บทนำ

การฆาตกรรมมักปรากฏหลักฐาน

แม้จะเป็นการฆาตกรรมในสถานที่ลับตาคน

แม้จะเป็นฆาตกรที่ระมัดระวังตัวที่สุด  แต่ถึงกระนั้นก็ต้องอดปรากฏหลักฐานมิได้

นั่นเป็นเพราะความตื่นเต้นจนถึงขีดสุดของผู้ลงมือ

แม้มันผู้นั้นจะมีนิสัยเย็นชาประดุจน้ำแข็ง  แต่วินาทีที่ลงมือสังหาร ย่อมเกิดความตื่นเต้นอย่างไม่อาจข่มกลั้น

และความตื่นเต้นขณะลงมือสังหารนั้น ย่อมพิเศษเหนือล้ำกว่าความตื่นเต้นใดๆ มากนัก

ก่อนลงมือสังหาร ความรู้สึกเกลียดแค้น ชิงชังจะพลุ่งพล่านขึ้นมาพร้อมกัน ทำให้มือและเท้าสั่นระริก ฝ่ายตรงข้ามถือเป็นคนที่ไม่อาจอาศัยอยู่รวมโลกเดียวกันได้อีกต่อไป

และเมื่อความรู้สึกเช่นนั้นถูกระเบิดออกมา  แม้จะเป็นคนที่เยือกเย็นเพียงใด ก็ย่อมอดบังเกิดความตื่นเต้นมิได้

วินาทีที่สังหารฝ่ายตรงข้าม ความชิงชังทุกอย่างจะถูกปลดปล่อย 

ความแค้นทั้งหลายถูกชะล้าง กลายเป็นความสมใจ

และความสมใจนี้เองที่ส่งผลต่อโสตประสาทยิ่งกว่าความสุขใดๆ ในโลกนี้

และนั่นย่อมทำให้ตัวฆาตกรเกิดความผ่อนคลาย และอดปรากฏหลักฐานไว้มิได้

ไม่ว่าจะมีแผนการอันแสนแยบยลเพียงใด หรือมีการวางแผนสังหารอันแสนแนบเนียนเพียงใดก็ตาม

แต่ศาสตร์แห่งการลอบสังหาร กลับตรงข้ามกัน

ศาสตร์แห่งการสังหารเน้นที่การไร้จิตไร้ใจ

สำหรับมือสังหาร  การสังหารเป้าหมาย ไม่ต่างอะไรกับการฟาดฟันท่อนไม้ไร้ชีวิต 

ไม่สนใจว่าทำไมต้องฆ่า มันผู้นั้นทำผิดอะไร ควรค่าต่อการประหัตประหารหรือไม่  และเป้าหมายมีเบื้องลึกเบื้องหลังมาอย่างไร

นั่นไม่ใช่เรื่องที่จะต้องใส่ใจแม้แต่น้อย

เพราะไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นใคร พวกมันล้วนต้องตาย

ความจริงนักฆ่าเองก็มีความสุข ความพึงพอใจเช่นกันยามเมื่อปฏิบัติงานลุล่วง แต่ความสุขที่ว่า หาใช่ความสุขอันเกิดมาจากความรู้สึกเคียดแค้นชิงชัง

หากแต่เป็นความสุขอันเนื่องมาจากปฏิบัติงานได้สำเร็จดังเป้าประสงค์ที่วางไว้

เป็นความสุข ความพึงพอใจที่ปรากฏวูบแล้วผันผ่าน ไม่ทิ้งร่องรอยใด

ฉะนั้นมือสังหารที่แท้จริงจึงไม่ทิ้งร่องรอยหรือหลักฐานใดๆ เอาไว้

ยุทธภพภาคกลางชิงชังเหล่ามือสังหารเป็นอย่างยิ่ง เพราะคนเหล่านี้เป็นภัยร้ายแรงต่อยุทธจักร  กลุ่มพรรคฝ่ายธรรมะอันเลื่องลือต่างตั้งหน้าตั้งตาไล่ล่าเหล่ามือสังหารอย่างเอาจริงเอาจัง

ความโกรธแค้นของฝูงชน ช่างน่ากลัวยิ่งกว่าความโกรธแค้นใดๆ ในโลกนี้

ในหน้าประวัติศาสตร์แห่งยุทธภพ ไม่เคยมีมือสังหารคนใดรอดชีวิต  หากพรรคฝ่ายธรรมะลงความเห็นแล้วว่ามันผู้นั้นเป็นภัยต่อยุทธภพ

ดังนั้นวิธีที่จะหลีกเลี่ยงมิให้พรรคฝ่ายธรรมะไล่ล่า คือ การปฏิเสธไม่รับงานลอบสังหารที่เกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้ หรืออีกวิธีหนึ่งคือการลอบสังหารอย่างแยบยลที่สุด โดยไม่มีใครสามารถสืบสาวได้

แต่นั่นเป็นเรื่องยากเข็ญยิ่ง

แต่มิใช่เป็นไปไม่ได้

มือสังหารชั้นยอด จะล่วงรู้ว่าทำเช่นไรจึงจะรอดชีวิต และทำเช่นไรมันจะกระทำตามเป้าหมายลุล่วง

สำหรับมือสังหารแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดต่อการลงมือสังหารเป้าหมาย ไม่ใช่ความรวดเร็วในการสังหาร ไม่ใช่การสังหารอย่างโหดเหี้ยม  หากแต่จะสังหารอย่างไรให้ไมทิ้งร่องรอยใดไว้

เมื่อไม่มีร่องรอยให้สืบสาว 

นั่นจึงเป็นสุดยอดมือสังหารอย่างแท้จริง

  • มหากาพย์เทพมรณะ

บทที่ 1 ปฐมบท

ดูเหมือนเราสองคนจะตกอยู่ในสภาพเดียวกัน มาทำความรู้จักกันไม่ดีกว่าหรือ ข้าพเจ้ายาอีกัน  ที่มีความหมายว่ามองผ่านความมืด

เด็กหนุ่มที่นั่งใกล้ประตูเหล็กเอ่ยปากขึ้นก่อนราวกับอึดอัดต่อความเงียบงันภายในห้องเต็มที

เด็กหนุ่มรูปร่างผอมแห้งมีแต่หนังหุ้มกระดูก ท่าทีของมันดูยากไร้ แต่ดวงตาดำขลับที่กลอกไปมา สะท้อนประกายอันฉลาดหลักแหลม

เฮอะ ที่แท้ก็เป็นคนที่มีชื่อราวนกเค้าแมวตัวหนึ่ง

เด็กสาวยืดขาทั้งสองข้างนั่งพิงผนังด้วยท่าทีอ่อนเพลีย

ดวงตาของนางหรี่ลงเรื่อยๆ ใกล้จะปิดเต็มที

ข้าพเจ้าไม่ใช่นกเค้าแมว ข้าพเจ้านามยาอีกัน ที่แม้ยามกลางวันจะมองเห็นอะไรไม่ค่อยชัดเจน  แต่ดวงตากลับสว่างไสวในยามค่ำคืน ฮาฮา แม่นาง เจ้ากลับมีรูปโฉมงดงามยิ่ง

เด็กสาวมีหน้าตางดงามไม่น้อย

แม้นางจะยังเป็นเด็กผู้หญิงอายุไม่ถึงช่วงบานสะพรั่ง แต่รูปร่างหน้าตาของนางตอนนี้ก็นับว่างามงดจนบุรุษทั่วไปยังมิอาจละสายตา

เด็กหนุ่มยังคงชวนสนทนาต่อไปว่า

แล้วเจ้ามีนามว่ากระไร อายุเท่าใด เจ้าฆ่าคนมาด้วยใช่หรือไม

ข้าพเจ้า….”

“……”

ข้าพเจ้าถูกขายให้เฒ่าผู้หนึ่ง เป็นผู้เฒ่าที่ป่วยใกล้จะตายอยู่ร่อมร่อ แต่มันบอกว่าหากได้กอดข้าพเจ้าเข้านอน อาการจะดีขึ้น ข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้จะทำเช่นไร

ฮิฮิ เจ้าเลยต้องไปนอนกับคนแก่ใกล้ตายอยู่ร่อมร่อ ฮ่าฮ่า มันคงต้องการกระทำเรื่องราวอันบัดสีกับเจ้าใช่หรือไม่

มันคงต้องการทำเช่นนั้น หากแต่กระทำไม่ได้

เพราะเหตุใด หรือมันชราจนเกินไป โอ ช่างน่าเสียดายยิ่งที่ต้องปล่อยสตรีเช่นเจ้าไปทั้งๆ ที่ไม่ได้ชิดชม

เด็กหนุ่มกล่าวพลางเบิกตากว้างราวกับกำลังเห็นร่างอันเปล่าเปลือยของเด็กสาว

มันพยายามแล้ว

สีหน้าของดรุณีเต็มไปด้วยความอ่อนล้าเหมือนเมื่อสักครู่

แต่ข้าพเจ้ากลับร้อนรุ่มรำคาญ ประกอบกับเหม็นสาปคนชรา ข้าพเจ้าเห็นพู่กันวางอยู่ ข้าพเจ้าจึงใช้มันทะลวงปากเจ้าเฒ่านั่น จากนั้นมันก็ถลึงตาใส่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ชมชอบสายตาเช่นนี้ จึงใช้นิ้วนี้ทิ่มแทงนัยต์ตามัน

กล่าวจบ เด็กสาวก็ยกนิ้วกลางข้างขวาขึ้นมา

“……”

หากเจ้าอยากกระทำเรื่องราวเช่นนั้น ให้บอกต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายินดีน้อมสนอง” 

เรื่องที่ทั้งสองสนทนากันไม่น่าใช่บทสนทนาของเด็กวัยสิบกว่าปีแม้แต่น้อย แต่เด็กสาวกลับพูดราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา

“……”

“……”

ปกติ……เวลาคนเราจะใช้นิ้วจิ้มหรือทิ่มสิ่งใด มักจะใช้นิ้วชี้มากกว่านิ้วกลาง เจ้าช่างประหลาดยิ่ง

แม้เด็กสาวจะบอกเล่าเรื่องราวที่ตนสังหารคนอย่างอำมหิต แต่ดูคล้ายเด็กหนุ่มก็มิได้แสดงความตกใจสักเท่าใด

และครานี้ก็ถึงคราที่เด็กหนุ่มจะต้องตอบคำถามเด็กสาวบ้าง

แล้วเจ้าเล่า ไปทำอะไรมาจึงถูกจับมาเยี่ยงนี้ ฟังจากคำพูดของเจ้าแล้ว คงกระทำเรื่องชั่วร้ายมาไม่น้อย…… ดูจากรูปร่างท่าทางของเจ้าแล้ว เจ้าเป็นเด็กเร่ร่อนพเนจรกระมัง

พเนจรหรือ

หรือไม่ใช่

เจ้ามีตาหามีแววไม่ ข้าพเจ้าไม่ใช่คนพเนจร หากแต่เป็นผู้รับบริจาค

เฮอะ ผู้รับบริจาคอันใด ที่แท้ก็ขอทานมิใช่หรือ

ขอทานหรือ เจ้า! …. ช่างเถอะ จะขอทานหรืออะไรก็แล้วแต่ วิ ญญูชนย่อมอ่อนข้อให้สตรี อืม เรื่องของข้าพเจ้าน่ะหรือ กล่าวคือ วันหนึ่งข้าพเจ้าสะดุดตาแม่นางผู้หนึ่งเข้า แม่นางผู้นั้นที่มีกลิ่นกายและผิวพรรณอันงดงามเปล่งปลั่ง….. กลิ่นนั้น เข้าใจหรือไม่ กลิ่นกายอันยั่วยวนของสตรีที่ผ่านบุรุษมาแล้ว

เฮอะ เจ้าอายุเท่าใดกัน

ถ้ายังกล่าวมากความ ข้าพเจ้าจะไม่เล่าต่อแล้ว

ตกลง ไม่พูดแล้ว เชิญเจ้าเล่าต่อ

นางเป็นภรรยาของชายชราขี้โรคที่เปิดร้านขายแพรพรรณ ร่ำลือกันว่านางเที่ยวมีสัมพันธ์กับชายไปทั่ว แต่แล้วกลางดึกวันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบกับนางโดยบังเอิญ นับเป็นโอกาสดียิ่ง ข้าพเจ้าจึงได้ขอบริจาคจากนาง

เจ้าคงไม่มีกุศลเจตนา คงกล่าววาจา กระทำเรื่องบัดสีลามกใช่หรือไม่

นางกลับไม่ยินยอมข้าพเจ้าโดยดี อีกทั้งยังพิรี้พิไรนัก ข้าพเจ้าจึงลากนางเข้าไปในป่า

เจ้าคนเดียวหรือ

ไม่ ข้าพเจ้ามีน้องๆ อีกสิบกว่าคน

พอแล้ว เจ้าไม่ต้องพูดอีก ข้าพเจ้าไม่อยากฟังเรื่องสกปรกของเจ้าอีก

“….”

“….”

แม้ต่างฝ่ายจะเงียบไปชั่วครู่ แต่เด็กหนุ่มคล้ายมิอาจทนความเงียบงันได้ จึงค่อยๆ เอ่ยขึ้นมาเบาๆ ว่า

ถ้าหากนางไม่ถ่มน้ำลายข้าพเจ้าก็ไม่คิดจะสังหารนางหรอก เฮอะ

เด็กสาวเอ่ยปากถามขึ้น

เจ้าทำเช่นนั้นตอนอายุเท่าไหร่

สิบขวบ

สิบขวบ นั่นเป็นเรื่องราวกี่ปีมาแล้ว

กี่ปีหรือ น่าจะราวสามปีก่อน

แสดงว่าเจ้าอายุสิบสามปี…… เฮอะ  เจ้าอายุสิบสามปีหรือ เรื่องราวที่เจ้าเล่ามาใช่เป็นเรื่องโกหกหรือไม่  ข้าพเจ้าคิดว่าคนเช่นเจ้าแม้แต่ข้อมือผู้หญิงยังไม่เคยได้จับกระมัง

ฮิๆๆ ข้าพเจ้าเคยหรือไม่ เรามาลองดูสักคราดีหรือไม่ อืม แต่เจ้ายังเยาว์วัยเกินไป ไม่ใช่แบบที่ข้าพเจ้าชมชอบ   แล้วเจ้าอายุเท่าใด

เจ้าไม่ต้องทราบ เรียกเราว่าท่านพี่ก็พอแล้ว

เฮอะ ดูๆ แล้วเจ้าน่าจะอายุน้อยกว่าข้าพเจ้าไม่น้อย กลับวางตนเหนือกว่าข้าพเจ้าหรือ” 

เด็กหนุ่มหรี่ตาลงมองเด็กสาว ก่อนจะหันไปชวนเด็กหนุ่มอีกคนที่นั่งคดตัวอยู่มุมห้องอีกด้าน

นี่เจ้า ทำไมไม่พูดอะไรบ้าง

“….”

เด็กหนุ่มผู้นั้นนั่งกอดเข่าซุกหน้าลงหว่างเข่าทั้งสอง ไม่เงยหน้าขึ้นมามองเด็กหนุ่มแม้แต่น้อย

เด็กไม่มีมารยาท ผู้ใหญ่ถามไม่ตอบ เจ้าได้ยินหรือไม่

เด็กหนุ่มผู้นั้นเงยหน้าขึ้น

น้ำตาคลอเต็มสองตาอันแห้งผาก เป็นภาพที่ตัดกันอย่างประหลาด มันกล่าวอย่างเย็นเยียบ

พวกเจาใช่รำคาญในการมีชีวิตหรือ

“……”

ยาอีกันสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต

อยากตายใช่หรือไม่

มะไม่

แล้วทุกอย่างก็เงียบลง

เด็กหนุ่มผู้นั้นนั่งตัวงอซุกหน้าลงหว่างเข่าสองข้างที่มันยกขึ้นมาอีกครั้ง  เด็กสาวอีกคนหลับตานั่งพิงผนัง ส่วนเด็กหนุ่มผู้นั้นพิงศีรษะลงกับประตูเหล็กเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

กริ๊ก

เสียงเปิดประตู

เด็กหนุ่มผู้มีนามว่ายาอีกันผละออกจากประตูเหล็กทันที

ตึง

เสียงประตูเหล็กอันหนาหนักและแข็งแรงเสมือนจะเปิดไม่ออกไปชั่วชีวิตถูกเปิดอ้าพร้อมกับเสียงพูดว่ากล่าว

เข้าไป

น้ำเสียงอันเย็นชา แกร่งกร้าวดังขึ้น ก่อนจะปรากฏเงาร่างคนผู้หนึ่ง

พวกเขามองไม่เห็นแม้แต่ใบหน้าของเจ้าของเสียง   

เด็กสาวเด็กหนุ่มรู้เพียงแต่ว่าบุรุษเจ้าของเสียงผู้นั้นมีใบหน้าใหญ่โต ส่วนสูงยังสูงมากกว่าพวกตนเป็นเท่าตัว

บุรุษผู้นั้นพาพวกตนเข้ามาไว้ในห้องที่ขังด้วยประตูเหล็ก พูดกับพวกตนด้วยประโยคเดียวกันกับเมื่อครู่

โอ มาอีกคนแล้วหรือ

ยาอีกันพึมพำขึ้นมาราวกับเบื่อหน่าย

พวกมันทั้งหลายต้องการเห็นแสงสว่าง  แต่ประตูเหล็กอันหนักอึ้งถูกเปิดออกกว้างเพียงให้ผู้มาใหม่แทรกตัวเข้ามาได้เท่านั้น

เมื่อครั้งกระโน้น เมื่อประตูเปิดออก ยาอีกันจึงพบว่าตนได้มาอยู่ในคุกที่ไม่มีใครแม้สักคน จากนั้นประตูเหล็กถูกเปิดอีกครั้ง ก็มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเข้ามา และเมื่อประตูเหล็กถูกเปิดออกอีกครั้ง ก็มีเด็กหญิงผู้นี้เข้ามา  จากนั้นก็เป็นครั้งนี้

พวกตนทั้งหลายต้องการออกไปนอกประตูเหล็ก แต่หลังประตูเหล็กคล้ายเป็นอีกโลกหนึ่งที่พวกมันยากจะไปถึง

ยาอีกันยังจำความรู้สึกเมื่อครั้งที่มันเข้ามาในสถานที่นี้ได้  เมื่อประตูเหล็กเปิดออก มันค่อยๆ เดินเข้ามาภายในห้องเงียบๆ ก่อนจะนั่งลงที่มุมหนึ่งของห้องท่ามกลางความมืด

ประตูเหล็กที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเปิดออกอีกครั้งถูกปิดลง….. ความเงียบที่มาพร้อมกับความมืดมิด กดดันบีบคั้นความรู้สึกในหัวใจยิ่งนัก

จะตายแบบนี้ หรือจะตายแบบไหน ก็คงไม่ต่างกัน เฮอะ หากรู้ว่าจะต้องมาตายอยู่ในนี้ สู้ยอมตายข้างนอกเสียดีกว่า…’

ยาอีกันเฝ้าแต่ครุ่นคิดเช่นนั้น

ครั้งนี้ยาอีกันเงี่ยหูฟังเรื่องราวที่จะเกิดขึ้น

มะ ไม่ ช่วยด้วย ได้โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในนี้ ข้าพเจ้าผิดไปแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ทำอีกแล้ว ท่านลุง ข้าพเจ้าจะทำทุกอย่างที่ท่านสั่ง ขอเพียงท่านเอ่ยปาก แต่ได้โปรดไว้ชีวิตข้าพเจ้าด้วย ฮือๆ ได้โปรดยกโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด ฮือๆ

ผู้ที่เข้ามาในห้องนี้แตกต่างจากทุกคนที่ผ่านมา

ยาอีกันเงยหน้าขึ้นมองเบื้องหน้า

มันเป็นใคร

เด็กหนุ่มเพ่งมองไปยังทางประตูเหล็กด้วยความสงสัย ไม่ใช่เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวเท่านั้น หากแต่เด็กที่ก้มหน้าอยู่ตลอดเวลาถึงกับเงยหน้าขึ้นมองจ้องไปทางประตูเหล็กด้วยเช่นกัน

ถ้าไม่เข้าไป เราจะฆ่าเจ้า

รังสีอำมหิตแผ่ซ่านอย่างเข้มข้น

มันผู้นี้ไร้ซึ่งความเมตตาปราณีใด หากมันบอกว่าจะฆ่าก็คือฆ่า

ยาอีกันนึกถึงความเลือดเย็นของบุรุษร่างใหญ่ แล้วถึงกับตัวสั่นสะท้านด้วยความกลัว

ในบรรดาคนที่มันเคยพานพบมา  ยาอีกันคิดว่าบุรุษผู้นี้เลือดเย็นอำมหิตที่สุด แม้มันจะไม่เคยประสบด้วยตัวเอง แต่มันสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณ

รีบเข้ามาข้างในจะเป็นการดีกว่า ไม่เช่นนั้นมันผู้นั้นคงสังหารอย่างไม่รีรอ

ไม่รู้เป็นเพราะเด็กหนุ่มผู้นั้นครุ่นคิดเช่นเดียวกับยาอีกันหรือไม่ แต่มันหยุดร้องไห้ทันที ก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมาด้วยความหวาดกลัวว่า

ขะ เข้าไปแล้ว เข้าไปก็ได้

แม้ประตูเหล็กจะถูกปิดไป แต่เด็กหนุ่มผู้นั้นยังไม่หยุดคงร่ำไห้

นี่ หยุดคร่ำครวญได้หรือไม่ เจ้าแป็นบุรุษมิใช่หรือ

ดรุณีผู้นั้นตวาดอย่างอดรนทนไม่ได้

เด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาดูแตกต่างจากคนอื่นยิ่งนัก

นางมองเพียงวูบเดียวก็ทราบว่ายาอีกันที่อยู่ในห้องนี้ก่อนตน เป็นคนประเภทเดียวกันกับนาง  แต่เด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาผู้นี้ เป็นคนละประเภทโดยสิ้นเชิง

เด็กสาวมองปราดเดียวก็ทราบว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวอันอบอุ่น

ทำไมมันถึงเข้ามาในนี้  ต่อไปนี้ท่าทางไม่น่าเบื่อเท่าใดแล้ว

เด็กสาวแย้มยิ้ม

ยังไม่เงียบอีกหรือ

ฮือๆ ข้าพเจ้าไม่ได้ทำความผิดอันใด ฮือๆ ข้าพเจ้า ฮือๆ……”

เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดจริงหรือ

ไม่ ข้าพเจ้าไม่ได้ทำ ฮือๆ

ฮาๆๆ เจ้าเด็กน้อย เจ้านี่ช่างโกหกยิ่ง คนไม่ได้ทำอะไรผิด เหตุใดจึงมาอยู่ในนี้ได้เล่า เจ้าคิดว่าการนั่งร้องไห้คร่ำครวญเช่นนี้จะมีประโยชน์หรือ หยุดร้อง ก่อนที่เราจะลงมือทุบตีเจ้า

ยาอีกันก็รู้สึกสนุกไม่น้อย จึงตวาดว่า

หุบปาก

เสียงตวาดของยาอีกันทำให้เด็กหนุ่มผู้นั้นเงียบทันที พลางมองหน้ามันด้วยสีหน้าหวาดกลัว

ยังนับว่าเจ้าเข้าใจภาษามนุษย์อยู่บ้าง

ข้าพเจ้าข้าพเจ้า

เมื่อครู่เจ้ายังบอกว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ต่อให้เราถามไป เจ้าก็คงบอกว่าไม่ได้ทำอะไรผิดอยู่ดี เอาเถอะ เรื่องที่แล้วมาเราจะไม่ถามถึง ต่อไปเจ้าเรียกเราท่านพี่ก็แล้วกัน

แต่ท่านตัวเล็กกว่าข้าพเจ้า….”

เด็กหนุ่มพูดออกมาโดยไม่ทันคิด ทำให้ยาอีกันบังเกิดโทสะคุกรุ่น

เจ้าเด็กน้อย เจ้าต้องการเจ็บตัวใช่หรือไม่

เจ้ากลับพิรี้พิไรนัก จะนับถือพี่น้องอันใดในเวลานี้

เจ้าไม่รู้อะไร ที่แบบนี้ต้องมีคนรองมือรองเท้าถึงจะสะดวกสบาย

อ้อ ที่แท้เป็นเช่นนี้ เช่นนั้นมันสมควรนับถือเป็นพี่น้องกับเราบ้าง

เฮอะ เจ้ากล่าววาจาสายไปแล้ว

อีกประการ เรายังนับว่าอาวุโสกว่าเจ้า

เฮอะ นั่นกลับไม่แน่นัก

เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กลับกล้ากล่าวาจาก้าวร้าวกับมารดาหรือ

เด็กหนุ่มที่เอาหน้าซุกหว่างขาอยู่ตลอดเวลาพลันเงยหน้าขึ้นพร้อมกับตวาดอย่างดุดันว่า

พวกเจ้าสองคนรำคาญในการมีชีวิตสืบไปใช่หรือไม่

“….”

“…”

และแล้วความเงียบก็เข้ามาปกคลุมภายในห้องอีกครั้ง

บทที่ 2 เด็กน้อยทั้งสี่

เทพบุตรประหารฟ้าพับพัดที่กางออกอย่างปราณีต

มันสวมอาภรณ์สีเขียวลายดำ สวมหมวกสีดำมีปีกหมวกกลม ซึ่งเป็นหมวกสำหรับบัณฑิต ทำให้มันดูไม่ต่างจากบัณฑิตผู้ทรงความรู้

เทพบุตรประหารฟ้า

แม้แต่เด็กที่ร่ำไห้  หากเพียงได้ยินชื่อเทพบุตรประหารฟ้า เป็นต้องหยุดร้องไห้ มันผู้นี้ลงมือสังหารเป้าหมายทั้งสิ้นหกสิบราย  ไม่เคยทำงานล้มเหลวแม้สักครั้ง

มันเป็นบุรุษวัยกลางคน  มีอายุเกือบห้าสิบปี

ที่ข้างกายมันซ้ายขวา มีบุรุษห้าคนนั่งอยู่เคียงข้าง

เป็นเช่นไรบ้าง

น้ำเสียงของเทพบุตรประหารฟ้ามักสร้างความสบายใจให้แก่คู่สนทนาเสมอ

น้ำเสียงของมันแผ่วทุ้ม หากแต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน

บุรุษที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายมือสุดกล่าวขึ้นว่า

เด็กที่ดุดันอำมหิตที่สุดคือเด็กผู้มีนามว่าช็อกซา ตอนนี้มันคุมเด็กคนอื่นๆ จนอยู่หมัดแล้ว

ว่าต่อไป

รังสีอำมหิตแต่กำเนิดของช็อกซากลับร้ายกาจจนข้าพเจ้ายังอดนับถือมิได้

อืมม……”

บุรุษที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายมือสุดของเทพบุตรประหารฟ้าเป็นบุรุษร่างใหญ่วัยสี่สิบ รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาจนไม่ว่าใครได้พบเห็นเป็นต้องรู้สึกถูกชะตา

บุรุษร่างใหญ่พูดต่อไป

ส่วนซังซู ปีนี้นางจะมีอายุครบสิบสองปี มารดาของนางเคยเป็นนางคณิกามาก่อน จึงมิอาจรู้ได้ว่าบิดาคือใคร นางเคยมีความเคียดแค้นตอนที่มารดาของนางถูกสังหาร แต่ตอนนี้ดูเหมือนตอนนี้ความรู้สึกนั้นจะจางหายไปแล้ว

นางล้างแค้นแล้วหรือ

นางล้างแค้นด้วยตัวเอง แขกห้าคนที่สังหารมารดาของนางต่างเป็นคนมีฐานะ เมื่อเห็นว่าผู้ตายเป็นเพียงนางคณิกา ทางเจ้าหน้าที่ของทางการจึงไม่ใคร่ใส่ใจเท่าใด…. แต่นางก็ออกตามหามันทั้งห้าก่อนจะใช้เคียวทารุณพวกมันโดยไม่สังหาร

เคียวหรือ

พอถามว่าไฉนจึงไม่ใช่กระบี่หรือดาบ……”

นางตอบว่าอย่างไร

เทพบุตรประหารฟ้ายกมือขึ้นลูบปลายคางตนเอง

นี่เป็นความเคยชินของมันที่แสดงออกมายามสงสัยในเรื่องใด

นางตอบว่าการใช้เคียว จะสร้างความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานได้ยาวนานกว่า สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือสาเหตุที่นางไม่สังหารพวกมันเหล่านั้น เป็นเพราะหากพวกมันตายไป นับว่าให้ความสะดวกดายแก่พวกมันเกินไป แต่การมีชีวิตอยู่อย่างพิการ กลับเป็นการเคี่ยวกรำพวกมันยิ่งกว่าความตายนัก

นับว่าอำมหิตยิ่ง

“……”

บุรุษหน้าตาหล่อเหลาไม่กล่าวถ้อยคำอันใดอีก

แล้วน้องสามเล่า

เทพบุตรประหารฟ้าหันไปมองบุรุษที่นั่งอยู่ทางด้านขวาสุดพลางเอ่ยถามขึ้น

บุรุษผู้นี้มีรูปหน้าละม้ายคล้ายวานร

มันมีช่วงกรามยื่นยาว คางเล็ก แขนขายาวและเรียวเป็นพิเศษ

ใครได้พบเจอเป็นครั้งแรกเป็นจดจำรูปร่างหน้าตาของมันได้ แต่บนใบหน้าอันประหลาดพิกล กลับมีแววตาอันเปี่ยมล้นไปด้วยความอำมหิต ชวนขนพองสยองเกล้า

มันเป็นแววตาอันแสนลึกลับ หากใครได้จ้องตามัน จะรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไปสู่ห้วงแห่งความตาย

เมื่อได้ยินคำถาม ดวงตาของบุรุษหน้าวานรเป็นทอประกายวูบ

ข้าพเจ้าชมชอบยาอีกัน มันผู้นี้มีความพิเศษในการเอาตัวรอด ไม่มีสิ่งใดจะเยี่ยมยอดไปกว่าสิ่งนี้อีกแล้ว

แม้แต่น้ำเสียงของมันยังเย็นเยียบปานน้ำแข็ง

มันคือบุรุษที่นำเด็กหนุ่มสาวเหล่านั้นเข้าไปไว้ในคุกหลังประตูเหล็ก

เทพบุตรประหารฟ้าเปิดหนังสือหน้าแรกที่วางอยู่ด้านหน้า

ยาอีกัน  เด็กกำพร้า  อายุสิบเอ็ดปี

เป็นเด็กที่แทซาแห่งเขาแทโก  เก็บมาเลี้ยงตอนอายุเก้าขวบ มันถูกสั่งให้ไปหาฟืน ทำให้มันไม่พอใจ จึงจุดไฟเผาแทซาจนตายไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก พออายุได้สิบขวบมันเป็นผู้นำรวบรวมเด็กที่หนีออกจากบ้านทั้งหลาย  ก่อตั้งเป็นกลุ่มอันธพาล คาดว่ามันเป็นผู้นำในการกระทำการข่มขืนและฆ่าสตรีทั้งสี่คนที่หายสาปสูญไป

ในหนังสือเล่มนั้นบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับยาอีกันเอาไว้โดยละเอียด

เฮอะ พวกเจ้าชมชอบคนไม่เหมาะกับตัวเองแม้แต่น้อย น้องสองกับน้องสามกลับคล้ายชมชอบคนกัน น้องสองที่มีไหวพริบกลอกกลิ้งประเปรียวที่สุดในบรรดาพวกเรา กลับชมชอบเด็กที่มีอำมหิตที่สุด ส่วนน้องสามที่มีความอำมหิตที่สุดในบรรดาพวกเรา กลับชมชอบเด็กที่กลอกกลิ้งจนกลมเกลี้ยง หากแต่มีไหวพริบปฏิภาณ นี่แสดงว่าพวกเจ้าคงจะรู้สึกอิจฉาริษยาซึ่งกันและกันอยู่กระมัง

ฮาๆ พวกข้าพเจ้าคงเผลอแสดงความในใจให้ท่านพี่ใหญ่ได้ล่วงรู้แล้ว

บุรุษวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าน้องสองหัวเราะออกมาเบาๆ

แต่ก็นับว่าไม่เลว เด็กแต่ละคนล้วนมีปมเด่นของตัวเอง  หากมีเวลามากกว่านี้ ข้าพเจ้าก็ต้องการจะลองฟังความปรารถนาของพวกเจ้าดู  แต่ตอนนี้….เราไม่มีเวลาแล้ว ขอให้พวกเจ้าได้ฝึกและใช้เด็กเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์

เข้าใจแล้วขอรับ

ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามคำของท่าน

น้องสองและน้องสามรับคำพร้อมกัน

แล้วน้องสี่เล่า

เทพบุตรประหารฟ้าหันไปถามบุรุษที่นั่งอยู่เป็นคนที่สองทางด้านซ้ายมือ

หน้าตาของมันดูแจ่มใส แต่ยิ้มออกมาด้วยความเย็นชาเล็กน้อย  ผิวพรรณดูสะอาดสะอ้านและเกลี้ยงเกลา  แม้เพียงแค่ขยับปลายนิ้วเบาๆ ยังมีท่วงท่าที่แฝงด้วยแรงดึงดูด

ข้าพเจ้าต้องการฝึกปรือดูแลเด็กหญิงนางนั้น

ฮาๆ เด็กผู้หญิงเจ้าจะดูแลได้หรือ

สตรีมีข้อดีกว่าบุรุษอยู่หลายข้อ ความจริงหากข้าพเจ้าเกิดมาเป็นสตรี บางทีตอนนี้พวกเราอาจจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้

น้องสี่

บุรุษหน้าลิงตวาดพร้อมกับจ้องมองด้วยสายตาเย็นชา

ฮาๆ น้องสี่พูดถูกแล้ว หากน้องสี่เกิดเป็นสตรี ยุทธภพนี้คงยากสุขสงบได้

ข้าพเจ้าจะไม่อบรมนางเรื่องมารยาหญิง

นางตอนนั้นสิบขวบใช่หรือไม่

ขอรับ

เด็กน้อยอายุเพียงเท่านี้แต่กลับสามารถตัดอวัยวะเพศชายจนขาด ทั้งยังควักลูกตาออกมา  นับเป็นจิตใจอันอำมหิตยิ่งนัก เจ้าต้องอบรมนางให้ดี

น้องสี่พยักหน้าเล็กน้อย

น้องห้า เด็กคนสุดท้ายเป็นอย่างไร เจ้าคิดว่าพอจะมีความเป็นไปได้หรือไม่

แม้จะได้ยินคำถามของเทพบุตรประหารฟ้า แต่บุรุษที่นั่งอยู่เป็นคนที่สองจากทางด้านขวา เพียงยิ้มเล็กน้อย ไม่ปริปากพูดอันใด

ผู้ที่นั่งอยู่ ที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นเทพบุตรประหารฟ้า พี่รอง น้องสาม หรือน้องสี่ต่างไม่มีใครตีความหมายรอยยิ้มของน้องห้าได้

น้องสุดท้องผู้นี้ชื่นชอบการสวมชุดเช่นเดียวกันกับเทพบุตรประหารฟ้า หากแต่มีเพียงสีของชุดเท่านั้นที่เป็นสีขาวไม่ใช่สีเขียว

นอกจากฝีมือในการลอบสังหาร น้องห้าผู้นี้ยังมีความรู้ด้านอักษรศาสตร์

เพราะมันศึกษาความรู้ในทุกแขนง ทั้งยังมีความสามารถในการ

ทั้งมันยังเป็นผู้นำตัวเด็กคนสุดท้ายมาโดยมิได้วางแผนมาก่อน

เด็กที่ดูไปไม่ดุร้าย โหดเหี้ยม หรืออำมหิต  เป็นเพียงเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น

เด็กคนอื่นๆ ต่างเป็นคนที่คงชีจัง หรือชายฉกรรจ์ผู้นั่งอยู่ลำดับที่สามทางด้านซ้ายพามาทั้งสิ้น

คงชีจังมีจุดอ่อนอยู่ที่ ก่อนมันจะลงมือปฏิบัติการ สีหน้าของมันจะไม่อาจระงับอารมณ์อันพลุ่งพล่านได้  จึงทำให้มันมิอาจเป็นสุดยอดมือสังหารได้

แต่มันก็มีจุดแข็งที่ผู้อื่นมิอาจเทียบเทียมได้ นั่นคือสายตาอันแหลมคม

หลังจากค้นหาไปทั่วยุทธภพภาคกลางตลอดระยะเวลากว่าห้าปี มันเป็นผู้ค้นหาตัวเด็กทั้งสามจนพบ

ความจริงต้องมีเด็กทั้งหมดสี่คน แต่ในสายตามันแล้ว มันมองไม่เห็นเด็กที่เหมาะสมไปกว่าเด็กทั้งสามอีกแล้ว

ความอำมหิต โหดเหี้ยม ไม่ใช่เงื่อนไขหลัก หากแต่เด็กที่จะถูกคัดสรรต้องมีปมเด่นเฉพาะตัว จึงจะนับว่าเข้าเกณฑ์การเลือกเฟ้น

มือสังหารคือผู้ที่เกิดมาเพื่อเป็นมือสังหารโดยธรรมชาติ

วินาทีที่ลงมือฆ่าจำเป็นจะต้องมีสมาธิแน่วแน่ เมื่อสบโอกาสจะต้องลงมือปฏิบัติการอย่างเด็ดขาด

เหนือสิ่งอื่นใด จะต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการลอบสังหาร

น้องห้า คนอื่นกำลังสงสัยว่าเด็กคนนั้นที่เจ้าพามาเป็นอย่างไร เราคิดว่า…”

มันมีอายุสิบขวบ

ทุกคนตั้งใจฟัง

มันเป็นเด็กกำพร้า

เด็กกำพร้าหรือ แต่มันกลับดูคล้ายเด็กที่เติบโตมาในตระกูลอันอบอุ่น

พี่รองแสดงสีหน้าแปลกใจ คงชีจังเองก็เช่นกัน 

มันมีนามว่าชงนีชู

ชงนีชูหรือ นามอันแปลกประหลาดนัก นี่เป็นนามที่แท้จริงของมันหรือ   

เทพบุตรประหารฟ้าถาม

เทพบุตรประหารฟ้าเองก็ไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับชงนีชูมาก่อน

นี่เป็นนามจริงๆ ขอรับ

ว่าต่อไป

ชงนีชูมีพี่ชายที่มีอายุมากกว่าสามปีอยู่คนหนึ่ง และทำงานเป็นเด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยม พี่ชายของมันถูกฆ่าตายเพราะซุ่มซ่ามเผลอทำสุราหกใส่แขกในร้าน

ทุกคนแสดงสีหน้าราบเรียบ

เด็กอายุเพียงสิบสามขวบ จะฆ่าก็ลำบากเพียงยกมือ

ยิ่งเป็นเด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยม ยิ่งเป็นอาชีพของคนระดับล่าง ฉะนั้นถึงแม้จะถูกทำร้ายจนตายก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้ใด

ชงนีชูได้ออกติดตามหาผู้ที่สังหารพี่ชายและทำการล้างแค้น

“…”

แค่นี้หรือ…”

ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัย

เด็กอายุสิบขวบล้างแค้นให้พี่ชายเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีความโดดเด่นจนเหมาะสมพอที่จะนำมันมาชุบเลี้ยง

ผู้ตายคือฮวังจ็องแห่งสำนักประตูสวรรค์มรณะ

ว่ากระไร

โอ

ทุกคนพากันอุทานด้วยความตกใจ

คงชีจังลุกขึ้นยืนด้วยความประหวาดใจ

ฮวัง…..ฮวังจ็องตายด้วยน้ำมือของเด็กคนนี้หรือ

น้ำเสียงของคงชีจังตระหนกอย่างไม่อาจข่มกลั้น

“….”

บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัด

ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา

หากคำพูดของน้องห้าเป็นความจริง…..เด็กคนนี้ช่างเป็นเด็กที่น่ากลัวยิ่งนัก ตลอดเวลามันร้องไห้คร่ำครวญขอชีวิต ขอให้ปล่อยมันไป น้ำมูกน้ำตาไหลพราก หากไม่เห็นแก่หน้าน้องห้า…..ข้าพเจ้าคงสังหารมันไปแล้ว

น้องสาม บุรุษที่มีหน้าตาเหมือนลิงพึมพำ

ข้าพเจ้าได้ยินข่าวเรื่องฮวังจ็องถูกสังหาร ฮาๆ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะตายด้วยน้ำมือเด็กอายุเพียงสิบขวบ ไม่สมเป็นสำนักประตูสวรรค์มรณะแม้แต่น้อย

เทพบุตรประหารฟ้าหัวร่อออกมา

สำนักประตูสวรรค์มรณะเป็นกลุ่มมือสังหารที่มีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งไม่แพ้สำนักวิญญาณลี้ลับ

สถานะของฮวังจ็องในสำนักประตูสวรรค์มรณะไม่นับว่าสูงส่ง  แต่ก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง

ฮวังจ็องไม่ใช่มือสังหาร มันทำหน้าที่คอยสืบข้อมูล

มันไม่ใช่คนที่สำนักประตูสวรรค์มรณะหรือสำนักวิญญาณลี้ลับควรค่าแก่การใส่ใจนัก

แต่ถึงกระนั้นไม่น่าเชื่อว่ามันจะตายด้วยเงื้อมมือของเด็กที่มีอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น ทั้งๆ ที่มันเองก็มีพลังฝีมือพอใช้การได้

เทพบุตรประหารฟ้าถามต่อว่า

เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันตายอย่างไร

ขอรับ เด็กผู้นั้นได้นำเอาอุจจาระไปราดเอาไว้ในตรอกซอยแคบๆ ที่ฮวังจ็องต้องเดินทางเข้าออกอยู่เป็นประจำ

อุจจาระหรือ

ขณะที่ฮวังจ็องเอาหลังชิดผนังเพื่อเดินเลี่ยงอุจจาระ มันก็ใช้มีดแทงผ่านรูที่เจาะเอาไว้ล่วงหน้า

อืม

มันใช้มีดแทงเข้ากระดูกสันหลัง เข้าจุดตายพอดี

มันคือมือสังหารโดยกำเนิด

แม้ไม่มีใครเอ่ยปากออกมา แต่ทุกคนต่างคิดเหมือนกัน

หรือที่แท้จริงแล้ว เด็กหนุ่มผู้นี้ยังมากด้วยเล่ห์เหลี่ยม  มีความสามารถในการเสแสร้ง ปกปิดตัวตนของตนเองเอาไว้อย่างแยบยล แม้แต่พวกมันยังเพิ่งรู้ความจริง แล้วเด็กๆ ที่อยู่ในคุกเหล่านั้นคงถูกหลอกเหมือนกัน

เทพบุตรประหารฟ้าล้วงตำราวิชาฝีมือออกมาหนึ่งเล่ม

เราคงต้องมอบสิ่งนี้ให้แก่น้องห้าแล้ว หากใครไม่เห็นด้วย ขอให้รีบคัดค้านเสียตอนนี้

เห็นทีคงต้องมอบให้แก่น้องห้าแล้ว

น้องสองผู้มีหน้าตาหล่อเหลาเอ่ยขึ้น

น้องห้าได้เด็กร้ายกาจเช่นนี้มาดูแล นับว่ามีวาสนาต่อกัน แต่….เจ้าต้องก็ระมัดระวังตัวเช่นกัน งุพิษนั้นอาจแว้งกัดได้ทุกเมื่อ

ดวงตาสีเทานั้นทอประกายวูบ

ฮาๆ ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่าจะไม่สั่งสอนเรื่องมารยาหญิงแล้ว แต่ครั้งนี้เห็นทีจะต้องขอถอนคำพูดแล้ว

น้องสี่ก็เลิกล้มความตั้งใจเช่นกัน

ขอบคุณมากที่พวกท่านให้เกียรติข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะสั่งสอนอบรมมันเป็นอย่างดี

เทพบุตรประหารฟ้าโยนตำราวิชาลับให้แก่น้องห้าโดยไม่รีรอ

วิชาฝีมืออันแสนเลิศล้ำ

ตำราวิชาลับที่เทพบุตรประหารฟ้ามอบแก่น้องห้าไม่ใช่ตำราวิชาฝีมือธรรมดาๆ  แต่มันเป็นวิชาฝีมือที่มือสังหารทั้งแผ่นดินต่างแย่งชิงเพื่อให้ได้มา

มันคือเคล็ดวิชาสะท้านวายุสามสิบหกกระบวนท่า

เคล็ดวิชาสะท้านวายุสามสิบหกกระบวนท่าเป็นวิชาฝีมือที่เทพบุตรประหารฟ้าถนัดจัดเจน ในความงดงามแฝงด้วยความร้ายกาจอย่างหาที่เปรียบมิได้

หากเทพบุตรประหารฟ้าไม่กลายมาเป็นมือสังหาร พลังฝีมือของนับว่าเพียงพอต่อการสะท้านยุทธจักร

และตำราวิชาฝีมือนี้ได้ถูกส่งต่อให้แก่น้องห้าแล้ว

เช่นนั้น เราไปร่ำดื่มกัน ต่อไปพวกท่านต้องแบกภาระอันหนักหนากันแล้ว

เทพบุตรประหารฟ้าลุกขึ้น

วงสุราค่อยๆ ครื้นเครงขึ้นทีละน้อย

ฮาๆ พี่ใหญ่ ท่านพอจะจำชินเซชุนได้หรือไม่

ชินเซชุน อ้อ คนที่ใช้ดาบหัวเหยี่ยวอันร้ายกาจนั่นหรือ

ท่านทราบหรือไม่ว่ามันพูดอะไรก่อนตาย

ว่ากระไร เราจดจำไม่ได้

ท่านพี่ใหญ่ ก่อนตายมันพูดออกมาคำหนึ่ง นั่นคือคำว่า อ่อก อย่างไรเล่า

ว่ากระไร ฮาๆๆๆ

ฮาๆๆๆ

สุราชั้นดีกับเรื่องเล่าในวงสุรา ทำให้บรรยากาศในวงสุราครื้นเครงไปจนถึงรุ่งสาง

มีเพียงคงชีจังเท่านั้นที่ไม่ดื่มสุรา มันนั่งอยู่ข้างๆ เมื่อใดสุราพร่อง มันจะเอาสุรามาเติม พอกับแกล้มเริ่มหมด มันก็ออกไปนำมาให้ มันเพียงนั่งยิ้มเล็กน้อยพลางฟังเรื่องเล่าในวงสุราอย่างสนุกสนาน

เสียงไก่ขันดังขึ้นแล้ว

ทุกคนหยุดสนทนากันทันทีราวกับนัดหมายกัน

เรามีความสุขยิ่งที่ได้ร่วมวงร่ำสุรากับพวกเจ้า

เทพบุตรประหารฟ้าเอ่ยปากขึ้น

พี่ใหญ่

เรื่องบางประการพวกเราล้วนทราบแน่แก่ใจ ไม่ต้องกล่าววาจาใด การมีพวกเจ้าอยู่ ทำให้ชีวิตเรามีความสุขยิ่ง

“…”

แยกย้าย

“..”

น้ำตาค่อยๆ ไหลออกมาจากดวงตาอันสุขุมนุ่มลึก

บางทีน้ำตานี้อาจจะเป็นน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาคู่นั้นเป็นครั้งแรก

และเป็นน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นครั้งสุดท้าย

ลาก่อน ท่านพี่ใหญ่

น้องสองลุกขึ้นยืนทำความเคารพ

คนอื่นๆ ต่างลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพด้วยความหมองเศร้าเช่นกัน มีเพียงคงชีจังเท่านั้นที่นั่งอยู่ข้างๆ เทพบุตรประหารฟ้าอย่างเงียบงัน

น้องหก ฝากดูแลพี่ใหญ่ด้วย

พวกท่านไม่ต้องเป็นกังวล….”

คงชีจังยิ้มให้แก่พี่สอง

ทุกคนโปรดระวังตัว

บุรุษทั้งสี่จากไปพร้อมกันภายในพริบตา ราวกับไม่ต้องการพบหน้ากันอีกต่อไปแม้ชั่วครู่ยาม

จดจำเอาไว้ว่า หากพวกเจ้าย้อนกลับมา เราจะไม่มีวันให้อภัย

เทพบุตรประหารฟ้ากล่าวราวรำพึงรำพันกับตนเอง

ท่านพี่ใหญ่ไม่ต้องกังวล พวกเขาต้องปฏิบัติหน้าที่จนลุล่วง

คงชีจังมองตามหลังบุรุษทั้งสี่ที่จากไปจนสุดสายตา

บทที่ 3 บทลงโทษสิบประการ

ครืน

ประตูเหล็กบานใหญ่ถูกเปิดออก

ผู้ที่เดินเข้าไปในห้องก่อนใครอื่นคือน้องสามซึ่งเป็นคนส่งเหล่าเด็กๆ เข้าไปในคุก ตามด้วยน้องสอง น้องสี่ และน้องห้า ที่ค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องนั้นอย่างใจเย็น

ดวงตาอันเต็มไปด้วยความสงสัยจับจ้องไปยังที่มาของเสียง

สายตาของพวกเด็กๆ ทอประกาย

แววตาของช็อกซาช่างคล้ายคลึงกับประกายตาของน้องสามยิ่งนัก

ประกายตาอันพลุ่งพล่านผ่านวูบ ตอนนี้มันเปลี่ยนเป็นประกายตาสีเทาที่เต็มไปด้วยความอำมหิต

ยิ่งแสดงให้เห็นว่าน้องสามกับช็อกซามีความคล้ายคลึงกันยิ่งดังที่พี่ใหญ่ได้กล่าวเอาไว้

ยาอีกันกลอกตาไปมา

เมื่อประตูเหล็กถูกเปิดออก บุคคลเหล่านั้นเดินเข้ามาในห้องช้าๆ ทำให้พวกเด็กๆ รวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่มเดียวกัน

คนเหล่านี้เข้ามาทำอะไร แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น

ยาอีกันครุ่นคิดแผนการหลายอย่างอยู่ในหัว  แต่ใบหน้าของมันยังคงราบเรียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ดวงตาของมันดูไปเจ้าความคิดยิ่ง ทั้งยังจับจ้องฝ่ายตรงข้ามอย่างระแวดระวัง

นี่ก็เป็นอีกคู่หนึ่งที่เหมาะสมกันที่สุด

ประกายตาของเด็กสาวเท้าเปลือยเปล่าก็เช่นกัน

บุรุษหลายคนที่เข้ามาในห้องนั้น ทุกคนทำท่าเหมือนไม่สนใจในตัวนางแม้แต่น้อย ทำให้นางอดแสดงสีหน้ายั่วยวนมิได้

นั่นไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำ หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติของนาง ไม่ช้านานนางคงจะเป็นยอดหญิงล่มเมืองผู้หนึ่ง  ประกายตาเช่นนั้นช่างเป็นประกายตาที่มองบุรุษเพศอย่างพิศวาส  ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งดัด อีกทั้งในแววตานั้นซ่อนไว้ด้วยกลิ่นไอสังหารอย่างยากที่จะสัมผัสได้

ในสายตาของน้องสี่ เด็กสาวผู้นี้คือสตรีร่านสวาทอันแท้จริง

น้องสี่ปรายมองเด็กสาวเท้าเปลือยเปล่า

ดวงตาของนางดูสดใส กระจ่าง ลูกตาสีดำสนิทตัดกับตาขาวที่ใสกระจ่างราวแก้วผนึก ประกายตาของนางยามกวาดตามองใคร คล้ายสามารถสร้างความรู้สึกที่ดีแก่คนผู้นั้น

หากนางเติบโตมาในตระกูลใหญ่ นางคงเป็นกุลสตรีอันเพียบพร้อมที่สุดผู้หนึ่ง เป็นกุลสตรีที่คอยดูแลรักษาทรัพย์สมบัติของครอบครัว มอบความจงรักภักดีให้แก่สามีเพียงคนเดียวเท่านั้นแต่ด้วยส่วนสัดปฏิภาณของนาง เหมาะสมจะเป็นมือสังหารยิ่ง

น้องสี่ยิ้มให้เด็กสาว

ดูเหมือนนางเองคล้ายเข้าใจและคล้ายไม่เข้าใจเรื่องตรงหน้าอยู่บ้าง นางจึงยิ้มให้แก่น้องสี่เล็กน้อย

ส่วนชงนีชูที่น้องห้าพามา นอนเอียงตัวหันหน้าไปทางผนังห้อง

มันหลับสนิทไม่ตื่นทั้งๆ ที่ได้ยินเสียงประตูเหล็กเปิดออก

น้องห้าลอบครุ่นคิดว่า มันเหมือนเด็กที่หลับสนิทด้วยความอ่อนล้าหลังจากโดนบิดามารดาดุด่าว่ากล่าว

ร้ายกาจนัก….มันช่างปรับตัวได้เร็วนัก เด็กหนุ่มผู้นี้เอาสีขาวป้ายก็จะเป็นสีขาว เอาสีแดงไปป้ายก็เป็นสีแดง ทั้งๆ ที่ในจิตใจของมันเป็นสีดำสนิท  มันสามารถซ่อนอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างแนบเนียนยิ่ง ไหวพริบการปรับตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้จัดอยู่ในกลุ่มยอดมือลอบสังหาร เมื่อใดที่มันเห็นเป็นศัตรู มันสามารถสังหารได้โดยไม่รีรอลังเล นับว่าเป็นเด็กหนุ่มอันน่ากลัวนัก…”

น่าประหลาดที่มันรู้สึกหวั่นใจยิ่งนัก

จิตใจโดยทั่วไปของเด็กส่วนใหญ่มักจะเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่ตนอาศัยอยู่  แต่เด็กหนุ่มเช่นชงนีชูคล้ายกับไม่มีอันใดสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้

ในจิตใจของมันที่แท้ซ่อนสิ่งใดไว้?

หากมิอาจล่วงรู้จิตใจของเด็กหนุ่มผู้นี้  มันคงไม่อาจวางใจได้

ปลุกมัน

น้องสามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยะเยียบ

ต้องเป็นยาอีกันเป็นผู้ทำตามคำสั่ง

เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ ยาอีกันลุกขึ้นทันทีที่ได้ยินคำสั่ง

นี่ เจ้า ตื่นได้แล้ว เจ้า บอกให้ตื่น

ชงนีชูโดนเตะ มันคดตัวงอเหมือนกุ้ง ก่อนจะพยุงร่างลุกขึ้น

สองตาของมันบวมเป่งเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความหวาดผวา

เด็กคนนี้….หากไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับมันมาก่อน คงถูกมันหลอกลวงไป  ไม่น่าเชื่อว่าเด็กอายุเพียงนี้จะวางแผนสังหารได้อย่างแยบยลถึงเพียงนั้น

ท่าทีของชงนีชูสร้างความประหวั่นแก่น้องห้าไม่น้อย

น้องสามวางย่ามลงแล้วล้วงของในย่ามออกมาทีละอย่าง

สิ่งแรกคือถุงสีเงิน

ทันทีที่น้องสามล้วงถุงสีเงินออกมา ก็เห็นลูกเหล็กกลมวาว ขนาดกลางหลายร้อยลูก

สิ่งต่อไปก็คือกำไลข้อมือทองเหลืองคู่หนึ่ง 

ของชิ้นที่สามคือดาบเงินขนาดเล็ก

นั่นเป็นดาบที่ยากสังหารใครในสถานการณ์คับขัน หากแต่เป็นดาบที่ดูสง่าอย่างบอกไม่ถูก

สิ่งที่น้องสามล้วงออกมาจากย่ามเป็นสิ่งสุดท้ายคือถุงมือไหมหิมะซึ่งเบาบางราวปีกแมลง  ทั้งยังโปร่งใสจนมองเห็นทะลุอีกฝั่งได้ 

สิ่งของเหล่านี้คืออาวุธป้องกันตัว พวกเจ้าเลือกไปคนละชิ้น

แม้น้องสามจะพูดจบแล้ว แต่พวกเด็กๆ ทั้งหลายยังไม่ยอมขยับเขยื้อนกาย

นั่นเพราะพวกมันเหล่านั้นคอยระวังสายตาของเด็กหนุ่มที่นั่งมองด้วยแววตาวาววาม

พวกมันกลัวเด็กคนนี้ถึงเพียงนี้….’

ช็อกซา เจ้าเลือก

เมื่อได้ยินน้องสามเรียกชื่อมันตรงๆ มันจึงค่อยๆ เขยื้อนตัวช้าๆ

แม้มันจะยังมีอายุไม่มากนัก  แต่ท่าทีของมันดูสุขุมยิ่ง

ช็อกซาตรงมายังสิ่งของวางอยู่  ก่อนจะกวาดสายตามองสิ่งของที่อยู่เบื้องหน้าเล็กน้อย  แล้วหยิบกำไลข้อมือทองเหลืองคู่นั้น

มันใหญ่เกินกว่าจะสวมข้อมือได้……”

ช็อกซาลองสวมพลางพึมพำ

ไม่มีเห็นมีประโยชน์อันใด รูปลักษณ์ภายนอกยังพอใช้การได้ หากแต่มันไม่เหมาะกับมือข้าพเจ้า แต่ในจำนวนนี้ เรากลับว่ามันกับเราอย่างประหลาด

ช็อกซาลูบคลำกำไรอย่างพินิจพิจารณา

ช็อกซา ถอยไป

วินาทีที่ได้ยินคำนั้น ช็อกซาตาทอประกายสีเทาจับจ้องไปยังน้องสาม ราวกับไถ่ถามว่าเจ้ามีสิทธิ์อะไรจึงออกคำสั่งแก่เรา แต่ช็อกซามิอาจลงมือได้ เพราะมันรู้ว่าบุรุษผู้นี้แข็งแกร่งกว่าตัวมันนัก แค่เพียงสบตาวูบเดียว มันก็รู้สึกเหมือนร่างกายมันถูกฉีกกระชากออกจากกัน

ต่อไปห้ามพูดอะไรไร้สาระอีก เจ้าต้องเป็นสุนัขรับใช้ที่ทำตามคำสั่งของเจ้าของเท่านั้น สุนัขเชื่องเชื่อที่บอกให้เห่าก็ต้องเห่า บอกให้หยุดเห่าก็ต้องหยุด  บอกให้รับประทานก็รับประทาน บอกให้นั่ง ให้กระดิกหางก็ต้องทำตามที่สั่งทุกประการ เราจะไม่พูดอีกเป็นครั้งที่สอง ฉะนั้นเจ้าจงจำคำของเราเอาไว้ให้ดี

“….”

น้องสามเริ่มสั่งสอนอบรม

น้ำเสียงอันทั้งแฝงด้วยความอำมหิตและเลือดเย็น

ช็อกซาขมวดคิ้วเข้าหากัน แต่ยังกลับไปที่ของตัวเองอย่างเงียบๆ

เฮอะๆ มันคงลอบขบเคี้ยวเขี้ยวฟันอยู่ในใจ รอเวลาที่จะเอาคืน หากน้องสามผิดพลั้งไปคงถูกสุนัขตัวนี้แว้งกัดอย่างแน่นอน

แต่มันไม่กังวล

เพราะน้องสามไม่ใช่คนที่จะถูกสุนัขตัวน้อยแว้งกัดได้ ในเรื่องการถูกลอบทำร้าย น้องสามเป็นคนที่มีสัญชาตญาณในเรื่องนี้มากที่สุด ต่อให้เป็นสุดยอดฝีมือก็ยากที่จะลงมือโดยมันไม่รู้ตัวได้

หากจะลอบสังหารน้องสาม มีวิธีเดียวคือไร้รังสีอำมหิต

ในพี่น้องทั้งหมดเห็นว่า มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทำเช่นนั้นได้ นั่นคือพี่ใหญ่ เทพบุตรประหารฟ้า

เด็กสาวเท้าเปลือยเปล่าหยิบดาบเงินตามที่คิดเอาไว้ อย่างไรก็ตาม ดาบเงินขนาดเล็กเล่มนั้น ก็ยังสะดุดตาอยู่บ้างยามเมื่อเด็กผู้หญิงพกพา

ยาอีกันหยิบถุงเงินที่มีลูกเหล็กกลม บรรจุอยู่เต็มถุงแล้วกลับไปนั่งที่ตัวเอง

มันเลือกสิ่งนี้เป็นอาวุธคู่กาย คล้ายกับวางแผนอันใดไว้แล้ว

ชงนีชูตัวงองุ้ม

มันต้องการจะออกมาหยิบถุงมือ แต่หวาดเกรงสายตาของคนอื่น กว่าจะหยิบได้ก็มันต้องกลายเป็นคนสุดท้ายจึงกล้าหยิบ

และแม้หยิบสิ่งของแล้วกลับมานั่งที่ของตัวเอง มันก็ยังรอคอยไม่กล้าพิจารณาสิ่งนั้น

น้องสามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาว่า

พวกเราจะแยกย้ายอธิบายวิธีใช้อาวุธคู่กายเหล่านี้คร่าวๆ ระยะเวลาวันนี้เพียงวันเดียวจะเป็นเครื่องตัดสินว่าพวกเจ้าจะตายอยู่ที่นี่ หรือจะสามารถออกไปจากที่นี่ได้ ช็อกซา ตามเรามา

น้องสามเอ่ยจบแล้วรีบหันหลังเดินออกไปจากห้องขังทันทีโดยไม่สนใจว่าช็อกซาจะลุกขึ้นยืนหรือไม่

ช็อกซารีบลุกตามไปทันที

เพราะมันสัมผัสได้ว่า หากมันไม่สามารถศึกษาวิธีการใช้อาวุธคู่กายได้ภายในวันนี้ มันจะต้องตายอย่างแน่อน

ช็อกซาเดินไล่ตามหลังน้องสามไปติดๆ

ยาอีกัน เจ้าตามเรามา

คราวนี้เป็นน้ำเสียงที่อ่อนโยนสร้างความสบายใจให้แก่ผู้ที่ได้ยิน

แต่ยาอีกันกลับไม่รู้สึกสบายใจ  เพราะคำพูดของน้องสามเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ในหู มันจึงรีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามไปอย่างรวดเร็ว

เด็กสาวเท้าเปลือยเปล่าก็เช่นกัน ทันทีที่ช็อกซาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามหลังน้องสามไป นางก็ลุกขึ้นยืนรออยู่แล้ว

เจ้าช่างรวดเร็วนัก ตามเรามา

น้องสี่กล่าวอย่างแย้มยิ้ม

เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เราถืออยู่คืออะไร

แม้น้องห้าจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา  แต่ชงนีชูก็ไม่ตอบอันใดออกมา

เจ้าไม่ต้องปิดบังเรา  เราทราบดีว่า….เหตุใดเจ้าจึงตามเรามาโดยไม่ขัดขืน เป็นเพราะเจ้าหวาดกลัวต่อการแก้แค้นของสำนักประตูสวรรค์มรณะใช่หรือไม่ เพราะกลัวว่าอีกไม่ช้าพวกมันคงจะหาตัวคนที่สังหารฮวังจ็องได้

แววตาของชงนีชูทอประกายวูบ

แต่เพียงแวบเดียวเท่านั้นแววตานั้นก็หายไป

น้องห้าสังเกตทันเห็นความเปลี่ยนแปลงในดวงตาคู่นั้น

ดูท่ามันกำลังตัดสินใจ คล้ายกำลังกังวลใจว่าจะฆ่าเราแล้วหลบหนีไปดีหรือไม่ หรือจะอยู่รอที่นี่อีกสักครู่

น้องห้าเงียบนิ่งไป รอจนกระทั่งมันตัดสินใจเด็ดขาด

ชงนีชูยังแสดงสีหน้าหวาดกลัว ประกายตาวูบเมื่อครู่คล้ายไม่ได้เกิดขึ้นมาก่อน ดูเหมือนมันจะตัดสินใจที่จะvp^jต่อไป

เจ้าตามเรามาเพราะเหตุใด

“…”

เราทราบว่าเจ้าคิดอันใด

“….”

เจ้าหลงคิดว่าเราเป็นบัณฑิตยากไร้ผู้หนึ่งใช่หรือไม่ เจ้าดูจากการแต่งกายแล้วอาภรณ์ของเรา จึงครุ่นคิดว่าหากฝังตัวหลบซ่อนอยู่ในบ้านคนผู้หนึ่งสักสี่ห้าปีก็คงหลุดพ้นจากการตามล่าของสำนักประตูสวรรค์มรณะได้  ใช่หรือไม่

ดวงตาของชงนีชูยังคงเป็นเช่นเดิม หากแต่วูบไหวคราหนึ่ง

มันกำลังหวั่นไหว

น้องห้าไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือไป

แม้แต่วินาทีเดียวก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์

ตั้งแต่วินาทีที่ออกจากที่แห่งนี้ไปจะต้องเริ่มการต่อสู้อันแสนดุเดือดให้ได้

การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

หากจะผ่านพ้นหลุมพรางแห่งความตาย  มันจะต้องมีความอำมหิตและจะต้องรู้จักไตร่ตรองให้รอบคอบ

ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับตัวมันเอง การประมาทอันเนื่องมาจากความคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่ง อาจทำให้มันจบชีวิตลงได้ 

มันมีเวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น ในเวลาหนึ่งวัน มันจะต้องสร้างให้ชงนีชูมีความสามารถพอจะรักษาชีวิตรอดได้ด้วยตัวมันเอง

น้องห้าคิดเช่นนี้ หากแต่ไม่รู้จะทำเช่นไร เพราะมันมีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ  แต่มันก็ต้องการทำทุกอย่างให้ถึงที่สุด ไม่ใช่  ความจริงแล้ว มันต้องการจะใช้ความกดดันในสถานการณ์นี้ ปลุกให้ชงนีชูพยายามใช้ความสามารถที่มีให้ถึงที่สุด

แต่เจ้าคิดผิด เพราะสำนักประตูสวรรค์มรณะไม่มีวันเลิกล้มความตั้งใจจะตามล่าตัวเจ้า ต่อให้เวลาผ่านไปสิบปี หรือยี่สิบปี พวกมันก็จะยังตามหาตัวเจ้า เจ้าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น หนึ่ง คือการทำลายล้างสำนักประตูสวรรค์มรณะหรือ สอง เจ้าจะยอมตาย

ชงนีชูขมวดคิ้วเข้าหากัน แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น ไม่ต่างจากประกายตาวูบหนึ่งเมื่อครู่

ท่านผู้อาวุโสท่านสามารถทำลาย….ล้างสำนักประตูสวรรค์มรณะได้หรือขอรับ

ชงนีชูเอ่ยปากพูดออกมาเป็นครั้งแรก

แม้จะเป็นคำพูดห้วนๆ ขาดๆ ไม่ปะติดปะต่อกันก็ตาม

เริ่มเผยโฉมหน้าที่แท้จริงแล้วกระมัง

ฮาๆ คนเช่นเรายังไม่มีความสามารถพอ

น้องห้าเห็นแววตาผิดหวังปรากฏขึ้นในดวงตาของชงนีชูวูบหนึ่ง

หากแต่ปัญหาอยู่ตรงที่เจ้าบังเอิญตกหลุมพลางที่ถูกขุดเอาไว้อย่างมิอาจถอนตัวกลับไปได้อีก ตั้งแต่เจ้าตามเรามาในวันนั้น

“…..”

สำนักประตูสวรรค์มรณะสามารถสังหารเจ้าได้ เพราะมันมีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่สามารถทำลายตระกูลใหญ่ทั้งตระกูลได้โดยไม่ยากเย็น ในสายตาของพวกมัน เจ้าไม่ต่างจากมดแมลงตัวเล็กๆ  หากเมื่อใดพวกมันทราบว่าเจ้าอยู่กับเรา พวกมันจะต้องสังหารเจ้าอย่างแน่นอน

ชงนีชูทำหน้าครุ่นคิด

เฮอะ ดูว่าเจ้าซ่อนใบหน้าที่จริงได้อีกนานเท่าใด

ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าต้องคิดเพียงประการเดียวเท่านั้น นั่นคือการมีชีวิตรอด เข้าใจหรือไม่

ประกายตาของชงนีชูแวววาวเบิกกว้างทีละน้อย  นั่นเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ของมัน

เด็กน้อยผู้นี้ อนาคตข้างหน้าของเจ้ายังยากลำบากกว่าการถูกไล่ล่าจากสำนักประตูสวรรค์มรณะนัก

น้องห้านึกถึง บทลงโทษสิบประการแล้วอดถอนหายใจมิได้

ถุงมือขนาดบางเหมือนปีกแมลงติดอยู่ในมืออันบอบบางจนแทบแกะไม่ออก

แม้สิ่งนี้เป็นถุงมือที่เหมาะสำหรับมือของผู้ใหญ่  แต่เมื่อชงนีชูลองสวมแล้วขยับนิ้วมือไปมาอยู่หลายรอบ มันก็กลายเป็นถุงมือที่เหมาะกับมือของชงนีชูไปในที่สุด

ในยุทธจักรเรามีท่านผู้อาวุโสอยู่ท่านหนึ่ง นามว่าช็องฮเวง ท่านไม่มีพลังฝีมือ หากแต่อาวุธที่คนผู้นี้ประดิษฐ์ขึ้นถือเป็นของล้ำค่านัก หากเป็นกระบี่ที่ท่านสร้างขึ้น จะกลายเป็นยอดศัสตราที่ผู้คนต่างแย่งชิง

ชงนีชูขยับนิ้วไปมาราวกับไม่ได้ฟังคำของอีกฝ่าย

แต่น้องห้าทราบดีว่าอีกฝ่ายกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่มันพูด

เพราะด้วยตามสัญชาตญาณของเด็กผู้นี้ แม้จะไม่ล่วงรู้สถานการณ์ว่าเป็นอย่างไรโดยละเอียด แต่เพื่อการมีชีวิตรอด มันจะต้องตั้งใจฟังคำของบัณฑิตผู้นี้อย่างตั้งใจ

หากมันรอดชีวิตได้ บางทีมันอาจจะเป็นสุดยอดมือสังหาร สุดยอดมือสังหารที่สามารถเทียบเคียงได้กับพี่ใหญ่ ขอเพียงมันสามารถรอดชีวิตได้….’

น้องห้าเอ่ยต่อไปว่า

ช็องฮเวงได้รับหินผาหิมะ  ซึ่งมีสีขาวเหมือนหิมะที่เขาแทซันเมื่อปลายปี มันเป็นหินที่ยังไม่เป็นที่พิสูจน์แน่ชัดว่าคล้ายปรากฏมาก่อนหรือไม่ ช็องฮเวงนำมากลับมาแล้วตั้งหน้าตั้งตาละลายหินผาหิมะ มันใช้ทั้งน้ำทั้งไฟเพื่อทำให้หินผาหิมะละลาย.. โดยไม่พักผ่อนไม่กินไม่นอน ไม่นึกถึงตัวเองแม้แต่น้อย มันใช้เวลาในการละลายหินผาหิมะถึงสิบปีด้วยกัน

ชงนีชูหยุดชะงัก

ดวงตาของมันเริ่มทอประกายสงสัยเป็นครั้งแรก

ในที่สุดช็องฮเวงก็ถอนด้ายเหล็กซึ่งสีขาวราวหิมะมาออกมาจากหินผาหิมะได้  เวลาผ่านไปเป็นสิบปี ช็องฮเวงค่อยได้ด้ายเหล็กหนึ่งกำมือ

ชงนีชูมองมือตนเอง

มันใสมากจนมองเห็นเพียงฝ่ามือมันเท่านั้น

ผู้ที่เป็นคนถักถุงมือนี้ขึ้นมาคือหลานของช็องฮเวง ช็องฮเวงเป็นผู้ค้นหาด้ายเหล็ก  แต่กลับตายไปก่อนโดยมิทันได้สั่งเสียว่าให้ทำอย่างไรต่อไป โชคดีที่หลานสาวของช็องฮเวงสืบทอดความสามารถไว้ จึงสามารถสร้างถุงมือไหมหิมะนี้จนสำเร็จ

ระหว่างที่น้องห้าพูด ตาของมันจับจ้องอยู่ที่ชงนีชูไม่ละสายตา  ทุกครั้งที่ชงนีชูเปลี่ยนสีหน้า มันจะพยายามคาดเดาว่าอีกฝ่ายคิดอันใดอยู่

เด็กน้อยก็ยังเป็นเด็ก…..’

แม้ชงนีชูจะพยายามซุกซ่อนความรู้สึกของตนเอาไว้ แต่น้องห้าก็เดาความคิดของมันได้

ถุงมือไหมหิมะได้สืบทอดต่อให้บุตรชายของนาง และบุตรชายของนางได้ใช้ถุงมือไหมหิมะนี้เป็นอาวุธคู่กายจนได้รับขนานนามว่าเป็นยอดฝีมือแห่งเขาฮวังซัน  วิชาฝ่ามือจันทร์กระจ่างฟ้าของมันถือเป็นสุดยอดวิชาแขนงหนึ่งแห่งยุทธจักร ต่อมาฝ่ามือวานรเหินเวหาได้สังหารยอดฝีมือแห่งเขาฮวังซันผู้นี้และแย่งชิงถุงมือไหมหิมะไป

ตอนนี้เวลาเดียวกันในห้องอื่น ทั้งพี่สอง พี่สาม และพี่สี่คงกำลังเล่าเรื่องราวเดียวกันให้เด็กๆ ทั้งหลายฟัง

มันลอบครุ่นคิด การจะถ่ายทอดอาวุธวิเศษให้แก่เด็กเหล่านี้ใช้ภายในวันเดียว มันยากจะเป็นไปได้

เคร้ง

น้องห้าชักดาบดาราพรายที่เสียบอยู่ข้างหลังออกมา

ชงนีชูตาทอประกายตื่นเต้น

แบมือออก

ชงนีชูไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย มันแบมือออกแล้วยื่นมาข้างหน้า

หากเป็นเด็กคนอื่นคงหวาดกลัวจนไม่กล้ายื่นมือให้ เพราะเกรงว่าจะโดนฟันจนมือขาด 

การที่ชงนีชูยื่นมือออกมาโดยไม่ลังเลเช่นนี้ แสดงว่ามันรู้โดยสัญชาตญาณแล้วว่าตนเองไม่มีที่จะถอยหนีได้อีกต่อไป มันมีแต่ต้องทดลองสิ่งอยู่เบื้องหน้า

มันช่างตัดสินใจได้เด็ดเดี่ยวนัก

หากมันมีความลังเลแม้เพียงเล็กน้อย  ก็คงไม่อาจยื่นมือออกมาข้างหน้าได้อย่างง่ายดายเช่นนี้

น้องห้าฟันดาบดาราพรายลงบนฝ่ามือของชงนีชูเต็มแรง

เกร๊ง

โอ๊ย

มันร้องออกมา

ดูมือของเจ้า

ชงนีชูทำท่าเจ็บมืออยู่ชั่วครู่ คล้ายจะเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย ก่อนจะจ้องมองที่ฝ่ามือของตัวเอง

มือข้างที่โดนฟันด้วยดาบดาราพรายบวมแดง

ดูให้ดี

น้องห้ายกดาบดาวเดือนขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะฟันลงบนผนังห้องขัง

สวบ

ดาบดาราพรายแทงทะลุเข้าไปในกำแพงหิน

ดาบนี้ก่อให้เกิดเป็นรอยลึกในกำแพง ทั้งๆ ที่น้องห้าออกแรงเพียงหนึ่งส่วน แต่ผนังเหล็กกลับมีรอยร่องราวถูกฟันด้วยขวาน

หากเจ้าไม่สวมถุงมือไหมหิมะนี้ รับรองว่ามือของเจ้าต้องขาดอย่างแน่นอน

ดวงตาของชงนีชูเป็นประกายอีกครั้ง

เป็นประกายตาที่เต็มไปด้วยความวาดหวัง

เราคือนักฆ่าดรรชนีอสูร มือสังหารลำดับที่ห้าของสำนักวิญญาณลี้ลับ  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะอธิบายให้เจ้าฟังว่าจะใช้ถุงมือไหมหิมะนี้อย่างไร เบื้องต้นเราจะอธิบายให้เจ้าฟังถึงหลักสี่ประการก่อน ประการแรก เจ้าต้องห้ามมิให้ใครรู้ว่าเจ้ามีถุงมือนี้อยู่ในครอบครอง ประการที่สอง ขอให้เจ้าปลดปล่อยความคิดเยี่ยงปุถุชนทิ้งไป  ประการที่สาม โอกาสในการจู่โจมมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ประการที่สี่ หากยังไม่ประชิดตัว อย่าได้จู่โจมเป็นอันขาด

สีหน้าของนักฆ่าดรรชนีอสูรดูไปเย็นเยียบยิ่ง

ในโลกเรานี้ต่อให้ทำดีมาเป็นร้อยครั้ง แต่หากเผลอทำผิดพลาดไปเพียงสักครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่สั่งสมมาตลอดชีวิตเป็นต้องพังทลาย

เทพบุตรประหารฟ้าเดินข้ามไปตามสวนดอกไม้ที่มีแต่ต้นกัญชาขึ้นอยู่เต็มไปหมดด้วยความรู้สึกเสียดาย

ยิ่งหวนคิดทบทวน ยิ่งทำให้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นมันผิดมาตั้งแต่ต้นแล้ว

มันนึกถึงเรื่องราวเมื่อเดือนก่อน

พี่ใหญ่  กระบี่เทพนพเก้า ได้ยินว่ามีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดสนิทสนมกับพวกประมุขของค่ายพรรคต่างๆ ไม่น้อย

แล้ววิชาฝีมือมันอยู่ในระดับใด

ในงานเลี้ยงที่สำนักเส้าหลินที่เขาซุงซัน ได้มีการบรรยายเอาไว้เป็นบทกวีว่าแม้นใช้กระบี่ก็เหมือนไม่  แม้นไม่ใช้กระบี่ก็เหมือนใช้ เพราะจิตคือกระบี่ ไร้สภาพทำลายทุกสรรพสิ่ง’”

นับเป็นยอดฝีมือที่แท้จริง

หากต้องสู้กันตัวต่อต่อ น้อยคนที่จะต่อกรมันได้ หากกลุ้มรุมสองต่อหนึ่งความเป็นไปได้ที่จะชนะห้าส่วน  หากต้องการสังหารมันต้องใช้คนถึงสี่คน

นี่เป็นคำวิพากษ์ของมือสังหารสวรรค์แย้มสรวลซึ่งไม่เคยผิดมาก่อน

มือสังหารสวรรค์แย้มสรวลมีความสามารถในการประเมินวิชาฝีมือของปผู้อื่น ทั้งยังทราบเรื่องราวความเป็นไป และบุคคลในยุทธจักรได้เป็นอย่างดี 

การข่าวและการประเมินอันแม่นยำคืออาวุธชิ้นสำคัญของมัน

มือสังหารสวรรค์แย้มสรวลบอกว่าการจะสังหารกระบี่เทพนพเก้าได้จะต้องใช้สี่คนขึ้นไป

เทพบุตรประหารฟ้าไม่เคยเพิกเฉยต่อคำประเมินของมือสังหารสวรรค์แย้มสรวล

พวกเราไปพร้อมกัน เหลือแค่น้องหก

พี่ใหญ่ เราได้บอกท่านไปเมื่อสักครู่นี้แล้วว่า ครั้งนี้……”

พวกเราต้องไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ

นั่นเป็นไปไม่ได้

น้องสอง ลองคิดหาวิธีที่จะไม่ทิ้งร่องรอยหรือหลักฐานใดๆ เอาไว้ พวกเราต้องปลิดชีวิตมันให้ตายภายในเวลาอันสั้น

พี่ใหญ่ ที่ผ่านมาเราไม่เคยเอ่ยถามท่านแม้นสักครั้ง แต่ครั้งนี้ เราจะต้องถามแล้วว่าค่าจ้างในการลอบสังหารครั้งนี้เป็นจำนวนเท่าใด

ไม่มี

ว่ากระไร

ครั้งนี้ไม่มีค่าจ้างลอบสังหาร

ท่านมีเรื่องราวโกรธแค้นกับมันมาก่อนหรือ

ไม่มี

ท่านพี่ใหญ่ ครั้งนี้ข้าพเจ้าต้องขออภัยด้วย ตราบใดที่เรามิทราบตื้นลึกหนาบางข้าพเจ้าคงมิอาจร่วมด้วย

“….”

“…”

ทุกคนต่างลงความเห็นเช่นเดียวกัน

การสังหารกระบี่เทพนพเก้าเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง นอกจากมันจะมีวิชาฝีมือสูงล้ำแล้ว มันยังมีสหายรวมแนวมากมาย

และสิ่งนี้จึงเป็นอันตรายยิ่ง

หากสามารถสังหารมันโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ เอาไว้ก็อีกเรื่องหนึ่ง

แต่หากเผลอทิ้งหลักฐานเอาไว้แม้เพียงปลายเล็บ ทุกสิ่งทุกอย่างถือว่าจบสิ้น

เมื่อนั้นสำนักวิญญาณลี้ลับเป็นต้องเป้าไล่ล่าของยุทธจักร

การจะสังหารยอดฝีมืออย่างกระบี่เทพนพเก้าโดยไม่ทิ้งหลักฐานใดๆ นับว่ายากเย็ยราวกับหาบันไดปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์

ความจริงตอนนั้นเราควรล้มเลิกความคิด…’

เทพบุตรประหารฟ้าเดินพลางครุ่นคิด

เสียงใบไม้ลูบไล้ชายอาภรณ์

เสียงนั้น สร้างความรู้สึกอันดีให้แก่มัน

เทพบุตรประหารฟ้านึกถึงใบหน้าสตรีนางหนึ่ง

สตรีที่มีใบหน้าสดใส เกลี้ยงเกลา ไร้แม้แต่รอยเหี่ยวย่น แม้นางจะมีอายุไม่น้อยก็ตามที

โปรดช่วยสังหารกระบี่เทพนพเก้าให้ข้าพเจ้าด้วย

มันแทบหยุดหายใจ

มันได้ยินเสียงร่ำลือเกี่ยวกับกระบี่เทพนพเก้ามาเนิ่นนาน

มันเป็นยอดยุทธทรงคุณธรรม มีนิสัยใจคอกว้างขวาง โอบอ้อมอารี ชมชอบช่วยเหลือผู้อื่น ตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยมีจุดด่างพร้อย  เมื่อครั้งมีอุทกภัย มันก็บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเป็นจำนวนมาก  ปีไหนแห้งแล้งก็นำข้าวในยุ้งฉางไปบริจาค

ในด้านของพลังฝีมือ กระบี่เทพนพเก้าและวิชากระบี่อัคคีทิวาของมันก็นับได้ว่าเป็นยอดวิชาแขยงหนึ่งของบู๊ลิ้ม

แต่สตรีนางนั้นกำลังขอให้ตนช่วยสังหารสามีของนาง

ได้ยินเช่นนี้ มันอดที่จะตื่นตะลึงมิได้

นี่เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ต่อให้ค่าตอบแทนสูงเพียงใดก็ไม่ได้เราต้องปฏิเสธ ไม่รับงานนี้

“……”

แต่เทพบุตรประหารฟ้าพูดอะไรไม่ออก

ใช่แล้ว ท่านพี่เป็นมือสังหาร มือสังหารก็ต้องได้รับค่าตอบแทน  ท่านต้องการเท่าใด

สตรีนางนั้นยังเหมือนเดิม ไม่ว่ากาลก่อนหรือตอนนี้

ไม่มีสตรีนางไหนที่ทำให้มันรวดร้าวได้เท่านางอีกแล้ว

การจะสังหารยอดฝีมือเช่นกระบี่เทพนพเก้าคงต้องจ่ายค่าตอบแทนสูงใช่หรือไม่ ท่านต้องการเท่าใด” 

แล้วเจ้าคิดว่าเท่าใดหรือ

อืม ท่านคิดจะรับค่าตอบแทนจากข้าพเจ้าจริงๆ หรือ อืม  ซึ่งความจริงคนเราย่อมเปลี่ยนแปลงกันได้ แต่ถึงอย่างไรท่านก็ทำให้ข้าพเจ้าผิดหวังยิ่ง ข้าพเจ้าอุตส่าห์คิดว่าคนอย่างท่านจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

“…”

ท่านคิดว่าร่างกายของข้าพเจ้ามีราคาเท่าใด

แม่นางผู้นั้นยิ้มกว้าง

เทพบุตรประหารฟ้ามองออกว่าภายใต้รอยยิ้มอันสดใสนั้นแฝงไปด้วยเล่ห์ร้าย 

สตรีผู้นั้นไม่มีเงินทอง ไม่มีอันใดทั้งสิ้น ความน่ารัก สดใสของกาลก่อนได้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงชีวิตที่ยากลำบาก 

คำพูดไร้ยางอายเมื่อครู่ที่นางพูดออกมาก็เช่นกัน หากเป็นเมื่อกาลก่อน อย่าคิดหมายว่าจะได้ยินคำนั้นจากปากนาง

เจ้าคิดจะให้ร่างกาย……เป็นสิ่งตอบแทนหรือ

ท่านเคยต้องการมันมิใช่หรือ

ใช่ แต่นั่นเป็นเรื่องเมื่อกาลก่อน

ข้าพเจ้ายังจำคำที่ท่านบอกว่าร่างกายของข้าพเจ้า แม้ทรัพย์สมบัติมหาศาลก็ไม่อาจเทียบเปรียบ ท่านกล่าวคำนั้นพลางตระกองกอดข้าพเจ้าไว้พร้อมกับบรรจงประทับริมฝีปากบนแก้มข้าพเจ้า ท่านยังจำได้หรือไม่” 

นางมั่นใจนัก

ความจริงร่างกายของนางยังมิมีอะไรเสียหายไปแม้แต่น้อย นางยังคงมีรูปร่างสะโอดสะอง อรชรทั้งๆ ที่มีอายุเข้าสี่สิบตอนกลางแล้ว หากแต่นางยังมีผิวพรรณเต่งตึงไม่แพ้สตรีแรกรุ่น

แม้เทพบุตรประหารฟ้าจะเลื่องลือเรื่องความอำมหิตจนแม้แต่ผู้คนทั่วไปต้องหลบลี้หนีหน้า  แต่หากเป็นแม่นางผู้นี้แล้วมันกลับไม่อาจกระทำอันใดได้

เราได้ยินมาว่า เจ้าได้เป็นภรรยาของเศรษฐีใหญ่แซ่อู ให้กำเนิดบุตรชายหนึ่งคน แล้วเกิดต้องตากับพ่อค้าผู้หนึ่งนามมันทักจนลอบหนีตามไป และไปขายตัวอยู่ที่สำนักโคมคราม  จนบังเอิญกระบี่เทพนพเก้าไปพบเข้า จึงได้ตบแต่งเจ้าเป็นภรรยา มีความเป็นอยู่สุขสบายดีมิใช่หรือ แล้วไฉนเหตุใดจึงขอให้เราสังหารสามีตัวเอง  สตรีเช่นนี้ใช่มีคุณค่าอยู่อีกหรือ เจ้าคิดว่าเราจะต้องการกอดรัดสตรีเช่นนี้อยู่อีกหรือ ร่างกายของเจ้ามันฟอนเฟะเสียจนเราเสียดายหากจะจ่ายเงินเพียงเหรียญเดียวเพื่อแลกมา หากเจ้าต้องการจ้างวานฆ่าก็จงนำเงินค่าจ้างมา

สตรีนางนั้นใบหน้าแปรเปลี่ยน ขนตาสั่นระริก

ถ้าเช่นนั้นท่านไฉนปรากฏตัวต่อหน้าข้าพเจ้า ทั้งๆ ที่ท่านรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว ใช่  เราชราแล้ว เจ้าลูกสุนัขกลับกล้าวาจาลบหลู่เรา เราเรา

เสียงสตรีนางนั้นด่าทอพรั่งพรู

เหตุใดเราต้องมาฟังอะไรเช่นนี้ ซึ่งความจริงเราสามารถบอกปัดนางแต่แรก

เทพบุตรประหารฟ้ารู้สึกเสียใจกับเรื่องที่ผ่านมา

ในอดีต เทพบุตรประหารฟ้าไม่เคยห่างสตรีนางนั้นเลยแม้เพียงสักชั่วยาม

ต่อมาภายหลัง ตอนที่นางคลอดบุตรชาย แม้มันจะรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง แต่ก็อดยินดีกับนาง เสมือนเป็นบุตรชายของตนเอง ตอนที่พ่อค้ามันทักไปหลงไหลสตรีอื่น และทิ้งนางไป เทพบุตรประหารฟ้าก็เป็นคนสังหารมันทิ้ง  และตอนที่นางไปขายตัวอยู่ที่สำนักโคมคราม เทพบุตรประหารฟ้าลอบช่วยเหลือนางอย่างลับๆ บ่อยครั้ง

กระบี่เทพนพเก้า

ไม่มีใครรู้เรื่องเกี่ยวกับมันดีกว่าเทพบุตรประหารฟ้าอีกแล้ว

และมันพอจะรู้ว่าทำไมสตรีนางนั้นจึงขอให้ตนสังหารสามีของนาง

หลังจากที่สตรีนางนั้นเข้าไปอยู่ในฐานะของภรรยากระบี่เทพนพเก้า นางได้มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับบุตรชายของกระบี่เทพนพเก้าโดยใช้ยามอมเมาอีกฝ่าย

บุตรชายของกระบี่เทพนพเก้ารู้สึกผิดจนยอมสารภาพทุกอย่างออกมา  หากแต่ในช่วงนั้นมันยังอยู่ในสภาพเมายา จึงไม่แน่ใจว่าสตรีผู้นั้นเป็นใคร

ฝ่ายสตรีนางนั้นได้แต่คอยระแวดระวังสายตาของกระบี่เทพนพเก้าดุจวัวสันหลังหวะ

มันคล้ายจะรู้เรื่องนี้….ไม่ มันต้องไม่ทราบ เราอุตส่าห์ระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี

นางต้องการหลบหนีไปให้ไกล แต่นางไม่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตยากไร้เช่นนั้นอีก นางจึงได้แต่ตกอยู่ในตระกูลนี้อย่างไม่มีความสุข

เทพบุตรประหารฟ้าต้องการเสนอให้นางหลบหนีไปเสีย  จึงได้มาพบนาง และบอกนางว่า ตอนนี้กระบี่เทพนพเก้ารู้ความจริงทั้งหมดแล้ว มันต้องการให้นางหลบหนีไป ยิ่งเร็วเท่าใดได้ยิ่งดี

หากเป็นไปได้ มันไม่ต้องการให้นางกลับไปยังตระกูลนั้นอีก

หากนางต้องการเงิน มันยินดีจะมอบให้

แต่ในที่สุดมันก็ยอมรับสัญญา

การจ้างวานฆ่า……

หากเราทิ้งร่องรอยเอาไว้ สำนักวิญญาณลี้ลับของเราต้องถึงกาลอวสานอย่างแน่นอน แต่เราต้องการรับงานนี้ พวกเจ้าไม่ต้องถามเหตุผล..ถือว่าเป็นเพราะเราขอร้อง

โอ

น้องสี่ บัณฑิตหยกถอนหายใจเฮือกใหญ่

ในเมื่อพี่ใหญ่ขอร้อง  จะปฏิเสธได้อย่างไร

แผนการลอบสังหารกระบี่เทพนพเก้าจึงเริ่มขึ้น

ตกลง เมื่อท่านพี่ใหญ่ต้องการรับงานนี้  พวกเราก็จะไม่บ่ายเบี่ยงอีก แต่งานนี้เราจะต้องวางแผนให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ถูกสืบสาวมาได้

พวกเราไม่จำเป็นต้องวางแผนอะไร

ว่ากระไร

เราจะรับบทลงโทษสิบประการ

ท่าน!!!”

ท่านพี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นจำเป็นต้องทำถึงขั้นนั้น

ทำเช่นนี้มันคุ้มแล้วหรือ…”

หุบปาก

เทพบุตรประหารฟ้าตวาดออกมา ทำให้บรรยากาศโดยรอบเงียบทันที

เราตัดสินใจแล้ว ใช่ว่าบทลงโทษสิบประการจะสามารถพรากลมหายใจเราไปได้…… ฮาๆ ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ว่าเหตุใดจะต้องให้พวกเจ้ารั้งอยู่ พวกเจ้าเรื่องเตรียมเด็กเป็นเช่นไรบ้างแล้ว

พี่ใหญ่ พวกเราเหลือเวลาอีกไม่นาน

สิบวัน มีเวลาอีกสิบวัน ตอนนี้มีเด็กกี่คนแล้ว

สามคนขอรับ

เพียงพอแล้ว จำเอาไว้ว่าห้ามให้เกินสิบวันโดยเด็ดขาด

เทพบุตรประหารฟ้าเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ที่มีแต่ต้นกัญชาขึ้นอยู่เต็มไปหมด 

พื้นที่ว่างเปล่าแถบนี้ซึ่งมีเพียงซากปรักหักพัง ตึกร้าง ที่แห่งนี้คือที่ตั้งของสำนักวิญญาณลี้ลับที่มีชื่อเสียงเลื่องลือทางด้านการรับจ้างลอบสังหาร

ภายใต้แผ่นกระเบื้องปู หลังคากว้าง เสาที่เอียงจนจะล้ม  ในห้องโถงที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม ทุกครั้งที่ย่ำเท้าลงไปเป็นต้องมีฝุ่นฟุ้งกระจาย

นามของเราคือมังกรท่องนภา  หัวหน้าสาขานัมยางแห่งพรรคกระยาจก

คงชีจังเดินตามหลังมาโดยสงบนิ่ง มันนิ่งฟังขอทานหนุ่มที่ดูเหมือนเพิ่งจะมีอายุได้สิบกว่าขวบแนะนำตัวเอง

เราเทพบุตรประหารฟ้า ยินดีที่ได้พบ

เทพบุตรประหารฟ้าเป็นฝ่ายแสดงความเคารพแก่เด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าก่อน

ขอทานน้อยผู้นั้นตาเป็นประกาย

ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยประกายกระหายเลือด

เทพบุตรประหารฟ้าสบตาคู่นั้นอย่างไม่หลบหลีก

ได้ยินว่าท่านสังหารกระบี่เทพนพเก้าหรือ

ความโกรธแค้นในตัวมันกำลังพลุ่งพล่าน

เราส่งจดหมายสารภาพและขอรับบทลงโทษสิบประการ

เทพบุตรประหารฟ้ายังคงรักษาความสุภาพ

เฮอะ ต่อให้ใช้บทลงโทษสิบประการ ท่านยังคิดว่าจะรอดชีวิตหรือ

นี่ถือเป็นข้อตกลงแลกเปลี่ยน

ข้อตกลงหรือ เจ้าคิดว่าจะยังมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่หรือ เฮอะ แล้วมือสังหารสวรรค์แย้มสรวล  ฝ่ามือวานรเหินเวหา บัณฑิตหยก และ นักฆ่าดรรชนีอสูร พวกมันอยู่ที่ใด

หัวหน้าสาขานัมยาง พรรคกระยาจกไม่หยุดเกรี้ยวกราดโดยง่าย

มังกรท่องนภาเป็นศิษย์ของผู้ลงโทษในบทลงโทษสิบประการระดับสาม ซึ่งนับว่าเป็นระดับที่ไม่สูงนัก หากจะพูดถึงพลังฝีมือ มันยังอยู่ห่างไกลเทพบุตรประหารฟ้านัก 

เทพบุตรประหารฟ้ายังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉย

น้องๆ ของเราเพิ่งเดินทางเข้าไปยังเขาโอแช ยังไม่ได้ส่งข่าวคราวใดๆ กลับมา

เฮอะ

มังกรท่องนภาส่งเสียงเยาะหยัน

คิดว่าเรื่องนี้พรรคกระยาจกเราไม่รู้เรื่องนี้หรือ

ทั้งเทพบุตรประหารฟ้าและคงชีชังต่างไม่หวั่นไหว

เจ้าประเมินบทลงโทษสิบประการต่ำทรามไป วันนี้พวกเราจะมาพิสูจน์ว่ากระดูกของเทพบุตรประหารฟ้าท่านจะแข็งเพียงใด

ทันทีที่มังกรท่องนภาพูดจบ  สองผู้ติดตามก็ถลาเข้ามาประกบตัวเทพบุตรประหารฟ้า

เทพบุตรประหารฟ้าไม่หลบหนี ไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย

บทลงโทษข้อที่หนึ่ง ตามกฏของสำนักเส้าหลิน ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง ลมหายใจที่สวรรค์ประทานมา มีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่ทวงคืนได้ ไฉนมนุษย์ด้วยกันถือสิทธิอันใด จึงหยุดลมหายใจมนุษย์ด้วยกันได้

มังกรท่องนภาเพิ่งจะอายุครบไม่มาก จึงยังไม่เคยเห็นบทลงโทษสิบประการ 

การที่มันได้เข้ามาร่วมอยู่ในกลุ่มบทลงโทษสิบประการเป็นเพราะมันพำนักอยู่ใกล้กับสำนักวิญญาณมรณะเท่านั้น

พรรคฝ่ายธรรมะทั้งเก้าพรรคมอบหมายให้พรรคกระยาจกสาขานัมยางของซึ่งเป็นสาขาที่ใกล้กับสำนักวิญญาณลี้ลับที่สุด เป็นผู้ควบคุมความเรียบร้อยในการดำเนินการบทลงโทษสิบประการ  ดังนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกของมังกรท่องนภา

เมื่อคืนนี้มังกรท่องนภาคงท่องจำบทลงโทษสิบประการอย่างวุ่นวาย

เทพบุตรประหารฟ้าลอบแย้มยิ้ม เมื่อนึกถึงภาพที่มังกรท่องนภากำลังท่องบทลงโทษสิบประการราวกับกำลังท่องตำรา  ในขณะที่มันกำลังดื่มสุราสรวลเสเฮฮากับน้องๆ ร่วมสาบานทั้งหลาย

เทพบุตรประหารฟ้าอดแสดงสีหน้าขบขันไม่ได้

เมื่อเห็นเช่นนั้น มังกรท่องนภาถึงกับหน้าแดงก่ำ

เราจะดูว่าเจ้าจะยิ้มได้อีกนานเท่าใด

ด้วยเหตุผลนี้ สำนักเส้าหลินจะขอควักดวงตาข้างหนึ่งทิ้ง เพื่อเป็นการทดแทนความผิดที่ได้กระทำบาปไป   ลงมือ

ทันทีที่สิ้นคำสั่งของมังกรท่องนภา  หนึ่งในผู้ติดตามก็ควักลูกตาข้างขวาของเทพบุตรประหารฟ้าออกมาด้วยมีดสั้น

ไหล่ของเทพบุตรประหารฟ้าสั่นไหวเล็กน้อย

แต่เทพบุตรประหารฟ้าหาได้ส่งเสียงร้องแต่อย่างใด  แม้โลหิตจะไหลออกมาจากเบ้าตาข้างนั้นเป็นสาย มันก็ไม่ปริปากแม้แต่น้อย

เฮอะ ยังนับว่าร้ายกาจอยู่บ้าง การลงโทษข้อที่สอง เป็นการลงโทษตามกฏของสำนักมูดัง(บู๊ตึง)  จิตใจของเจ้าเต็มไปด้วยความชั่วช้าสามานย์ ภายในเต็มไปด้วยปีศาจร้าย เราจะสวดมนตร์อ้อนวอนให้เทพเจ้าโปรดลงมือขับไล่ปีศาจร้ายในตัวเจ้าให้หมดไป ขอโปรดให้เทพเจ้าทั้งหลายเข้ามาโปรดมันผู้นี้ตามคำบัญชาของเทพพยดาทั้งปวง แต่หากเหล่าทวยเทพทั้งหลายตัดสินแล้วว่า มันผู้นี้บาปหนาจนมิอาจแก้ไขได้ ขอให้ท่านโปรดพิพากษามัน เทพเจ้าจะประทานเพลิงให้เผาไหม้ความชั่วทั้งหลายให้วอดวาย หากท่านเห็นว่าบาปกรรมที่มันผู้นี้ได้กระทำ สมควรต่อการพรากวิญญาณของมัน ขอให้มันทดแทนด้วยการแลกดวงตาข้างหนึ่ง ลงมือ

ผู้ช่วยที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายมือยกมีดสั้นในมือขึ้น

บทลงโทษสิบประการ

ช่างเป็นบทลงโทษที่แสนโหดเหี้ยม อำมหิตยิ่ง

สำนักเส้าหลินควักนัยน์ตาข้างขวา สำนักมูดังควักนัยน์ตาข้างซ้าย สำนักอามีกับสำนักฮวาซันทำลายแก้วหูทั้งสองข้าง สำนักช็องซ็องกับสำนักชงนัมตัดแขนทั้งสองข้าง สำนักคงดงกับสำนักช็อมชังตัดขาทั้งสองข้าง

เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์ผู้นั้นก็ต่างอะไรกับคนพิการผู้หนึ่ง

ยังมี สำนักแฮนัมทำหน้าที่ทำลายพลังฝีมือ พรรคกระยาจกทำหน้าที่ทำลายจุดตันเถียน ทำให้ผู้ถูกลงโทษไม่อาจฝึกปรือวิชาฝีมือได้อีก

ฉะนั้นผู้ที่ได้รับบทลงโทษสิบประการจะตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็น 

ถือเป็นการลงโทษที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าความตายหลายร้อยเท่า

ซึ่งความจริง นับเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่พรรคฝ่ายธรรมะเก้าพรรค กลับมีบทโทษอันเหี้ยมโหดอำมหิตเช่นนี้

บทลงโทษสิบประการนับเป็นโทษอันสูงสุดของยุทธภพภาคกลาง มันจำเป็นต้องมีไว้เพื่อรักษาความสงบของส่วนรวม

หลังจากมีการก่อตั้งบทลงโทษสิบประการขึ้นมา การต่อสู้ประหัตประหารอย่างไร้ความจำเป็นก็ลดน้อยลง ยุทธภพเข้าสู่ความสงบสุข

แม้กระทั่งค่ายพรรคมือสังหารอย่างสำนักประตูสวรรค์มรณะหรือสำนักวิญญาณลี้ลับเองก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยงกับการเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคธรรมะเหล่านี้

พวกมันมักจะปฏิเสธการว่าจ้างที่เกี่ยวพันกับค่ายพรรคเหล่านี้ แต่หากแม้รับงาน พวกมันก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่ทิ้งหลักฐานใดๆ เอาไว้

แต่ในกรณีของการสังหารกระบี่เทพนพเก้าครั้งนี้ แม้จะเป็นการกลุ้มรุมสังหาร แต่ก็มีหลักฐานมากมาย

พรรคฝ่ายธรรมะทั้งเก้าพรรคจับมือกัน จัดการกับผู้กระทำความผิด 

หากประมุขพรรคหรือเจ้าสำนักที่กระทำความผิด เป็นผู้รับผิด ยอมรับบทลงโทษสิบประการด้วยตัวเอง  พวกมันก็จะมอบโอกาสให้คนในพรรคหรือในสำนักหลบหนีไปได้

พวกมันจะไม่ไล่ตามหรือลงมือจับกุมเป้าหมายภายเป็นระยะเวลาสามวัน นับตั้งแต่วินาทีที่ได้รับบทลงโทษสิบประการ

ความหวังสุดท้ายของคนที่รับบทลงโทษสิบประการคือปรารถนาให้คนในสำนักรอดชีวิต แม้จะมีความเป็นไปได้ต่ำก็ตาม แต่อย่างน้อย การมีเวลาหลบหนีถึงสามวัน ยังดีกว่าถูกไล่ล่าโดยไม่มีโอกาสหลบหนี

ที่ผ่านมา แม้จะให้เวลาในการหลบหนีถึงสามวัน  แต่พวกมันก็ยากที่จะหลบหนีได้พ้น จะมีก็แต่การหลบหนีไปยังนอกด่าน ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของบทลงโทษสิบประการ

ถึงแม้พวกมันจะหนีไปซุ่มฝึกปรือวิชาฝีมือเพื่อกลับมาแก้แค้นก็ตาม แต่จะอย่างไรพวกมันย่อมไม่มีวันเป็นคู่ต่อสู้ของเก้าพรรคฝ่ายธรรมะได้อยู่แล้ว

พวกมันไม่มีวันได้ชัยเหนือพรรคเหล่านี้ไปได้

การที่พรรคฝ่ายธรรมะร่วมมือกันตั้งบทลงโทษสิบประการนี้ขึ้นมา ก็เพื่อมิให้พรรคหรือสำนักใดสำนักหนึ่งถูกโจมตีหรือถูกกระทำ เป็นการผดุงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของยุทธจักร

และครั้งนี้สำนักวิญญาณลี้ลับต้องมารับโทษนี้

สำนักวิญญาณลี้ลับลอบสังหารกระบี่เทพนพเก้า  แต่ไม่มีเวลาในการทำลายศพ  ทำให้สามารถสาวถึงตัวการได้

ตอนนี้ แก้วหูทั้งสองข้างของเทพบุตรประหารฟ้าถูกทะลวง  แขนทั้งสองข้างถูกตัดขาดออกจากร่าง

เราให้ทุกอย่างที่เราให้ได้แล้ว ย็องย็อง…… ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปขอให้เจ้าอยู่อย่างเป็นสุขเถิด……’

มันรู้ดีว่าย็องย็องจะไม่มีวันอยู่อย่างมีความสุข

เพราะสิ่งที่นางปรารถนามากที่สุดคือการสังหารภรรยาหลวงของกระบี่เทพนพเก้าทิ้ง เพื่อครอบครองทรัพย์สมบัติอันมากมายมหาศาล

บทลงโทษประการที่เจ็ด บทลงโทษของสำนักคงดง……”

เทพบุตรประหารฟ้าไม่ได้ยินเสียงของมังกรท่องนภาอีกต่อไป

เพราะมันไม่มีประสาทรับรู้ที่จะได้ยินอีกต่อไปแล้ว สติของมันค่อยๆ ลางเลือน

มันนึกถึงวันที่ได้พบกับเหล่าพี่น้องร่วมสำนัก 

หวนนึกถึงสมัยที่ได้พบกับย็องย็องผู้แสนสะคราญ

นึกถึงวินาทีที่ตัดสินใจปฏิบัติงานลอบสังหาร

หากความทรงจำเหล่านี้จะช่วยปลุกให้มันฟื้นตื่นขึ้นมาได้ มันก็จะพยายามนึกถึงความทรงจำทุกอย่างในอดีตที่ผ่านมา

น้องๆ ทั้งหลายของเรา….. อภัยให้เราด้วย เรารู้ดีว่า เรากระทำผิดไป….. แต่จงอภัยให้พี่ใหญ่ที่โง่เขลาเบาปัญหาผู้นี้ด้วย

เทพบุตรประหารฟ้าหมดสติไปบัดดล

คงชีจังได้แต่มองภาพเบื้องหน้า น้ำตาไหลอาบ

ในกรณีที่ประมุขพรรคหรือเจ้าสำนักเป็นผู้ยอมรับบทลงโทษสิบประการด้วยตัวเอง พรรคฝ่ายธรรมะทั้งเก้าจะให้โอกาสไว้ชีวิตคนในพรรคที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดหนึ่งคน

เทพบุตรประหารฟ้าเลือกคงชีจัง และพรรคใหญ่ทั้งเก้าก็ยอมรับ

บทลงโทษประการที่สิบ เป็นบทลงโทษของพรรคกระยาจก.. ”

มังกรท่องนภาเอ่ยบทลงโทษข้อสุดท้าย

หลังจากเทพบุตรประหารฟ้าถูกทำลายจุดตันเถียน ร่างที่มีเพียงลมหายใจก็ถูกมอบให้คงชีจัง

คงชีจังยังคงจดจำคำพูดสุดท้ายที่เทพบุตรประหารฟ้าพูดกับมันได้

เมื่อใดที่เจ้าได้ยินข่าวว่าภรรยาหลวงของกระบี่เทพนพเก้าตกตาย ขอให้เจ้าจงสังหารย็องย็องเสีย

ย็องย็องคือ….”

นางเป็นภรรยาน้อยของกระบี่เทพนพเก้า

แล้วนางเกี่ยวข้องอันใดกับท่าน… .”

สังหารนางให้เรา ทำได้หรือไม่

เข้าใจแล้วขอรับ

คงชีจังต้องการจะไปสังหารนางผู้มีนามว่าย็องย็องเสียทันใด

พี่ใหญ่ ท่านท่าน  ข้าพเจ้าจะเฝ้าดูความประพฤติของสตรีนามย็องย็องว่านางคู่ควรให้ท่านเสียสละชีวิตหรือไม่ นางคู่ควรพอที่จะทำให้พี่น้องของเราต้องตกระกำลำบากหรือไม่

แม้มันอยากจะร่ำร้องตะโกนก้อง แต่มันทำได้เพียงร่ำร้องภายในใจ

เจ้าต้องแสดงเจตจำนงแห่งสำนักวิญญาณลี้ลับ  ต้องไม่หวั่นไหว ต้องยืนหยัดให้มั่น แม้กระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิตก็ตาม

ในที่สุดร่างที่ไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตาล้มลุกของเทพบุตรประหารฟ้าก็ล้มลง

มังกรท่องนภากับผู้ลงโทษจากสำนักกระยาจกรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก มันได้รับโทษทัณฑ์อันแสนทุกข์ทรมานแต่เทพบุตรประหารฟ้ากลับไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้สักคำเดียว ทั้งๆ ที่ผู้เห็นภาพตรงหน้า ส่วนใหญ่จะหน้าซีดจนแทบจะยืนไม่อยู่ก็ตาม

โลหิตในกายของคงชีจังเริ่มเดือดพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย

แม้จะเป็นคนที่ควบคุมความรู้สึกได้เป็นอย่างดีเช่นคงชีจัง  แต่วินาทีนี้มันแทบจะต้องการสังหารคนเบื้องหน้าเหล่านี้ให้สิ้น

บทที่ 4 เสียงหวนโหยแห่งความตาย

แม้นักฆ่าดรรชนีอสูรจะพกพาดาบดาราพราย แต่วิชาฝีมือที่สร้างชื่อให้มันคือ วิชาดรรชนีสกัดจุดมากกว่า

แม้โดยทั่วไปแล้ว  ความรู้เรื่องการสกัดจุดลมปราณเป็นสิ่งที่นักบู๊ทั่วไปแล้วแต่ล่วงรู้กันดี แต่นักฆ่าดรรชนีอสูรกลับศึกษาเรื่องนี้ในเชิงลึกจนกระจ่างยิ่งกว่าแพทย์ทั่วไปเสียอีก

เส้นโลหิตภายในร่างกายมีอยู่กี่เส้นไม่แน่ชัด

ไม่ว่าเป็นตำราเล่มไหน  เมื่อพูดถึงเส้นลมปราณ บนร่างกายแล้วมักจะแบ่งออกเป็นสิบสองเส้นลมปราณหลักและอีกสองเส้นลมปราณรองรวมเป็นสิบสี่เส้น แต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก

ตำราการแพทย์บางเล่มบันทึกเอาไว้ว่าคนเรามีเส้นลมปราณถึงสามร้อยหกสิบเอ็ดเส้น แต่ตำราการพัฒนาสิบสองลมปราณ ของปราชญ์สมัยโบราณนั้นได้มีการจำแนกเส้นลมปราณเอาไว้ถึงสามร้อยหกสิบสี่เส้นด้วยกัน

อ้างอิงตามข้อมูลในตำราการพัฒนาสิบสองลมปราณแล้ว เส้นลมปราณมีอยู่ทั้งทางซีกซ้ายและซีกขวาฉะนั้นเส้นลมปราณจึงมีทั้งหมดหกร้อยห้าสิบเจ็ดเส้น

แต่ข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเส้นลมปราณทั่วไป ไม่รวมถึงเส้นลมปราณหลักอย่างจุดพิเศษนอกเส้นลมปราณ  เช่น จุดไท่หยางที่บริเวณขมับ  กับจุดเจ็บที่มักจะมีปฏิกริยาตอนที่เกิดโรคเท่านั้น

( เชิงอรรถ จุดฝังเข็ม แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ดังนี้

1. จุดบนเส้นลมปราณ ได้แก่บรรดาจุดที่มีตำแหน่งกระจายอยู่ตามแนวทางเดินของเส้นปราณหลัก มันมีสรรพคุณในการรักษาอาการหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับเส้นลมปราณนั้นเป็นสำคัญ เช่น จุดบนเส้นลมปราณปอดจะใช้รักษาโรคปอดหรือหลอดลมได้

2. จุดพิเศษนอกเส้นลมปราณ ได้แก่ บรรดาจุดที่ไม่ได้กระจายอยู่ตามแนวทางเดินของเส้นลมปราณหลัก มีชื่อเรียกเฉพาะ มีสรรพคุณในการรักษาอาการหรือโรคที่จำเพาะ ไม่เกี่ยวข้องกับอวัยวะที่เส้นลมปราณควบคุมอย่างหนึ่งอย่างใดโดยตรง เช่น จุดไท่หยางที่บริเวณขมับ ใช้รักษาอาการปวดศีรษะ เป็นต้น

3. จุดกดเจ็บ หมายถึง จุดใด ก็ตาม (ยกเว้นจุดที่อยู่บนเส้นลมปราณหรือจุดพิเศษ) ที่ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดหรือกดเจ็บ มันไม่มีตำแหน่งระบุเอาไว้แน่นอน จึงไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ ในการรักษาสามารถที่จะใช้จุดเหล่านี้ได้เช่นกัน โดยถือหลักว่าเจ็บตรงไหน แทงตรงนั้น

นอกจากนั้นในบางตำรายังมีการจารึกเอาไว้ว่าเส้นลมปราณที่แท้จริง  มีทั้งหมดสามร้อยหกสิบกว่าเส้น ส่วนเส้นลมปราณรอง มีอยู่ประมาณเก้าสิบกว่าเส้นด้วยเช่นกัน

เส้นลมปราณที่ใช้ในการฝึกวิชาฝีมือมีอยู่ทั้งสิ้นแปดร้อยสิบเอ็ดเส้น

นักฆ่าดรรชนีอสูรเอ่ยสรุป

ไม่ว่ามันใช้นิ้วจี้ไปตรงส่วนใดของร่างกาย ตรงส่วนนั้นมักมีสีแดงเป็นรอยนิ้วหลงเหลืออยู่ให้เห็นเสมอไป หากออกแรงจิ้มลงไปก็จะเกิดรอยช้ำสีดำ แต่หากไม่ออกแรงเท่าไหร่มันก็จะเกิดเป็นรอยช้ำเพียงเล็กน้อยให้เห็น

สิ่งที่ยากคือการควบคุมพลังในการกดจุดต่างๆ  ยกเว้นตรงจุดตาย   ที่แค่เพียงออกแรงเล็กน้อยก็เป็นอันตรายแล้ว ตรงกันข้ามกับบางเส้นลมปราณที่ถึงแม้จะออกแรงเต็มที่ ก็ไม่ส่งผลต่อใดเลยแม้แต่น้อย

นักฆ่าดรรชนีอสูรออกแรงพอให้เกิดรอยนิ้วมือสีแดงตรงเส้นลมปราณเท่านั้น 

ที่มันสามารถมีชัยเหนือฝ่ายตรงข้าม  ไม่ใช่เพราะพลังฝีมือของมันเหนือกว่าศัตรู หากแต่เป็นเพราะมันรู้จักวิธีการฆ่าคน

เส้นลมปราณที่ชาวยุทธทั้งหลายให้ความสำคัญมากคือจุดตายที่สิบเจ็ดกับเส้นลมปราณที่สกัดจุดแล้วขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ อย่างจุดเส้นลมปราณที่ยี่สิบเอ็ด  จุดเส้นลมปราณนี้ได้ชื่อว่าเป็นเส้นลมปราณที่ถูกสกัดจุดแล้วจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และมันถือเป็นจุดอันตรายที่หากออกแรงจี้จุดอย่างหนักอาจถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

ชงนีชูยังคงตั้งใจฟัง  สีหน้าปราศจากแววไม่เข้าใจแต่อย่างใด  แม้เรื่องนี้จะค่อนข้างยากต่อความเข้าใจสำหรับเด็กเช่นมัน

เราละความสนใจในจุดตายที่ชาวยุทธทั้งหลายทราบดี และได้พยายามค้นหาจุดตายแห่งใหม่ขึ้นมาจนพบ ร่างกายมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ยามเช้าจะกระปรี้กระเปร่า ยามเย็นจะเหน็ดเหนื่อย เส้นลมปราณเปลี่ยนแปลงไปตามโมงยาม    ลมปราณที่โคจรไปถึงขีดสุด เมื่อเวลาผ่านไป ย่อมมีการถดถอยลง แม้จะเป็นลมปราณตรงจุดตายที่แต่หากมีการโคจรปราณถึงขีดสุดพลังปราณของมันจะพุ่งสูงขึ้นจนเปลี่ยนเป็นเส้นลมปราณที่สกัดจุดแล้วเคลื่อนไหวไม่ได้เช่นกัน ในทางกลับกันหากมีการเร่งเร้าโคจรเส้นลมปราณที่อ่อนแรงให้เคลื่อนไหวเร็วขึ้นมันจะยิ่งทำให้เส้นลมปราณที่กำลังทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่อยู่แล้วเสียหายไปในที่สุด เข้าใจหรือไม่ว่าหมายความเช่นไร

นักฆ่าดรรชนีอสูรรู้สึกยากลำบากต่อการหาคำอธิบายในสิ่งที่ตนทำความเข้าใจมาตลอดชั่วชีวิตให้แก่เด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าฟัง

ทฤษฏีพลังฝีมือเช่นนี้ ควรต้องมีพื้นฐานวิชาฝีมือในระดับหนึ่งก่อนแล้วค่อยๆ เรียนรู้ไปน่าจะเหมาะกว่า

ชงนีชูพยักหน้า

นักฆ่าดรรชนีอสูรเอ่ยถามออกไปอย่างแปลกใจ

เข้าใจหรือ

ขอรับ

ชงนีชูตอบอย่างชัดเจน

นักฆ่าดรรชนีอสูรส่ายหน้าไ

เป็นเด็กที่ยากจะมองออกจริงๆ หากจะบอกว่ามันเป็นเด็กที่ฟังเพียงครั้งเดียวแล้วเข้าใจทะลุปรุโปร่ง ก็นับว่ามันเป็นอัจฉริยะที่ยากพบพานอย่างแท้จริง

และวินาทีที่เส้นลมปราณที่อ่อนแรงโดนเร่งเร้าโคจรถึงขีดสุด สุดท้ายมันจะเปลี่ยนเป็นยิ่งอ่อนแรงลง หากฉกชิงโอกาสนั้น จู่โจมเส้นลมปราณที่อ่อนแรงได้ มันผู้นั้นต้องตายเสียสิบส่วน เราเรียกจุดลมปราณนี้ว่าจุดมรณะแน่นอน อยู่ตรงส่วนศีรษะสามแห่ง ส่วนท้องหกแห่ง และส่วนหลังอีกสองแห่ง เส้นลมปราณจะไม่โคจรผ่านจุดสิบเอ็ดจุด ต้องลองคะเนเวลาให้แน่นอน ก่อนจะมั่นใจในการไหลเวียนของโลหิต  นอกจากนี้ ถุงมือไหมหิมะที่เจ้าสวมอยู่สามารถป้องกันศาสตราวุธหลายชนิด หากรู้จักเกาะกุมโอกาส  ก็จะสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขัน อยู่ในสถานะไม่พ่ายแพ้

ดวงตาของชงนีชูเป็นประกาย

ก่อนอื่นเราลองมาฝึกพื้นฐานกันก่อน

นักฆ่าดรรชนีอสูรยื่นนิ้วชี้ออกมาข้างหน้า

ใช้นิ้วชี้ของเจ้าต่อสู้กับนิ้วชี้ของเรา ทำซ้ำๆ จนกว่านิ้วชี้กับนิ้วชี้สัมผัสกันอย่างแม่นยำ

ชงนีชูลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะหมายเล็งนิ้วของนักฆ่าดรรชนีอสูร

ทั้งสองใช้นิ้วมือโรมรันกัน  ชงนีชูเคลื่อนไหวอย่างไรก็มิอาจตามทันได้ เหงื่อกาฬไหลไคลย้อย

นักฆ่าดรรชนีอสูรไม่ได้คาดหวังอะไรมาก

หาใช่เพียงนักฆ่าดรรชนีอสูรเท่านั้น หากแต่พี่น้องคนอื่นๆ ที่กำลังฝึกเด็กเหล่านี้ ก็มีความคิดไม่ต่างกัน

ถึงอย่างไรการหลบหนีจากเงื้อมมือของพรรคฝ่ายธรรมะทั้งเก้า หนีออกไปจากยุทธภพภาคกลาง นับว่ายากเย็นราวกับหาบันไดไต่ขึ้นสวรรค์

การฝึกปรือเด็กเหล่านี้ โดยใช้เวลาเพียงวันเดียว จะได้อันใดสักกี่มากน้อย วิชาฝีมือที่พวกมันฝึกปรือมาหลายปี จะสามารถถ่ายได้หมดสิ้นภายในเวลาไม่กี่วันหรือ

ตอนนี้ในหัวของมันครุ่นคิดอย่างหมดหวัง

เจ้าเหนื่อยแล้วก็พักเสียก่อน

ไม่ขอรับ หากการกระทำเช่นนี้ สามารถทำให้มีชีวิตรอดต่อไป  ข้าพเจ้ายินดีกระทำ

มันตอบออกมาเสียงดังฟังชัด

เด็กคนนี้…..ยากจะประเมินมันได้จริงๆ มันไม่ใช่เด็กธรรมดา หรือมันจะเป็นลูกหลานของยอดฝีมือใด  ไม่ เท่าที่เรานึกดู ไม่มียอดฝีมือใดใช้นามสกุลชงนี  ชงนี…. ชงนี…’

ระหว่างที่นักฆ่าดรรชนีอสูรกำลังครุ่นคิด  ชงนีชูก็เริ่มใช้นิ้วชี้แทงเข้ามาอย่างแม่นยำ

มันไม่ได้ใช้ความรวดเร็วดุดันอันใด หากแต่เริ่มด้วยการยื่นมือมาช้าๆ แล้วค่อยเร่งความเร็วขึ้น มันยื่นมืออย่างไม่เกรงกลัว  ใช้ท่าหลอกล่อ   และวินาทีที่นิ้วกับนิ้วทำท่าจะสัมผัสกัน มันก็ออกแรงจี้จ่อออกไปอย่างแรง

มันรู้จักใช้กลยุทธ์ด้วยหรือ

นักฆ่าดรรชนีอสูรลอบตระหนก

มันไม่นึกถึงว่าอีกฝ่ายจะลงมือเช่นนี้

มันมองเด็กคนนี้ไม่ผิดจริงๆ

และนี่คือเหตุผลที่ชงนีชูได้รับการเลือกมา แม้ภายนอกมันจะแตกต่างจากเด็กคนอื่น

ตอนนี้ยาอีกันคงได้รับการฝึกฝนการซัดลูกแก้วเหล็ก  ยังมี ช็อกซาคงล่วงรู้ความลับที่ซ่อนอยู่ในกำไลข้อมือแล้ว

เด็กสาวเท้าเปลือยเปล่านั้นคงกำลังฝึกปรือการใช้ดาบเงินขนาดเล็ก  ดาบนี้ขอเพียงสร้างบาดแผลให้ฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามต้องจบชีวิตอย่างแน่นอน เพราะที่ตัวดาบอาบไปด้วยพิษอันร้ายแรง 

การที่นักฆ่าดรรชนีอสูรต้องการสอนวิชาดรรชนีสกัดจุดให้เพราะ มันต้องการรู้ว่าชงนีชูจะเรียนรู้ได้เร็วเพียงใด และที่สำคัญคือ มันไม่มีเวลาที่จะสอนอะไรมากไปกว่านี้

แต่ตอนนี้ชงนีชูกลับเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วกว่าที่มันคาดไว้

นักฆ่าดรรชนีอสูรโยกนิ้วไปมา หลบหลีกอย่างง่ายดาย   

ชงนีชูชำเลืองมองพลางจู่โจมอย่างต่อเนื่อง   

แต่ด้านความฉับไว สายตา  และท่วงท่า จะอย่างไรมันก็ยังเป็นรองอยู่หลายช่วงตัว นักฆ่าดรรชนีอสูรหลบหลีกอย่างง่ายดาย

เจ้ายังต้องฝึกอีกไม่น้อย

ทันใดนั้นนักฆ่าดรรชนีอสูรจำต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่

ตอนนี้นิ้วชี้ของชงนีชูกำลังไล่ล่าตามนิ้วที่เคลื่อนไหวไปมาราวกับงูของมันแล้ว

วินาทีที่นิ้วของนักฆ่าดรรชนีอสูรขยับ ชงนีชูก็ขยับโยกซ้ายขวาเปลี่ยนทิศทาง ดู 

กระบวนท่าล่อหลอกของมันไม่เลว

นักฆ่าดรรชนีอสูรลอบชื่นชม

เด็กที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น ทั้งยังสอนเคล็ดการใช้นิ้วไปเพียงแค่สองชั่วยาม  ไม่น่าเชื่อว่ามันจะรู้จักใช้กระบวนท่าหลอกล่อเช่นนี้ คล้ายกับเลียนแบบกระบวนท่าหลบหลีกของมันเมื่อครู่ ปรับมาใช้เป็นวิธีการจู่โจม

ทันใดนั้น นักฆ่าดรรชนีอสูรปรับเปลี่ยนวิธีการ

มันใช้นิ้วชี้เฉียงลงดิน ในลักษณะแทงลง

ชงนีชูต้องรู้จักการใช้นิ้วชี้จากแง่มุมที่แตกต่าง

มันจะทำได้หรือ 

การออกแรงระหว่างจี้ออกและใช้นิ้วแทงลง ดูไปคล้ายกัน หากแต่แท้ที่จริงนับว่าต่างกันอย่างมาก

การจ่อจี้ไปโดยตรง จะสามารถควบคุมพลังได้ง่ายดายกว่า การใช้นิ้วแทงขึ้นและ บังคับทิศทางได้ยาก จึงพลิกแพลงได้น้อยกว่า หากแต่จะใช้พลังได้มากกว่า 

ครานี้อาจยากอยู่บ้าง ขอเพียงมันไม่ท้อถอยก็น่าจะเข้าใจเคล็ดความนี้

นักฆ่าดรรชนีอสูรต้องการสอนวิชาดรรชนีให้แก่เด็กน้อยที่ไม่มีพื้นฐานวิชาฝีมือ โดยความจริงแล้วนับว่าเป็นเรื่องยากเย็นยิ่ง

นักฆ่าดรรชนีอสูรชี้นิ้วเฉียงลงดิน จากนั้นก็แทงขึ้นอย่างพิสดารจนไม่อาจเห็นชัดตา

ชงนีชูลดนิ้วลง พยายามติดตามให้ทันนิ้วมืออีกฝ่าย จากนั้นมันก็ตัดสินใจจี้นิ้วออกอย่างแรง   

นักฆ่าดรรชนีอสูรลอบยิ้ม ก่อนลดนิ้วชี้เล็กน้อยอย่างพิสดาร หลบหลีกนิ้วของชงนีชูอย่างง่ายดาย

สีหน้าของชงนีชูดูไปตื่นตระหนกอยู่บ้าง

เชื่องช้าเช่นนี้  ไม่อาจใช้การได้ เริ่มใหม่

ชงนีชูพยายามสงบจิตใจ

จนกระทั่งถึงตอนนี้ นิ้วชี้ของมันยังไม่อาจสัมผัสฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย 

อยู่

ชงนีชูตวาดก้องพร้อมกับจี้นิ้วออกอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่มันจะจี้นิ้วออก นิ้วชี้ของนักฆ่าดรรชนีอสูรลดลงก่อนคล้ายล่วงรู้ล่วงหน้าแล้ว

คงยากเกินไปสำหรับเด็กอายุเพียงนี้ ตราบใดที่ยังไม่มีพลังลมปราณถึงระดับหนึ่ง ในด้านความเร็วก็ยังนับว่ามีข้อจำกัด

นักฆ่าดรรชนีอสูรไม่ต้องการรีบเร่งเกินไป วันนี้ได้ถึงขั้นนี้ นับว่าประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมายแล้ว ชงนีชูช่างเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ไม่น้อย

นักฆ่าดรรชนีอสูรกล่าวขึ้นว่า

นั่งลง

ไม่เป็นไร ข้าพเจ้าต้องการฝึกต่อ…”

เรายังต้องศึกษากันมาก  หาก ไม่พักตอนนี้จะไม่ได้พักแล้ว

ชงนีชูถอนหายใจเล็กน้อย

ตอนนี้ทั้งสองฝึกปรือวิชาติดต่อกันเป็นเวลากว่าสามชั่วยาม  โดยยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่น้อย หากแต่เด็กน้อยผู้นี้ไม่แสดงสีหน้าเหน็ดเหนื่อยหรือรำคาญใจแม้แต่น้อยกับการร่ำเรียนวิชาที่สลับซับซ้อนปานนี้   

เมื่อชงนีชูนั่งลงนักฆ่าดรรชนีอสูรก็ค่อยๆ จี้จุดตรงบริเวณไตเพื่อเป็นการผ่อนคลายมัน

นักฆ่าดรรชนีอสูรถือโอกาสลองสัมผัสกระดูกของมันดู

อืม กระดูกของมัน

นักฆ่าดรรชนีอสูรรู้สึกผิดหวัง

ชงนีชูมีกระดูกเล็กบางเหมือนกระดูกนก ต่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ กระดูกของมันก็ยากที่จะใหญ่ไปกว่านี้  มันจะกลายเป็นคนรูปร่างผอมแห้ง

ความหวังที่มีในตัวมันกลับสลายไปสิ้น

การที่นักฆ่าดรรชนีอสูรลองสัมผัสกระดูกของชงนีชูดู เพราะสงสัยว่ามันเป็นลูกหลานของยอดฝีมือคนใด  หรือมันเคยรับประทานโอสถวิเศษใดลงไปหรือไม่ อีกทั้งมันต้องการตรวจสอบว่าเด็กผู้นี้จะรู้จักวิธีการโคจรลมปราณที่มีคนลอบถ่ายทอดให้แก่มันโดยที่มันไม่รู้ตัวหรือไม่

ชงนีชูเรียนรู้ได้เร็วมากกว่าที่คาดคิดเอาไว้  หากแต่มันก็ไม่อาจพบพิรุธใด

ชงนีชูเพิ่งสัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่าวิชาฝีมือ ด้วยความเฉลียวฉลาดและความมุ่งมั่น มันสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน

หากจะสรุปสั้นๆ เด็กคนนี้คืออัจฉริยะที่ยากพบพาน

หากมันรอดชีวิตไปได้ต่อไป มันจะต้องกลายเป็นสุดยอดมือสังหารที่ร้ายกาจเทียบเท่าพี่ใหญ่ก็เป็นได้ แต่ส่วนสัดร่างกายมันนับว่าอ่อนด้อยไปบ้าง……ที่แท้นี่นับเป็นโชคดีหรือคราเคราะห์

นักฆ่าดรรชนีอสูรใช้ปลายนิ้วสัมผัสตรงเส้นลมปราณเสาสวรรค์ตรงช่วงลำคอของชงนีชู

เจ้าจดจำจุดที่เราสัมผัสนี้ให้ดี” 

“…..”

จำได้หรือไม่

ขอรับ

จุดนี้เรียกว่าเส้นลมปราณเสาสวรรค์ เป็นจุดควบคุมการขับถ่าย แล้วจำได้หรือไม่ว่าจุดที่จับแล้วทำให้ขยับเขยื้อนไหวไม่ได้มีอยู่กี่จุด

ยี่สิบเอ็ดจุด

ถูกต้อง ยี่สิบเอ็ดจุด นี่คือหนึ่งในจุดเหล่านั้น หากบีบที่จุดนี้โดยแรง ต่อให้เป็นคนร่างใหญ่เพียงใดก็ต้องหมดสติลง

ข้าพเจ้าจะจดจำไว้

เส้นตายมีกี่แห่งจำได้หรือไม่

สิบเอ็ดแห่ง

ชงนีชูตอบอย่างไม่ต้องครุ่นคิด

ที่ศีรษะมีกี่แห่ง

สามแห่ง

ประเสริฐ และนี่คือหนึ่งในสามจุด แม้ปกติมันจะนับเป็นเส้นที่จี้สกัดแล้วจะขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ แต่เมื่อนับจากเวลาอินชี (เวลาตีสามถึงตีห้า) และเวลามโยชี (เวลาตีห้าถึงเจ็ดโมง) ในช่วงสามสิบนาทีแรกของทั้งสองช่วงนี้ จุดนี้จะกลายเป็นจุดตาย

“….”

จงจำตำแหน่งนี้ให้ดี

ขอรับ

เจ้าเคยได้ยินคำว่าตายโดยไม่ทันตั้งตัวหรือไม่?”

ขอรับ

วิชาดรรชนีของเรานี้ สามารถจำกัดความได้ด้วยคำนี้  จุดเป็นที่เปลี่ยนเป็นจุดตายตามช่วงเวลาอันพิเศษเฉพาะนี้ เป็นศาสตร์ที่เราคิดค้นขึ้น หากลงมือโดยอีกฝ่ายไม่ทันระวังตัว ย่อมง่ายดายยิ่งที่จะลงมือประสบผล

นักฆ่าดรรชนีอสูรทำท่าเหมือนสวมกอดชงนีชูจากทางข้างหลัง พลางใช้มือไปข้างหน้าจับหัวนมของมัน

เจ้าคิดว่าจุดนี้เเป็นเส้นลมปราณหรือไม่

ท่าน ท่านผู้อาวุโส ข้าพเจ้ารู้สึกจั๊กจี้

เช่นนั้นหรือ

วินาทีนั้นเอง

อ้าก

ชงนีชูร้องด้วยความเจ็บปวด เพียงแค่นักฆ่าดรรชนีอสูรกดตรงใต้หัวนมของมันเล็กน้อย

เจ้าได้สัมผัสด้วยกายเจ้าเองแล้วคงไม่ลืมง่ายๆ จุดนี้คือหนึ่งในจุดมรณะ  ด้านล่างของหัวนมทั้งสองข้าง เจ้าคิดว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด

มะ..ไม่ทราบขอรับ

ชงนีชูยังคงเจ็บปวด

ความเจ็บปวดนี้นับว่าไม่น้อย หากแต่มันยังพยายามรักษาสีหน้าเอาไว้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เด็กผู้นี้นับว่าดูออกได้ยากยิ่งโดยแท้…’

หิวหรือไม่

ไม่ขอรับ

ถึงเวลาอาหารเช้าแล้ว ตอนนี้ยามเช้าแล้ว น่าจะประมาณกี่โมงกัน

ชินชี (เจ็ดโมงถึงเก้าโมง) ขอรับ

ถูกต้อง เจ้าจำได้หรือไม่เวลาที่เส้นลมปราณหลักเปลี่ยนเป็นจุดมรณะ

นับจากเวลาอินชี (ตีสามถึงตีห้า) ผ่านไปสองกัก (สามสิบนาที) ยังมีเวลามโยชี (ตีห้าถึงเจ็ดโมง) ผ่านไปสองกัก (สามสิบนาที)

ถูกต้อง ระหว่างเวลานั้นเส้นลมปราณเส้นนั้นจะไม่ใช่เส้นลมปราณหลักหากแต่เป็นจุดมรณะ

นักฆ่าดรรชนีอสูรค่อยๆ สอนมันทีละน้อย พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้มันจดจำไปตลอด ไม่ลืมเลือน

ชงนีชูร่ำเรียนวิชาฝีมือกับนักฆ่าดรรชนีอสูรทั้งคืน แต่หาได้แสดงความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าออกมาให้เห็น ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว ไม่มีอะไรตกถึงท้องแต่ยังไม่เอ่ยปากว่าหิวแม้แต่น้อย

หลับพักผ่อนเถอะ หากเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้ ยากที่จะเรียนรู้ได้ดี   

ท่านผู้อาวุโส ข้าพเจ้ามีเวลาเหลือเท่าไหร่

ต่อไปจงเรียกเราว่าอาจารย์ เราเป็นอาจารย์ของเจ้า

อาอา…. ข้าพเจ้าไม่อาจเรียกได้

เอาเถอะ เรื่องนี้ภายหน้าค่อยสนทนากัน เจ้าถามเรื่องเวลาทำไมหรือ” 

ข้าพเจ้าต้องการทราบว่าเวลาที่จะฝึกปรือเหลืออีกเท่าไหร่

เจ้าไม่ต้องสนใจ ตอนนี้เจ้าต้องพักผ่อน” 

อีกไม่นานพวกเราอาจต้องเดินทาง แล้วพวกท่านย่อมไม่เดินทางด้วยเท้าร่วมกับพวกเรา มิเช่นนั้นจะเป็นจุดสะดุดตา อีกทั้งพวกเราคงเป็นตัวถ่วงทำให้พวกท่านเดินทางได้ไม่ไกล ฉะนั้นพวกท่านคงโดยสารด้วยรถม้าหรืออะไรสักอย่าง  ถึงตอนนั้นข้าพเจ้าค่อยพักผ่อนก็ไม่สายกระมัง” 

นักฆ่าดรรชนีอสูรลอบตื่นตระหนกต่อการสังเกตแยกแยะของอีกฝ่าย

คำพูดของชงนีชูถูกต้อง

หากให้เด็กเหล่านี้เดินเท้าไปคงเดินไปได้ไม่ถึงสิบลี้ก็ยากจะเดินทางต่อได้  ถึงแม้ไม่ถึงขั้นไล่ทันจนถูกจับตัว แต่รอยเท้าของพวกเด็กๆ คงเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการติดตามพวกตน  พวกมันจึงเตรียมพาหนะบางอย่างเอาไว้

ถึงแม้ไม่รู้ว่าจะอาศัยมันไปได้นานสักเท่าใด  แต่อย่างน้อยหวังแค่เพียงให้ออกไปจากมณฑลฮานัมได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว

ไม่ได้ ในเมื่อเด็กน้อยเพียงนี้ยังคิดได้ แล้วพรรคใหญ่ทั้งเก้าพรรค จะไม่สามารถคาดเดาได้หรือ พวกมันต้องวางกำลังจับตายานพาหนะต่างๆ อย่างแน่นอน  ต่อให้ลำบากเพียงใด พวกเราก็ต้องเดินทางไปด้วยเท้า

ทันทีที่สถานการณ์เปลี่ยนไปเช่นนี้ นักฆ่าดรรชนีอสูรก็เริ่มร้อนรน

นักฆ่าดรรชนีอสูรจี้จุดลมปราณตรงสีข้างของชงนีชู

ชงนีชูหมดแรงทรุดฮวบลง

จี้จุดสลบของมัน ครานี้มันคงได้พักผ่อนสักที

ทันที่ที่มือสังหารสวรรค์แย้มสรวลได้ฟังคำของนักฆ่าดรรชนีอสูร ดวงตาของมันทอแววครุ่นคิด

อืม…..ถูกของเจ้า เราเสียเวลาไปวันหนึ่งแล้ว เหลืออีกสองวันเท่านั้น ต่อให้มีปีก ก็ยังยากจะเล็ดรอดจากหูตาของพวกมันเหล่านั้น  อีกทั้งเมื่อถึงเวลาพรรคฝ่ายธรรมะทั้งเก้าน่าจะเริ่มต้นไล่ล่าพวกเราทันที

เทพบุตรประหารฟ้าพยายามถ่วงเวลาอย่างเต็มที่ แต่ทำได้อย่างมากเพียงหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง)

จะต้องใช้ระยะเวลาสองวันที่เหลือนี้ให้เป็นประโยชน์ แล้วการฝึกปรือเด็กเหล่านั้นเป็นเช่นไรบ้าง

เราพึงพอใจ

ฝ่ามือวาหรเหินเวหาตอบออกมา

เด็กหญิงผู้นี้เฉลียวฉลาดมาก เราพอใจยิ่ง

บัณฑิตหยกยิ้มเล็กน้อย คล้ายพึงพอใจเช่นกัน

ข้าพเจ้าก็พอใจเช่นกัน

นักฆ่าดรรชนีอสูรเอ่ยขึ้นสั้นๆ

การเตรียมรถม้ากลับส่งผลร้ายต่อพวกเรา คนของพรรคกระยาจกย่อมสืบหาข้อมูลของพวกเราได้แล้ว ถ้าเช่นนั้นตอนนี้เราควรช่วงชิงลงมือก่อน

แผนการที่มือสังหารสวรรค์แย้มสรวลเป็นคนวางแผนคล้ายจะสมบูรณ์แบบ

มันวางแผนเอาไว้ว่าจะเปลี่ยนรถม้าเป็นรถอูฐระหว่างเวลาสองวันที่ทำการหลบหนี  อีกทั้งพวกมันยังหาตัวพวกเด็กๆ ที่มาเป็นตัวตายตัวแทนพวกมันแล้วด้วย

สิ่งนี้คือสิ่งที่นักฆ่าดรรชนีอสูรคิดขึ้นมาได้

หากชงนีชูคิดได้แล้วคนของพรรคฝ่ายธรรมะย่อมคิดได้เช่นกัน ฉะนั้นแผนการที่จะเปลี่ยนรถม้าเป็นอูฐแทน ไม่อาจใช้ได้แล้ว

ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะดื้อดึงทำตามอย่างเดิมที่คิดและวางแผนเอาไว้

หมู่บ้านทิวหินเป็นหมู่บ้านที่ใช้เป็นที่ซ่อนตัวสุดท้ายของสำนักวิญญาณลี้ลับ

เนื่องจากงานของพวกมันเป็นงานที่ต้องรอบคอบ จึงจำเป็นต้องเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างพรักพร้อม ยามเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดจึงจะสามารถหลบหนีได้อย่างทันท่วงที 

ที่หมู่บ้านทิวหินมีอาหารที่เพียงพอจะรับประทานได้ตลอดหนึ่งปีเต็ม มีการตั้งค่ายกลไว้เพื่อป้องกันการรุกรานจากภายนอก หากไม่ใช่ผู้ที่รู้เส้นทางเป็นอย่างดี ย่อมไม่สามารถผ่านเข้าไปในดินแดนนี้ได้

นี่นับเป็นป้อมปราการขนาดย่อมหลังหนึ่ง

พวกเราคงหลบอยู่ที่นี่ได้ประมาณห้าวัน

มือสังหารสวรรค์แย้มสรวลสรุป

ห้าวัน

แม้จะเป็นสถานที่ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมาเช่นนี้ แต่ยังมิอาจทานการไล่ล่าของพรรคฝ่ายธรรมะเกินห้าวันได้  การเดินทางมายังที่นี่ของทั้งสี่ไม่ต่างจากการเดินทางมาเพื่อให้สถานที่แห่งนี้ถูกทำลายทั้งๆ ที่ได้ใช้เงินทองจำนวนมหาศาลในการสร้างที่นี่ขึ้น

บุรุษทั้งสี่คนของสำนักวิญญาณมรณะต่างนำสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ออกมาจากถ้ำ

นอกจากอาวุธลับอย่างตะปูทะลวงใจ เข็มกระชากวิญญาณ  ยังมีโอสถวิเศษอย่างบุปผาหินมลาย   และยาหิมะทองคำ  ยังมี อาภรณ์ที่จำเป็นในการแปลงโฉม จำพวกหนวด เครา ผมปลอม

ที่ภายในถ้ำเต็มไปด้วยฝุ่นปกคลุม

มือสังหารสวรรค์แย้มสรวลแบกยาอีกันอันไร้สติสัมปะชัญญะผ่านทางเดินลับที่ทะลุไปยังหมู่บ้านทิวหิน

มือสังหารสวรรค์แย้มสรวลมุ่งหน้าไปที่ใดไม่มีใครทราบ เพราะสถานที่แห่งนี้มีเส้นทางลับที่สามารถไปได้ถึงยี่สิบแห่ง

อย่าลืมเลือนความแค้นของพี่ใหญ่ หากต้องตาย ก็ต้องสังหารฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด คนที่ยอมตายอย่างน่าอดสู มันผู้นั้นไม่ใช่พี่น้องของเรา แม้จะตายไปแล้ว เราก็ไม่มีวันให้อภัย   

ฝ่ามือวานรเหินเวหายังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉพาะตัวของมัน

แต่บัณฑิตหยกกับนักฆ่าดรรชนีอสูรกลับสัมผัสได้ถึงน้ำใจอันลึกล้ำจากจิตใจของฝ่ามือวานรเหินเวหา  นับเป็นน้ำใจของพี่น้องที่ลึกล้ำยิ่ง

พี่สาม หากป่าเขายังอยู่ ไม่วิตกว่าจะไร้ฟืนไฟ วันหน้าพวกเราต้องพบกันอีก   

วาจาขอจบสิ้นแต่เพียงนี้

ฝ่ามือวานรเหินเวหากล่าวสั้นๆ ก่อนจากไป

ข้าพเจ้าต้องไปแล้ว

บัณฑิตหยกยกร่างของเด็กสาวเท้าเปล่าเปลือยขึ้นบ่า

เราขอพูดคำเดียวกันกับที่พี่ใหญ่เคยกล่าว ขอให้ท่านรักษาลมหายใจเอาไว้จนวินาทีสุดท้าย

ฮาๆ ย่อมแน่นอน แล้วพบกันใหม่

บัณฑิตหยกกล่าวคำลา

นักฆ่าดรรชนีอสูรแบกร่างชงนีชูขึ้นบ่า

เราก็ต้องออกเดินทางแล้ว แม้ไม่รู้จะหนีไปได้ไกลแค่ไหนก็ตาม

หลังจากนั้นชั่วครู่เดียวภายในหมู่บ้านทิวหินก็เหลือเพียงกระแสพัดหวีดหวิว

ทั้งสี่คนต่างไม่ถามเส้นทาง แยกย้ายกันไปในลักษณะนี้

ใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นช้าๆบนพื้นในฤดูใบไม้ร่วง นกที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้ากว้างพลางส่งเสียงร้องขับขาน  ก่อให้เกิดความรู้สึกสงบสันติ

ทิวทัศน์ของเขาโอแชยามฤดูใบไม้ร่วงช่างงดงามยิ่งนัก

นักฆ่าดรรชนีอสูรจับมือชงนีชูเอาไว้ แล้วเดินไปตามเส้นทางที่มีใบไม้ร่วง

ท่าทีของมันดูไม่รีบร้อน เยือกเย็น

ไม่ต้องตื่นเต้น ต่อให้มีดาบจ่อประชิด ก็ไม่ต้องตื่นเต้น ความตื่นเต้นอาจจำเป็นในบางสถานการณ์ แต่ยามนี้ต้องสงบเยือกเย็น ลับประสาทสัมผัสให้คมถึงขีดสุด

ขอรับ

หากใครไม่รู้ตื้นลึกหนาบางคงคิดว่าทั้งสองเป็นบิดากับบุตรออกเดินป่า หากแต่ป่าแห่งนี้นั้นอันตรายยากที่คนทั่วไปจะเดินผ่าน

นักฆ่าดรรชนีอสูรยังคงใส่อาภรณ์สีขาวที่มันสวมอยู่ประจำ  บนหัวยังใส่หมวกบัณฑิตเช่นเดิม

นักฆ่าดรรชนีอสูรไม่ปลอมแปลงตัวเอง

มันรู้ดีว่าพวกมันทั้งหมด ย่อมไม่สามารถหนีรอดไปได้หมดทุกคน จำเป็นต้องมีผู้ดึงดูดความสนใจเอาไว้สักคนหนึ่ง มันจึงตัดสินใจเสียสละ

มันรู้ดีว่าภายใต้ความเงียบสงัดของป่าลึกแห่งนี้ มีความเคลื่อนไหวเล็กๆ เกิดขึ้น

กระรอกน้อยกำลังกัดกินลูกโอ๊ค งูจับกระรอกกิน

และยังมีสายตาอันแหลมคมเหมือนเหยี่ยวของคนจากพรรคกระยาจก

มีเวลาอีกสองวัน ระหว่างเวลาสองวันนี้จะต้องสร้างช่องว่างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

มันไม่ได้กำหนดว่าจะไปที่ใดตั้งแต่แรก

เป็นไปได้ที่มือสังหารสวรรค์แย้มสรวลจะเดินทางไปทางทิศตะวันตก หากเดินทางออกจากฮานัมผ่านมณฑลฮย็อบซอไปก็จะเดินทางถึงทะเลช็องแฮ (ทะเลเขียว) ที่นี่มีสำนักคุนหลุนซึ่งเป็นพรรคขนาดใหญ่ที่เก้าพรรคฝ่ายธรรมะยังไม่กล้าลงมืออย่างเปิดเผย

มณฑลช็องแฮเป็นสถานที่ในการดูแลของสำนักคุนหลุน ที่นั่นไม่ยอมรับและไม่เห็นด้วยต่อบทลงโทษสิบประการที่พรรคฝ่ายธรรมะทั้งเก้าร่วมมือกันตั้งขึ้น

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ที่โดนพรรคฝ่ายธรรมะไล่ล่า จึงมักจะหลบหนีจากยุทธภพภาคกลางไปยังมณฑลช็องแฮที่เชื่อว่าเป็นดินแดนที่ปลอดภัยสำหรับพวกตนมากที่สุด

แต่คนจำนวนมากถูกจับได้และสังหารตายระหว่างที่หลบหนีไปยังมณฑลช็องแฮ

มือสังหารสวรรค์แย้มสรวลเป็นอีกผู้หนึ่งที่ชื่นชอบความท้าทาย…. จึงเลือกการหลบหนีไปยังมณฑลช็องแฮที่น้อยคนยากจะเดินทางไปถึง

ส่วนฝ่ามือวานรเหินเวหาอาจจะเลือกที่จะเดินทางข้ามผ่านมณฑลซันซอ เมื่อเดินทางผ่านทะเลเหลือง(ฮวงโห) ไปจะพบเส้นทางแยกของสายน้ำ เดินทางผ่านมณฑลซันซอไปก็จะสามารถเข้าไปในเขตมองโกลได้

หากเข้าไปในเขตมองโกลได้ ก็ยากที่จะมีใครสามารถจับตัวฝ่ามือวานรเหินเวหาได้อีก เพราะน้อยคนนักจะรู้จักมองโกลได้ดีเท่าฝ่ามือวาหรเหินเวหา

เพราะที่นั่นคือแผ่นดินเกิดของมัน

ส่วนน้องสี่ บัณฑิตหยกนั้น มันแน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องเดินทางมุ่งไปทางทิศตะวันออกแน่

บัณฑิตหยกเป็นชาวฮังจู ในมณฑลช็อลกังซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นดินแดนอันงดงาม ดินแดนนั้นอารยธรรม ล้ำหน้า ทั้งอักษรศาสตร์หรือตำรับตำรา

ขอเพียงมีหนึ่งในพวกเราหลบหนีไปได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว….’

นักฆ่าดรรชนีอสูรค่อยๆ ลงจากเขาช้าๆ

พรรคกระยาจกพยายามจะรักษาคำมั่นของพรรคฝ่ายธรรมะเอาไว้ ฉะนั้นถึงแม้มันจะรู้ความเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่ลงมือไล่ล่าแต่อย่างใด

ลงจากเขาใช้เวลาหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง) เดินทางไปในหมู่บ้านหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง) ต่อให้เดินช้าอย่างไรก็น่าจะกินเวลาราวสามชีจิน (หกชั่วโมง)  หากใช้วิชาตัวเบาก็ใช้เวลาหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง)’

จำเป็นต้องกระตุ้นความสนใจของพรรคกระยาจก

ตอนนี้ความสนใจของพวกมันแบ่งออกเป็นสี่ส่วนด้วยกัน ดังนั้นจึงต้องเบนความสนใจพวกมัน ให้หันมาสนใจเพียงที่เดียว

จดจำเอาไว้  นั่นคือหากเราตายไปหรือตกอยู่ในอันตราย ห้ามใช้วิชาที่เราสอนเจ้าไปเป็นอันขาด

นักฆ่าดรรชนีอสูรมองใบหน้าอันหวาดหวั่นอยู่บ้างของเด็กน้อย

ชงนีชูกลับกลายเป็นเด็กขี้ขลาดอีกครั้ง  แม้มันจะไม่แสดงออกมาโดยตรง แต่นักฆ่าดรรชนีอสูรก็สัมผัสได้

ขอรับ อาจารย์

น้ำเสียงที่ขานรับของมันช่างราบเรียบ

ชงนีชูรู้ดีว่าตอนนี้มันกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงแก่ชีวิต มันเคยโดนสำนักประตูสวรรค์มรณะไล่ล่า จึงพอจะเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างดี สำนักประตูสวรรค์มรณะเป็นกลุ่มอำนาจที่สามารถทำลายล้างทุกอย่างได้เพียงชั่วข้ามคืน  และตอนนี้ชงนีชูทราบดีว่ากลุ่มที่ไล่ล่าพวกตนนั้นร้ายกาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

อนาคตของเด็กผู้นี้นับว่าน่าสนใจยิ่ง

นักฆ่าดรรชนีอสูรคว้าจับตรงเอวของชงนีชูก่อนจะจี้จุดสลบ และออกเดินทางด้วยวิชาตัวเบา  ร่างของมันกลายเป็นประกายสายฟ้าวูบหนึ่ง

เฮอะ กลับหลุบหางหดหัวหลบหนี ตอนพวกมันลอบสังหารผู้อื่น คงไม่คิดว่าตนเองจะมีวันที่ถูกไล่ล่าเช่นนี้กระมัง

เสียงพูดดังขึ้นในป่าลึกพร้อมกับการปรากฏตัวของชายชราผมขาวโพลนผู้หนึ่ง

หากประพฤติไม่อายฟ้าดิน ปฏิบัติตามครรลองแห่งบู๊ลิ้ม พวกมันก็ย่อมไม่มีวันนี้  หากกลัวตายปานนี้ ก็ไม่สมควรพรากชีวิตอันมีค่าของผู้อื่น คนเราไม่ควรเห็นชีวิตคนอื่นเป็นผักปลา  ทำทุกอย่างโดยหวังเพียงให้ตัวเองมีชีวิตรอดเยี่ยงนี้

ดวงตาของผู้เฒ่าผมขาวเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

ชายชราผู้นี้ดูไปซ่อมซ่อยากไร้ เสื้อผ้าหลวมกว้าง ทั้งเก่าคร่ำคร่า  หากแต่สองตาทอประกายวาววาม แฝงความมุทะลุดุดัน

ที่หว่างเอวของชายชรามีไม้เท้าสีดำ

ผู้เฒ่านิลกาฬ เป็นระดับผู้อาวุโสของพรคกระยาจก

มันชิงชังความชั่วช้าดุจความอาฆาตแค้นส่วนตัว ตั้งแต่ยังเยาว์ ยามใดที่มันเห็นความอยุติธรรม มันเป็นต้องสอดมือยุ่งเกี่ยว

ด้วยลักษณะนิสัยเฉพาะตัวยอมหักไม่ยอมงอของมัน ทำให้พรรคกระยาจกตกอยู่ในความลำบากหลายครั้ง แต่กระนั้นมันก็นับเป็นจิตวิญญาณแห่งพรรคกระยาจก

ลักษณะนิสัยใจคอของมันยังเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจนเป็นผู้เฒ่าอายุปูนนี้

ยามนี้ มันปรากฏตัวขึ้นที่เขาโอแช

ด้านคนอื่นเล่า เป็นอย่างไรบ้าง

ทันทีที่ชายชรากล่าวถาม มังกรท่องนภาก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังพลางตอบว่า

มือสังหารสวรรค์แย้มสรวลกับฝ่ามือวานรเหินเวหาพาเด็กหนุ่มอายุประมาณสิบสองปีเดินทางไปอย่างรีบร้อนขอรับ

แล้วบัณฑิตหยกเล่า

มันก็เดินทางไปพร้อมกับเด็กสาวอายุประมาณสิบสองปีเช่นกัน

มันไม่ได้แปลงโฉมใช่หรือไม่” 

ขอรับ

ยังนับว่าพวกมันมีคุณธรรมต่อพี่น้องอยู่บ้าง

มังกรท่องนภาได้แต่ก้มหน้าไม่ตอบวาจา

เหตุใดไม่ตอบ

ว่ากระไรขอรับ

เราบอกว่ายังนับว่าพวกมันมีคุณธรรมต่อพี่น้องอยู่บ้าง

ขอรับ……ดูเหมือนมันยังพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง

แล้วเหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น

เจ้าเฒ่าผู้นี้เสียสติหรือไร

ข้าพเจ้า เอ่อ…. เห็นความตั้งใจว่ามันต้องการตกเป็นเป้าหมายแต่เพียงผู้เดียว ตั้งใจเสียสละชีวิตเพื่อให้คนอื่นหนีรอดไปได้…”

แล้วเจ้าวางแผนจะดำเนินการเช่นใดต่อ

เป้าหมายที่พวกเราต้องไล่ล่าคือนักฆ่าดรรชนีอสูร พวกเราต้องพยายามให้ถึงที่สุดที่จะจับตัวมันมาสังหารให้ได้

เฮอะ

ผู้เฒ่านิลกาฬแค่นเสียง

เจ้าไม่รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลหรือ

“….”

มังกรท่องนภานึกถึงกระบวนการทุกอย่างที่ตนได้ประสบตั้งแต่วันลงโทษเทพบุตรประหารฟ้ามาจนกระทั่งถึงวันนี้

มีอะไรผิดแปลกไปหรือคนผู้นี้นับว่ามีประสบการณ์บู๊ลิ้มโชกโชน ภายนอกแม้จะดูมุทะลุดุดัน หากแต่แท้จริงแล้วกลับละเอียดรอบคอบ  ย่อมต้องเล็งเห็นอันใดเป็นแน่..’

ต่อให้คิดได้เช่นนั้น แต่มันกลับคาดคิดไม่ออกว่ามีอันใดไม่ชอบมาพากล

ที่ผ่านมา เจ้าทำหน้าที่ได้ไม่เลว หากแต่จะหวังความก้าวหน้ากว่านี้ ต้องฝึกฝนอีกมาก ไม่เช่นนั้นเจ้าจะไม่มีความก้าวหน้ามากกว่านี้

สิ่งใดที่ไม่ชอบมาพากล สิ่งใดกัน

มังกรท่องนภารู้สึกงุนงงยิ่ง

คำตำหนิที่ได้รับจากผู้เฒ่านิลกาฬ ยิ่งทำให้มันละอายที่ไม่สามารถประเมินสิ่งผิดสังเกตได้

หากเจ้าเป็นประมุขแห่งสำนักวิญญาณลี้ลับเจ้าจะทำเช่นไร

“…”

เจ้าจะยอมรับบทลงโทษสิบประการหรือ

ขอรับ

โดยสั่งให้พวกลูกน้องหนีไป

ขอรับ

ประเสริฐ

ผู้เฒ่านิลกาฬร่ำร้องออกมา

ยังนับว่าใช้ได้อยู่บ้าง

วินาทีนั้นมังกรท่องนภารู้สึกเหมือนโดนน้ำเย็นสาดตัว

มันคือผู้รับงานจ้างวานฆ่า เพื่อความอยู่รอดของมันแล้ว มันต้องทำทุกอย่างเพื่อให้รอดชีวิต แล้วจะยอมรับบทลงโทษสิบประการได้อย่างไร…. ไม่ ประมุขสำนักวิญญาณลี้ลับไม่ใช่คนทำอะไรวู่วามเช่นนั้น  อีกทั้งมันจะประกอบอาชีพเป็นนักฆ่า แต่มันก็เป็นชายชาตรีผู้หนึ่ง

มังกรท่องนภานึกถึงภาพตอนที่เทพบุตรประหารฟ้าได้รับบทลงโทษสิบประการได้ดี  ถึงมันจะเจ็บปวดทุกข์ทรมาน  แต่มันกลับไม่ปริปากร้องแม้แต่น้อย

มันสมกับเป็นชายชาตรีที่แท้จริง

ต่อให้เทพบุตรประหารฟ้าต้องได้รับโทษทัณฑ์ที่ทุกข์ทรมานยิ่งกว่าบทลงโทษสิบประการ มันก็จะยอมรับเพื่อให้พี่น้องทั้งหลายของมันหลบหนีไปได้ มันเป็นเช่นนี้ พี่น้องของมันก็ต้องเป็นเช่นนี้ ย่อมไม่หลุบหางหลบหนี พวกมันน่าจะเอาตัวเข้าแลกเพื่อแก้แค้นให้จงได้แต่พวกมันกำลังหลบหนี  น่าประหลาดนัก

ทันทีที่แววตาของมังกรท่องนภาเปลี่ยนไป ผู้เฒ่านิลกาฬก็แค่นเสียง กล่าวว่า

เฮอะ คิดออกแล้วหรือ

ขอรับ

ว่าไป

มังกรท่องนภาไม่ได้ยินคำถามของเฒ่านิลกาฬ เพราะมันกำลังคิดใคร่ครวญ

พวกมันทั้งหลาย หากหนีไปตามลำพังก็ลำบากแล้ว แต่กลับยังพาเด็กน้อยทั้งหลายหนีไปด้วย เวลานี้  สิ่งผิดสังเกตอยู่ตรงนี้

เจ้า

ผู้เฒ่านิลกาฬตวาดออกมาทำให้มังกรท่องนภาได้สติ

สิ่งที่เจ้ารู้สึกผิดสังเกตคืออะไร

เหล่าพวกเด็กๆ ขอรับ

มังกรท่องนภาตอบออกมาโดยไม่รั้งรอ

ว่าไป

ดูเหมือนพวกมันกำลังซุกซ่อนอะไรบางอย่าง  เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่พวกมันจะพาเด็กเหล่านั้นเดินทางหลบหนีไปด้วย

เจ้าไม่รู้หรือว่าสำนักวิญญาณลี้ลับกำลังฝึกปรือมือสังหารรุ่นใหม่อยู่

ต่อให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม หากเป็นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะยอมทิ้งพวกมันไป เพราะเรื่องคับขันที่สุดตอนนี้คือการหนีเอาตัวรอด

นั่นเป็นสัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์

เฒ่านิลกาฬมองตามนักฆ่าดรรชนีอสูรที่ค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ

มันกำลังหนีไป  แต่ที่ที่มันกำลังไปจะมีสายตาอีกหลายสิบคู่จับจ้องมันอยู่

เด็กสี่คนและหนึ่งในนั้นมีหลานของย็องย็องอยู่ด้วย

ว่ากระไร

ในบรรดาภรรยาน้อยของกระบี่เทพนพเก้า มีแม่นางคนหนึ่งที่เคยอยู่ขายตัวอยู่ในสำนักโคมคราม นางให้กำเนิดเด็กชายอายุสิบหกปีผู้หนึ่งมีชื่อว่าค็อนมุน อูค็อนมุนเองก็มีนิสัยเช่นเดียวกับมารดาของมัน จึงมีภรรยาตั้งแต่อายุยังน้อย และให้กำเนิดบุตรชายเมื่อตอนมันอายุได้เพียงสิบกว่าปี  เด็กคนนั้นชื่ออูวันกึม ตอนนี้มีอายุสิบสี่ขวบ

ถ้าเช่นนั้น…”

หากมันปลอมแปลงโฉมแล้วหลบหนี ก็น่าจะไขปัญหาได้ไม่ยากนักแต่หากมันต่างต้องการให้จับตัวมันเอง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เทพบุตรประหารฟ้าพาอูวันกึมมาเลี้ยงดูต่อ

ไม่มีใครรู้เรื่องเกี่ยวกับอูวันกึม ว่ามันมีอายุเท่าใด มันเป็นบุรุษหรือสตรี ตอนนี้อยู่ที่ใดสิ่งที่มั่นใจที่สุดก็คือมันผู้นี้คือผู้ที่เทพบุตรประหารฟ้าถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างให้ นี่คือสิ่งที่สืบหาได้ระหว่างที่สืบสวนการตายของกระบี่เทพนพเก้า

มังกรท่องนภาคล้ายตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด

พวกมันเหล่านั้นแยกย้ายกันหลบหนีไปสี่ทิศ

พวกมันต่างเปิดเผยตัวเอง ราวกับกลัวพวกมันไม่ไล่ล่าติดตามไป

คนที่จ้างวานให้เทพบุตรประหารฟ้าสังหารกระบี่เทพนพเก้าก็คือย็องย็อง  คำโบราณว่า โฉมสะคราญมากเภทภัย นับว่ากล่าวไม่ผิด…”

แล้วใครเป็นคนพาอูวันกึมหนีไป มันอยู่ในกลุ่มที่หลบหนีไปหรือไม่  แล้วหากอูวันกึมไม่ได้อยู่ในกลุ่มพวกนั้นเล่า…. มันอยู่ที่ใด

มังกรท่องนภาเงยหน้าขึ้น

คงชีจัง

แต่เฒ่านิลกาฬส่ายหน้า

หากเป็นเรื่องที่ใครต่างคิดได้ มันก็ไม่ใช่เทพบุตรประหารฟ้าแล้ว” 

มังกรท่องนภาก้มหน้าลงอย่างอับอาย

หนึ่งในเด็กสี่คนนั้นอาจจะเป็นอูวันกึม  หรืออาจจะอยู่กับคงชีจัง  หรือมันอาจจะถูกเลี้ยงอยู่ที่ใดที่หนึ่งก็ได้

ถอนหญ้าต้องถอนทั้งรากทั้งโคน หากมิเช่นนั้นอีกไม่นานหญ้าต้นนั้นจะเติบโตขึ้นมาอีก

ในบทลงโทษสิบประการมีการกำหนดเกี่ยวกับบุตรของผู้รับโทษเอาไว้

หากบุตรของผู้รับโทษฝึกปรือวิชาฝีมือเมื่อใด  มันต้องตกเป็นผู้ถูกไล่ล่าด้วยเช่นกัน  มันต้องรับโทษประหารประการเดียว

แต่หากมันผู้นั้นไม่ได้ฝึกวิชาฝีมือ  ให้จับมันบวชเป็นหลวงจีนที่วัดเส้าหลิน เพื่อกล่อมเกลาจิตใจให้ห่างไกลจากอธรรม 

ในเมื่อผู้ที่เรารับหน้าที่ไล่ล่าคือนักฆ่าดรรชนีอสูร เราก็ต้องสืบข่าวโดยละเอียดเพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดใดๆ ขึ้นได้ เจ้าจงส่งคนไปจับตาคงชีจังให้ดี

ขอรับ

ใช้ห้าประกบหนึ่ง

ใช้ ห้าประกบหนึ่งหรือขอรับ

มังกรท่องนภาถามซ้ำ

สิ่งที่ผู้เฒ่านิลกาฬกล่าวถึงคือการส่งคนห้าคน คอยติดตามผู้ถูกไล่ล่าหนึ่งคน

โดยคนทั้งห้าต่างคนต่างแยกย้ายกันติดตามตรวจสอบ และจะรายงานสิ่งที่ตนได้ประสบพบเจอมาให้ทราบเท่านั้น

การปฏิบัติงานซ้ำซ้อนเช่นนี้มีประสิทธิผลสองประการ

ประการแรกเพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลที่ชัดเจนและหลากหลายมุมมอง และอีกประการหนึ่งคือ หากผู้คอยสังเกตการณ์คนใดคนหนึ่งผิดพลั้งไป  ผู้สังเกตการณ์อีกคนก็จะยังสามารถส่งข่าวให้ทราบได้ทันที

แต่ครั้งนี้ใช้ถึงห้าคน เป็นเรื่องที่ไม่บ่อยครั้ง จะใช้เฉพาะยามที่เป้าหมายเป็นยอดฝีมือเท่านั้น

พรรคกระยาจกลองทดสอบและสรุปแล้วว่า ต่อให้เป็นระดับประมุขพรรคหรือเจ้าสำนักก็ยากที่จะฆ่าคนทั้งห้าที่แยกย้ายกันติดตามได้พร้อมกัน

พวกมันร้ายกาจไม่เบา….. วิชาสะท้านวายุสามสิบหกกระบวนท่าของเทพบุตรประหารฟ้าร้ายกาจยิ่ง  โอ หากมันไม่เป็นมือสังหาร มุ่งกระทำแต่คุณงามความดี ชื่อเสียงของมันคงเลื่องลือไปทั่วทั้งยุทธภพ  นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนว่าวิชาฝีมืออันร้ายกาจ เมื่ออยู่ในมือคนโฉดชั่ว จะเป็นภัยต่อยุทธจักรถึงเพียงไหน   

มังกรท่องนภานึกถึงใบหน้าของเทพบุตรประหารฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง

คนเช่นมันกลับบังอาจกล่าวคำก้าวร้าวต่อยอดฝีมือระดับประมุขสำนัก ผู้มีวิชาฝีมืออันเลิศล้ำ หากเทพบุตรประหารฟ้าใช้พลังฝีมือของมันออกมา ตัวมันเองก็ไม่แน่ใจว่าตนเองจะรับมือได้กี่กระบวนท่า

มังกรท่องนภาหน้าแดงซ่านด้วยความละอาย

บทที่ 5 สายน้ำรินหลั่ง

นักฆ่าดรรชนีอสูรหลุดออกมาจากเขาโอแชได้แล้วมุ่งตรงไปยังแม่น้ำขาว 

แม่น้ำขาวไหลจากเขาพกอู ผ่านเขตนัมยางไปถึงมณฑลโฮวัง

ผู้ถูกไล่ล่ามักซ่อนเร้นอำพรางตัว แม้จะรู้ว่าถูกไล่ล่าก็ยังอำพรางตัว นี่เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์เรา ยิ่งถูกไล่ล่าก็ยิ่งซ่อนเร้นปิดบังตัว

นักฆ่าดรรชนีอสูรใช้วิชาตัวเบาเดินทางด้วยความเร็วสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่สนใจว่าใครกำลังจับตามองมันบ้าง ไม่ว่ามันผู้นั้นจะอยู่ใกล้ หรือลอบมองอยู่จากระยะไกล

วิธีการเผชิญหน้ากับทุกสรรพสิ่ง มีวิธีอยู่ด้วยกันสองประการ คือการแสดงออกให้เห็นอย่างชัดแจ้งกับการซ่อนตัวให้ลึกลับที่สุดจนหาตัวไม่เจอ

ที่ผ่านมา หากมีใครได้รับบทลงโทษสิบประการ พรรคฝ่ายธรรมะทั้งเก้ากับพรรคกระยาจกจะแยกย้ายกระจายกำลังกันไล่ล่าคนที่เหลือ

หากผู้ถูกไล่ล่ามีทั้งหมดสิบคน แต่ละพรรคก็รับหน้าที่กันตามล่าพรรคละหนึ่งคน หากผู้ถูกไล่ล่ามียี่สิบคนก็จะแบ่งหน้าที่กันพรรคละสองคน ในกรณีที่มีผู้ถูกไล่ล่าสี่คนเช่นตอนนี้ ก็จะมีสี่พรรคที่รับหน้าที่ไล่ล่า ส่วนพรรคที่เหลือก็จะลอบคุมพื้นที่ ไม่ให้ผู้ถูกไล่ล่าหลบหนีไปนอกมณฑลได้

ตั้งแต่วินาทีที่มีการลงโทษสิบประการ พวกพรรคฝ่ายธรรมะทั้งหลายก็เริ่มส่งข่าวคราวให้กันและกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถส่งข้อมูลให้กันได้อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากมณฑลซาช็อนไปยังมณฑลซันตง ส่งนกพิราบสื่อสารที่บินจากยุทธภพภาคกลางไปยังทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตกได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่เกินสองวัน

มีสาขาย่อยของพรรคใหญ่สามแห่งที่มณฑลฮานัม นั่นคือ สำนักเส้าหลิน พรรคกระยาจก และสำนักคงดง พวกมันคงส่งข่าวคราวให้กันแล้ว และอีกที่หนึ่ง….ที่ใกล้ที่สุดคือสำนักมูดัง แน่นอนสำนักมูดังต้องเข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน

พรรคที่ไล่ล่าตนคือพรรคกระยาจก

มันรู้ได้จากร่องรอยของพวกมันที่เขาโอแช

เหล่าพี่น้องทั้งหลายก็น่าจะรู้แล้วว่าพรรคใดไล่ล่าตนเองไป

น่าจะต้องมีจุดบอด เราต้องหาให้พบ

นักฆ่าดรรชนีอสูรใช้วิชาตัวเบาจนถึงขีดสุด เดินทางต่อไปโดยไม่หยุดพักผ่อน พลางคิดถึงเรื่องบทลงโทษสิบประการ

การใช้จุดบอดของฝ่ายตรงข้าม เป็นเงื่อนสำคัญที่สุดในการจู่โจมและตั้งรับ

ไม่มีจุดบอดในบทลงโทษสิบประการ

มันคือบทลงโทษที่พรรคฝ่ายธรรมะได้ร่วมกันคิดค้นขึ้นมาแล้วปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว

นักฆ่าดรรชนีอสูรเดินทางมาถึงแม่น้ำขาวภายในเวลาสองชั่วยาม (สี่ชั่วโมง) แต่เมื่อมันมองไปในสายน้ำสีครามข้างหน้า มันถอนหายใจออกมา

ไม่มีเรือ

นอกจากไม่มีเรือเร็วแล้ว ยังไม่มีแม้แต่เรือแจวสักลำ

นักฆ่าดรรชนีอสูรเงยหน้ามองอาทิตย์ที่กำลังอัสดง และพรรคกระยาจกที่กำลังปิ้งไก่รับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

พวกมันคล้ายไม่ใส่ใจแต่พวกมันกลับล่วงรู้ความเป็นไปของเราทุกย่างก้าว

รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งคงเป็นเรื่องโกหก พรรคกระยาจกรู้ความเคลื่อนไหวของตน ตนเองก็รู้ความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม แต่กลับหาทางหนีรอดไปจากที่นี่ไม่ได้

คืนนี้อย่างน้อยคืนนี้เราก็ต้องซ่อนตัวให้มิดชิด ต้องทำเช่นนี้ จึงจะสามารถดึงความสนใจทั้งหมดจากพวกมันได้

นักฆ่าดรรชนีอสูรไม่ต้องการให้ตัวเองรอด หากแต่มันต้องการเปิดโอกาสให้พี่น้องทั้งหลายหลุดรอดไป

ต่อให้ตนหายตัวไป แนวสืบค้นของพวกมันไม่ถูกทำลายลงก็จริง แต่อย่างน้อยก็น่าจะทำให้พวกมันเกิดความสับสน  แม้จะเป็นเพียงเวลาอันสั้น แต่ก็อาจเป็นประโยชน์แก่พวกพี่น้องของมัน

พวกพรรคกระยาจกกำลังจับตามองเราอยู่ทุกฝีก้าว พวกมันไม่มีแม้ความลังเล หากเราซ่อนตัว พรรคกระยาจกจะต้องเกิดความสับสนอยู่บ้าง มันจะต้องส่งข่าวบอกพรรคอื่นน่าจะมีเวลาสักหนึ่งวัน ฉะนั้นแล้วต้องเป็นคืนนี้เท่านั้น

ท่านอาจารย์

ชงนีชูที่ถูกหิ้วอยู่ส่งเสียงขึ้นมา

“…..”

ข้าพข้าพเจ้าต้องการเดินบ้าง ตอนนี้คล้ายกับจะอาเจียนออกมาแล้ว

นักฆ่าดรรชนีอสูรปล่อยตัวชงนีชูลง

ชงนีชูยืนโซเซจะถลาล้ม 

ต่อไปอาจต้องจี้จุดสลบแล้ว

เม็ดทรายเม็ดสีขาวละเอียดหลับไหลอยู่สองฝั่งแม่น้ำ

นักฆ่าดรรชนีอสูรค่อยๆ เดินเลียบไปตามทางแม่น้ำประหนึ่งกำลังเดินเล่นชมทิวทัศน์ มันปล่อยให้ชงนีชูเดินตามหลังมา โดยไม่บ่นว่า แม้ชงนีชูจะเดินตามรอยเท้ามันหรือกระโดดเล่นตามประสาเด็ก

ไม่มีที่ใดหลุดรอดสายตาของพรรคกระยาจกไปได้

มันเพิ่งเห็นคนของพรรคกระยาจกปิ้งไก่รับประทานกันอยู่อย่างเอร็ดอร่อยเมื่อครู่ ตอนนี้มีคนของพรรคกระยาจกอีกกลุ่มหนึ่งนั่งรับประทานอาหารที่ได้จากการขอทานอีกแล้ว

ตูม

ระเบิดควันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

เป็นระเบิดควันส่งสัญญาณที่คนของพรรคกระยาจกซึ่งอยู่ข้างหลังปล่อยออกมา

มันแสดงท่าทีให้เห็นว่าพวกมันกำลังจับตามองเป้าหมายอยู่

นักฆ่าดรรชนีอสูรนั่งลงตรงฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ ทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลเอื่อย

ต้องรอให้มืดกว่านี้ รอจนกว่าจะมืดสนิท

แต่สวรรค์กลับไม่เป็นใจ

คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์ส่องสว่างไสว  อากาศแจ่มใส

นักฆ่าดรรชนีอสูรนึกถึงเรื่องว่ายน้ำขึ้นมา

หากไม่มีเรือก็ต้องว่ายน้ำไป  แต่อีกฝั่งของแม่น้ำต้องมีคนของพรรคกระยาจกรออยู่ ฉะนั้นมันจึงต้องว่ายไปตามกระแสน้ำ และต้องขึ้นจากน้ำในที่ที่ไม่มีคนของพรรคกระยาจกอยู่ 

สิ่งที่มันคิดขึ้นได้ประการที่สอ งคือการเข้าไปซ่อนตัวในป่าลึก ต่อให้แสงจันทร์กระจ่างจ้าเพียงใด ต่อให้สายตาของคนพรรคกระยาจกจะมากมายแค่ไหน หากเป็นป่าลึกยามค่ำคืน อย่างไรมันก็ต้องหลุดรอดสายตาไปได้แน่

ดูเหมือนคนที่พรรคกระยาจกส่งมา พลังฝีมือไม่สูงส่งเท่าใดนัก

ขณะที่นักฆ่าดรรชนีอสูรลุกขึ้นยืนเพื่อเดินทางต่อ มันก็รู้แล้วว่ามันกำลังถูกโอบล้อม

สามสิบชัง (เก้าสิบเมตร) สี่สิบชัง (หนึ่งร้อยยี่สิบเมตร) ระยะห่างเท่าใดไม่แน่ชัด แต่มันเหล่านั้นก่อกองไฟขึ้นรอบๆ ตัวมัน

ไม่มีที่ให้นักฆ่าดรรชนีอสูรหลบหนีอีกแล้ว

ชู เราเข้าไปในหมู่บ้าน หาอะไรรับประทานรองท้อง

ขอรับ

ชงนีชูได้ยินคำว่ารับประทานแล้วหน้าตาแช่มชื่นขึ้นมาทันที

หมู่บ้านโมมุล เป็นหมู่บ้านชนบทที่มีขนาดใหญ่ มีครอบครัวอยู่นับร้อย

กว่าครึ่งของคนในหมู่บ้านจับปลาในแม่น้ำขาวยังชีพ

ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเปิดร้านขายสุรา ร้านอาหาร หรือหอนางโลมบริการแก่บุรุษหรือผู้เดินทางผ่านหมู่บ้านนี้

ชงนีชูไม่เอ่ยปากว่าหิวแม้แต่น้อยทั้งๆ ที่ดึกดื่นแล้ว และยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง

ต้องการรับประทานอะไร

บะหมี่

ทันทีที่เอ่ยถาม มันตอบออกมาอย่างรวดเร็ว

แม้มันไม่เอ่ยปากออกมา แต่รู้ได้ทันทีว่ามันหิวโหยมากเพียงใด

บะหมี่หรือตกลง รับประทานบะหมี่กัน

แต่แล้วเมื่อเดินทางเข้ามาถึงหมู่บ้านโมมุล เรื่องราวกลับไม่เป็นอย่างที่คาดคิด

เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยขอทานราวกับมีงานเลี้ยงสำหรับขอทาน จึงทำให้โรงเตี๊ยมหรือร้านสุราทั้งหลายปิดประตู เพื่อให้แขกในร้านรับประทานอาหารได้อย่างมีความสุข ไม่รำคาญใจ 

พวกมันตั้งใจทำเช่นนี้ ให้เราได้รับความลำบาก

เราค่อยรับประทานบะหมี่วันหลัง วันนี้รองท้องด้วยหมั่นโถวก่อน

นักฆ่าดรรชนีอสูรเดินไปซื้อหมั่นโถวขนาดเท่ากำปั้นจากแผงข้างทาง 

ชงนีชูรับประทานมันอย่างเอร็ดอร่อย

ตรงกันข้ามนักฆ่าดรรชนีอสูรที่กลืนแทบไม่ลง

แผนการที่มันวางเอาไว้ถูกอ่านออกหมดสิ้น   สิ่งที่มันเตรียมเอาไว้กลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ 

ต้องซุ่มซ่อนตัวภายในคืนนี้ แต่คล้ายจะเป็นไปไม่ได้แล้ว  พรุ่งนี้ยิ่งยากเย็นยิ่ง  พี่น้องของเราก็คงเช่นกัน….’

แต่เมื่อนักฆ่าดรรชนีอสูรหันไปมองชงนีชูที่กำลังรับประทานหมั่นโถวอย่างเอร็ดอร่อย มันค่อยนึกถึงเรื่องราวหนึ่ง  ถึงกับอดหัวร่อออกมาไม่ได้

นักหลบหนีตัวฉกาจอยู่ข้างๆ มันนี่เอง

สำนักประตูสวรรค์มรณะที่ไล่ล่าชงนีชูเป็นสำนักลอบสังหารที่โดดเด่นเคียงคู่กับสำนักวิญญาณลี้ลับ

และที่นั่นมีหน่วยล่าวิญญาณ ซึ่งว่ากันว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือก็ยากจะหลุดรอดจากการไล่ล่าของพวกมัน พวกมันไม่ต่างอะไรกับฝูงหมาป่าผู้หิวโหยที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อทันทีที่มีโอกาส และเมื่อใดที่ผู้ถูกไล่ล่าเผลอไผล ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นอันจบสิ้น ไม่มีวิธีหลุดรอดการจู่โจมจากฝูงหมาป่าที่ถาโถมเข้ามากลุ้มรุม

สำนักประตูสวรรค์มรณะไม่เคยปฏิบัติงานผิดพลาด เป้าหมายของพวกมันทุกคนล้วนไม่อาจเล็ดรอดไป แต่เด็กคนนี้กลับหลุดรอดไปได้

นักฆ่าดรรชนีอสูรลองคิดทบทวน

ตอนนั้นชงนีชูกำลังถูกสำนักประตูสวรรค์มรณะไล่ล่า  นักฆ่าดรรชนีอสูรมั่นใจว่าพวกมันคงมั่นใจต่อการไล่ล่าเด็กน้อยอย่างชงนีชู

แต่ผลสุดท้ายเป็นเช่นไร

ชงนีชูกลับรอดพ้นจากการตามล่าของหน่วยล่าวิญญาณ  จนทำให้ยอดฝีมือของสำนักต้องออกมาไล่ล่าด้วยตัวเอง

แต่กระนั้นพวกมันก็ยังไม่อาจจับเด็กน้อยผู้นี้ได้

หากจะเทียบกันแล้ว ต่อให้ พี่สอง พี่สาม พี่สี่และตนเอง ลงมือด้วยตนเอง ก็ไม่แน่ว่าจับตัวเด็กน้อยผู้นี้ได้

แต่เด็กน้อยผู้นี้กลับเสนอตัวเข้ามาหามันเอง

ท่านไม่ต้องการคนรับใช้หรือขอรับ ข้าพเจ้าขอเพียงมีอาหารให้รับประทาน มีที่ให้นอนพักผ่อนเท่านั้น ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแม้แต่น้อย

ตอนนั้นนักฆ่าดรรชนีอสูรมองหน้าชงนีชูแล้วรู้สึกเชื่อถือในคำกล่าวอีกฝ่ายอย่างประหลาด

สีหน้าตอนที่มันเอ่ยปากขอติดตาม  ดูปราศจากเล่ห์เหลี่ยมและไร้เดียงสาจนมันเกิดความเอ็นดู พาลคิดไปว่าเด็กคนนี้เติบโตมาอย่างยากลำบากนักโดยไม่รู้เลยว่ามันเพิ่งผ่านเรื่องคับขันความเป็นความตายมา

บิดามารดาของเจ้าอยู่ที่ใด

ไม่มีแล้วขอรับ ท่านทั้งสองจากโลกนี้ไปแล้ว

ญาติพี่น้องอื่นเล่า

ไม่มีขอรับ

เรามิอาจรับชุบเลี้ยงใครได้

ความจริงข้าพเจ้าต้องการศึกษาเล่าเรียนหนังสือจากท่าน คนเช่นข้าพเจ้าคงยากที่จะมีโอกาสศึกษาหาความรู้  แต่หากเป็นคนรับใช้ของท่าน สักวันข้าพเจ้าคงอ่านออกเขียนได้…. แต่หากท่านปฏิเสธ ข้าพเจ้าคงต้องยอมรับ แต่ข้าพเจ้าทำอะไรได้มากมายกว่าที่ท่านเห็นนัก

เจ้ามีนามว่าอะไร

ชงนีชู นามของข้าพเจ้าคือชงนีชู

ท่าทางการพูดจาของช่างใสซื่อน่าเอ็นดูยิ่งนัก

ชงนีชูยื่นข้อเสนออย่างจริงใจ ทำให้มันเกิดความรู้สึกเชื่อใจ

นี่คือการพบกันครั้งแรกระหว่างนักฆ่าดรรชนีอสูรกับชงนีชู

ตอนแรกมันคิดว่าจะรับเลี้ยงชงนีชูเอาไว้ แล้วสอนให้มันอ่านออกเขียนได้

แต่แล้วก็เกิดเรื่องขึ้น

พี่ใหญ่ตัดสินใจจะลอบสังหารกระบี่เทพนพเก้าให้จงได้ โดยยินยอมจ่ายค่าตอบแทนด้วยชีวิตตนเอง โดยมีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น

นั่นคือความแค้นส่วนตัว

นักฆ่าดรรชนีอสูรมิอาจรับชงนีชูมาเลี้ยงได้ เพราะต้องเสี่ยงชีวิตในแผนการลอบสังหารกระบี่เทพนพเก้า มันต้องสืบหาอุปนิสัย ความรักชอบ อีกทั้งประเมินพลังฝีมือของเป้าหมายอย่างละเอียด

มีเรื่องมากมายให้มันต้องทำ 

ในเวลานั้น สำนักประตูสวรรค์มรณะออกค้นหาตัวชงนีชู  จึงทำให้มันรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเด็กคนนี้โดยบังเอิญ  แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวภายหลังจากที่มันลอบสังหารกระบี่เทพนพเก้าแล้ว

เป็นจังหวะเดียวกันกับที่น้องหกคงชีจังพาเหล่าเด็กๆ มาเพื่อเป็นผู้ติดตามโซโก

โซโก ทายาทแห่งสำนักวิญญาณลี้ลับ

ทั้งเทพบุตรประหารฟ้าและพี่น้องทั้งหลายที่เป็นอาจารย์ของโซโก ต่างคิดเหมือนกันว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น โซโกจะต้องปลอดภัย

เด็กทั้งสี่จะต้องสืบทอดยอดวิชา หากพวกมันรอดชีวิตได้ มันจะกลายเป็นองครักษ์ผู้ติดตามของโซโก สืบทอดสำนักวิญญาณลี้ลับต่อไป จึงจำเป็นต้องใช้เด็กที่ใจเด็ดเดี่ยว เพื่อให้แผนการทุกอย่างสำเร็จลุล่วง  เพื่อคอยให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนให้โซโกกลายเป็นสุดยอดมือสังหารภายในระยะเวลาอันสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตอนที่มันล่วงรู้เรื่องของชงนีชู มันยังอดนึกชมเชยมันในใจไม่ได้  แต่ตอนนั้นมันไม่ได้ถามว่า ชงนีชูหลุดรอดจากการไล่ล่าของสำนักประตูสวรรค์มรณะได้อย่างไร

ตอนนี้พอครุ่นคิดอย่างละเอียด เรื่องราวทุกอย่างช่างเหลือเชื่อนัก

มันช่างลึกลับซับซ้อนจนแทบไม่อยากเชื่อ

ชู เจ้ารู้ตัวตอนไหนว่าถูกสำนักประตูสวรรค์มรณะไล่ล่า

ตั้งแต่ก่อนลงมือสังหารขอรับ

ชงนีชูรับประทานหมั่นโถวขนาดเท่ากำปั้นหนึ่งก้อนจนหมดเกลี้ยง

นักฆ่าดรรชนีอสูรยื่นหมั่นโถวในมือที่มันยังทานไม่หมดให้

ชงนีชูไม่ตอบรับไม่ตอบปฏิเสธ รับหมั่นโถวไปรับประทานทันที

หมายความว่าเจ้ารู้ดีว่ามันเป็นใครก่อนจะสังหารมันอีหรือ

ขอรับ ข้าพเจ้าทราบดี

ชงนีชูล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของฝ่ายตรงข้าม แต่ก็ยังลงมือสังหาร  ย่อมหมายความว่ามันได้สืบประวัติของฮวังจ็องมาแล้วเป็นอย่างดี

คำพูดของมันจริงๆ เท็จๆ ยากจะคาดเดานัก

คนเช่นนี้เมื่อเติบใหญ่ หากไม่กล้าเป็นวีรบุรุษผู้กล้า ก็ต้องเป็นพญามารที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา

เช่นนั้น เจ้าต้องรู้ว่าสำนักประตูสวรรค์มรณะจะออกไล่ล่า เจ้าไม่กลัวหรือ

คนเราจะอย่างไรไม่อาจหลีกหนีจากความตายได้

นี่เป็นคำตอบที่ไม่น่าได้ยินจากปากเด็กน้อยอายุเพียงนี้

นักฆ่าดรรชนีอสูรเพิ่งพบว่าตนเองแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเด็กน้อยผู้นี้

มันไม่เหมาะเป็นผู้ติดตามของโซโก มันลึกล้ำและลี้ลับเกินไป ต่อให้รอดชีวิต เราก็ไม่อาจถ่ายทอดวิชาฝีมือทั้งหมดให้แก่มัน เด็กผู้นี้เติบใหญ่ขึ้นมาต้องเป็นอันตรายต่อยุทธจักร

คนที่ซุกงำความคิดในใจตนเองอย่างมิดชิด ไม่มีใครน่ากลัวกว่าคนเช่นนี้แล้ว

เจ้าหนีอย่างไรก่อนมาพบเรา

ฮิๆ ข้าพเจ้าก็เพียงหลบหนีตามสถานการณ์ ยังมีวิธีหนีอื่นใดได้อีกหรือ

นักฆ่าดรรชนีอสูรค่อยรู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้มันควรทำเช่นไร

หน่วยไล่ล่าของพรรคฝ่ายธรรมะมักจะอ่านความคิดของศัตรูล่วงหน้า แล้วปิดหนทางความเป็นไปได้ทุกประการ ทางหนีทีไล่และทุกสิ่งที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าจึงกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ ไม่ว่าจะขยับเขยื้อนทางไหนก็มีคนดักรออยู่ทุกแห่งหน

หลบหนีตามสถานการณ์หรือ

นักฆ่าดรรชนีอสูรจี้จุดตรงสีข้างชงนีชูที่กำลังเคี้ยวหมั่นโถวอย่างเอร็ด แล้วทุ่มเทวิชาตัวเบามุ่งไปข้างหน้า

นักฆ่าดรรชนีอสูรใช้วิชาตัวเบาวิ่งลดเลี้ยวไปเพื่อให้หลุดรอดจากการติดตามของคนจากพรรคกระยาจก

แม้โดยรอบจะมีคนของพรรคกระยาจกโอบล้อมเอาไว้ทั่วทุกแห่งหน  แต่ด้านวิชาตัวเบา พวกมันยังไม่อาจเทียบกับนักฆ่าดรรชนีอสูรได้ ที่ผ่านมาพวกมันใช้การส่งข่าวที่แม่นยำและคาดเดาการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายล่วงหน้า ทำให้ติดตามได้อย่างไม่ลำบากยากเย็น

โอ

นักฆ่าดรรชนีอสูรถอนหายใจยาว ทันทีที่มันไม่เห็นคนจากพรรคกระยาจกตามมา 

ต่อให้คนของพรรคกระยาจกมากมายสักเพียงใดก็ไม่มีวันกระจายอยู่ทั่วทุกแห่งหนแน่ ตอนนี้เราต้องหลบหนีตามสัญชาตญาณ พวกมันจึงจะไม่คาดเดาเส้นทางหลบหนีของเราได้

พรรคกระยาจกรู้ว่านักฆ่าดรรชนีอสูรไปทางใด ตอนนี้มันอาจจะกระจายข่าวให้พรรคใหญ่ในมณฑลฮานัมล่วงรู้แล้วก็ได้ เพราะเครือข่าวการข่าวของพรรคกระยาจก นับว่าเป็นเอกในบู๊ลิ้ม

นักฆ่าดรรชนีอสูรสำรวจบ้านที่อยู่ตรงหน้า

เวลานี้ผ่านยามเที่ยงคืนไปแล้ว บ้านที่เห็นอยู่ตอนนี้กลับยังมีแสงไฟเล็ดรอดออกมา

นักฆ่าดรรชนีอสูรวิ่งตรงไปยังบ้านหลังนั้น

มีใครอยู่หรือไม่

แต่ก็ไม่มีใครเปิดประตู

มีใครอยู่หรือไม่

มันส่งเสียงร้องเรียกอยู่อย่างนั้นหลายครั้งจึงมีชายชราผู้หนึ่งถือตะเกียงปรากฏตัวขึ้น

เจ้าเป็นใครหรือ

ขอประทานอภัยที่มารบกวนกลางดึก ข้าพเจ้าขอรบกวนอาหารท่านสักหนึ่งมื้อได้หรือไม่ ข้าพเจ้าบังเอิญประสบปัญหามาเล็กน้อย

ชายชราผู้นั้นจ้องมองนักฆ่าดรรชนีอสูรด้วยสายตาเคลือบแคลง

ข้าพเจ้าทนหิวได้ไม่เป็นไร แต่เด็กผู้นี้…..”

นักฆ่าดรรชนีอสูรชี้ไปที่ชงนีชู

ชงนีชูค่อยๆ ยืนขึ้นอย่างหมดเรี่ยวแรง

เดินทางต่อไปอีกครู่ ก็จะถึงหมู่บ้านโมมุลแล้ว ไปพักผ่อนที่นั้นน่าจะดีกว่า..”

ข้าพเจ้าสองคนไม่อาจเดินทางต่อไปได้ รบกวนท่านผู้อาวุโสเมตตาแล้ว

นักฆ่าดรรชนีอสูรยัดเงินใส่ในมือเหี่ยวย่นของชายชรา

ใบหน้าของชายชราค่อยแช่มชื่นขึ้น

รับประทานให้อิ่มท้อง

นักฆ่าดรรชนีอสูรสั่ง ชงนีชูรับประทานอาหารที่มีแต่ผักอย่างเอร็ดอร่อย

ท่านอาจารย์ก็รีบรับประทานบ้างเถิด

ขอบใจเจ้า

ท่านอาจารย์ ท่านต้องการเลี่ยงหมู่บ้านโมมุลใช่หรือไม่

อืม

นักฆ่าดรรชนีอสูรทอแววครุ่นคิด

ความจริงมันตั้งใจไว้ว่าจะวนเข้าไปในหมู่บ้านโมมุลอีกครั้ง

นักฆ่าดรรชนีอสูรรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าชายชรากำลังตั้งใจฟังคำตอบของมันอยู่

เรือไม่มี เราจะไปอย่างไร ช่วยไม่ได้เห็นทีเราต้องขโมยหรือหยิบยืมแล้วกระมัง

ความจริง เมื่อแผนการที่วางไว้ไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ มันจึงคิดจะขโมยเรือเพื่อเดินทางเข้าไปในนัมยาง และต้องพยายามเดินทางเข้าไปในเขตมณฑลโฮกวัง

ชงนีชูกลับพูดถึงแผนการที่มันลอบวางไว้อย่างถูกต้อง

โอ  อิ่มยิ่งนัก ท้องจะแตกแล้ว

ชงนีชูยิ้มอย่างไร้เดียงสา

ได้พบเด็กผู้นี้ ไม่ทราบเป็นวาสนาหรือคราเคราะห์

นักฆ่าดรรชนีอสูรลอบถอนหายใจ

การที่มันแวะรับประทานอาหารที่บ้านหลังนี้ ก็เพราะต้องการปล่อยข่าวลงให้อีกฝ่ายสับสน โดยอาศัยลมปากของชายชราในบ้านหลังนี้

พยายามทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติที่สุด

เจ้ารู้ได้อย่างไร

มันเอ่ยถาม

การเดินทางกลับไปยังที่ที่เคยมาแล้ว มันเป็นวิธีที่ทำกันบ่อยๆ มิใช่หรือขอรับ

ไม่ใช่เรื่องนั้น แต่เป็นเรื่องที่เรากำลังครุ่นคิด

ความจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องแวะรับประทานอาหาร แต่การที่ท่านแวะรับประทานอาหารที่นี่แสดงว่าท่านต้องการจะกระจายข่าวสารบางอย่าง เพื่อให้พวกขอทานเหล่านี้เอาไปบอกต่อๆ กัน และตกหลุมในหลุมพรางของเรา

ความคิดอ่านของมันเกินกว่าวัยนัก

นักฆ่าดรรชนีอสูรคิดเช่นนั้น ทันใดนั้นมันก็ฉุกคิดถึงเด็กคนอื่นๆ ช็อกซา ซ็องซู  ยาอีกันเด็กพวกนั้นก็เป็นเช่นนี้หรือ

เด็กคนอื่นเราไม่แน่ใจ แต่ยาอีกันน่าจะมีความคิดอ่านไม่แพ้ชงนีชูผู้นี้

ส่วนช็อกซากับเด็กสาวซ็องซู ในด้านความคิดอ่านวางแผน คล้ายยังเป็นรองอยู่บ้าง

เด็กเหลือขอเหล่านี้หากเติบใหญ่ไปเป็นผู้ติดตามของโซโก….สำนักเราก็คงไม่ต้องพานพบเรื่องราวเช่นวันนี้..’

เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเป็นวิธีที่คนมักใช้กัน แสดงว่าเจ้าก็ลองใช้แล้วใช่หรือไม่

ขอรับ ตอนที่ข้าพเจ้าถูกคนของสำนักประตูสวรรณมรณะไล่ล่า

คนที่หลบหนีจากการไล่ล่าแล้วยอมเปิดเผยเส้นทางหนีมีอยู่สองประการ นั่นคือต้องการหนีไปทางทิศตรงกันข้าม  อีกประการหนึ่งคือ ต้องการให้ศัตรูไปดักทางตรงกันข้าม แล้วตนเองย้อนกลับไปยังทิศที่เปิดเผยเอาไว้ก่อนหน้านี้

มีทางไปอยู่เพียงสองทางเท่านั้น

เช่นนั้นหรือ

มันเริ่มสนุก

ตอนนั้นข้าพเจ้าก็แค่นั่งโดยสารรถม้าเหมือนลูกค้าทั่วๆ ไป ปล่อยผมลงมา แล้วก็สวมอาภรณ์เป็นเด็กหญิง

ว่ากระไร

นักฆ่าดรรชนีอสูรนึกทึ่งในความคิดอ่านของเด็กน้อยผู้นี้

นักฆ่าดรรชนีอสูรมองหน้าอีกฝ่ายโดยไม่วางตา

นักฆ่าดรรชนีอสูรย้อนเข้าไปในหมู่บ้านโมมุลอีกครั้ง

ตอนเดินทางมา มันไม่ระแวดระวังสายตาใครเท่าใก  แต่ตอนกลับเข้าไปมันระมัดระวังเป็นพิเศษ

ทุกตรอกซอกซอยที่จะเข้าไปในเขตหมู่บ้านโมมุล มีคนของพรรคกระยาจกจับกลุ่มสนทนากันอยู่

แม้จะยังเป็นฤดูใบไม้ร่วง แต่อากาศยามค่ำคืนยังหนาวจับใจ

ชงนีชูหลับสบายอยู่บนหลัง

ถ้าเป็นเด็กคนอื่น หากตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้คงยากจะนอนหลับได้

ชงนีชูไม่ใช่เด็กทั่วไป 

หากใครเข้าใจว่ามันเป็นเด็กน้อยทั่วไป ต้องสำนึกเสียใจอย่างมหันต์

ยามหลับต้องหลับ ยามตื่นต้องตื่น ชงนีชูนับว่าเข้าใจเคล็ดลับของการเป็นมือสังหารได้เป็นอย่างดี

หากเด็กคนนี้โตขึ้นเป็นผู้ติดตามของโซโกคงจะดีไม่น้อย  แต่มันอาจเหนือกว่าโซโกก็ได้ไม่  ไม่ใช่ ไม่มีวันเป็นเช่นนั้นแน่ โอ มันยังเด็กมากนัก เรื่องในอนาคงต้องปล่อยให้มันเป็นไป

ยามเมื่อนึกถึงโซโก หัวใจของมันค่อยผ่อนคลายลง

โซโกเป็นเด็กอันฉลาดปราดเปรื่อง ทั้งยังมีภูมิปฏิภาณสูงล้ำ

โซโกทำให้ยอดฝีมือของสำนักวิญญาณลี้ลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดมือสังหาร ยอมรับนับถือได้อย่างหมดใจ

หากนับด้านพรสวรรค์ ยากจะหาใครทัดเทียมโซโกได้ พวกเจ้าคิดเห็นเช่นไรบ้าง

คำถามของเทพบุตรประหารฟ้าทำให้ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ตอนนั้นแม้แต่ฝ่ามือวานรเหินเวหาผู้เย็นชา ยังยิ้มออกมาเล็กน้อย

หากเป็นเช่นนี้ อีกสิบปีคงไม่มีใครกล้าเป็นศัตรูกับโซโก  ใครจะเดิมพันกับเราบ้าง

พี่ใหญ่ หากจะให้ไร้ผู้ต่อต้าน ด้านพลังฝีมือยังต้องคร่ำเคร่งฝึกปรือ…”

พี่สองมือสังหารสวรรค์แย้มสรวลกล่าวเสริม

ฮาๆ เราตระเตรียมเอาไว้แล้ว พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป

พี่ใหญ่เอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ

ภายภาคหน้าโซโกต้องมีชื่อเสียงลือเลื่องในยุทธภพ

นักฆ่าดรรชนีอสูรไม่ต้องการคิดต่อ

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องในอนาคต สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการหลบหนีออกจากเงื้อมมือของพรรคฝ่ายธรรมะ

ตอนหลุดรอดออกจากเขาโอแช มันยังคิดว่าจะสามารถดึงความสนใจจากพรรคฝ่ายธรรมะทั้งเก้าและพรรคกระยาจกได้ แต่ตอนนี้มันพอจะรู้แล้วว่าเป็นความคิดโง่เขลาเพียงใด

ทิวทัศน์และภาพเคลื่อนไหวที่คุ้นเคย..’

ท่าเรือนั้นเต็มไปด้วยเรือใหญ่น้อย

ทั้งเรือใบที่ไหลไปตามแม่น้ำขาวข้ามผ่านไปยังมณฑลโฮกวัง เรือขนาดเล็กที่พวกชาวประมงเอาไว้ใช้หาปลา ดูเผินๆ น่าจะมีเรืออยู่ประมาณยี่สิบหรือสามสิบลำ

ไม่น่าจะขโมยเรือได้ง่ายๆ

หากตั้งใจว่าจะขโมยเรือสักลำคงทำได้แน่ แต่เป็นเรื่องยากจะหลบรอดจากสายตาของเหล่าขอทานที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกสารทิศได้

ดูเหมือนพวกขอทานที่นั่งอยู่บนท่าเรือมีมากกว่ายี่สิบคน

ต้องปลอมแปลงโฉม

นักฆ่าดรรชนีอสูรซ่อนตัวอยู่หลังรถเข็นที่ใช้ขนปลาไปให้ลูกค้าจนถึงรุ่งสาง

ชาวประมงค่อนข้างขยัน

ส่วนใหญ่จะมาทำงานกันก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

ถึงเวลาต้องย้ายที่แล้ว

นักฆ่าดรรชนีอสูรออกมาจากหลังรถเข็นปลาเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมหลังคามุงจากที่ดูเหมือนจะเป็นบ้านของชาวประมง

ในยามนี้มันได้แต่ใช้ทักษะที่เคยใช้ตอนปฏิบัติงานลอบสังหารให้เป็นประโยชน์

ไม่ว่ามันจะกระทำอะไร มันจะมีลักษณะนิสัยอย่างหนึ่ง คือต้องมองหาที่ซุ่มซ่อนตัวก่อนเป็นอันดับแรก และตอนนี้มันก็เจอแล้ว

แม้บ้านของชาวประมงจะว่างโล่ง ไม่มีข้าวของสักเท่าใด แต่นักฆ่าดรรชนีอสูรสามารถมองหาที่ซ่อนตัวได้อย่างง่ายดาย

แม้จะสกปรกอยู่บ้าง แต่คงไม่มีที่ใดเหมาะไปกว่าคอกหมูแล้ว

คอกหมูเป็นที่ที่แทบจะไม่มีที่ซ่อนตัว แต่หากคิดให้ดี สถานที่เช่นนี้คงไม่มีใครสนใจมากนัก น้อยคนจะมองมา นอกจากเจ้าของที่ให้อาหาร

นักฆ่าดรรชนีอสูรขึ้นไปบนหลังคาคอกหมูรอเวลาเจ้าของมันมาให้อาหาร

ชาวนา ชาวประมงทั้งหลายมักเห็นความสำคัญของสัตว์เลี้ยงมากกว่าตัวเอง ตื่นมาตอนเช้า พวกมันต้องหาอาหารให้สัตว์เลี้ยงก่อนจะหาอาหารรับประทานเอง

เป็นไปตามที่มันคิดเอาไว้ ชายชราออกมาให้อาหารหมูก่อนน้ำค้างจะแห้งเสียอีก

ชายชราให้อาหารหมูเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันตัวทำท่าจะไปยังเล้าไก่ให้อาหารไก่ต่อ แต่วินาทีนั้นเองร่างของนักฆ่าดรรชนีอสูรก็พุ่งลงไปในคอกหมู

อู๊ดๆๆๆ

พวกหมูในคอกไม่สนใจอาคันตุกะแปลกหน้า มัวแต่แย่งกันกินอาหารอุตลุต

นักฆ่าดรรชนีอสูรนำเอาเศษสิ่งสกปรกภายในคอกหมูป้ายเนื้อป้ายตัวจนสกปรก แล้วค่อยสังเกตเหตุการณ์ความเป็นไปภายในท่าเรือโดยละเอียด

แผนการที่จะหายตัวไปในคืนแรก จึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

มันได้เห็นบรรยากาศความวุ่นวายของคนในพรรคกระยาจก

พวกมันกำลังแตกตื่น เพราะแม้จะรู้ว่าเรายังไม่ออกไปจากหมู่บ้านโมมุล แต่ก็ไม่อาจหาตัวเราพบ ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าใด พวกมันยิ่งโอบล้อมเข้ามาเรื่อยๆ วันนี้เป็นโอกาสเดียวเท่านั้น พรุ่งนี้เป็นวันแรกแห่งการไล่ล่าแล้ว

นักฆ่าดรรชนีอสูรร้อนใจขึ้นมา

ยิ่งร้อนใจเท่าใด ต้องยิ่งเคลื่อนไหวให้รอบคอบ

ท่าเรือนี้มีทางออก

เวลานี้ที่พรรคกระยาจกคงได้ยินคำบอกเล่าจากชายชราในบ้านกลางป่านั้นแล้ว  เมื่อใดที่พวกมันตัดสินใจได้ มันต้องเคลื่อนไหวทันที 

แม้คีคย็องชุนมีจะมีดวงตาเล็กราวเส้นด้าย แต่สายตาของมันกลับแหลมคมดั่งเหยี่ยว

หากมองผ่านๆ ดวงตาคู่เล็กคู่นั้นทำให้ใบหน้ามันน่าเวทนายิ่ง มันจึงได้รับการบริจาคเงินจนเต็มขันเสมอ

แม้มันมักกล่าวว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ทางการฝึกปรือวิชาบู๊ หากแต่สิ่งที่มันมีคือสายตาอันคมกล้า แม้มันจะไม่มีความสามารถในด้านวิชาฝีมือ แต่เพราะความสามารถในการจำแนกแยกแยะของมัน กลับทำให้มันได้ก้าวหน้าเช่นทุกวันนี้

ทันทีที่คีคย็องชุนออกมาจากท่าเรือ มันรีบเดินทางไปยังประตูท่าเรือทันที

มันมองสำรวจผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาด้วยสายตาอันแหลมคม

มีบุรุษผู้ใดบ้างที่มีเด็กหนุ่มติดตามมาด้วย

แต่นั่นไม่ใช่จุดที่สำคัญ หากแต่มันพยายามจับจ้องคนที่มีพลังฝีมือ หากใครที่มีพลังฝีมือ จะไม่มีวันหลุดรอดสายตาอันคมกริบราวเหยี่ยวของมันไป

มันผู้นั้น

ดวงตาของคีคย็องชุนจับจ้องไปยังชายวัยกลางคนที่กำลังมองปลาซึ่งตากอยู่บนแผง

บุรุษผู้นั้นแม้จะสวมอาภรณ์ธรรมดาๆ ดูไปไม่แตกต่างจากผู้อื่น หากแต่มันจะต้องเป็นชาวยุทธ์แน่ มันปลอมแปลงตนเพียงไหน จะอย่างไรก็ไม่อาจละเลยนิสัยบางประการได้   หนึ่งในนั้นก็คือจังหวะในการก้าวเท้า ชายวัยกลางคนผู้นั้นมีระดับการก้าวเท้าอย่างคงที่ ซึ่งเป็นนิสัยหนึ่งของผู้ฝึกปรือวิชาบู๊

คนของพรรคกระยาจกรีบกระจายตัวกันออกไปโอบล้อมชายวัยกลางคนผู้นั้นไว้

พวเจ้ามีอะไรหรือ

ชายวัยกลางคนหันมามองเหล่าขอทานพลางร้องถามขึ้น 

ไม่ใช่ มันมีพลังฝีมือ แต่ไม่ใช่นักฆ่าดรรชนีอสูร

คีคย็องชุนเห็นภาพวาดนักฆ่าดรรชนีอสูรเมื่อหลายวัน มันจดจำใบหน้านั้นได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะปลอมแปลงอย่างไร มันก็เชื่อว่าตนเองจะสังเกตเห็นได้

ใบหน้าของนักฆ่าดรรชนีอสูรดูอ่อนโยนแต่แฝงแววหนักแน่น เป็นลักษณะที่ยากคาดเดาความคิดที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้ 

คีคย็องชุนเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเองที่ยังไม่เคยผิดพลาด  มันคิดว่าครั้งนี้มันต้องหาตัวอีกฝ่ายจนพบ

มันผู้นั้น อืม

คีคย็องชุนหันไปเห็นบุรุษอีกผู้หนึ่ง

มันเป็นชาวประมง กลางหลังแบกสัมภาระขนาดใหญ่ เตรียมออกไปขายยังมณฑลโฮกวัง

ต้องเป็นมันผู้นั้นแน่

คีคย็องชุนมั่นใจ

มันเชื่อในสายตาและสัญชาตญาณของตนเอง

คีคย็องชุนส่งสัญญาณให้คนของพรรคกระยาจก

พวกคนของพรรคกระยาจกค่อยๆ เข้าไปโอบล้อมพ่อค้าคนนั้น จุดมุ่งหมายของพวกมันมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือการพิสูจน์ว่ามันผู้นั้นใช่เป็นนักฆ่าดรรชนีอสูรหรือไม่ 

คีคย็องชุนเดินหน้าไปตรวจสอบด้วยตนเองอีกครั้ง

เจ้าชื่ออะไร

ทำไมหรือ นี่มันเรื่องอันใด

ฝ่ายตรงข้ามดูหยาบกร้าน การเจรจาไม่ต่างจากชาวประมงทั่วไป

มันพยายามสะกดความโกรธด้วยทราบว่าขอทานเหล่านี้คือคนของพรรคกระยาจก 

ใบหน้าของมันดูกร้านกรำ เช่นชาวประมงที่ต้องออกเรือบ่อยครั้ง มีหนวดเครารกครึ้ม ดูไปไม่แตกต่างจากชาวประมงทั่วไป

คีคย็องชุนลอบลังเลใจ

หนวดไม่ใช่หนวดปลอม สีผิวก็เป็นเช่นชาวประมงอืม ดูผิดหรือ แต่ท่วงท่าของมันไม่ใช่สิ่งที่ชาวประมงทั่วไปจะมี หรือมันเป็นยอดฝีมืองำประกาย

เรียนถาม ท่านมีนามว่าอะไร

แม้จะใช้คำสุภาพ แต่น้ำเสียงกลับแฝงแววไม่เป็นมิตรอยู่บ้าง

เราชื่ออีซัม.. ”

นี่เป็นชื่อธรรมดาๆ คนที่นามอีซัมในท่าเรือนี้ต้องมีไม่ต่ำกว่าสามสี่คน

นี่ อีซัม มัวทำอันใด

ชาวเรือที่ล่วงหน้าไปก่อนหันมาส่งเสียงเรียก

ได้ เราจะรีบไปเดี๋ยวนี้…..”

รีบไป หากชักช้าจะไม่ทันการณ์

เข้าใจแล้ว

อีซัมหันหน้าไปมองคีคย็องชุน

เราต้องไปแล้ว

คีคย็องชุนยังสงสัยในตัวมัน แต่ไม่ทราบจะเอ่ยปากรั้งเช่นใด ได้แต่ปลดปล่อยมันไป

คีคย็องชุนมองตามหลังอีซัมไป เห็น มันเดินไปที่เรือใหญ่และปลดสัมภาระที่หลังลง

ไม่ใช่มันหรือ

คีคย็องชุนหันไปกวาดตามองท่าเรืออีกครั้ง แต่ไม่ปรากฏคนที่มีพลังฝีมืออีก

ขอบใจ เราจะไว้ชีวิตเจ้า หากเจ้าปิดปากเงียบจนถึงนัมยาง

น้ำเสียงของอีซัมเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยียบ

ระหว่างเดินทางไปนัมยางห้ามห่างเราเด็ดขาด

ขอรับ ขอรับ

อีซัมล้วงอาหารแห้งออกมาจากย่าม ก่อนจะหย่อนลงไปในสัมภาระ

เอ่อว่าแต่ แล้วอีซัมเล่า….”

วินาทีนั้น ดวงตาของบุรุษนามอีซัมแปรเปลี่ยนทันที

ชาวประมงตัวสั่นสะท้านหันหน้าหนี

ตอนนี้ใบหน้าของอีซัมอยู่ในร่างคนแปลกหน้า นั่นหมายความว่าอีซัมน่าจะตายไปแล้วแน่

มังกรท่องนภานั่งอยู่ตรงหน้าศพของชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ที่ถูกถลกหนังหน้าออกไป หน้าตาดูอเนจอนาถยิ่ง

มันผู้นี้คืออีซัมหรือ

ขอรับ ต้องเป็นฝีมือของนักฆ่าดรรชนีอสูรแน่

คีคย็องชุนก้มหน้านิ่ง สำนึกผิดละอายใจ

สัญชาตญาณของมันไม่ผิดพลาด ชาวประมงผู้นั้นคือนักฆ่าดรรชนีอสูร ทั้งที่เป้าหมายอยู่ตรงหน้า มันยังปล่อยให้หลุดมือไป

วิชาปลอมแปลงโฉมของสำนักวิญญาณลี้ลับช่างร้ายกาจยิ่งนัก

คีคย็องชุนรู้สึกยอมรับนับถือ  ฝีมือการแปลงโฉมของอีกฝ่าย นับว่าอยู่เหนือความคาดหมายของมัน

หากได้พานพบมันอีก ข้าพเจ้ามั่นใจว่าจะไม่มีวันปล่อยให้มันหลุดรอดไปได้

เรือลำนั้นแล่นไปที่ใด

นัมนัมยางขอรรับ

คีคย็องชุนก้มตัวลง ตอบอย่างนอบน้อม

หาทางสกัดขัดขวางมันไว้ เรียกคนของสาขาต่างๆ ดักรอมันที่นัมยาง  เตรียมเรือเร็วเอาไว้หนึ่งลำ

รับทราบ

มังกรท่องนภาคิดว่าการจับตัวนักฆ่าดรรชนีอสูรเพียงคนเดียว ใช้เพียงพวกมันก็พอ

หากแต่มันผิดไปแล้ว

ฝีมือมันไม่ธรรมดา  เราคงต้องออกหน้าด้วยตนเอง  เฮอะ มันกลับฆ่าผู้บริสุทธิ์เช่นนี้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง นับว่าไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตา  เจ้านำเงินไปมอบให้บุตรภรรยาของชาวประมงผู้นี้ ดูแลให้ดีอย่าให้ขาดตกบกพร่อง

ผู้เฒ่านิลกาฬลอบด่าทอความอำมหิตของอีกฝ่าย

มันไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่ายหนีรอดต่อไปได้อีก

คำสั่งของผู้เฒ่านิลกาฬถือเป็นคำประกาศิต

รับทราบ

มังกรท่องนภาตอบรับอย่างสุภาพ

พวกเจ้าก็เตรียมตัวเอาไว้ให้พรักพร้อม

ผู้เฒ่านิลกาฬสั่งให้เหล่ายอดฝีมือของพรรคออกเดินทางไปพร้อมกัน นี่ไม่ใช่การประเมินฝีมือของนักฆ่าดรรชนีอสูรสูงไป หากแต่มันต้องการแสดงให้ผู้คนเห็นว่า ไม่มีใครหนีพ้นจากบทลงโทษสิบประการได้โดยเด็ดขาด

มังกรท่องนภาออกคำสั่งทันที

มันส่งสัญญาณระเบิดควันให้แก่หน่วยลับที่จะส่งต่อให้ไปพรรคใหญ่ทั้งเก้าพรรค

การไล่ล่าที่แท้จริงเริ่มขึ้นแล้ว

บทที่ 6 การไล่ล่า

เรือออกจากท่าเรือไปประมาณหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง) นักฆ่าดรรชนีอสูรใช้นิ้วจี้ออกโดยที่ชาวประมงผู้นั้นไม่ทันระวัง

ทันทีที่ชาวประมงถูกจี้จุด มันสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ก่อนจะล้มลงโดยไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย

นักฆ่าดรรชนีอสูรยกสัมภาระอออกแล้วเอาตัวชงนีชูออกมา

เดินทางต่อไปอีกสักครู่ น่าจะถึงริมน้ำ ที่นั่นต้องมีเหล่าขอทานดักรอเราอยู่  โอกาสหนีมีเพียงตอนนี้เท่านั้น เจ้ามีวิชาทางน้ำหรือไม่

ชงนีชูส่ายหน้า

หากเช่นนั้น เจ้าต้องร่ำเรียนตอนนี้

นักฆ่าดรรชนีอสูรไม่พูดกระไร หากแต่จับชงนีชูโยนลงในน้ำ

ตูม

ช่วย..ช่วยด้วย

มีคนตกน้ำ

คนที่ยืนอยู่ตรงหัวเรือรีบลุกขึ้นยืน พลางตะโกนออกมา

นักฆ่าดรรชนีอสูรที่แกะหน้ากากหนังมนุษย์ออกก่อนจะกระโดดลงในน้ำทันที

ตูม

มีคนลงไปช่วยแล้ว

ไม่ใช่ มันเป็นคนโยนลงไป มันเป็นคนโยนลงไป

เสียงดังโกลาหลสับสน

ชงนีชูว่ายน้ำไม่เป็น

นักฆ่าดรรชนีอสูรคว้าเอวชงนีชูแล้วดำน้ำลงไปลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้

มันว่ายน้ำข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่ง

นักฆ่าดรรชนีอสูรว่ายน้ำอย่างรวดเร็ว

ชงนีชูหมดสติไปในระหว่างนั้น

หากเจ้าตายตรงนี้ ก็ถือว่าสวรรค์โหดร้ายเถอะ

มันต้องว่ายไปบนฝั่งให้เร็วที่สุดก่อนจะมีผู้คนมาสกัด และจำเป็นต้องระมัดระวังให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

นักฆ่าดรรชนีอสูรว่ายน้ำอย่างรวดเร็ว

แค่ก

ว่ายน้ำไประยะทางหนึ่ง ในที่สุดชงนีชูสำลักน้ำอย่างแรง  พร้อมได้สติขึ้นมา

นับว่าชะตายังไม่ถึงฆาต

แค่กๆ

ชงนีชูไอออกมาอย่างแรง  มันค่อยๆ ได้สติ

เจ้าเข้าใจวิชาทางน้ำแล้วหรือไม่

มะ ไม่ทราบ แต่คิดว่าพอเข้าใจอยู่บ้าง

ฮาๆ ถูกของเจ้า เช่นนั้นเราเดินทางต่อกัน

นักฆ่าดรรชนีอสูรไม่สนใจว่าเด็กที่เพิ่งได้สติเช่นมันจะสามารถเดินทางต่อไปได้หรือไม่ มือสังหารจะต้องเตรียมพร้อมเสมอ ไม่ว่าในสถานการณ์ใด

เรียนรู้ได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งประเสริฐเท่านั้น

นักฆ่าดรรชนีอสูรครุ่นคิด

พี่ชายเจ้าเป็นเด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยม  แล้วเจ้าทำอะไร

ข้าพเจ้าเรียนวิชาระบำหน้ากาก

ว่ากระไร

นักฆ่าดรรชนีอสูรกล่าวอย่างประหลาดใจ

เจ้าเรียนวิชาระบำเปลี่ยนหน้ากากหรือ

ขอรับ

นักฆ่าดรรชนีอสูรค่อยเข้าใจเรื่องราวบางประการ

วิชาระบำเปลี่ยนหน้ากากเป็น วิชาทางการแสดงแขนงหนึ่งที่มีการถ่ายทอดไม่มากนัก  คนที่ได้รับการถ่ายทอดเรียกได้มีน้อยยิ่งกว่าน้อย  เพราะการจะฝึกวิชาแขนงนี้ เรียกได้ว่าต้องฝึกฝนอย่างหนักยิ่ง

ขั้นสุดยอดของวิชานี้คือขั้นสิบย่างก้าวสิบโฉมหน้า  ผู้ใช้สามารถซ่อนหน้ากากไว้ที่ส่วนใดของร่างกายตรงไหนก็ได้โดยที่ไม่เป็นที่ผิดสังเกตของคนทั่วไป  ในสิบย่างก้าวที่มันก้าวไป มันสามารถเปลี่ยนหน้ากากได้ถึงสิบหน้าด้วยกัน เปลี่ยนหน้ากากบนใบหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่กระนั้นก็ไม่มีใครทันเห็นว่ามันเปลี่ยนหน้ากากตอนใด

ปกติ คนที่เรียนรู้วิชานี้ จะใช้ในการแสดงหาบเร่ หาเงินจากผู้ชมเพื่อเป็นรายได้ที่พวกมันจะเอาไปประทังชีวิต

วิชานี้ต้องฝึกหลายปี ชงนีชูอายุสิบขวบ คงฝึกฝนมาไม่น้อย

เจ้าแสดงวิชาระบำเปลี่ยนหน้ากากตอนนี้ได้หรือไม่   

ข้าพเจ้าไม่มีหน้ากาก

ถ้าเช่นนั้นเจ้าใช้มือหยิบเหรียญเหล่านี้

กล่าวจบนักฆ่าดรรชนีอสูรหยิบเหรียญออกมาสามเหรียญ แล้วซัดขึ้นอากาศ

ขวับ

ชงนีชูคว้าเหรียญไปอย่างรวดเร็ว จนนักฆ่าดรรชนีอสูรลอบแปลกใจ

นี่เจ้าเรียนวิชาเปลี่ยนหน้ากากจริงๆ

ขอรับ

เรียนถึงระดับใด

ยังไม่ถึงขั้นสิบย่างก้าวสิบโฉมหน้า แต่สิบย่างก้าวสามโฉมหน้ายังพอกระทำได้

อืม….บิดาบุญธรรมของเจ้าชื่ออะไร

จากโลกนี้ไปแล้วขอรับ ที่สำนักประตูสวรรค์มรณา

มันไม่ได้สืบเรื่องราวของเด็กคนนี้เชิงลึก   หากมันสืบต่อไปอีก อาจจะเข้าใจความเป็นมาและตัวตนของเด็กคนนี้มากขึ้น

มันทราบดีว่าหากไต่ถามต่อไป ก็คงไม่ได้อะไรขึ้นอีก เพราะแววตาของชงนีชูบ่งบอกว่ามันไม่ต้องการสนทนาถึงเรื่องนี้

นักฆ่าดรรชนีอสูรตัดสินใจถ่ายทอดวิชาฝีมือให้มัน

และสิ่งที่มันจะสอนให้ชงนีชูเป็นอันดับแรกคือวิชาสะกดวิญญาณ 

สุสานเป็นสถานที่เงียบสงบและเหมาะแก่การฝึกปรือพลังฝีมือ

การวิชาสะกดวิญญาณ เป็นวิชาพลังหยิน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งในการฝึกปรือในสุสานเต็มไปด้วยพลังหยิน

วิธีฝึกต้องเลือกหลุมฝังศพหนึ่งหลุม  หลับตาแล้ว ผนึกจิตให้สงบ พลางดูดพลังหยินจากศพ เมื่อฝึกปรือถึงขั้นหนึ่ง จะรู้สึกราวกับสามารถสนทนากับศพได้

วิชานี้นับเป็นยอดวิชาฝีมือแขนงหนึ่ง  ผู้ที่ฝึกปรือต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นจะประสบกับธาตุไฟแตกซ่าน

มีผู้ปรารถนาจะฝึกวิชาฝีมือนี้มากมาย แต่คนที่สำเร็จวิชาฝีมือนี้มียิ่งกว่าน้อย

เห็นทีมันทั้งสองจะต้องพักค้างแรมกลางป่าชั่วระยะหนึ่ง   ในระหว่างนั้นก็ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์โดยถ่ายทอดวิชาฝีมือนี้ให้มัน

หากไม่มีความตั้งใจ และมีจิตสมาธิที่ผนึกรวมตัว ยากจะฝึกปรือวิชานี้ได้สำเร็จ

ชงนีชูไม่กล่าวอะไร เพียงพยักหน้าคราหนึ่ง

ผู้เฒ่านิลกาฬหน้านิ่วคิ้วขมวด

นักฆ่าดรรชนีอสูรร้ายกาจกว่าเป้าหมายทุกคนที่มันเคยไล่ล่า

มันโยนเด็กลงไปก่อน ก่อนจะกระโดดน้ำตามลงไป……”

ผู้เฒ่านิลกาฬมองตามทิศที่เด็กตกน้ำไปก่อนจะหันไปมองอีกฝั่งแม่น้ำ

เฮอะ นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง

ความคิดว่าการไล่ล่าครั้งนี้อาจล้มเหลวผุดขึ้นมาวูบหนึ่ง

ไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้น พรรคกระยาจกต้องเสื่อมเสียเกียรติ หากจับมันไม่ได้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด

ส่งเรือออกไล่ล่า ออกไปหาตัวมันในระยะร้อยลี้ ตอนนี้พ้นกำหนดสามวันแล้ว ฉะนั้นหากพบตัวมัน ให้สังหารมันทันที ตอนนี้เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชีจิน (หนึ่งชั่วโมง) เท่านั้น มันหนีไปได้ไม่ไกล

น้ำเสียงของผู้เฒ่านิลกาฬเฉียบขาด

ขอรับ

ขอทานห้าคนขานรับคำสั่งพร้อมกัน พวกมันคือผู้คุ้มกฏที่เดินทางมาเพื่อไล่ล่าตัวนักฆ่าดรรชนีอสูรโดยเฉพาะ ด้านพลังฝีมือนับว่าสูงเยี่ยม

ผู้คุ้มกฏทั้งห้ากระโดดลงที่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ  จากนั้นผู้เฒ่านิลกาฬจึงร้องสั่งต่อว่า

ปิดทางเข้าคูซ็อง มังยาง และโฮโพ

ขอรับ

มังกรท่องนภารุ้สึกร้อนรน เพราะคิดว่าการที่นักฆ่าดรรชนีอสูรหนีไปได้ เป็นเพราะความผิดตนเอง   

ตอนนี้ยิ่งได้ยินว่าจับตัวนักฆ่าดรรชนีอสูรไม่ได้อีกครั้ง มันถึงกับกระวนกระวายยิ่ง

แต่มันหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ แล้วจะหาตัวมันจากที่ใดเล่า

มันอาจหนีไปไหนไม่ได้ไกล เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชีจิน (หนึ่งชั่วโมง) เท่านั้น ต่อให้มันมีวิชาตัวเบาเลิศล้ำเพียงใด ก็ไม่อาจหลบหนีไปไกลเกินร้อยลี้ หากปิดทางเข้าคูซ็อง มังยาง และโฮโพต่อให้มันสามารถหลบเลี่ยงสายตาของพรรคต่างๆ ก็ตาม แต่มันก็จะยิ่งเดินทางช้าเป็นทวีคูณ

คำแนะนำของผู้เฒ่านิลกาฬทำให้มังกรท่องนภาค่อยเข้าใจเป้าหมายอีกฝ่าย

มังกรท่องนภาล้วงระเบิดควันออกมาแล้วยิงขึ้นไปห้าลูก จากนั้นมันกล่าวว่า

จะสกัดถึงโนซัน ทงชังใช่หรือไม่

หากหลุดจากคูซ็อง มังยาง โฮโพได้ จะได้ดักรอมันที่โนซัน ทงชัง  หากมันจะหลบเลี่ยงสายตาของพรรคต่างๆ ได้ก็ต้องไม่อาจเดินทางไกลเกินช็อนพย็อง  ช็อนพย็องเป็นที่ราบ ยากต่อการหลบซ่อน

เหล่าผู้คุ้มกฏพบร่องรอยตรงริมแม่น้ำห่างจากเรือออกไปประมาณห้าลี้

มีรอยฝีเท้าเด็กอยู่บนพื้นทราย

มันขึ้นมาจากน้ำแล้ว

ผู้คุ้มกฏที่อาวุโสที่สุดในผู้คุ้มกฏทั้งห้ากล่าวขึ้น

มันหยิบเม็ดทรายขึ้นมาขยี้แล้วสูดดม

เวลาเล่า

ทรายยังไม่แห้ง ยังเปียกอยู่ กลิ่นอย่างที่ท่านผู้อาวุโสพูด เพิ่งผ่านไปประมาณครึ่งชีจิน (หนึ่งชั่วโมง) เท่านั้น

ผู้คุ้มกฏทั้งหลายพบรอยเท้าตรงผืนทราย

รอยเท้าขนาดใหญ่และขนาดเล็กสี่รอย

ผู้คุ้มกฏทั้งห้าสำรวจรอยเท้าและเม็ดกรวด รวมทั้งเม็ดทรายที่ตกอยู่ใกล้ๆ โดยละเอียด  เม็ดทรายที่เปียกน้ำเกาะตัวกันแน่น

ยิ่งเดินผ่านกองกรวดกองทรายขึ้นไปยังผืนหญ้ากว้างยิ่งเห็นร่องรอยชัดเจนยิ่งขึ้น

ร่องรอยหญ้าถูกกดจนลู่ลง รอยน้ำบนพื้นตามจุดต่างๆทุกสิ่งทุกอย่างต่างเป็นหลักฐานที่ดีต่อการไล่ล่า

หนึ่งในห้าผู้คุ้มกฏที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้ากล่าวถามศิษย์พรรคกระยาจกที่ด้านหลัง

หากตรงไปทางนี้จะทะลุที่ใด

มังยางขอรับ

มังยางแล้วหมู่บ้านที่จะถึงก่อนมังยางคือหมู่บ้านอะไร

เป็นหมู่บ้านที่มีชาวนาอาศัยอยู่ไม่กี่ครัวเรือน…”

หากไม่เข้าไปในหมู่บ้าน แต่พักค้างแรมกลางป่าจะพักได้ที่ไหนบ้าง

มีโรงเตี๋ยมอยูแห่งหนึ่ง….”

แล้วหากต้องการพักโดยไม่พบผู้คนเล่า

ต้องเป็นที่สุสานเท่านั้น

แล้วสุสานอยู่ที่ใด

ที่แห่งนี้มีสุสานรวมอยู่สองแห่ง  ทั้งสองแห่งจะมีกระท่อมอยู่หลายหลังสำหรับเฝ้าสุสาน เป็นกระท่อมเก่าๆ ที่พอจะเอาไว้หลบฝนได้

ผู้คุ้มกฏทั้งห้าสบตากัน

สุสานที่ว่าอยู่ที่ใดบ้าง

ตั้งอยู่ที่เขาช็อนอึมแห่งหนึ่งกับที่เขาฮเวงซ็องอีกแห่งหนึ่ง สุสานที่ตั้งอยู่ที่เขาช็อนอึมเป็นสุสานขนาดเล็กกว่า  แต่มีฮวงจุ้ยที่ตั้งที่ดีที่สุด ผู้มีฐานะทั้งหลายจึงใช้สุสานแห่งนั้นกัน  ส่วนสุสานที่ตั้งอยู่ที่เขาฮเวงซ็อง  เป็นที่ฝังศพของบรรดาขอทานและคนยากไร้เสียส่วนใหญ่ หากเป็นข้าพเจ้าคงจะเลือกเขาช็อนอึม……”

รีบส่งข่าวให้ผู้อาวุโสทราบ ให้พรรคทั้งหลายโอบล้อมเขาช็อนอึมเอาไว้  รายงานด้วยว่าพวกเราจะมุ่งไปยังสุสานฮเวงซ็อง

สุสานฮเวง….ซ็องหรือขอรับ

ผู้ติดตามถามออกไป แต่ไม่ได้รับคำตอบใดๆ กลับมา

เพราะผู้คุ้มกฏทั้งห้าเร่งฝีเท้าจากไปอย่างรวดเร็วก่อนแล้ว

ผู้ติดตามกับผู้เฒ่านิลกาฬเดินทางไปไม่ทันเท่าใดก็พบกัน

เขาฮเวงซ็องหรือ

ขอรับ ข้าพเจ้าได้ยินเช่นนั้น ท่านผู้คุมกฏสั่งให้พวกข้าพเจ้าไปตั้งค่ายกลโอบล้อมเขาช็อนอึม

ผู้เฒ่านิลกาฬรู้สึกวางใจขึ้นมาบ้าง

น้ำเสียงของมันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจว่าพรรคกระยาจกจะสามารถจับตัวนักฆ่าดรรชนีอสูรได้

หากหาเป้าหมายไม่พบ ให้ตรงไปยังมังยางทันที และรีบส่งข่าวให้ท่านประมุขพรรคทราบโดยทันที

ท่านประมุขหรือขอรับ

นี่หมายถึงการระดมคนของพรรคกระยาจกจากทั่วทุกสารทิศ

แต่คราครั้งนี้  ผู้เฒ่านิลกาฬมั่นใจว่าจะโอบล้อมนักฆ่าดรรชนีอสูรได้อย่างสมบูรณ์

มันจะไม่มีวันหลุดรอดมือไปได้

ผู้เฒ่านิลกาฬรีบมุ่งหน้าไปยังเขาฮเวังซ็อง

ชงนีชูฝึกปรือวิชาเป็นเวลาหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง)

เจ้าฝึกวิชาฝีมือโดยไม่เอ่ยปฏิเสธ  เจ้ามีจุดมุ่งหมายใดหรือ

ข้าพเจ้าต้องการมีชีวิตอย่างมีความสุข

“…..”

ข้าพเจ้าไม่ต้องการหลบหนีอีกต่อไปแล้ว

ฮาๆ

นักฆ่าดรรชนีอสูรระเบิดเสียงหัวร่อ

ความฝันของเจ้าไม่มีวันเป็นจริง

การที่มันถ่ายทอดวิชาฝีมือให้ชงนีชู นั่นหมายความว่า มันต้องการฝึกให้ชงนีชูเป็นนักฆ่าที่จะเป็นกำลังสำคัญของโซโก เหมือนที่พวกตนเป็นกำลังสำคัญให้แก่พี่ใหญ่  ให้มันกลายเป็นแขนขา ผู้ติดตามผู้ซื่อสัตย์ของโซโก

นั่นคือเป้าหมายของมัน 

นักฆ่าดรรชนีอสูรคิดว่าถึงเวลาที่ต้องบอกมันแล้ว

ตั้งใจรับฟังให้ดี  ต่อจากนี้เจ้าจะมีนายอยู่คนหนึ่ง

“….”

มันตีหน้าซื่อ ทั้งที่มันคาดเดาได้อยู่ก่อน แต่ยังเสแสร้งแกล้งทำเช่นนี้ สมกับเป็นหมาป่าจอมเจ้าเล่ห์

ตอนนี้เจ้าเรียกว่าท่านผู้นั้นว่าโซโก ท่านผู้นั้นยังอายุไม่มากนัก แต่ในอนาคตต้องจรรโลงสำนักขึ้นมาใหม่ และท่านผู้นั้นคือนายของเจ้า

“…..”

ไม่รู้ว่าชงนีชูเข้าใจสิ่งที่มันพูดหรือไม่ เพราะมันไม่เอ่ยปากว่ากระไร 

ต่อให้เจ้ามีวิชาฝีมือร้ายกาจแล้ว…”

พี่ใหญ่บอกว่าโซโกจะกลายเป็นสุดยอดมือสังหารที่ไร้เทียมทาน นามของโซโกจะต้องกระเดื่องเลื่องลือ  แต่เหตุใดเรากลับกังวลใจ

ท่านผู้นั้นคือนายของเรา เจ้าจะต้องซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อโซโกอย่างไม่มีเงื่อนไข  หากสั่งให้เจ้าต้องตาย  เจ้าก็มิอาจไม่ตาย

คนเช่นมันจะทำเช่นนั้นได้หรือ หากวันหนึ่งมันมีพลังฝีมือร้ายกาจกว่าไม่   ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่จะอย่างไรเราต้องป้องกันเอาไว้ก่อน ตามที่พี่ใหญ่บอกเอาไว้

มันยังจำได้ว่า ครั้งนั้นพี่ใหญ่หัวเราะพลางเอ่ยขึ้นด้วยความมั่นใจ

พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป ทุกเรื่องราวปล่อยให้เป็นไปตามลิขิตของสวรรค์  โซโกต้องแผ้วถางทางที่ตนจะเดินไปด้วยตัวเอง

ยามนี้เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาอันใสซื่อของชงนีชู  มันกลับรู้สึกวิตกกังวลอย่างประหลาด

ไม่ เราต้องทำตามที่พี่สองบอก แต่ตอนนี้ก่อนอื่นต้องไปจากที่นี่ให้ได้…’

เจ้าเข้าใจสิ่งที่เราพูดเมื่อสักครู่หรือไม่

ชงนีชูพยักหน้ารับโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ

นั่นกลับทำให้นักฆ่าดรรชนีอสูรเป็นกังวลมากยิ่งขึ้น

ชงนีชูเป็นผู้รอดชีวิตจากการไล่ล่าของสำนักประตูสวรรค์มรณะ มันพยายามดิ้นรนทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองรอด แต่เด็กคนนั้นกลับพยักหน้ารับคำสั่งให้ตนเองกลายเป็นบ่าวทาสผู้อื่นง่ายๆ

นักฆ่าดรรชนีอสูรไม่เชื่อในคำตอบของชงนีชู แต่มันมิอาจทำอะไรได้ในตอนนี้ บางทีอาจจะเป็นโชคชะตา ก็ต้องปล่อยไปตามโชคชะตา

ถ้าเช่นนั้นตอนนี้เจ้าฝึกฝนตามที่เราบ่งบอก

ชงนีชูนั่งลงตรงหน้าหลุมศพ หลับตาพลางยื่นมือทั้งสองข้างไปข้างหน้า

วิชานี้ บางคนฝึกหนึ่งร้อยวัน บางคนฝึกปรือสิบปี บางคนใช้เวลาสั้นกว่านั้น ขึ้นอยู่กับภูมิปฏิภาณของแต่ละคน

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง…..’

นักฆ่าดรรชนีอสูรไม่คาดหวังอะไรมากมาย

หากที่นี่ไม่ใช่สุสาน มันคงไม่คิดถึงวิชาฝีมือนี้ขึ้นมา

แม้จะเป็นระหว่างการหลบหนี แต่มันตัดสินใจจะถ่ายทอดวิชานี้ เพราะสภาพแวดล้อมเช่นนี้ จึงทำให้มันนึกถึงวิชานี้ขึ้นมา  ต่อให้ชงนีชูมิอาจสำเร็จวิชานี้ แต่อย่างน้อยนับว่าได้ทดลองสักครั้ง หากสำเร็จจะทำให้การหลบหนีมีโอกาสสำเร็จมากขึ้นตามไปด้วย

เมื่อเห็นความตั้งใจของชงนีชู นักฆ่าดรรชนีอสูรจึงเดินวนไปรอบสุสาน

หลุมนี้เหมาะสมยิ่ง

มันพบหลุมศพที่ดูเหมือนเพิ่งสร้างขึ้นใหม่

กลิ่นดินโคลนยังไม่จาง คล้ายกับจะสร้างขึ้นมาไม่เกินสามวัน

นักฆ่าดรรชนีอสูรใช้ดาบดาราพรายขุดหลุมศพนั้นออก

ในหลุมศพนั้นมีศพสตรีนางหนึ่งถูกฝังอยู่โดยปราศจากโลง

บางทีครอบครัวของนางอาจไม่มีปัญญาซื้อแม้กระทั่งโลงศพ ศพของนางจึงมีดินโคลนเกาะอยู่เต็มไปหมด

ร่างแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้ ส่งกลิ่นเน่าเสียตลบอบอวล

นักฆ่าดรรชนีอสูรวางศพของนางคว่ำลง ก่อนจะลงมือถลกผมนางออกมาจากทางด้านหลังด้วยความชำนาญ

เสียงดาบดาราพรายเฉือนเนื้อดังกังวานในยามราตรีอันแสนเงียบเชียบ  ทำให้ผู้ที่ได้ยินถึงกับขนลุกเกรียว

มันหยิบหนังหน้าที่ถลกออกมาจากศีรษะของหญิงสาวผู้นั้นเก็บเอาไว้ในย่าม ก่อนจะพับกางเกงที่นางสวมอยู่ขึ้น

ส่วนล่างของร่างกายนางกระทบแสงจันทร์

ดาบดาราพรายทำหน้าที่อีกครั้ง

ตัดเนื้อตรงเนื้อส่วนขาอ่อน

หลังจากได้เนื้อเพียงพอแล้ว นักฆ่าดรรชนีอสูรก็นำศพนางไปฝังเอาไว้เช่นเดิม

นักฆ่าดรรชนีอสูรลงมือทำทุกอย่างอย่างรวดเร็ว

มันเดินวนรอบสุสานมองหาหลุมศพที่เพิ่งฝังได้ไม่กี่วัน ก่อนจะลงมือขุดหลมศพออกมา แล้วก็ลงมือชำแหละศพนั้น

มันใช้เวลาหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง) ทำการชำแหละศพหกศพด้วยกัน

เท่านี้คงพอใช้ไปสักระยะหนึ่ง

ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนวังเวง ชงนีชูยังคงฝึกปรือวิชาอย่างคร่ำเคร่ง

ไปได้แล้ว

นักฆ่าดรรชนีอสูรแตะไหล่ชงนีชูเล็กน้อย

เราไม่นอนที่นี่หรือขอรับ

ชงนีชูยืดตัวขึ้น  วินาทีนั้นดวงตาของนักฆ่าดรรชนีอสูรเปลี่ยนเป็นดุดัน

ตอนฝึกปรือวิชาฝีมือจะต้องฝึกอย่างไร้จิตไร้ใจ คนที่ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่าน มีอะไรรบกวนในใจเช่นเจ้า ไม่มีวันฝึกวิชาฝีมือสำเร็จ หากเจ้าปราศจากสมาธิ การฝึกปรือนี้ก็เป็นล้มเหลว

“….”

ชงนีชูตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ

มันเรียนวิชาเปลี่ยนหน้ากากมาย่อมผ่านการฝึกมาอย่างหนัก หากเราชี้แนะมันโดยละเอียด คาดว่าไม่นานมันต้องสำเร็จยอดวิชา

นักฆ่าดรรชนีอสูรเผลอเปรียบเทียบระหว่างโซโกกับชงนีชูโดยไม่รู้ตัว

ยามโซโกฝึกวิชาฝีมือต่อให้ใครรบกวนเช่นไร มันก็ยังมั่นคง มันเป็นเด็กที่มีความตั้งมั่นและแน่วแน่ในสิ่งที่ตนเองตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง

การฝึกวิชาฝีมือของโซโกจึงน่าเป็นกังวลยิ่ง หากนั่งโคจรกำลังภายใน แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มีการรบกวนเกิดขึ้น อาจถึงขั้นธาตุไฟแตกได้

ทุกคนจึงได้จัดสถานที่ลับให้โซโกฝึกซ้อมวิชาฝีมือ และทุกครั้งที่โซโกนั่งสมาธิจะต้องมีใครหนึ่งคนคอยเฝ้าอยู่ใกล้ๆ

ชงนีชูไม่มีสมาธิจดจ่อนัก การที่มันนั่งอยู่ได้เป็นเวลานานเป็นเพราะความเคยชินที่ได้รับจากการฝึกฝนระบำหน้ากาก  และการที่มันเรียนรู้เรื่องจุดลมปราณต่างๆ ได้เร็วก็เพราะมันมีหัวในด้านการจดจำอยู่บ้าง

แล้วพรสวรรค์ในการเรียนรู้วิชาฝีมือเล่า

หากจะฝึกปรือวิชาฝีมือระดับสูงจะต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานสามประการ

ประการแรกคือส่วนสัดกระดูก

แม้จะไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่า ผู้มีมวลกระดูกเล็กจะไม่สามารถฝึกวิชาฝีมือได้ถึงขั้นสูงล้ำ แต่ผู้ที่มีมวลกระดูกหนาจะเหมาะกับการฝึกปรือยอดวิชามากกว่า

ประการที่สองคือความภูมิปฏิญาณไหวพริบ

การฝึกวิชาฝีมือจำเป็นต้องมีภูมิปฏิญาณไหวพริบ หากต้องการจะฝึกวิชาฝีมือขั้นสูงจนแตกฉาน ยิ่งต้องมีภูมิปฏิญาณไหวพริบในระดับที่เหนือกว่าคนปกติ

ประการที่สามคือจิตสมาธิ

ไม่ว่าจะเป็นตอนฝึกปรือหรือตอนที่ต่อสู้จริง จิตสมาธิต้องผนึกรวมตัว ควบคุมฝ่ายตรงข้าม และควบคุมการต่อสู้ สมาธิก่อเกิดจิตสำนึก จิตสำนึกโคจรกำลังภายใน นี่จึงจะเข้าสู่มรรคายอดฝีมือ

นักฆ่าดรรชนีอสูรเริ่มผิดหวังในตัวชงนีชูเป็นครั้งแรก

นักฆ่าดรรชนีอสูรเริ่มคิดว่าตนเองเลือกเด็กผิดหรือไม่

เด็กคนอื่นๆ ต่างเป็นเด็กที่คงชีจังเฝ้าติดตามความประพฤติมาเป็นเวลากว่าห้าปี ซึ่งแต่ละคนต่างมีปมเด่นเป็นของตน แต่ตนเล่า…..

มันยังเด็กนักคงต้องค่อยๆ ฝึกไปทีละน้อย

โอ  ไปกันเถอะ

นักฆ่าดรรชนีอสูรจี้จุดลมปราณตรงสีข้างชงนีชู ก่อนจะใชวิชาตัวเบาโลดแล่นไป

กลิ่นไอจากกายมันยังอุ่นอยู่

หนึ่งในห้าผู้คุ้มกฏนั่งลงหน้าหลุมศพพลางเอ่ยขึ้น

จุดที่ผู้คุ้มกฏเอามือไปสัมผัสเป็นจุดที่ต้นหญ้าตรงนั้นเอนราบ

พอเอามือไปแตะดูก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากกาย

ผู้คุ้มกฏที่มีหน้าผากปูดโปนเอาหูแนบพื้นโดยเร็ว

มันได้ยินเสียงจิ้งหรีดและหิ่งห้อยร้อง

แต่กลับไม่ได้ยินเสียงที่ต้องการได้ยินแม้แต่น้อย

มันน่าจะจากไปได้ไม่นาน

เฮอะ กลับคว้าน้ำเหลวอีกครั้งจนได้

ดู มันขุดหลุมศพทำอะไร

หนึ่งในห้าผู้คุ้มกฏร้องบอกทั้งหมด

แม้จะเคยเห็นสภาพอันสยดสยองมามาก แต่ผู้คุ้มกฏทั้งห้ายังตะลึงกับภาพตรงหน้า

อีกฝ่ายถลกหนังหน้าคนตาย ทั้งยังเป็นศพสตรีถึงสองศพ ศพทั้งหลายต่างถูกถลกหนังหน้าและตัดเนื้อส่วนต้นขาไป 

พวกเจ้าไปหาคนวาดภาพใบหน้าคนที่ถูกถลกหน้ามาโดยละเอียด” “

ผู้เฒ่านิลกาฬร้องบอกอย่างขุ่นแค้น

ส่งข่าวไปบอกหัวหน้าสาขานัมยางว่าห้ามไปจากเขาช็อนอึมโดยเด็ดขาด ส่งนกพิราบสื่อสารไปหามังกรท่องนภาว่าให้เฝ้าสุสานที่เพิ่งขุดฝังศพใหม่ๆ เอาไว้ให้ดี

ขอรับ ทราบแล้ว

มันมุ่งไปทางใด

ดูจากร่องรอยแล้วดูเหมือนจะเดินทางไปทางมังยางขอรับ

ตามที่คิดไว้  มันจะต้องเดินทางไปยังช็อนพย็องแน่ ส่งนกพิราบให้ท่านประมุขด้วย

ท่านผู้อาวุโส แต่เรายังติดตามมันได้อยู่…..”

เรื่องราวครั้งนี้ตึงมือยิ่ง  เราต้องให้ท่านออกหน้ามาจัดการด้วยตนเองแล้ว

ขอรับ

ผู้คุ้มกฏที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้ายิงระเบิดควันสี่ลูกขึ้นไปบนฟ้า

ไม่นาน ประมุขใหญ่ของพรรคกระยาจกคงมาด้วยตัวเอง

โนซัน ทงชัง คูซ็อง มังยาง โฮโพ ช็อนพย็อง จะเต็มไปด้วยอาคันตุกะพิเศษจากพรรคกระยาจก

มันไม่มีทางหลุดรอดไปได้

ผู้เฒ่านิลกาฬพูดด้วยความขุ่นแค้น

มังกรท่องนภาที่รออยู่ที่เขาช็อนอึมเห็นระเบิดควันจากสุสานที่เขาฮเวงซ็อง

เป็นสัญญาณที่ส่งให้ท่านประมุขใหญ่

มังกรท่องนภาจ้องมองระเบิดควันนั้นไม่วางตาพร้อมครุ่นคิด

นี่เป็นการส่งสัญญาณเตือนนักฆ่าดรรชนีอสูรด้วยเหมือนกันอีกสองชีจิน (สี่ชั่วโมง) มันคงเดินทางเข้าใกล้มังยางแล้ว

จากนั้นมังกรท่องนภาเห็นระเบิดควันลูกที่สามซึ่งยิงติดต่อกัน

ระเบิดควันสีแดงถูกยิงขึ้นฟ้าเป็นสัญญาณมาถึงตน ส่วนระเบิดควันสีน้ำเงินเป็นการส่งสัญญาณบอกว่าห้ามเคลื่อนไหวโดยพลการ ส่วนระเบิดควันสีขาวลูกที่สามเป็นการเน้นย้ำ ยืนยันว่าห้ามเดินทางออกจากเขาช็อนอึมจนกว่าจะถึงเวลาเที่ยงวันของวันใหม่ สุดท้ายระเบิดควันสีเหลืองเป็นการส่งสัญญาณบอกว่าส่งนกพิราบสื่อสารมาแล้ว ให้รอรับ

ผู้ที่เดินทางออกจากเขาฮเวงซันเวลาสองชีจิน (สี่ชั่วโมง) เป้าหมายน่าหลุดรอดออกจากเขาช็อนอึมแล้ว แต่ยังบอกให้เรารั้งกำลังไว้ที่นี่แต่หากเรายังอยู่ที่นี่ กลับยิ่งปล่อยให้มันมีเวลาหนีมากขึ้น เราจะต้องเดินทางไปช็อนพย็อง  ต้องล่วงหน้าไปก่อนจึงจะจับมันได้ ตอนนี้เรามีแต่ต้องไปดักรอมัน

มังกรท่องนภาตัดสินใจ

ส่งข่าวไปบอกคนที่จะประจำอยู่ที่เขาช็อนอึมจะไปรวมตัวกันที่ชังโฮภายในเวลาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น   เจ้าจงรักษาทางเข้าประตูสุสานให้ดี หากมีนกพิราบสื่อสารมาถึงเมื่อไหร่ให้เอามาให้เราโดยด่วน

ขอรับ

มังกรท่องนภาไม่รอนกพิราบสื่อาร

นกพิราบสื่อสารถูกส่งไปยังกระท่อมหลังเก่าที่ห่างเขาช็อนอึมออกไปหลายสิบลี้ หากเดินทางไปกลับเพื่อรับข่าว ต้องใช้เวลาราวหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง)

หากเป็นเวลาหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง) นักฆ่าดรรชนีอสูรคงจะเข้าไปในเขตมังยางได้ไม่ยากนัก

นี่ยิ่งทำให้มันรู้สึกใจร้อนรน จนไม่อาจรอนกพิราบสื่อสารได้

บทที่ 7 หน้ากากหนังมนุษย์

ขณะที่ผู้เฒ่านิลกาฬโกรธเกรี้ยวกับเรื่องเกิดขึ้น นักฆ่าดรรชนีอสูรซึ่งซุ่มซ่อนตัวอยู่ในความมืดข้างทำนบกั้นน้ำที่ลึกประมาณหัวเข่า ก็คอยสังเกตความเป็นไปรอบๆ

เรือไม้มีป้ายเขียนไว้ว่าเขาช็อนอึมลำหนึ่งค่อยๆ แล่นมาช้าๆ

ดูเหมือนจะเป็นเรือเคลื่อนศพของผู้มีฐานะแถบเขาช็อนอึม

เสียงระเบิดควันหลายสายดังสะท้าน

ระเบิดควันส่งสัญญาณของพรรคกระยาจก..’

นักฆ่าดรรชนีอสูรไม่รู้ความหมายของระเบิดควันนั้น

สัญญาณลับของพรรคกระยาจกเปลี่ยนทุกสิบวัน ถึงแม้จะล่วงรู้ความหมายของสัญญาณนั้น  แต่พอผ่านไปสิบวันก็ไม่มีความหมายแล้ว

แม้มันตีความหมายของสัญญาณลับไม่ออก แต่สิ่งที่มันรู้คือตอนนี้คนของพรรคกระยาจกกำลังล้อมเขาช็อนอึม

ต้องซ่อนตัว ไม่อาจเคลื่อนไหวโดยผลีผลาม

พรรคกระยาจกมีเรื่องราวสามประการที่ต้องพึงระวังเป็นอย่างยิ่ง

หนึ่งคือ จอมฝ่ามือพิฆาตมังกร (ประมุขพรรคกระยาจก  สองคือคนของพรรคที่มีจำนวนมากมายเหลือคณานับ สามคือ ค่ายกลสลับเท้าล้อวายุ

ค่ายกลสลับเท้าล้อวายุของพรรคกระยาจก นับเป็นหนึ่งในค่ายกลเอกเห่งบู๊ลิ้ม

การจะก่อตั้งค่ายกลนี้ได้จำต้องอาศัยคนจำนวนมากถึงแปดร้อยคน การจะฝึกคนจำนวนมากเช่นนี้เป็นเรื่องยากเย็นยิ่ง แต่หากค่ายกลนี้ตั้งขึ้นเมื่อใด ต่อให้มีวิชาฝีมือสูงส่งระดับสุดยอดฝีมือก็ยากจะหลบหนีไปได้พ้น

แม้ค่ายกลสลับเท้าล้อวายุเล็กจะมีอานุภาพไม่เท้าค่ายกลสลับเท้าล้อวายุใหญ่  แต่ด้วยจำนวนคนเพียงสิบคนก็สามารถแสดงอานุภาพค่ายกลนี้ได้แล้ว

วิชาฝีมือของหัวหน้าสาขาต่างๆ ในพรรคกระยาจกไม่สูงส่งเท่าใด หากแต่ยามเมื่อพวกมันรวมตัวกันก่อตั้งค่ายกล ก็นับเป็นอีกเรื่องแล้ว

นักฆ่าดรรชนีอสูรค่อยๆ เคลื่อนไหวอย่าเงียบเชียบในน้ำ

ทันใดนั้นมันก็ได้ยินเสียงชายเสื้อกระทบกับสายลม

พวกมันมีอย่างต่ำสามสิบคน

นักฆ่าดรรชนีอสูรตื่นตัว

ก่อนหน้านี้มันยังไม่แยแสคนพรรคกระยาจกนัก  เนื่องเพราะยังไม่ถึงเวลาไล่ล่า แต่ตอนนี้พวกมันคงเตรียมตัวมาอย่างพรักพร้อมแล้ว

มันคือมังกรท่องนภา…’

นักฆ่าดรรชนีอสูรซ่อนตัวอยู่ตรงทำนบกั้นน้ำ

อืม…..”

ชงนีชูส่งเสียงร้องออกมาอย่างไม่คาดคิด คล้ายได้สติขึ้นมา

นักฆ่าดรรชนีอสูรใช้มือปิดปากมันไว้โดยไม่ต้องหันไปมอง 

โชคดีที่มังกรท่องนภากำลังให้ความสนใจในเรื่องอื่นอยู่จึงไม่ได้ยินเสียงครางนั้น

มังกรท่องนภาเฮอะ

นักฆ่าดรรชนีอสูรจดจำมังกรท่องนภาได้เป็นอย่างดี

มันคือผู้ลงโทษพี่ใหญ่

มังกรท่องนภาคือหนึ่งในผู้ที่มันต้องล้างแค้น  และหากเป็นไปได้นักฆ่าดรรชนีอสูรต้องการสังหารอีกฝ่ายด้วยน้ำมือตัวเอง

เจ้าต้องตายด้วยน้ำมือของเรา

มังกรท่องนภากับคนของพรรคกระยาจกหายไปในความมืด

เสียงฝีเท้าม้าควบดังพร้อมกับเสียงลงแส้อย่างแรง

เป็นเวลาที่มังกรท่องนภาจากไปได้ประมาณหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง)

ในระหว่างนั้นนักฆ่าดรรชนีอสูรยังคงซุ่มซ่อนตัวอยู่ที่ทำนบกั้นน้ำโดยไม่เคลื่อนไหว มันพยายามลดระดับการหายใจและทำตัวให้เป็นธรรมชาติที่สุด ทั้งไม่ปล่อยมือที่ปิดปากชงนีชูอยู่

สัญชาตญาณของนักฆ่าทำให้มันรู้ดีว่า ตอนนี้มันต้องสงบนิ่ง 

เสียงควบม้าดังใกล้เข้ามาทุกขณะ

เส้นทางเข้าออกเขตสุสานของเขาช็อนอึมมีเพียงเส้นเดียวเท่านั้น และเป็นเส้นทางที่ไม่ใคร่มีใครเดินทางผ่านไปมานักหากไม่มีธุระที่สุสาน ยิ่งไปกว่านั้นเวลานี้ยังเป็นเวลากลางดึก

มันคือคนของพรรคกระยาจก ผู้ที่ขี่ม้ามาจะต้องเป็นผู้ส่งสาส์นจากพรรคกระยาจก การใช้ม้าส่งสาส์นนั้นน่าจะส่งให้คนระดับหัวหน้าสาขาขึ้นไปเท่านั้น…..’

นักฆ่าดรรชนีอสูรครุ่นคิด

ตอนที่มังกรท่องนภาจากไป มันคิดว่าจะหลบหนีต่อไปดีหรือไม่ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจอยู่ที่นี่อีกหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง)

เมื่อมังกรท่องนภาไม่อยู่ คนที่อยู่ที่เขาช็อนอึมก็น่าจะเป็นคนที่มีพลังฝีมือสูงส่งระดับผู้อาวุโส

หรือมันจะปิดกั้นทางเข้า

นักฆ่าดรรชนีอสูรคิดก่อนส่ายศีรษะทันที

ตอนนี้พวกมันหาตัวเราไม่พบ การที่มังกรท่องนภารีบเคลื่อนไหวเช่นนั้นเพราะมันจะไปสกัดปิดทางมังยางแน่ ไปมังยางไม่ได้แล้ว โนซัน ทงชัง คูซ็อง โฮโพก็ถูกปิดเช่นกัน หากจะเดินทางกลับไปก็ต้องข้ามแม่น้ำขาวย้อนกลับไป แต่พวกมันก็คงดักรออยู่เช่นกัน ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ พวกมันยิ่งโอบล้อมเข้ามา ตีวงแคบยิ่งขึ้น….’

เสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามา

นักฆ่าดรรชนีอสูรเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเท่าความคิด

วินาทีที่ม้าวิ่งผ่านมันไป นักฆ่าดรรชนีอสูรวิ่งออกไปจากทำนบกั้นน้ำ พุ่งตัวลอบติดตามไป

นี่มีความเสี่ยงสูงมาก แต่มันต้องเสี่ยงสักครา

ลอบเดินทางได้ระยะหนึ่งมันจึงเห็นว่าอีกฝ่ายหยุดม้าลง

ที่มีเพียงข้าพเจ้าควังโฮเฝ้าอยู่

ท่านหัวหน้าสาขาไปยังที่ใดแล้ว

ท่านเดินทางล่วงหน้าไปก่อน สาส์นอยู่ที่ใด

สาสน์อยู่ที่นี่ท่านหัวหน้าสาขาล่วงหน้าไปทางใดหรือ

ชังโฮ ท่านล่วงหน้าไปดักรอเป้าหมายแล้ว

โอ ท่านผู้อาวุโสสั่งห้ามมิให้ละสายตาจากเขาช็อนอึม หากเช่นนั้นเจ้าจงเฝ้าอยู่ที่นี่ เราจะรีบไปตามท่านหัวหน้าสาขามาเอง

คนของพรรคกระยาจกวิ่งกลับไปยังทางเดิมอย่างรีบร้อน

นักฆ่าดรรชนีอสูรได้รู้ข้อมูลมากขึ้น

ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ที่เขาช็อนอึม ยกเว้นคนของพรรคกระยาจกที่ชื่อว่าควังโฮซึ่งเฝ้าอยู่ตรงริมหญ้าฝั่งแม่น้ำ

เขาช็อนอึมไม่ใช่สถานที่ที่จะอยู่ได้นาน ผู้ออกคำสั่งแก่มังกรท่องนภาต้องเป็นคนที่มาจากพรรคกระยาจกสาขาใหญ่  และมันผู้นั้นคาดการณ์ว่าตนยังอยู่ในเขาช็อนอึม

ต้องเร่งมือแล้ว

ควังโฮไม่ใคร่สบายใจเท่าใดนัก

ต่อให้ได้รับคำสั่งมาแล้ว แต่การเฝ้าประตูเข้าสุสานเพียงลำพังทำให้มันรู้สึกตะครั่นตะครออยู่บ้าง

ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่น่าพิสมัยนัก ลมที่พัดช่วงฤดูใบไม้ร่วงช่างหนาวเย็นจนมันต้องตัวงองุ้ม

หรือจะก่อไฟ ไม่ได้ ทำเช่นนั้นต้องถูกลงโทษ  อดทนไว้ อดทนไว้

ควังโฮขนลุกเกรียวกับรรยากาศรอบข้าง

บัดซบ คืนนี้เราคงได้นอนหลับอยู่ที่สุสานแห่งนี้กระมัง

ทันใดนั้นมันได้ยินเสียงอะไรบางอย่างอยู่ข้างหลัง

ในโลกนี้ไม่มีปีศาจ ในโลกนี้ไม่มีปีศาจ

เสียงลมพัดแรง

ควังโฮทำท่าจะหันไปมองข้างหลัง ทันใดนั้น มันรู้สึกเจ็บตรงต้นคออย่างรุนแรง

ศีรษะของมันกระเด็นออกจากบ่าไป

ร่างอันไร้ศีรษะของควังโฮล้มลง

นักฆ่าดรรชนีอสูรโยนศพควังโฮลงในร่องน้ำ

ต่อให้มังกรท่องนภาได้รับสาส์นแล้วกลับมายังที่แห่งนี้ ก็น่าจะเป็นเวลาประมาณเที่ยงของวันพรุ่งนี้ ทันทีที่มาถึงมันย่อมขุดคุ้ยหลุมศพต่างๆ ในเขาช็อนอึมโดยไม่ใส่ใจควังโฮที่ตายอยู่ตรงทางเข้าประตู

มันจึงน่าจะพบศพควังโฮเอาตอนเย็นพรุ่งนี้

นักฆ่าดรรชนีอสูรเข้าไปในสุสานโดยไม่รั้งรอ

ต้องเป็นหนังหน้าของชายวัยกลางคน

มันเดินหาหลุมที่เพิ่งฝังได้ไม่นาน

วัสดุในการทำหนังมนุษย์ที่ดีที่สุดต้องเป็นหนังมนุษย์ที่เพิ่งตายไปได้ไม่เกินหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง)

เพราะหากเกินหนึ่งชีจิน (สองชั่วโมง) ผิวหนังจะเริ่มแห้ง ไร้ความชุ่มชื้น หากเป็นเช่นนั้นก็จะได้หน้ากากหนังมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ

ฉะนั้นวิธีสังหารคนแล้วถลกหนังออกมาย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด

เหมือนการถลกหนังหน้าของอีซัม ชาวประมงผู้นั้น

ทันทีที่ถลกหนังเสร็จจะต้องลงมือตกแต่งทันที

หลังจากตกแต่งให้เรียบร้อย ต้องตกแต่งความหนาให้เหมาะสม ใช้น้ำยารักษาความสดทาให้ทั่วเพื่อไม่ให้หนังตาย

การจะทำหน้ากากหนังมนุษย์ให้สำเร็จ อย่างน้อยต้องใช้เวลากว่าเจ็ดวัน

หนังหน้าของอีซัมไร้ความชุ่มชื้นจึงเริ่มแห้ง รูปหน้าบิดเบี้ยวแล้ว

นักฆ่าดรรชนีอสูรเป็นมือสังหาร แต่ไม่ใช่ฆาตกร

มันไม่ต้องการสังหารอีซัม แต่สถานการณ์ทำให้มันจำต้องทำเช่นนั้น ทั้งมันยังไม่ต้องการสวมหน้ากากมนุษย์ที่ยังตกแต่งไม่เรียบร้อยและเต็มไปด้วยกลิ่นโลหิตคาวคุ้งเช่นนั้น

ค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง นักฆ่าดรรชนีอสูรมิอาจค้นหาหลุมศพที่เพิ่งฝังได้

สุสานแห่งนี้ดูโอ่อ่า สมคำร่ำลือว่าเป็นสุสานของผู้มีฐานะ

หลุมที่ฝังศพหนึ่งศพใหญ่และกว้างพอจะฝังศพที่อยู่ที่สุสานฮเวงซ็องได้ห้าถึงหกศพ

หลุมศพบางหลุมใช้เงินทองในการตกแต่งประดับประดาหลุมศพมากมายอย่างฟุ้งเฟ้อ

พบแล้ว

ในที่สุดนักฆ่าดรรชนีอสูรเลือกหลุมศพหลุมหนึ่ง

หญ้าที่เพิ่งเอามาประดับตกแต่งไว้ใหม่ ร่องรอยการรดน้ำ กลิ่นดินที่โชยมาเตะจมูก

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหลุมศพนี้เป็นหลุมที่เพิ่งขุดขึ้นใหม่

นักฆ่าดรรชนีอสูรเลื่อนรูปปั้นออกไปข้างๆ ก่อนจะเริ่มขุดหินอ่อนออก

เมื่อยกหินอ่อนออกจึงค่อยเจอกับกับห้องโถงสุสานด้านล่าง

ทันทีที่เปิดหลุมศพได้ กลิ่นอับอันคละคลุ้งก็ทะลักออกมา

ภายในสุสานใต้ดิน ศพดูโอ่อ่าหรูหรา 

ตรงผนังมีไฟเรืองแสงห้อยอยู่  ที่กลางห้องมีโลงศพมีสีดำใสเหมือนแก้วตกผลึกจากหินภูเขาไฟ ภาพวาดเทพเจ้าที่วาดเอาไว้ตรงผนังสมจริงประหนึ่งมีชีวิต

ตายแล้วยังฟุ้งเฟ้อถึงเพียงนี้

นักฆ่าดรรชนีอสูรเปิดฝาโลงศพออก

เป็นศพของชายชราผู้มีอายุประมาณแปดสิบปีสวมชุดขาว นอนหลับตาอยู่ในโลงนั้น

นักฆ่าดรรชนีอสูรมองศพนั้นพลางวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะชักดาบดาราพรายออกมา

ใบหน้าของคนผู้นี้ยังคล้ายอยู่ในวัยกลางคน หน้าตาช่างอิ่มเอิบราวกับไม่เคยพบความลำบากในชีวิต

หน้าตาเช่นนี้ อาจทำให้เราหลุดรอดออกไปจากมังยางได้

เมื่อเงยหน้าขึ้นมาจากศพ นักฆ่าดรรชนีอสูรจึงรู้สึกตัวว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมันอยู่ไม่วางตา

คิดว่าเรากระทำการชั่วร้ายไปบ้างใช่หรือไม่

ไม่ขอรับ

คำตอบของมันตรงไปตรงมา

เพราะข้าพเจ้าเคยได้ยินเรื่องการทำหน้ากากหนังหน้ามนุษย์มาบ้าง

นักฆ่าดรรชนีอสูรลอบแปลกใจ

เคยได้ยินมาก่อนหรือ เด็กคนนี้..ที่แท้ยังมีเรื่องราวใดอีกที่มันไม่ได้เปิดเผยออกมา

นักฆ่าดรรชนีอสูรพยายามข่มความรู้สึกสงสัยใจเอาไว้ภายใน

ควังโฮ

นักฆ่าดรรชนีอสูรได้ยินเสียงร้องเรียกจากด้านบนแล้วตั้งสติได้

คนของพรรคกระยาจกมา

สัญชาตญาณมันส่งเสียงเตือนว่าสถานการณ์คับขันนัก

มันรับเลื่อนหินอ่อนเพื่อปิดปากหลุมสุสาน

ค้นหาตัวมันให้ได้ หาตัวมันให้พบ หาให้พบว่ามันอยู่ที่ไหน แม้แต่ในรูมดก็ตาม

น้ำเสียงนั้นช่างเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว

มังกรท่องนภาหรือ มันย้อนกลับมาเร็วเช่นนี้เลยหรือ…..’

นักฆ่าดรรชนีอสูรลอบตระหนก

นักฆ่าดรรชนีอสูรอยู่ในสุสานใต้หลุมศพจึงมิอาจเห็นเหตุการณ์ภายนอกได้

ตึกตักตึกตัก

เสียงฝีเท้าวิ่งกรูกันมา

หากถึงรุ่งสาง ทุกอย่างคงจบกัน…’

นักฆ่าดรรชนีอสูรครุ่นคิด

มังกรท่องนภาใจหายวาบทันทีที่เห็นศิษย์เดินทางมาอย่างกระหืดกระหอบ

หากเป็นในยามปกติ ควังโฮจะเป็นผู้ส่งสาส์นมาให้มัน แต่การที่กลับกลายเป็นผู้อื่นมาหามันด้วยตัวเองเช่นนี้ แสดงว่าเกิดเรื่องเร่งด่วนขึ้นแล้ว

สาสน์

มังกรท่องนภาเห็นหน้าศิษย์แล้วรีบยื่นมือไปขอสาสน์ทันที

นักฆ่าดรรชนีอสูรจะต้องย้อนกลับไปยังเขาช็อนอึมที่ไร้ผู้คน จับตาดูเขาช็อนอึมให้ดี ห้ามคลาดสายตา / เฒ่านิลกาฬ

บัดซบ

มันรู้สึกเสื่อมเสียหน้าอีกครั้ง

ผู้ติดตามทั้งหลายกำลังมองมันด้วยความสงสัย

มันมิอาจสบสายตาคนเหล่านั้นได้

ผิดพลาดอีกแล้ว เราคิดถึงแต่มังยาง หากท่านผู้อาวุโสบอกว่าเขาช็อนอึมก็ต้องเป็นเขาช็อนอึม บัดซบ

โชคดีที่ตอนนี้มันยังออกมาไม่ห่างนัก เขาช็อนอึมอยู่ห่างออกไปไกลเพียงหนึ่งชีจินครึ่งเท่านั้น (สามชั่วโมง)

กลับไปเขาช็อนอึมให้เร็วที่สุด

มันร้องสั่งเสียงดังก้อง

มังกรท่องนภาเร่งรุดเดินทางกลับมายังเขาช็อนอึม

ในหัวของมันมีแต่ความคิดว่าจะต้องรีบไปให้ถึงเร็วที่สุด ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหอบเหนื่อยของเหล่าศิษย์พรรคกระยาจก ไม่เห็นแม้แต่สีหน้าอันซีดเผือดด้วยความอ่อนล้าของพวกมันทั้งหลาย

เร็ว

มังกรท่องนภาเร่งฝีเท้า ใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาอย่างเต็มที่ เมื่อเห็นเช่นนั้นเหล่าศิษย์พรรคกระยาจกทั้งหลายต่างพากันวิ่งตามโดยมิอาจปฏิเสธ

ศิษย์พรรคกระยาจกเริ่มหมดแรงกันทีละคนสองคน

มังกรท่องนภาเองก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยยิ่ง  แต่จะอย่างไรมันนับว่ามีพลังการฝึกปรือมิใช่ชั่ว

ทันทีที่เห็นประตูทางเข้าสุสานเขาช็อนอึม มันก็เริ่มใจชื้น

ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไรเหมือนตอนก่อนมันจากไป

ควังโฮ

แต่กลับไม่ได้ยินเสียงตอบรับ

ไม่เห็นแม้แต่เงาของควังโฮ มังกรท่องนภาเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาอีกครั้ง

ควังโฮ ควังโฮ

มังกรท่องนภาหน้าซีดเผือด หรือจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับควังโฮแล้ว

ศิษย์พรรคกระยาจากที่มีวิชาตัวเบาสูงที่สุดในบรรดาผู้ติดตาม ไล่หลังมันมาไม่ห่าง พลางกระหืดกระหอบ เหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดขึ้นมาเต็มหน้าผาก

หาตัวควังโฮ เร็วเข้า

ในสถานการณ์เช่นนี้ มังกรท่องนภากลับไม่ทราบควรทำเช่นใด

เหล่าศิษย์พรรคกระยาจกทั้งหลายค่อยๆ เดินทางมาถึงที่ละคนสองคน พวกมันเริ่มค้นหาตัวควังโฮ

ในที่สุดก็พบศีรษะที่หลุดออกจากบ่าของควังโฮ

กลิ่นคาวโลหิตเหม็นคละคลุ้ง

มังกรท่องนภากัดฟันกรอด

ค้นหาให้ทั่ว ขุดให้หมดไม่เว้นแม้แต่รังมด

คนของพรรคกระยาจกกระจายตัวกันออกไปทั่ว ไม่มีใครเอ่ยปากเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย

ทุกคนต่างรุมสาปแช่งนักฆ่าดรรชนีอสูร

ขณะที่มังกรท่องนภากับคนของพรรคกระยาจกกำลังรื้อค้นทุกจุดในเขาช็อนอึม ผู้เฒ่านิลกาฬกับผู้คุ้มกฏทั้งห้าก็เดินทางมาถึง

เมื่อมาถึงผมสีขาวสนิทของผู้เฒ่าถึงกับชี้ชัน

ดวงตาอันกราดเกรี้ยวนั้นยากจะพรรณาความโกรธแค้นในใจของผู้เฒ่านิลกาฬได้

คนของพรรคกระยาจกแทบไม่กล้าระบายลมหายใจ

เรื่องราวเป็นเช่นไร

เสียงตวาดของผู้เฒ่านิลกาฬเต็มไปความขุ่นแค้น

เสียงตวาดของมันทำให้เขาช็อนอึมแทบสั่นสะท้าน

เป็นความผิดของข้าพเจ้าเอง

มังกรท่องนภากัดริมฝีปาก

ต่อให้มันมีสิบปากก็ไม่มีคำใดแก้ตัว

นี่เป็นความผิดพลาดของมัน

กลุ่มที่ทำการโอบล้อม ห้ามมีความเห็นส่วนตัว ต้องเคลื่อนไหวและปฏิบัติตามคำสั่งสัญญาณที่ส่งมา

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มันทราบดี แต่มันกลับขัดคำสั่งนั้น

บัดซบ

ผู้เฒ่านิลกาตวาดเสียงดังก้อง

สภาพศีรษะบ่งบอกว่า เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน มันยังอยู่ที่นี่

ผู้คุ้มกฏผู้มีดวงตากลมโตพิจารณาศพของควังโฮก่อนจะกล่าวรายงาน

เรื่องของเจ้า เราจะจัดการทีหลัง ก่อนอื่นรีบเรียกศิษย์ทั้งหลายโอบล้อมเข้าช็อนอึมเอาไว้ ค้นให้ทั่ว อย่าให้มดแม้สักตัวหลุดรอดออกไปได้

มังกรท่องนภาค่อยหันไปออกกล่าวกับผู้ติดตามว่า

ไป

ผู้เฒ่านิลกาฬกล่าวต่อ

ยิงระเบิดควันส่งสัญญาณ บอกลูกศิษย์ทั้งหลายที่อยู่ที่โนซัน ทงชัง คูซ็อง โฮโพ มังยาง และพุลโพกีให้เร่งหาตัวมันให้พบ และให้ตีวงล้อมเข้ามา

ผู้เฒ่านิลกาฬร้องสั่งต่อว่า

ซูช็อน เจ้าไปตามผู้ดูแลสุสานนี้ แล้วสอบถามมันว่าหลุมศพไหนเป็นหลุมศพที่เพิ่งฝังเมื่อเร็วๆ นี้

ขอรับ

ผู้คุ้มกฏที่มีรอยแผลเป็นวิ่งลงไปตามไหล่เขาทันที

เสียงอันทรงอำนาจเช่นนั้นต้องเป็นน้ำเสียงของระดับผู้อาวุโสของพรรคกระยาจกแน่

นักฆ่าดรรชนีอสูรนึกถึงผู้เฒ่าหนึ่งคนขึ้นมา

ผู้เฒ่านิลกาฬหรือ….’

ผู้เฒ่าคนนี้ไม่ชื่นชอบความมีชื่อเสียง แต่เป็นผู้ที่มีความรักในพรรคกระยาจกเหนือใคร เกลียดการกระทำชั่วดุจความแค้นส่วนตัว เกลียดชังอธรรม ทูจเทิดคุณธรรม

มันนับเป็นหนึ่งในห้าสุดยอดฝีมือของพรรคกระยาจก

นี่คือยอดฝีมือที่แท้จริง

สถานการณ์คับขันยิ่ง

แม้จะรู้เช่นนั้น แต่มันยังไม่ทราบควรทำอย่างไร

มันไม่ได้หวาดกลัวความตาย

หากหวาดกลัวความตาย มันคงไม่พยายามดึงความสนใจของผู้ไล่ล่าตั้งแต่ตอนแรกที่ออกเดินทางแล้ว

หากมันหวาดกลัวความตาย มันคงไม่เลือกเส้นทางแห่งมือสังหาร

ความตายเป็นเสมือนสหายสนิทที่อยู่เคียงข้างมันเสมอ

นักฆ่าดรรชนีอสูรลูบดาบดาราพรายคู่ใจ

หากต้องประมือกับยอดฝีมือ ต้องลงมือก่อนจะมีการตั้งค่ายกลสลับเท้าล้อวายุ เมื่อฝาหลุมถูกเปิดออกต้องรอครู่หนึ่งก่อนจะกระโดดออกไป เพื่อให้มันกะจังหวะพลาดผิด แล้วเราต้องสังหารพวกมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เฮอะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะวันนี้.. เหล่าพี่น้องร่วมสาบานของเราจะเป็นเช่นไร  ไม่ทราบว่าผู้ใดต้องปะทะกับสำนักเส้าหลิน แต่ละสำนักล้วนมีปมเด่นอันร้ายกาจ

ต่อให้คิดเช่นไร ผลสรุปที่ได้ก็ไม่ต่างกันมากนัก

มันหวนคิดถึงเรื่องราวหนึ่ง

ตั้งแต่ลงมือปฏิบัติการเป็นมือสังหารมา มันมีสองไม้ตายลับที่ไม่เคยใช้ออกมาก่อน หรือครั้งนี้จะต้องใข้มันแล้ว

ทันทีที่ตัดสินใจได้

การเป็นมือสังหารไม่ใช่เพียงมีวิชาฝีมือสูงส่งเท่านั้น หากแต่จำเป็นต้องรู้จักฉวยโอกาส รุ้จักฉกฉวยจังหวะ ผู้ที่ฉกฉวยโอกาสในการลอบสังหารได้เหนือกว่าผู้อื่น จะกลายเป็นมือสังหารที่โดดเด่น

ในการสังหาร ไม่เพียงต้องอาศัยวิชาฝีมือเท่านั้น ยังมีวิธีการใช้ยาพิษ ทุกอย่างล้วนสามารถใช้ในการสังหารได้

นักฆ่าดรรชนีอสูรก้าวเข้ามาในอาชีพนี้ แต่ยังไม่เคยใช้วิชาลับทั้งสองนี้เลยสักครั้ง

แต่ครั้งนี้มันต้องใช้แล้ว

ทันทีที่คิดได้เช่นนั้น มันก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา

นักฆ่าดรรชนีอสูรยังคงเห็นแผ่นหินอ่อนที่ปิดทางลงยังไม่ถูกเลื่อนออก ก่อนจะละสายตาไปมองชงนีชู และวินาทีนั้นเอง

มัน มัน….’

มันตกใจจนพูดไม่ออก

ชงนีชูนั่งอยู่ตรงหน้าศพที่ถูกถลกหนังแล้ว ยืดมือทั้งสองไปข้างหน้า มันกำลังฝึกวิชาสะกดวิญญาณอยู่ทั้งๆ ที่รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์คับขันเพียงใด

เฮอะ สถานการณ์คับขันถึงเพียงนี้ ยังฝึกวิชาอยู่อีกหรือ  แต่เด็กน้อยเพียงนี้คงไม่รู้ว่ามันกำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเพียงใด

นักฆ่าดรรชนีอสูรกวาดสายตามองโดยรอบ  วินาทีนั้นเหมือนมีอะไรวูบผ่านความคิดมันไป 

นักฆ่าดรรชนีอสูรลุกขึ้นเดินไปหาชงนีชู

ชงนีชูลดมือลง เงยหน้าขึ้น แล้วยิ้มเล็กน้อย

นักฆ่าดรรชนีอสูรเดินอ้อมไปด้านหลังมัน

เหตุใดในเวลาเช่นนี้ มันจึงใจเย็นได้ถึงเพียงนี้  เราจะต้องสำรวจดูเรื่องของมันให้แน่ใจ

นักฆ่าดรรชนีอสูรแตะมือลงบนเส้นลมปราณกลางหลัง ซึ่งเป็นจุดที่ต่อเนื่องกับไต พลางถ่ายทอดกำลังภายในเข้าไป

ก่อนหน้านี้ มันสำรวจมวลกระดูกของอีกฝ่ายแล้ว ตอนนี้นักฆ่าดรรชนีอสูรต้องการตรวจสอบลมปราณของเด็กคนนี้ดูบ้าง

พลังภายในโคจรตามเส้นลมปราณทุกๆ จุดภายในร่างของชงนีชู

นักฆ่าดรรชนีอสูรไม่เพียงสำรวจว่ามันมีพลังลมปราณหรือไม่เ หากแต่ยังประเมินสภาพร่างกายของชงนีชู ตลอดจนอวัยวะภายในทั้งห้า

มันสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของพลังลมปราณภายในร่างสายหนึ่ง

มนุษย์เราล้วนมีลมปราณ แต่ต่างกันตรงที่เบาบางหรือกล้าแข็ง ตามแต่การฝึกปรือ

พลังลมปราณของชงนีชูเป็นพลังลมปราณที่ได้รับการฝึกปรือ

เป็นพลังลมปราณของผู้ฝึกกำลังภายใน

นักฆ่าดรรชนีอสูรไม่หยุดตรวจสอบเพียงนี้

มันลองลูบคลำจุดลมปราณคีแฮฮย็อล ซึ่งเป็นจุดที่เรียกว่าเป็นทะเลแห่งลมปราณ จากนั้นก็กดจุดตานเถียนตรงท้องน้อย

ในร่างกายของมันวนเวียนด้วยลมปราณสายหนึ่ง จริงๆ  คล้ายมีคล้ายไม่มี สภาพ พิเศษพิสดารยิ่ง

มันฝึกวิชาฝีมือมาแล้วหรือ

นักฆ่าดรรชนีอสูรยังลังเลยากตกลงใจ

นักฆ่าดรรชนีอสูรถอนมือออกจากจุดกลางหลัง

ถ้าหากยังรอดชีวิตจากที่นี่ได้ มันฝึกวิชาฝีมือใดมาค่อยตรวจสอบภายหลัง

ทันใดนั้น มันได้ยินเสียงสนทนาจากคนพรรคกระยาจกแล้ว

จู่ๆ นักฆ่าดรรชนีอสูรมองมือเล็กที่มีความอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของอีกฝ่าย พลันได้คิดขึ้น

ใช่แล้ว มีทางรอดแล้ว

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.