มหากาพย์เหมาซาน ตอน ลัญจกรสืบสานแผ่นดิน

คุยกันก่อนอ่าน

เรื่อง “มหากาพย์เหมาซาน” เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มชื่อ จางกั๋วจง ผู้จับพลัดจับผลูได้ศึกษาวิชาเหมาซานจากยอดคน ต้องเผชิญกับศาสตร์ลี้ลับ ขับภูตไล่ผีและผจญภัยตามล่าหาสมบัติ ในตอน “คดีลัญจกรสืบสานแผ่นดิน” นี้ จางกั๋วจงร่วมกับศิษย์พี่ เหล่าหลิว และผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี ฉินเกอ ตะลุยฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ไขปมปริศนาที่รอการคลี่คลาย

เนื่องจากมหากาพย์เหมาซานดำเนินเรื่องในช่วงเวลาที่จีนแผ่นดินใหญ่กำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ.1966-1976) เพื่ออรรถรสและเสริมความเข้าใจของผู้อ่านต่อเนื้อหา ข้าพเจ้าขออธิบายสภาพบ้านเมืองในช่วงนั้นอย่างคร่าวๆ โดยเรียงลำดับเหตุการณ์ ดังนี้

มกราคม ปี 1965 เริ่มการวิพากษ์ “สี่เก่า” ได้แก่ ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ประเพณีเก่าและนิสัยเก่า และดำเนินกิจกรรม “สี่ชำระล้าง” ประกอบด้วยการชำระล้างทางการเมือง ชำระล้างทางเศรษฐกิจ ชำระล้างทางองค์กรและชำระล้างทางความคิด มหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นจุดเริ่มต้นและศูนย์กลางของการขับเคลื่อนการปฏิวัติวัฒนธรรม ดำริแนวคิดตลอดจนกิจกรรมทางการเมืองของเหมาเจ๋อตงได้รับการยกย่องจนเลิศลอย ปีต่อมา กิจกรรมระดมมวลชนกลายเป็นฐานรองรับแนวคิดสังคมนิยมและการต่อสู้ทางชนชั้นของเหมา กลุ่ม “เรดการ์ด” ถือกำเนิด การชุมนุมที่จตุรัสเทียนอันเหมินของยุวชนแดงนับหมื่นแสนเปลี่ยนสถานะของเหมาให้เป็นดั่งเทพเจ้า ผู้คนในยุคนั้นต่างยึดถือหนังสือ “คติพจน์เหมาเจ๋อตง” เสมือนคัมภีร์ชี้นำชีวิต

นับจากวันที่ 19 สิงหาคม 1966 เป็นต้นมา เรดการ์ดแสดงบทบาทต่อกระแสวิพากษ์สี่เก่าและสี่ชำระล้าง ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับสี่เก่ารวมถึงแนวคิดต่างๆ ก่อนคอมมิวนิสต์จีนสถาปนาชาติ ถือเป็นสิ่งที่สมควรถูกวิพากษ์และชำระ ในเวลานั้นสังคมเริ่มบิดเบี้ยว ชนชั้นสูงและปัญญาชนล้วนตกเป็นเป้าโจมตี ยึดทรัพย์และประจาน ชนชั้นกรรมาชีพเรืองอำนาจ การศึกษาหยุดชะงักเพราะเยาวชนคนหนุ่มสาวต่างออกไปใช้แรงงานในชนบท ชาวจีนทั้งประเทศสวมเสื้อผ้าแบบเดียวกัน มารยาทถูกตีค่าเป็นการแบ่งสูงต่ำและต้องเปลี่ยนมาเป็นกริยาแบบพวกกรรมาชน ดนตรี ศิลปะและวรรณคดีซึ่งไม่ได้เป็นไปเพื่อสนองนโยบายยกย่องชนชั้นกรรมาชีพต้องถูกทำลายล้าง ศาสนาและศาสนสถานคือสิ่งมอมเมาสังคมที่เรดการ์ดต้อง ‘ชำระ’ เหตุการณ์ต่างๆ ลุกลามกลายเป็นการกำจัดปฏิปักษ์ทางการเมืองโดยยืมมือเรดการ์ด ในระดับประชาชนก็เกิดการฉวยโอกาสทำร้ายทำลายฝ่ายตรงข้ามเนืองๆ ไม่มีใครไว้ใจใคร บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายเช่นนี้จนกระทั่งเหมาถึงแก่อสัญกรรม การปฏิวัติวัฒนธรรมจึงสิ้นสุดลง เติ้งเสี่ยวผิงขึ้นสู่อำนาจ จีนเข้าสู่ยุคของการปฏิรูปและเปิดประเทศ ตลอดสิบปีแห่งมิคสัญญี มีผู้บาดเจ็บ พิการ วิกลจริตและเสียชีวิตจากผลของการปฏิวัติวัฒนธรรมจำนวนมหาศาล (บุตรชายของเติ้งเองก็เป็นเหยื่อคนหนึ่งที่ได้รับผลพวงจากความรุนแรงจนพิการตลอดชีวิต)

จางกั๋วจงอยู่รอดปลอดภัยผ่านช่วงเวลาดังกล่าว จนกระทั่งจีนเปิดประเทศ ต้อนรับนักธุรกิจต่างชาติให้เข้ามาลงทุน ในขณะนั้นฮ่องกงยังอยู่ใต้ปกครองของอังกฤษ ผู้อ่านจะได้เห็นวิถีชีวิตที่แตกต่างกันของคนจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงผ่านนวนิยายเรื่องนี้ด้วย อนึ่ง เนื่องจากผู้เขียนอ้างอิงความเชื่อต่างๆ ทางลัทธิพิธีกรรม ตลอดจนบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ซึ่งเชื่อมโยงกับยุคสมัยต่างๆ อันสลับซับซ้อน ข้าพเจ้าจึงแทรกเชิงอรรถและตารางลำดับราชวงศ์จีนประกอบไว้ด้วย

ในการแปลงานแต่ละครั้ง ข้าพเจ้ามักต้องขอความช่วยเหลือจากมวลมิตรในวงการนักแปลด้วยกัน ครั้งนี้ก็เช่นกัน ขอขอบคุณพี่สาวผู้อารี ลี หลินลี่ (วนิดา เจนกิจเจริญ)ที่ปรึกษาเรื่องคำศัพท์กับการตั้งชื่อให้ข้าพเจ้าเสมอมา และ หย่งชุน (ปานชีวา บุตราช) เพื่อนนักแปลที่กรุณาอ่านตรวจทานให้อีกครั้ง

ขอให้สนุกกับการผจญภัย

หลินหยาง

ลำดับราชวงศ์ของจีนและปีศักราช

ชื่อ

ช่วงเวลา

 

เซี่ย (500 ปี)

ปี 2100 – 1600 ก่อนคริสตกาล

 

อิน หรือ ซาง(550 ปี)

ปี 1600 – 1028 ก่อนคริสตกาล

 

โจว (770 ปี)

ปี 10287 – 256 ก่อนคริสตกาล

แบ่งเป็นโจวตะวันตก (ราวปี 1027 – 771 ก่อน ค.ศ.)

โจวตะวันออก (ปี 770 – 256 ก่อน ค.ศ.)

ช่วงชุนชิว(294 ปี)

จ้านกั๋ว (254 ปี)

ปี 770-476 ก่อนคริสตกาล

ปี 475-221 ก่อนคริสตกาล

 

ฉิน (15 ปี)

ปี 221 – 207 ก่อนคริสตกาล

 

ฮั่น (422 ปี)

ปี 202 ก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 220

แบ่งเป็นฮั่นตะวันตก (ราวปี 202 ก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 8) จากนั้นเป็นกบฏหวางหม่าง ปราบดาราชวงศ์ซิน (ค.ศ. 9 – 23) และฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25 – 220)

ยุคสามก๊ก (46 ปี)

ค.ศ. 220 – 265

 

จิ้น (156 ปี)

ค.ศ. 265 – 420

แบ่งเป็นจิ้นตะวันตก (ค.ศ. 265 – 316) และจิ้นตะวันออก (ค.ศ. 317 – 420)

ยุคเหนือ-ใต้ (170 ปี)

ค.ศ. 420 – 589

 

สุย (38 ปี)

ค.ศ. 581 – 618

 

ถัง (290 ปี)

ค.ศ. 618 – 907

 

ยุคอู่ไต้ (ห้าราชวงศ์)

(54 ปี)

ค.ศ. 907- 960

ประกอบด้วย โฮ่วเหลียง, โฮ่วถัง, โฮ่วจิ้น, โฮ่วฮั่น และโฮ่วโจว

ยุคสือกั๋ว(สิบแคว้น) (72 ปี)

ค.ศ.907-979

ประกอบด้วย อู๋ สู่ อู่เยว่ ฉู่ หมิ่น ฮั่นใต้ ถังยุคหลัง  สู่ยุคหลัง ถังใต้ ฮั่นเหนือ

ซ่ง (320 ปี)

ค.ศ. 960 – 1279

แบ่งเป็นซ่งเหนือ (ค.ศ. 960 – 1127) และซ่งใต้ (ค.ศ. 1127 – 1279)

หยวน (98 ปี)

ค.ศ. 1271 – 1368

 

หมิง (277 ปี)

ค.ศ. 1368 – 1644

 

ชิง (267 ปี)

ค.ศ. 1644 – 1912

 

บทนำ

ลัทธิเต๋ามีต้นกำเนิดในยุคจั้นกั๋ว หลี่เอ่อร์ หรือที่ผู้คนเรียกขานว่าเหลาจื่อ ปราชญ์เมธีแห่งอำเภอขู่ แคว้นฉู่ เป็นศาสดาที่ผู้คนปัจจุบันยอมรับว่าเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า เล่าขานกันว่าหลี่เอ่อร์มีอายุถึงร้อยกว่าปี ต่อมากลายเป็นเซียน นับตั้งแต่ราชวงศ์ซ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นไท่ซั่งเหล่าจวิน (บรมศาสดาไท่ซั่ง) คัมภีร์เต้าเต๋อจิงที่หลี่เอ่อร์แต่งขึ้นเป็นที่ยอมรับว่าเป็นต้นกำเนิดปรัชญาของลัทธิเต๋า

จีนเป็นชาติที่เรื่องแปลกประหลาดอุบัติขึ้นอยู่เสมอ ในตะวันตกเหมือนว่ามีเพียงตัวละครด้านมืดที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างผีดูดเลือดเท่านั้นที่เข้ามาปะปนโลดแล่นอยู่ในโลกมนุษย์ได้ แต่ในจีนกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตำนานเซียนภูตเหนือธรรมชาติมากมายหลายหลากนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสี่เซียนอย่างเซียนจิ้งจอก เซียนอสรพิษ เซียนพังพอน เซียนเม่น และพวกผีร้ายต่างๆ ที่ผู้คนมองว่าเป็นสิ่งอัปมงคล เป็นต้น

เมื่อมีอุปสงค์ย่อมมีอุปทาน ท่ามกลางความซับซ้อนแห่งวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพื่อสนองความต้องการอันมากมายของผู้คน ระบบของลัทธิเต๋าขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง แบ่งออกเป็นนิกายย่อยได้แก่ ซู่ถู่ จ้งเก๋อ ฉวนเจิน และเหมาซาน

นิกายซู่ถู่มุ่งเน้นระบบวิศวกรรมซ่อมบำรุง ก่อร่างสร้างฐาน ศาสตร์ฮวงจุ้ยภายหลังส่วนมากกำเนิดจากนิกายซู่ถู่นี้

นิกายจ้งเก๋อและนิกายฉวนเจินมุ่งเน้นศาสตร์พลังยุทธ์และการฝึกฝนร่างกาย

นิกายจ้งเก๋อแสวงหามรรคผลสำเร็จเป็นเซียน เป็นอมตะ

ลัทธิเต๋านิกายเหมาซานเรียกอีกชื่อว่าวิชาเหมาซาน วิชานี้มุ่งเน้นที่ “การขับไล่” เป็นหลัก และ “การปราบ” เป็นตัวเสริม หลักการของวิชานี้โดยสังเขปคือการกระตุ้นศักยภาพที่ซ่อนเร้นในร่างกายมนุษย์ หรืออาศัยพลังพิเศษของยันต์คาถาคอยช่วยเหลือ สลายหรือขับไล่สิ่งที่ชาวบ้านมองว่าเป็นสิ่งอัปมงคล มีความเชื่อพื้นบ้านที่ผิดอย่างหนึ่งก็คือ “การทำลายล้าง” หลายคนคิดว่าภูตผีปีศาจสามารถถูกทำลายล้างได้อย่างสิ้นซาก แท้จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ ในลัทธิเต๋านิกายเหมาซาน เทพและภูตผีมิอาจถูกทำลายล้างได้ อย่างมากเพียงแค่ขับไล่ กักกันหรือทำให้ “ยอมจำนน” คือทำให้ภูตผีรู้ตัวว่าไม่อาจต่อกรได้ ยอมกลับตัวกลับใจเอง

แดนเหนือจรดใต้อันกว้างใหญ่ไพศาลมีเรื่องพิสดารเล่าขานอยู่เรื่องหนึ่ง ตัวเอกในเรื่องคือจางกั๋วจงและจางอี้เฉิงสองพ่อลูกใช้วิชาเหมาซานเดินทางไปทั่วหล้า ตั้งแต่ขับไล่ภูตผีสยบปีศาจจนถึงพลิกคดีไม่เป็นธรรมของชาวบ้าน ปริศนานับพันปีค่อยๆ คลี่คลายไปทีละเปลาะ รอยเท้าของพวกเขาย่ำไปทั่วทั้งเอเชียและยุโรป วัฒนธรรม ดินแดนและความเชื่อความศรัทธาที่แตกต่างจะทำให้วิชาเหมาซานที่ร้ายกาจที่สุดของจีนประกาศศักดาได้หรือไม่

บทที่ 1 แขกชน

ตอนที่ 1 บันทึกเหมาซาน

เหมันตฤดูปีนั้น กระแสลมหนาวซึ่งไม่เคยมีมาก่อนกรูพัดตลบเข้าสู่นคราอันเป็นที่พำนักแห่งโอรสสวรรค์ ( เชิงอรรถ – ในเวลานั้นคือเมืองเทียนจิน )  ผืนแผ่นดินจีนกว้างใหญ่ไพศาลกำลังเผชิญกับมหันตภัยที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ กระแสปฏิวัติวัฒนธรรมระอุถึงขีดสุดและลุกลามไปถึงฮ่องกง ดำริ “ขึ้นสู่ภูผา ยาตราสู่ชนบท ( เชิงอรรถ – นโยบายของเหมาเจ๋อตงที่ชี้นำให้ยุวชนแดงมีจิตสำนึกอย่างชนชั้นกรรมาชีพ )” ก่อกวนจิตใจผู้คนจนหวั่นผวา เทียบกับชนบทแล้ว การดำรงชีวิตในเมืองยังค่อนข้างดีกว่า แต่ละเดือนได้น้ำมันธัญญาหารกี่มากน้อยยังพอเป็นหลักประกันได้ แม้กินไม่อิ่ม แต่ดีกว่าเส้นหมี่หัวมันขาวในชนบทมากนัก เงามืดแห่งทุพภิกขภัย ( เชิงอรรถ – หมายถึงภาวะขาดแคลนอาหารช่วง ค.ศ.1959-1961 ที่ลุกลามทั่วจีนจนมีพลเมืองจำนวนมหาศาลอดตาย ) ยังคงสลักลึกยิ่งอยู่ในใจของผู้คน

ในฐานะของเลขานุการคณะกรรมการปฏิวัติวัฒนธรรมประจำสถานศึกษา ระยะนี้ใบหน้าของจางกั๋วจงเคร่งเครียดระทมทุกข์ เนื่องจากคณะกรรมการปฏิวัติวัฒนธรรมมอบหมายภารกิจแปลกประหลาดให้เขาปฏิบัติ นั่นคือเขียนบทความวิพากษ์ความเชื่องมงายในสมัยศักดินา

จางกั๋วจงเป็นครูโรงเรียนเทคนิค-อาชีวะ เดิมเขาศึกษาอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ เนื่องจากผลการเรียนดีจึงรับหน้าที่เป็นครูในเวลาต่อมา อย่าได้คิดดูหมิ่นดูแคลนโรงเรียนเทคนิค-อาชีวะ ในสมัยนั้นจะสอบเข้าโรงเรียนเทคนิค-อาชีวะได้ยากเสียยิ่งกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวก่อนปฏิวัติวัฒนธรรม ผู้ที่สอบไม่ติดโรงเรียนเทคนิค-อาชีวะค่อยกลับเข้าไปเรียนในโรงเรียนมัธยมปลาย จวบจนกระทั่งถึงกลางช่วงปฏิรูปและเปิดประเทศก็ยังคงเป็นเช่นนี้ นักเรียนซึ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนเทคนิค-อาชีวะในสมัยนั้นนับได้ว่าเป็นปัญญาชนผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

สำหรับจางกั๋วจงที่ทำคะแนนทางด้านภาษาเกือบเต็ม เขียนบทความวิพากษ์สักบทอย่างเรื่อยเปื่อยก็เขียนได้แล้ว เล็กถึงเสมียนของครูใหญ่ ใหญ่ถึงนายพลผู้เกรียงไกรในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ขอเพียงอยู่ภายใต้ปลายปากกาของจางกั๋วจงแล้วย่อมกลายเป็นเศษมนุษย์ไร้หนทางเยียวยา ทว่าบันทึกเหมาซานฉบับปลายสมัยราชวงศ์ชิงที่ยึดมาจากบ้านของกรรมการท่านหนึ่งในคณะกรรมการปฏิวัติวัฒนธรรมประจำสถานศึกษาซึ่งอยู่ตรงหน้าเล่มนี้ กลับไม่รู้ว่าจะจรดปากกาเริ่มเขียนวิพากษ์จากที่ใด

ในบันทึกล้วนเขียนถึงวิธีการสยบภูตจับผี แถมมีภาพคล้ายการต่อสู้ พืชพันธุ์และอาวุธที่ตนเองไม่เคยได้ยินมาก่อน สิ่งของแปลกประหลาดพิสดารและวิธีการใช้งานของเหล่านี้ที่วิตถารหาใดเปรียบ ที่ยิ่งทำให้จางกั๋วจงมืดแปดด้านคือในนั้นบันทึกถึงการรักษาอาการที่ดูคล้ายการเจ็บป่วยบางประการ แต่วิธีรักษาประหลาดคาดไม่ถึงอย่างยิ่ง เช่น ใช้ดินจากชายคาบ้าน หรือดื่มน้ำมันหอมที่แช่ด้วยเหรียญทองแดงสมัยโบราณ จับต้นชนปลายไม่ถูกโดยสิ้นเชิง

การเขียนบทความวิพากษ์ต้องมีหลักฐานมีเหตุผล นี่เป็นข้อเรียกร้องของคณะกรรมการ เมื่อคุณบอกว่าของสิ่งนี้ไม่ดี ก็ต้องอธิบายถึงสาเหตุและผลลัพธ์ว่าไม่ดีที่ใด เหตุใดถึงบอกว่าไม่ดี ก่อผลเสียอย่างไรต่อผู้คน และสิ่งใดที่เรียกว่าดี เป็นต้น หากวิพากษ์เรื่องเล่าผีๆ สางๆ อย่างเหลียวไจ ( เชิงอรรถ – แต่งโดยผูสงหลิง มีการนำเนื้อหาบางส่วนมาสร้างเป็นภาพยนตร์และละครในชื่อ “โปเยโปโลเย” ) กลับเขียนได้ง่ายหน่อย แต่บันทึกตรงหน้านี้ดูแล้วไม่มีผลร้ายต่อใคร ว่าได้อย่างมากคือบันทึกเล่มนี้เขียนเรื่องเท็จหลอกลวงผู้คน ทว่าการลวงหลอกกับการเป็นเชื้อร้ายนั้นเป็นคนละแนวคิดโดยสิ้นเชิง หากวิพากษ์ว่าเป็นเรื่องหลอกลวงย่อมส่งมอบงานไม่ได้แน่ ข้อเรียกร้องเพียงประการเดียวของคณะกรรมการคือพรรณนาของแบบนี้ให้กลายเป็นเนื้อร้ายที่บั่นทอนทำร้ายปวงประชาเชื้อชาติจีนมาห้าพันปี

แต่จากที่จางกั๋วจงพินิจพิจารณา การวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ไม่รู้จะเริ่มบรรยายจากที่ใด ในบันทึกก็ไม่ได้เขียนว่าต้องสังเวยชีวิตคนทั้งเป็นหรือฆ่าคนวางเพลิง อย่างมากก็ให้คนขุดดินใต้ชายคาบ้านมาผสมน้ำดื่ม หรือว่าการกระทำเช่นนี้สร้างหายนะให้ปวงประชามาห้าพันปี? พอคิดถึงตรงนี้ จางกั๋วจงก็อับจนหนทาง ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้

สองสัปดาห์ผ่านไป จางกั๋วจงได้แต่พลิกดูบันทึกเหมาซานด้วยหวังว่าจะหาจุดอ่อนอะไรจากในบันทึกได้บ้าง เนื้อหาในบันทึกดูสะเปะสะปะ แต่พออ่านเข้าอย่างจริงจังกลับเชื่อมต่อกันเป็นลูกโซ่ไร้จุดบกพร่องให้โจมตีได้ บัดนี้ปู่ของจางกั๋วจงเดินงกเงิ่นลงมาจากชั้นลอย

“หลานเอ๊ย ที่เขียนในบันทึกนั่นน่ะเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ไม่เชื่อหลานก็ลองไปหาใครสักคนมาทดลองสิ”

“คนทรยศชนชั้นกรรมาชีพอย่างคุณ ผมไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคุณทั้งนั้น! อย่ามารบกวนการทำงานปฏิวัติของผม!”

นับตั้งแต่ปู่ถูกสวมหมวกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ บ้านของจางกั๋วจงก็ไม่ต่างจากบ้านของขุนนางใหญ่ที่ถูกกวาดล้างยึดทรัพย์สมัยโบราณ เริ่มจากพ่อถูกวิพากษ์และต่อต้านที่โรงงาน จากนั้นก็ถูกไล่ออก ต่อมาตัวเขาเองจะเข้าร่วมกลุ่มก็ถูกขัดขวาง กระจกบ้านเขาถูกคนข้างนอกขว้างหินใส่จนแตก สุดท้ายสมาชิกลูกหลานในบ้านต้องน้ำตานองหน้าลงนามในจดหมายตัดขาดความสัมพันธ์กับปู่ จึงพอทำให้เรื่องราวสงบลงได้บ้าง

นับจากนั้นเป็นต้นมา ปู่ของจางกั๋วจงมีสิทธิ์อาศัยอยู่แค่บนชั้นลอยที่มีลมโชยพัดผ่านทั้งสี่ด้าน แม้คนทั้งบ้านจะร้าวรานใจ ทว่าก็อับจนหนทาง บ้านตระกูลจางและเพื่อนบ้านพักอาศัยปะปนกันในตึกฝรั่งสร้างจากไม้ตั้งอยู่ในอดีตเขตเช่าของอิตาลี ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการกระทำล้วนอยู่ในสายตาเพื่อนบ้านหมดสิ้น นอกจากแอบยื่นผ้านวมให้ปู่ในยามค่ำคืนแล้ว ช่วงกลางวันหากทำท่าสนิทชิดเชื้อแม้เพียงเล็กน้อยล้วนเสี่ยงต่อการถูกเพื่อนบ้านรายงานทางการ

ปู่หัวเราะพลางเอามือค้ำผนังคืบไปทีละก้าวลงจากตึกไป ทว่าคำพูดของปู่ช่วยเตือนสติจางกั๋วจงได้มาก ‘นั่นสิ ฉันแค่หาคนที่มีอาการอย่างที่บันทึกเขียนไว้ ลองใช้วิธีในบันทึกดู หากไม่ได้ผล บันทึกชุดนี้เท่ากับแพ้ภัยตัวเองไม่ใช่หรือ!’ ว่ากันตามความจริงแล้ว จางกั๋วจงในตอนนี้ไม่เชื่อเรื่องราวประหลาดพิสดารคาดไม่ถึงในบันทึกแม้เพียงนิด

แต่ว่าอาการที่บันทึกเขียนไว้ช่างหาได้ยากเย็น จางกั๋วจงตระเวนตามบ้านชาวบ้านหลายร้อยครัวเรือน ก็ไม่พบว่ามีใครมีอาการคล้ายกัน ขณะที่คิดจะยอมแพ้การตามหาดั่งงมเข็มในมหาสมุทรเช่นนี้แล้วเสาะหาหนทางใหม่ ข่าวหนึ่งก็แว่วมาถึงหูของจางกั๋วจง

เช้าตรู่วันนี้ เสี่ยวหลิวเพื่อนร่วมงานวิ่งมาถึงบ้านของจางกั๋วจงและบอกเขาว่า เลขานุการของคณะกรรมการประจำสถานศึกษาชื่อว่าเว่ยเหล่าเอ้อร์ ( เชิงอรรถ – การเรียกผู้อาวุโสด้วยแซ่ตามด้วยคำว่าเหล่าเอ้อร์ในยุคนั้นถือว่าเป็นพฤติกรรมดูหมิ่นเหยียดหยาม (หากผู้เรียกเป็นคนในบ้านและมีอาวุโสกว่า หมายถึงแสดงความสนิทสนม) ช่วงที่มีกระแสวิพากษ์และต่อต้านขงจื่อ ผู้คนก็เรียกขงจื่อว่า “ข่งเหล่าเอ้อร์” ) เสียชีวิตแล้ว เป็นการฆ่าตัวตายด้วยเกรงกลัวความผิด เมียของเขาคลั่งไปแล้ว แต่ยังพอมีสติอยู่ เพียงแต่พูดพึมพำไม่หยุด พูดแต่เรื่องตอนที่เว่ยเหล่าเอ้อร์ยังเป็นหนุ่ม คณะกรรมการคิดว่าเมียเขาอยากพลิกคำให้การเรื่องเว่ยเหล่าเอ้อร์ จึงเรียกให้จางกั๋วจงไปสอบสวนเมียของเว่ยเหล่าเอ้อร์พร้อมกัน จากนั้นให้เขียนหนังสือวิพากษ์ประณาม

ข่าวนี้ทำให้จางกั๋วจงตื่นเต้น เพราะอาการของเมียของเว่ยเหล่าเอ้อร์คลับคล้ายกับอาการที่เขียนในบันทึกเหมาซานอย่างยิ่ง

‘ขอเพียงฉันทดลองใช้วิธีในบันทึกดู หากไม่เกิดผล ก็มีหลักฐานให้อ้างอิงแล้ว’ คิดจบ จางกั๋วจงหยิบขวดน้ำส้มสายชูในบ้านยัดลงในกระเป๋า พร้อมกระดาษปากกาและใบส้มโอที่ตระเตรียมไว้ก่อนหน้าแล้ว จากนั้นก็ออกเดินทางไปพร้อมเสี่ยวหลิว

เมื่อถึงบ้านของเว่ยเหล่าเอ้อร์ จางกั๋วจงอดปวดใจไม่ได้ ว่าตามความจริงแล้ว เลขาเว่ยเมื่อครั้นยังมีชีวิตอยู่เป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนรอบรู้ลึกซึ้งมากไปด้วยความสามารถ ดีดพิณเดินหมากเขียนอักษรวาดภาพ ไม่มีสิ่งใดทำไม่ได้ จางกั๋วจงเคยเลื่อมใสศรัทธาเลขาเว่ยมานาน

ทว่าบัดนี้บ้านของเขาไม่ต่างจากอารามผุพังไร้คนกราบไหว้จุดธูปเทียนนานนับสิบปี ทุกหนแห่งมีร่องรอยหลงเหลือจากการถูกทุบทำลาย มีเพียงภรรยาของเลขาเว่ยนอนอยู่บนเตียงตามลำพัง น้ำลายไหลยืดออกจากปาก พึมพำงึมงำอยู่ไม่หยุด ข้างเตียงมีครูและนักเรียนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมยืนอยู่

จางกั๋วจงหาหนังสือพิมพ์เก่าขาดมาแผ่นหนึ่งแล้วนั่งทับลงไปบนพื้น พินิจพิจารณาภรรยาของเลขาเว่ยอย่างละเอียด สดับทุกคำทุกประโยคของเธออย่างจริงจัง

“ฉันจะเป็นคนทรยศได้ยังไง ฉันเข้าพรรคตอนอายุสามสิบแปด ตอนที่ปลดปล่อยเทียนจิน ฉันเป็นหัวหน้าหน่วยตรวจสอบสถานศึกษา ยังเคยได้รับภารกิจพิเศษ มีความดีความชอบ ในข้อมูลของฉันก็มีบันทึกไว้ ที่พวกคุณกล่าวหาเป็นการปรักปรำทั้งนั้น!” ขณะที่เอ่ยคำพูดพวกนี้ สายตาของภรรยาเลขาเว่ยเซื่องซึมแต่น้ำเสียงรุนแรง ทั่วทั้งห้องอวลไปด้วยบรรยากาศแปลกประหลาด

“คุณว่าเธอมีอาการทางประสาทจริง หรือว่าแสร้งทำเป็นป่วยเพื่อช่วยให้เว่ยเหล่าเอ้อร์หลุดพ้นข้อกล่าวหา ที่เธอบอกว่าได้รับภารกิจพิเศษก็เป็นความจริง น่าแปลกจริงๆ เรื่องนี้ตอนเว่ยเหล่าเอ้อร์มีชีวิตอยู่ก็ไม่เคยพูดถึงเลย แม้แต่ครูใหญ่เฉินก็ยังไม่รู้ว่ามีเรื่องนี้” เสี่ยวหลิวแอบกระซิบกับจางกั๋วจง

“ชู่ว์ อย่าพูดอะไร ฟังว่าเธออยากพูดอะไรบ้าง”

“วันที่ 7 พฤษภาคม ปี 1946 หวังเซี่ยงเซิง เลขาคณะกรรมการเขตผิงชวีและพรรคใต้ดินเป็นคนแนะนำให้ฉันเข้าพรรค เขายืนยันความบริสุทธิ์ของฉันได้”

“แม้แต่วันที่ยังจำได้กระจ่างชัดแจ้งขนาดนี้ เหมือนกับที่เขียนไว้ในบันทึกเลย คงไม่ใช่ก่อนตายเว่ยหล่าเอ้อร์บอกเธอไว้นะ”

“เป็นไปไม่ได้ เว่ยเหล่าเอ้อร์อยู่ที่ห้องจ่ายน้ำของโรงเรียน จนถึงตอนที่เขาแขวนคอฆ่าตัวตายก็ไม่ได้กลับบ้านเลย ที่โรงเรียนมีคนยืนยามทุกวัน จากสภาพร่างกายของเว่ยเหล่าเอ้อร์ เป็นไปไม่ได้ที่จะปีนกำแพงหนีออกไป” บรรดานักเรียนต่างซุบซิบ ไม่ได้สังเกตว่าจางกั๋วจงเข้ามาประชิดหน้าเตียงของภรรยาเลขาเว่ยแล้ว

“เลขาเว่ย หวังเซี่ยงเซิงเองก็เป็นคนทรยศ ใครๆ ก็รู้กันทั่ว เขาตายก่อนคุณอีก คุณบอกว่าคุณไม่ใช่คนทรยศ ยังมีหลักฐานอื่นอีกไหม” บัดนี้ภรรยาของเลขาเว่ยคล้ายไม่รับไม่รู้ทั้งสิ้น สองตาจ้องเขม็งไปเบื้องหน้าแล้วหัวร่อ

พอจางกั๋วจงเอ่ยถาม โดยเฉพาะเมื่อเขาเรียกขานภรรยาของเลขาเว่ยว่า “เลขาเว่ย” ผู้คนโดยรอบต่างตื่นตระหนกไม่น้อย

“สหายจาง คุณเป็นบ้าไปหรือเปล่า ผมต้องคุยกับคุณหน่อยแล้ว!” หลิวหงกัง ประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการซึ่งยืนอยู่ข้างๆ มองจางกั๋วจงแล้วเอ่ยอย่างเคร่งเครียด

จางกั๋วจงเรียกทุกคนให้ออกมาด้านนอกประตู “เธอเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ พวกคุณไม่เห็นสายตาและน้ำลายไหลยืดของเธอหรือไง เธอคิดว่าตัวเองเป็นเว่ยเหล่าเอ้อร์ ย่อมเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ รับมือกับคนมีปัญหาทางจิตก็ต้องโอนอ่อนผ่อนตามที่เธอพูด ที่จริงคนมีปัญหาทางจิตมีเหตุผลของเขาเอง ขอเพียงหักล้างเหตุผลนั้นได้ เธอก็ไร้คำพูดจะตอบโต้แล้ว”

“อืม ที่คุณพูดมาก็มีเหตุผล อย่างนั้นคุณไปลองดูสิ”

จางกั๋วจงมาถึงหน้าเตียงของภรรยาเลขาเว่ยอีกครั้ง ล้วงขวดน้ำส้มสายชูและใบส้มโอจากกระเป๋า เทน้ำส้มสายชูลงบนใบส้มโอเล็กน้อย พริบตาเดียวก็แปะไว้บนหน้าผากของภรรยาเลขาเว่ย วิธีนี้ศึกษามาจากบันทึกเหมาซาน นักเรียนที่ล้อมดูอยู่ต่างตะลึงงัน เห็นเพียงมือเท้าของภรรยาเลขาเว่ยแข็งเกร็ง ร่างสั่นเทิ้มไม่หยุด

 “กดเธอเอาไว้เร็ว!” จางกั๋วจงตะโกน นี่เป็นโอกาสอันดียิ่งสำหรับการทดสอบการใช้ได้จริงของบันทึกเหมาซาน หากใบส้มโอหลุดออก การทดสอบก็จะล้มเหลว ต้องรอถึงยี่สิบสี่ชั่วยามซึ่งก็คืออีกสี่สิบแปดชั่วโมงถึงจะทำเช่นนี้ได้อีกครั้ง เช่นนั้นก็ไม่อาจพิสูจน์ความจริงเท็จของบันทึกเหมาซานได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว

ผู้คนโดยรอบต่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ต่างกดมือเท้าของภรรยาเลขาเว่ยไว้ตามสัญชาตญาณ ผ่านไปประมาณหนึ่งนาที ภรรยาเลขาเว่ยก็ไม่ขยับเขยื้อนอีกแล้ว ใบหน้าของทุกคนต่างงุนงง

“เธอเป็นอะไรไป ไม่ใช่ตายแล้วหรอกนะ” นักเรียนหญิงผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยใบหน้าซีดเผือด

หยิบใบส้มโอออก จางกั๋วจงพินิจทุกความเคลื่อนไหวของภรรยาเลขาเว่ยอย่างละเอียด ผ่านไปนานสองนาน ภรรยาเลขาเว่ยก็ลืมตา ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง “นี่ฉันอยู่ที่ไหน”

จางกั๋วจงเอ่ยกับนักเรียนเหล่านั้นว่านี่คือวิธีพื้นบ้านเพื่อรักษาอาการทางจิตทางบ้านเก่าของตนเอง ใช่ว่าจะได้ผลทุกครั้ง แต่ในความเป็นจริงแล้วมีเพียงจางกั๋วจงเท่านั้นที่รู้ ประสบการณ์คราวนี้สั่นคลอนความสงสัยในความเป็นจริงที่จางกั๋วจงมีต่อบันทึกเหมาซาน

‘หรือว่าเป็นความบังเอิญ แต่ประจวบเหมาะจนเกินไปนะ ไม่สิ ต้องเป็นแค่ความบังเอิญแน่ ต้องเป็นเมียของเว่ยเหล่าเอ้อร์เสแสร้งแกล้งบ้า พอเห็นพวกเรากดเธอไว้ก็เลยคิดว่าพวกเราจะลากเอาตัวเธอออกไปประจาน ( เชิงอรรถ – การลงโทษผู้ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศด้วยการตำหนิตนเองต่อหน้าสาธารณชน หากไม่ทำก็อาจถูกข่มเหง เช่น จับแต่งตัวให้ดูเหมือนคนวิกลจริต จับกล้อนผม ใส่หมวกกรวยสูงแล้วแห่ประจานให้ได้รับความอับอาย ) ด้วย ไม่แกล้งหายดีก็ไม่ได้’จางกั๋วจงปลอบตนเอง ทว่าเบื้องลึกภายในใจมิอาจไม่บ่มเพาะเป็นความสงสัยอย่างลึกล้ำต่อบันทึกเหมาซานอีก

วิธีพื้นบ้านทางบ้านเก่าจางกั๋วจงเพื่อรักษาอาการทางจิตแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เล่าขานกันว่าใช้ใบไม้สองสามใบชุบน้ำส้มสายชูกดแปะไว้บนหน้าผากก็ใช้ได้แล้ว และมีบางครอบครัวที่มีผู้ป่วยทางจิตทดลองทำดู แต่ไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย หารู้ไม่ว่าผู้ป่วยอาการทางจิตอย่างแท้จริงใช้ของแบบนี้มารักษาจะได้ผลเสียที่ไหนกัน

ในสายตาของจางกั๋วจง โอกาสอันมีค่าในการพิสูจน์ความเป็นจริงของบันทึกเหมาซานหมดสิ้นไปแล้ว ต้องหาตัวอย่างทดสอบอีก แต่จะไปหาที่ไหนได้เล่า ในสมัยนั้นแม้ผู้ที่ฆ่าตัวตายเพราะเกรงกลัวความผิดมีมาก แต่ในบ้านของคนเหล่านั้นกลับไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ขณะที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี คุณปู่ของจางกั๋วจงก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

“เป็นยังไง ได้ผลไหม” ปู่ของจางกั๋วจงเคยเป็นทหารบ้าน เรื่องแปลกประหลาดพิสดารตามท้องถิ่นห่างไกลล้วนพบเห็นมาแล้วบ่อยครั้ง ดังนั้นหลังจากที่ปู่เห็นจางกั๋วจงขบคิดเรื่องบันทึกเหมาซานเล่มนี้แล้วก็อยากบอกหลานว่า ของสิ่งนี้แท้จริงแล้วได้ผลดีมาก

หลังจากมั่นใจว่าเพื่อนบ้านล็อคประตูไม่มีใครอยู่แล้ว จางกั๋วจงก็กระซิบเสียงต่ำ “ปู่ ปู่ว่าของเล่นนี้มันจริงหรือหลอกกันแน่”

“จริงหรือหลอกปู่ไม่กล้าบอก แต่ตามบ้านนอกพอเกิดเรื่องนิดหน่อยก็หาซินแสมาดู พวกหมอรักษาไม่หาย แต่พอซินแสมาแล้วส่วนใหญ่ก็มักจะหาย”

“ผมว่านั่นแค่บังเอิญ ของนี่หลอกลวงแน่”

“ถ้าหลานไม่เชื่อก็ลองไปตามบ้านนอกดูสิ เรื่องแบบนี้หาง่ายกว่าในเมืองเยอะ”

พกข้าวสารอาหารแห้ง จางกั๋วจงเดินเท้าออกไปยังชนบทอันห่างไกล

หมู่บ้านหลี่ซึ่งตั้งอยู่ใกล้หน่วยผลิตย่อยในตอนนั้นเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมแถบเทียนจิน ต่างจากหน่วยย่อยชนบทชานเมืองหน่วยอื่น ที่นี่รักษาชีวิตความเป็นอยู่และประเพณีท้องถิ่นไว้อย่างดี ผู้คนในหมู่บ้านส่วนมากแซ่หลี่ จะมากจะน้อยล้วนเกี่ยวพันกันฉันญาติ

ที่นี่แม้ห่างจากตัวเมืองไม่มาก ทว่าการคมนาคมตัดขาดจากโลกภายนอก ไร้ถนนหนทางเป็นรูปเป็นร่างสำหรับสัญจรไปมาโดยสิ้นเชิง แม้ก่อตั้งหน่วยผลิตแล้ว แต่กระแสปฏิวัติวัฒนธรรมที่อุบัติขึ้นราวกับไม่ก่อให้เกิดคลื่นสาดซัดที่นี่มากเกินไปนัก นอกจากสองปีก่อนประจานชาวนาร่ำรวยแซ่อื่นและในสองปีนี้ประจานโจรที่ขโมยเกาเหลียง (ข้าวฟ่าง) แล้ว การวิพากษ์ประจานขนานใหญ่ล้วนเกิดขึ้นน้อยมาก ชาวบ้านในหมู่บ้านแม้มีฐานะเป็นสมาชิกในคอมมูน ( เชิงอรรถ – หน่วยปกครองสมัยเหมาที่มีการบริหารจัดการเหมือนค่ายทหาร มีแบบแผนเคร่งครัดแรงงานแบ่งเป็นหมู่หมวดกองร้อยกองพันคอมมูนจะมอบปัจจัยสี่ให้สมาชิก รวมถึงการจัดสรรงาน สวัสดิการครอบครัว เรียกว่าดูแลกำกับตั้งแต่งานแต่งจนถึงงานศพ ) ทว่าแนวคิดที่ฝังในกระดูกดำยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากของเดิมก่อนหน้าการปลดแอก

จางกั๋วจงมอบจดหมายแนะนำตัวของคณะกรรมการให้ผู้ใหญ่หลี่ดูและอธิบายถึงจุดประสงค์ในการมา ผู้ใหญ่หลี่ยิ้ม มองจางกั๋วจง “พ่อหนุ่ม อายุยังหนุ่มแน่นแต่ตบะทางเต๋าไม่ตื้นเขินเลย จะบอกให้นะ ตอนนี้ในหมู่บ้านก็มีคน ‘ถูกแขกชน’ หามไปไว้ที่โรงพยาบาลแล้ว หมอว่าเป็นโรคอะไรสักอย่าง ให้กลับมารอความตายที่บ้าน ลูกสาวบ้านนั้นหน้าตาสวย บอกว่าใครรักษาพ่อเธอได้ก็จะยอมติดตามคนนั้น ใกล้ไกลมีซินแสมาดูไม่ต่ำกว่าสิบคนแล้ว ต่างคนต่างบอกว่าไม่ไหวหรอก ถ้าพ่อหนุ่มทำได้ เห็นว่าพ่อหนุ่มหน้าตาดี อาจเด็ดบุปผางามสะพรั่งกลับไปก็ไม่แน่”

คำพูดนี้ทำเอาจางกั๋วจงร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก ผู้ใหญ่หลี่ผู้นี้มองว่าจางกั๋วจงเป็นพวกซินแสคนทรงที่ในเมืองส่งมาเสียแล้ว เรื่องเป็นการเป็นงานกลับเรื่อยเฉื่อย แต่พอเอ่ยถึงบุปผางามก็หน้าบานเป็นจานเชิงนี่มันเรื่องอะไรกัน

ทว่าพอได้สนทนากับผู้ใหญ่หลี่ จางกั๋วจงเพิ่งเคยได้ยินคำว่า “ถูกแขกชน” คำใหม่นี้เป็นครั้งแรก ที่แท้โรคที่ทางการแพทย์เรียกว่าฮีสทีเรียจัดอยู่ในอาการทางจิตและไม่มีการอธิบายอื่นใด ทั้งยังไม่มีวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ อาการเช่นนี้บ้านนอกเรียกว่า “ถูกแขกชน” ตามความเข้าใจของชาวบ้านนี่คืออาการถูกผีเข้า หาร่างทรงมากำราบเข้าหน่อยก็จะดีขึ้นเอง

ความมีน้ำใจของชาวบ้านในหมู่บ้านเกินกว่าที่จางกั๋วจงคาดคิดไว้มาก บ้านของผู้ใหญ่หลี่ดังมีงานฉลองตรุษจีนก็ไม่ปาน ทำมันตุ๋นไก่ ผัดไข่ใส่พริกมาจานหนึ่ง ยังมีผักกาดขาวอบวุ้นเส้น จางกั๋วจงเกรงอกเกรงใจยิ่ง เพื่อบทความหาสาระอันใดไม่ได้ของเขา เดือดร้อนคนอื่นต้องใช้วัตถุดิบสำหรับฉลองปีใหม่ล่วงหน้ามาทำเลี้ยงเขา พอได้ยินว่าเป็นคนมาจากในเมือง ลูกชายคนโตของผู้ใหญ่หลี่ยังเบิกเหล้าขาวมาสองขวด แม้จางกั๋วจงจะสำทับแล้วว่าตนเองดื่มเหล้าไม่เป็น แต่ก็ถูกกรอกเหล้าไปสองถ้วย จางกั๋วจงซึ่งไม่เคยดื่มเหล้ามาก่อนล้มพับไปบนเตียงทันที เมื่อตื่นขึ้นมา ข้างเตียงมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่

จางกั๋วจงเพ่งพินิจผู้หญิงข้างเตียงอย่างละเอียด สวมเสื้อผ้าอนาถาไปสักหน่อย แต่วงหน้างดงามกระจ่างตา ดูสวยกว่าหญิงอื่นที่พบตามชนบทไม่น้อย แม้เธอไปอยู่โรงเรียนของเขาก็จัดได้ว่าหน้าตาดีระดับกลางค่อนไปทางสูง

ผู้ใหญ่หลี่เดินเข้ามาพอดี “พ่อหนุ่มตื่นแล้วหรือ นี่ก็คือลูกสาวของหลี่ต้าหมิง พอได้ข่าวว่าพ่อหนุ่มรักษาพวกที่ถูกแขกชนได้ เช้าตรู่ก็รีบบึ่งมาที่นี่” จางกั๋วจงปวดหนึบในใจ เดิมเขามาเพื่อพิสูจน์ความจริงของบันทึกเหมาซาน แต่ตอนนี้ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านยันลูกบ้านต่างเข้าใจว่าเขามาเข้าทรงเพื่อชาวบ้านในหมู่บ้าน แถมยังต้อนรับขับสู้ดั่งแขกผู้มีเกียรติ แท้จริงแล้วเขาพลิกบันทึกเหมาซานแค่เพียงสองรอบ เข้าใจผิวเผินเสียยิ่งกว่าผิวเผิน ภาษาโบราณหลายคำที่อ่านไม่เข้าใจก็คร้านจะขบคิด ตอนนี้ประเสริฐนัก ถูกคนอื่นยกให้เป็นผู้กอบกู้ช่วยเหลือ เมื่อคืนยังกินอาหารฉลองปีใหม่ของบ้านผู้ใหญ่หลี่ ตอนนี้หากอธิบายจุดประสงค์ในการมาทีละคำทีละประโยค เกรงว่าจะทำลายน้ำใจของพี่น้องชาวนาเหล่านี้ ช่างเถอะ ฝืนใจเอาก็แล้วกัน อย่างไรเสีย คนที่ได้ชื่อว่าเป็นซินแสสิบกว่าคนยังไม่สามารถรักษาได้ เขาเองก็อายุน้อยแค่นี้ รักษาไม่หายก็ไม่ขายหน้าผู้คน จะได้ทดสอบความจริงเท็จของบันทึกเหมาซานไปด้วยพอดี

แท้จริงแล้วเบื้องลึกในใจจางกั๋วจงยังคงหวังว่าจะประสบความสำเร็จดังคราวก่อน เหมือนที่เขาเรียกว่าแมวตาบอดบังเอิญจับหนูถูกปิดตาได้ กินของของคนอื่นไปแล้วก็เสียงอ่อย ต้องเกรงอกเกรงใจทำเรื่องที่ผู้อื่นไหว้วานให้ลุล่วงยิ่งไปกว่านั้นยังมีสาวน้อยหน้าตาไม่เลวมาฝากความหวังไว้อีก

ผู้ “ถูกแขกชน” มีชื่อว่าหลี่ต้าหมิง เหมือนว่าเป็นญาติของครอบครัวผู้ใหญ่หลี่ ว่ากันว่าเมื่อสองปีก่อนไปขุดเขื่อนกั้นแม่น้ำ พบโลงศพใบหนึ่ง นับจากนั้นมาก็เจ็บไข้ได้ป่วย เอาแต่พึมพำกับตนเอง ว่าตนเองสอบรับราชการได้ถึงระดับจิ้นสื้อวันๆ เอาแต่พร่ำภาษาโบราณ กินผักดองน้อยนิดและดื่มน้ำเพียงเล็กน้อยทุกวี่วัน ผ่ายผอมลงไปทุกวันจนดูแล้วเหมือนไม้ฟืนท่อนหนึ่ง หลี่ต้าหมิงเป็นแรงงานสำคัญหลักในครอบครัว ถูกแขกชนจนถึงขั้นนี้ การงานในบ้านล้วนเป็นหลี่เอ้อร์ยาลูกสาวและญาติมิตรช่วยกันทำ เดิมทางบ้านก็ยากจน สองสามปีมานี้เชิญซินแสมารักษายิ่งทรมานคนในครอบครัวจนสิ้นเนื้อประดาตัว

เอ่ยตามจริงแล้ว สำหรับในตอนนั้นจางกั๋วจงเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ได้แต่ยกเอาคำพูดยามวิพากษ์ต่อต้านผู้อื่นมาใช้ทั้งกระบิ

“ชื่อแซ่!”

“เจ้าว่าอย่างไร” ดูจากสายตาและน้ำเสียง เหมือนหลี่ต้าหมิงจะไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่เขาเอ่ย

“ถามว่าชื่ออะไร!” จางกั๋วจงตบโต๊ะปัง น้ำเสียงดุดันกว่าธรรมดา หนึ่งเพื่อข่มคนอื่นไว้ก่อน สองเพื่อเพิ่มความกล้าให้ตนเอง

“ข้าแซ่เฉิง นามเคอ สมญานามเซียงจาง ฉายาฆราวาสลู่เฟิง รัชศกเจียชิ่ง ( เชิงอรรถ – ปีรัชศกสมัยของจักรพรรดิองค์ที่ห้าแห่งราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1796-1820) ) ปีเกิงอู่สอบได้จิ้นสื้อ ปราดเปรื่องลึกล้ำ ความรู้เต็มห้าคันเกวียน เจ้าเด็กเมื่อวานซืนกะจ้อยร่อย ไยกล้าสามหาวกับข้า!”

หลี่ต้าหมิงเป็นชาวนา แม้แต่ระดับประถมยังไม่เคยเข้าเรียน จะมากล่าวอ้างนามเอยสมญานามเอย แถมยังปราดเปรื่องลึกล้ำ จางกั๋วจงได้ฟังแล้วยิ่งสนุกน่าสนใจ ส่วนหลี่เอ้อร์ยาที่อยู่นอกประตูยิ่งเพิ่มความคาดหวังต่อจางกั๋วจงอีกหนึ่งส่วน ซินแสก่อนหน้าไม่ร้ายกาจอย่างจางกั๋วจง พอเห็นหลี่ต้าหมิงก็กลัวจนลนลานดั่งเด็กน้อย พูดอะไรไม่กี่คำก็เผ่นแน่บ แต่ซินแสที่มาจากในเมืองคนนี้แตกต่างออกไป ช่างร้ายกาจเช่นนี้ ดูท่าตบะทางเต๋าแก่กล้าใช่ย่อย

จางกั๋วจงคิดว่าคงเหมือนกับคราวก่อนที่ใช้ใบส้มโอชุบน้ำส้มสายชูแปะไว้บนหน้าผากหลี่ต้าหมิงแล้วก็คงเสร็จเรื่องเสร็จราว แต่พิธีการก่อนหน้าก็ต้องกระทำ ซึ่งก็คือสอบถามหลี่ต้าหมิงสักเที่ยว ให้บรรดาญาติมิตรในหมู่บ้านเห็นว่าเขาได้กระทำการงานบ้าง พลังแห่งชนชั้นกรรมาชีพนับตั้งแต่ต้นจนจบย่อมเอาชนะภูตผีปีศาจ ( เชิงอรรถ – ในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม นิยมใช้คำว่าภูตผีปีศาจแทนกลุ่มต่อต้าน ) ได้

“เจ้าเป็นคนสมัยราชวงศ์ชิง มาที่นี่ทำไม พูดมา!”

“ฮ่าๆๆ เด็กเมื่อวานซืน ถึงกับกล้าสอบถามเปิ่นจั้ว ( เชิงอรรถ – สรรพนามแทนตัวเองของผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางขั้นสูงหรือระดับฮองเฮา )” แม้สายตาของหลี่ต้าหมิงจะเซื่องซึม แต่แฝงไว้ด้วยความดุร้ายอันไม่อาจบรรยายประเภทหนึ่ง “วันนี้ให้เจ้าได้ชมความร้ายกาจของเปิ่นจั้ว!” พูดพลาง หลี่ต้าหมิงก็โถมเข้าใส่จางกั๋วจงกะทันหัน สองมือบีบกุมลำคอของจางกั๋วจงไว้แน่น

จางกั๋วจงครุ่นคิดอยู่ว่าเมื่อครู่เจ้าหมอนี่เรียกตนเองว่าจิ้นสื้อ ตอนนี้ไยกลายเป็นเปิ่นจั้วเสียแล้ว มีเพียงขุนนางของพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติก๊กมินตั๋งถึงเรียกตัวเองว่าเปิ่นจั้ว หรือว่าหลี่ต้าหมิงทำภารกิจเป็นสายลับ? คิดอยู่เพียงครึ่งค่อน หลี่ต้าหมิงก็กระโจนเข้าใส่แล้ว ความผกผันที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้จางกั๋วจงไม่ทันตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น รู้สึกแต่เพียงว่าแรงของสองมือนั้นมหาศาลจนน่าตะลึง ไม่เหมือนแรงของมนุษย์เลยสักนิด เพียงแค่สองสามวินาที จางกั๋วจงก็ถูกบีบคอจนหน้าตาเขียวม่วง ลิ้นห้อย พูดอะไรไม่ออกสักคำ

บัดนี้ ผู้ใหญ่หลี่ถลึงตาโต เพิ่งได้สติคืนมา ตะโกนว่า “เอาอีกแล้ว มาช่วยกันเร็ว!” ตอนนี้ชายเรี่ยวแรงดีในหมู่บ้านเจ็ดแปดคนต่างกรูกันเข้ามา ดึงรั้งแขนของหลี่ต้าหมิงเอาไว้

แท้จริงแล้วเรื่องประเภทนี้เกิดกับหลี่ต้าหมิงหาใช่ครั้งแรกไม่ แต่ก่อนมีซินแสสองสามคน บ้างก็ไม่กล้าเข้าห้อง บ้างก็ฝืนเข้าไป ก็จะประสบกับเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถึงตอนนี้ หลี่ต้าหมิงซึ่งผอมแห้งอย่างกับท่อนฟืนจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลหาใดเปรียบ ต้องใช้ชายหนุ่มกำยำเจ็ดแปดคนถึงดึงแยกออกมาได้ มีซินแสท่านหนึ่งเพราะว่าอายุมากแล้ว เพียงไม่กี่วินาทีก็ถูกบีบคอจนแทบตายทั้งเป็น เคราะห์ดีที่แพทย์ในหมู่บ้านมาทัน ทั้งฝังเข็มทั้งผายปอดถึงรอดมาได้ นับจากนั้นมาไม่มีซินแสหน้าไหนกล้ามาดูอาการให้หลี่ต้าหมิงอีกเลย

ส่วนแขกที่ชนหลี่ต้าหมิงทำไมถึงเฮี้ยนจัดอาละวาดถึงขนาดนี้ บรรดาซินแสต่างก็ไม่อาจบอกถึงที่มาที่ไปได้ เพียงแต่เอ่ยว่าของสิ่งนี้กระทำการสำเร็จแล้ว คิดสยบนั้นไม่ง่ายเลย

จางกั๋วจงค่อยๆ ลืมตา ที่เห็นในแวบแรกคือแพทย์ซึ่งสวมเสื้อคลุมยาวสีขาว กำลังตำหนิชาวบ้านที่ยืนอยู่รายรอบ “บอกพวกคุณกี่ครั้งกี่หนแล้ว เรื่องงมงายในสมัยศักดินาประเภทนี้ต่อไปอย่าได้ทำอีก! หลี่ต้าหมิงเป็นโรคประสาท กราบไหว้เทพเจ้าขอพรพระจะมีประโยชน์อะไร พวกคุณต้องเชื่อในวิทยาศาสตร์สิ! อีกอย่าง หลี่เถี่ยเซิง คุณเป็นถึงผู้ใหญ่บ้านแต่นำขบวนก่อเรื่องพวกนี้ ต่อไปจะไปทำงานอื่นได้ยังไงกัน ถ้าเด็กคนนี้ตายไป จะบอกกับทางบ้านเขายังไง”

ยามนี้สมองสับสนว้าวุ่น ประสบการณ์ตรงบอกจางกั๋วจงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่อาการของโรคประสาท แรงบีบเค้นลำคอมหาศาลขนาดนั้นไม่ใช่แรงจากร่างกายอย่างแน่นอน เหมือนกับเครื่องกลึงในโรงงานอย่างไรอย่างนั้น ส่วนที่ออกแรงคือกระดูก มิใช่กล้ามเนื้อ ยิ่งไปกว่านั้นหลี่ต้าหมิงผอมแห้งเหมือนท่อนฟืน สองมือผอมกะหร่องไม่ต่างจากกรงเล็บไก่ มีกล้ามเนื้อเสียที่ไหน คิดจะง้างออกยังรู้สึกเหมือนใช้นิ้วมือง้างคีมหนีบ ตั้งแต่ยังไม่หมดสติไปก็รู้สึกได้ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด

ครานี้ความสงสัยในบันทึกเหมาซานของจางกั๋วจงพังพินาศไปแล้ว แม้ตั้งแต่เล็กเขาได้รับการศึกษาแบบอเทวนิยม แต่อย่างไรเสีย จางกั๋วจงก็เป็นคนจีน เรื่องเล่านานนับห้าพันปีก็ดี ตำนานเทพก็ดี ย่อมมีร่องรอยบางอย่างที่ไม่อาจลบเลือนไปจากสมองได้ ผนวกกับเรื่องราวที่เขาเองก็ไม่เคยประสบพบเห็นมาก่อน จางกั๋วจงรู้สึกอย่างลึกล้ำว่า สิ่งที่พี่น้องชาวนาตรงหน้าผู้นี้ต้องการไม่ใช่แพทย์หรือหยูกยาอย่างเด็ดขาด แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติต่างหาก

ผู้ใหญ่หลี่ตบบ่าของจางกั๋วจง “พ่อหนุ่ม คุณนับว่ายืนหยัดต่อหน้าเขาได้นานที่สุดแล้ว”

“ผม? ยืนหยัดต่อหน้าเขานานที่สุด?”

“ใช่ ซินแสคนอื่นเพิ่งเข้าห้องไปก็ถูกบีบคอแล้ว แต่คุณไม่เพียงนั่งเผชิญหน้ากับเขาอยู่ครึ่งค่อนวัน ยังคุยกับเขาอีก เขายังตอบคำถามคุณได้ ดูท่าฝีมือของคุณมีไม่น้อยเลยจริงๆ”

จางกั๋วจงทำอะไรไม่ถูกอีกครั้ง ผู้ใหญ่หลี่มั่นอกมั่นใจว่าเขาเป็นคนทรงไปเสียแล้ว

“หลี่ต้าหมิงตามลำดับศักดิ์แล้วน่าจะเป็นหลานทางฝ่ายแม่ของฉัน คราวนี้คุณก็พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ฉันขอเป็นตัวแทนชนชั้นชาวนาของคอมมูนกว่างต้าขอบคุณคุณ” จางกั๋วจงเกือบปล่อยหัวเราะพรวดออกมา แต่เห็นว่าหน้าตาของผู้ใหญ่หลี่จริงจัง จึงไม่อาจหัวเราะออกมาได้

“ที่จริงแล้วผมก็ไม่ได้ทำอะไร…”

“พ่อหนุ่ม อย่าถ่อมตนเลย บำเพ็ญตบะไปให้ดี อนาคตภายภาคหน้าต้องยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขตแน่!”

จางกั๋วจงปวดใจ วีรชนหาญกล้าแห่งชนชั้นกรรมาชีพผู้จงรักภักดีต่อพรรคและจงรักภักดีต่อประธานเหมาอย่างหาที่สุดมิได้กลายเป็นร่างทรงเอาดื้อๆ ไปเสียแล้ว

แต่จางกั๋วจงไม่อยากจากไปเพียงเท่านี้ เพราะใบส้มโอและน้ำส้มสายชูที่เขานำมาด้วยยังไม่ได้ออกโรง บางทีอาจจะใช้ได้ผลก็เป็นได้ เพื่อชีวิตอันมีค่าของพี่น้องชาวนา จางกั๋วจงตัดสินใจว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะขอเสี่ยงอีกครั้ง

คืนนั้นจางกั๋วจงไม่ได้หลับเลยตลอดทั้งคืน ประคองบันทึกเหมาซานที่อยู่ในมืออ่านไปพลางขบคิดไปพลาง จากที่บันทึกกล่าวไว้ เหตุการณ์เช่นนี้ในวิชาเหมาซานเรียกว่า “พลังหยางจม” หรือ “พลังชีวิตไหลซึม” ที่พบเห็นบ่อยมักเกิดจากสาเหตุสามประการ หนึ่งคือมีวิญญาณสิงร่าง สองคือเดรัจฉานบำเพ็ญจนเป็นเซียนขอยืมร่าง สามคือสายปราณแห่งภูผาธาราชิงร่าง สองประการแรกเป็นเพราะพลังหยางจม แต่ประการสุดท้ายเป็นเพราะพลังชีวิตไหลซึม

วิธีรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้มีหลายสิบวิธี สามารถหาวัตถุดิบตามเงื่อนไขได้จากบริเวณโดยรอบ ใบส้มโอจุ่มน้ำส้มสายชูเป็นวิธีที่ใช้รับมือกับวิญญาณสิงร่างที่ง่ายที่สุด แต่ให้ผลไม่มาก ใช้ได้ผลเพียงเฉพาะวิญญาณพยาบาทที่บังเกิดใหม่ และต้องสัมพันธ์กับฤกษ์ยาม ยามเหม่าและยามเซิน ( เชิงอรรถ – ยามเหม่าคือเวลาช่วงตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า ยามเซินคือช่วงบ่ายสามโมงถึงห้าโมงเย็น ) พลังหยางเข้มข้นที่สุดย่อมได้ประสิทธิภาพดีที่สุด  ถ้าเป็นเวลาอื่นจำเป็นต้องดูความแกร่งกล้าและอ่อนด้อยของกระแสปราณแห่งวิญญาณผู้ล่วงลับ หากอ่อนด้อยก็ขับไล่ หากแกร่งกล้าก็ต้องให้จ่อมจมยิ่งขึ้น ที่เรียกว่าจ่อมจมยิ่งขึ้น จางกั๋วจงเองก็ยังไม่เข้าใจ หรือว่าหมายถึงสภาพอาการสาหัสมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่ค่อนข้างได้ผลอื่นๆ อีกไม่น้อย แต่บ้างต้องอาศัยยันต์คาถา บ้างต้องใช้สิ่งของพิสดารเลื่อนลอย ของเหล่านี้ไม่เพียงจางกั๋วจงไม่เคยได้ยินมาก่อน ถึงขนาดสงสัยว่าบนโลกนี้มีสิ่งของเหล่านี้อยู่จริงหรือไม่ อย่างเช่น ทารกดอกท้อ เพชรนิลจินดาร้อยประการ คอไก่ ปุจฉาพิสุทธิ์ คิ้วทารก และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายสิบอย่าง หรือว่าต้องใช้คอไก่และขนคิ้วของเด็กทารกจริงๆ จางกั๋วจงอ่านไปแล้วก็งงเป็นไก่ตาแตก

แม้ผู้ใหญ่หลี่ขัดขวางทุกวิถีทาง แต่จางกั๋วจงยังคงยืนกรานจะทดลองอีกครั้ง ผู้ใหญ่หลี่ด้วยความจำใจ หาแรงงานหนุ่มกำยำมาสิบกว่าคนใช้เชือกปอมัดหลี่ต้าหมิงอย่างแน่นหนา ท้ายสุดยังใช้เชือกปออย่างหนาขนาดใหญ่รัดคอเขาไว้กับโม่หินที่ตั้งอยู่ภายในลานบ้าน ทำเช่นนี้หลี่ต้าหมิงก็ไม่ต่อต้าน ยิ้มหัวหน้าตาเหลอหลาพร้อมน้ำลายไหลยืดมองคนอื่นมัดตัวเขา ยามนี้ ข่าวว่าจางกั๋วจงช่วยดูอาการ “ถูกแขกชน” ให้หลี่ต้าหมิงแพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านแล้ว ชาวบ้านไม่น้อยในหมู่บ้านหอบลูกจูงหลานมามุงดูความครึกครื้นอยู่หน้าประตูบ้านของหลี่ต้าหมิง

หลี่ต้าหมิงพอเห็นจางกั๋วจงก็ฉีกปากยิ้มยิงฟัน “เจ้าเด็กน้อย เปิ่นจั้วเห็นว่าเจ้าอายุยังเยาว์ อยากสั่งสอนเจ้าสักเล็กน้อย ยอมไว้ชีวิตเจ้า หรือเจ้าจะลองดีกับเปิ่นจั้วให้ได้”

ตอนนี้ผู้ใหญ่หลี่ไล่ชาวบ้านที่มาอออยู่หน้าประตูไปจนหมดแล้ว พร้อมให้ชายกำยำรั้งเชือกไว้อยู่สองฟาก เตรียมพร้อมรับมือเหตุอันไม่คาดคิดที่อาจเกิดกะทันหัน

บัดนี้จางกั๋วจงก็ไม่เสแสร้งต่อไปแล้ว ล้วงใบส้มโอที่เตรียมไว้พร้อมก่อนหน้านี้แล้วโปะไปบนหน้าผากของหลี่ต้าหมิง แต่คาดไม่ถึง ไม่เพียงหลี่ต้าหมิงไม่ออกอาการมือเท้าแข็งเกร็ง ยังหัวเราะเสียงดัง “มีความสามารถเท่าขี้เล็บ เจ้าคิดกำราบข้า?”

ผลลัพธ์นี้แท้จริงแล้วอยู่ในการคาดการณ์ของจางกั๋วจง ด้วยพลังมือแข็งแกร่งของเขาเมื่อวานนี้ แค่คิดก็รู้แล้วว่าของพวกนี้ไร้ประโยชน์ อีกทั้งในบันทึกก็กล่าวไว้อย่างชัดแจ้งว่ามีประสิทธิภาพดีเฉพาะวิญญาณที่เพิ่งตายใหม่ๆ หลี่ต้าหมิงผู้นี้อ้าปากหุบปากก็จิ้นสื้อแห่งรัชศกเจียชิ่ง คิดว่าคงตายมาหลายร้อยปีแล้ว

คิดมาถึงตรงนี้ จางกั๋วจงก็ล้วงกระดาษยันต์ซึ่งเมื่อคืนวานคัดลอกมาจากบันทึกเหมาซาน กระดาษสีเหลืองนี้เขาดุ่มไปพบผู้ใหญ่หลี่ให้ช่วยพาไปเอาที่บ้านของหลี่เหล่าลิ่วช่างทำตุ๊กตาสำหรับเซ่นไหว้คนตาย นำกลับมาทาบตามภาพร่างในบันทึก จากนั้นใช้ชาดคัดลอกออกมา เขาถ่มน้ำลายออกมาเล็กน้อย แปะเข้าที่หน้าผากของหลี่ต้าหมิง

ตอนนี้หลี่ต้าหมิงจากหน้าตายิ้มหัวเมื่อสักครู่พลันกลายเป็นใบหน้าดุร้ายอย่างยิ่ง สองตากลอกขึ้นไปด้านบน แทบจะมองไม่เห็นลูกนัยน์ตา แสยะแยกเขี้ยว ปากค่อยๆ อ้าออก ลิ้นยืดยาวออกมาด้านนอก เสียงคร่อกๆ ประหลาดดังออกมาทางจมูก คล้ายเสียงคนชราขากเสมหะ ส่วนกระดาษสีเหลืองที่แปะอยู่บนหน้าผากของเขาก็เกิดควันลอยขึ้นอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ เห็นเรื่องราวเหล่านี้ จางกั๋วจงแทบไม่กล้าเชื่อสายตาตนเอง ไม่มีใครจุดไฟใส่กระดาษเหลือง ทำไมถึงเกิดควันขึ้นได้

ยามนี้บรรดาหนุ่มกำยำโดยรอบต่างเบิ่งตาโต บางคนกระชับอาวุธแน่น นอกจากเชือกบ่วงบาศ ยังมีคราดพรวน จอบ แส้ไล่ต้อนสัตว์เลี้ยง สรุปแล้วข้างมือมีอะไรก็คว้าสิ่งนั้นมาเป็นอาวุธ ใช้ของเหล่านั้นมาเป็นเกราะบดบังความหวาดกลัวในจิตใจ

จางกั๋วจงเองก็แอบปลดเข็มขัดตรงเอว เขาเคยลิ้มรสความร้ายกาจของหลี่ต้าหมิงมาก่อน คราวนี้หากเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมาอีก อาจจะต้องไปพบมาร์กซ์ ( เชิงอรรถ – หมายถึงคาร์ลมาร์กซ์ผู้มีอิทธิพลต่อแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ของจีน สำนวน “ไปพบมาร์กซ์” หมายถึงตาย ) เสียแล้ว

ดูท่ากระดาษยันต์สีเหลืองของจางกั๋วจงแหย่ให้หลี่ต้าหมิงบันดาลโทสะยิ่ง กระดาษสีเหลืองที่แปะอยู่บนหน้าผากปะทุควันอยู่พักหนึ่งจนตรงกลางถูกเผาเป็นรูโหว่ พลันร่วงหลุด ลูกนัยน์ตาที่กลอกขึ้นไปด้านบนบัดนี้กลอกกลับมาอีกครั้ง จ้องจางกั๋วจงอย่างเคียดแค้น คำรามโหยหวนเชือกปอหนาขนาดเท่าหัวแม่มือที่มัดตรึงอยู่บนร่างหลายสิบรอบขาดผึง ร่างนั้นถาโถมมาเบื้องหน้าอย่างดุดัน

เคราะห์ดียังมีเชือกปอขนาดหนากว่ารัดคอหลี่ต้าหมิงเข้ากับโม่หิน กระโจนเข้ามาคราวนี้ยังไม่เท่าไหร่ แต่โม่หินหมิ่นเหม่จะหลุดออกจากฐานรองโม่ โม่หินนี้เป็นหินตันก้อนใหญ่ จะว่าไปมีน้ำหนักถึงสี่ร้อยจิน ( เชิงอรรถ – หนึ่งจินเทียบเท่ากับครึ่งกิโลกรัม ) อีกทั้งตรงแกนกลางยังมีเสาไม้ขนาดใหญ่เท่าท่อนขายึดตรึงไว้อยู่ แรงกระชากคราวนี้ไม่ต้องอธิบายก็พอจินตนาการได้

บรรดาหนุ่มกำยำเฝ้าอยู่รอบข้างเห็นท่าไม่ดี สิบกว่าคนโห่ร้องกรูขึ้นหน้า กดหลี่ต้าหมิงล้มตึง แต่คาดไม่ถึงว่าหลี่ต้าหมิงจะเหมือนผีดิบในภาพยนตร์อย่างไรอย่างนั้น เด้งตัวลุกขึ้นยืนตรงแน่ว สะบัดแขนซ้ายขวาคราหนึ่ง ทำเอาหนุ่มกำยำที่อยู่ข้างตัวกระเด็นไปไกลถึงสามสี่เมตร ที่เหลือพอเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่กล้าขึ้นหน้าอีก

คราวนี้หลี่ต้าหมิงกระโจนใส่ เชือกปอที่มัดเขาเข้ากับโม่หินถูกกระชากจนเกลียวเชือกขาดไปครึ่งหนึ่ง ยังเหลือติดอยู่อีกครึ่งหนึ่ง แกนไม้หนาซึ่งยึดตรึงกลางโม่หินขาดสะบั้นลงในคราวนี้ โม่หินทั้งชิ้นถูกกระชากลงมาอยู่กับพื้น นี่เป็นเชือกปอหนาที่สุดที่ชาวบ้านในหมู่บ้านหามาได้แล้ว เกรงว่าที่สามารถมัดหลี่ต้าหมิงได้คงมีแต่เหล็กเส้นเท่านั้น

หน้าของจางกั๋วจงซีดขาว ประจักษ์แก่สายตาว่าหลี่ต้าหมิงลากโม่หินคืบมาทีละก้าวเข้าหาตนเอง เชือกปออาจขาดได้ทุกเมื่อ

คำโบราณว่า “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” จางกั๋วจงชักเท้าได้ก็วิ่ง แต่ในตอนนี้เอง จู่ๆ หลี่ต้าหมิงก็ระทวยล้มกองไปบนพื้นดินเหมือนก้อนโคลนกองหนึ่ง จางกั๋วจงได้ยินเสียงผลุบครั้งหนึ่ง อดหันมามองแวบหนึ่งไม่ได้ ในชั่วพริบตานั้นเองก็เห็นผู้ใหญ่หลี่แยกเขี้ยวกระโจนเข้าใส่ บีบคอจางกั๋วจงไว้มั่น

ตอนนี้หนุ่มกำยำต่างมีสติตอบสนองแล้ว ต่างเฮละโลขึ้นหน้า ง้างแขนของผู้ใหญ่หลี่ออก แรงของผู้ใหญ่หลี่น้อยกว่าหลี่ต้าหมิง ไม่นานนักก็ถูกจับมัดอย่างแน่นหนา ตอนนี้จางกั๋วจงยกมือกุมลำคอ อ้าปากหายใจหอบ เห็นเพียงผู้ใหญ่หลี่คุกเข่าอยู่บนพื้นแล้วหัวเราะ สีหน้าท่าทางเหมือนหลี่ต้าหมิงอย่างไรอย่างนั้น

ลูกชายของผู้ใหญ่หลี่พุ่งขึ้นหน้ามาจะตีจางกั๋วจง “แกไอ้หน้าด้านสารเลวนี่ พ่อฉันเชื่อถือแกมากขนาดนี้ แกกลับเอาของนั่นเข้าไปในตัวพ่อฉัน!”

ทุกคนต่างขัดขวาง ทันใดนั้นผู้ใหญ่หลี่ก็ล้มตึงนอนหงายไปบนพื้น บัดนี้หลี่ต้าหมิงซึ่งล้มอยู่กับพื้นเงยหน้าขึ้น ส่งเสียงหัวเราะน่าขนลุก เสียงหัวเราะนั้นไม่ดังมากแต่ทะลุทะลวงเข้าไปในหัวใจ ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเสียดหูผิดปรกติ

แม้จะล้มเหลวทั้งสองครั้ง แต่มุมมองของจางกั๋วจงต่อบันทึกเหมาซานเล่มนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เขาเริ่มเชื่อว่าเนื้อหาในบันทึกไม่ธรรมดาเหมือนที่เขาคิด ไม่ใช่สิ่งที่วิทยาศาสตร์จะอธิบายได้อย่างแน่นอน

จางกั๋วจงพกความรู้สึกขอภัยต่อผู้ใหญ่หลี่และลูกสาวของหลี่ต้าหมิงกลับมายังตัวเมือง หาโอกาสเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ในชนบทให้ปู่ฟังสักหนึ่งเที่ยว พอปู่ฟังจบก็ขมวดคิ้ว “ร้ายกาจถึงเพียงนั้นเชียว”

“ก็ร้ายกาจถึงเพียงนั้น! สุดท้ายขนาดเชือกปอหนาเท่าด้ามไม้กวาดยังเกือบขาด”

“ต่อไปยุ่งเรื่องพวกนี้ให้น้อยหน่อย ตอนหนุ่มๆ ปู่ก็เหมือนหลานนี่แหละ ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน เสียหายมาแล้วไม่น้อย ของแบบนั้นไม่ใช่เราปุถุชนคนธรรมดาจะเอาชนะได้” ปู่ส่ายหน้าแล้วกลับขึ้นชั้นลอย

เพียงแวบเดียวหนึ่งปีก็ผ่านไป ความรู้จากการศึกษาบันทึกเหมาซานของจางกั๋วจงพัฒนาขึ้นมาก หลายวิธีหลายหนทางล้วนมั่นใจแล้ว สิ่งของไม่น้อยที่เขาเคยมืดแปดด้านในอดีตสามารถเทียบเคียงได้กับสิ่งของในชีวิตจริงโดยอาศัยหนังสือโบราณที่คัดลอกไว้จากการตรวจค้นยึดทรัพย์ บัดนี้ความปรารถนายิ่งใหญ่ที่สุดของจางกั๋วจงก็คือ หวังว่าจะมีสักวัน ฝึกฝนจนมีฝีมือและช่วยหลี่ต้าหมิงได้ ครอบครัวของหลี่ต้าหมิงผู้นั้นยากจนข้นแค้นเสียเหลือเกิน

วันนี้แม่ของจางกั๋วจงใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อพื้นรองเท้ากลับบ้าน บอกว่าทางโรงงานปันส่วนให้  สำหรับพื้นรองเท้าแล้วจางกั๋วจงไม่ได้สนใจอะไร แต่ตัวหนังสือบนหน้าหนังสือพิมพ์ดึงดูดความสนใจของจางกั๋วจง

“หนุ่มสาวปัญญาชนออกสู่ชนบทเพื่อศึกษาเรียนรู้ใหม่กับชนชั้นชาวนากลางชาวนาจน ( เชิงอรรถ – เหมาเจ๋อตงแบ่งชาวนาตามความผิดพลาดและเหลื่อมล้ำเป็น 4-5 ชนชั้น คือ เจ้าที่ดิน ชาวนารวย ชาวนากลาง ชาวนาจน และชาวนาล้มละลาย (หน้า 68-69 เศรษฐกิจการเมืองจีนโดยวรศักดิ์มหัทธโนบล) ) เป็นเรื่องจำเป็นยิ่ง ต้องเกลี้ยกล่อมผู้ทำงานในเมืองให้ส่งลูกชายลูกสาวที่จบชั้นมัธยมต้น มัธยมปลายและมหาวิทยาลัยไปสู่ชนบท เพื่อเป็นกำลังพล สหายในชนบทแต่ละแห่งควรต้อนรับพวกเขา”

นี่คือดำริของประธานเหมา ทว่าในสายตาของจางกั๋วจงนี่เป็นโอกาสออกสู่ชนบทอย่างเป็นทางการ ที่นั่นมีเรื่องประหลาดมากกว่าและมีส่วนช่วยการศึกษาฝึกฝนบันทึกเหมาซานของเขา ดังนั้น จางกั๋วจงจึงเก็บเสื้อผ้าสองสามตัว หยิบหนังสือที่ควรติดตัว ยาตราสู่ชนบทในฐานะปัญญาชนพร้อมเด็กอายุสิบห้าสิบหกปีกลุ่มหนึ่ง และสถานที่ที่จางกั๋งจงเดินทางไปก็คือหมู่บ้านหลี่…

ตอนที่ 2 ที่ฝังผู้แร้นแค้น

แท้จริงแล้วที่จางกั๋วจงเลือกไปยังหน่วยย่อยเพราะความเห็นแก่ตัวด้วยประการหนึ่ง ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม การกินเป็นความปรารถนาตลอดกาลของมวลชน ไม่รู้ว่าผู้คนในสมัยนั้นเหตุใดถึงได้กินเก่งถึงเพียงนั้น โดยเฉพาะชนชั้นแรงงานที่ทำงานในพื้นที่เกษตรกรรม ไม่ว่าจะกินโต๊ะยามจัดงานเลี้ยงแต่งงาน หรือกินอาหารท้องถิ่นหน้าตาคล้ายหมั่นโถว เรียกว่า โปโปเส้นหมี่แป้งข้าวโพดในท้องนา ล้วนไม่เคยตบท้องเอ่ยออกมาจากใจว่า “ฉันกินอิ่มแล้ว” มีเท่าไหร่ก็กินเท่านั้น อะไรมาก็ไม่เคยปฏิเสธ ไม่อิ่มตลอดกาล

หนึ่งปีก่อน มันฝรั่งตุ๋นไก่และผัดไข่ใส่พริกของบ้านผู้ใหญ่หลี่ สำหรับจางกั๋วจงแล้วเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ในความทรงจำของจางกั๋วจง หน่วยย่อยเป็นสถานที่อุดมสมบูรณ์ ผืนนาดีทุกหัวระแหง แต่ละบ้านเป็ดไก่เป็นเล้าเป็นหมู่ สำหรับเนื้อแล้วไม่กล้าเอ่ยถึง แต่อย่างน้อยในหนึ่งวันยังได้ลิ้มรสไข่ไก่ และยังมีข้าวสวยหอมกรุ่น ข้าวของหน่อยย่อยเทียนจินขึ้นชื่อลือชา ในสังคมยุคเก่าเป็นข้าวบรรณาการให้องค์จักรพรรดิทีเดียว

แต่เมื่อจางกั๋วจงย่ำเท้าเข้าสู่หมู่บ้านหลี่อีกครั้งในฐานะหนุ่มสาวปัญญาชน ไม่ใช่ในฐานะซินแสที่ในเมืองส่งมา ใจของจางกั๋วจงก็แหลกสลาย

ท้องนาสำหรับเพาะปลูกข้าวของที่นี่น้อยจนน่าสงสาร ทอดสายตามองไป ล้วนเป็นทุ่งข้าวโพดและทุ่งเกาเหลียงสุดลูกหูลูกตา แม้แต่จะขโมยยังคร้านจะขโมย จางกั๋วจงนอกจากได้กินเนื้อที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานแสนนานสองสามคำในงานเลี้ยง “ต้อนรับหนุ่มสาวปัญญาชนเข้าสู่หมู่บ้าน” ซึ่งจัดขึ้นที่บ้านผู้ใหญ่หลี่แล้ว เนื้อที่จะกินคราวต่อไป ในความทรงจำของจางกั๋วจงก็เป็นเรื่องตอนตรุษจีนในปีถัดไปแล้ว

ทว่าเมื่อเอ่ยถึงงานเลี้ยงก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้จางกั๋วจงตะขิดตะขวงใจไปทั้งชีวิต

ผู้ใหญ่หลี่ยกย่องจางกั๋วจงเสียยกใหญ่ต่อหน้าหนุ่มสาวปัญญาชนและมวลชนในหมู่บ้าน เล่าว่าจางกั๋วจงไม่ห่วงอันตรายของตนเองช่วยขับไล่ภูตผีให้หมู่บ้าน แถมตบะเต๋ายังลึกล้ำยิ่ง หลี่ต้าหมิงที่ “ถูกแขกชน” ผ่านการรักษาด้วยวิธีของจางกั๋วจงแล้วก็อาการดีขึ้นไม่น้อย อย่างน้อยก็กินของได้มากกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนครั้งที่อาละวาดก็น้อยลงกว่าแต่ก่อน คำยกยอคนละทิศคนละทางอย่างจางกั๋วจงอายุยังหนุ่มแน่นแต่มีฝีมือยิ่งกว่าแซ่สวี่ซึ่งอยู่หมู่บ้านข้างเคียงผู้ได้ฉายาว่ากึ่งเทพเจ้า ควรค่าที่สมาชิกในคอมมูนจะศึกษาเรียนรู้

วีรชนแห่งชนชั้นกรรมาชีพนำขบวนมวลชนในหมู่บ้านสยบภูตปราบมาร คาดว่าในคอมมูนสังคมนิยมทั่วโลกแล้วคงมีแต่หมู่บ้านหลี่ที่มีเรื่องแบบนี้ หนุ่มสาวปัญญาชนซึ่งนั่งอยู่ด้านล่างต่างหัวเราะเกรียวจนแน่นหน้าอก แต่ผู้ใหญ่หลี่ยังคงกล่าวอย่างเป็นการเป็นงาน กล่าวอย่างไม่จบไม่สิ้น ตอนนั้นจางกั๋วจงอยากหารอยแยกบนผืนดินมุดตัวเข้าไปกระทำอัตวิบาตกรรมนัก ทว่ายังดีที่มวลชนในหมู่บ้านยังยืนอยู่ข้างเขา ส่งสายตาเลื่อมใสศรัทธาอยู่เป็นระยะมาให้จางกั๋วจงซึ่งหน้าแดงเป็นก้นลิง สำหรับมวลชนในหมู่บ้านที่รู้จักหนังสือไม่กี่ตัวแล้ว เจ้าที่ดินในตอนนั้นก็ถูกคนที่ส่งมาจากในเมืองวิพากษ์ประจานล้มล้าง ตอนนี้ในเมืองส่งคนมาช่วยปราบภูตผี เหมือนว่าไม่ใช่เรื่องเกินเลยแต่อย่างใด

“เดี๋ยวก่อน ทุกคนเข้าใจผิดแล้ว ผมเป็นลูกหลานของชนชั้นกรรมาชีพ ยึดมั่นในหลักการของมาร์กซ์ ในโลกนี้ไม่มีภูตผีเทพเจ้าอะไรทั้งนั้น ผมแค่พยายามใช้วิธีพื้นบ้านบางอย่างเท่าที่ผมจะทำได้ช่วยรักษาอาการทางจิตให้สหายหลี่ต้าหมิงเท่านั้น” จางกั๋งจงพยายามอธิบายสุดความสามารถ แต่เรื่องจะเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้ใหญ่หลี่และมวลชนในหมู่บ้านนั้น จางกั๋วจงหมดหวังแล้ว คำพูดของเขาเหล่านี้เอ่ยให้บรรดาหนุ่มสาวปัญญาชนที่นั่งอยู่ด้านล่างฟังเสียมากกว่า

หลังจากนั้นจางกั๋วจงก็ถูกจัดให้อาศัยอยู่ในบ้านของผู้ใหญ่หลี่ เพราะหัวหน้าคิดว่าในบ้านมีบุคคลกึ่งคนกึ่งเทพอยู่ ด้วยกลางคืนย่อมนอนหลับสนิท จางกั๋วจงคร้านจะอธิบายให้เขาฟัง ตอนนี้ปมที่ใหญ่ที่สุดในใจของจางกั๋วจงก็คือ “แขก” ที่อยู่ในร่างของหลี่ต้าหมิง

หลังจากที่จางกั๋วจงสอบถามแล้วก็ได้ความว่า ไม่ถึงสองเดือนหลังจากเขาแปะยันต์ให้หลี่ต้าหมิงในคราวก่อน อาการ “ถูกแขกชน” ของหลี่ต้าหมิงก็เป็นไปในทางที่ดีขึ้นจริง ไม่เพียงกินโปโปได้วันละสองลูก แถมยังมีสติสัมปชัญญะดีเป็นครั้งคราว เร่งให้ลูกสาวไปเชิญซินแสมาดูอาการของตนเอง พอจางกั๋วจงได้ฟังแล้วก็รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะตอนนั้นจางกั๋วจงไม่รู้เรื่องการลงยันต์ใดๆ เลย ล้วนวาดตามแบบร่างในบันทึกเหมาซาน เลือกเอาที่วาดง่ายหน่อยมาลอกลาย

แต่หลังจากที่จางกั๋วจงศึกษาอย่างจริงจังแล้ว ตอนนั้นยันต์ที่ตนเองแปะให้หลี่ต้าหมิงไม่ใช่ยันต์ขับไล่ผี แต่เป็นยันต์สะกดศพ มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ศพของผู้ที่เพิ่งเสียชีวิตไม่นานฟื้นคืนชีพ จากที่บันทึกกล่าวไว้ อาการของหลี่ต้าหมิงน่าจะสาหัสขึ้นจึงจะถูก ทำไมถึงดีขึ้นกะทันหันเล่า

จางกั๋วจงนึกย้อนแต่ละฉากแต่ละเหตุการณ์แต่ละคำพูดในตอนนั้นอย่างละเอียด พลันนึกได้ว่าตอนที่หลี่ต้าหมิงขุดเขื่อน เขาขุดเอาโลงศพขึ้นมาได้ใบหนึ่ง โลงศพนั้นน่าจะอยู่ข้างแม่น้ำ เขื่อนกั้นแม่น้ำ…เขื่อนกั้นแม่น้ำ…

จู่ๆ จางกั๋วจงก็รู้กระจ่างถึงแก่นแท้ ห้อตะบึงเข้ามาในบ้านของผู้ใหญ่หลี่ ตะโกนว่า “ผมรู้แล้ว! ผมรู้แล้ว! เพราะเขื่อนกั้นแม่น้ำ”

ผู้ใหญ่หลี่ตกอกตกใจที่จางกั๋วจงโผล่พรวดเข้ามากะทันหัน รีบสอบถามว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร แต่จางกั๋วจงกลับตะโกนสุดกำลังว่า “เขื่อนกั้นแม่น้ำ” จากนั้นอาหญิงหลี่ก็รินน้ำให้จางกั๋วจงแก้วหนึ่ง

จางกั๋วจงสูบบุหรี่จ้งเหอถูกๆ ที่ผู้ใหญ่หลี่ยัดเยียดให้ พร้อมเล่าความคิดของตนเองให้ผู้ใหญ่หลี่ฟังอย่างตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกที่จางกั๋วจงสูบบุหรี่ รู้สึกแต่เพียงว่าทั้งเผ็ดทั้งขม แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจ

เช้าตรู่วันถัดมา ผู้ใหญ่หลี่เรียกระดมชายหนุ่มกำยำสิบกว่าคน พาจางกั๋วจงมาถึงริมเขื่อนกั้นแม่น้ำที่หลี่ต้าหมิงขุดในปีนั้น บัดนี้เขื่อนซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกฝั่งของเขื่อนคือแม่น้ำเชาฉ่าง หลายปีมานี้น้ำในแม่น้ำน้อยลงไปมาก เขื่อนกั้นแม่น้ำจึงเป็นเพียงของตกแต่งประดับไว้

ชาวบ้านหลายคนมาถึงหน้าเนินดินเล็กๆ ชี้ไปยังที่ว่างหน้าเนินดินแล้วบอกจางกั๋วจงว่าที่นี่คือที่ที่หลี่ต้าหมิงขุดโลงศพออกมาในตอนนั้น

จางกั๋วจงขึ้นยืนไปบนสันเขื่อนเพื่อทัศนาภูมิทัศน์โดยรอบ “เป็นที่นี่แหละ ไม่ผิดแน่!” จางกั๋วจงพึมพำ

เห็นเพียงริมตลิ่งสองฟากฝั่งของแม่น้ำมีแนวสันเขื่อนโผล่พ้นขึ้นมา แต่พื้นที่ผืนนี้ให้พอดีมีลำธารเล็กๆ จากทิศใต้ไปทิศเหนือ ไหลลงสู่แม่น้ำเชาฉ่าง ด้านทิศใต้ของลำธารมีแนวต้นหลิว ล้อมลำธารเล็กและแม่น้ำเชาฉ่างเป็นรูปคันธนูและเกาทัณฑ์

“แต่ก่อนที่นี่เป็นสุสานใช่ไหม”

“ใช่แล้ว แต่หลังจากปลดปล่อยแล้วคนตายในหมู่บ้านก็ไปฝังทางทิศใต้ หลักๆ แล้วไม่ฝังที่นี่อีก”

“ในโลงศพที่หลี่ต้าหมิงขุดออกมามีอะไรอยู่ พวกคุณเคยเห็นไหม”

“ไม่เห็น ทุกคนต่างคิดว่าของพวกนั้นมีอาถรรพณ์ หลังหลี่ต้าหมิงเกิดเรื่องไม่กี่วันก็เผาโลงศพทิ้ง” สองดวงตาของผู้ใหญ่หลี่ส่องประกายวาบ เชื่อมั่นในตัวจางกั๋วจงเต็มที่

“ในโลงศพนั่นไม่มีศพอยู่เลย!” จางกั๋วจงกล่าวลอดไรฟัน

“อะไรนะ ไม่มีศพ ในโลงศพจะไม่มีศพได้ยังไง หรือว่าแม้แต่ศพวัวควาย เจ้าที่ดินก็ฝังในโลงศพไปด้วย”

“คุณดูชัยภูมิที่นี่สิ แม่น้ำเชาฉ่างไหลอ้อมผ่านตรงนี้เป็นรูปโค้ง ลำธารเล็กนี่ไหลเข้าสู่แม่น้ำจากตรงกลางรูปโค้งนี้พอดี ตรงโน้นมีแนวต้นหลิวแถบหนึ่ง ปิดตายรูปโค้งนี้ไว้พอดิบพอดี ผู้ใหญ่หลี่คุณดูสิว่าลักษณะแบบนี้คล้ายอะไร”

“คล้ายอะไรหรือ หรือว่าเหมือนคนทำเรื่องอย่างว่ากับเมีย?”

จางกั๋วจงแทบจะกลิ้งตกลงมาจากสันเขื่อน ผู้ใหญ่หลี่ผู้นี้ซื่อบื้อบริสุทธิ์สุดขีดจริงๆ สำหรับเขาแล้ว จางกั๋วจงอมพะนำต่อไปคงไม่ได้การ

“ผิดแล้ว ผู้ใหญ่หลี่ ที่นี่เหมือนคันธนูกับลูกศร สถานที่แบบนี้ในวิชาเหมาซานเรียกว่าที่ฝังผู้แร้นแค้น”

“วิชาเหมาซานคืออะไรหรือ” เหมือนผู้ใหญ่หลี่ไม่เคยใส่ใจหัวข้อที่ควรใส่ใจ

“ที่ฝังผู้แร้นแค้น หรือที่เรียกว่าบ่อพลังอิน หากสถานที่ฝังศพเยอะๆ มีน้ำก็จะทำให้เกิดความแร้นแค้นอดอยาก” จางกั๋วจงไม่แยแสว่าผู้ใหญ่หลี่จะตามทันหรือไม่

“ผมเดาว่าที่นี่เป็นสถานที่ฝังศพในยุคโบราณ ส่วนแม่น้ำเชาฉ่างในตอนนั้นไม่ได้ไหลผ่านที่นี่ หากไม่มีแม่น้ำ ฮวงจุ้ยของที่นี่นับว่าไม่เลว แต่พอมีแม่น้ำแล้ว ที่นี่ก็กลายเป็นที่เพาะและซุกซ่อนกระแสพลังอินที่เหมาะเจาะ น้ำเป็นกระแสพลังอินหลัก ที่นี่มีทั้งแม่น้ำและลำธาร มีกระแสน้ำถึงสองสาย ผนวกกับสองแนวต้นหลิวกั้นขวางการซ่านกระจายของกระแสพลังอิน จึงสะสมกระแสพลังอินมหาศาล และลักษณะโค้งโก่งเหมือนคันธนูเป็นลักษณะแห่งความดุร้าย ความอาฆาตแค้นของคนตายหากไม่ได้สลายหมดสิ้น ก็จะถูกเสริมส่งด้วยลักษณะแห่งความดุร้าย จนกระทั่งร้ายกาจกว่าตอนที่เพิ่งตาย จิ้นสื้อที่สิงอยู่ในร่างของหลี่ต้าหมิงก็คือศพที่มีความอาฆาตแค้นมากที่สุด ตอนที่เขาตาย ต้องมีการฝังโลงศพอีก 8 ใบบริเวณรอบๆ พร้อมกันด้วย ในนั้นไม่ได้ฝังคนเอาไว้ แต่เป็นกิ่งของต้นหลิวทั้งหมด 8 ต้น ต้นหลิวป้องกันกระแสพลังอิน ส่วนโลงศพที่ครอบอยู่ด้านนอก หนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้กิ่งต้นหลิวเน่าสลาย สองหากมีจอมเวทประกอบพิธีกรรมก็สามารถปกป้องผู้ที่ตายอย่างไม่เป็นธรรม ให้พวกเขาได้นอนตายตาหลับ แบบนี้กระแสพลังอินจากภายนอกเข้าไปไม่ได้ ความอาฆาตแค้นภายในโลงศพก็จะค่อยๆ สลายไปตามกาลเวลาเอง ในหมู่บ้านก็จะสงบสุขไร้เรื่องราว การฝังแบบนี้เรียกว่าการฝังล้อมสองชั้น ใช้ป้องกันกระแสพลังอินอาฆาตที่ไม่สูญสลายไปของผู้ที่ตายอย่างไม่ยุติธรรมโดยเฉพาะ เป็นการจัดวางผังการฝังโดยยอดซินแสสมัยโบราณอย่างแน่นอน แต่หลี่ต้าหมิงขุดเอากิ่งหลิวออกไปต้นหนึ่ง ทำลายผังสุสาน และเป็นไปได้ว่าในบรรดาคนที่ขุดสันเขื่อนตอนนั้น เขาอยู่ใกล้โลงหลักมาที่สุดและร่างกายอ่อนแอที่สุด จึงถูกสิงร่างไปโดยปริยาย”

จางกั๋วจงพูดยาวเป็นพรวนในเฮือกเดียว ส่วนผู้ใหญ่หลี่พอได้ฟังแล้วก็ตาโตเท่าไข่ห่าน

“อย่างนั้นทำไมตอนนี้หลี่ต้าหมิงถึงดีขึ้นมาหน่อยแล้วล่ะ”

“ผู้ใหญ่หลี่ คุณดูน้ำในแม่น้ำสิ”

ผู้ใหญ่หลี่มองระดับน้ำในแม่น้ำ น้อยกว่าตอนที่ซ่อมแซมเขื่อนในปีนั้นถึงแปดส่วน แทบจะมองเห็นก้นแม่น้ำแล้ว บางแห่งเหลือกระแสน้ำไหลผ่านกว้างเพียงไม่กี่เมตร ส่วนอื่นค่อนข้างแห้งขอด

“น้ำในแม่น้ำมีน้อย” ในที่สุดผู้ใหญ่หลี่ก็คิดได้

“ถูกต้อง น้ำในแม่น้ำมีน้อย กระแสพลังอินจึงอ่อนด้อย ดังนั้นหลี่ต้าหมิงถึงได้ทุเลาลง แต่ถ้าน้ำในแม่น้ำเกิดมีมากขึ้น อาการถูกแขกชนของหลี่ต้าหมิงก็จะเลวร้ายได้ทุกเมื่อ ถึงขั้นเอาชีวิตเขา”

“แล้วคุณว่าจะทำยังไงดี ฝังต้นหลิวลงไปอีกต้นไหม”

“ไม่มีประโยชน์แล้ว ที่พวกเราต้องทำตอนนี้ก็คือตัดต้นหลิวแถวหน้านั่นทิ้งเสีย ให้กระแสพลังอินนี้กระจายออกไป”

พอเอ่ยคำนี้ออกไป พวกแรงงานด้านล่างต่างแตกตื่น แม้แต่ผู้ใหญ่หลี่ก็ส่ายหน้ารัวเป็นกลองป๋องแป๋ง

“ซินแส ไม่ได้เด็ดขาด แต่ก่อนในหมู่บ้าน ‘ถูกแขกชน’ มีคนตายทุกปี ต่อมามีนักพรตชรามาคนหนึ่ง บอกว่าให้ปลูกต้นหลิวไว้ตรงนี้แถวหนึ่ง พอปลูกต้นหลิวแล้วในหมู่บ้านก็แทบไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีก ถ้าตัดต้นหลิวนี้ออกไปแล้ว คุณคิดดูสิว่าหมู่บ้านเรา…”

บัดนี้คิ้วของจางกั๋วจงขมวดมุ่น เขาละเลยจุดสำคัญไป นั่นก็คือไม่มีใครรู้ว่าที่นี่ฝังศพมาแล้วกี่ศพ หากฝังแค่ศพเดียว ต่อให้อาฆาตมากเพียงใดก็คงไม่ทำให้กลายเป็นที่ฝังผู้แร้นแค้น

ในเมื่อเป็นที่ฝังผู้แร้นแค้น ต่อให้ไม่ใช่เป็นหลุมฝังศพคนนับหมื่น แต่ก็ต้องมีการฝังรวมเพราะเกิดโรคระบาดหรือเกิดการสู้รบถึงจะเข้าข่าย

หากเป็นเช่นนี้จริง ตัดแนวต้นหลิวแถวนั้นทิ้งไปแล้ว กระแสพลังอินที่สั่งสมภายในซึ่งถูกต้นหลิวขัดขวางมานานหลายปีเกิดปะทุขึ้น ต่อให้แม่น้ำเชาฉ่างไม่มีน้ำ แต่ผลที่ตามมาก็คงสาหัสมาก หากตอนนี้ผลีผลามขุดโลงศพของจิ้นสื้อสมัยราชวงศ์ชิงออกมา เกรงว่าหลี่ต้าหมิงคงสิ้นชีวิตคาที่

พอคิดมาถึงตรงนี้ จางกั๋วจงก็โบกมือ ทั้งขบวนจึงยกทัพกลับมายังหมู่บ้าน

คืนนั้น จางกั๋วจงพลิกบันทึกเหมาซานซึ่งถูกพลิกอ่านจนแทบพรุนเล่มนี้ ในตอนนี้เอง ได้ยินเพียงด้านนอกมีคนตะโกนว่า “แย่แล้ว หลี่ต้าหมิงอาการกำเริบอีกแล้ว! มาช่วยหน่อยเร็ว!”

จางกั๋วจงได้ยินเสียงตะโกนปาวๆ จึงคลุมเสื้อแล้วออกจากลานบ้านมา บัดนี้ผู้ใหญ่หลี่ก็พาลูกชายสามคนออกมาจากห้อง เหมือนว่าลูกชายทั้งสามของเขาเป็นพวกรู้งานรู้ทางหนีทีไล่ดี พวกเขาหาเชือกปอและย่ามใส่เครื่องมือจากเพิงเลี้ยงสัตว์อย่างคล่องแคล่ว แล้ววิ่งห้อไปยังทิศของบ้านหลี่ต้าหมิง

เมื่อมาถึงบ้านของหลี่ต้าหมิง เห็นเพียงหลี่เอ้อร์ยานั่งกองอยู่กับพื้น เลือดนองหน้า ปล่อยโฮอย่างเจ็บปวด

ผู้ใหญ่หลี่แอบดุนหลังของจางกั๋วจง “รีบไปประคองเอ้อร์ยา คราวก่อนหลังจากคุณไปแล้ว คนเขาเอาแต่บ่นถึงแน่ะ”

จางกั๋วจงคร้านจะแยแสหัวหน้าที่ไม่เคยใส่ใจงานการสำคัญผู้นี้ ตนเองเดินยังข้างหน้าต่าง ฟังความเคลื่อนไหวภายในห้อง ที่จริงแล้วก่อนหน้าพวกเขาจะมาถึง ชาวบ้านที่เห็นเรื่องแปลกพิสดารจนชาชินก็จับหลี่ต้าหมิงมัดไว้แล้ว ได้ยินเพียงหลี่ต้าหมิงหัวเราะเอะอะ ตะโกนว่า “มาสิ! มาสิ! ถ้ากล้าแตะต้องข้า รับรองว่าพวกเจ้าแต่ละคนจะเป็นเหมือนมัน!”

คำพูดนี้ทำเอาจางกั๋วจงสะดุ้ง แอบบ่นในใจว่าช่างเคราะห์ร้ายเสียจริง ทำไมเพิ่งฝึกวิชาก็เจอดีเสียแล้ว

ผู้ใหญ่หลี่ย่อมดูออกว่าจางกั๋วจงไม่ใช่คู่ต่อกรกับจิ้นสื้อที่สิงร่างของหลี่ต้าหมิง แต่จะว่าไปแล้ว เชิญซินแสมาหลายต่อหลายครั้ง ไม่มีสักคนที่มีปัญญาทำอะไร มีเพียงจางกั๋วจงเท่านั้นที่วิเคราะห์ต้นสายปลายเหตุได้

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ผู้ใหญ่หลี่คอยปลอบจางกั๋วจงที่หน้านิ่วคิ้วขมวด “เอาน่า ค่อยๆ คิดหาวิธี คุณกลัดกลุ้มแบบนี้ก็ไม่ได้การ ยังไงเอ้อร์ยาบ้านสกุลหลี่ก็ถูกใจคุณแล้ว หลายปีก่อนคอมมูนแม่น้ำเชาฉ่างเคยประจานนักพรตชราคนหนึ่ง ตอนนี้นักพรตนั่นทำงานอยู่ในหน่วยผลิต เขาแซ่หม่า ไม่สู้ว่าลองไปหาเขา ตอนนั้นที่บอกให้ปลูกต้นหลิวในหมู่บ้านก็คือเขา”

พอได้ยินผู้ใหญ่หลี่เอ่ยถึงหลี่เอ้อร์ยาอีก เดิมจางกั๋วจงอยากเอาหัวโขกพื้นจนตายเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ทว่าพอผู้ใหญ่หลี่เอ่ยถึงนักพรตชราแซ่หม่าของหมู่บ้านข้างๆจางกั๋วจงก็คึกคักขึ้นมาทันที นับแต่โบราณกาลมานิกายเหมาซานให้กำเนิดนักพรต นักพรตหม่าผู้ชี้แนะให้คนในหมู่บ้านปลูกต้นหลิวอาจเป็นผู้กอบกู้โลกก็ไม่แน่!

วันถัดมา ลูกชายคนรองของผู้ใหญ่หลี่พาจางกั๋วจงมาถึงคอมมูนแม่น้ำเชาฉ่างซึ่งอยู่ติดกัน ที่แท้แม่น้ำเชาฉ่างเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างหมู่บ้านหลี่และคอมมูนแห่งนี้

การวิพากษ์ประจานในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมนั้นทุกหมู่บ้านต้องปฏิบัติ มีเจ้าที่ดินให้วิพากษ์ประจานแน่นอนว่าย่อมดีที่สุด ไม่มีเจ้าที่ดินก็วิพากษ์ประจานชาวนารวย ไม่มีชาวนารวยก็วิพากษ์ประจานพวกจรจัด หากไม่มีแม้แต่พวกจรจัดจริงๆ ก็ลากพวกขายเสื้อใส่ศพออกมาประจาน อย่างไรเสียก็ต้องมีคนถูกประจานจนได้

ภายใต้สภาพกระแสสังคมเช่นนี้ นักพรตหม่า หัวหน้านักพรตแห่งอารามทงเทียนซึ่งอยู่ห่างจากคอมมูนแม่น้ำเชาฉ่างไปสองลี้ย่อมกลายเป็นเป้าหมายหลักสำหรับการวิพากษ์ประจาน เป็นเนื้อร้ายความงมงายสมัยศักดินา วันหนึ่งถูกวิพากษ์ประจานไม่ต่ำกว่าสามครั้ง พอๆ  กับเข้ากะทำงานประจำ

เมื่อจางกั๋วจงพบนักพรตหม่า รูปลักษณ์แห่งเมธีเปี่ยมราศีมีสง่าที่เขาจินตนาการไว้แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ โดยสิ้นเชิง หม่าเจินเหริน (คำเรียกผู้บำเพ็ญในมรรคาแห่งเต๋า) ผู้นี้ไว้หนวดเครารกรุงรังไม่ต่างอะไรจากหญ้าแห้วหมูในท้องนา ผมเผ้ารกรุงรังเสียยิ่งกว่าหนวดเครา ยุ่งเหยิงเป็นขนแกะถูกตีจนฟูฟ่อง หน้าตาดำคล้ำดังถ่านไม้ก็ไม่ปาน สวมกางเกงเป้ายานที่อาจไม่ได้ซักกว่าสิบปีมาแล้ว ช่วงเอวเสียบไว้ด้วยกล้องสูบยาเส้น แขวนถุงยาเส้นขาดๆ กำลังนั่งดื่มน้ำอยู่ในท้องนา

“หัวหน้านักพรตหม่า…” จางกั๋วจงขึ้นหน้าเรียกขานอย่างเก้กัง

นักพรตแก่ๆ หันกลับมาพิจารณาชายหนุ่มซึ่งแต่งกายอย่างปัญญาชนและหน้าตาหมดจดผู้นี้อย่างระแวงแล้วเอ่ยเสียงเยียบเย็น “ฉันผิดต่อประชาชน ผิดต่อพรรค ฉันมีความผิด” นักพรตชราแซ่หม่าดื่มน้ำต่อไป ใช้แขนเสื้อซึ่งแทบจะเป็นผ้าสักหลาดน้ำมันเช็ดหน้าไม่หยุด

ลูกชายคนรองของผู้ใหญ่หลี่เห็นได้ชัดว่าสนิทสนมกับนักพรตหม่ามาก คืบไปประชิดตรงหน้ากระซิบกระซาบกับนักพรตหม่าอยู่สองสามประโยคเหมือนติดต่องานเฉพาะกิจ ใบหน้าของนักพรตหม่าเปลี่ยนจากเย็นชาเป็นยินดีปรีดาฉับพลัน เขาพุ่งเข้ามาตรงหน้าจางกั๋วจง กวาดตามองประเมินขึ้นๆ ลงๆ แล้วยิ้มจนยับย่นไปทั้งหน้า

“มองที่ฝังผู้แร้นแค้นริมแม่น้ำเชาฉ่างออกหรือ”

“ครับ แต่ผมไม่รู้ว่าจะคลี่คลายแก้ไขอย่างไรจึงมาขอคำชี้แนะท่านนักพรตโดยเฉพาะ”

“มาเป็นลูกศิษย์ของข้าดีไหม” นักพรตหม่าไม่ได้ยินที่เขาเอ่ยเมื่อสักครู่

จางกั๋วจงปวดหัวอีกครั้ง

สถานที่นี่ช่างพิกลอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้ก็ถูกผู้ใหญ่หลี่ยัดเยียดให้เป็นร่างทรงทั้งที่เขามาเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงของบันทึกเหมาซาน จากนั้นก็จับคู่เขากับหลี่เอ้อร์ยา ต่อมานักพรตซึ่งสวมชุดดีกว่าขอทานไม่มากก็ให้เขาเป็นลูกศิษย์ เฮ้อ ต่อให้เรื่องผีตามบ้านนอกจะพิสดารอย่างไร แต่ก็แปลกสู้คนประหลาดพวกนี้ไม่ได้

“ท่านนักพรต ผมแค่…”

“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว เอ้อร์กุ้ย บอกพ่อแกสักคำนะ บอกไปว่าเจ้านี่กราบข้าเป็นอาจารย์แล้ว ให้เขาเตรียมเหล้าดีโต๊ะหนึ่ง” พูดจบ นักพรตหม่าก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถึงขั้นฮัมทำนองเพลงแล้วจุดยาเส้น ส่วนหลี่เอ้อร์กุ้ยลูกชายคนรองของผู้ใหญ่หลี่พอได้ฟังก็เหมือนดีใจอย่างยิ่ง วิ่งจากไปอย่างไร้ร่องรอย ปล่อยให้จางกั๋วจงค้างเติ่งอยู่ตรงนั้น

มาคอมมูนแม่น้ำเชาฉ่างเพื่อขอตัวนักพรตหม่ากลายเป็นงานหลักในระยะนี้ของผู้ใหญ่หลี่ไปโดยพลัน นักพรตหม่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะที่สุดแก่การวิพากษ์ประจานในคอมมูนแม่น้ำเชาฉ่าง ปล่อยตัวเขาไป ต่อไปจะวิพากษ์ประจานผู้ใดกันเล่า อีกอย่างผู้ใหญ่ในอำเภอเพิ่งจากไปก็ปล่อยตัวจอมงมงายแห่งสมัยศักดินาแบบนี้ ต่อไปหากพวกเขากลับมาอีกครั้งจะอธิบายอย่างไรดีเล่า คอมมูนแม่น้ำเชาฉ่างตัดสินใจไม่ปล่อยคนให้

เรื่องต้องการตัวคน ผู้ใหญ่หลี่ต้องเปลืองแรงมากจริงๆ ตามลำดับศักดิ์แล้ว ผู้ใหญ่หลี่มีศักดิ์เป็นน้าชายทางสายแม่ของผู้ใหญ่หลิวแห่งหน่วยผลิตใหญ่คอมมูนแม่น้ำเชาฉ่าง ทว่าตามปรกติทั้งสองคนไม่มีการไปมาหาสู่กัน เพื่อขอตัวหม่าเจินเหรินข้ามมาแล้ว ผู้ใหญ่หลี่ยกเอาสายสัมพันธ์อันไกลโพ้นว่ามีศักดิ์เป็นน้าชายทางสายแม่ออกมาอ้าง สุดท้ายก็ต้องอาศัยเส้นสายแล้วฝืนยิ้ม ใช้วัวหนึ่งตัวพร้อมเงินอีกสามสิบหยวน แลกเอาตัวหม่าเจินเหรินข้ามมา ทำเอาผู้ใหญ่หลี่ปวดใจเสียจนเกือบโดดบ่อฆ่าตัวตาย (ในสมัยนั้นหน่วยผลิตมีวัวเพียงไม่กี่ตัว สำหรับชาวนาที่อาศัยการทำนาเป็นหลักแล้ว วัวควายยังมีค่ามากกว่าคน)

เมื่อเป็นอาจารย์แล้ว นักพรตหม่าก็ยินดีปรีดาดั่งขึ้นสวรรค์ หลังฟังผู้ใหญ่หลี่ซึ่งดื่มเหล้าขาวหมดไปหนึ่งจินต่อเติมเสริมแต่งพรรณนาว่าจางกั๋วจงกล้าหาญต่อกร “แขก” ที่เข้าชนอย่างไร วิเคราะห์อย่างชาญฉลาดถึงที่ฝังผู้แร้นแค้นริมแม่น้ำเชาฉ่างอย่างไร เขาก็รักศิษย์ผู้นี้แทบล้มประดาตาย ในยุคสมัยที่ก่อการปฏิรูปไปทุกหนแห่ง แนวคิดถูกทำลายแหลกเหลว ได้รับศิษย์ที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ นับได้ว่ามีศิษย์ผู้สืบทอดการเป็นนักพรตแล้ว

หลังจากกราบไหว้อาจารย์อย่างงุนงงแล้ว จางกั๋วจงก็ได้รู้ว่าหม่าเจินเหรินมีอายุหนึ่งร้อยสองปีแล้ว แต่เท่าที่จางกั๋วจงเห็น อย่างมากก็มีอายุเพียงหกสิบกว่าปี แถมยังลงนาทำงานได้อีก จะเป็นชายชราอายุร้อยกว่าปีได้อย่างไรกัน สำหรับการเอ่ยถึงอายุของตนเองของนักพรตหม่าแล้ว จางกั๋วจงทั้งเชื่อทั้งสงสัย แน่นอน จางกั๋วจงให้หม่าเจินเหรินดูบันทึกเหมาซานเป็นสิ่งแรก คาดไม่ถึงว่านักพรตหม่ากลับพูดอย่างไม่ยี่หระว่า “ของเด็กเล่น… ของเด็กเล่น…”

ที่แท้นักพรตหม่าคือลูกหลานของหม่าตันหยาง ปรมาจารย์แห่งลัทธิเต๋าในสมัยราชวงศ์จิน แม้กล่าวกันว่าปรมาจารย์หม่าตันหยางเป็นประมุขแห่งนิกายฉวนเจิน แต่นักพรตตรงหน้า ไม่สิ ควรเรียกว่าหม่าเจินเหรินกลับรอบรู้ถึงแก่นแท้แห่งนิกายเต๋าอย่างซู่ถู่ หมาอี จ้งเก๋อ ฉวนเจินและเหมาซาน

บันทึกเหมาซานในมือของจางกั๋วจงเล่มนี้เป็นฉบับภาษาราษฎร์ในสมัยปลายราชวงศ์ชิง สำหรับนักพรตหม่าแล้วเป็นเพียงการแยกแยะปรากฏการณ์อย่างง่ายและอธิบายวิธีการคลี่คลายด้วยภาพ แต่ไม่ได้อธิบายถึง “ศาสตร์หทัย”ของวิชาเหมาซานแต่อย่างใด

ศาสตร์หทัยเป็นแก่นแท้ของวิชาเหมาซาน ซึ่งก็คือการกระตุ้นศักยภาพที่ถดถอยไปแล้วของร่างกายมนุษย์ พร้อมอาศัยสิ่งนี้รักษาโรคประหลาด ขจัดสิ่งชั่วร้าย แค่รู้จักเขียนยันต์หาวัตถุดิบ สำหรับวิชาเหมาซานอันลึกซึ้งกว้างขวางแล้วเป็นเพียงระดับพื้นฐานเท่านั้น ภูตผีกระจิบกระจอกอาจรักษาได้ แต่สำหรับสิ่งร้ายกาจซึ่งอยู่ในร่างของหลี่ต้าหมิงแล้ว กลับไม่มีหนทางเลยสักนิด

แท้จริงเรื่องหลี่ต้าหมิงของหมู่บ้านหลี่ หม่าเจินเหรินก็ได้ยินมาบ้าง เพียงแต่ตอนนี้การปฏิวัติวัฒนธรรมเริ่มขึ้นแล้ว แม้แต่อารามเต๋ายังถูกเผา ตนเองก็เปรียบเหมือนพระพุทธรูปดินข้ามแม่น้ำ ( เชิงอรรถ – สำนวนจีน หมายถึงเอาตัวไม่รอดย่อมไม่มีปัญญาช่วยผู้อื่น เปรียบได้กับดินปั้นที่โดนน้ำก็ต้องละลาย ) ยังมีความสามารถแยแสเรื่องของคนอื่นเสียที่ไหน

 หมู่บ้านหลี่และคอมมูนแม่น้ำเชาฉ่างห่างกันไม่กี่ลี้ แต่ผู้ใหญ่หลิววัยสามสิบต้นๆ แห่งหน่วยผลิตในคอมมูนแม่น้ำเชาฉ่างเป็นคนดื้อดึง ไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดิน ตรงข้ามกับผู้ใหญ่หลี่ของหมู่บ้านติดกัน เป็นความโชคร้ายที่หม่าเจินเหรินตกอยู่ในเงื้อมมือของเขา หากตกไปอยู่ในหมู่บ้านหลี่ ผู้ใหญ่หลี่คงเชิดชูให้เป็นท่านปู่ไปนานแล้ว

หม่าเจินเหรินพาจางกั๋วจงมายังพื้นที่ว่างซึ่งอยู่ห่างอารามทงเทียนไม่ไกล ขุดเอา “อรรถาธิบายพระสูตรสามสิบหกประการของฉวนเจิน” และ “บันทึกศาสตร์เหมาซาน” อีกเล่มที่ดูเก่าแก่กว่าบันทึกเหมาซาน นอกนั้นยังมีตำราแพทย์สองสามเล่มและเข็มทิศ นี่คือสมบัติที่หม่าเจินเหรินแอบซุกซ่อนเอาไว้ตอนตรวจดวงชะตาว่าเคราะห์จะมาถึง

ในบรรดานั้น ตำราอรรถาธิบายพระสูตรสามสิบหกประการของฉวนเจินสำหรับจางกั๋วจงเป็นบันทึกท่วงท่าประหลาดเหมือนกายกรรมอย่างไรอย่างนั้น  ส่วนบันทึกศาสตร์เหมาซานอันเก่าแก่จดจารความรู้พิสดารเป็นร้อยพันเท่าซึ่งเขาไม่เคยได้ผ่านหูผ่านตามาก่อนจากบันทึกเหมาซาน

ปลายราชวงศ์หยวนต้นราชวงศ์หมิง ความวุ่นวายจากภัยสงครามต่อเนื่องไม่ขาดสาย ซากศพกองขวางเกลื่อนกลาดปฐพี เสียงผีร่ำร้องโหยไห้เพราะความไม่เป็นธรรมดังไกลพันลี้ และด้วยฉากหลังทางประวัติศาสตร์ที่พิเศษเช่นนี้ก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองของวิชาเต๋าแห่งเหมาซาน บันทึกศาสตร์เหมาซานเล่มนี้เป็นฉบับคัดลอกด้วยมือสมัยราชวงศ์หมิงรัชศกหย่งเล่อ ( เชิงอรรถ – ชื่อรัชศกในสมัยของจักรพรรดิองค์ที่สามแห่งราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1403-1424) ) จวบจนปัจจุบันยังเก็บรักษาอย่างดี เป็นสมบัติตกทอดประจำตระกูลของหม่าเจินเหริน

ตอนที่ 3 เผาศพ

ตามความคิดของจางกั๋วจง ตอนนี้เรื่องที่เร่งด่วนที่สุดคือการกำหนดแผนต่อกรกับแขกที่สิงอยู่ในร่างของหลี่ต้าหมิง แต่หม่าเจินเหรินทำเหมือนไม่ได้ยินเรื่องนี้แม้แต่น้อย ก่อนอื่นก็แอบขโมยไก่ตัวผู้ตัวหนึ่งของบ้านผู้ใหญ่หลี่เอามาตุ๋นกินอย่างอิ่มหมีพีมัน จากนั้นก็เอ้อระเหยลอยชายเตร่ไปรอบหมู่บ้านอย่างไร้จุดหมาย หาตัวไม่พบสักวัน นี่ทำให้จางกั๋วจงร้อนรนแทบแย่ โดยเฉพาะผู้ใหญ่หลี่ยังคอยมากระเซ้าประโยคสองประโยคเป็นระยะ “คุณจาง เรื่องของต้าหมิงไม่ต้องรีบร้อนมาก ยังไงเสียเอ้อร์ยาก็ถูกใจคุณแล้ว ช้าเร็วก็เป็นคนของคุณ คุณจะรีบร้อนไปทำไม”

คืนนี้เอง หม่าเจินเหรินฮัมเพลงกลับมาจากเตร็ดเตร่ข้างนอก เป็นวันที่เก้าแล้ว เหมือนเขาลืมไปแล้วว่ามีเรื่องหลี่ต้าหมิงอยู่ จางกั๋วจงอดเปิดปากไม่ได้ “อาจารย์ กระดูกกระเดี้ยวในร่างของหลี่ต้าหมิงแทบจะยันไม่ไหวแล้ว ถ้าพวกเราไม่ช่วยเขาก็คงไม่ต้องช่วยอีกแล้วมั้ง”

หม่าเจินเหรินทำเหมือนไม่ได้ยิน มองสำรวจรอบบ้านสี่ทิศ จากนั้นก็ชี้ไปที่หลังคาบ้าน “ไป ไปกะเทาะดินลงมาให้ที” จางกั๋วจงจำใจ หาบันไดมาพาดแล้วปีนขึ้นไปกะเทาะดินลงมาจากหลังคาก้อนหนึ่ง ยื่นส่งให้หม่าเจินเหรินอย่างไม่สบอารมณ์

“ไอ้เด็กเวร แกอารมณ์ใช่ย่อยเลย จะช่วยคนตอนไหน ข้ารู้แน่แก่ใจ แกจะรีบร้อนไปทำไม” พูดพลาง หม่าเจินเหรินก็บี้ก้อนดินเป็นผุยผง โรยไปบนพื้นทั่วๆ จากนั้นใช้ปลายนิ้ววาดอะไรลงบนชั้นผงดินสักพัก

“ไป แกไปบอกให้ผู้ใหญ่หลี่หาหนุ่มกำยำในหมู่บ้านมา เอาเครื่องมือเครื่องไม้ที่จะไปขุดดินมาด้วย จำเอาไว้ ใครที่เกิดวันนี้ไม่ต้องมา พ่อแกวันนี้จะลงมือช่วยคนแล้ว!”

พอจางกั๋วจงได้ยินว่าจะช่วยคนแล้วก็ดีใจจนเลิกคิ้วโก่ง ผู้ใหญ่หลี่เองก็ร่วมมืออย่างถึงใจ ใช้ลำโพงกระจายเสียงของหมู่บ้านประกาศเสียงดังว่า “วันนี้นักพรตหม่าจะสำแดงอิทธิฤทธิ์ช่วยคน ยกเว้นพวกที่เกิดวันนี้ พวกแรงงานที่มีกำลังวังชาให้มารวมตัวกันที่บ้านฉัน เอาเชือกเอาจอบเสียมมาด้วย” คิดๆ แล้ว กลัวว่าคนจะไม่พอ จึงเอ่ยสำทับไปอีกประโยค “คนที่มาคิดให้ห้าส่วนแรง ( เชิงอรรถ – วิธีคำนวณการทำงานเพื่อปันส่วนอาหารและเงินในคอมมูนของหน่วยผลิตย่อยในขณะนั้น ) ไม่ได้เกิดวันนี้แล้วยังไม่มาหักห้าส่วนแรง”

ในหมู่บ้านยังมีปัญญาชนอยู่กลุ่มหนึ่ง เขายังกล้าประกาศผ่านลำโพง แถมยังประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่จบไม่สิ้น จางกั๋วจงได้แต่ยิ้มแหยๆ

ไม่เกินครึ่งชั่วโมง ที่บ้านของผู้ใหญ่หลี่ก็มีคนมารวมตัวกันกลุ่มหนึ่ง ไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน แรงงานกำยำในหมู่บ้านหลักๆแล้วมากันครบ บัดนี้หม่าเจินเหรินขึ้นไปบนหลังคา ยืนอยู่บนที่สูงเริ่มจัดวางขบวน ต้องเอ่ยว่าฝีมือการขึ้นหลังคาของหม่าเจินเหรินไม่เลวจริงๆ คนหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปียังต้องยกบันไดมาพาดปีนขึ้นหลังคา แต่เขาเพียงถีบตัวส่งสองสามก้าวก็วิ่งขึ้นไปอยู่บนหลังคา ทุกคนต่างมองตาค้าง รวมทั้งจางกั๋วจงด้วย

“ทางซ้ายยี่สิบคนตามข้ามา ทางขวาคนที่เหลือตามลูกศิษย์ข้าไป เข้าใจกันแล้วยัง”

ลูกบ้านต่างพยักหน้า รอคำสั่งต่อไป คาดไม่ถึงว่าหม่าเจินเหรินจะกระโดดลงมาจากหลังคาโดยตรง เอาหยกชิ้นแตกๆหนึ่งยัดใส่มือจางกั๋วจง

“แกพาคนไปบ้านของหลี่ต้าหมิง จับเขามัดไว้ก่อน หาใครสักคนไปยืนบนหลังคาบ้าน พอเห็นริมแม่น้ำติดไฟ ให้รีบเอาเจ้านี่ยัดเข้าปากเขา ไม่ยอมอ้าปากก็ง้างปากมัน!”

จางกั๋วจงนำผู้คน ในมือถือเชือกวิ่งห้อไปบ้านหลี่ต้าหมิงทันที ปะกับหลี่เอ้อร์ยาที่กำลังวิ่งมาทางนี้พอดี ทั้งสองคนชนกันเข้าเต็มรัก ใบหน้าของหลี่เอ้อร์ยาแดงดั่งผ้าแดง “คุณ…คุณจาง พ่อฉัน…พ่อฉันอาการกำเริบอีกแล้ว แถมคราวนี้ยังแปลกกว่าคราวก่อน คุณ…รีบไปดูเถอะ…” เสียงเบาลงทุกที คำท้ายๆ สองสามคำนั้นเหมือนเสียงยุงบินอย่างไรอย่างนั้น พอเอ่ยจบก็เม้มปากแล้ววิ่งจากไป

ผู้ใหญ่หลี่ที่อยู่ด้านหลังเห็นแล้วก็ยินดี “คุณจาง คุณดูสิ ฉันว่าเอ้อร์ยาถูกใจคุณเข้าแล้ว ไม่ได้หลอกคุณใช่ไหม” ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ตอนนี้ก็พลอยประสมโรงไปด้วย ทั้งเอ้อร์ยารู้ความ ขยันขันแข็ง ดูแลบ้านได้ ก้นใหญ่คลอดง่ายเลี้ยงง่ายเอย จางกั๋วจงคิดอยากผูกคอตายนัก ถ้าไม่ใช่เพราะว่าช่วยคนเป็นเรื่องสำคัญ ก็อยากหาบ่อน้ำไปโดดให้รู้แล้วรู้รอดไป

ยามนี้ที่บ้านของหลี่ต้าหมิงอวลไปด้วยกลิ่นอายที่ทำให้ผู้คนอึดอัดอย่างยิ่ง ไม่อาจเอ่ยว่าเหม็น แต่ดมมากเข้าก็ชวนให้รู้สึกคลื่นเหียน ส่วนหลี่ต้าหมิงพุ่งชนไปทั่วในบ้านเหมือนแมลงวันไร้หัว แต่ที่ทำให้จางกั๋วจงรู้สึกประหลาดใจก็คือ หลี่ต้าหมิงเหมือนอยากออกไปจากตัวบ้าน ชนไปชนมาเข้ากับผนังข้างประตูจนหัวแตกเลือดตกยางออก แต่หาประตูทางออกไม่ถูก แถมยังคลานสะเปะสะปะไปบนพื้น อาเจียนเมือกเหนียวสีเหลืองออกมาบางส่วน กลิ่นน่าสะอิดสะเอียนซ่านมาจากน้ำเมือกสีเหลืองนี่เอง

ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเฮละโลกันขึ้นหน้า จับหลี่ต้าหมิงมัดไว้ ตอนนี้หลี่ต้าหมิงไม่มีแรงมหาศาลดังวัวเหมือนก่อนหน้า มือเท้าสั่นเทิ้มเหมือนคนติดยาฝิ่นอย่างไรอย่างนั้น มองชาวบ้านจับตัวเองมัด เหมือนอยากต่อต้านแต่ไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง

ชาวบ้านต่างไม่กล้าละเลย ภาพที่ทำให้เชือกขาดสะบั้นในตอนนั้นไม่ว่าใครล้วนจำได้ หลี่ต้าหมิงในตอนนี้จึงถูกมัดแน่นหนากลายเป็นดักแด้อย่างเสร็จสรรพ แทบจะมองไม่เห็นเนื้อตัว เชือกที่มัดพันตัวเขาเกรงว่าหากคลายออกคงยาวได้สักหนึ่งกิโลเมตร แน่นหนาเสียจนน่าขัน โดยเฉพาะปมเชือก หลี่ขาเป๋ผู้เชี่ยวชาญการรัดถุงกระสอบของหมู่บ้านเป็นผู้ลงมือมัดเอง คิดจะแก้ปมออกคงต้องใช้มีดเฉือนเพียงอย่างเดียว

ใบหน้าของหลี่ต้าหมิงเต็มไปด้วยน้ำหูน้ำตา นอนอยู่ใต้เท้าของจางกั๋วจงขยุกขยิกไม่หยุด “ใต้เท้า ขอร้องท่านไว้ชีวิตข้าเถอะ! เซียงจางรู้ว่าผิดไปแล้ว! ข้าก็ถูกปรักปรำ! สงสารข้าเถอะ!”

จางกั๋วจงจะไปสงสารเขาได้อย่างไร บัดนี้ในมือของจางกั๋วจงกำเศษหยกเอาไว้ ครุ่นคิดไม่หยุด จู่ๆ หลี่ต้าหมิงก็ไร้เรี่ยวแรง หลายวันนี้อาจารย์คงทำอะไรบางอย่างเป็นแน่ แต่เขาเอาแต่เตร็ดเตร่ทั้งวี่ทั้งวัน ในมือไม่ได้ถืออะไรไว้สักอย่าง ไม่เหมือนกำลังทำอะไรอยู่ ความคิดของจางกั๋วจงในตอนนี้ คิดว่าต้องมีอุปกรณ์พิสดารแปลกประหลาดถึงจะสยบภูตผีได้

กล่าวถึงหม่าเจินเหริน นำแรงงานกำยำถือจอบเสียมมาถึงเขื่อนริมน้ำ ชี้ไปยังที่ว่างห่างจากที่หลี่ต้าหมิงขุดโลงศพออกมาประมาณสิบกว่าเมตรด้วยท่วงท่าแสยะยิ้มผิดปรกติ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคืองขุ่น คำรามเสียงดังว่า “ขุด!”

แรงงานกำยำ ชื่อก็บอกความหมายว่าเป็นแรงงานที่มีพลัง คนยิ่งมาก กำลังก็ยิ่งมาก ไม่เกินสิบห้านาที ก็ขุดลึกลงไปสองเมตรกว่าแล้ว ตอนนี้ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกน“ขุดเจอของแล้ว!” คนอื่นๆ เหมือนคางคกถูกทำให้ตกใจ ต่างทิ้งจอบเสียมแล้ววิ่งกระเจิง ไม่กี่วินาทีต่างวิ่งมาหลบอยู่ห่างออกไปห้าหกเมตรหลังหม่าเจินเหริน ที่แท้ขุดเจอโลงศพหินขนาดใหญ่

หม่าเจินเหรินโมโหจนฟันแทบร่วง “ข้าอยู่ตรงนี้กลัวหาหอกอะไรกัน! ขุดต่อไป เร็ว!”

ชาวบ้านต่างหยิบคราด พลั่ว อีเต้อขึ้นมาอย่างเก้ๆ กังๆ แล้วเริ่มขุดต่อไป ประมาณยี่สิบนาที โลงหินขนาดใหญ่นี้ก็ถูกขุดออกมาจนได้ เมื่อเปิดฝา ด้านในมีศพเปียกซากหนึ่ง

ที่เรียกกันว่าศพเปียก ก็คือศพที่มีปริมาณความชื้นเหมือนร่างกายคนธรรมดา ถึงขั้นเป็นศพที่ไม่เน่าเปื่อยซึ่งมีปริมาณความชื้นมากกว่าร่างคนธรรมดามากนัก ศพเปียกบางซากก็แช่อยู่ในน้ำหรือเพิ่งถูกช้อนขึ้นมาจากน้ำ ปริมาณน้ำในซากสอดคล้องกับเงื่อนไขการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ แต่กลับไม่ทำให้เชื้อจุลินทรีย์แพร่ขยายพันธุ์และศพไม่เน่าเปื่อย คุณภาพศพไม่แปรผัน อย่างมากก็เพียงมีกลิ่นคาว แต่ไม่อาจกล่าวว่ามีกลิ่นเหม็น

จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ทางวิทยาศาสตร์ได้แต่ใช้เหตุผลเรื่องคุณสมบัติของดินและสภาพอากาศมาอธิบายอย่างคลุมเครือเกี่ยวกับศพเปียก นิยายจำนวนไม่น้อยเมื่อเอ่ยถึงศพเปียกมักพรรณนาลักษณะว่าคล้ายดั่งยังมีชีวิตบ้าง คล้ายคนเป็นๆ บ้าง แท้จริงแล้วนั่นเป็นเพียงการต่อเติมเสริมแต่งทางวรรณศิลป์เท่านั้น คนตายไปแล้วหลายร้อยถึงพันปี ต่อให้วางไว้ในช่องแข็งก็ต้องถูกแช่แข็งจนซีดขาว ยิ่งไปกว่านั้นนี่คือศพที่ถูกแช่อยู่ในโลงศพ คนเป็นๆ จะมีลักษณะแบบนี้หรือ อย่างนั้นคนที่มองเห็นว่าศพเหมือนมีชีวิตนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

หม่าเจินเหรินเดินมาถึงริมหลุม พินิจมองศพเปียกในโลงซึ่งสวมชุดขุนนางสมัยราชวงศ์ชิง แต่ระหว่างศีรษะกับช่วงคอมีรอยเป็นเส้นขีดหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าถูกตัดคอแล้วนำศีรษะกลับมาฝังพร้อมกัน ในเมื่อโดนตัดคอก็ต้องเป็นนักโทษ ดูของฝังร่วมในโลงศพราวกับว่าอย่างน้อยก็ฝังตามมาตรฐานขุนนาง แต่ลึกๆ แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ไม่อาจรู้ได้แล้ว

ตอนนี้ผู้ใหญ่หลี่ทำตามที่หม่าเจินเหรินสั่งการ พาสองคนขนไม้ฟืนหลายมัดใหญ่มาให้ มาถึงช่วงที่ไม่มีใครยินยอมยกศพเปียกนั้นขึ้นมาพอดี ผู้ใหญ่หลี่ร้อนใจ คำรามเสียงดัง “ก็แค่ศพเน่าไม่ใช่หรือ ฉันทำเอง ใครมาช่วยด้วยให้ห้าหยวน!”

ห้าหยวนเชียวนะ! ส่วนแรงที่ทำงานในคอมมูนเดือนหนึ่งได้เพียงสิบหยวน นี่มันส่วนแรงครึ่งเดือนเชียวนะ! คำโบราณว่า “มีเงินจ้างผีโม่แป้งได้” ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคน ราคานี้พอเสนอออกมา แรงงานกำยำต่างเลิกเบียดเสียด เห็นว่าแต่ละคนเริ่มไม่กระจุกตัว ผู้ใหญ่หลี่ตะโกนต่อไปว่า “สี่หยวน!” คราวนี้ในบรรดาชาวบ้านมีผู้กล้าขันอาสาก้าวออกมาสองสามคน ลังเลเพียงสองสามวินาทีหายไปหนึ่งหยวน หากลังเลต่อไปเกรงว่าแม้แต่สองหยวนก็คงไม่ได้แล้ว

น้ำมันตะเกียงขวดหนึ่งราดรดลงไปบนกองฟืน หม่าเจินเหรินสั่งเพียงเสียงเดียว เพลิงกองมหึมาก็ลุกโชติช่วงส่องสว่างยามราตรีอันมืดมิดจนแดงฉานไปทั่ว ยามนี้ ทางบ้านของหลี่ต้าหมิงแว่วเสียงดังกึกก้องกัมปนาทสั่นสะเทือนจนผู้คนตระหนก บางคนที่ขวัญอ่อนถึงกับโยนจอบเสียมในมือทิ้ง “คงไม่ใช่ว่าต้าหมิงระเบิดหรอกนะ” จินตนาการของชาวบ้านในหมู่บ้านฟุ้งซ่านไร้ขอบเขตเสียจริง

“ไฟลุกแล้ว!” ชาวบ้านที่ยืนอยู่บนหลังคาบ้านหลี่ต้าหมิงตะโกนบอก ที่จริงไม่ต้องให้เขาตะโกน แต่ในชนบทไร้สิ่งปลูกสร้างใดๆ แสงเพลิงเห็นได้จากที่ห่างไกลหลายลี้

บัดนี้ จางกั๋วจงล้วงหยิบเศษหยกชิ้นนั้น จับหัวของหลี่ต้าหมิงค้างไว้แล้วยัดเข้าปากเขา เป็นไปตามที่หม่าเจินเหรินกล่าวไว้ ต่อให้ร่างกายของหลี่ต้าหมิงจะอ่อนแอ แต่แรงในปากยังคงมีอยู่ กรามขบกันแน่น อย่างไรก็ไม่ยอมอ้าปาก “เอาส้อมมาเร็ว!” เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมพิธีกรรมที่ทรงคุณค่าอย่างแท้จริง จางกั๋วจงตื่นเต้นถึงขีดสุด เกรงว่าหากยัดหยกช้าเกินไปจะทำให้เสียการใหญ่

หยกชิ้นนี้จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก เป็นไปไม่ได้ที่จะกลืนลงคอ แต่เอาเข้าปากได้พอดี

หลังจากหยกถูกยัดเข้าปากหลี่ต้าหมิงแล้ว จางกั๋วจงและชาวบ้านสองสามคนกดคางเขาเอาไว้แน่น เพื่อกันไม่ให้เขาคายหยกออกมา กดแบบนี้ไปประมาณสิบกว่านาที ในที่สุดหลี่ต้าหมิงก็ไม่ขยับเขยื้อนแล้ว จางกั๋วจงกำลังจะคลายมือเพื่อพักแขน ทันใดนั้นหลี่ต้าหมิงก็อาเจียนน้ำสีดำออกมา หยกชิ้นนั้นก็ถูกอาเจียนออกมาด้วย สีดำนั้นไม่ใช่เลือด แต่เหม็นจนสุดจะทนทาน คนเต็มห้องเกือบจะอาเจียนไปด้วย ใจของจางกั๋วจงคิดว่าคราวนี้จบเห่ แต่อากัปกิริยาต่อมาของหลี่ต้าหมิงทำให้เขาเบาใจ “โอ้ย…สบายจริงๆ เลย หิวจะตายอยู่แล้ว ใครช่วยเอาโปโปมาให้ฉันทีสิ”

ตอนที่ 4 ค่ายเจ็ดดาวตอกวิญญาณ

แขกชนของหลี่ต้าหมิงซึ่งก่อกวนหมู่บ้านหลี่มานานหลายปี ทำเอาผู้คนทั้งคนแก่เด็กเล็กในหมู่บ้านทุกข์ทนขวัญหนีดีฝ่อ ในที่สุดก็ถึงคราวบอกลา ต่อมาก็เป็นการมอบรางวัลตามความดีความชอบ แรกสุดก็คือหลี่ปั้งจื่อ หลี่ฝูซึ่งช่วยผู้ใหญ่หลี่ยกศพโบราณขึ้นมาจากหลุม ได้คนละสี่หยวน ทั้งสองคนรับธนบัตรหนึ่งหยวนสี่ใบซึ่งถูกผู้ใหญ่หลี่กำไว้จนชื้นเหงื่อ ยิ้มไม่หุบด้วยความดีอกดีใจ

จากนั้นหน่วยบัญชีในหมู่บ้านจดบันทึกส่วนแรงให้แรงงานกำยำที่มารายงานตัวตามลำดับ

คณะทำงานในอำเภอให้การอบรมเรื่องประเภทนี้ไม่น้อยต่อหน่วยปฏิบัติงานพื้นฐานอย่างผู้ใหญ่หลี่ เรื่องงมงายสมัยศักดินาอย่างผู้ใหญ่บ้านนำขบวนแรงงานในหมู่บ้านไปขุดโลงศพแบบนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปโดยเด็ดขาด ผู้ใหญ่หลี่ผู้นี้อย่ามองว่าระดับทางวัฒนธรรมต่ำต้อย แต่เรื่องนี้เขาเข้าใจดี ที่ควรให้รางวัลก็ให้จนครบแล้ว ถึงคราวข่มขู่สำทับ

“ฟังฉันให้ดีนะ เรื่องในวันนี้ไม่ว่าใครก็ห้ามพูดออกไป ใครถามก็บอกว่าเผาที่รกร้าง อีกอย่างถ้าใครอยากโดนอัดพูดออกไป ฉันสืบรู้เป็นใคร จะไล่ออกจากคอมมูนให้หมด” ชาวบ้านฟังแล้วนึกกลัว ขับออกจากคอมมูน สำหรับชาวนาแล้วเหมือนถูกลิดรอนสิทธิทางการเมืองถึงขั้นถูกยกเลิกบัตรประชาชนในสมัยนี้ทีเดียว ที่จริงแล้วตามนโยบายการปกครองผู้ใหญ่หลี่ไม่มีอำนาจในการทำเช่นนี้แม้แต่น้อย

ผู้ใหญ่หลี่พูดจบก็ถึงตาหม่าเจินเหรินแล้ว หม่าเจินเหรินเคยลิ้มรสการถูกประจานมาก่อน เรื่องนี้หากแพร่งพรายออกไป ชีวิตสุขสบายดังผู้อาวุโสที่ตนเองจะได้รับในหมู่บ้านนี้ก็ไม่ต้องคิดแล้ว

“วันนี้เรื่องที่ทุกคนทำเป็นการกระทำตามครรลองที่ถูกต้องแทนสวรรค์ ใครเผยแพร่ออกไปถือว่าเนรคุณอย่างยิ่ง อายุขัยจะสั้นลง อย่ามาโทษข้าไม่เตือน”

ว่ากันตามจริงแล้ว คำขู่ของนักพรตหม่าน่าเกรงขามกว่าคำขู่ของผู้ใหญ่หลี่มากนัก ชาวบ้านได้ยินแล้วต่างกลืนน้ำลายเอื๊อก แค่ถูกไล่ออกจากคอมมูนยังสัมผัสไม่ได้ถึงความโชคร้าย เรื่องอายุสั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เหนือหัวสามฉื่อมีเทพเจ้า เทวดาฟ้าดินจับจ้องมองอยู่

วันถัดมา มีพวกสอดรู้สอดเห็นจากหมู่บ้านข้างๆ มาสอบถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นตามคาด ชาวบ้านในหมู่บ้านหลี่ที่ถูกสอบถามต่างตอบเป็นเสียงเดียวว่า เผาที่รกร้าง คนทางนั้นยังเชื่ออีก ที่จริงเพียงใช้สมองคิดเล็กน้อยก็จะเห็นข้อพิรุธ เผาที่รกร้างเผาตอนกลางคืนมีเสียที่ไหนกัน แถมยังเผาเป็นกองๆ อีกต่างหาก

กลับมาถึงห้อง หม่าเจินเหรินกำแล้วคลายเศษหยกซึ่งมีกลิ่นเหม็นครั้งแล้วครั้งเล่า หลี่เอ้อร์ยาล้างหยกชิ้นหลายต่อหลายครั้ง กลิ่นเหม็นนี้ล้างไม่ออกจริงๆ บัดนี้จางกั๋วจงเดินเข้ามา “อาจารย์ อาจารย์ทำได้ยังไง ตามหลักแล้ว ขุดโลงศพยกซากขึ้นมาโดยตรงจะทำให้รังสีพยาบาทของสิ่งที่สิงหลี่ต้าหมิงพุ่งเข้าร่าง ด้วยกระดูกและร่างกายของเขาในตอนนี้คงทนได้ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ต้องตาย ทำไมอาจารย์เผาได้เป็นครึ่งค่อนวัน แต่เขาก็ไม่เป็นอะไร ยังมีชีวิตอยู่เสียอีก อีกอย่างน้ำสีดำที่เขาอาเจียนออกมาคืออะไร”

หม่าเจินเหรินมองจางกั๋วจงพักหนึ่ง ไม่ได้ตอบคำถามเขาโดยตรง แต่ใช้ปลายนิ้วแตะน้ำลายแล้วเขียนอักษรโบราณของคำว่า “ฮู่” บนพื้น

“รู้จักตัวนี้ไหม”

จางกั๋วจงมองดู “นี่คือคำว่าฮู่” (อักษรโบราณของคำว่าฮู่นี้มีขีดขวางบนล่าง ตรงกลางเป็นกากบาท)

“ถูกต้อง นี่คือคำว่าฮู่ แล้วยังไงอีก”

จางกั๋วจงส่ายหน้า เขาดูไม่ออกจริงๆ ว่าคำว่าฮู่นี้มีความพิเศษอย่างไร

“นี่คือค่ายเจ็ดดาวตอกวิญญาณที่ข้าสร้างในช่วงหลายวันมานี้ ตอนนี้ข้าละเมิดบัญชาฟ้า อายุขัยถูกบั่นทอน อยู่ไม่ยืดแล้ว”

พอเอ่ยถึงอายุสั้น หัวใจของจางกั๋วจงตะลึงงัน รีบถามว่าเรื่องเป็นอย่างไรกัน

ที่แท้นักพรตหม่าเพิ่งมาถึงหมู่บ้านหลี่ไม่กี่วันมานี้มิใช่ออกไปเตร็ดเตร่เหมือนไร้จุดหมาย แต่ออกไปเพื่อกำหนดตำแหน่ง “เจ็ดด่าน” ให้แน่นอน

ในศาสตร์เหมาซานที่เรียกว่าเจ็ดด่าน ก็คือด่านทั้งเจ็ดที่สัมพันธ์กับเจ็ดดาวในกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ได้แก่ ด่านเมฆาธรณี ด่านประตูศรัทธา ด่านม่วงอรุณ ด่านตะวันบน ด่านตะวันฟ้า ด่านค่ายหยก ด่านสุดทางจร เจ็ดด่านเป็นตัวแทนเมืองหรือชนบทแห่งใดแห่งหนึ่งหรือสถานที่ที่มีการไหลเวียนของกระแสพลังชีวิตอย่างที่อยู่อาศัยของผู้คน

กระแสพลังชีวิตหลักๆ แล้วหมายถึงกระแสพลังหยาง แต่กระแสพลังหยางเช่นนี้ครอบคลุมบริเวณกว้างมาก พลังหยางตามความหมายที่ตกทอดกันมาหมายถึงกลิ่นอายบนร่างมนุษย์ โดยเฉพาะหมายถึงบุรุษ และชี้เฉพาะถึงบุรุษพรหมจรรย์ บนร่างของสตรีก็มีพลังหยาง แต่สตรีที่แต่งงานแล้วมีพลังหยางมากกว่าสตรีพรหมจรรย์ ซึ่งเกี่ยวพันกับการผสมผสานพลังอินหยางของบุรุษสตรี แต่กระแสพลังชีวิตนี้หมายถึงการไหลเวียนของปราณบนร่างของสิ่งมีชีวิต รวมมนุษย์อยู่ในนั้นด้วย

กระแสพลังชีวิตอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ก็คือคลื่นแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าในสิ่งมีชีวิต ในตัวเมือง เนื่องจากถูกรบกวนจากสิ่งปลูกสร้างที่ผสมปนเปและคลื่นวิทยุ ระดับความไวต่อกระแสพลังชีวิตของสัตว์เล็กอย่างนกกระจอกหรือหนูประเภทนี้ถูกรบกวนโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าหากมายังชนบทแล้วลองสังเกตอย่างละเอียดก็จะพบได้โดยไม่ยาก รังหนูนารังกระต่ายในละแวกใกล้เคียง จนกระทั่งรังมด ล้วนขุดไปยังทิศทางเดียวกัน

ในช่วงขจัดสี่เก่าสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม ชาวนาไม่น้อยขุดท้องนาเพื่อหารังหนูนา ก็พบความอัศจรรย์ว่ารังหนูนาบางรัง ปากรังขุดอยู่บนคันนา แต่ลึกลงไปขุดโค้งย้อนกลับมาเป็นรูปตัว n หรือเรียกได้ว่าขุดหักศอกเก้าสิบองศาจากภายในรัง ทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่าขุดแบบนี้เพื่อหลบเลี่ยงศัตรูตามธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทิศทางสุดท้ายที่หนูนาขุดไปก็คือทิศทางที่มีกระแสพลังชีวิตไหลเวียน

ที่หม่าเจินเหรินทำในตอนนั้น แรกสุดก็คือสังเกตดวงดาว กลุ่มดาวกระบวยใหญ่เจ็ดดวงโคจรรอบดาวเหนือ หนึ่งปีโคจรครบหนึ่งรอบ ตำแหน่งในทุกวันจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งรัศมีในการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ในเก้าวันเป็นขีดจำกัดเล็กสุดของรัศมีการเคลื่อนที่ที่มองได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นในศาสตร์เหมาซาน เก้าวันก็คือรอบระยะเวลาสังเกตดวงดาวหนึ่งรอบ รอบระยะเวลานี้ในศาสตร์เหมาซานเรียกว่า “หลักคำนวณเก้าบรรจบ” ขอเพียงหาสิ่งอ้างอิงบนพื้นโลกแล้วสังเกตดวงดาวจากมุมที่แน่นอนพร้อมกำหนดมุมที่ถูกต้องก็คำนวณไม่ยาก

การเคลื่อนตำแหน่งของเจ็ดดาวกระบวยใหญ่เกิดขึ้นเพราะวงโคจรของโลก ตำแหน่งของโลกเปลี่ยนแปลงถึงได้เกิดภาพลวงตาว่าเจ็ดดาวกระบวยใหญ่เคลื่อนตำแหน่ง มนุษย์ได้รับผลกระทบนี้ เมื่อมองดาวกระบวยใหญ่จากมุมบนโลกที่ต่างกัน ความสว่างของดาวแต่ละดวงจะไม่เท่ากัน แต่การสังเกตดวงดาวต้องสอดคล้องกับหลักคำนวณเก้าบรรจบ ภายในเก้าวัน ตำแหน่งเจ็ดด่านไม่แปรผัน กระแสลมปราณก็ไม่ผันแปร ดังนั้นวันสุดท้ายแห่งหลักคำนวณเก้าบรรจบเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะประกอบพิธีของวิชาเหมาซาน

ความสว่างของดาวแต่ละดวงในกลุ่มดาวกระบวยใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลง ก็จะคาดคะเนตำแหน่งเจ็ดด่านได้จากการคำนวณคัมภีร์ดาราศาสตร์ของศาสตร์แห่งเหมาซาน เช่น ดาวทันหลางดาวจวี๋เหมิน เริ่มแรกสว่างต่อมามืดดาวลวี่ฉุน ดาวเหวินฉวี่ ดาวเหลียนเจินเริ่มจากมืดต่อมาสว่าง ดาวอู่ฉวี่ ดาวโพ่จวินเริ่มจากสว่างจนดับไป

ส่วนด่านเมฆาธรณีอยู่ในตำแหน่งเฉียน ( เชิงอรรถ – แปดตำแหน่งตามหลักปากว้า เฉียน(乾) ข่าน(坎) เกิ้น(艮) เจิ้น(震) ซวิ่น(巽) หลี(离) คุน(坤) ตุ้ย(兑) ) ด่านประตูศรัทธา ด่านม่วงอรุณอยู่ในตำแหน่งซวิ่น ด่านตะวันบนอยู่ในตำแหน่งหลี ด่านตะวันฟ้าอยู่ในตำแหน่งเจิ้น ด่านค่ายหยกอยู่ในตำแหน่งเกิ้น ด่านสุดทางจรอยู่ในตำแหน่งข่าน

คล้ายคลึงกับสูตรทางคณิตศาสตร์ วิชาความน่าจะเป็นเช่นนี้ในคัมภีร์ดาราศาสตร์สามารถจัดเรียงสลับไปมาได้ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเอ็ดรูปแบบ รวมถึงการจัดเรียงความสว่างความมืดที่น่าจะเป็นไปได้ทุกรูปแบบของดาวทั้งเจ็ด

เมื่อรู้ตำแหน่งเจ็ดด่านแล้ว หม่าเจินเหรินก็วาดแผนภูมิการไหลเวียนของกระแสพลังชีวิตภายในหมู่บ้านอย่างคร่าวๆไว้ในใจ หม่าเจินเหรินให้จางกั๋วจงกะเทาะดินจากหลังคาแล้วโปรยลงบนพื้นก่อนวาดเค้าโครงการไหลเวียนของกระแสพลังชีวิต เพื่อกำหนดจุดที่แน่นอนของด่านสุดทางจร

ในทัศนะของวิชาเหมาซาน วาดภาพการไหลเวียนของกระแสปราณอากาศบนพื้นโดยตรงเป็นการทำลายกระแสดิน จึงต้องใช้ดินจากหลังคามาโปรยบนพื้นชั้นหนึ่งก่อน เพื่อให้เค้าโครงนี้ดำเนินการเหนือพื้น ไม่ทำลายกระแสดิน ก่อนหน้านั้นก็ใช้การก้าวย่างคำนวณความยาวเส้นผ่านศูนย์กลางของหมู่บ้านหลี่

หม่าเจินเหรินหาตำแหน่งด่านทั้งหกจนพบ ตรง “ปราณจักษุ” หรือแกนพลังของแต่ละด่านปักกระดูกไก่ดิบ ( เชิงอรรถ – กระดูกไก่ดิบ ก็คือ “คอไก่” ที่กล่าวถึงในตอนแรก ในวิชาเหมาซาน ไก่เป็นสัตว์ที่มีพลังหยางแกร่งกล้าที่สุด กระดูกไก่ เลือดไก่ หลังจากไก่ตายไปแล้วหนึ่งปี พลังหยางยังไม่สลายสิ้น ที่เรียกว่าเชือดไก่ให้ลิงดูนั้นหาใช่ลิงกลัวที่เห็นไก่ถูกเชือด แต่ลิงรับรู้ได้ว่าพลังหยางที่แกร่งกล้าจู่ๆ ก็ขาดตอนหายไปจึงเกิดความกลัว สำหรับลิงที่ไวต่อการรับรู้พลังหยางแล้ว ความตระหนกตกใจมากว่าเห็นอีกฝ่ายตายไปต่อหน้า เชือดสัตว์อื่นต่อหน้าลิง ยังไม่ทำให้ตกใจเท่ากับเชือดไก่ ) หนึ่งแท่ง สุดท้าย คืนนั้นไปกลางทางทางไปริมน้ำ ตอกปิดตายกระแสปลายสุดของพลังชีวิต ซึ่งก็คือด่านสุดทางจร ทางเข้าออกแห่งกระแสปราณ

เมื่อตอกปิดตายด่านสุดทางจรแล้ว กระแสพลังชีวิตก็จะหยุดชะงักลง ไม่ดีต่อทั้งคนและสัตว์ ดังนั้นหากยังไม่ถึงเวลาที่สุดก็จะไม่ตอกปิดตายด่านนี้ เวลาที่ตอกปิดตายยิ่งสั้นยิ่งดี

จนถึงตอนนี้ กระแสพลังชีวิตของหมู่บ้านหลี่จะถูกปิดตายเอาดื้อๆ ในระยะเวลาสั้นๆ มนุษย์ไม่รู้สึกอะไร แต่พอหม่าเจินเหรินปักกระดูกไก่ชิ้นสุดท้ายเป็นการปิดตายด่านทั้งเจ็ดอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ทั่วหมู่บ้านไก่บินพรึ่บ หมากระโดดเหยง เหล่าหนูวิ่งพล่านเหมือนดังจะเกิดแผ่นดินไหว เพียงแต่ว่าในตอนนั้นผู้คนส่วนมากแบ่งกำลังเป็นสองพวกไปช่วยคน คนที่มาดูความครึกครื้นทั่วหมู่บ้านไม่ได้ใส่ใจสังเกตเท่านั้น

เนื่องจากผีร้ายใกล้เคียงกับพวกเดรัจฉาน จำเป็นต้องอาศัยกระแสพลังชีวิต หลักๆ แล้วอาศัยพลังหยางมาแยกแยะทิศทาง  เมื่อตอกปิดตายเจ็ดด่าน กระแสพลังอะไรก็ไม่ไหลเวียน หลี่ต้าหมิงจึงหาทิศทางไม่เจอ ยิ่งหาศพของตนเองไม่พบ หมดหนทางกลับไปยังร่างของตนเองเพื่อกักเก็บพลังอิน ดังนั้นจึงเกิดฉากวิ่งชนพล่านในตัวบ้านเหมือนหาทางออกไม่พบจนเรี่ยวหมดแรงไปทั้งตัว อีกทั้งที่ทำเช่นนี้เพราะหม่าเจินเหรินหาตำแหน่งฝังโลงจนพบแล้ว คำนวณว่าที่นี่เป็น “สระรวมพลังอิน” ในที่ฝังผู้แร้นแค้น ด้านในย่อมเป็นศพเปียกแน่นอน ดังนั้นจึงเลือกวิธีนี้ ทำให้วิญญาณพยาบาทกลับมาไม่ได้ หนึ่งสามารถรักษาชีวิตของหลี่ต้าหมิงไว้ได้ สองเพื่อป้องกันไม่ให้ศพฟื้นคืนชีพ

การหาตำแหน่งเจ็ดด่าน เดิมใช้เพื่อหาทิศทางการไหลของกระแสพลังชีวิต น้อยคนนักจะตอกปิดตายเจ็ดด่านนี้ เนื่องจากทำแบบนี้เป็นการผิดบัญชาสวรรค์ ในวิชาเหมาซาน ไม่มีความจำเป็นต้องปิดตายเจ็ดด่าน นี่ล้วนเป็นหม่าเจินเหรินคิดค้นเองทั้งสิ้น  เขาตั้งชื่อให้ค่ายนี้ว่าค่ายเจ็ดดาวตอกวิญญาณ ในสถานที่หนึ่งเมื่อเจ็ดด่านถูกตอกปิดตาย ต่อให้วิญญาณเร่ร่อนผีป่าแกร่งกล้าอย่างไร ก็จะถูกกักอยู่กับที่ ไปมาอย่างยากลำบาก

แต่การกระทำเช่นนี้ขัดต่อลำดับปรกติแห่งกระแสอินหยางฟ้าดิน ใช้คำที่ทันสมัยหน่อยก็เรียกว่า “ออกไพ่ไม่ตามลำดับ” ย่อมบั่นทอนอายุขัย ส่วนจางกั๋วจงไล่บี้ถามว่าบั่นทอนไปกี่มากน้อย หม่าเจินเหรินไม่อยากเอ่ย ยิ่งเอ่ยไม่ได้ นั่นเป็นความลับฟ้าดิน พูดออกมาก็ยิ่งทอนอายุมากกว่าเก่า การที่หม่าเจินเหรินยอมเสียสละใหญ่หลวงเพื่อช่วยชีวิตชาวนาที่ไม่รู้จักกันเลยแม้แต่น้อยก็ไม่ได้มาจากจิตใจดีงามเสียหมด “อย่างไรเสีย อายุขัยพลังหยางก็บั่นทอนไปแล้ว บั่นทอนอีกนิดก็ไม่เป็นไรหรอก กั๋วจงเอ๋ย จงฟังข้า ทั้งหลี่ต้าหมิงกับหลี่เอ้อร์ยาเป็นคนสำคัญในชีวิตแก มีพวกเขาอยู่ แกจะทำให้ลัทธิเต๋าเจริญรุ่งเรืองได้”

นามเดิมของหม่าเจินเหรินคือหม่าฉุนอี เป็นประมุขนิกายฉวนเจินรุ่นที่หนึ่งร้อยเจ็ด หม่าซือเจี่ยพี่น้องของเขาเป็นประมุขนิกายเหมาซาน เนื่องจากลูกศิษย์ต่างล้มหายตายจากไปจนหมด ดังนั้นประมุขนิกายเหมาซานในตอนนี้มีหม่าเจินเหรินควบตำแหน่งประมุขเป็นการชั่วคราว ฐานะสองประมุขอยู่กับตัว รับลูกศิษย์ถ่ายทอดลัทธิเต๋า หน้าที่ความรับผิดชอบแน่นอนว่าสำคัญเสียยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง

จางกั๋วจงรู้มาว่าหยกชิ้นนี้เรียกว่าหยกมรณะ มีแหล่งกำเนิดจากหยุนหนาน ในสายตาของช่างหยกแล้ว หยกชนิดนี้จัดอยู่ในประเภทเศษหยก คร้านจะก้มลงหยิบ แต่ในวิชาเหมาซานแล้วถือเป็นของมีค่า สามารถดูดรังสีพยาบาทอาฆาตได้ หลี่ต้าหมิงผอมแห้งเหมือนท่อนฟืน แต่อย่างไรเสียก็ยังเป็นคน ในร่างยังมีพลังหยาง วิญญาณพยาบาทของจิ้นสื้อสมัยราชวงศ์ชิงไม่ได้รับพลังอินมาชดเชย พลังหยางในร่างของหลี่ต้าหมิงจะทำให้เขาทุกข์ทรมานยิ่ง ไม่อาจไม่สิงในหยกนี้ พอเขาเข้าไปแล้วก็จะออกมาไม่ได้ น้ำดำที่หลี่ต้าหมิงอาเจียนออกมาแท้จริงแล้วคือน้ำย่อยในกระเพาะผสมกับสิ่งที่เรียกว่าของโสโครกหากไม่มีหยกชิ้นนี้ชักนำของเหล่านี้ออกมา ของโสโครกโจมตีเข้าหัวใจคงหนีไม่พ้นต้องม้วยมรณา

คืนนั้น หม่าเจินเหรินบรรจุหยกแตกชิ้นนั้นในไหเล็ก ยังเขียนอะไรใส่เศษกระดาษลงไปด้วย หลุมฝังยังขุดลึกกว่าบ่อน้ำบาดาล ตอนที่เขียนเศษกระดาษ จางกั๋วจงยังคิดว่าอาจารย์จะเขียนยันต์ เบิ่งตาโตมองจ้อง แต่หม่าเจินเหรินกลับเขียนว่า “หยกนี้อัปมงคล ขุดเจอให้ฝังกลับไป” ที่จริงเขียนไปก็ไม่มีประโยชน์ ในยุคสมัยนั้น ในสถานที่นั้น มีสักกี่คนที่อ่านอักษรแถวนี้ออก

แม้จะผิดคาด แต่จางกั๋วจงต้องยอมสยบให้ลายมือตัวอักษรแบบบรรจงซึ่งสวยงามและประณีตของอาจารย์ ในความทรงจำของจางกั๋วจง ผู้ที่เขียนอักษรจีนได้สวยที่สุดคือเลขาเว่ยในโรงเรียน แต่พอเห็นตัวอักษรแบบบรรจงของหม่าเจินเหรินในตอนนี้แล้ว กลับรู้สึกว่าไม่กี่ขีดของเลขาเว่ยไม่ต่างไปจากอะไรกับแมงมุมไต่ ตอนที่โจมตีผู้อื่นก่อนหน้านี้ ริบภาพลายสือศิลป์อักษรพู่กันจีนและม้วนอักษรโบราณมาไม่น้อย ถึงขนาดมีผลงานจริงของหลิวกงเฉวียนหลี่เป่ยไห่หมี่ฝู ( เชิงอรรถ – หลิวกงเฉวียน (ค.ศ.778-865)และหลี่เป่ยไห่ (ค.ศ.674-746) เป็นลิปิกรสมัยถังส่วนหมี่ฝู (ค.ศ.1051-1107) เป็นลิปิกรสมัยซ่ง ) ลายมือของหม่าเจินเหรินเทียบกับเหล่าลิปิกรนักเขียนอักษรพู่กันจีนผู้ยิ่งใหญ่พวกนี้แล้วไม่ด้อยกว่าเลยสักนิด

ตอนที่ 5 สุสานผังพระเพลิง

สะบัดปากกาคราเดียวผ่านไปหนึ่งปี

ปีนี้เป็นปีที่น่าแตกตื่นจนเนื้อเต้นของจางกั๋วจง โทษทัณฑ์ทั้งชีวิตต่างประเดประดังกันเข้ามาในปีนี้

แม้หม่าเจินเหรินได้รับความเคารพเลื่อมใสในหมู่บ้านหลี่แห่งนี้ แต่กิจกรรมลงนาทำงานก็ยังคงต้องกระทำ อย่างไรเสียฐานะอย่างเป็นทางการยังคงเป็นพวกอัปลักษณ์อัปมงคลแห่งยุคศักดินา แต่ในเมื่อมีลูกศิษย์แล้ว งานการเหล่านี้ก็ไม่ต้องทำเอง

จางกั๋วจงเองก็มีงานใช้แรงงานของตนเอง แม้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่สำหรับชายหนุ่มที่เติบใหญ่ขึ้นในตัวเมืองก็นับว่าหนักหนามากแล้ว แถมยังมีงานในส่วนของหม่าเจินเหรินต้องกระทำพร้อมกันอีก ฝีมือในการทรมานผู้คนของหม่าเจินเหรินเป็นระดับผู้เชี่ยวชาญชัดๆ เย็บถุงผ้ากรอกทรายหนักราวยี่สิบกว่าจินมัดไว้ที่ขาจางกั๋วจงเองกับมือ บอกว่าเป็นการฝึกกระดูกเส้นเอ็น แถมยังไม่ยอมให้ใครในหมู่บ้านช่วยเหลือ ทำงานในหนึ่งวันไปด้วย ยังต้องแบกถุงทรายหนักยี่สิบกว่าจินไว้กับขาทั้งสองข้าง สะโพกแทบหักเลยทีเดียว นี่ยังไม่เท่าไหร่ พอกลับถึงบ้านยังถูกบังคับให้ท่องเคล็ดคาถาท่องศาสตร์หทัย ไม่ถึงยามสามเกิง(ห้าทุ่มถึงตีหนึ่ง) ไม่อนุญาตให้นอน ถ้าท่องๆ ไปแล้วเกิดสัปหงก ท้ายทอยจะถูกกล้องยาเส้นเคาะเอาทีเผลอ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือสามในห้าวันจะถูกไล่ให้ไปนอนค้างที่สุสาน บอกว่าเป็นการฝึกความกล้า

ว่ากันตามจริงแล้ว หลี่เอ้อร์ยาถูกตาต้องใจจางกั๋วจงเข้าแล้ว การต้องเห็นคนที่ตัวชอบสารรูปไม่ผีไม่คนตั้งแต่เช้ายันค่ำ ชวนให้รู้สึกทุกข์ใจ แอบขอความเห็นใจจากหม่าเจินเหริน คำตอบของหม่าเจินเหรินคือ “แกคงไม่อยากเห็นคนที่ตัวเองชอบต้องตายใช่ไหมยายหนู อย่างนั้นก็ต้องแข็งใจ ดูเขาฝึกต่อไป” หลี่เอ้อร์ยากังวลว่าจางกั๋วจงจะไม่ได้ถูกภูตผีปีศาจทำร้ายจนตาย แต่เป็นไปได้อย่างมากว่าจะถูกหม่าเจินเหรินทรมานจนตายไปเสียก่อน

จางกั๋วจงเองก็ร้ายกาจ บ่นในใจว่าตาแก่นี่ ไหนว่าอายุสั้นไม่ใช่หรือ ทำไมไม่เห็นมีวี่แววจะล้มแผ่เป็นศพเลยสักนิดเล่า

ทุกวี่ทุกวันแอบถ่มน้ำลายใส่กับข้าวของอาจารย์บ้าง แอบเอาก้อนกรวดก้อนหินยัดใส่รองเท้าอาจารย์บ้าง เป็นเป้าหมายประจำอยู่แล้ว แท้จริงแล้วนี่คือการแก้แค้นทางจิตใจนิดๆ หน่อยๆ หม่าเจินเหรินผู้นี้แม้แต่ในรองเท้ามีเศษหินก็ไม่รู้สึกรู้สา ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าในกับข้าวจะมีน้ำลาย

ช่วงหนึ่งปีนี้ ความรู้สึกดีต่อหลี่เอ้อร์ยาของจางกั๋วจงยกระดับพุ่งพรวด เพราะหนึ่งหลี่เอ้อร์ยาก็หน้าตาไม่เลว เป็นแบบที่จางกั๋วจงชอบ สองเพราะเธอมักแอบส่งข้าวให้จางกั๋วจงที่ท้องนา งานใช้แรงกายอันหนักหน่วงทำให้ทุกวันจางกั๋วจงหิวโหยดั่งผีตายซากมาเกิดใหม่ ไม่ว่าอาหารที่หลี่เอ้อร์ยาทำมาให้จะมีรสชาติอย่างไร เขาก็สวาปามราวกับเป็นอาหารโอชะเลิศรส ในใจยิ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งสาวงามชนบทนางนี้ ถึงขั้นเริ่มชอบเธอขึ้นมาอย่างจริงจัง

ในเมื่อเป็นสาวงามประจำหมู่บ้าน ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะมีคนหมายปอง หลี่ซู่หลินเป็นพวกเกกมะเหรกเกเร ไม่ยอมทำการงาน ตั้งแต่เช้ายันค่ำเอาแต่เพ้อถึงสาวเอ้อร์ยาบ้านหลี่ต้าหมิง ทว่าติดขัดที่ตอนนั้นหลี่ต้าหมิงถูกแขกชนจึงไม่กล้าลงมือ ตอนนี้หลี่ต้าหมิงหายดีแล้ว เขาก็ไม่ต้องคำนึงถึงอะไรอีกต่อไปแล้ว คำพังเพยว่า “ไม่กลัวโจรปล้น แต่กลัวโจรหมายตา” คืนนี้เองหลี่ซู่หลินฝ่าความมืดแอบปีนข้ามกำแพงบ้านหลี่ต้าหมิง

ที่เรียกว่ากำแพงในสมัยนั้นเป็นเพียงการวางประดับ ประตูบ้านก็แค่วางปิดเอาไว้เท่านั้น ไม่ได้มีการลงกลอนแต่อย่างใด หลี่ซู่หลินหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ตระเตรียมมาก่อนแล้ว บุกเข้ามาในห้องแล้วใช้ความเร็วสูงสุดมายังข้างเตียงของหลี่เอ้อร์ยา ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากหลี่เอ้อร์ยา อีกมือกระชากผ้าห่มบนร่างของหลี่เอ้อร์ยาออก โถมเข้าใส่จะแข็งขืนฝืนใจทันที

แม้กล่าวว่าหลี่เอ้อร์ยาก็พอมีแรงบ้าง แต่อย่างไรเสียก็เป็นเพียงผู้หญิง พอรู้ตัวว่าบนร่างมีคนเป็นๆ โถมทับอยู่ คิดจะตะโกนก็สายไปเสียแล้ว ไม่ว่าหลี่เอ้อร์ยาจะขัดขืนอย่างไร หลี่ซู่หลินยังคงกระทำการอย่างได้ใจ สาวงามปานบุปผาแรกแย้มจึงถูกย่ำยีบีฑาทั้งเป็นเช่นนี้

หลี่ซู่หลินมาในครั้งนี้เตรียมการมาเต็มที่ ไม่เพียงพกผ้าเช็ดหน้า ยังพกเชือกมาด้วย แถมยังปิดคลุมหน้าด้วยผ้าขาดๆ พอเสร็จเรื่องก็จับหลี่เอ้อร์ยามัดไว้ ก่อนใช้ผ้าเช็ดหน้าอุดปากแล้วเอาเชือกรัดไว้อีกรอบ จากนั้นค่อยๆ ย่องออกจากห้องของหลี่เอ้อร์ยา เตรียมจะปีนกำแพงหลบหนี ในตอนนี้หลี่ต้าหมิงเดินจะล้มมิล้มแหล่ออกมาจากในห้อง ที่แท้เมื่อสักครู่เขาก็ได้ยินความเคลื่อนไหวอยู่บ้าง ตอนแรกคิดว่าเป็นพวกอีเห็นจึงไม่ได้สนใจอะไร แต่ต่อมารู้สึกผิดปรกติจึงอยากออกมาดู ผลก็คือเห็นหลี่ซู่หลินกำลังปีนกำแพงเข้าพอดี แม้ภายในห้องของหลี่เอ้อร์ยาจะมืดมิดมองไม่ออกว่าเป็นใคร แต่อาศัยแสงจันทร์ยามราตรี หลี่ต้าหมิงเพียงแวบเดียวก็จำได้ว่าเป็นหลี่ซู่หลิน หลี่ซู่หลินอยู่ในชุดเพียงชุดเดียวอย่างนั้น กี่ปีมาแล้วไม่เคยเปลี่ยนเลย แม้จะปิดหน้าปิดตา แต่เสื้อผ้าย่อมเป็นที่จำได้

“จับโจรด้วย! หลี่ซู่หลินขโมยของ!” หลี่ต้าหมิงตะโกนโหวกเหวก เสียงตะโกนครานี้ร้ายแรงไม่เบา หลี่ซู่หลินร้อนรนรีบกระโดดลงจากกำแพง ชกเข้าใส่แก้มของหลี่ต้าหมิงหนึ่งหมัด ด้วยรูปร่างกระดูกกระเดี้ยวแบบหลี่ต้าหมิง ไหนเลยจะต้านการชกของเขาในครั้งนี้ได้ เห็นเพียงสองตาของหลี่ต้าหมิงกลอกขึ้นแล้วน็อคคาที่ เห็นว่าหลี่ต้าหมิงล้มแผ่ลงไปแล้ว หลี่ซู่หลินก็เกิดกลัวขึ้นมาบ้าง ‘ไอ้กระดูกนี่ คงไม่ใช่มาตายเพราะกูชกไปหมัดหนึ่งหรอกนะ ช่างมัน ในเมื่อมันเป็นแบบนี้แล้ว กูจะช่วยให้มันตายสมใจ!’ คิดจบก็หยิบจอบจากด้านข้างขึ้นเงื้อ คิดจะลงมืออย่างโหดเหี้ยม แต่ลังเลไปลังเลมา จอบนี้ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ไม่อาจฟันลงมาได้ หลี่ซู่หลินนี้เป็นเพียงพวกเอ้อระเหยลอยชายไม่ทำมาหาเลี้ยงชีพ ขโมยของยังพอว่า จะให้เขาฆ่าคนยังไม่มีความกล้าถึงขั้นนั้น

นับว่าหลี่ต้าหมิงชะตายังดี ขณะที่หลี่ซู่หลินยกจอบกำลังลังเลอยู่นั้น หลี่ฝูเพื่อนบ้านคลุมเสื้อเดินออกมา เขาได้ยินเสียงตะโกนของหลี่ต้าหมิง พอหลี่ซู่หลินเห็นว่ามีคนมาก็โยนจอบทิ้งชักเท้าหนีทันที หลี่ฝูรีบเข้ามาในลานบ้าน ประคองหลี่ต้าหมิงซึ่งนอนน้ำลายฟูมปาก อังดูยังมีลมหายใจจึงโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง แต่เขาคาดไม่ถึงอย่างยิ่งว่าหลี่เอ้อร์ยาซึ่งอยู่ภายในห้องถูกย่ำยีไปแล้ว

เห็นหลี่ต้าหมิงซึ่งสลบไสลไม่ฟื้นและคราบเลือดบนเตียง อีกทั้งหลี่เอ้อร์ยาที่คุดคู้ร่ำไห้ ชาวบ้านที่ตามมาในภายหลังตามลำดับ แต่ละคนต่างทอดถอนใจ ลูกนัยน์ตาของผู้ใหญ่หลี่ปูดโปนเป็นเส้นเลือด “ตามตัวแม่งมาให้ได้ ใครจับหลี่ซู่หลินได้ให้ห้าสิบหยวน!” หนนี้ผู้ใหญ่หลี่เคียดแค้นอย่างแท้จริง เป็นความเคียดแค้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เห็นได้จากเงินรางวัลนำจับจำนวนห้าสิบหยวนนี้เข้าขั้นแทบจะขาดสติไปแล้ว สาเหตุหนึ่งเพราะหลี่ต้าหมิงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเขามาก เป็นน้าหลาน สาเหตุที่สองเพราะระยะนี้ครอบครัวนี้ต้องประสบกับเคราะห์ร้ายมากมายจนไม่อาจรับการเคี่ยวกรำทารุณใดๆ ได้อีกต่อไปแล้ว ไอ้เวรหลี่ซู่หลินไม่มีตา ข่มขืนเมียบ้านไหนไม่ทำ ดันขืนใจลูกสาวบ้านคนอื่น ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นคู่หมายของคุณจางผู้มีพระคุณของคนทั้งหมู่บ้านอีก

ตอนนี้ผู้ที่เพลิงแห่งความเคียดแค้นลุกโชนโชติช่วงที่สุดก็คือจางกั๋วจง สมัยที่ประจานพวกทรยศขายชาติ ส่วนมากไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นความเคียดแค้น มากสุดก็คือความรำคาญกลัดกลุ้ม ความเคียดแค้นอย่างในตอนนี้ถึงเรียกได้ว่าเป็นความเคียดแค้นเข้ากระดูกดำอย่างแท้จริง บัดนี้ความเหนื่อยล้าในช่วงวันของจางกั๋วจงหมดสิ้นไปแล้ว ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็วางแผนจับกุมตัวคนร้ายกับผู้ใหญ่หลี่ มีจางกั๋วจงนำขบวนปัญญาชนสิบกว่าคนและชาวบ้านกว่าสิบคนค้นหาทางทิศตะวันออก หลี่ฟู่กุ้ยลูกชายคนโตของผู้ใหญ่หลี่นำทหารบ้านสองสามนายและชาวบ้านสิบกว่าคนออกค้นหาทางทิศตะวันตก ทิศใต้และทิศเหนือแบ่งให้หลี่ฝูและหลี่เอ้อร์กุ้ยลูกชายคนรองของผู้ใหญ่หลี่ออกค้นหา ส่วนลูกชายคนเล็กของผู้ใหญ่หลี่พร้อมคนอื่นอีกห้าหกคนค้นหาภายในหมู่บ้านหลี่ หม่าเจินเหรินอยู่รั้งช่วยจับชีพจรฝังเข็มให้หลี่ต้าหมิง ส่วนผู้ใหญ่หลี่รับหน้าที่ปลอบโยนหลี่เอ้อร์ยาด้วยตนเอง พร้อมสั่งให้ชาวบ้านสองสามคนเดินทางไปส่งจดหมายให้หมู่บ้านข้างเคียง ให้ช่วยค้นหาและจับกุม

เพียงชั่วขณะ หมู่บ้านหลี่และหมู่บ้านโดยรอบสองสามหมู่บ้านตามไฟสว่างไสว ทุกหนแห่งเป็นกลุ่มคนถือตะเกียงน้ำมันถือคบเพลิงออกค้นหา ว่ากันตามจริง แม้แต่หน่วยตำรวจในยุคปัจจุบันที่ตามจับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ก็ทำเช่นนี้

หลี่ซู่หลินซึ่งไร้ประสบการณ์การหลบหนีโดยสิ้นเชิง เพียงแค่สองชั่วโมงกว่าก็ถูกลูกชายคนโตของผู้ใหญ่หลี่จับตัวออกมาจากเพิงเลี้ยงสัตว์ได้ ยามที่ถูกส่งมาอยู่แทบเท้าของจางกั๋วจง ก็ถูกอัดจนจมูกเขียวหน้าบวมเป่งแล้ว

พอเห็นหลี่ซู่หลินถูกจับได้โดยละม่อม แถมยังเป็นลูกชายของตนเองจับได้ ผู้ใหญ่หลี่ก็ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง หนึ่งเพราะผู้กระทำความผิดถูกจับกุมดำเนินคดี สองเพราะประหยัดเงินห้าสิบหยวน

การข่มขืนกระทำชำเราสำหรับชนบทที่ยังมีความคิดอนุรักษ์นิยมถือว่าเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ ตามความคิดของผู้ใหญ่หลี่ซึ่งยังคงเคืองแค้น บอกให้ตีจนตายฝังลงหลุมไปเลยก็หมดเรื่อง ตอนนั้นรับมือกับพวกผีญี่ปุ่นก็ใช้วิธีนี้ แต่ต่อให้จางกั๋วจงจะโกรธแค้นถึงเพียงไหน อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนในเมือง รู้ดีว่าใช้ศาลเตี้ยไม่ได้ แม้ไม่อาจประหารหลี่ซู่หลินตามใจ แต่นำมาประจานสักหน่อยยังพอได้ วันถัดมา การประจานโดยใช้ความรุนแรงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีนับตั้งแต่ก่อตั้งหมู่บ้านหลี่ก็เริ่มขึ้น

หากเอ่ยถึงการประจานโดยใช้ความรุนแรง จางกั๋วจงถือเป็นระดับปรมาจารย์ ด้วยแรงขับเคลื่อนจากความโกรธแค้น กลเม็ดเผ็ดร้อนทารุณที่ต่อให้เป็นพิธีประจานแบบใช้กำลังก็ยังถูกขอให้ยั้งมือ คราวนี้ถูกจางกั๋วจงยกเอามาใช้ทั้งกระบิ

ทัณฑ์สร้อยอิฐ ไม่มีโลหะเส้นก็ใช้เชือกบาง ไม่มีก้อนอิฐก็ใช้ก้อนหิน ก้อนหินหนักกว่าสี่สิบจินมัดด้วยเชือกบางหลายเส้นรัดแล้วแขวนไว้ที่คอ เชือกหลายเส้นกดลึกบาดเข้าเนื้อ ทัณฑ์เหล็กฉากคุกเข่า หากไม่มีเหล็กฉากก็ใช้ไม้ ให้ช่างไม้ไสไม้ที่มีคมมีมุม ต้องคุกเข่าบนนั้นขณะที่คอแขวนพวงหินหนักกว่าสี่สิบจิน ก้อนหินห้ามแตะถูกพื้น มิฉะนั้นจะถูกแส้ฟาดพักหนึ่ง คุกเข่าจนเนื้อหัวเข่าเน่าเฟะ จากนั้นก็คือลากแห่ประจานไปตามท้องถนน ผู้ใหญ่หลี่นำขบวนตีฆ้องร้องป่าวอยู่เบื้องหน้าด้วยตนเอง หลี่ฟู่กุ้ยลูกชายตนโตและจางกั๋วจงพร้อมปัญญาชนอีกคณะใหญ่ที่กระตือรือร้นเสนอแผนจัดการประจานด้วยความรุนแรงเดินติดตามอยู่ทางด้านหลัง ในมือของหลี่ฟู่กุ้ยถือแส้สำหรับต้อนสัตว์เลี้ยง มากสุดสามก้าวก็ตวัดแส้ฟาดหนึ่งครั้ง ทุกคราวที่ตวัดแส้ฟาด บนร่างปรากฏรอยเลือดเป็นสาย

การประจานโดยใช้ความรุนแรงในหนึ่งวันจบสิ้นลงแล้ว ความแค้นในใจของจางกั๋วจงเบาบางลงเล็กน้อย กำลังคิดจะหาข้ออ้างว่าทำงานเพื่อแนวคิดปฏิวัติไปปลอบโยนหลี่เอ้อร์ยา ทันใดนั้นหลี่เอ้อร์กุ้ยตะบึงเข้ามาในห้อง เกือบชนเข้ากับจางกั๋วจง รีบร้อนจนพูดอะไรไม่ออก “คุณ…คุณจาง…แย่…แย่แล้ว เอ้อร์ยาเธอ…แขวน…แขวนคอตาย!”

ขาของจางกั๋วจงห้อเหยียดทันควัน นี่เป็นรักครั้งแรกเชียวนะ! “ไอ้หลี่ซู่หลิน แม่มึงตาย วันนี้กูจะฟันมึงให้ตาย!” จางกั๋วจงร้องโวยวายกึ่งร่ำไห้พลางพุ่งเข้าไปคว้ามีดหั่นผักในครัว ต่อให้จิตสำนึกทางกฎหมายจะแรงกล้าเพียงใด อย่างไรเสีย จิตใจมนุษย์ก็เป็นก้อนเนื้อ จางกั๋วจงอายุยี่สิบต้นๆ เป็นหนุ่มเลือดร้อนผู้หนึ่ง เขาซึ่งได้รับการศึกษาด้านการปฏิวัติมาหลายปี แม้เมื่อคืนยังรู้สึกว่าน่าส่งตัวหลี่ซู่หลินให้ตำรวจ แต่ตอนนี้พลันขาดสติไปแล้ว หวังจะใช้มีดสับหลี่ซู่หลินเพียงอย่างเดียว

“โชค…โชคดีพบ…ทันเวลา ตอนนี้ช่วยชีวิตได้แล้ว” หลี่เอ้อร์กุ้ยซึ่งลมหายใจไม่ปะติดปะต่อคราวนี้เอ่ยประโยคที่เหลือครึ่งหลังออกมาอย่างตะกุกตะกัก

หลี่เอ้อร์ยาลืมตา พอเห็นจางกั๋วจงนั่งอยู่ข้างๆ ก็ปล่อยโฮ โผเข้าสู่อ้อมกอดของจางกั๋วจงแล้วร่ำไห้ และไม่สนใจว่าผู้ใหญ่หลี่และหม่าเจินเหรินจะอยู่ข้างๆ

ในชนบทที่ยังมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม สาวนางไหนหากประสบกับเรื่องประเภทนี้ หากไม่เกิดเรื่องคาดไม่ถึงก็มักจะแต่งออกไปได้ยากแล้ว ถึงจะแต่งออกไปได้ ส่วนมากก็ต้องหาพวกหน้าตาอัปลักษณ์และยังต้องเผชิญกับคำนินทาจากคนในหมู่บ้านไปอีกกว่าครึ่งค่อนชีวิต แต่กระนั้นเรื่องคาดไม่ถึงบนโลกนี้มักบังเกิดขึ้นเสมอ เรื่องคาดไม่ถึงของหลี่เอ้อร์ยาก็คือจางกั๋วจง

จางกั๋วจงเป็นคนที่ได้รับการศึกษาตามแนวคิดปฏิวัติ ไม่ได้มองเรื่องนี้ว่าหนักหนาสาหัสเหมือนอย่างคนบ้านนอก อีกอย่างหม่าเจินเหรินเอ่ยกับเขาเป็นการส่วนตัวว่าคืนที่เกิดเรื่อง หลี่เอ้อร์ยากำลังมีประจำเดือน เพียงแค่เสียตัว ไม่อาจตั้งท้องได้ จางกั๋วจงรู้ดีแก่ใจว่าบุคคลที่สาวชนบทผู้มีใจอารีต้องการในยามนี้ก็คือตนเอง

หลังจากส่งตัวหลี่ซู่หลินให้สหายในสถานีตำรวจท้องถิ่นแล้ว ผ่านการเป็นพ่อสื่อของผู้ใหญ่หลี่ หลี่เอ้อร์ยานับว่าหมั้นหมายกับจางกั๋วจงแล้ว จางกั๋วจงมองโลกในแง่ดีมาก หลี่เอ้อร์ยาทำงานเลี้ยงชีพได้ หน้าตาก็ไม่เลว เป็นแบบที่เขาชอบ ยังจะคาดหวังอะไรอีกหรือ

หม่าเจินเหรินเลือกฤกษ์ยามวันมงคลให้จางกั๋วจงด้วยตนเอง ซึ่งก็คืออีกสองสัปดาห์ให้หลัง

จะแต่งภรรยา ไม่แจ้งทางบ้านคงไม่ได้ หลี่เอ้อร์ยาพอได้ยินว่าจะพบพ่อแม่สามีก็ตื่นเต้นจนแทบสำลัก สวมชุดที่หวงแหนทะนุถนอมไม่อยากสวมบ่อยด้วยความเสียดาย แต่ในสายตาของจางกั๋วจงออกจะดูเชย

คนที่ประหลาดใจมากที่สุดก็คือพ่อแม่ของจางกั๋วจง คางของผู้อาวุโสทั้งคู่แทบจะหล่นลงมาเฉาะเท้าตัวเอง คิดในใจว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืน คราวก่อนกลับบ้านมายังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผ่านไปเพียงแค่เดือนเดียวทำไมพาสะใภ้ที่หมั้นหมายกันเรียบร้อยแล้วกลับมา นี่เร็วเกินไปหน่อยแล้ว พวกเขาไม่รู้ว่าทั้งคู่มีความรู้สึกดีต่อกันมาเกือบสองปีแล้ว

ประหลาดใจก็ส่วนประหลาดใจ แต่ความดีใจมีมากกว่าครึ่ง สถานะทางครอบครัวก็ใช่ว่าจะดี ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค คุณปู่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ ลูกชายหาคู่ครองได้ง่ายก็น่าพอใจแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นแม่สาวที่อยู่ตรงหน้ารูปร่างสูง หน้าตาก็ไม่ด้อยเลย

พ่อแม่ของจางกั๋วจงมอบเงินสองร้อยกว่าหยวนให้จางกั๋วจงเพื่อให้เขาใช้ในการแต่งงาน ในกองเงินนั้นมีทั้งธนบัตรหนึ่งหยวนห้าหยวน คาดว่านี่คงเป็นทรัพย์สินทั้งหมดภายในบ้านแล้ว คราวนี้ทำเอาจางกั๋วจงซาบซึ้งจนแทบหลั่งน้ำตา ทางบ้านลำบากถึงเพียงนี้ ยังรวบรวมเงินสองร้อยกว่าหยวนให้เขาเอาไว้แต่งงาน จิตใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ช่างน่ายกย่องยิ่งนัก เริ่มแรกเขาไม่อยากได้ แต่ต่อมาคิดได้ว่าตนเองก็เป็นชายโสดตัวเปล่าเล่าเปลือยอย่างแท้จริง แม้แต่เงินที่จะซื้อผ้านวมผ้าห่มยังไม่พอ คงไม่อาจทำเหมือนแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงกระมัง จึงฝืนรับเงินมาหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน ส่วนจางกั๋วอี้น้องชายของจางกั๋วจงพอรู้ว่าพี่ชายจะแต่งงาน ก็ลากตัวพี่ชาย ออกปากว่าจะต้องมอบของขวัญอวยพรให้พี่ชายให้ได้

อย่าได้มองว่าคนเกิดมาจากท้องแม่เดียวกัน จางกั๋วอี้แตกต่างจากจางกั๋วจงผู้พี่ชายเป็นคนละแบบ จางกั๋วจงเป็นปัญญาชน มีปณิธานในใจ ห่วงใยประเทศชาติ แต่จางกั๋วอี้เป็นพวกเกกมะเหรก ตอนเรียนชั้นมัธยมปลายก็เป็นหัวหน้ากลุ่มอันธพาล วันๆ เอาแต่ชกต่อยทะเลาะวิวาท สุดท้ายมาทำงานที่โรงเรียนอาชีวะแทนพี่ชาย ยิ่งแสดงออกถึงพรสวรรค์ของตนเองด้านความเป็นผู้นำ การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและการประจานโดยใช้ความรุนแรง กลายเป็นกำลังสำคัญในการประจานด้วยความรุนแรงของคณะกรรมการปฏิวัติวัฒนธรรมประจำสถานศึกษาอย่างรวดเร็ว และยังติดต่อกับยุวชนแดงในโรงเรียนอื่นๆด้วยความฉับไวที่คาดไม่ถึง ก่อตั้งเป็น “กลุ่มความร่วมมือปฏิวัติแห่งสถานศึกษา” ที่มีอำนาจไม่อาจต้านทานได้ ทั้งยังกุมอำนาจการโยกย้ายส่วนใหญ่ขององค์กรระหว่างสถานศึกษา

ขอเพียงจางกั๋วอี้เอ่ยคำเดียว กองทัพผู้คนหลายร้อยคนอาจรื้อบ้านใครสักคนก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือองค์กรระหว่างสถานศึกษานี้ยังได้รับการอนุญาตอย่างกลายๆ จากคณะกรรมการปฏิวัติวัฒนธรรมประจำสถานศึกษา  ถึงขั้นร้องขอให้ “กลุ่มความร่วมมือปฏิวัติแห่งสถานศึกษา” นี้ไปต่อกรกับ “กลุ่มปกป้องจักรพรรดิ” ที่มีอำนาจอิทธิพลค่อนข้างมาก ปัจจุบันนี้จางกั๋วอี้กำลังคิดจะทวงคืนความเป็นธรรมให้คุณปู่ เรื่องนี้ในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ที่เหลือเชื่อมากกว่านั้นคือความคิดของจางกั๋วจงกลับได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการปฏิวัติวัฒนธรรมประจำสถานศึกษา เริ่มนำกำลังผู้คนจำนวนมากออกรวบรวมข้อมูลไปทั่วอย่างเปิดเผย

คืนนั้น จางกั๋วจงขี่จักรยานพาพี่ชายมาถึงทุ่งหญ้ารกชัฏชานเมืองใกล้เทียนจิน ชั่วเวลาพุ้ยข้าวสองสามคำก็หิ้วหีบหวายขนาดใหญ่ใบหนึ่งออกมา “พี่ ผมรู้ว่าพี่ชอบพวกของโบราณ ของพวกนี้เป็นของที่ผมริบมาตอนพาคนไปทำลายล้างสี่เก่า ผมเองก็ไม่รู้จัก แต่ดูแล้วเหมือนมีค่ามาก”

กลับมาถึงบ้าน จางกั๋วจงเปิดหีบ ที่เห็นก่อนก็คือท่อกระดาษสำหรับใส่ภาพวาด เปิดดูหนึ่งในนั้นแล้วค่อยๆ ดึงออกมา “หมื่นอย่างล้วนของต่ำ มีเพียงร่ำเรียนสูง…” จางกั๋วจงพินิจอย่างละเอียด ดูจากลายมือ จางกั๋วจงรู้สึกว่าอักษรสองบรรทัดนี้มีที่มาที่ไปใช่ย่อย จนกระทั่งคลี่ม้วนภาพออกมาจนหมดแล้ว หน้าผากของจางกั๋วจงก็ผุดเหงื่อชั้นหนึ่ง นี่คือลายมือของเหยียนเจินชิงขุนนางสมัยราชวงศ์ถัง แม่เจ้าโว้ย! ไอ้น้องชายแมวตาบอดที่รักได้เจอหนูตายเข้าแล้ว แต่ต่อมาพอคลี่ภาพอีกสองม้วน ทำเอาสองมือของเขาสั่นเทิ้ม

ภาพวาดทัศนียภาพยามเหมันต์ เป็นภาพหิมะขาวโพลน แต่งแต้มด้วยดอกเหมยยามหนาวยะเยือก เรือเดียวดาย เสื้อฟางกันฝน เมื่อจางกั๋วจงคลี่ดูการลงนามในภาพ แทบก้นจ้ำเบ้า จ่านจื่อเฉียนจิตรกรสมัยราชวงศ์สุย สุดยอด!

นอกจากสองภาพอักษรพู่กันนี้แล้ว ยังมีตำราโบราณเล่มหนึ่งชื่อว่า “กงหมิงซวี่” (สรรเสริญลาภยศ) ทีแรกจางกั๋วจงคิดว่าเป็นนิยายโบราณเหมือน “หรู่หลินไว่สื่อ” ของอู๋จิ้งจื่อ แต่พอพลิกอ่านดูถึงรู้ว่าไม่ใช่ ที่แท้นี่คือบันทึกที่จางกั๋วเยี่ยนเสนาบดีกรมยุติธรรมในรัชศกว่านลี่ ( เชิงอรรถ – ชื่อรัชศกสมัยจักรพรรดิหมิงเสินจง (ค.ศ.1573-1620) ) แห่งราชวงศ์หมิงจดบันทึกถึงสาเหตุแห่งชีวิตอันรุ่งเรืองและล่มจมของบรรดาขุนนางระดับสี่ขึ้นไป ทั้งที่ถูกปลด ถูกเนรเทศ ถึงขั้นถูกยึดทรัพย์บั่นคอ ตั้งแต่เริ่มต้นยุคหมิงจวบจนกระทั่งรัชศกที่เขามีชีวิตอยู่ อ่านแล้วเหมือนค่อนข้างน่าสนใจ

“บอกให้นะ ตำรานี่พี่จะเอาไว้ แต่ภาพสองม้วนนั่นเป็นสมบัติของชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ พี่ไม่รับไว้ แกต้องเก็บซ่อนไว้ให้ดี อย่าทำหาย”

กำชับกำชาน้องชายเสร็จ บอกลาพ่อแม่และปู่แล้ว วันถัดมาจางกั๋วจงก็พาหลี่เอ้อร์ยากลับหมู่บ้านหลี่

บัดนี้เกือบเข้าฤดูร้อนแล้ว ฤดูร้อนสำหรับหม่าเจินเหรินเป็นโอกาสอันดีที่จะทรมานจางกั๋วจง  ฤดูหนาวไม่ต้องลงนา อย่างมากก็ไปเดินเหยาะย่าง แบกไม้ฟืนไปมากหน่อย แต่ฤดูร้อนต่างกัน หม่าเจินเหรินไม่เพียงผูกถุงทรายหนักยี่สิบกว่าจินไว้ที่ขาของจางกั๋วจง ยังเริ่มให้เขาไปนอนที่สุสานทุกสามห้าวันด้วย

ห่างจากวันมงคลไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ จางกั๋วจงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หาสุสานที่แทบจะแบนเป็นพื้นราบแล้วลงเอนนอน ก่อนจะฮัมเพลง หลายวันมานี้ จางกั๋วจงเอาแต่นับนิ้วรอคอยวันแต่งงาน สำหรับจางกั๋วจงแล้ว แต่ก่อนนอนสุสานถือเป็นฝันร้าย พอนอนแล้วก็ไม่กล้าหลับตา ตระหนกเนื้อสั่นเป็นระยะ แต่ตอนนี้ไม่มีความรู้สึกอะไรแล้ว หมาจิ้งจอกหอนสองสามเสียง มองเห็นไฟผีนิดหน่อยก็รู้สึกปรกติเหมือนเห็นอึ่งอ่างในท้องนายามเช้า ไม่ต้องท่องเคล็ดคาถาอยู่กับบ้านกลับสบายกว่าเดิมเสียอีก

ในช่วงที่เขาพลิกตัว เตรียมหาท่าสบายยามนอน ก็รู้สึกว่ามีของแข็งดุนถูกตนเอง ทั้งยังเจ็บใช่เล่น “ของอะไรนี่” แหวกหญ้าออก จางกั๋วจงพบหัวเสาเข็มหินรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็ก แต่ละด้านยาวประมาณห้ามิลลิเมตร เห็นได้อย่างชัดเจนว่าแต่เดิมฝังอยู่ในพื้นดิน แต่กาลเวลาล่วงเลยนานเข้า พื้นดินบริเวณโดยรอยถูกน้ำเซาะไปไม่น้อย ส่วนที่โผล่พ้นพื้นดินขึ้นมาสูงประมาณกล่องไม้ขีดไฟ ด้านข้างสลักลวดลายเป็นเส้น คลับคล้ายแบบอักษรลี่ซูของคำว่า “น้ำ”(水) และ “ไฟ”(火) ส่วนบนสุดของเสาเข็มหินสลักคำว่า “อู่” (午)

จางกั๋วจงสูดหายใจยาว หรือว่านี่คือ…

ตอนที่ 6 ความลับ

เพื่อพิสูจน์ความคิดของตนเอง จางกั๋วจงเดินอ้อมสุสานนี้เสาะหาอย่างละเอียด ได้พบเสาเข็มหินที่สลักคำว่า “สื้อ” (巳) และ “เว่ย”(未) ตามคาด เสาเข็มหินทั้งสามปักห่างกันเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า โดยมีสุสานอยู่ตรงกลาง ย่างสามก้าวจากเสาเข็มหินที่สลักคำว่า “เว่ย” ออกไปด้านนอก จางกั๋วจงพบเสาเข็มหินที่สลักคำว่า “ไฮ่”(亥) อีกหนึ่งแห่ง ดูท่าความคิดของเขาได้รับการพิสูจน์ในขั้นต้นแล้ว สุสานนี้จัดวางเป็นผังพระเพลิง

สุสานผังพระเพลิงก็คือสุสานผังอัคคีแดง เป็นแบบแผนการตั้งสุสานที่โหดเหี้ยมถึงขีดสุด วิญญาณของมนุษย์สังกัดพลังอิน เมื่อพบน้ำก็จะแกร่งกล้า พบไฟย่อมอ่อนปวกเปียก

การจัดวางผังพระเพลิงในการฝังนั้นใช้เสาเข็มหินขนาดยาวสามฉื่อหกต้น สลักคำว่า สื้อ อู่ เว่ย ไฮ่ จื่อ โฉ่วแห่งสิบสองราศีปฐพี แล้วฝังไว้รอบสี่ทิศของสุสาน

สื้ออู่เว่ยอยู่ภายใน ไฮ่จื่อโฉ่วอยู่ชั้นนอก ในเคล็ด “บรรจบสามปฐพี” สื้ออู่เว่ยผสานเป็นไฟทางทิศใต้ ไฮ่จื่อโฉ่วผสานเป็นไฟทางทิศเหนือ สองไฟนี้ในวิชาเหมาซานเรียกว่า “หกไฟปฐพี” สำหรับวิญญาณคนปรกติ นี่เป็นการทำให้ทุกข์ทรมานมากที่สุด นอกจากนี้แล้ว ในหลุมยังต้องมีขี้เถ้าหอมเป็นพื้น ศพถูกฝังยามอู่ในวันฤดูร้อน โลงศพวางไปในทิศเหนือใต้ และใช้ไม้ดำ ( เชิงอรรถ – เหมาซานจัดไม้ดำเป็นไม้พลังหยางมีถิ่นกำเนิดในแถบเสฉวนเนื้อไม้แข็งแต่ไม่ได้มีไว้เพื่อทำโลงศพที่นำไม้ชนิดนี้มาทำโลงศพเพราะข้อแม้พิเศษของการวางผังสุสานเล่ากันว่าเก้าอี้เข็นโบราณที่จูกัดเหลียงใช้ก็ทำจากไม้ดำ ) ทำเป็นโลงศพ ใช้ฉื้อเซียว ( เชิงอรรถ – ส่วนประกอบหลักคือดินประสิว มีพลังหยางให้ผลดีเท่ากับผงชาดแต่แพงกว่ามากดังนั้นพิธีของชาวบ้านมักใช้ผงชาดแทนที่มีเพียงผู้มีอำนาจราชศักดิ์หรือเชื้อพระวงศ์จึงจะใช้ฉื้อเซียว ) ทาประหนึ่งเป็นโลงครอบ

สุสานที่ถูกจัดผังพระเพลิงนี้ วิญญาณของเจ้าของสุสานจะถูกกักขังไว้ในหลุมไม่ได้ไปผุดไปเกิด และต้องทนทุกข์ทรมานจากผังพระเพลิงนี้ไปชั่วกัลปวสาน พูดง่ายๆ ก็คือผังสุสานเช่นนี้ก็คือ “อเวจีมหานรก ( เชิงอรรถ – นรกแบ่งออกเป็นแปดขุมใหญ่ 1. สัญชีวนรก (นรกแห่งการเกิดอีกหน) 2. กาฬสุตนรก (นรกด้ายดำ) 3. สังฆาฏนรก (นรกตีกระทบ) 4. โรรุวนรก (นรกแห่งเสียงหวีดร้อง) 5. มหาโรรุวนรก (นรกแห่งเสียงหวีดร้องอย่างหนัก) 6. ตาปนรก (นรกแห่งความร้อน) 7. มหาตาปนรก (นรกแห่งความร้อนอย่างหนัก) 8. อเวจีมหานรก (นรกอันมิขาดสาย) ) ” ที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ว่าขณะมีชีวิตอยู่เจ้าของสุสานจะสั่งสมกรรมดีสั่งสมบุญกุศลมาอย่างไร พอตายไปย่อมประสบความทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร์กาลในอเวจีมหานรกที่สร้างขึ้น

ผังสุสานนี้ซินแสฮวงจุ้ยในสมัยหมิงท่านหนึ่งชื่อหลิวฉงเต๋อคิดค้นขึ้นตามพระบัญชาของจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ (จูตี้)

ในบันทึกศาสตร์เหมาซานกล่าวไว้ว่า ผังสุสานเช่นนี้จวบจนถึงปลายราชวงศ์ชิงใช้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่เอามาใช้ทรมานผู้เคราะห์ร้ายคนไหนกลับไม่ได้เอ่ยถึงเลยสักตัวอักษร

“ตัดคอยึดทรัพย์ยังไม่สาแก่ใจ คนโบราณพวกนี้ล่วงเกินไม่ได้เอาเสียเลย!” จางกั๋วจงไม่คาดเลยว่า สุสานผังพระเพลิงหนึ่งเดียวในพันจะมาอยู่ในหมู่บ้านหลี่ซึ่งเป็นที่รกร้างห่างไกลให้เขาพบเข้าจนได้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จางกั๋วจงอยากรู้ที่สุดว่าเจ้าของสุสานเป็นใครกันแน่ กระทำผิดมหันต์ถึงขั้นใดถึงได้ถูกลงทัณฑ์หนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้ ถึงขนาดว่าตายไปแล้วยังไม่ได้รับความสงบ ตามหลักแล้วพวกเน่าเฟะฉ้อฉลไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดใช้ของพวกนี้ ต่อให้เป็นพวกคิดก่อการลอบปลงพระชนม์ มากสุดถูกประหารเก้าชั่วโคตรทำลายสุสานบรรพชน แต่ท่านน้าสมัยราชวงศ์หมิงท่านนี้ โดนประหารเก้าชั่วโคตรและสุสานบรรพชนถูกทำลายนั้นเป็นเรื่องแน่นอน แต่ตัวเขาเองเป็นใครกันแน่ กระทำความผิดมหันต์ประเภทใดถึงทำให้จักรพรรดิเค้นสมองคิดสุสานอันเหี้ยมโหดเช่นนี้มาทรมานเขา

จางกั๋วจงค้นหาอยู่บริเวณโดยรอบอยู่ครึ่งค่อนวัน แต่ก็หาป้ายสุสานไม่พบ ก็ใช่ ทำผิดมหันต์เช่นนี้ จะตั้งป้ายสุสานได้อย่างไรกัน ตอนนี้จางกั๋วจงนึกถึงบันทึกกงหมิงซวี่เล่มนั้นที่น้องชายริบเอามาได้

จากบันทึกศาสตร์เหมาซาน ผังพระเพลิงคิดค้นขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง รัชศกหย่งเล่อ แต่บันทึกกงหมิงซวี่ เล่มนี้เขียนในรัชศกว่านลี่ ซึ่งก็คือหลังจากผังพระเพลิงนี้ถูกคิดค้นแล้วหนึ่งร้อยกว่าปีให้หลัง หากท่านน้าในสุสานเป็นขุนนางระดับสี่ขึ้นไป น่าจะมีบันทึกโดยละเอียด บัดนี้จางกั๋วจงได้แต่สงสัยใคร่รู้ และเขาในตอนนี้ไม่อาจรู้ได้เลยว่าความสงสัยใคร่รู้นี้จะทำให้ทั้งชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไป

วันถัดมา สิ่งแรกที่จางกั๋วจงกระทำเมื่อกลับมาถึงบ้านก็คือ เล่าเรื่องการค้นพบเมื่อคืนนี้ของตนเองให้หม่าเจินเหรินฟัง หม่าเจินเหรินพอได้ยินแล้วก็ตะลึงงัน ไม้ขีดไฟที่จุดยาเส้นเกือบจะเผาโดนนิ้วของตนเอง

“แกมองผิดหรือเปล่า”

“เป็นไปไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่ายังมีแบบแผนที่คล้ายผังพระเพลิง ผมเห็นเสาเข็มหินสี่ต้น”

“ถ้าใช้ผังหกไฟปฐพีก็มีแค่แบบเดียว ไม่มีแบบอื่นแล้ว ข้ายังคิดว่านั่นเป็นเพียงแค่ตำนาน” หม่าเจินเหรินเกลี่ยยาเส้น เหมือนคิดอะไรอยู่ “กั๋วจงเอ๋ย สุสานนั่นก่อนที่จะรู้ว่าเป็นของไอ้วัณโรคตัวไหนก็อย่าเพิ่งไปแตะต้อง คืนนี้ข้าจะตามไปเปิดหูเปิดตาดูสักหน่อย” สำหรับผังพระเพลิงหายากหนึ่งในพันนี้ ดูท่าหม่าเจินเหรินเองก็อยากประจักษ์กับสายตา

ในบันทึกกงหมิงซวี่ จางกั๋วจงเทียบจนพบผู้เคราะห์ร้ายสมัยราชวงศ์หมิงได้อย่างรวดเร็ว รัชศกหย่งเล่อเป็นสมัยที่ราชวงศ์หมิงรุ่งเรืองถึงขีดสุด เป็นยุคสมัยสุขสงบเรืองรองอย่างแท้จริง ระยะเวลายี่สิบห้าปีที่จูตี้ครองบัลลังก์ ขุนนางใหญ่ที่ถูกลงทัณฑ์สาหัสมีสี่คน

คนหนึ่งถูกตัดคอเพราะยักยอกเงินพระคลังในการจัดการชลประทานแม่น้ำไหวถึงสิบห้าหมื่นตำลึง

คนหนึ่งเพราะเขียนกลอนรำลึกถึงจักรพรรดิจูอวิ่นเหวินผู้ยิ่งใหญ่ในรัชกาลที่สอง ถึงถูกริบทรัพย์ (คาดว่าเพราะดื่มจนเมามาย ร่ายความไม่พอใจเกี่ยวกับราชสำนัก ผลคือถูกข้อหาเป็นพวกคิดก่อการกบฏ)

ที่แปลกที่สุดก็คือเจ้าเมืองที่ชื่อโจวเหลียนเฉิน เพราะแอบซุกซ่อนชุดมังกร ทั้งบ้านจึงถูกเนรเทศไปซินเจียง โจวเหลียนเฉินผู้นี้เป็นเจ้าเมืองระดับสี่ ในมือไร้ทรัพย์ ปราศจากกำลังทหาร คิดก่อการกบฏเป็นเรื่องเพ้อฝัน เดาว่าคงอยากใส่ชุดมังกรสนองความอยากบ้าง ผลก็คือถูกจูตี้ถอนรากถอนโคน

“แอบซุกซ่อนชุดมังกรในสมัยโบราณถือเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ แต่พวกนี้ก็ยังไม่ถึงขั้นถูกประหาร ดูท่าจักรพรรดิคงถูกเจ้าเมืองสมองหมูผู้นี้ทำให้กริ้วเท่านั้น”

บัดนี้ ชื่อของจ้าวเล่อแห่งสถาบันราชบัณฑิตฮั่นหลินทำให้จางกั๋วจงสนใจ 

ในบันทึกไม่ได้พรรณนาถึงคนผู้นี้มากนัก บันทึกเพียงว่า “จ้าวเล่อ นามจิ้งชง ฉายาวั่งจือ ความสามารถสามัญ รัชศกเจี้ยนเหวิน ปีจี๋เหม่า สอบหน้าพระที่นั่ง ไม่ผ่านเกณฑ์ รัชศกหย่งเล่อ ปีซินเหม่า เป็นราชบัณฑิตในสถาบันราชบัณฑิตฮั่นหลิน ดำรงตำแหน่งราชบัณฑิตเอกในรัชศกหย่งเล่อปีกุ่ยสื้อ รัชศกหย่งเล่อ ปีเจียอู่ เป็นอันตรายต่อราชสำนัก เป็นอันตรายต่อประชาราษฎร์แลอาณาจักร จักรพรรดิองค์ก่อนทรงลงทัณฑ์ ประหารเก้าชั่วโคตร ทำลายที่ฝังบรรพชน”

ดูท่าจ้าวเล่อก็คือผู้เคราะห์ร้ายที่อยู่ในสุสานนี้ “แปลกจัง คนผู้นี้ไม่ผ่านเกณฑ์ตอนสอบหน้าพระที่นั่งสมัยจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน พอมาถึงสมัยจูตี้ครองบัลลังก์ ไม่ต้องสอบก็เข้าเป็นราชบัณฑิตในสถาบันฮั่นหลิน หรือว่าเกี่ยวดองเป็นญาติกับจูตี้”

ยามนี้จางกั๋วจงถูกข้อสงสัยยาวเป็นพรวนนี้ทำเอาสับสนงุนงงไปหมด  หรือว่าคนผู้นี้แบไต๋ให้จูตี้เห็นว่าเขารู้เรื่องที่จูตี้เกี่ยวพันกับการกบฏ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางใช้เส้นสายเข้าไปเป็นราชบัณฑิตในฮั่นหลินได้โดยตรงแบบนี้ แต่คนผู้นี้กลับถูกประหารก่อนจูตี้จะสวรรคตหนึ่งปี แถมยังโดนประหารเก้าชั่วโคตร เรื่องทั้งหมดนี้เหมือนกะทันหันอย่างยิ่ง เหมือนเขารู้ความลับอะไรสักอย่างของจูตี้ถึงถูกฆ่าปิดปาก

และจากบันทึกกงหมิงซวี่ ความลับนี้น่าจะเพียงพอสั่นคลอนอำนาจในการปกครองของราชวงศ์หมิงซึ่งกำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยนั้น

อีกอย่างการบันทึกใน “กงหมิงซวี่” นั้นบันทึกเนื้อหาอย่างละเอียดยิ่ง ทั้งบันทึกชื่อแซ่นามกรของขุนนางทุกท่าน เวลาใดเข้ารับราชการ เวลาใดรับตำแหน่ง เหตุใดจึงประสบเคราะห์ อีกทั้งโดนลงทัณฑ์อย่างไร ถูกฝังไว้ที่ไหนหรือถูกเนรเทศไปที่ไหน เขียนถึงขุนนางบางคนไว้ถึงห้าหกหน้า

แต่สำหรับจ้าวเล่อคนนี้ เหมือนเขียนอย่างคลุมเครือพอให้ผ่านๆ ไป จางกั๋วเยี่ยนซึ่งเขียนบันทึกเล่มนี้ดีชั่วก็เคยเป็นเสนาบดีกลาโหมและเสนาบดีกรมยุติธรรม เทียบกับตำแหน่งในยุคปัจจุบันก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและประธานศาลสูงสุด คนที่อยู่ในตำแหน่งนี้เอ่ยถึงจ้าวเล่อยังเอ่ยเป็นนัย ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ดูท่าความลับที่จ้าวเล่อกุมไว้ในมือเหมือนเป็นความลับของราชวงศ์ ถึงขั้นเป็นความลับส่วนตัวของจูตี้

ท่านประธานเหมาเคยกล่าวว่าอำนาจรัฐเกิดจากปากกระบอกปืน ราชสำนักหมิงในตอนนั้นกองกำลังทหารและเสบียงพรักพร้อม อำนาจทางทหารก็อยู่ในเงื้อมมือของราชสำนักอย่างไม่สั่นคลอน จ้าวเล่อเป็นเพียงขุนนางพลเรือนคนหนึ่ง กุมความลับอย่างไหนกันถึงจะเพียงพอให้สะท้านสะเทือนประเทศ

คืนนี้เอง หม่าเจินเหรินและจางกั๋วจงมาถึงสุสานที่มีผังพระเพลิง  หม่าเจินเหรินใช้มือแหวกหญ้าออก แวบเดียวก็เห็นเสาเข็มหิน

“แม่งโว้ย มีผังอย่างนี้จริงเสียด้วย มิน่าหมู่บ้านถึงได้แล้งทุกปี”

“ฝนแล้งเกี่ยวกับของนี่ด้วยหรืออาจารย์”

“เกี่ยวสิ เจ้าเสาเข็มนี่ฝังลงในดินกลับไม่เป็นอะไร สองปีก่อนฝนตกหนัก เลยชะจนโผล่จากดิน ไฟสองกองเผาผลาญอยู่แบบนี้ไม่แล้งได้ยังไง แบบแผนนี้ไม่ใหญ่ ถ้าเกิดใหญ่กว่านี้ เกรงว่าทั้งมณฑลเหอเป่ยคงแล้งไปหมด”

ไม่นานมานี้มีฝนตกมากอยู่ปีหนึ่ง นับแต่นั้นมาแถบหมู่บ้านหลี่นี้ก็มีฝนน้อยเก็บเกี่ยวได้น้อย และยังสาหัสขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่น้ำในบ่อน้ำยังแห้งขอดเห็นก้นบ่อ

“รอบนอกห่างออกไปยี่สิบลี้ฝนตกซู่ห่าใหญ่ แต่แถบนี้ไม่ตกเลยสักหยด ข้าเองยังคิดจะวางค่ายดูว่ามันเกิดอะไรกันแน่ แต่ค่ายนี้ยังไม่ทันได้วาง ก้านธงเหลืองก็หักเสียก่อน”

ก่อนที่จะทำพิธีของวิชาเหมาซาน จะปักธงเหลืองไว้หน้าแท่นทำพิธี บนธงจะเขียนยันต์ส่องฟ้าเพื่อสังเกตมติสวรรค์ หากก้านธงหักหรือธงล้มลง นั่นคือความลับแห่งสวรรค์หรือมีพลังที่ผู้ทำพิธีกรรมไม่อาจสู้ได้ ต้องหยุดพิธีทันที ไม่เช่นนั้นอย่างเบาก็ทอนอายุ อย่างหนักก็ถึงตาย หากธงเหลืองล้มยังพอว่า แต่ถ้าหักกลางอากาศ ก็แสดงว่าเป็นของที่ห้ามแตะต้องโดยเด็ดขาด

“ข้าดูแล้วนี่เป็นผังใหญ่ ค่ายนี้จึงไม่กล้าวาง มากน้อยก็ไม่ได้แล้งถึงขั้นคนอดตาย แต่ตอนนี้ถูกแกเจ้ากระต่ายผยองชนเข้า ถ้าเกิดโผล่ขึ้นมาอีกนิด คงแล้งจนผู้คนอดอยากเป็นแน่”

“อย่างนั้นทำยังไงดี ขุดมันเลยไหม”

บัดนี้หม่าเจินเหรินก็ตกอยู่ในภวังค์ กล่าวกันว่า “เหนือภูผายังมีภูผา เหนือฟ้ายังมีฟ้า” หลิวฉงเต๋อสมัยหมิงผู้นั้นแม้เอ่ยว่าเป็นเพียงซินแสฮวงจุ้ยไร้ชื่อเสียง แต่คนผู้นี้คิดค้นผังสุสานที่เชื่อมต่อไปถึงมิติลี้ลับแห่งสวรรค์ จัดวางได้แต่ทำลายไม่ได้ ส่วนทำไมถึงทำลายไม่ได้ ทำลายแล้วจะมีผลลัพธ์อย่างไร แม้แต่หม่าเจินเหรินเองก็ยังไม่รู้ แต่แตะต้องไม่ได้นั้นเป็นเรื่องแน่นอน ธงเหลืองซึ่งก้านหักเป็นข้อพิสูจน์ที่มีพลัง

“ทิ้งมันเอาไว้ก่อนเถอะ ถ้าไม่ไหวแล้วจริงๆ ค่อยว่ากัน” หม่าเจินเหรินตบก้น เดินกลับไปหมู่บ้านอย่างเงียบๆ กระนั้นจางกั๋วจงหนุ่มเลือดร้อนวัยยี่สิบกว่ากลับให้ความสนใจสุสานแห่งนี้เพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

ตอนที่ 7 ปานดำ

หนึ่งสัปดาห์เป็นเวลาเพียงพริบตา งานแต่งงานของจางกั๋วจงและหลี่เอ้อร์ยากำหนดขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม หม่าเจินเหรินเอ่ยว่าหลายวันมานี้ลูกศิษย์ลำบากแล้ว จะแต่งเมียก็ต้องบำรุงกันหน่อย

วันที่ 18 พฤษภาคมก็ออกไปแต่เช้าตรู่ ดึกดื่นจึงค่อยกลับมา แบกตะพาบน้ำมาหนึ่งถุงผ้าดิบขนาดใหญ่ บอกว่าจะเอามาตุ๋นน้ำแกงให้ลูกศิษย์ดื่ม

ใกล้ๆ หมู่บ้านหลี่ ค่อนไปทางทิศใต้เจ็ดสิบลี้มีทะเลสาบน้ำจืดชื่อว่า “ถวนป๋อวา” เท่านั้นที่มีตะพาบน้ำ หม่าเจินเหรินอายุร้อยกว่าปี ระยะทางเจ็ดสิบกว่าลี้สามารถไปกลับได้ภายในหนึ่งวัน ยังต้องเผื่อเวลาลงไปงมหาตะพาบน้ำในทะเลสาบอีก ทำให้จางกั๋วจงตกตะลึงอย่างยิ่ง

แต่น้ำแกงตะพาบน้ำหม้อนี้ ที่จริงจางกั๋วจงไม่ค่อยได้กินเท่าไหร่ แปดสิบเปอร์เซ็นต์ให้ผู้ใหญ่หลี่และลูกชายสามคนกิน ต่างคนต่างกินจนหน้าแดงหูแดง

ผู้ใหญ่หลี่อนุมัติที่สร้างบ้านผืนหนึ่งในหมู่บ้านให้จางกั๋วจง หาแรงงานมากลุ่มใหญ่ก็สร้างบ้านสองห้องเสร็จอย่างชำนิชำนาญ แน่นอนมาช่วยสร้างบ้านให้หม่าเจินเหรินและจางกั๋วจง ชาวบ้านกลุ่มนี้กระตือรือร้นเป็นที่ยิ่ง สุดท้ายจางกั๋วจงรั้งอยู่หลายครั้งให้ทุกคนอยู่ต่อ ทุกคนถึงได้อยู่ดื่มสุราฉลองในบ้านใหม่

พ่อแม่ของจางกั๋วจงก็จากเมืองมาหาถึงที่นี่ หลังกราบไหว้ฟ้าดินเสร็จเรียบร้อย จางกั๋วจงนับว่าแต่งหลี่เอ้อร์ยามาเป็นภรรยาอย่างเป็นทางการ บัดนี้บรรดาสาวๆ ที่แอบหลงรักจางกั๋วจงและพวกหนุ่มๆ ที่เพ้อฝันถึงหลี่เอ้อร์ยานับว่าตัดใจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว มีคดีหลี่ซู่หลินเป็นตัวอย่าง ยังมีหน้าไหนกล้าทำอะไรหลี่เอ้อร์ยาอีก

หลังแต่งงาน รายการฝึกซ้อมของจางกั๋วจงก็เปลี่ยนไป หม่าเจินเหรินเริ่มให้จางกั๋วจงฝึกสิ่งที่ไม่มีในตำราแม้แต่น้อย เช่น การเบิกเนตร

เห็นเพียงหม่าเจินเหรินเขียนอักษรคำว่า “หก” ในกระดาษหนังสือพิมพ์ จากนั้นก็พับกระดาษหนังสือพิมพ์ “ข้าเขียนว่าอะไร”

จางกั๋วจงแทบเป็นลม “อาจารย์ อาจารย์ไม่ได้ให้ผมดู ผมจะไปรู้ได้ยังไงว่าอาจารย์เขียนอะไร นี่จะเล่นมายากลหรือไง”

“ไอ้เด็กบ้า ถุงทรายหนักยี่สิบกว่าจินมัดอยู่กับขา แกยังจะบอกว่าข้าจะสอนเล่นมายากลหรือ” พูดพลางหม่าเจินเหรินใช้นิ้วชี้จิ้มมาที่หว่างคิ้วของจางกั๋วจง “รู้สึกยังไง”

นิ้วชี้ของหม่าเจินเหรินจิ้มอยู่ที่หว่างคิ้ว จางกั๋วจงรู้สึกแต่เพียงว่าจะเจ็บก็ไม่ใช่ จะคันก็ไม่เชิง แต่เป็นความรู้สึกแปลกๆที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

“ตอนนี้ข้าจะสอนให้แกเปิดเนตรทิพย์ หลับตาแล้วจ้องมาที่กระดาษนี่ มองไม่ออกว่าข้าเขียนอะไร ไม่อนุญาตให้นอน!” บัดนี้จางกั๋วจงนึกถึงเคล็ดคาถาศาสตร์หทัยที่ท่องก่อนหน้านี้ อย่าง “หกเทพเจ้าหากตั้งมั่นจิตใจย่อมสมบูรณ์พร้อมเอง” “ปราณผ่านด่านฟ้าทองไม้ดิน” เป็นต้น พยามยามโคจรลมปราณทั่วร่างไปยังส่วนศีรษะ รู้สึกแต่เพียงว่าตั้งแต่จุดตันเถียนบริเวณท้องน้อยอวัยวะตันภายในทั้งห้าและอวัยวะกลวงภายในทั้งหก ( เชิงอรรถ – อวัยวะตันภายในทั้งห้าคือหัวใจ ตับ ม้าม ปอด ไต อวัยวะกลวงภายในทั้งหกคือกระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ และช่วงลำตัวบน กลาง ล่าง ) ค่อยแผ่กระแสความร้อนขึ้นมาในสมอง แต่ไม่ว่าจางกั๋วจงจะพยายามอย่างไร หลับตาแล้วจะไปมองเห็นอะไรได้อย่างไรกัน  แถมยังมีกระดาษหนังสือพิมพ์กั้นขวางเอาไว้อีก

หลายวันมานี้ ศาสตร์หทัยของจางกั๋วจงมีความก้าวหน้าขึ้นมาก แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นกำลังภายในแบบแข็งกร้าว แต่ใช้นิ้วมือดีดก้านต้นเกาเหลียงจนขาดได้ นิ้วชี้และนิ้วโป้งบีบเปลือกลูกมันฮ่อจนแตกยังไม่มีปัญหา หนึ่งคือแรงดีด อีกหนึ่งคือความแข็งแกร่ง เหล่านี้ล้วนมีความสัมพันธ์อย่างใหญ่หลวงกับวิชาเหมาซาน ปลดถุงทรายออกแล้ว วิ่งเหยาะสี่สิบกว่าลี้ก็ยังไม่รู้สึกเหนื่อย ที่จริงนี่เป็นเพียงขั้นพื้นฐานของศาสตร์หทัย หยุดอยู่เพียงแค่การยกระดับศักยภาพของร่างกาย แต่นี่สำหรับจางกั๋วจงแล้ว เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากแล้ว

แม้ไม่เห็นตัวอักษรด้านหลังกระดาษหนังสือพิมพ์ แต่หลังจากเค้นอยู่หนึ่งชั่วโมง จางกั๋วจงที่หลับตาอยู่จู่ๆ ก็มองเห็นสายสีเหลืองเฉียดร่างผ่านไป จากนั้นก็เป็นสายของเงาแสงสีเหลืองออกแดงเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า จึงอดใจไม่อยู่ลืมสองตาขึ้นดู พบว่าเป็นหมาใหญ่ตัวสีเหลืองของข้างบ้านวิ่งผ่านเข้ามาจากลานบ้านด้านนอก และหลี่เอ้อร์ยากำลังรินน้ำให้เขาอยู่ตรงหน้า

“เห็นอะไรหรือ” หม่าเจินเหรินย่ำเท้าอยู่ข้างๆ ถามจางกั๋วจงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความตะลึงพรึงเพริด

“ผมเห็นหมาสีเหลืองกับเอ้อร์ยา”

“โอ้! ไอ้เด็กร้ายกาจ ข้าว่าแล้วว่ามองคนไม่ผิดแน่!” หม่าเจินเหรินดีอกดีใจจนกระโดดเร่าๆ อยู่บนเตียงคั่ง ( เชิงอรรถ – เตียงที่มีที่ใส่ฟืนด้านล่างเพื่อให้ความร้อนในฤดูหนาว ) “ก่อนหน้าแกก็มีศิษย์พี่รูปหล่อของแกคนหนึ่ง พอถึงขั้นแกนี่ ต้องใช้เวลาเดือนหนึ่งเต็มๆ ถึงจะมองเห็น แกใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวก็มองเห็นแล้ว!”

จางกั๋วจงรู้มาว่าเบิกเนตรเป็นการแยกแยะสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตออกจากกัน (ภูตผีและเดรัจฉานที่บำเพ็ญจนเป็นเซียนมักกำบังพรางตาผู้คน อาศัยเนตรทิพย์นี้จะสามารถมองพวกมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง) เป็นการกระตุ้นศักยภาพสัตว์ป่าในร่างมนุษย์ ปลุกความไวต่อกระแสพลังหยางเหมือนที่ลิงไวต่อกระแสพลังหยางอย่างไรอย่างนั้น จากคำอธิบายของวิชาเหมาซาน มนุษย์เรานอกจากตาเนื้อสองข้างแล้ว ยังมีดวงตาที่สามซึ่งก็คือเนตรทิพย์ระหว่างคิ้วทั้งสอง นี่หาใช่ตาเนื้อไม่ แต่เป็นอวัยวะที่มนุษย์เอาไว้รับรู้กระแสพลังหยางมาตั้งแต่โบราณกาล

ในวิชาเหมาซานเรียกว่า “เนตรทิพย์” นิกายจ้งเก๋อเรียกว่า “สดับฟ้า” มีส่วนช่วยศาสตร์หทัยคลับคล้ายกับเทคนิคพิเศษแห่งปราณหทัยของกำลังภายใน อวัยวะที่ดับสนิทไปแล้วมีโอกาสถูกกระตุ้นให้ใช้การได้อีกครั้ง และศักยภาพในร่างกายมนุษย์นี้เมื่อถูกกระตุ้นจนโคจรได้อย่างราบรื่นก็จะรู้กระจ่างแจ้งถึงกระแสไหลเวียนของพลังอินหยาง ยามที่ขับไล่ภูตผีสยบวิญญาณก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ทว่าสิ่งที่ทำให้จางกั๋วจงแอบสบถในใจก็คือ ต่อให้ร้ายกาจถึงขั้นไหน เบิกเนตรแล้วก็ยังมองไม่เห็นตัวอักษรที่เขียนบนกระดาษหนังสือพิมพ์สักนิด ถูกคำสรรเสริญเยินยอของตาแก่เดนตายนี่หลอกเอาเข้าอีกครั้ง

เพิ่งควบคุมเนตรทิพย์ได้ ศาสตร์ถ่ายเทลมปราณก็มาอีก เพิ่งฝึกศาสตร์ถ่ายเทลมปราณได้ ศาสตร์ยันต์โลหิตก็โผล่มา จางกั๋วจงโดนยำจนผมร่วง ในระหว่างนี้ หม่าเจินเหรินก็จะไปปีนเขาหาโสมป่าทุกสามในห้าวัน ไม่ก็ไปงมตะพาบน้ำสองสามตัวมาตุ๋นน้ำแกงให้จางกั๋วจง

แม้กล่าวว่าภูเขาฉางไป๋ แนวเทือกเขาซิงอันเป็นแหล่งกำเนิดโสมคนของเมืองจีน แต่ในแนวเทือกเขาเยียน ก็มีโสมคนเจริญเติบโตอยู่บ้างในปริมาณเล็กน้อย โสมคนชนิดนี้เรียกว่าโสมคราม คุณค่าทางอาหารไม่ด้อยไปกว่าโสมเกาหลีที่เจริญเติบโตอยู่แถบเขาฉางไป๋

หลายปีมานี้ในหมู่บ้านแห้งแล้งกันดารมากขึ้น แต่สมัยนี้เป็นยุคที่พลังแห่งมนุษยชาติเอาชนะธรรมชาติได้ แม้ทรัพยากรต่างๆ ค่อนข้างขาดแคลน แต่คอมมูนย้ายเครื่องสูบน้ำมาให้หมู่บ้านหลี่สองเครื่อง ชาวบ้านขุดคลองส่งน้ำจากแม่น้ำเชาฉ่าง ความแล้งที่ติดต่อกันมาเป็นปีจึงไม่ส่งผลกระทบอะไรสาหัสมากนักต่อการผลิต

เวลาสองปีผ่านไปอย่างรวดเร็วเพียงพริบตา หม่าเจินเหรินคำนวณไว้ว่าจางกั๋วจงอายุสามสิบถึงจะได้ลูกชาย ดังนั้นจางกั๋วจงจึงไม่รีบร้อน แต่หลี่เอ้อร์ยากลับนั่งไม่ติด ทุกคืนคว้าตัวจางกั๋วจงไปผลิตมนุษย์ตัวน้อย

ตอนเช้าจางกั๋วจงมักถูกหม่าเจินเหรินทรมานจนแทบยืดเอวไม่ขึ้น กลางคืนยังต้องเร่งผลิตชีวิตกับหลี่เอ้อร์ยาอีก หากไม่ใช่ทุกสามวันห้าวันหม่าเจินเหรินบำรุงชดเชยพลังชีวิตให้เขาด้วยการตุ๋นโสมคนตุ๋นตะพาบน้ำให้ เกรงว่าคงฉี่ออกมาเป็นเลือดไปนานแล้ว

วันนี้ จางกั๋วจงกลับมาจากท้องนา เดิมคิดจะสูบบุหรี่พักผ่อนเสียหน่อย

ในสมัยนั้นในท้องนามักมีงู คนในท้องถิ่นเรียกว่าหนอนยาว การสูบบุหรี่โดยเฉพาะการสูบใบยาสูบแห้ง สามารถป้องกันงูได้ ดังนั้นจางกั๋วจงจึงถูกบีบให้ต้องสูบบุหรี่ไปด้วย

ทันใดนั้นผู้ใหญ่หลี่พาคนสองคนเดินกะโผลกกะเผลกมาผลักเปิดประตูบ้านเขา

“นี่หลานน่ะ” ผู้ใหญ่หลี่ชี้มาที่จางกั๋วจงแล้วเอ่ยแนะนำอย่างภูมิใจ จางกั๋วจงประเมินสองคนที่ผู้ใหญ่หลี่พามา หน้าตาเหมือนผู้ลี้ภัย ดวงหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ลึกล้ำสาหัส

คนที่ผู้ใหญ่หลี่พามาอย่างไรเสียจางกั๋วจงก็ต้องให้เกียรติไว้หน้า เพราะหลายปีมานี้ล้วนอาศัยหัวหน้าที่ไม่ค่อยเอาการเอางานคนนี้เป็นคนดูแล “ทั้งสองท่านคือ…”

 ที่ทำให้จางกั๋วจงผิดคาดก็คือ ทั้งสองคนต่างคุกเข่าเสียงดังตรงหน้าจางกั๋วจง การกระทำนี้แม้แต่ผู้ใหญ่หลี่ยังตะลึง

“เรื่องอะไรกัน มีอะไรค่อยๆ พูด นี่จะทำอะไรกัน” จางกั๋วจงรีบขึ้นหน้าไปประคองหนึ่งในสองผู้ใหญ่ ตอนนี้หลี่เอ้อร์ยาก็ออกมาแล้ว พอเห็นฉากนี้ก็ตาค้าง คนแก่หนึ่ง คนหนุ่มหนึ่ง กำลังคุกเข่าต่อหน้าจางกั๋วจง

จางกั๋วจงรู้ว่าทั้งสองคนนี้คือผู้ใหญ่หลิวและสมาชิกในหน่วยผลิตหลิวเจียเตี้ยนซึ่งอยู่ห่างออกไปยี่สิบลี้ สองวันก่อนภายในหมู่บ้านซ่อมเตาเผาอิฐ ขุดเจอสุสานโบราณแห่งหนึ่ง สุสานไม่ถือว่าใหญ่ แต่ผู้ที่เข้าร่วมการขุดสุสาน ทุกคนต่างมีปานดำทั่วร่าง ในบรรดานั้นรวมทั้งลูกชายสองคนของผู้ใหญ่หลิวและพ่อของสมาชิกในหน่วยผลิตคนนี้

ปานดำนี้ในตอนแรกไม่สาหัส ใต้ผิวปรากฏเพียงรอยปานดำจางๆ ไม่เจ็บไม่คัน ตอนที่เริ่มเป็นทุกคนต่างไม่ได้ใส่ใจ แต่ระยะเวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ หลายคนเกิดอาการผิวบวมแดง เน่าเปื่อย น้ำเหลืองน้ำหนองไหลนองเยิ้ม และบริเวณสีดำใต้ผิวหนังก็เริ่มแผ่ลึกลงไปมากขึ้น อีกทั้งยังคันจนสุดจะทานทน 

หนุ่มอายุยี่สิบปีคันจนร้องไห้โฮ อยู่ไม่สู้ตาย แต่พอขยับเขยื้อนตัวเล็กน้อยก็เจ็บปวดเหมือนนิ้วมือจะขาด สมาชิกในคอมมูนที่อายุค่อนข้างมากหน่อยเป็นลมวันหนึ่งหลายต่อหลายครั้งเพราะความเจ็บปวด  พอฟื้นขึ้นก็เกิดอาการคันทะลุทะลวงหัวใจ โดยเฉพาะลูกชายของผู้ใหญ่หลิวถึงขั้นคิดสั้น

ตอนนี้คนพวกนี้ลงนาไม่ได้แล้ว แม้แต่ส้นเท้ายังเริ่มเกิดปานดำ นายแพทย์ทั้งจากในอำเภอและในเมืองต่างเคยมาดูอาการแล้ว แถมยังมีผู้เชี่ยวชาญมาด้วย แต่ทุกคนต่างก็ไม่เคยเห็นโรคชนิดนี้มาก่อน เผชิญหน้ากับกลุ่มชาวบ้านที่อยู่ไม่สู้ตายก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ชาวบ้านบางคนที่อาการหนักได้แต่ให้ดื่มยาชาซึ่งใช้สำหรับการผ่าตัดใหญ่บรรเทาอาการไปก่อน ด้วยเกรงว่าจะเป็นโรคติดต่อ

นอกจากชาวบ้านสามคนที่ถูกลำเลียงเข้าไปในเมืองแล้ว ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่อาการเบาหน่อยต่างถูกกักกันให้การรักษา พูดให้น่าฟังก็คือเป็นการรักษา แต่ในความเป็นจริงแล้วสำหรับสมัยนั้นผนวกกับเงื่อนไขทางการแพทย์ของสถานที่นั้น ไม่ต่างอะไรไปกับการรอความตาย

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับโรคที่ไม่เคยได้ยินไม่เคยพบเห็นมาก่อน ประกอบกับสาเหตุที่ผู้ป่วยต่างเป็นคนที่ซ่อมเตาเผาอิฐ ทุกคนจึงโยงเรื่องความเจ็บป่วยครั้งนี้กับเรื่องขุดพบสุสานเข้าด้วยกันโดยอัตโนมัติ เชิญซินแสมาแล้วหลายคน ดูอยู่ครึ่งค่อนวันต่างก็บอกว่าไม่เกี่ยวกับสุสานโบราณ ฟันธงว่าเป็นโรค แต่ทำไมคนที่ไม่ได้ขุดเตาเผาถึงไม่เป็น คนที่ขุดเตาเผาต่างเป็นกันถ้วนหน้าไม่ขาดสักคน ด้วยความจำใจ ผู้ใหญ่หลิวได้แต่บากหน้ามาพบผู้ใหญ่หลี่ซึ่งเคยมีความขัดแย้งกันมาก่อน ให้เขาช่วยเชิญผู้วิเศษที่รักษาอาการแขกชนให้หลี่ต้าหมิงจนหายดีเมื่อสองปีก่อน

ยามนี้หม่าเจินเหรินไปปีนเขาเก็บโสมพอดี เร็วสุดมะรืนนี้ถึงจะกลับมา แต่ผู้มาเยือนไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว

สุภาษิตว่าไว้ “พออาการไข้สาหัส หาหมอที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น” ลูกชายของผู้ใหญ่หลิวกำลังนอนแบ่บอยู่ในเขตกักกันเชื้อโรคอย่างทุกข์ทรมาน เอ่ยตามจริงแล้ว จางกั๋วจงเองก็ไม่เคยได้ยินเรื่องโรคประหลาดแบบนี้มาก่อน ในบันทึกเหมาซานและในบันทึกศาสตร์เหมาซานไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวข้องหรือที่คลับคล้ายกันเลย

“ผู้ใหญ่หลิว ฟังจากที่คุณพูดมา ลูกชายของคุณกับชาวบ้านเหมือนกับป่วยจริงๆ นี่นา ไม่เหมือนถูกกระทำจากเซียนหรืออะไรสักหน่อย คุณควรเชื่อในวิทยาศาสตร์สิครับ!”

ผู้ใหญ่หลิวผู้นั้นบัดนี้ล้วงบุหรี่ยี่ห้อ “ลวี่เยี่ย” (ใบเขียว) ออกมาสองสามกล่อง อีกทั้งธนบัตรสิบหยวนออกมาอีกปึกหนึ่งพร้อมกับคุกเข่า “คุณจาง อายุขนาดฉันคงมีลูกอีกไม่ได้แล้ว ถ้าคุณไม่ไยดีพวกเรา ตระกูลหลิวของฉันคงหมดสิ้นผู้สืบทอดที่รุ่นฉันเป็นแน่ คุณจาง!”

ทั้งคุกเข่าทั้งร่ำไห้อย่างนี้ จางกั๋วจงยิ่งไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี นี่ไม่เท่ากับเอาภรรยาหม้ายมาช่วยออกแรงขอร้องด้วยหรอกหรือ เป็นอาการป่วยชัดๆ ต่อให้คุกเข่าจนตายก็ไม่มีประโยชน์ “ไม่อย่างนั้นคุณก็รอจนอาจารย์ผมกลับมา เขาไม่เพียงแต่ตบะสูงส่ง ยังรู้ศาสตร์การแพทย์ คุณลองถามเขาบางทีเขาอาจจะรู้ แต่อาศัยความสามารถน้อยนิดอย่างผม ยังไงก็มองว่าป่วย”

ผู้ใหญ่หลิวตัดสินใจ คิดในใจว่าก็ช่างเถอะ พร้อมใช้เจ้าหนุ่มที่ตามมาไปเชิญแซ่สวี่ฉายากึ่งเทพเจ้าจากหมู่บ้านข้างเคียง ส่วนตนเองรั้งอยู่ที่หมู่บ้านหลี่รอนักพรตหม่ากลับ เรื่องมาถึงขั้นนี้ ได้แต่รักษาม้าตายด้วยวิธีรักษาม้าเป็นรู้ทั้งรู้ว่าไม่มีหนทางเยียวยา แต่ยังคงมีความหวัง

ตอนที่ 8 โลงศพฟ้าสามชั่วร้าย

หน่วยผลิตใหญ่หลิวเจียเตี้ยนเป็นหน่วยผลิตที่ใหญ่ที่สุดในคอมมูนแม่น้ำเชาฉ่าง รายชื่อแรงงานในสมุดมีถึงสองร้อยกว่าคน การขุดเตาเผาอิฐในครั้งนี้เป็นงานวิศวกรรมครั้งใหญ่ ต้องใช้แรงงานถึงสี่ส่วนเข้าร่วมปฏิบัติการพร้อมกันคราเดียว ผลก็คือล้มป่วยไม่เหลือแรงงานสักคน ทุกคนในหน่วยผลิตต่างอกสั่นขวัญแขวน แผนการผลิตหลักๆ หยุดชะงักเป็นการชั่วคราว กำลังรอคำชี้แนะในขั้นต่อไปจากหน่วยเหนือ

เมื่อเดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน จางกั๋วจงแอบเขยิบมาข้างหูผู้ใหญ่หลิว “บอกว่าอาจารย์ผมเป็นหมอจีนที่เชิญมาก็แล้วกัน ได้ไหม”

“ตกลง! ตกลง! คุณสองคนมาได้ก็ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณของบ้านตาแก่หลิวอย่างฉันและของคนในหมู่บ้าน บอกว่าเป็นพ่อแท้ๆ ก็ยังได้”

บัดนี้ผลการทดสอบจากในเมืองก็มาถึงแล้ว ตัวอย่างเนื้อเยื่อจากผู้ป่วยไม่พบเชื้อโรคน่าสงสัยแต่ประการใด ตัวอย่างถูกส่งไปปักกิ่งเพื่อทดสอบในขั้นต่อไป ด้วยข้อจำกัดทางอุปกรณ์การแพทย์ของเมืองเทียนจินในขณะนี้จึงได้ผลสรุปว่าเป็นแค่ “โรคที่ไม่รู้จัก”

คณะรักษาที่มาจากในเมืองให้ชาวบ้านใช้แผ่นไม้ล้อมง่ายๆ เป็นเขตกักกันอยู่นอกหมู่บ้าน เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเป็นเขตกักกันโรคแล้ว บริเวณโดยรอบมีทหารบ้านยืนยาม รอจนกระทั่งได้ผลการวินิจฉัยจากหน่วยเหนือว่าไม่ได้เป็นโรคติดต่อแล้วจึงจะยกเลิกเขตกักกันนี้เสีย ก่อนถึงเวลานั้น อนุญาตให้เข้า ไม่อนุญาตให้ออก

นั่งอยู่ข้างคนป่วยที่เบ้หน้าด้วยความเจ็บปวด คิ้วของหม่าเจินเหรินขมวดมุ่น

“อาจารย์ ใช่เป็นโรคไหม”

หม่าเจินเหรินส่ายหน้า

“แล้วโดนของอะไรทำเข้าล่ะ”

หม่าเจินเหรินก็ส่ายหน้าต่อไป จางกั๋วจงงุนงงสับสน หรือว่าในโลกนี้นอกจากเทพเซียนภูตผีและเชื้อโรคแล้ว ยังมีของอื่นที่ทำให้คนเป็นแบบนี้ได้อีก

“ผู้ใหญ่หลิว พาพวกเราไปดูสุสานนั่นที…” บัดนี้ จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้ป่วยแล้ว แต่อยู่ที่สุสานโบราณแห่งนั้น

คืนนั้น หม่าเจินเหรินและจางกั๋วจงออกจากเขตกักกันจากอีกฟากหนึ่ง โดยมีผู้ใหญ่หลิวเป็นคนพาพวกเขาลอดตัวออกจากแนวแผ่นไม้ แอบมาถึงข้างสุสานโบราณ ในตอนแรกทหารยามเฝ้าเขตกักกันไม่ยอม ผู้ใหญ่หลิวตบบ้องหูเจ้าหนุ่มผู้นี้จนตาลายเห็นดาวระยิบ เขาไม่กล้าพูดมากอะไรอีก พร้อมปล่อยให้ทุกคนจากไปอย่างว่าง่าย

ขนาดของสุสานไม่ถือว่าใหญ่มาก หลุมสุสานเป็นสี่เหลี่ยมขนาดเดินห้าก้าว ถูกขุดจนเละเทะสะเปะสะปะไปหมด ดูแล้วเหมือนหลุมฝังร่วมของสามีภรรยาหรือฝังร่วมสองคน ทางเดินในสุสานสายหนึ่งค่อนข้างพิเศษไม่เหมือนใคร ในนั้นมีโลงนั่ง ซึ่งก็คือโลงศพซึ่งบรรจุศพในท่านั่งขัดสมาธิตั้งวางอยู่

“ตามข้ามา อย่าแตะต้องอะไร!” หม่าเจินเหรินและจางกั๋วจงลงไปอยู่บนทางเดินในสุสาน ก่อนอื่นใช้ตะเกียงน้ำมันส่องโลงธรรมดาใบนั้นก่อน เหมือนกับว่าไม่มีอะไรผิดปรกติ หลังจากนั้นทั้งสองคนมาถึงด้านหน้าของโลงนั่ง พอยกตะเกียงส่อง เห็นเพียงบนฝาโลงสลักอักษรไว้แถวหนึ่ง “นั่งเฝ้าโลงศพฟ้า ไม่ขอผุดเกิดนิรันดร”

พอเห็นอักษรแถวนี้ หม่าเจินหรินรีบถอยกรูดหลายก้าว เกือบสะดุดเข้ากับคันกั้นของหลุมในสุสาน “นี่คือสุสานนิกายเสียง (นิกายสยบ) รีบไป!”

สุสานนิกายเสียง คือสุสานที่ลงอาคมของนิกายสยบ

พอจางกั๋วจงได้ยินก็รู้ว่าเป็นอาคมประเภทหนึ่งที่ใช้พลังห้าธาตุอินหยางทำร้ายสิ่งมีชีวิตโดยกระตุ้นด้วยวิธีบางประการ อย่างคำสาปของญี่ปุ่นในรุ่นหลัง ใช้เส้นผมหนึ่งเส้นและตุ๊กตาฟางหนึ่งตัวก็สามารถทำให้คนตายได้ วิชานั้นก็มีวิวัฒนาการมาจากวิชาของนิกายสยบ

วิชาของนิกายสยบยุคแรกสุดพัฒนามาจากวิชาเหมาซาน คิดค้นโดยลั่วโหย่วชาง ลั่วโหย่วชางผู้นี้เคยเป็นลูกศิษย์นิกายเหมาซานในขณะนั้น ต่อมามักใช้คาถาอาคมวิชาเหมาซานแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือตอบโต้แก้แค้นตามอำเภอใจ จึงถูกลู่เจินเหรินประมุขนิกายเหมาซานขณะนั้นหักขาสองข้างก่อนขับไล่ออกจากสำนัก

หลังจากลั่วโหย่วชางถูกขับออกจากสำนักแล้ว ไม่เพียงไม่สำนึก กลับอาฆาตพยาบาทเต็มอก คิดแค้นโทษทุกคน ละทิ้งการศึกษาค้นคว้าวิชาเหมาซานอย่างเปิดเผย เริ่มมุ่งมั่นแปลงคาถาอาคมเหมาซานบางส่วนให้กลายเป็นไสยดำสำหรับทำร้ายผู้คน พร้อมรับศิษย์ที่มีจิตใจวิปริต จนกระทั่งถึงต้นราชวงศ์หยวน ลั่วโหย่วชางจึงก่อตั้ง “นิกายเสียง” หรือ “นิกายสยบ” ขึ้นเอง ชื่อเสียงสืบทอดมาด้วยเหตุนี้

ราชวงศ์หยวนเป็นช่วงเวลาที่ขาดเสถียรภาพในระบอบการปกครองถึงขีดสุด รัฐคิดหาทุกวิถีทางเพื่อป้องกันมิให้ชาวจงหยวนลุกฮือก่อกบฏ ราชสำนักหยวนจึงใช้วิชาของนิกายสยบมาสยบการคิดคดทรยศต่อต้าน เล่ากันว่าจักรพรรดิหยวนเหรินจงทรงเคยประกาศรับจอมเวทของนิกายสยบหลายร้อยคนตามหัวเมืองต่างๆ ก่อตั้ง “หอสยบ” ร้อยแห่ง ใช้ศาสตร์วิชาหูทิพย์ซุ่นเฟิงเอ่อร์ (หูตามลม) แอบฟังคำสบถก่นด่าของชาวบ้าน พวกที่ถูกดักฟังล้วนสิ้นชีพในสภาพเน่าเปื่อยไปทั้งร่าง ในสมัยนั้นราษฎรแค่เอ่ยถึงคำว่าสยบก็ถึงขั้นหน้าเสียด้วยความหวาดกลัว

บทเพลงพื้นเมืองชื่อ “ร่ายชิงหยาง” ว่าไว้ว่า “ยามเช้าไม่ระวังพูดถึงราชสำนักด้วยความไม่พอใจ ยามดึกตกตายในห้องโกโรโกโสลมลอดผ่านสี่ทิศ” และเพราะได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นปกครอง วิชานิกายสยบในสมัยราชวงศ์หยวนพัฒนาไปมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาจารย์นิกายสยบที่เชี่ยวชาญวิชาไสยเวทและใช้งานได้เก่งกาจ แต่ละเดือนจะได้รับเงินถึงสามสิบห้าตำลึง ในยุคสมัยนั้นจัดเป็นรายได้ขั้นสูง

แต่กระนั้น ใช่ว่าทุกคนจะใช้วิชาสยบได้อย่างชำนิชำนาญ วิชาสยบเป็นคาถาอาคมที่ขัดกับบัญชาสวรรค์ ทุกครั้งที่ประกอบพิธีกรรมด้วยวิชาสยบ อายุขัยของพลังหยางก็จะถูกบั่นทอนไปด้วย จอมเวทในศาสตร์นี้ส่วนมากอายุไม่เกินสี่สิบปีก็เจ็บป่วยจนสิ้นชีวิต ท้ายที่สุดเป็นสาเหตุให้วิชาขาดการสืบทอด ล่วงถึงต้นราชวงศ์หมิงผู้ชำนาญศาสตร์แห่งนิกายสยบที่แท้จริงเหลืออยู่ไม่กี่คนเท่านั้น ด้วยจิตใจละโมบที่ยอมตายได้เพื่อทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีเงินก้อนหมื่นตำลึงไม่ลงมือง่ายๆ แต่แม้ถึงยุคตกต่ำแห่งวิชาสยบ วิชาขั้นพื้นฐานบางอย่างก็ยังเพียงพอที่ใช้จะทรมานคนปรกติให้ถึงที่ตายได้

หม่าเจินเหรินนั่งไตร่ตรองอยู่ข้างสุสานนานมาก สีหน้าท่าทางแข็งทื่อพอๆ กับรูปสลัก จางกั๋วจงก็ไม่กล้าเอ่ยอะไร เกรงว่าจะรบกวนความคิดของอาจารย์

“ซินแส ลูกชายยังพอช่วยได้ไหม”

“ชู่ว์ อย่าพูดอะไร อาจารย์ผมกำลังคิดอยู่”

“ถึงว่า ก้านธงเหลืองทำไมถึงได้หักลง” หม่าเจินเหรินพึมพำ “มีแผนที่ไหม” หม่าเจินเหรินมองไปทางผู้ใหญ่หลิว

“แผนที่อะไร” คำพูดของหม่าเจินเหรินไม่ว่าอะไรในตอนนี้เป็นเชือกฟางสำหรับช่วยชีวิตผู้ใหญ่หลิว

“ก็แผนที่ของที่นี่ยังไงล่ะ ยิ่งละเอียดยิ่งดี”

“มี มี จะให้คนไปเอามาให้ทันที” พูดจบ ผู้ใหญ่หลิวก็วิ่งกลับไปยังเขตกักกันโดนบ้องหูสองสามที ทหารบ้านคนหนึ่งก็วิ่งห้อกลับหมู่บ้านอย่างว่าง่าย

เวลาผ่านไปชั่วสูบยาเส้นสองห่อ ทหารสะพายปืนก็นำแผนที่เทียนจินซึ่งอยู่ในสภาพราวกับถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดมาให้ เพิ่งปลดลงมาจากกำแพงสำนักงานใหญ่ของหน่วยผลิตใหญ่หมาดๆ ทั้งสี่มุมยังมีสีกำแพงติดอยู่

แผนที่กางบนพื้น อาศัยแสงตะเกียงน้ำมัน หม่าเจินเหรินหาตำแหน่งสุสานของจ้าวเล่อสมัยราชวงศ์ชิงและตำแหน่งของสุสานนิกายสยบตรงหน้านี้ ใช้ก้านของกล้องยาสูบเทียบระยะทางพักหนึ่ง แล้วให้จุดที่ตั้งสุสานทั้งสองแห่งเป็นเส้นหลัก ลากจากเส้นหลักไปทางซ้ายถึงจุดที่กำหนดอีกแห่งจนเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ส่วนทางขวาก็ทำเช่นเดียวกัน แล้วใช้ขี้เถ้ายาเส้นแต้มจุดปลายสุดของสามเหลี่ยมทั้งสอง

“ผู้ใหญ่หลิว พาคนไปที่ตรงนี้” หม่าเจินเหรินชี้ไปที่รอยขี้เถ้าทางซ้าย “ช่วยหาในรัศมีสามลี้ให้ด้วย ถ้าเจอป้ายหลุมศพหรือเนินสุสานก็มาบอกข้า อย่าแตะต้องเองเด็ดขาด ข้ากับศิษย์จะไปหาทางนี้ ช่วยจัดคนสองสามคนตามไปด้วยที”

“อ้อ ได้!”

“อีกอย่าง ถ้าหาไม่เจอจริงๆ ก็บอก ต่อให้มีจุดที่คล้ายหลุมศพก็ให้บอกด้วย จำไว้ให้ดี ห้ามแตะต้องเองอย่างเด็ดขาด!”

“ได้!”

วันถัดมา แรงงานในหมู่บ้านล้วนมาพร้อมหน้าไม่ขาดตกสักคน ผู้ใหญ่หลิวและหม่าเจินเหรินนำกำลังออกเป็นสองสาย ออกเดินทางไปยังจุดปลายสุดของสามเหลี่ยมที่หม่าเจินเหรินระบุไว้

จางกั๋วจงรู้ดีว่าแม้วิชาสยบจะมีต้นกำเนิดมาจากวิชาเหมาซาน แต่กลับมีทฤษฎีที่ค่อนข้างเป็นอิสระชุดหนึ่ง และมีผังสุสานเฉพาะตัวเช่นกัน  ผังสุสานของวิชาเหมาซานส่วนมากมีไว้ให้วิญญาณผู้ตายไปผุดไปเกิดเพื่อป้องกันศพฟื้นคืนชีพ หรือกักขังวิญญาณพยาบาทไม่ให้ทำร้ายผู้คนในท้องถิ่นเป็นหลัก แต่ผังสุสานของวิชาสยบมีไว้เพื่อการเดียวก็คือป้องกันโจรขุดสุสาน

ผังสุสานตรงหน้านี้แท้จริงแล้วเป็นผังสามชั่วร้าย ที่เรียกว่าสามชั่วร้ายก็คือใช้สามสุสานก่อร่างเป็นสุสานที่เกี่ยวข้องกัน แต่ละสุสานมีสองโลงศพ ใบหนึ่งใส่ศพเจ้าของสุสานที่แท้จริงเรียกว่าโลงศพฟ้า อีกใบจับคนทั้งเป็นใส่ลงไปในโลงนั่ง ฝังไว้ข้างโลงศพหลักเรียกว่านั่งเป็นของขลัง ใช้รังสีพยาบาทปกป้องทวารสุสาน ในวิชานิกายสยบ “เมฆดำ อัคคีแดง น้ำใส” เป็นพื้นฐานทฤษฎีแห่งพิธีกรรมการฝัง เทียบเท่าได้กับทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดินในวิชาเหมาซานหรือวิชาอี้จิง

และในตอนนี้ที่หน่วยผลิตใหญ่หลิวเจียเตี้ยนขุดพบก็คือ “ผังเมฆดำ” หนึ่งในผังสามชั่วร้าย ชาวบ้านจึงต้องอาคมเมฆดำ

ผังพระเพลิงซึ่งฝังจ้าวเล่อนั้นเป็น “ผังอัคคีแดง”

ส่วนอีกผังคือ “ผังน้ำใส” แน่นอนว่าต้องจัดวางจนกลายเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าเมื่อลองวาดเส้นจากสุสานอีกสองแห่ง ประกอบขึ้นเป็นผังสามชั่วร้ายที่สมบูรณ์แบบ

ส่วนผังสามชั่วร้ายทำพิธีกรรมอย่างไร ใช้หลักการใดก่อให้เกิดความขลัง เรื่องนี้แม้แต่หม่าเจินเหรินก็ไม่กระจ่างนัก เพราะหม่าเจินเหรินเองก็ไม่ได้ศึกษาวิเคราะห์วิชามารพวกนี้อย่างลึกซึ้ง

ในสุสานของจ้าวเล่อ ภายในนั้นเป็นไปได้มากว่าจะมีโลงศพสองใบ คิดมาถึงตรงนี้ จางกั๋วจงก็เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งว่าที่แท้หลิวฉงเต๋อซินแสฮวงจุ้ยสมัยราชวงศ์หมิงผู้นั้นก็คือผู้สืบทอดวิชาสยบ ฐานะซินแสดูฮวงจุ้ยเป็นเพียงหน้ากากเท่านั้น

ทางหม่าเจินเหรินกลับไม่พบอะไร เป็นที่ราบขี่ม้าผ่านรวดเดียวก็ทั่ว จากการสอบถาม ที่แถบนี้นับแต่โบราณกาลมาเป็นทุ่งนาเพาะปลูก ไม่เคยฝังผู้ใดมาก่อน แต่ทางผู้ใหญ่หลิวกลับค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ ฟังจากที่ชาวบ้านผู้มาแจ้งข่าวพรรณนา กลุ่มของทางผู้ใหญ่หลิวค้นพบเนินสุสานซึ่งก็คือ “ผังน้ำใส” หนึ่งในผังสามชั่วร้าย

ผู้ใหญ่หลิวนำคนห้าสิบกว่าคนไปทางทิศเหนือจนกระทั่งถึงบริเวณใกล้กับอำเภอต้าสื้อซึ่งเป็นเขตชนบทใกล้เทียนจิน แบ่งกลุ่มเป็นห้าคนต่อหนึ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มรับผิดชอบค้นหาพื้นที่บริเวณหนึ่ง ค้นหาอยู่หนึ่งวันเต็ม ในที่สุดชาวบ้านคนหนึ่งก็พบเนินดินที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมือนสุสาน แต่ข้างๆ เนินมีหนองน้ำขนาดใหญ่ ลักษณะพิเศษเช่นนี้ทำให้หม่าเจินเหรินมั่นใจว่าที่นี่คือสุสานผังน้ำใส

ผังสามชั่วร้ายเป็นหนึ่งในผังสุสานวิปริตของนิกายสยบ เป็นการจัดวางสุสานแบบสรรพชั่วร้ายขั้นพื้นฐานที่สุดของนิกายสยบ ว่ากันว่าการจัดวางผังสุสานตามหลักนี้ในสมัยราชวงศ์หยวนยังมีผังหกชั่วร้ายและผังห้าสิบชั่วร้าย พงศาวดารบันทึกไว้ว่า ตอนฝังพระศพจักรพรรดิกุบไลข่านใช้ผังเจ็ดสิบสองชั่วร้าย นั่นถือว่าเป็นขอบเขตสูงสุดที่วิชาสยบกระทำได้แล้ว

หลิวฉงเต๋อแห่งราชวงศ์หมิงผู้นั้นอย่างมากคงเป็นผู้สืบทอดยุคสุดท้ายของนิกายสยบ เทียบไม่ติดกับจ้าวอาคมในสมัยจักรพรรดิกุบไลข่าน จากที่หม่าเจินเหรินสันนิษฐาน หลิวฉงเต๋อเพียงแค่พบสองสุสานโบราณที่มีอยู่ก่อนแล้ว จากนั้นก็ขุดเปิดสุสาน ฝังโลงนั่ง เปลี่ยนให้เป็นผังสุสานเมฆดำและน้ำใส จากนั้นก็กำหนดตำแหน่งฝังจ้าวเล่อจากสองสุสานก่อนหน้านี้ เนื่องจากผังพระเพลิงที่ใช้ในการฝังจ้าวเล่อเป็น “หกไฟปฐพี” ในวิชาเหมาซาน ดังนั้นจึงมีเขียนอยู่ในบันทึกศาสตร์เหมาซาน

ผังสามชั่วร้ายผ่านการดัดแปลงมาแล้ว อานุภาพเทียบไม่ได้กับผังสามชั่วร้ายที่มีมาแต่ดั้งเดิม แม้อานุภาพจะน้อยลงมากแล้ว ชาวบ้านสิบกว่าคนที่ขุดสุสานยังเกิดรอยปานดำกันทั้งสิ้น หากเป็นผังสามชั่วร้ายที่มีมาแต่ดั้งเดิม เช่นนั้นหากขุดเปิดสุสานออกจะเกิดผลอะไรตามมา จางกั๋วจงไม่กล้าคิดต่อไปอีกแล้ว

แนวคิดแห่งลัทธิเต๋าก็คือคล้อยตามลำดับกระแสพลังอินหยางบนโลก สุภาษิตว่า “ดำเนินแทนครรลองฟ้า” ถือกำเนิดขึ้นจากปณิธานเริ่มแรกของลัทธิเต๋า

ลูบหน้าหนึ่งครั้ง หม่าเจินเหรินนั่งยองริมเนินสุสาน “กั๋วจงเอ๋ย วันนี้อาจารย์จะทำลายผังสามชั่วร้ายนี้ แกกลับไปบอกผู้ใหญ่หลี่ให้หาแรงงานกำยำในหมู่บ้านหลี่มาให้หมด คนยิ่งเยอะยิ่งดี เอาอุปกรณ์ขุดหลุมมาด้วย ข้าจะยืมพลังหยาง”

“อาจารย์ ถ้าทำไม่ไหวจริงๆ ก็ช่างมันเถอะ เขาวางผังสุสานของเขา ส่วนเราก็เพาะปลูกในที่ของเรา น้ำบ่อไม่ล่วงล้ำน้ำลำธารต่างคนต่างอยู่ อาจารย์อย่า…” บัดนี้จางกั๋วจงลนลานแล้ว การยืมพลังหยางในวิชาเหมาซานก็คือวิธีสู้จนตัวตาย เป็นวิธีที่ผู้กระทำพิธีกรรมเลือกใช้ยามขาดความมั่นใจถึงขีดสุด

บันทึกศาสตร์เหมาซานบรรยายง่ายๆ เกี่ยวกับการยืมพลังหยางว่า “ยืมพลังหยางจากฝูงชนสยบพลังอินอำมหิต พลังหยางกระทำได้ พลังอินพังทลายด้วยเหตุนี้” นอกจากนี้ ยังสาธยายถึงความอันตรายของการยืมพลังหยางว่า “ทั้งร่างทลาย” เริ่มตั้งแต่ชิวถงเซิงเจินเหริน ประมุขนิกายเหมาซานรุ่นแรกในสมัยราชวงศ์ฮั่น จากนั้นมามีประมุขอีกหกรุ่นยืมพลังหยาง แต่มีเพียงสองท่านที่กระทำการสำเร็จ ที่เหลือสี่ท่านไม่ปราณแท้แตกซ่านก็กล้ามเนื้อฉีกเส้นโลหิตขาด

“อาจารย์ของแกทั้งชีวิตไม่ได้ทำอะไรที่น่าจดจำ ยังให้ไอ้พวกห่านี่เผาอารามเต๋าที่บูรพาจารย์สืบทอดต่อกันมา แกว่าถ้าคราวนี้หดหัวกลับไปอีก จะมีหน้าไปพบบูรพาจารย์ได้ยังไง” หม่าเจินเหรินสูบยาเส้นและลูบศีรษะของจางกั๋วจง “แกไอ้เด็กหน้าไม่อาย สองปีก่อนไอ้วัณโรคนั่นไม่ใช่บำเพ็ญไปจนถึงขั้นร่างแท้แห่งสรรพสิ่ง ( เชิงอรรถ – ในวิชาเหมาซาน ภูตผีและสัตว์แสวงหาชีวิตอมตะโดยแปลงร่างได้สามแบบ คือ ร่างแทน ร่างสมมุติ และร่างแท้ ภูตผีที่สามารถแปลงร่างเป็นร่างสมมุติหรือร่างแท้นั้นกำราบยาก จื้นสื้อที่สิงหลี่ต้าหมิงถึงขั้นแปลงเป็นร่างแท้แล้ว จึงใช้คำเรียกแทนตนเองว่า “เปิ่นจั้ว” ) แล้วหรอกหรือ ยังถูกอาจารย์แกกำราบลงได้ไม่ใช่หรือไง”

จางกั๋วจงจำใจ ได้แต่กลับไปหมู่บ้านเพื่อรวบรวมกำลังคน นิสัยของหม่าเจินเหรินผู้นี้เขารู้ดี เมื่อตัดสินใจเรื่องใดแล้วไม่เคยเปลี่ยนใจ

ขณะที่จางกั๋วจงกลับไประดมพลที่หมู่บ้าน หม่าเจินเหรินทางนี้ก็ไม่ได้อยู่ว่าง ก่อนอื่นให้ทุกคนใช้มือขุดร่องเล็กกว้างประมาณครึ่งฟุตเพื่อชักน้ำในหลุมออกมาข้อนิ้วหนึ่งก่อน

ชักน้ำออกจากหลุมในวิชาเหมาซานเรียกว่าการถ่ายเทสิ่งชั่วร้าย สุสานที่มีน้ำอยู่ด้านข้างล้วนเป็นลักษณะพลังอินมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นสุสานแบบนิกายสยบหรือไม่ ล้วนต้องชักน้ำเพื่อถ่ายเทสิ่งชั่วร้ายออก ทำเช่นนี้จะค่อยๆ คลายพลังอินในสุสาน ทำให้รังสีพยาบาทของเจ้าของสุสานอ่อนแอลง

การทำลายสุสานห้ามใช้อุปกรณ์โลหะ เป็นของแสลงสำหรับสุสานนิกายสยบ หากใช้อุปกรณ์โลหะจะปะทะกับค่าย อานุภาพของผังน้ำใสก็จะสำแดงให้เห็น

จากนั้น หม่าเจินเหรินให้ชาวบ้านสุมหญ้าแห้งกิ่งไม้แห้งและของที่สามารถจุดติดไฟได้ไว้ตรงตำแหน่งตะวันแกร่งข้างสุสาน ส่วนเขาใช้กิ่งไม้เขียนยันต์ ถ่ายเทพลังอินขนาดใหญ่รัศมียาวสามสิบเมตรโดยมีหลุมสุสานเป็นจุดศูนย์กลาง

สุสานทั่วไปมีหกตำแหน่ง แบ่งเป็นตำแหน่งตะวันแกร่ง ตำแหน่งข้อต่อขาว ตำแหน่งเมฆาลอยเลื่อน ตำแหน่งย่ำน้ำพุ ตำแหน่งพิสดารสูง และตำแหน่งเรืองรองแผ่ซ่าน ในบรรดานั้นตำแหน่งตะวันแกร่งทำให้พลังหยางรุ่งโรจน์ ตำแหน่งข้อต่อขาวทำให้พลังอินเรืองรอง ตำแหน่งเมฆาลอยเลื่อนทำให้สงบสุข ตำแหน่งย่ำน้ำพุส่งผลต่อปราณดิน ตำแหน่งพิสดารสูงส่งผลต่อบรรพชน ตำแหน่งเรืองรองแผ่ซ่านส่งผลต่อลูกหลาน

แรงงานที่มีอยู่ในบัญชีรายชื่อของหมู่บ้านหลี่แม้เทียบไม่ได้กับแรงงานของหลิวเจียเตี้ยน แต่ก็เรียกระดมออกมาได้ถึงห้าสิบกว่าคน อาศัยยามฟ้ามืด คนกลุ่มใหญ่มารวมตัวกับคนของหลิวเจียเตี้ยนที่อำเภอต้าสื้อ หม่าเจินเหรินให้จางกั๋วจงหามีดคมมาเล่มหนึ่ง ให้ทุกคนกรีดนิ้วหยดเลือดลงบนกองฟืน เริ่มแรกมีบางคนไม่ยอมกรีด ระหว่างนั้นผู้ใหญ่หลี่กระซิบกระซาบกับผู้ใหญ่หลิวสองสามคำ ให้ผู้ใหญ่หลิวเป็นคนเอ่ยประกาศ สมาชิกของหลิวเจียเตี้ยนที่ยอมกรีดเลือดแต่ละคนให้ห้าส่วนแรง กลุ่มของหมู่บ้านหลี่ใครยอมกรีดเลือดให้บุหรี่ “ลวี่เยี่ย” คนละซอง จากนั้นให้ผู้ใหญ่หลี่สำทับอีกประโยคว่ากลุ่มของหมู่บ้านหลี่นอกจาก “ลวี่เยี่ย” คนละซองแล้ว แต่ละคนให้อีกสองส่วนแรง

กองเพลิงลุกโชติช่วงส่องสว่างท้องฟ้ายามราตรี กองเพลิงในคราวนี้ใหญ่กว่ากองเพลิงที่เผาจิ้นสื้อราชวงศ์ชิงในครั้งนั้นมากนัก จะว่าไปก็แปลก ไฟนี้เผาไหม้ไปเรื่อยๆ จู่ๆเปลวเพลิงก็มอดลง ก้านกล้องยาสูบของหม่าเจินเหรินที่ปักอยู่บนพื้นแทบจะล้มลงดื้อๆ (เนื่องจากมีเงื่อนไขจำกัด หม่าเจินเหรินจึงกัดปลายนิ้วใช้เลือดเขียนยันต์ส่องฟ้าลงบนเสื้อ จากนั้นก็ฉีกออกมัดบนก้านกล้องยาสูบแล้วปักลงหน้าสุสานโดยตรง)

“เติมฟืน!” หม่าเจินเหรินคำรามอย่างฮึกเหิม ชาวบ้านช่วยกันคนละไม้คนละมือ หญ้าแห้งหอบใหญ่ถูกโยนเข้าสู่กองไฟอีก บัดนี้หม่าเจินเหรินใช้มีดกรีดนิ้วกลางของตนเองหนึ่งครั้ง กรีดคราวนี้อาจจะหนักไปสักหน่อย เห็นเพียงนิ้วกลางของหม่าเจินเหรินเลือดไหลนองเป็นสาย จางกั๋วจงรีบฉีกเสื้อของตนเองออกมาส่วนหนึ่งพันแผลให้อาจารย์ หม่าเจินเหรินดึงผ้าที่พันแผลออกแล้วโยนเข้ากองเพลิง

บัดนี้เปลวเพลิงบังเกิดเสียงดังกึกก้อง แต่ละคนคล้ายได้ยินเสียงหวือๆ ราวกับหูอื้ออย่างไรอย่างนั้น เหมือนว่าได้ยินและเหมือนว่าแค่รู้สึกไปเอง

กล่าวได้ว่าในบรรดาคนกว่าร้อยคน หม่าเจินเหรินเป็นหนึ่งใน “ชายพรหมจรรย์” ที่หาได้น้อยนัก เลือดของเขาก็คือสิ่งที่เรียกว่าคิ้วทารกในวิชาเหมาซานซึ่งเคยเอ่ยถึงมาก่อนหน้านี้แล้ว คิ้วทารกสังกัดพลังหยางบริสุทธิ์ ชาดแดงเอย ฉื้อเซียวเอย ไม่อาจเทียบประสิทธิภาพกับคิ้วทารกได้เลย กองเพลิงที่มีคิ้วทารกผสมปะปนอยู่เหมาซานเรียกว่าเพลิงพลังหยางหรือเพลิงแท้ เป็นวิธีเผาพลังอินที่ดีที่สุด

กองเพลิงจากริบหรี่กลายเป็นลุกโชน ก้านกล้องยาสูบซึ่งสั่นไหวพลันหยุดนิ่ง ปักตรงแน่วอยู่บนพื้น “ใครยังไม่แต่งงาน ช่วยข้าซ้ำหน่อย!” หม่าเจินเหรินตะโกน บัดนี้ผู้ใหญ่หลิวและผู้ใหญ่หลี่ก็ตะโกนขึ้น “ต้าจู้ ซวงเฉวียน เอ้อร์เฉิง ซู่เกิน เจ้าสาม รีบซ้ำอีกครั้งเร็ว ให้ห้าส่วนแรง!” ตอนนี้หนุ่มชาวบ้านสี่ห้าคนต่างมายืนเรียงแถวต่อหน้าจางกั๋วจง อันที่จริงในบรรดาคนที่ไม่ได้แต่งงาน มีบางคนเป็นชายพรหมจรรย์เทียม แต่ไม่เป็นไร อย่างมากก็มั่วเข้ามารับส่วนแรงเพิ่มเท่านั้น

ไม่นานนัก เสียงหวือก็เบาลงเรื่อยๆ แต่กองเพลิงกลับยิ่งโชติช่วง “ขุดให้ข้าที!” หม่าเจินเหรินออกคำสั่ง จางกั๋วจงเป็นแนวหน้า บรรดาหนุ่มๆ เห็นว่าคุณจางไม่แยแสอะไรทั้งสิ้น จึงเริ่มขุดเนินสุสาน

 แม้เนินสุสานบนพื้นดินมีพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางเมตร แต่ด้านล่างสุสานไม่เล็กเลย ใหญ่กว่าสุสานผังเมฆดำที่หน่วยผลิตใหญ่หลิวเจียเตี้ยนขุดพบก่อนหน้านี้มากนัก ไม่รู้ว่าเป็นยุคใดราชวงศ์ใด ไม่มีทั้งของฝังร่วมและไม่มีป้ายสุสานจารึกเกียรติประวัติผู้ตาย จากงานก่อสร้างด้านในเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่ได้สร้างในสมัยเดียวกัน เป็นตามที่หม่าเจินเหรินสันนิษฐาน มีทั้งโลงศพนั่งและโลงศพนอน อาศัยคบเพลิงแยกแยะจากระดับความเก่าใหม่และลักษณะฝีมือ โลงศพสองใบนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของจากยุคเดียวกัน ห่างกันอย่างน้อยหลายร้อยปี

ตอนนี้ ภายใต้แสงคบเพลิง ชาวบ้านที่ขวัญหนีดีฝ่อเพราะปานดำแอบส่องตัวเองดูอย่างละเอียดว่าเกิดอะไรที่คล้ายกับปานดำกับตนเองหรือไม่ ผู้ใหญ่หลิวก็ตึงเครียดหวั่นเกรงเป็นที่สุด ครั้งนี้นับว่าทุบหม้อข้าวจมเรือแล้ว ไม่ลูกชายของตนเองและสมาชิกคอมมูนสิบกว่าคนได้รับการช่วยชีวิต ก็ต้องสังเวยชีวิตแรงงานทั้งหมด ตระกูลหลิวไร้ผู้สืบสกุล

“นักพรตหม่า คุณ…มั่นใจนะ…ว่าคราวนี้ไม่เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงที่ผู้ใหญ่หลิวเอ่ยต้องใช้คำว่าปนสะอื้นมาบรรยาย คำถามง่ายๆ เพียงประโยคเดียว เอ่ยนานถึงสามสิบวินาที

หม่าเจินเหรินไม่แยแสเขา สั่งการให้พวกชาวบ้านยืนเรียงแถว แล้วให้แต่ละคนยืนห่างกันคนละหนึ่งก้าวไปตามเค้าโครงยันต์ถ่ายเทพลังอินขนาดใหญ่รอบสุสาน ใช้คนยืนเรียงเป็นยันต์ถ่ายเทพลังอินเอาดื้อๆ เสียเลย “ห้ามไม่ให้ใครขยับเขยื้อนทั้งนั้น ขยับก้าวเดียว ทุกคนไปพบยมบาลพร้อมกัน!” พูดจบก็กระโดดลงไปในหลุมฝังคนเดียว

ทุกคนต่างเสียใจที่ละโมบอยากได้ส่วนแรงแค่ไม่กี่แรงและบุหรี่ไม่กี่ซอง แต่บัดนี้ก็ขี่อยู่บนหลังเสือ จะลงก็ยาก นอกจากผู้ใหญ่หลี่และจางกั๋วจงแล้ว หลักๆ แล้วทุกคนต่างเริ่มพนมมืออ้อนวอนขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ใจเสาะสองสามคนถึงกับร้องไห้

“ผมยังไม่ได้แต่งเมียเลย! น้าใหญ่ ผมอยากกลับไปแล้ว น้าใหญ่ครับ!”

“ไอ้ใจเสาะ ดูซิเก่งได้แค่นี้เอง แกยืนให้ฉันดีๆ นะ ห้ามขยับ! กล้าขยับจะเฉือนไอ้จ้อนตรงเป้ากางเกงแกทิ้ง!” แม้น้ำเสียงแข็งกร้าวแต่ขาที่สั่นระริกเผยถึงความหวาดกลัวของผู้ใหญ่หลิวในตอนนี้ แม้แต่ผู้ใหญ่หลี่ที่ขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญต่อเรื่องนี้แล้วยังเริ่มไม่มั่นใจ ดูจากการตั้งค่ายของหม่าเจินเหรินในครั้งนี้ เจ้าสิ่งนี้เห็นได้ชัดว่ามีพลังคนละระดับกับของบนร่างของหลี่ต้าหมิง ไม่รู้ว่าแกร่งกว่ากี่เท่ากัน

จิตใจของจางกั๋วจงเองก็ตึงเครียดและหวาดหวั่น เขาเป็นเพียงคนเดียวที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากการยืมพลังหยางล้มเหลว หากกระทำไม่สำเร็จ อย่างเบาหม่าเจินเหรินก็ต้องอยู่บนเตียงไปตลอดชีวิตที่เหลือ อย่างหนักก็คือต้องตายคาที่

หากมองจากเบื้องสูง ฉากในขณะนั้นช่างอลังการ สี่ทิศรอบสุสาน คนกว่าร้อยยืนเรียงเป็นรูปยันต์ถ่ายเทพลังอิน ในมือของแต่ละคนมีคบเพลิง บนที่ราบอันมืดครึ้ม แสงสว่างส่องไปไกลหลายร้อยลี้ มุมบนของยันต์ถ่ายเทพลังอินก็คือหลุมสุสานอันดำทะมึน

วิชาเหมาซานเชื่อว่ากระแสพลังหยางเป็นหนทางที่ถูกต้องในการปราบพลังเหนือธรรมชาติทั้งหมดทั้งสิ้น หากต้องอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ สามารถอธิบายได้ว่าเป็นขั้วไฟฟ้าที่เกิดจากแม่เหล็กไฟฟ้าชีวภาพ วัสดุบางอย่างเช่นชาด ฉื้อเซียวและคิ้วทารก ล้วนเป็นสื่อที่ดีเลิศของกระแสพลังหยาง ซึ่งเปรียบเสมือนถ่านไฟฉายสามารถกักเก็บพลังงานไฟฟ้าได้อย่างไรอย่างนั้น จัดเรียงวัสดุซึ่งเป็นสื่อกระแสพลังหยางเหล่านี้ให้กลายเป็นรูปแบบต่างๆก็จะทำให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งเกิดจากขั้วไฟฟ้าอ่อนๆเกิดการเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดประโยชน์พิเศษแตกต่างกัน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ยันต์” ดังนั้นมีคนคิดว่าอานุภาพของยันต์มาจากคาถาอาคมบางอย่าง เป็นการเข้าใจผิด

นอกจากนี้ ยันต์ซึ่งเกิดจากวัสดุแตกต่างกัน การใช้งานเฉพาะเจาะจงและอานุภาพก็แตกต่างกัน เปรียบเสมือนมีการแบ่งถ่านไฟฉายเป็นถ่านแบบอัลคาไลน์และถ่านแบบแมงกานีส

ยันต์ที่เขียนจากเลือดมนุษย์ โดยเฉพาะเลือดชายพรหมจารีให้อานุภาพที่แกร่งกล้าที่สุด เรียกว่ายันต์โลหิต

ยันต์ที่เขียนจากเลือดไก่เลือดสุนัขให้อานุภาพรองลงมา เรียกว่ายันต์สัตว์

ยันต์ที่เขียนจากเลือดของสิ่งมีชีวิตต่อกรกับรังสีพยาบาทพลังอินได้อย่างมีอานุภาพมากที่สุด (ชาวบ้านเข้าใจว่ารังสีพยาบาทพลังอินก็คือภูตผี)

ส่วนยันต์ที่เขียนจากฉื้อเซียว ชาดแดง หลัวหลิงจื่อ ( เชิงอรรถ – ผงของหินอ่อนสีเหลืองชนิดหนึ่ง มีประสิทธิภาพเป็นรองชาดแดง ใช้น้อย แต่ในพิธีกรรมพิเศษบางอย่างจำเป็นต้องใช้หลัวหลิงจื่อ เช่น พิธีกงเต็กของชาวบ้าน เนื่องจากผู้ตายไม่ใช่วิญญาณพยาบาท จึงต้องใช้หลัวหลิงจื่อเขียนยันต์ ) เรียกว่ายันต์คุ้มกัน ส่วนมากใช้กับแรงอาฆาตของพวกสัตว์ร้าย ตามที่ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นเซียนใหญ่

การยืมพลังหยางของหม่าเจินเหรินในครั้งนี้คือวิธีหนึ่งซึ่งใช้มนุษย์มาจัดเรียงเป็นรูปยันต์ มนุษย์ไม่ใช่เพียงเป็นสื่อของกระแสพลังหยาง ยังเป็นเครื่องปฏิกรณ์ของกระแสพลังหยางด้วย สามารถก่อกำเนิดกระแสพลังหยางอันแกร่งกล้าไม่ขาดสาย จัดเรียงคนตามรูปแบบของยันต์ ให้ผลเหมือนมีตัวยันต์เอง แต่อานุภาพมากกว่าไม่รู้กี่เท่า

ทว่า การยืมพลังหยางนั้นเป็นอันตรายมาก ผู้ที่ยืมพลังหยางต้องคำนวณพลังของคู่ต่อกรอย่างแม่นยำ เพื่อจัดวางจำนวนของคนที่ตนเองจะยืมพลังหยาง หากจำนวนคนไม่พอก็จะกำราบรังสีพยาบาทพลังอินไม่ได้ แต่ถ้าจำนวนคนมากไป เนื่องจากผู้ที่ทำพิธีกรรมก็ต้องโคจรปราณหทัยด้วย กระแสพลังหยางที่มากเกินไปจะพุ่งทำลายล้างกระแสปราณของตนเองด้วย

ขณะที่จางกั๋วจงกำลังอกสั่นขวัญแขวน เป็นกังวลแทนอาจารย์อยู่นั้น กลางวงยันต์มนุษย์พลังบังเกิดลมหมุนขนาดเล็กหมุนวนเป็นสาย ใบไม้ใบหญ้าหมุนคว้างลอยขึ้นไปสูงหลายเมตรกลางอากาศ ปรากฏการณ์นี้แม้แต่จางกั๋วจงยังชื่นชมสิ่งที่เห็นว่าสุดยอด เพราะเขาเองเคยแต่ได้ยินแต่ไม่เคยประจักษ์การยืมพลังหยางด้วยสายตาตนเอง

ชาวบ้านแต่ละคนต่างเบิกตาโพลง บัดนี้ได้ยินเพียงเสียงดังกึกก้องกัมปนาท ราวกับว่าใกล้อยู่ตรงหน้า และเหมือนว่าไกลอยู่สุดขอบฟ้า แรงงานที่มาจากหมู่บ้านหลี่คุ้นเคยกับความเคลื่อนไหวนี้ ปีก่อนตอนเผาโลงศพจิ้นสื้อสมัยราชวงศ์ชิงก็เกิดเคยเสียงดังกึกก้องเช่นนี้

ชาวบ้านหลายคนตกใจจนโยนคบเพลิงในมือทิ้ง แม้แต่ผู้ใหญ่หลี่เองก็ยังตกใจจนตัวสั่นงันงกไปทั้งร่าง “ไอ้หลานเอ๊ย นี่…นี่เสียงอะไรระเบิดน่ะ”

นับตั้งแต่หลี่เอ้อร์ยาแต่งกับจางกั๋วจงแล้ว ผู้ใหญ่หลี่ซึ่งแต่ก่อนเรียกจางกั๋วจงว่าคุณจางก็เปลี่ยนคำเรียกขาน ตามลำดับศักดิ์ หลี่เอ้อร์ยาเป็นหลานสาวของผู้ใหญ่หลี่ จางกั๋วจงจึงเป็นหลานเขยของเขา แต่คำว่าหลานเขยนี้ผู้ใหญ่หลี่เองก็เรียกไม่ออก จึงเรียกว่าหลานเฉยๆ เสียเลย สรุปแล้วลำดับศักดิ์สับสนไปหมดแล้ว

“ฟ้าทลาย เป็นเสียงฟ้าทลาย อาจารย์ทำสำเร็จแล้ว! สำเร็จแล้ว!” จางกั๋วจงไม่กล้าเชื่อเลยว่าอาจารย์ของตนเองแม้เป็นประมุขนิกายฉวนเจิน แต่กลับกระทำเรื่องที่ประมุขนิกายเหมาซานสี่รุ่นทำไม่สำเร็จจนสำเร็จลุล่วงได้ ปีนั้นขณะที่เผาศพของจิ้นสื้อสมัยราชวงศ์ชิง ก็มีเสียงแบบนี้ดังแว่วมาจากทางบ้านของหลี่ต้าหมิง เพียงทว่าต่อมามัววุ่นกับเรื่องคิดส่วนแรง ทุกคนจึงลืมเรื่องนี้ไป

หลังเหตุการณ์นั้นจางกั๋วจงสอบถามหม่าเจินเหริน ถึงได้รู้ว่าเสียงนี้เรียกว่า “ฟ้าทลาย” ซึ่งก็คือเสียงระเบิดแตกกระจายของผีร้าย เซียนใหญ่หรือบริเวณตรงหน้าที่ศาสตร์นิกายสยบลงอาคมไว้ พอได้ยินเสียงนี้ก็มั่นใจได้ว่าพิธีกรรมสำเร็จลุล่วงแล้ว

และในตอนนี้เองก็เกิดเสียงทุ้มหนักสองครั้งแว่วมาจากทางหมู่บ้านหลี่และทางหลิวเจียเตี้ยน ด้วยระยะทางที่ห่างไกลจึงได้ยินเพียงแว่วๆ แท้จริงแล้วทั้งสามเสียงนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน เพียงทว่าระยะทางค่อนข้างไกล สองเสียงนั้นจึงดังตามมาในภายหลัง

พอทุกคนได้ยินจางกั๋วจงตะโกนเช่นนี้ค่อยโล่งอกไปที แต่พอลงไปในหลุมสุสานเพื่อหาตัวหม่าเจินเหริน ใจของจางกั๋วจงก็ร้อนรนขึ้นมาอีกครั้ง เห็นเพียงโลงนั่งแตกเป็นรอยใหญ่ บนรอยแตกเป็นเลือดสดๆ กองหนึ่ง ดูจากคราบเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั้งสี่ทิศ คราบเลือดนี้เกิดจากการกระอัก

“อาจารย์!” จางกั๋วจงเป็นคนแรกที่กระโดดลงไปในหลุมสุสาน เขาประคองหม่าเจินเหริน ก่อนอื่นคือวางมือทาบบนจุดชีพจร พอคลำดูจึงรู้ว่าหัวใจยังเต้นอยู่ “เร็ว รีบส่งไปโรงพยาบาล!”

สถานที่รกร้างกันดารเช่นนี้ย่อมไม่มีโรงพยาบาลโดยปริยาย ทว่าที่หลิวเจียเตี้ยนมีคณะผู้เชี่ยวชาญอาศัยอยู่ นอกจากจัดให้สามสิบกว่าคนอยู่กลบสุสานกลับไปแล้ว ผู้ใหญ่หลิวเลือกหนุ่มกำยำยี่สิบกว่าคน ใช้ด้ามจอบและเสื้อผ้าทำเป็นเปลหามอย่างง่าย พร้อมคอยสลับผลัดเปลี่ยนกับจางกั๋วจง วิ่งตะบึงหามหม่าเจินเหรินกลับเข้าหมู่บ้าน

ในตอนนี้ที่หลิวเจียเตี้ยนกำลังวุ่นวายเป็นโจ๊กเดือดหนึ่งหม้อ ชาวบ้านที่แต่เดิมเอานอนร้องโอดโอยบนเตียงจู่ๆ ก็อาการดีขึ้น ถึงขนาดบางคนนอนอยู่บนเตียงเริ่มมีแรงด่ากราดได้ แม้รอยบวมแดงน้ำหนองไหลเยิ้มยังอยู่ แต่ก็ไม่คันแล้ว

คนที่เจ็บเพียงเล็กน้อยก็กลายเป็นเจ็บผิวเผิน เทียบกับความเจ็บปวดเหมือนนิ้วขาดเมื่อสองวันก่อนแล้ว ความเจ็บปวดชนิดนี้ยังสบายเสียยิ่งกว่าถูกนวดกดจุด และรอยปานดำซึ่งเป็นลักษณะพิเศษสำคัญของโรคนี้ ก็เหมือนกับว่าหายไปอย่างฉับพลัน

นายแพทย์ที่มาจากในตัวเมืองต่างวิเคราะห์กันเซ็งแซ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ด้านนอกพลันเกิดเสียงอึกทึกครึกโครมและมีชายชราหนึ่งคนถูกหามเข้ามา นายแพทย์ฉงนยิ่ง นี่มิใช่หมอจีนที่ผู้ใหญ่หลิวเชิญมาหรอกหรือ ทำไมถูกคนหามเข้ามา

นายแพทย์ในสมัยนั้นต่างจากสมัยนี้ ไม่มีการเก็บเงินมัดจำค่านอนโรงพยาบาลหรือเก็บเงินซองแดง พอเห็นคนไข้ก็พยายามรักษาอย่างถึงที่สุด เหมือนตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างไรอย่างนั้น

“ไม่เป็นอะไรมาก แค่เหนื่อยจนเกินไปจึงสลบไป สหายอย่างพวกคุณนี่ก็จริงๆ เลย สหายชราสูงวัยปูนนี้แล้ว อย่าให้เขาเหนื่อยจนเกินไปสิ”

แม้ยังไม่ได้ยกเลิกเขตกักกัน แต่ลูกชายและญาติพี่น้องในหมู่บ้านต่างก็ไม่ร้องโอดโอยและเริ่มกินอาหารแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ผู้ใหญ่หลิวล้วนประจักษ์แก่สายตา เห็นลูกชายดีวันดีคืน ผู้ใหญ่หลิวแทบจะกราบหม่าเจินเหรินเป็นพ่อจริงๆ

ผู้ใหญ่หลี่ก็ไม่ธรรมดา หน่วยผลิตหลิวเจียเตี้ยนของคุณเงินทองมากมายมาดใหญ่โตไม่เบา คราวนี้คนที่ช่วยหมู่บ้านของพวกคุณล้วนเป็นหมู่บ้านหลี่ของเราออกคนออกแรง ขอวัวหนึ่งตัวบวกเงินห้าสิบหยวนคงไม่เกินไปกระมัง คราวนี้ประเสริฐนัก ความสูญเสียจากการแลกตัวหม่าเจินเหรินจากคอมมูนแม่น้ำเชาฉ่างเอาคืนมาจากหลิวเจียเตี้ยน แถมยังได้กำไรอีกยี่สิบหยวน

“อาจารย์ ผมไปขุดสุสานของจ้าวเล่อได้ไหม”

“ไม่ได้ แม้อาคมจะแตกซ่านแล้ว แต่ไฟปฐพียังคงอยู่ ดินยังไม่กลบหน้าข้า ไม่อนุญาตให้แกไป” หม่าเจินเหรินนอนพักบนเตียงมาสองเดือนแล้ว กินมากกว่าจางกั๋วจงรวมกับหลี่เอ้อร์ยาเสียอีก

ปรกติแล้วไม่ยอมลงจากเตียง คำนวณวันแม่นยำตรงกับวันที่ในอำเภอมีแสดงงิ้วก็ปีนลงจากเตียงวิ่งปร๋อสิบกว่าลี้เพื่อไปดูงิ้ว พอดูงิ้วจบกลับมาก็นอนต่อ จางกั๋วจงโกรธเสียจนแอบคิดในใจว่าตอนที่กลับไปกลบสุสานผังน้ำใสนั่น ทำไมถึงไม่ฝังตาแก่เดนตายคนนี้ไว้ที่นั่นด้วยเสียเลยก็ไม่รู้!

ตอนที่ 9 เจ็ดทวารโลหิตทะลัก

เอ่ยถึงวิชาสยบ จางกั๋วจงไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง แต่หากเอ่ยถึงวิชาเหมาซาน จางกั๋วจงในบัดนี้ต่อให้ไม่อาจนับได้ว่าเชี่ยวชาญ แต่ก็ศึกษาจนสำเร็จบ้างเล็กน้อย อาจารย์อาคมนิกายสยบหากเจอกับภูตผี หลักๆ แล้วได้แต่หลับหูหลับตาปราบไปส่งเดช เพราะกลยุทธ์วิชาทุกอย่างของวิชาสยบมีไว้เพื่อต่อกรกับมนุษย์ แต่วิชาเหมาซานกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ในวิชาเหมาซาน เคล็ดคาถาวิชาบางอย่างหลังจากผ่านการดัดแปลงแล้วค่อยส่งผลกระทบต่อมนุษย์ได้ ตามที่จางกั๋วจงเข้าใจ เพียงแค่หกไฟปฐพีเพียงอย่างเดียว สำหรับคนเป็นๆ แล้วไม่ก่อให้เกิดผลร้ายแต่อย่างใด แต่หม่าเจินเหรินหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องนี้ ทำเหมือนลืมไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น และทำเป็นหูทวนลมเปลี่ยนเรื่องพูด

เรื่องร้ายไม่ได้มาเดี่ยวๆ เห็นว่าใกล้ฤดูหนาวแล้ว ถึงหน้าขุดดินหาหนูนาเสียที (ในรังของหนูนาหนึ่งตัวสามารถเก็บธัญพืชได้ถึงกว่าสิบจิน เพียงพอจะให้คนหนึ่งคนใช้เป็นอาหารตลอดฤดูหนาวทีเดียว)

หลี่เกินจื่อและหลี่เอ้อร์ตั้นคือสองเฒ่าแห่งหมู่บ้านหลี่ ทั้งสองคนนับได้ว่าไปมาหาสู่กันบ้าง แต่กับคนอื่นไม่สนิทสนมนัก นิสัยใจคอดุร้ายย่อมคบหากันได้ วันนี้ทั้งสองคนขุดหาหนูนาอยู่หนึ่งวันเต็มๆ แต่ขุดไม่ถึงก้นรังแม้แต่รังเดียว ธัญพืชสักจินก็ยังจับต้องไม่ได้ สบถก่นด่าแบกจอบและถุงผ้าดิบกลับมาจากท้องนาทางทิศใต้

ขณะที่เดินผ่านสุสาน ทันใดนั้นหลี่เอ้อร์ตั้นก็สะดุดล้มเพราะอะไรบางอย่างใต้เท้า

“พื้นห่าเอ๊ย อะไรของมันวะ” หลี่เอ้อร์ตั้นพบว่าของที่ทำตนเองสะดุดล้มเป็นเสาเข็มหินขนาดยาวครึ่งข้อนิ้ว “เกินจื่อ เอ็งดูสิว่านี่อะไร”

“ข้าว่าเป็นเสาที่แต่ก่อนเอาไว้ผูกพวกสัตว์เลี้ยง”

“ตอบอะไรของแม่ง ไอ้บ้าที่ไหนจะเอาสัตว์เลี้ยงมาผูกที่สุสาน” หลี่เอ้อร์ตันจึงฟันไปสองจอบแล้วใช้ขาถีบสองครั้ง เสาเข็มหินออกจะโคลงเคลง เหมือนว่าฝังไม่ลึกมาก “เหมือนว่าไม่ลึกเท่าไหร่”

“ข้าว่านะเอ้อร์ตั้น เอ็งอย่าหาเรื่องใส่ตัวดีกว่า สองสามวันก่อน เรื่องหลิวเจียเตี้ยนเอ็งไม่รู้หรอกรึ”

เดิมหลี่เอ้อร์ตั้นคิดจะขุดเสาต้นนี้ออกมาแล้วนำกลับบ้าน เอาไว้ทำอะไรยังคิดไม่ออกชั่วคราว แบกอะไรกลับไปบ้างยังดีกว่ากลับไปมือเปล่า แต่พอหลี่เกินจื่อพูดถึงเรื่องหลิวเจียเตี้ยน หลี่เอ้อร์ตั้นจึงลังเล“ก็ถูกของเอ็ง ไปเถอะ”

ทั้งสองเดินกลับมาอย่างซังกะตายต่อไป เดินไปเรื่อยๆ หลี่เกินจื่อพลันมองหลี่เอ้อร์ตั้นเหมือนเห็นผี “เอ้อร์…เอ้อร์…” คำว่าตั้นเป็นตายก็ตะโกนออกมาไม่ได้

หลี่เอ้อร์ตั้นเห็นหลี่เกินจื่อชี้หน้าตนเองเหมือนกับเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น เขาเองก็สงสัย เอามือลูบดู รู้สึกแต่เพียงว่าเหนียวเหนอะหนะ พอแบฝ่ามือดู เห็นเมือกเหนียวข้นสีส้มเต็มมือ ไม่ใช่เลือดแน่นอน และไม่มีกลิ่นอะไร

หม่าเจินเหรินและจางกั๋วจงมาถึงบ้านของหลี่เอ้อร์ตั้น เมียเขาร้องไห้จนสลบไปแล้วหลายครั้ง ยืนไม่ขึ้นไปนานแล้ว พอได้ยินว่าหม่าเจินเหรินและจางกั๋วจงมา ก็ให้คนพยุงลงจากเตียงคั่ง คุกเข่าลงต่อหน้าหม่าเจินเหริน

“นักพรตหม่า คุณจาง ฉันขอร้องล่ะ ช่วยชีวิตสามีฉันด้วย! ถ้าเขาเป็นอะไร ฉันจะอยู่ต่อไปยังไง!” พูดแล้วก็แทบจะเป็นลมไปอีก

เห็นเพียงหลี่เอ้อร์ตั้นนอนอยู่บนเตียง รูจมูก ลูกตา รูหูและในช่องปากมีเมือกเหนียวข้นสีส้มไหลออกมา นัยน์ตาดำก็กลายเป็นสีส้ม หม่าเจินเหรินเปิดปากของหลี่เอ้อร์ตั้นออกดู แม้แต่น้ำลายยังเป็นสีส้ม

“ไปทำอะไรมา” คิ้วของหม่าเจินเหรินขมวดมุ่น กดน้ำเต้าจมน้ำแล้วกลับลอยขึ้นมาอีกแก้ปัญหาไม่จบไม่สิ้น หมู่บ้านหลี่แห่งนี้กว้างแค่ฝ่ามือแท้ๆ ทำไมถึงได้มีวัตถุพิสดารของลัทธินอกรีตเยอะถึงเพียงนี้

“ไม่รู้เหมือนกัน เกินจื่อเป็นคนแบกกลับมา กลับมาถึงบ้านก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว คนอื่นพูดอะไรก็ไม่ได้ยินและมองไม่เห็นด้วย คิดดูเถอะว่าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงกัน!” เมียของหลี่เอ้อร์ตั้นล้มกองลงไปกับพื้น

หลี่เกินจื่อก็ถลาเกาะแทบเท้าหม่าเจินเหริน “พวกเราเดินผ่านสุสาน เห็นมีเสาเข็มหินต้นหนึ่ง เอ้อร์ตั้นอยากขุดออกมาเพื่อจะเอากลับมาด้วย ข้า… ข้าไม่ให้มันแตะต้อง ผล…ผลก็คือเป็นแบบนี้!”

“แตะไปแล้วหรือไม่ได้แตะกันแน่” จางกั๋วจงหมดความอดทน ด่าออกมาก่อน น้ำเสียงนี้ตวาดจนหลี่เกินจื่อตัวสั่นเทิ้ม

“แตะ…แตะแล้ว แค่ฟันไปสองจอบ แค่สองครั้งเท่านั้น”

“เฮ้อ!” หม่าเจินเหรินตบหน้าขา “พวกแกมันพวกชอบหาเรื่องซวย ระยะนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย จะหลบยังหลบไม่พ้น พวกแกยังกล้าแตะต้องของของไอ้พวกวัณโรคนั่นอีก!”

ใต้แสงไฟ ใบหน้าของหม่าเจินเหรินกลัดกลุ้ม “แม่งเอ๊ย ไอ้พวกผีห่า พวกภูตผีปีศาจแม้แต่เทพเซียนยังอัญเชิญมันไปไหนไม่ได้ ไอ้พวกอวดดี รู้จักแต่หาเรื่องแม่ง!”

“อาจารย์ สุสานผังพระเพลิงนั่นทำไมยังมีอานุภาพอยู่” จางกั๋วจงกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วมองหม่าเจินเหริน “สุสานแบบเหมาซานทำไมทำร้ายคนได้”

“นั่นไม่ใช่สุสานแบบเหมาซานสักหน่อย”

“อย่างนั้นที่เขียนในบันทึก…”

“บันทึกกะผีสิ!” หม่าเจินเหรินดูดบุหรี่คำหนึ่ง “ไอ้คนที่เขียนบันทึกเล่มเก่าๆ ขาดๆ ที่แกถืออยู่เป็นพวกปาหี่กายกรรมหาเงิน มันเองก็ไม่เคยเห็นสุสานแบบนี้หรอก แค่ได้ยินมาว่าสุสานแบบนี้ใช้ไฟปฐพี ก็เลยเขียนออกมาได้”

“แล้วที่หลี่เอ้อร์ตั้นถูกเข้านี่เป็นอะไรกัน”

“ไม่รู้” หม่าเจินเหรินถอนหายใจ ไม่เอ่ยอะไรอีก คราวนี้จางกั๋วจงชาวาบในใจทันที เขาเองยังเคยคิดจะรวบรวมคนไปขุดสุสานของจ้าวเล่อ ตอนนี้มาคิดๆ ดูแล้วน่ากลัวแทบตาย

คณะแพทย์ที่เคยไปหลิวเจียเตี้ยนครั้งนี้ถูกส่งมาที่หมู่บ้านหลี่ ได้ยินมาว่าเกิดโรคประหลาดชั่วร้ายขึ้นอีก

“คุณหมอ ผัวฉันเป็นโรคอะไร มีทางรักษาไหม”

นายแพทย์ไม่แยแสเมียของหลี่เอ้อร์ตั้น แต่ถือขวดยาเล็กๆ สองสามใบค่อยๆ เก็บตัวอย่างเมือกเหนียวที่ไหลออกมาจากปากตาจมูกและหูของหลี่เอ้อร์ตั้นอย่างระมัดระวัง มอบให้ผู้ร่วมคณะสองสามคนที่ตามมา สั่งว่าให้เอาไปทดสอบในเมือง สำหรับโรคที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนตรงหน้านี้ สิ่งที่นายแพทย์พอจะทำได้ก็เหมือนเมื่อคราวที่อยู่หลิวเจียเตี้ยน ซึ่งก็คือกั้นเขตกักกันในหมู่บ้านหลี่ต่อไป

แท้จริงแล้วในประวัติศาสตร์ วิชานิกายสยบและวิชาเหมาซานไม่เคยเกิดความขัดแย้งจริงจังกันมาก่อน ฝ่ายหนึ่งจัดการคน ฝ่ายหนึ่งจัดการผี โดยพื้นฐานแล้วเป็นน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง หม่าเจินเหรินใช้การยืมพลังหยางทำลายอาคมของนิกายสยบ ก็คือเริ่มต้นจากการใช้ประตูคาถา ( เชิงอรรถ – ผู้ประกอบพิธีกรรมล้วนเหลือทางฉุกเฉินให้แก่ตนเอง แม้แต่สุสานเจ็ดสิบสองชั่วร้ายของกุบไลข่านก็ยังมีวิธีเข้าถึงใจกลางสุสานได้อย่างปลอดภัย ทางหนีทีไล่ที่ซุกซ่อนไว้เรียกว่า “ประตูคาถา” ) ของวิชาเหมาซานมาพลิกแพลงหาจุดร่วมของกระแสพลังอินหยางเพื่อค้นหา ประตูคาถาของวิชานิกายสยบ เพราะอย่างไรเสียศาสตร์ของนิกายสยบก็พัฒนามาจากวิชาเหมาซาน

ตอนนั้นหม่าเจินเหรินก่อเพลิงแท้ที่ตำแหน่งตะวันแกร่งเพื่อสยบพลังอินของสุสานผังน้ำใส จากนั้นให้ชาวบ้านยืนเรียงเป็นยันต์ถ่ายเทพลังอิน เพื่อถ่ายเทกระแสพลังอินชั่วร้ายร้อยปีภายในสุสาน ส่วนตนเองใช้คิ้วทารก (เลือดชายพรหมจารี) โดยกัดปลายนิ้วตนเองเลือดออกแล้วเขียนยันต์ชีวิต ( เชิงอรรถ – ยันต์ชีวิตคือยันต์เลียนแบบคนเป็น ต้องใช้เลือดคนหรือชายพรหมจรรย์เขียนยันต์นี้ ที่เล่ากันว่าผีต้องหาตัวตายตัวแทนถึงจะไปเกิดใหม่ได้ จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวกับเรื่องตายแทนเลย แต่เป็นเพราะผีสังหารคนเพื่อระบายความอาฆาตพยาบาทจึงจะไปผุดไปเกิดต่างหาก ส่วนคนที่ถูกฆ่าก็จะจองเวรผู้อื่นต่อ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ต่อไป ยันต์ชีวิตเหมาซานก็คือการตบตาผี ทำให้ผีคิดว่าได้ฆ่าคนแล้วจึงหมดฤทธิ์ (ตอนก่อนที่กล่าวถึงสุสานฝังจิ้นสื้อสมัยราชวงศ์ชิง ผู้ประกอบพิธีกรรมในสมัยนั้นใช้ต้นหลิวแปะด้วยยันต์ชีวิต) ) ลงบนโลงหลัก ใช้วิธีนี้มาอำพรางด่านสยบ

ไสยเวทของนิกายสยบกล่าวให้ชัดก็คือวิชาอาคมที่คนสร้างเลียนแบบพลังของภูตผี นำหลักการของวิชาเหมาซานมาใช้อย่างกลับตาลปัตร แต่พลังกลับแกร่งกล้ากว่าภูตผีที่แท้จริง ดังนั้นยันต์ชีวิตประเภทนี้นำมาใช้หลอกเวทของนิกายสยบยังพอมีประโยชน์ และในตอนนี้เอง หม่าเจินเหรินใช้เงินทงเม่ย (เหรียญทองแดงที่แต้มด้วยเลือดของชายพรหมจรรย์) สิบเจ็ดเหรียญวางค่ายสะกดวิญญาณในสุสาน ชักนำกระแสพลังอินชั่วร้ายในโลงนั่งเข้าสู่ค่ายสะกดวิญญาณด้วยยันต์ชีวิต

เงินเมื่อผ่านมือผู้คนมีพลังหยางค่อนข้างหนัก ผนวกกับเลือดชายพรหมจรรย์ ทำให้การไหลเวียนของกระแสพลังอินชะงัก ค่ายสะกดวิญญาณเล่ากันว่าเป็นค่ายที่ชิวถงเซิง ประมุขนิกายเหมาซานรุ่นแรกเป็นผู้คิดค้นขึ้น ใช้เงินทงเม่ยสร้างเจ็ดด่านจำลอง ทำให้วิญญาณพยาบาทวนเวียนอยู่ภายในนี้ หาทางออกไม่พบไปตลอดกาล

จากนั้นใช้เมือกพลังหยางแท้ (เลือดปนน้ำลายที่หม่าเจินเหรินถ่มออกมา) ปิดตายกระแสพลังอินของศพในโลงนั่ง กลิ่นอายอาฆาตในเจ็ดด่านจำลองไม่ได้รับการเสริมพลังอินจากซากศพ ย่อมสลายตัวไปตามธรรมชาติทุกวี่วัน แม้กระแสพลังอินในสุสานสามชั่วร้ายจะแกร่งกล้ากว่ากระแสพลังอินของสุสานทั่วไปไม่น้อย แต่อาศัยพลังหยางจากเมือกพลังหยางแท้ พลังก็ไม่อ่อนด้อยเลย ดังนั้นในครั้งนี้แม้หม่าเจินเหรินจะบาดเจ็บ แต่พลังอินก็ถูกปิดตาย

ขั้นตอนเหล่านี้ หม่าเจินเหรินเองก็จับพลัดจับผลูทำสำเร็จ แต่บัดนี้สุสานของจ้าวเล่อผู้นี้เหมือนกับว่านอกจากผังสามชั่วร้ายแล้ว ยังมีการรวมสรรพชั่วร้ายของนิกายสยบสำทับไว้อีกชั้นหนึ่ง หรือว่าตัวสุสานเองมีอะไรบางอย่างหม่าเจินเหรินเองก็ไม่มั่นใจนัก แต่จากสภาพของหลี่เอ้อร์ตั้น เหมือนกับว่าอาคมชั้นนี้ขลังกว่าวิชาสามชั่วร้ายมากนัก

ร้อนรนก็ส่วนร้อนรน แต่วิธีก็ยังต้องคิดต่อไป  จากความคิดของหม่าเจินเหริน วิธีที่สามารถทดลองทำได้มีมากมาย แต่ถ้าไม่อันตรายเกินไปก็ขาดปัจจัยหลายอย่าง กลางดึก นักพรตเฒ่านั่งอยู่ในลานบ้านสูบยาเส้นแห้ง ย้อนคิดอย่างละเอียดถึงวิธีพลิกแพลงต่างๆ ที่บูรพาจารย์ถ่ายทอดไว้ให้

หากอยู่ในสังคมยุคเก่า การจัดการสุสานแบบนี้ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ หาง่ายมาก แต่ในยุคสมัยที่ทำลายล้างทุกสิ่งอย่างเช่นตอนนี้ ข้าวของบางอย่างเกรงว่าคงสูญหายไปตลอดกาลแล้ว ทุกครั้งที่คิดถึงตรงนี้ หม่าเจินเหรินก็เกิดรู้สึกเสียดายและตันใจ

ฝ่ายจางกั๋วจงก็ไม่ได้อยู่ว่าง หาจากหนังสือโบราณกองใหญ่ไม่หยุด หนังสือโบราณเหล่านี้ล้วนเขียนเกี่ยวกับเทพนิยายโบราณ เช่น จิ้งฮวาหยวน โซวเสินจี้ ( เชิงอรรถ – จิ้งฮวาหยวนเป็นนิยายแนวภูตผีสมัยราชวงศ์ชิง โซวเสินจี้เป็นบันทึกเรื่องประหลาดพิสดารสมัยราชวงศ์จิ้น )  เดิมจางกั๋วจงไม่สนใจหนังสือโบราณเหล่านี้ แต่ตอนนี้ก็เหมือนกับคนป่วยหาหมอสะเปะสะปะไปทั่ว เผื่อจะได้เบาะแสอะไรบ้าง

และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าหาหมอสะเปะสะปะได้ผลดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ในหนังสือ “กุ่ยเวิ่น” (ปุจฉาผี) สมัยราชวงศ์หยวน จางกั๋วจงเจอนิทานเรื่องหนึ่งความว่า บัณฑิตแซ่เฉียวผู้หนึ่งบิดาถูกเซียนเหลือง (พังพอน) ทำให้วิกลจริต สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ผ่ายผอมลงทุกวัน ต่อมานักบวชตบะแก่กล้าบอกบัณฑิตเฉียวว่า ใช้มีดที่เคยสังหารคนสามารถสยบเซียนเหลืองได้ ดังนั้นบัณฑิตเฉียวจึงฆ่าตัวตายต่อหน้าบิดา ก่อนหมดลม บัณฑิตเฉียวเห็นก้นบิดามีหางยาวงอกออกมา ( เชิงอรรถ – ช่วงใกล้ตาย พลังหยางถดถอย คนจะมองเห็นสิ่งที่ปกติตามนุษย์มองไม่เห็น ) จึงกวัดแกว่งมีดตัดหางของบิดา สุดท้ายแม้ช่วยชีวิตบิดาได้ แต่ตนเองกลับสิ้นชีวิต

นิทานเรื่องนี้เขียนเพื่อยกย่องความกตัญญู แต่กลับให้ข้อคิดที่สำคัญแก่จางกั๋วจง ตัวมีดเองเป็นของอำมหิต ส่วนมีดที่ฆ่าสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตย่อมเต็มไปด้วยรังสีพยาบาทจึงเหี้ยมโหดผสานความชั่วร้าย ภูตผีเกรงกลัวและอยู่ห่าง การที่บางบ้านแขวนมีดดาบไว้ตรงห้องโถงเพื่อปกป้องคุ้มครองที่อยู่อาศัยก็มีสาเหตุดังนี้ ส่วนหลักการของวิชานิกายสยบคือใช้ความชั่วร้ายและความเหี้ยมโหดจัดการคน นี่เป็นหลักการเดียวกับที่ภูตผีและสัตว์ร้ายทำร้ายมนุษย์ สิ่งที่มีเพียงคนใกล้ตายถึงจะมองเห็น สำหรับวิชาเหมาซานแล้วการเบิกเนตรก็สามารถทำให้มองเห็นได้ ดังนั้นโดยหลักการแล้วหากมีดดาบที่เคยสังหารสิ่งมีชีวิตและเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต จะใช้กำราบวิชานิกายสยบก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

คิดมาถึงตรงนี้ จางกั๋วจงจึงหยั่งเชิง เอ่ยความคิดของตนเองกับหม่าเจินเหริน

“อาจารย์ มีดที่ฆ่าสรรพสัตว์ บูรพาจารย์เหมาซานก็มีคนเคยใช้ นักพรตจ้าวฮุยเหลียงสมัยราชวงศ์หมิงเคยใช้มาก่อน อาจารย์ว่าวันนี้เราก็ลองใช้ดูสักครั้งได้ไหม”

“ลองกับผีสิ ฆ่าใคร ฆ่าแกหรือ” หม่าเจินเหรินเองที่จริงก็เคยคิดถึงวิธีนี้ แต่ตอนนี้เวลานี้จะไปหามีดฆ่าคนจากไหนได้ แม้ว่าในหมู่ชาวบ้านก็เคยเกิดคดีฆาตกรรม แต่อาวุธเป็นหลักฐานสำคัญ เก็บไว้ที่สถานีตำรวจ ใครจะให้ยืมเอาไปใช้สนองความเชื่องมงายสมัยศักดินาหรือ เล่ากันว่านักพรตจ้าวฮุยเหลียงสมัยราชวงศ์หมิงเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้ใช้มีดที่ฆ่าคนมาก่อน ส่วนจะเอาไว้สู้กับอะไรก็ไม่อาจรู้ได้

แต่สมัยนั้น จ้าวฮุยเหลียงใช้มีดโบราณยุคจั้นกั๋วที่ขุดพบโดยยืมมาจากจวนของจูเจิ้งเส้อ ขุนนางกรมอาลักษณ์ รองเจ้ากรมฝ่ายขวาสมัยราชวงศ์หมิง สุดท้ายแม้จัดการสิ่งชั่วร้ายได้ แต่จ้าวฮุยเหลียงก็มีดหักและถึงแก่ความตาย อีกอย่างหากรังสีอำมหิตของมีดฆ่าคนนี้ไม่เพียงพอ แม้มีดหักหรือตายก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่า ดังนั้นความคิดนี้เพียงเกิดขึ้นแวบเดียวในสมองของเจินเหรินก่อนหายวับไปในทันที

แต่จางกั๋วจงเป็นคนดื้อดึงมาก เขาในตอนนี้เหมือนแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์กับหม่าเจินเหรินไม่มีผิด สูตรมีกี่แบบ จะแก้สมการได้หรือไม่ ล้วนอาศัยประสบการณ์ จางกั๋วจงทบทวนวิธีที่ทำได้ทั้งหมดเที่ยวหนึ่งในใจ ท่ามกลางยุคสมัยที่ข้าวของเครื่องใช้ขาดแคลนมีดที่เคยใช้ฆ่าคนยังหายากกว่าสัตว์ประหลาดชางจื้อ ( เชิงอรรถ – สัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง คล้ายตัวเงินตัวทอง ปรากฏตัวแถบแนวหิมะเทือกเขาคุนหลุน สมัยก่อนอาศัยอยู่บนที่ราบสูงซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 4,000 เมตร นับตั้งแต่ต้นราชวงศ์หมิงก็ไม่มีการบันทึกว่าค้นพบสัตว์ชนิดนี้อีกเลย ) หลายร้อยเท่า

เรื่องแบบนี้ ผู้ที่จางกั๋วจงนึกถึงเป็นคนแรกก็คือน้องชายตนเอง

วันถัดมาเขาไปบ้านของหลี่เอ้อร์ตั้นก่อน หลี่เอ้อร์ตั้นไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด เพียงแต่ทวารทั้งเจ็ดมีน้ำสีเหลืองไหลออกมาไม่หยุด หมดสติไปเท่านั้น แต่ยังกินข้าวดื่มน้ำนอนหลับได้ หลังได้รับความมั่นใจจากแพทย์แล้วว่าหลี่เอ้อร์ตั้นไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต จางกั๋วจงก็เดินทางกลับบ้าน

“ผมว่านะพี่ จะเอาของแบบนี้ ออกจะเหลวไหลไปแล้ว” จางกั๋วอี้ในตอนนี้ยังไม่รู้สาเหตุที่พี่ชายขอร้องเช่นนี้ “ต่อให้เป็นคดีฆาตกรรม ก็ไม่ถึงกับต้องให้ผมเป็นคนจับหรอก”

“แกไม่รู้จักคนในสถานีตำรวจเลยหรือไง”

“รู้จักก็ไม่มีประโยชน์ ไม่มีคดีฆาตกรรม สถานีตำรวจก็ไม่มีไอ้ของที่ว่าหรอก แต่ว่าพี่รอก่อน ให้ผมคิดดูหน่อย”

หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง จางกั๋วอี้ก็พาจางกั๋วจงมายังแฟลตเก่าแห่งหนึ่ง ในตอนแรกผู้อาศัยที่นี่เป็นพวกตำแหน่งสูงรายได้ดี แต่จากสภาพที่เห็นในตอนนี้ ครอบครัวที่จางกั๋วจงมาหาเห็นได้ชัดว่าถูกบุกยึดทรัพย์ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว

“นี่พี่ชายผม” จางกั๋วอี้หน้าเฉยเมย ส่วนหญิงที่อยู่อีกฟากยิ้มบางๆ หน้าแข็งทื่อ “สหายเสี่ยวจาง คราวก่อนขอบคุณมาก”

“อาเฉิน ที่ผมมาคราวนี้ อยากขอร้องให้คุณช่วย ถ้าคุณตกลง เรื่องของเหล่าหลิวผมจัดการเอง”

“คุณ… คุณช่วยพี่หลิวออกมาได้หรือ”

“เรื่องปล่อยตัว ผมเองไม่กล้ารับประกัน แต่อย่างน้อยผมรับประกันว่าเขาไม่โดนทรมานเมื่ออยู่ข้างใน”

หลังจากจางกั๋วจงอธิบายที่มาที่ไปหนึ่งรอบแล้ว อาเฉินผู้นี้ฟังแล้วเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง แต่ในเมื่อจางกั๋วอี้รับประกันว่าสามีของตนอยู่ในคุกจะปลอดภัยดี ตนเองก็ไม่สนอะไรไปมากกว่านี้แล้ว “ได้ พวกเราไปพบเขาตอนนี้ ฉันจะเกลี้ยกล่อมเขาเอง”

ระหว่างทาง จางกั๋วจงได้รู้ว่าเหล่าหลิวผู้นี้เคยเป็นเลขาของสมาคมนักเขียนพู่กันจีน ชอบสะสมของโบราณ บิดาของเหล่าหลิวคือ หลิวจื่อเวย ผู้แทนการค้าของนักธุรกิจชาวจีนที่ติดต่อกับพวกยุโรป เป็นคนมีชื่อเสียงของเมืองเทียนจินสมัยปลายราชวงศ์ชิง บุคคลผู้นี้จางกั๋วจงก็รู้จัก ชื่อเสียงของหลิวจื่อเวยในเมืองเทียนจินโด่งดังไม่น้อยกว่าหยวนซื่อข่ายสักเท่าไหร่ และเหล่าหลิวตรงหน้าในตอนนี้ทรัพย์สินส่วนมากล้วนเป็นสมบัติของท่านหลิวทิ้งเอาไว้ให้

พอได้ยินจางกั๋วจงเล่าว่าต้องการหามีดโบราณที่มีคนเคยใช้แล้ว จางกั๋วอี้ก็คิดไปถามเหล่าหลิวว่ามีมีดดาบล้ำค่าสมัยโบราณหรือไม่ จึงเกิดการเดินทางมาเยือนคุกแห่งนี้

เส้นสายภายในคุก จางกั๋วอี้เตรียมการไว้พร้อมแล้ว ไม่รู้ว่าเจ้าน้องชายคนนี้ไปเอาจดหมายแนะนำตัวมาจากไหน พอถึงคุกแล้วหนทางก็ราบรื่นไฟเขียวตลอด พบเหล่าหลิวได้อย่างสะดวกโยธิน

“ฉันเองก็ไม่มีมีดดาบโบราณอะไรหรอก พวกคุณไปหาคนอื่นเถอะ” เหล่าหลิวยังคงไม่แยแสใดๆ ดูดบุหรี่ต่อไป

“อาจารย์หลิว ตอนนี้ผมจะช่วยคนจริงๆ หวังว่าคุณจะช่วยผมสักครั้ง” จางกั๋วจงเองก็ไม่รู้จะเอ่ยว่าอะไรจริงๆ ได้แต่เล่าเรื่องของหลี่เอ้อร์ตั้นให้เหล่าหลิวฟังเที่ยวหนึ่ง

“คุณเป็นวิชาเหมาซานด้วยหรือ” เหล่าหลิวไม่ได้สนใจเรื่องสุสานของหลี่เอ้อร์ตั้นสักนิด แต่พุ่งความสนใจมาที่วิชาเหมาซานที่จางกั๋วจงเอ่ยถึง “งั้นผมถามคุณหน่อย สัตว์ดูดไอวิญญาณฟ้าดินและไอพลังอินแล้วหลอกหลอนสิงร่างผู้คน จะจัดการอย่างไร”

ปัญหาพื้นฐานนี้จะทำให้จางกั๋วจงล้มไม่เป็นท่าได้อย่างไร “ยามครบบรรจบเก้าให้ใช้หลัวหลิงจื่อซัดร่างของผู้ป่วย โดยเฉพาะตรงบาดแผล หากวิญญาณสัตว์คิดทะลวง ให้ใช้กิ่งแห้งของต้นหลิวปิดทับที่บาดแผล รอจนธูปเผาไหม้หนึ่งดอก ให้ใช้เพลิงแท้เผากิ่งแห้งต้นหลิว”

พูดมาถึงตรงนี้ ดวงตาของเหล่าหลิวก็สว่างวาบ “กระแสเจ็ดปราณเกิดจากซินหยาง ฮุ่ยติ่ง ตันเถียน จู๋หยาง เหยียนโส่ว สื้อเหมิน ติ้งทง”เหล่านี้เป็นคำท่องเคล็ดศาสตร์หทัยช่วงหนึ่งของวิชาเหมาซาน มนุษย์มีเจ็ดกระแสปราณ โคจรจากตำแหน่งอวัยวะทั้งเจ็ดด้านบน

จางกั๋วจงเอ่ยต่อ “ซินหยางไว้แผ่ซ่าน ฮุ่ยติ่งไว้คดเคี้ยว ตันเถียนไว้อัดพลัง จู๋หยางไว้จู่โจม เหยียนโส่วไว้หลบหลีก สื้อเหมินไว้ทะลวง ติ้งทงไม่หวาดหวั่น” ที่จางกั๋วจงเอ่ยส่วนนี้เป็นประโยคต่อท้ายจากที่เหล่าหลิวเอ่ย

“ใครสอนคุณน่ะ” แววตาของเหล่าหลิวสาดประกายฉงน

“หม่าฉุนอี” นามเดิมของหม่าเจินเหรินคือหม่าฉุนอี

“ศิษย์น้องเอ๋ย คุณพาฉันออกไปได้จริงหรือ” เหล่าหลิวยิ้มแป้นแล้น เป็นแบบฉบับเดียวกับหม่าเจินเหรินไม่ผิดเพี้ยน รอยยับย่นตรงมุมปากฉีกไปถึงแก้ม

พอเหล่าหลิวเอ่ยคำนี้ แม้แต่จางกั๋วจงก็สะเทือนจนมึนงง ทำไมจู่ๆ ถึงได้มีศิษย์พี่โผล่ขึ้นมาคนหนึ่งเล่า

ตอนนี้จางกั๋วจงถึงนึกขึ้นได้ ตอนที่หม่าเจินเหรินเคี่ยวเข็ญให้เขาฝึกเบิกเนตรก็เคยเล่าว่า จางกั๋วจงมีศิษย์พี่ไม่แตกฉานอยู่คนหนึ่ง เนตรทิพย์ที่เขาใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงก็ฝึกฝนได้ ศิษย์พี่ผู้นี้กลับใช้เวลาหนึ่งเดือน หรือว่าเป็นหมอนี่?

คิดมาถึงตรงนี้จางกั๋วจงจึงเพ่งมองเหล่าหลิวอย่างละเอียด ไม่เสียแรงเป็นศิษย์ของหม่าเจินเหริน ระดับความสกปรกเลอะเทอะของหนวดเคราเผ้าผมเป็นอย่างเดียวกัน

จางกั๋วอี้และอาเฉินมองแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร โดยเฉพาะอาเฉิน ในฐานะเมียยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ ชายสองคนตรงหน้าก็กระชับสัมพันธ์ฉันญาติกันเองเสียแล้ว แถมยังดูสนิทสนมกันมากทีเดียว

ที่แท้เหล่าหลิวก็คือศิษย์คนแรกที่หม่าเจินเหรินรับไว้เมื่อสี่สิบปีก่อน มักคิดเองเออเองว่าตนเองดีเลิศ และใช้ชีวิตคุณชายจนเคยชิน ทนข้าวจืดอาหารหยาบในอารามเต๋าไม่ได้เอาเสียเลย ไม่ถึงสิบปีก็บอกอาจารย์ว่าขอจบการฝึกฝนกับอาจารย์ หม่าเจินเหรินก็ไม่รั้งเขาไว้ แต่เอ่ยตามความจริงแล้ว ศิษย์ไม่เอาไหนผู้นี้ฝึกฝนไปได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ ก็เผ่นแล้ว ทำเอาหม่าเจินเหรินไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง แม้ต่อมา เหล่าหลิวมักกลับมาเยี่ยมเยียนพูดคุยให้ของขวัญเพื่อกระชับไมตรี แต่หม่าเจินเหรินก็ทำเหมือนไม่เคยมีลูกศิษย์ผู้นี้ ทั้งสองคนแม้ไม่ฉีกหน้าหักหาญน้ำใจกัน แต่ก็ไม่มีการไปมาหาสู่กันอีกเลย

และเหล่าหลิวในตอนนี้เรียกได้ว่าอนาคตรางเลือน ถูกพิพากษาจำคุกยี่สิบปี นี่สำหรับเหล่าหลิวซึ่งอายุหกสิบแล้วช่างเกินบรรยาย คงต้องตายในคุกเสียแล้วกระมัง ในตอนนี้พลันมีจางกั๋วจงศิษย์น้องคนนี้โผล่ขึ้นมา แถมยังพาจางกั๋วอี้ผู้นำยุวชนแดงที่ทรงอิทธิพลมาด้วย เห็นได้ชัดว่าเป็นฟางช่วยชีวิตเหล่าหลิวเส้นสุดท้าย ก็แค่มีดเก่าๆ หักๆ ด้ามเดียวดีกว่าต้องเสียสมบัติเก่าของบรรพบุรุษมากนัก

จางกั๋วจงและจางกั๋วอี้เดินทางตลอดคืนมายังสุสานร้างแห่งหนึ่งแถบชานเมืองด้านทิศตะวันออกตามที่เหล่าหลิวระบุ ขุดโลงศพใบใหญ่ออกมาอย่างชำนิชำนาญ เปิดฝาโลงออก ของเก่าแก่โบราณเต็มโลงทำเอาจางกั๋วจงตะลึงงัน คิดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์ยาจกของเขาจะรับศิษย์ที่ร่ำรวยถึงเพียงนี้ได้

วัตถุโบราณ ภาพวาด ภาพอักษรที่บรรจุเต็มโลงศพเหล่านี้ หากตอนนั้นนำออกไปต่างประเทศแลกกับคฤหาสน์ยุโรปสักหลังก็คงไม่ใช่เรื่องยาก แค่ภาพ “ซวนหนี ( เชิงอรรถ – สัตว์ในตำนาน รูปร่างเป็นสิงโต หัวเป็นมังกร กล่าวกันว่าเป็นหนึ่งในเก้าของลูกมังกร ) หลบอาถรรพณ์” ของถังอิ๋นก็เป็นสมบัติประมาณค่าไม่ได้แล้ว

จากบันทึกโบราณ สมัยราชวงศ์หมิงและชิงสองยุค ขุนนางต่ำกว่าระดับสี่ไม่มีคุณสมบัติจะแขวนภาพนี้ นอกจากนี้ยังมีแจกันกระเบื้องลายครามสมัยราชวงศ์ซ่งและพระพุทธรูปปางสมาธิองค์หนึ่งซึ่งดูแล้วเหมือนเป็นของสมัยราชวงศ์ถัง

อาศัยแสงสว่างจากดวงจันทร์ จางกั๋วจงหามีดสั้นขนาดยาวประมาณเจ็ดนิ้วเล่มหนึ่งจนพบอย่างรวดเร็ว จากที่เหล่าหลิวเล่าคราวนี้ถือว่าจางกั๋วจงได้ของที่ต้องการแล้ว มีดสั้นเล่มนี้มีชื่อว่า “เกล็ดมังกร”

ตอนนั้นหลิวจื่อเวยขณะทำเรื่องขนส่งทางน้ำใช้เงินห้าตำลึงซื้อมีดเล่มนี้มาจากมือของโจรขุดสุสาน ตอนนั้นด้วยเห็นว่ามีดสั้นนี้เหมาะมือและคมกริบ จึงพกติดตัวไว้เป็นมีดป้องกันตัว ต่อมาไปยังปักกิ่ง นำไปทำเปี่ยวฮว่าหรือเสริมด้ามให้แข็งแรงที่ร้านหรงเป่าไจ ร้านขายเครื่องเขียนเก่าแก่ในปักกิ่ง คิดถวายเป็นของขวัญให้เป้ยเล่อ ( เชิงอรรถ – เป้ยเล่อคือบรรดาศักดิ์ขององค์ชาย เป็นรองจวิ้นอ๋อง ) องค์หนึ่ง

ใต้เท้าหวังซึ่งเป็นผู้ทำเปี่ยวฮว่าชื่นชมไม่ขาดปาก ยกย่องว่าเป็นของชั้นเลิศ หลิวจื่อเวยถึงได้เก็บมีดสั้นนี้ไว้เป็นสมบัติล้ำค่าของตนเอง ต่อมามีดสั้นเล่มนี้ตกทอดมาอยู่ในมือของเหล่าหลิว สุดท้ายให้ผู้เชี่ยวชาญแห่งสมาคมสมบัติแห่งชาติประจำเมืองช่วยรับรอง ได้ข้อสรุปว่า มีดสั้นเล่มนี้เป็นมีดสั้นลือชื่อในตำนานโบราณของจีน นามว่า “เกล็ดมังกร”

จากบันทึกเตี่ยนหลุน ( เชิงอรรถ – บันทึกการเมืองการปกครองและวัฒนธรรมสมัยจักรพรรดิเว่ยเหวินตี้ (เฉาพี หรือโจผีในเรื่องสามก๊ก) ) มีดเกล็ดมังกรเล่มนี้ รัชทายาทแคว้นเว่ยสั่งให้หลอมขึ้น ไม่ทราบว่าเคยแทงทะลุร่างของยอดยุทธ์ท่านไหน จากที่เหล่าหลิวพินิจพิจารณา รังสีอาฆาตพยาบาทบนมีดสั้นเล่มนี้มีมากกว่ามีดเชือดหมูที่สังหารสัตว์เป็นพันชีวิตต่อวันในโรงฆ่าสัตว์หลายต่อหลายเท่านัก (สัตว์เองก็มีความพยาบาท แต่น้อยกว่ามนุษย์) ปักมีดสั้นเล่มนี้บนพื้น แม้แต่มดก็ยังเดินอ้อมไปในรัศมีสามฟุต หากไม่ใช่ว่าเหล่าหลิวรู้วิชาเหมาซาน ใครได้ยินสรรพคุณเหล่านี้ยังกล้าเก็บสะสมไว้ก็แปลก

ฟังเหล่าหลิวกึ่งคุยโวกึ่งบรรยายสรรพคุณ นี่เหมือนเป็นอาวุธเพียงหนึ่งเดียวในเมืองเทียนจินที่สามารถกำราบสุสานอาถรรพณ์ของนิกายสยบได้ ถ้ามีดสั้นเล่มนี้ยังไม่ใช้ไม่ได้ เกรงว่าคงต้องไปตามหาเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ที่เปาบุ้นจิ้นใช้ในสมัยนั้นมาต่อกรแล้ว

ฝังกลบโลงศพกลับไป โปะดินสุสานให้นูนขึ้นแล้ว จางกั๋วอี้ครั่นคร้ามจนมวนท้อง เป็นครั้งแรกที่มายังสุสานสถานที่วิญญาณร่ำไห้หมาป่าหอนโหยหวนตอนดึกดื่นเที่ยงคืน แม้ปรกติเป็นลูกพี่ผู้เย่อหยิ่งจองหองไม่เกรงกลัวใครของเหล่าอันธพาล แต่ก็ยังอดกลัวไม่ได้

หลังกำชับกำชาให้น้องชายดูแลเหล่าหลิวแล้ว จางกั๋วจงก็เดินทางกลับหมู่บ้านในคืนนั้น

หม่าเจินเหรินมองมีดสั้นเล่มนี้ ชอบจนถือไว้ไม่วางมือ หม่าเจินเหรินเป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์ย่อมรักชอบอาวุธมีดดาบล้ำค่าดั่งชีวิตไปโดยปริยาย “แกไอ้เด็กเมื่อวานซืนไปเอามาจากไหน”

“อาจารย์ ผมพบศิษย์พี่แล้ว ของนี่เขาเป็นคนมอบให้”

“หืม? ไอ้คนเหลวเป๋วนั่น ตอนนี้ไปเฉิดฉายอยู่ที่ไหนแล้ว”

“ศิษย์พี่ติดคุก” จางกั๋วจงเล่าเรื่องไปหาน้องชายให้ช่วย ไปพบเหล่าหลิวได้อย่างไรและได้มีดสั้นเล่มนี้มาได้อย่างไรให้ฟังหนึ่งเที่ยว

“โดนข้อหาอะไร คงไม่โดนยิงเป้าหรอกนะ”

“ลักลอบค้าวัตถุโบราณ เหมือนว่าข้อหาหนักมาก แต่ไม่ถึงขั้นโดนยิงเป้า ผมขอร้องให้น้องชายช่วยวิ่งเต้นแล้ว”

“ลักลอบค้าวัตถุโบราณ?” หม่าเจินเหรินแค่นยิ้ม ยุคสมัยแห่งความยุ่งเหยิงวุ่นวายนี้ ต่อให้ในมือมีวัตถุโบราณ จะเอาไปลักลอบเทขายที่ไหนได้

มีอาวุธเหมาะมือแล้ว ความกล้าของหม่าเจินเหรินก็เต็มเปี่ยม หลิวฉงเต๋อสมัยราชวงศ์หมิงผู้นั้นอย่างมากก็เป็นแค่ผู้สืบทอดรุ่นสุดท้ายของนิกายสยบ ตบะเต๋าเทียบไม่ติดกับอาจารย์อาคมนิกายสยบคนไหนก็ได้ในสมัยราชวงศ์หยวน

จากสภาพของสุสานผังเมฆดำและผังน้ำใสก็มองออกว่าหลิวฉงเต๋อไร้ความสามารถจัดวางผังสามชั่วร้ายด้วยตนเอง แต่อาศัยนำสุสานโบราณที่มีอยู่เก่าก่อนแล้วมาดัดแปลงอีกที

ขณะที่จางกั๋วจงไม่อยู่สองวันนี้  หม่าเจินเหรินสำรวจรอบสุสานของจ้าวเล่อครั้งแล้วครั้งเล่า หม่าเจินเหรินรู้สึกว่าหากหลิวฉงเต๋อไม่มีความสามารถจัดสุสานผังสามชั่วร้ายได้เอง เช่นนั้นสุสานแห่งนี้เป็นไปได้ว่าเป็นเพียงสุสานเดี่ยว หากเป็นสุสานเดี่ยวก็ต้องมีปราณจักษุ

สุสานเดี่ยวของนิกายสยบคล้ายคลึงกับผังสุสานของนิกายเหมาซาน ล้วนให้ความสำคัญกับปราณจักษุซึ่งต่างจากปราณจักษุในเจ็ดด่าน

ในวิชาของนิกายสยบ หากเป็นผังสรรพชั่วร้ายนั่นคือใช้รังสีพยาบาทจากหลายๆ สุสานมาเฝ้าปกปักษ์สุสานโบราณแห่งใดแห่งหนึ่ง แตะต้องเพียงแห่งเดียวย่อมทำลายทั้งแปดทิศ

หมายความว่าถ้าหม่าเจินเหรินทำลายสุสานผังน้ำใสได้เท่ากับทำลายพลังทั้งหมดของผังสรรพชั่วร้าย

ส่วนสุสานของจ้าวเล่อไม่เพียงแต่มีผังสรรพชั่วร้ายสำทับไว้อีกชั้นหนึ่ง ยังมีผังสุสานเดี่ยวซ้อนอีกชั้นด้วย ซึ่งก็คือเจาะจงแยกประกอบพิธีกรรมนิกายสยบไว้ที่สุสานแห่งนี้เป็นการเฉพาะ

หากประกอบพิธีกรรมบนสุสานเดี่ยว พลังย่อมมาจากบริเวณโดยรอบสุสาน หาใช่จากตัวสุสานเองไม่

สุสานเดี่ยวของนิกายสยบมักใช้พลังจากเดรัจฉาน ส่วนพลังของสัตว์เหล่านี้ก็อยู่บริเวณโดยรอบปราณจักษุ

ที่เรียกว่าพลังของสัตว์ หนีไม่พ้นสัตว์จำพวกพังพอน จิ้งจอก เม่นหรืองู บางแห่งใช้กระต่ายหรือเต่า ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาจากบริเวณโดยรอบสุสานเป็นตัวกำหนด โดยทั่วไปแล้ว ใช้งูใช้เต่ามีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะงู งูมีคุณลักษณะพิเศษคือการจำศีล ในสภาพปรกติ หากประกอบพิธีอย่างถูกต้อง งูที่ปกปักษ์สุสานนิกายสยบมีอายุอยู่ได้ถึงเกือบพันปี

การสร้างสุสานเช่นนี้ต้องอาศัยการผสมผสานศาสตร์อาคมของวิชาเหมาซานและวิชาสยบ ก่อนอื่นต้องขอร้องให้ผู้ประกอบพิธีกรรมวิชาเหมาซานจับสัตว์ที่บำเพ็ญเซียนทั้งเป็น ซึ่งก็คือเดรัจฉานที่ก่อให้เกิดความแปรปรวนได้ จากนั้นต้องให้อาจารย์อาคมประกอบพิธีกรรมกักขังเดรัจฉานเหล่านี้ไว้ในบริเวณพิเศษจุดหนึ่ง นั่นคือบริเวณปราณจักษุของสุสาน

เดรัจฉานที่มีร่างสำหรับบำเพ็ญเซียนเหล่านี้มีอายุยืนยาวอย่างอสรพิษ หากเป็นงูที่สามารถยืมร่างของมนุษย์ในระยะสิบลี้อย่างน้อยก็อยู่ได้แปดสิบปีขึ้นไป จากที่วิชาเหมาซานเคยบันทึกไว้ เดรัจฉานที่ผู้สืบทอดวิชาเหมาซานเคยจัดการมีอายุยืนที่สุดคือหนึ่งพันหกร้อยปี รังสีอาฆาตชั่วร้ายของเดรัจฉานเหล่านี้หากไม่ยืมพลังหยางย่อมไม่อาจสยบมันได้ สุสานนี้หากได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิ เสาะหาเดรัจฉานร้ายกาจจากทั่วประเทศ เช่นนั้นอานุภาพของสุสานเดี่ยวแห่งนี้อาจสูสีกับสุสานผังสามชั่วร้ายก่อนหน้านี้เลยทีเดียว

หากเป็นกึ่งเซียนที่ไม่มีความรู้ความสามารถพอ อาจจะคิดหาวิธีแข็งกร้าวต่อสุสานนี้ แต่หม่าเจินเหรินอย่างไรเสียก็คือหม่าเจินเหริน ใช้วิธีหาปราณจักษุของสุสาน ทำลายไปทีละแห่ง ย่อมปลอดภัยกว่าขุดสุสานโดยตรงมากนัก

หลุมเดรัจฉานอยู่ที่จุดปราณจักษุ ทุกครั้งที่จัดการหนึ่งแห่ง พลังของสุสานอ่อนด้อยลงขั้นหนึ่ง จนกระทั่งสูญสลายไป และบัดนี้พลังที่ผู้ประกอบพิธีต้องต่อกรด้วยก็คือตัวของเดรัจฉานนั้นๆ ไม่ได้ล่วงล้ำไปถึงวิชานิกายสยบเลยแม้แต่น้อย

ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในมือมีทั้งจอบ เสียม อีเต้อ ติดตามอยู่ด้านหลังของหม่าเจินเหรินและจางกั๋วจง วิ่งไปยังพื้นหญ้ารกเรื้อผืนหนึ่งทางทิศตะวันออกของสุสานอย่างฮึกเหิม หม่าเจินเหรินวางค่ายเพื่อหยั่งเชิงพลังของเดรัจฉานเหล่านี้  ก้านธงเหลืองสั่นโคลงเคลงอยู่สองครั้ง โดยรวมแล้วยังพอรับมือได้ ดูท่าเวลาเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่ง แม้สัตว์เหล่านี้อาจเป็นตัวร้ายกาจซึ่งเสาะหามาจากทั่วแผ่นดินสมัยราชวงศ์หมิง แต่กาลเวลาผันผ่านมาหลายร้อยปี ถูกกักขังทรมานอย่างยาวนานด้วยอาคม ความอาฆาตพยาบาทและความชั่วร้ายเห็นได้ชัดว่าด้อยกว่าตอนที่ฝังจ้าวเล่อในครั้งกระนั้นไปไม่น้อยแล้ว

ชาวบ้านขุดหากันแบบปูพรมในหนองน้ำตื้นๆ ผืนหนึ่งซึ่งมีหญ้าขึ้นรก ชั่วเวลาธูปหนึ่งดอกก็ขุดพบหีบเหล็กสี่เหลี่ยมขนาดประมาณสองฟุตหนึ่งใบ หม่าเจินเหรินโบกมือ ชาวบ้านต่างถอยเปิดทาง หม่าเจินเหรินถือมีดสั้นเกล็ดมังกรประชิดเบื้องหน้า จางกั๋วจงขึ้นหน้าใช้อีเต้อสับสายโซ่ที่สึกกร่อนอย่างแรงแล้วเปิดหีบออก หม่าเจินเหรินหัวเราะร่า เห็นเพียงในหีบมีกองกระดูกงู กลิ่นเหม็นอวลตลบ ที่แท้งูตัวนี้ตายไปแล้วกลางกาลเวลาอันยาวนาน

ด้านบนของหีบ หม่าเจินเหรินได้ประจักษ์กับยันต์หนิงจั้ง ( เชิงอรรถ – ยันต์ที่ทำให้รังสีพยาบาทเกาะกลุ่มรวมตัวโดยเฉพาะ แปลงความอาฆาตของงูให้กลายเป็นพลังสุสาน หากทำลายยันต์นี้ทิ้ง ปราณจักษุแห่งนี้ก็ถือว่าถูกทำลายแล้ว พลังสุสานจะลดลงขั้นหนึ่ง แม้งูยังมีชีวิตอยู่แต่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับสุสานนี้อีก ) เป็นครั้งแรก บางทีเพื่อป้องกันการเสื่อมสลาย ยันต์นี้เขียนไว้บนหนังวัวและยังปิดผนึกด้วยขี้ผึ้ง

ขุดพบปราณจักษุถึงหกแห่งติดต่อกัน นอกจากงูสิงหางลายตัวเขื่องที่หายใจพะงาบใกล้ตายตัวหนึ่งถูกหม่าเจินเหรินใช้มีดสั้นเฉือนหัวทิ้งแล้ว โดยรวมแล้วไม่พบอุปสรรคใดๆ เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้แต่หม่าเจินเหรินยังเอะใจ การป้องกันอันอ่อนด้อยปวกเปียกเช่นนี้ ทำไมหลี่เอ้อร์ตั้นฟันลงไปแค่สองจอบถึงได้มีสภาพเช่นนี้ได้

เห็นว่าขุดหีบเหล็กใบที่เจ็ดออกมาได้ จะว่าไปแล้วก็แปลก ขณะที่ขุดหีบเหล็กใบที่เจ็ดนี้ออกมา หูของชาวบ้านทุกคนรวมทั้งหม่าเจินเหรินเหมือนแว่วเสียงก้องหวือคล้ายกับหูอื้อเหมือนไม่ได้แว่วมาจากภายนอก แต่เกิดจากภายในหูของตนเอง

“ถอยมาให้หมด!” หม่าเจินเหรินคำรามบอก “กั๋วจง อยู่ข้างหลังข้าไว้!”

จางกั๋วจงกำลังคิดจะฟันโซ่ให้ขาด แต่ถูกหม่าเจินเหรินขวางไว้กะทันหัน “อย่าแตะต้อง ห้ามแตะต้อง!”

เห็นเพียงหม่าเจินเหรินเดินไปหยุดหน้าหีบ แนบหูลงกับหีบฟังอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวอะไร จึงส่งสัญญาณให้จางกั๋วจงส่งอีเต้อให้ตนเอง เสียงดังกึง ฟันจนโซ่เหล็กขาดออกจากกัน เห็นว่าอาจารย์ระแวดระวังถึงขนาดนี้ จางกั๋วจงไม่กล้าผลีผลามเหมือนเมื่อครู่ หยิบจอบจากมือของชาวบ้านคนหนึ่งมา ใช้หัวจอบเคาะเบาๆ จนหีบเหล็กเปิดออก

พอหีบเปิดออกเท่านั้น กลิ่นเหม็นแสบจมูกขนาดที่นักพรตหม่ายังจามหลายครั้ง เสื้อผ้าและเสื้อคลุมของหม่าเจินเหรินคำนวณว่าครบห้าปีค่อยซักสักครั้ง เสื้อคลุมของเขาเหนียวอย่างกับเสื้อแจ็กเก็ตหนัง น่าจะทำเสื้อเกราะกันกระสุนได้ คนที่ห่มคลุมด้วยเนื้อผ้าอย่างนี้แล้วยังหลับได้ลง เห็นได้ว่าภูมิคุ้มกันต่อกลิ่นเหม็นบรรลุถึงขั้นไหน แต่บัดนี้แม้แต่หม่าเจินเหรินยังจาม กลิ่นสาบสางนั้นเพียงจินตนาการก็พอรู้ได้

ในชั่วพริบตานี้เอง อสรพิษสีขาวตัวเล็กก็เลื้อยออกมาจากหีบเหล็ก ขนาดตัวพอๆ กับงูเขียวหางไหม้ แต่ความเร็วในการเลื้อยว่องไวผิดธรรมดา เหมือนว่าดีดตัวกระโดดได้ด้วย ทะยานพุ่งคราเดียวก็พรวดมาอยู่แทบเท้าของหม่าเจินเหริน

หม่าเจินเหรินเอาแต่ยกมือขึ้นอุดจมูก พอได้สติ เจ้างูตัวน้อยนี้ก็เลื้อยพรวดมาอยู่แทบเท้าของตนเองแล้ว  ฉกเข้าที่น่องทีหนึ่ง หม่าเจินเหรินฝึกฝนมาหลายสิบปี ฝีมือมิใช่ชั่ว พอเห็นงูเล็กพุ่งมาที่ตนเองก็รีบกระโดดลอยตัวสูงขึ้นไปถึงห้าฟุต

นี่คือวิชาตัวเบาในตำนาน การเหาะเหินเดินกำแพงในโทรทัศน์ส่วนมากเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมจึงสร้างให้เกินจริง วิชาตัวเบาของแท้ฝึกได้เท่ากับระดับนักพรตหม่าถือว่าเป็นระดับสุดยอดแล้ว คำว่าวิชาตัวเบาเป็นการเรียกเพื่อให้เห็นภาพ หม่าเจินเหรินไม่ได้ตัวเบา แต่การดีดตัวกระโดดครั้งนี้อาศัยแรงดีดของสองขา

แม้กระโดดหลบได้แล้ว แต่งูยังฉกโดนกางเกงเป้ายานของหม่าเจินเหริน  กางเกงของหม่าเจินเหรินมีคุณสมบัติกันกระสุนเล็กน้อย แต่กระนั้นผ้ากางเกงที่แข็งเป๊กเพราะคราบน้ำมันคราบโคลนยังถูกงูฉกจนขาด

บัดนี้ทั้งหม่าเจินเหรินและจางกั๋วจงต่างใจหายวาบ อสรพิษตัวเล็กนี้คือ “งูขาวลอกคราบ” จากที่คนทั่วไปเข้าใจก็คือจิตวิญญาณงู ตำนานว่างูบำเพ็ญเป็นเซียนแบ่งเป็นสามระยะ พอมาถึงระยะสุดท้ายจะเป็นงูขาว

ในบันทึกทั้งหมดของศาสตร์เหมาซานที่บันทึกเกี่ยวกับงูขาวมีเพียงท่อนเดียว เล่ากันว่านักพรตสมัยราชวงศ์ซ่งเห็นเคลื่อนศพชาวบ้านครึ่งเมืองพร้อมกัน ไม่เข้าใจและสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านกล่าวว่ามีงูเข้าสิง นักพรตจึงบริกรรมคาถา ผลก็คือมีงูขาวชนิดนี้เลื้อยออกมาจากปากศพชาวบ้านที่ตาย ถูกนักพรตใช้คาถาที่สาบสูญไปแล้วอย่างคาถาโหยวจัดการจนตาย 

ตอนนี้สภาพของหลี่เอ้อร์ตั้นเป็นเพราะเจ้าสิ่งนี้กระทำแน่แท้ ถ้าถูกมันฉกจนเห็นเลือดครั้งนี้ เกรงว่าไม่ตายคงกึ่งพิการ

บัดนี้หม่าเจินเหรินหล่นลงมาอยู่ห่างออกไปสองเมตร ผู้ที่อยู่ใกล้เจ้างูขาวตัวนี้มากที่สุดก็คือจางกั๋วจง พอเห็นว่างูขาวโจมตีอาจารย์ จางกั๋วจงไหนเลยจะอยู่ดูเปล่าๆ คว้าจอบเหล็กเล็งไปที่กลางตัวฟันฉับลงไป อย่างไรเสียก็เป็นหนุ่มเลือดร้อน ไม่สนแล้วว่าเป็นเซียนเล็กเซียนใหญ่ ลิ้มลองจอบเหล็กของข้าดูถึงเรียกว่าของจริง

ได้ยินเพียงเสียงพลั่กครั้งหนึ่ง ตัวงูขาดเป็นสองท่อน “ไอ้สัตว์ระยำเอ๊ย กูจะฟาดให้ตาย!” ตะโกนพลาง จางกั๋วจงพลิกมือแล้วทุบลงไปอีกจอบ เสียงดังปักทุบไปบนหัวของงูขาว

ฟันจนงูขาวขาดเป็นท่อน จางกั๋วจงเช็ดเหงื่อ เตรียมเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ให้เห็นว่างูขาวนี่คือตัวอะไรกันแน่ เรื่องที่เกิดต่อหน้าช่างประหลาดนัก ถูกสับขาดเป็นสองท่อนแต่ไม่มีเลือดเลย ส่วนหัวก็เหมือนเหมือนทำจากเหล็ก ด้วยแรงทุบด้วยจอบเหล็กของเขาเมื่อสักครู่ เกรงว่าแม้แต่ก้อนหินยังถูกทุบจนแหลกเป็นผุยผง แต่หัวงูขาวนี่ไม่เป็นอะไรเลยสักนิด

ขณะที่จางกั๋วจงเขยิบไปดูเบื้องหน้า ร่างของงูขาวกลับมาต่อติดเป็นท่อนเดียวกันเสียงดังกึก จากนั้นก็ผงกหัวแลบลิ้นแผลบๆ มองจางกั๋วจง ฉากนี้ทำเอาจางกั๋วจงสะดุ้งถอยกรูดไปหลายก้าว

เดรัจฉานที่บำเพ็ญเซียนล้วนปราดเปรื่อง เป้าหมายในการโจมตีอันดับแรกก็คือคนที่คุกคามตนเองมากที่สุด ตอนมันโจมตีหม่าเจินเหริน หนึ่งเพราะหม่าเจินเหรินมรรคาเต๋าสูงส่งพลังหยางรุ่งโรจน์ สองเพราะในมือของหม่าเจินเหรินถืออาวุธอันร้ายกาจ ส่วนตอนนี้การกระทำของจางกั๋วจงยั่วยุให้มันโกรธ เป้าหมายในการโจมตีอันดับแรกย่อมกลายเป็นจางกั๋วจงไปโดยปริยาย

ชาวบ้านโดยรอบต่างแตกตื่นตกใจกันจนแทบตาย วิ่งหลบห่างออกไปหลายสิบเมตรนานแล้ว แม้แต่ผู้ใหญ่หลี่เองยังถอยกรูดไปเกินหลายสิบเมตร ตาเบิกโพลงจ้องทุกสิ่งทุกอย่างที่น่าเหลือเชื่อนี้

“รับเจ้านี่ไว้!” หม่าเจินเหรินโยนมีดสั้นให้จางกั๋วจง ตอนนี้เอง งูขาวก็ดีดตัวสูง ฉกกัดเข้าที่ด้ามจอบเหล็กในมือของจางกั๋วจง

ด้ามจอบเหล็กซึ่งทำจากไม้ถูกฉกกัดครั้งเดียวก็ปริแตกเสียงดังเปรี๊ยะเป็นเศษไม้ ตามหลักแล้วแรงกรามล่างของงูไม่ถือว่ามาก อย่างมากก็เพียงแค่อ้าปากได้กว้างมากเท่านั้น แต่งูขาวตรงหน้าเห็นได้ชัดว่าต่างจากงูโดยปรกติทั่วไป

พอเห็นหม่าเจินเหรินโยนมีดสั้นข้ามมา จางกั๋วจงยื่นมือออกรับ ในตอนนี้เองงูขาวดีดตัวทะยานขึ้นกัดเข้ากับด้ามจอบเหล็กแล้วร่วงหล่นลงพื้น จากนั้นก็ดีดตัวอีกครั้ง จางกั๋วจงแฉลบหลบ แม้ไม่ถูกงูขาวกัด แต่ก็รับมีดสั้นไว้ไม่ได้เช่นกัน

เคร้งมีดสั้นหล่นไกลออกไปหลายเมตร จางกั๋วจงหมุนตัวคิดจะเก็บมีด พลันรู้สึกว่าข้อเท้าของตนเองถูกรัดไว้แน่นฉับพลัน ล้มหน้าคว่ำ ส่วนงูขาวที่อยู่ด้านหลังค่อยๆ เลื้อยมาทางจางกั๋วจงอย่างมุ่งมาดท้าทาย

แต่แรกหม่าเจินเหรินประมาทศัตรูไปบ้าง ดูจากหีบเหล็กหลายใบก่อนหน้าล้วนเป็นอสรพิษประเภทงูเหลือม คาดไม่ถึงว่าคราวนี้เป็นงูตัวเล็ก แถมยังเคลื่อนไหวฉับไวยิ่ง

เห็นชีวิตของลูกศิษย์แขวนอยู่บนเส้นด้าย หม่าเจินเหรินก็กระโจนขึ้นหน้า เหยียบหางของงูขาวไว้เต็มเท้า บัดนี้งูขาววกตัวหันกลับมาฉกทีหนึ่ง โดนน่องของหม่าเจินเหรินเข้าพอดี

“โอ๊ย!” หม่าเจินเหรินร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด รู้สึกแต่เพียงว่าเจ็บแปลบทะลุทะลวงหัวใจ ขาข้างหนึ่งหมดความรู้สึกทันที ล้มตึง นอนแผ่บัดนี้ผู้ใหญ่หลี่ก็ร้อนใจยิ่ง ลูกชายทั้งสามคนดึงรั้งไว้ไม่อยู่ เห็นเพียงผู้ใหญ่หลี่ยกอีเต้อวิ่งควบสามก้าวเป็นสองก้าวพุ่งเข้าใส่ อีเต้อเฉาะเข้าบนตัวของงูขาว

ตัวของงูขาวนี้เหมือนทำจากฟองน้ำ ถูกเฉาะยุบลงไปแล้วกลับพองขึ้นมาเหมือนเดิมทันที รีบผละจากหม่าเจินเหริน หันหัวมาทางผู้ใหญ่หลี่ ทันใดนั้นเองหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งทุ่มโดนตัวงูขาวดังพลั่ก ที่แท้ลูกชายทั้งสามคนของผู้ใหญ่หลี่เห็นว่าพ่อพุ่งตัวออกไป ก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว พุ่งตัวตามมาช่วยด้วย

หลังจางกั๋วจงล้มหน้าคว่ำ รู้สึกว่าขาทั้งสองข้างหนักอึ้งเหมือนถูกกรอกตะกั่วเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น เขาไม่ฟังอีร้าค่าอีรมแล้ว เสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของอาจารย์กระตุ้นศักยภาพส่วนลึกในร่างของเขา สองมือแข่งกันทำงานคืบร่างซ้ายขวาไปเบื้องหน้าสามสี่ก้าวก็คว้ามีดสั้นเอาไว้ได้ หันกลับมาดูก็เห็นงูเล็กมุดออกจากก้อนหินพอดี  กำลังผงกหัว มองหลี่เอ้อร์กุ้ยผู้ที่ทุ่มหินใส่

“ใช้ปราณแท้! ใช้ปราณแท้!” เลือดไหลออกจากมุมปากของหม่าเจินเหริน พยายามตะโกนสุดกำลัง ในตอนนี้ชาวบ้านสองสามคนก็ตามมาถึง แต่เหตุการณ์ตรงหน้าไม่ว่าใครก็ไม่กล้าลองดีกับเจ้าสิ่งนี้ จางกั๋วจงเพ่งสมาธิพักหนึ่ง โคจรพลังจากจุดตันเถียนที่ท้องน้อย กระแสความร้อนหลายสายพรั่งพรูเข้าสู่มือขวา  เห็นเพียงจางกั๋วจงใช้มีดสั้นกรีดแขนตนเอง คมมีดอาบเลือดแล้ว พักเดียวก็คืบไปอยู่หน้าก้อนหินที่ทับงูขาวเอาไว้

สิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์แฝงศักยภาพซ่อนเร้นน่าอัศจรรย์มาก เมื่อระเบิดพลังนั้นออกมา สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้อย่างแท้จริง ยามนี้จางกั๋วจงเปรียบเสมือนผู้ป่วยอัมพาตครึ่งท่อน ร่างกายท่อนล่างออกแรงอะไรไม่ได้เลยแม้เพียงนิดเดียว อาศัยแรงจากสองแขนเท่านั้น แต่กลับคืบคลานได้เร็วกว่าเดินเสียอีก

บัดนี้งูขาวก็รู้สึกได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งจากข้างหลัง วกกลับมาพุ่งเข้าใส่จางกั๋วจงและทะยานสูงขึ้นมาครึ่งฟุต ฉกกัดเข้าใส่หน้าจางกั๋วจงทีหนึ่ง จางกั๋วจงหลับตา กวัดแกว่งมีดสั้นส่งไป

ในชั่วพริบตา จู่ๆ จางกั๋วจงก็รู้สึกว่าขาของตนเองขยับได้แล้ว เขาลืมตา เห็นเพียงหัวของงูขาวถูกมีดสั้นที่กวัดแกว่งเมื่อครู่เฉือนเข้าให้แล้ว ร่างขาดเป็นสองท่อนมีของเหลวสีส้มไหลออกมา เป็นสีเดียวกับที่ไหลออกมาจากเจ็ดทวารของหลี่เอ้อร์ตั้น และภายในไม่กี่วินาที ร่างของงูขาวจากสีขาวโพลนกลายเป็นสีส้มแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ

“ใครก็ได้ช่วยที! ตามหมอมาที!” จางกั๋วจงอุ้มหม่าเจินเหรินซึ่งสลบไสลไม่ได้สติ ร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่งด้วยน้ำตาคลอเบ้า ผู้ใหญ่หลี่ตอนนี้ให้คนทำเปลหามง่ายๆ เสร็จแล้ว สองสามคนยกตัวหม่าเจินเหรินขึ้นบนเปลหามแล้วตะบึงกลับเข้าหมู่บ้าน

เหมือนกับคราวก่อน บรรดานายแพทย์ต่างงุนงงว่าเหตุใดจู่ๆ ผู้ป่วยถึงหายดี มองเห็นและพูดจาได้เองแล้ว น้ำสีเหลืองก็ไม่มีแล้ว บัดนี้หมอจีนชราในคราวก่อนกลับถูกคนหามเข้ามาอีกแล้ว

ฉีกกางเกงของหม่าเจินเหรินออก นายแพทย์ใหญ่ก็ขมวดคิ้วมุ่น เห็นเพียงทั้งขาลามมาถึงสะโพกเปลี่ยนเป็นสีฟกช้ำดำเขียว บริเวณข้อเท้ามีรอยเลือดขนาดใหญ่เท่าเม็ดถั่วเหลือง เห็นชัดๆ ว่าเป็นรอยถูกกัด

“นี่โดนอะไรกัดเข้า” นายแพทย์ใหญ่สอบถาม

“งู งูกัด! คุณหมอ เป็นยังไง เป็นยังไงบ้าง คุณหมอ อาจารย์ผมเขาเป็นยังไงบ้าง” จางกั๋วจงคุกเข่าลงตรงหน้านายแพทย์ใหญ่ “ช่วยอาจารย์ผมด้วย คุณหมอ ผมขอร้อง ช่วยชีวิตอาจารย์ผมด้วย!”

บัดนี้ชาวบ้านหลายคนก็เริ่มเช็ดน้ำตา แม้แต่ผู้ใหญ่หลี่ยังตารื้นแดง “คุณหมอ นักพรต…หมอหม่าเป็นผู้มีพระคุณของทั้งหมู่บ้านเรา คุณหมอช่วยเขาด้วย คุณหมอ!”

“เป็นงูอะไร” นายแพทย์กัดฟัน จากประสบการณ์ทำงานแพทย์หลายสิบปีของตนเอง ต่อให้เป็นงูสามเหลี่ยม งูเขียวหางไหม้ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดก็ยังไม่มีอาการพิษร้ายแรงถึงขนาดนี้ แผลขนาดใหญ่เท่าเม็ดถั่วเหลืองสองแผลนั้นทำให้ขาทั้งสองข้างกลายเป็นสีเขียวดำคล้ำ “ฉีดยากระตุ้นหัวใจให้คนไข้ก่อน ผู้ใหญ่หลี่ รีบเตรียมรถเทียมม้าเร็ว ในเมืองมีเซรุ่ม” นายแพทย์เห็นว่ารูม่านตาของหม่าเจินเหรินค่อยๆ ขยายกว้าง จึงตัดสินใจฉีดยากระตุ้นหัวใจให้อย่างไม่มีทางเลี่ยง

บัดนี้นายแพทย์ท่านนี้ก็รู้ดีว่ายากระตุ้นหัวใจเป็นเพียงการยืดเวลาให้ชายชราได้สั่งเสียอีกเล็กน้อย ส่วนที่เอ่ยว่าในเมืองมีเซรุ่มก็เป็นเพียงการพูดปลอบขวัญ พิษร้ายแรงที่ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อนเช่นนี้ ในเมืองจะมีเซรุ่มได้อย่างไร

หลังฉีดยากระตุ้นหัวใจไปเข็มหนึ่งแล้ว หม่าเจินเหรินก็ฟื้นขึ้น

“อาจารย์”

“ไม่ต้องแล้ว” หม่าเจินเหรินโบกมือ ปัดมือที่ถือยาและน้ำของจางกั๋วจงกลับไป “เอาถุงยาเส้นมาให้ที”

“อาจารย์ หมอบอกว่าในเมืองมีเซรุ่ม หลี่ฝูไปเตรียมรถม้าแล้ว เราจะไปในเมืองทันที” จางกั๋วจงกลั้นน้ำตา แสร้งทำเป็นหนักแน่น

“ไม่ต้องแล้ว แกคิดว่าของในเมืองนั่นจะใช้ต้านได้หรือ” หม่าเจินเหรินพยายามสูบยาเส้นเฮือกหนึ่ง “กั๋วจง แกก็ไม่ใช่เด็กแล้ว มีบางเรื่องก็ควรจะบอกแกได้แล้ว”

“ครับ”

“กั๋วจง แกฟังนะ ตอนนี้แก…ตอนนี้…เป็นประมุขนิกายฉวนเจิน…รุ่นที่หนึ่งร้อยแปด เหมา…เหมาซานรุ่นที่เก้าร้อยห้าสิบสาม ศาสตร์เหมาซาน…ฉวนเจิน…พระสูตรสามสิบหกประการของฉวนเจิน…ดูให้ดี จำ…จำชื่อของบูรพาจารย์ให้ดี” พูดพลาง หม่าเจินเหรินก็ล้วงหยกโบราณชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงยาเส้นที่แขวนกับกล้องสูบยา “นี่ให้แกไว้ ยังมี…มีดสั้นเล่มนี้ อย่าทำหาย ต่อไปจะมี…ประโยชน์มาก”

“อาจารย์ พูดอะไรของอาจารย์น่ะ ตอนนี้เราจะไปในเมืองกัน ในเมืองมีเซรุ่ม อาจารย์! สมัยนี้ปณิธานของคนเอาชนะฟ้าลิขิตได้แล้วนะอาจารย์!”

“ชนะกับตูดแกสิ! คน…” หม่าเจินเหรินรวบรวมกำลังเพื่อพูดแต่ละประโยค “คนเอาชนะฟ้า แต่ไม่มีคำว่าปณิธานหรอก ข้าอยู่มาร้อยกว่าปี ก็อยู่มานานพอแล้ว แกไอ้เด็กน้อย…ไอ้เด็ก…น้อย ต้องทำให้…ลัทธิเต๋า…เจริญ…” หม่าเจินเหรินพยายามลุกนั่ง จางกั๋วจงรีบขึ้นหน้าไปประคอง

“แต่ห้าม…ห้ามทิ้งนักพรตชราอย่างข้า ห้าม…”

กล้องยาสูบยังคงมีควันลอยกรุ่น ร่วงหล่นลงพื้นดังตุบ หม่าเจินเหรินนั่งเอียงพิงอยู่ในอ้อมอกของจางกั๋วจง ขึ้นสู่สวรรค์ด้วยรอยยิ้ม

“อาจารย์!” ทุกสิ่งทุกอย่างนี้สำหรับจางกั๋วจงแล้วช่างกะทันหันนัก อาจารย์ที่ยังดีๆ อยู่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ยามนี้กลับไม่อยู่เสียแล้ว “หมอ หมอ รีบฉีดยาอีกเร็ว! หมอ ฉีดยาสิ! หลี่ฝู เตรียมรถเสร็จหรือยัง เรายังต้องเข้าเมืองอีกนะ”

ของฝังร่วมของหม่าเจินเหรินได้แต่ใช้คำว่าสมถะมาพรรณนา นอกจากกล้องยาเส้นแล้ว  ก็เป็นชุดโซ่วอี ( เชิงอรรถ – ชุดสำหรับสวมให้ผู้วายชนม์ คนแก่สมัยก่อนจะเตรียมไว้ให้ตัวเอง ปัจจุบันมักใช้ชุดที่ผู้ตายชอบสวมใส่สวมทับเป็นโซ่วอี ) ซึ่งใช้เนื้อผ้าค่อนข้างไม่เลว

ไม่ว่าทางพิธีกรรมหรือการรักษา ชีวิตนี้ของหม่าเจินเหรินไม่ทราบว่าช่วยเหลือผู้คนมาแล้วกี่มากน้อย แต่กลับต้องรอจนเสียชีวิตแล้วจึงมีโอกาสสวมเสื้อผ้าที่พอจะเข้าท่า สิ่งที่นำไปได้ก็มีแต่เพียงกล้องยาเส้นซึ่งอยู่ไม่ห่างตัวยามมีชีวิตอยู่เท่านั้น

หน้าสุสานของหม่าเจินเหริน จางกั๋วจงรั้งอยู่นานไม่อยากจากไป เช็ดหีบเพลงที่นำมาจากบ้าน บรรจงเป่าเป็นท่วงทำนองที่แฝงด้วยรันทดเข้ากระดูก ลมหนาวพัดผ่านระลอกหนึ่ง จางกั๋วจงหนาวยะเยือก ทำนองเพลงอำลา ( เชิงอรรถ – เพลงซ่งเปี๋ย (อำลา) แต่งเมื่อปี ค.ศ.1915 โดยหลี่ซูถงก่อนออกบวชเป็นธรรมาจารย์หงอี เป็นเพลงที่ไพเราะทั้งเนื้อร้องและทำนอง ) บางทีหม่าเจินเหรินคงได้ยินและรู้ว่าเป็นท่วงทำนองที่เป่าออกมาจากใจจริง

นอกระเบียงยาว

ริมทางเดินคร่ำคร่า

เขียวขจีทุ่งหญ้าจรดเวหน

ลมค่ำต้องกิ่งหลิว ขลุ่ยพลิ้วแผ่ว

ตะวันรอนลับคีรี

สุดผืนฟ้า

สุดผืนดิน

สหายรู้ใจร่วงโรยรา

สุราหมักหนึ่งกาเปี่ยมปรีดิ์

ค่ำนี้นิทรามิหนาวทรวง

จะว่าไปแล้วก็แปลก หมู่บ้านหลี่ที่แล้งฝนนานหลายปี คืนนั้นพลันเกิดฟ้าร้องครืนครันกะทันหัน จากนั้นฝนก็ตกปรอยๆ ปนด้วยละอองน้ำแข็ง

บทที่ 2 ถ้ำมหาสมบัติแห่งปาซัน

ตอนที่ 10 ภาษาสิ้นสูญ

ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ จางกั๋วจงไม่ได้ผ่อนคลายลง เมื่อเห็นข้าวของเก่าคร่ำในห้องที่หม่าเจินเหรินเคยพักยามมีชีวิต มักเกิดความละอายแก่ใจอันไม่อาจเอ่ยออกมาได้

ละอายใจก็ส่วนละอายใจ สุสานผังพระเพลิงของจ้าวเล่อแห่งนั้นอย่างไรเสียก็ต้องขุดทิ้งเพื่อขจัดภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า หลังจากปรึกษากับผู้ใหญ่หลี่แล้ว ทั้งคู่ก็นำขบวนแรงงานกำยำสามสิบกว่าคนมายังสุสาน

จางกั๋วจงเป็นทหารกองหน้า ชาวบ้านที่มาด้วยตอนแรกก็กล้าๆ กลัวๆ แต่พอเห็นจางกั๋วจงขุดอยู่ครึ่งค่อนวันไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย จึงเริ่มลงมือขุดกันบ้าง

สุสานนี้ดูแล้วเป็นสุสานธรรมดา แต่พอขุดลึกลงไปมากกว่าหนึ่งฟุต ดินก็กลายเป็นดินสีแดง เหมือนเป็นดินที่ผสมกับฉื้อเซียว ดูท่าจักรพรรดิจูตี้ลงทุนลงแรงจัดการจ้าวเล่อเต็มที่จริงๆ จากบันทึกศาสตร์เหมาซาน ฉื้อเซียวเป็นวัสดุที่ราคาค่อนข้างแพง ฉื้อเซียวเพียงหนึ่งตำลึง ในสมัยราชวงศ์หมิงราคาหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงเงิน จากขนาดของสุสานในตอนนี้ ไม่ว่าอย่างไรหากไม่มีกว่าร้อยหมื่นตำลึงเงินจ่ายออกไปคงทำไม่ได้แน่

สุสานแห่งนี้ต่างจากผังสุสานเมฆดำและน้ำใสสองสุสานก่อนหน้านี้อย่างมาก สร้างตามมาตรฐานการฝังขุนนางขั้นที่หนึ่งของสมัยราชวงศ์หมิง พอขุดไปได้ครึ่งหนึ่ง ผู้ใหญ่หลี่เกรงว่าคนจะไม่พอ จึงสั่งให้ลูกชายกลับไปยังหมู่บ้านตามคนมาอีกยี่สิบกว่าคน แรงงานเกินครึ่งของหมู่บ้านขุดกันอยู่หนึ่งวันเต็มถึงได้ขุดเปิดห้องสุสานหลักได้ เป็นหลุมสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดสามสิบตารางเมตรเลยทีเดียว ทว่าห้องริมและห้องประกอบล้วนเล็กจนน่าสงสาร อย่างมากถือเป็นการประดับเท่านั้น

ตรงกับที่เคยจินตนาการไว้ ข้างโลงหลักยังมีโลงนั่งใบหนึ่ง แต่บนฝาของโลงนั่งมีรอยแตกเป็นทางยาว เหมือนเพิ่งปริแตกออกหมาดๆ ดูแล้วเป็นร่องรอยที่หลงเหลือขณะหม่าเจินเหรินทำลายผังสามชั่วร้าย

ชาวบ้านสองสามคนลากโลงเอกออกมาจากห้องสุสานหลัก ไม่แตกต่างจากโลงศพธรรมทั่วไป แต่ด้านบนโลงศพฝังศิลาแผ่นหนึ่ง บนแผ่นศิลาเป็นรูปมังกรสู้พยัคฆ์ มังกรมหึมากระหวัดรัดพยัคฆ์ฮึกเหิมไว้แน่น สุดท้ายกดพยัคฆ์ไว้เบื้องล่าง ดูจากเนื้อหาในแผ่นศิลา จ้าวเล่อผู้นี้คิดคดทรยศล้มล้าง ผลลัพธ์สุดท้ายก็เป็นที่รู้กัน ภาพมังกรสยบพยัคฆ์นี้น่าจะเป็นการแสดงออกถึงความสาแก่ใจขีดสุดขั้นสุดท้ายของจูตี้ในวาระที่จ้าวเล่อถูกกำจัด ยังไม่วายเตือนจ้าวเล่อว่าพยัคฆ์ไม่มีวันเอาชนะมังกรได้!

ชาวบ้านสี่คนยกคนละมุม ออกแรงพร้อมกัน เสียงดังเอี๊ยดทีหนึ่ง ฝาโลงก็เปิดออก ด้านในโลงศพมีศพแห้งที่รักษาไว้อย่างดีซากหนึ่ง

ศพแห้งซากนี้ต่างจากศพแห้งตามแบบฉบับ ในเขตสุสานสือซันหลิง ( เชิงอรรถ – สุสานหลวงชานเมืองด้านตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่งที่ฝังสิบสามจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงก่อสร้างปีค.ศ.1409ถึงปี ค.ศ.1644สุสานขนาดใหญ่ที่สุดคือสุสานฉางหลิงของจักรพรรดิจูตี้ ) เคยจัดแสดงศพที่แห้งตามธรรมชาติ ซากศพจะเป็นสีน้ำตาลอมส้ม แต่ซากศพนี้เป็นสีดำเทาทั้งซาก ดูแล้วไม่น่าจะเกิดจากคุณภาพของดิน แต่เหมือนโดนเผามาก่อน แม้ฉื้อเซียวรอบโลงศพมีคุณสมบัติเป็นยาดูดความชื้นแต่ไม่อาจทำให้ศพเปลี่ยนเป็นสีนี้ได้

ในโลงศพไม่มีของฝังร่วมใดๆ บนลำคอของศพก็ไม่มีร่องรอยใดๆ บนซากก็ไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บ ดูท่าคงถูกประทานสุราพิษหรือไม่ก็แพรขาวให้ผูกคอตาย ศพไม่ได้สวมเสื้อผ้าแต่บนศีรษะกลับสวมหมวกขุนนางใบหนึ่ง นี่เหมือนเป็นการจัดวางสนองพระทัยจูตี้

หลังจากดูอย่างละเอียดหนึ่งรอบ รอยนูนจางๆ ตรงช่วงท้องของศพดึงดูดความสนใจของจางกั๋วจง ช่วงท้องเป็นบริเวณที่ไม่น่าจะมีโครงกระดูก แล้วนี่คืออะไรล่ะ ใช้มีดสั้นเกล็ดมังกรค่อยๆ กรีดเปิดช่องท้องศพอย่างระมัดระวัง จางกั๋วจงพบว่ามีขวดกระเบื้องเล็กอยู่ใบหนึ่ง ขนาดกว้างประมาณนิ้วมือ ความยาวพอๆ กับกล่องไม้ขีดไฟ น่าจะเป็นจ้าวเล่อกลืนลงท้องก่อนตายจนตอนนี้แนบติดกับช่องท้องเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว

หยิบขวดเล็กนี้ได้ จางกั๋วจงก็พินิจดูอย่างละเอียดอยู่เป็นนาน “หรือว่าจูตี้ฆ่าจ้าวเล่อเพราะของสิ่งนี้” จางกั๋วจงพึมพำ

“กั๋วจง เจอของมีค่าอะไรหรือเปล่า” หลี่ฟู่กุ้ยยืดคอตะโกนถาม

“ไม่มีอะไร” จางกั๋วจงแอบสอดขวดกระเบื้องเข้าย่ามแล้วตรวจสอบซากศพต่อไป ชาวบ้านโดยรอบต่างวุ่นกับการเก็บฟืนมาเป็นเชื้อไฟ ท่ามกลางความอึกทึกวุ่นวายไม่มีใครสนใจว่าจางกั๋วจงกำลังทำอะไรอยู่

หลังกองเพลิงมหึมาผ่านพ้นไปแล้ว ศพแห้งถูกฌาปนกิจเป็นผุยผง ที่บ้านในคืนนั้น จางกั๋วจงลอกขี้ผึ้งเคลือบออกและเปิดขวดกระเบื้องเล็ก

“เยี่ยม!” แผนที่ผืนหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าจางกั๋วจง แผนที่ใยไหมบางโปร่งเหมือนกระดาษแป้งข้าวเหนียวที่ใช้ห่อท้อฟฟี่นม โปร่งบางแทบทะลุ แต่เปี่ยมด้วยความเหนียว ม้วนเป็นขดแล้วยัดเข้าไปในขวดกระเบื้อง ในสมัยนั้นสุสานหม่าหวังตุย ( เชิงอรรถ – ฤดูร้อน ค.ศ.1972ระหว่างการขุดค้นสุสานชานเมืองฉางซาพบศพของท่านหญิงซินจุย ภริยาขุนนางคู่แผ่นดินของปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่นศพห่อด้วยแพรไหมหลายชั้น บรรจุในหีบศพ 6 ชั้นขณะที่ถูกขุดขึ้นมานั้นผิวหนัง ขนและผมยังสมบูรณ์ลายนิ้วมือนิ้วเท้าเห็นได้ชัดกล้ามเนื้อยังมีความยืดหยุ่น คาดว่าเพราะถูกห่อและปิดทับด้วยถ่านไม้กว่าห้าตันพร้อมดินขาวชนิดหนึ่งอีกจำนวนมากศพจึงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ นอกจากนี้ในหีบยังพบของเหลวสีน้ำตาลที่รักษาศพไว้ให้ไม่เน่าเปื่อย ประกอบด้วยแอลกอฮอล์กรดน้ำส้มและปรอทกำมะถัน ) เพิ่งขุดพบไม่นาน แพรพรรณโบราณล้ำค่าอย่างเสื้อคลุมปีกจักจั่น ( เชิงอรรถ – เสื้อคลุมที่พบในสุสานหม่าหวังตุยมีสองตัว ยาวประมาณ 1.3 เมตร น้ำหนักเบาเพียง 48 -49 กรัม ผู้เชี่ยวชาญในทศวรรษที่ 90 ทดลองใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้นทอผ้าเลียนแบบแต่ก็ทำไม่ได้ เล่ากันว่าขณะขุดสุสานยังพบเสื้อที่มีน้ำหนักเพียง 20 กรัม ถือเป็นสมบัติล้ำค่าหายาก ต่อมาผ้านี้ถูกโจรกรรม แม้จับขโมยได้แต่แม่ของผู้ต้องหาก็ทำลายหลักฐานทิ้งด้วยการเผา ) ยังอยู่ในสถานะปกปิดเป็นความลับ แต่ดูจากเนื้อผ้าที่วาดแผนที่ผืนนี้ ใช้เทคนิคการทอชั้นสูงเกินกว่าระดับเทคโนโลยีการทอในยุคนี้ ราวกับว่าล่วงมาถึงราชวงศ์หมิง การทอผ้าประเภทนี้ยังไม่ขาดการสืบทอด

แผนที่ผืนนี้มีขนาดแปดสิบคูณแปดสิบมิลลิเมตร ด้านบนวาดแผนที่ด้วยวัสดุย้อมสีดำที่ไม่ใช่น้ำหมึกอย่างแน่นอน บางเบาเพียงหนึ่งชั้นแต่ไม่ซึมทะลุไปอีกด้าน ด้านหน้าของแผนที่เป็นแนวเทือกเขายาวเหยียดที่ทอดตัวต่อกันและมีเส้นแตกย่อยสองสามสาย ที่ปลายของเส้นแตกย่อยสายหนึ่งเป็นภาพพระพุทธรูปปางสมาธิ ด้านหลังพระพุทธรูปเป็นทางสัญจรวกวนคดเคี้ยว สองข้างทางเรียงรายด้วยรูปกากบาทหลายแห่ง ที่สำหรับลงนามด้านล่างใช้ตัวอักษรประหลาดเขียนอะไรยาวเหยียดเป็นสองบรรทัด ดูคล้ายอักษรสลักแบบจ้วนที่ใช้ในสมัยฉิน แต่กลับอ่านไม่ออกสักตัว

‘นี่มันภาษาประเทศไหนของมันวะ’ จางกั๋วจงพอจะมีความรู้ในการเขียนอักษรจีน อักษรโบราณของจีนที่ดูออกยากที่สุดก็คืออักษรกระดองสัตว์และอักษรจ้วนโบราณ แต่อักษรบนแผนที่ผืนนี้ไม่คล้ายกับอักษรสองแบบนั้นเลย และไม่เหมือนภาษาของชนต่างเผ่า พูดชัดๆ คือ ไม่เหมือนภาษามนุษย์เอาเสียเลย

“หรือว่าเป็นรหัส” จางกั๋วจงพึมพำกับตัวเอง

ตามหลักแล้ว ในยุคนั้นมีเพียงเกาหลี มองโกล ทิเบตและซินเจียงที่มีความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการกับราชสำนักหมิง แต่สัญลักษณ์ยุ่งเหยิงเหล่านี้หาใช่ตัวหนังสือของประเทศหรือชนชาติเหล่านี้ไม่

‘หรือว่าเป็นตัวอักษรทางแถบตะวันตกหรือพวกแอฟริกา’ยามนี้คนที่เขานึกถึงเป็นคนแรกคือเหล่าหลิว ศิษย์พี่ผู้ไม่เอาไหนเป็นเลขาของสมาคมเขียนพู่กันจีนและศึกษาวิชาเหมาซานอย่างถึงแก่นแท้ ได้ยินมาว่าเขารู้ภาษาต่างประเทศ ทำไมไม่ลองไปถามเขาดูล่ะ

หลังจากลอกสัญลักษณ์บนแผนที่แล้ว จางกั๋วจงก็ให้น้องชายพามาพบเหล่าหลิว

เหล่าหลิวในตอนนี้อยู่ในคุกอย่างโอ่อ่ากว่าคราวก่อน ว่ากันตามจริงแล้วแม้ไม่เอาไหน แต่เหล่าหลิวผู้นี้อย่างไรเสียก็ผ่านการฝึกฝนโดยหม่าเจินเหรินมาถึงสิบปี ไม่ใช่คนที่คนธรรมดาจะล่วงเกินได้ง่ายๆ ทีแรกมีอันธพาลเจ้าถิ่นคิดหาเรื่องเหล่าหลิว ไม่กี่ทีก็ถูกจับกดหัวหมอบกับพื้นแล้ว ก่อนที่จางกั๋วจงจะมาคราวก่อน คู่อริใหญ่สุดของเหล่าหลิวก็คือผู้คุม สามวันห้าวันก็ถูกหิ้วไปสั่งสอนสักยก นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนอายุมากอย่างเขาจะแบกรับไว้ได้

แต่หลังจากคราวก่อนแล้ว จางกั๋วอี้เข้าหาทางหัวหน้าโดยตรง ถึงขั้นไม่เกินสองวันก็ให้คนส่งแฟ้มคดีเก่าของน้าของหัวหน้าราชทัณฑ์ผู้เคยเป็นนายทหารระดับสูงประจำกองยุทธปัจจัยของก๊กมินตั๋งมาให้ สำหรับหัวหน้ายุวชนแดงที่มีชื่อเสียงไปทั่วเมือง หัวหน้าก็ได้แต่ก้มหัวค้อมตัว นับจากนั้นมา เหล่าหลิวก็สบายขึ้น จึงยอมช่วยจางกั๋วจงศิษย์น้องผู้นี้โดยปริยาย

หลังรู้ข่าวว่าสิ้นบุญอาจารย์แล้ว เหล่าหลิวก็ตารื้นแดงอย่างคาดไม่ถึง พอเขาร้องไห้ จางกั๋วจงก็กลั้นไว้ไม่อยู่เช่นกัน “ศิษย์พี่ อาจารย์มอบตำแหน่งประมุขเหมาซานกับฉวนเจินให้ผมแล้ว ศิษย์พี่รับไปตำแหน่งหนึ่งดีไหม” จางกั๋วจงเช็ดน้ำหูน้ำตาพลางเอ่ย

“ช่างเถอะ อายุฉันขนาดนี้แล้วยังจะเป็นประมุขทำซากอะไรอีกล่ะ ฉันไม่สนใจของเล่นพวกนั้นหรอก คุณรีบให้พี่น้องของเราหาวิธีเอาฉันออกไปจากที่นี่ นี่สิ ของจริง” ตีสนิทอยู่พักหนึ่ง เหล่าหลิวก็เริ่มมุ่งเข้าสู่ประเด็นหลัก

จำคุกถึงยี่สิบปี บอกว่าพาออกไปก็พาออกไปได้ง่ายๆ หรือไง จางกั๋วจงไม่แยแสคำขอร้องไร้เหตุผลของเหล่าหลิว แต่ยื่นกระดาษที่ลอกมาจากแผนที่ให้เหล่าหลิว

“ศิษย์พี่ คุณรู้จักนี่ไหม เป็นภาษาของชาติไหน”

“กั๋วจง ของนี่ไปเอามาจากไหน” เหล่าหลิวนับได้ว่าเป็นคนอาบน้ำร้อนมาก่อน คาดไม่ถึงว่าหลังจากรับเศษกระดาษไปแล้ว ก็จ้องมองพร้อมเหงื่อเย็นผุดเต็มหัว สีหน้าก็บิดเบี้ยวเหยเก

“ผม…ผมลอกมาจากป้ายหินอันหนึ่ง” สำหรับศิษย์พี่ที่ไม่รู้เบื้องลึก จางกั๋วจงไม่พูดความจริงด้วย

“นี่คือภาษาสิ้นสูญ” เหล่าหลิวจ้องเศษกระดาษเขม็ง แล้วดูดบุหรี่เฮือกหนึ่ง “ไม่ว่าจะไปลอกมาจากไหน สถานที่ที่มีของสิ่งนี้สลักอยู่ ห้ามไปอีกเด็ดขาด” เหล่าหลิวกลืนน้ำลายเอื๊อกหนึ่ง “สถานที่สลักภาษาสิ้นสูญล้วนเป็นที่อัปมงคล อาจารย์ไม่อยู่แล้ว เราสองพี่น้องมากหนึ่งเรื่องมิสู้น้อยลงหนึ่งเรื่อง!”

ในตอนนี้เองจางกั๋วจงรู้จากปากของเหล่าหลิวว่า ภาษาสิ้นสูญเป็นภาษาที่เอาไว้สื่อสารกับคนตาย เล่ากันว่าเผยจู่วั่งเจินเหริน ปรมาจารย์แห่งนิกายจ้งเก๋อเป็นผู้คิดค้นขึ้น ตามแนวคิดของเหมาซาน ภูตผีและมนุษย์ไม่อาจใช้ภาษาสื่อสารซึ่งกันและกัน ภูตผีมีเพียงต้องสิงอยู่ในร่างมนุษย์ถึงจะอาศัยกายเนื้อสนทนากับมนุษย์ได้ ซึ่งก็คืออาการแขกชนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แม้กระนั้น ใช่ว่าภูตผีทุกตนจะมีความสามารถสิงร่าง ดังนั้น เผยจู่วั่งเจินเหรินจึงคิดค้นภาษาสิ้นสูญขึ้น นำมาใช้สื่อสารกับคนตายโดยเฉพาะ ภาษาสิ้นสูญในระยะแรกมีเพียงเสียงอ่านไม่มีตัวอักษร ยุคต่อมามีผู้ปราดเปรื่องบางคนประดิษฐ์ตัวอักษรให้กับภาษาสิ้นสูญนี้ แต่เนื่องจากภาษานี้เรียนยากมาก ดังนั้นไม่ว่าราชวงศ์ใดยุคใด ผู้รู้ภาษาพูดให้คนตายฟังได้จึงมีจำนวนหลักหน่วย จวบจนถึงยุคปัจจุบัน ภาษาสิ้นสูญนี้ยังมีคนเขียนอ่านได้หรือไม่ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่จากการวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน อย่างน้อยจนถึงสมัยราชวงศ์หมิงยังมีคนรู้วิธีเขียนอ่านภาษาชนิดนี้ เป็นไปได้ว่าจ้าวเล่อก็เป็นหนึ่งในนั้น

ตอนที่ 11 หยกคว้าน

ชีวิตชนบทเป็นชีวิตที่เงียบเหงาไร้รสชาติ ไม่มีความบันเทิงใดๆ และไม่เหมือนกับที่จางกั๋วจงจินตนาการว่าจะเกิดเรื่องประหลาดทุกโมงทุกยาม หลายปีหลังจากหม่าเจินเหรินสิ้นชีวิตไปแล้ว นอกจากชาวบ้านที่ถูกเม่นสิงโดนจางกั่วจงจัดการอย่างชำนิชาญแล้ว ปกติแล้วไม่มีเรื่องใหญ่ใดเกิดขึ้น

เวลาวูบเดียวล่วงมาถึงทศวรรษ 70 ในวันที่ไม่มีหม่าเจินเหริน จางกั๋วจงยังคงผูกถุงทรายท่องเคล็ดคาถาไม่เคยหยุด นี่เป็นความปรารถนาก่อนตายของอาจารย์ หากตัวเขาเองแม้แต่เคล็ดคาถายังท่องไม่สมบูรณ์ จะเอาอะไรไปทำให้ลัทธิเต๋ารุ่งเรืองกันเล่า

เช้าวันนี้ หลี่เอ้อร์ยาตื่นขึ้นแล้วก็ผะอืดผะอมอยู่หน้าประตู จางกั๋วจงมักอ่านตำราแพทย์ที่หม่าเจินเหรินทิ้งเอาไว้ให้ สะสมความรู้ทางการแพทย์ไว้บ้าง จากการจับชีพจรของเขา หลี่เอ้อร์ยาตั้งครรภ์แล้ว

หลี่เอ้อร์ยาอายุน้อยกว่าจางกั๋วจงห้าปี นับอายุตามแบบเก่าก็ยี่สิบหกปี แต่อายุจริงเพียงเกินยี่สิบห้าปีเล็กน้อย แต่สำหรับชนบทแล้วถือว่าเป็นการตั้งครรภ์ในแม่สูงวัย จากความเห็นของหมอ ด้วยปัจจัยการรักษาในชนบทของสมัยนั้น อายุขนาดนี้คลอดบุตรอันตรายระดับหนึ่ง หากคลอดยาก ความปลอดภัยของแม่และเด็กยากจะรับรอง ดังนั้นขณะที่หลี่เอ้อร์ยาตั้งท้องได้เจ็ดเดือน จางกั๋วจงก็ส่งหลี่เอ้อร์ยากลับมาดูแลที่บ้านในเมือง เตรียมพร้อมเมื่อถึงครบกำหนดคลอดก็ส่งเข้าโรงพยาบาลโดยตรงทันที

จางกั๋วอี้นับถือเลื่อมใสพี่ชายตนเองจนแทบหมอบราบกราบกรานมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในใจของเขาตอนนี้ พี่ชายนอกจากเป็นยอดยุทธ์ผู้เก่งกาจสามารถไปเสียทุกอย่างแล้ว ยังเป็นอรหันต์ปราบมารอีกด้วย แค่สามารถวิ่งเหยาะยี่สิบกิโลเมตรโดยไม่พักเลย จางกั๋วอี้ก็เอาไปคุยโวให้ผู้อื่นฟังฟุ้งแล้ว

จางกั๋วอี้บัดนี้กลายเป็นเลขาและคนขับรถของอธิบดีกรมการศึกษา อธิบดีแซ่อู๋ผู้นี้เคยอยู่ในชนบทมาก่อน เป็นสหายร่วมรบกับปู่ของจางกั๋วจง วันนี้จางกั๋วอี้เบิกเหล้าสองขวดมาบ้านของอธิบดีอู๋ หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้วก็สอบถามว่าสามารถโยกย้ายพี่ชายของตนเองกลับมาจากชนบทได้หรือไม่ เรื่องนี้สำหรับหัวหน้าหน่วยระดับกรมแล้วเป็นเรื่องง่ายมากโดยเฉพาะในขณะนั้นเป็นช่วงบูรณะรื้อฟื้นความเสียหายหลังสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม บุคคลที่จบโรงเรียนเทคนิคอาชีวะอย่างจางกั๋วจงเป็นบุคลากรที่นักการศึกษาต้องการตัวอย่างเร่งด่วน หลังจากโทรศัพท์ไปหาสหายในฝ่ายบุคลากรแล้ว หนังสือคำสั่งโยกย้ายฉบับหนึ่งก็มาถึงหมู่บ้านหลี่

ที่งานเลี้ยงอำลา ผู้ใหญ่หลี่และลูกชายทั้งสามต่างดวงตารื้นแดง “กั๋วจง อย่าลืมพี่น้องในหมู่บ้านนะ ต้องกลับมาเยี่ยมเยียนพวกเราบ่อยๆ นะ”

“อื้อ อื้อ…” จมูกของจางกั๋วจงก็เริ่มตื้อด้วยก้อนสะอื้น พูดอะไรไม่ออกสักประโยคเดียว นี่เป็นพี่น้องร่วมหมู่บ้านที่อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบปี ปรกติกินเหล้าพูดคุยสัพเพเหระยังไม่รู้สึกอะไร ตอนนี้จำต้องจากกันไปแล้ว รู้สึกอาลัยอาวรณ์อย่างแท้จริง แต่ว่ากันตามจริง ความฮึกเหิมเมื่อครั้งออกชนบทใหม่ๆ ของจางกั๋วจงไม่มีหลงเหลืออีกต่อไปแล้ว อย่างไรเสียก็ยังเป็นคนหนุ่ม ความใฝ่ฝันและความกระหายต่อโลกหลากสีสันภายนอกลุกโชนอยู่ในใจมาหลายปีแล้ว

ด้วยการวิ่งเต้นของจางกั๋วอี้ก็พลิกคดีของเหล่าหลิวจนเขาออกจากคุกได้ จางกั๋วจงมารอรับอยู่ด้านนอกคุก ขี่จักรยานพาเหล่าหลิวไปเลี้ยงโต๊ะที่ภัตตาคารเก่าแก่ในเทียนจินอย่างเติงอิ๋งโหลวจางกั๋วจงจ่ายไปสิบสองหยวน แม้ไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดต่อกัน แต่เหล่าหลิวผู้นี้อย่างไรเสียก็เป็นศิษย์พี่ของเขา ถือเสียว่าเป็นการรำลึกถึงหม่าเจินเหรินอีกทางหนึ่ง

หลังจากได้ย้ายกลับมาในเมืองแล้ว จางกั๋วจงรับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนภาษาระดับมัธยมปลายในโรงเรียนเทคนิคอาชีวะแห่งหนึ่ง ว่ากันตามจริงแล้ว หลายปีมานี้การที่เขาศึกษาภาษาโบราณมีส่วนช่วยเรื่องความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมของจางกั๋วจงมาก แม้ว่าไม่ได้สอนหนังสือเป็นสิบปี แต่วิชาภาษาระดับมัธยมปลายของโรงเรียนเทคนิคไม่อาจเล่นงานเขาบ้อท่า

วันเวลาผันผ่านไป วันแล้ววันเล่า หลี่เอ้อร์ยาก็ถึงกำหนดคลอดแล้ว

“เป็นผู้ชาย” นางพยาบาลดึงผ้าปิดปากออกแล้วเอ่ยกับคนในครอบครัวที่รออยู่ด้านนอกอย่างกระวนกระวาย จางกั๋วจงดีใจจนคุกเข่าลงไปกับพื้น “อาจารย์ครับ ผมเป็นพ่อคนแล้ว!”

นางพยาบาลแม้เคยทำคลอดมาไม่น้อย เคยพบเคยเห็นท่าทางดีอกดีใจมาแล้วทุกแบบทุกชนิด แต่ยังไม่เคยเห็นท่าทางแบบนี้ “อ้อ พี่ชายผมก็เป็นแบบนี้ล่ะครับ อาจารย์ของเขาเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสองปีก่อน ตัวอาจารย์ไม่มีลูก เลยอยากอุ้มลูกของลูกศิษย์” จางกั๋วอี้รีบปั้นเรื่องกลบเกลื่อนทันที

ทว่า ผู้ที่ดีใจเป็นที่สุดก็คือพ่อแม่ของจางกั๋วจง เดิมความรู้สึกของผู้อาวุโสทั้งสองต่อสาวบ้านนาอย่างหลี่เอ้อร์ยาก็อย่างนั้นๆ แต่พอเด็กคลอดออกมาแล้ว แถมยังเป็นชาย สถานะของหลี่เอ้อร์ยาภายในบ้านก็ยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้การศึกษาในสมัยนั้นมุ่งเน้นความคิดเรื่องหญิงชายเท่าเทียมเป็นจุดสำคัญ แต่การให้ความสำคัญต่อชายมากกว่าหญิงภายในบ้านของจางกั๋วจง โดยเฉพาะพ่อแม่ของเขาแล้ว ความคิดนี้ยังครองพื้นที่ในใจอยู่ส่วนหนึ่ง

ดูจากวันเดือนปีเกิด เด็กคนนี้ตามหลักห้าธาตุแล้วขาดธาตุดิน จากการแนะนำของซินแสพยากรณ์ในสมัยนั้น เด็กควรตั้งชื่อให้อยู่ในธาตุดินเฉิงโถวถู่ ( เชิงอรรถ – ชะตาธาตุดินแบ่งเป็น ลู่ผางถู่ (ธาตุดินริมทาง) เฉิงโถวถู่ (ธาตุดินในเมือง) อูซั่งถู่ (ธาตุดินหลังคา) ปี้ซั่งถู่ (ธาตุดินกำแพง) ต้าอี้ถู่ (ธาตุดินจุดพัก) ซาจงถู่ (ธาตุดินกลางทราย) ) จางกั๋วจงครุ่นคิดอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงตั้งชื่อให้ลูกว่าจางอี้เฉิง แซ่จาง อี้แปลว่าเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เฉิงแปลว่ากำแพงหรือเมือง

ทางโรงเรียนแบ่งห้องชุดให้จางกั๋วจงหนึ่งหน่วย หนึ่งครอบครัวสามคนอาศัยอยู่ในอาคารนี้ถือว่าไม่เลวนัก อย่างน้อยก็มีน้ำประปา มีท่อระบายน้ำ มีไฟฟ้า มีโทรทัศน์ใช้งาน สิ่งเหล่านี้สำหรับบ้านนอกเป็นสิ่งที่ไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝัน มาตรฐานสมัยนั้น ห้องชุดที่จางกั๋วจงได้รับการจัดสรรมานั้นน่าจะเรียกว่า “ห้องครัวเดี่ยว ( เชิงอรรถ – มาตรฐานห้องพักของเทียนจินในสมัยนั้นเป็นดังนี้ ห้องเดี่ยวขั้นพื้นฐานที่สุดคือมีเพียงห้องนอน ใช้ครัวและห้องน้ำร่วมกับเพื่อนร่วมชั้น “ห้องครัวเดี่ยว” มีครัวเป็นของตนเองแต่ยังคงต้องใช้ห้องน้ำรวม พอถึงทศวรรษ 90 มีห้องตู๋ตัน (ยูนิตเดี่ยว) และเพียนตัน (ยูนิตเอียง) ตู๋ตันมีครัวและห้องน้ำภายในตัว ส่วนเพียนตันเป็นยูนิตหรูที่สุด เป็นห้องชุดที่มีครัวห้องน้ำและสองห้องนอน เป็นห้องสำหรับชนชั้นรองคณะกรรมการระดับจังหวัด ปัจจุบันคำว่าตู๋ตัน-เพียนตันเป็นคำเรียกทั่วไปที่คนเทียนจินใช้เรียกห้องชุด ) ” จางอี้เฉิงเข้าเรียนที่สถานรับเลี้ยงเด็กใกล้โรงเรียน ส่วนหลี่เอ้อร์ยาได้เข้าทำงานโรงงานที่จัดตั้งโดยโรงเรียน ผลิตชุดหมากรุกจีนติดแม่เหล็กแบบพกพา

วันเวลาพุ่งพรวดพราดดุจเกาทัณฑ์ กระแสการปฏิรูปและเปิดประเทศฉาบทาไปทั่วผืนแผ่นดินจีนอย่างรวดเร็ว ล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 80 ธุรกิจทุนต่างชาติผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดตามเมืองใหญ่ของจีน ธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น การผลิตรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ธุรกิจขนาดเล็ก เช่น การลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทุกหนทุกแห่งในประเทศล้วนเป็นเงาทุนต่างชาติ เทียนจินก็หนีไม่พ้น โดยเฉพาะนักธุรกิจฮ่องกง บ้างก็ขับรถยนต์เล็กวางท่าโอ้อวดร่อนไปร่อนมาในเมือง บ้างก็วางท่าสง่างามสั่งกาแฟแก้วละยี่สิบกว่าหยวนในโรงแรมมิตรภาพมานั่งดื่ม ไม่ว่านักธุรกิจต่างชาติจะทำอะไรล้วนกลายเป็นแบบอย่างของชาวจีนบางคนที่เพิ่งร่ำรวยขึ้นมา

จางกั๋วอี้เองก็ไม่ใช่ธรรมดา เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้ วันนี้จางกั๋วจงอยู่บ้านเพื่อเตรียมการสอน พลันมีคนเคาะประตู หลี่เอ้อร์ยาเปิดประตู เห็นจางกั๋วอี้พาชายรูปร่างเล็ก สูงประมาณ 160 เซนติเมตรเข้ามาในบ้าน

“นี่คือคุณหวางจื่อเหา” จางกั๋วอี้แนะนำ “กำลังจะมาลงทุนเปิดโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในเทียนจิน”

“สวัสดีครับ!” จางกั๋วจงไม่เคยพบนักธุรกิจต่างชาติมาก่อน รีบวางข้อมูลการสอนลงและยืนขึ้นต้อนรับ

“ท่านนี้คือคุณจางที่คุณพูดถึงหรือ” ชายร่างเล็กมองจางกั๋วอี้

“ใช่ครับ เขาเป็นพี่ชายของผม” จางกั๋วอี้ยิ้มรับ “เรื่องของคุณทั้งเทียนจินมีเพียงเขาที่ทำได้” ดูท่าจางกั๋วอี้คงไปคุยโม้อะไรให้สหายชาวฮ่องกงผู้นี้ฟังเป็นแน่แท้

“คุณจาง ถ้าคุณช่วยผมได้ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ผมขอร้อง หวังว่าคุณจะให้ความเมตตาด้วย!”

พอนักธุรกิจฮ่องกงพูดเช่นนี้ จางกั๋วจงก็ตะลึงงัน เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมจู่ๆ มีคนมาขอให้เขาเมตตาด้วย เหมือนเขาฆ่าคนมามากแล้วอย่างไรอย่างนั้น

“ผมชื่อหวางจื่อเหา เป็นคนฮ่องกง”

“คุณหวาง คุณพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง” ในหัวของจางกั๋วจงมีแต่เครื่องหมายคำถาม

คำว่า “เหา”(วีรบุรุษ) เอย “เปียว” (ลูกเสือ) เอย “หลง” (มังกร) เอย เป็นคำที่คนฮ่องกงไต้หวันมักเอามาใช้ตั้งชื่อ ผสมไปผสมมาได้เป็นชื่อไม่กี่ชื่อ สำหรับจางกั๋วจงแล้วช่างไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย สามัญธรรมดาปรุโปร่งจนเห็นกระดูก หวางจื่อเหาตรงหน้าก็ไม่นอกเหนือไปจากนั้น “คุณหวาง มีเรื่องอะไรค่อยๆ พูด อย่ารีบร้อน”

ตอนนี้หลี่เอ้อร์ยายกน้ำมาให้แก้วหนึ่ง หวางจื่อเหานั่งลงบนเก้าอี้

“คุณจาง ผมมีปัญหาเรื่องหนึ่ง คุณต้องช่วยผมด้วย” พูดพลางหวางจื่อเหาล้วงเงินฮ่องกงปึกหนึ่งจากกระเป๋าออกมาวางไว้บนโต๊ะ “คุณจาง นี่เป็นเพียงของเล็กน้อย ผมได้ยินมาว่าคุณเก่งกาจมาก หากคราวนี้คุณช่วยผม ผมต้องขอบคุณคุณอย่างหนักแน่!” พูดพลางหวางจื่อเหาผู้นั้นก็ประสานมือแล้วค้อมศีรษะลงต่ำ แฝงแววสะอื้นในน้ำเสียง

“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่” จางกั๋วจงแอบชำเลืองมองจางกั๋วอี้

“เหมือนเจอเรื่องเฮี้ยนอะไรเข้าเลยมีคนแนะนำให้มา พังเพยว่าไว้ปุ๋ยดีไม่ตกไปอยู่ที่นาของผู้อื่นก็เลยพาเขามาหาพี่”

“คุณจาง คุณดูสิ่งนี้สิ” พูดพลางหวางจื่อเหาก็ล้วงหยกชิ้นหนึ่งส่งให้จางกั๋วจง

นี่เป็นหยกเนื้อดีเลิศ ส่องประกายแสงชนิดหนึ่งที่ไม่อาจทำซ้ำได้ จากประสบการณ์ของจางกั๋วจง ยังไม่เคยพบหยกที่ดูล้อสายตาเช่นนี้เลย “คุณหวาง หยกนี้มีปัญหาอะไรหรือ”

เงยหน้ามองจางกั๋วจงแวบหนึ่ง หวางจื่อเหาฉายแววจำใจ “คุณจาง คุณคิดว่าหยกนี้ไม่มีปัญหาจริงหรือ นี่คือหยกที่คุณปู่ของผมซื้อมาจากคนอังกฤษ ตั้งแต่เขาซื้อมาวางไว้ที่บ้าน เรื่องอาถรรพณ์เกิดขึ้นไม่ขาดสาย ที่บ้านมีผีหลอกทุกวี่ทุกวัน ของนี่เฮี้ยนมาก ตอนนี้ผมอยากขายทิ้ง แต่ขายไม่ได้”

จางกั๋วจงเกือบจะร่ำไห้ ของขายไม่ออกก็มาหาฉัน วิชาเหมาซานไม่ใช่วิชาของพวกบริษัทโฆษณา ของคุณขายไม่ออก ฉันจะไปช่วยคุณโฆษณาเร่ขายได้อย่างไรเล่า

“คุณจาง คุณเข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่ว่าขายไม่ออก” หวางจื่อเหากลืนน้ำลายเอื๊อก “แต่ว่าขายออกไปแล้ว มันกลับมาได้เอง” หวางจื่อเหาถอนหายใจ “ทุกครั้งที่กลับมา บ้านของผู้ที่ซื้อหยกไปก่อนหน้ามักมีคนตาย เริ่มแรกผมคิดว่าเป็นความบังเอิญ แต่ตอนนี้ดูแล้วไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน” หวางจื่อเหาออกจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เล็กน้อย

“เริ่มแรกผมขายมันให้กับเพื่อนชาวมาเลย์ แต่ไม่ถึงครึ่งปี เพื่อนมาเลย์ก็ส่งมันกลับมา บอกว่าของนี่อัปมงคล ทำให้ทางบ้านมีคนตาย ต่อมาเพื่อนไต้หวันคนหนึ่งซื้อไป ก็ตายกันหมดทั้งบ้าน แล้วของนี่ยังกลับมาเองอีก ต่อมาผมบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ ก็มีคนส่งมันกลับมา บอกว่าของนี่เฮี้ยนมาก ผมหาคนเอามันไปฝังไว้ในป่า ปรากฏว่ามันกลับมาอยู่ในตู้นิรภัยที่เป็นที่เก็บมันแต่เดิมเอง ทั้งบ้านเสียขวัญกันแทบตาย! ตอนนี้ ของนี้ผมจะโยนทิ้งก็ทิ้งไม่ได้ ผมกังวลว่าทางบ้านผมก็จะมีคนตาย!”

จางกั๋วจงถือหยกชิ้นนี้ไว้แล้วพิจารณาดูอย่างละเอียด ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นหยกธรรมดาชิ้นหนึ่งเท่านั้น  ไม่มีความผิดปรกติใดๆ หรือว่า…

เอ่ยตามความจริงแล้ว ตอนนี้ในใจจางกั๋วจงรู้สึกดูแคลนหวางจื่อเหาผู้นี้ หน้าตาช่างเป็นแบบฉบับนักธุรกิจที่คำนึงแต่ผลประโยชน์เสียจริงๆ แถมยังไม่สนใจว่าหยกในมือชิ้นนี้จะเป็นอย่างไร รู้ทั้งรู้ว่าเป็นของมีอาถรรพณ์ยังขายเอากำไรจากผู้อื่น ทำให้ครอบครัวผู้อื่นต้องเคราะห์ร้าย แค่เหตุผลข้อนี้ เรื่องในคราวนี้ก็ไม่ควรช่วยแล้ว ให้คนทางบ้านเขาตายสักสองสามคนก็สมควรแล้ว

แต่ดูแคลนก็ส่วนดูแคลน หน้าของน้องชายก็ต้องคำนึงถึงด้วย “คุณหวาง คุณไม่ต้องร้อนรน มีอะไรค่อยๆ พูด ผมจำเป็นต้องรู้ว่าทางบ้านคุณเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ทางบ้านคุณสภาพเป็นอย่างไร”

“คุณจาง พ่อผมชอบวัตถุโบราณ ทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจและเงินทองไปกับของพวกนั้น รู้ไหมว่าหมดไปเท่าไหร่”

จางกั๋วจงหมดความอดทน หวางจื่อเหาผู้นี่ช่างเบี่ยงออกนอกประเด็นได้เก่งพอๆ กับผู้ใหญ่หลี่ ถามเขาว่าเจอเรื่องเฮี้ยนอะไร เขากลับจะอวดเรื่องทรัพย์สินบรรพบุรุษเสียแล้ว

“หมดไปสองร้อยล้านทีเดียว!” เห็นว่าจางกั๋วจงไม่พูดอะไรต่อ หวางจื่อเหาเริ่มสาธยายออกไปไกล

“พ่อผมทำธุรกิจฟอกย้อมหนังจนตั้งตัวได้ ต่อมาไปทวีปอเมริกาเพื่อขายสมุนไพรจีน คุณรู้ไหม คนในทวีปอเมริกาเชื่อมั่นในสมุนไพรจีนของเรามากขนาดไหน เริ่มแรกก็เช่าเรือคาร์โก้ระวางหมื่นตัน สุดท้ายก็เลยซื้อเองลำหนึ่งเอาไว้ใช้เส้นทางอเมริกาโดยเฉพาะ”

 “คุณหวาง ผมอยากรู้ว่าหยกชิ้นนี้เคยเกิดเรื่องเฮี้ยนอะไรในบ้านคุณ แล้วคนที่ซื้อไปตายยังไงบ้าง” จางกั๋วจงไม่อยากฟังเขาใช้ภาษาจีนกลางยานคางกว่าคนทั่วไปสาธยายประวัติการก่อร่างสร้างตัวของพ่อเขา “อีกอย่าง คุณพ่อของคุณตอนนี้ท่านยังสุขภาพแข็งแรงดีอยู่ไหม แล้วซื้อหยกชิ้นนี้มาจากมือของใคร”

“อ้อๆ คุณหมายถึงเรื่องนี้เองหรือ ขอผมคิดดูหน่อย” ดื่มน้ำอึกหนึ่ง หวางจื่อเหาก็เอ่ยว่า “หยกนี้พ่อซื้อมาจากท่านดยุคอังกฤษคนหนึ่ง เสียเงินไปล้านกว่า เหมือนชื่อแม็คอะไรสักอย่าง แต่เขาไม่สำคัญอะไรหรอก ตายไปนานแล้ว เขาถูกฆาตกรรม ไม่เกี่ยวพันกับหยกนี่หรอก!”

“คุณหวาง คุณหมายความว่าคนที่ซื้อหยกไปจากมือคุณไม่ได้ตายเพราะถูกฆาตกรรมหรือ”

“ครับ ครับ พูดแล้วน่าขนลุก!”

จางกั๋วจงรู้มาว่า หวางจงเจี้ยนบิดาของหวางจื่อเหาเคยเป็นนักค้าสมุนไพรเลื่องชื่อของฮ่องกง แต่ในวัยชราหันมาเล่นวัตถุโบราณ ใช้เงินสะสมแทบทั้งหมดทุ่มลงไปกับการนี้ วัตถุโบราณในมือของหวางจงเจี้ยนส่วนมากซื้อมาจากอังกฤษ มีไม่น้อยที่เป็นของที่ถูกขโมยไปสมัยทัพพันธมิตรแปดชาติ ( เชิงอรรถ – ประกอบด้วยกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นจักรวรรดิเยอรมนีจักรวรรดิรัสเซียจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีราชอาณาจักรอิตาลีสหรัฐอเมริกาสหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐฝรั่งเศสซึ่งรุกรานจีนสมัยซูสีไทเฮาเมื่อฤดูร้อนของปี1900 ) ปล้นเผาพระราชวังฤดูร้อน ในบรรดานั้นมีไม่น้อยเลยที่เป็นระดับสมบัติชาติ สองสามปีก่อนขณะเพิ่งปฏิรูปและเปิดประเทศ หลังจากที่ทุ่มทุนมหาศาลซื้อวัตถุโบราณมีค่าเหล่านี้กลับมาก็บริจาคให้พิพิธภัณฑ์ภายในประเทศโดยตรง เรื่องนี้ทำให้จางกั๋วจงไม่นึกรังเกียจหวางจื่อเหามากนัก ในเมื่อบิดาของเขาเป็นคนจีนที่มีจิตใจดี ทำในสิ่งที่ชาวจีนทุกคนอยากกระทำ

หยกชิ้นนี้ หวางจงเจี้ยนซื้อมาเมื่อหลายปีก่อนจากผู้ดีตกอับชาวอังกฤษ ชื่อแม็คคริส ตอนซื้อมาก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ตั้งแต่บ้านตระกูลหวังย้ายเข้าสู่คฤหาสน์หลังใหม่แล้วก็เกิดเรื่องประหลาดอยู่บ่อยครั้ง เริ่มแรกบริเวณชั้นลอยแว่วเสียงของอวี๋ (แคนจีน) ลอยลมมาทุกวัน ต่อมาที่ห้องใต้ดินจะมีเสียงคนคู่หนึ่งเดินลงเท้าพร้อมกัน ก่อกวนจนผู้คนทั้งบ้านแตกตื่น จนกระทั่งแม้แต่บิดาของหวางจื่อเหาเองก็สติแตก หานักพรตไม่ต่ำกว่าสิบคนมาดูแต่ไม่ได้ผลเลย

เดิมทางบ้านคิดว่าเป็นปัญหาที่ตัวบ้าน จึงย้ายมาอยู่คฤหาสน์อีกหลัง เรื่องเหล่านี้ไม่เพียงจะไม่ลดน้อยลง แต่กลับทวีความรุนแรง สุดท้ายทั้งบ้านซื้ออพาร์ตเมนท์หรูสองยูนิตในย่านเซ็นทรัลที่คึกคักพลุกพล่านที่สุดของฮ่องกงแล้วย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ เรื่องถึงได้สงบลง

แต่หลังจากเมียน้อยวัยสาวที่เลี้ยงไว้คนหนึ่งและพักอยู่ชั้นบนกระโดดตึกฆ่าตัวตายแล้ว ภายในบ้านก็เกิดเรื่องประหลาดอีก มักได้ยินเสียงคนร้องไห้โดยไม่รู้ที่มาที่ไป แถมมีเสียงร้องงิ้ว อีกทั้งมีเรื่องสัตว์เลี้ยงอย่างแมวหมาที่ตายอย่างไม่รู้สาเหตุ ที่น่าแปลกประหลาดที่สุดก็คือหมา ตอนตายขาทั้งสองข้างแดงเถือก หน้าตาเต็มไปด้วยน้ำตา หมาเป็นสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจ ร้องไห้จนตายอย่างน่าประหลาด แสดงว่าก่อนตายพบเจออะไรที่ประสงค์ร้ายอย่างยิ่งต่อเจ้าของมัน

ต่อมาหวางจื่อเหาใช้วิธีโง่ๆ วิธีหนึ่ง คือนำวัตถุโบราณของพ่อที่มีขนาดใหญ่อย่างฉากกันลมทำจากหิน หรือของเล็กๆ อย่างนาฬิกาแขวนประดับ ขนทั้งหมดไปไว้ในโกดังที่เช่าเอาไว้หลังหนึ่ง จากนั้นในบ้านก็สุขสงบอยู่พักหนึ่ง เดิมคิดว่าแบบนี้คงหมดเรื่องหมดราวแล้ว แต่ผ่านไปไม่กี่วันก็เกิดเรื่องลึกลับในบ้านอีก ที่ยิ่งแปลกไปกว่านั้นคือเมื่อหวางจื่อเหาเปิดตู้นิรภัยก็ตกใจจนแทบฉี่ราด เพราะหยกชิ้นนี้โผล่มาอยู่ในตู้นิรภัยเอง รหัสตู้มีเพียงเขารู้คนเดียว เรื่องเฮี้ยนอาถรรพณ์ทั้งหลายในตอนนี้พุ่งมาอยู่ในตัวหยกชิ้นนี้ทันที

ต่อมาหวางจื่อเหาถูกครอบงำด้วยความโลภ คิดขายหยกชิ้นนี้ให้คนอื่น แถมยังจัดประมูลด้วย เศรษฐีที่ดินชาวมาเลย์คนหนึ่งซื้อหยกนี้ไป แต่ไม่เกินหนึ่งปีก็ส่งหยกชิ้นนี้กลับมา บอกว่าเป็นหยกมีอาถรรพณ์ ทางบ้านตายไปหลายคน สาเหตุการตายล้วนเป็นเพราะหัวใจวาย (พูดภาษาชาวบ้านก็คือถูกทำให้ตกใจจนตาย) หวางจื่อเหาเหมือนวัวสันหลังหวะ รีบคืนเงินให้เขาไป

ต่อมาได้รับการแนะนำจากผู้อื่น ขายหยกชิ้นนี้ให้นักธุรกิจไต้หวัน ผลก็คือวันหนึ่งหยกชิ้นนี้ก็กลับมาปรากฏอยู่ในตู้นิรภัยของบ้านตระกูลหวัง หวางจื่อเหารีบสืบเรื่องราวจึงรู้ว่าครอบครัวนักธุรกิจผู้นั้นหัวใจวายตายทั้งบ้านในคืนเดียวกัน ทางตำรวจสงสัยว่ามีคนก่อคดีโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง กำลังสอบสวนอย่างขะมักเขม้น

เขาก็เคยคิดจะฝังหยกชิ้นนี้เสีย ถึงขั้นเอาไปทิ้งทะเลมาแล้ว แต่ทุกครั้งที่ทิ้งไป หยกชิ้นนี้จะกลับมาเองอย่างน่าประหลาด บางครั้งก็มาโผล่อยู่ในตู้นิรภัย บางครั้งก็อยู่บนชั้นหนังสือ บางครั้งก็อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งของภรรยาเขา ทำให้ทิ้งไม่สำเร็จ จะทุบทำลายก็ไม่กล้า เรียกได้ว่าอยู่บนหลังเสือหาทางลงยากเสียจริง

เมื่อเป็นเช่นนี้ หวางจื่อเหาเองก็ว้าวุ่นใจ เชิญซินแสที่มีชื่อเสียงที่สุดในฮ่องกงมาดูแล้วหลายท่านก็ไม่ได้ผลอะไร จึงต้องนำหยกชิ้นนี้มายังจีนแผ่นดินใหญ่อย่างหวาดหวั่นขวัญผวา ต่อให้หวางจื่อเหาจะละโมบโลภมาก แต่สนใจความเป็นความตายของครอบครัวมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภรรยาของเขาเพิ่งกำเนิดลูกสาวให้เขาหนึ่งคน เขาห่วงความปลอดภัยของภรรยาและลูกสาวตนเอง ถึงได้นำหยกชิ้นนี้มายังเมืองจีนเพียงลำพัง

ในนามคือมาเพื่อลงทุน แท้จริงแล้วต้องการหาผู้ที่สามารถจัดการหยกชิ้นนี้ได้ การเดินทางครั้งนี้หวางจื่อเหาเองก็จิตใจไม่เป็นสุข นั่งรถไปก็เกรงว่ารถไฟจะตกราง นั่งเครื่องบินก็กลัวจะเกิดเรื่องไม่คาดคิด กลัวถึงขั้นว่าหยกชิ้นนี้จะบินจากมือเขากลับไปอยู่ในตู้นิรภัยเอง ทว่ายังดีที่หยกชิ้นนี้ยังอยู่ดีในกระเป๋าของเขา เดิมคิดจ้างคนมาทำเรื่องนี้ แต่พอไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว คิดว่ามาด้วยตนเองจะวางใจกว่า

สองสามวันก่อนขณะที่เพื่อนของจางกั๋วอี้มาจัดประชุมคำสั่งซื้อสินค้าที่กว่างโจวจึงได้รู้จักหวางจื่อเหา พอได้ยินเรื่องนี้แล้วจึงให้ที่อยู่บ้านของจางกั๋วอี้แก่เขาทันที บอกว่าคนผู้นี้รู้จักปรมาจารย์เซียน หวางจื่อเหาผู้นี้ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม นั่งรถไฟจากกว่างโจวมายังเทียนจินในวันนั้นทันที แรกๆ จางกั๋วอี้ก็ไม่อยากหาเรื่องให้พี่ชายเดือดร้อน แต่เห็นแก่เงินฮ่องกงระยิบระยับจับตา แถมยังคุยโม้เรื่องพี่ชายไปยกหนึ่ง หวางจื่อเหาถูกคำพูดคุยโตของจางกั๋วอี้กล่อมจนหวั่นไหว รีบอุปโลกน์ให้จางกั๋วจงเป็นผู้ช่วยชีวิตในทันที

“คุณหวาง อย่างนี้ก็แล้วกัน หยกชิ้นนี้ทิ้งไว้ที่ผมก่อนได้ไหม ผมต้องศึกษาหน่อย”

“ได้ ได้ ไม่มีปัญหา ได้อย่างแน่นอน” หวางจื่อเหาบอกลาอย่างรีบร้อน ไม่แยแสหยกเหมือนทิ้งก้อนปูนปลาสเตอร์อย่างไรอย่างนั้น

คืนนั้น จางกั๋วจงเบิกเนตรครั้งหนึ่ง แต่ก็มองไม่เห็นว่าหยกนี้มีอะไรพิเศษ บัดนี้ผู้ที่จางกั๋วจงพอฝากความหวังไว้ได้มีเพียงศิษย์พี่มาดนายท่านคนนั้นเพียงคนเดียว เพราะหากเอ่ยถึงเรื่องวัตถุโบราณ เขาเชี่ยวชาญกว่าตนเองมากนัก

เมื่อมาถึงบ้านของเหล่าหลิว จางกั๋วจงก็ตกตะลึง เหล่าหลิวผู้นี้ก็ช่างบูรณะรื้อฟื้นเก่งเสียจริง ร่องรอยถูกตรวจค้นยึดทรัพย์แต่เดิมไม่เหลือให้เห็นอีกต่อไปแล้ว เครื่องเรือนโบราณทั้งชุด โต๊ะปาเซียน ( เชิงอรรถ – บ้างเรียกว่าโต๊ะโป๊ยเซียน แต่ละด้านนั่งได้สองคน รวมนั่งได้แปดคนต่อหนึ่งตัว จึงเปรียบเหมือนแปดเซียน ) เก้าอี้ไท่ซือ ( เชิงอรรถ – ลักษณะเก้าอี้งามสง่าน่าเกรงขาม ที่นั่งกว้างประดับหรูหรา มีพนักพิงและที่พักแขน บ้างฝังมุก แสดงถึงศักดิ์ฐานะผู้เป็นเจ้าของ ) จตุรสมบัติแห่งห้องตำรา ( เชิงอรรถ – พู่กันหมึกกระดาษและแท่นฝนหมึก ) ล้วนมีพรักพร้อม ส่วนตัวเหล่าหลิวเองก็ตัดผมตัดเผ้าเรียบร้อยแล้ว หนวดเคราก็โกนจนดูสะอาดสะอ้าน สวมเสื้อแพรจีนงามสง่ามีราศี ใบหน้าเป็นมันเงา เวลาที่ถูกปล่อยออกมาจากคุกก็ไม่นานเท่าไหร่ รางใส่อาหารหมูแปลงโฉมเป็นโลงศพหรูดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาทีเดียว

รับหยกที่จางกั๋วจงยื่นส่งให้ เหล่าหลิวถืออยู่พักหนึ่ง “ศิษย์น้อง ของนี่เป็นของดี คุณไปเอามาจากไหนน่ะ”

จางกั๋วจงเล่าเรื่องหวางจื่อเหาให้เหล่าหลิวฟังหนึ่งเที่ยว แน่นอนเรื่องการก่อร่างสร้างตัวย่อมเล่าข้ามไปเสีย

“หยกชิ้นนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ศิษย์พี่ คุณว่าเป็นไปได้ไหมว่าที่บ้านเขามีปัญหาอย่างอื่น”

“นี่เป็นหยกดีแถมยังเก่าแก่ จากที่ฉันดูน่าจะเป็นพวกคว่ำกรวยขโมยออกมา แต่ที่มาที่ไปของหยกนี้คงไม่ธรรมดา” เหล่าหลิวจิบชาอึกหนึ่งแล้วหยิบแว่นขยายออกมา ยกหยกขึ้นแล้วชี้ให้จางกั๋วจงดู “ดูตรงนี้”

มองไปยังจุดที่เหล่าหลิวชี้โดยผ่านแว่นขยายก็พบว่าด้านข้างของหยกมีรอยขีดเล็กละเอียดไม่โดดเด่นสะดุดตาเลยเส้นหนึ่ง ไม่ดูให้ละเอียดคงคิดว่าเป็นรอยคราบเนื่องจากผ่านกาลเวลามายาวนาน ยามนี้จางกั๋วจงอดเลื่อมใสในสายตาแหลมคมของเหล่าหลิวไม่ได้ เขาเองจับจ้องมองมาทั้งคืนกลับมองไม่เห็นอะไรเลย เหล่าหลิวผู้นี้ไม่ถึงห้านาทีก็เห็นรอยพิรุธแล้ว

“ในเมื่อมีรอย ก็ต้องมีเหตุผลที่มีรอย มานี่” พูดพลางเหล่าหลิวก็พาจางกั๋วจงมาหน้าโคมไฟดวงหนึ่งก่อนเปิดโคมไฟ

มืออาชีพก็คือมืออาชีพ จางกั๋วจงถือว่าได้เปิดหูเปิดตา โคมไฟดวงนี้ดูแล้วธรรมดาสามัญ แต่แท้จริงแล้วเป็นหลอดไฟฮาโลเจนความสว่างสูง ความสว่างสูสีกับหลอดไฟริมถนน ดึงม่านปิดแล้วเหล่าหลิวก็วางหยกไว้บนขาตั้งใต้โคมไฟ อาศัยแสงจากโคมไฟส่องดูจากด้านหลังของหยก หยกทั้งชิ้นทะลุปรุโปร่งหมดจด แต่ตรงกลางกลับมีส่วนที่เป็นสีเข้ม ไม่เข้ากับส่วนอื่นที่เรียบเนียนโปร่งแสง เหมือนมีอะไรสอดแทรกอยู่ภายใน

“ศิษย์พี่ นี่มัน…”

“เรียกว่าการคว้านหยก เป็นวิธีที่เอาไว้ใช้ซุกซ่อนเอกสารลับในสมัยโบราณ คนทั่วไปถ้าไม่อาศัยแว่นขยายยากที่จะเห็นรอยคว้านได้” เหล่าหลิวปิดโคม “แต่ฟังจากที่เล่า ที่หยกชิ้นนี้ซุกซ่อนเอาไว้คงไม่ใช่แค่ความลับเท่านั้น”

“อย่างนั้นจะซ่อนอะไรไว้ได้อีก หรือเป็นหยกสะกดวิญญาณ ( เชิงอรรถ – หยกสำหรับกักขังวิญญาณภูตผีและเดรัจฉาน ในวิชาเหมาซานเรียกว่าหยกสะกดวิญญาณ หยกมรณะที่หม่าเจินเหรินนำมาใช้กักวิญญาณจิ้นสื้อราชวงศ์ชิงก็คือหยกสะกดวิญญาณประเภทหนึ่ง ) ”

“ไม่น่าจะเป็นไปได้ คนโบราณไม่ใช้หยกชั้นเลิศขนาดนี้มาทำเรื่องแบบนั้นแน่ อีกอย่างหยกนี่ไม่ใช่หยกมรณะ คงไม่ให้ผลถึงขั้นไหน คิดว่ามันมีเพื่อประโยชน์อื่นอีก ตอนนี้ที่สำคัญคือต้องถามหวางจื่อเหาคนนั้นว่าหยกนี้ได้มาจากที่ไหนกันแน่ หากไม่รู้ที่มาที่ไปอย่างกระจ่าง น่ากลัวว่าคงไม่มีใครมีวิธีจัดการ”

หวางจื่อเหานั่งอยู่ภายในบ้านของเหล่าหลิว สองตาลายไปหมดแล้ว คุณปู่ของเขาเองก็เป็นพวกสะสมวัตถุโบราณ เขาเองเติบโตขึ้นในดงโบราณวัตถุ แต่พอมาอยู่ในบ้านของเหล่าหลิวแล้วถึงได้เปิดหูเปิดตา ภาพวาดแขวนบนผนังยุคใกล้สุดก็คงเป็นของจิตรกรเอกฉีไป๋สือ แม้แต่ภาพลายสือศิลป์ยุคปลายหมิงของต่งฉีชางยังถูกแขวนไว้ในที่ที่ไม่เด่นสะดุดตา โถงหลักแขวนด้วยผลงานของบรรดาบรมครูสมัยถังอย่างเหยียนลี่เปิ่น หลี่ซือซวิ่น หากอยู่ในยุโรป สมบัติล้ำค่าเช่นนี้เก็บไว้ในตู้นิรภัยของธนาคารสวิสยังเกรงว่าจะปลอดภัยไม่พอ คาดไม่ถึงว่าตาแก่เดนตายคนนี้จะแขวนภาพเหล่านี้หราไว้ในห้องโถงรับแขก

เห็นรอยเส้นดำในเนื้อหยกเมื่อส่องอยู่ใต้โคมไฟ หวางจื่อเหาแทบก้มลงกราบจางกั๋วจงและเหล่าหลิว แม้ยังหาวิธีแก้ปัญหาไม่พบ แต่เห็นร่องรอยในตัวหยก นับว่าเป็นความคืบหน้าที่ยิ่งใหญ่แล้ว

“คุณหวาง คุณต้องรู้ให้ได้ว่าของนี่มีที่มาที่ไปยังไง ไม่อย่างนั้นพวกเราไม่รู้จะลงมือจัดการจากที่ตรงไหน”

“ตายล่ะ นี่คงต้องไปถามพ่อผมเสียแล้ว แต่ตอนนี้สุขภาพของพ่อผมไม่ค่อยจะดี อาจถามอะไรไม่ได้เรื่องเท่าไหร่”

“พ่อคุณป่วยเป็นอะไร”

“โรคสมองเสื่อม แต่ถ้าเห็นของที่ทำให้ตัวเองตื่นเต้น ก็จะมีสติอยู่บ้าง”

“อย่างนั้นคุณดูซิว่าในบ้านผมมีอะไรที่ทำให้ท่านตื่นเต้นได้บ้าง” เหล่าหลิวดูดบุหรี่ด้วยสีหน้าไม่แยแส

“ไม่รู้สิครับ แต่ผมพาเขามาที่นี่ได้”

ตอนที่ 12 เหอสื้อปี้

กว่าสัปดาห์หลังจากนั้น หวางจื่อเหาพาพ่อของเขาเดินทางมาจากฮ่องกงจริงๆ หยกอยู่ที่บ้านเหล่าหลิว ความกล้าของหวางจื่อเหาจึงมีมากขึ้นไม่น้อย นั่งเครื่องบินจากเซินเจิ้นบินตรงมายังปักกิ่ง ดูท่าหวางจื่อเหาผู้นี้ก็ไม่ใช่ลูกกตัญญู เพื่อความปลอดภัยของลูกเมียตนเอง ไม่อนาทรร้อนใจที่พ่อชราวัยเกือบแปดสิบปีของตนเองต้องลำบากในการเดินทาง

เมื่อมาถึงบ้านของเหล่าหลิว คุณหวางผู้เป็นบิดานั่งลงอย่างงกๆ เงิ่นๆ พูดจาพึมพำอยู่ในคอ ที่ตอบก็ไม่ตรงที่ถาม ประเดี๋ยวก็เล่าว่าตนเองเคยเป็นลูกน้องของเฝิงอวี้เสียง ขุนศึกใหญ่ยุคสาธารณรัฐ ประเดี๋ยวก็บอกว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษเคยให้เขาเข้าพบ ไม่ได้ฟังเลยว่าคนอื่นถามอะไรอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้หน้าของเหล่าหลิวก็ง้ำงอ เดิมคิดว่าโบราณวัตถุเต็มห้องของตนเองคงดูน่าเกรงขามต่อหน้าผู้เฒ่าฮ่องกงท่านนี้ คาดไม่ถึงว่าคุณพ่อหวางเหมือนมองไม่เห็นอย่างไรอย่างนั้น

“คุณหวาง คุณคิดว่าพ่อของคุณจะมีสติคุยกันได้จริงหรือ”

“เคยมีตัวอย่างแบบนี้มาก่อน คราวก่อนมีเพื่อนคนหนึ่งให้พ่อดูลายมือของหวังซีจือ ( เชิงอรรถ – หวังซีจือ(ค.ศ.303-361) ศิลปินสมัยราชวงศ์จิ้นชนรุ่นหลังขนานนามว่า “เทพเจ้าแห่งอักษร” ตัวอักษรแบบสิงซูของศิลปินท่านนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแผ่นดิน ) พ่อนั่งหลังตรงแน่วบนเก้าอี้ทันที แล้วตลอดทั้งบ่ายนั้นก็มีสติดี”

พูดมาถึงตรงนี้ จางกั๋วจงก็คิดได้ว่าน้องชายเคยยึดทรัพย์ ได้ภาพของจ่านจื่อเฉียนไว้ในมือ มิสู้ลองใช้ภาพนั้นมาทดลองดู

ตั้งแต่พี่ชายบอกว่าภาพนั้นล้ำค่า จางกั๋วอี้ก็ไม่กล้ารีรอ รีบทำช่องกั้นจากแผ่นสังกะสีไว้ในตู้ซึ่งตั้งอยู่ภายในบ้าน ทั้งมั่นใจได้ว่ากันหนูและซุกซ่อนได้อย่างปลอดภัย คราวนี้พอได้ยินว่าพี่ชายต้องการใช้ จางกั๋วอี้ก็หยิบสมบัติล้ำค่าออกมา ขับรถวอลกา ( เชิงอรรถ – รถลีมูซีนของรัสเซียซึ่งใช้ในช่วงแรกของการปฏิรูปเปิดประเทศ ) ของอธิบดีพร้อมฮัมเพลงมาตลอดทางจนถึงบ้านของเหล่าหลิว

ขณะที่ผู้เฒ่าหวางกำลังคุยอย่างออกรสว่าตนเองสังหารทหารญี่ปุ่นที่ทะเลจีนใต้ จางกั๋วจงก็คลี่ภาพ ภาพโบราณสีออกเหลืองก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า

“นี่…” นัยน์ตาของผู้เฒ่าหวางค้างเติ่งกะทันหัน น้ำลายในปากหยุดแตกฟองอีกต่อไปแล้ว “นี่…นี่…นี่…จ่าน…จ่าน…”

เห็นเพียงผู้เฒ่าไม่สนใจอะไรอีกต่อไป สองตากลอกแล้วก็น็อกไปเลย

คราวนี้ทำเอาหวางจื่อเหาตกใจจนขวัญกระเจิง ในน้ำเสียงแฝงด้วยความไม่พอใจ “คุณจาง คุณทำแบบนี้หมายความว่ายังไง พ่อผมมาไกลจากฮ่องกง พวกคุณทำแบบนี้ทำไม”

จางกั๋วจงรีบกดจุดเหรินจงตรงร่องเหนือริมฝีปากให้ผู้เฒ่า ไม่ตอบอะไรเขา จางกั๋วอี้ยืนกันตรงหน้าหวางจื่อเหาโดยตรง จางกั๋วอี้สูงถึง 188 เซนติเมตร สภาพเมื่อยืนต่อหน้าหวางจื่อเหาน่าดูชมพอจินตนาการได้

“คุณบอกว่าถ้าได้เห็นของจริง พ่อคุณจะมีสติ ผมก็เอาของจริงให้ดูแต่เขากลับเป็นลม เรื่องนี้คุณต้องรับผิดชอบเอง ผมกลับอยากถามคุณมากกว่าว่าหมายความว่ายังไง”

หวางจื่อเหาอยากสำแดงความน่ายำเกรงของนักธุรกิจต่างชาติ แต่ตรงหน้ามีเจดีย์เหล็กยืนขวางอยู่จึงฝ่อ “ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น แต่พ่อผมเป็นลมไปแล้วพวกคุณควรจะเรียกรถพยาบาลถึงจะถูก ดูตอนนี้สิ แม้แต่หมอสักคนก็ไม่มี”

“หมอเหมออะไรเล่า พี่ชายผมนี่แหละหมอ ถ้าพี่ผมรักษาไม่หายก็ส่งเข้าเตาเผาอย่างเดียวแล้ว!”

ทั้งสองคนต่อปากต่อคำอย่างเริ่มไม่ไว้หน้ากัน

บัดนี้ผู้เฒ่าหวังได้สติแล้ว หายใจเฮือกหนึ่ง แต่น้ำตากลบตา

“ภาพย่ำหิมะ ในที่สุดฉันก็หาจนพบ!” ผู้เฒ่ามองจางกั๋วจงแล้วถอนหายใจยาว “ย่ำรองเท้าเหล็กจนขาดแสวงหาไม่พบ บทจะได้ก็ได้มาไม่ต้องเสียแรง!” ภาษาจีนกลางของผู้เฒ่าหวางออกเสียงได้มาตรฐานดีกว่าหวางจื่อเหาไม่น้อย

ตอนนี้แม้แต่เหล่าหลิวก็ตาค้าง มองภาพจ่านจื่อเฉียนในมือของจางกั๋วจง สองมือสั่นระริกหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดู “ศิษย์น้อง คุณไปได้มาจากไหน”

ภาพ “เที่ยวท่องวสันตฤดู” ของจ่านจื่อเฉียนเป็นภาพวาดราคาสูงที่สุดและเป็นภาพทิวทัศน์จีนที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดที่ทางการเก็บรักษาเอาไว้ เป็นสมบัติยุคราชวงศ์สุย

แต่จากพงศาวดาร ผลงานที่มีชื่อเสียงของจ่านจื่อเฉียนคือชุดภาพสี่ฤดู

ภาพเที่ยวท่องวสันตฤดูนี้เป็นเพียงหนึ่งในชุดภาพสี่ฤดู นอกจากนี่ยังมีภาพเด็กเล่นน้ำ ภาพใบไม้ร่วงและภาพย่ำหิมะ

ภาพย่ำหิมะตรงหน้านี้เป็นผลงานในบั้นปลายของจ่านจื่อเฉียน แม้ราคาสู้ภาพเที่ยวท่องวสันตฤดูไม่ได้ แต่ถือเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของพงศาวดารนี้ คุณค่าที่มีต่อการศึกษาเกินกว่าตัวภาพเองลิบลับ

“ท่านผู้เฒ่า ภาพย่ำหิมะนี้ ผมให้ท่านยืมดูให้พอได้เลยครับ แต่ท่านต้องบอกผมก่อนเรื่องหนึ่ง” พูดไปจางกั๋วจงหยิบหยกคว้านชิ้นนั้นออกมา “เรื่องที่ท่านซื้อหยกชิ้นนี้ บอกผมทีครับว่าคนอังกฤษคนนั้นได้หยกชิ้นนี้มาจากไหน แล้วท่านซื้อจากเขามาตอนไหน ยิ่งละเอียดยิ่งดี”

ความสนใจของผู้เฒ่าไม่ได้อยู่ที่จางกั๋วจงเลยสักนิด เล่าเรื่องการซื้อหยกทั้งหมดดั่งท่องตำราเรียนให้ฟัง แต่สองตาจับจ้องเขม็งที่ภาพย่ำหิมะในมือเหล่าหลิว

ที่แท้ ผู้ดีอังกฤษหรือท่านดยุคแม็คคริสซึ่งขายหยกชิ้นนี้ให้ เป็นบุตรชายของกัปตันเรือคนหนึ่งของบริษัท อีสต์ อินดีส เดิมทางบ้านร่ำรวยมาก ทว่าตั้งแต่หลังบิดาประสบภัยทางทะเลแล้ว ฐานะทางบ้านก็ตกต่ำลง แม็คคริสผู้นี้เป็นคุณชายเจ้าสำราญ หมกมุ่นสุรานารีพาชีกีฬาบัตร อาศัยว่าตนเองได้สืบทอดบรรดาศักดิ์ดยุค คลุกคลีกับบรรดาคุณชายในสังคมชั้นสูงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่นานก็แพ้พนัน ผลาญทรัพย์ประจำตระกูลจนเกลี้ยง จากนั้นก็แอบเอาของภายในบ้านออกขาย

ต่อมาหวางจงเจี้ยนไปกว้านซื้อโบราณวัตถุที่อังกฤษ ท่านดยุคจมูกไวได้พบกับหวางจงเจี้ยนอย่างรวดเร็วโดยผ่านคนแนะนำ เขารีบเทขายหยกชิ้นนี้ให้ พอเอ่ยปากก็ขอหนึ่งล้านห้าแสนปอนด์ อ้างว่านี่คือหยกของ เจด เอ็มเพอเรอร์ เขาคิดว่าเง็กเซียนฮ่องเต้เป็นชื่อของจักรพรรดิจีนองค์หนึ่ง 

จะโกหกพกลมทั้งทีก็ต้องดูว่าพูดกับใคร ที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว แต่เป็นผู้เฒ่าเก๋าเกมเปี่ยมเล่ห์ชาวจีนจากถิ่นกำเนิดของแท้ ผลก็คือเรื่องโป้ปดของแม็คคริสถูกเปิดโปงคาที่ แต่เรื่องโกหกก็ส่วนเรื่องโกหก ผ่านสายตาของหวางจงเจี้ยนแวบหนึ่ง แม้หยกชั้นเลิศชิ้นนี้ไม่มีราคาถึงหนึ่งล้านห้าแสนปอนด์ แต่หนึ่งล้านห้าแสนเหรียญฮ่องกงก็พอไหว ดังนั้นหลังจากผ่านการต่อรองราคามายกหนึ่ง จึงตกลงซื้อขายกันที่ราคาหนึ่งล้านแปดแสนเหรียญฮ่องกง

หลังจากหวางจงเจี้ยนได้หยกชิ้นนี้มาแล้ว ก็ให้คนทำขาตั้งอย่างประณีตจากไม้จันทน์ วางหยกไว้ในตำแหน่งทรัพย์ภายในบ้าน ( เชิงอรรถ – ว่ากันว่าวัตถุประเภทหยก หยกเนื้อแข็ง หินควอทซ์ดูดซับพลังฟ้าดิน เมื่อวางที่ตำแหน่งทรัพย์ช่วยเสริมการรวบรวมทรัพย์ อ่างเลี้ยงปลาก็มีประสิทธิภาพคลับคล้ายกัน แต่ให้ผลด้อยกว่า ที่รวบรวมทรัพย์ได้ดีที่สุดคือโพรงหินม่วง (อะเมทิสต์) รองลงมาคือหยกเนื้อแข็งและหยก )

หวางจงเจี้ยนแม้เป็นนักธุรกิจ แต่ความรู้ด้านวัตถุโบราณลึกซึ้งยิ่ง เคยเชิญเพื่อนที่สะสมหยกมาชมหยกชิ้นนี้ นอกจากเพื่อนชื่อฉินเกอที่เอาแต่ส่ายหน้าไม่พูดอะไรสักคำแล้ว เพื่อนอีกสองสามคนที่เหลือต่างชื่นชมยกยอเสียจนหยกชิ้นนี้เลิศลอยเทียมฟ้า

การแสดงออกของฉินเกอผู้นั้นกลับทำให้หวางจงเจี้ยนเอะใจ แม้ในใจไม่ค่อยยินดีนัก แต่ก็อยากสอบถามให้รู้กระจ่าง คาดไม่ถึงว่าวันถัดมาฉินเกอเดินทางไปมะละกาเสียแล้ว นับจากนั้นมาก็ไร้ข่าวคราว ต่อมาหวางจงเจี้ยนก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ไม่นานตระกูลหวังก็ย้ายบ้านและเกิดเรื่องที่หวางจื่อเหาเล่าให้ทุกคนฟัง

“ท่านดยุคอังกฤษคนนั้นไม่เคยบอกหรือว่าพ่อของเขาได้หยกชิ้นนี้มาได้ยังไง”

หวางจงเจี้ยนเอาแต่ส่ายหน้า สองตาจับจ้องภาพย่ำหิมะเขม็ง

“ผมเคยไปอังกฤษมาแล้ว คนที่ชื่อแม็คคริสอะไรนั่นตายไปแล้ว” หวางจื่อเหาที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบเสริม “ทะเลาะกับคนอื่นในบาร์ ถูกยิงตาย ผมเคยถามครอบครัวเขา ได้ความว่าหยกชิ้นนี้ตอนวางอยู่ที่บ้านไม่มีเรื่องอะไรเลย สงบสุขดีมาก ทางบ้านเขาไม่เคยรู้เลยว่ามีของนี่อยู่ ผมเองก็ไม่เข้าใจ ทำไมบ้านผมถึงได้ซวยขนาดนี้!”

“ฉินเกอคือใคร” จางกั๋วจงสนใจคนผู้นี้

“เขาเป็นเพื่อนกับพ่อผม เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี แต่คนคนนี้ไม่ได้ติดต่อกันมานานแล้ว ถ้าคุณต้องการพบเขา ผมช่วยคุณติดต่อได้”

จางกั๋วจงร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก เห็นชัดๆ ว่าเขากำลังช่วยหวางจื่อเหา พูดไปพูดมาทำไมกลายเป็นเขามาช่วยเสียเล่า

“ก็ดี คุณหวาง หยกชิ้นนี้วางไว้ที่บ้านศิษย์พี่ผมเป็นการชั่วคราวได้ คุณติดต่อฉินเกอได้ให้รีบแจ้งผม ผมอยากพบเขา”

“ไม่มีปัญหา ผมรีบไปดำเนินการทันที เรื่องพ่อก็ไหว้วานพวกคุณแล้วนะ ห้องพักเขาอยู่ที่โรงแรมมิตรภาพ พวกคุณไปบอกทางโรงแรมว่าคุณหวางคนฮ่องกงก็ใช้ได้แล้ว” หวางจื่อเหาพูดจบก็หมุนตัวออกจากบ้านไป แต่ตอนนี้จางกั๋วอี้รีบเข้าขวางที่ประตู “นี่ๆ คุณหวาง ที่นี่ไม่ใช่สถานรับเลี้ยงคนชรานะ คุณทิ้งท่านผู้เฒ่าไว้ที่นี่ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นใครรับผิดชอบ”

“อ้อ ผมลืมไป” หวางจื่อเหาคลำกระเป๋า ล้วงเอาเงินฮ่องกงราวห้าหมื่นเหรียญฮ่องกงปึกหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะ “เงินพวกนี้เป็นเพียงของเล็กน้อย ตอนนี้ผมรีบมาก หยกชิ้นนี้มีขามันวิ่งเองได้นะ” พูดพลางก็ยกมือทำท่าบิน

เงิน เงิน แล้วก็เงิน เห็น ‘ดาววัวทอง’ (ธนบัตรหนึ่งพันเหรียญฮ่องกงเรียกว่าวัวทอง) ส่องประกายสีทองระยิบระยับวางกองเรียงรายบนโต๊ะแม้แต่จางกั๋วจงยังตาโต เงินเดือนของเขาเดือนหนึ่งได้ 69 หยวน 5 เหมา เงินห้าหมื่นเหรียญฮ่องกงนี้เท่ากับเขาทำงานกี่ปีกันหนอ ในชั่วขณะนั้นคำนวณไม่ถูกจริงๆ

สองสัปดาห์ต่อมา หวางจื่อเหาก็ส่งโทรเลขฉบับหนึ่งมาให้จางกั๋วจง บอกว่าตามตัวฉินเกอพบแล้ว หวังว่าจางกั๋วจงจะไปฮ่องกงได้สักเที่ยว พอเอ่ยว่าจะไปฮ่องกง จางกั๋วจงก็รู้สึกตื่นเต้น แต่ยังออกอาการอะไรไม่ได้ จัดการตระเตรียมสัมภาระกับเหล่าหลิวเรียบร้อยแล้วทั้งคู่ก็นั่งรถไฟไปเซินเจิ้น

ในตอนนี้ ชายหนุ่มที่หวางจื่อเหาส่งมามายืนรอที่สถานีรถไฟแล้ว

จางกั๋วจงและเหล่าหลิวถูกจัดให้พักในห้องชุดสองเตียงในโรงแรมเพนนินซูล่า เนื่องจากบ้านใหม่ของหวางจื่อเหาอยู่ใกล้เกาลูน จึงอยู่ห่างจากโรงแรมนี้ไปไม่ไกล

วันถัดมา หวางจื่อเหาขับรถไม่รู้ยี่ห้อมารับจางกั๋วจงและเหล่าหลิวไปบ้านของตน จางกั๋วจงที่แม้แต่ปักกิ่งก็ยังไม่เคยไปตาโต แต่ต้องแสร้งวางท่าทำเป็นไม่สนใจ เห็นสาวๆ สวมชุดทันสมัย อยากมองนานๆ แต่ก็อาย ใช้คำสมัยใหม่มาบรรยายต้องบอกว่าความทุกข์ทรมานที่สุดของมนุษย์ไม่มีอะไรเกินสิ่งนี้

จากที่จางกั๋วจงเห็น ฉินเกอเป็นชายชราเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ชอบพูด ไม่ชอบแสดงอารมณ์ เป็นประเภทที่หากถูกยั่วยุให้โกรธคงคว้ามีดแทงเลย ตามปรกติจางกั๋วจงไม่ชอบสนทนาพาทีกับคนประเภทนี้ แต่ครั้งนี้ไม่มีทางเลือก เห็นแก่ ‘ดาววัวทอง’แล้วจึงต้องฝืนใจ

“คุณฉิน ผมชื่อจางกั๋วจง ผมมาในครั้งนี้คิดว่าคุณหวางคงบอกเหตุผลให้คุณทราบแล้ว” จางกั๋วจงหยิบหยกคว้านออกมา “คุณรู้จักของชิ้นนี้ไหม”

พอรับหยกคว้านไปดู ฉินเกอก็ขมวดคิ้ว “ผมเคยเห็น”

“ผมได้ยินคุณหวางเล่าว่า ตอนแรกเขาเชิญเพื่อนมาชมหยกชิ้นนี้ คุณเป็นคนเดียวที่ไม่ออกความเห็น” จางกั๋วจงดูดบุหรี่ก้นกรองคำหนึ่ง รสชาติดีทีเดียว “ผมอยากรู้ว่าตอนนั้นคุณเห็นอะไรหรือ”

ฉินเกอขมวดคิ้วแน่นเป็นปม ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “ผมลืมไปแล้ว”

จางกั๋วจงจำใจ “อย่างนั้นตอนนี้คุณดูหยกชิ้นนี้ให้ได้ไหมว่ามีอะไรพิเศษ”

“ผมบอกได้แค่เพียงว่าอย่าแตะของสิ่งนี้ ไอ้น้องชาย” ฉินเกอยื่นหน้าเอาปากมาอยู่ข้างหูจางกั๋วจง “ของนี่มีที่มาไม่สะอาด ผู้เฒ่าหวางเชิญคนมาแล้วหลายคน ไม่มีใครกล้าแตะ”

“คุณฉิน ผมหวังว่าคุณจะให้เบาะแสผมสักเล็กน้อยได้”

“ลาก่อน” ฉินเกอผู้นี้ลุกขึ้นจะจากไป หวางจื่อเหาก็ตาค้าง หน้าประเดี๋ยวซีดประเดี๋ยวแดง เสียแรงไปตั้งมาก ใช้เส้นสายในวงการตำรวจถึงได้ตามตัวฉินเกอกลับมาจากอเมริกาได้ ทำไมพูดแค่ไม่กี่ประโยคก็จะไปแล้วล่ะ อย่างนี้ไม่ไว้หน้ากันไปหน่อยแล้ว

“ช้าก่อน!” ไม่รอให้หวางจื่อเหาพูดอะไร เหล่าหลิวลุกขึ้นยืน หยิบแผ่นหยกออกมาจากช่วงอก โบกต่อหน้าฉินเกอ “เฒ่าฉิน ถ้าคุณรู้ว่าหยกนี้ไม่สะอาด คิดว่าต้องรู้จักเจ้านี่แน่” หยกที่เหล่าหลิวนำออกมาหาใช่อื่นไกล เป็นหยกที่หม่าเจินเหรินมอบให้ แผ่นหยกแบบเดียวกันจางกั๋วจงก็มีอีกชิ้น

ฉินเกอมองหยกของเหล่าหลิว ตกตะลึงเป็นอันดับแรก แล้วค่อยกลับเป็นสีหน้าอึมครึมตามเดิม “ไม่รู้จัก” พูดจบก็จากไปอย่างสง่าผ่าเผย

คืนนั้น จางกั๋วจงและเหล่าหลิวนั่งดื่มเหล้าอย่างกลัดกลุ้มด้วยกัน ต่างก็ไม่พูดไม่จา กว่าจะมาฮ่องกงได้สักเที่ยวไม่ง่ายเลย กลับมาเจอไอ้คนหน้าไม่อาย

“กั๋วจง ภาพจ่านจื่อเฉียนของคุณภาพนั้น จะ…” ใบหน้าของเหล่าหลิวยิ้มบางฉายแววละโมบ

“นั่นเป็นของน้องชายผม คุณอยากได้ก็ไปพูดกับเขา”

กำลังสนทนากัน เสียงเคาะประตูก็ดังแว่วขึ้น เหมือนหนูเคาะประตูอย่างไรอย่างนั้น

“แม่งเอ๊ย ใครวะมาซะดึกเชียว!” พอเปิดประตู จางกั๋วจงก็แทบสร่างเมา “คุณฉิน รีบเข้ามา!”

ตอนที่ 13 ค่ายลิ่มมังกร

“วิชาเหมาซาน?” ฉินเกอถอดเสื้อนอกไปพลาง ถามอย่างตรงไปตรงมาไปพลาง

“เฒ่าฉินรู้จักของตามคาด” เหล่าหลิวที่นั่งอยู่อีกฟากวางแก้วเหล้าลง “ผู้น้อยหลิวเฟิ่งเหยียน ศิษย์ของหม่าฉุนอีแห่งฉวนเจิน ท่านนี้คือศิษย์น้องของผม ประมุขเหมาซานรุ่นที่หนึ่งร้อยแปด จางกั๋วจง”

“อาจารย์สำเร็จเซียนไปแล้ว” จางกั๋วจงก้มหน้า

“อ้อ ขอโทษด้วย” ฉินเกอทำท่าขออภัย แล้วเดินไปนั่งบนโซฟา “ผมเป็นนักวิชาการคนหนึ่ง พูดให้ตรงเป้าก็คือผมศึกษาพวกเครื่องหยกของจีนโบราณโดยเฉพาะ ตอนนี้สอนหนังสืออยู่อเมริกา”

“พวกเราทราบเรื่องหมดแล้ว ไม่ทราบว่าคุณมาเยี่ยมตอนดึกดื่นเที่ยงคืน เพราะนึกอะไรได้ใช่ไหม” จางกั๋วจงไม่สนใจเรื่องอาชีพของฉินเกอ

“ผมเพียงแต่สงสัย บ้านตระกูลหวังตกปากรับคำจะให้เงินคุณเท่าไหร่กันแน่ถึงทำให้พวกคุณยอมเสี่ยงอันตรายนี้”

หลังจากได้ยินคำนี้แล้ว จางกั๋วจงต้องกลั้นใจจนหน้าแดงก่ำ ในเมื่อฉินเกอผู้นี้เป็นเพื่อนของหวางจงเจี้ยน คิดว่าคงเป็นคนมีหน้ามีตาแน่นอน สวมนาฬิกาข้อมือเลี่ยมทอง ขับรถยนต์คันเล็ก แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูเชยไปหน่อย แต่ก็เป็นคนมีเงิน

ส่วนหวางจื่อเหาคนนั้น ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ควักเงินออกมาแล้วหกหมื่นเหรียญฮ่องกง เขาและเหล่าหลิวก็ตามก้นหวางจื่อเหาต้อยๆ มาฮ่องกง และไม่ว่าเรื่องในคราวนี้จะแฝงไว้ด้วยอันตรายหรือไม่ สำหรับชนชั้นแรงงาน ได้รับค่าจ้างถูกแล้ว คนผู้นี้ไม่อาจดูแคลนได้ ดังนั้นจางกั๋วจงจึงหน้าแดงก่ำอยู่พักหนึ่ง อยากเอ่ยอะไรก็ต้องหยุดไว้ก่อน

แต่ในตอนนี้ผู้ที่ไม่สบอารมณ์ที่สุดก็คือเหล่าหลิว ตอนที่พ่อของเขายิ่งใหญ่ระดับเรียกลมเรียกฝนได้อยู่ในเทียนจิน ตาแก่ต๊อกต๋อยอย่างแกคงยังไม่เกิดหรอก ตอนนี้ริจะมาทำประชดประชันคนอื่นงั้นหรือ

“ผมก็ไม่รู้นะ เฒ่าฉิน คุณเองก็อุตส่าห์ถ่อมาตั้งไกลจากอเมริกา ได้รับค่ารถค่าราจากคุณหวางไปเท่าไหร่ล่ะ คิดว่าคงได้ไม่น้อยไปกว่าพวกเราหรอกมั้ง”

พอเหล่าหลิวพูดแบบนี้ ฉินเกอก็อึ้งงันไป คาดไม่ถึงว่าเดิมคิดจะอวดศักดาให้สองศิษย์พี่น้องนี้ดูสักหน่อย กลับขุดหลุมฝังกลบตัวเองเสียได้

“ผมก็แค่สงสัย” แม้ภายในใจของฉินเกอจะไม่สบอารมณ์ แต่เปลือกนอกยังต้องคงความเป็นสุภาพบุรุษไว้

“พวกเราสงสัยมากยิ่งกว่าคุณอีก” เหล่าหลิวเป็นแบบฉบับชาวเทียนจินที่ปากคอเราะร้ายเป็นเลิศ ตอนนี้อ้าปากถลึงตาโต ท่าทางอยากเผยธาตุแท้ของใครบางคน กำลังรอคำพูดประโยคนี้ของเขาอยู่พอดี

แต่จางกั๋วจงฟังออกถึงความนัยในคำพูดของฉินเกอ “คุณฉิน ที่คุณว่ามีอันตรายต้องขออภัยที่พวกเราด้อยความรู้ หวังว่าจะช่วยชี้แนะ!”

มีเหล่าหลิวหน่วยหาเรื่องเป็นตัวเปรียบเทียบ ความรู้สึกที่ฉินเกอมีต่อจางกั๋วจงจึงไม่เลวร้ายนัก มีการศึกษามีเหตุผลและเคารพนอบน้อม ต่อให้นักวิชาการอาวุโสที่แสร้งวางท่าก็ไม่อาจต้านทานการเข้าหาอย่างอ่อนน้อมได้ แม้จางกั๋วจงจะยังหนุ่มแน่น แต่ก็เป็นประมุขเหมาซาน พอเขานอบน้อมเข้าหาครั้งนี้ ฉินเกอรู้สึกทันทีว่าตนเองได้หน้าพอแล้ว “ประมุขจาง หากคุณอยากรู้คำตอบจริงๆ พรุ่งนี้ให้ไปบ้านผมสักเที่ยว ที่นี่พูดไม่กระจ่างนัก”

“เรียกผมว่าเสี่ยวจางก็ได้” จางกั๋วจงไม่เข้าใจคนฮ่องกงพวกนี้เอาเสียเลยว่า ทำไมต้องดึงปัญหาที่สามารถจัดการภายในชั่วโมงเดียวให้เสร็จได้ให้ยืดเยื้อยืดยาว มีเรื่องอะไรที่พูดต่อหน้าไม่กระจ่างอีกหรือ ต้องไปพูดกันที่บ้านตัวเองให้ได้ อีกอย่างฉินเกอมังกรเทพเจ้าเห็นแต่หัวไม่เห็นหางผู้นี้ พอพูดไร้สาระได้แค่สองประโยคก็ตบก้นจากไปอีกแล้ว โรงแรมใช่ว่าจะไม่มีโทรศัพท์ เฮ้อ คนมีสตางค์นี่นะ ช่างยึดติดกับรูปแบบอย่างร้ายกาจ!

ฉินเกอทิ้งนามบัตรไว้ให้แผ่นหนึ่ง ด้านหน้าพิมพ์ว่า ฉินเกอ ประธานมูลนิธิชาวจีนในฮ่องกง ที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคลซุนฉี่หลินฟูทาร์ก วอชิงตัน ดี.ซี. ด้านหลังนามบัตรพิมพ์ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ทั้งในอเมริกาและฮ่องกงเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ

“ที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคลซุนฉี่หลินฟูทาร์ก วอชิงตัน ดี.ซี.” จางกั๋วจงอ่านงึมงำ “ชาวต่างชาติตั้งชื่อแม่งได้ประหลาดจริงๆ”

นั่งรถแท็กซี่มาถึงสถานที่ติดทะเลแห่งหนึ่ง บ้านพักตากอากาศหลังเล็กงดงามหลายหลังโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ “ไม่เข้าใจเลย คนฮ่องกงชอบอยู่ที่ห่างไกลแบบนี้หรือ”

ผู้ที่มาเปิดประตูเป็นหญิงชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนหนึ่ง รอบเอวหนากว่าจางกั๋วจงมัดรวมกับเหล่าหลิว แต่พูดจีนได้ไม่เลวเลย เมื่อมาถึงห้องรับแขก ดวงตาของเหล่าหลิวก็ส่องประกายวาบ ดูท่าฉินเกอผู้นี้ไม่ธรรมดา สมบัติล้ำค่าเต็มห้องเหมือนกัน  แต่สำหรับของเหล่านี้ เหล่าหลิ่วไม่เห็นอยู่ในสายตานัก แค่ภาพ “ท่องภูผาวสันตฤดู” ของหลี่เจาเต้า จิตรกรสมัยถังที่แขวนอยู่ในห้องโถงบ้านเขาก็มากพอจะซื้อตึกหลังนี้ แถมด้วยของอีกครึ่งห้องนี้เสียด้วยซ้ำ

ฉินเกอในตอนนี้มากน้อยก็แสดงออกถึงมารยาทในการต้อนรับแขก ดีกว่าเมื่อคืนไม่น้อยเลยทีเดียว แต่มองแล้วก็ยังไม่เป็นธรรมชาติอยู่ดี หน้าอึมครึม รินน้ำชาให้ทั้งสองคนด้วยตัวเอง “ประมุขจาง คุณหลิว ผมพบว่าพวกคุณชอบเสี่ยงอันตราย”

“น้อยๆ หน่อย เราก็เหมือนคุณนั่นแหละ ขี้สงสัยต่างหาก!” เหล่าหลิวยังคงวกกลับไปเรื่องเมื่อคืนไม่ยอมปล่อย

ฉินเกอกลับไม่พูดอะไร แต่หยิบแผนที่โบราณจากชั้นหนังสือด้านหลังออกมากางไว้บนโต๊ะ “ประมุขจาง ไม่ทราบว่าคุณรู้ประวัติศาสตร์ห้าราชวงศ์ไหม”

“ประวัติศาสตร์ห้าราชวงศ์?”

“ใช่ ยุคอู่ไต้สือกั๋ว – ห้าราชวงศ์สิบแคว้น”

“ถือว่าพอรู้บ้าง นี่เกี่ยวข้องกับหยกของบ้านตระกูลหวังหรือ”

ฉินเกอยิ้มบาง แต่ไม่ได้ตอบจางกั๋วจง กลับเพ่งสายตาไปที่แผนที่ “ประมุขจาง คุณรู้ความลับของแผนที่ผืนนี้ไหม”

มองแผนที่ผืนนี้แล้ว จางกั๋วจงก็รู้สึกเหมือนเคยเห็นมาก่อน ทิวเขาสลับซับซ้อนทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเมฆลอยปกคลุมยอดเขา…ทันใดนั้น แผนที่ในขวดกระเบื้องซึ่งได้มาจากช่องท้องของจ้าวเล่อก็ผุดขึ้นมาตรงหน้า แม้ยุคสมัยจะต่างกัน การวาดลักษณะภูเขาแตกต่างกัน การจัดวางคร่าวๆ คล้ายคลึงกัน แต่แผนที่นี้ไม่ได้มีสัญลักษณ์เขียนไว้อย่างละเอียดเหมือนแผนที่ในขวดกระเบื้องนั้น ไม่มีภาพเส้นทางและพระพุทธรูปปางสมาธิ เป็นความบังเอิญหรือว่ามีลับลมคมในอื่นแฝงอยู่ จางกั๋วจงฟังการวิเคราะห์ของฉินเกอทุกประโยค

“นี่คือภาพโบราณสมัยโฮ่วจิ้น ( เชิงอรรถ – หรือราชวงศ์โฮ่วจิ้นมีอายุสั้นๆ ช่วง ค.ศ.936-947สถาปนาโดยจักรพรรดิจิ้นเกาจู่(สือจิ้งถัง)   ) ” ฉินเกอเองก็แอบสังเกตสีหน้าของจางกั๋วจงและเหล่าหลิว

 “โฮ่วจิ้นอายุเพียงสิบปี แต่ในช่วงสิบปีนี้ ราชสำนักเก็บภาษีสูงจนตอนนั้นความมั่งคั่งคิดเป็นหกส่วนของทั้งแคว้น”

เรื่องนี้จางกั๋วจงก็รู้ดี แม้ไม่รู้ว่าหกส่วนนี้ฉินเกอไปเอาข้อมูลมาจากไหน แต่ในยุคห้าราชวงศ์บ้านเมืองระส่ำระสาย ไม่มีจักรพรรดิที่เป็นแบบอย่างเลยสักคน ล้วนรีดนาทาเร้นเก็บภาษีอย่างทารุณ

 “ต่อมาชนเผ่าชี่ตันล้มจิ้น ตั้งราชวงศ์เหลียว เยลูเต๋อกวงปราบดาภิเษกเป็นจักรพรรดิ แต่ยุคแรกแห่งการสถาปนาประเทศ ท้องพระคลังของราชสำนักเหลียวว่างเปล่า ยืดเยื้ออยู่นานถึงห้าปี”

“แล้วทำไมหรือ” จางกั๋วจงถามอย่างสงสัย “คุณจะบอกว่าเยลูเต๋อกวงมั่วโลกีย์ไร้คุณธรรมหรือ”

“ประมุขจาง” ฉินเกอยิ้มบางๆ มีเลศนัย “ผมแค่อยากถามคุณว่าทรัพย์สมบัติถึงหกส่วนของแคว้นในสมัยโฮ่วจิ้นหายไปไหนกันเล่า”

จางกั๋วจงก็รู้สึกมึนงงไปด้วย ไม่รู้ว่าในน้ำเต้าของฉินเกอขายยาอะไรบ้างทรัพย์สมบัติสมัยราชวงศ์โฮ่วจิ้นไปอยู่เสียที่ไหนแล้วเกี่ยวอะไรกับหยกของบ้านตระกูลหวังด้วย

“คุณฉิน ผมไม่มีความสนใจเรื่องข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ผมแค่หวังว่าจะสามารถจัดการเรื่องของบ้านตระกูลหวังให้เร็วที่สุด แล้วรีบกลับไปเมืองจีนก่อนที่บรรดานักเรียนของผมจะเปิดเทอม”

“ประมุขจาง เรื่องที่คุณต้องการจะคลี่คลายเป็นเรื่องเดียวกับเรื่องที่ผมจะทำ หากคุณยอมเสี่ยงอันตรายจริง ผมรับประกันผลประโยชน์ของคุณได้”

“คุณฉิน ความหมายของคุณก็คือให้ผมช่วยคุณตามหาสิ่งที่เรียกว่าสมบัติล้ำค่าหกส่วนของราชวงศ์จิ้นนั่นน่ะหรือ”

“ประมุขจาง คุณหลิว พวกคุณดูนี่สิ” ฉินเกอหยิบปากกากับกระดาษ เขียนอักษรโบราณบนกระดาษว่า “ ‘ข้าหาได้เสียใจที่สองขาถูกตัด แต่เศร้าใจที่หยกล้ำค่าถูกมองว่าเป็นศิลา ผู้สัตย์ซื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นนักต้มตุ๋น’ ทั้งสองท่าน รู้ที่มาของคำพูดประโยคนี้ไหม”

“นี่คือคำพูดของเปี้ยนเหอยามถวายหยกเหอสื้อปี้ให้แก่ฉู่เหวินหวาง ( เชิงอรรถ – จากบันทึกของหานเฟยจื่อนักปราชญ์ยุคจั้นกั๋ว เล่าเรื่อง “เหอสื้อปี้” ไว้ว่า เปี้ยนเหอแห่งรัฐฉู่พบหยกดิบก้อนหนึ่งจึงถวายแก่ฉู่ลี่หวาง ช่างหยกทูลว่าเป็นหินธรรมดา เปี้ยนเหอมีโทษฐานต้มตุ๋นจึงถูกสั่งตัดขาซ้าย ถึงสมัยต่อมาเปี้ยนเหอก็ถวายให้ฉู่อู่หวาง ผลคือถูกสั่งตัดขาขวา ในสมัยถัดมาคือฉู่เหวินหวาง เปี้ยนเหออุ้มหยกไปนั่งร้องไห้เชิงเขาฉู่สามวันสามคืน เหวินหวางทราบเรื่องนี้ สั่งขุนนางไปสอบถาม “ทั่วหล้าที่คนไร้ขาถมไป ไยต้องร่ำไห้เศร้าใจถึงเพียงนี้” เปี้ยนเหอตอบว่า “ข้าหาได้เสียใจที่สองขาถูกตัด แต่เศร้าใจที่หยกล้ำค่าถูกมองว่าเป็นศิลา ผู้สัตย์ซื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นนักต้มตุ๋น  นี่เป็นเหตุให้ข้าเสียใจที่สุด” เหวินหวางรับสั่งเจียระไน พบว่าเป็นหยกล้ำค่า จึงตั้งชื่อว่า “เหอสื้อปี้” (หยกตระกูลเหอ) ) ” จางกั๋วจงยังไม่ทันได้ตอบ เหล่าหลิวตอบอย่างเนือยๆ ก่อนแล้ว

“คุณหลิวปราดเปรื่องยิ่งนัก” จากนั้นก็เขียนอักษรแบบจ้วนซูแปดตัว ความว่า “รับบัญชาสวรรค์ อายุนิรันดร์วัฒนา ( เชิงอรรถ – จิ๋นซีฮ่องเต้สยบรัฐจ้าวได้หยกเหอสื้อปี้มาครอบครองหลังปราบอีกหกรัฐก็สถาปนาตนเองเป็นปฐมจักรพรรดิให้อัครเสนาบดีหลี่ซือนำหยกไปแกะเป็นราชลัญจกรมีอักษร 8 ตัวว่า受命於天既壽永昌 “รับบัญชาสวรรค์อายุนิรันดร์วัฒนา” ) ” ก่อนจะเอ่ยถามว่า “แล้วนี่ล่ะ”

“คุณฉิน ขออภัยที่ล่วงเกิน เรื่องราวความเป็นมาเป็นไปของเหอสื้อปี้ ผมเองก็พอรู้บ้างแล้ว รวมทั้งหลี่ฉงเคอ ( เชิงอรรถ – หมายถึงจักรพรรดิถังโม่ตี้ (ค.ศ.885-936) จักรพรรดิองค์ที่ 4และองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โฮ่วถัง ) แห่งราชวงศ์โฮ่วถังที่ต้องเผาตัวเองตายหลังเมืองแตก รวมทั้งประวัติศาสตร์การสาบสูญไปของเหอสื้อปี้ผมก็รู้แล้ว ดังนั้น กรุณาพูดเข้าประเด็นหลักเลยได้ไหม”

“อย่างนั้น ตอนนี้ผมขอเชื้อเชิญทั้งสองท่านให้ช่วยผมตามหาราชลัญจกรหยกชิ้นนี้อย่างเป็นทางการ ผมแย้มให้ทั้งสองท่านฟังหน่อยก็ได้ว่า สมบัติที่จะตามหาเหล่านั้นล้ำค่ามหาศาลมาก ต่อให้ขายวัตถุโบราณของหวางจงเจี้ยนไปทั้งหมดก็ยังมีมูลค่าไม่มากเท่า ส่วนเรื่องที่พวกคุณรับปากหวางจื่อเหาก่อนหน้านี้ก็ยังทำไปพร้อมกันได้ หากพวกคุณยอมช่วยผม” ฉินเคอตีหน้าเคร่ง เอ่ยประเด็นสำคัญออกมา

“หยกของบ้านตระกูลหวังมีเรื่องราวเป็นมายังไง มีเพียงผมเท่านั้นที่รู้ หากพวกคุณรับปากช่วยผม ผมก็ช่วยพวกคุณได้ แถมพวกคุณยังจะได้รับค่าตอบแทนมูลค่าน่าดูชมก้อนหนึ่งด้วย”

คำพูดนี้ทำเอาจางกั๋วจงหวั่นไหวในใจ ว่ากันตามจริงแล้ว จางกั๋วจงเองก็ค่อนข้างขาดแคลนเงินทอง ตัวเขาและภรรยาเงินเดือนรวมกันแล้วมากกว่าร้อยหยวนเล็กน้อย ยังต้องให้ทางบ้านอีกยี่สิบหยวน ให้พ่อผู้ผ่ายผอมของหลี่เอ้อร์ยาอีกสิบห้าหยวน ปรกติเวลาเห็นพวกเด็กใหม่อ่อนประสบการณ์ อายุน้อยกว่าเขาในหน่วยงานสูบบุหรี่อย่างดียี่ห้อเหิงต้า แต่ตัวเองกลับสูบยี่ห้อต้าเฉียนเหมินถูกๆ ก็รู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก

อีกอย่างก่อนตาย หม่าเจินเหรินอยากซ่อมแซมบูรณะอารามทงเทียน ไม่ต้องมาก ขอเพียงมีเงินสักแสนสองแสนก็คงซ่อมแซมบูรณะอารามทงเทียนได้สำเร็จ และถือเป็นการทำความปรารถนาของหม่าเจินเหรินให้สำเร็จลุล่วง มากน้อยทำให้เขาหลุดพ้นจากความรู้สึกละอายใจได้บ้าง

แต่ตอนนี้ สิ่งที่เหล่าหลิวคิดกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ราชลัญจกรหยกแกะสลักจากหยกเหอสื้อปี้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นเอกแห่งยอดสมบัติแผ่นดิน หากเขาได้ประจักษ์กับตาตนเองขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ นับว่าชีวิตนี้ไม่เสียเปล่า

“ทั้งสองท่านต่างเป็นคนฉลาด เราสามคนร่วมมือกันล้วนเป็นผลดีต่อกัน ผมหวังว่าทั้งสองท่านจะตัดสินใจได้ในวันนี้” ฉินเคอเปิดเผยอย่างยิ่ง ขณะเอ่ยวาจาเหล่านี้เหมือนได้ปลดปล่อยภาระที่หนักอึ้งจนเงยหน้าได้ จากนั้นก็หยิบกล้องสูบไปป์ออกมาจุดสูบ

จางกั๋วจงและเหล่าหลิวบัดนี้งุนงงเพราะคำพูดคำจาที่คลุมเครือของฉินเกอ หยกคว้านของบ้านตระกูลหวัง สมบัติสมัยราชวงศ์โฮ่วจิ้น หยกเหอสื้อปี้ในสมัยจั้นกั๋ว ราชลัญจกรสืบสานแผ่นดินสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่น ฉินเกอผู้นี้เหมือนจับมาร้อยเรียงเป็นเรื่องเป็นราว แท้จริงแล้วจางกั๋วจงและเหล่าหลิวก็อยากรู้นักว่าฉินเกอคิดจะทำอะไรกันแน่

“อย่างนั้นคุณฉิน คุณเริ่มเล่าจากเรื่องหยกโบราณของบ้านตระกูลหวังได้ไหม” จางกั๋วจงไม่คิดจะติดหนี้บุญคุณใครในชีวิตนี้ ในเมื่อรับเงินของหวางจื่อเหามาแล้ว ก็รู้สึกว่าควรจะจดการเรื่องของหวางจื่อเหาให้เสร็จสิ้นก่อน

“ผมก็บอกแล้วยังไงว่าเป็นเรื่องเดียวกัน” ฉินเกอมองออกถึงความหวั่นไหวของจางกั๋วจง จึงพูดมากกว่าเดิม “ก่อนอื่น งานนี้อาจมีอันตราย”

แม้จางกั๋วจงและเหล่าหลิวพอรู้จักเรื่องราวแห่งยุคห้าราชวงศ์ที่ยุ่งเหยิงอลหม่าน แต่คาดไม่ถึงว่าฉินเกอผู้นี้จะรู้อย่างทะลุปรุโปร่งเกี่ยวกับสมัยโฮ่วจิ้น ส่วนราชลัญจกรสืบสานแผ่นดินสมัยฉิน-ฮั่นที่แกะสลักขึ้นจากหยกเหอสื้อปี้ในตำนานและหายสาบสูญไปในช่วงที่ราชวงศ์โฮ่วถังล่มสลาย กลับเกี่ยวพันกับราชวงศ์โฮ่วจิ้นได้อย่างน่าประหลาด

จากที่ฉินเกอพรรณนา ในราชพงศาวดารหลังจากแคว้นฉินปราบแคว้นจ้าวแล้ว เหอสื้อปี้ก็ตกอยู่ในครอบครองของจักรพรรดิจิ๋นซี ทรงให้นำเหอสื้อปี้มาแกะสลักเป็นลัญจกรโอรสสวรรค์

ปลายราชวงศ์ฉิน หลิวปังยกทัพบุกลั่วหยางนครหลวง ฉินจื่ออิงจักรพรรดิฉินองค์สุดท้ายมอบลัญจกรหยกชิ้นนี้ให้หลิวปัง ลัญจกรหยกชิ้นนี้จึงเปลี่ยนชื่อเป็นลัญจกรสืบสานแผ่นดินของราชวงศ์ฮั่น

กาลล่วงถึงยุคคานอำนาจสามฝ่ายของสามก๊กลัญจกรหยกชิ้นนี้อยู่ที่รัฐเว่ยของโจโฉ ต่อมารัฐเว่ยถูกตระกูลซือหม่าโค่นล้ม สถาปนาเป็นราชวงศ์จิ้น สิ้นสุดยุคสามก๊ก ลัญจกรหยกจึงกลายเป็นลัญจกรประจำราชวงศ์จิ้นไปโดยปริยาย

สิ้นราชวงศ์จิ้น ถึงยุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้น ลัญจกรหยกตกอยู่ในมือของหลิวชงแห่งแคว้นเฉียนจ้าว แต่หลิวชงครองอำนาจอยู่ได้ไม่กี่ปีก็ถูกแคว้นโฮ่วจ้าวโค่นล้ม สือเล่อแห่งแคว้นโฮ่วจ้าวถือครองลัญจกรหยก ต่อมาบุตรชายของสือเล่อนามว่าสือเจี้ยน สืบทอดอำนาจต่อจากบิดา ถูกแม่ทัพหร่านหมิ่นทรยศสังหาร ลัญจกรหยกจึงตกอยู่ในเงื้อมมือของหร่านหมิ่นผู้นี้

เมื่อมาถึงจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้แห่งยุคราชวงศ์ใต้ ( เชิงอรรถ – หลังสิ้นราชวงศ์จิ้นและสิ้นยุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้น เกิดราชวงศ์เหนือ (ค.ศ.386-581) เริ่มจากราชวงศ์เว่ยเหนือ ต่อมาแตกเป็นเว่ยตะวันออกและเว่ยตะวันตก เว่ยตะวันออกต่อมาเป็นราชวงศ์เป่ยฉี (ฉีเหนือ) เว่ยตะวันตกเป็นเป่ยโจว (โจวเหนือ) ต่อมาสถาปนาเป็นราชวงศ์สุย ส่วนราชวงศ์ใต้ (ค.ศ.420-589) เป็นราชวงศ์ที่ปกครองดินแดนทางใต้หลังจากราชวงศ์จิ้นล่มสลาย แบ่งเป็น 4 ราชวงศ์ คือ ราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.420-479) ราชวงศ์ฉี (ค.ศ.479-502) ราชวงศ์เหลียง (ค.ศ.502-557) และราชวงศ์เฉิน (ค.ศ.557-589) ) ถูกแม่ทัพโหวจิ่งก่อกบฏ แย่งลัญจกรสืบสานแผ่นดินนี้ไปครอง ไม่นานโหวจิ่งพ่ายแพ้ กระโดดบ่อน้ำฆ่าตัวตายโดยพกลัญจกรสืบสานแผ่นดินนี้ติดตัวไว้ ต่อมาพระสองสามรูปงมเก็บลัญจกรหยกนี้ขึ้นมาและถวายให้เฉินอู่ตี้

หลังจากราชวงศ์สุยปกครองประเทศแล้ว ลัญจกรสืบสานแผ่นดินได้รับการยกย่องจากเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถังว่าเป็นสมบัติแผ่นดิน ราชวงศ์ถังล่มสลาย ลัญจกรหยกนี้ก็ตกอยู่ในมือของจักรพรรดิหลี่ฉุนซวี่

ราชวงศ์โฮ่วถังล่มสลาย จักรพรรดิสือจิ้งถังแห่งราชวงศ์โฮ่วจิ้นยกทัพโจมตีลั่วหยาง จักรพรรดิหลี่ฉงเคอกอดลัญจกรหยก เผาตัวตาย

นับจากนั้นมา ราชพงศาวดารก็ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับลัญจกรสืบสานแผ่นดินอีก แต่ในพงศาวดารฉบับชาวบ้าน สมัยราชวงศ์ซ่งมีชาวลั่วหยางนามว่าต้วนอี้ เสี่ยงตายเข้าถวายหยกชิ้นหนึ่งแก่ทางราชสำนัก ผ่านการตรวจสอบแยกแยะจากผู้เชี่ยวชาญเทียม นำขบวนโดยไช่จิง อัครเสนาบดีและลิปิกรสมัยซ่งเหนือ รับรองว่าหยกนี้เป็นลัญจกรสืบสานแผ่นดินที่สร้างขึ้นในสมัยฉินอย่างแท้จริง และมีเรื่องเล่าขานกันว่า ไช่จิงเพ็ดทูลเพราะอยากเอาพระทัยฮ่องเต้

ขณะที่ราชวงศ์ซ่งล่มสลาย ลู่ซิ่วฟู ขุนนางผู้ภักดีอุ้มจักรพรรดิองค์น้อยกระโดดทะเลฆ่าตัวตาย เล่ากันว่ากอดลัญจกรสืบสานแผ่นดินนี้กระโดดทะเลไปด้วย แต่ประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ที่เกี่ยวข้องไม่มีการเอ่ยถึง

ล่วงมาถึงสมัยหมิงปกครองประเทศ หลังปราบปรามความวุ่นวายจากการศึกสงครามทั่วทุกสารทิศแล้ว จักรพรรดิในสมัยนั้นต่างใช้พระบารมีอันน่ายำเกรงแห่งราชสำนัก ตามหาลัญจกรสืบสานแผ่นดินในหมู่ราษฎร

เล่าลือว่าขณะที่หวงไท่จี๋ ผู้สถาปนาราชวงศ์ชิงบุกโจมตีมองโกล ได้แย่งลัญจกรหยกจากข่านหลินตันแห่งเผ่าฉาเฮอเอ่อกลับมา ว่ากันว่าหยกนั้นก็คือลัญจกรสืบสานแผ่นดิน จวบจนกระทั่งจักรพรรดิปูยีถูกขุนศึกเฝิงอวี้เสียงขับไล่ออกจากพระราชวังต้องห้าม ลัญจกรหยกชิ้นนี้ถึงได้สาบสูญไปอีกครั้ง

เดิมข้อสันนิษฐานว่าเหอสื้อปี้คือลัญจกรสืบสานแผ่นดินหรือไม่ก็เป็นปริศนายิ่งใหญ่ที่ไม่ได้รับการคลี่คลายนานนับพันปี แม้แต่ราชสำนักหมิงซึ่งมีแสนยานุภาพเกรียงไกรก็ยังสืบค้นได้ไม่กระจ่าง ราชสำนักชิงก็เพียงแค่แย่งของจริงก็ไม่จริงปลอมก็ไม่ปลอมมาปลอบประโลมจิตใจตนเอง คนธรรมดาสามัญหากคิดจะสืบหาความจริง ต่อให้ทางบ้านเปิดธนาคารก็รับรองได้ว่าเงินทั้งหมดนั้นจะลอยหายไปตามน้ำอย่างเปล่าประโยชน์

จางกั๋วจงรู้สึกเลื่อมใสในความรอบรู้ของฉินเกอ แต่ความทะเยอทะยานคิดตามหาลัญจกรสืบสานแผ่นดินของเขา จางกั๋วจงกลับไม่แยแสแม้แต่น้อย ฉินเกอ คนอย่างคุณมีเงินมีทองมีวัตถุโบราณ สะสมภาพวาดภาพเขียนอักษรจีนยังพอทำเนา แต่คิดจะตามหาลัญจกรสืบสานแผ่นดินยังห่างชั้นไปหน่อย

“ประมุขจาง เหมือนคุณไม่เชื่อผม” ในสายตาของฉินเกอ จางกั๋วจงเป็นคนไร้ชั้นเชิง คำพูดการกระทำของเขาฉินเกอไม่ต้องชายตามองก็รู้แล้วว่าเขาคิดอะไรอยู่

“ผมศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงนี้มาทั้งชีวิต ความเป็นไปได้ที่ราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์ชิงจะหาลัญจกรหยกพบถูกผมตัดออกไปแล้ว” ฉินเกอเอ่ยเสียงเย็น “ในพงศาวดารหลวง ลัญจกรสืบสานแผ่นดินถูกเผาไปพร้อมกับหลี่ฉงเคอแห่งราชวงศ์โฮ่วถัง ตัวหลี่ฉงเคออาจกลายเป็นเถ้าถ่าน แต่ลัญจกรสืบสานแผ่นดินไม่เป็นอย่างนั้นแน่”

“อย่างนั้นคุณหมายความว่าลัญจกรสืบสานแผ่นดินอาจตกอยู่ในมือของสือจิ้งถังผู้สถาปนาโฮ่วจิ้นหรือ”

“ไม่ใช่อาจจะ แต่เป็นอย่างนั้นแน่นอน ในอเมริกา เพื่อนผมคนหนึ่งเคยให้ปู่ผมดูส่วนที่เหลือของตำราโบราณสมัยราชวงศ์หมิงเล่มหนึ่ง จากที่บันทึกในตำรานั้น สือจิ้งถังฝังสมบัติกึ่งหนึ่งของราชสำนักไว้ที่แนวเขาปาซันในปัจจุบัน แต่ตำแหน่งที่แน่ชัดไม่ได้เอ่ยถึง จากบันทึกเล่มนี้ ลัญจกรสืบสานแผ่นดินก็รวมอยู่ในกองสมบัตินั้นด้วย นี่คือสาเหตุที่คุณปู่ผมตัดสินใจไปเสาะหาสมบัติ ผู้ที่เป็นหัวหน้าในการสร้างถ้ำฝังสมบัติคือจ้าวซานเก๋อ เป็นนักพรตท่านหนึ่ง หลังจากถ้ำเก็บสมบัติสร้างเสร็จแล้ว คนผู้นี้ก็หายตัวไป

“ผู้เขียนบันทึกเล่มนี้คือลูกหลานฝ่ายมเหสีเอกของสือจิ้งถังหรือจักรพรรดิจิ้นเกาจู่ เรื่องนี้เป็นความลับของราชสำนักโฮ่วจิ้น ตอนนั้น ผู้ที่รู้ความลับนี้แล้วยังคงมีชีวิตอยู่ มีเพียงตัวสือจิ้งถังเองและลูกชายของเขานามว่า สือฉงกุ้ย หลังโฮ่วจิ้นล่มสลาย สือฉงกุ้ยเคยคิดจะนำทรัพย์สมบัติเหล่านี้ออกมาใช้กอบกู้แผ่นดิน แต่น่าเสียดาย ตามหาตัวจ้าวซานเก๋อไม่พบ แม้แต่ตัวสือฉงกุ้ยเองยังเอาสมบัติเหล่านี้ออกมาไม่ได้เลย”

“ในเมื่อเป็นแนวเทือกเขา อย่างน้อยก็กินระยะทางหลายพันกว่าลี้ คุณแน่ใจได้ยังไงว่าที่ทำสัญลักษณ์ไว้คือที่ไหน”

“ปู่ผมกับพ่อผมหามาแล้วสองรุ่น ย่อมไม่ผิดแน่ ปู่ผมใช้ชีวิตที่ภูเขาต้าปาถึงยี่สิบปี สรุปคือพวกคุณต้องเชื่อผม”

“สมบัติล้ำค่าถึงขนาดนั้น ทำไมคุณถึงมาหาพวกเราให้ช่วยล่ะ ต่อให้คุณเกี่ยงว่าของมันเยอะเหลือเกิน ขนย้ายยังไงก็ขนไม่ไหว แต่ก็ควรหาคนที่ร่างกายกำยำแข็งแรงสองคนมากกว่า!” เหล่าหลิวขัดหูขัดตาฉินเกอมาตั้งแต่ต้นแล้ว อดประชดประชันหาเรื่องเป็นระยะไม่ได้

“มีสุภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวว่าไม่มีสว่านเจาะ อย่าริซ่อมเครื่องกระเบื้อง ( เชิงอรรถ – อุปมาว่าอย่าริกระทำในเรื่องที่ไม่ชำนาญ ในสมัยโบราณเครื่องกระเบื้องที่แตกจะไม่ทิ้ง แต่ใช้วิธีเจาะรูด้วยสว่านเพื่อซ่อมแซมด้วยการร้อยเส้นลวดทองแดงเชื่อมชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน ขั้นตอนการเจาะเป็นเรื่องยากมาก ต้องอาศัยฝีมือ ) ” ฉินเกอไม่แยแสความแคลงคลางของเหล่าหลิว “จริงๆ แล้วตั้งแต่สมัยพ่อผมก็มีความคืบหน้าไปมากแล้ว ทั้งสองท่านกรุณาดูนี่”

บัดนี้ฉินเกอหยิบผ้าโปร่งออกมาอีกผืนหนึ่ง จางกั๋วจงใช้มือสัมผัสเนื้อผ้า น่าจะเป็นของที่เกิดจากการทอด้วยฝีมือชั้นเลิศ บางจนแทบทะลุเช่นกัน ฉินเกอนำผ้าโปร่งนี้วางคลุมลงบนแผนที่โบราณสมัยโฮ่วจิ้น จากนั้นก็เงยหน้ามองจางกั๋วจง

จางกั๋วจงมองภาพนี้ให้รู้สึกคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง ดูทิศทางของแนวเขาอย่างละเอียด แล้วมองตำแหน่งของจุดทั้งเก้าก็เกิดเสียงดังวิ้งขึ้นในห้วงสมอง แอบด่าในใจ ไอ้แก่เดนตายแม่งเอ๊ย ถึงว่าทำไมไม่ฮุบสมบัติมหาศาลไว้คนเดียว ที่แท้อยากให้พวกเราช่วยทะลวง “ค่ายลิ่มมังกร” นี่เอง

ค่ายลิ่มมังกร เริ่มแรกเป็นค่ายสุสานของนิกายจ้งเก๋อ ผสมผสานทั้งคาถาของจ้งเก๋อและเหมาซานสองนิกายนี้เข้าไว้ด้วยกัน เป็นค่ายที่อาศัยสายปราณภูผาธาราปกปักษ์สุสาน ซินแสฮวงจุ้ยในสมัยต่อมาบางคนเคยมองค่ายลิ่มมังกรว่าเป็นผังการฝังอย่างหนึ่ง เอามาผสมปนเปกับกับผังการฝังของสุสานนิกายสยบ แท้จริงแล้วเป็นการเข้าใจผิด

ที่เรียกว่าสายปราณภูผาธารา คือการเรียกขานพลังหยางและพลังอินในธรรมชาติ อธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ก็คือสนามแม่เหล็กในธรรมชาติ บนพื้นดิน ร่างกายมนุษย์ปรับตัวให้อยู่ในสภาพที่สนามแม่เหล็กของแกนโลกสมดุลกับสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ได้แล้ว หากความสมดุลนี้ถูกทำลาย ร่างกายมนุษย์ก็จะเกิดอาการป่วยเป็นชุด

ส่วนผู้ที่หลับใหลอยู่ชั้นใต้ดินมานานปี เนื่องจากปรับตัวรับสภาพสนามแม่เหล็กที่แข็งแกร่งของแกนโลก สนามแม่เหล็กที่อ่อนแอของดวงอาทิตย์ได้แล้ว พอหลุมดำบนดวงอาทิตย์เกิดระเบิดหรือเกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์แบบอื่นจนทำให้สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นกะทันหัน ร่างกายของคนเหล่านั้นก็จะเกิดความผิดปรกติ คนที่อาศัยอยู่ชั้นใต้ดินมานานปีหรือนักโทษที่ถูกจองจำในคุกใต้ดินมักเกิดอาการคล้ายกับการถูกแขกชน เช่น จู่ๆมือไม้ก็แข็งเกร็ง น้ำลายฟูมปาก ขาดสติ เป็นเพราะได้รับผลกระทบจากสาเหตุนี้

วิชาเหมาซานมองว่าภูเขาแม่น้ำก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิต แบ่งออกเป็นพลังหยางและพลังอิน ภูเขาเป็นหยางส่วนน้ำย่อมเป็นอิน นิกายจ้งเก๋อก็มีแนวคิดคล้ายกัน ดังนั้นที่กล่าวว่า “ใกล้ภูเขาพลังหยางรุ่งโรจน์วิญญาณอาถรรพณ์ไม่อาจทำอะไรได้” ดังนั้นชาวจีนในยุคต่อๆ มามักรู้สึกว่าอาศัยใกล้ภูเขาไม่ต้องเกรงกลัวภูตผีวิญญาณพยาบาท คำว่า “ใกล้ภูเขา” (ที่พึ่ง) ในภาษาจีนก็มีที่มาจากแนวคิดนี้

สายปราณภูผาธาราในวิชาเหมาซานเป็นพลังที่ร้ายกาจที่สุดในโลกมนุษย์ มิใช่สิ่งที่พลังของมนุษย์ เดรัจฉานและภูตผีจะต้านทานได้ ดังนั้นวิธีกระตุ้นสายปราณภูผาธาราเพื่อจัดการเดรัจฉานหรือภูตผีจึงมีออกมาไม่ขาดสาย

เล่ากันว่าสมัยราชวงศ์หมิง รัชศกว่านลี่ มณฑลเหอเป่ยมีชายคนหนึ่งพลังหยางจม จึงติดตามนักพรตเข้าสู่เทือกเขาไท่หังหลายวัน ชีวิตจึงเริ่มสงบสุข

ในสมัยราชวงศ์ฮั่น วิชาของนิกายซู่ถู่จ้งเก๋อแฝงศาสตร์แห่งการก่อร่างสร้างฐาน โดยเฉพาะจ้งเก๋อ นำศาสตร์การขับไล่ภูตผีของเหมาซานและศาสตร์การก่อร่างสร้างฐานของซู่ถู่มาผสมผสานกันจนสมบูรณ์แบบ มาถึงราชวงศ์สุย-ถังก็สั่งสมศาสตร์พื้นฐานได้พอประมาณแล้ว

เนื่องจากสมัยถังเริ่มนิยมการเจาะภูเขาเป็นสุสาน ดังนั้นจอมคาถานิกายจ้งเก๋อบางท่านจึงคิดค้นค่ายลิ่มมังกรนี้ขึ้น ซึ่งก็คือวิธีใช้สายปราณภูผาธารามาพิทักษ์สุสานโบราณ แต่ค่ายลิ่มมังกรนี้เป็นเพียงศาสตร์ หาใช่ค่ายที่แน่นอนไม่

ค่ายลิ่มมังกรที่แท้จริงมี “เก้าแท่น” แบ่งเป็น แท่นเฝ้าคันฉ่อง แท่นตั้งมั่น แท่นดูดดารา แท่นคุนมรณา แท่นเซียนแท้ แท่นรวมศาสตรา แท่นเตียงกลวง แท่นเสาแขวนกลวงและแท่นประตูเหล็กไฟ แท่นทั้งเก้านี้เป็นเพียงแท่นสำทับคาถา ไม่มีอานุภาพสำคัญใดๆ ต้องมี “เครื่องรางตรึงแท่น” ส่วนมากเป็นหินหยก ของขลังลงอาคม ยิ่งมีเครื่องรางที่ร้ายกาจ ความขลังก็จะสูงมาก หากเครื่องรางธรรมดาก็จะไม่ค่อยขลัง หากตั้งตำแหน่งเก้าแท่นตามแนวภูผาได้อย่างแม่นยำ เพียงแค่วางหินธรรมดาก้อนเดียวก็ให้ผลได้ เพียงทว่าความขลังอาจจะน้อยเท่านั้น ทั้งเก้าแท่นนี้มีตำแหน่งที่ผันแปรไปตามความแปรผันของสภาพภูเขาและแตกต่างกันที่อานุภาพของเครื่องราง

ค่ายลิ่มมังกรแตกต่างจากผังสุสานของวิชาเหมาซาน ซึ่งเหมือนกับที่ได้เคยกล่าวเอาไว้แล้ว ค่ายนี้เหมือนสุสานนิกายสยบที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโจรขุดสุสาน ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆ ต่อผู้ตาย

หลังจากราชวงศ์ถังแล้ว บรรดาขุนนางผู้มีอำนาจราชศักดิ์ไม่เจาะภูเขาเพื่อทำเป็นสุสานอีกต่อไป ค่ายลิ่มมังกรจึงค่อยๆ หายสาบสูญไป ในบันทึกศาสตร์เหมาซานอธิบายและชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติบางส่วนของวิชาเหมาซานที่นำไปใช้ในค่ายลิ่มมังกร แต่ไม่ได้อรรถาธิบายถึงวิธีการหาเก้าแท่น

ที่แตกต่างจากผังสุสานนิกายสยบก็คือ ค่ายลิ่มมังกรไม่จำเป็นต้องมีสุสานประกอบโดยรอบบริเวณสุสานหลัก ยิ่งไม่เหมือนสุสานนิกายสยบแบบเดี่ยวที่ต้องหาสิ่งมีชีวิตมาฝังและอานุภาพถูกจำกัดที่เวลา

หากทำลายผังสุสานอย่างใดอย่างหนึ่งของสุสานนิกายสยบ อย่างกรณีผังสามชั่วร้าย จะต้องเผชิญกับอานุภาพของผังสุสานทั้งหมด แต่ค่ายลิ่มมังกรนี้ ขอเพียงเก้าแท่นไม่ถูกทำลาย อานุภาพจะดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน และสำแดงอานุภาพเฉพาะสุสานที่มันปกป้อง เก้าแท่นถูกทำลายได้ ทำลายหนึ่งแท่นอานุภาพด้อยลงหนึ่งขั้นจนกระทั่งสลายไป ดังนั้นเก้าแท่นแห่งค่ายลิ่มมังกรจึงถูกซ่อนอย่างลึกลับมิดชิด และมีกลไกคอยปกปักษ์รักษา

สมบัติล้ำค่าแห่งราชวงศ์โฮ่วจิ้นเห็นได้ชัดว่าเป็นขุมสมบัติที่ใช้วิธีการจัดสร้างตามแบบการสร้างสุสานและใช้ค่ายลิ่มมังกร ไม่ว่าจะขุดขุมสมบัติโดยตรงหรือทำลายเก้าแท่นที่ไม่มีกลไก ล้วนเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

เบื้องหลังของแต่ละค่ายล้วนไม่เหมือนกัน ราชสำนักโฮ่วจิ้นลงแรงวางค่ายลิ่มมังกร คิดว่าคงใช้กำลังสูงสุดของประเทศ ค้นหาของลี้ลับที่สุด อาถรรพณ์ที่สุดจากทั่วแคว้นแผ่นดินจีนมาทำเป็นเครื่องรางตรึงเก้าแท่น หากยังไม่ทำลายค่ายลิ่มมังกรแล้วดุ่มทะลวงเข้าไปที่ปราณจักษุค่ายเอาดื้อๆถึงแม้เหลือเพียงแท่นเดียวที่ยังไม่ถูกทำลาย ก็คงต้องตายสถานเดียว

“นี่คือปณิธานทั้งชีวิตของพ่อผม” ฉินเกอเอ่ยเสียงเย็น “เขาเคยคิดจะขอให้อาจารย์ของคุณลาสิกขา แต่ถูกอาจารย์ของคุณปฏิเสธ”

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ” หลังจากได้เห็นค่ายลิ่มมังกรแล้ว กองเพลิงแห่งความอยากร่ำรวยของจางกั๋วจงที่เพิ่งลุกโชนขึ้นมาเมื่อสักครู่ก็ถูกดับลงไปกึ่งหนึ่ง สถานที่ที่แม้แต่อาจารย์ของเขายังไม่มั่นใจที่จะไป ถ้าเขาฝืนทะลวงเข้าไป เช่นนั้นหลี่เอ้อร์ยาไม่เป็นหม้ายเสียตั้งแต่ยังสาวยังแส้หรอกหรือ

“คุณฉิน พูดมานานตั้งครึ่งค่อนวัน ไอ้หยกชิ้นนี้มันมีไว้ทำไมคุณก็รีบบอกมาเถอะ” จู่ ๆจางกั๋วจงก็นึกขึ้นได้ เอาแต่ฟังตาแก่เดนตายคนนี้พล่ามวิชาประวัติศาสตร์อยู่ตั้งนาน เกือบลืมเรื่องสำคัญไปเสียแล้ว

ตอนที่14 หยกพิษ

“หึๆ ประมุขจางรับเงินเขามาแล้วยอมล่มหัวจมท้ายกับเขาสุดตัว” ฉินเกอเอ่ยยิ้มๆ “เว้นเสียแต่ว่าคุณรับปากว่าจะช่วยผม ไม่อย่างนั้นก็เอาเงินคืนบ้านตระกูลหวังไปแล้วถอดชื่อเหมาซานนี้ทิ้งเสียเถอะ ไม่มีผม ชั่วชีวิตนี้คุณอย่าได้คิดจะรู้ความลับของหยกชิ้นนี้เลย”

กลยุทธ์ของฉินเกอครั้งนี้ช่างร้ายกาจนัก คืนเงินนั้นเรื่องเล็ก แต่ถอดชื่อเหมาซานไม่ใช่เรื่องเล่น นิกายเหมาซานเน้นหนักต่อคำว่า “สัจจะ” ผู้สืบทอดเหมาซานรุ่นก่อนๆ เมื่อต้องพบเรื่องที่ไม่มีความมั่นใจอาจไม่รับ แต่ถ้ารับแล้วต่อให้ต้องสละชีวิตก็ต้องทำภารกิจให้สำเร็จ ไม่เคยมีตัวอย่างว่าคืนเงินมาก่อน ฮ่องกงเป็นดินแดนที่ลัทธิเต๋ารุ่งเรือง เรื่องนี้ถ้าเผยแพร่ออกไป เกรงว่าหม่าเจินเหรินคงนอนตายตาไม่หลับอยู่ในปรโลก

“ได้ ผมรับปากคุณ” เลือดร้อนพุ่งพล่านเต็มห้วงสมองของจางกั๋วจงในยามนี้ ไม่แยแสเหล่าหลิวที่ถีบขาเขาเต็มแรง

“ดี พูดคำไหนคำนั้น!” ฉินเกอหัวเราะร่า หันหน้ามายิ้มตาหยี จ้องเหล่าหลิว

“ช่างมันก็ได้! ชะตาฟ้าลิขิตให้มีข้าวสารแปดเก่อ ย่ำทั่วใต้ฟ้าไม่เต็มเซิง ( เชิงอรรถ – “เก่อ” และ “เซิง” เป็นหน่วยชั่งตวงวัดของจีน สิบเก่อเท่ากับหนึ่งเซิง สำนวนนี้อุปมาให้ปลงและยอมรับในโชคชะตาฟ้าลิขิต ) คุณว่ามาเถอะ”

ฉินเกอหยิบหยกคว้านในมือของจางกั๋วจงขึ้นมา “นี่คือหยกพิษ”

จางกั๋วจงขมวดคิ้วมุ่นในตอนนี้ หยกพิษเขาเคยได้ยิน แต่ไม่เคยเห็นมาก่อน ในสายตาของเขาหยกพิษน่าจะคล้ายคลึงกับหยกมรณะ และน่าจะเป็นหยกที่คุณภาพไม่ดี ดังนั้นตอนที่ได้รับหยกชิ้นนี้จึงไม่เคยคิดไปในทางนั้น

เล่ากันว่าแคว้นเว่ยสมัยจั้นกั๋ว ขุดพบหยกพิษก้อนหนึ่ง แต่ต่อมาเป็นอย่างไรบ้างไม่มีผู้ใดรู้ได้ ในโลกนี้มีปรากฏการณ์แปลกประหลาดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือยิ่งเป็นแมลงที่สวยงามมาก พิษของมันก็ยิ่งมาก ยิ่งเป็นเห็ดที่มีสีสันฉูดฉาด บริโภคเข้าไปย่อมตายดับดิ้น หยกพิษชิ้นนี้ก็เช่นกัน หากดูแต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกย่อมเป็นหยกงามเลิศล้ำ แต่กลับมีพลังประหลาดที่มนุษย์ไม่รู้แฝงอยู่ อธิบายตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันได้ว่าหินหยกล้วนมีรังสี อาจเป็นไปได้ว่าหยกชิ้นนี้มีธาตุกัมมันตรังสีมากถึงสัดส่วนที่เฉพาะเจาะจง จนสามารถแผ่รังสีที่แตกต่างจากหินหยกอื่นๆ

“ผมเคยมีหยกพิษชิ้นหนึ่ง” ฉินเกอพลิกหยกคว้านไปมา “ตอนอยู่อเมริกาเคยใช้เครื่องมือพิเศษวัดค่า ค่าการปล่อยรังสีมากกว่าหยกธรรมดาถึงสิบเท่า แถมยังแผ่กระแสชีพจรอ่อนๆ ได้ หยกชนิดอื่นไม่มีคุณสมบัติพิเศษนี้ โดยเฉพาะแผ่กระแสชีพจร ผมเคยขอคำชี้แนะจากเพื่อนในแวดวงศาสตร์ลี้ลับ พวกเขาคิดว่าลักษณะพิเศษของหยกพิษนี้เป็นไปได้ว่า จะส่งผลกระทบต่อมนุษย์และวิญญาณในบริเวณโดยรอบ”

“แล้วทำไมหยกชิ้นนี้ถึงกลับไปบ้านตระกูลหวังเองได้” จางกั๋วจงขมวดคิ้วมุ่น

“ปัญหานี้ต้องให้พวกคุณเป็นคนตอบ ผมไม่มีความรู้เรื่องปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ” ฉินเกอคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แต่ผมจะบอกให้นะ หยกชิ้นนี้เป็นหนึ่งในเครื่องรางตรึงแท่นของขุมสมบัติโฮ่วจิ้น ตอนนั้นโจรขุดสุสานขุดเปิดห้องลับที่ซ่อนแท่นหินวางเครื่องรางตรึงแท่นเพราะคิดว่าเป็นสุสานโบราณ แล้วขายหยกให้กับมิชชันนารีคนหนึ่ง หยกชิ้นนี้หลุดไปอังกฤษสมัยสงครามฝิ่น ตอนนั้นยังเคยจัดการประมูลเสียใหญ่โตครั้งหนึ่ง”

“เรื่องพวกนี้คุณรู้มาได้ยังไง” จางกั๋วจงไม่เข้าใจ

“รู้จักคุณซุนฉี่หลินผู้นี้ไหม” ฉินเกอยื่นนามบัตรให้อีกครั้ง “คุณปู่ของเขาก็คือเจ้าหน้าที่จัดการประมูลในครั้งนั้น เรื่องของหยกพิษนี้ก็ฟังมาจากเขา เขาเคยพรรณนาลักษณะของหยกชิ้นนี้ให้ผมฟัง ผมเองก็คาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นที่บ้านของหวางจงเจี้ยน” ฉินเกอดื่มน้ำอึกหนึ่ง คำพูดทั้งชีวิตเกรงว่าคงกล่าวออกมาถึงหนึ่งในสาม ณ ที่นี้

“ตอนนั้นผู้ซื้อหยกชิ้นนี้มาแต่งเรื่องลวงโลกว่าหยกชิ้นนี้คือเหอสื้อปี้ของจีน ดังนั้นจึงเจาะจงหาคนจีนเป็นคนจัดประมูลเพื่อสร้างบรรยากาศให้โดดเด่นสะดุดตา ต่อมาผู้ที่ซื้อหยกชิ้นนี้ไปกลายเป็นบ้านอัปมงคล ที่ตายก็ตายไป ที่เป็นบ้าเสียสติก็เป็นบ้าไป หยกก็เปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายได้ข่าวว่าถูกต้นหนของเรือสินค้าซื้อไปในราคายี่สิบปอนด์ แต่อยู่ที่บ้านเขากลับไม่เกิดเรื่องอะไร คาดไม่ถึงว่าเวลาผ่านไปหลายสิบปี ก็ถูกหวางจงเจี้ยนซื้อกลับมาอีก เดิมผมคิดจะเตือนเขา แต่ตอนนั้นผมเองก็ไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่านี่คือหยกพิษชิ้นนั้น ก็เลยไม่อยากทำลายอารมณ์สุนทรีย์ของหวางจงเจี้ยน”

“คุณหมายความว่า” จางกั๋วจงคิดอยู่พักหนึ่ง “ให้เอาหยกชิ้นนี้กลับไปวางที่แท่นวางเครื่องรางหรือ”

“เป็นคนหนุ่มที่ควรค่าแก่การชี้แนะจริงๆ!” ฉินเกอหัวเราะ ตั้งแต่จางกั๋วจงและเหล่าหลิวตกปากรับคำว่าจะช่วยทะลวงขุมสมบัติโฮ่วจิ้นแล้ว ก็พูดมากกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด

“แล้วถ้ามันกลับมาเองอีกล่ะ”

“น่าจะไม่ หยกชิ้นนี้วางตรงนั้นมาเป็นพันปี คิดว่าคงมีวิธีพิเศษที่ทำให้มันคงอยู่ตรงนั้นได้ หากคุณได้ไปศึกษาวิธีนั้นถึงสถานที่จริง แล้วเอาหยกชิ้นนี้กลับมาบ้านเองก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้”

“ไม่จำเป็นหรอกมั้ง” เหล่าหลิวเอ่ยปากในตอนนี้ “คุณฉิน คุณดูนี่สิ”

เหล่าหลิวหยิบหยกมา ใช้นิ้วชี้ชี้ไปที่รอยโคลนข้างหยก

“พวกคุณ…” ฉินเกอรับเอาหยกไป หาแว่นขยายมาดูอย่างละเอียด แล้วคิ่วก็ขมวดเป็นปม

“คุณฉิน คุณเรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญหยกโบราณ หรือว่าไม่เคยได้ยินเรื่องของหยกคว้านมาก่อน” เหล่าหลิวถามอย่างเนือยๆ

“หยกคว้าน?” ใบหน้าของฉินเกอเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ถือหยกเดินไปที่ริมหน้าต่าง ยกส่องกับแสงแดดดูแล้วดูอีก “เหนือชั้น!” ฉินเกออุทาน หยกชิ้นนี้เป็นมีทั้งเหลี่ยมทั้งโค้ง ไม่เป็นไปตามแบบแผน ขนาดพอๆ กับกล่องบุหรี่ แต่หนาเพียงหนึ่งในสามของกล่องบุหรี่ เห็นได้ชัดว่าแต่ก่อนเป็นหยกทั้งชิ้นถูกนำมาทำเป็นหยกคว้าน

หยกคว้านคือการแซะเปิดช่องเล็กละเอียดมากสายหนึ่งที่ด้านข้างของหยก จากนั้นใช้เครื่องมือพิเศษบดขัดเข้าไปถึงด้านในของหยก พร้อมสลักภาพหรืออักษรบางๆ ชั้นหนึ่งภายในตัวหยก ภายใต้เงื่อนไขว่าห้ามไม่ให้มองเห็นจากภายนอก จากนั้นใช้ผงหยกอัดปะรอยคว้านนี้ สุดท้ายใช้วัสดุพิเศษปิดผนึก ดูจากภายนอก หยกชิ้นนี้ยังคงเป็นหยกที่สวยงามเลิศล้ำชิ้นหนึ่ง ส่วนรอยขีดเล็กๆ ด้านข้าง อาจถูกมองข้ามว่าเป็นรอยคราบที่เกิดจากกาลเวลาอันยาวนาน งานฝีมือล้ำเลิศชนิดนี้เกิดขึ้นในสมัยชุนชิว สืบทอดต่อกันมาจนสุดที่ปลายราชวงศ์ถัง

“ในนี้เขียนอะไรไว้”

“ปัญหานี้ต้องให้คุณเป็นคนตอบ พวกเราไม่มีความรู้เรื่องหยกโบราณ” เหล่าหลิวสาบานว่าจะยียวนฉินเกอเมื่อสบช่อง

ส่วนสาเหตุที่แม้แต่ฉินเกอก็ดูไม่ออกว่าหยกชิ้นนี้เป็นหยกคว้าน เพราะว่าของสิ่งนี้ไม่เป็นที่นิยม จากบันทึกในศาสตร์เหมาซาน หยกคว้านชิ้นแรกปรากฏขึ้นในสมัยจั้นกั๋ว เริ่มแรกเป็นรูปแบบของงานฝีมือ ปลายสมัยฮั่นยามศึกสงครามบ้านเมืองระส่ำระสายจึงค่อยๆ กลายเป็นวิธีการส่งสารลับ

ใช่ว่าหยกคว้านทั้งหมดแกะมาจากหยกเนื้อดี หยกที่นำมาใช้สำหรับส่งสารลับจัดอยู่ในประเภทเศษหยกหยาบสามัญ คนโบราณมักแขวนหยกไว้กับตัวซึ่งเป็นปรกติธรรมดาเหมือนกับคนสมัยใหม่สวมนาฬิกาข้อมือ ด้วยการอำพรางของประเพณีนิยมเช่นนี้ จึงส่งข่าวสารทางการทหารส่วนมากได้อย่างปลอดภัย

หยกคว้านบางชิ้นสามารถวาดภาพแผนที่ขนาดเล็กเท่าเล็บมือในเศษหยกที่เล็กขนาดเหรียญทองแดงได้ เนื่องจากทุกครั้งที่คว้านหยกล้วนเป็นเรื่องความลับทางการทหาร ดังนั้นช่างคว้านเมื่อถูกใช้ประโยชน์ไประยะหนึ่งแล้วก็จะถูกสังหารอย่างลับๆ ต่อมาผู้ที่รู้วิชาการคว้านหยกถูกบีบให้หลบซ่อนปิดบังชื่อแซ่ จวบจนกระทั่งราชวงศ์ถังรุ่งเรือง งานฝีมือชนิดนี้จึงปรากฏขึ้นในยุทธภพอีกครั้ง

ราชสำนักถังเลื่อมใสในงานฝีมือเลิศล้ำที่หายสาบสูญไปนาน พร้อมทั้งรับเอางานฝีมือชนิดนี้เข้ามาใช้ในวัง เมื่อมีการตอบแทนที่ดีจากราชสำนัก ช่างฝีมือเหล่านี้เริ่มถ่ายทอดเคล็ดลับวิชาให้เฉพาะลูกหลานของตนเอง และถ่ายทอดให้เฉพาะบุรุษไม่ถ่ายทอดให้สตรี  เพื่อกันไม่ให้คนภายนอกแย่งหนทางทำมาหากินของตนเอง นี่เป็นเหตุให้สุดท้ายวิชาฝีมืออันสุดยอดนี้สาบสูญไป

ในสมัยถังที่การคว้านหยกได้รับการยกย่องจากราชนิกูลและผู้ดีมีตระกูล ยอดฝีมือแห่งเหมาซานร่วมมือกับบูรพาจารย์แห่งจ้งเก๋อผู้คิดค้นภาษาสิ้นสูญ สร้าง “คาถาชักนำวิญญาณ” โดยอาศัยหยกคว้านเป็นสื่อ ในตำราลับที่สืบทอดต่อกันมาชื่อ “หลักแท้จ้งเก๋อ” และในบันทึกเหมาซาน ต่างกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างละเอียด นี่คือสาเหตุที่เหล่าหลิวรู้ว่าหยกนี้คือหยกคว้าน

และในสมัยปลายราชวงศ์ถัง วิธีนี้ถูกนำไปใช้ในด้านการเซ่นไหว้และการฝังร่วม ถึงขั้นใช้ในผังสุสานและค่าย จอมเวทบางคนถึงขั้นนำหยกมรณะมาทำเป็นหยกคว้าน สลักภาษาสิ้นสูญหรือคาถาอาคมไว้ด้านใน กักขังวิญญาณภูตผีเดรัจฉานไว้ภายใน

ตอนที่รู้ว่านี่คือหยกคว้านใหม่ๆ จางกั๋วจงยังเคยคิดจะผ่าหยกออกดูให้รู้แล้วรู้รอด แต่คำนึงถึงความปลอดภัย เหล่าหลิวจึงไม่ยอมให้เขาทำเช่นนั้น

เนื่องจากหม่าเจินเหรินเพลี่ยงพล้ำให้ภาษาสิ้นสูญเป็นบทเรียนตอกย้ำตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หยกคว้านสมัยปลายราชวงศ์ถังที่มีภาษาสิ้นสูญหรือคาถาอาคมสลักไว้ด้านในล้วนเป็นของอัปมงคล ดูจากขนาดและลายตัวย่าอวี่ ( เชิงอรรถ – สัตว์ในตำนานโบราณ หน้าเป็นคน ร่างเป็นมังกร ชอบกินมนุษย์ ) ที่เห็นได้ลางๆ บนพื้นผิวหยก ย่อมไม่ใช่หยกที่ให้เด็กถือล่อวิญญาณเล่นแน่

ดังนั้นเมื่อพิจารณาเรื่องความปลอดภัยแล้ว เหล่าหลิ่วจึงเลือกที่จะสังเกตการณ์ก่อน และบัดนี้เมื่อรู้ว่านี่คือหยกพิษแล้ว ยิ่งรู้สึกโชคดีที่ตอนนั้นไม่บ้าจี้ตามจางกั๋วจง ผ่าหยกชิ้นนี้ มิฉะนั้นอาจชักนำอะไรที่น่าปวดเศียรเวียนเกล้ามาก็เป็นได้

“คุณไม่รู้หรือว่านี่คือหยกคว้าน” จางกั๋วจงถามอย่างแปลกใจ เดิมเขาคิดว่าฉินเกอผู้เชี่ยวชาญหยกโบราณจะให้คำตอบอะไรกับเขาได้บ้าง

“ผมดูได้ไหมว่าด้านในคืออะไร” ฉินเกอไม่แยแสความสะเพร่าของตนเอง ความนัยก็คืออยากผ่าหยกคว้านชิ้นนี้

“ถ้าทำได้ ผมก็ทำไปนานแล้ว แต่ถ้าคุณอยากดูก็ได้ รอจนผมกับกั๋วจงกลับเมืองจีนไปแล้ว คุณอยากจะดูยังไงก็ได้” เหล่าหลิวเสนออย่างดูแคลน

ยามนี้ฉินเกอก็เงียบขรึม จ้องเหล่าหลิวและจางกั๋วจงอยู่พักหนึ่ง “ถ้าผมบอกว่าสามารถดูได้โดยไม่ทำลายหยกชิ้นนี้ล่ะ” ตอนนี้กลายเป็นจางกั๋วจงและเหล่าหลิวตะลึงงัน ตนเองเบิกเนตรยังมองไม่เห็น ฉินเกอผู้นี้มีวิธีอะไรดูได้ด้วย

สภาพความเป็นจริงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ชาวจีนที่เผชิญกับช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมช่างล้าหลังอย่างแท้จริง ฉินเกอบอกกับจางกั๋วจงและเหล่าหลิวว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีล้ำยุคมากมาย อยากเห็นสภาพภายในหยกโดยไม่ต้องทำลายหยกไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ ฉินเกอคิดว่าเทคโนโลยีการสแกนด้วยคลื่นอัลตราโซนิกอาจทำให้เห็นรายละเอียดภายในของหยกคว้าน

หลังจากเงียบกันไปพักหนึ่ง ทั้งสามคนก็บรรลุข้อตกลง ให้ฉินเกอนำหยกโบราณไปสแกนที่อเมริกา ส่วนจางกั๋วจงและเหล่าหลิวกลับไปเมืองจีนเพื่อตระเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือและอาวุธ

ตอนนี้จางกั๋วจงยังคงกังวลเรื่องเวลาเปิดเทอม เห็นเพียงฉินเกอเซ็นเช็คอย่างคล่องแคล่ว “ประมุขจาง คนโบราณว่า ‘ชายชาติบุรุษ ปณิธานอยู่ทุกหนแห่ง’ หากคุณชอบสอนหนังสือ หลังจากที่พวกเราทำสำเร็จแล้ว คุณตั้งโรงเรียนที่ใหญ่กว่านี้เองได้เลย”

พูดจบก็ยื่นเช็คจำนวนห้าแสนเหรียญฮ่องกงให้จางกั๋วจง “ผมไม่รู้ว่าหวางจงเจี้ยนมอบให้คุณเท่าไหร่ ผมไม่ได้มีเงินทองมากมายเท่าเขา ได้แต่มอบให้คุณก่อนเพียงเท่านี้ ประมุขจาง คุณลาออกก่อนชั่วคราวได้เลย ต่อให้พวกเราทำไม่สำเร็จ แต่ผมเชื่อว่า อาศัยความสามารถของคุณ ในฮ่องกงคุณจะรวยกว่าผมแน่” แม้ไม่เคยเห็นฝีมือจางกั๋วจงว่าเก่งกาจเพียงใด แต่ฉินเกอให้ความไว้วางใจต่อตำแหน่งประมุขของจางกั๋วจงมาก

“คุณฉิน พวกเรานำแผนที่โบราณสมัยราชวงศ์จิ้นกับผ้าโปร่งผืนนั้นกลับไปศึกษาวิเคราะห์ได้ไหม” จางกั๋วจงเอ่ยถามขณะรับเช็ค

“ย่อมได้แน่นอน”

ตอนที่ 15 หมู่บ้านสีจื่อ

กลับมาถึงเมืองจีน เรื่องที่จางกั๋วจงทำเป็นลำดับแรกก็คือนำผ้าโปร่งในกระเบื้องเคลือบที่ได้มาจากช่องท้องของจ้าวเล่อออกมา มุ่งหน้าไปบ้านของเหล่าหลิว เดิมจางกั๋วจงรู้สึกเฉยๆ กับเหล่าหลิว จึงไม่อยากให้เขารู้ว่ายังมีของชิ้นนี้อยู่ แต่ตอนนี้ดูแล้วศิษย์พี่ผู้นี้ก็ไม่เลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งคู่เป็นตั๊กแตนที่ถูกร้อยด้วยเชือกเส้นเดียวกันจึงไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นแล้ว

“ศิษย์น้อง ไม่น่าปิดบังกันเลย” เหล่าหลิวใช้แว่นขยายส่องดูภาษาสิ้นสูญบนผ้าโปร่งอย่างละเอียด ออกจะไม่พอใจที่จางกั๋วจงโกหกเขาก่อนหน้านี้

“ผมแค่กลัวว่าคุณจะเป็นห่วง” บัดนี้จางกั๋วจงก็ไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดี รีบใช้ข้ออ้างในการศึกษาแผนที่เบี่ยงประเด็นทันที

ผ่านการทาบซ้อน จางกั๋วจงก็พบอย่างน่าประหลาดว่าภาพภูเขาด้านหน้าบนแผนที่ฉบับจ้าวเล่อเหมือนกับภูเขาในแผนที่โบราณสมัยโฮ่วจิ้น แต่ว่ากลับด้านกันพอดิบพอดี เหมือนส่องกระจกอย่างไรอย่างนั้น นำด้านหน้าของผ้าโปร่งทาบทับลงไปบนแผนที่สมัยโฮ่วจิ้น แนวเขาบนแผนที่ทั้งสองผืนทบทับกันได้อย่างสนิทพอดี

“หรือว่าเป็นการทาบจากแผ่นศิลา” เหล่าหลิวยังคงงุนงง

ตอนนี้จางกั๋วจงเปิดไฟฮาโลเจนบนโต๊ะของเหล่าหลิวแล้วย่อตัว มองแผนที่ผืนนี้แบบย้อนแสง บัดนี้เห็นเส้นทางบนแผนที่สมัยโฮ่วจิ้นทั้งด้านหน้าหลังอย่างชัดเจน

“มีสองเส้นทางหรือ นี่หมายความว่ายังไงกันแน่”

“ศิษย์น้อง คุณว่าเส้นทางหนึ่งเป็นทางเข้า อีกเส้นเป็นทางออกหรือเปล่า”

แนบภาพบนผ้าโปร่งของฉินเกอเข้าไป ก็พบว่าจุดดำบนผ้าโปร่งทับซ้อนกับกากบาทบนด้านหลังแผนที่ฉบับจ้าวเล่อพอดิบพอดี

“เหมือนจะใช่ ดูท่าภาพของฉินเกอผืนนั้นลงตำแหน่งเก้าแท่นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ”

“ศิษย์น้อง มีเรื่องหนึ่งฉันต้องบอกก่อน หยกชิ้นนั้นหากเป็นเครื่องรางตรึงแท่นจริง อย่างนั้นเก้าแท่นนี้ไม่ธรรมดาเลย”

“อะไรนะ”

“ดูจากหยกคว้านชิ้นนั้น เครื่องรางตรึงเก้าแท่นไม่ใช่ของอำมหิต ( เชิงอรรถ – อย่างเช่นมีดที่เคยสังหารสิ่งมีชีวิตที่เคยกล่าวถึงในตอนต้นเรื่อง ของอำมหิตแฝงด้วยรังสีอำมหิต ภูตผีจะเกรงกลัวและอยู่ห่างบางบ้านแขวนมีดดาบไว้ตรงห้องโถงเพื่อปกป้องคุ้มครองที่อยู่อาศัย ) แต่เป็นของอัปมงคล ถ้าหวางจงเจี้ยนซื้อของอำมหิตกลับบ้าน ทางบ้านย่อมไม่เกิดเรื่องผีหลอกแน่ ผีหลบของอำมหิตยังแทบหลบไม่ทัน จากที่หวางจื่อเหาเล่ามา ในบ้านเขาไม่เพียงเกิดผีหลอก แถมหยกเองก็ลี้ลับมาก” เหล่าหลิวย่นหัวคิ้ว “อาจารย์เคยบอกฉันว่า ของที่มีภาษาสิ้นสูญจงอย่าได้แตะต้อง คุณว่าเราสองพี่น้องคราวนี้หาเรื่องใส่ตัวหรือเปล่า”

ในใจของจางกั๋วจงบัดนี้ไร้แผนการโดยสิ้นเชิง เนื่องจากเครื่องรางตรึงแท่นของค่ายลิ่มมังกรไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวแน่นอน หากนำหยกมรณะที่หม่าเจินเหรินกักขังไอวิญญาณของจิ้นสื้อสมัยชิงมาวางไว้ที่ตำแหน่งวางเครื่องรางตรึงแท่น แล้วให้สายปราณภูผาธาราซัดสาด เช่นนั้นผู้ที่แตะต้องเครื่องรางตรึงแท่นก็จะเสียท่าให้จิ้นสื้อผู้นั้น เพราะว่าแต่ละแท่นเครื่องรางของค่ายลิ่มมังกรมักตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาที่มีพลังอินสูงสุด ในสภาพสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ต่อให้เป็นหยกมรณะก็อาจจะกักขังภูตผีเหล่านั้นไว้ไม่อยู่ และแท่นเครื่องรางพวกนี้ต้องมีคาถาอาคมอะไรเป็นแน่ ถึงทำให้อยู่สงบเสงี่ยมยามที่ถูกวางไว้บนแท่น แต่พอเครื่องรางตรึงแท่นถูกเคลื่อนย้าย ก็จะกระตุ้นให้เกิดเสนียดจัญไร

“ศิษย์พี่ อย่าทำให้ผมตกใจสิ โจรขุดสุสานที่ขโมยหยกชิ้นนั้นออกมาไม่ใช่ว่ายังดีๆ อยู่หรือไง”

“ไปฟังใครเขาบอกมาว่าคนที่ขโมยหยกต้องเป็นโจรขุดสุสาน” เหล่าหลิวจุดบุหรี่ “แล้วไปฟังใครเขาเล่าว่าขโมยหยกเสร็จแล้วยังอยู่ดีมีสุข”

บัดนี้จางกั๋วจงก็จนคำพูด หากคนที่ขโมยหยกก็เป็นจอมคาถา หรือสิบคนเข้าไปขโมยแต่ออกมาเพียงคนเดียว เรื่องนี้ใครจะไปรู้ได้เล่า

หลังจากใช้ “ดาววัวทอง” ทุบเสียงคัดค้านของพ่อแม่ทิ้งแล้ว จางกั๋วจงก็ลาออกจากโรงเรียน เดินทางมายังมณฑลส่านซี จังหวัดหนันเจิ้ง พร้อมเหล่าหลิวตรงตามเวลาที่นัดหมายกันไว้ จากที่ฉินเกอกำชับไว้ ที่นี่เป็นสถานที่อยู่ใกล้จากถ้ำซ่อนสมบัติมากที่สุด

หนันเจิ้งในสมัยนั้นเป็นจังหวัดเล็กที่อยู่ห่างไกล ตั้งอยู่ใจกลางเทือกเขาต้าปา การเดินทางสัญจรยากลำบากยิ่ง สามวันจึงจะมีรถยนต์วิ่งจากซีอันมายังหนันเจิ้งสักเที่ยว

ในยามนี้ ในตัวจังหวัดหนันเจิ้ง ฉินเกอเดินทางมาล่วงหน้าแล้วหนึ่งก้าว จ้างคนผู้หนึ่งให้ไปชูป้ายรอที่สถานีรถโดยสารทุกวัน

ฉินเกอให้ฉงนสงสัยในชุดเหมือนดั่งจะไปเดินเล่นในสวนสาธรณะของจางกั๋วจงและเหล่าหลิวอย่างยิ่ง

“ทั้งสองท่านคงไม่ได้มาเพื่อท่องเที่ยวใช่ไหม”

“อย่าให้มันเกินไปนัก ที่ควรเอามาพวกเราก็เอามาแล้ว ไอ้สแกนอะไรของคุณน่ะ ได้อะไรออกมาบ้าง” เหล่าหลิวถาม

“อักษรโบราณบางส่วน ผมให้ผู้เชี่ยวชาญด้านรหัสที่เก่งที่สุดในอเมริกาดูแล้ว เขาบอกว่าไม่เคยเจอสัญลักษณ์แบบนี้มาก่อน”

คำพูดนี้ทำใจของเหล่าหลิวหล่นตุบครั้งหนึ่ง “กลัวอะไรเจออย่างนั้น” เหล่าหลิวบ่นงึมงำ รับภาพสำเนาที่ดูรางเลือนมาสองใบ พอเห็นใบแรก เหล่าหลิวก็เลิกหวัง ภาษาสิ้นสูญ ไม่ต้องสงสัยเลยแม้แต่น้อย

แต่ใบที่สองกลับดูไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่าเป็นอะไร เทคโนโลยีสุดยอดระหว่างประเทศในสมัยนั้นทำได้เพียงเท่านั้นคุณภาพการแสดงผลไม่อาจเทียบได้กับเครื่องมือชนิดเดียวกันในปัจจุบัน

“เหมือนเป็นแผนที่” จางกั๋วจงถือภาพไว้ “และเหมือนเป็นตราประทับโบราณรูปแบบอักษรจ้วน”

“ผมคิดว่านั่นไม่เกี่ยวข้องกับแผนการในครั้งนี้ของพวกเรา” ฉินเกอเริ่มรำคาญอยู่บ้าง ในสายตาของเขา จางกั๋วจงและเหล่าหลิวยังคงกังวลกับการไหว้วานของบ้านตระกูลหวังอยู่ดังเดิม แน่นอน เขาไม่รู้เลยว่ามีการคุกคามอย่างมโหฬารแฝงอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าภาษาสิ้นสูญเหล่านี้

“กรุณาตามผมมา” ฉินเกอยืดกาย นำจางกั๋วจงและเหล่าหลิวมายังหน้าเตียง แล้วยกหีบหนังขนาดใหญ่ออกมาจากใต้เตียง

เมื่อเปิดหีบหนังออก เหล่าหลิวและจางกั๋วจงก็ตะลึงจนตาค้าง นอกจากไฟฉายรูปร่างแปลกประหลาดแบบต่างๆ พลั่วและไฟฉายคาดศีรษะแล้ว ยังมีกล้องถ่ายรูปขนาดเล็ก ปืนสั้นและท่อชนวนระเบิด ไม่รู้ว่าฉินเกอผู้นี้ผ่านด่านมาได้อย่างไร

“ผมถามหน่อยนะเฒ่าฉิน คุณคงไม่ใช่พวกปฏิบัติภารกิจพิเศษของอเมริกาหรอกใช่ไหม ถ้าอ้างว่าตามหาหยกโบราณเพื่อจารกรรมความลับของประเทศ โทษทัณฑ์นี้พวกเรารับไม่ไหวหรอกนะ” เหล่าหลิวแสร้งทำท่าประหลาดใจ

“ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะของฉินเกอพบได้ยากเสียยิ่งกว่าดาวหางฮัลเลย์ “นี่คืออุปกรณ์ที่พวกเราได้ใช้ในครั้งนี้ ไม่ทราบว่าพวกท่านทั้งสองเตรียมอะไรมาบ้าง”

เหล่าหลิวหยิบจานเข็มทิศ ธูปสองสามกำ กระดาษสีเหลืองปึกหนึ่ง ธงเหลืองซึ่งวาดอะไรยุ่งเหยิงไว้ด้านหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเก่าขาด จางกั๋วจงหยิบมีดโบราณเกล็ดมังกรด้ามนั้นออกมาจากกระเป๋าเป้แล้ววางไว้บนโต๊ะ

สายตาของฉินเกอถูกดึงดูดด้วยมีดเล่มนี้ตั้งแต่วินาทีแรก ชักออกจากปลอกหนัง กำมีดไว้ในมือกวัดแกว่งวาดลวดลายอยู่ภายในห้องสองสามท่า คำพังเพยกล่าวว่าผู้อยู่ในวงการดูลู่ทาง คนนอกวงการดูเอาสนุก ด้วยลีลาสองสามท่านี้ จางกั๋วจงและเหล่าหลิวต่างแอบโล่งใจ ฉินเกอผู้นี้ที่แท้ก็ฝึกวิทยายุทธ์มาบ้าง ตอนแรกทั้งคู่ยังกังวลว่าพาปัญญาชนชราเข้าป่าเขา จะกลายเป็นภาระเสียด้วยซ้ำ

“เกล็ดมังกร!” ความเยียบเย็นของฉินเกอไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นยินดีในใจ

“เฒ่าฉินตาดี” เหล่าหลิวรับมีดกลับมา “เป็นเกล็ดมังกร”

หลังจากพักผ่อนแล้วหนึ่งวัน ทั้งสามคนก็พกอาวุธพร้อมเพรียง ฉินเกอถือปืนพก เหล่าหลิวถือพลั่วแบบพับได้ มีดเกล็ดมังกรเหน็บอยู่กับขากางเกงของจางกั๋วจง ฉินเกอแบกกระเป๋าเป้เดินทางบรรจุถุงนอน ส่วนจางกั๋วจงรับผิดชอบพกอาหารแห้ง สองสามคนนี้จ้างรถบรรทุกคันหนึ่ง มุ่งไปทางหยวนป้า

สำหรับในสมัยนั้นแล้ว แม้หยวนป้าจะขึ้นชื่อว่าเป็นจังหวัด แต่อย่างมากเป็นได้เพียงหมู่บ้าน และไม่รู้ว่าที่คนขับคนนี้บอกว่าเป็นเส้นทางทางลัดที่ไหนสักแห่ง พูดให้แน่ชัดแทบจะนับไม่ได้เลยว่าเป็นถนน สูสีกับเส้นทางแข่งรถวิบากในสมัยนี้ทีเดียว แม้ขณะอยู่บ้านนอก จางกั๋วจงนั่งรถบรรทุกจนชินแล้ว แต่เส้นทางภูเขาในวันนี้โยกคลอนจนคลื่นไส้ แม้เหล่าหลิวและฉินเกอจะร่างกายแข็งแรงไม่เลว แต่ก็หน้าซีดเขียว

คืนนั้นเอง ทั้งสามคนมาถึงหมู่บ้านในหุบเขาแห่งหนึ่ง คนขับรถบอกว่าหมู่บ้านนี้มีชื่อว่าสีจื่อ (เสื่อ) ที่เรียกชื่อนี้ไม่ใช่เพราะในหมู่บ้านผลิตเสื่อ แต่เป็นเพราะหมู่บ้านนี้ยากจนมาก แม้แต่ฤดูหนาวก็ยังไม่มีผ้าห่ม บนเตียงคั่งปูได้แค่เสื่อผืนหนึ่ง

ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านสีจื่อก็แซ่หลี่ โอบอ้อมอารีเป็นอย่างยิ่ง ยกของดีในบ้านออกมาต้อนรับหมดไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ ไก่ตุ๋น ตุ๋นกระต่ายป่า แม้ไม่ค่อยมีเครื่องปรุงรสอะไรมาก แต่อาหารที่เป็นธรรมชาติแท้ไร้สิ่งเจือปนนับว่าอร่อยถูกปากมาก คืนนั้นทั้งหมดนอนที่บ้านของผู้ใหญ่หลี่

ความมีน้ำอกน้ำใจของผู้ใหญ่หลี่ทำให้จางกั๋วจงอดคิดถึงบรรยากาศขณะเข้าสู่หมู่บ้านหลี่เป็นครั้งแรกไม่ได้ ผู้ใหญ่บ้านทั้งสองคนก็แซ่หลี่ แถมยังโอบอ้อมอารีมีน้ำใจด้วยกันทั้งคู่ นี่ทำให้จางกั๋วจงคุยสัพเพเหระกับผู้ใหญ่หลี่ตรงหน้านี้ได้อย่างไม่จำกัด พอจางกั๋วจงเล่าถึงเหตุการณ์สมัยที่เขาอยู่หมู่บ้านหลี่ นัยน์ตาของผู้ใหญ่หลี่ผู้นี้แทบถลนออกมา

“ผมถามหน่อยสหายจาง คุณบอกว่าคุณรักษาผีเข้าได้หรือ”

“ครับ ทำไมหรือ” จางกั๋วจงเองก็ตกใจ

“โอย สหายจาง เทพผู้ช่วยชีวิตของผม ลูกชายผมโดนผีเข้ามาหลายปีแล้ว คุณต้องช่วยผมด้วยนะ!” พูดพลางผู้ใหญ่หลี่ก็จะคุกเข่าลง

พอเจอแบบนี้เข้าจางกั๋วจงก็มึน ทำไมทุกครั้งที่เจอผู้ใหญ่แซ่หลี่จะต้องเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้น “อย่า อย่า น้าหลี่ ผมช่วยคุณแน่!”

ชาวบ้านในหุบเขาอยู่กันอย่างสมถะเรียบง่ายอย่างยิ่ง ต้องการกินก็มีให้กิน แต่ต้องการเงินย่อมไม่มี ดังนั้นผู้ใหญ่หลี่เห็นว่าจางกั๋วจงไม่ยอมให้ตนเองคุกเข่า ก็รีบเข้าไปในห้อง เลิกฟูกออกแล้วนำเงินทั้งหมดออกมา มีธนบัตรสิบหยวนหลายสิบใบ คิดว่านี่คงเป็นทรัพย์สินทั้งหมดในบ้านของผู้ใหญ่หลี่แล้ว (คำว่าหมู่บ้านสีจื่อเป็นชื่อเรียกที่ตกค้างมาจากสังคมสมัยเก่า หลังการปฏิรูปและเปิดประเทศแล้ว แม้ในหมู่บ้านยังยากจนอยู่ แต่ไม่ต้องนอนแต่บนเสื่อตลอดทั้งปี)

“สหายจาง คุณต้องรับไว้!” ดูท่าใจผู้ใหญ่หลี่แห้งแล้งเนิ่นนาน ไม่ได้รับฝนอันชื่นใจ แต่อย่างน้อยวันนี้ได้มองเห็นแสงตะวันบ้างแล้ว

“ผู้ใหญ่หลี่ อย่าเพิ่งรีบร้อน คุณเก็บเงินกลับไปก่อน ผมช่วยคุณแน่”

แท้จริงแล้วจางกั๋วจงและเหล่าหลิวก็ไม่มีความมั่นใจ เพราะจากที่ผู้ใหญ่หลี่เล่ามา ลูกชายของเขาถูกผีเข้ามานานหลายปีแล้ว เวลายาวนานกว่าที่หลี่ต้าหมิงถูกผีเข้าร่างเสียอีก ของแบบนี้ยิ่งเวลาเนิ่นนานเข้า ร่างกายของผู้ถูกสิงจะยิ่งอ่อนแอและยิ่งจัดการได้ยาก ทำไม่ดีไปอาจทำร้ายคนถูกสิงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับน้าคนซื่อเรียบง่ายสมถะ จางกั๋วจงจะพูดอะไรได้อีกเล่า

จางกั๋วจง เหล่าหลิวและฉินเกอเดินบนเส้นทางภูเขาไม่กี่ก้าว ตามผู้ใหญ่หลี่มาถึงบ้านเก่าผุพังหลังหนึ่ง กำแพงล้อมลานบ้านสร้างจากก้อนหิน ความสูงของกำแพงแม้แต่ห่านก็ยังกันไว้ไม่อยู่

“ฮุ่ยฉิน ออกมาที พ่อพาคนมาดูอาการเอ้อร์จ้วง!”

ลูกชายของผู้ใหญ่หลี่ชื่อว่าเอ้อร์จ้วง แม้ถูกผีเข้ามานานหลายปีแล้ว แต่ในหุบเขารกร้างเปล่าเปลี่ยว แม่มดหมอผีส่วนมากเป็นพวกต้มตุ๋นหลอกลวงผู้คน แม้บางคนอาจมีฝีมือขั้นพื้นฐานอยู่บ้าง แต่ก็เอ่ยปากตั้งราคาสูงลิ่ว ฐานะทางเศรษฐกิจอย่างหมู่บ้านสีจื่อย่อมจ่ายไม่ไหว ดังนั้นช่วงเวลาหลายปีที่ลูกชายของผู้ใหญ่หลี่เกิดเรื่องจึงเชิญซินแสมาแค่ครั้งเดียว ผลก็คือหลังหลี่เอ้อร์จ้วงผู้ถูกผีเข้าทุ่มซินแสด้วยพลังมหาศาลดั่งวัวจนกองกับพื้นแล้วก็ไม่ได้เชิญใครมารักษาอีก

เมื่อเข้ามาถึงในห้อง หลี่เอ้อร์จ้วงไม่มีอาการกำเริบ สภาพอาการเหมือนอ่อนกว่าหลี่ต้าหมิงไม่น้อย แต่ร่างกายผอมแห้งดั่งท่อนฟืนเหมือนกัน

พอเห็นหลี่เอ้อร์จ้วง สีหน้าของเหล่าหลิวก็ถอดสี แอบกระตุกแขนเสื้อของจางกั๋วจง “ศิษย์น้อง ต้องระวังให้มาก เจ้าหมอนี่ไม่ชอบมาพากล ไม่ได้ถูกแขกชนแน่ๆ”

ที่จริงไม่ต้องให้เหล่าหลิวกระตุ้นเตือน อาศัยความสามารถของจางกั๋วจงก็รู้สึกได้ว่า ไม่ปกติ ก่อนอื่นจะยืนยันมั่นใจอาการถูกแขกชนได้จากสีหน้าท่าทาง ผู้ที่ถูกแขกชนจะไม่กระพริบตา กล้ามเนื้อบนใบหน้าเหมือนหมดประสิทธิภาพในการทำงานอย่างไรอย่างนั้น สองตาน้ำตาไหลไม่หยุด แววตาเลื่อนลอย ต่อให้ใช้หมัดชกเข้าใส่แล้วหยุดกึกห่างแค่ 0.5 มิลลิเมตรตรงหน้า เขาก็ไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย นี่แสดงว่าสติสัมปชัญญะหลุดลอยไปแล้ว

แต่หลี่เอ้อร์จ้วงในตอนนี้ สองตาราวกับสายฟ้า กระพริบปริบๆ ไม่หยุด แถมยังจงใจกระพริบอย่างยิ่ง ในปากไม่มีน้ำลายไหล แต่เม้มริมฝีปากแน่นเหมือนมีความแค้นฝังลึกอยู่กับใครก็ไม่ปาน

หลี่เอ้อร์จ้วงเวลานี้เหมือนรู้สึกได้ว่ามีอันตรายคืบคลานเข้าใกล้ ตาเบิกโพลง ค่อยๆ ยืดคอยาว หันหัวไปมาอย่างเชื่องช้า ประเมินทุกคนที่อยู่โดยรอบ

“พวกเขาเป็นใคร” เสียงที่เอ่ยออกมาเหมือนแก่กว่าพ่อของเขาหลายสิบเท่า น้ำเสียงสั่นเทิ้ม เยียบเย็นกว่าน้ำเสียงของฉินเกอเป็นร้อยเท่า

ก่อนมาที่นี่ จางกั๋วจงก็เหน็บมีดเกล็ดมังกรไว้ที่ช่วงเอวแล้วใช้เสื้อบังเอาไว้ แม้เตรียมตัวเตรียมใจมาพร้อมแล้ว คำพูดของหลี่เอ้อร์จ้วงครั้งนี้ทำเอาจางกั๋วจงขนลุกไปทั้งตัว รีบจับด้ามมีดตามสัญชาตญาณ

ยามนี้เมียของหลี่เอ้อร์จ้วงเดินมาจากห้องทางทิศตะวันตก พอเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่กล้าเดินเข้าไปภายในห้อง ผู้ใหญ่หลี่ก็ลนลาน แอบยื่นหน้ามากระซิบที่ข้างหูจางกั๋วจง “ไม่…ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เดือนกว่าไม่เกิดเรื่องอะไรแล้ว วัน…วันนี้ทำไมถึงเกิดอาการอีก”

ขณะที่ผู้ใหญ่หลี่และจางกั๋วจงกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่นั้น จู่ๆ ฉินเกอก็ก้าวไปยืนตรงหน้าหลี่เอ้อร์จ้วง แล้วคว้าหมับที่ข้อมือผอมบางราวกับท่อนฟืนของหลี่เอ้อร์จ้วง เหล่าหลิวแม้แต่คำว่า “อย่า” ก็เอ่ยออกมาไม่ทัน

“เสแสร้งแกล้งบ้า!” ฉินเกอไม่เชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณและยังคิดว่าตนเองเก่งกาจสามารถ คราวนี้ที่ตามตัวเหล่าหลิวและจางกั๋วจง เพราะต้องการอาศัยความรู้เกี่ยวกับค่ายนิกายจ้งเก๋อสมัยโบราณ ฉินเกอถึงขั้นคิดว่า ที่ปกป้องขุมสมบัติไม่ใช่พวกภูตผีวิญญาณ แต่เป็นการฝังกลไกบางอย่างโดยมีทฤษฎีฮวงจุ้ยของนิกายจ้งเก๋อเป็นพื้นฐาน

ฉินเกอเดิมก็พอรู้วิชาทางการแพทย์ ในสายตาของเขา หลี่เอ้อร์จ้วงเป็นโรคพยาธิบางชนิด จึงคว้าข้อมือหวังจะจับชีพจรให้หลี่เอ้อร์จ้วง พอถูกคว้าก็ได้เรื่อง แขนของหลี่เอ้อร์จ้วงหดเสียงดังสวบหนึ่งกลับไปจากมือของฉินเกอ จากนั้นก็หันหน้าอย่างฉับไวมาทางฉินเกอ ความคล่องแคล่วปราดเปรียวนั้นราวกับสัตว์หรือแมลงบางชนิด

เหล่าหลิวผู้นี้แม้จะเห็นว่าฉินเกอขัดหูขัดตา แต่อย่างไรเสียฉินเกอก็เป็นคน หลี่เอ้อร์จ้วงตอนนี้เป็นคนหรือไม่ยังยากที่จะมั่นใจ เหล่าหลิวติดตามหม่าเจินเหรินมาสิบปี ยามนี้ควรจะช่วยใครยังพอรู้ได้ “เฒ่าฉินรีบกลับมา!” พูดพลางเหล่าหลิวขึ้นหน้าหนึ่งก้าวคว้าแขนของฉินเกอ แต่สายไปเสียแล้ว เห็นเพียงหลี่เอ้อร์จ้วงกัดมือของฉินเกอหมับเข้าให้ ชั่วพริบตาโลหิตสดๆหยาดหยด คราวนี้แม้แต่ฉินเกอเองก็ยังตอบสนองอะไรไม่ทัน กว่าจะรู้สึกว่าเจ็บ แขนก็ชาไปทั้งข้างแล้ว

บัดนี้จางกั๋วจงกระโจนมาอยู่เบื้องหน้าหลี่เอ้อร์จ้วง มือหนึ่งใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ออกแรงบีบกรามของหลี่เอ้อร์จ้วงดังกึก อีกฝ่ามือดันไปด้านบน เสียงแกรกหนึ่ง กรามของหลี่เอ้อร์จ้วงก็หลุดจากเบ้า ฉินเกอรีบชักมือกลับมาฉับพลัน รู้สึกแต่เพียงว่าทั้งอาการชาทั้งแขนเปลี่ยนเป็นเจ็บ จากเจ็บกลายเป็นปวดรวดร้าว เหงื่อขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลืองหยดแหมะลงมาจากหน้าผาก

“ระ…ระ…ร่างแท้แห่งสรรพสิ่ง!” ดวงตาของเหล่าหลิวเบิกโพลง รีบคว้ากระบวยตักน้ำที่ตั้งอยู่ด้านข้างมาเป็นอาวุธ สำหรับผู้ที่มีความรู้ทางด้านจิตวิทยาน่าจะเข้าใจดีว่าอากัปกิริยาที่ไร้ความหมายประเภทนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหวาดกลัว

“ประมุขจาง เขาเป็นอะไรกันแน่ ทำไมผมถึงปวดแขนทั้งข้าง” ฉินเกอกัดฟัน แต่ละคำดั่งลอดออกมาจากไรฟัน และตอนนี้หลี่เอ้อร์จ้วงกลับใช้มือดันกรามเสียงดังแกรกหนึ่งกลับเข้าที่

“ไอ้นี่ดันกรามกลับเข้าที่เองได้” จางกั๋วจงสังเกตการกระทำของหลี่เอ้อร์จ้วง มือซ้ายแอบคลำมีดเกล็ดมังกร “บำเพ็ญจนถึงขั้นร่างแท้อมตะแล้ว”

ยามนี้ฉินเกอเจ็บปวดรวดร้าวจนทนไม่ไหวแล้ว ล้วงขวดยาเล็กๆ จากถุงออกมา ใช้มือหนึ่งบิดเปิดแล้วยัดยาเม็ดเข้าปากกำมือหนึ่ง

ก่อนหน้านี้เคยกล่าวถึงร่างแท้อมตะ หรือที่เรียกว่าร่างแท้แห่งสรรพสิ่ง ว่าเป็นสภาวะสุดท้ายของการบำเพ็ญตบะของภูตผีและเดรัจฉาน จิ้นสื้อสมัยราชวงศ์ชิงในร่างของหลี่ต้าหมิงบำเพ็ญถึงขั้นระหว่างร่างสมมุติและร่างแท้เพียงเท่านั้น ยังต้องให้หม่าเจินเหรินใช้ค่ายถาถาเจ็ดดาวตอกวิญญาณซึ่งบั่นทอนอายุขัยพลังหยางมาจัดการ ส่วนสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้คล้ายกับว่าบำเพ็ญถึงขั้นร่างแท้แห่งสรรพสิ่งจริงๆ แล้ว

ร่างแท้ก็ส่วนร่างแท้ แต่เหมือนกับว่าเกรงกลัวมีดเกล็ดมังกรเล่มนี้อย่างยิ่ง ในมือจางกั๋วจงถือมีดสั้น กวัดแกว่งไปเบื้องหน้าเล็กน้อย หลี่เอ้อร์จ้วงก็ถอยหลังไปนิดหน่อย ยื้อกันอยู่เช่นนี้ประมาณครึ่งนาที ช่วงครึ่งนาทีนี้ จางกั๋วจงรวบรวมปราณแท้ไปยังมือขวาไม่ขาดสาย เห็นเพียงมือขวาของจางกั๋วจงและมีดเกล็ดมังกรเกิดควันลอยกรุ่นเหมือนยามมองจากที่ไกลๆ เห็นไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นถนนราดยางมะตอยในฤดูร้อน

ตอนนี้เหล่าหลิวก็ไม่ได้อยู่ว่าง หลับตาออกแรงเบิกเนตร เหล่าหลิวคิดฝันสวยหรูว่า หากตนเองเบิกเนตรแล้วคงจะหาช่องสามนิ้ว ( เชิงอรรถ – หมายถึงช่องห่างพลังหยาง ยามที่ภูตผีสิงร่างไม่ใช่เข้าไปอยู่ในร่างคน เพราะยังติดที่คนมีพลังหยาง ต้องรักษาระยะห่างจากร่างของคนสามนิ้ว มักแนบร่างเข้ากับช่วงอกและช่วงหลังของคน โดยมากช่วงหลังจะเจอมากที่สุด  ) ระหว่างคนกับภูตผีพบ ชี้เป้าให้จางกั๋วจงแทงมีดไปที่นั้นก็สำเร็จ จากนั้นก็ใช้ยันต์ชีวิตล่อภูตผีตนนี้ สุดท้ายค่อยหาอะไรก็ได้มากักขังเจ้านี่แล้วค่อยว่ากัน

แต่ความคิดก็ส่วนความคิด เรื่องที่น่าปวดหัวที่สุดในชีวิตของเหล่าหลิวก็คือการเบิกเนตร เบิกเนตรครั้งแรก จางกั๋วจงใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง แต่เขาใช้เวลาหนึ่งเดือน การเบิกเนตรต้องอาศัยคุณสมบัติทางจิตใจที่ดีงาม ต้องทำได้ถึงขั้นยอดเขาไท่ซานถล่มทลายจิตใจก็ยังคงสงบนิ่ง เนตรทิพย์ถึงจะเบิกได้ แต่ตอนนี้ใจของเหล่าหลิวร้อนรนว้าวุ่น ยิ่งคิดจะเบิกเนตร ก็ยิ่งเบิกไม่ได้

“กั๋วจง เอามีดมา คุณเบิกเนตรไป” ตอนนี้เหล่าหลิวไม่สนว่าต้องขายหน้าแล้ว ค่อยๆ เคลื่อนตัวมาอยู่ตรงหน้าจางกั๋วจง คิดจะยื่นมือไปรับมีดข้ามมา

เพียงชั่วขณะที่รับมีด เห็นหลี่เอ้อร์จ้วงทะยานลอยตัวขึ้นโถมใส่เหล่าหลิว ความเคลื่อนไหวฉับไวปราดเปรียวเป็นที่ยิ่ง เหล่าหลิวคิดจะหลบก็หลบไม่ทันแล้ว เขาไม่ฟังอีร้าค่าอีรม กัดปลายลิ้นจนขาดแล้วพ่นเลือดใส่หน้าหลี่เอ้อร์จ้วง หลี่เอ้อร์จ้วงกรีดร้องโหยหวนแล้วลงไปนอนกลิ้งกับพื้น วิธีนี้เรียกว่าใช้เมือกพลังหยางแท้ ตอนที่หม่าเจินเหรินพิชิตสุสานก็เคยใช้วิธีนี้ หม่าเจินเหรินเป็นชายพรหมจรรย์และมีพลังหยางจากการหยิบยืมพลังหยาง แต่เหล่าหลิวตอนหนุ่มๆ เป็นเสือผู้หญิง ไม่ได้เป็นชายพรหมจรรย์มานานแล้ว อานุภาพของเมือกพลังหยางแท้ของทั้งสองคนจึงไม่อาจเทียบกันได้

หลี่เอ้อร์จ้วงกลิ้งตัวบนพื้นสองรอบ จางกั๋วจงคิดใช้โอกาสนี้เบิกเนตร แต่หลี่เอ้อร์จ้วงกลิ้งไปหยุดอยู่ที่ขาของผู้ใหญ่หลี่เสียแล้ว พอปะทะกับขาผู้ใหญ่หลี่ก็จะกัด บัดนี้อาการเจ็บร้าวของฉินเกอค่อยๆ ทุเลาลงหลังจากอัดยาแก้ปวดเข้าไปกำหนึ่ง พอเห็นสถานการณ์ดังนี้ก็ลอยตัวยกขาถีบที่ไหล่หลี่เอ้อร์จ้วง ฉินเกอดีชั่วก็เคยฝึกยุทธ์มาก่อน แต่รู้สึกว่าถีบครั้งนี้เหมือนถีบลงบนก้อนหิน เกือบทำเอาขาแพลงเสียแล้ว

อย่างไรเสีย การถีบคราวนี้ หลี่เอ้อร์จ้วงก็สะเทือน ตอนนี้ผู้ใหญ่หลี่ตกตะลึงจนนิ่งงันไปแล้ว พอฉินเกอออกแรงถีบลูกชาย เขาถึงได้คืนสติกลับมา “ฮุ่ยฉิน รีบไปเรียกคนมาให้พ่อที!” พูดจบก็โซซัดโซเซออกมาจากห้อง บัดนี้จางกั๋วจงดันฉินเกอที่ค่อยๆ เข้าสู่สภาพเกือบสลบออกมาจากห้อง ตนเองถือมีเกล็ดมังกรขวางอยู่ที่หน้าประตู

ด้านหน้ามีจางกั๋วจง ด้านหลังมีเหล่าหลิวซึ่งมุมปากยังมีเลือดไหลหยดอยู่ หลี่เอ้อร์จ้วงถูกกักอยู่ภายในห้อง ตอนนี้จางกั๋วจงรู้สึกเสียใจจริงๆ ที่ตอนแรกไม่ได้ถามผู้ใหญ่หลี่ว่าหลี่เอ้อร์จ้วงไปขุดโลงศพของบ้านไหนตระกูลไหนเข้าถึงได้เกิดอาการเช่นนี้ น่าจะไปดูที่เกิดเหตุก่อนถึงจะถูกต้อง หลี่เอ้อร์จ้วงผู้นี้ต่างจากหลี่ต้าหมิงในตอนนั้น หลี่ต้าหมิงลงมือกับแค่คนเดียวทุกครั้ง แถมไม่กัดใคร หลี่เอ้อร์จ้วงมาแนวดุร้าย ปะใครเข้าก็กัดคนนั้น นี่มันเป็นอะไรของแม่งกันแน่

ในมือของจางกั๋วจงมีมีดเกล็ดมังกร หลี่เอ้อร์จ้วงจึงไม่กล้าเข้าใกล้ตั้งแต่ต้นจนตอนนี้ ส่วนเมื่อสักครู่เมือกพลังหยางแท้ของเหล่าหลิวแม้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ แต่ก็แบไต๋ให้เห็นจนสิ้น เจ้าสิ่งนี้รู้ปรุโปร่งแล้วว่าเหล่าหลิวมีฝีมือขนาดไหน ดังนั้นจึงหันหัวเยื้องย่างไปทางเหล่าหลิว พูดกันชัดๆ ต้องบอกว่าทั้งมือทั้งเท้าป่ายไปบนพื้นดิน คล้ายการเดินของลิง เหล่าหลิวในตอนนี้นอกจากกระบวยตักน้ำในมือแล้วก็ไม่มีอาวุธอื่นใดอีก พอหลี่เอ้อร์จ้วงบีบเข้ามา เหล่าหลิวรีบกระถดถอยหลัง ถอยไปได้ไม่ถึงสองก้าวก็ติดขอบเตียง แม้จางกั๋วจงไม่อยากทำร้ายหลี่เอ้อร์จ้วง แต่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว กวัดแกว่งมีดแทงไปที่ก้นของหลี่เอ้อร์จ้วงครั้งหนึ่ง คราวนี้จางกั๋วจงไม่ได้ลงมือรุนแรง เพียงต้องการดึงดูดความสนใจของหลี่เอ้อร์จ้วงเท่านั้น แต่เขาลืมไปว่ามีดในมือของเขาไม่ใช่มีดธรรมดาสำหรับหั่นแตงโม แต่เป็นมีดเกล็ดมังกร เห็นเพียงผิวหนังที่แข็งดังเหล็กของหลี่เอ้อร์จ้วงถูกกรีดปริเป็นแผลไม่ต่างจากลูกโป่งถูกกรีด เลือดสีดำพุ่งทะลักสาดใส่แขนของจางกั๋วจง

หลี่เอ้อร์จ้วงส่งเสียงกรีดร้องเจ็บปวดดั่งหัวใจฉีกปอดขาดและไม่สนใจเหล่าหลิวอีก พุ่งตัวขึ้นบนเตียงคั่งแล้วกระโจนออกไปทางหน้าต่าง

จางกั๋วจงตามออกไปนอกห้อง มองไปทางทิศตะวันตก ท้องฟ้าเข้าสู่ยามค่ำแล้ว สี่ทิศมืดครึ้มไปหมด มองอะไรไม่เห็นแม้แต่น้อย บัดนี้เหล่าหลิวออกมาจากห้อง เข้าประคองฉินเกอที่เกือบจะสลบไม่ได้สติ และชาวบ้านกลุ่มหนึ่งก็ถือถุงกระสอบถือไม้พลองเร่งตามมา

“สหายจาง ต้องขอโทษพวกคุณจริงๆ!” ผู้ใหญ่หลี่ร่ำไห้ไปด้วยขอโทษขอโพยไปด้วย ที่จริงคนที่อยากเอ่ยคำขอโทษในตอนนี้คือจางกั๋วจง เพราะเขารับปากว่าจะช่วยดูอาการป่วย แต่ตอนนี้ประเสริฐนัก ดูจนคนป่วยเผ่นแน่บไปแล้ว

หลังรู้ข่าวว่าลูกชายตนเองไม่รู้แน่ชัดว่าไปทางใด ผู้ใหญ่หลี่กลับไม่โกรธ แต่มีสีหน้าจำใจ หันไปมองเมียของหลี่เอ้อร์จ้วง “ฮุ่ยฉินเอ๊ย เรื่องในวันนี้ลูกก็เห็นแล้ว อาศัยว่ายังสาวยังแส้ ลูกแต่งใหม่กับคนอื่นเถอะ!”

“พ่อ พ่อพูดอะไรออกมาน่ะ ฉัน…ฉันคลอดลูกก็ต้องเป็นลูกของตระกูลหลี่ ตายไปก็ต้องเป็นผีของตระกูลหลี่ ฉัน…”

จางกั๋วจงไม่อยากฟังพวกเขาคุยเรื่องภายในครอบครัว “ผู้ใหญ่หลี่ ในหมู่บ้านมีข้าวฟ่างไหม” แหวกแขนเสื้อของฉินเกอออก ก็พบว่าบริเวณรอบรอยฟันห้อเลือดที่ถูกหลี่เอ้อร์จ้วงกัดกลายเป็นรอยเขียวคล้ำวงใหญ่

“มี มี” ผู้ใหญ่หลี่รีบสั่งคยกลับบ้านแบกข้าวฟ่างมาหนึ่งกระสอบใหญ่ พอจะเป็นเสบียงให้ทั้งหนึ่งครอบครัวตลอดฤดูหนาว

นำข้าวฟ่างดิบแช่ในน้ำอุ่น จางกั๋วจงนำข้าวฟ่างโปะเข้าที่รอยแผลของฉินเกอ ข้าวฟ่างมีฤทธิ์ถอนพิษพลังอิน แผลของฉินเกอไม่สาหัสนัก ดังนั้นใช้ข้าวฟ่างยังพอได้ผลบ้าง “ผู้ใหญ่หลี่ คุณวางใจเถอะ ลูกชายคุณไม่เป็นอะไรหรอก พรุ่งนี้พวกเราจะตามเขากลับมา”จางกั๋วจงรู้ดีว่าเจ้าสิ่งนั้นบำเพ็ญจนถึงขั้นร่างแท้แห่งสรรพสิ่งด้วยร่างของหลี่เอ้อร์จ้วงแล้ว ไม่ถึงขั้นสุดวิสัยย่อมไม่ละทิ้งร่างนี้ไปแน่

“อืม สหายจาง พรุ่งนี้พวกเราค่อยตามหาพร้อมกัน พวกคุณก็ต้องระวังความปลอดภัยด้วย ถ้าพวกคุณเกิดเรื่องไม่คาดคิดเพราะช่วยลูกชายจะตายมิตายแหล่คนนั้นของผม ต่อให้ตาแก่หลี่อย่างผมเอาหัวกระแทกจนตายก็ยังชดใช้ไม่หมด!” ผู้ใหญ่หลี่หน้าเบ้อยากร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งอย่างยิ่ง จางกั๋วจงแอบถอนใจ ชาวบ้านในภูเขาพวกนี้ช่างซื่อนัก

ภายในคืนเดียว จางกั๋วจงเปลี่ยนข้าวฟ่างโปะแผลให้ฉินเกอไปแล้วสี่ห้าครั้ง รอยแผลค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงของน้ำเลือด แต่ข้าวฟ่างที่เปลี่ยนของเก่าออกมากลายเป็นสีดำ

เช้าตรู่วันถัดมา ฤทธิ์ยาของฉินเกอหมดไปแล้ว คนก็มีสติฟื้นตัว

“คุณฉิน ในเมื่อคุณมาหาพวกเรา ก็ต้องเชื่อพวกเรา อย่าทำอะไรตามอำเภอใจเอง” จางกั๋วจงโมโหในความบุ่มบ่ามเมื่อวานนี้ของฉินเกอมาก หากไม่ใช่เขา ลูกชายของผู้ใหญ่หลี่คงไม่อาการกำเริบจนวิ่งเผ่นแน่บ

ฉินเกอเดินมาถึงตรงหน้าจางกั๋วจงและเหล่าหลิว แต่ไม่ได้เอ่ยถึงสิ่งที่ตนเองทำเมื่อวาน

“ประมุขจาง…”

จางกั๋วจงตกตะลึง น้ำเสียงแบบนี้เหมือนจะ…

“ขอบคุณ” พูดจบ ฉินเกอก็หมุนตัวกลับไปเก็บของ จางกั๋วจงแทบไม่อยากเชื่อหูตนเองว่าคำว่า “ขอบคุณ” นี้จะออกมาจากปากฉินเกอได้

“ขอบคุณเขา แล้วผมล่ะ” เมื่อวานเหล่าหลิวกัดลิ้นแรงเกินไป พูดจาได้ไม่ถนัดปากนัก บ่นพึมพำเสียงอมอยู่ในปาก

ผู้ใหญ่หลี่หาหนุ่มกำยำมาได้ยี่สิบกว่าคน หมู่บ้านสีจื่อนี้ไม่ใหญ่ มีเพียงยี่สิบสามสิบครัวเรือน นี่เป็นแรงงานที่กำยำแข็งแรงที่สุดในหมู่บ้านแล้ว จางกั๋วจงเหน็บมีดไว้ที่เอว ส่วนฉินเกอคราวนี้ได้ลิ้มรสความร้ายกาจแล้วจึงเหน็บปืนพกไว้ที่เอวบ้าง

“ผู้ใหญ่หลี่ คุณรู้ไหมว่าลูกชายคุณขุดโลงศพของใครถึงได้ถูกผีเข้า”

“ไม่รู้สิ วันหนึ่งเขาเข้าป่าบนภูไปหาสมุนไพร หลังจากกลับมาแล้วก็ยังดีๆ อยู่ พอตกกลางคืน คืนนั้นก็กลายเป็นแบบนี้แล้ว”

ดูท่าคงต้องตามหาจากรอยเลือดเสียแล้ว และไม่รู้ว่ารอยเลือดนี้จะไปได้ไกลเท่าไหร่ บัดนี้จางกั๋วจงเริ่มสำนึกเสียใจว่าแทงมีดไปตอนนั้น ทำไมไม่แทงให้ลึกหน่อย

เป็นไปตามที่คาดคิด มีรอยเลือดทิ้งไว้เป็นทางยาวออกไปประมาณหนึ่งลี้แล้วก็หายไป ที่นี่ไม่มีถนนหนทางสักเส้น และลักษณะภูเขาก็สูงชันขึ้นเรื่อยๆ คนคณะใหญ่เดินทางรุดหน้าไปได้ค่อนข้างช้า ชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่เข้าใจเลยว่าคนในเมืองสามคนนี้ มีสองตาแก่หนึ่งหนุ่ม ทำไมปีนหน้าผาหินได้คล่องแคล่วกว่าชาวเขาแท้ๆ อย่างพวกเขาเสียอีก

“ผู้ใหญ่หลี่ถ้าคุณเชื่อผมก็ให้ชาวบ้านกลุ่มใหญ่นี้กลับไปก่อน พวกเราสามคนรับรองว่าจะพาลูกชายคุณกลับมา” จางกั๋วจงทำเพื่อหนึ่งไม่อยากให้คณะใหญ่นี้ทำให้เสียเวลา สองคือไม่ไว้วางใจในตัวฉินเกอ หากช่วงเวลาสำคัญตอนเจอผีเข้าเกิดบุ่มบ่ามชักปืนออกมา ไม่ทำให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ตกใจแย่หรอกหรือ

แท้จริงแล้วผู้ใหญ่ก็เลื่อมใสทั้งสามคนนี้อย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะผู้อาวุโสทั้งสอง เห็นว่ามีอายุมากแล้วยังอยู่นำหน้าแรงงานของหมู่บ้านอยู่เสมอ มีคนตั้งมากมายคอยติดตามก็เป็นภาระอย่างแท้จริง “อืม ได้ ผมเชื่อคุณ สหายจาง พวกคุณต้องระวังนะ”

“ผู้ใหญ่หลี่ นี่คุณรับเอาไว้” จางกั๋วจงหยิบธนบัตรสิบหยวนปึกหนึ่งออกมาจากถุงย่าม น่าจะพอมีถึงสามร้อยกว่าหยวน ยัดใส่มือผู้ใหญ่หลี่ “คุณแบ่งให้ชาวบ้าน ผมออกจากบ้านมาคราวนี้ไม่ได้เอามามาก” หมู่บ้านสีจื่อจนมากเสียจนทำให้จางกั๋วจงทอดถอนใจ อีกอย่างเขายังทำให้ลูกชายผู้ใหญ่หลี่หายตัวไปอีก แม้เป็นเรื่องสุดวิสัย แต่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ

ผู้ใหญ่หลี่ปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีก แต่สุดท้ายก็ต้องรับเงินก้อนนั้นไป ร่ำไห้ด้วยความซาบซึ้งแล้วพาชาวบ้านกลับไป

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.