บทนำ

บทนำ

เมื่อวันที่ 13 เดือนมิถุนายน ปีค.ศ. 2009 สำนักข่าวซินหัวประจำเมืองซีอานรายงานว่า การขุดค้นทางโบราณคดีครั้งที่3 ของสุสานทหารม้าหมายเลข 1 กำลังดำเนินการตามกำหนด ซึ่งเป็นการขุดค้นครั้งที่ 3 หลังหยุดดำเนินการไปนานถึง 20 กว่าปี สุสานทหารม้าหมายเลข 1 มีลักษณะเป็นหลุมยาวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 230 เมตร กว้าง 62 เมตร ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของหลุมประกอบด้วยระเบียงยาว ฝั่งเหนือและฝั่งใต้มีระเบียงข้างขนาบทั้งสองฝั่ง ตรงกลางคือหลุมยาวจำนวน 9 หลุม มีกำแพงดินอัดกั้นระหว่างหลุม คาดว่าในสุสานหมายเลข 1 มีรูปปั้นม้าและหุ่นทหารดินเผาขนาดเท่าของจริงฝังอยู่ประมาณ 6000 ตัว

ก่อนหน้านี้ กลุ่มขุดค้นสุสานทหารม้าแห่งสถาบันวิจัยโบราณคดีประจำมณฑลส่านซี ได้เริ่มขุดค้นสุสานทหารม้าหมายเลข 1 อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1978 ถึงปี ค.ศ.1984  ขุดพบรูปปั้นดินเผาจำนวน 1087 ชิ้น ต่อมา นักโบราณคดีกลุ่มนี้ได้ดำเนินการขุดค้นสุสานหมายเลข 1 อีกครั้ง ซึ่งนับเป็นการขุดค้นครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1985 แต่เนื่องจากเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่จำกัด จึงจำต้องยุติลงหลังดำเนินการเพียง 1 ปี

ตามข้อมูลที่ปรากฏ หลังขุดพบสุสานทหารม้าในปี ค.ศ. 1974 ไม่นาน ด้วยความยิ่งใหญ่ของกองทัพทหารดินเผา ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีจึงสันนิษฐานว่า “สุสานทหารม้าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสุสานฉินสื่อหวง(เชิงอรรถ – ฉินสื่อหวงตี้หรือจิ๋นซีฮ่องเต้)

แต่แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ในแวดวงวิชาการก็มีคนท้วงติงว่าการสันนิษฐานที่ยึดมั่นความคิดเดิมเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เจ้าของที่แท้จริงของสุสานทหารม้า มีความเป็นไปได้มากกว่าว่าเป็นสตรีแซ่หมี่เทียดของฉินสื่อหวง ซึ่งในประวัติศาสตร์เรียกขานว่าเซวียนไท่โฮ่ว สตรีแซ่หมี่คือสนมของฉินฮุ่ยเหวินหวัง ตำแหน่งในตอนนั้นของนางคือ “ปาจื่อ” จึงเรียกกันว่า “หมี่ปาจื่อ”

ต่อมา พบอักษรชวนพิศวงตัวหนึ่งบนรูปปั้นดินเผาที่ขุดค้นพบ แวดวงวิชาการเดิมเข้าใจว่าคืออักษร “ผี (脾)” แต่การวิจัยภายหลังพิสูจน์ว่า ส่วนขวาของอักษรแท้จริงแล้วคืออักษรโบราณ “หมี่ (芈)”

ฉะนั้นอักษรตัวนี้แท้จริงแล้วคืออักษร 2 ตัว คือ “หมี่เยวี่ย (芈月)” แวดวงวิชาการสันนิษฐานว่า เป็นไปได้มากว่าเป็นชื่อของหมี่ปาจื่อ

บทที่หนึ่ง กำเนิดดาวจักรพรรดิ

บทที่หนึ่ง        กำเนิดดาวจักรพรรดิ

“กระหม่อมสำรวจปรากฏการณ์บนท้องฟ้า พบว่ามีดาวจักรพรรดิอุบัติขึ้น เป็นนิมิตว่าผู้ตั้งครรภ์ในตำหนักใน จะให้กำเนิดผู้กำราบหกรัฐ กุมอำนาจในแผ่นดิน”

ฉู่หวังซาง (เชิงอรรถ –ในสมัยโบราณ คำว่า “หวัง” (หรือ “อ๋อง” ในภาษาฮกเกี้ยน) หมายถึงผู้นำสูงสุด “ฉู่หวัง” จึงหมายถึงผู้นำสูงสุดแห่งรัฐฉู่หรือเจ้านครรัฐฉู่ แซ่หมี่สกุลสยง ชื่อซาง ชนรุ่นหลังเรียกขานว่า “ฉู่เวยหวัง” คำว่า “เวย” คือพระสมัญญานามหลังสิ้นพระชนม์ แต่ตอนนี้เขายังมีชีวิต จึงเรียกขานว่าฉู่หวังซางตามธรรมเนียมการเรียกขานสมัยนั้น) อยู่ในหอจางหัว จ้องมองผู้ที่อยู่ตรงเชิงบันได เอ่ยถาม “ถังเม่ย (เชิงอรรถ – แซ่จีสกุลถัง สืบเชื้อสายมาจากรัฐถัง) เป็นความจริงหรือ”

เนื่องจากกรำศึกต่อเนื่องหลายปี บรรดาขุนนางล้วนหันมาศึกษาการโคจรของดวงดาว สำรวจการเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้า ส่งผลให้แขนงวิชานี้มีผู้เชี่ยวชาญเกิดขึ้นมากมาย ขณะนี้ “รัฐหลู่มีจื่อเซิ่น รัฐจิ้นมีปู๋เหยี่ยน รัฐเจิ้งมีพีเจ้า รัฐซ่งมีจื่อเหวย รัฐฉีมีกานเต๋อ รัฐฉู่มีถังเม่ย รัฐเจ้ามีอิ่นเกา รัฐเว่ยมีสือเซินฟู ล้วนแตกฉานด้านดาราศาสตร์ ต่างศึกษาวิเคราะห์เพื่อพิสูจน์ยืนยันข้อสงสัย” ถังเม่ยคือผู้เชี่ยวชาญด้านดวงดาวแห่งรัฐฉู่ในเวลานี้ เขาพบการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ ขณะยืนสำรวจการโคจรของดวงดาวอยู่บนเนินสูงในคืนแรกที่กลับจากการยกทัพปราบรัฐฉี

มุ่งตรากตรำปฏิบัติตามหน้าที่ แม้นราตรีมุ่งมั่นไม่ท้อถอย แม้จะลำบากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทัพ แต่เขากลับมิเคยหยุดพักการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้าแม้สักวัน ธารดาราบนท้องฟ้าแม้จะกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต หมู่ดาวพราวระยับเหล่านั้นในสายตาผู้อื่นประหนึ่งเม็ดทรายอันเหลือคณานับ ทว่าในสายตาของเขา กลับเคยคุ้นประดุจลายเส้นบนฝ่ามือ

คืนนี้ตรงกับคืนจันทร์แหว่งเว้า เขายืนอยู่บนเนินสูง เห็นว่าหมู่ดาวบนท้องฟ้าดูชัดเจนกว่าเคย  เวลานี้ข้างดาวเป่ยเฉินมีดวงดาวที่มิเคยพบ กลับปรากฏขึ้น ดาวดวงนั้นกะพริบวูบไหว ทำให้ถังเม่ยพลันนึกถึงบันทึกตอนหนึ่งในแขนงวิชาดาราศาสตร์

เขาตระหนักถึงอะไรบางอย่างได้ลางๆ  แต่ก็มิกล้าปักใจเชื่อ ด้วยเหตุนี้ หลังจากวันนั้นทุกคืนจึงยืนอยู่บนเนินสูง เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของดาวดวงดังกล่าวจนไม่เป็นอันทำสิ่งใด กระทั่งเดินทางกลับถึงอิ่งตูเมืองหลวงของรัฐฉู่ เพิ่งพ้นประตูจิงเหมิน ยังไม่ทันหายจากความเหนื่อยล้า เขาก็มุ่งหน้าไปยังหอดูดาวเพื่อตรวจสอบแผนภูมิดวงดาวกับปู่ซือ (เชิงอรรถ – ผู้ที่มีหน้าที่คุมตำราพยากรณ์) พลิกอ่านตำราของบรรพาจารย์ หลังจากแน่ใจในเรื่องนี้จึงรีบเดินทางเข้าวัง

เวลานี้ฉู่หวังซางกำลังสังสรรค์กับเหล่าขุนนาง ได้ยินถังเม่ยรายงานว่า “กระหม่อมสำรวจปรากฏการณ์บนท้องฟ้า พบว่าข้างดาวเป่ยเฉินมีดาวดวงหนึ่งพลันอุบัติขึ้น ระยะนี้ยิ่งเปล่งประกายสว่างไสว กลบรัศมีของดาวเป่ยเฉินและดาวโกวเฉินจนหมองลงถนัดตา บัดนี้สี่ดาวซื่อฝู่เปลี่ยนแปลง หกดาวลิ่วเจี่ยวุ่นวาย เป็นนิมิตว่าแผ่นดินจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”

ได้ยินถังเม่ยเอ่ยเช่นนั้น ฉู่หวังซางพลันตระหนก วางจอกสุราในมือลง “ร้ายหรือดี”

ถังเม่ยเอ่ยอย่างปรีดา “มงคลยิ่ง!ดาวดวงนี้คือดาวจักรพรรดิ กระหม่อมตรวจสอบจากตำราแล้ว ก่อนจิ้นเหวินกง (เชิงอรรถ – หนึ่งในห้าเจ้านครรัฐผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคชุนชิว)ถือกำเนิดก็มีดวงดาวลักษณะนี้อุบัติขึ้น อันเป็นนิมิตว่ากำราบหกรัฐ กุมอำนาจในแผ่นดิน กระหม่อมพบว่าดาวดวงนี้อุบัติขึ้นทางทิศใต้ของดาวอวี้หนี่ว์ ตรงกับรัฐฉู่เราพอดี เป็นนิมิตว่าผู้ตั้งครรภ์ในตำหนักใน จะให้กำเนิดจักรพรรดิ”

ฉู่หวังซางปีติยินดียิ่ง พลันผุดลุกขึ้น อารามเร่งรีบจึงทำให้จอกสุราร่วงตกพื้น กระนั้นก็ไม่มีเวลาคำนึงถึง ร้อนใจถาม “เป็นความจริงหรือ”

ถังเม่ยตอบ “กระหม่อมทำนายตามลิขิตฟ้า รายงานตามปรากฏการณ์ดวงดาว มิกล้ากล่าวเหลวไหล”

นับแต่ล่วงเข้ายุคชุนชิวจ้านกั๋ว ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้านครรัฐแต่ละรัฐคือการเป็นใหญ่เหนือผู้ครองรัฐทั้งปวงกุมอำนาจในแผ่นดินแต่เพียงผู้เดียว “เป็นเจ้านครรัฐไม่พอใจ เป็นจักรพรรดิน่าเลื่อมใส” วิถีแห่งเจ้านครรัฐตกต่ำ วิถีแห่งจักรพรรดิรุ่งเรือง

ขณะนี้ในบรรดารัฐทั้งหมด รัฐฉู่มีอาณาเขตกว้างขวางที่สุด ฉู่หวังซางครองราชย์ เริ่มจากรบชนะเยวี่ยหวังอู๋เจียง ยึดครองอาณาเขตของรัฐอู๋และรัฐเยวี่ย เนื่องจากเห็นว่าหนานจิง (เมืองนานกิง) มี “พลังแห่งราชันย์” จึงฝังทองคำบนเขาสือโถวริมแม่น้ำฉางเจียง (แม่น้ำแยงซีเกียง) ก่อตั้งเมืองจินหลิง (เชิงอรรถ – “จินหลิง” คือชื่อเรียกขานอย่างเป็นทางการที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดของเมืองหนานจิง) และในปีเดียวกันยังยกทัพใหญ่บุกรัฐฉี สู้กับเซินฟู่แม่ทัพแห่งรัฐฉีที่แม่น้ำซื่อสุ่ย บุกล้อมสวีโจว บดขยี้ทัพเซินฟู่จนแตกพ่าย ยึดครองอาณาเขตรัฐฉี ดูจากการได้รับชัยชนะต่อเนื่อง การยกทัพปราบปรามและผนวกดินแดนรัฐต่างๆผ่านไปอีกสิบกว่าปี การที่รัฐฉู่จะเป็นใหญ่เหนือรัฐทุกรัฐ นับเป็นเรื่องที่สามารถคาดการณ์ได้

และบัดนี้ การทำนายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ดวงดาวที่ถังเม่ยรายงาน ดาวจักรพรรดิกำลังจะอุบัติในรัฐฉู่ ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐฉู่กำลังจะได้เป็นใหญ่เหนือทุกรัฐ มิเพียงแต่ฉู่หวังซางได้ยินแล้วปลื้มปีติ แม้แต่เหล่าขุนนางทั้งบุ๋นบู๊ยังล้วนหมอบคำนับ เอ่ยแซ่ซ้องอย่างพร้อมเพรียง

ฉู่หวังซางพลันออกคำสั่งตรวจสอบตำหนักในดูว่าผู้ใดตั้งครรภ์

ตอนนั้นเอง จวี่จีสนมคนโปรดแห่งตำหนักในมารายงานว่า หญิงสกุลเซี่ยงสตรีที่ติดตามนางเข้าวังกำลังตั้งครรภ์ ฉู่หวังซางดีใจยิ่ง ออกคำสั่งให้หญิงสกุลเซี่ยงย้ายไปพำนัก ณ ห้องเจียวซื่อให้หมอหญิงคอยติดตามรักษาดูแลครรภ์

หลังคำสั่งนี้ประกาศออกไป ทั้งตำหนักในล้วนตกตะลึง

ห้องเจียวซื่อเป็นห้องที่ต่างจากห้องอื่นๆ  เนื่องจากใช้ผงดอกฮวาเจียวผสมโคลนทาผนัง สื่อถึงความอบอุ่น กลิ่นหอมหวาน และมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง จึงได้ชื่อเรียกเช่นนี้ ห้องเจียวซื่อมิใช่ที่ที่คนทั่วไปสามารถย้ายเข้าไปพำนัก

สนมของฉู่หวังซางแม้มีมากมาย แต่มีเพียงหวังโฮ่ว (เชิงอรรถ – ตำแหน่งภรรยาเอกของเจ้านครรัฐ) ครั้นตั้งครรภ์ไท่จื่อไหว (เชิงอรรถ– ตามธรรมเนียมการเรียกขานในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว จะเรียกชื่อตำแหน่งตามด้วยชื่อ ในที่นี้ ตำแหน่งรัชทายาทคือ “ไท่จื่อ” ส่วนชื่อคือ “ไหว”)เท่านั้น ถึงได้รับอนุญาตให้พำนักในห้องเจียวซื่อ ส่วนสนมนางในผู้อื่น ไม่ว่าตระกูลจะสูงศักดิ์เพียงใดหรือเป็นที่โปรดปรานเพียงใด ก็มิเคยมีผู้ใดได้รับอนุญาตให้พำนักดูแลครรภ์ในห้องเจียวซื่อมาก่อน

“หรือว่า…ต้าหวังคิดจะแต่งตั้งไท่จื่อคนใหม่” หวังโฮ่วแห่งหอเจี้ยน (เชิงอรรถ –ตำหนักในรัฐฉู่มักจะเรียกว่า “หอ” เช่น หอจางหัวตำหนักหลักของฉู่หวัง หรือตำหนักอื่นๆ เช่น หออวิ๋นเมิ่ง หอเจี้ยน หอเฉิง) กำแขนเสื้อสีแดงสดแน่น ถามซื่อเหรินซี (เชิงอรรถ –ข้ารับใช้ในวังของเจ้านครรัฐ ผู้รับตำแหน่งมักเป็นขันที)ซึ่งกำลังยืนอยู่หน้าตน

สุราหอมหวานในจอกพลิ้วกระเพื่อมแผ่วเบา สะท้อนรับใบหน้าเครียดขมึงของนาง นางครองตำแหน่งหวังโฮ่วมานาน ท่าทางยามโกรธเคืองครานี้ดุดันน่าหวั่นหวาด ซื่อเหรินซีก้มหน้ามิกล้าตอบคำ ได้แต่ค้อมกายอย่างพินอบพิเทา

ไต้เม่าสาวใช้รู้ว่านางอารมณ์ไม่ดี รีบเอ่ยปลอบโยนเสียงนุ่ม “เสี่ยวจวิน (เชิงอรรถ –คำเรียกขานภรรยาเอกของเจ้านครรัฐ) มิต้องสนใจ เป็นเพียงอิ้งเหริน (เชิงอรรถ – คำเรียกขานสตรีที่ติดตามขบวนแต่งงานเข้าวัง)ผู้หนึ่งเห็นทีจวี่จีผู้นั้นคงเล่นสกปรก นิมิตจากปรากฏการณ์ดวงดาวอันใด เป็นการยกยอตัวเองเสียมากกว่า”

นางสืบข่าวมาแล้ว จวี่จีผู้นั้นคือสนมผู้เป็นที่โปรดปรานสูงสุดแห่งวังฉู่ในเวลานี้ นางเป็นชาวรัฐจวี่ หลายปีก่อนฉู่หวังซางกำราบรัฐจวี่ ชาวรัฐจวี่จึงยกกงจู่(เชิงอรรถ –คำเรียกขานธิดาของเจ้านครรัฐ)สกุลจี่ให้ฉู่หวังซาง เนื่องจากหญิงสกุลจี่เฉลียวฉลาดมีไหวพริบ เป็นที่โปรดปรานยิ่งของฉู่หวังซาง ผู้คนจึงเรียกขานนางตามธรรมเนียมว่าจวี๋จี่หรือจวี่จี (เชิงอรรถ – ตามธรรมเนียมการเรียกขานในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว จะไม่นิยมเรียกชื่อสตรีโดยตรง แต่จะเรียกชื่อรัฐตามด้วยสกุล ไม่ก็เรียกชื่อรัฐหรือชื่อสกุลตามด้วยคำว่า “จี” ซึ่งเป็นคำเรียกขานเชิงให้เกียรติของสตรีผู้สูงศักดิ์) จวี่จีแม้เป็นที่โปรดปราน แต่เข้าวังมาสี่ห้าปี กลับมิเคยตั้งครรภ์ สตรีในตำหนักในหากไร้ทายาทก็เท่ากับไร้อนาคต จวี่จีวิตกกังวลยิ่ง จึงตัดสินใจส่งสตรีที่ติดตามตนเข้าวังคนแล้วคนเล่าถวายการปรนนิบัติฉู่หวังซาง ไม่นึกว่าหนึ่งในสตรีที่ติดตามนางเข้าวังจะบังเอิญตั้งครรภ์พอดี

หวังโฮ่วเหยียดยิ้มเย็นชา นางกุมอำนาจในตำหนักในมานาน มีข้ารับใช้คอยเป็นหูเป็นตามากมาย รู้ว่าจวี่จีเป็นที่โปรดปราน จึงลอบวางยาในอาหารของนางเพื่อมิให้นางตั้งครรภ์ หากแต่มิได้สนใจบรรดาอิ้งเหรินเหล่านั้น ฉู่หวังซางมีทายาทมากมาย จะให้กำเนิดอีกกี่คนก็มิใช่ปัญหาใหญ่เพียงแต่มิอาจปล่อยให้เหล่าสนมคนโปรดซึ่งมีใจมักใหญ่ใฝ่สูงตั้งครรภ์

นางรู้ว่าฉู่หวังซางเป็นถึงเจ้านครรัฐ การโปรดปรานสนมนางในหรืออนุภรรยานับเป็นเรื่องธรรมดา นางมิควรเสียเวลาหึงหวง นางมีฐานะเป็นถึงภรรยาเอก ทั้งบุตรชายคนโตก็ได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อ อีกทั้งรัฐเกิดของจวี่จีก็สิ้นสลายไปแล้ว นับว่าปราศจากผู้หนุนหลัง เจ้านครรัฐโปรดปรานนาง อย่างไรก็ดีกว่าโปรดปรานสตรีที่มาจากรัฐเข้มแข็งรัฐอื่น อีกทั้งจวี่จีเป็นคนเฉลียวฉลาด ปฏิบัติต่อนางด้วยความเคารพนบนอบยิ่ง ซึ่งเดิมนางเองก็มิใคร่จะใส่ใจ สนมนางในเหล่านี้ สำหรับนางแล้ว เฉกเช่นมดตัวหนึ่ง หากถูกชะตาก็เมตตา หากขัดหูขัดตาก็เขี่ยทิ้ง มีเพียงส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของนางโดยตรงเท่านั้นที่นางจะไม่ปล่อยไว้

ไท่จื่อไหวซึ่งอยู่ข้างๆ ทนไม่ไหวเอ่ยขึ้น “เสด็จแม่มีอันใดต้องกังวล ลูกได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อหลายปี ทั้งยังผ่านการเข้าพิธีสวมเครื่องครอบมวยผม (เชิงอรรถ – เมื่อเด็กชายอายุครบยี่สิบปี ผู้อาวุโสในตระกูลจะสวมเครื่องครอบมวยผมให้เด็กชาย เพื่อแสดงว่าบรรลุนิติภาวะ เข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์)ครั้นเสด็จพ่อออกศึก ก็มักจะฝากให้ลูกดูแลราชการงานแผ่นดิน นั่นเป็นเพียงทารกที่ยังไม่ถือกำเนิด ไยจึงต้องเช่นรับมือศัตรูตัวฉกาจก็ไม่ปาน”

หวังโฮ่วเห็นบุตรชายไม่ใคร่ใส่ใจ เอ่ยด้วยท่าทางไม่จริงจังแม้แต่น้อย โทสะสุมทรวงมิอาจระบาย ชี้หน้าเขาพลางเอ่ยด่า “เจ้าโง่! ที่ต้าหวังฝากให้เจ้าดูแลราชกิจ เพียงเพราะเจ้าเป็นบุตรชายในภรรยาเอก แต่นับจากที่เจ้าได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อจนถึงบัดนี้ สิ่งที่เจ้าทำตลอดหลายปี มีคราใดที่ทำให้เสด็จพ่อของเจ้าพอใจบ้าง ตอนนั้นข้าตั้งครรภ์บุตรชายคนโตถึงได้พำนักในห้องเจียวซื่อ บัดนี้หญิงสกุลเซี่ยงผู้นั้นเพียงแต่ตั้งครรภ์ กลับได้รับอนุญาตให้ย้ายเข้าไปพำนักในห้องเจียวซื่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคำทำนายของถังเม่ย หากหญิงสกุลเซี่ยงผู้นั้นให้กำเนิดบุตรชาย ซึ่งมาพร้อมคำทำนายว่ามีดวงจักรพรรดิ ผ่านไปอีกสิบกว่าปี เด็กผู้นั้นเติบใหญ่ ถึงตอนนั้นข้าแก่ชราสูญเสียความโปรดปราน จะรู้ได้อย่างไรว่าเสด็จพ่อของเจ้าจะไม่ปลดบุตรชายคนโตแล้วแต่งตั้งบุตรชายคนเล็กแทน”

ตระกูลของนางยิ่งใหญ่มากอิทธิพล ทั้งนางยังเป็นถึงหวังโฮ่ว ให้กำเนิดบุตรชายหลายคน ซึ่งล้วนเติบใหญ่แล้วทั้งสิ้น บุตรชายคนโตได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อ บุตรชายคนอื่นก็ล้วนได้รับพระราชทานที่ดินศักดินา หลายสิบปีมานี้เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวในวังฉู่

ทว่าบัดนี้ นางมองบุตรชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ความหวาดหวั่นกังวลที่มิเคยเกิดขึ้นกลับก่อตัวขึ้นในใจ ฉู่หวังซางปรารถนาจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จึงไม่สนใจหญิงงาม ด้วยเหตุนี้ หลายปีมานี้ต่อให้เขาจะมีสนมคนโปรดมากเพียงใด ก็ไม่มีผู้ใดส่งผลกระทบต่อตำแหน่งหวังโฮ่วของนาง ส่วนไหวบุตรชายคนโตของนางเนื่องจากเป็นบุตรชายในภรรยาเอก จึงได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อแต่แรก

ไท่จื่อแม้จะได้รับการเลี้ยงดูตามขนบรัชทายาท เพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ ด้านการจัดการราชกิจมีซือเป่า (เชิงอรรถ –ขุนนางผู้มีหน้าที่ช่วยเหลือเจ้านครรัฐและชี้แนะลูกหลานตระกูลเชื้อพระวงศ์) คอยช่วยเหลือ จึงค่อนข้างราบรื่น ไม่มีปัญหาร้ายแรงอันใด หากแต่เมื่อไท่จื่อยิ่งเติบใหญ่ ข้อด้อยอันร้ายแรงของเขากลับยิ่งฉายชัด 

ไท่จื่อโปรดปรานหญิงงาม โปรดปรานสุรา โปรดปรานการล่าสัตว์ เดิมไม่นับเป็นอย่างไร คุณสมบัติของเจ้านครรัฐในยุคชุนชิวจ้านกั๋วไม่เคร่งครัดเช่นยุคสมัยหลัง ฉีหวนกง(เชิงอรรถ – หนึ่งในห้าเจ้านครรัฐผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคชุนชิว) เคยบอกก่วนจ้ง (เชิงอรรถ – นักปรัชญา นักปกครอง และนักการทหารผู้เลื่องชื่อในยุคชุนชิว)ว่า “ผู้ด้อย (เชิงอรรถ – เจ้านครรัฐในยุคชุนชิวจ้านกั๋วจะใช้คำแทนตัวว่า “ผู้ด้อย” อันหมายถึงผู้ด้อยในคุณธรรม สื่อถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนตามหลักของเหลาจื่อ (เล่าจื๊อ) ที่ว่าคนยิ่งสูงศักดิ์ยิ่งต้องถ่อมตน) มีข้อด้อยอันร้ายแรงสามประการ โปรดปรานการล่าสัตว์ สนุกสนานจนลืมเลือนราชกิจ นับเป็นประการหนึ่ง โปรดปรานสุรา ร่ำสุราทั้งวันคืน นับเป็นประการสอง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ด้อยยังโปรดปรานหญิงงาม ในบรรดาพี่สาวน้องสาวยังมีผู้ไม่ออกเรือน นับเป็นประการสาม” ก่วนจ้งไม่เห็นด้วย เห็นว่านี่เป็นการหาความสำราญของผู้สูงศักดิ์ หาได้ส่งผลกระทบต่อการเป็นใหญ่ในแผ่นดินไม่

ทว่าไท่จื่อไหวกลับมีข้อด้อยที่ “ส่งผลกระทบต่อการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” อันได้แก่ “ไม่รู้จักปัญญาชน” “รู้จักปัญญาชนแต่ไม่รู้จักใช้” “รู้จักใช้แต่ไม่เชื่อถือ” “เชื่อถือแต่ไม่เชื่อใจ” “เชื่อใจแต่ปล่อยให้คนพาลใส่ร้ายป้ายสี” ข้อด้อยทั้งห้าประการนี้ หลายปีมานี้ล้วนสะท้อนให้เห็นไม่มากก็น้อย เขามิอาจเป็นเช่นฉู่หวังซางที่มองคุณลักษณะของคนตรงหน้าออกเพียงผาดเดียว ซือเป่าแนะนำปัญญาชนให้เขา แต่เขากลับลังเลมิอาจตัดสินใจ ครั้นต้องการใช้คนก็มิสามารถมอบหมายตำแหน่งที่เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นยังหูเบา ผู้อื่นว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น

ด้วยเหตุนี้ หลายปีมานี้ความโปรดปรานที่ฉู่หวังซางมีต่อไท่จื่อจึงค่อยๆ ลดน้อยลง หากแต่ทว่าแม้ฉู่หวังซางจะรู้สึกผิดหวัง แต่บุตรชายคนอื่นแม้จะมีผู้มีสติปัญญาเหนือไท่จื่อ แต่ก็มิได้เด่นชัดถึงขั้นทำให้ฉู่หวังซางต้องการเปลี่ยนผู้รับตำแหน่งรัชทายาท

หวังโฮ่วอายุมากขึ้นทุกที ความคิดที่จะแย่งชิงความโปรดปรานลดน้อยลงเรื่อยๆ  บัดนี้นางสนใจเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น นั่นคือตำแหน่งไท่จื่อจำต้องมั่นคงไม่สั่นคลอน ในฐานะผู้เคียงหมอน นางย่อมสังเกตเห็นว่าจวินหวัง (เชิงอรรถ – คำเรียกขานเทียนจื่อหรือเจ้านครรัฐ) เริ่มไม่พอใจไท่จื่อ นางเป็นสตรีในตำหนักใน ย่อมไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วจวินหวังไม่พอใจเรื่องใด ทำได้เพียงเพิ่มความเข้มงวดกวดขัน กำชับให้ไท่จื่อระมัดระวังวาจาและการกระทำ มิอาจปล่อยให้เกิดความผิดพลาด ตกเป็นเครื่องมือของผู้อื่น

ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยเพียงใดหากส่งผลกระทบต่อไท่จื่อ นางจะกำจัดในทันที ไม่ปล่อยให้ลุกลามจนเกินแก้ไข! หากทว่า คำทำนายเกี่ยวกับดาวจักรพรรดิที่พลันอุบัติขึ้น กลับทำให้นางหวาดหวั่นพรั่นพรึงและไร้หนทางรับมือ

แต่ไหนแต่ไรผู้ชรามักจะรักใคร่เอ็นดูผู้เยาว์ หากเด็กผู้นี้ถือกำเนิด โดดเด่นเช่นคำทำนาย ผ่านไปอีกสิบกว่าปี เด็กผู้นี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไฉนเลยจะไม่โดดเด่นเหนือไท่จื่อไหวซึ่งกำลังเข้าสู่วัยกลางคน?

ตามธรรมเนียมปฏิบัติแห่งราชวงศ์โจว ควรแต่งตั้งบุตรชายในภรรยาเอกหรือบุตรชายคนโตเป็นรัชทายาท เพื่อรักษาความมั่นคงของราชสำนัก ตามหลักเหตุผลแล้ว ปลดบุตรชายคนโตแต่งตั้งบุตรชายคนเล็ก ปลดบุตรชายในภรรยาเอกแต่งตั้งบุตรชายในอนุภรรยา อาจนำมาซึ่งความวุ่นวาย จวินหวังที่ยึดมั่นในธรรมเนียมปฏิบัติมักจะไม่เปลี่ยนผู้รับตำแหน่งรัชทายาทโดยง่าย แต่นางกับฉู่หวังซางเป็นสามีภรรยากันมาหลายปี ย่อมรู้นิสัยอีกฝ่ายดี เวลานี้บุตรชายของฉู่หวังซางล้วนมีความสามารถเพียงรักษาสืบทอด หากหญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดผู้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ในแผ่นดินตามคำทำนาย เช่นนั้นดูจากอุปนิสัยของฉู่หวังซาง ต่อให้ราชสำนักจะวุ่นวาย โลหิตหลั่งรินทั่วพื้นพสุธา หากสามารถทำให้รัฐฉู่เป็นใหญ่เหนือทุกรัฐขาย่อมไม่คำนึงมากความเขาต้องเปลี่ยนรัชทายาทอย่างแน่นอน

ไท่จื่อไหวเดิมคิดว่าตนเกิดเป็นบุตรชายในภรรยาเอก ได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อหลายปี ตำแหน่งมั่นคงไม่สั่นคลอน มิคาดคิดว่าจะมีเหตุพลิกผันเช่นนี้ เมื่อฟังวาจาของมารดา เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ “เรื่องนี้…คงไม่ถึงขั้นนั้นกระมัง”

หวังโฮ่วแค่นยิ้มเย็นชา “ในบรรดารัฐทั้งหลาย จวินหวังรักบุตรชายคนเล็ก ปลดบุตรชายคนโต เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นน้อยเสียที่ไหน ครั้งนั้นโจวโยวหวังปลดไท่จื่ออี๋จิ้ว แต่งตั้งปั๋วฝูบุตรชายคนเล็ก จิ้นเซี่ยนกงสังหารไท่จื่อเซินเซิง แต่งตั้งซีฉี เรื่องเหล่านี้ไท่ฟู่ (เชิงอรรถ – ตำแหน่งขุนนางในสมัยโบราณ มีหน้าที่ช่วยเหลือชี้แนะเจ้านครรัฐ) มิเคยสอนเจ้าหรือ เฉกเช่นรัฐฉู่เรา คราวนั้นผิงหวังปลดไท่จื่อเจี้ยน แต่งตั้งเริ่นบุตรชายคนเล็ก ส่งผลให้เกิดเหตุจลาจลของอู๋จื่อซวีเมืองหลวงเก่าถูกทำลาย จำต้องย้ายเมืองหลวงมาที่นี่…”

ไท่จื่อไหวอึ้งไป ครานี้ถึงได้สติ เมื่อคิดว่าเหตุการณ์นองเลือดจากการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทอาจเกิดกับตนเองเช่นกัน ถึงกับอึ้งงันด้วยความตระหนก พลันชักกระบี่ออกมา “ข้าจะชิงสังหารสตรีผู้นั้น!”

หวังโฮ่วเห็นเขาใจร้อนวู่วามเช่นนี้ ก็โมโหจนเสียดร้าวไปทั้งท้อง นางยกมือกุมท้องพลางเอ่ยอย่างกราดเกรี้ยว “เจ้าโง่! เจ้าโง่! หากตอนนี้สามารถสังหารนาง ข้าจะตามเจ้ามาทำอะไร จะทำให้ผู้น้อย (เชิงอรรถ – ภรรยาเอกของเจ้านครรัฐจะใช้คำแทนตนว่า “ผู้น้อย” อันเป็นคำเรียกขานที่แสดงถึงความถ่อมตน)โมโหจนขาดใจตายหรืออย่างไร!”

ไท่จื่อไหวตระหนกตกใจ หันไปถามมารดา “หากเป็นเช่นเสด็จแม่ว่า เรื่องนี้ควรจัดการเช่นไร”

หวังโฮ่วเอ่ยสีหน้าเครียดขมึง “พวกเจ้า ตามหมอหญิงจื้อ!”

ในวังจะมีหมอหญิงคอยตรวจรักษาสตรีในตำหนักใน หญิงสกุลเซี่ยงตั้งครรภ์ครานี้ ฉู่หวังซางสั่งให้หมอหญิงคอยดูแลครรภ์ เมื่อหมอหญิงจื้อได้ยินว่าหวังโฮ่วเรียกตัว จึงจำต้องมาเข้าเฝ้า

หวังโฮ่วจับจ้องหมอหญิงจื้อซึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องล่างครู่ใหญ่ พลันตะคอกถาม “เจ้าเป็นหมอหญิง ศึกษาการแพทย์มาจากที่ใด เคยร่ำเรียนตำราใด”

หมอหญิงจื้อถอนหายใจโล่งอก นี่นับเป็นเรื่องที่นางสันทัด จึงตอบได้อย่างคล่องแคล่ว “หม่อมฉันศึกษาศาสตร์ผดุงครรภ์จากฉินเยวี่ยเหริน ตำราที่ศึกษาคือ ‘คัมภีร์เน่ยจิง’‘คัมภีร์แพทย์’‘ตำราห้าสิบสองโรค’‘ตำราครรภ์’ เคยรักษาสตรีล้มป่วยจำนวนหนึ่งร้อยสามสิบสองคน ช่วยทำคลอดสตรีตั้งครรภ์จำนวนสี่สิบเจ็ดคน” ฉินเยวี่ยเหรินก็คือเปี่ยนเชวี่ย (เชิงอรรถ –หมอเลื่องชื่อในยุคชุนชิวจ้านกั๋วเนื่องจากเปี่ยมความสามารถด้านการแพทย์ ถูกเรียกขานว่าหมอเทวดา จึงได้รับสมญานามว่า “เปี่ยนเชวี่ย” อันเป็นฉายาของหมอเทวดาในสมัยหวงตี้หนึ่งในสามกษัตราห้าราชัน) ที่ชนรุ่นหลังเรียกขาน หมอหญิงจื้อได้รับการถ่ายทอดวิชาจากฉินเยวี่ยเหริน ความสามารถด้านการแพทย์ย่อมไม่ธรรมดา ศาสตร์ผดุงครรภ์หมายถึงสูตินรีเวชวิทยา บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่าตอนเปี่ยนเชวี่ยอยู่รัฐเจ้า ตรวจรักษาด้านการ “ผดุงครรภ์” โดยเฉพาะ และถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านนี้ให้นาง

มุมปากหวังโฮ่วเหยียดออกเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “เจ้าช่วยทำคลอดสตรีตั้งครรภ์มาแล้วสี่สิบเจ็ดคน รู้หรือไม่ว่าหากคำนวณจากสตรีหนึ่งร้อยคน หลังตั้งครรภ์จะมีกี่คนแท้งลูก กี่คนคลอดยาก กี่คนที่ทารกสิ้นใจในครรภ์”

หมอหญิงจื้อตัวสั่นสะท้าน ทว่ามิอาจไม่ตอบ “การตั้งครรภ์นับว่าอันตรายยิ่ง ผู้แท้งลูกมีสองถึงสามในสิบคน ผู้คลอดยากมีจำนวนประมาณนี้ ผู้ที่ทารกสิ้นใจในครรภ์ก็มีจำนวนประมาณนี้…หากแต่ในวังไม่เหมือนในหมู่ชาวบ้าน ห้องเจียวซื่อมีทุกอย่างพร้อมสรรพ ทั้งยังมีหมอหลวงคอยดูแลครรภ์…”

“พอแล้ว!” หวังโฮ่วยิ้มเยียบเย็น “ผู้น้อยรู้รายละเอียดแล้ว การตั้งครรภ์นับว่าอันตรายยิ่ง ผู้แท้งลูกมีสองถึงสามในสิบคน ผู้คลอดยากมีจำนวนประมาณนี้ ผู้ที่ทารกสิ้นใจในครรภ์ก็มีจำนวนประมาณนี้ เห็นทีผู้ที่คลอดอย่างราบรื่นมีไม่ถึงห้าในสิบคน นับเป็นเรื่องธรรมดา หมอหญิงมิต้องกังวล หากเกิดอะไรขึ้น ไม่นับเป็นความผิดของเจ้า!”

“เอ่อ…” หมอหญิงจื้อสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง แต่กลับหวาดกลัวเกินกว่าจะคิดต่อ เงยหน้ามองหวังโฮ่วอย่างตกใจ

หวังโฮ่วนั่งคุกเข่าด้วยท่วงท่างามสง่า “ผู้แท้งลูกมีสองถึงสามในสิบคน ผู้คลอดยากมีจำนวนประมาณนี้ ผู้ที่ทารกสิ้นใจในครรภ์ก็มีจำนวนประมาณนี้ เจ้ามีโอกาสไม่น้อย ทั้งยังล้วนแต่สมเหตุสมผล…” เอ่ยเนิบนาบถึงตรงนี้ก็พลันหยุดวาจา เพราะนางรู้ว่าหมอหญิงที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างน่าจะเข้าใจความหมายของนาง

“เสี่ยวจวิน…” หมอหญิงจื้อแน่นอนว่าฟังเข้าใจ และเพราะฟังเข้าใจ ถึงได้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ หมอบลงกับพื้นเอ่ยเสียงสั่นเครือ “เสี่ยวจวิน หม่อมฉันศึกษาการแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้คน หาใช่สังหารผู้คนไม่ ขอเสี่ยวจวินโปรด…”

หวังโฮ่วตัดบทเสียงเย็นชา “หากหญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดบุตรชายอย่างปลอดภัย ตระกูลของเจ้าจะประสบหายนะ!”

หมอหญิงจื้อมิอาจฝืนคุกเข่าได้อีกต่อไป พลันทรุดฮวบลงกับพื้น เนื้อตัวสั่นระริก ลมหายใจติดขัดราวถูกใครบางคนบีบรัดลำคอจนหายใจไม่ทัน รู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพร่าเลือน สตรีรูปงามผู้สูงศักดิ์เบื้องหน้า ประหนึ่งกลายร่างเป็นมารร้ายอันน่าสะพรึงกลัว…

ขณะเดียวกัน หญิงสกุลเซี่ยงผู้เปี่ยมวาสนาในสายตาทุกคน หาได้ปลาบปลื้มยินดีเช่นที่ทุกคนคาดคิดไม่

นางสวมชุดผ้าไหมปักลายอันอ่อนนุ่มงดงาม ดวงหน้าไร้เครื่องประทินโฉม นอนอยู่ในห้องเจียวซื่อเงียบๆ  เมื่อกวาดตามอง เห็นไข่มุกราตรีส่องสว่าง นอแรดแขวนประดับฝาผนัง ม่านหน้าเตียงคือผ้าไหมโปร่งบางจากรัฐฉี ผ้าห่มคือผ้าไหมโปร่งบางจากรัฐหลู่ ประดับตะขอทองคำ…กลิ่นหอมละมุนโชยออกมาจากกระถางเครื่องหอม ภายในห้องล้วนอบอุ่นสว่างไสวด้วยประกายจากผ้าไหมและทองคำ ประดุจห้วงฝันอันงามวิจิตร สถานที่แห่งนี้เดิมเป็นที่พำนักที่สะดวกสบายยิ่ง แต่นับแต่วินาทีที่ย่างเท้าเข้ามาในห้องเจียวซื่อ ความหวาดหวั่นกังวลก็เริ่มเคลื่อนเข้าปกคลุมจิตใจนาง สำหรับวาสนาที่ฟ้าประทานอย่างกะทันหันเช่นนี้ หญิงสกุลเซี่ยงรู้สึกเพียงคล้ายกับฝันไป ไม่เหมือนเกิดขึ้นจริงแม้แต่น้อย และว่ากันตามจริง หากดูจากชาติกำเนิดของนาง ชีวิตของนาง นิสัยของนาง แม้นหลับฝันนางก็มิเคยคาดคิดมาก่อนว่าตนเองจะพานพบวาสนาเช่นนี้

ตระกูลเซี่ยง เดิมสืบเชื้อสายมาจากรัฐเล็กตรงซานตงรัฐหนึ่งชื่อรัฐเซี่ยง ในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว เกิดศึกสงครามตลอดเวลา รัฐใหญ่ผนวกรัฐเล็ก รัฐเล็กผนวกรัฐเล็กกว่า หนึ่งร้อยกว่าปีก่อน ชาวรัฐจวี่บุกรัฐเซี่ยง รัฐเซี่ยงถูกรัฐจวี่กำราบปราบปราม แต่ชาวรัฐจวี่ยังนับว่าเมตตา แม้จะกำราบรัฐเซี่ยง กระนั้นก็ยังปฏิบัติต่อตระกูลเชื้อพระวงศ์ของรัฐเซี่ยงเป็นอย่างดี นับจากนั้นตระกูลเซี่ยงจึงกลายเป็นตระกูลเล็กที่พึ่งพิงรัฐจวี่ คนตระกูลเซี่ยงมีรูปโฉมงดงามมากสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ บุรุษส่วนใหญ่จึงได้เป็นสหายร่วมศึกษาของเหล่าตระกูลเชื้อพระวงศ์รัฐจวี่ ส่วนสตรีมักจะได้ติดตามกงจู่แห่งรัฐจวี่แต่งงานไปรัฐอื่น

เรื่องราวในใต้หล้าผันแปรไม่แน่นอน บัดนี้รัฐฉู่เข้มแข็ง รัฐจวี่ซึ่งเคยกำราบรัฐอื่นครานี้ถูกรัฐฉู่กำราบปราบปราม ตระกูลเชื้อพระวงศ์ของรัฐจวี่ย้ายไปพำนักในอิ่งตู ส่วนตระกูลเซี่ยงและตระกูลขนาดเล็กตระกูลอื่น  เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของรัฐจวี่ จึงต้องย้ายไปพำนักในอิ่งตูเช่นกัน กงจู่แห่งรัฐจวี่กลายเป็นอนุภรรยาของฉู่หวังซาง มีสตรีหลายคนติดตามเข้าวัง หนึ่งในนั้นก็คือหญิงสกุลเซี่ยง

หลายปีมานี้จวี่จีมิเคยตั้งครรภ์ จึงทำได้เพียงคิดหาวิธี อาศัยโอกาสยามฉู่หวังซางแวะมาหา ฉวยจังหวะขณะที่เขาอารมณ์ดี แนะนำสตรีที่ติดตามนางเข้าวังถวายการปรนนิบัติฉู่หวังซาง เป็นไปตามคาด ผ่านไปไม่นาน หญิงสกุลเซี่ยงก็ตั้งครรภ์

หากแต่ไม่ว่าผู้ใดก็นึกไม่ถึงว่า การที่สตรีที่ไม่สะดุดตาผู้นี้ตั้งครรภ์ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตที่ดึงดูดความสนใจของทุกคนเช่นนี้ จวี่จีซึ่งรับรู้ข่าวนี้อย่างงงงันรีบไปห้องเจียวซื่อเพื่อเยี่ยมหญิงสกุลเซี่ยงซึ่งงุนงงยิ่งกว่าทันที

เทียบกับจวี่จีผู้มีรูปโฉมเฉิดฉายและแววตาสุกสกาว หญิงสกุลเซี่ยงดูจะงดงามหมดจดและนุ่มนวลอ่อนโยน เวลานี้ หญิงสกุลเซี่ยงกำลังกลัดกลุ้มกังวล จึงยิ่งดูน่าสงสารน่าทะนุถนอม นางเห็นจวี่จีเข้ามา รีบลุกขึ้นคำนับ เอ่ยน้ำตาคลอหน่วยด้วยท่าทางประหนึ่งพบญาติสนิท “จวี่ฟูเหริน (เชิงอรรถ – คำเรียกขานภรรยาของเจ้านครรัฐ) หม่อมฉันหวาดกลัวยิ่ง…”

จวี่จีรีบอมยิ้มห้ามปราม “น้องหญิงอย่าขยับ ระวังจะกระเทือนถึงครรภ์ เจ้ามิใช่ตัวคนเดียวแล้ว จำต้องระมัดระวังให้มาก” นางเอ่ยกับหญิงสกุลเซี่ยงเสียงนุ่มก่อนจะหันไปสั่ง “หนี่ว์ซาง นับแต่วันนี้สุขภาพของเซี่ยงอิ้งเหรินมิเป็นเช่นแต่ก่อน ไม่ว่านางจะลุกเดินนั่งนอน เจ้าล้วนต้องคอยประคองมิให้ห่างกาย หากเกิดอะไรขึ้น ข้าจะเอาเรื่องเจ้า” หนี่ว์ซางสาวใช้ข้างกายนางตอบรับเป็นพัลวัน ก้าวเข้าไปประคองหญิงสกุลเซี่ยงอย่างนอบน้อม มิให้นางเคลื่อนไหวโดยไม่ระวัง

หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยอย่างหวั่นเกรง “หม่อมฉันกลัวเหลือเกิน ห้องเจียวซื่อไฉนเลยจะเป็นที่ที่หม่อมฉันพำนัก จวี่ฟูเหริน ท่านไปทูลต้าหวัง ให้หม่อมฉันพำนักที่อื่นเถิด!”

จวี่จีอมยิ้มนิ่งฟัง รอยยิ้มค่อยๆ จางหายไปจากใบหน้าขณะเอ่ย “อย่ากล่าวเหลวไหล!นี่เป็นพระเมตตาของต้าหวัง ไฉนเลยจะเป็นเรื่องที่เจ้ากับข้าตัดสินใจเองได้”

หญิงสกุลเซี่ยงอึ้งไป ริมฝีปากพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาว ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงเอ่ย “แต่ว่า หม่อมฉันหวาดกลัวเหลือเกิน…” เอ่ยถึงตรงนี้ก็สะอื้นจนพูดต่อไม่ออก

จวี่จีรีบยิ้มเอ่ยปลอบนาง “น้องหญิงมิต้องกลัว นี่นับเป็นวาสนาที่ผู้อื่นล้วนปรารถนาทว่ามิอาจได้รับ ไยน้องหญิงจึงร้องไห้เสียเล่า จู่ๆ มีชีวิตรุ่งเรืองมั่งคั่ง เป็นธรรมดาที่จะไม่คุ้นชิน พอผ่านไปนานวันเข้า ย่อมสุขเกษมเปรมปรีดิ์ หากเจ้าให้กำเนิดกงจื่อ(เชิงอรรถ – คำเรียกขานบุตรชายของเจ้านครรัฐ) มีบุตรชายคอยช่วยเหลือ ภายภาคหน้าน่ากลัวว่าคงได้รับพระเมตตามากกว่าข้าเสียอีก!”

หญิงสกุลเซี่ยงก้มหน้า “หม่อมฉันมิกล้า หากให้กำเนิดกงจื่อจริง อย่างไรก็ต้องให้ฟูเหรินเลี้ยงดู หม่อมฉันมิกล้าวาดหวังเกินฐานะ!”

จวี่จีชื่นชมนางในใจ ที่นางตั้งใจมาดูแลนาง ก็เพื่อวาจาประโยคนี้

ในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว การแต่งงานระหว่างรัฐนับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ตอนนั้นทั้งอักษรภาษาและขนบธรรมเนียมของแต่ละรัฐล้วนแตกต่างกัน หากธิดาตระกูลเชื้อพระวงศ์ของรัฐหนึ่งแต่งงานไปอีกรัฐหนึ่ง ตระกูลเชื้อพระวงศ์ของรัฐนั้นมักจะให้สตรีร่วมตระกูลหรือธิดาตระกูลขุนนางจำนวนมากติดตามขบวนแต่งงานไปด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้เจ้าสาวรู้สึกโดดเดี่ยวหวั่นกลัวยามพำนักตามลำพังในสถานที่แปลกหน้าซึ่งสื่อสารต่างภาษา

ด้วยเหตุนี้ ปกติแล้วการแต่งงานครั้งหนึ่ง ฝ่ายชายอาจมิได้แต่งงานกับสตรีเพียงผู้หนึ่ง แต่คือสตรีกลุ่มหนึ่ง ซึ่งบรรดา “น้องหญิง” เหล่านี้มิเพียงแต่เป็นสหายร่วมเดินทาง ทั้งยังอาจเป็นผู้ตั้งครรภ์แทน…บางทีสตรีผู้มีสถานะสูงศักดิ์ที่สุดอาจไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชาย แต่ขอเพียงสตรีที่ติดตามขบวนแต่งงานของนางให้กำเนิดบุตรชาย เช่นนั้นการแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีคราวนี้ก็เท่ากับมีผู้สืบทอด

ด้วยเหตุนี้ประเทศจีนในสมัยโบราณ การแต่งงานจึงมิใช่เรื่องของคนสองคน แต่เป็นการเกี่ยวดองของสองตระกูล ตามคำกล่าวที่ว่า “การแต่งงานสามารถเชื่อมสัมพันธ์สองตระกูล ทำตามประสงค์ของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ มีทายาทสืบทอดวงศ์ตระกูล” กล่าวให้แคบคือการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของสองตระกูล กล่าวให้กว้างคือการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างนายหญิงกับสตรีที่ติดตามเข้าวังมิใช่ศัตรูหัวใจ แต่คล้ายเป็นกลุ่มสตรีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ช่วยเหลือเกื้อกูล นายหญิงปกป้องดูแลสตรีที่ติดตามเข้าวัง สตรีที่ติดตามเข้าวังพึ่งพิงเชื่อฟังนายหญิง

หญิงสกุลเซี่ยงเป็นคนอ่อนน้อมเชื่อฟัง ดังนั้นจึงได้รับความเมตตาอย่างยิ่งจากจวี่จี อันที่จริงดูจากอุปนิสัยของฉู่หวังซาง สตรีที่เฉลียวฉลาดและงดงามพริ้งเพริศเช่นจวี่จี ถึงจะเป็นสตรีที่เขาชมชอบ หญิงสกุลเซี่ยงแม้จะมีรูปโฉมงดงาม แต่กลับว่าง่ายจนราบเรียบธรรมดา ฉู่หวังซางแม้จะรับสั่งให้ถวายการปรนนิบัติสองครั้ง แต่ไม่นานก็ลืมเลือน

ดังนั้นจวี่จีจึงไม่รู้สึกตะขิดตะขวงที่จะแสดงท่าทีห่วงใยเป็นมิตรต่อหญิงสกุลเซี่ยง ยิ่งไปกว่านั้นนางเองก็ห่วงใยเด็กในครรภ์ของหญิงสกุลเซี่ยงด้วยใจจริง ไม่ต่างจากเลือดในอกของตน น้ำเสียงจึงยิ่งทวีความอ่อนโยนนุ่มนวล “น้องหญิง เจ้าคือมารดาผู้ให้กำเนิดเด็กผู้นี้ เดิมก็มีสถานะเช่นเดียวกับข้า บัดนี้เจ้าต้องเปลี่ยนคำเรียกขานแล้ว เรียกข้าว่า ‘พี่หญิง’”

หญิงสกุลเซี่ยงเงยหน้ามองจวี่จี เอ่ยเรียกตะกุกตะกัก “พี่หญิง…”

จวี่จียิ้มกอดนาง “น้องหญิงอันประเสริฐ”

นับจากนี้ หญิงสกุลเซี่ยงพักผ่อนบำรุงครรภ์ ทุกวันจะมีจวี่จีคอยดูแล นอกจากไปถวายบังคมฉู่หวังซางหลังประชุมขุนนาง ก็มักจะพำนักที่ห้องเจียวซื่อ ได้รับการดูแลอย่างถี่ถ้วน ทำให้คนของหวังโฮ่วไม่มีโอกาสลงมือ

หลายเดือนผ่านไป หญิงสกุลเซี่ยงครบกำหนดคลอด สตรีร่างทรงระบำบวงสรวงตลอดคืน นางกำนัลและหมอหญิงเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด แม้แต่ฉู่หวังซางยังยกเลิกการประชุมขุนนางเป็นกรณีพิเศษ นั่งรอข่าวอยู่ริมระเบียงนอกห้องเจียวซื่อ

เวลานี้ เสียงร้องของหญิงสกุลเซี่ยงยามคลอดลูกดังแหวกอากาศ บรรดาข้ารับใช้วิ่งวุ่นเข้าออกจ้าละหวั่น เหล่าสตรีร่างทรงขับร้องบทเพลงบวงสรวงพลางจุดธูปหอมเพื่ออธิษฐานขอพรต่อทวยเทพ แต่กลิ่นหอมละมุนนั้นก็มิอาจทำให้จิตใจผู้คนสงบลงได้ ฉู่หวังซางกระวนกระวายยิ่ง หวังโฮ่วยืนอยู่ข้างกายเขา อดปลอบโยนไม่ได้ “ในเมื่อมีคำทำนายจากดวงดาว แม่ลูกย่อมปลอดภัย นับเป็นอาณัติจากสวรรค์ ต้าหวังอย่ากังวลไป!”

ทว่าแท้จริงแล้ว หวังโฮ่วกำลังร้อนใจดั่งไฟลน หมอหญิงจื้อที่สมควรตายผู้นั้น บังอาจขัดคำสั่งนาง ถ่วงเวลามาถึงบัดนี้ก็ยังไม่ลงมือ นางสั่งคนไปเร่งหลายครั้ง หมอหญิงจื้อเพียงแต่ตอบปัดว่าบัดนี้ข้างกายหญิงสกุลเซี่ยงมีจวี่จีคอยคุ้มครอง ทั้งยังมีนางกำนัลกับข้ารับใช้รายล้อม ไม่ว่าอาหารหรือยา ล้วนมีหมอหลวงและคนครัวดูแลโดยเฉพาะ จึงไม่มีโอกาสลงมือ มีเพียงยามทำคลอดเท่านั้น ถึงพอหาโอกาสลงมือได้

นางเองก็กำชับเตือนหมอหญิงจื้อไปแล้ว หากถึงตอนนั้นเรื่องราวไม่สำเร็จผลวาจาที่เคยลั่นไว้ว่าจะกำจัดตระกูลนาง ย่อมเป็นไปตามนั้น

นางเอ่ยปลอบฉู่หวังซาง ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของหญิงสกุลเซี่ยงดังลอยมา ยิ่งทำให้ความหวั่นกังวลในใจนางเพิ่มทวี ภายนอกแม้สงบเยือกเย็นเช่นปกติ ทว่าทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้องของหญิงสกุลเซี่ยง หัวใจนางก็ราวกับถูกเข็มแหลมทิ่มแทง ทำได้เพียงลอบสาปแช่งอย่างรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า “ไยนางจึงยังไม่ตาย ไยนางจึงยังไม่ตาย…”

ในลานหน้าห้อง สตรีร่างทรงสวมหน้ากากกำลังระบำขับร้อง อธิษฐานขอพรต่อเส้าซือมิ่งเทพธิดาในตำนานที่มีหน้าที่ปกปักรักษาบุตรธิดาและปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้คุ้มครองสตรีมีครรภ์ ขอให้นางให้กำเนิดทารกน้อยอย่างราบรื่น

สารทฤดูต้นหมีอู๋ดอกเพ่ยหลาน

กระจายตัวทั่วลานบานสะพรั่ง

ใบเขียวนุ่มคู่ดอกขาวงามจีรัง

หอมจรุงกรุ่นรั้งไร้จากกลาย

เหล่าลูกหลานเติบใหญ่ไร้ทุกข์โศก

อุดมโชคสุขสันต์ดั่งใจหมาย

เส้าซือมิ่งคอยปัดเป่าอันตราย

ขอจงคลายพะวงกังวลใจ

หมู่แมกไม้ชูช่องามเฉิดฉัน

โฉมลาวัณย์รับเทพสรวงไสว

พลันจุติพบเหล่าอรไท

สบสายตางามละไมอุ่นอนันต์

ยามพบพานจากลาไร้คำกล่าว

เคลื่อนเหินหาวหวนคืนสู่สวรรค์…

หวังโฮ่วฟังเสียงเพลงของสตรีร่างทรงที่ลอยมาจากที่ไกลๆ  รู้สึกเพียงว่าสมองอื้ออึง ทว่าในใจกลับสาปแช่งไม่หยุด “เหล่าทวยเทพทั้งปวง ข้าขอใช้ตำแหน่งหวังโฮ่วแห่งรัฐฉู่วิงวอนต่อสวรรค์ ไท่จื่อล้วนได้รับแต่งตั้ง รากฐานแห่งรัฐมิอาจสั่นคลอน ขอเทพซือมิ่งโปรดดลบันดาลตามคำอธิษฐานของข้า อย่าให้ดาวจักรพรรดิถือกำเนิด อย่าให้มารหัวขนผู้นั้นก่อหายนะต่อตระกูลของข้า”

ขณะกำลังอธิษฐาน ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเหลือแสนของหญิงสกุลเซี่ยงพลันดังลอดออกมาจากห้องใน

ทุกคนล้วนตกใจ แม้แต่ฉู่หวังซางยังผุดลุกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เอ่ยถาม “หญิงสกุลเซี่ยงเป็นอย่างไรบ้าง”

จวี่จีก็เป็นห่วงยิ่งเช่นกัน เอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ “หม่อมฉันเข้าไปดูเองเพคะ” กล่าวจบก็ก้าวเข้าไปในห้องใน

นางเพิ่งจะเข้าไปไม่นาน ก็ได้ยินเสียงร้องของเด็กทารกดังลอดออกมา ฉู่หวังซางดีดตัวขึ้น เอ่ยอย่างยินดีปรีดา “คลอดแล้ว! คลอดแล้ว!”

หวังโฮ่วหน้าเผือดซีด ในใจมีเพียงความคิดหนึ่งหมุนวนไปมา “สุดท้ายก็ปล่อยให้นางถือกำเนิดจนได้ สุดท้ายก็ปล่อยให้นางถือกำเนิดจนได้…”

นางหน้าถอดสี ฝีเท้าไม่มั่นคง พลันโซเซถอยหลัง ยังดีที่ไต้เม่าประคองไว้ได้ทัน

ตอนนั้นเองที่เสียงเพลงเนิบช้าของสตรีร่างทรงที่อยู่ด้านนอกลอยเข้ามา

กุมกระบี่อุ้มเด็กน้อยร้อยบุญญา

เทพสตรีผู้กล้าแห่งมวลชน…

หากทว่า บัดนี้ไม่มีผู้ใดมีแก่จิตแก่ใจฟังบทเพลงของสตรีร่างทรงเหล่านั้น ประตูห้องในถูกเปิดออก หมอหญิงจื้ออุ้มทารกน้อยออกมา สีหน้าของนางประหลาดยิ่ง แฝงไว้ด้วยความโล่งใจประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก ระคนกับความงุนงงคล้ายกับไม่อยากเชื่อ

แต่หวังโฮ่วกลับไม่มีเวลาสนใจสีหน้าของนาง เอาแต่จับจ้องทารกน้อยในห่อผ้าที่กำลังร้องไห้ไม่หยุด เปลวเพลิงแทบปะทุออกจากนัยน์ตา ราวกับต้องการเผาผลาญหมอหญิงจื้อกับทารกน้อยให้ตายทั้งเป็นสักหมื่นแสนครั้ง หากสามารถปล่อยธนูออกมาจากนัยน์ตา เช่นนั้นผู้ที่ถูกนางจับจ้องคงถูกธนูนับพันหมื่นปักทะลุร่างไปนานแล้ว

ฉู่หวังซางก้าวไปด้านหน้าอย่างไม่รู้ตัว เอ่ยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี “รีบอุ้มลูกมาให้ผู้ด้อยดูเร็วเข้า…”

หมอหญิงจื้อคุกเข่าลงเบื้องหน้าฉู่หวังซาง เทินทารกน้อยในมือไปตรงหน้าฉู่หวังซาง “ขอแสดงความยินดีกับต้าหวัง หญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดกงจู่แก่ต้าหวังเพคะ!”

“เจ้าว่าอะไร…” เสียงนี้มิได้มาจากฉู่หวังซาง แต่เป็นเสียงแหลมสูงของหวังโฮ่ว “ตกลงว่าเป็นกงจื่อ หรือว่ากงจู่”

“เป็น…” หมอหญิงจื้อกัดฟันเอ่ยรายงาน “เป็นกงจู่ เป็นธิดาเพคะ!”

“เป็นไปไม่ได้!” เสียงตวาดอย่างกราดเกรี้ยวของฉู่หวังซางดังสนั่นหวั่นไหว เขายื่นมือออกไปปลดห่อผ้า ทารกน้อยผิวสีแดงเรื่อร้องไห้จ้า เขาจับขาข้างหนึ่งของทารกน้อยขึ้นมา ใบหน้าพลันขาวซีด ทิ้งทารกน้อยไปให้หมอหญิงจื้อ กระทืบเท้าอย่างแรงจนแทบจะทำให้แผ่นไม้บนพื้นระเบียงหักทะลุ หมอหญิงจื้อได้ยินเสียงตวาดของเขาค่อยๆ ลอยห่างออกไป “ลากตัวถังเม่ยมา เตรียมฮั่วติ่ง (เชิงอรรถ –“ติ่ง” คือภาชนะโบราณชนิดหนึ่ง มีสามขา “ฮั่วติ่ง” คือภาชนะสามขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุคชุนชิว) ผู้ด้อยจะต้มเขาทั้งเป็น…”

บทที่สอง เส้าซือมิ่ง

“ฮ่าๆๆ…” เสียงหัวเราะแหลมสูงก้องดังทั่วห้องเจียวซื่อ หวังโฮ่วหัวเราะราวกับคนเสียสติ ท่วงท่าสุขุมงามสง่าอันเป็นลักษณะของหวังโฮ่วล้วนเลือนหายไปสิ้น เล็บยาวของนางจิกไหล่หมอหญิงจื้อ หัวเราะจนน้ำตาไหล “หมอหญิงจื้อ ทำได้ดี ทำได้ดี…เจ้าทำได้ดีกว่าที่ผู้น้อยคิดไว้เสียอีก ข้าจะตกรางวัลเจ้าอย่างงาม! ตกรางวัลเจ้าอย่างงาม!”

หมอหญิงจื้อคุกเข่าอยู่บนพื้น พยายามปกป้องทารกน้อยในอ้อมอกอย่างลนลาน เห็นหวังโฮ่วหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง ความหวาดกลัวพลันแล่นเข้าเกาะกุมจิตใจ

หลายเดือนมานี้ นางถูกหวังโฮ่วบังคับขู่เข็ญ จึงจำต้องหาสมุนไพรที่มีสรรพคุณทำให้ตกเลือดมาบดเป็นผงซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ตั้งใจหาโอกาสใส่ในยาน้ำของหญิงสกุลเซี่ยง หากแต่ทุกครั้งที่จะลงมือ ความพรั่นพรึงอันหนักอึ้งในใจมักจะทำให้นางมิอาจลงมือในตอนสุดท้าย

ตอนเยาว์วัยนางร่ำเรียนวิชาการแพทย์จากเปี่ยนเชวี่ย ในสมัยโบราณหมอกับหมอผีมักจะเกี่ยวข้องกัน หมอรักษาผู้คน หาได้เป็นเพราะความสามารถส่วนตัวของหมอไม่ หากแต่เป็นเพราะเบื้องบนดลบันดาล ทำให้หมอได้รับชื่อเสียงเกียรติยศ ด้วยเหตุนี้ เวลาหมอรักษาโรค นอกจากต้องชำนาญการตรวจชีพจรและการปรุงยา สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือต้องมีใจเคารพศรัทธา ถึงจะสามารถล่วงรู้ต้นเหตุแห่งโรคภัยในกายผู้ป่วย มีเพียงใช้ใจที่เปี่ยมศรัทธาเท่านั้น ถึงสามารถเสาะหาตัวยาที่ถูกต้องท่ามกลางตัวยาสารพันมาช่วยเหลือผู้คนได้

หมอคือทูตแห่งเทพสวรรค์ มีหน้าที่รักษาตามอาณัติสวรรค์ หมอคือผู้ที่สวรรค์คัดเลือกให้ช่วยเหลือผู้คน มีพรสวรรค์ที่ต่างจากคนทั่วไป หากใช้พรสวรรค์ที่เบื้องบนประทานให้กระทำสิ่งเลวทราม ใช้ยารักษาทำร้ายผู้คน จะถูกสวรรค์ลงโทษ นางเคยเห็นผู้ที่ถูกสวรรค์ลงโทษ ถูกฟ้าผ่าตาย ร่างทั้งร่างไหม้เกรี้ยม และที่น่ากลัวกว่านั้นคือมีรอยประหลาดคล้ายสัญลักษณ์สวรรค์ประทับบนร่าง บาปกรรมเช่นนี้แม้นตายก็มิอาจหลุดพ้น

นางมองหญิงสกุลเซี่ยงเดินเหิน มองหญิงสกุลเซี่ยงรับประทานอาหาร มองหญิงสกุลเซี่ยงดื่มยา ทุกวินาทีล้วนขอพรอธิษฐาน สตรีตั้งครรภ์ทุกคนล้วนมีโอกาสสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ นางมิกล้าลงมือ แต่นางกลับปรารถนาอย่างยิ่งยวดว่าจะสามารถรักษามือทั้งคู่ให้สะอาด ขณะเดียวกันก็ทำให้ตระกูลของนางมิต้องประสบหายนะ

จวบกระทั่งชั่วขณะที่หญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิด นางคิดว่า หากเด็กผู้นี้สามารถถือกำเนิดอย่างราบรื่น เช่นนั้น นางก็เหลือเพียงหนทางสุดท้าย…ทารกที่เพิ่งถือกำเนิดบอบบางถึงเพียงนั้น เพียงใช้ผ้าห่มวางบนปากและจมูกของเขา เขาก็จะขาดใจตาย ไร้บาดแผลไร้ร่องรอยอย่างสิ้นเชิง

นางตัวสั่น นางอธิษฐาน หญิงสกุลเซี่ยงกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส หากแต่ความเจ็บปวดและขมขื่นในใจนางก็หาได้น้อยกว่าไม่ ชั่วขณะสุดท้ายกำลังจะมาถึง ไม่ว่านางจะตัดสินใจเช่นไรล้วนต้องตกนรกหมกไหม้มิได้ผุดได้เกิด

ตอนนางอุ้มทารกออกจากร่างมารดา ตอนนั้นเองที่นางเห็นว่า นั่นเป็นทารกเพศหญิง!

ชั่ววินาทีนั้นนางถึงกับน้ำตาไหลด้วยความดีใจ…ตงหวงไท่อี อวิ๋นจงจวิน ไท่ซือมิ่ง เส้าซือมิ่ง เหล่าทวยเทพบนสรวงสวรรค์และใต้ปฐพีล้วนได้ยินคำอธิษฐานของนาง เด็กผู้นี้มีทางรอดแล้ว! ตัวนางมีทางรอดแล้ว!

หวังโฮ่วกวาดตามอง เห็นจวี่จีเดินออกมา สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องมาที่นาง เมื่อครู่เป็นเพราะนางดีใจจนลืมตัว จึงเผลอเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมาโดยไม่ตั้งใจ เวลานี้จึงไม่สะดวกเอ่ยอันใด ได้แต่ตบไหล่หมอหญิงจื้อพลางส่งสายตาให้นาง ก่อนจะหมุนตัวเดินนำทุกคนออกไป นางไม่เข้าใจว่าดาวจักรพรรดิตามปรากฏการณ์บนท้องฟ้าไยจึงกลายเป็นทารกเพศหญิง นางไม่คิดเข้าใจและไม่จำเป็นต้องเข้าใจ นางถึงขั้นคิดว่าหมอหญิงจื้ออาจจะใช้คาถาอาคมพิสดารใดเปลี่ยนทารกเพศชายเป็นทารกเพศหญิง สรุปว่าผลที่เกิดขึ้นนี้ทำให้นางพอใจยิ่ง

นางกำนัลกับหมอหญิงที่เหลือเห็นฉู่หวังกับหวังโฮ่วเดินออกไปอย่างไม่พอใจ พลันแยกย้ายออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ห้องเจียวซื่อที่เดิมแน่นขนัดด้วยผู้คนพลันว่างเปล่าในพริบตา

หมอหญิงจื้อคุกเข่าอยู่บนพื้น น้อมส่งหวังโฮ่วออกไป ขณะลุกขึ้นยืน พลันรู้สึกอ้อมแขนเบาหวิว เงยหน้าเห็นว่าทารกน้อยถูกจวี่จีรับไปอุ้มไว้

หมอหญิงจื้อรีบทรุดตัวคุกเข่าอีกครั้งอย่างร้อนรน “จวี่ฟูเหริน!”

เวลานี้ในห้องเจียวซื่อ เหลือเพียงจวี่จีกับสาวใช้คนสนิท จวี่จีมองหมอหญิงจื้ออย่างเย็นชา สายตาคล้ายจะกรีดเชือดร่างกายอีกฝ่าย

หมอหญิงจื้อลอบสะท้านใจ ทันใดนั้น จวี่จีพลันถามขึ้น “เจ้าสร้างความดีความชอบปานใดให้หวังโฮ่ว”

หมอหญิงจื้อสะดุ้ง ตอบทันที “ไม่ หม่อมฉันล้วนมิได้ทำอันใด”

จวี่จีมองนางด้วยสายตาเย็นชา “เช่นนั้นเหตุใดหวังโฮ่วจึงเอ่ยกับเจ้าเช่นนั้น”

หมอหญิงจื้อรู้สึกราวกับน้ำท่วมปาก มิอาจกล่าววาจา เห็นแววตาจวี่จีเยียบเย็นขึ้นทุกขณะ ตัดสินใจเด็ดขาด ลั่นวาจาสาบาน “หากฟูเหรินมิเชื่อ หม่อมฉันขอสาบานต่อสวรรค์ หากข้ากระทำสิ่งใดที่ผิดจรรยาบรรณผู้รักษา ขัดต่อหลักมโนธรรม ขอให้เทพเจ้าและภูตผีลงทัณฑ์ สวรรค์และนรกลงโทษ!”

คนในยุคสมัยนี้เชื่อถือศรัทธาในภูตผีเทพเจ้า ย่อมไม่กล้าลั่นวาจาสาบานเหลวไหล จวี่จีแม้จะเคลือบแคลงสงสัย แต่เมื่อเห็นหมอหญิงจื้อลั่นวาจาสาบานเช่นนี้ ได้แต่จำใจถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เอ่ย “วันนี้เจ้าลั่นวาจาสาบาน ภูตผีเทพเจ้าล้วนเป็นพยาน หวังว่าเจ้าจะกล่าวตามความเป็นจริง” กล่าวจบก็อุ้มทารกน้อยทำท่าจะเดินจากไป

หมอหญิงจื้อรีบเอ่ย “ฟูเหริน ข้างเตียงนอนของเซี่ยงอิ้งเหรินมียาห่อหนึ่ง เดิมหม่อมฉันเตรียมไว้ใช้ห้ามเลือดหลังคลอด เพียงแต่บัดนี้บรรดาสาวใช้ล้วนแต่…”

จวี่จีหยุดฝีเท้า มองหมอหญิงจื้อด้วยสายตาเคลือบแคลง สุดท้ายก็ทำใจเชื่อนางไม่ลง โบกมือเอ่ย “ข้ารู้แล้ว เจ้าไปได้แล้ว”

หมอหญิงจื้อทำท่าจะก้าวไปด้านหน้า แต่รู้ว่าตนเองถูกจวี่จีสงสัย สุดท้ายก็มิกล้าก้าวเข้าไป ได้แต่โขกศีรษะหนึ่งครั้งก่อนจะถอยออกไป

หญิงสกุลเซี่ยงซึ่งนอนอยู่ในห้องเจียวซื่อเพียงลำพังค่อยๆ ฟื้นคืนสติ นางขยับตัวอย่างยากลำบาก วินาทีที่ลูกน้อยลืมตาดูโลก ได้ยินเพียงเสียงร้องตะโกน “คลอดแล้ว คลอดแล้ว…” ลมหายใจพลันคลายลง จากนั้นก็หมดสติไป

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด นางค่อยๆ ได้สติ แต่กลับพบว่าในห้องเงียบสนิทไร้ผู้คน แม้แต่เสียงร้องของทารกก็ไม่ได้ยิน ในใจพลันร้อนรน ส่งเสียงเรียกสาวใช้อยู่นาน แต่ไม่มีผู้ใดตอบรับ อยากดื่มน้ำไม่มีผู้ใดยกให้ดื่ม แม้แต่ลูกน้อยอยู่ที่ใดก็ไม่รู้ แม้นางจะอ่อนแอขลาดกลัว แต่ถึงอย่างไรก็อยู่ในวังฉู่มาหลายปี การช่วงชิงในตำหนักในนางมิใช่ไม่รู้ เพียงแต่กาลก่อนนางสถานะต่ำต้อย แม้จะพอได้ยินมาบ้าง กระนั้นก็มิเคยประสบกับตัวเอง เพียงแต่พอรู้ว่า ทันทีที่ตนตั้งครรภ์ก็ย้ายมาพำนักในห้องเจียวซื่อ ทำให้ผู้มีอิทธิพลในวังจำนวนไม่น้อยไม่พอใจ

นับแต่ตั้งครรภ์ จวี่จีระวังเรื่องอาหารและยาของนางอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่ามีคนหมายจะเอาชีวิตลูกในครรภ์ของนาง ทว่าบัดนี้ ทั้งที่นางให้กำเนิดลูกน้อยแล้ว ก่อนหน้านี้ตอนนางหมดสติ ในห้องแน่นขนัดไปด้วยนางกำนัลกับสาวใช้ แต่แล้วเพียงชั่วพริบตา ข้ารับใช้ล้วนหายไป ลูกของนางก็หายไป

นางพลันรู้สึกหวาดกลัว หรือจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก? ลูกของนาง ลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก เกิดอะไรขึ้นกับเขา แม้ร่างกายจะอ่อนแรงเจ็บปวดหลังคลอด แต่หญิงสกุลเซี่ยงก็กัดฟันอดกลั้น ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีหมายจะยันกายลุกขึ้นไปตามหาลูก แต่เป็นเพราะนางเพิ่งผ่านการคลอดลูกมาหนึ่งวันหนึ่งคืน เรี่ยวแรงในกายถูกใช้จนหมดสิ้น ตะเกียกตะกายอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะฝืนยืดตัวขึ้นได้ แต่แล้วเลือดสดๆ พลันไหลทะลักออกมาจากท้องน้อย ทำให้นางถึงกับหน้ามืดตาลาย มิอาจฝืนทนได้อีก ได้แต่ล้มลงบนเตียงอีกครั้งอย่างอ่อนแรง

ลูกของนางเป็นอย่างไรบ้าง กำลังตกอยู่ในอันตรายหรือไม่ หรือจะถูกคนทำร้าย ทอดทิ้ง สับเปลี่ยน…นางมิอาจปล่อยให้ตัวเองคิดต่อ เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว ทำได้เพียงนอนหงายอยู่บนเตียง ปราศจากเรี่ยวแรง สติแทบหลุดลอยทว่าในใจนางมีความคิดอันแรงกล้าประการหนึ่ง นั่นคือนางจะตามหาลูกของนางกลับมาให้ได้! ปณิธานอันแรงกล้านี้ ทำให้สตรีอ่อนแอผู้นี้บังเกิดกำลังและความกล้าอย่างไม่เคยมีมาก่อน

นางกัดฟัน รวบรวมเรี่ยวแรงอยู่นาน พลางขยับตัวไปริมเตียงทีละน้อย ตอนที่มือของนางสัมผัสขอบเตียง มิใช่ไม่หวาดกลัว แต่ความรักของคนเป็นแม่อยู่เหนือความหวาดกลัวทุกสิ่งอย่าง นางกัดฟันออกแรง ตัวทั้งตัวพลันร่วงตกจากเตียง กระแทกพื้นไม้ถงมู่แข็งเย็นอย่างแรง นางรู้สึกเพียงว่าความเจ็บร้าวในกายพลันปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างสาหัสสากรรจ์ เสียงครวญครางแหบโหยเปล่งออกมาจากลำคอ ร่างทั้งร่างฟุบหมอบอยู่บนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง

เนิ่นนานผ่านไป ถึงค่อยฝืนขยับตัวเล็กน้อย แม้จะอยู่ในปลายฤดูร้อน อากาศยังคงร้อนอบอ้าว แต่เป็นเพราะล่วงเข้ายามดึก กอปรกับนอนฟุบอยู่บนพื้นไม้เยียบเย็น ถูกไอเย็นปะทะร่าง เนื้อตัวจึงสั่นสะท้านด้วยความหนาว นางผงกศีรษะขึ้น ภาพตรงหน้าพลันพร่ามัว นัยน์ตาพร่าลายมิอาจแยกแยะทิศทาง

นางพยายามตั้งสติ ตอนนี้นางอยู่ในห้องเพียงลำพัง มีเพียงตะเกียงทรงต้นไม้ริมเตียงนอนให้ความสว่าง นางหันไปมอง เห็นว่าประตูห้องแง้มเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง ด้านนอกมืดสนิท ไม่รู้ว่าลมเยียบเย็นระลอกแล้วระลอกเล่าพัดโชยมาจากที่ใด เหน็บหนาวเสียดกระดูกยิ่ง คล้ายกับมีเสียงผู้คนลอยมาจากที่ไกลๆ  แต่กลับได้ยินไม่ชัด มิอาจมองเห็น

เดิมนางก็เสียเลือดมากจากการคลอดลูก หลังคลอดลูก เหล่าข้ารับใช้ก็ล้วนหายสิ้น ยังมิได้ปรนนิบัตินางชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนอาภรณ์ เมื่อฝืนขยับร่างกายเช่นนี้ ลำตัวส่วนล่างจึงเริ่มมีเลือดไหล นางฟุบอยู่บนพื้น เจ็บปวดจนมิอาจลุกขึ้น บนพื้นเปียกชื้นเยียบเย็น

นางรู้สึกเพียงว่าร่างทั้งร่างค่อยๆ เย็นลงทีละน้อย เรี่ยวแรงทั้งหมดค่อยๆ มลายหายไป ทว่านางไม่รู้ตัวและไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ในสมองของนางมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น นั่นคือลูกของนาง นางต้องไปตามหาลูกของนาง ต่อให้เวลานี้ร่างทั้งร่างจะชื้นเย็นด้านชาก็ตาม แต่แล้วเพียงขยับตัวเล็กน้อย ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็พลันพุ่งปะทุราวถูกสายฟ้าผ่าฟาด นางจำต้องใช้แรงทั้งหมดในร่างต้านทานมันไว้

หญิงสกุลเซี่ยงฟุบอยู่บนพื้น ผ่านไปครู่ใหญ่ ถึงค่อยอาศัยแรงทั้งหมดที่มีขยับตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย ทว่าทันทีที่ออกแรง ลำตัวส่วนล่างก็จะมีของเหลวอุ่นร้อนไหลทะลักออกมา ขณะที่ลำตัวส่วนบนเหน็บหนาวชาด้าน กระโปรงเปียกชื้นแนบติดร่างกาย หญิงสกุลเซี่ยงค่อยๆ ขยับตัวไปด้านหน้าทีละน้อย มือของนางใกล้เอื้อมถึงธรณีประตูแล้ว แต่เรี่ยวแรงของนางถูกใช้จนหมดสิ้น มิอาจเคลื่อนไปด้านหน้าได้อีก ได้แต่ปล่อยให้เลือดสีแดงฉานไหลนองเต็มพื้น…

จวี่จีเห็นทุกคนแยกย้ายออกไป พลันนึกอะไรขึ้นได้ เอ่ยถาม “เซี่ยงอิ้งเหรินมีคนดูแลหรือไม่”

เหล่าสาวใช้หันมองหน้ากัน ว่ากันตามจริง ทุกคนล้วนเป็นห่วงทารกน้อยมากกว่าหญิงสกุลเซี่ยง เห็นโอรสแห่งอาณัติสวรรค์กลายเป็นทารกเพศหญิง ล้วนตกตะลึงอึ้งงัน พากันกรูตามจวี่จีออกมา

หนี่ว์ขุยสาวใช้คนสนิทของจวี่จีเอ่ยตอบ “ในนั้นยังมีสาวใช้กับแม่นมสองสามคนอยู่ดูแล แน่นอนว่าย่อมปลอดภัย”

จวี่จีรีบนำผ้าห่อตัวทารกหญิงอย่างแน่นหนาก่อนจะอุ้มไว้แนบอก สั่งให้บรรดาสาวใช้ถือตะเกียง ไปหาหญิงสกุลเซี่ยงที่ห้องด้านหลัง

ทันทีที่จวี่จีก้าวพ้นประตู เห็นหญิงสกุลเซี่ยงนอนหมดสติอยู่ริมธรณีประตูก็ตกใจอย่างยิ่ง รีบสั่งให้สาวใช้ด้านหลังเข้าไปประคอง ตอนนั้นเองที่จวี่จีเห็นว่าลำตัวส่วนล่างของหญิงสกุลเซี่ยงชุ่มโชกไปด้วยเลือด ด้านหลังของนางตั้งแต่เตียงนอนจนถึงประตู ล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงคล้ำ นางแตะตัวหญิงสกุลเซี่ยง พบว่าเนื้อตัวอีกฝ่ายเย็นเฉียบ สีหน้าซีดขาวจนเกือบเขียว นางตกใจยิ่ง รีบสั่งให้สาวใช้ประคองหญิงสกุลเซี่ยงไปนอนบนเตียงทันที

จวี่จีเห็นในห้องปลอดคน สีหน้าพลันเปลี่ยนไป เอ่ยถามเสียงกร้าว “บ่าวรับใช้ล้วนหายไปไหนหมด”

เวลานี้ฉู่หวังซางกับหวังโฮ่วล้วนกลับไปแล้ว ในห้องเจียวซื่อเหลือเพียงสาวใช้จำนวนหนึ่ง เสียงของนางที่ดังแหวกอากาศฟังดูแหลมสูงอย่างยิ่ง สาวใช้สองสามคนที่หลบอยู่ด้านนอกต่างสะดุ้งตกใจ ได้แต่บากหน้าเข้ามาในห้อง

จวี่จีเงื้อมือตบหน้าหัวหน้าสาวใช้อย่างแรง “เจ้าไปเตร็ดเตร่ที่ใดมา เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดอยู่ดูแลเซี่ยงอิ้งเหริน”

สาวใช้ผู้นั้นชื่อหนี่ว์ซาง เดิมเป็นสาวใช้ที่ติดตามจวี่จีเข้าวัง เนื่องจากสาวใช้ในห้องเจียวซื่อมีจำนวนหนึ่งที่ถูกส่งมารับใช้ชั่วคราว จวี่จีไม่วางใจ จึงสั่งให้สาวใช้ของตนผู้หนึ่งคอยอยู่ดูแลหญิงสกุลเซี่ใยง ป้องกันการเกิดเหตุไม่คาดฝัน

เพียงแต่หนี่ว์ซางผู้นี้แม้ที่ผ่านมาจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ถึงอย่างไรก็มีนิสัยสู่รู้ คิดว่าที่จวี่จีดูแลหญิงสกุลเซี่ยง เพียงเพราะนางกำลังตั้งครรภ์โอรสแห่งอาณัติสวรรค์เท่านั้น กระทั่งหญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดทารกเพศหญิง ฉู่หวังซางตวาดอย่างกราดเกรี้ยว เหล่าหมอหญิงกับนางกำนัลได้ยินดังนั้นต่างก็ถอยออกไป สาวใช้เหล่านั้นเดิมคิดว่ารับใช้ผู้มีเกียรติจะสามารถอาศัยโอกาสนี้ลืมตาอ้าปาก ไม่คิดว่าสถานการณ์จะพลิกผันเช่นนี้ ต่างวิตกกังวลไม่รู้ตนเองจะถูกตัดสินเช่นไร จึงพากันออกไปสืบข่าวด้านนอก หนี่ว์ซางผู้นี้เห็นหญิงสกุลเซี่ยงสลบไสลไม่ได้สติ เห็นว่าไม่ต้องอยู่ดูแล จึงออกไปดูเหตุการณ์ด้านนอกพร้อมทุกคน

เวลานี้หนี่ว์ซางไม่สนใจแก้ต่าง ได้แต่เอ่ยวิงวอนขอร้อง “หม่อมฉันสมควรตาย ฟูเหรินระวังเจ็บมือ ให้หม่อมฉันตบปากตัวเองเถิด” กล่าวจบก็รีบตบปากตัวเองทันที

จวี่จีรำคาญยิ่ง ตวาดกร้าว “เรื่องนี้พักไว้ก่อน! ยังไม่รีบไปปรนนิบัติเซี่ยงอิ้งเหรินอีก!”

หนี่ว์ซางลุกลี้ลุกลนก้าวเข้าไปปรนนิบัติหญิงสกุลเซี่ยง เริ่มจากเปลี่ยนผ้าห่ม ยกน้ำร้อนเข้ามาชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนอาภรณ์ให้นาง โชคยังดีที่น้ำร้อนและเตาอุ่นที่เตรียมไว้สำหรับทารกแรกเกิดล้วนยังอยู่ แต่ยาห้ามเลือดที่หมอหญิงเตรียมไว้ให้หญิงสกุลเซี่ยงยังมิได้ปรุง ได้แต่รอให้จวี่จีตัดสินใจ

จวี่จีคิดจะตามหมอหญิง แต่หนี่ว์ขุยสาวใช้คนสนิทเอ่ยห้าม “หมอหญิงที่สามารถดูแลครรภ์เมื่อครู่ล้วนอยู่ที่นี่ บัดนี้เพิ่งแยกย้ายกันไป เกรงว่าคงล้วนออกจากวังไปแล้ว จะเรียกมาได้อย่างไร ในเมื่อมียาอยู่แล้ว ลองต้มยาให้เซี่ยงอิ้งเหรินดื่มเถิด”

จวี่จียังคงระแวงในตัวหมอหญิงจื้อ หนี่ว์ขุยจึงได้แต่เอ่ยหว่านล้อมอีกครั้ง “เสี่ยวกงจู่(เชิงอรรถ – กงจู่คนเล็กหรือกงจู่ที่มีอายุน้อย)ถือกำเนิดแล้ว เวลานี้ต่อให้นางทำร้ายเซี่ยงอิ้งเหรินแล้วจะมีประโยชน์อันใด มิสู้ลองดู”

จวี่จีถึงค่อยสั่งให้คนไปต้มยาให้หญิงสกุลเซี่ยง เพียงแต่ตอนนี้ผู้คนล้วนแยกย้ายไปสิ้น กำลังคนไม่พอ นางจึงสั่งให้เหล่าสาวใช้ไปช่วยเหลือ ส่วนตนเองรับทารกหญิงมาอุ้มกล่อม

ทารกหญิงเพิ่งถือกำเนิด ทันทีที่ส่งเสียงร้องก็ถูกล้างตัวอุ้มออกมา จากนั้นก็ถูกฉู่หวังซางโยนทิ้ง โชคดีที่หมอหญิงจื้อรับไว้ได้ทัน ทารกหญิงผู้นั้นนับว่ารู้ความยิ่ง เพียงแต่ร้องไห้ตอนถูกฉู่หวังซางจับตัวขึ้นมาเท่านั้น เวลานี้เมื่อมีจวี่จีอุ้มกล่อม ป้อนน้ำให้ดื่ม เพียงไม่นานก็หลับไป

เหล่าสาวใช้วิ่งวุ่นอยู่ครู่ใหญ่ ครานี้หญิงสกุลเซี่ยงถึงค่อยๆ ฟื้นคืนสติ ทันทีที่เห็นจวี่จี ก็ประหนึ่งผู้จมน้ำพานพบท่อนไม้ช่วยชีวิต แววตาที่เดิมหมองหม่นพลันลุกโชติช่วง เอ่ยถามอย่างร้อนใจ “ลูกข้าอยู่ที่ใด อยู่ที่ใด”

จวี่จีรีบเอ่ย “อย่ากังวลไป ลูกอยู่ที่นี่!” ก่อนจะรีบสั่งให้สาวใช้อุ้มทารกหญิงซึ่งวางอยู่บนโต๊ะมาให้นาง

หญิงสกุลเซี่ยงเห็นทารกน้อย น้ำตาไหลไม่หยุด นางต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดถึงสามารถยันกายลุกขึ้น รับทารกมาอุ้ม แนบใบหน้าของตนกับใบหน้าทารกน้อย เอ่ยพึมพำ “ลูกแม่…” ครานี้ถึงเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ เงยหน้ามองจวี่จีด้วยแววตาเปี่ยมหวัง “ต้าหวังเห็นลูกแล้วหรือไม่”

จวี่จีลังเลเล็กน้อย ครู่หนึ่งถึงเอ่ยอย่างนุ่มนวล “ต้าหวังเห็นเสี่ยวกงจู่แล้ว!”

ใบหน้าของหญิงสกุลเซี่ยงเดิมเผือดซีด ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งซีดขาวราวกระดาษ ประกายในตาประดุจหยุดนิ่งขณะเอ่ย “ว…ว่าอย่างไร กงจู่หรือ ลูกของข้าคือกงจื่อ! คือบุตรชาย!”

จวี่จีเองก็รู้ หลายเดือนมานี้ในวังลือกันว่าดาวจักรพรรดิกำลังจะถือกำเนิด จู่ๆ บัดนี้กลายเป็นกงจู่ นับเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อได้ลง หากมิใช่อยู่ดูหมอหญิงจื้อทำคลอด แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่มีทางเชื่อ เวลานี้เห็นหญิงสกุลเซี่ยงสะเทือนใจรุนแรง ทั้งยังรู้ว่าก่อนหน้านี้นางคลอดยากไร้ผู้ดูแล ร่างกายได้รับความกระทบกระเทือน รู้สึกสงสารจับใจ รีบเอ่ยปลอบโยนเสียงนุ่มนวล “น้องหญิง เจ้าอย่าสะเทือนใจเกินไป ต้องถนอมสุขภาพ”

แต่หญิงสกุลเซี่ยงราวกับจมอยู่ในความสับสน นางเองก็ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด พลันกระชากผ้าห่อทารกออก ทารกหญิงเดิมกำลังหลับสนิท เมื่อถูกนางกระชากผ้าคลุมตัวเช่นนี้ ร่างกายพลันกระทบความเย็น ส่งเสียงร้องไห้จ้า

ทว่าทารกหญิงจะร้องไห้ดังเพียงใด ก็หาได้มากไปกว่าความสะเทือนใจของหญิงสกุลเซี่ยงไม่ นางเห็นลำตัวแดงระเรื่อของทารกหญิงนอกห่อผ้า ขาทั้งสองข้างถีบไปมา ร้องไห้จ้าเสียงดัง ร่างทั้งร่างพลันสั่นสะท้านราวใบไม้แห้งกลางลมกระโชก ทันใดนั้นพลันกรีดร้องโหยหวน เสียงร้องแหลมสูงนั้นถึงกับทำให้ทารกหญิงตกใจจนหยุดร้องไห้

จวี่จีเห็นสภาพนางเช่นนี้ ไฉนเลยจะกล้าให้นางอุ้มทารกน้อยต่อไป รีบแย่งมาส่งให้สาวใช้ข้างกาย ก่อนจะตวัดฝ่ามือตบใบหน้านาง เสียงกรีดร้องของหญิงสกุลเซี่ยงหยุดลงทันที

หญิงสกุลเซี่ยงถูกจวี่จีตบหน้า ถึงค่อยเงียบเสียงลง ทว่าสีหน้าท่าทางยังคงไม่ดีขึ้น นางบีบมือจวี่จีแน่น เอ่ยถามประดุจผู้จมน้ำไขว่คว้าท่อนไม้ช่วยชีวิตท่อนสุดท้าย “พี่หญิง ลูกของข้าคือกงจื่อ ใช่หรือไม่ ใช่หรือไม่”

ความผิดหวังท้อแท้ในใจจวี่จีมิได้น้อยไปกว่านาง เพียงแต่นางเป็นคนเข้มแข็ง ไม่แสดงออก ได้ยินดังนั้นก็เพียงถอนใจแผ่วเบา ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้อีกฝ่าย “น้องหญิง จะบุตรชายหรือบุตรสาว ล้วนเป็นอาณัติจากเส้าซือมิ่ง เดิมพวกเราก็มิอาจร้องขอ เด็กผู้นี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าจริงๆ  แล้วก็เป็นบุตรสาวจริงๆ”

หญิงสกุลเซี่ยงส่ายหน้าราวกับคนเสียสติ “ไม่มีทาง จะเป็นกงจู่ได้อย่างไร ต้าหวังเคยบอกว่า ตามคำทำนายของปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ย่อมต้องเป็นกงจื่อ พวกท่านหลอกข้าใช่หรือไม่ ผู้ใดสับเปลี่ยนบุตรชายของข้าไป นี่มิใช่ลูกของข้า ลูกของข้าคือกงจื่อ…” นางชี้ไปทางทารกหญิงพลางกรีดเสียงแหลม “อุ้มนางออกไป นางมิใช่ลูกข้า มิใช่ลูกข้า…”

ตอนหญิงสกุลเซี่ยงตั้งครรภ์ เคยเกิดเรื่องขึ้นหลายครั้ง ทำให้นางทั้งระแวงทั้งหวาดกลัว ตอนนางตั้งครรภ์ใหม่ๆ จึงตั้งใจฝากให้จวี่จีคุ้มครอง เอ่ยเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะยกลูกให้จวี่จี ทั้งนี้ก็เพื่ออาศัยบารมีของจวี่จีปกป้องลูกน้อย

แม้นางจะต่ำต้อยขลาดกลัว แต่เวลานี้ก็อดระแวงสงสัยมิได้ ในวังเดิมก็เต็มไปด้วยแผนการและกลอุบาย นางเองก็ได้ยินมามาก ทั้งยังรู้ว่าทารกผู้นี้เป็นที่ชิงชังของหวังโฮ่ว เป็นที่หมายปองของจวี่จี บัดนี้บุตรชายที่เฝ้ารอมานานกลับกลายเป็นบุตรสาว จึงอดคิดมิได้ว่าหากมิใช่หวังโฮ่วสั่งคนสับเปลี่ยน ก็คือจวี่จีสั่งคนสับเปลี่ยน เดิมนางมิได้ฉลาดมากนัก ตอนนี้ร่างกายอ่อนแอ จิตใจสับสน มิอาจตรึกตรองอะไรได้ จึงเชื่อตามสัญชาตญาณว่าทารกน้อยถูกสับเปลี่ยน ซ้ำยังหลุดปากเอ่ยวาจาที่ปกติไม่มีทางกล้าเอื้อนเอ่ยออกมา

จวี่จีเห็นนางเป็นเช่นนี้ ก็ทราบว่าสภาพจิตใจของนางอ่อนแอถึงขีดสุด มิอาจรับรู้สิ่งใด ได้แต่เอ่ยปลอบโยน “เอาเถิด เอาเถิด น้องหญิง บัดนี้เจ้าร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนให้มาก พรุ่งนี้ข้าค่อยมาเยี่ยมเจ้า”

หญิงสกุลเซี่ยงจับมือจวี่จีแน่น เอ่ยเสียงเลอะเลือนสับสน “พี่หญิง ไม่ ฟูเหริน…ท่านต้องช่วยข้า ช่วยข้าตามหาลูกกลับมา ข้าโขกศีรษะขอร้องท่าน…” กล่าวพลางทำท่าจะก้มตัวโขกศีรษะ

จวี่จีจนใจ ทำได้เพียงจับตัวหญิงสกุลเซี่ยง “น้องหญิง เจ้ามิจำเป็นต้องทำเช่นนี้ ลูกของเจ้ามิใช่ลูกของข้าหรือ ข้ามิได้รักใคร่เอ็นดูเช่นเดียวกับเจ้าหรือ เจ้าพักผ่อนให้มาก อย่าทำร้ายตัวเองเช่นนี้”

หญิงสกุลเซี่ยงเดิมก็เหนื่อยล้าอย่างยิ่ง เพียงแต่อาศัยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ครานี้ลมหายใจพลันคลายลง จึงผล็อยหลับไป

จวี่จีปลอบโยนหญิงสกุลเซี่ยง เห็นว่าข้ารับใช้ในห้องเจียวซื่อล้วนแยกย้ายไปสิ้น ตามตัวผู้ใดมิได้ จึงได้แต่สั่งให้หนี่ว์ฉางสาวใช้ของตนอยู่ดูแล สั่งให้หนี่ว์ซางสาวใช้ที่เดิมตนสั่งให้รับใช้หญิงสกุลเซี่ยงอุ้มทารกน้อย กลับหออวิ๋นเมิ่งที่พำนักของตน

ทารกผู้นั้นนับว่าเลี้ยงง่ายยิ่ง เพียงร้องไห้ไม่กี่ครั้ง ก็ถูกแม่นมที่จวี่จีเตรียมไว้รับไปอุ้มแนบอก ดื่มนมมื้อหนึ่ง ปัสสาวะรอบหนึ่ง จากนั้นก็หลับสนิท

จวี่จีแม้จะผิดหวัง แต่เห็นทารกผู้นั้นรู้ความยิ่ง จึงอดรักใคร่เมตตามิได้ คืนนั้นจึงตัดสินใจให้ทารกผู้นั้นนอนข้างกายตน แม้จะนอนหลับไม่สนิททั้งคืน ทว่านางกลับเอ็นดูทารกหญิงผู้นั้นมากขึ้นทุกที

ขณะเดียวกัน ณ หอจางหัว เปลวไฟในกระถางทองสำริดลุกโชติช่วง เช่นเดียวกับไฟโทสะในใจฉู่หวังซางที่กำลังลุกโชน เขาจับจ้องถังเม่ยซึ่งคุกเข่าอยู่ตรงเชิงบันได เอ่ย “ถังเม่ย เจ้าบอกผู้ด้อยว่า จะมีดาวจักรพรรดิถือกำเนิดในตำหนักใน แต่เหตุใดดาวจักรพรรดิจึงกลายเป็นทารกเพศหญิงไปได้”

ถังเม่ยมีสีหน้าแปลกประหลาด

ก่อนหน้านี้ เขากำลังสำรวจปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอยู่บนหอดูดาว ทว่านาทีต่อมาก็ถูกทหารของฉู่หวังซางคุมตัวเข้าวัง กระนั้นเวลานี้ เขาก็หาได้รู้สึกว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตรายสาหัสไม่ เขาจ้องมองฉู่หวังซางด้วยสายตากระตือรือร้น เอ่ยตอบ “ต้าหวัง โปรดอนุญาตให้กระหม่อมตรวจสอบปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอีกครั้ง ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าวันนี้ประหลาดยิ่งนัก กระหม่อมสำรวจดาวจักรพรรดิดวงนั้นอยู่บนหอดูดาวตลอดเวลา หาได้เกิดสิ่งผิดปกติไม่ ทว่าเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน จู่ๆ ดวงจันทร์พลันกลายเป็นสีเลือด หมู่ดาวล้วนมืดมน จวบจนดวงจันทร์เคลื่อนตำแหน่ง กระหม่อมพบว่าดาวจักรพรรดิเคลื่อนเข้าสู่ดาวเทียนซู ทั้งยังปล่อยพลังสังหารอันมหาศาลออกมา เห็นได้ว่าน่าจะตรงกับทารกที่ถือกำเนิดในเวลานี้”

ฉู่หวังซางได้ยินเขาตอบเช่นนี้ ความประหลาดใจยิ่งเพิ่มพูน “เฮอะ เจ้ากล่าวเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมีดาวจักรพรรดิถือกำเนิด แต่เด็กที่หญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดเห็นอยู่ว่าเป็นกงจู่ ผู้ด้อยเห็นกับตาตัวเอง จะผิดพลาดได้อย่างไร”

ถังเม่ยเอ่ยอย่างจริงจัง “ดาวจักรพรรดิถือกำเนิดแล้ว กระหม่อมเพียงแต่กล่าวตามปรากฏการณ์ดวงดาว ไม่ถามเพศชายหญิง”

ฉู่หวังซางแค่นเสียง “เฮอะ” คำหนึ่ง “หรือเจ้าต้องการบอกว่า ดาวจักรพรรดิเป็นสตรีอย่างนั้นหรือ”

ถังเม่ยส่ายหน้า “กระหม่อมก็ไม่ล่วงรู้ว่านี่เป็นวาสนาหรือเป็นหายนะ!”

ฉู่หวังซางถามอย่างแปลกใจ “ไยจึงกล่าวว่าเป็นหายนะ”

ถังเม่ยนับนิ้วคำนวณอยู่นานกว่าจะเอ่ย “หยินหยางสับสนวุ่นวาย พลังสังหารมากมายมหาศาล ดาวจักรพรรดิหากเป็นบุรุษนับเป็นวาสนาแห่งแผ่นดิน หากเป็นสตรี ยากจะบอกได้ว่าเป็นวาสนาหรือหายนะ”

ฉู่หวังซางขมวดคิ้ว “ฟังความหมายของเจ้า หรือผู้ด้อยจำต้องสังหารสตรีผู้นี้?”

ถังเม่ยสะดุ้งเฮือก รีบคลานเข่าไปเบื้องหน้า เอ่ยห้ามปราม “มิได้เด็ดขาด! ต้าหวัง ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอุบัติขึ้นแล้ว มิใช่สิ่งที่คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไข หากกระทำการฝืนลิขิตสวรรค์ ย่อมประสบหายนะเป็นแน่แท้ ดาวจักรพรรดิถือกำเนิดนับเป็นอาณัติสวรรค์ บัดนี้ถือกำเนิดในรัฐฉู่ หากสังหาร ดาวจักรพรรดินั้นย่อมเปลี่ยนไปถือกำเนิดในรัฐอื่นแทน เช่นนั้นมินับว่าเป็นหายนะแห่งรัฐฉู่หรอกหรือ”

ฉู่หวังซางตกตะลึง มิเอ่ยอันใด นิ่งเงียบครุ่นคิด

ถังเม่ยมองฉู่หวังซางอย่างกระวนกระวาย

ฉู่หวังซางเดินกลับไปกลับมาหลายรอบ ครู่ใหญ่ถึงตัดสินใจได้ “เป็นอาณัติสวรรค์ จะไม่ทำตามได้อย่างไร”

ถังเม่ยหน้าเครียด จ้องมองฉู่หวังซาง ประสานมือเอ่ย “ต้าหวังทรงปรีชา!”

ฉู่หวังซางเอ่ยอย่างทระนง “ดาวจักรพรรดิถือกำเนิดในรัฐฉู่เรา ไม่ว่าเพศชายหญิง ล้วนเป็นอาณัติสวรรค์แห่งรัฐฉู่เรา แต่ไหนแต่ไรวาสนากับหายนะก็เป็นของคู่กัน เมื่อคิดทำการใหญ่ย่อมมิใช่เรื่องง่าย ผู้ด้อยมิกลัวหายนะ กลัวแต่จะขาดโอกาส หากมีโอกาส ย่อมต้องคว้าไว้ให้จงได้!”

ถังเม่ยพลันเบาใจลง โขกศีรษะอีกครั้งพลางเอ่ย “กระหม่อมสำรวจปรากฏการณ์บนท้องฟ้า หลังจากดาวจักรพรรดิถือกำเนิด ดวงดาวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือสับสนอลหม่านยากแยกแยะ กระหม่อมขออนุญาตย้ายไปประจำการแถบตะวันตกเฉียงเหนือ กำจัดภัยร้ายนี้แทนต้าหวัง”

จวินหวังที่เชื่อมั่นในตนเองเช่นฉู่หวังซาง เรื่องปรากฏการณ์ดวงดาวเพียงแต่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หากเอาแต่พึ่งพาปรากฏการณ์ดวงดาว เช่นนั้นผู้นำในอดีตทั้งหลายคงมิต้องกระทำการอันใดนอกจากนั่งรอปรากฏการณ์ดวงดาวอุบัติขึ้น น่าเสียดายที่ผู้งมงายในปรากฏการณ์ดวงดาวเหล่านั้นล้วนมิใช่ผู้นำที่ปราดเปรื่อง แต่เป็นผู้นำที่โง่เขลา

ตอนแรกที่ถังเม่ยกล่าวว่าจะมีดาวจักรพรรดิถือกำเนิด ยืนยันเป็นมั่นเหมาะ เขาเพียงแต่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่หากอาศัยโอกาสนี้ประกาศศักดาและแสนยานุภาพของรัฐ ก็นับว่ามิใช่เรื่องเสียหาย ทว่าบัดนี้หญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดบุตรสาว กระนั้นถังเม่ยก็ยังคงยืนกรานความคิดของตน ขณะเดียวกันก็ขอไปรักษาการแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ฉู่หวังซางจึงอดคิดมิได้ว่าอีกฝ่ายคงปากแข็งกลัวความผิด คิดว่าเรื่องนี้ทำให้ชื่อเสียงของเขาเสียหาย เขาจึงอ้างเหตุขอไปรักษาการแถบตะวันตกเฉียงเหนือ หลบหน้าไปสองสามปี รอจนเรื่องนี้ผ่านพ้นไปค่อยกลับมา จะว่าไปก็นับเป็นปกติวิสัยของคนเรา คิดได้ดังนั้นจึงเอ่ยพลางพยักหน้า “เช่นนั้น ผู้ด้อยอนุญาต”

ถังเม่ยได้ยินดังนั้นก็ก้าวถอยหลังสองก้าว สำรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกาย หลังจากโขกศีรษะให้ฉู่หวังซางก็หมุนตัวจากไป

ฉู่หวังซางเห็นถังเม่ยออกไปไกล ปิดเปลือกตาลง เอ่ย “นำตัวบรรดาปู่ซือที่หลายวันมานี้สำรวจปรากฏการณ์ดวงดาวบนหอดูดาวพร้อมถังเม่ยมาสังหารให้สิ้น” ถังเม่ยถึงอย่างไรก็ยังมีประโยชน์ มิอาจสังหารตอนนี้ หากแต่บรรดาปู่ซือเหล่านั้นรู้เรื่องมากเกินไป มิอาจปล่อยไว้

เฟิ่งฟางหัวหน้าขันทีตอบรับอย่างตกใจ “พ่ะย่ะค่ะ”

คืนนี้ คนหลายคนล้วนมิอาจข่มตาหลับ

หอเจี้ยนที่พำนักของหวังโฮ่ว แสงเทียนส่องสว่างตลอดคืน

หวังโฮ่วหลังปีติยินดีเป็นล้นพ้น ก็ค่อยๆ ใจเย็นลง เอ่ย “ไปสืบข่าว ต้าหวังจัดการถังเม่ยเช่นไร”

ซื่อเหรินซีสืบข่าวกลับมา เอ่ยรายงาน “แม่ทัพถังออกจากวังไปแล้ว ได้ยินว่าไปประจำการเมืองเซียงเฉิง นอกจากนี้ ต้าหวังยังสั่งประหารบรรดาปู่ซือที่หลายวันมานี้สำรวจปรากฏการณ์ดวงดาวพร้อมแม่ทัพถังจนสิ้น”

หวังโฮ่วตกตะลึง “ประหารจนสิ้นหรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ” ซื่อเหรินซีตอบ

หวังโฮ่วใคร่ครวญชั่วครู่ กระนั้นก็ยังเอ่ยถามซื่อเหรินซี “เจ้าว่า ดาวจักรพรรดิกลายเป็นกงจู่เช่นนี้ ต้าหวัง…ยังไม่ยอมวางมืออีกหรือ”

ซื่อเหรินซีเอ่ยหว่านล้อม “มิต้องสนใจว่าต้าหวังเชื่อหรือมิเชื่อ บัดนี้นางมิอาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งไท่จื่ออีกแล้ว เสี่ยวจวินไยจึงต้องเสียเวลาสนใจนาง”

หวังโฮ่วพยักหน้า คล้ายเห็นด้วยกับวาจาของเขา กระนั้นก็อดหน้านิ่วคิ้วขมวดมิได้ “ข้าเพียงแต่รังเกียจหญิงสกุลเซี่ยงผู้นั้น จู่ๆ ตั้งครรภ์เช่นนั้นก็ช่างเถิด หนำซ้ำยังก่อหายนะเช่นนี้อีก…”

ซื่อเหรินซีเฉลียวฉลาดปานนั้น เข้าใจโดยพลัน คลี่ยิ้มเอ่ย “หญิงสกุลเซี่ยงผู้นั้นในเมื่อไร้วาสนา เช่นนั้นก็มิควรพำนักในห้องเจียวซื่อต่อไป พรุ่งนี้ควรย้ายออกไปเสีย จากนั้นค่อยทำความสะอาดห้องเจียวซื่อเสียใหม่ ให้สตรีร่างทรงทำพิธีปัดรังควาน”

หวังโฮ่วพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ คืนนี้นางประสบเรื่องราวมากมาย แต่กลับมิได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เวลานี้เรื่องทุกอย่างล้วนมีทางออก พลันรู้สึกเหนื่อยล้า ปิดปากหาวพลางเอ่ย “ไปได้แล้ว”

จวี่จีแห่งหออวิ๋นเมิ่งก็นอนไม่หลับทั้งคืนเช่นกัน เพิ่งจะผล็อยหลับตอนรุ่งสาง กว่าจะลืมตาตื่นอีกครั้งก็ล่วงเข้ายามบ่าย

ขณะที่สาวใช้กำลังปรนนิบัติประทินโฉม จวี่จีเอ่ยถามหนี่ว์ขุยสาวใช้ “เจ้าไปห้องเจียวซื่อดูว่าน้องหญิงสกุลเซี่ยงวันนี้ดีขึ้นบ้างหรือไม่”

หนี่ว์ขุยรับคำออกไป ผ่านไปครู่หนึ่งก็กลับมารายงานอย่างร้อนรน “ฟูเหริน เมื่อครู่ซื่อเหรินจิงมารายงาน บอกว่าหัวหน้าสำนักฝ่ายในมีคำสั่งทำความสะอาดห้องเจียวซื่อ ถามพวกเราว่าจะรับเซี่ยงอิ้งเหรินกลับมาเมื่อใด”

จวี่จีชะงัก เอ่ยอย่างโมโห “เหล่าขันทีเหลิงอำนาจ! คงเห็นว่าเมื่อวานน้องหญิงเซี่ยงให้กำเนิดบุตรสาว ถึงได้ไร้มารยาทเช่นนี้!”

หนี่ว์ขุยเดิมก็เป็นสาวใช้คนสนิทของนาง เฉลียวฉลาดมีไหวพริบ เห็นนางเคืองขุ่น รีบเอ่ยหว่านล้อม “ฟูเหริน เซี่ยงอิ้งเหรินเป็นคนของหออวิ๋นเมิ่งเรา หัวหน้าสำนักฝ่ายในหากมิใช่ได้รับคำสั่ง ไฉนเลยจะกล้าเสียมารยาทเช่นนี้ ฟูเหรินอย่าโมโหไป สิ่งแรกที่ต้องทำคือรับเซี่ยงอิ้งเหรินกลับมา มิอาจปล่อยให้นางถูกคนรังแก”

จวี่จีได้ยินดังนั้นก็ตระหนักได้โดยพลัน หากเบื้องหลังไม่มีคนบงการ หัวหน้าสำนักฝ่ายในคงไม่กล้าล่วงเกินสนมคนโปรดเช่นนางโดยพลการ นางกระแทกหวีงาช้างลงกับโต๊ะอย่างแรง “ช่างเถิด! ข้าไปเอง!”

นางคิดว่าหญิงสกุลเซี่ยงเพิ่งคลอดลูกเมื่อวาน แม้อากาศร้อนแต่อย่างไรก็ได้รับความเย็น สตรียามให้กำเนิดนับว่าอันตรายถึงชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นหญิงสกุลเซี่ยงยังคลอดยาก มิควรเคลื่อนไหวมากนัก บัดนี้คงทำได้เพียงไปรับนางด้วยตนเอง ถึงสามารถปกป้องนางมิให้พบความลำบาก คิดได้ดังนั้นจึงร้องเรียกหนี่ว์ซาง สั่งให้นางดูแลเสี่ยวกงจู่ให้ดี ส่วนตนเองนำสาวใช้กับขันทีไปรับหญิงสกุลเซี่ยงที่ห้องเจียวซื่อ พบว่าเวลานี้หญิงสกุลเซี่ยงแม้แต่ยืนยังไม่มั่นคง จึงจำต้องเตรียมเสลี่ยงอีกคันหนึ่ง แบกนางกลับมายังหออวิ๋นเมิ่งที่พำนักของจวี่จี

เพิ่งจะก้าวขึ้นบันได ก็เห็นซื่อเหรินจิงก้าวออกมาอย่างร้อนรน ทรุดตัวคุกเข่าพลางเอ่ย “รายงานฟูเหริน แย่แล้ว เสี่ยวกงจู่หายตัวไป”

จวี่จีตกใจยิ่ง เอ่ยถามเสียงกร้าว “เจ้าตอบมา เสี่ยวกงจู่หายตัวไปได้อย่างไร”

ซื่อเหรินจิงรีบตอบ “เมื่อครู่แม่นมไปห้องเสี่ยวกงจู่ พบว่าในห้องไม่มีผู้ใดอยู่ แม้แต่หนี่ว์ซางก็หายไปเช่นกัน”

จวี่จีตกตะลึง “รีบไปตามหาเร็ว!”

ทั้งหออวิ๋นเมิ่งพลันวุ่นวายโกลาหล สาวใช้กำลังประคองหญิงสกุลเซี่ยงซึ่งตาปรือสะลึมสะลือเข้าไปด้านใน หญิงสกุลเซี่ยงพลันได้ยินคนเอ่ยว่า “เสี่ยวกงจู่หายตัวไป…” เสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ คล้ายกับได้ยินว่า “เสี่ยวกงจื่อหายตัวไป…” ก็ไม่ปาน วาจานี้กระทบใจนางพอดี พลันคิดไปต่างๆ นานา รู้สึกเพียงว่าในใจเจ็บร้าวราวถูกบีบรัด และถึงขั้นได้ยินเสียงร้องไห้ของทารกน้อยลอยมาจากที่ไกลๆ 

สตรีจะแข็งแกร่งเมื่อเป็นแม่คน นับเป็นสัญชาตญาณของความเป็นแม่ ไม่มีสิ่งใดสามารถเทียบเทียมได้ นางเองก็ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด ลืมตาสลัดสาวใช้ กระเสือกกระสนเดินออกไปด้านนอก

หนี่ว์ฉางรีบประคองนาง  เอ่ยหว่านล้อม “เซี่ยงอิ้งเหริน ท่านจะไปที่ใด”

หญิงสกุลเซี่ยงมองตรงไปด้านนอก สายตาไม่รู้จับจ้องไปที่ใด คล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างดลใจและดึงดูดสายตาของนาง นางตอบ “ข้าจะไปหาลูก”

จวี่จีกำลังสั่งให้คนไปตามหาทารกน้อย เห็นหญิงสกุลเซี่ยงกระเสือกกระสนออกมาจากด้านใน เอ่ยถามอย่างตกใจ “เกิดอะไรขึ้น”

หนี่ว์ฉางประคองหญิงสกุลเซี่ยง เอ่ยตอบอย่างอับจนหนทาง “เซี่ยงอิ้งเหรินบอกว่าจะไปตามหาลูกเพคะ”

จวี่จีเห็นหญิงสกุลเซี่ยงท่าทางสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว รู้สึกสงสารจับใจ “เซี่ยงอิ้งเหรินกำลังล้มป่วย พวกเจ้ายังไม่รีบประคองนางเข้าไปพักผ่อนอีก!”

หารู้ไม่ หญิงสกุลเซี่ยงเห็นหนี่ว์ฉางประคองนางกลับไป พลันอาละวาด สะบัดแขนหนี่ว์ฉาง “ข้าจะไปหาลูก เขากำลังร้องไห้ เขากำลังร้องไห้…”

จวี่จีขมวดคิ้ว ขณะจะสั่งให้คนประคองหญิงสกุลเซี่ยงกลับเข้าไปในห้อง หนี่ว์ขุยซึ่งยืนอยู่ข้างกายนับเป็นนางกำนัลที่เปี่ยมประสบการณ์ พลันคิดอะไรได้บางอย่าง รีบเอ่ย “ฟูเหริน มิสู้ลองดู”

จวี่จีไม่เข้าใจ เอ่ยถาม “ลองอย่างไร”

หนี่ว์ขุยตอบ “หม่อมฉันเคยได้ยินว่า แม่ลูกส่งใจถึงกัน บางทีอาจมีอะไรบางอย่างดลใจ ทำให้เซี่ยงอิ้งเหรินสามารถรับรู้ได้ว่าเสี่ยวกงจู่อยู่ที่ใด”

จวี่จีอึ้งไป อดพนมมืออธิษฐานมิได้ “ไท่อีโปรดคุ้มครอง ซือมิ่งโปรดคุ้มครอง คงต้องลองดูเช่นที่เจ้าว่า”

หญิงสกุลเซี่ยงเดินโซซัดโซเซไปด้านนอก นัยน์ตาพร่าเลือนทว่ามุ่งมั่น

จวี่จีสั่งให้คนไปรายงานฉู่หวังซาง ตามด้วยสั่งให้คนออกตามหา ส่วนตนเองสั่งให้สาวใช้ประคองหญิงสกุลเซี่ยง ก่อนจะเดินตามหญิงสกุลเซี่ยงไป

หญิงสกุลเซี่ยงคล้ายกับเลื่อนลอยระคนคลุ้มคลั่ง ไม่สนใจถนนหนทาง ไม่แยกแยะทิศทาง เอาแต่เดินโซซัดโซเซไปด้านหน้า ยังดีที่สาวใช้สองคนที่ประคองนางนับว่าเปี่ยมไหวพริบ เห็นนางมุ่งฝ่าแมกไม้ พุ่งชนระเบียง แทบจะสะดุดรั้วกั้นและขั้นบันได ต่างรีบร้อนประคองนางอ้อมผ่านเส้นทางอันตราย

หญิงสกุลเซี่ยงเดินมาจนถึงมุมลับตาคนริมธารน้ำในราชอุทยาน ทุกคนเห็นดังนั้นก็พากันกลั้นหายใจ สาวใช้บางคนถึงกับร้องอุทานด้วยความตกใจ

ธารน้ำระยะทางสิบกว่าลี้ มีทางน้ำใต้ดินเชื่อมต่อไปยังนอกวัง เวลานี้ตรงกับตะวันตกดิน แสงอาทิตย์ส่องสะท้อนลงบนดอกบัวเต็มธารน้ำและใบบัวสีเขียวขจี ทอประกายสีทองอร่าม กลิ่นหอมละมุนของดอกบัวกรุ่นกำจาย หากออกมาชมทิวทัศน์ริมน้ำในเวลานี้ นับเป็นช่วงเวลาและทัศนียภาพอันงดงามเหลือคณา

ทว่าสภาพจิตใจของทุกคนในเวลานี้ คล้ายจมดิ่งสู่ห้วงลึกมืด พลันเห็นว่าริมธารน้ำมีตะกร้าใบหนึ่งที่เดิมใช้สำหรับบรรจุอาหารถูกโยนทิ้งไว้ ฝาตะกร้าเปิดอ้า ล้มเอียงกระเท่เร่ เผยให้เห็นผ้าห่อทารกที่ลื่นไถลออกมา

หนี่ว์ขุยก้าวไปด้านหน้า หยิบตะกร้าขึ้นมา สะบัดห่อผ้าพบว่าว่างเปล่า สายตาเหลือบไปเห็นหยดน้ำไหลเป็นทางยาวไปจนถึงธารน้ำ ริมธารน้ำเต็มไปด้วยใบบัวและพืชน้ำเบียดเสียดหนาแน่น ค่อยๆ แล่นไหลไปยังปลายธารน้ำ

ดูจากหยดน้ำบนพื้น เห็นได้ว่ามีคนใช้ตะกร้าขโมยทารกน้อย เมื่อเดินมาถึงมุมลับตาคนริมธารน้ำในราชอุทยาน ก็ทิ้งทารกลงในน้ำ ก่อนจะโยนตะกร้าและผ้าห่อทารกไว้ที่นี่

จวี่จีเอ่ยเสียงสั่นเครือ “พวกเจ้า ไปสืบดูว่าหนี่ว์ซางอยู่ที่ใด ต้องเป็นฝีมือบ่าวรับใช้ชั้นต่ำผู้นี้เป็นแน่!”

หญิงสกุลเซี่ยงยืนนิ่งงันอยู่ริมธารน้ำ ไม่หันไปมองตะกร้ากับห่อผ้า แต่กลับเงี่ยหูฟังซ้ายขวาราวกับลูกสัตว์ป่า

จวี่จีเห็นนางมีท่าทางเลื่อนลอยก็รู้สึกสงสาร เอ่ยเสียงอ่อนโยน “น้องหญิง ฟ้าใกล้มืดแล้ว เจ้าร่างกายอ่อนแอ กลับไปกับข้าเถิด!” นางดึงแขนหญิงสกุลเซี่ยง หารู้ไม่จู่ๆ หญิงสกุลเซี่ยงกลับออกแรงสลัดมือนาง นางไม่ทันตั้งตัว เซถลาไปอีกทาง หนี่ว์ขุยรีบก้าวเข้าไปพยุงขณะที่หญิงสกุลเซี่ยงไม่สนใจไยดี สลัดมือหนี่ว์ฉางซึ่งกำลังประคอง เดินโซซัดโซเซมุ่งไปยังธารน้ำ จวี่จีร้องตะโกนด้วยความตกใจ “รีบจับตัวนางไว้ อย่าให้นางตกลงไปในน้ำ!”

หนี่ว์ฉางรีบวิ่งเข้าไปหมายจะจับตัวหญิงสกุลเซี่ยง หารู้ไม่หญิงสกุลเซี่ยงเดินไปถึงริมธารน้ำ เท้าข้างหนึ่งแทบจะจมลงไปในโคลน กระนั้นก็มิได้เดินต่อ แต่กลับหมุนตัว เดินเลาะริมฝั่งไปยังปลายธารน้ำ

จวี่จีนึกถึงวาจาเมื่อครู่ของหนี่ว์ขุยที่ว่า “แม่ลูกส่งใจถึงกัน” คิดในใจว่าหรือแม่ลูกจะส่งใจถึงกันจริงๆ? หรือการที่หญิงสกุลเซี่ยงทำเช่นนี้จะสามารถหาเสี่ยวกงจู่พบ? พลันร้องห้ามหนี่ว์ฉาง เอ่ยกำชับ “หนี่ว์ฉาง เจ้าปล่อยเซี่ยงอิ้งเหรินเดินไป คอยประคองอย่าให้นางตกน้ำก็พอ”

หญิงสกุลเซี่ยงเดินโซซัดโซเซ ท่าทางแม้เหม่อลอยแต่ก็คล้ายมีจุดหมายปลายทาง จวี่จีรีบนำสาวใช้เดินตามอย่างใกล้ชิด

ริมธารน้ำมิใช่ที่โล่งกว้างที่สามารถสัญจรได้โดยสะดวก แต่มีแมกไม้รกครึ้มและเต็มไปด้วยหนามแหลม บางบริเวณยิ่งต้องเดินลุยน้ำถึงจะผ่านไปได้ แม้หนี่ว์ฉางจะประคองอย่างระมัดระวัง แต่หญิงสกุลเซี่ยงเดินย่ำโคลนริมธารน้ำ จึงสะดุดล้มหลายต่อหลายครั้ง โชคยังดีที่มีเหล่าสาวใช้คอยประคอง ทว่าหญิงสกุลเซี่ยงกลับดูเหมือนไม่รู้สึกเจ็บ เมื่อถูกประคองหลังสะดุดล้มก็หาได้ลังเลแม้แต่น้อยไม่ ยังคงเดินโซซัดโซเซมุ่งตรงไปด้านหน้า ส่วนจวี่จีซึ่งเดินตามอยู่ด้านหลังก็จำต้องเดินลุยน้ำเช่นกัน

ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทีละน้อย แสงเทียนที่อยู่ห่างไกลค่อยๆ ถูกจุดสว่าง ในยุคนี้ยังไม่มีโคมไฟ เวลาสัญจรยามค่ำคืน จึงต้องอาศัยแสงสว่างจากคบเพลิง เวลานี้ทั้งวังล้วนตื่นตกใจ แม้แต่ฉู่หวังซางยังโกรธจัด หลังว่าราชการเสร็จสิ้นก็นำคนออกตามหาทันที ในราชอุทยานเงาคนวูบไหว ล้วนเป็นผู้ถือคบเพลิงออกตามหาทารกน้อย 

กลุ่มของหญิงสกุลเซี่ยงออกมาอย่างรีบร้อน จวี่จีแม้จะสั่งให้สาวใช้กลับไปรายงาน แต่ชั่วขณะนั้นก็ไม่มีสิ่งใดใช้ส่องสว่าง โชคดีที่คืนนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์บริสุทธิ์งามกระจ่าง ทับทาบอาบไล้ผิวน้ำทอประกายแวววาวพราวระยับ

ทุกคนยิ่งเดินยิ่งเปลี่ยว ริมธารน้ำทั้งแฉะทั้งลื่น หญิงสกุลเซี่ยงสะดุดล้มอีกครั้ง เดิมนางก็อ่อนแออย่างยิ่ง ลื่นล้มครานี้ กลับไร้เรี่ยวแรงลุกขึ้นยืน หนี่ว์ฉางพยายามออกแรงฉุดตัวนางแต่ก็ไม่สำเร็จ หนี่ว์ขุยรีบก้าวเข้าไปช่วยเหลือ เวลานี้อย่าว่าแต่หญิงสกุลเซี่ยง แม้แต่จวี่จียังมอมแมมจนแทบดูไม่ได้ ขาทั้งสองข้างสั่นเทาอ่อนล้า ได้แต่ยืนพิงสาวใช้หอบหายใจไม่หยุด ขณะกำลังจะเอ่ยว่า “ช่างเถิด…” ทันใดนั้น หญิงสกุลเซี่ยงก็ทำท่าเป็นเชิงมิให้เอ่ยอันใด จวี่จีชะงัก เงียบเสียงลงโดยพลัน ตอนนั้นเองที่เสียงร้องไห้ของทารกพลันแว่วดังมาจากปลายธารน้ำ

ทุกคนพลันตื่นเต้น เงี่ยหูตั้งใจฟัง แต่เสียงร้องไห้ของทารกหายไปแล้ว ทุกคนมองหน้ากัน สงสัยว่าหรือตนเองจะเป็นห่วงจนหูฝาด

จวี่จีเอ่ยถามเสียงสั่น “เมื่อครู่ ใช่เสียงทารกร้องไห้หรือไม่”

หนี่ว์ขุยพยักหน้ารัวเร็ว “ใช่เพคะ หม่อมฉันก็ได้ยิน”

จวี่จีดีใจยิ่ง จับแขนหญิงสกุลเซี่ยงเขย่าไปมา “น้องหญิง เจ้าได้ยินหรือไม่ ลูกกำลังร้องไห้”

หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยเสียงสั่น “ใช่แล้ว เขากำลังร้องไห้ เขากำลังเรียกข้า เขาร้องไห้เพราะหิว…”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่านางอยู่ที่ใด” จวี่จีถาม

หญิงสกุลเซี่ยงหันไปทางทิศตะวันตกด้วยท่าทางลังเล

จวี่จีว่า “ไป รีบไป”

ทุกคนล้วนวิ่งไปทางนั้น แต่ธารน้ำเมื่อถึงตรงนี้ก็เริ่มเลี้ยวลดคดเคี้ยว ทั้งสองฝั่งล้วนเป็นเนินดินขนาดเล็ก มีต้นไม้ที่มีหนามแหลมขึ้นเบียดเสียดหนาแน่น ปกคลุมจนทางน้ำมืดครึ้มยากสัญจร

หญิงสกุลเซี่ยงไม่มีท่าทางลังเล กระโดดลงเดินลุยน้ำ จวี่จีลังเลเล็กน้อย ทำท่าจะเดินตามไป แต่ถูกหนี่ว์ขุยรั้งตัวไว้ ที่แท้ริมเงาไม้สามารถเดินอ้อมไปได้ จวี่จีจึงจำต้องเดินอ้อมไป แต่ทันทีที่เดินพ้นหัวเลี้ยวก็ถึงกับนิ่งอึ้ง

ที่แท้ธารน้ำเมื่อถึงตรงนี้ก็ขยายออกกว้าง ด้วยเหตุนี้จึงประดิษฐานรูปปั้นหินเส้าซือมิ่งไว้ตรงใจกลาง เส้าซือมิ่งสวมอาภรณ์ดอกบัว ประดับสายคาดดอกไม้ เท้าเปลือยเปล่าเหยียบอยู่บนฐานใบบัว มือข้างหนึ่งกุมกระบี่ มืออีกข้างชูใบบัวขึ้นสูง บนใบบัวคือทารกหญิงสวมผ้าคล้องคอผู้หนึ่ง

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือตรงฐานรูปปั้นหินมีพืชน้ำกระจุกใหญ่เลื้อยพันใบบัวจำนวนนับไม่ถ้วน บนกองใบบัวมีทารกหญิงสวมผ้าคล้องคอผู้หนึ่งนอนร้องไห้เสียงแหบโหย

เสียงร้องไห้ของทารกหญิงบ้างดังบ้างหยุด สายน้ำแล่นไหลไม่หยุด หญิงสกุลเซี่ยงเดินลุยน้ำไปอย่างยากลำบาก ระดับน้ำบริเวณนี้ไม่ลึกมากนัก เพียงมิดเข่าหญิงสกุลเซี่ยงเท่านั้น แต่หญิงสกุลเซี่ยงถึงอย่างไรก็เหนื่อยล้าอ่อนแรง เดินโซซัดโซเซคล้ายจะล้มลงทุกขณะ

หนี่ว์ฉางร้องอุทาน ทำท่าจะก้าวเข้าไป แต่ถูกหนี่ว์ขุยห้ามไว้ เห็นว่าไม่ไกลนักมีแสงจากคบเพลิงกะพริบวูบไหว รีบร้องตะโกน “หาเสี่ยวกงจู่พบแล้ว…”

แสงจากคบเพลิงมุ่งตรงมาทางนี้ทันที เมื่อจวี่จีเห็นอีกฝ่ายได้ชัดถนัดตา พลันรวบอาภรณ์น้อมคำนับ “ต้าหวัง”

เวลานี้ หญิงสกุลเซี่ยงกลางธารน้ำไม่รู้เหตุการณ์บนฝั่ง นางเดินไปถึงฐานรูปปั้น อุ้มทารกน้อยขึ้นมา ตอนนั้นเอง นางเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นทารกเพศหญิง ทว่าชั่วเวลานี้ สำหรับนางแล้ว จะเพศชายหรือเพศหญิงล้วนไม่สำคัญ อาศัยสัญชาตญาณความเป็นแม่ นางรู้ดีว่าทารกผู้นี้ก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของตน

หญิงสกุลเซี่ยงกอดทารกหญิง สะอื้นไห้ตัวสั่นสะท้าน “ลูกแม่ ลูกแม่…”

ส่วนผู้ที่เร่งรุดมาถึงและยืนอยู่บนเนินดินอย่างฉู่หวังซาง ยิ่งมองเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างชัดเจน

ตอนทารกหญิงถูกหญิงสกุลเซี่ยงอุ้มขึ้นมา มือและเท้าล้วนพันกับพืชน้ำ ดูท่าคงเป็นเพราะพืชน้ำกับใบบัวเกี่ยวรัดพันรอบตัวทารกหญิง บังเกิดเป็นกองใบบัวที่รับน้ำหนักได้อย่างน่าอัศจรรย์ รองตัวทารกหญิงแล่นไหลมาตามธารน้ำ กระทั่งถึงฐานรูปปั้นเส้าซือมิ่ง จึงถูกเกี่ยวรัดขวางกั้น

ขณะนี้แสงจันทร์งามกระจ่างราวสายน้ำ รูปปั้นเส้าซือมิ่งกลางธารน้ำขาวบริสุทธิ์ราวหยก มือข้างหนึ่งอุ้มชูทารกหญิงบนใบบัว ส่วนตรงฐานรูปปั้น หญิงสกุลเซี่ยงสวมอาภรณ์สีขาว อุ้มทารกหญิงขึ้นมาจากใบบัว รูปปั้นกับคนจริงสะท้อนรับเปล่งประกาย ดูละม้ายคล้ายกันอย่างประหลาด

จวี่จีเห็นดังนั้น ความคิดหนึ่งพลันบังเกิด คุกเข่าไปทางรูปปั้น เอ่ยเสียงสั่นเครือ “เส้าซือมิ่งคุ้มครอง!”

เวลานี้ทุกคนล้วนกำลังนิ่งอึ้ง ได้ยินจวี่จีเอ่ยเช่นนี้ ประหนึ่งถูกเตือนสติ พากันคุกเข่าโดยพลัน “เส้าซือมิ่งศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง!”

ท่ามกลางความมืดมิด คลับคล้ายคลับคลาว่าเสียงเพลงของสตรีร่างทรงแว่วดังอย่างแช่มช้า…

กุมกระบี่อุ้มเด็กน้อยร้อยบุญญา

เทพสตรีผู้กล้าแห่งมวลชน…

หญิงสกุลเซี่ยงเหนื่อยล้าอ่อนแรง เวลานี้อุ้มทารกหญิงไว้ในอ้อมอก พลันรู้สึกโล่งใจ ร่างทั้งร่างโซเซคล้ายจะล้มลง ทำได้เพียงยืนพิงรูปปั้นหิน ไร้เรี่ยวแรงจะก้าวเดิน

ฉู่หวังซางโดดลงน้ำอย่างไม่ลังเล เดินลุยน้ำไปหยุดข้างรูปปั้นหิน อุ้มหญิงสกุลเซี่ยงกับทารกหญิงขึ้นมา ก่อนจะเดินลุยน้ำกลับขึ้นฝั่ง

หญิงสกุลเซี่ยงแม้จะเคยถวายการปรนนิบัติฉู่หวังซาง แต่ถึงอย่างไรก็สถานะต่ำต้อย ขลาดกลัวเก็บตัว ฉู่หวังซางจึงไม่โปรดปราน หากมิใช่นางตั้งครรภ์ในเวลาเหมาะสม เขาคงจำมิได้แล้วว่านางเป็นใคร

เวลานี้ หญิงสกุลเซี่ยงหาบุตรสาวพบ กำลังเหนื่อยล้าอ่อนแรงถึงขีดสุด เห็นเพียงจวินหวังของนางเดินลุยน้ำตรงมาภายใต้แสงจันทร์ คว้านางสองแม่ลูกเข้าสู่อ้อมกอด นางรู้สึกเพียงว่า ใจทั้งดวงพลันคลายลง ขณะพิงซบไหล่กว้างของเขา ชั่วขณะนี้ นับเป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขที่สุดในชีวิต

ขณะที่ฉู่หวังซางเดินลุยน้ำกลับขึ้นฝั่ง ขันทีที่ได้สติต่างพากันโดดลงน้ำไปรับเขา

ฉู่หวังซางเดินขึ้นฝั่ง ค่อยส่งหญิงสกุลเซี่ยงให้สาวใช้ประคอง หญิงสกุลเซี่ยงไม่มีเวลาคำนึงถึงสิ่งใด ยื่นแขนที่อุ้มทารกหญิงไปตรงหน้าฉู่หวังซาง เอ่ยเสียงสะอื้น “ต้าหวัง นี่คือลูกของเรา ลูกสาวของเราสองคน”

ฉู่หวังซางค่อยๆ รับลูกน้อยมาอุ้ม ชูไปทางรูปปั้นเส้าซือมิ่ง “นับว่า…เส้าซือมิ่งคุ้มครอง!”

จวี่จีสะกิดหญิงสกุลเซี่ยง แต่กลับเห็นว่าในสายตาของหญิงสกุลเซี่ยงมีเพียงฉู่หวังซางกับทารกหญิง หาได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ไม่ รู้ว่านางไม่รู้จักไขว่คว้าโอกาส ตนจึงได้แต่ก้าวไปด้านหน้าพลางเอ่ย “ขอต้าหวังโปรดพระราชทานนามแก่เสี่ยวกงจู่”

ฉู่หวังซางหดมือกลับ อุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมแขน พินิจมองครู่หนึ่ง เงยหน้ามองจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าสลับกับรูปปั้นหินสีขาวบริสุทธิ์ภายใต้แสงจันทร์ ใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “คืนนี้แสงจันทร์บริสุทธิ์งามกระจ่าง เช่นนั้น…ตั้งชื่อว่า ‘เยวี่ย’ ที่แปลว่าดวงจันทร์แล้วกัน!”

จวี่จีรีบรับทารกหญิงมาอุ้ม เอ่ยพลางทรุดตัวคุกเข่า “ขอบพระทัยต้าหวัง!”

บทที่สาม วัยเยาว์

กงจู่ที่ฉู่หวังซางตั้งชื่อว่า “เยวี่ย” ผู้นี้ เป็นธิดาลำดับที่เก้าของฉู่หวังซาง ในวังจึงเรียกขานนางว่า “กงจู่เก้า”

เสี่ยวกงจู่เพิ่งถือกำเนิด อุปสรรคที่ประสบในคืนนี้ กลายเป็นคดีพิศวงของวังฉู่ แม้แต่หนี่ว์ซางสาวใช้ที่มีหน้าที่ดูแลนางก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย หออวิ๋นเมิ่งที่พำนักของจวี่จีแม้การคุ้มกันไม่แน่นหนาเท่าใด แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่สาวใช้ผู้หนึ่งจะขโมยทารกไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ อีกทั้งสาวใช้ข้างกายนางรวมถึงหนี่ว์ซางผู้นั้นก็ล้วนเป็นสาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางเข้าวัง ข้ารับใช้ที่ติดตามเข้าวังเช่นนี้ ปกติแล้วจะร่วมเป็นร่วมตายกับผู้เป็นนาย ต่อให้เปลี่ยนไปรับใช้นายอื่น ผู้อื่นก็ไม่มีทางรับเลี้ยง นับเป็นกฎเหล็กในยุคสมัยนี้ ปัญญาชนสามารถเลือกได้ว่าจะรับใช้นายใด แต่หากบ่าวรับใช้ทรยศเจ้านาย ย่อมมีทางออกเดียวคือตาย

ยิ่งไปกว่านั้นเสี่ยวกงจู่แม้เป็นเพียงทารก แต่ถึงอย่างไรก็เป็นธิดาเจ้านครรัฐ ยากจะจินตนาการได้ว่าส่งผลกระทบร้ายแรงอันใด ถึงขั้นทำให้หนี่ว์ซางรนหาที่ตายด้วยการทรยศเจ้านายเช่นนี้

หากแต่ดูจะเป็นไปได้มากกว่าว่า มีคนขโมยกงจู่ไป ซ้ำยังสังหารหนี่ว์ซาง และโยนความผิดไปให้หนี่ว์ซาง เพียงแต่หนี่ว์ซางผู้นี้นับแต่เกิดเรื่องก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่ศพยังหาไม่พบ ยิ่งมิต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่น

จวี่จีหวาดกลัวอย่างยิ่ง ผู้เดียวที่นางพอจะสงสัยได้ก็คือขันทีในวัง คนเหล่านี้มิใช่ข้ารับใช้ที่ติดตามนางเข้าวัง เป็นไปได้ว่าอาจสมรู้ร่วมคิดกับคนนอก เพียงแต่ตำหนักแห่งหนึ่งในวัง อย่างไรก็ต้องมีขันทีหลายสิบคนคอยรับใช้ นับเป็นเรื่องที่มิอาจหลีกเลี่ยง นางจึงทำได้เพียงอาศัยเรื่องของเสี่ยวกงจู่ เปลี่ยนขันทีในหออวิ๋นเมิ่งใหม่ทั้งหมด ทั้งยังทูลขอฉู่หวังซางให้จัดขันทีคนสนิทที่ไว้ใจได้มาจำนวนหนึ่ง ก่อนจะขอความช่วยเหลือไปยังตระกูลของตน ให้ตอนบ่าวรับใช้หลายสิบคนในตระกูลจวี่เพื่อส่งเข้าวังเป็นขันที เรื่องนี้ถึงยุติลง

โชคดีที่เสี่ยวกงจู่ผู้นั้นราวกับมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แม้จะลอยอยู่ในน้ำหลายชั่วยาม มีอาการหวัด ตกใจขวัญเสีย แต่เพราะมีหมอหลวงรักษาอย่างเต็มที่ และมีแม่นมดูแลอย่างใกล้ชิด หลังจากพักฟื้นระยะหนึ่ง ก็ราวกับมิเคยประสบภัยร้ายมาก่อน ยังคงร่าเริงแจ่มใส น่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง

ส่วนหญิงสกุลเซี่ยงนับจากเหตุการณ์คืนนั้น นึกไม่ถึงว่าแม่ลูกจะส่งใจถึงกันจริงๆ  แม้จะล้มป่วยรวยริน กระนั้นก็ไม่มีเวลาใดที่ไม่นึกถึงเสี่ยวกงจู่ ไม่พบกันวันหนึ่ง ก็ห่วงกังวลปานจะขาดใจ จวี่จีแม้จะรู้ว่านางป่วยหนัก มิควรให้ทารกอยู่ใกล้ แต่เพราะเห็นใจในความรักของนาง จึงอนุญาตให้แม่นมอุ้มเสี่ยวกงจู่มาหานางทุกวันวันละครั้ง ให้นางมองดูอยู่ไกลๆ จะได้คลายกังวล

หญิงสกุลเซี่ยงเดิมก็คลอดยากเลือดลมไม่ดี กอปรกับพานพบเรื่องยินดีและขุ่นเคือง ประสบอากาศหนาวจัดสลับร้อนจัด นับจากนั้นจึงล้มป่วยหนัก มีเลือดออกไม่หยุด เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เป็นเพราะเป็นห่วงบุตรสาว จึงกัดฟันต่อสู้จนรอดชีวิต หมอหลวงตรวจอาการป่วยของสตรีมีครรภ์ประเภทนี้มานับไม่ถ้วน อาการตกเลือดเช่นนี้ แปดถึงเก้าในสิบคนยากจะรอด ไม่นึกว่าหญิงสกุลเซี่ยงท่าทางอ่อนแอเป็นที่สุด แต่กลับเข้มแข็งอย่างยิ่ง เกือบเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้งกระนั้นก็รอดชีวิตทุกครั้ง หนึ่งปีกว่าผ่านไป อาการก็ค่อยๆ ดีขึ้น ทำให้ทุกคนอดประหลาดใจมิได้

หากแต่ฉู่หวังซางเวลานี้กลับไม่มีเวลาสนใจเรื่องราวในตำหนักใน เพราะสายสืบในรัฐฉินส่งข่าวมาว่า ฉินจวินฉวีเหลียง (เชิงอรรถ – ฉินเซี่ยวกง คำว่า “จวิน” หมายถึงผู้ครองรัฐศักดินาที่สวามิภักดิ์ต่อผู้นำสูงสุด ในสมัยฉินเซี่ยวกงยังมิได้ตั้งตนเป็นหวังหรือเจ้านครรัฐที่ปกครองตนเอง หลังไท่จื่อซื่อรัชทายาทขึ้นครองราชย์ถึงตั้งตนเป็นหวัง) สิ้นพระชนม์ รัฐฉินกำลังปั่นป่วนวุ่นวาย

นับแต่โจวผิงหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก(เชิงอรรถ – เมืองลั่วอี้หรือเมืองลั่วหยางในปัจจุบัน) หลายร้อยปีที่ผ่านมาเกิดศึกสงครามไม่หยุดหย่อน รัฐใหญ่ผนวกรัฐเล็ก ถึงตอนนี้เหลือเพียงยี่สิบกว่ารัฐเท่านั้น รัฐเจ็ดรัฐที่ยิ่งใหญ่เหนือรัฐใดๆ ในยุคนี้ ตามประวัติศาสตร์เรียกว่า “เจ็ดมหานครรัฐแห่งยุคจ้านกั๋ว”

ในเจ็ดมหานครรัฐนี้ มีเพียงรัฐเยียนซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือที่สืบเชื้อสายแซ่จีมาจากเส้ากง รัฐฉู่ตั้งอยู่ทางใต้ นับแต่ก่อตั้งรัฐเป็นต้นมาก็มิใคร่จะยอมรับในอำนาจของโจวเทียนจื่อ (เชิงอรรถ – ประมุขราชวงศ์โจว คำว่า “เทียนจื่อ” หมายถึงโอรสสวรรค์ เป็นคำที่อาณาประชาราษฎร์ใช้เรียกขานประมุขแห่งแผ่นดิน) มักจะขับเคี่ยวกันบ่อยครั้ง ทั้งยังตั้งตนเป็นหวังเทียบเท่าโจวเทียนจื่อ ครอบครองอาณาเขตฝั่งใต้ของแม่น้ำฉางเจียง แม้แต่โจวเทียนจื่อก็มิอาจทำอันใด รัฐฉีซึ่งตั้งอยู่แถบซานตง แม้จะเป็นรัฐศักดินามาก่อน แต่เจ้านครรัฐหาใช่ตระกูลเจียงซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปกครองในตอนแรกไม่ แต่ถูกขุนนางสกุลเถียนยึดอำนาจ เหตุการณ์ดังกล่าวเรียกว่า “ตระกูลเถียนครองฉี” ส่วนรัฐจิ้นซึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง กลับถูกตระกูลเจ้า ตระกูลเว่ย และตระกูลหาน ขุนนางสามตระกูลใหญ่แบ่งอาณาเขตออกเป็นสามรัฐ เหตุการณ์ดังกล่าวเรียกว่า “สามตระกูลแยกจิ้น” ส่วนรัฐฉินซึ่งตั้งอยู่ด้านตะวันตกสุด เดิมสืบเชื้อสายมาจากขุนนางเก่าสมัยราชวงศ์ซาง จึงเป็นที่เกลียดชังของราชวงศ์โจวเรื่อยมา มีเพียงเฟยจื่อบรรพบุรุษของราชวงศ์ฉินที่เลี้ยงม้าให้โจวหวังด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งรัฐของตน ต่อมาโจวผิงหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก เมืองหลวงเก่าถูกเผ่าเฉวี่ยนหรงยึดครอง โจวผิงหวังจึงพายเรือตามน้ำ พระราชทานเมืองหลวงเก่าแก่ชาวรัฐฉิน ให้ชาวรัฐฉินต่อสู้กับเผ่าเฉวี่ยนหรง ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

ชาวรัฐฉินกับเผ่าเฉวี่ยนหรงขับเคี่ยวกันหลายปี อาณาเขตค่อยๆ ขยายกว้าง ทว่าแต่ไหนแต่ไรกลับถูกรัฐต่างๆ ในจงหยวนมองว่าเป็นอนารยชน ฉินจวินแต่ละสมัยบ้างให้ผลประโยชน์ บ้างประจบเอาใจโจวหวัง บ้างยกทัพสู้รบ หมายจะขยายอาณาเขตไปทางตะวันออก กุมอำนาจเหนือรัฐทั้งปวง ทว่าล้วนแต่พ่ายแพ้ยับเยิน จึงยิ่งถูกรัฐต่างๆ ในจงหยวนดูแคลน มีเพียงรัฐฉู่ เนื่องจากเคยถูกรัฐต่างๆ ดูแคลนเช่นกัน จึงมักจะแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับรัฐฉิน คอยส่งข่าวคราวและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

กระทั่งถึงสมัยฉินจวินฉวีเหลียง ได้กระทำเรื่องที่ทำให้บรรดาผู้ครองรัฐตกตะลึง เขาสนับสนุนหลักการปฏิรูปของกงจื่อยางแห่งรัฐเว่ย(เชิงอรรถ– ซางยาง ตัวแทนแห่งลัทธินิติธรรมนิยม สืบเชื้อสายมาจากผู้ครองรัฐเว่ย แซ่จีสกุลกงซุน จึงเรียกกันว่าเว่ยยาง กงซุนยาง) ที่ลี้ภัยจากรัฐเว่ย (เชิงอรรถ – รัฐเว่ย (魏国) ในที่นี้คือหนึ่งในเจ็ดมหานครรัฐแห่งยุคจ้านกั๋ว มิใช่รัฐเว่ย (卫国) รัฐเกิดของซางยาง) มายังรัฐฉิน

อันที่จริงการปฏิรูปมิได้เกิดขึ้นที่รัฐฉินเป็นที่แรก ในอดีตโจวลี่หวังเคยสนับสนุนหลักการปฏิรูปของหรงอี๋กง รัฐฉู่ก็เคยสนับสนุนหลักการปฏิรูปของอู๋ฉี่ แม้แต่รัฐที่ซางยางลี้ภัยมาอย่างรัฐเว่ย ก่อนซางยางก็เคยใช้หลักการปฏิรูปของหลี่คุย หลักการปฏิรูปของซางยางเองก็ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากอู๋ฉี่และหลี่คุย ซึ่งหลักการปฏิรูปเหล่านี้ ล้วนแต่เกิดขึ้นบนปัจจัยที่ว่าอำนาจเจ้านครรัฐอ่อนแอ เงินคงคลังร่อยหรอ ซึ่งผลสุดท้ายต่างก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน นั่นคือผู้ปฏิรูปพ่ายแพ้เสียชื่อและถูกสังหาร หลักการปฏิรูปถูกยกเลิก

บัดนี้เรื่องที่รัฐต่างๆ กำลังสนใจก็คือ ฉินจวินฉวีเหลียงสิ้นพระชนม์ เช่นนั้นเว่ยยางขุนนางผู้ปฏิรูปซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นซางจวิน จะประสบชะตากรรมเช่นใด และรัฐฉินจะใช้กฎหมายใหม่ต่อไปหรือไม่

ผู้นำและขุนนางแห่งรัฐฉู่ แน่นอนว่าสนใจเรื่องนี้อย่างยิ่ง

เวลานี้ในหอจางหัว เจ้านายและขุนนางกำลังปรึกษาหารือ ลิ่งอิ่นเจาหยางเริ่มเอ่ยเป็นคนแรก “สายสืบส่งข่าวมาว่า รัฐฉินจัดพิธีศพให้อดีตผู้ครองรัฐฉินแล้ว สมัญญานามว่าเซี่ยวกง ไท่จื่อซื่อสืบทอดตำแหน่งแทน”

แต่ละรัฐล้วนมีขุนนางตำแหน่งเสนาบดี หัวหน้าเหล่าขุนนาง ในรัฐฉู่เรียกตำแหน่งนี้ว่าลิ่งอิ่น เจาหยางคือแม่ทัพอาวุโสอายุราวห้าสิบปี แม้เขาจะอยู่ในสายตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลเชื้อพระวงศ์ แต่ก็ได้ตำแหน่งนี้จากการสั่งสมความดีความชอบทางการศึก มีอิทธิพลยิ่งในราชสำนัก และได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากฉู่หวังซาง

ฉู่หวังซางเอ่ยอย่างครุ่นคิด “ไท่จื่อซื่อกาลก่อนเป็นเพราะต่อต้านหลักการปฏิรูปของซางจวิน ทำให้ฉินเซี่ยวกงโมโหประกาศลงโทษอาจารย์ทั้งสองของเขา กงจื่อเฉียนถูกตัดจมูก กงซุนเจี่ยถูกสักหน้า ส่วนตัวเขาถูกเนรเทศ บัดนี้เขาสืบทอดตำแหน่งจวิน ตามความเห็นของทุกท่าน หลักการปฏิรูปของรัฐฉินจะสามารถดำเนินต่อไปหรือไม่”

เจาหยางลูบเครายิ้มเอ่ย “มิสามารถ”

รัฐต่างๆ ล้วนเป็นเช่นนี้ รัฐฉินไฉนเลยจะมิเป็นเช่นเดียวกัน

หลังเขากล่าวจบ จั่วถู(เชิงอรรถ – ตำแหน่งขุนนางในรัฐฉู่)ชวีหยวน  จึงเอ่ย “ถูกต้อง ทันทีที่ไท่จื่อซื่อสืบทอดตำแหน่ง กงจื่อเฉียนอาจารย์ของเขาก็ฟ้องว่าซางจวินก่อการกบฏ เว่ยยางผู้นั้นตั้งใจจะหนีออกจากรัฐฉิน หารู้ไม่เมื่อหนีไปถึงชายแดน ขอพักอาศัยในโรงเตี๊ยม แต่เพราะเขาไม่มีหลักฐานมาแสดง เจ้าของโรงเตี๊ยมจึงมิกล้าให้เขาเข้าพัก…”

“เป็นเพราะเหตุใด” ไท่จื่อไหวเอ่ยถามอย่างแปลกใจ

ชวีหยวนอธิบาย “เพราะเว่ยยางออกกฎหมายที่มีมาตรการรุนแรงยิ่ง เมื่อออกเดินทางจำต้องแสดงหลักฐานผ่านทาง หากโรงเตี๊ยมให้ที่พักพิงแก่ผู้กระทำผิด นับว่ามีความผิดเทียบเท่าผู้กระทำผิด หากมีคนรายงานจะถูกลงโทษด้วยการตัดเอว นอกจากนี้ยังมีมาตรการร่วมรับผิด หากครอบครัวหนึ่งกระทำผิด อีกเก้าครอบครัวที่เหลือจำต้องรายงานให้ทางการทราบ ผู้รายงานจะได้รับรางวัล แต่หากไม่รายงาน ทั้งสิบครอบครัวจะต้องรับผิดร่วมกัน ด้วยเหตุนี้เว่ยยางจึงถอนใจเอ่ย ‘ข้าพ่ายแพ้แก่กฎหมายของตนเองโดยแท้’

เนื่องจากรู้ว่าวันนี้จะหารือเรื่องหลักการปฏิรูปของซางยาง ไท่จื่อไหวจึงศึกษาหลักการปฏิรูปของอู๋ฉี่ในรัฐฉู่จากไท่ฟู่มาก่อน เมื่อได้ยินการกระทำของซางยางหลังฉินเซี่ยวกงสิ้นพระชนม์ อดหัวเราะดูแคลนมิได้ “เว่ยยางแม้จะทำตามหลักการของอู๋จื่อ (เชิงอรรถ – อีกนามหนึ่งของอู๋ฉี่) แต่เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน สติปัญญากลับมิอาจเทียบเทียมอู๋จื่อ!”

กล่าวยังไม่ทันขาดคำก็ถูกฉู่หวังซางถลึงตาใส่ ตกใจจนมิกล้าเอื้อนเอ่ย

ตอนนั้นฉู่เต้าหวังประกาศใช้หลักการปฏิรูปของอู๋ฉี่  ทำให้ขุนนางขั้นสูงที่เป็นชนชั้นสูงดั้งเดิมทั้งหลายไม่พอใจ เมื่อฉู่เต้าหวังสิ้นพระชนม์ ผู้คนจึงร่วมมือกันสังหารอู๋ฉี่ เหตุการณ์นี้นับว่าละม้ายคล้ายเหตุการณ์ที่ชาวรัฐฉินต้องการสังหารซางยางทันทีที่ฉินเซี่ยวกงสิ้นพระชนม์ เพียงแต่อู๋ฉี่มีนิสัยเหี้ยมเกรียมเฉียบขาด เมื่อเขารู้ว่าผู้คนต้องการเอาชีวิต เขามิเพียงแต่ไม่หลบหนีออกนอกรัฐ เชากลับหลบหนีไปซ่อนตัวในห้องเก็บพระศพของฉู่เต้าหวัง อาศัยร่างไร้วิญญาณของฉู่เต้าหวังเป็นเกราะป้องกัน หากชนชั้นสูงแห่งรัฐฉู่มีใจยำเกรง เขาย่อมรักษาชีวิตไว้ได้ แต่หากคนเหล่านั้นยืนกรานสังหารเขา ล้วนต้องแบกรับความผิดโทษฐานหมิ่นเกียรติพระศพของเจ้านครรัฐ

จริงดังคาดหมาย ชนชั้นสูงแห่งรัฐฉู่เหล่านั้นแม้จะสังหารอู๋ฉี่ได้สำเร็จ แต่ก็ล้วนถูกฉู่เซียวหวังซึ่งขึ้นครองราชย์แทนสั่งประหารชีวิตจนสิ้น การที่ชนชั้นสูงแห่งรัฐฉู่ซึ่งเกลียดแค้นหลักการปฏิรูปเข้ากระดูกดำกลุ่มนี้ถูกสังหาร นับว่าช่วยลดแรงกดดันหลังยกเลิกการปฏิรูปอย่างมาก แม้การปฏิรูปถูกยกเลิกและผู้ปฏิรูปถูกสังหาร กระนั้นรัฐฉู่ก็สามารถรักษาและดำเนินหลักการปฏิรูปบางประการต่อไปได้

เพียงแต่วิธีการของอู๋ฉี่โหดเหี้ยมเกินไป เหล่าบรรพบุรุษของตระกูลขุนนางในที่นี้ล้วนสูญเสียผลประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากหลักการปฏิรูปของอู๋ฉี่ อีกทั้งแม้เขาจะสามารถทำให้เจ้านครรัฐคนใหม่อาศัยความผิดประการนี้ประหารชีวิตชนชั้นสูงดั้งเดิมกลุ่มนั้น แต่การที่เขาอาศัยพระศพของเจ้านครรัฐเป็นเกราะป้องกันและเครื่องมือแก้แค้น ถึงอย่างไรก็นับเป็นการจาบจ้วงล่วงเกินอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้แม้ไท่จื่อไหวจะกล่าวมีเหตุผล แต่ไม่ว่าผู้นำหรือขุนนาง สำหรับอู๋ฉี่ผู้นี้ ได้แต่ลอบเลื่อมใส ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยชมซึ่งหน้า

ฉู่หวังซางไม่ต้องการเอ่ยเรื่องนี้ต่อ เอ่ยถามตามตรง “เว่ยยางมีจุดจบเช่นไร”

ชวีหยวนถอนใจตอบ “ซางจวินเว่ยยางถูกผู้ครองรัฐฉินคนใหม่สั่งลงทัณฑ์ด้วยการใช้รถศึกแยกร่าง ประหารชีวิตทั้งตระกูล”

ฉู่หวังซางเงียบไป เรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่คาดไว้อยู่แล้ว

เจาหยางถอนหายใจ “เดิมเมื่อผู้ปฏิรูปตายไป การปฏิรูปจะถูกยกเลิก ฉินเซี่ยวกงกับเว่ยยางล้วนสิ้นชีวิต เห็นทีการปฏิรูปในรัฐฉินคงมิอาจดำเนินต่อไป หากยกเลิกกฎหมายใหม่ ฟื้นฟูกฎหมายเก่า ย่อมเกิดเรื่องวุ่นวายมากมายตามมา ประชาราษฎร์ย่อมสับสนอลหม่าน เหลาจื่อ (เชิงอรรถ – เล่าจื๊อนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งของจีนปรมาจารย์ของลัทธิเต๋า)เคยกล่าวไว้ว่า ‘การปกครองรัฐใหญ่เฉกเช่นการปรุงอาหารเลิศรส’ รัฐฉินตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ แร้นแค้นไร้อารยธรรม กอปรกับการปกครองเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งเช่นนี้ ย่อมอ่อนกำลังลงอย่างแน่นอน”

แม่ทัพจิ่งเชวียเสนอ “กระหม่อมเห็นว่าสามารถอาศัยโอกาสนี้ เข้ายึดครองดินแดนปาสู่จุดเชื่อมต่อของรัฐฉินและรัฐฉู่ ขยายอาณาเขตออกไป”

ต้าฟูจิ้นซั่ง (เชิงอรรถ – ตำแหน่งขุนนางในสมัยโบราณ หลังสมัยราชวงศ์โจวตะวันตก รัฐต่างๆ จะแต่งตั้งขุนนางสามระดับ ได้แก่ ชิง ต้าฟู และซื่อ) รีบเอ่ยประจบ “โชคดีที่ตอนนั้นต้าฉู่เรามิได้ปล่อยให้หลักการปฏิรูปของอู๋ฉี่ผู้นั้นก่อหายนะ บัดนี้รัฐฉินวุ่นวาย เป็นโอกาสอันดีที่รัฐฉู่เราจะขยายอาณาเขตออกไป”

ตระกูลเจา ตระกูลชวี ตระกูลจิ่ง และตระกูลจิ้น ล้วนเป็นสายตระกูลที่แยกมาจากแซ่หมี่ รัฐฉู่แม้จะมิใคร่ยอมรับในอำนาจของโจวเทียนจื่อ หากแต่การ “แบ่งที่ดินแก่ญาติ ใช้ศักดินากำบังโจว” (เชิงอรรถ –คัดลอกบทแปลมาจาก “ประวัติศาสตร์จีนฉบับย่อ” แปลโดยเขมณัฏฐ์ ทรัพย์เกษมชัย) กลับเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ บัดนี้คนแซ่จีของโจวเทียนจื่อต่างกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง แต่รัฐฉู่กลับยังคงปกครองโดยสายตระกูลที่แยกมาจากแซ่หมี่ เรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่รัฐฉู่ภาคภูมิใจยิ่ง

เจาหยางชี้แผนที่พลางเอ่ยวิเคราะห์ “บัดนี้สถานการณ์ในแผ่นดิน ราชวงศ์โจวอ่อนแอ รัฐเยียนอยู่ทางเหนือ อยู่ไกลจากรัฐฉู่เรา ทั้งยังไม่เข้มแข็ง มิจำเป็นต้องใส่ใจ ฉีหวังพี่เจียงไว้วางใจโจวเหยี่ยน ฉุนอวี๋คุน เถียนเผียน และเมิ่งเคอล้วนแต่งตั้งเป็นซั่งต้าฟู (เชิงอรรถ – ตำแหน่งขุนนางก่อนยุคราชวงศ์ฉิน)ระยะนี้หันมาให้ความสำคัญกับบัณฑิตแห่งสถานศึกษาจี้ซย่า มีปัญญาชนจำนวนหลายร้อยคน ส่วนนโยบายการปกครองของรัฐหานมาจากเซินปู๋ไฮ่ แต่บัดนี้เซินปู๋ไฮ่แก่ชรา ไม่นับว่าน่ากลัว รัฐเว่ยแม้จะเข้มแข็งเหนือรัฐใด แต่นับแต่ผังเจวียนตายไปก็ตกต่ำอย่างยิ่ง ตรงกันข้ามกับรัฐเจ้าที่มีแนวโน้มว่าจะเข้มแข็ง ปีที่แล้วต้าหวังกำราบรัฐเยวี่ย ผนวกดินแดนทั้งหมดของรัฐเยวี่ย บัดนี้รัฐฉู่เรามีอาณาเขตกว้างขวางและมีแสนยานุภาพเหนือทุกรัฐ ตามความเห็นของกระหม่อม เราควรร่วมมือกับรัฐฉีปราบปรามรัฐอื่นๆ  ร่วมมือกับรัฐฉินกำราบสามรัฐจิ้น ยึดครองปาสู่เป็นแหล่งเสบียงอาหาร เมื่อถึงโอกาสเหมาะสม ย่อมสามารถกุมอำนาจในแผ่นดิน”

ฉู่หวังซางพยักหน้าถอนหายใจ “วาจาของลิ่งอิ่นตรงใจผู้ด้อยยิ่งนัก เพียงแต่ต้องใช้เวลานานปานนั้น เกรงว่าผู้ด้อยคงไม่มีโอกาสได้เห็นต้าฉู่เรากุมอำนาจในแผ่นดิน แต่หากผู้ด้อยเลือกผู้สืบทอดที่เหมาะสม เหล่าขุนนางสามารถช่วยเหลือเจ้านครรัฐคนใหม่ให้ขึ้นมาเป็นใหญ่เหนือผู้ใดในใต้หล้า…”

ไท่จื่อไหวได้ยินดังนั้น วาจาดังกล่าวกระทบใจเขาพอดี สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างไม่รู้ตัว ไม่กล้าเงยหน้ามองฉู่หวังซาง ได้แต่ลอบชำเลืองมองลิ่งอิ่นเจาหยาง อยากรู้ว่าเขาแสดงสีหน้าท่าทางเช่นไร

ด้านเจาหยางก็อดเหลือบมองไท่จื่อไหวคราหนึ่งมิได้ เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าหวาดหวั่นก็ได้แต่ลอบถอนใจ ทว่าปากกลับเอ่ย “ต้าหวังโปรดวางใจ ไท่จื่อเติบใหญ่แล้ว ย่อมสามารถปกครองรัฐฉู่ให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป…”

ฉู่หวังซางชำเลืองมองไท่จื่อไหวคราหนึ่ง ถอนใจพลางโบกมือ

เขารู้อยู่แก่ใจว่า บัดนี้แต่ละรัฐล้วนช่วงชิงความเป็นใหญ่ สงครามระหว่างรัฐดุเดือดรุนแรง หากไม่ต่อสู้ย่อมพ่ายแพ้ รัฐฉู่แม้อยู่ภายใต้การปกครองของเขาจะเข้มแข็งขึ้นมาก แต่ความสามารถของไท่จื่อไหวยังห่างไกลจากเขา ส่วนดาวจักรพรรดิที่เคยฝากความหวังไว้ ก็เป็นเพียงวาจาเหลวไหลเท่านั้น เรื่องที่ไร้ผู้สืบทอดปณิธานอันยิ่งใหญ่ นับเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในใจเขามานาน เขาเป็นคนเข้มแข็ง ต่อให้ประสบอุปสรรคร้ายแรงก็เพียงแต่ยิ้มรับ มีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่เขามิอาจทำใจปล่อยวาง สิ่งเดียวที่ทำได้ในเวลานี้ คงมีเพียงอาศัยขณะที่ตนยังครองตำแหน่ง ขยายอาณาเขตออกไป ให้ไท่จื่อไหวเป็นเจ้านครรัฐผู้รับหน้าที่รักษาสืบทอด รอภายหน้าหากลูกหลานมีความสามารถโดดเด่น ค่อยสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่ของรัฐฉู่

เมื่อเขานึกถึงตรงนี้ ความรำคาญที่ปกติมีต่อบุตรชายก็ลดลงหลายส่วน ได้ยินเจาหยางกำลังให้คำแนะนำไท่จื่อไหวอย่างเต็มที่ จึงเอ่ยพลางพยักหน้า “ผู้ด้อยคงต้องฝากไท่จื่อกับลิ่งอิ่น หวังว่าเจ้าจะคอยช่วยเหลือเขา”

เจาหยางตอบรับรัวเร็ว “กระหม่อมรับพระบัญชา”

ผู้นำและขุนนางแห่งรัฐฉู่รอคอยให้รัฐฉินเกิดเหตุจลาจล หารู้ไม่หลายเดือนผ่านไป กลับมีข่าวส่งมาว่า ผู้ครองรัฐฉินคนใหม่แม้จะสังหารซางจวินเว่ยยาง ทว่ามิได้ยกเลิกกฎหมายใหม่ตามที่เหล่าขุนนางแห่งรัฐฉินหมายมาด แต่กลับอาศัยศีรษะของซางจวินดับไฟโทสะของเหล่าขุนนาง ส่วนกฎหมายใหม่ของเขานั้นยังคงดำเนินต่อไป

ฉู่หวังซางได้ยินข่าวนี้ ถอนใจยาวเอ่ย “ฉินจวินนับเป็นวีรบุรุษโดยแท้!”

เวลานี้ เขาอยู่ในห้องของจวี่จี จวี่จีรีบเอ่ยถาม “ต้าหวังไยจึงทอดถอนใจเช่นนี้”

ฉู่หวังซางตอบ “การปฏิรูปในอดีต หลังผู้ปฏิรูปสิ้นชีพ ไม่มีครั้งใดที่ไม่ยกเลิก ไม่นึกว่าผู้ครองรัฐฉินคนใหม่จะใจกว้างถึงเพียงนี้ เดิมข้าคิดว่าเมื่อกฎหมายใหม่ขัดแย้งกับกฎหมายเก่า รัฐฉินย่อมต้องวุ่นวายโกลาหล บัดนี้ดูสถานการณ์แล้ว น่ากลัวว่ารัฐฉินจะกลายเป็นภัยมหันต์ต่อรัฐฉู่เรา”

จวี่จีปรนนิบัติฉู่หวังซางมาหลายปี เป็นที่โปรดปรานเพราะความฉลาดรู้ใจ ได้ยินดังนั้นก็เอ่ยยิ้มๆ “ฉินจวินแม้จะมีความสามารถ หากแต่รัฐฉินแร้นแค้นไร้อารยธรรม ซ้ำยังผูกแค้นกับรัฐเว่ย ต่อให้สละเวลาทั้งชีวิต ก็ยังมิอาจเป็นภัยต่อรัฐฉู่เราได้กระมัง ต้าหวังโปรดวางใจ รัฐฉู่เรามีปัญญาชนมากมาย ไยจึงต้องเกรงกลัวรัฐฉิน”

ฉู่หวังซางค่อยคลายกังวลลง ทั้งจวี่จีก็ประจบเอาใจสารพัด เวลาส่วนใหญ่ของเขาจึงมักหมดไปในหออวิ๋นเมิ่ง กอปรกับมีกงจู่เก้าผู้เฉลียวฉลาดน่ารัก จวี่จีเห็นฉู่หวังซางทุกข์ใจ จึงชักชวนให้เขาเล่นกับทารกน้อย แม้จะเยาว์วัยไร้เดียงสา ทว่ากลับช่วยให้เพลิดเพลินเบิกบานได้เป็นอย่างดี เมื่อเป็นเช่นนี้นานวันเข้า จึงกลายเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของฉู่หวังซาง

ฉู่หวังซางมีบุตรธิดามากมาย แต่มีเพียงบุตรธิดาสองสามคนแรกเท่านั้นที่ได้รับความเอ็นดูจากเขา ต่อมาบุตรธิดาถือกำเนิดมากขึ้น จึงมิได้ให้ความสนใจอีก ไท่จื่อไหวแม้จะได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาทเพราะเป็นบุตรชายคนโตในภรรยาเอก ทว่าตอนเยาว์วัยไม่ฉลาดปราดเปรื่องเท่าใด ซ้ำยิ่งเติบใหญ่ก็ยิ่งรู้สึกว่าความสามารถห่างไกลจากเขา เขากรำศึกมาทั้งชีวิต กำราบรัฐมานับไม่ถ้วน ตั้งความหวังไว้ว่ารัฐฉู่จะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร วางแผนล่วงหน้าไปไกลด้วยปณิธานอันแรงกล้า ต่อให้มิอาจทำสำเร็จในช่วงชีวิตของเขา กระนั้นก็ต้องทำให้ชนรุ่นหลังสานต่อการใหญ่นี้สืบไป หากแต่แผนการอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ เมื่อคิดว่าจะตกอยู่ในมือไท่จื่อไหว ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายมิอาจแบกรับภาระนี้ได้ หากทว่าในบรรดาบุตรชาย แม้จะมีผู้ฉลาดเปี่ยมความสามารถกว่าไท่จื่อ แต่ก็ยังคงห่างไกลจากที่เขาหวังเอาไว้มากนัก ยังไม่ถึงขั้นทำให้เขาคิดจะปลดไท่จื่อและแต่งตั้งบุตรชายของอนุภรรยาให้รับตำแหน่งแทน

ฉู่หวังซางเนื่องจากคำทำนายของถังเม่ย และเรื่องที่เกิดขึ้นกับรูปปั้นเส้าซือมิ่ง จึงรักใคร่เมตตาเสี่ยวกงจู่ผู้นี้มากเป็นพิเศษ ตอนเขายังหนุ่มไม่สนใจเรื่องบุตรธิดา บัดนี้ล่วงเข้าวัยกลางคน ออกศึกน้อยลง ยามว่างมักจะเล่นกับบุตรสาวตัวน้อย จึงบังเกิดความรักใคร่เอ็นดู กอปรกับเสี่ยวกงจู่แม้จะยังพูดไม่ชัด แต่ก็อยู่ในวัยที่น่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง ต่อให้เป็นบุรุษที่ใจแข็งดุจหิน ก็อดใจอ่อนมิได้

เผลอไม่นานกงจู่เก้าก็อายุสองปี สามารถดื่มกินวิ่งเดิน แม้แต่ตอนหัดพูดก็คล่องแคล่วกว่าเด็กทั่วไป

วันนี้ ฉู่หวังซางแวะมาหาจวี่จีหลังว่าราชการเสร็จ จวี่จีรีบปรนนิบัติเขาเปลี่ยนอาภรณ์ สั่งให้คนเตรียมอาหารที่เขาโปรดปราน จุดเครื่องหอมที่เขาชื่นชอบ ยกน้ำอ้อยถ้วยหนึ่งเข้ามาให้เขา แต่กลับเห็นว่าฉู่หวังซางยืนอยู่ริมระเบียง กำลังเหม่อมองลานด้านหน้าด้วยท่าทางใจลอย

จวี่จีมองตามสายตาของเขา เห็นว่าตรงระเบียงด้านหน้า หญิงสกุลเซี่ยงกำลังถือเถากู่ (เชิงอรรถ – เครื่องดนตรีในสมัยโบราณ ลักษณะคล้ายกลองขนาดจิ๋ว มีลูกตุ้มผูกติดปลายเชือกสองข้าง เมื่อเขย่าจะส่งเสียงดัง) หยอกล้อเสี่ยวกงจู่ เสี่ยวกงจู่วิ่งเตาะแตะไปหานาง หญิงสกุลเซี่ยงในอาภรณ์สีเขียวอ่อนค่อยๆ ก้าวถอยหลัง นางรูปร่างอรชร อ่อนโยนนวลตาประดุจยอดหญ้าในฤดูใบไม้ผลิ น้ำเสียงแผ่วเบาราวสายฝนฉ่ำเย็น ซึมซาบเข้าสู่หัวใจอย่างไร้สุ้มเสียง

จวี่จีเห็นฉู่หวังซางตะลึงมองอีกฝ่าย อดรู้สึกเจ็บแปลบในใจมิได้ พลันคิดอะไรได้ จึงเดินไปหยุดหลังฉู่หวังซาง ชี้ไปทางหญิงสกุลเซี่ยงพลางเอ่ยยิ้มๆ “ต้าหวังจำน้องหญิงสกุลเซี่ยงได้หรือไม่”

ฉู่หวังซางอึ้งไป “สกุลเซี่ยงหรือ”

จวี่จีเอ่ยเตือน “ต้าหวังจำมิได้แล้วหรือ นางก็คือมารดาผู้ให้กำเนิดกงจู่เก้าอย่างไรเล่าเพคะ!”

ฉู่หวังซางร้อง “อ้อ” คำหนึ่ง ภาพของหญิงสกุลเซี่ยงสำหรับเขาแล้วนับว่าเลือนรางยิ่งนัก ครั้นแรกพบ นางมีท่าทางยำเกรงขลาดกลัวจนเอาแต่ก้มหน้างุด ทำให้ไม่นานก็ลืมเลือน ต่อมาได้ยินว่านางตั้งครรภ์ จึงตั้งใจไปเยี่ยมนางหลายครั้ง แต่หากไม่อาเจียนจนหน้าซีด ก็ท้องโตร่างอ้วนใหญ่ คืนที่ไปช่วยเสี่ยวกงจู่ก็อยู่ใต้แสงจันทร์ เห็นนางสวมอาภรณ์สีขาว ผมยาวสยายยุ่งเหยิง นับเป็นภาพที่จดจำได้อย่างแม่นยำ กระทั่งวันนี้ ถึงเพิ่งเห็นรูปโฉมที่แท้จริงของหญิงสกุลเซี่ยง เห็นความอ่อนโยนสดใสของนางขณะอยู่ท่ามกลางสถานที่ที่ไร้ผู้คน 

จวี่จีเอ่ยเสียงนุ่ม “น้องหญิงเซี่ยงพักฟื้นร่างกายมาระยะหนึ่งแล้ว บัดนี้สุขภาพกลับมาแข็งแรงดังเดิม วันนี้ต้าหวังจะให้นางถวายการปรนนิบัติหรือไม่”

ฉู่หวังซางไม่ตอบคำ

จวี่จีเข้าใจ เผยอยิ้มน้อยๆ

คืนนี้ หญิงสกุลเซี่ยงเข้าถวายการปรนนิบัติ

นับจากนั้น หญิงสกุลเซี่ยงเข้าถวายการปรนนิบัติบ่อยครั้ง ห้าเดือนผ่านไป หญิงสกุลเซี่ยงตั้งครรภ์

ตอนจวี่จีได้ยินข่าวนี้ ไร้เรี่ยวแรงจะทอดถอนใจ บางทีนี่คงเป็นวาสนาของคนเรากระมัง ในบรรดาสนมนางใน นางเป็นที่โปรดปรานสูงสุด แต่กลับมิเคยตั้งครรภ์ ข้างกายนางมีสตรีที่ติดตามเข้าวังจำนวนสี่คน นางเองก็เคยคิดหาวิธีให้พวกนางถวายการปรนนิบัติฉู่หวังซาง หากทว่า สุดท้ายแล้วหญิงสกุลเซี่ยงก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง

เสียงรองเท้าไม้แว่วดังมาจากลานด้านหน้า กระทั่งถึงเชิงบันไดจึงหยุดลง สาวใช้ทรุดตัวนั่งยองๆ เพื่อถอดรองเท้าไม้ให้ผู้เป็นนาย เท้าที่สวมเพียงถุงเท้าเยื้องย่างผ่านขั้นบันได ส่งเสียงเสียดกระทบแผ่วเบายามสัมผัสพื้นระเบียงที่ทำจากไม้อู๋ถง ทอประกายงดงามนุ่มนวลประหนึ่งปลายนิ้วไล้ผ่านสายพิณ ตอนนั้นเองที่เสียงกลองพลันดังขัดจังหวะ ทำลายความงดงามราวท่วงทำนองแห่งสายพิณจนมลายหาย กงจู่เก้าหมี่เยวี่ยร่าเริงสดใสยิ่ง ประหนึ่งลูกม้าน้อยซุกซน วิ่งเสียงดังโครมคราม โผเข้าสู่อ้อมกอดจวี่จี “มารดา มารดา ท่านแม่ข้าเป็นอะไรไปหรือ”

จวี่จีโน้มตัวลง อุ้มเด็กหญิงจ้ำม่ำขึ้นมา ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ “ลูกแม่ ไปเล่นกับท่านแม่เจ้ามาอีกแล้วหรือ”

เด็กหญิงจ้ำม่ำแยกได้อย่างชัดเจน จวี่จีคือมารดา หญิงสกุลเซี่ยงคือท่านแม่ มารดาคือผู้ที่นางงอแงเอาแต่ใจร้องขอสิ่งที่ต้องการ ท่านแม่คือผู้ที่เก็บของเล่นเดินตามนางอยู่ด้านหลังเงียบๆ  เพียงแต่หลายวันมานี้ ท่านแม่ซึ่งปกติเดินตามหลังนาง กลับไม่เดินตามหลังนางอีกแล้ว เมื่อไปเล่นกับนาง ก็ถูกฟู่หมู่ (เชิงอรรถ – คำเรียกขานสตรีวัยกลางคนที่มีหน้าที่เลี้ยงดูลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์)หนี่ว์ขุยดึงตัวออกมา ราวกับท่านแม่ผู้นี้กลายเป็นหยกเปราะบางแตกง่ายมิอาจจับต้อง นางไม่เข้าใจ นางน้อยใจยิ่ง แต่ก็ยังดี นางยังมีมารดาที่ทำได้ทุกอย่าง สามารถคลี่คลายทุกเรื่องราวที่นางประสบพบเจอ

จวี่จีเข้าใจความหมายของนาง ยิ้มตอบ “ลูกแม่ ในท้องท่านแม่เจ้ามีน้องตัวน้อย มิอาจเล่นกับเจ้าอีกแล้ว”

หมี่เยวี่ยถามอย่างแปลกใจ “ในท้องท่านแม่มีน้องตัวน้อยหรือ น้องตัวน้อยเข้าไปอยู่ข้างในได้อย่างไร”

จวี่จีอึ้งไป ดูเหมือนว่าเด็กทุกคนในใต้หล้า ล้วนแต่ชอบถามคำถามที่ผู้ใหญ่มิอาจให้คำตอบเช่นนี้ หนี่ว์ขุยผู้ดูแลหมี่เยวี่ยวิ่งตามมาถึง ก้าวเข้าไปรับตัวเสี่ยวกงจู่ เอ่ยตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ “น้องตัวน้อยคือผู้ที่เส้าซือมิ่งประทานแก่ท่านแม่ท่าน ตอนนั้นเส้าซือมิ่งก็นำตัวเสี่ยวกงจู่ใส่ในท้องของท่านแม่ท่านเช่นกัน”

หมี่เยวี่ยมองท้องจวี่จีอย่างสงสัยใคร่รู้ ก่อนจะลูบท้องหนี่ว์ขุยไปมา เอ่ยด้วยสีหน้าฉายแววยำเกรง “ในท้องมารดาก็มีน้องตัวน้อยเช่นกันใช่หรือไม่ แล้วท้องของข้าเล่า”

จวี่จีหน้าแดง ทว่าในใจกลับขื่นขม หลายปีมานี้นางมิเคยตั้งครรภ์ ความปรารถนาที่จะมีบุตรธิดานับว่าแรงกล้ากว่าทุกคน หากแต่จะทำเช่นไรได้ โชคชะตาเล่นตลกกับชีวิตคน ทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับผู้อื่นเท่านั้น

หนี่ว์ขุยหน้าแดงขณะเอ่ยอธิบาย “หามีไม่ ท่านแม่ท่านท้องนูนโต เช่นนั้นถึงแสดงว่ามีน้องตัวน้อย พวกเราท้องแบนราบ แน่นอนว่าย่อมไม่มี”

หมี่เยวี่ยตบท้องกลมนูนของตัวเอง “แต่ท้องของข้าก็กลมนูนเช่นกัน!”

เด็กน้อยอายุเท่านี้ มักจะมีคำถาม “เพราะเหตุใด” มากมายไม่จบไม่สิ้น กระนั้นหนี่ว์ขุยก็รับมือได้อย่างง่ายดาย “ท่านยังเป็นเด็กตัวน้อย จะมีน้องตัวน้อยได้อย่างไร ต้องเป็นผู้ใหญ่ถึงสามารถให้กำเนิดน้องตัวน้อย”

หมี่เยวี่ยเข้าใจโดยพลัน “อ๋อ เช่นนั้นท้องเสด็จพ่อใหญ่ปานนั้น ต้องมีน้องตัวน้อยอยู่ข้างในมากมายเป็นแน่…”

หนี่ว์ขุยรีบปิดปากเสี่ยวกงจู่ด้วยความตกใจ ทำหน้าบึ้งขู่นางเสียงเบา “มิอาจกล่าววาจาเหลวไหล น้องตัวน้อยมีเพียงสตรีถึงสามารถให้กำเนิด ต้าหวังเป็นบุรุษ ย่อมไม่เหมือนกัน”

แต่จวี่จีกลับหัวเราะพรืด “กล่าวได้ถูกต้องยิ่ง ในท้องเสด็จพ่อเจ้ามีน้องตัวน้อยมากมายเช่นที่เจ้าว่า เพียงแต่ต้องเป็นผู้อื่นให้กำเนิดแทน…”

หนี่ว์ขุยเอ่ยเตือน “กงจู่ยังเยาว์ ฟูเหรินกล่าววาจาเหลวไหลเช่นนี้กับนางได้อย่างไร”

จวี่จีรู้ตัวว่าเผลอเอ่ยวาจาไม่สมควร รับหมี่เยวี่ยมาอุ้ม ชี้ให้นางดูดอกไม้ในลานด้านหน้า “นี่คือดอกปี้ลี่ นั่นคือดอกถูฮวา…” ไม่นานก็สามารถเบนความสนใจของเด็กน้อย ลืมเลือนเรื่องเมื่อครู่จนสิ้น เอ่ยอย่างกระตือรือร้นให้หนี่ว์ขุยเด็ดดอกถูฮวากิ่งหนึ่งให้นาง

พวกนางเดินเข้าไปในห้องหญิงสกุลเซี่ยง ตอนนี้หญิงสกุลเซี่ยงพำนักอยู่ในห้องข้างภายในตำหนักของจวี่จี  แม้จวี่จีจะให้ความสำคัญ แต่ถึงอย่างไรก็มิอาจเทียบเทียมความหรูหราสารพันในห้องเจียวซื่อ แต่หญิงสกุลเซี่ยงกลับมีสีหน้าผ่อนคลายระคนเกียจคร้าน สาวใช้ค่อยๆ ประคองนางลุกขึ้น นางรวบอาภรณ์ ยังไม่ทันน้อมคำนับ จวี่จีก็รีบก้าวเข้าไปประคองให้นางนั่งลงตรงข้ามตน ส่วนเสี่ยวกงจู่หลบอยู่ด้านหลังจวี่จี ชะเง้อคอมองอย่างอยากรู้อยากเห็น

ตั้งครรภ์ครานี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ไม่มีทั้งปรากฏการณ์ดวงดาวและคำทำนาย ยิ่งไม่มีแรงกดดันจากรอบข้าง หญิงสกุลเซี่ยงจึงค่อนข้างสบายใจไร้กังวล เห็นบุตรสาวหลบหลังจวี่จี จึงกวักมือเอ่ยยิ้มๆ “ลูกแม่ ไยวันนี้จึงขลาดกลัวเช่นนี้ เอาแต่หลบอยู่หลังมารดา”

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างหวั่นเกรง “มารดาบอกว่าท่านแม่มีน้องตัวน้อย มิอาจเล่นกับข้าอีกแล้ว”

หญิงสกุลเซี่ยงยิ้มน้อยๆ “แม้แม่จะมีน้องตัวน้อย แต่ขอเพียงเจ้าไม่วิ่งเล่นซุกซน เพียงแต่อยู่นิ่งๆ ใกล้ๆ แม่ ก็ไม่เป็นอะไร”

หมี่เยวี่ยทำตาโต “จริงหรือ”

จวี่จีพยักหน้ายิ้มๆ พลางจูงหมี่เยวี่ยออกมาจากด้านหลัง หญิงสกุลเซี่ยงยื่นมือออกมา หมี่เยวี่ยจึงก้าวไปหยุดข้างกายนาง มองท้องของนางด้วยสายตายำเกรง ท่าทางคล้ายต้องการยื่นมือออกไปลูบแต่ไม่กล้า

หญิงสกุลเซี่ยงเห็นดังนั้นก็ยิ้ม จับมือหมี่เยวี่ยวางทาบท้องน้อยของตนเบาๆ  หมี่เยวี่ยรออยู่พักใหญ่ รู้สึกเพียงว่าฝ่ามืออุ่นร้อน แต่กลับแตะไม่เจออะไร เอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ “ท่านแม่ น้องตัวน้อยเล่า”

หญิงสกุลเซี่ยงยิ้มตอบ “เขายังเล็กมาก ต้องรออีกสามสี่เดือนถึงจะแตะเจอตัวเขา”

หมี่เยวี่ยเงยหน้า เอ่ยถามอย่างสงสัย “ท่านแม่จะให้กำเนิดน้องชายหรือว่าน้องสาว” นี่เป็นเรื่องที่นางบังเอิญได้ยินคนในวังกล่าวถึง จึงเอ่ยถาม

จวี่จีพลันคิดอะไรขึ้นได้ ว่ากันว่าเด็กน้อยมีสัมผัสที่หก สามารถมองเห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่มองไม่เห็น จึงเอ่ยถามยิ้มๆ “ลูกแม่ เจ้าลองบอกมา ผู้ที่อยู่ในท้องท่านแม่เจ้าคือน้องชายหรือว่าน้องสาว”

หมี่เยวี่ยบัดนี้กำลังอยู่ในวัยเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง พลันย้อนถาม “น้องชายคืออะไร แล้วน้องสาวคืออะไรหรือ”

จวี่จียิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ “น้องสาวก็คือเด็กหญิงตัวน้อยเช่นเจ้า เช่นข้า เช่นท่านแม่ของเจ้า ส่วนน้องชาย…ก็เช่นเสด็จพ่อของเจ้า…”

หมี่เยวี่ยก้มหน้าคิด ทุกคนเห็นเด็กหญิงเช่นนางครุ่นคิดด้วยท่าทางจริงจังเช่นนี้ อดแย้มยิ้มด้วยความเอ็นดูมิได้

หารู้ไม่แม้นางจะยังเยาว์วัย แต่กลับเห็นบ่อยครั้งว่าสาวใช้ในวังส่วนใหญ่มักลอบชิงดีชิงเด่นกัน คิดในใจว่าหากเป็นเด็กหญิงเช่นเดียวกับนาง ย่อมชิงดีชิงเด่นกับนางเป็นแน่ ดังนั้นจึงตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “น้องชาย!”

ทุกคนประหลาดใจ ล้วนแย้มยิ้ม “ประเสริฐ หากเป็นน้องชายจริง จะให้ขนมหวานเจ้าเป็นรางวัล”

บางทีคงเป็นเพราะสัมผัสที่หกของเด็กน้อย สามสี่เดือนผ่านไป เป็นดังคาดหมาย หญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดบุตรชาย ฉู่หวังซางปีติยินดียิ่ง ตั้งชื่อให้ว่าหรง

จวี่จีเห็นทารกชายในห่อผ้า ดีใจจนน้ำตาไหลริน

นางเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดยิ่ง เข้าวังมาหลายปี เป็นที่โปรดปรานเรื่อยมา ทว่าสตรีในตำหนักในล้วนต้องพึ่งพาความโปรดปรานของจวินหวังถึงสามารถอยู่รอดปลอดภัย ทันทีที่รูปโฉมร่วงโรยแก่ชรา ก็จะสูญเสียความโปรดปรานและไร้ที่พักพิง ด้วยเหตุนี้จึงล้วนแต่หวังว่าระหว่างเป็นที่โปรดปราน จะสามารถให้กำเนิดบุตรชายสักคน จะได้มีที่พักพิงไปชั่วชีวิต ในยุคสมัยนี้มีระบบสตรีติดตามการแต่งงาน การแต่งงานหนึ่งครั้งจะมีสตรีติดตามการแต่งงานหลายคน หากสตรีที่แต่งงานไร้บุตรชาย บุตรชายของสตรีที่ติดตามการแต่งงานจะกลายเป็นบุตรชายของสตรีที่แต่งงาน แม้ตัวนางจะมิอาจมีทายาท แต่สตรีที่ติดตามนางมีบุตรชาย ย่อมนับเป็นบุตรชายของนางเช่นกัน

นึกถึงตอนหญิงสกุลเซี่ยงตั้งครรภ์ครานั้น แม้จะมีคำทำนายจากปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ทว่านางนอกจากปีติยินดียังรู้สึกหวาดหวั่นกังวล นางเพียงแต่ต้องการบุตรชายที่สามารถเติบใหญ่อย่างปลอดภัย มิเคยคิดจะตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ซึ่งหน้ากับหวังโฮ่ว หากแต่เพื่อป้องกันตนเอง จึงมิอาจไม่ระมัดระวัง ผลปรากฏว่าให้กำเนิดเสี่ยวกงจู่ แม้จะผิดหวัง กระนั้นก็อดโล่งใจมิได้

รอมาสองปี ในที่สุดนางก็ได้บุตรชายสมใจ ฉู่หวังซางอายุมากขึ้นทุกที นางมีบุตรชายผู้นี้ อนาคตย่อมมีที่พึ่งพิง

ไม่นานก็ผ่านไปหลายปี เด็กชายที่ชื่อหรงผู้นี้ ขณะเติบใหญ่หาได้แสดงสติปัญญาอันโดดเด่นเหนือผู้อื่นออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ไม่ เทียบกับบุตรชายวัยเดียวกันของฉู่หวังซาง ก็มีความสามารถเพียงปานกลางเท่านั้น

หวังโฮ่วเดิมมากระแวงในตัวทารกชายผู้นี้  หญิงสกุลเซี่ยงผู้นั้นตอนตั้งครรภ์ครั้งแรกก็มีคำทำนายจากปรากฏการณ์ดวงดาว ซ้ำผ่านไปไม่นานก็ให้กำเนิดบุตรชายอีกคน ทำให้นางกลัดกลุ้มกังวลยิ่ง จวบกระทั่งเห็นว่าเด็กชายผู้นี้มิได้รับความสนใจจากฉู่หวังซางมากนัก ถึงค่อยวางใจลง

ส่วนกงจู่เยวี่ยพี่สาวร่วมมารดาของเขา กลับแสดงให้เห็นว่ามีพรสวรรค์โดดเด่นเหนือน้องชาย เนื่องจากเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของฉู่หวังซาง ตั้งแต่เยาว์วัยจึงมักติดตามฉู่หวังซางไปทุกที่ ด้วยเหตุนี้เพื่อความสะดวก จวี่จีจึงให้นางแต่งกายเป็นเด็กชาย ซึ่งนางเองก็ชื่นชอบการแต่งกายเช่นนี้ หากหญิงสกุลเซี่ยงเปลี่ยนอาภรณ์เด็กหญิงให้นาง นางจะโวยวายไม่ชอบใจ

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสี่ยวกงจู่อายุหกเจ็ดปี ซุกซนกว่าเด็กชายทั่วไปมากนัก นับแต่ร่ำเรียนการขี่ม้ายิงธนู สัตว์ล้ำค่าหายากในราชอุทยานก็ล้วนแต่ประสบชะตากรรมเลวร้าย บ้างถูกถอนขน บ้างถูกยิงบาดเจ็บ ถึงขนาดที่ว่าหากสัตว์ต่างๆ ในราชอุทยานได้ยินเสียงหัวเราะของเสี่ยวกงจู่ เป็นต้องส่งเสียงร้องแตกตื่น หลบหนีจ้าละหวั่น

เวลานี้ ฤดูใบไม้ผลิมาถึง ดอกไม้บานสะพรั่ง รัฐฉู่ตั้งอยู่ทางใต้ แมกไม้แม้จะงอกงาม หากแต่อากาศชื้น มักมีแมลงก่อกวน ต่อให้เป็นวังของเจ้านครรัฐก็มิอาจหลีกเลี่ยงปัญหานี้ ด้วยเหตุนี้บรรดาผู้สูงศักดิ์จึงนิยมจุดเครื่องหอม ทั้งสามารถไล่แมลง ขจัดกลิ่นอับชื้น และช่วยให้จิตใจสงบ

จวี่จีปรึกษากับหญิงสกุลเซี่ยง ก่อนจะเรียกเซียงเหรินผู้มีหน้าที่ดูแลเรื่องเครื่องหอมมาปรุงเครื่องหอม

เซียงเหรินรีบร้อนมาถึง นำเครื่องหอมที่มีอยู่เดิมออกมาวาง “ฟูเหริน ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว สามารถปรุงเครื่องหอมเหิงอู๋ เครื่องหอมฮุ่ยเซียง หรือเครื่องหอมหลานเซียง กระหม่อมยังมีเครื่องหอมหมื่นลี้ที่ปรุงเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน กับเครื่องหอมจีเสอและเครื่องหอมซูเหอจำนวนหนึ่งที่ส่งมาจากหนานจวิ้น”

หญิงสกุลเซี่ยงชี้ไปยังเครื่องหอมสองสามชนิดที่อยู่ใกล้ๆ “นั่นคืออะไร”

เซียงเหรินตอบ “นี่คือเครื่องหอมติงเซียง นี่คือเครื่องหอมกุยเจี่ย นี่คือเครื่องหอมเซ่อเซียง (เชิงอรรถ – เครื่องหอมกลิ่นชะมด ทำมาจากสารในต่อมของชะมดตัวผู้ สารดังกล่าวสามารถใช้ทำเครื่องหอมและนำมาปรุงยา) นี่คือเครื่องหอมเยี่ยนเซียง…”

จวี่จีพยักหน้า เลือกเครื่องหอมเดิมเก็บไว้สามสี่กล่อง ก่อนจะสั่งให้ปรุงเครื่องหอมเพิ่มอีกสองสามชนิด ขณะกำลังออกคำสั่ง หัวหน้าสำนักฝ่ายในก็พาเด็กรับใช้ชายสองคนเข้ามาคำนับจวี่จี

จวี่จีมองเด็กรับใช้สองคนนั้นพลางเอ่ยถามอย่างแปลกใจ “เด็กชายสองคนนี้มาทำอะไร”

หัวหน้าสำนักฝ่ายในอธิบาย “เนื่องจากกงจู่เก้ามิต้องการให้สาวใช้คอยรับใช้ แต่ต้องการให้เปลี่ยนเป็นเด็กชายสองคนที่สามารถเล่นกับนางได้ ต้าหวังจึงให้กระหม่อมส่งเด็กชายสองคนนี้มาพ่ะย่ะค่ะ”

จวี่จีเอ่ยตำหนิ “ซุกซนอีกแล้ว! มีเด็กหญิงที่ไหนเอาแต่เล่นโลดโผนราวเด็กชายเช่นนั้น มีสาวใช้ยังไม่พอ ยังขอเด็กรับใช้ชายเพิ่มอีก” ก่อนจะถามว่าทั้งคู่ชื่ออะไร

หัวหน้าสำนักฝ่ายในตอบว่า เดิมเด็กรับใช้ชายสองคนนี้ตั้งชื่อตามลำดับเจี่ยอี่ปิ่งติง (เชิงอรรถ – ลำดับราศีบนในแผนภูมิสวรรค์ ใช้สำหรับลำดับวันเวลา) คนหนึ่งชื่อซู่เจี่ย อีกคนชื่อซู่ติง แต่เพราะเสี่ยวกงจู่เห็นว่าชื่อไม่ไพเราะ จึงตั้งให้ใหม่ว่าหัวหลิวกับลวี่เอ่อร์

จวี่จีรู้ว่านำมาจากชื่อแปดยอดอาชาของมู่เทียนจื่อ (เชิงอรรถ –โจวมู่หวัง ประมุของค์ที่ห้าแห่งราชวงศ์โจว) ขมวดคิ้วเอ่ย “เด็กรับใช้เรียกชื่อตามลำดับเจี่ยอี่ปิ่งติงก็พอแล้ว ไยจึงต้องตั้งชื่อประหลาดเช่นนี้ให้วุ่นวาย!”

หัวหน้าสำนักฝ่ายในมิกล้าตอบคำ ได้แต่คลี่ยิ้มเอ่ย “หากไม่ถูกใจฟูเหริน กระหม่อมจะสั่งให้พวกเขากลับมาใช้ชื่อเดิม”

จวี่จีโบกมือ “ช่างเถิด พาไปหานางได้แล้ว”

เมื่อเห็นหัวหน้าสำนักฝ่ายในออกไป หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางวิตกกังวล “พี่หญิง…”

จวี่จีรู้ว่าหญิงสกุลเซี่ยงมีนิสัยขลาดกลัว จึงเอ่ยถาม “มีอะไรหรือ”

หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยอ้ำอึ้ง “ตามเหตุผลแล้ว ข้ามิควรเอ่ย เพียงแต่กงจู่นาง…”

หญิงสกุลเซี่ยงมีนิสัยขลาดกลัว รู้ดีว่าบุตรชายและบุตรสาวคู่นี้ของตนล้วนอยู่ในความเลี้ยงดูของจวี่จี จึงมิเคยกล้าออกความเห็นใดๆ  บัดนี้เห็นสีหน้าเช่นนี้ของนาง จวี่จีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เอ่ยถาม “เจ้าต้องการเอ่ยอันใด”

หญิงสกุลเซี่ยงลังเลอยู่นานกว่าจะเอ่ย “ข้ารู้สึกว่า กงจู่ถึงอย่างไรก็เป็นเด็กหญิง บัดนี้นางอายุเจ็ดปีแล้ว อีกไม่กี่ปีก็ต้องออกเรือน สิ่งที่เด็กหญิงควรเรียนรู้ก็ถึงเวลาถ่ายทอดให้นาง มิอาจปล่อยให้นางทำตัวราวเด็กชายเช่นนี้…”

จวี่จีหัวเราะพรืด “ข้านึกว่าเรื่องอันใด ที่แท้ก็เรื่องนี้” เห็นหญิงสกุลเซี่ยงมีสีหน้าหวาดหวั่น โบกมือเอ่ยอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ “กฎระเบียบในใต้หล้านี้ เดิมก็มิได้บัญญัติขึ้นเพื่อผู้สูงศักดิ์ หากเยวี่ยเป็นที่โปรดปรานของต้าหวัง ต่อให้นางซุกซนกว่านี้อีกสิบเท่า ก็ไม่มีผู้ใดกล้าทำอะไรนาง แต่หากไม่มีผู้ใดเหลือบแล ต่อให้เคร่งครัดกฎระเบียบไปก็เท่านั้น เจ้าหาเข้าใจไม่!คนเราหากซื่อเกินไป ย่อมถูกกฎระเบียบบังคับควบคุมไปตลอดชีวิต แต่หากเฉลียวฉลาดเปี่ยมความสามารถ ย่อมสามารถก้าวข้ามกฎระเบียบ บัญญัติกฎระเบียบ ชีวิตของเยวี่ย เจ้ามิจำเป็นต้องกังวล มีแต่จะสุขสบายกว่าเจ้ากับข้า”

หญิงสกุลเซี่ยงอึกอักอยู่ครู่ใหญ่ ลอบถอนใจแผ่วเบา อุปนิสัยของคนเราไฉนเลยจะอ่อนแอขลาดกลัวแต่กำเนิดเล่า แท้จริงแล้วเป็นเพราะถูกสถานะและกฎระเบียบบังคับควบคุมจนกลายเป็นเช่นนั้นต่างหาก เพียงแต่วาจานี้ นางกลับพูดไม่ออก ได้แต่เก็บซ่อนไว้ในใจเงียบๆ

จวี่จีกวักมือยิ้มเรียกนาง “เจ้ามานี่ ข้ามีเรื่องเอ่ยกับเจ้า”

หญิงสกุลเซี่ยงรีบก้าวไปด้านหน้า โน้มตัวเข้าไปใกล้จวี่จี ได้ยินจวี่จีเอ่ยเสียงเบา “วันก่อนต้าหวังบอกว่า หรงถึงวัยศึกษาเล่าเรียนแล้ว แล้วเยวี่ยปกติก็แต่งกายเป็นเด็กชาย มิสู้ให้นางกับหรงร่ำเรียนด้วยกัน”

หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยอย่างดีใจ “เช่นนี้ประเสริฐยิ่ง”

จวี่จีเอ่ยเสริมเสียงเบา “ต้าหวังตั้งใจจะให้จั่วถูชวีหยวนเป็นอาจารย์ของกงซุนเหิง(เชิงอรรถ –คำเรียกขานหลานชายของเจ้านครรัฐ) ประสงค์จะให้หรงกับเยวี่ยเริ่มเรียนพร้อมกัน”

กงซุนเหิงคือบุตรชายคนโตในภรรยาเอกของไท่จื่อไหว อายุมากกว่ากงจื่อหรงหนึ่งปี ฉู่หวังซางรู้ดีว่าไท่จื่อเป็นไม้แก่ดัดยาก จึงหมายมาดให้ชวีหยวนแนะนำสั่งสอนกงซุนเหิง ทั้งนี้ก็เพื่อปลูกฝังเจ้านครรัฐฉู่ผู้ปรีชาสามารถในอนาคต ตำแหน่งจั่วถูนี้ กิจการภายในคือหารือราชกิจกับเจ้านครรัฐเพื่อออกคำสั่งควบคุมกองทัพ กิจการภายนอกคือต้อนรับอาคันตุกะและรับหน้าบรรดาผู้ครองรัฐ ขุนนางคนสำคัญมากมายของรัฐฉู่ก่อนได้รับตำแหน่งลิ่งอิ่น ล้วนเคยเป็นจั่วถูมาก่อนทั้งสิ้น ให้จั่วถูแนะนำสั่งสอนกงซุนและบรรดากงจื่อ ก็เท่ากับให้ว่าที่เสนาบดีชี้แนะว่าที่รัชทายาท

หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยอย่างยินดี “ชวีหยวนนับเป็นปัญญาชนอันดับหนึ่งของรัฐฉู่เรา ทั้งยังเป็นเชื้อพระวงศ์ที่สืบเชื้อสายมาจากแซ่หมี่ หากเขาสามารถเป็นอาจารย์ของจื่อหรง นับว่าประเสริฐยิ่ง”

แต่จวี่จีกลับถอนหายใจ “น่าเสียดาย นิสัยของหรงมิอาจเทียบพี่สาวของเขา ปกติหากเยวี่ยอยู่ด้วยยังดี แต่หากเขาพบต้าหวังตามลำพัง แม้แต่เอ่ยเสียงดังกว่าเดิมเล็กน้อยยังมิกล้าด้วยซ้ำ”

หญิงสกุลเซี่ยงถอนใจเอ่ย “เรื่องนี้ช่วยมิได้ ตั้งแต่ไท่จื่อลงมา มีกงจื่อในวังคนใดที่พบต้าหวังแล้วไม่หวาดกลัวจนตัวสั่นงันงกบ้างเล่า”

จวี่จีได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม “มีเพียงเยวี่ยเท่านั้นที่มิกลัวต้าหวัง แล้วต้าหวังก็ดูชมชอบที่นางเป็นเช่นนี้…”

บทที่สี่ อินทรีฉงน

ขณะที่จวี่จีกับหญิงสกุลเซี่ยงกำลังหารือเรื่องเสี่ยวกงจู่หมี่เยวี่ย หมี่เยวี่ยกำลังอยู่ในหอเฉิงที่พักผ่อนของฉู่หวังซาง ออดอ้อนฉู่หวังซางขอออกไปเล่น

ในหอเฉิง คนครัวกำลังย่างเนื้อบนเตาสำริด บนโต๊ะยาวมีจอกสุราสำริดและจานใส่เนื้อใบเล็กตั้งอยู่ นอกจากนี้ยังมีถ้วยทรงสูงสำหรับใส่น้ำจิ้ม ตะกร้าไม้ไผ่สำหรับใส่ผลไม้ และติ่งใบเล็กมีฝาปิด ซื่อเหรินเฟิ่งฟางนำเนื้อร้อนกรุ่นหั่นเป็นชิ้นอย่างประณีต คลุกเคล้าน้ำจิ้มจนเข้ารส วางลงตรงหน้าฉู่หวังซาง

ฉู่หวังซางขยับจอกสุราไปมา พลางคุยกับบุตรสาวด้วยท่าทางเมามายเล็กน้อย “เยวี่ยหวังอู๋เจียงผู้นั้น นึกไม่ถึงว่าจะหาญกล้าตลบหลังผู้ด้อย คิดจะร่วมมือกับรัฐฉีโจมตีผู้ด้อย ผลสุดท้าย ผู้ด้อยจึงนำทัพบุกโจมตีรัฐเยวี่ยด้วยตนเอง แต่เยวี่ยหวังอู๋เจียงผู้นั้นกลับคิดต่อรองกับผู้ด้อย ขอให้ไว้ชีวิตเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด แล้วจะยอมสวามิภักดิ์ ไม้นี้ตอนนั้นเยวี่ยหวังโกวเจี้ยนก็เคยใช้มาแล้ว เฮอะ เห็นผู้ด้อยเป็นคนเขลาเช่นอู๋หวังฟูไชหรือ ผู้ด้อย…จึงสังหารอู๋เจียงและทำลายศาลบรรพชนของพวกเขาเสีย ให้พวกเขามิอาจกลับขึ้นมาเป็นใหญ่ได้อีก…”

หมี่เยวี่ยเกล้ามวยสองข้าง มีป้ายหยกห้อยระหน้าอก สวมชุดเด็กชายสีเหลืองปักลายเมฆสมปรารถนา กำลังนั่งอยู่ข้างฉู่หวังซาง ฟังไปพลางปรบมือไปพลาง “เสด็จพ่อองอาจกล้าหาญ! เสด็จพ่อมิเคยพ่ายแพ้!” ก่อนจะรินสุราจอกหนึ่งยื่นส่งให้ฉู่หวังซางพลางเอ่ยเอาใจ “เสด็จพ่อ ข้าเป็นลูกสาวท่าน ท่านมักบอกว่าข้าเหมือนท่าน ใช่หรือไม่”

ฉู่หวังซางเห็นท่าทางของนาง รู้ทันทีว่าการที่จู่ๆ นางมาประจบเอาใจเช่นนี้ต้องมีเรื่องร้องขออย่างแน่นอน จึงดื่มสุราอย่างอารมณ์ดีพลางเอ่ยถาม “ว่ามา เจ้าอยากได้อะไรอีก”

หมี่เยวี่ยดวงตาเป็นประกาย เอ่ยอย่างแง่งอน “เสด็จพ่อดูแคลนข้ามากไปแล้ว ไยจึงคิดว่าข้าต้องการอันใดจากเสด็จพ่อ มิใช่แบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อเล่า”

ฉู่หวังซางได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม “อ้อ เจ้าสามารถแบ่งเบาภาระอันใดให้ข้า”

หมี่เยวี่ยตอบ “เสด็จพ่อ ออกศึกคราวหน้า ท่านพาลูกไปด้วยดีหรือไม่ ข้าสามารถขี่ม้า สามารถยิงธนู ทั้งยังสามารถเป็นทหารทัพหน้าให้ท่าน!”

ฉู่หวังซางมองบุตรสาวตัวน้อย หัวเราะลั่น “เด็กน้อยเช่นเจ้านี้น่ะหรือ ฮ่าๆๆ  ทหารทัพหน้าเพียงดีดนิ้วก็สามารถทำให้เจ้าล้มกลิ้งไม่เป็นท่าแล้ว ลูกพ่อ รอจนเจ้าตัวสูงเท่าพ่อเมื่อใด ค่อยมาพูดเรื่องออกศึกเถิด!”

หมี่เยวี่ยตาลุกวาว “จริงหรือ”

ฉู่หวังซางตบหน้าอก “ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น!” ขณะเดียวกันก็แอบยิ้ม ถึงอย่างไรชั่วชีวิตนี้เจ้าก็ไม่มีทางตัวสูงเท่าผู้ด้อย…

หมี่เยวี่ยเห็นเขายิ้มอย่างมีเลศนัย เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “เสด็จพ่อ จริงหรือ”

ฉู่หวังซางตอบ “จริงแท้แน่นอน”

หมี่เยวี่ยกลอกตาไปมารอบหนึ่ง เขย่าตัวฉู่หวังซางอย่างออดอ้อนออเซาะ “เช่นนั้นให้ข้าตามท่านไปล่าสัตว์เถิด การล่าสัตว์ก็เท่ากับการฝึกทหาร หากข้าไม่ฝึกฝนกับท่านก่อน ภายหน้าต่อให้ตัวสูงเท่าท่านก็มิอาจรบทัพจับศึก”

ฉู่หวังซางปล่อยให้บุตรสาวออดอ้อนเอาใจด้วยความพึงใจ ก่อนจะแสร้งทำทีเป็นรำคาญ “ก็ได้ ก็ได้ พ่อรับปากเจ้า พอถึงฤดูใบไม้ร่วงจะพาเจ้าไปล่าสัตว์”

หมี่เยวี่ยไม่เข้าใจ “ไยจึงต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ร่วง ไยจึงต้องรอนานขนาดนั้นด้วยเล่า”

ฉู่หวังซางตอบ “บัดนี้ตรงกับฤดูใบไม้ผลิ สิ่งมีชีวิตเจริญเติบโต มิอาจล่าสัตว์ วสันต์กำเนิดสารทร่วงโรย ล่าสัตว์ย่อมต้องรอถึงฤดูใบไม้ร่วง”

“เช่นนั้นฤดูใบไม้ผลิทำอันใด” หมี่เยวี่ยถาม

“ชุนเกิง ชินฉาน อีกไม่กี่วันผู้ด้อยต้องไปไถนาหลวง ส่วนหวังโฮ่วต้องไปสาวเส้นไหม” ฉู่หวังซางตอบ

“ข้าไปได้หรือไม่” หมี่เยวี่ยถามทันที

ฉู่หวังซางส่ายหน้า “ล้วนเป็นพิธีการสำคัญ เด็กน้อยเช่นเจ้าไปมิได้”

หมี่เยวี่ยเบ้ปากเบือนหน้าหนี แสดงท่าทีว่าตนไม่พอใจ

ฉู่หวังซางรีบเอ่ยปลอบ “พ่อหาอาจารย์ให้เจ้าได้แล้ว อีกไม่กี่วันเจ้าก็ต้องเริ่มศึกษาเล่าเรียน มิอาจซุกซนเช่นนี้อีก”

“ข้าหาเคยซุกซนไม่!” หมี่เยวี่ยเถียง

ฉู่หวังซางร้อง “อืม” คำหนึ่ง “เจ้าหาเคยซุกซนไม่ เช่นนั้นหลายวันก่อนผู้ใดกันที่จับไก่ป่าในราชอุทยานมาถอนขนเสียจนสิ้น”

หมี่เยวี่ยหน้าเจื่อน “ข้าทำเช่นนั้นเพราะต้องการประดิษฐ์ธงรบอันงดงามผืนหนึ่งให้เสด็จพ่อ…” เห็นฉู่หวังซางแย้มยิ้ม นางลดเสียงลง “แล้วก็ประดิษฐ์ธงรบอันงดงามให้ตัวข้าเองด้วยผืนหนึ่ง…” ก่อนจะเอ่ยดังขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ภายหน้าเมื่อชูธงรบกลางสมรภูมิ ผู้คนก็จะรู้จักชื่อเสียงอันเกรียงไกรของข้า!”

วันก่อนนางได้ยินว่าธงรบล้วนทำมาจากขนนกชั้นดี ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นว่าไก่ป่าในราชอุทยานมีขนงดงามยิ่ง จึงถอนขนไก่ป่าเหล่านั้นจนสิ้น หมายจะนำมาประดิษฐ์ธงรบ

ฉู่หวังซางหัวเราะชอบใจ “ฮ่าๆๆ  เด็กเช่นเจ้าช่างเกเรยิ่ง!”

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างแง่งอน “เสด็จพ่อกำลังหัวเราะเยาะข้าหรือ”

ฉู่หวังซางส่ายหน้า “หามิได้ หามิได้ เจ้าสมแล้วที่เป็นบุตรสาวของผู้ด้อย ฮ่าๆๆ…” เห็นดวงตานางกลอกไปมา รู้ว่านางต้องมีแผนการอันใดอีกเป็นแน่ ลูบศีรษะนางพลางเอ่ยถาม “เจ้ากำลังคิดพิเรนทร์อันใดอีก”

หมี่เยวี่ยรีบออกตัว “ข้ารู้ความมาตลอด” เห็นฉู่หวังซางหัวเราะอย่างไม่เห็นด้วย ได้แต่เบนหัวข้อสนทนาไปยังเรื่องที่ตนต้องการ “เสด็จพ่อ ได้ยินว่าอีกสามวัน แม่ทัพจิ่งชุ่ยซึ่งรบชนะจะยกทัพกลับมา…”

ฉู่หวังซางได้ยินดังนั้นก็รู้ทันทีว่านางกำลังคิดอันใด เอ่ยพลางโบกมือ “มิได้ มิได้ ทัพใหญ่ยกทัพกลับเมือง เหล่าแม่ทัพเพิ่งผ่านการสู้รบ เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด เจ้าจะไปได้อย่างไร”

หมี่เยวี่ยเบิกตาโต “เสด็จพ่อของข้าคือวีรบุรุษผู้กล้า ผ่านศึกสงครามนับครั้งไม่ถ้วน หากแม้แต่กลิ่นคาวเลือดเล็กน้อยข้ายังรับไม่ไหว จะเผยแพร่ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของเสด็จพ่อข้าได้อย่างไร”

ฉู่หวังซางได้ยินวาจานี้ของนาง หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง “ฮ่าๆๆ  ผู้ด้อยต้องให้เด็กน้อยเช่นเจ้ามาเผยแพร่ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของข้าหรือ ถูกต้อง ถูกต้อง ลูกข้าเหมือนข้ายิ่งนัก นับเป็นเรื่องประเสริฐ เป็นเรื่องประเสริฐ!” เขาหัวเราะชอบใจยิ่ง แต่เมื่อเห็นหมี่เยวี่ยดูโมโหจริงๆ ก็รีบเอ่ยชมเอาใจ

หลังจากปลอบอยู่นาน เห็นหมี่เยวี่ยยังคงไม่หายโกรธ รู้ว่านางต้องการอะไร กระนั้นก็ไม่กล้ารับปากเรื่องนี้ส่งเดช ได้แต่ใช้วิธีเปลี่ยนเป้าหมาย ยิ้มเอ่ย “เรื่องนี้เจ้ามิต้องถามข้า เพียงแต่ทำให้มารดาของเจ้ารับปากก็พอ”

แต่ไหนแต่ไรเขาก็กลัวบุตรสาวคนโปรดผู้นี้งอแงเป็นที่สุด มักจะใจอ่อนและตามใจนางทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้เมื่อเจอเรื่องเช่นนี้ จึงพยายามโยนไปให้จวี่จีจัดการ เพราะจวี่จี เวลานี้ยังนับว่าคุมเด็กผู้นี้ได้

หมี่เยวี่ยเองก็ไม่กังวลแต่อย่างใด เพียงแต่หัวเราะคิกคัก ไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก

ฉู่หวังซางเข้าใจว่าแผนการของตนสำเร็จลุล่วง หารู้ไม่หลังแยกกับเขาหมี่เยวี่ยก็ไปออดอ้อนจวี่จีทันที “มารดา ได้ยินว่าอีกสามวัน แม่ทัพจิ่งชุ่ยซึ่งรบชนะจะยกทัพกลับมา…ข้าอยากไปดู…”

จวี่จีไม่รู้ว่าเป็นแผนการ เดิมปฏิเสธเด็ดขาด ต่อมาถูกนางออดอ้อนหนักเข้า ได้แต่เอ่ย “หากเจ้าสามารถโน้มน้าวเสด็จพ่อของเจ้า ข้าก็จะให้เจ้าไป”

หมี่เยวี่ยหัวเราะคิกคัก “เสด็จพ่อบอกแล้ว หากมารดาไม่คัดค้าน เสด็จพ่อก็ตกลง”

จวี่จีมองค้อนนาง นึกไม่ถึงว่านางอายุยังน้อย แต่กลับลื่นไหลถึงเพียงนี้ นางรู้ดีว่าไม่ว่าฉู่หวังซางหรือจวี่จีล้วนไม่มีทางอนุญาตให้นางออกไปเที่ยวนอกวัง จึงเริ่มจากออดอ้อนฉู่หวังซาง ให้ฉู่หวังซางโยนเรื่องนี้ไปให้จวี่จีตัดสินใจ บอกว่า “มารดาเจ้าอนุญาตข้าก็อนุญาต” จากนั้นค่อยออดอ้อนจวี่จี เมื่อจวี่จีโยนเรื่องนี้ไปให้ฉู่หวังซาง ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าผู้ใหญ่สองคนที่ไม่ยอมอนุญาต สุดท้ายแล้วกลับหลงกลแผนการ “ท่านไม่ปฏิเสธก็เท่ากับอนุญาต” ของเด็กน้อยเช่นนางเสียแล้ว

จวี่จีดีดหน้าผากนางเป็นเชิงดุ “อายุแค่นี้ ยังลื่นไหลถึงเพียงนี้!”

หมี่เยวี่ยไม่สนใจ เอาแต่กอดนางหัวเราะชอบใจ “มารดา ท่านอนุญาตแล้วใช่หรือไม่”

จวี่จีมองค้อนนาง ดีดหน้าผากนางแรงๆ หนึ่งครั้ง เอ่ยเสียงดุ “ชีวิตข้าถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องถูกเด็กเกเรเช่นเจ้าก่อกวนจนอยู่ไม่สุข จะไปก็ได้ แต่ต้องให้ราชองครักษ์ของเสด็จพ่อเจ้าติดตาม มิอาจออกไปไหนตามลำพัง ยิ่งมิอาจเข้าใกล้แม่น้ำ หากขัดคำสั่งข้า คราวหน้าจะไม่อนุญาตให้เจ้าออกไปอีก”

หมี่เยวี่ยโผเข้ากอดจวี่จี หอมแก้มนางฟอดหนึ่ง “มารดา ท่านดีกับข้ายิ่งนัก”

จวี่จีลูบแก้ม เอ่ยเสียงดุ “ไปได้แล้ว เพิ่งทาแป้งหอม ถูกเจ้าหอมจนเลอะหมดแล้ว”

หมี่เยวี่ยไม่สนใจ วิ่งหัวเราะออกไป

คืนนั้นฉู่หวังซางกับจวี่จีต่างจนใจ แม้จะระมัดระวังสารพัน นึกไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วกลับหลงกลเด็กน้อยผู้นี้เข้าจนได้ กระนั้นก็มิอาจทำอันใด เพราะเจ้านครรัฐกล่าวคำไหนต้องเป็นคำนั้น

ครั้นถึงวันที่จิ่งชุ่ยยกทัพกลับเมือง ฉู่หวังซางจึงจำต้องให้หมี่เยวี่ยสวมชุดเด็กชาย สั่งให้จิ่งหลีราชองครักษ์คนสนิทพานางไปยืนแอบดูบนหอประตู

เวลานี้นอกประตูเมือง ได้นำไม้ที่มีหนามแหลมมาก่อเป็นประตูไม้ ซึ่งก็คือประตูที่เรียกว่า “ประตูหนาม” เหล่าทหารได้รับชัยชนะกลับมา จะมีเจ้านครรัฐหรือขุนนางในตระกูลเชื้อพระวงศ์ที่ได้รับคำสั่งออกมาต้อนรับถึงหน้าประตู

หมี่เยวี่ยยืนอยู่บนหอประตู เห็นแต่ไกลว่าทหารเรือนแสนกำลังเคลื่อนทัพมาจากทางเหนือ ธงรบโบกสะบัด ฝุ่นฟุ้งคลุ้งตลบ เมื่อเข้ามาใกล้ ก็ยิ่งรู้สึกว่ากลุ่มคนดำทะมึนมืดฟ้ามัวดิน นอกจากแม่ทัพสองสามคนที่เปลี่ยนมาสวมเสื้อเกราะและหมวกนักรบใบใหม่ ชุดเกราะของทหารส่วนใหญ่ล้วนเปรอะเปื้อนฝุ่นดินและคราบเลือด ทั้งยังเสียหายฉีกขาดจากรอยดาบฟันธนูยิง หากทว่า กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นอายแห่งการสังหารที่โชยออกมาจากตัวแม่ทัพที่กรำศึกมานานเหล่านี้ เทียบกับเสื้อเกราะและหมวกนักรบใบใหม่ที่สะท้อนประกายวาววับ กลับยิ่งชวนให้รู้สึกสะพรึงกลัวประหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ 

นางยืนอยู่บนหอประตู ถูกกลิ่นอายดังกล่าวกดทับจนหายใจไม่ออก ก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว กระทั่งชนเข้ากับคนผู้หนึ่ง ถึงยืนทรงตัวได้

จิ่งหลีประคองนาง เอ่ยเสียงอ่อนโยน “เสี่ยวกงจู่ ท่านกลัวหรือ หากกลัวก็กลับเถิด”

ครานี้หมี่เยวี่ยถึงได้สติ พลันเอ่ยปฏิเสธข้อเสนอนี้เสียงแข็ง “เฮอะ ข้ามิได้กลัว ข้า ข้าเพียงแต่รู้สึกว่าทัพใหญ่ของพวกเรานั้นยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่าที่จินตนาการไว้เท่านั้น!”

จิ่งหลีรับหน้าที่ดูแลเด็กผู้นี้ด้วยความจำใจ ทำได้เพียงตามใจเสี่ยวกงจู่ หวังว่าพิธีจะเสร็จสิ้นโดยเร็ว ตนจะได้พาเสี่ยวกงจู่กลับวัง เป็นอันหมดหน้าที่

หมี่เยวี่ยก้าวไปด้านหน้าอีกครั้ง จับจ้องพิธีต้อนรับทัพใหญ่ซึ่งจัดขึ้นเบื้องล่างไม่วางตา เห็นฉู่หวังซางออกมาต้อนรับ ตรวจตรากองทัพทั้งสาม

จิ่งชุ่ยนำสามกองทัพน้อมคำนับ เอ่ยแซ่ซ้อง “ต้าหวัง” ด้วยเสียงดังกังวาน แหวกทะลุท้องนภาและผืนปฐพี

หมี่เยวี่ยมิเคยเห็นภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตาเช่นนี้มาก่อน ความน่าเกรงขามเช่นนี้ เทียบกับวันที่หนึ่งเดือนหนึ่งตอนจวินหวังยืนอยู่บนหอประตู มองอาณาประชาราษฎร์เอ่ยแซ่ซ้องเสียงดังว่า “จวินหวัง” นั้น นับว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ประการหลัง คือดาราล้อมเดือน ประการหน้า คือพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

สามกองทัพรบชนะ เคลื่อนทัพกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ความน่าเกรงขามเช่นนี้ เพียงพอจะทำให้เด็กหญิงตัวน้อยผู้หนึ่งจดจำไปชั่วชีวิต

นับจากวันนั้น หมี่เยวี่ยก็หลงใหลในสงคราม

ช่วงเวลาอันไร้เดียงสายามเยาว์วัยเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม จากการรังแกสัตว์เล็ก รังแกน้องชาย รังแกเด็กรับใช้ชายสองคน นางเริ่มหันมาถามทุกคนเพื่อเรียนรู้ศัพท์สำนวนของการสั่งนำทัพอย่างบ้าคลั่ง การเล่นสนุกของนาง ล้วนกลายเป็นการเลียนแบบการรบทัพจับศึก

วันที่สิบหลังจิ่งชุ่ยกลับมา นางก็ชวนหัวหลิวกับลวี่เอ่อร์เด็กรับใช้ชายสองคนและหมี่หรงน้องชาย เลียนแบบฉู่หวังซางนำทัพออกศึก ใช้เขามอในวังฉู่แทนเป้าหมายโจมตี

นางยืนอยู่หน้าเขามอ โบกมือด้วยท่าทางองอาจห้าวหาญ หัวหลิวกับลวี่เอ่อร์ซึ่งมีสีหน้าขมขื่นรีบก้มตัววิ่งเหยาะๆ มาหยุดเบื้องหน้านางเพื่อรอรับคำสั่ง

หัวหลิวเอ่ยท่าทางขลาดกลัว “กงจู่ เล่นซนคราวก่อน กระหม่อมก็ถูกต้าเจียน (เชิงอรรถ – ตำแหน่งหัวหน้าขันที) โบยด้วยไม้หนามยี่สิบไม้ ทางที่ดีพวกเราอย่า…” เอ่ยยังไม่ทันจบ ก็ถูกหมี่เยวี่ยตัดบทด้วยสีหน้าบึ้งตึง ออกคำสั่งด้วยท่าทางจริงจัง “ในเมื่อเป็นทหาร จะหนีทัพได้อย่างไร ระวังข้าจะสั่งลงโทษตามกฎทัพ!”

หัวหลิวจึงได้แต่เล่นเป็นเพื่อนนางด้วยสีหน้าเต็มฝืน เอ่ย “ขอรับ ท่านแม่ทัพมีคำสั่งใด”

หมี่เยวี่ยเอ่ยพลางชี้ไปทางเขามอ “ด้านหน้าคือเมืองของศัตรู หัวหลิวเจ้าเป็นทหารกราบขวาให้ข้า ลวี่เอ่อร์เจ้าเป็นผู้บังคับรถศึกให้ข้า น้องหรงเจ้าเป็นทัพหลังให้ข้า พอข้าตีเมืองด้านหน้าแตก เจ้าก็บุกตามข้าไป…เข้าใจหรือไม่”

หมี่หรงยังเยาว์วัย ทุกวันได้แต่วิ่งตามพี่สาวของตนอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ตอนนี้หมี่เยวี่ยกำชับเขาเช่นนี้ เขาจึงพยักหน้าด้วยความเคยชิน “เข้าใจ” แต่เมื่อคิดครู่หนึ่งก็ส่ายหน้า เอ่ยอย่างไร้เดียงสา “ไม่เข้าใจ!”

หมี่เยวี่ยชี้หน้าผากเขาด้วยท่าทีรำคาญ เอ่ย “ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่เข้าใจอะไรอยู่แล้ว ทำตามข้าแล้วกัน พวกเจ้าสองคน เข้าใจแล้วหรือไม่”

ลวี่เอ่อร์เอ่ยเสียงสั่น “กงจู่ จวี่ฟูเหรินบอกว่า มิให้ท่านเล่นออกรบ…”

แต่หมี่เยวี่ยกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “แม่ทัพอยู่กลางสมรภูมิ บางสถานการณ์มิต้องรับบัญชาจากจวินหวัง ดังนั้น ตอนนี้เจ้าต้องฟังคำสั่งข้า”

ลวี่เอ่อร์จนใจ ได้แต่เอ่ย “ขอรับ ข้าน้อยล้วนฟังคำท่าน ท่านว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น!”

หมี่เยวี่ยโบกมือ ท่องคำสั่งนำทัพ “สิบธงรบเป็นหนึ่งกอง บุกโจมตีตามข้า!”

หมี่เยวี่ยพุ่งออกไปเป็นคนแรก หมี่หรงรีบวิ่งตามพี่สาวไปทั้งที่ยังงุนงง

หัวหลิวกับลวี่เอ่อร์จึงได้แต่ฉีกธงผืนเล็กของตนออก ใช้แทนธงรบสิบแถวในกองทัพ ก่อนจะออกวิ่งตามไป

หมี่เยวี่ยวิ่งขึ้นไปบนเขามอ ตะโกนอย่างภาคภูมิ “ข้าตีเมืองแตกแล้ว เหล่าทหารหาญตามข้าเข้าเมือง!” เอ่ยจบก็วิ่งลงไปทางอีกฝั่งของเขามอ

หารู้ไม่ตอนนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเลี้ยวมุมมาถึงใต้เขามอพอดี เห็นใครคนหนึ่งพลันห้อตะบึงลงมาจากเขามอ พุ่งเข้าใส่คนทั้งกลุ่มเข้าอย่างจัง ทุกคนพลันตระหนกตกใจ 

ตอนหมี่เยวี่ยวิ่งลงมา เห็นแล้วว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเดินตรงมาทางนี้ กระนั้นก็หยุดไม่ทัน ชนกับใครคนหนึ่งเข้าเต็มแรง เสียงโครมดังขึ้น ขณะที่นางล้มลงบนร่างของใครคนหนึ่ง

หมี่เยวี่ยโซเซลุกขึ้นยืนทั้งที่ยังมึนงง ครานี้ถึงเพิ่งเห็นว่าเจ้าของร่างที่นางล้มทับเป็นเด็กชายผู้หนึ่ง สวมชุดสีเหลืองประดับพวงหยก กำลังยกมือกุมจมูก เลือดสดๆ ไหลลอดมาตามร่องนิ้ว จับจ้องนางด้วยสีหน้าโกรธขึ้ง

นี่เป็นครั้งแรกที่นางพบหวงเซีย

หวงเซียสืบเชื้อสายมาจากรัฐหวง แซ่อิ๋งสกุลหวง เป็นทายาทของปั๋วอี้ รัฐหวงก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ย มีผู้ครองรัฐทั้งสิ้นห้าสิบคน ต่อมาเนื่องจาก “ไม่ส่งเครื่องบรรณาการแก่รัฐฉู่” จึงถูกฉู่เฉิงหวังกำราบในปลายยุคชุนชิว ภายหลังกำหนดให้เป็นที่ดินศักดินา โดยให้ตระกูลหวงปกครองในฐานะขุนนางผู้ปกครองที่ดิน หากทว่าตระกูลหวงกลับตกต่ำลงเรื่อยๆ  กว่าจะมาถึงรุ่นหวงเซีย ตระกูลหวงตลอดสามชั่วอายุคน กลับไม่ปรากฎผู้มีความสามารถโดดเด่นแม้สักคนเดียว

หวงเซียเป็นหลานของหัวหน้าตระกูลหวงคนปัจจุบัน เนื่องจากหัวหน้าตระกูลหวงเคยมีความสัมพันธ์อันดีกับจั่วถูชวีหยวน ด้วยเหตุนี้ เมื่อชวีหยวนเห็นว่าหวงเซียน้อยฉลาดปราดเปรื่อง จึงรับปากหัวหน้าตระกูลหวง รับเขาเป็นลูกศิษย์

วันนี้ ฉู่หวังซางเรียกชวีหยวนเข้าวัง ชวีหยวนตั้งใจให้ศิษย์ผู้นี้ได้เปิดหูเปิดตา จึงให้เขารับหน้าที่แบกตำรา ติดตามเขาเข้าวัง

หารู้ไม่ เพิ่งเดินมาถึงสวนดอกไม้ หวงเซียก็ประสบเรื่องเช่นนี้ เห็นเด็กชายผู้หนึ่งพุ่งตัวลงมาจากเขามอ เขายังไม่ทันตั้งตัว ก็ถูกชนล้มกระแทกพื้น หีบตำราที่แบกอยู่ด้านหลังร่วงตกพื้น ม้วนไม้ไผ่หล่นระเนระนาด เขาถูกหมี่เยวี่ยกระแทกจมูกเข้าอย่างจัง รู้สึกเพียงว่าเจ็บแปลบแสบร้อน รีบยกมือขึ้นเช็ด แต่กลับพบว่ามีเลือดไหล จึงหันไปถลึงตาใส่ตัวต้นเหตุอย่างโกรธเคือง

เมื่อหมี่เยวี่ยเห็นอีกฝ่ายเลือดไหลก็เริ่มใจเสีย รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเลือดให้หวงเซีย “เจ้า เจ้าไม่เป็นอะไรกระมัง!”

หวงเซียโมโหยิ่ง แต่เป็นเพราะอยู่ในวัง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร จึงมิกล้าทำอันใด ได้แต่แย่งผ้าเช็ดหน้าไปซับจมูก

หมี่เยวี่ยครานี้ถึงหันไปอีกทาง ดวงตากลมโตกวาดไปรอบด้านอย่างรวดเร็ว เห็นม้วนไม้ไผ่หล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น เบื้องหน้ามีบุรุษสวมชุดขาวผู้หนึ่งยืนอยู่ คนผู้นั้นไว้เคราสามแฉก สวมชุดยาวแขนกว้างและหมวกทรงสูง พกกระบี่ยาว ประดับสายคาดหยก ห้อยหยกประดับ สวมรองเท้าไม้ทรงสูง ยิ่งขับให้ดูงามสง่าราวเทพเซียน ประหนึ่งสามารถเหาะเหินเดินอากาศ

หมี่เยวี่ยเห็นมีผู้ใหญ่อยู่ หมุนตัวทำท่าจะวิ่งหนี แต่กลับถูกชวีหยวนจับตัวไว้ “ช้าก่อน เสี่ยวกงจื่อ ชนคนแล้วคิดหนี ทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง”

หมี่หรงกับหัวหลิวและลวี่เอ่อร์ซึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงยอดเขามอเห็นหมี่เยวี่ยวิ่งชนคนทั้งกลุ่ม ต่างนิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก

หมี่เยวี่ยรู้ว่ามิได้การ รีบตะโกนเสียงดังไปทางเขามอ “ตัวข้าถูกจับเป็นเชลย ข้าจะถ่วงเวลาไว้ พวกเจ้าจงถอยทัพกลับไปโดยเร็ว รีบกลับไปตามกองหนุนมาช่วยข้า!”

หมี่หรงกับพวกได้ยินวาจาของนาง กลับไม่เข้าใจความหมาย ได้แต่ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้นอย่างงุนงง

หมี่เยวี่ยย่ำเท้าไปมาพลางร้องตะโกน “เจ้าโง่ รีบหนีไป ไปหามารดา!”

หมี่หรงกับพวกตระหนักได้ในบัดดล พร้อมใจกันวิ่งหนีไปทันที

ชวีหยวนเดิมมิต้องการถือสาหาความเด็กน้อย หากแต่รู้ว่าที่ฉู่หวังซางเรียกเขาเข้าวังคราวนี้ ก็เพื่อหาอาจารย์ให้บรรดากงจื่อกงซุน เห็นหมี่เยวี่ยอายุเท่านี้ ทั้งยังมีนิสัยเช่นนี้ เดาได้ว่าบางทีนางอาจเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ที่ฉู่หวังซางต้องการให้เขาอบรมสั่งสอน จึงคิดจะทดสอบนาง เห็นนางคิดหนี จึงรีบจับตัวนางไว้

หมี่เยวี่ยเงยหน้ามองชวีหยวน ร้องบอก “นี่ ท่านปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”

ชวีหยวนเอ่ยยิ้มๆ “อ้อ เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเจ้าถูกจับเป็นเชลยมิใช่หรือ เป็นเชลยไฉนเลยจะยอมปล่อยไปโดยง่าย”

หมี่เยวี่ยได้ยินดังนั้นก็ลอบชะงัก เอียงคอมองชวีหยวน เอ่ยอย่างไม่ยอมจำนน “ดูท่าท่านคงเป็นผู้สันทัดการศึกผู้หนึ่งกระมัง!”

ชวีหยวนหัวเราะน้อยๆ “พอรู้บ้าง เคยติดตามต้าหวังออกศึกหลายครั้ง”

หมี่เยวี่ยดวงตาเป็นประกาย คว้าแขนเสื้อชวีหยวน แววตาพลันลุกโชน “โอ ท่านเคยออกรบจริงหรือ”

ชวีหยวนลูบเครา ยิ้มเอ่ย “เป็นขุนนางใต้บัญชา จะมิเคยออกรบได้อย่างไร”

หมี่เยวี่ยกลอกตาไปมารอบหนึ่ง “ในเมื่อเคยออกรบ เช่นนั้นก็ต้องทราบธรรมเนียมการออกรบ”

ชวีหยวนเอ่ยถามอย่างสนใจ “อ้อ ธรรมเนียมอันใดหรือ”

หมี่เยวี่ยยืดอกเชิดหน้า พยายามทำท่าน่าเกรงขาม “ธรรมเนียมการทำศึก ธรรมเนียมการจับเชลย ข้าเป็นแม่ทัพ แม้จะตกอยู่ในวงล้อมถูกจับเป็นเชลย กระนั้นก็ควรมีธรรมเนียมการมอบหยก”

ชวีหยวนพยักหน้า “อืม ไม่เลว ไม่เลว ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าอายุแค่นี้ แต่กลับรู้ธรรมเนียมการทำศึก มาๆๆ หวงเซีย เจ้าอายุไล่เลี่ยกับเขา เจ้าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเนียมการมอบหยกนี้”

หวงเซียกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าห้ามเลือดบนจมูก ได้ยินคำสั่งของชวีหยวน ได้แต่ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเคืองขุ่น ยัดผ้าเช็ดหน้าเข้าไปในแขนเสื้อ ก่อนจะก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ปัดฝุ่นบนตัวออก ประสานมือคำนับ “ข้าน้อยหวงเซีย รับบัญชาจากเจ้านครรัฐออกทำศึกกับทัพใหญ่แห่งท่าน วันนี้โชคไม่ดี ท่านกับข้าพานพบมิอาจเลี่ยง โปรดอนุญาตให้ข้ามอบหยกน้ำงามนี้แด่ท่าน”

หมี่เยวี่ยเองก็ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว สำรวจความเรียบร้อยของอาภรณ์ ประสานมือคำนับ “ข้าน้อยหมี่เยวี่ย รับบัญชาจากเจ้านครรัฐออกทำศึก พานพบทหารหาญมิอาจเลี่ยง กระทำผิดบัญชาเจ้านครรัฐ หาใช่ความผิดพลาดทางการศึกไม่ แม้ถูกจับเป็นเชลย ทว่ามิกล้าสวามิภักดิ์ โปรดให้ข้าอยู่ในค่าย รอผู้นำแห่งข้าไถ่ตัวข้ากลับไป หวังว่าการศึกภายหน้า จะสามารถตัดสินแพ้ชนะกับทหารหาญอีกครั้ง”

หวงเซียถอดพวงหยกที่ห้อยระหน้าอกยื่นส่งให้หมี่เยวี่ย

หมี่เยวี่ยเห็นพวงหยกที่หวงเซียส่งมาให้ ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถอดพวงหยกของตนยื่นส่งให้หวงเซีย “รับมอบหยกชั้นดี มอบคืนหยกชั้นเลิศ”

ในสมัยราชวงศ์โจว บรรดาผู้ครองรัฐบางครั้งจะทำสงคราม การศึกย่อมมีแพ้ชนะ ฝ่ายพ่ายศึกย่อมตกเป็นเชลย หากทว่า เชลยก็มีการแบ่งแยกสถานะสูงต่ำ อันว่า “มิอาจลงทัณฑ์ขุนนาง มิอาจคำนับสามัญชน” หมายถึง มิอาจกระทำรุนแรงต่อผู้สูงศักดิ์ มิอาจทำความเคารพสามัญชน หากเจ้านครรัฐหลบลี้หนีสงคราม เนื่องเพราะรับอำนาจจากอาณัติสวรรค์ ขุนนางใต้บัญชาจึงมิอาจกระทำรุนแรง ต่อให้เป็นฝ่ายศัตรูก็จำต้องเปิดทางให้เจ้านครรัฐหลบหนี หาไม่แล้วจะนับว่ากระทำผิด “ธรรมเนียม”

หากตระกูลสูงศักดิ์ถูกจับเป็นเชลย ฝ่ายชนะศึกจะมอบพวงหยกชิ้นหนึ่งให้ เพื่อแสดงการขอขมาต่อการกระทำที่เสียมารยาท ส่วนฝ่ายที่ถูกจับเป็นเชลยก็จะนำพวงหยกที่ล้ำค่าที่สุดของตนมอบให้อีกฝ่ายเป็นการตอบแทน เพื่อบอกเป็นนัยว่าสถานะของตนสูงพอจะได้รับการไถ่ตัว ขอให้อีกฝ่ายปฏิบัติต่อตนอย่างมีมารยาท หากเป็นทหารธรรมดาทั่วไป ย่อมไม่มีธรรมเนียมการมอบหยก แต่จะใช้เชือกหนาเส้นหนึ่งรัดคอ หากไม่ตกเป็นบ่าวรับใช้ของฝ่ายชนะศึก ก็จะถูกส่งไปขายในตลาดทาส

แม้การที่เด็กน้อยทำตาม “ธรรมเนียม” ของผู้ใหญ่เช่นนี้จะดูคล้ายการเล่นสนุก แต่ธรรมเนียมของตระกูลสูงศักดิ์ กลับได้รับการเน้นย้ำความสำคัญจากการกระทำที่ดูคล้ายการเล่นสนุกนี้ ด้วยเหตุนี้ในยุคสมัยนั้น ตระกูลสูงศักดิ์นับแต่เกิดจนตาย ล้วนมี “ธรรมเนียมปฏิบัติ” ซึมซาบอยู่ในการใช้ชีวิตทุกด้าน ต่อให้ไร้บ่าวรับใช้รายล้อม ไร้เครื่องประดับหรูหรา หรือแม้กระทั่งตกระกำลำบาก กระนั้นก็ยังสามารถทราบได้ว่ามีสถานะสูงศักดิ์หรือต่ำต้อยโดยดูจากกิริยามารยาทของอีกฝ่าย

หมี่เยวี่ยแม้มีนิสัยใจกล้าไม่สนใจกฎระเบียบ หากแต่ด้าน “ธรรมเนียมปฏิบัติ” นี้กลับคุ้นชินประหนึ่งกิจวัตรประจำวัน กอปรกับนางมีนิสัยคล้ายเด็กชาย ชื่นชอบการรบทัพจับศึก ธรรมเนียมการทำศึกเช่นนี้ ย่อมเรียนรู้อย่างถ่องแท้จากการเล่นสนุกประจำวัน

มือทั้งคู่สัมผัสกัน พลันมองออกทันทีว่ามือของเด็กชายกับเด็กหญิงมีขนาดไม่เท่ากัน หวงเซียจับมือหมี่เยวี่ยเทียบกับมือของตนด้วยท่าทางประหลาดใจ “แปลกยิ่ง มือของเจ้าเล็กยิ่งนัก!”

หมี่เยวี่ยหน้าแดง ออกแรงชักมือกลับพลางย้อนเสียงดัง “เล็กอันใด สักวันหนึ่งหมัดของข้าจะหนักยิ่งกว่าเจ้า!”

หวงเซียกลอกตา “เฮอะ!”

หมี่เยวี่ยกลอกตากลับ “เฮอะ!”

ชวีหยวนมองภาพตรงหน้าอย่างอารมณ์ดี เด็กสองคนนี้ทำท่าทำทางราวกับเป็นผู้ใหญ่ แต่ความไร้เดียงสาประสาเด็กกลับสะท้อนออกมาให้เห็นโดยไม่รู้ตัว ถึงกับหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่

หมี่เยวี่ยได้ยินเสียงหัวเราะก็หน้าแดง มองม้วนไม้ไผ่ที่หล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น รู้ว่าตนเองกระทำไม่ถูก รีบคำนับชวีหยวนด้วยท่าทางจริงจังราวกับผู้ใหญ่ “ข้าน้อยเสียมารยาท ชนหีบตำราของเซียนเซิง (เชิงอรรถ – คำเรียกขานเชิงให้เกียรติ ใช้เรียกบุรุษอาวุโสเปี่ยมความรู้) ตกพื้น ขอเซียนเซิงโปรดอภัย”

ชวีหยวนลูบเคราเอ่ย “อืมๆ ดีๆ”

หวงเซียหันหน้าหนี ก้มเก็บม้วนไม้ไผ่ หมี่เยวี่ยหน้าเจื่อน ก้มลงช่วยหวงเซียเก็บ แต่เพิ่งจะเก็บม้วนไม้ไผ่ได้ม้วนหนึ่ง ก็ถูกหวงเซียแย่งไป

หมี่เยวี่ยไม่ว่าอะไร เก็บม้วนไม้ไผ่อีกม้วนยื่นส่งให้หวงเซีย หวงเซียจะโมโหเพียงใดก็มิอาจเสียมารยาทเช่นนี้ต่อไป จึงได้แต่รับมาถือไว้ ทั้งที่ในใจยังคงโกรธกรุ่น

เดิมหมี่เยวี่ยเห็นว่าตนเองก่อเรื่องมิอาจหลบหนี ในใจรู้สึกหวาดกลัว คิดจะรอจวี่จีมาช่วย เวลานี้เห็นว่าปลอดภัย จึงใจกล้ามากขึ้น “เซียนเซิง ท่านมาพบต้าหวังหรือ”

ชวีหยวนพยักหน้า “ใช่แล้ว”

หมี่เยวี่ยกลอกตาไปมารอบหนึ่ง “เช่นนั้นท่านเข้าวังบ่อยหรือไม่”

ชวีหยวนพยักหน้า

หมี่เยวี่ยชี้ไปทางหวงเซีย “แล้วเขาเล่า”

ชวีหยวนเหลือบมองหวงเซีย “เขาเป็นศิษย์ของข้า”

“เขาก็เข้าวังบ่อยเช่นกันใช่หรือไม่” หมี่เยวี่ยถามต่อ

ชวีหยวนยิ้มน้อยๆ “ใช่แล้ว”

หมี่เยวี่ยยิ้ม ดึงมือหวงเซีย “เช่นนั้นก็ดี ข้าจะได้เล่นกับเขา”

หวงเซียสลัดมือออกอย่างกระอักกระอ่วน “ข้าไม่เล่น”

หมี่เยวี่ยเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น “นี่ เจ้าอายุเท่าใด” ทว่าหวงเซียกลับเอาแต่เก็บม้วนไม้ไผ่ใส่หีบ ไม่ตอบคำ

หมี่เยวี่ยกล่าวต่อ “ข้าอายุเจ็ดปีแล้ว เจ้าเล่า” หวงเซียชำเลืองมองหมี่เยวี่ย ขยับริมฝีปากทำท่าจะตอบ แต่เมื่อคิดได้ว่าตนเองกำลังโกรธ จึงไม่ยอมเอื้อนเอ่ย

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า “เจ้าไม่บอก แสดงว่าอายุน้อยกว่าข้า”

หวงเซียถึงอย่างไรก็ยังเยาว์วัย เผลอหลุดปากตอบ “มิใช่เช่นนั้น…”

ตอนนั้นเองที่เฟิ่งฟางขันทีคนสนิทของฉู่หวังซางรีบร้อนมาถึง เมื่อเห็นชวีหยวนก็เอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ “ชวีจื่อ (เชิงอรรถ – การเรียกแซ่ตามด้วย “จื่อ” คือการเรียกขานเชิงยกย่องของคนจีนในสมัยโบราณ เช่น ขงจื่อ (ขงจื๊อ) เหลาจื่อ (เล่าจื๊อ)) ไยจึงยังอยู่ตรงนี้ ต้าหวังให้ข้าน้อยออกมาต้อนรับ”

หมี่เยวี่ยเห็นเฟิ่งฟางเดินมา รีบวิ่งไปหลบหลังชวีหยวน น่าเสียดายที่ทุกคนล้วนเห็น เฟิ่งฟางเห็นว่าเป็นนาง เอ่ยถามอย่างแปลกใจ “เสี่ยวกงจู่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

ชวีหยวนประหลาดใจยิ่ง “เสี่ยวกงจู่หรือ”

หวงเซียก็ประหลาดใจยิ่งเช่นกัน “เจ้าเป็นเด็กหญิงหรือ”

หมี่เยวี่ยมองค้อนเขา “เด็กหญิงแล้วอย่างไร”

หวงเซียมีสีหน้าเก้อเขิน รู้สึกว่าเมื่อครู่หากตนโต้เถียงกับเด็กชายยังไม่เป็นไร แต่การโต้เถียงกับเด็กหญิงเช่นนั้นดูเป็นการกระทำที่ใจแคบยิ่ง

“เอ่อ…ข้าไม่รู้มาก่อน ข้ามิได้ตั้งใจโต้เถียงกับเจ้า”

หมี่เยวี่ยถามอย่างตื่นเต้น “เช่นนั้นเจ้ายอมเล่นกับข้าแล้วใช่หรือไม่”

หวงเซียมองนัยน์ตาสุกสกาวของเด็กหญิงตรงหน้า รับปากอย่างไม่รู้ตัว “ใช่!”

เฟิ่งฟางเห็นหวงเซียกำลังจะยกหีบขึ้นแบก รีบกุลีกุจอรับหีบตำรามาถือไว้ ขณะเดียวกันก็ชวนชวีหยวนสนทนา “ชวีจื่อ ตำราในหีบนี้คือฉือฟู่ (เชิงอรรถ – รูปแบบการประพันธ์ประเภทหนึ่งในสมัยโบราณ กำเนิดขึ้นในยุคจ้านกั๋ว) ที่ท่านเพิ่งเขียนใช่หรือไม่”

ชวีหยวนพยักหน้า “ถูกต้อง ปีก่อนข้าไปลุ่มน้ำอวิ๋นเมิ่ง ศึกษาประเพณี ชมระบำบวงสรวง เกิดเป็นบทกวี ‘ภูตภูผา’ นี้”

เฟิ่งฟางเอ่ยเอาใจ “ประเสริฐยิ่ง เช่นนี้ศาลบรรพชนก็จะมีระบำบวงสรวงแบบใหม่ ย่อมทำให้ต้าฉู่เราเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป”

พวกเขาเดินไปพลางคุยไปพลางจนมาถึงหน้าหอจางหัว หวงเซียก้าวตามชวีหยวนขึ้นไปบนหอสูง หันมองไปรอบๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น

หอจางหัวคือหอสูงตระหง่านเสียดฟ้า สูงสิบจั้ง (เชิงอรรถ – หนึ่งจั้งประมาณ 3.33 เมตร) ฐานกว้างสิบห้าจั้ง ประดับรั้วคดเคี้ยวเรื่อยไปจนถึงด้านบน ระหว่างทางจำต้องหยุดพักสามครากว่าจะถึงจุดหมาย ด้วยเหตุนี้จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  “หอสามพัก” หอแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยฉู่หลิงหวัง ใช้แรงงานคนทั้งรัฐก่อสร้างเป็นเวลาหลายปี ได้รับการขนานนามว่า “ยอดหอแห่งแผ่นดิน” ดังคำกล่าวที่ว่า “หอสูงเสียดฟ้า หรูหรางามจรัส ดนตรีบรรเลง ครื้นเครงเพลิดเพลิน” พรรณนาถึงความวิจิตรหรูหราของหอจางหัว  ซึ่งมีเพียงรัฐฉู่อันเข้มแข็งเกรียงไกรเท่านั้นที่สามารถสร้างหอสูงเช่นนี้ได้

ทอดสายตามองบนหอสูง ใต้หล้าล้วนอยู่ใต้ฝ่าเท้า พลันบังเกิดปณิธานที่จะครองทั้งแผ่นดิน

หวงเซียแม้ยังเยาว์วัย หากแต่เยือนหอสูงนี้เป็นครั้งแรก รู้สึกประหนึ่งเหยียบย่างอยู่บนหมู่เมฆ ตัวลอยๆ คล้ายกำลังล่องลอยเหนือฟากฟ้า

รออยู่หน้าตำหนักครู่หนึ่ง อาการหอบหายใจค่อยคลายลง ไม่นานก็ได้ยินเสียงรายงานด้านใน ชวีหยวนนำหวงเซียกับหมี่เยวี่ยถอดรองเท้ายาวไว้หน้าตำหนักแล้วจึงก้าวเข้าไป

ตอนที่พวกเขาก้าวเข้าไป ฉู่หวังซางพอจะรู้เรื่องจากเฟิ่งฟางแล้ว รู้ว่าบุตรสาวซุกซนอีกตามเคย จึงกวักมือเรียกหมี่เยวี่ย “ลูกพ่อ มานี่เดี๋ยวนี้”

หมี่เยวี่ยรู้ว่าตนเองทำผิด รีบวิ่งเข้าไปนั่งข้างฉู่หวังซาง แลบลิ้นเล็กน้อย เรียกเขาเสียงอ่อนหวาน “เสด็จพ่อ…” หมายออดอ้อนเอาใจเพื่อจะได้ไม่ถูกดุ

ฉู่หวังซางดีดหน้าผากนาง เอ่ยยิ้มๆ “เจ้ากล้าซุกซนกับฟูจื่อ (เชิงอรรถ – คำเรียกขานบุรุษเชิงยกย่องในสมัยโบราณ คำเรียกขานอาจารย์หรือผู้มีความรู้) ช่างน่าตีนัก”

แรกพบจวินหวัง เดิมหวงเซียประหม่ายิ่ง แต่เมื่อเห็นฉู่หวังซางมีท่าทางเช่นนี้ ความประหม่าพลันเลือนหายไปกว่าครึ่ง ริมฝีปากสั่นระริกเพราะพยายามกลั้นยิ้มอย่างเต็มที่

หมี่เยวี่ยเหลือบไปเห็น ถลึงตาใส่หวงเซียอย่างเคืองขุ่น ก่อนจะหันไปมองฉู่หวังซางด้วยท่าทางน่าสงสาร “เสด็จพ่อ ขนาดฟูจื่อยังไม่โทษข้า ท่านก็อย่ารื้อฟื้นอีกเลยได้หรือไม่”

ชวีหยวนก้าวไปนั่งบนแท่นไม้ตรงข้ามฉู่หวังซาง แท่นไม้นี้คือที่นั่งไม้ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเท่ากระดานหมากล้อม สูงเหนือพื้นเล็กน้อย ส่วนหวงเซียกับหมี่เยวี่ยเพียงแต่นั่งคุกเข่าบนฟูก

ฉู่หวังซางชี้ไปทางหมี่เยวี่ย ยิ้มเอ่ย “ชวีจื่อ เสี่ยวกงจู่ของผู้ด้อยไม่เลวกระมัง ผู้ด้อยมีบุตรธิดามากมาย แต่มีเพียงนางที่เฉลียวฉลาดเหนือผู้ใด ทั้งยังคล้ายผู้ด้อยที่สุด”

ชวีหยวนพยักหน้าเห็นด้วย “เสี่ยวกงจู่แม้เยาว์วัยซุกซน แต่ธรรมชาติของเด็กล้วนเป็นเช่นนี้ ที่ล้ำค่าหายากคือล่วงรู้ธรรมเนียมการออกรบ เคารพในธรรมเนียมปฏิบัติ ทั้งยังฉลาดเปี่ยมไหวพริบ กระหม่อมขอแสดงความยินดีกับต้าหวัง”

ฉู่หวังซางเห็นชวีหยวนเอ่ยชมเชย ภาคภูมิใจยิ่ง “โอ นานครั้งชวีจื่อจะเอ่ยชมเชยเด็กเล็กเช่นนี้ ลูกพ่อ รีบมาคำนับอาจารย์เร็วเข้า”

ชวีหยวนชะงัก “คำนับอาจารย์หรือ”

ฉู่หวังซางเอ่ยถาม “ดีหรือไม่”

ชวีหยวนค้อมตัวต่ำ “กระหม่อมมิกล้าเป็นอาจารย์ของกงจู่”

ฉู่หวังซางย้อนถามอย่างแปลกใจ “เพราะเหตุใด หรือชวีจื่อก็แบ่งแยกความสำคัญระหว่างเพศชายหญิงเช่นกันหรือ”

ชวีหยวนสั่นศีรษะ “กระหม่อมมิใช่คนหัวโบราณ และมิได้ปฏิเสธไม่รับลูกศิษย์หญิง หากแต่กระหม่อมเห็นว่า กระหม่อมมิอาจรับกงจู่เป็นศิษย์”

ฉู่หวังซางมีท่าทางประหลาดใจ “โอ เพราะเหตุใด”

ชวีหยวนชำเลืองมองหมี่เยวี่ย เห็นว่านัยน์ตาเด็กหญิงที่มีสติปัญญาโดดเด่นผู้นี้เปี่ยมล้นไปด้วยความน้อยใจระคนไม่ยอมแพ้ ได้แต่ลอบถอนใจยาว กล่าวกับฉู่หวังซาง “ต้าหวัง บิดามารดารักบุตรธิดา จำต้องวางแผนอนาคตให้พวกเขา หากต้าหวังรักเอ็นดูกงจู่อย่างแท้จริง ทางที่ดีอย่าให้นางรู้มากเกินไป เรียนมากเกินไป”

ฉู่หวังซางได้ยินดังนั้น ท่าทางฉายแววไม่พอใจ “เพราะเหตุใด”

ชวีหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดจึงเอ่ยเสียงขรึม “ต้าหวัง ผู้ฉลาดมักทุกข์ใจ ผู้สามารถมักเหน็ดเหนื่อย!”

ฉู่หวังซางอึ้งไป เหลือบมองหมี่เยวี่ยคราหนึ่ง พลันเข้าใจความหมายของชวีหยวน ได้แต่นิ่งเงียบครุ่นคิด

หมี่เยวี่ยไม่เข้าใจวาจาของชวีหยวน กระนั้นก็มองออกว่าตนเองถูกปฏิเสธ นับแต่นางถือกำเนิด มิเคยพบผู้ใดที่กล้าปฏิเสธนางเช่นนี้ โมโหจนหน้าดำหน้าแดง

ฉู่หวังซางเห็นท่าทางของนาง รีบสั่งให้เฟิ่งฟางพานางออกไปเล่น หมี่เยวี่ยไม่รอเฟิ่งฟางมาจูงมือ พลันสะบัดมือวิ่งออกไปทันที

ชวีหยวนมองหมี่เยวี่ยวิ่งออกไป ถอนใจแผ่วเบา บอกให้หวงเซียออกไปอีกคน

ฉู่หวังซางถอนใจยาว “ชวีจื่อ เพียงสอนเด็กเพิ่มอีกคนเท่านั้น ไยเจ้าจึงต้องคิดมากปานนี้”

แต่ชวีหยวนกลับส่ายหน้า “บิดามารดารักบุตรธิดา ควรให้พวกเขามีชีวิตไร้ทุกข์ไร้กังวล หากต้าหวังรักเอ็นดูเสี่ยวกงจู่อย่างแท้จริง ย่อมทราบว่าภายหน้านางต้องเป็นภรรยา เป็นแม่คน เพียงเรียนรู้การเย็บปักถักร้อย รู้จักดูแลงานบ้านงานเรือนก็เพียงพอจำต้องทราบว่าความทุกข์ในชีวิตคนเราเริ่มจากการรู้หนังสือ อีกทั้งนับแต่โบราณกาล อาวุธนับเป็นสิ่งอัปมงคล หากต้าหวังให้กงจู่เรียนรู้การรบทัพจับศึก ศึกษาราชกิจ ภายหน้าย่อมเป็นคนไม่ยอมคน เช่นนั้นแล้วไฉนเลยจะยอมอยู่ใต้อาณัติของสามี ไฉนเลยจะมีชีวิตอย่างสุขสงบเหลาจื่อกล่าวไว้ว่า ‘รู้จักความเข้มแข็ง แต่รักษาไว้ด้วยความอ่อนโยน เพื่อเป็นลำธารของชาวโลก เมื่อเป็นลำธารของชาวโลก ย่อมไม่เหินห่างจากคุณธรรมเที่ยงแท้ กลับคืนสู่ภาวะความเป็นเด็กอ่อนอีกครั้ง’ (เชิงอรรถ – คัดลอกบทแปลมาจาก “ปรัชญาเล่าจื๊อ มรรควิถีสู่ชีวิตที่ดีงาม” เรียบเรียงโดย เดือนเพ็ญ เด่นจรัส) นับเป็นหลักสัจธรรม ขอต้าหวังโปรดตรึกตรอง”

ฉู่หวังซางเงียบไปนาน มองชวีหยวนพลางเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา “ชวีจื่อ แปดปีที่แล้วก่อนลูกข้าถือกำเนิด คำทำนายปรากฏการณ์ดวงดาวของถังเม่ย เจ้ายังจำได้หรือไม่”

ชวีหยวนส่ายหน้า “กระหม่อมหาเคยได้ยินไม่”

ฉู่หวังซางจ้องมองเขา เอ่ยน้ำเสียงจนใจ “เจ้า โอ ไยเจ้าจึงรั้นถึงเพียงนี้”

ชวีหยวนเงียบไป ครู่หนึ่งจึงเอ่ย “กระหม่อมมิกล้ากล่าว กระหม่อมกลัวตาย”

ฉู่หวังซางโมโหยิ่ง “เจ้า…”

ชวีหยวนกล่าว “ต้าหวัง กระหม่อมมิเคยได้ยินว่าการปกครองแผ่นดินสามารถฝากความหวังไว้กับปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ตอนนั้นหากมิใช่เซี่ยเจี๋ยหลงเชื่อคำทำนาย คิดลอบสังหารเฉิงทัง บีบบังคับจนอีกฝ่ายก่อการกบฏ ราชวงศ์เซี่ยอายุสี่ร้อยกว่าปีไฉนเลยจะถึงกาลอวสาน เจียงจื่อหยาเชี่ยวชาญศาสตร์การทำนายเป็นที่สุด คราวนัดพบเหล่าผู้ครองรัฐที่เมิ่งจิน คำทำนายบอกไว้ว่าทุกอย่างราบรื่น นับเป็นนิมิตหมายอันดี แต่กลับมิยอมลงมือ ภายหลังก่อนสงครามมู่เหยี่ย ทำนายได้ว่าเป็นลางร้าย ธงรบขาดเป็นสามส่วน ฝนตกหนักต่อเนื่องสามวัน แต่กลับยืนกรานยกทัพบุกโจมตี จนสามารถยึดครองแผ่นดินแห่งราชวงศ์ซาง ต้าหวังกาลก่อนกล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนั้น ทว่าบัดนี้กลับปล่อยให้ปรากฏการณ์ดวงดาวทำให้หวังโฮ่วกับไท่จื่อต้องหวั่นกังวล ทำให้ถังเม่ยต้องย้ายไปประจำการแดนไกล ทำให้ปู่ซือหลายคนบนหอดูดาวซึ่งล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ต้องสิ้นชีพ กระหม่อมมิอาจเข้าใจได้”

ฉู่หวังซางแค่นเสียง “เฮอะ” คำหนึ่ง “เจ้าต้องการบอกข้าว่า ทำให้เจ้าผิดหวังกระมัง”

“กระหม่อมมิกล้า” ชวีหยวนตอบ

ฉู่หวังซางทอดสายตามองไปไกลพลางนิ่งเงียบครุ่นคิด ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงเอ่ย “ผู้ด้อยกรำศึกมาทั้งชีวิต ไฉนเลยจะเป็นผู้งมงายในคำทำนาย หากแต่การใหญ่ของต้าฉู่ เฉกเช่นตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า ส่วนแผ่นดินของราชวงศ์โจว ประหนึ่งปุยดอกไม้กลางสายลม หากเบื้องบนสามารถประทานเวลาให้ผู้ด้อยอีกสักสามสิบปี ผู้ด้อยมั่นใจว่าสามารถแทนที่เขาได้ หากทว่า สวรรค์มิอาจประทานเวลาสามสิบปีแก่ผู้ด้อย แต่ปณิธานอันยิ่งใหญ่ของผู้ด้อยจำต้องมีผู้สานต่อ ไท่จื่อมิสามารถ กงจื่อคนอื่นๆ ก็มิสามารถ! ผู้ด้อยอ่านตำราประวัติศาสตร์ เจ้านครรัฐผู้ยิ่งใหญ่ทั้งฉู่จวงหวัง(เชิงอรรถ – หนึ่งในห้าเจ้านครรัฐผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคชุนชิว) ฉีหวนกง หรือจิ้นเหวินกง ล้วนแต่เป็นเช่นเดียวกัน ครั้นสิ้นชีพการปกครองก็ถึงกาลสูญสลาย ผู้ครองรัฐคนใหม่อ่อนแอไร้สามารถ การจลาจลเกิดขึ้นทั่วทุกแห่งหน การใหญ่พลันดับสูญในชั่วข้ามคืน หากหลังจากผู้ด้อยจากไป ก็เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นเช่นกัน เช่นนั้นแล้ว การยกทัพขึ้นเหนือลงใต้ตลอดชีวิตของผู้ด้อย ล้วนทำไปเพื่ออะไร”

ชวีหยวนคิดจะปลอบโยน แต่กลับพูดไม่ออก ได้แต่ถอนใจยาว “ต้าหวัง”

ฉู่หวังซางดูสะเทือนใจ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ “เห็นบุตรสาวเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน ผู้ด้อยก็ยิ่งเชื่อคำทำนายของถังเม่ย หาไม่แล้วจะอธิบายว่าอย่างไร ผู้ด้อยมีกงจื่อมากมายปานนั้น แต่ละคนล้วนแนะนำสั่งสอนอย่างใกล้ชิด แต่ทว่าด้านสติปัญญา กลับไม่มีผู้ใดเทียบนางได้”

ชวีหยวนเงียบไป ครู่หนึ่งถึงเอ่ย “ต้าหวังประสงค์จะทำเช่นไร คงไม่ถึงขั้นให้เสี่ยวกงจู่สืบทอดตำแหน่งกระมัง”

ฉู่หวังซางส่ายหน้า “นั่นย่อมเป็นไปมิได้ นับแต่โบราณกาลเป็นต้นมา เคยมีเจ้านครรัฐสตรีเสียที่ไหน หากแต่ราชวงศ์ซางมีฟู่ฮ่าว (เชิงอรรถ – ภรรยาของอู่ติงประมุขราชวงศ์ซาง แม่ทัพหญิงคนแรกแห่งประวัติศาสตร์จีน ทั้งยังเป็นนักการปกครองหญิงที่มีความสามารถโดดเด่นยิ่งผู้หนึ่ง) ราชวงศ์โจวมีอี้เจียง (เชิงอรรถ – แซ่เจียง ธิดาของฉีไท่กงหลี่ว์ซั่ง หวังโฮ่วของจีฟาประมุขราชวงศ์โจว เลื่องชื่อด้านคุณธรรม) ล้วนสามารถช่วยเหลือจวินหวังกรีฑาทัพทำสงคราม ผู้ด้อยต้องการให้นางช่วยเหลือเจ้านครรัฐคนใหม่ในฐานะกงจู่ เช่นนี้ก็ใช่ว่าจะทำมิได้”

ชวีหยวนมองจวินหวังตรงหน้าซึ่งชราลงทุกวัน นึกไม่ถึงว่าความกังวลต่อชะตานครรัฐจะทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจที่ปกติพึงมี หากทว่า เขากลับทำได้เพียงทำลายความคิดเพ้อฝันของอีกฝ่าย “ต้าหวัง ที่ฟู่ฮ่าวกับอี้เจียงสามารถช่วยเหลือด้านราชกิจ เพราะพวกนางล้วนมีฐานะเป็นหวังโฮ่ว ภายหน้ากงจู่ต้องมีคู่ครอง เจ้านครรัฐคนใหม่ต้องมีหวังโฮ่ว ภายหน้าเจ้านครรัฐคนใหม่อาจจะหวาดระแวงในตัวกงจู่กับฟู่หม่า (เชิงอรรถ – คำเรียกขานบุตรเขยของเจ้านครรัฐ) เพราะตนเองสูญเสียอำนาจ ส่วนหวังโฮ่วคนใหม่ก็อาจจะหวาดระแวงในตัวกงจู่เพราะตนเองมิอาจดำรงตำแหน่งมารดาแห่งรัฐ ต้าหวังกลัวเจ้านครรัฐอ่อนแอไร้สามารถ การใหญ่มิอาจสานต่อ แต่มิกลัวจะเกิดจลาจลภายใน ทำให้รากฐานแห่งรัฐสั่นคลอนหรือ”

ฝากอนาคตของรัฐรัฐหนึ่งไว้กับเด็กหญิงตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง ชวีหยวนนึกถึงตรงนี้ ให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ

ฉู่หวังซางนิ่งเงียบ เนิ่นนานกว่าจะเอ่ย “เช่นนั้นชวีจื่อมีแผนการประเสริฐอันใด”

ชวีหยวนเอ่ยอย่างไม่ลังเล “การใหญ่แห่งแผ่นดิน แทนที่จะฝากความหวังไว้กับสตรี มิสู้ฝากความหวังไว้กับระบบกฎหมาย”

ฉู่หวังซางไม่เอ่ยอันใด

ชวีหยวนคลานเข่าไปด้านหน้าหนึ่งก้าว “ต้าหวังทราบหรือไม่ว่าหลังผู้ครองรัฐฉินคนใหม่สืบทอดตำแหน่ง แม้สังหารซางจวิน แต่กลับไม่ยกเลิกกฎหมายของเขา ที่ราชวงศ์ซางสูญสลายในสมัยซางโจ้ว ราชวงศ์โจวแม้ตกต่ำแต่กลับไม่ดับสูญ ล้วนเป็นเพราะระบบกฎหมายแตกต่างกัน บรรดาผู้ครองรัฐหากใช้ระบบกฎหมายเก่า ความรุ่งเรืองหรือตกต่ำล้วนขึ้นอยู่กับผู้ปกครองที่ปรีชาสามารถ หากแต่รัฐฉินปฏิรูประบบกฎหมายเก่า แม้ผู้ปฏิรูปสิ้นชีพแต่หลักการปฏิรูปยังคงอยู่ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าผู้ปกครองจะเปี่ยมความสามารถหรือไร้ความสามารถ รัฐทั้งรัฐก็ยังคงพัฒนาต่อไปได้”

รัฐฉู่ในเวลานี้ เฉกเช่นราชวงศ์โจว การแบ่งที่ดินศักดินาให้วงศ์ญาติ การให้ตระกูลสูงศักดิ์สืบทอดตำแหน่งขุนนาง ระบบเหล่านี้นับว่ามาถึงทางตันแล้ว อย่าว่าแต่โจวเทียนจื่อซึ่งบัดนี้ตกต่ำ แม้แต่บรรดาเจ้านครรัฐที่เคยแย่งชิงอำนาจไปจากโจวเทียนจื่อ ก็ล้วนประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน รัฐจิ้นของจิ้นเหวินกงถูกตระกูลเจ้า ตระกูลเว่ย และตระกูลหานขุนนางสามตระกูลแบ่งแยก รัฐฉีของฉีหวนกงที่ปกครองโดยตระกูลเจียงบัดนี้ถูกตระกูลเถียนยึดครอง ส่วนรัฐฉู่แม้จะดูเหมือนเข้มแข็ง แต่แท้จริงแล้วก็ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง เกือบจะสิ้นรัฐหลายครั้งเพราะเหตุจลาจลภายใน โชคยังดีที่ตอนนั้นหกรัฐทางเหนือไม่มีเวลาโจมตี บัดนี้เพียงแต่อาศัยแม่น้ำฉางเจียงเป็นปราการธรรมชาติ ทำให้หกรัฐทางเหนือไม่กล้ายกทัพบุกลงใต้โดยง่ายก็เท่านั้น

นึกถึงตรงนี้ ชวีหยวนอดท้อใจไม่ได้ เรื่องเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือรัฐฉู่จำต้องเริ่มดำเนินการปฏิรูปอีกครา หากรัฐฉู่สามารถปฏิรูประบบกฎหมายเช่นนี้ไม่นับว่าประเสริฐกว่าฝากความหวังไว้กับเด็กหญิงผู้หนึ่งร้อยเท่าหรอกหรือ

ฉู่หวังซางก็ใช่ว่ามิเคยนึกถึงเรื่องนี้ ทว่าน่าเสียดาย หลักการปฏิรูปของอู๋ฉี่ล้วนดับสูญหลังผู้ปฏิรูปสิ้นชีพ ตอนนั้นแม้ฉู่เซียวหวังจะอาศัยเรื่องการหมิ่นเกียรติพระศพเจ้านครรัฐ สังหารตระกูลเชื้อพระวงศ์รวมเจ็ดสิบกว่าครอบครัว รวบรวมอำนาจจากบางกลุ่มบางส่วน ทำให้อำนาจของจวินหวังมั่นคงขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถดำเนินการปฏิรูปต่อไปได้

ฉู่หวังซางเอ่ยปากในที่สุด “ชวีจื่อ วันนี้ผู้ด้อยจะยอมรับข้อเสนอแนะของเจ้า เจ้าไปร่างนโยบายปฏิรูปมาฉบับหนึ่ง…”

ชวีหยวนตอบรับ “พ่ะย่ะค่ะ…”

ฉู่หวังซางเอ่ยเสริม “เรื่องนี้ ควรช้ามิควรเร็ว การปฏิรูปของอู๋ฉี่กับซางยางทำให้เหล่าขุนนางคับแค้น ผู้ด้อยมิต้องการให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น”

ชวีหยวนได้แต่เอ่ย “กระหม่อมทราบดี”

ชวีหยวนออกมานอกตำหนัก ก้าวลงจากหอจางหัว แหงนหน้ามองขอบฟ้ากว้าง ถอนหายใจยาว

ขณะที่เขาก้าวลงบันได ทันใดนั้น ลูกกลมทองคำลูกหนึ่งพลันพุ่งเฉียดด้านซ้ายของเขา ร่วงตกลงบนพื้น เขาหันไปมองอย่างแปลกใจ ลูกกลมทองคำอีกลูกหนึ่งพลันพุ่งเฉียดทางด้านขวา ร่วงตกลงบนพื้น เขาเงยหน้ามอง เห็นหมี่เยวี่ยซึ่งมีท่าทางขุ่นเคืองยืนอยู่บนขั้นบันไดเหนือขึ้นไป กำง่ามไม้ด้ามหนึ่งอยู่ในมือ เล็งลูกกลมทองคำมาทางเขา

ชวีหยวนยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ “เสี่ยวกงจู่คิดจะโจมตีกระหม่อมหรือ”

หมี่เยวี่ยร้อง “เฮอะ” ก้าวลงบันไดครั้งละสองขั้น เดินมาหยุดหน้าชวีหยวน เงยหน้ามองเขา “เฮอะ แต่ไหนแต่ไรข้ามิเคยยิงพลาด หากต้องการยิงท่านจริงๆ  จะพลาดเป้าได้อย่างไร”

ชวีหยวนทำได้เพียงเอ่ยยิ้มๆ “เช่นนั้นกระหม่อมต้องขอบคุณกงจู่ที่เมตตา”

“เฮอะ ข้าไม่มีทางเมตตาคนชั่วเช่นท่าน”

“โอ กระหม่อมเป็นคนชั่วหรือ เช่นนั้นกงจู่ตั้งใจจะจัดการคนชั่วเช่นกระหม่อมอย่างไรเล่า” ชวีหยวนนั่งยองๆ ให้ความสูงเท่าหมี่เยวี่ย มองหน้านางพลางเอ่ยถาม

“ข้าถามท่าน เหตุใดท่านถึงไม่เต็มใจรับข้าเป็นศิษย์ ท่านมีสิทธิ์อะไรมาดูแคลนข้า” หมี่เยวี่ยจ้องชวีหยวนเขม็ง

ชวีหยวนสั่นศีรษะ มองเด็กหญิงตรงหน้า เอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “กงจู่ มิใช่กระหม่อมดูแคลนท่าน แต่ท่านยังเยาว์วัย ชีวิตของท่านมิอาจถูกตัดสินเช่นนี้ กระหม่อมสามารถสอนวิถีแห่งราชันแก่ไท่จื่อ แต่กระหม่อมมิอาจสอนท่าน”

“เพราะเหตุใด”

“ใต้หล้านี้ย่อมมีวิถีแห่งธรรมชาติ สัตว์เดรัจฉานล้วนมีหน้าที่ของตน คนเราก็เฉกเช่นเดียวกัน”

“คนเราเป็นอย่างไร”

“ฟ้าดินแบ่งเป็นหยินกับหยาง คนเราแบ่งเป็นชายกับหญิง รู้จักความเข้มแข็ง แต่รักษาไว้ด้วยความอ่อนโยน หากเคารพในวิถีแห่งธรรมชาติ ทุกอย่างย่อมราบรื่น หากฝ่าฝืนวิถีแห่งธรรมชาติ ทั้งชีวิตย่อมลำบากเหน็ดเหนื่อย เจ้านครรัฐคุ้มครองอาณาประชาราษฎร์ เหล่าขุนนางจงรักภักดีเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน ขุนนางผู้ปกครองที่ดินรับผิดชอบเขตพื้นที่ของตน เหล่าทหารหลั่งเลือดกลางสมรภูมิ ราษฎรเพาะปลูกจ่ายภาษี…บุรุษกรำแดดกรำฝนคุ้มครองครอบครัว สตรีเลี้ยงดูบุตรธิดาดูแลบ้านเรือน หากทุกคนต่างปฏิบัติตามหน้าที่ของตน เช่นนั้นแผ่นดินย่อมสุขสงบไร้ความวุ่นวาย ”

หมี่เยวี่ยไม่เข้าใจวาจาของชวีหยวน นางเพียงแต่รู้สึกว่าวาจานี้ของอีกฝ่าย ฟังดูหดหู่หมองเศร้า กระทั่งเนิ่นนานหลังจากนั้น นางถึงเข้าใจในความหวังดีของชวีหยวนยามเอ่ยวาจานี้กับนาง

หวงเซียวิ่งมาแต่ไกล ครั้นอยู่ห่างจากพวกเขาระยะหนึ่งก็หยุดฝีเท้าลง มองพวกเขาอยู่ไกลๆ

“น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ คนก้าวขึ้นสู่ที่สูง หากยิ่งเรียนรู้มาก ยิ่งเห็นฟ้าสูง มิยิ่งดีหรือ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามเสียงใส

จวงจื่อ (เชิงอรรถ – ยอดนักปราชญ์แนวทางเต๋าที่ถูกยกย่องมากที่สุดหลังเหลาจื่อ) นักปราชญ์ท่านหนึ่งของรัฐฉู่เราเคยกล่าวไว้ว่า‘ชีวิตคนเรามีจำกัด หากแต่ความรู้ไร้จำกัด ใช้สิ่งจำกัดไล่ตามสิ่งไร้จำกัด นับว่าอันตรายยิ่งนัก ทั้งที่รู้ตามประการฉะนี้ กระนั้นก็ยังไขว่คว้าไม่สิ้นสุด นับว่าอันตรายเกินประมาณ’” ผู้อาวุโสเอ่ยอย่างใจเย็น

“หมายความว่าอะไร” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามอย่างงุนงง

“ชีวิตคนเรามีจำกัด ทว่าความรู้ไร้ขอบเขต หากใช้ชีวิตที่มีอยู่จำกัดไขว่คว้าความรู้ที่มีอยู่มากมายไร้ขอบเขต เช่นนั้นนับเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง หากทั้งที่รู้ว่าเป็นเช่นนี้ กระนั้นก็ยังดิ้นรนไขว่คว้าอย่างไม่หยุดยั้ง เช่นนั้นย่อมอันตรายยิ่งกว่า หากชีวิตคนเราเป็นแก้วใบหนึ่ง แต่กลับคิดจะรินน้ำถังหนึ่งลงไป เช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้น”

“ล้นออกมาหรือ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามอย่างสงสัย

“หากไม่ล้นออกมา ก็แตกออกเพราะรับน้ำหนักไม่ไหว” ชวีหยวนตอบ

เด็กหญิงเงียบไป เด็กชายก็เงียบไปเช่นกัน

“คนเราศึกษาหาความรู้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ หากเอาแต่ร่ำเรียนในสิ่งที่ตนเองมิได้ใช้ประโยชน์ รังแต่จะเสียเวลาทั้งชีวิตโดยเปล่าประโยชน์” ชวีหยวนเอ่ยอย่างเจ็บปวด ตอนที่เขากล่าววาจานี้ อันที่จริงนึกถึงเรื่องราวมากมาย เขาเคยมีสหายผู้หนึ่ง เป็นเพราะฉลาดเกินไป ศึกษามากเกินไป เรียนรู้มากเกินไป ถึงได้กระทำการตามอำเภอใจ ไม่ทำสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เขามองเด็กหญิงตรงหน้า ในใต้หล้านี้ ฉลาดเกินไปหรือเขลาเกินไป ล้วนถูกกำหนดไว้แล้วว่ามิอาจเป็นที่ยอมรับ

“อินทรีบินเหนือฟ้า ทว่าไก่อยู่ในเล้า หากเอาแต่สละเวลาอันล้ำค่าไปร่ำเรียนในสิ่งที่ทั้งชีวิตของตนมิได้ใช้ประโยชน์ เฉกเช่นนำไก่ตัวหนึ่งไปปล่อยในรังอินทรี ให้มันมองเห็นขอบฟ้าไกลอยู่บนยอดเขาสูง ทว่ากลับไร้สามารถจะใช้ชีวิตอยู่บนยอดเขาสูงนั้น หากไม่ตกลงมาตายก็ต้องจมอยู่กับความลำบากหวาดหวั่นท่ามกลางสายลม ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีมันสามารถมีชีวิตอิสรเสรีอยู่ในเล้าไก่ กงจู่ ท่านเข้าใจความหมายของกระหม่อมหรือไม่” ชวีหยวนถาม

หมี่เยวี่ยยืนอึ้งงันอยู่ตรงนั้น ไร้วาจาจะเอื้อนเอ่ย

ชวีหยวนลุกขึ้นยืน ลูบศีรษะนาง “กงจู่ ท่านเป็นคนฉลาด วาจาของกระหม่อม วันนี้ท่านไม่เข้าใจ ภายหน้าย่อมเข้าใจแน่นอน”

หมี่เยวี่ยยืนอยู่ตรงนั้นอย่างนิ่งเงียบทว่าดื้อรั้น มองชวีหยวนหมุนตัวเดินจากไป

หวงเซียวิ่งลงมา เดินตามชวีหยวนลงบันไดไป เขาหันมามองหมี่เยวี่ยตลอดเวลา อยากจะเอ่ยวาจา แต่กลับมิกล้าเอื้อนเอ่ย

ขณะเดินลงบันไดทีละก้าว จู่ๆ ก็รู้สึกว่าทางสายนี้พลันเปลี่ยนเป็นยาวไกลเหลือคณา ทันใดนั้น เสียงแหลมสูงของเด็กหญิงผู้หนึ่งพลันดังลงมาจากด้านบน

หวงเซียเงยหน้ามองเด็กหญิงผู้นั้น ด้านหลังคือหมู่เมฆสีขาวท่ามกลางท้องฟ้าสีคราม นางยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ตะโกนถามอย่างน้อยใจทว่าไม่ยอมจำนน “ท่านทราบได้อย่างไรว่าข้าต้องเป็นไก่ ข้ามิอาจเป็นอินทรีหรืออย่างไร…”

หลายปีหลังจากนั้น หวงเซียยังคงจำได้ว่า ตอนนั้นหมี่เยวี่ยยืนอยู่เพียงลำพังบนหอจางหัว ตะโกนถาม “ข้ามิอาจเป็นอินทรีหรืออย่างไร…”

บทที่ห้า หายนะจากลูกกลมทองคำ

การสิ้นสุดของวัยเยาว์ต้องใช้เวลานานเท่าใด บางครา อาจใช้เวลาเพียงวาจาประโยคหนึ่ง

นับจากวันนั้น วัยเยาว์ที่ไร้ทุกข์ไร้กังวลของหมี่เยวี่ยก็ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงเช่นนี้ นางเริ่มมีเรื่องในใจ มิใช่เด็กหญิงผู้ไร้ทุกข์ไร้กังวลที่วันๆ เอาแต่แกล้งแมวแกล้งสุนัขอีกต่อไป

นางถามจวี่จี “มารดา พอคนเราเติบใหญ่ จะเป็นเช่นไรหรือ”

จวี่จีอึ้งไป ครู่หนึ่งถึงตอบยิ้มๆ “พอคนเราเติบใหญ่ ก็ต้องแต่งงานมีลูก จากนั้นก็มีทายาทสืบทอดต่อไปเรื่อยๆ”

“เช่นนั้นพอข้าเติบใหญ่ จะเป็นเช่นไรหรือ” หมี่เยวี่ยถาม

จวี่จียิ้มพลางคว้าตัวนางมากอด “เจ้าเป็นกงจู่แห่งรัฐฉู่ ภายหน้าย่อมต้องแต่งงานกับผู้สูงศักดิ์ในฐานะภรรยาเอก ปกครองเหล่าอนุภรรยา ดูแลงานบ้านงานเรือน พอเจ้าเติบใหญ่กว่านี้อีกนิด ข้าจะสอนเจ้าว่านายหญิงมีหน้าที่อันใดบ้าง อาหารสามมื้อ อาภรณ์สี่ฤดู พิธีบวงสรวงเซ่นไหว้…”

ตอนนั้นนางเป็นกงจู่แห่งรัฐจวี่ ตั้งแต่เยาว์วัยก็ได้รับการอบรมสั่งสอนเพื่อเตรียมความพร้อมในฐานะภรรยาเอก หากแต่รัฐจวี่สิ้นสลาย นางเข้าวังฉู่เป็นอนุภรรยา พิธีบวงสรวงเซ่นไหว้เหล่านั้นจึงมิได้ใช้ประโยชน์ ต่อให้เรียนรู้มากกว่านี้ แล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า

“เรียนรู้มากไป ไม่มีประโยชน์หรือ” หมี่เยวี่ยถาม

จวี่จีถึงเพิ่งรู้ตัวว่า ตนเผลอเอ่ยวาจาประโยคนั้นออกมาอย่างไม่รู้ตัว นางพลันได้สติ เอ่ยพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “เรียนรู้มากไปแต่มิได้ใช้ ย่อมคับข้องใจ ย่อมมีเรื่องกลุ้มใจ”

หมี่เยวี่ยวิ่งจากมาเงียบๆ  นางไปถามหญิงสกุลเซี่ยง “ท่านแม่ ท่านมีเรื่องกลุ้มใจหรือไม่”

หญิงสกุลเซี่ยงกำลังเย็บอาภรณ์ให้หมี่หรง แววตาเอ่อล้นไปด้วยความสงบอ่อนโยน นางยิ้มเปี่ยมเมตตา “ไม่ แม่ไม่มีเรื่องกลุ้มใจ แม่มีพวกเจ้า จะมีเรื่องกลุ้มใจได้อย่างไร”

หมี่เยวี่ยถามต่อ “ท่านแม่ ท่านเคยร่ำเรียนสิ่งใดบ้าง”

หญิงสกุลเซี่ยงถามย้ำอย่างแปลกใจ “เคยร่ำเรียนสิ่งใดบ้างหรือ” นางนึกครู่หนึ่ง พยักหน้าตอบ “ข้าเคยร่ำเรียนการปรุงอาหาร ร่ำเรียนการเย็บปักถักร้อย ร่ำเรียนกฎระเบียบ ร่ำเรียนการปรนนิบัติและปฏิบัติตามคำสั่ง…”

หมี่เยวี่ยขมวดคิ้วพลางสั่นศีรษะ คำตอบของหญิงสกุลเซี่ยง ยังคงมิใช่คำตอบที่นางต้องการ

หากทว่า นางถามฉู่หวังซาง ถามเฟิ่งฟาง ถามหัวหลิว ถามทุกคนที่นางรู้จัก แต่คำตอบของทุกคนล้วนไม่เหมือนกัน!

นางมิเคยคิดมาก่อนว่า นางอยากร่ำเรียนศึกษาแต่กลับถูกปฏิเสธ ซึ่งสาเหตุที่ถูกปฏิเสธนี้ เพียงเพราะว่านางเป็นเด็กหญิง ความรู้บางอย่างนางไม่มีวันได้ใช้ประโยชน์ นางมิเคยรู้สึกว่าตนเองมีอันใดแตกต่างจากผู้อื่น ตั้งแต่เล็กจนโต นางติดตามฉู่หวังซาง มองบิดาเป็นแบบอย่าง เข้าใจว่าตนเองจะต้องเป็นเช่นบิดา

ทว่าบัดนี้ นางถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า นางไม่มีวันเป็นเช่นบิดาได้

ความกลัดกลุ้มในวัยเยาว์ค่อยๆ เริ่มต้นขึ้น นางเริ่มรู้จักคิด บางคราเมื่อนั่งอยู่ในสวนดอกไม้ นางจะคิดว่า ท้องฟ้าที่อยู่ไกลออกไปจะแตกต่างจากท้องฟ้าที่นางเห็นหรือไม่ เหตุใดนกจึงมีปีก เหตุใดปลาจึงไม่จมน้ำ เส้าซือมิ่งกับต้าซือมิ่งล้วนมองเห็นเรื่องที่เราทุกคนทำหรือไม่…

เด็กรับใช้ข้างกายสองคนเดิมถูกส่งเข้าวังมาเล่นเป็นเพื่อนนาง บัดนี้เห็นนางไม่เล่นสนุกเช่นแต่ก่อน เอาแต่นั่งเหม่อลอย กลัวว่าตนเองจะหมดประโยชน์ จึงคิดหาวิธีเอาใจนาง นำลูกกลมทองคำที่แต่ก่อนนางชอบเล่นมาชวนนางยิงนก

วันนี้หลังเสร็จสิ้นพิธีชินฉาน หวังโฮ่วพากงจู่ซูมาที่ห้องอาบตะวันเพื่อชมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการย้อมสีผ้า อันว่าห้องอาบตะวัน ก็คือสถานที่สำหรับสานทอย้อมผ้าในวัง คำว่า “อาบตะวัน” หมายถึงการตากแดด มีตั้งแต่การเลี้ยงไหม การผลิตไหม การสานทอ ตลอดจนการย้อมสี

เวลานี้ห้องอาบตะวันได้ยินว่าหวังโฮ่วกับกงจู่เสด็จ เซ่อฟูหัวหน้าห้องอาบตะวันจึงสั่งให้หัวหน้านางกำนัลฝ่ายต่างๆ ออกมายืนต้อนรับอย่างเคารพนบนอบ อาหารการกินและเสื้อผ้าอาภรณ์นับเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนเรา ด้วยเหตุนี้ในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี จวินหวังจะร่วมพิธีชินเกิง ส่วนหวังโฮ่วจะร่วมพิธีชินฉาน นับเป็นหน้าที่ที่มีเกียรติยิ่งในฐานะบิดามารดาแห่งรัฐ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นับว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านและเศรษฐกิจของรัฐ และนับเป็นสิ่งพื้นฐานที่มารดาแห่งรัฐจำต้องเรียนรู้และเข้าใจ

หมี่ซูเดินตามมารดาเข้าไปในห้องอาบตะวัน เห็นข้ารับใช้ในวังยืนเรียงรายต้อนรับ ก้าวออกมาน้อมคำนับ นอกจากขานชื่อ ก็ล้วนแต่ยืนสงบเสงี่ยมนิ่งเงียบ

หวังโฮ่วมีธิดาเพียงสองคน ธิดาคนโตกำลังจะออกเรือน ธิดาอีกคนก็คือกงจู่ลำดับที่แปดในบรรดากงจู่ทั้งหมด ตั้งชื่อให้ว่า “ซู” ซึ่งยกมาจากบทกวีที่ว่า “โฉมสุดางามสง่าพิลาสล้ำ” โตกว่าหมี่เยวี่ยหนึ่งปี เป็นที่รักยิ่งของหวังโฮ่ว

หวังโฮ่วพาบุตรสาวเดินผ่านห้องย้อม เห็นอ่างย้อมที่บรรจุสีสันต่างกันตั้งเรียงราย หร่านเหรินสองสามคนกำลังนำผ้าที่มีสีออกเหลืองใส่ลงในอ่างย้อม คนจนเข้ากันเพื่อทำการย้อมสี ส่วนอีกด้านหนึ่ง หร่านเหรินกำลังนำผ้าที่ย้อมเรียบร้อยแล้วเสียบกับแท่งไม้ไผ่ แขวนบนราวเพื่อตากลม รอจนแห้งค่อยนำไปตากแดด

จากนั้นหวังโฮ่วเข้าไปในห้องทอ บอกให้บุตรสาวดูบรรดาจือเหรินขยับเครื่องสานและจัดการเครื่องทอ ถักทอเส้นไหมแต่ละเส้นเป็นผืนผ้า

หวังโฮ่วจูงหมี่ซูนั่งลงตรงกลางห้องหลัก แนะนำนางกำนัลขั้นสูงตำแหน่งต่างๆ ที่มาถวายบังคม อธิบายให้นางฟังอย่างใจเย็น “นี่คือเตี่ยนฟู่กง ควบคุมปริมาณผ้าและดูแลการแจกจ่ายอาภรณ์แก่สตรีในวัง ครั้นถึงฤดูใบไม้ร่วงส่งรายงานวิเคราะห์คุณภาพเพื่อกำหนดมูลค่า บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เก็บไว้ในสำนักฝ่ายใน รอจวินหวังและหวังโฮ่วตรวจสอบ”

หมี่ซูปีนี้อายุแปดปี กำลังอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็น นางมองสรรพสิ่งตรงหน้าอย่างตื่นเต้น พยักหน้าหงึกหงักไม่หยุด

หวังโฮ่วอธิบายทีละคน “เตี่ยนซือ ดูแลจัดการผ้าแต่ละชนิดที่ส่งเข้ามาเป็นเครื่องบรรณาการ แยกประเภทและวิเคราะห์คุณภาพ รับผิดชอบการเก็บผ้าและการจ่ายผ้า เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานเย็บปัก แจกจ่ายผ้าชนิดต่างๆ แก่นักเย็บปักทั้งในนอก อาภรณ์ที่เป็นของพระราชทานล้วนมีเตี่ยนซือรับหน้าที่แจกจ่าย…

“เตี๋ยนสี่ ดูแลการผลิตใยป่านและผ้าป่าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับแจกจ่ายแก่นักเย็บปัก ครั้นถึงฤดูใบไม้ร่วงยามส่งรายงาน ต้องเก็บผลิตภัณฑ์ผ้าป่านแยกตามมูลค่า เพื่อเตรียมแจกจ่ายแก่ผู้ต้องการ ครั้นถึงคราวแจกจ่ายอาภรณ์ มีหน้าที่แจกจ่ายแก่ผู้มารับ…

“เน่ยซือฝู ดูแลอาภรณ์หกประเภทของหวังโฮ่ว แบ่งประเภทอาภรณ์ของสตรีฝ่ายหน้า (เชิงอรรถ – ภรรยาของขุนนาง) และสตรีฝ่ายใน (เชิงอรรถ – สนมนางในและกงจู่ที่ยังไม่อภิเษกสมรส)

“เฝิงเหริน ดูแลการเย็บปักในวัง เย็บปักอาภรณ์ของจวินหวังและหวังโฮ่วตามคำสั่งของนางกำนัลขั้นสูง…

“หร่านเหริน ดูแลการย้อมสีผ้าให้เหมาะสมกับแต่ละฤดูกาล…

“จุยซือ ดูแลเครื่องประดับศีรษะของหวังโฮ่ว ประดิษฐ์เครื่องประดับศีรษะของสนมนางใน สตรีฝ่ายหน้า และสตรีฝ่ายใน เนื่องในโอกาสต่างๆ ทั้งพิธีบวงสรวง ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง และพิธีศพ…

“จวี้เหริน ดูแลการจัดเตรียมรองเท้าที่เข้าชุดกับอาภรณ์ของจวินหวังและหวังโฮ่ว แบ่งประเภทรองเท้าของสตรีฝ่ายหน้าและสตรีฝ่ายใน เพื่อให้เหมาะสมกับพิธีบวงสรวงทั้งสี่ฤดูกาล…

“ซย่าไฉ่ ดูแลเรื่องชุดพิธีการในพิธีศพของจวินหวัง…”

หลังจากนางกำนัลขั้นสูงถวายบังคมเสร็จสิ้น เนื่องจากหมี่ซูสนใจการย้อมสีผ้าเป็นพิเศษ หร่านเหรินจึงก้าวออกมาอธิบายให้หมี่ซูฟัง “กงจู่ นี่คือเหลี่ยวหลาน สามารถใช้ย้อมสีฟ้า นี่คือเชี่ยนเฉ่ากับดอกคำฝอย สามารถใช้ย้อมสีแดง นั่นคือหวงปั้วกับอวี้จิน สามารถใช้ย้อมสีเหลือง นี่คือหญ้าม่วง สามารถใช้ย้อมสีม่วง นี่คือต้นศรีทอง สามารถใช้ย้อมสีดำ…”

หวังโฮ่วจูงมือหมี่ซู อธิบายให้นางฟังด้วยสีหน้าเปี่ยมเมตตา “ขนบธรรมเนียมแห่งรัฐเริ่มต้นที่อาภรณ์ ผู้คนต่างสถานะ ใช้เนื้อผ้าแตกต่างกัน สวมอาภรณ์ต่างลักษณะกัน หากภายหน้าเจ้าเป็นหวังโฮ่ว เมื่อพบสตรีฝ่ายหน้าและสตรีฝ่ายใน ย่อมสามารถรู้สถานะของพวกนางจากอาภรณ์ที่สวมใส่ จะได้รู้ว่าควรปกครองควบคุมอย่างไร…”

หมี่ซูนิ่งฟังอย่างตั้งใจ อุทานด้วยความประหลาดใจไม่หยุด เด็กหญิงตัวน้อยเห็นอะไรก็ล้วนแต่สงสัยใคร่รู้ แทบจะอยากเก็บทุกอย่างกลับไปเป็นของตัวเองเสียให้สิ้น ชี้มือชี้ไม้พลางเอ่ยอย่างตื่นเต้น “งดงามยิ่ง! เสด็จแม่ ข้าอยากได้อันนี้ แล้วก็อันนั้น ข้าอยากได้ทั้งหมดนี้!”

หวังโฮ่วยิ้มเมตตา “รู้แล้ว รู้แล้ว ของเหล่านี้ล้วนให้เจ้าเล่น”

“เสด็จแม่ ผ้าไหมเหล่านี้ได้มาอย่างไรหรือ” หมี่ซูเอ่ยถามอย่างสงสัย

หวังโฮ่วตอบ “ล้วนมาจากเส้นไหมที่หนอนไหมพ่นออกมา”

“หนอนไหมคืออะไรหรือ” หมี่ซูถามต่อ

หวังโฮ่วกวักมือ เตี่ยนซือก้าวออกมาพร้อมกล่องไม้ไผ่ทรงกลมใบหนึ่ง ในกล่องมีใบหม่อนสามสี่ใบ บนใบหม่อนมีหนอนไหมขนาดเล็กสองตัวเลื้อยไต่ไปมา หมี่ซูคิดจะยื่นมือออกไปจับด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ามิเคยเห็นสัตว์เลื้อยคลานเช่นนี้มาก่อน จึงไม่กล้าสัมผัส

หวังโฮ่วจับมือเล็กจิ๋วของนางลูบไล้หนอนไหมแผ่วเบา “ลูกแม่ นี่ก็คือหนอนไหม บรรพชนรับประทานข้าวจึงเคารพการเพาะปลูก สวมใส่อาภรณ์จึงเคารพการเลี้ยงไหม เพราะมีการเพาะปลูกถึงมีอาหารให้รับประทาน เพราะมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมถึงมีอาภรณ์ให้สวมใส่ ดังนั้นในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี เหล่าผู้นำจึงร่วมพิธีชินเกิง เหล่าชายาจึงร่วมพิธีชินฉาน เพื่อขอพรให้การเพาะปลูกอุดมและการเลี้ยงไหมสมบูรณ์ อาณาประชาราษฎร์มีเสื้อผ้าอาหาร หนอนไหมนี้แม้มีขนาดเล็ก แต่กลับมีประโยชน์ยิ่งต่อแผ่นดิน”

หมี่ซูถือกล่องไว้ในมือ มองหนอนไหมสองตัวด้านใน เอ่ยยิ้มๆ “เสด็จแม่ ข้าตั้งชื่อให้หนอนไหมน้อยได้หรือไม่”

หวังโฮ่วยิ้มใจดี “ประเสริฐยิ่ง ซูคิดจะตั้งชื่อใด”

หมี่ซูตอบ “ตัวนี้มีสีออกเขียว ให้ชื่อเสื้อเขียว ตัวนั้นมีสีออกเหลือง ให้ชื่อชุดเหลือง!”

หวังโฮ่วได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม “นำมาจากวรรคหนึ่งใน ‘บทกวี’ ซู เจ้าศึกษาได้ประเสริฐ”

“บทกวี” เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “กวีสามร้อยบท” ซึ่งก็คือคัมภีร์ “กวีนิพนธ์” ที่ชนรุ่นหลังเรียกขาน นับแต่โบราณกาล ดนตรีและพิธีกรรมนับเป็นรากฐานแห่งแผ่นดิน คนราชวงศ์โจวใช้บทกวียามประกอบพิธีบวงสรวงในศาลบรรพชน หากมีผู้ฝืนขนบแบบแผนแห่งแผ่นดิน ผู้คนจะเสียดสีด้วยบทเพลง แม้แต่ในกองทัพก็มีการประพันธ์เพลง ไม่เพียงคนราชวงศ์โจวที่มีบทกวีและบทเพลง รัฐอื่นๆ ก็ล้วนมีเช่นกัน นับแต่ก่อตั้งราชวงศ์โจวเป็นต้นมา ไม่เพียงมีขุนนางฝ่ายดนตรีรับผิดชอบด้านการประพันธ์เพลง นอกจากนี้ยังมีผู้ครองรัฐ ขุนนาง ปัญญาชน ประพันธ์บทกวีและบทเพลงถวาย ทั้งยังมีสำนักดนตรีซึ่งมีหน้าที่ส่งคนออกไปศึกษาบทกวีและขนบประเพณีของแต่ละรัฐโดยเฉพาะ เพื่อกลับมารวบรวมเป็นรูปเล่ม ตามรายงาน ในยุคสมัยที่ผ่านมา รวบรวมได้จำนวนหลายพันบท เพียงแต่นับแต่โจวผิงหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก ตำราเหล่านี้ก็กระจัดกระจายไร้ผู้รวบรวม โชคดีที่ข่งชิวชาวรัฐหลู่ ซึ่งคนสมัยนี้เรียกว่าขงจื่อ (เชิงอรรถ – ขงจื๊อ ผู้ก่อตั้งลัทธิขงจื๊อ ได้รับยกย่องว่าเป็น “ปรัชญาเมธี”) หมายมาดจะฟื้นฟูธรรมเนียมปฏิบัติแห่งราชวงศ์โจว เลือกเฟ้นคัดกรองได้จำนวนสามร้อยกว่าบท รวบรวมเป็นรูปเล่ม ชนรุ่นหลังเรียกว่า “กวีสามร้อยบท”

“กวีสามร้อยบท” นี้แบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ “เพลงพื้นบ้าน” “เพลงราชสำนัก” และ “เพลงบวงสรวง”  “เพลงบวงสรวง” คือบทเพลงที่ใช้ในการบวงสรวงเซ่นไหว้บรรพบุรุษในศาลบรรพชน ส่วน “เพลงราชสำนัก” คือภาษาราชสำนัก หมายถึงภาษาของตระกูลเชื้อพระวงศ์โจว เป็นภาษาทางการของชนชั้นสูงและตระกูลขุนนางแต่ละรัฐในสมัยนี้ แบ่งเป็น “เพลงราชสำนักใหญ่” และ “เพลงราชสำนักเล็ก” 

“เพลงราชสำนักใหญ่” คือบทเพลงที่พรรณนาชีวิตความเป็นอยู่ของตระกูลเชื้อพระวงศ์โจว ส่วน “เพลงราชสำนักเล็ก” ส่วนใหญ่จะเป็นบทเพลงที่บรรยายถึงชีวิตของราษฎรผู้ยากไร้และทหารในกองทัพ  ส่วน “เพลงพื้นบ้าน” คือ “เพลงพื้นบ้านประจำรัฐ” หมายถึงบทกวีของแต่ละรัฐ มักจะใช้ภาษาถิ่นของแต่ละรัฐขับร้อง

ดังนั้นในสมัยนี้ เมื่อถึงวัยศึกษาเล่าเรียน สิ่งแรกที่ต้องศึกษาคือ “กวีสามร้อยบท” ขงจื่อยังเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ศึกษาบทกวี ไม่รู้จักเอ่ยวจี”  ลูกหลานตระกูลเชื้อพระวงศ์จำต้องเริ่มศึกษาธรรมเนียมปฏิบัติเป็นสิ่งแรก ยามเยาว์วัยต้องติดตามผู้ใหญ่ไปร่วมพิธีบวงสรวงที่ศาลบรรพชน จึงต้องศึกษา “เพลงบวงสรวง”  ครั้นสื่อสารกับผู้คนต้องใช้ “เพลงราชสำนัก”  หากประสงค์จะออกจากภูมิลำเนา เที่ยวท่องไปตามรัฐต่างๆ  จำต้องศึกษาบทกวีใน “เพลงพื้นบ้านประจำรัฐ” ของแต่ละรัฐ ทั้งนี้ก็เพื่อศึกษาส่วนสำคัญในภาษาถิ่นของรัฐต่างๆ

ดังนั้นแม้หมี่ซูจะอายุยังน้อย แต่นางเริ่มศึกษาตั้งแต่อายุห้าปี บัดนี้จึงท่องบทกวีได้หลายบท ชื่อที่นางตั้งโดยไม่เสียเวลาคิด นำมาจาก “เพลงพื้นบ้านประจำรัฐเป้ย” หนึ่งใน “เพลงพื้นบ้านประจำรัฐ” ที่ชื่อว่า “อาภรณ์สีเขียว”

ในฐานะที่นางเป็นธิดาในภรรยาเอกของฉู่หวัง หากมิใช่เป็นหวังโฮ่วของรัฐใหญ่ ก็ต้องเป็นภรรยาเอกของขุนนางใหญ่ ตั้งแต่เยาว์วัยหวังโฮ่วจึงอบรมสั่งสอนนางในฐานะว่าที่หวังโฮ่วและว่าที่ภรรยาเอกของผู้สูงศักดิ์ ศึกษาดนตรีและพิธีกรรม รู้จักการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เข้าใจโคลงกลอนบทกวี แตกฉานการร่ายรำขับร้อง บัดนี้แม้บุตรสาวจะยังเยาว์วัย แต่ความงดงามเฉิดฉายเริ่มฉายชัด ให้รู้สึกชื่นใจยิ่งนัก

หมี่ซูเพิ่งเคยเห็นการเลี้ยงไหมเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นอย่างยิ่ง ถามคำถามเสียยกใหญ่ตั้งแต่การเลี้ยงไหมจนกระทั่งหนอนไหมเจริญเติบโต หวังโฮ่วมีท่าทางเหน็ดเหนื่อย อีกทั้งหัวหน้านางกำนัลขั้นสูงประจำฝ่ายต่างๆ ล้วนมีเรื่องรายงาน จึงเรียกอวิ๋นเก๋อสาวใช้มาออกคำสั่ง “เจ้าพากงจู่ไปชมห้องเลี้ยงไหม”

อวิ๋นเก๋อตอบรับ พาหมี่ซูไปห้องเลี้ยงไหมตามคำสั่ง พลางตอบคำถามของหมี่ซู “กงจู่ ท่านต้องให้หนอนไหมกินใบหม่อน มันจะค่อยๆ เติบโต จากนั้นก็จะพ่นใยไหม ใยไหมที่พ่นออกมาจะถูกนำไปสานทอเป็นผืนผ้า ตามด้วยย้อมสี จากนั้นค่อยนำมาตัดเย็บเป็นอาภรณ์”

หมี่ซูก้าวเข้าไปในห้องเลี้ยงไหม เห็นหนอนไหมจำนวนมากกำลังเลื้อยไต่ไปมา ผู้เลี้ยงไหมวางใบหม่อนลงไป ได้ยินเพียงเสียงสวบสาบ ไม่นานใบหม่อนใบนั้นก็ถูกกัดกินจนเหลือแต่ก้าน

หมี่ซูตะลึงมอง เนิ่นนานมิกล้าขยับฝีเท้า กระทั่งหวังโฮ่วต้องการกลับตำหนัก นางถึงถูกอวิ๋นเก๋อกึ่งปลอบกึ่งเรียกดึงตัวออกไป

เวลานี้หวังโฮ่วกำลังเดินอยู่ด้านหน้ากับไต้เม่า ไต้เม่ารายงานเสียงเบาเรื่องที่ฉู่หวังซางหมายจะให้กงจู่เก้าแต่งกายเป็นเด็กชาย ร่วมศึกษากับจั่วถูชวีหยวนพร้อมบรรดากงจื่อกงซุน

หวังโฮ่วตกตะลึง พลันชะงักฝีเท้าเอ่ยถาม “เป็นความจริงหรือ”

ไต้เม่าลดเสียงลงขณะตอบ “จริงแท้แน่นอนเพคะ”

คิ้วของหวังโฮ่วขมวดเข้าหากัน หลายปีมานี้กงจู่เก้าผู้นี้ เฉกเช่นก้างปลาชิ้นหนึ่งที่ติดอยู่ในลำคอของนาง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากอีกฝ่ายเป็นกงจื่อ ดูจากคำทำนายและการเป็นที่โปรดปรานปานนี้ ต่อให้ต้องทะเลาะกับจวินหวังนางก็จะกำจัดอีกฝ่ายให้จงได้ แต่อีกฝ่ายกลับเป็นกงจู่ นางจึงลังเลว่าการกำจัดอีกฝ่ายจะคุ้มค่าหรือไม่กับสิ่งที่ต้องลงทุนลงแรง แต่ทุกครั้งที่นางตั้งใจจะปล่อยคนผู้นี้ไป เป็นต้องเกิดเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นเสมอ ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

นางยับยั้งความไม่สบายใจ หันไปถาม “ซูอยู่ที่ใด”

หมี่ซูประคองกล่องไม้ไผ่ เดินไปพลางมองหนอนไหมน้อยในกล่องไปพลาง ได้ยินหวังโฮ่วเอ่ยถาม อวิ๋นเก๋อจึงรีบจูงหมี่ซูก้าวไปด้านหน้า ทว่าทันใดนั้น พลันได้ยินเสียงดังมาจากท้องฟ้า พร้อมกับนกขมิ้นตัวหนึ่งร่วงหวือลงมา หล่นตรงหน้าเซินเจียวสาวใช้ หยดเลือดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระโปรงของนาง

เซินเจียวกรีดร้องพลางกระโดดหนี แต่กลับเหยียบเท้าสาวใช้ด้านหลังเข้า บรรดาสาวใช้พลันแตกตื่น บ้างกรีดร้องบ้างก้าวถอย ขบวนเสด็จที่เดิมเป็นระเบียบเรียบร้อยพลันสับสนอลหม่าน

เวลานี้ อวิ๋นเก๋อกำลังจูงมือหมี่ซูเดินไปด้านหน้า พลันเห็นว่าขบวนเสด็จวุ่นวายโกลาหล เหล่านางกำนัลพากันกรีดร้องวิ่งหนี หมี่ซูถึงอย่างไรก็ยังเยาว์วัย พลันประสบเรื่องน่าตกใจเช่นนี้ กล่องใบเล็กในมือร่วงตกพื้นกลิ้งหลุนๆ ไปอีกทาง หนอนไหมสองตัวที่อยู่ด้านในลื่นไถลออกมา ท่ามกลางความอลหม่านไม่รู้นางกำนัลคนใดถูกเบียด เหยียบหนอนไหมสองตัวนั้นจนแหลกเละ

หมี่ซูเห็นกล่องไม้ไผ่ร่วงตกพื้น คิดจะวิ่งตามไปเก็บ อวิ๋นเก๋อเห็นฝูงชนโกลาหล รีบพาหมี่ซูถอยไปหลบอยู่มุมหนึ่ง หมี่ซูเห็นว่าหนอนไหมในกล่องลื่นหล่นถูกเหยียบ พลันร้องไห้โฮ

หวังโฮ่วขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น” เสียงของนางแม้ไม่ดัง แต่กลับทำให้เหตุการณ์วุ่นวายสงบลงทันที เหล่านางกำนัลมิกล้าส่งเสียง ได้แต่พากันทรุดตัวคุกเข่า

เวลานี้ เสียงร้องไห้ของหมี่ซูฟังดูแหลมสูงบาดหูอย่างยิ่ง

หวังโฮ่วมองไปตามเสียง อวิ๋นเก๋อรีบอุ้มหมี่ซูก้าวตรงมาอย่างร้อนรน แต่หมี่ซูกลับดิ้นรนขัดขืน สะบัดมือโดนตาซ้ายของอวิ๋นเก๋อเต็มแรง อวิ๋นเก๋อมือสั่นเทา เกือบจะทำหมี่ซูร่วงตกพื้น กระนั้นก็ได้แต่กัดฟันอดกลั้น อุ้มหมี่ซูมาหยุดเบื้องหน้าหวังโฮ่ว เมื่อเห็นไต้เม่ารับหมี่ซูไป ถึงค่อยคุกเข่าเอื้อนเอ่ย “หม่อมฉันสมควรตาย ทำให้เสี่ยวกงจู่ตกใจขวัญเสีย”

หวังโฮ่วรีบรับบุตรสาวคนโปรดมาจากไต้เม่า เห็นนางสะอื้นไห้จนใบหน้าแดงก่ำ รู้สึกสงสารจับใจ รีบคว้าตัวนางมากอดพลางเอ่ยปลอบโยน “ลูกแม่อย่าร้อง ผู้ใดทำเจ้าร้องไห้”

หมี่ซูเอ่ยเสียงสะอื้น “เสื้อเขียวของข้า…ชุดเหลืองของข้า…”

หวังโฮ่วเลิกคิ้ว ยังไม่ทันเอ่ยถาม อวิ๋นเก๋อก็ชิงสารภาพ “ตอนนั้นหม่อมฉันมัวแต่อุ้มกงจู่ กลัวจะถูกคนวิ่งชน หารู้ไม่กล่องใส่หนอนไหมใบนั้นร่วงตกพื้น ถูกคนเหยียบเละ ล้วนเป็นความผิดของหม่อมฉัน”

หวังโฮ่วพยักหน้า “ไม่นับเป็นความผิดของเจ้า ซื่อเหรินซี ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น”

เวลานี้ ซื่อเหรินซีจัดการความเรียบร้อยของขบวนเสด็จเสร็จสิ้น กลับมารายงาน “เป็นเพราะเซินเจียวสาวใช้ตื่นตกใจ ทำให้ขบวนเสด็จแตกตื่นพ่ะย่ะค่ะ”

เซินเจียวจึงถูกเรียกตัวมาไต่ถาม คุกเข่ากับพื้นร้อนรนอธิบาย “เสี่ยวจวิน หม่อมฉันไม่รู้เรื่องจริงๆ เพคะ จู่ๆ นกขมิ้นตัวหนึ่งก็ตกจากฟ้าหล่นใส่ตัวหม่อมฉัน หม่อมฉันตกใจจึงเผลอร้องออกมา ทำให้ขบวนเสด็จวุ่นวาย”

หวังโฮ่วตวาดถาม “นกขมิ้นหรือ นกขมิ้นจากที่ใด”

ซื่อเหรินซีรีบวิ่งไปยังจุดที่เซินเจียวยืนเมื่อครู่ เก็บนกขมิ้นขึ้นมา ก่อนจะหยิบลูกกลมทองคำลูกหนึ่งที่ตกอยู่ข้างนกขมิ้นตัวนั้น ยื่นไปตรงหน้าหวังโฮ่ว

นกขมิ้นตัวนั้นเดิมถูกลูกกลมทองคำยิงใส่ ทั้งยังร่วงตกในกลุ่มคน ไม่รู้ถูกคนตั้งเท่าใดเหยียบซ้ำ ย่อมกลายสภาพเป็นก้อนเนื้อแหลกเหลว หวังโฮ่วรู้สึกคลื่นไส้ ตวาดเสียงดัง “นำออกไป เห็นแล้วสะอิดสะเอียน”

ซื่อเหรินซีเอ่ยเสริม “ไม่ไกลจากนกขมิ้นตัวนั้นมีลูกกลมทองคำลูกหนึ่งตกอยู่ คาดว่าคงมีคนใช้ลูกกลมทองคำยิงนกขมิ้น ทำให้ขบวนเสด็จของหวังโฮ่วตื่นตกใจ”

หวังโฮ่วเอ่ยเสียงเย็น “ผู้ใดช่างกำแหงนัก บังอาจใช้ลูกกลมทองคำไล่ยิงนก”

ไต้เม่ารีบกระซิบเสียงเบาข้างหูหวังโฮ่ว “บัดนี้เด็กซุกซนในวังที่สามารถใช้ลูกกลมทองคำไล่ยิงนก มีเพียงทายาทสองคนของหญิงสกุลเซี่ยงผู้นั้น…”

หวังโฮ่วก้มมองบุตรสาว เห็นนางร่ำไห้น่าสงสาร พลันรู้สึกโกรธเกรี้ยว “ไปนำตัวเด็กซุกซนผู้นั้นมาให้ข้า!”

ซื่อเหรินซีร้อนรนรับคำสั่ง ก่อนจะรีบนำขันทีสองคนวิ่งไปยังทิศทางที่นกขมิ้นตัวนั้นบินมา

ที่แท้เด็กรับใช้ชายสองคนเห็นหมี่เยวี่ยมีท่าทางเบื่อหน่าย จึงชวนนางมายิงนกที่ราชอุทยานเพื่อสร้างความสำราญ

แต่ก่อนหมี่เยวี่ยจะยิงนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ บัดนี้ฝีมือพัฒนาขึ้น จึงเปลี่ยนมายิงนกที่กำลังจะบินขึ้นฟ้าเพื่อแสดงความสามารถ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นนกขมิ้นตัวหนึ่งบินผ่านมา จึงปล่อยลูกกลมทองคำออกไปโดยไม่คิดอันใด หารู้ไม่ครานี้ กลับก่อให้เกิดความวุ่นวายตามมา

นางได้ยินเพียงว่าไกลออกไปมีเสียงกรีดร้องแว่วดัง ยังไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เห็นซื่อเหรินซีนำขันทีกลุ่มหนึ่งเข้ามาห้อมล้อมและจับตัวนางมาให้หวังโฮ่ว แต่ไหนแต่ไรนางก็เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของฉู่หวังซาง จึงมิใคร่เกรงกลัว หลังคำนับหวังโฮ่วก็เงยหน้าขึ้น ใช้ดวงตาวาววับมองสำรวจทุกคน

หวังโฮ่วมองลูกกลมทองคำในมือด้วยสีหน้ากึ่งยิ้ม “ใช้ลูกกลมทองคำแทนลูกหิน แม้แต่หวังโฮ่วเช่นข้ายังมิกล้าฟุ่มเฟือยปานนี้ เห็นทีต้าหวังคงเอ็นดูเจ้ายิ่งนัก เอ็นดูจนเจ้าไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไม่รู้ธรรมเนียมกฎระเบียบ ถึงขั้นกระทำตามอำเภอใจในวังเช่นนี้!”

หมี่เยวี่ยย้อน “ข้าเพียงแต่ยิงนกเล่นเท่านั้น ล่วงเกินหวังโฮ่วอย่างไรหรือ”

ซื่อเหรินซีเอ่ยขู่ด้วยท่าทางกำเริบเสิบสาน “อยู่ต่อหน้าหวังโฮ่ว ยังกล้าไร้มารยาทปานนี้เชียวหรือ!”

ทว่าหมี่เยวี่ยกลับใจกล้ากว่าผู้อื่น ไม่เห็นขันทีผู้นี้อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย เมื่อถูกซื่อเหรินซีผลักอย่างแรงก็รู้สึกเดือดดาล สะบัดมือออกพลางเอ่ย “บังอาจ! ข้าเป็นกงจู่ เจ้าเป็นบ่าวรับใช้ เจ้ากล้าล่วงเกินผู้มีศักดิ์สูงกว่าหรือ”

ซื่อเหรินซีผงะอึ้ง ไม่กล้าแตะต้องนางอีก หวังโฮ่วเห็นดังนั้นก็แค่นเสียงเย็น ซื่อเหรินซีจึงรีบคุกเข่าพลางเอ่ย “กระหม่อมสมควรตาย”

หวังโฮ่วรับลูกกลมทองคำมาจากไต้เม่า ยื่นไปตรงหน้าหมี่เยวี่ย เอ่ยถาม “ลูกกลมทองคำนี้ใช่ของเจ้าหรือไม่” หมี่เยวี่ยยื่นมือออกไปหมายจะคว้ามา “คืนข้า!”

แต่หวังโฮ่วพลันชักมือกลับ โยนลูกกลมทองคำทิ้งไปบนพื้น เซินเจียวซึ่งยืนอยู่ข้างๆ รีบเก็บลูกกลมทองคำขึ้นมา ขณะที่หวังโฮ่วยื่นมือออกไป ตบหน้าหมี่เยวี่ยเต็มแรง

ใบหน้าหมี่เยวี่ยพลันปรากฏรอยมือสีแดงอมม่วง นางยกมือกุมหน้า หยาดน้ำตาเอ่อล้นขอบตา นางฝืนบังคับมิให้รินไหล เอ่ยถามอย่างโกรธกรุ่น “ท่านมีสิทธิ์อันใดมาตบข้า”

หวังโฮ่วเหยียดยิ้มเย็นชา “มีสิทธิ์อันใดหรือ เมื่อครู่เจ้าบอกเองมิใช่หรือว่า เจ้าเป็นกงจู่ เขาเป็นบ่าวรับใช้ เขาตบเจ้านับเป็นการล่วงเกินผู้มีศักดิ์สูงกว่า ข้าเป็นหวังโฮ่ว ข้าต้องการตบเจ้าก็สามารถตบเจ้า ข้าถามคำถามเจ้า ทางที่ดีเจ้าควรตอบอย่างไม่บิดพลิ้ว!”

หมี่เยวี่ยกัดริมฝีปาก จับจ้องหวังโฮ่วอย่างโกรธเกรี้ยว

หวังโฮ่วเอ่ยถาม “ข้าถามเจ้าอีกครั้ง ลูกกลมทองคำนี้เจ้าเป็นคนยิงใช่หรือไม่”

ซื่อเหรินซีลุกขึ้นยืน หยิบง่ามไม้ด้านหลังหมี่เยวี่ยยื่นส่งให้หวังโฮ่วด้วยท่าทางเอาใจ “เสี่ยวจวิน นี่คือง่ามไม้ของนาง”

หวังโฮ่วรับง่ามไม้มา ไฟโทสะยิ่งลุกโชน โยนง่ามไม้ทิ้งไปบนพื้น ก่อนจะตบหน้าหมี่เยวี่ยอีกฝั่งหนึ่งอย่างแรง

หมี่เยวี่ยพุ่งเข้าใส่หวังโฮ่วอย่างเดือดดาล แต่ถูกซื่อเหรินซีซึ่งตาไวมือไวจับตัวไว้แน่น จึงทำได้เพียงกระทืบเท้าอย่างขุ่นเคืองพลางร้องตะโกน “ปล่อยข้า ปล่อยข้า…”

ซื่อเหรินซีรีบกวักมือเรียกขันทีอีกสองคนให้เข้ามาช่วยกันจับตัวหมี่เยวี่ย

หวังโฮ่วมิเคยพบเด็กคนใดที่กล้าจองหองต่อหน้านางเช่นนี้มาก่อน ไฟโทสะพลันลุกโชนอย่างมิอาจระงับ กอปรกับเมื่อครู่วาจาของไต้เม่าทำให้นางไม่สบายใจ จึงแค่นยิ้มเย็นชา เอ่ยเนิบช้า “ดูท่าเจ้าจะขาดการอบรมจริงๆ! ซื่อเหรินซี ลากตัวนางออกไป โบยยี่สิบไม้!”

ซื่อเหรินซีเข้าใจความนัยในสายตาหวังโฮ่ว ตอบรับโดยพลัน “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมน้อมรับบัญชา!”

ชั่วขณะนั้น หมี่เยวี่ยมองเห็นประกายสังหารในนัยน์ตาหวังโฮ่วเช่นกัน แม้นางจะเยาว์วัย ยังไม่เข้าใจว่าสายตาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ทว่ากลับมีสัญชาตญาณแห่งความหวาดระแวงและระแวดระวังเช่นลูกสัตว์ป่า นางรู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา จึงพลันก้มศีรษะลง กัดข้อมือซื่อเหรินซีเต็มแรง ซื่อเหรินซีปล่อยมือพลางร้องอุทานด้วยความเจ็บปวด หมี่เยวี่ยฉวยจังหวะนั้นหมอบตัวลง หมุนตัววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

หวังโฮ่วปกครองตำหนักใน มิเคยพบผู้ก้าวร้าวเช่นนี้มาก่อน ถึงขนาดกล้าขัดคำสั่งต่อหน้านาง ซ้ำยังวิ่งหนีไปต่อหน้าต่อตา นางยิ้มทั้งที่โกรธจัด เอ่ยเสียงเยียบเย็น “ซื่อเหรินซี เจ้าเป็นคนตายหรือ ยังไม่รีบตามไปอีก!”

หมี่เยวี่ยวิ่งไปพลางร้องตะโกนไปพลาง “หวังโฮ่วจะโบยข้าให้ตาย เสด็จพ่อช่วยข้าด้วย!เสด็จพ่อช่วยข้าด้วย!”

นางร้องดังลั่นจนทั่วทั้งวังล้วนสามารถได้ยิน กอปรกับหัวหลิวกับลวี่เอ่อร์เด็กรับใช้ชายสองคนของนาง เนื่องจากเห็นนางถูกซื่อเหรินซีจับตัวไป แม้ไม่กล้าออกหน้า ทว่าหัวหลิวรีบวิ่งไปรายงานที่ตำหนักฉู่หวังซาง ส่วนลวี่เอ่อร์แอบตามนางไปห่างๆ

เวลานี้เห็นหมี่เยวี่ยวิ่งออกมา มีซื่อเหรินซีวิ่งไล่หลัง ลวี่เอ่อร์จึงรีบวิ่งออกมาขวาง ซื่อเหรินซีเดือดดาล จับตัวลวี่เอ่อร์มาตบหน้าหลายฉาด กระนั้นลวี่เอ่อร์ก็ยังจับตัวซื่อเหรินซีแน่นไม่ยอมปล่อย

ขณะที่ซื่อเหรินซีกำลังร้อนใจ หมี่เยวี่ยเหลือบไปเห็นลวี่เอ่อร์ถูกซื่อเหรินซีจับตัวไว้ พลันวิ่งย้อนกลับมา คว้ากิ่งไม้ท่อนหนึ่งมาใช้แทนอาวุธ หมายจะกลับไปช่วยลวี่เอ่อร์ แต่กลับถูกซื่อเหรินซีแย่งไม้ไปและจับตัวไว้ได้

หมี่เยวี่ยกรีดร้อง พอดีจวี่จีนำข้ารับใช้เร่งรุดมาถึง ตวาดใส่ซื่อเหรินซี “เจ้ากำลังทำอะไร”

ซื่อเหรินซีเห็นอีกฝ่ายมีคนมากกว่า จำใจปล่อยมือ ฝืนยิ้มเอ่ย “กระหม่อมรับคำสั่งจากหวังโฮ่ว นำตัวกงจู่เก้าไปรับการอบรมสั่งสอน”

หมี่เยวี่ยโผเข้าสู่อ้อมกอดจวี่จี ร้องเสียงแหลม “มารดา บ่าวรับใช้ผู้นี้จะจับข้าไปโบยจนตาย มารดาช่วยข้าด้วย!”

จวี่จีตกตะลึง เชยคางหมี่เยวี่ยขึ้น เห็นแก้มทั้งสองข้างมีรอยมือสีแดงอมม่วง พลันตวาดอย่างโกรธจัด “ผู้ใดตบ”

ซื่อเหรินซียิ้มเย็นตอบ “กงจู่เก้าซุกซนเกินประมาณ หวังโฮ่วจึงอบรมกงจู่เก้า หรือจวี่ฟูเหรินคิดจะตำหนิหวังโฮ่วเล่า”

จวี่จีแค่นเสียงเย็น “หม่อมฉันไฉนเลยจะกล้าตำหนิหวังโฮ่ว เพียงแต่ต้องการพากงจู่เก้าไปเข้าเฝ้าต้าหวัง หากหวังโฮ่วต้องการอบรม เช่นนั้นก็ทูลถามต้าหวังก่อนเถิด”

ซื่อเหรินซีได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจ ก้าวออกมาคว้าตัวหมี่เยวี่ย เอ่ย “เรื่องในฝ่ายใน ล้วนมีหวังโฮ่วเป็นผู้ควบคุมดูแล ต่อให้เป็นต้าหวัง ก็คงไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องเหล่านี้กระมัง”

จวี่จีชักสีหน้า “บ่าวรับใช้ชั้นต่ำเช่นเจ้าบังอาจยกบัญชาของหวังโฮ่วมาขู่ข้าหรือ หวังโฮ่วเป็นแบบอย่างแก่อาณาประชาราษฎร์ ไฉนเลยจะไร้เมตตาต่อกงจู่เก้า ต้องเป็นเพราะบ่าวรับใช้ชั้นต่ำเช่นพวกเจ้ายุแยงตะแคงรั่วเป็นแน่ ข้าจะไปทูลรายงานต้าหวัง” กล่าวจบก็จะพาหมี่เยวี่ยไป

แต่กลับได้ยินเสียงเนิบช้าทว่าถือตัวของหวังโฮ่วดังขึ้นด้านหลัง “หญิงสกุลจวี่ เจ้าคิดจะฝืนคำสั่งข้าหรือ”

ซื่อเหรินซีหันไปมอง เห็นหวังโฮ่วนำเหล่าข้ารับใช้เร่งรุดมาถึง รีบก้าวไปหาอย่างรวดเร็ว เอ่ยฟ้อง “หวังโฮ่ว กระหม่อมกำลังจะนำตัวกงจู่เก้าไปพบท่าน แต่จวี่ฟูเหรินกลับออกมาห้าม…”

หวังโฮ่วปรายตามองเขาอย่างเย็นชา แค่นเสียง “เฮอะ” ก่อนจะเอ่ย “ไร้ประโยชน์”

จวี่จีหมุนตัวกลับมา คลี่ยิ้มเต็มใบหน้าขณะย่อตัวคำนับหวังโฮ่ว “หม่อมฉันถวายบังคมเสี่ยวจวิน เด็กน้อยไร้มารยาท ล่วงเกินเสี่ยวจวิน หม่อมฉันกำลังจะพานางกลับไปอบรมสั่งสอนเพคะ”

หวังโฮ่วแค่นหัวเราะ “อบรมสั่งสอนหรือ หากเจ้ารู้จักอบรมสั่งสอน กงจู่แห่งตระกูลเชื้อพระวงศ์ไฉนเลยจะกลายเป็นคนป่าเถื่อนเช่นนี้ ในเมื่อเจ้าไม่รู้จักอบรมสั่งสอน ก็ต้องลำบากผู้น้อยอบรมสั่งสอนแล้ว”

จวี่จีลอบสะท้านใจ เรื่องที่นางกังวลมาหลายปี ในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ นางรู้ว่าหวังโฮ่วเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่ลงมือโดยง่าย แต่หากลงมือก็จะทำจนถึงตาย แม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหวังโฮ่วจึงคิดจะแตกหักตอนนี้ กระนั้นก็มิอาจไม่ฝืนยิ้มเอ่ยอย่างนบนอบ “เป็นเพราะกงจู่เก้าถูกต้าหวังตามใจจนเคยตัว ขอหวังโฮ่วโปรดเห็นแก่ที่นางเยาว์วัยไม่รู้ความ เมตตานางด้วยเถิด”

หวังโฮ่วยิ้มเย็น “เจ้ามิต้องเอะอะก็นำต้าหวังมาอ้าง! ต้าหวังใจดีมีเมตตา ไม่ว่าบุตรธิดาคนใดล้วนรักใคร่ตามใจ แต่กลับไม่เห็นเด็กคนอื่นป่าเถื่อนเช่นนี้ นางเยาว์วัยไม่รู้ความ แต่เจ้าหาใช่เยาว์วัยไม่รู้ความไม่ นางกล้าใช้ลูกกลมทองคำยิงข้า ส่วนเจ้าก็กล้าขัดคำสั่งข้าซึ่งหน้า จะเห็นได้ว่ามิเคยทำตัวเป็นแบบอย่างอันประเสริฐ” กล่าวจบก็ไม่เหลือบแลจวี่จี หมุนตัวหันไปสั่งซื่อเหรินซี “เจ้ายังยืนโง่งมทำอะไร!”

ซื่อเหรินซีเข้าใจ รีบก้าวเข้าไปหมายจะแย่งตัวหมี่เยวี่ยมาจากจวี่จี แต่จวี่จีกลับดึงตัวหมี่เยวี่ยก้าวถอยหลัง ยิ้มเอ่ยกับแผ่นหลังของหวังโฮ่ว “หวังโฮ่วสั่งสอนถูกต้อง หม่อมฉันเองก็ทราบว่าเสี่ยวกงจู่มิควรล่วงเกินเสี่ยวจวิน ดังนั้นก่อนหน้านี้จึงไปทูลรายงานต้าหวัง ต้าหวังให้หม่อมฉันพากงจู่ไปเข้าเฝ้าเพื่อไต่ถามด้วยตนเอง”

สีหน้าหวังโฮ่วพลันเคร่งเครียด ลอบถอนใจว่าโอกาสอันดีผ่านพ้นไปแล้ว ยิ้มเย็นเอ่ย “ประเสริฐ เช่นนั้นผู้น้อยจะไปพบต้าหวังพร้อมเจ้า ดูว่าสุดท้ายแล้วต้าหวังจะก้าวก่ายเรื่องในตำหนักในที่ผู้น้อยรับผิดชอบหรือไม่”

กล่าวจบก็เดินนำไปหอจางหัว จวี่จีชำเลืองมองคราหนึ่ง ก่อนจะนำข้ารับใช้ในตำหนักของตนเดินไปหอจางหัวโดยใช้อีกเส้นทางหนึ่ง แม้จะออกหลังหวังโฮ่ว แต่กลับมาถึงหอจางหัวก่อนนาง

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในหอจางหัว หมี่เยวี่ยก็วิ่งร้องไห้ไปหาฉู่หวังซาง เอ่ยพลางโผเข้ากอดเขา “เสด็จพ่อ เสด็จพ่อ ลูกกลัวเหลือเกิน ฮือๆๆ…”

ฉู่หวังซางเห็นบุตรสาวคนเล็กโผเข้ากอดตน ร่ำไห้น่าสงสาร ร่างเล็กบางสั่นสะท้าน พลันรู้สึกขุ่นเคือง เมื่อเชยคางนางขึ้น เห็นแก้มทั้งสองข้างของนางมีรอยมือสีแดงอมม่วง อดถามด้วยความแปลกใจมิได้ “เจ้าไปโดนอะไรมา ผู้ใดบังอาจทำกับเจ้าเช่นนี้”

ขณะสนทนา หวังโฮ่วก็จูงหมี่ซูเข้ามา ได้ยินคำถามของฉู่หวังซางก็ยิ้มเอ่ยเสียงเย็น “ในสายตาของต้าหวัง มีเพียงธิดาของอนุภรรยาผู้นั้นหรือ ท่านไม่เห็นหรือว่ากงจู่ในภรรยาเอกของท่านก็ตกใจขวัญเสียเช่นกัน ท่านไม่คิดจะเอ่ยถามด้วยความห่วงใยสักคำหรือ”

ฉู่หวังซางมองหมี่ซูซึ่งถูกหวังโฮ่วจูงมือ แม้จะหยุดร้องไห้แล้ว แต่ดวงหน้าเล็กจิ๋วยังคงมีคราบน้ำตา ดวงตาทั้งคู่บวมแดง เอ่ยถามอย่างแปลกใจ “ลูกพ่อ ผู้ใดทำให้เจ้าเคืองขุ่น”

หมี่ซูเดิมก็น้อยใจยิ่งนัก เมื่อเห็นว่าตนกับหมี่เยวี่ยเข้ามาในตำหนักพร้อมกัน ตนยังถูกมารดาจูงมือ แต่หมี่เยวี่ยกลับโผเข้าสู่อ้อมกอดเสด็จพ่อ ฉอเลาะเอาใจ ซ้ำยังเห็นเสด็จพ่อปลอบโยนอย่างรักใคร่ ความน้อยใจยิ่งเพิ่มพูน เมื่อได้ยินเขาเอ่ยถาม พลันเบ้ปากร้องไห้ “เสื้อเขียวของข้าตายแล้ว ชุดเหลืองของข้าตายแล้ว ฮือๆๆ…”

ฉู่หวังซางงุนงงยิ่ง กวักมือเรียกหมี่ซูให้เข้ามาใกล้ เอ่ยถาม “ผู้ใดคือเสื้อเขียว ผู้ใดคือชุดเหลือง”

หมี่ซูสะอึกสะอื้น นำกล่องไม้ไผ่ที่ยังคงกำแน่นไว้ในมือยื่นส่งให้ฉู่หวังซาง “เสื้อเขียวของข้า ชุดเหลืองของข้า…” เมื่อครู่นางยืนกรานให้อวิ๋นเก๋อเก็บกล่องไม้ไผ่มาให้นาง ทั้งยังนำหนอนไหมน้อยสองตัวที่ถูกเหยียบตายใส่กลับลงไป มองคราใดก็ร้องไห้ครานั้น

ฉู่หวังซางเห็นหนอนไหมที่นอนตายอยู่ในกล่องไม้ไผ่ พลันเข้าใจทันที ยิ้มถาม “เสื้อเขียวกับชุดเหลืองของเจ้าคือหนอนไหมหรือ” หมี่ซูพยักหน้าทั้งน้ำตา

ฉู่หวังซางกวาดตามอง เห็นกล่องไม้ไผ่ของหมี่ซูกับรอยมือบนใบหน้าหมี่เยวี่ย ทั้งยังเห็นง่ามไม้กับลูกกลมทองคำในมือซื่อเหรินซี แทบเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด หันไปเอ่ยกับหมี่เยวี่ย “เจ้ายิงนกในสวน?” หมี่เยวี่ยพยักหน้า เขาหันไปถามหมี่ซู “ทำให้ซูตกใจ?” หมี่ซูพยักหน้ารัวเร็ว สุดท้ายจึงหันไปมองหวังโฮ่ว “ทำให้หวังโฮ่วเคืองขุ่น ต้องการลงโทษเจ้า ใช่หรือมิใช่”

หมี่เยวี่ยเบ้ปาก นางเป็นเด็กฉลาด ฟังความนัยในวาจาฉู่หวังซางออก พลันปิดหน้าร้องไห้ “เจ็บยิ่ง…ข้าเองก็มิได้ตั้งใจ นางตีข้าแล้ว ยังจะจับข้าไปโบยจนตาย…”

สีหน้าฉู่หวังซางพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด “จับเจ้าไปโบยจนตายหรือ”

หวังโฮ่วทำท่าจะตอบ แต่จวี่จีชิงคลี่ยิ้มเอ่ย “คงเป็นเพราะเด็กน้อยเช่นเจ้าตกใจกลัวจนฟังผิดไป หวังโฮ่วไฉนเลยจะออกคำสั่งอันไร้เมตตาเช่น ‘จับเจ้าไปโบยจนตาย’ เช่นนี้”

หวังโฮ่วโกรธจัด ทำท่าจะอธิบาย ฉู่หวังซางปรายตามองซื่อเหรินซีอย่างเย็นชา “จริงหรือไม่”

ซื่อเหรินซีตัวสั่นเทา รีบทรุดตัวคุกเข่าพลางเอ่ยแก้ต่าง “หวังโฮ่วเพียงแต่สั่งให้นำตัวเสี่ยวกงจู่ไปโบยยี่สิบไม้ หาใช่สั่งให้โบยจนตายไม่…”

ฉู่หวังซางมองซื่อเหรินซีด้วยสายตาเยียบเย็น เมื่อถูกสายตาเช่นนี้จับจ้อง ซื่อเหรินซีพลันรู้สึกหนาวสะท้านไปทั่งร่าง เหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมทั่วทั้งแผ่นหลัง เนื้อตัวสั่นระริก ไม่กล้าเอ่ยอันใดอีก

ฉู่หวังซางเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขา หันไปชำเลืองมองหวังโฮ่ว หวังโฮ่วลอบด่าซื่อเหรินซีในใจว่าไร้ประโยชน์ เห็นฉู่หวังซางมองนาง นางคิดในใจว่า ต่อให้ตนเองมีเจตนาแอบแฝง แต่เรื่องยังไม่เกิด จะมีผู้ใดล่วงรู้เล่า ดังนั้นจึงก้าวมาด้านหน้าอย่างหยิ่งทระนง เอ่ยเสียงก้อง “เด็กผู้นี้ไร้มารยาท บังอาจเอ่ยวาจาเหลวไหลต่อหน้าต้าหวัง!”

ฉู่หวังซางมองไปทางหวังโฮ่ว เอ่ย “หวังโฮ่วมีอันใดค่อยๆ พูดค่อยๆ จา ไยจึงต้องโมโห”

หวังโฮ่วย่อตัวคำนับอย่างงามสง่า เอ่ยเสียงเรียบ “ต้าหวัง การอบรมสนมนางในและบุตรธิดาในตำหนักในนับเป็นหน้าที่ของหม่อมฉัน วันนี้เด็กผู้นี้ไร้มารยาท ขอต้าหวังโปรดส่งตัวให้หม่อมฉันอบรมสั่งสอน”

แต่ฉู่หวังซางกลับย้อนถาม “หวังโฮ่วตั้งใจจะอบรมเช่นไร”

รอบด้านพลันเงียบลงอย่างประหลาด มีเพียงสะอื้นไห้แผ่วเบาของหมี่ซู ส่วนหมี่เยวี่ยหยุดร้องไห้ตั้งนานแล้ว กำลังซุกตัวอยู่มุมหนึ่งอย่างว่าง่าย นิ่งมองทุกอย่างเงียบๆ

หวังโฮ่วก้าวไปทรุดตัวนั่งตรงข้ามฉู่หวังซาง เชิดคางขึ้นเล็กน้อย ซื่อเหรินซีรีบเทินลูกกลมทองคำกับง่ามไม้ขึ้นเหนือศีรษะ เฟิ่งฟางรับของสองสิ่งนั้นถวายให้ฉู่หวังซาง

ฉู่หวังซางมองลูกกลมทองคำกับง่ามไม้ นิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา หวังโฮ่วเอ่ยเสียงเย็นชา “วันนี้หม่อมฉันกับซูออกมาจากห้องอาบตะวันหลังชมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ขณะเดินอยู่ในสวนดอกไม้ ลูกกลมทองคำลูกหนึ่งพลันหล่นมาจากฟ้า กระแทกกล่องไม้ไผ่ในมือของซู…” นางเน้นเสียง “หากเคลื่อนไปอีกสองสามนิ้ว ก็อาจกระแทกโดนใบหน้าไม่ก็ตาของซู และอาจถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต…”

ฉู่หวังซางเหลือบมองหมี่เยวี่ย หมี่เยวี่ยเข้าใจในบัดดล เอ่ยโพล่งขึ้น “เป็นไปมิได้! ลูกกลมทองคำของข้ายิงถูกนกขมิ้น นกขมิ้นตกลงมาพร้อมลูกกลมทองคำ เป็นไปมิได้ที่จะยิงโดนคน…” เอ่ยจบก็วิ่งไปหยุดหน้าหมี่ซู จับมือหมี่ซูเอ่ยถาม “เจ้าเห็นลูกกลมทองคำกับตาตัวเองหรือไม่ นกขมิ้นร่วงลงบนตัวผู้ใด หนอนไหมของเจ้าตายอย่างไร”

ทั้งสามคำถามของนางล้วนถามถึงใจความสำคัญ หวังโฮ่วทำท่าจะตอบ แต่ฉู่หวังซางกลับโบกมือห้าม “ให้ซูเป็นคนตอบ”

หมี่ซูมิเคยทำตัวซุกซนเช่นหมี่เยวี่ยที่ชอบใช้วาจาพลิกแพลงกับบิดามารดาเพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสที่จะออกไปเที่ยวเล่น ยิ่งไม่มีไหวพริบเช่นนาง เด็กหญิงผู้นี้ตั้งแต่เล็กจนโต ล้วนได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากหวังโฮ่ว มักมีคนคอยตามใจ แต่ไหนแต่ไรจึงทำอะไรตรงไปตรงมา ได้ยินฉู่หวังซางเอ่ยเช่นนี้ ในใจยิ่งคิดยิ่งน้อยใจ เอ่ยตอบเสียงสะอื้น “ข้าก็ไม่รู้ ข้าได้ยินพวกนางกรีดร้อง กล่องไม้ไผ่ของข้าลื่นตกพื้น เดินไปครึ่งทาง พวกนางก็ร้องโวยวาย จากนั้น…จากนั้น…” นางพลันร้องไห้โฮ “ชุดเหลืองกับเสื้อเขียวของข้าก็ ก็…”

แต่หมี่เยวี่ยกลับถามย้ำ “นกขมิ้นร่วงลงบนตัวผู้ใด”

หมี่ซูชี้มือ “เซินเจียว”

เซินเจียวร้อนรนคุกเข่า “เป็นความผิดของหม่อมฉัน มิควรเผลอร้องโวยวาย ทำให้ขบวนเสด็จแตกตื่น ทำให้กงจู่ตกใจ”

หวังโฮ่วเลิกคิ้ว ทำท่าจะเอื้อนเอ่ย แต่ฉู่หวังซางกลับยกมือห้ามนาง หันไปถามหมี่ซู “กล่องไม้ไผ่ของเจ้าตกพื้นเพราะตัวเองถือไม่มั่น หรือว่าถูกผู้อื่นชน”

หมี่ซูเอียงคอนึกอยู่นาน ค่อยรู้สึกโมโห “ข้า ข้าถูกผู้อื่นชน ถึงได้ลื่นหลุดมือ ฮือ…”

จวี่จีเห็นว่าได้โอกาส รีบเอ่ย “แม้ว่ามิได้มีสาเหตุมาจากลูกกลมทองคำของกงจู่เก้า แต่ถึงอย่างไรนกขมิ้นร่วงตกพื้นทำให้คนในวังตกใจ ก็นับเป็นความผิดของกงจู่เก้า หากแต่การนำตัวกงจู่เก้าไปโบยยี่สิบไม้เช่นคำสั่งของหวังโฮ่วก็นับว่าหนักเกินไป มิสู้ให้กงจู่เก้าขอขมากงจู่แปดก็พอ ค่อยสั่งให้ห้องอาบตะวันส่งหนอนไหมสามสี่ตัวไปให้กงจู่แปดเลือกตามความพอใจ ต้าหวัง ท่านเห็นเป็นเช่นไร”

ฉู่หวังซางล้วนเข้าใจดี หลายปีมานี้ ความสัมพันธ์ของเขากับหวังโฮ่วนับวันยิ่งจืดจาง นิสัยของหวังโฮ่วนับวันยิ่งโหดเหี้ยมอำมหิต เขาเพียงแต่เห็นแก่หน้าไท่จื่อ มิอาจหักใจทำให้ไท่จื่อเสียหน้าเพราะหวังโฮ่วถูกตำหนิ รัฐฉู่เป็นรัฐที่มีสายสัมพันธ์ซับซ้อน ในฐานะเจ้านครรัฐ อำนาจบารมีนับว่าสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เพียงแต่ก่อนหน้านี้ การกระทำของหวังโฮ่วส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตที่เขาพอจะยอมรับได้ ทว่าบัดนี้ กลับกล้ากำแหงต่อหน้าเขา ทำให้เขานึกอยากจะอาละวาด แต่เมื่อเห็นจวี่จีแก้สถานการณ์อย่างชาญฉลาด ในใจลอบชื่นชม พยักหน้าเอ่ย “วาจานี้ถูกต้องอย่างยิ่ง…” 

ยังไม่ทันสิ้นประโยค ก็ได้ยินหวังโฮ่วกรีดเสียง “มิได้!”

ส่วนหมี่ซูกระทืบเท้าไปมา “เสื้อเขียวกับชุดเหลืองของข้าล้วนตายไป ต่อให้ท่านนำหนอนไหมอีกร้อยตัวมาให้ข้า ก็มิใช่เสื้อเขียวกับชุดเหลืองของข้า!”

หวังโฮ่วเอ่ยเสริมเสียงเย็น “ต้าหวังไยจึงต้องไต่สวนซูให้วุ่นวาย นางยังเยาว์วัย จะรู้เรื่องอันใดเล่า เด็กผู้นี้ยิงลูกกลมทองคำตามอำเภอใจในเขตพระราชฐาน ต่อให้วันนี้มิได้ทำร้ายผู้คน แต่ก็ยากจะรับประกันได้ว่าภายหน้าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น หากไม่อบรมให้หลาบจำ ผู้น้อยจะปกครองตำหนักในต่อไปได้อย่างไร!”

ฉู่หวังซางนึกไม่ถึงว่าหวังโฮ่วจะไม่รู้สำนึกเช่นนี้ ใบหน้าพลันเครียดขมึง “หากหวังโฮ่วสามารถตัดสินอย่างยุติธรรม ผู้ด้อยย่อมไม่ก้าวก่าย แต่บัดนี้เรื่องรู้มาถึงผู้ด้อย ผู้ด้อยจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไร!”

หวังโฮ่วกรีดเสียงแหลม “ก็เป็นเพราะเรื่องรู้มาถึงต้าหวัง ดังนั้นต้าหวังจึงยิ่งควรมอบหมายให้ผู้น้อยจัดการ หาไม่แล้ว เรื่องราวในตำหนักในมีมากมายสารพัน หากทุกคนล้วนนำความมาทูลต้าหวัง ต้าหวังจะจัดการราชการงานแผ่นดินได้อย่างไร ผู้น้อยเป็นหวังโฮ่ว ไม่เท่ากับละเลยหน้าที่หรอกหรือ” นางเห็นฉู่หวังซางลำเอียงเช่นนี้ รู้สึกขุ่นเคืองไม่น้อย ในใจไม่เชื่อว่าฉู่หวังซางจะให้เกียรติธิดาอนุภรรยามากกว่านาง

ฉู่หวังซางชำเลืองมองหวังโฮ่ว เอ่ย “ผู้ด้อยเห็นว่าซูไม่เป็นอะไร เยวี่ยก็ได้รับโทษทัณฑ์แล้ว ผู้ด้อยเป็นคนสั่งให้จวี่จีไปถ่ายทอดคำสั่ง หากมิใช่จวี่จีไปถึงทันเวลา หวังโฮ่ว เจ้าคงกระทำผิดมหันต์ไปแล้ว”

หวังโฮ่วเอ่ยอย่างเคืองขุ่น “ธิดาหญิงสกุลเซี่ยงยิงลูกกลมทองคำตามอำเภอใจในเขตพระราชฐาน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หากไม่ลงทัณฑ์ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เกรงว่าภายหน้าหม่อมฉันคงมิกล้าแม้แต่จะย่างเท้าออกนอกตำหนัก ไม่รู้ว่าวันใดหายนะจะตกมาถึงตัว มิเท่ากับทำให้ทุกคนต้องอยู่อย่างหวาดระแวงหรอกหรือ”

ฉู่หวังซางก็ขุ่นเคืองเช่นกัน “เจ้าเป็นหวังโฮ่ว ไม่ว่าผู้ใดในตำหนักในให้กำเนิด ล้วนเป็นบุตรธิดาของเจ้า เหตุใดแม้แต่ชื่อก็ไม่ยอมเรียก เอาแต่เรียกว่าธิดาหญิงสกุลเซี่ยง ไม่มีจิตเมตตากับลูกเด็กเล็กแดงแม้แต่น้อย เอาแต่เอ่ยว่าต้องลงทัณฑ์ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ไม่นับว่าไร้เมตตาหรอกหรือ”

หวังโฮ่วรู้สึกว่าไฟโทสะพลันสุมทรวง “ต้าหวังจัดการราชกิจฝ่ายหน้า ผู้น้อยรับผิดชอบกิจการภายใน ผู้น้อยไม่ก้าวก่ายราชกิจในราชสำนักของต้าหวัง ทว่าบัดนี้ เริ่มจากจวี่จีขัดคำสั่งข้า ต่อมาต้าหวังก็แทรกแซงเรื่องในตำหนักใน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ความน่าเชื่อถือของผู้น้อยอยู่ที่ใด ผู้น้อยจะปกครองตำหนักในต่อไปได้อย่างไร หากต้าหวังยืนกรานจะทำเช่นนี้ ขอต้าหวังโปรดเลือกผู้มีความสามารถผู้อื่นเถิด”

หวังโฮ่วหมอบลงกับพื้น น้อมคำนับด้วยท่าทางงามสง่าทว่าหยิ่งทระนง ก่อนจะยืดตัวขึ้นมองฉู่หวังซางด้วยสายตาท้าทาย

ฉู่หวังซางตบโต๊ะอย่างแรง “หวังโฮ่วช่างน่าเกรงขามนัก แม้แต่ผู้ด้อยอยู่ในราชสำนักยังไม่กระทำตามอำเภอใจโดยไม่ฟังความเห็นผู้อื่นเช่นนี้! หวังโฮ่วแม้จะเรียกว่าเสี่ยวจวิน แต่คำเรียกขานนี้ก็ได้มาเพราะจวินหวัง หาได้มีอำนาจเทียบเท่าจวินหวังไม่! จวินหวังมิอาจปฏิบัติหน้าที่ยังต้องทบทวนตนเอง หากหวังโฮ่วมิอาจปฏิบัติหน้าที่ก็ควรรู้จักถอนตัว เจ้าเป็นถึงหวังโฮ่ว ควรจะเป็นแบบอย่างในฐานะมารดาแห่งรัฐ ทว่าเจ้า กลับไม่มีจิตเมตตาและคุณธรรมอันประเสริฐแม้แต่น้อย วันนี้ผู้ด้อยยังมีชีวิตอยู่ เจ้ายังกล้าลงไม้ลงมือกับเลือดเนื้อเชื้อไขของผู้ด้อยต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้ หากภายหน้าผู้ด้อยไม่อยู่แล้ว เห็นทีเจ้าคงเข่นฆ่าสายโลหิตของตระกูลเชื้อพระวงศ์จนหมดสิ้น ทำลายตระกูลเชื้อพระวงศ์ของข้าจนสิ้นซากกระมัง” เขาถูกหวังโฮ่วยั่วโมโห เอ่ยถึงตอนท้าย สุดท้ายเรื่องที่มิอาจหักใจเอ่ยก็เผลอเอ่ยออกมาจนได้

หวังโฮ่วอึ้งงัน วาจาแทงใจเหล่านี้ของฉู่หวังซางทำให้นางทั้งหวาดหวั่นทั้งโกรธเคือง ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาว ริมฝีปากสั่นระริก ต้องการเอื้อนเอ่ยแต่กลับมิอาจเปล่งวาจา ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านประหนึ่งใบไม้ร่วงกลางสายลม สุดท้ายก็ตะโกนเสียงแหบโหย “ต้าหวังหมายความว่าอย่างไร หม่อมฉันเป็นภรรยาเอกของต้าหวัง แต่งงานกับต้าหวังมาสามสิบปี ให้กำเนิดบุตรธิดา ปกครองดูแลฝ่ายใน ประกอบพิธีบวงสรวงในศาลบรรพชน หลายปีมานี้ลำบากยากเข็ญ คร่ำเคร่งจนแก่ชรา บัดนี้แม้แต่กงซุนก็มีแล้ว ทว่าวันนี้ เพื่อธิดาอนุภรรยากับอนุภรรยาไม่กี่คน ท่านกลับคิดจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของหม่อมฉันจนจมดินหรืออย่างไร” เอ่ยถึงตอนท้ายก็ทนไม่ไหว ปิดหน้าสะอื้นไห้

ฉู่หวังซางเห็นดังนั้น ในใจรู้สึกสงสาร แต่เมื่อนึกถึงท่าทางหยิ่งผยองของนางเมื่อครู่ และเหลือบไปเห็นรอยมือบนใบหน้าหมี่เยวี่ย ก็กลับแข็งใจได้อีกครั้ง เอ่ยพลางถอนใจยาว “ผู้ด้อยจำได้มาตลอดว่าเจ้าเป็นภรรยาเอกของผู้ด้อย ฉะนั้นเจ้ากระทำตามอำเภอใจในตำหนักใน ผู้ด้อยจึงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เรื่อยมา แต่เจ้ากลับไม่สำนึกในความอดทนอดกลั้นของผู้ด้อย ซ้ำยังกำเริบเสิบสาน ยิ่งทวีความโหดเหี้ยมอำมหิต!” เขาดึงมือหมี่เยวี่ย ชี้รอยมือบนใบหน้านาง “ไร้เมตตาไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ โหดเหี้ยมอำมหิตปานนี้! เรื่องเช่นนี้หากนำไปให้ราชสำนักตัดสิน นำไปไต่ถามบรรพบุรุษในศาลบรรพชน เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งหวังโฮ่วอีกต่อไป!”

หวังโฮ่วจับจ้องฉู่หวังซางเขม็ง ทั้งสองคนต่างไม่มีใครยอมอ่อนข้อ ความหยิ่งผยองบนใบหน้าหวังโฮ่วในที่สุดก็ค่อยๆ พังทลาย นางหมอบตัวลงช้าๆ  มือทั้งสองข้างจิกพื้นอย่างแรงเพื่อทรงตัว เอ่ยวาจาประโยคหนึ่งออกมาอย่างยากลำบาก “หม่อมฉัน…สำนึกผิดแล้ว…ทุกอย่างขอต้าหวัง…โปรดบัญชา!”

ฉู่หวังซางถอนใจยาวอย่างโล่งอก หากหวังโฮ่วยืนกรานไม่ยอม เขาคงต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากลำบาก เขาถอนใจยาวก่อนจะเอ่ย “กงจู่เก้ายึดลูกกลมทองคำ ต่อไปไม่อนุญาตให้ใช้ง่ามไม้และลูกกลมใดๆ ในเขตวัง ลงโทษกักบริเวณสำนึกผิดเป็นเวลาหนึ่งเดือน หวังโฮ่วประพฤติตนไม่เหมาะสมกับสถานะมารดาแห่งรัฐ ลงโทษหักเบี้ยหวัดหนึ่งปี กงจู่แปดตกใจขวัญเสีย พระราชทานอาภรณ์ชุดหนึ่งกับหนอนไหมหนึ่งกล่องเป็นการปลอบขวัญ ซื่อเหรินซีล่วงเกินกงจู่ โบยยี่สิบไม้!”

หวังโฮ่วตัวสั่นสะท้าน ตอบรับแช่มช้า “เพคะ น้อมรับพระบัญชาของต้าหวัง” มือทั้งคู่ของนางกำแน่นเข้าหากัน เล็บนิ้วกลางข้างซ้ายหักสะบั้นตอนนางออกแรงจิกพื้น นางกำหมัดอดกลั้นต่อความเจ็บ ขบฟันแน่นมิให้หยาดน้ำตารินไหล เมื่อคำนับเสร็จสิ้น ตอบรับเสร็จสิ้น นางรู้สึกราวกับมือทั้งสองข้างมิใช่ของตนเอง นางฝืนปฏิบัติตามธรรมเนียมทุกอย่างจนเสร็จสิ้น ถึงค่อยลุกขึ้นยืน แขนเสื้อยาวไถลลง บดบังมือทั้งสองข้างที่กำลังกำแน่น “หม่อมฉันทูลลา”

ฉู่หวังซางพยักหน้าเล็กน้อย หวังโฮ่วลุกขึ้นยืน ใบหน้าบึ้งตึงขณะสาวเท้าออกไป ไต้เม่าเหลือบไปเห็นเศษเล็บบนพื้น เก็บขึ้นมาเงียบๆ  ก่อนจะจูงมือหมี่ซูซึ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นรีบร้อนตามออกไป นางกำนัลและข้ารับใช้ที่ติดตามหวังโฮ่วเห็นดังนั้นก็รีบถอยตามออกไปอย่างรวดเร็ว

ฉู่หวังซางมองตามหลังหวังโฮ่ว ใบหน้าพลันแดงก่ำ ออกแรงกุมหน้าอก หายใจถี่กระชั้น จวี่จีกำลังปลอบโยนหมี่เยวี่ย เห็นดังนั้นก็รีบปล่อยหมี่เยวี่ยก้าวไปหาฉู่หวังซาง อุทานอย่างตกใจ “ต้าหวัง ต้าหวัง ท่านเป็นอะไรไป”

ฉู่หวังซางหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่ ถึงค่อยๆ กลับเป็นปกติ เอ่ยพลางส่ายหน้า “ผู้ด้อยไม่เป็นไร”

จวี่จีมองฉู่หวังซางอย่างกังวล ระยะนี้สุขภาพฉู่หวังซางแย่ลงทุกวัน แม้แต่อุปนิสัยยังเปลี่ยนไป กลายเป็นคนใจร้อนวู่วามต่างจากเคย โชคดีที่นางฉลาดอ่อนโยน สามารถปลอบประโลมฉู่หวังซางได้ทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงค่อยๆ เป็นที่โปรดปรานแต่เพียงผู้เดียว ทว่าเบื้องหลังของการเป็นที่โปรดปรานเพียงหนึ่งซึ่งผู้คนชื่นชมอิจฉา กลับแฝงไว้ซึ่งภยันตรายอันหนักอึ้ง เวลานี้ยิ่งนางเป็นที่โปรดปรานมากเท่าใด ภยันตรายในภายหน้าก็ยิ่งร้ายแรงมากเท่านั้น การเป็นที่โปรดปรานเช่นนี้ช่างเปราะบางเหลือเกิน แม้นางจะมีบุตรชายให้พึ่งพิง กระนั้นก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสา สุขภาพของฉู่หวังซาง มิอาจฝืนทนจนถึงลูกน้อยเติบใหญ่

ไม่กล่าวถึงความวิตกกังวลในใจจวี่จี ด้านหวังโฮ่วนับแต่เข้าวังฉู่เป็นต้นมา มิเคยประสบความอัปยศอดสูเช่นนี้สักครั้ง นางรีบสาวเท้ากลับไปยังหอเจี้ยนที่พำนัก โทสะอัดแน่น ปัดสิ่งของทั้งหมดบนโต๊ะทิ้งไปบนพื้น

ไต้เม่ารีบก้าวเข้าไปประคองนางด้วยความตกใจ “เสี่ยวจวินอย่าโมโห ระวังจะเจ็บมือ”

หวังโฮ่วทรุดตัวนั่ง ลมหายใจค่อยๆ คลายลง ครู่ใหญ่ถึงเอ่ยอย่างคับแค้น “เฒ่าชราผู้นี้ บังอาจหยามเกียรติข้าถึงเพียงนี้ จะให้ข้ามีหน้ายืนอยู่ในแผ่นดินได้อย่างไร!”

ไต้เม่าตระหนกหน้าถอดสี “เสี่ยวจวินโปรดระวังวาจา”

หวังโฮ่วแค่นยิ้ม “ระวังวาจา? ระวังการกระทำ? ผู้น้อยยังระวังไม่พออีกหรือ ระวังจนถึงวันนี้ แต่กลับไม่มีแม้แต่ที่ยืน!”

ไต้เม่ารีบก้าวเข้าไปลูบอกหวังโฮ่วให้นางคลายความโกรธลง “เสี่ยวจวินระยะนี้จิตใจร้อนรุ่ม หมอหลวงบอกให้ท่านพักผ่อนอย่างสงบ มิอาจโมโห”

หวังโฮ่วปิดหน้าอย่างท้อแท้ “ระยะนี้ข้าอยู่ในช่วงสิ้นระดู ไร้โอกาสจะได้รับพระกรุณาจากต้าหวัง ข้า…ข้าเห็นสตรีชั้นต่ำเหล่านั้น ในใจนึกอยากฆ่าพวกนางเสียให้สิ้น!”

ไต้เม่ารู้ว่าสตรีในวัยสิ้นระดู อารมณ์จะแปรปรวนอย่างยิ่ง ระยะนี้หวังโฮ่วอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แม้แต่ขันทีกับสาวใช้ยังสั่งประหารไปหลายคน แต่นึกไม่ถึงว่าวันนี้นางจะอาละวาดต่อหน้าฉู่หวังซางจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ได้แต่ลอบทอดถอนใจ ทว่าปากกลับเอ่ยปลอบ “เสี่ยวจวินต้องพักผ่อนอย่างสงบ ภายหน้าท่านยังต้องอยู่ดูไท่จื่อขึ้นครองราชย์ อยู่ดูกงจู่อภิเษกสมรส อยู่ดูกงซุนค่อยๆ เติบใหญ่ ท่านต้องอายุยืนร้อยปี ถึงจะนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

หวังโฮ่วเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “หากมีวันนั้น ข้าจะจัดการสตรีชั้นต่ำเหล่านั้น ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าหวังรอดชีวิต!”

ขณะกำลังเอ่ย พลันเหลือบไปเห็นหมี่ซูซึ่งท่าทางหวั่นเกรงยืนอยู่หน้าประตู นางมิเคยเห็นมารดาบันดาลโทสะอย่างรุนแรงเช่นนี้มาก่อน พลันนิ่งอึ้งด้วยความตกใจ

หวังโฮ่วสงบสติอารมณ์ คว้าตัวบุตรสาวคนโปรดมากอด “วันนี้ซูตกใจมากหรือไม่”

หมี่ซูพยักหน้า พลันนั้นก็ร้องไห้ “เสด็จแม่ เสด็จแม่ ท่านอย่าทำให้ข้าตกใจ ข้ากลัวเหลือเกิน!”

หวังโฮ่วทำได้เพียงกอดปลอบนาง “มิต้องกลัว มิต้องกลัว แม่อยู่ตรงนี้แล้ว ลูกแม่จะต้องไร้ทุกข์ไร้กังวล”

บทที่หก หยกเหอซื่อ

การเผชิญหน้าหวังโฮ่วครานี้ สำหรับหมี่เยวี่ยแล้วยิ่งส่งผลกระทบรุนแรง คืนนั้น หมี่เยวี่ยนอนฝันร้ายเป็นครั้งแรก

นางยืนอยู่ท่ามกลางความมืด มิอาจมองเห็นสิ่งใด มิอาจได้ยินสิ่งใด ประสาทการได้ยินและการมองเห็นราวกับถูกปิดกั้นอย่างสิ้นเชิง ปกตินางเป็นคนใจกล้า ทว่าเวลานี้กลับรู้สึกหวาดกลัวอย่างไม่มีสาเหตุ นางมิอาจทำสิ่งใด นอกจากขยับฝีเท้า ออกวิ่งไปเรื่อยๆ อย่างมิอาจหยุดยั้ง นางไม่รู้จะวิ่งไปที่ใด ไม่รู้ว่าตกลงแล้วกำลังหนีอะไรอยู่ รู้แต่เพียงว่านางมิกล้าหยุดฝีเท้าแม้เพียงวินาที เพราะหากทำเช่นนั้น จะประดุจถูกความมืดมนเหล่านั้นกัดกินก็ไม่ปาน แต่เมื่อนางยิ่งวิ่ง รอบด้านก็ยิ่งทวีความครึ้มมืด ขุ่นเข้มเสียจนคล้ายจะเกาะติดทุกอวัยวะและประสาทสัมผัส บีบรัดจนนางมิอาจหายใจ นางเริ่มวิ่งช้าลง ร่างทั้งร่างราวกับถูกความมืดมิดโถมเข้าใส่อย่างช้าๆ  กดทับจนนางขาดใจตาย…คล้ายกับกลิ่นเน่าเสียที่เจือไว้ด้วยกลิ่นคาวเลือดค่อยๆ โถมทับร่างกายนางนางอยากกรีดร้อง แต่กลับเปล่งเสียงไม่ออก อยากขยับตัว แต่เนื้อตัวกลับด้านชามิอาจขยับเขยื้อน รู้สึกเพียงว่าร่างทั้งร่างกำลังถูกไอเยียบเย็นกรีดเฉือน นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ดิ้นรนขัดขืนจนเหงื่อไหลโซมกาย สุดท้ายถึงสามารถเปล่งเสียงแหบโหยออกมาจากลำคอ…

เนื่องจากช่วงกลางวันเกิดเรื่องขึ้นกับนาง หญิงสกุลเซี่ยงไม่วางใจ จึงนอนอยู่ข้างกายนาง กระทั่งเที่ยงคืน พลันรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ รีบจุดตะเกียงน้ำมันให้ความสว่าง เห็นว่าหมี่เยวี่ยกำลังหอบหายใจ นอนนิ่งไม่ขยับ ใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อกาฬแตกพลั่ก

นางตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เคยได้ยินว่าหากเด็กน้อยฝันร้าย ที่น่ากลัวที่สุดคือขวัญเสียจนล้มป่วย อารามร้อนใจจึงรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้หมี่เยวี่ย คว้าตัวนางมากอด ตบหลังนางเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม

ครานี้หมี่เยวี่ยถึงคล้ายกับมีแรงเล็กน้อย เริ่มออกแรงขยับตัว ในที่สุดก็ส่งเสียงครางออกมาจากลำคอ แล้วตอนนั้นเอง จู่ๆ นางก็ดิ้น เหวี่ยงแขนขาไปมา หญิงสกุลเซี่ยงไม่ทันตั้งตัวจึงถูกถีบเข้าที่ท้อง กระนั้นก็ไม่มีเวลาคำนึงถึงความเจ็บปวด รีบกอดหมี่เยวี่ยพลางร้องเรียก “ลูกแม่ ลูกแม่ เจ้าตื่น เจ้าตื่น!”

ครั้นหมี่เยวี่ยตกใจตื่นจากฝันร้าย ทันทีที่ลืมตาก็มองเห็นฉู่หวังซาง

ที่แท้คืนนี้ฉู่หวังซางค้างที่ตำหนักของจวี่จีพอดี ข้ารับใช้เดินผ่านไปมา จวี่จีกำลังมีเรื่องในใจ นอนหลับไม่สนิท ได้ยินเสียงจึงลุกขึ้นเอ่ยถาม เมื่อส่งเสียงถาม ฉู่หวังซางจึงพลอยตื่นไปด้วย ได้ยินว่ากงจู่เก้าฝันร้าย ทั้งคู่จึงลุกไปเยี่ยม พอดีเห็นหมี่เยวี่ยกำลังนอนฝันร้าย ฉู่หวังซางจึงรับบุตรสาวมาจากหญิงสกุลเซี่ยง เอ่ย “มีผู้ด้อยอยู่ ภูตผีตนใดจะกล้าเข้าใกล้” จริงดังคาดหมาย เมื่อฉู่หวังซางรับมาอุ้ม หมี่เยวี่ยก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสติ นางเผยอเปลือกตา มองไปด้านหน้าอย่างหวาดกลัว ท่าทางงุนงงเล็กน้อย ครู่ใหญ่ผ่านไปถึงค่อยได้สติ เบ้ปากร้องไห้โฮพลางโผเข้ากอดฉู่หวังซาง “เสด็จพ่อ…” 

จวี่จีทรุดตัวนั่งข้างฉู่หวังซาง ลูบหน้าผากหมี่เยวี่ย อุทานอย่างตกใจ “ร้อนยิ่ง ลูกแม่ เจ้าถูกผีอำหรือ”

หมี่เยวี่ยตัวสั่นระริก เอ่ยด้วยท่าทางเลื่อนลอย “ข้า…ข้าไม่รู้ เสด็จพ่อ ข้าไม่อยากนอนแล้ว ในฝันมีผีร้าย…”

ฉู่หวังซางมองบุตรสาวคนสุดท้องในอ้อมแขน รู้ว่าแต่ไหนแต่ไรนางร่าเริงแจ่มใส ไร้ทุกข์ไร้กังวล ที่วันนี้นอนฝันร้าย ต้องเป็นเพราะตกใจในการกระทำอันโหดร้ายของหวังโฮ่วเมื่อตอนกลางวันเป็นแน่ ในใจทั้งสงสารทั้งโกรธแค้น รีบตบหลังหมี่เยวี่ยเบาๆ พลางเอ่ยปลอบโยน “มิเป็นไร มิเป็นไร พ่ออยู่นี่แล้ว ไม่ว่าภูตผีปีศาจตนใดก็มิอาจทำร้ายเจ้าได้”

จวี่จีพลันนึกอะไรได้ รีบเอ่ยถาม “ผีร้ายลักษณะใด พรุ่งนี้ข้าจะเรียกหมอผีมาทำพิธีปัดรังควาน”

หมี่เยวี่ยส่ายหน้าท่าทางเลื่อนลอย “ไม่ ข้าไม่รู้” ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงเด็กอายุเจ็ดปี ต่อให้เฉลียวฉลาด แต่ไฉนเลยจะสามารถอธิบายฝันร้ายอย่างละเอียดได้ จวี่จีถามอยู่ครู่หนึ่ง กระนั้นก็มิได้ความอันใด เพียงแต่การนอนฝันร้ายติดกันหลายคืนเช่นนี้ เด็กเล็กผู้หนึ่งจะรับอย่างไรไหว หมอหลวงเมื่อมาตรวจอาการก็บอกเพียงว่าตกใจขวัญเสีย ใช้ผงชาดปรุงยาให้ดื่มหลายชุด อาการถึงดีขึ้นเล็กน้อย ทั้งยังบอกอีกว่าหากมีของปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ไม่แน่ว่าอาจหายเร็วขึ้น

ฉู่หวังซางได้ยินดังนั้นก็ถอดหยกประดับที่พกติดตัววางไว้ข้างหมอนหมี่เยวี่ย ทั้งยังเรียกหมอผีมาทำพิธีปัดรังควานที่หออวิ๋นเมิ่ง หมี่เยวี่ยถึงค่อยๆ กลับมาหลับสนิท

เด็กน้อยฟื้นตัวเร็วยิ่ง ผ่านไปสิบกว่าวัน หมี่เยวี่ยก็กลับมาร่าเริงแจ่มใสดังเดิม ด้านจวี่จีเมื่อเห็นหยกประดับที่ห้อยคอนาง ก็เอ่ยถามอย่างตกใจ “ต้าหวังมอบหยกเหอซื่อให้เจ้าหรือ”

หมี่เยวี่ยถามอย่างสงสัย “หยกเหอซื่อคืออะไรหรือ”

จวี่จีจึงถอดหยกประดับที่ห้อยคอนางออกมาพินิจยล พลางอธิบายให้นางฟัง “หยกเหอซื่อกับมุกสุยโหว คือคู่สมบัติแห่งรัฐฉู่เรา หยกประดับที่ห้อยคอเจ้า ก็คือหยกเหอซื่อ”

หมี่เยวี่ยพยักหน้าด้วยท่าทางเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง ถามต่อ “เช่นนั้นมุกสุยโหวอยู่ที่ใดหรือ”

จวี่จีมองค้อนนาง “เป็นเด็กเป็นเล็ก ไยจึงถามมากเช่นนี้” ไม่ว่าหมี่เยวี่ยจะถามอย่างไร จวี่จีก็ไม่ยอมตอบ ปล่อยให้นางฉอเลาะออดอ้อน กระนั้นก็ไม่สนใจนาง

พอดีวันนี้ฉู่หวังซางมีเวลาว่างมาเยี่ยมหมี่เยวี่ย หมี่เยวี่ยจึงถาม “เสด็จพ่อ หยกประดับนี้เหตุใดจึงเรียกว่าหยกเหอซื่อ เหอซื่อเป็นใครหรือ” ฉู่หวังซางกำลังกล่อมบุตรสาวตัวน้อยเข้านอน เอ่ยตอบ “เหอซื่อก็คือเปี้ยนเหอ  เป็นชาวรัฐฉู่ในสมัยลี่หวัง ในสมัยนั้น เผ่าเฉวี่ยนหรงตีเมืองฮ่าวจิงแตก โจวโยวหวังสิ้นชีพ ณ เขาหลีซาน โจวผิงหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก…”

หมี่เยวี่ยฟังเรื่องราวของเซียนหวัง (เชิงอรรถ –เจ้านครรัฐผู้ล่วงลับไปแล้ว) เป็นนิทานก่อนนอนตั้งแต่เล็ก ได้ยินดังนั้นก็เอ่ยอย่างตื่นเต้น “ลูกทราบ โจวผิงหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก ราชวงศ์โจวเสื่อมอำนาจ…” เอ่ยถึงตรงนี้ก็มีท่าทางไม่แน่ใจ “คราวก่อนเสด็จพ่อบอกว่า อู่หวังตั้งตนเป็นหวังมิใช่หรือ”

ฉู่หวังซางยิ้ม ลูบศีรษะนาง “ประเสริฐ เจ้าจำได้แม่นยำยิ่ง ตระกูลเราเดิมสืบเชื้อสายมาจากแซ่หมี่สกุลสยง เซียนจวินอี้ (เชิงอรรถ –อดีตขุนนางผู้ครองรัฐศักดินา) วางรากฐานต้าฉู่ โจวเทียนจื่อจึงแต่งตั้งให้รับตำแหน่งจื่อ (เชิงอรรถ – สมัยราชวงศ์โจวตะวันตก โจวเทียนจื่อมีอำนาจแต่งตั้งขุนนางปกครองรัฐศักดินา โดยแบ่งเป็นบรรดาศักดิ์ห้าชั้น ได้แก่ กง โหว ปั๋ว จื่อ และหนาน) สืบทอดตำแหน่งเรื่อยมา ต่อมาเซียนหวังทงเห็นว่าราชวงศ์โจวอ่อนแอจึงตั้งตนเป็นหวัง สมัญญานามว่าอู่หวัง ทั้งยังสถาปนาเซียนจวินเฝินเม่าเป็นลี่หวัง เปี้ยนเหอก็คือคนในสมัยลี่หวัง…”

หมี่เยวี่ยพยักหน้าด้วยท่าทางเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง “อ๋อ!”

ขณะที่ฉู่หวังซางคล้ายจะตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความทรงจำ พลันหวนนึกถึงตอนเยาว์วัย ตนก็อยู่ต่อหน้าบิดาเช่นนี้ ฟังเขาเล่าประวัติรัฐอย่างตั้งใจ อดคิดถึงวันวานมิได้ “เปี้ยนเหอผู้นั้นพบหยกในหินก้อนหนึ่งที่เขาจิงซาน จึงนำไปถวายแก่ลี่หวัง ลี่หวังให้ช่างหยกมาตรวจสอบ แต่ช่างหยกกลับบอกว่า นั่นเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา ลี่หวังสั่งลงทัณฑ์เปี้ยนเหอโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงด้วยการตัดขาซ้ายของเขา…”

หมี่เยวี่ยกะพริบตาเอ่ยถาม “เช่นนี้ก็ตัดขาซ้ายเขาทิ้งเลยหรือ”

ฉู่หวังซางพยักหน้าตอบ “ใช่”

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างหวาดเสียว “เช่นนั้นไม่เจ็บยิ่งหรือ!”

ฉู่หวังซางยิ้ม ดีดหน้าผากนางเบาๆ “เด็กน้อยเช่นเจ้า แน่นอนว่าย่อมกลัวเจ็บ!” เห็นนางมีสีหน้าหวาดหวั่น จึงถาม “ยังจะฟังต่อหรือไม่”

หมี่เยวี่ยเบิกตาโต พยักหน้ารัวเร็ว “ฟัง ฟัง!”

“ต่อมาลี่หวังสิ้นพระชนม์ อู่หวังขึ้นครองราชย์แทน เปี้ยนเหอผู้นั้นได้ยินว่าเปลี่ยนเจ้านครรัฐคนใหม่ จึงนำหยกนั้นมาถวายอีกครั้ง ผู้ใดจะรู้ช่างหยกกลับบอกว่า นั่นเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา ด้วยเหตุนี้ เปี้ยนเหอจึงถูกตัดขาขวา…”

หมี่เยวี่ยได้ยินดังนั้นก็อดกลัวมิได้ ซุกตัวกอดฉู่หวังซาง กำแขนเสื้อเขาแน่น เอ่ยเสียงเบาหวิว “เขาคงเจ็บปวดยิ่งนัก…”

ฉู่หวังซางลูบศีรษะนาง “ใช่ เจ็บปวดยิ่ง”

หมี่เยวี่ยสูดจมูก นางรู้สึกอยากร้องไห้ “เช่นนั้นเหตุใดเขาถึงยังมา เขามิกลัวเจ็บหรือ”

ฉู่หวังซางถอนใจแผ่วเบา “เด็กโง่ ใต้หล้านี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญกว่าความกลัว ชาวบ้านบ่าวรับใช้ มีชีวิตที่เปราะบางต่ำต้อย กลัวเจ็บกลัวตาย หากแต่ปัญญาชนทั้งหลาย กลับมีชีวิตอยู่เพื่อคุณธรรม เปี้ยนเหอผู้นั้นแม้จะเป็นเพียงช่าง แต่เพราะในใจมี ‘คุณธรรม’ ย่อมไม่ต่างจากปัญญาชน เช่นนี้แล้วย่อมไม่เกี่ยวข้องกับสถานะ การจะเป็นปัญญาชนมิได้อยู่ที่สถานะ แต่อยู่ที่ใจ เฉกเช่นฟู่เยวี่ยช่างก่อสร้างได้รับคัดเลือก เจียวเก๋อพ่อค้าปลาได้รับโอกาส…”

เขาเล่าเสียเพลิน เห็นหมี่เยวี่ยมีสีหน้างุนงง รู้ว่านางไม่เข้าใจ ในใจลอบยิ้ม เอ่ยขึ้น “นอนเถิด” เพิ่งฟังเรื่องนองเลือดชวนสยดสยองเช่นนี้ ซ้ำยังฟังเพียงครึ่งหนึ่ง ไฉนเลยจะหลับลง หมี่เยวี่ยบิดตัวเอ่ยงอแง “เสด็จพ่อ ลูกจะฟังต่อ เปี้ยนเหอผู้นั้นต่อมาเป็นอย่างไร”

ฉู่หวังซางคิดในใจว่าบุตรสาวเพิ่งประสบเรื่องน่าตกใจ ซ้ำเรื่องเล่าวันนี้ก็น่ากลัวยิ่ง เริ่มรู้สึกเสียใจที่เล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง จึงเล่าข้ามใจกลาง เอ่ยเพียงผ่านๆ ว่า “หลังอู่หวังสิ้นพระชนม์ เหวินหวังขึ้นครองราชย์แทน เปี้ยนเหอก็นำหยกนั้นมาถวายอีกครั้ง เหวินหวังเห็นเขายึดมั่นเช่นนี้ จึงสั่งให้ช่างหยกผ่าหินก้อนนั้น พบว่าด้านในมีหยกล้ำค่าอยู่จริงๆ  จึงตกรางวัลให้เปี้ยนเหออย่างงาม ทั้งยังนำชื่อของเปี้ยนเหอมาตั้งเป็นชื่อหยกว่าหยกเหอซื่อ” เล่าจบก็เอ่ย “เจ้านอนได้แล้ว”

เด็กในวัยนี้อยากรู้อยากเห็นเป็นที่สุด หมี่เยวี่ยฟังแล้วมิเพียงแต่ไม่ยอมนอน ซ้ำยังกระปรี้กระเปร่ายิ่ง “เสด็จพ่อ ข้าไม่เข้าใจ หากบอกว่าลี่หวังผู้ไร้คุณธรรมไม่เชื่อวาจาจริงแท้ของปัญญาชน แต่เชื่อเพียงวาจาเหลวไหลของผู้ประจบสอพลอ เช่นนั้นเพราะเหตุใดอู่หวังผู้มีคุณธรรมจึงสั่งตัดขาเปี้ยนเหอเช่นกัน สุดท้ายมีเพียงเหวินหวังที่พบหยกงามเล่า”

ฉู่หวังซางถอนใจแผ่วเบา “เพราะลี่หวังกับอู่หวังมิได้สนใจว่ามีหยกหรือไม่ แต่สนใจว่าขุนนางใต้บัญชาหลอกลวงเบื้องสูงหรือไม่”

หมี่เยวี่ยเอ่ย “เช่นนั้นเหวินหวังไยจึงต่างจากพวกเขา”

ฉู่หวังซางตอบ “หยกเหอซื่อกลายเป็นหนึ่งในคู่สมบัติแห่งรัฐฉู่ จริงอยู่ที่เป็นเพราะหยกงามชิ้นนี้ล้ำค่าหายาก หากแต่ที่เหวินหวังยกหยกนี้เป็นสมบัติแห่งรัฐ เป็นเพราะต้องการรวบรวมปัญญาชนในใต้หล้า สมัยลี่หวัง บ้านเมืองระส่ำระสาย สมัยอู่หวัง ทำศึกสงครามทั่วทุกสารทิศ พวกเขาไฉนเลยจะมีแก่จิตแก่ใจสนใจหยกงาม กระทั่งสมัยเหวินหวัง สถานการณ์บ้านเมืองถึงค่อยสงบลง วิญญูชนเปรียบหยกกับคุณธรรม เหวินหวังหมายจะรวบรวมบัณฑิตปัญญาชนทั้งใต้หล้า ทว่าตอนนั้นปัญญาชนในรัฐต่างๆ ทางเหนือยังคิดว่าต้าฉู่เราเป็นชนกลุ่มน้อย เหวินหวังจึงประกาศเรื่องเปี้ยนเหอ ทั้งยังยกหยกของเปี้ยนเหอเป็นสมบัติแห่งรัฐ เพื่อแสดงให้เห็นว่าต้าฉู่เราให้ความสำคัญกับหยกและคุณธรรม ประสงค์จะรวบรวมปัญญาชนในแผ่นดิน”

เอ่ยเสียยาวเหยียดเช่นนี้ หมี่เยวี่ยยิ่งไม่เข้าใจ และท่าทางฉู่หวังซางก็ดูเหมือนไม่อยากเล่าต่อ แต่เรื่องเล่าเมื่อครู่นางยังรู้สึกกลัวไม่หาย จึงพยายามหาหนทางให้ฉู่หวังซางอยู่สนทนาเป็นเพื่อน “เสด็จพ่อ ข้าได้ยินว่าหยกเหอซื่อกับมุกสุยโหวรวมเรียกว่าคู่สมบัติแห่งรัฐฉู่เรา เช่นนั้นมุกสุยโหวก็คือมุกที่สุยโหว (เชิงอรรถ – โหวแห่งรัฐสุย “โหว” คือหนึ่งในบรรดาศักดิ์ห้าชั้นอันได้แก่ กง โหว ปั๋ว จื่อ และหนาน) ถวายแก่เซียนหวังเช่นกันใช่หรือไม่”

ฉู่หวังซางส่ายหน้า “มิใช่เช่นนั้น หยกเหอซื่อพบที่เขาจิงซาน จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าหยกจิงซาน ส่วนมุกสุยโหวมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามุกงูวิเศษ เป็นมุกที่งูวิเศษมอบแก่สุยโหว”

หมี่เยวี่ยลุกขึ้นนั่ง น้ำเสียงยิ่งทวีความตื่นเต้น “จริงหรือ งูก็ถวายมุกได้หรือ”

ฉู่หวังซางรู้ว่านางฟังเรื่องเล่าของหยกเหอซื่อแล้วรู้สึกกลัว คิดจะใช้เรื่องเล่าของมุกสุยโหวขจัดความกลัวในใจนาง จึงเอ่ย “ตอนนั้นสุยโหวออกเดินทาง ระหว่างทางพบงูใหญ่ตัวหนึ่งถูกฟันขาดเป็นสองท่อน แต่ที่น่าแปลกใจก็คืองูตัวนั้นกลับยังไม่ตาย จึงสั่งให้คนรักษาและปล่อยงูไป หนึ่งปีต่อมา สุยโหวโดยสารเรือ พลันประสบคลื่นลม มีงูใหญ่ตัวหนึ่งคาบมุกเม็ดใหญ่ขึ้นมาจากน้ำมอบแก่สุยโหว มุกนั้นกลมเล็กแวววาว และสว่างไสวยามค่ำคืน ประหนึ่งแสงสว่างจากดวงจันทร์ สามารถใช้ส่องสว่างแทนแสงเทียน สุยโหวจึงนำมุกนี้มาโอ้อวดผู้ครองรัฐต่างๆ…”

หมี่เยวี่ยตาโตขณะเอ่ยถาม “จากนั้นเล่า”

แต่ฉู่หวังซางกลับไม่ต้องการเอ่ยถึง เอ่ยเพียงผ่านๆ “ต่อมารัฐสุยผนวกรวมกับรัฐฉู่เรา มุกสุยโหวจึงตกมาอยู่ในวังฉู่”

หมี่เยวี่ยคิดครู่หนึ่ง ถอนใจเอ่ย “โอ สุยโหวช่างโง่เขลายิ่ง”

ฉู่หวังซางเอ่ยถาม “เป็นอะไรไป เจ้ารู้อะไรมาหรือ”

หมี่เยวี่ยทำท่าทางราวกับเป็นผู้ใหญ่ “หากสุยโหวไม่โอ้อวด ก็คงไม่ถูกแย่งไป…”

ฉู่หวังซางยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ “ความคิดของเด็กน้อย นี่คือยุคสมัยแห่งการช่วงชิง ในบันทึก ‘ชุนชิว’ ที่ขงจื่อเรียบเรียง มีกล่าวถึงการสังหารผู้ครองรัฐสามสิบหกบท การสิ้นสลายของรัฐห้าสิบสองบท ผู้ครองรัฐหลบหนีมิอาจรักษาอาณาเขตอีกจำนวนนับไม่ถ้วน รัฐใหญ่ผนวกรัฐเล็ก จะมีหรือไม่มีอัญมณีล้ำค่า ล้วนแต่มิอาจหลีกเลี่ยง”

จู่ๆ หมี่เยวี่ยก็เอ่ยถาม “เหตุใดมุกสุยโหวกับหยกเหอซื่อจึงได้เป็นสมบัติแห่งรัฐ มุกหยกอื่นล้วนเทียบมิได้หรือ”

แต่ฉู่หวังซางกลับย้อนถาม “แล้วเจ้าเห็นว่าอย่างไร”

หมี่เยวี่ยก้มหน้าตั้งใจคิด ฉู่หวังซางเดิมเพียงแต่เอ่ยไปเช่นนั้น เห็นนางจริงจังเช่นนี้ก็ยิ้มน้อยๆ “เด็กน้อยเช่นเจ้าไฉนเลยจะเข้าใจเรื่องเช่นนี้ นอนเถิด”

หมี่เยวี่ยนิ่งคิดครู่หนึ่ง พลันเงยหน้าขึ้น ครุ่นคิดพลางเอ่ยอย่างลังเล “เสด็จพ่อ ท่านบอกว่าเหวินหวังประกาศเรื่องเปี้ยนเหอ ยกหยกเหอซื่อเป็นสมบัติแห่งรัฐ เพื่อรวบรวมปัญญาชน ลูกเหมือนจะเข้าใจแล้ว หยกเหอซื่อใช้สำหรับรวบรวมปัญญาชน เช่นนั้นมุกสุยโหว ก็เพื่อบอกว่ารัฐฉู่เราเข้มแข็งใช่หรือไม่ มุกสุยโหวเดิมเป็นสมบัติแห่งรัฐสุย รัฐฉู่เรากำราบรัฐสุย แย่งสมบัติประจำรัฐมาได้ การยกมุกสุยโหวเป็นสมบัติแห่งรัฐฉู่ ก็จะทำให้คนระลึกว่าต้าฉู่เรายิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด! ใช่หรือไม่” นางยิ่งเอ่ยยิ่งคล่อง ท้ายที่สุดก็กอดแขนฉู่หวังซาง เงยหน้ารอรับคำชม

ทว่าฉู่หวังซางกลับมองหมี่เยวี่ยด้วยสายตาแปลกประหลาด สีหน้าซับซ้อนยากคาดเดา

หมี่เยวี่ยขยับตัวไปมาอย่างไม่สบายใจ “เสด็จพ่อ ข้ากล่าวผิดหรือ”

ฉู่หวังซางสั่นศีรษะ “ไม่ เจ้ามิได้กล่าวผิด สิ่งเหล่านี้ เจ้าล้วนคิดเองหรือ” หมี่เยวี่ยพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น

ฉู่หวังซางนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ย ทว่าในใจกลับสับสนกระวนกระวาย หรือว่าปรากฏการณ์บนท้องฟ้าจะบังเกิดผลจริงๆ?  หรือว่าคำทำนายของถังเม่ยจะมีส่วนเชื่อถือได้? นางอายุเพียงเท่านี้ ทั้งยังเป็นสตรีเพศ แต่กลับตระหนักรู้ได้อย่างรวดเร็ว ไท่จื่อไหวเกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงมิอาจตระหนักรู้เช่นนี้ได้

หากนางเป็นบุรุษเพศ หากนางเป็นบุรุษเพศ โอ!

เขากำลังรำพึงรำพันในใจ หมี่เยวี่ยเห็นเขาเงียบไป จึงเอ่ยเรียก “เสด็จพ่อ” ฉู่หวังซางถึงได้สติ เอ่ยตอบ “เจ้ากล่าวถูกต้อง ยกมุกสุยโหวเป็นสมบัติแห่งรัฐ เพื่อสะท้อนแสนยานุภาพทางทหาร ยกหยกเหอซื่อเป็นสมบัติแห่งรัฐ เพื่อสะท้อนคุณธรรมของปัญญาชน เจ้าจงจำไว้ คู่สมบัติที่แท้จริงของรัฐฉู่ มิใช่มุกหยก แต่คือความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊” หมี่เยวี่ยพยักหน้ารัวเร็ว

ฉู่หวังซางลูบศีรษะนางเบาๆ เอ่ย “นอนเถิด มีวิญญาณบรรพชนคอยคุ้มครอง เจ้าย่อมหลับสบาย ไม่มีผีร้ายมารบกวน”

หมี่เยวี่ยพยักหน้า มุดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มและหลับตานอน ฉู่หวังซางนั่งลงข้างเตียง มองนางหลับไป ขณะที่เฟิ่งฟางเป่าเทียนดับอย่างเงียบกริบ เหลือเพียงเทียนไขเล่มสุดท้าย

หมี่เยวี่ยแม้จะหลับตา แต่เปลือกตายังคงขยับ จู่ๆ ก็ลืมตาชะเง้อหน้าถาม “เสด็จพ่อ หยอเหอซื่ออยู่ที่นี่ แล้วมุกสุยโหวอยู่ที่ใด”

ฉู่หวังซางจับศีรษะนางนอนลง “ยังไม่รีบนอนอีก”

หมี่เยวี่ยยิ้มซุกซน “เสด็จพ่อคนดี หากท่านไม่บอกข้า ข้าคงนอนไม่หลับเป็นแน่”

ฉู่หวังซางเอ่ยตอบอย่างเสียมิได้ “ผู้ด้อยให้คนอื่นไปแล้ว”

หมี่เยวี่ยชะงัก “ให้ผู้ใดไปหรือ” นางคิดครู่หนึ่ง “ให้มารดาใช่หรือไม่ หรือว่าท่านแม่”

ฉู่หวังซางเอ่ย “ล้วนมิใช่ เลิกถามได้แล้ว นอนเถิด”

หมี่เยวี่ยยังมิวายเอ่ยถาม “ผู้ที่เสด็จพ่อมอบมุกสุยโหวให้ น่ารักเช่นข้าหรือไม่”

ฉู่หวังซางได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม “มิอายบ้างหรือ ที่แท้ก็เพียงแต่ใช้วิธีอื่นเอ่ยชมว่าตนเองน่ารัก เอาเถิดๆ  เจ้าต่างหากถึงเป็นสตรีที่น่ารักที่สุดในแผ่นดิน” ในที่สุดก็กล่อมหมี่เยวี่ยจนหลับไป ครานี้ถึงลุกขึ้นยืน เดินออกไปนอกห้อง

เขาก้าวเดินอย่างแช่มช้าไปตามระเบียงทางเดิน นึกถึงคำถามของหมี่เยวี่ยเมื่อครู่นี้ “นางน่ารักเช่นข้าหรือไม่”

เขาลอบสั่นศีรษะ ทว่ากลับอดหวนนึกถึงเมื่อสามสิบปีก่อนมิได้ ภาพเด็กสาวที่งดงามสดใสราวดอกท้อผลิบานขณะชายตามองเขาพร้อมรอยยิ้มพลันผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง

เขาลอบถอนใจแผ่วเบา หัวใจคล้ายกับอ่อนยวบลง แต่เพียงชั่วพริบตาก็นึกถึงภาพของหวังโฮ่วในวันนั้น คลุ้มคลั่งอำมหิตราวกับคนเสียสติ พลันรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ

ตอนนั้นเองที่เสียงอ่อนโยนของคนผู้หนึ่งดังขึ้นข้างหู “ต้าหวัง กลางคืนน้ำค้างชุ่ม ท่านต้องระวังสุขภาพ!” เสื้อคลุมตัวหนึ่งคลุมทับตัวเขา เขาเงยหน้ามอง เห็นสตรีตรงหน้ากำลังยิ้มมองเขา แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความนุ่มนวลอ่อนหวาน ความทุกข์ใจที่บังเกิดพลันมลายหายไปภายใต้ความรักอันอ่อนโยนของนาง

หลังผ่านราตรีกาลอันหวานละมุน ฉู่หวังซางหลับสนิท

เขาออกศึกบ่อยครั้ง จึงระแวดระวังอย่างยิ่งแม้ยามนอนหลับ ยิ่งสองปีมานี้อายุมากขึ้น กลางดึกมักจะรู้สึกตัวตื่น คืนนี้ก็เช่นเดียวกัน ขณะสะลึมสะลือรู้สึกว่าคนเคียงหมอนหายไป จึงลืมตาลุกขึ้นนั่งมองหา เวลานี้เนื่องจากเขากำลังนอนหลับ ในห้องจึงจุดเพียงตะเกียงน้ำมันทองสำริดดวงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย จวี่จีกำลังนั่งก้มหน้าเหม่อลอยอยู่ข้างตะเกียงดวงนั้น 

ตอนเขาลุกขึ้นนั่งมีเสียงขยับตัว จวี่จีได้ยินจึงหันมามอง นางรีบลุกขึ้นทำท่าจะก้าวเข้ามา แต่แล้วก็ชะงักไป คล้ายกับก้มหน้าใช้แขนเสื้อบังหน้า ครู่หนึ่งจึงก้าวเข้ามาพลางเอ่ยเสียงนุ่ม “ต้าหวัง ท่านตื่นแล้วหรือ”

ฉู่หวังซางไล้มือไปตามใบหน้านาง รู้สึกชื้นเล็กน้อย จึงเชยคางนางขึ้น อาศัยแสงเทียนพินิจมอง จวี่จีเบือนหน้าหนี เล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา “ต้าหวัง ดึกมากแล้ว หม่อมฉันปรนนิบัติต้าหวังพักผ่อน”

ฉู่หวังซางเอ่ยถามเสียงขรึม “เจ้าร้องไห้หรือ”

จวี่จียกมือปิดหน้า “มิใช่ เมื่อครู่หม่อมฉันเพียงแต่ถูกควันเข้าตาตอนตัดไส้เทียนเพคะ”

ฉู่หวังซางไฉนเลยจะเชื่อ แค่นเสียงเย็นชา “เจ้าร้องไห้เรื่องอันใด”

จวี่จีก้มหน้า ไม่เอ่ยวาจา

ฉู่หวังซางมองนาง ในใจคล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง ถอนหายใจยาว “เจ้าจงวางใจ!”

วาจานี้ของเขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ แต่จวี่จีกลับโถมตัวเข้ามา กอดคอฉู่หวังซาง เอ่ยเสียงแผ่วค่อย “ต้าหวัง ขอต้าหวังโปรดอนุญาตหม่อมฉันเรื่องหนึ่ง”

ค่ำคืนในฤดูร้อน ทว่าแขนของนางกลับลื่นเย็นไร้เหงื่อ อ่อนนุ่มไร้แรง หยาดน้ำตาหยดหนึ่งรื้นปริ่มขอบตา ทำท่าจะหลั่งรินภายใต้แสงเทียน

ฉู่หวังซางกอดนาง ถามเสียงเบา “เจ้าต้องการให้ผู้ด้อยอนุญาตเจ้าเรื่องใด”

จวี่จีตอบเสียงแผ่ว “หม่อมฉันขอถูกฝังทั้งเป็นพร้อมต้าหวัง”

ฉู่หวังซางตกใจ “ไยจึงต้องทำถึงเพียงนี้”

แม้นับแต่ก่อตั้งราชวงศ์โจวจะมีประเพณีการนำคนเป็นฝังรวมในสุสานผู้สูงศักดิ์ หากทว่า หลายปีมานี้ศึกสงครามระหว่างรัฐเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าออกศึกหรือทำการเกษตรล้วนจำต้องใช้แรงงาน ฉะนั้นประเพณีการนำคนเป็นฝังรวมในสุสานเช่นนี้จึงมิอาจต้านทานการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย นับแต่ปลายยุคชุนชิวเป็นต้นมา จึงค่อยๆ หันมานิยมประเพณีการใช้รูปปั้นฝังรวมแทนคนเป็น

จวี่จีถอนใจแผ่วเบา เสียงของนางประหนึ่งสายลมไล้ผ่านสายพิณ “หม่อมฉันเทิดทูนต้าหวัง ปรารถนาจะร่วมเป็นร่วมตายกับต้าหวัง ขอต้าหวังโปรดอนุญาต!”

ฉู่หวังซางซาบซึ้งใจ คว้าตัวนางเข้าสู่อ้อมกอด จุมพิตจอนผมนาง จวี่จียื่นมือกอดฉู่หวังซาง เนิ่นนานมิอาจแยกจาก

ทั้งคู่ล้มตัวลงนอน ฉู่หวังซางเดิมรู้สึกง่วงงุน แต่เมื่อได้ยินเรื่องนี้ ในใจพลันว้าวุ่น จึงมิอาจข่มตาหลับ ชั่วขณะนั้น รอบด้านคงเหลือเพียงความเงียบงัน ขณะในใจไร้เรื่องราว พลันนั้นเขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติ

เขาเหลือบตามองท่ามกลางความเงียบ จวี่จีไม่ขยับเขยื้อน ใบหน้าหันไปด้านนอก เขายื่นมือไปกอด พบว่าจวี่จียังไม่หลับ แต่กลับมิกล้าขยับตัว เพราะกลัวจะทำให้เขาตื่น

ฉู่หวังซางคว้าตัวจวี่จีมากอด พลันเอ่ย “หากเจ้าถูกฝังรวมพร้อมผู้ด้อย เช่นนั้นบุตรธิดาทั้งคู่จะทำเช่นไร”

จวี่จีตัวสั่นสะท้าน เอ่ยเสียงอู้อี้คล้ายกับหายใจไม่สะดวก “มีน้องหญิงเซี่ยงคอยดูแล ย่อมไม่เป็นอะไร”

ฉู่หวังซางถามเสียงเบา “เจ้าสามารถหักใจทิ้งพวกเขาได้หรือ”

จวี่จีตอบเสียงแผ่ว “มิอาจหักใจ แต่ทว่า…เพราะมิอาจหักใจ หม่อมฉันถึงต้องทำเช่นนี้ ถึงจะดีต่อพวกเขาที่สุด…”

ฉู่หวังซางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “เยวี่ยกับหรงล้วนเป็นบุตรธิดาของผู้ด้อย หากต้องให้ยอดรักสละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องพวกเขา เช่นนั้นแล้ว จะมีผู้ด้อยไปเพื่ออะไร”

จวี่จีตกใจ รีบลุกขึ้นอธิบาย “หม่อมฉันหาได้หมายความเช่นนั้นไม่ ขอต้าหวังโปรดวินิจฉัย”

ฉู่หวังซางลุกขึ้นนั่งเช่นกัน ถอนใจเอ่ย “ผู้ด้อยรู้ว่าเจ้ารู้ความและอดทนอดกลั้นยิ่งกว่าผู้ใด หลายปีมานี้หวังโฮ่วกระทำสิ่งใด ผู้ด้อยมิใช่ไม่รู้…ลำบากเจ้าแล้ว!”

จวี่จีเอ่ยพลางเช็ดน้ำตา “หม่อมฉันไม่ลำบาก ต้าหวังเป็นวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน ชีวิตนี้มีโอกาสปรนนิบัติต้าหวัง นับเป็นวาสนาของหม่อมฉัน เพียงแต่ว่า…”

“เพียงแต่ว่าอะไร” ฉู่หวังซางเอ่ยถาม

จวี่จีน้ำตาริน “ต้าหวัง ตำแหน่งสูงถูกนินทา เป็นที่โปรดปรานถูกอิจฉา ในวังแห่งนี้ผู้ที่ชิงชังหม่อมฉัน ไฉนเลยจะมีเพียงคนเดียว หม่อมฉันจะเป็นจะตายนั้นช่างเถิด เพียงแต่ลูกน้อยไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ไม่รู้ว่าภายหน้าต้องทำเช่นไรถึงจะสามารถปกป้องพวกเขา!”

ฉู่หวังซางเอ่ยอย่างโมโห “เจ้า เจ้าช่างบังอาจนัก หาญกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้!”

จวี่จีสะดุ้งน้อยๆ  เอ่ยเสริม “เสี่ยวกงจู่เป็นเพียงเด็กหญิง ประสบอิทธิพลของหวังโฮ่ว ก็ถึงกับนอนฝันร้าย แม้จะได้รับพระเมตตาจากต้าหวัง พระราชทานหยกเหอซื่อคุ้มภัย เพียงแต่หยกเหอซื่อแม้สามารถปกป้องให้เสี่ยวกงจู่นอนหลับสบายในวันนี้ แต่หากภายหน้าเผชิญหน้ากับหวังโฮ่วอีกครั้ง เช่นนั้นจะทำอย่างไร เกรงว่าหยกเหอซื่อนี้จะกลายเป็นความผิดของเสี่ยวกงจู่ก็เป็นได้กระมัง วันนี้ต้าหวังยังอยู่ เสี่ยวกงจู่ยังแทบเอาชีวิตไม่รอด หากภายหน้าไม่มีต้าหวังคอยคุ้มครอง หวังโฮ่วยังจะยำเกรงผู้ใด…”

กล่าวจบจวี่จีก็คลานเข่าไปด้านหน้า ซบหน้าลงบนตักฉู่หวังซาง ร่ำไห้อย่างไร้เสียง หยาดน้ำตาอุ่นร้อนค่อยๆ ไหลซึมลงบนตักของเขา ทำให้ร่างทั้งร่างของเขาอัดแน่นไปด้วยความอัดอั้นตันใจ อยากจะผลักจวี่จีออกไป แต่ขณะเดียวกันก็อยากจะคว้าตัวนางมากอดแนบแน่น

เขามิได้โปรดปรานผู้ใดในตำหนักในมากเป็นพิเศษ เหล่าสนมนางในเป็นเพียงของเล่นคลายเหงาของเขาเท่านั้น กาลก่อนเคยมีสนมนางในบางคนถือตนว่าเป็นที่โปรดปราน ทำตัวกำเริบเสิบสาน หากเขาอารมณ์ดีก็ไม่ถือสาหาความ หากอารมณ์ไม่ดีก็หมางเมินไม่เหลือบแล ที่จวี่จีได้รับความโปรดปรานนานเช่นนี้ นอกจากเป็นเพราะนางงดงามเฉลียวฉลาด สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือนางเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้อื่น รู้จักการวางตัว รู้ว่าอะไรควรอะไรมิควร และมิเคยร้องขอเกินฐานะ

หวังโฮ่วมีนิสัยอิจฉาริษยา เขามิใช่ไม่รู้ หากแต่แม้หวังโฮ่วจะกระทำเกินควรไปบ้าง ทว่าแต่ไหนแต่ไรก็มิกล้ายั่วโมโหเขาโดยตรง ดังนั้นแม้นับวันเขาจะยิ่งหมางเมินหวังโฮ่ว แต่สุดท้ายก็ยังคงรักษาหน้าหวังโฮ่ว

ทว่าหลายปีมานี้หวังโฮ่วกลับกำเริบเสิบสานมากขึ้นเรื่อยๆ  ตั้งแต่หญิงสกุลเซี่ยงตั้งครรภ์ก็เริ่มกระทำผิดกฎระเบียบ หนึ่งเป็นเพราะเขาผิดหวังที่หญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดบุตรสาว สองเป็นเพราะกลัวว่าหากลงทัณฑ์หวังโฮ่ว จะทำให้ภายนอกมองว่าตำแหน่งไท่จื่อกำลังสั่นคลอน ถึงตอนนั้นกงจื่อทั้งหลายเห็นเป็นโอกาส ลุกขึ้นมาแย่งชิงอำนาจ ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ด้วยเหตุนี้จึงอดทนอดกลั้นเรื่อยมา

จวบกระทั่งหวังโฮ่วลงมือจัดการเด็กหญิงตัวเล็กๆ เช่นกงจู่เก้า ถึงทำให้เขาเดือดดาลเกินทานทน แม้จะเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับสื่อให้เห็นอะไรหลายอย่าง ขนาดเขายังมีชีวิต หวังโฮ่วยังกล้าทำร้ายเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา ทำให้เขาอดกังวลมิได้ว่าหากวันใดตนตายจากไป เช่นนั้นแล้วบุตรธิดาของอนุภรรยาคนอื่นจะประสบชะตากรรมเช่นใด

การเดินหนีไปของหวังโฮ่วในวันนั้น จุดไฟโทสะในใจเขาจนปะทุคุกรุ่น กระนั้นเขาก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่นึกถึง เพราะหากนึกถึง ก็ต้องเผชิญหน้า ก็ต้องลงมือจัดการ แต่ก่อนที่เขาจะตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน เขายังไม่ต้องการเผชิญหน้าและตัดสินใจเรื่องนี้ในตอนนี้

ทว่าเวลานี้ จวี่จีกลับเอ่ยถึงอย่างกะทันหัน ทำให้เขาไม่ทันตั้งตัว ทำให้เขามิอาจไม่เผชิญหน้า

ชั่วขณะนั้น  ไฟโทสะในใจเขาพลันลุกโชน ขณะที่จวี่จีฉลาดเกินกว่าจะเอ่ยวาจา

นางเป็นคนฉลาด เวลานี้ หากนางเอื้อนเอ่ยอีกเพียงประโยค แม้จะสามารถทำให้ไฟโทสะในใจฉู่หวังซางลุกโชนเร็วขึ้น แต่ไฟโทสะนี้ก็จะลุกลามผลาญเผานางเป็นคนแรก นางเพียงแต่ซบตักเขาเงียบๆ  เงียบเสียจนชวนให้รู้สึกว่านางไร้ตัวตน

ฉู่หวังซางนิ่งเงียบ สีหน้าเครียดขรึม

รอบด้านคงเหลือเพียงความเงียบงัน

จวี่จีค่อยๆ ผล็อยหลับไป

แต่ฉู่หวังซางกลับนั่งอยู่ตรงนั้นทั้งคืน กระทั่งตะวันทอแสง ถึงค่อยลุกขึ้น ปล่อยให้ข้ารับใช้ปรนนิบัติเปลี่ยนอาภรณ์ ก่อนจะออกไปประชุมขุนนาง

หลังจากนั้น จวี่จีไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ฉู่หวังซางก็เช่นกัน ราวกับว่าเรื่องนี้ เป็นเพียงความฝันยามค่ำคืนเท่านั้น

หากแต่จวี่จีเข้าใจดี ฉู่หวังซางก็เข้าใจดี

จวี่จีไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ เพียงแต่เฝ้ารออย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว นางรู้ดีว่าเพียงวาจาประโยคนี้ก็เพียงพอ หากเอ่ยถึงบ่อยครั้งเกินไป รังแต่จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนใจร้อน เห็นแก่ตัว และไม่รู้จักรอคอย บุรุษเช่นฉู่หวังซาง มิเคยปล่อยให้สตรีมาบงการชีวิต หากทำให้เขารู้สึกเช่นนั้น ตนคงเป็นคนแรกที่ต้องจบชีวิต ส่วนฉู่หวังซาง แม้ในใจจะคิดเรื่องนี้ แต่ตราบใดที่เขายังคิดไม่ตกว่าจะจัดการเช่นไร เขาก็ไม่มีทางปล่อยให้ผู้ใดอ่านความคิดของเขาออก เขาเพียงแต่ดูแลเสี่ยวกงจู่อย่างใกล้ชิดมากขึ้น และถึงขั้นอนุญาตให้นางติดตามตนออกไปล่าสัตว์

วันเวลาอันไร้คลื่นลมเช่นนี้ผ่านไปสิบกว่าวัน แต่แล้วจู่ๆ ก็มีข้ารับใช้ในวังออกมาเปิดเผยว่า หวังโฮ่วเคยลอบสังหารหญิงงามเยวี่ยสตรีในตำหนักใน เมื่อฉู่หวังซางสืบความอย่างละเอียดและพบว่าเป็นความจริงก็เดือดดาลอย่างยิ่ง เรียกหวังโฮ่วมาต่อว่าอย่างรุนแรง สั่งกักบริเวณสำนึกผิด ทั้งยังสั่งปลดเน่ยเสี่ยวเฉินขุนนางในสังกัดของหวังโฮ่วออกจากตำแหน่ง

เน่ยเสี่ยวเฉินมีหน้าที่รับคำสั่งจากหวังโฮ่ว เข้าออกเขตวัง ถ่ายทอดคำสั่งของหวังโฮ่ว ประกาศคำสั่งแก่ขุนนางและราษฎร ทั้งยังรับผิดชอบดูแลเรื่องต่างๆ ในตำหนักใน สั่งปลดเน่ยเสี่ยวเฉินคนของหวังโฮ่วออกจากตำแหน่ง ทั้งยังไม่แต่งตั้งคนใหม่ไปรับหน้าที่ ซ้ำยังสั่งกักบริเวณสำนึกผิด เช่นนี้ก็เท่ากับยึดอำนาจทั้งหมดมาจากหวังโฮ่ว

หวังโฮ่วโกรธแค้นยิ่งนัก ทั้งยังตกใจหวาดหวั่น แม้จะสงสัยอยู่หลายส่วนว่าฉู่หวังซางลงโทษนางเพราะเรื่องเสี่ยวกงจู่ กระนั้นก็มิคาดคิดมาก่อนว่า เพียงแค่ธิดาของอนุภรรยาตกใจขวัญเสีย จะทำให้อีกฝ่ายถึงขั้นคิดสั่งปลดภรรยาเอก

หวังโฮ่วอายุห้าสิบกว่าปี เดิมก็อยู่ในวัยสิ้นระดู สภาพร่างกายผันแปรไม่แน่นอน เวลาพักผ่อนผิดปกติ อารมณ์หงุดหงิดแปรปรวน กอปรกับรู้สึกกังวล หวาดกลัว โกรธเคือง คับแค้น วันเวลาผ่านไปอย่างทรมานเหลือแสน ไม่กี่วันต่อมาจึงล้มป่วยลง

หญิงงามเยวี่ยผู้นั้นเดิมเป็นสตรีบรรณาการจากรัฐเยวี่ย เดิมเป็นที่โปรดปราน แต่หลังจากจวี่จีเข้าวังก็สูญเสียความโปรดปราน พอดีวันนั้นไท่จื่อไหวเดินผ่านสวนดอกไม้ พบหญิงงามเยวี่ยโดยบังเอิญ ผู้หนึ่งมีนิสัยเหลาะแหละ ผู้หนึ่งมีชีวิตเหว่ว้า เห็นว่ารอบด้านปลอดคน วาจาขณะสนทนาจึงคลุมเครือและส่อแววเกี้ยวพาราสี กระนั้นก็เพียงแค่นี้เท่านั้น แต่กลับบังเอิญมีคนเห็นเข้า นำความไปรายงานหวังโฮ่ว

หวังโฮ่วกำลังกลัดกลุ้มเรื่องที่หญิงสกุลเซี่ยงตั้งครรภ์ ได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด สั่งสังหารหญิงงามเยวี่ยทันที จากนั้นก็อ้างว่าหญิงงามเยวี่ยล้มป่วยสิ้นชีวิต และเพราะเรื่องนี้ ไท่จื่อไหวถึงกับมีปากเสียงกับหวังโฮ่ว แต่เนื่องจากมารดามีอำนาจเหนือกว่า จึงได้แต่เสียใจที่ทำอันใดมิได้

นึกไม่ถึงว่าเรื่องนี้ผ่านมาแล้วหลายปี กลับมีคนนำมาเปิดเผย และถึงขั้นลือกันว่าไท่จื่อไหวหยามเกียรติบิดา หวังโฮ่วจึงฆ่าคนปิดปาก! ความจริงแล้วเนื้อแท้ของไท่จื่อไหวมิใช่คนเลวร้าย เพียงแต่มีนิสัยเหลาะแหละโลเลไม่เฉียบขาด กับเรื่องหญิงงามเยวี่ยก็รู้สึกผิดไม่น้อย แม้จะไม่พอใจในการกระทำของมารดา กระนั้นก็มิกล้าโต้แย้ง ไม่นึกว่าเรื่องนี้จะถูกนำมาเอ่ยถึงอีกครั้ง ทั้งยังได้ยินว่ามารดาล้มป่วย ในวังลือกันว่าฉู่หวังซางคิดจะปลดไท่จื่อ ครานี้ถึงตระหนกตกใจ กระนั้นก็มิกล้าไปขอร้องบิดาซึ่งเป็นผู้ที่เขายำเกรงมาแต่ไหนแต่ไร จิ้นซั่งแขกของเขาจึงเสนอความเห็น “ไท่จื่อ หากต้าหวังประสงค์จะปลดไท่จื่อ ย่อมต้องหารือกับลิ่งอิ่น ไยไท่จื่อจึงไม่ไปขอความช่วยเหลือจากลิ่งอิ่น”

ไท่จื่อไหวได้ยินดังนั้น รีบไปจวนลิ่งอิ่นเพื่อขอความช่วยเหลือทันที เขารู้ว่าเจาหยางชื่นชอบหยกงามเป็นที่สุด จึงกุลีกุจอเฟ้นหาหยกงามที่ดีที่สุดในตำหนักของตนมาสามสี่ชิ้นเพื่อเป็นของกำนัล

เมื่อเจาหยางเห็นหยกงามก็เพียงแต่ชื่นชมเล็กน้อย เอ่ยพลางส่งคืน “กระหม่อมเป็นขุนนางรัฐฉู่ ไฉนเลยจะกล้ารับของกำนัลจากไท่จื่อ หากเป็นหน้าที่ของกระหม่อม ย่อมต้องปฏิบัติอย่างสุดความสามารถ”

ไท่จื่อไหวเห็นเขาไม่เต็มใจรับของกำนัล รู้ทันทีว่าไม่ได้การ ถึงกับหน้าเสียในบัดดล

เจาหยางเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขา ทำได้เพียงเอ่ยปลอบ “ไท่จื่อเข้าใจกระหม่อมผิดแล้ว เจ้านายขุนนางต่างสถานะ หากเจ้านายวิตกกังวล ขุนนางย่อมต้องช่วยแบ่งเบาภาระ หากภายหน้า…กระหม่อมสร้างความดีความชอบทางการศึก หรือสร้างคุณูปการแก่รัฐ ได้รับรางวัลจากจวินหวัง เช่นนั้นนับว่าเหมาะสมแก่หน้าที่ วันนี้หากกระหม่อมรับของกำนัลจากไท่จื่อเพื่อวิ่งเต้น มิเพียงแต่สูญเสียความชอบธรรม หนำซ้ำการที่ขุนนางหยามเกียรติเจ้านาย มิเท่ากับสมควรตายหรือ”

วาจานี้ไท่จื่อฟังแล้วให้รู้สึกทั้งเคารพทั้งเลื่อมใส แม้วาจาของเจาหยางจะไม่มีประโยคใดให้ความมั่นใจแก่เขา แต่ตอนเขาออกจากจวนลิ่งอิ่น กลับรู้สึกมั่นใจขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล

ไม่รู้ว่าเจาหยางเห็นแก่น้ำใจเล็กน้อยของเขาตรงที่ใด แม้หยกงามในวังจะนับว่าเลอค่าล้ำแผ่นดิน หากแต่สำหรับผู้ที่ผ่านโลกมามากอย่างเจาหยาง เอ่ยวาจาแทนไท่จื่อนับเป็นเรื่องง่าย ทว่าของกำนัลของไท่จื่อนี้ มิอาจรับไว้เด็ดขาด คราวนี้ไท่จื่อมาขอความช่วยเหลือ ย่อมต้องมาพร้อมของกำนัลล้ำค่าและวาจาถ่อมตน หากเขารับของกำนัลจากอีกฝ่ายโดยง่าย ครั้นไท่จื่อขึ้นครองราชย์ นึกถึงกาลก่อนตอนที่ตนบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ไฉนเลยจะไม่อับอายจนพาลมาโกรธแค้นตน

หากฉู่หวังซางหารือกับเขา เขาย่อมสามารถเอ่ยปากอย่างไม่เกรงใจ บางครั้งระหว่างเจ้านายกับขุนนางก็เฉกเช่นการแลกเปลี่ยน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจ ย่อมรู้ใจโดยมิต้องเอื้อนเอ่ย

หากแต่คนวัยหนุ่มที่ไร้ความมั่นใจในตนเองเช่นไท่จื่อไหว กลับมิอาจกระทำสิ่งใดกระทบใจอีกฝ่าย ครั้นอยู่ต่อหน้าเขา จำต้องคงความสุขุมนุ่มลึกเช่นขุนนางอาวุโส ยิ่งไปกว่านั้นคือต้องปลอบโยนตามหน้าที่ของขุนนางใต้บัญชา

เมื่อนึกถึงตรงนี้ เขาจึงลุกขึ้นยืน ยื่นเรื่องไปยังวังฉู่เพื่อขอเข้าเฝ้า ไม่นาน ฉู่หวังซางก็อนุญาตให้เจาหยางเข้าพบ

เจาหยางเดินทางเข้าวัง ระหว่างทางเห็นว่าฤดูใบไม้ผลิสิ้นสุด ฤดูร้อนมาถึง แมกไม้ผลิบาน ข้ารับใช้ในวังยืนเรียงรายสองข้างทาง สงบเสงี่ยมนิ่งเงียบ บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดปราศจากชีวิตชีวา

เจาหยางถอนหายใจ บรรยากาศในหอจางหัวเวลานี้ช่างชวนให้รู้สึกหวั่นกังวลเหลือคณา

กระทั่งเดินมาถึงหน้าตำหนัก ถอดรองเท้าก้าวเข้าไป เห็นฉู่หวังซางสวมเพียงชุดลำลอง กำลังสลักอักษรลงบนม้วนไม้ไผ่ เขาเห็นเจาหยางเข้ามา เอ่ยทักพลางกวักมือเรียกด้วยท่าทางสบายๆ “ลิ่งอิ่น มีราชกิจสำคัญต้องการพบผู้ด้อยหรือ”

เจาหยางเดินไปนั่งบนฟูกไม้ตรงข้ามฉู่หวังซางด้วยท่าทางไม่เกรงใจ เอ่ยตอบ “กระหม่อมก็อยากลอบเกียจคร้าน แต่กลับมิอาจไม่เข้าเฝ้าต้าหวัง”

ฉู่หวังซางวางมีดสลักลง เป่าเศษไม้ไผ่เบาๆ ก่อนจะเอ่ย “อากาศร้อนอบอ้าว เรื่องอันใดทำให้เจ้าเฒ่าโง่เขลาเช่นเจ้าต้องวิ่งโร่มาถึงนี่”

การเรียกผู้อื่นว่าเจ้าเฒ่าโง่เขลานับว่าไร้มารยาทอย่างยิ่ง หากแต่ฉู่หวังซางกับเจาหยางเป็นเจ้านายขุนนางกันมาหลายสิบปี หลายปีร่วมกรำศึก เคยทะเลาะเบาะแว้ง เคยร่วมเป็นร่วมตาย เมื่ออยู่ตามลำพัง แม้แต่การด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายกว่านี้ไร้มารยาทกว่านี้ก็มีมาแล้ว

ด้านเจาหยางก็ค้อนปะหลับปะเหลือกใส่ฉู่หวังซางด้วยท่าทางไม่เกรงใจเช่นกัน รู้ว่าเขาจงใจเอ่ยวาจาทำนองหยอกล้อเช่นนี้ เพราะไม่ต้องการให้ตนทูลรายงานเรื่องสำคัญ จึงตัดสินใจเอ่ยโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย “ตะวันโด่งเช่นนี้ ข้าย่อมปรารถนาจะพักผ่อนคลายร้อนอยู่บ้าน เป็นปัญหาของครอบครัวท่านแท้ๆ  แต่ข้ากลับต้องเหน็ดเหนื่อยวิ่งโร่มาถึงนี่” เขาตัดสินใจไม่ใช้แม้แต่คำว่า “กระหม่อม” แต่กลับเรียกแทนตัวโดยตรงว่า “ข้า”

ฉู่หวังซางแค่นหัวเราะ “เจ้าต่างหากที่ยุ่งเรื่องคนอื่น แต่กลับมาต่อว่าข้า ต่อให้ครอบครัวข้ามีปัญหา แล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยเล่า”

เจาหยางแย่งม้วนไม้ไผ่มาจากมือของเขาพลางเอ่ย “สนทนาเรื่องจริงจังกับท่าน มิต้องเปลี่ยนเรื่อง”

ฉู่หวังซางจำใจหยุดสิ่งที่กำลังทำ เอ่ยสีหน้าเคร่งขรึม “เอาเถิด เอาเถิด เจ้ามีอะไรก็ว่ามา”

เจาหยางประสานมือ เอ่ยสีหน้าจริงจัง “กระหม่อมได้ยินว่าต้าหวังสั่งกักบริเวณหวังโฮ่วเพราะความผิดเพียงเล็กน้อย ทั้งยังสั่งปลดเน่ยเสี่ยวเฉิน หวังโฮ่วตรอมใจจนล้มป่วย ไท่จื่อวิตกกังวลยิ่ง กระหม่อมเป็นลิ่งอิ่น มิกล้ามองข้ามเรื่องนี้ จึงตั้งใจมาขอคำชี้แนะจากต้าหวัง”

ทั้งคู่รู้จักกันมาหลายปี เข้าใจกันดีโดยมิต้องเอื้อนเอ่ย สนทนาหยอกล้อสลับกับหารือเรื่องจริงจังได้อย่างไม่ติดขัด ฉู่หวังซางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เรื่องนี้เป็นเรื่องในครอบครัวข้า ลิ่งอิ่นอย่ายุ่งจะดีกว่า”

เจาหยางยังคงยืนกราน “เรื่องในครอบครัวเจ้านครรัฐ เฉกเช่นราชการงานแผ่นดิน จะมิอาจยุ่งเกี่ยวได้อย่างไร”

ฉู่หวังซางถอนใจคำหนึ่ง เอ่ยอย่างอัดอั้น “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับไท่จื่อ เจ้าวางใจได้”

เจาหยางย้อนถามทันที “ไม่เกี่ยวข้องกับไท่จื่อ…หรือต้าหวังคิดจะจัดการหวังโฮ่ว?”

ฉู่หวังซางร้อง “เฮอะ” ไม่ตอบคำ

เจาหยางถอนใจเอ่ย “ผู้ครองรัฐทั้งหลายเนื่องเพราะลุ่มหลงในหญิงงาม รังเกียจภรรยาเอกที่แก่ชราร่วงโรย จึงปลดภรรยาเอกและแต่งตั้งอนุภรรยา เรื่องเช่นนี้เดิมก็มิได้เกิดขึ้นเพียงครั้งสองครั้ง กระหม่อมเห็นว่าต้าหวังปรีชาสามารถ ไม่นึกว่าจะเจริญรอยตามเส้นทางนี้!”

ฉู่หวังซางเหลือบมองเจาหยาง ทั้งที่รู้ว่าเขาจงใจกล่าวยั่วตน กระนั้นก็เอ่ยอย่างอดมิได้ “มิใช่ผู้ด้อยรังเกียจภรรยาเอก แต่เป็นเพราะหวังโฮ่วไร้คุณธรรม…”

เจาหยางเลิกคิ้ว “เพราะเรื่องหญิงงามเยวี่ยหรือ…”

ทั้งคู่สบตากัน ต่างเข้าใจกันดี เป็นเพียงอนุภรรยาผู้หนึ่งเท่านั้น ต่อให้จัดการไปแล้วจะเป็นเช่นไรเล่า จริงอยู่ที่อาจจะทำให้ฉู่หวังซางรังเกียจหวังโฮ่ว แต่ก็คงไม่ถึงขั้นต้องการปลดหวังโฮ่วด้วยสาเหตุนี้

ฉู่หวังซางเอ่ยพลางส่ายหน้า “มิใช่ วันก่อนกงจู่เก้าใช้ลูกกลมทองคำยิงนก ล่วงเกินหวังโฮ่วโดยไม่ตั้งใจ แต่หวังโฮ่วกลับคิดเข่นฆ่าสังหาร ถึงขนาดเอ่ยวาจาหยาบคายต่อหน้าผู้ด้อย…”

เจาหยางเงียบไป ฉู่หวังซางเอ่ยถึงเรื่องที่ไม่ว่าบุรุษใดก็มิอาจทนได้…ทายาท

ในฐานะบุรุษ เขาสามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดฉู่หวังซางจึงโกรธเคืองถึงเพียงนี้ แต่หากว่าตามจารีตวงศ์ตระกูล ก็มิได้ร้ายแรงถึงขั้นต้องปลดหวังโฮ่ว ได้แต่ถอนใจแผ่วเบาพลางเอ่ย “ต้าหวังคิดจะปลดหวังโฮ่วจริงๆ หรือ”

“แล้วลิ่งอิ่นเห็นว่าอย่างไร” ฉู่หวังซางย้อนถาม

เจาหยางตอบ “ปลดหวังโฮ่วเป็นเรื่องง่าย หากแต่ไท่จื่อยังอยู่ ภายหน้าไท่จื่อขึ้นครองราชย์ น่ากลัวว่าหวังโฮ่วคงต้องกลับมาอยู่ในวัง ถึงตอนนั้นหวังโฮ่วมีใจคับแค้น เกรงว่า…”

เขามิได้กล่าวต่อ ทว่าฉู่หวังซางเข้าใจดี ถึงตอนนั้นหวังโฮ่วกลับมาด้วยความเคียดแค้น เกรงว่าคงคิดแก้แค้น วิธีการคงยิ่งโหดเหี้ยมอำมหิต

ฉู่หวังซางเหยียดยิ้มเย็นชา “หรือผู้ด้อยจะมิอาจทำอันใดนางได้จริงๆ?”

เจาหยางนิ่งมองฉู่หวังซาง เขาสามารถอ่านความคิดของฉู่หวังซางออกจากรอยยิ้มของอีกฝ่าย ทว่ากลับส่ายหน้าเอ่ย “ไม่เหมาะ ไม่เหมาะ”

“ลิ่งอิ่นรู้ความคิดของผู้ด้อย?” ฉู่หวังซางย้อนถาม

เจาหยางเอาแต่ส่ายหน้า เขารู้ว่าฉู่หวังซางกำลังคิดอันใด อย่างมากตอนตนตายก็ให้ฝังหวังโฮ่วไปพร้อมตน สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไป แต่เขากลับมิอาจไม่เอ่ยแย้งว่าวิธีนี้มิอาจกระทำได้ “เชื่อฟังบิดานับว่ากตัญญู เชื่อฟังมารดาก็นับว่ากตัญญูเช่นกัน”

ฉู่หวังซางอึ้งไป เจ้านครรัฐคนใหม่รับคำสั่งฝังรวมหวังโฮ่วพร้อมอดีตนครรัฐนับว่ากตัญญู ฝืนคำสั่งรักษาชีวิตมารดามิให้ถูกฝังพร้อมบิดาก็นับว่ากตัญญูเช่นกัน ว่ากันตามหลักจารีตแล้ว เกรงว่ามิอาจตำหนิเขา

เจาหยางเอ่ยเสริม “แต่ไหนแต่ไรแม่ลูกก็ผูกพันแน่นแฟ้น หากต้าหวังต้องการรักษาไท่จื่อ เช่นนั้นก็มิอาจกระทำรุนแรงกับหวังโฮ่ว ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้หวังโฮ่วจะไร้เมตตา ทว่าหาได้กระทำผิดอย่างชัดเจนไม่ หากลงทัณฑ์รุนแรงเกินไป เช่นนั้นมิใช่หวังโฮ่วไร้เมตตา หากแต่เป็นต้าหวังที่ไร้เมตตา”

ฉู่หวังซางพลันตวาดอย่างกราดเกรี้ยว “แม่ลูกผูกพันแน่นแฟ้นอันใด! หากจะให้ผู้ด้อยขว้างมุสิกเกรงภาชนะ (เชิงอรรถ –สำนวนจีน หมายถึง ตั้งใจกระทำเรื่องราวหนึ่ง แต่กริ่งเกรงอีกเรื่องหนึ่งจะเสียหาย) มิสู้แม้แต่ ‘ภาชนะ’ ก็ทำลายไปพร้อมกัน!”

เจาหยางตกตะลึง เขยิบไปด้านหน้าสองก้าว เอ่ยอย่างร้อนใจ “ต้าหวัง ไท่จื่อมิได้ทำอันใดผิด!”

แต่ฉู่หวังซางกลับเอ่ยเสียงเย็น “โง่เขลานับเป็นความผิด ไร้สามารถนับเป็นความผิด ภายหน้าหากเขามิสามารถควบคุมผู้เป็นมารดา มิเท่ากับทำลายตระกูลเชื้อพระวงศ์ของข้าหรือ”

เจาหยางประสานมือเอ่ย “มีกระหม่อมอยู่ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นอันขาด”

ฉู่หวังซางเคาะโต๊ะเบาๆ  ทว่าสายตากลับจับจ้องเจาหยาง “ลิ่งอิ่นเอ่ยเช่นนี้ แสดงว่ามีแผนการอันประเสริฐอยู่ในใจแล้วกระมัง”

สายตาเช่นนี้คุ้นเคยอย่างที่สุด เจาหยางพลันตระหนักได้โดยพลัน เข้าใจในบัดดลถึงจุดประสงค์ของเรื่องนี้ ได้แต่เอ่ยพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “ต้าหวัง กระหม่อมหลงกลท่านอีกแล้ว”

สายตาเช่นนี้ของฉู่หวังซาง เขาคุ้นเคยอย่างที่เรียกได้ว่าจดจำฝังใจ หลายปีมานี้ ทุกครั้งที่ฉู่หวังซางมีเรื่องลำบากใจ ต้องการให้เขาออกหน้าหรือออกความเห็น เป็นต้องมองเขาด้วยสายตาเช่นนี้

บัดนี้เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ก่อนหน้านี้ที่ฉู่หวังซางสั่งปลดสั่งประหาร เป็นเพียงหลุมพรางเท่านั้น เขาตั้งใจอาศัยโอกาสนี้ให้ตนก้าวออกมา รับรองความปลอดภัยของทายาทและสนมนางในในตำหนักในของเขา

นึกถึงตรงนี้ เจาหยางก็อดสะท้อนใจมิได้ ชั่วชีวิตนี้ของเขา จำต้องถูกจวินหวังวางกลอุบายใส่และเป็นแบกภาระนี้ไปตลอดชีวิต เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้ ก็ได้แต่ก้าวไปด้านหน้า น้อมคำนับด้วยท่าทางจริงจัง เอ่ยเสียงก้อง “ต้าหวัง หวังโฮ่วคือภรรยาเอก ไท่จื่อได้รับแต่งตั้งมาหลายปี กระหม่อมใคร่ขอให้ต้าหวังโปรดตรึกตรอง หากต้าหวังยืนกรานโดยไม่ฟังคำทัดทาน กระหม่อมมิกล้ารับคำสั่ง”

หางตาของเขาเหลือบไปเห็นสื่อกวน (เชิงอรรถ – ขุนนางผู้มีหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์) ซึ่งคุกเข่าอยู่มุมหนึ่ง กำลังเขียนบันทึกอย่างรวดเร็ว

ละครฉากนี้ เริ่มจากหวังโฮ่วไร้คุณธรรม ทำให้จวินหวังโกรธเคือง ต้องการปลดหวังโฮ่ว ส่งผลกระทบต่อไท่จื่อ ขุนนางตงฉินยื่นฎีกาทัดทาน รับอาสาปกป้องภรรยาเอกและรัชทายาท

เสียงของเขาดังขึ้นเล็กน้อย ด้านนอกเริ่มมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินผ่านไปอย่างเร่งรีบ

ต่อจากนั้น ก็เป็นจุดหักมุมของละครฉากที่สอง

ฉู่หวังซางกระแอมเล็กน้อย เอ่ยเสียงกังวาน “ตามความเห็นของลิ่งอิ่น ต้องรอให้ผู้ด้อยสิ้นใจ หวังโฮ่วเหิมเกริมเข่นฆ่า ถึงตอนนั้นลิ่งอิ่นค่อยยอมรับคำสั่งหรือ ทว่าน่าเสียดาย ตอนนั้นผู้ด้อยไม่อยู่แล้ว ย่อมไม่มีคำสั่งใดให้รับ”

เจาหยางเอ่ยอย่างจริงจัง “สายโลหิตตระกูลเชื้อพระวงศ์ไฉนเลยจะยอมปล่อยให้ผู้อื่นเข่นฆ่าสังหาร ต้าหวังโปรดวางใจ วันนี้กระหม่อมสามารถปกป้องหวังโฮ่วกับไท่จื่อ ภายหน้าย่อมสามารถปกป้องบุตรธิดาทุกคนของต้าหวังมิให้ถูกผู้ใดทำร้าย”

ฉู่หวังซางเอ่ยเสียงเย็นชา “แต่ไหนแต่ไรมีเพียงสตรีและคนพาลยากคบหา ต่อให้ผู้ด้อยเชื่อวาจาสัตย์ของลิ่งอิ่น แต่หากวันนั้นมาถึง ผู้ใดจะสามาถรับมือสตรีเสียสติผู้หนึ่งได้เล่า”

เจาหยางเอ่ยสีหน้าเคร่งขรึม “มีกฎบ้านกฎเมือง มีศาลบรรพชน มีสายตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจากแซ่หมี่ มีเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ กฎระเบียบย่อมไม่วุ่นวาย ต้าหวัง หลายปีมานี้แม้หวังโฮ่วจะกำเริบเสิบสานไปบ้าง แต่ก็มิเคยประพฤติตนผิดกฎระเบียบอย่างไร้หวั่นเกรง นางย่อมรู้อยู่แก่ใจดีกว่าผู้ใดว่าเรื่องใดทำได้ เรื่องใดทำมิได้ หากหวังโฮ่วกระทำผิดจารีตจริง กระหม่อมในฐานะจงปั๋ว (เชิงอรรถ – ขุนนางผู้มีหน้าที่ช่วยเหลือโอรสสวรรค์ดูแลเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเชื้อพระวงศ์ ควบคุมดูแลการจัดพิธีบวงสรวงเทพเจ้าและเซ่นไหว้บรรพบุรุษ รวมทั้งพิธีการต่างๆ ในศาลบรรพชน) ย่อมเปิดศาลบรรพชน ใคร่ขอกระทำตามกฎระเบียบที่บรรพบุรุษกำหนดไว้ จองจำหวังโฮ่ว ณ ตำหนักข้างสุสาน”

สื่อกวนก้มหน้าก้มตาเขียนบันทึกอย่างรวดเร็ว

ฉู่หวังซางชำเลืองมองเจาหยาง ยิ้มเย็นเอ่ย “ถึงตอนนั้น เกรงว่าลิ่งอิ่นอาจไม่มีความสามารถเช่นนี้”

เจาหยางเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “กระหม่อมทราบว่าต้าหวังหมายถึงไท่จื่อ ต้าหวัง ไท่จื่อก็เป็นบุรุษ บุรุษถึงอย่างไรก็ต้องการตัดสินใจด้วยตัวเอง ตอนนี้เขาเป็นไท่จื่อ จึงทำได้เพียงพึ่งพาหวังโฮ่ว ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับหวังโฮ่ว วันหนึ่งเขาขึ้นเป็นจวินหวัง ย่อมรู้จักไตร่ตรองพิจารณาในฐานะจวินหวัง การปกป้องสายโลหิตตระกูลเชื้อพระวงศ์ ก็นับเป็นหน้าที่ของผู้เป็นหวัง ยิ่งไปกว่านั้นกระหม่อมเห็นว่าเรื่องราวไม่มีทางดำเนินไปถึงขั้นนั้น ถึงตอนนั้นหากไท่จื่อขึ้นครองราชย์ ไม่ว่าหวังโฮ่วคิดอ่านอันใด ย่อมต้องนึกถึงไท่จื่อเป็นสำคัญ ไฉนเลยจะยอมทำลายตนเองเพื่อความแค้นส่วนตน”

ฉู่หวังซางถอนใจยาว ออกแรงกดขมับทั้งสองข้าง ท่าทางอัดอั้นตันใจ

เจาหยางคลานเข่าเข้าไปใกล้อย่างห่วงใย เอ่ยถาม “ต้าหวัง ท่านไม่เป็นอะไรกระมัง”

ฉู่หวังซางพยักหน้า “ผู้ด้อยไม่เป็นไร”

เจาหยางถึงค่อยเบาใจลง ถอยกลับไปนั่งที่เดิม

ฉู่หวังซางพลันยืดหลังตรง หยิบผ้าเช็ดหน้ามาจากบนโต๊ะ ตวัดพู่กันเขียนราชโองการ ประทับตราหยก เก็บไว้ในถุงผ้า ก่อนจะใช้ตราประทับทองสำริดจุ่มหมึกประทับตราทับปากถุง ยื่นส่งให้เจาหยาง

เจาหยางรับถุงผ้ามา นิ่งมองฉู่หวังซาง

ฉู่หวังซางเอ่ย “หลังผู้ด้อยสิ้นใจ ไม่อนุญาตให้ฝังสนมนางใน บุตรธิดา หรือขุนนางคนสนิทไปพร้อมผู้ด้อย หากมีคนเสนอเรื่องนี้ เจ้าจงใช้ราชโองการฉบับนี้จัดการเสีย”

เจาหยางรับถุงผ้ามา น้อมคำนับพลางเอ่ย “กระหม่อมน้อมกายถวายชีวิต มิกล้าทำให้ต้าหวังผิดหวัง”

ฉู่หวังซางโบกมือ “ไปเถิด!”

เจาหยางถอยออกไป

ฉู่หวังซางมองเจาหยางถอยออกไป ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง

เป็นเช่นเจาหยางว่า เขามิต้องการปลดหวังโฮ่ว ยิ่งมิต้องการปลดไท่จื่อ แต่ทว่า เขามิอาจทนเห็นการกระทำที่นับวันยิ่งเหิมเกริมของหวังโฮ่ว

การปลดหวังโฮ่ว เป็นเพียงการทำให้ภาพลักษณ์ของหวังโฮ่วได้รับการกระทบกระเทือนเท่านั้น หากเป็นไปได้ เขาย่อมต้องการจัดการเรื่องราวในฝ่ายในอย่างเงียบๆ ภายในตำหนักใน แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่เข้าใจ ว่าเขาอาจอยู่ต่อไปไม่ถึงหนึ่งปี เขาไม่ต้องการทำให้รัฐฉู่ต้องตกอยู่ในความปั่นป่วนหลังเขาจากไป และไม่ต้องการให้คนรอบกายต้องถูกทำร้ายหลังเขาไม่อยู่แล้ว

เขาจึงจงใจสร้างเรื่องว่าต้องการปลดหวังโฮ่ว ให้หวังโฮ่วหวาดหวั่น ให้ไท่จื่อหวาดกลัว ให้หวังโฮ่วกับไท่จื่อไปขอความช่วยเหลือจากเจาหยาง จากนั้นให้เจาหยาง “ยืนกรานทูลทัดทาน” ปกป้องหวังโฮ่วกับไท่จื่อ ให้หวังโฮ่วกับไท่จื่อติดหนี้บุญคุณเจาหยาง หลังจากนั้น ค่อยให้เจาหยางอาศัยฐานะผู้ที่อยู่ในสายตระกูลเชื้อพระวงศ์ ปกป้องลูกหลานของตน ต่อให้หวังโฮ่วกับไท่จื่อคิดกระทำอันใด ก็มิอาจไม่เห็นแก่หน้าเจาหยาง

ยิ่งไปกว่านั้นข่าวลือเรื่องการปลดหวังโฮ่ว ยังนับเป็นการทำลายภาพลักษณ์หวังโฮ่ว ลดทอนอิทธิพลของนาง เช่นนี้แล้ว หลังเจ้านครรัฐคนใหม่ขึ้นครองราชย์ นางย่อมมิอาจกระทำอันใดได้มากนัก เช่นนี้สนมนางในและบุตรธิดาของตนก็จะปลอดภัย

นี่มิใช่แผนการที่รอบคอบถี่ถ้วนที่สุด หากทว่า นับเป็นวิธีที่ควบคุมหวังโฮ่วได้มากที่สุดที่เขาพอจะทำได้ในเวลานี้

อันที่จริงเขาไม่ต้องการลงมือเร็วเช่นนี้ หากแต่นับจากจวี่จีร่ำไห้กลางดึกคืนนั้น เขาพลันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี คล้ายกับว่าหากตนไม่ทำอันใดตอนนี้ อีกไม่นานก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

ลางสังหรณ์เช่นนี้เคยช่วยชีวิตเขากลางสมรภูมิรบ ชาวรัฐฉู่เชื่อถือในภูตผีเทพเจ้า เขาเองก็เชื่อเช่นกัน ในเมื่อมีลางสังหรณ์เช่นนี้ เขาคิดว่า เขาต้องทำอะไรบางอย่าง ต้องเหลืออะไรบางอย่างไว้

นึกถึงตรงนี้ เขายื่นแขนบิดขี้เกียจเล็กน้อย เอ่ยกำชับ “ผู้ด้อยจะนอนกลางวัน ไม่มีธุระห้ามรบกวน”

เจาหยางเก็บถุงผ้า สวมรองเท้า ก้าวลงบันไดหน้าหอจางหัว เลี้ยวไปทางระเบียงทางเดิน ก้าวเดินอย่างแช่มช้า

ระเบียงทางเดินเลี้ยวลดคดเคี้ยว เมื่อเลี้ยวพ้นมุมระเบียง ก็เห็นหวังโฮ่วยืนเงียบๆ อยู่ตรงนั้น

หวังโฮ่วผู้ยิ่งใหญ่แห่งรัฐฉู่ ปกติไปไหนมาไหนจะมีข้ารับใช้รายล้อม เครื่องประดับพร้อมพรั่ง อาภรณ์วิจิตรหรูหรา ทว่าหวังโฮ่วในวันนี้ กลับไร้เครื่องประดับ สวมอาภรณ์เรียบง่าย ซูบเซียวแก่ชรา แม้แต่รูปโฉมก็ปล่อยปละละเลย

เจาหยางชะงักอึ้ง รีบร้อนทำความเคารพ “กระหม่อมถวายบังคมเสี่ยวจวิน”

หวังโฮ่วเอี้ยวตัวหลีกทาง ถอนหายใจยาว ปิดหน้าเอ่ยเสียงสะอื้น “ผู้น้อยเป็นผู้มีความผิด นับจากวันนี้ ไม่รู้ว่ายังสามารถรับการคำนับจากลิ่งอิ่นได้หรือไม่”

เจาหยางเห็นท่าทางของนาง แม้จะรู้ว่าเป็นการเล่นละคร กระนั้นก็อดรู้สึกสงสารมิได้ เอ่ย “เสี่ยวจวินมาเข้าเฝ้าต้าหวังหรือ”

หวังโฮ่วพยักหน้าทั้งน้ำตา “ผู้น้อยทำให้ต้าหวังพิโรธ จึงตั้งใจมาถอดปิ่นสำนึกผิด”

เจาหยางประสานมือคำนับ “เช่นนั้น กระหม่อมทูลลา”

หวังโฮ่วมีสีหน้าหมองหม่น พยายามลอบสังเกตสีหน้าเจาหยาง แต่กลับอ่านสายตาของอีกฝ่ายไม่ออก นางอดกลั้นอยู่นาน สุดท้ายก็อดรนทนไม่ไหว เอ่ยถาม “ต้าหวังเรียกลิ่งอิ่นมาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องอันใด”

เจาหยางเอ่ยตอบอย่างสุภาพ “ต้องขออภัยเสี่ยวจวิน เรื่องที่ต้าหวังหารือกับกระหม่อม หากเสี่ยวจวินต้องการทราบ ควรไปทูลถามต้าหวัง มิควรถามกระหม่อม”

สีหน้าหวังโฮ่วพลันเปลี่ยนเป็นบูดบึ้ง เจาหยางประสานมือเล็กน้อย ก่อนจะอ้อมผ่านหวังโฮ่วเดินต่อไปด้านหน้า หวังโฮ่วมองตามหลังเจาหยาง พลันร้องเรียกเสียงแหลม “ข้าถามเจ้า ต้าหวังหารือกับเจ้าเรื่องปลดหวังโฮ่วใช่หรือไม่”

เจาหยางหยุดฝีเท้า ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

สายตาหวังโฮ่วยิ่งทวีความคลุ้มคลั่ง นางไม่คำนึงถึงธรรมเนียมกฎระเบียบอันใดอีก ก้าวไปด้านหน้า ตวาดเสียงกร้าว “ลิ่งอิ่น เจ้ากล้าสาบานหรือไม่ เจ้ากล้าสาบานหรือไม่ว่าวันนี้ที่ต้าหวังเรียกเจ้าเข้าเฝ้า มิได้เอ่ยถึงเรื่องนี้”

เจาหยางค่อยๆ หมุนตัวกลับมา เดินช้าๆ เข้าไปใกล้หวังโฮ่ว เอ่ยด้วยแววตาคมกล้า “เช่นนั้นแล้วหวังโฮ่วเล่า หวังโฮ่วกล้าสาบานหรือไม่ว่า ชั่วชีวิตนี้ของหวังโฮ่ว จะไม่ทำร้ายบุตรธิดาคนใดของต้าหวัง จะไม่เข่นฆ่าสนมนางในของต้าหวัง”

หวังโฮ่วตัวสั่นระริก สัญชาตญาณและจิตใต้สำนึกสั่งว่านางควรไขว่คว้าโอกาสนี้ไว้ ทำได้เพียงเอ่ยเสียงสั่นเครือ “หากผู้น้อยกล้าสาบานเล่า ลิ่งอิ่นกล้าสาบานหรือไม่”

เจาหยางเอ่ยสีหน้าเคร่งขรึม “หากหวังโฮ่วกล้าสาบาน กระหม่อมก็กล้าสาบานเช่นกัน ชั่วชีวิตนี้ของกระหม่อม จะรักษาตำแหน่งของหวังโฮ่วกับไท่จื่อมิให้สั่นคลอน”

หวังโฮ่วพลันโล่งใจ ดีใจจนน้ำตาไหลริน คุกเข่าคำนับเจาหยาง “ผู้น้อยขอบคุณลิ่งอิ่นแทนไท่จื่อ”

เจาหยางรีบคำนับกลับ “ต้าหวังไม่ทอดทิ้งหวังโฮ่วกับไท่จื่อ ขอหวังโฮ่วอย่าทำให้ต้าหวังผิดหวัง!”

หวังโฮ่วถอนหายใจโล่งอก ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ถึงกับลุกไม่ขึ้นไปชั่วขณะ

ไต้เม่าสาวใช้รีบก้าวเข้าไปประคองหวังโฮ่ว “เสี่ยวจวิน”

เจาหยางทำเป็นมองไม่เห็นสายตากระหายรู้ของหวังโฮ่ว เพียงแต่เอ่ยพลางประสานมือ “เช่นนั้น กระหม่อมทูลลา”

กล่าวจบก็หมุนตัวจากไป

หวังโฮ่วมองตามหลังเจาหยางซึ่งเดินห่างออกไป แววตาซับซ้อนยากคาดเดา

ไต้เม่าประคองนาง เอ่ยถามอย่างไม่สบายใจ “เสี่ยวจวิน ท่านไม่เป็นอะไรกระมัง”

หวังโฮ่วโบกมือ เผยอยิ้มหมองหม่นขณะเอ่ย “มาถึงขนาดนี้ ข้ายังสามารถเรียกร้องอะไรได้อีกเล่า ขอเพียงรักษาสถานการณ์เช่นนี้ไว้ได้ รักษาตำแหน่งไท่จื่อไว้ได้ เช่นนี้ก็นับว่าโชคดียิ่งนักแล้ว”

ไต้เม่ารู้สึกเศร้าใจ เอ่ยเรียก “เสี่ยวจวิน!”

หวังโฮ่วเชิดหน้า เดินไปหอจางหัว ต่อให้เบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยภยันตราย นางก็หากลัวไม่

บทที่เจ็ด ฉู่หวัง

นางก็เริ่มสูญเสียความโปรดปราน จึงมีเวลาดูแลบุตรสาวอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุนี้จึงผูกพันกับบุตรสาวคนเล็กมากกว่าบุตรธิดาคนอื่น

อาการป่วยของฉู่หวังซางทรุดหนักลงทุกวัน เดิมเขาหมายมาดจะให้ชวีหยวนส่งเสริมการปฏิรูป ทว่าบัดนี้กลับมีใจแต่ไร้แรง ทำได้เพียงเรียกไท่จื่อไหวมาฝากฝังอย่างละเอียดถี่ถ้วน ภายหน้าหลังขึ้นครองราชย์ อย่าลืมสร้างแสนยานุภาพแห่งรัฐ ดำเนินการปฏิรูประบบกฎหมาย ด้านการทำสงครามสามารถมอบหมายให้เจาหยาง ด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสามารถพึ่งพาชวีหยวน

ไท่จื่อไหวตอบรับอย่างนบนอบก่อนจะถอยออกมา

ครั้นมาถึงระเบียงทางเดินก็บังเอิญพบสตรีในชุดเขียวผู้หนึ่ง สตรีผู้นั้นรีบก้าวถอยเปิดทาง ก้มหน้าหลุบตาทำความเคารพ เอ่ยเสียงเบาหวิว “ไท่จื่อ!”

สตรีผู้นี้มีท่าทางสุภาพเรียบร้อย อ่อนโยนนุ่มนวลราวสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ ตรงกับลักษณะสตรีที่ไท่จื่อไหวชมชอบ เขาเห็นดังนั้นจึงอดหวั่นไหวมิได้ หากแต่ดูจากการแต่งกายของสตรีผู้นี้ เหมือนจะเป็นอนุภรรยาขั้นต่ำ จึงมิกล้าเอ่ยอันใด และมิกล้าคิดเกินเลย ได้แต่พยายามสงบใจที่กำลังสั่นไหว พยักหน้าเล็กน้อย ร้อง “อืม” เป็นเชิงตอบรับก่อนจะเดินผ่านไป

คืนนั้นตอนตระกองกอดเจิ้งจี จู่ๆ ก็พลันนึกถึงสตรีในชุดเขียวผู้นั้น บังเกิดความปรารถนา แสดงบทรักอย่างเร่าร้อน ทำให้เจิ้งจีร้องครางอย่างสุขสม ส่งเสียงกระเง้ากระงอดไม่หยุด

นับจากนั้น ไท่จื่อไหวเริ่มออกว่าราชการอย่างเป็นทางการ คอยเฝ้าอาการและดูแลราชการงานแผ่นดิน

อาการป่วยของฉู่หวังซางทรุดหนักลงเรื่อยๆ  จึงไม่พำนักที่หออวิ๋นเมิ่ง ย้ายกลับไปพำนักในตำหนักหลังของหอจางหัว หวังโฮ่วรับผิดชอบดูแล จวี่จีกับอนุภรรยาคนอื่นสลับกันปรนนิบัติรับใช้

ก่อนฉู่หวังซางสิ้นใจ เรียกเจาหยางกับขุนนางคนสำคัญเข้ามารับคำสั่งต่อหน้าหวังโฮ่วกับไท่จื่อ ด้านราชการงานแผ่นดินยังคงให้เจาหยางดำรงตำแหน่งลิ่งอิ่น ด้านราชสำนักยังคงให้เหล่าขุนนางทั้งตระกูลชวี ตระกูลเจา และตระกูลจิ่งซึ่งสืบเชื้อสายมาจากแซ่หมี่ดูแลรับผิดชอบ สนมนางในในตำหนักในหากบุตรชายได้รับที่ดินศักดินาให้ย้ายตามบุตรชาย ส่วนกงจื่อที่ยังมิได้รับที่ดินศักดินาให้ศึกษา ณ สถานศึกษาพ่านกง รออายุครบสิบห้าปีค่อยแบ่งที่ดินศักดินา มารดาของบรรดากงจื่อยังคงให้พำนักในตำหนักใน ไม่อนุญาตให้ฝังผู้ใดพร้อมพระศพ

329 ปีก่อนคริสตกาล ฉู่หวังซางสิ้นพระชนม์ สมัญญานาม “เวย” ตอนฉู่เวยหวังครองราชย์ รัฐฉู่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด อาณาเขตกว้างขวาง เศรษฐกิจเฟื่องฟู การทหารเข้มแข็ง

หลังฉู่เวยหวังสิ้นพระชนม์ ไท่จื่อไหวสืบทอดตำแหน่งหวังต่อจากผู้เป็นบิดา

ทั้งรัฐจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ โจวเทียนจื่อและผู้ครองรัฐใกล้ไกลต่างส่งทูตมาร่วมไว้อาลัย ขณะที่รัฐต่างๆ รอบด้านเริ่มมีท่าทีรุกราน

ไว้ทุกข์สามเดือน กระทั่งเคลื่อนพระศพฉู่เวยหวังเข้าโถงสุสาน รอบด้านล้วนปกคลุมไปด้วยสีขาวขุ่น ราวกับผืนฟ้าและผืนดินต่างร่วมแสดงความไว้อาลัย

เวลาสามเดือนนี้ สำหรับเสี่ยวกงจู่หมี่เยวี่ยแล้ว ช่างยาวนานจนน่าสะพรึงกลัว นับแต่ฉู่เวยหวังป่วยหนักเมื่อครึ่งปีก่อน บรรยากาศในวังก็แปรเปลี่ยนเป็นอึดอัดชวนให้พรั่นพรึง ในหออวิ๋นเมิ่งนับแต่จวี่จีลงมา สายตาทุกคนล้วนอัดแน่นไปด้วยความหวาดกลัวต่ออนาคตที่มิอาจคาดการณ์

หลังฉู่เวยหวังย้ายกลับไปพำนักในหอจางหัว จวี่จีต้องไปปรนนิบัติดูแลที่หอจางหัวทุกวัน บางครั้งเมื่อกลับมาก็จะเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าประหนึ่งสูญสิ้นเรี่ยวแรง เนื้อตัวค่อยๆ ซูบเซียวผ่ายผอม ผิวพรรณซีดเซียวหมองหม่น แม้แต่นัยน์ตางามกระจ่างก็ปราศจากชีวิตชีวาอย่างเคย นางกับหรงน้องชายต้องอยู่ในความดูแลของหญิงสกุลเซี่ยงกับหนี่ว์ขุย บรรยากาศเช่นนี้แม้แต่เด็กเล็กยังมิกล้าหายใจแรงๆ

หลายเดือนต่อมา อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่ ต่อให้เด็กเล็กทั้งสองก็ซูบเซียวผ่ายผอมลงไม่น้อย

วันนี้ หมี่เยวี่ยกับหมี่หรงน้องชายถูกจับแต่งตัวตั้งแต่เช้า ยืนรออยู่ในห้องข้างของตำหนักปีกพร้อมกงจื่อและกงจู่คนอื่นๆ เมื่อด้านในส่งเสียงรายงาน ทั้งกลุ่มก็ถูกพาเข้าไปในตำหนักด้านใน ในนั้นเต็มไปด้วยผู้คนกำลังคุกเข่าเรียงราย เหล่าแม่นมพาพวกเขาเข้าไปนั่งคุกเข่าตรงที่ว่างหน้าเตียงต้าหวัง เสียงเฟิ่งฟางหัวหน้าขันทียามอ่านรับสั่งของต้าหวังดังขึ้น จากนั้นคนไม่รู้จักกลุ่มหนึ่งก็สนทนาในสิ่งที่พวกเขาฟังไม่ออก ผ่านไปครู่ใหญ่ ถึงได้ยินเฟิ่งฟางเอ่ย “ต้าหวังสิ้นพระชนม์…”

ความเงียบงันราวความตายพลันคลี่ตัวแผ่ปกคลุม

เนิ่นนานผ่านไป หวังโฮ่วครวญสะอื้นเป็นคนแรก “ต้าหวัง…”

ทุกคนเริ่มครวญรำพันเสียงโหยหวน

เด็กทั้งกลุ่มไม่ว่าจะฟังเข้าใจหรือไม่ ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ ต่างพากันร้องไห้สะอึกสะอื้น

คืนนั้น ในความทรงจำของหมี่เยวี่ย มีเพียงเสียงร่ำไห้อันไร้จุดสิ้นสุด ท่ามกลางความมืดมิด มีแสงไฟกระจายตัวอยู่ทั่วไป ทว่าประหนึ่งอยู่ไกลแสนไกล รังแต่จะทำให้หัวใจทวีความหวาดหวั่นเคว้งคว้าง

นางเอาแต่ร่ำไห้ ร่ำไห้ไม่หยุด ไม่เพียงเพราะโศกศัลย์ ที่มากกว่านั้นคือเพราะหวาดกลัว

เนิ่นนานหลังจากนั้น หมี่เยวี่ยถึงเข้าใจว่า คืนนั้น สิ่งที่นางสูญเสียไป มิใช่เพียงแค่บิดา

นางร้องไห้จนปวดร้าวไปทั้งศีรษะ กว่าจะถูกแม่นมกับหนี่ว์ขุยพาออกมาก็เป็นเวลาฟ้าสาง ด้านนอกปกคลุมไปด้วยสีขาวขุ่น ผู้คนต่างสวมชุดสีขาว แม้แต่ต้นไม้ทุกต้นก็มีผ้าขาวผูกไว้

หมี่เยวี่ยเอ่ยถามอย่างงุนงง “ฟู่หมู่ ตอนนี้ถึงฤดูหนาวแล้วหรือ เหตุใดรอบด้านจึงกลายเป็นสีขาว”

หนี่ว์ขุยกอดหมี่เยวี่ยแน่น น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย

ครั้นก้าวเดิน ไม่ว่าเดินไปที่ใด ล้วนเห็นเพียงสีขาว ไม่ว่าเดินไปที่ใด ล้วนได้ยินเพียงเสียงร่ำไห้

ช่วงเวลานั้น จวี่จีอยู่เฝ้าพระศพทั้งวันทั้งคืน นางรู้ดีว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย จึงอาศัยทั้งวิธีการและสายสัมพันธ์ทั้งนอกและในวัง ร่วมมือกับอนุภรรยาคนอื่นของฉู่เวยหวังเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งจากหวังโฮ่ว

บัดนี้เนื่องจากเจ้านครรัฐคนใหม่สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา หวังโฮ่วของเซียนหวังจึงกลายเป็นมารดาของฉู่หวังคนใหม่ ในวังจึงใช้สมัญญานาม “เวย” ของเซียนหวังเรียกขานนางว่าเวยโฮ่ว ซึ่งวิธีการที่เป็นไปได้มากที่สุดที่เวยโฮ่วจะใช้จัดการพวกนางก็คือ อาศัยข้ออ้าง “ขอฝังรวม” กำจัดเหล่าสนมคนโปรดของเซียนหวัง

แม้ก่อนเซียนหวังสิ้นใจจะสั่งเสียไว้ว่าไม่อนุญาตให้ฝังผู้ใดพร้อมพระศพ หากแต่อาศัยข้ออ้างที่ว่า “สำนึกในพระกรุณาของเซียนหวัง เต็มใจฝังรวมพร้อมพระศพ” กำจัดสตรีสองสามคนอย่างเงียบๆ  เช่นนั้นแล้วจะมีผู้ใดออกหน้าแทนพวกนาง จะมีผู้ใดสนใจความเป็นความตายของพวกนาง

ด้วยเหตุนี้ จวี่จีไม่เพียงแต่ต้องปรากฏตัวที่ห้องเก็บพระศพทุกวัน ทั้งยังต้องจูงหมี่เยวี่ยกับหมี่หรง ยืนเฝ้าพระศพด้วยท่าทางอ่อนแอไร้ที่พึ่งพิง แสดงให้ผู้คนทั้งในวังและนอกวังเห็นว่า นางยังมีบุตรธิดาต้องดูแล มิอาจทอดทิ้งบุตรธิดาคู่นี้เพื่อ “ขอฝังรวม” ด้านหนึ่งก็ฝากฝังลิ่งอิ่นเจาหยาง รวมทั้งอนุภรรยาที่นางส่งไปอยู่ข้างกายฉู่หวังคนใหม่ ให้ช่วยหว่านล้อมฉู่หวังคนใหม่ให้เห็นแก่เซียนหวัง มิอาจปล่อยให้มารดากระทำเรื่องไร้คุณธรรม

หากทว่าทันทีที่เซียนหวังจากไป หวังโฮ่วกลายเป็นมารดาของฉู่หวังคนใหม่ สถานการณ์ในตำหนักในพลันเกิดการเปลี่ยนแปลง ขันทีที่เดิมเคยเรียกใช้ล้วนถูกเปลี่ยนใหม่จนสิ้น ต่อให้เป็นจวี่จี เรื่องมากมายก็มิอาจกระทำได้สะดวกเช่นแต่ก่อน แต่ครั้นได้ยินข่าวว่า ลิ่งอิ่นเจาหยางไปพบเวยโฮ่ว ฉู่หวังคนใหม่ไปพบมารดา ล้วนแต่ปิดประตูสนทนาอย่างลับๆ  หลังการพบกันสองครั้งนี้ จวี่จีก็สังเกตเห็นว่าเหล่าองครักษ์ที่เวยโฮ่วส่งมาเฝ้าหออวิ๋นเมิ่งถูกยกเลิกไปไม่น้อย ในใจจึงลอบถอนหายใจโล่งอก

ตามธรรมเนียมการจัดพิธีศพ เทียนจื่อจะได้รับการฝังพระศพหลังครบเจ็ดเดือน ผู้ครองรัฐจะได้รับการฝังศพหลังครบห้าเดือน ห้าเดือนหลังจากนั้น ในที่สุดก็ได้เวลาเคลื่อนพระศพเวยหวังเข้าสุสาน

คืนนั้นไม่มีผู้ใดเข้านอน ทุกคนตื่นตอนยามสาม ชำระล้างร่างกาย สวมชุดไว้ทุกข์สีขาว ยืนเรียงแถวตามลำดับทั้งสองฝั่ง เสนาบดีก้าวเข้าไปคารวะหน้าโลงศพ เจ้านครรัฐคนใหม่กับมารดาเจ้านครรัฐเทสุราสามจอกลงบนพื้น จากนั้นแบกโลงศพขึ้นเสลี่ยง เหล่าขุนนางยืนเรียงแถว คุกเข่าแสดงความไว้อาลัย

ระหว่างเคลื่อนพระศพ นอกจากเวยโฮ่วกับเจ้านครรัฐคนใหม่นั่งรถ สนมนางในที่เหลือและบรรดากงจื่อกงจู่ นอกจากผู้ที่มีอายุน้อยให้แม่นมเป็นคนอุ้ม ล้วนต้องเดินเท้าตามขบวนเสด็จ เดินไปยังสุสานเจ้านครรัฐซึ่งตั้งอยู่นอกเมือง สามวันก่อนไท่จู้ (เชิงอรรถ – ขุนนางผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดพิธีบวงสรวง) แห่งศาลบรรพชนจัดพิธีบวงสรวงฟ้าดินและเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ณ ที่แห่งนี้ จากนั้นเจ้านครรัฐคนใหม่กับขุนนางก็แบกโลงศพเข้าโถงสุสาน

หมี่เยวี่ยยืนอยู่กลางกลุ่มคน มองโลงศพของฉู่หวังเคลื่อนผ่านประตูหิน จากนั้นเหล่าขุนนางเทินหนังสือแต่งตั้งและตราประทับเข้าไป ตามด้วยภาชนะเครื่องใช้ เครื่องดนตรีครบชุด เครื่องบรรจุสุราอาหารที่ฉู่หวังใช้เป็นประจำ กระทั่งสุดท้าย คือหุ่นดินเผาจำนวนนับร้อยตัวเคลื่อนเข้าสู่สุสานตามลำดับ ทั้งหุ่นข้ารับใช้ หุ่นนักดนตรี หุ่นทหาร รูปปั้นม้า และรูปปั้นรถ ตามด้วยธนูและอาวุธต่างๆ วางเรียงราย ทั้งยังสังหารสัตว์สามชนิดอันได้แก่วัว แพะ และหมูเพื่อเซ่นไหว้ เมื่อฉู่หวังอยู่ในปรโลก จะได้มีชีวิตสุขสบายดังครั้งยังมีชีวิต มีสุราอาหารและดนตรีพิธีกรรมพร้อมพรั่ง มีข้ารับใช้และนักดนตรีปรนนิบัติรับใช้ มีทหารม้าคุ้มกันอารักขา

หากว่าตามธรรมเนียมปฏิบัติแห่งราชวงศ์โจว ฝังพระศพจวินหวัง จำต้องมีคนฝังรวม มั่วจื่อ (เชิงอรรถ – ม่อจื๊อ นักปรัชญาชาวจีนผู้ก่อตั้งลัทธิภราดรภาพ)เคยกล่าวไว้ว่า “ฆ่าคนฝังรวมพร้อมศพประมุข จำนวนมากคือหลายร้อย จำนวนน้อยคือหลายสิบ ฆ่าคนฝังรวมพร้อมศพแม่ทัพขุนนาง จำนวนมากคือหลายสิบ จำนวนน้อยคือหลายคน ทั้งยังมีรถม้าและนักดนตรีพร้อมพรั่ง…” กาลก่อนอู๋หวังเหอหลีว์ยังเคยฝังคนทั้งเป็นนับหมื่นพร้อมศพบุตรสาวคนสุดท้อง

หากทว่านับแต่ราชวงศ์โจวเสื่อมอำนาจ ในระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผู้ครองรัฐสู้รบกัน ไม่รู้มีผู้คนมากมายเท่าใดต้องพลีชีพกลางศึกสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด ประการหนึ่งหากไม่สู้รบก็มิอาจปกป้องรัฐของตน อีกประการหนึ่งเหล่าชายฉกรรจ์ล้วนออกศึกสงคราม ส่งผลให้ไม่มีแรงงานเพาะปลูก ภายใต้สถานการณ์ที่แรงงานนับวันยิ่งมีจำกัดเช่นนี้ หากต้องสละชีวิตผู้คนเพื่อการฝังรวมอันเปล่าประโยชน์ นับเป็นการกระทำที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ปลายยุคชุนชิวเป็นต้นมา จึงเริ่มหันมานิยมการใช้หุ่นดินเผาฝังแทนคนเป็น แรกเริ่มเดิมทีมีผู้คนมากมายที่ยังคงยึดติดกับธรรมเนียมโบราณ ร่ำร้องครวญครางว่าการใช้หุ่นแทนคนนับว่าไม่เคารพวิญญาณผู้ตาย ย่อมมิอาจได้รับการคุ้มครองจากบรรพบุรุษ หากทว่าแท้จริงแล้ว การฝังคนทั้งเป็นพร้อมศพประมุข เดิมเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อกำจัดผู้ที่เป็นเสี้ยนหนาม สังหารเชลยศึกและขุนนางคนสำคัญของประมุขคนก่อน เช่นนี้ประมุขคนใหม่ย่อมสามารถครองบัลลังก์ได้อย่างสะดวก

บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป การใช้หุ่นฝังแทนคนเป็น จึงนับเป็นวิธีที่เหมาะสมกับยุคสมัย

พิธีศพของฉู่เวยหวัง ได้รับสั่งสั่งเสียไว้ว่าให้ใช้หุ่นดินเผาฝังแทนคนเป็น นอกจากนี้ ธรรมเนียมปฏิบัติทั้งหลายล้วนยึดตามหลักเดิม กระทั่งประตูหินถูกปล่อยลง ถึงค่อยปิดสุสาน เทสุราสามจอกลงบนพื้น แสดงความไว้อาลัย ตามด้วยเผาขบวนเสด็จของเซียนหวังหน้าสุสาน

เห็นเปลวเพลิงลุกโชติช่วง เห็นรถม้าและขบวนเสด็จอันคุ้นเคยซึ่งเซียนหวังเคยใช้ถูกผลาญเผาเป็นเถ้าถ่าน ฉู่เวยโฮ่วปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น การร่ำไห้ครานี้ ร่ำไห้ที่ตนเองกลายเป็นหญิงม่าย ความน้อยใจที่เคยเฝ้ารออย่างเดียวดายยามค่ำคืน ความขมขื่นที่เคยกัดกินหัวใจราวพิษร้าย บัดนี้ล้วนสลายกลายเป็นเถ้าถ่านพร้อมของเหล่านั้น คนผู้นี้ครั้นยังมีชีวิต นางเคยโกรธแค้นเขาเกลียดชังเขา ยำเกรงเขาหวาดกลัวเขา ถึงขนาดลอบคาดหวังถึงชั่วขณะนี้ หากทว่าเมื่อเขาจากไป กลับทำให้ชีวิตของนางนับจากนี้ แม้แต่ผู้โกรธแค้นและผู้คาดหวังก็ไม่มีอีกต่อไป

ครั้นได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของบรรดาสนมนางใน นางคล้ายจะรับรู้ได้ว่าการร่ำไห้ของคนเหล่านี้ ความสิ้นหวังระคนเจ็บช้ำเช่นนั้น แน่นอนว่าย่อมมากกว่านาง มิใช่พวกนางรักบุรุษที่ตายจากไปผู้นั้นมากกว่านาง หากแต่กำลังร่ำไห้ให้กับความสิ้นหวังต่ออนาคตของพวกนางกระมัง เมื่อนึกถึงตรงนี้ หัวใจที่โศกศัลย์ของฉู่เวยโฮ่ว ก็พลันบังเกิดความสาแก่ใจอย่างประหลาด

เห็นขบวนเสด็จอันวิจิตรหรูหราเบื้องหน้าสลายกลายเป็นเถ้าธุลี จวี่จีกับเหล่าอนุภรรยาพากันร่ำไห้สะอึกสะอื้น แม้จะต่างโศกเศร้าและอับจนหนทางไม่ต่างกัน หากทว่า เรื่องที่วิตกกังวลมาตลอด นับว่าคลายลงแล้วครึ่งหนึ่ง สุสานถูกปิดแล้ว อย่างน้อยพวกนางก็รอดพ้นจากการ “ขอฝังรวม” ที่ฉู่เวยโฮ่วอาจใช้เป็นข้ออ้างเอาชีวิตพวกนาง ภายหน้าจะเป็นเช่นไร คงทำได้เพียงค่อยๆ ดูไปทีละก้าว เมื่อนึกถึงตรงนี้ จวี่จีก็กระชับมือขวาที่จูงมือหมี่หรงบุตรชายคนสุดท้อง คิดในใจว่า ลูกแม่ อนาคตของข้าคงต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว

หลังเสร็จสิ้นพิธี ทุกคนเดินทางกลับวัง

ทันทีที่กลับถึงวัง จวี่จีก็ล้มป่วยลง หลายปีมานี้นางเป็นถึงสนมคนโปรด มีชีวิตสุขสบายจนเคยชิน ต้องเฝ้าอาการประชวรและเฝ้าพระศพนานถึงหนึ่งปี ซ้ำเมื่อคืนก็นอนหลับไม่เต็มอิ่ม ต้องตื่นตั้งแต่รุ่งสาง เดินเท้าติดตามขบวนเคลื่อนพระศพไปกลับหลายสิบลี้ ทั้งเดินเท้าทั้งคุกเข่า ทรมานนานถึงหนึ่งวันเต็ม เหน็ดเหนื่อยจนแทบไร้เรี่ยวแรง กอปรกับเสร็จสิ้นพิธีการฝังพระศพ เรื่องที่นางกลัวที่สุดเรื่องหนึ่งก็สิ้นสุดลง ความหวาดหวั่นกังวลที่ติดอยู่ในใจมาตลอดพลันคลายลง ร่างกายจึงรับไม่ไหวอีกต่อไป

เสี่ยวกงจู่หมี่เยวี่ยก็ล้มป่วยเช่นกัน นางอายุยังน้อย กอปรกับเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของฉู่หวัง เมื่อเดินเท้าตามจวี่จีเป็นระยะทางหลายสิบลี้ ร่างกายจึงยิ่งรับไม่ไหว

มีเพียงเสี่ยวกงจื่อหมี่หรง เพราะยังเยาว์วัยไม่รู้ความ ทั้งยังมีแม่นมอุ้มไปกลับตลอดทาง จึงไม่มีอันใดน่ากังวล

จวี่จีนอนซมอยู่สองวันกว่าจะพอลุกจากเตียงไหว กระนั้นก็มิกล้าล่าช้า รีบสั่งให้บรรดาข้ารับใช้เก็บข้าวของเครื่องใช้โดยเร็วที่สุดเพื่อเตรียมย้ายตำหนัก

เซียนหวังสิ้นพระชนม์ อนุภรรยาของเซียนหวังเช่นพวกนางนั้น หลังจากส่งพระศพเข้าสุสานเสร็จสิ้น ล้วนต้องย้ายออกจากตำหนักที่พำนักเดิมไปใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ ตำหนักรองซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ หอตำหนักอันใหญ่โตโอ่อ่าเหล่านี้ ย่อมต้องให้สนมนางในของเจ้านครรัฐคนใหม่เข้ามาพำนัก

ขณะกำลังเก็บข้าวของ ก็เห็นซื่อเหรินซีแห่งตำหนักเวยโฮ่วเดินเข้ามา ขอหยกเหอซื่อของเซียนหวังกลับคืน

หยกเหอซื่อเดิมเป็นของพกติดตัวของเซียนหวัง เนื่องจากกงจู่เก้าหมี่เยวี่ยล้มป่วย จึงพระราชทานให้นางพกติดตัวเพื่อคุ้มภัย เวลานี้เวยโฮ่วมาขอคืน จวี่จีจึงมิกล้าไม่ทำตาม

เพียงแต่จวี่จีลุกจากเตียงไม่ไหว จึงให้หนี่ว์ขุยไปหยิบในห้องกงจู่เก้า

เสี่ยวกงจู่หมี่เยวี่ยแม้เฉลียวฉลาด แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กผู้หนึ่ง กอปรกับกำลังล้มป่วย เวยหวังสิ้นพระชนม์ เดิมนางก็เศร้าโศกเสียใจยิ่ง ซ้ำของสิ่งนี้เป็นของที่ระลึกที่เสด็จพ่อมอบให้นาง จะยอมถูกคนอื่นยึดไปได้อย่างไร เด็กผู้หนึ่งไฉนเลยจะเข้าใจเรื่องราวซับซ้อนเช่นนั้น

หนี่ว์ขุยหว่านล้อมอยู่นาน นางเอาแต่ยืนกรานไม่ยอม ซื่อเหรินซีรอไม่ไหว ก้าวตรงเข้าไปในห้อง ตะคอกถาม “หยกเหอซื่ออยู่ที่ใด”

หมี่เยวี่ยเห็นว่าเป็นเขา จำได้ว่าเขาคือคนข้างกายหวังโฮ่วผู้ดุดันโหดร้ายผู้นั้น รีบกอดหยกเหอซื่อไว้แนบอกด้วยความตกใจ ก่อนจะวิ่งไปหลบอยู่มุมหนึ่งไม่ยอมออกมา หนี่ว์ขุยทำท่าจะเข้าไปหว่านล้อม แต่ซื่อเหรินซีชิงก้าวเข้าไปก่อน มือข้างหนึ่งจับตัวหมี่เยวี่ย มืออีกข้างหมายจะคว้าหยกเหอซื่อไปจากอกนาง

หารู้ไม่ หมี่เยวี่ยพลันอ้าปากกัดมือซื่อเหรินซี ซื่อเหรินซีไม่ทันตั้งตัว มือข้างหนึ่งถูกนางกัดไม่ยอมปล่อย ได้แต่ส่งเสียงร้องโวยวายพลางก่นด่าขันทีน้อยที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก “พวกเจ้าเป็นคนตายหรือ ยังไม่รีบเข้ามาช่วยอีก!”

ขันทีน้อยสองสามคนรีบกรูเข้าไปช่วยจับตัวหมี่เยวี่ย ซื่อเหรินซีอาศัยโอกาสนี้ชักมือออกมา เห็นว่าบริเวณนิ้วโป้งกับนิ้วชี้มีรอยฟันฝังลึก เลือดสดๆ ไหลซึม

ซื่อเหรินซีโกรธจัด ตอนนี้เวยหวังสิ้นพระชนม์ สนมนางในในตำหนักใน รวมถึงกงจื่อกงจู่ที่ยังเยาว์วัย ล้วนต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของเวยโฮ่ว เขาไฉนเลยจะเห็นคนเหล่านี้อยู่ในสายตา เห็นมือของตนเจ็บปวดยิ่ง ขณะที่เสี่ยวกงจู่ผู้นั้นยังคงกัดเตะไม่หยุด อารามเดือดดาล จึงจิกผมของเสี่ยวกงจู่กระแทกเข้ากับฝาผนัง

เด็กหญิงตัวน้อยเดิมก็ผิวพรรณบอบบาง เมื่อกระแทกเข้ากับฝาผนัง ศีรษะก็พลันมีเลือดออก หมี่เยวี่ยรู้สึกเจ็บ มือที่กำแน่นพลันคลายออก หยกเหอซื่อถูกซื่อเหรินซีแย่งไป เขาหยิบขึ้นมามอง เห็นว่าหยกเหอซื่อเปื้อนเลือดสองสามหยด

ซื่อเหรินซีออกแรงเช็ด แต่หยดเลือดกลับไหลซึมเข้าไปในรอยสลักระหว่างเนื้อหยก เขาปล่อยมือ หมี่เยวี่ยล้มลงบนพื้น หนี่ว์ขุยเห็นเสี่ยวกงจู่ล้มลง ศีรษะเต็มไปด้วยเลือด แน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน ร้องเสียงดังด้วยความตกใจ “เสี่ยวกงจู่ เสี่ยวกงจู่…ซื่อเหรินซีสังหารเสี่ยวกงจู่…”

ยังไม่ทันสิ้นประโยค ซื่อเหรินซีก็ตวัดฝ่ามือใส่ใบหน้านาง ตวาดลั่น “บ่าวรับใช้ชั้นต่ำ ตาข้างไหนของเจ้าที่เห็นว่าข้าสังหารเสี่ยวกงจู่…”

ด้านจวี่จีเวลานี้ก็หาได้นอนสบายอยู่บนเตียงไม่ นางเพิ่งลุกจากเตียงก็มีเรื่องให้กลุ้มใจ ด้านหนึ่งรีบร้อนส่งคนไปสืบข่าว อีกด้านกลัวว่ากงจื่อหรงอายุยังน้อย จะถูกคนของซื่อเหรินซีรังแก จึงรับมาดูแลข้างกาย ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเวลาสนใจหมี่เยวี่ย หารู้ไม่เผอเรอไปเพียงชั่วขณะหนึ่ง กลับได้ยินว่าเกิดเรื่อง จึงรีบฝืนพยุงร่างกายอ่อนล้าไปหาหมี่เยวี่ย เมื่อเข้ามาก็เห็นหมี่เยวี่ยกำลังล้มลง นางร้องอุทานด้วยความตกใจ ก้าวเข้าไปประคองหมี่เยวี่ยพลางหันไปตะคอก “ซื่อเหรินซี เจ้าจะทำอะไร”

หมี่เยวี่ยเพียงแต่หมดสติไป เมื่อจวี่จีประคอง นางรู้สึกเจ็บ จึงสะอื้นไห้ร้องเรียก “มารดา ข้าเจ็บ ข้าเจ็บ…”

เมื่อครู่หนี่ว์ขุยร้องโวยวาย ซื่อเหรินซีเดิมตระหนกตกใจไม่น้อย แต่เมื่อได้ยินหมี่เยวี่ยร้องไห้ก็พลันโล่งอก เอ่ยกับจวี่จีด้วยท่าทางวางอำนาจ “จวี่ฟูเหริน เรื่องนี้หาได้เกี่ยวข้องกับกระหม่อมไม่ เสี่ยวกงจู่ซุกซนชนฝาผนัง ไยบ่าวรับใช้ชั้นต่ำผู้นี้ถึงใส่ร้ายป้ายสีกระหม่อมเช่นนั้น เอาเถิด บัดนี้เสี่ยวกงจู่ก็สบายดีมิใช่หรือ กระหม่อมยังต้องกลับไปรายงานเวยโฮ่ว คงต้องขอตัวก่อน!” เอ่ยจบก็สั่งให้คนรื้อหากล่องบรรจุหยกเหอซื่อ เมื่อรื้อเจอก็วางหยกใส่กล่องก่อนจะรีบร้อนจากไป

เหลือเพียงสภาพห้องกระจัดกระจาย กับเสียงร้องไห้ของหมี่เยวี่ย

จวี่จีปลอบโยนหมี่เยวี่ยอย่างร้อนรนสับสน หันไปเอ่ยกำชับ “หนี่ว์ขุย เจ้าไปตักน้ำมาให้เสี่ยวกงจู่ล้างแผล แล้วก็หยิบยาทาแผลในห้องข้ามาทำแผลให้เสี่ยวกงจู่ เด็กดี อย่าเอามือไปจับ ระวังสกปรก”

หมี่เยวี่ยร้องไห้จนหายใจไม่ทัน น้ำตาผสานกับหยดเลือดรินไหล “หยกเหอซื่อของข้า หยกเหอซื่อที่เสด็จพ่อให้ข้า…”

จวี่จีกอดหมี่เยวี่ยแน่น น้ำตาหลั่งรินเช่นกัน “เด็กดี ตอนนี้เรามิอาจคำนึงถึงสิ่งของเหล่านี้ เจ้าต้องเป็นเด็กดี อย่าก่อเรื่องให้มารดากลุ้มใจ มารดาจะรับไม่ไหวแล้วหากยังเกิดอะไรกับพวกเจ้า!”

ทั้งคู่กอดกันร้องไห้ เหล่าสาวใช้ต่างน้ำตาไหลริน ครู่หนึ่งผ่านไป หมี่หรงน้อยเห็นจวี่จีไม่อยู่ จึงโซซัดโซเซเดินหา มีแม่นมเดินตามหลังติดๆ  แต่กลับไม่กล้าห้ามปราม หมี่หรงเห็นมารดากับพี่สาวกำลังร้องไห้ ก็ร้องไห้โฮอีกคน

เนิ่นนานผ่านไป พี่น้องคู่นี้ร้องไห้จนเหนื่อย ล้างหน้าทำแผล ต่างถูกแม่นมพาไปนอน ครานี้จวี่จีถึงเรียกซื่อเหรินคนสนิทมาเอ่ยถามด้วยท่าทางเหนื่อยล้าอ่อนแรง “ตกลงเกิดอะไรขึ้นกับน้องหญิงเซี่ยง เจ้าไปสืบข่าวที่ถูกต้องมาให้ข้า!”

ซื่อเหรินผู้นั้นคุกเข่าโขกศีรษะ เอ่ยตะกุกตะกัก “กระหม่อมสมควรตาย สืบข่าวมิได้แม้แต่น้อย ได้ยินเพียงว่าเซี่ยงอิ้งเหรินล่วงเกินเวยโฮ่ว”

จวี่จีย่ำเท้าเอ่ย “บ่าวรับใช้เช่นเจ้านับว่าสมควรตาย ผู้ที่มีนิสัยขลาดกลัวเช่นเซี่ยงอิ้งเหริน จะล่วงเกินเวยโฮ่วได้อย่างไร”

ซื่อเหรินผู้นั้นเอาแต่โขกศีรษะ “กระหม่อมมิทราบจริงๆ  เวยโฮ่วมีบัญชา เกรงว่าทั้งวังคงไม่มีผู้ใดสามารถสืบข่าวได้”

จวี่จีตวาดอย่างโกรธเกรี้ยว “ล้วนแต่ไร้ประโยชน์! ไสหัวไป! ไปสืบมาให้ได้ว่าเซี่ยงอิ้งเหรินบัดนี้อยู่ที่ใด ตกลงว่านางทำอะไรล่วงเกินเวยโฮ่ว!”

ซื่อเหรินผู้นั้นได้แต่โขกศีรษะอีกครั้ง ก่อนจะโค้งตัวถอยออกไป

เมื่อเห็นซื่อเหรินผู้นั้นออกไป หนี่ว์ขุยทำได้เพียงเอ่ยเกลี้ยกล่อม “ฟูเหรินอย่าโมโหไป ทางที่ดีควรวางแผนรับมือ”

จวี่จีขมวดคิ้วเอ่ย “โอ ข้าเพียงแต่ไม่เข้าใจ หากเวยโฮ่วจะลงมือ ก็น่าจะพุ่งเป้ามาที่สนมคนโปรดเช่นข้า ผู้ที่ไม่มีความสำคัญอันใดเช่นน้องหญิงเซี่ยง เหตุใดนางจึงต้องพุ่งเป้าไปที่นาง”

หนี่ว์ขุยคิดใคร่ครวญ พลันเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ “ฟูเหริน เกรงว่าเวยโฮ่วคงคิดจัดการฟูเหริน เพียงแต่ฟูเหรินรอบคอบระมัดระวัง จึงไม่มีโอกาสลงมือ ตามความเห็นของหม่อมฉัน หากพวกนางคิดใส่ร้ายป้ายสี อาจอาศัยที่นางมีนิสัยขลาดกลัว ข่มขู่สามสี่ประโยค ให้นางใส่ความฟูเหริน”

จวี่จีตะลึงอึงงัน ยืดตัวนั่งหลังตรง “ใช่แล้ว หากมีเรื่องเช่นนี้จริง มิอาจไม่ป้องกัน”

หนี่ว์ขุยว่า “เช่นนั้นฟูเหรินต้องวางแผนรับมือให้ดี”

จวี่จีก้มหน้าครุ่นคิด เอ่ย “น้องหญิงเซี่ยงแม้มีนิสัยอ่อนแอขลาดกลัว แต่นางมิใช่คนโง่เขลา มีข้าอยู่ ถึงสามารถคุ้มครองเยวี่ยกับหรงลูกสองคนของนาง หากไม่มีข้า ลำพังเพียงนางไม่สามารถปกป้องเด็กสองคนนี้ได้ เกรงว่านางจะ…” นางพลันคิดอะไรได้บางอย่าง รีบเอ่ย “หนี่ว์ขุย เจ้ารีบไปตำหนักไท่จื่อ ไปหาเจิ้งจี” เอ่ยจบก็กระซิบข้างหูหนี่ว์ขุยสามสี่ประโยค หนี่ว์ขุยรีบรับคำออกไป

เห็นหนี่ว์ขุยเดินห่างออกไป จวี่จีค่อยๆ จมอยู่ในห้วงความคิดของตน เดิมนางก็เข้าใจสภาพการณ์ของตนเองดี รู้ว่าที่ตนเองหวังพึ่งหมี่หรงบุตรชาย ก็เพื่อภายหน้าเมื่อได้รับพระราชทานที่ดินศักดินา จะสามารถย้ายตามบุตรชาย กลายเป็นมารดาขุนนางผู้ปกครองที่ดิน

เวยโฮ่วโหดเหี้ยมอำมหิต จิตใจคับแคบ หากวันใดเวยหวังจากไป นางจำต้องหาทางออกให้ตนเอง ไท่จื่อไหวลุ่มหลงในหญิงงาม นางจึงคอยสังเกตว่าไท่จื่อชื่นชอบสตรีลักษณะใด จากนั้นลอบผูกมิตรกับหญิงงามเหล่านั้น ใช้เงินทองและอาภรณ์ช่วยให้พวกนางผ่านช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดมาได้ สอนพวกนางว่าทำอย่างไรถึงจะได้รับความโปรดปราน หนึ่งในสตรีเหล่านั้นก็คือเจิ้งซิ่ว ซึ่งบัดนี้กลายเป็นอนุภรรยาที่เจ้านครรัฐคนใหม่โปรดปรานที่สุด เมล็ดพันธุ์ที่หว่านไว้ในตอนนั้น บัดนี้ย่อมผลิดอกออกผลตอบแทนคุณนางแล้ว

ขณะเดียวกันที่หอเจี้ยน ฉู่เวยโฮ่วเอนตัวพิงโต๊ะเครื่องแป้ง ถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า

ไต้เม่านวดไหล่ให้นางอย่างระมัดระวังเอ่ย “เวยโฮ่ว ท่านต้องดูแลร่างกายให้ดี!”

ฉู่เวยโฮ่วถอนใจยาว เอ่ยพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “เวยโฮ่ว เวยโฮ่ว ในที่สุดข้าก็มิใช่เสี่ยวจวินอีกต่อไป แต่กลายเป็นมารดาของจวินหวังแล้วหรือ” นางหันไปส่องกระจก ไล้มือไปตามเงาสะท้อนของตัวเองอย่างแผ่วเบา เอ่ยด้วยท่าทางทอดถอนใจ “สตรีผู้หนึ่ง ในที่สุดก็อดทนพ้นผ่านจนสามารถเติมสมัญญานามของสามีไว้หน้าคำเรียกขานของตัวเอง ชีวิตนี้นับว่าไม่มีผู้ใดอยู่เหนือข้าอีกแล้ว ทว่ารูปโฉมของข้ากลับโรยราลับเลือน ชีวิตนี้นับว่าเดินมาจนสุดทางแล้ว” พลันยกมือปัดกระจกสำริดร่วงตกพื้น เอ่ยอย่างคับแค้น “รูปโฉมของข้าโรยราลับเลือน ทว่าคนสามานย์ผู้นั้น คนสามานย์ผู้นั้นกลับยังสามารถ ยังสามารถ…” นางโมโหจนพูดต่อไม่ออก

ไต้เม่ารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธจัด จึงไม่กล้าต่อความ ได้แต่เอ่ยปลอบประโลม สุดท้ายฉู่เวยโฮ่วเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ย “ไปลากตัวคนสามานย์ผู้นั้นมาให้ข้า!”

ไต้เม่าตอบรับคำหนึ่ง ก่อนจะสั่งให้ซื่อเหรินพีนำตัวหญิงสกุลเซี่ยงเข้ามา

หญิงสกุลเซี่ยงใบหน้าเผือดซีด รูปร่างแบบบางราวปุยดอกไม้ ทันทีที่ก้าวเข้ามาก็ทรุดตัวลงบนพื้น ไม่กล้าเงยหน้า

“เงยหน้าขึ้น!”ฉู่เวยโฮ่วตวาด

หญิงสกุลเซี่ยงเงยหน้าขึ้นอย่างขลาดกลัว หยาดน้ำใสไหลรินรดแก้ม ประหนึ่งหยดน้ำค้างบนยอดหญ้าที่กำลังจะร่วงหยด ยิ่งขับให้นางดูน่าสงสารจับใจ เนื่องเพราะนางมีตำแหน่งต่ำ มิอาจสวมชุดผ้าดิบเช่นฉู่เวยโฮ่ว และมิอาจสวมชุดขาวล้วนเช่นจวี่จี จึงสวมเพียงอาภรณ์นางในธรรมดาสีเขียวอ่อนที่มีผ้าสีขาวรัดเอว ยิ่งขับให้รูปร่างดูอรชรอ้อนแอ้น ศีรษะปราศจากเครื่องประดับ ยิ่งขับให้เรือนผมดูเงางามราวปุยเมฆสีนิล การแต่งกายเช่นนี้ ยิ่งขับให้นางดูบอบบางน่าทะนุถนอม ไม่เหมือนสตรีที่เคยให้กำเนิดบุตรธิดามาแล้วสองครั้งแม้แต่น้อย

ฉู่เวยโฮ่วเห็นดังนั้น ความเกลียดชังในใจยิ่งเพิ่มพูน “หญิงร่านราคะเช่นเจ้า ทำท่าทำทางเช่นนี้ คิดจะยั่วยวนผู้ใดอีกหรือ ตอนเซียนหวังยังมีชีวิตทรงเมตตาเจ้าเพียงใด! บัดนี้เพิ่งฝังพระศพไปไม่ทันไร เจ้าก็คิดนอกใจ ซ้ำยังกล้าหว่านเสน่ห์ใส่ต้าหวังขณะกำลังไว้ทุกข์ บังอาจทำลายชื่อเสียงของต้าหวังเพื่อความปรารถนาส่วนตน ข้าย่อมมิอาจปล่อยเจ้าไว้!”

หญิงสกุลเซี่ยงตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ หมอบลงกับพื้น สะอื้นไห้เอ่ย “เวยโฮ่วโปรดวินิจฉัย หม่อมฉันไฉนเลยจะกล้าทำเช่นนั้น หม่อมฉันถูกปรักปรำ!”

ฉู่เวยโฮ่วมองนาง ยิ่งคิดยิ่งแค้น นางปกครองดูแลฝ่ายใน สิ่งที่รู้ดีที่สุดคือแยกแยะหนักเบา แยกแยะบุญคุณความแค้น ปกติแล้วไม่เห็นหญิงงามในตำหนักในอยู่ในสายตา หวังโฮ่วคือเสี่ยวจวิน บรรดาอนุภรรยาจะได้รับความโปรดปรานเพียงใด ก็มิอาจส่งผลกระทบต่ออำนาจบารมีของนาง เพียงแต่ชีวิตของสตรีในตำหนักในล้วนผูกติดกับบุตรธิดา ครานั้นโจวโยวหวังโปรดปรานเปาซื่อจนส่งผลให้รัฐสิ้นสลาย ทว่าบรรดาผู้ครองรัฐกลับไม่มีผู้ใดจดจำบทเรียนอันลึกซึ้งนี้ได้ หลายร้อยปีที่ผ่านมา บุตรชายของอนุภรรยาคนโปรดช่วงชิงตำแหน่งจากบุตรชายในภรรยาเอก เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน นางไม่กลัวอนุภรรยาเป็นที่โปรดปราน แต่กลัวจวินหวังจะรักบุตรชายของอนุภรรยาคนโปรด จนส่งผลกระทบต่อตำแหน่งของไท่จื่อไหว

เซียนหวังฉลาดปราดเปรื่องเหนือผู้ใด ทนเห็นเลือดเนื้อเชื้อไขโง่เขลามิได้ ไท่จื่อไหวในสายตาของนางแม้จะเฉลียวฉลาดเชื่อฟัง ทว่ากลับไม่ประเสริฐเท่าที่เซียนหวังหวังไว้ โชคยังดีที่ภายใต้การจัดการอย่างเต็มความสามารถของนาง ในสายตาคนนอกยังคงมองว่าไท่จื่อไหวดูแลจัดการราชการงานแผ่นดินได้เหมาะสม เปี่ยมความสามารถเปี่ยมคุณธรรม และเพื่อรักษาชื่อเสียงอันดีงามนี้ไว้ เพื่อช่วยให้ตำแหน่งของไท่จื่อมั่นคงไม่สั่นคลอน นางหาได้สนใจไม่ว่ามือของตนจะต้องเปื้อนเลือดของคนเช่นหญิงงามเยวี่ยอีกสักกี่ชีวิต

ส่วนหญิงสกุลเซี่ยงผู้อยู่เบื้องหน้านางนี้ ตอนตั้งครรภ์คราวนั้นก็มีข่าวลือเรื่อง “กำเนิดจักรพรรดิ” ทำให้นางกลัดกลุ้มกังวลอยู่นานเกือบปี ถึงขั้นบังเกิดความคิดสังหาร กระนั้นก็นับว่าหญิงสกุลเซี่ยงผู้นี้โชคดียิ่งที่ให้กำเนิดบุตรสาว ทำให้นางเบาใจไปได้เปลาะหนึ่ง ไม่นึกว่าเรื่องนี้จะดึงดูดความสนใจของเซียนหวัง ฉะนั้นจึงได้แต่รามือชั่วคราว

ทว่าบัดนี้…บัดนี้นางไม่คิดจะปล่อยหญิงสกุลเซี่ยงไปอีกแล้ว! สตรีผู้นี้มีชีวิตไร้ค่าราวมดตัวหนึ่ง ทว่านางรู้ดี ผู้ที่มีสถานะต่ำต้อยเช่นนี้ ล้วนมิอาจชะล่าใจ หาไม่แล้ว จะทำให้สถานการณ์ที่กำลังดำเนินไปด้วยดีเกิดการพลิกผันครั้งใหญ่

หญิงสกุลเซี่ยงหมอบอยู่บนพื้น ตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก การสิ้นพระชนม์ของเซียนหวัง สำหรับนางแล้วประหนึ่งฟ้าถล่มดินทลาย ส่วนหายนะที่มาเยือนอย่างกะทันหันในวันนี้ เฉกเช่นผืนดินปริแยกแตกร้าว บังเกิดเป็นห้วงลึกมืดอันไร้จุดสิ้นสุด

หลังจากฝังพระศพเซียนหวัง สนมนางในในตำหนักในต้องย้ายไปพำนัก ณ ตำหนักรองซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ จวี่จีเนื่องจากเหน็ดเหนื่อยจากการติดตามขบวนพระศพ จึงนอนซมลุกไม่ขึ้น หญิงสกุลเซี่ยงแม้จะมีนิสัยขลาดกลัว แต่เวลานี้ก็จำต้องลุกขึ้นมาจัดการเรื่องราวแทน เนื่องเพราะเซียนหวังสั่งเสียไว้ว่าให้พระราชทานเครื่องใช้ประจำวันบางอย่างแก่จวี่จีและบุตรธิดาทั้งสอง นางจึงพาสาวใช้สองคนไปรับของเหล่านั้นที่หอจางหัว

นางสั่งให้สาวใช้ตามซื่อเหรินประจำหอเข้าไปหยิบเครื่องใช้ เนื่องจากด้านในมีสิ่งของระเกะระกะมากมาย นางจึงยืนรออยู่ด้านนอก

วันนี้แดดแรงยิ่ง นางเห็นรอบด้านปลอดคน จึงยืนรออยู่ตรงมุมร่มรื่นที่เชื่อมต่อระหว่างลานด้านในกับลานด้านนอก เห็นลานด้านนอกมีผู้คนสัญจรไปมา ลานด้านในเงียบสงบอย่างยิ่ง จึงค่อยๆ ถอยเข้าไปในลานด้านใน นางคิดถึงวันที่ตนกับเซียนหวังเดินเล่นด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้ ใจลอยไปชั่วขณะ ก้าวช้าๆ ไปตามระเบียงทางเดินอย่างไม่รู้ตัว พลางทอดสายตามองไปยังลานด้วยท่าทางเหม่อลอย

บังเอิญฉู่หวังไหวเจ้านครรัฐคนใหม่ที่เพิ่งสืบทอดตำแหน่งเพิ่งตื่นนอนกลางวัน กำลังเดินเล่นเพียงลำพังเลาะมาตามระเบียงทางเดิน เห็นสตรีในชุดเขียวผู้หนึ่งกำลังยืนพิงเสาระเบียงด้วยท่าทางเหม่อลอย เป็นหญิงงามลักษณะเรียบร้อยบอบบางแบบที่เขาชมชอบ นิสัยของเขาเดิมก็ค่อนข้าง “พ่ายแพ้แก่หญิงงาม” นับแต่เซียนหวังป่วยหนักก็ต้องอยู่เฝ้าอาการทุกวัน หลังเซียนหวังจากไปก็ต้องเฝ้าพระศพเป็นเวลาห้าเดือน ห่างหายจากหญิงงามไปนาน เวลานี้ฝังพระศพเซียนหวังเสร็จสิ้น จึงไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด กอปรกับเพิ่งขึ้นครองราชย์ ผู้คนรอบข้างล้วนประจบเอาใจราวกับเขาเป็นเทพเจ้าก็ไม่ปาน บัดนี้ไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมบงการเขาอีกต่อไป นึกถึงกาลก่อนเวลาจะกระทำอันใด เป็นต้องยำเกรงเสด็จพ่อผู้เฉียบขาดและเสด็จแม่ผู้เข้มงวด เวลานี้ศิลาหนักอึ้งทั้งสองในใจของเขานั้นถูกเคลื่อนย้ายออกไปแล้ว จะไม่ปีติยินดีได้อย่างไร

ด้วยเหตุนี้ หลายวันมานี้จึงเรียกนางกำนัลข้างกายมาเสพสุขจนอิ่มหนำ กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ  ครานี้เพิ่งออกจากห้องนอนไม่นาน ก็พบหญิงงามผู้หนึ่งยืนรออยู่ข้างเสาระเบียง ดวงหน้าอ่อนหวานเปี่ยมความรู้สึก เขาไม่ทันตรึกตรอง คิดว่าต้องเป็นผู้ที่ซื่อเหรินไหลขันทีคนสนิทเตรียมไว้ให้เขาแน่นอน เวลานี้อยู่ในตำหนักส่วนตัวของตน ไฉนเลยจะหวั่นเกรงสิ่งใด พลันโถมตัวเข้าใส่ ร้องเรียก “ยอดรักของข้า…”

หญิงสกุลเซี่ยงเพียงแต่ใจลอยไปชั่วขณะ ก็ถูกบุรุษผู้หนึ่งโถมตัวเข้าใส่ ทั้งยังกอดจูบตามอำเภอใจ ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พยายามผลักอีกฝ่ายออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี หากแต่เรี่ยวแรงของนางไฉนเลยจะเทียบกับบุรุษผู้ฝึกวิชาต่อสู้เป็นประจำเช่นฉู่หวังไหวได้ ซ้ำยังทำให้เขาเข้าใจผิดคิดว่านางจงใจแสร้งทำเป็นผลักไส พลันเกิดอารมณ์โกรธ หอบหายใจเอ่ย “หญิงงามอย่าขัดขืน หากทำให้ผู้ด้อยโมโห มิต้องรอกลับถึงตำหนัก ผู้ด้อยจะเผด็จศึกเจ้าริมระเบียงเสีย!”

หญิงสกุลเซี่ยงตกใจร้องไห้ “ต้าหวังโปรดปล่อยเถิด หม่อมฉันมิใช่…หม่อมฉันมิใช่…”

ตอนนั้นเองที่เสียงตวาดกร้าวของใครคนหนึ่งพลันดังขึ้น “ต้าหวัง เจ้ากำลังทำอะไร”

เสียงนี้ทำให้หญิงสกุลเซี่ยงตกใจจนไร้เรี่ยวแรง ฉู่หวังไหวอาศัยจังหวะนั้นคว้าตัวนางมากอดแนบอก แต่แล้วเมื่อเงยหน้าขึ้น กลับเห็นเสด็จแม่ของเขามีสีหน้าโกรธขึ้ง ด้านหลังมีข้ารับใช้หลายคนติดตาม เดินมาจากอีกฝั่งหนึ่งของระเบียง

ฉู่หวังไหวปล่อยมือทันที คลี่ยิ้มเอ่ย “ที่แท้ก็เสด็จแม่เองหรือ เสด็จแม่มาทำอะไรที่หอจางหัว”

ฉู่เวยโฮ่วโกรธจนหน้าแดง “เพิ่งฝังพระศพเสด็จพ่อของเจ้าไปไม่ทันไร ไยเจ้าถึงไยเจ้าถึง…” นางมิอาจตำหนิบุตรชายของตนที่เพิ่งครองตำแหน่งหวัง จึงหันไปตะคอกถามหญิงสกุลเซี่ยง “เจ้าเป็นใคร ไยจึงกล้ายั่วยวนต้าหวังขณะกำลังไว้ทุกข์”

หญิงสกุลเซี่ยงสะบัดมือฉู่หวังไหว ทรุดตัวคุกเข่า เอ่ยเสียงสะอื้น “หม่อมฉันมิกล้า หม่อมฉันสกุลเซี่ยงรับคำสั่งจากจวี่ฟูเหริน มารับสมบัติของเซียนหวัง เผลอเข้ามาที่นี่โดยไม่ตั้งใจ ไม่นึกว่าจะ…”

ฉู่เวยโฮ่วเดิมนึกว่านางเป็นเพียงนางกำนัลธรรมดา ไม่นึกว่าที่แท้แล้วคือคนข้างกายจวี่จี คำว่าสกุลเซี่ยงนี้ช่างคุ้นหูนัก อดเอ่ยถามอย่างลังเลมิได้ “เจ้าคือ…”

ไต้เม่าสาวใช้ข้างกายนางก้าวมาด้านหน้าหนึ่งก้าว กระซิบข้างหูนางเสียงเบา “หญิงสกุลเซี่ยงผู้นี้คือมารดาผู้ให้กำเนิดกงจู่เยวี่ยกับกงจื่อหรงเพคะ!”

ฉู่เวยโฮ่วตกตะลึง ฉู่หวังคนใหม่เพิ่งจะพ้นช่วงไว้ทุกข์ ก็คิดจะเสพสุขกับสตรีตอนกลางวันแสกๆ  หากเป็นนางกำนัลธรรมดานั้นช่างเถิด แต่นี่เป็นถึงมารดาของกงจื่อ เจ้านครรัฐคนใหม่เพิ่งขึ้นครองราชย์ อำนาจบารมียังไม่มั่นคง ทุกการกระทำล้วนเป็นที่จับตามองของรัฐต่างๆ  การปลุกปล้ำมารดารองเช่นนี้ หากตระกูลเชื้อพระวงศ์รู้เข้า ย่อมถูกมองว่าไร้คุณธรรม หากรัฐอื่นรู้เข้า ย่อมถูกหัวเราะเยาะเป็นแน่

นึกถึงตรงนี้จิตใจก็ร้อนรุ่มกระวนกระวาย เดือดดาลยากระงับ พลันตวาดเสียงกร้าว “เจ้ารู้หรือไม่…” เอ่ยเพียงครึ่งประโยคก็พลันนึกขึ้นได้ หันไปเอ่ยเสียงเย็นกับฉู่หวังไหว “ต้าหวัง เจ้าออกไปก่อน หญิงร่านราคะผู้นี้ปล่อยให้แม่จัดการ”

ฉู่หวังไหวเดิมก็หวาดกลัวท่าทางเกรี้ยวกราดของนาง เมื่อถูกนางตวาดไล่เช่นนี้ ประหนึ่งได้รับการปลดปล่อยก็ไม่ปาน รีบสาวเท้าก้าวจากไปทันที

หญิงสกุลเซี่ยงนึกว่าผ่านพ้นภัยพิบัติ ถอนหายใจโล่งอก เอ่ยพลางน้อมคำนับฉู่เวยโฮ่ว “ขอบพระทัยเวยโฮ่ว…”

แต่ฉู่เวยโฮ่วกลับมองนางด้วยสีหน้าโกรธขึ้ง ไม่มีแก่จิตแก่ใจคำนึงถึงความเหมาะสม พลันยกเท้าถีบหญิงสกุลเซี่ยงเต็มแรง เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด่าทอ “หญิงร่านราคะสมควรตาย!”

หญิงสกุลเซี่ยงทำท่าจะเอ่ยวาจา เหลือบไปเห็นไต้เม่าส่งสายตา ขันทีข้างกายฉู่เวยโฮ่วพลันกรูกันเข้ามา จับตัวนางปิดปากลากออกไป สาวใช้กับขันทีสองสามคนที่ยังอยู่ในตำหนักก็ล้วนถูกคุมตัวไปเช่นกัน

กลับถึงหอเจี้ยน ไฟโทสะของฉู่เวยโฮ่วยังคงลุกโชน ทำท่าจะออกคำสั่งนำตัวหญิงสกุลเซี่ยงไปโบยจนตาย ไต้เม่าพยายามเอ่ยหว่านล้อม “เซียนหวังเดิมมีรับสั่งสั่งเสีย ไม่อนุญาตให้ฝังผู้ใดพร้อมพระศพ อีกทั้งบัดนี้เสร็จสิ้นพิธีฝังพระศพเซียนหวังแล้ว หากเวลานี้มีมารดาของกงจื่อสิ้นใจอย่างกะทันหัน จะไม่ทำให้ผู้อื่นเคลือบแคลงสงสัยหรือ ผู้ที่ไม่รู้เรื่องคงกล่าวว่าเวยโฮ่วไร้เมตตา แต่หากผู้ใดระแวงสงสัย เกรงว่าจะทำให้ชื่อเสียงของต้าหวังเสียหาย”

ฉู่เวยโฮ่วเหยียดยิ้มเย็นชา “หรือข้าต้องปล่อยหญิงร่านราคะผู้นี้ไปหรือ”

ไต้เม่าว่า “ย่อมมิใช่เช่นนั้น แต่หญิงสกุลเซี่ยงเฉกเช่นแผ่นกระเบื้อง ส่วนเวยโฮ่วกับต้าหวังเฉกเช่นมุกราตรี จะปล่อยให้มุกราตรีต้องอับแสงแปดเปื้อนเพราะแผ่นกระเบื้องได้อย่างไร”

ฉู่เวยโฮ่วตวาดอย่างกราดเกรี้ยว “นี่ก็มิได้ นั่นก็มิได้ เช่นนั้นเจ้าก็จงหาวิธีมาให้ข้า”

เวลานี้เหล่านางกำนัลกับขันทีล้วนถูกไล่ออกไปจนสิ้น เหลือเพียงไต้เม่ากับฉู่เวยโฮ่ว

ไต้เม่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง เอ่ยยิ้มๆ “หม่อมฉันมีความคิดหนึ่ง มิทราบเวยโฮ่วเห็นเป็นเช่นไร”

ฉู่เวยโฮ่วเอ่ยเสียงเยียบเย็น “หญิงสกุลเซี่ยงผู้นี้ล่วงเกินข้าครั้งแล้วครั้งเล่า หากไม่ลากตัวนางไปโบยจนตาย ยากจะทำให้ความโกรธในใจข้าคลายลงได้”

ไต้เม่าคลี่ยิ้มเอ่ย “เวยโฮ่วอย่าพิโรธ บางครั้งการสังหารคนผู้หนึ่งกลับนับเป็นกำไรคนผู้นั้น ให้นางมีชีวิตอยู่อย่างทรมานเสียยิ่งกว่าตายถึงจะนับเป็นการลงทัณฑ์ที่สาสมที่สุด”

เวยโฮ่วมองค้อนนาง “เจ้าเลิกอมพะนำเสียทีรีบว่ามา”

ไต้เม่ายกน้ำอ้อยยื่นส่งให้นางด้วยมือทั้งสองข้าง เห็นเวยโฮ่วจิบน้ำรสชาติหอมหวานอารมณ์เย็นลง ค่อยเอ่ยขึ้นช้าๆ “หม่อมฉันได้ยินมาว่า ที่ผ่านมาหากเจ้านครรัฐคนใหม่ขึ้นครองราชย์ ในวังจำต้องมีนางในและนางกำนัลคนใหม่เพิ่มเข้ามา ส่วนนางในและนางกำนัลที่มีอยู่เดิมเหล่านั้น หากเจ้านครรัฐผู้ทรงธรรมปกครองด้วยหลักเมตตาธรรม ย่อมปล่อยพวกนางออกจากวังมิให้แก่ชราสิ้นชีพอยู่ในวัง”

ฉู่เวยโฮ่วเอ่ยด้วยท่าทีรำคาญ “ตกลงเจ้าต้องการเอ่ยอันใด”

ไต้เม่ากล่าวต่อ “หม่อมฉันยังเคยได้ยินมาอีกว่า เซียนหวังสงสารเหล่าทหารชราผู้กรำศึกนานปี เห็นว่าพวกนั้นไม่มีครอบครัว จึงยกนางในและนางกำนัลให้แต่งงานกับพวกเขา…”

ฉู่เวยโฮ่วฟังถึงตรงนี้พอจะเดาออกไม่มากก็น้อย เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “ความหมายของเจ้าคือ…”

ไต้เม่ารีบคลี่ยิ้มตอบ “เวยโฮ่วหากท่านปล่อยนางในขั้นต่ำเหล่านั้นออกจากวังไปพร้อมนางกำนัลที่มีอยู่เดิม คาดว่าเหล่าขุนนางและตระกูลเชื้อพระวงศ์ย่อมมิอาจกล่าวอันใด หากยกนางในและนางกำนัลที่มีอยู่เดิมให้แต่งงานกับทหารชรายิ่งนับว่าเจ้านครรัฐคนใหม่ปกครองด้วยหลักเมตตาธรรม…”

ฉู่เวยโฮ่วโบกมือไต้เม่าหยุดพูดโดยพลัน

ฉู่เวยโฮ่วลุกขึ้นยืนเดินไปมาช้าๆ ใคร่ครวญวาจาของไต้เม่า ยิ่งคิดก็ยิ่งสาแก่ใจ ยิ้มเอ่ย “ประเสริฐ ประเสริฐยิ่ง!”

ไต้เม่าเห็นนางแย้มยิ้ม ยิ่งเอ่ยเอาใจ “ได้ยินว่ามีทหารชราจำนวนหนึ่ง ทั้งแก่ชราทั้งอัปลักษณ์ ซ้ำนิสัยหยาบคายและถึงขั้นมีรสนิยมแปลกประหลาด…”

ฉู่เวยโฮ่วทรุดตัวนั่ง ใช้ปลายนิ้วปัดชายกระโปรงเบาๆ เอ่ยเสียงเย็นชา “นับเป็นชะตากรรมของนาง”

ไต้เม่าเข้าใจคลี่ยิ้มเดินออกไปเรียกเหล่าสาวใช้ยกเครื่องล้างหน้าเข้ามา ล้างหน้าประทินโฉมให้เวยโฮ่วอีกครั้ง

หลังจากนั้นหญิงสกุลเซี่ยงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

ด้านจวี่จีเมื่อทราบว่าหญิงสกุลเซี่ยงหายตัวไป ก็ร้อนใจยิ่งนัก พยายามสืบข่าวอยู่หลายวัน กระนั้นก็สืบทราบเพียงว่าฉู่เวยโฮ่วมีคำสั่ง เนื่องจากในวังมีสตรีไร้คู่มากมาย นับเป็นการฝืนธรรมชาติ เหล่าทหารชราติดตามเซียนหวังออกศึกไร้ครอบครัวไร้ทายาท ด้วยเหตุนี้เนื่องในโอกาสที่เจ้านครรัฐคนใหม่ขึ้นครองราชย์ เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลอง จึงปล่อยนางในและนางกำนัลที่มีอยู่เดิมออกจากวัง อนุญาตให้แต่งงานมีครอบครัวเพื่อเพิ่มผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล มีชีวิตสุขสงบสืบไป

ทุกคนล้วนสรรเสริญว่า เจ้านครรัฐคนใหม่ปกครองด้วยหลักเมตตาธรรม เวยโฮ่วเปี่ยมเมตตากรุณา

บัดนี้จวี่จีย้ายมาพำนัก ณ ตำหนักรอง ทำได้เพียงลอบสืบข่าวอย่างลับๆ  อีกทั้งสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ข้ารับใช้ในวังส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนใหม่ มิอาจเรียกใช้ได้โดยสะดวกเช่นในอดีต กอปรกับนางกลัวเรื่องจะรู้ถึงหูเวยโฮ่ว นำภัยอันตรายมาสู่ตนโดยใช่เหตุ โชคดีที่หลังจากสืบข่าว ทราบว่าเจาหยางสอบถามเรื่องนี้แล้ว ได้ยินเจิ้งจีตอบกลับมาว่า สนมขั้นสูงเช่นนางมีไม่กี่คน เจ้านครรัฐคนใหม่รับปากเจาหยางแล้วว่าล้วนมิให้ออกจากวัง แต่จะดูแลอย่างดีจวบสิ้นชีวิต

จวี่จีค่อยเบาใจลง จึงยิ่งมิกล้าทำอะไรดึงดูดความสนใจของเวยโฮ่ว อีกทั้งกงจู่เยวี่ยกำลังล้มป่วย กงจื่อหรงยังเยาว์วัย แรกย้ายมาพำนัก ณ ตำหนักรอง นางกำนัลกับขันทีล้วนถูกย้ายไปกว่าครึ่ง ไม่ว่าเรื่องใดล้วนขาดเหลือ กว่าจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ก็ไร้หนทางจะสืบข่าวเรื่องหญิงสกุลเซี่ยง

การหายตัวไปของหญิงสกุลเซี่ยง สำหรับในวังฉู่แล้ว เฉกเช่นเกลียวคลื่นเกลียวหนึ่งบนทะเลสาบ เพียงชั่วพริบตา ผืนน้ำก็กลับมาสงบราบเรียบดังเดิม

ไม่มีผู้ใดรู้ว่านางไปที่ใด และไม่มีผู้ใดรู้ว่านางอยู่หรือตาย

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.