเองเลือกมาตั้งแต่แรกเริ่ม ความจริงใช่ว่าจะถูกต้องโดยสิ้นเชิง อย่างน้อย เมื่อมองจากอีกมุมมองหนึ่ง ยังคงปรากฏจุดบกพร่องและปัญหาอีกมากมาย

เช้าวันรุ่งขึ้น เหล่านักศึกษารวมทั้งจางซงหลิง แต่ละคนล้วนขอบตาดำคล้ำ ทุกคนต่างพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นสนทนาเมื่อคืน แต่การสบสายตาโดยบังเอิญนั้น กลับมองเห็นเค้าความมึนงงสับสนที่อยู่ในดวงตาของกันและกัน หลังจากรับประทานอาหารเช้า ชายวัยกลางคนแซ่จูท่านหนึ่งเดินขึ้นตึก คืนเงินค่ามัดจำกับค่าอาหารแก่พวกเขา และขอโทษทุกคนแทนเถ้าแก่ฉินอย่างจริงใจ เมื่อคืนเถ้าแก่ฉินดื่มหนักเกินไป จึงขอตัวกลับก่อน วันหน้าต้องมาสังสรรค์กันใหม่ เพื่อแสดงถึงมิตรไมตรีของผู้เป็นเจ้าบ้าน

พี่ฉินเกรงใจเกินไปแล้ว พวกเราเดินทางมาครั้งนี้ นับว่าสร้างความวุ่นวายให้พี่ฉินมากพอแล้ว ไหนเลยกล้ารบกวนท่านอีก!” สำหรับพ่อค้าที่รักชาติและจริงใจผู้นี้ โจวเจวียเคารพนับถือจากใจ โบกมือด้วยรอยยิ้ม เพื่อบ่งบอกว่าตนเองไม่กล้ารับน้ำใจอันใหญ่หลวงจากอีกฝ่าย

นั่นเป็นสิ่งที่สมควร!” รองผู้จัดการจูกับชายหนวดเรียวเล็กที่พวกเขาพบเจอที่ห้องโถงของโรงแรมเมื่อวาน การปฏิบัติตัวต่อผู้อื่นนับว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ด้านหนึ่งก้มหน้าโน้มหลัง ด้านหนึ่งกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจนายจ้างของพวกเราสั่งไว้ว่า พวกคุณล้วนเป็นอนาคตของประเทศชาติ สมควรได้รับการสนับสนุน วันหน้าสามารถเห็นโรงแรมเสมือนเป็นบ้านตนเอง เดินทางมาเยือนเมื่อใดพวกเราล้วนเรียงแถวต้อนรับ ไม่ว่าพักนานเพียงใด ล้วนไม่เก็บค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น!”

พี่ฉินเกรงใจเกินไปแล้ว!” เผิงเสวียเหวินก็รู้สึกเกรงใจ กุมมือรองผู้จัดการจูด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ไม่กล้า ไม่กล้า!” รองผู้จัดการจูตื่นกลัวจนดีดตัวไปด้านหนึ่ง รีบโน้มหลังคำนับคืนท่านกำลังทำให้ผู้น้อยอายุสั้น?ผมแค่ลูกจ้างของโรงแรม ไหนเลยกล้ารับการคาวระจากท่าน! เถ้าแก่ของเรายังบอกอีกว่า ท่านได้เหมาเวทีการแสดงแห่งนั้นไว้ให้แล้ว คุณหนูคุณชายทุกท่านคิดจะไปทำการแสดงเมื่อใด ก็เดินทางไปได้เลย ส่วนสถานที่ สิ่งของอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ล้วนปล่อยให้ทางโรงแรมเป็นผู้รับผิดชอบ!”

พี่ฉินผู้นี้…” เถียนชิงอวี่ที่อวดตนว่ามีสหายทั่วแผ่นดินส่ายศีรษะเบาๆ บ้านของเขาเดิมทีเปิดกิจการสำนักคุ้มกันภัย หลังจากสถาปนาสาธารณรัฐจีน จึงเปลี่ยนอาชีพมาเป็นการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ผู้คนที่เข้าออกในบ้าน มีทุกรูปแบบ แต่ไม่ว่าเอาผู้ใดมาเปรียบเทียบกับเถ้าแก่ฉิน ล้วนคล้ายเปรียบเช่นหิ่งห้อยกับดวงตะวัน ประชันแสงกันไม่ได้!

อย่างนั้นการแสดงจิตอาสาของพวกเราในครั้งนี้ ก็ช่วยชูธงให้พี่ฉิน ถือเป็นการตอบแทนท่านที่ให้การสนับสนุน!” ความคิดอ่านของฟางกั๋วเฉียงค่อนข้างเรียบง่าย ในเมื่อรับน้ำใจจากผู้อื่น ก็ต้องตอบแทน เผื่อวันหน้ารำลึกขึ้นมา ในใจจะได้ไม่รู้สึกติดค้าง

ข้อเสนอนี้ได้รับเสียงตอบรับจากพวกพ้อง รวมทั้งเผิงเสวียเหวินที่ไม่ถูกชะตากับฟางกั๋วเฉียงมาตลอด ก็ยิ้มน้อยๆ พยักหน้าเห็นด้วยเช่นนั้นพวกเรารีบเดินทางไปเถอะ เก็บกวาดสถานที่ก่อน สร้างความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง ถือโอกาสแจกใบปลิวจำนวนหนึ่ง เขียนป้ายผ้าอีกหลายผืน เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าพวกเรากำลังทำอะไร!”

ดี! พวกเราไปเดี๋ยวนี้เลย!” ทุกคนต่างพยักหน้า

คนวัยหนุ่มสาว ลงมือทำงานว่องไวกระฉับกระเฉง เวลาเพิ่งล่วงเลยมาถึงประมาณสิบโมง ก็เก็บกวาดเวทีทั้งแห่งอย่างสะอาดหมดจด นักศึกษาหลายคนที่ชำนาญด้านดนตรีเริ่มตีกลองสีซอ หันชิวกับหลิ่วจิงที่รับผิดชอบพิธีกร ย่างก้าวเข้าสู่เวที

รายการแสดงทั้งหมดล้วนเคยจัดแสดงระหว่างทางมานับครั้งไม่ถ้วน เมื่อขึ้นแสดงอีกครั้ง ย่อมคล่องแคล่วชำนาญ และนักท่องเที่ยวที่ค้างอยู่ในหูลู่อวี้ ส่วนใหญ่ล้วนเพื่อหลีกเลี่ยงไฟสงคราม ได้ยินท่วงทำนองอันโศกเศร้าเคียดแค้น ก็พลันนึกถึงสถานการณ์ของบ้านตนเองในตอนนี้ ประเดี๋ยวเดียวก็ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมที่อยู่ด้านล่างของเวทีอย่างล้นหลาม

คราวนี้ จางซงหลิงคงถึงคราวซวยแล้ว ทหารญี่ปุ่นที่เขาแสดงนั้นเพิ่งขึ้นเวที ก็ถูกต้อนรับด้วยลูกพลับเน่ากับเต้าหู้เหม็นจำนวนนับไม่ถ้วน ส่งผลให้หันชิวกับหลิ่วจิงจำต้องหยุดการแสดงชั่วคราว ออกมาอธิบายต่อผู้ชมทั้งหลาย ทหารญี่ปุ่นผู้นี้แสดงโดยคนกันเอง ไม่ใช่คนญี่ปุ่นโดยสายเลือด จึงสยบเพลิงโทสะของผู้ชมลงชั่วคราว แต่ว่ายามแสดงถึงตอนทหารญี่ปุ่นเดินทางมาเยือนอีกครั้ง โอบอุ้มบุตรสาวของเศรษฐีแซ่เถียนเข้าบ้านพัก ผู้ชมทั้งหลายถึงกับลืมเลือนไปอีกครั้งว่ากำลังชมการแสดง คว้าสิ่งของที่อยู่ข้างกาย ขว้างโยนเข้าใส่ผู้ที่แสดงเป็นทหารญี่ปุ่น

ผัวะ!” เถียนชิงอวี่ที่แสดงเป็นเศรษฐีที่ดินไม่ทันบอกกล่าว ก็เห็นอิฐก้อนหนึ่งลอยแหวกอากาศ กระแทกเอวของจางซงหลิง กระแทกจนจางซงหลิงซวนเซเสียหลัก ทิ้งลู่หมิงที่โอบอุ้มอยู่ล้มลงกับพื้น

ฆ่าทหารญี่ปุ่น!” “ฆ่าทหารญี่ปุ่นโจวเจวียที่แสดงเป็นบุตรชายคนรองของบ้านเศรษฐีเห็นผิดท่า ตัดสินใจวิ่งออกมาจากหลังเวทีก่อนเวลา เถียนชิงอวี่ที่แสดงเป็นเศรษฐีที่ดินก็คล้อยตามกัน คว้ามีดหั่นผักที่ทำมาจากไม้ ฟันใส่ทหารล่ามที่ฉุดดึงตนเอง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความโกรธแค้นอันกึกก้อง จางซงหลิงวิ่งซวนเซเข้าไปที่หลังเวที จากนั้น บทเพลงซงฮวาเจียงซ่างก็ผลักดันการแสดงไปถึงจุดสูงสุดอย่างสมบูรณ์แบบ

นายเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บหรือไม่ เจ็บหรือเปล่า?!” หันชิงจิตใจละเอียดอ่อน ทิ้งหลิ่วจิงรับบริจาคอยู่หน้าเวทีคนเดียว วิ่งเข้ามาสอบถามจางซงหลิง

โอ๊ย! โอ๊ย!” จางซงหลิงเจ็บจนร้องโอดโอย ลู่หมิงที่แสดงเป็นบุตรสาวของเศรษฐีรีบเปิดเสื้อของจางซงหลิง ตรวจดูอย่างละเอียด เพียงเห็นแผลฟกช้ำขนาดใหญ่ รอบข้างเริ่มมีโลหิตไหลซึมออกมา

คนพวกนี้ ลงมือโหดเหี้ยมไม่น้อย…” หันชิวโกรธจนน้ำตาคลอ กัดฟันบ่นพ้อ

ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆ!” จางซงหลิงเปลือยกายอยู่ต่อหน้าหญิงสาวครั้งแรก เขินอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีพวกเขาเกลียดฉัน บ่งบอกว่าละครของพี่ลู่หมิงเขียนได้ดี พวกเรารีบออกไปขอบคุณผู้คนเถอะ ประเดี๋ยว นักศึกษาของเป่ยผิงจะเริ่มการแสดงแล้ว!”

อืม!” หันชิวพยักหน้า ร่วมมือกับลู่หมิง ช่วยกันพยุงแขนของจางซงหลิงเดินไปที่หน้าเวที

“…ปีใด เดือนใด จึงสามารถกลับไปยังบ้านเกิดที่น่ารักของฉัน?

ปีใด เดือนใด จึงสามารถรวบรวมสมบัติอันนับไม่ถ้วนกลับคืนมา?

ท่านพ่อท่านแม่ ท่านพ่อท่านแม่…”

หน้าเวที เสียงเพลงยังดังต่อเนื่อง ผู้ชมทั้งหลายล้วนลุกขึ้นยืน ใบหน้านองไปด้วยน้ำตา ตบมือเป็นกำลังให้นักศึกษา ในสถานที่ที่ห่างไกล ยังมีนักท่องเที่ยวอีกมากมายถูกเสียงเพลงดึงดูดเข้ามา พยายามเบียดตัวเข้าไปหากล่องรับบริจาค

ขอบคุณ ขอบคุณทุกท่าน!” ฟางกั๋วเฉียงนำพาพวกพ้อง โค้งคำนับขอบคุณผู้ชมทั้งหลาย ผู้ใดล้วนไม่ทันสังเกตเห็นว่า มีชายสี่คนสวมใส่เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง เบียดสวนฝูงชนหายลับไปในซอยอย่างรวดเร็ว

สี่คนนั้นฝีมือว่องไว เลี้ยวลดคดเคี้ยว มุดออกมาจากอีกซอยหนึ่ง มองดูรอบข้าง เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น ประเดี๋ยวเดียวก็มาถึงด้านหลังของโรงแรมเหอผิง ริมทะเลสาบน้อยที่ใสสะอาดและเงียบสงบแห่งนั้น

มีเรือน้อยลำหนึ่งแหวกผ่านชั้นใบบัว เคลื่อนที่เข้ามา รับชายสี่คนเข้าไปยังท้องเรือ จากนั้นแล่นจากไปไกลอย่างไร้สุ้มเสียง

ครู่หนึ่งให้หลัง จึงหยุดอยู่ที่หน้าลานบ้านของครอบครัวประมงที่ไร้ความสะดุดตาในอีกฟากฝั่งของทะเลสาบ

ชายสี่คนที่ถูกรับขึ้นเรือ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดจงซานสีเทา กระโดดขึ้นท่าเรืออย่างว่องไว เดินเข้าไปในลานบ้าน เดินทะลุห้องโถงด้านหน้า อ้อมผ่านแปลงผัก มาถึงหน้ากระท่อมที่อยู่ใกล้บ่อน้ำในลานบ้านส่วนหลัง

หน้ากระท่อม มีชายชุดดำสองคนกำลังยืนเฝ้า พบเห็นชายชุดจงซานสี่คน พยักหน้าพลางกำชับด้วยเสียงเบาว่าหัวหน้าสั่งไว้ เมื่อพวกคุณกลับมาแล้ว ให้รีบไปพบท่านทันที ฉินเซียนเซิงกับพานซียนเซิงและมัตสึอิเซียนเซิงก็อยู่ด้วย ระวังคำพูดให้ดี!”

ทราบแล้ว!” ชายชุดจงซานที่เดินอยู่หน้าสุดตอบด้วยท่าทีรำคาญ ยื่นมือไปแหวกม่านประตู

ภายในบ้านสว่างฉับพลัน วัตถุโบราณสีเหลืองนวลหลายชิ้นทอประกายวูบวาบ วัตถุโบราณแต่ละชิ้นล้วนแฝงด้วยกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของราชวงศ์ก่อน หากนำไปขายทอดตลอด ราคาอย่างน้อยอยู่ที่หลักแสนเหรียญต้าหยางขึ้นไป ส่วนบริเวณกึ่งกลางของบ้าน เป็นโต๊ะสำหรับเล่นไพ่นกกระจอกตัวหนึ่ง คนสวมชุดคลุมยาวหลายคน กำลังสูบบุหรี่ไปพลางเล่นไพ่นกกระจอกไปด้วย

หัวหน้าเยวี่ย พวกเรากลับมาแล้ว!” อย่าเห็นว่าชายชุดจงซานยามอยู่ข้างนอกเสียงดังกระด้าง พอเข้ามาในบ้าน กลับแปรเปลี่ยนพินอบพิเทา เดินช้าๆ มาถึงข้างกายของนักเล่นไพ่นกกระจอกที่นั่งหันหลังให้ประตูบ้าน โน้มหลังกระซิบข้างหู

กลับมาแล้ว!” นักเล่นไพ่นกกระจอกที่ถูกขานเรียกว่าหัวหน้าเยวี่ย ตีไพ่ออกไปหนึ่งใบอย่างแช่มช้า จากนั้นหัวเราะพลางถามว่าลำบากแล้ว เด็กแสบหลายคนนั้นถูกสั่งสอนจนเป็นอย่างไรแล้ว?!”

ผู้น้อย ผู้น้อยละอายใจ ไม่สามารถบรรลุภารกิจที่ได้รับมอบหมาย!” ชายชุดจงซานถอยหลังครึ่งก้าว รายงานช้าๆ

เกิดอะไรขึ้น?! มีคนคุ้มกะลาหัวพวกมันหรือ?” หัวหน้าเยวี่ยหยิบไพ่ขึ้นมาอีกหนึ่งใบ ด้านหนึ่งวิเคราะห์การเล่น ด้านหนึ่งถามไถ่อย่างอดทน

ความเร็วของนักเล่นไพ่นกกระจอกลดช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ล้วนหันศีรษะมา ชายชุดจงซานถูกจ้องมองจนขนลุกซู่ ยื่นมือเช็ดหน้าผากที่ปราศจากเม็ดเหงื่อ รายงานด้วยเสียงเบาว่าเด็กหลายคนนั้น นับว่าชำนาญการปลุกระดมผู้คน ผู้น้อยยังไปไม่ถึงที่หมาย บริเวณเวทีก็อัดแน่นไปด้วยฝูงชน ตั้งแต่ฟังเพลงบทแรก ผู้คนก็เริ่มสบถ ด่า…” เขาก้มศีรษะลงต่ำ ใช้หางตาชำเลืองมองนักเล่นไพ่นกกระจอกร่างเตี้ยที่นั่งอยู่ฝั่งขวามือของหัวหน้าเยวี่ยแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวต่อไปว่าด่ากองทัพของพันธมิตรเป็นเดนเดรัจฉาน และตะโกนคำขวัญต่อต้านญี่ปุ่นตามเด็กกลุ่มนั้น ผู้น้อยฉวยโอกาสที่สถานการณ์วุ่นวายขว้างก้อนอิฐขึ้นบนเวทีหลายก้อน ซึ่งมีก้อนหนึ่งโดนเป้าหมายอย่างจัง กลับไม่สามารถทำให้มันล้มลง  ต่อมา ต่อมาบรรยากาศยิ่งมายิ่งดุเดือด ผู้น้อยกลัวเปิดเผยฐานะตัวตน จึงรีบพาคนถอยหนีออกมา

ฉันบอกแล้ว วิธีของเหล่าเยวี่ยไม่เห็นผลกระมัง!” ฉินเต๋อกังที่นั่งอยู่ซ้ายมือของหัวหน้าเยวี่ยตีไพ่ออกมาใบ หนึ่ง หัวเราะพลางกล่าวว่าเด็กนักศึกษากลุ่มนี้ มีความชัดเจนทางงอุดมการณ์และความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราเคยพบเจอมาก่อน คิดใช้วิธีทำร้ายนักศึกษา บีบให้พวกเขาถอยกลับไป ผลสุดท้าย เกรงว่าจะเป็นตรงกันข้าม!”

เด็กน้อยที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำพวกนี้!” หัวหน้าเยวี่ยขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเผยอารมณ์จนใจอยู่บ้างเรื่องใหญ่ของชาติบ้านเมือง แม้แต่ซ่งจู่สีกับอินเซียนเซิงล้วนไม่กล้าด่วนตัดสินใจ พวกมันจะเข้ามาแส่หาเรื่องทำไม?! เสี่ยวหยวน วันนี้แกทำได้ดี เห็นทีผู้คนในหูลู่อวี้อารมณ์เดือดพล่าน พวกเราไม่ควรทำให้พวกเขาโกรธเคือง ไม่อย่างนั้นหากเกิดเหตุจราจล ก็เท่ากับได้ไม่คุ้มเสีย! แกพาพี่น้องไปรับประทานอาหารก่อน จากนั้นติดตามเด็กน้อยกลุ่มนั้นต่อไป ควรจัดการพวกเขาอย่างไร รอฟังคำสั่งอีกที!”

ครับ!” ชายชุดจงซานโน้มหลัง เดินถอยออกไป หัวหน้าเยวี่ยครุ่นคิดแล้วพลันกล่าวว่าช้าก่อน พวกเขาจ้างรถม้าสามคันกระมัง! แกลองคิดหาวิธีจัดการพวกคนขับรถม้า แต่ว่าต้องระวังเช่นกัน อย่าทำให้ฝูงชนโกรธเคือง และอย่าทำให้ฉินเซียนเซิงเดือดร้อน!”

ผู้น้อยทราบว่าควรจัดการอย่างไร!” ชายชุดจงซานที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวหยวนโค้งคำนับอีกครั้ง จากนั้นพาลูกน้องเดินออกจากประตู เมื่อเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไป ฉินเต๋อกังด้านหนึ่งจับไพ่นกกระจอก ด้านหนึ่งหัวเราะพลางกล่าวว่าฉันขอพนันกับคุณ ต่อให้ไม่มีรถม้า พวกเขาก็ยอมแบกสัมภาระ เดินเท้าจากที่นี่ไปเป่ยผิง!”

คงเป็นไปไม่ได้กระมัง!” หัวหน้าเยวี่ยคว้าไพ่อีกหนึ่งใบ ใช้นิ้วโป้งสัมผัสหน้าไพ่ คราวนี้เขาจับได้ไพ่อีถ่ง (อิกท้ง) ไม่มีประโยชน์ แต่ตีออกไปอาจมีความเสี่ยงที่ต้องแพ้ไพ่เด็กเหล่านี้ล้วนเป็นนักศึกษาที่ไม่เคยผ่านโลกมาก่อน จะมุ่งมั่นเด็ดขาดยิ่งกว่าเหล่าทหาร?!”

เยวี่ยเซียนเซิงอาจยังไม่ทราบ!” นักเล่นไพ่นกกระจอกร่างเตี้ยที่นั่งอยู่ขวามือของเขา หัวเราะเยาะพลางกล่าวว่าพวกมันร้องเพลงตั้งแต่ซานตงเรื่อยมาจนถึงสถานที่นี้ เดิมทีโดยสารรถไฟ สุดท้ายรถไฟหยุดอยู่ที่ผิงอันจ้าย จึงจ้างรถม้าแทนการเดินเท้า เพื่อให้พวกพ้องไม่รู้สึกว่าราคารถม้าแพงเกินไป คนแซ่เถียนผู้นั้น ถึงกับนำเอานาฬิกาทองเรือนหนึ่งที่ผลิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไปขายให้กับโรงจำนำ!”

นาฬิกาทองที่ผลิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อให้อยู่ในเมืองใหญ่อย่างเป่ยผิงและเซี่ยงไฮ้ก็เป็นสินค้าที่ยากพบเห็น มีเพียงครอบครัวคนมีฐานะซื้อมาให้บุตรหลานไว้เป็นที่พึ่งสุดท้ายในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว หรือมอบให้ลูกสะใภ้ในอนาคตเพื่อเป็นของหมั้น 

ฟังคำสนทนาของนักเล่นไพ่นกกระจอกร่างเตี้ย หัวคิ้วของหัวหน้าเยวี่ยขมวดจนแทบชิดติดกัน นิ้วมือลูบหน้าไพ่แล้วลูบอีก ลังเลยากตัดสินใจ นักเล่นไพ่นกกระจอกวัยหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามหัวเราะออกมา กล่าวเสียงเบาว่ามันไม่แปลกแต่อย่างใด ทางด้านเป่ยผิงตอนนี้ ก็เป็นการสร้างสถานการณ์ของพวกนักศึกษาตกยาก เดิมทีซ่งเซียนเซิงถูกอาของผมเกลี้ยกล่อมสำเร็จแล้ว แต่พอถูกกองทัพเสวียปิง (กองทัพนักศึกษา) ปลุกระดม ก็เริ่มลังเลใจ! เด็กนักศึกษาพวกนี้ อย่าเห็นว่าพวกมันไร้น้ำยา ยามที่พวกมันพยายามกีดขวางพวกเรา กลับมีฝีมือพอตัว! มัตสึอิเซียนเซิง ท่านว่า ผมกล่าวถูกหรือไม่

ใช่! พานเซียนเซิงกล่าวมีเหตุผล!” นักเล่นไพ่นกกระจอกร่างเตี้ยหัวเราะฮาฮาพลางตอบว่าอาจารย์ของฉันท่านโดอิฮาระเซียนเซิงเคยกล่าวไว้ว่า ค่ายเสวียปิงแห่งนั้น ก็คือตัวอ่อนของกองทัพที่ยี่สิบเก้า! ไม่กำจัดตัวอ่อนทิ้งไป ย่อมไม่มีวันสยบกองทัพที่ยี่สิบเก้าลงได้! ฉินเซียนเซิง เยวี่ยเซียนเซิง ในส่วนของเรื่องนี้ พวกคุณอย่าให้การสนับสนุนแก่ค่ายเสวียปิงอีกเป็นอันขาด!”

นี่…” หัวหน้าเยวี่ยกัดฟันสูดลมหายใจพวกเขา พวกเขาล้วนเป็นเมล็ดของปัญญาชน…”

พอไม่ระวัง ไพ่อีถ่งในมือเขาร่วงลงมาอยู่บนโต๊ะ นักเล่นไพ่นกกระจอกที่นั่งอยู่ตรงข้ามปฏิกิริยาว่องไว รีบยื่นมือไปคว้ามา เปิดไพ่ของตนเองชนะแล้ว มังกรสีเดียว!”

ช่วงเวลานี้ กลุ่มของจางซงหลิงไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย มีตาข่ายผืนหนึ่งที่ถักมาจากกลอุบายอันชั่วช้า กำลังทอดใส่พวกเขาอย่างเงียบงัน พวกเขากำลังชื่นชมความสำเร็จของการแสดงจิตอาสา ภูมิใจกับท่าทีของผู้ชมทั้งหมด ช่วงหลังของการแสดง ประชาชนที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศมากมายสุดคณานับ ปิดล้อมพื้นที่หน้าเวทีรวมถึงถนนหลายสายในระแวกนั้น 

ผู้ชมแต่ละคนล้วนดวงตาแดงก่ำ หลั่งน้ำตาโศกเศร้า สุดท้าย ไม่เพียงเป็นการแสดงของนักศึกษาฝ่ายเดียว ผู้ชมที่อยู่ใกล้เวที ก็ร้องตามเสียงเพลงของเหล่านักศึกษาเพลงแล้วเพลงเล่า ผู้ชมที่อยู่ห่างไกลไม่อาจได้ยินเนื้อเพลงบนเวที กลับตบมือให้จังหวะ ฮัมทำนองเพลงเสียงเบาคล้อยตามฝูงชน

ดอกไม้ในเดือนห้า บานสะพรั่งทั่วทุ่ง ดอกไม้ปกคลุมโลหิตของนักรบ เพื่อช่วยเหลือชนชาติที่ตกอยู่ในอันตราย พวกเขายืนหยัดต่อต้านจนถึงที่สุด…”

พาหนะของข้าศึกข้ามผ่านฉางเฉิง พื้นที่จงหยวนร้องเพลงเต้นรำเหมือนเก่า ประเทศเพื่อนบ้านยอมจำนนอย่างน่ารังเกียจ ลืมเลือนประเทศชาติยิ่งลืมเลือนพวกเรา…”

บทเพลงขับร้องโดยนักศึกษาเป่ยผิง กลับนำมาซึ่งการตอบรับของผู้คนทั้งหมด แทบจะครึ่งพื้นที่หูลู่อวี้ ล้วนถูกเสียงเพลงจุดประกายขึ้นแล้ว ผู้คนร่ำไห้ ร้องเพลงและร่ำร้อง ระบายความเจ็บแค้นในใจที่มีต่อสงคราม ระบายความเจ็บแค้นต่อการนิ่งเฉยของรัฐบาลจงยางและข้าราชการท้องถิ่น ระบายความเจ็บแค้นต่อตนเองที่เป็นถึงชายชาติกลับอับจนปัญญาหาที่พักพิงแก่ลูกเมีย หลั่งน้ำตาดุจสายธาร

แม้แต่สวรรค์ยังหวั่นไหวไปกับทำนองเพลงอันโศกเศร้าเคียดแค้น สายฝนโปรยปรายลงมาโดยไม่รู้ตัว ผู้คนทั้งหลายกลับไม่ยอมจากไป หากแต่เข้ามารายล้อมเหล่านักศึกษาที่โค้งคำนับขอบคุณถึงสามรอบการแสดง ปรบมือต่อเนื่อง ขอให้พวกเขาร้องอีกหนึ่งเพลง เพื่อให้ผู้ชมทั้งหลายดื่มด่ำในเสียงเพลงอีกครั้งหนึ่ง

กระทั่งหัวหน้าเยวี่ยของหน่วยดูแลความปลอดภัยในท้องที่เดินทางมา อ้างว่าเหล่านักศึกษาเดินทางมาไกลต้องการเวลาพักผ่อน จึงประกาศจบการแสดง

นึกไม่ถึงว่าประชาชนของที่นี่จะตื่นตัวกันขนาดนี้ลู่หมิงกับหลี่ตี๋ยกกล่องบริจาคเดินขึ้นบันไดพลางวิพากษ์วิจารณ์ ตามการประเมินเบื้องต้น ภายในกล่องบริจาค อย่างน้อยมีหนึ่งในสามเป็นเหรียญต้าหยางกับเหรียญอีแปะ

เหรียญโลหะพวกนี้แม้พกพาไม่สะดวก แต่เมื่ออยู่ในยุคที่บ้านเมืองคลอนแคลน กลับมีประโยชน์กว่าธนบัตรของรัฐบาลลิบลับ นำเงินเหล่านี้ไปถึงเป่ยผิง สามารถช่วยนักรบกองทัพที่ยี่สิบเก้าซื้อกระสุนสำหรับยิงทหารญี่ปุ่นอีกหลายหมื่นนัด

พวกเขาล้วนเจ็บแค้นต่อการถูกรุกรานจนบ้านแตกสาแหรกขาด จึงยิ่งง่ายต่อการถูกพวกเราปลุกระดม!” เผิงเสวียเหวินก็รู้สึกทอดถอนใจด้วยความสะเทือนใจต่อภาพเหตุการณ์ในตอนแสดง แต่อารมณ์บนใบหน้ากลับแฝงด้วยความโกรธเคืองอยู่บ้างแต่จะมีประโยชน์อะไร? รอพรุ่งนี้พวกเราไปแล้ว พวกเขาต่างก็ลี้ภัยและยอมจำนนเหมือนเก่า ใครล้วนลืมเลือนไปว่าวันนี้พวกเราร้องเพลงอะไร!”

ทำไมคุณจึงมั่นใจแบบนั้น! คล้ายกับทั้งประเทศมีคุณเพียงคนเดียวที่ตื่นตัวอยู่เสมอ!” ฟางกั๋วเฉียงได้ยินคำพูดของเผิงเสวียเหวิน ก็รู้สึกไม่พอใจ ขมวดคิ้วแน่น ตอบโต้ทันที

ตอนเหตุการณ์ 12 กันยายนปีก่อน พวกเราก็ทำให้ผู้คนกว่าครึ่งของเป่ยผิงซาบซึ้งตื้นตัน! แต่หลังจากนั้นg]jk? นอกจากปืนฉีดน้ำแรงดันสูงของเฝิงจื้ออันแล้ว พวกเรายังได้รับอะไรอีก?!” เขาเหลือบตามองฟางกั๋วเฉียงแวบหนึ่งด้วยท่าทีเย็นชา

อย่างน้อย พวกคุณได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการต่อต้านสงคราม!” ฟางกั๋วเฉียงเผชิญสายตากับเผิงเสวียเหวินอย่างไม่หลบเลี่ยงอย่างน้อย คุณในตอนนั้น ไม่ได้หาข้ออ้างหลบหนี!”

ฉันไม่เคยหลบหนีแม้แต่ครั้งเดียว! ฉันเพียงแต่ต้องการเดินทางไปยื่นคำร้องที่หนานจิง ขอให้รัฐบาลตัดสินใจเด็ดขาดโดยเร็ว!” เผิงเสวียเหวินเดือดดาลฉับพลัน ใช้น้ำเสียงคล้ายตวาดแก้ต่างให้ตนเอง

คิดจะเป็นทหารหนีศึก ย่อมสามารถหาข้ออ้างที่แลดูสมเหตุผลเสมอ!” ฟางกั๋วเฉียงกล่าวคำเย้อหยันต่อไป

คุณต่างหากที่เป็นทหารหนีศึก ตอนฉันเผชิญหน้าปืนฉีดน้ำแรงดันสูง คุณยังไม่ทราบอยู่ที่ใด…”

อย่างน้อยตอนนี้ฉันกำลังเดินทางขึ้นเหนือ แต่ไม่ใช่เดินทางลงใต้…”

นักศึกษาจากสองสถาบันห้ามปรามสองคนไม่ไหว และไร้เรี่ยวแรงห้ามปราม ต่างเร่งความเร็วหรือเดินช้าลง ทิ้งระยะห่างกับพวกเขา จางซงหลิงบนหลังโดนก้อนอิฐฟาดใส่ ไม่สามารถเดินเร็วได้ เผิงเวยเวยก็ไม่สนใจฟังการทะเลาะอันไม่รู้จักจบสิ้นของพี่ชายกับผู้อื่น จึงเดินอยู่ท้ายขบวนร่วมกับจางซงหลิง

คุณเรียนภาษาญี่ปุ่นกับใครหรือ? ฟังดูนับว่าคล้ายคลึงกับเจ้าของภาษา!” จิตใจของเด็กสาวไร้ความเคียดแค้นระหว่างชนชาติเท่าใดนัก มุมมองในการถามคำถาม จึงแปลกใหม่อย่างเห็นได้ชัด

ฉันฉันไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก่อน!” เอ่ยถึงประเด็นนี้ จางซงหลิงรู้สึกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เมื่อก่อนเขาไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นแม้แต่น้อย ถูกเถียนพ่างจื่อบังคับให้แสดงแทน จึงฝืนเรียนกับอีกฝ่ายมาหลายประโยค คาดไม่ถึงว่าภาษาญี่ปุ่นหลายประโยคนี้ทำให้เขาเกือบถูกก้อนอิฐปิดชีพไม่ว่า หลังจากจบการแสดง ยังถูกผู้คนจำนวนหนึ่งรายล้อมชี้นิ้วนินทา

อย่างนั้นตอนมัธยมคุณเรียนภาษาอะไร? ภาษาอังกฤษหรือ เขตซานตงของพวกคุณ ภาษาญี่ปุ่นกับภาษาเยอรมันเป็นที่นิยมไม่ใช่หรือ?” เผิงเวยเวยมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น ขอเพียงเป็นเรื่องราวที่แปลกใหม่ ล้วนชอบสืบสาวราวเรื่องจนถึงที่สุด

โอ อย่าไปเอ่ยถึงเลย พูดขึ้นมาฉันก็รู้สึกปวดศีรษะ! ตอนมัธยมฉันดวงซวยเป็นพิเศษ…”เอ่ยถึงหัวข้อสนทนานี้ จางซงหลิงยิ่งเจ็บใจ โรงเรียนมัธยมที่เขาเรียนนั้นแปลกพิสดาร เพื่อบุกเบิกและพัฒนาทัศนวิสัยของนักเรียน จึงเปิดหลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษกับภาษาเยอรมันสองวิชา และบังคับให้นักเรียนต้องเลือกเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ห้ามอ้างเหตุผลอื่นใดเพื่อขาดเรียน ส่วนตัวเขาเองโชคร้ายพอดี ถูกโรงเรียนจัดให้ไปอยู่กับอาจารย์สอนภาษาเยอรมัน หลังจบการศึกษา เขาจดจำคำศัพท์ภาษาเยอรมันมามากมายก่ายกอง แต่ยามเดินอยู่บนท้องถนน กลับไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้แม้แต่น้อย ยังไม่สู้เรียนภาษาญี่ปุ่น อย่างน้อยยังสามารถช่วยครอบครัวทำมาค้าขายกับคนญี่ปุ่น

ทางเขตเป่ยผิง สถานที่ที่ต้องใช้ภาษาเยอรมันก็มีไม่มาก แต่ทางเขตหนานจิง ได้ยินว่ามีบริษัทของชาวเยอรมันอยู่หลายแห่งเธอรู้สึกเห็นใจต่อชะตากรรมของจางซงหลิง เผิงเวยเวยคิดช่วยหาทางออกให้เขาใช่แล้ว…” เธอตบมืออย่างกะทันหัน กล่าวเสริมอย่างดีใจว่าหรือไม่คุณก็ไม่ต้องไปสมัครสอบเป่ยต้า ติดตามพวกเราไปหนานจิง เราสองคนไปสมัครสอบมหาวิทยาลัยจงยางด้วยกัน ทางรัฐบาลมีชาวเยอรมันหลายคนเป็นที่ปรึกษา ภาษาเยอรมันของคุณ ไม่แน่ว่าอาจสามารถใช้ออกได้!”

ฉันไหนเลยมีความสามารถเช่นนั้น พออ่านออกอยู่บ้าง แต่กลับพูดไม่คล่องแคล่ว!” คบหากับเผิงเวยเวยมาหลายวัน จางซงหลิงเริ่มสนิทสนมและคุ้นชินกับอีกฝ่าย ส่ายศีรษะ กล่าวยิ้มๆ ว่ายิ่งกว่านั้น ตอนนี้ฉันก็ไม่สามารถไปหนานจิงกับพวกคุณ ฉันเดินทางมาถึงที่นี้แล้ว ย่อมไม่สามารถหันหลังเดินถอยกลับไป!”

ทำไมจะไม่ได้?!” เผิงเวยเวยนึกไม่ถึงว่าจางซงหลิงจะกล่าวตรงไปตรงมาเช่นนี้ เงยศีรษะขึ้น ดวงตากลมโตเต็มเปี่ยมด้วยความผิดหวัง

หัวใจของจางซงหลิงวาบไหวแวบหนึ่ง ถอนใจออกมา ในคำพูดแฝงมาด้วยความเศร้าใจฉันพบเจอพี่โจวระหว่างทาง จากนั้นตัดสินใจเดินทางไปสมัครทหารที่เป่ยผิงกับพวกเขา เห็นทีจวนจะถึงเป่ยผิงแล้ว หากเปลี่ยนแปลงความคิดกะทันหัน เท่ากับ เท่ากับ…”

เขาส่ายหน้าติดต่อกัน ฝืนยิ้มอย่างจนใจอยู่บ้างเท่ากับเป็นการหาข้ออ้างให้กับความขี้ขลาดอ่อนแอของตนเอง วันหน้าเมื่อรำลึกขึ้นมา เกรงว่าต้องไม่สบายใจไปตลอดชีวิต!”

นี่เป็นความคิดที่จริงแท้ของเขา ตลอดสองวันที่ผ่านมา การโต้เถียงระหว่างเผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียง ส่งผลกระทบต่อเขาเป็นอย่างมาก ยามกลางดึกนอนไม่หลับ พลิกตัวบนเตียงถามใจตนเอง จางซงหลิงเองก็ยากจะบอกได้ว่าการตัดสินใจเดินทางไปกับพวกโจวเจวียในตอนแรกเริ่มนั้น ตกลงเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือว่าผิดพลาด?! เขารักประเทศแห่งนี้ รักชนชาติแห่งนี้ แม้ว่าเขาไม่เข้าใจว่าความรักนี้มาจากสาเหตุอะไร เขาไม่กลัวการพลีชีพเพื่อชาติ ไม่กลัวหลั่งโลหิตในสนามรบ กลับหวั่นเกรงตนเองตายอย่างโง่เขลางมงาย

หากว่ากองทัพที่ยี่สิบเก้าเป็นดังที่เผิงเสวียเหวินกล่าวไว้จริง พวกเขาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่พวกซ่งเจ๋อหยวนใช้แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว จางซงหลิงก็ไม่ทราบว่าตนเองเดินทางครั้งนี้ยังมีความหมายอะไร? แต่หากเลือกปล่อยวางเลิกรากลางคัน เขาก็ไม่ยินยอม ยิ่งไม่ต้องการถูกพวกฟางกั๋วเฉียงเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นคนขี้ขลาดที่รักตัวกลัวตาย

ซึ่งคำพูดเหล่านี้ เขาไม่กล้ากล่าวกับโจวเจวีย ไม่กล้ากล่าวกับเถียนชิงอวี่ กลัวพวกเขาหัวเราะตนเองไร้เดียงสา ขี้ขลาดตาขาว พูดจากลับกลอก แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าดวงตากลมโตสุกใสของเผิงเวยเวย เขากลับไม่คิดเสแสร้งบอกตามตรง ฉันไม่ทราบว่าพี่ชายเธอกับฟางกั๋วเฉียงสองคน ตกลงใครกล่าวถูกกันแน่ แต่อย่างน้อยฉันต้องเดินทางไปเป่ยผิง ไปเห็นกับตาตนเอง มีเพียงเช่นนี้ค่อยรู้สึกว่าไม่มีอะไรค้างคาใจ!”

ล้วนผิดที่เจ้าคนแซ่ฟางผู้นั้น!” เผิงเวยเวยไม่ต้องการตำหนิจางซงหลิง และไม่ยินดีตำหนิพี่ชายตนเอง กลับโยนความผิดทั้งหมดไปให้ฟางกั๋วเฉียงเป็นเพราะเขา ไม่เข้าใจเหตุผลที่แท้จริง ยังจะโต้เถียงแบบข้างๆ คูๆ! พี่ชายฉันอยู่ในกองทัพนักศึกษาของซ่งเจ๋อหยวน ทำหน้าที่แทนเหลียนจ่าง(เชิงอรรถ-)เป็นเวลาสี่เดือนเต็ม มีเรื่องอะไรที่พี่ชายฉันมองเห็นไม่ชัดเจนอีก?!”

ไม่เพียงเพราะคำพูดของเขาอย่างเดียว ความจริงตัวฉันเองก็คิดจะไปชมดูเป่ยผิงกับตาตนเอง!” จางซงหลิงไม่ยินดีปัดความสับสนของตนเองไปให้ผู้อื่น หัวเราะแล้วกล่าวเสริมอย่างจริงใจ

อย่างนั้นเท่ากับคุณไม่เชื่อใจฉันกับพี่ชายฉันแล้ว! ในเมื่อไม่เชื่อใจฉันกับพี่ชายฉัน คุณยังจะมายืมหัวข้อข้อสอบจากฉันทำไม!” เผิงเวยเวยสีหน้าเย็นชาฉับพลัน ทิ้งจางซงหลิงก้าวเท้าวิ่งขึ้นบันได

ฉันฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้น!” จางซงหลิงคิดฉุดรั้งแต่ก็ไม่กล้า ยกแขนค้างอยู่กลางอากาศ ไม่ทราบควรทำเช่นไร

ยังไม่ตามไปอีก เจ้าเด็กโง่!” หันชิวอยู่ด้านหลังยกเท้าถีบเขาเบาๆ กล่าวเตือนด้วยเสียงเบาว่าอย่าบอกนะว่านายไม่รู้ว่าเธอพักอยู่ห้องไหน!”

อืม อืม!” จางซงหลิงถูกกล่าวเตือนจนได้สติ วิ่งขึ้นบันไดราวกับไฟลนก้น หันชิวมองดูเงาหลังของเขาพลางส่ายหน้าหัวเราะ พอหันหลังมา มองเห็นเถียนชิงอวี่ที่ยืนแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ ยื่นมือไปหยิกที่เอวของอีกฝ่ายเต็มแรงมองทำอะไร คุณก็ใช่ว่าจะฉลาดกว่าเขาสักเท่าไหร่?”

แหะๆ แหะๆ!” เถียนชิงอวี่ไขมันหนา ไม่รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ด้านหนึ่งยิ้มแย้ม ด้านหนึ่งโอบไหล่ของหันชิวเรื่องแบบนี้ มีเพียงคิดหาวิธีด้วยตนเอง จึงมีความหมาย มีผู้อื่นคอยเสี้ยมสอน ความรู้สึกนั้นก็ไม่สมบูรณ์แบบแล้ว!”

มีแต่คุณที่ช่ำชองมากประสบการณ์!” คำพูดของหันชิวบอกว่าเป็นการกล่าวตำหนิ ไม่สู้บอกว่าเป็นการกล่าวง้องอน

หรือไม่หรือไม่อีกสักครู่หนึ่ง เธอก็แสร้งโมโห ฉันจะได้มีข้ออ้างไปหาเธอที่ห้องพัก?” เถียนชิงอวี่มองดูรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไร้คน ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

ไปตายซะ!” หันชิวสบถใส่เขาเบาๆ บนใบหน้าที่เปียกปอน เปี่ยมล้นด้วยความสุขใจ

สองคนมัวแต่หยอกเย้ากัน เดินไม่ระวัง เพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าว เถียนชิงอวี่ก็ถูกลู่หมิงที่วิ่งขึ้นมาด้วยความเร่งรีบชนเข้าอย่างจัง 

เถียนพ่างจื่อ ทำไมแกจึงเดินขึ้นมาที่ชั้นสี่แล้ว แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” ฉางโส่วจื่อลู่หมิง แม้แต่เสื้อผ้าเปียกปอนล้วนไม่ทันผลัดเปลี่ยน กล่าวด้วยเสียงเหนื่อยหอบ

เกิดอะไรขึ้น หรือว่าแนวหน้าเริ่มเปิดศึกกับคนญี่ปุ่นแล้ว?!” เถียนชิงอวี่ตกตะลึง นึกคิดไปในทางที่เลวร้ายทันที

ไม่ใช่! แกอย่าเพิ่งล้อเล่น!” ลู่หมิงร้อนรุ่มจนกระทืบเท้า พยายามสงบสติอารมณ์ จากนั้นกล่าวเสริมว่าคนขับรถม้า คนขับรถม้าล้วนวิ่งจากไปแล้ว รถม้ากับสัมภาระอันหนักอึ้งที่พวกเราทิ้งไว้บนรถก็หายไปด้วย พวกเขาไหว้วานเถ้าแก่จูมาบอกกับแก ขอโทษพวกเราทุกคน แต่ไม่ต้องการติดตามพวกเราไปก่อความวุ่นวายที่เป่ยผิง ยังบอกอีกว่า บอกให้แกรีบกลับบ้าน อย่าได้โง่งมไปรนหาที่ตาย!”

บัดซบ!” เถียนชิงอวี่โกรธแค้นเดือดดาล ก้าววิ่งลงบันไดฉันจะไปตามพวกมันกลับมา เจ้าลูกเต่าสามคนนี้ เอาเงินฉันไปตั้งมากมาย วันไหนฉันกลับไปถึงชิงเต่า ต้องหาคนไปจัดการพวกมันอย่างแน่นอน!”

คุณจะไปตามที่ไหน? คนพวกนั้นบังคับรถม้า ป่านนี้คงวิ่งหายสาบสูญไปนานแล้ว!” หันชิววิ่งตามหลังเถียนชิงอวี่หลายก้าว มือเท้าสะเอว ไถ่ถามพลางหายใจหอบเหนื่อย

ยังไงฉันก็ต้องไปตามหาพวกมัน ไปถามพวกมันให้กระจ่าง!” เถียนชิงอวี่ก็ทราบดีว่าตนเองไม่อาจวิ่งเร็วกว่ารถม้า ดวงตาแดงก่ำขึ้นมา นาฬิกาทองสวิตเซอร์แลนด์เรือนนั้น เขาจำนำขายขาดไปทั้งสิ้นหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญต้าหยาง ซึ่งมีครึ่งหนึ่งจ่ายให้ร้านรถม้าเป็นค่ามัดจำ เดิมคิดจะโอ้อวดความสามารถต่อหน้าพวกพ้องสักครั้ง คาดไม่ถึงว่า คนขับรถม้ากลับหนีกลางคัน ซ้ำยังบรรทุกสัมภาระของพวกพ้องไปด้วย

ไม่ต้องตามแล้ว ถึงตามไปก็ไล่ตามไม่ทัน ขอเพียงมีคุณอยู่ข้างกายฉัน ฉันก็วางใจ สัมภาระเอย นาฬิกาเอย พวกนั้นล้วนเป็นของนอกกาย!” หันชิวสาวเท้าเดินเข้ามา โอบกอดเขาด้วยสองแขน ปลอบโยนเสียงนุ่มนวล

เธอรู้เรื่องแล้ว?” เถียนชิงอวี่ตะลึงงัน ใบหน้าแดงระเรื่อจนถึงลำคอ

เจ้าทึ่ม ฉันตามติดคุณทุกวัน หรือยังมองไม่เห็นว่าบนร่างกายคุณมีอะไรขาดหายไป?” หันชิวตอบกลับเสียงเบาฉันทราบว่าคุณทำเพื่ออะไร และเข้าใจความคิดอ่านของคุณ ดังนั้นจึงไม่เปิดเผยความจริง รอสิ้นสุดสงครามแล้ว ฉันจะซื้อนาฬิกาที่ดียิ่งกว่าให้คุณหนึ่งเรือน ฉันมีอาผู้หนึ่ง เปิดกิจการร้านอัญมณีอยู่ที่เซี่ยงไฮ้!”

เสี่ยวชิว!” เถียนชิงอวี่ไม่ทราบควรกล่าวอะไรดี โอบเอวของหันชิว น้ำตาเอ่อล้นออกมาช้าๆ

กลับไปเถอะ เลิกโมโหได้แล้ว อีกสักครู่เราสองคนค่อยออกไปหารถรับจ้างใหม่ และจะจ้างรถม้าที่ราคาหนึ่งเหรียญต่อวันอีกด้วยน้ำตาบนใบหน้าของหันชิวไหลลงบนหัวไหล่ของชายหนุ่ม กล่าวเสนอด้วยรอยยิ้ม

อืม!” หัวใจของเถียนชิงอวี่ค่อยๆ อบอุ่นเบิกบาน พยักหน้าตอบอย่างหนักแน่น ภายในกระเป๋าสัมภาระที่พกติดตัวยังมีหลายสิบเหรียญต้าหยาง บวกกับพระพุทธรูปหยกที่แขวนอยู่ที่คอ ย่อมสามารถจ้างรถม้าได้ถึงสามคันอย่างแน่นอน และจากสถานที่นี้ไปถึงเป่ยผิง เพียงเหลือระยะทางไม่ถึงหนึ่งร้อยลี้ เร่งเดินทางสักหน่อย อีกสองวันก็สามารถไปถึงที่หมาย

อะแฮ่ม…” เสียงกระแอมไอคราหนึ่งดังขึ้น ทำลายโลกของเขาสองคน ลู่หมิงที่ถูกเห็นเป็นอากาศธาตุมือป้องปาก กล่าวเสียงเบาว่าเงินค่ารถม้า ก็นับฉันกับหลิ่วจิงเข้าไปด้วย ส่วนเรื่องราคา พวกเราล้วนไม่ต้องไปบอกกับผู้อื่น แต่ว่าพวกคุณสองคนต้องรีบลงไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ฟางกั๋วเฉียงกับเผิงเสวียเหวินกำลังรอคอยทุกคนอยู่ในห้องอาหารชั้นสอง!”

พวกเขาสองคน? พวกเขาจะรอทุกคนทำไม?” เอ่ยถึงเผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียง หันชิวก็รู้สึกเบื่อหน่าย สองวันนี้ คำสนทนาที่เผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียงถกเถียงกัน เธอคงไม่สามารถแสร้งเป็นไม่ได้ยินได้ ซึ่งแต่ละประโยคคล้ายกับล้วนมีเหตุผล แต่ว่าแต่ละประโยคก็มุ่งเน้นไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม ทำให้ผู้อื่นฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ สิ้นหวังเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคล้ายกับแพทย์ที่ป่าเถื่อนสองคน ทราบดีว่าคนไข้ถูกโรคร้ายรุมเร้าจนร่างกายทรุดโทรม ยังจะถกเถียงถึงระดับความรุนแรงของอาการต่อหน้าคนไข้อย่างไร้การปิดบัง ทั้งยังประกาศเสียงดังลั่นว่า ตนเองไม่มีวิธีการรักษา

คาดว่ายังเป็นเรื่องที่ว่าจะเดินทางลงใต้หรือว่ามุ่งหน้าขึ้นเหนือ?” ลู่หมิงขมวดคิ้วแน่น สีหน้าอับจนปัญญาอย่างเห็นได้ชัดถกเถียงกันเองไม่พอ ยังจะฉุดดึงผู้อื่นเข้าไปเกี่ยวด้วย!”

หัวหน้าโจวรับปากแบ่งเงินบริจาคให้พวกเขาครึ่งหนึ่งไม่ใช่หรือ? ทำไมเจ้าคนแซ่เผิงยังต้องตามรังควานพวกเราอีก?!” เถียนชิงอวี่รู้สึกไม่ชอบใจต่อพฤติกรรมของเผิงเสวียเหวิน จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเชิงดูหมิ่นอยู่บ้าง

เดิมทีเรื่องมันจบลงแล้ว ต้าโจวรับปากแบ่งเงินบริจาคของวันนี้ให้เจ้าคนแซ่เผิงครึ่งหนึ่ง เจ้าคนแซ่เผิงก็ทราบดีว่าเหตุผลของตนเองไม่เพียงพอ จึงสงบปากสงบคำลงบ้าง แต่รองผู้จัดการจูของโรงแรมกลับวิ่งขึ้นมาในช่วงเวลานี้พอดี แจ้งข่าวเรื่องที่คนขับรถม้าหนีไป!” ลู่หมิงยักไหล่ ถอนใจเสียงเบาคราวนี้หมดกัน เจ้าคนแซ่เผิงพอฟังก็คึกคะนอง บอกว่าในเมื่อแม้แต่คนขับรถม้าที่พวกเราจ้างมา พอทราบว่าเป่ยผิงเป็นแท่นประหารใหญ่ พวกเราเดินทางขึ้นเหนือต่อไป ก็คือกล้าหาญในทางโง่เขลา เป็นการไม่รับผิดชอบต่อชีวิตตนเองและผู้อื่น…”

เรื่องนี้ เกี่ยวข้องอะไรกับมัน!” ไม่รอให้ลู่หมิงกล่าวจบ เถียนชิงอวี่ก็ด่าทอเสียงดัง

จากนั้นฟางไขว้เจ (แจ๊คข้าวหลามตัด) ก็ทะเลาะกับเขาขึ้นมาอีกแล้ว บอกว่าคิดจะเป็นทหารหนีศึก ย่อมสามารถหาข้ออ้าง ฉันเห็นเหตุการณ์ผิดปกติ จึงรีบออกมาตามหาพวกแก!”

แกมาตามหาพวกเรามีประโยชน์อะไร?!” เถียนชิงอวี่จิตใจร้อนรุ่ม คำพูดจึงไม่พึงพอใจอยู่บ้างแกไปหาต้าโจวสิ! เขาเป็นหัวหน้า เขายังพอห้ามปรามเจ้าคนแซ่เผิงได้

ต้าโจว ต้าโจวคราวนี้คล้ายกับลังเลใจยิ่ง! ยืนนิ่งเงียบไม่กล่าววาจา!” ลู่หมิงถอนใจยาว ก้มหน้าลง อธิบายด้วยเสียงแผ่วเบา

ต้าโจวทำไมจึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?!” หันชิวอยู่ด้านข้างยิ่งฟังยิ่งโมโหเขาเป็นคนที่เด็ดขาดตลอดมา? ทำไมพอถึงช่วงจังหวะคับขัน กลับกลับนิ่งเงียบไม่ตัดสินใจ!”

นิสัยของต้าโจว ไม่ใช่คนที่เด็ดขาดขนาดนั้น! ตอนอยู่ในสภานักศึกษา พวกเราก็ทราบว่าเขามีข้อบกพร่องจุดนี้เถียนชิงอวี่ทั้งโกรธเคืองและจนใจแต่ว่าเขาอายุมากกว่าพวกเรา ผลการเรียนก็ดีเยี่ยม ยามปกติก็ดูแลพวกเราราวกับพี่ชายดูแลน้องๆ ดังนั้น…”

ดังนั้น เขาถูกเลือกให้เป็นหัวหน้า ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพียงแต่ในตอนแรกเริ่ม ผู้ใดก็ไม่เคยคาดคิดว่า กลุ่มคนอันน้อยนิดนี้ ในระหว่างการเดินทางถึงกับต้องประสบพบเจอเรื่องราวมากขนาดนี้ เถียนชิงอวี่คำนึงถึงเกียรติศักดิ์ศรีของโจวเจวีย จึงไม่กล่าวคำพูดออกมา หันชิวเป็นคนเฉลียวฉลาด กลับเข้าใจความหมายของเขาโดยสิ้นเชิง ยิ้มแย้มกล่าวเสียงเบาว่าแล้วคุณล่ะ คุณคิดจะเดินทางลงใต้ หรือว่ามุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อไป?!”

ฉันต้องมุ่งหน้าขึ้นเหนืออย่างแน่นอน ต่อให้สิ่งที่เจ้าคนแซ่เผิงกล่าวเป็นความจริง ก็เพียงสามารถบ่งบอกว่า ซ่งเจ๋อหยวนผู้นี้ยากจะแบกรับหน้าที่อันใหญ่หลวง! ส่วนพี่น้องกองทัพที่ยี่สิบเก้าในตอนนี้ รวมถึงนักศึกษาพวกนั้นในค่ายเสวียปิง สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่กลับเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เธอล่ะ เสี่ยวชิว หากว่าต้าโจวก็ถอนตัวกลางคัน เธอคิดจะไปที่ไหน?”

ฉันก็ต้องไปกับคุณ!” หันชิวยิ้มแย้มหยาดเยิ้ม ตัดสินใจโดยปราศจากความลังเล

อย่างนั้นฉันก็ไม่มีอะไรต้องห่วงพะวงอีกแล้ว!” เถียนชิงอวี่กุมมือของหันชิวอย่างองอาจห้าวหาญ กล่าวเสียงดังว่าไป พวกเรากลับห้องพักตัวเอง ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน จากนั้นเจอกันในห้องอาหาร ฉันไม่เชื่อว่า ทุกคนที่เหลือจะเป็นเช่นกับต้าโจว ถูกคำพูดไม่กี่ประโยคของเผิงเสวียเหวินทำเสียขวัญกำลังใจแล้ว!”

ฉันก็ไม่เชื่อ!” หันชิวแม้เป็นเด็กสาว จิตใจกลับมีความองอาจหาวหาญเฉกเช่นชายชาตรี ประสานนิ้วมือกับเถียนชิงอวี่ไว้แน่น ยิ้มแย้มคล้อยตามกัน

สองคนเดินขึ้นตึกโดยทิ้งลู่หมิงที่ยืนมองด้วยความอิจฉา ผ่านไปไม่นาน ก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อย เดินมาถึงในห้องอาหาร ทุกคนยังคงนั่งรายล้อมเต็มสองโต๊ะเหมือนกับเมื่อคืน สิ่งที่แตกต่างคือ มีนักศึกษาชายหญิงหลายคนที่มาจากเป่ยผิง นั่งรวมกับฟางกั๋วเฉียง ส่วนหลี่ตี๋กับจางเสี้ยวรุ่ยสมาชิกของชมรมเสี่ยฮวา กลับนั่งร่วมโต๊ะกับเผิงเสวียเหวิน

ลู่หมิงกับหลิ่วจิงเดิมทีตัวติดกันทุกวัน บัดนี้ก็แยกจากกันแล้ว คนหนึ่งใบหน้าแข็งกร้าว อีกคนก้มศีรษะ บนใบหน้ามีร่องรอยของการร้องไห้อย่างเห็นได้ชัด

ต้องขออภัยจริงๆ ที่ทำให้ทุกคนสูญเสียกระเป๋าสัมภาระใหญ่! แต่ว่า ขอเพียงยังมีเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนติดตัวก็พอ สถานที่นี้ห่างจากเป่ยผิงไม่ไกลแล้ว เมื่อไปถึงที่หมาย ใครมีอะไรสูญหาย ฉันยินดีจ่ายชดเชยให้ในราคาเดิม ฉันเป็นคนหารถม้ามา เกิดเรื่องขึ้นฉันก็ต้องรับผิดชอบ!” เมื่อเห็นวิธีการนั่งอันแปลกประหลาด เถียนชิงอวี่ยังคงแสร้งกล่าวอย่างไม่มีอะไร

ไม่เป็นไร แค่ผ้าปูนอนชุดเดียว ราคาไม่เท่าไหร่!” หลี่ตี๋ไม่กล้าสบตากับเถียนชิงอวี่ เอียงศีรษะกล่าวเสียงเบา

ถึงอย่างไรเมื่อไปถึงในค่ายทหาร ก็มีการแจกจ่ายสัมภาระหนึ่งคนหนึ่งชุด สูญหายก็สูญหายเถอะ พวกเราจะได้ไม่ต้องแบกให้เหนื่อยเปล่า! พวกคุณว่า จริงหรือไม่!” ฟางกั๋วเฉียงยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวเหมือนเดิม ไม่ถามไถ่ก็ตัดสินใจแทนผู้อื่นที่เหลือ

จริงด้วย จริงด้วย!” ลู่หมิงที่เดินทางมาถึงก่อนพยักหน้าติดต่อกัน จงใจไม่มองไปทางหลิ่วจิง อารมณ์บนใบหน้าแข็งกระด้างไม่เป็นธรรมชาติ

ทุกคนอย่าได้เกรงใจฉัน พ่อฉันอยู่ที่เป่ยผิงยังมีสหายเก่าหลายท่าน ต่อให้พวกเราอยู่ในกองทัพที่ยี่สิบเก้าไม่ได้ดั่งใจ ฉันจะพาทุกคนไปเยี่ยมเยือน พวกเขาไม่มีทางทนเห็นฉันนอนค้างแรมที่ข้างถนน!” เถียนชิงอวี่ฉุดลากเก้าอี้ตัวหนึ่ง นั่งอยู่ตรงข้ามฟางกั๋วเฉียง จากนั้นก็เหลียวมองดูรอบข้าง กล่าวทักทายว่าหัวหน้าโจว ทำไมคุณยังยืนอยู่ล่ะ นั่งสิ วันนี้ทุกคนล้วนเหน็ดเหนื่อยแล้ว มานั่งดื่มด้วยกันเถอะ พรุ่งนี้ฉันค่อยออกไปจ้างรถม้า ด้วยฝีมือของฉันเหล่าเถียน รับรองยังสามารถหารถม้ามาได้ในราคาแบบเดียวกัน!”

นี่ หัวหน้าโจว ทำไมพวกเราล้วนนั่งลงแล้ว คุณยังยืนอยู่ตรงนั้นอีก?! ตกลงนั่งฝั่งไหน คุณคงต้องเลือกเอาเองแล้ว!” หันชิวหัวเราะพลางมองดูรอบๆ ในคำพูดแฝงความนัย

โจวเจวียถูกเธอกล่าวจนหน้าแดง เดินออกไปหลายก้าว กล่าวว่าเถียนพ่างจื่อ หันชิว พวกคุณสองคนมาพอดี มีเรื่องหนึ่ง ฉันต้องแจ้งให้ทุกคนทราบ หลายวันนี้ คำพูดของเผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียง คาดว่าทุกคนก็ล้วนได้ยินหมดแล้ว บอกตามตรง ตอนนี้ในใจฉันสับสนยิ่ง…”

หัวหน้าโจว มาถึงขั้นนี้แล้ว ภายในใจของคุณ คล้ายกับไม่สมควรมึนงงสับสนแล้วกระมัง!” หันชิวใบหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงแฝงแววคุกคาม

โจวเจวียถูกเธอกระตุ้นจนสีหน้าแดงก่ำยิ่งขึ้น บนหน้าผากลอบปรากฏเม็ดเหงื่อนี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันถึงชีวิตพวกเรา ฉันฉันไม่สามารถตัดสินใจเพียงคนเดียว เมื่อสักครู่ฉันได้บอกต่อพวกเขาแล้ว ตัวฉันเอง จำต้องเดินทางไปเป่ยผิงอย่างแน่นอน ไปชมดูให้เห็นกับตาตนเองว่าซ่งเจ๋อหยวนกับกองทัพที่ยี่สิบเก้าเป็นเช่นไร จึงยอมรามือ! แต่ว่า แต่ว่า…”

เขาลังเลตัดสินใจไม่ถูก คล้ายกับรู้สึกละอายต่อความอ่อนแอขี้ขลาดของตนเอง ยากที่จะเอ่ยปากกล่าวต่อ เผิงเสวียเหวินเห็นเช่นนั้น ก็ยืนขึ้นใช้มือค้ำโต๊ะคิดจะกล่าวแทน คาดไม่ถึงว่าท่าทีของฟางกั๋วเฉียงเร็วยิ่งกว่า ชิงยืนขึ้นมากล่าวเสริมเสียงดังว่าพอแล้ว คำพูดต่อจากนี้ ให้ฉันเป็นคนพูดเถอะ เรื่องนี้ฉันเป็นคนก่อขึ้นมา หากว่าพวกเราคิดกล่าวตำหนิ ก็เชิญตำหนิที่ฉัน อย่าไปโทษต้าโจว ฉันกับเผิงเสวียเหวินมีความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายได้สำเร็จ…”

ผิดที่ฉันเอง ยามสมควรตัดสินใจ กลับไม่กล้าแบกรับหน้าที่ความรับผิดชอบ!” ทันใดนั้นโจวเจวียฟื้นฟูความกล้า ถอยหลังครึ่งก้าว โค้งคำนับให้ทุกคนขอโทษด้วย ฉันไม่เหมาะที่จะเป็นหัวหน้าในครั้งนี้จริงๆ แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ฉันก็ไม่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อสักครู่ต้าฟางกับเสวียเหวินสองคน ไม่มีใครสามารถเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายได้ จึงเสนอให้ทุกคนลงคะแนนเสียงตัดสินชี้ขาด หากว่าจำนวนเสียงที่ยินดีไปเป่ยผิงมีมากกว่า ก็ล้วนไปเป่ยผิง หากว่าจำนวนเสียงที่เดินทางไปหนานจิงมีมากกว่า ก็ล้วนไปหนานจิง! ฉันคิดว่านี่ก็เป็นวิธีที่ไม่เลว อย่างน้อย อย่างน้อยวันข้างหน้าเมื่อพวกเรานึกถึงวันนี้ ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดมากเกินไป

นี่มัน…” เถียนชิงอวี่เดิมคิดจะยืนขึ้นคัดค้าน กลับถูกหันชิวลอบกระตุกชายเสื้อจึงย่อตัวนั่งลงช้าๆ สายตากวาดมองผู้อื่น เพียงเห็นสีหน้าของผู้คนส่วนใหญ่ล้วนราวกับยกภูเขาออกจากอก ทราบว่าเรื่องการลงคะแนนเสียง เป็นการตัดสินใจร่วมกันของผู้อื่นเมื่อสักครู่ ส่ายศีรษะพลางถอนใจเสียงเบา

สำหรับนักศึกษาทุกคนที่อยู่ในที่นี้แล้ว เรื่องของการลงคะแนนเสียงนี้ ล้วนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด หลายปีมานี้ เรื่องราวของโลกตะวันตกอันรุ่งเรือง แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่จัดทำโดยรัฐบาลจงยางในหนานจิง หรือว่าสถานีวิทยุกระจายเสียงที่จัดโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ล้วนเอ่ยถึงเต๋อเซียนเซิง’ (เชิงอรรถ-) กับไซ่เซียนเซิง’ ( เชิงอรรถ – ) อยู่บ่อยครั้ง

นักศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัยที่มีความเข้าใจต่อสังคมตะวันตก ยิ่งเป็นสาวกผู้ซื่อสัตย์ของเซียนเซิงทั้งสอง ไม่เพียงแต่หัวหน้าห้องและคณะกรรมการนักเรียน ล้วนก่อเกิดมาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น

ดังนั้นเมื่อเผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียงสองคนต่างเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายไม่สำเร็จ และไม่อาจเลิกล้มความคิดของอีกฝ่ายที่คิดจะฉุดดึงคนของฝ่ายตน การลงคะแนนเสียงจึงกลายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

อีกทั้งการเป็นหัวหน้าของชมรมเสี่ยฮวา ในเมื่อโจวเจวียไม่ยินดีแบกรับหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงที่จะนำพาทุกคนไปเสี่ยงตาย การตัดสินใจด้วยการลงคะแนนเสียงนั้น ก็เป็นวิธีเพียงหนึ่งเดียวในการหลีกเลี่ยงปัญหา

ดังนั้น เผิงเสวียเหวินกับฟางกั๋วเฉียง จึงบรรลุข้อตกลงร่วมกัน การลงคะแนนเสียง! พวกเขาล้วนไม่คิดว่าตนเองจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ 

ในเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับวิธีนี้ เถียนชิงอวี่ก็ไม่ฝืนขัดขวางอีก

ภายใต้การสังเกตการณ์ของสายตาอันนับไม่ถ้วน จัดทำใบลงคะแนนเสียงกับกล่องรับคะแนนเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาอันสั้น จากนั้นก็แจกใบลงคะแนนเสียงเปล่าไปให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์

เหล่านักศึกษาที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างมีสภาพจิตใจอันมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เขียนลงบนกระดาษของตนเอง พับเป็นรูปสี่เหลี่ยม หย่อนลงไปในกล่องรับคะแนน แต่ละคนเพียงสามารถเขียนอักษรตัวเดียวว่าหนาน’ (ใต้) หรือว่าเป่ย’ (เหนือ) หลังจากเขียนลงไปแล้ว แต่ละคนล้วนห้ามกลับคำเป็นอันขาด

จากนั้นภายใต้การควบคุมดูแลของทุกคน หันชิวกับนักศึกษาหญิงอีกคนที่มาจากเป่ยผิงเป็นคนประกาศ โจวเจวียรับผิดชอบรวบรวมคะแนนเสียง ฟางกั๋วเฉียงกับเผิงเสวียเหวินทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบ สองคนต่างไม่ยอมใคร ด้านหนึ่งเฝ้าดูการลงคะแนนเสียง ด้านหนึ่งทำหน้าตาเย้ยหยันอีกฝ่าย

ไม่นานผลลัพธ์ก็ปรากฏออกมา ถึงกับเป็นเก้าต่อสิบเอ็ด! ฟางกั๋วเฉียงชนะไปด้วยสองคะแนนเสียง ภายในชมรมเสี่ยฮวา มีคนถอนตัวเป็นความจริง ส่วนภายในนักศึกษาเป่ยผิง ก็มีหลายคนยอมรับข้อเสนอของฟางกั๋วเฉียง ตัดสินใจเลี้ยวหัวกลับขึ้นเหนือ ร่วมเป็นร่วมตายกับกองทัพเสวียปิง

พวกคุณ…” เผิงเสวียเหวินชี้หน้านักศึกษาเป่ยผิงสองคนที่ลงคะแนนเสียงแก่อีกฝ่ายอย่างเด่ดชัด ริมฝีปากสั่นเทา สีหน้าบึ้งตึง นี่เท่ากับเป็นการทรยศกันเองต่อหน้าผู้อื่น 

ยอมแพ้เถอะฟางกั๋วเฉียงเป็นฝ่ายมีชัย หัวเราะเย้ยหยันอีกฝ่ายเรื่องการลงคะแนนเสียง คุณเป็นคนเสนอออกมา และคุณเป็นตัวแทนนักศึกษาจากสถาบันระดับสูงในเป่ยผิง แพ้แล้วก็ห้ามกลับคำพูด อย่าทำให้สถาบันของคุณต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง!”

ใครว่าฉันแพ้ ใครว่าฉันแพ้แล้ว!” เผิงเสวียเหวินโต้เถียงดังลั่นเก้าต่อสิบเอ็ด รวมกันแค่ยี่สิบเสียง! ยังเหลืออีกสองคน น้องสาวฉันกับสหายเสี่ยวจางล่ะ พวกเขาสองคนไม่ได้ลงคะแนนเสียง! พวกเขาพวกเขาไปอยู่ที่ไหนแล้ว?!”

เวยเวยกับเอ้อพ่างจื่อ? จริงด้วย เวยเวยกับเอ้อพ่างจื่อล่ะ?!” มาถึงขณะนี้ ผู้คนค่อยค้นพบว่า เพื่อนร่วมทางที่อายุน้อยที่สุดสองคน เวลานี้กลับไม่อยู่ข้างกายพวกเขา รีบขยับร่างกายลุกยืน ใช้สายตากวาดมองรอบๆ

พวกเขาสองคน พวกเขาสองคน เมื่อสักครู่ เมื่อสักครู่คล้ายกับไปที่ห้องของเวยเวย!” มีนักศึกษาหญิงที่มาจากเป่ยผิงนึกคิดดูแล้ว กล่าวออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

เจ้าเด็กเมื่อวานซืน!” เผิงเสวียเหวินไม่มัวถกเถียงผลการลงคะแนนเสียงกับฟางกั๋วเฉียงอีก ท่าทางราวกับไฟรนก้น วิ่งผ่านผู้คนออกไป มุ่งหน้าไปยังชั้นตึกที่น้องสาวตนเองพักอยู่

อากาศภายนอกสายฝนโปรยปราย หนุ่มสาวคู่หนึ่ง เสมือนดอกรักแรกแย้ม ผู้หนึ่งงดงามดุจดอกไม้สด ผู้หนึ่งสุภาพอ่อนโยน ไม่ทันได้นึกคิดละเอียดถี่ถ้วน กริ่งเกรงเผิงเสวียเหวินจะทำอะไรเกินเลยภายใต้ความร้อนรุ่ม เถียนชิงอวี่ โจวเจวีย ฟางกั๋วเฉียงและคนอื่นๆ ก็รีบสาวเท้าไล่ตามไป

ประเดี๋ยวเดียวก็มาถึงชั้นสี่ ก็ได้ยินเสียงที่อ่อนวัยของสองคน สลับกันขับร้องดอกไม้ในเดือนห้า บานสะพรั่งทั่วทุ่ง ดอกไม้ปกคลุมโลหิตของนักรบ เพื่อช่วยเหลือชนชาติที่ตกอยู่ในอันตราย พวกเขายืนหยัดต่อต้านจนถึงที่สุด…”

พาหนะของข้าศึกข้ามผ่านฉางเฉิง พื้นที่จงหยวนร้องเพลงเต้นรำเหมือนเก่า ประเทศเพื่อนบ้านยอมจำนนอย่างน่ารังเกียจ ลืมเลือนประเทศชาติยิ่งลืมเลือนพวกเรา…”

ประโยคนี้น้ำเสียงต้องสูงขึ้นอีกหน่อย อย่ามัวเก็บเสียงไว้ในลำคอ!”

ฉันจะลองดูอีกที เธอขึ้นต้นให้หน่อย…”

เป็นเผิงเวยเวยที่กำลังสอนจางซงหลิงร้องเพลง ช่วงเวลานี้ เพียงมีพวกเขาสองคน ไม่ถูกรบกวนจากคำถกเถียงของผู้คน จิตใจยังคงสว่างสดใสดุจแก้วผลึก

มองจากมุมมองของดนตรีแล้ว เผิงเวยเวยกับจางซงหลิงสองคนยังไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของเพลงดอกไม้ในเดือนห้าเพลงนี้ ไม่เพียงไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความโศกเศร้าและความเจ็บแค้นที่มีอยู่ในเนื้อเพลง ในน้ำเสียงกลับแฝงด้วยรสชาติของการไม่รู้ซึ้งถึงความยากลำบากโดยแท้จริง

กลุ่มคนของเถียนชิงอวี่ที่เดินมาถึงหน้าประตู กลับไม่อาจฝืนทำลายเสียงเพลงของหนุ่มสาวคู่นี้ที่อยู่ภายในห้อง รวมถึงเผิงเสวียเหวินพี่ชายแท้ๆ ของเผิงเวยเวย ทั้งที่ไม่ค่อยชอบหน้าจางซงหลิงสักเท่าใด ก็ยังหยุดเท้าลงช้าๆ นิ้วมือทาบลงบนประตู ลังเลใจว่าตนเองควรเคาะลงไป หรือว่าปล่อยให้ช่วงเวลาอันอบอุ่นนี้ดำเนินต่อไปอีกครู่หนึ่ง

เด็กหนุ่มผู้นั้น แม้ว่าท่าทางโง่งมไปบ้าง จิตใจกลับไม่เลวร้าย หน้าตากับฐานะทางบ้าน ก็นับว่าพอใช้ได้ทันใดนั้นนึกถึงว่าน้องสาวตนเองเติบโตเป็นสาวแล้ว เผิงเสวียเหวินเริ่มบังเกิดความคิดบางประการ จากนั้นส่งยิ้มให้ฟางกั๋วเฉียงที่ไล่ตามมา ตัดสินใจเอานิ้วมือเคาะลงบนประตู

ก๊อก ก๊อก ก๊อก…”

ใครมาเคาะประตูกัน ช่างน่าเบื่อที่สุด!” เสียงเพลงในห้องหยุดลงทันที เผิงเวยเวยขมวดหัวคิ้วพึมพำประโยคหนึ่ง จากนั้นรวบผมเผ้าที่ข้างหู สาวเท้าเดินไปยังประตูห้อง

คาดว่าคงมาตามพวกเราลงไปรับประทานอาหารกระมัง!” จางซงหลิงหัวเราะพลางเดินตามหลัง มือหอบข้อสอบจำนวนหนึ่งฉันเอากลับไปคัดลอกต่อเถอะ หลังจากคัดเสร็จแล้ว จะรีบนำมาส่งคืนให้เธอ ฉันเขียนหนังสือเร็วมาก คาดว่าไม่เกินสี่ทุ่มก็สามารถคัดลอกเสร็จสิ้น!”

ไม่ต้องรีบร้อน คุณค่อยๆ คัดลอกเถอะ หากว่าฉันต้องการใช้งาน ค่อยลงตึกไปหาคุณ!” เผิงเวยเวยด้านหนึ่งเปิดประตู ด้านหนึ่งกล่าววาจาตอบกลับ ท่าทางของทั้งสองคนเป็นกันเอง คล้ายกับเป็นเพื่อนที่สนิทมานานหลายปีพี่ชาย พี่มาทำอะไร? พี่หัน พี่หลิ่ว พี่สือโถว ทำไมพวกคุณล้วนวิ่งมาที่ห้องฉันแล้ว!”

พวกเรา พวกเราเห็นเธอไม่ลงมารับประทานอาหาร กลัวเธอตากฝนไม่สบาย ดังนั้นจึงขึ้นมาดูหน่อย!” การเผชิญสายตาอันสุกใสของน้องสาวตนเอง ทันใดนั้นเผิงเสวียเหวินรู้สึกพรั่นใจ หลบตาพวกเขาพลางยิ้มน้อยๆ แล้วกุเรื่องขึ้นมา

ดูพี่พูด เวยเวยดูแลตัวเองได้แล้ว!” ความคิดอ่านของเผิงเวยเวยยังหยุดอยู่ในความทรงจำเมื่อสักครู่ มองไม่เห็นความเก้อเขินที่อยู่บนใบหน้าผู้คน ตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นหันร่างกายหลีกทางให้เดินล้วนเข้ามาเถอะ อย่ามัวยืนอยู่ข้างนอก! ฉันขอเก็บโต๊ะเล็กน้อย ประเดี๋ยวก็ลงไป! บนโต๊ะมีน้ำร้อน ใครอยากดื่มก็รินดื่มได้เลย!”

กล่าวจบ เธอก็จะเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องด้านใน เผิงเสวียเหวินเดินตามครึ่งก้าว กลับหยุดชะงักเพราะความลังเลใจ แต่ไม่นาน ความลังเลใจนี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดขาดเวยเวย เธออย่าเพิ่งรีบร้อน ฉันมีเรื่องสำคัญจะถามเธอ?!”

เรื่องอะไรหรือ?” เผิงเวยเวยหันหน้ามาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นตื่นตกใจไปกับสีหน้าอันเอาจริงเอาจังของคนอื่นๆเรื่องอะไร จำต้องบอกกล่าวเดี๋ยวนี้ แม้แต่เวลาไม่กี่นาทีล้วนรอไม่ไหว?”

ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร! เพียงแต่มาหาเธอเพื่อยืนยันเล็กน้อย!” เผิงเสวียเหวินพยายามไม่มองตาของน้องสาว ในรอยยิ้มแฝงมาด้วยความละอายใจหลายส่วนซงหลิง คุณก็อย่าเพิ่งรีบไป เรื่องนี้ พวกเราถามเวยเวยเสร็จแล้ว ก็จะถามความคิดเห็นของคุณด้วย

อ้อ!” จางซงหลิงขานรับหนึ่งเสียง บนใบหน้ามีอาการแปลกใจอยู่บ้าง ซึ่งในความทรงจำของเขา เผิงเสวียเหวินนักเรียนดีเด่นที่มาจากเป่ยผิงท่านนี้นับว่าไม่เคยเกรงใจต่อเขามาก่อน หรือว่าเขาพบเจออุปสรรคอะไร จำต้องขอความช่วยเหลือจากตนเอง? หากเป็นเช่นนั้นก็สมควรไปหาพี่โจวก่อน พวกเขาเป็นญาติกันและเพื่อนสนิทไม่ใช่หรือ?

ไม่รอให้เขานึกคิดถึงสาเหตุของเรื่องราว เผิงเสวียเหวินก็ยิ้มน้อยๆ พลางถามน้องสาวตนเองว่าพรุ่งนี้พวกเราก็ออกเดินทางแล้ว ฉันอยากถามเธอว่า เธอคิดจะไปหนานจิง หรือว่าไปเป่ยผิง?!”

พวกเราเพิ่งหนีออกมาจากเป่ยผิงไม่ใช่หรือ?” เผิงเวยเวยมองดูพี่ชายตนเองแวบหนึ่ง ย้อนถามด้วยความแปลกใจว่าทำไมต้องเดินทางกลับเข้าไปอีก?! ทางซานกูฟู (อาเขยที่สาม) ล่ะ พี่จะอธิบายกับท่านอย่างไร?!”

ฉันเพียงแต่กำลังขอความคิดเห็นจากเธอ!” เผิงเสวียเหวินตัดบทอย่างรวดเร็ว จากนั้นกล่าวเสริมว่าประการแรก เธอก็โตเป็นสาวแล้ว สมควรมีสิทธิ์ในการตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ฉันไม่สามารถตัดสินใจแทนเธอทุกเรื่อง ประการที่สอง เมื่อสักครู่พวกเราหารือกัน เตรียมลงคะแนนเสียงตัดสินเดินทางลงใต้หรือว่าขึ้นเหนือ ด้วยอายุของเธอ ก็มีสิทธิ์ที่จะลงคะแนนเสียง!”

ไม่เห็นต้องถามเลย ฉันก็ต้องไปกับพี่อย่างแน่นอน!” เผิงเวยเวยเงยหน้าขึ้น ค้อนใส่พี่ชายแวบหนึ่ง ในน้ำเสียงแฝงด้วยความรำคาญอยู่หลายส่วน

ฟางกั๋วเฉียงคาดเดาว่าต้องเป็นผลลัพธ์แบบนี้ตั้งแต่แรก ยักไหล่อย่างไม่สบอารมณ์ ชิงลงมือก่อนที่เผิงเสวียเหวินจะใช้เล่ห์เหลี่ยม หันหน้าไปทางจางซงหลิงสหายเสี่ยวจาง คำพูดของเขาคุณฟังเข้าใจหรือไม่? หากว่าฟังเข้าใจแล้ว ฉันขอถามคุณ คุณจะเลือกไปเป่ยผิง หรือว่ายอมเป็นทหารหนีศึกกลางคัน?!”

ทหารหนีศึกอะไร  คุณอย่าพูดน่าเกียจเช่นนั้นได้หรือไม่!” หลิ่วจิงแทรกขึ้นมา เข้าขวางสายตาอันบีบบังคับผู้อื่นของฟางกั๋วเฉียง อธิบายต่อจางซงหลิงด้วยเสียงอ่อนโยนว่านายอย่าไปฟังเขา! พวกเราทุกคนตกลงกันว่าจะไปด้วยกัน แต่ว่าต้องใช้การลงคะแนนเสียงเพื่อตัดสินทิศทางการเดิน ตอนนี้ก็ขาดนายเสียงเดียวแล้ว ไม่ว่าลงให้ฝ่ายไหน ล้วนเป็นการรับผิดชอบต่อตนเองและพวกพ้อง ผู้อื่นล้วนไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย!”

เนื่องเพราะเธอเปลี่ยนแปลงความคิดต้องการเดินทางย้อนกลับลงใต้อย่างกะทันหันจึงเกิดการขัดแย้งกับลู่หมิง ขณะนี้ในใจเจ็บปวดรวดร้าว ดังนั้นจึงนำเอาความแค้นอันเกิดจากการอกหักไปลงกับฟางกั๋วเฉียงที่ยืนกรานจะเดินทางขึ้นเหนือต่อไป เพียงหวังให้ฟางกั๋วเฉียงกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และเพื่อให้ลู่หมิงผู้เป็นคนรักเข้าใจว่า การตัดสินใจของเธอไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดพลาด เป็นฟางกั๋วเฉียงรองหัวหน้าผู้นี้ทำงานไม่เป็นที่ยอมรับ จึงทำให้ผู้อื่นถอนตัวกลางคัน!

หลิ่วจิง เธอเลิกคิดที่จะปั่นหัวเขาได้แล้ว!” ฟางกั๋วเฉียงล่วงรู้แผนการของหลิ่วจิงทันที ขมวดคิ้วแน่น เปิดโปงอย่างไร้ความเกรงใจ

คุณต่างหากที่คิดจะปั่นหัวเขา! ไม่รอให้เขาได้ตัดสินใจ ก็ตราหน้าผู้อื่นเป็นทหารหนีศึก!” หลิ่วจิงหันตัวกลับมา เผชิญสายตากับฟางกั๋วเฉียง

พอแล้ว ทุกคนเลิกทะเลาะกันได้แล้ว ปล่อยให้ซงหลิงตัดสินใจเองเถอะ!” เผิงเสวียเหวินระดมความกล้า ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังน้องสาว จากนั้นเดินขึ้นหน้า ใช้ร่างกายตนเองแยกฟางกั๋วเฉียงกับหลิ่วจิงออกจากกันซงหลิง คุณยินดีติดตามเวยเวยไปสมัครสอบมหาวิทยาลัยจงยางที่หนานจิงหรือไม่? ฉันอยู่ทางโน้นก็มีคนรู้จัก สามารถช่วยคุณหาข้อสอบของหลายปีก่อน!”

เขากล่าวอย่างเปิดเผยยิ่ง สีหน้าเผิงเวยเวยแดงระเรื่อทันที จางซงหลิงก็นับว่าเป็นเพื่อนที่ไม่เลว หากว่าไปเรียนหนังสือที่หนานจิงด้วยกัน ระหว่างกันและกันก็สามารถช่วยเหลือดูแลกันได้

นึกถึงตรงนี้ เผิงเวยเวยค่อยหลับตาลงช้าๆ จากนั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้น กล่าวกับจางซงหลิงว่าซงหลิง คุณอย่าไปฟังพี่ชายฉันพูดเหลวไหล เส้นทางควรเลือกอย่างไร คุณตัดสินใจเอง ไม่ต้องไม่ต้องคำนึง ไม่ต้องคำนึง…”

คำพูดกล่าวมาได้ครึ่งเดียว เธอก็เขินอายจนหน้าแดงก่ำหันหลังกลับ มือกุมใบหน้าหนีเข้าไปในห้องด้านในอย่างรวดเร็ว

ก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีเด็กสาวคนไหน ร้องเพลงและซักซ้อมร่วมกับจางซงหลิงอย่างอดทนมาก่อน ก่อนหน้านั้น ก็ไม่เคยมีเด็กสาวคนไหน ที่พูดจากับเขาอย่างไพเราะเพราะพริ้ง ก่อนหน้านั้น ยิ่งไม่มีเด็กสาวคนไหน จะบอกกล่าวต่อเขา ไม่ว่าคุณตัดสินใจอย่างไร ล้วนต้องยินดียอมรับผลลัพธ์นั้นด้วยความเต็มใจ ไม่เสียใจไปตลอด

ชั่วขณะนั้น จางซงหลิงคล้ายถูกสายฟ้าอันสุขใจฟาดเข้าใส่ ภายในห้วงสมองว่างเปล่า เขาเริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความรู้สึกที่มีต่อสตรีเพศ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ไว้ผมสั้นเสมอบ่า สวมกระโปรงเสมอข้อเท้า และเอะอะก็ชอบร้องไห้ขี้มูกโป่งอีกต่อแล้ว

ตลอดทางที่ผ่านมา เถียนชิงอวี่กับหันชิว ลู่หมิงกับหลิ่วจิง การประสานมือกันของสองคู่รักนั้น เริ่มถ่ายทอดบทเรียนแรกเกี่ยวกับความรักให้แก่เขาอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกอบอุ่น เงียบสงบแต่ร้อนผะผ่าวนั้น ส่งผลให้เขาจากแปลกใจจนไปถึงอิจฉา จากอิจฉาเริ่มริษยาเล็กน้อย ดังนั้นยามสุราแห่งความรักวูบผ่านเบื้องหน้า ก็แทบอยากจะยกขึ้นมาลิ้มลองในทันที แม้มีความเป็นไปได้สูงว่า สุราแก้วนี้ยังหมักไม่ได้ที่

ฉัน ฉัน…” นึกถึงสาเหตุที่ก่อนหน้านี้เผิงเวยเวยทิ้งตนเองไว้คนเดียวแล้วเดินจากไปด้วยความโกรธ นึกถึงดวงตาอันสุกใสและน้ำตาอันระยิบระยับนั้นของเผิงเวยเวย จางซงหลิงก็ไม่อาจปล่อยให้เธอได้รับความเจ็บปวดอีก เขาฝืนขบกรามแน่น หันหลังเดินไปที่เบื้องหน้าโจวเจวีย โค้งคำนับสุดซึ้งพี่โจว ต้องขอโทษด้วย ฉันไม่อยากไปเป่ยผิงอีกแล้ว ฉันอยากติดตามเวยเวยพวกเขาไปหนานจิง

ก็ดี ก็ดี! คุณอายุยังน้อย เดิมทีก็ไม่ควรเดินทางมากับพวกเรา!” เพียงไม่เจอกันไม่กี่ชั่วโมง โจวเจวียก็ราวกับแก่ชราไปหลายสิบปี มือค้ำขอบประตู ตอบกลับด้วยท่าทีเหนื่อยล้า

ฟางกั๋วเฉียงกลับดีดตัวขึ้นมาราวกับถูกงูพิษฉกกัด เร่งฝีเท้ามาถึงข้างกายจางซงหลิง มือชี้จมูกของเขาด่าทอว่าแก แกมันคนขี้ขลาด เป็นพวกทรยศ! ต่อให้แกต้องการติดตาม พวกเราก็ไม่มีทางพาแกไปด้วยอีกเป็นอันขาด! ผู้หญิงคนเดียวก็ทำให้แกเปลี่ยนความคิด ต่อไปพบเจอโจรญี่ปุ่น พวกมันเลือกใช้แผนหญิงงามหลอกล่อ แกก็คงขายพวกเราไปให้พวกโจรญี่ปุ่นจนสิ้น!”

พี่ฟาง ฉันเปล่า ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น!” จางซงหลิงถูกด่าจนหน้าแดงร้อนผะผ่าว พยายามแก้ต่างให้ตนเองฉันเพียงแต่คิดว่า ช่วงเวลานี้ไปเป่ยผิง ใช่ว่าจะเป็นทางเลือกที่ดี คำพูดของเผิงเสวียเหวินก็มีเหตุผล หากว่าซ่งเจ๋อหยวนไร้เจตนารมณ์ต่อต้านจริง…”

คิดจะเป็นคนทรยศ ย่อมสามารถหาข้ออ้างที่แลดูสมเหตุผลเสมอ!” ฟางกั๋วเฉียงไม่ต้องการฟังคำอธิบายจากจางซงหลิง ด่าทอดังลั่นต่อไป เผิงเสวียเหวินในใจลอบยิ้มเยาะ หัวเราะพลางเดินเข้ามา ยื่นมือรั้งจางซงหลิงไปอยู่ด้านหลังตนเองสหายฟางกั๋วเฉียง คุณกล่าวเช่นนี้ก็เกินไป ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ในการเลือกทางเดินของตนเอง เนื่องเพราะการตัดสินใจของผู้อื่นแตกต่างจากคุณ คุณก็ไม่สมควรกล่าวหาผู้อื่นส่งเดช!”

คุณต่ำช้าไร้ยางอาย!” ฟางกั๋วเฉียงเปลี่ยนเป้าหมายทันที กล่าวโจมตีเผิงเสวียเหวินเขาเลือกเดินทางลงใต้แล้วมีอะไรหรือ สิบเอ็ดต่อสิบเอ็ด คะแนนเสียงของเราสองคนเท่ากัน!”

อย่างนั้นก็ลงคะแนนเสียงใหม่!” เมื่อใช้เล่ห์เหลี่ยมจัดการจางซงหลิงสำเร็จ เผิงเสวียเหวินมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวการลงคะแนนเสียงครั้งใหม่ ยังคงปล่อยให้ทุกคนเลือกเดินทางลงใต้หรือว่าขึ้นเหนือ และก่อนที่จะตัดสินใจเลือก คุณกับฉันมาเปิดการบรรยาย บอกเล่าเหตุผลของตนเองให้ผู้อื่นฟัง ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง เพียงกล่าวด้วยเหตุผล ฝ่ายที่พ่ายแพ้ ต้องเดินทางไปกับฝ่ายที่ชนะ! ห้ามผิดคำพูดเป็นอันขาด!”

ลงคะแนนใหม่ก็ลงคะแนนใหม่ ฉันก็ไม่เชื่อว่าคุณยังมีน้องสาวคนที่สอง!” ฟางกั๋วเฉียงไร้ความกลัวเกรง ตอบกลับเสียงดัง

ยังคงต่างคนต่างเดินเถอะ ถึงอย่างไรไม่ว่าผลการลงคะแนนเสียงจะเป็นเช่นไร ย่อมต้องมีคนคิดหาวิธีสกปรกผิดคำพูดอย่างแน่นอน!” เถียนชิงอวี่กลับไม่ต้องการเสียเวลาไปกับเผิงเสวียเหวินและฟางกั๋วเฉียงแล้ว เดินขึ้นหน้ามากล่าวเสียงเบา

ใช่! บางคนหลอกใช้แม้กระทั่งน้องสาวแท้ๆ ของตนเองเพื่อชัยชนะ ยังมีวิธีการอะไรที่ใช้ออกมาไม่ได้อีก?!” ลู่หมิงก็แสดงท่าทีไม่พึงพอใจต่อเผิงเสวียเหวินที่ใช้วิธีสกปรกหลอกใช้เผิงเวยเวยน้องสาวตนเองยั่วยุจางซงหลิง ยักไหล่พลางกล่าวเสริม

คุณกล่าวเหลวไหล ดวงตาข้างไหนของพวกคุณที่มองเห็นฉันหลอกใช้เวยเวยแล้ว?!” เผิงเสวียเหวินถูกกล่าวหาจนไม่พอใจอยู่บ้าง เริ่มขยับมือถกแขนเสื้อ

นั่นไง แผนชั่วถูกเปิดโปง ก็เตรียมใช้กำลังแล้ว! ฉันจะเล่นกับคุณเอง สถานที่แล้วแต่คุณเลือก!” เถียนชิงอวี่ย่อมไม่กลัวการชกต่อยกับผู้อื่น หัวเราะเยาะพลางดันลู่หมิงออกไป ประจันหน้ากับเผิงเสวียเหวิน

เห็นทั้งสองกำลังจะลงไม้ลงมือ โจวเจวียผู้เป็นหัวหน้าขบวนถอนหายใจ กล่าวเสียงเบาว่าทุกคนเลิกทะเลาะกันได้แล้ว ล้วนผิดที่ฉันเอง เดิมทีก็ไม่ควรรับปากเรื่องการลงคะแนนเสียง! อย่างนี้เถอะ พวกเรายังคงแยกทางกันเดิน ผู้ที่ยินดีไปเป่ยผิง ก็ติดตามฉันกับต้าฟางไปเป่ยผิง ส่วนคนที่ยินดีไปหนานจิง ก็ติดตามเสวียเหวินไปหนานจิง พวกเราไม่ว่าใครก็อย่าได้ฝืนใจใคร!”

สือโถว นายห้ามไปเป่ยผิงเด็ดขาด!อย่างน้อยช่วงเวลานี้ไม่ควรไป!” เมื่อได้ฟังคำกล่าวของโจวเจวีย เผิงเสวียเหวินปล่อยวางความคิดที่จะลงไม้ลงมือกับเถียนชิงอวี่ หันหน้ามากล่าวห้ามปราม

เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ผู้อื่นยินดีไปรนหาที่ตายในเป่ยผิงเป็นเรื่องของผู้อื่น เขาเผิงเสวียเหวินไม่สนใจ! แต่สำหรับโจวเจวียเขากลับไม่สามารถนิ่งเฉย อย่าว่าแต่ระหว่างสองตระกูลเผิงกับโจวมีความสัมพันธ์ฉันญาติมิตร ลำพังเพียงความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของสองคน เขาก็ไม่สามารถทนมองโจวเจวียเดินไปหาที่ตายต่อหน้าต่อตา

คุณกลับไปหนานจิงเองเถอะ ฉันต้องเดินทางไปเยี่ยมชมกองทัพที่ยี่สิบเก้าด้วยตนเอง จึงสามารถทำการตัดสินใจขั้นสุดท้ายโจวเจวียส่ายหน้า ยิ้มอย่างเหนื่อยล้าช่วยฝากคำทักทายไปยังอี๋มา (น้าสาว) อี๋ฟู (น้าเขย) แทนฉันที!  ยังมีกูกู (อาหญิง) กูฟู่ (อาเขย) ก็ฝากทักทายพวกท่านด้วย

ตระกูลโจวของพวกนาย รุ่นนี้ก็เหลือนายเป็นผู้ชายเพียงหนึ่งเดียว!” เผิงเสวียเหวินร้อนรุ่ม แทบอยากจะตีโจวเจวียให้สลบแล้วมัดพาตัวไป

หากว่าโจรญี่ปุ่นบุกลงใต้ แม้แต่ตระกูลโจวก็ไม่หลงเหลือแล้ว!” โจวเจวียส่ายหน้าช้าๆ บนใบหน้าอันซีดเซียว ในที่สุดก็เผยความเด็ดเดี่ยวหนักแน่นหลายส่วนออกมา

เขาไร้ความกล้า เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ทราบดีว่าซ่งเจ๋อหยวนใช่ว่าจะมีใจต่อต้านญี่ปุ่น ยังต้องการร้องขอให้พวกพ้องติดตามตนเองไปร่วมเผชิญอันตรายด้วยกัน! ซึ่งเป็นดังที่เผิงเสวียเหวินเคยกล่าว นั่นเป็นการไม่รับผิดชอบต่อชีวิตของผู้อื่น แต่ว่า เขากลับมีความกล้าหาญที่เพียงพอ ตัดสินใจกำหนดเส้นทางเดินของตนเอง

ซ่งเจ๋อหยวนมีใจต่อต้านญี่ปุ่นก็ช่าง หรือว่าเตรียมพร้อมร่วมมือกับคนญี่ปุ่นแบ่งแยกดินแดนหัวเป่ยก็ดี นั่นเป็นเรื่องของซ่งเจ๋อหยวนกับบุคคลระดับสูง ส่วนเหล่านักรบที่เคยหลั่งโลหิตบนกำแพงฉางเฉิงไม่มีความผิด! เหล่านักเรียนนักศึกษาที่ตะโกนปลุกระดมประชาชนท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บไม่มีความผิด! ประชาชนทั่วไปที่ทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพียงเพื่อขอให้ลูกหลานรุ่นต่อไปมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็ไม่มีความผิด! สิ่งที่เขาเคารพรักคือประเทศชาติแห่งนี้ คือนักรบที่สู้ศึกอย่างห้าวหาญบนกำแพงฉางเฉิง คือเพื่อนนักเรียนของตนเองกับญาติรุ่นพ่อ ไม่ใช่นามเรียกขานอย่างกองทัพที่ยี่สิบเก้า ยิ่งไม่ใช่ซ่งเจ๋อหยวนเพียงคนเดียว!

สือโถว นายลองนึกให้ดีอีกที อีกอย่างเรื่องการลงคะแนนเสียงเมื่อสักครู่ ก็ไม่ใช่การตัดสินใจของนายคนเดียว นายไม่สามารถ…” เผิงเสวียเหวินร้อนรุ่มใจแทบบ้าคลั่ง ยื่นมือไปคว้าแขนโจวเจวีย ขณะที่กำลังเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายจัดการลงคะแนนเสียงอีกครั้งเพื่อตัดสินชี้ขาด ทันใดนั้น สายตาชำเลืองมองเห็นเงาร่างที่คุ้นตาแวบออกมาจากปลายทางของระเบียงฉินเซียนเซิง ท่านมาตามหาพวกเราหรือ?”

ฉันเคยบอกกับพวกคุณไปแล้วไม่ใช่หรือ อย่าได้เรียกฉันฉินเซียนเซิง ฉันไม่คุ้น!” ฉินเต๋อกังยังคงใช้หน้าตาท่าทางของอาวุโสผู้มีจิตใจเมตตา ด้านหนึ่งสาวเท้าเข้าใกล้ ด้านหนึ่งหัวเราะพลางกล่าวคัดค้าน

พี่ฉิน!”

พี่ฉินมาหาพวกเรามีธุระอะไรหรือ?” ผู้ที่ถูกบุคลิกของฉินเต๋อกังสยบนั้น ไม่เพียงเผิงเสวียเหวินคนเดียว ฟางกั๋วเฉียง เถียนชิงอวี่กับพวกโจวเจวีย ก็กล่าวทักทายคนผู้นี้ด้วยสีหน้าเคารพ

ไม่มีอะไร ทางห้องอาหารบอกว่าพวกคุณไม่ได้ไปรับประทานอาหารค่ำ ฉันจึงขึ้นมาดูหน่อย!” ฉินเต๋อกังยิ้มแย้ม ราวกับรู้จักทุกคนที่ทักทายเขาเกิดอะไรขึ้น ทะเลาะกันอีกแล้วหรือ? เด็กพวกนี้ เมื่อวานยังดีกันอยู่ไม่ใช่หรือ?”

เปล่า พวกเราเพียงแค่หารือกัน หารือเรื่องที่ว่าจะเดินทางกันอย่างไรต่อไป!” เผิงเสวียเหวินถูกกล่าวจนเก้อเขิน จึงกล่าวคำโกหกอย่างขอไปที

คนขับรถม้าหนีไปแล้ว ทั้งยังขนสัมภาระของพวกเราไปจำนวนหนึ่ง ดังนั้นพวกเราจึงรวมตัวกันเพื่อหารือว่าก้าวต่อไปควรทำอย่างไร!” โจวเจวียก็ไม่หวังให้การถกเถียงกันเมื่อสักครู่ของผู้คน ฉุดดึงผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา ยิ้มแย้มพลางช่วยกล่าวเสริมให้กับเผิงเสวียเหวิน

อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง!” ฉินเต๋อกังขยับไปป์ไม้สักในมือ กลับไม่สูบไปป์ ยิ้มน้อยๆ กล่าวว่าฉันได้ยินมาว่า ช่วงนี้ การเดินทางไปต่างมณฑล จำต้องระมัดระวังทุกเรื่อง! แต่ว่าพวกคุณก็ไม่ต้องร้อนรุ่ม พรุ่งนี้รุ่งเช้าตีสี่ มีรถไฟขบวนหนึ่งที่ขนสิ่งของไปให้กองทัพที่ยี่สิบเก้า ต้องแล่นผ่านสถานีเล็กแห่งนั้นที่นอกตำบลพอดี หากว่าพวกคุณคิดจะเดินทางขึ้นเหนือต่อ ไม่สู้ไปเสี่ยงดูที่สถานีรถไฟ ถึงอย่างไรเพียงเหลือระยะทางไม่กี่สิบลี้แล้ว อากาศก็ไม่หนาวเหน็บ ต่อให้นั่งอยู่บนตู้สินค้า ก็ไม่มีอุปสรรคอะไร!”

รถไฟ รถไฟหยุดแล่นแล้วไม่ใช่หรือ?”

ใช่ รางรถไฟใช้สัญจรได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ พวกเราถึงกับไม่ทราบเรื่อง!”

ทุกคนทั้งตื่นเต้นและดีใจ ส่งเสียงไต่ถามกันอย่างต่อเนื่อง

รถไฟโดยสารย่อมไม่สามารถสัญจรได้ปกติ!” ฉินเต๋อกังสูบไปป์ในมือ พ่นควันสีครามอ่อนออกมาแต่ขบวนรถของกองทัพที่ใช้ขนส่งสิ่งของไปเป่ยผิง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สถานีรถไฟที่อยู่นอกหูลู่อวี้ ปีนั้นก็สร้างเพื่อเติมถ่านหินเติมน้ำให้รถไฟ รถไฟทุกขบวนเมื่อมาถึงที่นี่ ล้วนต้องจอดรอหลายนาที! ในเมื่อพวกคุณต้องการไปสมัครทหารที่เป่ยผิง ลองไปบอกกล่าวต่อพลขับ ร้องขอโดยสารติดรถไปด้วย เขาน่าจะไม่ปฏิเสธ!”

อย่างนั้นก็ประเสริฐยิ่ง ขอบคุณพี่ฉิน!” เถียนชิงอวี่เพราะดีใจ พอได้ยินว่ามีรถไฟให้โดยสาร แม้แต่ข้อเท็จจริงของข่าวคราวล้วนไม่สนใจไตร่ตรองให้ละเอียด โค้งคำนับให้ฉินเต๋อกังด้วยความดีใจ

คราวนี้ ไม่ต้องกังวลสัมภาระสูญหายอีกแล้ว!” นักศึกษาหลายคนที่เตรียมตัวเดินทางขึ้นเหนือ ก็ตื่นเต้นดีใจจนกำหมัดแน่นเฮอะ! คนบางคนคิดเดินทางไปหนานจิง ก็ขอให้เขาเดินทางปลอดภัย!”

ผู้ที่ในใจผิดหวังที่สุดก็คือเผิงเสวียเหวิน เขาใช้หมดทุกวิถีทาง ล้วนไม่สามารถฉุดดึงโจวเจวียหันหลังกลับ ตรงกันข้ามกลับได้เด็กกึ่งโตอย่างจางซงหลิงมาเป็นภาระ จิตใจกลัดกลุ้ม สีหน้าที่มองไปทางจางซงหลิง จึงไม่เป็นมิตรเหมือนก่อนหน้านี้

จางซงหลิงกลับไม่ทันสังเกตเห็นว่าภายในระยะเวลาอันสั้น ค่าตัวของตนเองที่อยู่ในสายตาผู้อื่นตกฮวบอย่างกะทันหัน ได้ยินว่าพรุ่งนี้เช้าตรู่ทุกคนจะไปไล่ตามรถไฟ รีบกล่าวว่าพี่โจว พี่หันชิว อย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันไปช่วยพวกคุณขนสัมภาระเถอะ ฉันตื่นนอนเร็ว ไม่ชอบนอนตื่นสาย!”

อย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันก็ไปส่งพวกคุณด้วย หากว่าพลขับรถไฟกองทัพไม่ยอมให้พวกคุณโดยสารติดรถไป จะได้ช่วยพวกคุณถือสัมภาระกลับมา!” เผิงเสวียเหวินยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะฉุดดึงโจวเจวียกลับมา

ไปให้หมด ล้วนไปให้หมด! ถือโอกาสสอบถามหัวหน้าสถานีรถไฟ ว่ารถไฟโดยสารจะวิ่งได้เมื่อไหร่ มีขบวนรถไฟของกองทัพที่จะเดินทางลงใต้หรือไม่!” นักศึกษาอื่นๆ ก็มีสีหน้ายิ้มแย้ม เตรียมตัวเดินทางไปส่งพวกพ้องที่เดินทางขึ้นเหนือ

ฉินเต๋อกังรับฟังอย่างนิ่งเงียบ ใบหน้าเปี่ยมด้วยความเมตตา รอทุกคนหารือเสร็จสิ้นแล้ว ค่อยกล่าวยิ้มๆ ว่าพรุ่งนี้เช้า ฉันไม่สะดวกเดินทางไปส่งทุกคนแล้ว ขอให้พวกคุณเดินทางโดยสวัสดิภาพ ไปถึงทางโน้นแล้ว อย่าลืมฝากขอบคุณกองทัพที่ยี่สิบเก้าแทนฉันด้วย ใช่แล้ว อาหารค่ำเตรียมเสร็จแล้ว ทุกคนรีบลงไปรับประทานเถอะ อย่าปล่อยให้พ่อครัวใหญ่ยืนรอ!”

ขอบคุณพี่ฉิน!”

ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจ!” ฉินเต๋อกังโบกมือให้ทุกคน จากนั้นยิ้มแย้มหันหลังลงตึก เดินผ่านบันไดมาสองชั้น หยุดอยู่บริเวณจุดเลี้ยวหันมองอย่างรวดเร็ว จากนั้นขยับร่างกาย ใช้ความว่องไวอันผิดกับอายุ แวบเข้าไปในประตูเล็กแห่งหนึ่งที่ชั้นสอง

ภายในประตูเล็ก มัตสึอิพ่อค้าญี่ปุ่นร่างเตี้ย พานเซียนเซิงแขกจากเป่ยผิงกับหัวหน้าเยวี่ยของหน่วยรักษาความปลอดภัยและเสี่ยวหยวน รอคอยอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นเงาร่างของฉินเต๋อกังปรากฏตัว จึงเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ถามเสียงเบาว่าเป็นอย่างไรบ้าง? เด็กนักศึกษาพวกนั้นยอมหันหลังกลับหรือไม่?”

ว่าอย่างไร ปลาน้อยติดเบ็ดหรือไม่?!”

พวกเขาจะไปสถานีรถไฟหรือไม่? สถานที่นั้นบริเวณกว้างขวาง เหมาะแก่การทำงานใหญ่ที่สุด!”

สามารถล่อเหยื่อได้แล้ว!” ฉินเต๋อกังโยนไปป์ขึ้นไปในอากาศแล้วคว้าเอาไว้แน่น ในรอยยิ้มเผยความรู้สึกดูถูกดูแคลนพวกเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ! หลงคิดว่าตนเองชาญฉลาดและมีความสามารถเหนือผู้อื่น รีบจัดการส่งพวกมันขึ้นสวรรค์ พวกเราจะได้หมดห่วงสักที!”

เยวี่ยซัง (คุณเยวี่ย) พรุ่งนี้เช้า ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือคุณแล้ว!” มัตสึอิยิ้มแย้มทันที เขย่งเท้าหลบไหล่ของหัวหน้าเยวี่ย กำชับเสียงดัง

ฉันจะสั่งให้พวกพี่น้องพยายามอย่างเต็มที่!” หัวหน้าเยวี่ยรูปร่างสูงใหญ่ ถูกมัตสึอิที่รูปร่างเตี้ยแคระตบไหล่จนไม่สบอารมณ์ แต่ได้แต่ฝืนยิ้ม จากนั้นเขามองไปทางคนหนุ่มแซ่พานที่มาจากเป่ยผิงที่ปรึกษาพานมีความจำเป็นต้องลงมือเหี้ยมโหดเช่นนี้จริงหรือ? พวกมันพวกมันล้วนเป็นเมล็ดแห่งปัญญา! แต่โบราณเป็นต้นมา ผู้ที่คิดจะสำเร็จการใหญ่ ล้วนไม่มีทางเอาปัญญาชน…”

ช่วงเวลานี้ ปัญญาชนไม่มีค่าอะไร!” พ่อค้าหนุ่มที่ถูกเรียกว่าที่ปรึกษาพานหัวเราะเบาๆทำให้พวกเขาสมปรารถนา มีอะไรไม่ดีหรือ? อีกอย่าง หากไม่ข่มขวัญพวกนักศึกษายากจนเสียบ้าง หลายเดือนต่อจากนี้ ไม่แน่ว่ายังมีนักศึกษาอีกหลายขบวนเดินทางมาเป่ยผิง! ภายในค่ายเสวียปิงเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน อาของฉันที่อยู่ทางเป่ยผิงก็ทำงานยากขึ้นไปหนึ่งส่วน! หากปล่อยให้นักศึกษายากจนแบ่งอำนาจจากบุคคลชั้นสูงในกองทัพที่ยี่สิบเก้า นั่นก็…”

ใช่ หัวหน้าเยวี่ย ความหมายของคุณฉันเข้าใจ! หากไม่ถึงคราวจำเป็น จักรวรรดิญี่ปุ่นก็ไม่คิดลงมือต่อปัญญาชน!” มัตสึอิพยักหน้า รอยยิ้มบนใบหน้าแฝงมาด้วยความโหดเหี้ยมแต่ว่า เยวี่ยซัง คุณควรจะเข้าใจ ทางกองทัพที่ยี่สิบเก้ายิ่งต่อต้านดุเดือด ด้านวินัยของกองทัพจักรวรรดิก็ยิ่งยากแก่การควบคุม หากพวกนักรบฆ่าจนติดใจ ถึงเวลานั้น ผู้ที่ต้องตายคงไม่ใช่แค่นักศึกษาเพียงไม่กี่คนแล้ว! ซึ่งเรื่องนี้ ทางไหนเล็กทางไหนใหญ่ ฉันคิดว่าเยวี่ยซังน่าจะสามารถเข้าใจได้กระมัง!”

คุณกล้า…” หัวหน้าเยวี่ยสีหน้าแปรเปลี่ยนฉับพลัน คิดจะขึ้นเสียงโต้ตอบ กลับถูกฉินเต๋อกังฉุดดึงเอาไว้หัวหน้าเยวี่ย คำพูดของมัตสึอิเซียนเซิงมีเหตุผล หากต้องการสันติสุข ก็จำต้องมีคนหลั่งโลหิต หากไม่หลั่งโลหิตของพวกเขา ก็ต้องหลั่งโลหิตของพวกเราเอง! คุณไปจัดการตามที่มัตสึอิกล่าวเถอะ ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง!”

หัวหน้าเยวี่ย ก่อนที่ผมจะเดินทางมา ท่านอาเคยบอกว่า คุณจะให้การสนับสนุนผมอย่างเต็มกำลัง!ซึ่งผมคิดว่า คุณคงไม่อยากทำให้ท่านอาของผมผิดหวังกระมัง!” ที่ปรึกษาพานใบหน้าเย็นชา กล่าวตอบหัวหน้าเยวี่ยอย่างไม่เกรงใจ

ก็ได้ ก็ได้ ในเมื่อพานเซียนเซิงกล่าวเช่นนี้ ฉันเพียงแต่ปฏิบัติตามคำสั่งก็พอ!” หัวหน้าเยวี่ยขยับร่างกายหลายครั้ง ไม่อาจดิ้นหลุดจากฉินเต๋อกัง ทำได้เพียงถอนหายใจยาวฉันจะไปสั่งการเดี๋ยวนี้ ทุกท่าน พวกเราเจอกันพรุ่งนี้เช้า!”

หัวหน้าเยวี่ยไม่ยินดีทนมองใบหน้าอันชั่วช้าเจ้าเล่ห์ของมัตสึอิกับที่ปรึกษาพานอีก เขาพาเสี่ยวหยวนลูกน้องคนสนิทของตนเองเดินออกจากประตู ยังเดินไม่ถึงชั้นหนึ่ง เสี่ยวหยวนก็หยุดก้าวเท้า กระตุกเสื้อผ้าของเขาเบาๆ ใช้เสียงอันแผ่วเบากล่าวเตือนว่าหัวหน้าเยวี่ย เรื่องนี้พวกเราทำไม่ได้เป็นอันขาด! ยิงปืนใส่ปัญญาชน อย่างนั้นช้าเร็วกรรมต้องตามสนอง!”

หัวหน้าเยวี่ยในใจสับสนว้าวุ่น สีหน้าไม่สู้ดี ลังเลใจครู่หนึ่ง ค่อยตอบกลับเสียงเบาว่าอาของพานเซียนเซิงมีบุญคุณที่ช่วยชีวิตฉัน! เรื่องที่เขาสั่งการลงมา ฉันอับจนปัญญาจะปฏิเสธ! คุณไปคัดเลือกพี่น้องที่ไว้ใจได้มายี่สิบคน พรุ่งนี้เช้าไปดักซุ่มในละแวกสถานีรถไฟ ถึงเวลาอย่าลืมยกปากกระบอกปืนสูงขึ้นสามนิ้ว ยิงปืนพอข่มขวัญเด็กนักศึกษาพวกนั้นให้วิ่งหนีเตลิดก็พอ ไม่ต้องคร่าชีวิตพวกมัน

ครับ!” เสี่ยวหยวนเป็นเด็กที่หัวหน้าเยวี่ยเก็บกลับมาอุปการะตอนเป็นนายทหาร ไม่เคยคัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชามาตลอด รับปากคำหนึ่ จากนั้นก็ไปคัดเลือกกำลังพล

หน่วยรักษาความปลอดภัยของหูลู่อวี้เป็นหน่วยที่หัวหน้าเยวี่ยจัดตั้งขึ้นตามคำไหว้วานของตระกูลฉิน โครงสร้างค่อนข้างใหญ่โต แต่การเฟ้นหาพี่น้องที่ซื่อสัตย์และไว้ใจได้จำนวนยี่สิบคน กลับเป็นเรื่องไม่ง่าย

เสี่ยวหยวนคัดเลือกอย่างละเอียดครึ่งค่อนคืน ค่อยค้นพบบุคคลที่เหมาะสมจากในกองกำลังของหัวหน้าเยวี่ยและตนเอง พร้อมทั้งกำชับพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า การปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างจำต้องฟังคำบัญชาของหัวหน้าเยวี่ย ไม่มีคำสั่ง ผู้ใดก็ห้ามลงมือโดยพลการ จากนั้นให้ทุกคนคว้าปืนพกเมาเซอร์พักผ่อนอยู่ในศูนย์ เมื่อถึงเวลาตีสามก่อนฟ้าสาง ก็เดินทางออกจากตำบลอย่างเงียบงัน

ท้องฟ้าในฤดูร้อนสว่างเร็ว เพิ่งจะเลยตีสามครึ่งมาเล็กน้อย ทางตะวันออกก็เริ่มแย้มแสงแรกของวัน เนินเขา ป่าไม้ ยังมีสถานีรถไฟอันโดดเดี่ยวที่อยู่ไม่ไกล ล้วนค่อยๆ ปรากฏเค้าโครงท่ามกลางความมืดยามราตรี หัวหน้าเยวี่ยกับเสี่ยวหยวนสองคนนำพาพี่น้องยี่สิบคนมาดักซุ่มอยู่ในป่าเล็กแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากสถานีรถไฟประมาณห้าร้อยเมตร หน้าหันไปทางทิศเหนือ หากว่าในตำบลมีคนออกมาดักรอรถไฟ จำต้องเดินผ่านด้านหน้าของพวกเขาพอดี

อีกสักครู่หวังว่าเด็กพวกนั้นจะรู้จักถอยหนีกลับไป!” หัวหน้าเยวี่ยมือถือปืนพกเมาเซอร์ ร่างกายพิงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง นึกคิดอย่างกลัดกลุ้มอยู่บ้าง เดิมทีเขาเป็นเหลียนจ่างท่านหนึ่งในกองทัพซีเป่ย สังกัดขุนศึกทรยศสือโหย่วซาน ต่อมาเนื่องเพราะไม่อาจทนรับการปฏิบัติตัวของสือโหย่วซาน ขอถอนตัวออกจากกองทัพ ต่อมาภายใต้การจัดการของพานอวี้กุ้ยเจ้านายเก่า เดินทางมาหูลู่อวี้ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าของหน่วยรักษาความปลอดภัย

หูลู่อวี้สภาพแวดล้อมผ่อนคลาย อากาศชุ่มชื้น เหมาะแก่การใช้ชีวิตในบั้นปลายเป็นพิเศษ ท่ามกลางสภาพความเป็นอยู่อันเงียบสงบ หัวหน้าเยวี่ยก็แก่ชราไปตามกาลเวลา สูญเสียความว่องไวกระฉับกระเฉงที่ทหารผู้หนึ่งพึงมี หลังพิงต้นไม้ใหญ่ ผ่านไปไม่นาน เขาเริ่มส่งเสียงกรนดังขึ้นมาราวกับหวูดรถไฟ ส่งผลให้หมู่นกในละแวกนั้นต่างบินหนีด้วยความแตกตื่น

หัวหน้าเยวี่ย หัวหน้าเยวี่ย มีคนเดินมาแล้ว!” เสี่ยวหยวนยังหนุ่มยังแน่นเปี่ยมด้วยพละกำลัง เบิกตาจ้องมองรอบข้างมาตลอด มองเห็นบริเวณหน้าปากทางเข้าตำบลลอบปรากฏเงาคนหลายร่างมาแต่ไกล รีบขยับผลักหัวไหล่ของหัวหน้าเยวี่ย แจ้งเตือนเสียงเบา

ใคร? อีกไกลไหม!” หัวหน้าเยวี่ยขยับร่างยืนตรง ยื่นมือปาดเช็ดน้ำลายที่มุมปาก ย้อนถามเสียงเบา

ไม่แน่ใจ พวกเขามาจากทางตะวันออก เดินหันหลังให้แสงอาทิตย์พอดี!” เสี่ยวหยวนขยี้ดวงตาอันแดงก่ำ ตอบกลับเสียงเบามองจากการแต่งกาย น่าจะเป็นเด็กนักศึกษาพวกนั้น ชายหญิงเดินปะปนกันมา มือถือสัมภาระ!”

แจ้งให้พวกพี่น้องเข้าประจำที่!” หัวหน้าเยวี่ยโบกปืนลง หมอบร่างกายลงต่ำอย่างรวดเร็ว ฝ่ายตรงข้ามอย่างมากเป็นนักศึกษาหนุ่มสาวยี่สิบกว่าคนที่ยังอ่อนต่อโลกภายนอก กลับทำให้ผู้ที่เคยเข้าร่วมศึกใหญ่จงหยวนอย่างเขาใจเต้นแรงไม่มีคำสั่งจากฉัน ใครก็ห้ามยิงปืน และไม่ควรเล็งเป้าที่ตัวคนด้วย!”

ครับ!” เสี่ยวหยวนโน้มหลัง เร่งวิ่งไปถ่ายทอดคำสั่ง ไม่นาน ก็วิ่งกลับมารายงาน พวกพี่น้องเข้าประจำที่เสร็จสิ้น เป้าหมายก็ใกล้เข้ามาแล้ว เป็นเด็กนักศึกษากลุ่มนั้น เมื่อวานผมได้ฟังพวกมันร้องเพลง

อืม สังเกตการณ์ต่อไป!” หัวหน้าเยวี่ยตอบกลับเสียงเบา ในขณะเดียวกันยื่นศีรษะออกมาจากหลังต้นไม้ เฝ้ามองไปที่บริเวณปากทางเข้าตำบล

ผู้มาคือนักศึกษาหนุ่มสาวกลุ่มนั้นไม่ผิดเพี้ยน หันหลังไปทางตะวันออก ถูกแสงอรุณชโลมจนร่างกายเปล่งประกายสีเหลืองทอง เนื่องเพราะย้อนแสง หัวหน้าเยวี่ยจึงมองเห็นหน้าตาของผู้มาไม่ชัดเจน

เด็กหนุ่มที่เดินอยู่หน้าสุดแซ่ลู่ ตามข้อมูลที่มัตสึอิส่งมาระบุไว้ว่า ครอบครัวของเขาเป็นคนทางใต้ ตอนนี้เปิดร้านผ้าไหมขนาดใหญ่อยู่ในเมืองจี่หนาน ค่อนข้างมีฐานะ!” เสี่ยวหยวนสายตาดี ฝืนมองย้อนแสงอาทิตย์ รายงานด้วยเสียงเบาเด็กสาวที่ตามติดด้านหลังของเขา เป็นคนรักของเขาเอง ทั้งสองคนคล้ายกับเพิ่งทะเลาะกัน ไม่ทราบเพราะสาเหตุอะไร ข้างกายเด็กสาว คนที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ผู้นั้น แซ่จาง อายุสิบเจ็ดปี ครอบครัวเปิดร้านขายของชำ ข้างกายเด็กหนุ่มแซ่จาง คนที่อ้วนใกล้เคียงกับเขา…”

พอแล้ว พวกนี้ฉันรู้หมดแล้ว!” ทันใดนั้นหัวหน้าเยวี่ยรู้สึกจิตใจว้าวุ่น โบกมือทำลายการรายงานของเสี่ยวหยวนเด็กหนุ่มผู้นั้นที่เดินอยู่หน้าสุด หน้าตาท่าทางเช่นหนอนหนังสือ ส่วนเด็กสาวที่ตามติดไม่ปล่อย กลับแฝงมาด้วยความเอาแต่ใจของคุณหนูครอบครัวเศรษฐี ทำให้เขานึกถึงบุตรชายและบุตรสาวของตนเอง ซึ่งล้วนเรียนหนังสืออยู่ที่เซี่ยงไฮ้ และกำลังอยู่ในวัยที่สดใสร่าเริง

ในขณะนี้ ขาของเด็กสาวที่ชื่อหลิ่วจิงผู้นั้นสะดุดล้มกะทันหัน ลู่หมิงที่เดินอยู่หน้าสุดหันหลังด้วยความตื่นตกใจ วางกระเป๋าที่แบกอยู่บนหัวไหล่ สอบถามอย่างเป็นห่วงว่าเธอเป็นอะไร? บาดเจ็บตรงไหนแล้ว!”

ข้อเท้าข้อเท้าพลิกแล้ว!” หลิ่วจิงเห็นแผนการสำเร็จตามคาด ในใจลอบระบายลมหายใจ บนใบหน้ากลับแสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดทรมานบนพื้น บนพื้นมีก้อนหิน เมื่อสักครู่ฉันมองไม่เห็น!”

ทำไมเธอจึงเดินไม่ระวังแบบนี้!” ลู่หมิงจำต้องย่อตัวลง คว้าแขนของหลิ่วจิงมาพาดไว้ที่บ่า กึ่งแบกกึ่งพยุงเธอเดินหน้าต่อไปฉันพยุงเธอไปที่สถานีรถไฟ อีกสักครู่ ค่อยสอบถามพวกเผิงเสวียเหวิน ดูว่ามีคนพกยาหรือไม่? จางซงหลิง รบกวนคุณช่วยแบกสัมภาระให้ที!”

อืม!” จางซงหลิงรับคำ เดินขึ้นหน้าไปหิ้วกระเป๋าสัมภาระของลู่หมิงขึ้นจากพื้น เมื่อวานเนื่องเพราะเปลี่ยนแปลงความคิดเตรียมตัวไปหนานจิงอย่างกะทันหัน เขาจึงถูกสมาชิกของชมรมเสี่ยฮวาที่นำโดยฟางกั๋วเฉียงทอดทิ้งไม่แยแส ส่วนเผิงเวยเวย ก็ไม่ทราบเนื่องด้วยสาเหตุอะไร หลังจากแต่งตัวออกมาจากห้องพักแล้ว ก็ไม่สนทนากับเขาแม้แต่ประโยคเดียว

เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้จางซงหลิงรู้สึกกลัดกลุ้มใจ หลายครั้งที่คิดจะสอบถามเผิงเวยเวย คำพูดก่อนหน้านั้นของเธอ เพียงเพื่อหลอกลวงตนเองให้ลงคะแนนเสียงแก่พี่ชายของเธอหรือไม่ แต่พอจะเอ่ยออกมา ก็กลัวคำตอบ ได้แต่เก็บความกลัดกลุ้มและรำคาญใจไว้คนเดียว

พี่ชายพี่สาวหลายคนที่อายุมากกว่า แม้มองเห็นสภาพและเคราะห์กรรมของจางซงหลิ  กลับคร้านจะแยแสสนใจเขา มีเพียงหลิ่วจิง บางทีเป็นเพราะตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ทำให้เธอยังคงปกป้องดูแลเขาเฉกเช่นน้องชาย วันนี้เช้าตรู่มาส่งพวกพ้องออกเดินทาง ก็เป็นหลิ่วจิงที่เดินอยู่กับเขามาตลอด 

ทำไมเธอจึงเดินไม่ระวังแบบนี้!” เดินไปด้วย คำพูดของสองคนที่อยู่หน้าสุด ก็แว่วเข้ามาคราวหลังเดินบนถนนคนเดียว ต้องระวังตัวให้มาก เผิงเสวียเหวินคนนั้นไม่น่าไว้ใจ จางซงหลิงอายุก็ยังน้อย ช่วยอะไรเธอไม่ได้ เมื่อไปถึงหนานจิง อย่าลืมส่งโทรเลขไปให้ที่บ้าน หากเป็นไปได้ ก็ช่วยส่งให้ฉันฉบับหนึ่ง! ที่เป่ยผิงมีญาติห่างๆ ของฉันทำงานในบริษัทของต่างชาติ อีกสักครู่ฉันจะเขียนที่อยู่ของบ้านเขาให้เธอ!”

คุณ คุณไม่ลองเลียนแบบจางซงหลิง เดินทางลงใต้ไปกับฉัน!” หลิ่วจิงด้านหนึ่งแสร้งครวญครางอย่างเจ็บปวด ด้านหนึ่งใช้น้ำเสียงอันแผ่วเบาร้องขอลู่หมิง

ฉันทำอะไรไม่ชอบละทิ้งกลางคัน! ฟางกั๋วเฉียงกล่าวได้ดี หากคิดจะถอนตัว ย่อมสามารถหาข้ออ้าง วันนี้ฉันถอนตัวแล้ว วันหน้าก็ต้องถอนตัวอีกความหมายในคำพูดของลู่หมิแม้แข็งกร้าว แต่น้ำเสียงกลับแฝงมาด้วยความนุ่มนวลอันเป็นเอกลักษณ์ของนักศึกษาทางใต้ 

อย่างนั้น หลังจากฉันส่งคุณออกเดินทางแล้ว จะเดินกลับไปอย่างไร ข้อเท้าของฉันบาดเจ็บแบบนี้…” หลิ่วจิงถอนหายใจ เอนศีรษะอยู่ข้างหูลู่หมิง กล่าวอย่างเรียบเฉย

ฉัน ขอฉันคิดก่อน!” คำถามนี้ยากมาก ฉางโส่วจื่อลู่หมิงถูกถามจนจนมุมทันที ขมวดหัวคิ้ว เร่งคิดหาวิธีที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

พี่หลิ่วจิงผู้นี้ ฉลาดล้ำลึกจริงๆ! พี่ลู่พบเจอเธอ ไม่ทราบวันหน้ายังต้องรับมืออุปสรรคอีกมากเท่าไหร่!’ คำสนทนาอันสะอิดสะเอียนของสองคนล้วนฟังอยู่ในหู จางซงหลิงลอบนินทาอยู่ในใจ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เผิงเวยเวยย่อมน่ารักและไร้เดียงสาอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่ หากว่าเผิงเวยเวยก็ออดอ้อนตนเองเฉกเช่นหลิ่วจิง ไม่แน่ว่าตนเองก็อาจจะคล้ายกับลู่หมิง

ในระหว่างที่กำลังอิจฉา ทันใดนั้นข้างหูได้ยินเสียงดังสดใสหลายเสียง คล้ายเป็นประทัดในยามตรุษจีน เพียงแต่เร่งร้อนและเสียงดังไปบ้าง จากนั้น เขาก็มองเห็นบุปผาโลหิตขนาดใหญ่หนึ่งดอก บานสะพรั่งอยู่บนแผ่นหลังของลู่หมิง แดงฉานสะดุดตา

ลู่หมิง ลู่หมิง คุณเป็นอะไรไป คุณอย่าล้อฉันเล่นอย่าฮือ…” หลิ่วจิงไม่มัวแสร้งเจ็บขาอีกต่อไป สองมือโอบกอดลู่หมิงที่ร่างซวนเซ ส่งเสียงกรีดร้อง ตามมาด้วยเสียงดังสดใสอีกหลายเสียง บุปผาโลหิตแบบเดียวกัน ผลิบานบนคอ บนแผ่นหลังและบริเวณน่องของเธอ ละอองโลหิตกระจายตัว

เปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยง เปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยง…” เสียงประทัดยังคงดังต่อเนื่อง จางซงหลิงตื่นตะลึงจนนิ่งอึ้ง มือหนึ่งถือกระเป๋าสัมภาระ ยืนนิ่งอยู่กับที่นี่เป็นความฝัน ต้องเป็นความฝันอย่างแน่นอน!’ เขาปฏิเสธที่จะเชื่อในสิ่งที่มองเห็น เดิมสามารถเลือกที่จะหลีกหนี แต่ไม่ว่าอย่างไร ล้วนไม่สามารถทำให้ตนเองฟื้นตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย

เขามองเห็นเถียนชิงอวี่วิ่งออกมาจากด้านขวาของตนเอง พยายามใช้ร่างกายปกป้องหันชิวที่เร่งเดินเข้าไปฉุดดึงหลิ่วจิง แต่ว่ากลับขัดขวางอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เขาสวมกอดกับหันชิว หมุนตัวอยู่ท่ามกลางแสงอรุณ บนเรือนร่างของทั้งสองคน ล้วนชโลมจนแดงฉาน!

วิ่งสิ รีบวิ่ง!” โจวเจวียวิ่งฝ่าขึ้นมา ผลักตัวจางซงหลิง กลับไม่อาจฉุดดึงเขาออกมาจากฝันร้าย ท่ามกลางความสะลืมสะลือ สายตาของจางซงหลิงไล่ตามโจวเจวีย มองเห็นเขาผลักตัวหลี่ตี๋ และวิ่งไปผลักฟางกั๋วเฉียงกับเผิงเสวียเหวินที่ตื่นตะลึงจนนิ่งอึ้งเช่นกัน จากนั้น มองเห็นเขาคล้ายกับพระเยซูที่อยู่บนไม้กางเขนในโบสถ์คริสต์ อ้าแขนทั้งสอง วิ่งเข้าหาเสียงปืนแดนไกล ด้านหนึ่งวิ่ง ด้านหนึ่งตะโกนเสียงดังว่าคนจีนไม่โจมตีคนจีนด้วยกัน ประเทศจีนไม่โจมตีคนจีน รักชาติไม่ผิด ต่อต้านญี่ปุ่นไม่ผิด! คนจีนไม่โจมตี…”

เสียงปืนอันไร้ความปรานีดังขึ้นอีกระลอก ร่างของโจวเจวียซวนเซ เต็มไปรอยกระสุนปืน แต่ตัวเขาเองยืนกรานไม่ยอมล้มลง ยังคงอ้าแขนตะโกนดังลั่น ราวกับเช่นนี้จะสามารถปกป้องพวกพ้องทั้งหมดที่อยู่ด้านหลังทุกคนรีบวิ่ง รีบวิ่งหนี พวกคุณรีบวิ่งหนีไป…”

รีบวิ่ง รีบวิ่งหนีสิ!” ไม่ทราบผู้ใดฉุดดึงจางซงหลิงอีกครั้ง ฉุดดึงจนร่างกายซวนเซเสียหลัก จากนั้น เขาเริ่มวิ่งหนีสุดชีวิต ไม่สนใจหลิ่วจิงที่นอนจมกองโลหิต ไม่กล้าหันมองโจวเจวียที่อ้าแขนทั้งสองท่ามกลางแสงอาทิตย์ ใช้แรงทั้งหมดวิ่งไปในทิศทางที่ห่างไกลเสียงปืน วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

วิ่งไปหลายสิบก้าว เขามองเห็นนักศึกษาผู้หนึ่งที่มาจากเป่ยผิงล้มลงตรงด้านซ้ายของตนเอง จากนั้น ก็เป็นนักศึกษาหญิงผู้หนึ่ง ด้านหลังได้รับกระสุน ร่างกายล้มลงกับพื้น กลับไม่สิ้นใจในทันที ใช้สองมือตะเกียกตะกายคลานไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก ต่อจากนั้น เป็นนักศึกษาคนที่สาม คนที่สี่ คนที่ห้า

ทันใดนั้น ขาของเขาสะดุดล้มลงกับพื้น กลิ้งไปข้างหน้าหลายตลบ เขาค่อยเห็นเผิงเวยเวย กำลังนอนอยู่ข้างกายตนเอง สลบหมดสติไปแล้ว บนใบหน้าอันงดงามชโลมด้วยคราบโลหิต ไม่ทราบได้เรี่ยวแรงจากที่ใด เขาร่ำร้องคำหนึ่งพลางดีดตัวขึ้น โอบอุ้มเผิงเวยเวย ก้าวขาวิ่งเข้าไปในป่าที่ใกล้ที่สุด จากนั้นราวกับกวางคลั่งตัวหนึ่ง ไม่สนกับดักหรือการดักซุ่มที่อยู่ในป่า วิ่งไปในสถานที่ที่ไกลยิ่งกว่า ยิ่งวิ่งยิ่งไกล ยิ่งวิ่งยิ่งไกล

ป่าในยามนี้ถูกแสงอรุณปกคลุมอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมกึ่งความฝัน คล้ายกับมีดวงวิญญาณอันนับไม่ถ้วนกำลังขับร้องแผ่วเบา

ดอกไม้ในเดือนห้า บานสะพรั่งทั่วทุ่ง ดอกไม้ปกคลุมโลหิตของนักรบ เพื่อช่วยเหลือชนชาติที่ตกอยู่ในอันตราย พวกเขายืนหยัดต่อต้านจนถึงที่สุด…”

เริ่มแรกเป็นเสียงผู้หญิง จากนั้นเป็นเสียงผู้ชาย ต่อจากนั้นเป็นการร้องประสานเสียงของชายหญิงนับไม่ถ้วน หลอมรวมเป็นการขับร้องอันยิ่งใหญ่

ท่ามกลางแรงอรุณอ่อนโยน เสียงขับร้องนั้นก้องกังวาน

ดอกไม้ในเดือนห้า บานสะพรั่งทั่วทุ่ง ดอกไม้ปกคลุมโลหิตของนักรบ เพื่อช่วยเหลือชนชาติที่ตกอยู่ในอันตราย…”

ตอนที่ 3 ภูผาเหนือใต้

จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ (อ้วนน้อยแซ่จาง) เมื่อคืนคุณโกรธฉันใช่หรือไม่ ฉันหลงคิดว่าคุณจะมาถามฉัน จึงเปิดไฟรอคุณมาทั้งคืน!”

จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ เมื่อคืนฉันไม่ได้รับคำสั่งจากพี่ชายฉันให้กล่าวกับคุณแบบนั้นจริงๆ คำพูดเหล่านั้น คุณยังจำได้หรือไม่? ฉัน..ฉันชอบอยู่กับคุณจริงๆ

จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ คุณเองก็ชอบฉันหรือไม่?”

จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ หากว่าบาดแผลบนใบหน้าฉันเกิดรอยแผลเป็น คุณยังจะชอบฉันหรือไม่?!”

จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ ทำไมคุณร้องไห้แล้ว? อย่าร้องไห้ ฉันไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย!”

จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ กอดฉัน กอดฉันให้แน่น อย่าปล่อยมือ อย่าปล่อยมือ…”

เมื่อฝันร้ายยามเช้าตรู่ประกาศสิ้นสุดลง จางซงหลิงข้ามผ่านภูเขาใหญ่แห่งหนึ่ง ไม่ได้ยินเสียงปืนอันบาดหูที่อยู่ด้านหลังอีกต่อไป เหล่านักศึกษาก็ล้วนไม่ทราบวิ่งหนีไปยังทิศทางใด เพียงมีเผิงเวยเวย ยังคงอยู่ในอ้อมอกของเขา เอ่ยวาจาต่อเขาไม่หยุดหย่อน อาศัยวาจาเหล่านี้ยื้อกับอาการง่วงงุนที่ยิ่งมายิ่งหนักอึ้ง

สถานการณ์ตรงกันข้ามกับตอนที่พวกเขาสองคนเพิ่งรู้จักกันโดยสิ้นเชิง คราวนี้ เวลาส่วนใหญ่ล้วนเป็นจางซงหลิงเป็นผู้ฟัง มีเพียงบางช่วงเวลาที่เขาค่อยตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เด็กสาวคล้ายกับต้องการบอกกล่าวทุกสิ่งอย่างของตนเองให้กับจางซงหลิง เผิงเวยเวยบอกต่อเขาถึงเรื่องราวที่ผ่านมาของตนเอง รวมถึงมารดาของตนเองที่อยู่ในตระกูลเผิงความจริงไร้ฐานะบรรดาศักดิ์อะไร ส่วนเผิงเสวียเหวินเป็นเพียงคนเดียวในบรรดาพี่น้องต่างมารดาทั้งหมดที่เห็นตนเองเป็นญาติ ล้วนบอกเล่าให้จางซงหลิงรับฟัง

จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ คุณก็อย่าได้โกรธเคืองพี่ชายฉันเลย! เขาถูกพ่อฉันตามใจตั้งแต่เล็กจนเสียนิสัย ทุกเรื่องล้วนต้องการให้โดดเด่นที่สุด ความจริงเขาความจริงเขาไม่มีเจตนารมณ์ร้ายอะไร!”

ฉันไม่โกรธ ฉันไม่โกรธ เธอห้ามหลับตา! เวยเวย เธอฝืนทนอีกสักครู่ ฝืนทนอีกสักครู่ ประเดี๋ยวก็ถึงถนนใหญ่แล้ว ฉันจะพาเธอไปหาหมอ ฉันจะพาเธอไปหาหมอ!”จางซงหลิงฝืนกลั้นน้ำตา ตอบกลับเสียงดังว่าห้ามนอน ฉันไม่ให้เธอนอน! ลืมตาขึ้นมา ลืมตาขึ้นมาสิ

เธอลืมตาขึ้นมา ลืมตาขึ้นมาสิ

อย่าหลับ อย่าหลับ มองเร็ว มองเร็ว พี่ชายเธอมาแล้ว พี่ชายเธอมาแล้ว!”

เธออย่านอนหลับสิ!”

อ้าอ้าอ้า…”

ถนนใหญ่ อยู่ใกล้แค่เอื้อม หญิงสาวในอ้อมอก กลับนอนหลับใหลไปตลอดกาล หว่างคิ้วทั้งสองของเธอยังขมวดแน่น คล้ายกับกำลังกังวลใจเล็กน้อยเรื่องบาดแผลบนใบหน้าที่ไม่ทราบจะรักษาหายหรือไม่ กริ่งเกรงจะถูกจางซงหลิงทอดทิ้ง

จางซงหลิงไม่ยอมปล่อยมือเธอ โอบอุ้มร่างอันไร้วิญญาณของเผิงเวยเวย เดินซวนเซไปข้างหน้า จากเช้าตรู่เดินถึงเที่ยงวัน และจากเที่ยงวันเดินถึงตะวันตกดิน ระหว่างทางเดินผ่านหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีเพียงสิบกว่าครัวเรือนมาหลายแห่ง พยายามสอบถามผู้คนว่าที่ไหนมีหมอรักษา เมืองระดับอำเภอที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ในทิศทางใด กลับไม่มีคนช่วยเหลือเขา ตรงกันข้าม พวกชาวบ้านที่เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งพวกนั้นต่างหยิบท่อนไม้คราดเหล็ก คล้ายกับป้องกันโรคระบาด ขวางอยู่ที่หน้าประตูบ้านตนเอง

จางซงหลิงปราศจากอารมณ์จะต่อกรกับคนพวกนี้ โอบอุ้มเผิงเวยเวย เดินซวนเซไปข้างหน้า กระทั่งหญิงสาวในอ้อมอกเย็นยะเยือกจนคล้ายก้อนน้ำแข็ง จึงค่อยหยุดฝีเท้าลงอย่างช้าๆ

ราตรีคล้อยดึกแล้ว เขาไม่ทราบว่าตลอดหนึ่งวันที่ผ่านมา ตนเองเดินมาไกลเพียงใด? และไม่ทราบว่าช่วงเวลานี้ ตนเองปรากฏตัวอยู่ที่แห่งหนใด? เงยหน้ามองดูรอบข้าง เพียงมองเห็นภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งตั้งตระหง่าน ยังมีผืนป่าไม้ที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ใต้ตีนเขา เป็นเส้นทางที่ตนเองก้าวเดินมา ข้างบนมองไม่เห็นร่องรอยของรถม้าแต่อย่างใด เอี้ยวหูสดับรับฟัง ในอากาศก็ไร้เสียงอื่นใดที่เป็นเสียงของมนุษย์

ในสถานที่ที่มีวิวทิวทัศน์งดงามแห่งนี้ ได้เคียงคู่เผิงเวยเวยไปตลอดกาลก็เป็นความคิดที่ไม่เลว! อาศัยความบ้าคลั่งหลายส่วน เขาเลือกเนินเขาที่หันไปทางตะวันออก ใช้นิ้วมือกับกิ่งไม้ขุดหลุมดินออกมาสองหลุม หลุมหนึ่งวางเผิงเวยเวยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดไปตลอดกาลลงไป อีกหลุมเตรียมไว้ให้ตนเอง

ยามถมดินลงบนหลุมศพเผิงเวยเวยกำมือสุดท้าย ทันใดนั้นเขาก็ไม่อยากตายขึ้นมาแล้ว สองมือกอดหัวเข่า มองดูหลุมศพโดดเดี่ยวที่อยู่เบื้องหน้า ปล่อยเสียงร่ำไห้

เขาแค้น แค้นคนเหล่านั้นที่ดักซุ่มอยู่ในละแวกสถานีรถไฟเช้าวันนี้ พวกมันโหดเหี้ยมอำมหิต ถึงกับลอบยิงปืนจู่โจมนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ไร้อาวุธต่อต้าน!

เขาแค้น แค้นเผิงเสวียเหวินที่ตามรังควานไม่เลิก ขัดขวางการเดินทางของชมรมเสี่ยฮวา ผลักไสพวกพ้องเดินเข้าหากับดักทีละย่างก้าว!

เขาแค้น แค้นฟางกั๋วเฉียงที่ยืนกรานไปเป่ยผิง ส่งผลให้ทุกคนต้องไล่ตามรถไฟกองทัพแต่เช้าตรู่!

เขาแค้น แค้นโจวเจวียไร้ความกล้าหาญ เขาสามารถทำให้ผู้อื่นหันหลังกลับทางใต้ในประโยคเดียว แต่กลับทำให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนแบบนี้!

เขาแค้น แค้นเถียนชิงอวี่ที่ชอบโอ้อวดความสามารถ รางรถไฟชำรุดแล้ว ยังจะไปตามหาร้านรถม้าอะไรอีก!

เขาแค้น แค้นผู้คนทั้งหมดที่เขาพบในหลายเดือนนี้ และยิ่งโกรธแค้นตัวเขาเอง!

หากเมื่อคืนเขากล้าหาญอีกหน่อย เดินไปสอบถามเผิงเวยเวยด้วยตนเอง ทั้งสองคนก็คงไม่เมินเฉยต่อกันตั้งแต่กลางคืนจนถึงเช้าตรู่ จนกระทั่งกลายเป็นความเสียใจไปชั่วชีวิต! หากว่าก่อนที่เผิงเวยเวยปริปากเปล่งวาจา เขากล้าแสดงความคิดเห็นต่อฟางกั๋วเฉียง บอกว่าต้องการเดินทางลงใต้ ทั้งสองฝ่ายก็คงไม่เกิดการเข้าใจผิดแต่! หากไม่เพราะเขารู้สึกละอายใจ เสนอตัวต้องการช่วยนักศึกษาที่จะเดินทางขึ้นเหนือแบกสัมภาระ บางทีคนอื่นๆ ก็คงไม่เดินทางมาส่งถึงสถานีรถไฟ! หากเช้าวันนี้พอได้ยินเสียงปืน เขาไม่ได้ตื่นตะลึงจนก้าวเท้าไม่ออก และกระทำคล้ายกับโจวเจวียเช่นนั้น อ้าแขนทั้งสองไปขวางกลั้นเปลวเพลิงจากปากกระบอกปืนอย่างกล้าหาญ บางที เผิงเวยเวยก็คงไม่ได้รับบาดเจ็บ ยิ่งไม่ต้องตาย! ถ้าหากแต่

ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่มีคำว่าถ้าหาก!

คนตายล่วงลับไปแล้ว ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ บนบ่ากลับมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น นั่นคือต้องล้างแค้นให้กับพวกเขา! ศัตรูเป็นผู้ใด ความจริงเด่นชัดมาก ลองย้อนคิดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสองวันนี้ เงาร่างของฉินเต๋อกังก็ปรากฏขึ้นมาชัดเจน

มีเพียงเขา จึงทราบว่าทุกคนจะไปรอรถไฟที่ไม่มีตัวตนขบวนนั้นในเช้าวันนี้ และก็มีเพียงเขา จึงสามารถรวบรวมกำลังมากขนาดนี้ในละแวกหูลู่อวี้

ชมรมเสี่ยฮวาระมัดระวังมาตลอดทาง ไม่เคยล่วงเกินผู้ใดมาก่อน นอกจากตระกูลฉินกับโจรญี่ปุ่น! ไม่แน่ว่า ตระกูลฉินสมคบคิดกับโจรญี่ปุ่นนานแล้ว เตรียมพร้อมแทงข้างหลังกองทัพที่ยี่สิบเก้าตลอดเวลา

อะไรที่ว่าบุตรไม่ปิดบังความผิดของบิดาอะไรคือเจ็บแค้นที่ไม่สามารถเดินทางไปร่วมสู้รบด้วยโกหก ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องโกหก ตั้งแต่แรกเริ่ม คนผู้นั้นก็เตรียมพร้อมที่จะกำจัดชมรมเสี่ยฮวา!

มองย้อนกลับไป เล่ห์เหลี่ยมที่คนผู้นี้ใช้ความจริงเรียบง่ายธรรมดา ทุกการกระทำล้วนเผยช่องโหว่ แต่ตอนนั้นทุกคนเอาแต่เชื่อมั่นในความรักชาติของอีกฝ่าย ขณะก้าวเท้าเข้าไปในกับดักของคนผู้นี้ ในใจยังเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง!

ยามพระอาทิตย์ลอยขึ้นจากทางตะวันออกอีกครั้งหนึ่ง น้ำตาบนใบหน้าของจางซงหลิงไหลจนเหือดแห้งแล้ว เด็ดดอกไม้ป่าที่มีเกล็ดน้ำค้างเกาะอยู่มาหลายช่อ ปักอยู่หน้าหลุมศพของเผิงเวยเวย เขาโค้งคำนับอีกครั้ง ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม จากนั้นเงยหน้าขึ้น ก้าวเท้าเดินจากไป

เวลาชั่วข้ามคืน แววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนไปแล้ว ไม่สดใสและไร้เดียงสาเฉกเช่นคนวัยหนุ่มสาวพึงมี สิ่งที่แทนที่นั้น กลับเป็นความเยียบเย็นอันสุดขั้ว คล้ายกับหมาป่าโดดเดี่ยวตัวหนึ่งที่คลานออกมาจากกองซากศพ เตรียมพร้อมกระโจนเข้าใส่ กัดทำลายคู่ต่อสู้ตลอดเวลา

เมื่อก่อนนักศึกษาในชมรมเสี่ยฮวาเคยบ่นพ้อ บอกว่าในดวงตาของเขามีเพียงความภาคภูมิใจที่จะสร้างความดีความชอบ หากแต่กลับปราศจากความแค้น แต่ตอนนี้ หากมีคนมองไปในดวงตาของเขา ก็จะพบว่า ความแค้นที่ซ่อนอยู่ภายใน ลึกล้ำเย็นเยียบเฉกเช่นน้ำทะเลที่อยู่ใต้ผืนน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ ช่วงเวลาที่โอบอุ้มเผิงเวยเวยหนีเข้าป่าในละแวกสถานีรถไฟ จางซงหลิงอยู่ในป่ายังมองเห็นกลุ่มคนที่ถือปืนอีกพวกหนึ่ง ตอนนั้นเขามัวแต่วิ่งหนีเอาชีวิตรอด ไม่ทันได้คิดอย่างละเอียด บัดนี้เมื่อนึกถึงขึ้นมา กลับกระจ่างแจ้งฉับพลัน คนพวกนั้นก็คงเป็นส่วนหนึ่งของกับดักอย่างแน่นอน ซึ่งมีหลายคน เขาคล้ายกับเคยพบเจอในโรงแรมเหอผิงมาก่อน  อีกฝ่ายเคยสวมใส่ชุดบริกร แม้ว่าอยู่ในป่าจะเปลี่ยนการแต่งกายไปอีกรูปแบบหนึ่ง แต่รูปร่างกับบุคลิกกลับไม่อาจเปลี่ยนแปลง

ฉันต้องไปเป่ยผิง นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหูลู่อวี้ ไปรายงานต่อคนของซ่งเจ๋อหยวน บอกเขาว่าด้านหลังของกองทัพที่ยี่สิบเก้ามีโจรขายชาติ ให้เขาลงมือกำจัดเนื้องอกร้ายชิ้นนี้โดยเร็ว!”

เดินลงมาถึงปากทางสามแยกที่ตีนเขา เงยหน้ามองดูทิศทาง จางซงหลิงเริ่มก้าวเท้าเดินไปทางเหนือ หลังจากเดินทางไปไกลหลายลี้แล้ว กลับเริ่มลังเลใจขึ้นมาหากว่าซ่งเจ๋อหยวนเป็นดังที่เผิงเสวียเหวินกล่าวไว้จริง แอบสมคบคิดกับโจรญี่ปุ่น หมายปกครองหัวเป่ยเอง ควรทำเช่นไร? หากว่าเขาไม่ยอมเชื่อคำพูดของฉัน ควรทำเช่นไร? หากว่าคนแซ่ฉินสมคบคิดกับบุคคลที่อยู่ภายในกองทัพที่ยี่สิบเก้า ทำให้ไม่สามารถรายงานสถานการณ์ขึ้นไป ควรทำเช่นไร? จะมีคนฆ่าเราเพื่อปิดปากหรือไม่? หรือว่าภายในหูลู่อวี้แห่งนี้ เดิมทีก็คือกลอุบายของซ่งเจ๋อหยวน ไม่อย่างนั้นทำไมรถไฟของกองทัพไม่ไปจอดอยู่ที่อื่น กลับมาเติมถ่านหินเติมน้ำในสถานที่นี้…”

เมื่อสักครู่เพิ่งหนีออกมาจากกับดักมรณะแห่งหนึ่ง ตอนนี้จางซงหลิงไม่กล้าเชื่อใจผู้อื่นโดยง่ายอีกแล้ว เขาจำต้องซึมซับบทเรียน ระมัดระวังตัวทุกอย่าง จึงสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดเหตุการณ์เช้าเมื่อวานซ้ำสอง เขาจำต้องสังเกตการณ์อย่างละเอียด สังเกตการกระทำและคำพูดของทุกคนที่อยู่รอบข้าง ต่อให้พวกเขาเหล่านั้นแลดูมีไมตรีจิตและมีชื่อเสียงน่าเลื่อมใสก็ตาม

มัวแต่คำนึงถึงเรื่องของอนาคต เขาจึงหละหลวมต่อสถานการณ์ข้างกาย จนกระทั่งกระสอบใบหนึ่งร่วงลงมาครอบร่างเขาอย่างกะทันหัน ล้วนไม่สามารถเรียกสติกลับมาได้ทันเวลา

ลงมือสำเร็จแล้ว ลงมือสำเร็จแล้ว!” ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าหายลับไปอย่างกะทันหัน ตามติดมาด้วยเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีจากรอบข้าง

มัดตัวไว้ มัดตัวไว้ นำไปมอบให้ต้าตังเจีย (พ่อบ้านใหญ่) พวกเราจับโจรญี่ปุ่นได้หนึ่งคน!” ไม่ปล่อยให้เขามีโอกาสตอบโต้ กลุ่มคนที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันด้านหนึ่งโห่ร้อง ด้านหนึ่งกดเขาลงนอนกับพื้น ใช้เชือกผูกมัดมือกับเท้าไว้ด้วยกัน

ฉันไม่ใช่คนญี่ปุ่น ฉันไม่ใช่คนญี่ปุ่น!” จางซงหลิงรีบกล่าวอธิบาย กลับไม่มีคนยอมเชื่อ พยายามดิ้นรน ข้อมือกับข้อเท้าเจ็บปวดราวกับถูกมีดทิ่มแทง นั่นเป็นเงื่อนตะกรุดเบ็ดสองชั้น เขาเคยพบเห็นตอนมัดฆ่าหมูแถวละแวกบ้านตนเอง จึงล้มเลิกความคิดที่จะดิ้นหลุด เงื่อนตะกรุดเบ็ดสองชั้นมีแต่ยิ่งขยับยิ่งแน่น ก่อนที่จะทราบสถานการณ์แน่ชัด เขาไม่จำเป็นต้องหาความลำบากมาใส่ตนเอง

พี่ชาย พี่ชาย ฉันไม่ใช่คนญี่ปุ่นจริงๆ ฉันเป็นคนจีน ฉันเป็นนักเรียน!” รู้สึกได้ว่าตนเองถูกร้อยอยู่บนไม้กระบอง หาบเดินไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เขาผ่อนน้ำเสียงอ่อนลง ร้องขอเสียงดังว่าปล่อยฉันเถอะ ฉันไม่ใช่คนญี่ปุ่นจริงๆ ฉันจะเดินไปกับพวกคุณเอง ไม่วิ่งหนีระหว่างทางอย่างเด็ดขาด!”

แกรูปร่างเตี้ยแบบนี้ ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ไม่ใช่คนสอดแนมของญี่ปุ่น ก็แปลกแล้ว! ไม่อยากเจ็บตัวก็หุบปาก เมื่อพบเจอต้าตังเจียแล้ว ย่อมมีเวลาให้แกได้พูดจา!” มีคนฟาดฝ่ามือลงบนศีรษะของเขาหนักหน่วงผ่านถุงกระสอบ ตอบโต้เสียงดัง

ผิวพรรณสะอาดสะอ้านก็เป็นคนญี่ปุ่น? ฟังคำพูดของผู้คนรอบข้าง จางซงหลิงหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ หากมองตามมาตรฐานของอีกฝ่าย เพื่อนนักเรียนของเขาในกั๋วลี้อีจง จำนวนกว่าครึ่งหนึ่งต้องถูกลากออกไปยิงเป้าแล้ว โดยเฉพาะพวกคุณชายและคุณหนูที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางแดนใต้

ในเมื่อถูกวินิจฉัยแน่ชัดว่าเป็นคนสอดแนมของญี่ปุ่น ตอนนี้ไม่ว่าเขากล่าวอะไร อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอน สิ่งเดียวที่สามารถยินดีคือ เป้าหมายของความเคียดแค้นของคนกลุ่มนี้เหมือนกับเขา ดังนั้นในชั่วขณะนี้จึงไม่ต้องกังวลจะตกอยู่ในมือฉินเต๋อกัง ปฏิบัติตามหลักการของการรู้จักเอาตัวรอดเป็นยอดดี จางซงหลิงเลือกที่จะไม่เปลืองน้ำลายกับคนที่จับกุมตนเอง ปล่อยให้อีกฝ่ายหามตนเอง เดินซวนเซไปอย่างไม่ทราบจุดหมายปลายทาง

จางซงหลิงไม่ดื่มกินไม่หลับนอนมาเป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม ร่างกายของเขานับว่าใกล้จะหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว เพิ่งถูกหามไปได้ไม่นาน เบื้องหน้าก็เริ่มดับวูบ ความคิดอ่านก็เริ่มเลือนราง ท่ามกลางความสะลืมสะลือ เขารู้สึกว่าบนท้องฟ้าเริ่มเกิดพายุฝน ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง พายุฝนก็แปรเปลี่ยนเป็นหิมะขาวโพลนอย่างกะทันหัน หนาวจนร่างกายของเขาสะดุ้งเฮือก ฟื้นตื่นขึ้นมาด้วยอาการสั่นเทา

ถุงกระสอบบนศีรษะถูกดึงออกแล้ว มือกับเท้ากลับถูกผูกมัดเหมือนเดิม จางซงหลิงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก พยายามมองสภาพแวดล้อมรอบข้างให้ชัดเจน เพิ่งขยับลำคอ น้ำก็ไหลเทลงมาตามเส้นผม

อย่าแกล้งตาย เจ้าโจรญี่ปุ่น คนอย่างแกปู่ฉันพบเจอมามากแล้ว!”ชายฉกรรจ์ถอดเสื้อผู้หนึ่ง ในมือถือกะละมังไม้ใบใหญ่ ข่มขวัญเขาด้วยท่าทีดุร้าย

น้ำ เป็นการเทออกมาจากกะละมังไม้อย่างเห็นได้ชัด ฝ่ายตรงข้ามเลือกใช้วิธีนี้ทำให้เขาตื่น จางซงหลิงหมุนศีรษะด้วยความยากลำบาก มองสำรวจรอบข้าง ตอบกลับอย่างอ่อนล้าว่าไม่ ไม่ต้องเทแล้ว ฉัน ฉันหนาว ฉันไม่ใช่คนญี่ปุ่น ไม่ใช่จริงๆ!”

ยังจะปากแข็งอีกหรือ มองจากผิวหนังบนร่างกายแก ยังมีคราบโลหิตที่ติดบนเสื้อผ้า ต่อให้ไม่ใช่คนสอดแนมของญี่ปุ่น ก็ต้องเป็นเส้นสายของโจรท้องถิ่น!” ชายฉกรรจ์แสยะยิ้ม โยนกะละมังไม้ทิ้ง เอื้อมมือไปดึงแส้หนังขึ้นมา

จ้าวเอ้อจื่อ อย่าเพิ่งลงมือ!” บริเวณไม่ไกลกัน มีคนตวาดเสียงห้ามปรามจากบนที่สูง ไม่ทราบเพราะโกรธแค้นในความเจ้าเล่ห์ของเชลย หรือว่าโกรธเคืองที่จ้าวเอ้อจื่อเจ้ากี้เจ้าการเกินหน้าที่

ฉันแค่ขู่มัน กลัวมันไม่ยอมรับสารภาพ?” อย่าเห็นว่าจ้าวเอ้อจื่อดุร้ายต่อจางซงหลิง แต่เมื่อพบคนที่เปล่งเสียงบนที่สูง กลับเป็นอีกกิริยาหนึ่ง ก้มตัวอธิบายอย่างอ่อนน้อม

พวกเรา แก้มัดให้เขา!” คนที่นั่งบนที่สูงถลึงตาใส่จ้าวเอ้อจื่อแวบหนึ่ง ออกคำสั่งอย่างน่าเกรงขาม

จากนั้นมีชายฉกรรจ์ถอดเสื้อหลายคน ศีรษะโพกผ้าแดงวิ่งเข้ามา ช่วยแก้มัดให้จางซงหลิง แบ่งซ้ายขวาจับเขนของเขาเอาไว้ อาศัยช่วงเวลาที่คนพวกนี้กำลังแก้มัด จางซงหลิงพยายามสูดลมหายใจ เงยหน้ามองสำรวจอย่างละเอียด เพียงเห็นตรงเบื้องหน้าไม่ไกล ตั้งโต๊ะตัวหนึ่ง ซ้ายขวาต่างนั่งอยู่ฝั่งละคน มีชรามีคนหนุ่ม ยังมีชายฉกรรจ์อีกยี่สิบกว่าคน แต่ละคนถอดเสื้อ ยืนอยู่สองข้างด้วยท่าทีดุร้าย หลังโต๊ะมีชายหนวดเครารุงรังอายุประมาณสี่สิบปีนั่งอยู่บนที่สูง บนศีรษะก็คล้ายกับผู้อื่น โพกหัวด้วยผ้าสีแดง บนไหล่ขว้างสวมคลุมด้วยเสื้อโค้ทหนังสัตว์สีดำตัวหนึ่ง

อากาศเดือนห้า ลำพังแค่มองเสื้อโค้ทหนังสัตว์ตัวนั้นแวบหนึ่ง จางซงหลิงก็รู้สึกร้อนแล้ว  ช่างไม่เข้าใจคนหนวดรุงรังทำไมต้องสวมคลุมมัน  พอพิจารณารูปหน้าของคนหนวดรุงรังอย่างละเอียด ก็ค้นพบอีกฝ่ายหน้าตาดุร้ายยิ่ง ผิวหนังบนใบหน้าและบนมือล้วนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ไม่ทราบเพราะอากาศร้อนหรือว่าชะล้างไม่สะอาด เกิดเงาสะท้อนแสงหนาทึบหนึ่งชั้น

พวกเรา ยกเก้าอี้ให้เขานั่ง!” ไม่รอให้จางซงหลิงวิเคราะห์อีกฝ่ายมีที่มาที่ไปอย่างไร เจ้าหนวดรุงรังที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ โบกมือสั่งการเสียงดังอีกครั้ง

มีคนยกเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งเข้ามาอย่างว่องไว จับตัวจางซงหลิงไปนั่ง เมื่อทุกอย่างล้วนจัดการเสร็จสิ้นแล้ว คนหนวดรุงรังขยับลูกคอ ใช้น้ำเสียงอันอ่อนโยนและไม่เหมาะสมกับหน้าตา สอบถามจางซงหลิงฉันเว่ยจานขุย เป็นหัวหน้าสมาคมโลหิตกล้าต่อต้านญี่ปุ่น น้องชายท่านนี้มีชื่อแซ่อะไร? มาหมู่บ้านเว่ยเจียจวง (หมู่บ้านตระกูลเว่ย) ของเรามีธุระอะไร?!”

ฉัน..ฉันชื่อจางซงหลิง เป็นนักเรียนที่จะไปสมัครทหารที่เป่ยผิง คารวะหัวหน้าเว่ย!”จางซงหลิงฝืนลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง โค้งคำนับเว่ยจานขุย

นักเรียน?!” เว่ยจานขุยขมวดคิ้วฉับพลัน และคลายออกอย่างรวดเร็วแกมาจากที่ไหน?”

ฉันมาจากทางใต้ เดินมาตามถนนใหญ่!” เพิ่งพบเจอกันครั้งแรก จางซงหลิงไม่ทราบพื้นเพของอีกฝ่าย จึงตอบกลับอย่างระมัดระวังตัวรถไฟหยุดเดิน ไม่ทราบเมื่อไรจะใช้สัญจรได้ ฉันกับเพื่อนนักเรียนนิสัยรีบร้อน จึงเดินเท้าไปเป่ยผิง ต่อมา ต่อมาฉันก็พลัดหลงกับเพื่อนนักเรียนแล้ว สัมภาระก็ล้วนอยู่กับพวกเขา!”

อ๋อ?!” เว่ยจานขุยกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย สายตากวาดมองบนร่างกายของจางซงหลิงอย่างนั้นคราบโลหิตบนร่างกายได้มาจากไหน?!”

พวกเราถูกโจรท้องถิ่นซุ่มโจมตี ขบวนจึงพลัดหลงกระจัดกระจาย นี่เป็นคราบโลหิตของเพื่อนฉัน ฉันฝังร่างเธอไว้บนภูเขา!” พอได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย จางซงหลิงจึงสังเกตเห็นถึงคราบโลหิตบนร่างกายตนเอง จิตใจเศร้าหมอง ตอบกลับเสียงเบา

โกหก!” เว่ยจานขุยตบโต๊ะดังปัง น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นมาเห็นชัดๆ ว่าแกมาจากทางหูลู่อวี้เมื่อวานเช้าตรู่ ทางโน้นเพิ่งเกิดเหตุสู้รบด้วยอาวุธปืน เรื่องใหญ่ขนาดนี้ล้วนไม่ทราบเรื่อง แกเห็นฉันเป็นคนหูหนวกตาบอดหรือ?!”

ฉันไม่ได้โกหก!” จางซงหลิงสะดุ้งเฮือก ยืนตัวตรงพลางตอบโต้เสียงดังว่าพวกเราเดินมาตามถนนใหญ่ไปเป่ยผิงมาตลอด และถูกคนแปลกหน้าซุ่มโจมตีในละแวกสถานีรถไฟหูลู่อวี้ ฉันไม่ทราบที่มาที่ไปของพวกมัน ย่อมนับพวกมันเป็นโจรท้องถิ่น บนร่างกายฉัน บนร่างกายฉันก็เป็นโลหิตของเพื่อนฉัน เธอเธอถูกฉันฝังไว้บนภูเขาที่พวกคุณจับฉันมา!”

หุบปาก! ต้าตังเจียสั่งให้พูดแกจึงพูดได้!”

หากยังโต้เถียงอีก ฉันจะฟาดแกให้ตาย!”

กลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนเรียงอยู่สองข้างของโต๊ะตวาดเสียงดังลั่น ประเดี๋ยวเสียงของจางซงหลิงก็ถูกกลบลงไป ได้แต่หุบปากอย่างไม่ยินยอม เว่ยจานขุยโบกมือ บ่งบอกซ้ายขวาให้เงียบสงบ จากนั้นหัวเราะพลางถามอย่างมีเลศนัยว่าเสื้อผ้าที่น้องชายสวมใส่ ถอดลงมาจากบนร่างกายคนตายกระมัง?!”

หัวหน้าเว่ย ฉันไม่เข้าใจความหมายของคุณ!” จางซงหลิงสะดุ้งเฮือกฉันเป็นนักเรียนจริงๆ ไม่เชื่อคุณส่งคนไปสืบหาทางหูลู่อวี้ พวกเราเคยจัดการแสดงจิตอาสาภายในตำบลแห่งนั้น ผู้คนมากมายล้วนเคยพบเห็นฉันมาก่อน

เคยพบเห็นเพียงแวบเดียว ใครจะจำได้!” เว่ยจานขุยระบายลมหายใจคราหนึ่ง บุ้ยปากปฏิเสธทางฉินจวนหยวน (ผู้ดูแลพิเศษแซ่ฉิน) ได้รายงานให้ฉันทราบแล้ว เมื่อวานเช้าตรู่ มีโจรท้องถิ่นกลุ่มหนึ่งคิดปล้นรถไฟของกองทัพ กลับถูกกลุ่มเด็กนักศึกษาที่เดินทางไปรอรถไฟพบเจอเข้าโดยบังเอิญ จึงยิงปืนหวังฆ่าคนปิดปาก โชคดีที่หน่วยรักษาความปลอดภัยเร่งเดินทางมาทันเวลา จึงยิงสกัดโจรท้องถิ่น เก็บซากศพของพวกนักศึกษากลับไป เสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนคราบโลหิตของแก ตามร่างกายกลับไร้บาดแผลอื่นใด เห็นได้ชัดว่าเป็นการถอดออกมาจากบนร่างกายคนตาย อย่าได้ปฏิเสธ และอย่าเล่นลวดลายกับฉัน ตอนที่ฉันลงมือฆ่าคน แกยังนุ่งกางเกงเป้าขาดอยู่เลย! พูด ใครส่งแกมา รังโจรของพวกแกอยู่ที่ไหน?!”

พูด รีบบอก!”

พูด รีบสารภาพมาตามตรง!” เหล่าชายฉกรรจ์เลียนแบบในละคร ส่งเสียงพร้อมกันเพื่อช่วยเสริมสภาวะน่าเกรงขามให้แก่ต้าตังเจีย

ช่างเวลาพริบตาเดียว ก็แปรเปลี่ยนจากที่สงสัยว่าเป็นคนสอดแนมญี่ปุ่น กลายเป็นเส้นสายที่โจรท้องถิ่นส่งออกมาตรวจสอบพื้นที่ จางซงหลิงนับว่ายากจะรับมือ ขมวดคิ้วครุ่นคิด ค่อยเข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายว่าหมายถึงอะไร ส่ายหน้ากล่าวอย่างโกรธเคืองว่าเสื้อผ้าชุดนี้เป็นของฉันเอง! บนตัวฉันไร้บาดแผล บนเสื้อผ้าก็ไม่มีรูขาด หากว่าถอดออกมาจากบนร่างกายผู้อื่น…”

ยังไม่ยอมรับ!” เว่ยจานขุยโกรธเคืองเดือดดาล ออกแรงตบโต๊ะอีกครั้งหนึ่ง ตบจนฝุ่นละอองที่อยู่ในร่องไม้ฟุ้งกระจายลากตัวออกไป ตัดหัวมัน นำศีรษะไปแขวนบนต้นไม้ใหญ่ที่หน้าหมู่บ้าน เพื่อข่มขวัญโจรท้องถิ่น

จ้าวเอ้อจื่อพาชายฉกรรจ์สี่คนเข้าไปพร้อมกัน คว้าแขนของจางซงหลิง ใช้เชือกผูกรัดแน่น จางซงหลิงถูกรัดจนเหงื่อบนหน้าผากไหลพราก กลับไม่กล้ารอช้าเสียเวลา ปากร้องตะโกนว่าฉันไม่ใช่โจรท้องถิ่น พวกคุณปรักปรำคนดี พวกคุณฆ่าฉันไม่ได้ ไม่อย่างนั้น ก็คือฆ่าคนปิดปาก ก็คือก็คือสมคบคิดคนญี่ปุ่น เป็นกบฏขายชาติ!”

ลากตัวออกไปตัดหัวเดี๋ยวนี้!” เว่ยจานขุยทั้งโกรธทั้งเดือดดาล ตวาดสั่งการ

ชายฉกรรจ์เข้ามาอีกสองคน คว้าขาทั้งสองของจางซงหลิง แบกเขาออกไปข้างนอกร่วมกับกลุ่มคนของจ้าวเอ้อฉันไม่ใช่โจรท้องถิ่น ยิ่งไม่ใช่คนสอดแนมของญี่ปุ่น ปรักปรำ พวกคุณปรักปรำฉัน!”

จางซงหลิงตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ ตะโกนเสียงร้องทุกข์ เมื่อตะโกนไปหลายประโยค กลับรู้ตัวว่าไม่มีคนรับฟัง จึงแข็งใจตะโกนคำขวัญที่เพิ่งฝึกได้ไม่นานออกมาล้มล้างจักรวรรดินิยม! คนจีนสังหารไม่หมดสิ้น! โจรขายชาติสุนัขรับใช้ย่อมไร้จุดจบที่ดีงาม!”

เอาอุจจาระม้าอุดปากมัน!”เว่ยจานขุยยิ่งฟังจิตใจยิ่งรู้สึกไม่พอใจ ใบหน้าบึ้งตึง ตวาดเสียงด้วยความรำคาญ ชายฉกรรจ์ถอดเสื้อหลายคนกำลังจะดำเนินการ ชายชราหลังค่อมที่นั่งอยู่ทางซ้ายของโต๊ะ กลับกล่าวเสียงเบาว่าต้าตังเจีย โปรดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน เด็กคนนี้ ดูท่าทางเป็นนักเรียนจริงแท้ ไม่คล้ายคนสอดแนมของคนญี่ปุ่น ยิ่งไม่คล้ายเป็นโจรท้องถิ่นที่ลงจากภูเขามาตรวจสอบพื้นที่!”

ใช่!” ชายหนุ่มสวมชุดขาวที่นั่งเฉียงอยู่ทางขวาของโต๊ะ ก็คล้ายตามเสียงเบานักเรียนที่เดินทางไปสมัครทหารที่เป่ยผิงพวกนั้น ล้วนถูกซ่งเจ๋อหยวนอบรมเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ได้ยินว่าผ่านไปอีกหลายปี ก็จะส่งออกไปดำรงตำแหน่งนายทหาร หากเรื่องในวันนี้แพร่กระจายไปถึงหูของพวกเขา ถึงเวลามีคนนำกองทัพมาแก้แค้นให้เพื่อนนักเรียน…”

ซือแหย (เชิงอรรถ-) เหล่าเอ้อ พวกคุณยังไม่ทราบเรื่อง!” เมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าคนนอกอย่างจางซงหลิง เว่ยจานขุยก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีกฉินเต๋อกังผู้นั้นกับฉินเต๋อฉุน(เชิงอรรถ-) คนสนิทของซ่งเจ๋อหยวน เป็นญาติพี่น้องกัน เขาส่งคนมาแจ้งข่าว บอกว่ามีเส้นสายของโจรท้องถิ่นขโมยเสื้อผ้าของนักเรียน กำลังช่วยคนญี่ปุ่นสืบหาข่าวคราว ฉันจะโต้เถียงเขาได้หรือ? ต่อให้คนผู้นี้แลดูไม่คล้ายเส้นสายของโจรท้องถิ่น ก็ต้องกำจัดเขาเสมือนเป็นเส้นสายของโจรท้องถิ่น!”

ถึงอย่างไรลูกพี่ลูกน้องก็ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ ! ต้าตังเจีย!” ชายชราหลังค่อมส่ายศีรษะ เอ่ยวาจาห้ามปรามอีกครั้งมิหนำซ้ำทางฉินเต๋อกัง ไม่ให้สิ่งของยืนยันแก่ท่าน และไม่มีลายลักษณ์อักษรอะไร เพียงแต่ส่งคนมาบอกกล่าวปากเปล่า วันหลังหากเขาพลิกลิ้นไม่รับผิดชอบ ท่านนับว่าไร้หลักฐานโต้เถียง!”

ใช่ ต้าตังเจีย คนเราไม่ควรสุดโต่งเกินไป! ฉินเต๋อกังผู้นั้นเชื่อไม่ได้ พวกเราต้องเหลือทางถอยหนีไว้ให้ตนเอง ตามที่คนเฒ่าคนแก่เคยบอกกล่าว เข่นฆ่าปัญญาชน ต้องถูกฟ้าดินลงทัณฑ์!” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเหล่าเอ้อ พยายามโน้มน้าว

ไม่ทราบประโยคใดบังเกิดประสิทธิผล เว่ยจานขุยขมวดคิ้วแน่น ลังเลยากจะตัดสินใจ ซือแหยกับเอ้อตังเจีย (รองหัวหน้า) เห็นเช่นนั้น รีบตีเหล็กตอนร้อนกล่าวเสริมว่าเพียงแต่ซ่อนเด็กคนนี้เอาไว้ ไม่ปล่อยให้คนแซ่ฉินทราบเรื่อง วันอื่นค่อยแอบปล่อยไป พวกเราก็ถือว่าได้สร้างบุญกุศลแล้ว!”

ผิวพรรณของเขาสะอาดสะอ้าน พอมองก็คือคุณชายของครอบครัวมีฐานะ ส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปที่บ้านของเขา วันหน้ายังกลัวบ้านเขาไม่ซาบซึ้งในความดีของท่านหรือ?! ต่อให้ไม่จดจำความดีของท่าน เพียงแต่ส่งคนนำของกำนัลมาให้ ก็เพียงพอให้พวกเราดื่มกินเสพสุขสำราญไปได้หลายวัน!”

อืม!” พอได้ยินมีโอกาสได้รับของกำนัล เว่ยจานขุยหวั่นไหวในที่สุด มือลูบหนวดเครา กล่าวอย่างครุ่นคิดว่าเรื่องปิดกั้นข่าวคราวนั้นไม่ยาก ยามปกติทางเรากับทางหูลู่อวี้ก็ไม่ค่อยไปมาหาสู่กัน ส่วนพี่น้องที่ออกไปดำเนินการวันนี้ก็เป็นคนที่ฉันฝึกมากับมือตนเอง ฉันสั่งให้พวกเขาปิดปาก พวกเขาย่อมไม่กล้ารั่วไหลออกไปข้างนอกแม้แต้น้อย!แต่ว่า เมื่อสักครู่ฉันกล่าวหนักขนาดนั้น…”

ต้าตังเจีย ท่านวางใจ เรื่องนี้ ปล่อยให้ฉันกับเซียวเอ้อตังเจีย (หัวหน้ารองแซ่เซียว) ไปจัดการ รับประกันว่า ท่านต้องได้หน้าแน่นอน!” กริ่งเกรงเว่ยจานขุยกลับคำ ซือแหยรีบอาสารับผิดชอบ

ถูกต้อง เว่ยซือแหยอายุปูนนี้แล้ว รับมือเด็กน้อยผู้หนึ่ง ย่อมไม่เหนือบ่ากว่าแรง!” เซียวเอ้อตังเจียก็กล่าวเสริม

เห็นลูกน้องคนสนิทสองคนล้วนยืนกรานไม่ให้เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ เว่ยจานขุยก็จำใจปฏิบัติตาม พยักหน้ากล่าวยิ้มๆ ว่าเซียวเหล่าเอ้อทำงาน ฉันย่อมเชื่อใจได้ เอาเถอะ บทคนดีก็มอบให้พวกคุณ ส่วนฉันเล่นบทคนเลวต่อไป!”

ต้าตังเจียท่านก็รอดูเถอะ!” เซียวเอ้อตังเจียประสานมือรับคำสั่ง จากนั้นหันศีรษะไป ตะโกนไปทางนอกห้องโถงใหญ่ว่าต้าตังเจียมีคำสั่ง คุมตัวคนสอดแนมกลับมา!”

คุมตัวคนสอดแนมกลับมาคุมตัวกลับมา!” พี่น้องทั้งหลายส่งเสียงตะโกนดังสะท้อนอยู่ในหุบเขา

พวกจ้าวเอ้อได้ยิน รีบแก้มัดจางซงหลิงที่หลับตารอตายลงจากบนท่อนไม้ ห้ามเขากลับไปที่ห้องโถงใหญ่ เพิ่งเข้ามาข้างใน เซียวเอ้อตังเจียก็เดินเข้ามา ตบไหล่ของจางซงหลิง ประกาศว่าเจ้าหนุ่ม มีความกล้าหาญไม่น้อย! ต้าตังเจียของเรากลัวคุณเป็นเส้นสายของโจรท้องถิ่น เมื่อสักครู่จึงจงใจกล่าวข่มขวัญ นึกไม่ถึงว่า เด็กหนุ่มอย่างคุณจิตใจช่างหนักแน่น!”

ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ…” แม้ทราบว่าสิ่งที่เซียวเอ้อตังเจียกล่าวนั้นใช่ว่าจะเป็นความจริง แต่พวกจ้าวเอ้อจื่อยังคงส่งเสียงหัวเราะพร้อมกัน

จางซงหลิงถูกเสียงหัวเราะก่อกวนจนมึนงง กล่าวว่าที่แท้เมื่อสักครู่ต้าตังเจียกำลังทดสอบฉันหรือ เกือบทำให้ฉันตกตะลึงจนวิญญาณออกจากร่างแล้ว เป็นอย่างไร ฉันถือว่าผ่านด่านแล้วหรือไม่?”

ถือว่าผ่าน และถือว่าไม่ผ่าน!” เว่ยซือแหยเดินหลังค่อมเข้ามา กล่าวด้วยท่าทีนิ่งเฉยว่าแม้ว่าคุณอายุยังน้อย ความกล้าหาญกลับนับว่าไม่เลว แต่คนสอดแนมของคนญี่ปุ่น บางคนก็ร้ายกาจยิ่งไม่อาจไม่ระวัง ต่อจากนี้ คุณต้องพิสูจน์ให้พวกพี่น้องเห็นว่าคุณไม่ใช่คนญี่ปุ่นตามที่ถูกกล่าวหา!”

สัมภาระของจางซงหลิงถูกทิ้งไว้ในโรงแรมเหอผิง ขณะนี้ไหนมีสิ่งของยืนยันตัวตน?! เห็นชายชราไม่คล้ายจงใจคิดหาข้ออ้างฆ่าปิดปากตนเอง คิดแล้วถามอย่างเกรงใจว่าทำอย่างไรจึงสามารถพิสูจน์ว่าฉันไม่ใช่คนญี่ปุ่น? รบกวนท่านช่วยชี้แนะแนวทางได้หรือไม่? ”

ง่ายมาก ง่ายมาก!” ไม่รอให้จางซงหลิงกล่าวจบ ซือแหยหลังค่อมก็รีบกล่าวตัดบทในเมื่อคุณบอกว่าตนเองเป็นนักเรียน ย่อมสามารถขีดเขียนอักษรจีน เขียนอักษรพู่กันหลายตัวให้ฉันดู เขียนได้ดี ก็ถือว่าผ่านด่าน ไม่อย่างนั้น ฉันก็จำใจต้องสงสัยในตัวคุณ! มา แก้มัดให้เขา!”

ครับ!” พวกจ้าวเอ้อเดินขึ้นหน้าอีกครั้ง ช่วยกันแก้มัดปล่อยตัวจางซงหลิง มีคนวิ่งออกไปเอากระดาษพู่กันและหมึกดำจากลานบ้านส่วนหลัง วางเรียงอยู่บนโต๊ะเช่นนั้น ฉันขอเสียมารยาทแล้ว!”

จางซงหลิงบีบนวดข้อมือที่ถูกมัดจนเขียวคล้ำ ค่อยๆ ก้าวเดินไปที่โต๊ะ เดินไปด้วยพลางนึกคิดว่าตนเองควรเขียนอะไร จึงสามารถยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง

เขานึกถึงความมุ่งมาดเดิมที่ตนเองเข้าร่วมชมรมเสี่ยฮวา นึกถึงความสามารถด้านวรรณศิลป์ของลู่หมิง นึกถึงการกระทำอันเปี่ยมคุณธรรมของเถียนชิงอวี่ นึกถึงความกล้าหาญของโจวเจวียในช่วงเวลาสุดท้าย นึกถึงสหายแต่ละคนล้มลงท่ามกลางเสียงปืนและนอนตายตาไม่หลับ จิตใจพลันฮึกเหิม มือค้ำโต๊ะ คว้าพู่กันขีดเขียนฟ้าดินมีคุณธรรม ก่อกำเนิดสรรพสิ่ง เบื้องล่างมีภูผาวารี เบื้องบนมีตะวันจันทรา คนเราพึงมีคุณธรรม ยืนหยัดหนักแน่นดุจขุนเขา ถือกำเนิดในยุคบ้านเมืองสงบ รับใช้ราชสำนักด้วยภักดี บ้านเมืองมีภัยไม่ไหวหวั่น เกียรติประวัติฝากไว้ในแผ่นดิน!”

ในเมื่อเคยเล่าเรียนในโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การปกครองของหันฟู่จวี่ การเขียนอักษรพู่กันจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่เหล่านักเรียนพึงมี จางซงหลิงก็ไม่ได้รับการยกเว้น ภายใต้การอบรมสั่งสอนของคุณครูสอนภาษาจีนทุกระดับชั้น ทักษะการเขียนพู่กันจีนของเขาจึงมีฝีมือไม่เลว และขณะนี้ภายในของเขาอัดแน่นด้วยความคับแค้นใจเต็มทรวง คล้ายคลึงกับสภาพจิตใจของเหวินเทียนเสียงตอนประพันธ์บทกวีในตอนนั้นพอดี ดังนั้นบทกวีเจิ้งชี่เกอ  (ลำนำใจพิสุทธิ์) จึงเขียนออกมาเหนือล้ำกว่ามาตรฐานของตนเอง

ดี เขียนได้ดี!” ยังไม่ทันเขียนจบ รอบข้างบังเกิดเสียงโห่ร้อง โดยเฉพาะเว่ยซือแหยชายชราหลังค่อม เขาเป็นซิ่วไฉ (บัณฑิต) ในยุคของจักรพรรดิผู่อี๋ มีความรู้เปี่ยมล้นกลับไม่พบเจอคนรู้ใจ ทันใดนั้นมองเห็นบทกวีทรงคุณธรรมที่คุ้นเคยเช่นนี้ ตื้นตันจนน้ำตาเอ่อล้น!

ดี นับว่าเขียนได้ดี!” ต้าตังเจียเว่ยจานขุยก็ไม่แสร้งเป็นคนเลวอีกต่อไปแล้ว ยื่นฝ่ามืออันหนาใหญ่ ตบลงบนบ่าของจางซงหลิงนี่นับว่างดงามกว่าอักษรกลอนคู่ที่ฉันซื้อตอนตรุษจีนเสียอีก แกเป็นคนจีน ต้องเป็นคนจีนอย่างแน่นอน คนญี่ปุ่นเขียนอักษรงดงามเช่นนี้ไม่ได้ ซือแหย คุณว่าจริงหรือไม่?!”

น้องชายท่านนี้ย่อมไม่ใช่คนญี่ปุ่นอย่างแน่นอน! ประเทศญี่ปุ่นเป็นดินแดนป่าเถื่อน ผู้คนหยาบกร้านไร้อารยธรรม อย่าว่าแต่ลักษณะเส้นขีดของอักษรเหล่านี้ ลำพังบทกวีเจิ้งชี่เกอบทนี้ พวกมันก็ท่องออกมาไม่ได้แล้ว!” ซือแหยหลังค่อมปัดเช็ดหางตา กล่าวต่อไปว่าพวกเราเหล่าปัญญาชน ยืนหยัดระหว่างฟ้าดิน รักษาบ้านเมืองดูแลประชาราษฎร์ สิ่งที่ยึดมั่นก็คือคุณธรรมไม่ใช่หรือ?!”

ชายฉกรรจ์อื่นๆ ไม่เข้าใจลักษณะเส้นขีด และไม่ทราบเป็นบทกวีอะไร แต่อักษรบนกระดาษ กลับมองเห็นได้ชัดเจน ทันใดนั้น มีคนวิพากษ์วิจารณ์เสียงเบาว่าโชคดีที่เว่ยซือแหยละเอียดรอบคอบ ไม่อย่างนั้น วันนี้พวกเราคงพลั้งมือฆ่าคนดีแล้ว!”

ใช่ ล้วนผิดที่จ้าวเอ้อผู้นั้น ดวงตาเล็กเท่าเมล็ดถั่ว มองใครล้วนคล้ายคนสอดแนมของญี่ปุ่น! ถ้าหากว่าพวกเราจัดการเข่นฆ่าลูกหลานของผู้อื่นส่งเดช วันหน้าคนในครอบครัวเดินทางมาเยือนถึงที่ พวกเราจะอธิบายกับผู้อื่นอย่างไร!”

จ้าวเอ้อถูกนินทาจนเหงื่อท่วมหน้าผาก ลอบชำเลืองมองต้าตังเจียเว่ยจานขุย กล่าวในใจว่าเรื่องไร้ศีลธรรมแบบนี้จะโทษเราได้อย่างไร? เป็นต้าตังเจียที่หิ้วเราออกมากลางดึก สั่งให้เราตรวจสอบผู้สัญจรไปมาอย่างเข้มงวด อย่าให้คนสอดแนมของญี่ปุ่นหนีรอดไปได้ และอีกอย่าง เมื่อสักครู่ก็เป็นต้าตังเจียที่ใส่ความเขาเป็นเส้นสายของโจรท้องถิ่น ไม่ใช่เราปรักปรำเอง!’

เขาเพียงสามารถร้องทุกข์ในใจ กลับไม่กล้าบอกกล่าวความในใจออกมา ฝืนเดินเข้าไป ประสานมือกับเว่ยจานขุยผู้น้อย ผู้น้อยทำงานผิดพลาด เกือบปรักปรำคนดี ขอให้ ขอให้ต้าตังเจียลงโทษ!”

ปรักปรำบัดซบอะไร!” เว่ยจานขุยเหวี่ยงแขน ฟาดจ้าวเอ้อจื่อกระเด็นออกไปไกลแกคิดว่าลำพังคำพูดของแกฝ่ายเดียว ฉันก็เชื่อว่าเขาเป็นคนญี่ปุ่นหรือ? ขอบอกต่อแกตามตรง แวบแรกฉันก็มองออกว่าเขาไม่ใช่คนสอดแนมของญี่ปุ่น เพียงแต่คิดทดสอบเขา ว่ามีความกล้าหาญเพียงใดเท่านั้นเอง!”

ต้าตังเจียล้ำลึก ต้าตังเจียล้ำลึก!” จ้าวเอ้อจื่อโดนฟาดด้วยฝ่ามือ จิตใจกลับเบิกบาน มือกุมใบหน้าที่แดงก่ำพลางประจบประแจงเว่ยจานขุย

แกก็ไม่เลว อย่างน้อยความตั้งใจในการดำเนินการ คู่ควรได้รับคำชม!” เว่ยจานขุยโบกมือ สั่งการด้วยท่าทีภูมิใจอยู่บ้างว่าอีกสักครู่ไปห้องโกดังรับเนื้อรมควันสองชั่ง ถือเป็นรางวัลสำหรับความตั้งใจในการทำงานของพวกแก จำไว้ให้ดี เรื่องที่มีนักเรียนเดินทางมาที่หมู่บ้านของเรา ใครก็ห้ามแพร่งพรายออกไป! ตอนนี้ฉันกำลังรวบรวมไพร่พล ขาดแคลนบุคคลที่รู้จักตัวหนังสือมาช่วยงานพอดี หากปล่อยให้ภายนอกทราบเรื่อง ชิงคนไปจากฉัน การดำเนินการในเช้าวันนี้ ก็เท่ากับทำงานสูญเปล่า!”

ครับ ครับ ขอบคุณต้าตังเจียที่ให้รางวัล พวกเรากลับไปแล้วจะปิดปากเงียบอย่างแน่นอน ไม่เอ่ยกับใครทั้งนั้น!” พวกจ้าวเอ้อต่างรับปาก ก้าวเดินไปรับเนื้อรมควันด้วยความตื่นเต้นดีใจ หลังจากนั้น ใบหน้าเว่ยจานขุยก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ กวาดสายตามองผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์คำพูดของฉันเมื่อสักครู่ทุกคนล้วนได้ยินแล้ว?!ผู้อื่นเป็นเพียงปัญญาชน เดิมทางไกลพันลี้จากซานตงมาถึงที่นี่ นับว่าไม่ง่าย เพื่อความปลอดภัยของเขา เหตุการณ์ในวันนี้ ใครก็ห้ามบอกกล่าวกับบุคคลภายนอก ไม่อย่างนั้น หากถูกฉันจับได้ สิ่งของทุกอย่างภายในบ้านพักล้วนถูกยึดเข้ากองกลาง และต้องโดนขับไล่ออกจากหมู่บ้านทั้งครอบครัว!”

เหตุผลแม้ยากจะฟัง แต่เจตนารมณ์ที่ให้ปิดปากนั้น กลับสื่อออกมาอย่างชัดเจน ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่กล้ากระตุกหนวดเสือของเว่ยจานขุย ล้วนก้มหน้าลง ส่งเสียงรับคำ เมื่อคลี่คลายเรื่องสำคัญไปได้แล้ว เว่ยจานขุยอารมณ์เบิกบานใจ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มอีกครั้ง คว้ามือของจางซงหลิงกล่าวว่าความจงรักภักดีของน้องชาย ฉันนับถือเลื่อมใสจากใจจริง ไม่ทราบพอจะพักอยู่ในหมู่บ้านเว่ยเจียจวงของเราสักระยะหนึ่งหรือไม่ ยามว่างโปรดชี้แนะแนวทางแก่ฉันกล่าวจบ เขาก็ปล่อยมือจางซงหลิง ถอยหลังสามก้าว โค้งคำนับจรดพื้น

จางซงหลิงตื่นตะลึง รีบยื่นมือเข้าไปประคองเว่ยต้าตังเจีย ท่านอย่าได้ยกย่องให้เกียรติฉันเกินไป ฉันเป็นเพียงนักเรียนระดับมัธยม นอกจากสามารถเขียนอักษรพู่กันเล็กน้อยแล้ว เรื่องอื่นล้วนไม่สามารถ!”

ไม่เกินไป ไม่เกินไป!” เว่ยจานขุยเดินเข้ามาอย่างว่องไว สองมือคว้าไหล่ของจางซงหลิงขอเพียงคุณยอมอยู่ ก็เป็นการช่วยเหลือฉันอย่างใหญ่หลวง หมู่บ้านเว่ยเจียจวงของเราแม้แคบเล็ก กลับปฏิบัติต่อคนกันเองอย่างเที่ยงธรรม ขอเพียงคุณพยักหน้าตอบตกลง ตำแหน่งค่าจ้าง ทุกอย่างล้วนเจรจากันได้ รับรองว่าไม่ให้คุณเหนื่อยเปล่า!”

ฉากที่เล่าปี่บุกเยือนกระท่อมของขงเบ้งสามครา เว่ยจานขุยอ่านมานับครั้งไม่ถ้วน แม้ว่าตนเองไร้ความสุภาพอ่อนโยนเฉกเช่นเล่าปี่ แต่ท่าทีของการอ้อนวอนผู้มีความสามารถ กลับใช้ออกอย่างเต็มที่ เพียงแต่จางซงหลิงยังตื่นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ยังคงงุนงงต่อการเปลี่ยนแปลงจากนักโทษมาเป็นแขกผู้มีเกียรติแบบนี้ เขายืนครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงเลือกคำพูดที่ไม่ล่วงเกินผู้อื่นมาหารือกับอีกฝ่ายว่าต้าตังเจียยกย่องให้เกียรติเช่นนี้ ตามหลักฉันควรอยู่ช่วยเหลือ แต่ว่าก่อนเดินทางมาฉันเคยลั่นวาจาสาบานต่อหน้าป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ ต้องไปให้ถึงกองทัพที่ยี่สิบเก้า เข่นฆ่าศัตรูตอบแทนคุณแผ่นดิน ไม่อย่างนั้น เมื่อตายไปก็ต้องถูกผู้อื่นกล่าวประณาม ไม่อาจฝังรวมในสุสานบรรพชนตลอดไป! หากว่าต้าตังเจียชื่นชมในตัวเด็กน้อยจริงๆ โปรดเห็นแก่ความกตัญญูของเด็กน้อยด้วย!”

ชาวจีนในตอนนั้นได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกไม่นาน ภายในใจค่อนข้างให้ความสำคัญต่อสุสานของบรรพชน โดยเฉพาะเหอเป่ยกับซานตงที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของลัทธิหรู คำที่ว่าหลังความตายไม่อาจฝังรวมในสุสานบรรพชน ยังเป็นคำสาบานที่อำมหิตกว่าการถูกอสนีฟาด ขอเพียงลั่นวาจาออกมา ก็ไม่อาจผิดคำสาบาน!

แต่ในเมื่อเว่ยต้าตังเจียเห็นว่าจางซงหลิงเป็นบุคลากรที่หายาก ไหนเลยยอมปล่อยเขาจากไปโดยง่าย ขบคิดเล็กน้อย ก็หัวเราะตอบว่าดูคุณพูด ราวกับฉันบีบให้คุณผิดต่อบรรพชน คุณวางใจ ฉันไม่ใช่คนไร้เหตุผล! เพียงให้คุณพักอยู่ในหมู่บ้านฉันเป็นเวลาครึ่งปี สอนหนังสือให้พวกพี่น้อง สอนให้พวกเขาทราบว่าอะไรคือชาตินิยมก็พอ ขอเพียงในขบวนเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดี คุณล้วนสามารถจากไปได้ตลอดเวลา!”

ตอนนี้ผมเองล้วนมึนงงเลอะเลือน จะสอนผู้อื่นได้อย่างไรกัน?! ต้าตังเจียยกย่องให้เกียรติฉันเกินไปแล้วจริงๆ ผมเป็นเพียงนักเรียนปลายแถว แบกหามไม่เป็น เรี่ยวแรงมีน้อย พักอยู่กับคุณ มีแต่จะสร้างภาระให้!” จางซงหลิงส่ายศีรษะติดต่อกัน ปฏิเสธอย่างระมัดระวัง

หากว่ากันด้วยใจ การแสดงออกของเว่ยจานขุย นับว่าเปี่ยมด้วยบุคลิกของผู้กล้าในป่าเขียว แต่จางซงหลิงเพิ่งถูกมาดสุภาพอ่อนโยนของฉินเต๋อกังหลอกลวงมาครั้งหนึ่ง เกือบสูญเสียแม้กระทั่งชีวิต จางซงหลิงไหนเลยกล้าเชื่อใจคนแปลกหน้าผู้หนึ่งโดยง่ายดาย?! ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าเว่ยจานขุยรั้งตัวอย่างไร เป็นตายล้วนไม่ยอมใจอ่อน

เมื่อเห็นนักเรียนยืนกรานไม่ยอมอ่อนข้อ เว่ยจานขุยเพลิงโทสะลุกโหม สองมือรื้อเสื้อโค้ทหนังสัตว์ไปด้านหลัง เผยปืนพกเมาเซอร์สองกระบอกที่เหน็บอยู่บริเวณเอวน้องชายดูถูกดูแคลนคนอย่างฉันหรือ? หรือว่าคุณเองกินปูนร้อนท้อง ไม่กล้าพักอยู่ที่นี่?!”

คนผู้นี้อารมณ์แปรเปลี่ยนฉับไว เร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือ จางซงหลิงสะดุ้งเฮือก ถอยหลังครึ่งก้าว ตอบเสียงเบาว่าต้าตังเจียเอวเหน็บปืนพกสองกระบอก มาดองอาจห้าวหาญ ผมไหนจะกล้าดูถูกดูแคลน? เพียงแต่ผมมีความรู้ตื้นเขิน ไม่กล้ารับน้ำใจจากต้าตังเจีย แต่ว่าต้าตังใจวางใจได้ ขอเพียงผมสามารถอยู่รอดในกองทัพที่ยี่สิบเก้า ย่อมต้องตอบแทนคุณอย่างแน่นอน ต่อให้ไม่สามารถอยู่รอดในกองทัพที่ยี่สิบเก้า รอให้ผมติดต่อกับทางครอบครัว ก็ไม่ลืมบุญคุณของต้าตังเจียในวันนี้  ต้องให้ทางครอบครัวส่งของกำนัลชิ้นใหญ่มาให้! หากว่าคุณไม่เชื่อใจผม ตอนนี้เรามาร่างสัญญากัน!”

ใครสนใจของกำนัลจากแก!” ความในใจส่วนหนึ่งถูกจางซงหลิงกล่าวถึงโดยบังเอิญ เว่ยจานขุยทั้งอับอายทั้งโกรธเคือง ตบกระทบด้ามปืนที่เอว ตวาดเสียงดังว่าฉันขอถามอีกครั้ง วันนี้จะอยู่ หรือว่าไม่อยู่?”

ต้าตังเจียคิดจะจับตัวเรียกค่าไถหรือ? หมู่บ้านแห่งนี้ของคุณคล้ายเป็นหมู่บ้านที่ต่อต้านญี่ปุ่น ไม่ใช่รังโจรของโจรท้องถิ่น!” จางซงหลิงก็ดื้อรั้นหัวแข็ง ตอบโต้อย่างไม่หวั่นเกรง

เห็นสองคนกำลังจะทะเลาะกัน เซียวเอ้อตังเจียรีบเดินขึ้นหน้า หัวเราะพลางกล่าวว่าพี่ใหญ่ ดูท่านเข้า มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน โมโหเดือดดาลทำไมกัน?! หากว่าเขายืนกรานจะไป ท่านยังจะชักปืนออกมายิงหรืออย่างไร?!”

จากนั้นเขาหันหน้าไปเกลี้ยกล่อมจางซงหลิงฉันว่าน้องชายท่านนี้ คุณก็ดื้อดึงเกินไปแล้ว! ต้าตังเจียของเราให้เกียรติคุณขนาดนี้ คุณเพียงแต่อยู่สนุกต่ออีกหลายวัน จะมีอะไรเสียหายหรือ? อีกอย่าง บนเส้นทางสายนี้วุ่นวายชุลมุน ทุกแห่งหนล้วนเป็นโจรท้องถิ่น คุณเดินทางขึ้นเหนือคนเดียว หากเกิดเรื่องควรทำอย่างไร? ผู้ที่ทราบเรื่อง คงเข้าใจว่าคุณรีบร้อนไปสมัครกองทัพที่ยี่สิบเก้าในเป่ยผิง ไม่ยอมอยู่ในหมู่บ้านของเรา ผู้ที่ไม่ทราบเรื่อง ยังหลงคิดว่าเป็นคนของหมู่บ้านเว่ยเจียจวงที่เห็นแก่เงินจึงปองร้ายคุณ!”

ใช่ ใช่ ยามนี้บนถนนไม่สันติสุข เมื่อวานทางหูลู่อวี้ ยังมีโจรท้องถิ่นลงจากภูเขา ลงมือเข่นฆ่าเด็กนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่เร่งเดินทาง  หากคุณจะไป อย่างน้อยก็ต้องรอให้เส้นทางสงบลงกว่านี้ซือแหยเฒ่าเว่ยติงก็หวั่นเกรงจางซงหลิงดื้อดึงเช่นนี้ต่อไป จะทำให้เว่ยจานขุยโกรธแค้นจนกระทำการหุนหัน 

น้ำเสียงของทั้งสองแม้อ่อนโยน แต่ละประโยคกลับล้วนมุ่งเน้นไปที่จุดสำคัญ จางซงหลิงครุ่นคิดเล็กน้อย ก็เข้าใจว่าวันนี้ตนเองคงจากไปไม่ได้เสียแล้ว อย่าว่าแต่ทางด้านฉินเต๋อกัง เกรงว่าก็กำลังออกค้นหาตนเอง ในเมื่อโจรขายชาติแซ่ฉินผู้นั้นนำความผิดฐานเข่นฆ่าพวกนักศึกษา โยนให้โจรท้องถิ่นที่ไม่ทราบหัวนอนปลายเท้ากลุ่มหนึ่ง แน่นอนก็ต้องลอบส่งคนไล่ล่านักศึกษาที่หนีรอดไปจากสถานีรถไฟในตอนนั้น เพื่อฆ่าคนปิดปากให้หมดสิ้น

เมื่อวิเคราะห์โทษและประโยชน์ชัดเจนแจ่มแจ้ง จางซงหลิงก็ตัดสินใจได้ไม่ยาก เขาประสานมือให้เว่ยจานขุย ซือแหยกับเซียวเอ้อตังเจียสามคนด้วยสีหน้าจนใจ กล่าวเสียงเบาว่าอย่างนั้นผมก็ขอรบกวนแล้ว ต้าตังเจียมีเรื่องอะไรให้ผมทำ เชิญรับสั่งมาได้เลย ขอเพียงอยู่ที่นี่หนึ่งวัน ก็จะถือตนเองเป็นคนของหมู่บ้านเว่ยเจียจวงหนึ่งวัน!”

ไม่รบกวน ไม่รบกวน!” เว่ยจานขุยยิ้มแย้มขึ้นมาราวกับเด็กน้อยทันทีซือแหย คุณว่าในสมาคมของเรามีตำแหน่งอะไรเหมาะสม รีบจัดหาให้พี่น้องจางหนึ่งตำแหน่ง! ระดับอย่าต่ำเกินไป! เหล่าเซียว คุณไปสั่งห้องครัว เที่ยงวันนี้ตุ๋นเนื้อหมูครึ่งซีก บุคคลที่มีตำแหน่งรับประทานซี่โครงหมู คนที่เหลือดื่มน้ำแกงกับเปี๊ยะทอด พวกเรามาเลี้ยงต้อนรับพี่น้องจางด้วยกัน!”

เซียวเอ้อตังเจียประสานมือรับคำแล้วเดินจากไป ซือแหยกลับขมวดคิ้วครุ่นคิดเล็กน้อย หารือกับจางซงหลิงเสียงเบาว่าสมาคมโลหิตกล้าของเราเป็นกองกำลังชาวบ้าน ตำแหน่งหน้าที่ภายในไม่เป็นระเบียบเฉกเช่นทางการ น้องชายเพิ่งมาถึง ส่งไปคุมทหารย่อมไม่เหมาะสม ไม่สู้ทนลำบากเล็กน้อย ดำรงตำแหน่งฟู่กวน (ผู้ช่วย) อยู่ข้างกายต้าตังเจีย ด้านหนึ่งช่วยร่างประกาศต่างๆ ให้สมาคม ในขณะเดียวกันก็ช่วยฉันดูแลบัญชี? น้องชายมีความเห็นอย่างไร?”

เมื่ออยู่ในสถานที่ของผู้อื่น จางซงหลิงไหนยังมีสิทธิ์เลือก? เขาตอบอย่างมีมารยาทว่าสิ่งที่ท่านจัดการ ย่อมต้องเหมาะสมที่สุด เพียงแต่ผมเพิ่งจบการศึกษา มีความรู้ไม่มาก หากมีสิ่งใดทำได้ไม่ดี ยังหวังให้ช่วยชี้แนะ!”

คำพูดอันสุภาพนอบน้อมและไม่เสียมารยาทเช่นนี้ ถูกใจซือแหยพอดี ชายชราหัวเราะ โบกมือติดต่อกันไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ตาเฒ่าจบออกมาจากการศึกษาแบบเก่า สิ่งที่เรียนรู้มาก็ไม่มาก วันหลังเราสองคนช่วยกันดูแลก็แล้วกัน!”

จากนั้น เขาก็ขอความเห็นชอบจากเว่ยจานขุย เว่ยจานขุยไว้วางใจและเชื่อถือในตัวซือแหยผู้นี้ ไม่ต้องนึกคิด ก็เห็นชอบกับกาจัดการของอีกฝ่าย จากนั้นฉุดดึงจางซงหลิง พาเขาไปคารวะทำความรู้จักกับตังเจียอีกหลายคนนี่คือเหล่าซาน หลู่ฟาง หลู่เดียวกับหลู่ปัน ฟางที่หมายถึงสี่เหลี่ยม นี่คือเหล่าซื่อ หยางต้าซุ่น หยางที่มาจากต้นหยางหลิ่ว ต้าที่แปลว่าใหญ่ ซุ่นที่หมายถึงราบรื่น ยังมีหัวหน้าหมู่อีกหลายคน จ้าวเอ้อจื่อกับหลิวเสี่ยวอู่พวกเขา เมื่อสักครู่ล้วนออกไปแล้ว อีกสักครู่ตอนรับประทานอาหาร ฉันค่อยแนะนำให้คุณรู้จักทีละคน!”

คารวะหลู่ต้าสู (ท่านอาแซ่หลู่) หยางต้าสู (ท่านอาแซ่หยาง)” จางซงหลิงประสานมือคารวะตังเจียอีกสองคนอย่างเคารพนอบน้อมวันหลังทำงานภายใต้ต้าสูทั้งสองท่าน ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย!”

พวกเราต่างช่วยกันทำงาน ช่วยเหลือกันและกัน!” หลู่ฟางกับหยางต้าซุ่นสองคนนิสัยค่อนข้างสัตย์ซื่อ หัวเราะพลางโบกมือ

คุณยังไม่ทานข้าวกระมัง! ในห้องครัวคล้ายกับยังมีโจ๊กที่เหลือจากเมื่อเช้า อีกสักครู่ฉันพาคุณไปซือแหยเฒ่าหลังค่อมตามติดอยู่ด้านหลังจางซงหลิง เห็นเขาทักทายหลู่ฟางกับหยางต้าซุ่นสองคนแล้ว เงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

มื้อแรกก็ให้จางฟู่กวน (ผู้ช่วยแซ่จาง) รับประทานอาหารเหลือได้อย่างไรกัน?!” ไม่รอให้จางซงหลิงกล่าวขอบคุณ เว่ยจานขุยปฏิเสธข้อเสนอของซือแหยทันทีบอกทางห้องครัว เร่งปรุงอาหารให้จางฟู่กวน ล้มแพะตัวหนึ่ง ต้มลูกชิ้นเนื้อแพะ นึ่งหมั่นโถว!กระดูกติดเนื้อที่เหลือนำไปตุ๋นรวมกับเนื้อหมูของมื้อเที่ยง เลี้ยงต้อนรับพวกเรา!”

เขาด้านหนึ่งเปล่งวาจา ด้านหนึ่งโบกมือสั่งการอย่างองอาจกล้าหาญ ราวกับในสังกัดมีกองกำลังนับหมื่นนับพัน

เมื่อรับประทานน้ำแกงลูกชิ้นแพะกับหมั่นโถวแล้ว จางซงหลิงก็ถือว่ากลายเป็นนายทหารผู้หนึ่งของสมาคมโลหิตกล้าอย่างเป็นทางการ หน้าที่หลักคือช่วยสมาคมเขียนประกาศต่างๆ รวมถึงช่วยต้าตังเจียเว่ยจานขุยร่างคำปราศรัยที่ต้องใช้ในพิธีที่เป็นทางการ อีกทั้งช่วยซือแหยเฒ่าหลังค่อมดูแลบัญชี เพื่อป้องกันภายในสมาคมเกิดเหตุการณ์ทุจริต ยักยอกเงินกองกลางและการเบิกงบล่วงหน้า

ต้าตังเจียเว่ยจานขุยเพียงเรียนหนังสือจากโรงเรียนเอกชนมาครึ่งปี อักษรที่รู้จักนั้นมีจำกัด เบื่อหน่ายการอ่านหนังสือเป็นที่สุด ดังนั้นจึงไม่ค่อยรบกวนฟู่กวนอย่างจางซงหลิง กลับเป็นซือแหยเฒ่าหลังค่อม มักชักชวนจางซงหลิงไปช่วยงานตนเอง ในขณะเดียวกันได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงชาติบ้านเมืองร่วมกัน

จางซงหลิงเดิมก็เป็นเด็กหนุ่มที่ชาญฉลาด ซือแหยเฒ่าหลังค่อมก็ชมชอบการสนทนา คำถามที่จางซงหลิงเอ่ยถึงมักจะบอกเล่าอย่างกระจ่างแจ้ง ด้วยเหตุนี้ผ่านไปไม่กี่วัน จางซงหลิงก็ล่วงรู้ถึงสถานการณ์โดยสังเขปของกองกำลังกลุ่มนี้ จากปากของซือแหย

ชื่อเต็มของกองกำลังกลุ่มนี้คือกลุ่มสมาคมกองกำลังชาวบ้านโลหิตกล้า ต่อต้านญี่ปุ่น ปกป้องชาติบ้านเมืองชื่อย่อคือสมาคมโลหิตกล้าตอนนี้ก่อตั้งโดยสี่หมู่บ้านใหญ่ แปดร้อยกว่าหลังคาเรือน ภายในสมาคมมีชายฉกรรจ์หนุ่มสามร้อยกว่าคน แกนนำสี่สิบกว่าคนรวมทั้งพ่อครัว คนเลี้ยงม้าและคนเก็บกวาดทั่วไปยี่สิบกว่าคน

ยามปกตินอกจากหัวหน้าสมาคมและรองหัวหน้าสมาคมสามคน ซือแหยเฒ่าหลังค่อมกับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่คอยสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันลาดตระเวนแล้ว สมาชิกอื่นๆ ล้วนกระจายไปทำการเกษตรในหมู่บ้านตนเอง มีเพียงมองเห็นป้อมไฟสัญญาณที่อยู่บนภูเขาหลังหมู่บ้านเว่ยเจียจวงเกิดควันคละคลุ้ง จึงหยิบคราดเหล็ก ไม้กระบอก ไปรวมกันตัวที่ลานกว้างหน้าศาลเจ้าโบราณของหมู่บ้านเว่ยเจียจวง

ต้าตังเจียของสมาคมโลหิตกล้านามว่าเว่ยจานขุย ถือกำเนิดจากครอบครัวคนฆ่าสัตว์ ชีวิตวัยหนุ่มอาศัยล้มวัวล้มแพะและฆ่าหมูให้กับชาวบ้านในละแวกเพื่อประทังชีวิต เนื่องเพราะหลังฆ่าสัตว์มักได้รับเศษเนื้อกับเศษชิ้นส่วนที่ผู้อื่นไม่ต้องการไปรับประทาน ดังนั้นจึงมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ อาศัยนิสัยอันห้าวหาญกับพละกำลัง สยบนักเลงในหมู่บ้านตนเองและหมู่บ้านใกล้เคียง เป็นใหญ่ในท้องถิ่น และถูกเว่ยซื่อเจี๋ยเศรษฐีที่ดินที่ใหญ่ที่สุดภายในรัศมีร้อยลี้รับเป็นบุตรบุญธรรม

เอ้อตังเจียของสมาคมนามว่าเซียวกั๋วเทา เป็นช่างก่อสร้างที่มีชื่อเสียง ภายในรัศมีหลายสิบลี้ไม่ว่าบ้านใครสร้างบ้านเรือน ล้วนต้องเชิญเขาไปช่วยงาน เนื่องเพราะชอบช่วยเหลือผู้อื่น นิสัยก็อ่อนโยน ดังนั้นจึงได้รับฉายาว่าเสี่ยวเหมาเถา’ (ลูกท้อน้อย) ความหมายคือเป็นที่ชมชอบของผู้คน 

ซานตังเจียหลู่ฟางกับซื่อตังเจียหยางต้าซุ่น ล้วนเป็นช่างไม้โดยกำเนิด แม้ว่าดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าสมาคมโลหิตกล้า ความจริงเป็นกระบอกสื่อสารที่หลู่เจียจวง (หมู่บ้านตระกูลหลู่) กับหยางเจียจวง (หมู่บ้านตระกูลหยาง) ส่งไปยังสมาคมโลหิตกล้า ซึ่งผู้ที่มีสิทธิ์ขาดโดยแท้จริง คือหลู่ต้าหู้ของหลู่เจียจวงกับหยางเหล่าแหยของหยางเจียจวง เพียงแต่หลู่ต้าหู้กับหยางเหล่าแหยล้วนเป็นคนถือศิลกินเจ ไม่ยินดีข้องเกี่ยวกับคนฆ่าสัตว์อย่างเว่ยจานขุย ดังนั้นจึงเลือกบุคคลรุ่นหลังที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้จากหมู่บ้านตนเองมาดำเนินการแทน

สำหรับซือแหยเฒ่าหลังค่อม แซ่เว่ย นามว่าติง เขาบอกเล่าว่าตนเองเป็นซิ่วไฉในรัชสมัยจักรพรรดิกวงซวี่ เดิมมีความสามารถเข้าสอบระดับมณฑลในปีที่สามสิบเอ็ดแห่งรัชศกกวงซวี่ คาดไม่ถึงว่าปีนั้นโจรกบฏหยวนซื่อไข่กลับถวายฎีการ้องขอให้ยกเลิกการสอบคัดเลือก หญิงชราฉือสี่ไท้โห้ว (พระนางซูสี) ชราจนเลอะเลือนจึงหลงรับปาก (เชิงอรรถ-) สุดท้ายปัญญาชนทั่วแผ่นดินล้วนสูญเสียอนาคตโดยสิ้นเชิง จากนั้นจิตใจของเขาเศร้าสลดหดหู่ หนีมาบ้านนอกพึ่งพิงเว่ยซื่อเจี๋ยญาติผู้พี่ของตนเอง ตัดขาดจากโลกภายนอก ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ

สี่ปีก่อน เว่ยซื่อกังวลใจต่อสถานการณ์ จึงมอบที่ดินทั้งหมดให้บุตรบุญธรรมเว่ยจานขุยกับพ่อบ้านเว่ยติงดูแลแทน ตนเองพาบุตรชาย สะใภ้ บุตรสาว บุตรเขยรวมถึงหลานปู่และหลานตา อพยพไปที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นเขตเช่าของอังกฤษ ทุกปีเพียงส่งคนมารับค่าเช่าที่นาตามกำหนด เรื่องอื่นล้วนไม่ไถ่ถาม เมื่อสบโอกาสอันดี เว่ยจานขุยภายใต้การสนับสนุนของพ่อบ้านเฒ่าเว่ยติง รวบรวมชาวบ้านที่เช่าที่ดินทำมาหากินกับพวกชาวนารับจ้างระยะยาว จัดตั้งกองกำลังพิทักษ์หมู่บ้าน เพื่อใช้รับมือการคุกคามจากโจรท้องถิ่นและโจรระเหเร่ร่อน

สถานการณ์บ้านเมืองยิ่งมายิ่งวุ่นวาย ผู้คนที่อดอยากยิ่งมายิ่งมาก โจรท้องถิ่นกับโจรเร่ร่อนก็ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดหลังฝน โจรเร่ร่อนหลายกลุ่มหมายบุกปล้นหมู่บ้านเว่ยเจียจวง ล้วนถูกเว่ยจานขุยนำกองกำลังพิทักษ์หมู่บ้านขับไล่กลับไป เมื่อเป็นเช่นนี้ หมู่บ้านเซียวเจียจวง หมู่บ้านหลู่เจียจวงและหมู่บ้านหยางเจียจวงที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงก็หัดเอาเยี่ยงอย่าง ต่างจัดตั้งกองกำลังพิทักษ์หมู่บ้าน เพื่อป้องกันกลุ่มโจรที่ถูกหมู่บ้านเว่ยเจียจวงขับไล่ เบนเป้าหมายมาบุกปล้นหมู่บ้านของพวกเขา

เว่ยจานขุยกับพ่อบ้านเฒ่าเว่ยติงเห็นเช่นนี้ ถือโอกาสส่งคนนำจดหมายไปให้ทั้งสามหมู่บ้าน เชื้อเชิญพวกเขามาก่อตั้งสมาคม ช่วยกันป้องกันหมู่บ้าน เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว ทั้งสามหมู่บ้านก็ล้วนสนับสนุนต่อข้อเสนอที่ให้จับมือกันเป็นพันธมิตร

โครงสร้างของกองกำลังขยายใหญ่แล้ว หากยังใช้ชื่อกองกำลังพิทักษ์หมู่บ้านก็ออกจะเชยไปบ้าง เว่ยจานขุยกับหัวหน้าของอีกสามหมู่บ้านนั่งลงมาหารือกัน ถือโอกาสเปลี่ยนชื่อกองกำลังพิทักษ์หมู่บ้านเป็นสมาคมหมู่บ้านโลหิตกล้าเขียนลงบนผืนธงอย่างเป็นทางการ และตามคำเสนอแนะของพ่อบ้านเฒ่า ซึ่งก็คือซือแหยเฒ่าหลังค่อมเว่ยติงในตอนนี้ ส่งหนังสือเอกสารไปยังที่ว่าการอำเภออี้โจว ร้องขอให้ที่ว่าการอำเภอให้การรับรองและสนับสนุน

บุคคลระดับหัวหน้าหลายคนที่อยู่ในที่ว่าการอำเภอ กำลังกลัดกลุ้มใจถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเกี่ยวกับเรื่องที่กลุ่มโจรออกอาละวาด เห็นมีคนอาสาแบกรับหน้าที่ พากันตื่นเต้นดีใจ ไหนเลยจะปฏิเสธ จึงเขียนอักษรเพิ่มลงไปในชื่อของสมาคมโลหิตกล้ากลายเป็นกลุ่มสมาคมกองกำลังชาวบ้านโลหิตกล้า ต่อต้านญี่ปุ่น ปกป้องชาติบ้านเมืองให้การรับรองสถานะเป็นกลุ่มสมาคมที่ชาวบ้านปกครองกันเอง

เช่นนี้ สมาคมโลหิตกล้าจึงได้รับการรับรองจากทางการ และครอบคลุมไปถึงการต่อต้านญี่ปุ่นและปกป้องชาติบ้านเมือง หากเรียกร้องให้ประชาชนทุกครัวเรือนบริจาคเงินทองและแรงงาน ก็เท่