_ลายมงคล 1

ตอนที่ 1 เงาภูตหน้าต่างมรกตสังหารผู้คน

โรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียน(ฝ้ายน้อย) เมืองฉางโจว

ยามสาม คืนวันที่สิบเจ็ดเดือนหก

เฉิงอวิ๋นเฮ่อ หัวหน้าสำนักคุ้มภัยเฮ่อหัง(สำนักกระเรียน)คุ้มกันเพชรนิลจินดาสิบหกหีบรอนแรมได้สองวัน ตลอดทางแม้ราบรื่นปลอดภัย จิตใจกลับกระวนกระวายอ่อนล้ายิ่ง เดิมหลับลงแล้ว มิทราบด้วยเหตุใดจึงตื่นขึ้นมากะทันหัน

ห้องมืดมิดเงียบสงัด

นอกหน้าต่างแว่วเสียงเพลง

เสียงรางเลือนเป็นระยะ คล้ายผู้ใดกำลังขับร้องอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่ง ท่วงทำนองนั้นกลับแปลกประหลาดสุดแสนราวกับว่าเป็นบทเพลงที่ขับขานจากคนลิ้นขาด

เขาลืมตาจ้องหน้าต่างตรงกันข้ามกับเตียง

ท่ามกลางความมืดสลัว เห็นแสงเงาลักษณะเป็นจุดสีเขียวมรกตวูบไหวบนหน้าต่างบานนั้น บัดเดี๋ยวไกลบัดเดี๋ยวใกล้ ปรากฏให้เห็นแค่หน้าต่างบานนี้เท่านั้น

เสียงเพลงด้านนอกดังแว่วมาแต่ไกลปากที่ลิ้นขาดนั้นครวญเพลงอันโศกรันทดซึ่งคนเป็นไม่อาจฟังเข้าใจ

เขาฝึกวิทยายุทธ์มาเกือบสี่สิบปี หูตาแม้มิใช่ประเสริฐสุดในยุทธจักร แต่ก็ไม่นับว่าอ่อนด้อยเป็นอันขาดทว่าเขาไม่ได้ยินเสียงของมุนษย์ผู้ใด

ลมพัดเสียงดังซู่ลอดผ่านร่องหน้าต่างซึ่งปิดไม่สนิท เขาตาเบิกโพลงจ้องหน้าต่างที่ปรากฏเงาพรายสีเขียวลอยวูบวาบ คิดถึงคำหนึ่งขึ้นมาเป็นหนแรกในชีวิตผี?”

1

หอดอกบัวลายมหามงคล

ฟ้าครามตะวันเจิดจ้า ผืนพิภพสงบร่มเย็น

เมืองผิงซานเป็นเมืองเล็กไม่เป็นที่สะดุดตา ทั้งไร้ซึ่งของล้ำค่าหายากและไร้ซึ่งดินแดนที่ยอดคนเคยกล้ำกราย ไม่ต่างจากสถานที่ส่วนใหญ่ในยุทธภพ ราษฎรที่นี่ออกจะไร้ชีวิตชีวา พืชผลทางการเกษตรที่ได้จากท้องไร่ท้องนาออกจะแคระแกร็น แม่น้ำลำคลองออกจะสกปรกดำคล้ำ เรื่องที่จะใช้เป็นประเด็นในการสนทนาหลังอาหารได้ออกจะน้อยน้อยจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นทันทีที่เกิดขึ้นสักเรื่อง ทุกผู้ทุกนามล้วนพูดคุยอย่างสนุกสนานออกรสกันเนิ่นนาน โดยเฉพาะเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้เรื่องนั้นช่างประหลาดอย่างแท้จริง

เรื่องราวเป็นเช่นนี้ วันที่สิบแปดเดือนหก ขณะที่ผู้คนในเมืองผิงซานเปิดประตูบ้านเพื่อปัดกวาดถนน พลันพบว่าหนทางที่เห็นคุ้นตาทุกเมื่อเชื่อวันจู่ๆ มีหอไม้สองชั้นหลังหนึ่งโผล่ขึ้นมากะทันหัน หอไม้หลังนี้ไม่เตี้ยนัก ภายในเพียงพอให้คนอยู่อาศัยได้ อีกทั้งยังอยู่ได้อย่างโอ่โถง ทั้งหลังสร้างจากไม้ สลักเสลาลวดลายอย่างประณีตวิจิตร แม้คนตาบอดยังลูบคลำสัมผัสได้ว่าที่สลักเป็นลายดอกบัวและเมฆมงคล

หลังจากเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ครึ่งค่อนวัน คนตาแหลมบางคนในที่สุดก็วินิจฉัยได้ว่าหอไม้หลังนี้ปรากฏกะทันหันได้อย่างไร ที่แท้โครงสร้างทั้งหมดเป็นหอไม้ กลับหาได้อยู่ติดกับพื้นดินไม่สรุปแล้ว หอไม้หลังนี้ถูกใครบางคนใช้รถลากลำเลียงมาตั้งอยู่บนถนนของเมืองผิงซาน ผู้คนต่างโจษขานว่าอัศจรรย์ แต่กลับไม่เข้าใจว่าใครบางคนฉวยโอกาสยามราตรีลากหอไม้หลังนี้มาตั้งบนถนนเพื่อประโยชน์ใดกันแน่ หรือว่าให้ไว้เป็นศาลเจ้าที่แก่เมืองผิงซาน จะกล่าวไปศาลเจ้าที่ก็ขาดการซ่อมแซมจุดธูปเซ่นไหว้มานานปีแล้วเช่นกัน

การวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาดำเนินต่อเนื่องอยู่สามวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง คนแห่งสำนักคุ้มภัยบังเอิญกลับบ้าน ทันทีที่เห็นหอไม้ให้ตื่นตระหนกยิ่ง กู่ร้องโหวกเหวกขึ้นมาประโยคหนึ่งหอมหาหงคล!” จากนั้นเขาแม้แต่บ้านก็ไม่กลับแล้ว หันหัวได้ก็ห้อตะบึงอย่างบ้าระห่ำจากไป กู่ร้องอย่างคลุ้มคลั่งตลอดทางหอมหามงคล!”

จวบกระทั่งวันที่เจ็ด คนผู้นั้นพลันนำคนในสำนักคุ้มภัยทั้งหมดกลับมายังเมืองผิงซาน ผู้คนถึงได้รู้ว่าที่แท้หอไม้นี้หาใช่หอภูตผีอันใดไม่

มันไม่เพียงมิใช่หอภูตผี ยังเป็นหอแห่งความเป็นศิริมงคล หอแห่งศิริมงคลยิ่งใหญ่

หอดอกบัวลายมหามงคลเป็นหอแพทย์แห่งหนึ่ง

เจ้าของมันแซ่หลี่ นามเหลียนฮวา(ดอกบัว)

หลี่เหลียนฮวาเป็นบุคคลเช่นไร แท้จริงแล้วในยุทธภพไร้คนล่วงรู้ อาจารย์ผู้ประสิทธิ์วิชาเป็นผู้ใด ประวัติความเป็นมาไม่แน่ชัด วิทยายุทธ์สูงต่ำไม่กระจ่าง อายุอานามมากน้อยมิรู้ได้ กระทั่งหน้าตาหล่อเหลาอัปลักษณ์ยังไม่แจ่มแจ้ง คนผู้นี้เลื่องชื่อในยุทธภพมาหกปีแล้ว ทั้งหมดกระทำเพียงสองเรื่อง และทั้งสองเรื่องนี้ทำให้หอดอกบัวลายมหามงคลกลายเป็นตำนานที่ผู้คนสงสัยใคร่รู้มากที่สุดในยุทธภพ

เรื่องแรกคือช่วยปัญญาชนผมหงอกจอหงวนแห่งยุทธจักร ซือเหวินเจวี๋ย ซึ่งบาดเจ็บสาหัสจากการดวลต่อสู้จนเสียชีวิตและถูกฝังใต้ดินมานานหลายวันแล้วฟื้นชีพได้

เรื่องที่สองก็คือช่วยจอมยุทธ์ขลุ่ยเหล็กเฮ่อหลันเถี่ย ซึ่งตกหน้าผาม้วยมอด กระดูกแหลกเหลวทั้งร่างและถูกฝังอยู่ในดินหลายวันแล้วให้คืนชีพ

อาศัยเพียงสองเรื่องนี้ก็ทำให้หลี่เหลียนฮวากลายเป็นบุคคลที่ผู้คนในยุทธภพปรารถนาอยากรู้จักและคบหาด้วยมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีหอไม้แปลกประหลาดเคลื่อนที่ได้ตลอดเวลา นี่ยิ่งทำให้หลี่เหลียนฮวากลายเป็นตำนานแห่งตำนาน

หัวหน้าสำนักคุ้มภัยเฮ่อหังนำสมุนสำนักคุ้มภัยทั้งบนล่างควบม้าเร่งรุดมายังเมืองผิงซาน หลังชำระกายารมเครื่องหอม(เชิงอรรถคนโบราณก่อนกระทำการใหญ่ มักอาบน้ำชำระร่างกายรมเครื่องหอมเพื่อแสดงถึงความเคารพและความมุ่งมั่นตั้งจิตอธิษฐาน)สามวันแล้ว ในที่สุดก็ตัวสั่นงันงกยื่นเทียบเยี่ยมคารวะต่อหน้าหอไม้สลักเสลาจากไม้หนานเฉิงอวิ๋นเฮ่อสำนักคุ้มภัยเฮ่อหังมีเรื่องขอเยี่ยมคารวะ

เทียบเยี่ยมคารวะสอดเข้าไปจากร่องหน้าต่าง

ทั้งบนล่างสำนักคุ้มภัยห้าสิบคนต่างรอคอยพร้อมเฉิงอวิ๋นเฮ่อ ประหนึ่งว่าภายในหอไม้นั้นพญายมราชกำลังพิพากษาโทษทัณฑ์

รวดเร็วยิ่ง หอไม้เงียบวิเวกที่ราวกับว่าด้านในปราศจากผู้ใดอาศัยอยู่พลันส่งเสียงเอียดอาดแผ่วเบา ทั้งสำนักคุ้มภัยต่างไม่หายใจ กระทั่งผู้ชมดูบนท้องถนนล้วนกลั้นลมเต็มกำลัง  เบิ่งตาโตลุ้นคอยด้านในหอไม้จักมีภูตพรายประหลาดตนใดแล่นพรวดออกมากันแน่

ประตูไม้เปิดผลัวะออกเร็วเกินคาด ไม่คล้ายดั่งทุกผู้ทุกนามจินตนาการว่าจะเปิดออกอย่างเชื่องช้าเนิบนาบ

เสียงดังปังจากภายในประตู หอบฝุ่นผงกองโตคละคลุ้งตลบฟุ้งเต็มหน้าเต็มศีรษะเฉิงอวิ๋นเฮ่อ คนในประตูอุทานเสียงหนึ่ง เอ่ยขอโทษขอโพยจัดของยุ่งเหยิง ไม่ทราบนอกประตูมีแขก ละอายนัก ละอายนัก

ทุกคนในสำนักคุ้มภัยยืนทื่อหัวหูเปรอะเต็มไปด้วยเถ้าฝุ่นขี้เลื่อย จับจ้องคนถือไม้กวาดผู้เปิดประตูอย่างตะลึงงัน บนไม้กวาดยังมีเทียบเยี่ยมคารวะสีแดงสดแผ่นนั้นเสียบติดคาอยู่

เขาดูแล้วยังเยาว์วัยยิ่ง อายุอย่างมากไม่เกินยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี หากมิใช่เพราะสวมชุดเทาปะขาดทั้งตัว อาจดูแล้วยิ่งอ่อนวัยมากขึ้น ผิวพรรณขาวหมดจด รูปร่างหน้าตาสุภาพเรียบร้อย ทว่ามิใช่หล่อเหลางดงามหาใดเปรียบปานถึงขั้นผู้ใดพบเห็นมิอาจลืมเลือน มือขวากำไม้กวาดมือซ้ายถือบุ้งกี๋ มองสภาพสี่ห้าสิบคนนอกประตูด้วยสีหน้าขอขมา

เฉิงอวิ๋นเฮ่อกระแอมเสียงหนักคราหนึ่ง กำหมัดคารวะข้าน้อยเฉิงอวิ๋นเฮ่อแห่งเฮ่อหังหมื่นลี้ ขอเยี่ยมคารวะคุณชายหลี่แห่งหอมหามงคล ขอท่านช่วยแจ้งให้ทราบด้วย เรียนว่าผู้แซ่เฉิงมีเรื่องสำคัญขอคำชี้แนะจากคุณชายหลี่

บุรุษหนุ่มชุดเทาอาเสียงหนึ่งแจ้งให้ทราบ?”

เฉิงอวิ๋นเฮ่อเอ่ยเสียงขรึมยังขอพบคุณชายหลี่ หลี่เหลียนฮวาด้วย ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญสนทนาปรึกษา

บุรุษหนุ่มชุดเทาวางไม้กวาดลงข้าก็คือหลี่เหลียนฮวา

เฉิงอวิ๋นเฮ่อตาเบิกโพลงอ้าปากค้าง กระแอมเสียงหนักหน่วงคราหนึ่งเลื่อมใสชื่อเสียงของคุณชายหลี่มานาน…” ประโยคต่อไปเขามิรู้จะเอ่ยปากเช่นใด ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมดทั้งสิ้นเขาได้เขียนอย่างละเอียดในเทียบเยี่ยมคารวะแล้ว ทว่าเทียบแผ่นนั้นกลับเสียบคาอยู่บนไม้กวาดของหลี่เหลียนฮวา

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยน่าละอาย น่าละอายในที่พักล้วนเต็มไปด้วยข้าวของรกรุงรัง…” พลางผายมือเชิญเฉิงอวิ๋นเฮ่อเข้ามาในหอไม้

ภายในหอดอกบัวลายมหามงคลเต็มไปด้วยสิ่งของปนเปยุ่งเหยิงทุกแห่งหนอย่างแท้จริง ตะปูค้อนเลื่อยขวานกลาดเกลื่อน ผ้าขี้ริ้วไม้กวาดวางกอง เศษขี้เลื่อยฝุ่นผงเต็มสารทิศ ยังมีหีบสองสามใบ ด้านในไม่รู้ได้ว่าบรรจุสิ่งใดไว้ โถงส่วนหน้ามีเพียงหนึ่งโต๊ะหนึ่งเก้าอี้ ล้วนประกอบขึ้นจากไม้ไผ่ มีมูลค่าไม่ถึงยี่สิบอีแปะ ในใจเฉิงอวิ๋นเฮ่อระแวงสงสัยหนักหน่วง แต่ชื่อเสียงของหอดอกบัวลายมหามงคลเป็นถึงระดับขั้นใด บุรุษชุดเทาผู้นี้นั่งกลางหอไม้ ให้เขาสงสัยว่าคนผู้นี้เป็นตัวปลอม เขากลับไม่กล้า ได้แต่นั่งตรงกันข้ามหลี่เหลียนฮวาอย่างพินอบพิเทา เล่าเรื่องน่าสะพรึงขวัญที่เขาได้ประสบเมื่อครึ่งเดือนก่อนหน้าให้ฟังอย่างหมดเปลือกหนึ่งเที่ยว

ยามสามคืนนั้น โรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียน

เฉิงอวิ๋นเฮ่อสะดุ้งตื่นกลางดึก พบว่าหน้าต่างมีเงาพรายมรกตลอยคว้างวูบไหว เมื่อนอกหน้าต่างบังเกิดเสียงเพลงพิลึกประหลาด ในใจประหวัดถึงคำว่าผีแต่แล้วกลับปล่อยหัวร่อพรวดทันใด เขาท่องยุทธภพยี่สิบกว่าปี ไม่เคยเชื่อว่าโลกนี้มีภูตผี ในตอนนี้เอง ห้องของสมุนเอกซึ่งอยู่ติดกันเกิดเสียงกู่ร้องโหยหวนน่าเวทนา เฉิงอวิ๋นเฮ่อตะลึงงันรีบเร่งรุดไป

ชุยเจี้ยนเคอสมุนเอกของเขาก็เห็นเงาภูตหน้าต่างมรกต รีบลุกขึ้นตรวจสอบสินค้าเพชรนิลจินดา เปิดหีบไม้ซึ่งปิดผนึกสมบูรณ์ดี กลับพบว่าสินค้าทั้งหมดในหีบไม้หายไปอย่างไร้ร่องรอย แก้วแหวนเงินทองของมีค่าที่ประจักษ์แก่สายตายามลำเลียงสินค้าได้อันตรธานสาบสูญ

นี่ยังมิใช่เรื่องที่ทำให้ชุยเจี้ยนเคอผู้ทำหน้าที่คุ้มภัยมาสิบกว่าปีกู่ร้องอนาถ สาเหตุที่ทำให้เขากู่ร้องอย่างตระหนกเสียขวัญถึงขีดสุดก็คือภายในหีบไม้มิเพียงไม่มีเพชรนิลจินดา ยังทับด้วยศิลาก้อนเขื่องหนึ่งก้อนอย่างไม่รู้ที่มาที่ไป สี่ด้านของหีบไม้เต็มไปด้วยรอยนิ้วมือโลหิต

รอยนิ้วมือทั้งห้าเหล่านั้นประหนึ่งว่ามีคนผู้หนึ่งถูกขังอยู่ภายในหีบ พยายามปีนป่ายออกมาแต่กลับออกไม่ได้จึงเหลือทิ้งเพียงรอยนิ้วมือไว้ แต่ด้านในหีบประจักษ์ชัดว่าไม่มีสิ่งใดเลย เที่ยงคืนยามสาม เงาภูตหน้าต่างมรกตคลับคล้ายอยู่ข้างกาย ทั้งยังมีเสียงประหลาดดังเป็นระลอก พลันพบเห็นภายในหีบไม้เปรอะเต็มไปด้วยรอยนิ้วมือโลหิต แม้นว่าเป็นชุยเจี้ยนเคอผู้ท่องยุทธภพมาสิบกว่าปียังอดร้องอย่างหวาดผวามิได้

เฉิงอวิ๋นเฮ่อตระหนกระคนขึ้งเครียด สั่งการให้บรรดาลูกสมุนเปิดหีบทั้งสิบหกใบ ในสิบหกหีบมีสิบใบล้นเต็มไปด้วยไข่มุกเพชรนิลจินดาอย่างแท้จริง แต่ละชิ้นเป็นสมบัติล้ำค่าในแดนมนุษย์ ทว่ายังมีหีบอีกหกใบว่างเปล่า ใบหนึ่งด้านในเต็มไปด้วยรอยนิ้วมือโลหิต หีบไม้อีกสามใบบรรจุแท่นบูชาผู้วายชนม์ไว้เต็ม ภายในหีบไม้ที่เหลืออีกสองใบ ใบหนึ่งด้านในว่างเปล่า ทับถมด้วยก้อนศิลาปุ่มป่ำ ภายในหีบไม้อีกใบมีซากศพหนึ่งซาก

เป็นดรุณีน้อยชุดขาวหน้าตางดงามเพริศแพร้วอ่อนเยาว์เป็นที่ยิ่งนางหนึ่ง สีหน้าตื่นตระหนกสุดขีดก่อนตายยังคงฉายชัดบนใบหน้า

หลังพบซากศพนี้แล้ว สีหน้าของเฉิงอวิ๋นเฮ่อและชุยเจี้ยนเคอหวาดผวาเสียยิ่งกว่านาง กัลยาน้อยชุดขาวนางนี้ในยุทธภพไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก  นางคือกระบี่ชิวซวงตัดหยกอวี้ชิวซวงธิดาเจ้าเมืองอวี้(เมืองหยก)

อวี้มู่หลานเจ้าเมืองอวี้ตั้งตนเป็นใหญ่แถบเทือกเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ ผูกขาดเหมืองหยกคุนหลุน ดำรงฐานะร่ำรวยทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งในยุทธจักร ชื่อเสียงด้านรักหลงบุตรีรู้กันทั่วหล้า อวี้ชิวซวงผู้นี้ไฉนอาสัญอยู่ในกองหีบสินค้าที่สำนักคุ้มภัยเฮ่อหังอันไร้ชื่อเสียงไม่ติดสารบบเป็นผู้คุ้มกัน

ห้องอื่นๆ ในโรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียนบังเกิดเสียงครึกโครมระยะหนึ่ง เพียงครู่เดียวมีสิบกว่าคนฝ่าเข้ามาในห้องของชุยเจี้ยนเคอ ผู้บุกเข้ามาล้วนต่างตระหนกอึ้งงัน สีหน้าขาวเผือด

เฉิงอวิ๋นเฮ่อถึงตอนนั้นเพิ่งตระหนักว่า ที่แท้คืนนั้นอวี้ชิวซวงค้างแรมที่โรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียนด้วย ขณะมือกระบี่ห้าหกสิบนายที่ติดตามรับใช้ข้างกายนางระแวดระวังอยู่กับเงาภูตหน้าต่างมรกต อวิ๋นจียวสหายสนิทของอวี้ชิวซวงพลันพบว่าอวี้ชิวซวงหายตัวไปไร้ร่องรอย ทุกคนออกตามหาจ้าละหวั่น สุดท้ายพบนางตายอยู่ในหีบสินค้าของเฉิงอวิ๋นเฮ่อ!

นี่คือคดีภูตหน้าต่างมรกตสังหารผู้คนอันครึกโครมอลหม่านในยุทธจักรช่วงครึ่งเดือนมานี้

อวี้มู่หลานจิตใจบอบช้ำ ลูกหญิงสุดที่รักตายอย่างไร้สาเหตุ เฉิงอวิ๋นเฮ่ออับจนหนทาง คิดจะเลิกล้มสำนักคุ้มภัยพาผู้ใหญ่และเด็กในครอบครัวหลบหนีเอาชีวิตรอด แต่กลับได้ยินข่าวของหอมหามงคลขึ้นมากะทันหัน

หลี่เหลียนฮวารักษาคนตายให้ฟื้นได้ เฉิงอวิ๋นเฮ่อพลันนึกขึ้นได้หากหลี่เหลียนฮวารักษาอวี้ชิวซวงให้ฟื้นได้ ไยมิใช่หมดเรื่องแล้ว

เรื่องรักษาคนตายให้ฟื้นชีพ หากเป็นครึ่งเดือนก่อนหน้า เฉิงอวิ๋นเฮ่อไม่เชื่อโดยเด็ดขาด แต่เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ ได้แต่เพียงม้าตายรักษาแบบม้าเป็น(เชิงอรรถรู้ทั้งรู้ว่าไม่มีหนทางเยียวยา แต่ยังคงมีความหวัง) ‘ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้ข้าได้พบหลี่เหลียนฮวา ไยไม่ลองพยายามทดลองดูเล่า หากว่าเรื่องเล่าลือเป็นความจริง มิใช่สามารถรอดชีวิตจากความตายหรอกหรือ

แต่จนกระทั่งเขาเล่าเรื่องภูตหน้าต่างมรกตสังหารมนุษย์จบ ก็มิเห็นว่าหลี่เหลียนฮวามีทัศนะอันน่าตื่นตะลึงแต่ประการใด เพียงได้ยินเขาอาเสียงหนึ่ง พยักหน้าเล็กน้อย

หลังดื่มชาเสร็จสิ้น เฉิงอวิ๋นเฮ่อได้แต่เพียงอำลา เขาคิดหาเหตุผลไม่ออกอย่างแท้จริงว่าจะอยู่ในหอไม้กลวงเปล่าเต็มไปด้วยสิ่งของระเกะระกะและภายใต้สีหน้าอบอุ่นแฝงด้วยความงงงวยสนเท่ห์ของหลี่เหลียนฮวาต่อไปได้อย่างไร

เฉิงอวิ๋นเฮ่อจากไปแล้ว

ชั้นสองของหอดอกบัวลายมหามงคล แว่วเสียงคนเอ่ยเอื่อยเฉื่อยเรื่องราวผ่านมาห้าปี ชื่อเสียงเจ้ากลับยังคงมิได้ถดถอย…”

หลี่เหลียนฮวานั่งดื่มชาอยู่บนเก้าอี้อาและไม่รู้ว่าเขากำลังอาด้วยเรื่องใดกัน

แท้จริงแล้วข้าคิดไม่ตกมาโดยตลอดคนที่อยู่ชั้นสองเยื้องย่างลงมาอย่างเชื่องช้า คนผู้นี้ผอมกะหร่องเห็นกระดูก สีหน้าเผือดขาว หากอวบอ้วนอีกสิบจินอาจเป็นคุณชายสำอางรูปร่างสะโอดสะอง ทว่าเบื้องหน้าสายตาเห็นเพียงคล้ายคนอดตาย แต่คนอดอยากผู้นี้กลับสวมชุดขาวอันวิจิตรหรูหราเป็นพิเศษ แขวนป้ายหยกพู่ระย้ายาวซึ่งมีเพียงคุณชายผู้ลากมากดีในแดนมนุษย์ถึงชื่นชอบ สะพายกระบี่เล่มยาวลักษณะงดงามสง่าเป็นพิเศษบนโลกนี้ไฉนมีผู้เชื่อเรื่องตายแล้วฟื้น ห้าปีแล้ว ผู้คนยังไม่ลืมเลือนสองเรื่องบูดเหม็นนั้นของเจ้า…”

เนื่องเพราะพวกเขามิได้ฉลาดเยี่ยงเจ้าหลี่เหลี่ยนฮวายิ้มอ่อนบาง ลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสายครู่หนึ่งก่อนคว้าไม้กวาดกวาดพื้นต่อไป

เจ้าไม่กวาดพื้นได้หรือไม่  คนอดตายซึ่งเดินลงมาจากชั้นบนถลึงตาโตเฉียบพลันข้าคุณชายฟางผู้งามสง่าน่าเกรงขามอยู่ต่อหน้าเจ้าเจ้าถึงกับยังกวาดต่อเนื่องไปได้? เจ้ารู้หรือไม่หากเมื่อครู่เฉิงอวิ๋นเฮ่อรู้ว่าข้าอยู่ด้านใน เขาจักต้องคุกเข่าขอร้องข้าให้บอกผู้อาวุโสอวี้ว่าอย่าสังหารยกครัวเขา คุณชายหล่อเหลาสง่างามฐานะสูงส่งเยี่ยงข้าอยู่ต่อหน้าเจ้าเจ้าถึงกับเอาแต่กวาดพื้น?”

ไม่ได้หลี่เหลียนฮวาตอบหอไม้นี้ข้าไม่ได้ซ่อมแซมปัดกวาดเนิ่นนานแล้ว สกปรกนัก วันฝนตกยังรั่วได้

คนอดตายชุดขาวถลึงตาโตจ้องมองเขานานเนิ่น จู่ๆ ทอดถอนใจเจ้าทั้งต่อสู้ไม่เป็นทั้งรักษาโรคไม่ได้ ทั้งไม่ทำนาเพาะปลูกทั้งไม่ลักขโมย  หลายปีนี้ดำรงชีวิตอยู่อย่างมีชื่อเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ข้าไม่กระจ่างเลยเสียจริง

คนอดตายชุดขาวคือคุณชายมากทุกข์ฟางตัวปิ้งคุณชายใหญ่สกุลฟางแห่งยุทธภพ เขารู้จักหลี่เหลียนฮวาผู้นี้มานานหกปี นานเสียจนล้วนกระจ่างชัดแจ้งว่าคนผู้นี้เลื่องชื่อได้อย่างไรกันแน่

ซือเหวินเจวี๋ยดวลชี้ขาดกับคนผู้หนึ่ง ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงสำแดงวิชาลมหายใจเต่ากลั้นลมรักษาบาดแผล ชาวบ้านในพื้นที่คิดว่าเขาตายจัดการฝังศพ หลี่เหลียนฮวาขุดเขาขึ้นมา ซือเหวินเจวี๋ยย่อมฟื้นชีพเป็นปรกติ

ส่วนเฮ่อหลันเถี่ย เจ้าหมอนั่นขอภรรยาไม่สำเร็จ แสดงละครฉากใหญ่โดดหน้าผา แกล้งตายแล้วฝังตนเองไว้ในดิน หลี่เหลียนฮวาบังเอิญผ่านทาง ขุดเขาขึ้นมาอีก ผู้คนบนโลกล้วนต่างสงสัยใคร่รู้ว่าหลี่เหลียนฮวาทำให้คนตายฟื้นชีพได้อย่างไร ส่วนฟางตัวปิ้งเพียงอยากรู้ว่า เขารู้ได้อย่างไรว่าในผืนดินที่ใดมีคนเป็นให้ขุด

ช่วงก่อนหน้าข้าหาเงินได้บ้างเล็กน้อยหลี่เหลียนฮวากวาดโถงส่วนหน้าอย่างละเอียด เก็บบุ้งกี๋ขึ้นขอเพียงคำนวณให้ดี ยังพอประทังไปได้

ฟางตัวปิ้งกลอกตาเจ้ายังมีเงินอีกเท่าไร

ห้าสิบตำลึงหลี่เหลียนฮวายิ้มมุมปากสำหรับข้าแล้ว พอใช้ทั้งชีวิตนี้

ฟางตัวปิ้งเพ้ยเสียงหนึ่งในยุทธจักรถึงกับมีพวกถ่อยสถุลที่ทั้งชีวิตคิดใช้เพียงห้าสิบตำลึงเยี่ยงเจ้า ช่างเป็นเรื่องน่าอัปยศอดสูในยุทธภพเสียจริง เฉิงอวิ๋นเฮ่อหากรู้ว่าเจ้าเป็นคนประเภทนี้ ข้าอยากเห็นนักว่าเขายังมาร้องขอเจ้าถึงที่หึหึ ขอร้องผู้ที่ไม่รู้เรื่องการแพทย์แม้ครึ่งเศษเสี้ยว ตระหนี่เสียจนกระทั่งโรงเตี๊ยมยังพักไม่ได้หมอเทวดาผู้ได้แต่เพียงแบกหอไม้วิ่งพล่านไปทั่วเพื่อรักษาผู้คน เขายังอุตส่าห์คิดออกมาได้ลูกตากลอกหมุนสองครา ฟางตัวปิ้งมองหลี่เหลียนฮวาขึ้นลงหลายแวบทว่า เด็กน้อยเยี่ยงเจ้าจะไปรักษาคนตายให้เขาจริงหรือไม่ ข้าเองยังเดาไม่ถูก

หลี่เหลียนฮวานั่งบนเก้าอี้ นิ้วมือยังคงปรับแต่งเดือยโต๊ะไผ่ที่ส่งเสียงเอียดอาดตัวนั้นของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ ได้ยินวาจาจึงยิ้มบางไฉนจะไม่ไปเล่า อย่างไรเสียข้าทำนาเพาะปลูกไม่เป็น ทั้งขายผักไม่เป็นและไม่ขาดแคลนเงิน หากไร้ซึ่งเรื่องให้กระทำ ชีวิตมนุษย์ไยมิใช่น่าเบื่อ

ทันทีที่ผู้อาวุโสอวี้พบว่าเจ้าเป็นหมอกำมะลอ คิดสังหารยกครัวเจ้า คุณชายเยี่ยงข้าไม่ช่วยเจ้าเป็นเด็ดขาดฟางตัวปิ้งเอ่ยเนิบนาบเจ้าไปเถิด คุณชายเยี่ยงข้าไม่ส่ง

จากนั้นหลี่เหลียนฮวาจัดแจงเก็บกวาดภายในหอดอกบัวอยู่ถึงสามวันเต็ม และมิรู้ได้ว่าในห่อผ้าใบเล็กนั้นบรรจุสิ่งใดเข้าไว้ หลังเขียนจดหมายยาวฉบับหนึ่งไหว้วานปัญญาชนผมหงอกซือเหวินเจวี๋ยให้ดูแลหอดอกบัวลายมหามงคลเป็นการชั่วคราว ในที่สุดก็ออกเดินทาง

เขามุ่งไปยังเมืองอวี้ ดูศพของอวี้ชิวซวง

2

ภายในเมืองอวี้

หลี่เหลียนฮวาใช้เหตุผลเพื่อรักษาอวี้ชิวซวงให้ฟื้นชีพก้าวเข้าสู่เมืองอวี้เขาคุนหลุนอย่างองอาจผ่าเผย

เมืองอวี้สร้างอยู่บนเขาสูงรกร้างกันดาร ภายในสั่งสมของล้ำค่าน่าอัศจรรย์ ในยุทธจักรผู้ที่สามารถเยื้องกรายเข้าสู่เมืองอวี้อย่างสมบูรณ์ครบส่วนมีไม่เกินสิบคน ในบรรดานั้นคนที่สิบคือหลี่เหลียนฮวา  คนที่เก้าคือจงเจิ้งหมิงจู หลี่เหลียนฮวาเป็นหมอเทวดาเลิศล้ำฝีมือผู้จะรักษาอวี้ชิวซวงให้ฟื้นคืนชีพ ส่วนภูมิหลังของจงเจิ้งหมิงจูยิ่งใหญ่กว่าหลี่เหลียนฮวามากนัก เขาคือคู่หมั้นของอวี้ชิวซวง หลานชายอัครเสนาบดีในรัชกาลปัจจุบัน ยังเป็นขุนนางขั้นห้าแห่งราชสำนัก เป็นคุณชายสกุลสูงแห่งโลกียะผู้สุภาพหล่อเหลา สง่าองอาจเปี่ยมกลิ่นอายกลอนกวีกระบี่เลิศล้ำอันบรรดานงพะงาเยาว์วัยฝันใฝ่ร่วมเคียง

จงเจิ้งหมิงจูมาถึงก่อนหลี่เหลียนฮวาครึ่งเดือน วันที่สองเมื่ออวี้ชิวซวงเกิดเรื่องเขาก็มาถึงเมืองอวี้ เพียงทว่าอวี้มู่หลานเศร้าใจในมรณาของบุตรีที่รักปานดวงแก้วตา ถึงกับคลุ้มคลั่งหลังศพของธิดาที่รักยิ่งกลับถึงบ้าน บีบคั้นมือกระบี่ห้าหกสิบนายปลิดชีพตามกฎสำนัก จุดเพลิงเผาผลาญสถานที่พำนักตึกรามอาศัยในเมืองอวี้ จวบจนบัดนี้สติสัมปชัญญะยังคงเลอะเลือน

ว่าอย่างไรคุณชายชุดขาวแพรดิ้นหรูหราตระการตาสูงค่าผู้นั้นกำลังยืนด้านหลังหลี่เหลียนฮวา จับจ้องเขาอย่างออกประหม่า หลี่เหลียนฮวาค้อมเอวพินิจศพอวี้ชิวซวงซึ่งตั้งอยู่ในโลงน้ำแข็งอยู่เนิ่นนานถึงครึ่งชั่วยามแล้ว คาดไม่ถึงว่ากระทั่งแตะต้องก็ยังไม่แตะต้องสักครั้ง ได้ยินหลี่เหลียนฮวาร้องอาเสียงหนึ่ง จงเจิ้งหมิงจูมิอาจรู้ได้สิ้นเชิงว่าเขาอาอันใดกัน จึงถามว่าคุณชายหลี่?”

นางคืออวี้ชิวซวง?” หลี่เหลียนฮวาถาม

จงเจิ้งหมิงจูอึ้งงันยามเจ้าเมืองอวี้จุดไฟเผาเมืองอวี้ ชิวซวงโชคร้ายถูก…” ที่แท้ภายในโลงน้ำแข็งบรรจุศพถูกเผาไหม้จนหงิกงอ หน้าตาแปรเปลี่ยนอัปลักษณ์น่าสะพรึงซากหนึ่ง เพียงทว่ามิได้ถูกเผาจนแห้งเกรียม ดังนั้นยิ่งเพิ่มความน่าสยองขวัญพรั่นพรึง ต่อให้เทพเจ้าต้าหลัวจินเซียนเอ่ยว่าสามารถทำให้คนตายฟื้นคืนชีพ เกรงว่าแม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดไม่ประสีประสายังมิเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นหลี่เหลียนฮวาหาใช่เทพเซียน แต่เขาเป็นหมอเทวดา จงเจิ้งหมิงจูคาดหวังว่าอย่างน้อยเขายังพอเห็นเบาะแสบางอย่าง

นางคืออวี้ชิวซวงจริงหรือหลี่เหลียนฮวาถามซ้ำ จงเจิ้งหมิงจูพยักหน้า แม้ซากศพแปรเปลี่ยนเป็นน่าสยองขวัญสุดขีด เอกลักษณ์โดดเด่นของอวี้ชิวซวงหลายประการยังพอมองเห็นได้เลือนราง หลี่เหลียนฮวาล้วงมีดสั้นเล่มหนึ่งออกจากถุงผ้าพิมพ์ลายดอกน้ำเงินประปรายที่พกติดตัวมา กรีดบนช่วงท้องน้อยของอวี้ชิวซวงอย่างระมัดระวัง

จงเจิ้งหมิงจูสะดุ้งพลันยื่นมือออกขวางคุณชายหลี่?”

หลี่เหลียนฮวามือขวาถือมีดถูกจงเจิ้งหมิงจูขวางไว้ นิ้วมือซ้ายฉวยโอกาสกรีดลงไปคราหนึ่ง ท้องน้อยของอวี้ชิวซวงแบะออกตามรอยกรีด ทั้งสิบนิ้วของเขาไว้เล็บตัดสั้นเสมอกัน ซากศพของอวี้ชิวซวงเน่าเปื่อยแต่แรกแล้ว กรีดให้แบะออกสักบาดแผลนั้นไม่ยากเย็นอันใด

จงเจิ้งหมิงจูชักมือขวากลับ ในใจสั่นสะท้านช่างคล่องแคล่ว…’ ทันใดนั้นเห็นมีดสั้นในมือขวาของหลี่เหลียนฮวาตวัดสิ่งของชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากท้องน้อยของอวี้ชิวซวง จึงเอ่ยถามนั่นคืออะไร

หลี่เหลียนฮวาตอบก้อนเลือด

นั่นเป็นก้อนเลือดคั่งที่จับตัวแข็งมาเนิ่นนานแล้ว จงเจิ้นหมิงจูหัวใจกระตุกวาบก้อนเลือด?”

ผู้ที่พอมีความรู้ล้วนต่างตระหนักได้ ช่องท้องมีเลือด แสดงว่าอวัยวะภายในบาดเจ็บ

ความหมายของคุณชายหลี่คือ?” จงเจิ้งหมิงจูเอ่ยถาม

หลี่เหลียนฮวายกยิ้มวิธีสังหารผู้คนของผีตนนี้พิสดารล้นเหลือ มันไม่ดูดดื่มโลหิตของแม่นางอวี้จนสิ้นและไม่ถลกหนังของนางทำหน้ากากประทินโฉม กลับกระแทกสะบั้นลำไส้นางจนขาด ส่งผลให้อวัยวะภายในเลือดออกจนสิ้นชีพ จากภายนอกกลับดูไม่ออก

หัวคิ้วจงเจิ้งหมิงจูขมวดแน่นนั่นหมายความว่าชิวซวงหาได้ถูกภูตผีสังหาร แต่ถูกคนทำร้าย?”

หลี่เหลียนฮวาตอบไม่ตรงคำถามข้ารู้เพียงนางตายเนิ่นนานเกินไป ทั้งถูกไฟเผา หมดหนทางฟื้นคืนชีพแล้ว

ด้วยน้ำเสียงสุขุมราบเรียบของเขา ราวกับว่าเขาเองมีฝีมือฟื้นคนตายให้กลับเป็นได้กระนั้น ติดขัดที่ข้อน่าเสียใจเพียงประการเดียวของอวี้ชิวซวงก็คือตายเนิ่นนานเกินไปเท่านั้น

จงเจิ้งหมิงจูสะบัดแขนเสื้อแพรขาวเส้นทองข้าขบคิดไม่กระจ่าง ในเมื่อชิวซวงถูกคนสังหาร ไฉนถูกคนสะบั้นลำไส้ขาด วิชาหมัดมวยของแต่ละค่ายสำนักหามีกระบวนท่าใดมุ่งจู่โจมส่วนที่ต่ำกว่าช่องท้องลงไปห้านิ้วไม่ นี่ช่างไร้เหตุผล

หลี่เหลียนฮวาอาเสียงหนึ่ง จงเจิ้งหมิงจูตะลึงวาบอีกหน เขายังคงขบคิดไม่ตกว่าหลี่เหลียนฮวาอาด้วยเหตุอันใดกัน ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาระยะนี้ยามราตรีเมืองอวี้มักปรากฏเรื่องพิลึกพิลั่น…”

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยพึมพำข้ากลัวผี…”

จงเจิ้งหมิงจูนึกแปลกใจ คนผู้นี้กล้าใช้นิ้วมือกรีดท้องศพ กลับออกปากว่ากลัวผี ทว่าปากกลับกล่าวว่าเช่นนั้นคืนนี้คุณชายหลี่นอนห้องเดียวกับข้าก็ได้

หลี่เหลียนฮวาเห็นด้วยอย่างยินดี สีหน้าขอโทษขอโพยน่าละอาย น่าละอาย

วันเดียวกันหลี่เหลียนฮวากินอาหารค่ำพร้อมผู้คนบนล่างบ้านสกุลอวี้ บ้านสกุลอวี้เว้นเสียแต่อวี้มู่หลานแล้ว ฟูเหริน(เชิงอรรถหยิงที่แต่งงานแล้ว)สกุลอวี้ อวี้หงจูทำให้หลี่เหลียนฮวาตื่นตะลึงอยู่บ้าง

ฟูเหรินท่านนี้สูญเสียบุตรีสามีฟั่นเฟือน กลับยังคงจัดการเรื่องราวได้อย่างเหมาะสม เป็นขั้นเป็นตอนไม่สับสน ความหลักแหลมเปรื่องปราดเก่งกาจการงานของนางมากกว่าบุรุษอื่นใดในบ้านสกุลอวี้ อีกทั้งอายุใกล้สี่สิบ ยังคงผิวพรรณขาวเปล่งปลั่งดั่งหิมะผุดผาดปานบุปผา งดงามหยาดเยิ้มถึงที่สุด

ที่แท้บ้านสกุลอวี้แห่งเขาคุนหลุนรุ่นนี้มีเพียงอวี้หงจูเป็นบุตรีโทน เพื่อให้มีผู้สืบทอดสกุล เมื่อยี่สิบปีก่อนจึงเสาะหาบัณฑิตตกยากผูมู่หลานแต่งเข้าบ้านสกุลอวี้ เปลี่ยนแซ่เป็นแซ่อวี้ แม้เป็นที่เลื่องชื่อใต้หล้าในนามเจ้าเมืองอวี้ กิจการงานภายในเมืองอวี้กลับจัดการดูแลโดยอวี้หงจู เป็นหนึ่งในวีรสตรีหายาก เมื่อได้ข่าวหลี่เหลียนฮวามารักษาบุตรีของนาง อวี้หงจูแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เชื่อ แต่กลับไม่เอ่ยแตกหัก เพียงปล่อยให้หลี่เหลียนฮวากระทำการไป

ยามราตรี

ห้องพักแขกเมืองอวี้

จงเจิ้งหมิงจูและหลี่เหลียนฮวาอยู่ภายในห้องพักเดียวกัน หลี่เหลียนฮวาหลับบนเตียง จงเจิ้งหมิงจูมีอีกเตียงนอนให้นอน แต่กลับนอนไม่หลับ เขาไม่เคยร่วมห้องนอนกับผู้ใดมาก่อน แม้มีคู่หมั้นหมายก็มิเคยแนบชิดสูดกลิ่นนงคราญ ยิ่งไปกว่านั้นบัดนี้ในห้องเขาหาใช่อวี้ชิวซวงผู้เพริศแพร้วดั่งพวงโกสุม แต่เป็นบุรุษที่ดูคล้ายปุถุชนสามัญ กลับกระทำเรื่องที่ชวนให้ผู้คนพิศวงงงงวย

หลี่เหลียนฮวาในสายตาจงเจิ้งหมิงจูเป็นคนจดจ่อมุ่งมั่นแฝงแววทึ่มเซ่อหมกมุ่นในตำรา ประหนึ่งว่าไม่ค่อยเข้าใจหลักการครองตนในสังคม แต่หากเขาเป็นหนอนตำราทึ่มทื่อไม่รู้หลักการครองตนจริง จะรู้จักอาศัยความมีชื่อเสียงไปมาอิสระภายในเมืองอวี้ได้อย่างไร จะกล่าวว่าแผนการในใจเขาลึกล้ำ ตรึกตรองหลายตลบ จงเจิ้งหมิงจูก็คิดไม่ออกว่าหลี่เหลียนฮวามาเมืองอวี้แสร้งโง่จะรักษาอวี้ชิวซวงแล้วได้ผลประโยชน์อันใด อวี้ชิวซวงถูกคนสะบั้นลำไส้เลือดตกถึงตาย ภายนอกไร้บาดแผลเพียงเสี้ยว หลี่เหลียนฮวาดูออกได้อย่างไร ความสงสัยหลากหลายประดังเข้ามาจนทำให้จงเจิ้งหมิงจูนอนไม่หลับ

ในชั่วพริบตานั้นเอง เขาลืมตาขึ้น ด้านนอกประตูคลับคล้ายบังเกิดเสียงผิดปรกติ

เขายังมิทันตัดสินใจเปิดประตูตรวจสอบดู ฉับพลันสังเกตเห็นหน้าต่างตรงข้ามประตูปรากฏจุดเงาเขียวมรกตวูบไหว บัดเดี๋ยวไกลบัดเดี๋ยวใกล้ลอยล่องไม่หยุดนิ่ง ตามติดกระชั้นด้วยเสียงท่วงทำนองเพลงประหลาดล้ำพิสดาร ดังแว่วมาจากลานบ้านอันไกลโพ้น

นั่นเป็นเสียงที่ฟังแล้วทำให้ผู้คนขนลุกตั้งชัน เป็นเสียงสตรี เอื้อนลากด้วยท่วงทำนองแปลกพิกล  ขับขานบทเพลงโหยหาอาดูรบทหนึ่งอย่างตั้งอกตั้งใจเสียงนั้นฟังแล้วไซร้ช่างคล้ายคนถูกตัดลิ้นขับลำนำเพลงรักอาวรณ์ แม้โศกเศร้าสลด แต่กลับมิใช่ท่วงทำนองที่คนเป็นตรับฟังเข้าใจ

นี่ก็คือเงาภูตหน้าต่างมรกตที่ทุกคนกล่าวว่าพบเห็นในวันที่ชิวซวงเสียชีวิต! จงเจิ้งหมิงจูคนอยู่ในความมืดมิดสนิทแห่งรัตติกาลภายในห้องนอน จ้องมองเงาประหลาดบนหน้าต่าง ในชั่วพริบตานั้นอดขนลุกซู่มิได้ สูดหายใจลึกยาวเฮือกหนึ่ง เพ่งสมาธิฟังอยู่ครู่หนึ่ง เขามิได้ยินเสียงคนผู้ใด กระดอนตัวลุกนั่งบนเตียงในบัดดล เขาเคลื่อนร่างเร็วรี่ ยื่นมือยกบานหน้าต่างขึ้นทันทีนอกหน้าต่างจันทร์กระจ่างดารกาบางตา อากาศเย็นเยือกเล็กน้อย ไม่มีสิ่งอันใดเลย

อยู่บนหน้าต่าง

จงเจิ้งหมิงจูสะท้านไปทั้งร่าง เขามิใช่ถูกเงาภูตหน้าต่างมรกตหลอกให้ตกใจ กลับถูกหลี่เหลียนฮวาทำให้เหงื่อแตกพลั่กเย็นวาบทั้งกายา ได้ยินดังว่าจึงดึงบานหน้าต่างลง หลี่เหลียนฮวาจุดเทียนสว่างไสว ลงจากเตียงก้าวเนิบช้าเข้ามา

แสงเทียนส่องเงาภูตที่ลอยล่องบนหน้าต่าง เงาพรายมรกตประหลาดล้ำเหล่านั้นประหนึ่งว่ากริ่งเกรงแสงประทีป ถึงกับอันตรธานหายไปไม่เหลือให้เห็น นิ้วชี้มือขวาหลี่เหลียนฮวายื่นออก ใช้เล็บบนนิ้วยาวเรียวกรีดกระดาษกรุหน้าต่างคราหนึ่ง ได้ยินเพียงเสียงแคว่ก กระดาษฉีกขาดตามรอยกรีด กลับไร้แสงลอดทะลุ แต่มีบางสิ่งคลานออกมาจากรอยฉีก

จงเจิ้งหมิงจูผุดยิ้มเจื่อน ที่แท้หน้าต่างบานนี้กรุกระดาษถึงสองชั้น ระหว่างกลางชั้นกระดาษวางหิ่งห้อยซึ่งเด็ดปีกออกเข้าไว้ เมื่อถึงยามวิกาล หิ่งห้อยส่องแสงกระพริบวูบวาบ ภายในห้องอันมืดมิดดูแล้วดั่งเงาภูตลอยใกล้บ้างไกลบ้าง ส่วนยามกลางวันและยามมีแสงเทียน เนื่องเพราะแสงตะวันและแสงเทียนสว่างกว่าแสงหิ่งห้อย จึงมองไม่เห็นแสงกระพริบริบหรี่ของมัน

ที่แท้เงาภูตหน้าต่างมรกตก็คือหิ่งห้อยพวกนี้นั่นเองเขามองหลี่เหลียนฮวา อดถามไม่ได้คุณชายรู้ความลับบนหน้าต่างได้อย่างไร

หลี่เหลียนฮวาแย้มยิ้มอ่อนบางข้ากลัวผี ท่านเพียงฟังว่ามีเสียงคนหรือไม่ แต่ข้ากำลังฟังว่ามีเสียงอันใดที่ไม่ใช่คนหรือไม่

จงเจิ้งหมิงจูมิรู้แล้วว่าควรเชื่อหรือไม่เชื่อเขาดี ได้แต่เพียงยิ้มเฝื่อน

หลี่เหลียนฮวาเขย่าหน้าต่างบานนั้นท่านได้กลิ่นธูปมัวเมาหรือไม่ แมลงเหล่านี้ถูกรมยาจนสลบ จนกระทั่งเที่ยงคืนยามสามถึงฟื้นตื่น กระดาษหน้าต่างด้านนอกกรีดเปิดเป็นร่อง ทันทีที่หิ่งห้อยตื่นฟื้นหาทางออกพบภูตผีก็จะหายสาบสูญไป

จงเจิ้งหมิงจูพยักหน้าการตายของชิวซวงมีเงื่อนงำตามคาด เงาภูตหน้าต่างมรกตเป็นคนแสร้งปลอมเป็นภูตผีตบตาโดยแท้

ขณะสนทนาปราศรัย เสียงขับขานลำนำเพลงรักอันน่าสยองขวัญพลันหวีดร้องเสียงแหลมอนาถหนึ่งครา จากนั้นสุ้มเสียงเงียบงันทันควัน

จงเจิ้งหมิงจูสะดุ้งเฮือก ใบหน้าขาวหมดจดหล่อเหลาดวงนั้นซีดสลดทันใดเงาภูตหน้าต่างมรกตไฉนมาปรากฏที่เมืองอวี้คืนนี้เป็น…”

หลี่เหลียนฮวาอาเสียงหนึ่ง

ครั้งนี้จงเจิ้งหมิงจูฟังเสียงอาของเขาเข้าใจแล้ว

ได้ยินเพียงหลี่เหลียนฮวากล่าวเนื่องเพราะมีคนไม่เชื่อว่ามีผี ดังนั้นผีจึงปรากฏออกมาจู่ๆ เขาก็หาวหวอดข้าง่วงมากแล้ว นอนเถิด

จงเจิ้งหมิงจูไม่กล้าเชื่อว่าหลังหลี่เหลียนฮวารู้ความลับของเงาภูตหน้าต่างมรกตแล้ว บทสรุปกลับเป็นเขาง่วงนอนแล้วทั้งยังเรียกให้จงเจิ้งหมิงจูนอนเถิด”! อึ้งงันอยู่ครึ่งค่อนขณะ หลี่เหลียนฮวากลับสู่เตียงนิทราสนิทต่อเนื่อง เขากลับหลับไม่ลง ได้แต่นั่งเหม่อจ้องรอยขาดเป็นทางบนบานหน้าต่าง ในห้วงสมองสับสนวุ่นวาย

ชิวซวงถูกผู้อื่นสังหาร ซากศพไฉนปรากฏในหีบสินค้าเพชรนิลจินดาของเฉิงอวิ๋นเฮ่อ เงาภูตหน้าต่างมรกตเป็นเล่ห์เพทุบายของผู้ใดกันแน่ คืนนี้เป็นผู้ใดแสร้งปลอมเป็นภูตปีศาจลวงหลอก เนื่องเพราะการมาของหลี่เหลียนฮวาจึงทำให้มันไม่วางใจกระนั้นหรือ

ปริศนาหลากหลายกระจุกเป็นกลุ่มก้อนในหัวสมอง ใต้แสงจันทราสุกสกาวในรัตติกาลอันมืดดำ คุณชายชุดขาวหล่อเหลารูปงามสีหน้าซีดเผือดดั่งซากศพ ในสองดวงตาฉายแววเลื่อนลอยและความหวาดหวั่น หากให้บรรดาอิสตรีผู้หลงใหลเขาได้เห็นจักต้องผิดหวังขนานใหญ่

ส่วนอีกผู้หนึ่งบนเตียงด้านหลังเขากลับหลับแสนสบาย ไม่เพียงไม่เหงื่อตกสักหยด เสมือนว่ายังหลับอย่างสุขียิ่ง ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้เพียงน้อยนิด

3

รดน้ำต้นไม้

วันถัดมา จงเจิ้งหมิงจูตื่นจากความสับสนมึนงงท่วมท้นห้วงสมอง พบว่าหลี่เหลียนฮวาไม่อยู่บนเตียงแล้ว คนผู้นั้นถือตะบวยผลน้ำเต้ารดน้ำต้นไม้อยู่ภายในอุทยานด้านนอก รดอย่างละเอียดลออนัก บางครั้งลูบสัมผัสกิ่งใบอ่อนนุ่มของต้นไม้ใบหญ้า อารมณ์คล้ายดั่งเบิกบานยิ่ง ภายในสวนยังยืนอยู่ด้วยอีกสามคน ปรากฏสีหน้าแตกต่างหลากหลายยามมองหลี่เหลียนฮวารดน้ำต้นไม้ หนึ่งคืออวี้หงจู หนึ่งคืออวิ๋นเจียวสหายสนิทของอวี้ชิวซวง อีกหนึ่งคือโจวฝูพ่อบ้านสกุลอวี้

อวี้หงจูเปี่ยมความดุดันเคียดแค้นเต็มวงหน้า อวิ๋นเจียวน้ำตารื้นคลอเบ้า ส่วนโจวฝูกลับมีสีหน้าไม่เป็นสุข

จงเจิ้งหมิงจูลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา เดินออกไปถึงได้รู้ว่าหลี่เหลียนฮวาบอกสาเหตุการตายของอวี้ชิวซวงให้อวี้หงจูรับทราบแล้ว อวี้หงจูโทสะไม่อาจระงับ บุตรีของนางถูกผู้อื่นสังหาร ฆาตกรยังแสร้งปลอมเป็นภูตพรายหลอกลวงตบตานาง ไม่นำฆาตกรมาพันมีดหมื่นแล่ นางก็มิใช่อวี้หงจู!

ความตระหนกผวาฉายบนใบหน้าอวิ๋นเจียว ดูประหนึ่งว่าอ่อนไหวเป็นพิเศษ โจวฝูกลับเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หลังหลี่เหลียนฮวาเอ่ยเล่าอย่างสงบเสงี่ยมว่าเพราะเหตุใดอวี้ชิวซวงคล้ายดั่งมิได้ถูกภูตผีสังหารเสร็จสิ้นแล้ว ก็ถามโจวฝูอย่างจริงจังว่าตะบวยผลน้ำเต้าอยู่แห่งใด ครั้นแล้วก็ทำท่ากระฉับกระเฉงรดน้ำต้นไม้อย่างคึกคัก

สายตาของจงเจิ้งหมิงจูเหลือบแลผ่านราวระเบียงหินอ่อนสูงครึ่งตัวคนในสวนบ้านสกุลอวี้ จับจ้องภาพเงาหลังอันสุขุมของหลี่เหลียนฮวาท่ามกลางพุ่มพฤกษ์ นิ่งอยู่ครึ่งค่อนขณะ สะทกสะท้อนใจ เขาครุ่นคิดอยู่หนึ่งคืนถึงพอเรียบเรียงจุดที่น่าสงสัยออกมาได้

เรื่องหน้าต่างมรกตมีภูตผีสังหารผู้คน จุดที่ยากแก่การอธิบายมีอยู่เจ็ดประการ

ประการแรก ฆาตกรเหตุใดต้องทำให้อวี้ชิวซวงลำไส้สะบั้นจนสิ้นชีพ

ประการที่สอง เหตุใดอวี้ชิวซวงจึงตายอยู่ในหีบสินค้าของเฉิงอวิ๋นเฮ่อ

ประการที่สาม เงาภูตหน้าต่างมรกตเป็นการกระทำของผู้ใด

ประการที่สี่ เพลงปีศาจนอกหน้าต่างนั้นเป็นเรื่องอันใดกัน

ประการที่ห้าผีจากโรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียนมายังเมืองอวี้ได้อย่างไร

ประการที่หก เหตุใดฆาตกรจึงสังหารอวี้ชิวซวงสตรีแน่งน้อยนิ่มนวล

ประการที่เจ็ด ฆาตกรไยต้องแสร้งทำภูตผีหลอกลวงตบตาผู้คน

เจ็ดคำถามนี้ จงเจิ้งหมิงจูตอบได้เพียงสอง ส่วนผู้ที่เขาคาดหวังว่าจะให้คำตอบได้มากขึ้นบัดนี้กลับกำลังสาละวนรดน้ำต้นไม้ ขณะที่เขายิ่งงุนงงสับสน ทันใดนั้นหลี่เหลียนฮวาถือตะบวยผลน้ำเต้าหมุนตัวกลับมาคลี่รอยยิ้มจางๆ  ตะวันขึ้นแล้ว เจ้าเมืองอวี้สมควรตื่นแล้วกระมัง

เขามองอวี้หงจู เอ่ยถามอย่างมีมารยาทหลี่เหลียนฮวาไร้สามารถ แม้นรักษาแม่นางอวี้ไม่หาย หากแต่มีใจใช้ฝีมืออันอ่อนด้อยเพื่อรักษาเจ้าเมืองอวี้ ไม่เสียเปล่าที่ข้าได้มาถึงที่นี้ อวี้ฟูเหรินจะเชื่อใจข้าได้หรือไม่

เขาถามอย่างอ่อนละมุนนุ่มนวล ถึงแม้ในใจมีความไม่ยินยอมนับหมื่น ชั่วขณะนั้นก็ยากปฏิเสธ ยิ่งกว่านั้นหลี่เหลียนฮวาจะช่วยรักษาอาการป่วยของอวี้มู่หลาน อวี้หงจูปรารถนาอยากให้เป็นเช่นนั้น พยักหน้าถี่เนื่องทันที

อวิ๋นเจียวปาดเช็ดน้ำตา เอ่ยเสียงต่ำเช่นนั้น ข้ากลับห้องพักผ่อนแล้ว

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยเสียงอบอุ่นเชิญแม่นางอวิ๋นตามสบาย

อวี้หงจูนำเขามุ่งหน้าไปยังห้องของอวี้มู่หลาน  ระหว่างทางทัศนาความหรูหราสูงค่าของเมืองอวี้ เบื้องบนระเบียงตึกรามที่พำนักระยิบระยับด้วยมุกใสหยกมรกต ล้วนเป็นวัตถุหรูหรายากจินตนาการในแดนมนุษย์ หลี่เหลียนฮวาใบหน้าแฝงยิ้มนิดๆ ชะเง้อชะแง้มองเพชรนิลจินดาเหล่านั้นอยู่หลายแวบ วนอ้อมสองสามรอบก็ถึงห้องนอนของเจ้าเมือง

อวี้มู่หลานนั่งอยู่ภายในห้อง ทั้งคนนิ่งทื่อดั่งไก่ไม้ สองตาจ้องโพลงถมึง ไม่ว่าผู้อื่นเอ่ยอย่างไรถามว่ากระไร เขาล้วนไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง

อวี้หงจูเอ่ยหลังคืนที่เกิดเพลิงไหม้ในเมืองแล้ว เขาก็กลายเป็นสภาพนี้มาโดยตลอด ชาอาหารไม่คำนึง ทั้งไม่หลับนอน ไม่ว่าใครสนทนากับเขา เขาล้วนเหมือนไม่ได้ยิน

นางเก็บงำหลายประโยคมิได้เอ่ยกล่าวหมอที่เคยมาดูอาการต่างว่าอวี้มู่หลานถูกผีเข้า ยังมีหมอท่านหนึ่งจู่ๆ เกิดอาละวาดขณะจับชีพจรให้อวี้มู่หลาน

หลี่เหลียนฮวาจดจ้องดวงตาของอวี้มู่หลานอยู่พักหนึ่ง ล้วงหยิบเข็มเงินเล่มหนึ่งออกจากถุงผ้าพิมพ์ลายดอกน้ำเงิน ค่อยๆ แทงเข้าใสดวงตาของอวี้มู่หลาน

อวี้หงจูตะลึงงัน นางมิเคยเห็นหมอรักษาอาการโรคเช่นนี้มาก่อน จงเจิ้งหมิงจูอยู่ด้านข้าง ผ่านเรื่องหน้าต่างมรกตมาแล้ว เขารู้ดีว่าหลี่เหลียนฮวาหาใช่เลอะเลือน เพียงทว่าสำหรับวาจาการกระทำของเขายังคงยากแก่การเข้าใจ  สองคนจ้องมองกันอย่างกระวนกระวาย เข็มเงินของหลี่เหลียนฮวาค่อยๆ ประชิดแทงใส่เบื้องหน้าดวงตาขวาของอวี้มู่หลาน เขากลับไม่หยุดลง แม้เชื่องช้าแต่มั่นคง เสือกแทงเข้าใส่ดวงตาของอวี้มู่หลานสืบไป

จงเจิ้งหมิงจูและอวี้หงจูอดกลั้นแล้วอดกลั้นเล่า ในที่สุดมิได้ลงมือห้ามปราม  ในช่วงที่เข็มเงินห่างเพียงเส้นผมก็แทงเข้าลูกตาอวี้มู่หลานนั่นเอง หลี่เหลียนฮวาพลันหยุดมือลง เคลื่อนตำแหน่งเข็มเงิน ยังคงจ่อใส่ดวงตาอวี้มู่หลาน อวี้มู่หลานไม่กระพริบตาแม้สักครั้ง คาดไม่ถึงว่าวิกลจริตจริง

เจ้าเมืองอวี้ดูท่าป่วยหนักยิ่งหลี่เหลียนฮวาระบายลมหายใจแผ่วเบา บุคคลเยี่ยงจงเจิ้งหมิงจูซึ่งรู้จักเขาเพียงผิวเผินย่อมนึกไม่ถึงเป็นอันขาดว่าคนผู้นี้ไม่รู้เรื่องการแพทย์แม้เพียงนิด ฟังเขาถอนหายใจ จงเจิ้งหมิงจูและอวี้หงจูต่างหัวคิ้วขมวดลึก

ในสวนของอวี้ฟูเหรินปลูกยาวิเศษรักษาโรคฟั่นเฟือน มิทราบข้าน้อยขอเด็ดสักบางส่วนเพื่อใช้รักษาโรคยากเยียวยาของเจ้าเมืองอวี้ได้หรือไม่หลี่เหลียนฮวาถามเสียงเรียบสุขุม

อวี้หงจูพยักหน้าคุณชายกระทำได้ตามประสงค์

นางรู้สึกแปลกใจ ดอกไม้ใบหญ้าภายในสวนล้วนเป็นนางลงมือปลูกด้วยตนเอง เป็นเพียงไม้ดอกพื้นๆ สามัญอย่างมะลิ โบตั๋น อวี้หลานเท่านั้น ไหนเลยจะมียาวิเศษหรือว่าไม้ดอกเหล่านี้แท้จริงแล้วยังมีสรรพคุณทางยาที่นางไม่รู้

หลี่เหลียนฮวาก้าวออกจากห้อง ปีนป่ายขึ้นราวกั้นหินอ่อนฉับพลัน ขึ้นที่สูงทอดตามองรอบทิศ แล้วปีนลงจากราวกั้น เดินเอื่อยเฉื่อยไปยังเรือนหลังที่ตั้งอยู่ไม่ไกล มุมกำแพงเรือนหลังนั้นงอกกอหญ้าเขียวกลุ่มหนึ่ง หลี่เหลียนฮวาเดินข้ามไปหักเด็ดสองใบ

จงเจิ้งหมิงจูยิ่งมองยิ่งฉงน อดเปิดปากมิได้คุณชายหลี่ นั่นคือหญ้าเฉือนลำไส้มีพิษรุนแรง

คิ้วตาหลี่เหลียนฮวาเลิกสูงไม่เป็นไรดอกเขานำหญ้าเฉือนลำไส้แฝงพิษรุนแรงนั้นยัดเข้าช่วงอก มองเรือนหลังนั้นสองแวบนี่คือเรือนของผู้ใด

อวี้หงจูตอบเป็นเรือนว่างเปล่าหลังหนึ่ง

หลี่เหลียนฮวาพยักหน้าอ้อมไปยังกลุ่มต้นโบตั๋น จดจ้องดอกโบตั๋นบานสะพรั่งอยู่ครู่หนึ่ง พลันเด็ดหญ้ารูปร่างแปลกประหลาดต้นหนึ่งจากใต้ต้นโบตั๋น อวี้หงจูและจงเจิ้งหมิงจูมองหน้ากันและกัน เห็นเพียงหลี่เหลียนฮวาไปๆ มาๆ อย่างมุ่งมั่นตั้งใจในสวน เด็ดวัชพืชรูปร่างพิสดารทั้งสิ้นหกชนิด

วัชพืชหกชนิดนี้ จงเจิ้งหมิงจูรู้จักอยู่สามชนิด หญ้าเฉือนลำไส้มีพิษร้ายแรง อีกสองชนิดมีพิษเล็กน้อย สามชนิดนอกเหนือกลับไม่รู้จัก ขณะที่หลี่เหลียนฮวารวบรวมเก็บวัชพืชนั้นเอง เขาร้องอาอย่างแผ่วเบาเสียงหนึ่งกะทันหัน จงเจิ้งหมิงจูครั้นได้ยินเสียงอาของเขาก็เริ่มใจผวาเนื้อเต้นอะไรหรือ

บนพื้นที่เชื่อมต่อไปยังระเบียงอีกแห่งมีรอยเท้าชื้นแฉะเห็นได้อย่างชัดเจนทิ้งไว้รอยหนึ่งหลี่เหลียนฮวาแต่เช้าตรู่รดน้ำต้นไม้ในสวน รดจนทั้งสวนเฉอะแฉะ เมื่อครู่ทุกคนอยู่ในห้องของอวี้มู่หลาน ไม่ทราบว่าผู้ใดเดินตัดผ่านมาทางสวน ทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้น รอยเท้ามีเพียงข้างเดียว ราวกับว่าคนผู้นั้นย่ำลงบนระเบียงเพียงหนึ่งก้าว พลันหลี่เหลียนฮวาเก็บก้อนกรวดขึ้นจากพื้น วางทำเครื่องหมายไว้ข้างรอยเท้า จากนั้นลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าอาภรณ์

จงเจิ้งหมิงจูจ้องมองรอยเท้านั้นอย่างประหลาดใจ จากนั้นเงยหน้ามองไปยังทิศทางมุ่งสู่ระเบียงผู้ใด…”

อวี้หงจูโพล่งเสียงเย็นเยียบทันควันเป็นอวิ๋นเจียว!”

หลี่เหลียนฮวามองอวี้หงจูอย่างฉงนไยคิดเช่นนั้น

อวี้หงจูแค่นหัวร่อเยียบเย็นคราหนึ่งนับตั้งแต่ลูกซวงตายจาก นางก็รั้งอยู่ในเมืองอวี้ไม่ยอมไป ต่อหน้าผู้อื่นเอ่ยว่าสนิทสนมรักใคร่กับลูกซวงลึกซึ้ง เพ้ย! นางเฮอะ! นางติดตามหมิงจูมา ข้ามิใช่เพียงครั้งเดียวที่เห็นนางลับๆ ล่อๆ ในเมือง ลอบมองหมิงจู

หลี่เหลียนฮวาอาเสียงหนึ่ง ส่ายหน้าไปมา

ใบหน้าจงเจิ้งหมิงจูฉายแววกระอักกระอ่วนท่านป้า ข้ามิได้…”

อวี้หงจูตัดบทเขาข้าทราบ มิเช่นนั้นข้าไล่เจ้าออกไปแต่แรกแล้วจงเจิ้งหมิงจูฟังคำแล้วยิ่งลำบากใจ

หลี่เหลียนฮวาอมยิ้ม ไม่เอ่ยวิจารณ์ความยุ่งเหยิงเรื่องรักใคร่ระหว่างอวี้ชิวซวง อวิ๋นเจียวและจงเจิ้งหมิงจูคุณชายจงเจิ้ง ท่านช่วยข้าเรื่องหนึ่งได้หรือไม่

เรื่องอันใดหรือจงเจิ้งหมิงจูถาม

หลี่เหลียนฮวากวักมือเรียกเขา กระซิบเสียงเบาข้างหูอยู่หลายประโยค จงเจิ้งหมิงจูเอ่ยอย่างแปลกใจท่านทราบได้อย่างไร

หลี่เหลียนฮวายิ้มบางเดาเอา…”

จากนั้นเขากระซิบกระซาบอีกหลายประโยค อวี้หงจูเพ่งสมาธิเงี่ยหูฟัง กำลังภายในของหลี่เหลียนฮวาไม่ดี ไม่อาจรวบกระชับเสียงส่งเข้าหูของจงเจิ้งหมิงจูอย่างเหมาะสม นางใช้วิชาฟ้าสดับได้ยินว่าไฟท่านไปอวี้มู่หลานเป็นความจริง…” ไม่กี่คำ ให้ฉงนสงสัยยิ่งนักอยู่ในใจ หรือว่าคนผู้นี้เตร่วนภายในเมืองอวี้เพียงครั้งสองครั้ง รดน้ำต้นไม้ ใช้เข็มเงินลองทดสอบดวงตาของอวี้มู่หลาน ก็รู้ถึงคำตอบของเรื่องนี้

คุณชายหลี่นางหาเคยแยแสคำตอบของผู้ใดผู้หนึ่งมาก่อนไม่หรือว่าท่านกระจ่างความจริงของเรื่องน่าอนาถทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเมืองอวี้ของข้าแล้ว

หลี่เหลียนฮวาอาเสียงหนึ่ง ครานี้อวี้หงจูฟังความนัยเสียงอาของเขาออกนั่นคือเมื่อหลี่เหลียนฮวากำลังครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่าง เนื่องเพราะใจลอยจึงส่งเสียงผ่อนลมออกมาด้วยความเคยชิน เขาหันกลับมามองอวี้หงจูตามคาด เอ่ยถามอย่างงุนงงละอายนัก ละอายนัก เมื่อครู่ฟูเหรินถามข้าว่ากระไร

หลี่เหลียนฮวาให้จงเจิ้งหมิงจูช่วยกระทำสิ่งใดกันแน่ อวี้หงจูยังมิทันได้คาดเดา หลี่เหลียนฮวาก็หมุนตัวล้วงวัชพืชหกชนิดออกจากอกยื่นส่งถึงมือนางรบกวนฟูเหรินช่วยหั่นสมุนไพรหกรสนี้เป็นท่อนเล็ก แช่ในน้ำสะอาด หลังครึ่งวัน กินยาพร้อมสมุนไพรโดยไม่จำเป็นต้องเคี่ยวต้ม

เขาเอ่ยอย่างจริงจังรับรองว่าเจ้าเมืองอวี้ดื่มยาแล้วเห็นผลทันตา

อวี้หงจูรับสมุนไพรเหล่านั้นมา  นางเดิมคิดว่ามองบัณฑิตคร่ำครึผู้นี้ออกถ่องแท้ ทว่าเมื่อมองหลี่เหลียนฮวาอีกแวบ นางให้รู้สึกว่ามีเพิ่มหนึ่งส่วนมองไม่ปรุโปร่ง เมื่อหลี่เหลียนฮวามอบวัชพืชหกชนิดถึงมือนาง นางเป็นเช่นเดียวกับจงเจิ้งหมิงจู ล้วนไม่กระจ่างในเจตนาแห่งวาจาการกระทำที่แท้จริงของคนผู้นี้ หลี่เหลียนฮวาเป็นปริศนาคลุมเครือโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่หัวจรดเท้าล้วนเป็นดังนั้น

4

เสียงผีพร่ำยามดึกสงัด

ดึกสงัด

จงเจิ้งหมิงจูลงเขาไปกระทำเรื่องที่หลี่เหลียนฮวาไหว้วานแล้ว

ท่ามกลางแสงเทียนวาววาม หลี่เลียนฮวาเผชิญหน้ากับศพอวี้ชิวซวงที่ตั้งอยู่ในโลงน้ำแข็งเพียงลำพัง แรกเริ่มเดิมทีอวี้หงจูใคร่มาด้วย แต่เกิดเรื่องเล็กน้อยบางอย่างจำเป็นต้องให้นางจัดการ บัดนี้มีเพียงหลี่เหลียนฮวาเพียงผู้เดียวจุดเทียนจับจ้องซากศพดรุณีน้อยกึ่งเน่ากึ่งเกรียมซากนั้น

เฮ้อ…” หลี่เหลียนฮวาถือเทียนส่องมองซากนางอยู่เป็นนาน สะทกสะท้อนใจพลางส่ายหน้า กระทำจนกัลยาณีน้อยอายุสิบเจ็ดสิบแปดรูปร่างหน้าตาหมดจดงดงามมีสภาพเยี่ยงนี้ ต่อให้เขาเคยเห็นซากศพที่ดูสยองขวัญกว่านี้มานักต่อนัก ก็ยังรู้สึกว่าฆาตกรผู้นี้น่าชิงชังยิ่ง

หน้าประตูห้องอวี้ชิวซวงมีมือกระบี่คอยรักษาการณ์ปกป้อง หลี่เหลียนฮวาใช้มีดสั้นในถุงผ้าพิมพ์ลายน้ำเงินค่อยๆแซะเปิดบาดแผลของอวี้ชิวซวง เมื่อวานเขาเกี่ยวก้อนเลือดออกมาได้ มองเห็นลำไส้ที่สะเทือนจนฉีกขาด บัดนี้มิทราบได้ว่าอยากเห็นสิ่งใดจากด้านใน

นอกหน้าต่างดำมืดเป็นแผ่นผืน คืนนี้เมฆหนา ไร้เดือนไร้ดาว หลี่เหลียนฮวาแซะซากศพของอวี้ชิวซวงอย่างหมดอาลัยตายอยากมีดสั้นเนื้อโลหะพรมเคาะไปทั่วซากของนางแผ่วเบา เขาทั้งตรวจสอบบาดแผลไม่เป็นยิ่งชันสูตรศพไม่ได้ สำหรับหลี่เหลียนฮวาผู้ไม่เชี่ยวชาญทางการแพทย์ใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากกรีดเปิดช่องท้องดูว่าด้านในมีสิ่งไม่ควรมีหรือไม่แล้ว ก็ไร้หนทางอื่นใดอีก มีดสั้นเคาะไล่ไปเรื่อย บนซากศพแข็งกร้านแช่แข็งบังเกิดเสียงที่ทำให้ผู้คนขนลุกซู่ดังแผ่วพลิ้วไม่ขาดสาย ทว่าหลี่เหลียนฮวากลับใบหน้ายิ้มกริ่มราวกับรู้สึกสนุกสนาน

มือกระบี่ภายนอกประตูยืนนิ่ง พลันเกิดความวุ่นวายเล็กน้อยครู่หนึ่งท่ามกลางค่ำคืนอันมืดสนิทเป็นผืนแผ่น พวกเขาได้ยินเสียงซึ่งได้ยินในวันนั้นอีกคราเสียงเพลงลิ้นขาด

เสียงดังแว่วมาจากหลังไม้ใหญ่ในลานสวน ทว่าทางนั้นกลับไร้เงามนุษย์ เพลงขับขานไปเพียงสองประโยค จู่ๆ ก็ชะงักลง มือกระบี่เมืองอวี้มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างตวาดก้องกวดไล่มาถึงหลังต้นไม้ กลางลานบ้านว่างเปล่าไร้คน  สองคงกระโดดผ่านกำแพงล้อม แยกสืบค้นในสองทิศทาง

หลี่เหลียนฮวาถือเทียนยิ้มมุมปาก มือกระบี่เมืองอวี้แต่ไรมาฝึกฝนเคร่งครัดสมชื่อจริงดังว่า บัดนี้สี่ด้านไร้ผู้คน ราตรีมืดมิดสงัดเงียบ

ช่างเหมาะเป็นคืนที่ผีจะออกมากินคนเสียจริง…” เขาพึมพำหนึ่งประโยคก่อนหาวหวอดข้ากลับห้องหลบซ่อนจะดีกว่า ดูแล้วน่ากลัวนัก…”

ทันใดนั้นลมเย็นโชยวูบมาจากประตูหน้าซึ่งเขาหันหลังให้ ฉับพลันเงาร่างสูงใหญ่ผมเผ้ายาวสยายผุดขึ้นที่ปากประตู ตำแหน่งศีรษะเป็นเส้นผมกระเซิง ประดุจดั่งไร้ซึ่งศีรษะ

ลมเย็นระลอกนั้นพัดแขนเสื้อหลี่เหลียนฮวาพลิ้วไสว เขาพึมพำน่ากลัวยิ่งเก็บมีดสั้นเข้าใส่ถุงผ้าอย่างระแวดระวัง คิดไม่ถึงว่าไม่แม้แต่จะเหลียวหลัง ก้าวเท้าออกไปทางประตูด้านหลังอย่างเชื่องช้า

เขามองไม่เห็นผีที่ขวางประตูหน้า

ผีผมยาวตรงประตูหน้ายืนแข็งทื่อตรงนั้นมันคล้ายกับโกรธจนตัวสั่น ชะงักกึกหนึ่งก่อนแตะพื้นแผ่วเบาตามติดหลังหลี่เหลียนฮวา เข้าสู่ห้องพักแขกของจงเจิ้งหมิงจูอย่างไร้สุ้มเสียง

หลี่เหลียนฮวาหลังกลับห้องพักแขกก็จุดเทียน ปิดงับประตูหน้าต่างเสร็จสรรพ คิดครู่หนึ่งก่อนใส่แม่กุญแจประตูหน้าต่าง ประหนึ่งว่ากลัวผีเสียเหลือเกินหลังใส่แม่กุญแจประตูหน้าต่างเรียบร้อย เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เป่าดับเทียนอย่างวางใจก่อนปีนขึ้นเตียง ใช้ผ้าห่มคลุมโปงแน่นหนา เริ่มหลับตานอน

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ผีผมยาวลอยตัวเงียบเชียบลงจากขื่อมันแอบลอดขึ้นไปอยู่บนขื่อตอนหลี่เหลียนฮวาเข้าประตูมาแต่แรกแล้ว หลี่เหลียนฮวาจุดเทียนปิดหน้าต่างใส่กุญแจประตูอย่างงุ่มง่าม มีเวลาล้นเหลือให้มันซ่อนตัวบนขื่อห้อง มันสืบเท้าเงียบกริบไปข้างเตียงหลี่เหลียนฮวา ค่อยๆ เงื้อมือซึ่งกำวัตถุท่อนสั้นๆ ส่องประกายเยียบเย็นระยับจรดใส่คนที่คลุมผ้าอย่างแน่นหนาบนเตียง ค่อยๆ ลดข้อศอกลงเชื่องช้า

แม่นางอวิ๋นพลันแว่วเสียงคนจากภายในผ้าห่ม โดยเฉพาะผู้พูดจิตใจสงบเยือกเย็น มิได้มีเจตนากระทำให้ผู้ใดตกใจแม้เพียงนิด กระนั้นต่อให้เป็นเช่นนี้ ผีผมยาวตนนั้นหลังได้ยินแล้วยังคงสั่นสะท้านไปทั้งร่างคุณชายจงเจิ้งคืนนี้ไม่อยู่

ผีผมยาวถอยกรูดไปสองก้าว กดข้อศอกลง วัตถุท่อนสั้นแฝงประกายเย็นเยียบชิ้นนั้นปักใส่คนบนเตียงโดยแรง เสียงกึกคราหนึ่งกระทบถูกแผ่นเตียง มันดึงข้อศอกกลับ แสงเย็นส่องวาบขึ้นในห้อง นั่นคือมีดสั้นพร้อมปลอกมีด ขณะนี้ปลอกมีดคาติดอยู่กับเตียง ให้พอดีดึงสวบเสียงหนึ่งชักมีดคมกริบออก พลิกมือเฉือนคอหลี่เหลียนฮวา!

หนึ่งชักหนึ่งเฉือนนี้ความเคลื่อนไหวรวบรัดฉับไว หาใช่มือธรรมดาสามัญเด็ดขาด หลี่เหลียนฮวายังคงคลุมโปงในผ้าห่ม มีดสั้นของผีผมยาวคมปลาบวาบแสงเย็นนำพาลมปาดถึงลำคอ พลันผ้าห่มนูนโป่งขึ้น กำลังไม่หนักไม่เบาสายหนึ่งดีดกระทบเสียงดังตุบใส่ข้อมือซึ่งถือมีดสั้นของนาง มีดสั้นหลุดมือลอยเฉียงไปสามฉื่อ(เชิงอรรถหนึ่งฉื่อยาวประมาณ 33.33 เซนติเมตร) ปักคาอยู่บนบานประตู!

อาเสียงหนึ่ง ผีผมยาวนั้นตระหนกยิ่ง หลุดปากอุทาน เสียงอุทานนี้เด่นชัดว่าเป็นเสียงสตรี

เสียงของหลี่เหลียนฮวาลอดผ่านผ้าห่มแม่นางอวิ๋น…” เหมือนจำใจอยู่บ้างสำรวมสักหน่อย

ไม่ทราบด้วยเหตุใดเขาจึงไม่มุดออกมาจากผ้าห่ม เอาแต่ซุกอยู่ด้านในคืนนี้คุณชายจงเจิ้งไม่อยู่ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากหารือกับแม่นางอวิ๋น

ผีผมยาวก้มหน้าต่ำ หมุนตัวเงียบเชียบฉับพลัน สาวเท้าเร็วไปทางประตู คิดผลักเปิดประตูหลบหนี กลับพลันพบว่าประตูใส่กุญแจในนอกห้องพักแขกที่จงเจิ้งหมิงจูพักอาศัยล้วนใส่แม่กุญแจได้ ต้องมีกุญแจจึงจะไขเปิดออกได้  นางหมุนตัวขวับ ดึงมีดสั้นที่ปักคาประตูขึ้น สองตาแฝงแววประหวั่นพรั่นพรึงจ้องมองหลี่เหลียนฮวา กลุ่มก้อนบนเตียงนั้นโป่งนูนขึ้นอย่างน่าขัน แต่ในสายตาของนางกลับน่ากลัวเหลือแสน คืนนี้คาดไม่ถึงว่าผีตกเข้าสู่หลุมพรางของมนุษย์

ได้ยินเพียงหลี่เหลียนฮวาเอ่ยเสียงนุ่มคืนนี้คาดว่าแม่นางอวิ๋นคงแต่งตัวไม่เป็นที่ถูกใจ ข้าไม่มองแล้วกัน

ท่านดึงผ้าห่มลงได้แล้วนางเอ่ยเย็นชา หว่างคิ้วยังเหลือเค้าแห่งความหวาดหวั่นอยู่บ้าง เสียงออกจะสั่นเทิ้ม

หลี่เหลียนฮวาค่อยๆ ดึงผ้าห่มลง ชั่วพริบตาที่เขาดึงผ้าห่มลง อวิ๋นเจียวบังเกิดความรู้สึกวางใจโดยพลันหลี่เหลียนฮวามีใบหน้าอ่อนโยนไม่ก่อให้คนรู้สึกหวาดกลัว แต่สาเหตุที่ทำให้นางรู้สึกเช่นนี้กลับเป็นนางคลับคล้ายว่าเคยเห็นวงหน้านี้ที่ใดมาก่อนดังนั้นชั่วพริบตาที่เห็นหลี่เหลียนฮวา นางจึงรู้สึกผ่อนคลายจนสิ้นแผ่นหลังอวิ๋นเจียวเอนพิงบานประตู หลังสูดหายใจเข้าออกลึกๆ หนึ่งเฮือก น้ำตารินอาบสองแก้มโดยไม่มีสาเหตุ ร่วงตกลงมา

ภายในห้องเงียบงันชั่วครู่หนึ่ง ไม่ทราบว่าเหตุใดหลี่เหลียนฮวาไม่เอ่ยปากก่อน ผ่านไปพักหนึ่ง อวิ๋นเจียวโพล่งเสียงสั่นเทามิใช่ข้า…”

หลี่เหลียนฮวายิ้มอ่อนบางข้าทราบ

นางอ่อนระทวยไปทั้งร่างแล้ว ไหลลื่นช้าๆ ลงไปนั่งกองกับพื้นท่านจะทราบได้อย่างไรว่า…”

แม่นางอวี้ถูกคนกระแทกตัดลำไส้ขาด กระดูกกลับไม่แหลกเหลว น่าจะเกิดเพราะถูกคนใช้พลังฝ่ามือแหวกเวหาโจมตีโดนท้องน้อย แม่นางอวิ๋นพลังฝีมือไม่อ่อนด้อย แต่พลังภายในไม่แกร่งกล้านัก

หลี่เหลียนฮวาอมยิ้มเอ่ยเสียงเบิกบานดั่งสนทนาเรื่องดินฟ้าอากาศฆาตกรที่สังหารอวี้ชิวซวงแน่นอนว่ามิใช่ท่าน แต่ท่าน…” เขาชะงักไปก่อนเอ่ยอย่างเนิบช้าอวี้ชิวซวงตายอย่างไร คาดว่าแม่นางอวิ๋นรู้กระจ่างยิ่งเป็นแน่

สีหน้าของอวิ๋นเจียวเผือดสลด ไม่เอ่ยแม้สักคำ ได้ยินเพียงหลี่เหลียนฮวาเอ่ยพลางยิ้มบางข้าใคร่หารือเรื่องหนึ่งกับแม่นางอวิ๋น แม่นางบอกข้าได้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วอวี้ชิวซวงตายอย่างไรกันแน่

อวิ๋นเจียวส่ายหน้าเชื่องช้าทว่าเด็ดเดี่ยว หลี่เหลียนฮวาเอ่ยชัดถ้อยคำแม่นางอวิ๋นนี่สำคัญมาก

คืนนี้ข้าเพียงแต่สวมชุดบุรุษ ท่านดูจากที่ใดว่าข้ารู้ ซวงเอ๋อร์นางนางถูกผีสังหาร สิ้นชีพที่โรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียน เกี่ยวข้องอันใดกับข้า

ทรวงอกของอวิ๋นเจียวสะท้อนขึ้นลง ท่าทีแข็งกร้าวเฉียบพลัน อารมณ์ตระหนกกังวลเพราะเสียงเรียกคราหนึ่งว่าแม่นางอวิ๋นของหลี่เหลียนฮวาเมื่อครู่ค่อยๆ สงบลงไม่มีผู้ใดสังหารคนแต่ไรมาก็ไม่มีผู้ใดสังหารคนข้ายิ่งไม่ได้สังหารคน…”

ใช่หรือหลี่เหลียนฮวาถอนหายใจเฮือกนับแต่เฉิงอวิ๋นเฮ่อบอกข้าเรื่องหน้าต่างมรกตมีภูตผีสังหารผู้คน ข้าก็ทราบว่าแม่นางอวิ๋นหนีไม่พ้นความเกี่ยวข้อง เมื่อวานเห็นเงาภูตผีที่นี่ หลังได้ยินเสียงเพลงปีศาจขับขาน ยิ่งตอกย้ำเรื่องนี้

พูดจาเหลวไหล…” สีหน้าของอวิ๋นเจียวซีดขาวท่านแค่เพียงได้ยินฟูเหรินเอ่ยเพ้อเจ้อ นางแต่ไรมาไม่ชอบข้า…”

หลี่เหลียนฮวาจ้องนาง ถอนหายใจเฮือกที่สองแม่นางอวิ๋น ท่านลืมแล้วหรือ จากโรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียนถึงเมืองอวี้ เฉิงอวิ๋นเฮ่อหนีตายในยุทธภพ เจ้าเมืองอวี้ออกคำสั่งตามล่าคร่าชีวิต ไก่สุนัขไม่ยกเว้น มือกระบี่ที่อยู่ในโรงเตี๊ยมคืนนั้นล้วนถูกเจ้าเมืองอวี้บีบคั้นให้ปลิดชีพจนสิ้น บุคคลที่สามารถเหลือรอดเพียงผู้เดียว ก็คือท่านคนเดียวเท่านั้น

เช่นนั้นแล้วอย่างไรเล่าอวิ๋นเจียวกัดริมฝีปากแน่นเป็นผีหากเป็นผีก็หนีรอดไปได้ ข้าไม่ได้สังหารนาง

เขาจ้องใบหน้าของนางพลางยิ้มน้อยๆ ประหนึ่งอดกลั้นต่อความพยายามโต้แย้งของนางได้หากเป็นผี ย่อมไม่หลอกคน

สีหน้าของนางขาวซีดดั่งซากศพในพริบตาหลอกคน…”

เรื่องหน้าต่างมรกตมีภูตผีสังหารผู้คน ที่แปลกพิสดารที่สุดคือซากศพของอวี้ชิวซวงจู่ๆ ปรากฏอยู่ในหีบสินค้าของเฉิงอวิ๋นเฮ่อ สำนักคุ้มภัยเฮ่อหังแม้มิใช่ศูนย์รวมยอดยุทธ์ กลับมีความน่าเชื่อถือเลื่องชื่อในยุทธภพ ได้รับความเคารพเลื่อมใสมาก

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยเสียงนุ่มอ่อนเฉิงอวิ๋นเฮ่อไม่หลอกลวงผู้ใดแน่ เขากล่าวว่าหีบสินค้าไม่มีผู้ใดแตะต้อง นั่นก็คือไม่มีผู้ใดแตะต้องอย่างแท้จริง หีบสินค้าที่บรรจุเพชรนิลจินดาอยู่เต็ม ไม่เคยมีผู้ใดแตะต้องกลับปรากฏซากศพของอวี้ชิวซวงฟังแล้วช่างเป็นเรื่องที่หาคำอธิบายไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วช่างง่ายดายนัก

เขายิ้มมุมปากต่ออวิ๋นเจียวขอเพียงคิดตกในจุดหนึ่ง ก็รู้ได้ว่าอวี้ชิวซวงเข้าไปอยู่ในหีบสินค้าได้อย่างไร

อวิ๋นเจียวหลังสีหน้าซีดขาวดั่งซากศพแล้ว ท่าทีแข็งกร้าวเมื่อครู่ค่อยๆ อ่อนลงอะไร

เฉิงอวิ๋นเฮ่อเป็นคนซื่อสัตย์ ก็มิได้หมายความว่าทุกคนเป็นคนซื่อสัตย์หลี่เหลียนฮวายังคงแย้มยิ้มและสงบเยือกเย็นเฉิงอวิ๋นเฮ่อหลอกใครไม่เป็น แต่แม่นางอวิ๋นกลับหลอกคนเป็น ขอเพียงคิดตกในจุดนี้ แท้จริงแล้วเรื่องนี้ไม่แปลกประหลาด

นางเม้มปาก นิ่งเงียบคอยฟังหลี่เหลียนฮวาเอ่ยต่อเนื่องไปคนของสำนักคุ้มภัยเฮ่อหังไม่รู้ว่าคืนนั้นอวี้ชิวซวงพักอยู่ในโรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียน พวกเขาพอเห็นนาง นางก็สิ้นชีวิตแล้ว ใช่หรือไม่

อวิ๋นเจียวตัวแข็งทื่อ พยักหน้า

มือกระบี่ที่คุ้มกันอวี้ชิวซวงในคืนนั้นหลังกลับถึงเมืองอวี้แล้วล้วนตายจนสิ้น ใช่หรือไม่หลี่เหลียนฮวาถามอีก อวิ๋นเจียวพยักหน้าอีก

เช่นนั้น แท้จริงแล้วเฉิงอวิ๋นเฮ่อไม่รู้สภาพของอวี้ชิวซวงในคืนนั้น มือกระบี่เมืองอวี้ขึ้นชื่อเรื่องฝึกซ้อมเคร่งครัด จู่ๆ อวี้ชิวซวงตายไป ย่อมไม่เล่าเรื่องเหตุการณ์ในคืนนั้นต่อผู้อื่น คำนวณจากศพของอวี้ชิวซวงที่ถูกส่งกลับมายังเมืองอวี้ภายในครึ่งเดือน พวกเขาต้องเร่งรุดเดินทางทั้งวันทั้งคืนเพื่อกลับมาน่าเสียดายทันทีที่กลับมาเนื่องเพราะเจ้าเมืองอวี้คลุ้มคลั่งทั้งหมดต้องปลิดชีพ

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างไม่รีบไม่ร้อนเช่นนั้นคืนนั้นอวี้ชิวซวงเป็นหรือตายกันแน่ อยู่หรือไม่อยู่ ไม่ว่าเสียงโจษขานในยุทธภพหรือสิ่งที่เฉิงอวิ๋นเฮ่อได้รู้ ล้วนเป็นคำพูดจากสหายสนิทของนาง แม่นางอวิ๋นพยานก็มีเพียงท่านคนเดียวเท่านั้น หากแม่นางอวิ๋นพูดปดเล่าดวงตาของเขาจ้องมองดวงตาของอวิ๋นเจียงคืนนั้นอวี้ชิวซวงเป็นอย่างไรแน่ มีผู้ใดล่วงรู้?”

อวิ๋นเจียวไม่ตอบคำ แต่ทั้งคนนิ่งงันไปเสียแล้ว

หากท่านกำลังพูดปด เช่นนั้นทั้งหมดทั้งสิ้นก็กระจ่างชัดแล้ว แต่แรกเริ่มอวี้ชิวซวงก็อยู่ในหีบสินค้าของเฉิงอวิ๋นเฮ่อหลี่เหลียนฮวาเอ่ยเน้นทีละคำ น้ำเสียงอ่อนโยน ไม่ดุเดือดรุนแรงในเมื่อหีบมิได้ถูกสับเปลี่ยน และไม่มีผู้ใดแตะต้องหีบนั้น หีบนั้นเป็นหีบใบเดิม เพียงแต่พบศพในคืนนั้นเท่านั้น เมื่อคิดเช่นนี้ เรื่องราวทั้งหมดหาได้แปลกประหลาดเลยสักนิดเดียว

หากข้าไม่ได้หลอกคนเล่านางเอ่ยถามเสียงต่ำ

เช่นนั้นบนโลกนี้ก็มีผีอยู่จริงเขาตอบข้ากลัวผี ดังนั้นข้าไม่เชื่อ

นางไม่มีทางอยู่ในหีบสินค้าของเฉิงอวิ๋นเฮ่อ นางไม่รู้จักเขาสักนิด…” อวิ๋นเจียวเอ่ยอย่างหมดแรง

นางเพียงแค่อยู่ในหีบใบหนึ่งในสิบหกหีบที่ให้เฉิงอวิ๋นเฮ่อคุ้มกันหลี่เหลียนฮวาเอ่ยผู้จ้างวานมาจากเมืองอวี้ ตัวอวี้ชิวซวงจะอยู่ในหีบก็มิใช่เรื่องแปลก

ท่านทราบได้เช่นไรว่าผู้จ้างวานมาจากเมืองอวี้นางกรีดเสียงถามฉับพลัน สีหน้าฉายแววตระหนกเสียขวัญถึงที่สุด เรื่องอื่นสามารถอธิบายด้วยการอนุมานและคาดเดา แต่เรื่องนี้จะเดาออกมาโดยไม่มีมูลได้อย่างไร

เสียงกรีดร้องครานี้ของนาง เป็นการยืนยันแน่ชัดว่าผู้จ้างวานมาจากเมืองอวี้โดยไม่ต้องสงสัย หลี่เหลียนฮวาฉีกยิ้มเขาคุนหลุนเป็นแหล่งกำเนิดหยกขาว ก้อนศิลาบนเขาเป็นหินกรวดแฝงสายแร่หยก เมืองอวี้ตั้งอยู่บนเหมืองหยก ข้างธารน้ำแข็ง หินศิลาในเมืองยิ่งไม่เหมือนที่อื่นใด หินที่ใช้ถมก้นหีบเหมือนก้อนกรวดในสวนเมืองอวี้อย่างไรอย่างนั้น ในสิบหกหีบมีสิบใบบรรจุเงินทองเพชรพลอยไว้เต็ม หากมิใช่เมืองอวี้เป็นผู้จ้างคุ้มกันภัย ให้องค์จักรพรรดิเป็นผู้จ้างวานกระนั้นหรือ

นั่น…” นางขบกัดริมฝีปาก ริมฝีปากถอดสีกำลังสั่นระริก

เมืองอวี้ร่ำรวยเทียบเท่าแผ่นดิน หรืออาจร่ำรวยกว่าหลี่เหลียนฮวามองนางอย่างอ่อนโยนเพชรนิลจินดาสิบหีบสำหรับขุนนางขั้นสูงร่ำรวยแล้วมากเกินไปอย่างแท้จริง ข้าไม่ทราบว่าผู้จ้างวานเป็นใคร แต่นั่นไม่สำคัญเขาลากเสียงที่สำคัญก็คือสินค้าล้ำค่าเหล่านี้มาจากเมืองอวี้ เมืองอวี้ไม่อาจไม่ทราบ เรื่องของอวี้ชิวซวงท่านพูดปด ยังมีเงาพรายหน้าต่างมรกตที่ปรากฏพร้อมท่านหิ่งห้อยพวกนั้นแม่นางอวิ๋น นั่นไม่ใช่ผี ผีไม่จำเป็นต้องแสร้งทำไฟผีและแสร้งเป็นผีเสียเอง

นางก้มลงพินิจชุดดำทั้งตัวและเส้นผมยุ่งเหยิงหนึ่งกองที่โยนทิ้งบนพื้น น้ำตาพลันหลั่งรินหยดแหมะลงมา

อวี้ชิวซวงมิใช่ท่านเป็นผู้สังหาร ท่านกำลังปิดบังเพื่อผู้ใด แสร้งทำเป็นภูตผีเพื่อใครหลี่เหลียนฮวายิ้มเล็กน้อยเอ่ยถามแท้จริงแล้วขอเพียงเข้าใจว่าอวี้ชิวซวงไม่จำเป็นต้องตายที่โรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียน ก็กระจ่างได้อย่างง่ายดายมากว่าท่านกำลังปิดบังเพื่อใคร แต่ข้ายังคงหวังให้แม่นางอวิ๋นอย่าได้ตัดสินใจแบกรับโทษทัณฑ์ไว้เองเพราะการนี้

อวิ๋นเจียวค่อยๆ หลุบหน้าลงในเมื่อท่านฉลาดปราดเปรื่องเยี่ยงนี้ ไม่ว่าเรื่องใดล้วนมองขาดท่านไปจับฆาตกรเองก็ดี

หลี่เหลียนฮวาส่ายหน้านับจากอวี้ชิวซวงเสียชีวิต เรื่องปลอมเป็นผีหลอกลวงผู้คนล้วนเป็นแม่นางอวิ๋นเป็นผู้กระทำมิใช่หรือ รวมถึงคืนนี้สังหารหลี่เหลียนฮวา ล้วนเป็นแม่นางอวิ๋นลงมือกระทำด้วยตนเอง คนที่ท่านปกป้องไม่คิดร่วมเสี่ยงไปกับท่าน ท่านเข้าใจหรือไม่

น้ำเสียงและแววตาของหลี่เหลียนฮวาช่างอบอุ่น นั่นเป็นท่าทีละมุนละม่อมเจียมเนื้อเจียมตัวเป็นพิเศษ เขามิได้มีเจตนาเร่งรัดบีบคั้นผู้คน

อวิ๋นเจียวจ้องเขาอย่างตะลึงงัน นางรู้สึกตลอดว่าหลี่เหลียนฮวาในตอนนี้ช่างคุ้นตายิ่งนัก ราวกับเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อนแต่เป็นไปได้อย่างไรว่าจะเคยพบเห็นเขามาก่อน หรืออาจเป็นเพราะเคยได้ยินการพูดการจาที่คล้ายกันอย่างยิ่งส่งผลให้นางไม่รู้สึกหวาดผวามากเกินไป

ท่านข้าเหมือนเคยเห็นท่านที่ไหนมาก่อนนางพึมพำท่านเข้าใจหรือไม่ ท่านเข้าใจหรือไม่ ข้าแน่นอนว่าเข้าใจแต่ว่าข้าแต่ว่าข้า…”

ท่านยินยอมตายแทนเขา?” หลี่เหลียนฮวาถาม

นางน้ำตาคลอเบ้าข้าไม่รู้ อาจจะใช่

หลี่เหลียนฮวาจับจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยพึมพำทรัพย์สมบัติเมืองอวี้ทำร้ายผู้คนไม่น้อยจริงๆ..ข้าง่วงแล้ว

เขาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหน้าทันควันดึกสงัดแล้ว แม่นางก็สมควรกลับไปแล้ว

อวิ๋นเจียวตะลึงพรึงเพริด เขาใส่กุญแจขังนางในห้องสนทนาอยู่ครึ่งค่อนวัน จับได้ว่านางแสร้งปลอมเป็นผี ไม่จับตัวนางส่งให้อวี้หงจู กลับออกปากไล่แขก? อึ้งงันไปพักหนึ่ง นางหาได้หวั่นผวาหรือผ่อนคลาย แต่เป็นกระอักกระอ่วน เอ่ยกลับว่าประตูใส่กุญแจไว้

เสียงของหลี่เหลียนฮวาดังลอดมาจากใต้ผ้าห่มอาใส่กุญแจไว้ แต่ไม่ได้ปิดนี่

ไม่ได้ปิด? นางจ้องแม่กุญแจที่คล้องอยู่บนประตูอย่างตะลึงงัน งวงเหล็กเสียบในแม่กุญแจอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์หาได้เกี่ยวบนบานประตูแม้แต่น้อย เพียงแต่แขวนหลอกไว้เท่านั้น กลอนประตูบนกลางล่างไม่ได้คล้องไว้ ชั่วขณะนั้นนางไม่รู้ว่าควรตกใจ ควรโกรธ ควรร่ำไห้หรือควรหัวร่อดี ผลักเปิดประตูออกไปอย่างมึนงง ก้าวออกไปดั่งซากศพเดินได้

5

หมอเทวดาแห่งยุค

ห่างจากคืนที่เจอผีเจ็ดแปดวันแล้ว นับตั้งแต่คืนนั้นก็ไม่เห็นเงาผีหรือได้ยินเพลงผีอีกเลย

อวิ๋นเจียวแม้คืนนั้นออกจากห้องพักแขกของจงเจิ้งหมิงจูไปได้ แต่ไม่นานก็ถูกมือกระบี่เมืองอวี้พบนางสวมชุดแปลกพิสดาร ท่าทางเลื่อนลอย ร่องรอยความเคลื่อนไหวน่าสงสัย คืนนั้นจึงถูกอวี้หงจูจับขังไว้ ทว่าภายใต้การสอบสวนโบยตีของอวี้หงจู อวิ๋นเจียวยังคงไม่สารภาพอะไร นี่ทำให้หลี่เหลียนฮวาทอดถอนใจยิ่งนัก

เป็นวันที่แปดที่อวี้มู่หลานดื่มยาวัชพืชหกรสของหลี่เหลียนฮวาแล้ว อาการโรคยังไม่เห็นดีขึ้น ยังคงทึ่มทื่อดั่งไก่ไม้ ไม่รับรู้เรื่องราวรอบตัว อวี้หงจูเดาได้รางๆ ตอนหลี่เหลียนฮวาเด็ดวัชพืชว่านี่หาใช่ยาวิเศษอันใดไม่ แต่ในเมื่อหลี่เหลียนฮวาเอ่ยว่าให้อวี้มู่หลานดื่มยา นางจึงแช่วัชพืชตามปรกติทุกวัน ยกหนึ่งชามให้อวี้มู่หลานดื่ม

ยาวัชพืชหกรสนี้แท้จริงแล้วมีสรรพคุณใดกันแน่ ไม่เพียงอวี้หงจู ในเมืองอวี้ทุกคนต่างสงสัยยิ่ง แต่ในวันที่เก้า อาการประสาทของอวี้มู่หลานก็หายดีกะทันหัน

เช้าตรู่วันที่เก้า ประตูห้องของอวี้มู่หลานเปิดออกคนป่วยที่เมื่อวานยังเหม่อลอยเซื่องซึม เช้าวันนี้เมื่อประตูเปิดออกร่างสวมชุดม่วง กระปรี้กระเปร่าเต็มเปี่ยม ราศีระยับจับตา เมื่อคนเรากระฉับกระเฉงคึกคัก ช่างต่างจากตอนป่วยไข้ อวี้มู่หลานยามนี้ดูแล้วร่างสูงกำยำเป็นปัญญาชนวัยกลางคนท่วงท่าสง่ากิริยางดงาม ดวงตาวาววับดุจดวงดาว จมูกโด่งเป็นสัน

เขาไม่รู้เรื่องใดหลังคลุ้มคลั่ง ทั้งไม่รู้ว่าจุดเพลิงเผาเมืองอวี้ และไม่รู้ว่าถึงกับออกคำสั่งให้มือกระบี่ห้าหกสิบนายที่คุ้มกันส่งคุณหนูกลับเมืองอวี้ปลิดชีพตนเอง หลังฟังเรื่องราวแล้วพิลาปร่ำ น้ำตาร่วงผล็อยเบื้องหน้าหลุมศพของผู้ตาย สำนึกเสียใจไม่คลาย

อวี้หงจูลอบทอดถอนใจ ไม่กล้าให้เขาเห็นสภาพศพอันน่าสะพรึงของอวี้ชิวซวง เพียงเกลี้ยกล่อมเขาสงบใจพักฟื้น ดูแลตนเอง ส่วนหลี่เหลียนฮวารุดมาดูสภาพอาการอวี้มู่หลานแล้ว กลับยังคงพึมพำว่าเหตุใดยาถึงออกฤทธิ์วันที่เก้า ช่างประหลาดเหลือเชื่อ!

หลังอาหารเช้า

ฟูเหรินจับอวิ๋นเจียวแล้ว ตรวจสอบไม่ได้ว่าผู้ใดบงการให้นางแสร้งปลอมเป็นผีในเมืองอวี้จริงหรือหลังอวี้มู่หลานได้ฟังว่าอวิ๋นเจียวถูกจับกุมแล้ว เอ่ยถามอย่างแปลกใจหรือเรื่องพิลึกพิลั่นทั้งหลายในเมืองอวี้เป็นอวิ๋นเจียวก่อเหตุลับๆ เพียงลำพัง นางเป็นสหายสนิทกับลูกซวง กระทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร

นางและลูกซวงต่างหลงรักหมิงจู หากลูกซวงไม่ตาย อวิ๋นเจียวจะครองใจหมิงจูได้อย่างไรเล่าอวี้หงจูเอ่ยเสียงเย็นการตายของลูกซวงเป็นฝีมือนางคนถ่อยผู้นี้อย่างแน่นอน สังหารลูกสาวข้าแถมยังกล้าปลอมเป็นผี อาละวาดในเมืองอวี้ของข้า! ช่างบังอาจนัก!”

นางสังหารลูกซวง?” อวี้มู่หลานถามเสียงหลง

นางเที่ยงคืนยามสามไปห้องคุณชายหลี่แสร้งทำผีหลอก ตอนออกมาถูกมือกระบี่จับกุม ไหนเลยจะไม่จริงอวี้หงจูแค่นยิ้มข้านึกไม่ถึงเลย คนถ่อยผู้นี้ถึงกับกล้าทำผิดมหันต์ในบ้านสกุลอวี้ หากไม่ให้นางตายเพราะถูกเผาเยี่ยงลูกซวง ข้าก็ไม่สมควรเป็นแม่ลูกซวง!”

สองตาอวี้มู่หลานฉายแววเคียดแค้นฟูเหริน มิสู้เที่ยงวันนี้ พวกเราจัดการนางเสีย เพื่อแก้แค้นให้การตายของลูกซวง!”

อวี้หงจูพยักหน้าข้าเองก็มีความคิดเช่นนี้ นางหาได้ถูกผู้ใดบงการ แสร้งทำผีหลอกล้วนเป็นนางกระทำลำพัง คืนนั้นยังหมายทำร้ายคุณชายหลี่ เคราะห์ดีถูกคุณชายหลี่สกัดไล่ออกมา

สามีภรรยาเมืองอวี้ยอมรับแน่ชัดว่าอวิ๋นเจียวเป็นฆาตกรสังหารอวี้ชิวซวงโดยไม่ต้องสงสัย ขณะหารือปรึกษา ปรากฏเงาขาววูบไหวหน้าประตู มือกระบี่ชุดขาวนายหนึ่งถลันมาเจ้าเมือง ฟูเหรินบ่าวมีเรื่องสำคัญรายงาน

เรื่องอะไรอวี้หงจูหน้าบึ้งตึง

คุณชายจงเจิ้งกลับมาแล้วมือกระบี่ชุดขาวรายงาน

คุณชายจงเจิ้งกลับมาก็เป็นเรื่องสำคัญ?” อวี้มู่หลานนึกฉุน จงเจิ้งหมิงจูนับตั้งแต่หมั้นหมายกับอวี้ชิวซวงแล้วพักอาศัยในเมืองอวี้เนืองๆ ไม่นับเป็นแขกอีกแล้วคุณชายจงเจิ้งกลับมาแล้วนับเป็นเรื่องสำคัญอันใดกัน ถึงกับต้องรบกวนการสนทนาของพวกเขาสามีภรรยา

หามิได้ เจ้าเมือง ฟูเหริน คุณชายจงเจิ้งถูกคนจองจำ โดนสายตรวจฟ้าเป็นธรรมจับกุมตัวเข้ามา!” น้ำเสียงเฉยเมยแต่ไรมาของมือกระบี่ชุดขาวเต็มไปด้วยความลนลานยังมีบุปผาฟ้าเป็นธรรม’’..ก็มาด้วย

อวี้หงจูและอวี้มู่หลานต่างสะท้านไปทั้งร่าง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก บนใบหน้าอดเผยให้เห็นแววตื่นตระหนกสุดขีดมิได้เป็นไปได้อย่างไร…”

ในราชสำนักปัจจุบัน มีสองข้าหลวงมือปราบ ตำแหน่งสังกัดราชทัณฑ์กลาง เป็นผู้แทนพระองค์ตรวจสอบคดีอาญาทั่วแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณ ท่านหนึ่งฉายาสายตรวจ(เชิงอรรถภาษาจีนกลางออกเสียงว่าปู่พ้องเสียงกับแซ่ของปู่เฉิงไห่)ฟ้าเป็นธรรมปู่เฉิงไห่

อีกท่านฉายาบุปผาฟ้าเป็นธรรมฮวา(เชิงอรรถฮวา แปลว่าบุปผา)หรูเสวี่ย สองท่านนี้เคยจับกุมพระประยูรญาติสิบเอ็ดพระองค์ ประหารเก้า เนรเทศสอง เป็นบุคคลน่าหวั่นเกรงเป็นที่ยิ่งในราชสำนัก

บัดนี้สองท่านจับกุมจงเจิ้งหมิงจูเข้ามาในเมืองอวี้ นี่ยังมิใช่เรื่องใหญ่สะเทือนยุทธภพอีกหรือ อวี้หงจูและอวี้มู่หลานต่างเท้าแตะหน้าโต๊ะ ทะยานตัวขึ้น ท่าร่างปราดเปรียวดั่งนางแอ่นเหิน มุ่งตรงไปยังโถงใหญ่เมืองอวี้

ภายในโถงใหญ่ ยังคงเหลืองอร่ามตระการตา จงเจิ้งหมิงจูถูกสกัดจุดใบ้ สีหน้าเผือดซีดยืนอยู่ในนั้น ด้านหลังเขายืนอยู่ด้วยสองคน คนหนึ่งร่างสูงใหญ่ คนหนึ่งร่างผอมเล็ก ทั้งคู่สวมชุดขุนนาง คนหนึ่งชุดเล็กไป อีกคนชุดใหญ่ไป เสื้อผ้าและหมวกขุนนางไม่พอดีตัว น่าตลกขบขันอยู่บ้าง แต่เพราะเหตุนี้ทำให้คนเพียงมองแวบเดียวก็จำได้ สองท่านนี้คือสายตรวจฟ้าเป็นธรรมบุปผาฟ้าเป็นธรรมปู่เฉิงไห่และฮวาหรูเสวี่ย

เห็นว่าอวี้หงจูและอวี้มู่หลานต่างทิ้งร่างถึงพื้น ฮวาหรูเสวี่ยซึ่งทั้งเตี้ยทั้งผอม ผิวพรรณดำคล้ำ มีตาสามเหลี่ยมและมีจมูกหนูถามเสียงเย็นคงเป็นท่านทั้งสองแจ้งว่าคนผู้นี้สังหารคน?”

อวี้หงจูและอวี้มู่หลานตะลึงลานอีกครา อวี้หงจูถามอย่างร้อนรนคุณชายท่านนี้เป็นหลานของอัครเสนาบดีในรัชกาลนี้ ใต้เท้าทั้งสองใช่จับกุมผิดตัวหรือไม่

อวี้มู่หลานกลับตวาดถามเสียงหนึ่งหมิงจู! หรือว่าเจ้าสังหารลูกซวง

ฮวาหรูเสวี่ยคิ้วขมวดมุ่น ปู่เฉิงไห่ก็งงงัน ล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกหรือว่ามิใช่ท่านสองสามีภรรยาแจ้งว่าคนผู้นี้สังหารอวี้ชิวซวง ให้พวกข้าจับกุมเขาดำเนินคดี เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่

ไม่ นี่ย่อมมิใช่ประสงค์ของพวกข้าอวี้หงจูเอ่ยเขาเป็นคู่หมั้นของลูกซวง จะสังหารทำร้ายลูกซวงได้อย่างไร ใครกันแน่เอ่ยเรื่องเหลวไหล ช่างน่าชิงชังนัก…”

อวี้มู่หลานกลับเอ่ยเสียงดุดันต้องเป็นเจ้านี่สมคบกับอวิ๋นเจียวสังหารทำร้ายลูกซวงแน่ ข้าถึงว่าอวิ๋นเจียวเป็นเพียงสตรีอ่อนแอพลังฝีมือไม่สูงส่ง จะทำร้ายลูกซวงถึงตายได้อย่างไร ที่แท้นางคบคิดกับหมิงจู ต้องเป็นหมิงจูบงการ…”

ฮวาหรูเสวี่ยและปู่เฉิงไห่สบตากัน นี่กลับประหลาดแล้ว พวกเขาตรวจการทั่วหล้ามานาน จงเจิ้งหมิงจูผู้นี้กระปลกกระเปลี้ยนำจดหมายฉบับหนึ่งมายังหอผิงเยี่ยน(หอห่านป่าสงบ)ที่พวกเขาใช้พำนักชั่วคราว เมื่อเปิดจดหมายออกดู ในจดหมายเพียงระบุว่าจับกุมผู้ส่งจดหมายโดยเร็ว คนผู้นี้เป็นฆาตกรสังหารอวี้ชิวซวง คิดคลี่คลายคดีทั้งหมด เชิญมาเมืองอวี้

ทั้งสองตรึกตรองอยู่นาน ก่อนจับกุมคนพามาเมืองอวี้ คาดไม่ถึงทันทีที่เข้าเมือง สองสามีภรรยาเจ้าเมือง คนหนึ่งเอ่ยว่าจงเจิ้งหมิงจูมิใช่ฆาตกรแน่นอน อีกคนยืนกรานว่าจงเจิ้งหมิงจูสมคบคิดผู้อื่นสังหารทำร้ายอวี้ชิวซวง คดีนี้แปลกประหลาดพิสดารล้ำเหลือ เรื่องหน้าต่างมรกตมีภูตผีสังหารผู้คน ปู่เฉิงไห่และฮวาหรูเสวี่ยก็เคยได้ยินมานาน แต่เรื่องพลิกผันเปลี่ยนแปรอยู่นอกเหนือความคาดหมาย

ท่านเป็นใครกันขณะที่สามีภรรยาบ้านสกุลอวี้ความคิดแตกแยกอยู่นั้น ปู่เฉิงไห่กลับจ้องชายหนุ่มผู้กำลังนั่งจิบชาในโถงใหญ่ คนผู้นี้นับแต่พวกเขาเข้ามาก็ยังคงเทใบชา ล้างจอกชา แช่ชา บัดนี้ยังนั่งหลังตรงแน่วอยู่ตรงนั้นดื่มชาอย่างสบายใจ ราวกับว่าเบิกบานสำราญยิ่งนัก

ข้า?” ผู้ที่นั่งดื่มชาในโถงใหญ่แน่นอนว่าเป็นหลี่เหลียนฮวาคนว่าง…”

อวี้หงจูพลันกรีดร้องเสียงแหลมคราหนึ่ง อวี้มู่หลานแต่งกับนางมาหลายปียังไม่เคยได้ยินนางกรีดร้องไม่คิดชีวิตเช่นนี้หลี่เหลียนฮวา! เป็นท่าน ที่แท้เป็นท่าน!…ท่านปีศาจ!”

หลี่เหลียนฮวาอาเสียงหนึ่ง ใบหน้าที่มองอวี้หงจูเปี่ยมด้วยความเศร้าใจทำให้ฟูเหรินผิดหวังแล้ว ละอายนัก ละอายนัก

อวี้หงจูจ้องเขาตาวาวโรจน์ ในดวงตางามสะคราญผสมปนเปความผิดหวังและหวั่นผวาท่าน…” นางทะยานตัวเหินขึ้นฉับพลัน ฝ่ามือหนึ่งซัดผ่าใส่ศีรษะหลี่เหลียนฮวา ท่าฝ่ามือประเปรียว ถึงขั้นหวังปลิดชีพคาฝ่ามือ!

ฝ่ามือยังไม่ถึง จอกชาในมือหลี่เหลียนฮวาถูกลมฝ่ามือซัดตกไปแต่แรกแล้ว เสียงดังเพล้งหนึ่ง น้ำชาราดรดเต็มกาย เขาลุกขึ้นหมุนตัวได้ก็เผ่น ฝ่ามือผ่าเก้าอี้ที่เขานั่งแตกกระจาย แต่สีหน้านางซีดเผือด เห็นชัดว่ามีบางเรื่องยากปกปิด

ทันใดนั้นฮวาหรูเสวี่ยดั่งปีศาจพุ่งปราดมายืนด้านหลัง ใช้สองนิ้วคีบลำคอนาง เอ่ยอย่างโทมนัสฟูเหริน กล้าสังหารคนต่อหน้าผู้แทนพระองค์ ท่านช่างบังอาจมาก

ปู่เฉิงไห่ข้างกายเอ่ยถามหลี่เหลียนฮวาเสียงเยียบเย็นเป็นท่านเขียนจดหมาย?”

หลี่เหลียนฮวาหนีตายไปถึงหน้าประตู พบว่าปลอดภัยแล้วจึงหมุนตัวกลับมายิ้มบางเป็นข้า

จงเจิ้งหมิงจูที่ถูกสกัดจุดสีหน้าเผือดขาว ทั้งร่างสั่นเทิ้ม หลี่เหลียนฮวามองเขาอย่างขอโทษ เหมือนรู้สึกว่าผิดต่อเขามาก จงเจิ้งหมิงจูจริงใจต่อเขา เขากลับหักหลัง

จงเจิ้งหมิงจูเป็นคู่หมั้นของอวี้ชิวซวง เหตุใดท่านถึงว่าเขาสังหารทำร้ายคู่หมั้นฮวาหรูเสวี่ยถาม

หลี่เหลียนฮวาเดินกลับมาจากหน้าประตูช้าๆ นั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือ(เชิงอรรถลักษณะเก้าอี้งามสง่าน่าเกรงขาม ที่นั่งกว้างประดับหรูหรา มีพนักพิงและที่พักแขน บ้างฝังมุก แสดงถึงศักดิ์ฐานะผู้เป็นเจ้าของ)ข้างกองเก้าอี้ที่ถูกอวี้หงจูทำลายจนแตกกระจายระบายลมหายใจอย่างสบาย เผยให้เห็นรอยยิ้มเฉพาะตัวของหลี่เหลียนฮวา อ่อนโยนสงบเยือกเย็น แต่ไม่ว่ามองอย่างไรกลับเผยความรู้สึกออกจะเบิกบานไปสักหน่อย’ “เนื่องเพราะเจ้าเมืองอวี้ไม่เป็นฝ่ามือแหวกเวหา

ทั้งฮวาหรูเสวี่ยและปู่เฉิงไห่ต่างย่นยู่หัวคิ้ว ใบหน้าของอวี้มู่หลานเผยให้เห็นความกระอักกระอ่วน แต่กลับโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง สีหน้าอัศจรรย์ยิ่ง ไม่ทราบว่าเขาอยากฟังหลี่เหลียนฮวาเอ่ยต่อไปหรือไม่อยากฟังกันแน่

ได้ยินเพียงหลี่เหลียนฮวาเอ่ยรบกวนเจ้าเมืองออกคำสั่งให้ปล่อยแม่นางอวิ๋นออกมาเถิด ท่านรู้กระจ่างชัดที่สุดว่านางไม่มีความผิดทันใดนั้นเขาพึมพำว่าจากนั้นข้าจะเล่านิทานให้พวกท่านฟัง…”

6

คดีฆาตกรรมพิสดาร

แท้จริงแล้วตอนหัวหน้าเฉิงแห่งสำนักคุ้มภัยเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟัง ข้ารู้สึกเพียงว่าเรื่องนี้ช่างเหมือนกับมีผีจนเกินไป จนคล้ายกับมีคนเจตนาปลอมเป็นผีหลี่เหลียนฮวาเล่าพลางยิ้มบางสดใสและเรื่องนี้ อวี้ชิวซวง มือกระบี่เมืองอวี้ อวิ๋นเจียวถึงสุดท้ายผู้ที่เหลือรอดมีเพียงอวิ๋นเจียวคนเดียว ดังนั้นนางต้องเกี่ยวข้องกับการตายของอวี้ชิวซวงแน่นอนเริ่มแรกข้าไม่คิดว่านางจะปลอมเป็นผี และไม่เคยคิดว่านางสังหารคน เพียงแต่รู้สึกว่านางอาจแตกต่างจากผู้อื่น อย่างเช่นน่าจะรู้เรื่องบางอย่างที่ทุกคนไม่รู้

หลังอวิ๋นเจียวที่ถูกปล่อยตัวจากห้องขังเมืองอวี้ได้ฟังอย่างเงียบเชียบถึงตรงนี้แล้ว นางก็พยักหน้าช้าๆ

จนข้ามาถึงเมืองอวี้แล้วก็พบสองเรื่องที่แปลกประหลาดมากหลี่เหลียนฮวาเล่าจงเจิ้งหมิงจูบอกข้าว่า เขามาถึงเมืองอวี้ในวันที่สองหลังอวี้ชิวซวงตาย แต่ว่าแปลกมาก ประการแรก จากหยวนโจวถึงเขาคุนหลุนแม้เป็นม้าดีหนึ่งวันแปดร้อยลี้ของมือกระบี่เมืองอวี้ ยังต้องควบครึ่งเดือนจึงจะถึง เขาหลังทราบข่าววันที่สองก็ถึงเขาคุนหลุนได้อย่างไร

หลี่เหลียนฮวายิ้มมุมปากเว้นเสียแต่ เดิมเขาก็อยู่บนเขา หรือเขาอยู่ใกล้เมืองอวี้ ประการที่สอง ได้ยินข่าวคู่หมั้นถูกทำร้าย เขากลับไม่เคยไปตรวจสอบที่โรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียน มุ่งตรงขึ้นคุนหลุน แม้เอ่ยว่าเป็นกังวลว่าที่พ่อตาแม่ยาย แต่ออกจะไร้เหตุผลอยู่บ้าง

ท่านก็มิใช่ไม่ได้ไปตรวจสอบที่โรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียนเช่นกันหรอกหรือฮวาหรูเสวี่ยถามเสียงอึมครึมท่านเองก็น่าสงสัยมาก

หลี่เหลียนฮวาตอบคำข้าในเมื่อพบว่าสถานะของอวิ๋นเจียวต่างจากผู้อื่น ย่อมคิดได้ว่านางอาจพูดเท็จ หากที่อวิ๋นเจียวกล่าวถึงสถานการณ์ของอวี้ชิวซวงในคืนนั้นล้วนไม่อาจพิจารณา…” เขากระดกมุมปากเช่นนั้นก็ได้ข้อสรุปง่ายมาก อวี้ชิวซวงเดิมก็อยู่ในหีบสินค้า

ปู่เฉิงไห่พยักหน้าน้อยๆ ผ่านไปอีกอึดใจ ฮวาหรูเสวี่ยก็ผงกศีรษะตาม

ในเมื่ออวี้ชิวซวงเป็นไปได้มากว่าเดิมทีก็อยู่ในหีบสินค้า เช่นนั้นนางก็มิได้ตายที่โรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียนหลี่เหลียนฮวาผ่อนลมหายใจเมื่อเป็นดังนี้ ข้าไยต้องไปโรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียน

ปู่เฉิงไห่พยักหน้าอีก ฮวาหรูเสวี่ยก็ผงกหัวพร้อมเขา

ดังนั้นจงเจิ้งหมิงจูน่าสงสัยอยู่บ้างหลี่เหลียนฮวากล่าวต่อแต่ข้าไม่อาจมั่นใจว่าที่เขาไม่ไปโรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียนเป็นเหตุผลเดียวกับข้าหรือไม่โดยเฉพาะ ยังมีอีกผู้หนึ่งน่าสงสัยมากกว่าเขา

ใคร

หลี่เหลียนฮวายิ้มคราหนึ่ง เหลือบมองอวี้มู่หลานแวบหนึ่งเจ้าเมืองอวี้

ปู่เฉิงไห่และฮวาหรูเสวี่ยต่างตะลึงงันอวี้มู่หลาน?”

หลังมือกระบี่นำศพอวี้ชิวซวงกลับมาแล้ว เป็นอวี้มู่หลานจุดเพลิงเผา จนทำให้ยากแก่การแยกแยะหลี่เหลียนฮวาเอ่ยไม่เร่งร้อนหรือมิใช่การทำลายศพทำลายหลักฐาน? หนักไปกว่านั้นเขาแสร้งวิกลจริตกว่าครึ่งเดือน ยากที่ผู้คนจะเข้าใจแท้จริง

แล้วเหตุไฉนคนผู้นี้ถึงเป็นฆาตกรฮวาหรูเสวี่ยชี้จมูกจงเจิ้งหมิงจูแล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าอวี้มู่หลานแสร้งวิกลจริต มิได้ฟั่นเฟือนจริง

เนื่องเพราะข้าพลันพบว่าอวี้มู่หลานไม่อาจสังหารอวี้ชิวซวงเด็ดขาดหลี่เหลียนฮวาถอนหายใจเป็นหนที่สองข้าเกือบคิดว่าอวี้มู่หลานเป็นฆาตกรแล้ว แต่เมื่อข้ากินข้าวกับสามีภรรยาสกุลอวี้ก็พบว่า ที่แท้อวี้มู่หลานเดิมแซ่ผู มิใช่แซ่อวี้

นั่นสำคัญมากหรือปู่เฉิงไห่ถาม

สำคัญมากผูมู่หลานเป็นบัณฑิตตกยากไม่เป็นพลังยุทธ์ อายุยี่สิบกว่าถึงแต่งเข้าบ้านสกุลอวี้ฝึกพลังฝีมือหลี่เหลียนฮวาบอกเขามิได้ฝึกปรือพื้นฐานมาแต่เล็ก ไม่มีทางฝึกถึงขั้นสูง ข้าท่านผู้ฝึกยุทธ์ล้วนต่างรู้ดี อวี้ชิวซวงถูกคนกระแทกสะบั้นลำไส้ขาดเลือดออกในท้องน้อยจนตาย ดังนั้นต้องใช้ฝ่ามือแหวกเวหาซัดฝ่าอากาศกระแทกอวี้ชิวซวงตาย เขาทำไม่ได้หรอก

มีเหตุผลฮวาหรูเสวี่ยพยักหน้าถี่เนื่อง

แต่เขาแสร้งฟั่นเฟือนหลี่เหลียนฮวาจ้องเขม็งข้าเกือบคิดว่าเขาเลอะเลือนจริงเสียแล้ว ดังนั้นข้าจึงใช้เข็มเงินทิ่มดวงตาเขา

ใช้เข็มเงินทิ่มดวงตาเขา?” ฮวาหรูเสวี่ยถามงุนงงไยทำเช่นนั้น

ต่อให้เป็นหนอนเล็กตัวหนึ่ง ท่านใช้เข็มทิ่มแทงดวงตามัน มันย่อมหลบหลีก นั่นเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของสิ่งมีชีวิตหลี่เหลียนฮวาอธิบายโดยเฉพาะอวี้มู่หลานเพียงแค่ฟั่นเฟือน ยังไม่ใช่ตาบอด แต่ข้าทิ่มดวงตา เขากลับไร้ซึ่งการตอบสนองแม้เพียงนิด ยืนยันได้ว่าเขาเสแสร้ง

อวี้มู่หลานตะลึงค้าง สีหน้าอัศจรรย์ใจจนพูดไม่ออก คล้ายยินดีคล้ายหมองหม่น คล้ายร่ำไห้คล้ายหัวร่อ

แต่ข้ายังสงสัยว่าเขาอาจเป็นโรคฟั่นเฟือนไม่กลัวตาบอดชนิดหนึ่ง ดังนั้นข้าจึงให้เขาดื่มยาน้ำหลี่เหลียนฮวาอมยิ้มยาสมุนไพรที่สุดแสนวิเศษยากพรรณนา หลังดื่มหลายวันแล้ว ข้าก็รู้ว่าอวี้มู่หลานแสร้งฟั่นเฟือนจริงแท้แน่นอน

ยาน้ำใดกันมีสรรพคุณประเสริฐเช่นนี้ฮวาหรูเสวี่ยเริ่มสนใจบุรุษหนุ่มผู้นี้ขึ้นมาแล้ว

วัชพืชมากมายที่ข้าไม่รู้จักแช่ในน้ำหลี่เหลียนฮวาตอบหากดื่มลงไป สิบมีแปดเก้าส่วนต้องถ่ายท้อง อาเจียนหรือถูกพิษเขายิ้มอย่างสุภาพเรียบร้อย ท่าทางควรค่าแก่การเชื่อถือผู้ไม่ฟั่นเฟือนไม่มีทางดื่มมันลงไป ไม่ได้ดื่มก็จะสาดทิ้งหลังสาดทิ้งแล้ว เมล็ดพืชที่แช่ในน้ำจะงอกรากแตกหน่ออย่างรวดเร็ว นอกหน้าต่างห้องอวี้มู่หลานและอวี้หงจู ระยะนี้งอกกอต้นอ่อนวัชพืชหกชนิดนี้กระจุกหนึ่ง น่าดูชมยิ่ง

อวี้มู่หลานเผยสีหน้าตื่นตะลึง หลี่เหลียนฮวามองเขาอย่างอ่อนโยนแวบหนึ่ง เอ่ยต่อเนื่องทันทีที่มั่นใจว่าอวี้มู่หลานแสร้งกระทำ ก็พิสูจน์แล้วว่าเขาหนีไม่พ้นความเกี่ยวข้องกับการตายของอวี้ชิวซวง แม้คนไม่ใช่เขาสังหาร แต่เขามีเรื่องผิดบาปทางใจซ่อนอยู่เป็นแน่ ขณะที่ข้าคิดไม่ตกว่าจงเจิ้งหมิงจูและอวี้มู่หลานผู้ใดยิ่งน่าสงสัยกันแน่ ข้าก็พบอีกว่าอวี้ฟูเหรินก็น่าสงสัยมากเช่นกัน

เขายกยิ้มมองอวี้หงจูแวบหนึ่งอวี้ฟูเหรินพยายามชักจูงให้ข้าสงสัยว่าฆาตกรเป็นอวิ๋นเจียวหลายต่อหลายครั้ง และบุตรสาวตายจาก นางดูไม่เศร้าโศกอันใดนัก ที่แปลกประหลาดที่สุดคือไฉนไม่ฝังอวี้ชิวซวง แต่กลับใส่นางลงในโลงน้ำแข็ง ด้วยนิสัยเก่งกาจการงานฉลาดเฉียบแหลม ถึงกับเชื่อเรื่องภูตผีสังหารผู้คน หลี่เหลียนฮวายากเข้าใจ อวี้มู่หลานแสร้งเลอะเลือน เขาแสร้งกระทำโดยไม่มีพิรุธต่อหน้าภรรยาที่อยู่กินกันมายี่สิบกว่าปีได้จริงหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเรื่องเข็มเงินแทงดวงตา ข้าไม่เชื่อว่าอวี้ฟูเหรินดูไม่ออกว่าเขาแสร้งบ้า ดังนั้นอวี้ฟูเหรินก็น่าสงสัย

ปู่เฉิงไห่พยักหน้าเอ่ยมีเหตุผล

อวิ๋นเจียวและอวี้มู่หลานล้วนเกี่ยวข้องกับความจริง อวี้ฟูเหรินและจงเจิ้งหมิงจูก็น่าสงสัย ข้าจำเป็นต้องย้อนคิดว่าอวี้ชิวซวงเสียชีวิตอย่างไรหลี่เหลียนฮวาเอ่ยเชื่องช้านางถูกฝ่ามือแหวกเวหาซัดจนสิ้นชีพ ศพกลับถูกยัดใส่หีบสินค้า จ้างสำนักคุ้มภัยนำออกไป ในเมื่ออวิ๋นเจียวพบกับเฉิงอวิ๋นเฮ่อระหว่างทาง เช่นนั้นนางย่อมเกี่ยวข้องกับการจ้างวาน เงาภูตหน้าต่างมรกตปรากฏทั้งที่โรงเตี๊ยมและเมืองอวี้ นอกจากอวิ๋นเจียวแล้ว คนอื่นไม่อาจสร้างเงาภูตผีในที่สองแห่งนี้ ดังนั้นนางรู้แผนการลำเลียงซากศพออกไปทั้งหมด

ชะงักไปนิดหนึ่ง เขาเอ่ยต่อเรื่องที่เกิดในโรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียนล้วนเป็นฉากความวุ่นวายที่ฆาตกรใช้ผีมารับโทษแทน ผู้ชักใยฉากนี้คืออวิ๋นเจียว แต่นางไฉนต้องแสร้งปลอมเป็นผีหลี่เหลียนฮวายิ้มมุมปากยังมีเหตุใดอวี้มู่หลานต้องวางเพลิงเผาซากศพ ทั้งยังสังหารมือกระบี่จนสิ้น กลับกระทำเหมือนต้องการปกปิดความผิด ทั้งๆ ที่มือกระบี่เหล่านั้นไม่ได้สังหารใคร ข้าเดาว่าพวกเขาคิดว่าพวกเขาสังหารคนเข้าแล้ว

คิดว่า?” บทสรุปนี้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของฮวาหรูเสวี่ยมากคิดว่าตนเองสังหารคน มีเรื่องแบบนี้?”

ตอนข้าพบว่าอวี้ชิวซวงตายเพราะถูกวิชาฝ่ามือซัดกระแทกอวิ๋นเจียวตกตะลึงมากหลี่เหลียนฮวาเล่าในเมืองอวี้ผู้ที่สามารถใช้ฝ่ามือแหวกเวหาสังหารอวี้ชิวซวงได้มีมากมาย แต่เหตุใดมีคนต้องสังหารนาง ข้าคิดไม่ออกอย่างแท้จริงว่านางสิ้นไปแล้วเป็นผลดีต่อผู้ใด เรื่องไร้ผลดี ไยมีคนกระทำ ทำลายแจกันบุปผาชิ้นหนึ่งแหลกสลายเป็นประโยชน์ต่อใครกัน แต่เรื่องประเภทนี้ราวกับว่ามีคนกระทำอยู่เนืองๆ ยามที่ไม่ระมัดระวัง

ฮวาหรูเสวี่ยหัวร่อออกมาท่านหมายถึงการตายของอวี้ชิวซวงเป็นการสังหารโดยประมาทแท้ๆ?”

อวี้ชิวซวงเคลื่อนไหวอยู่แต่ภายในเมืองอวี้ สถานที่ฝึกยุทธ์ของมือกระบี่อยู่นอกเมือง ไม่เรียกหาพวกเขาย่อมไม่เข้ามาในเมือง สาวใช้บริวารพลังฝีมือล้วนไม่สูงส่ง ในเมื่อไร้ซึ่งคนนอก เช่นนั้นผู้ที่สังหารอวี้ชิวซวงโดยไม่ตั้งใจ จึงมีเพียงผู้ที่ไปมาภายในบ้านสกุลอวี้ไม่กี่คนเท่านั้นหลี่เหลียนฮวาเอ่ยยิ้มๆคุณชายจงเจิ้ง อวี้ฟูเหริน อวี้มู่หลาน อวิ๋นเจียว ในเมื่ออวี้มู่หลานและอวิ๋นเจียวต่างไม่เป็นฝ่ามือแหวกเวหา เช่นนั้นฆาตกรเป็นได้เพียงหนึ่งในระหว่างจงเจิ้งหมิงจูและอวี้ฟูเหริน หรือพวกเขาทั้งคู่ล้วนใช่เส้นสายตาของเขาหยุดรั้งที่ร่างอวี้หงจูแต่ในตอนนี้ก็พบว่าเรื่องราวแปลกพิสดารมาก

ฮวาหรูเสวี่ยและปู่เฉิงไห่แค่นหัวเราะหึๆ พวกเขาล้วนเจนจัดในยุทธภพ ได้ฟังพลันรู้ว่าผิดปรกติที่ใด

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยต่อการจับคู่ของทั้งสี่คนนี้ช่างแปลกนัก  อวี้มู่หลานและอวี้ฟูเหรินกลับแยกกัน อวี้มู่หลานและอวิ๋นเจียวเป็นหนึ่งฝ่าย อวี้ฟูเหรินและจงเจิ้งหมิงจูเป็นหนึ่งฝ่าย อวี้มู่หลานและอวิ๋นเจียวช่วยเหลือกัน ส่วนอวี้ฟูเหรินปกป้องจงเจิ้งหมิงจู เพราะเหตุใด

ถ้อยคำเอ่ยมาถึงขั้นนี้ สีหน้าของอวี้มู่หลานและอวี้หงจูขาวซีดไปแต่แรกแล้ว สีหน้าของอวิ๋นเจียวซีดเผือดยิ่งกว่า ขาวสลดราวกับว่านางอาจสิ้นใจในทันที จงเจิ้งหมิงจูก็น้ำตาร่วงเฉียบพลัน

หลี่เหลียนฮวามองแต่ละคนแวบหนึ่งอย่างอับจนปัญญา ถอนใจเฮือกหนึ่งข้าจำได้ว่าเมื่อเพิ่งมาถึงเมืองอวี้ ตอนช่วยดูอาการให้อวี้มู่หลาน เคยมีคนแอบสอดส่องในสวนดอกไม้นอกหน้าต่าง ทั้งยังทิ้งรอยเท้าข้างหนึ่งไว้บนระเบียง อวี้ฟูเหรินกล่าวว่านั่นคืออวิ๋นเจียว ใช่หรือไม่

อวิ๋นเจียวแข็งทื่อราวหุ่นไม้เนิ่นนาน สุดท้ายพยักหน้า นางเองก็น้ำตาหลั่งริน

นั่นพิสูจน์แล้วว่าท่านห่วงใยอวี้มู่หลานมากหลี่เหลียนฮวาเอ่ยเสียงนุ่ม

อวิ๋นเจียวหลับตา พยักหน้าอีก

ท่านแม้กระทั่งยอมตายเพื่อเรื่องนี้ สังหารคนเพื่อเรื่องนี้แม้คนมิใช่นางเป็นผู้สังหาร นางกลับยากอธิบายว่าเหตุใดนางต้องลำเลียงศพไปหลี่เหลียนฮวาเอ่ยอ่อนละมุน เขาล้วนวาจาอ่อนโยนสุภาพกับอิสตรีท่านรักเขา?”

อวี้หงจูและจงเจิ้งหมิงจูต่างตะลึงค้าง เผยสีหน้าประหลาดใจกะทันหัน เห็นเพียงหยาดน้ำตาของอวิ๋นเจียวร่วงผล็อยลงมาอีก พยักหน้ารับ

สายตาของหลี่เหลียนฮวาหมุนมาหยุดตรงใบหน้าของจงเจิ้งหมิงจู ยิ้มเยาะอย่างจำใจคุณหนูใหญ่สกุลอวี้ท่องยุทธภพ คบหาสหายล้วนเป็นหงส์มังกรตามคาด คุณชายจงเจิ้งรูปงามองอาจท่วงท่าผึ่งผาย แม่นางอวิ๋นอ่อนโยนเพียบพร้อมคุณธรรมเอาใจใส่ละเอียดรอบคอบ เพียงแต่น่าเสียดายดีเลิศจนเกินไปเจ้าเมืองอวี้อยู่ในวัยรุ่งโรจน์ อวี้ฟูเหรินเพริศแพร้วหาใดเปรียบ เกรงเพียงว่าเหนือกว่าสาวรุ่นอายุสิบแปดมากนัก

สีหน้าของจงเจิ้งหมิงจูขาวราวกระดาษ หลี่เหลียนฮวาหยุดชะงักอึดใจคิดตกถึงความสัมพันธ์ชั้นนี้ ก็เข้าใจได้แล้วว่าไยอวี้ชิวซวงถึงต้องตาย บาดแผลถึงแก่ชีวิตของนางคือท้องน้อยถูกซัดด้วยฝ่ามือ เหตุใดท้องน้อยถูกซัดด้วยฝ่ามือได้เล่า ตำแหน่งนี้สำหรับฝ่ามือแหวกเวหาออกจะต่ำไปสักหน่อย ทอดตามองตึกรามในเมืองอวี้ มีเพียงนอกห้องนอนเจ้าเมือง มีราวระเบียงหินอ่อนล้อมรอบ ด้านซ้ายเชื่อมต่อห้องว่าง ทางขวาเชื่อมต่อห้องของอวี้ชิวซวง…”

เขาค่อยๆ พูด น้ำเสียงในตอนนี้แฝงแววลึกลับหากมีคนปีนขึ้นราวระเบียง ก็มองเห็นสถานการณ์ภายในห้อง และในตอนนี้คนภายในห้องพบว่านางแอบดูอยู่ โบกมือซัดออกมาหนึ่งฝ่ามือเช่นนี้ โดนท้องน้อยนางเข้าพอดี หลังนางได้รับบาดเจ็บล้มลง อาจเป็นเพราะตื่นตระหนกเกินไป เตลิดผิดทิศทาง หนีไปในห้องว่างแห่งนั้นนางเป็นคุณหนูที่โชคร้ายเสียจริง หลังหลบหนีเข้าไปในห้องว่างนั้น พบเห็นอีกเรื่องที่คาดไม่ถึงสิ้นเชิง และนางถูกซัดลำไส้สะบั้น เลือดออกในช่องท้อง หรืออาจล้มกองสิ้นใจตายกับพื้นขณะร่ำไห้ตัดพ้อ ดังนั้นจึงมีคนคิดว่านางถูกตนเองสังหาร เรื่องราวข้างต้นไร้ซึ่งหลักฐาน ล้วนเป็นหลี่เหลียนฮวาคิดฟุ้งซ่านทั้งสิ้น ทว่า…”

เขาถามจงเจิ้งหมิงจูด้วยเสียงอ่อนโยนจำได้หรือว่าเมื่อข้าไหว้วานท่านให้ช่วยกระทำเรื่องหนึ่งถามท่านว่าอย่างไร ข้าถามท่านว่าฝ่ามือแหวกเวหาของท่านซัดถุงทรายห่างไปห้าจั้ง(เชิงอรรถหน่วยวัดความยาวของจีน หนึ่งจั้งเท่ากับ3.33 เมตร)ให้แหลกได้กระมังท่านถามอย่างตะลึงว่าท่านรู้ได้อย่างไรระยะห่างจากห้องนอนเจ้าเมืองถึงราวหินอ่อนนั่น ห้าจั้งพอดิบพอดี หากเป็นอวี้ฟูเหรินลงมือเขาเหลือบมองเก้าอี้ไท่ซือไม้หนานที่ถูกซัดแหลกลาญข้างตัวเกรงว่าแม้แต่กระดูกของอวี้ชิวซวงคงถูกกระแทกป่นปี้

เรื่องเล่าจบแล้ว โถงใหญ่เมืองอวี้เงียบกริบไปทั้งผืน

ผ่านไปพักหนึ่ง เสียงดังแปะ แปะ แปะสามครั้ง ฮวาหรูเสวี่ยปรบมือสามหน

จงเจิ้งหมิงจูอ้าปากพะงาบหลายคำ ปู่เฉิงไห่คลายจุดใบ้ให้เขา ได้ยินเพียงเสียงแหบแห้งข้ามิได้มีเจตนาสังหารนาง แม้นว่าแม้นว่าท่านพูดไม่ผิด แต่จงเจิ้งหมิงจูต่ออวี้ชิวซวงแล้วเป็นอย่างไร ฟ้าดินเป็นพยานได้ วันนั้นเพียงแต่พลาดพลั้ง…”

คุณชายหลี่ท่านไม่อาจโทษเขา ข้าเข้าใจ…” อวิ๋นเจียวโพล่งขึ้นกะทันหันมู่หลานและฟูเหรินแต่งงานมายี่สิบกว่าปี แต่ว่าพวกเขาพวกเขามิได้รักใคร่กันเลย! เพียงเพื่อชิวซวง ยี่สิบกว่าปีล้วนกล้ำกลืนฝืนทนหน้าชื่นตาบาน ต่อหน้าบุตรสาวแสร้งแสดงเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่ดูดดื่ม ต่อให้เมืองอวี้ร่ำรวยล้นแผ่นดิน แต่การดำรงชีวิตของพวกเขาบางทียังมิสู้ชาวบ้านยากจน มู่หลานเขาน่าสงสารมากฟูเหรินเองก็ฟูเหรินเองก็นางปรารถนาบุรุษที่เห็นความสำคัญของนาง มีอันใดผิด

สองแก้มนางคราบน้ำตาเป็นด่างดวงผิดที่พวกเราต่างหลอกลวงชิวซวง กลัวนางรับไม่ได้ ผลคือพวกเราสี่คนร่วมมือทำให้นางเป็นเช่นนี้ข้าไม่กลัวตาย ต้องการชีวิตชดใช้ก็สังหารข้าเถิด ข้าไม่กลัวตาย ไม่เกี่ยวกับมู่หลาน

อวิ๋นเจียว!” จงเจิ้งหมิงจูคาดไม่ถึงว่านางจะเอ่ยเป็นพรวนออกมาเช่นนี้ ทั้งร่างสั่นเทิ้มคนเป็นข้าสังหาร นางนางปีนขึ้นไปเด็ดดอกไม้ เห็นข้าอยู่ภายในห้องกับหงจู ข้าคิดก็ไม่คิดคิดก็ไม่คิดซัดนางหนึ่งฝ่ามือ แต่ข้าสาบานว่าตอนนั้นข้าไม่รู้ว่าคนผู้นั้นเป็นนาง! นางร่วงตกลงไป วิ่งไปยังห้องว่าง เมื่อข้ากับหงจูสวมเสื้อผ้าเสร็จออกไปตามหา นางก็หายตัวไปเสียแล้ว จากนั้นเมื่อข้าได้พบนางอีกครั้ง พวกเขากลับเอ่ยว่านางสิ้นชีพที่ฉางโจว ศพถูกส่งกลับมาแล้วข้าข้าคิดว่ามีผีจริงๆ ขณะคุณชายหลี่ตรวจสอบว่าเหตุใดนางถึงตายที่ฉางโจว ข้าอยากรู้ความจริงยิ่งกว่าผู้ใดทั้งหมด…”

เมื่อนางวิ่งเข้ามาในห้องว่าง ข้ากับมู่หลานอยู่ด้วยกันอวิ๋นเจียวเอ่ยเสียงแผ่วเบาสภาพนางตอนพุ่งตัวเข้ามาดั่งคนวิปลาสอย่างไรอย่างนั้น ชี้หน้าข้าและมู่หลานต่อว่าต่อขานต่างๆ นานา ข้าข้าไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร จากนั้นนางก็ล้มลงสิ้นใจที่พื้น ข้ากับมู่หลานคิดมาตลอดว่าเป็นพวกเราทำนางบันดาลโทสะจนสิ้นใจ ชิวซวงอ่อนแอแต่กำเนิด ตั้งแต่เล็กก็มีอาการหอบหืด นางมาตายต่อหน้าข้าและมู่หลาน พวกเราหวาดกลัวมาก แม้มู่หลานร่ำรวย แต่ทุกอย่างล้วนเป็นฟูเหรินมอบให้ หากฟูเหรินรู้ว่าเขาทำร้ายชิวซวงจนตาย รวมทั้งอยู่กับข้าลับหลังนาง ย่อมไม่ให้อภัยเขาเด็ดขาดดังนั้นพวกเราจำเป็นต้องคิดหาวิธี จัดการซากศพของชิวซวง ข้ากับมู่หลานไม่รู้เรื่องของฟูเหรินกับหมิงจูเลยโดยสิ้นเชิงฟูเหรินอาจเข้าใจผิดมาตลอดว่าข้าจะยื้อแย่งหมิงจูกับนางไม่รู้เลยว่าข้ากับมู่หลานอยู่ด้วยกัน

ลูกนัยน์ตาใสซื่อของนางจับจ้องหลี่เหลียนฮวาคุณชายหลี่ช่างน่ากลัวเสียจริง ทุกเรื่องราวกับเห็นด้วยตา ข้าสวมหน้ากาก เร่งรุดลงเขาไปเสาะหาสำนักคุ้มภัย มู่หลานซ่อนนางลงในหีบเปล่า จากนั้นนำทรัพย์สินเงินทองที่เขาแอบเก็บงำในเมืองอวี้มาหลายปีลำเลียงออกไปพร้อมชิวซวง เผื่อเป็นทางหนีทีไล่ ต่อภายนอกเอ่ยเพียงว่าเพื่อซื้อขายหยก  แต่ตอนนี้เป็นฤดูร้อน ศพไม่อาจอยู่ในหีบนานเกินไป ดังนั้นข้าไล่ตามเฉิงอวิ๋นเฮ่อไปทันที่โรงเตี๊ยมเสี่ยวเหมียน แสร้งปลอมเป็นผีหลอกให้เขาตกใจจนต้องเปิดหีบสินค้าตรวจสอบ เฉิงอวิ๋นเฮ่อซื่อสัตย์ยิ่งนัก ไม่รู้จักสงสัยผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย เรื่องนี้จึงโยนความผิดให้ภูตผีได้อย่างราบรื่น ข้ากับมู่หลานคิดว่า ขอเพียงเป็นผีสังหาร ก็ไม่จำเป็นต้องตามล่าหาตัวฆาตกร เรื่องนี้ก็ยุติลงเพียงเท่านี้นางเล่าต่อจนจบอย่างแผ่วเบา ปาดเช็ดน้ำตาจนแห้ง เงียบงันไร้วาจา

ข้ากับหมิงจูตามหาชิวซวงไม่พบ ก็ได้ยินในยุทธภพโจษจันเรื่องผีออกอาละวาดนั้นในที่สุดอวี้หงจูก็เปิดปากคุณชายหลี่ ที่ท่านเข้ามาเมืองอวี้ได้อย่างราบรื่น ก็เพราะตอนนั้นข้ากับหมิงจูหวาดกลัวมากนางเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา ท่วงทำนองกลับว้าเหว่ยิ่งนักท่านเป็นหมอขึ้นชื่อลือชาในยุทธภพ ท่านมาไม่ทำให้ข้าผิดหวังตามคาด ดูออกทันทีว่าชิวซวงตายเพราะวิชาฝ่ามือกำลังภายใน หาใช่ภูตผีอาละวาด นี่ทำให้ข้าวางใจไม่น้อย

หลี่เหลียนฮวาได้ฟังยิ้มบางตอบฟูเหรินกริ่งเกรงว่าหมิงจูสังหารคนจะถูกเปิดโปง อีกทั้งเข้าใจผิดว่าอวิ๋นเจียวมาเมืองอวี้เนืองๆ เพราะหมิงจู จึงบังเกิดจิตสังหาร หลายครั้งแอบบอกเป็นนัยกับข้าว่าอวิ๋นเจียวก็คือฆาตกร น่าเสียดายหลี่เหลียนฮวาโง่เขลา ไม่เข้าใจความหมายของฟูเหรินจนแล้วจนรอดเขากล่าวว่าเขาไม่เข้าใจ กลับไร้ท่าทีละอายแก่ใจแม้เพียงนิด

ท่านคมในฝัก ดูไม่ออกเป็นข้ามีตาหามีแววไม่อวี้หงจูเอ่ยเสียงอ่อนจาง

ผู้สังหารชิวซวงเป็นหมิงจูอวี้มู่หลานผ่อนคลายเต็มที่แล้ว หัวร่อร่าขึ้นมาทันใดคุณชายหลี่ฉลาดปราดเปรื่องดังคาด มิได้ปรักปรำคนดี ข้ากับอวิ๋นเจียวเดิมไร้ความผิด ฮ่าๆๆๆ

ขณะกำลังกล่าวพลางหัวร่อ ฮวาหรูเสวี่ยก็เอ่ยอย่างเย็นชาท่านแสร้งฟั่นเฟือนบีบคั้นมือกระบี่ห้าหกสิบคนปลิดชีพ หรือว่าพวกเขามิใช่คน มีเพียงธิดาท่านถึงเป็นคน?”

เสียงหัวร่อของอวี้มู่หลานจุกในลำคอทันควัน อวิ๋นเจียวหลับตาตลอดมา ไม่ได้ลืมตาขึ้น บัดนี้ขนตาสั่นระริกไม่หยุด เอ่ยวาจาใดไม่ออกแล้ว

ปู่เฉิงไห่เอ่ยเสียงเข้มเดิมข้าหาใช่มาเมืองอวี้เพื่อเรื่องอวี้ชิวซวง ห้าสิบกว่าปีมานี้  ในยุทธภพ เรื่องบีบคั้นศิษย์ในสำนักปลิดชีพตนเองสาบสูญไปนานแล้ว พวกเราเพียงอยากรู้จักเจ้าเมืองอวี้ผู้บีบคั้นศิษย์ในสำนักให้ฆ่าตัวตายว่าเป็นบุคคลยอดเยี่ยมมหัศจรรย์มากเพียงใดกันแน่

ฮวาหรูเสวี่ยเอ่ยต่ออีกประโยคอย่างกระชั้นท่านแสร้งวิปลาส ไม่ได้ฟั่นเฟือนจริง ชีวิตห้าหกสิบคนนั้น หนีไม่พ้นต้องให้ท่านรับผิดชอบแล้ว

สีหน้าอวี้มู่หลานเปลี่ยนแปรเป็นหวาดผวาสุดขีดไม่ ไม่ๆๆไม่ใช่แบบนี้ ข้าข้าไม่ได้สังหารคน พวกนั้นฆ่าตัวตายเองทั้งนั้น…”

อวี้หงจูเอ่ยเสียงเยียบเย็นข้ารู้แต่แรกแล้วว่าเจ้าต้องมีวันนี้เข้าสักวัน มู่หลาน เจ้าเห็นแก่ตัวหลงระเริงบ้าอำนาจ ตั้งแต่ก้าวเข้าประตูใหญ่บ้านสกุลอวี้ก็ไม่เห็นค่าของชีวิตผู้อื่น จิตใจคับแคบต่ำช้าไร้ยางอาย กลับแสร้งวางมาดภูมิฐานเคร่งขรึมนางเปรยตามองอวิ๋นเจียวแวบหนึ่งตอนนั้นข้าก็เป็นเหมือนเจ้า ถูกเปลือกนอกอันสุภาพเรียบร้อยกิริยาวาจาสง่างามของเขาหลอกลวง ข้ายังรู้จักกลับใจ เจ้ากลับโง่เขลาถือทิฐิดื้อรั้นยอมตายอย่างไร้ค่าเพื่อผูมู่หลาน

อวิ๋นเจียวมองหลี่เหลียนฮวาอย่างเศร้าสร้อยอับจนหนทาง ขณะที่เขาเปิดโปงอวี้มู่หลานว่าแสร้งฟั่นเฟือน นางก็รู้ดีว่าไร้หนทางกอบกู้สถานการณ์แล้ว อนาคตเพ้อฝันที่นางและเขาจินตนาการร่วมกันแตกสลายหมดสิ้นแล้ว

หลี่เหลียนฮวาจดจ้องนางด้วยสายตาเห็นใจ แต่อวิ๋นเจียวกระจ่างยิ่งเขาให้โอกาสไถ่โทษและสำนึกผิดแก่นางหลายต่อหลายครั้ง เป็นนางไม่ทะนุถนอม

หมิงจูอวี้หงจูเบือนหน้าไปทางจงเจิ้งหมิงจูเป็นข้าทำร้ายเจ้านางสูดหายใจลึกเข้าหนึ่งคำหากข้าไม่ได้ล่อลวงเจ้า บัดนี้เจ้ากับชิวซวงยังคงดีๆ อยู่ ใช้ชีวิตเป็นที่น่าอิจฉาของเทพเซียน นางเป็นเด็กดี แต่ข้าหาใช่มารดาที่ดี

จงเจิ้งหมิงจูพยักหน้าแล้วพยักหน้าอีก ไม่ว่าอันใดก็เอ่ยไม่ออก

อวี้หงจูหลับตา หลังจากอวี้ชิวซวงถือกำเนิด เติบใหญ่อย่างไร้ทุกข์ไร้กังวล ไม่เคยรับรู้ว่าบิดามารดาภายนอกปรองดองจิตใจออกห่าง นางมีความสุขเพียงใด อวี้หงจูก็ยิ่งเคืองขุ่นนางเท่านั้นหากมิใช่เพื่อชิวซวง อวี้หงจูย่อมไม่ใช้ชีวิตร่วมกับผูมู่หลานครึ่งค่อนชีวิตวัยหนุ่มสาวอันสวยสดงดงามดั่งธารน้ำไหล ผ่านเลยไปอย่างเปล่าดายทั้งเช่นนี้และหากชีวิตนี้มิได้พานพบจงเจิ้งหมิงจู นางไหนเลยนับว่าเคยสวยงามสะพรั่งแม้นั่นเป็นบาปกรรม

7

หนี่ว์กุย

เมื่อหลี่เหลียนฮวากลับมาจากเมืองอวี้แล้ว ในยุทธภพก็มีตำนานครั้งใหม่เกี่ยวกับหลี่เหลียนฮวา เล่าขานว่าเขาใช้ยาดั่งเทพยดาผู้วิเศษ ยาน้ำหนึ่งชามก็ทำให้อวี้มู่หลานซึ่งป่วยด้วยโรคจิตวิปลาสฟื้นคืนสติสัมปชัญญะ ท้ายสุดคลี่คลายคดีชุดคลุมมุกกระจ่างตะวันรอนจงเจิ้งหมิงจูสังหารคู่หมั้นและสามีภรรยาสกุลอวี้ต่างลักลอบมีชู้

จงเจิ้งหมิงจูถูกสายตรวจฟ้าเป็นธรรมและบุปผาฟ้าเป็นธรรมจับกุมดำเนินคดี ทั้งสองท่านนี้ดำเนินการตามกฎเคร่งครัด จงเจิ้งหมิงจูเป็นขุนนาง ดังนั้นเขาถูกขังคุกกรมอาญา ส่วนอวี้มู่หลานและอวิ๋นเจียวจอมยุทธ์ในยุทธภพ พวกเขาส่งมอบให้ฝอปี่ไป๋สือ

ฝอปี่ไป๋สือเป็นองค์กรที่ดำรงอยู่ก่อนแล้วเมื่อสิบปีก่อน มันเดิมทีเป็นศาลที่ก่อตั้งขึ้นเป็นการภายในเมื่อครั้งสำนักสื้อกู้(สำนักสี่ปกปักษ์)ต่อกรกับพรรคมารพรรคจินยวน(พรรคกลหงส์ทอง)เมื่อสิบปีก่อน ต่อมาพรรคจินยวนพังพินาศย่อยยับลง หลี่เซียงอี๋เจ้าสำนักสื้อกู้ดวลกับตี๋เฟยเซิงประมุขพรรคจินยวนบนท้องสมุทรหายตัวไปทั้งคู่ สำนักสื้อกู้จึงล้มเลิกตามไปด้วย

จอมยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ร่วมกวาดล้างพรรคจินยวนเมื่อสิบปีก่อนล้วนเข้าสู่วัยกลางคน ชื่อเสียงเรียงนามแห่งผู้เร้นกายค่อยๆ จมดิ่งหายไป ส่วนผู้มิได้เร้นกายล้วนต่างแยกย้ายแต่งภรรยาให้กำเนิดบุตร เปิดสำนักตั้งพรรคใหม่ สำนักสื้อกู้ที่เรืองอำนาจเกริกไกรระยะหนึ่งมีเพียงศาลพิพากษาหลงเหลือไว้

เนื่องเพราะความเคารพเลื่อมใสต่อสำนักสื้อกู้ในสมัยนั้น สิบปีมานี้มันค่อยๆ กลายเป็นศาลแห่งยุทธภพ พิพากษาความดีความชอบและความผิดของศิษย์ทรยศคนเนรคุณของแต่ละค่ายสำนักผู้พิพากษาโทษทัณฑ์ของฝอปี่ไป๋สือ คือฮั่นฝอ ปี่ชิว ไป๋เอ๋อและสือสุ่ย รวมสี่คน

ทั้งสี่คนนี้เคยเป็นมือซ้ายมือขวาของหลี่เซียงอี๋ กาลเวลาล่วงเลยมาสิบปี กลายเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคที่จิตใจลูกศิษย์ลูกหาในยุทธภพรุ่นนี้ใฝ่หาแต่แรกแล้ว กลับเป็นหลี่เซียงอี๋ผู้ซึ่งดวลบนเรือกับตี๋เฟยเซิงจนบอบช้ำทั้งสองฝ่ายและหายตัวไปพร้อมกันค่อยๆ ถูกผู้คนลืมเลือน มิสู้ฝอปี่ไป๋สือ ที่เลื่องชื่อนามกระฉ่อนในปัจจุบัน

หลังอวี้มู่หลานและอวิ๋นเจียวเข้าสู่ฝอปี่ไป๋สือ แล้ว ย่อมได้รับการตัดสินอย่างเที่ยงธรรม

หลี่เหลียนฮวาหิ้วถุงผ้าพิมพ์ลายดอกน้ำเงินใบนั้น เดินเนิบนาบบนถนนสายเล็กมุ่งกลับไปยังเมืองผิงซาน

แต่ไกลเขาก็เห็นคนผู้หนึ่งโคลงศีรษะร่ายกลอนหน้าหอดอกบัวหลังนั้นของเขา

มิตรรู้ใจจากข้าไกลเมืองประจิม

ทุกข์เต็มปริ่มยากฟื้นตื่นจากหลับไหล

ป่วยข้นแค้นไร้สหายเยี่ยมห่วงใย

รอยเท้าม้าลับเลือนไกลในทุ่งขจี”(เชิงอรรถประพันธ์โดยเป้าหรง กวีสมัยกลางราชวงศ์ถัง เมืองประจิมในกลอนหมายถึงฉางอัน)

พลันคนผู้นั้นหันขวับมาเห็นหลี่เหลียนฮวากลับมาแล้ว ผงะหน้าถอดสีอุทานว่าจอมลวงโลกกลับมาแล้ว!”

เจ้ายังไม่ตาย?” หลี่เหลียนฮวามองคนผู้นี้พลางถอนหายใจแผ่วเบา เจ้าทึ่มผู้นี้ก็คือปัญญาชนผมหงอกซือเหวินเจวี๋ย คนเป็นที่ถูกเขาขุดขึ้นมาจากใต้ดินเป็นรายแรก ซือเหวินเจวี๋ยตรงกันข้ามกับฟางตัวปิ้ง ฟางตัวปิ้งผอมเห็นกระดูกดั่งคนอดอยาก กลับทะนงว่าตนเป็นคุณชายอมโรคแต่สูงศักดิ์ ซือเหวินเจวี๋ยชัดเจนว่าเป็นบัณฑิตสุภาพอ่อนแอ กลับตากแดดจนหน้าดำเป็นเปากง(เปาบุ้นจิ้น) แสดงว่าเขาหาใช่ปัญญาชนผมหงอกผู้รักเรียนจนเฒ่าชราไม่

เจ้าล้วนยังไม่วิปลาส ข้าจะตายได้เช่นไรซือเหวินเจวี๋ยถอนใจเลียนแบบเขา เอียงศีรษะเพ่งมองข้าได้ฟังเรื่องหลี่เหลียนฮวาจับผี พลันรู้สึกเสียใจแทนเจ้ายิ่ง

หลี่เหลียนฮวายิ้มละมุนหืม?”

เจ้าแม้เป็นคนลวงโลก ทั้งเป็นผียาจก รักษาโรคไม่เป็น ฝีมือการต่อสู้ก็ย่ำแย่เหลือทน แต่อย่างน้อยมิใช่ตัวโง่งมซือเหวินเจวี๋ยเอ่ยหากหลายปีให้หลังเจ้ากลายเป็นคนวิปลาสกะทันหัน ข้าจะไม่ชินอย่างมาก

หลี่เหลียนฮวาก็ถอนหายใจเฮือกข้าเองก็รู้สึกว่าตนเองใช้ชีวิตได้ไม่เลว หากวันนั้นมาถึง เจ้าจำได้และยอมหลั่งน้ำตาสองหยดให้ข้า ข้าคงซึ้งใจยิ่ง

ทั้งสองจ้องหน้ากัน ถอนหายใจเฮือกพร้อมกัน พลันกลั้นไม่อยู่หัวร่อขึ้น เดินเข้าหอดอกบัวลายมหามงคลไป

เส้นลมปราณมือเส้าอินหัวใจ เส้นลมปราณมือเจวี๋ยอินเยื่อหุ้มหัวใจและเส้นลมปราณเท้าหยางหมิงกระเพาะ(เชิงอรรถแขนและขาแต่ละข้างมีเส้นลมปราณหลัก 6 เส้น เป็นเส้นลมปราณหยาง 3 เส้น และเส้นลมปราณอิน 3 เส้น ระดับอินหยางของเส้นลมปราณแขนขาแต่ละข้างแตกต่างกัน เส้นลมปราณอินแบ่งเป็น 3 ระดับคือไท่อิน เส้าอิน เจวี๋ยอิน เส้นลมปราณหยางแบ่งเป็น 3 ระดับคือหยางหมิง ไท่หยาง เส้าหยาง ชื่อของเส้นลมปราณแต่ละเส้นบ่งชี้ 3 ประการคือ 1.เป็นเส้นอินหรือหยาง 2.ระดับของอินหรือหยาง 3.อวัยวะต้นสังกัด เช่นเส้นลมปราณมือเส้าอินหัวใจ เป็นเส้นลมปราณอิน ระดับเส้าอิน อวัยวะต้นสังกัดคือหัวใจ)ของหลี่เหลียนฮวาเคยถูกทะลวงพินาศ เส้นลมปราณทั้งสามนี้ส่งผลกระทบต่อสมองมาก สามเส้นลมปราณเสียหายอาจทำให้สติปัญญาลดน้อยถอยลง เกิดภาพหลอน สุดท้ายทำให้วิปลาสฟั่นเฟือน ทั้งไร้ยารักษา

เรื่องนี้มีเพียงซือเหวินเจวี๋ยรู้เพียงผู้เดียว ส่วนตัวเขาสะทกสะท้อนใจเพราะหลี่เหลียนฮวาไม่น้อย คนผู้นี้เป็นคนลวงโลกอย่างแท้จริง ภายใต้ใบหน้าอมยิ้มมิรู้ว่าซุกซ่อนแผนการเจ้าเล่ห์ที่เขาไม่อาจเข้าใจกระจ่างไว้มากมายเพียงใดแต่ก็เพราะคนผู้นี้เจ้าเล่ห์เพทุบาย ทุกวี่วันรอคอยลิ้มรสยามตนเองต้องแปรเปลี่ยนเป็นวิปลาส เขาจินตนาการไม่ออกอย่างแท้จริง เห็นชัดว่าหลี่เหลียนฮวาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไร้กังวล นี่ทำให้เขาเลื่อมใสอย่างยิ่ง

เจ้านำอะไรกลับมาเข้าไปในหอมหามงคล ซือเหวินเจวี๋ยพลันพบว่าในถุงผ้าของหลี่เหลียนฮวามีสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้นมาหนึ่งอย่างนี่คืออะไร หนู?”

หลี่เหลียนฮวาล้วงนกแก้วตัวหนึ่งออกจากถุงผ้าอย่างระมัดระวังนก

นี่คือนกแก้ว ยังเป็นตัวเมียด้วยซือเหวินเจวี๋ยถลึงตาจ้องเขาคุณหนูบ้านไหนกำนัลของแทนใจให้เจ้า

นี่เป็นอวิ๋นเจียวเลี้ยงไว้หลี่เหลียนฮวายิ้มอย่างยินดีมันร้องเพลงได้ เจ้าอยากฟังหรือไม่

ร้องเพลง?” ซือเหวินเจวี๋ยจ้องมองนกแก้วปีกขนสีเหลืองสดน่ารักน่าเอ็นดูตัวนั้นอย่างสนอกสนใจร้องสักสองประโยคให้ฟังที

หลี่เหลียนฮวาลูบสัมผัสหัวมัน ไม่นานเท่าใดนกแก้วตัวนั้นเริ่มอ้าปาก

โอยมารดามันเถอะ นี่มันผีอะไรกำลังโหยหวน ตัวออกจะน่ารัก ไยส่งเสียงน่าสยองขวัญเยี่ยงนี้เล่า เหมือนนางปีศาจเยี่ยงไรเยี่ยงนั้น…” ซือเหวินเจวี๋ยเมื่อได้ฟังเพลงดั่งคนลิ้นขาดขับร้องจากนกแก้วกะจ้อยร่อยน่ารักท่าทางขี้อายตัวนั้นก็ตกใจจนกระโดดโหยง ลูบอกด้วยยังหวาดระทึกไม่หายนี่มันผีอันใดกัน

หลี่เหลียนฮวาลูบจะงอยปากมันอย่างอ่อนโยนมันเพียงแค่ลิ้นถูกคนตัดออกเล็กน้อย ข้าช่วยตั้งชื่อให้มันว่าหนี่ว์กุย’(แผนแห่งสตรี)” จากนั้นเขาเอ่ยพึมพำว่าฟางตัวปิ้งคาดว่าต้องชอบเสียงมันแน่…”

ไม่ได้! ของนี่ให้เขาเห็นไม่ได้เป็นอันขาด!” ซือเหวินเจวี๋ยตกใจหากเจ้ามอบของสิ่งนี้ให้เขา ข้ารับรองว่าเขานำมันไปหลอกผู้คนทุกค่ำคืนแน่นอน หลอกสกุลฟางจนสิ้นหลอกอู่ตัง(บู๊ตึ๊ง) หลอกเอ๋อเหมย(ง๊อไบ๊)จนสิ้นหลอกเส้าหลินจนสิ้นเจ้าอย่าได้นำความหายนะสู่ยุทธภพ…”

เช่นนั้นข้ามอบให้เจ้าแล้วกัน

หา? ไม่เอา! ข้าไม่อยากฝันร้ายตอนกลางคืน…”

น่ารักมากนะ และเลี้ยงง่ายด้วย เปี๊ยะใหญ่ราคาอัฐเดียวเลี้ยงมันได้สิบวัน ถูกเหลือเกินหลี่เหลียนฮวาแนะนำอย่างเอาจริงเอาจัง

หลี่เหลียนฮวา! มารดามันเถอะเจ้าวิปลาสเอาตอนนี้แล้วใช่หรือไม่ ข้าไม่เอา

ตอนที่ 2 สุสานอีผิ่น

ตอนที่ 2 สุสานอีผิ่น

น้ำค้างแข็งพลิ้วลมหิมะเหมันต์ปลิวละล่อง ต้นสนสูงลิ่วตระหง่าน

ที่นี่คือสุสานจักรพรรดิซีเฉิง จักรพรรดิรัชกาลก่อนๆยอดเขารัศมีห้าสิบลี้ถูกปรับภูมิลักษณะให้เป็นเป๋าติ่งทรงกลม(เชิงอรรถสุสานจักรพรรดิโบราณ ด้านบนวังใต้พิภพซึ่งเป็นส่วนที่ฝังพระศพ ใช้ก้อนอิฐก่อกำแพงและหลังคาทรงโค้งหรือทรงรี ด้านในอัดกระทุ้งด้วยดินเหลืองกำแพงล้อมเรียกว่าเป่าเฉิงหลังคาทรงโค้งเรียกว่าเป๋าติ่งที่เชิงเป๋าติ่งมักสร้างตำหนักใหญ่โตประจำสุสานไว้ด้วย) ปลูกต้นสนเป็นแถวแนวมีระเบียบ เชิงเป๋าติ่งนี้สร้างตำหนักอันโอฬาร ประวัติศาสตร์ขนานนามว่าซีหลิง(สุสานซี) ผู้คนในพื้นที่กว่าครึ่งเรียกขานว่าสุสานอีผิ่น(สุสานขั้นหนึ่ง) จักรพรรดิซีเฉิงเป็นจักรพรรดิธรรมดาสามัญ เมื่อครั้นครองราชย์มิได้ประกอบคุณูปการใด แต่ก็ไม่ปรากฏความผิดพลาดมหันต์แต่ประการใด สวรรคตมาร้อยกว่าปีนี้ ซีหลิงเงียบร้างไร้คนกล่าวขวัญถึงแม้กระทั่งบัณฑิตปราชญ์กวียังคิดมาที่นี่เพื่อรำลึกอาลัยน้อยมาก

ในรัศมีห้าสิบลี้แห่งซีหลิง จักรพรรดิองค์ปัจจุบันทิ้งกองทหารร้อยนายเฝ้ารักษาการณ์สุสาน เห็นเด่นชัดว่าไร้ซึ่งความจริงใจ ส่วนนายทหารรักษาการณ์ซีหลิงขึ้นชื่อลือชาเรื่องดื่มสุราก่อเรื่อง

อย่างไรเสีย เฝ้าคนตายที่ไม่อาจปีนออกมาจากสุสานได้อย่างเด็ดขาดคนหนึ่งช่างน่าเบื่อหน่ายเป็นที่ยิ่ง

จางชิงเหมาโซเซย่ำกองหิมะที่ตกมาสามสี่วัน ออกมาจากตำหนักซีหลิง หิ้วไหสุราสองใบฤดูหนาวอากาศหนาวเหน็บ เขาเล่นทายนับนิ้วแพ้ต้องออกไปซื้อสุรา ฉวยโอกาสซื้อเนื้อวัวเค็มสองจินกลับมากินแก้หนาว แม้ด้านนอกลมกระโชกหิมะกระหน่ำแต่เมื่อคิดว่าอีกอึดใจจะได้ดื่มสุรากินเนื้ออย่างสำราญ เขายังคงทำตัวกระปรี้กระเปร่า ยืดพุงอาด มุ่งไปยังเมืองผิงซานห่างจากซีหลิงไปยี่สิบลี้

วันนี้ขึ้นหนึ่งค่ำเดือนสิบสอง หิมะตกมาสี่วันแล้ว กองหิมะทับถมสูงท่วมเข่า เขาย่ำไประยะหนึ่งก่อนก่นด่า พลันสะดุดก้อนหินหกล้ม ยิ่งอดด่าประดาเพื่อนทหารหน้าตัวเมียที่เอาแต่หลบหนาวบนตำหนักซีหลิงอย่างแสบสันไม่ได้ ประหนึ่งว่าเขาถูกหลายคนนั้นถีบเข้าให้ก็ไม่ปาน กระทั่งเขาด่ากราดเกรี้ยวจนจิตใจเบิกบาน ขณะคลานลุกขึ้น พลันเห็นว่าในกองหิมะมีขาข้างหนึ่งโผล่ขึ้นมา

นั่นเป็นขาข้างหนึ่งที่คลับคล้ายหัวไชเท้า และออกจะคล้ายท่อนไม้ สิ่งเดียวที่ทำให้จางชิงเหมาแยกแยะได้ว่านั่นเป็นขาก็เพราะยังมีกางแกงและรองเท้าติดคาอยู่

ขาข้างนั้นสวมแพรดิ้นสีดำคุณภาพเยี่ยม เห็นเด่นชัดเป็นพิเศษในพื้นหิมะล้นออกจากหลุมที่เกิดจากการล้มกระแทกของจางชิงเหมา รองเท้าของขาข้างนั้นเป็นแบบส้นบางหน้านุ่ม ด้านบนปักลายศีรษะมนุษย์ไร้หน้าตา มีเพียงเส้นผมและลำคอ แปลกประหลาดเหลือแสน จางชิงเหมาก่อนกลายเป็นถังสุราก็เคยคลุกคลีในยุทธภพหลายปี เห็นรองเท้าข้างนั้น ก็อึ้งงันครึ่งค่อนวัน ค่อยกู่ร้องกังวานมือสังหารไร้หน้า!”

เจ้าของขาคล้ายหัวไชเท้าที่โผล่พ้นพื้นหิมะข้างนั้นมีชื่อว่ามู่หรงอู๋เหยียน(เชิงอรรถอู๋เหยียนแปลว่าไร้หน้า) ติดลำดับที่ยี่สิบแปดในอันดับคนประหลาดแห่งยุทธภพ เป็นมือสังหาร เป็นคนนอกด่านอายุอานามไม่แน่ชัด เรื่องสะเทือนเลือนลั่นที่สุดที่เขาเคยกระทำ คือลอบสังหารเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินไม่สำเร็จ แต่หลบหนีออกจากวัดเส้าหลินได้ครบส่วน และไม่มีผู้ใดเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา

1

ฝอปี่ไป๋สือ

สถานที่ตั้งของฝอปี่ไป๋สือ อยู่ด้านหลังบึงแห่งหนึ่งในเขาชิงหยวน เป็นหมู่ตึกขนาดเล็กชื่อว่าหมู่ตึกไป่ชวน’(ร้อยลำธาร) ได้ชื่อมาจากคำกล่าวว่ามหาสมุทรรับร้อยลำธาร ผสมผสานจึงยิ่งใหญ่ภายในไป่ชวนมีตึกรามสี่ห้าแห่ง อิฐเทากระเบื้องดำ หิมะทับถมหนาเกินนิ้ว

บุรุษอายุประมาณสี่สิบในชุดคลุมยาวสีครามมือไพล่หลังเพ่งมองไปทางลานบ้าน ด้านที่ตรงกันข้ามกับหน้าต่าง ภายในลานว่างเปล่าไร้สรรพสิ่ง มีเพียงอิฐเทามุมหนึ่ง ด้านบนกองเต็มด้วยหิมะขาวโพลน ทิ้งร่องรอยเบาบางละเอียดมิรู้ว่านกกระจอกใดเคยร่อนลงเกาะ ชายชุดครามคิ้วเข้มตาเฉียง รูปร่างสูงใหญ่ ยืนเบื้องหน้าหน้าต่าง ท่าทางมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวก็ไม่ปาน

เขาคือหัวหน้าแห่งฝอปี่ไป๋สือ แซ่จี้ นามว่าฮั่นฝอ

ฟังว่าระยะนี้สุสานอีผิ่นเกิดเรื่องใหญ่ด้านหลังจี้ฮั่นฝอมีคนเอ่ยมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างล้วนตายอยู่ที่นั่น ข้าตรวจสอบบันทึกหลายปีมานี้ของสุสานอีผิ่น เริ่มจากสามสิบปีก่อน ที่สูญหายไปที่นั่นนับรวมได้สิบเอ็ดคน ในบรรดานั้นเจ็ดคนล้วนมีวิทยายุทธ์ไม่เลว

หากนับมู่หรงอู๋เหยียนเป็นยอดฝีมือสูงสุดจี้ฮั่นฝอเอ่ยเสียงเย็นคนผู้นี้พลังฝีมือไม่เป็นรองเจ้าและข้า

ผู้ที่อยู่ด้านหลังจี้ฮั่นฝอสวมชุดสำลีอวบอ้วนทั้งร่าง หน้ากลมปากอิ่ม น้ำหนักอย่างน้อยสองร้อยจินขึ้นไป รูปร่างกลับไม่สูง กลมปุกดังเป็ดอ้วน เป็นไป๋เอ๋อ”(เป็ดขาว) ไป๋เจียงฉุนครานี้ที่โผล่ขึ้นมาพร้อมมู่หรงอู๋เหยียนที่สุสานอีผิ่นในสวนสน ยังมีซากศพของวัชระกระดูกเหล็กอู๋กว่าง ทั้งสองคนล้วนเหมือนกัน ลำตัวด้านบนผอมแห้งดั่งท่อนฟืน ช่วงล่างบวมเป่ง ทั้งร่างไร้ร่องรอยบาดเจ็บ

อืมจี้ฮั่นฝอรับคำเสียงจางคราหนึ่งปี่ชิวส่งคนตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว ไม่นานน่าจะได้ข่าว

ไป๋เจียงฉุนยิ้มตาหยีปี่ชิวเจ้านี่นับตั้งแต่เจ้าสำนักจากไป คำนวณแล้วมีสิบปีไม่ได้ออกประตูเขาสวมเสื้อกันหนาวบุฝ้ายตัวใหญ่ กลับถือพัดใบกกโบกพัดกวักลมเหมือนเจ้าทำมือขวาตนเองพิการอย่างไรอย่างนั้น คนก็ตายไปแล้ว พวกเจ้ารู้สึกไม่สบายใจไปมีประโยชน์อันใด

เจ้าคิดตก แล้วเหตุใดเจ้าต้องกางแผนที่เกาะทะเลตงไห่(บูรพาสมุทร)ไว้ในห้องด้วยเล่า อีกทั้งยังแอบส่งคนไปเสาะหาจี้ฮั่นฝอเอ่ยชืดชา

ไป๋เจียงฉุนเฮอะครั้งหนึ่ง เปลี่ยนหัวข้อปี่ชิวเป็นตายก็ไม่ยอมออกประตู ประดาลูกน้องลูกศิษย์ของเขาเหล่านั้นโง่เขลาเป็นกำลัง ข้าพอดีมีเรื่องไปอวิ๋นหนาน เจ้ากับเจ้าสี่ในมือก็ยังมีธุระ เรื่องสุสานอีผิ่นก็เป็นเรื่องใหญ่ เจ้าวางแผนจะทำอย่างไร

เรื่องสุสานอีผิ่น ปี่ชิวไหว้วานสกุลฟางแล้วสายตาจี้ฮั่นฝอเคลื่อนผ่านแสงสีที่มิอาจมองเห็นได้สายหนึ่งเขาแม้ตัวไม่ออกจากประตู แต่กระทำการงานยังคงเหมาะสมเรียบร้อย

ดวงตาเล็กที่ถูกไขมันบีบอัดชิดกันของไป๋เจียงฉุนส่องประกายวิบวับมอบให้ฟางตัวปิ้ง?”

จี้ฮั่นฝอพยักหน้า

เป้าหมาย?” ดวงตาของไป๋เจียงฉุนทั้งเฉียบคมทั้งสว่างวาบ

จี้ฮั่นฝออมพะนำครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเชื่องช้าหลี่เหลียนฮวา

ไป๋เจียงฉุนตบพัดใบกกดังปังกับโต๊ะหลี่เหลียนฮวา อายุไม่แน่ชัด ภูมิหลังไม่แน่นอน รูปลักษณ์ไม่กระจ่าง หกปีก่อนออกสู่ยุทธภพ เป็นหมอเทวดาอันดับหนึ่งในยุทธจักร มีหอดอกบัวลายมหามงคลหลังหนึ่ง สร้างอย่างวิจิตรประณีต ใช้วัวม้าลากเคลื่อนที่ได้ ฝีมือทางการแพทย์ดั่งเทพเซียน เคยชุบชีวิตซือเหวินเจวี๋ยและเฮ่อหลันเถี่ยจากความตาย ไม่นานมานี้ร่วมมือกับสายตรวจฟ้าเป็นธรรม บุปผาฟ้าเป็นธรรมคลี่คลายคดีหน้าต่างมรกตมีภูตผีสังหารผู้คน มิทราบคนผู้นั้นในคดีนี้เกิดประโยชน์อันใด

ไป๋เอ๋อไป๋เจียงฉุนรับผิดชอบเรื่องเส้นสายกำลังคนของฝอปี่ไป๋สือ ขอเพียงมีชื่อในยุทธภพ เกินครึ่งล้วนรู้จักเล็กน้อย หากเป็นคนดัง เขายิ่งนับราวสมบัติล้ำค่าในชานเรือน

จี้ฮั่นฝอเอ่ยคนผู้นี้และเจ้าสำนักไม่แม้แต่จะเกี่ยวข้องกัน เพียงทว่าหอดอกบัวนั่น…” เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงหนักเจ้ายังจำได้หรือไม่ ปีนั้นเจ้าข้าโจมตีเข้าใจกลางพรรคจินยวน หน้าเรือนนอนของตี๋เฟยเซิง มีแท่นบูชาพระพุทธหลังหนึ่ง

ไป๋เจียงฉุนพยักหน้าข้ายังจำได้ว่าตอนพวกเราฝ่าเข้าไป แท่นบูชานั้นยังมีธูปจุดอยู่ ทว่าตี๋เฟยเฟิงไม่อยู่เสียแล้ว

ลวดลายสลักเสลาบนแท่นบูชานั้นเป็นฝีมือแกะสลักของปรมาจารย์จินเซี่ยง จินเซี่ยงมาจากเทียนจู๋(เชิงอรรถชื่อเรียกอินเดียในสมัยโบราณของจีน) เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกและการแกะสลัก ลวดลายบนแท่นบูชานั้นเป็นที่เคารพเลื่อมใสของปี่ชิวมากจี้ฮั่นฝอเอ่ยลวดลายบนหอดอกบัวคล้ายคลึงแท่นบูชาหลังนั้นเหลือเกิน ดั่งออกจากพิมพ์เดียวกัน

เจ้าและปี่ชิวสงสัยว่าหลี่เหลียนฮวาเป็นสมุนของพรรคจินยวน?” ไป๋เจียงฉุนครุ่นคิดอย่างละเอียดคนผู้นี้ควรค่าแก่การทดสอบ

หากหอดอกบัวเป็นวัตถุของพรรคจินยวนจริง เช่นนั้นหลี่เหลียนฮวาย่อมเกี่ยวพันกับตี๋เฟยเซิงจี้ฮั่นฝอเอ่ยเสียงจางตี๋เฟยเซิงและเจ้าสำนักหายสาบสูญไปทั้งคู่ ตี๋เฟยเซิงหากยังไม่ตาย เจ้าสำนักก็น่าจะไม่เป็นกระไรจึงจะถูก

ไป๋เจียงฉุนไม่ตอบคำถาม ผ่านไปเนิ่นนาน พ่นลมหายใจสองสายออกจากรูจมูกอวบอูมปี่ชิวใช้ผู้ใดไปซีหลิง

เก่อพาน

เก่อพานเป็นศิษย์ของปี่ชิวที่มีความสามารถมากที่สุด  ถึงขั้นฝีมือในการลงบัญชีคิดบัญชีของเขาในฝอปี่ไป๋สือ นับได้ว่าโดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง อายุยี่สิบบวกห้า เข้าร่วมฝอปี่ไป๋สือเต็มสิบปีพอดี หลี่เซียงอี๋หายตัวไปไม่นาน เขาก็ถูกปี่ชิวรับไว้เป็นศิษย์ เรื่องที่เก่อพานเสียดายที่สุดในชีวิตก็คือไม่เคยเห็นหลี่เซียงอี๋ด้วยตาตนเอง เจ้าสำนักสื้อกู้หลี่เซียงอี๋ได้ชื่อว่าหล่อเหลาไร้ที่ติ มือหนึ่งพกมหากระบี่เซียงอี๋กระฉ่อนนามสะท้านยุทธภพนิสัยเย็นชาโอหังสันโดษเอาแต่ใจ สติปัญญาเลิศล้ำ เขาอายุสิบเจ็ดปีก่อตั้งสำนักสื้อกู้ อายุสิบแปดชื่อก้องเขตคาม ภายในสำนักสื้อกู้ยอดคนแออัด เขาทำให้บุคคลเยี่ยงจี้ฮั่นฝอ ไป๋เจียงฉุนก้มหน้าฟังคำสั่ง ภักดีต่อเขาราวเทพเจ้า เป็นบุคคลเช่นใดกันแน่ อาศัยเพียงเท่านี้ก็พอจินตนาการได้บ้าง เก่อพานมักเสียดายที่เกิดมาช้า ไม่เคยประจักษ์ความงามสง่าของหลี่เซียงอี๋กับตา

เที่ยวนี้ร่วมมือกับสกุลฟางมุ่งหน้าไปยังสุสานอีผิ่น เก่อพานรู้สึกตื่นเต้นต่อภารกิจของตนเองสิบปีมานี้น้อยครั้งเพราะภารกิจกระตุ้นจิตใจเขาได้  แต่คราวนี้ไปหยั่งเชิงว่าหลี่เหลียนฮวาเป็นคนของพรรคจินยวนหรือไม่ เขากลับอารมณ์ฮึกเหิมคึกคักขึ้น เขาม้าเร็วเพิ่มแส้ หลังเที่ยงก็คงถึงสถานที่ที่ฟางตัวปิ้งระบุในจดหมายโรงเตี๊ยมเสี่ยวเยว่(จันทราฟ้าสาง)

อาชาฝีเท้าดีควบเร็วดั่งดาวตก แฉลบผ่านเส้นทางหุบเขา

ขณะเลี้ยวตรงทางโค้ง พลันมีน้ำสาดบนกองหิมะข้างเส้นทางหุบเขา เก่อพานราวกับสะดุดบางอย่าง ม้าตัวนั้นซวนเซคราหนึ่ง ก่อนห้อตะบึงต่อไป

2

หนทางอยู่หนใด

ฟางตัวปิ้งนั่งอยู่ภายในโรงเตี๊ยมอย่างกลัดกลุ้มมองหลี่เหลียนฮวาเดินไปเดินมา คนผู้นี้อุ้มลูกชายของเถ้าแก่เนี้ยโรงเตี๊ยมเสี่ยวเยว่เดินกลับไปกลับมาในห้องเนิ่นนานแล้ว ทันทีที่เขาหยุดเดิน หนูน้อยนั่นก็แผดร้องเสียงดังราวหมาป่าโหยหวน

นี่ลูกของเจ้า?”

ไม่ใช่หลี่เหลียนฮวาอุ้มเด็กน้อยที่หน้าตาไม่น่ารักเสียเท่าไร ลูบหัวเขาแผ่วเบา

ไม่ใช่ลูกเจ้าเจ้าปลอบเขาทำไมฟางตัวปิ้งโมโหแทบคลั่งเพราะหลี่เหลียนฮวาอยู่รอมร่อข้านั่งในนี้ได้นานหนึ่งชั่วยามแล้ว คุณชายเยี่ยงข้าภารกิจรัดตัว จัดการธุระวันละนับหมื่น ถ่อไกลพันลี้มาหาเจ้าในสถานที่เล็กจ้อยเช่นนี้ เจ้าถึงกับปลอบลูกคนอื่นต่อหน้าข้าถึงหนึ่งชั่วยามแล้ว

ชุ่ยฮวาออกไปภายนอกแล้วหลี่เหลียนฮวาชี้ไปนอกประตูนางไปซื้อซีอิ๊ว ลูกชายไร้คนดูแล

โลกนี้ยังมีลูกชายของแม่หม้ายอีกมากไร้คนดูแล เจ้ามิสู้แต่งแต่ละนางกลับบ้านให้รู้แล้วรู้รอด!” ฟางตัวปิ้งถลึงลูกตา กำปั้นหนึ่งทุบโครมบนโต๊ะอย่างดุดันข้าบอกเจ้าให้ฝอปี่ไป๋สือ ไหว้วานคุณชายเยี่ยงข้าให้กระทำเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เกี่ยวกับวัชระกระดูกเหล็กอู๋กว่างและมือสังหารไร้หน้ามู่หรงอู๋เหยียน  หากเจ้าไม่ตามข้าไปตรวจสอบหาคนร้าย ข้าจะสังหารเจ้าทันที!” เขาจ้องหลี่เหลียนฮวาอย่างข่มขู่เจ้าไปไม่ไป? ไม่ไปข้าจะสังหารเจ้าทันที!”

อู๋กว่างตายเป็นด้วย?” หลี่เหลียนฮวาสะดุ้งโหยงมู่หรงอู๋เหยียนก็ตายเป็นด้วย?”

กระทั่งหลี่เซียงอี๋และตี๋เฟยเซิงยังตายเป็น สองคนนี้นับประสาอันใดฟางตัวปิ้งมองเด็กในอ้อมกอดหลี่เหลียนฮวาอย่างเหลืออด ตบโต๊ะตวาดเจ้าจะอุ้มลูกคนอื่นไปถึงเมื่อใดกันแน่

แกร็กเสียงหนึ่ง เป็นเสียงประตูเปิดและงับเข้า นอกประตูแว่วเสียงพิอักพิอ่วนของชายหนุ่มผู้หนึ่งข้าน้อยเก่อพาน ศิษย์สำนักฝอปี่ไป๋สือเขาเห็นเด่นชัดว่าหลังเปิดประตูได้ยินเสียงตวาดของฟางตัวปิ้ง สะดุ้งตกใจ มือสั่นงับปิดประตูแทบไม่ทัน

ฟางตัวปิ้งรีบจัดแจงเสื้อผ้าเข้าที่ วันนี้เขามิได้พกกระบี่ที่ถูกเขาตั้งชื่อว่าเสนาะวจนะเล่มนั้นมาด้วย ผุดรอยยิ้มสุภาพเรียบร้อยแค่กๆ เชิญเข้ามา ข้าน้อยฟางตัวปิ้ง

เก่อพานผลักเปิดประตูเข้ามา เขาสวมชุดชิงซาน(เชิงอรรถชุดที่ปัญญาชนสวมใส่)ผ้าแพรตามสมัยนิยม เท้าสวมรองเท้ายาวพื้นบาง ยิ้มอย่างอัธยาศัยดีเมื่อเทียบกับบุรุษหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาเก่อพานคารวะคุณชายฟาง คุณชายหลี่เขากำหมัดคารวะฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวา เห็นเด่นชัดว่าชะงักงันเมื่อเห็นหลี่เหลียนฮวาอุ้มทารก ทว่าคืนสติกลับมารวดเร็ว ทำเป็นไม่เห็น

สถานการณ์สุสานอีผิ่นเป็นอย่างไรสองมือฟางตัวปิ้งวางพาดเท้าแขนเก้าอี้ตอนปี่ชิวส่งข่าวให้ข้านั้น เอ่ยเพียงอู๋กว่างและมู่หรงอู๋เหยียนตายที่สุสานอีผิ่น รายละเอียดอื่นเอ่ยว่ารอท่านมาถึงค่อยสนทนาโดยละเอียด เรื่องเป็นอย่างไรกันแน่

เก่อพานประสานมือคำนับต่อหน้าโต๊ะฟางตัวปิ้งก่อนเอ่ยข่าวที่อาจารย์ได้รับก็ไม่แม่นยำนัก จากสถานการณ์ที่อาจารย์อาเอ๋อได้รับ ทั้งคู่ลำตัวช่วงบนผอมตอบ ช่วงล่างท้องบวมเป่ง ทั้งไร้บาดแผล ศพอยู่ในป่าสนห่างจากสุสานอีผิ่นไปสิบลี้ ทั้งคู่อยู่ห่างกันสิบห้าจั้ง ท่าทางแปลกพิสดารยิ่งนัก ผู้พบศพมีชื่อว่าจางชิงเหมา เดิมเป็นศิษย์เส้าหลิน มู่หรงอู๋เหยียนตายที่ซีหลิง เรื่องนี้แม้ไม่เกี่ยวกับทหารรักษาการณ์สุสาน แต่ในยุทธภพกลับเป็นเรื่องใหญ่ อาจารย์อาเอ๋อตรวจสอบข้อมูลได้ว่านี่มิใช่เรื่องแรกที่เกิดขึ้นที่ซีหลิง สามสิบปีมานี้ มีสิบเอ็ดคนหายตัวไปที่ซีหลิง ในบรรดานั้นไม่ขาดมือดี

ซีหลิงอยู่ด้านหลังฟางตัวปิ้งพ่นเสียงเฮอะออกมาจากจมูกครั้งหนึ่งขึ้นไปดูก็รู้แล้ว เพียงแต่ยังต้องรอ…”

เก่อพานถามแปลกใจรออะไร

ฟางตัวปิ้งเฮอะอีกเสียงรอเถ้าแก่เนี้ยกลับมา

รอเถ้าแก่เนี้ยกลับมา?” เก่อพานกระแอมเบาๆ เสียงหนึ่ง ไม่อาจเข้าใจได้

ฟางตัวปิ้งจ้องหลี่เหลียนฮวาอย่างเคืองขุ่น หลี่เหลียนฮวาแววขออภัยเต็มหน้าจ้องมองเขาข้าไม่รู้ว่าชุ่ยฮวาไปซื้อซีอิ๊วได้นานขนาดนี้

หลังจากปี่ชิวไหว้วานเรื่องสุสานอีผิ่นแก่สกุลฟางแล้ว สกุลฟางให้ความสำคัญกับการไหว้วานของฝอปี่ไป๋สือยิ่งนัก กำชับกำชาฟางตัวปิ้งหลายครั้งหลายคราให้ปฏิบัติภารกิจอย่างระมัดระวัง ตรวจสอบเรื่องนี้โดยละเอียด

ส่วนฟางตัวปิ้งต้องลากหลี่เหลียนฮวาไปปฏิบัติภารกิจพร้อมกันให้ได้ เขาประโคมโอ่ว่าตนเองฉลาดปราดเปรื่อง ย่อมรู้ดีว่าคนเช่นไรใช้การได้ดีที่สุดในตอนไหน

เก่อพานมองประเมินหมอเทวดาแห่งยุทธภพผู้ที่หลังครึ่งอึดใจในที่สุดก็ยอมเปิดปากเสียที รู้สึกเพียงผู้ที่เห็นความสำคัญต่อเรื่องเถ้าแก่เนี้ยซื้อซีอิ๊วมากกว่าตรวจสอบการตายของมู่หรงอู๋เหยียนกลับพบเห็นได้น้อย

พวกเขารออีกครึ่งชั่วยามไม่อาจรอจนซุนชุ่ยฮวาเถ้าแก่เนี้ยของโรงเตี๊ยมกลับมา สุดท้ายหลี่เหลียนฮวาได้แต่นำเด็กไปฝากไว้กับแม่เล้าแห่งหออี๋หง(แดงสราญ)ซึ่งอยู่ข้างๆ

เมื่อกลับมาถึงโรงเตี๊ยม อีกสองคนล้วนรอจนกระวนกระวายใจนักแล้ว ด้วยความรวดเร็วทั้งสามมุ่งไปยังซีหลิง

เมื่อปีนขึ้นซีหลิงก็เป็นยามค่ำแล้ว สี่ทิศยากเห็นร่องรอยผู้คนย่ำกราย ที่นี่เป็นสถานที่ต้องห้ามแห่งราชวงศ์ ทหารประจำการไม่เกินร้อยคน ชาวบ้านทั่วไปน้อยมากย่ำกรายเข้าเขตซีหลิง สถานที่ใกล้ซีหลิงล้วนเป็นต้นสน แทบไม่มีสัตว์ป่าปรากฏหลบซ่อน เป็นแดนตายที่เรียบร้อยสะอาดผืนหนึ่ง รอยเท้าของทั้งสามคดเคี้ยวเป็นเส้น ชัดกระจ่างต่างจากปรกติ บนพื้นหิมะทับถมเช่นนี้ ขอเพียงไม่มีหิมะตกหนัก อากาศมิได้แปรเป็นอบอุ่น รอยเท้าภายในหลายวันย่อมชัดกระจ่างดั่งใหม่

ในป่าไม้ไม่ไกลเบื้องหน้ามีแสงไฟวับแวม ทั้งสามยังมิทันเข้าใกล้ ได้ยินภายในป่าไม้มีเสียงคนตะโกนขึ้นแล้ว เอ่ยว่าเป็นทหารรักษาการณ์ของราชสำนัก ให้ผู้ได้ยินรีบจรลี หลังเก่อพานแสดงตนว่าเป็นศิษย์ฝอปี่ไป๋สือแล้ว ภายในป่าไม้ปรากฏหลายคนถือคบไฟออกมา ออกตัวว่าเป็นศิษย์สำนักเส้าหลินอู่ตัง รอฝอปี่ไป๋สือหลายเพลาแล้ว

ผู้ถือคบไฟในป่ารวมมีห้าคน ในบรรดานั้นที่อวบอ้วนคือจางชิงเหมาสี่คนที่เหลือเป็นศิษย์ฆราวาสของเส้าหลินสองคนเป็นฝาแฝดแซ่จาง ชื่อจางชิ่งหู่และจางชิ่งซือ ทั้งคู่หน้าตาคลับคล้ายกันยิ่ง เพียงทว่าแก้มของจางชิ่งหู่มีไฝดำ จางชิ่งซือกลับไม่มี จางชิ่งหู่เชี่ยวชาญการใช้สิบแปดพลองเส้าหลิน จางชิ่งซือชำนาญฝ่ามืออรหันต์

อีกสองคนเป็นศิษย์อู่ตัง หนึ่งชื่อว่าหยางชิวเยว่ อีกหนึ่งชื่อกู่เฟิงซิน ทั้งหลายคนเฝ้าศพมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างได้หลายวันแล้ว อย่างไรเสียก็ถือกำเนิดจากยุทธภพ รู้ลึกซึ้งว่าการตายของสองคนนี้ต่างจากการตายของผู้อื่น เรื่องนี้หากจัดการไม่ดี เกรงเพียงบรรดาญาติสนิทมิตรสหายคนร่วมตระกูลและอาจารย์ของสองคนนี้ล้วนเร่งรุดขึ้นเขามาเอาเรื่อง ถึงตอนนั้นทหารรักษาการณ์ร้อยคนมีประโยชน์อันใด ไยมิใช่มีเพียงยืดคอรอให้เชือด

ศิษย์ร่วมสำนักแซ่จางทั้งสามเฝ้าซากศพมู่หรงอู๋เหยียน หยางชิวเยว่และกู่เฟิงซินเฝ้าซากศพของอู๋กว่าง สายตาเห็นว่าคนที่รอมาถึงแล้ว ล้วนฉายแววยินดีบนใบหน้า

ฟางตัวปิ้งมองศพสองซากนั้นแวบหนึ่ง สองคนนี้ก่อนตายแม้มิใช่คนอ้วนอย่างน้อยก็กำยำล่ำสัน บัดนี้กลับกลายเป็นลักษณะประหลาดพิสดารช่วงบนแห้งตอบช่วงล่างท้องมาร อดถอนใจออกมามิได้นี่มันอันใดกันแน่ ถูกพิษหรือโดนอาคม?”

เก่อพานพลิกตรวจซากศพอู๋กว่างอย่างคล่องแคล่วครั้งหนึ่ง เอ่ยว่าแปลกประหลาด ทั้งสองคนนี้หิวตาย?”

หิวตาย?” ฟางตัวปิ้งตะลึงงัน เขามองออกว่าหมอเทวดาข้างกายก็สะดุ้งโหยงเช่นกันเป็นไปได้อย่างไร ทั้งสองคนต่างไม่ยากจน จะหิวตายได้อย่างไร

คนหิวตายในที่ชื้นแฉะ จะเป็นลักษณะเช่นนี้เก่อพานเอ่ยคุณชายหลี่น่าจะกระจ่างยิ่ง ข้าเดิมยังคิดว่าพวกเขาได้รับบาดเจ็บจากของมีพิษ เป็นเหตุให้แห้งตอบและท้องบวมเป่ง บัดนี้ดูแล้วเป็นเพราะหิวตายอย่างแน่นอนเขาเงยหน้ามองหลี่เหลียนฮวาอย่างนบนอบมิทราบความคิดเห็นต่ำต้อยของข้าน้อย มีที่ผิดหรือไม่

หลี่เหลียนฮวาอึ้งงัน ยิ้มบางไม่ผิด

ฟางตัวปิ้งแค่นเสียงหึหึอยู่ด้านข้าง ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

แปลกประหลาด ในที่รกร้างว่างเปล่า สองยอดยุทธ์แห่งยุคถึงกับหิวตายได้ดูท่าพวกเขาหาใช่ตายที่นี่เก่อพานฉงนสงสัยยิ่ง ชะเง้อชะแง้สี่ทิศ เดินไปยังชายป่าจดจ้องไปทางซีหลิงเว้นเสียแต่เพียงมีคนขังพวกเขาในที่ที่ไม่มีอาหารและน้ำดื่ม หรือว่าจะเป็น…”

ฟางตัวปิ้งเอ่ยแทรกซีหลิง?”

เก่อพานพยักหน้าในรัศมีห้าสิบลี้ นอกจากซีหลิง เกรงว่าไม่มีสถานที่อื่นใดสามารถดึงดูดสองยอดฝีมือนี้ได้

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยแทรกเช่นนั้นพวกเขามาที่นี่ได้อย่างไร

ฟางตัวปิ้งและเก่อพานต่างอึ้งงัน ซีหลิงห่างจากที่นี่ไกลสิบลี้ แม้รอบซากศพมากมีด้วยรอยเท้า กลับเป็นรอยเท้าหนักลึกของทหารรักษาการณ์ มิใช่มู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างทิ้งไว้เด็ดขาด

ฟางตัวปิ้งสมองหมุนเร็วรี่หรือว่ารอยเท้ายามพวกเขาออกมาถูกพวกจางชิงเหมาเหยียบกลบไปแล้ว

หลี่เหลียนฮวาคล้ายไม่ได้ยินคำสงสัยของฟางตัวปิ้ง กลับเงยหน้ามองต้นสนข้างกายต้นหนึ่งเงียบเชียบ ฟางตัวปิ้งมองไล่ไปตามสายตาเขา หัวสมองหมุนแล่น ตระหนักโดยพลันข้าเข้าใจแล้ว! ในเมื่อสองคนนี้ไม่ได้ตายที่นี่ แน่นอนย่อมไม่มีรอยเท้า ที่พวกเขามาอยู่ที่นี่ เนื่องเพราะทางออกเป็นมูลเหตุ

เก่อพานถามอย่างแปลกใจทางออกเป็นมูลเหตุ? หมายความว่าอะไร

ฟางตัวปิ้งชี้ไปยังต้นสนต้นนั้นท่านดู

เก่อพานเพ่งสายตามองไป หิมะทับถมกองหนึ่งตรงซอกกิ่งก้านขนาดยักษ์ของต้นสนมีรอยยุบเล็กน้อย ทิ้งรอยเท้าเห็นได้ชัดหนึ่งรอย

จุดพักเท้า?”

ฟางตัวปิ้งพยักหน้าสนต้นนี้อยู่ระหว่างศพของมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่าง พวกเขาอยู่ห่างกันสิบห้าจั้ง สนต้นนี้เป็นจุดกึ่งกลางพอดิบพอดี มู่หรงอู๋เหยียนอยู่ที่ห่างจากต้นนี้ไปแปดจั้ง

เก่อพานมองปราดโดยรอบ ตื่นตัวเฉียบพลันที่แท้แบบนี้ ยอดเขานี้ต้นสนแม้มีมาก กลับไม่เชื่อมต่อ มิน่าสองคนนี้ห่างกันสิบห้าจั้ง สายตาคุณชายฟางดุจคบเพลิง เก่อพานเลื่อมใสยิ่งนักหลังคอฟางตัวปิ้งผุดเหงื่อเย็นวาบมากมาย ยิ้มแห้งคราหนึ่ง จ้องหลี่เหลียนฮวาแวบหนึ่ง หลี่เหลียนฮวากลับฟังพลางพยักหน้าถี่เนื่อง

ที่แท้ยอดเขาซีหลิงต้นสนขึ้นปกคลุมเต็ม ทว่าป่าสนกลับไม่เชื่อมต่อกัน ไม่เพียงเดิมป่าสนหนึ่งผืนมีช่องว่างห่างกัน จากยอดเขาถึงไหล่เขายังมีช่วงห่างอีกระยะหนึ่ง หากมียอดฝีมือคิดอาศัยต้นสนลงจากยอดเขาซีหลิงโดยไม่ทิ้งร่องรอย จำต้องก้าวข้ามพื้นหิมะเกือบยี่สิบจั้ง แต่ถึงแม้เป็นยอดฝีมือแห่งยุคก็ไม่อาจทะยานข้ามยี่สิบจั้งในคราวเดียว หากเป็นยอดเขาอื่น ขอเพียงเก็บหินขึ้นมารองเท้า ก็จรลีไปได้โดยไม่สะทกสะท้าน แต่ซีหลิงกลับเป็นสุสานจักรพรรดิ ทั้งบรรพตผ่านการปรับแต่งอย่างละเอียดรอบคอบด้วยน้ำมือมนุษย์ ยอดภูปูเต็มด้วยหินกรวดขนาดเดียวกัน บัดนี้ล้วนอยู่ภายใต้หิมะทับถม หากขุดหินกรวดชิ้นหนึ่งขึ้นมารองเท้า กลับเปิดโปงร่องรอย และยามนี้หากข้างกายมีสองศพพอดีเกรงว่าคงมีคนหนีบซากศพสัญจรทางยอดสน โยนสองศพลงในหิมะ ถือเป็นสิ่งของยืมแรง ใช้ต่างหินกรวด เขาทะยานข้ามผ่านพื้นหิมะยี่สิบจั้ง จากไปทางไหล่เขา ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ บนพื้นหิมะ ดูจากคนผู้นี้โยนซากศพโดยไม่แยแส ก็รู้ได้ว่ามิใช่บุคคลสามัญเป็นอันขาด กลับไม่ทราบว่าเหตุใดเขายอมทิ้งสองซากศพที่ย่อมก่อให้เกิดเรื่องราวบานปลายใหญ่โตแน่นอน กลับไม่ยอมทิ้งรอยเท้าไว้

ฟางตัวปิ้งเอ่ยงึมงำหรือว่าคนผู้นี้มิใช่ฆาตกรสังหารทำร้ายมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่าง หากเป็นคนร้าย จะกระทำเรื่องทำนองนี้ได้อย่างไร ข้ารู้แล้ว!” สองตาเขาวาบสว่างขาของคนผู้นี้ต้องมีปัญหาแน่ ปรกติเขาคงน้อยเนื้อต่ำใจเหลือเกิน ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมทิ้งรอยเท้าไว้บนหิมะ

คุณชายฟางเอ่ยข้อสันนิษฐานเลิศล้ำของตนเองจนจบอย่างภูมิอกภูมิใจ กลับพบว่าหลี่เหลียนฮวามองรอยพักเท้าบนต้นไม้ต้นนั้นไม่ละสายตา เก่อพานเดินข้ามไปอดพลิกดูศพมู่หรงอู๋เหยียนมิได้ ราวกับว่าไม่มีผู้ใดได้ยินวาจาที่เขาเอ่ย

จางชิงเหมาเคารพนบนอบต่อทั้งสามคนนี้ดั่งเทพเซียน ฟังอยู่ข้างๆ เงียบเชียบ

จางชิ่งหู่กลับเอ่ยปากว่าพวกข้ารักษาการณ์ซีหลิงมาหลายปี หมิงโหลว(หอรุ่งโรจน์)(เชิงอรรถหมิงโหลว(หอรุ่งโรจน์) หอที่สร้างเพื่อเป็นที่ประกอบพิธีเซ่นไหว้ หรือที่ประทับของจักรพรรดิเชื้อพระวงศ์ยามเสด็จมาตรวจงานก่อสร้าง)และในเป่าเฉิง(กำแพงแก้ว)(เชิงอรรถกำแพงที่ก่อขึ้นล้อมรอบเป๋าติ่ง)พักอาศัยเต็มไปด้วยผู้คน ต่อให้มีคนถูกขังอยู่ในตำหนักซีหลิง ก็เป็นไปไม่ได้ว่าจะหิวตายโดยไม่มีผู้ใดพบ

จางชิ่งซือไม่ถนัดเอ่ยคำ พยักหน้าเล็กน้อย สายตากลับจับจ้องเก่อพานตลอด ทันทีที่ฟางตัวปิ้งสบตาจางชิ่งซือ รู้สึกราวกับมีบางสิ่งไม่ถูกต้องตงิด ในชั่วขณะกลับคิดไม่ออก

หากเป็นวังใต้พิภพเล่าหยางชิงเยว่ถามเสียงเย็น

ท่านอย่าได้ลืม แม้พระพินัยกรรมจักรพรรดิซีเฉิงทรงให้ฝังอย่างเรียบง่าย ทว่าที่นี่เป็นถึงสุสานจักรพรรดิ ไม่แน่ใต้ดินอาจมีสมบัติล้ำค่าบางอย่างจริง ควรค่าให้มู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างมาเสาะหาถึงที่ ที่นี่มีตำนานไม่น้อย ยาวิเศษกวนอิมหลั่งน้ำตาเอย ลัญจกรมอบราชบัลลังก์เอย ตำนานที่สุสานจักรพรรดิควรมีล้วนมีเก่อพานผู้นี้รูปลักษณ์สุภาพ เอ่ยวาจาเผยกลิ่นอายมากเล่ห์ ฟางตัวปิ้งได้เห็นแล้วก็ไม่ชอบเป็นอย่างมาก

แต่พวกเราอยู่ซีหลิงมากว่าสามปีไม่เคยพบทางเข้าวังใต้พิภพเลยกู่เฟิงซินกล่าวหากมีคนหาทางเข้าวังใต้พิภพพบจริง แล้วนำศพออกมาจากด้านใน เช่นนั้นทางเข้ามิใช่ต้องใหญ่มากหรอกหรือ แท้จริงอยู่ที่ใดกันแน่

จากบันทึกในพงศาวดาร ทางเข้าสุสานจักรพรรดิ ส่วนมากอยู่มุมใดมุมหนึ่งของหมิงโหลวเก่อพานเอ่ยมิสู้พวกเราเข้าซีหลิงแยกย้ายกันค้นหาหลี่เหลียนฮวามองเขาแวบหนึ่ง เก่อพานกระแอมเบาๆ เสียงหนึ่งคุณชายหลี่มีความเห็นอื่นใดหรือไม่

หลี่เหลียนฮวาอาเสียงหนึ่ง ใบหน้าผุดความกระอักกระอ่วนข้ากลัวผี

เก่อพานตะลึงพรึงเพริด ฟางตัวปิ้งอดหัวร่อพรวดไม่ได้หมอเทวดาแห่งยุค กลางค่ำกลางคืนถึงกับกลัวผี ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆๆ

เก่อพานถอนหายใจเฮือกในเมื่อคุณชายกลัวผี เช่นนั้นพวกเราค่อยเสาะหาพรุ่งนี้เช้า

3

ศพที่สาม

คืนนั้นหลี่เหลียนฮวา ฟางตัวปิ้งและเก่อพานรั้งอยู่ที่ซีหลิง จางชิงเหมาเป็นหัวหน้าที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ในบรรดาทหารร้อยนาย คืนนั้นต้อนรับสามท่านให้อยู่สองห้องติดห้องเขา ฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวาอยู่ห้องทางขวา เก่อพานอยู่ห้องทางซ้ายตรงข้ามประตูห้องจางชิงเหมาก็คือห้องพี่น้องสกุลจาง ตรงข้ามประตูห้องฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวาคือห้องหยางชิวเยว่ ส่วนตรงข้ามประตูห้องเก่อพานคือห้องกู่เฟิงซิน

เดิมหมิงโหลวเป่าเฉิงไม่ควรให้คนอยู่อาศัย หากเป็นรัชกาลก่อนๆส่งกำลังทหารตั้งมั่น จำต้องอยู่จุดพักสวินซาน(ลาดตระเวนภูผา) แต่ทหารรักษาการณ์เห็นแก่ความสะดวก จึงพักอาศัยภายในหมิงโหลว อากาศหนาวพื้นเป็นน้ำแข็ง พวกเขาจึงไม่ลาดตระเวนภูเขา ทั้งวันอยู่ภายในซีหลิงดื่มสุราพนันเงิน คนแพ้พนันออกไปซื้อเหล้าซื้อเนื้อ กลับอิสระสุขสบายยิ่งนัก

หิมะกองเต็มกำแพง เดือนดารามืดจาง คืนนี้ฟางตัวปิ้งแทบหลับไม่ลง นอกจากเสียงกรนของจางชิงเหมาแล้ว ทุกแห่งหนเงียบสงัดน่าประหลาด แสงหิมะส่องกระทบหน้าต่างห้องทางปีกซ้าย สะท้อนเข้าห้องทางปีกขวา จนทั้งเนื้อทั้งตัวคนล้วนอึดอัด ประหนึ่งว่าสามารถนับทุกรูขุมขนได้อย่างกระจ่างชัดแจ้งกระนั้น ส่วนหลี่เหลียนฮวากลับหลับสนิทปลอดภัย แม้กระทั่งปลายหางตายังไม่ชำเลืองมองเขาสักนิด

ไม่รู้ด้วยเหตุใด ค่ำคืนนี้จิตใจของฟางตัวปิ้งกระวนกระวายไม่เป็นสุข ความรู้สึกเช่นนี้บังเกิดขึ้นตั้งแต่เห็นจางชิ่งซือแล้ว ทว่าเขาไม่รู้จักคนผู้นี้ชัดๆ ไยถึงมีความรู้สึกกระสับกระส่ายเยี่ยงนี้

อดตาหลับขับตานอนทั้งคืน ครั้นถึงยามเกือบรุ่งสาง เขาพลันได้ยินเสียงคนฝีเท้าเร็วพุ่งเข้าห้องจางชิงเหมา เอ่ยอย่างตระหนกอับจนหนทางหัวหน้าจาง จางชิ่งซือจางชิ่งซือถูกคนสังหาร หัวของเขาหายไปแล้ว มีใครมีใครเห็นหัวของจางชิ่งซือบ้าง…” ผู้ที่เข้ามารายงานว่าจางชิ่งซือถูกสังหารคือหยางชิวเยว่

ฟางตัวปิ้งกระเด้งขึ้นจากเตียง หลี่เหลียนฮวาก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียง ทั้งสองสบตากัน จางชิ่งซือตายแล้ว?

จางชิ่งซือตายอย่างแปลกพิลึกยิ่ง เมื่อจางชิงเหมาสวมเสื้อผ้าเสร็จมาถึงห้องของจางชิ่งซือจางชิ่งหู่สองพี่น้อง เห็นเพียงเบื้องหน้าผนังฉาบสีขาวสะอาดนั่งอยู่ด้วยร่างชุ่มโชกโลหิตไร้ศีรษะซากหนึ่ง เป็นที่น่าสยดสยองโดยแท้ นั่นคือจางชิ่งซือซึ่งสวมชุดลำลองนั่งอยู่บนเตียง ศีรษะไม่อยู่เสียแล้ว โลหิตสดซึมเปรอะครึ่งชุด อากาศหนาวเหน็บ โลหิตจับตัวเป็นน้ำแข็ง เกาะติดแน่นบนร่างจางชิ่งซือ สีสดแดงฉาน

ตามที่จางชิ่งหู่เล่า เมื่อคืนเขาเล่นพนันอยู่ในห้องหยางชิวเยว่ เช้าตรู่กลับมาก็พบว่าน้องชายตายเสียแล้ว 

ฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวาขลุกอยู่ในห้องจางชิ่งซืออยู่นาน จางชิ่งซือนอกจากศีรษะถูกตัดแล้ว บนร่างกลับไร้บาดแผล หลี่เหลียนฮวาผู้ใบหน้าเปี่ยมด้วยความงงงวยยังคงจ้องจางชิ่งซือ ส่วนฟางตัวปิ้งกลัดกลุ้มร้อนรนเต็มหน้า เห็นเด่นชัดว่าเรื่องนี้เกินจากที่เขาคาดการณ์ไว้ลิบลับเหตุใดมีคนลงมือสังหารจางชิ่งซือ เขากับเรื่องหิวตายของมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างเกี่ยวพันอันใดกัน

แปลกประหลาด เหตุใดมีคนสังหารทำร้ายจางชิ่งซือเก่อพานเอ่ยพึมพำหรือว่าเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องของมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่าง

ฟางตัวปิ้งพยักหน้าเขาเป็นไปได้มากว่ารู้ทางเข้าวังใต้พิภพ

เก่อพานถามอย่างประหลาดใจหากเขารู้อะไรจริง เหตุใดไม่เอ่ย

ฟางตัวปิ้งตอบหากสองคนนั้นถูกเขาหลอกเข้าวังใต้พิภพจนตาย เขาแน่นอนว่าไม่เอ่ย

เก่อพานขมวดคิ้วเช่นนั้นเหตุใดเขากลับตายแล้ว นี่แสดงว่าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มิใช่เพียงเขาคนเดียว  เนื่องเพราะวันนี้พวกเราจะเสาะหาทางเข้าวังใต้พิภพพอดี จึงมีคนสังหารปิดปากเขาในตอนกลางคืน

ฟางตัวปิ้งพ่นลมหายใจเอ่ยนั่นแสดงว่าฆาตกรย่อมอยู่ละแวกนี้ ไม่แน่อาจอยู่ในกลุ่มทหารรักษาการณ์และในพวกเราสามคน

ด้านนอกไม่มีรอยเท้าหลี่เหลียนฮวาเอ่ยแทรกประโยคหนึ่ง

เก่อพานสะท้านวูบนั่นแสดงว่าเมื่อคืนไม่มีผู้อื่นเข้ามา…”

ไม่หลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างมึนงงนั่นเพียงแสดงว่า ยังมีอีกคนที่สังหารจางชิ่งซือได้ นั่นก็คือผู้ที่ลงเขาจากหน้ามุขประตูหลิงเอิน(เนินบุญคุณ)ข้ามผ่านป่าสนและโยนซากศพลงในป่าผู้นั้น..”

เขายังเอ่ยไม่ทันจบประโยค ฟางตัวปิ้งและเก่อพานต่างตระหนก ถามเป็นเสียงเดียวหน้ามุขประตูหลิงเอิน?”

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างงุนงงใช่แล้ว หลังประตูหลิงเอินเป็นผนังบังตา หลังผนังบังตาเป็นหมิงโหลวภายในหมิงโหลวมีคนอยู่อาศัยตลอดเวลา  ข้างประตูหลิงเอินเป็นห้องครัวยามปรกติบริเวณนี้ล้วนมีคนพลุกพล่าน ดังนั้นบริเวณนี้ล้วนปัดกวาดหิมะ ไม่มีรอยเท้า คือว่ากลางคืนห้องครัวไม่มีคน นอกมุขมีป่าสน ที่อื่นล้วนไม่มี…”

ฟางตัวปิ้งตบเพียะเสียงหนึ่งลงบนบ่าของเขา ชมเชยว่าประเสริฐมาก มีเหตุผล! ดูท่าทางเข้าวังใต้พิภพ น่าจะอยู่ใกล้ประตูหลิงเอิน!”

ทว่าหลี่เหลียนฮวายังคงส่ายหน้าอย่างฉงนสงสัยเต็มประดาไม่ถูกต้องสิ หากคนที่นำศพออกจากวังใต้พิภพสังหารจางชิ่งซือ เขารู้ได้อย่างไรว่าเช้าวันนี้พวกเราจะเสาะหาทางเข้าวังใต้พิภพ จากนั้นก็สังหารจางชิ่งซือในตอนกลางคืน

ฟางตัวปิ้งอึ้งงันนั่นหมายความว่า…”

เก่อพานโพล่งโดยไม่คิดว่านั่นก็หมายความว่า ฆาตกรสังหารจางชิ่งซืออยู่ในพวกเราไม่กี่คน ซึ่งเมื่อคืนในป่าสนก็ได้ยินว่าวันนี้พวกเราจะเสาะหาทางเข้าวังใต้พิภพ!”

ฟังวาจา สีหน้าของหยางชิวเยว่และจางชิ่งหู่ออกจะซีดเผือด เมื่อคืนผู้ที่อยู่ในป่ามีเพียงแปดคน สองพี่น้องจางชิ่งหู่จางชิ่งซือ หยางชิวเยว่ กู่เฟิงซินและจางชิงเหมา รวมทั้งหลี่เหลียนฮวา ฟางตัวปิ้งและเก่อพาน ที่เหลือเจ็ดคนมีหนึ่งคนเป็นฆาตกร เป็นผู้ใดกันแน่ แล้วเหตุใดต้องตัดศีรษะของจางชิ่งซือไป

ปริศนาทั้งหมดล้วนต้องเข้าสู่วังใต้พิภพแล้วจึงจะรู้เส้นสนกลใน สุสานจักรพรรดิเงียบวิเวกหลายร้อยปี ซ่อนความลับใดไว้กันแน่ จึงทำให้ยอดฝีมือแห่งยุคสองท่านหิวตายภายในสุสาน ทั้งยังทำให้ทหารรักษาการณ์ผู้หนึ่งสูญเสียศีรษะในยามค่ำคืน

จางชิงเหมาเรียกระดมพลหลายคนที่เฝ้าซากศพในป่าสนเมื่อคืน ตามติดกลุ่มหลี่เหลียนฮวาสามคนไปยังหน้ามุขประตูหลิงเอิน

เยื้องย่างผ่านเสาหินและประตูหินอันใหญ่โตมโหฬารหลายแห่ง ภายในประตูหลิงเอินมีภาพศิลาสลักลวดลายวิจิตรประณีต ลายเมฆามงคลหมุนวนเป็นเกลียว เป็นเมฆาเก้ามังกรหมอบและมังกรขดหนึ่งตัว ล้วนเป็นของมงคลประดับสุสาน เจ็ดคนเริ่มลงมือเสาะหาทางเข้าสุสาน ราษฎรที่ไม่ใคร่เคารพจักรพรรดิรัชกาลก่อนๆในมือถือดาบกระบี่ เคาะตีบนลวดลายสลักเสลาไปทั่ว เสียงตึงตังแว่วเข้าหูไม่ขาด

เหลียนฮวาฟางตัวปิ้งดึงหลี่เหลียนฮวาไปอีกฟาก กระซิบว่าบอกข้าว่าใครค่อนข้างน่าสงสัย ข้าจะจับตาดูเขาให้แน่นหนา

หลี่เหลียนฮวายิ้มบางเอ่ยอาข้าเองก็ไม่รู้

หนึ่งประโยคยังกล่าวไม่จบ ฟางตัวปิ้งเหล่มองเขานกแก้วตัวนั้นของเจ้าเหมือนว่ายังอยู่บ้านข้า

หลี่เหลียนฮวาอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนขมวดคิ้วมุ่นหรือเจ้าชอบกินเนื้อนกแก้วขึ้นมากะทันหัน

ฟางตัวปิ้งแสยะยิ้มเอ่ยหากเจ้าไม่รู้ ไม่แน่ข้าอาจชอบขึ้นมากะทันหัน

หลี่เหลียนฮวาถอนหายใจเฮือกคุณชายฟางผู้องอาจผึ่งผาย ถึงกับเรียกค่าไถ่นกแก้วกะจ้อยร่อยตัวหนึ่ง ช่างน่าขายหน้ายิ่งนักเขากดเสียงต่ำ  มุมปากผุดรอยยิ้มเจ้าเห็นหรือไม่ว่าภายในห้องจางชิ่งซือ นอกเสียจากบนร่างเขา ที่อื่นล้วนไม่มีรอยเลือด

ฟางตัวปิ้งคิดตรึกตรองอืม แล้วอย่างไรหรือ หรือเจ้าต้องการบอกว่าเขามิได้ตายในห้องนั้น

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยเจ้าสังเกตรอยเลือดบนตัวเขาหรือไม่ ซึมผ่านลงมาเป็นชั้นๆ มิใช่พุ่งกระฉูดออกมา บนผนังสะอาดเอี่ยมอ่อง ไม่มีร่องรอยแม้ครึ่งจุด

ฟางตัวปิ้งคิ้วขมวดเจ้าอยากบอกอันใดกันแน่

หลี่เหลี่ยนฮวาเอ่ยข้าอยากบอกว่าเขาตายมาก่อนแล้ว ถึงถูกคนบั่นคอ มิใช่ตายเพราะถูกบั่นคอ

ฟางตัวปิ้งตะลึงงันสังหารคนปิดปากขอเพียงคนตายแล้วก็พอ ไยต้องสังหารคนแล้วบั่นคอ

หลี่เหลียนฮวายิ้มเล็กน้อยสังหารคนเอ่ยได้ว่าเพื่อปิดปาก แต่บั่นคอนั้นมิใช่สรุปแล้ว อย่างไรเสียหากเขาถูกบั่นคอทั้งยังมีชีวิตอยู่ เขานั่งบนเตียง ผนังขาวด้านหลังเตียงไม่อาจไม่มีรอยเลือดแม้เพียงนิด เจ้าข้าล้วนต่างรู้ดี ดาบกระบี่เฉือนคอผู้คน หากบาดแผลมีเลือดออกทันที เลือดนั้นมากน้อยย่อมติดบนอาวุธ เมื่อใช้แรงบั่นให้ขาด ออกแรงยิ่งมาก ความเร็วยิ่งมาก ร่องรอยเลือดกระเซ็นไปตามทิศทางที่ลงแรงก็ยิ่งชัดกระจ่าง ในห้องของเขาไร้ซึ่งรอยเลือดสักครึ่งจุด ได้แต่เพียงกล่าวว่าผู้ที่ตัดคอเลือกตัดคอเขาในตอนที่เลือดใกล้แข็งตัว ดังนั้นยามดาบกระบี่เฉือนแยกหนังเนื้อ บาดแผลจึงไม่มีเลือดออกทันที

ฟางตัวปิ้งถามอย่างแปลกใจเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาต้องถูกบั่นคอในห้อง ไม่แน่เขาอาจถูกบั่นคอจากภายนอก

หลี่เหลียนฮวาระบายลมหายใจหากเขาถูกบั่นคอจากภายนอก รอยเลือดบนตัวก็มิใช่เช่นนี้ เลือดเหล่านี้หลังศีรษะเขาถูกตัดแล้วค่อยๆเอ่อท้นออก เขาถูกตัดคอแล้วไม่ถูกผู้ใดเคลื่อนย้าย ดังนั้นถึงได้ทะลักไหลซึมเปรอะเสื้อลงมาเป็นชั้นๆ มิใช่ไหลอย่างรวดเร็วลงมาเป็นสายเป็นทาง และไม่กระเซ็นเลอะไปทั่ว

ฟางตัวปิ้งยังคงโต้แย้งเขายังคงอาจตายที่ภายนอก…”

หลี่เหลียนฮวาถอนหายใจอีกครา ราวกับว่าออกจะเหลืออดข้าเพียงบอกว่าเขาตายอยู่ก่อนแล้ว ถึงถูกคนตัดคอในห้องข้าบอกเมื่อใดว่าเขาต้องตายภายในห้อง เจ้าอย่าได้ก่อกวนไร้เหตุผล…”

ฟางตัวปิ้งฮึเสียงหนึ่งต่อให้เขาตายก่อนถึงถูกคนบั่นคอ แล้วเป็นอย่างไรเล่า

นั่นก็หมายความว่าจางชิ่งซือถูกคนสังหารสองครั้ง ไม่ฆาตกรเป็นคนเดียวกัน จุดประสงค์ที่สังหารคนก็เพื่อบั่นคอ ก็คือนอกจากผู้ตายและฆาตกรแล้ว ยังมีคนบั่นคออีกหนึ่งคนหลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างเชื่องช้าเรื่องสนุกหาใช่การสังหารคน แต่เป็นการบั่นคอ

ฟางตัวปิ้งตะลึงงันบั่นคอ?”

หลี่เหลียนฮวายิ้มบางเอ่ยศีรษะเป็นสิ่งของที่แปลกประหลาดมาก สามารถเปิดเผยความลับมากมี ไม่ว่ายามเป็นหรือยามตายล้วนเป็นอย่างเดียวกัน

ฟางตัวปิ้งรู้สึกพิลึกพิลั่นหาใดเปรียบหา? หมายความว่าอย่างไร

จู่ๆ หลี่เหลียนฮวาก็ยื่นหน้ากระซิบข้างหูเขาบั่นคออย่างเช่นบั่นคอแล้วก็ไม่รู้ว่าผู้ตายเป็นใครกันแน่

ฟางตัวปิ้งสะดุ้งโหยงเพราะเสียงทุ้มต่ำกะทันหันของเขาเหวอ!” พอเงยหน้าก็ชนศีรษะหลี่เหลียนฮวาเต็มรัก ผู้คนที่เสาะหาทางเข้าหันขวับมามอง หลี่เหลียนฮวาทำหน้าขอโทษขอโพย ฟางตัวปิ้งอัดเขาเต็มแรงหนึ่งกำปั้นทางอยู่ตรงนั้น อย่ามาชนข้า

หลี่เหลียนฮวาเออออแต่โดยดี ตีหน้าใสซื่อ

เก่อพานคอยสังเกตฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวาอยู่ตลอด บัดนี้อดถามไม่ได้สองท่านสนทนาอันใดกัน หาทางเข้าวังใต้พิภพพบแล้วหรือไม่

หลี่เหลียนฮวาตอบเสี่ยวฟางว่าเขาหาพบแล้ว

ฟางตัวปิ้งสะดุ้งโหยงอีกครั้งอะไรนะ

หลี่เหลียนฮวาจ้องเขานิ่งๆ ถามอย่างสงสัยว่าเจ้ามิใช่บอกว่าอยู่หลังผนังบังตาหรอกหรือ

ฟางตัวปิ้งเกาหัวแกรกๆ อย่างแรงอ้อ

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างหวาดๆ ต่อไปว่าเป็นเจ้าบอกว่าสุสานจักรพรรดิส่วนมาก อุโมงค์ใต้ดินมักอยู่บนเส้นใจกลางสุสาน โดยมากทางเข้าอยู่หลังผนังบังตา

ฟางตัวปิ้งพยักหน้าถี่รัวไม่ผิด เป็นคุณชายอย่างข้าพูดเอง

เก่อพานก้าวไปทางผนังบังตานอกประตูหลิงเอินทันที

ลวดลายบนผนังบังตาซีหลิงออกจะแตกต่างอยู่บ้าง ผนังบังตาปรกติมักวาดภาพหงส์มังกร ให้สัตว์เทพคุ้มครองปกปักษ์วิญญาณ แต่ผนังบังตาของจักรพรรดิซีเฉิงกลับวาดเป็นลวดลายที่สลับซับซ้อนถึงขีดสุด ผ่านการแยกแยะของทุกคนอยู่เป็นนาน ดูออกว่าเป็นปลาหลี่(ปลาคาร์ป)มีหัวเป็นมังกรและมีปีก กำลังว่ายวนเคลียคลอปทุมชาติ นี่คือภาพปลาหลี่แปลงร่างเป็นมังกร ตามหลักแล้วลวดลายเช่นนี้ไม่ปรากฏในของประดับตกแต่งแห่งราชวงศ์ บัดนี้กลับวาดอยู่บนสุสานของจักรพรรดิที่ครองราชย์สามสิบกว่าปีพระองค์หนึ่ง เป็นเรื่องแปลกพิกลมากเรื่องหนึ่งโดยแท้

เก่อพานลูบสัมผัสผนังบังตาผืนนั้นพักหนึ่ง ใช้ปลายกระบี่เคาะแผ่วเบา ทุกหนแห่งไร้ความผิดปรกติที่นี่แม้แปลกพิสดารอยู่บ้าง ทว่าทางเข้าอยู่หนใดกัน

ทางเข้าสุสานอีผิ่น ย่อมมิใช่ใช้วิธีขุดเป็นแน่จางชิงเหมาโพล่งขึ้นข้าอยู่ที่นี่สามปีกว่า ผนังบังตาตรงนี้ผู้คนพลุกพล่าน ไม่มีผู้ใดขุดอะไรแถวนี้เด็ดขาด อีกทั้งไม่เคยพบกองดินที่ถูกขุดออกมา

ดวงตาฟางตัวปิ้งสว่างวาบก็แปลว่ามีกลไก?”

เก่อพานพึมพำมีกลไก?…แต่ด้านหลังของอิฐแต่ละก้อนล้วนตีบตัน ทางเข้าอยู่ที่ใดกันแน่เขามองหาทั่วทิศอยู่นาน แล้วเอ่ยว่าตรงนี้ก็ไม่มีอะไรยื่นออกมาให้ดึงลากขยับได้ กลไกซ่อนอยู่ที่ใดกันแน่ คนรุ่นก่อนความคิดเฉียบแหลม  ทำให้คนรุ่นหลังเคารพยำเกรงยิ่งนัก

ฟางตัวปิ้งเสตามองหลี่เหลียนฮวาแวบหนึ่ง คิดในใจว่าคนผู้นี้ในเมื่อเอ่ยว่าหาพบแล้ว คงไม่หลอกลวงเขากระมัง ทว่าคนผู้นี้หลอกลวงผู้คนเป็นเรื่องปรกติธรรมดา ไม่หลอกลวงสิถึงจะแปลก! เอไม่ถูกต้อง เขาบอกว่าข้าหาพบแล้ว หากหาไม่พบ ไยมิใช่คุณชายอย่างข้าเสียหน้า

ขณะฟางตัวปิ้งกำลังฮึดฮัด พลันหัวเข่าชาวาบ ไม่รู้มีสิ่งใดดีดกระทบจุดเซวี่ยไห่(เชิงอรรถด้านในต้นขาเหนือจากหัวเข่า 3 นิ้วมือ)บนหัวเข่าของเขา เขาขาอ่อนล้มทรุดลงกับพื้น ทุกคนต่างตกใจคุณชายฟาง?”

ฟางตัวปิ้งล้มหน้าคว่ำ คางแนบพื้น สองตาแลมองไปเบื้องหน้าพอดี พลันเห็นปรากฏการณ์ประหลาดอย่างหนึ่ง

ยามนี้พระอาทิตย์เพิ่งขึ้นรำไร เส้นแสงเพียงพอยิ่ง เขามองเห็นไล่จากใต้ปลายจมูกไปจนสิ้นสุดที่ใต้ผนังบังตา เม็ดทรายทั้งมวลบนพื้นที่นี้ ต่างไหลกองไปรวมพูนสูงเท่าหัวที่เบื้องหน้าซอกของร่องที่อยู่ฝั่งใกล้ตัวเขาแทบจะไม่มีเม็ดทราย ซอกที่ใกล้ผนังบังตามีเม็ดทรายคาอยู่ และพื้นใต้ผนังบังตากลาดเกลื่อนด้วยหินกรวดขนาดเล็กจ้อยและฝุ่นผง เขาคลานถอยหลังไปหนึ่งคืบ บนพื้นยังคงเป็นเช่นนี้  ถอยหลังไปอีกคืบ ถอยจนกระทั่งถึงธรณีประตูห้องหลังประตูหลิงเอิน เขาถึงได้เห็นเม็ดทรายเล็กๆ กระจัดกระจายไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิง

หัวหน้าจาง หิมะตรงนี้กี่วันกวาดครั้งหนึ่ง

ขอเพียงหิมะไม่ตก ตรงนี้ส่วนมากไม่กวาดหิมะ เดิมทีก็มีน้อยคนมาจางชิงเหมาตอบอย่างไรเสียสถานที่นี้เดิมก็ให้ผีอยู่ หาใช่ให้คนอยู่ไม่

ฟางตัวปิ้งตบๆ กองฝุ่น คลานลุกจากพื้นเช่นนั้นก็คือหมู่นี้ไม่ได้กวาด

ไม่ได้กวาด หิมะเป็นหิมะที่ตกเมื่อกว่าครึ่งเดือนก่อน ไม่ละลายมาโดยตลอด และไม่ได้กวาดมากว่าครึ่งเดือนแล้ว

เช่นนั้น…” ฟางตัวปิ้งส่งเสียงฮึออกจากจมูกเสียงหนึ่งทางเข้าก็อยู่ที่นี่

อา อยู่ที่ใดหลี่เหลียนฮวามองเขาอย่างตื่นตะลึง ทำให้ฟางตัวปิ้งอยากหาผ้าชิ้นใหญ่อุดปากหลี่เหลียนฮวาเสีย

จุดเซวี่ยไห่ถูกหลี่เหลียนฮวาใช้สิ่งใดไม่รู้ได้ดีดกระทบจนชาแทบตาย กลับไม่อาจไม่กระแอมเสียงหนึ่ง อธิบายว่าหินทรายบนพื้นนี้ไหลไปทางผนังบังตา หากไม่ใช่คนกวาดพื้นเจตนากวาดทรายหินไปกองรวมใต้ผนังบังตา นั่นก็คือพื้นส่วนนี้เคยกระดกเปิดขึ้นหรือถูกยกขึ้น ไม่เช่นนั้นทรายหินบนพื้นคงไม่อาจไหลไปในทิศทางเดียวกัน มีใครดึงแผ่นพื้นตรงนี้ขึ้นมาได้บ้าง ข้าเดาว่าด้านล่างก็คือทางเข้าวังใต้พิภพ

เก่อพานพยักหน้าถี่เนื่องมีเหตุผล ทว่าแผ่นพื้นตรงนี้หนาหนักถึงเพียงนี้ จะดึงขึ้นอย่างไร

ฟางตัวปิ้งจนด้วยคำพูดฉับพลัน ชะงักไปครู่หนึ่ง ออกจะพาลโกรธเอาดื้อๆผู้ฝึกกำลังภายในย่อมใช้มือดึงขึ้นได้

เก่อพานขมวดคิ้วมุ่นเช่นนั้นอย่างน้อยต้องมีพละกำลังมหาศาลแต่กำเนิด หรือมิฉะนั้นก็ต้องฝึกพลังภายนอกด้วยจึงจะใช้การได้วัชระกระดูกเหล็กอู๋กว่างคาดว่าทำได้แน่ แต่เราท่านล้วนทำไม่ได้

จางชิงเหมาโพล่งขึ้นเอ่ยถึงพละกำลัง พี่น้องสกุลจางถือกำเนิดจากวิทยายุทธ์เหิงเลี่ยน(ฝึกขวาง)(เชิงอรรถการฝึกความแข็งแกร่งโดยท้าทายขีดจำกัดสูงสุดของร่างกายมนุษย์และดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในตัวออกมาใช้)แห่งเส้าหลิน สองมือยกของหนักพันจินได้ มิทราบจะใช้ในการนี้ได้หรือไม่

เก่อพานและฟางตัวปิ้งต่างรู้สึกประหลาดใจ ดูไม่ออกจางชิ่งหู่รูปร่างไม่สูงไม่เตี้ย คนไม่อ้วนไม่ผอม ใบหน้าขื่นขมอมทุกข์ ถึงขั้นมีพละกำลังมหาศาลแต่กำเนิด

จางชิ่งหู่พยักหน้า ล้วงหยิบตะขอเหล็กหนึ่งอันออกจากตัวเกี่ยวเข้ากับซอกระหว่างแท่นบันไดประตูหลิงเอินกับแผ่นพื้น พลันพ่นลมคำรามว้าก!” คราหนึ่ง แผ่นพื้นนั้นส่งเสียงเอียดอาด ผุดฝุ่นควันสายหนึ่งขึ้น ถึงกับถูกเขาเกี่ยวจนเขยื้อนแล้ว ตะขอเหล็กนั้นบิดเบี้ยวผิดรูปไปพร้อมกำลังมหาศาลนั้นทันที เก่อพานรีบสอดฝักกระบี่ของตนเองเข้าไป ฟางตัวปิ้งยื่นไม้พลองสั้นออกจากแขนเสื้อ อาวุธของทั้งสองสอดอยู่ในช่องที่จางชิ่งหู่เกี่ยวขึ้นมาได้ ทุกคนต่างลงมือ ยันอาวุธของตนเองบนช่องนั้น ร่วมแรงร่วมใจ  จางชิ่งหู่โยนตะขอเหล็กทิ้ง เปลี่ยนเป็นไม้พลองสั้นของฟางตัวปิ้ง คำรามก้องเสียงหนึ่ง งัดด้วยพลังรุนแรง สองมือรวมพลังยก… “เปิด!”

แผ่นพื้นนั้นพลันยกเหนือพื้นราวสามฉื่ออย่างไร้สุ้มเสียง ฝุ่นผงทรายหินร่วงหล่นเกรียวกราวโดยรอบ  ส่วนมากตกลงไปในหลุมดำมืดด้านล่าง และมีบางส่วนกลิ้งไปกองใต้ผนังบังตา ขณะที่แผ่นพื้นยกตัวขึ้น หยางชิวเยว่ กู่เฟิงซินและจางชิ่งหู่สามคนราวกับว่าล้วนถูกโจมตีด้วยอาวุธลับบางอย่างจากด้านใน ต่างกระโดดหลบหลีก หลังแตะพื้นแล้ว ทางเข้าเปิดออกโดยสมบูรณ์ ไม่ปรากฏอาวุธลับซัดออก

อาวุธของแต่ละคนถูกน้ำหนักของแผ่นพื้นกดทับจนผิดรูปผิดร่าง มีเพียงไม้พลองสั้นของฟางตัวปิ้งยังคงสมบูรณ์ดีเหมือนใหม่ จางชิ่งหู่ยื่นไม้พลองสั้นคืนให้ฟางตัวปิ้งอย่างเคารพนบนอบอาวุธประเสริฐ

ฟางตัวปิ้งยิ้มตาหยียัดใส่ในแขนเสื้อ ชะโงกหน้ามองปากโพรงแห่งนั้น พูดไม่ออกอุโมงค์ใหญ่มาก

แผ่นพื้นที่ปิดปากทางเข้าหนาถึงหนึ่งฉื่อ กว้างยาวราวห้าจั้ง น้ำหนักไม่ต่ำกว่าพันจิน ทุกคนต่างยำเกรงกำลังแขนของจางชิ่งหู่ ศิษย์สำนักเส้าหลิน โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะดังคาด

4

วังใต้พิภพซีหลิง

ทั้งเจ็ดคนห้อมล้อมปากทางเข้าอันมืดมิดจับจ้องอยู่พักหนึ่ง ข้างใต้นั้นมีลมโชยพัดแผ่วสวนออกมา กลับเป็นลมอุ่น และไม่มีกลิ่นฝุ่นอับชื้นนานปีแต่อย่างใด

เก่อพานเอ่ยอย่างตื่นเต้นดูท่าด้านใต้มีช่องระบายลมอื่นอีก ซีหลิงซุกซ่อนความลับไว้จริงเสียด้วย

สุสานจักรพรรดิทั่วไปเกรงเรื่องปิดไม่สนิทสมบูรณ์ จะทิ้งช่องระบายลมไว้ได้อย่างไร ทุกคนออกจะรู้สึกไม่ชอบมาพากล จางชิงเหมาสั่งคนให้นำคบเพลิงข้ามมา เฝ้าปากทางเข้าไว้ เก่อพานมือถือคบเพลิงกระโดดนำลงไปในปากทางเข้าอันดำมืดนั้น

แสงเพลิงส่องสว่างในที่ไม่ไกล ก้นอุโมงค์นั้นห่างจากด้านบนไม่มาก ห่างกันประมาณสองจั้ง ที่เหลือหกคนทยอยเข้ามาด้านใน แผ่นพื้นศิลานั้นหากมิใช่พละกำลังมหาศาลแต่กำเนิดย่อมขยับเขยื้อนมันไม่ได้ จึงไม่เกรงว่าจะมีคนแอบปิดด้านบน

ทั้งเจ็ดคนมือชูคบเพลิง ผนังสี่ด้านในอุโมงค์นั้นถูกเปลวไฟส่องสว่างแล้ว ทุกคนล้วนรู้สึกประหลาดใจ นั่นเป็นอุโมงค์ที่สลักเสลาอย่างวิจิตรประณีตยิ่งนัก ปูด้วยแผ่นหิน ผนังสี่ด้านสลักเต็มไปด้วยตัวอักษร มิใช่อักษรจีน เส้นสายเล็กละเอียดงดงาม บนเพดานยังวาดภาพพระพุทธเจ้าแห่งชมพูทวีป พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ สมลักษณะสุสานอย่างแท้จริง

แต่หากซีหลิงเป็นเพียงที่สุขคติของจักรพรรดิซีเฉิงและสนมของพระองค์ เหตุใดต้องทิ้งอุโมงค์ไว้สายหนึ่งเชื่อมต่อกับโลกภายนอก มู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างตายอยู่ภายในสุสานใต้ดินนี้จริงหรือ เหตุใดพวกเขาถึงหาทางเข้าได้อย่างง่ายดาย

ทุกคนเคลื่อนไปเบื้องหน้าตามอุโมงค์ที่สลักเต็มด้วยอักษร ต่างคนต่างคิดฟุ้งซ่านในใจ ตลอดทางกลับเงียบกริบไร้สุ้มเสียง

เหลียนฮวาหลังเงียบกริบครู่หนึ่งแล้ว ฟางตัวปิ้งถามบนผนังนี่เขียนว่ากระไร เหตุใดไม่จบไม่สิ้น

บนผนังเขียนภาษาสันสกฤต กำลังเล่านิทานเรื่องหนึ่งหลี่เหลียนฮวาอาเสียงหนึ่ง ประหนึ่งว่าใจลอยเล็กน้อยกำลังเล่าเรื่องบุตรชาย

เรื่องของบุตรชาย?” ฟางตัวปิ้งถามอย่างสงสัยเรื่องของบุตรชายอันใดกัน

ภายในอุโมงค์เงียบสงัดวังเวง ในใจทุกคนยิ่งบังเกิดความระแวงตื่นตัวต่ออุโมงค์ไร้ที่สิ้นสุด ยิ่งไปกว่านั้นข้างกายยังมีฆาตกรที่สังหารทำร้ายจางชิ่งซือแฝงตัวอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงเพ่งสมาธิฟังคำสนทนาของทั้งคู่โดยไม่รู้ตัว เพื่อมิให้ตนเองกระทำหุนหันพลันแล่น

ได้ยินเพียงหลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างใจลอยนี่คือสัทธรรมปุณฑรีกสูตรพระพุทธเจ้าทรงแสดงนิทานเปรียบเทียบเรื่องหนึ่งชื่อว่าแพทย์และบุตรเล่าว่ามีหมอเทวดาคนหนึ่ง ฝีมือทางการแพทย์สูงส่งมาก เขาให้กำเนิดบุตรชายหลายคน วันหนึ่งหมอเทวดาผู้นี้ต้องไปทำธุระต่างเมือง บรรดาบุตรอยู่บ้านเกิดเข้าใจผิดกินยาพิษ ต่างเจ็บปวดทรมานมาก หลังหมอเทวดากลับมาแล้ว เห็นบรรดาบุตรทุกข์ทรมาน ก็รีบปรุงยาวิเศษให้บุตรกิน บุตรที่ปรกติกตัญญูต่อเขาเชื่อว่านี่คือยาวิเศษ บุตรที่ยามปรกติไม่กตัญญูต่อเขากลับสงสัยว่านี่คือยาพิษบุตรที่เชื่อว่าเป็นยาวิเศษหลังกินยาแล้วก็หายดี ทว่าบุตรที่ไม่ยอมเชื่อจนแล้วจนรอดก็ไม่ยอมกินยา ยอมร้องโอดโอยอยู่บนเตียง คิดเพียงบิดาคิดร้ายอยากให้พวกเขาสิ้นชีพ แต่หมอเทวดาผู้นี้ไม่โทษบุตร เขาทิ้งจดหมายกล่าวว่า ข้าอายุมากแล้ว ไม่พ้นความตายในเร็ววัน ยาวิเศษของข้าล้วนทิ้งวางภายในบ้าน หากพวกเจ้าต้องการก็นำไปกินได้ จากนั้นหมอเทวดาก็ออกเดินทางไกล ไหว้วานคนนำจดหมายบอกกล่าวว่าเขาเสียชีวิตแล้ว บรรดาบุตรที่กลัวว่าบิดาจะวางยาพิษตนคิดได้ว่าบิดาก็สิ้นแล้ว รำลึกถึงความรักเอาใจใส่ของบิดา และคิดได้ว่าบิดาย่อมไม่รู้ว่าบุตรคนใดจะไปหยิบยา ยาไม่น่าจะเป็นของปลอม จึงหยิบยาวิเศษมากิน ร่างกายก็ฟื้นเป็นปรกติ ต่อมาหมอเทวดากลับมา บุตรที่ไม่กตัญญูถึงได้หูตาสว่าง พบว่าที่แท้ตนเองโง่เขลาเสียนี่กระไรหลี่เหลียนฮวาเอ่ยเล่าอย่างไม่อีนังขังขอบพระพุทธองค์ทรงถามสาวกว่า หมอเทวดาผู้นี้โป้ปดมดเท็จหรือไม่ บรรดาสาวกตอบว่าไม่

ฟางตัวปิ้งฟังแล้วง่วงเหงาหาวนอนจักรพรรดิซีเฉิงถึงกับทรงเห็นเรื่องนี้ล้ำค่าถึงขั้นสลักไว้บนผนัง ช่างเลอะเลือนเสียจริง

เก่อพานโพล่งแทรกขึ้นก่อสร้างสุสานจักรพรรดิเป็นงานใหญ่แห่งรัชสมัย ทรงสลักนิทานไว้ที่นี่ย่อมมีจุดประสงค์เป็นแน่  เพียงแต่พวกเราไม่อาจเข้าใจในชั่วขณะนี้เท่านั้น

เอ่ยวาจามาถึงตรงนี้  เลี้ยวผ่านมุมแห่งหนึ่ง ที่ปลายอุโมงค์ ปรากฏบานประตูศิลาประกบปิดอยู่

ภายใต้แสงคบเพลิงสาดส่อง ทุกคนเห็นกระจ่างชัดว่าประตูศิลานั้นแกะจากศิลาสีขาว บนนั้นสลักเกลียวคลื่นสี่มุม มังกรว่ายเวียนในเกลียวคลื่นยื้อแย่งบงกชซึ่งยังไม่เบ่งบานดอกหนึ่ง สองบานประตูศิลา เส้นกลางประตูอยู่เหนือดอกบงกช บานซ้ายขวาเป็นมังกรแต่ละตัว

เก่อพานครุ่นคิดเงียบเชียบจากบันทึกในพงศาวดาร ประตูศิลาในสุสานทั้งหมดทั้งสิ้น ด้านหลังมักมีแท่งหินหรือลูกหินยันด้านหลังประตู เพื่อทำให้ประตูเข้าได้ออกไม่ได้ ร่องประตูศิลานี้สนิทแน่นจนสอดเส้นผมไม่เข้า คิดเปิดประตูนี้ เกรงว่าไม่ใช่ชายมุทะลุมากพละกำลังเยี่ยงจางชิ่งหู่สามถึงห้าคนคงไม่ได้

ขณะที่เขากำลังไตร่ตรอง จางชิงเหมาสองมือผลักคราหนึ่ง ประตูศิลาบานนั้นกลับเลื่อนไปทางด้านหลังไร้สุ้มเสียง เปิดออกแล้ว

ทุกคนต่างตะลึงงัน เก่อพานโยนคบเพลิงเข้าไปด้านใน ด้านในยังคงเป็นอุโมงค์ ด้านหลังประตูศิลามีลูกหินขนาดยักษ์อยู่จริงเสียด้วย เพียงทว่าถูกคนทำแตกเกินครึ่งแต่แรกแล้ว พังกองอยู่ข้างๆ  ทุกคนทยอยเข้าไป ผ่านกองหินแตกหักยังอดสะท้านไม่ได้ ผู้ที่เปิดประตูเป็นคนแรกไม่รู้ได้ว่าใช้วิธีการใดเปิดประตูศิลา และทำลายลูกหินขนาดสูงครึ่งคนจนแตกสลายได้อย่างไร หากใช้กำลังภายในแผ่ทำลายจริง  ใช้วิชาตีวัวข้ามภูผาแผ่พลังผ่านประตูศิลาสะเทือนจนลูกหินแตกสลาย พลังยุทธ์ของคนผู้นั้นไร้หนทางจินตนาการอย่างแท้จริง

อุโมงค์หลังประตูศิลาค่อยๆ ลาดเอียงลง บนผนังหินยังคงสลักตัวอักษร นอกจากนี้ห่างไปไม่ไกล  บนผนังมีช่องว่างและรูโพรง ลมพัดบางเบาเข้ามาจากรูโพรงนี้  อากาศในนี้กลับดีกว่าอุโมงค์ก่อนหน้า เดินได้ไม่เท่าไร ด้านหน้าปรากฏประตูศิลาอีกบาน บนบานประตูกลับวาดภูตผีหน้าตาอัปลักษณ์ดุร้าย หน้าประตูกองเต็มด้วยเศษหิน ทุกคนความสงสัยเต็มท้อง ข้ามประตูบานนี้ไป ไม่พ้นสิบจั้ง ด้านหน้าก็เป็นประตูศิลาอีกบาน

ประตูศิลาบานนี้กลับฝังทองบนประตูใช้เส้นเงินทองฝังเป็นรูปกวนอิมองค์หนึ่ง คิ้วเมตตาดวงตาการุณย์ ประทับนั่งบนฐานปทุมถือกิ่งหลิว ทำให้ผู้พบเห็นบังเกิดความศรัทธาเปี่ยมศิริมงคลฉับพลัน จางชิงเหมาออกแรงผลัก แต่กลับผลักไม่เขยื้อนอีก เปลี่ยนเป็นจางชิ่งหู่ออกแรงผลัก ก็ไม่อาจผลักขยับได้ เพียงสั่นไหวเล็กน้อย

เก่อพานเงยหน้ามองพักหนึ่งดูท่ามู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างคงเสียชีวิตตรงนี้

จางชิงเหมาขนลุกซู่เฉียบพลันไยคิดเช่นนั้น

เก่อพานดึงมือจางชิงเหมาชูสูง ส่องคบเพลิงไปที่ผนัง ผนังหินเดิมสลักอักษรสันสกฤตไว้เต็ม แต่ที่นี่กลับปรากฏรอยอาวุธฟันเจาะมากมาย บนพื้นก็มีรอยเจาะอีกมาก กระบี่ยาวที่บิดเบี้ยวหงิกงอผิดรูปเล่มหนึ่งถูกทิ้งไว้บนพื้น ปลายกระบี่เสียบเข้าไปในร่องหินเอาดื้อๆ

เกรงว่าก่อนพวกเขาเข้ามาที่นี่ ประตูสองบานนั้นเปิดอยู่ เมื่อพวกเขารวมตัวกันอยู่หน้าประตูนี้เพื่อหารือวิธีการเปิดประตู มีคนแอบปิดประตูผีบานที่อยู่ด้านหลังพวกเขา อุโมงค์นี้ลาดลง หากเดิมประตูผีเปิดคาอยู่ ข้างประตูมีลูกหินยักษ์ยันขอบประตูไว้ เมื่อประตูปิดลง ลูกหินย่อมกลิ้งมายันที่ด้านหลังประตู ต่อให้อู๋กว่างและมู่หรงอู๋เหยียนมีพลังฝีมือสูงส่งก็ออกมาไม่ได้

จางชิงเหมาเพ่งพินิจประตูศิลาด้านหลังที่วาดภาพภูตผีอย่างเอาจริงเอาจัง สันหลังเย็นวาบ ครานี้ได้ยินเพียงฟางตัวปิ้งต่อประโยคว่าอันที่จริงก็ไม่ต้องใช้แรงอันใดมาก ขอเพียงขยับประตูเพียงเล็กน้อย ลูกหินนั่นก็จะปิดทับประตูเอง อีกทั้งลูกหินนี้ค่อนข้างใหญ่ มันกลิ้งลงปิดทับประตูสองบาน น้ำหนักมากเช่นนั้นเกรงว่าไร้ผู้ใดต้านทานได้ หากตกอยู่ในความมืด จะหาช่องสำหรับหนีเอาชีวิตรอดไม่ง่ายดายโดยเด็ดขาด

ทางนี้มีผืนหนังแกะหลี่เหลียนฮวาหยิบวัตถุอย่างหนึ่งขึ้นจากพื้นบนหนังแกะมีแผนที่ บนแผนที่มี…” เขาเพ่งมองแผนที่นั้นอย่างฉงนกวนอิม?” เขาชี้ประตูศิลาเบื้องหน้าหมายถึงรูปกวนอิมภาพนี้หรือ

ฟางตัวปิ้งประชิดเข้ามามองที่ข้าตรงนี้ก็เก็บได้ผืนหนึ่ง วาดคล้ายคลึงกับผืนนี้ของเจ้า

หยางชิงเยว่หยิบวัตถุขึ้นมาชิ้นหนึ่งตรงนี้ยังมีอีกผืนอา…” แสงเพลิงในมือพลันส่องเห็นใต้ประตูกวนอิมมีวัตถุกองหนึ่ง หนังแกะคลุมโครงกระดูกที่แปรเป็นดำเมื่อมแล้วซากหนึ่งตรงนี้มีคนตาย!”

สายตาทุกคนรวมกันที่ใต้ประตู ต่างคนต่างชูคบเพลิงขึ้นสูงมองส่องอย่างละเอียด ถึงพบว่าแท้จริงแล้วกระดูกมากมายกระจัดกระจายบนพื้น ส่วนมากถูกทุบเป็นเศษปะปนอยู่ในโคลนเลน จนทำให้เริ่มแรกทุกคนไม่ได้สังเกต กระดูกส่วนมากถูกแยกชิ้นส่วนเละเทะจนสิ้น ยากประกอบกลับ ส่วนผืนแผนที่หนังแกะที่กระจัดกระจายบนพื้นหาใช่มีเพียงผืนสองผืน มีมากถึงสิบเอ็ดผืน มองกระดูกแหลกเละบนพื้น ฟางตัวปิ้งตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาทันทีกระดูกพวกนี้หรือว่าเป็นเพราะว่า…”

หลี่เหลียนฮวาหยิบเศษกระดูกชิ้นเล็กขึ้นมาจากพื้น ทอดถอนใจอย่างแผ่วเบามิผิด บนกระดูกชิ้นนี้ยังมีร่องรอยอาวุธเฉือนฝาน คนพวกนี้ถูกคนนำมากินเป็นอาหาร กระดูกจึงมีสภาพเยี่ยงนี้ คาดว่าหลายปีก่อน คนกลุ่มนี้คงเข้ามาในสุสานจักรพรรดิเหมือนพวกเรา กลับถูกคนปิดขังอยู่ในนี้ ต่อสู้เข่นฆ่ากันเอง ผู้แข็งแรงกว่ากินผู้อ่อนแอกว่าเป็นอาหาร แต่สุดท้ายก็หนีสภาพความตายไม่พ้นขณะเอ่ยวาจาแฝงด้วยแววเวทนา  ทุกคนกลับฟังแล้วขนลุกตั้งชัน ต่างคนต่างกำอาวุธแน่น

แผนที่เหล่านี้บอกทางเข้าของวังใต้พิภพ  เพียงทว่าภายในซีหลิงมีสมบัติล้ำค่าพิสดารประการใด ควรค่าให้ผู้คนยอมเสี่ยงอันตรายทะลวงฝ่าเข้ามาในสุสานจักรพรรดิซีเฉิงเยี่ยงนี้หลี่เหลียนฮวาเอ่ยพึมพำ

สายตาเก่อพานแวววาวจ้องมองประตูกวนอิมไม่เปิดประตูนี้ ไม่อาจรู้ความจริง

เอ่ยถึงจักรพรรดิซีเฉิงหลังฟังเรื่องกินคนน่าอนาถ จางชิงเหมาตัวสั่นเทิ้มเอ่ยเสียงสั่นข้าได้ฟังมาว่าภายในสุสานมีของล้ำค่าชิ้นหนึ่ง เป็นยาเม็ดที่ประเทศทางตะวันตกเฉียงใต้ส่งมาเป็นบรรณาการ ยานั่นรักษาได้ร้อยโรค อีกทั้งยังยกระดับพลังฝีมือของผู้ฝึกยุทธ์ ข้าได้ยินมาว่าได้ยินว่าซีเฉิงทรงเคี่ยวรวมยาร้อยเม็ดเป็นเม็ดเดียว เรียกว่ากวนอิมหลั่งน้ำตา’”

ฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวามองหน้ากัน ดูท่าซากศพกลาดเกลื่อนเต็มพื้น ล้วนมาเพื่อกวนอิมหลั่งน้ำตาสมบัติล้ำค่าหายากทำร้ายผู้คนไม่น้อยเลยจริงๆ สิ่งของยังมิรู้ว่ามีหรือไม่มี ก็สังเวยสิบเอ็ดชีวิตเสียแล้ว

มือสังหารไร้หน้าและอู๋กว่างเห็นเด่นชัดว่าได้รับผืนหนังแกะ ถูกล่อมาที่นี่หยางชิวเยว่เอ่ยคนพวกนี้ล้วนได้รับผืนหนังแกะแบบเดียวกัน ต่างอดตายอยู่หน้าประตูบานนี้ เบื้องหลังแผนที่หนังแกะสิบเอ็ดผืน ต้องมีผู้บงการลับหลังแน่

ฟางตัวปิ้งแม้ไม่ชอบหยางชิวเยว่ วาจานี้กลับมีเหตุผล จากนั้นเอ่ยต่อว่าสามสิบปีมานี้ มีสิบเอ็ดคนสูญหาย ที่นี่มีหนังแกะสิบเอ็ดผืน ดูท่าล้วนตายอยู่ที่นี่จริง หากมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ผู้บงการนี้ก็วางแผนมาเกือบสามสิบปีแล้ว

เก่อพานพยักหน้าแผนการสามสิบปี ย่อมเป็นเรื่องใหญ่

ฟางตัวปิ้งเอ่ยยังมีอีกเรื่องหนึ่งข้ารู้สึกแปลกใจมาก พวกเราเข้ามาได้อย่างราบรื่น…”

ทุกคนต่างรู้สึกเช่นเดียวกัน  จางชิ่งหู่พลันเอ่ยเสียงหนักกรุยทาง!”

ฟางตัวปิ้งพยักหน้าถี่รัว ตบบ่าจางชิ่งหู่อย่างแรงไม่ผิด ข้าเองก็รู้สึกเช่นนี้ ผู้บงการเบื้องหลังวางแผนอย่างรอบคอบ เลือกบุคคลที่เขาคิดว่าเหมาะที่จะกรุยทาง ล่อลวงพวกเขาเข้าวังใต้พิภพ กลไกอาวุธลับในอุโมงค์ กับยาพิษต่างๆ ล้วนถูกจอมยุทธ์ที่กลาดเกลื่อนบนพื้นจัดการสิ้นแล้ว พวกเราถึงได้เข้ามาได้ง่ายดายเพียงนี้  เพียงทว่าสุดท้ายประตูกวนอิมบานนี้ยังไม่อาจตีแตก แม้เป็นวัชระกระดูกเหล็กพละกำลังไร้ขอบเขตอู๋กว่างและมือสังหารไร้หน้าผู้เล็ดลอดออกจากวัดเส้าหลินได้ร่างกายครบส่วน ในสภาพไร้ทางหนีทีไล่ยังไม่อาจเปิดประตูนี้เพื่อหนีเอาชีวิตรอด

ต้องเปิดประตูกวนอิม มิฉะนั้นก็ไม่อาจไขความลับเก่อพานถอนหายใจเสียงหนึ่ง

สายตาของหลี่เหลียนฮวากลับกวาดมองใบหน้าของทุกคน ฟางตัวปิ้งขมวดคิ้วเจ้าอยากเอ่ยอะไร

หลี่เหลียนฮวากระแอมเบาๆ คราหนึ่ง เอ่ยอ้อมแอ้มว่าข้ากำลังคิดว่าก่อนเปิดประตู ควรจะพูดให้กระจ่างเรื่อง เอ้อฆาตกรสังหารจางชิ่งหู่…”

ในชั่วพริบตานั้นเอง ภายในอุโมงค์เงียบเป็นเป่าสาก ทุกคนต่างใช้สายตาประหลาดใจสุดขีดและตะลึงพรึงเพริดมองมาที่เขา

ฟางตัวปิ้งเพียงถือว่าตนเองหูฝาดอะไรอะไร เจ้าว่าอะไรนะ ฆาตกรที่สังหารจางชิ่งหู่?”

หลี่เหลียนฮวามองจางชิ่งหู่อย่างขอโทษขอโพยคือว่าแม้ท่านบั่นคอเขา แปะไฝไว้ที่ใบหน้า แต่หลุดออกระหว่างทางแล้ว…”

สายตาทุกคนรวมกันที่ใบหน้าของจางชิ่งหู่ฉับพลันจางชิ่งหู่ยกมือขึ้นลูบใบหน้าตามสัญชาตญาณ ขณะที่เขาแงะเปิดร่องแผ่นพื้น เหงื่อแตกพลั่กท่วมตัว ทางใต้ดินทั้งชื้นแฉะและอบอุ่น เมื่อครู่เพิ่งผลักดันประตูศิลา แก้มชุ่มเหงื่อยังไม่ทันแห้ง ถูกหลี่เหลียนฮวาเอ่ยทัก ให้รู้สึกตื่นตระหนกในใจ ลูบสัมผัสแรงเกินไป ถึงกับปาดไฝดำบนแก้มติดออกมาด้วย ทุกคนร้องอุทานเสียงหนึ่ง คนผู้นี้เป็นจางชิ่งซือที่ถูกสังหาร จริงเสียด้วย หาใช่จางชิ่งหู่ไม่

ฟางตัวปิ้งในใจก่นด่าหลี่เหลียนฮวาหลอกทุกคนจนหัวปั่นอีกจนได้ ปากกลับถามอย่างเอาจริงเอาจังท่านเป็นจางชิ่งซือหรือจางชิ่งหู่กันแน่

ชิ่งซือ เจ้าเจ้ายังไม่ตาย? ที่ตายเป็นชิ่งหู่? โอย ข้าสับสนไปหมดแล้ว…” จางชิงเหมาตื่นตะลึงสุดแสนพวกเจ้าสองพี่น้องเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่ ชิ่งหู่ถูกสังหารได้อย่างไร เหตุใดเจ้าต้องปลอมเป็นชิ่งหู่ทันใดนั้น เขาพลันสองตาเบิกโพลงหรือเจ้าสังหารชิ่งหู่

หลี่เหลียนฮวาจ้องจางชิ่งซืออย่างระมัดระวัง ทิ้งหางตามองหยางชิวเยว่อย่างระแวดระวังแวบหนึ่งแท้จริงแล้ว…”

ปากของหยางชิวเยว่ขยับ ราวกับว่าอยากเอ่ยบางอย่าง ในตอนนี้เอง พลันลมพัดวูบ จางชิงเหมาส่งเสียงร้องอนาถ ทุกคนตกตะลึง พลันคบเพลิงหกด้ามเบื้องหน้าสายตาดับมอดลงพร้อมกัน ข้างหูเพียงได้ยินเสียงเพียะพะ” “ตุบๆของแขนขาชนกระทบกันและเสียงล้มลง ตกอยู่ในความเงียบกริบดั่งตายทั้งผืน ฟางตัวปิ้งตวาดก้องในความมืดมิดหนีไปทางนั้น!” ทันใดนั้นมีคนตะบึงออกไปภายนอก ไปไกลอย่างรวดเร็ว

แสงไฟกลุ่มหนึ่งค่อยๆ สว่างขึ้นทางด้านบน  หลี่เหลียนฮวาไม่รู้หลบขึ้นไปอยู่บนเพดานตั้งแต่เมื่อใด ถือตะบันไฟ มองลงมาทางเบื้องล่างอย่างระมัดระวัง สีหน้าของฟางตัวปิ้งแปรเปลี่ยนทันควัน เมื่อครู่ในความมืดเขาประมือกับคนสามกระบวนท่า ท่าร่างสลับซับซ้อน คิดไม่ตกโดยสิ้นเชิงว่าฆาตกรแยกร่างได้อย่างไร ถึงกับหนึ่งฝ่ามือผ่าแสกหน้าจางชิ่งซือจนตาย!

ข้าคาดไม่ถึงว่าเขาจะเหี้ยมเกรียมถึงเพียงนี้ ชิ่งหู่เขา…” เก่อพานเอ่ยอย่างทอดถอนใจ เห็นเพียงจางชิ่งซือที่เมื่อครู่ยังมีชีวิต ในชั่วพริบตากระโหลกแหลกเสียแล้ว ตายคาที่โดยไม่ร้องสักแอะ นั่งกองอยู่อีกฟากเนื่องเพราะกระโหลกแหลกร้าวกระทบถึงกล้ามเนื้อ มุมปากประหนึ่งว่าแสยะยิ้มประหลาด ท่ามกลางสุสานกลาดเกลื่อนด้วยกระดูกมนุษย์ที่มืดมิดชื้นแฉะน่าขนพองสยองเกล้า ยิ่งทำให้ผู้คนขนลุกกรูเกรียว หลี่เหลียนฮวาซึ่งหลบบนเพดานสีหน้าเผือดขาว

ฟางตัวปิ้งจ้องมองสภาพการตายของจางชิ่งซือก่อนเอ่ยฝ่ามือร้ายกาจยิ่ง

ทางนั้นเก่อพานพุ่งตัวไปประคองจางชิงเหมา จางชิงเหมาถูกลูกดอกซัดถูกแขน เส้นเอ็นบาดเจ็บ ไม่เป็นอันตรายถึงตาย เพียงทว่าเขามองซากศพจางชิ่งซืออย่างมึนงง ดั่งวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง ภายในสองตาเผยความหวาดผวาสุดขีด

ผู้ที่หลบหนีคือกู่เฟิงซิน จางชิ่งซือตายแล้ว จางชิงเหมาได้รับบาดเจ็บ เหลือเพียงหยางชิวเยว่สีหน้าเผือดซีด กำมือแน่นยืนอยู่ด้านข้าง

เก่อพานเอ่ยเสียงเรียบเรื่องราวชัดแจ้งมากว่าผู้ที่สังหารสองพี่น้องสกุลจาง มิใช่กู่เฟิงซิน แต่เป็นท่าน

หยางชิวเยว่เงยหน้าขวับ ตาคู่นั้นจ้องเก่อพานเขม็ง กลับไม่เอ่ยโต้แม้สักคำ

ยินเพียงเก่อพานเอ่ยอย่างเนิบช้าและในสองคนนี้ ความน่าสงสัยของท่านมากสุด กู่เฟิงซินมิใช่คนโง่ ทันทีที่เขาหนี เท่ากับยอมรับว่าเป็นฆาตกร ฆาตกรที่แท้จริงในเมื่อกล้าล่อหลอกมือสังหารไร้หน้าและอู๋กว่างให้เข้ามาติดกับ กล้าสังหารสองคนพี่น้องสกุลจาง ย่อมมิใช่รุ่นธรรมดาสามัญเด็ดขาด ไยจะโง่เขลาเพียงนี้…”

หยางชิวเยว่ถอยหลังหนึ่งก้าว เปรยตามองฟางตัวปิ้งแวบหนึ่ง ฟางตัวปิ้งงุนงงสับสนไปแล้ว ฟังวาจาของเก่อพาน เห็นเด่นชัดว่ามีเหตุผล จ้องมองหยางชิวเยว่ แล้วมองจางชิงเหมา หัวคิ้วย่นยู่

เก่อพานมองหยางชิวเยว่อย่างเย็นชาและท่าน ให้ข้าทดสอบเพียงครั้งก็รู้ได้ว่ามีพลังฝีมือพอสังหารพี่น้องสกุลจางหรือไม่ฝ่ามือหนึ่งซัดใส่ทรวงอกหยางชิวเยว่ หยางชิวเยว่ยกแขนต้านรับ เก่อพานตั้งฝ่ามือตัดชีพจร หยางชิวเยว่ถูกบีบจนตรอก หนึ่งดรรชนีพุ่งออก ลมนิ้วแหวกอากาศ สีหน้าฟางตัวปิ้งแปรผันเล็กน้อย เก่อพานพลันเก็บกระบวนท่าที่แท้เป็นศิษย์ของนักพรตไป๋มู่(ไม้ขาว)แห่งอู่ตัง  มิน่า…”

นักพรตไป๋มู่แห่งอู่ตังโด่งดังในยุทธภพด้วยกระบี่เร็ว วิชาดรรชนีและพลังฝ่ามือ หนึ่งดรรชนีของหยางชิวเยว่เป็นดรรชนีสุนัขเขียวที่นักพรตไป๋มู่เชี่ยวชาญ

หยางชิวเยว่สูดหายใจเข้าออกลึกๆ คำหนึ่ง เอ่ยอย่างเย็นเยียบว่าข้าไม่รู้ว่าผู้ใดสังหารจางชิ่งซือ และไม่รู้ว่าผู้ใดสังหารจางชิ่งหู่ สรุป เรื่องนี้กับข้าล้วนไม่เกี่ยวข้องกัน

ฟางตัวปิ้งถอนหายใจเฮือกหนึ่งศิษย์นักพรตไป๋มู่แห่งอู่ตัง เหตุใดแล่นมาแต่ไกลเพื่อเฝ้าสุสานซีหลิงถึงนี่ ช่างแปลกเหลือเกินหยางชิวเยว่ไม่ตอบ คนผู้นี้หม่นหมองอึมครึม แม้สีหน้าเผือดขาวถึงขีดสุด กลับไม่ยอมเอ่ยอันใดมาก

เช่นนั้น…” หลี่เหลียนฮวาเกาะอยู่บนเพดานเอ่ยถามอย่างระมัดระวังจับฆาตกรได้แล้ว?”

เก่อพานกำมือคำนับหลี่เหลียนฮวาและฟางตัวปิ้งน่าจะไม่ผิด

ฟางตัวปิ้งชำเลืองมองหลี่เหลียนฮวาแวบหนึ่ง ปากทำเสียงเอออออาๆ ศิษย์ฝอปี่ไป๋สือมีชื่อเสียงสมจริง คาดการณ์แม่นยำดั่งเทพยดา ข้าเลื่อมใสยิ่งนักในใจกลับก่นด่ายกใหญ่เดนตายเหลียนฮวา เจ้ารู้ว่าคนตายมิใช่จางชิ่งซือ จางชิ่งซือปลอมเป็นจางชิ่งหู่ต้องมีเรื่องลำบากใจ คงมีคนคิดสังหารเขาเจ้ารู้ทั้งรู้ว่าเป็นเช่นนี้ ไม่คาดว่ายังเปิดโปงคาหนังคาเขา คราวนี้คนตายเพิ่มอีกหนึ่งคน ฆาตกรก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เจ้ายินดีแล้ว? หยางชิวเยว่ต้องมีเลศนัยเป็นแน่ กู่เฟิงซินหนีไปอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าจางชิงเหมาไม่มีอันใดน่าสงสัย

ในใจเขายังคงแผดเสียงก่นด่าหลี่เหลียนฮวากลับคลำเพดานหินเหนือประตูกวนอิมตรงนี้เหมือนมีรอยร้าวสายหนึ่ง…” เดิมเขาอาศัยช่องเว้าบนผนังที่เกิดจากการถูกเจาะถูกฟันปีนขึ้นไป สองมือลูบสัมผัสเพดานช่วงนั้น ร่างแกว่งไหววูบ เกือบร่วงตกลงมา ได้แต่ใช้มือเท้าร่วมกันปีนลงมาช้าๆ

ข้างบนนั้นมี…” เขายังไม่ทันพูดจบประโยค เก่อพานพลันปรี่ถึงตรงหน้าหยางชิวเยว่ ตบบ่าสกัดจุดใบ้เขาทันทีคุณชายฟาง ฆาตกรมอบให้ท่านแล้วฉับพลันออกแรงทะยานร่างขึ้น ยื่นมือกระชากก้อนศิลาขนาดใหญ่จากส่วนบนประตูกวนอิมร่วงโครมลงมา จมเข้าสู่โคลนเลนกระดูกมนุษย์เบื้องล่าง

ก้อนศิลานั้นหนาถึงสองฉื่อห้าชุ่น(เชิงอรรถหนึ่งชุ่นยาวประมาณ 3.33 เซนติเมตร 10ชุ่นเท่ากับ 1 ฉื่อ) มิน่าแม้กระทั่งจางชิ่งซือยังผลักประตูกวนอิมไม่เขยื้อน ประตูศิลานั้นมั่นคงแข็งแรงไร้เปรียบปาน แต่ไม่ทราบว่าผ่านกาลเวลามาร้อยปี คุณภาพหินเปลี่ยนแปลง หรือถูกผู้คนในยุทธจักรเคาะตีสั่นสะเทือนจนอิ่มตัว แม้ประตูศิลาไม่เสียหาย ทว่าเพดานหินเหนือประตูร้าวเป็นรอยเล็กละเอียดยาวสามฉื่อ หากมิใช่หลี่เหลียนฮวาปีนป่ายขึ้นไปจุดตะบันไฟดูอย่างละเอียด กลับมองไม่เห็นรอย

ด้านบนสุดของประตูกวนอิมบัดนี้เป็นโพรงสีดำขนาดสามฉื่อ ด้านในดำสนิทไปทั้งผืน เสมือนดวงตาผีนรกหนึ่งข้าง จ้องมองโลกมนุษย์อย่างน่าสะพรึงกลัว  ฟางตัวปิ้งถึงกับสูดลมเข้าปอด แม้นเขาลำพองตนว่าใจกล้า บุ่มบามเป็นนิจ คิดถึงว่าต้องตายบนพื้นใต้บาทาที่เกลื่อนด้วยกระดูกมนุษย์ กลับไม่กล้ามุดเข้าไป เก่อพานใบหน้าฉายความยินดี จุดสว่างตะบันไฟ สอดศีรษะเข้าไปในช่องดำมืดทันที

หลี่เหลียนฮวาใช้ทั้งขามือปีนขึ้นไปอย่างเชื่องช้า ตามหลังเก่อพาน เอ่ยถามเสียงสั่นเก่อพาน ด้านในมีอะไร

เก่อพานเอ่ยตอบข้ายังไม่ได้มอง…” พลันรู้สึกหลังเอวมีลมผ่านวูบ คิดศอกกลับ กลับนึกได้ว่าตนเองครึ่งตัวอยู่ภายในประตูกวนอิม ศอกชนเพดานหินดังปั่ก เจ็บชาไปทั้งแขน ส่วนจุดเยาหยางกวน(เชิงอรรถจุดกลางบั้นเอวตรงแผ่นหลัง)เมื่อชาแล้ว ก็ขยับเขยื้อนไม่ได้ จึงค้างเติ่งอยู่กลางโพรงอันมืดมิดบนประตูกวนอิมในท่านั้น

ฟางตัวปิ้งตกตะลึงจนตาค้าง ผู้ที่สกัดจุดเก่อพานย่อมเป็นหลี่เหลียนฮวาที่เคลื่อนไหวเชื่องช้าอยู่ด้านหลังเก่อพาน หยางชิวเยว่และจางชิงเหมาต่างร้องอาเสียงหนึ่ง หลี่เหลียนฮวาปีนลงมาอย่างเชื่องช้างุ่มง่าม จัดกระชับเสื้อผ้า

จางชิงเหมาอ้าปากค้าง ชี้ไปที่เก่อพานที่ค้างเติ่งบนประตูอาเขาคือว่าท่าน…”

หยางชิวเยว่เอ่ยเสียงหลงท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเขา

หลี่เหลียนฮวาเงยหน้ามองเก่อพานแวบหนึ่ง ยิ้มมุมปากเนื่องเพราะเขาไม่ใช่เก่อพาน

วจีนี้เอื้อนออก ทุกคนต่างตกตะลึง ฟางตัวปิ้งย่นยู่หัวคิ้วเขาไม่ใช่เก่อพาน? ที่แท้เจ้ารู้จักเก่อพานแห่งฝอปี่ไป๋สือ?”

หลี่เหลียนฮวาส่ายหน้าเดิมไม่รู้จักจากนั้นเอ่ยอย่างกระชั้นเพียงแต่ข้ารู้มาว่าฝอปี่ไป๋สือยากจนยิ่งนัก แม้กระทั่งปี่ชิวยังไม่มีปัญญาสวมเสื้อแพร นับประสาอะไรกับศิษย์ของปี่ชิว

ฟางตัวปิ้งโพล่งขึ้นอืม ก็มีเหตุผล เสื้อผ้าบนตัวของคนผู้นี้อย่างน้อยมีค่าสิบตำลึงเงิน ต่างจากของข้าเพียงสี่สิบตำลึง

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยต่อทว่าที่ทำให้ข้ามั่นใจว่าเขาไม่ใช่เก่อพาน ยังมีอีกสามข้อ ข้อหนึ่ง เขาสุภาพมาก

ฟางตัวปิ้งถามด้วยความประหลาดใจเขาสุภาพก็เป็นความผิด?”

หลี่เหลียนฮวากลั้นยิ้มเอ่ยเจ้าไม่รู้หรอกว่าดวงตาของหลี่เซียงอี๋ผู้นั้นงอกอยู่บนกระหม่อม ปรกติไม่แยแสพิธีการหยุมหยิม ลูกศิษย์บริวารของเขาไม่เคยได้รับการอบรม ย่อมมิใช่เจอะเจอผู้ใดก็เอ่ยปากเรียกขานคุณชายเป็นแน่ ทั้งยังประสานมือคำนับด้วย

ฟางตัวปิ้งเฮอะเสียงหนึ่งนี่กลับใช่ ฝอปี่ไป๋สือสนทนากับบิดาของข้า ไม่เคยใช้คำพูดพิธีรีตอง

จางชิงเหมาฟังแล้วตะลึงอึ้งงัน แอบตรึกตรองในใจ หลี่เหลียนฮวาราวกับว่ารู้จักนิสัยใจของสำนักสื้อกู้เป็นอย่างดี กลับไม่ทราบว่าหมอเทวดาท่านนี้สนิทสนมกับสำนักสื้อกู้ตั้งแต่หนใด ได้ยินเพียงเขาเอ่ยต่อข้อสอง เขาพอมีความรู้เรื่องสุสานจักรพรรดิ รู้บันทึกในพงศาวดาร ว่าทางเข้าวังใต้พิภพส่วนมากอยู่ภายในหมิงโหลว เท่าที่ข้ารู้ ตัวปี่ชิวได้รับพิษร้ายทางความคิดจากขงจื่อเมิ่งจื่อลึกล้ำ อ่านตำราหมื่นม้วน ก็เนื่องเพราะเขาลุ่มหลงอ่านตำรา ทำให้หลี่เซียงอี๋เอือมระอา ประกาศกฎว่าลูกศิษย์ของสำนักเขา ไม่อนุญาตให้อ่านตำราเด็ดขาด ดังนั้นใต้สังกัดของปี่ชิว เกินครึ่งล้วนไม่รู้จักตัวหนังสือ แม้นพอรู้ตัวหนังสือ ก็เป็นไปไม่ได้ว่าจะอ่านพงศาวดารแตก

ฟางตัวปิ้งหัวร่อฮ่าจอมยุทธ์หลี่ผู้นี้น่าสนใจยิ่ง แต่เจ้ารู้เรื่องภายในของสำนักสื้อกู้มากมายเช่นนี้ได้อย่างไร

หลี่เหลียนฮวายิ้มบาง เอ่ยต่อว่าข้อสาม เมื่อครู่ขณะที่จางชิ่งซือถูกสังหาร…” เขาเอ่ยถึงการตายของจางชิ่งซือ น้ำเสียงค่อยๆ แปรเป็นหนักอึ้งคบเพลิงทั้งหกดับมอดลงพร้อมกัน เห็นชัดว่า ผู้ที่ดับคบเพลิงทั้งหกได้ในคราวเดียว ก็คือคนที่ไม่ได้ถือคบเพลิง

หยางชิงเยว่ถูกสกัดจุดใบ้ แขนขาเจ็บชา ศีรษะถึงลำคอยังขยับได้ รีบพยักหน้าอย่างอดกลั้นไว้ไม่ได้ จางชิงเหมาอาเสียงหนึ่งข้าเข้าใจแล้ว!”

คบเพลิงทั้งหกถูกอาวุธลับซัดในเวลาเดียวกัน ดับมอดลงพร้อมกัน หากมือของผู้ที่ดับคบเพลิงยังถือคบเพลิง เช่นนั้นระยะเวลาที่คบเพลิงด้ามที่เขาถืออยู่ดับลงย่อมต่างจากคบเพลิงอีกหกด้ามเล็กน้อย อีกทั้งมือถือคบเพลิงซัดอาวุธลับ ย่อมถูกคนพบเห็นได้ง่าย ตอนนั้นผู้ที่ในมือไม่มีคบเพลิง มีเพียงเก่อพานที่โยนคบเพลิงทิ้งขณะสำรวจอุโมงค์ ในเมื่อผู้ที่ซัดคบเพลิงจนดับคือเก่อพาน เช่นนั้นผู้ที่อาศัยความมืดมิดฟาดฝ่ามือสังหารจางชิ่งซือย่อมเป็นเก่อพาน  ในเมื่อผู้สังหารจางชิ่งซือคือเก่อพาน เช่นนั้นผู้ที่สังหารทำร้ายจางชิ่งหู่ก็ประจักษ์ชัดแจ้ง

ผู้ที่สังหารจางชิ่งหู่ เป็นเก่อพานหลี่เหลียนฮวาเอ่ยเนิบนาบคิดเปิดทางเข้าวังใต้พิภพซีหลิง จำเป็นต้องมีพละกำลังยกของหนักพันจินได้ หากคิดล่อหลอกคนจำนวนมากเข้าสู่วังใต้พิภพ ผู้บงการอยู่เบื้องหลังจำเป็นต้องมีคนดูแลทางเข้า ข้าเดาว่าสองพี่น้องสกุลจางต้องมีคนหนึ่งเป็นคนรับผิดชอบเปิดแผ่นพื้นในช่วงหลายปีมานี้ จางชิ่งหู่ชำนาญไม้พลองโลหะ ขอเพียงดัดแปลงไม้พลองโลหะเล็กน้อย ก็สามารถใช้เป็นชะแลง จางชิ่งซือเชี่ยวชาญหมัดอรหันต์ ตอนปลอมเป็นจางชิ่งหู่ใช้ตะขอเหล็กยกเปิดแผ่นพื้น ตะขอเหล็กเล็กบางรับน้ำหนักไม่ไหว หากไม่ได้ไม้พลองสั้นของฟางตัวปิ้งเข้าช่วย เขาอาจเปิดทางเข้าไม่ได้ หากเป็นเขาสมคบกับเก่อพานมิต้องใช้ตะขอเหล็กเป็นสิบอันเพื่อเปิดทางเข้าหรอกหรือ

ดังนั้นข้าเดาว่าผู้ที่คบคิดกับเก่อพานคือจางชิ่งหู่ ทว่าในเมื่อจางชิ่งซือเป็นฝาแฝดและนอนพักด้วยกัน ก็เป็นไปไม่ได้ว่าจะไม่รู้เรื่อง ดังนั้นเมื่อเก่อพานพร้อมพวกเราเดินทางมาถึงซีหลิง สีหน้าจางชิ่งซือไม่ชอบมาพากล บางทีเขาอาจจำได้ว่าเก่อพานก็คือคนที่คอยติดต่อกับจางชิ่งหู่ หากเป็นเช่นนี้จริง เก่อพานแน่นอนต้องสังหารปิดปากจางชิ่งซือ และสองพี่น้องสกุลจางเป็นฝาแฝด บางทีเก่อพานท่ามกลางความมืดมิด ไม่ตรวจสอบให้ดีในชั่วขณะ สังหารผิดคน จางชิ่งซือเมื่อพบว่าพี่ชายถูกสังหารเกรงว่าคงคิดได้เพียงเก่อพานคิดสังหารคนปิดปาก ดังนั้นจำเป็นต้องตัดหัวของจางชิ่งหู่ เพื่อมิให้ทุกคนแยกแยะได้ว่าผู้ตายมิใช่เขาเอง จากนั้นแปะไฝดำบนใบหน้า ปลอมเป็นจางชิ่งหู่

เขาหยุดชะงักพักหนึ่งก่อนเอ่ยต่อส่วนผู้ที่ช่วยเขาตัดคอจางชิ่งหู่ เป็นหยางชิวเยว่

ฟางตัวปิ้งผิดคาด ถามอย่างแปลกใจหยางชิวเยว่?”

จางชิงเหมาอ้าปากค้าง ล้วนไม่ทราบว่าควรเอ่ยอันใดแล้วโดยสิ้นเชิง

หยางชิวเยว่กลับพยักหน้าไม่ผิดแต่ท่านรู้ได้อย่างไร…”

หลี่เหลียนฮวายิ้มบางกระบี่บั่นคอนั้นอาศัยพลังกายโดยล้วน คาดการณ์ว่าจางชิ่งซือออกแรงไม่ไหว จางชิ่งซือในเมื่อเล่าว่าคืนนั้นเล่นพนันอยู่ในห้องท่าน เด่นชัดว่าท่านกับเขารู้กัน ศิษย์เส้าหลินไม่เชี่ยวชาญวิชากระบี่ ศิษย์อู่ตังกลับชำนาญวิชากระบี่

หยางชิงเยว่พยักหน้าอีกแต่ท่านรู้ได้อย่างไรว่าจางชิ่งหู่ถูกเก่อพานสังหาร

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยนั่นง่ายดายมาก จางชิ่งหู่เด่นชัดว่าตายโดยไม่มีการระแวดระวังป้องกัน และห้องในหมิงโหลว ทางปีกซ้ายเป็นท่าน สองพี่น้องสกุลจางและกู่เฟิงซิน ทางปีกขวาเป็นข้า ฟางตัวปิ้ง จางชิงเหมาและเก่อพาน คืนนั้นแสงหิมะสะท้อนสว่างไสว เงาตกทอดจากซ้ายไปขวา หากมีคนผ่านทางเดิน ย่ำเข้าห้องสองพี่น้องสกุลจางลงมือฆาตกรรม ต้องมีเงาตกทอดที่ห้องทางปีกขวา เราทั้งแปดล้วนฝึกยุทธ์ แม้มีระดับสูงต่ำ จะไม่รู้สึกสักนิดได้อย่างไร ดังนั้นฆาตกรไม่ได้เดินเข้าไปในห้องของสองพี่น้องสกุลจาง

จางชิงเหมาอ่อนระทวยล้มกองกับพื้น พึมพำว่าข้ามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น…”

หลี่เหลียนฮวายิ้มเล็กน้อยไม่ได้เดินเข้าห้องสองพี่น้องสกุลจาง กลับสังหารคนได้ อีกทั้งอาจสังหารผิดคน ข้าคิดว่ามีเพียงวิธีเดียว…”

ฟางตัวปิ้งสมองแล่นฉับพลัน เอ่ยเสียงหลงอาวุธลับ!”

หยางชิวเยว่ก็หลุดปากอุทานว่าที่แท้แบบนี้!”

มิผิดหลี่เหลียนฮวาผงกศีรษะใช้อาวุธลับขนาดเล็กจ้อย ซัดจากประตูห้องเข้าไป อาจซัดใส่สมอง ทำให้จางชิ่งหู่ตายคาที่ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ขยับเขยื้อนสักนิด และต่อมาเมื่อศีรษะของจางชิ่งหู่ถูกตัด บนร่างจึงไร้บาดแผล

ฟางตัวปิ้งเอ่ยแผ่วเบามารดามันเถอะ เจ้ามองศพไร้หัวแค่ไม่กี่แวบก็เห็นเส้นสนกลในมากมาย ต่อให้จางชิ่งหู่ถูกสังหารด้วยอาวุธลับ เช่นนั้นเกี่ยวพันกับเก่อพานอย่างไรมิทราบอา! เขาซัดลูกดอกทำร้ายหัวหน้าจางบาดเจ็บ ซัดคบเพลิงทั้งหกดับมอด เป็นยอดฝีมืออาวุธลับโดยแท้จริง ไม่ถูกต้องสิ เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นเรื่องภายหลัง เจ้ากลับรู้แต่แรกแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร?”

หลี่เหลียนฮวาถอนหายใจเฮือกคิดใช้อาวุธลับสังหารคน ต้องมีมุมที่พอดี ดังนั้นผู้ที่อยู่ในห้องติดกับสองพี่น้องสกุลจางไม่ใช่ฆาตกร หยางชิวเยว่และกู่เฟิงซินต้องย่องมาหน้าประตูหากคิดซัดอาวุธลับเข้าไปในห้องสองพี่น้องสกุลจาง มีเพียงผู้ที่พักอยู่ในห้องปีกขวา จึงจะซัดอาวุธลับเข้าไปได้ในขณะพี่น้องสกุลจางเปิดหน้าต่างประตู สังหารคนไร้ร่องรอย ตัวข้าและฟางตัวปิ้งแน่นอนไม่ได้สังหารใคร หัวหน้าจางหากเป็นฆาตกรไยต้องเชิญฝอปี่ไป๋สือมาตรวจสอบ ยิ่งไปกว่านั้น เก่อพานเดิมก็มิใช่เก่อพาน ดังนั้นเขาเป็นฆาตกรชะงักพักหนึ่ง ก่อนเอ่ยเชื่องช้าเพียงแต่ข้าคาดไม่ถึงว่าเขายอมเสี่ยงเพราะเข้าตาจน พบว่าจางชิ่งซือยังไม่ตายก็ลงมืออีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งป้ายความผิดให้หยางชิวเยว่ บีบคั้นผู้คน

ฟางตัวปิ้งเอ่ยอย่างมีน้ำโหเจ้าคาดการณ์ได้แต่แรกแล้วว่าเขาคือฆาตกร เช่นนั้นตอนข้าถามเจ้าเหตุใดจึงไม่บอก

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างขออภัยข้ากลัวว่าบอกเจ้าแล้ว ทันทีที่เจ้าจับตามอง เขาจะหนีไป

ฟางตัวปิ้งจ้องเขาอย่างกระฟัดกระเฟียดคุณชายอย่างข้าดูเซ่อซ่าไร้เหลี่ยมเพียงนี้เชียวหรือ

หลี่เหลียนฮวารับคำอย่างใจลอยเสียงหนึ่งอืม…”

ฟางตัวปิ้งยิ่งโมโหแทบเต้น หยางชิวเยว่พ่นลมหายใจยาวคำหนึ่งข้ากับชิ่งซือแม้คาดเดาว่าเป็นเก่อพานลงมือสังหาร กลับไม่กล้าสรุปแน่ชัด

หลี่เหลียนฮวากวาดตามองหยางชิวเยว่ขึ้นๆ ลงๆ หลายครา ถามอย่างระมัดระวังบัดนี้จอมยุทธ์หยางพอจะบอกพวกเราได้หรือยังว่าเหตุใดท่านยอมถูกปรักปรัม แต่ไม่กล้าเล่าความจริง

ฟางตัวปิ้งเอ่ยสำทับในใจอีกประโยคทั้งยังสูงส่งเป็นศิษย์นักพรตไป๋มู่แห่งอู่ตัง มีฐานะในยุทธภพ ถึงกับแล่นมาเป็นทหารยามเฝ้าคนตายถึงนี่ เพื่อเหตุใดกันแน่ คงมิใช่เพื่อสมบัติภายในวังใต้พิภพซีหลิงหรอกกระมัง

ข้าเสาะหาร่องรอยของอาจารย์อาหวงชีซึ่งสาบสูญมาแล้วหลายปีมาโดยตลอดหยางชิวเยว่เอ่ยสิบเอ็ดปีก่อน เขาหายตัวไปในบริเวณใกล้ๆ ซีหลิงข้าสืบเสาะมาจนถึงที่นี่ ปลอมเป็นทหารรักษาการณ์นายหนึ่ง สอบถามความลับของซีหลิง

ฟางตัวปิ้งอุทานเสียงหนึ่งนักพรตอาวุโสหวงชีถึงกับเป็นหนึ่งในสิบเอ็ดคนที่สูญหาย? อาๆ ได้ฟังว่าผู้อาวุโสท่านนี้เชี่ยวชาญศาสตร์ปากว้าประตูพิสดาร ไม่แน่ว่าอาจถูกล่อหลอกมาที่นี่ ตายล่ะหรือว่าเขาก็ถูกคนกินเข้าไปแล้ว

ใบหน้าของหยางชิวเยว่ออกจะขึ้งโกรธ แต่เขาเป็นคนเงียบขรึม ไม่อาละวาด เพียงเอ่ยเสียงเรียบข้าอยู่ที่ซีหลิงมาสามปี เห็นศิลาสลักในซีหลิงจนทั่ว อ่านตำราพงศาวดารรัชกาลก่อนๆมาบ้าง ได้พบเบาะแสบางอย่าง

เกี่ยวข้องกับการสวรรคตของจักรพรรดิซีเฉิง?” หลี่เหลียนฮวาถาม

หยางชิวเยว่พยักหน้าซีหลิงคล้ายสุสานมิใช่สุสาน รูปลักษณ์คล้ายสุสานจักรพรรดิ ออกแบบให้มีประตูซ้อนเป็นชั้น ภายในหมิงโหลวออกแบบให้มีห้อง อีกทั้งเคยเลี้ยงม้าจำนวนมากกว่าทหารรักษาการณ์ลิบลับ จากศิลาจารึกและพงศาวดาร ซีเฉิงสวรรคตกะทันหัน พระโอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์ทันที ครองราชย์ไม่นานก็ทรงหายตัวไป จนทำให้ราชสำนักปั่นป่วน กำลังประเทศถดถอยลงมาก

ฟางตัวปิ้งเอ่ยแทรกข้ารู้แต่เพียงว่าฟางจีโอรสของจักรพรรดิซีเฉิงคิ้วเฉตาเหล่อัปลักษณ์ยิ่งนัก

หยางชิงเยว่เอ่ยฟางจีพิการ รูปโฉมอัปลักษณ์ หลังครองราชย์แล้วทรงออกท้องพระโรงน้อยครั้งมาก ด้วยเกรงขุนนางแอบหัวเราะเยาะลับหลัง แต่ฟางจีไม่ได้ทรงอัปลักษณ์มาแต่กำเนิด จากบันทึกในพงศาวดาร เมื่อฟางจีประสูติไม่มีข้อบกพร่อง นับแต่เล็กฉลาดปราดเปรียว มีดุลยพินิจในงานราชการบ้านเมือง เป็นที่รักแห่งซีเฉิงอย่างลึกซึ้ง  มีบันทึกชีวิตประจำวันบันทึกวัยเยาว์ของพระองค์ว่าท่วงท่าผึ่งผาย’‘โดดเด่นเหนือผู้ใด

ครั้นมีพระชนมายุได้สิบเจ็ดพรรษา ก็เป็นโรคพระพักตร์บิดเกร็ง ทำให้พระโอษฐ์บิดเบี้ยว พระโฉมแปรเปลี่ยนเป็นอัปลักษณ์ถึงที่สุด และเริ่มตั้งแต่ปีที่สามสิบห้าแห่งจักรพรรดิซีเฉิง เมื่อฟางจีมีพระชนมายุสิบเจ็ดพรรษาซีเฉิงทรงถูกมือสังหารลอบปลงพระชนม์ติดๆ กัน  เคยมีคนใจกล้าทูลว่าเป็นฟางจีส่งคนมาลอบปลงพระชนม์ ซีเฉิงกริ้วมาก ถึงกับมีพระบัญชาให้ลากตัวคนทูลไปบั่นคอ ซีเฉิงทรงมีพระโอรสสิบเอ็ดพระองค์  กลับโปรดฟางจีเพียงพระองค์เดียว

ชะงักไปพักหนึ่ง เขาเอ่ยต่อว่าช่วงสิบปีตั้งแต่ฟางจีมีพระชนมายุสิบเจ็ดถึงยี่สิบเจ็ดพรรษา ซีเฉิงพระราชทานสมบัติให้ฟางจีมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งอวยพระยศและประทานหญิงงาม ที่น่าแปลกก็คือฟางจีทรงไม่เคารพซีเฉิง จากบันทึกในพงศาวดารถึงขั้นมีเรื่องด่าทออย่างเหยียดหยาม ซีเฉิงทรงไม่เอาความ หลังซีเฉิงสวรรคตกะทันหันแล้ว ฟางจีขึ้นครองราชย์โดยไร้ราชพินัยกรรม ทว่าไม่มีผู้ใดเห็นต่าง ทุกคนต่างทราบดีว่าราชบัลลังก์เป็นของฟางจีแต่เพียงผู้เดียว

ไม่ชอบมาพากลจริงเสียด้วยฟางตัวปิ้งเอ่ยพึมพำเรื่องพ่อลูกช่างแสลงหู…”

เส้นสายตาของหยางชิวเยว่เลื่อนไปหยุดบนร่างหลี่เหลียนฮวาคุณชายหลี่เป็นหมอเทวดาแห่งยุค ช่วยยืนยันความถูกต้องให้ข้าได้หรือไม่

หลี่เหลีนฮวาอาเสียงหนึ่งเรื่องอันใด

หยางชิวเยว่ครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนเอ่ยถามโรคปากบิดเบี้ยว ใบหน้าบิดเกร็ง อาจเกิดเพราะถูกพิษหรือได้รับบาดเจ็บได้หรือไม่

หลี่เหลียนฮวาตาเบิกโพลงจ้องเขา ฟางตัวปิ้งแอบหัวร่อในใจที่หมอเทวดากำมะลอผู้นี้เจอตะปูแข็งเข้าแล้ว ยังไม่ทันหัวร่อจบก็ได้ยินหลี่เหลียนฮวาตอบอย่างมารยาทดีแน่นอนทำเอาเขาแทบสำลัก เจ้าคนลวงโลกนี้เพียงเอ่ยว่าแน่นอนกลับไม่เอ่ยว่าแน่นอนว่าได้หรือแน่นอนว่าไม่ได้

หยางชิวเยว่ไม่รู้สึกว่าหลี่เหลียนฮวากะล่อนเอาตัวรอด เอ่ยต่อหากใบหน้าฟางจีอัปลักษณ์เพราะถูกพิษหรือได้รับบาดเจ็บ เช่นนั้น เป็นใครกันลงมืออำมหิต

ฟางตัวปิ้งตะลึงงันหรือท่านต้องการเอ่ยว่าเป็นพ่อเขาทำร้ายเขา

หยางชิวเยว่ส่ายหน้าข้าไม่ทราบเขาพลันเงยหน้ามองเก่อพานที่ค้างเติ่งในประตูความลับของจักรพรรดิซีเฉิงและจักรพรรดิฟางจี ปริศนาความตายของทั้งสิบเอ็ดคนนั้น คำตอบทั้งสิ้น ล้วนอยู่ภายในประตูกวนอิม

หลี่เหลียนฮวากลับเอ่ยอย่างช้าเนิบจอมยุทธ์หยาง ข้าถามท่านว่าเหตุใดยอมถูกปรักปรัม จนไม่กล้าโต้แย้งเก่อพาน ท่านยังไม่ได้ตอบข้า

สีหน้าของหยางชิวเยว่ซีดสลดทันควันข้า…”

เก่อพานกล้าใส่ความท่านต่อหน้าทุกคน ท่านกลับไม่กล้าโต้แย้ง นี่หมายความว่าอย่างไร…” หลี่เหลียนฮวาเอ่ยเสียงเบาท่านเป็นศิษย์ยอดฝีมือของนักพรตไป๋มู่ ยินยอมแฝงตัวในกองทหารรักษาการณ์สามปี เพื่อเสาะหาร่องรอยของนักพรตหวงชีจริงหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสาะหาร่องรอยของอาจารย์อาหาใช่เป็นเรื่องร้าย หากไม่ถูกเก่อพานบีบให้ใช้วิชาดรรชนีสุนัขเขียว ท่านกลับไม่ยินยอมยอมรับว่าเป็นศิษย์ของไป๋มู่ ท่านหลงใหลในความลับแห่งซีหลิง อ่านพงศาวดารลับรัชกาลก่อนๆอย่างช่ำชอง ล้วนกล่าวได้ว่าความชอบของท่านประหลาดพิสดาร แต่มีเรื่องหนึ่งไม่อาจใช้คำว่าความชอบแปลกพิสดารมาอธิบายได้

เขาพลันเงยหน้าจ้องหยางชิวเยว่ สายตามั่นคงน่าอัศจรรย์ เผยความมั่นใจเด็ดเดี่ยวลึกล้ำ ต่างจากท่าทางที่เขาแสดงออกยามปรกติลิบลับ เพียงได้ยินเขาเอ่ยชัดถ้อยชัดคำทีละตัวว่าเมื่อครู่ข้าบอกว่าจางชิ่งหู่ถูกสังหารด้วยอาวุธลับ ท่านว่าที่แท้แบบนี้…’ แต่ศีรษะของจางชิ่งหู่ท่านเป็นคนตัด ท่านจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเขาถูกสังหารด้วยอาวุธลับในพริบตานั้น สีหน้าของหยางชิวเยว่เผือดขาวผิดปรกติ

ฟางตัวปิ้งจ้องหยางชิวเยว่ อ้าปากค้างตะลึงพรึงเพริด ได้ยินเพียงหลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างเนิบช้าต่อไปท่านตัดศีรษะจางชิ่งหู่ เพื่อช่วยจางชิ่งซือปกปิดฐานะ หรือเพื่อช่วยเก่อพานทำลายศพ ขอเพียงศพไร้หัว ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเขาตายอย่างไร มิใช่หรือ

หยางชิวเยว่เงียบงัน

ท่านมิได้บอกเก่อพานว่าจางชิ่งซือยังไม่ตาย ช่วยเขาปลอมเป็นจางชิ่งหู่ เพื่อเหลือหมากไว้ต่อกรกับเก่อพานใช่หรือไม่ ส่วนที่เก่อพานโยนความผิดให้ท่าน เพราะเขาพบว่าจางชิ่งซือยังไม่ตาย และไม่พอใจท่านอย่างยิ่งใช่หรือไม่

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยเชื่องช้าเก่อพานกุมความลับอันใดของท่านไว้กันแน่ ถึงขั้นทำให้ศิษย์นักพรตไป๋มู่แห่งอู่ตังถูกมัดมือมัดเท้า ยอมทำเรื่องลับๆ ล่อๆ

หยางชิงเยว่ถอนหายใจยาวเฮือก ยังคงเงียบงันไม่ตอบ ปิดปากสนิททั้งอย่างนี้ เขาถูกหลี่เหลียนฮวาถามจนหมดปัญญาตอบ ถึงกับยอมรับเงียบๆ ไม่ยอมอธิบาย

ศิษย์นักพรตไป๋มู่ แม้นสมคบกับเก่อพาน ก็ไม่ถึงขั้นสูญสิ้นมโนธรรม ข้าเชื่อว่าท่านไม่ได้สังหารคนหลี่เหลียนฮวาเอ่ยช้า พร้อมยื่นมือบีบนวด คลายจุดที่ถูกเก่อพานสกัด

เขาเอ่ยเป็นร้อยประโยค หยางชิวเยว่ล้วนไม่ตอบคำ แต่พอเอ่ยประโยคนี้ หยางชิวเยว่กลับสั่นเทิ้มไปทั้งร่างข้า…”

ฟางตัวปิ้งถอนหายใจท่านมีความลำบากใจก็เอ่ย หรือกริ่งเกรงข้ากับเดนตายเหลียนฮวาจะทำร้ายท่าน?” เขาตบอกปุๆมีข้าสกุลฟางหนุนหลัง ท่านกลัวอันใด

ข้ามิใช่ศิษย์อู่ตังมานานแล้วหยางชิวเยว่สะกดกลั้นอารมณ์สั่นไหว เอ่ยเสียงเรียบสามปีก่อน ข้าถูกอาจารย์ขับออกจากสำนัก ไยกล้าเรียกขานตนเองเป็นศิษย์ไป๋มู่

ฟางตัวปิ้งอาเสียงหนึ่งพลังฝีมือท่านไม่เลว ไป๋มู่ไฉนขับท่านออกมา

หยางชิวเยว่เบือนหน้าข้าขโมยกระบี่ทองอู่ตัง นำไปจำนำห้าหมื่นตำลึงเงิน

ฟางตัวปิ้งถามอย่างแปลกใจห้าหมื่นตำลึงเงิน? นำไปทำอะไร

หยางชิวเยว่เครียดขรึมไปพักหนึ่ง เอ่ยอย่างง่ายดายว่าพนันเงิน

ฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวาต่างสบตากัน คาดไม่ถึงหยางชิวเยว่วิทยายุทธ์ไม่อ่อนด้อยรูปร่างหน้าตาสุภาพ ถึงกับลุ่มหลงการพนัน จนถูกขับออกจากสำนัก

หยางชิวเยว่เอ่ยอีกข้ารู้ดีว่าตนเองแก้นิสัยติดพนันไม่หาย และไม่คิดให้อาจารย์อภัย แต่กระบี่ทองอย่างไรก็ต้องคืน กระบี่ทองที่จำนำถูกหลอมเป็นเครื่องประดับศีรษะ จนหนทางไถ่กลับแต่แรกแล้ว คิดคืนกระบี่ทองให้อู่ตัง มีเพียงเสาะหาร่องรอยของอาจารย์อาหวงชี

กระบี่ทองอู่ตังเป็นอาวุธของเจ้าสำนักอู่ตังรุ่นก่อน เป็นกระบี่สั้นคู่หนึ่ง เจ้าสำนักรุ่นปัจจุบันนักพรตไป๋เฮ่อ(กระเรียนขาว)เก็บรักษาไว้หนึ่งเล่ม ถูกหยางชิวเยว่ขโมยไปเสียแล้ว อีกเล่มหนึ่งอยู่ในมือของหวงชีที่หายตัวไป

หยางชิวเยว่เอ่ยอีกว่าข้าอยู่ซีหลิงสามปี เคยเข้าวังใต้พิภพสองครั้ง…”

หลี่เหลียนฮวาและฟางตัวปิ้งต่างอาขึ้นเสียงหนึ่ง ได้ยินเพียงเขาเอ่ยต่อว่าล้วนไร้หนทางทำลายประตูนี้เข้าไป แม้เสาะหากระบี่ทองและร่องรอยของอาจารย์อาหวงชีไม่สำเร็จ ข้ากลับได้ภรรยาที่นี่

ฟางตัวปิ้งอึ้งงัน อดปล่อยหัวเราะพรวดออกมาไม่ได้ยินดียินดี

หยางชิวเยว่ยังคงไม่มีท่าทีดีอกดีใจแม้เพียงนิดภรรยาข้าแซ่ซุน ชื่อชุ่ยฮวา

ฟางตัวปิ้งยังหัวเราะไม่จบก็สะดุดกึกเกือบกัดลิ้นตนเองเถ้าแก่เนี้ยโรงเตี๊ยมเสี่ยวเยว่? นางมิใช่แม่หม้ายหรอกรึ

หยางชิวเยว่เอ่ยอย่างอึมครึมพวกเราไม่ได้กราบไหว้ฟ้าดิน แต่นางถึงอย่างไรก็เป็นภรรยาข้า นางหายตัวไป

ฟางตัวปิ้งกลับเอ่ยในใจที่แท้ท่านเป็นสามีนอกสมรสของนาง

หลี่เหลียนฮวาทอดถอนใจ เอ่ยพึมพำดังนั้นข้าจึงคิดว่าเถ้าแก่เนี้ยไปซื้อซีอิ๊วตั้งครึ่งค่อนวันไม่กลับมาน่าสนใจกว่าการตายของมือสังหารไร้หน้า พวกเจ้ากลับไม่เชื่อ

ฟางตัวปิ้งร้องเฮอะเสียงหนึ่งผายลม! หากเจ้าฉลาดปราดเปรื่องเช่นนั้นจริง เหตุใดไม่จับเก่อพานไว้ตั้งแต่แรกเล่า

หลี่เหลียนฮวายิ้มเจื่อน

หยางชิวเยว่เอ่ยเขาจับภรรยาของข้าไป รับปากข้าว่าหากเข้าวังใต้พิภพไม่เพียงคืนกระบี่ทองอู่ตังให้ ยังมอบสิบหมื่นตำลึงเงินให้ด้วย

ฟางตัวปิ้งพ่นลมออกทางจมูกมีเรื่องประเสริฐเช่นนี้ด้วย เปลี่ยนเป็นข้าก็คงรับปาก มิน่าท่านยอมร่วมมือกับเขาโดยไม่ปริปาก

หยางชิวเยว่เอ่ยเสียงราบเรียบคนที่จับภรรยาข้ากล่าวว่าจะมอบให้ข้าสิบหมื่นตำลึงเงิน เรื่องประเสริฐเช่นนี้ข้ากลับไม่เชื่อ แต่ไม่ว่าเงินเป็นของจริงหรือปลอม ภรรยาเป็นของตนเองเสมอ

ฟางตัวปิ้งยินดีขึ้นในใจคนผู้นี้แม้เงียบขรึมน่ารำคาญ ทั้งยังมีนิสัยเลวร้ายติดการพนัน กลับให้ความสำคัญต่อความผูกพันและคุณธรรม

ภายในประตูบานนี้ไม่รู้ได้ว่าซ่อนสิ่งใดไว้ ไม่เปิดออกดู เกรงว่าภายหลังคงนอนไม่หลับหลี่เหลียนฮวาคิ้วขมวดมุ่น

ฟางตัวปิ้งอดขำไม่ได้ข้าว่ามีคนนอนไม่หลับตั้งแต่เมื่อสามสิบปีก่อน ไม่ว่าด้านในมีสมบัติอะไร หากเจ้าหาพบ อย่าลืมแบ่งข้ากึ่งหนึ่ง

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยยิ้มๆแน่นอน แน่นอน

จากนั้นทั้งสี่คนหารือกันพักหนึ่ง ลากเก่อพานลงมาจากประตู ฟางตัวปิ้งสำแดงวิชาสกัดจุด จี้จุดสิบเจ็ดสิบแปดแห่งบนร่างเขาด้วยวิชาสกัดจุดสิบเจ็ดสิบแปดขนาน

จางชิงเหมาเห็นกระดูกมนุษย์เต็มพื้น ใจฝ่อหมดความกล้าเข้าประตูไปแต่แรกแล้ว เอาแต่เอ่ยว่าจะออกไประดมพลตรวจสอบที่นี่ให้กระจ่าง

ฟางตัวปิ้งส่งเขากลับหมิงโหลวก่อน ค่อยกลับมายังวังใต้พิภพอีกครั้ง

กู่เฟิงซินกลับตกใจขวัญหนีดีฝ่อ หนีไปจนไม่เห็นร่องรอย มิรู้ว่าหนีไปทางใดแล้ว

5

กวนอิมหลั่งน้ำตา

เมื่อฟางตัวปิ้งกลับมาถึงวังใต้พิภพ หลี่เหลียนฮวาจัดเก็บกระดูกมนุษย์บนพื้นอย่างเหมาะสม ขุดหลุมตื้นๆ ฝังเรียบร้อยแล้ว โรคชอบปัดกวาดของเขามาถึงในสุสานแล้วก็ยังแก้ไม่หาย

หยางชิวเยว่ยัดคบเพลิงหลายด้ามเข้าไปในร่องบนเพดานเหนือประตู ด้านหลังประตูค่อยๆ สว่างขึ้น ด้านในยังพอมีอากาศไหลเวียน ไม่ปิดทึบ เสมือนว่าเป็นสุสานที่แท้จริง

เหลียนฮวา เจ้าเข้าไปฟางตัวปิ้งผลักหลี่เหลียนฮวาป้าบหนึ่ง หลี่เหลียนฮวาเซถลาไปข้างหน้า ตกใจหน้าถอดสีคุณชายใหญ่ฟางพลังฝีมือสูงส่งแกร่งกล้า ความรู้มากมี ความสามารถสติปัญญาสูงล้ำ แน่นอนเป็นคุณชายฟางเข้าไปก่อน ยิ่งไปกว่านั้นรูปร่างสูงชะลูดแบบเจ้า ปีนเข้าไปในโพรงนั่นเหมาะสมไม่มีใดเกิน

ฟางตัวปิ้งโมโหโทโสยกใหญ่ แต่ไรมาเขาทะนงตนว่าเป็นคุณชายสูงศักดิ์แม้อ่อนแอ หลี่เหลียนฮวากลับเย้าว่าเขาผอมแห้งเป็นไม้ไผ่ชัดๆข้าจะจับเจ้ายัดเข้าไปในโพรงนั่น

หยางชิวเยว่กลับปีนขึ้นไปบนประตูสูงสองสามจั้งเงียบๆ มุดเข้าไปในโพรง หลี่เหลียนฮวาและฟางตัวปิ้งหยุดเกี่ยงกันทันที

ได้ยินเพียงหยางชิวเยว่เงียบงันอยู่หลังประตูนานครึ่งค่อนวัน ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่าด้านในแปลกพิกลยิ่ง

ฟางตัวปิ้งคว้าหลี่เหลียนฮวาหมับ รูปร่างเขาผอมบาง แรงมือกลับมหาศาล หิ้วหลี่เหลียนฮวาขึ้นดั่งยกลูกเจี๊ยบ ตนเองมุดเข้าโพรง ลากหลี่เหลียนฮวาดังลากผ้าเช็ดพื้นติดมือเข้ามาด้วย เพ่งสายตามอง ภายใต้แสงสว่างของคบเพลิง สภาพเบื้องหน้าสายตาทำให้เขาตาเบิกโพลงลิ้นพันกันทันที

นั่นไหนเลยใช้คำแปลกพิกลยิ่งมาพรรณนาได้ ภายในใจของฟางตัวปิ้งคือพิลึกกึกกือยากพบเห็น พิสดารคาดไม่ถึง ประหลาดมหัศจรรย์ ยุ่งเหยิงอลเวง ภูตมารผีประหลาด

ประตูกวนอิมไม่เพียงหนาสองฉื่อห้าชุ่น แต่หนาถึงห้าฉื่อสองชุ่นเต็มๆ ยิ่งต่ำยิ่งหนา คลับคล้ายเป็นก้อนกลม

ประตูนี้แท้จริงแล้วมิใช่ประตู เป็นก้อนศิลาขนาดเขื่องที่งอกอย่างแน่นหนามั่นคงในใต้ดินอยู่แต่เดิม จักรพรรดิซีเฉิงทรงให้ช่างแกะสลักรูปกวมอิมบนหินก้อนยักษ์ เซาะร่องทำเป็นบานประตู กลับเป็นประตูที่เปิดไม่ออกนิรันดร์กาลช่างก่อสร้างสุสานในสมัยนั้นขุดโพรงเชื่อมสายหนึ่งจากชั้นดินเหนือหินก้อนเขื่องนี้

หลังผ่านหินก้อนยักษ์แล้วก็สร้างสุสานต่อ สุสานสร้างเสร็จแล้ว นายช่างใช้แผ่นหินปิดทางเชื่อมเนื้อหินเหมือนแผ่นหินปิดทางเข้าอย่างไรอย่างนั้น ดูแล้วปิดแนบสนิท ไม่มีช่องโหว่ แต่ก้อนหินที่อุดทางเชื่อมนี้อย่างไรเสียก็แตกต่างจากแผ่นพื้นศิลา ด้านหลังไม่มีโคลนดิน เป็นที่โล่ง หลายร้อยปีให้หลัง ร่องหินที่ผุกร่อนถูกหลี่เหลียนฮวาพบเข้าโดยบังเอิญ

ส่วนด้านหลังประตูกวนอิม เป็นห้องลักษณะคล้ายตำหนัก

ที่ทำให้ฟางตัวปิ้งตะลึงอ้าปากค้างก็คือ ภายในตำหนักนี้ทั้งไม่มีโลงศพ และไม่มีเพชรพลอยเงินทองของฝังร่วม แต่มีโต๊ะเก้าอี้ตั่งเตียงฟูก บนพื้นถึงขั้นมีไหสุรา จอกสุราสองใบกลิ้งอยู่

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยพึมพำแปลกพิกลมากจริงเสียด้วย สุสานจักรพรรดิด้านในไม่มีโลงศพ กลับมีคนตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาดไม่ถึงว่าคนตายจะดื่มสุรา…”

ภายในตำหนักนั้นม่านระย้าระพื้น มีเตียงไม้แดงงาช้างสลักหลังหนึ่ง บนผนังแขวนภาพปักทิวทัศน์เจียงหนาน บนภาพมีลายมือเขียนว่าธาราภูผาประเสริฐปลายภาพลงนามต้าหลาง ผู้ครอบครองใต้ภาพเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมทำจากไม้ประดู่ ด้านข้างเป็นเก้าอี้ไม้ประดู่สองตัว ด้านบนแกะสลักลายมังกร ที่ทิ้งกองกับพื้นเป็นกาสุรารูปม้าทรงแบนทำด้วยเงินและจอกสุราเงินแท้สองใบ  มุมห้องวางโต๊ะจุดธูปกำยาน ข้างโต๊ะตั้งด้วยฐานวางพิณ บนฐานวางพิณกลับวางด้วยฝักดาบทอง แม้สิ่งของมีไม่มาก  แต่ทุกอย่างล้วนวิจิตรบรรจง เห็นเด่นชัดว่าล้วนเป็นของใช้แห่งราชสำนัก ส่วนลึกสุดของซีหลิงคาดไม่ถึงว่ามีสภาพเป็นเช่นนี้ ช่างแปลกประหลาดล้ำเหนือโดยแท้จริง แต่ที่แปลกประหลาดที่สุดหาใช่การจัดวางตกแต่งเป็นสภาพเช่นนี้ แต่เป็นภายในห้องยังมีโครงกระดูกสองซาก

โครงกระดูกซากหนึ่งอ้าปากแหงนหน้าเอนพิงบนเก้าอี้ไม้ประดู่ สวมชุดคลุมยาวสีเหลือง ดาบทองเล่มหนึ่งร่วงตกอยู่กับพื้นเห็นชัดว่าเดิมเขานั่งดื่มสุรา พลันมีคนใช้ดาบทองแทงเขาจนตาย

อีกซากหนึ่งจมอยู่ในหลุมแห่งหนึ่งหลังประตูกวนอิม รอยเลือดกระดำกระด่างบนประตูกวนอิมจนถึงปัจจุบันยังพอแยกแยะได้ สองมือเขากำกระบี่สั้นเล่มหนึ่ง ขุดหลุมลึกใต้ประตูกวนอิมหนึ่งหลุม ทั้งร่างจมอยู่ในหลุมนั้น เพียงทว่าหินยักษ์ประตูกวนอิมนี้มีขนาดมหึมาโอฬาร เนื้อหินแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ไม่อาจขุดทะลุก้อนหินได้ จึงได้แต่ขุดไล่ลงไปข้างๆ หินยักษ์ ส่วนหินยักษ์ก้อนนั้นมิรู้ได้ว่าลึกลงไปในชั้นดินถึงเพียงใด คิดขุดอุโมงค์สายหนึ่งออกไป แทบเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้

ที่แท้ผู้ที่คิดอยากเปิดประตูมิได้มีเพียงด้านนอก คนด้านในก็อยากเปิดประตูเช่นกันฟางตัวปิ้งถอนหายใจเฮือกสองคนนี้เป็นใคร

หยางชิวเยว่เอ่ยสองคนนี้ล้วนสวมชุดจักรพรรดิ

ฟางตัวปิ้งยิ้มเฝื่อนหรือว่าคนตายทั้งสองเป็นซีเฉิงและฟางจี? สองพ่อลูกเล่นพิเรนทร์อะไรกันอยู่

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างเอ้อระเหยสภาพนี้กระช่างชัดแจ้งยิ่ง แน่นอนผู้ตายทีหลังสังหารผู้ที่ตายก่อนเจ้าดูโครงกระดูกบนเก้าอี้นั่นฟันร่วงพอประมาณแล้ว น่าจะเป็นบิดา ส่วนบุตรชายสังหารบิดาแล้วก็ขุดหลุมฝังตนเองกับพื้น

ทันทีที่วาจานี้กล่าวออกมา กระทั่งหยางชิวเยว่ยังแทบหัวร่อพรวด ฟางตัวปิ้งเพ้ยเสียงหนึ่งสองคนนี้ล้วนเป็นจักรพรรดิ จะสร้างสุสานขังตนเองไว้ด้านในได้อย่างไร โดยเฉพาะบุตรชายคนนี้ ได้ขึ้นครองราชย์อำนาจล้นแผ่นดินแล้ว กลับแล่นมาขุดหลุมอยู่ในนี้ เป็นเหตุเป็นผลอันใดกัน

เหตุผลนี้ข้าแม้ไม่รู้หลี่เหลียนฮวายิ้มน้อยๆ “ ‘เขากลับแน่นอนว่าย่อมรู้อะไรบ้างเขาที่หลี่เหลียนฮวาเอ่ยถึงหมายถึงเก่อพาน

ฟางตัวปิ้งคลายจุดใบ้ให้เก่อพาน เอ่ยถามเจ้าหนู เจ้าเจตนาปลอมเป็นเก่อพาน แฝงตัวเข้ามาในวังใต้พิภพซีหลิง หวังอันใดกันแน่

สายตาของเก่อพานกลับทอดมองใบหน้าของหลี่เหลียนฮวาอย่างเย็นชา หลี่เหลียนฮวาแววขออภัยเต็มหน้า เขายิ่งแสลงสายตานัก น่าแค้นเคืองถึงที่สุดหลี่เหลียนฮาชื่อเสียงระบือลือเลื่อง พลังฝีมือชั้นสาม ความกล้าชั้นเก้า เดิมข้าควรรู้สึกไม่ชอบมาพากลจึงจะถูกต้องเขาเอ่ยเรียบๆน่าเสียดายที่เจ้าคล้ายตัวตลกไปหน่อย

ฟางตัวปิ้งอดหัวร่อไม่ได้เขาเดิมก็เป็นตัวตลก

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยน่าละอาย น่าละอาย ทว่าเรื่องเกี่ยวกับพ่อลูกคู่นี้ อย่างไรก็ต้องขอคำชี้แนะ

เก่อพานแค่นหัวร่อเย็นชาเสียงหนึ่งเจ้าโอ่อวดว่าตนฉลาด คาดการณ์แม่นยำดั่งเทพ ไยถึงถามข้าจากนั้นก็หุบปาก ไม่ว่าฟางตัวปิ้งตวาดถามอย่างไร ก็ไม่เอ่ยสักประโยค

หยางชิวเยว่พรมเคาะไปทั่วในสุสาน  ห้องนี้ใหญ่กว่าห้องปรกติธรรมดามาก ทว่าเขาไม่เคยเห็นตำหนักในวังไม่รู้ได้ว่าห้องที่จักรพรรดิประทับโล่งกว้างเช่นนี้หรือไม่

หลังเตียงไม้แดงงาช้างสลักยังมีอีกห้องหนึ่ง ด้านในมีฉากกั้น มีฐานวางพิณอีกหนึ่งตัว พิณสายมุกน้ำตกเหินตัวหนึ่งวางอยู่บนฐานวาง

หลี่เหลียนฮวาย่างเข้าห้องหลังเตียงไม้แดง มองไปทางด้านหลังฉากกั้นทันใดนั้นวัตถุบางอย่างสะท้อนเข้าม่านสายตา เขาชะงักพักหนึ่งฟางตัวปิ้ง ตรงนี้มีของน่าสนใจ

ฟางตัวปิ้งสกัดจุดใบ้เก่อพานอีกครั้ง วิ่งเข้ามาอย่างกระตือรือร้นอะไรอา!” เขาสะดุ้งตกใจ ด้านหลังฉากกั้น โครงกระดูกซากหนึ่งปรากฏฉับพลัน

ตรงนี้เป็นห้องของสตรีหยางชิวเยว่เอ่ยดูโครงกระดูกนี้สวมแพรต่วนโปร่งบาง ไม่แน่อาจเป็นผินเฟย(สนมเอก)ของซีเฉิงหรือฟางจี

โครงกระดูกหลังฉากกั้นต่างจากโครงกระดูกในห้องส่วนหน้า สวมชุดเสื้อกระโปรงแพรขาวหิมะผ่านมาหลายร้อยปีทว่ายังสมบูรณ์ดีไม่เสียหาย มวยผมบนศีรษะเกล้าม้วนเรียบร้อย ไม่ประดับเครื่องประดับผม ศีรษะเอียงไปด้านข้างเล็กน้อย คนแปรเป็นโครงกระดูก แต่กระดูกขาวที่หลงเหลือยังคงให้ความรู้สึกเพริศแพร้วนิ่มนวล หมื่นท่วงท่างามล้ำ ไม่ทราบได้ว่าเมื่อครั้งมีชีวิตจักเป็นหญิงงามล่มเมืองถึงเพียงใด

ฟางตัวปิ้งจ้องโครงกระดูกนั้นไม่วางตานางงดงามยิ่งนัก ขนาดตายไปแล้วหลายร้อยปียังคงงดงามอย่างยิ่ง

หลี่เหลียนฮวาดึงเสื้อกระโปรงแพรขาวเบาๆ ชุดนั้นแนบติดโครงกระดูก แม้เนื้อหนังเน่าสลายไปสิ้น กลับยังห่อหุ้มกระดูกแน่น ยากจะถอดออก

เหลียวกลับมามองห้องที่มีหนึ่งพิณหนึ่งฉากกั้น หลังห้องนี้ไม่มีทางออกอีกแล้ว ที่นี่ก็คือส่วนลึกที่สุดของซีหลิง ผนังสี่ด้านล้วนเป็นหินผาดินโคลนหนาหลายจั้ง ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าความลับที่ซุกซ่อนในส่วนลึกที่สุดใต้ซีหลิงอันใหญ่โตมโหฬารสูงสง่าน่าเกรงขามกลับเป็นห้องของอนงค์นางหนึ่ง

นอกประตูห้องนาง จักรพรรดิหนุ่มสังหารพระบิดา แล้วล้มฟุบใต้ประตูกวนอิม

นารีนางนี้เป็นใครกันแน่

ตึ๊งเสียงหนึ่งแว่วขึ้นแผ่วเบา  ทำเอาหยางชิวเยว่และฟางตัวปิ้งสะดุ้งโหยง หลี่เหลียนฮวาดีดสายพิณสายมุกน้ำตกเหินตัวนั้น แล้วกรีดนิ้วอีกครา

ฟางตัวปิ้งถูกเขาทำให้ตกใจสองครั้งเอ่ยฮึดฮัดหลี่เหลียนฮวา เจ้าทำอันใดกัน ผีร้องโหยหวนไม่ไพเราะจะตาย!”

หยางชิวเยว่อุทานเอ๊ะเสียงหนึ่งบนพิณเขียนอักษรไว้

หลี่เหลียนฮวาพินิจรอยหมึกบนตัวพิณอย่างละเอียดลออหากเลื่อนลอยก็จะไร้ความวิริยะ(เชิงอรรถจากหนังสือตำราพิชัยสงครามขงเบ้ง แปลโดย อมร ทองสุก)…” ลายมือเข้มแข็งทรงพลัง เส้นสุดท้ายลากยาวจนถึงกลางตัวพิณเห็นชัดว่าผู้เขียนลากมาถึงเส้นสุดท้ายก็โยนพู่กันทิ้งพิณฝังหยกนี้เดิมเป็นของโบราณ ตัวพิณดำขลับมันวาว รอยหมึกที่เขียนยากมองออก

ทั้งสามคนเดินวนภายในห้องอีกหลายรอบไม่พบสิ่งของแปลกใหม่ใดอีก กลับมาห้องส่วนหน้า สายตาเก่อพานจ้องซากศพที่จมอยู่ในหลุมไม่วางตา ฟางตัวปิ้งฉุกคิดได้ ดึงซากนั้นขึ้นมาจากหลุมพรวดเดียว

ซากนั้นโครงกระดูกแยกชิ้นส่วนจนสิ้นแล้ว เพียงอาศัยชุดมังกรเปื่อยขาดร้อยรูทำให้ยังพอลากขึ้นมาได้ ฟางตัวปิ้งเทสิ่งของจากถุงนั้นลงพื้น เสียงวัตถุร่วงหล่นกุกกัก ฝุ่นดินตลบคลุ้ง

สามคนต่างเห็นพร้อมกันว่านอกจากกระดูกแล้ว  บนพื้นยังมีตราประทับหนึ่งอัน ขวดหยกหนึ่งใบ ตำราเพลงพิณหนึ่งเล่ม รวมทั้งรูปหล่อกวนอิมขนาดเล็กทำจากเงินและทองอย่างละหนึ่งองค์ ลักษณะของกวนอิมคู่นั้นคล้ายคลึงกับที่สลักบนประตูเป็นที่ยิ่ง พระพักตร์กวนอิมถูกแบบแผนงดงาม เส้นสายอาภรณ์สอดคล้องละมุนละไม แม้เสียหายค่อนข้างมาก กลับเป็นของล้ำค่าหายาก เทียบกันแล้ว กวนอิมบนประตูแม้สลักเสลาละเอียดประณีต กลับขาดความเมตตาการุณย์ตามแบบฉบับ เห็นเด่นชัดว่านายช่างสลักเลียนแบบรูปหล่อกวนอิมสององค์นี้

ฟางตัวปิ้งหยิบตราประทับขึ้น พลิกดูไปมานี่เป็นตราประทับหยกแท้ ข้าแม้ไม่เคยเห็นราชลัญจกร แต่หยกชิ้นนี้เป็นหยกชั้นเลิศ

หยางชิวเยว่เอ่ยดูสภาพนี้แล้ว ซีเฉิงทรงถูกฟางจีสังหาร แต่ว่าในพงศาวดารบันทึกว่าสิ้นพระชนม์กะทันหัน ฝังอย่างยิ่งใหญ่ตามโบราณราชประเพณี ไฉนถูกดาบแทงสวรรคตอยู่ที่นี่

หลี่เหลียนฮวายิ้มบางซีหลิงสร้างเป็นรูปแบบแปลกพิสดารเช่นนี้ ข้าคิดว่าเดิมคงคิดสร้างสุสานจักรพรรดิจริง แต่ต่อมาไม่รู้เกิดจากสาเหตุใด จึงถูกแก้ไขเป็นวังลับ ซีเฉิงทรงแก้ไขสุสานของพระองค์เองให้เป็นวังลับ จะไม่มีแผนการร้ายได้อย่างไร

ฟางตัวปิ้งเบิกตาโพลงแผนการร้ายอันใด

หยางชิวเยว่ก็เอ่ยเสียงเรียบคาดว่าคงเกี่ยวพันอย่างใหญ่หลวงกับฟางจี

พวกท่านไม่เข้าใจจริงหรือหลี่เหลียนฮวาถอนหายใจซีเฉิงทรงสลักเรื่องราวแพทย์และบุตรยืดยาวเป็นพรวน นิทานเรื่องนั้นหลักๆ แล้วกล่าวถึงสิ่งใดกัน กำลังเล่าถึงผู้บิดาหวังดีต่อบุตร ต่อให้แกล้งตายก็ไม่นับว่าหลอกลวงผู้คน มิใช่หรือ

ฟางตัวปิ้งและหยางชิวเยว่อุทานอาอย่างควบคุมตนเองไม่ได้ซีเฉิงทรงแกล้งตาย?”

หลี่เหลียนฮวาชี้ไปยังห้องสตรีด้านหลังบนพิณฝังหยกนั่นเขียนว่าหากเลื่อนลอยก็จะไร้ความวิริยะ  บนผนังบังตาเป็นรูปปลาหลี่แปลงร่างเป็นมังกร…”

ฟางตัวปิ้งตระหนักโดยพลันอา! นั่นเป็นวรรคหนึ่งจากตำราพิชัยสงครามของจูเก่อเลี่ยง(ขงเบ้ง) แพทย์และบุตร ตำราพิชัยสงคราม ดูท่าซีเฉิงผู้เป็นพระบิดาวาดหวังในตัวโอรสลึกล้ำมาก บิดาหวังให้บุตรเป็นมังกร

หยางชิวเยว่แสดงสีหน้าพิลึกพิลั่นยิ่งฟางจีทรงทำอะไร ถึงขั้นทำให้ซีเฉิงทรงแกล้งตาย

หลี่เหลียนฮวากระแอมเบาๆ เอ่ยอย่างเชื่องช้าว่าข้าเดาว่าฟางจีทรงลุ่มหลงสตรีที่อยู่ห้องด้านในผู้นั้น…”

ฟางตัวปิ้งร้องเฮอะเสียงหนึ่งสตรีนางนั้นเป็นใคร

นางอาจเป็นสนมเอกแห่งซีเฉิงหลี่เหลียนฮวาตอบส่วนฟางจีทรงลุ่มหลงอนุภรรยาของพระบิดา ดังนั้นทำให้พระบิดาทรงจงเกลียดจงชังเข้ากระดูกดำ

ฟางตัวปิ้งร้องเฮอะอีกคราเจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางมิใช่สตรีของฟางจี

หลี่เหลียนฮวาหดลำคอที่นี่คือซีหลิงซีเฉิงทรงแกล้งตายอยู่ในสุสานขององค์เอง ที่อยู่กับซีเฉิงจะเป็นสนมของฟางจีไปได้อย่างไร อีกอย่างอีกอย่าง…”

หยางชิวเยว่หลุดปากถามอย่างอดกลั้นไม่อยู่อีกอย่างอันใดกัน

อีกอย่างสตรีนางนี้…” หลี่เหลียนฮวาเอ่ยเนิบนาบตายก่อนซีเฉิงและฟางจี ตายมานานมากแล้ว

ฟางตัวปิ้งยิ่งฟังยิ่งพิลึกกึกกือเจ้าหมายความว่า…” เขาชี้ไปที่โครงกระดูกนั้นเจ้าหมายความว่าสตรีนางนี้ขณะที่ซีเฉิงยังทรงพระชนม์อยู่ นางก็ตายที่นี่แล้ว ตายมานานแล้วด้วย

หลี่เหลียนฮวาพยักหน้า

หยางชิวเยว่คิดไม่ตก ส่ายหน้าอย่างงุนงง คาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิง

หลี่เหลียนฮวาถอนหายใจโครงกระดูกของนางต่างจากโครงกระดูกของซีเฉิงและฟางจีที่อยู่ภายนอกโดยสิ้นเชิง พวกท่านไม่สังเกตหรอกหรือ เสื้อผ้าอาภรณ์ของนางไม่ยุ่งเหยิง มวยผมเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดกว่าโครงกระดูกของซีเฉิงและฟางจีมาก

ฟางตัวปิ้งพยักหน้าเช่นนั้นแล้วอย่างไรเล่า

หลี่เหลียนฮวาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ประหนึ่งผิดหวังกับความโง่เขลาถือดีของฟางตัวปิ้งอย่างมากเสื้อผ้าที่จักรพรรดิทรงสวม วัตถุดิบแน่นอนว่าต้องเป็นของดีที่สุด เหตุใดชุดคลุมของซีเฉิงและฟางจีเปื่อยขาดเป็นร้อยรู ผมเผ้ายุ่งเหยิง โครงกระดูกก็ไม่น่าดูอย่างมาก หรือเพราะสตรีนางนี้หน้าตางดงาม ดังนั้นโครงกระดูกจึงดูงดงามไปด้วยชะงักไปพักหนึ่ง เขาเอ่ยอย่างช้าๆมีความเป็นไปได้อย่างหนึ่งเนื่องเพราะเนื้อหนังของซีเฉิงและฟางจีเน่าเปื่อยอยู่ในนี้ เสื้อผ้าถูกหนอนชอนไชกัดแทะ ทำให้ขาดเป็นร้อยรู ส่วนเสื้อผ้าของนางไม่ได้ถูกหนอนชอนไช…”

ฟางตัวปิ้งขมวดคิ้วมุ่นเจ้าคิดจะบอกว่านางงดงามมาก กระทั่งหนอนยังไม่อยากกินนาง? แล้วเนื้อหนังของนางไปอยู่เสียที่ใด

สายตาที่หลี่เหลียนฮวามองฟางตัวปิ้งยิ่งผิดหวังหนักขึ้นพูดมาถึงตรงนี้ เจ้ายังไม่เข้าใจ? ข้าอยากบอกว่านางตั้งแต่เริ่มแรกก็เป็นโครงกระดูกอยู่ก่อนแล้ว นางตายไปแต่แรกแล้ว เพียงทว่าถูกนำมาจัดวางไว้ที่นั่น เสื้อผ้าอาภรณ์ผมเผ้าล้วนผู้อื่นสวมใส่ให้เมื่อนางกลายเป็นกระดูกแล้ว ในเมื่อนางเป็นกระดูกไปนานแล้ว ย่อมไม่มีหนอนชอนไชกัดแทะ ดังนั้นเสื้อผ้าของนางจึงสะอาดกว่าของซีเฉิงและฟางจี โครงกระดูกก็สวยกว่ามาก

หยางชิวเยว่ตาโตลิ้นพันกัน อึ้งอยู่พักหนึ่งนี่เหลวไหลสิ้นดี

หลี่เหลียนฮวาชี้ไปที่พิณฝังหยกเสียงพิณนี้ไม่ไพเราะเสนาะโสตอย่างมาก หากมีคนเคยดีด ไยถึงไม่ปรับสาย ผู้ที่รักพิณอย่างแท้จริงย่อมไม่ขีดเขียนลงบนตัวพิณเป็นอันขาด ดังนั้นพิณแน่นอนย่อมไม่ได้มีไว้เพื่อซีเฉิง ยิ่งไปกว่านั้นผมบนศีรษะนางเป็นผมปลอม หากนางมิใช่คนหัวล้านหรือเป็นแม่ชี เหตุใดจึงสวมผมปลอม ผมเดิมของนางเล่า อีกอย่างชุดนั้น…” เขาแหวกดึงเสื้อขาวบนโครงกระดูกอีกครั้งเสื้อตัวนี้เห็นชัดว่าทำตามขนาดของโครงกระดูก คนเป็นต่อให้ผอมบางถึงเพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ว่าหลังกลายเป็นโครงกระดูกแล้ว เสื้อผ้ายังคงสวมพอดิบพอดีตัวเช่นนี้

ฟางตัวปิ้งขนลุกซู่เจ้าหมายความว่าซีเฉิงทรงแกล้งตายในสุสานของพระองค์เองอีกทั้งยังทรงอยู่ร่วมกับโครงกระดูกสตรีหรือซีเฉิงทรงวิปลาสไปแล้ว

หยางชิวเยว่ค่อยๆ ยกมวยผมบนศีรษะของโครงกระดูกนั้นแผ่วเบา เกศาดำขลับนั้นใช้เส้นผมมนุษย์ขมวดมุ่นเป็นมวยผมจริงเสียด้วย ข้างใต้กลุ่มผมเป็นที่คาดผม คาดติดบนศีรษะ และเนื่องจากเป็นผมปลอม ดังนั้นจึงเกล้าม้วนอย่างแน่นหนา ไม่ยุ่งเหยิงกระเซิง

นางถูกบีบจนกระดูกคอหักตายฟางตัวปิ้งพินิจโครงกระดูกนั้นอย่างละเอียดพลางโพล่งขึ้น

หลี่เหลียนฮวาพยักหน้าสตรีนางหนึ่งตายแล้วมีคนตัดเย็บเสื้อผ้าให้ เกล้าม้วนผมปลอมให้ จัดการกระดูกให้ ถึงกับถูกซีเฉิงพาเข้ามาในวังลับซีหลิง ไม่ว่านางจะเป็นสนมเอกหรือไม่ นางต้องเป็นสตรีที่ซีเฉิงโปรดมาก

ฟางตัวปิ้งและหยางชิวเยว่ล้วนพยักหน้า หลี่เหลียนฮวาเอ่ยต่อเช่นนั้นนางถูกผู้ใดบีบจนกระดูกคอหักตาย ผู้ใดกล้า เหตุใดพงศาวดารรัชกาลก่อนๆ มิได้เอ่ยถึงเรื่องนี้

หยางชิวเยว่เอ่ยเชื่องช้าเพียงเพราะว่านางถูกซีเฉิงสังหาร!”

หลี่เหลียนฮวาฉีกยิ้มจางๆ สุภาพมีมารยาทมากข้าเดาว่านางผู้นี้ต้องงดงามเสียจนผู้คนจินตนาการไม่ถึง ซีเฉิงทรงรับนางเป็นสนม หลังฟางจีเจริญพระชนม์แล้ว ทรงหลงรักนางสนมของพระบิดา ยากถอนตัว เริ่มแรกคาดว่าซีเฉิงทรงพระพิโรธนักหนา ที่พระโฉมของฟางจีอัปลักษณ์กะทันหัน ไม่แน่อาจเกิดจากฝีพระหัตถ์ของซีเฉิง แต่นับตั้งแต่ฟางจีอัปลักษณ์ ผู้เป็นบิดากลับนึกเสียใจซีเฉิงโปรดฟางจีตั้งแต่ฟางจียังเล็ก ฟางจีฉลาดรักเรียน ซีเฉิงทรงคาดหวังจะมีโอรสที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ เนื่องเพราะลุ่มหลงนารีทำให้เสียราชการงานเมือง ทำให้ซีเฉิงทรงเสียดายและเจ็บปวดอย่างยิ่ง พาลกริ้วสนมรัก คิดว่าหญิงงามนำมาซึ่งความวิบัติ ดังนั้นจึงทรงบีบคอนางอันเป็นที่รักให้มอดม้วย ฟางจีด้วยเหตุนี้เคียดแค้นซีเฉิงลึกล้ำ คิดปลงพระชนม์ซีเฉิงเพื่อแก้แค้นแทนคนรัก ส่วนผู้บิดาละอายใจต่อบุตร คิดคะนึงถึงสนมรัก ทั้งกังวลและหวาดกลัวมาก ใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานยิ่งนัก ดังนั้น…”

ดังนั้นเขาเป็นจักรพรรดิอย่างไม่มีความสุข นำโครงกระดูกนี้หนีมายังสุสานของตนแล้วแกล้งตาย มอบราชบัลลังก์ให้โอรส ผลคือบุตรไร้หัวใจจะเป็นจักรพรรดิ ยังคงตามมาในสุสานเพื่อสังหารเขาฟางตัวปิ้งเล่าต่อ

หลี่เหลียนฮวายิ้มบางอืมไม่แน่ผู้บิดาอาจคาดหวังว่าหลังบุตรชายเป็นจักรพรรดิแล้ว จะเข้าใจความตั้งใจดีของเขา ตระหนักว่าที่บิดาสังหารหญิงงามผู้นำมาซึ่งความหายนะก็เพื่อเป็นผลดีต่อเขา เสมือนหมอเทวดาในเรื่องแพทย์และบุตร บุตรชายในที่สุดจะเข้าใจเจตนารมณ์ของเขา น่าเสียดายบุตรชายผู้นี้มิได้ซาบซึ้งเลยแม้เพียงนิด ซีเฉิงคาดว่าคงเสียพระทัยและทรงผิดหวังมาก

หยางชิวเยว่เอ่ยเสียงทุ้มไม่ถูกต้อง! หากเป็นเช่นนี้จริง ฟางจีคงจากไปโดยไม่รู้ร้อนหนาวได้ แต่ไยกลับถูกขังอยู่ที่นี่ จนสิ้นชีวิตในนี้

หลี่เหลียนฮวาชี้โพรงทางเชื่อมด้านบนโพรงนี้อยู่สูงมาก ไม่มีพื้นฐานพลังยุทธ์ยากจะขึ้นไปได้ ขึ้นได้ก็ลงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นทางเข้าวังใต้พิภพกลไกหนักอึ้งถึงเพียงนี้ หากมิใช่ยอดฝีมือที่ผ่านการฝึกแบบเหิงเลี่ยน ย่อมไม่มีทางเปิดออกเด็ดขาด ดังนั้นเรื่องที่ซีเฉิงทรงแกล้งตาย ฟางจีปลงพระชนม์พระบิดา อย่างน้อยต้องมียอดฝีมือหนึ่งท่านคอยช่วยเหลือ ทว่าที่นี่กลับไม่เห็นศพของคนที่สี่ปากทางเข้าถูกปิดตายย่อมเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สี่แน่นอน แม้นซีเฉิงและฟางจีสองพ่อลูกพัวพันอยู่ในเรื่องบุญคุณความแค้นบาปกรรมแห่งรัก ไร้จิตใจบริหารราชการแผ่นดิน แต่มิได้หมายความว่าภายในราชสำนักรัชกาลก่อนๆ ไม่มีผู้ใดจ้องบัลลังก์ตาเป็นมัน ซีเฉิงทรงมีโอรสสิบเอ็ดพระองค์ ฟางจีทรงเป็นหนึ่งในนั้นเท่านั้น

หยางชิวเยว่เผยสีหน้ากระจ่างโดยพลันเช่นนั้นหมายความว่า มีคนรู้เรื่องซีเฉิงทรงแกล้งตายตั้งแต่ต้นจนจบทั้งยังรู้เรื่องความบาดหมางระหว่างซีเฉิงและฟางจี เพียงแต่ซ่อนตัวอยู่ข้างๆ รอจนโอกาสสุดท้าย ซื้อตัวองครักษ์ติดตามฟางจี ลงมือปิดตายประตูกวนอิม ทำให้ฟางจีสวรรคต แล้วสร้างสถานการณ์เหมือนทรงหายตัวไป จากนั้น…”

ฟางตัวปิ้งครานี้แย่งเอ่ยจากนั้นสองจักรพรรดิก็สาบสูญหายตัวไป ย่อมมีบุคคลที่สามขึ้นครองราชบัลลังก์ต่อ

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยยิ้มๆหลังฟางจีทรงหายตัวไปได้สองเดือน จงชินหวางผู้สำเร็จราชการขึ้นครองบัลลังก์ต่อ ไม่บังเอิญเอาเสียเลย จักรพรรดิพระองค์นี้คือผู้ควบคุมงานก่อสร้างซีหลิง ภายในทางเดินสุสานกลไกมากมาย ประตูลูกหินอันแปลกพิสดาร อีกทั้งประตูกวนอิมที่ไม่มีวันเปิดออก การออกแบบที่ทำให้เข้าได้ออกไม่ได้ ล้วนเกิดจากน้ำมือของจงชินหวาง

เอ่ยถึงตรงนี้ หยางชิวเยว่และฟางตัวปิ้งต่างถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่งเก่อพานที่อยู่บนพื้นเผยแววตระหนกบนใบหน้า หลี่เหลียนฮวายิ้มให้เขา สีหน้าเก่อพานขาวแล้วขาวอีก ถึงกับหวั่นเหรงหลี่เหลียนฮวาอยู่บ้าง

ฟางตัวปิ้งเหลือบแลสิ่งของกระจัดกระจายเต็มพื้น เอ่ยอย่างรังเกียจว่าพวกเรายังคงรีบไป หลีกเลี่ยงมิให้ด้านนอกมีคนปิดอุโมงค์ คนตายในนี้จากสามคนจะกลายเป็นเจ็ดคนแล้ว

หลี่เหลียนฮวาพยักหน้าถูกต้องยิ่ง ถูกต้องยิ่ง

เก่อพานในตอนนี้เผยความร้อนรนเต็มหน้า สองตาจ้องสิ่งของกระจัดการจายเต็มพื้นเขม็ง ส่งเสียงอื๊อๆ

หยางชิวเยว่เงื้อฝ่ามือขึ้น เอ่ยเสียงเรียบท่านบอกข้าว่าภรรยาข้าอยู่ที่ใด ข้าจะให้ท่านพูด

หลี่เหลียนฮวาก็พยักหน้าถี่เนื่อง เหมือนขออภัยที่หลงลืมเรื่องสอบถามร่องรอยของซุนชุ่ยฮวา

เก่อพานรีบพยักหน้า กลับไม่ลังเลแม้แต่น้อย ฝ่ามือที่เงื้อขึ้นของหยางชิวเยว่ตบลง เก่อพานสูดหายใจเข้ายาวลัญจกรหยก ลัญจกรหยกไม่ง่ายนักที่จะเข้ามาถึงที่นี่ ต้องนำลัญจกรหยกไป…”

ฟางตัวปิ้งจงใจยั่วโทสะเขาหยกชิ้นนี้แม้เป็นหยกดี บ้านของคุณชายอย่างข้ากลับมีไม่น้อย หากท่านชอบ ข้ามอบให้ท่านหลายชิ้นได้ ชิ้นนี้อัปมงคลยิ่งนัก ไม่เอาก็ช่างเถิด

เก่อพานโมโหถึงขีดสุด ทว่ากลับจนปัญญา เอ่ยอย่างดุดันว่าข้าเป็นหลานรุ่นที่ห้าของจักรพรรดิฟางจี ลัญจกรหยกนี้เป็นสมบัติแห่งราชวงศ์ข้า…”

หลี่เหลียนฮวายิ้มนิดๆประหลาด จงชินหวางทำให้ฟางจีสิ้นพระชนม์อยู่ที่นี่ ไยไม่นำลัญจกรหยกไป

เก่อพานเอ่ยบรรพชนข้าพกลัญจกรหยกติดตัว จงชินหวางไม่รู้เรื่องนี้ ต่อมาเนื่องเพราะองครักษ์ตี๋ฉางซิ่วออกท่องยุทธภพ เขาจึงเปิดประตูวังใต้พิภพนี้ไม่ได้อีก จนกระทั่งสามสิบปีก่อน ท่านปู่ของข้าล่วงรู้ความลับบรรพชนจากบันทึกที่ตกทอดของตระกูล ถึงได้รู้ร่องรอยของมัน เพียงแต่กลไกในวังใต้พิภพที่จงชินหวางก่อสร้างทั้งสลับซับซ้อนทั้งอันตรายรอบด้าน ท่านปู่ข้าและบิดาข้าล้วนตายในอุโมงค์…”

ฟางตัวปิ้งสะดุ้งวาบในใจหากยังมีอีกสองคนตายในอุโมงค์ นับคำนวณจากกระดูกของคนเหล่านั้น ในสิบเอ็ดคนที่สูญหายอาจมีคนหนีรอดออกไปจากซีหลิงได้!

ได้ยินเพียงเก่อพานเอ่ยต่อส่วนยอดฝีมือหลายสายที่ถูกล่อลวงมาล้วนตายภายในสุสาน หลังจากบิดาข้าสิ้นแล้ว สิบกว่าปีมานี้ข้าสิ้นหวังต่อเรื่องลัญจกรหยกไปแล้ว กลับพลันได้ยินข่าวพบศพของมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างปรากฏบนพื้นหิมะ นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด! เว้นเสียแต่เว้นเสียแต่ว่า…” เข่ากัดฟันเอ่ยเว้นเสียแต่มีคนเข้าสู่ส่วนลึกสุดของซีหลิงและออกมาได้อย่างสมบูรณ์! สองคนนี้ตายอยู่หน้าประตูกวนอิม ถูกประตูลูกหินกักขังอยู่ด้านใน หากไม่มีผู้ใดทำให้กลไกทำงาน ไม่อาจเปิดประตูได้เด็ดขาด ข้านึกไม่ออกอย่างแท้จริงว่ามีผู้ใดทำลายลูกหินหนักพันจินให้แหลก เปิดประตูผีนำสองศพออกไปโยนทิ้งบนพื้นหิมะได้! หากมีผู้ทำลายลูกหินให้แหลกได้ เช่นนั้นไม่แน่เขาอาจเปิดประตูกวนอิมได้! ดังนั้นจึง…”

ดังนั้นจึงปลอมเป็นเก่อพาน น่าเสียดายผู้ที่ทำลายลูกหินกลับหาตัวไม่พบฟางตัวปิ้งเอ่ยอย่างเสียดมเสียดายแท้จริงแล้วเพียงเปิดเพดานเหนือประตูกวนอิมก็เข้าไปได้แล้ว ผลคือทุกคนต่างคิดเปิดประตู กลับเป็นประตูเปิดไม่ออกนิจนิรันดร์

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยพึมพำมีคนผู้หนึ่ง ไม่แน่ว่าสามารถ…” เขาพลันเอ่ยเสียงดังจางชิงเหมากล่าวว่าในสุสานอีผิ่นมีกวนอิมหลั่งน้ำตาเป็นยาวิเศษหายากในโลก ใช่หรือไม่

เก่อพานพยักหน้านั่นเนื่องเพราะซีเฉิงทรงทุบตีฟางจีจนบาดเจ็บเสียโฉม เพื่อฟื้นคืนรูปโฉมของฟางจี จึงเสาะหาแพทย์เลื่องชื่อให้ปรุงยาโดยเฉพาะ อยู่ภายในขวดหยกนั้น

หลี่เหลียนฮวายกขวดหยกขึ้นรวดเดียว เปิดจุกขวดออก ฟางตัวปิ้งและหยางชิวเยว่ยื่นหน้าเข้าไปมองพร้อมกันภายในขวดว่างเปล่าไร้สิ่งใด ไม่มีแม้เงาของกวนอิมหลั่งน้ำตา

หลี่เหลียนฮวาไม่มีทีท่าประหลาดใจ ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจหนึ่งเฮือกเขาไม่ตายจริงเสียด้วย

ใครฟางตัวปิ้งถามอย่างงุนงง

หลี่เหลียนฮวาส่ายหน้าด้านในนี้มีคนเคยเข้ามาแล้ว นำกวนอิมหลั่งน้ำตาไปแล้ว แผ่นหินบนประตูนั่นไม่ได้ร้าวโดยบังเอิญ แต่ถูกคนใช้พลังฝ่ามือกระแทกเข้าอย่างจัง เนื่องเพราะถูกคนเปิดออกแล้วหนึ่งครั้ง ถึงทำให้ข้ามองเห็นว่ามีรอยร้าว

ฟางตัวปิ้งและหยางชิวเยว่หน้าถอดสีเฉียบพลันเป็นผู้ใดกันแน่ ถึงกับมีพลังฝีมือเพียงนี้

หลี่เหลียนฮวายิ้มเรียบๆ ยังคงส่ายหน้า

เก่อพานที่อยู่บนพื้นกลับกู่ร้องเสียงดังขึ้นตี๋เฟยเซิง! ประมุขพรรคจินยวนตี๋เฟยเซิง!นอกจากไป๋หยางวายุระทมของตี๋เฟยเซิงแล้วมีผู้ใดมีพลังฝีมือถึงขั้นนี้ได้อีก แม้นเป็นหลี่เซียงอี๋เจ้าสำนักสื้อกู้ก็ไม่อาจมีกำลังภายในทำลายหินยักษ์หนักพันจินให้แตกได้!”

ฟางตัวปิ้งเชิดจมูกยิ้มเยาะเฮอะ พูดจาเหลวไหล ผู้ใดไม่รู้ว่าตี๋เฟยเซิงและหลี่เซียงอี๋ตายตกไปพร้อมกัน คนก็ตายไปสิบปีแล้ว

เก่อพานชะงักไปแต่ไม่แน่เขาอาจมีผู้สืบทอด ยิ่งไปกว่านั้นตี๋เฟยเซิงและองครักษ์ตี๋ฉางซิ่วแห่งจักรพรรดิฟางจีล้วนแซ่ตี๋ หากพวกเขาเป็นเผ่าพงศ์วงศ์ตระกูลเดียวกัน ตี๋เฟยเซิงย่อมรู้ว่าทางเข้าประตูกวนอิมอยู่ที่ใด

ขณะสองคนโต้แย้งกัน หลี่เหลียนฮวากลับนิ่งงันเลื่อนลอย เอ่ยพึมพำว่าผู้วายชนม์วารผ่านผันเลือนร้างไกล ผู้เกิดใหม่กาลเคลื่อนคล้อยสนิทสนม ข้ามกำแพงทอดสายตาแลนอกธมเห็นเถถมเนินสุสานดาษดาหลุมศพเก่าเป็นผืนนาผ่านพรวนไถ ไม้สนไซร้เป็นท่อนฟืนโค่นสิ้นสา ลมโศกพัดต้นไป๋หยางเอนไหวมา เสียงสวบสาบให้โศกาโหยอาดูร(เชิงอรรถหนึ่งในสิบเก้ากลอนโบราณ กลอนนี้เป็นของสมัยฮั่น)… ที่นี่ได้พบไป๋หยางวายุระทมอีกครั้ง กลับสมควรแก่เวลา

ฟางตัวปิ้งมองเขาอย่างประหลาดใจเจ้ารู้จักตี๋เฟยเซิง?”

หลี่เหลียนฮวาอาเสียงหนึ่ง ตอบอย่างใจลอยว่าไม่ค่อยรู้จัก

ฟางตัวปิ้งขมวดคิ้วมุ่น ไม่รู้ว่าไม่ค่อยรู้จักนับว่ารู้จักหรือไม่รู้จักกันแน่

บัดนี้หยางชิวเยว่สอบถามได้ความถึงบ้านหลังหนึ่งในเมืองผู่ฉูตีนเขาซีหลิงซึ่งเป็นที่กักขังซุนชุ่ยฮวาได้แล้ว ทั้งสี่คนต่างทยอยออกจากประตูกวนอิมทางโพรงเหนือประตู

6

เมฆาน่าฉงนบนพื้นหิมะ

ออกจากซีหลิง จางชิงเหมานำทหารรักษาการณ์หลายสิบนายรออยู่ด้านนอกอย่างอกสั่นขวัญแขวน ได้รู้เหตุการณ์ภายในสุสาน จางชิงเหมายินดีปรีดายิ่ง รีบเรียกคนตามตัวผู้ช่วย เขียนหมายรายงานเบื้องบนถึงสิ่งของที่พบในซีหลิง ค้นพบความลับของสุสานในรัชกาลก่อนๆ นับว่าเป็นความดีความชอบไม่เล็กไม่ใหญ่เรื่องหนึ่ง

หลี่เหลียนฮวา ฟางตัวปิ้งและหยางชิวเยว่พาเก่อพานลงเขาไปตามหาซุนชุ่ยฮวา ภายในซีหลิงมีแผนที่หนังแกะทิ้งไว้สิบเอ็ดผืน แต่ผู้ตายมีจำนวนเท่าใดแน่กลับนับไม่กระจ่าง ในนั้นกลับไม่มีกระบี่ทองของนักพรตหวงชี

หิมะทับถมบนพื้นหนาเป็นฉื่อ สุกสกาวสว่างไสว กิ่งก้านต้นสนสูงตระหง่าน อากาศบนเขาบริสุทธิ์สดชื่นเป็นพิเศษ ทั้งสามคนต่างหายใจเข้าออกลึกๆ โดยมิได้นัดหมาย สำแดงวิชาตัวเบาทะยานมุ่งไปยังตัวเมือง

ยังมิทันถึงเมืองผู่ฉู ทั้งสามคนพลันหยุดกลางทาง ท่ามกลางป่าสนสองผืน มีสองคนยืนอยู่บนพื้นหิมะ

หนึ่งคือกู่เฟิงซิน อีกหนึ่งนั้นถึงกับเป็นซุนชุ่ยฮวา!

ท่าน…” ฟางตัวปิ้งตระหนักโดยพลัน เขายังคิดว่ากู่เฟิงซินไม่มีเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ที่แท้เขาสมคบคิดกับเก่อพานแต่แรกแล้วจะเอ่ยไปแล้ว ในเมื่อเก่อพานร่วมมือกับหยางชิวเยว่ จะปล่อยกู่เฟิงซินไปได้อย่างไร คนผู้นี้ก็เป็นศิษย์อู่ตัง เพียงทว่าพลังฝีมือสูงต่ำและนิสัยใจคอเป็นเช่นไรเขากลับดูไม่ออก

หลี่เหลียนฮวาไม่รู้สึกแปลกใจเมื่อทางเข้าวังใต้พิภพซีหลิงเปิดขึ้น ตอนเขาใช้ก้อนกรวดทดสอบพลังยุทธ์ของหยางชิวเยว่ กู่เฟิงซิน จางชิ่งหู่และจางชิงเหมาสี่คน นอกจากจางชิงเหมาไม่รู้สึกใดๆ เลยแล้ว สามคนที่เหลือต่างเลี่ยงหลบก้อนกรวดเล็กที่ดีดกระทบแผ่วเบา เห็นได้ว่าพลังฝีมือพลังหูและโสตประสาทของทั้งสามคนล้วนไม่อ่อนด้อย

กู่เฟิงซินจี้ตัวซุนชุ่ยฮวา หยางชิวเยว่เพียงสีหน้าเครียดขรึม กลับไม่ตกตะลึง แม้เขาไม่รู้ว่ากู่เฟิงซินถูกเก่อพานซื้อตัว แต่คนผู้นี้เอ่ยว่าตนเองเป็นศิษย์อู่ตัง สารบบสำนักอู่ตังกลับไร้ชื่อคนผู้นี้ หยางชิวเยว่ระแวงสงสัยในใจแต่แรกแล้ว

เก่อพานแค่นหัวเราะเสียงเย็น เอ่ยกับฟางตัวปิ้งคุณชายฟาง ท่านปล่อยข้า ข้าจะให้ศิษย์น้องคืนตัวซุนชุ่ยฮวาให้หยางชิวเยว่ ว่าอย่างไร

ฟางตัวปิ้งคิดก็ไม่คิด ตอบอย่างฉับไวว่านั่นมิใช่ภรรยาข้า ไม่ตกลง!”

หลี่เหลียนฮวาแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนจอมยุทธ์กู่ท่านนี้พลังฝีมือสูงส่ง เมื่อครู่ประมือหลายกระบวนท่ากับคุณชายฟางในอุโมงค์ คุณชายฟางเลื่อมใสยิ่งนัก

ฟางตัวปิ้งงุนงง เอ่ยในใจว่าคนที่ประมือกับข้าตอนคบเพลิงทั้งหกดับมอดหามิใช่เก่อพานมิน่าเก่อพานถึงฆ่าจางชิ่งซือได้ในหนึ่งฝ่ามือที่แท้ไม่ใช่พลังฝีมือของคุณชายอย่างข้าใช้การไม่ได้เขาแอบลิงโลดในใจ พลันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เมื่อครู่ประมือสามกระบวนท่า เขาและคนผู้นี้ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ พลังฝีมือของกู่เฟิงซินมิใช่เพียงไม่อ่อนด้อยแต่เป็นสูงส่งล้ำลึกยิ่งนัก โชคดีที่หลี่เหลียนฮวาสกัดเก่อพานไว้ได้อย่างน่าประหลาดเสียก่อน มิฉะนั้นสองศิษย์พี่น้องหากลงมือพร้อมกัน เขาและหลี่เหลียนฮวาไม่หนีหัวซุกหัวซุนคงไม่ได้

ดาบทหารเล่มหนึ่งในมือกู่เฟิงซินจ่อลำคอซุนชุ่ยฮวา เอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยวพวกท่านปล่อยอวี้จี ข้าก็ปล่อยนาง ข้านับถึงสาม พวกท่านไม่ปล่อย ข้าจะเชือดคอนางดาบทหารเล่มนั้นเป็นดาบอาชา เห็นเด่นชัดว่ามิใช่ศิษย์อู่ตังอย่างแท้จริง

หยางชิวเยว่ตะโกนก้องชุ่ยฮวา ลูกเล่า

ซุนชุ่ยฮวาถูกกู่เฟิงซินใช้ดาบอาชาพาดลำคอ ไม่อาจเอ่ยตอบ ได้แต่ใช้สายตาจ้องหลี่เหลียนฮวาเขม็ง หลี่เหลียนฮวาเอ่ยเสียงอ่อนโยนข้าฝากเด็กไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว สองท่านไม่ต้องเป็นกังวล

ฟางตัวปิ้งลอบหัวร่อในใจ ฝากไว้กับแม่เล้าหออี๋หงน่ะหรือ แต่ลูกพวกเจ้าเป็นชาย กลับไม่ต้องเป็นกังวลอันใด

ยามนี้ กู่เฟิงซินตวัดดาบอาชา เปลี่ยนมาพาดที่หลังคอของซุนชุ่ยฮวาพวกท่านไม่ปล่อยอวี้จี ข้าจะตัดคอนางผู้นี้เสีย!” ดาบใหญ่แกว่งวูบ พละกำลังดุเดือดรุนแรง ถึงกับคิดบั่นคอจริง

ฟางตัวปิ้งเห็นเรื่องราวฉุกละหุก พลันยกเท้าถีบเก่อพาน ออกไปดังพลั่ก กู่ร้องคืนท่าน!”

กู่เฟิงซินพลันพลิกมือวูบ ถึงกับใช้สันดาบฟาดแผ่นหลังตบคลายจุดให้เก่อพานอวี้จี เป็นอย่างไรบ้าง

เก่อพานผู้นั้นโดนฟันดาบหนึ่ง ยังคงล้มกองบนพื้นฟางตัวปิ้งใช้สิบเจ็ดสิบแปดวิธีสกัดทั้งสิบเจ็ดสิบแปดจุด มิใช่คลายจุดได้ง่ายดาย เก่อพานกัดฟันตอบเจ้าสังหารหลี่เหลียนฮวาให้ข้า! แย่งลัญจกรหยกกลับมา! ลัญจกรหยกของราชวงศ์ข้าอยู่บนตัวเขา!”

หลี่เหลียนฮวาสะดุ้งโหยง รีบหลบหลังฟางตัวปิ้งลัญจกรหยกให้เจ้าเขายัดลัญจกรหยกเข้าไปในอกเสื้อฟางตัวปิ้ง

ฟางตัวปิ้งล้วงออกจากอกอย่างเร็วรี่ ยัดคืนใส่อกหลี่เหลียนฮวาไม่ต้องเกรงใจ

หลี่เหลียนฮวาโบกมือพัลวันไม่ๆ นี่เป็นของที่เจ้าค้นพบ แน่นอนว่าเป็นของเจ้า

ฟางตัวปิ้งยิ้มเจ้าเล่ห์พวกเราตกลงกันแล้วมิใช่หรือว่าหาสมบัติพบแบ่งกันคนละครึ่ง ลัญจกรหยกนี้ดีชั่วก็นับเป็นสมบัติ แน่นอนว่าคนละกึ่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่งของข้าก็มอบให้เจ้าด้วย ไม่ต้องเกรงใจจริงๆ

หลี่เหลียนฮวายังมิทันเอ่ยอันใด กู่เฟิงซินถีบบ่าของซุนชุ่ยฮวา ซุนชุ่ยฮวาล้มถลาไปเบื้องหน้า หยางชิวเยว่รีบถลันขึ้นหน้าเข้ารับนาง ชั่วพริบตานั้น กู่เฟิงซินซึ่งมือเท้าว่างแล้วเงื้อดาบฟันกระหม่อมหลี่เหลียนฮวา

กระบวนท่าพุ่มพฤกษ์เขาไท่ไป๋สำแดงออก ไม้พลองสั้นในแขนเสื้อฟางตัวปิ้งสะบัดวูบ ต้านรับให้หลี่เหลียนฮวา

หยางชิวเยว่อุ้มประคองซุนชุ่ยฮวาหมุนตัวได้ก็เผ่น วิชาตัวเบาเขาไม่อ่อนด้อย ชั่วพริบตานั้นบนพื้นหิมะไม่เหลือเงา ฟางตัวปิ้งหลุดปากก่นด่าคนผู้นี้ไร้น้ำใจไร้คุณธรรม พอหันกลับ ไม่เพียงหยางชิวเยว่หนีไปโดยไม่อีนังขังขอบ กระทั่งหลี่เหลียนฮวายังหันหลังได้ก็เผ่นแน่บ เพียงแต่เขาวิ่งต้วมเตี้ยม ห่างออกไปได้เพียงเจ็ดแปดจั้ง

หลี่เหลียนฮวา!” ฟางตัวปิ้งโกรธจนควันออกเจ็ดทวารเจ้าถึงกับทิ้งสหายหนีเอาตัวรอด มารดามันเถอะ…” ยังไม่ทันด่าจบ ดาบอาชาของกู่เฟิงซินพุ่งจู่โจมใส่หน้า ฟางตัวปิ้งได้แต่หุบปาก ปะทะพัวพันกับกู่เฟิงซิน ชั่วขณะนั้นได้ยินเพียงเสียงดาบอาชากระทบไม้พลองสั้นดังเข้าหูไม่ขาดสาย

ขณะฟางตัวปิ้งเดือดดาลหนักหนา หลี่เหลียนฮวาวิ่งปรูดหายเข้าไปซ่อนตัวในป่าสน เก่อพานก็ทะยานขึ้นจากพื้น พลังฝีมือเขาไม่อ่อนด้อยกว่าฟางตัวปิ้ง ผนวกกับแรงดาบของกู่เฟิงซินช่วยคลายจุดส่วนมากให้แล้ว โคจรลมปราณทะลวงจุดรวดเดียว สิบเจ็ดสิบสิบแปดจุดเชื่อมต่อถึงกัน หลังทะยานขึ้น หนึ่งฝ่ามือซัดใส่กลางสันหลังฟางตัวปิ้งอย่างไร้สุ้มเสียง ฟางตัวปิ้งร่ำร้องย่ำแย่ในใจ เบี่ยงร่างพลิกหลบเร็วรี่ มือซ้ายวาดออกด้วยท่าเดือนพร่างธาราเวหาสกัดพลังฝ่ามือนั้นตามติดด้วยกู่เฟิงซินคำรามก้อง พลิกมือตวัดดาบอาชาขึ้น คมดาบเฉือนตัดดุเดือดจากล่างขึ้นบน ถึงกับคิดฟันตั้งแต่เป้ากางเกงฟางตัวปิ้งให้ขาดเป็นสองท่อน!

ฟางตัวปิ้งตกใจยิ่งยวด โดดทะยานขึ้น กู่เฟิงซินเฉือนไม่โดน พลิกข้อมือตัดขวาง สองกระบวนท่านี้มิใช่วิชากระบี่ของอู่ตังอย่างแน่นอน ก้าวร้าวอำมหิต ฟางตัวปิ้งลอยคว้างกลางอากาศ กำลังร่วงตกลง หากเขาร่วงลงเร็ว ก็ถูกฟันขวางศีรษะ หากร่วงตกช้า ก็ถูกฟันขวางกลางเอว สุดวิสัยไม้พลองสั้นยื่นเฉียงออก รับดาบอาชาของกู่เฟิงซินอย่างแข็งกร้าว คนอยู่กลางอากาศเสียเปรียบเป็นที่ยิ่ง ได้ยินเพียงเสียงดังเคร้งดังสนั่น ฟางตัวปิ้งชาวาบไปครี่งตัว กระดอนเฉียงออกไปจั้งกว่า ฝืนลุกยืนมั่น สีหน้าแปรผันเอ่ยว่าดาบบั่นศีรษะเฟิงฉือ!”

กู่เฟิงซินแค่นเฮอะเยียบเย็นเสียงหนึ่งคุณชายฟางตาแหลม

ฟางตัวปิ้งสูดหายใจเข้าออกเฮือกหนึ่ง ใจเต้นดังตุบดาบบั่นศีรษะเฟิงฉือเป็นจอมดาบยิ่งใหญ่ในยุทธภพ ก่อนฟางตัวปิ้งเข้าสู่ยุทธภพก็นามกระเดื่องเลื่องลือมาแล้วนานปี จะเป็นศิษย์น้องของเก่อพานไปได้อย่างไร แม้เขาความรู้ลึกล้ำประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเยาว์ กลับมิใช่คู่ต่อกรของดาบบั่นศีรษะเด็ดขาด คนผู้นี้สังหารคนมานับไม่ถ้วน มีศัตรูทุกหัวระแหง หลายปีก่อนจู่ๆ หายตัวเข้ากลีบเมฆ ผู้คนในยุทธภพต่างคิดว่าเขาถูกศัตรูสังหาร คาดไม่ถึงกลับแฝงตัวอยู่ที่ซีหลิง เป็นทหารรักษาการณ์นายหนึ่ง

ดาบเดียวของเฟิงฉือสั่นสะเทือนจนฟางตัวปิ้งบาดเจ็บ เก่อพานพุ่งปราดเข้าป่าสนตามหาหลี่เหลียนฮวา ลัญจกรหยกนั่นเปลี่ยนมือไปมาระหว่างหลี่เหลียนฮวาและฟางตัวปิ้ง สุดท้ายอยู่บนตัวใครกลับไม่แน่ชัด

ฟางตัวปิ้งตระหนกระคนเดือดดาล หลี่เหลียนฮวาแม้ทิ้งเขาหนีเอาตัวรอด แต่เดิมเขาก็ไม่คาดหวังอะไรกับหลี่เหลียนฮวาอยู่แล้ว คนผู้นี้ขี้ขลาดดั่งมุสิก รักตัวกลัวตาย พลังยุทธ์ก็ไม่สูง หันหลังหนีเป็นเรื่องปรกติธรรมดา ทว่าเก่อพานไล่ตามเข้าป่า หลี่เหลียนฮวาถึงที่ตายเป็นแน่

เขาถูกเฟิงฉือกระแทกจนเส้นลมปราณครึ่งร่างบาดเจ็บ กำไม้พลองสั้นในมือได้นับว่าพอทำเนา กลับช่วยชีวิตหลี่เหลียนฮวาไม่ได้แน่นอน

เฟิงฉือเดินทอดน่องมาหยุดตรงหน้าเขา ดาบอาชาสะท้อนแสงหิมะวาววับ กระทบสองตาเขาอย่างจัง ฟางตัวปิ้งสูดลมเย็นเข้าปาก ไม่เคยมีวันใดที่เขารู้สึกว่าแสงหิมะช่างบาดตาเพียงนี้

พลันเสียงเก่อพานตวาดถามอย่างตื่นตระหนกจากภายในป่าใคร…” ตามติดด้วยเสียงผลัวะเสียงหนึ่ง มีคนกระโจนเข้าป่า ฟางตัวปิ้งและเฟิงฉือต่างตะลึงงัน แข็งทื่ออยู่ครึ่งค่อนขณะ ภายในป่าไร้สุ้มเสียงอื่นใดอีก

เฟิงฉือออกจะลังเล เห็นฟางตัวปิ้งไร้พละกำลังโต้กลับ จึงพลิกตัวทะยานเข้าสู่ป่าสน

ฟางตัวปิ้งเห็นเขาจากไป ผ่อนลมหายใจโล่งอก เหลียวซ้ายแลขวา ทุกแห่งหนหิมะขาวโพลนไม่รู้ว่าควรหนีไปทิศทางใดจึงจะเหมาะ

ขณะที่เขาตัดสินใจหนีไปทางประจิมพลันเสียงเฟิงฉือตวาดก้องในราวป่าใคร เจ้า…” จากนั้นต้นสนล้มครืนครันสะเทือนเลือนลั่น หิมะที่ทับถมปลิวว่อน ปุยหิมะกระดอนฟุ้งสูงครึ่งฟ้า เขาจ้องมองดาบอาชาเล่มนั้นของเฟิงฉือตัดต้นสนแล้วลอยคว้างออกมาตาปริบๆ เสียงดังฉึบหนึ่งปักสู่ที่ห่างจากร่างเขาไปสองจั้ง ปักจมมิดด้าม!

จากนี้ไร้ซึ่งสุ้มเสียงอื่นใด

พื้นหิมะเงียบงัน เงาไม้หยุดนิ่งราวก้อนศิลา

ฟางตัวปิ้งรู้สึกว่าตนเองนิ่งงันไปราวอย่างน้อยชั่วธูปสองดอก จนกระทั่งก้อนหิมะในป่าขยับสองครั้ง คนผู้หนึ่งปีนออกจากกองหิมะ ร้องเรียกเสียงหนึ่งฟางตัวปิ้ง?” เขาถึงได้คืนสติกลับมา เพ่งสายตามอง ผู้ที่ปีนออกจากกองหิมะคือหลี่เหลียนฮวาดูท่าเขาหลบเข้าป่าได้ก็หากองหิมะฝังตนเองซ่อนตัวอยู่ด้านใน ฟางตัวปิ้งถอนหายใจเฮือก ย่างเท้าที่ยังเจ็บชาไม่คลายเดินเข้าไปในป่าชะโงกหน้ามองอย่างอกสั่นขวัญแขวน

เห็นเพียงในราวป่า ร่างกายของเก่อพานและเฟิงฉือแข็งทื่อ หนึ่งคนยืนอยู่ในท่าเหลียวหลัง อีกหนึ่งคนล้มฟุบอยู่บนกองหิมะ ในชั่วพริบตาที่ล้มฟุบ ดาบลอยหลุดมือ ตัดต้นสนขาดหนึ่งต้น

หลี่เหลียนฮวาเดินออกจากกองหิมะที่เขาใช้ซ่อนตัวอย่างระแวดระวัง หนึ่งก้าวหนึ่งรอยเท้า ข้างตัวเก่อพานและเฟิงฉือกลับไร้รอยเท้า เป็นผู้ใดสยบสองคนนี้ในชั่วพริบตา

นี่มันเรื่องอันใดกันศีรษะของฟางตัวปิ้งแทบโตเป็นสองเท่าเจ้าเห็นหรือไม่ว่าเป็นผู้ใด

ฟางตัวปิ้งก้าวยาวขึ้นหน้า สกัดจุดสิบเจ็ดสิบแปดแห่งบนร่างของสองคนที่อยู่บนพื้นหิมะอีกครา

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยผู้ช่วยมาแล้ว

ฟางตัวปิ้งก็ได้ยินเสียงคนเข้าใกล้ เงยหน้ามองเห็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งฝีเท้าเร็วเร่งรุดมาทางนี้ หัวขบวนก็คือหยางชิวเยว่ ที่แท้คนผู้นี้หาใช่เพียงสนใจหลบหนีเอาชีวิตรอด ความคิดของฟางตัวปิ้งยังไม่ทันจบ อุทานโอยเสียงหนึ่ง หลุดปากเอ่ยถามท่านคือ…”

ผู้ที่ตามหลังหยางชิวเยว่สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบรองเท้าฟาง ไหล่กว้างโครงร่างสูง ท่าทางซื่อสัตย์สุจริต ปานรูปร่างกลมบนแก้มซ้ายทำให้ผู้คนเห็นเพียงแวบก็จำได้ คนผู้นี้คือศิษย์ผู้มีพลังฝีมือสูงสุดในสำนักฝอปี่ไป๋สือ ก่อนเข้าสำนักก็เป็นจอมยุทธ์ทรงคุณธรรมฮั่วผิงชวนผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือแต่แรกแล้ว

ฮั่วผิงชวนประสานมือเอ่ยข้าน้อยฮั่วผิงชวน พวกข้าหลายคนระหว่างทางพบศพของเก่อพานศิษย์น้อง ไล่ตรวจสอบมาตลอดทาง ถึงได้รู้ว่าผู้ปลอมเป็นน้องเก่อพานมาถึงที่นี่ สำนักข้าน้อยสะเพร่า ทำให้ศิษย์น้องเก่อตายอย่างอนาถ สองท่านได้รับอันตราย ละอายแก่ใจแท้จริงฮั่วผิงชวนพูดจาจริงใจเยือกเย็น

ฟางตัวปิ้งสบายใจอย่างยิ่ง เอ่ยว่าสองคนนั้นถูกจับกุมแล้ว จอมยุทธ์ฮั่วสำแดงเคล็ดวิชาสำนักสื้อกู้สักครา ทำลายเส้นเอ็นของคนถ่อยทั้งสองเป็นอย่างไร

ฮั่วผิงชวนขมวดคิ้วมุ่นหักกระดูกทำลายเส้นเอ็นอำมหิตเกินไป ไม่อาจใช้พร่ำเพรื่อ ท่านจับกุมดาบบั่นศีรษะเฟิงฉือและบัณฑิตหยกเขียวหวางอวี้จี ได้?”

ฟางตัวปิ้งหัวเราะเสียงแห้งคราหนึ่ง ชี้ไปที่สองคนที่แข็งทื่ออยู่ในป่า ภายในใจแอบร่ำร้องว่าเคราะห์ดี ที่แท้ผู้ปลอมเป็นเก่อพานคือบัณฑิตหยกเขียวคนผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องอำมหิตเจ้าเล่ห์ พลังฝีมือก็ไม่อ่อนด้อย ด้วยความสามารถของคุณชายใหญ่สกุลฟางอย่างเขา แน่นอนว่าจับกุมเขาไม่ได้เป็นอันขาด หากไม่มีผู้ช่วยเหลือในทางลับ เกรงเพียงว่าเขาและหลี่เหลียนฮวาคงตายไปแล้วสี่ห้ารอบ

ฮั่วผิงชวนมองสองคนที่ถูกสยบในป่า ยิ่งมองยิ่งตะลึงพรึงเพริด  หวางอวี้จีกำลังอยู่ในท่าเอี้ยวตัวอย่างระแวดระวัง มีคนสกัดจุดเขาทางแผ่นหลัง แต่ในเมื่อหวางอวี้จีรู้สึกได้ว่ามีความเคลื่อนไหวทางด้านหลัง เหลียวมามอง คนผู้นั้นสกัดจุดที่แผ่นหลังเขาได้อย่างไร ส่วนเฟิงฉือเห็นชัดว่ามองเห็นคน เขวี้ยงดาบออกจากมืออย่างไร้ทางเลือก ดาบบินกระทบของแข็งสักอย่าง ถึงกับลอยวืดตัดถูกต้นสน พลังฝีมือของคนผู้นี้ ช่างน่าตระหนกน่าหวั่นเกรงโดยแท้!

ฟางตัวปิ้งอดคลายจุดใบ้หวางอวี้จีไม่ได้เป็นผู้ใดกันแน่ ท่านมองเห็นหรือไม่

ฮั่วผิงชวนคลายจุดใบ้ให้เฟิงฉือถึงกับมีคนบีบคั้นให้ดาบบั่นศีรษะเขวี้ยงดาบบิน ทั้งยังสกัดจุดเซิ่นอวี๋ที่แผ่นหลังเขาได้อีก ท่านเห็นหรือไม่ว่าเป็นผู้ใดกันแน่

เฟิงฉือหน้าเขียว ตอบกลับประโยคหนึ่งฝ่าเท้าร่ายรำ! ฝ่าเท้าร่ายรำ!”

ฮั่วผิงชวนและฟางตัวปิ้งต่างอุทานอาเสียงหนึ่ง ในน้ำเสียงเปี่ยมความประหลาดใจ

ฝ่าเท้าร่ายรำเป็นยอดเคล็ดวิชาโดดเด่นเหนือผู้ใดในยุทธภพของหลี่เซียงอี๋เจ้าสำนักสื้อกู้ เป็นยอดแห่งวิชาฝ่าเท้าลืมสังกัดหลากขนาน เหยียบอากาศย่ำเวหน แตะหิมะไร้ร่องรอย แม้ไม่เหมาะทะยานระยะทางไกล ทว่าในการดวลตัวต่อตัวกลับเป็นความร้ายกาจยิ่งยวด เพียงแต่หลี่เซียงอี๋เสียชีวิตไปแล้วสิบปี ไยจึงปรากฏฝ่าเท้าร่ายรำในป่าสนแห่งนี้ได้

ฮั่วผิงชวนเอ่ยถามเสียงหลงท่านมองเห็นคนหรือเขาเข้าสำนักช้าไป หลี่เซียงอี๋หายสาบสูญไปแล้ว บัดนี้จู่ๆ ได้ยินคำว่าฝ่าเท้าร่ายรำให้สะท้านวูบในใจ หรือว่าเจ้าสำนักหายสาบสูญไปสิบปี แท้จริงยังไม่ตาย หากเป็นเช่นนี้จริง นั่นย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีที่สุดของสำนักสื้อกู้

เฟิงฉือกลับเอ่ยเย็นชาว่าในเมื่อเป็นฝ่าเท้าร่ายรำข้าจะมองเห็นคนได้อย่างไร แต่ท่านไม่จำเป็นต้องฝันหวานไป หลี่เซียงอี๋ตายไปนานแล้ว คนเมื่อครู่มิใช่หลี่เซียงอี๋เด็ดขาด

ฟางตัวปิ้งอดถามไม่ได้เพราะเหตุใด

เฟิงฉือเอ่ยอย่างมีเลศนัยด้วยท่าร่างพลังฝีมือของหลี่เซียงอี๋ สำแดงวิชาฝ่าเท้าร่ายรำไยให้คนจับได้ เมื่อครู่หากเป็นหลี่เซียงอี๋จริง สกัดจุดเซิ่นอวี๋ของข้า ด้วยพลังแท้ที่ฝึกเนิบช้าหยางโจวถึงขั้นสิบ ดาบเดียวของข้าย่อมเขวี้ยงไม่ออกเป็นแน่

ฮั่วผิงชวนหนาวยะเยือก หลังเฟิงฉือถูกสกัดจุดสำคัญแล้วยังคงเหลือแรงเขวี้ยงดาบโจมตี พิสูจน์ว่าผู้สกัดจุดกำลังภายในอ่อนแอ ส่งผลให้พละกำลังยากแทรกซึมเข้าสู่จุดหมุนเวียนสับเปลี่ยนเลือดลม แม้ทำให้เฟิงฉือเจ็บชาไปทั้งร่าง กลับไปอาจยับยั้งการโคจรปราณแท้ของเขา หากมิใช่ฮั่วผิงชวนมาทันกาล เพียงผ่านไปอีกสักพัก เขาก็คลายจุด ฟื้นคืนพละกำลังได้ แต่หากผู้ที่สกัดจุดมิใช่หลี่เซียงอี๋ เช่นนั้นจะเป็นผู้ใดเล่า หรือก่อนตายเจ้าสำนักทิ้งผู้สืบทอดไว้

ฟางตัวปิ้งเหล่มองหลี่เหลียนฮวาเมื่อครู่เจ้าหลบในกองหิมะ?”

หลี่เหลียนฮวาผุดเหงื่อบนใบหน้าเล็กน้อยอืม

ฟางตัวปิ้งชี้ไปที่สองคนบนพื้นเจ้ามองไม่เห็นจริงหรือว่าผู้ใดล้มพวกเขาสองคน

หลี่เหลียนฮวาอาเสียงหนึ่งข้ามองเห็นเงาสีขาว ไม่รู้ว่าเป็นคนหรือว่าหิมะหรือว่าเป็นอย่างอื่น

ฟางตัวปิ้งค้อนเขาวงหนึ่งใช้การไม่ได้

หลี่เหลียนฮวาพยักหน้าถี่รัวละอายนัก ละอายนักเขาล้วงลัญจกรหยกออกจากอก ยื่นให้ฮั่วผิงชวนสิ่งของนี้พกติดตัวอันตรายยิ่งนัก มิสู้จอมยุทธ์ฮั่วเป็นพยาน พวกเราทำลายมันทิ้งเสียเป็นอย่างไร

ฮั่วผิงชวนเห็นด้วยอย่างยิ่ง ทว่าหวางอวี้จีร้องขึ้นมาพวกท่านรู้ไหมว่ามีลัญจกรหยกนั่นสามารถออกคำสั่งพรรคอวี๋หลงหนิวหม่า(พรรคปลามังกรวัววม้า)ได้ นั่นเป็นถึง…”

ฟางตัวปิ้งฟาดฝ่ามือลงให้เขาหุบปาก เอ่ยยิ้มๆข้าไม่สนพรรคอวี๋หลงหนิวหม่าหรือสมาคมหัววัวหน้าม้า ข้าว่าทำลายทิ้งก็คือทำลายทิ้ง มาๆๆ พี่ใหญ่ฮั่วบีบให้แหลกเลย

ฮั่วผิงชวนประกบฝ่ามือ ลัญจกรหยกนั้นถูกบีบจนแหลก กลายเป็นผุยผง

สีหน้าหวางอวี้จีพลันแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ทรุดกองลงกับพื้น

ฮั่วผิงชวนแม้ทำลายลัญจกรหยกจนแหลก ภายในใจกลับไม่รู้สึกผ่อนคลาย พรรคอวี๋หลงหนิวหม่าเป็นสมาพันธ์ใหญ่ที่เกิดจากการรวมตัวของพรรคสำนักสมาคมสิบกว่าแห่งในแถบลุ่มน้ำหวงเหอฉางเจียง จำนวนคนไม่เป็นรองพรรคกระยาจก ภายในพรรคปลามังกรปนเป(เชิงอรรถหมายถึงคนดีคนชั่วปนเป) คนดีคนชั่วล้วนมี เป็นกลุ่มพรรคที่ไร้ระเบียบและเกิดเรื่องได้ง่ายที่สุดในยุทธภพในช่วงนี้ หากผู้นำในพรรคเป็นผู้อาวุโสที่ยังจงรักภักดีต่อราชวงศ์ก่อนๆ มีใจคิดทวงคืนราชบัลลังก์ ใคร่ใช้ลัญจกรหยกนี้เป็นสัญลักษณ์ เช่นนั้นภายในยุทธภพคงโกลาหลวุ่นวายใหญ่โต เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็ก ย่อมมิใช่บีบลัญจกรชิ้นหนึ่งให้แหลกก็สามารถคลี่คลายได้อย่างเด็ดขาด ฝอปี่ไป๋สือจำเป็นต้องเตรียมการให้พร้อมจึงจะถูกต้อง

ฟางตัวปิ้งกลับไม่คิดอย่างระมัดระวังรอบคอบดังฮั่วผิงชวน ได้แต่อุทานอัศจรรย์ในกำลังฝ่ามือที่บีบหยกจนแหลกคามือ

หลี่เหลียนฮวาถอนหายใจตอนนี้เป็นเวลาใด ข้าหิวแล้ว

หลายคนต่างเงยหน้า ที่แท้เลยเที่ยงวันมาแล้ว ตั้งแต่เช้าตรู่เข้าสู่วังใต้พิภพ จนถึงบัดนี้ราวกับผ่านไปหลายวัน ฟางตัวปิ้งร้องเร่งต่อเนื่องให้รีบกลับไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมเสี่ยวเยว่ ผู้ร่วมทางจึงบอกลาจางชิงเหมา นำตัวหวางอวี้จีและเฟิงฉือกลับไปยังเมืองผู่ฉู

7

กระบี่ทองอู่ตัง

เมืองผู่ฉูแม้ไม่เจริญนัก มีประชากรหร็อมแหร็มนับได้หลักร้อยเท่านั้น แต่อย่างน้อยก็มีโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง นี่สำหรับคนที่เพิ่งปีนออกมาจากสุสานแล้วราวกับเหยียบย่างสู่แดนสรวง ฮั่วผิงชวนสั่งการคนสำนักฝอปี่ไป๋สือให้ม้าเร็วนำตัวหวางอวี้จีและเฟิงฉือส่งกลับเขาชิงหยวน จัดการเรื่องใหญ่เสร็จสิ้น จากนั้นไปยังเหลาสุราเฝิงเจี้ยนเซียน(พบปะเซียน)ในเมืองผู่ฉู ซุนชุ่ยฮวาเป็นเจ้ามือ

ใบหน้าที่มิใคร่งามตาเปี่ยมด้วยความยินดีปรีดา ทอดสายตามองใบหน้าหยางชิวเยว่ครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพออกพอใจสามีผู้นี้ยิ่งนัก ฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวาหยิบตะเกียบขึ้นก้มหน้าก้มตากิน มีเพียงฮั่วผิงชวนค่อนข้างเกรงอกเกรงใจ คอยสนทนากับหยางชิวเยว่เรื่องร่องรอยของนักพรตหวงชี

อาจารย์อาหวงชีมายังเมืองผู่ฉูอย่างแน่นอน  แต่ภายในซีหลิงไม่มีกระบี่ทองอู่ตัง ไม่แน่อาจารย์อาหวงชีอาจหนีรอดออกจากสุสานอีผิ่นหยางชิวเยว่เอ่ยเสียงราบเรียบ แม้ภรรยาคอยส่งสายตาเย้ายวนเปะปะ เขากลับไม่รับไมตรีเท่าใดนัก คนผู้นี้รักชอบแต่การพนัน ไม่หลงใหลความงามของสตรี ทว่าอาจเป็นเพราะซุนชุ่ยฮวาไม่มีความงามก็เป็นได้

ฮั่วผิงชวนพยักหน้านักพรตหวงชีได้รับกระบี่ทองที่เจ้าสำนักรุ่นก่อนมอบให้ ด้านพลังฝีมือ สติปัญญาและการบำเพ็ญตบะล้วนเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ แห่งสำนักท่าน ยิ่งไปกว่านั้นขณะที่เขาหายตัวไปอยู่ในวัยฉกรรจ์ หนีรอดออกจากสุสานอีผิ่นได้ ก็สมเหตุสมผล

ฟางตัวปิ้งกินน่องไก่ไปหนึ่งน่อง พลันเงยหน้าขึ้น มองหลี่เหลียนฮวาเนิ่นนาน

หลี่เหลียนฮวากำลังคีบกับแกล้ม คิ้วย่นยู่เล็กน้อยเรื่องอันใด

ฟางตัวปิ้งเอ่ยข้ามีเรื่องหนึ่งคิดไม่ตก

หลี่เหลียนฮวาขมวดคิ้วถามเรื่องอันใด

ฟางตัวปิ้งเอ่ยประหลาด อันที่จริงพลังยุทธ์ข้าก็ใช่ว่าจะอ่อนด้อยมาก เมื่อครู่ป่าสนอยู่ห่างจากข้าไปไกลเพียงเล็กน้อย นอกจากพวกเจ้าสามคนเหตุใดข้าไม่ได้ยินเสียงของบุคคลที่สี่เขาทั้งไม่เห็นคนเข้าไป ทั้งไม่เห็นคนออกมา

หลี่เหลียนฮวาขมวดคิ้วลึกกว่าเดิมเจ้าหมายความว่าอย่างไร

ฟางตัวปิ้งร้องเสียงประหลาดมารดามันเถอะ ความหมายของข้าคือเมื่อครู่คนที่ใช้ฝ่าเท้าร่ายรำอะไรนั่นล้มสองคนนั้นคงไม่ใช่เจ้าหรอกกระมัง คำพูดของหลี่เหลียนฮวาเชื่อถือไม่ได้เป็นอันขาด เจ้าว่าดำ แปดเก้าส่วนในสิบส่วนเป็นขาว พลังยุทธ์ของเจ้าเป็นแมวสามขา แต่ไม่แน่อาจเสแสร้งก็เป็นได้ เจ้าว่าไม่เห็น ไม่แน่อาจเป็นตัวเจ้าเอง

หลี่เหลียนฮวาสำลักอากาศคำหนึ่ง ไอแค่กขึ้นมาหากข้าเป็นฝ่าเท้าร่ายรำ แรกเริ่มที่รู้ว่าหวางอวี้จีเป็นฆาตกรก็คงจับเขาไปนานแล้ว ไยต้องรอถึงตอนนี้

ฟางตัวปิ้งครุ่นคิดพักหนึ่งก็พอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง…”

ขณะทุกคนกำลังสนทนาสัพเพเหระหญิงสะคราญรูปร่างสะโอดสะองในชุดเขียวเดินเข้ามา ซุนชุ่ยฮวายิ่งขับให้นางดูโดดเด่น ผิวนางดูขาวหมดจด สองคิ้วเรียวบาง เป็นหญิงงามพริ้มเพราอ่อนโยน

ซุนชุ่ยฮวาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง เอ่ยถามเสียงเย็นแม่นางหรูซื้อสุราให้แขกหรือ

สาวชุดเขียวคิ้วโค้งขมวดเป็นปม ใบหน้าอมทุกข์ ยิ้มบางก่อนพยักหน้า

ฟางตัวปิ้งแอบกระซิบถามนางเป็นใคร

หยางชิวเยว่ตอบนางคือเสี่ยวหรูแห่งหออี๋หง

ฟางตัวปิ้งจุปากด้วยความอัศจรรย์ใจ สาวนางนี้เป็นหญิงคณิกา ทั้งเนื้อทั้งตัวกลับไร้กลิ่นคาวโลกีย์ จุดนี้กลับหายากดูแล้วไม่เหมือน

หยางชิวเยว่ไม่แยแสความงามของสตรีแม้เพียงนิด กลับเป็นซุนชุ่ยฮวากระซิบตอบว่าผู้อื่นวาสนาดี ถูกบุรุษผู้หนึ่งรับเลี้ยง ปรนเปรอเป็นคุณหนูก็ไม่ปาน บุรุษผู้นั้นซื้อบ้านทางตะวันออกของเมือง เลี้ยงแม่นางน้อยเสี่ยวหรูไว้ในนั้น ตนเองกลับไม่เคยเปิดเผยโฉมหน้า

ฟางตัวปิ้งหัวร่อฮาเลี้ยงสตรีไม่ใช่เรื่องน่าอับอายขายหน้าอันใด สง่าผ่าเผย ไยต้อง…” เขายังพูดไม่จบ ซุนชุ่ยฮวาเพ้ยเสียงหนึ่งเนื่องเพราะมีบุรุษเยี่ยงพวกท่าน ถึงมีสตรีเยี่ยงนั้น หน้าไม่อาย!”

กำลังคุยเล่นออกรส พลันหลี่เหลียนฮวาอาเสียงต่ำคราหนึ่งกระบี่ทองอู่ตัง!”

ผู้ร่วมโต๊ะต่างตกตะลึง ฮั่วผิงชวนเอ่ยถามเสียงเบาที่ใด

หลี่เหลียนฮวายกตะเกียบขึ้น ชี้ไปที่บั้นเอวสตรีชุดเขียว ทุกคนต่างหันมองไป เห็นเพียงบั้นเอวนางมีไม้สลักชิ้นหนึ่ง แกะเป็นรูปกระบี่ ยาวไม่เกินสองสามนิ้ว ใช้เชือกสีครามผูกรัดร้อยเข้ากับเอว ส่ายไหวไปมายามนางเยื้องกราย

หยางชิวเยว่สะท้านวูบทั้งร่าง ไม้สลักรูปกระบี่ชิ้นนั้นแม้เรียบง่าย ตัวกระบี่กลับสลักอักษรเจินอู่” (ยุทธ์แท้)สองคำเป็นลักษณะของกระบี่ทองอู่ตังอย่างแท้จริง

ฮั่วผิงชวนเอ่ยฟังว่านักพรตหวงชีหายตัวไปในบริเวณใกล้ซีหลิง หรือว่านางผู้นี้เคยเห็นกระบี่ทองอู่ตัง

ขณะสนทนา เสี่ยวหรูซื้อสุราสองจินแล้วเสร็จ เยื้องย่างกรุยกรายออกประตู หยางชิวเยว่ทำท่าจะลุกขึ้น หลี่เหลียนฮวายื่นตะเกียบออกแผ่วเบา กดลงที่ชามของหยางชิวเยว่ ฟางตัวปิ้งลุกขึ้นติดตามหลังเสี่ยวหรูออกจากประตูเหลาไปแทน

ฮั่วผิงชวนยิ้มน้อยๆ เขาได้รับสารนกพิราบจากปี่ชิว ประการแรกให้ตรวจสอบเรื่องเก่อพานถูกทำร้าย ประการที่สองให้จับตาหลี่เหลียนฮวาแห่งหอดอกบัวลายมหามงคลผู้นี้ เริ่มแรกดูไม่ออกว่าหมอเทวดาเลื่องชื่อทั่วยุทธภพมีสิ่งใดโดดเด่นกว่าผู้อื่น ความกล้าออกจะน้อยไปสักหน่อย ทว่าบัดนี้กดตะเกียบลง เขาก็รู้ได้ว่าความคิดอ่านหลี่เหลียนฮวาละเอียดรอบคอบ มิใช่วู่วามกักขฬะ ฟางตัวปิ้งยังโสด สวมใส่อาภรณ์สวยหรู มีเขาสะกดรอยตามเสี่ยวหรู ผู้อื่นเพียงคิดว่าคุณชายเจ้าสำอางเกิดใจปฏิพัทธ์ ไม่ทำให้ผู้คนสงสัยง่ายดายเท่าหยางชิวเยว่สะกดรอย

ฟางตัวปิ้งสะกดรอยเสี่ยวหรูชุดเขียวซอกซอนไปทั่วเมืองผู่ฉู เสี่ยวหรูสาวเท้าสั้นถี่เร็วจนร่างกระเพื่อมไหวไปมา จากทิศประจิมไปทิศบูรพาถึงครึ่งชั่วยามเต็ม ฟางตัวปิ้งหากไม่เห็นว่านางหน้าตาหมดจดน่าเอ็นดู คงจากไปด้วยหมดความอดทนแต่แรกแล้ว กว่าจะเดินมาถึงทิศตะวันออกของเมือง เห็นเพียงนางผลักเปิดประตูบ้านหลังหนึ่ง เดินเข้าไป ลั่นดาลประตู

ฟางตัวปิ้งคิดอาศัยทีเผลอทะยานขึ้นหลังคาแอบดู ทันใดนั้นประตูเปิดออกอีกครั้ง เสี่ยวหรูเดินออกมาจากด้านใน ในมือไม่มีสุราสองจินนั้นแล้ว เขารู้สึกประหลาดใจ ที่นางเดินไปกลับเป็นระยะทางหนึ่งชั่วยาม ก็เพื่อมาส่งสุราที่นี่ ภายในบ้านนี้ผู้ใดอาศัยอยู่กันแน่ คิดจะปีนกำแพงข้ามไป คาดไม่ถึงผู้คนบนท้องถนนกลับพลุกพล่านขึ้นมา ฟ้าครามตะวันเจิดจ้า เขาไม่กล้าฝ่าเข้าไปในบ้านพักอาศัยของชาวบ้านอย่างโจ่งแจ้ง เดินวนโดยรอบบ้านหลังนั้นสองรอบ ประตูบานนั้นเปิดออกอีกครั้ง ด้านในมีสตรีอีกนางหนึ่งเดินออกมา

นางผู้นั้นสวมชุดแดงทั้งตัว ขอบตาบวมแดงประหนึ่งว่าร่ำไห้มาเมื่อครู่ ปาดน้ำตาไปตลอดทางที่จรลีหลีกลี้ เสื้อผ้าของนางยุ่งเหยิง บนลำคอเต็มไปด้วยรอยจุมพิต มิพักกล่าวถึงก็รู้ว่าเมื่อครู่ทำอะไรด้านใน ฟางตัวปิ้งประหลาดใจสุดแสนเมื่อครู่เสี่ยวหรูยังส่งสุราเข้าไปด้านใน หรือว่าเจ้าของบ้านหลังนี้มิได้มีเพียงเสี่ยวหรูผู้เดียว เพิ่งเลี้ยวมาถึงประตูหลังตรงลานหลังบ้าน พลันเขาได้กลิ่นหอมประหลาดสายหนึ่ง ตะลึงพรึงเพริด นี่คือวัตถุต่ำสถุลที่ไม่อาจเอ่ยกล่าวถึงที่สุดในยุทธภพ คือธูปเร้าราคะ! คนภายในห้องนี้กำลังทำสิ่งใด หลักฐานประจักษ์ชัดแจ้ง

ฟางตัวปิ้งเดือดดาลทันควัน เลิกเสื้อผ้าขึ้น ยกเท้าถีบปังใส่ประตูด้านหลัง บุกฝ่าเข้าไปผู้ใดกระทำข่มเหง…” ประโยคนี้เอ่ยถึงคำที่หกก็เอ่ยไม่ออกอีกต่อไป ลมฝ่ามือสายหนึ่งพุ่งพรวดจากด้านในประตู ไม่ทันปะทะแสกหน้า พลังขุมนั้นก็ทำให้ลมหายใจเขาปั่นป่วน คำหนึ่งก็ล้วนเอ่ยไม่ออก ฟางตัวปิ้งกวาดฝ่ามือต้านรับ ตระหนกเสียขวัญในใจเมืองผู่ฉูเล็กๆ แห่งนี้มังกรซ่อนพยัคฆ์หมอบ บ้านราษฎรหลังหนึ่ง ถึงกับมียอดฝีมือเช่นนี้! เพิ่งครุ่นคิดจบลง ฝ่ามือต้านลมฝ่ามือจากด้านใน พลันทรวงอกสะเทือนไหว เลือดลมเดือดพล่าน ข้างหูเสียงดังวิ้ง เบื้องหน้าสายตาฟ้าหมุนแผ่นดินวน เขาล้มกองไปด้านหลัง จากนั้นไม่รับรู้สิ่งใดอีกเลย

คุณชายแห่งตระกูลฟางคุณชายมากทุกข์ฟางตัวปิ้งถึงขั้นแม้แต่คนยังมองไม่กระจ่างชัดแจ้ง ก็บาดเจ็บด้วยพลังฝ่ามือของอีกฝ่ายเสียแล้ว คนภายในห้องนั้นเป็นผู้ใดกันแน่ มีพลังฝีมือเยี่ยงนี้ ยังต้องอาศัยธูปเร้าราคะเพื่อข่มขืนสตรี เป็นบุคคลเช่นไรกันแน่ ฟางตัวปิ้งถูกฝ่ามือซัดกระเทือนสลบ คนภายในห้องไร้ความเคลื่อนไหวครึ่งค่อนขณะ ผ่านไปพักหนึ่ง มีคนคลุมเสื้อออกมาจากห้อง หิ้วเขาขึ้นมา โยนลงไปในบ่อน้ำกลางสวน เสียงดังตูม

ภายในเหลาสุราเฝิงเจี้ยนเซียน ทุกคนดื่มกินสุรากับแกล้มในเหลาสุราจนครบหนึ่งรอบ รอจนสองชั่วยาม ตะวันลับเหลี่ยมเขา อาหารกลางวันกินจนเป็นอาหารเย็นแล้ว ฟางตัวปิ้งก็ยังไม่กลับมา

ฮั่วผิงชวนในที่สุดอดขมวดคิ้วหนาเข้มไม่ได้ฟางตัวปิ้งหรือว่าเกิดเรื่องแล้ว

หลี่เหลียนฮวายิ้มเจื่อนหรือเขาพลันหนีตามแม่นางหรูไปแล้ว

ซุนชุ่ยฮวาถ่มน้ำลายคำหนึ่งเขาน่าจะสะกดรอยไปถึงบ้านบุรุษของเสี่ยวหรู ข้าพอรู้ว่าอยู่ที่ใด รีบไปเถิด คุณชายฟางอาจประสบเภทภัยแล้ว

ทุกคนคิดบัญชีแล้วเดินออก ซุนชุ่ยฮวานำทั้งสามคนมายังหน้าประตูบ้านซึ่งเมื่อครู่เสี่ยวหรูเข้าไปบัดนี้ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเงินเข้ม ดวงดาวเริ่มส่องประกาย ประตูบ้านหลังนั้นปิดสนิทแน่น ด้านในไร้ซึ่งสำเนียงใด ฮั่วผิงชวนกระชับเสื้อผ้า ยกห่วงเหล็กหน้าประตูขึ้นเคาะหลายครั้ง เอ่ยเสียงทุ้มว่าข้าน้อยมีเรื่องขอคำชี้แนะ ขอถามว่าท่านเจ้าของอยู่บ้านหรือไม่

ภายในห้องไร้เสียงตอบกลับแม้ครึ่งเสียง ราวกับว่าด้านในไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่ ทว่ากลิ่นธูปเร้าราคะอ่อนๆ ยังคงอวลอบอยู่ภายใน ทำให้ฮั่วผิงชวนพอคาดเดาได้คร่าวๆ ว่าที่นี่คือที่ใด

หยางชิวเยว่เอ่ยเย็นชาวัวสันหลังหวะ!”

หลี่เหลียนฮวาพยักหน้า หัวคิ้วพันแน่นเป็นปม คราวนี้ต่างจากในสุสานอีผิ่น ตอนนั้นเขาอยู่ในลับศัตรูอยู่ที่แจ้ง แต่คืนนี้ศัตรูอยู่ในที่ลับโดยสิ้นเชิง ทุกคนอยู่ที่แจ้ง พวกเขาทั้งสี่คนไม่ได้เปรียบแม้เพียงนิด

ชุ่ยฮวา ท่านกลับไปรับลูกก่อนหลี่เหลียนฮวาเอ่ยเสียงอ่อนโยน

ซุนชุ่ยฮวายิ้มพราย โบกมือสาวเท้าเร็วจากไป นางผู้นี้แม้หน้าตาไม่งดงาม กลับเด็ดขาดยิ่งนัก

บุรุษสามคนจับจ้องบ้านที่ดูไม่น่าสนใจสักนิดหลังนี้ท่ามกลางแสงราตรีที่ค่อยๆ ดำมืด ลานบ้านอันสงัดวังเวง ห้องกว้างโล่ง ควันธูปเร้าราคะลอยวน ภายในบ้านหลังนี้ ซ่อนความลับใดไว้กันแน่ เกี่ยวพันกับกระบี่ทองอู่ตังหรือไม่ หรือเกี่ยวพันกับนางคณิกาแห่งหออี๋หง ฟางตัวปิ้งติดกับเข้าแล้วจริงหรือ

ฮั่วปิ้งชวนเกร็งพลังฝ่ามือกระแทกดาลประตูจนแตกหัก ผลักเปิดประตูใหญ่ ทอดสายตามองไป ภายในประตูไม้ดอกพุ่มพฤกษ์เป็นระเบียบเรียบร้อย พื้นหินชิงสือสะอาดสอ้าน ลานกลางบ้านปูด้วยหินกรวดเป็นรูปตัวอักษรโซ่ว”(อายุวัฒนะ) ห้องด้านหลังประตูหน้าต่างปิดมิดชิด ไม่มีที่ไม่ชอบมาพากล

หยางชิวเยว่ถามแฝงเลศนัยด้านในมีคนหรือไม่แม้เสียงถามไม่ดัง กลับโคจรพลังแท้ ส่งผ่านเข้าตัวบ้าน ด้านในหากมีคน ย่อมไม่มีทางไม่ได้ยิน

ฮั่วผิงชวนก้าวยาวขึ้นหน้า ผลักเปิดประตูห้อง ด้านในที่นอนหมอนมุ้งเละเทะยุ่งเหยิง คนจากตึกร้างตามคาดแต่แรกแล้ว กระถางธูปหอมยังคงขึ้นควันขาวลอยกรุ่น กลิ่นธูปเร้าราคะลอยล่องมาจากกระถางธูปนั้น

บ้านนี้เกรงว่าอยู่มาสิบกว่าปีแล้วกระมังหลี่เหลียนฮวาผลักลูกกรงลายฉลุบนหน้าต่างแผ่วเบา ลายฉลุบนหน้าต่างนี้เหมือนลายฉลุบนหอดอกบัวของเขา หากไม่ดูแลซ่อมแซม เกรงว่าไม่เกินครึ่งปีคงร่วงโครมลงมา

อีกทั้งเจ้าของเหมือนว่าอัตคัดขัดสนกับแกล้มข้างเตียงแสนจะเรียบง่าย ทางตะวันออกของเมืองผู่ฉูมีเหลาสุราเลื่องชื่อแห่งหนึ่ง เขากลับใช้เสี่ยวหรูไปซื้อสุราที่เฝิงเจี้ยนเซียน เห็นได้ว่าสุราหนึ่งจินราคาต่างกันสองอีแปะ เขาก็ยังคิดเล็กคิดน้อย

ฮั่วผิงชวนยิ้มอ่อนในเมื่อเจ้าของอัตคัดขัดสน ต่อให้จากไป ก็คงไปได้ไม่ไกล อย่างไรก็ต้องกลับมา

หลี่เหลียนฮวาขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยพึมพำว่าทว่าเมืองผู่ฉูราษฎรหลักร้อยถนนสายเดียว เขาจะไปที่ใดได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขายังพาสตรีไปด้วยนางหนึ่งแย่แล้ว แย่แล้ว เกรงว่าที่ไปมิใช่หออี๋หง ก็เป็นโรงเตี๊ยมเสี่ยวเยว่!”

สีหน้าหยางชิวเยว่แปรผันฉับพลัน ซุนชุ่ยฮวาไยมิใช่กำลังไปสองสถานที่นี้!สะกิดเท้าเหนือพื้นคราหนึ่ง เหินร่างขึ้นสู่หลังคา มุ่งหน้าหออี๋หง

ฮั่วผิงชวนเอ่ยเร็วรี่คุณชายหลี่กลับไปเฝิงเจี้ยนเซียนชั่วคราวก่อน สถานที่นี้อันตรายจากนั้นเขาก็ทะยานข้ามหลังคาบ้านตามหยางชิวเยว่ไป

หลี่เหลียนฮวาเงยหน้ามองสองคนจากไป ผ่อนลมหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ในตอนนั้นแววตาเขาแฝงความอ้างว้าง หมุนตัวกลับมา มองลานบ้านที่ว่างเวิ้ง พุ่มโบตั๋นพันธุ์เลวหลายพุ่มในลานสวน ในฤดูกาลนี้เหลือเพียงกิ่งก้านแห้งโกร๋น ด้านบนหิมะขาวอมเทา ไม่มีที่ใดน่าดูชม เขายืนนิ่งในลานสวนอยู่เนิ่นนาน ย่างไปด้านข้างก้าวหนึ่ง หมุนตัวจากไป เดินเชื่องช้าได้ประมาณสิบกว่าก้าว หลี่เหลียนฮวาหยุดชะงักลง หันหลังให้พุ่มดอกไม้ ถามเสียงเรียบว่าใคร

พลังหูของเจ้าเมื่อครู่ในพุ่มโบตั๋นไร้ซึ่งผู้ใด บัดนี้กลับมีคนผู้หนึ่งยืนไพล่หลังอยู่ตรงนั้น คล้ายยืนมาเนิ่นนาน ในน้ำเสียงไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทั้งไม่เหมือนพบเจอสหาย และไม่เหมือนพบเจอศัตรูดีกว่าเมื่อก่อน

เป็นท่านยามแตะพื้น หนักไปสักหน่อยหลี่เหลียนฮวายิ้มบางต่อให้กินกวนอิมหลั่งน้ำตาแต่อาการบาดเจ็บทะเลประจิมเดือนจมก็มิใช่จะหายดีในวันสองวัน มิน่าเล่าท่านไม่ยอมทิ้งรอยเท้าบนพื้นหิมะ ท่าร่างกระตุ้นตะวันของตี๋เฟยเซิงแม้ชาวบ้านร้านตลาดก็จำได้…”

คนในพุ่มโบตั๋นนิ่งงันไปครู่แม้แปรเปลี่ยนเป็นลักษณะเช่นนี้ หลี่เซียงอี๋อย่างไรเสียก็คือหลี่เซียงอี๋น้ำเสียงของเขามิได้เปลี่ยนผันแต่ประการใด ทว่าจากความหมาย เป็นการชมเชยด้วยใจจริง

หลี่เหลียนฮวาปล่อยหัวร่อพรวดชมเกินไป ชมเกินไป ตี๋เฟยเซิงอย่างไรเสียก็คือตี๋เฟยเซิง ข้าคิดว่าอาการบาดเจ็บทะเลประจิมเดือนจมไร้ยารักษาในใต้หล้า หารู้ไม่ว่าบนโลกนี้มีกวนอิมหลั่งน้ำตา’…คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิตเป็นคำโบราณ ผู้ใดไม่เชื่อจักต้องเสียเปรียบ

คนในชุดคลุมสีเขียวรองเท้าผ้าในพุ่มโบตั๋นประหนึ่งว่าแปลกใจเล็กน้อยคิดไม่ถึง หลายปีนี้ นิสัยใจคอของท่านกลับเปลี่ยนไปมาก

หลี่เหลียนฮวายิ้มนิดๆนิสัยใจคอของท่านกลับไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย

ตี๋เฟยเซิงไม่ตอบคำ ผ่านไปพักหนึ่ง เขาเอ่ยเสียงเรียบอาการบาดเจ็บทะเลประจิมเดือนจมสามเดือนให้หลังย่อมบรรเทา ส่วนท่านกลับไม่อาจหวนสู่สภาพกาลก่อน

มีบางเรื่อง…” หลี่เหลียนฮวาเอ่ยเนิบช้ายามนั้นไหนเลยล่วงรู้ปัจจุบัน ปัจจุบันไหนเลยล่วงรู้ภายภาคหน้า ไม่ถึงยามตาย ผู้ใดจักล่วงรู้ว่าดีหรือร้าย เมื่อก่อนแบบนั้นไม่เลว ปัจจุบันแบบนี้ก็ไม่เลว

ตี๋เฟยเซิงจับจ้องแผ่นหลังเขาอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยเชื่องช้าว่าท่านคงสภาพอาการบาดเจ็บไว้ได้ ถึงตอนนี้ไม่วิปลาสไม่ตาย วิชาหทัยเนิบช้าหยางโจวโดดเด่นสมคะเน แต่ว่าอย่างมากสุดก็เพียงสิบสามปีเขาเอ่ยเน้นทีละคำเท่าที่ท่านฝึก อย่างมากปลอดภัยได้เพียงสิบสามปี บัดนี้ผ่านพ้นไปสิบปี ยังมีอีกสามปี หากท่านใช้พลังแท้ สำแดงพลังยุทธ์ เวลาสามปีย่อมหดสั้นลง

หลี่เหลียนฮวายิ้มบาง ไม่ตอบประการใด

ตี๋เฟยเซิงพลันพุ่งตัวตรงแน่วขึ้นจากพุ่มโบตั๋น ร่วงตกลงในบ่อบาดาล เสียงน้ำดังซ่ากระชั้นชิด เขาหิ้วคนตัวเปียกโชกผู้หนึ่งขึ้นจากบ่อสองปีสิบเดือนให้หลัง ริมทะเลตงไห่พูดพลางโยนคนตัวเปียกชุ่มข้ามมาขณะเดียวกับถอยปราดไปด้านหลัง แล้วทะยานร่างข้ามกำแพงล้อมไป

หลี่เหลียนฮวารับคนผู้นั้นมา ผู้ที่ตัวเปียกชุ่มอ่อนระทวย สลบไสลไม่ได้สติก็คือฟางตัวปิ้ง  ปล่อยฟางตัวปิ้งนอนราบบนพื้นแผ่วเบา สกัดจุดหลายแห่งบนทรวงอกเขา จากพฤติกรรมของตี๋เฟยเซิงไม่มีทางใช้ธูปเร้าราคะกระทำชำเราสตรี เขาโยนคุณชายใหญ่ฟางกลับมา ก็เพื่อใช้ชีวิตฟางตัวปิ้งเป็นดั่งคำสัญญา สองปีสิบเดือนให้หลัง ริมทะเลตงไห่ การดวลในครั้งนั้น จักต้องดำเนินต่อไป!

หลี่เหลียนฮวาถอนหายใจเอื่อยเฉื่อยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากบาดเจ็บเพราะฝ่ามือของตี๋เฟยเซิง ใบหน้าเขาทรุดโทรมผอมแห้งไม่หล่อเหลาดังเก่าก่อนพลังฝีมือทั้งร่างสูญสิ้นไปแปดเก้าในสิบส่วน หลี่เซียงอี๋ผู้นี้ไม่ดำรงอยู่มาแต่แรกแล้ว แต่เหตุใดทุกคนไม่อาจยอมรับหลี่เหลียนฮวา จักต้องตามหาหลี่เซียงอี๋ให้ได้เล่า เอ่ยว่าหลี่เซียงอี๋สิ้นชีวิตไปนานแล้ว ทุกคนกลับไม่เชื่อ หลี่เซียงอี๋ยืนตรงหน้าทุกคนชัดๆ กลับไม่มีผู้ใดจำได้ นี่เป็นเรื่องประหลาดยิ่งนักหรือว่าเขาเปลี่ยนแปลงไปมากอย่างแท้จริง

หรือเป็นเพราะเปลี่ยนแปลงมากเกินไปอย่างแท้จริงสินะ เขานั่งขัดสมาธิอย่างเชื่องช้า สองนิ้วแตะจุดเฟิงฉือหลังลำคอฟางตัวปิ้ง โคจรพลังช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้เขา วันเวลาสิบปี ไม่ว่าสภาพทางจิตใจทางร่างกายหรือรูปร่างหน้าตา ล้วนเปลี่ยนผันสิ้นเหตุผลอันยโสโอหังในอดีต บัดนี้เห็นเด่นชัดว่าเหลวไหลไร้สาระที่สุดวิชาหทัยเนิบช้าหยางโจวยากฝึกให้สำเร็จ ทันทีที่สำเร็จ ย่อมใช้การได้ดังใจนึก นี่ก็เป็นเหตุผลที่หลี่เหลียนฮวาไม่ตายเมื่อตี๋เฟยเซิงทุ่มพลังทั้งสิ้นซัดฝ่ามือโจมตี นำมันมาใช้รักษาอาการบาดเจ็บช่างเหมาะสมไม่มีใดเกิน เวลาเพียงชั่วธูปหนึ่งดอก เลือดลมฟางตัวปิ้งไหลเวียน อาการบาดเจ็บไม่น่าสาหัสแล้วอาเสียงหนึ่ง เขาลืมตาขึ้นเหลียนฮวา?”

หลี่เหลียนฮวาผงกศีรษะถี่เนื่องเหตุใดเจ้าถูกโยนเข้าไปในบ่อ

ฟางตัวปิ้งลูบศีรษะตนเองข้าถูกโยนลงบ่อ?” เขาลูบจนมือเปียกชุ่มไปหมด เดือดดาลทันควันเจ้าคนสมควรตายนั่นถึงกับกล้าโยนข้าเข้าไปในบ่อน้ำ แค่กๆ…” อาการบาดเจ็บที่ทรวงอกยังไม่ทุเลา เมื่ออารมณ์พลุ่งพล่านพลันเจ็บแปลบขึ้น

หลี่เหลียนฮวาขมวดคิ้วหากเจ้าไม่ผอมแห้งเพียงนี้ คงไม่ถึงกับบาดเจ็บเสียจน…”

ฟางตัวปิ้งควันออกหูขึ้นมาอีกคุณชายอย่างข้าสุภาพเรียบร้อย ร่างกายอ่อนแอมากโรค เป็นชายคนรักที่จอมยุทธ์หญิงในยุทธภพฝันใฝ่ เจ้าไม่เข้าใจความสง่าน่านิยมชมชื่นของข้า! แค่กๆเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ในบ่อน้ำ

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยข้ากระหายน้ำ จะไปตักน้ำที่ริมบ่อ มองไปก็เห็นผีหัวโตตนหนึ่ง

ถึงตอนนี้หัวสมองของฟางตัวปิ้งเพิ่งนึกเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนบาดเจ็บได้ สูดลมเข้าปาก เอ่ยเสียงหลงว่ากำลังภายในของสำนักอู่ตัง คนผู้นั้นเป็นยอดฝีมือของอู่ตัง!”

หลี่เหลียนฮวาไม่รู้เรื่องการแพทย์แม้เพียงนิด มิฉะนั้นคงรู้แต่แรกแล้วว่าฟางตัวปิ้งถูกวิชาหทัยของสำนักอู่ตังกระแทกจนทรวงอกบาดเจ็บ บัดนี้ได้ยินก็ตะลึงงันอู่ตังอีกแล้ว?”

ฟางตัวปิ้งเด้งขึ้นมาจากพื้น โวยวายยาวเป็นพรวนแน่นอนว่าเป็นวิชาของอู่ตัง หรือว่าข้าแม้แต่วิชาของอู่ตังก็แยกแยะไม่ออก คนผู้นั้นไปทางไหนแล้ว พลังฝีมือเขาไม่เป็นรองเจ้าสำนักอู่ตัง ไม่แน่ยังสูงกว่าไป๋มู่!”

เจ้าสำนักอู่ตังในตอนนี้คือนักพรตฉื่อเสียศิษย์ของนักพรตไป๋มู่ พลังฝีมือของอู่ตังในตอนนี้มีนักพรตไป๋มู่เป็นอันดับหนึ่ง และผู้นี้ยังเหนือกว่านักพรตไป๋มู่หลี่เหลียนฮวาเอ่ยเสียงหลงหวงชี?”

ฟางตัวปิ้งไอแค่กติดต่อกันเป็นไปได้มาก พวกเรารีบไปช่วยคน…”

นักพรตหวงชีซึ่งได้รับความรักและความไว้วางใจอย่างมากที่สุดจากเจ้าสำนักอู่ตังรุ่นก่อน ถึงกับเร้นกายในเมืองผู่ฉูมาสิบกว่าปี ทั้งยังค้างคืนกับนางคณิกาข่มขืนกระทำชำเราสตรี หลี่เหลียนฮวาครานี้หัวคิ้วพันเป็นปมแน่นแย่แล้ว หากให้หยางชิวเยว่และหวงชีปะหน้ากัน เกรงว่านักพรตหวงชีคงจะ…”

สังหารคนปิดปาก!” ฟางตัวปิ้งกดบริเวณที่บาดเจ็บตรงทรวงอก ก่นด่าไม่หยุดแค่กๆนักพรตเฒ่านั่นมารดามันเถอะ วิปลาสไปแล้ว

ซุนชุ่ยฮวาเร่งรุดกลับไปหออี๋หงเพื่อรับลูกชาย ห่างจากหอนางโลมไม่ไกลก็มองเห็นเสี่ยวหรู นางเดินอย่างลังเลว่าจะก้าวขาดีหรือไม่ ฝีเท้าช้าถึงที่สุด จิตใจเลื่อนลอย ราวกับกำลังคิดเรื่องในใจ

แม่นางหรูซุนชุ่ยฮวาทักจากเบื้องหลังไยกลับมาจากทางตะวันออกแล้ว?”

เสี่ยวหรูตะลึง ชะงักฝีเท้ารอซุนชุ่ยฮวาเดินข้ามมา ก่อนเอ่ยเสียงต่ำว่าอืม

ซุนชุ่ยฮวามองนางอย่างแปลกใจหลายแวบ ก่อนปล่อยหัวร่อพรวดกระไรหรือ เขาไม่ให้เจ้าค้างคืนเป็นเพื่อน?”

ใบหน้าขาวหมดจดของเสี่ยวหรูแดงซ่านเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววเศร้าระทม เดิมซุนชุ่ยฮวาคิดถามนางเรื่องกระบี่ไม้ที่นางคาดไว้ที่เอว ในเมื่อเอ่ยสนทนาแล้ว นางจึงถือวิสาสะถามตรงๆแม่นางหรู กระบี่ไม้บนเอวเจ้าแกะสลักที่ใด วิจิตรประณีตยิ่งนัก ข้าก็อยากได้สักอัน

เสี่ยวหรูตะลึงงันอีกครานี่เป็นข้า…”

ซุนชุ่ยฮวาแย่งพูดแกะสลักเอง? ไยถึงคิดแกะสลักกระบี่เล่มหนึ่ง อันที่จริงข้าคิดว่าแกะสลักหรูอี้(เชิงอรรถเป็นงานฝีมือเพื่อความศิริมงคลอย่างหนึ่ง รูปร่างคล้ายไม้เกาหลัง บ้างประดับหินมีค่า)ยังน่าดูยิ่งกว่า

เสี่ยวหรูเงียบงัน ผ่านไปพักหนึ่ง เดินใกล้ถึงประตูหออี๋หงแล้ว นางถึงเอ่ยอย่างแผ่วเบาว่าเขาเดิมมีกระบี่แบบนี้เล่มหนึ่ง แต่ว่าเพราะเลี้ยงดูข้า ดังนั้นจึงขายกระบี่ไปแล้ว

ซุนชุ่ยฮวาตะลึงงัน เอ่ยเช่นนี้ บุรุษที่เที่ยวนางคณิกาผู้นั้นไยมิใช่เพียงได้ยินเสี่ยวหรูเอ่ยเสียงต่ำแม้เขาไม่ได้ดีต่อข้าเพียงผู้เดียว แต่ว่าข้าในใจข้ายังคงซาบซึ้งพูดจบนางผ่อนฝีเท้าเข้าหออี๋หงไป เลี้ยวเข้าสู่ถนนโรยกรวดเส้นหนึ่งทางด้านขวา

ซุนชุ่ยฮวาเห็นนางเช่นนี้ อ้าปากค้างอยู่นานครึ่งค่อนวันจนหุบไม่ลงลูกค้าซ่องคณิกาที่งมงายในอิสตรีผู้นั้นทำให้เสี่ยวหรูหลงรักยังพอว่า แต่เขาถึงกับเป็นเป็นอาจารย์อาที่สามีตนเองตามหาไม่พบมาหลายปี นั่นถึงเป็นเรื่องที่ทำให้นางหุบปากไม่ลง

ในตอนนี้เอง หยางชิวเยว่และฮั่วผิงชวนสาวเท้ายาวมาถึง เห็นนางยืนนิ่งงันหน้าประตูหออี๋หง เอ่ยถามพร้อมเพรียงเจ้าไม่เป็นไรนะ

ซุนชุ่ยฮวาสะดุ้ง คิดจะตอบว่าไม่เป็นไร ยังไม่ได้รับลูกชายพลันเย็นวาบเจ็บแปลบทรวงอกนางก้มลงมองด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ บนทรวงอกตนเองปรากฏวัตถุคุ้นตาแท่งหนึ่งทะลุพรวดออกมา

นั่นคือตะเกียบข้างหนึ่ง โลหิตไหลลามหยาดหยด

ชุ่ยฮวา!” สีหน้าหยางชิวเยว่แปรผันใหญ่หลวง กู่ร้องเสียงหลง พุ่งตัวไปเบื้องหน้า ซุนชุ่ยฮวาคว้าจับเขาแน่น ในห้วงสมองยังไม่แน่ชัดว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น เอ่ยเพียงเสี่ยวหรูบอกแขกของนางมีกระบี่ทองอู่ตัง…”

หยางชิวเยว่สีหน้าเผือดสลด กดจุดบนทรวงอกนางพัลวันชุ่ยฮวา อย่าพูดอีกเลย

ซุนชุ่ยฮวามองปลายตะเกียบที่โผล่พ้นทรวงอกของตนออกมาอย่างงุนงงลูกยังอยู่ข้างใน

หยางชิวเยว่ในที่สุดก็สติขาดผึง ร้องโหยหวนอย่างเศร้ากำสรดไม่ต้องพูดอีกแล้ว!”

ซุนชุ่ยฮวาถ่มน้ำลายเบาๆ ครั้งหนึ่งเป็นใครทิ้งตะเกียบมั่วซั่ว…” พูดพลางค่อยๆ อ่อนระทวย ลมหายใจยุ่งเหยิง ปิดเปลือกตาลง หยางชิวเยว่กอดภรรยาไว้แน่น สองตามองคนที่ก้าวยาวออกมาจากหออี๋หงอย่างเลื่อนลอยอาจารย์อาหวงชีเพราะเหตุใด…”

บุรุษวัยกลางคนใบหน้าขาวไว้เคราเล็กน้อยเดินออกจากหออี๋หง ในวัยหนุ่มคงเป็นบุรุษรูปงามหล่อเหลา มือซ้ายเขาถือจอกสุรา ตะเกียบในมือขวาเหลือเพียงหนึ่งข้าง อีกข้างหนึ่งเสียบอยู่บนทรวงอกของซุนชุ่ยฮวา

มองหยางชิวเยว่ปราดหนึ่ง ชายวัยกลางคนเอ่ยที่แท้เป็นศิษย์หลานหยาง เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้วในวาจาไร้ซึ่งความแยแสต่อเรื่องซัดตะเกียบใส่ซุนชุ่ยฮวา เสมือนว่าเมื่อครู่เขาเพิ่งเดินเหยียบมดตายมากระนั้น

ฮั่วผิงชวนคาดไม่ถึงว่าเขาพอลงมือก็สังหารคน ทำให้ซุนชุ่ยฮวาได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่ทันได้เข้าขวางให้รู้สึกเสียใจไม่วาย บัดนี้ขึ้นหน้าสามก้าว กำหมัดเอ่ยข้าน้อยฮั่วผิงชวน คารวะในฐานะคนแห่งฝอปี่ไป๋สือ ผู้อาวุโสใช่นักพรตหวงชีที่หายตัวไปหลายปีของสำนักอู่ตังหรือไม่

หวงชีเอ่ยข้าแซ่เดิมแซ่เฉิน ชื่อว่าซีคัง

ฮั่วผิงชวนเอ่ยเสียงหนักเช่นนั้นเหตุใดผู้อาวุโสเฉินจึงทำร้ายสตรีผู้บริสุทธิ์นางนี้บาดเจ็บ นางทั้งมิใช่คนในยุทธภพ ทั้งไม่มีพลังฝีมือ ด้วยฐานะพลังยุทธ์ของผู้อาวุโสเฉิน ไยต้องลงมือรุนแรงต่อสตรีอ่อนแอผู้หนึ่งเช่นนี้ด้วย

หวงชีเอ่ยเสียงเรียบนางถึงกับกล้าหลอกถามหญิงของข้าต่อหน้าข้า พวกเจ้าว่าโทษสมควรตายหมื่นครั้งหรือไม่

หยางชิวเยว่คาดไม่ถึง ส่ายหน้าช้าๆ ถามอย่างเศร้าสร้อยอาจารย์อาหวงชี กระบี่ทองของอู่ตังเล่า

หวงชีแหงนหน้าขึ้นฟ้าหัวร่อร่าฮ่าๆๆ กระบี่ทองอู่ตัง กระบี่หนักห้าชั่งเจ็ดตำลึงทั้งยังเป็นของโบราณ ขายให้เถ้าแก่ฉีร้านอวี่เจี้ยน(วจีกระบี่)แห่งเจียงซี ได้ถึงสามหมื่นตำลึงเงิน! เป็นของดีจริงๆ!”

ฮั่วผิงชวนขมวดคิ้วมุ่น คิดในใจว่าคนผู้นี้เกรงเพียงวิปลาสฟั่นเฟือนแต่แรกแล้ว

หยางชิวเยว่มือกอดภรรยา รู้สึกเพียงโลหิตทั้งร่างเย็นวาบเป็นระลอก พลันคิดถึงภาพเหตุการณ์ตอนอาจารย์จับได้ว่าเขาติดการพนัน ขโมยกระบี่ทองอู่ตังแล้วเอ่ยออกมาสี่คำว่าขับจากสำนัก’ “วัฏจักรนี้หรือว่าเป็นกรรมสนอง?”

หวงชีใช้ตะเกียบทำร้ายซุนชุ่ยฮวาบาดเจ็บ แขกในส่วนหน้าของหออี๋หงต่างหวีดร้อง หนีตายไปทางประตูด้านหลัง บัดนี้แม้แต่แม่เล้าก็หายตัวไปด้วย หวงชีเอ่ยเน้นทีละคำเสียงเย็นชาศิษย์หลานหยาง เจ้าสำนักให้เจ้ามาสะสางคนชั่วในสำนักใช่หรือไม่ ทั้งยังเรียกคนของฝอปี่ไป๋สือมาด้วย ทว่าศิษย์น้องจื่อเสียคงเลอะเลือนไปแล้ว ส่งสินค้าชั้นสามอย่างเจ้ามา คิดให้เป็นที่เช็ดกระบี่ของศิษย์พี่หรืออย่างไรตะเกียบข้างที่เหลือเคลื่อนที่อยู่ในหว่างนิ้วของเขา ไม่รู้ว่าจะดีดออกมาเมื่อใด แม้เขาเร้นกายนานปี พลังฝีมือกลับนับวันพัฒนาสูงล้ำ มิได้ลดด้อยถอยลงแม้เพียงนิด

ฮั่วผิงชวนเห็นตรงหน้าสถานการณ์ไม่ดี ฝ่ามือหนึ่งขวางหน้าหยางชิวเยว่ผู้อาวุโสเฉิน เชิญตามข้ากลับไปไป่ชวนแห่งฝอปี่ไป๋สือสักเที่ยว เสียมารยาทแล้ว

ชายแขนเสื้อหวงชีสะบัดเล็กน้อย ได้ยินเพียงเสียงดังปังคราหนึ่ง ชายแขนเสื้อเขายามสะบัดพัดพลิ้วถึงกับคล้ายดินปืนระเบิดขึ้น ส่งเสียงปังดังกึกก้อง

หยางชิวเยว่ร้องว่าห้าสายพลังอู่ตัง! พี่ฮั่วระวัง!”

ฮั่วผิงชวนย่อมรู้ความร้ายกาจของห้าสายพลังอู่ตังเล่าขานกันว่าวิชานี้ดัดแปลงมาจากพลังไท่จี๋ พลังไท่จี๋มีเพียงสายพลังเดียว โคจรไหลเวียนได้ตามปรารถนา ส่วนห้าสายพลังอู่ตังกลับมีพลังแท้ห้าสายโคจรคล้ายพลังไท่จี๋ ทิศทางและความแข็งแกร่งอ่อนด้อยของพลังแต่ละสายแตกต่างกัน แม้เป็นผู้มีพลังยุทธ์เท่าเทียมก็ยากต่อต้าน

ขณะที่หยางชิวเยว่กู่ร้องคำว่าห้าสายพลังอู่ตังนั้นเอง พลังสายแรกของหวงชีเกี่ยวกระหวัดฝ่ามือของฮั่วผิงชวนมั่นแล้ว แขนเสื้อสองคนพัวพันติด แม้ฮั่วผิงชวนเข้าฝอปี่ไป๋สือเพียงแปดปี ฝีมือตนเองกลับไม่อ่อนด้อย สามสายพลังต่อเนื่องของหวงชีล้วนไม่อาจเบี่ยงฝ่ามือของเขาออก แค่นหัวเราะเสียงเย็นคราหนึ่ง สายพลังที่สี่พลันดีดไปยังซุนชุ่ยฮวาที่นอนหายใจรวยริน

ฮั่วผิงชวนและหยางชิวเยว่ระแวดระวังพร้อมกัน ต่างตวาดเสียงหนึ่ง ประสานมือรับสายพลังที่ซัดจากชายเสื้อข้างขวา แต่ในตอนนี้เอง วัตถุหนึ่งพุ่งแหวกอากาศ ใส่จุดชี่ไห่กลางทรวงอกฮั่วผิงชวน ก็คือตะเกียบที่หวงชีกำไว้ในมือ ฮั่วผิงชวนงอศอกขวางกลางอก เสียงพึ่บหนึ่งตะเกียบถูกหนีบไว้ในร่องแขน กลับได้ยินหยางชิวเยว่ที่อยู่ข้างตัวร้องอุบเสียงหนึ่ง สายพลังที่ห้าของหวงชีกระแทกทรวงอกเขาอย่างจัง บาดเจ็บไม่เบา

ห้าสายพลังอู่ตังน่าอัศจรรย์ที่ใช้ชายแขนเสื้อสะบัดซัด ไร้รูปไร้รอย หวงชีฝึกถึงขั้นเชี่ยวชาญสุดยอด ในยุทธภพยากเสาะหาคู่ต่อสู้ ฮั่วผิงชวนแม้พลังฝีมือเต็มเปี่ยม แต่ยากรับมือ หยางชิวเยว่อุ้มภรรยากะโผลกกะเผลกออกไปหลายก้าว หลังวางซุนชุ่ยฮวาลงแล้ว เขาชักกระบี่ออกจากฝัก แทงสวบเข้าใส่หน้าผากหวงชี

เขาเป็นคนของอู่ตัง แม้ไม่เคยฝึกห้าสายพลังอู่ตังแต่คุ้นเคยวิชากำลังภายในขนานนี้พอสมควร หนึ่งกระบี่แทงพรวดฉับไวเข้าจุดจ่านจู๋ที่หว่างคิ้ว เป็นวิธีสลายพลังไท่จี๋ หมัดไท่จี๋เน้นใช้ดวงตาทัศนามือ ใช้ดวงตานำมือ  ดวงตาและมือสอดผสานเป็นหนึ่ง กระบี่แทงหว่างคิ้ว เส้นสายตาถูกขวาง ความผสมกลมกลืนแห่งไท่จี๋เสียศูนย์ ดวงตาและมือแตกแยก อานุภาพห้าสายพลังอู่ตังพลันลดลง

แต่ในขณะที่หนึ่งกระบี่ทิ่มแทงออกนั้น พลันในตาของหวงชีวาบยิ้มเยียบเย็น หยางชิวเยว่เอะใจท่าไม่ดี!’ ทว่าท่ากระบี่แทงออกแล้ว เก็บกลับมิได้

ฮั่วผิงชวนเดิมคิดขึ้นหน้าประกบจู่โจม แต่กระบี่หยางชิวเยว่เลือกแทงจุดจ่านจู๋ เขาไม่กระจ่างในเจตนา จึงยืนให้กำลังใจอยู่ฟากหนึ่ง มิทันเห็นยิ้มเย็นเยียบของหวงชี

ในตอนนี้เอง มีคนเอ่ยมาแต่ไกลจุดไฟเผาบ้านได้ช่างสาแก่ใจจริง  โดยเฉพาะเผาบ้านโกโรโกโสของผู้อื่น  สาแก่ใจนัก สาแก่ใจ

อีกคนถอนหายใจเฮือกเจ้าก็ไร้คุณธรรมไปสักหน่อย…” สองคนนี้เหมือนกำลังสนทนาเรื่อยเปื่อย ทว่าพูดจารัวเร็ว

สีหน้าหวงชีแปรผัน คมกระบี่หยางชิวเยว่พลิกหมุนรวดเร็วฉับพลัน กระบี่หนึ่งฟันมือขวาเขา พละกำลังสองมือของหวงชีเดิมรอโอกาสสำแดง ครั้นจิตใจวอกแวก กลับถูกหยางชิวเยว่ฉกฉวยโอกาส เขาแขนเสื้อสะบัดวูบ ใช้สองมือคว้าจับคมกระบี่หยางชิวเยว่ หยางชิวเยว่คำนึงถึงภรรยาเป็นตายไม่อาจรู้ ใบหน้าหมองคล้ำไร้อารมณ์ หนึ่งกระบี่เพิ่มแรงฟันข้อมือหวงชี

เมื่อสิบนิ้วหวงชีปะทะคมกระบี่หยางชิวเยว่ พลันหมุนบิด ชั่วพริบตาได้ยินเพียงเสียงดีดเล็บรัวใส่คมดาบดังก้องเป็นจังหวะไม่ขาดสาย หยางชิวเยว่ทั้งร่างสะท้านสะเทือน จนคิดปล่อยมือวางกระบี่ด้ามกระบี่นั้นถูกกำลังภายในของหวงชีรุกกลับ ถึงกับติดแน่นอยู่คามือ เสียงดีดเล็บใส่คมกระบี่ดังก้องเข้าหูผู้คน ก่อนอื่นฮั่วผิงชวนรู้สึกสองหูเจ็บแปลบ ผะอืดผะอมอยากอาเจียน เขากลั้นลมหายใจ หนึ่งดรรชนีสัญจรเดียวดาย  จี้สกัดจุดผีอวี๋บนแผ่นหลังหวงชี

กระบี่ในมือหยางชิวเยว่ถูกหวงชีดีดเคาะหลายสิบครั้ง กระทั่งหวงชีแสยะยิ้มวางมือ หยางชิวเยว่ก็สองตาเหลือก หนึ่งกระบี่พลิกแทงใส่ทรวงอกฮั่วผิงชวนแทนที่ วิชาดีดเคาะกระบี่อันแปลกพิสดารถึงขีดสุดของหวงชีนี้ถึงกับคล้ายวิชาเสนียดจัญไรสะกดจิตแขนงหนึ่ง

สองคนที่กำลังสนทนาเหลวไหลกันเมื่อครู่คือฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวา สองคนเพิ่งมาถึง พลันเห็นหยางชิวเยว่และฮั่วผิงชวนประมือกัน ต่างตกตะลึง

แขนเสื้อหวงชีสะบัดวูบคิดหนีจาก ฟางตัวปิ้งตวาดเสียงหนึ่ง ไม้พลองสั้นในมือกวัดแกว่งกระบวนท่าหมื่นร่ายรำพระตำหนักแผดเสียงกึกก้องเป็นระยะ ฟาดศีรษะหวงชี หลี่เหลียนฮวานั้นหันหลังได้ก็เผ่นหลบเข้าไปในหออี๋หง

ฟางตัวปิ้งเดือดดาลอีกครั้ง อาการบาดเจ็บเขายังไม่ทุเลา เหลียนฮวาเดนตายถึงกับทิ้งสหายหลบหนี! นี่มันน่าตายนักคำก่นด่ายังคิดไม่ทันจบ หวงชีงอนิ้วดีดเคร้งบนไม้พลองสั้นของเขา ฮั่วผิงชวนสีหน้าแปรผันร้องตะโกนระวังเขาสำแดงวิชาเสนียดมอมเมาจิตใจผู้คน!”

ไม้พลองสั้นของฟางตัวปิ้งถูกดีดกระทบเพียงครั้ง เสียงที่ออกมากลับดังติดต่อกันเจ็ดครั้ง ฟางตัวปิ้งรู้สึกเพียงบาดแผลบนทรวงอกดังถูกกระแทกต่อเนื่องเจ็ดหน เจ็บแปลบเหลือแสน สีหน้าผกผันใหญ่หลวง หวงชีหลังตกตะลึงแล้วอดหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่งมิได้ ที่แท้ไม้พลองสั้นของฟางตัวปิ้งเป็นขลุ่ยสั้นลักษณะวิจิตรเลาหนึ่ง เมื่อเขาดีดนิ้วถูกกลไก ขลุ่ยสั้นส่งเสียงก้องกระหึ่ม ทำให้อานุภาพวิชาชักนำอาคมของหวงชีเพิ่มขึ้นหลายเท่าฉับพลัน!

ฮั่วผิงชวนที่อยู่ด้านข้างได้รับผลกระทบจากเสียงขลุ่ยอย่างมาก กลับถูกหยางชิวเยว่ฉกฉวยโอกาส ซุนชุ่ยฮวานอนอยู่กับพื้นเป็นตายไม่กระจ่าง สถานการณ์ภายนอกหออี๋หงล่อแหลมอันตราย

ทันใดนั้นเอง สตรีนางหนึ่งลุกลี้ลุกลนออกจากหออี๋หง ฟางตัวปิ้งเปรยตามองแวบหนึ่งท่ามกลางมือไม้ติดพันอลวน นางโปะแป้งเต็มหน้า ริมฝีปากแดงชาดดั่งเลือด กลับไม่รู้จัก เห็นเพียงนางวิ่งไปทางซุนชุ่ยฮวาก่อน คุกเข่ากับพื้นสองมือสั่นเทิ้มคลี่เปิดกระดาษขาวใบหนึ่ง หยิบขวดเล็กออกจากถุงกระดาษ ให้ซุนชุ่ยฮวากินเข้าไป ชะงักไปพักหนึ่ง นางเสียงสั่นมองกระดาษขาวเริ่มอ่านสื้อเสินชง อิ้นถัง อี้หมิง สือเซวียน(เชิงอรรถจุดสื้อเสินชงห่างจากจุดกลางกระหม่อมมาทางขวาซ้ายบนล่างประมาณ 1 นิ้ว(มี4จุด)จุดอิ้นอยู่ตรงหว่างคิ้ว จุดอี้หมิงอยู่ต่ำจากปลายติ่งหูประมาณ 1 นิ้ว ส่วนจุดสือเซวียนเป็นจุดบนปลายนิ้วทุกนิ้ว) …สื้อเสินชง อิ้นถังอี้หมิง สือเซวียน…”

ฟางตัวปิ้งไม่ต้องคิด หนึ่งขลุ่ยจี้ไปที่จุดสื้อเสินชงบนกระหม่อมหวงชี สตรีนางนั้นตกตะลึง สีหน้าตื่นตระหนกเต็มประดาไม่ถูกไม่ถูก ไม่ใช่ท่านไม่ใช่ท่าน…” นางชี้ไปยังฮั่วผิงชวน อ่านใหม่สื้อเสินชง อิ้นถัง อี้หมิง สือเซวียน…”

ฟางตัวปิ้งร่ำไห้ไม่ได้หัวร่อไม่ออก มิรู้ผู้ใดสั่งนางคณิกาผู้นี้ออกมา กลยุทธ์ถุงแพรช่างไม่เลิศล้ำปราดเปรื่องเอาเสียเลย ฮั่วผิงชวนจี้สกัดจุดสื้อเสินชงข้างจุดไป่ฮุ่ยของหยางชิวเยว่ สายตาของหยางชิวเยว่กลอกไหวไปมา ความเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง

ฟางตัวปิ้งเมื่อเห็นกลยุทธ์ถุงแพรได้ผล ร้อนรนถามแล้วข้าเล่าขลุ่ยสั้นในมือยังคงกวัดแกว่ง กระบวนท่ารับมือหวงชีเริ่มกระจัดกระจายสับสน ทรวงอกยิ่งเจ็บแปลบ หวังเพียงในถุงแพรก็มีกลยุทธ์เด็ดให้เขาจึงจะถูกต้อง

หญิงนางนั้นกลับส่ายหน้า ชูกกระดาษขาวแผ่นหนึ่งขึ้นอ่านอย่างเงอะงะเหมยเสียวเป่าถูกข้าช่วยไว้แล้ว จางเสี่ยวหรูรู้ว่าท่านกระทำชำเราหญิงสาว กระโดดบ่อน้ำหลังบ้าน แม่หม้ายแซ่เหอรู้ว่าที่แท้ท่านมีสตรีถึงสามคน ไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลาว่าการแล้วฮ่าๆๆเฉิงซีคังท่านมากตัณหาเยี่ยงชีวิต ก็จะถูกแม่ใจร้ายเลือดเต็ม…” นางอ่านอย่างเสียขวัญทำอะไรไม่ถูก สับสนอลหม่านสิ้น ถึงกับมีบางคำอ่านไม่ออก

แม่ใจร้ายเลือดเต็ม(เชิงอรรถในกระดาษเขียนว่า恶贯满盈ซึ่งแปลว่าถูกกรรมตามสนอง แต่นางคณิกาอ่านหนังสือไม่แตก จึงอ่านว่า恶母满血 ซึ่งเขียนคลับคล้ายกันและแปลว่า แม่ใจร้ายเลือดเต็ม)…” ฟางตัวปิ้งอดปล่อยหัวร่อพรวดไม่ได้

หวงชีอึ้งงันก่อน ยิ่งฟังยิ่งเดือดแค้นถึงขีดสุด ได้ยินถึงคำสุดท้ายว่าถูกกรรมตามสนองมือหนึ่งคว้าจับลำคอนางหญิงขายตัวด้อยปัญญา ริอ่านปั่นหัวข้า

ทันทีที่จิตใจเขาว้าวุ่น วิชาชักนำอาคมนั้นจึงสำแดงไม่ออก ฟางตัวปิ้งฮึกเหิมทันควัน หนึ่งกระบวนท่าขลุ่ยสั้นธารจันทร์พลิกหิมะแผ่เงากระบี่ผืนหนึ่งกวาดใส่แผ่นหลังหวงชี หวงชีร้องเฮอะเสียงหนึ่ง แขนเสื้อซ้ายสะบัดไปด้านหลัง มือขวาพลันคว้าจับลำคอหญิงนางนั้น

ฮั่วผิงชวนบัดนี้จี้จุดสื้อเสินชง อิ้นถัง อี้หมิง สือเซวียนต่อเนื่องกันสิบหกจุด(เชิงอรรถกระหม่อม 4 จุด หว่างคิ้ว 1 จุด ปลายติ่งหู 1 จุดและปลายสิบนิ้ว รวม 16 จุด) เห็นสถานการณ์ใคร่ขึ้นหน้าช่วยเหลือ มือหญิงนางนั้นยกขึ้น ปกป้องลำคอตนเอง ฮั่วผิงชวนเอะใจ นางผู้นี้ความเคลื่อนไหวฉับไวเสียงดังเพียะหนึ่ง  มือขวาหวงชีคว้าจับทับสองมือนางผู้นั้น กดทับอยู่บนลำคอของนาง!

ฮั่วผิงชวนแปลกพิกลในใจ  สายตาหวงชีบัดนี้ฉายแววที่มิใช่กระหยิ่มยิ้มย่อง แต่เป็นความตระหนกหวาดกลัวอันไม่อาจเอ่ยกล่าว พลั่กเสียงหนึ่ง ขลุ่ยสั้นของฟางตัวปิ้งกระหน่ำแผ่นหลังเขาอย่างจัง

หวงชีว้ากเสียงหนึ่งกระอักโลหิตพ่นใส่เต็มศีรษะเต็มร่างนางผู้นั้น ก่อนล้มกองไปกับพื้น

ฟางตัวปิ้งเก็บอาวุธกลับ จ้องมองสตรีที่ถูกหวงชีคว้าจับอย่างประหลาดใจ จ้องนานครึ่งค่อนขณะก่อนถอนหายใจข้าควรคิดออกแต่แรกแล้วว่าในสถานการณ์เช่นเมื่อครู่นั้น จะมีหญิงใดหาญกล้าแจ้นออกมาจากด้านในอ่านกลยุทธ์ถุงแพร เป็นเจ้าคนลวงโลกหลอกคนหลอกผีอันดับหนึ่งไร้เปรียบปานในโลกาจริงเสียด้วย!”

ฮั่วผิงชวนจ้องสตรีนางนั้นนานชั่วธูปหนึ่งดอก ถึงพ่นลมหายใจยาวเฮือกคุณชายหลี่ฉลาดหลักแหลมสมชื่ออย่างแท้จริง

สิบนิ้วสตรีนางนั้น เกี่ยวกระหวัดบนจุดซางหยาง เอ้อร์เจียน ซานเจียน เหอกู่ หยางซี เพียนลี่ เวินลิว เซี่ยเหลียน ซ่างเหลียน โส่วซานหลี่(เชิงอรรถเป็นจุดบนแขนท่อนล่าง ไล่จากจุดกลางปลายนิ้วข้อสุดท้ายขึ้นไปก่อนถึงข้อศอก)’ สิบจุด ทั้งสิบจุดนี้ถูกสกัด มือขวาของหวงชีเจ็บชา ย่อมทำร้ายนางมิได้แม้เพียงปลายเล็บ

เดิมนางคุกเข่าอยู่กับพื้น ขณะที่หวงชีกระโจนเข้ามา นางเอนตัวไปด้านหลัง กลายเป็นนอนตะแคงข้างกับพื้น ปลายขากระดกขึ้น เตะจุดอินหลิงเฉวียน’ (เท้าด้านในใต้เข่า) ของหวงชี จากนั้นหัวเข่างอตั้งขึ้นชนจุดตันเถียนตรงท้องน้อย ผนวกกับหนึ่งขลุ่ยฟาดหลังของฟางตัวปิ้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้หวงชีพลังฝีมือน่าตื่นตะลึงทั้งร่างชั่วแวบที่ประมาทศัตรู ก็ขยับเขยื้อนไม่ได้แล้ว

สตรีหน้าตาโปะเต็มด้วยแป้งท่วงท่าพิลึกกึกกือก็คือหลี่เหลียนฮวาที่เผ่นแบบไม่เห็นฝุ่นเข้าไปในหออี๋หง ยกแขนเสื้อขึ้นปาดเช็ดแป้งและรอยเลือดอย่างเชื่องช้า ทว่าเขายังคงตระหนกเสียขวัญเต็มหน้า ท่าทางยังคงตื่นกลัวข้าข้า…”

ฟางตัวปิ้งทิ้งตัวนั่งพื้น อ้าปากเหนื่อยหอบเจ้าอะไรเล่า! ฝีมือการกดจุดของเจ้าแฮ่กๆร้ายกาจมากเรียนมาจากที่ใด

เขารู้จักกับหลี่เหลียนฮวามาหกปีแล้ว เป็นครั้งแรกที่เห็นเขาลงมือจัดการศัตรู แม้กล่าวว่าความสำเร็จคราวนี้ล้วนเป็นเพราะหวงชีชะล่าใจ แต่สิบนิ้วกดสิบจุด หนึ่งเตะหนึ่งชน ความเคลื่อนไหวเป็นพรวนนี้ลื่นไหลดั่งเมฆลอยน้ำไหลจนแทบทำให้คนจับสังเกตไม่ออก นั่นมิใช่บังเอิญโชคดีเด็ดขาด!

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างจริงจังนี่คือปีกหงส์รุ้งผู้อาวุโสในอารามผุพังท่านหนึ่งสอนข้า…”

ฟางตัวปิ้งสะบัดแขนเสื้ออย่างเกียจคร้าน ไม่เชื่อโดยสิ้นเชิงหากข้าเชื่อเจ้า ข้าก็เป็นสุกร ไม่แน่เจ้าอาจตกเหวลงไปติดต้นไม้ ยอดฝีมือที่อยู่ในถ้ำสอนเจ้า

หลี่เหลียนฮวากระอักกระอ่วนเต็มหน้าจริงๆ…”

ฟางตัวปิ้งค้อนตากลับฝีมือถอนขนไก่ของเด็กเมื่อวานซืนแบบเจ้ายังคงไม่เลว น่าเสียดายกำลังภายในอ่อนด้อยเกินไป หากไม่ใช่คุณชายอย่างข้าซ้ำไปที่กลางหลังสักครั้ง เจ้าจับตัวเขาไว้ไม่ได้หรอก

หลี่เหลียนฮวาพยักหน้าเป็นเช่นนั้น เป็นเช่นนั้น

ฮั่วผิงชวนใช้โซ่กุญแจที่มีเฉพาะฝอปี่ไป๋สือใส่ตรวนหวงชีไว้

หยางชิวเยว่ร้องอาเสียงหนึ่งก่อนคืนสติ กอดซุนชุ่ยฮวาที่ไร้ซึ่งลมหายใจ สีหน้าซีดสลดถึงขีดสุด สายตาจ้องมองหลี่เหลียนฮวา

หลี่เหลียนฮวาถอนหายใจเอ่ยอ่อนโยนนางกินยาหยุดเลือดลม ภายในหนึ่งหรือสองวันจะเป็นดั่งคนตาย หากท่านไม่อยากให้นางตาย ก่อนที่นางจะฟื้น เชิญหมอดีมารักษาบาดแผลนางก่อน

ฟางตัวปิ้งปล่อยหัวร่อพรวด เกือบสำลักอากาศ กำลังคิดจะหัวเราะเยาะหมอเทวดาผู้ไม่ประสาเรื่องการแพทย์ กลับเห็นเขาเดินไปหยุดตรงหน้าหวงชีกะทันหันผู้อาวุโสเฉิน

หวงชีถูกฮั่วผิงชวนใส่ตรวน เคียดแค้นชิงชังหลี่เหลียนฮวาเข้ากระดูก เห็นเขาข้ามมาก็เพ้ยเสียงหนึ่ง เอาแต่ยิ้มเย็นชา

หลี่เหลียนฮวานั่งลงตรงหน้าหวงชี มองตรงสบตาศิษย์เอกอู่ตังท่านนี้ผู้อาวุโสได้รับแผนที่ซ่อนสมบัติของซีหลิงเมื่อสิบปีก่อน เข้าสู่วังใต้พิภพซีหลิง จากนั้นมีชีวิตรอดออกจากวังใต้พิภพ นับจากนั้นก็รั้งอยู่ในเมืองผู่ฉู ตอนนั้นท่านผู้อาวุโสอยู่ในวังใต้พิภพผ่านสิ่งใดมากันแน่

หวงชีจ้องเขาอย่างเย็นเยียบเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เจ้าจะไปรู้อันใดกัน จะฆ่าก็ฆ่า พูดมากไร้ประโยชน์

หลี่เหลียนฮวายิ้มมีเลศนัยเกี่ยวกับรมธูปเร้าราคะ?”

คิ้วของหวงชีเลิกโก่งขึ้น หลี่เหลียนฮวาเอ่ยช้าๆ อย่างสุภาพสิบกว่าปีก่อน ผู้อาวุโสอยู่ในวัยฉกรรจ์ พลังฝีมือรูปร่างหน้าตาล้วนเป็นที่กล่าวขวัญของผู้คน จู่ๆ นิสัยใจคอแปรเปลี่ยนอย่างมาก รั้งอยู่ในเมืองเล็กกันดารหาความสำราญจากนารี คาดว่าต้องมีเหตุผลแน่ด้วยรูปร่างหน้าตาพลังยุทธ์ของผู้อาวุโส แม้เป็นหญิงที่ชอบพอ ก็แทบไม่จำเป็นต้องใช้ธูปเร้าราคะเป็นเหยื่อล่อสตรีอย่างแม่นางเสี่ยวหรูที่รักท่านอย่างจริงใจก็มีไม่น้อย ตอนนั้นภายในซีหลิง ท่านได้…”เขาถอนหายใจเฮือกท่านได้…”

ท่านได้พบสตรีที่สวยงามเพริดแพร้วรมธูปเร้าราคะเต็มตัวหรือไม่หลี่เหลียนฮวาไม่ทันเอ่ยจบ ฟางตัวปิ้งเอ่ยเสริมให้ในใจทำร้ายท่านจนตบะสูญสิ้น จากศิษย์เอกอู่ตังกลายเป็นบุคคลเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน!’

ฮั่วผิงชวนทั้งกำลังฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ และกำลังไตร่ตรองด้วยตนเอง

หวงชีจ้องหลี่เหลียนฮวา พลันหัวร่อดังก้องฮ่าๆๆๆ เจ้าอยากรู้จริงหรือ

หลี่เหลียนฮวายังไม่ทันพยักหน้า ฟางตัวปิ้งพยักหน้าแทนเขาไปแล้วสิบครั้ง

มุมปากหวงชียังคงยิ้มอย่างเย็นชาเจ้าหนุ่ม เจ้าอยากรู้ข้าบอกเจ้าได้ไม่เป็นไร มีสตรีนางหนึ่งจริงภายในวังใต้พิภพซีหลิงวางกลไกเต็มไปหมดควบด้วยการวางค่ายปากว้าประตูพิสดาร หลังข้าเข้าไปเปิดประตูผีแล้ว หน้าประตูกวนอิมยืนอยู่ด้วยสตรีนางหนึ่ง ใต้เท้านางล้วนเป็นศพบุรุษที่ถูกนางกิน เศษซากแขนไหล่ขาดฉีก เลือดเนื้อเลอะเลือน…”

ฟางตัวปิ้งเพียงรู้สึกเย็นวาบจนขนลุกจากกลางหลังขึ้นมานางกินคน?”

หวงชีแหงนหน้าหัวร่อกังวานหลังนางถูกขังที่ประตูผี ไม่กินคน รึรอให้ผู้อื่นกินนาง? นางกำลังกินคน แต่ข้ากลับรู้สึกว่านางงดงามเป็นพิเศษไม่ นางเดิมก็งดงามเป็นพิเศษ งามจนกระทั่งข้าเชื่อว่าบุรุษพวกนั้นยอมตายเพื่อนาง ยอมตกเป็นอาหารของนางข้าช่วยนางออกมา ขังไว้ในบ้านชาวบ้านในเมือง จ้องมองนางทุกวี่วัน ขอเพียงมองนางสองสามแวบทุกวัน ต่อให้ถูกนางกินทั้งเป็น ข้าก็ยินยอม

หลี่เหลียนฮวาและฟางตัวปิ้งสบตากัน โดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งสองต่างคิดถึงโครงกระดูกขาวที่ให้ความรู้สึกเพริศแพร้วนิ่มนวลและตายไปหลายร้อยปีหลังประตูกวนอิมนั่น หากโครงกระดูกขาวนั้นฟื้นคืนชีพ ก็คงงดงามเพริศแพร้วมอมเมาผู้คนเช่นนี้

ดวงตาของฮั่วผิงชวนสว่างวาบขึ้น หวงชีเอ่ยถึงสตรีนางนี้เกือบทำให้เขาคิดถึงบางอย่าง ได้ยินเพียงหวงชีเอ่ยต่อไปข้าถือว่านางเป็นเซียน นางกลับคิดหนีออกจากที่นี่ นางคิดบีบให้ข้าลงวังใต้พิภพ บีบให้ข้าเปิดประตูกวนอิม นางอยากได้ลัญจกรและสมบัติของจักรพรรดิรัชกาลก่อนๆ แต่ข้าไม่ทำสิ่งใดทั้งสิ้น หากได้สิ่งของพวกนั้นแล้ว นางต้องออกไปจากที่นี่แน่นอน ดังนั้นคืนหนึ่งข้า…”

สองตาเขาพลันฉายแววประหลาด  เอ่ยพลางหัวร่อแสลงหูข้าใช้ยา ได้ตัวนาง…” เขาหัวร่อร่า พวกหลี่เหลียนฮวาฟางตัวปิ้งต่างขมวดคิ้วมุ่น ฮั่วผิงชวนหลุดปากถามสตรีนางนั้นต่อมามีจุดจบอย่างไร

นาง?” หวงชีหยุดหัวเราะกึก เอ่ยอย่างดุดันนางยังคงหลบหนีออกไป ต่อให้ข้าใช้โซ่เหล็กล่ามนางไว้ในห้อง นางยังคงหนีออกไปได้ สตรีเยี่ยงนางเช่นนั้น ขอเพียงมีบุรุษพบเห็นนาง ล้วนยอมตายเพื่อนาง…”

ฟางตัวปิ้งอ้าปากค้างมารดามันเถอะสตรีนางนี้เป็นนางปีศาจชัดๆ! นางบัดนี้ยังคงมีชีวิตหรือไม่

หวงชีเอ่ยเสียงเย็นนางแน่นอนยังมีชีวิตอยู่

หลี่เหลียนฮวาขมวดคิ้วถามสตรีจอมยุทธ์หญิงท่านนี้มีชื่อว่ากระไร

หวงชีหัวเราะเยาะคนในยุทธภพ ถึงกับยังมีคนไม่รู้ชื่อของนาง

ฮั่วผิงชวนในที่สุดเอ่ยเสียงขรึมสตรีที่ผู้อาวุโสเอ่ยถึง ใช่แซ่เจวี๋ยหรือไม่

“‘สาวงามหายนะเจวี๋ยลี่เฉียว ฟังว่าระยะนี้จัดตั้งพรรควัวม้าแกะอะไรสักอย่าง ทั้งยังเป็นประมุขด้วยหวงชีระเบิดหัวร่อพวกเจ้าควรพบนางสักครั้ง เจ้าหนุ่ม ข้าอยากเห็นสีหน้ายามพวกเจ้าเห็นนางเป็นครั้งแรกนัก ฮ่าๆๆๆ

ฟางตัวปิ้งร้องเสียงหลงพรรคอวี๋หลงหนิวหม่า?”

ฮั่วผิงชวนผงกศีรษะดูท่าเรื่องของซีหลิง ย่อมมิใช่จับกุมหวางอวี้จีและเฟิงฉือสองคนได้ก็จะยุติกวนอิมหลั่งน้ำตาที่หายไปไม่เห็นร่องรอยเม็ดนั้นฝ่าเท้าร่ายรำที่ไม่รู้ว่าเป็นของผู้ใดในป่าสน เจวี๋ยลี่เฉียวที่รอดชีวิตจากวังใต้พิภพ แม้ไม่รู้ว่าเกี่ยวพันกับเรื่องจักรพรรดิซีเฉิงและจักรพรรดิฟางจีแห่งรัชกาลก่อนๆ อย่างไร แต่ไม่ง่ายดายแน่

หลี่เหลียนฮาพยักหน้าเอ่ยพึมพำว่าเรื่องร้าย เรื่องร้าย

สองท่านฮั่วผิงชวนไตร่ตรองพักหนึ่ง ก่อนประสานมือคำนับหลี่เหลียนฮวาและฟางตัวปิ้งเรื่องราวเร่งด่วน เส้นสนกลในหมื่นพัน ข้าน้อยโง่เขลา เรื่องของซีหลิงต้องรีบรายงานนายท่านใหญ่และนายท่านรองให้รับรู้ ข้าจะนำคนกลับไปตอนนี้แล้ว

ฟางตัวปิ้งโบกมือถี่เนื่องไม่ส่งไม่ส่ง ท่านรีบนำคนไปเถิด ข้าแม้ชื่นชอบสาวงาม แต่ในชีวิตกลับรังเกียจโจรราคะที่สุด

หลี่เหลียนฮวาเห็นฟางตัวปิ้งพยักหน้า เขาก็พยักหน้าตาม ฟางตัวปิ้งโบกมือ เขาก็โบกมือตาม ไม่อีนังขังขอบไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่ ฮั่วผิงชวนจ้องเขาอย่างลึกล้ำแวบหนึ่ง กำหมัดเอ่ยอำลา คว้าจับหัวไหล่หวงชี ก้าวยาวเดินทางออกจากเมือง

เห็นฮั่วผิงชวนเดินจากไปไกลแล้ว หยางชิวเยว่ไม่พูดพล่ามทำเพลงอุ้มภรรยามุ่งไปยังบ้านหมอในเมือง หลี่เหลียนฮวาถึงได้อาเสียงหนึ่งก่อนรู้สึกตัวทุกคนล้วนไปแล้ว?”

ฟางตัวปิ้งเหล่มองเจ้าอาลัยอาวรณ์?”

หลี่เหลียนฮวาส่ายหน้า ฟางตัวปิ้งเฮอะเสียงหนึ่งเช่นนั้นเจ้าคิดอะไรอยู่

หลี่เหลียนฮวายิ้มอย่างครุ่นคิดข้ากำลังคิดว่า แม่นางเจวี๋ยลี่เฉียวผู้นั้น งดงามมากจริงเสียด้วย

ฟางตัวปิ้งตะลึงเจ้าเคยเห็น?”

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยเนิบนาบอืม…”

ฟางตัวปิ้งแหงนหน้าหัวร่อบ้างคลั่งวาจาที่หลี่เหลียนฮวาเอ่ย หากข้าเชื่อ ข้าก็เป็นสุกร!”

8

เก่งกาจการแพทย์

สิบกว่าวันให้หลัง

เขาชิงหยวน หมู่ตึกไป่ชวน

จี้ฮั่นฝอได้รับข่าวผลลัพธ์สุดท้ายเกี่ยวกับสุสานอีผิ่นซีหลิง หวางอวี้จี เฟิงฉือปลอมเป็นเก่อพานและทหารรักษาการณ์สุสาน วางแผนมิชอบคิดอาศัยแรงของฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวาเสาะหาลัญจกรหยกแห่งรัชกาลก่อนๆ ที่ถูกฝังในซีหลิง สองคนนี้ขณะส่งตัวกลับหมู่ตึกไป่ชวนถูกคนแย่งชิงตัว คนสำนักฝอปี่ไป๋สือสิบกว่าคนบาดเจ็บล้มตาย ลัญจกรหยกถูกทำลายในมือฮั่วผิงชวน ความลับของวังใต้พิภพซีหลิงรายงานขึ้นสู่ราชสำนัก

ฮั่วผิงชวนคุมตัวหวงชีกลับมาถึงสำนัก กำลังรายงานเรื่องสุสานอีผิ่นให้ปี่ชิวฟัง

ที่เมืองผู่ฉู ซุนชุ่ยฮวาภรรยาของหยางชิวเยว่เนื่องจากหลังบาดเจ็บแล้วอ่อนล้าจนเกินไป ทำให้เป็นไข้สูงจนเสียชีวิต ฟางตัวปิ้งบาดเจ็บ หลี่เหลียนฮวาปลอดภัยสบายดี

เก่อพานขณะเดินทางไปซีหลิงถูกลอบทำร้ายจนเสียชีวิต เมื่อฮั่วผิงชวนเดินทางไปถึง ปริศนาแห่งสุสานอีผิ่นได้รับการคลี่คลายแล้ว หลี่เหลียนฮวาในเรื่องนี้มีประโยชน์ใดกันแน่ ยังคงเลอะเลือนไม่แน่ชัด ทว่าผู้ที่แย่งชิงตัวหวางอวี้จีและเฟิงฉือเป็นผู้ใด ภายในใจจี้ฮั่นฝอกลับกระจ่างยิ่ง

ความสัมพันธ์ระหว่างหอดอกบัวและตี๋เฟยเซิงยังคงไม่กระจ่าง แต่ที่ทำให้ผู้คนสนใจมิใช่เพราะเรื่องพวกนี้

ทิศตะวันตกของหมู่ตึกไป่ชวนมีตึกเล็กหลังหนึ่งตั้งโดดเดี่ยว หน้าต่างสี่ด้านสูงมาก มุขหน้าต่างจัดวางไม้ดอกระย้า ต่างจากตึกอีกสามแห่งที่ไร้ซึ่งการประดับตกแต่งอยู่บ้าง ฮั่วผิงชวนเปลี่ยนมาสวมชุดสะอาดสะอ้าน ยกห่วงเหล็กหน้าประตูเคาะหลายครั้งอย่างเคารพนบนอบฮั่วผิงชวน

ภายในนั้นแว่วเสียงประกบปิดตำรา มีคนเอ่ยอย่างอบอุ่นว่าเข้ามาเถอะ

ฮั่วผิงชวนผลักประตูเข้าไป หลังประตูตั้งด้วยฉากบังตาเล็กๆ หนึ่งผืน หมู่ตึกไป่ชวนแม้ยากจนสมถะ ฉากบังตานี้กลับดำวาวเป็นเงา ด้านบนวาดภาพร้อยปักษาเข้าเฝ้าหงส์ ขอบฉากมีรอยบิ่นชำรุด น่าจะเป็นของเก่านานปี แต่ยังคงเห็นได้ชัดถึงความหรูหรางดงามในกาลก่อนได้ อ้อมผ่านฉากบังตา ตำรับตำราในห้องกองเป็นภูเขาเลากา บนเก้าอี้โต๊ะตั่งล้วนเป็นตำรา วางกองยุ่งเหยิงสะเปะสะปะถึงที่สุด แต่กลับเช็ดถูสะอาดเอี่ยม กลางกองตำรานั่งอยู่ด้วยคนผู้หนึ่ง เห็นฮั่วผิงชวนเข้ามาก็เงยหน้าเอ่ยฟังว่าเจ้าได้เห็นฝ่าเท้าร่ายรำ’?”

ฮั่วผิงชวนผงกศีรษะ นั่งบนกองตำรา พรรณนาเรื่องราวที่เขาได้พบได้ฟังในซีหลิง คนในห้องฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ บางครั้งเอ่ยซักบ้าง ฮั่วผิงชวนตอบไปอย่างละเอียด คนผู้นี้แซ่อวิ๋น นามปี่ชิว เป็นกุนซืออันดับหนึ่งข้างกายหลี่เซียงอี๋แห่งสำนักสื้อกู้ในตอนนั้น

ฟังฮั่วผิงชวนเล่าจนจบ เขาระบายลมหายใจยาว ยิ้มอย่างอบอุ่นอ่อนโยนยิ่งแต่ละยุคแห่งยุทธภพล้วนปรากฏยอดฝีมือดูท่าหลี่เหลียนฮวาผู้นี้มิใช่หมอเทวดาเพียงเท่านั้นสามารถจับกุมนักพรตหวงชีทั้งเป็นได้ เป็นเรื่องใหญ่มหัศจรรย์ยิ่งอย่างแท้จริง

อวิ๋นปี่ชิวขณะติดตามหลี่เซียงอี๋มีอายุเพียงยี่สิบสามปี ฉายาจูเก่อรูปงาม บัดนี้ผ่านไปสิบปี เป็นคนอายุเกินสามสิบปีแล้ว และพินิจดูเขาเองสวมชุดผ้าเนื้อหยาบรองเท้าฟาง จอนสองข้างแซมด้วยผมขาวเล็กน้อย แม้อุปนิสัยสุภาพอ่อนโยน กลับดูทรุดโทรมกว่าอายุจริง

ศิษย์เป็นกังวลก็คือ ผู้หยิบกวนอิมหลั่งน้ำตาไปและผู้ที่ยื่นมือช่วยเหลือคนในป่าสนแท้จริงแล้ว…” ฮั่วผิงชวนครุ่นคิดอึดใจหนึ่งแท้จริงแล้วเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่กันแน่

อวิ๋นปี่ชิวเอ่ยผู้ที่สำแดงฝ่าเท้าร่ายรำในป่าสนหากมีพลังฝีมือทำลายหินยักษ์หนักพันจิน เหตุใดสกัดจุดของเฟิงฉือไว้ได้ไม่นาน น่าจะไม่ใช่คนเดียวกัน

ฮั่วผิงชวนถอนหายใจภายในเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน ในพื้นที่เล็กอย่างซีหลิง ถึงกับปรากฏยอดฝีมือสองท่าน?”

อวิ๋นปี่ชิวยิ้มบาง เปลี่ยนหัวข้อเอ่ยว่าหวงชีพูดจริงหรือว่าเขาพบเจวี๋ยลี่เฉียวในซีหลิง

ฮั่วผิงชวนพยักหน้าเล่าลือว่าความงามของนางมอมเมาผู้คนได้

สีหน้าอวิ๋นปี่ชิวออกจะซีดเผือด กระแอมเบาๆ สองครั้งแค่กๆตอนนั้นข้ากับเจ้าสำนักเคยพบนางที่หอใหญ่พรรคจินยวนครั้งหนึ่ง นางก็แท้จริงแล้ว…” เขาชะงักไป ไม่รู้คิดถึงสิ่งอันใด ปิดปากไม่เอ่ยวาจา

ฮั่วผิงชวนเอ่ยถามอย่างห่วงใยโรคกลัวหนาวของนายท่านรองดีขึ้นบางหรือไม่

อวิ๋นปี่ชิวยิ้มเรียบๆ ในรอยยิ้มแฝงเววหัวเราะเยาะตนเองไม่เป็นไร ซีหลิงเรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็ก วันนี้ข้าเขียนสารสองฉบับ เจ้าช่วยข้าส่งให้จื่อเสียเจ้าสำนักอู่ตังและเจวี๋ยลี่เฉียวประมุขพรรคอวี๋หลงหนิวหม่า

ฮั่วผิงชวนรับคำขอรับ

อวิ๋นปี่ชิวเอ่ยเชื่องช้าแทนที่จะลองหยั่งเชิง มิสู้เชิญสองท่านมานั่งที่หมู่ตึกไป่ชวนสักครา หยางชิวเยว่และหวงชีแห่งอู่ตัง  บัณฑิตหยกเขียวหวางอวี้จีดาบบั่นศีรษะเฟิงฉือ และพรรคอวี๋หลงหนิวหม่าเกี่ยวข้องกับซีหลิงอย่างไรกันแน่ เมื่อถามก็รู้ได้

ฮั่วผิงชวนเคร่งขรึมนายท่านรองเอ่ยถูกต้อง คนแห่งฝอปี๋ไปสือไม่จำเป็นต้องวกไปวนมา ควรสอบถามโดยตรงจึงจะถูกต้อง

อวิ๋นปี่ชิวเผยรอยยิ้มในสำนักสื้อกู้ไม่ต้องเคร่งครัดพิธีรีตอง แม้เจ้านิสัยใจคอเช่นนี้แต่กำเนิด แต่วาจาคล้อยตามยังคงเอ่ยยิ่งน้อยยิ่งดี

ฮั่วผิงชวนคิดเอ่ยขอรับอย่างละอาย กลับไม่อาจเอ่ยขอรับพิอักพิอ่วนเต็มหน้า

หมอเทวดาหลี่เหลียนฮวาผู้นั้น ผิงชวนคิดว่าเป็นอย่างไรอวิ๋นปี่ชิวถาม

ฮั่วผิงชวนครุ่นคิดก่อนตอบผิงชวนมีบางอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก บางครั้งคลับคล้ายฉลาดปราดเปรื่อง บางครั้งดูเลอะเลือนอย่างมากพลังฝีมือเหมือนว่าย่ำแย่ที่สุด กลับเอาชนะศัตรูได้บ่อยครั้ง ขออภัยที่ผิงชวนโง่เขลา วินิจฉัยตื้นลึกหนาบางคนผู้นี้ไม่ได้

ดวงตาอวิ๋นปี่ชิวสว่างวาบเล็กน้อยเขาใช้อาวุธหรือไม่

ฮั่วผิงชวนส่ายหน้าไม่เคยพบเห็น

อวิ๋นปี่ชิวขมวดคิ้วมุ่น หลี่เหลียนฮวาต่างจากที่เขาเคยคาดคิดก่อนหน้า กระทั่งฮั่วผิงชวนก็มองไม่ออกนี่กลับเป็นเรื่องแปลกเจ้าดูพลังยุทธ์ออกหรือไม่ว่าเป็นสำนักใด

ฮั่วผิงชวนทบทวนความจำนานเนิ่นเหมือนไม่มีของสำนักพรรคใด เพียงแต่แม่นยำจุดปราณ แต่กำลังภายในย่ำแย่มาก

อวิ๋นปี่ชิวพยักหน้าเขาในเมื่อได้ชื่อว่าเก่งกาจทางการแพทย์ แม่นยำเรื่องจุดปราณก็สมเหตุสมผล

บัดนี้ ในห้องนอนแขกบ้านสกุลฟาง หลี่เหลียนฮวาซึ่งถูกจูเก่อรูปงามในตอนนั้นวินิจฉัยว่าเป็นผู้เก่งกาจทางการแพทย์กำลังเพ่งสมาธิจับชีพจรให้คนผู้หนึ่งใบหน้าแฝงรอยยิ้มจางๆ สุภาพเรียบร้อย ประหนึ่งว่ามั่นอกมั่นใจในการตรวจอาการโรคของผู้ที่มา

ฟางตัวปิ้งนั่งอยู่ข้างเขา พัดกระพือถ่านในเตาเคี่ยวยา มองน้าสาวคนเล็กของตนเองอย่างคับอกคับใจ

เหอเสี่ยวเฟิ่งสาวงามอันดับสามในยุทธจักรวางท่างดงามหยาดเยิ้มให้หลี่เหลียนฮวาจับชีพจร น้าเล็กที่อายุอ่อนกว่ามารดาเขาสิบปีเมื่อได้ฟังว่าเจ้าของหอดอกบัวลายมหามงคลมาถึง พลันก็เป็นโรคประหลาดเอ่ยว่าจะเป็นลมก็เป็นลมขึ้นมากะทันหัน แล้วสลบไปกับอกของหลี่เหลียนฮวา บัดนี้กำลังใช้สายตาฉ่ำเยิ้มจับจ้องมองใบหน้าหลี่เหลียนฮวา ฟางตัวปิ้งยังมองออกว่าในสายตานางฉายแววผิดหวังเสียใจสายหนึ่ง หมอเทวดาในตำนานผู้นี้แม้หน้าตาพอใช้ได้ กลับไม่หล่อเหลาสง่างามไร้เปรียบปานดั่งที่นางจินตนาการไว้

อาการของฮูหยินเหอ..แม่นางเหอ…” หลี่เหลียนฮวามองเหอเสี่ยวเฟิ่งอย่างอ่อนโยนไม่เป็นอันใดมาก เพียงดื่มยาก็จะดีเอง

ฟางตัวปิ้งผงกศีรษะถี่รัว เร่งออกแรงพัดเตาเคี่ยวยาขะมักเขม้น เขาแท้จริงแล้วไม่เข้าใจ แต่ไรมาน้าเล็กผู้โอ้อวดตนว่าฉลาดปราดเปรื่องถึงกับไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปรกติของศาสตร์การแพทย์ที่ยังไม่ทันจับชีพจรเสร็จก็มีคนเคี่ยวยารออยู่แล้วได้อย่างไรแถมตั้งอกตั้งใจพินิจพิเคราะห์หมอเทวดาผู้นั้น ไม่รู้ว่าคิดการอันใดอยู่ มองน้ำสมุนไพรสีดำเมื่อมบนเตาเคี่ยวยา เขาอดนึกถึงคำถามที่เขาถามหลี่เหลียนฮวาเมื่อไม่นานมานี้ขึ้นมามิได้

เหลียนฮวาเดนตาย เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าโดนวิชาจัญไรของหวงชีต้องกดจุดสื้อเสินชง อิ้นถัง อี้หมิงและสือเซวียน

อา…” หลี่เหลียนฮวาในตอนนั้นตอบอย่างขอไปทีข้าเหมือนเคยเห็นคนรักษาคนวิปลาสเช่นนั้น

ฟางตัวปิ้งอ้าปากค้าง หลี่เหลียนฮวาจ้องเขาอย่างจริงจัง เอ่ยอย่างจริงใจว่าข้าเห็นคนรักษาแบบนั้นจริงๆ…” เขายังไม่ทันเอ่ยจบ ฟางตัวปิ้งก็กุมขมับพึมพำข้าจะไม่ฟังเจ้าพูดแม้แต่คำเดียวอีกตลอดไป ไม่เชื่อวาจาที่เจ้าเอ่ยแม้แต่ครึ่งคำอีกต่อไป!”

จับจ้องน้ำยาที่ค่อยๆ เคี่ยวจนไหม้ต่อไป เขากำลังภาวนาในใจให้หลังจากน้าเล็กดื่มยาเหล่านี้ลงท้องไปแล้ว ภายในสองเดือนขอให้ลุกจากเตียงไหว และให้จดจำไว้ว่าสลบอยู่ในอ้อมอกหลี่เหลียนฮวาเป็นเรื่องอันตรายถึงเพียงใด

ตอนที่ 3 ชุดวิวาห์เลือด

ตอนที่ 2 สุสานอีผิ่น

น้ำค้างแข็งพลิ้วลมหิมะเหมันต์ปลิวละล่อง ต้นสนสูงลิ่วตระหง่าน

ที่นี่คือสุสานจักรพรรดิซีเฉิง จักรพรรดิรัชกาลก่อนๆยอดเขารัศมีห้าสิบลี้ถูกปรับภูมิลักษณะให้เป็นเป๋าติ่งทรงกลม(เชิงอรรถสุสานจักรพรรดิโบราณ ด้านบนวังใต้พิภพซึ่งเป็นส่วนที่ฝังพระศพ ใช้ก้อนอิฐก่อกำแพงและหลังคาทรงโค้งหรือทรงรี ด้านในอัดกระทุ้งด้วยดินเหลืองกำแพงล้อมเรียกว่าเป่าเฉิงหลังคาทรงโค้งเรียกว่าเป๋าติ่งที่เชิงเป๋าติ่งมักสร้างตำหนักใหญ่โตประจำสุสานไว้ด้วย) ปลูกต้นสนเป็นแถวแนวมีระเบียบ เชิงเป๋าติ่งนี้สร้างตำหนักอันโอฬาร ประวัติศาสตร์ขนานนามว่าซีหลิง(สุสานซี) ผู้คนในพื้นที่กว่าครึ่งเรียกขานว่าสุสานอีผิ่น(สุสานขั้นหนึ่ง) จักรพรรดิซีเฉิงเป็นจักรพรรดิธรรมดาสามัญ เมื่อครั้นครองราชย์มิได้ประกอบคุณูปการใด แต่ก็ไม่ปรากฏความผิดพลาดมหันต์แต่ประการใด สวรรคตมาร้อยกว่าปีนี้ ซีหลิงเงียบร้างไร้คนกล่าวขวัญถึงแม้กระทั่งบัณฑิตปราชญ์กวียังคิดมาที่นี่เพื่อรำลึกอาลัยน้อยมาก

ในรัศมีห้าสิบลี้แห่งซีหลิง จักรพรรดิองค์ปัจจุบันทิ้งกองทหารร้อยนายเฝ้ารักษาการณ์สุสาน เห็นเด่นชัดว่าไร้ซึ่งความจริงใจ ส่วนนายทหารรักษาการณ์ซีหลิงขึ้นชื่อลือชาเรื่องดื่มสุราก่อเรื่อง

อย่างไรเสีย เฝ้าคนตายที่ไม่อาจปีนออกมาจากสุสานได้อย่างเด็ดขาดคนหนึ่งช่างน่าเบื่อหน่ายเป็นที่ยิ่ง

จางชิงเหมาโซเซย่ำกองหิมะที่ตกมาสามสี่วัน ออกมาจากตำหนักซีหลิง หิ้วไหสุราสองใบฤดูหนาวอากาศหนาวเหน็บ เขาเล่นทายนับนิ้วแพ้ต้องออกไปซื้อสุรา ฉวยโอกาสซื้อเนื้อวัวเค็มสองจินกลับมากินแก้หนาว แม้ด้านนอกลมกระโชกหิมะกระหน่ำแต่เมื่อคิดว่าอีกอึดใจจะได้ดื่มสุรากินเนื้ออย่างสำราญ เขายังคงทำตัวกระปรี้กระเปร่า ยืดพุงอาด มุ่งไปยังเมืองผิงซานห่างจากซีหลิงไปยี่สิบลี้

วันนี้ขึ้นหนึ่งค่ำเดือนสิบสอง หิมะตกมาสี่วันแล้ว กองหิมะทับถมสูงท่วมเข่า เขาย่ำไประยะหนึ่งก่อนก่นด่า พลันสะดุดก้อนหินหกล้ม ยิ่งอดด่าประดาเพื่อนทหารหน้าตัวเมียที่เอาแต่หลบหนาวบนตำหนักซีหลิงอย่างแสบสันไม่ได้ ประหนึ่งว่าเขาถูกหลายคนนั้นถีบเข้าให้ก็ไม่ปาน กระทั่งเขาด่ากราดเกรี้ยวจนจิตใจเบิกบาน ขณะคลานลุกขึ้น พลันเห็นว่าในกองหิมะมีขาข้างหนึ่งโผล่ขึ้นมา

นั่นเป็นขาข้างหนึ่งที่คลับคล้ายหัวไชเท้า และออกจะคล้ายท่อนไม้ สิ่งเดียวที่ทำให้จางชิงเหมาแยกแยะได้ว่านั่นเป็นขาก็เพราะยังมีกางแกงและรองเท้าติดคาอยู่

ขาข้างนั้นสวมแพรดิ้นสีดำคุณภาพเยี่ยม เห็นเด่นชัดเป็นพิเศษในพื้นหิมะล้นออกจากหลุมที่เกิดจากการล้มกระแทกของจางชิงเหมา รองเท้าของขาข้างนั้นเป็นแบบส้นบางหน้านุ่ม ด้านบนปักลายศีรษะมนุษย์ไร้หน้าตา มีเพียงเส้นผมและลำคอ แปลกประหลาดเหลือแสน จางชิงเหมาก่อนกลายเป็นถังสุราก็เคยคลุกคลีในยุทธภพหลายปี เห็นรองเท้าข้างนั้น ก็อึ้งงันครึ่งค่อนวัน ค่อยกู่ร้องกังวานมือสังหารไร้หน้า!”

เจ้าของขาคล้ายหัวไชเท้าที่โผล่พ้นพื้นหิมะข้างนั้นมีชื่อว่ามู่หรงอู๋เหยียน(เชิงอรรถอู๋เหยียนแปลว่าไร้หน้า) ติดลำดับที่ยี่สิบแปดในอันดับคนประหลาดแห่งยุทธภพ เป็นมือสังหาร เป็นคนนอกด่านอายุอานามไม่แน่ชัด เรื่องสะเทือนเลือนลั่นที่สุดที่เขาเคยกระทำ คือลอบสังหารเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินไม่สำเร็จ แต่หลบหนีออกจากวัดเส้าหลินได้ครบส่วน และไม่มีผู้ใดเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา

1

ฝอปี่ไป๋สือ

สถานที่ตั้งของฝอปี่ไป๋สือ อยู่ด้านหลังบึงแห่งหนึ่งในเขาชิงหยวน เป็นหมู่ตึกขนาดเล็กชื่อว่าหมู่ตึกไป่ชวน’(ร้อยลำธาร) ได้ชื่อมาจากคำกล่าวว่ามหาสมุทรรับร้อยลำธาร ผสมผสานจึงยิ่งใหญ่ภายในไป่ชวนมีตึกรามสี่ห้าแห่ง อิฐเทากระเบื้องดำ หิมะทับถมหนาเกินนิ้ว

บุรุษอายุประมาณสี่สิบในชุดคลุมยาวสีครามมือไพล่หลังเพ่งมองไปทางลานบ้าน ด้านที่ตรงกันข้ามกับหน้าต่าง ภายในลานว่างเปล่าไร้สรรพสิ่ง มีเพียงอิฐเทามุมหนึ่ง ด้านบนกองเต็มด้วยหิมะขาวโพลน ทิ้งร่องรอยเบาบางละเอียดมิรู้ว่านกกระจอกใดเคยร่อนลงเกาะ ชายชุดครามคิ้วเข้มตาเฉียง รูปร่างสูงใหญ่ ยืนเบื้องหน้าหน้าต่าง ท่าทางมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวก็ไม่ปาน

เขาคือหัวหน้าแห่งฝอปี่ไป๋สือ แซ่จี้ นามว่าฮั่นฝอ

ฟังว่าระยะนี้สุสานอีผิ่นเกิดเรื่องใหญ่ด้านหลังจี้ฮั่นฝอมีคนเอ่ยมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างล้วนตายอยู่ที่นั่น ข้าตรวจสอบบันทึกหลายปีมานี้ของสุสานอีผิ่น เริ่มจากสามสิบปีก่อน ที่สูญหายไปที่นั่นนับรวมได้สิบเอ็ดคน ในบรรดานั้นเจ็ดคนล้วนมีวิทยายุทธ์ไม่เลว

หากนับมู่หรงอู๋เหยียนเป็นยอดฝีมือสูงสุดจี้ฮั่นฝอเอ่ยเสียงเย็นคนผู้นี้พลังฝีมือไม่เป็นรองเจ้าและข้า

ผู้ที่อยู่ด้านหลังจี้ฮั่นฝอสวมชุดสำลีอวบอ้วนทั้งร่าง หน้ากลมปากอิ่ม น้ำหนักอย่างน้อยสองร้อยจินขึ้นไป รูปร่างกลับไม่สูง กลมปุกดังเป็ดอ้วน เป็นไป๋เอ๋อ”(เป็ดขาว) ไป๋เจียงฉุนครานี้ที่โผล่ขึ้นมาพร้อมมู่หรงอู๋เหยียนที่สุสานอีผิ่นในสวนสน ยังมีซากศพของวัชระกระดูกเหล็กอู๋กว่าง ทั้งสองคนล้วนเหมือนกัน ลำตัวด้านบนผอมแห้งดั่งท่อนฟืน ช่วงล่างบวมเป่ง ทั้งร่างไร้ร่องรอยบาดเจ็บ

อืมจี้ฮั่นฝอรับคำเสียงจางคราหนึ่งปี่ชิวส่งคนตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว ไม่นานน่าจะได้ข่าว

ไป๋เจียงฉุนยิ้มตาหยีปี่ชิวเจ้านี่นับตั้งแต่เจ้าสำนักจากไป คำนวณแล้วมีสิบปีไม่ได้ออกประตูเขาสวมเสื้อกันหนาวบุฝ้ายตัวใหญ่ กลับถือพัดใบกกโบกพัดกวักลมเหมือนเจ้าทำมือขวาตนเองพิการอย่างไรอย่างนั้น คนก็ตายไปแล้ว พวกเจ้ารู้สึกไม่สบายใจไปมีประโยชน์อันใด

เจ้าคิดตก แล้วเหตุใดเจ้าต้องกางแผนที่เกาะทะเลตงไห่(บูรพาสมุทร)ไว้ในห้องด้วยเล่า อีกทั้งยังแอบส่งคนไปเสาะหาจี้ฮั่นฝอเอ่ยชืดชา

ไป๋เจียงฉุนเฮอะครั้งหนึ่ง เปลี่ยนหัวข้อปี่ชิวเป็นตายก็ไม่ยอมออกประตู ประดาลูกน้องลูกศิษย์ของเขาเหล่านั้นโง่เขลาเป็นกำลัง ข้าพอดีมีเรื่องไปอวิ๋นหนาน เจ้ากับเจ้าสี่ในมือก็ยังมีธุระ เรื่องสุสานอีผิ่นก็เป็นเรื่องใหญ่ เจ้าวางแผนจะทำอย่างไร

เรื่องสุสานอีผิ่น ปี่ชิวไหว้วานสกุลฟางแล้วสายตาจี้ฮั่นฝอเคลื่อนผ่านแสงสีที่มิอาจมองเห็นได้สายหนึ่งเขาแม้ตัวไม่ออกจากประตู แต่กระทำการงานยังคงเหมาะสมเรียบร้อย

ดวงตาเล็กที่ถูกไขมันบีบอัดชิดกันของไป๋เจียงฉุนส่องประกายวิบวับมอบให้ฟางตัวปิ้ง?”

จี้ฮั่นฝอพยักหน้า

เป้าหมาย?” ดวงตาของไป๋เจียงฉุนทั้งเฉียบคมทั้งสว่างวาบ

จี้ฮั่นฝออมพะนำครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเชื่องช้าหลี่เหลียนฮวา

ไป๋เจียงฉุนตบพัดใบกกดังปังกับโต๊ะหลี่เหลียนฮวา อายุไม่แน่ชัด ภูมิหลังไม่แน่นอน รูปลักษณ์ไม่กระจ่าง หกปีก่อนออกสู่ยุทธภพ เป็นหมอเทวดาอันดับหนึ่งในยุทธจักร มีหอดอกบัวลายมหามงคลหลังหนึ่ง สร้างอย่างวิจิตรประณีต ใช้วัวม้าลากเคลื่อนที่ได้ ฝีมือทางการแพทย์ดั่งเทพเซียน เคยชุบชีวิตซือเหวินเจวี๋ยและเฮ่อหลันเถี่ยจากความตาย ไม่นานมานี้ร่วมมือกับสายตรวจฟ้าเป็นธรรม บุปผาฟ้าเป็นธรรมคลี่คลายคดีหน้าต่างมรกตมีภูตผีสังหารผู้คน มิทราบคนผู้นั้นในคดีนี้เกิดประโยชน์อันใด

ไป๋เอ๋อไป๋เจียงฉุนรับผิดชอบเรื่องเส้นสายกำลังคนของฝอปี่ไป๋สือ ขอเพียงมีชื่อในยุทธภพ เกินครึ่งล้วนรู้จักเล็กน้อย หากเป็นคนดัง เขายิ่งนับราวสมบัติล้ำค่าในชานเรือน

จี้ฮั่นฝอเอ่ยคนผู้นี้และเจ้าสำนักไม่แม้แต่จะเกี่ยวข้องกัน เพียงทว่าหอดอกบัวนั่น…” เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงหนักเจ้ายังจำได้หรือไม่ ปีนั้นเจ้าข้าโจมตีเข้าใจกลางพรรคจินยวน หน้าเรือนนอนของตี๋เฟยเซิง มีแท่นบูชาพระพุทธหลังหนึ่ง

ไป๋เจียงฉุนพยักหน้าข้ายังจำได้ว่าตอนพวกเราฝ่าเข้าไป แท่นบูชานั้นยังมีธูปจุดอยู่ ทว่าตี๋เฟยเฟิงไม่อยู่เสียแล้ว

ลวดลายสลักเสลาบนแท่นบูชานั้นเป็นฝีมือแกะสลักของปรมาจารย์จินเซี่ยง จินเซี่ยงมาจากเทียนจู๋(เชิงอรรถชื่อเรียกอินเดียในสมัยโบราณของจีน) เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกและการแกะสลัก ลวดลายบนแท่นบูชานั้นเป็นที่เคารพเลื่อมใสของปี่ชิวมากจี้ฮั่นฝอเอ่ยลวดลายบนหอดอกบัวคล้ายคลึงแท่นบูชาหลังนั้นเหลือเกิน ดั่งออกจากพิมพ์เดียวกัน

เจ้าและปี่ชิวสงสัยว่าหลี่เหลียนฮวาเป็นสมุนของพรรคจินยวน?” ไป๋เจียงฉุนครุ่นคิดอย่างละเอียดคนผู้นี้ควรค่าแก่การทดสอบ

หากหอดอกบัวเป็นวัตถุของพรรคจินยวนจริง เช่นนั้นหลี่เหลียนฮวาย่อมเกี่ยวพันกับตี๋เฟยเซิงจี้ฮั่นฝอเอ่ยเสียงจางตี๋เฟยเซิงและเจ้าสำนักหายสาบสูญไปทั้งคู่ ตี๋เฟยเซิงหากยังไม่ตาย เจ้าสำนักก็น่าจะไม่เป็นกระไรจึงจะถูก

ไป๋เจียงฉุนไม่ตอบคำถาม ผ่านไปเนิ่นนาน พ่นลมหายใจสองสายออกจากรูจมูกอวบอูมปี่ชิวใช้ผู้ใดไปซีหลิง

เก่อพาน

เก่อพานเป็นศิษย์ของปี่ชิวที่มีความสามารถมากที่สุด  ถึงขั้นฝีมือในการลงบัญชีคิดบัญชีของเขาในฝอปี่ไป๋สือ นับได้ว่าโดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง อายุยี่สิบบวกห้า เข้าร่วมฝอปี่ไป๋สือเต็มสิบปีพอดี หลี่เซียงอี๋หายตัวไปไม่นาน เขาก็ถูกปี่ชิวรับไว้เป็นศิษย์ เรื่องที่เก่อพานเสียดายที่สุดในชีวิตก็คือไม่เคยเห็นหลี่เซียงอี๋ด้วยตาตนเอง เจ้าสำนักสื้อกู้หลี่เซียงอี๋ได้ชื่อว่าหล่อเหลาไร้ที่ติ มือหนึ่งพกมหากระบี่เซียงอี๋กระฉ่อนนามสะท้านยุทธภพนิสัยเย็นชาโอหังสันโดษเอาแต่ใจ สติปัญญาเลิศล้ำ เขาอายุสิบเจ็ดปีก่อตั้งสำนักสื้อกู้ อายุสิบแปดชื่อก้องเขตคาม ภายในสำนักสื้อกู้ยอดคนแออัด เขาทำให้บุคคลเยี่ยงจี้ฮั่นฝอ ไป๋เจียงฉุนก้มหน้าฟังคำสั่ง ภักดีต่อเขาราวเทพเจ้า เป็นบุคคลเช่นใดกันแน่ อาศัยเพียงเท่านี้ก็พอจินตนาการได้บ้าง เก่อพานมักเสียดายที่เกิดมาช้า ไม่เคยประจักษ์ความงามสง่าของหลี่เซียงอี๋กับตา

เที่ยวนี้ร่วมมือกับสกุลฟางมุ่งหน้าไปยังสุสานอีผิ่น เก่อพานรู้สึกตื่นเต้นต่อภารกิจของตนเองสิบปีมานี้น้อยครั้งเพราะภารกิจกระตุ้นจิตใจเขาได้  แต่คราวนี้ไปหยั่งเชิงว่าหลี่เหลียนฮวาเป็นคนของพรรคจินยวนหรือไม่ เขากลับอารมณ์ฮึกเหิมคึกคักขึ้น เขาม้าเร็วเพิ่มแส้ หลังเที่ยงก็คงถึงสถานที่ที่ฟางตัวปิ้งระบุในจดหมายโรงเตี๊ยมเสี่ยวเยว่(จันทราฟ้าสาง)

อาชาฝีเท้าดีควบเร็วดั่งดาวตก แฉลบผ่านเส้นทางหุบเขา

ขณะเลี้ยวตรงทางโค้ง พลันมีน้ำสาดบนกองหิมะข้างเส้นทางหุบเขา เก่อพานราวกับสะดุดบางอย่าง ม้าตัวนั้นซวนเซคราหนึ่ง ก่อนห้อตะบึงต่อไป

2

หนทางอยู่หนใด

ฟางตัวปิ้งนั่งอยู่ภายในโรงเตี๊ยมอย่างกลัดกลุ้มมองหลี่เหลียนฮวาเดินไปเดินมา คนผู้นี้อุ้มลูกชายของเถ้าแก่เนี้ยโรงเตี๊ยมเสี่ยวเยว่เดินกลับไปกลับมาในห้องเนิ่นนานแล้ว ทันทีที่เขาหยุดเดิน หนูน้อยนั่นก็แผดร้องเสียงดังราวหมาป่าโหยหวน

นี่ลูกของเจ้า?”

ไม่ใช่หลี่เหลียนฮวาอุ้มเด็กน้อยที่หน้าตาไม่น่ารักเสียเท่าไร ลูบหัวเขาแผ่วเบา

ไม่ใช่ลูกเจ้าเจ้าปลอบเขาทำไมฟางตัวปิ้งโมโหแทบคลั่งเพราะหลี่เหลียนฮวาอยู่รอมร่อข้านั่งในนี้ได้นานหนึ่งชั่วยามแล้ว คุณชายเยี่ยงข้าภารกิจรัดตัว จัดการธุระวันละนับหมื่น ถ่อไกลพันลี้มาหาเจ้าในสถานที่เล็กจ้อยเช่นนี้ เจ้าถึงกับปลอบลูกคนอื่นต่อหน้าข้าถึงหนึ่งชั่วยามแล้ว

ชุ่ยฮวาออกไปภายนอกแล้วหลี่เหลียนฮวาชี้ไปนอกประตูนางไปซื้อซีอิ๊ว ลูกชายไร้คนดูแล

โลกนี้ยังมีลูกชายของแม่หม้ายอีกมากไร้คนดูแล เจ้ามิสู้แต่งแต่ละนางกลับบ้านให้รู้แล้วรู้รอด!” ฟางตัวปิ้งถลึงลูกตา กำปั้นหนึ่งทุบโครมบนโต๊ะอย่างดุดันข้าบอกเจ้าให้ฝอปี่ไป๋สือ ไหว้วานคุณชายเยี่ยงข้าให้กระทำเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เกี่ยวกับวัชระกระดูกเหล็กอู๋กว่างและมือสังหารไร้หน้ามู่หรงอู๋เหยียน  หากเจ้าไม่ตามข้าไปตรวจสอบหาคนร้าย ข้าจะสังหารเจ้าทันที!” เขาจ้องหลี่เหลียนฮวาอย่างข่มขู่เจ้าไปไม่ไป? ไม่ไปข้าจะสังหารเจ้าทันที!”

อู๋กว่างตายเป็นด้วย?” หลี่เหลียนฮวาสะดุ้งโหยงมู่หรงอู๋เหยียนก็ตายเป็นด้วย?”

กระทั่งหลี่เซียงอี๋และตี๋เฟยเซิงยังตายเป็น สองคนนี้นับประสาอันใดฟางตัวปิ้งมองเด็กในอ้อมกอดหลี่เหลียนฮวาอย่างเหลืออด ตบโต๊ะตวาดเจ้าจะอุ้มลูกคนอื่นไปถึงเมื่อใดกันแน่

แกร็กเสียงหนึ่ง เป็นเสียงประตูเปิดและงับเข้า นอกประตูแว่วเสียงพิอักพิอ่วนของชายหนุ่มผู้หนึ่งข้าน้อยเก่อพาน ศิษย์สำนักฝอปี่ไป๋สือเขาเห็นเด่นชัดว่าหลังเปิดประตูได้ยินเสียงตวาดของฟางตัวปิ้ง สะดุ้งตกใจ มือสั่นงับปิดประตูแทบไม่ทัน

ฟางตัวปิ้งรีบจัดแจงเสื้อผ้าเข้าที่ วันนี้เขามิได้พกกระบี่ที่ถูกเขาตั้งชื่อว่าเสนาะวจนะเล่มนั้นมาด้วย ผุดรอยยิ้มสุภาพเรียบร้อยแค่กๆ เชิญเข้ามา ข้าน้อยฟางตัวปิ้ง

เก่อพานผลักเปิดประตูเข้ามา เขาสวมชุดชิงซาน(เชิงอรรถชุดที่ปัญญาชนสวมใส่)ผ้าแพรตามสมัยนิยม เท้าสวมรองเท้ายาวพื้นบาง ยิ้มอย่างอัธยาศัยดีเมื่อเทียบกับบุรุษหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาเก่อพานคารวะคุณชายฟาง คุณชายหลี่เขากำหมัดคารวะฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวา เห็นเด่นชัดว่าชะงักงันเมื่อเห็นหลี่เหลียนฮวาอุ้มทารก ทว่าคืนสติกลับมารวดเร็ว ทำเป็นไม่เห็น

สถานการณ์สุสานอีผิ่นเป็นอย่างไรสองมือฟางตัวปิ้งวางพาดเท้าแขนเก้าอี้ตอนปี่ชิวส่งข่าวให้ข้านั้น เอ่ยเพียงอู๋กว่างและมู่หรงอู๋เหยียนตายที่สุสานอีผิ่น รายละเอียดอื่นเอ่ยว่ารอท่านมาถึงค่อยสนทนาโดยละเอียด เรื่องเป็นอย่างไรกันแน่

เก่อพานประสานมือคำนับต่อหน้าโต๊ะฟางตัวปิ้งก่อนเอ่ยข่าวที่อาจารย์ได้รับก็ไม่แม่นยำนัก จากสถานการณ์ที่อาจารย์อาเอ๋อได้รับ ทั้งคู่ลำตัวช่วงบนผอมตอบ ช่วงล่างท้องบวมเป่ง ทั้งไร้บาดแผล ศพอยู่ในป่าสนห่างจากสุสานอีผิ่นไปสิบลี้ ทั้งคู่อยู่ห่างกันสิบห้าจั้ง ท่าทางแปลกพิสดารยิ่งนัก ผู้พบศพมีชื่อว่าจางชิงเหมา เดิมเป็นศิษย์เส้าหลิน มู่หรงอู๋เหยียนตายที่ซีหลิง เรื่องนี้แม้ไม่เกี่ยวกับทหารรักษาการณ์สุสาน แต่ในยุทธภพกลับเป็นเรื่องใหญ่ อาจารย์อาเอ๋อตรวจสอบข้อมูลได้ว่านี่มิใช่เรื่องแรกที่เกิดขึ้นที่ซีหลิง สามสิบปีมานี้ มีสิบเอ็ดคนหายตัวไปที่ซีหลิง ในบรรดานั้นไม่ขาดมือดี

ซีหลิงอยู่ด้านหลังฟางตัวปิ้งพ่นเสียงเฮอะออกมาจากจมูกครั้งหนึ่งขึ้นไปดูก็รู้แล้ว เพียงแต่ยังต้องรอ…”

เก่อพานถามแปลกใจรออะไร

ฟางตัวปิ้งเฮอะอีกเสียงรอเถ้าแก่เนี้ยกลับมา

รอเถ้าแก่เนี้ยกลับมา?” เก่อพานกระแอมเบาๆ เสียงหนึ่ง ไม่อาจเข้าใจได้

ฟางตัวปิ้งจ้องหลี่เหลียนฮวาอย่างเคืองขุ่น หลี่เหลียนฮวาแววขออภัยเต็มหน้าจ้องมองเขาข้าไม่รู้ว่าชุ่ยฮวาไปซื้อซีอิ๊วได้นานขนาดนี้

หลังจากปี่ชิวไหว้วานเรื่องสุสานอีผิ่นแก่สกุลฟางแล้ว สกุลฟางให้ความสำคัญกับการไหว้วานของฝอปี่ไป๋สือยิ่งนัก กำชับกำชาฟางตัวปิ้งหลายครั้งหลายคราให้ปฏิบัติภารกิจอย่างระมัดระวัง ตรวจสอบเรื่องนี้โดยละเอียด

ส่วนฟางตัวปิ้งต้องลากหลี่เหลียนฮวาไปปฏิบัติภารกิจพร้อมกันให้ได้ เขาประโคมโอ่ว่าตนเองฉลาดปราดเปรื่อง ย่อมรู้ดีว่าคนเช่นไรใช้การได้ดีที่สุดในตอนไหน

เก่อพานมองประเมินหมอเทวดาแห่งยุทธภพผู้ที่หลังครึ่งอึดใจในที่สุดก็ยอมเปิดปากเสียที รู้สึกเพียงผู้ที่เห็นความสำคัญต่อเรื่องเถ้าแก่เนี้ยซื้อซีอิ๊วมากกว่าตรวจสอบการตายของมู่หรงอู๋เหยียนกลับพบเห็นได้น้อย

พวกเขารออีกครึ่งชั่วยามไม่อาจรอจนซุนชุ่ยฮวาเถ้าแก่เนี้ยของโรงเตี๊ยมกลับมา สุดท้ายหลี่เหลียนฮวาได้แต่นำเด็กไปฝากไว้กับแม่เล้าแห่งหออี๋หง(แดงสราญ)ซึ่งอยู่ข้างๆ

เมื่อกลับมาถึงโรงเตี๊ยม อีกสองคนล้วนรอจนกระวนกระวายใจนักแล้ว ด้วยความรวดเร็วทั้งสามมุ่งไปยังซีหลิง

เมื่อปีนขึ้นซีหลิงก็เป็นยามค่ำแล้ว สี่ทิศยากเห็นร่องรอยผู้คนย่ำกราย ที่นี่เป็นสถานที่ต้องห้ามแห่งราชวงศ์ ทหารประจำการไม่เกินร้อยคน ชาวบ้านทั่วไปน้อยมากย่ำกรายเข้าเขตซีหลิง สถานที่ใกล้ซีหลิงล้วนเป็นต้นสน แทบไม่มีสัตว์ป่าปรากฏหลบซ่อน เป็นแดนตายที่เรียบร้อยสะอาดผืนหนึ่ง รอยเท้าของทั้งสามคดเคี้ยวเป็นเส้น ชัดกระจ่างต่างจากปรกติ บนพื้นหิมะทับถมเช่นนี้ ขอเพียงไม่มีหิมะตกหนัก อากาศมิได้แปรเป็นอบอุ่น รอยเท้าภายในหลายวันย่อมชัดกระจ่างดั่งใหม่

ในป่าไม้ไม่ไกลเบื้องหน้ามีแสงไฟวับแวม ทั้งสามยังมิทันเข้าใกล้ ได้ยินภายในป่าไม้มีเสียงคนตะโกนขึ้นแล้ว เอ่ยว่าเป็นทหารรักษาการณ์ของราชสำนัก ให้ผู้ได้ยินรีบจรลี หลังเก่อพานแสดงตนว่าเป็นศิษย์ฝอปี่ไป๋สือแล้ว ภายในป่าไม้ปรากฏหลายคนถือคบไฟออกมา ออกตัวว่าเป็นศิษย์สำนักเส้าหลินอู่ตัง รอฝอปี่ไป๋สือหลายเพลาแล้ว

ผู้ถือคบไฟในป่ารวมมีห้าคน ในบรรดานั้นที่อวบอ้วนคือจางชิงเหมาสี่คนที่เหลือเป็นศิษย์ฆราวาสของเส้าหลินสองคนเป็นฝาแฝดแซ่จาง ชื่อจางชิ่งหู่และจางชิ่งซือ ทั้งคู่หน้าตาคลับคล้ายกันยิ่ง เพียงทว่าแก้มของจางชิ่งหู่มีไฝดำ จางชิ่งซือกลับไม่มี จางชิ่งหู่เชี่ยวชาญการใช้สิบแปดพลองเส้าหลิน จางชิ่งซือชำนาญฝ่ามืออรหันต์

อีกสองคนเป็นศิษย์อู่ตัง หนึ่งชื่อว่าหยางชิวเยว่ อีกหนึ่งชื่อกู่เฟิงซิน ทั้งหลายคนเฝ้าศพมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างได้หลายวันแล้ว อย่างไรเสียก็ถือกำเนิดจากยุทธภพ รู้ลึกซึ้งว่าการตายของสองคนนี้ต่างจากการตายของผู้อื่น เรื่องนี้หากจัดการไม่ดี เกรงเพียงบรรดาญาติสนิทมิตรสหายคนร่วมตระกูลและอาจารย์ของสองคนนี้ล้วนเร่งรุดขึ้นเขามาเอาเรื่อง ถึงตอนนั้นทหารรักษาการณ์ร้อยคนมีประโยชน์อันใด ไยมิใช่มีเพียงยืดคอรอให้เชือด

ศิษย์ร่วมสำนักแซ่จางทั้งสามเฝ้าซากศพมู่หรงอู๋เหยียน หยางชิวเยว่และกู่เฟิงซินเฝ้าซากศพของอู๋กว่าง สายตาเห็นว่าคนที่รอมาถึงแล้ว ล้วนฉายแววยินดีบนใบหน้า

ฟางตัวปิ้งมองศพสองซากนั้นแวบหนึ่ง สองคนนี้ก่อนตายแม้มิใช่คนอ้วนอย่างน้อยก็กำยำล่ำสัน บัดนี้กลับกลายเป็นลักษณะประหลาดพิสดารช่วงบนแห้งตอบช่วงล่างท้องมาร อดถอนใจออกมามิได้นี่มันอันใดกันแน่ ถูกพิษหรือโดนอาคม?”

เก่อพานพลิกตรวจซากศพอู๋กว่างอย่างคล่องแคล่วครั้งหนึ่ง เอ่ยว่าแปลกประหลาด ทั้งสองคนนี้หิวตาย?”

หิวตาย?” ฟางตัวปิ้งตะลึงงัน เขามองออกว่าหมอเทวดาข้างกายก็สะดุ้งโหยงเช่นกันเป็นไปได้อย่างไร ทั้งสองคนต่างไม่ยากจน จะหิวตายได้อย่างไร

คนหิวตายในที่ชื้นแฉะ จะเป็นลักษณะเช่นนี้เก่อพานเอ่ยคุณชายหลี่น่าจะกระจ่างยิ่ง ข้าเดิมยังคิดว่าพวกเขาได้รับบาดเจ็บจากของมีพิษ เป็นเหตุให้แห้งตอบและท้องบวมเป่ง บัดนี้ดูแล้วเป็นเพราะหิวตายอย่างแน่นอนเขาเงยหน้ามองหลี่เหลียนฮวาอย่างนบนอบมิทราบความคิดเห็นต่ำต้อยของข้าน้อย มีที่ผิดหรือไม่

หลี่เหลียนฮวาอึ้งงัน ยิ้มบางไม่ผิด

ฟางตัวปิ้งแค่นเสียงหึหึอยู่ด้านข้าง ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

แปลกประหลาด ในที่รกร้างว่างเปล่า สองยอดยุทธ์แห่งยุคถึงกับหิวตายได้ดูท่าพวกเขาหาใช่ตายที่นี่เก่อพานฉงนสงสัยยิ่ง ชะเง้อชะแง้สี่ทิศ เดินไปยังชายป่าจดจ้องไปทางซีหลิงเว้นเสียแต่เพียงมีคนขังพวกเขาในที่ที่ไม่มีอาหารและน้ำดื่ม หรือว่าจะเป็น…”

ฟางตัวปิ้งเอ่ยแทรกซีหลิง?”

เก่อพานพยักหน้าในรัศมีห้าสิบลี้ นอกจากซีหลิง เกรงว่าไม่มีสถานที่อื่นใดสามารถดึงดูดสองยอดฝีมือนี้ได้

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยแทรกเช่นนั้นพวกเขามาที่นี่ได้อย่างไร

ฟางตัวปิ้งและเก่อพานต่างอึ้งงัน ซีหลิงห่างจากที่นี่ไกลสิบลี้ แม้รอบซากศพมากมีด้วยรอยเท้า กลับเป็นรอยเท้าหนักลึกของทหารรักษาการณ์ มิใช่มู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างทิ้งไว้เด็ดขาด

ฟางตัวปิ้งสมองหมุนเร็วรี่หรือว่ารอยเท้ายามพวกเขาออกมาถูกพวกจางชิงเหมาเหยียบกลบไปแล้ว

หลี่เหลียนฮวาคล้ายไม่ได้ยินคำสงสัยของฟางตัวปิ้ง กลับเงยหน้ามองต้นสนข้างกายต้นหนึ่งเงียบเชียบ ฟางตัวปิ้งมองไล่ไปตามสายตาเขา หัวสมองหมุนแล่น ตระหนักโดยพลันข้าเข้าใจแล้ว! ในเมื่อสองคนนี้ไม่ได้ตายที่นี่ แน่นอนย่อมไม่มีรอยเท้า ที่พวกเขามาอยู่ที่นี่ เนื่องเพราะทางออกเป็นมูลเหตุ

เก่อพานถามอย่างแปลกใจทางออกเป็นมูลเหตุ? หมายความว่าอะไร

ฟางตัวปิ้งชี้ไปยังต้นสนต้นนั้นท่านดู

เก่อพานเพ่งสายตามองไป หิมะทับถมกองหนึ่งตรงซอกกิ่งก้านขนาดยักษ์ของต้นสนมีรอยยุบเล็กน้อย ทิ้งรอยเท้าเห็นได้ชัดหนึ่งรอย

จุดพักเท้า?”

ฟางตัวปิ้งพยักหน้าสนต้นนี้อยู่ระหว่างศพของมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่าง พวกเขาอยู่ห่างกันสิบห้าจั้ง สนต้นนี้เป็นจุดกึ่งกลางพอดิบพอดี มู่หรงอู๋เหยียนอยู่ที่ห่างจากต้นนี้ไปแปดจั้ง

เก่อพานมองปราดโดยรอบ ตื่นตัวเฉียบพลันที่แท้แบบนี้ ยอดเขานี้ต้นสนแม้มีมาก กลับไม่เชื่อมต่อ มิน่าสองคนนี้ห่างกันสิบห้าจั้ง สายตาคุณชายฟางดุจคบเพลิง เก่อพานเลื่อมใสยิ่งนักหลังคอฟางตัวปิ้งผุดเหงื่อเย็นวาบมากมาย ยิ้มแห้งคราหนึ่ง จ้องหลี่เหลียนฮวาแวบหนึ่ง หลี่เหลียนฮวากลับฟังพลางพยักหน้าถี่เนื่อง

ที่แท้ยอดเขาซีหลิงต้นสนขึ้นปกคลุมเต็ม ทว่าป่าสนกลับไม่เชื่อมต่อกัน ไม่เพียงเดิมป่าสนหนึ่งผืนมีช่องว่างห่างกัน จากยอดเขาถึงไหล่เขายังมีช่วงห่างอีกระยะหนึ่ง หากมียอดฝีมือคิดอาศัยต้นสนลงจากยอดเขาซีหลิงโดยไม่ทิ้งร่องรอย จำต้องก้าวข้ามพื้นหิมะเกือบยี่สิบจั้ง แต่ถึงแม้เป็นยอดฝีมือแห่งยุคก็ไม่อาจทะยานข้ามยี่สิบจั้งในคราวเดียว หากเป็นยอดเขาอื่น ขอเพียงเก็บหินขึ้นมารองเท้า ก็จรลีไปได้โดยไม่สะทกสะท้าน แต่ซีหลิงกลับเป็นสุสานจักรพรรดิ ทั้งบรรพตผ่านการปรับแต่งอย่างละเอียดรอบคอบด้วยน้ำมือมนุษย์ ยอดภูปูเต็มด้วยหินกรวดขนาดเดียวกัน บัดนี้ล้วนอยู่ภายใต้หิมะทับถม หากขุดหินกรวดชิ้นหนึ่งขึ้นมารองเท้า กลับเปิดโปงร่องรอย และยามนี้หากข้างกายมีสองศพพอดีเกรงว่าคงมีคนหนีบซากศพสัญจรทางยอดสน โยนสองศพลงในหิมะ ถือเป็นสิ่งของยืมแรง ใช้ต่างหินกรวด เขาทะยานข้ามผ่านพื้นหิมะยี่สิบจั้ง จากไปทางไหล่เขา ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ บนพื้นหิมะ ดูจากคนผู้นี้โยนซากศพโดยไม่แยแส ก็รู้ได้ว่ามิใช่บุคคลสามัญเป็นอันขาด กลับไม่ทราบว่าเหตุใดเขายอมทิ้งสองซากศพที่ย่อมก่อให้เกิดเรื่องราวบานปลายใหญ่โตแน่นอน กลับไม่ยอมทิ้งรอยเท้าไว้

ฟางตัวปิ้งเอ่ยงึมงำหรือว่าคนผู้นี้มิใช่ฆาตกรสังหารทำร้ายมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่าง หากเป็นคนร้าย จะกระทำเรื่องทำนองนี้ได้อย่างไร ข้ารู้แล้ว!” สองตาเขาวาบสว่างขาของคนผู้นี้ต้องมีปัญหาแน่ ปรกติเขาคงน้อยเนื้อต่ำใจเหลือเกิน ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมทิ้งรอยเท้าไว้บนหิมะ

คุณชายฟางเอ่ยข้อสันนิษฐานเลิศล้ำของตนเองจนจบอย่างภูมิอกภูมิใจ กลับพบว่าหลี่เหลียนฮวามองรอยพักเท้าบนต้นไม้ต้นนั้นไม่ละสายตา เก่อพานเดินข้ามไปอดพลิกดูศพมู่หรงอู๋เหยียนมิได้ ราวกับว่าไม่มีผู้ใดได้ยินวาจาที่เขาเอ่ย

จางชิงเหมาเคารพนบนอบต่อทั้งสามคนนี้ดั่งเทพเซียน ฟังอยู่ข้างๆ เงียบเชียบ

จางชิ่งหู่กลับเอ่ยปากว่าพวกข้ารักษาการณ์ซีหลิงมาหลายปี หมิงโหลว(หอรุ่งโรจน์)(เชิงอรรถหมิงโหลว(หอรุ่งโรจน์) หอที่สร้างเพื่อเป็นที่ประกอบพิธีเซ่นไหว้ หรือที่ประทับของจักรพรรดิเชื้อพระวงศ์ยามเสด็จมาตรวจงานก่อสร้าง)และในเป่าเฉิง(กำแพงแก้ว)(เชิงอรรถกำแพงที่ก่อขึ้นล้อมรอบเป๋าติ่ง)พักอาศัยเต็มไปด้วยผู้คน ต่อให้มีคนถูกขังอยู่ในตำหนักซีหลิง ก็เป็นไปไม่ได้ว่าจะหิวตายโดยไม่มีผู้ใดพบ

จางชิ่งซือไม่ถนัดเอ่ยคำ พยักหน้าเล็กน้อย สายตากลับจับจ้องเก่อพานตลอด ทันทีที่ฟางตัวปิ้งสบตาจางชิ่งซือ รู้สึกราวกับมีบางสิ่งไม่ถูกต้องตงิด ในชั่วขณะกลับคิดไม่ออก

หากเป็นวังใต้พิภพเล่าหยางชิงเยว่ถามเสียงเย็น

ท่านอย่าได้ลืม แม้พระพินัยกรรมจักรพรรดิซีเฉิงทรงให้ฝังอย่างเรียบง่าย ทว่าที่นี่เป็นถึงสุสานจักรพรรดิ ไม่แน่ใต้ดินอาจมีสมบัติล้ำค่าบางอย่างจริง ควรค่าให้มู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างมาเสาะหาถึงที่ ที่นี่มีตำนานไม่น้อย ยาวิเศษกวนอิมหลั่งน้ำตาเอย ลัญจกรมอบราชบัลลังก์เอย ตำนานที่สุสานจักรพรรดิควรมีล้วนมีเก่อพานผู้นี้รูปลักษณ์สุภาพ เอ่ยวาจาเผยกลิ่นอายมากเล่ห์ ฟางตัวปิ้งได้เห็นแล้วก็ไม่ชอบเป็นอย่างมาก

แต่พวกเราอยู่ซีหลิงมากว่าสามปีไม่เคยพบทางเข้าวังใต้พิภพเลยกู่เฟิงซินกล่าวหากมีคนหาทางเข้าวังใต้พิภพพบจริง แล้วนำศพออกมาจากด้านใน เช่นนั้นทางเข้ามิใช่ต้องใหญ่มากหรอกหรือ แท้จริงอยู่ที่ใดกันแน่

จากบันทึกในพงศาวดาร ทางเข้าสุสานจักรพรรดิ ส่วนมากอยู่มุมใดมุมหนึ่งของหมิงโหลวเก่อพานเอ่ยมิสู้พวกเราเข้าซีหลิงแยกย้ายกันค้นหาหลี่เหลียนฮวามองเขาแวบหนึ่ง เก่อพานกระแอมเบาๆ เสียงหนึ่งคุณชายหลี่มีความเห็นอื่นใดหรือไม่

หลี่เหลียนฮวาอาเสียงหนึ่ง ใบหน้าผุดความกระอักกระอ่วนข้ากลัวผี

เก่อพานตะลึงพรึงเพริด ฟางตัวปิ้งอดหัวร่อพรวดไม่ได้หมอเทวดาแห่งยุค กลางค่ำกลางคืนถึงกับกลัวผี ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆๆ

เก่อพานถอนหายใจเฮือกในเมื่อคุณชายกลัวผี เช่นนั้นพวกเราค่อยเสาะหาพรุ่งนี้เช้า

3

ศพที่สาม

คืนนั้นหลี่เหลียนฮวา ฟางตัวปิ้งและเก่อพานรั้งอยู่ที่ซีหลิง จางชิงเหมาเป็นหัวหน้าที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ในบรรดาทหารร้อยนาย คืนนั้นต้อนรับสามท่านให้อยู่สองห้องติดห้องเขา ฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวาอยู่ห้องทางขวา เก่อพานอยู่ห้องทางซ้ายตรงข้ามประตูห้องจางชิงเหมาก็คือห้องพี่น้องสกุลจาง ตรงข้ามประตูห้องฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวาคือห้องหยางชิวเยว่ ส่วนตรงข้ามประตูห้องเก่อพานคือห้องกู่เฟิงซิน

เดิมหมิงโหลวเป่าเฉิงไม่ควรให้คนอยู่อาศัย หากเป็นรัชกาลก่อนๆส่งกำลังทหารตั้งมั่น จำต้องอยู่จุดพักสวินซาน(ลาดตระเวนภูผา) แต่ทหารรักษาการณ์เห็นแก่ความสะดวก จึงพักอาศัยภายในหมิงโหลว อากาศหนาวพื้นเป็นน้ำแข็ง พวกเขาจึงไม่ลาดตระเวนภูเขา ทั้งวันอยู่ภายในซีหลิงดื่มสุราพนันเงิน คนแพ้พนันออกไปซื้อเหล้าซื้อเนื้อ กลับอิสระสุขสบายยิ่งนัก

หิมะกองเต็มกำแพง เดือนดารามืดจาง คืนนี้ฟางตัวปิ้งแทบหลับไม่ลง นอกจากเสียงกรนของจางชิงเหมาแล้ว ทุกแห่งหนเงียบสงัดน่าประหลาด แสงหิมะส่องกระทบหน้าต่างห้องทางปีกซ้าย สะท้อนเข้าห้องทางปีกขวา จนทั้งเนื้อทั้งตัวคนล้วนอึดอัด ประหนึ่งว่าสามารถนับทุกรูขุมขนได้อย่างกระจ่างชัดแจ้งกระนั้น ส่วนหลี่เหลียนฮวากลับหลับสนิทปลอดภัย แม้กระทั่งปลายหางตายังไม่ชำเลืองมองเขาสักนิด

ไม่รู้ด้วยเหตุใด ค่ำคืนนี้จิตใจของฟางตัวปิ้งกระวนกระวายไม่เป็นสุข ความรู้สึกเช่นนี้บังเกิดขึ้นตั้งแต่เห็นจางชิ่งซือแล้ว ทว่าเขาไม่รู้จักคนผู้นี้ชัดๆ ไยถึงมีความรู้สึกกระสับกระส่ายเยี่ยงนี้

อดตาหลับขับตานอนทั้งคืน ครั้นถึงยามเกือบรุ่งสาง เขาพลันได้ยินเสียงคนฝีเท้าเร็วพุ่งเข้าห้องจางชิงเหมา เอ่ยอย่างตระหนกอับจนหนทางหัวหน้าจาง จางชิ่งซือจางชิ่งซือถูกคนสังหาร หัวของเขาหายไปแล้ว มีใครมีใครเห็นหัวของจางชิ่งซือบ้าง…” ผู้ที่เข้ามารายงานว่าจางชิ่งซือถูกสังหารคือหยางชิวเยว่

ฟางตัวปิ้งกระเด้งขึ้นจากเตียง หลี่เหลียนฮวาก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียง ทั้งสองสบตากัน จางชิ่งซือตายแล้ว?

จางชิ่งซือตายอย่างแปลกพิลึกยิ่ง เมื่อจางชิงเหมาสวมเสื้อผ้าเสร็จมาถึงห้องของจางชิ่งซือจางชิ่งหู่สองพี่น้อง เห็นเพียงเบื้องหน้าผนังฉาบสีขาวสะอาดนั่งอยู่ด้วยร่างชุ่มโชกโลหิตไร้ศีรษะซากหนึ่ง เป็นที่น่าสยดสยองโดยแท้ นั่นคือจางชิ่งซือซึ่งสวมชุดลำลองนั่งอยู่บนเตียง ศีรษะไม่อยู่เสียแล้ว โลหิตสดซึมเปรอะครึ่งชุด อากาศหนาวเหน็บ โลหิตจับตัวเป็นน้ำแข็ง เกาะติดแน่นบนร่างจางชิ่งซือ สีสดแดงฉาน

ตามที่จางชิ่งหู่เล่า เมื่อคืนเขาเล่นพนันอยู่ในห้องหยางชิวเยว่ เช้าตรู่กลับมาก็พบว่าน้องชายตายเสียแล้ว 

ฟางตัวปิ้งและหลี่เหลียนฮวาขลุกอยู่ในห้องจางชิ่งซืออยู่นาน จางชิ่งซือนอกจากศีรษะถูกตัดแล้ว บนร่างกลับไร้บาดแผล หลี่เหลียนฮวาผู้ใบหน้าเปี่ยมด้วยความงงงวยยังคงจ้องจางชิ่งซือ ส่วนฟางตัวปิ้งกลัดกลุ้มร้อนรนเต็มหน้า เห็นเด่นชัดว่าเรื่องนี้เกินจากที่เขาคาดการณ์ไว้ลิบลับเหตุใดมีคนลงมือสังหารจางชิ่งซือ เขากับเรื่องหิวตายของมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่างเกี่ยวพันอันใดกัน

แปลกประหลาด เหตุใดมีคนสังหารทำร้ายจางชิ่งซือเก่อพานเอ่ยพึมพำหรือว่าเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องของมู่หรงอู๋เหยียนและอู๋กว่าง

ฟางตัวปิ้งพยักหน้าเขาเป็นไปได้มากว่ารู้ทางเข้าวังใต้พิภพ

เก่อพานถามอย่างประหลาดใจหากเขารู้อะไรจริง เหตุใดไม่เอ่ย

ฟางตัวปิ้งตอบหากสองคนนั้นถูกเขาหลอกเข้าวังใต้พิภพจนตาย เขาแน่นอนว่าไม่เอ่ย

เก่อพานขมวดคิ้วเช่นนั้นเหตุใดเขากลับตายแล้ว นี่แสดงว่าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มิใช่เพียงเขาคนเดียว  เนื่องเพราะวันนี้พวกเราจะเสาะหาทางเข้าวังใต้พิภพพอดี จึงมีคนสังหารปิดปากเขาในตอนกลางคืน

ฟางตัวปิ้งพ่นลมหายใจเอ่ยนั่นแสดงว่าฆาตกรย่อมอยู่ละแวกนี้ ไม่แน่อาจอยู่ในกลุ่มทหารรักษาการณ์และในพวกเราสามคน

ด้านนอกไม่มีรอยเท้าหลี่เหลียนฮวาเอ่ยแทรกประโยคหนึ่ง

เก่อพานสะท้านวูบนั่นแสดงว่าเมื่อคืนไม่มีผู้อื่นเข้ามา…”

ไม่หลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างมึนงงนั่นเพียงแสดงว่า ยังมีอีกคนที่สังหารจางชิ่งซือได้ นั่นก็คือผู้ที่ลงเขาจากหน้ามุขประตูหลิงเอิน(เนินบุญคุณ)ข้ามผ่านป่าสนและโยนซากศพลงในป่าผู้นั้น..”

เขายังเอ่ยไม่ทันจบประโยค ฟางตัวปิ้งและเก่อพานต่างตระหนก ถามเป็นเสียงเดียวหน้ามุขประตูหลิงเอิน?”

หลี่เหลียนฮวาเอ่ยอย่างงุนงงใช่แล้ว หลังประตูหลิงเอินเป็นผนังบังตา หลังผนังบังตาเป็นหมิงโหลวภายในหมิงโหลวมีคนอยู่อาศัยตลอดเวลา  ข้างประตูหลิงเอินเป็นห้องครัวยามปรกติบริเวณนี้ล้วนมีคนพลุกพล่าน ดังนั้นบริเวณนี้ล้วนปัดกวาดหิมะ ไม่มีรอยเท้า คือว่ากลางคืนห้องครั