บทที่หนึ่ง ลาจาก

ทางเดินสายเล็กที่ปูด้วยกระเบื้องหินสีเทาทอดยาวคดเคี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กลึกมืด นอกประตูใหญ่สีเลือดหมูตรงสุดทางเดินมีบุรุษชุดเทาสีหน้าหม่นหมองผู้หนึ่งยืนอยู่ กำลังเหม่อมองห่วงเคาะประตูสำริดชุบทองคู่นั้นอย่างใจลอย

เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดก็ยื่นมือออกไปจับห่วง เคาะบานประตูอย่างแรง

ประตูเปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง ทัศนียภาพอันงดงามสดใสปรากฏสู่สายตา

เด็กหนุ่มท่าทางเปี่ยมชีวิตชีวาดุจตุ๊กตาเคลือบผู้หนึ่งก้าวออกมา ชำเลืองมองแขกมิได้รับเชิญผู้นั้นอย่างไม่ใส่ใจ

มิทราบที่นี่ใช่ที่พำนักของจื่อเหยียนเซียนเซิงหรือไม่(เชิงอรรถคำเรียกขานบุรุษเชิงให้เกียรติ)

เด็กหนุ่มที่มีหน้าตางดงามดุจภาพวาดผู้นั้นพยักหน้าอย่างเกียจคร้าน อนุญาตให้เขาเข้าประตู

ใบหน้าหดหู่ของบุรุษชุดเทาฝืนยิ้มเล็กน้อย แต่เพียงครู่เดียวก็เลือนหายไป

เขาล้วงเงินหนักอึ้งห่อหนึ่งและจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อยัดใส่มือเด็กหนุ่มด้วยท่าทางเคร่งขรึม

ข้าน้อยสวีจื่อเจี้ย มิทราบน้องชายมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร

เด็กหนุ่มรู้สึกถึงน้ำหนักในมือที่เพิ่มขึ้น แววตาพลันทอประกายสดใส ใช้น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลเอ่ยตอบข้าชื่อฉางเซิง

สวีจื่อเจี้ยได้ยินชื่อนี้ นัยน์ตาหม่นเศร้าพลันฉายแววตื่นเต้น เดินตามฉางเซิงก้าวผ่านประตูชั้นใน

ไอเย็นยามต้นฤดูใบไม้ผลิอาบไล้ทั่วร่าง ทว่าเขาหารู้ตัวไม่ เอาแต่สังเกตเด็กรับใช้ที่ถือไม้กวาดทำความสะอาดระหว่างทาง เด็กเหล่านั้นสวมชุดสีฟ้าครามกับรองเท้าสีขาว พูดคุยสนุกสนานอยู่กลางพุ่มดอกไม้ ช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับลานกว้างใหญ่ได้อย่างไร้สิ้นสุด

สวีจื่อเจี้ยก้มหน้าลอบมองรอบด้าน สรรพสิ่งทุกอย่างวิจิตรงดงามจนดูไม่เหมือนจริง ประหนึ่งเป่าลมใส่งานตัดกระดาษ ลวดลายเหล่านั้นก็ล้วนมีชีวิตขึ้นมา

ฉางเซิงให้เขารออยู่ในโถงหลักของโถงอวี้เหล่ย (เชิงอรรถคำว่าอวี้เหล่ย (玉垒) ” ในที่นี้หมายถึงอวี้เหล่ย (郁垒)” เทพที่ชาวจีนเคารพนับถือ ชาวจีนจะติดภาพวาดของเทพเสินถูและเทพอวี้เหล่ยไว้บนประตูเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เทพเสินถูและเทพอวี้เหล่ยถือเป็นเทพทวารบาลตามคติความเชื่อของจีน) ก่อนจะเลิกม่านไข่มุกก้าวเข้าไปด้านใน ปล่อยให้เสียงกังวานใสดังไล่หลัง

กระถางเครื่องหอมเลี่ยมทองบนโต๊ะปล่อยควันอ่อนบางออกมา กลิ่นหอมที่มิอาจพรรณนาชวนให้มึนงงง่วงงุน สวีจื่อเจี้ยกำลังสะลึมสะลือ ขณะอึ้งงันประหนึ่งวิญญาณหลุดลอยจากร่าง ก้าวผ่านห้วงฝันพร่าเลือนคราหนึ่งถึงค่อยหวนคืนอีกครั้ง ได้ยินฉางเซิงเอ่ยเรียกหลายครั้งถึงค่อยลืมตาทั้งคู่ขึ้น เดินตามฉางเซิงเข้าไปในห้องด้านใน

ครั้นลืมตา เขาก็เห็นดวงหน้างดงามที่สุดที่ชีวิตนี้เคยพานพบ

บนเก้าอี้ยาวมีพนักในโถงตะวันตกมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้าน คลุมชุดหลวมยาวปักลาย ใบหน้าคล้ายแฝงไว้ซึ่งกลิ่นอายแห่งเทพเซียนผสานกับกลิ่นอายแห่งภูตอสูร ท่ามกลางความงามพิสุทธิ์เจือด้วยมนตร์เสน่ห์ชวนหลงใหล นัยน์ตาหงส์สุกสกาวเพียงพาดผ่าน หัวใจของสวีจื่อเจี้ยก็ประดุจถูกควักออกไป ได้แต่ขยับเคลื่อนไหวตามทิศทางแววตาของเขา นิ้วเรียวยาวของเขาถือจอกสุราสีเขียวหยกลายมังกรคู่หงส์ใบหนึ่ง สีสุราวามวาวราวเศษหยก พราวพร่างกรีดบาดนัยน์ตาสวีจื่อเจี้ยจนจำต้องเลื่อนสายตาลงต่ำ พลันปะทะเข้ากับเท้าทั้งคู่ของเขาที่หุ้มด้วยถุงเท้าขาวโผล่เผยอออกมานอกชุดยาว

มันซุกตัวอยู่มุมนั้นเงียบๆ  เล็กเรียวราวไร้กระดูก ประหนึ่งมีฤทธิ์สะกดจิตวิญญาณ

สวีจื่อเจี้ยจ้องมองอย่างลืมตัว กระทั่งฉางเซิงกระแอมไอถึงค่อยได้สติ ฝืนกลืนน้ำลายอย่างกระอักกระอ่วน ใบหน้าแดงซ่านอย่างมิอาจควบคุม

ดวงหน้าหล่อเหลาของฉางเซิงครั้นเทียบกับคนผู้นี้ ล้วนหม่นหมองไม่ต่างจากฝุ่นละอองเม็ดหนึ่ง

เซียนเซิงอยู่ที่นี่ ท่านมีความปรารถนาใดขอจงบอกกล่าวใบหน้าฉางเซิงฉายแววไม่พอใจ ประกายดูแคลนพาดผ่านนัยน์ตา

สวีจื่อเจี้ยนึกถึงจุดประสงค์ที่มาครานี้ เนื้อตัวพลันสั่นสะท้าน เขาสังเกตเห็นว่าคิ้วของจื่อเหยียนเลิกขึ้นเล็กน้อย กลัวอีกฝ่ายจะไม่พอใจ รีบเอ่ยเข้าเรื่องทันทีข้าประสงค์จะให้เซียนเซิงแปลงโฉมให้ข้า รายละเอียดทั้งหมดล้วนเขียนอยู่ในจดหมาย

จื่อเหยียนเขย่าจอกสุรา ในจอกบังเกิดเกลียวคลื่นเล็กจิ๋วพราวระยับ ยิ่งขับให้นัยน์ตาทั้งคู่ของเขาเฉกเช่นเงาจันทร์ที่แตกกระจายในบ่อน้ำ ปรากฏประกายเลือนราง

สวีจื่อเจี้ยเหม่อมองอย่างใจลอย พลันเห็นนัยน์ตาพร่างพราวราวอสนีบาตของอีกฝ่ายตวัดวาบมาที่ตน ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวขึ้นแช่มช้าทุกคนที่มาขอให้ข้าแปลงโฉม ส่วนใหญ่เพื่อเพิ่มความงดงาม มีเพียงเจ้าต้องการทำให้ตนเองพิการ ทุกส่วนของร่างกายล้วนได้จากบิดามารดา ไยจึงต้องหาความลำบากใส่ตัวเช่นนี้

สวีจื่อเจี้ยหยิบภาพวาดม้วนหนึ่งออกมาจากห่อผ้าด้านหลัง ค่อยๆ คลี่กางบนโต๊ะให้จื่อเหยียนกับฉางเซิงยล

ผู้ที่อยู่ในภาพคือชายหนุ่มท่าทางอบอุ่นอารมณ์ดีผู้หนึ่ง รอยยิ้มมีเสน่ห์เจือแววเจ้าชู้ สวีจื่อเจี้ยเลื่อนไล้ผ่านมือที่กำลังหอบหนังสือของชายหนุ่ม ถอนใจเอ่ยเพียงเพราะมือขวาของเขาไม่มีนิ้วก้อย

ฉางเซิงขมวดคิ้ว ต้องการเอื้อนเอ่ย กลับถูกจื่อเหยียนเหลือบมองเป็นเชิงปราม

จื่อเหยียนมองสวีจื่อเจี้ยอย่างไม่ใส่ใจ คล้ายกำลังรอให้อีกฝ่ายอธิบาย

สวีจื่อเจี้ยใจเต้นระรัว ขณะกระวนกระวายเขาเงยหน้าสบตาจื่อเหยียนเป็นครั้งแรก เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งขอร้องกึ่งข่มขู่ขอเซียนเซิงโปรดแสดงฝีมือ ช่วยข้าสักครา

จื่อเหยียนชูนิ้วเนียนขาวราวหยกนิ้วหนึ่งขึ้นมา เขย่าไปมาเล็กน้อย ฉางเซิงค้อมกายถอยออกไป

จื่อเหยียนไม่เอ่ยอันใด เพียงแต่เฝ้ารอเงียบๆ 

สวีจื่อเจี้ยพลันรู้สึกหวาดหวั่นจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ตัวสั่นเทิ้มขณะม้วนเก็บภาพวาดยัดใส่ห่อผ้าด้านหลัง เอ่ยถามเสียงฝืดเฝื่อนเซียนเซิงมิเต็มใจรับปากหรือ

ผ่านไปไม่นานฉางเซิงกลับมา กระซิบข้างหูจื่อเหยียนพลางกลอกตาใส่สวีจื่อเจี้ยอย่างมิสบอารมณ์

สวีจื่อเจี้ยใจเสีย กระแทกตัวคุกเข่าบนพื้นคำนับจื่อเหยียน หยาดน้ำใสไหลรินรดแก้ม เอ่ยกลั้วสะอื้นเซียนเซิง โปรดเห็นใจในความรักของข้า ส่งเสริมข้าเถิด

แม่นางเฟิงล้มป่วยเพราะคิดถึงคนรัก เจ้าสามารถเสียสละเพื่อนาง นับว่าหายากโดยแท้จื่อเหยียนไม่เปลี่ยนสีหน้า พินิจมองลักษณะท่าทางของอีกฝ่ายอย่างละเอียดเจ้ามีสีหน้ากลัดกลุ้มอมทุกข์ น้ำเสียงติดขัดไม่ลื่น คิ้วตกราวต้นหลิว ดูจากนรลักษณ์มิใช่ผู้มีวาสนาส่งมือให้ข้า(เชิงอรรถนรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะของมนุษย์ หรือก็คือโหงวเฮ้งตามตำราโหราศาสตร์จีน)

สวีจื่อเจี้ยเห็นจื่อเหยียนน้ำเสียงอ่อนลง รีบแบมือทั้งสองข้างไปทางเขา

จื่อเหยียนใช้มือเยียบเย็นจับนิ้วก้อยข้างขวาของอีกฝ่ายขึ้นมา นิ้วโป้งค่อยๆ เลื่อนไล้ไปตามข้อนิ้ว

สวีจื่อเจี้ยราวกับถูกสะกดจุด ความรู้สึกสะท้านด้านชาแล่นไหลมาจากปลายนิ้ว ใจทั้งดวงประหนึ่งถูกจื่อเหยียนบีบเล่นอยู่ในมือ ร่างทั้งร่างสั่นเทามากขึ้นทุกที

จื่อเหยียนสังเกตเห็นท่าทีกระวนกระวายของเขา คลายมือออกแย้มยิ้ม รอยยิ้มพลิ้วไหวตามประกายยวนเย้าในแววตา

สวีจื่อเจี้ยกำลังนึกอยากมีดวงตาเพิ่มอีกคู่เพื่อจะได้จ้องมองให้หนำใจ พลันได้ยินเสียงไพเราะของฉางเซิงดังกระทบโสตประสาทสวีกงจื่อไม่ชินกับการคุกเข่ายาวนานใช่หรือไม่ มิสู้ลุกขึ้นสนทนา(เชิงอรรถคำเรียนขานเชิงให้เกียรติ ใช้เรียกบัณฑิตหรือชายหนุ่มตระกูลสูงศักดิ์)

สวีจื่อเจี้ยลุกขึ้นยืน แผ่นหลังเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ทันใดนั้นพลันรู้สึกเจ็บร้าวที่มือ นิ้วก้อยทั้งนิ้วบัดนี้ถูกตัดขาด เขาล้มทั้งยืน เสียงโอดครวญก้องสะท้อนทั่วทั้งห้องโถง

จื่อเหยียนมีท่าทีไม่ยี่หระ ยกจอกสุราขึ้นจิบอีกครั้ง เสียงถอนใจอันสบายอารมณ์ผสานกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของสวีจื่อเจี้ย ฟังดูชวนหลงใหลทว่าน่าขนลุก

นิ้วก้อยนิ้วนั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือด ถูกทิ้งลงในชามเคลือบขาวสลักลายเมฆ ดูแล้วน่าประหวั่นพรั่นพรึง

ฉางเซิง ทำแผลให้เขา ประเดี๋ยวค่อยแปลงโฉมให้เขาสิ้นประโยค ดวงตาพร่าเลือนของสวีจื่อเจี้ยก็มิเห็นแม้แต่เงาของจื่อเหยียนอีก

เขาไม่คิดมาก่อนว่าคนผู้นี้จะลงมือโดยไม่อารัมภบท ท่ามกลางความงุนงงมิอาจปลุกเร้าความเจ็บแค้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสกรีดบาดหัวใจจนแทบสิ้นสติ

ใบหน้าฉางเซิงปรากฏรอยยิ้มเยาะหยัน ร้องเพลงเสียงเบาพลางทำแผลให้สวีจื่อเจี้ย

หลังยาน้ำสีเขียวฉ่ำเย็นทาทับบาดแผล ความเจ็บปวดของสวีจื่อเจี้ยก็บรรเทาลงทีละน้อย ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น กุมนิ้วที่ขาดร่ำไห้สะอึกสะอื้น

เขามิอาจหันหลังกลับ นับจากนี้ เขาจะกลายเป็นคนอีกผู้หนึ่ง

ผู้ที่สตรีซึ่งเขาหมายปองยกหัวใจให้

คนผู้นั้นตายไปเมื่อครึ่งปีก่อน ไม่ว่าเขาจะอิจฉาคนผู้นั้นอย่างไร ผู้จากไปมิอาจฟื้นคืน เขามิอาจถือสาเปรียบเทียบ สิ่งที่เขาทำใจมิได้มีเพียงแววตารักใคร่หลงใหลของนาง

ทุกคราที่เขาอยู่เบื้องหน้านางทว่าใจของนางไม่มีวันอยู่ที่เขา เขาเกลียดตนเองที่เหตุใดจึงไม่มีหน้าตาเช่นคนผู้นั้น

ทำให้ทุกคนสยบแทบเท้า เสิ่นเยวี่ยใช้หน้าตาหล่อเหลาของเขาโปรยเสน่ห์ใส่สตรีมากมายเท่าใด สวีจื่อเจี้ยล้วนไม่สนใจ หากแต่เขากลับต้องการแต่งงานกับเฟิงเจวียน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่มิอาจเกิดขึ้นเด็ดขาด

โชคดีที่เขาตายแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้สาเหตุการตาย

เขาสิ้นใจอย่างน่าพิศวงบนเตียงนอนที่เตรียมไว้สำหรับคืนแต่งงาน

สวีจื่อเจี้ยดีใจที่โชคหล่นทับ กลับพบว่านางกึ่งตรอมใจกึ่งฟั่นเฟือน

นางไม่เชื่อว่าคนรักจะตาย ยืนกรานจะรอต่อไป หมายเฝ้ารอตราบชั่วฟ้าดินสลาย

ฉางเซิงเห็นเขาเหงื่อไหลโซมกาย ท่าทางดูไม่ได้ ยื่นผ้าผืนหนึ่งส่งให้อีกฝ่าย

วางใจ มีเซียนเซิงอยู่ ไม่ว่าปัญหาใดล้วนสามารถคลี่คลายโดยง่ายรอยยิ้มของฉางเซิงเต็มไปด้วยการชักจูงหลอกล่อ เฉกเช่นสุราฤทธิ์แรงแผดเผาหัวใจของสวีจื่อเจี้ย ทำให้เขายอมเจ็บปวดเพื่อพานพบความหอมหวานหลังจากนั้น

ห้าวันต่อมา

สวีจื่อเจี้ยกลายเป็นคนใหม่ ทุกอิริยาบถเฉกเช่นเสิ่นเยวี่ยในภาพวาด หล่อเหลางามสง่า

จื่อเหยียนมักนิ่งมองเงียบๆ อยู่มุมหนึ่งด้วยท่าทางเฉยเมย บางครั้งจะกล่าวชี้แนะเล็กน้อย

เสิ่นเยวี่ยประหนึ่งสหายสนิทตั้งแต่เยาว์วัยของเขา ล่วงรู้ทั้งอุปนิสัยและงานอดิเรกเป็นอย่างดี แม้แต่สวีจื่อเจี้ยซึ่งรู้จักกับเสิ่นเยวี่ยมาหลายปี กระนั้นก็มิอาจเข้าใจอย่างถ่องแท้เช่นเขา

เซียนเซิงนับเป็นผู้วิเศษโดยแท้!”

สวีจื่อเจี้ยคำนับจื่อเหยียนด้วยการค้อมกายต่ำ แผลที่มือเขาหายสนิทแล้ว ลักษณะท่าทางล้วนเปลี่ยนไป สีหน้าฉายแววเหลาะแหละเจ้าเล่ห์

ภาพวาดของฟู่ฉวนหง แต่ไหนแต่ไรไม่มีภาพใดมิคล้ายตัวจริง เสิ่นเยวี่ยยามมีชีวิตเป็นอย่างไร มองเพียงผาดเดียวก็รู้ เพียงแต่ว่า หน้าตาดีมิสู้จิตใจดีจื่อเหยียนกล่าวแผ่วเบาแช่มช้า ราวกับวาจานี้มิได้ออกจากปากเขา ยังคงท่าทางสงบเยือกเย็นไม่ยี่หระต่อสิ่งใดเช่นเดิม

สวีจื่อเจี้ยสีหน้าบึ้งตึง กลอกตาไปมารอบหนึ่ง กล้ำกลืนวาจาที่ต้องการกล่าว

ปฏิกิริยาเล็กน้อยเช่นนี้ของเขามิอาจรอดพ้นสายตาฉางเซิงไปได้ เอ่ยแทรกขึ้นอย่างไม่พอใจได้ยินว่าคุณหนูตระกูลเฟิงอาการทรุดหนักลงทุกวัน เสิ่นกงจื่อมิต้องการกลับไปเยี่ยมเยียนหรือ

สวีจื่อเจี้ยตอบรับอย่างดีใจ รีบกลับห้องเก็บข้าวของจากไปทันที

ในที่สุดก็วุ่นวายเสร็จสิ้น ฉางเซิงมองสวีจื่อเจี้ยแต่งกายหรูหรา โบกพัดเดินจากไปอย่างงามสง่า

เขาปิดประตูใหญ่ พลันรู้สึกเบิกบานใจ คล้ายสลัดห่อผ้าใบใหญ่ไปได้ แม้แต่ยามเดินยังนึกอยากเปล่งเสียงหัวเราะ

นี่คืองานแรกที่ฉางเซิงรับหลังเข้าจวนสกุลจื่อ หาได้รู้สึกดีไม่

เขามิชอบสายตาที่คนผู้นั้นมองจื่อเหยียน มิชอบที่คนผู้นั้นเสแสร้งว่าทำเพื่อความรัก

เขาไม่รู้ว่ากาลก่อนจื่อเหยียนปฏิบัติต่อแขกที่มาอย่างไร หากทุกคนล้วนเป็นเช่นสวีจื่อเจี้ย ดวงตาของเขาคงเจ็บปวดยิ่ง

คนเช่นนั้นไฉนเลยจะเสียสละเพื่อความรักปานนี้ ฉางเซิงหาเชื่อไม่

ไม่รู้คุณหนูเฟิงเห็นคนรักฟื้นคืนจากความตาย จะกล่าวอันใดคิ้วของฉางเซิงขมวดน้อยๆ เข้าหากัน เท้าคางครุ่นคิดเบื้องหน้าจื่อเหยียน

จื่อเหยียนเผยอยิ้มร่าเริงเช่นเด็กน้อย พลันยื่นมือออกไปลูบหัวคิ้วอีกฝ่าย มิได้ยินที่เขากล่าวแม้แต่น้อย

สวีจื่อเจี้ยกับเสิ่นเยวี่ยสนิทกันมาหลายปี มีใบหน้าที่คุณชายเปลี่ยนให้เขา ไม่แน่เขาอาจตบตาผู้ที่ตรอมใจล้มป่วยเช่นคุณหนูเฟิงได้ เพียงแต่ต่อให้รู้ความจริง มีรูปโฉมของเสิ่นเยวี่ย แล้วเขาก็ยึดมั่นในรักเช่นนั้น เกรงว่าคุณหนูเฟิงก็คงหวั่นไหวอยู่ดี

เขาพล่ามเสร็จสิ้น เห็นจื่อเหยียนเอาแต่เบิกตากลมวาวจ้องมองเขาอย่างครุ่นคิดพลางไล้นิ้วไปมาบนคิ้วของเขา

ข้ามิใช่ตุ๊กตา คุณชาย…”

จื่อเหยียนยิ้มจนตาหยีอยากให้ปลายคิ้วของเจ้าสูงขึ้นอีกนิดหรือไม่ จะได้ดูองอาจน่าเกรงขามมากขึ้น

ใต้หล้านี้เรื่องที่ฉางเซิงไม่มีวันทำก็คือเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของตนเอง เขาปฏิเสธในความหวังดีของคุณชาย เห็นว่าผู้ที่มีเวลาว่างมากมายเช่นอีกฝ่ายกำลังลูบผมเขาแผ่วเบา เอ่ยขอร้องเขาด้วยท่าทางน่าสงสารฉางเซิง ข้ามีปิ่นไม้ดำอันหนึ่งเหมาะกับเจ้ายิ่ง เกล้าผมอีกคราได้หรือไม่

เหตุใดปรมาจารย์แปลงโฉมที่ระบือนามทั่วทั้งแผ่นดินผู้นี้ ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นและลับหลังผู้อื่นจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง?

ฉางเซิงคิดแล้วก็นึกอยากร้องไห้ เห็นทีต้องหางานให้เขาเพิ่มอีกสักสองสามงาน เขาจะได้ไม่มีเวลาว่างมากมายเช่นนี้

จื่อเหยียนดันฉางเซิงไปหน้ากระจก หวีผมยาวให้เขาด้วยท่าทางพออกพอใจ ท่วงท่าชดช้อยงดงาม ทุกอิริยาบถประดุจร่ายรำตามเสียงดนตรี แม้ฉางเซิงจะมิเต็มใจ กระนั้นก็อดเหม่อมองอย่างเคลิบเคลิ้มมิได้

คุณชาย หากท่านเป็นสตรี ย่อมงดงามล้ำแผ่นดินเป็นแน่แท้

ฉางเซิง ช่วยไปร้านหอมหมื่นลี้ซื้อเครื่องหอมให้ข้าจำนวนหนึ่ง ข้ารู้สึกแน่นหน้าอก ต้องการพักหายใจจื่อเหยียนหวีผมช้าลง ท่าทางลอยเหม่อ ชั่วขณะนั้นคล้ายกลับไปเป็นบุรุษผู้เฉยชาอีกครั้ง

ฉางเซิงขมวดคิ้วเอ่ยถามคุณชายต้องการซื้อเครื่องหอมใด

มุมปากจื่อเหยียนเผยอยิ้มเล็กน้อย นัยน์ตาหลุบลงคล้ายกำลังกลั้นหัวเราะเจ้าเล่าเรื่องครานี้ให้เจ้าของร้านฟัง นางจะให้เครื่องหอมเจ้าห่อหนึ่ง เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เทียบเท่าเงินร้อยเหวิน (เชิงอรรถหน่วยเงินสำริดในสมัยโบราณ)

ครานี้หาได้มีเรื่องใดน่าเล่าไม่ ฉางเซิงพลันรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ เขามองค้อนจื่อเหยียนคราหนึ่ง ฉวยเงินเดินออกไป

ข้าอยากดื่มสุราข้างนอกก่อนค่อยกลับ

ไปเถิด ไปเถิด ได้เมาก็ดีเหมือนกันจื่อเหยียนยิ้มอย่างรู้ทัน หมุนตัวก้าวเข้าไปในห้องใน

จื่อเหยียนไม่เหลียวแลเช่นนี้ กลับทำให้ฉางเซิงสิ้นอารมณ์ดื่มสุรา เดินไปร้านหอมหมื่นลี้อย่างหงุดหงิด

ร้านหอมหมื่นลี้ตรงปากทางเป็นสถานที่ประหลาด เมื่อก้าวเข้าไปในร้านจะได้กลิ่นหอมกรุ่นกำจาย แต่ครั้นอยู่นอกร้านกลับไม่ได้กลิ่นหอมแม้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง ร้านค้าที่ลึกลับน่าพิศวงเช่นนี้ เครื่องหอมที่ขายน่าจะเหมาะกับจื่อเหยียนพอดี

ขณะที่คิดเช่นนี้ ฉางเซิงย่างเท้าก้าวเข้าไปในร้าน

ร่างทั้งร่างตั้งแต่ศีรษะจรดฝ่าเท้าพลันสั่นวูบ หัวใจไหวสะท้าน คล้ายได้ดื่มน้ำถั่วเขียวถ้วยหนึ่ง ปลอดโปร่งผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

หญิงสาวนัยน์ตาพราวระยับผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้สูง กำลังแกว่งเท้าไปมาพลางแทะเมล็ดแตงโม

ข้าเป็นคนของจวนสกุลจื่อ มาซื้อเครื่องหอม

โอ?” นางโดดลงจากเก้าอี้ด้วยท่าทางสนใจ ลากฉางเซิงเข้าไปด้านใน

ควันหอมลอยอวล

ฉางเซิงลืมสิ้นว่าเคยกล่าวอันใด

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เขาเดินออกจากร้านหอมหมื่นลี้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

หลังสูดกลิ่นเครื่องหอมเย้ายวนหลายสิบชนิด จิตวิญญาณของเขาประหนึ่งท่องผ่านสวรรค์นรกคราหนึ่ง ผ่านการแช่รมด้วยเครื่องหอมนับไม่ถ้วน สุดท้ายนำเครื่องหอมห่อหนึ่งกลับมา หญิงสาวเจ้าของร้านผู้นั้นบอกว่า มันชื่อลาจาก

ตกกลางคืน

เขาเดินอยู่นาน คล้ายฝันไปตื่นหนึ่ง กลับมาถึงลานกว้างอันเคยคุ้น

เขาทอดสายตามองแสงโคมสว่างไสว ผลักประตูเปิด โคมแก้วหลากสีทรงดอกลำโพงเปล่งประกายเจิดจ้า ทาบทับดวงหน้างดงามราวหยกขาวของจื่อเหยียนจนเป็นสีแดงระเรื่อ

ท่ามกลางเงาสะท้อนของแสงเทียน เขาถือจอกสุราเดินโงนเงนตรงมา เงาร่างยวนตาประดุจเปลวเทียนพลิ้วไหว ฉางเซิงเหม่อมองท่วงท่าน่าหลงใหลเช่นนี้ของเขาอย่างเคลิบเคลิ้ม ไม่ว่าวาจาใดล้วนลืมเลือนจนสิ้น ได้แต่ก้าวตรงไปหาด้วยท่าทางใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เทินเครื่องหอมขึ้น กล่าวคำสองคำนั้นอย่างงกๆ เงิ่นๆ

ลาจาก

จื่อเหยียนยิ้มเข้าใจ ฉีกห่อเครื่องหอมก้มหน้าสูดกลิ่น ย่นจมูกเล็กน้อยคล้ายลูกสัตว์ป่าค้นหาอาหาร จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นชื่นบาน

เขาถือเครื่องหอมพลางดึงฉางเซิงเยื้องย่างเข้าไปด้านใน เวียนวนกรีดกรายมุ่งสู่สวนด้านหลังห้องข้าง

ฉางเซิงไม่รู้ว่าจวนสกุลจื่อมีสถานที่เช่นนี้อยู่ ทางเดินเล็กแคบดูคล้ายยาวไกลไร้ขอบเขต

มือเย็นเยียบของจื่อเหยียนจับจูงเขา เส้นทางไม่สิ้นสุด ใจของเขาเต้นไม่เป็นส่ำ จมดิ่งสู่ห้วงภวังค์อันพร่ามัวเลือนราง

ตรงแมกไม้สุดทางเดินปรากฏประตูเล็กแคบบานหนึ่ง มิใช่หินมิใช่หยก

จื่อเหยียนวางมือลงบนห่วงประตู ประตูเปิดออกทันที

ด้านในพราวพร่างสว่างไสว หรูหราตระการตาประดุจอีกโลกหล้าหนึ่ง ไข่มุกนับไม่ถ้วนฝังติดกับผนัง เปล่งประกายเจิดจ้าบาดตา ประหนึ่งธารสวรรค์ที่ดารดาษด้วยหมู่ดาวพลิกกลับสลับด้าน

ฉางเซิงตะลึงลาน ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคืออาภรณ์แพรไหมงามวิจิตรดุจหมู่เมฆหลากสีมากกว่าร้อยชุด แขวนเรียงรายทั่วผนังทั้งสี่ด้าน งามอร่ามเรืองรอง แพรไหมอ่อนนุ่มที่ไม่รู้ชื่อนามประหนึ่งภูตวิเศษมีชีวิต แย่งกันดึงดูดให้ผู้คนจับจ้องสัมผัส นวลละมุนราวสายลมปุยเมฆ งามสดใสดุจบุปผาผลิงาม เจิดจรัสดั่งอัญมณีแจ่มจ้า ลออตาเช่นดอกสาลี่นวลคราญ

งดงามจนชวนให้ลืมหายใจ

เขาสายตาพร่าลาย จู่ๆ ก็บังเกิดความหวาดหวั่น มิกล้ามองอีกต่อไป รีบหลับตากลั้นหายใจหมายจะตั้งสติ

จื่อเหยียนหันมาเห็น หัวเราะเล็กน้อย ยื่นหน้าพินิจมองท่าทีเก้อกระดากของเขาอย่างพิจารณา ก่อนจะยื่นมือแตะจมูกของเขา

ฉางเซิงอายหน้าแดง ลืมตาขึ้น มิใช่เรื่องง่ายกว่าใจทั้งดวงจะสงบลงได้

เขาเห็นจื่อเหยียนก้าวเข้าไปในห้อง สำรวจสมบัติล้ำค่าที่เขาสะสม

ฉางเซิงมิกล้าเข้าไป ยืนพิงอยู่ริมประตูเพียงลำพัง มือจับห่วงประตูอย่างคล้ายจงใจคล้ายไม่จงใจ ไอเย็นยะเยือกวูบหนึ่งแผ่ซ่านเข้าสู่มือของเขา เขารีบชักมือกลับด้วยความตกใจ

จื่อเหยียนซึ่งอยู่ท่ามกลางอาภรณ์งามวิจิตรหันกลับมา เสมือนบทกวีที่ว่า

อาภรณ์งามเพริศพิลาสยากพบเห็น

โฉมแฉล้มเช่นเทพเซียนในภาพวาด

ฉางเซิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเทิดทูนประดุจพานพบเทพสวรรค์ พลันรู้สึกละอายในความต้อยต่ำของตนเอง

ภาพงามจรัสเบื้องหน้าเฉกเช่นสรวงสวรรค์ มิคล้ายโลกมนุษย์

เขาสั่งสมผลบุญเช่นใดมา ถึงสามารถติดตามเจ้านายเช่นนี้

จื่อเหยียนแกะห่อเครื่องหอม สะบัดมือคราหนึ่ง ผงเครื่องหอมฟุ้งกระจายก่อนจะร่วงสู่พื้น

กลิ่นหอมหวนขจรขจายทั่วห้อง เป็นกลิ่นหอมจรุงที่ชวนให้เคลิ้มฝันประหนึ่งวิญญาณหลุดลอย นึกอยากปล่อยให้ร่างกายที่อ่อนระทวยและจิตใจที่กระวนกระวายรวมผสานกับกลิ่นหอมดังกล่าวนั้น นับจากนี้ยินยอมพร้อมใจที่จะเมามายลืมเลือน หลับใหลอยู่ท่ามกลางรสชาติแห่งการลาจาก ยากจะถอยห่างหลีกหนี

ฉางเซิงง่วงงุนสะลึมสะลือ ในสมองยังคงหลงเหลือสติเสี้ยวหนึ่งเตือนให้เขาตื่นขึ้น ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากห้วงภวังค์อันนวลนุ่มลุ่มหลงนี้

หากแต่ทว่า กลิ่นหอมดังกล่าวปลอบประโลมหัวใจที่กระหายการหลับใหลของเขาเฉกเช่นสัมผัสอันอ่อนโยนของคนรัก มิรับรู้ทุกข์โศก มิรับรู้เจ็บปวด มิรับรู้โกรธแค้น เพียงลืมเลือนอดีตที่ผันผ่าน

จื่อเหยียนนิ่งมองร่างของฉางเซิงล้มลงด้วยสายตาเรียบเฉย

ลาจาก เครื่องหอมของกุ่ยฮว่าเฉกเช่นภาพวาดของฟู่ฉวนหง ล้วนเป็นสิ่งวิเศษล้ำแผ่นดิน

ไม่มีทางผิดพลาด

จื่อเหยียนจับหน้าฉางเซิงหันมา เจ้าของดวงหน้าหล่อเหลางามสง่าคือผู้สืบทอดที่ถูกเลือก เด็กหนุ่มผู้นี้ลืมเรื่องในอดีตไปนานแล้ว เขาไม่รู้ว่าใบหน้าในยามนี้ของเขาเป็นผลงานชั้นเลิศของจื่อเหยียน เขาไม่รู้ว่าเขาเคยมีอดีตที่น่าอัศจรรย์ปานใด เขาเข้าใจว่าเขาเป็นเด็กกำพร้าที่จื่อเหยียนพบเข้าโดยบังเอิญ เต็มใจอยู่ปรนนิบัติรับใช้เจ้านายตลอดไป

ยังไม่ถึงเวลา

จื่อเหยียนก้มหน้า ใช้ปลายนิ้วควักขี้ผึ้งแตะแก้มเด็กหนุ่ม ใบหน้าฉางเซิงค่อยๆ กลายเป็นสีแดงระเรื่อ เสมือนแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉม

หากใช้ใจประเมิน บัดนี้ยังมิอาจบอกอันใดเขามากนัก ทำได้เพียงเฝ้ารอต่อไป

ใบหน้านี้ยังบอบบางเกินไป มิอาจทนรับการสัมผัส

จื่อเหยียนไล้มือไปตามกระดูกโหนกแก้มของฉางเซิง จุดนี้ต้องยกสูงขึ้นอีกส่วน แล้วก็คิ้วเชิดคู่นี้ หางคิ้วยุ่งเหยิงไปนิด จำต้องกันคิ้วไร้ระเบียบให้เรียบร้อย

ตะเกียงน้ำมันอมตะ (เชิงอรรถตะเกียงที่จุดแล้วมิอาจเป่าดับ จวบจนน้ำมันถูกใช้จนสิ้น เปลวเทียนจะมอดดับเอง) ส่องแสงสว่างไสวราวกลางวัน ท่ามกลางอาภรณ์หลากสีสัน จื่อเหยียนขยับเข็มขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จัดแต่งรูปโฉมให้ฉางเซิง

สักวันหนึ่ง เขาจะละทิ้งรูปลักษณ์เก่า ได้ครองรูปโฉมที่งามล้ำสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเขาจื่อเหยียน

รูปลักษณ์ได้รับอิทธิพลจากจิตใจ จิตใจหมุนเวียนเปลี่ยนผัน รูปลักษณ์อุบัติดับสูญ

หากแต่จื่อเหยียนรู้ว่ารูปลักษณ์สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจ เพียงมือข้างเดียวของเขา ก็สามารถทำให้รูปโฉมที่ติดตัวแต่กำเนิดมลายหาย สามารถพลิกชะตาชีวิตที่ถูกกำหนดมาแต่เดิม

เขามิใช่เทพเจ้า กลับกำลังกระทำสิ่งเช่นเทพเจ้า

ชีวิตของข้าขึ้นอยู่กับข้ามิได้ขึ้นกับสวรรค์ ประโยคนี้ผุดขึ้นในใจจื่อเหยียนเงียบๆ 

อาจารย์ ท่านกล่าวว่าเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตผู้อื่น ทำให้ความสัมพันธ์วุ่นวาย เช่นนี้จะอายุสั้น ข้าหาเชื่อไม่

ต่อให้อายุสั้น หากแต่ปรารถนาบรรลุผล ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตนี้

เขาใช้ปลายนิ้วควักขี้ผึ้งกลิ่นหอมหวนขึ้นมาส่วนหนึ่ง ป้ายบนจมูกฉางเซิง

ลาจากกลิ่นหอมนี้มีฤทธิ์รุนแรงยิ่ง แม้แต่เขายังแทบทนไม่ไหว นึกอยากลืมเลือนเรื่องราวในอดีตเสียให้สิ้น

จะโทษก็ต้องโทษที่ใต้หล้านี้มีเรื่องรบกวนจิตใจมากไป บางที วันหนึ่งวันใดคงต้องแวะไปร้านของกุ่ยฮว่าสักคราแล้ว

ปล่อยวางอย่างเด็ดขาด ต่อให้เพียงชั่วขณะหนึ่งก็ตาม

ลมวูบหนึ่งม้วนตัวโชยผ่าน จื่อเหยียนทอดสายตามองไปนอกประตู ท้องฟ้าล้วนมืดสนิท

ควรเรียกคนเตรียมอาหารเย็นแล้ว

เมื่อฉางเซิงรู้สึกตัวตื่น ย่อมท้องร้องวิ่งหาอาหารทั่วห้องเป็นแน่แท้

จื่อเหยียนนึกถึงท่าทางของฉางเซิงยามขมวดคิ้วงุ่นง่าน อดยิ้มอ่อนบางมิได้ เขาดึงร่างอ่อนปวกเปียกของฉางเซิงเดินออกนอกประตู พาเขากลับสู่สถานที่อันคุ้นเคย

จิตใจอันบอบบางของเขามิอาจได้รับการกระทบกระเทือน ให้เขาอยู่รับใช้ข้างกายตน นับว่าลำบากเขาแล้ว

เมื่อฉางเซิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น อาหารร้อนกรุ่นเต็มโต๊ะล้วนตระเตรียมเรียบร้อย จื่อเหยียนส่งตะเกียบให้เขาอย่างร่าเริง คีบหัวไชเท้าชิ้นหนึ่งให้เขาอย่างเบิกบานแช่มชื่น แม้จะเป็นหัวไชเท้าที่แกะสลักอย่างประณีตงดงาม กระนั้นฉางเซิงก็ยังถอนใจบ่นอุบอาหารเจอีกแล้วหรือ

เต้าหู้นึ่งเม็ดบัว เห็ดหอมผัดเกาลัด ผักกาดทรงดอกไม้ รากบัวหอมหมื่นลี้

อาหารทุกอย่างล้วนปรุงแต่งอย่างประณีต น่าเสียดายที่ปราศจากเนื้อสัตว์

หากข้ารับประทานเนื้อสัตว์จะร้อนใน สิ่งมันเลี่ยนเหล่านั้นรับมากไปไร้ประโยชน์ ทั้งยังไม่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ เจ้ารับประทานเป็นเพื่อนข้าเถิดจื่อเหยียนใช้น้ำเสียงแง่งอนขอร้องเขา

คุณชาย บุรุษอกสามศอกจะมีผิวพรรณนวลเนียนเพื่ออะไร ข้าอยากกินเนื้อน้ำแดง แล้วก็อยากแทะขาหมู

ของน่าคลื่นไส้เหล่านั้นจะกลืนลงได้อย่างไรจื่อเหยียนกล่าวอย่างจริงจัง ประหนึ่งญาติผู้ใหญ่ที่มักพล่ามบ่นด้วยความหวังดีระวังกรรมตามสนอง หมูปลาเป็ดไก่ที่ถูกเจ้ากินจะตามแก้แค้นเจ้า ส่วนข้ากับเจ้า ใบหน้านี้ก็เฉกเช่นป้ายหน้าร้านกระนั้น เจ้าจงทะนุถนอมให้ดี ห้ามทำลายอนาคตตนเองเด็ดขาด

ฉางเซิงยิ้มขมขื่น คุณชายมักบังคับให้เขารับประทานอาหารเจ ใช้ชีวิตที่นี่ราวกับบวชเป็นหลวงจีน โชคดีที่อาหารเจเหล่านี้ล้วนรสชาติไม่เลว ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตถือเป็นการสั่งสมบุญกุศล ฉางเซิงรู้ว่า ในเมื่อสิบวันที่ผ่านมาอย่างไรคุณชายก็มิยอมอนุญาต เช่นนั้นวันเวลาในภายหน้า เขาคงต้องบอกลาอาหารประเภทเนื้อสัตว์แล้ว

อมิตาภพุทธ สาธุ สาธุ ฉางเซิงพึมพำนามของพระผู้เป็นเจ้าในใจ รับประทานอาหารเบื้องหน้าหมดเกลี้ยงรวดเร็ว จื่อเหยียนมีท่าทีพึงใจขณะสั่งให้คนเก็บชามตะเกียบออกไป

ข่าวดีส่งมาถึงเมื่อสิบสามวันให้หลัง

อิ๋งหั่วผู้มีหน้าที่รวบรวมข่าวสารแห่งจวนสกุลจื่อยื่นกระดาษสีชมพูให้ฉางเซิง แล้วก็จากคนผู้เดียวกันนี้ ฉางเซิงได้รับกระดาษสีฟ้าน้ำทะเลอีกแผ่นหนึ่ง ด้านบนเขียนบรรยายความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสวีจื่อเจี้ย เฟิงเจวียน และเสิ่นเยวี่ย

อิ๋งหั่วมิใคร่พูดจา เขาอายุมากกว่าฉางเซิงเล็กน้อย ใบหน้าไร้ความรู้สึกน้อยนักจะแย้มยิ้ม เดิมเขาก็นับว่าหล่อเหลา ฉางเซิงคิด เพียงแต่ผู้ที่ขวางหูขวางตาอย่างไรก็ไม่มีทางดูดีได้

ผู้ที่รอบรู้ไปเสียทุกเรื่องมักจะน่าชิงชัง ยกเว้นคุณชาย ทุกครั้งที่ฉางเซิงถามคำถามอิ๋งหั่ว เขาจะล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ใช้ลายมืออันบรรจงงดงามเขียนตอบฉางเซิง

เหตุใดเขาจึงมิเต็มใจสนทนากับฉางเซิง? ฉางเซิงคิดว่าต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายหมายอวดอ้างสติปัญญาของตนเป็นแน่ เช่นนี้ทำให้ฉางเซิงรู้สึกอับอายยิ่ง

ฉางเซิงรู้ว่าตนเองไม่มีความสามารถใด สามารถอยู่ข้างกายคุณชาย คงเป็นเพราะเขาพอมีทักษะด้านเจรจาอยู่บ้าง นึกถึงตรงนี้ ฉางเซิงก็อดน้อยเนื้อต่ำใจมิได้

เพียงแต่วันนี้ สิ่งที่เขียนบนกระดาษแผ่นนี้เป็นข่าวดี หน้าตาของอิ๋งหั่วจึงไม่น่าชิงชังเช่นที่ผ่านมา

คุณชาย เมื่อวานสวีจื่อเจี้ยได้แต่งงานกับคุณหนูเฟิงฉางเซิงบอกข่าวดีกับจื่อเหยียน

โอ? เป็นบุรุษที่แม้แต่เทียบเชิญงานวิวาห์ยังตระหนี่จื่อเหยียนยิ้มอ่อนบาง เฉกเช่นหญิงสาวยวนเสน่ห์กำลังยกพัดบังดวงหน้า

คนผู้นั้นแม้ไม่ถูกชะตา แต่สุดท้ายเขาก็ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ นับว่าคุณชายได้ทำคุณความดี

อย่างนั้นหรือจื่อเหยียนหัวเราะ จับจ้องฉางเซิงนิ่งสิ่งที่เขาต้องการคือสตรีผู้นั้นจริงหรือ หึๆ

ฉางเซิงชะงัก

แล้วมิใช่หรือ?

สวีจื่อเจี้ยถึงกับยอมตัดนิ้วทิ้งเพื่อเฟิงเจวียน ทั้งยังยอมทำลายรูปโฉมที่บิดามารดาประทานให้

เหตุใดคุณชายคล้ายจะมองทุกอย่างอย่างทะลุปรุโปร่ง?

เขารู้เรื่องอันใดที่ตนไม่รู้หรือ?

ฉางเซิงพลันนึกถึงอิ๋งหั่ว

อิ๋งหั่วสามารถทำนายอนาคตหรือจู่ๆ เขาก็ถามขึ้น

จื่อเหยียนหัวเราะคิกคักจนนัยน์ตาโค้งงอราวใบหลิว ฉางเซิงตะลึงงัน รู้สึกว่าเช่นนี้ช่างน่ามองยิ่ง พลันนึกอยากมีฝีมือเช่นฟู่ฉวนหง จรดวาดอิริยาบถอันงดงามเช่นนี้ของเขาไว้

จื่อเหยียนเห็นเขาเหม่อลอย สะกิดเขาคราหนึ่ง เอ่ยเจ้าแปลกใจว่าเหตุใดอิ๋งหั่วจึงรู้เรื่องราวมากมายปานนั้น?”

ฉางเซิงพยักหน้า คุณชายมักจะล่วงรู้ความคิดของเขาอย่างง่ายดายเช่นนี้เสมอ

จื่อเหยียนเอ่ยเนิบนาบนั่นเป็นเพราะอิ๋งหั่วแก่มากแล้ว คนเราพอแก่ตัว ก็จะฉลาดรอบรู้

ฉางเซิงประหลาดใจ

แก่มากแล้ว?

เห็นชัดๆ ว่าอิ๋งหั่วอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา

หรือว่า

ฉางเซิงลอบสะท้านใจ

ใช่แล้วจื่อเหยียนรู้ว่าเขาคิดอันใด เอ่ยเสียงนุ่มมีข้าอยู่ ที่แห่งนี้จะมีเพียงเกิด เจ็บ ตาย แต่จะไม่มีผู้ใดแก่ชรา

ทันใดนั้นฉางเซิงพลันขนลุกชัน เขาชื่อฉางเซิงซึ่งแปลว่าอมตะ ไม่มีวันแก่ชรา คนเราหากมิต้องพบพานสังขารร่วงโรย คงจะน่าปีติยินดียิ่งกระมัง

สิบวันต่อมา สวีจื่อเจี้ยสั่งให้คนนำผ้าหูหลัวยี่สิบพับมากำนัล ผู้ดูแลจวนสกุลเฟิงซึ่งเป็นผู้นำของกำนัลมาส่งกล่าวชมนายน้อยสามีของคุณหนูมิขาดปาก หลังฉางเซิงได้รับเงินถุงหนึ่งที่สวีจื่อเจี้ยจัดเตรียมให้เขาโดยเฉพาะ ก็คิดในใจว่า คนผู้นี้แม้นรลักษณ์ไม่ดี กระนั้นก็นับว่าใจคอกว้างขวาง

สิบห้าวันต่อมา สวีจื่อเจี้ยสั่งให้คนนำชาเลื่องชื่อทั้งชาหลงอันฉีหั่วและชาเจ้อซีเทียนมู่มาให้ ผู้ดูแลจวนสกุลเฟิงกล่าวว่า นายน้อยสามีของคุณหนูมีพรสวรรค์ด้านการค้าโดยแท้ ไม่มีกิจการใดที่เขาทำมิได้

สิบเจ็ดวันต่อมา จวนสกุลจื่อมีผลหูหลงจากซีอวี้ (เชิงอรรถดินแดนตะวันตก) เพิ่มขึ้นหลายหาบ เนื้ออิ่มฉ่ำหวาน กลิ่นหอมละมุนเนิ่นนานมิจางหาย

ฉางเซิงรับประทานผลไม้ อดกล่าวถึงข้อดีของสวีจื่อเจี้ยมิได้ ผู้ดูแลจวนสกุลเฟิงกล่าวว่า ทุกคนในจวนของเขาล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า นายน้อยสามีของคุณหนูเก่งกาจกว่าเสิ่นเยวี่ยคนก่อนมากนัก

ฉางเซิงจึงถามโอ คนผู้นี้มิใช่เสิ่นเยวี่ยหรือ

ผู้ดูแลจวนยิ้มพลางส่ายหน้ารูปร่างหน้าตาแม้เหมือนกัน ทว่าอุปนิสัยต่างกันอย่างยิ่ง นายน้อยสามีของคุณหนูเราคำนึงถึงกิจการตระกูลเฟิง ไฉนเลยจะมือเติบเช่นเสิ่นกงจื่อ นับว่าเทพเซียนบนสวรรค์เมตตาโดยแท้! ส่งผู้ที่มีหน้าตาเหมือนเสิ่นกงจื่อมาช่วยชีวิตคุณหนู ทั้งยังสามารถสืบทอดกิจการตระกูลเฟิง อาห์ ต้องเป็นผลบุญที่นายท่านสั่งสมเมื่อชาติที่แล้วเป็นแน่

ขณะที่คิดฉางเซิงก็ยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ หรือว่าจื่อเหยียนกลายเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ไปแล้ว?

เขานำวาจาของผู้ดูแลจวนกล่าวกับจื่อเหยียน คุณชายเอ่ยเสียงเรียบเฉยสวีจื่อเจี้ยสีหน้ามีพิรุธ มองเพียงผาดเดียวก็รู้ว่าจิตใจชั่วร้าย

เพียงดูจากนรลักษณ์ก็สามารถคาดการณ์ทุกอย่างได้จริงหรือฉางเซิงกัดผลไม้ด้วยท่าทางเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่นานก็ลืมวาจาของจื่อเหยียนเสียสิ้น

ห้าวันต่อมา เสียงเคาะประตูรัวเร็วดังแหวกความเงียบยามค่ำคืนในจวนสกุลจื่อ

เป็นท่าน?” ภายใต้แสงจันทร์ ฉางเซิงเปิดประตู หรี่ตาเพ่งมองถึงจำได้ว่าเป็นสวีจื่อเจี้ย

ครานี้น้ำหนักในมือเพิ่มขึ้นกว่าคราก่อน มีทองคำห่อหนึ่งและสิ่งของจำพวกมุกหยกเพิ่มขึ้นมา

สิ่งที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงคือเนื้อตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ช่วงอกปรากฏคราบเลือดฝังลึกรอยใหญ่ กลิ่นคาวเลือดแสบจมูกโชยคลุ้งในอากาศอย่างไม่ปรานีปราศรัย

ฉางเซิงให้เขาเข้าไปด้านในทั้งที่ยังตกใจไม่หาย ถือตะเกียงดวงหนึ่งเดินนำหน้า

สวีจื่อเจี้ยเดินโขยกเขยก โซซัดโซเซตามหลัง ถามตะกุกตะกักเซียนเซิงเข้านอนแล้วหรือไม่ ครานี้เขาต้องช่วยข้า

ฉางเซิงกลับนึกถึงฝีมือการดูนรลักษณ์ที่เป็นหนึ่งในแผ่นดินของจื่อเหยียน

สิ่งที่เขาต้องการคือสตรีผู้นั้นจริงหรือ จื่อเหยียนกล่าว สวีจื่อเจี้ยสีหน้ามีพิรุธ มองเพียงผาดเดียวก็รู้ว่าจิตใจชั่วร้าย

สีหน้าฉางเซิงพลันฉายแววดูแคลน ปล่อยเขาเข้าไปในห้องโถง

จื่อเหยียนนั่งอยู่ก่อนแล้ว ข้างกายจุดเครื่องหอมประหลาดก้านหนึ่ง ส่งกลิ่นรางเลือนเสมือนเคยพบพาน

เซียนเซิง มีเพียงท่านที่สามารถช่วยชีวิตข้าสวีจื่อเจี้ยคุกเข่าคำนับอย่างหวาดหวั่น ลังเลมิกล้าเอื้อนเอ่ย

ฉางเซิงเห็นดังนั้น ในใจนึกเสียดายรูปโฉมที่ดูดีเพียงภายนอกของเสิ่นเยวี่ย เมื่ออยู่กับคนผู้นี้นับว่ามุกหยกเปื้อนฝุ่นโดยแท้

เจ้ารู้ว่าข้ารับเฉพาะเงิน เรื่องอื่นล้วนมิเกี่ยวข้องกับผู้ปลีกวิเวกเช่นข้าจื่อเหยียนเอ่ยเสียงราบเรียบ สีหน้าสงบนิ่ง

สวีจื่อเจี้ยผ่อนลมหายใจโล่งอก ใช่แล้ว นักแปลงโฉมเช่นจื่อเหยียน ต้องพบคนมากหน้าหลายตาในยุทธภพอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ย่อมมีวิธีเอาตัวรอด ยิ่งมิยอมถูกกฎหมายควบคุม

ใบหน้านี้ข้ามิต้องการแล้ว ขอเซียนเซิงโปรดเปลี่ยนใบหน้าใหม่ให้ข้า

จื่อเหยียนหัวเราะใบหน้าเดิมก็มิต้องการเช่นกันหรือ

สวีจื่อเจี้ยสั่นศีรษะอย่างแน่วแน่

จื่อเหยียนยกมือข้างหนึ่งเท้าคาง นัยน์ตาวามวาวราวสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงจ้องมองอีกฝ่ายเช่นนั้นใบหน้าแบบใดดี

สวีจื่อเจี้ยพลันใจเต้นระรัว หน้าผากปรากฏเม็ดเหงื่อผุดพราย

จื่อเหยียนคว้าผ้าเช็ดหน้าแพรไหมผืนหนึ่ง โน้มตัวเช็ดเหงื่อให้เขา

ฉางเซิงพลันใบหน้าแดงก่ำ เบือนหน้าสะกดกลั้นโทสะ

สวีจื่อเจี้ยมีท่าทีตกใจที่ได้รับการปฏิบัติอย่างดี เขาสูดกลิ่นหอมละมุนคราหนึ่งเข้าไป ความรู้สึกนึกคิดล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของจื่อเหยียน ท่าทางมึนงงคล้ายเมามาย

แล้วแต่เซียนเซิงจะตัดสินใจ

เช่นนั้นจื่อเหยียนเอ่ยเสียงสงบกรีดใบหน้านี้ทิ้งดีหรือไม่

ฉางเซิงทนไม่ไหวอยากหัวเราะ สวีจื่อเจี้ยจอมละโมบผู้นี้ ต้องโทษที่เขาหมายมาดในใบหน้าของเสิ่นเยวี่ยมากเกินไป บัดนี้มันฝังลึกเป็นหนึ่งเดียวกับเขา มิอาจใช้เพียงวิธีแปลงโฉมโดยง่ายปกปิดปรับแก้

มีเพียงกรีดใบหน้านี้ทิ้งเสีย

สวีจื่อเจี้ยเนื้อตัวสั่นเทิ้ม ด้านจื่อเหยียนก็ไม่สนใจเขา เพียงปล่อยให้กระแสแห่งความหวาดระแวงในใจเขาซัดโถมโหมกระหน่ำ เฝ้ารอคำตอบประโยคหนึ่งจากเขาอย่างเงียบงัน

สุดท้าย หลังผ่านการดิ้นรนอันทุกข์ทรมานที่แสนยาวนาน สวีจื่อเจี้ยพยักหน้าอย่างแรง ขณะเดียวกันก็ก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็ว คล้ายกลัวว่าจื่อเหยียนจะไม่พูดพร่ำทำเพลง กรีดใบหน้าเขาทิ้งอย่างฉับพลันทันใดเช่นเมื่อครั้งตัดนิ้วของเขา

มิต้องกลัว ครานี้ต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม คืนนี้เจ้าพักผ่อนก่อนจื่อเหยียนกล่าวพลางโบกมือปัดควันในกระถางเครื่องหอม

ควันอ่อนบางเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่สวีจื่อเจี้ย ประดุจจุมพิตจากเทพนิทรา เขาตาปรือขณะประคองเก้าอี้นั่งลง

จากนั้นได้ยินเสียงจื่อเหยียนประหนึ่งเสียงบัญชาจากสรวงสวรรค์มา จงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังเจ้าแปลงโฉม

ลาจาก เขามิเคยคิดมาก่อนว่าในใจของเฟิงเจวียน มิเคยมีชั่วขณะใดที่ลืมเลือนเสิ่นเยวี่ยตัวจริง

มิต้องสงสัยว่าเขาคล้ายเสิ่นเยวี่ยอย่างยิ่ง ทั้งหน้าตา น้ำเสียง รอยยิ้ม ท่าทาง ไม่มีอันใดมิเหมือน แม้กระทั่งนิ้วที่ขาดเมื่อครั้งอีกฝ่ายมีเหตุวิวาทหึงหวงกับผู้อื่น

ครั้นเฟิงเจวียนซึ่งตรอมใจฟั่นเฟือนได้พบเขา ก็หายเป็นปกติเช่นที่คาดไว้

ทั้งคู่สุดท้ายก็ได้ครองรักกัน

บางที สิ่งที่เขามุ่งหวัง คือนางมิต้องหายเป็นปกติตลอดกาล นางจะได้มิพบพิรุธของเขา

แม้เขาจะเลียนแบบเสิ่นเยวี่ยเฉกเช่นพี่น้องฝาแฝด หากแต่ความเจ้าชู้เสเพลที่เป็นนิสัยดั้งเดิมของคนเช่นนั้น เขากลับเลียนแบบมิได้

ทุกครั้งที่เห็นแววตาคลั่งไคล้ของเฟิงเจวียน บอกให้เขาเล่าเรื่องขันกล่าวคำหวาน เขาได้แต่อ้างว่าการค้ายุ่ง หลบออกไปนอกบ้าน ทุกวันทุ่มเทให้กับการทำงาน

สิ่งเดียวที่เขามิทำก็คือนอนบนเตียงนอนนั้น เสิ่นเยวี่ยสิ้นใจบนนั้น มีรอยเลือดมิเป็นมงคล แม้จะทาสีใหม่ เปลี่ยนโครงเตียงใหม่ ทว่าตำแหน่งเดียวกัน เตียงนอนเดียวกัน มักจะปลุกให้เขานึกถึงภาพภาพนั้นเสมอ

เจ้าฆ่าเสิ่นเยวี่ย ด้วยเหตุนี้จึงกลัวเตียงนอนนั้น ใช่หรือไม่

จื่อเหยียนเอ่ยขึ้น

ฉางเซิงฟังจบก็ตกใจ ที่แท้คุณชายล่วงรู้ความจริงแต่แรก หากแต่เพราะเหตุใดจึงยอมแปลงโฉมให้ฆาตกรผู้นี้? ระเบียบกฎเกณฑ์ในใต้หล้า มิอยู่ในสายตาของคุณชายจริงๆ หรือ

ใช่ ข้ามิได้ตั้งใจฆ่าเขา…” สวีจื่อเจี้ยตอบพึมพำ

ครั้นกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจ ร่างกายพลันเบาหวิวลอยละล่อง จมสู่ห้วงแห่งความทรงจำอีกครั้ง

เขาทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าจวนสกุลเฟิงเพราะอะไร เขามิได้ลืม

เพิ่งเข้าไปดูแลกิจการตระกูลเฟิงไม่กี่วัน นายท่านแห่งตระกูลเฟิงก็มองเขาด้วยสายตาชื่นชม

สิ่งเดียวที่เขาขาดก็คือโอกาส นิ้วที่ขาดและรูปโฉมที่ยอมทำลาย ก็คือสิ่งที่เขายอมสูญเสียเพื่ออนาคตที่ว่านี้

เขาลืมไปว่าเขาสละชีวิตของเสิ่นเยวี่ย ทุกวันเมื่อส่องกระจก ใบหน้านั้นจะคอยย้ำเตือนทุกครั้งว่าเขาฆ่าคน

ไม่ว่าอย่างไร และแล้วเฟิงเจวียนก็รู้ความจริง?” จื่อเหยียนถาม

นึกไม่ถึงว่าข้าจะฝันร้าย แล้วก็ละเมอออกมา ทุกอย่างล้มเหลวในตอนสุดท้าย!” สวีจื่อเจี้ยตบขาทอดถอนใจ

แล้วเลือดบนตัวเจ้า…”

นางต้องการฆ่าข้าเพื่อแก้แค้นให้เสิ่นเยวี่ย ข้าข้าพลั้งมือทำร้ายนาง แต่ข้ามิได้ตั้งใจจริงๆ  ยังดีที่อาการบาดเจ็บของนางไม่ร้ายแรง แต่พอข้าจะห้ามเลือดให้นาง นางกลับมิยอม…” สวีจื่อเจี้ยเอ่ยน้ำเสียงเจือแววสะอื้น กลัดกลุ้มเป็นที่สุดบัดนี้ข้ากลับไปมิได้แล้ว นางมิยอมรับข้าอีกแล้ว

ได้ยินว่าเฟิงเจวียนยังมิตาย หัวใจอันหนักอึ้งของฉางเซิงในที่สุดก็คลายลง

คนเรามิอาจหนีพ้นจากความรู้สึกผิด ฉางเซิงปราศจากความเห็นใจ

คนผู้นั้นเดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ คล้ายคลุ้มคลั่งคล้ายเสียสติ ทว่าในสายตาของฉางเซิง เขาไม่ต่างอันใดกับคนตาย

สวีจื่อเจี้ยอาจจะรักเฟิงเจวียนอยู่บ้าง หากแต่ฉางเซิงคิดว่า ส่งเสริมคนรักก็นับเป็นความรักรูปแบบหนึ่ง ไม่ส่งเสริมก็แล้วไป ซ้ำยังฆ่าคนเพื่อบรรลุเป้าหมาย เช่นนี้มิใช่รักผู้อื่น

ผู้ที่สวีจื่อเจี้ยรักมีเพียงตัวเขาเอง และสิ่งที่เรียกว่าความสามารถซึ่งเขาภูมิใจนักหนา

ฉางเซิงพลันขนลุกชัน นึกถึงตนเองซึ่งได้อยู่ข้างกายคุณชายทั้งที่ไร้ฝีมือไร้ความสามารถ โง่เขลาไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ใช่ว่ามิใช่เรื่องดี โชคดีที่เขาเป็นคนดี ฉางเซิงคิดเช่นนี้ มองจื่อเหยียนปัดกลิ่นหอมโชยทาบใบหน้าสวีจื่อเจี้ย

สวีจื่อเจี้ยหลับไปถึงสองวันเต็ม

เมื่อตื่น จื่อเหยียนยื่นกระจกประดับเปลือกหอยมุกงามวิจิตรบานหนึ่งให้เขาด้วยท่าทางเคร่งขรึมเยือกเย็น 

เขาชะงัก มองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกอย่างลังเล จากนั้น รอยยิ้มพลันปรากฏบนใบหน้า

เขาหลุดพ้นจากเสิ่นเยวี่ยแล้ว

เบื้องหน้าคือใบหน้าที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง หล่อเหลาองอาจ ห้าวหาญดุดัน

เขาลองคลำเนื้อหนังบนใบหน้า ประหนึ่งติดตัวมาแต่กำเนิด มองมิเห็นร่องรอยการแปลงโฉมแม้เพียงนิด จื่อเซียนเซิงผู้นี้นับเป็นผู้วิเศษโดยแท้ สวีจื่อเจี้ยน้อมกายคำนับอย่างเลื่อมใสศรัทธา

จื่อเหยียนปิดปากยิ้มเอ่ยมิจำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้ เจ้ามอบเรื่องเล่าน่าฟังเรื่องหนึ่งให้ข้า ข้าสามารถนำไปแลกกับเครื่องหอมชั้นเลิศห่อหนึ่ง

สวีจื่อเจี้ยฟังมิเข้าใจ และไม่นึกสนใจ ที่ว่าการเมืองคงกำลังตามจับตัวเขาไปดำเนินคดี จวนสกุลจื่อมิเหมาะอยู่นาน

จะไปแล้วหรือ ฉางเซิง ส่งแขกจื่อเหยียนจับจ้องเขานิ่งสวีกงจื่อ ข้าว่าเจ้ามิจำเป็นต้องมาที่นี่อีก

สวีจื่อเจี้ยพยักหน้าเห็นด้วย นับจากนี้ไปเขาจะระวังตัวให้มาก ไม่เปิดเผยสถานะของตนเองอีก

เขาจะใช้ชีวิตที่เหลือโดยปิดบังชื่อเสียงเรียงนาม โชคดี ช่วงที่อยู่ในจวนสกุลเฟิงพอมีทรัพย์สินสะสมอยู่บ้าง แม้ไม่มากเท่าที่คิดไว้ แต่ก็เพียงพอให้เขาใช้จ่ายอย่างสบาย

ฉางเซิงออกไปส่งสวีจื่อเจี้ย ครั้นกลับมาก็เตะหินในลานกว้างจนกระเด็นว่อน เด็กรับใช้ที่ทำความสะอาดตกใจจนวิ่งเตลิดไปคนละทิศละทาง

เขาเป็นฆาตกรสังหารเสิ่นเยวี่ย เหตุใดจึงมิให้เขามีใบหน้าเช่นเสิ่นเยวี่ย อยู่อย่างทุกข์ทรมานชั่วชีวิตเขาซักไซ้จื่อเหยียน สิ้นประโยคก็รู้สึกว่ากล่าวแรงเกินไป หากแต่วาจาที่เอ่ยไปแล้วมิอาจเรียกกลับคืน ได้แต่ย่ำเท้าอย่างมิสบอารมณ์

ชีวิตของเขามาถึงจุดสิ้นสุดแล้วจื่อเหยียนกำลังรินสุรา ได้ยินดังนั้นก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ส่งยิ้มหยอกเย้าให้ฉางเซิงซึ่งกำลังฉุนเฉียว โดดมาหยุดข้างกายเขาก่อนจะดีดศีรษะทึ่มทื่อของเขา

เจ้าลืมแล้วหรือ เสิ่นเยวี่ยแม้หน้าตาหล่อเหลา ทว่าอายุสั้น แต่เขากลับต้องการมีรูปร่างหน้าตาเช่นเสิ่นเยวี่ย โดยลืมไปว่าหน้าตาเช่นนี้ไม่มีทางอายุยืน

ฉางเซิงรู้สึกสบายใจขึ้น แต่เมื่อนึกได้ว่าจื่อเหยียนเปลี่ยนแปลงรูปโฉมให้เขาอีกครั้ง ก็เอ่ยถามอย่างอดมิได้คุณชาย ท่านแปลงโฉมให้เขาอีกครั้ง เช่นนี้…”

จื่อเหยียนเอ่ยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเจ้าของใบหน้านั้นทิ้งใบหน้านั้นไว้ที่ข้า เพราะว่าเขาเป็นนักโทษอาญาที่กำลังถูกประกาศจับ

ฉางเซิงกระจ่างในบัดดล ในที่สุดก็เบาใจลง

จากจวนสกุลจื่อถึงประตูเมือง คงเป็นช่วงเวลาอิสระช่วงสุดท้ายในชีวิตของสวีจื่อเจี้ยกระมัง

เครื่องหอมบางเบาก้านนั้นยังคงถูกเผาไหม้อย่างแช่มช้า จื่อเหยียนยิ้มมองเขาผ่านแสงโคม

ต้องการสูดกลิ่นหอมนี้นานขึ้นอีกนิดหรือไม่

บทที่สอง รูปเสียง

ทางเดินสายเล็กที่ปูด้วยกระเบื้องหินสีเทาทอดยาวคดเคี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กลึกมืด นอกประตูใหญ่สีเลือดหมูตรงสุดทางเดินมีบุรุษชุดเทาสีหน้าหม่นหมองผู้หนึ่งยืนอยู่ กำลังเหม่อมองห่วงเคาะประตูสำริดชุบทองคู่นั้นอย่างใจลอย

เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดก็ยื่นมือออกไปจับห่วง เคาะบานประตูอย่างแรง

ประตูเปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง ทัศนียภาพอันงดงามสดใสปรากฏสู่สายตา

เด็กหนุ่มท่าทางเปี่ยมชีวิตชีวาดุจตุ๊กตาเคลือบผู้หนึ่งก้าวออกมา ชำเลืองมองแขกมิได้รับเชิญผู้นั้นอย่างไม่ใส่ใจ

มิทราบที่นี่ใช่ที่พำนักของจื่อเหยียนเซียนเซิงหรือไม่(เชิงอรรถคำเรียกขานบุรุษเชิงให้เกียรติ)

เด็กหนุ่มที่มีหน้าตางดงามดุจภาพวาดผู้นั้นพยักหน้าอย่างเกียจคร้าน อนุญาตให้เขาเข้าประตู

ใบหน้าหดหู่ของบุรุษชุดเทาฝืนยิ้มเล็กน้อย แต่เพียงครู่เดียวก็เลือนหายไป

เขาล้วงเงินหนักอึ้งห่อหนึ่งและจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อยัดใส่มือเด็กหนุ่มด้วยท่าทางเคร่งขรึม

ข้าน้อยสวีจื่อเจี้ย มิทราบน้องชายมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร

เด็กหนุ่มรู้สึกถึงน้ำหนักในมือที่เพิ่มขึ้น แววตาพลันทอประกายสดใส ใช้น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลเอ่ยตอบข้าชื่อฉางเซิง

สวีจื่อเจี้ยได้ยินชื่อนี้ นัยน์ตาหม่นเศร้าพลันฉายแววตื่นเต้น เดินตามฉางเซิงก้าวผ่านประตูชั้นใน

ไอเย็นยามต้นฤดูใบไม้ผลิอาบไล้ทั่วร่าง ทว่าเขาหารู้ตัวไม่ เอาแต่สังเกตเด็กรับใช้ที่ถือไม้กวาดทำความสะอาดระหว่างทาง เด็กเหล่านั้นสวมชุดสีฟ้าครามกับรองเท้าสีขาว พูดคุยสนุกสนานอยู่กลางพุ่มดอกไม้ ช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับลานกว้างใหญ่ได้อย่างไร้สิ้นสุด

สวีจื่อเจี้ยก้มหน้าลอบมองรอบด้าน สรรพสิ่งทุกอย่างวิจิตรงดงามจนดูไม่เหมือนจริง ประหนึ่งเป่าลมใส่งานตัดกระดาษ ลวดลายเหล่านั้นก็ล้วนมีชีวิตขึ้นมา

ฉางเซิงให้เขารออยู่ในโถงหลักของโถงอวี้เหล่ย (เชิงอรรถคำว่าอวี้เหล่ย (玉垒) ” ในที่นี้หมายถึงอวี้เหล่ย (郁垒)” เทพที่ชาวจีนเคารพนับถือ ชาวจีนจะติดภาพวาดของเทพเสินถูและเทพอวี้เหล่ยไว้บนประตูเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เทพเสินถูและเทพอวี้เหล่ยถือเป็นเทพทวารบาลตามคติความเชื่อของจีน) ก่อนจะเลิกม่านไข่มุกก้าวเข้าไปด้านใน ปล่อยให้เสียงกังวานใสดังไล่หลัง

กระถางเครื่องหอมเลี่ยมทองบนโต๊ะปล่อยควันอ่อนบางออกมา กลิ่นหอมที่มิอาจพรรณนาชวนให้มึนงงง่วงงุน สวีจื่อเจี้ยกำลังสะลึมสะลือ ขณะอึ้งงันประหนึ่งวิญญาณหลุดลอยจากร่าง ก้าวผ่านห้วงฝันพร่าเลือนคราหนึ่งถึงค่อยหวนคืนอีกครั้ง ได้ยินฉางเซิงเอ่ยเรียกหลายครั้งถึงค่อยลืมตาทั้งคู่ขึ้น เดินตามฉางเซิงเข้าไปในห้องด้านใน

ครั้นลืมตา เขาก็เห็นดวงหน้างดงามที่สุดที่ชีวิตนี้เคยพานพบ

บนเก้าอี้ยาวมีพนักในโถงตะวันตกมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้าน คลุมชุดหลวมยาวปักลาย ใบหน้าคล้ายแฝงไว้ซึ่งกลิ่นอายแห่งเทพเซียนผสานกับกลิ่นอายแห่งภูตอสูร ท่ามกลางความงามพิสุทธิ์เจือด้วยมนตร์เสน่ห์ชวนหลงใหล นัยน์ตาหงส์สุกสกาวเพียงพาดผ่าน หัวใจของสวีจื่อเจี้ยก็ประดุจถูกควักออกไป ได้แต่ขยับเคลื่อนไหวตามทิศทางแววตาของเขา นิ้วเรียวยาวของเขาถือจอกสุราสีเขียวหยกลายมังกรคู่หงส์ใบหนึ่ง สีสุราวามวาวราวเศษหยก พราวพร่างกรีดบาดนัยน์ตาสวีจื่อเจี้ยจนจำต้องเลื่อนสายตาลงต่ำ พลันปะทะเข้ากับเท้าทั้งคู่ของเขาที่หุ้มด้วยถุงเท้าขาวโผล่เผยอออกมานอกชุดยาว

มันซุกตัวอยู่มุมนั้นเงียบๆ  เล็กเรียวราวไร้กระดูก ประหนึ่งมีฤทธิ์สะกดจิตวิญญาณ

สวีจื่อเจี้ยจ้องมองอย่างลืมตัว กระทั่งฉางเซิงกระแอมไอถึงค่อยได้สติ ฝืนกลืนน้ำลายอย่างกระอักกระอ่วน ใบหน้าแดงซ่านอย่างมิอาจควบคุม

ดวงหน้าหล่อเหลาของฉางเซิงครั้นเทียบกับคนผู้นี้ ล้วนหม่นหมองไม่ต่างจากฝุ่นละอองเม็ดหนึ่ง

เซียนเซิงอยู่ที่นี่ ท่านมีความปรารถนาใดขอจงบอกกล่าวใบหน้าฉางเซิงฉายแววไม่พอใจ ประกายดูแคลนพาดผ่านนัยน์ตา

สวีจื่อเจี้ยนึกถึงจุดประสงค์ที่มาครานี้ เนื้อตัวพลันสั่นสะท้าน เขาสังเกตเห็นว่าคิ้วของจื่อเหยียนเลิกขึ้นเล็กน้อย กลัวอีกฝ่ายจะไม่พอใจ รีบเอ่ยเข้าเรื่องทันทีข้าประสงค์จะให้เซียนเซิงแปลงโฉมให้ข้า รายละเอียดทั้งหมดล้วนเขียนอยู่ในจดหมาย

จื่อเหยียนเขย่าจอกสุรา ในจอกบังเกิดเกลียวคลื่นเล็กจิ๋วพราวระยับ ยิ่งขับให้นัยน์ตาทั้งคู่ของเขาเฉกเช่นเงาจันทร์ที่แตกกระจายในบ่อน้ำ ปรากฏประกายเลือนราง

สวีจื่อเจี้ยเหม่อมองอย่างใจลอย พลันเห็นนัยน์ตาพร่างพราวราวอสนีบาตของอีกฝ่ายตวัดวาบมาที่ตน ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวขึ้นแช่มช้าทุกคนที่มาขอให้ข้าแปลงโฉม ส่วนใหญ่เพื่อเพิ่มความงดงาม มีเพียงเจ้าต้องการทำให้ตนเองพิการ ทุกส่วนของร่างกายล้วนได้จากบิดามารดา ไยจึงต้องหาความลำบากใส่ตัวเช่นนี้

สวีจื่อเจี้ยหยิบภาพวาดม้วนหนึ่งออกมาจากห่อผ้าด้านหลัง ค่อยๆ คลี่กางบนโต๊ะให้จื่อเหยียนกับฉางเซิงยล

ผู้ที่อยู่ในภาพคือชายหนุ่มท่าทางอบอุ่นอารมณ์ดีผู้หนึ่ง รอยยิ้มมีเสน่ห์เจือแววเจ้าชู้ สวีจื่อเจี้ยเลื่อนไล้ผ่านมือที่กำลังหอบหนังสือของชายหนุ่ม ถอนใจเอ่ยเพียงเพราะมือขวาของเขาไม่มีนิ้วก้อย

ฉางเซิงขมวดคิ้ว ต้องการเอื้อนเอ่ย กลับถูกจื่อเหยียนเหลือบมองเป็นเชิงปราม

จื่อเหยียนมองสวีจื่อเจี้ยอย่างไม่ใส่ใจ คล้ายกำลังรอให้อีกฝ่ายอธิบาย

สวีจื่อเจี้ยใจเต้นระรัว ขณะกระวนกระวายเขาเงยหน้าสบตาจื่อเหยียนเป็นครั้งแรก เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งขอร้องกึ่งข่มขู่ขอเซียนเซิงโปรดแสดงฝีมือ ช่วยข้าสักครา

จื่อเหยียนชูนิ้วเนียนขาวราวหยกนิ้วหนึ่งขึ้นมา เขย่าไปมาเล็กน้อย ฉางเซิงค้อมกายถอยออกไป

จื่อเหยียนไม่เอ่ยอันใด เพียงแต่เฝ้ารอเงียบๆ 

สวีจื่อเจี้ยพลันรู้สึกหวาดหวั่นจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ตัวสั่นเทิ้มขณะม้วนเก็บภาพวาดยัดใส่ห่อผ้าด้านหลัง เอ่ยถามเสียงฝืดเฝื่อนเซียนเซิงมิเต็มใจรับปากหรือ

ผ่านไปไม่นานฉางเซิงกลับมา กระซิบข้างหูจื่อเหยียนพลางกลอกตาใส่สวีจื่อเจี้ยอย่างมิสบอารมณ์

สวีจื่อเจี้ยใจเสีย กระแทกตัวคุกเข่าบนพื้นคำนับจื่อเหยียน หยาดน้ำใสไหลรินรดแก้ม เอ่ยกลั้วสะอื้นเซียนเซิง โปรดเห็นใจในความรักของข้า ส่งเสริมข้าเถิด

แม่นางเฟิงล้มป่วยเพราะคิดถึงคนรัก เจ้าสามารถเสียสละเพื่อนาง นับว่าหายากโดยแท้จื่อเหยียนไม่เปลี่ยนสีหน้า พินิจมองลักษณะท่าทางของอีกฝ่ายอย่างละเอียดเจ้ามีสีหน้ากลัดกลุ้มอมทุกข์ น้ำเสียงติดขัดไม่ลื่น คิ้วตกราวต้นหลิว ดูจากนรลักษณ์มิใช่ผู้มีวาสนาส่งมือให้ข้า(เชิงอรรถนรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะของมนุษย์ หรือก็คือโหงวเฮ้งตามตำราโหราศาสตร์จีน)

สวีจื่อเจี้ยเห็นจื่อเหยียนน้ำเสียงอ่อนลง รีบแบมือทั้งสองข้างไปทางเขา

จื่อเหยียนใช้มือเยียบเย็นจับนิ้วก้อยข้างขวาของอีกฝ่ายขึ้นมา นิ้วโป้งค่อยๆ เลื่อนไล้ไปตามข้อนิ้ว

สวีจื่อเจี้ยราวกับถูกสะกดจุด ความรู้สึกสะท้านด้านชาแล่นไหลมาจากปลายนิ้ว ใจทั้งดวงประหนึ่งถูกจื่อเหยียนบีบเล่นอยู่ในมือ ร่างทั้งร่างสั่นเทามากขึ้นทุกที

จื่อเหยียนสังเกตเห็นท่าทีกระวนกระวายของเขา คลายมือออกแย้มยิ้ม รอยยิ้มพลิ้วไหวตามประกายยวนเย้าในแววตา

สวีจื่อเจี้ยกำลังนึกอยากมีดวงตาเพิ่มอีกคู่เพื่อจะได้จ้องมองให้หนำใจ พลันได้ยินเสียงไพเราะของฉางเซิงดังกระทบโสตประสาทสวีกงจื่อไม่ชินกับการคุกเข่ายาวนานใช่หรือไม่ มิสู้ลุกขึ้นสนทนา(เชิงอรรถคำเรียนขานเชิงให้เกียรติ ใช้เรียกบัณฑิตหรือชายหนุ่มตระกูลสูงศักดิ์)

สวีจื่อเจี้ยลุกขึ้นยืน แผ่นหลังเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ทันใดนั้นพลันรู้สึกเจ็บร้าวที่มือ นิ้วก้อยทั้งนิ้วบัดนี้ถูกตัดขาด เขาล้มทั้งยืน เสียงโอดครวญก้องสะท้อนทั่วทั้งห้องโถง

จื่อเหยียนมีท่าทีไม่ยี่หระ ยกจอกสุราขึ้นจิบอีกครั้ง เสียงถอนใจอันสบายอารมณ์ผสานกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของสวีจื่อเจี้ย ฟังดูชวนหลงใหลทว่าน่าขนลุก

นิ้วก้อยนิ้วนั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือด ถูกทิ้งลงในชามเคลือบขาวสลักลายเมฆ ดูแล้วน่าประหวั่นพรั่นพรึง

ฉางเซิง ทำแผลให้เขา ประเดี๋ยวค่อยแปลงโฉมให้เขาสิ้นประโยค ดวงตาพร่าเลือนของสวีจื่อเจี้ยก็มิเห็นแม้แต่เงาของจื่อเหยียนอีก

เขาไม่คิดมาก่อนว่าคนผู้นี้จะลงมือโดยไม่อารัมภบท ท่ามกลางความงุนงงมิอาจปลุกเร้าความเจ็บแค้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสกรีดบาดหัวใจจนแทบสิ้นสติ

ใบหน้าฉางเซิงปรากฏรอยยิ้มเยาะหยัน ร้องเพลงเสียงเบาพลางทำแผลให้สวีจื่อเจี้ย

หลังยาน้ำสีเขียวฉ่ำเย็นทาทับบาดแผล ความเจ็บปวดของสวีจื่อเจี้ยก็บรรเทาลงทีละน้อย ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น กุมนิ้วที่ขาดร่ำไห้สะอึกสะอื้น

เขามิอาจหันหลังกลับ นับจากนี้ เขาจะกลายเป็นคนอีกผู้หนึ่ง

ผู้ที่สตรีซึ่งเขาหมายปองยกหัวใจให้

คนผู้นั้นตายไปเมื่อครึ่งปีก่อน ไม่ว่าเขาจะอิจฉาคนผู้นั้นอย่างไร ผู้จากไปมิอาจฟื้นคืน เขามิอาจถือสาเปรียบเทียบ สิ่งที่เขาทำใจมิได้มีเพียงแววตารักใคร่หลงใหลของนาง

ทุกคราที่เขาอยู่เบื้องหน้านางทว่าใจของนางไม่มีวันอยู่ที่เขา เขาเกลียดตนเองที่เหตุใดจึงไม่มีหน้าตาเช่นคนผู้นั้น

ทำให้ทุกคนสยบแทบเท้า เสิ่นเยวี่ยใช้หน้าตาหล่อเหลาของเขาโปรยเสน่ห์ใส่สตรีมากมายเท่าใด สวีจื่อเจี้ยล้วนไม่สนใจ หากแต่เขากลับต้องการแต่งงานกับเฟิงเจวียน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่มิอาจเกิดขึ้นเด็ดขาด

โชคดีที่เขาตายแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้สาเหตุการตาย

เขาสิ้นใจอย่างน่าพิศวงบนเตียงนอนที่เตรียมไว้สำหรับคืนแต่งงาน

สวีจื่อเจี้ยดีใจที่โชคหล่นทับ กลับพบว่านางกึ่งตรอมใจกึ่งฟั่นเฟือน

นางไม่เชื่อว่าคนรักจะตาย ยืนกรานจะรอต่อไป หมายเฝ้ารอตราบชั่วฟ้าดินสลาย

ฉางเซิงเห็นเขาเหงื่อไหลโซมกาย ท่าทางดูไม่ได้ ยื่นผ้าผืนหนึ่งส่งให้อีกฝ่าย

วางใจ มีเซียนเซิงอยู่ ไม่ว่าปัญหาใดล้วนสามารถคลี่คลายโดยง่ายรอยยิ้มของฉางเซิงเต็มไปด้วยการชักจูงหลอกล่อ เฉกเช่นสุราฤทธิ์แรงแผดเผาหัวใจของสวีจื่อเจี้ย ทำให้เขายอมเจ็บปวดเพื่อพานพบความหอมหวานหลังจากนั้น

ห้าวันต่อมา

สวีจื่อเจี้ยกลายเป็นคนใหม่ ทุกอิริยาบถเฉกเช่นเสิ่นเยวี่ยในภาพวาด หล่อเหลางามสง่า

จื่อเหยียนมักนิ่งมองเงียบๆ อยู่มุมหนึ่งด้วยท่าทางเฉยเมย บางครั้งจะกล่าวชี้แนะเล็กน้อย

เสิ่นเยวี่ยประหนึ่งสหายสนิทตั้งแต่เยาว์วัยของเขา ล่วงรู้ทั้งอุปนิสัยและงานอดิเรกเป็นอย่างดี แม้แต่สวีจื่อเจี้ยซึ่งรู้จักกับเสิ่นเยวี่ยมาหลายปี กระนั้นก็มิอาจเข้าใจอย่างถ่องแท้เช่นเขา

เซียนเซิงนับเป็นผู้วิเศษโดยแท้!”

สวีจื่อเจี้ยคำนับจื่อเหยียนด้วยการค้อมกายต่ำ แผลที่มือเขาหายสนิทแล้ว ลักษณะท่าทางล้วนเปลี่ยนไป สีหน้าฉายแววเหลาะแหละเจ้าเล่ห์

ภาพวาดของฟู่ฉวนหง แต่ไหนแต่ไรไม่มีภาพใดมิคล้ายตัวจริง เสิ่นเยวี่ยยามมีชีวิตเป็นอย่างไร มองเพียงผาดเดียวก็รู้ เพียงแต่ว่า หน้าตาดีมิสู้จิตใจดีจื่อเหยียนกล่าวแผ่วเบาแช่มช้า ราวกับวาจานี้มิได้ออกจากปากเขา ยังคงท่าทางสงบเยือกเย็นไม่ยี่หระต่อสิ่งใดเช่นเดิม

สวีจื่อเจี้ยสีหน้าบึ้งตึง กลอกตาไปมารอบหนึ่ง กล้ำกลืนวาจาที่ต้องการกล่าว

ปฏิกิริยาเล็กน้อยเช่นนี้ของเขามิอาจรอดพ้นสายตาฉางเซิงไปได้ เอ่ยแทรกขึ้นอย่างไม่พอใจได้ยินว่าคุณหนูตระกูลเฟิงอาการทรุดหนักลงทุกวัน เสิ่นกงจื่อมิต้องการกลับไปเยี่ยมเยียนหรือ

สวีจื่อเจี้ยตอบรับอย่างดีใจ รีบกลับห้องเก็บข้าวของจากไปทันที

ในที่สุดก็วุ่นวายเสร็จสิ้น ฉางเซิงมองสวีจื่อเจี้ยแต่งกายหรูหรา โบกพัดเดินจากไปอย่างงามสง่า

เขาปิดประตูใหญ่ พลันรู้สึกเบิกบานใจ คล้ายสลัดห่อผ้าใบใหญ่ไปได้ แม้แต่ยามเดินยังนึกอยากเปล่งเสียงหัวเราะ

นี่คืองานแรกที่ฉางเซิงรับหลังเข้าจวนสกุลจื่อ หาได้รู้สึกดีไม่

เขามิชอบสายตาที่คนผู้นั้นมองจื่อเหยียน มิชอบที่คนผู้นั้นเสแสร้งว่าทำเพื่อความรัก

เขาไม่รู้ว่ากาลก่อนจื่อเหยียนปฏิบัติต่อแขกที่มาอย่างไร หากทุกคนล้วนเป็นเช่นสวีจื่อเจี้ย ดวงตาของเขาคงเจ็บปวดยิ่ง

คนเช่นนั้นไฉนเลยจะเสียสละเพื่อความรักปานนี้ ฉางเซิงหาเชื่อไม่

ไม่รู้คุณหนูเฟิงเห็นคนรักฟื้นคืนจากความตาย จะกล่าวอันใดคิ้วของฉางเซิงขมวดน้อยๆ เข้าหากัน เท้าคางครุ่นคิดเบื้องหน้าจื่อเหยียน

จื่อเหยียนเผยอยิ้มร่าเริงเช่นเด็กน้อย พลันยื่นมือออกไปลูบหัวคิ้วอีกฝ่าย มิได้ยินที่เขากล่าวแม้แต่น้อย

สวีจื่อเจี้ยกับเสิ่นเยวี่ยสนิทกันมาหลายปี มีใบหน้าที่คุณชายเปลี่ยนให้เขา ไม่แน่เขาอาจตบตาผู้ที่ตรอมใจล้มป่วยเช่นคุณหนูเฟิงได้ เพียงแต่ต่อให้รู้ความจริง มีรูปโฉมของเสิ่นเยวี่ย แล้วเขาก็ยึดมั่นในรักเช่นนั้น เกรงว่าคุณหนูเฟิงก็คงหวั่นไหวอยู่ดี

เขาพล่ามเสร็จสิ้น เห็นจื่อเหยียนเอาแต่เบิกตากลมวาวจ้องมองเขาอย่างครุ่นคิดพลางไล้นิ้วไปมาบนคิ้วของเขา

ข้ามิใช่ตุ๊กตา คุณชาย…”

จื่อเหยียนยิ้มจนตาหยีอยากให้ปลายคิ้วของเจ้าสูงขึ้นอีกนิดหรือไม่ จะได้ดูองอาจน่าเกรงขามมากขึ้น

ใต้หล้านี้เรื่องที่ฉางเซิงไม่มีวันทำก็คือเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของตนเอง เขาปฏิเสธในความหวังดีของคุณชาย เห็นว่าผู้ที่มีเวลาว่างมากมายเช่นอีกฝ่ายกำลังลูบผมเขาแผ่วเบา เอ่ยขอร้องเขาด้วยท่าทางน่าสงสารฉางเซิง ข้ามีปิ่นไม้ดำอันหนึ่งเหมาะกับเจ้ายิ่ง เกล้าผมอีกคราได้หรือไม่

เหตุใดปรมาจารย์แปลงโฉมที่ระบือนามทั่วทั้งแผ่นดินผู้นี้ ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นและลับหลังผู้อื่นจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง?

ฉางเซิงคิดแล้วก็นึกอยากร้องไห้ เห็นทีต้องหางานให้เขาเพิ่มอีกสักสองสามงาน เขาจะได้ไม่มีเวลาว่างมากมายเช่นนี้

จื่อเหยียนดันฉางเซิงไปหน้ากระจก หวีผมยาวให้เขาด้วยท่าทางพออกพอใจ ท่วงท่าชดช้อยงดงาม ทุกอิริยาบถประดุจร่ายรำตามเสียงดนตรี แม้ฉางเซิงจะมิเต็มใจ กระนั้นก็อดเหม่อมองอย่างเคลิบเคลิ้มมิได้

คุณชาย หากท่านเป็นสตรี ย่อมงดงามล้ำแผ่นดินเป็นแน่แท้

ฉางเซิง ช่วยไปร้านหอมหมื่นลี้ซื้อเครื่องหอมให้ข้าจำนวนหนึ่ง ข้ารู้สึกแน่นหน้าอก ต้องการพักหายใจจื่อเหยียนหวีผมช้าลง ท่าทางลอยเหม่อ ชั่วขณะนั้นคล้ายกลับไปเป็นบุรุษผู้เฉยชาอีกครั้ง

ฉางเซิงขมวดคิ้วเอ่ยถามคุณชายต้องการซื้อเครื่องหอมใด

มุมปากจื่อเหยียนเผยอยิ้มเล็กน้อย นัยน์ตาหลุบลงคล้ายกำลังกลั้นหัวเราะเจ้าเล่าเรื่องครานี้ให้เจ้าของร้านฟัง นางจะให้เครื่องหอมเจ้าห่อหนึ่ง เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เทียบเท่าเงินร้อยเหวิน (เชิงอรรถหน่วยเงินสำริดในสมัยโบราณ)

ครานี้หาได้มีเรื่องใดน่าเล่าไม่ ฉางเซิงพลันรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ เขามองค้อนจื่อเหยียนคราหนึ่ง ฉวยเงินเดินออกไป

ข้าอยากดื่มสุราข้างนอกก่อนค่อยกลับ

ไปเถิด ไปเถิด ได้เมาก็ดีเหมือนกันจื่อเหยียนยิ้มอย่างรู้ทัน หมุนตัวก้าวเข้าไปในห้องใน

จื่อเหยียนไม่เหลียวแลเช่นนี้ กลับทำให้ฉางเซิงสิ้นอารมณ์ดื่มสุรา เดินไปร้านหอมหมื่นลี้อย่างหงุดหงิด

ร้านหอมหมื่นลี้ตรงปากทางเป็นสถานที่ประหลาด เมื่อก้าวเข้าไปในร้านจะได้กลิ่นหอมกรุ่นกำจาย แต่ครั้นอยู่นอกร้านกลับไม่ได้กลิ่นหอมแม้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง ร้านค้าที่ลึกลับน่าพิศวงเช่นนี้ เครื่องหอมที่ขายน่าจะเหมาะกับจื่อเหยียนพอดี

ขณะที่คิดเช่นนี้ ฉางเซิงย่างเท้าก้าวเข้าไปในร้าน

ร่างทั้งร่างตั้งแต่ศีรษะจรดฝ่าเท้าพลันสั่นวูบ หัวใจไหวสะท้าน คล้ายได้ดื่มน้ำถั่วเขียวถ้วยหนึ่ง ปลอดโปร่งผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

หญิงสาวนัยน์ตาพราวระยับผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้สูง กำลังแกว่งเท้าไปมาพลางแทะเมล็ดแตงโม

ข้าเป็นคนของจวนสกุลจื่อ มาซื้อเครื่องหอม

โอ?” นางโดดลงจากเก้าอี้ด้วยท่าทางสนใจ ลากฉางเซิงเข้าไปด้านใน

ควันหอมลอยอวล

ฉางเซิงลืมสิ้นว่าเคยกล่าวอันใด

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เขาเดินออกจากร้านหอมหมื่นลี้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

หลังสูดกลิ่นเครื่องหอมเย้ายวนหลายสิบชนิด จิตวิญญาณของเขาประหนึ่งท่องผ่านสวรรค์นรกคราหนึ่ง ผ่านการแช่รมด้วยเครื่องหอมนับไม่ถ้วน สุดท้ายนำเครื่องหอมห่อหนึ่งกลับมา หญิงสาวเจ้าของร้านผู้นั้นบอกว่า มันชื่อลาจาก

ตกกลางคืน

เขาเดินอยู่นาน คล้ายฝันไปตื่นหนึ่ง กลับมาถึงลานกว้างอันเคยคุ้น

เขาทอดสายตามองแสงโคมสว่างไสว ผลักประตูเปิด โคมแก้วหลากสีทรงดอกลำโพงเปล่งประกายเจิดจ้า ทาบทับดวงหน้างดงามราวหยกขาวของจื่อเหยียนจนเป็นสีแดงระเรื่อ

ท่ามกลางเงาสะท้อนของแสงเทียน เขาถือจอกสุราเดินโงนเงนตรงมา เงาร่างยวนตาประดุจเปลวเทียนพลิ้วไหว ฉางเซิงเหม่อมองท่วงท่าน่าหลงใหลเช่นนี้ของเขาอย่างเคลิบเคลิ้ม ไม่ว่าวาจาใดล้วนลืมเลือนจนสิ้น ได้แต่ก้าวตรงไปหาด้วยท่าทางใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เทินเครื่องหอมขึ้น กล่าวคำสองคำนั้นอย่างงกๆ เงิ่นๆ

ลาจาก

จื่อเหยียนยิ้มเข้าใจ ฉีกห่อเครื่องหอมก้มหน้าสูดกลิ่น ย่นจมูกเล็กน้อยคล้ายลูกสัตว์ป่าค้นหาอาหาร จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นชื่นบาน

เขาถือเครื่องหอมพลางดึงฉางเซิงเยื้องย่างเข้าไปด้านใน เวียนวนกรีดกรายมุ่งสู่สวนด้านหลังห้องข้าง

ฉางเซิงไม่รู้ว่าจวนสกุลจื่อมีสถานที่เช่นนี้อยู่ ทางเดินเล็กแคบดูคล้ายยาวไกลไร้ขอบเขต

มือเย็นเยียบของจื่อเหยียนจับจูงเขา เส้นทางไม่สิ้นสุด ใจของเขาเต้นไม่เป็นส่ำ จมดิ่งสู่ห้วงภวังค์อันพร่ามัวเลือนราง

ตรงแมกไม้สุดทางเดินปรากฏประตูเล็กแคบบานหนึ่ง มิใช่หินมิใช่หยก

จื่อเหยียนวางมือลงบนห่วงประตู ประตูเปิดออกทันที

ด้านในพราวพร่างสว่างไสว หรูหราตระการตาประดุจอีกโลกหล้าหนึ่ง ไข่มุกนับไม่ถ้วนฝังติดกับผนัง เปล่งประกายเจิดจ้าบาดตา ประหนึ่งธารสวรรค์ที่ดารดาษด้วยหมู่ดาวพลิกกลับสลับด้าน

ฉางเซิงตะลึงลาน ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคืออาภรณ์แพรไหมงามวิจิตรดุจหมู่เมฆหลากสีมากกว่าร้อยชุด แขวนเรียงรายทั่วผนังทั้งสี่ด้าน งามอร่ามเรืองรอง แพรไหมอ่อนนุ่มที่ไม่รู้ชื่อนามประหนึ่งภูตวิเศษมีชีวิต แย่งกันดึงดูดให้ผู้คนจับจ้องสัมผัส นวลละมุนราวสายลมปุยเมฆ งามสดใสดุจบุปผาผลิงาม เจิดจรัสดั่งอัญมณีแจ่มจ้า ลออตาเช่นดอกสาลี่นวลคราญ

งดงามจนชวนให้ลืมหายใจ

เขาสายตาพร่าลาย จู่ๆ ก็บังเกิดความหวาดหวั่น มิกล้ามองอีกต่อไป รีบหลับตากลั้นหายใจหมายจะตั้งสติ

จื่อเหยียนหันมาเห็น หัวเราะเล็กน้อย ยื่นหน้าพินิจมองท่าทีเก้อกระดากของเขาอย่างพิจารณา ก่อนจะยื่นมือแตะจมูกของเขา

ฉางเซิงอายหน้าแดง ลืมตาขึ้น มิใช่เรื่องง่ายกว่าใจทั้งดวงจะสงบลงได้

เขาเห็นจื่อเหยียนก้าวเข้าไปในห้อง สำรวจสมบัติล้ำค่าที่เขาสะสม

ฉางเซิงมิกล้าเข้าไป ยืนพิงอยู่ริมประตูเพียงลำพัง มือจับห่วงประตูอย่างคล้ายจงใจคล้ายไม่จงใจ ไอเย็นยะเยือกวูบหนึ่งแผ่ซ่านเข้าสู่มือของเขา เขารีบชักมือกลับด้วยความตกใจ

จื่อเหยียนซึ่งอยู่ท่ามกลางอาภรณ์งามวิจิตรหันกลับมา เสมือนบทกวีที่ว่า

อาภรณ์งามเพริศพิลาสยากพบเห็น

โฉมแฉล้มเช่นเทพเซียนในภาพวาด

ฉางเซิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเทิดทูนประดุจพานพบเทพสวรรค์ พลันรู้สึกละอายในความต้อยต่ำของตนเอง

ภาพงามจรัสเบื้องหน้าเฉกเช่นสรวงสวรรค์ มิคล้ายโลกมนุษย์

เขาสั่งสมผลบุญเช่นใดมา ถึงสามารถติดตามเจ้านายเช่นนี้

จื่อเหยียนแกะห่อเครื่องหอม สะบัดมือคราหนึ่ง ผงเครื่องหอมฟุ้งกระจายก่อนจะร่วงสู่พื้น

กลิ่นหอมหวนขจรขจายทั่วห้อง เป็นกลิ่นหอมจรุงที่ชวนให้เคลิ้มฝันประหนึ่งวิญญาณหลุดลอย นึกอยากปล่อยให้ร่างกายที่อ่อนระทวยและจิตใจที่กระวนกระวายรวมผสานกับกลิ่นหอมดังกล่าวนั้น นับจากนี้ยินยอมพร้อมใจที่จะเมามายลืมเลือน หลับใหลอยู่ท่ามกลางรสชาติแห่งการลาจาก ยากจะถอยห่างหลีกหนี

ฉางเซิงง่วงงุนสะลึมสะลือ ในสมองยังคงหลงเหลือสติเสี้ยวหนึ่งเตือนให้เขาตื่นขึ้น ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากห้วงภวังค์อันนวลนุ่มลุ่มหลงนี้

หากแต่ทว่า กลิ่นหอมดังกล่าวปลอบประโลมหัวใจที่กระหายการหลับใหลของเขาเฉกเช่นสัมผัสอันอ่อนโยนของคนรัก มิรับรู้ทุกข์โศก มิรับรู้เจ็บปวด มิรับรู้โกรธแค้น เพียงลืมเลือนอดีตที่ผันผ่าน

จื่อเหยียนนิ่งมองร่างของฉางเซิงล้มลงด้วยสายตาเรียบเฉย

ลาจาก เครื่องหอมของกุ่ยฮว่าเฉกเช่นภาพวาดของฟู่ฉวนหง ล้วนเป็นสิ่งวิเศษล้ำแผ่นดิน

ไม่มีทางผิดพลาด

จื่อเหยียนจับหน้าฉางเซิงหันมา เจ้าของดวงหน้าหล่อเหลางามสง่าคือผู้สืบทอดที่ถูกเลือก เด็กหนุ่มผู้นี้ลืมเรื่องในอดีตไปนานแล้ว เขาไม่รู้ว่าใบหน้าในยามนี้ของเขาเป็นผลงานชั้นเลิศของจื่อเหยียน เขาไม่รู้ว่าเขาเคยมีอดีตที่น่าอัศจรรย์ปานใด เขาเข้าใจว่าเขาเป็นเด็กกำพร้าที่จื่อเหยียนพบเข้าโดยบังเอิญ เต็มใจอยู่ปรนนิบัติรับใช้เจ้านายตลอดไป

ยังไม่ถึงเวลา

จื่อเหยียนก้มหน้า ใช้ปลายนิ้วควักขี้ผึ้งแตะแก้มเด็กหนุ่ม ใบหน้าฉางเซิงค่อยๆ กลายเป็นสีแดงระเรื่อ เสมือนแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉม

หากใช้ใจประเมิน บัดนี้ยังมิอาจบอกอันใดเขามากนัก ทำได้เพียงเฝ้ารอต่อไป

ใบหน้านี้ยังบอบบางเกินไป มิอาจทนรับการสัมผัส

จื่อเหยียนไล้มือไปตามกระดูกโหนกแก้มของฉางเซิง จุดนี้ต้องยกสูงขึ้นอีกส่วน แล้วก็คิ้วเชิดคู่นี้ หางคิ้วยุ่งเหยิงไปนิด จำต้องกันคิ้วไร้ระเบียบให้เรียบร้อย

ตะเกียงน้ำมันอมตะ (เชิงอรรถตะเกียงที่จุดแล้วมิอาจเป่าดับ จวบจนน้ำมันถูกใช้จนสิ้น เปลวเทียนจะมอดดับเอง) ส่องแสงสว่างไสวราวกลางวัน ท่ามกลางอาภรณ์หลากสีสัน จื่อเหยียนขยับเข็มขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จัดแต่งรูปโฉมให้ฉางเซิง

สักวันหนึ่ง เขาจะละทิ้งรูปลักษณ์เก่า ได้ครองรูปโฉมที่งามล้ำสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเขาจื่อเหยียน

รูปลักษณ์ได้รับอิทธิพลจากจิตใจ จิตใจหมุนเวียนเปลี่ยนผัน รูปลักษณ์อุบัติดับสูญ

หากแต่จื่อเหยียนรู้ว่ารูปลักษณ์สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจ เพียงมือข้างเดียวของเขา ก็สามารถทำให้รูปโฉมที่ติดตัวแต่กำเนิดมลายหาย สามารถพลิกชะตาชีวิตที่ถูกกำหนดมาแต่เดิม

เขามิใช่เทพเจ้า กลับกำลังกระทำสิ่งเช่นเทพเจ้า

ชีวิตของข้าขึ้นอยู่กับข้ามิได้ขึ้นกับสวรรค์ ประโยคนี้ผุดขึ้นในใจจื่อเหยียนเงียบๆ 

อาจารย์ ท่านกล่าวว่าเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตผู้อื่น ทำให้ความสัมพันธ์วุ่นวาย เช่นนี้จะอายุสั้น ข้าหาเชื่อไม่

ต่อให้อายุสั้น หากแต่ปรารถนาบรรลุผล ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตนี้

เขาใช้ปลายนิ้วควักขี้ผึ้งกลิ่นหอมหวนขึ้นมาส่วนหนึ่ง ป้ายบนจมูกฉางเซิง

ลาจากกลิ่นหอมนี้มีฤทธิ์รุนแรงยิ่ง แม้แต่เขายังแทบทนไม่ไหว นึกอยากลืมเลือนเรื่องราวในอดีตเสียให้สิ้น

จะโทษก็ต้องโทษที่ใต้หล้านี้มีเรื่องรบกวนจิตใจมากไป บางที วันหนึ่งวันใดคงต้องแวะไปร้านของกุ่ยฮว่าสักคราแล้ว

ปล่อยวางอย่างเด็ดขาด ต่อให้เพียงชั่วขณะหนึ่งก็ตาม

ลมวูบหนึ่งม้วนตัวโชยผ่าน จื่อเหยียนทอดสายตามองไปนอกประตู ท้องฟ้าล้วนมืดสนิท

ควรเรียกคนเตรียมอาหารเย็นแล้ว

เมื่อฉางเซิงรู้สึกตัวตื่น ย่อมท้องร้องวิ่งหาอาหารทั่วห้องเป็นแน่แท้

จื่อเหยียนนึกถึงท่าทางของฉางเซิงยามขมวดคิ้วงุ่นง่าน อดยิ้มอ่อนบางมิได้ เขาดึงร่างอ่อนปวกเปียกของฉางเซิงเดินออกนอกประตู พาเขากลับสู่สถานที่อันคุ้นเคย

จิตใจอันบอบบางของเขามิอาจได้รับการกระทบกระเทือน ให้เขาอยู่รับใช้ข้างกายตน นับว่าลำบากเขาแล้ว

เมื่อฉางเซิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น อาหารร้อนกรุ่นเต็มโต๊ะล้วนตระเตรียมเรียบร้อย จื่อเหยียนส่งตะเกียบให้เขาอย่างร่าเริง คีบหัวไชเท้าชิ้นหนึ่งให้เขาอย่างเบิกบานแช่มชื่น แม้จะเป็นหัวไชเท้าที่แกะสลักอย่างประณีตงดงาม กระนั้นฉางเซิงก็ยังถอนใจบ่นอุบอาหารเจอีกแล้วหรือ

เต้าหู้นึ่งเม็ดบัว เห็ดหอมผัดเกาลัด ผักกาดทรงดอกไม้ รากบัวหอมหมื่นลี้

อาหารทุกอย่างล้วนปรุงแต่งอย่างประณีต น่าเสียดายที่ปราศจากเนื้อสัตว์

หากข้ารับประทานเนื้อสัตว์จะร้อนใน สิ่งมันเลี่ยนเหล่านั้นรับมากไปไร้ประโยชน์ ทั้งยังไม่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ เจ้ารับประทานเป็นเพื่อนข้าเถิดจื่อเหยียนใช้น้ำเสียงแง่งอนขอร้องเขา

คุณชาย บุรุษอกสามศอกจะมีผิวพรรณนวลเนียนเพื่ออะไร ข้าอยากกินเนื้อน้ำแดง แล้วก็อยากแทะขาหมู

ของน่าคลื่นไส้เหล่านั้นจะกลืนลงได้อย่างไรจื่อเหยียนกล่าวอย่างจริงจัง ประหนึ่งญาติผู้ใหญ่ที่มักพล่ามบ่นด้วยความหวังดีระวังกรรมตามสนอง หมูปลาเป็ดไก่ที่ถูกเจ้ากินจะตามแก้แค้นเจ้า ส่วนข้ากับเจ้า ใบหน้านี้ก็เฉกเช่นป้ายหน้าร้านกระนั้น เจ้าจงทะนุถนอมให้ดี ห้ามทำลายอนาคตตนเองเด็ดขาด

ฉางเซิงยิ้มขมขื่น คุณชายมักบังคับให้เขารับประทานอาหารเจ ใช้ชีวิตที่นี่ราวกับบวชเป็นหลวงจีน โชคดีที่อาหารเจเหล่านี้ล้วนรสชาติไม่เลว ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตถือเป็นการสั่งสมบุญกุศล ฉางเซิงรู้ว่า ในเมื่อสิบวันที่ผ่านมาอย่างไรคุณชายก็มิยอมอนุญาต เช่นนั้นวันเวลาในภายหน้า เขาคงต้องบอกลาอาหารประเภทเนื้อสัตว์แล้ว

อมิตาภพุทธ สาธุ สาธุ ฉางเซิงพึมพำนามของพระผู้เป็นเจ้าในใจ รับประทานอาหารเบื้องหน้าหมดเกลี้ยงรวดเร็ว จื่อเหยียนมีท่าทีพึงใจขณะสั่งให้คนเก็บชามตะเกียบออกไป

ข่าวดีส่งมาถึงเมื่อสิบสามวันให้หลัง

อิ๋งหั่วผู้มีหน้าที่รวบรวมข่าวสารแห่งจวนสกุลจื่อยื่นกระดาษสีชมพูให้ฉางเซิง แล้วก็จากคนผู้เดียวกันนี้ ฉางเซิงได้รับกระดาษสีฟ้าน้ำทะเลอีกแผ่นหนึ่ง ด้านบนเขียนบรรยายความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสวีจื่อเจี้ย เฟิงเจวียน และเสิ่นเยวี่ย

อิ๋งหั่วมิใคร่พูดจา เขาอายุมากกว่าฉางเซิงเล็กน้อย ใบหน้าไร้ความรู้สึกน้อยนักจะแย้มยิ้ม เดิมเขาก็นับว่าหล่อเหลา ฉางเซิงคิด เพียงแต่ผู้ที่ขวางหูขวางตาอย่างไรก็ไม่มีทางดูดีได้

ผู้ที่รอบรู้ไปเสียทุกเรื่องมักจะน่าชิงชัง ยกเว้นคุณชาย ทุกครั้งที่ฉางเซิงถามคำถามอิ๋งหั่ว เขาจะล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ใช้ลายมืออันบรรจงงดงามเขียนตอบฉางเซิง

เหตุใดเขาจึงมิเต็มใจสนทนากับฉางเซิง? ฉางเซิงคิดว่าต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายหมายอวดอ้างสติปัญญาของตนเป็นแน่ เช่นนี้ทำให้ฉางเซิงรู้สึกอับอายยิ่ง

ฉางเซิงรู้ว่าตนเองไม่มีความสามารถใด สามารถอยู่ข้างกายคุณชาย คงเป็นเพราะเขาพอมีทักษะด้านเจรจาอยู่บ้าง นึกถึงตรงนี้ ฉางเซิงก็อดน้อยเนื้อต่ำใจมิได้

เพียงแต่วันนี้ สิ่งที่เขียนบนกระดาษแผ่นนี้เป็นข่าวดี หน้าตาของอิ๋งหั่วจึงไม่น่าชิงชังเช่นที่ผ่านมา

คุณชาย เมื่อวานสวีจื่อเจี้ยได้แต่งงานกับคุณหนูเฟิงฉางเซิงบอกข่าวดีกับจื่อเหยียน

โอ? เป็นบุรุษที่แม้แต่เทียบเชิญงานวิวาห์ยังตระหนี่จื่อเหยียนยิ้มอ่อนบาง เฉกเช่นหญิงสาวยวนเสน่ห์กำลังยกพัดบังดวงหน้า

คนผู้นั้นแม้ไม่ถูกชะตา แต่สุดท้ายเขาก็ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ นับว่าคุณชายได้ทำคุณความดี

อย่างนั้นหรือจื่อเหยียนหัวเราะ จับจ้องฉางเซิงนิ่งสิ่งที่เขาต้องการคือสตรีผู้นั้นจริงหรือ หึๆ

ฉางเซิงชะงัก

แล้วมิใช่หรือ?

สวีจื่อเจี้ยถึงกับยอมตัดนิ้วทิ้งเพื่อเฟิงเจวียน ทั้งยังยอมทำลายรูปโฉมที่บิดามารดาประทานให้

เหตุใดคุณชายคล้ายจะมองทุกอย่างอย่างทะลุปรุโปร่ง?

เขารู้เรื่องอันใดที่ตนไม่รู้หรือ?

ฉางเซิงพลันนึกถึงอิ๋งหั่ว

อิ๋งหั่วสามารถทำนายอนาคตหรือจู่ๆ เขาก็ถามขึ้น

จื่อเหยียนหัวเราะคิกคักจนนัยน์ตาโค้งงอราวใบหลิว ฉางเซิงตะลึงงัน รู้สึกว่าเช่นนี้ช่างน่ามองยิ่ง พลันนึกอยากมีฝีมือเช่นฟู่ฉวนหง จรดวาดอิริยาบถอันงดงามเช่นนี้ของเขาไว้

จื่อเหยียนเห็นเขาเหม่อลอย สะกิดเขาคราหนึ่ง เอ่ยเจ้าแปลกใจว่าเหตุใดอิ๋งหั่วจึงรู้เรื่องราวมากมายปานนั้น?”

ฉางเซิงพยักหน้า คุณชายมักจะล่วงรู้ความคิดของเขาอย่างง่ายดายเช่นนี้เสมอ

จื่อเหยียนเอ่ยเนิบนาบนั่นเป็นเพราะอิ๋งหั่วแก่มากแล้ว คนเราพอแก่ตัว ก็จะฉลาดรอบรู้

ฉางเซิงประหลาดใจ

แก่มากแล้ว?

เห็นชัดๆ ว่าอิ๋งหั่วอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา

หรือว่า

ฉางเซิงลอบสะท้านใจ

ใช่แล้วจื่อเหยียนรู้ว่าเขาคิดอันใด เอ่ยเสียงนุ่มมีข้าอยู่ ที่แห่งนี้จะมีเพียงเกิด เจ็บ ตาย แต่จะไม่มีผู้ใดแก่ชรา

ทันใดนั้นฉางเซิงพลันขนลุกชัน เขาชื่อฉางเซิงซึ่งแปลว่าอมตะ ไม่มีวันแก่ชรา คนเราหากมิต้องพบพานสังขารร่วงโรย คงจะน่าปีติยินดียิ่งกระมัง

สิบวันต่อมา สวีจื่อเจี้ยสั่งให้คนนำผ้าหูหลัวยี่สิบพับมากำนัล ผู้ดูแลจวนสกุลเฟิงซึ่งเป็นผู้นำของกำนัลมาส่งกล่าวชมนายน้อยสามีของคุณหนูมิขาดปาก หลังฉางเซิงได้รับเงินถุงหนึ่งที่สวีจื่อเจี้ยจัดเตรียมให้เขาโดยเฉพาะ ก็คิดในใจว่า คนผู้นี้แม้นรลักษณ์ไม่ดี กระนั้นก็นับว่าใจคอกว้างขวาง

สิบห้าวันต่อมา สวีจื่อเจี้ยสั่งให้คนนำชาเลื่องชื่อทั้งชาหลงอันฉีหั่วและชาเจ้อซีเทียนมู่มาให้ ผู้ดูแลจวนสกุลเฟิงกล่าวว่า นายน้อยสามีของคุณหนูมีพรสวรรค์ด้านการค้าโดยแท้ ไม่มีกิจการใดที่เขาทำมิได้

สิบเจ็ดวันต่อมา จวนสกุลจื่อมีผลหูหลงจากซีอวี้ (เชิงอรรถดินแดนตะวันตก) เพิ่มขึ้นหลายหาบ เนื้ออิ่มฉ่ำหวาน กลิ่นหอมละมุนเนิ่นนานมิจางหาย

ฉางเซิงรับประทานผลไม้ อดกล่าวถึงข้อดีของสวีจื่อเจี้ยมิได้ ผู้ดูแลจวนสกุลเฟิงกล่าวว่า ทุกคนในจวนของเขาล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า นายน้อยสามีของคุณหนูเก่งกาจกว่าเสิ่นเยวี่ยคนก่อนมากนัก

ฉางเซิงจึงถามโอ คนผู้นี้มิใช่เสิ่นเยวี่ยหรือ

ผู้ดูแลจวนยิ้มพลางส่ายหน้ารูปร่างหน้าตาแม้เหมือนกัน ทว่าอุปนิสัยต่างกันอย่างยิ่ง นายน้อยสามีของคุณหนูเราคำนึงถึงกิจการตระกูลเฟิง ไฉนเลยจะมือเติบเช่นเสิ่นกงจื่อ นับว่าเทพเซียนบนสวรรค์เมตตาโดยแท้! ส่งผู้ที่มีหน้าตาเหมือนเสิ่นกงจื่อมาช่วยชีวิตคุณหนู ทั้งยังสามารถสืบทอดกิจการตระกูลเฟิง อาห์ ต้องเป็นผลบุญที่นายท่านสั่งสมเมื่อชาติที่แล้วเป็นแน่

ขณะที่คิดฉางเซิงก็ยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ หรือว่าจื่อเหยียนกลายเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ไปแล้ว?

เขานำวาจาของผู้ดูแลจวนกล่าวกับจื่อเหยียน คุณชายเอ่ยเสียงเรียบเฉยสวีจื่อเจี้ยสีหน้ามีพิรุธ มองเพียงผาดเดียวก็รู้ว่าจิตใจชั่วร้าย

เพียงดูจากนรลักษณ์ก็สามารถคาดการณ์ทุกอย่างได้จริงหรือฉางเซิงกัดผลไม้ด้วยท่าทางเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่นานก็ลืมวาจาของจื่อเหยียนเสียสิ้น

ห้าวันต่อมา เสียงเคาะประตูรัวเร็วดังแหวกความเงียบยามค่ำคืนในจวนสกุลจื่อ

เป็นท่าน?” ภายใต้แสงจันทร์ ฉางเซิงเปิดประตู หรี่ตาเพ่งมองถึงจำได้ว่าเป็นสวีจื่อเจี้ย

ครานี้น้ำหนักในมือเพิ่มขึ้นกว่าคราก่อน มีทองคำห่อหนึ่งและสิ่งของจำพวกมุกหยกเพิ่มขึ้นมา

สิ่งที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงคือเนื้อตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ช่วงอกปรากฏคราบเลือดฝังลึกรอยใหญ่ กลิ่นคาวเลือดแสบจมูกโชยคลุ้งในอากาศอย่างไม่ปรานีปราศรัย

ฉางเซิงให้เขาเข้าไปด้านในทั้งที่ยังตกใจไม่หาย ถือตะเกียงดวงหนึ่งเดินนำหน้า

สวีจื่อเจี้ยเดินโขยกเขยก โซซัดโซเซตามหลัง ถามตะกุกตะกักเซียนเซิงเข้านอนแล้วหรือไม่ ครานี้เขาต้องช่วยข้า

ฉางเซิงกลับนึกถึงฝีมือการดูนรลักษณ์ที่เป็นหนึ่งในแผ่นดินของจื่อเหยียน

สิ่งที่เขาต้องการคือสตรีผู้นั้นจริงหรือ จื่อเหยียนกล่าว สวีจื่อเจี้ยสีหน้ามีพิรุธ มองเพียงผาดเดียวก็รู้ว่าจิตใจชั่วร้าย

สีหน้าฉางเซิงพลันฉายแววดูแคลน ปล่อยเขาเข้าไปในห้องโถง

จื่อเหยียนนั่งอยู่ก่อนแล้ว ข้างกายจุดเครื่องหอมประหลาดก้านหนึ่ง ส่งกลิ่นรางเลือนเสมือนเคยพบพาน

เซียนเซิง มีเพียงท่านที่สามารถช่วยชีวิตข้าสวีจื่อเจี้ยคุกเข่าคำนับอย่างหวาดหวั่น ลังเลมิกล้าเอื้อนเอ่ย

ฉางเซิงเห็นดังนั้น ในใจนึกเสียดายรูปโฉมที่ดูดีเพียงภายนอกของเสิ่นเยวี่ย เมื่ออยู่กับคนผู้นี้นับว่ามุกหยกเปื้อนฝุ่นโดยแท้

เจ้ารู้ว่าข้ารับเฉพาะเงิน เรื่องอื่นล้วนมิเกี่ยวข้องกับผู้ปลีกวิเวกเช่นข้าจื่อเหยียนเอ่ยเสียงราบเรียบ สีหน้าสงบนิ่ง

สวีจื่อเจี้ยผ่อนลมหายใจโล่งอก ใช่แล้ว นักแปลงโฉมเช่นจื่อเหยียน ต้องพบคนมากหน้าหลายตาในยุทธภพอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ย่อมมีวิธีเอาตัวรอด ยิ่งมิยอมถูกกฎหมายควบคุม

ใบหน้านี้ข้ามิต้องการแล้ว ขอเซียนเซิงโปรดเปลี่ยนใบหน้าใหม่ให้ข้า

จื่อเหยียนหัวเราะใบหน้าเดิมก็มิต้องการเช่นกันหรือ

สวีจื่อเจี้ยสั่นศีรษะอย่างแน่วแน่

จื่อเหยียนยกมือข้างหนึ่งเท้าคาง นัยน์ตาวามวาวราวสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงจ้องมองอีกฝ่ายเช่นนั้นใบหน้าแบบใดดี

สวีจื่อเจี้ยพลันใจเต้นระรัว หน้าผากปรากฏเม็ดเหงื่อผุดพราย

จื่อเหยียนคว้าผ้าเช็ดหน้าแพรไหมผืนหนึ่ง โน้มตัวเช็ดเหงื่อให้เขา

ฉางเซิงพลันใบหน้าแดงก่ำ เบือนหน้าสะกดกลั้นโทสะ

สวีจื่อเจี้ยมีท่าทีตกใจที่ได้รับการปฏิบัติอย่างดี เขาสูดกลิ่นหอมละมุนคราหนึ่งเข้าไป ความรู้สึกนึกคิดล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของจื่อเหยียน ท่าทางมึนงงคล้ายเมามาย

แล้วแต่เซียนเซิงจะตัดสินใจ

เช่นนั้นจื่อเหยียนเอ่ยเสียงสงบกรีดใบหน้านี้ทิ้งดีหรือไม่

ฉางเซิงทนไม่ไหวอยากหัวเราะ สวีจื่อเจี้ยจอมละโมบผู้นี้ ต้องโทษที่เขาหมายมาดในใบหน้าของเสิ่นเยวี่ยมากเกินไป บัดนี้มันฝังลึกเป็นหนึ่งเดียวกับเขา มิอาจใช้เพียงวิธีแปลงโฉมโดยง่ายปกปิดปรับแก้

มีเพียงกรีดใบหน้านี้ทิ้งเสีย

สวีจื่อเจี้ยเนื้อตัวสั่นเทิ้ม ด้านจื่อเหยียนก็ไม่สนใจเขา เพียงปล่อยให้กระแสแห่งความหวาดระแวงในใจเขาซัดโถมโหมกระหน่ำ เฝ้ารอคำตอบประโยคหนึ่งจากเขาอย่างเงียบงัน

สุดท้าย หลังผ่านการดิ้นรนอันทุกข์ทรมานที่แสนยาวนาน สวีจื่อเจี้ยพยักหน้าอย่างแรง ขณะเดียวกันก็ก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็ว คล้ายกลัวว่าจื่อเหยียนจะไม่พูดพร่ำทำเพลง กรีดใบหน้าเขาทิ้งอย่างฉับพลันทันใดเช่นเมื่อครั้งตัดนิ้วของเขา

มิต้องกลัว ครานี้ต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม คืนนี้เจ้าพักผ่อนก่อนจื่อเหยียนกล่าวพลางโบกมือปัดควันในกระถางเครื่องหอม

ควันอ่อนบางเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่สวีจื่อเจี้ย ประดุจจุมพิตจากเทพนิทรา เขาตาปรือขณะประคองเก้าอี้นั่งลง

จากนั้นได้ยินเสียงจื่อเหยียนประหนึ่งเสียงบัญชาจากสรวงสวรรค์มา จงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังเจ้าแปลงโฉม

ลาจาก เขามิเคยคิดมาก่อนว่าในใจของเฟิงเจวียน มิเคยมีชั่วขณะใดที่ลืมเลือนเสิ่นเยวี่ยตัวจริง

มิต้องสงสัยว่าเขาคล้ายเสิ่นเยวี่ยอย่างยิ่ง ทั้งหน้าตา น้ำเสียง รอยยิ้ม ท่าทาง ไม่มีอันใดมิเหมือน แม้กระทั่งนิ้วที่ขาดเมื่อครั้งอีกฝ่ายมีเหตุวิวาทหึงหวงกับผู้อื่น

ครั้นเฟิงเจวียนซึ่งตรอมใจฟั่นเฟือนได้พบเขา ก็หายเป็นปกติเช่นที่คาดไว้

ทั้งคู่สุดท้ายก็ได้ครองรักกัน

บางที สิ่งที่เขามุ่งหวัง คือนางมิต้องหายเป็นปกติตลอดกาล นางจะได้มิพบพิรุธของเขา

แม้เขาจะเลียนแบบเสิ่นเยวี่ยเฉกเช่นพี่น้องฝาแฝด หากแต่ความเจ้าชู้เสเพลที่เป็นนิสัยดั้งเดิมของคนเช่นนั้น เขากลับเลียนแบบมิได้

ทุกครั้งที่เห็นแววตาคลั่งไคล้ของเฟิงเจวียน บอกให้เขาเล่าเรื่องขันกล่าวคำหวาน เขาได้แต่อ้างว่าการค้ายุ่ง หลบออกไปนอกบ้าน ทุกวันทุ่มเทให้กับการทำงาน

สิ่งเดียวที่เขามิทำก็คือนอนบนเตียงนอนนั้น เสิ่นเยวี่ยสิ้นใจบนนั้น มีรอยเลือดมิเป็นมงคล แม้จะทาสีใหม่ เปลี่ยนโครงเตียงใหม่ ทว่าตำแหน่งเดียวกัน เตียงนอนเดียวกัน มักจะปลุกให้เขานึกถึงภาพภาพนั้นเสมอ

เจ้าฆ่าเสิ่นเยวี่ย ด้วยเหตุนี้จึงกลัวเตียงนอนนั้น ใช่หรือไม่

จื่อเหยียนเอ่ยขึ้น

ฉางเซิงฟังจบก็ตกใจ ที่แท้คุณชายล่วงรู้ความจริงแต่แรก หากแต่เพราะเหตุใดจึงยอมแปลงโฉมให้ฆาตกรผู้นี้? ระเบียบกฎเกณฑ์ในใต้หล้า มิอยู่ในสายตาของคุณชายจริงๆ หรือ

ใช่ ข้ามิได้ตั้งใจฆ่าเขา…” สวีจื่อเจี้ยตอบพึมพำ

ครั้นกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจ ร่างกายพลันเบาหวิวลอยละล่อง จมสู่ห้วงแห่งความทรงจำอีกครั้ง

เขาทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าจวนสกุลเฟิงเพราะอะไร เขามิได้ลืม

เพิ่งเข้าไปดูแลกิจการตระกูลเฟิงไม่กี่วัน นายท่านแห่งตระกูลเฟิงก็มองเขาด้วยสายตาชื่นชม

สิ่งเดียวที่เขาขาดก็คือโอกาส นิ้วที่ขาดและรูปโฉมที่ยอมทำลาย ก็คือสิ่งที่เขายอมสูญเสียเพื่ออนาคตที่ว่านี้

เขาลืมไปว่าเขาสละชีวิตของเสิ่นเยวี่ย ทุกวันเมื่อส่องกระจก ใบหน้านั้นจะคอยย้ำเตือนทุกครั้งว่าเขาฆ่าคน

ไม่ว่าอย่างไร และแล้วเฟิงเจวียนก็รู้ความจริง?” จื่อเหยียนถาม

นึกไม่ถึงว่าข้าจะฝันร้าย แล้วก็ละเมอออกมา ทุกอย่างล้มเหลวในตอนสุดท้าย!” สวีจื่อเจี้ยตบขาทอดถอนใจ

แล้วเลือดบนตัวเจ้า…”

นางต้องการฆ่าข้าเพื่อแก้แค้นให้เสิ่นเยวี่ย ข้าข้าพลั้งมือทำร้ายนาง แต่ข้ามิได้ตั้งใจจริงๆ  ยังดีที่อาการบาดเจ็บของนางไม่ร้ายแรง แต่พอข้าจะห้ามเลือดให้นาง นางกลับมิยอม…” สวีจื่อเจี้ยเอ่ยน้ำเสียงเจือแววสะอื้น กลัดกลุ้มเป็นที่สุดบัดนี้ข้ากลับไปมิได้แล้ว นางมิยอมรับข้าอีกแล้ว

ได้ยินว่าเฟิงเจวียนยังมิตาย หัวใจอันหนักอึ้งของฉางเซิงในที่สุดก็คลายลง

คนเรามิอาจหนีพ้นจากความรู้สึกผิด ฉางเซิงปราศจากความเห็นใจ

คนผู้นั้นเดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ คล้ายคลุ้มคลั่งคล้ายเสียสติ ทว่าในสายตาของฉางเซิง เขาไม่ต่างอันใดกับคนตาย

สวีจื่อเจี้ยอาจจะรักเฟิงเจวียนอยู่บ้าง หากแต่ฉางเซิงคิดว่า ส่งเสริมคนรักก็นับเป็นความรักรูปแบบหนึ่ง ไม่ส่งเสริมก็แล้วไป ซ้ำยังฆ่าคนเพื่อบรรลุเป้าหมาย เช่นนี้มิใช่รักผู้อื่น

ผู้ที่สวีจื่อเจี้ยรักมีเพียงตัวเขาเอง และสิ่งที่เรียกว่าความสามารถซึ่งเขาภูมิใจนักหนา

ฉางเซิงพลันขนลุกชัน นึกถึงตนเองซึ่งได้อยู่ข้างกายคุณชายทั้งที่ไร้ฝีมือไร้ความสามารถ โง่เขลาไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ใช่ว่ามิใช่เรื่องดี โชคดีที่เขาเป็นคนดี ฉางเซิงคิดเช่นนี้ มองจื่อเหยียนปัดกลิ่นหอมโชยทาบใบหน้าสวีจื่อเจี้ย

สวีจื่อเจี้ยหลับไปถึงสองวันเต็ม

เมื่อตื่น จื่อเหยียนยื่นกระจกประดับเปลือกหอยมุกงามวิจิตรบานหนึ่งให้เขาด้วยท่าทางเคร่งขรึมเยือกเย็น 

เขาชะงัก มองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกอย่างลังเล จากนั้น รอยยิ้มพลันปรากฏบนใบหน้า

เขาหลุดพ้นจากเสิ่นเยวี่ยแล้ว

เบื้องหน้าคือใบหน้าที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง หล่อเหลาองอาจ ห้าวหาญดุดัน

เขาลองคลำเนื้อหนังบนใบหน้า ประหนึ่งติดตัวมาแต่กำเนิด มองมิเห็นร่องรอยการแปลงโฉมแม้เพียงนิด จื่อเซียนเซิงผู้นี้นับเป็นผู้วิเศษโดยแท้ สวีจื่อเจี้ยน้อมกายคำนับอย่างเลื่อมใสศรัทธา

จื่อเหยียนปิดปากยิ้มเอ่ยมิจำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้ เจ้ามอบเรื่องเล่าน่าฟังเรื่องหนึ่งให้ข้า ข้าสามารถนำไปแลกกับเครื่องหอมชั้นเลิศห่อหนึ่ง

สวีจื่อเจี้ยฟังมิเข้าใจ และไม่นึกสนใจ ที่ว่าการเมืองคงกำลังตามจับตัวเขาไปดำเนินคดี จวนสกุลจื่อมิเหมาะอยู่นาน

จะไปแล้วหรือ ฉางเซิง ส่งแขกจื่อเหยียนจับจ้องเขานิ่งสวีกงจื่อ ข้าว่าเจ้ามิจำเป็นต้องมาที่นี่อีก

สวีจื่อเจี้ยพยักหน้าเห็นด้วย นับจากนี้ไปเขาจะระวังตัวให้มาก ไม่เปิดเผยสถานะของตนเองอีก

เขาจะใช้ชีวิตที่เหลือโดยปิดบังชื่อเสียงเรียงนาม โชคดี ช่วงที่อยู่ในจวนสกุลเฟิงพอมีทรัพย์สินสะสมอยู่บ้าง แม้ไม่มากเท่าที่คิดไว้ แต่ก็เพียงพอให้เขาใช้จ่ายอย่างสบาย

ฉางเซิงออกไปส่งสวีจื่อเจี้ย ครั้นกลับมาก็เตะหินในลานกว้างจนกระเด็นว่อน เด็กรับใช้ที่ทำความสะอาดตกใจจนวิ่งเตลิดไปคนละทิศละทาง

เขาเป็นฆาตกรสังหารเสิ่นเยวี่ย เหตุใดจึงมิให้เขามีใบหน้าเช่นเสิ่นเยวี่ย อยู่อย่างทุกข์ทรมานชั่วชีวิตเขาซักไซ้จื่อเหยียน สิ้นประโยคก็รู้สึกว่ากล่าวแรงเกินไป หากแต่วาจาที่เอ่ยไปแล้วมิอาจเรียกกลับคืน ได้แต่ย่ำเท้าอย่างมิสบอารมณ์

ชีวิตของเขามาถึงจุดสิ้นสุดแล้วจื่อเหยียนกำลังรินสุรา ได้ยินดังนั้นก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ส่งยิ้มหยอกเย้าให้ฉางเซิงซึ่งกำลังฉุนเฉียว โดดมาหยุดข้างกายเขาก่อนจะดีดศีรษะทึ่มทื่อของเขา

เจ้าลืมแล้วหรือ เสิ่นเยวี่ยแม้หน้าตาหล่อเหลา ทว่าอายุสั้น แต่เขากลับต้องการมีรูปร่างหน้าตาเช่นเสิ่นเยวี่ย โดยลืมไปว่าหน้าตาเช่นนี้ไม่มีทางอายุยืน

ฉางเซิงรู้สึกสบายใจขึ้น แต่เมื่อนึกได้ว่าจื่อเหยียนเปลี่ยนแปลงรูปโฉมให้เขาอีกครั้ง ก็เอ่ยถามอย่างอดมิได้คุณชาย ท่านแปลงโฉมให้เขาอีกครั้ง เช่นนี้…”

จื่อเหยียนเอ่ยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเจ้าของใบหน้านั้นทิ้งใบหน้านั้นไว้ที่ข้า เพราะว่าเขาเป็นนักโทษอาญาที่กำลังถูกประกาศจับ

ฉางเซิงกระจ่างในบัดดล ในที่สุดก็เบาใจลง

จากจวนสกุลจื่อถึงประตูเมือง คงเป็นช่วงเวลาอิสระช่วงสุดท้ายในชีวิตของสวีจื่อเจี้ยกระมัง

เครื่องหอมบางเบาก้านนั้นยังคงถูกเผาไหม้อย่างแช่มช้า จื่อเหยียนยิ้มมองเขาผ่านแสงโคม

ต้องการสูดกลิ่นหอมนี้นานขึ้นอีกนิดหรือไม่

บทที่สาม ฟากฝั่ง

ใบหน้านี้ซ่อมได้หรือไม่

ผู้ถามคือบุรุษจมูกงองุ้มผู้หนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ทว่าแววตามุ่งร้ายและมีลับลมคมใน

ฉางเซิงซึ่งยืนอยู่หลังจื่อเหยียนลอบชำเลืองมองไปที่เตียง

ใบหน้าเหวอะหวะเละเทะ แยกแยะอวัยวะไม่ออก

เขารีบเบนสายตากลับเพื่อตั้งสติ

จื่อเหยียนขยับร่างนั้นเข้ามา ช้อนมือเย็นชืดขึ้น มองสำรวจใบหน้าซึ่งไม่ต่างจากก้อนเนื้อโชกเลือดของเจ้าของร่าง

ขณะที่เขาขยับตัวบังเกิดช่องว่างเล็กน้อย ฉางเซิงเผลอตัวเหลือบมอง พลันรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน

ครานี้ฉางเซิงจึงตระหนักถึงข้อดีที่จื่อเหยียนไม่แตะต้องอาหารประเภทเนื้อสัตว์ หากต้องประทินโฉมให้คนตายเป็นประจำ ทั้งยังต้องพิเคราะห์ใบหน้าสยดสยองเหล่านั้น ผู้ใดจะกลืนเนื้อติดมันได้ลง

ข้าตกลงรับงานนี้

จื่อเหยียนให้คำตอบ

ชายจมูกงุ้มผู้นั้นดีใจยิ่ง ค้อมกายคำนับกล่าวขอบคุณมิได้หยุด

เมื่อฉางเซิงส่งคนผู้นั้นกลับมา พบว่าจื่อเหยียนล้างมือเสร็จสิ้น กำลังนั่งหลับตาครุ่นคิดอยู่เบื้องหน้าเจ้าของร่างนั้น

เจ้ามองเห็นอะไรบ้างจื่อเหยียนถามเขา

ฉางเซิงไม่นึกว่าคุณชายจะถามความเห็น รีบพิจารณาร่างนั้นอย่างละเอียด ถึงเอ่ยคนผู้นี้เป็นบุรุษ อายุประมาณสามสิบกว่าปี รูปร่างกำยำไม่รู้ผู้ใดมีความแค้นรุนแรงกับเขา ถึงทำลายใบหน้าเขาเสียยับเยินเช่นนี้

จื่อเหยียนจับมือฉางเซิงกดบนร่างนั้น เอ่ยคนผู้นี้ร่างกายแข็งทื่อ ท้องน้อยบวมโต รอยจ้ำเลือดบนตัวศพหากใช้มือกดสีจะจางลง สิ้นใจมาแล้วอย่างน้อยห้าชั่วยามมือของเขาพลันปรากฏประกายวาบ มีดเล็กคมกริบกรีดแหวกแขนของคนผู้นั้น เลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมามีเลือดไหล คนผู้นี้สิ้นใจไม่ถึงหนึ่งวัน ศพยังสดยิ่ง น่าเศร้าที่รอยกรีดนี้มิใช่ฝีมือผู้อื่น แต่เป็นฝีมือของเขาเอง

ฉางเซิงตะลึงลาน ชักมือกลับผงะถอยหลัง โบกมืออย่างพรั่นพรึงคุณชายท่านเลิกกล่าวเถิด! ข้าเห็นคนตายครั้งแรก บัดนี้ยังไม่ชิน ท่านให้ข้าตั้งสติ

จื่อเหยียนมองค้อน รอยยิ้มอ่อนบางประหนึ่งดอกบัวผลิบาน เสียงถอนใจแผ่วเบาแว่วดังมาจากเกสรดอกไม้

ฉางเซิงละอายใจยิ่ง ก้าวไปใกล้เขาทั้งใบหน้าแดงก่ำ รวบรวมความกล้าจ้องมองร่างไร้วิญญาณที่มีคราบเลือดเกรอะกรังนั้น

นับเป็นผู้เคราะห์ร้ายโดยแท้ ฉางเซิงเห็นใบหน้าโชกเลือดของเขาชัดเจน ด้านบนเต็มไปด้วยรอยกรีดหลายสิบรอยที่บ้างสั้นบ้างยาวบ้างตื้นบ้างลึกสลับซ้อนทับ รอยแผลทุกรอยล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเด็ดขาดของผู้ถือดาบ

ฉางเซิงกลืนน้ำลาย ภายใต้สายตาชื่นชมของจื่อเหยียน เขาช้อนมือร่างนั้นขึ้นมา เล็บมือตัดเป็นระเบียบยิ่ง ฝ่ามือข้างขวามีรอยหนาด้านเกลี้ยงเกลาสี่รอย ข้อนิ้วแข็งแรงมีพลัง น่าจะเป็นผู้ที่มีพลังฝีมือสูงล้ำ

จุดที่ทำให้สิ้นลมคือรอยดาบบนหน้าอก รูเลือดขนาดใหญ่ดำคล้ำคล้ายปากที่อ้ากว้าง

จื่อเหยียนใช้ใบมีดกรีดชุดขาด เผยให้เห็นเนื้อหนังที่ถูกคว้านจนเละ

อาห์ น่าเสียดายที่ข้ากับเจ้าไม่รู้วิชาฝีมือ ดูไม่ออกว่าเพลงดาบกงจักรนี้แท้จริงแล้วเป็นฝีมือผู้ใด

คุณชายกำลังคาดเดาสถานะของผู้ที่มาเมื่อครู่หรือ

จื่อเหยียนพยักหน้าเขาพูดจามีลับลมคมใน บอกว่าเป็นสหายที่ถูกโจรทำร้าย แท้จริงแล้วคนผู้นี้ทำร้ายตนเองเพื่อปิดบังสถานะ เช่นนั้นสถานะของสองคนนี้ก็น่าสงสัยอย่างยิ่ง มิเพียงเท่านี้ เพลงดาบนี้ดุดันรุนแรงเป็นที่สุด ผู้ที่ใช้เพลงดาบนี้ได้ต้องมิใช่คนธรรมดา ข้ายิ่งสงสัยมากขึ้นทุกทีแล้ว

เขาคว้ามือฉางเซิงวางบนใบหน้านั้น โครงหน้าใต้ฝ่ามือเด่นชัด กระดูกปูดโปนทิ่มแทงจนฉางเซิงสลดใจ

กระดูกชิ้นนี้ก็คือคำสาปเร่งสังหารจื่อเหยียนเอ่ยเสียงสงบหนีไม่พ้นเคราะห์ภัยคร่าชีวิต

ฉางเซิงเผลอยกมือลูบหน้าตนเอง แม้แต่เสียงถอนใจยังหนาวสะท้าน

ชะตาหรือว่าบังเอิญ ฟ้ากำหนดหรือคนกระทำ

ขณะเหม่อลอยเขารู้สึกว่าตนเองก็เคยมีกระดูกอัปมงคลเช่นนี้ ถูกปลิดคว้านออกไปทั้งอย่างนั้น ประดุจเปลี่ยนแปลงโชคชะตา

ฉางเซิงกลัวจื่อเหยียนมองออกว่าเขากำลังคิดฟุ้งซ่าน จึงหัวเราะแห้งๆ  ฝืนทำเป็นสุขุมขณะหยิบผ้าผืนบางเช็ดรอยเลือดที่เปื้อนเตียง

จื่อเหยียนเห็นเขามิกลัวศพศพนั้น จึงออกไปอย่างวางใจ

รอจนจื่อเหยียนออกไป ฉางเซิงถึงวางมือสั่นเทาทาบบนใบหน้าคนผู้นั้นอีกครั้ง

ฟอนเฟะยับเยิน คราบเลือดแห้งกรัง

มือของเขาไล้ผ่านบาดแผลแข็งนูน คล้ายมีดทู่ถูเสียดแกรกกราก เขาคล้ายได้ยินเสียงกระดูกหัก พลันคลายมือออกอย่างตกใจ สะดุ้งถอยออกจากเตียง หนีห่างจากผู้เคราะห์ร้ายผู้นั้น

ตกเย็น ยามฉางเซิงรับประทานอาหารยังนึกถึงใบหน้านั้น

รูปโฉมก่อนถูกทำลายเป็นอย่างไร?

เบื้องหลังมีเรื่องราวน่าอเนจอนาถปานใด?

เขาเคี้ยวอาหารอย่างใจลอย มือสั่นจนเกือบตักน้ำแกงใส่จมูก ทำให้จื่อเหยียนหัวเราะชอบใจไม่หยุด

นึกถึงใบหน้าคนผู้นั้นอยู่หรือจื่อเหยียนถามขึ้น

ฉางเซิงตอบรับ ก่อนจะถามคุณชาย นรลักษณ์ของท่านกับข้านับว่าประเสริฐหรือไม่

จื่อเหยียนสั่นศีรษะรูปโฉมของข้าเย้ายวนเกินไป ดูจากนรลักษณ์หาได้อายุยืนยาวไม่ แต่เจ้าไม่เหมือนกัน นับจากนี้จะเปี่ยมโชคลาภวาสนา สุขภาพแข็งแรงจนแก่เฒ่า

ฉางเซิงผลักจานหยุดตะเกียบ นิ่งอึ้งงุนงง

จื่อเหยียนอมยิ้มมองเขา พลันเผยอยิ้มซุกซนคนเราหากอยู่จนแก่ชราจะมีรสชาติอันใด รุ่งเรืองสักห้าสิบปีก็พอแล้ว ข้ามิต้องการอยู่นาน ข้าต้องการรูปงาม

แต่ทว่า เขาจะเสียคุณชายไปได้อย่างไร ฉางเซิงพลันใจหาย ความขมเฝื่อนพลันแทรกซึมออกมาจากปาก ร่างกายเหนื่อยล้าประหนึ่งเพิ่งกลับจากการเดินทางไกล

เขาเอนพิงมุมโต๊ะอย่างไร้เรี่ยวแรง เงยหน้ามองจื่อเหยียน

ดวงหน้าเยือกเย็นของคุณชายเฉกเช่นรูปสลักหยก เปลวเทียนทาบทับใบหน้าของเขา สะท้อนประกายวาววาม นับเป็นคุณชายผู้สมบูรณ์แบบโดยแท้

ฉางเซิงมิกล้านึกถึงดอกไม้ร่วงโรย ใบไม้เหี่ยวเฉา เขาต้องการรักษาความงดงามชั่วครู่ยามนี้ไว้

ข้าต้องการศึกษาวิชาแปลงโฉมจู่ๆ เขาก็กล่าวประโยคนี้ขึ้น

ใช่แล้ว มีเพียงศึกษาวิชาแปลงโฉม เขาถึงสามารถเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของจื่อเหยียน แม้กระทั่งโชคชะตา

จื่อเหยียนมองเขาอย่างประหลาดใจ ครู่ใหญ่ถึงฟังเข้าใจ ลุกขึ้นอย่างปลื้มปีติ ดึงมือฉางเซิงหมุนเป็นวงกลมรอบหนึ่ง

ในที่สุดเจ้าก็ยอมศึกษาวิชาแปลงโฉม ประเสริฐยิ่งนักเขาโน้มตัวก้มมองแววตาไร้เดียงสาทว่าแน่วแน่ของฉางเซิง ได้ยินเสียงใจเต้นไม่เป็นส่ำของอีกฝ่าย

นับจากวันนี้สืบทอดศาสตร์พิสดารที่เต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์นี้ จริงแท้ลวงปลอมล้วนถูกลบเลือน ขีดเขียน สับเปลี่ยนท่ามกลางเข็มด้ายและใบมีด

จื่อเหยียนจับมือเขาวางบนฝ่ามือตนก่อนจะแบออก กล่าวอย่างจริงจังข้าจะถ่ายทอดความรู้ทุกอย่างให้ เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวัง

อย่าทำให้ผิดหวัง

ฉางเซิงเหม่อมองจื่อเหยียน ใจของเขาประหนึ่งผืนดินกระหายน้ำที่กำลังเฝ้ารอหยาดฝนซัดสาด

ใต้โคมไฟ บนโต๊ะยาว จื่อเหยียนนำภาพวาดแต่ละภาพมาวางเรียง เริ่มจากภาพคิ้ว ภาพตา ภาพจมูก ภาพปาก ภาพหู ตามด้วยภาพใบหน้าที่มีอวัยวะครบถ้วน

ใบหน้านับไม่ถ้วนปรากฏเบื้องหน้าฉางเซิง กระจัดกระจายเสมือนแต่ละช่วงตอนในอดีตและปัจจุบัน

ทุกใบหน้าล้วนมีเรื่องราว ชีพจรซุกซ่อนโชคชะตา เส้นชี้ขึ้นหรือว่าชี้ลง นับเป็นสองเส้นทางที่แยกจากกันอย่างชัดเจน

ฉางเซิงสำรวจภาพวาดเหล่านั้น ดั่งลูกนกพยายามกางปีกรอโผบิน นัยน์ตาค่อยๆ เปล่งประกายเจิดจ้า

จำสิ่งเหล่านี้ให้แม่นยำ เมื่อดูข้าแปลงโฉมก็จะง่ายขึ้นมากจื่อเหยียนยิ้มน้อยๆ  ชี้แนะอย่างเชี่ยวชาญคืนนี้ ช่วยข้าแปลงโฉมให้คนผู้นั้น

หลังอาหาร ฉางเซิงตามจื่อเหยียนเข้าไปในห้องอิ๋งหู (เชิงอรรถคำว่าอิ๋งหู (瀛壶)” ในที่นี้หมายถึงอิ๋งโจว (瀛洲)” หนึ่งในภูเขาวิเศษกลางทะเล ที่อยู่ของเทพเซียนในเทพนิยายของจีน) สายลมอุ่นสบายโชยผ่านร่างกายอย่างนุ่มนวล เขาพลันรู้สึกตื่นเต้น มองคุณชายหยิบเข็ม มีด ด้าย กรรไกร สีต่างๆ  รวมทั้งผงแป้งและขี้ผึ้งขวดเล็กขวดน้อยออกมาวางเต็มโต๊ะ

จื่อเหยียนจับหน้าคนผู้นั้นหันตรง เริ่มจากช้อนมือซ้ายของผู้ตายขึ้นมา เอ่ยถามเจ้าดูตรงนี้มีอะไรแปลกไป

ผู้ตายกำหมัดแน่น

หรือว่าคนผู้นี้เจ็บแค้นยิ่งยามสิ้นใจ?” ฉางเซิงออกความเห็นอย่างแปลกใจ

ข้อต่อกระดูกของมือซ้ายที่กำแน่นปูดโปน ต้องใจเด็ดปานใดถึงสามารถปลิดคร่าชีวิต กรีดเชือดเนื้อหนังจบสิ้นอดีต

ฉางเซิงมองร่างไร้ใบหน้าอย่างเวทนา คิดในใจว่า หากเวลานี้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงคือญาติมิตรของเขา จะเศร้าโศกเสียใจสักปานไหน

จื่อเหยียนส่ายหน้ามิใช่ เช่นนี้เพียงบอกเป็นนัยว่าเขาปลิดชีพตนเอง ก่อนถูกจับยอมตัดลิ้นทำลายรูปโฉมของตน กระนั้นก็มิต้องการถูกอีกฝ่ายบังคับสารภาพ

คนผู้นี้มือกำอาวุธ ทำร้ายตนเองต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมด ด้วยเหตุนี้มือซ้ายจึงกำแน่นโดยไม่รู้ตัว

ฉางเซิงกระจ่างในจุดนี้ มองจื่อเหยียนอย่างเลื่อมใส นึกไม่ถึงว่าวิธีชันสูตรเหล่านี้คุณชายจะรู้ละเอียดยิ่ง จะเห็นได้ว่าศาสตร์การแปลงโฉมลึกล้ำกว้างขวาง ความดูแคลนที่เคยมีต่อศาสตร์วิชานี้พลันมลายหายไปทีละน้อย

ดาบกงจักร ดาบกงจักรจื่อเหยียนกล่าวพึมพำ บาดแผลนั้นประหนึ่งเกสรดอกไม้เบ่งบาน เฉือนคว้านเนื้อหนังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย อเนจอนาถจนมิอาจทนมองเพียงดาบเดียวก็ทำให้เลือดสาดกระเซ็น มีไม่กี่คนในใต้หล้าที่มีฝีมือเช่นนี้

ฉางเซิงขนลุกชูชัน หวนนึกถึงหน้าตาดุร้ายของชายจมูกงุ้มผู้นั้น พลันรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

จื่อเหยียนถอนหายใจ เอ่ยเรื่องนี้มีข้อสงสัยมากมาย เรียกอิ๋งหั่วมา

อิ๋งหั่ว คนเย็นชาน่ารำคาญผู้นั้นอีกแล้ว

ฉางเซิงตอบรับอย่างไม่เต็มใจ ถือตะเกียงสืบเท้าเชื่องช้าผ่านลานกว้าง มาถึงห้องเฉินจูที่พำนักของอิ๋งหั่ว

กลิ่นหอมโชยชาย แสงจันทร์เหน็บหนาวอาบไล้บ่อน้ำนอกห้อง ให้บรรยากาศเคร่งขรึมวังเวง

มีเสียงดังตูม คางคกตัวหนึ่งกระโดดลงน้ำจนเกิดเสียงดัง ทำให้ฉางเซิงสะดุ้งสุดตัว

เขาย่นคอเล็กน้อย หันมองซ้ายขวาอย่างลังเล ยืนไกลๆ อยู่นอกประตู ลากเสียงตะโกนอิ๋งหั่ว คุณชายเรียกเจ้า…”

อิ๋งหั่วก้มตัวผ่านประตูออกมา ใบหน้าหล่อเหลาไร้ชีวิตชีวา ไม่เอื้อนเอ่ยอันใด เดินตามหลังฉางเซิงเงียบๆ 

ฉางเซิงทนไม่ไหว เขยิบไปทางเขา

อิ๋งหั่วเลิกคิ้ว นัยน์ตาดุจหมาป่าเป็นประกายระแวดระวัง กลับทำให้ถ้อยคำสารพันของฉางเซิงจุกค้างอยู่ที่คอ

ฉางเซิงสะบัดแขนเสื้ออย่างโมโห อิ๋งหั่วผู้นี้แต่ไหนแต่ไรเพียงต่างจากคนตายตรงที่มีลมหายใจ ถึงขั้นกล้าแสดงท่าทีข่มตน

ช่างเถิด ปล่อยให้เขาเสียหน้าเบื้องหน้าคุณชายแล้วกัน มิจำเป็นต้องสาธยายความคิดของคุณชายให้เขาฟัง

จื่อเหยียนทำความสะอาดรอยดาบตรงหน้าอกคนผู้นั้นจนสะอาด เพื่อจะได้ตรวจดูรอยลึกและความแรงของดาบได้สะดวกขึ้น ขณะที่เขาหลับตาครุ่นคิด อิ๋งหั่วก็มาถึง

บัดนี้ในยุทธจักร ผู้ใดมีฝีมือระดับนี้

จื่อเหยียนถามจบ เนิ่นนานไร้เสียงตอบ กลับเห็นอิ๋งหั่วคุกเข่าหน้าเตียง ประคองมือคนผู้นั้น น้ำตาไหลอย่างไร้เสียง

หยาดน้ำตาของเขาเป็นประกายภายใต้แสงไฟ พราวระยับดุจแสงดาว

ฉางเซิงคล้ายได้ยินเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของเขา ขณะที่หัวใจโศกศัลย์ก็กำลังหลั่งน้ำตา

ชั่วขณะนั้น อิ๋งหั่วพลันมีชีวิตขึ้นมาในสายตาของฉางเซิง เบื้องหลังสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชานั้น ฉางซิงมองเห็นความแข็งแกร่งเด็ดเดี่ยว

เขาเฉกเช่นกระบี่ล้ำค่าคมกริบที่ถูกชักออกจากฝัก คมกระบี่ทอประกายวาววับ จวนเจียนกรีดแหวกความเงียบงันยามค่ำคืน ปลดปล่อยความลับในอดีตอันไกลห่างออกมาจนสิ้น

จื่อเหยียนโบกมือ อิ๋งหั่วพลันกลั้นน้ำตา เอ่ยเสียงสงบนี่คือรอยแผลจากดาบสะอื้น กระบวนท่าที่สองของเพลงดาบสิบสามวิปโยค วิหครำพัน

เป็นครั้งแรก ฉางเซิงรู้สึกว่าอิ๋งหั่วประหนึ่งกล่าวราวขับขาน ถ้อยเสียงดั่งใบหม่อนเต้นระบำบนปลายนิ้ว ไพเราะน่าฟังอย่างบอกไม่ถูก

เขาจ้องมองผู้ที่เขาชิงชังเรื่อยมาอย่างนิ่งอึ้ง ประหลาดใจในวาจาและน้ำเสียงชวนหลงใหลของอีกฝ่าย

นกจื่อกุยร้องครวญในรัฐสู่

ดอกตู้เจวียนผลิบานที่เซวียนเฉิง

(เชิงอรรถกลอนวรรคนี้มาจากบทกวีพบดอกตู้เจวียนที่เซวียนเฉิงประพันธ์โดยหลี่ไป๋ บรรยายถึงเมื่อครั้งหลี่ไป๋ถูกทางการเนรเทศ หลังได้รับอภัยโทษ ตกอับในเซวียนเฉิง อาศัยอยู่ใต้ชายคาผู้อื่น ครั้นเห็นดอกตู้เจวียนอันเป็นดอกไม้ประจำบ้านเกิดผลิบาน และนกจื่อกุยซึ่งมีชื่ออีกอย่างว่านกตู้เจวียนครวญขาน จึงโศกเศร้าสะเทือนใจคิดถึงบ้านเกิด)

จื่อเหยียนกล่าวท่องอย่างแช่มช้า

อิ๋งหั่วพลันตัวสั่นสะท้าน หมอบลงกับพื้นคล้ายกำลังวิงวอน

ฉางเซิงรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล กลับเห็นจื่อเหยียนลุกขึ้นอย่างเคร่งขรึม ปิดประตูห้อง เขี่ยไส้เทียนจ้องมองเขา

สีหน้าของคุณชายคล้ายยามเมาสุราถือตะเกียงยลกระบี่ ฉางเซิงพลันเคร่งเครียด รู้ว่าเขาจะกล่าวเรื่องสำคัญ

เป็นไปตามคาด จื่อเหยียนเอ่ยผู้ที่ลงดาบนี้ต้องการตามหาวั่งตี้ เจ้าเคยได้ยินชื่อเขาหรือไม่

ฉางเซิงส่ายหน้าอย่างงุนงง

อิ๋งหั่วฟุบตัวต่ำลงเรื่อยๆ จนแทบจมหายไปกับพื้น

หลายปีก่อน วั่งตี้คือหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธจักร ประมุขสำนักวิฬารหยกผู้ลือนามสะท้านแผ่นดิน สำนักวิฬารหยกเป็นที่รวบรวมยอดฝีมือ ช่วยฮ่องเต้ขจัดอุปสรรค สืบข่าวลับให้แต่ละพรรคในยุทธภพ แต่แล้ววันหนึ่ง วั่งตี้กุมความลับในมือมากเกินไป ทั้งต่อหน้าและลับหลังล้วนมีคนมิชอบหน้าเขา จึงถูกหลายฝ่ายตามสังหาร สิ้นใจไร้ที่ฝังร่าง

บุคคลน่าอัศจรรย์ผู้นี้ทำให้ฉางเซิงตื่นเต้นอย่างยิ่ง ถามต่ออย่างกระตือรือร้นในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดอีกฝ่ายจึงยังต้องการตามหาวั่งตี้

อาจเพราะเขามองออกว่าคนผู้นี้เกี่ยวข้องกับวั่งตี้จื่อเหยียนเว้นจังหวะ เหลือบมองอิ๋งหั่วอย่างคล้ายจงใจคล้ายไม่จงใจดาบสะอื้นเป็นสมบัติล้ำค่าของผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่ง เชื่อว่าเขาต้องอยากรู้หน้าตาของคนผู้นี้ยิ่งนักเป็นแน่

จื่อเหยียนไล้มือผ่านใบหน้าของผู้ตาย ฉางเซิงนิ่งเงียบกลั้นหายใจ ราวกับเมื่อมือของเขาไล้ผ่านจะพลันบังเกิดแมกไม้ผลิบานชูช่อ ฟื้นฟูใบหน้าเดิมของคนผู้นั้น

อิ๋งหั่วหายใจถี่กระชั้น ประหนึ่งน้ำเต็มถังกำลังล้นปรี่ ฉางเซิงชำเลืองมองเขาอย่างแปลกใจ เห็นเขาขมวดคิ้วพลางกระแทกตัวคำนับจื่อเหยียน ก่อนจะเดินออกไปด้านนอกอย่างเด็ดเดี่ยว

ฉางเซิงสะดุดใจ พลันเข้าใจในบัดดล ถามจื่อเหยียนเสียงอึกอักคุณชายเหตุใดจึงต้องถามข้า ผู้ที่ท่านต้องการถามเห็นชัดๆ ว่าคือเขา

นึกได้ว่าอิ๋งหั่วยังมีประโยชน์มากกว่าตน ฉางเซิงถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม นึกอยากฝึกปรือในยุทธภพสักครา คุณชายจะได้มองเขาเสียใหม่

ข้านึกว่า เจ้าจะเข้าใจอย่างแท้จริงจื่อเหยียนสั่นศีรษะ หยิบด้ายเข็มขึ้นมา รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า เริ่มลงมือร่างอดีตด้วยท่าทางเคร่งขรึม

วาจาประโยคนี้กระแทกใจฉางเซิง

ตกลงเขาพลาดอันใดไป?

คุณชายต้องการให้เขาเข้าใจอะไร?

เขาเหลียวมองทิศทางที่อิ๋งหั่วเดินหายไป ครุ่นคิดอย่างกลัดกลุ้ม

ขณะที่เขาหันไปมองจื่อเหยียนอีกครั้งทั้งที่ยังงุนงงไม่หาย ก็พบว่าใบหน้าครึ่งหนึ่งซ่อมแซมเป็นรูปเป็นร่าง โครงหน้าของคนผู้นั้นปรากฏชัดเจน

เขามิสนใจลักษณะของคนผู้นั้น เพียงตกตะลึงในฝีมือของจื่อเหยียนที่ประหนึ่งมีเทพเซียนคอยช่วยเหลือ

จื่อเหยียนยกมือลูบหน้าผาก เหงื่อวาววามหยดหนึ่งกลิ้งหยดจากคิ้วเรียวงาม หยดลงในบาดแผลของคนผู้นั้น ซึมซาบเข้าไปด้านใน

ฉางเซิงเห็นดังนั้น กุลีกุจอหยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผากให้คุณชาย

ตอนนั้นเอง อิ๋งหั่วพลันพรวดพราดกลับเข้ามา แต่งกายเช่นผู้เดินทางไกล ด้านหลังสะพายห่อผ้า กระแทกตัวคุกเข่าเบื้องหน้าจื่อเหยียน

ขอเซียนเซิงโปรดปล่อยข้าไป

ตัวเจ้าต้องการไป ใต้หล้านี้ผู้ใดจะห้ามเจ้าได้จื่อเหยียนเอ่ยเสียงเรียบ ประคองหน้าคนผู้นั้นขึ้นเจ้ามาดู ใช่หน้าตาเช่นนี้หรือไม่

อิ๋งหั่วมองตามอย่างเศร้าสร้อย เปลวเทียนกะพริบวูบไหวท่ามกลางความเงียบงัน ใบหน้าที่เคยเปื้อนยิ้มบัดนี้เยียบเย็นเสียดกระดูก เขาสูดหายใจ ข่มกลั้นความเจ็บปวดขณะเอ่ยตอบหากเซียนเซิงส่งตัวเขาออกไป เกรงจะมีคนมากกว่านี้ที่ต้องตายอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่

อาห์…” ฉางเซิงพลันผงะถอยหลัง ในที่สุดก็รู้ว่าอิ๋งหั่วคือวั่งตี้

เหตุไฉนเขาจึงประหนึ่งผู้ทำนายโชคชะตา ล่วงรู้อดีตของผู้คนนับไม่ถ้วน?

ก็เพราะเขาคือเจ้าสำนักวิฬารหยกในอดีต

เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถหนีรอดปลอดภัย? หรือว่า เจ้ายอมเป็นหยกแหลกลาญ แต่มิเต็มใจเอาชีวิตรอด?” จื่อเหยียนกล่าวถึงตอนท้าย สีหน้าน้ำเสียงล้วนเปลี่ยนเป็นเครียดขรึมข้าเสียเวลาตั้งมากมายเพื่อปลูกฝังนิสัยใจคอเจ้า ไม่นึกว่าเจ้ากลับยังวู่วามบุ่มบ่ามปานนี้ เสียเวลาเปล่าโดยแท้!”

อิ๋งหั่วฟุบตัวหมอบพื้น เจ็บแค้นจนทนไม่ไหว โทสะที่จุกแน่นอยู่ในคอเสียดแทงจนปวดแปลบแสบร้าว

หากโฉมหน้าของอิ๋งเกอหวนสู่สภาพเดิม สหพันธ์เจ้าลั่งก็จะหาที่ซ่อนตัวของพวกเขาพบ ข้าจะทำให้พวกเขาเดือดร้อนอีกมิได้!” ฟันในปากเขากระทบกันดังกึกกัก ประหนึ่งเสียงเสียดสีของแท่งน้ำแข็ง

แล้วเจ้าจะให้เขาไปพบพญามัจจุราชโดยปราศจากใบหน้าเช่นนี้หรือจื่อเหยียนเอ่ยเสียงเฉียบขาดข้ามิสนว่าเขาเป็นใคร ในเมื่อตกลงรับงานนี้ ข้าจะทำตามประสงค์ของผู้ว่าจ้าง บรรลุความปรารถนาของเขา

เขาพลันขยับเข็มด้ายอย่างรวดเร็วมิได้หยุด ท่วงท่างามพิลาสเฉกเช่นฝูงนกสยายปีก

อิ๋งหั่วจ้องมองอย่างเจ็บปวดใจ เห็นใบหน้าเว้าแหว่งของอิ๋งเกอได้รับการซ่อมแซมทีละน้อย คราบเลือดค่อยๆ จางหายไปจากกระดูก สิ่งที่ปรากฏขึ้นแทนที่คือเนื้อหนังนุ่มชื้นสมบูรณ์

ภายใต้แสงไฟวูบไหว ในที่สุดใบหน้านั้นก็มีชีวิตชีวา นอกจากดวงตาที่ปิดสนิท แม้แต่ริมฝีปากอวบหนาก็เป็นประกายคล้ายกำลังเผยออ้า

อิ๋งเกอ

อิ๋งหั่วลุกขึ้นอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เหม่อมองใบหน้าของสหายผู้ล่วงลับ

ประหนึ่งตายแล้วเกิดใหม่

ยามมีชีวิตเขามักแย้มยิ้มอยู่เป็นนิจ รอยย่นตรงหางตายามแย้มยิ้มล้วนแจ่มชัดในห้วงคำนึง ทว่าเขาเองก็แก่แล้ว ริ้วรอยบนหน้าผากเป็นสิ่งที่อิ๋งหั่วไม่คุ้นเคย ไหนจะร่องลึกใต้ตานั้นอีก

กี่ปีแล้วที่มิได้พบกัน นึกไม่ถึงว่าเขาจะแก่แล้ว

มีเพียงรอยดาบกลางใบหน้าที่ยังคงเฉียบขาดมิเปลี่ยน

เขากล่าวว่า ข้าจะเป็นสุดยอดมือสังหาร เฉกเช่นเนี่ยเจิ้ง (เชิงอรรถหนึ่งในสี่ยอดมือสังหารแห่งยุคชุนชิวจ้านกั๋ว)

ตอนนั้นอิ๋งหั่วยังเป็นวั่งตี้ผู้เปี่ยมอิทธิพลในยุทธภพ ขมวดคิ้วกล่าว ผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่งพลังฝีมือสูงล้ำ เจ้ามิใช่คู่ต่อสู้ของเขา

อิ๋งเกอหัวเราะ ข้าจะถือศีรษะของเขากลับมา

ศึกครานั้นเลือดหลั่งธารา อิ๋งเกอถือศีรษะของผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่งกลับมา น่าเสียดายที่เป็นตัวปลอม ล้มเหลวในก้าวสุดท้าย

วั่งตี้รู้ว่า บัดนี้คลาดคลาโอกาสที่ประเสริฐสุดไป

อักษรอดทน ()มีคมมีด () อยู่เหนือหัวใจ () เขาต้องการให้ทุกคนอดทนต่อไป

หากแต่หลายปีผ่านไป อิ๋งเกอหาลืมเลือนไม่

เขาลงมืออีกครั้ง แม้มิอาจสังหารผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่ง กระนั้นก็ทำตามสัญญา ทำลายโฉมหน้าตนเอง

ใบหน้าที่ไม่มีสิ่งใดต้องละอายต่อฟ้าดินเช่นนี้

อิ๋งหั่วพลันรู้สึกผิด มิอยากเชื่อว่าเพื่อเอาชีวิตรอด เขาจะต้องการให้ใบหน้านี้สูญหายไปจากโลกหล้าอย่างเงียบงัน

แต่ทว่า มิได้มีเพียงชีวิตของเขาคนเดียว

สำนักวิฬารหยกนับแต่เขาจากมา ก็ล้วนแยกย้ายหลบซ่อนตัว คนนอกเข้าใจเพียงว่าสำนักล่มสลาย

ความเกี่ยวโยงอันซับซ้อนนี้ หากล้วนถูกสืบค้นเพราะสถานะของอิ๋งเกอถูกเปิดเผย สิ่งที่ตามมาย่อมร้ายแรงเกินกว่าจินตนาการได้

นึกถึงตรงนี้ อิ๋งหั่วก็มิอาจรักษาความเย็นชาไว้ได้อีกต่อไป ยอมลดตัววอนขอความช่วยเหลือจากจื่อเหยียน

ฉางเซิงจับจ้องอิ๋งหั่ว อีกฝ่ายเสมือนเครื่องเคลือบขาวที่แตกกระจาย กาลก่อนจะงดงามวามวาวปานใด บัดนี้ก็เป็นเพียงเศษเล็กเศษน้อยที่อาจบาดมือโดยง่าย

หากมิทันระวัง ผู้ที่เก็บก็อาจถูกบาด

ดูท่าคุณชายคงคิดเช่นนี้

ทว่าจู่ๆ ฉางเซิงกลับนึกอยากเก็บเศษเครื่องเคลือบกองนี้ขึ้นมา ต่อเชื่อมเป็นความแกร่งกร้าวในอดีต

สิ่งที่คุณชายทำมาตลอด ก็คือเช่นนี้มิใช่หรือ?

เปลี่ยนแปลงรูปโฉมที่ยับเยินเสียหาย

เมื่อฉางเซิงคิดเช่นนี้ จึงทรุดตัวคุกเข่าข้างกายอิ๋งหั่ว เอ่ยขอร้องฉางเซิงขอให้คุณชายละเว้นอิ๋งหั่วสักครา

จื่อเหยียนหาได้สนใจไม่ เอ่ยพึมพำในเนื้อหนังมีเศษผ้าปะปน เดิมทีเขาใช้ผ้าดำคลุมหน้า กระทั่งผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่งลงมือถึงรู้ว่าพลังฝีมืออีกฝ่ายสูงกว่าที่คิดไว้มาก เขารู้ตัวว่าไร้หนทางหนีรอด จึงตัดสินใจทำลายรูปโฉม รอยแผลบนใบหน้าเขาลงมือหนักหยุดมือเบา ดาบสุดท้ายแทงทะลุดั้งจมูก คาดว่าคงเจ็บปวดเกินทนไหว จึงตัดบิดเบี้ยวไป ขณะเดียวกันช่วงอกของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ศัตรูมั่นใจว่าเขาต้องตายแน่นอน จึงมิได้ไล่ตาม ให้โอกาสเขาจบชีวิตตนเอง

เสียงของเขาเจือแววเห็นใจเบาบาง คล้ายสงสารดอกไม้โรยรา โยนมันลงสายน้ำไหลเอื่อย

จากนั้น เขามองคนทั้งสองที่คุกเข่าบนพื้น เอ่ยเนิบนาบเช่นนั้น พวกเจ้าต้องการให้เขามีรูปโฉมเช่นใด

ฉางเซิงพลันใจเต้นรัวเร็ว นึกไม่ถึงว่าคุณชายจะยอมผ่อนปรน

เขาชำเลืองมองอิ๋งหั่ว เนื่องจากวาจาประโยคหนึ่งของตน ประกายดาบทั่วร่างอิ๋งหั่วยิ่งสว่างวาบ เขาถึงขนาดมองเห็นขอบดาบคมกริบกำลังพลุ่งลวกนัยน์ตาเขา

ฉางเซิงเบนสายตากลับมา ในใจลอบยินดี ประหนึ่งเขากับสหายที่พูดน้อยไร้อารมณ์ผู้นี้ บังเกิดความรู้ใจบางอย่างที่มิต้องเอื้อนเอ่ย

วันส่งของมาถึงแล้ว

ชายจมูกงุ้มยื่นจดหมายด้วยท่าทางพินอบพิเทา ฉางเซิงเหลือบมอง มาจากสหพันธ์เจ้าลั่งเช่นที่คาดไว้

อ้ายกู่คือชื่อของบุรุษน่าสะพรึงกลัวผู้นี้ เขาเปิดผ้าขาวคลุมศพอย่างเปี่ยมหวัง แต่แล้ว สีหน้าพลันฉายแววงุนงง ก่อนจะถอยหลังกรูดด้วยความตกใจ

ที่แท้ก็คนทรยศผู้นี้!” อ้ายกู่อึ้งงันทำอะไรไม่ถูก ชำเลืองมองใบหน้าเรียบเฉยของจื่อเหยียน ครานี้ถึงค่อยได้สติ ร้อนรนประสานมือขอบคุณจื่อเหยียน

ค่าตอบแทนมหาศาลเสียจนทำให้จื่อเหยียนยิ้มกว้าง ลายหงส์ฟ้ากิเลนเหิน ลายไก่ฟ้าแพะประจัน ผ้าแพรไหมร้อยพับงามจรัสเรืองรอง พริ้งเพริศเฉิดฉายอย่างยิ่ง จื่อเหยียนแม้ทำทีเป็นสุขุม แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวเหลือบมองหลายครั้งครา เรียกอ้ายกู่ดื่มชาอย่างกระวนกระวาย

อ้ายกู่ไม่มีแก่จิตแก่ใจ อ้างว่าเจ้านายกำลังรอรายงาน นำร่างไร้วิญญาณของอิ๋งเกอจากไปอย่างลุกลี้ลุกลน

อิ๋งหั่วแอบอยู่นอกหน้าต่าง เขาไม่รู้จักใบหน้านั้น

หลังฉางเซิงขอร้องอยู่นาน จื่อเหยียนรับปากแปลงโฉมให้อิ๋งเกอ

เดิมคิดว่าเซียนเซิงคงเลือกใบหน้าของใครสักคนมาเปลี่ยนให้ ไม่นึกว่าจะทำให้คนของสหพันธ์เจ้าลั่งตระหนกตกใจจนเสียกิริยา เช่นนี้ควรกังขาหรือว่ายินดี?

อิ๋งหั่วมองจื่อเหยียนผ่านช่องหน้าต่าง ผู้ที่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางมองออก

จื่อเหยียนรอจนอ้ายกู่ออกไป มือที่คลำผ้าแพรไหมพลันหยุดนิ่ง รอยยิ้มพลันจางหายไปจากใบหน้า ตวัดสายตาไปนอกหน้าต่าง เอ่ยอย่างมิสบอารมณ์เจ้าคิดว่าฝีมือของเจ้า จะตบตาอ้ายกู่ได้หรือ หากมิใช่เขาตกใจกับสิ่งที่เห็น เกรงว่าคงซักถามข้า เหตุใดจึงให้คนแอบมองด้านนอก!”

อิ๋งหั่วเดินหน้าสลดเข้ามา เขามั่นใจว่ามิได้เผยพิรุธอันใด ทว่าแม้แต่ผู้ไม่รู้วิชาฝีมือเช่นจื่อเหยียนยังรู้ตัว เห็นทีคงเป็นเพราะเขาอัดอั้นตันใจ จึงเผลอแสดงท่าทีพิรุธโดยไม่รู้ตัว

ฉางเซิงลอบส่งสัญญาณให้เขา เป็นเชิงว่าจื่อเหยียนมิได้โกรธ หารู้ไม่กลับถูกจื่อเหยียนเห็นเข้า เบ้ปากเล็กน้อย เอ่ยต่อว่าต่อขานประเสริฐ ที่แท้พวกเจ้าก็ร่วมมือกัน ที่แห่งนี้ ตกลงใช่ข้าเป็นใหญ่หรือไม่

ฉางเซิงรีบก้มหน้าลง มิกล้าเอ่ยอันใดอีก

อิ๋งหั่วเอ่ยขึ้นอย่างซึ้งใจขอบคุณเซียนเซิงที่ช่วยเหลือ หากแต่ใบหน้านั้นแท้จริงเป็นของผู้ใด

ฉางเซิงมองไปทางจื่อเหยียนอย่างสงสัยใคร่รู้ สุดท้ายคุณชายก็ยอมรับฟังเขา ให้เขาได้หน้าเบื้องหน้าอิ๋งหั่ว

น้องชายของอ้ายกู่จื่อเหยียนเห็นว่าคุมทั้งสองคนได้ สีหน้าเคร่งขรึมพลันหายไป มุมปากเผยอยิ้มน้อยๆน้องชายเขากาลก่อนหนีออกจากสหพันธ์เจ้าลั่ง ปราศจากข่าวคราว ว่ากันว่าชิงตัวอนุภรรยาของผู้นำสหพันธ์ไปใครจะรู้ว่าอยู่หรือตาย

อิ๋งหั่วลอบคิดอย่างแคลงใจ จื่อเหยียนรู้จักคนผู้นั้นได้อย่างไร ทั้งยังล่วงรู้เรื่องราวซับซ้อนมากมายเหล่านี้

เขายิ่งรู้สึกได้ว่าความลึกล้ำยากคาดเดาของจื่อเหยียน แม้แต่ผู้ที่ชำนาญการสืบข่าวเช่นเขายังมิอาจเทียบได้

ฉางเซิงมิได้คิดมากปานนั้น รู้สึกเพียงว่าจื่อเหยียนผู้เปี่ยมฝีมือทุกด้านได้ทำคุณความดีอีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยมิให้อิ๋งหั่วต้องเสี่ยงอันตราย ในใจปลาบปลื้มยินดี เอ่ยขึ้นอย่างชื่นบานคุณชาย ครานี้ท่านลืมซื้อเครื่องหอม เรื่องเล่านี้พวกเรามิต้องขายแล้วกัน

รอยยิ้มนุ่มนวลของจื่อเหยียนพลันชะงักค้าง

กุ่ยฮว่า หากเจ้าได้ยินเรื่องเล่านี้ จะมอบเครื่องหอมชนิดใดให้ข้า

จู่ๆ เขาก็กระสับกระส่าย เดินกลับไปกลับมาในห้องหลายรอบ ฉางเซิงกับอิ๋งหั่วไม่เข้าใจ มองเขาอย่างงุนงง

จื่อเหยียนคลุมชุดยาวหลากสีลายดอกบัว ด้ายไหมสีแดงเข้ม สีเขียวอ่อน สีขาวหยก และสีฟ้าแกมเขียวห่อหุ้มตัวเขาประหนึ่งดอกโบตั๋นเลื้อยพันกิ่งไม้

เขาขมวดคิ้วคู่งาม ท่าทางกังวลประดุจดอกไม้หลายกลีบโรยรา บุปผาผลิงามไร้ซึ่งความสดชื่นร่าเริง

ฉางเซิงก้าวไปหา เอ่ยปลอบเขาคุณชาย ครานี้เปลี่ยมโฉมให้ผู้ล่วงลับ มิต้องใช้เครื่องหอมก็สามารถลงมือ ไยจึงต้องพึ่งเครื่องหอมแทนยาชาทุกครั้ง

จื่อเหยียนเบิกตาโตมองเขา ฉางเซิงมิเคยเห็นมาก่อนว่านัยน์ตาสามารถเบิกกว้างดั่งถ้ำลึก คล้ายจะกลืนกินเขาในคราวเดียว

เจ้าคิดว่าเครื่องหอมนั้นให้ผู้อื่นใช้หรือ ทุกคราที่แปลงโฉม ข้าจะอายุสั้นลง เครื่องหอมนั้นใช้ต่อชีวิตข้าจื่อเหยียนเอ่ยแช่มช้า ดวงตาสุกสกาวพลันหมองหม่นอาห์ พวกเจ้ามักมิขายเรื่องเล่า เช่นนั้นก็รอเก็บศพข้าแล้วกัน

ฉางเซิงกับอิ๋งหั่วมองหน้ากัน อิ๋งหั่วคุกเข่ามิยอมลุก เอ่ยพลางคำนับขอบคุณเซียนเซิงที่ช่วยแปลงโฉมหลายครั้ง

จื่อเหยียนยิ้มซุกซนมีอันใดต้องขอบคุณ ข้ารับเงินของเจ้า มากเสียจนสามารถสร้างจวนได้หลายหลัง

เขาเดี๋ยวโมโหเดี๋ยวร่าเริง เดี๋ยวกังวลเดี๋ยวหงุดหงิด สีหน้าเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าการแสดงกลเสียอีก ฉางเซิงกับอิ๋งหั่วตามอารมณ์เขาไม่ทัน แยกไม่ออกว่าแท้จริงแล้วเขากำลังคิดอันใด

ฉางเซิง ไปร้านกุ่ยฮว่าให้ข้าสักครา เครื่องหอมครานี้ไม่มีมิได้จื่อเหยียนกล่าวจบ เอ่ยเสริมอีกประโยคจดจำทุกคำที่นางกล่าวอย่าได้ตกหล่น

จากนั้น ฉางเซิงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กุ่ยฮว่าฟัง จื่อเหยียนบอกว่ามิต้องปิดบังอันใดนาง เพียงงดกล่าวถึงชื่อแซ่ของคนในจวนสกุลจื่อ ถือเสียว่าเล่าเรื่องพิสดารเรื่องหนึ่ง

กุ่ยฮว่าถักเปียยาวสองข้าง ยิ้มตาหยีพลางโยนผึ้งทอดใส่ปาก กลิ่นหอมกรุ่นของตัวอ่อนผึ้งสีขาวใสลอยตลบอบอวล

ฉางเซิงทั้งคลื่นไส้ทั้งน้ำลายสอ มองนางอย่างนิ่งอึ้ง ลืมไปชั่วขณะว่าต้องกล่าวอันใด

เจ้านายของเจ้ามิได้จุดเครื่องหอมหรือ โอกุ่ยฮว่าส่ายหน้า

ฉางเซิงฟังแล้วหัวใจกระตุกวูบ

นางปิดปากหัวเราะคิกคักกลิ่นศพรุนแรงเช่นนั้น เขากลับรับไหว ข้าว่า จมูกของเขาต้องใช้การมิได้เป็นแน่ วันหลังต้องรมด้วยอ้ายเฉ่าแล้ว(เชิงอรรถโกฐจุฬาลัมพาจีน ใช้สำหรับจุดรมยาเพื่อฆ่าเซื้อโรค)

ฉางเซิงคลี่ยิ้มกระอักกระอ่วน แต่เมื่อคิดใคร่ครวญ สิ่งที่นางกล่าวก็นับว่ามีเหตุผล

ปกติจื่อเหยียนเป็นคนรักความสะอาดยิ่ง งานสกปรกเช่นการจัดการศพ ไม่มีเหตุผลที่จะลืมจุดเครื่องหอม

หรือใจเขามิได้อยู่ตรงนี้?

ฉางเซิงตัวสั่นสะท้าน ฟังจากน้ำเสียงของจื่อเหยียนกับอิ๋งหั่ว ผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่งผู้นั้นนับเป็นปีศาจร้ายที่มิอาจมีเรื่องมีราว หากแต่คุณชายกลับดูรู้จักเขาดีผิดธรรมดา

ฉางเซิงมิต้องการให้พวกเขาเกี่ยวข้องอันใดต่อกัน เขามิต้องการให้จื่อเหยียนเกิดเรื่อง

นี่ เจ้าหนู เจ้าเป็นห่วงเขาหรือ

ฉางเซิงหน้าแดงอย่างไม่มีเหตุผล พยักหน้าเล็กน้อย ประหนึ่งดอกหญ้าสีขาวที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงเรื่อกำลังเยื้องกรายเลื้อยพันไปตามลำคอของเขา

กุ่ยฮว่าเห็นดังนั้นก็นึกสนใจ หัวเราะคิกคักมิต้องกลัว เพียงครั้งสองครั้งไม่ถึงกับตาย อาห์ เรื่องที่เจ้าเล่า ข้าว่ายังมิจบ

ฉางเซิงเอ่ยอย่างอึ้งงันเล่าจบแล้ว เป็นเรื่องเช้าวันนี้

กุ่ยฮว่ายิ้มน้อยๆเจ้านายของเจ้าครานี้ฉลาดเกินตัว น่ากลัวจะมิใช่ลางดีนางโยนผึ้งทอดตัวสุดท้ายขึ้นฟ้าแล้วอ้าปากรับ เคี้ยวกรุบกรับก่อนจะกลืนลงคอ ถูมือกล่าวกับฉางเซิงเจ้ารออีกสองชั่วยาม ข้าจะปรุงเครื่องหอมก้านหนึ่งให้เขา

ฉางเซิงนึกไม่ถึงว่าต้องรออีกหลายชั่วยาม ได้แต่ตอบรับอย่างงุนงง

กุ่ยฮว่าเลิกม่านไหมสีน้ำเงินลายเมฆหมอก ก้าวตรงเข้าไปในห้องใน

เขานั่งทื่ออยู่ในร้านหอมหมื่นลี้ สูดกลิ่นหอมประหลาดสารพัน ความคิดจิตใจเหม่อลอย

ขณะที่ฉางเซิงสะลึมสะลือ กุ่ยฮว่าก็กำลังมองวัตถุดิบปรุงเครื่องหอมในห้องอย่างกลัดกลุ้ม

มู่เซียงเถิง หานเซี่ยวฮวา หวงอวี้หลาน เยี่ยเหอฮวา โยวถานฮวา เซียงเยี่ยจื่อ เจี้ยงเซียงเถิง โก่วหยาฮวา อิงจว่าหลาน ฟูอี๋ มู่กวาฮวา จินอิงจื่อ จิ๋วหลี่เซียง หวงซานกุ้ย อวิ๋นเซียง ซู่หลาน สุ่ยหงซู่ มู่เหอ เซียงชิวไห่ถัง

น้ำมันสำหรับสกัดล้วนปิดผนึกอยู่ในโถเคลือบขาวสลักลายกลีบบัวแต่ละใบ เพียงแต่เครื่องหอมก้านนั้นกลับปรุงยากอย่างยิ่ง

จะช่วยจื่อเหยียนได้หรือไม่ ก็ต้องดูว่าเครื่องหอมนี้หอมหวนเข้มข้นพอหรือไม่ เย้ายวนถึงกระดูก เยียบเย็นถึงหัวใจ ต้องสามารถเฝ้ามองอยู่ไกลๆ แต่มิอาจเข้าใกล้แตะต้อง ท้ายที่สุด เขาถึงสามารถพ้นเคราะห์

ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต ความสุขมิอยู่ที่ฟากฝั่ง

นางนึกออกแล้วว่าจะปรุงเครื่องหอมเช่นใด

เมื่อกุ่ยฮว่ายื่นเครื่องหอมใส่มือฉางเซิง ท้องฟ้าล้วนมืดสนิท เครื่องหอมก้านนี้ ชื่อว่าฟากฝั่ง

ครั้นเครื่องหอมถูกหมุนเล่นอยู่ในมือจื่อเหยียน ฉางเซิงถ่ายทอดถ้อยคำของกุ่ยฮว่าเสร็จสิ้น

จื่อเหยียนนิ่งมองฟากฝั่งเงียบๆ  เขารู้ว่า พวกเขาไม่มีวันไปถึง

มิอาจหนีพ้นทะเลทุกข์ ไร้หนทางหลุดพ้นหลีกหนี

ไม่กี่วันต่อมา ฉางเซิงอดหลับอดนอนท่องจำภาพวาดที่จื่อเหยียนสั่งจนขึ้นใจ ความทุ่มเทตลอดหลายวันทำให้เปลือกตาของเขาหนักอึ้ง มักเผลอสัปหงกอยู่เสมอ

อากาศร้อนระอุขึ้นทุกที เมื่ออยู่ในสวนนานเกินไป ให้รู้สึกว่าดวงอาทิตย์ประดุจยาพิษฤทธิ์ช้า ค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง

เขาหลบไปงีบหลับอยู่ใต้ระเบียง พิงเสาพักผ่อนไปชั่วครู่ ประตูใหญ่พลันดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว

ทันทีที่เปิดประตู ก็ถูกเจ้าของร่างสูงใหญ่พุ่งชนจนกระเด็น คนผู้นั้นก้าวอาดๆ เข้ามา หันมาปรายตามองฉางเซิงคราหนึ่งอย่างขอไปที

โอ แม้แต่เด็กรับใช้ก็หน้าตาดีไม่น้อย!” เขากล่าวจบ หันกลับไปเดินต่ออย่างเย่อหยิ่ง

ฉางเซิงชะเง้อคอมองเขา แสงตะวันอาบไล้แผ่ซ่านมาตามร่างกายเขา ประหนึ่งช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับแผ่นหลังกำยำของเขา

คนผู้หนึ่งยืนเงียบๆ อยู่ข้างฉางเซิง เอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียมผู้นำสหพันธ์ของพวกเรามาแล้ว บอกจื่อเซียนเซิงต้อนรับขับสู้ให้ดี!”

ฉางเซิงครานี้ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าอ้ายกู่ยืนอยู่ใกล้ๆ  ใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม ดูไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร

เขาลอบสะท้านใจ ลุกลี้ลุกลนวิ่งไปยังโถงด้านใน เขามิอาจปล่อยให้คนผู้นั้นไร้มารยาทกับคุณชาย

ทว่าสายไปเสียแล้ว เมื่อเขาเข้าไปในห้อง ผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่งผู้นั้นกำลังใช้มือบีบคางจื่อเหยียน หัวเราะอย่างจองหองนับเป็นใบหน้ายวนเสน่ห์สมคำร่ำลือ!”

เปลวเพลิงแทบปะทุออกมาจากนัยน์ตาฉางเซิง

จื่อเหยียนมิเปลี่ยนสีหน้า มองเจ้าลั่งด้วยท่าทีสบายๆ คล้ายทารกที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา

เมื่อเห็นเจ้าลั่งเป่าลมหายใจรดใบหน้าจื่อเหยียน มือของฉางเซิงสั่นเทิ้ม หมายจะปล่อยหมัดเข้าใส่ ชกเจ้าลั่งให้หน้าหงาย ทว่ากลับทำมิได้

อ้ายกู่ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังมิใช่สาเหตุ หากแต่ท่าทียโสโอหังของเจ้าลั่งทำให้เขาหวั่นเกรง

ฉางเซิงเข้าใจดีว่า เขามิใช่คู่ต่อสู้ของบุรุษผู้นี้

มิเกี่ยวข้องกับวิชาฝีมือ แต่คือนิสัยใจคอ

เขากลัวว่าจวนแห่งนี้จะไม่มีผู้ใดสามารถกำราบเจ้าลั่ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายหยามเกียรติจื่อเหยียน ผู้เดียวที่ฉางเซิงนึกถึง ก็คืออิ๋งหั่ว

ทันใดนั้น เจ้าลั่งพลันชักมือออกจากใบหน้าจื่อเหยียน ประดุจถูกงูกัดก็ไม่ปาน มีชั่วขณะหนึ่งที่หวาดหวั่นพรั่นกลัว

เขาจับจ้องฝ่ามือขาวผ่อง ตรงปลายนิ้วปรากฏรอยเขียวคล้ำ ค่อยๆ แล่นไหลไปตามฝ่ามือราวกับลำธารสายเล็ก

ไม่เลว ไม่เลว แม้แต่ใบหน้ายังยอมวางยาพิษ ข้ามิได้มองเจ้าผิดเจ้าลั่งแค่นยิ้ม ทว่าสีหน้ากลับไม่จองหองเท่าเมื่อครู่

จื่อเหยียนมองเขาอย่างเคร่งขรึมเฉิงจู่มีอันใดให้รับใช้(เชิงอรรถคำเรียกขานผู้นำสหพันธ์)

ให้เจ้าดูอะไรบางอย่างเจ้าลั่งกล่าวจบ ส่งสายตาให้อ้ายกู่

ฉางเซิงลอบสะท้านใจ รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี

อ้ายกู่ปรบมือ เสียงลอยออกไปด้านนอก คนของสหพันธ์เจ้าลั่งทยอยเดินเข้ามาในห้องโถง แบกศพสามศพเข้ามา

รอจนคนเหล่านี้ถอยออกไป อ้ายกู่เลิกผ้าสีขาวขึ้น

ศพแรก มิต้องบอกก็รู้ว่าคืออิ๋งเกอ อีกสองศพเป็นศพบุรุษและศพสตรี กลิ่นศพโชยคลุ้งเตะจมูก

ฉางเซิงสะอิดสะเอียนยิ่ง แม้แต่เหลือบแลยังมิต้องการ 

จื่อเหยียนเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ชำเลืองมองฉางเซิงคราหนึ่ง

ฉางเซิงคิดจะออกไปตามหาอิ๋งหั่ว ทว่ามีคนเร็วกว่าเขา

อ้ายกู่ปิดประตูห้องโถงมิดชิด ยืนเฝ้าหน้าประตูราวกับกุญแจสนิมเขรอะที่เปิดไม่ออก

จื่อเซียนเซิงเป็นคนฉลาดเจ้าลั่งคลำนิ้วมือ มือขวาบัดนี้กลายเป็นสีดำ เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้ หัวเราะเฮอะฮะพลางใช้มือซ้ายกดข้อมือขวา รอยเขียวคล้ำหยุดลงโดยพลัน ไม่กระจายไปตามแขนอีก

เขาเหลือบตา ยิ้มบางเอ่ยอนุภรรยาผู้นี้ของข้าชื่อหงโต้ว ริมฝีปากกระจิริดช่างน่าทะนุถนอมเป็นที่สุด เจ้ามาดู น่าเอ็นดูยิ่งใช่หรือไม่

ฉางเซิงใบหน้าเผือดซีด เช่นนั้นศพอีกศพหนึ่ง ก็คือน้องชายของอ้ายกู่

เขาลองเขยิบเข้าไปใกล้ แย่แล้ว หน้าตาคล้ายอิ๋งเกอหลังแปลงโฉมอย่างยิ่ง

จื่อเหยียนสีหน้าปกติ ก้าวไปมองใกล้ๆ  เอ่ยชมเชยฝีมือประณีตยิ่ง

ศพสองศพนี้เพิ่งเริ่มเน่าเปื่อย เห็นได้ชัดว่าตายไม่นาน ที่ผ่านมาสหพันธ์เจ้าลั่งมิเคยจับพวกเขาได้ แน่นอนว่าไม่มีทางบังเอิญจับได้ตอนนี้ มองพิรุธของอิ๋งเกอออก เกรงว่า คนสองคนนี้ย่อมมิใช่เจ้าตัวเช่นกัน

พลันนั้นเขานึกถึงเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ในเมื่อสหพันธ์เจ้าลั่งมียอดฝีมือด้านการแปลงโฉม ไยจึงต้องให้เขาซ่อมแซมโฉมหน้าของอิ๋งเกอ นึกถึงตรงนี้ จื่อเหยียนยิ่งทวีความสุขุม ถามเจ้าลั่งเจ้านำศพสามศพให้ข้าดู ต้องการให้ข้าแปลงโฉมหรือ

เจ้าลั่งหัวเราะลั่น เดินอ้อมศพเหล่านั้นมาหยุดเบื้องหน้าเขา

เขาสูงกว่าจื่อเหยียนเล็กน้อย ครั้นยืนใกล้ ท่าทีเช่นผู้ที่อยู่เหนือกว่าจึงยิ่งฉายชัด

ข้าต้องการรู้ว่า เบื้องหลังใบหน้านี้ของเจ้า แท้จริงเป็นผู้ใด

สิ่งที่เขามิได้กล่าวออกมาคือ เหตุไฉนเจ้าจึงรู้เรื่องราวของสหพันธ์เจ้าลั่ง

เจ้าต้องการเห็นจริงหรือ

วาจานี้เย้ายวนจับใจ ฉางเซิงไม่คาดคิดว่าจื่อเหยียนจะตอบเช่นนี้

ต้องการเห็น หากคุณชายมีอีกใบหน้าหนึ่ง เขาต้องการเห็นอย่างยิ่ง

ขณะที่คิดลมหายใจก็ถี่กระชั้น เขามิทันสังเกตเห็นว่าเจ้าลั่งเบิกตากว้างกว่าเดิม แม้กระทั่งอ้ายกู่ คิ้วเชิดก็เลิกขึ้นเล็กน้อย

จื่อเหยียนก้าวมาหยุดหน้าโต๊ะ จุดเครื่องหอมที่ชื่อฟากฝั่ง

อ้ายกู่ตวาดลั่นเจ้าทำอันใด

ฉางเซิงรีบอธิบายแทนจื่อเหยียนคุณชายของเราจะจุดเครื่องหอมทุกครั้งที่ลงมือแปลงโฉม

เจ้าลั่งคล้ายเพิ่งสังเกตเห็นฉางเซิง เหลียวมองอย่างดูแคลน ยังมิทันเห็นเต็มตาก็เบนสายตาหนี

เขามิเหลือบแลผู้อื่น จื่อเหยียนคือสิ่งดึงดูดเพียงหนึ่งเดียว

ครั้นอยู่เบื้องหน้าบุรุษยวนเสน่ห์ผู้นี้ เจ้าลั่งรู้สึกร่างกายไร้เรี่ยวแรง ความน่าเกรงขามที่เคยมีล้วนจางหาย

เขาตัวสั่นวูบ ขณะที่อ้ายกู่ร้องขึ้นเฉิงจู่ เขากำลังวางยาพิษ!”

ฟากฝั่งค่อยๆ ถูกผลาญเผา ควันหอมอันงามสง่าลอยอวลทั่วห้องโถง คอยสำรวจอย่างแช่มช้า ที่ใดมีคน มันจะไปที่นั่น รู้ว่านั่นคือที่ที่มันพำนักพักพิง ครั้นเห็นร่างมีเลือดเนื้อ มันจะมิไปที่ใดอีก แต่จะเฝ้ามองเวียนวน โอบล้อมอารักขาอย่างไร้เสียง

นี่คือเครื่องหอมที่มีฤทธิ์ดูดพลัง จะมีพลังฝีมือสูงล้ำปานใดก็เฉกเช่นคนแก่ใกล้ตาย ไร้โอกาสแสดงวิชาฝีมือ

ฉางเซิงนั่งลงอย่างอ่อนระทวย เห็นอ้ายกู่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง รู้สึกเบาใจยิ่ง

เจ้าลั่งผู้ยิ่งใหญ่จอมยโสผู้นั้น โซเซล้มลงบนเก้าอี้มีพนัก กระนั้นใบหน้าก็ยังคงแย้มยิ้ม

เจ้าต้องการเห็นโฉมหน้าข้ามิใช่หรือจื่อเหยียนหยิบมีดเล่มหนึ่งขึ้นมากลางหมอกควัน ขยับเข้าใกล้เจ้าลั่ง

เขาเป็นผู้ที่สงบเยือกเย็นที่สุด คุ้นชินกับการเคลื่อนไหวท่ามกลางเครื่องหอมกล่อมประสาท เรี่ยวแรงมิได้รับผลกระทบ

แววตาพราวระยับ ผู้ถือมีดงามจรัสจับตา ทว่าสีหน้ากลับเฉกเช่นจิงเคอผู้ลอบสังหารเจ้านครรัฐฉิน

ภายใต้รูปลักษณ์บอบบางมีสัตว์ดุร้ายซ่อนอยู่

อยู่ห่างเพียงหนึ่งฉื่อ (เชิงอรรถหนึ่งฉื่อเท่ากับหนึ่งฟุต) ประกายเยียบเย็นของคมมีดสะท้อนเข้าตาเจ้าลั่ง หากมือสั่นเพียงเล็กน้อยก็สามารถแทงทะลุนัยน์ตา

ทว่าบุรุษผู้นี้หาได้หวาดกลัวไม่ ซ้ำยังยื่นมือออกไปลูบหน้าจื่อเหยียน ยิ้มเอ่ยใช่ ข้าต้องการยล

เขารู้ว่าจื่อเหยียนมิกล้าสังหารเขา จึงเฝ้ามองสายตาอาฆาตแค้นของฉางเซิงด้วยท่าทางพึงพอใจ

จื่อเหยียนเอี้ยวหลบมือของเจ้าลั่ง หมุนมีดในมือชี้จ่อจอนผมของตน ก่อนจะกรีดลงไปอย่างแรง

ดวงหน้างามล้ำของเขาพลันปรากฏหยดเลือด ประหนึ่งเลือดหยดแรกในชามหยกเคลือบยามกรีดเลือดสาบาน

เลือดไหลช้ายิ่ง ราวกับหอยคายไข่มุกก็ไม่ปาน หนึ่งหยด สองหยด ล้ำค่าผิดธรรมดา

เจ้าลั่งตกตะลึง ฉางเซิงตกใจหมดสติ อ้ายกู่วางใจลงชั่วคราว

นัยน์ตาของจื่อเหยียนเป็นประกายโชติช่วง เสียงของเขายังคงไพเราะรื่นหู นุ่มนวลกังวานใสข้าใช้ใบหน้าของข้า แลกกับศพสามศพนี้

ประเสริฐ คุ้มค่าข้ายิ่งเจ้าลั่งรู้สึกเพียงว่าในคอมีหนามแหลม มิคายออกมิได้ จื่อเหยียนดุจดั่งปลาปักเป้าที่รสชาติเลิศล้ำ ต่อให้รับประทานแล้วต้องตาย เขาก็ทำใจละวางไม่ลง

หากแต่ยามนี้จำต้องก้มศีรษะ เจ้าลั่งรู้สถานการณ์ดี รู้ว่ามิอาจบีบให้อีกฝ่ายจนตรอก

ฝีมือเท่าเทียม จำต้องปล่อยไปเช่นนี้ จวบจนรู้แพ้รู้ชนะ

จื่อเหยียนพยักหน้าพึงใจ มีคำมั่นประโยคนี้ เขาจะได้ส่งอิ๋งเกอคืนให้อิ๋งหั่วอย่างไร้รอยขีดข่วน

มีดในมือยังคงกรีดต่อไป ไล่ไปตามโครงหน้าสมบูรณ์แบบ ถากออกเป็นวงกลม

เขาโยนใบหน้าที่เป็นเนื้อหนังบางเฉียบไปบนโต๊ะ ใช้แขนเสื้อของชุดผ้าไหมยาวสีน้ำตาลเลื่อมทองปักลายห่านป่าเหินทะยานปิดหน้า ชุดสีเข้มบดบังเขาทั้งตัว ประหนึ่งวิญญาณที่หลุดลอยจากร่าง

จื่อเหยียนเดินไปนอกห้องโถง อ้ายกู่มิอาจขัดขวางเขา ได้แต่มองจื่อเหยียนเปิดประตู ปล่อยให้แสงอาทิตย์ส่องลอดเข้ามาในห้องที่มิเปิดโอกาสให้พักหายใจ จากนั้นเขาเดินต่อไป เงาร่างจมหายไปในแสงสว่าง

จวบจนฟากฝั่งมอดดับ ฤทธิ์ยาผ่านพ้น เจ้าลั่งดีดตัวจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วราวธนูบิน เดินวนทั่วจวนสกุลจื่อ

บรรดาเด็กรับใช้กำลังเล่นสนุกอยู่ในสวน ไม่รู้ว่าคราวเคราะห์มาเยือน เจ้าลั่งคว้าตัวเด็กรับใช้สองสามคนมาไต่ถาม ไม่มีผู้ใดเห็นว่าจื่อเหยียนไปที่ใด

ขณะเดียวกันอิ๋งหั่วได้ยินเสียงดัง รีบเข้ามาประคองฉางเซิง

เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ไม่เหลือบมองอิ๋งเกอบนพื้นแม้แต่น้อย

อ้ายกู่ตะเกียกตะกายลุกขึ้น ฉวยใบหน้าที่จื่อเหยียนกรีดออกมาไปเก็บไว้ ตวัดสายตาดุดันเยียบเย็นใส่ทั้งสองคน ก่อนจะเดินออกไปด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

นอกประตูใหญ่ เจ้าลั่งขึ้นม้า นิ่งมองสถานที่พิสดารแห่งนี้ คิ้วขมวดเข้าหากัน

นับเป็นการมาเยือนที่น่าสนใจ มีบุคคลประหลาดที่ต้องการพบ ซึ่งลานกว้างอันโอ่อ่าของจวนสกุลจื่อ ดูคล้ายไร้ที่บดบัง แท้จริงหาได้ธรรมดาไปกว่าสหพันธ์เจ้าลั่งไม่

การประชันฝีมือเพิ่งเริ่มต้นขึ้น

มุมปากเขาเหยียดยิ้ม กล่าวกับอ้ายกู่เขาคงจะฝังศพสองคนนั้นอย่างดีจากนั้นควบม้าพุ่งทะยานจากไป

อ้ายกู่ติดตามด้านหลัง นำลูกน้องกลับไปอย่างเอิกเกริก เพียงพริบตากลุ่มคนขี่ม้าก็หายไปจากตรอก

ฉางเซิงกับอิ๋งหั่วหาจื่อเหยียนจนทั่วไม่พบ จึงจำต้องหาสถานที่จัดวางศพทั้งสามคนนั้นก่อน ค่อยกลับมารอในห้องโถงอีกครั้ง ความมืดค่อยๆ โรยตัวลงมาจากฟ้า ทั้งคู่เตรียมอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะ เฝ้ารอจื่อเหยียนกลับมา

อิ๋งเกอไม่สำคัญอีกต่อไป อิ๋งหั่วคิดได้แล้ว เป็นเพียงศพศพหนึ่งเท่านั้น ซึ่งมิตรภาพระหว่างสหายจะคงอยู่ในใจของเขาเสมอ นึกถึงว่าจื่อเหยียนถึงขั้นนำความปลอดภัยของตนแลกกับโครงกระดูกของอิ๋งเกอ เขากระวนกระวายใจยิ่ง

เขาติดค้างจื่อเหยียนมากมายเหลือเกิน อิ๋งหั่วอัดอั้นกลัดกลุ้ม เอาแต่คว้าสุรากรอกใส่ปาก

ฉางเซิงนึกถึงสภาพน่าอนาถของจื่อเหยียน ซับน้ำตาเป็นระยะ เกลียดที่ตนเองไร้สามารถ

ทั้งคู่ร่ำสุราเยียวยาความทุกข์โศก ต่างฝ่ายต่างกังวล ไม่มีแม้แต่แก่จิตแก่ใจจะปลอบโยนอีกฝ่าย ขณะเดียวกันก็มองอีกฝ่ายเป็นคนในครอบครัวของตนโดยไม่รู้ตัว

ตอนนั้นเอง จื่อเหยียนสวมชุดยาวแขนกว้างสีเขียว ถือตะเกียงแก้วหลากสีดวงหนึ่ง เยื้องย่างเข้ามาในห้องโถง

เขาประหนึ่งกลับจากการเดินทางไกล ไม่สนใจสีหน้าตกใจระคนยินดีของทั้งสองคน แย้มยิ้มพลางวางตะเกียงลง คีบไก่เจชิ้นหนึ่งใส่ปากเคี้ยว

จานนี้ย่อมเป็นฝีมือของฉางเซิง หายากยิ่ง!”

ทั้งสองคนจ้องมองใบหน้าไร้ที่ติของเขา ราวกับมองตัวประหลาด

อาห์ เขากลับมาแล้ว ประเสริฐยิ่ง ทั้งยังงดงามตรึงจิตวิญญาณยิ่งกว่ากาลก่อนเสียอีก มองอย่างไรก็ไม่เบื่อ

หากแต่เขาได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ตกลงใบหน้าที่พวกเขาพบเจออยู่ทุกวันนั้น ใช่โฉมหน้าที่แท้จริงของจื่อเหยียนหรือไม่ สิ่งนี้คือสิ่งที่ทั้งสองคนเป็นห่วงที่สุด

หน้าข้าเปื้อนหรือจื่อเหยียนใช้มือขาวนวลลูบใบหน้า เขามองออกว่าทุกคนมีคำถามอยู่ในใจ กระนั้นก็มิต้องการเอ่ยนี่ พวกเจ้าสองคนรีบรับประทาน อาหารเย็นแล้วจะไร้รสชาติ ให้ข้าทายดู อิ๋งหั่วเจ้าปรุงอาหารจานใด โอ เจ้าอุตส่าห์ออกมารับอาหารพร้อมพวกเรา ก็ดีเหมือนกัน รับประทานสองคนเงียบเหงาเกินไป หากมีเวลาว่างเจ้าก็หมั่นแวะมา

จื่อเหยียนพล่ามไม่หยุด ในที่สุดฉางเซิงก็ทนไม่ไหวเอ่ยแทรกเขาคุณชาย ใบหน้าท่าน…”

อันก่อนใช้จนเก่าแล้ว คนผู้นั้นต้องการก็ยกให้ไปแล้วกันจื่อเหยียนเอ่ยอย่างภูมิใจใช้หนังชิ้นหนึ่งแลกกับคนสามคน ช่างสมใจยิ่ง

เขาไม่มีแก่จิตแก่ใจตอบคำถามฉางเซิง

เขากลับมา เพราะต้องการตรวจสอบใบหน้าก่อนแปลงโฉมของศพสองศพนั้น

ยอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ในสหพันธ์เจ้าลั่งเป็นใครกัน ถึงขนาดมีฝีมือเทียบเท่าเขา

ไม่มีเวลาชะล่าใจ จื่อเหยียนรู้ว่า ฟากฝั่ง อย่างไรก็ไม่มีวันไปถึง

บทที่สี่ ห้วงฝัน

วันนี้อากาศร้อนกว่าเดิม ผาหินในลานกว้างถูกแผดเผาจนร้อนระอุ ลมหายใจที่สูดเข้าออกร้อนระงมอบอ้าว

ฉางเซิงหลบอยู่ในห้องหนังสือ น้ำเย็นที่หยิบออกมาจากหีบเก็บความเย็นไม่นานก็หายเย็น ให้นึกอยากแช่น้ำเพื่อคลายร้อนเสียให้รู้แล้วรู้รอด

จื่อเหยียนสวมชุดยาวลายนกกระยางเหินเกลียวคลื่นที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเยวี่ยหลัว แขนเสื้อหลวมกว้าง ปลายแขนเสื้อปักลายดอกบัวพันกิ่งแทรกดิ้นทอง พัดในมือโบกไปมาแช่มช้า ยิ้มกว้างเต็มใบหน้าขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวไม้ประดู่ฝังไม้ไผ่พลางมองฉางเซิงวาดภาพ เด็กรับใช้ผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างๆ  คอยรินน้ำมะพร้าวลงในจอกหยกของเขา

ดวงหน้ายวนเสน่ห์ของเขาเปลี่ยนไปแล้ว มิใช่ใบหน้าที่ฉางเซิงคุ้นเคย

ฉางเซิงคัดค้านอย่างหนัก บอกว่าเช่นนี้จะจำคุณชายมิได้ จื่อเหยียนมิฟัง บอกให้เขาค่อยๆ ปรับตัว

ต่อจากนี้ข้าจะเปลี่ยนใบหน้าไปเรื่อยๆ  จะจำข้าได้ก็มิใช่เรื่องยาก เพียงดูว่าผู้ใดแต่งกายพริ้งเพริศที่สุดจื่อเหยียนกระหยิ่มยิ้มย่อง

นับแต่ยกใบหน้าเก่าให้เจ้าลั่ง เขาก็มีนิสัยชอบเปลี่ยนใบหน้า

ยามเช้ายังเป็นใบหน้างดงามยวนตา ยามบ่ายก็กลายเป็นใบหน้าองอาจห้าวหาญ

ฉางเซิงก้าวเข้าไปในห้อง เป็นต้องสะดุ้งตกใจกับใบหน้าใหม่ของเขาทุกครั้ง

สุดท้าย ฉางเซิงเรียนรู้ว่าต้องทำเป็นเมินเฉย ไม่ว่าจื่อเหยียนจะเปลี่ยนเป็นใบหน้าลักษณะใด ทั้งไม่ชื่นชม และไม่สนใจ

จื่อเหยียนเห็นว่าไร้ผู้เหลือบแล จึงเลิกนิสัยนี้ หันมาใช้ใบหน้าเดิมใบหน้าเดียว แม้มิใช่ใบหน้าที่ฉางเซิงคุ้นเคย แต่เช่นนี้ก็ดีที่สุดแล้ว

นับเป็นวันประเสริฐโดยแท้จื่อเหยียนราวกับมองเห็นโมงยามผันผ่าน ขณะที่พัดในมืดขยับขึ้นลง ก็เปล่งเสียงอุทานอันสบายอารมณ์ออกมา

ฉางเซิงมิอาจเข้าถึงจิตใจอันผ่อนคลายของเขา หอบม้วนภาพวาดที่จื่อเหยียนสั่งกองหนึ่งมายล

ความมุ่งหมายที่จะศึกษาวิชาแปลงโฉมของเขานับวันยิ่งเพิ่มทวี น่าเสียดายที่จื่อเหยียนมิยอมให้เขาสำเร็จวิชาโดยง่าย ยืนกรานให้เริ่มจากการศึกษาวาดภาพ ฝึกฝนขัดเกลาสภาพจิตใจ

ภาพภูผาใต้ของอู๋เต้าจื่อ (เชิงอรรถจิตรกรเลื่องชื่อในสมัยราชวงศ์ถัง) ภาพทิวทัศน์ของหวังเหวย (เชิงอรรถกวีและจิตรกรเลื่องชื่อในสมัยราชวงศ์ถัง) ภาพภูเขาลำน้ำของจิงเฮ่า (เชิงอรรถจิตรกรในยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร)…” ฉางเซิงพลิกดูม้วนภาพวาด เอ่ยอย่างแปลกใจคุณชาย ข้าต้องการศึกษาวิชาแปลงโฉม อย่างมากก็วาดภาพคน เหตุใดจึงมีแต่ภาพทิวทัศน์

สามารถประชันความอัศจรรย์กับสรรพสิ่ง มีเพียงภูผาธาราจื่อเหยียนเอ่ยเนิบนาบการวาดภาพ รูปลักษณ์วาดง่ายจิตวิญญาณวาดยาก เจ้าวาดภาพทิวทัศน์ให้ได้ก่อน รอจนวาดได้คล่องแคล่ว เข้าใจหลักการวาดภาพ ข้าค่อยสอนเจ้าวาดภาพคน

ฉางเซิงตอบรับ ก้มตัวจนตัวงอ ลงมือวาดภาพบนโต๊ะ ทำให้จื่อเหยียนถึงกับหัวเราะพรืด

เขาเองก็มิกล่าวมากความ นิ่งมองอย่างสบายอารมณ์ครู่หนึ่ง อ้าปากหาวอย่างเกียจคร้าน ยืดตัวนั่งพลางเอ่ยข้าเหนื่อยแล้ว เจ้าฝึกไปก่อน ข้าจะไปงีบสักครู่เด็กรับใช้ประคองจื่อเหยียนเข้าไปในห้องข้าง

ในกระถางสำริดทรงลู่ตวน (เชิงอรรถสัตว์เทพในตำนานจีน) กลิ่นหอมเย็นของสมุนไพรปั้วเหอลอยอวลในอากาศ ฉางเซิงสูดเข้าปอดแรงๆ สองครั้ง พลันรู้สึกกระปรี้กระเปร่า จึงศึกษาการใช้หมึกต่อ

กระดาษเฉิงซินถัง (เชิงอรรถกระดาษที่ผลิตขึ้นในแคว้นหนานถังแห่งยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร เนื่องจากคุณภาพเป็นเลิศจึงถูกขนานนามว่าเป็นกระดาษที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์การผลิตกระดาษของจีน) ที่ฝนหมึกหางมังกรเซ่อโจว (เชิงอรรถหนึ่งในสี่สุดยอดที่ฝนหมึกของจีน) รวมกับหมึกสกุลหลี่ (เชิงอรรถหมึกที่หลี่ถิงกุยผลิตขึ้นในแคว้นหนานถังแห่งยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร ชาวราชวงศ์ซ่งขนานนามว่าเป็นหมึกที่ดีที่สุดในใต้หล้า) ข้าวของเครื่องใช้และเครื่องประดับตกแต่งในจวนสกุลจื่อล้วนเป็นโบราณวัตถุล้ำค่า ทว่าฉางเซิงหารู้จักไม่ มิพึงใจที่หมึกเจือจางไปไม่ก็เหนียวข้นไป จึงคว้ากระดาษแผ่นใหม่มาวาดอีกหน

น้ำหมึกในที่ฝนหมึกบังเกิดริ้วลายเบาบาง เห็นลางๆ ว่าเป็นใบหน้าเลือนรางของคนผู้หนึ่ง ฉางเซิงลอบสะดุ้ง

หันกลับไปมอง ในห้องเงียบสนิทดุจภาพวาด ฉางเซิงได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจของตนเอง

เขามิกล้าเงยหน้ามอง ยิ่งคิดยิ่งใจเสีย จึงเลื่อนที่ทับกระดาษวางบนภาพวาด ทิ้งพู่กันหาน้ำชาดื่ม ครั้นเห็นว่าชาเย็นชืด จึงหยิบกาน้ำชา สืบเท้าเชื่องช้าไปที่ประตู ดึงประตูเปิดเดินออกไป

เขาวิ่งห้อไปยังที่พำนักของอิ๋งหั่ว จวนสกุลจื่ออันใหญ่โตโอ่อ่า อิ๋งหั่วเป็นผู้เดียวที่รู้วิชาฝีมือ

อิ๋งหั่วกำลังตกปลาอยู่ใต้ต้นหลิวริมบ่อน้ำ เขากระตุกฝ่ามือ เกี่ยวปลาเป็นๆ ที่ยังดิ้นอยู่ขึ้นมา

ฉางเซิงสาวเท้ามาหยุดข้างกายเขา เอ่ยขึ้นมีขโมยเข้ามาในจวน

อิ๋งหั่วประหนึ่งมิได้ยิน เกี่ยวเหยื่อไว้กับเบ็ดอย่างขะมักเขม้น

ฉางเซิงร้อนใจ สะกิดเขาพลางเอ่ยคุณชายกำลังงีบหลับ อย่ารบกวนท่าน เจ้าไปจับขโมยพร้อมข้า

เงาสะท้อนของใบหลิวทาบทับลงบนตัวอิ๋งหั่ว รวมกับแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ ทำให้คนผู้นี้ดูลึกลับน่าสะพรึงกลัว

เขาเงยหน้าที่ถูกแสงเงาส่องสะท้อน เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยขโมยที่ปล่อยให้เจ้ารู้ตัวจะน่ากลัวสักปานใด เพียงสนใจที่จวนแห่งนี้ดูหรูหรา เซียนเซิงเคยกล่าวว่า สิ่งล้ำค่าที่สุดของเขาคืออาภรณ์เหล่านั้น หาห้องลับเก็บรักษาแต่แรกแล้ว ส่วนสิ่งของอื่นล้วนไม่สำคัญ ขโมยผู้นี้ต่อให้มีสามหัวหกแขน แล้วจะขนย้ายไปได้สักเท่าใด

อิ๋งหั่วมิเหมือนฉางเซิง ครั้นกล่าวถึงจื่อเหยียนจะเรียกขานอย่างให้เกียรติว่าเซียนเซิงทุกครั้ง กระนั้นความยำเกรงในน้ำเสียงล้วนมีไม่ต่างกัน

ฉางเซิงมิพอใจ เขานึกว่าระยะนี้มีปฏิสัมพันธ์กับอิ๋งหั่ว คนผู้นี้จะไม่น่าชิงชังเช่นแต่ก่อน

เฮอะ เจ้ามิไปจับขโมยก็ช่างเถิด ปล่อยให้พวกเขาขนของในจวนไปให้เกลี้ยงแล้วกัน จะให้ดีแม้แต่เตียงนอนของเจ้าก็ขโมยไปด้วย!”

อิ๋งหั่วยิ้ม เห็นใบหน้าน้อยๆ ของเขาแดงก่ำ ถามเขามีกี่คน พลังฝีมือเป็นอย่างไร ทักษะการขโมยเป็นอย่างไร

ฉางเซิงนิ่งอึ้ง เอ่ยพลางเกาศีรษะข้าไม่รู้ เพียงรู้สึกว่ามีคนอยู่บนคาน เกิดเป็นเงาสะท้อนในน้ำหมึกของข้า คาดว่าน่าจะเป็นขโมย

หากเป็นเพียงแมวป่า ข้ามิไปเก้อหรือ

ย่อมไม่เก้อ หากเป็นแมวป่าอย่างน้อยคุณชายก็มีสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นอีกตัว หากเขาอารมณ์ดี พวกเราก็ดีใจ

อิ๋งหั่วคิดครู่หนึ่ง อย่างไรก็ติดค้างน้ำใจฉางเซิง มิสู้ไปดูสักครา จึงวางเบ็ดตกปลา บิดตัวไปมาก่อนจะเอ่ยถือว่าเจ้าโชคดี ข้าจะไปจับขโมยพร้อมเจ้า

เพล้ง…” เสียงตกแตกของอะไรบางอย่างดังมาจากลานกว้างด้านหน้า อิ๋งหั่วพลันห้อตะบึงไปตามเสียง ฉางเซิงรีบร้อนตามไป คิดในใจว่าขโมยผู้นี้ช่างซุ่มซ่ามนัก ขโมยของยังทำตกแตก

ทั้งคู่เร่งรุดมาถึงห้องหนังสือ เห็นถ้วยล้างพู่กันเคลือบเขียวลายคู่มัจฉาใบหนึ่งแตกละเอียดราวเศษหยก ฉางเซิงย่ำเท้าเอ่ยแย่แล้ว อย่าให้เขารบกวนคุณชาย

อิ๋งหั่วมองสำรวจพื้น เดินไปหน้าประตูวิเคราะห์ทิศทางเกรงว่ามิได้มีเพียงคนเดียว คงมีปากเสียงกัน ถึงได้ทำถ้วยล้างพู่กันตกแตก จวนกว้างใหญ่ปานนี้ จำต้องปลุกเซียนเซิงตื่น

ฉางเซิงเก็บเศษเครื่องเคลือบขึ้นมาอย่างจนใจ ใช้ผ้าห่อเรียบร้อย เอ่ยเอาเถิด ข้าจะไปปลุกคุณชาย เจ้ารีบไปหาว่าพวกเขาอยู่ที่ใด

ในห้องข้าง จื่อเหยียนกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงหินอ่อนเคลือบสี

เงาดำเงาหนึ่งย่องเข้ามา เห็นเพชรนิลจินดาเจิดจ้าบาดตาเต็มห้อง พลันหยุดฝีเท้าตกตะลึง

จื่อเหยียนพลิกตัว เงาดำรีบพุ่งตัวหลบหลังฉากกันลม หารู้ไม่ประกายแวววาวของฉากกันลมยิ่งทำให้เขาอ้าปากค้าง ทนไม่ไหวยื่นมือออกไปจับ

ตอนนั้นเอง เงาดำอีกเงาหนึ่งพุ่งเข้ามาพร้อมห่อผ้าฝ้ายใบใหญ่ ไม่พูดพร่ำทำเพลง ฉวยของตกแต่งบนโต๊ะยัดใส่ห่อผ้าทันที

ผู้ที่เข้ามาก่อนชะเง้อมองจากหลังฉากกันลม ขณะจะทักทาย ก็ได้ยินเสียงไพเราะของใครคนหนึ่งดังขึ้น

พวกเจ้าต้องการขโมยสิ่งใด

จื่อเหยียนนั่งผึ่งผายอยู่บนเตียง คลุมชุดคลุมยาวโปร่งบาง เอ่ยถามอย่างใจเย็น

ผู้มาเยือนเป็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี แต่งกายรัดกุม ได้ยินดังนั้นก็ยืนอยู่กับที่ ตั้งท่าพร้อมต่อสู้ มองเขาอย่างระแวดระวัง

จื่อเหยียนสีหน้าสงบ บอกให้ทั้งสองคนนั่งลง

ทั้งสองคนเห็นเขาไม่มีท่าทีตะโกนต่อสู้ ให้รู้สึกกระวนกระวาย สบตากันคราหนึ่ง ล้วนมิตอบคำ

จื่อเหยียนอมยิ้มเอ่ยพวกเจ้ามิต้องกลัว ตอบได้ตามตรง คนเราล้วนชมชอบเพชรนิลจินดา ข้าเองก็ชอบเก็บสะสมเป็นที่สุด มา พวกเจ้าลองยลเขาชี้ในห้องอย่างส่งเดชถาดทองลายพระแม่ฉลองท้อใบนั้น ด้านบนมีผลท้อรวมสามสิบห้าผล เท่ากับจำนวนงานที่ข้ารับหลังมาเมืองหลวง ทุกครั้งที่รับงานเพิ่ม ผลท้อด้านบนก็จะเพิ่มตาม พวกเจ้าว่าน่าอัศจรรย์หรือไม่ก่อนจะชี้ฉากกันลมขนาดใหญ่เบื้องหน้าฉากกันลมกัลปังหาเจ็ดอัญมณีบานนี้ ฝังไข่มุก โมรา ผลึก แก้วหลากสี เกล็ดกระ งาช้าง นอแรดจำนวนนับไม่ถ้วน ทว่าทุกกระเบียดนิ้วนี้ มิได้ช่วงชิงมา และมิได้ขโมยมา หากแต่แลกมาด้วยมือคู่นี้ของข้า

เขาสลายรอยยิ้ม เอ่ยกับสองคนนั้นเสียงเคร่งขรึมพวกเจ้าต้องการสิ่งของเหล่านี้ มิยาก เพียงดูว่าพวกเจ้าใช้อะไรแลก

ทั้งสองคนได้ยินว่าอีกฝ่ายมิเพียงไม่แจ้งทางการ ซ้ำยังคิดจะยกสมบัติให้พวกเขา พลันสบตากันอย่างงุนงงสงสัย

สตรีผู้นั้นเห็นจื่อเหยียนงามล้ำยวนตา จิตใจว้าวุ่นไร้สงบ รีบเอ่ยระวัง อย่าหลงกลเขา

บุรุษผู้นั้นเอ่ยเสียงเบาดูจากความโอ่อ่าของจวนแห่งนี้ ย่อมมิใช่คนธรรมดา ทางที่ดีที่สุดคืออย่ามีเรื่อง

สตรีผู้นั้นมิเห็นด้วย ตะคอกใส่จื่อเหยียนดูท่าทางของเจ้า ชายก็มิใช่หญิงก็มิเชิง อ่อนแอบอบบางปานนี้ พวกเราต้องการสิ่งใดก็หยิบสิ่งนั้น เจ้าจะขัดขวางเราได้หรือ

จื่อเหยียนได้ยินคำวิจารณ์ของนาง ลูบมุมเตียงแผ่วเบา เผยอยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่อย่างนั้นหรือ หากพวกเจ้าออกไปจากห้องนี้ได้ ข้าก็ขอบคุณฟ้าดินแล้ว

เสียงฟึ่บฟั่บดังขึ้นหลายครั้ง ประตูหน้าต่างพลันปิดสนิท ส่งเสียงเคร้งคร้างคล้ายถูกลงกลอนซ้ำหลายชั้น

ขโมยทั้งสองปราดไปที่หน้าต่างอย่างตื่นตระหนก หลังเขย่าบานหน้าต่างถึงรู้ว่าโครงหน้าต่างที่ทำจากไม้แข็งแท้จริงหุ้มทับเหล็กกล้าอีกชั้นหนึ่ง มิใช่ว่าแรงคนจะสามารถพังออกไปได้

ขโมยทั้งสองเดินกลับมาหน้าเตียงจื่อเหยียนอย่างนิ่งอึ้ง สตรีผู้นั้นลังเลชั่วครู่ คว้าคอเสื้อจื่อเหยียนกรีดเสียงแหลมเจ้ามิกลัวพวกเราฆ่าเจ้าหรือ

จื่อเหยียนเงยใบหน้างดงามขึ้น เอ่ยน้ำเสียงเรื่อยๆพวกเจ้าลอบเข้ามาในห้อง ปราศจากเสียงดังแม้เพียงนิด วิชาตัวเบาเช่นนี้นับว่ามีไม่กี่คนในยุทธภพ ฆ่าข้าก็ใช่ว่าจะออกไปได้ มิสู้ตกลงเจรจากับข้า จะได้มิต้องต่อสู้จนตัวตาย เสื่อมเสียชื่อเสียงในยุทธจักรของทั้งสองท่าน

ตอนนั้นเอง เสียงร้อนรนของฉางเซิงดังขึ้นหน้าประตูคุณชาย ท่านมิเป็นอันใดกระมัง

จื่อเหยียนตะโกนตอบข้าไม่เป็นไร มีแขกสองท่านมาเยือน เจ้าถอยไปก่อน

สตรีผู้นั้นได้ยินดังนั้น พลันคลายมือออก

ครู่หนึ่งผ่านไป อิ๋งหั่วตามมาอีกคน ฉางเซิงชี้ไปที่ประตูหน้าต่างอย่างสงสัย ถ่ายทอดวาจาของจื่อเหยียนเสียงเบา

อิ๋งหั่วยกมือจุปาก นิ่งเงียบเงี่ยหูฟัง

อิ๋งหั่ว เจ้าไปตกปลากับฉางเซิง อย่าทำลับๆ ล่อๆ หน้าประตูจื่อเหยียนเอ่ยขึ้น

อิ๋งหั่วจนใจ ไล่ฉางเซิงกลับไปที่บ่อน้ำ ในใจใคร่ครวญวาจาของเซียนเซิงและกลไกของประตูหน้าต่าง

หลังไล่ฉางเซิงกับอิ๋งหั่วไป จื่อเหยียนแบมือทั้งสองข้างออก เอ่ยข้ายินดีจ่ายค่าจ้างให้อย่างงาม พวกเจ้าเห็นเป็นเช่นไร

สองคนนั้นมองจื่อเหยียนสลับกับมองประตูหน้าต่าง ถูกความสุขุมเยือกเย็นของเขาสะกดควบคุม จำใจทรุดตัวนั่งพลางพยักหน้า

ข้าชื่อจื่อเหยียน ขอเรียนถามนามอันสูงส่งของทั้งสองท่าน

สตรีผู้นั้นตอบข้าชื่อชิงอ่าย เขาชื่อซาเฟย เมื่อครู่ทำถ้วยล้างพู่กันของท่านตกแตก ล้วนเป็นเพราะคนผู้นี้ แม้แต่ถ้วยล้างพู่กันยังขโมย

ซาเฟยแย้งเจ้าเข้าใจอันใด นั่นคือผลงานชั้นเลิศของเครื่องเคลือบหลงเฉวียน (เชิงอรรถเครื่องเคลือบเลื่องชื่อในประวัติศาสตร์จีน) ล้ำค่ากว่าเงินทองทั่วไปหลายเท่า

จื่อเหยียนยิ้มน้อยๆที่แท้คือจิ้งจอกน้ำแข็งและแมวดาวหิมะเซียนขโมยทั้งสอง เลื่อมใสมานาน เลื่อมใสมานาน

ซาเฟยเอ่ยอย่างหงุดหงิดเริ่มจากถูกลูกน้องของท่านพบเข้า จากนั้นถูกท่านจับได้ มิอาจนับเป็นเซียนขโมย

จื่อเหยียนคิดครู่หนึ่ง คงหมายถึงฉางเซิงเป็นแน่แท้ ยิ้มเอ่ยโอ เจ้าคิดว่าเขาเป็นคนธรรมดาหรือ ถูกเขาพบเข้าไม่นับว่าน่าขายหน้า แต่ต้องนับเป็นวาสนาของเจ้า

เขากล่าวไปครู่หนึ่ง คล้ายรู้สึกร้อน จึงหยิบพัดกลมเส้นเงินลายดอกไม้ใต้หมอนหยกออกมา หน้าพัดลายดอกไม้ปักไหมทองเปล่งประกายวาววาม ประหนึ่งเมฆหมอกหลากสีพลิกผ่านฝ่ามือของเขา

จื่อเหยียนโบกพัดไปมาอย่างผ่อนคลายพลางเอนกายพิงหมอนอิง แววตาเกียจคร้านคล้ายกำลังฟังบทเพลงขับขาน ขณะเดียวกันก็เฉกเช่นร่างกายที่วิญญาณหลุดลอยกำลังเฝ้ามองโลกมนุษย์อย่างง่วงงุน

ชิงอ่ายจับจ้องจื่อเหยียนครู่หนึ่ง พลันรู้สึกนัยน์ตาพร่าลาย ผู้ที่มีรูปโฉมเย้ายวนจับหัวใจเช่นนี้ กลับมิอาจจ้องมองได้นาน

นางค่อยๆ รู้สึกได้ว่าในห้องนี้ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศชวนอึดอัด ความรู้สึกนึกคิดของนางกำลังถูกบุรุษเบื้องหน้าดูดกลืนอย่างช้าๆ 

นางไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้นางคว้าตัวจื่อเหยียนขึ้นมาข่มขู่อย่างไร แม้แต่หวนนึกถึงภาพภาพนั้นยังประหนึ่งชาติปางก่อน

ด้านซาเฟยจู่ๆ ก็คร้านจะเอื้อนเอ่ย คิดแต่จะหาที่ว่างบนพื้นนั่งลง เงยหน้าเฝ้าชมดวงหน้าของคนผู้นี้

ใบหน้าของจื่อเหยียนดูมีเสน่ห์เย้ายวนอย่างบอกไม่ถูก ความงดงามที่กรีดบาดหัวใจเช่นนั้นทำให้เขายิ่งมองยิ่งชมชอบ ยิ่งมองยิ่งเต็มใจเป็นข้ารับใช้

ต่อให้จื่อเหยียนสั่งให้เขาไปตาย เขาก็ยินยอมพร้อมใจ

จื่อเหยียนใช้พัดกลมบดบังริมฝีปาก สายตาจับจ้องคนทั้งสองที่กำลังเคลิ้มเหม่อ ยิ้มบางเอ่ยมิเคยได้ยินชื่อของข้ามิเป็นไร หลังจากนี้พวกเจ้าคงรู้แล้วว่า ข้าเป็นผู้ที่ยากล่วงเกินที่สุดในใต้หล้า

เขาจ้องมองมือของชิงอ่ายด้วยแววตาอ่อนโยนหากยามนี้เจ้าก้าวพ้นประตูไป มือของเจ้าจะค่อยๆ เน่าเปื่อย ชุดของข้ามีพิษ มิใช่ว่าทุกคนสามารถแตะต้อง

สิ้นประโยค เขาเหลือบมองฉากกันลมกัลปังหาเจ็ดอัญมณีคราหนึ่ง ถอนใจเอ่ยของสะสมของข้ามิได้วางยาคลุ้มคลั่งก็วางยาฟั่นเฟือน หากสามีของเจ้าโชคร้ายกลายเป็นคนเสียสติ ก็จำต้องขอร้องข้าถึงจะมีโอกาสรอด

กล่าวจบ เขาแสยะยิ้มมุมปาก ใบหน้าที่เจ้าเล่ห์ถือดียิ่งกว่าเด็กซุกซนไม่รู้ความจอมกลั่นแกล้งซึ่งซ่อนอยู่หลังพัดกำลังระเบิดเสียงหัวเราะอย่างชั่วร้าย

ชิงอ่ายตกตะลึงพรึงเพริด เอ่ยตะกุกตะกักราวกับหุ่นกระบอกทุกอย่างล้วนแล้วแต่คุณชายจะตัดสินใจ

นางได้ยินวาจาของฉางเซิง จึงเรียกจื่อเหยียนว่าคุณชายเช่นกัน

จื่อเหยียนได้ยินดังนั้น ท่าทีฉายแววยินดี เหลือบมองซาเฟย เอ่ยเจ้าเล่า เต็มใจรับปากข้า ทำงานให้ข้าหรือไม่

ซาเฟยพยักหน้าหงึกหงัก นึกอยากให้ตนวิ่งเร็วปานอสนีบาต ออกไปทำตามคำสั่งของเขาเสียเดี๋ยวนี้ ตอบรัวเร็วเต็มใจ เต็มใจ

คนเราก็เช่นนี้ มักยอมจำนนต่ออำนาจอิทธิพลโดยง่าย จื่อเหยียนลอบแย้มยิ้ม ชี้ไปยังชาฤทธิ์เย็นบนโต๊ะไป ดื่มแล้วก็จะมิเป็นอันใด

ทั้งคู่เดินไปรินชาอย่างว่าง่าย ยกดื่มอึกใหญ่ มิได้มองเป็นยาแก้พิษ เพียงถือเป็นการตกรางวัลจากคุณชาย

ทั้งคู่ดื่มเสร็จ พลันกระปรี้กระเปร่า ร่างกายไหวสะท้าน ประหนึ่งคำสาปทั้งหลายล้วนคลี่คลาย

เมื่อหันไปมองจื่อเหยียนอีกครั้ง มิได้ดูลึกลับเช่นก่อนหน้านี้ แต่เป็นผู้งามพิสุทธิ์เช่นพระโพธิสัตว์ก็ไม่ปาน

ความยำเกรงยังคงอยู่ ทั้งคู่ยืนสงบเสงี่ยม ซาเฟยเอ่ยถามอย่างนบนอบคุณชายมีเรื่องอันใดให้พวกเรารับใช้

คนผู้นั้นยังคงเฉกเช่นเด็กน้อยซุกซน เอ่ยกลั้วหัวเราะข้าให้พวกเจ้าดื่มชา พวกเจ้าก็กล้าดื่มหรือ น้ำนี้สามารถทำให้คนเป็นใบ้

ชิงอ่ายกับซาเฟยมองหน้ากัน แยกไม่ออกว่าวาจาของเขาประโยคใดจริงประโยคใดเท็จ ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าท่าทางยามเขากล่าวหยอกล้อช่างเพลินตายิ่ง ทั้งที่ฉลาดล้ำประสบการณ์ กลับบริสุทธิ์น่ารักได้ปานนี้

เขาประหนึ่งกระโดดโลดเต้นกลางกาลเวลา ความรู้สึกบนใบหน้าแปรเปลี่ยนนับครั้งไม่ถ้วน

เย้าหยอกเพียงพอ จื่อเหยียนกลับเข้าเรื่อง

ในจวนของท่านอ๋องซีมีพวงหยกลายมังกรหยอกหงส์ไฟชิ้นหนึ่ง พวกเจ้าหาวิธีขโมยมาให้ข้าเขาโบกพัดครุ่นคิดข้าจะให้ซาเฟยปลอมเป็นคนโปรดที่ไปมาหาสู่กับท่านอ๋องซี ส่วนชิงอ่าย จะเป็นอนุภรรยาคนโปรดหรือสาวใช้คนโปรดของท่านอ๋องก็ล้วนได้

ซาเฟยกระจ่างโดยพลัน นึกได้ลางๆ ว่ามีบุคคลนามจื่อเหยียน เป็นนักแปลงโฉมฝีมือเยี่ยม

ชื่อเสียงของท่านอ๋องแม้เป็นที่เลื่องลือ หากแต่ความสงสัยใคร่รู้ของเขากลับมีมากกว่าความหวั่นกลัว ต้องการเห็นว่าจื่อเหยียนจะแปลงโฉมตนให้กลายเป็นผู้อื่นโดยสมบูรณ์อย่างไร เมื่อความคิดนี้โลดแล่น จึงบังเกิดความหมายมาดที่จะพลิกผันตะวันจันทรา

เขาชำเลืองมองชิงอ่าย หากเปลี่ยนใบหน้า สามารถทำให้นางหลงใหลรักใคร่ จะน่าเปรมปรีดิ์สักปานไหน

นี่คือปูที่ติดกับ ปลาที่ติดเบ็ด มิต้องกังวลว่าเขาจะไม่ตกลง จื่อเหยียนอมยิ้มละเว้นซาเฟย เหลือบตามองชิงอ่าย เอ่ยเสียงแผ่วค่อยฉิงฟูเหรินชายารองของท่านอ๋องซี มีห้องหลินหลางสำหรับเก็บเพชรนิลจินดาโดยเฉพาะ เจ้าต้องการไปยลกับตาตนเองหรือไม่

คุณชายกำลังสนทนากับผู้ใดฉางเซิงถือเบ็ดตกปลา แต่ใจกลับอยู่ที่จื่อเหยียน

อิ๋งหั่วกับเขานั่งเคียงข้างกัน ข้องใส่ปลาด้านข้างเต็มไปด้วยปลาเป็นๆ ดิ้นไปดิ้นมา

จะผู้ใดถ้ามิใช่ขโมย

อาห์!”

กลัวอันใด แม้แต่ผู้นำสหพันธ์เจ้าลั่งเซียนเซิงยังมิเห็นอยู่ในสายตา ผู้อื่น…” สายเบ็ดของอิ๋งหั่วชะงักค้างกลางอากาศบางครา ก็นึกอยากเห็นยามเขาหวาดกลัว

ฉางเซิงหัวเราะ ท่าทางยามจื่อเหยียนตกใจนับว่ายากจินตนาการโดยแท้ เขาเป็นผู้ที่ทั้งอ่อนโยนและแข็งแกร่ง ไม่มีทางปล่อยให้ผู้ใดมองเห็นยามเขาอ่อนแอโดยง่าย

หากแต่ฉางเซิงกับอิ๋งหั่วล้วนต้องการปกป้องจื่อเหยียน แม้เขาจะเป็นผู้เดียวในจวนสกุลจื่อที่มิต้องการการปกป้องก็ตาม

เจ้าว่า พวกเขากำลังสนทนาเรื่องใด เหตุใดคุณชายจึงมิให้พวกเราฟังแท้จริงแล้ว เขาก็มิต้องการถูกกีดกัน ทุกครั้งเขาล้วนอยู่รับใช้ข้างกายจื่อเหยียน มองผู้มาเยือนด้วยสายตาของผู้ที่อยู่เหนือกว่าเช่นเดียวกับคุณชาย

ตกปลาอย่างอัดอั้นอยู่ที่นี่ พวกเขาจะว่างเกินไปแล้ว

หากมีงานเข้ามา เซียนเซิงย่อมให้เจ้าไปซื้อเครื่องหอม ถึงตอนนั้น เจ้าก็จะได้ยินเรื่องเล่าครานี้ ไยจึงต้องใจร้อน

สีหน้าเยือกเย็นของอิ๋งหั่วทำให้เขาหงุดหงิด ยังดีที่ฉางเซิงเคยเห็นยามอีกฝ่ายกระวนกระวาย อาห์ ครั้นถึงคราวที่มิเกี่ยวข้องกับตนเอง อิ๋งหั่วช่างเย็นชายิ่ง

เขานึกไปเรื่องอื่น นึกถึงกุ่ยฮว่าเจ้าของร้านหอมหมื่นลี้ ทุกคราเพียงฟังเรื่องเล่า ไม่รับเงิน แลกกับเครื่องหอมพิสดารก้านหนึ่ง ร้านของนางตั้งอยู่ใกล้ยิ่ง ประหนึ่งรูปปั้นสิงโตที่อารักขาจวนสกุลจื่อ เด็กสาวลึกลับผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นใคร นางก็มีอีกโฉมหน้าหนึ่งเช่นกันใช่หรือไม่

เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานมาจากห้องของจื่อเหยียน ฉางเซิงปัดฝุ่นออกจากชุด ยิ้มแก้มปริพลางเอ่ยคุณชายเรียกข้า ข้าไปแล้ว

อิ๋งหั่วเหลือบมองข้องใส่ปลาคราหนึ่ง หยิบขึ้นมาเขย่า ก่อนจะเทลงบ่อน้ำตามเดิม

เขากับฉางเซิงสบตากันอย่างอัดอั้นตันใจ ต่างเข้าใจความคิดอีกฝ่าย อยู่ในจวนสกุลจื่อซึ่งรับประทานเพียงอาหารเจ เมื่อใดจะได้ลิ้มรสปลาสดๆ สักมื้อ!

ตอนฉางเซิงมาถึงห้องของจื่อเหยียน จื่อเหยียนเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์ขนนกสีขาวบริสุทธิ์ เยื้องย่างมาหา ถือถาดหยกขาวใบหนึ่งอยู่ในมือ บรรจุผลหยางเหมยสีแดงสดราวเปลวเพลิง

นี่คือผลมุกไฟ (เชิงอรรถอีกชื่อหนึ่งของหยางเหมย) ของล้ำค่าหายากเขาหยิบผลหนึ่งใส่ปาก กล่าวท่องเสียงเนิบ

เริ่มเก็บเกี่ยวใส่ตะกร้าชุ่มเม็ดฝน

สีแดงเข้มชวนเฝ้ายลผลฉ่ำหนาว

รสหอมหวานปานน้ำผึ้งตรึงชนชาว

ล้วนลือกล่าวรสเปรี้ยวเร้นเด่นลือนาม

ฉางเซิงเลือกผลหนึ่งลิ้มลอง รสหวานอมเปรี้ยว เมื่อได้ลิ้มรสก็มิอาจละวาง

คนผู้นั้นไปแล้วหรือฉางเซิงจำได้ว่าในห้องมีขโมย จึงถาม

จื่อเหยียนหลุบตาลงในจวนขาดผู้ใช้แรงงาน ข้าใช้เขาไปทำงานแล้ว เจ้าลิ้มรสหยางเหมย คาดว่าอีกไม่นานคงกลับมา” 

ฉางเซิงตกใจ จะมอบหมายหน้าที่ให้คนแปลกหน้าอย่างส่งเดชได้อย่างไร อดจับจ้องจื่อเหยียนมิได้เหตุใดจึงมิให้ข้าไป

โธ่เอ๋ย บอกแล้วอย่างไร เป็นงานที่ต้องใช้แรง

ฉางเซิงรับประทานหยางเหมยอย่างหงุดหงิดใจ ฟันบนกับฟันล่างเสียดกระทบ รสเปรี้ยวของหยางเหมยเข้มขึ้นทุกที ยิ่งกระตุ้นให้น้ำลายสอ

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา เสียงเอะอะดังขึ้นด้านนอก ฉางเซิงรีบไปที่ห้องรับแขก เห็นบุรุษร่างผอมผู้หนึ่งกำลังสั่งให้บ่าวรับใช้ย้ายเครื่องเรือนเข้าไปด้านใน ข้างกายมีสตรีหน้าตาหมดจดผู้หนึ่งยืนอยู่ ทั้งคู่รูปร่างไล่เลี่ยกัน ท่วงท่างามสง่า เหมาะสมกันอย่างยิ่ง

จื่อเหยียนดึงฉางเซิงเดินเข้าไปในห้องพร้อมกัน เลิกม่านกั้นขึ้น เห็นพวกเขากำลังวางเตียงฤดูร้อนเลื่อมทองสลักลายดอกไม้

เมื่อบรรดาบ่าวรับใช้ถอยออกไป สองคนนั้นยืนคำนับจื่อเหยียน

ฉางเซิงถามจื่อเหยียนเสียงกระซิบหรือเมื่อครู่มีขโมยสองคน?”

จื่อเหยียนมิตอบ ชี้ไปยังม่านงามวิจิตรและเตียงสลักลาย กระหยิ่มยิ้มถามฉางเซิงอากาศร้อนแล้ว ข้าเปลี่ยนเครื่องเรือนใหม่ เจ้าว่าดีหรือไม่

อยู่เบื้องหน้าสองคนนั้น ฉางเซิงสั่นศีรษะไม่ดี ไม่กี่วันก็เปลี่ยนอีก ทำให้นึกว่ามาผิดที่ ข้าไม่ชิน

จื่อเหยียนคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอาห์ นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่เบื่อที่ต้องอยู่ห้องเดิมทุกวัน สวมชุดเดิมทุกวัน เช่นนี้มิได้ พวกเราเป็นผู้ศึกษาวิชาแปลงโฉม ต้องรู้จักชอบของใหม่เบื่อของเก่า อีกทั้ง ที่เปลี่ยนก็เพราะอากาศร้อนจริงๆเขาทำปากขมุบขมิบข้ากลัวว่าแขกที่มาแปลงโฉมจะร้อนเกินไป

ชอบของใหม่เบื่อของเก่า ฉางเซิงถลึงตาใส่ผู้มาใหม่สองคนอย่างชิงชัง รูปโฉมไม่งามพอ หากแต่มีคุณชายอยู่ พวกเขาย่อมกลายเป็นคนงามโดยมิต้องสงสัย ชอบของใหม่เบื่อของเก่า เฮอะ! เขาเบือนหน้าหนี เอ่ยหาได้มีแขกใหม่ไม่ ท่านเปลี่ยนอันใด

ผู้ใดว่าไม่มีจื่อเหยียนเรียกสองคนนั้นพวกเขาอย่างไร ชิงอ่าย ซาเฟย พวกเจ้ามาทักทายฉางเซิง

ฉางเซิงได้ยินว่าเป็นแขก ท่าทีพลันเปลี่ยนเป็นยินดี เอ่ยสนับสนุนประเสริฐ อากาศร้อนแล้ว มีเตียงฤดูร้อน จะได้ทำงานสะดวกขึ้น คุณชาย ข้าต้องไปร้านหอมหมื่นลี้หรือไม่

ชิงอ่ายได้ยินดังนั้น หยิบของห่อหนึ่งยื่นส่งให้จื่อเหยียน

ฉางเซิงมองเขาแกะออกช้าๆ  กลิ่นหอมอ่อนบางที่เจือรสขมโชยชายออกมา เป็นเครื่องหอมฝีมือกุ่ยฮว่า

แม้แต่หน้าที่ขายเรื่องเล่าของเขาก็ถูกแย่งไป ฉางเซิงเจ็บแค้นยิ่ง นึกอยากพุ่งเข้าไปกัดกินสตรีเบื้องหน้า

ชีวิตดุจห้วงฝัน…” จื่อเหยียนทอดถอนใจแช่มช้า

เครื่องหอมในมือเขาพลันถูกเผาไหม้ ประดุจไอหมอกค่อยๆ กระจายตัว ลอยผ่านปลายจมูกของทั้งสองคน

เครื่องหอมสีม่วงตั้งตระหง่านอย่างงามสง่าทว่าโดดเดี่ยว เสมือนเงาฉ่ำเย็นท่ามกลางอากาศร้อนระอุ

ซาเฟยกับชิงอ่ายยืนอยู่หน้ากระจกสำริดจรดพื้นบานใหญ่ เงาสะท้อนที่ปรากฏท่ามกลางความพร่าเลือนช่างดูแปลกหน้าอย่างยิ่ง

จำไว้ เจ้าชื่อมั่วยงหรง เจ้าคือฉิงฟูเหริน

เช่นนั้น มั่วยงหรงและฉิงฟูเหรินตัวจริงอยู่ที่ใด ทั้งคู่มองจื่อเหยียนเป็นเชิงถาม

เขายิ้มอย่างมีลับลมคมใน มิสนใจประกายสงสัยในแววตาพวกเขา ทั้งสองคนจึงยอมรับโดยดุษณีว่าพวกเขาก็คือมั่วยงหรงกับฉิงฟูเหริน

ดวงตาคับข้องใจของฉางเซิงจับจ้องมือของจื่อเหยียนไม่วางตา หลังแปลงโฉมเสร็จสิ้น เขาหยิบอุปกรณ์แปลงโฉมบนโต๊ะขึ้นมาเล่น คิดในใจว่า ต้องศึกษาวิชานี้ให้สำเร็จโดยเร็ว มิให้คนสามัญเหล่านี้ยึดครองพื้นที่ในใจของคุณชาย

จื่อเหยียนหยิบภาพวาดสองม้วนออกมา บุคคลในภาพที่ถอดแบบจากตัวจริงมิผิดเพี้ยนก็คือมั่วยงหรงและฉิงฟูเหริน บัดนี้ สองคนนี้ประหนึ่งก้าวออกมาจากภาพวาดก็ไม่ปาน

ซาเฟยเพ่งมองฝีพู่กันในภาพอย่างพิจารณา เอ่ยนี่คือผลงานของฟู่ฉวนหงกระมัง

ชิงอ่ายตั้งสมาธิพินิจมอง เอ่ยพึมพำกับตนเองได้ยินว่าภาพวาดหนึ่งของเขาล้ำค่าเท่าพันตำลึงทอง สมคำร่ำลือโดยแท้

สิ้นคำ ทั้งคู่ต่างมองอีกฝ่ายอย่างตกตะลึง

ฉางเซิงเงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ ลักษณะการพูดจาของสองคนนี้มิคล้ายขโมย

จื่อเหยียนยิ้มเอ่ยฟู่เซียนเซิงไปมาหาสู่กับจวนสกุลจื่ออยู่บ้าง ภาพวาดสองม้วนนี้ใช้พู่กันอันหนึ่งแลกมา ช่างเป็นคนประเสริฐยิ่ง

เขามิได้บอกว่าพู่กันแบบใด ทว่าทั้งสามคนแน่ใจว่ามันต้องมูลค่ามหาศาล

เพราะเหตุใดยามพวกเรากล่าว…” ซาเฟยกับชิงอ่ายรู้สึกถึงความผิดปกติ อิริยาบถของพวกเขามีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ยากจะสังเกตเห็น ท่าทางยังคงคล่องแคล่ว หากแต่คล้ายจะมีเสียงหนึ่งคอยเตือนว่า ช้าอีกนิด ช้าลงอีกนิด

ถือว่าเป็นความฝันตื่นหนึ่งแล้วกันเสียงนุ่มนวลของจื่อเหยียนสะท้อนก้องวน

เครื่องหอมก้านนั้นราวกับเผาอย่างไรก็ไม่หมด ลอยล้อมรอบมือของเขาในห้วงฝันลืมว่าตนเป็นผู้ใด จงเกษมเปรมใจสักครา เป็นผู้อื่นสักคราหนึ่ง พอพวกเจ้ากลับมาที่นี่ ก็จะตื่นจากห้วงฝัน เจ้ายังเป็นเจ้า เขายังเป็นเขา

มั่วยงหรง ขุนนางขั้นห้าตำแหน่งฮั่นหลินเสวียซื่อ ยามนี้เขาสวมเครื่องแบบขุนนางสีแดงแขนกว้างลายกิเลน ท่วงท่าน่าเกรงขาม

ฉิงฟูเหรินสวมชุดยาวแขนแคบสีแดงลายดอกพุดตานล้อมกิ่ง กระโปรงยาวลากพื้นประดุจหมู่เมฆมงคล ทั้งเนื้อทั้งตัวเฉกเช่นสายผ้าแพรไหม แบบบางงามระหง

ชิงอ่ายหันไปคำนับซาเฟยพร้อมรอยยิ้มที่แท้คือใต้เท้ามั่ว มิได้พบกันเสียนาน

ซาเฟยแย้มยิ้มคำนับกลับฟูเหรินสบายดีหรือไม่

ชิงอ่ายมองค้อนเขาอย่างน้อยใจ กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มใต้เท้ามั่วมาไม่บ่อย ไฉนเลยจะเคยยลใบหน้าแย้มยิ้มของข้าน้อย

สายตาของทั้งคู่ยามสบประสานล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยความรักลึกซึ้ง

จื่อเหยียนปรบมือเอ่ยยิ้มๆที่แท้เป็นเช่นนี้ นับว่าพวกเจ้าช่วยไขข้อข้องใจเรื่องหนึ่งให้ข้า เสียเวลามากแล้ว ข้าจะส่งพวกเจ้าออกไป

ฉางเซิงวางอุปกรณ์แปลงโฉม มองทั้งสามคนอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใด

เขารู้สึกถึงความผิดปกติ ครานี้ไม่เหมือนแขกคนก่อนๆ  ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาล้วนขึ้นอยู่กับความคิดเพียงชั่วขณะหนึ่งของจื่อเหยียน

หากแต่เครื่องหอมที่ชื่อห้วงฝันนี้ สามารถทำให้คนประหนึ่งถูกผีเข้า ถูกผีสิง ถูกควบคุมราวหุ่นเชิด กลายเป็นร่างที่รองรับอีกจิตวิญญาณหนึ่ง แต่ทว่า เห็นชัดๆ ว่าชิงอ่ายกับซาเฟยต่างก็มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มิได้ถูกครอบงำแต่อย่างใด

ในใจฉางเซิงมีคำถามมากมาย คำถามที่ยากจะเอ่ยปากที่สุด ก็คือ

คุณชาย ท่านใช่มนุษย์หรือไม่

ทั้งสองคนแยกขึ้นเกี้ยวคนละคัน คนหามเกี้ยวไม่รู้ว่ามาจากที่ใดและจะพาพวกเขาไปที่ใด

จื่อเหยียนกับฉางเซิงยืนอยู่หน้าประตู มองความมืดสลัวยามสนธยากลืนเงาร่างของทั้งคู่จนลับหายไปจากสายตา

เป็นขโมย นับว่ามิใช่เรื่องง่ายจื่อเหยียนถอนใจแช่มช้า พลันเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริงฉางเซิง พวกเราควรรับประทานอาหารเย็นแล้ว ไม่รู้วันนี้มีอาหารรสเลิศอันใด!”

ฉางเซิงอดกลั้นมิถามจื่อเหยียน รอให้จื่อเหยียนเอ่ยปากบอกเขาเองว่าเหตุใดจึงใช้สองคนนั้นไปร้านหอมหมื่นลี้ แต่มิยอมให้ตนไป

บนโต๊ะในห้องโถงมีอาหารเจวางอยู่สามสี่จาน วันนี้มีกลีบดอกไม้อ่อนนุ่มสีสดใสโถหนึ่งเพิ่มขึ้นมา เจือด้วยกลิ่นหอมละมุนของหยาดน้ำค้างยามเช้า จื่อเหยียนหยิบกลีบดอกไม้กลีบหนึ่งใส่ปาก หลับตาอย่างเคลิบเคลิ้ม ร้องครางอย่างพึงใจในรสชาติ

ฉางเซิงแปลกใจเอ่ยถามคุณชายเริ่มรับประทานดอกไม้ตั้งแต่เมื่อใด

อาห์ เจ้าไม่รู้หรือ ข้าชอบรับประทานเพียงดอกไม้ เพียงแต่รับประทานอาหารเป็นเพื่อนเจ้า

ฉางเซิงอ้าปากค้างข้าก็ต้องรับประทานหรือ

แน่นอน เจ้าศึกษาวิชาแปลงโฉม ย่อมต้องรับประทาน สุดท้ายมิรับธัญพืช ดื่มเพียงน้ำค้างยามเช้า รับเพียงดอกไม้สดใหม่

ยามฤดูหนาวไม่มีดอกไม้ มิหิวตายหรือ

จื่อเหยียนคิดตามเช่นนั้นก็รับประทานน้ำผึ้งแล้วกัน

ฉางเซิงอุทานอย่างเศร้าสร้อย ไม่มีเนื้อให้รับประทานก็โหดร้ายมากแล้ว บัดนี้แม้แต่อาหารเจก็กำลังจะถูกกีดกัน ยังมีผลไม้ผลไม้รับประทานได้หรือไม่

โอ เจ้าอยากรับประทานก็รับประทานเถิด ดอกไม้กำเนิดผลไม้ ผลไม้นับเป็นบุตรดอกไม้ รับประทานได้จื่อเหยียนเอ่ยราวกับล่วงรู้ความคิดของเขา

หลังมื้ออาหาร ฉางเซิงลูบท้องว่างเปล่าของตน ความคิดลอยไปไกล ไม่รู้สองคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

เกี้ยวสองคันพามั่วยงหรงและฉิงฟูเหรินเข้าสู่จวนอ๋องซี แยกเข้าทางประตูหน้าและประตูหลัง

ใต้เท้ามั่วเพิ่งกลับจากวัง ต้องการเข้าเฝ้าท่านอ๋อง น่าเสียดายที่ท่านอ๋องออกไปร่วมงานเลี้ยง ใต้เท้ามั่วจึงนั่งรออยู่ในห้องอักษรสราญเพียงลำพัง

ฉิงฟูเหรินกลับจากไหว้พระ หลังอาบน้ำประทินโฉมหมายจะเชิญท่านอ๋องร่วมรับประทานอาหารเย็น สาวใช้รายงานว่าท่านอ๋องไม่อยู่ในจวน ฉิงฟูเหรินคิดครู่หนึ่ง กล่าวว่าลืมต่างหูไว้ในห้องฮู่เฉวียนของท่านอ๋อง จะไปหาก่อนค่อยกลับมารับอาหาร

อุปกรณ์เขียนหนังสือในห้องหนังสือล้วนเป็นของล้ำค่าหายาก ทอประกายวาววามอร่ามตา แต่เพราะเคยเห็นความหรูหราของจวนสกุลจื่อมาก่อน ใต้เท้ามั่วจึงไม่ตื่นเต้นแต่อย่างใด เพียงเอามือไพล่หลังเดินแช่มช้า ทว่าเดินจนทั่วก็มิเห็นพวงหยกลายมังกรหยอกหงส์ไฟชิ้นที่ว่า

ฉิงฟูเหรินไล่สาวใช้ในห้องฮู่เฉวียนออกไป สำรวจนอกในรอบหนึ่ง ห้องนี้เป็นห้องพักส่วนตัวของท่านอ๋อง มีเพชรนิลจินดาและวัตถุโบราณล้ำค่าไม่น้อยสะสมไว้ นางเปิดหีบหลายใบออกดู มีพวงหยกหลายชิ้น แต่ล้วนมิใช่สิ่งที่ตามหา

พอเจ้ากลับมาก็เปิดหีบค้นตู้ หรือว่าเบื่อจวนแห่งนี้ ต้องการเก็บสัมภาระแล้ว?” เสียงเยียบเย็นของใครคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลังฉิงฟูเหริน

ฉิงฟูเหรินสะดุ้ง หันไปมองอย่างสุขุม ชุดกระโปรงยาวแขนกว้างสีแดง ชุดคลุมชั้นนอกแทรกดิ้นทองลายหมู่เมฆ ต่างหูระย้าทองคำสั่นไหวคล้ายเย้ยหยัน อาภรณ์พริ้งเพริศเจิดจรัสของสตรีสูงศักดิ์หุ้มห่อสตรีอายุราวสี่สิบปีผู้หนึ่ง ท่ามกลางความเฉิดฉายแฝงไว้ซึ่งความซูบเซียว คนผู้นี้ก็คือชายาอ๋อง

ฉิงฟูเหรินลูบเรือนผมดำขลับอย่างไม่อนาทรร้อนใจ เผยให้เห็นใบหูเล็กจิ๋วขาวเนียน เอ่ยเมื่อวานลืมต่างหูระย้าคู่หนึ่งไว้ที่นี่ พอดีเป็นของกำนัลที่ท่านอ๋องประทานให้ในวันเกิดคราวก่อน จึงตั้งใจจะหาออกมาสวม พี่หญิงกำลังเก็บตัวรับประทานเจมิใช่หรือ

ชายาอ๋องแค่นเสียงคำหนึ่ง จับจ้องข้อมือขาวเนียนเรียวงามของนาง ราวกับหยกก็ไม่ปาน มิน่าท่านอ๋องถึงหลงเสน่ห์

เพียงต่างหูคู่หนึ่ง หายไปก็หายไป ท่านอ๋องสั่งไว้ ห้องนี้มิให้ผู้ใดเข้ามา เจ้ารีบกลับไปเสีย

ฉิงฟูเหรินขมวดคิ้วคู่งามในจวนเกิดเรื่องอันใดหรือ

ท่านอ๋องให้คนมาทำนายชะตา ระยะนี้จะมีของหาย พวกเจ้าต้องระวังให้มาก อย่าเข้าออกที่ใดสุ่มสี่สุ่มห้าชายาอ๋องหันไปกำชับสาวใช้ข้างกาย เผยอยิ้มอย่างมีความหมายกลัวก็แต่โจรในบ้านยากป้องกัน

ฉิงฟูเหรินพยักหน้าก่อนจะปิดฝาหีบ ก้าวเดินแช่มช้าออกจากห้องฮู่เฉวียน

ชายาอ๋องรู้สึกเพียงว่ากลิ่นหอมวูบหนึ่งโชยผ่าน เหลียวมองเงาร่างงามระหงนั้น ค่อยๆ กลืนหายไปกับความมืดมิดยามรัตติกาล

ฉิงฟูเหรินกลับถึงห้อง รับประทานอาหารเย็นเสร็จสิ้นอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จากนั้นเดินไปห้องหลินหลาง ลมฤดูร้อนยามค่ำคืนพัดผ่าน ม่านโปร่งบางสะบัดปลิวพลิ้วไสว ประหนึ่งนักร่ายรำร่างอรชรกำลังกรีดกรายชดช้อยอยู่ในห้อง นางจุดตะเกียง เลือกเปิดหีบไม้ประดู่ร้อยอัญมณีใบหนึ่ง

ปิ่นผีเสื้อเพชรพลอย กำไลหงส์เลื่อมทอง เขารู้ว่านางชอบสะสมเครื่องประดับล้ำค่า ของพระราชทานจากฮ่องเต้และของกำนัลจากเหล่าขุนนางส่วนใหญ่ล้วนยกให้นาง

นางเงยหน้ามองไปทั่วห้อง หีบหลายสิบใบล้วนบรรจุสิ่งของล้ำค่าหายาก

เป็นที่โปรดปรานสูงสุดเพียงหนึ่ง ทว่านางกลับมิอาจสัมผัสได้ถึงไออุ่นแม้เพียงเศษเสี้ยว

หยกทองอันเยียบเย็นเหล่านั้นเป็นเพียงฉากหน้าอันสวยหรูของเขาเท่านั้น

มีเพียงคิดถึงแววตาอบอุ่นของคนผู้นั้น ใบหน้านางถึงปรากฏรอยยิ้มคลุมเครืออ่อนหวาน

เขาอยู่ในห้องหนังสือ ไม่รู้ว่าหาของสิ่งนั้นพบแล้วหรือไม่

ชิงอ่ายตัวสั่นสะท้าน นางคือฉิงฟูเหริน นางคือชิงอ่าย ความรู้สึกนึกคิดของนางหมุนวนอยู่ระหว่างจิตวิญญาณสองดวงนี้ ทว่ากลับผูกใจรักคนผู้นั้นไม่ต่างกัน

นางรู้อยู่แก่ใจดีว่า ท่านอ๋องผู้นั้น หาได้รักนางไม่

นางหยิบเครื่องประดับสามสี่ชิ้นออกมาอย่างเงียบกริบ เลือกอัญมณีเม็ดใหญ่และทองชิ้นหนักยัดใส่อกเสื้อ

เฉกเช่นเงาสลัวใต้แสงอาทิตย์ จะปลอดภัยเมื่อมีแสงสว่าง

ยามค่ำคืนเงามืดจะไม่ดำรงอยู่ นางไม่รู้ว่าเหลือเวลาอีกกี่ชั่วยามที่จะบรรลุสิ่งที่จื่อเหยียนมอบหมาย

จึงอาศัยชั่วขณะนี้ หวงแหนทุกสิ่งที่ครอบครอง

พวงหยกลายมังกรหยอกหงส์ไฟชิ้นนั้นถึงจะนับเป็นของรักของหวงของท่านอ๋อง ฉิงฟูเหรินรู้สึกอย่างรุนแรงว่าความอิจฉาในใจนางกำลังกรีดทะลุเนื้อหนังออกมา นางคล้ายได้กลิ่นของมัน พลันผุดลุกขึ้น มุ่งตรงไปห้องหนังสือ

มั่วยงหรงหยิบหนังสือบนชั้นหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่ามาอ่าน พลิกไปมาครู่หนึ่งก็เก็บเข้าชั้นตามเดิม

ตอนฉิงฟูเหรินเข้ามา เขากำลังเดินกลับมาที่โต๊ะอย่างผิดหวัง

ใต้เท้าหาหนังสือที่ถูกใจมิได้หรือ

มั่วยงหรงโค้งตัวเล็กน้อยให้นาง ภายใต้แสงโคมเลือนราง ฉิงฟูเหรินประหนึ่งแมวที่สามารถกัดคน นัยน์ตาสุกสกาวพราวระยับ เขาได้ยินเสียงของตนผสานกับเสียงหอบหายใจ เอ่ยว่าใต้หล้านี้ สิ่งที่หมายจะเสาะหามักอยู่เบื้องหน้า ทว่ากลับคลาดคลาทุกครั้งไป

ฉิงฟูเหรินก้าวมาหยุดหน้าโต๊ะหนังสือ อยู่ห่างจากมั่วยงหรงไม่ถึงหนึ่งฉื่อ

กลิ่นหอมอันเร้นเลือนกระเพื่อมไหว มั่วยงหรงกับซาเฟยรู้สึกพร้อมกันว่าใจเต้นรัวเร็ว

ใช่แล้ว ไม่ว่ารักสตรีผู้นี้มานานเท่าใด ทุกคราล้วนประดุจแรกพบหน้า

นางยื่นแขนแบบบางไปยังโต๊ะตัวเล็กบนโต๊ะหนังสือ ยกกระถางสำริดใบเล็กที่วางอยู่ด้านบนออก สัมผัสแผ่นประดับบนโต๊ะตัวเล็ก เพียงกดแผ่วเบา ก็มีกลไกเด้งออกมา

ทั้งคู่สบตากัน เปิดแผ่นประดับแผ่นนั้นอย่างดีใจ เห็นหยกชิ้นหนึ่งนอนหลับใหลอย่างเงียบงันอยู่ในนั้น

จับพลัดจับผลู คำนี้สะท้อนอยู่ในแววตาของทั้งคู่

ฉิงฟูเหรินหยิบพวงหยกลายมังกรหยอกหงส์ไฟออกมาวางบนมือมั่วยงหรง ปลายเล็บเฉียดผ่านฝ่ามือของเขา กระแสอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้าไปในอก ชิงอ่ายมองมั่วยงหรงอย่างตื้นตัน ใบหน้านี้ที่ทำให้นางรู้ซึ้งถึงการเป็นที่รัก ความผูกพันรักใคร่ซ้อนทับอยู่ในตัวนาง ในฐานะสตรีผู้หนึ่ง เท่านี้ก็เพียงพอ

พวงหยกลายมังกรหยอกหงส์ไฟชิ้นนี้ สัตว์ผู้เมียหยอกเย้าร่วมรัก อิงแอบชิดใกล้

รบกวนใต้เท้ารอเสียนาน ดูท่าท่านอ๋องคงมิกลับทั้งคืน มีธุระมิสู้ค่อยมาใหม่พรุ่งนี้

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มั่วโหม่วขอตัว ฉิงฟูเหรินมิต้องส่ง(เชิงอรรถการใช้แซ่สกุลตามด้วยคำว่าโหม่ว ()” เป็นการเรียกแทนตนเองเชิงถ่อมตนรูปแบบหนึ่งของคนจีนในสมัยโบราณ)

มั่วยงหรงเดินเลาะไปตามระเบียงวนมุ่งหน้าสู่ประตูใหญ่ แววตาโชติช่วงด้านหลังเพียงชั่วครู่ก็เลือนลับหาย ค่อยๆ จางหายไปกับความมืดมิดยามค่ำคืน

เสียงระงมบาดหูของจักจั่นเดี๋ยวดังเดี๋ยวค่อย แว่วดังตลอดทางตั้งแต่ออกจากห้องอักษรสราญกระทั่งถึงหอเทียบปัญญา เขาหยุดยืนหน้าหอสูงที่สลักทองฝังหยกครู่หนึ่ง นึกได้ว่าที่แห่งนี้คือที่เก็บวัตถุโบราณล้ำค่าของท่านอ๋องซี ลอบแย้มยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่

ท่านอ๋องซีมักยืนอยู่ตรงนี้ จุดเครื่องหอมฟังเสียงพิณพร้อมลูกศิษย์บริวาร วางเรียงเครื่องทองเครื่องหยก ประเมินคุณค่าของมัน ทว่าของสะสมที่แท้จริงของเขาล้วนไม่อยู่ที่นี่ ของรักของหวงล้วนอยู่ที่ห้องฮู่เฉวียน หากแต่ของที่หวงแหนที่สุดกลับซุกซ่อนไว้ มิให้ผู้ใดล่วงรู้

เขาลอบสัมผัสพวงหยกในอกเสื้อ คาดเดาประวัติความเป็นมาของมัน

หนานซาน เจ้ามาได้อย่างไร

หนานซานคือชื่อรองของมั่วยงหรง เขาหันไปมองอย่างตกใจ

เงาร่างคุ้นเคยของคนผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้แสงจันทร์เลือนราง เบื้องใต้ชุดผ้าไหมเนื้อบางสีเขียวลายมังกรสี่เล็บ ใบหน้าน่าเกรงขามทอประกายเคร่งขรึมจริงจัง

มั่วยงหรงรีบคำนับท่านอ๋อง เอ่ยตอบวันนี้ศิษย์ได้ของล้ำค่าสิ่งหนึ่ง จึงนำมาให้ท่านอ๋องเชยชม

โอ?” ท่านอ๋องซีเอ่ยเสียงเรียบ แบมือออกพลางเอ่ยตัวข้าวันนี้มิใคร่มีแก่จิตแก่ใจ ทิ้งไว้ให้ข้าค่อยๆ ยลแล้วกัน

ขอรับ ขอรับมั่วยงหรงล้วงพัดที่ทำจากไผ่เซียงเฟยออกมาจากอกเสื้อ คลี่ออกช้าๆ 

บนกระดาษโรยทองคือภาพทิวทัศน์แถบเจียงหนานที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอก ถูกแสงจันทร์สีเงินยวงโอบล้อมห่อหุ้ม

เมฆผาสกุลหมี่หรือ(เชิงอรรถภาพวาดทิวทัศน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของหมี่ฝูจิตรกรเลื่องชื่อในสมัยราชวงศ์ซ่ง) ท่านอ๋องซีพลันนึกสนใจ รีบฉวยพัดมาจากมือเขา อาศัยแสงสว่างเบิกตากว้างพินิจมอง ปากอุทานชื่นชมไม่หยุดพัดเล่มนี้ความหมายลึกล้ำ เปรียบได้ดั่งภาพธาราเมฆาขาวจำลอง อันว่าพิรุณราตรีกาลใกล้สิ้นสุด ไอหมอกอวลละมุนใกล้สุดสิ้นนั้นเป็นเช่นนี้! ประเสริฐ ประเสริฐยิ่ง!”

เขาตื่นเต้นยินดีอย่างที่สุด รวบพัดดึงมือมั่วยงหรงหนานซาน ครานี้เจ้ามีความดีความชอบไม่น้อย สิ่งของมูลค่าพันตำลึงทองเช่นนี้ได้มาอย่างไร

มั่วยงหรงคิดในใจว่าจื่อเหยียนรู้จุดอ่อนของอีกฝ่ายไม่ผิดจากที่คาด ท่านอ๋องซีชมชอบผลงานเลื่องชื่อเป็นที่สุด พัดสกุลหมี่ยิ่งเป็นของล้ำค่าหายาก เขายิ้มอ่อนน้อม ค้อมกายต่ำพลางเอ่ยศิษย์ก็ซื้อมาจากพ่อค้าร้านหนึ่งโดยบังเอิญ คนผู้นั้นมีตาแต่ไร้แวว ศิษย์จึงเป็นฝ่ายได้กำไร ในเมื่อท่านอ๋องถูกใจ ย่อมน้อมถวายมิกล้าฝ่าฝืน

อาห์ วิญญูชนมิช่วงชิงของรักผู้อื่น ของล้ำค่าปานนี้ เจ้าเก็บไว้เป็นมรดกตกทอดดีกว่าท่านอ๋องซีเอ่ยพึมพำพลางคืนพัดใส่มือเขา

ท่านอ๋อง ศิษย์นึกได้ว่าเดือนหน้าตรงกับวันคล้ายวันเกิดพระชายา มิสู้ถวายพัดเล่มนี้แทนคำอวยพร ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กน้อย

ท่านอ๋องซีหัวเราะชอบใจ หยิบพัดมาถือ ตบบ่ามั่วยงหรงพลางเอ่ยหนานซานน้ำใจงามยิ่ง ข้าขอบใจแทนคนของข้า ไป เข้าไปดื่มสุรากับข้าสักจอก แคว้นเหมยถีส่งสุราชั้นเลิศสิบไหมาเป็นเครื่องบรรณาการ ฝ่าบาทพระราชทานให้ข้าสามไห เจ้าต้องลิ้มลอง

มั่วยงหรงยิ้มเฝื่อนวันนี้ระบบรับอาหารของศิษย์ผิดปกติ รู้สึกมิใคร่สบาย ท้องเสียไม่หยุด มิสะดวกอยู่นาน

เอาเถิด เจ้ารีบกลับไปพักผ่อน ตามหมอแล้วหรือไม่

รบกวนท่านอ๋องอุตส่าห์เป็นห่วง จัดยาให้แล้ว

อาห์ ในเมื่อไม่สบาย ไยจึงมาด้วยตนเองมิใช้ผู้อื่นมา หนานซาน ข้ารับรู้น้ำใจของเจ้า เจ้ากลับไปเถิด

มั่วยงหรงคำนับลาท่านอ๋องซี ก้าวช้าๆ ออกจากจวนอ๋อง มือที่อยู่ในแขนเสื้อสั่นเทา เขากำหยกชิ้นนั้นด้วยมือสั่นระริกพลางมองหาทางไปจวนสกุลจื่อ

ขณะเดียวกัน ฉิงฟูเหรินถอดอาภรณ์หรูหราของนางออกทีละชิ้น กระทั่งสุดท้ายเหลือเพียงชุดดำรัดกุมแนบร่างงามระหง นางย่องออกจากห้องหลินหลางอย่างปราดเปรียวราวจิ้งจอก โดดผลุงสองสามหนเข้าไปหลบตรงเขามอในสวน

แสงจันทร์ทับทาบอาบไล้ นางเห็นเงาทอดยาวเงาหนึ่ง จึงร้อนรนซุกตัวหลบหลังก้อนหิน องครักษ์ลาดตระเวนในจวนอ๋องถือดาบเดินผ่านไปอย่างขึงขัง

ขณะที่นางนึกขยับฝีเท้า พลันนั้นก็ถูกประกายดาบวาววับสะท้อนเข้าใส่ ทะลุผ่านเงาต้นไม้และหลังคา นางมองเห็นพลธนูและพลดาบโล่ที่ดักซุ่มอยู่ หากมิใช่แสงจันทร์สว่างเกินไป และดาบนั้นยกขึ้นพอดี นางก็เกือบจะเผยตัวเสียแล้ว

ฉางเซิงจ้องเครื่องหอมสีม่วงก้านนั้นตลอดเวลา สิ่งที่น่าแปลกคือ จุดมาแล้วหลายชั่วยาม แต่มันกลับไม่มอดดับ เขาจ้องจนปวดตา สังเกตเห็นว่าบางครั้งมันมิได้เผาไหม้ เดี๋ยวลุกโชนเดี๋ยวดับมอด เฉกเช่นผู้ท่องเที่ยวที่เดินทางสลับหยุดพัก แต่สุดท้ายก็ใกล้ถึงปลายทางเต็มที

เมื่อเหลือความสูงเพียงครึ่งนิ้ว ควันก็หายไป

ฉางเซิงมองเครื่องหอมพิสดารก้านนี้ ถามจื่อเหยียนมันมีชีวิตหรือไม่

จื่อเหยียนหัวเราะ เหลือบมองฉางเซิงอย่างพินิจพิเคราะห์สรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ เจ้ากล่าวว่ามันมีชีวิต มันก็มีชีวิต

ฉางเซิงจับจ้องจื่อเหยียนเช่นนั้นคุณชายท่านเป็นปีศาจหรือไม่

ฮ่าๆ!” จื่อเหยียนหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่ ชุดสีขาวกับดวงหน้าขาวนวล ดูเย้ายวนเกินพรรณนาคนบางคน มองผู้ใดก็ล้วนเป็นปีศาจทั้งสิ้น

เขากล่าวเช่นนี้ ฉางเซิงกลับเบาใจ เอ่ยอย่างไร้เดียงสาหากคุณชายเป็นปีศาจ ถูกท่านจับกิน ข้าก็เต็มใจ

แต่ว่าฉางเซิง เจ้าลืมแล้วหรือจื่อเหยียนมองเขาตาละห้อยข้ามิรับประทานเนื้อ…”

เครื่องหอมก้านนั้นสั่นไหว ก่อนจะเริ่มเผาไหม้อีกครั้ง

ฉางเซิงจำใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนาหากเครื่องหอมมอดดับ จะเป็นอย่างไรหรือ

หากพวกเขายังมิกลับมา ก็มิเป็นการดีแล้ว

สิ้นเสียง มั่วยงหรงโดดผลุงเข้ามาในห้อง สมแล้วที่เป็นแมวดาวหิมะ มิจำเป็นต้องเปิดประตูก็ปรากฏตัวในห้องโถงได้อย่างฉับพลันทันใด

ชิงอ่ายเล่าสิ้นประโยคนี้ ตัวของเขาสั่นวูบ ซาเฟยกลับมาแล้ว

เขาส่งพวงหยกลายมังกรหยอกหงส์ไฟให้จื่อเหยียน เพชรนิลจินดาลบัดนี้มิอยู่ในสายตาของเขาชิงอ่ายกลับมาอย่างปลอดภัยหรือไม่

จื่อเหยียนจับจ้องห้วงฝันนิ่งรออีกครู่หนึ่ง

ชิงอ่ายกระโดดขึ้นหลังคาอย่างเงียบกริบ เหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมจนชุดที่สวมใส่เปียกชื้น นางกลั้นหายใจเช่นกระเบื้องแผ่นหนึ่ง หมอบอยู่บนหลังคาแอบมองทหารที่ดักซุ่มพลางคิดหาทางหนีทีไล่

เพียงอ้อมผ่านระเบียงวนเบื้องหน้า ผ่านป่าไผ่แห่งนั้น สุดทางของลานกว้างก็คือกำแพงจวน นางสูดหายใจลึก โผตัวออกไปประหนึ่งสายลมโฉบพัด

ทันใดนั้น เท้าของนางพลันถูกอะไรบางอย่างฉุดรั้งอย่างแรง นางเสียหลักล้มลง รู้สึกถึงความเจ็บร้าวที่แล่นไหลมาจากฝ่าเท้า นางควานหาปิ่นทองอันหนึ่งในอกเสื้อ เงี่ยหูตั้งใจฟัง วิเคราะห์ทิศทางของศัตรูเตรียมพร้อมลงมือ

ห้วงฝันดับมอด ขี้เถ้าสีเทาในกระถางร่วงหล่นอย่างหม่นเศร้า

ซาเฟยร้อนใจดั่งไฟลนขณะถามจื่อเหยียนเหตุใดนางจึงยังมิกลับมา หรือว่าจะเกิดเรื่อง?”

จื่อเหยียนไล้มือไปตามพวงหยก เอ่ยเสียงสงบเจ้ามิเชื่อฝีมือจิ้งจอกน้ำแข็งหรือ ข้าเชื่อ

ซาเฟยสงบลง ถูกต้อง เขาเคียงบ่าเคียงไหล่นางมาหลายปี ควรเชื่อมั่นในตัวนาง

ชิงอ่ายร่วงตกพื้น ตระหนกจนเหงื่อไหลโซมกาย

รอบด้านปราศจากความเคลื่อนไหว นางคิดทบทวน ที่แท้มิทันระวังสะดุดล้ม

นางอาศัยแสงจันทร์มองปิ่นลายหงส์ในมือ ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เงินทองล้วนสามารถปล่อยวาง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขมขื่น ผู้ละโมบเช่นนางสุดท้ายก็นำเพชรนิลจินดาติดตัวออกมามากเกินไป ทำให้เคลื่อนไหวไม่ว่องไวมากพอ

ตอนชิงอ่ายโดดออกจากจวนอ๋องซี เกี้ยวไผ่สลักลายดอกไม้คันหนึ่งเคลื่อนสู่จวนอ๋องทางประตูหลัง ผู้เฝ้าประตูย่อมมิถามว่าเหตุใดฉิงฟูเหรินจึงออกไปด้านนอกอีกครั้ง ถึงอย่างไรเมื่อเจ้านายกลับมาก็ต้องปรนนิบัติรับใช้

ท่านอ๋องกลับจวนแล้วหรือไม่

เรียนฟูเหริน ท่านอ๋องกลับมาแล้ว

ฉิงฟูเหรินได้ยินดังนั้นก็มีท่าทีตกใจ รีบสาวเท้ากลับห้องหลินหลาง เปลี่ยนอาภรณ์ลบเครื่องประทินโฉม ทันใดนั้น ท่านอ๋องซีพลันก้าวออกมาจากมุมมืด

เจ้าไปที่ใดมา

กลับจากไหว้พระ ล่าช้าไปเล็กน้อยฉิงฟูเหรินสลายสีหน้าเก้อเขิน เอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม

ท่านอ๋องซีแค่นเสียงคำหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ามิเชื่อ

ฉิงฟูเหรินรีบนำปิ่นลายมังกรคู่เล่นน้ำที่เขามอบให้เสียบประดับบนศีรษะเอ๊ะ ต่างหูระย้าคู่นั้นหายไปที่ใดนางคลำหาทั่วโต๊ะเครื่องแป้งต่างหูทองประดับขนนกกระเต็นก็หายไปมีขโมยเข้ามาในจวนหรือ

ท่านอ๋องซีเลิกคิ้ว รีบเร่งวิ่งออกจากห้อง ในที่สุดเขาก็รู้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล

ได้ฝันคราหนึ่ง รู้สึกอย่างไร

ซาเฟยทอดถอนใจจวงจื่อฝันเป็นผีเสื้อ คล้ายลวงคล้ายจริง

ชิงอ่ายถอนใจเอ่ยละโมบโลภมาก ไม่รู้จักพอ

ทั้งคู่ซบพิงกันอย่างหวาดหวั่น ครานี้จิตใจถึงค่อยสงบลง แม้มองความคิดของจื่อเหยียนไม่ออก หากแต่ประสบการณ์เสี่ยงตายครานี้ ก็เพียงพอจะทำให้พวกเขายิ่งทะนุถนอมกันและกัน

เอาเถิด พวกเจ้าช่วยนำของมาให้ข้า ต้องการสิ่งใดในจวนแห่งนี้ ว่ามาตามสบาย

ซาเฟยกับชิงอ่ายสบตากัน สิ่งที่พวกเขาต้องการมีเพียงอีกฝ่าย หากแต่แผ่นดินกว้างใหญ่ ขโมยสมบัติในจวนอ๋องซี พวกเขาใช่ว่าจะหนีรอด

ทั้งคู่คุกเข่าคำนับจื่อเหยียนพร้อมกันขอคุณชายโปรดรับพวกเราเป็นข้ารับใช้

จื่อเหยียนย้อนถามอย่างประหลาดใจพวกเจ้าต้องการสมบัติมิใช่หรือ เลือกของสักชิ้นของข้าไป ย่อมสบายทั้งชีวิต

พวกเราเพียงปรารถนาอยู่ในจวนสกุลจื่ออันหรูหราแห่งนี้ ความสามารถของคุณชายเหนือกว่าข้าสิบเท่า มีเพียงที่แห่งนี้ถึงจะปลอดภัยที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราสามารถช่วยแบ่งเบาภาระให้คุณชายซาเฟยเอ่ยอย่างจริงใจ

จื่อเหยียนใคร่ครวญ พยักหน้าเอ่ยข้าหาเรื่องเดือดร้อนให้พวกเจ้า ต้องการอยู่ก็อยู่ไปเถิด

เขาหันไปมองราตรีกาลนอกหน้าต่าง บนท้องฟ้าสีครามเข้ม หมู่เมฆกำลังปั่นป่วนปรวนแปร

กลัวแต่ว่าบางคนยังมิตื่นจากฝัน พายุฝนใกล้อุบัติเต็มที

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.