หงส์กรีดปีก เล่ม 1

หงกรีดปีก (เล่ม 1)

บทนำ: โหมโรง

สตรีสองนางนั่งประจันหน้า ชิงเถียนและสี่เหอ

มิว่าผู้ใดล้วนไม่เคยคาดคิด ว่าชีวิตนี้จะได้เผชิญหน้ากับบุคคลที่มีฐานะเช่นฝ่ายตรงข้าม ชิงเถียนเป็นนางคณิกา สี่เหอกลับเป็นมารดาแห่งอาณาจักร

ระหว่างกลางมีโต๊ะยาวกางกั้นทั้งสองออกจากกัน บนโต๊ะมีกล่องทองคำใบหนึ่ง

หลังนิ่งเงียบภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีดำอยู่เนิ่นนาน สี่เหอจึงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง “สิ่งนี้ เขาวานข้าส่งมอบต่อเจ้า”

ชิงเถียนชะงักมองตะลึงตะลาน เอื้อมมือสั่นสะท้านไปเปิดฝากล่องทองคำใบนั้นออก

ดังนี้เอง ตัวกล่องจึงพลิกเปิดขึ้นช้าๆ ราวกับหนังสือเล่มหนึ่ง เรื่องราวในหนังสือพร่ำพรรณนาละเอียดอย่างยิ่ง นับแต่เริ่มต้นบทนำสืบมา

บทที่ 1 จอมปราชญ์บุปผา

1.

นครเป่ยจิง ถนนเมี่ยวอิ้ว

ต้นสายถนนคือศาลเจ้าเจินจวินซึ่งเริ่มสร้างในช่วงปีเจินกวาน (หมายเหตุ: คือช่วงปีที่พระเจ้าถังไท่จงครองราชย์ มีทั้งหมด 23 ปี) ของราชวงศ์ถัง หลังผ่านยุคสมัยต่างๆ มายาวนานนับร้อยปี เปลวธูปที่กำจายก็ไม่เรืองรองเหมือนเก่า แต่ถนนด้านทิศใต้ของศาลเจ้ากลับกลายเป็นเทือกแถวร้านรวงที่คึกคักจอแจที่สุดในเมือง เวลานั้นเป็นช่วงเที่ยงพอดี ร้านอาหารที่ตั้งแออัดข้างทางไม่มีร้านใดไม่เนืองแน่นด้วยผู้คน ในหมู่บุรุษสตรีเยาว์วัยที่บรรจงแต่งกาย ย่อมมีบ้างที่เคยเห็นหน้าค่าตากันอยู่ ดังนั้นแม้บางคู่จะเพิ่งรู้จักเริ่มคบหา แต่กลับคล้ายสนิทสนมกันมาแต่ก่อนเก่า

ชายสองคนเดินลงบันไดมา แต่คนที่กำลังเหลียวมองตามใครคนหนึ่งแทบลืมหายใจนั้นอ่อนวัยกว่า เขาว่า

“ที่เพิ่งเดินผ่านไปเป็นคุณหนูบ้านใด รูปโฉมไม่ธรรมดาเลย!”

ชายสูงวัยที่ยืนอยู่ด้านข้างลดเสียงลง ยิ้มหยันบอก

“คุณหนูบ้านใดจะแล่นมาถึงในร้านอาหารอย่างนี้ นางมา ‘สนองใบบอก’ ต่างหาก”

“สนองใบบอก?”

“เฮอะๆ เจ้าช่างเป็นเด็กน้อยโง่เขลาแท้ๆ หอนางโลมในเมืองเรียกการรั้งแขกให้อยู่ค้างว่า ‘งานหอ’ หากนางโลมออกไปทำงานข้างนอกจะเรียก ‘งานนอก’ การไปทำงานนอกต้องให้แขกเขียนหนังสือเชิญ หนังสือเชิญนี้เรียก ‘ตั๋วงาน’ หรือ ‘ใบบอก’ การ ‘สนองใบบอก’ ก็คือการตอบรับปรนนิบัติแขกของพวกนางโลม”

“หญิงเมื่อครู่คือนางโลมหรือ นางโลมก็ต้องมีขบวนแห่แหนอลังการปานนี้?”

“หอนางโลมแบ่งเป็นหลายระดับ ตัวนางโลมเองย่อมมีทั้งสูงส่งและต่ำต้อย หอนางโลมระดับต่ำที่สุดคือ ‘หอนางเฒ่า’ เหล่านางโลมล้วนสูงวัยรูปโฉมอัปลักษณ์ ที่สูงขึ้นมาขั้นหนึ่งคือ ‘โรงพักแรม’ สตรีในหอส่วนใหญ่พอจะมีจริตมารยาอยู่บ้าง แต่อายุมากแล้ว ส่วนใน ‘ห้องน้ำชา’ ที่สูงขึ้นมาอีกขั้นล้วนเป็นหญิงสาวอ่อนเยาว์งดงาม ขณะที่หอคณิการะดับสูงสุดเท่านั้น จึงมีสิทธิ์ได้รับการเรียกขานว่า ‘กลุ่มย่อย’ นางคณิกาในกลุ่มย่อยส่วนมากเป็นหญิงงามจากแดนใต้ ดังนั้นจึงเรียกหาพวกนางตามอย่างคนทางใต้ว่า ‘กวานเหริน’(เชิงอรรถของเดิม: คำว่า “กลุ่มย่อย” นี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ช่วงปลายราชวงศ์ชิง ช่วงแรกๆ นิยมตั้งชื่อกลุ่มย่อยของตนว่า “เปิ่นปัง (กลุ่มหมู่เรา)” “ฉีปัง (กลุ่มธง)” ซึ่งเป็นชื่อย่านเริงรมย์ทางภาคเหนือ ภายหลังค่อยมีคำว่า “ซูปัง (กลุ่มเมืองกูซู)” “หยางปัง (กลุ่มเมืองเหวยหยาง)” รวมเรียกว่า “ไว่เจียงปัง (กลุ่มนอกเขตแม่น้ำ – หมายถึงต่างเมือง)” เข้ามาด้วย ส่วนคำว่า “กวานเหริน” นั้นเป็นคำเฉพาะใช้เรียกนางคณิกาชั้นสูงในแถบซูโจวและเจ้อเจียง) กวานเหรินในกลุ่มย่อยไม่เพียงรูปโฉมพิลาสล้ำ ยังแตกฉานดนตรีหมากล้อม วาดภาพเขียนอักษร เหล่าแขกขุนนางผู้สูงศักดิ์มักเชิญพวกนางไปรินสุราเสริมบรรยากาศ สตรีเมื่อครู่คือกวานเหรินที่กำลังโด่งดัง แทบครองบัลลังก์แห่งโลกบุปผา นางมาจากกลุ่มสกุลต้วนในหอไหวหย่า (ปฏิพัทธ์พิสุทธิ์) แห่งตรอกไหวฮวา (ดอกเจดีย์ญี่ปุ่น) มีนามว่า ‘ชิงเถียน’”

“ท่านอา หากเป็นอย่างท่านว่า ข้าเองก็เขียนใบบอกเรียกแม่นางต้วนชิงเถียนนั้นมารับงานนอกได้เช่นกัน ใช่หรือไม่?”

“อย่าก่อเรื่องวุ่นวาย คราวนี้พ่อของเจ้าให้เราพาเจ้าเข้าเมืองมาเพราะมีธุระต้องสะสาง มิใช่ให้มาชมหยกงามถามหาความสำราญ เจ้าอายุยังเยาว์ ไว้อีกสองปี อาค่อยพาเจ้าออกเปิดหูเปิดตา”

ระหว่างที่บุรุษทั้งสองสนทนา สตรีนางนั้นก็เดินชดช้อยขึ้นไปบนชั้นสอง ด้านหลังของนางมีสาวใช้บริวารกลุ่มหนึ่งติดตามมาด้วย บ้างยกกล่องของขวัญ บ้างประคองม้วนภาพวาดตัวอักษร ถือห่อผ้าแพรไหม… ผู้เดินนำขบวนเป็นสาวใช้ที่เติบใหญ่เต็มที่ สวมเสื้อรับรูปสีม่วงอ่อนกับกระโปรงบานพลิ้วสีฟ้าจางๆ นางโอบผีผา (หมายเหตุ: เครื่องดนตรีจีน ลักษณะคล้ายกีตาร์) ที่ห่อด้วยถุงผ้า ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว

“อาหารมื้อนี้ประหลาดนัก เจ้าภาพคือคุณชายเฉียวอวิ้นเจ๋อ แขกที่เชิญมาก็คือใต้เท้าจู้อีชิ่ง คุณชายเฉียวสอบจอหงวนได้ที่หนึ่ง ส่วนใต้เท้าจู้ก็เป็นกรรมการจัดสอบปีนี้ ว่ากันตามเหตุผล คุณชายเฉียวต้องเรียกใต้เท้าจู้ว่า ‘จั้วซือ’(หมายเหตุ: จั้วซือคือคำเรียกเจ้าหน้าที่จัดสอบเข้ารับราชการในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง) งานเลี้ยงวันนี้ก็นับเป็นงานเลี้ยงขอบคุณจั้วซือ แต่ได้ยินว่าใต้เท้าจู้กลับเป็นเพียงแขกรับเชิญธรรมดาคนหนึ่ง ยังมีแขกสูงศักดิ์กว่าอีกท่านหนึ่งมาด้วย ไม่ทราบเป็นผู้ใด” นางกลอกตาตลบหนึ่งก่อนแลบลิ้นพลางหัวเราะ “ข้าทราบ ในหัวใจของแม่นาง ต่อให้แขกสูงศักดิ์คนไหน ก็ล้ำค่าสู้เหรียญทองแดงแค่ครึ่งเหรียญของจอหงวนเฉียวของพวกเราไม่ได้”

เมื่อได้ยินคำ “จอหงวนเฉียว” ชิงเถียนก็ปรายตามองสาวใช้แวบหนึ่ง ต่างหูหยกสลักเป็นรูปคางคกปลิดกิ่งหอมหมื่นลี้แกว่งไกวอย่างรื่นเริง (หมายเหตุ: ในภาษาจีนมีภาษิต “วังคางคกปลิดกิ่งหอมหมื่นลี้” วังคางคกในที่นี้หมายถึงดวงจันทร์ ส่วนหอมหมื่นลี้มักออกดอกช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่มีการสอบเข้ารับราชการพอดี ภาษิตนี้จึงหมายถึงตะกายจันทร์สอบผ่านได้ตำแหน่ง) สองคิ้วนางเรียวยาว ดวงตาทั้งคู่สุกใสเป็นประกาย ใบหน้าขาวผุดผาดแต่งแต้มด้วยชาดสีแดงจางๆ อีกชั้น ผมดำขลับเกล้าเป็นมวยสูงแบบชาวซูโจว สวมเสื้อคลุมไหมทอแซมด้วยใยทองกระชับรับรูปร่าง กระโปรงยาวจับจีบระบายสะบัดพลิ้วแผ่วเบาตามฝีเท้าที่ก้าวย่าง ตลอดร่างของนางคล้ายเคลื่อนไหวตามจังหวะโคลงของหลิวหย่งไม่ผิดเพี้ยน (หมายเหตุ: กวีสมัยราชวงศ์ซ่ง)

“แม่นางชิงเถียนเข้ามา คนอื่นถอยไป” บริเวณระเบียงทางเดินยาวแกะสลักลวดลายเต็มฝาผนังนั้น มีองครักษ์คาดดาบที่เอวเฝ้าอารักขาอยู่หลายนาย พวกเขาจัดการกันเหล่าสาวใช้ทั้งขบวนไว้นอกประตูห้อง บานประตูเลื่อนเปิดออกช้าๆ ให้ชิงเถียนเยื้องย่างเข้าไปเพียงลำพัง

ภาพความโอ่อ่าตระการตาในห้องฉายวาบสู่สายตา พื้นปูด้วยพรมลายเต่าเทินคทาสารพัดนึก ผนังสีขาวสะอาดราวหิมะ บนผนังมีภาพหญิงงามของจิตรกรถังหยิน (หมายเหตุ: จิตรกรชื่อดังสมัยราชวงศ์หมิง) กลางห้องมีโต๊ะกลมตัวหนึ่ง ปูด้วยผ้าแพรปักลายหญ้ารุ่ยฉ่าวและน้ำเต้า บนโต๊ะจัดวางไว้ด้วยสุราอาหารอย่างปราณีต

ที่นั่งแขกมีคนเพียงประปราย คนที่นั่งข้างตำแหน่งประธานคือจอหงวนคนใหม่เฉียวอวิ้นเจ๋อ ชายหนุ่มคิ้วเรียวตาคมแจ่มใส อายุเพียงยี่สิบเศษ ชายสูงวัยอายุเลยห้าสิบที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็คือจู้อีชิ่ง เป็นเสนาบดีกระทรวงพิธีการ ด้านหลังจู้อีชิ่งยังมีคนผู้หนึ่งส่งเสียงเรียก

“พี่หญิงชิงเถียน”

ชิงเถียนก็ตอบรับ “น้องหญิงซีจู”

ซีจูคิ้วเรียวราวใบหลิว หางตาตวัดขึ้น ทัดดอกพุดตานขาวไว้เฉียงๆ นางเองก็เป็นกวานเหรินชื่อเสียงโด่งดังประจำเมืองเช่นกัน ร่ำเรียนศิลปะวิชาการมาพร้อมกับชิงเถียนตั้งแต่อายุห้าหกขวบ ทั้งยังมาจากกลุ่มย่อยสายสกุลเดียวกัน แต่นับว่าภูเขาลูกเดียวไม่อาจรองรับพยัคฆ์สองตัวโดยแท้ เพราะเห็นนางแม้มีสีหน้ากระตือรือร้นสนิทสนม แต่ร่างกลับเอนเข้าอิงแอบจู้อีชิ่งที่อยู่ข้างหน้า เล่นจริตแย้มยิ้มเอ่ยว่า “ใต้เท้าจู้ เมื่อวานท่านกำชับไว้ชัดๆ ว่าเป็นยามอู่หนึ่งเคอ (หมายเหตุ: หมายถึงสิบเอ็ดโมงสิบห้านาที) แต่นี่สุราผ่านไปสามรอบ พี่หญิงชิงเถียนจึงเพิ่งมาถึง หน้าตาของนางถึงกับใหญ่โตกว่าท่านสามอีก”

จู้อีชิ่งเค้าหน้ามีเมตตา เพียงหัวเราะดังๆ ประสานมือไปทางหัวโต๊ะ

“แม่นางชิงเถียน รีบมาคารวะท่านสาม… อืม ท่านสามสกุลหวัง”

ท่านสามนั่งอยู่ตรงกลางขนาบด้วยหลวนถง (หมายเหตุ: หลวนถงแปลตรงตัวว่าเด็กหนุ่มหน้าตางดงาม แต่มักหมายถึงเด็กหนุ่มที่ขายบริการทางเพศด้วย) สองคนที่คอยรินสุรา ดูไปอายุไม่น่าเกินยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี ผิวคล้ำเข้มเล็กน้อย หน้าตาคมคายแจ่มใส มีสง่าราศีคุกคามผู้คน แต่สีหน้ากลับราบเรียบเย็นชาอย่างยิ่ง ชิงเถียนไม่รู้จักท่านสามสกุลหวังผู้นี้ แต่คนที่นางคลุกคลีคบหาอยู่ทุกวันหากไม่ใช่ขุนนางใหญ่โตก็เป็นเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ หล่อหลอมจนนางมีสายตาที่คมกล้า ในเมื่อระดับขุนนางขั้นที่หนึ่งอย่างจู้อีชิ่งยังนอบน้อมด้วย ทั้งยังแซ่ “หวัง”… ในเมืองไม่มีสกุลหวังอื่นใดยิ่งใหญ่มีฐานะ ทรงอำนาจราชศักดิ์เท่าสกุลนี้อีกแล้ว

หัวใจนางสั่นสะท้าน ย่อกายทำความเคารพอย่างชดช้อยทันที ดวงตาทอประกายเย้ายวนเปี่ยมเสน่ห์ เพียงชำเลืองมองก็สามารถทำให้ผู้คนหม่นมองตรอมใจได้

“คารวะท่านสามแห่งสกุลหวัง”

นับแต่ชิงเถียนปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู ท่านสามจ้องมองนางแค่ครั้งเดียวก็เมินไป คาดว่าคงพบเห็นสตรีงามมามากหลายจนเคยชิน ไม่ว่ารูปโฉมผู้ใดงดงามเพียงไหนก็เห็นเป็นของธรรมดา มาตอนนี้ก็เพียงกวาดตาอีกรอบ เปลือกตาเขาคล้ายกระตุกเล็กน้อยเหมือนกัน แต่ก็คล้ายไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลย จากนั้นก็ไม่ค่อยมองนางอีก

ซีจูกลับจ้องชิงเถียนชนิดไม่ยอมปล่อยผ่าน ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยแววเสียดสี

“ท่านสามยังไม่ทราบ พี่หญิงชิงเถียนขับร้องเล่นดนตรีได้โดดเด่น อย่าว่าแต่พวกเราในหอไหวหย่า ต่อให้ในหมู่กลุ่มย่อยทั้งตรอกไหวฮวา นางก็เป็นอันดับหนึ่ง มีสมญาว่า ‘จอหงวนบุปผา’ นางต้องจงใจมาสายเพื่อรับโทษแน่ หากไม่ลงโทษให้นางบรรเลงสักเพลง กลับจะเป็นการทำลายความตั้งใจของนาง”

ชิงเถียนกับซีจูไม่ถูกกันแต่เยาว์วัย ไม่มีวันใดไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น นางฟังออกแต่แรกว่าซีจูนั้นเปลือกนอกชื่นชมความสามารถ แต่ที่จริงลอบชี้นำว่านางถือดีมีตำแหน่งจอหงวนบุปผาจึงมาสาย ดังนั้นแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน ปัดคำกล่าวหาไปอย่างแนบเนียน

“ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องขับร้องบรรเลงดนตรี เพียงฟังคำพูดนี้ของน้องหญิงก็ทราบว่าหากเปรียบกับนาง แม้แต่เล่าเรื่องตลกข้าก็ยังด้อยกว่านางอีกห่างไกล ท่านผู้สูงศักดิ์อยู่ที่นี่ ข้าแม้มีขวัญเทียมฟ้าก็ไม่กล้าจงใจมาสาย อันที่จริงเพราะสายผีผาขาดไป ต้องเร่งผลัดเปลี่ยน จึงถูกถ่วงให้เนิ่นช้าไปครู่หนึ่ง”

จู้อีชิ่งนั้นเห็นชัดว่าไม่ต้องการก่อเรื่องยุ่งยากมากความ จึงเพียงลูบเครายาวให้เป็นระเบียบ เออออตามชิงเถียนว่า

“เล่าเรื่องตลกก็ดี หากเป็นยามปกตินั่นก็แล้วกันไป แต่วันนี้ท่านสามอยู่ด้วย มาสายออกจะไม่ดีนัก”

เฉียวอวิ้นเจ๋อที่อยู่ด้านข้างก็รีบส่งเสียงอบอุ่นนุ่มนวล

“อาจารย์พูดมีเหตุผล เมื่อครู่ต่อกลอนคู่กัน ที่สูงส่งนั้นเราทำไปแล้ว มาฟังเรื่องราวชาวบ้านให้สบายหูบ้างก็ดี” เขาหันไปยิ้มเล็กน้อยให้ชิงเถียน “ลงโทษให้เจ้าเล่าเรื่องตลกเรื่องหนึ่งแล้วกัน”

ทั้งสองลอบสบตากันวูบ ในสายตาอัดแน่นไปด้วยคำมั่นสัญญาที่เร่าร้อนรุนแรง ชนิดที่หากไม่ใช่สุราที่หมักบ่มไว้หลายสิบปี ต้องไม่มีวันร้อนแรงปานนี้แน่นอน ชิงเถียนทราบว่าปัญหาการมาสายของนางคลี่คลายไปแล้ว จึงแย้มยิ้มหยาดเยิ้ม หยิบกล่องจันทน์เทศใบน้อยขึ้นมา เมื่อกวานเหรินดื่มสุราเป็นเพื่อนแขก จะมีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ นางปรนนิบัติแขกท่านใด ต้องเอากล่องจันทน์เทศของตนวางไว้เบื้องหน้าแขกท่านนั้น เห็นชิงเถียนวางกล่องในมือตนไว้ข้างสำรับอาหารของเฉียวอวิ้นเจ๋อ จากนั้นเอ่ยปากขอนั่งลงด้านหลังเขา จัดท่าทางเรียบร้อยแล้วจึงถอนหายใจ

“ยินดีรับการลงโทษ ในเมื่อข้ามาสาย ไม่มีวาสนาได้เห็นทุกท่านต่อกลอนคู่ ได้แต่เล่าเรื่อง ‘กลอนโง่เขลา’ ให้ทุกท่านได้หัวเราะกันแล้ว เรื่องมีว่าขุนนางในมณฑลเหอหนานผู้หนึ่ง มีบุตรชายไร้ความสามารถ ขุนนางนั้นขึ้นกลอนว่า ‘สายน้ำไหลผ่านหน้าประตู’ บุตรชายมาต่อกลอนว่า ‘ภูเขาสูงกระโดดออกจากห้อง’ ซึ่งไม่มีเหตุผล ไม่มีทางเป็นไปได้ ทำเอาขุนนางนั้นด่าทอบุตรชายด้วยความโกรธไปพักหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่งสองพ่อลูกไปเยือนอารามนักพรต มีนักพรตผู้หนึ่งออกจากประตูมาต้อนรับ ขุนนางนั้นพอเห็นก็หัวเราะออกมาดังๆ บอกว่า ‘ข้าด่าว่าลูกชายผิดไปแล้ว ภูเขาสูงกระโดดออกจากห้อง นับว่าเป็นไปได้’ ที่แท้คือนักพรตนั้นมีนามว่า ‘เกาซัน (ภูเขาสูง)’ เป็นคนขาเป๋คนหนึ่ง”

ในห้องเงียบกริบลงทันที มีเพียงท่านสามเท่านั้นที่แค่นหัวเราะออกมา เขาใช้นิ้วคีบจับจอกสุราลงยาสีทองสลับแดงในมือ

“นักพรตขาเป๋ จะข้ามธรณีประตูก็ต้องกระโดด กลายเป็น ‘ภูเขาสูงกระโดดออกจากห้อง’ ทั้งสองท่านไม่เข้าใจหรือ”

“ฮาฮา ใช่แล้ว”

“อ้อ ฮาฮา”

ท่ามกลางเสียงหัวเราะฝืดเฝือ ชิงเถียนเห็นสีหน้าทุกคนปรากฏแววหวาดหวั่นลนลานถึงขีดสุด ขณะมึนงงไม่เข้าใจ คนรับใช้รายหนึ่งก็เดินเข้ามาจากด้านนอก กระซิบข้างหูท่านสามอยู่ครู่หนึ่ง ท่านสามวางจอกเหล้าลงอย่างเกียจคร้าน

“มีธุระ ขอลา”

จู้อีชิ่งรีบลุกขึ้นทันที “ข้าไปส่งท่านสาม” ระหว่างลุกตามอย่างกระตือรือร้น ก็หันมาสะบัดชายแขนเสื้อใส่คนอื่นๆ ไปด้วย “พวกเจ้าอยู่ที่นี่ ไม่ต้องไปส่งแล้ว” จากนั้นก็หันหน้าไปพึมพำอะไรบางอย่างกับท่านสามก่อนเดินออกไป

ชิงเถียนเองก็ลุกขึ้นทำความเคารพพร้อมคนทั้งหลาย

“ท่านสามค่อยๆ เดิน”

แต่เพียงครู่เดียว ดวงตานางก็เบิกกว้างขึ้นทันที เห็นท่านสามลุกขึ้นยืนด้วยแผ่นหลังยืดตรง รูปร่างเขาสูงใหญ่ทรงพลัง แต่พอก้าวขาซ้ายออกไป จึงเห็นว่าขาขวาลากพื้นเล็กน้อย ทุกก้าวไหล่ขวาเขาจะลดต่ำ แต่ท่าเดินอย่างคนขาเป๋นี้กลับไม่ได้ลดทอนความสง่างามใดๆ สักน้อยนิด กลับดูทรงอำนาจน่ายำเกรงเสียอีก

ท่านสามก้าวข้ามธรณีประตูไปอย่างมั่นคง จากนั้นหันขวับมา เอ่ยเสียงเย็นชา

“คุณชายเฉียว อาหารมื้อนี้ขอบคุณเจ้ามาก”

ข้อแก้ตัวที่อัดอกของเฉียวอวิ้นเจ๋อชะงักอยู่แค่ปลายลิ้น ได้แต่กราบคราวะจรดพื้นต่ออีกฝ่าย คารวะตามหลังจู้อีชิ่งผู้เป็นอาจารย์ที่แม้แต่หันยังไม่หันกลับมามอง

บรรยากาศเงียบงันราวความตายก่อตัวผนึกค้างอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่หนึ่งในหลวนถงจะบิดมือทั้งคู่ไปมา ส่งเสียงแผ่วเบาด้วยความพรั่นพรึง

“แม่นางชิงเถียน ท่านตอแยเภทภัยใหญ่หลวงเข้าแล้ว”

ชิงเถียนรู้สึกเหมือนหัวใจถูกถมด้วยก้อนน้ำแข็ง ฟันสั่นกระทบกัน

“ท่านสาม… ท่านสามสกุลหวังหรือ เขา… เขาไม่ใช่… คุณชายสามแห่งบ้านสกุลหวังหรือ เขาคือ… คนขาเป๋ที่สามหรือ”

ตอนนั้นเหล่าสาวใช้ที่รออยู่ด้านนอกพากันเดินเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงหลายคนแล้ว สาวใช้ที่เดินนำหน้าอายุยังไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำ ส่งเสียงตามอย่างไร้เดียงสา

“คนขาเป๋ที่สามเป็นใครเจ้าคะ”

เพื่อนที่อยู่ด้านข้างรีบอุดปากนางทันที แต่ซีจูที่อยู่อีกด้านกลับหัวเราะคิก

“ว่าไปแล้วเรื่องนี้ยาวอย่างยิ่ง” เสียงนางสดใสกังวาน ปิ่นทองคำสีกุหลาบเล่มหนึ่งสะท้อนแสงวาววับอยู่บนมวยผมทรงล่องสวรรค์ “ตอนนี้ยุวกษัตริย์ครองราชย์ เบื้องสูงขึ้นไปมีไทเฮาสองพระองค์ หมู่โฮ่วฮองไทเฮาเป็นมเหสีเอกของฮ่องเต้พระองค์ก่อน ส่วนเซิ่งหมู่ฮองไทเฮาเป็นมารดาแท้ๆ ของโอรสสวรรค์ คนเรียกกันว่า ‘วังตะวันออก’ และ ‘วังตะวันตก’ ตามลำดับ ราชสำนักเองพลอยแบ่งเป็นตงฉ่าง (ฝ่ายตะวันออก) ซีฉ่าง (ฝ่ายตะวันตก) สองฝ่ายไปด้วย ฝั่งตงฉ่างมีพระญาติสกุลหวัง สกุลหวังรับราชการมาหลายชั่วคน เคยให้กำเนิดฮองเฮาห้าองค์ อัครมหาเสนาบดีอีกสี่คน ครองอำนาจในราชสำนักมาตลอดเกือบร้อยปี ทุกวันนี้มีบิดาของไทเฮาตะวันออก ใต้เท้าหวังเชวี่ยเจามหาอำมาตย์เป็นผู้นำ ส่วนที่ฝ่ายไทเฮาตะวันตกพึ่งพิงอยู่ ก็คือท่านผู้นี้เอง!”

ซีจูเลิกคิ้วสูง ชี้ไปทางทิศที่ท่านสามเพิ่งเดินจากไป

“ท่านผู้นี้ความจริงนับว่าเป็นคนสกุลหวังครึ่งหนึ่งเหมือนกัน ถกถึงลำดับรุ่น ไทเฮาตะวันออกยังต้องเรียกเขาว่าญาติผู้พี่ มารดาผู้ให้กำเนิดเขาคืออดีตหวังฮองเฮา (ฮองเฮาที่มาจากสกุลหวัง) อาหญิงของหวังไทเฮาในปัจจุบัน สมัยนั้นหวังฮองเฮามีบุตรชายคนนี้คนเดียว นับเป็นองค์ชายลำดับที่สาม เดิมควรได้สืบราชบัลลังก์เพราะเป็นโอรสของมเหสีเอก แต่อดีตฮ่องเต้ไม่ชมชอบที่องค์ชายสามพิกลพิการ จึงยกตำแหน่งให้องค์ชายใหญ่ที่ถือกำเนิดจากมเหสีรอง หรือก็คือฮ่องเต้องค์ก่อนแทน ฮ่องเต้องค์ก่อนครองราชย์อยู่สี่ปี ก็จับน้องชายคนที่สามกักบริเวณอยู่สี่ปี ภายหลังฮ่องเต้องค์ก่อนประชวรสวรรคต เผ่าตาตาร์ของมองโกลฉวยโอกาสยกทัพรุกรานชายแดน ราชสำนักรบแพ้ติดๆ กัน กลับต้องขอบคุณนักโทษกักบริเวณผู้นี้ ที่สมัยเยาว์วัยเคยไปเป็นตัวประกันอยู่ที่มองโกล รอบรู้เรื่องการจัดทัพของมองโกลเป็นอย่างดี แต่งเกราะออกนำทัพด้วยตัวเอง พลิกสถานการณ์จนกลับตาลปัตรกันไปหมด ไทเฮาตะวันตกรอจนเขารบชนะกลับมา ก็ประทานลาภยศอย่างใหญ่โต ผูกมิตรไว้คานอำนาจกับพระญาติสกุลหวัง คิดจะให้เขาค้ำจุนฮ่องเต้พระองค์น้อย สนับสนุนฝ่ายราชวงศ์ขึ้นมา”

“อ้อ” สาวใช้น้อยนั้นคลายมือทั้งคู่ออก แต่กลับสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บเข้าไปแทน “ที่แท้เขา…”

“ไม่ผิดดอก ไม่ใช่แซ่ ‘หวัง’ แต่มีฐานะเป็น ‘หวัง (ราชา)’ ไม่ใช่ ‘หวังซานเย่ (ท่านสามสกุลหวัง)’ แต่เป็น ‘ซาน-หวัง-เย่ (ท่านอ๋องสาม)’ ต่างหาก” ซีจูหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าชิงเถียน ลูบไล้ไปตามไหมทองบนแขนเสื้ออีกฝ่าย ใบหน้าฉายชัดว่ามีความสุขบนความทุกข์คนอื่นโดยไม่คิดปิดบัง “พี่หญิง หากท่านมาตรงตามเวลา ก็จะได้ยินใต้เท้าจู้กำชับพวกเราอยู่ก่อน ว่าคราวนี้ท่านสามจะพรางตัวมาอย่างสามัญชน แต่น่าเสียดาย พี่หญิงเป็นจอหงวนบุปผา เอะอะก็มักวางท่าทำมาสาย จึงไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น ที่จริงไม่ได้ยินก็แล้วไป แต่พอเห็นอีกฝ่ายลวงว่าแซ่หวัง ก็ปักใจว่าต้องเป็นคนสกุลหวังฝ่ายตงฉ่างแน่ ไม่นึกเลยว่าท่านคิดจะอวดฉลาด แต่กลายเป็นขยายความโง่ พวกมีตาแต่ไร้แววที่เคยยกเอาความอัปยศของมังกรที่ถูกกักในบ่อมาล้อเลียนลับหลัง ตอนนี้ก็ถูกประหารทั้งตระกูลกันไปหมดแล้ว วันนี้พี่หญิงกล้าเย้ยหยันเขาโดยเปิดเผย ไม่ทราบจริงๆ ว่าจะมีจุดจบสถานใด”

หลวนถงอีกผู้หนึ่งที่ดูมีประสบการณ์มากกว่ารีบกระตุกห่วงคู่ถักจากไหมทองวาววับที่ห้อยอยู่กับกระโปรงนาง เอ่ยอย่างปลอบประโลม

“อย่าไปฟังแม่นางซีจูพูดจาล้อเล่น แม่นางชิงเถียนไม่ต้องกังวล ก่อนเริ่มงานเลี้ยงใต้เท้าจู้กำชับกำชาอยู่หลายรอบ บอกว่าเรื่องที่ท่านสามเข้าร่วมงานเลี้ยงวันนี้ ห้ามพวกเราแพร่งพรายแม้แต่ครึ่งคำ พวกเจ้าได้ยินกันหรือไม่ แต่ถ้าอยากตอแยให้เป็นภัยถึงชีวิต อย่างนั้นก็ป่าวประกาศออกไปได้เต็มที่” เขากวาดตามองเหล่าคนรับใช้ในห้อง กล่าวเตือนสีหน้าเคร่งเครียด จากนั้นก็หันกลับมาเอ่ยเบาๆ กับชิงเถียน “หรือก็คือ พวกเราไม่เคยได้พบท่านสามเลย ในเมื่อไม่เคยได้พบ ไหนเลยล่วงเกินได้ อีกอย่างเดิมทีแม่นางก็ผิดพลาดโดยไม่มีเจตนา ท่านสามต้องไม่ลดตัวลงมาเอาเรื่องเอาราวกับคนอย่างพวกเรา เพียงแต่…” เขาถอนหายใจ เหลือบมองเฉียวอวิ้นเจ๋อที่นิ่งเงียบมาตลอด

ซีจูหัวเราะคิกคักอีกรอบ ยกสองแขนขึ้นกอดอก ใบหน้าหอมจัดยื่นเข้าหาชิงเถียน แต่ดวงตาคู่งามกลับจ้องตรงไปที่เฉียวอวิ้นเจ๋ออย่างเวทนา

“ใช่แล้ว จอหงวนเฉียว ท่านเป็นคนส่งใบบอกเชิญพี่หญิงชิงเถียนมา บัญชีแค้นคราวนี้ดูท่าคงจดไว้ที่ตัวท่าน ท่านลำบากลำบนอ่านหนังสือมาเป็นสิบปี สอบเข้าเป็นขุนนางได้อย่างยากลำบาก ได้ใต้เท้าจู้ผู้จัดสอบมาเห็นคุณค่าในตัวท่าน ยอมฝ่าฝืนธรรมเนียมมาสนับสนุนท่าน เดิมทีท่านควรก้าวหน้ายิ่งใหญ่ แต่ไม่นึกเลยว่าปากเดียวของพี่หญิงชิงเถียน จะล่วงเกินพระปิตุลาผู้สำเร็จราชการผู้มีความดีความชอบยิ่งใหญ่ มีอำนาจเหลือล้นเข้า ก่อเรื่องให้ท่านชนิดพลิก-ฟ้า-ดิน!”

ท่ามกลางเสียงแหลมเล็กของซีจู ในที่สุดชิงเถียนก็เริ่มหวาดหวั่นขวัญสะท้าน เบนสายตาไปหาเฉียวอวิ้นเจ๋อ บุรุษหนุ่มที่หล่อเหลาคมคายผู้นั้นยังคงยืนอยู่หน้าประตูอย่างเลื่อนลอย เอวยังคงค้อมลงต่ำ คล้ายกำลังแบกรับเภทภัยน้ำหนักมหาศาลที่ร่วงลงมาจากฟ้า

สายลมอบอุ่นหอบหนึ่งพัดมาจากนอกหน้าต่าง ม้วนพาเอาแสงตะวันเจิดจ้าของเดือนสี่เข้ามาด้วย

2.

ไม่นานนักเงาก็ทอดตัวเหยียดยาว ช่วงบ่ายผ่านพ้น

สิ่งแรกที่เห็นคือกระเบื้องเขียวกำแพงแดงยาวเหยียดสุดสายตา วังจักรพรรดิ์อันสูงสง่า — วังต้องห้าม

จากนั้นจึงเห็นตำหนักกว้างขวางใหญ่โตแห่งหนึ่งตั้งอยู่กลางวังหลวง บนแผ่นป้ายพื้นสีน้ำเงินที่วางขวางอยู่มีตัวอักษรมงคลขนาดใหญ่สามตัว… ฉือหนิงกง (วังสงบปราณี)

ตัวเรือนตำหนักเรียงสลับซับซ้อน บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนหยัดกับที่ ‘ท่านสามสกุลหวัง’ ที่สูงส่งสง่าในงานเลี้ยง ตอนนี้ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดลำลองของเชื้อพระวงศ์ลายแปดมณีบนเกลียวคลื่น

“กระหม่อมฉีเซอ ถวายพระพรเซิ่งหมู่ฮองไทเฮา”

เสียงเสนาะหูลี้ลับเสียงหนึ่งดังมาจากหลังม่านทองคำปักลายห้าสี

“พระปิตุลาผู้สำเร็จราชการมิต้องมากพิธี จ้าวเซิ่ง อวี้หมิงอยู่ปรนนิบัติที่นี่ คนอื่นออกไปนอกระเบียงให้หมด”

คนที่เหลือสลายตัว เหลือเพียงขันทีผู้หนึ่งกับนางกำนัลอีกนางหนึ่ง พวกเขาเดินไปออกไปนอกห้องหับ จากนั้นปิดประตูลง

กระทั่งหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ผ่านพ้น ประตูจึงได้เปิดขึ้นอีกครั้ง ฉีเซอเดินออกมาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ในมือมีม้วนแพรสีเหลืองเพิ่มขึ้นอีกม้วนหนึ่ง

“เตรียมเกี้ยว ไปหาน้องสี่ จวนเต๋ออ๋อง”

วันนี้ใกล้สิ้นสุดแล้ว อาทิตย์สนธยาคล้อยลงทางทิศตะวันตก

แสงอัสดงสาดส่องเข้ามาในตำหนักบรรทมของจวนเต๋ออ๋อง ฉีเซอใช้มือประคองม้วนแพรเหลืองก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม

“เซิ่งหมู่ฮองไทเฮามีพระกรุณาประทานผ้าแพร” (หมายเหตุ: คำว่าประทานผ้าแพรนี้อาจหมายถึงมอบแพรพรรณให้จริงๆ ก็ได้ หรือประทานผ้าแพรให้ทำอัตวินิบาตกรรมก็ได้)

ร่างของเต๋ออ๋องฉีเฟิ่นที่นั่งอยู่กลางห้องถูกเงาผู้มาเยือนทาบกลืนหมดสิ้น สีหน้าแววตาหดหู่อ่อนล้า ดวงตาลึกโหลทั้งสองข้างไหววูบเป็นประกายหม่นมัว ส่งเสียงแค่นหัวเราะ

“ในที่สุดก็มาแล้ว กล่าวโทษอะไรข้า”

“ใฝ่สูงเกินศักดิ์” ฉีเซอมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย ท่าทีเนิบนาบมั่นคง “จวนเต๋ออ๋องลอบจัดวางเต่าทองแดงกะเรียนทองแดงเหมือนในวังหลวง ลอบสะสมหยกมณีล้ำค่า ถึงกับมีขนาดใหญ่กว่ามณีประดับมหามงกุฏ โอหังบังอาจ เจตนาที่มีถึงโทษประหาร”

“เหลวไหล! จวนของข้ามีเต่าทองแดงกะเรียนทองแดงตั้งแต่เมื่อไหร่ มีหยกมณีอะไรกัน?!”

ฉีเซอเบี่ยงหลบไปด้านข้างครึ่งก้าว ข้าทาสบริวารที่ตามหลังเขาก็เดินเรียงแถวเข้ามา ลำเลียงเอาของประดับตกแต่งที่หวงห้ามไว้เฉพาะในราชสำนัก ถาดเคลือบบรรจุไข่มุกอัญมณีจนเต็มวางเรียงรายไว้รอบตัวฉีเฟิ่น จากนั้นก็แยกย้ายจากไปราวภูติพราย

“ตอนนี้มีแล้ว” ฉีเซอประกาศ

ฉีเฟิ่นกวาดตามองรอบข้างอย่างไม่อยากเชื่อ เนื้อตัวขดงอสั่นสะท้าน ก่อนคุกเข่าลงกอดสองขาฉีเซอไว้

“เจ้าสาม… พี่สาม ข้าผิดไปแล้ว น้องสี่ผิดไปแล้ว! สมัยก่อนตอนท่านกับฮ่องเต้องค์ก่อนแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท ข้าไม่ควรช่วยเขา ตอนหลังท่านถูกกักบริเวณหลายปี ข้าก็ไม่ควรกลั่นแกล้งท่านอย่างนั้น แต่ท่านเองก็ขังข้าไว้หลายปีเช่นกันไม่ใช่หรือ ท่านดูสภาพน่าอนาถของข้าทุกวันนี้ ไม่มีด้านใดไม่ย่ำแย่ไปกว่าท่านเมื่อครั้งก่อน ท่านไว้ชีวิตข้าเถอะ!”

ฉีเซอก้มมองอย่างเย็นชา

“เชิญเต๋ออ๋องรับพระเสาวนีย์เซิ่งหมู่ฮองไทเฮา”

เห็นใบหน้าฉีเฟิ่นค่อยๆ ผ่อนคลายลงทีละส่วน เขาขบริมฝีปากสั่นระริก ปัดม้วนแพรเหลืองนั้นพลิกร่วง กระโดดขึ้นคำรามก้อง

“เซิ่งหมู่ฮองไทเฮาใดกัน จันสี่เหอนางแพศยา! เพื่อคานอำนาจหมู่โฮ่วฮองไทเฮาและสกุลหวัง พระศพฮ่องเต้องค์ก่อนยังไม่ทันเย็น นางก็ลักลอบมีสัมพันธ์ต่ำช้ากับเจ้า ร่วมมือกันทั้งภายนอกภายใน หลายปีมานี้อำนาจของพวกเจ้าใหญ่โตขึ้นทุกวัน ข้าหลวงกระทรวงพิธีการรายหนึ่งแค่วิจารณ์ประโยค ‘กำแพงมีต้นฉือ’(จากหนังสือ ‘ตำราซือจิง หมวดยงเฟิง บทเฉียงโหย่วฉือ’ ความว่า “กำแพงมีต้นฉือ (พืชล้มลุกชนิดหนึ่ง มีหนาม ไทยเรียกหนามกระสุน) ไม่อาจปัดกวาด คำพูดฝ่ายใน ไม่อาจแพร่งพราย หากแม้นแพร่งพราย ล้วนเป็นคำพูดหยาบช้า…” เป็นโคลงเสียดสีองค์ชายแคว้นเว่ยที่ลักลอบเป็นชู้กับสนมของบิดาตัว ภายหลังคำ “กำแพงมีต้นฉือ” จึงมีนัยถึงข่าวฉาวในวังหลวง) กับฮูหยินบนเตียง วันรุ่งขึ้นก็ถูกเนรเทศไปมณฑลซินเจียง สายลับหน่วยเจิ้นฝู่ (หมายเหตุ: เป็นหน่วยงานหนึ่งในจิ่นอีเว่ยหรือกององครักษ์เสื้อแพร) ที่แทรกซึมไปทั่วของเจ้าสามารถอุดปากคนทั้งแผ่นดินได้ แต่อุดปากข้าได้หรือ ข้ากล้าบอกไว้เลย ถ้าจะว่าตำแหน่ง ‘พระปิตุลาผู้สำเร็จราชการ’ ของเจ้าได้มาจากผลงานด้านการรบ สู้บอกว่าเปลืองเรี่ยวแรงบนเตียงชิงมาดีกว่า แม้แต่ ‘พระเสาวนีย์’ ฉบับนี้ของเจ้า ก็คงแลกมาจากการร่วมหลับนอนกับจันสี่เหอเช่นกัน! เจ้าเป๋ลำดับสาม เจ้าไม่คิดถึงฮ่องเต้องค์ก่อน ก็ควรคิดถึงพระชายาที่ตายไปแล้วของเจ้าบ้าง นางเป็นพี่สาวแท้ๆ ของจันสี่เหอ อย่างเจ้านับว่าเป็นน้องสามีเล่นชู้กับพี่สะใภ้ หรือพี่เขยลอบได้เสียกับน้องเมียกันแน่ พวกเจ้าไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ปานนี้ แม้แต่นางโลมในตรอกไหวฮวายัง…”

คำพูดยังไม่ทันขาดหาย ลำคอฉีเฟิ่นก็ถูกมือแข็งแกร่งข้างหนึ่งตะปบไว้แนบแน่น มืออีกข้างของฉีเซอคว้าคันธนูที่แขวนอยู่บนผนังลงมา สายธนูกระวัดเกี่ยวลำคอฝ่ายตรงข้าม เสื้อผ้าช่วงไหล่พองนูนเพราะเกร็งกำลังใช้เรี่ยวแรงมหาศาล จวบจนกระทั่งมัดกล้ามเนื้อมัดนั้นคลายตัวลง ปมที่ค้างในใจปมหนึ่งของเขาก็คล้ายได้คลายตัวไปด้วย

เขาโยนคันธนูทิ้งไปด้านข้าง

“โจวตวิน เหออู๋เหวย”

ผู้ขานรับเป็นขันทีสองตากลมโตผู้หนึ่ง กับองครักษ์พกดาบท่าทางองอาจหาญกล้าอีกผู้หนึ่ง ขันทีนั้นสะบัดแพรเหลืองผืนหนึ่งกางออก องครักษ์ก็รับร่างเต๋ออ๋องฉีเฟิ่นมาประคองไว้ รัดลำคอที่หักไปแล้วของอีกฝ่ายด้วยแพรยาว แขวนไว้กับขื่อ

ถึงตอนนี้ ฉากการฆ่าฟันระหว่างสายเลือดเดียวกันจึงได้ปิดม่านลง —— เป็นม่านแห่งราตรี

แสงจันทร์กระจ่างอาบไล้อาคารงดงามสลับซับซ้อนของจวนอ๋องผู้สำเร็จราชการ เสียงฝีเท้าม้าดังมาก่อนแต่ไกล จากนั้นจึงเห็นฉีเซอขับอาชาเข้ามาไม่เร็วไม่ช้า ว่ากันตามเหตุผล ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการมาถึง ถนนหน้าจวนควรโล่งว่าง แต่ฉีเซอชมชอบปกปิดฐานะเวลาเคลื่อนไหว ชิงชังการป่าวร้องให้เปิดทางเป็นที่สุด ดังนั้นจึงมีองครักษ์ในชุดลำลองเพียงสิบกว่านายขี่ม้าอารักขาอยู่ซ้ายขวา ขบวนม้าเพิ่งมาถึงหน้าประตูจวน เงาคนสายหนึ่งพลันถลันออกจากมุมมืด สกัดขวางอยู่หน้าม้าของฉีเซอ ม้าตัวนั้นพอตื่นตระหนกก็ยกขาหน้าตะกุยขึ้นกลางอากาศ กระพรวนเงินของม้าส่งเสียงเกรียวกราวดังกังวาน ฉีเซอรั้งบังเหียนตวาดเบาๆ ม้าหมุนตัวเพียงตลบเดียวก็หยุดยืนมั่นคง เขาใช้ฝ่ามือยันร่างพลิกตัวลงจากหลังม้า ท่วงท่าหมดจดสวยงาม แต่เมื่อสาวเท้าเข้ามาอีกสองก้าว เท้าขวาก็มีอาการกะเผลกให้เห็นเล็กน้อย เหล่าองครักษ์ผู้ติดตามตวาดด้วยความตระหนก โห่ร้องจะกลุ้มรุมทุบตีคนที่อยู่กลางถนน ฉีเซอหรี่ตาตวาดห้ามไว้ น้ำเสียงเขาเน้นย้ำจนคำๆ เดียวแฝงความหมายมากมาย

“เจ้า——?”

โคมไฟที่เหล่าองครักษ์ถือมาด้วยสาดส่องให้เห็นดรุณีเยาว์วัยนางหนึ่ง สวมอาภรณ์รัดรึงคุกเข่าอยู่บนพื้น เสื้อกระโปรงล้วนเป็นสีขาว ผมยาวปล่อยสยายลงบนสองบ่า ใบหน้าสะอาดสะอ้านเย็นชาต่างจากเมื่อกลางวันที่วาดแต่งอย่างประณีตเฉิดฉันราวคนละคน นางคลานเข่าไปยังแทบเท้าฉีเซอ โขกศีรษะแล้วกล่าว

“หม่อมฉันต้วนชิงเถียนกราบพบพระปิตุลาผู้สำเร็จราชการ หม่อมฉันทราบดีว่างานเลี้ยงวันนี้พลั้งปากไป ก่อเป็นความผิดร้ายแรงไม่อาจให้อภัย เพียงแต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องใดกับคุณชายเฉียว วิงวอนท่านอ๋องพิจารณาด้วยปรีชา หากมีโทษทัณฑ์ใด หม่อมฉันยินดีรับไว้ด้วยชีวิต”

ฟังถึงครึ่งประโยคหลัง ชายหนุ่มก็แค่นเสียงเย็นชาขึ้นจมูก

“รับ-ไว้-ด้วย-ชีวิต? ชีวิตนางโลมผู้หนึ่ง มีค่านักหรือ”

ชิงเถียงชะงัก ครุ่นคิดรอบหนึ่งก่อนตอบช้าๆ

“สมัยราชวงศ์จิ้น คหบดีนามสือฉงจัดงานเลี้ยงเชิญแขกเหรื่อ สั่งให้นางบำเรอที่บ้านรินสุรา แขกที่มากลับปฏิเสธถึงสามรอบ สือฉงจึงสังหารนางบำเรอกลางงานเสียสามคน สมัยราชวงศ์ถัง นายทหารหลัวฉิวต้องการมอบแพรสีแก่นางบำเรอประจำกองทัพตู้หงเอ๋อร์ แต่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ไม่อนุญาต หลัวฉิวขุ่นเคืองจึงฆ่าตู้หงเอ๋อร์ทิ้ง สมัยราชวงศ์ซ่ง แม่ทัพใหญ่หยางเจิ้งเลี้ยงนางบำเรอไว้ในจวนนับสิบคน เพียงไม่ถูกใจเล็กน้อยก็ถลกหนังโบยตีจนตาย ท่านอ๋องพูดถูกต้องอย่างยิ่ง ชีวิตนางโลมแต่ไหนแต่ไรก็ด้อยค่าราวมดปลวก อย่าว่าแต่หม่อมฉันเป็นเพียงคณิกาตามตรอกซอกซอย เทียบกับนางบำเรอในบ้าน ในค่ายทหาร ในรั้วในวัง ย่อมยิ่งสู้ไม่ได้ แต่ท่านอ๋อง นับแต่โบราณมามีคำพูดกล่าวไว้ ‘มดปลวกก็รักชีวิต’ ชีวิตของชิงเถียนแม้ไม่มีราคาค่างวด แต่ชีวิตใคร ใครก็รัก นับเป็นสิ่งที่หม่อมฉันเห็นว่าสูงส่งล้ำค่าที่สุดจากใจจริง วิงวอนท่านอ๋องอย่าได้รังเกียจ”

ฉีเซอทอดสายตามองพื้น พยักหน้าเล็กน้อย

“เมื่อเป็นเช่นนี้ โทษของเจ้าคือกล่าววาจาจาบจ้วง ตามกฎหมายให้เชือดสังขารทันที ลงดาบเฉือนเนื้อสามร้อยหกสิบดาบ ดาบแรกเฉือนลิ้น ดาบที่สองสามเฉือนยอดถัน ดาบที่สี่ห้าเฉือนหน้าอก ดาบที่หกถึงสิบเอ็ดเฉือนเนื้อที่ต้นขา ต่อไปเป็นไหล่ สองมือ นิ้วมือ สองเท้า นิ้วเท้า สะโพก หนังศีรษะ ใบหน้า… แต่ละแห่งเฉือนไปเพียงเล็กน้อยเท่าเกล็ดปลา กระทั่งดาบสุดท้ายจึงแทบทะลุหัวใจ ตัดศีรษะเสียบประจาน”

ชิงเถียนรู้สึกเสียงทุ้มต่ำไร้หัวใจของบุรุษหนุ่มผู้นี้คล้ายดาบทื่อๆ เล่มหนึ่ง แต่ละคำๆ ตัดแล่เนื้อหนังทั่วร่างของนาง สีหน้าเขายังคงเย็นชาไร้ความรู้สึกเหมือนตอนที่นางได้เห็นเขาครั้งแรก คล้ายตวัดสายตามาแวบเดียว ก็มองทะลุเปลือกนอกที่งามล้ำของนาง เมื่อเผชิญหน้ากับเขา นางก็เป็นเพียงซากโครงกระดูกที่แขวนอยู่บนความเป็นความตาย สูญเสียที่พึ่งพิงโดยสิ้นเชิง

ชิงเถียนตัวสั่นสะท้านตลอดร่าง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ชั่วพริบตาเดียว เรื่องราวในอดีตมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวใจ ในเรื่องราวเหล่านี้มีใบหน้าคนเพียงหน้าเดียว ชื่อเพียงชื่อเดียว… ชิงเถียนตัดใจแน่วแน่ สูดลมหายใจลึกๆ เน้นเสียงทีละคำ

“ขอเพียงท่านอ๋องอภัยโทษแก่คุณชายเฉียว สามร้อยหกสิบดาบนั้น หม่อมฉันขอรับด้วยความสำนึกในพระคุณยิ่งใหญ่ทุกดาบ”

ฉีเซอเอื้อมมือออกไปรับโคมไฟมาจากองครักษ์ ขยับเข้าใกล้จนถึงเบื้องหน้าชิงเถียน แสงสว่างสีแดงราวโลหิตส่องต้องใบหน้าที่ล้อมกรอบด้วยเส้นผมยาวสยายของนางโลม ใบหน้านางบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว สองแก้มหดเกร็ง ปีกจมูกขยายกว้าง กรามล่างสั่นระริก ริมฝีปากเย็นเฉียบแตกระแหง หน้าผากเปื้อนฝุ่นดิน… ความงามเสี้ยวใยสุดท้ายสูญสลาย ดวงตาทั้งคู่ที่ฝังลึกอยู่ในเงามืดวาววับด้วยหยาดน้ำไปตั้งนานแล้ว ทว่าสุดท้ายยังคงไม่หลั่งน้ำตาออกมาแม้สักครึ่งหยด เพียงจ้องมองประกายตาที่เย็นเยียบสุดแสนของเขาด้วยดวงตาเจิดจ้า ตรงไปตรงมา ชายหนุ่มประหลาดใจนัก ดวงตาคู่นี้ไปมี…พลัง…มาจากที่ใดมากมายปานนี้ เขาโน้มตัวลงอย่างควบคุมไม่อยู่ ปลายจมูกแทบสัมผัสกลับปลายจมูกนางอยู่แล้ว แต่พริบตาเดียวก็เงยหน้าขึ้น วางโคมไฟลงกับพื้น

“หนทางมืดมิด ถือโคมกลับไป”

สายลมยามค่ำของฤดูใบไม้ผลิพัดต้องเหงื่อเย็นเยียบเต็มแผ่นหลังของชิงเถียน นางมองท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการหมุนตัวช้าๆ มองเขาจากไปพร้อมเหล่าบริวารด้วยสายตาราวกับตกอยู่ในความฝัน นางตัวสั่นสะท้านอย่างคุมไม่อยู่ ได้ยินเสียงน้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะลงมาอย่างไม่อาจสะกดกลั้น ตกต้องโคมไฟที่ปลายเท้า แตกกระจายเป็นละออง

3.

หลายวันถัดจากนั้นชิงเถียนหวาดหวั่นไม่อาจสงบใจได้เลย แต่ไม่เห็นทางจวนอ๋องผู้สำเร็จราชการมีท่าทีใดๆ จึงค่อยๆ สงบสติลง กลับไปใช้ชีวิตท่ามกลางเสื้อผ้าเครื่องหอม ผมเกล้าอย่างปราณีต นั่งเกี้ยวหรูหราตามประสากวานเหรินที่กำลังโด่งดังเช่นเดิม เทียบกับนางแล้ว พวกนางโลมระดับล่างน่าเวทนากว่ามาก พอตกค่ำก็ต้องฉีกยิ้ม ลัดเลาะไปตามตรอกซอยเล็กๆ รอยยิ้มแฝงความหม่นเศร้า หากหาแขกไม่ได้ สิ่งที่รอพวกนางอยู่ก็คือแส้ของแม่เล้า พวกนางโลมจากหอนางโลมระดับสองกลับงดงามเฉิดฉายอยู่บนหอสูงที่แขวนโคมแพรนับร้อย ร่ำสุราอย่างมัวเมา ส่วนกลุ่มย่อยที่อยู่ระดับบนสุดกลับไม่แน่จะคึกคักอย่างนั้น หอคณิกาชั้นสูงของเมืองล้วนกระจุกตัวอยู่ในตรอกไหวฮวาหมดสิ้น ตรอกไหวฮวานี้เชื่อมตรงถึงถนนฉีผาน (ถนนกระดานหมากรุก) ถนนฉีผานนี้เชื่อมต่อถึงพระราชวัง นับเป็นทำเลทองคำทุกตารางนิ้ว เหล่าชนชั้นสูงผู้มีอำนาจที่เดินเข้าๆ ออกๆ อย่างสงบก็เหมือนทองคำแท่งหยวนเป่า (หมายเหตุ: ทองคำหรือเงินที่ทำเป็นรูปรองเท้า) ที่เอาชนะพวงเหรียญทองแดงนับหมื่นที่กระทบกันเกรียวกราวได้ โดยไม่ต้องส่งเสียงเลย

ค่ำวันนี้ผู้จัดการหอไหวฮวาต้วนเอ้อร์เจี่ยก็กำลังจ้องมองทองคำบริสุทธิ์แท่งโตสีสวยงดงามอยู่พอดี

ต้วนเอ้อร์เจี่ยเคยเป็นนางคณิกาเลื่องชื่อ พออายุมากสังขารร่วงโรยก็รับหน้าที่จัดแต่งอาคาร ดูแลนางโลมในหอ ความที่เกลือกกลั้วอยู่ในวงการมานานปี ดวงตาทั้งคู่จึงคมกริบร้ายกาจยิ่งนัก แค่เห็นบุคลิกและเงินที่แขกจ่ายมาก็ไม่กล้ามองข้าม สกุลต้วนของนางเลี้ยงดูหญิงงามมากมาย ในบรรดานั้นที่โด่งดังที่สุดคือชิงเถียน ซีจู ทั้งสองล้วนครอบครองห้องหับในหอด้านหลังคนละหลายห้อง แขกเหรื่อที่มาส่วนใหญ่ล้วนถูกรั้งให้รออยู่ที่ห้องข้าง มีเพียงแขกสำคัญจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่ได้รับการต้อนรับเข้าห้องส่วนตัวของพวกนางทันที

“ท่านเฝิงจากจวนเจ้าพระยามีตั๋วงานมา ชิงเถียนจึงออกไปรับงานนอก แต่อีกไม่นานก็น่าจะกลับมาได้แล้ว ท่านสามนั่งพักสักครู่”

‘ท่านสาม’ ก็คือฉีเซอนั่นเอง จมูกเขาโด่งเป็นสัน เครื่องหน้าคมคาย สีหน้าไร้ความรู้สึกยิ่งกว่าวันก่อนอีก แต่กลับให้ความรู้สึกคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม สวมเสื้อทองคำปักลายเมฆาล่อง สายรัดเอวลายมังกรไร้เขาประดับงาช้าง มองปราดเดียวก็ทราบว่าฐานะไม่ธรรมดา เขานั่งลงข้างโต๊ะเครื่องหอมที่จัดวางกระถางทองแดงโบราณ ถามเหมือนไม่ใส่ใจนัก

“ตอนนี้แม่นางชิงเถียนมีแขกกี่คน”

ต้วนเอ้อเจี่ยโบกมือเป็นสัญญาณให้เหล่าสาวใช้ล่าถอยออกไป ก่อนลงมือจัดชามผลไม้ตามฤดูกาลสิบใบ กับกล่องขนมสองชั้นด้วยตัวเอง

“มีลูกค้าเก่าราวสามสี่รายเท่านั้น”

“ปกติยุ่งนักหรือ”

“ไม่ยุ่งได้อย่างไร นับว่ายุ่งวุ่นวายอย่างยิ่ง ว่ากันแค่สองวันนี้ก็ได้ วันก่อนแขกในจวนท่านเจ้าพระยาเฝิงเชิญไปแข่งหมากรุกด้วย เมื่อวานไปรินสุราที่จวนท่านผู้ตรวจการฉิว เมื่อคืนก็ติดตามรับรองแขกถึงบ้านอีกสองราย เช้าตรู่วันนี้จึงค่อยกลับมา โอ หลายวันก่อนบุตรชายใต้เท้าแห่งจวนเสนาบดีก็เชิญไปร่วมงานชุมนุมภาพเขียน จนตอนนี้ยังไม่ได้จัดเวลาเลย วันนี้ท่านสามนับว่ามาได้จังหวะพอดี”

ที่จริงทั้งผู้พูดผู้ฟังล้วนรู้อยู่แก่ใจ หากไม่ใช่เพราะทองคำสองแท่งใหญ่ค่าน้ำชาที่จ่ายตอนเข้าประตู กับกำไลประดับมุกมณีที่เป็นของขวัญพบหน้า เกรงว่ารอชั่วชีวิตก็ไม่มีทาง ‘บังเอิญ’ ปานนี้ ฉีเซอลอบยิ้ม ผายมือขวาที่สวมแหวนหยกขาวลง

“ท่านนั่งเถิด แม่นางชิงเถียนแต่เล็กมาก็ติดตามท่านหรือ”

“ใช่ พูดถึงเด็กคนนี้… ท่านสามเชิญดื่มชาก่อน นี่เป็นชาเอ๋อเหมยเสวี่ยหยาเก็บใหม่” ต้วนเอ้อร์เจี่ยนั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยๆ ข้างเท้าของแขก ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว “ซีจูกับนางเข้ามาที่นี่ในช่วงไล่เลี่ยกัน ซีจูเป็นคนในครอบครัวขุนนางต้องโทษ สตรีเช่นนาง พวกเราไม่กล้าวุ่นวายมากความ เพราะเกรงว่าวันหลังบ้านนางอาจถูกรื้อคดีขึ้นมาแก้ใหม่ ส่วนชิงเถียนหรือ เป็นมารดาแท้ๆ ของนางขายเข้ามาเอง ตั้งแต่เล็กก็นิสัยดื้อรั้น ถูกทุบตีไปไม่น้อย แทบถูกตีตายก็หลายครั้ง”

ฉีเซอรับจานรองถ้วยชาทำด้วยเงินสลักลายมา แต่ไม่แตะเลยแม้แต่คำเดียว แค่ใช้นิ้วไล้ถ้วยหยกใบน้อยบนจานเล่น สีหน้าท่าทางเริ่มฉายแววสนอกสนใจ

“อ้อ?”

ต้วนเอ้อร์เจี่ยดึงผ้าเช็ดหน้าที่ยัดไว้ตรงกำไลข้อมืออกมากวัดไกวไปทางด้านนอก

“ปากตรอกมีร้านตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ร้านหนึ่ง ในร้านมีเด็กช่างตัดเย็บคนหนึ่งที่หนีภัยอดอยากมากับพ่อแม่ ตอนอายุได้เจ็ดแปดขวบพ่อแม่ก็ตาย ร้านตัดเสื้อรับเลี้ยงเขาไว้เป็นลูกศิษย์ ปีนั้นเด็กช่างตัดเย็บอายุได้สิบสาม อาจารย์เขามาตัดเสื้อให้ชิงเถียนที่หอไหวหย่าของพวกเรา ว่าไปแล้วก็อาจเป็นพรหมลิขิต เด็กทั้งสองแค่เห็นหน้าก็สนิทสนมเหมือนคบกันมานานปี ตอนหลังชิงเถียนเริ่มรับแขก แต่พอลับหลังข้าที่เป็นแม่ นางกลับเอาของมีค่าที่แขกให้ไว้ส่วนตัว ไปประเคนเลี้ยงดูเด็กช่างตัดเสื้อนั้นจนหมดสิ้น ทั้งเสื้อผ้า การกินอยู่ การเดินทาง ค่ากราบอาจารย์ขอเล่าเรียน พอข้ารู้เรื่องก็เฆี่ยนตีนางอย่างรุนแรง จับตามองนางอย่างเข้มงวดกว่าเดิม แต่ใครจะไปนึก ว่านางเด็กปีศาจกลับนำกลอุบายชั่วร้ายจากบทงิ้วไปสอนเจ้าเด็กนั่น ให้มันเอาก้อนหินใส่หีบเงินสองหีบจนเต็ม แล้วป่าวประกาศว่ามีลาภลอย ขนหีบเข้ามาในหอเราอย่างโอ่อ่า จากนั้นนางก็เอาเงินทองเครื่องประดับมีค่าของตัวเองให้เด็กนั่นใส่หีบนำออกไป พอเรื่องแดงขึ้นมา ข้าแค้นเคืองแทบตาย อดไม่ได้ต้องตีนางอีกยกใหญ่ โยนนางเข้าห้องเก็บฟืนขังไว้ให้อดอยากอีกสามวัน นางเด็กหัวดื้อ ชีวิตน้อยๆ แทบรักษาไว้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ไม่ยอมวิงวอนขอร้องสักคำเดียว หลายปีผ่านไป ข้าตีนางก็แล้ว ด่านางก็แล้ว สุดท้ายจนปัญญาจริงๆ ได้แต่ลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่ง จะอย่างไรนางก็หาเงินได้เก่งกาจ เรื่องอื่นๆ นางอยากโง่ก็ปล่อยนางโง่ไป แต่สุดท้าย… เฮอะ ต้องยอมรับว่านางเด็กชิงเถียนของพวกเราสายตาแหลมคม เด็กช่างตัดเสื้อจรจัด อายุสิบกว่าขวบแล้วยังไม่รู้จักหนังสือเท่าใด แต่ผ่านไปไม่กี่ปี กลับสอบได้เป็นจู่เหริน (หมายเหตุ: หมายถึงผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกขุนนางระดับมณฑล) สอบประจำฤดูใบไม้ผลิปีนี้ยิ่งได้ลำดับที่หนึ่ง (หมายเหตุ: สอบประจำฤดูใบไม้ผลิหรือเรียกอีกอย่างว่าฮุ่ยซื่อ เป็นการสอบคัดเลือกขุนนางระดับประเทศ จัดสอบที่เมืองหลวง มีกระทรวงพิธีการเป็นผู้จัดสอบ) เป็นจอหงวนที่ฮ่องเต้ทรงจรดพู่กันคัดเลือกด้วยตัวเอง ชื่อว่าเฉียวอวิ้นเจ๋อ!”

นักศึกษาทั้งหลายต้องสอบถงเซิงซื่อ (สอบระดับต้น) เซียงซื่อ (สอบระดับมณฑล) และฮุ่ยซื่อ (สอบระดับประเทศ) ให้ผ่านก่อน จึงสามารถเข้าวังต้องห้ามไปร่วมสอบเตี้ยนซื่อ (สอบหน้าพระที่นั่ง) เพื่อคัดเลือกจอหงวนได้ ผู้ที่จัดสอบเตี้ยนซื่อคือ ‘ตู๋จ้วนต้าเฉิน (ข้าหลวงใหญ่ผู้ตรวจคำตอบ)’ ถ้าถูกใจม้วนกระดาษคำตอบของผู้ใดก็จะวงเครื่องหมายไว้บนม้วนคำตอบนั้น สุดท้ายคัดเลือกมาสิบฉบับ วางฉบับที่มีสัญลักษณ์วงกลมมากที่สุดไว้เป็นอันดับแรก นำขึ้นถวายพร้อมกัน ปีนี้ข้าหลวงใหญ่ตรวจคำตอบมีทั้งหมดแปดคน เนื่องจากฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์ ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการต้องเข้ามาจัดการแทน จึงเป็นฉีเซอนั่นเอง ที่เปิดผนึกชื่อผู้สอบบนม้วนคำตอบฉบับแรกซึ่งมีวงกลมแปดวง ใช้พู่กันประจำพระองค์ขีดตำแหน่งจอหงวนให้เฉียวอวิ้นเจ๋อ

จากนั้น จู้อีชิ่งผู้เป็นจั้วซือของเฉียวอวิ้นเจ๋อก็เชื้อเชิญเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ให้ไปร่วมงานเลี้ยงขอบคุณ และที่นั่นเอง ที่เขาได้พบกับชิงเถียน ฉีเซออัศจรรย์ใจ พู่กันแต้มชาดสีแดงดั่งโลหิตด้ามหนึ่ง ไม่ทราบตวัดวาดไปมาอย่างไร สุดท้ายเลือกคำตอบที่ชื่อ ‘ชิงเถียน’ บนข้อสอบแห่งโชคชะตามาให้เขาได้ เขาจำความตื่นเต้นหวั่นไหวตอนเห็นชิงเถียนครั้งแรกได้ดี ว่ากันตามจริง ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่ได้ลิ้มรสความตื่นเต้นหวั่นไหวของชายหนุ่มที่เจอหน้าหญิงงามแค่ครั้งเดียว แต่เมื่อเขาพบชิงเถียน นั่นมิใช่ชายพบหน้าหญิง แต่คล้ายเป็นคนธรรมดาที่ได้พบเทพจำแลง ภูเขาไฟกับมหาคลื่นสมุทร ตะวันกลางทะเลทรายกับพายุบนธารน้ำแข็ง ความรู้สึกที่นางนำพามาให้เขารุนแรงถึงปานนั้น ขณะที่นางเข้าใจว่าความงามของตนไม่อาจโยกคลอนเขาแม้สักน้อยนิด เขากลับกำลังควบคุมเลือดลมที่ระอุรุนแรงอย่างยากลำบาก และรู้สึกขัดเขินอย่างยิ่งด้วย ตอนอยู่ในงานเลี้ยงจึงไม่อาจไม่เบนสายตาออกห่าง แต่เมื่อนางอยู่ใต้แสงโคมสีเลือด แหงนเงยขึ้นมองเขาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความรักจนงมงาย ฉีเซอก็เข้าใจ เขาเลี่ยงจนไม่อาจเลี่ยงได้อีกแล้ว คืนนั้นเขาไม่ได้หลับเลยทั้งคืน ตั้งแต่อายุสิบหกเป็นต้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาหนุนหมอนนึกถึงใครบางคน แล้วยิ้มอยู่เงียบๆ… เขายังนึกถึงเรื่องตลกเรื่อง ‘กลอนโง่เขลา’ ของนางตลอดเวลา

ในหอคณิกา ฉีเซอยิ้มเล็กน้อยอีกครั้ง ก้มมองต้วนเอ้อร์เจี่ย

“ข้าเข้าใจแล้ว ความหมายของท่านคือจะไม่รับการค้ารายนี้ของข้า”

ต้วนเอ้อร์เจี่ยหัวเราะ ยัดผ้าเช็ดหน้าเข้าไปในวงกำไลใหม่

“ท่านสามเข้าใจวงการเราจริงๆ บอกกับท่านตามตรง ชิงเถียนเลี้ยงดูคุณชายเฉียวมาหลายปี คนในตรอกไหวฮวาล้วนทราบ แต่ไม่ยอมแพร่งพรายออกไปภายนอกเลย แม้แต่อาจารย์ เพื่อนนักศึกษาของคุณชายเฉียวก็เข้าใจว่าเงินทองของเขา เป็นญาติร่ำรวยจากแดนไกลส่งมาช่วยเหลือ หากมีใครได้ยินข่าวลือเข้า แล้วมาถามตัวชิงเถียนเอง นางก็จะบอกเพียงว่าคุณชายเฉียวเป็นแขกคนหนึ่งของนางเท่านั้น ไม่มีความสัมพันธ์พิเศษใด นี่เพราะอะไรหรือ…​ นางโลมไม่รับเงินแต่กลับเป็นผู้จ่าย ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงของซ่องกวานเหรินนำเงินตัวเองไปเลี้ยงดูแขก เท่ากับทุบยี่ห้อตัวเองทิ้งชัดๆ หากแขกคนอื่นที่จ่ายเงินให้นางรู้เข้า ใครจะยอมทำการค้ากับกวานเหรินนางนี้อีก ฉะนั้นชิงเถียนกับจอหงวนเฉียวของพวกเราจึงพากันเล่นละครเรื่อง ‘อวี้ถังชุน’(เชิงอรรถ:‘อวี้ถังชุน’ เดิมเป็นเรื่องเล่ามุขปาฐะ ภายหลังมีคนนำไปเขียนเป็นนิยายและบทละครงิ้วแบบคุนฉวี่ สมัยราชวงศ์ชิงมีปรากฏเป็นงิ้วแบบฮวาปู้ล่วนถานด้วย ภายหลังปรับเปลี่ยนเป็นบทละครงิ้วแบบปักกิ่ง เนื้อเรื่องเล่าถึงความรักระหว่างซูซาน (อวี้ถังชุน) นางโลมผู้โด่งดัง กับคุณชายหวังจิ่งหลง เน้นเรื่องความซื่อสัตย์มั่นคงต่อรักแท้ของหญิงคณิกา) หลายปีมานี้แขกของนางล้วนไม่ทราบเรื่อง ที่ข้าบอกเรื่องนี้ต่อท่านสามทันทีก็เพราะ… โอ เห็นชัดๆ ว่าคู่รักคู่หนึ่งฟันฝ่าอุปสรรคมาจนใกล้ได้เงยหน้าอ้าปากแล้ว รอแค่คุณชายเฉียวเข้ารับตำแหน่งเป็นข้าราชการเท่านั้น ลูกสาวข้าก็จะไถ่ตัวออกไปเป็นฮูหยินท่านจอหงวน ข้าสัญญากับนางไว้แล้ว แขกเหรื่อขาประจำที่ยังอายุน้อยอยู่นั้น นางยังต้องรับรอง แต่แขกหน้าใหม่นางสามารถปฏิเสธได้อย่างเต็มที่ ข้าอยากรับลูกค้าอย่างท่านสามก็จริง แต่บุตรธิดาเติบใหญ่ ย่อมไม่อยู่ใต้อำนาจมารดา อีกสักครู่ชิงเถียนกลับมา ถ้าสำเร็จท่านก็อย่าได้ยินดีไป หากไม่สำเร็จ โปรดอย่าโทษว่าตำหนิ”

มีคำพูดประโยคหนึ่งว่า ‘นางโลมรักรูปโฉมหล่อเหลา แม่เล้ารักเงิน’ ต้วนเอ้อร์เจี่ยแม้รับปากชิงเถียนว่าจะไม่รับแขกเพิ่มอีก แต่พอเห็นแขกกระเป๋าหนักอย่างท่านสาม ไหนเลยตัดใจได้ ดังนั้นจึงรับค่าน้ำชามาก่อน จากนั้นค่อยเล่าเรื่องน่าอับอายเปิดบทสนทนา หากมองในแง่ดีคือนางมีใจต้องการปกป้อง มองในแง่ร้ายก็เหมือนอวดโอ่ ว่าธิดาบุญธรรมของนางโดดเด่นเหนือธรรมดา คิดโก่งราคาค่าตัว

กับความคิดอ่านอันรอบคอบของต้วนเอ้อร์เจี่ยนี้ ฉีเซอเพียงยิ้มตอบเล็กน้อย

“หากแม่นางชิงเถียนพูดว่า ‘ไม่’ เพียงคำดียว ข้าจะถอนเท้าจากไปทันที ไม่พิรี้พิไรแน่นอน”

“นั่นก็ไม่ได้ จะอย่างไรท่านมาถึงที่ ให้จากไปทันทีได้อย่างไร ข้ายังมีบุตรสาวอีกคนชื่อซีจู ชื่อเสียงนางก็โด่งดังเหมือนกัน เป็นรองจอหงวนบุปผา ท่านสามย้ายไปฟังเพลงที่ห้องนางสักสองเพลง ค่อยๆ ดื่มชาสักมื้อ ก็ไม่นับว่ามาเสียเที่ยวเปล่าแล้ว” ขณะที่ต้วนเอ้อร์เจี่ยกำลังกรีดมือวาดท่าเป็นการใหญ่ สุ้มเสียงร่าเริงสดใสก็ดังขัดขึ้น

“นี่ ข้ากลับมาแล้ว!”

4.

ชิงเถียนเพิ่งกลับถึงหอ นางสวมเสื้อตัวยาวปักไหมทอง กระโปรงบานพลิ้วทรงใบบัว สีน้ำเงินเข้มมัวราวกับหยก เดินนำเหล่าสาวใช้มาหยุดอยู่ที่หน้าประตู แต่พอเห็นฉีเซอที่อยู่ในห้อง สมองก็ลั่นอึงอล เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มแผ่นหลัง ขณะจะคุกเข่าคารวะ ก็เห็นชายหนุ่มยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก ชิงเถียนเข้าใจทันที เปลี่ยนเป็นย่อเข่าทำความเคารพแทน ทักเขาว่า

“ท่าน… ท่านสาม”

วันที่จัดเลี้ยง เสนาบดีกระทรวงพิธีการจู้อีชิ่งออกคำสั่งปิดปากทุกคนไว้แต่แรก เรื่องนี้จึงเป็นความลับสุดยอด แม้แต่ซีจูที่อยากป่าวประกาศเรื่องราวน่าอับอายของชิงเถียนไปให้ทั่วก็ยังไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง ดังนั้นต้วนเอ้อร์เจี่ยจึงไม่รู้เรื่องเลย ตอนนี้พอเห็นทั้งสองท่าทางเหมือนรู้จักกันมาก่อน ก็ชะงักไป

“อ้อ ที่แท้ก็คนรู้จัก อย่างนั้นข้าไม่พูดอะไรมากแล้ว”

นางหันไปปั้นยิ้มบอกลาฉีเซอ ก่อนหันมาชักสีหน้าสั่งงาน

“มู่อวิ๋น เจ้าเสียสติหรือ ยืนทื่ออยู่ตรงนั้นทำอะไร ยังไม่รีบประคองแม่นางเข้าห้อง อาซ้อวัง ไปยกน้ำแกงเม็ดบัวเกล็ดหิมะเข้ามา ท่านสามนั่งลงก่อน สักครู่ถ้าหิวแล้ว แค่สั่งให้ชิงเถียนตะโกนเรียกอาหารมาสักหลายจาน ปรนนิบัติท่านรับประทานที่นี่เลยก็ได้”

ในห้องอลม่านวุ่นวายกันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่คนอื่นๆ จะสลายตัว ฉีเซอรั้งสายตาที่กำลังพิจารณาภาพวาดลายมือของหมี่หยวนจาง (หมายเหตุ: เป็นทั้งจิตรกร กวี และนักคัดลายมือสมัยราชวงศ์ซ่ง) บนฝาผนังห้องที่ตกแต่งอย่างงดงามมาที่ตัวชิงเถียน ดวงตาทั้งสี่ข้างพอประสานสบ เขาก็สัมผัสได้ถึงความลุ่มหลงครอบงำจิตใจชนิดนั้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้หลบตา… เขาจนปัญญาจะเบนสายตาออกจากร่างนางแล้ว ต้องเหม่อมองนางราววิญญาณหลุดลอยจากร่าง อดยิ้มออกมาไม่ได้

“ทำเจ้าตกใจหรือ”

เดิมทีชิงเถียนหัวใจเต้นระทึกอย่างรุนแรง แต่พอเห็นท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการปลอมตัวมาเยือนถึงบ้าน ไม่ได้มีท่าทีเย็นชาเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ ทั้งยังมองนางด้วยสายตาอย่างนั้น… นางย่อมรู้จักความงามของตนเองดี และรู้จักอำนาจของความงามด้วย… ใจที่เต้นแรงแทบกระดอนขึ้นมาถึงลำคอจึงผ่อนคลายลงทันที ปั้นหน้าซื่อบริสุทธิ์น่ารักยิ่งนัก ส่งน้ำแกงหวานชามหนึ่งไปให้

“เทียบกับที่วิญญาณกระเจิงเมื่อสองครั้งก่อน คราวนี้ไม่นับเป็นอย่างไร”

ความประหลาดใจที่ฉีเซอมีต่อไหวพริบของนาง ไม่ด้อยไปกว่าที่มีต่อความงามของนางเลย เขาเอื้อมมือไปรับชามกระเบื้องมาวางไว้ด้านข้าง พยายามบังคับไม่ให้ตนเองเอาแต่จ้องนางไม่วางตา

“เจ้ารู้หรือไม่ข้ามาเพราะอะไร”

“คงไม่มาเพื่อ… ฟังเรื่องตลกกระมัง”

“ก็ไม่ได้ผิดไปไกลเท่าใด ข้ามาเล่าเรื่องตลก”

ชิงเถียนเม้มปากกลั้นหัวเราะ ปิ่นดอกท้อใยทองประดับมุกที่ปักแซมสองข้างมวยผมสะท้อนแสงเรืองรองวูบไหว งามสะดุดตายิ่งนัก

“เรื่องตลกของท่านสาม ให้ชิงเถียนเล่าออกมาเอง ดีหรือไม่” เมื่อได้รับอนุญาตเงียบๆ นางก็ออกปากเสียงเสนาะใส “ยังคงเป็นบุตรชายไร้ความสามารถของขุนนางมณฑลเหอหนานคนเดิม มีครั้งหนึ่งที่บ้านจัดงานเงี้ยง ขุนนางถามหญิงนางหนึ่งกลางงานว่าชอบอ่านหนังสืออะไรที่สุด หญิงนั้นตอบมาแค่สามคำ ทำเอาคนในงานกุมท้องหัวเราะเป็นการใหญ่ นางตอบว่า ‘เลี่ยหนวี่จ้วน (ตำนานหญิงพรหมจารี)’… ที่แท้หญิงสาวนางนั้นคือนาง-โคม-เขียว!”

เล่านิทานเยาะเย้ยตนเองจบ เห็นอีกฝ่ายอดหัวเราะออกมาไม่ได้แล้ว ชิงเถียนก็แย้มยิ้มถอยหลังไปครึ่งก้าว ย่อกายคารวะ

“หม่อมฉันขออภัยอย่างสูง ท่านสามสูงส่งใจกว้าง ได้โปรดรับฟังหม่อมฉัน เดิมทีผู้ที่เข้าออกหอไหวหย่าแห่งนี้ล้วนเป็นคนฝ่ายตงฉ่าง ใต้เท้าจู้ของกระทรวงพิธีการเองก็พึ่งพิงสกุลหวังเสมอมา ซ้ำวันนั้นยังบอกว่าท่านสามแซ่หวัง หม่อมฉันจึงเข้าใจว่าท่านสามคือคุณชายสาม บุตรชายมหาอำมาตย์หวัง ปกติคนของตงฉ่างพูดจาหยอกล้อกันในงานเลี้ยงเป็นเรื่องธรรมดา สกุลหวังกับท่านสามยิ่งไม่ถูกชะตากัน หม่อมฉันเองไม่รู้จักหลีกเลี่ยงอ้อมค้อม คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่ได้ใคร่ครวญให้รอบคอบจริงๆ แต่ไม่ได้มีเจตนาเสียดสีท่านอ๋อง ที่ได้ล่วงเกินไปมากมายนั้น วิงวอนท่านอ๋องอย่าได้ถือสา”

เสียงเครื่องสายเครื่องเป่าประสานกันดังมาจากชั้นล่าง เสียงของฉีเซอจึงคล้ายเรือโดยสารที่ล่องฝ่าทะเลสาบเข้าใกล้เหลาสุรายามค่ำคืน ทั้งราบเรียบ ทั้งโดดเดี่ยวกังวาน

“มหาอำมาตย์หวังเชวี่ยเจามีบุตรธิดาทั้งหมดห้าคน ธิดาคนสุดท้องตอนนี้คือไทเฮาตะวันออก บุตรชายคนที่สองเสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์วัย บุตรคนโตหวังเจิ้งฮ่าวเป็นรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายกระทรวงมหาดไทย บุตรคนที่สามหวังเจิ้งถิงเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธา บุตรคนที่สี่หวังเจิ้งซวินเป็นรองเสนาบดีฝ่ายขวากระทรวงการคลัง ปีที่เข้าสอบ ทั้งสามคนล้วนสอบติดกลุ่มแรก (หมายเหตุ: กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด มีสามตำแหน่ง คือจ้วงหยวน (จอหงวน) ป่างเหยี่ยน และทั่นฮวา) เห็นชัดๆ ว่าหวังเชวี่ยเจาใช้เส้นสาย ให้คะแนนไม่ยุติธรรม ตอนนี้นอกจากหวังเจิ้งซวินที่ยังอายุน้อยเกินไปแล้ว หวังเจิ้งฮ่าว หวังเจิ้งถิงทั้งสองคนต่างได้เข้าเป็นสมาชิกสภาอำมาตย์  ตำแหน่งอำมาตย์มีสี่ตำแหน่ง เป็นของคนสกุลหวังไปแล้วสามตำแหน่ง สภาอำมาตย์จึงกลายเป็น ‘อาณาจักร’ ของสกุลหวัง สร้างความวุ่นวายในราชสำนักกันอย่างเปิดเผย ข้าเป็นเชื้อพระวงศ์ มีหน้าที่รักษากฎหมายไม่อาจหลีกเลี่ยง ส่วนพวกขุนนางอย่างจู้อีชิ่งนั้นแต่ก่อนก็แค่ยอมกล้ำกลืนความอัปยศ ตอนนี้โอกาสมาถึง ย่อมต้องละความมืด มุ่งสู่ความสว่าง”

ชิงเถียนคล้อยตามว่า “หม่อมฉันแม้ไม่เข้าใจเรื่องการเมือง แต่เห็นท่านสามแผ่พระคุณ เบื้องบนปกปักคนมีความสามารถ ทำงานให้ประเทศชาติอย่างคุณชายเฉียว เบื้องล่างคุ้มครองคนต้อยต่ำเช่นชิงเถียน ก็ทราบว่าบ้านเมืองต้องผาสุข แผ่นดินเป็นปึกแผ่น”

ฉีเซอสีหน้าเบิกบานอย่างเห็นได้ชัด “น้ำแกงที่เจ้าใช้กรอกข้าชามนี้แม้เข้มข้น แต่ออกจะเปรี้ยวไปบ้าง รสชาติไม่ดีนัก เจ้าเห็นข้ามาเยือนกะทันหัน ก็กลัวข้าจะถูกใจความงามเจ้าจนเกิดความคิดชั่วร้าย จึงชิงบอกว่าข้ามีบุญคุณต่อพวกเจ้าสองคน ยกยอข้าจนสูงส่งเลิศลอย เท่านี้ข้าก็ไม่สะดวกจะทำเรื่องต่ำช้าอย่างรังแกบุรุษช่วงชิงสตรี ใช้ไม้ตีคู่นกเป็ดน้ำให้แยกจากกันอีกแล้ว” (หมายเหตุ: นกเป็ดน้ำเป็นสัญลักษณ์ของคู่รักของชาวจีน)

เมื่อความในใจถูกเปิดโปง ตั้งแต่หน้าผากไล่ไปยังสองแก้มของชิงเถียนก็ปรากฏสีแดงเรื่อราวแสงอัสดง นางตะกุกตะกักเบาๆ

“ทำให้ท่านสามหัวเราะเยาะแล้ว”

ฉีเซอก้มลงมองนาง เค้าหน้าสง่างามคมคายต้องแสงโคมหลายดวงบนเสาจนซีดเหลือง คล้ายรูปสลักมหึมาที่ปิดทองอร่าม ดูสงบนิ่ง งดงามปราณี อยู่ๆ เขาก็ถอนหายใจออกมา

“เมื่อเจ้ายอมรับโทษทัณฑ์สาหัสแทนเฉียวอวิ้นเจ๋อ ย่อมไม่ได้เห็นเขาเป็นเพียงแขกธรรมดา เรื่องราวระหว่างพวกเจ้า ข้าได้ยินมาบ้างแล้ว อันที่จริงตำแหน่งจอหงวนของเขาได้มาเพราะเจ้าส่งเสียเลี้ยงดู ที่เขาประสบความสำเร็จ ก็เป็นวาสนาของเจ้า แต่ว่า ‘ความสุข คือที่ซุ่มซ่อนของภัยร้าย’ เจ้าคงเคยได้ยินมา ตอนนี้ฐานะพวกเจ้าต่างกันราวฟ้ากับดิน หากเขาทรยศรักลืมพระคุณ เจ้าจะทำอย่างไร”

เลือดฝาดสีแดงจัดบนใบหน้าที่พาดไปถึงหูของชิงเถียนซีดจางลงไปทันที เหลือเพียงสีชาดที่แต้มอยู่เบาบาง สีสันอ่อนเข้มประสานกันอย่างลงตัว

“มิใช่ชิงเถียนอวดโอ่โอหัง แต่ท่านสามพูดผิดไป คุณชายเฉียวเป็นอัจฉริยะมีพรสวรรค์ ไม่ว่าจะมีข้าหรือไม่ เขาก็ไม่มีทางตกต่ำไปได้นาน ข้าแค่ช่วยเหลือสุดกำลังเล็กน้อยที่มี แก้ปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตของเขาบ้างเท่านั้น กลับเป็นคนที่อยู่ในแดนโลกีย์อย่างข้าต่างหาก ที่ต้องขอบคุณน้ำใจที่คุณชายเฉียวมอบให้ ทำให้ข้ารู้สึกว่าการรับมาเสนอไป กรีดกรายขายยิ้ม ก็ไม่ถึงกับต่ำช้าจนรับไม่ได้ ดังนั้นเมื่อพูดถึงคำว่า ‘พระคุณ’ จึงเป็นเขาต่างหากที่มีพระคุณต่อข้า ไม่ใช่ข้ามีพระคุณต่อเขา ส่วนเรื่อง ‘รัก’ หนุ่มสาวนิยมชมชอบกัน เป็นความรู้สึกที่มาจากใจ หากข้ามอบให้เขาสิบส่วน ก็ต้องการให้เขาตอบแทนมาสิบส่วนด้วย อย่างนั้นจะต่างจากฝ่ายหนึ่งจ่ายเงิน อีกฝ่ายมอบรักให้อย่างที่ทำกันในแดนโลกีย์แห่งนี้ที่ตรงไหน แม้ข้า ‘ขอเพียงหนึ่งคนที่รักจริง ไม่ทอดทิ้งผูกพันจนบั้นปลาย’ แต่ก็ทราบว่า ‘สมบัติล้ำค่านั้นหาง่าย ที่ยากไร้คือคู่ครอง’ ก่อนนี้ข้าทำดีต่อเขาอย่างไรล้วนเป็นความสมัครใจของข้า ต่อไปเขาจะทำอย่างไร…” มุมปากของนางปรากฏรอยยิ้มท้อแท้เพียงเสี้ยวใย พริบตาเดียวก็อันตรธานหายลับ “หากชะตาลิขิตให้มีย่อมมีเอง หากชะตาลิขิตให้ไม่มี ก็ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้า”

“ในเมื่อเห็นซึ้งถึงความเป็นไปของโลก เหตุใดต้องรักจนลึกซึ้งตลอดมา”

“ท่านสามเป็นคนฉลาด ยกตัวอย่างเช่นชีวิตคน จะอย่างไรก็ต้องตาย แต่ไม่เคยเห็นใครที่เพราะจะอย่างไรก็ต้องตาย จึงไม่ตะกายใช้ชีวิตอยู่ต่อเลย”

ฉีเซอคล้ายฉุกคิดอะไรได้ แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียง ‘เมี้ยว’ แมวเปอร์เซียสีขาวราวหิมะตัวหนึ่งมุดปราดออกมาจากไหนไม่ทราบ ดวงตาข้างหนึ่งสีครามราวท้องทะเล อีกข้างเขียวจัดราวมรกต มันเดินตรงเข้าหา หางตรงยาวปัดป่ายไปมาแถวน่องของชายหนุ่ม ชิงเถียนรีบส่งเสียงไล่มันไป แต่แมวตัวนั้นเดินวนรอบหนึ่ง ก่อนกระโดดแผล็วขึ้นบนตักของฉีเซอ ชิงเถียนทั้งแตกตื่นทั้งลนลาน ฝืนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน

“เจ้าปีศาจตัวนี้ไม่เคยเข้าใกล้ตีสนิทกับคนแปลกหน้า คาดว่าคงเพราะท่านสูงศักดิ์ มันก็ช่างตาแหลมแท้ ไม่เหมือนข้า มีตามองแต่ไม่รู้จักภูเขาไท่ซัน”

ฉีเซอหัวเราะ หงายฝ่ามือยกขึ้น

“เอาเถิด ยังไม่ได้ทำผิดซ้ำถึงสามครั้ง แต่ขออภัยถึงสามครั้งแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก ลุกขึ้นเถอะ” มือของเขาใหญ่ ฝ่ามือเต็มไปด้วยรอยด้านและรอยขีดข่วน ดูก็รู้ว่าเป็นรอยที่ดาบกับธนูทิ้งไว้ให้ และมือที่หยาบกร้านข้างนี้เอง ที่ลูบไปบนตัวแมวขาวบนตักอย่างอ่อนโยน ระมัดระวัง “ของเจ้าหรือ”

ชิงเถียนยกชายกระโปรงลุกขึ้น เครื่องประดับบนศีรษะกระทบกันเสียงดังสดใส พยักหน้าอย่างละอาย

รอยยิ้มของฉีเซอไม่ได้จางลงสักนิดเดียว ลูบตัวแมวอย่างตั้งอกตั้งใจ

“สมัยก่อนข้าก็มีแมวตัวหนึ่ง อยู่กับข้ามาเจ็ดปี ตอนหลังมันแก่ตัวล้มป่วย แม้แต่น้ำก็ดื่มไม่ได้ สุดท้ายคืนนั้นไม่รู้มันไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน กระโดดขึ้นมาบนเตียงข้า นอนเอาหัวชนกับข้าตลอดทั้งคืน พอวันถัดมามันก็ตาย แค่ย้อนคิดถึงก็ปวดใจแล้ว จากนั้นข้าก็ไม่เลี้ยงแมวอีก”

ชิงเถียนฟังแล้วสรุปเสียงแผ่วเบา “ทั้งน่ายินดี และน่าเศร้าใจ”

“หมายความว่าอย่างไร”

“ท่านสามมีฐานะสูงส่งเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ ตลอดทั้งวันพูดถึงแต่เรื่องของประเทศชาติราษฎร แต่ก็ยังมีช่วงที่ได้ผ่อนคลายจิตใจบ้าง ชิงเถียนมีโอกาสได้ฟัง ย่อมรู้สึกว่าน่ายินดี แต่มรสุมการเมืองโหดร้ายอันตราย จำเป็นต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว รอบกายท่านสามแม้มีคนติดตามเป็นพันเป็นหมื่น แต่ใจคนยากหยั่ง ได้แต่ส่งความคิดถึงไม่ลืมเลือนให้สัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ”

ฉีเซอจ้องมองนางเงียบๆ หากบอกว่าเสน่ห์เย้ายวนที่หญิงสาวคนก่อนๆ มีต่อเขาเหมือนห้องอันอบอุ่นที่มิดชิด ทำให้เขาอยากนอนหลับสักตื่น สตรีตรงหน้าเขากลับเหมือนหน้าต่างบานหนึ่ง หากสักวันหน้าต่างบานนั้นเปิดออก… เขามั่นใจ… ทิวทัศน์นอกหน้าต่างต้องเป็นความในใจของเขาเอง

ชิงเถียนแย้มยิ้มเฉิดฉัน “ข้าร้องเพลงปรนนิบัติท่านสามสักเพลงแล้วกัน ท่านสามอยากฟังอะไร”

ฉีเซอยิ้มเล็กน้อยตอบว่า “ชายกลัวงิ้วเรื่อง ‘หนียามวิกาล’ หญิงกลัวงิ้วเรื่อง ‘ความคิดคำนึง’ ร้องเพลงจากเรื่อง ‘ความคิดคำนึง’ เถอะ” (หมายเหตุ: เรื่อง ‘หนียามวิกาล’ คัดมาจากตอนหนึ่งในเรื่องไซอิ๋ว ตัวละครชายในเรื่องต้องทั้งร้องทั้งรำ ส่วน ‘ความคิดคำนึง’ เป็นเรื่องของแม่ชีที่หลบหนีมาแต่งงานใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป ตัวละครหญิงต้องร้องรำไปพร้อมกับแส้ปัดของแม่ชีในมือ เป็นงิ้วที่เล่นยากทั้งสองเรื่อง)

ชิงเถียนหมุนตัวกลับไปหยิบผีผามานั่งประจำที่ ปรับสายแล้วกรีดนิ้วไล่ทำนอง ร้องเอื้อนว่า

“แม่ชีน้อยอายุสิบหก เพิ่งตกวัยสาวสะพรั่ง ก็ถูกอาจารย์สั่งปลงผม จ่อมจมจุดธูปตักน้ำในอาราม เหลียวตามเห็นเด็กหนุ่มเล่นกันใต้ประตูวัด ดวงตาเขาตวัดมองข้า ดวงตาข้าจับจ้องเขา เขาเข้าหาข้า ข้าตอบสนอง ทั้งสองผูกพันแน่นแฟ้น ยอดรัก อย่างไรจึงได้สมมาดปรารถนา ตัวข้ายอมลงนรกได้เพื่อเขา จะเอาครกมาทุบ ชุบเอาเลื่อยมาตัด ใช้โม่ขัดบดทับ จับลงในกะทะน้ำมันเดือด โอ สุดแต่เขา! เคยเห็นเพียงคนเป็นต้องโพยภัย ไหนเลยเคยเห็นปีศาจได้รับโทษ โอ สุดแต่เขา เปลวเพลิงแผดเผาถึงตรงหน้าแล้ว”

เสียงเสนาะก้องกังวาน ละห้อยโหยเลื่อนลับ ไม่ทราบเป็นหญิงงามหอนางโลมหวนย้อนไปยังเบื้องหน้าพระพุทธรูปสมัยโบราณ หรือเป็นนางชีจีวรดำลงมาสถิตย์ยังแดนเริงรมย์

เพลงหนึ่งจบไป ฉีเซอก็ถอนหายใจชมว่า

“‘ร่ายเพลงขับขานอาจารย์ชื่นชม ประทินโฉมล่มเมืองพวกนางเคืองใจข้า’(หมายเหตุ: เป็นเนื้อเพลงท่อนหนึ่งจากเพลง ‘ร่ายผีผา’) จอหงวนบุปผาช่างสมคำที่ร่ำลือ” เขาชะงักไปนิด ก่อนส่ายหน้า “ไม่ถูก เพลง ‘ร่ายผีผา’ บทนี้ไม่ถูก ท่อนหลังของเพลงที่ว่า ‘รูปโฉมโรยราขายตัวหาที่พักกาย’… ออกจะเศร้าไป” หลังจากพึมพำแผ่วเบา เขาก็หัวเราะเสียงสดใส “บอกกับเจ้าโดยไม่ปิดบัง ข้าเป็นคนหยาบกร้านที่รู้จักแต่นำทหารไปรบ กับเรื่องโคลงฉันท์กาพย์กลอนไม่สู้แตกฉานนัก ตอนนี้ก็คิดอะไรไม่ออก จำได้แต่ว่ากวีหลิวอิ๋งชาวจินแต่งกลอนไว้บทหนึ่ง ชื่อ ‘วิหคครวญยามราตรี’ แม้ไม่จัดว่าเป็นกลอนที่ยอดเยี่ยม แต่มีอยู่สองท่อนที่เหมาะเจาะยิ่งนัก หวังว่า ‘จันทร์กระจ่างเหนือวิมานแดนโลกีย์ ด้วยนารีมีบุรุษคอยคู่เคียง’ ขอให้เจ้า ‘พบกันใหม่ได้อยู่ร่วมเรียงรัง จึงฝากฝังผีผาเจรจาความ’” (เชิงอรรถ: กลอน ‘ร่ายผีผา’ ของหลิวอิ๋งมีว่า “เพลงเสนาะกังวานผ่านกิ่งหลิว ความฝันปลิวลับตามดอกสาลี่ จันทร์กระจ่างเหนือวิมานแดนโลกีย์ ด้วยนารีมีบุรุษคอยคู่เคียง กระจกแตกแหลกยับซับน้ำตา รจนากลอนไว้บนผนัง พบกันใหม่ได้อยู่ร่วมเรียงรัง จึงฝากฝังผีผาเจรจาความ” บรรยายความรู้สึกของกวีที่ครุ่นคิดถึงนางโลมผู้หนึ่ง สุดท้ายเมื่อได้พบกันใหม่จึงเบิกบานยินดี)

ชิงเถียนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยๆ โอบผีผาไว้หลวมๆ ต้องตะลึงตะลานไปทันที นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ มาอวยพรให้คนต่ำต้อยเช่นนางอย่างจริงใจ นางหลุบตามองมือขวาที่วางอยู่บนตัก แหวนอัญมณีบนนิ้วสะท้อนแสงวาววาม

“ขอบคุณท่านสามที่อวยพร”

นอกชานมีกิ่งหลิ่วแกว่งไกวปัดคิ้วหน้าต่าง ฉีเซอมองเงาของมัน ไม่ทราบที่แท้ตัวเองรู้สึกอย่างไรกันแน่ ได้แต่ลูบขนแมวอย่างอ่อนโยน

“มีชื่อหรือไม่”

ชิงเถียนตอบอย่างยิ้มแย้ม “ไจ้อวี้ (ร่วมประสาน)”

“พิณพาทย์ร่วมประสาน?”

“เบิกบานไร้ที่เปรียบ”

(เชิงอรรถ: จากหนังสือ ‘ตำราซือจิง หมวดเจิ้งเฟิง บทหนวี่เยวียจีหมิง’ ความว่า “…สนทนาร่ำเมรัย จนบั้นปลายมุ่งหมายมาด พิณพาทย์ร่วมประสาน เบิกบานไร้ที่เปรียบ…” กล่าวถึงความสมัครสมานระหว่างคู่สามีภรรยา)

ในตอนนั้นยังไม่มีใครทราบ ว่าเหตุการณ์ที่ประจวบเหมาะจนไม่อาจเหมาะได้อีก…ราวกับใช้กลอนโบราณใน ‘ตำราซือจิง (รวบรวมคำกลอน)’ เป็นเค้าลางบอกใบ้… จะเกิดขึ้น

5.

หลังฉีเซอจากไป ต้วนเอ้อร์เจี่ยก็รีบเข้ามาซักไซ้ไล่เรียงถามฐานะแขกผู้ลึกลับรายนี้เป็นการใหญ่

“นี่ ท่านสามจากสกุลหวังคนนี้เป็นใครกันแน่ ข้าถามอยู่เป็นครึ่งค่อนวัน เขาก็ตอบอย่างคลุมเครือว่าเป็นญาติของมหาอำมาตย์หวังเชวี่ยเจา ข้าว่าตำแหน่งขุนนางของเขาต้องไม่เล็กน้อย ที่เอวยังคาดดาบสั้น แต่เท้ากะเผลกไปบ้าง น่าจะเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ที่เคยผ่านสงครามมา แต่คิดแล้วคิดอีก คนที่มีหน้ามีตาในสกุลหวังไม่มีใครคุณสมบัติตรงกับเขาสักคน หรือจะเป็นผู้ว่าการจากต่างมณฑล แต่อายุเขาก็ยังน้อยเกินไป นางเด็กร้ายกาจ พวกเจ้าไปรู้จักกันในงานของใครกันแน่ เจ้าอย่าปิดบังข้า…”

ชิงเถียนไม่กล้าโกหก ได้แต่ปัดไปว่า

“ยังมีงานเลี้ยงรออยู่อีกงาน ให้ข้าไปทำงานก่อน วันหลังค่อยเล่าให้ท่านแม่ฟัง”

แล้วก็เดินเลี่ยงหลบไปเสีย

งานเลี้ยงสิ้นสุดเกือบยามสี่ (ราวตีหนึ่งถึงตีสาม) กว่าจะตื่นมาวันรุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์ก็ลอยสูงแล้ว ชิงเถียนคลับคล้ายคลับคลาเหมือนได้ยินว่านอกห้องมีการเคลื่อนไหว จึงยืดตัวบิดขี้เกียจ

“มู่อวิ๋นหรือ เข้ามาเถอะ”

เห็นมู่อวิ๋นที่เป็นสาวใช้คนสนิทของนางแง้มม่านประตู มองเข้าไปแวบหนึ่งก่อนหัวเราะคิกคัก

“ข้าไม่เข้าไปดอก มีคนอื่นจะเข้าไปต่างหาก”

มู่อวิ๋นหลบไปด้านข้าง แสงตะวันส่องเฉียงๆ ลงมา พอดีอาบไล้ลงบนเงาร่างสูงโปร่งด้านหลังนางจนร่างนั้นคล้ายเปล่งรัศมีสีทองเรืองรอง บุคลิกปราดเปรียวเฉลียวฉลาด สูงส่งราวหยกสลัก ฝีพู่กันเลิศล้ำ ร่ำเมรัยเขียนบทความ… จอหงวนอัจฉริยะ เฉียวอวิ้นเจ๋อนั่นเอง

ชิงเถียนยิ้มให้ ยิ้มนั้นต่างจากรอยยิ้มที่นางมีให้ฉีเซอเมื่อคืน ยิ้มที่ไม่คิดอะไรมากมาย ไม่ได้ตั้งใจแต่งจริตใดๆ มีแค่ความยินดีที่บริสุทธิ์จริงใจ ความเบิกบานอย่างไม่ปิดบัง นางใช้สองมือยันพื้นเตียง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เส้นผมยาวสลายทิ้งตัวลงบนหมอน

“แย่จริง ข้ายังไม่ได้หวีผมเลย หน้าก็ซีดเหลืองปานนี้ จอหงวนเฉียวอย่าได้รังเกียจ”

เฉียวอวิ้นเจ๋อยิ้มพลางเดินมานั่งที่ข้างเตียง รวบเสื้อนอนที่หลุดลุ่ยลงเล็กน้อยของนางให้เข้าที่ ยื่นหน้าผากเข้าชนกับหน้าผากของนาง

“ข้าชอบดูเจ้าตอนไม่แต่งหน้าอย่างนี้ที่สุด”

“ข้าเองก็กล้าเปลือยหน้าตอนอยู่กับท่านเท่านั้น” นางแย้มยิ้มเห็นฟันขาวสะอาดเป็นระเบียบ “แม้แต่ฟันยังไม่ได้แปรงเลย”

เฉียวอวิ้นเจ๋อก้มศีรษะลงจูบปากชิงเถียน เขาพริ้มตาลง โครงหน้าด้านข้างคมเนียนราวกับใช้ไหมปักทีละฝีเข็มให้ขึ้นเป็นภาพ ในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง จ้องมองนางอย่างใกล้ชิด

“มีอะไรถึงรีบร้อนเรียกข้ามา”

ชิงเถียนบิดตัวอย่างเกียจคร้าน เอ่ยรัวเร็วอย่างโล่งใจ

“เมื่อคืนท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการมาที่นี่”

เฉียวอวิ้นเจ๋อหน้าเครียดลง สายตาตวัดไปยังผ้าห่มนวมปักลายอีกผืนที่กองอยู่บนเตียงทันที

ชิงเถียนยกมือฟาดหน้าอกเขา น้ำเสียงเริ่มแฝงแววขุ่นเคืองเล็กน้อย

“คิดอยู่แล้วว่าท่านต้องหลับตาคาดเดา เขาไม่ได้ค้าง แค่เลี้ยงน้ำชามื้อหนึ่ง ยังคงเสแสร้งแกล้งทำเป็นแซ่ ‘หวัง’ เหมือนเดิม พูดคุยกับข้าไม่กี่ประโยค ฟังเพลงบทหนึ่ง แม้แต่น้ำชายังไม่ดื่มสักอึกก็จากไปแล้ว ข้าฟังจากน้ำเสียงเขา ท่าทางไม่ได้เก็บเรื่องที่ข้าพลั้งปากวันนั้นมาเป็นอารมณ์ ต้องไม่พาลโกรธไปถึงท่านแน่ วางใจได้เต็มที่”

เฉียวอวิ้นเจ๋อครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ น้ำเสียงนุ่มนวลของเขาดังขึ้นอย่างอ่อนโยน

“นี่ต่างหากที่ทำให้ข้าไม่วางใจ หน่วยเจิ้นฝู่ใต้อำนาจท่านอ๋องนั้นมีไว้กำจัดศัตรูคู่อาฆาต ต่อให้ขัดเคืองเรื่องเล็กน้อยก็ไม่ปล่อยผ่าน แม้แต่กับพี่น้องแท้ๆ ยังไม่ใจอ่อน ได้ยินว่าวันที่เกิดเรื่องนั่น เขาบีบคั้นจนเต๋ออ๋อง น้องชายลำดับสี่ของตัวเองต้องตาย เจ้าเหยียดหยามเขาอย่างรุนแรงต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาเอง เขากลับไม่ลงโทษสถานหนัก ซ้ำยังมาเยี่ยมเยือนเป็นการส่วนตัว เกรงว่าคงเพราะเขาชอบเจ้าอย่างยิ่ง ในบรรดาแขกเหรื่อของเจ้า เจี้ยนกั๋วกง (เจ้าพระยาสร้างประเทศ) ท่านเจ้าพระยาเฝิงมีฐานะสูงส่งที่สุด ผู้ตรวจการฉิวจิ่นชี่ก็มีอำนาจในมือ คุณชายหลิ่วบุตรท่านเสนาบดีก็มีอิทธิพลทางบ้านหนุนหลัง แต่ละคนมั่งคั่งทะนงตน หากทุกคนล้วนยังห่วงพะวงเรื่องชื่อเสียง ขอเพียงเจ้าไม่ยอมแต่ง ใครก็บังคับหามเจ้าเข้าจวนไม่ได้ แต่ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการกลับต่างออกไป ถ้าเขาเกิดกระหายใคร่ได้ขึ้นมา โพล่งคำเดียวก็ครอบครองตัวเจ้าได้ ถึงตอนนั้นพวกเราสองคน…”

ชิงเถียนถอนหายใจแผ่วเบาตัดบทว่า

“ข้าเองก็คิดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ฉะนั้นเมื่อวานจึงบอกเขาอย่างตรงไปตรงมา ว่าถึงข้าจะอับจนด้อยค่า ไม่อาจไม่เล่นละครคล้อยตามสถานการณ์ แต่ใจจริงรักท่านเพียงคนเดียว เรื่องการต่อสู้แย่งชิงในราชสำนัก ฟาดฟันกันให้ตายไปข้างหนึ่งจะอย่างไรก็ต้องมี แต่ตอนนี้ดูไปแล้ว ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการมีใจเมตตา ไม่คล้ายคนประเภทใช้อำนาจเข้าข่ม หรือถึงข้าจะมองผิดไป เขาเกิดคิดมิดีมิร้ายกับข้าจริง ข้าก็มั่นใจว่ารับมือได้ ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนหลับตาลง ข้าต้องรับมือกับผู้ชายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ต่อให้ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการร้ายกาจกว่านี้ ก็ยังเป็นผู้ชายคนหนึ่ง สรุปแล้วตัวข้าไม่มีทางเป็นตัวต้นเหตุ ทำลายอนาคตของท่านแม้สักส่วนเสี้ยว”

“อนาคตของข้า?” นิ่งไปครู่ใหญ่ เฉียวอวิ้นเจ๋อจึงถอนหายใจ “หรืออนาคตของข้ามิใช่เจ้ามอบมาให้? วันที่สอบระดับประเทศในเดือนสาม เจ้าไปส่งข้าจนถึงสนามสอบกงย่วน (เชิงอรรถ: สนามสอบเข้ารับราชการ กงย่วนในปักกิ่งสร้างเมื่อปีหย่งเล่อสมัยราชวงศ์หมิง เส้นทางเข้ากงย่วนต้องผ่านประตูสามแห่ง ประตูแห่งที่สามเรียกกันว่า ‘หลงเหมิน (ประตูมังกร)’ มาจากภาษิต ‘ปลาหลีฮื้อข้ามประตูมังกร’ (หมายถึงประสบความสำเร็จในการสอบเป็นขุนนาง)เมื่อมาถึงสมัยราชวงศ์ชิง ย่านที่อยู่อาศัยบริเวณกงย่วนก็เปลี่ยนชื่อเป็น ‘หลี่อวี๋หูถง(ตรอกปลาหลีฮื้อ)’) นอกประตูใหญ่ของสนามสอบยังมีซุ้มประตูอีกสามแห่ง ทางตะวันตกคือประตู ‘คัดเลือกเปรื่องปราด’ ทิศตะวันตกคือ ‘อุทิศเพื่อชาติ’ ตรงกลางคือ ‘เบิกฟ้าทรงอักษร’ เมื่อผ่านประตูใหญ่ ประตูที่สอง ก็จะถึง ‘ประตูหลงเหมินที่สาม’ ซึ่งบัณฑิตทั่วหล้าดิ้นรนเป็นสิบปีเพื่อก้าวเข้าหา ข้ายืนอยู่ใต้ประตูหลงเหมินหันกลับไปมองเจ้า ใจก็คิดว่าก้าวข้ามประตูมังกรคราวนี้ ไม่ใช่เพื่อจริยธรรม ไม่ใช่เพื่อประเทศชาติ และไม่ใช่เพื่อใต้หล้าทั้งปวง แต่เพื่อเจ้าคนเดียว ตลอดทางที่ผ่าน ทุกย่างที่ก้าวของข้า ล้วนพึ่งพาเจ้าคอยช่วยประคับประคอง วางแผนให้ข้าได้เรียนหนังสือ ช่วยข้าหาเส้นสายตะกายขึ้นมา เจ้าทุ่มเททุกอย่างเพื่อข้า แต่ข้ามอบอะไรให้เจ้าได้บ้าง ข้าลองถามตัวเองดู แม้แต่แขกพวกนั้นของเจ้าข้ายังสู้ไม่ได้ พวกเขาเพื่อประจบเจ้า ถึงกับส่งเครื่องสุราดินเผาไฉเหยามาให้เจ้าทั้งชุด (หมายเหตุ: เครื่องปั้นดินเผาไฉเหยาคิดค้นขึ้นในสมัยพระเจ้าโจวไฉหรง ยุคห้าราชวงศ์ เป็นตัวแทนความสำเร็จด้านศิลปะเครื่องปั้นดินเผาในยุคโบราณ มีการผสมโลหะมีค่าอย่างทองคำและเงินลงไปในเนื้อดินด้วย และมีสีโคบอลท์บลูสดจัดที่สุดในบรรดาเครื่องปั้นดินเผายุคโบราณ) มอบแพรยาวถึงสิบลี้ไม่ขาดตอน หรือไม่ก็จัดทำรองเท้าคู่หนึ่งที่พื้นเป็นเงินสลักลายดอกไม้โรยผงอำพันทะเล แต่ละก้าวทิ้งรอยดอกไม้แดงส่งกลิ่นหอม ให้ทุกก้าวย่างของเจ้าก่อเกิดปทุมมาศ… (หมายเหตุ: อุปมาถึงหญิงสาวที่กิริยาแช่มช้อยงดงาม) แต่ข้าเล่า ข้าอาศัยอะไรไปเรียกตัวเองว่า ‘จอมปราชญ์ของแผ่นดิน’ ว่า ‘ข้ารับใช้โอรสสวรรค์’ จนถึงวันนี้ แม้แต่เครื่องหอมบนพื้นรองเท้าเจ้าข้ายังไม่มีปัญญาซื้อด้วยซ้ำ”

ดวงตาทั้งคู่ของชิงเถียนไหววูบ จ้องตรงเข้าไปในดวงตาเฉียวอวิ้นเจ๋อ

“พวกเขาส่งของเล่นเหล่านั้นให้ข้า เพราะพวกเขาเองก็เห็นข้าเป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่ง พวกเขาชอบมองข้าร้องเพลง มองข้าเต้นรำ มองข้าร่ายบทกวีในเจ็ดก้าว มองข้าที่งามล้ำสามโลก มองข้าบัดเดี๋ยวออดอ้อนให้ผู้คนเวทนาสงสาร บัดเดี๋ยวกระตุ้นให้ผู้คนเบิกบานสำราญใจ… เหมือนที่ใครๆ ชอบดูนักแสดงในงิ้วเรื่องสนมหยูรำกระบี่ นางเซียนโปรยดอกไม้ รอจนงิ้วจบไป นักแสดงเหน็ดเหนื่อยจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว ล้มคว่ำลงบนหีบใส่อุปกรณ์ ตอนนั้นยังจะมีใครชอบดู?” นางจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง ก่อนแย้มยิ้มหลุบตาลง กุมมือทั้งคู่ของเขาเอาไว้ “มีแต่อยู่กับท่าน ข้าจึงเปลือยใบหน้าได้ไม่ต้องมีอะไรปกปิด ไม่ต้องใช้แป้งหมึกแต่งแต้ม ปั้นหน้าเป็นพันรูปแบบไว้รับแขก มีแต่อยู่กับท่าน ข้าจึงเป็นตัวข้าเอง ไม่มีท่าน ข้าก็ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น เป็นแค่ ‘ของเล่น’ เท่านั้น อาอวิ้น ทุกสิ่งในตัวข้าท่านเป็นคนให้มา เทียบกันแล้ว ของอื่นๆ นับเป็นอย่างไรได้? ท่านอย่าได้มีความคิดโง่เขลาอย่างนั้น”

หน้าเตียงของชิงเถียนแขวนภาพนกเป็ดน้ำ นกสองตัวตวัดลำคอเกี่ยวกันไว้ใต้ร่มไม้ใบบัง เฉียวอวิ้นเจ๋อจ้องมองภาพนั้นอย่างเคลิบเคลิ้มงมงาย ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาที่ใบหน้าสวยสะอาดของชิงเถียน

“เชื่อข้า อีกไม่นานเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างนี้อีกแล้ว ไม่ต้องวนเวียนอยู่ท่ามกลางผู้ชายไม่ซ้ำหน้า ทนอีกนิด วันเวลาที่ดีกำลังจะมาถึงแล้ว”

ชิงเถียนยิ้มจนตาหยี ขนตาบนล่างสอดรับประสานกัน

“คนโง่เขลา ข้าถูกแม่ขายเข้ามาที่นี่ตั้งแต่ห้าขวบ ทุกวันที่ผ่านไปล้วนเป็นวันเลวร้าย แต่นับจากได้พบท่านตอนอายุสิบเอ็ด ทุกๆ วันล้วนเป็นวันที่ดีเสมอมา”

เฉียวอวิ้นเจ๋อเองก็ยิ้ม นัยน์ตาเขาสีดำสนิท แต่ภายในกลับคล้ายบรรจุประกายแสงสว่างทั้งมวลบนโลก

“หลายปีนี้เจ้าทำการค้า ฝึกฝนจนปากคอยิ่งมายิ่งร้ายกาจ แม้แต่กับข้าก็มาไม้นี้ ไม่รู้คำพูดเจ้าประโยคไหนจริง ประโยคไหนเท็จ”

ชิงเถียนหัวเราะพลางซบเข้ากับหัวไหล่เขา อ้าปากหาวอย่างอ่อนหวานหยาดเยิ้ม

“ใกล้ถึงงานเลี้ยงแข่งบุปผาประจำเทศกาลตวนอู่แล้ว อีกไม่กี่วันการค้าก็จะคึกคักขึ้นมาจริงๆ ข้าเองก็เลี่ยงไม่ได้ต้องรับงานบ้าง ท่านไม่ต้องมาแล้ว”

เฉียวอวิ้นเจ๋อพยักหน้า มองภาพนกเป็ดน้ำนั้นอีกรอบ ก่อนกางสองแขนออก คล้ายกำลังสยายปีกคู่หนึ่งที่ไม่อาจใช้โบยบิน รวบเอาคนรักเข้าไว้ในอ้อมอก

6.

ใกล้ถึงเทศกาลตวนอู่

ช่วงเทศกาลตวนอู่ เทศกาลไหว้พระจันทร์ และเทศกาลตรุษจีนนั้นรวมเรียกว่าสามเทศกาลใหญ่ เพราะกลุ่มย่อยอันดับต้นๆ ในตรอกไหวฮวาล้วนมีธรรมเนียม ‘เปิดตลาด’ เหล่าแขกเหรื่อจะจัดงานเลี้ยงสุราให้กับกวานเหรินที่ตัวเองชมชอบ เรียกว่า ‘ลงคะแนน’ บัญชีค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในสามเทศกาลนี้ ความฟุ่มเฟือยที่แขกผู้มาหาความสำราญทั้งหลายทุ่มมานั้นไม่ต้องพูดถึง เหล่านางโลมเองก็ประชันขันแข่งกันเต็มที่ ดูว่าในแต่ละเทศกาลใครจะได้รับจัดเลี้ยงสุรา ได้รับความนิยมมากที่สุด ตอนนี้ใกล้ถึงเวลาปิดบัญชีแล้ว หอไหวหย่ามีคนแน่นตลอดทั้งวัน ยุ่งวุ่นวายจนต้วนเอ้อร์เจี่ยที่คุมหอมีสภาพเหมือนมดบนกะทะ เวลาเพิ่งล่วงเข้าช่วงค่ำ ใต้แสงอร่ามเรืองของโคมไฟที่แกะสลักงดงามก็ยืนไว้ด้วยแขกอายุเกินครึ่งร้อย ไว้เคราสามแฉก ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง บัดเดี๋ยวทางซ้ายทักว่า “ท่านเฝิง” บัดเดี๋ยวทางขวาก็ทักบ้างว่า “ท่านเฝิง”

สกุลเฝิงเป็นสกุลใหญ่มีผู้นับหน้าถือตาอยู่ในนครเป่ยจิง มีบรรดาศักดิ์เป็นกงโหว (เจ้าพระยา) ท่านเฝิงรับสืบทอดตำแหน่งเจ้าพระยาสร้างประเทศตั้งแต่ยังหนุ่ม อยู่อย่างเสเพลหรูหรามาตลอดชีวิต ช่วงไม่กี่ปีมานี้มาลุ่มหลงติดพันชิงเถียน อาศัยว่าฐานะทางบ้านร่ำรวยมั่งคั่ง จับจ่ายใช้เงินตามใจชอบ จึงอยู่ในฐานะบิดามารดาอุปการะเสื้อผ้าค่ากินอยู่ ซึ่งทางหอนางโลมไม่อาจล่วงเกินได้เป็นอันขาด แต่ตอนนี้เพิ่งย่างเท้าเข้าประตูก็ทราบว่าชิงเถียนกำลังรับแขกอื่นอยู่ โทสะจึงประดังอย่างรุนแรง

“ไป เรียกคนออกมาให้ข้า!”

‘คน’ ที่ว่าย่อมเป็นชิงเถียน ต้วนเอ้อร์เจี่ยกระพือพัดในมือสุดแรง หวังพัดไฟโทสะของเทพแห่งโชคลาภองค์นี้ให้ดับไป

“โอ ท่านเฝิง คนเหล่านั้นก็เพื่อนฝูงท่านไม่ใช่หรือ นางเด็กชิงเถียนของพวกเราจึงจำเป็นต้องออกไปต้อนรับขับสู้บ้าง”

“เฮอะ ข้าไม่มีเพื่อนแบบนั้นพอคลาดสายตาก็แอบมาเฉือนตับในรองเท้า”

คำ ‘เฉือนตับในรองเท้า’ เป็นคำในวงการนางโลม หมายถึงกวานเหรินที่ตนเองหมายตาถูกคนอื่นยื่นมือเข้าแทรกฉกชิงไป ระหว่างที่ท่านเฝิงกำลังอ้าปากด่าทอเป็นการใหญ่ ห้องรับแขกของชิงเถียนบนชั้นสองปีกตะวันตก ก็มีคนกำลังยื่นมือควักล้วงรองเท้าตัวเองอยู่จริงๆ

ฉิวจิ่นชี่งอเอวควานหาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงตั๋วเงินสองฉบับออกมาจากรองเท้าหุ้มข้อ

“เป็นอย่างไร เด็กดี บอกแล้วว่าวันนี้จะเอาเงินมาให้เจ้า ไม่ได้หลอกลวงเจ้ากระมัง”

ชิงเถียนแต่งหน้าอ่อนบางสวมอาภรณ์สีขาวสะอาด เสื้อคลุมสีม่วงอมชมพูอ่อนจางปักลายกิ่งไผ่ในเนื้อผ้า หมุดเงินปักแซมระยับตามทรงผม กำลังมองชายตรงหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง นางเบื่อหน่ายรำคาญฉิวจิ่นชี่เป็นที่สุด คนๆ นี้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการฝ่ายขวา เป็นขุนนางขั้นสองที่โอ่อ่าผ่าเผย แต่จ่ายเงินแต่ละครั้งล้วนไม่เคยจ่ายให้หนักสมใจ ชิงเถียนแค่นเสียง ใบหน้างดงามแสดงอาการเย็นชาให้เห็นทันที

ฉิวจิ่นชี่อายุราวสามสิบห้าสามสิบหกแล้ว สองแก้มอวบอูม ที่คางไว้เคราดำกระจุกหนึ่ง และตอนนี้เครากระจุกนั้นก็กำลังสั่นด้วยความไม่พอใจ

“เป็นอะไร รังเกียจว่าน้อย?”

ชิงเถียนตอบรับในใจว่า น้อย น้อยจนให้เรายัดไว้ตามซอกฟันยังไม่พอเลย! แต่เมื่อเอ่ยปาก นางกลับพูดจาให้ความหวัง

“เท้าแรกเพิ่งก้าวเข้าห้อง เท้าข้างที่สองมาก็หยิบเงินแล้ว แม้แต่คำพูดจาห่วงใยสักนิดก็ไม่มี ทำเหมือนข้ารอคอยท่านเจ็ดเพราะต้องการเงินไม่มีผิด”

คำพูดนี้ว่ากล่าวจนฉิวจิ่นชี่เบิกบานยิ่งนัก ยิ้มกว้างสว่างไสวไปทั้งหน้า

“เด็กน่ารัก ที่แท้เป็นข้าผิดเอง เจ้าอย่าโมโหไป ถ้าไม่เห็นแก่หน้าเราฉิวชี (หมายเหตุ: แปลตรงตัวว่าบุตรคนที่เจ็ดของสกุลฉิว) ก็เห็นแก่หน้าเงินเถอะ”

ชิงเถียนหัวเราะคิก สีหน้าเปลี่ยนจากโกรธขึ้งเป็นยินดีในพริบตา แต่โบกมือขาวผ่องราวต้นหอมไปมา

“เงินนี้ท่านเอาไปให้ทางกลุ่มเถอะ จะได้ปิดบัญชีงานเลี้ยงประจำเทศกาลไป”

ฉิวจิ่นชี่รีบส่ายหน้า

“ไม่ได้ บัญชีงานเลี้ยงก็ส่วนบัญชีงานเลี้ยง ตัวเงินไม่ได้กระเซ็นมาถึงเจ้าแม้แต่เหวิน (หมายเหตุ: หน่วยเงินสมัยโบราณ) เดียว นี่เป็นเงินที่ข้าจะให้เจ้าต่างหาก”

ชิงเถียนหยิบผ้าเช็ดหน้า ม้วนผ้านั้นกับนิ้วมือไปมา

“บอกแล้วว่าท่านไม่เข้าใจจิตใจผู้อื่น และท่านก็ไม่เข้าใจจริงๆ นางยักษ์ที่บ้านท่านวันๆ คอยขัดขวางไม่ให้ท่านมาหาข้า ควบคุมกระเป๋าเงินของท่านเสียเข้มงวด แต่เทศกาลใหญ่อย่างนี้ท่านต้องส่งสินน้ำใจให้ผู้คนมากน้อยเท่าไหร่? มิหนำซ้ำท่านยังเป็นคนมีชื่อเสียงในแวดวงขุนนาง ‘กำนัลน้ำแข็ง’(เชิงอรรถ: หมายถึงสินบนที่ขุนนางท้องที่หรือขุนนางชั้นผู้น้อยสามารถมอบให้ผู้บังคับบัญชาได้โดยเปิดเผย หากเป็นฤดูร้อนก็ตั้งชื่อตามเจตนาคลายร้อนให้ว่า ‘กำนัลน้ำแข็ง’ หากเป็นฤดูหนาวก็ตั้งชื่อตามความตั้งใจจะซื้อถ่านเติมความอบอุ่นว่า ‘กำนัลถ่านไฟ’ เป็นธรรมเนียมที่รู้กันโดยไม่ต้องขีดเขียนเป็นตัวอักษรในสมัยราชวงศ์หมิง ชิง) ที่ต้องส่งให้ผู้บังคับบัญชาต้องใช้เงินขนาดไหน? เข้าวังไปถวายพระพรไทเฮาสองพระองค์กับฮ่องเต้ ยังมีขันทีอีกกี่คนรอยื่นมือขอค่าผ่านประตูจากท่าน? ค่าใช้จ่ายในเทศกาลนี้มากมายกว่าเวลาใดๆ ทั้งสิ้น ข้าไม่อาจทำให้ท่านต้องสิ้นเปลืองกว่าเดิม ท่านสนใจแต่จ่ายค่างานเลี้ยงให้ครบก็พอ ส่วนค่าใช้จ่ายของข้าไม่ต้องให้ท่านกังวล ข้าจะหาจากคนมือเติบโง่เขลาสักคนแทน”

ฉิวจิ่นชี่รู้สึกอารมณ์หึงหวงรุนแรงพุ่งขึ้นสู่ศีรษะ ตัดสินใจเด็ดขาดควักตั๋วเงินจากรองเท้ามาอีกฉบับ ร้องว่า

“จะอย่างไรข้าก็เป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก หากต้องให้กวานเหรินทำมาค้าขายอย่างเจ้าหาเงินให้ข้า นั่นจะใช้ได้อย่างไร เจ้าวางใจ เรื่องเงินทองนั้นข้ามี นี่ ข้ายังมีอีกหนึ่งร้อยถ้วน รวมแล้วทั้งหมดเป็นสามร้อย เจ้าเอาไปก่อน พรุ่งนี้ข้าจะใช้คนส่งมาให้เจ้าอีกสองร้อย หากเจ้าขาดเงินก็บอกข้า ห้ามบอกคนอื่น ได้ยินหรือไม่ ไม่ว่าใครก็ห้ามบอก”

ชิงเถียนดีใจ แต่กลับขมวดคิ้วแนบแน่น

“ไม่ได้ ข้าไม่เอาของท่านจริงๆ”

ฉิวจิ่นชี่ไม่พูดไม่จาฝืนยัดเงินใส่มือนาง

“ข้าให้เจ้า เจ้าก็รับไว้ คนอื่นกระสันอยากได้เงินจากข้า ยังไม่มีปัญญาเอาไปเลย มีแต่เจ้า ขอเพียงเจ้ายินยอม ข้าก็พร้อมทำให้ได้หมดทุกอย่าง เอาไป นี่ ถ้ายังไม่เอาไปจะถือว่ารังเกียจว่าเงินน้อยจริงๆ แล้ว”

“ท่านพูดแบบนี้ ข้าก็มีแต่ต้องรับไว้แล้ว” ชิงเถียนปั้นหน้าลำบากใจรับเงินมา แต่ความจริงหัวใจโลดขึ้นด้วยความยินดีตั้งนานแล้ว ก็บอกแล้วว่าจะหาเงินจากคนมือเติบโง่เขลา เจ้าคนมือเติบโง่เขลานั้นก็ยืดคอรับดาบแต่โดยดี ขณะจะปลอบประโลมเขาสักสองประโยค กลับได้ยินเสียงคนเรียกมาจากนอกม่าน

“แม่นาง”

ชิงเถียนม้วนตั๋วเงินเก็บตามสัญชาติญาณทันที ส่งเสียงร้องไป

“มู่อวิ๋น มีอะไร”

สาวใช้มู่อวิ๋นรีบเดินเข้ามากระซิบที่ข้างหูนางสองประโยค ชิงเถียนพยักหน้า หันมาปั้นยิ้มให้ฉิวจิ่นชี่ บอกว่า

“ท่านเจ็ด ขออภัยอย่างยิ่ง ท่านเฝิงมากะทันหัน ข้าต้องไปต้อนรับสักครู่”

ฉิวจิ่นชี่ชักสีหน้าทันที

“เฮอะ รับเงินจากข้าทางนี้เสร็จ ก็จะวิ่งไปหาพ่อบุญธรรมเจ้าทางนั้นเลย เจ้ากลัวล่วงเกินเขา ไม่กลัวล่วงเกินข้าหรือไร”

“ท่านเจ็ด ทำไมพูดอย่างนั้นเจ้าคะ”

“มู่อวิ๋น!” ชิงเถียนตวาดตัดบทสาวใช้ หันกลับไปนั่งปักหลักมั่นคงบนตั่งใหญ่ด้านข้าง “อย่างนั้นข้าจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนท่านเจ็ด ให้ท่านเฝิงคอยไปเถิด มู่อวิ๋น เจ้าไปเรียกอาซ้อวังให้ยกขนมจ้างทั้งไส้เค็มไส้หวานมาอย่างละหนึ่ง ท่านเจ็ดนั่งอยู่ที่นี่พักใหญ่คงหิวแล้ว จะได้รองท้องเสียหน่อย ไปเถอะ!”

นางวางมาดอย่างนี้ กลับทำให้ฉิวจิ่นชี่กระอักกระอ่วนขึ้นมาเอง ยิ่งเห็นพอสาวใช้จากไป ชิงเถียนก็ชักผ้าเช็ดหน้าจากสีข้างขึ้นมาเช็ดหน้าอยู่วุ่นวาย เขายิ่งรู้สึกผิด

“ดูเถิด ข้าแค่โพล่งไปไม่คิดสองประโยคเท่านั้น เจ้าก็ร้องไห้แล้ว”

ชิงเถียนยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา จงใจส่งเสียงขึ้นจมูก

“คนที่รับประทานข้าวจากบ้านผู้คนมากมายนับพันอย่างข้า หากแขกผู้นี้ไม่มา ผู้นั้นก็ต้องมา ข้ายังกลัวล่วงเกินใคร? ก่อนๆ ข้ามิใช่ไม่เคยปล่อยให้ท่านเฝิงรอ แต่ทำไมตอนท่านอยู่ ข้ากลับพาลต้องรีบไปต้อนรับเขา? มิใช่เพราะกลัวท่านล่วงเกินผู้อื่นหรือ? ข้าขอพูดอย่างตรงไปตรงมา ท่านไม่อาจล่วงเกินเขาได้ หรือท่านคิดว่าข้าจะปล่อยปละ ไม่รักท่านที่ยังหนุ่มแน่นมีกำลังวังชา ละเอียดอ่อนมีน้ำใจ กลับไปรักเฒ่าไม่เจียมตนนั่น? ที่ข้าจะไปอยู่เป็นเพื่อนเขา ก็เพราะเห็นแก่ท่าน ท่านกลับระบายโทสะเอาที่ข้า!”

เห็นชิงเถียนอ้างน้ำใจอิงเหตุผลปานนี้ ฉิวจิ่นชี่ก็สบายใจขึ้น รีบโอบรั้งเอวอ้อนแอ้นของนางเข้ามา อิงแอบแนบชิดกับใบหน้าขาวผ่องราวดอกสาลี่ของนาง ชิงเถียนก็แสดงฝีมือออดอ้อนออเซาะอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง พอขนมจ้างถูกส่งมาถึง ก็ลงมือแกะห่อจัดใส่ชามด้วยตัวเอง ชักชวนฉิวจิ่นชี่อยู่รับประทานอาหารเย็นอีกหลายรอบ จึงได้ล่าถอยมาจากห้องเล็ก เติมชาดที่เลือนหายไประหว่างร้องไห้อีกนิด ค่อยไปปรากฏโฉมที่ห้องของท่านเฝิง

ตึกชั้นในของหอไหวหย่าเป็นตึกที่มีระเบียงภายในสี่ทิศล้อมลานตรงกลาง ชิงเถียนคนเดียวก็ครอบครองไปแล้วครึ่งชั้น มีห้องทั้งหมดแปดห้อง ฉะนั้นแขกที่มาจึงต่างมีที่นั่ง ไม่ได้ประจันหน้ากันเอง ฉิวจิ่นชี่อยู่ห้องทางตะวันออกสุด ท่านเฝิงกลับถูกนำไปห้องทางตะวันตก ยามนี้พอเห็นชิงเถียนเดินเข้าห้องมา เหล่าสาวใช้ที่อยู่กันเต็มห้องก็คลายใจลง ต้วนเอ้อร์เจี่ยใช้พัดในมือกวักเรียก

“มาแล้วๆ มาแล้วมิใช่หรือ นายท่าน อย่างนั้นให้นางเด็กชิงเถียนของพวกเราอยู่เป็นเพื่อน ส่วนพวกเจ้าที่เหลือออกไปกับข้า”

หน้าฉากไม้หนานมู่ (หมายเหตุ: ต้นเรดวูดจีน หรือ Phoebe Zhennan) ห้าตอนที่ทาสีทองเขียนภาพจากงิ้วเรื่อง ‘ป้ายเต็มเตียง (หมายเหตุ: เล่าถึงกัวจื่ออี๋ นักการปกครองและนักการทหารสมัยราชวงศ์ถังจัดงานวันเกิด ลูกชายทั้งเจ็ดลูกเขยทั้งแปดล้วนเดินทางมาอวยพร แต่ละคนพกแผ่นป้ายประจำตำแหน่งที่ขุนนางต้องพกตอนเข้าเฝ้าเจ้านายมาด้วย เมื่อถึงคราวกราบอวยพร ก็วางแผ่นป้ายเหล่านั้นไว้บนเตียงจนเต็มเตียง)’ ท่านเฝิงกำลังนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ มือถือจอกที่ทำจากนอแรด ไล่สายตากวาดมองชิงเถียนอย่างขุ่นเคืองรอบหนึ่ง

“ชาดที่ปากเพิ่งทาใหม่! บอกมา เจ้าเพิ่งคลุกคลีกับเด็กแซ่ฉิวนั่นมาท่าไหน”

ชิงเถียนไม่ต่อปากต่อคำ ลูกปัดใยเงินจากสร้อยคอประดับอัญมณีของนางแกว่งไกวกระทบทรวงอกอิ่ม เดินเข้ามาด้วยท่าทางแช่มช้อยสง่างาม ชิงจอกเหล้าไปจากมือท่านเฝิง จากนั้นทรุดกายลงนั่งบนตักเขา

“ให้ท่านพ่อรออยู่ในห้องด้านข้างเป็นครึ่งค่อนวัน ข้ามาขอขมาต่อท่านพ่อ ลงโทษตัวเองเป็นจอกหนังแก่ท่าน”

‘จอกหนัง’ เป็นลูกเล่นของหอนางโลม คือการใช้ปากป้อนสุรา เห็นชิงเถียนเงยหน้าเทสุราอมไว้ครึ่งคำจริงๆ จากนั้นใช้สองมือประคองใบหน้าเหี่ยวย่นของท่านเฝิงไว้ ประกบปากป้อนให้กับเขา

ท่านเฝิงเมื่อได้ลิ้มรสหวานล้ำ โทสะก็คลายไปกว่าครึ่ง เห็นชิงเถียนยิ้มเฉิดฉายให้เขา ริมฝีปากยังมีหยาดเมรัยเกาะอยู่วาววับ

“ท่านพ่ออย่าได้โมโหแล้ว หากท่านโมโหจนกระทบสุขภาพ ไยมิใช่ทำให้ข้าปวดใจเปล่าๆ?”

ท่านเฝิงคันในลำคอยุบยิบด้วยความอยากหัวเราะ แต่พอถึงริมฝีปากกลับยังคงด่าทอว่า

“ปวดใจ? เกรงว่าไม่แน่นัก กระตุ้นข้าให้โมโหตายไป เจ้าก็พอดีได้อยู่กับเด็กนั่นอย่างสบายอกสบายใจไม่ใช่หรือ”

ชิงเถียนทำหน้าคับแค้นสุดแสน เล็บสีแดงเพลิงข้างหนึ่งจี้เข้าที่หน้าผากท่านเฝิง

“พูดอย่างนี้ แสดงว่ามโนธรรมของท่านคงถูกสุนัขกินหมดสิ้นแล้ว ท่านลองคิดดูต้องกี่วันท่านจึงมาหาข้า? สามวัน! ถ้ามิใช่เพราะท่านทิ้งข้าอยู่ที่นี่ไม่สนใจ ที่ไหนข้าจะถูกปีศาจผูกคอตายตนนั้นพัวพันไว้ได้? พอได้ยินว่าท่านมา ข้าก็ถอนเท้าสะบัดหน้าลาจากทันที ตอนนี้เขายังนั่งตบโต๊ะอยู่ตรงนั้นเลย ข้าก็คร้านจะใส่ใจ ประเดี๋ยวต้องมีคนในกลุ่มไปปลอบประโลมเอง จะอย่างไรข้าก็ไม่คิดจะไว้หน้าเขาอยู่แล้ว”

เห็นเค้าขุ่นเคืองของชิงเถียนแล้ว ท่านเฝิงกลับหน้าบาน หัวเราะจืดเจื่อน

“มาช่วงเทศกาลอย่างนี้ เกรงว่าคงแอบเอาเงินมาให้เจ้ากระมัง เจ้ากล้าละเลยเขาหรือ”

“มีอันใดไม่กล้า เขาให้เงินก็เป็นเรื่องของเขา เกี่ยวข้องใดกับข้า จะอย่างไรข้าก็ไม่ต้องการเงินเขา”

“อ้อ เพราะอะไร”

ชิงเถียนใช้เครายาวอ่อนนุ่มของชายชราพันรอบนิ้วตัวเอง ก่อนป่ายมันบนปลายจมูกเจ้าตัวอย่างยั่วล้อ

“รับประทานข้าวผู้อื่นปากเสียงอ่อน รับเงินผู้อื่นมือไม้อ่อน ฉิวชีพอจะมีเงินอยู่บ้างก็จริง แต่นางเฒ่าบ้านเขามีสมญาว่า ‘กาน้ำชาใส่เงิน’ คุมเขาอย่างเข้มงวดจนสาหัส ฉะนั้นทุกครั้งที่เขาเจียดเงินมาให้ ล้วนทำท่าเหมือนเงินของเขามีค่ากว่าใครๆ จะให้ข้ารับน้ำใจเขา? เรื่องยุ่งยากน่ารำคาญเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึงเลย เพียงพูดถึงเช่นวันนี้ที่ท่านพ่อมา หากข้ารับเงินเขา ไหนเลยสะดวกใจสะบัดหน้าจากมาได้ จะอย่างไรเงินค่างานเลี้ยงก็ต้องมีผู้ดูแลหอไปทวงถามจากเขาอยู่แล้ว ข้าไม่ต้องการใช้ของเขาสักนิด ให้ติดค้างเขาเพิ่มอีกส่วน มีท่านพ่อคอยรักข้า คิดว่าต้องไม่ถึงกับขาดส่วนของข้าไปได้ จะเวียนไปถึงคราวให้เขาจ่ายให้หรือ?”

ท่านเฝิงพออกพอใจ หัวเราะจนตัวกระเพื่อม มือโบกวูบ ตั๋วเงินฉบับหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาทันที

“นี่จึงเป็นบุตรสาวที่ดีของพ่อ มา รับไป”

ชิงเถียนคลี่ออกดู พบว่าเป็นเงินก้อนโตถึงหนึ่งพันตำลึง ก็ร้องอย่างดีใจ

“ท่านพ่อสุดประเสริฐ ท่านพ่อที่น่ารัก ข้าบอกแล้วท่านพ่อรักข้าที่สุด”

ท่านเฝิงหัวเราะดังๆ บอกว่า “นางปีศาจน้อย ดูเจ้าดีใจเข้า อย่างนั้นยก ‘จอกหนัง’ คารวะข้าอีกรอบเถอะ”

ชิงเถียนรับคำ ประทับริมฝีปากอ่อนนุ่มหอมหวานของนางลงบนใบหน้าเหี่ยวย่นแก่ชราของท่านเฝิง

หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม ท่านเฝิงก็จากไป ชิงเถียนแต่งหน้าใหม่อีกครั้ง ตรงไปยังห้องปีกตะวันออก แต่มาได้ครึ่งทางกลับถูกต้วนเอ้อร์เจี่ยขวางไว้

“ลูกรัก ตัวโง่งมนั่นมาอีกแล้ว” ในหอคณิกา คำ ‘ตัวโง่งม’ เป็นคำด่าทอเหยียดหยามรุนแรงที่สุด หมายถึงแขกคนนี้ไม่รู้จักระดับสูงต่ำ แบ่งแยกดีเลวไม่ออก นับเป็นคนโง่เขลาที่หลอกง่ายเหลือเกิน

ชิงเถียนได้ยินแล้ว ประกายตาเย็นเยียบลงทันที

“ผู้ใด? ตู้เป่าเสียง?”

“นอกจากมันยังจะเป็นผู้ใดได้” ใบหน้าเอ้อร์เจี่ยฉายแววรังเกียจเดียดฉันท์ ผ้าเช็ดหน้าผืนโตสะบัดชี้ไปทางโถงน้ำชาชั้นล่าง “ข้าเพิ่งเห็นเขาให้รางวัลนางโลมคนหนึ่ง ลูบคลำอยู่เป็นครึ่งค่อนวันเพิ่งควักเงินออกมาแค่สองตำลึง นับว่าแม้แต่ผายลมก็ไม่เหลือติดตัวแล้ว เด็กดี ข้าว่าเจ้าคิดหาวิธีไล่ลูกค้ายาจกนี้ไป ให้ต่อไปภายหน้าเขาไม่มาพัวพันกับเราอีกได้หรือไม่”

“ข้าจะมีวิธีอะไร วิธีของข้าล้วนได้รับสืบทอดมาจากท่านแม่มิใช่หรือ” ใบหน้าชิงเถียนมีแววขุ่นเคืองเล็กน้อย สวนขึ้นตัดบทช่วงท้ายๆ ประโยคของเอ้อร์เจี่ย “เอาเถิด ข้ารู้ว่าท่านแม่มีอุบายอยู่แล้ว จะใช้ละครบทไหน ข้าเล่นให้ก็แล้วกัน ให้พานพบแล้วจบกันด้วยดี”

เอ้อร์เจี่ยยกผ้าเช็ดหน้าแตะไหล่ชิงเถียน

“เจ้าเปรื่องปราดหลักแหลม ไหวพริบเลิศล้ำแท้ๆ สะกิดนิดเดียวก็รู้แจ้งแทงตลอด ไม่เสียแรงที่แม่รักเจ้า” ว่าแล้วก็ชะโงกเข้าไปกระซิบกระซาบอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือผลักอีกฝ่าย “ไปเถอะ”

ชิงเถียนลงมาชั้นล่างแล้วเดินต่ออีกช่วงหนึ่ง ก็มาถึงห้องน้ำชานอกโถงใหญ่ เท้ายังไม่ทันย่างเข้าประตูคนที่นั่งอยู่บนเตียงซึ่งสลักเสลาฝังเครื่องประดับมีค่าก็ยืนพรวดขึ้นทันที สาวใช้สองคนที่คอยรินชาร้อนกรุ่นสบตากันวูบ ก่อนล่าถอยไปราวนัดกันไว้

ร่างแบบบางของชิงเถียนพุ่งเข้าใส่อ้อมอกฝ่ายตรงข้าม

“พี่เสียง!” นางร้อง จ้องมองชายตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่งเสียงสะอึกสะอื้น “ไม่พบกันไม่กี่วัน ท่านผอมลงอีกแล้ว”

ตู้เป่าเสียงรูปกายกำยำล่ำสัน แต่หว่างคิ้วกลับมีเค้าหม่นหมอง พอดีเหมือนกับเสื้อผ้าบนร่าง ที่เนื้อผ้าชั้นดีกลายเป็นเก่าโทรม ยิ่งขับเน้นความตกต่ำอับจนกว่าเดิม เขาขยุ้มสองไหล่ชิงเถียน กระทืบเท้าอย่างขุ่นเคือง

“น้องชิง ข้า… ข้า… โอ…”

ชิงเถียนรีบยื่นมือไปปิดปากเขา กลิ่นเครื่องหอมชะมดเจือจางกำจายออกจากใจกลางฝ่ามือ

“อย่า… อย่าเอาแต่ถอนหายใจอย่างนี้ ที่ข้าทนไม่ได้ที่สุด คือเป็นท่านทำอย่างนี้”

“ไม่ทำอย่างนี้ แล้วจะทำอย่างไหนได้อีก” ตู้เป่าเสียงถอนหายใจอีกรอบ ถอยหลังหลายก้าวกระแทกนั่งลงบนเตียง กำหมัดทุบเตียงหลายครั้ง “ล้วนเพราะนางแพศยาเฒ่าต้วนเอ้อร์เจี่ย หลอกเราวันนี้จำนองที่ พรุ่งนี้ขายบ้าน รอจนเงินทองล้านกว่าตำลึงทางบ้านข้าหมดสิ้นไม่เหลือ ก็กลับลำทำเป็นไม่รู้จักทันที! ตอนนี้อย่าว่าแต่เงินจะไถ่ตัวเจ้า แม้แต่อนาคตตัวข้าเองยังไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน” เขาพลันเงยหน้าขึ้น สองตาที่เบิกโตทั้งบวมทั้งแดง กระทั่งน้ำเสียงก็เปลี่ยนไป “น้องชิง ข้าตู้เป่าเสียงแม้ไม่นับเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ใด แต่ตอนแรกที่ตั้งตัวขึ้นมาจากมือเปล่า สร้างธุรกิจจนใหญ่โตไม่นับเป็นอันดับหนึ่งก็ต้องเป็นอันดับสอง ก็ไม่ถือว่าผ่านประสบการณ์มาเสียเปล่า อีกสักครู่ข้าจะไปถามนางแพศยาเฒ่าเอ้อร์เจี่ยอีกรอบ หากนางยังไม่ยอมยกเจ้าให้ข้าในทันที ข้าจะแทงนางให้ตายในดาบเดียว! จากนั้นค่อยถือดาบมาถามเจ้า! ข้าตู้เป่าเสียงเพื่อเจ้าแล้ว ยอมทุ่มกิจการใหญ่โตให้เจ้าจนหมดสิ้น ทุ่มจนบุตรภรรยาหนีหาย ข้าก็ไม่เสียใจแม้แต่น้อย ตอนนั้นเจ้ารับปากจะแต่งงานกับข้าเอง ข้าต้องถามเจ้า ดูสารรูปข้าวันนี้ เจ้าเสียใจหรือไม่? หากเจ้าคิดกลับคำ เฮอะๆ ได้ ข้าจะฟันเจ้าดาบหนึ่ง จากนั้นค่อยเชือดคอตัวเอง! ยามเป็นไม่ได้อยู่ร่วม ยามตายก็ขอให้ได้ไปด้วยกัน เท่านี้ข้าพอใจแล้ว!”

“พี่เสียง ดูท่านพูดอะไรออกมา” ชิงเถียนอุดปากตู้เป่าเสียงไว้อีกรอบ ขณะลอบตื่นตระหนก นางก็อดนับถือมารดาเลี้ยงไม่ได้ ที่มองเรื่องราวออกทะลุปรุโปร่ง หากไม่ขับไล่คนอับจนหนทางผู้นี้ออกไป ดูท่าคงตอแยเป็นเภทภัยขึ้นแน่นอน! นางสงบจิตใจ ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผากชายหนุ่ม เอ่ยอย่างนุ่มนวลจริงใจ “หากท่านบอกจะตาย ข้าจะตายกับท่านเดี๋ยวนี้ แต่พี่ชายโง่เขลาของข้า ความสามารถท่านยิ่งใหญ่ปานนั้น เหตุใดพบพานอุปสรรคเท่านี้ก็เกิดคิดไม่ตกได้ ข้าคิดแต่ต้องการจะอยู่กับท่านอย่างมีความสุขไปจนตลอดชีวิต ท่านกลับโง่เขลาคิดจะตาย โอ เพราะเพื่อท่าน ข้าทำหัวใจแหลกยับลงจริงๆ”

ตู้เป่าเสียงเบิกตากว้าง เขาเห็นชิงเถียนเดินไปเลิกม่านที่ประตูมองออกไปอย่างตั้งอกตั้งใจ คล้ายสำรวจว่ามีใครแอบฟังหรือไม่ จากนั้นสาวเท้าเร็วๆ กลับมาจูงสองมือของเขา

“พี่ชาย ข้าคิดไว้นานแล้ว ท่านฟังข้า…”

ชิงเถียนพูดอะไรบางอย่างออกมายืดยาว รวดเร็ว และรวบรัด พอพูดจบ ตู้เป่าเสียงก็ตะลึงตะลานไป อ้าปากพะงาบอย่างไม่อยากเชื่อ

“น้องชิง เจ้าพูดจริงหรือ อย่าหลอกลวงข้า”

“กลัวข้าหลอกท่านหรือ ถ้ากลัวข้าหลอกท่าน ท่านก็ไม่ต้องไป”

“ไม่ ไม่ ข้า… ข้าเพียงแต่…” ตู้เป่าเสียงเหม่อมองชิงเถียนอยู่เป็นนาน ก่อนกระชากนางมาโอบไว้แน่น น้ำตาลูกผู้ชายร่วงลงบนไหล่หอมกรุ่น “น้องชิง ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องจริงใจกับข้า หัวใจข้าตู้เป่าเสียงต้องไม่ทุ่มเทไปเสียเปล่า ข้า… ข้า…”

“เอาล่ะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องพวกนี้” ชิงเถียนปาดน้ำตาให้เขา และบีบให้ดวงตาตัวเองหลั่งน้ำตาออกมาได้หลายหยด “พี่เสียง ตั้งแต่ได้เห็นท่านครั้งแรก ข้าก็ปักใจว่าชั่วชีวิตนี้จะต้องอยู่กับท่าน ร่ำรวยก็ช่าง ยากจนก็ไม่เป็นไร ท่านวางใจได้เต็มที่”

เมื่อรักแท้ของตู้เป่าเสียงถูกกระตุ้นจนคุโชน มือกับปากก็เคลื่อนไหวตาม แต่ชิงเถียนยังต้องรีบกลับไปรับมือฉิวจิ่นชี่ที่ถูกทิ้งให้รออยู่ในห้อง ไม่ต้องการพัวพันกับเขามากความ จึงบ่ายเบี่ยงเต็มที่

“โอ พอแล้ว รอจนพวกเราได้อยู่ด้วยกันจริงๆ ก่อน ท่านคิดพัวพันเมื่อใดไหนเลยไม่ได้ พาลจะมาเอาตอนนี้ ให้ข้าไปมีกะจิตกะใจจากที่ใด? เอาล่ะ ปล่อยมือ ไม่อย่างนั้นข้าจะตีท่านแล้ว ชังท่านนัก ตีหนักไปข้าก็ปวดใจอีก พอแล้ว… โอ! ใช่ ต้องเรียบๆ ร้อยๆ อย่างนี้ข้าจึงชอบ ท่านรีบกลับไปเถอะ จำไว้ ยามเฉินหนึ่งเคอ (เจ็ดโมงเช้าสิบห้านาที) ท่าน้ำทิศเหนือของคุ้งบ้านสกุลจาง นายเรือชื่อหลิวไป่ถัง ไม่อาจไปสายเด็ดขาด”

นางทั้งผลักทั้งลากตู้เป่าเสียงออกจากห้อง ใช้สายตาส่งเขาเดินจากไปตามระเบียงทางเดิน นักเลงคุมซ่องที่ทำหน้าที่ส่งแขกร้องทักเสียงยานคางอย่างเกียจคร้าน

“ท่านตู้จะไปแล้วหรือ”

ตู้เป่าเสียงหันกลับมามอง ชิงเถียนก็โบกมือให้เขา เผยเห็นข้อมือสวมกำไลทองคำลายวิหคฟ้าเดียวดายหงส์ร่ายร่อน รอจนแผ่นหลังตู้เป่าเสียงลับตาไปแล้ว รอยยิ้มรักใคร่ใฝ่หาที่ฉายชัดบนใบหน้าชิงเถียนก็เลือนหายเช่นกัน ทั้งยังเลือนหายรวดเร็วอย่างยิ่ง คนที่ไม่เคยต้องยิ้มทั้งวันเช้าจรดค่ำไม่มีทางเข้าใจเด็ดขาด ว่าการยิ้ม… เป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงไหน

กว่าจะกลับถึงห้องปีกตะวันออก ฉิวจิ่นชี่ก็รอจนงีบหลับไปแล้ว น้ำลายไหลยืดเปรอะไปหมด ชิงเถียนใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดหน้าเช็ดมือให้เขาอย่างเอาใจ ปลอบโยนเสียงอ่อนหวาน

“ขออภัยด้วย ให้ท่านรอนานปานนี้ ลำบากท่านแย่แล้ว” จากนั้นก็เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นตำหนิบริวารว่า “พวกเจ้ากลั่นแกล้งให้ท่านเจ็ดหมดอารมณ์ ถึงกับกล้าละเลยท่านขนาดนี้ กลับไปเราจะถลกหนังพวกเจ้าเรียงตัวทีเดียว ขนมจ้างนี้ยังรับประทานได้หรือ? วางทิ้งไว้นานขนาดนี้ เย็นชืดหมดแล้ว ไป ไปเปลี่ยนใบใหม่มาสองใบ!”

ฉิวจิ่นชี่กำลังหื่นกระหาย ก็ลูบคลำเปะปะไปตามทรวงอกชิงเถียนต่อหน้าเหล่าสาวใช้

“เจ้าเฒ่านั่นไปแล้วหรือ เฮอะ ขนมจ้างอร่อยตรงไหน ที่ข้าหิ้วท้องอยู่ ก็เพราะรอกินหมั่นโถวขาวผ่องนุ่มนิ่มร้อนกรุ่นต่างหาก”

ชิงเถียนเอนกายลงนั่งอิงอยู่ในอ้อมอกอีกฝ่าย นอกห้องหับที่สว่างเรืองรองด้วยแสงโคม จันทร์เสี้ยวที่จมพ้นขอบหน้าต่างไปครึ่งหนึ่งสาดแสงเยียบเย็น เสียดแทงฝุ่นชาด กรีดบาดต้นหลานเซียง (หมายเหตุ: พันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง ตระกูลเดียวกับเบญจมาศ ใบใช้กลั่นเอาน้ำมันหอมได้)

7.

รัศมีแรกของวันถัดมาสาดส่องขึ้นบนท้องฟ้าโดยไม่มีใครรู้ตัว คล้ายหญิงงามเมืองค่อยๆ ยกกระโปรงตนเองขึ้นสูงอวดแขกบุรุษ

ที่แห่งนี้คือท่าเรือบ้านสกุลจางตำบลทงโจว ชื่อท่าเรือหมายเลขหนึ่งของแม่น้ำอวิ้นเหอ ความคึกคักของเรือที่แล่นสัญจรนั้นมหาศาลจนอาจข่มความยิ่งใหญ่ของกำแพงเมืองจีนลงได้ แม้จะเพิ่งเข้ายามเฉิน (เจ็ดโมงเช้า) ก็มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาแล้ว แต่เมื่อทอดตามองไกลออกไป จำนวนผู้คนก็ค่อยๆ บางตา หญ้าขึ้นรกเรื้อ และบนทางสายน้อยร้างผู้คนนี้เอง บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืดคอชะเง้อมองไปโดยรอบ ทันใดนั้นพลันชูสองมือขึ้นโบกอยู่วุ่นวาย ท่าทางตื้นตันจนคล้ายตลอดร่างเดือดพล่าน

“น้องชิง ทางนี้ อยู่ทางนี้!”

มองแต่ไกลเห็นสตรีนางหนึ่งเดินเข้ามา ผิวขาวผุดผาด สะคราญโฉมเลิศล้ำ มิใช่ชิงเถียนยังจะเป็นผู้ใดได้? นางกระชับห่อผ้าใบน้อยที่แขวนอยู่กับข้อศอก ร้องเสียงใส

“พี่เสียง!”

“ทำไมเจ้าเพิ่งมา คนคุมเรือรอจนร้อนใจแล้ว” ตู้เป่าเสียงสาวเท้ายาวๆ เข้าหาอย่างลิงโลด มือหนึ่งชี้ไปทางด้านหลัง บริเวณคุ้งน้ำนั้นมีเรือสำปั้นลำไม่ใหญ่ไม่เล็กอยู่ลำหนึ่ง บนเรือจัดวางสัมภาระสี่ห้ากอง คนคุมเรือหลิวไป่ถังกำลังนั่งอยู่ที่หัวเรือ ดึงกล้องยาเส้นออกจากปากมาฉีกยิ้มให้ เห็นฟันเหลืองเป็นคราบ

“พวกเจ้าสองคนหยุดเดี๋ยวนี้!”

เสียงกรีดร้องเสียงหนึ่งดังมาจากไหนไม่ทราบ แต่ฟังออกชัดเจนว่าเป็นเสียงต้วนเอ้อร์เจี่ยแห่งหอไหวหย่า ตู้เป่าเสียงแตกตื่นจนตัวสั่นสะท้าน เบิกตากว้างกวาดมองไปรอบๆ ชิงเถียนเองก็หน้าเปลี่ยนสี กอดห่อผ้าใบเล็กในมือไว้แนบอกพลางหันไปมอง

ห่างออกไปไกลลิบๆ ต้วนเอ้อร์เจี่ยกำลังนำคนกลุ่มหนึ่งบุกฝ่าพงหญ้าเข้ามา เสียงแหลมสูงกรีดฝ่าอากาศมาแต่ไกล

“ในที่สุดเราก็ไล่ตามทัน! นางเด็กร้ายกาจ คืนวานเจ้าคุยประจ๋อประแจ๋กับยาจกปีศาจนั่นอยู่เป็นนาน พอมันไป เจ้าก็แอบรวบรวมเงินทองของมีค่า ซ้ำยังหาทางไล่คนติดตามออกไป เจ้านึกว่าข้าเดาไม่ออกหรือว่าเจ้าคิดจะหนีไปกับมัน? บัญชีนี้กลับไปค่อยคิดกับเจ้าทีหลัง! เจ้าหน้าที่ทุกท่าน แม่นางชิงคือกวานเหรินที่กำลังโด่งดังเป็นที่นิยมที่สุดในหอไหวหย่าเรา แต่เจ้าตู้เป่าเสียงกลับกล้าพานางหนีออกมา ลักพาตัวคนกลางนครเป่ยจิง บ้านเมืองยังมีกฎหมายหรือไม่? เจ้าหน้าที่ทุกท่านโปรดช่วยข้าจับมัน ข้าจะสมนาคุณอย่างงาม!”

ได้ยินเสียงโห่ร้องขานรับเซ็งแซ่ เงาร่างหลายสายพุ่งเข้าหา แต่ละคนสวมเครื่องแบบมือปราบ คาดดาบบุกมาอย่างอาจหาญ ตู้เป่าเสียงแตกตื่นขวัญกระเจิง ชิงเถียนเองก็หน้าซีดเผือด คร่ำครวญไม่หยุดปาก

“แย่แล้ว แย่แล้ว ท่านแม่จับได้แล้ว นางยังพาคนของทางการมาด้วย คราวนี้จบสิ้นกัน”

ตู้เป่าเสียงได้ยินชิงเถียนว่าอย่างนั้นก็ยิ่งคิดหาหนทางอะไรไม่ออก แต่คนเรือที่ชื่อหลิวไป่ถังกลับหนักแน่นยิ่งนัก ส่งกล้องยาเส้นเข้าปากเคี้ยว มือหนึ่งแก้เชือกผูกเรืออีกมือคว้าพายมา

“แม่นางชิง พวกเจ้าจะไปหรือไม่ไป หากพวกเจ้าไม่ไป ข้าจะไปแล้ว คนค้าเกลือเถื่อนอย่างข้าไม่กล้าตอแยเจ้าหน้าที่ทางการพวกนั้นดอก”

ทันใดนั้นตู้เป่าเสียงรู้สึกสองมืออบอุ่น ถูกชิงเถียนยึดไปกอบกุมไว้มั่น นางมองเขาน้ำตาคลอทีเดียว แม้รุ่มร้อนแต่ตัดสินใจเด็ดขาด

“พี่เสียง ท่านฟังข้า ข้าไม่เป็นอะไร ต่อให้ท่านแม่จับข้าได้อย่างมากก็ตีข้า ให้อดข้าวสองวันเท่านั้น แต่หากท่านตกไปอยู่ในเงื้อมมือนาง… กองกำลังทั้งห้าหน่วย (หมายเหตุ: หมายถึงกองกำลังของทางการที่เฝ้ารักษาความสงบในเขตนครเป่ยจิงทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก และใจกลางเมืองทั้งห้าเขต) ล้วนมีคนของนาง ถึงเวลานั้นถ้าไม่จับท่านเข้าคุกหลวง ลงทัณฑ์สาหัสจนถึงตาย นางต้องไม่ยอมรามือแน่นอน ตอนนี้มีทางเดียวคือให้ข้าไปสกัดนางไว้ ท่านไปเถอะ! ท่านรีบไป ให้คนเรือพาท่านไปข้ามแม่น้ำไป ไปที่ใดก็ได้ทั้งสิ้น แต่อย่ากลับมานครหลวงอีกเด็ดขาด”

นางลนลานปลดห่อผ้าที่หอบมา ทำท่าจะส่งมอบต่อเขาทั้งห่อ แต่แล้วกลับหดมือมา ดึงเอาตั๋วเงินฉบับหนึ่งมาจากห่อผ้า ยัดใส่มือเขาแทน

“ไม่ได้! หากท่านเอาเงินข้าไป ต่อให้หนีไปสุดขอบฟ้ามหาสมุทรท่านแม่ก็ต้องไล่ล่าตามหาท่าน กลับจะเป็นการทำร้ายท่าน ท่านนำเงินเล็กน้อยนี้ไปเป็นค่าเดินทาง ไว้ขึ้นฝั่งแล้วค่อยวางแผนใหม่ ไปเถอะ รีบไป ถ้ายังไม่ไปจะไม่ทันแล้ว ไปเถอะพี่เสียง ท่านดูแลตัวเองให้ดี เท่านี้ก็ไม่นับว่ารานน้ำใจข้าแล้ว ไปเถอะ! นายเรือ รีบไป!” พูดพลางนางก็ออกแรงผลักตู้เป่าเสียงไปด้วย ตู้เป่าเสียงเซไปด้านหลังก้าวหนึ่ง ก็ก้าวขึ้นไปอยู่บนเรือน้อยของหลิวไป่ถังแล้ว

หลิวไป่ถังมือเท้าแคล่วคล่องว่องไว ถามแค่ประโยคเดียวว่า

“แม่นางชิงเจ้าไม่ไปหรือ” แล้วก็ใช้ถ่อยาวค้ำซ้ายขวาด้านละครั้ง เรือลอยลำออกห่างจากฝั่งทันที

จังหวะนั้นเองเหล่าเจ้าหน้าที่ก็พากันกรูเข้ามาถึง ชักดาบออกจากฝักเสียงดังโช้งเช้ง แต่ก็จนปัญญาต้องหยุดเท้าไว้ที่ริมฝั่ง แผดเสียงคำรามลั่น

“กลับมา เราบอกให้กลับมาเดี๋ยวนี้ ได้ยินหรือไม่ รีบพายเรือกลับมา คนบนเรือเจ้าคือนักโทษ!”

ต้วนเอ้อร์เจี่ยเองก็กรากเข้ามา ตะปบคว้าตัวชิงเถียนไว้แน่น

“นางเด็กรนหาที่ตาย จะดูว่าเจ้ายังไปที่ไหนได้อีก? ท่านมือปราบ ท่านมือปราบ… เร็วเข้า รีบตามเรือลำนั้นไป จับคนแซ่ตู้มาให้ข้า! มันลักพาตัวคน จะปล่อยมันไปเฉยๆ ไม่ได้”

ชิงเถียนหันกลับมาหามารดาบุญธรรม ร่ำไห้คร่ำครวญ

“ท่านแม่ ท่านแม่คนดี ท่านปล่อยเขา ให้เขาไปเถอะ ทั้งหมดเป็นความคิดข้าเอง ข้าเองก็ไม่ได้คิดว่าจะไปแล้วไปลับไม่กลับมา แค่ต้องการให้เงินพี่เสียงไปทำทุนก่อนเท่านั้น พอเขากลับมาตั้งตัวได้ก็จะกลับเมืองหลวง มาจ่ายเงินไถ่ตัวข้าให้ท่านแม่จนเต็มจำนวน ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว ท่านดู เงินของข้ายังอยู่ครบหมดไม่ขาดแม้แต่เหวินเดียว ท่านลงโทษข้าคนเดียวก็พอ แต่ปล่อยพี่เสียงไป! ท่านแม่ หากท่านแม่ไม่ยอมปล่อยเขาจริงๆ ข้าจะกระโดดน้ำให้ท่านดูเดี๋ยวนี้ ท่านแม่…”

ตู้เป่าเสียงยืนอยู่บนหัวเรือเหม่อมองชิงเถียนที่ร้องไห้เหมือนใจจะขาด จากนั้นหันมองเหล่าเจ้าหน้าที่ที่วางท่าคุกคามดุร้าย สมองเวิ้งว้างว่างเปล่าราวห้วงอากาศ ขณะยังไม่ทราบควรรุกหรือถอย ก็ถูกเรือนำลอยห่างออกไปอีกช่วงใหญ่ ล่วงเข้าสู่ห้วงแม่น้ำกว้างไพศาล บนชายฝั่งมีต้นหลิวหลายต้นทิ้งกิ่งห้อยระย้า ต้วนเอ้อร์เจี่ยที่อยู่ใต้ต้นหลิวชักผ้าเช็ดหน้าลายใบท้อชี้ไปทางแม่น้ำ ตะโกนด่า

“คนแซ่ตู้ เจ้าฟังข้าให้ดี เห็นแก่หน้าแม่นางชิงของพวกเรา ครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไป หากเจ้ารู้สำนึก ก็อย่าคิดจะย่างเท้ากลับเข้าเมืองหลวงอีกแม้แต่ครึ่งก้าว หากข้าเห็นเจ้าอีกจะไม่ปล่อยไปง่ายๆ แบบนี้แล้ว! ถุย!”

บนเรือที่ลอยลำโคลงเคลง ตู้เป่าเสียงมองเห็นใบหน้าชิงเถียนที่อยู่บนฝั่งไม่ชัดอีกแล้ว เห็นเพียงนางถูกแม่เล้าลากตัวไป แต่ยังหันกลับมามองตลอดเวลา บุรุษหนุ่มน้ำตาไหลนองหน้า นั่งเลื่อนลอยอยู่บนกระดานเรือ นิ้วมือกระตุกเกร็ง ในฝ่ามือยังกำตั๋วเงินที่ชิงเถียนยัดเยียดให้ในตอนสุดท้าย กระดาษแผ่นบางเปรอะคราบน้ำตานาง ตู้เป่าเสียงยกตั๋วเงินฉบับนั้นขึ้นแนบหัวใจ ส่งเสียงร้องไห้ออกมา ครึ่งชีวิตที่เลื่อนลอยเอย ได้พบโฉมงามประดุจหยก จับจ่ายเงินราวธุลีดินไร้ค่า จนสุดท้ายต้องรีบร้อนเตลิดหนี ได้แต่ก่นด่าชะตาชีวิต อดีตดับกลับกลายเป็นอากาศ ที่หมายมาดคล้ายฝันอันเลื่อนลอย (เชิงอรรถ: จาก “จื่อเยี่ยเกอ (ลำนำราตรี)” ของหลี่อวี้ สมัยห้าราชวงศ์: “ชีวิตคนไหนเลยเลี่ยงความแค้นได้  วิญญาณสลายแต่หัวใจไม่สิ้น! ฝันได้กลับบ้านเกิดเยือนแผ่นดิน ฝันสุดสิ้นตื่นมาน้ำตานอง ก้าวขึ้นสู่หอสูงใครคู่เคียง? ทอดสายตานึกเพียงฤดูสารท อดีตดับกลับกลายเป็นอากาศ ที่หมายมาดคล้ายฝันอันเลื่อนลอย”)

นายเรือหลิวไป่ถังพ่นควันออกมาสองคำ ตวัดพายอย่างสบายใจตามประสา มุ่งหน้าเข้าสู่น่านน้ำกว้างใหญ่

พ้นจากเงาทิวไม้บนฝั่ง ต้วนเอ้อร์เจี่ยที่เมื่อครู่ยังเลิกคิ้วถลึงตาใส่ชิงเถียน คำก็ ‘นางเด็กโสโครก’ สองคำก็ ‘นางแพศยาน้อย’ ตอนนี้พอเห็นเรือกลางแม่น้ำแล่นไปไกลแล้ว ก็เปลี่ยนสีหน้าทันที กางแขนออกปรามเหล่ามือปราบ โอบชิงเถียนเข้าสู่อ้อมอก ตบหลังตบไหล่พร่ำพูดอย่างรักใคร่

“เด็กน้อยสุดประเสริฐของแม่ ลำบากเจ้าแล้ว เร็วเข้า เช็ดน้ำตาเสีย ดูเถอะกระโปรงตัวนี้เลอะเทอะแล้ว แต่ไม่ต้องกลัว กลับไปแม่จะตัดตัวใหม่ให้เจ้า”

ชิงเถียนสะบัดมือเอ้อร์เจี่ยออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ลงมือเช็ดหน้าเช็ดตาด้วยตัวเอง ไม่มีเค้าความคับแค้นอาวรณ์สักน้อยนิด มีแต่ความเหนื่อยล้ารำคาญ

“ข้าขอบอกท่านแม่ไว้ นี่เป็นครั้งแรก และจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย”

“ได้ ได้ ลูกสาวบังเกิดเกล้าของเรา ต่อไปแม่ไม่กล้าใช้ให้เจ้ามาออกแรงอย่างนี้อีกแล้ว คราวนี้มีแต่ต้องกำจัดตัวโง่งมนั่นไป พวกเราจึงจะได้อยู่อย่างสงบกัน ไปกันเถอะ รถรออยู่ข้างหน้า เดินช้าๆ ระวังข้อเท้าจะพลิก อ้อ จริงด้วย…” เอ้อร์เจี่ยหันมายิ้มให้เหล่ามือปราบทั้งหลายที่อยู่ข้างกาย บุคลิกเรียบร้อยทรงเสน่ห์ยิ่งนัก “ลำบากท่านทั้งหลายแล้ว กลับไปเพียงทักทายไต่ถามสารทุกข์สุขดิบของหัวหน้าไป๋แทนข้าก็ใช้ได้” แล้วก็นวยนาดประคองชิงเถียนปีนขึ้นรถม้าที่จอดอยู่ปากทาง ก่อนรถจะเคลื่อนตัวจากไปช้าๆ

เหล่ามือปราบที่เหลือพากันหัวเราะเฮๆ ฮาๆ เดินเลียบถนนใหญ่ไปทางทิศใต้ กิ่งก้านต้นไป๋หยาง (หมายเหตุ:ต้นพ็อพล่าร์) สองข้างทางพลิ้วไหวตามสายลม ใบไม้สะท้อนแสงสีเงินระยับ กระเพื่อมไหวไม่สงบนิ่งเลย มือปราบคนหนึ่งที่อายุยังน้อยกระตุกคนที่อาวุโสกว่า ถามเบาๆ

“พี่อิ่น เรื่องวันนี้เป็นอย่างไรแน่? ข้าแค่ส่งเสียงร้องตวาดตามพวกท่าน แต่จนป่านนี้ยังสับสนไม่เข้าใจอะไรเลย”

“ฮ่าๆ” คนแซ่อิ่นชี้หน้าสหายที่อ่อนวัยกว่า “โอ…  เสี่ยวม่าจา (ตั๊กแตนน้อย) ยังไม่รู้เรื่อง”

คนอื่นๆ พากันโห่ร้องอย่างครื้นเครง มือปราบที่ไว้เคราคนหนึ่งตบหมวกเสี่ยวม่าจา หัวเราะดังๆ

“แม่เล้าของหอไหวหย่าคนเมื่อครู่สนิทสนมกับท่านไป๋ หัวหน้ามือปราบของพวกเรา ทุกครั้งที่หอของนางทำแขกสิ้นเนื้อประดาตัว แล้วแขกนั้นนิสัยก้าวร้าวรุนแรง เกรงมันจนตรอกแล้วจะก่อเรื่องวุ่นวาย ก็เป็นต้องมาเรียกพวกเราไปเก็บกวาดทุกครั้ง ก่อนอื่นให้นางโลมนัดแนะกับแขกว่าจะหลบหนีไปด้วยกัน จากนั้นค่อยให้พวกเราลงมือขัดขวางบอกว่าจะจับส่งทางการ แขกคนนั้นย่อมแตกตื่นเตลิดหนีเอาชีวิตรอด ไม่กล้ากลับมารบกวนอีก มิหนำซ้ำในใจมันยังนึกว่านางโลมมีรักแท้มั่นคงให้กับมัน ใครจะรู้ว่าหลงกลแผน ‘แสร้งถอย’ เข้าแล้ว ส่วนคนเรือหลิวไป่ถังเป็นโจรค้าของเถื่อน และเป็นคนของหอไหวหย่าด้วย เจ้าดูตัวโง่งมบนเรือของมันเถอะ โอ แต่เดิมก็เป็นคนเหนือคนมีเกียรติยศศักดิ์ศรี แต่เพื่อนางโลมคนเดียว ทำจนชีวิตตกต่ำเหมือนสุนัขจรจัด อนาถใจนัก”

เสี่ยวม่าจาฟังแล้วเข้าใจทุกอย่างทันที สั่นศีรษะพึมพำ

“ที่แท้ก็อย่างนี้เอง แต่ ‘แม่นางชิง’ ผู้นั้นก็งามมากจริงๆ หากนางร้องไห้เพื่อข้าอย่างนั้นสักครั้ง ต่อให้เป็นเพียงการเสแสร้ง ให้ข้าบ้านช่องย่อยยับกิจการล้มละลายข้าก็ยินดี”

เหล่าบุรุษทั้งหลายยิ่งหัวเราะกันเสียงดังออกรสกว่าเดิม คนแซ่อิ่นกระทืบเท้า แทบยืดเอวไม่ขึ้น

“พูดจาราวทารก ยังเป็นเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแท้ๆ ถึงเราจะยินดีบ้านช่องย่อยยับ กิจการล้มละลายเพื่อนางเช่นกัน แต่อย่างไรก็ต้องได้กกกอดนางก่อนสักคืน จึงไม่เสียทีที่เกิดมาชาติหนึ่ง”

“พอได้แล้ว ไม่ปัสสาวะออกมาส่องดูเงาตัวเองบ้าง อย่างพวกเจ้าก็กล้าฝันถึงสตรีในตรอกไหวฮวาหรือ? นั่นเป็นสถานที่ให้เหล่าเชื้อพระวงศ์ขุนนางชั้นสูงไปหาความสำราญ ส่วนพวกเรายังคงไประเริงกันที่ถนนโสเภณีเถอะ”

“มารดามันเถอะ คนเหมือนกันแท้ๆ เหตุใดแตกต่างกันนัก”

“เอาเถิด พอเป่าโคมดับ ให้สตรีแบบไหนก็เป็นได้แค่รูๆ เดียว”

“แต่สำหรับเหล่าอิ่นของพวกเรา อาจเป็นรูสองรูก็ได้”

ถ้อยคำหยอกเย้ายิ่งมายิ่งต่ำช้า มีแต่เสี่ยวม่าจาเท่านั้นที่เงียบงันไม่พูดอะไร ดวงตาไร้เดียงสาทั้งคู่จ้องมองเส้นทางข้างหน้า พื้นถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นสีเหลืองมีรอยล้อรถอยู่สองรอย ประทับแน่นลึกล้ำ

ส่วนตัวรถแล่นออกไปได้ครึ่งลี้แล้ว ต้วนเอ้อร์เจี่ยที่อยู่บนรถแย้มยิ้มเอาอกเอาใจชิงเถียนไม่ขาดปาก

“บุตรีที่น่ารัก หนทางยาวไกล เจ้าหลับสักตื่นเถอะ เจ้าเหนื่อยมากแล้ว เดินทางไปกลับตั้งไกลขนาดนี้ในคืนเดียว หลับเถิด คืนนี้ยังต้องปรนนิบัติท่านเฝิง เจ้าพักให้สบาย มา นอนบนตักแม่ แม่จะเกล้าผมให้เจ้า ดูเถอะ หลุดลุ่ยหมดแล้ว นอนลงมา เด็กดี”

ชิงเถียนเหนื่อยแล้วจริงๆ จึงเอนตัวลงซบอิงกับตักเอ้อร์เจี่ย กระโปรงของเอ้อร์เจี่ยมีผ้าโปร่งทับอยู่ด้านนอกอีกชั้น เสียดสีกับใบหน้าจนคันยุบยิบ ชิงเถียนปิดเปลือกตาลง รู้สึกถึงนิ้วมือของเอ้อร์เจี่ยที่สางไปตามหนังศีรษะ รวบผมนางทีละช่อ เกล้าขึ้นเป็นทรง… เส้นผมนับหมื่นนับพันเส้น เฉกเช่นความคิดคำนึงนับหมื่นนับพันเรื่อง นางนึกถึงตู้เป่าเสียง จำได้ว่าหนึ่งปีก่อนตอนเขาเพิ่งเข้าเมืองหลวงนั้น มีผู้ติดตามเป็นกลุ่ม ฐานะร่ำรวยมั่งคั่ง เสื้อผ้าอบจนหอมปักด้ายทอง เครื่องใช้ไม้สอยก็สวยงามล้ำค่า แต่หนึ่งปีให้หลังในมือกลับเหลือเพียง… นางลืมไปแล้วว่าเพิ่งโยนเงินให้เขาไปเท่าไหร่ มิใช่สามสิบก็เป็นห้าสิบ… อย่างมากก็ห้าสิบตำลึงเท่านั้น เขาทุ่มเงินทองมหาศาลให้นางจนหมดสิ้น สุดท้ายซื้อกลับไปได้เพียงการหลอกลวง แต่ชิงเถียนทราบ เมื่อตู้เป่าเสียงพาร่างที่ตกต่ำอับจนล้มกายลงบนเตียงระหว่างการเดินทาง เพียงหลับตา ก็จะเห็นห้องหับงดงามประดับหยกงามและทองคำจนพร่างพราย เห็นร่างที่ผิวกายเนียนละเอียดอ่อนนุ่ม เห็นหัวใจที่แม้ตายก็ไม่แปรผันดวงหนึ่ง ร่างนั้นจะเปลื้องผ้าจนเปลือยเปล่า เบียดเข้าไปใต้ผ้าห่มที่เหม็นอับเก่าคร่ำคร่าของเขาทุกค่ำคืนไปจนตลอดชีวิต การหลอกลวงเช่นนี้ แม้ต้องทุ่มจ่ายทรัพย์สินเงินทองจนสิ้นเนื้อประดาตัว ก็ไม่นับว่าแพงอย่างไร

ความรู้สึกของชิงเถียนถ่วงหนักหมองมัว ก็ลืมเลือนตู้เป่าเสียงผู้นั้นไปตลอดกาล ล่วงเข้าสู่ห้วงนิทรา

8.

ยามค่ำคืนยังไม่ทันมาถึง ท้องฟ้ายังไม่มืดหมดสิ้น ห้วงนภาปรากฏแสงสีขาวจางๆ ชนิดหนึ่งอยู่เลือนราง แต่ในห้องกลับชิงมืดสลัวไปก่อนแล้ว

มีคนมาจุดโคม รอจนแสงนั้นส่องสว่างไปทั่วห้อง ร่างของฉีเซอก็ปรากฏขึ้นจากมุมมืด คล้ายที่ส่องให้สถานที่สว่างไสวนั้นไม่ใช่เปลวไฟ แต่เป็นใบหน้าที่สง่างามคมคายของเขาต่างหาก

เค้าความหนักแน่นมั่นคงบนใบหน้านั้นค่อยๆ ไหววูบไปเล็กน้อยตามแสงสว่าง ฉีเซอเหลือบตาขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่าง

“ฟ้ามืดแล้วหรือ” เขาทำท่าคล้ายนึกอะไรขึ้นได้กะทันหัน ทิ้งพู่กันแต้มหมึกแดงสดในมือลง ก่อนลุกขึ้น “เตรียมม้า ไปหอไหวหย่า”

แต่ระหว่างที่รอให้ขันทีสองคนตรงเข้ามาปลดเสื้อคลุมให้ เขากลับยืนนิ่งไม่ขยับอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายก็โบกมือบอกว่า

“แล้วไปเถอะ พวกเจ้าออกไปได้ ออกไปให้หมด”

ชายหนุ่มยืนอยู่คนเดียวครู่ใหญ่ จากนั้นกลับไปนั่งที่เก้าอี้อย่างเดิม เขานึกอยากไปหาชิงเถียน รู้ดีว่าตัวเองกำลังมุ่งหวังอยากใกล้ชิดนาง ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเขาก็รู้แล้ว และขอเพียงเขาพอใจ เขาสามารถครอบครองนางได้ทันที นางเองก็ต้องหาวิธีที่ทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มมัวเมามาปรนนิบัติเขาได้โดยไม่กินแรงสักน้อยนิด ให้อย่างไรนางก็เป็นนางคณิกาที่เลื่องชื่อที่สุด สามารถทำให้ผู้ชายที่เรื่องมากจุกจิกที่สุดพอใจได้แน่นอน… แต่ฉีเซอจะไม่ทำอย่างนั้น หลังจากคืนนั้นที่ได้เห็นนางเผชิญหน้ากับความตายและความรักกับตาตัวเอง เขาก็ไม่มีวันพอใจกับแค่การครอบครองริมฝีปากนาง ทรวงอกนาง ท่อนเอวและเรียวขาของนาง รูปร่างที่งดงามของนาง ไม่มีวันพอใจกับแค่ความรู้สึกน้ำใจอันจอมปลอม เหมือนกับที่สตรีสูงศักดิ์ผู้พกแผ่นหยกล้ำค่าติดตัว ไม่มีวันหวั่นไหวกับแก้วสีเขียว ไม่… ที่เขาต้องการไม่ใช่เพียงนี้เท่านั้น

เขาต้องการให้นางมุ่งหวังในตัวเขารุนแรงแบบเดียวกัน เขาต้องการให้การสัมผัสตัวนางไม่ใช่เพียงการเกี่ยวรัดพัวพันระหว่างก้อนเนื้อกับก้อนเนื้อ แต่เป็นการนอนเคียงกันอย่างสงบระหว่างวิญญาณและวิญญาณ เขารู้ดีว่าทั้งหมดนี้จะนำความยุ่งยากมหาศาลขนาดไหนมาสู่ตัว และครึ่งชีวิตนี้ของเขาก็เผชิญกับความยุ่งยากมาพอแล้ว เป็นต้นว่าเขาไม่ได้เกิดมาขาเป๋เลย แต่ขาของเขาถูกคนทำร้ายจนพิการต่างหาก เขาถูกพี่ชายคนโตกักขังไว้หลายปีเหมือนนักโทษ ภรรยาและบุตรชายล้วนต้องตายอย่างอนาถ… แต่ความยุ่งยากเหล่านั้น ไม่มีสักเรื่องเดียวที่ทำให้เขานึกถึงแล้วยิ้มกับตัวเองเงียบๆ อย่างนี้ ฉะนั้นฉีเซอจึงมั่นใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเจอกับปัญหาที่แท้จริง ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต

แต่ที่ทำให้เขากังวลไม่ใช่ผู้ชายอีกคน…เฉียวอวิ้นเจ๋อ ไม่ใช่เลย เขามองคนออกทะลุประโปร่งเสมอมา และถ้าครั้งนี้ดูไม่ผิด เขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรกับชายคนนั้น เพียงอดทนรอคอยก็พอ ฉีเซอไม่ถือสาอะไรกับการเข้าไปในชีวิตของชิงเถียนช้าอีกสักนิด จะอย่างไรเขาก็รอมานานปานนี้ กว่าสตรีที่คล้ายปาฏิหาริย์จะปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอยู่แล้ว

โคมไฟที่ตั้งสงบบนโต๊ะทำให้เกิดทั้งแสงและเงาพาดทับบนใบหน้าฉีเซอ เขายิ้มเล็กน้อย พลางนึกถึงปัญหาใหญ่เทียมฟ้าของตน…

“ชิงเถียนแซ่ต้วน สังกัดหอไหวหย่า เสียงเสนาะกังวาน เชี่ยวชาญการเขียนอักษร แตกฉานวรรณคดี ฝีมือดีดผีผาสูงเยี่ยมจนอัศจรรย์ บทวิจารณ์ร้อยแก้วมีดังนี้: งามเจิดจ้าราวเมฆสนธยา กรุ่นกลิ่นหอมละมุน กิริยาอ่อนโยนนุ่มนวล เหนือกว่าเครื่องหอมนานา เฉิดฉันกว่าจันทราเหนือป่าหยก โฉมงามเลิศล้ำในต่ำใต้ แม้เทพเซียนยังยินยอมเผชิญเคราะห์กรรมเพื่อนาง บทวิจารณ์ร้อยกรองมีดังนี้: สะคราญดุจปทุมาพ้นน้ำพิลาศล้ำงามสมดั่งเยี่ยนหวน (หมายเหตุ: หมายถึงจ้าวเฟยเยี่ยน หยางอวี้หวน สองหญิงงามในประวัติศาสตร์จีน) บันดาลจิตผู้คนนึกย้อนทวน ไร้กระบวนอาชาข้ามด่านถงกวาน ลำนำนี้มีมาแต่สวรรค์ มิทราบผันสู่แห่งใดได้ขับขาน หากข้าเป็นถังเทียนเป่า (หมายเหตุ: หมายถึงพระเจ้าถังเสวียนจง) ในอดีตกาล จะรับมอบนงคราญแทนแผ่นดิน (เชิงอรรถ: มีที่มาจากหนังสือ ‘ผิ่นฮวาเป่าเจี้ยน (วิจารณ์บุปผา)’ ของเฉินเซิน สมัยราชวงศ์ชิง บทที่ 1: ท่องแดนใต้ชมหญิงงาม กิ่งเหมยหยกหอมกระจ่างตา)” ผู้พูดเป็นบุรุษหนุ่มสวมเสื้อไหมสีเหลืองทอลายปลาไหล มือถือบันทึกปกแดงเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง โคลงศีรษะท่องอ่านออกมา

ข้างกายเขายังมีเพื่อนร่วมทางอีกสองคน ล้วนสวมเสื้อยาวที่ทอจากต้นเก๋อ (หมายเหตุ: พืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง) ศีรษะสวมหมวกทรงสูงดูแล้วหากมิใช่บุตรหลานผู้มีฐานะใช้เงินมือเติบ ก็ต้องเป็นกวีที่ใช้ชีวิตปล่อยตัวตามสบาย ทั้งสามยืนอยู่ปากตรอกไหวฮวา ถูไม้ถูมือมองเข้าไปในตรอกอย่างสนอกสนใจ

หนึ่งในนั้นเกาศีรษะบ่นพึมพำ “ที่เจ้าอ่านอยู่คืออะไร”

บุรุษหนุ่มชุดเหลืองปัดบันทึกในมือเบาๆ เชิดหน้าขึ้น

“น้องชาย เจ้าไม่รู้อะไร ตรอกไหวฮวานี้เปรียบกับสถานที่อื่นๆ ในเมืองหลวงแล้วน่าสนใจเป็นพิเศษ ทุกปีหลังเปิดตลาด กลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มจะแข่งขันงานเลี้ยงสุรากัน ในช่วงสามเทศกาลสำคัญนี้ กวานเหรินที่ได้รับการจัดเลี้ยงมากที่สุดสิบสองนางจะได้คัดชื่อเข้าอยู่ใน ‘ทำเนียบสิบสองเทพบุปผา’ ประจำเทศกาล พอสิ้นปีก็จะนำคะแนน ‘ทำเนียบเทพบุปผา’ ทั้งสามเทศกาลมาคิดร่วม จากนั้นเลือกผู้ที่โดดเด่นสง่างาม มีความสามารถทางศิลปะที่สุด จัดตั้ง ‘รายชื่อนางเซียนเกสร’ ทั้งยังแต่งตั้งจอหงวน ป่างเหยี่ยน (หมายเหตุ: ผู้ที่สอบจอหงวนได้ที่สอง) ทั่นฮวา (หมายเหตุ: ผู้ที่สอบจอหงวนได้ที่สาม) และฉวนหลู (หมายเหตุ: จอหงวน ป่างเหยี่ยน และทั่นฮวาคือผู้ที่สอบจอหงวนติดกลุ่มที่หนึ่ง ส่วนลำดับถัดมาคือ ฉวนหลู ผู้สอบได้ที่หนึ่งในกลุ่มที่สอง) บันทึกในมือข้าคือทำเนียบบุปผาช่วงหลายปีนี้ ข้าดูแล้วคนที่ได้คะแนนยอดเยี่ยมเป็นที่หนึ่งติดกันตลอดหลายปีนี้คือคนเดียวกัน ข้าจึงอ่านคำวิจารณ์ตัวนางในปีก่อนออกมา”

“อ้อ? ถ้าอย่างนั้นก็น่าสนใจจริงๆ” บุรุษอีกคนถูกกระตุ้นจนกระหายใคร่รู้ ก็ทำตาโตถามว่า “ต้วนชิงเถียนแห่งหอไหวหย่าเป็นจอหงวน อย่างนั้นป่างเหยี่ยน ทั่นฮวาคือผู้ใด”

บุรุษหนุ่มชุดเหลืองใช้นิ้วแตะน้ำลายจนชุ่มแล้วพลิกไปอีกสองหน้า

“ป่างเหยี่ยนคือนางนี้เอง ใช่แล้ว ‘ซีจูแซ่ต้วน สังกัดหอไหวหย่า เดิมเป็นบุตรีขุนนาง ถูกขับลงย่านโลกีย์ แต่สง่าราศียังสูงส่ง สุ้มเสียงไพเราะ เชี่ยวชาญซอหูฉิน อัจฉริยะในการขับลำนำ สามารถวาดภาพเขียนลายพู่กัน แตกฉานการเล่นหมากล้อม บทวิจารณ์ร้อยแก้วมีดังนี้: ดั่งดอกไม้งามมีใบเลี้ยง มุกมณีบนตัวเรือน พิลาศล้ำดุจอู๋เจี้ยงเซียน (หมายเหตุ: สนมนางหนึ่งของพระเจ้าสุยหยางตี้) เหมือนแสงจันทร์นวลเหนือบ่อน้ำเฉกเช่นจ้าวเหอเต๋อ (หมายเหตุ: สนมของพระเจ้าฮั่นเฉิงตี้) สวยซึ้งตรึงใจ กิริยาดุจจะกระชากวิญญาณ บทวิจารณ์ร้อยกรองมีดังนี้: เลื่องลือถึงแดนกันดาร ลมผ่านพัดเครื่องประทินโฉม เสนาะเสียงสายพิณดีดประโคม บุปผาโลมพรมพร่างนางกรีดกราย ทำนองขลุ่ยเสนาะวิเวกหวาน เปลี่ยนนงคราญสูงส่งเป็นอ่อนไหว หิมะพัดตามลมเหินกระจาย ก็ทำลายทุกข์ในใจแห่งอิสตรี’(เชิงอรรถ: มีที่มาจากหนังสือ ‘ผิ่นฮวาเป่าเจี้ยน (วิจารณ์บุปผา)’ ของเฉินเซิน สมัยราชวงศ์ชิง บทที่ 1: ท่องแดนใต้ชมหญิงงาม กิ่งเหมยหยกหอมกระจ่างตา แต่ได้แก้ไขบ้างเล็กน้อย)

พออ่านจบ อีกสองคนที่เหลือก็ทอดถอนใจพร้อมกันทันที

“บทพรรณนานี้แม้ยากหลีกเลี่ยงการปรุงแต่ง แต่ก็เพียงพอให้คนมุ่งหมายใฝ่ฝันถึง”

“ในเมื่อทั้งจอหงวน ป่างเหยี่ยนล้วนมาจากหอเดียวกัน อย่างนั้นพวกเรายังจะว่าอะไรได้อีก คืนนี้ต้องไปหอไหวหย่าพิสูจน์ดูก่อน”

เมื่อตัดสินใจได้ ทั้งหมดก็เดินตรงเข้าตรอก เห็นถนนสายกว้างใหญ่มีรถม้าผู้คนขวักไขว่ สองฟากข้างแออัดไปด้วยหอนางโลม แต่ละแห่งแขวนโคมประดับพู่ระย้า ภายใต้แสงไฟเรืองรอง ถนนสายนี้ตัดผ่านสถานเริงรมย์มากหลาย ทั้งหอกลุ่มลิ่วฝู (หกหฤหรรษ์) หอหยู่ฮวา (ฝนบุปผา) หออู่หลิงชุน (ฤดูใบไม้ผลิแห่งเมืองอู่หลิง) ก่อนจะมาถึงอาคารงดงามหน้าต่างไม้แดงบันไดหอมกรุ่น บนป้ายไม้กฤษณาเคลือบทองมีอักษรตัวโตๆ อยู่สามตัวว่า “หอไหวหย่า” ดูโอ่อ่าผ่าเผยยิ่งนัก

เพิ่งก้าวเข้าประตูใหญ่ พนักงานต้อนรับแขกสวมชุดดำก็ตรงเข้ามารับหน้า กวาดตามองพวกเขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าก่อนรอบหนึ่ง ก่อนยิ้มเล็กน้อยทำความเคารพ

“โอ ต้องขออภัยนายท่านทั้งหลาย แต่วันนี้ห้องเต็มแล้ว”

ทั้งสามขมวดคิ้วพร้อมกัน ชายสวมเสื้อเหลืองชะโงกศีรษะมองเข้าไปด้านในเป็นคนแรก

“ห้องของเหล่าแม่นางไม่ว่างก็จริง แต่ตัวคนจะไม่ว่างลงมาดื่มชากับเราด้วยหรือ”

พนักงานต้อนรับกลอกตาตลบหนึ่ง

“ท่านทั้งหลายสนิทสนมกับแม่นางท่านใดหรือไม่ ลองบอกชื่อมาสักชื่อ”

“ไม่ถึงกับสนิทสนม แต่ได้ยินชื่อแม่นางชิงเถียน ซีจูทั้งสองมานานแล้ว”

พนักงานต้อนรับหัวเราะคิกคัก

“ท่านทั้งหลายคงมาจากต่างถิ่นใช่หรือไม่ แม่นางชิงเถียนของพวกเราไม่ต้อนรับแขกแปลกหน้า อีกอย่างวันนี้มีแขกเหมาจัดงานเลี้ยงให้นางแล้ว ท่านทั้งหลายไว้ค่อยมาวันหลังเถอะ”

“อย่างนั้นแม่นางซีจูเล่า”

“แม่นางซีจูออกไปรับงานนอก อีกสักครู่ยังมีงานต้องไปอีกบ้านหนึ่ง ไม่ว่างเช่นกัน”

ทั้งสามผิดหวังอย่างยิ่ง พลันเห็นเหล่าบริวารสาวใช้ห้อมล้อมเกี้ยวสองคันตรงเข้ามา คุณชายอายุเยาว์ บุคลิกแจ่มใสสง่างามก้าวลงจากเกี้ยวคันแรก เสื้อผ้าอาภรณ์ใหม่เอี่ยมอ่อง ช่วงเอวห้อยทองคำและหยกประดับ เขาสาวเท้าสองก้าวกลับไปทางเกี้ยวคันหลัง เกี้ยวนั้นเดินดิ้นเงินดิ้นทองประดับพู่ทั้งสี่ด้าน บนม่านสีน้ำเงินยังปักลายผีเสื้อสีขาวเอาไว้ด้วย ดรุณีงดงามอายุราวสิบแปดสิบเก้าปีก้าวลงมาจากเกี้ยว กิริยาราวหิมะเหินในสายลม รูปโฉมยิ่งเหนือล้ำกว่าดอกบัว เอวบางราวกิ่งหลิว นางตวัดสายตาเย่อหยิ่งเย็นชามาทางนี้โดยไม่มีใครทันคาดหมาย ก่อนจะโฉบร่างตามคุณชายคนดังกล่าวเข้าประตูไป

“ท่านไต้ แม่นางจู พวกท่านกลับมาแล้วหรือ ท่านเฝิงเขียนเทียบเชิญส่งมาหลายฉบับแล้ว…” พนักงานต้อนรับนั้นชิงกรากเข้ามาหาเหมือนได้เห็นพ่อแม่แท้ๆ ทิ้งแขกขาจรทั้งสามไว้นอกประตู ปล่อยให้พวกเขาตะลึงค้างเลื่อนลอย ยืนสูดกลิ่นหอมของแป้งชาดอยู่แต่ไกล

ผู้ที่มาคือซีจู ฝีเท้านางชดช้อยคิ้วเรียวงาม ส่วนคุณชายที่เดินเคียงไปกับนางนั้นแซ่ไต้นามว่าเยี่ยน เป็นทายาทตระกูลดัง รักจะคลุกคลีอยู่ในหมู่สตรี แต่งบทกวีขับเพลงหาเลี้ยงชีพ มีครั้งหนึ่งไปงานเลี้ยงแล้วบังเอิญได้พบซีจู ก็ตกใจนึกว่าเป็นเทพธิดาล่องฟ้า นับจากนั้นเขาก็กลายเป็นแขกขาประจำของหอไหวหย่า ซีจูชมชอบที่เขาอายุยังน้อยแต่มีเงินมาก ทั้งอ่อนโยนลุ่มหลงนาง จึงยึดถือเป็นเพื่อนผู้รู้ใจ เรื่องอะไรที่ไม่สะดวกถ่มออกมาต่อหน้าแขกคนอื่น กลับยินดีเล่าให้ไต้เยี่ยนฟังระบายความในใจ

“ไหนท่านบอกมา เดิมทีข้าเป็นคุณหนูตระกูลขุนนางแท้ๆ ส่วนนางโสโครกชั้นต่ำชิงเถียนเกิดในตระกูลเล็กๆ ยากจน ข้าสู้นางไม่ได้ตรงไหน? รูปโฉมไม่ทัดเทียมนาง หรือความสามารถไม่ทัดเทียมนาง? จนปัญญาที่ท่านแม่ลำเอียง เข้าข้างนางทุกเรื่อง ตั้งแต่เมื่อครั้งพวกเรายังเป็นกวานเหรินใหม่ (หมายเหตุ: หมายถึงกวานเหรินที่ยังบริสุทธิ์ ยังไม่ได้รับแขก) ก็เก็บเสื้อผ้าที่ดีที่สุดไว้ให้นาง ตอนหลังพวกเราย้ายไปตึกหลังด้วยกัน ก็ให้นางอยู่ปีกตะวันออก ข้าอยู่ปีกตะวันตก สรุปแล้วนางก็ชนะข้าทุกเรื่อง”

ไต้เยี่ยนนั้นเห็นชัดว่าคงฟังคำพูดเหล่านี้มาจนเบื่อแล้ว จึงเพียงยิ้มแล้วโบกมือ

“ข้าทำการค้ากับเจ้ามาไม่ถึงครึ่งปี เห็นเจ้ากับพี่หญิงชิงเถียนของเจ้าทะเลาะกันทุกสามวันอาละวาดใส่กันทุกห้าวัน น้อยครั้งจะอยู่กันอย่างสงบ พวกเจ้าคนหนึ่งเป็นป่างเหยี่ยน อีกคนเป็นจอหงวน ย่อมไม่มีใครเก่งกาจไปกว่าใคร”

“เหตุใดท่านไม่เข้าข้างข้า? ท่านอย่าได้เห็นว่า ‘พี่หญิงแสนดี’ ของข้าท่าทางอ่อนโยนมีมารยาท  อันที่จริงนางทั้งอำมหิตทั้งเลือดเย็น ตอนพวกเราอายุสิบห้า มีอยู่วันหนึ่งข้าแค่อยากเล่นสนุก จับแมวของนางโยนลงธารน้ำดูเท่านั้นเอง ไม่ได้ทำมันจมน้ำตายเสียหน่อย ใครจะไปนึกว่าคืนนั้นนางจะเอาปลาทองพันธุ์ไป๋ฮวาเจินจูในห้องข้าป้อนให้แมวนางจนหมดอ่าง ยังมีอีกครั้งหนึ่ง พวกเราสองคนมีปากมีเสียงกันก่อนออกไปรับงานนอก ตอนอยู่ในงานนางจึงแอบปรับสายซอหูฉินของข้าให้สูงขึ้นอีกสองเสียง แทบทำข้าร้องจนกล่องเสียงแตกต้องอับอายต่อหน้าผู้คน นางรังแกข้ายังพอทน แต่คนอื่นๆ ก็พลอยช่วยเหลือนางด้วย ถ้าไม่โรยขี้เถ้าในผงขัดหน้าของข้า ก็ใส่โคลนในกาน้ำชาข้า สรุปก็คือทั้งหอนี้ล้วนแต่เป็นคนต่ำช้าจิตใจสกปรกทั้งนั้น”

“ก็ปกติเจ้าวางตัวเย่อหยิ่งต่อคนอื่นจริงๆ ถ้าเจ้าเลียนแบบชิงเถียน ใจกว้างกับพี่น้อง มีน้ำใจให้พวกนางบ้าง ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางเป็นศัตรูกับเจ้า”

“เฮอะ มีน้ำใจอะไร? ชิงเถียนแค่ลอบอุปภัมถ์ผู้อื่น กลัวเรื่องน่าอับอายของนางจะกระจายออกไป จึงต้องซื้อใจคนเป็นพิเศษต่างหาก”

“ชิงเถียนอุปภัมถ์ผู้อื่น? ใครกัน? ในบรรดาแขกของนางมีนักศึกษาอยู่คนหนึ่ง เพิ่งสอบได้เป็นจอหงวนใหม่ ได้ยินว่าฐานะทางบ้านธรรมดา แต่คนกลับเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง คาดว่าคงเป็นเขาแล้ว?”

คำว่า ‘อุปภัมถ์’ นี้หมายถึงนางโลมดีต่อแขกคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ถึงขั้นยอมขาดทุนจ่ายเงินให้ แต่สำหรับกวานเหรินในกลุ่มย่อยแล้ว เรื่องนี้ทำลายชื่อเสียงอย่างยิ่ง แต่ในหมู่กวานเหรินของหอไหวหย่าสิบคน ต้องมีแปดคนที่มีปัญหาสุมอก หากต่างฝ่ายต่างแฉกันและกัน ย่อมต้องถูกตอบโต้อย่างถึงใจ ก่อกวนจนไม่มีใครทำการค้าอยู่ได้จึงค่อยยุติ ฉะนั้นกฎข้อแรกที่ไม่มีตราไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มก็คือ ไม่ว่าจะช่วงเทศกาลใหญ่ขนาดไหนก็ตาม ห้ามเหล่ากวานเหรินปากมากต่อหน้าแขก

ซีจูเผลอพลั้งปากไป จึงรีบบ่ายเบี่ยง

“ข้าไม่ได้ว่าอย่างนั้น ข้าเองก็เพียงคาดเดา อาจไม่มีใครก็ได้ จอหงวนเฉียวนั่นแม้อยู่นี่จะไม่มีที่พึ่ง แต่ญาติที่อยู่ทางใต้ยังพอมีสมบัติพัสถานอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นเขาคงร่ำเรียนอยู่นครหลวงคนเดียวได้ไม่นานขนาดนี้ ท่านอย่าพูดจาเหลวไหล ล่วงเกินผู้อื่นโดยใช่เหตุ ที่ข้าจะพูดก็คือ ข้าขัดตากับใบหน้าเสแสร้งของชิงเถียนเท่านั้น ในตรอกนี้มีกวานเหรินเกือบร้อยคน ไม่ว่าจะโด่งดังหรือไม่ นางล้วนปฏิบัติด้วยเฉกเช่นเดียวกัน ใครมีโรคภัยปัญหาใดๆ นางเป็นต้องเสนอหน้าเข้าไปอย่างจอมปลอมที่สุด แม้แต่ตวอน่าจากหออู่หลิงชุน… ท่านไม่เคยพบนาง นางเป็นนางบำเรอที่ตะกายขึ้นมาจากห้องน้ำชาระดับรอง ทุกผู้คนล้วนดูแคลน หากพบนางในงานเลี้ยง ไม่ว่าใครก็ไม่พูดกับนาง มีแต่ชิงเถียนคนเดียวที่ทักทายนางทุกครั้ง ไม่เคยแสดงท่าทางเย็นชารังเกียจ มีครั้งหนึ่งออกไปรับงานนอก ตวอน่าเกิดมีระดูขึ้นมากะทันหัน ทั้งยังไม่ได้เตรียมห่อเสื้อผ้ามา ชิงเถียนกลับยกกระโปรงสีทับทิมตัวใหม่จากห่อผ้าตัวเองให้นางไป เพราะเรื่องนี้ ทำให้แม่เล้าผู้ดูแลหออู่หลิงชุนที่ไม่เคยชมใคร ก็ยังชมชิงเถียนว่า ‘ก้าวล้ำเปิดเผย ใจกว้างมีเมตตา’ ตอนพวกเรายังเด็ก พอผลการเลือกจอหงวนทำเนียบบุปผาออกมา เป็นต้องมีบางคนไม่ยอมรับทุกปี แต่หลายปีนี้เมื่อถึงคราวพี่หญิงชิงเถียนกลุ่มสกุลต้วนของพวกเราได้เป็นจอหงวนบุปผาบ้าง ทุกคนกลับบอกเป็นเสียงเดียวว่า หากไม่ให้ตัวเต็งอย่างนางได้ตำแหน่ง ทำเนียบนี้คงไม่ผิดอะไรกับกระดาษใช้แล้ว หากนางดีปานนั้นจริง คนที่วางอุบายกลั่นแกล้งข้าลับหลังอยู่ทุกวันคือใครกัน? ความเจ้าเล่ห์จอมปลอมอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่คนที่ไร้น้ำใจถึงขีดสุด ไหนเลยทำมันออกมาได้? ท่านกลับจะให้ข้าเลียนแบบนาง?”

“ก็ไม่ได้ให้เจ้าเลียนแบบนางมากมาย แต่นิสัยเจ้าทะนงโอหังมากเกินไป หากมีไมตรีต่อผู้อื่นเหมือนนางบ้างสักสองส่วน คงไม่ต้องอารมณ์เสียกับเหล่าพี่น้องทุกวี่วัน”

ซีจูหันเดินกลับเข้าด้านใน ใบหน้าขาวผ่องราวกับหยกของนางแดงฉานราวแพรไหมด้วยความขุ่นเคือง

“คำว่า ‘มีไมตรีต่อผู้อื่น’ ของท่านพูดได้เหมาะเจาะพอดีเหลือเกิน คนอย่างข้าทำการค้าตามความพอใจของตัวเอง อย่างเช่นนิสัยของข้ากับท่านไปด้วยกันได้ จึงได้พูดความในใจกับท่าน แต่หากเป็นคนที่ข้าไม่เห็นค่า ต่อให้เอาเงินทองเต็มหีบมากองตรงหน้า ข้าก็ไม่มีทางสนใจ ย่ิงไม่ออกปากขอร้องให้ใครจัดงานเลี้ยงลงคะแนนให้ข้า ทุกอย่างล้วนปล่อยไปตามใจแขกเหรื่อ ไหนเลยเหมือนคนอื่น? ท่านคิดว่าตำแหน่งจอหงวนบุปผาของชิงเถียนได้มาอย่างไร เพราะลดเกียรติตัวเองไปวิงวอนคนอื่นไม่ใช่หรือ? นางข้ามแม่น้ำไม่ต้องใช้พายด้วยซ้ำ… ใช้เพียงคลื่นหนุน! หลายปีก่อนนางเพิ่งให้ท่านเฝิงรับนางเป็นบุตรสาวบุญธรรม ทำเอาฮูหยินเจ้าพระยาขุ่นแค้นแทบผูกคอตาย ท่านเฝิงก็โง่เง่า อยู่มาครึ่งชีวิตยังไม่รอดเงื้อมมือชิงเถียน ทุกครั้งที่คัดเลือกสิบสองเทพธิดาบุปผา เป็นต้องทุ่มเงินทอง จะตั้งสมญาให้นางเป็นดอกโบตั๋นให้ได้ (หมายเหตุ: โบตั๋นได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งดอกไม้ทั้งปวง) ท่านดูเถอะ เพราะใกล้ถึงเทศกาลตวนอู่ ต้องเลือกเทพธิดาบุปผาอีกแล้ว ท่านเฝิงจึงเหมาเลี้ยงทั้งหอไหวหย่า จัดงานเลี้ยงครั้งเดียว แต่จ่ายเงินเท่ากับจัดยี่สิบครั้ง ให้ชิงเถียนได้ชื่อว่ามี ‘งานเลี้ยงสิบคู่(หมายเหตุ: เป็นลูกเล่นของหอนางโลม หากแขกต้องการเอาใจกวานเหริน สามารถจัดงานเลี้ยงแล้วจ่ายเงินมากกว่าค่าจัดงานได้ งานเลี้ยงประเภทนี้จะเรียกเป็นคู่ เช่น ‘งานเลี้ยงสิบคู่’ ‘สี่งานสองคู่ (คือ 4*2*2 รวมทั้งหมดสิบหกงาน) เป็นต้น)’ แม้แต่ท่านdHยังจะไปร่วมงานของนางอีก จงใจยั่งโมโหข้าใช่หรือไม่?”

ไต้เยี่ยนฟังซีจูพร่ำบ่นด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เขากุมมือนางไว้ คลึงฝ่ามือนางเบาๆ

“สกุลไต้ของเราแม้มีท่านพ่อเป็นเสนาบดี พี่น้องเป็นขุนนางเทศาภิบาล แต่อย่างไรก็ไม่ใหญ่โตมีอำนาจเท่าเจ้าพระยา ข้ายังต้องเรียกท่านเฝิงว่า ‘ท่านลุง’ ในเมื่อเขาเชิญ ข้าก็ต้องไป แต่เจ้าก็ไม่ต้องหงุดหงิด กลับมาข้าจะจัด ‘งานเลี้ยงสิบคู่’ ให้เจ้าบ้าง ส่วนทำเนียบบุปผา เฮอะๆ โบตั๋นที่ฉูดฉาดไหนเลยเทียบกับบุคลิกงามล้ำเหมือนไซซีกุมหัวใจของเจ้าได้? เจ้าเป็นนางเซียนดอกบัวเหมือนเดิมดีกว่า ชื่อนี้สมตัวเจ้า นั่น… พูดๆ ไปก็มาถึงแล้ว เราหยุดพูดเรื่องนี้กัน แล้วเข้าไปข้างในก่อนเถอะ”

9.

คืนนี้ท่านเฝิงจัดงานเลี้ยงสุราให้ชิงเถียน แขกที่เชิญมามีแค่สหายสนิทเก่าแก่ไม่กี่คน ตอนนั้นแขกเหรื่อทุกคนมากันครบหมดแล้ว เหลือแต่ไต้เยี่ยนที่พาซีจูไปเล่นไพ่นกกระจอกที่บ้านเพื่อนอีกคนช่วงบ่ายเท่านั้นที่เพิ่งก้าวเข้าประตูมา คนทั้งหลายโอภาปราศัยกันแล้วจึงค่อยจัดที่ทางนั่งลง

สำหรับงานเลี้ยงที่แขกเหรื่อมารวมตัวกันในหอ นางคณิกาซึ่งอยู่ที่หอนั้นอยู่แล้วจะเรียกว่า ‘อยู่งานหอ’ ส่วนนางโลมที่มาจากหออื่นจะเรียกว่า ‘ออกงาน’ กลุ่มแขกเหรื่อที่มาวันนี้มีนางโลมออกงานเพียงผู้เดียว คือซิ่วซิ่ง กวานเหรินจากหออู่หลิงชุน ที่เหลือล้วนเป็นนางโลมอยู่งานหอ ซึ่งหอไหวหย่าส่งมาเต็มอัตราศึกทั้งสิ้น นอกจากชิงเถียน ซีจูแล้ว ยังมีกวานเหรินอื่นคือเตี๋ยเซียน ตุ้ยเสีย เฟิ่งฉิน อีกสามนาง เตี๋ยเซียนนั้นรูปร่างแบบบางราวจะปลิวตามลม สองไหล่เล็กแคบ เอวอ้อนแอ้นราวงูน้ำ ดวงตางามเรียวของนางพราวระยับเฉียบคม ตุ้ยเสียกลับรูปกายอวบอิ่ม อาภรณ์ทอลายของนางรัดรึงแนบเนื้อ ใบหน้ากลับเรียวเล็กราวสลักเสลา ส่วนเฟิ่งฉินเพิ่งอายุได้สิบสามสิบสี่ปี สองตากลมโตไร้เดียงสา เหล่าสตรีทั้งหลายยังคงยึดกฎเกณฑ์ของงานเลี้ยง แยกย้ายกันไปนั่งด้านหลังแขก เหล่าสาวใช้บ้างประคองกล้องยาสูบชงน้ำชา บ้างประสานมือเลี่ยงไปยืนด้านข้างส่วนบริวารที่เป็นสตรีสูงวัยคนอื่นๆ รอรับคำสั่งอยู่นอกห้อง

ชิงเถียนเพิ่งกลับจากท่าน้ำบ้านสกุลจาง ระหว่างทางต้องหลับมาในรถม้าจนกระดูกข้อต่อปวดเมื่อยอย่างยิ่ง แต่เพราะงานนี้ท่านเฝิงเป็นเจ้าภาพ จึงต้องฝืนสังขารแต่งกายเต็มยศให้เฉิดฉาย ช่วงหน้าของศีรษะสวมศิราภรณ์รูปหงส์ทองคำหกตัว จะงอยปากหงส์แต่ละตัวห้อยไข่มุกไว้ ส่วนมวยผมด้านหลังนั้นใช้ปิ่นลายกวนอิมปักย้อนกลับหัว สองข้างของศีรษะเสียบหวีประดับทำจากกระดองเต่า เสื้อคลุมตัวบางคลุมทับกระโปรงไหมเงิน ใต้กระโปรงยังเสริมด้วยผ้าไหมเนื้อดีอีกสองชั้น ยามเดินเหินสะบัดพลิ้วราวเทพธิดา นางก้าวมาข้างหน้ารินสุราในจอกทองก่อน จากนั้นล่าถอยไปอยู่ด้านหลังท่านเฝิง สั่งให้สาวใช้มู่อวิ๋นนำผีผามาขับเพลงท่อนสั้นๆ ท่ามกลางเสียงชื่นชมของแขกเหรื่อ มีอยู่คนหนึ่งที่เอ่ยคล้ายไม่ใส่ใจ

“เหตุใดต้องร้องเพลงโบราณน่าเบื่อหน่าย ในเมื่อคืนนี้ทุกท่านที่มารวมตัวล้วนเป็นเมธีหญิง (เชิงอรรถ: เซวียเทา นางโลมชื่อดังสมัยราชวงศ์ถังเคยได้รับตำแหน่ง ‘เมธี’ จากผู้บัญชาการทหารมณฑลซีชวน (เสฉวนในปัจจุบัน) แต่พอแจ้งขอตำแหน่งไปทางราชสำนัก กลับไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังคำว่า ‘เมธีหญิง’ จึงกลายเป็นคำเรียกเชิงยกย่องสำหรับนางคณิกาที่รู้จักขับร้องแต่งกลอนไป) ไยไม่ต่อกลอนดื่มสุรากัน? พวกเราก็ไม่ต้องยึดสัมผัส ไม่ต้องสนใจฉันทลักษณ์ ไม่กำหนดหัวข้อ แต่ละคนขับลำนำถึงดอกไม้อย่างหนึ่ง ให้พวกเราฟังกันพอรื่นหูก็ใช้ได้”

ผู้ที่เอ่ยวาจาเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นอ๋องมีราชทินนาม ‘ไท่เหอ’ ฐานะสูงศักดิ์ ดังนั้นจึงไม่มีใครคัดค้าน ระหว่างกำลังปรบมือส่งเสียงเห็นด้วยกันอยู่นั้นเอง ชิงเถียนก็รู้สึกว่าปลายเท้าถูกใครเตะเข้า นางหันไปมองด้านข้าง เห็นเฟิ่งฉินที่อายุน้อยที่สุดในหมู่กวานเหรินลอบโบกมือไปมา สร้อยข้อมือร้อยหินสีส่งเสียงกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง ชิงเถียนทราบดีว่าเฟิ่งฉินมีภูมิรู้อ่อนด้อยจำกัด แต่ขัดเขินไม่กล้าออกปาก จึงแย้มยิ้มอย่างอบอุ่น เอ่ยเสียงนุ่มนวล

“สองวันมานี้น้องหญิงเฟิ่งฉินเส้นเสียงไม่ค่อยดี ท่านแม่สั่งให้นางพักฟื้น ไม่อนุญาตให้นางขับร้องชั่วคราว ให้นางร้องชดเชยโอกาสหน้าเถิด ส่วนในหมู่พวกเรา แม่นางซิ่วซิ่งนับเป็นกึ่งแขก ก็ให้แขกเริ่มก่อน ที่เหลือเวียนไปตามตำแหน่งที่นั่ง ดีหรือไม่”

เฟิ่งฉินยิ้มให้อย่างขอบคุณ พวกซิ่วซิ่งก็พากันพยักหน้า มีแต่ซีจูคนเดียวที่แค่นเสียง “เฮอะ” ซ่อนอาการเสียดสีไว้ใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า

“ย่อมต้องเคารพผู้อาวุโส พี่หญิงชิงเถียนแก่ที่สุด พูดอะไรทุกคนย่อมต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว”

นางเน้นเสียงคำว่า ‘แก่’ หนักแน่นกว่าคำอื่น จงใจแดกดันว่าชิงเถียนอายุมากแล้ว

แววขุ่นเคืองวาบชัดขึ้นในดวงตาชิงเถียน แต่ใบหน้านางยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม

“ใช่แล้ว อีกไม่นานเมื่อข้าไปจากที่นี่ คนอื่นๆ ก็ต้องฟังน้องหญิงแล้ว”

ซีจูสวมเสื้อสีขาวสะอาด ช่วงบ่าปักเป็นรูปนกยางสีขาวตัวหนึ่ง ปีกนกยางนั้นใช้ขนนกจริงๆ เย็บเข้าไป จังหวะนั้นขนนกสั่นพลิ้วตามลมราวจะโบยบินทีเดียว

“พี่หญิงเลอะเลือนแล้ว เตี๋ยเซียนกับตุ้ยเสียล้วนแก่กว่าข้าหนึ่งปี ตำแหน่งนี้ไหนเลยเวียนมาถึงข้า?”

“โอ” เตี๋ยเซียนตวัดสายตามาทันที หว่างคิ้วยังมีแววรื่นรมย์ แต่มุมปากกลับโค้งลงอย่างเย็นชา “ใครบ้างที่ปีนี้อายุยี่สิบ แต่ปีหน้าย้อนไปอายุสิบแปดได้? ตอนนี้เวียนไม่ถึงเจ้า แต่ย่อมมีสักวันที่ถึงแน่นอน น้องหญิงไม่ต้องร้อนใจ”

“ถูกต้อง” กวานเหรินที่ชื่อตุ้ยเสียเชิดจมูก ใบหน้าเต็มไปด้วยเค้าเสียดสี “วันนี้พวกเราพี่น้องเชื่อฟังคำพูดพี่หญิงชิงเถียน แต่วันหน้าน้องหญิงเฟิ่งฉินจะฟังคำพูดเจ้าหรือเปล่ากลับไม่แน่นัก กลัวว่าจะอาวุโสเสียเปล่าแต่ไม่มีใครเคารพ ยากสยบใจคนให้นับถือ”

ท่านเฝิงที่นั่งตำแหน่งเจ้าภาพกระแอม สมัยเขายังหนุ่มแน่นก็เคยเป็นคุณชายสง่างามที่เหล่าสตรีมุ่งหมายใฝ่ฝันเช่นกัน แม้ตอนนี้จะยังมีอำนาจลาภยศเหมือนเดิม ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายท่ามกลางเหล่าสตรี แต่จะอย่างไรก็สูงวัยโรยรา ชิงชังคำว่า ‘แก่’ ที่สุด จึงสะบัดแขนเสื้ออย่างขุ่นเคือง

“พวกเจ้าหยุดแง่งอนโต้เถียงกันไปมา รีบเข้าเรื่องเถอะ”

เมื่อเป็นเช่นนี้เหล่าสตรีจึงไม่สะดวกปะทะคารมต่อ ก็พากันสำรวมใช้ความคิด ครู่หนึ่งซิ่วซิ่งแห่งหออู่หลิงชุนค่อยขับ ‘ลำนำกุหลาบ’ ขึ้นก่อน

“รั้วไม้ไผ่ผุสลายกลายธาตุ ให้เถาวัลย์พันพาดแผ่ขยาย เช่นที่นางเคยยิ้มอย่างเอียงอาย แต่เพียงลมโชยก็หายไร้ร่องรอย จากเมธีกลับเป็นกุหลาบป่า ตบแต่งเป็นภรรยาของผู้น้อย ไม่ทราบหนามมาแต่ใดเฝ้าทิ้งรอย มีแต่คอยกรีดผ้ายับดับทำลาย (เชิงอรรถ: จากเรื่อง “ฉีโหลวจ้งเมิ่ง (ฝันอัศจรรย์ในหอแดง)” ประพันธ์โดยหลานเกาจู่เหริน บทที่แปด)

ต่อไปเป็นตุ้ยเสีย นางเพียงฉุกคิดก็นึกขึ้นได้ทันที ขับ ‘ลำนำตู้เจวียน (กุหลาบพันปี)’ ออกมา

“องค์วั่งตี้ (หมายเหตุ: เจ้าผู้ครองแคว้นสู่ปลายสมัยจ้านกั๋ว ชื่อเดิมว่าตู้อวี่ ช่วงบั้นปลายชีวิตตู้อวี่สละบัลลังก์เร้นกายในป่าเขา หลังจากตายแล้วก็กลายเป็นนกตู้เจวียน สะกดด้วยอักษรเดียวกับดอกตู้เจวียนหรือกุหลาบพันปี ลำนำตู้เจวียนนี้ความจริงจึงเล่าถึงกษัตริย์วั่งตี้) ลาลับจากแคว้นสู่ โลหิตพรูดอกไม้พร่างพรางวิสัย เสียงขลุ่ยปลุกจากเมามายได้หรือไร ใช้แพรไหมต่อไฟต่างชวาลา ลมวสันต์พัดเฉื่อยฉิวทิวเขาสงบ เมื่อยามพลบหลบใต้ผ้าห่มหนา ดั่งเมล็ดพันธุ์งามถูกทิ้งอยู่กลางพนา ใครจะเชิญปวงเทวาให้มาเยือน (เชิงอรรถ: จากเรื่อง “ฉีโหลวจ้งเมิ่ง (ฝันอัศจรรย์ในหอแดง)” ประพันธ์โดยหลานเกาจู่เหริน บทที่แปด)

เตี๋ยเซียนท่อง ‘ลำนำดอกท้อ’ ต่ออย่างรวดเร็ว

“สง่างามดุจสายน้ำแห่งอู่หลิง ลวงคนทิ้งรอยเท้าไว้เป็นสาย แสงมายาจากปากถ้ำอยู่ไม่ไกล ธารน้ำเซาะเรื่อยไหลไปเป็นทาง ชาดปรอทประกบไม้แกะสลัก หงอู (หมายเหตุ: หมายถึงต้นหงอูสุ่ยเก๋อ เป็นไม้พันธุ์หนึ่งในวงศ์ Nettle) มักแฝงไผ่ไม่หมองหมาง ไร้วจีความในใจไม่อาจพราง เลิกร้างบอกลาวิญญาณ์ตะลึง (เชิงอรรถ: จากเรื่อง “ฉีโหลวจ้งเมิ่ง (ฝันอัศจรรย์ในหอแดง)” ประพันธ์โดยหลานเกาจู่เหริน บทที่แปด)

เมื่อเวียนมาถึงชิงเถียน ท่านเฝิงรีบลูบเคราหัวเราะขึ้นก่อน

“เจ้าแห่งมวลดอกไม้อย่างเจ้าย่อมต้องขับลำนำโบตั๋น”

ชิงเถียนแย้มยิ้มเล็กน้อย กรีดสายผีผา ก้มหน้าลงร้องเบาๆ

“แรกแย้มเจริญวัยอวลไอหอม ย่อมสูงส่งพวงพยอมสมสมัย ตำหนักทองอร่ามเฟื่องเรืองวิไล หอห้องต่อจากหยกใสพร่างพรายตา เพาะโบตั๋นในโลกหล้าให้ละลาน ชูช่อบานในอากาศอย่างโอ่อ่า ชมดอกไม้ใต้แสงนวลของจันทรา ดื่มด่ำกับคีตาที่บรรเลง (เชิงอรรถ: จากเรื่อง “ฉีโหลวจ้งเมิ่ง (ฝันอัศจรรย์ในหอแดง)” ประพันธ์โดยหลานเกาจู่เหริน บทที่แปด)

นิ้วของนางพร่างพรมบนผีผาอย่างนุ่มนวลราวสายลม คล่องแคล่วดุจสายฝน ยิ่งประกอบกับเสียงร้องเสนาะใส ผู้ฟังยิ่งฟังจนเคลิบเคลิ้มงมงาย

ไต้เยี่ยนเป็นคนแรกที่ได้สติ ปรบมือฉาดๆ จนฝ่ามือแดงไปหมด

“เยี่ยม ยอดเยี่ยม! แนบเนียนสอดรับไปทุกอย่างจริงๆ เสียงเพลงยิ่งวิเวกกังวาน ทำเอาคนฟังมัวเมาไปทีเดียว”

ชิงเถียนส่งผีผาให้มู่อวิ๋น ค้อมกายคารวะ

“ต่ำพื้นธรรมดาเท่านั้น ขายหน้าแล้ว”

ท่าทางไต้เยี่ยนเหมือนตื้นตันจนคุมอารมณ์ไม่อยู่ แต่แล้วกลับสัมผัสได้ว่าสายตาเย็นเยียบราวก้อนน้ำแข็งสองสายพุ่งปราดมาหาเขา พอหันไปก็เห็นซีจูจ้องอยู่ ต้องหัวเราะกลบเลื่อน แล้วเบนหัวข้อสนทนาไปว่า

“ส่วนเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก ต้องขับลำนำดอกบัวอยู่แล้ว”

ซีจูชักสีหน้าเย็นชาก้มมองแสงจันทร์ที่สาดส่องเต็มพื้นที่ ทางหนึ่งขยับคันชักซอหูฉินที่ยกขึ้นตั้งสายไว้นานแล้ว ทางหนึ่งขับเพลงแผ่วหวานเลื่อนลับ

“บัวงามสะพรั่งหน้าตำหนัก ศิราภรณ์ปิ่นปักสิบสองสาย โฉมสะคราญปานจะหยดพ้นชลาลัย สายลมพัดใบไม้ไกวด้วยคลั่งแรง บ้างแต่งโฉมบ้างส่องบานคันฉ่อง บ้างประลองลักษณ์อาภรณ์ด้วยกำแหง บทกวีในกระดาษอาจระแวง ด้วยสำแดงความงามหรูไม่สู้นาง (เชิงอรรถ: จากเรื่อง “ปู่หงโหลวเมิ่ง (ท่อนเสริมความฝันในหอแดง)” ประพันธ์โดยหลางหวนซานเฉียว บทที่สี่สิบสี่)

ซอของซีจูพลิ้วไหวไหลเรื่อย แหลมสูงราวภูผา น้ำเสียงนางก็กระจ่างมีพลัง ไพเราะยิ่งกว่าเสียงวิหคในฤดูใบไม้ผลิ สะกดชายทั้งหลายในห้องให้ตะลึงตะลานไป

หลังแสดงความสามารถกันไปแล้ว ไท่เหออ๋องที่เป็นคนออกหัวข้อก็ยกแขนเสื้อซับหัวตา วิจารณ์ว่า

“ความสามารถด้านดนตรียังไม่ต้องพูดถึง เพียงท่อนที่ร้องว่า ‘กรีดผ้ายับดับทำลาย’‘โลหิตพรูดอกไม้พร่าง’‘แสงมายาจากปากถ้ำ’ ก็ออกจะแหวกขนบ ไม่อยู่ใต้กรอบกฎเกณฑ์กันแล้ว ส่วนโบตั๋นกับดอกบัวยิ่งแฝงบุคลิกที่เปิดเผย หนักแน่นสูงส่ง ไม่เหมือนคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในหอนางโลมเลย ทั้งน่าชื่นชม และน่าทอดถอนใจ”

ชิงเถียนยิ้มรับอย่างสงบ แต่ซีจูสีหน้าเปลี่ยนไปทันที

“จากคำพูดของท่านอ๋อง คล้ายจะดูแคลน ‘คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในหอนางโลม’ เหลือเกิน?”

นางกล่าววาจาก้าวร้าว แต่ท่านอ๋องกลับไม่ขุ่นเคือง เพียงหัวเราะบอก

“เจตนาข้าคือชื่นชมเมธีที่โดดเด่นไม่ธรรมดา ไม่นึกว่าตัวเมธีเองจะกลับมองเจตนาข้าในแง่ร้าย ในเมื่อถามมาตรงๆ ข้าก็ขอบอกไว้ว่าข้าไม่ได้ต้องการพูดคำว่าเตี้ยต่อหน้าคนเตี้ยเลย แต่ ‘คนในหอนางโลม’ ทำงานสนองความรู้สึกผู้คน รับเงินทองมาบำเรอตัวเอง เหมือนเช้าทำงานให้แคว้นฉิน พระอาทิตย์ตกดินกลับไปอยู่กับแคว้นฉู่ รู้จักด้วยหรือว่ารักคืออะไร?”

ซีจูตีฝีปากโต้

“นางโลมในประวัติศาสตร์แต่ละนางล้วนมีจิตใจไม่ด้อยกว่าบุรุษ สมัยก่อนมีตำนานนางบำเรอลวี่จูตอบแทนเจ้านาย ต่อมามีเรื่องเล่าถึงหงฝูรู้คุณคน ที่เชี่ยวชาญเชิงอักษรศาสตร์นั้นมีเซวียเทา ที่แตกฉานเชิงยุทธมีเหลียงฮูหยิน ผู้คนในวงการน้ำหมึกหากผ่านไปเมืองเฉียนถังต้องนึกถึงซูเสี่ยวเสี่ยว ผ่านไปภูเขาหู่ฟู่ก็ต้องอาลัยเจินเหนียง เพราะชื่อเสียงคุณงามความดีของพวกนางไม่แพ้แก่ใครเลย เหตุใดท่านอ๋องต้องหมิ่นแคลนเราถึงเพียงนี้?”

ไท่เหออ๋องฟังแล้วได้แต่ยิ้มพลางส่ายศีรษะ

“ได้ยินมาว่าแม่นางซีจูถือกำเนิดในตระกูลใหญ่ ซึ่งบุคลิกเจ้าก็อาจหาญ เฉลียวฉลาดรอบรู้จริงๆ แต่สตรีใดถ้าตกต่ำลงมาอยู่ในสถานเริงรมย์ ก็เหมือนดอกไม้ร่วงโรยกิ่งหลิวเหี่ยวเฉา จะอย่างไรก็ไม่อาจเทียบธิดาผู้สูงศักดิ์ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องได้ ต่อให้จิตใจดีงามมีความสามารถกว่านี้ ก็ไม่มีทางได้เป็นภรรยาหลวงใคร ว่าไปแล้วก็เสียที่ ‘คุณค่า’ สองคำนี้เท่านั้นเอง”

ซีจูเมินหน้าไป ต่างหูหยกทั้งคู่ของนางทอประกายเย็นเยียบคุกคามผู้คน

“ภรรยาหลวงหรือเมียรอง ล้วนเป็นตำแหน่งฐานะที่คนสมมติขึ้น ท่านอ๋องบอกว่าชีวิตนี้ของข้าไม่มีทางรู้จักรักแท้ ข้ากลับต้องการบอกท่านอ๋อง หากมีชายใดที่ข้าต้องใจ ต่อให้ข้าเป็นข้าทาสของเขาข้าก็ยินดี แต่หากไม่ต้องใจข้า ต่อให้เป็นโอรสสวรรค์ส่งเกี้ยวสิบหกคันมาหามข้าเข้าวังไปเป็นฮองเฮา ข้าก็ไม่ไป”

ไท่เหออ๋องสลัดท่าทียิ้มแย้มทิ้งทันที ขมวดคิ้วบอก

“นางโลมต่ำต้อย กล้าพูดจาก้าวร้าวล่วงเกินโอรสสวรรค์หรือ โอหังบังอาจเกินไปแล้ว”

ข้างฝ่ายท่านเฝิงก็ตบโต๊ะผุดลุกขึ้น ก่อนหน้านี้คำว่า ‘แก่’ ของซีจูก็ทำให้เขาขัดใจอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งเห็นนางโต้เถียงแขกสูงศักดิ์ครั้งแล้วครั้งเล่า โทสะจึงพลุ่งพล่าน ขว้างตะเกียบฝังลายทองทั้งคู่ในมือใส่ศีรษะซีจู

“นางสุนัขตัวเมียไร้มารยาท!”

ซีจูแม้ชีวิตตกต่ำแต่เด็ก ทว่าเพราะชาติกำเนิดนางสูงส่ง ต้วนเอ้อร์เจี่ยจึงประคบประหงมนางราวของวิเศษ จงใจเลี้ยงดูนางโดยไม่เคยด่าว่าทุบตี หลังจากเปิดประตูรับแขกก็อาศัยที่หน้าตางดงามมีความสามารถ ลูกหลานผู้ดีมีฐานะเห็นการได้พบหน้านางเป็นเกียรติอย่างสูง ไหนเลยเคยถูกหยามให้อัปยศกลางโถงใหญ่ ท่ามกลางผู้คนมากมายขนาดนี้? พริบตานั้นนางตะลึงตะลาน จะพูดก็รู้สึกไม่ถูกต้อง ไม่พูดก็ไม่ถูกเช่นกัน เหล่าแขกเหรื่อเริ่มกระซิบกระซาบ คนรับใช้ทั้งห้องมองหน้ากันไปมา ไต้เยี่ยนเห็นแล้วทั้งเวทนาทั้งไม่กล้าเข้าไปสอด ได้แต่ค้อมกายให้ไท่เหออ๋องกับท่านเฝิงโดยมีโต๊ะกางกั้น

“ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ ท่านลุงโปรดระงับโทสะ”

กวานเหรินคนอื่นๆ เห็นซีจูถูกหักหน้าก็สบตากัน ลอบยิ้มเยาะ ชิงเถียนประสานมือนั่งชมเหตุการณ์สนุกสนานอยู่กับที่ แต่เห็นซีจูนั่งตัวแข็งหน้าตาซีดเผือด ท่าทางเย่อหยิ่งโอหังในยามปกติของนางถูกปาดทิ้งไม่เหลือ ก็อดลอบถอนใจไม่ได้ พลันบังเกิดปฏิภาณขึ้นวูบ สีหน้าเปลี่ยนแปรอย่างรวดเร็วราวตะวันที่ขึ้นทิศบูรพากลายเป็นสายฝนที่ฟากฟ้าประจิม จากขมวดคิ้วเล็กน้อยเป็นแย้มยิ้มนัยน์ตาพราว เอื้อมมือออกไปรั้งท่านเฝิงให้กลับมานั่งที่

“นางเป็นสุนัขตัวเมียก็จริง แต่ท่านก็เป็นกงโหว (หมายเหตุ: กงโหว (公侯) หมายถึงเจ้าพระยา พ้องเสียงกับคำว่า กงโหว(公猴) ที่แปลว่าลิงตัวผู้) ไยต้องลดตัวไปโต้แย้งนาง?”

แขกเหรื่อเปล่งเสียงหัวเราะดังครืนคับห้องโถงทันที ไท่เหออ๋องหัวเราะพลางทุบโต๊ะเป็นการใหญ่ ส่วนท่านเฝิงหยิกแก้มชิงเถียน

“ข้าเป็นลุงตัวผู้ เจ้าก็เป็นลิงตัวเมีย จะหยิกแก้มลิงตัวเมียเจ้าให้ขาด”

ชิงเถียนหัวเราะคิกคักหลบเลี่ยงไป ปิ่นทองประดับดอกไม้มุกบนศีรษะ สร้อยเงินฝังอัญมณีบนลำคอ แหวนหยกกำไลพลอยบนมือสะท้อนแสงเทียนงามเปล่งประกายวูบวาบบาดตา ทำเอาผู้คนประหลาดใจนัก ว่าร่างน้อยอ้อนแอ้นแบบบางของนาง ถูกน้ำหนักของทองคำและเงินเต็มศีรษะร่างกายกดทับแล้ว ยังสามารถวางจริตกิริยาได้มากมายถึงเพียงนี้อีก

“ทุกท่านอย่าได้เอาแต่ฟังเพลินเสนาะหู ห่วงแต่ประฝีปากคารมจนปล่อยให้ท้องว่างไป ท่านเฝิงเชิญดื่มก่อนสักจอกเป็นการเปิดงาน แล้วค่อยเรียกให้ทุกคนยกอาหารมา”

ท่านเฝิงเบิกบานจนโอบชิงเถียนเข้ามาในอ้อมอก อ้าปากขบกัดนาง จากนั้นถลกแขนเสื้อ เล่นทายนิ้วมือปรับสุรา แขกเหรื่อที่มาเริ่มพูดคุยหัวเราะ บรรยากาศก็ชักครื้นเครง ซีจูตวัดสายตามองชิงเถียนอย่างขุ่นแค้น ล่าถอยออกจากงานเลี้ยงโดยไม่พูดอะไรสักคำเดียว ไต้เยี่ยนรีบตามนางไป ส่งเสียงปลอบโยนแผ่วเบาตลอดทาง ท่านเฝิงทำเป็นมองไม่เห็น สนใจแต่หาความสำราญใส่ตัว พอทายนิ้วมือแพ้ก็ส่งจอกเหล้าให้ชิงเถียนที่อยู่ด้านหลัง ชิงเถียนยิ้มแย้มรับเหล้ามาดื่มจนแห้งในอึกเดียว ตั้งแต่เช้ามานางเพิ่งรับประทานอาหารไปได้แค่คำสองคำ แม้อยู่ในงานเลี้ยงที่มีรังนกหูฉลามอุดมสมบูรณ์ แต่ปกติแล้วนางโลมออกงาน จะทำได้เพียงนั่งอยู่ข้างหลัง ปรนนิบัติแขกรับประทานอาหาร ตัวนางโลมเองห้ามแตะตะเกียบ ฉะนั้นหลังจากดื่มเหล้าทั้งที่ท้องว่างลงไปหลายจอก ตลอดร่างก็ร้อนรุ่มราวถูกไฟเผา ทรมานสุดทานทน ชิงเถียนยิ้มเอ่ยขอตัว จากนั้นเรียกสาวใช้มู่อวิ๋นประคองนางออกจากห้องจัดเลี้ยงไปยังห้องล้างหน้าเล็กๆ ดึงปิ่นปักผมเล่มหนึ่งจากศีรษะ คว้านล้วงลงไปในคอ สำรอกเอาเหล้าที่ดื่มลงไปออกมาหมดสิ้น มู่อวิ๋นช่วยตบหลัง จากนั้นส่งน้ำบ้วนปากให้นางชามหนึ่ง

“แม่นางรออีกสักครู่ค่อยกลับเข้าไปก็ได้ ข้าจะเอาโจ๊กมาให้ รับประทานเสียหน่อยเจ้าค่ะ หาไม่ต้องปวดท้องแน่”

ชิงเถียนโบกมือ หยิบขวดใบเล็กออกมาจากถุงผ้าปักที่หว่างเอว หยดน้ำกุหลาบลงในน้ำสะอาดสองหยด กรอกเข้าปากครู่หนึ่งก็บ้วนทิ้ง สองมือยกขึ้นคลึงใบหน้าที่กล้ามเนื้อค้างแข็งจากการยิ้ม จากนั้นก็สาวเท้ากลับมาห้องจัดเลี้ยง

ท่านเฝิงพอเห็นนางก็กระดิกนิ้ว นิ้วที่ขาวซีดของเขาสวมแหวนหยกวงโต

“ปีศาจน้อย เจ้าไปหลบสุราที่ไหนมา? เร็วเข้า ข้ายังเก็บไว้ให้เจ้า สองจอกนี้ดื่มลงไปรวดเดียวเลย”

ใบหน้าชิงเถียนยังมีรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม แต่ออดอ้อนว่า

“ท่านพ่อแสนประเสริฐ ท่านปล่อยข้าสักครั้งเถิด ข้าดื่มไม่ไหวแล้วจริงๆ”

“ข้าก็อยากปล่อยเจ้า แต่คนอื่นไม่ยอมปล่อย มาเถอะ ว่าง่ายๆ ดื่มลงไป”

ชิงเถียนบ่ายเบี่ยงอีกหลายประโยค แต่ถูกท่านเฝิงบีบจมูกนางกรอกเหล้าลงคอ นางสำลักกระอักกระไอจนน้ำตาไหล มู่อวิ๋นรีบเข้ามาช่วยทุบหลังทุบไหล่ เหล่าบุรุษพากันกระทืบเท้าหัวเราะดังๆ ท่านเฝิงก็หัวเราะพลางโอบรัดนางไว้ ชูจอกที่เหลือสุราอยู่ครึ่งเดียวบอกว่า

“เจ้าชอบทำท่าบอบบางขู่ให้คนตกใจเวทนาสงสาร เอาเถอะ พ่อจะดื่มแทนเจ้าครึ่งจอก”

ตุ้ยเสียที่อยู่ฝั่งตรงข้ามรินชาครึ่งจอกส่งให้เฟิ่งฉินที่อยู่ใกล้ๆ เฟิ่งฉินก็ประคองส่งให้ถึงข้างตัวชิงเถียน เรียกเบาๆ

“พี่หญิง”

ชิงเถียนรับจอกมาจิบลงไปสองคำ เมื่อเงยหน้าเส้นเอ็นเล็กๆ ที่ขึ้นเขียวบนหน้าผากก็ถดถอยเลือนหาย เหลือเพียงรอยยิ้มสดใส

“ต้องอาศัยท่านพ่อเมตตาข้าแล้ว ข้าดื่มอีกไม่ไหวจริงๆ”

เตี๋ยเซียนที่อยู่อีกด้านโอบผีผา กรีดเสียงติงตังเป็นท่วงทำนอง เหล่าแขกบุรุษสูงศักดิ์ร่ำสุรากันเฮฮา ควักล้วงลูบคลำนางโลมข้างตัวตลอดเวลา ส่งเสียงหัวเราะกันอย่างเบิกบาน

แสงไฟจากโคมทรงดอกกล้วยไม้นอกห้องโถงคล้ายดวงตาของคนที่กำลังง่วงงุ่น หรุบหรู่สลัวเลือน

10.

กว่าแสงโคมจะหลับไหล กลุ่มดาวเหนือก็เคลื่อนคล้อย ล่วงเข้าเวลาย่ำรุ่ง งานเลี้ยงจึงได้เลิกราไป ซิ่วซิ่งแห่งหออู่หลิงชุนจากไปพร้อมแขก เฟิ่งฉินเป็นกวานเหรินใหม่ที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่รั้งแขกให้อยู่ค้างด้วย ดังนั้นจึงรินน้ำชาส่งแขกกลับเช่นกัน ที่เหลือนั้นล้วนพักอยู่ในหอไหวหย่า ท่านเฝิงกับชิงเถียนเดินกลับห้องนอนของนางพร้อมกัน

เนื่องเพราะดื่มสุราติดต่อกันหลายปี ซ้ำอาหารทั้งสามมื้อยังไม่ได้รับประทานเป็นเวลา ชิงเถียนจึงมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ตอนนี้อาการกำเริบขึ้นมาแล้ว จึงหวังแต่จะส่งท่านเฝิงเข้านอนไปเร็วๆ ใครจะไปทราบท่านผู้เฒ่ากลับกระตือรือร้นเกิดมีความต้องการขึ้นมา นางวิงวอนหลายครั้ง เขาก็ไม่เชื่อ บอกว่าจ่ายเงินกว่าพันตำลึงในคืนเดียวเพียงเพราะต้องการให้นางพอใจ

“ตอนนี้เจ้าพอใจแล้ว กลับไม่ยอมให้ข้าพอใจบ้าง ทำเสแสร้งมารยาอย่างนี้ไหนเลยมีเหตุผล คงไม่ได้เห็นข้าเป็นตัวโง่งมใช่หรือไม่ หรือรังเกียจว่าข้าแก่ชราแล้ว?”

พูดถึงตอนท้ายๆ สีหน้าสีตาก็ชักจะเปลี่ยน ชิงเถียนเห็นท่านเฝิงกำลังพลุ่งพล่านด้วยฤทธิ์สุรา ก็ไม่กล้าบ่ายเบี่ยงอะไรอีก ได้แต่นำเขาไปยังหีบที่เก็บอยู่ในห้องส่วนตัวของนาง ในหีบบรรจุข้าวของสัพเพเหระต่างๆ ท่านเฝิงหยิบเอายาปลุกกำหนัดมา สวมปลอกองคชาติเงินที่ต้มยาไว้ จากนั้นก็ยิ้มพลางโถมลงทาบทับสตรีงาม

รอจนท่านเฝิงส่งเสียงกรนออกมา ชิงเถียนจึงได้ปีนลงจากเตียง ศีรษะวิงเวียนตาลายพร่างพราย มือสั่นสะท้านไม่หยุดยั้ง รู้สึกเหมือนมีโม่หินบดข้าวกลิ้งบดไปมาอยู่ในท้อง บดจนอวัยวะภายในแทบแหลกสลาย นางค่อยๆ เลื่อนประตูเปิด ร้องเรียกเสียงแหบแห้ง

“มู่อวิ๋น มู่…”

“โอ!” ด้านนอกยังจุดโคมอยู่ มู่อวิ๋นเดิมนอนขดอยู่ใต้โคมนั้น ตอนนี้รีบพลิกตัวขึ้น ตรงเข้าประคองชิงเถียนให้นั่งลงบนเก้าอี้นุ่ม หยิบชามยาที่ทำจากกระเบื้องเขียนสีออกมาจากถังอุ่น “ยายังร้อนอยู่ เติมน้ำผึ้งแล้ว ไม่ขม รีบดื่มเถอะเจ้าค่ะ ดื่มแล้วจะได้สบายขึ้น ตาเฒ่าไม่รู้จักตาย ยังเห็นชีวิตคนอื่นสำคัญบ้างหรือไม่”

นางด่าพลางช่วยชิงเถียนรวบผมที่รุ่ยรายขึ้น ทุกหนแห่งที่มือนางแตะลงไปล้วนชุ่มโชกด้วยเม็ดเหงื่อ เผยดวงหน้าซีดขาวท่ามกลางกรอบผม มุมปากชิงเถียนยังเปื้อนคราบยาสีดำ แต่กลับยิ้มอย่างอ่อนล้าให้นาง

มู่อวิ๋นรู้สึกหัวใจปวดแปลบ ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมุมปากให้ชิงเถียน ประคองนางลุกขึ้น

“กลับไปนอนเถอะเจ้าค่ะ ฉวยโอกาสที่ยายังออกฤทธิ์หลับสักตื่น ตื่นมาก็หายแล้ว อืม ใช้หมอนรองท้องน้อยด้วยเจ้าค่ะ”

ชิงเถียนยิ้มพลางพยักหน้า หับประตูลง จากนั้นกลับขึ้นไปนอนข้างกายท่านเฝิงอย่างเดิม นางคว้าหมอนใบหนึ่งมากดช่วงท้องไว้ จากนั้นก็นอนคว่ำลง ไม่นานเท่าใด ความเมามายและง่วงงุ่นก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา

เมื่อสะดุ้งตื่นจากฝัน ความเจ็บปวดก็ปลาสนาการไปไม่เหลือร่องรอย ยามค่ำคืนยัง… ประหลาดแล้ว เหตุใดค่ำคืนจึงยาวนานถึงปานนี้! นางพลิกตัว นอกจากเสียงกรนดังสนั่นจากข้างหมอน ยังคลับคล้ายจะได้ยินเสียงเรียกจากนอกม่านด้วย

“แม่นาง แม่นาง?”

ชิงเถียนยันกายขึ้นแง้มม่านเตียงออกมุมหนึ่ง เห็นมู่อวิ๋นยืนอยู่ท่ามกลางแสงสลัวเลือนราง ยิ้มพลางชี้ไปด้านนอก

แสงเทียนในห้องรับแขกขนาดเล็กปีกตะวันตกสว่างไสว บนโต๊ะหินอ่อนจัดวางชุดกล่อง กระถาง และขวดโลหะลงยา ส่วนบนเก้าอี้กระเบื้องเคลือบสีเขียวอ่อนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะนั้น เฉียวอวิ้นเจ๋อกำลังนั่งอยู่ ดวงตาหลุบต่ำ สงบงันราวบทกวี แต่เมื่อเขาช้อนตาขึ้นมอง โคลงโบราณบทหนึ่งต้องผุดขึ้นในใจทันที …บุปผาเฉิดฉันใต้แสงจันทร์หม่นล้า นางมุ่งฝ่าราตรีหวังเคียงใกล้ เปลือยเปล่าเพียงถุงเท้าย่ำบันได ในหัตถ์ไซร์ถือรองเท้าใยทองคำ ในหอภาพทิศใต้ได้พบหน้า สั่นสะท้านซบอุราถลาถลำ ปลอมองค์เป็นทาสียินดีกระทำ เพียงท่านจำจดสลักรักสุดใจ…

โคลงบทนี้ประพันธ์โดยหลี่โฮ่วแห่งแคว้นหนานถัง (หมายเหตุ: แคว้นหนึ่งในยุคสิบอาณาจักร) กล่าวถึงเมื่อเสี่ยวโจวโฮ่วลักลอบนัดพบกับเขา นางเกรงจะถูกจับได้ จึงถอดรองเท้าทองคำ เหลือเพียงถุงเท้าห่อหุ้มเดินมาหาเขา เมื่อพบกันได้ยากลำบากถึงเพียงนั้น จึงวิงวอนให้บุรุษในดวงใจรักใคร่เอ็นดูนาง!

ตรงหน้าเขา ชิงเถียนมือหนึ่งถือรองเท้า สองเท้าเปลือยเปล่า ค่อยๆ ย่องมาหา แม้ปิติยินดีแทบทนรอไม่ไหว แต่กลับต้องค่อยๆ จรดฝีเท้าเข้ามาอย่างชดช้อยสง่างาม ราวกับมีชีวิตเดินออกมาจากบทกวีโบราณ รอยยิ้มเพิ่งผุดขึ้นบนมุมปากของเฉียวอวิ้นเจ๋อ แต่พริบตาเดียวก็ชืดชาจืดจางลง… เงาร่างเฉิดไฉไลในบทกวีคือฮองเฮาองค์หนึ่ง แต่ที่สตรีนางนี้ต้องทำท่าลับๆ ล่อๆ ถอดรองเท้า กลับเพียงเพราะนางเป็นนางโลมที่ลอบลุกจากข้างกายแขกที่กำลังหลับสนิทมา ความเจ็บปวดที่คุ้นเคยแล่นริ้วขึ้นในอกของเฉียวอวิ้นเจ๋อ เขาลุกขึ้น โอบนางโลมนางนี้ไว้ในวงแขน

หลังความเงียบที่ยาวนานผ่านพ้น ชิงเถียนจึงเงยหน้าขึ้นจากอ้อมอกของเฉียวอวิ้นเจ๋อ สองมือกระหวัดโอบหลังคอของเขา ปลายนิ้วมือข้างหนึ่งยังหิ้วรองเท้าปักลายหงส์เบือนเศียร

“เหตุใดมาเวลานี้”

เฉียวอวิ้นเจ๋อใช้นิ้วเรียวยาวของตนไล้ตั้งแต่หน้าผากลงมาจรดปลายจมูกชิงเถียน

“คิดถึงเจ้า”

เขาอุ้มนางขึ้นพาไปยังตั่งนอนที่มุมห้อง ก่อนหันกลับมาหยิบไหใบเล็กๆ ใบหนึ่ง บนไหปิดแถบผนึกสีเหลืองอมแดง

“อา…” ชิงเถียนอุทานอย่างแตกตื่นยินดี “ข้ากำลังอยากกินเจ้านี่พอดี”

นางฉีกผนึกบนฝาไหก่อนล้วงมือลงไป หยิบเอาผลซิ่ง (หมายเหตุ: แอปริคอต) อบแห้งผิวมันวาวราวอัญมณีออกมา พริ้มตาส่งเข้าปาก เคี้ยวอยู่ไม่กี่คำก็ถ่มเมล็ดซิ่งพรวดออกมา

มู่อวิ๋นที่อยู่ข้างตั่งนอนขุ่นแค้นจนขยี้เท้า

“ตอนนี้ท่านค่อยร่าเริง ท้องไม่ปวดแล้วใช่หรือไม่ คุณชายเฉียวก็พาลจะซื้อของนี้ให้ท่านตลอด ทุกครั้งล้วนเป็นข้าที่ก้มหน้าเก็บกวาด”

เฉียวอวิ้นเจ๋อได้ยินแล้วไม่ตอบโต้ เพียงจ้องมองชิงเถียนด้วยสายตารักใคร่ไม่เบือนหนี

“เป็นไร ปวดท้องอีกแล้วหรือ ดื่มมากไปใช่หรือไม่”

“อย่าไปฟังนางหลับตาพร่ำเหลวไหล ทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่” เลือดฝาดค่อยๆ กระจายไปตามใบหน้าซูบซีดอ่อนล้าของชิงเถียน “นี่ มู่อวิ๋น พวกนี้ไม่จำเป็นต้องรีบเก็บกวาด เจ้าย่องกลับไปที่ห้อง หยิบ ‘ของ’ ในลิ้นชักของข้าออกมา เมื่อครู่ข้าลืมเลือนไป” พูดแล้วก็ยิ้มแย้ม หยิบผลซิ่งอบแห้งอีกชิ้นส่งให้ถึงปากที่กำลังเชิดขึ้นของมู่อวิ๋น “ลำบากพี่สาวแล้ว”

มู่อวิ๋นกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ อ้าปากงับผลซิ่งอบแห้ง แล้วบิดเอวออกจากห้องไป

สายลมฤดูร้อนทำให้เงากิ่งไม้บนหน้าต่างขยับไหว เฉียวอวิ้นเจ๋อจ้องมองชิงเถียนอย่างตั้งใจ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงวางมือบนไหล่นาง คล้ายพิราบตัวหนึ่งที่ร่อนลงพักพิงบนกิ่งเหมย

“หลายวันนี้ข้ามักคิดถึงเรื่องสมัยเด็กๆ ของพวกเรา ตอนนั้นเจ้าอายุสิบเอ็ด ข้าสิบสาม เจ้ายังต้องร่ำเรียนศิลปะความรู้แขนงต่างๆ ส่วนข้าก็เป็นลูกศิษย์ของร้านตัดเสื้อผ้า ทุกคืนข้าจะเอาหินไปเคาะกรอบหน้าต่างด้านหลังห้องของเจ้า เจ้านอนอยู่บนฟูกผืนใหญ่ ต้องก้าวข้ามร่างเด็กหญิงหกเจ็ดคนกว่าจะมาถึงหน้าต่างได้ ข้าอยู่ด้านล่างส่งมือไปรับเท้าของเจ้าอุ้มลงพื้น จากนั้นพวกเราจะไปยังมุมที่ไม่มีใครหาเจอ นั่งเคียงกันพูดคุยกันกลางดึก เจ้าเอาแขนที่ถูกท่านแม่หยิกจนเขียวให้ข้าดู ส่วนข้าก็เอามือที่โดนอาจารย์ตีให้เจ้าดู แล้วเจ้าก็เบะปากน้อยๆ ของเจ้า ทำท่าจะร้องไห้ ข้าต้องเสกเอาผลไม้อบแห้งออกจากหลังหู จากแขนเสื้อ จากในอากาศมา ป้อนเข้าไปในปากเจ้า…”

“ขมขื่นมาชั่ววัน ลิ้มรสหวานได้ชั่วครู่” ชิงเถียนเคาะนิ้ว คล้ายนึกถึงเรื่องราวเก่าแก่สมัยวัยเยาว์…​ เรื่องราวที่ทั้งเก่าแก่และอบอุ่นอ่อนหวาน นึกถึงคำพูดที่พวกนางเคยกระซิบกระซาบกัน นางนึกย้อนไปถึงสัมผัสจากปลายนิ้วของเฉียวอวิ้นเจ๋อเมื่อยามเยาว์ นิ้วที่เต็มไปด้วยตุ่มไตเล็กละเอียดและฝุ่นผง แต่ความหวานอย่างยิ่ง หวานถึงเพียงนั้น ความหวานเล็กน้อยเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของนาง ทุกวันล้วนอยู่ในปลายนิ้วของเขาที่คีบจับ ชิงเถียนยิ้มออกมาเงียบๆ ซบหน้าลงกับหัวไหล่เฉียวอวิ้นเจ๋อ

เขายังตกอยู่ในห้วงอดีต ประกายตาอ่อนโยน ทอดมองไปแสนไกล

“ที่จริงตอนนั้นข้าซื้อมาทั้งห่อ แต่ทุกครั้งจะหยิบมาแค่ชิ้นเดียว เพราะต้องเก็บเงินอีกนาน ข้าถึงจะซื้อได้อีกห่อ แต่ข้ายินดีให้เจ้าได้ลิ้มรสหวานบ้างเล็กน้อยทุกๆ วัน ข้าเห็นเจ้าชอบขนาดนั้น ก็ตะกละอยากกินบ้าง แต่หักใจกินไม่ลงเลยสักชิ้นเดียว ได้แต่แอบเลียกระดาษห่อผลไม้อบแห้ง เลียหมดแล้วก็ตัดใจทิ้งไม่ลงอีก ล้วนเก็บไว้ทั้งสิ้น สุดท้ายสะสมได้เป็นกองโตทีเดียว”

ชิงเถียนพริ้มตา ขนตานางก็คลี่คลุมลงมา

“ใช่แล้ว ยากจนอย่างยิ่ง! ท่านจน ข้าก็จน ตัวอาศัยอยู่ในโลกที่เพริศแพร้วพรรณราย ทุกวันต้องได้เห็นมุกมณีของมีค่าของกวานเหรินที่กำลังโด่งดัง ตัวเองกลับแม้แต่เงินเหวินเดียวยังไม่มีจะใช้ ได้แต่อาศัยท่านขโมยเศษผ้าและข้าวของสำหรับทำรองเท้าจากร้านมาให้ข้า ว่างลงเมื่อไหร่ก็ก้มหน้าก้มตาปักรองเท้า ทั้งยังกล่อมให้เตี๋ยเซียนกับตุ้ยเสียช่วยข้าปักด้วย ไม่รู้ต้องทำไปกี่ร้อยคู่ จึงไหว้วานคนไปซื้อจี้หยกเขียวเล็กๆ จากข้างนอกมาได้อันหนึ่ง พอท่านเห็นเข้าก็หน้าขาวทีเดียว ถามแต่ว่าข้าเอาเงินจากที่ไหนไปซื้อมา ข้าต้องบอกว่าข้าขายผ้าปักได้เงินมา ท่านจึงยอมสวมใส่อย่างว่าง่าย”

ปลายนิ้วของนางกรีดลำคอที่เรียบลื่นของเขา กรีดไล่ไปจนถึงเชือกแดงที่เขาสวมแนบติดตัว

เฉียวอวิ้นเจ๋อหัวเราะออกมา

“ตอนหลังเจ้ารู้ว่าหยกนั่นเป็นของปลอม โมโหจนร้องไห้ จะไปเอาเรื่องกับนักต้มตุ๋นนั่นให้ได้ ข้าต้องปลอบเจ้าอยู่ทั้งคืนกว่าจะสงบ ทั้งยังสาบานว่าจะสวมจี้อันนี้ไปชั่วชีวิต ไม่ปล่อยทิ้งขว้าง”

“ล้วนเป็นคำพูดล้อเล่นสมัยเยาว์วัย” ชิงเถียนเกี่ยวเบาๆ เกี่ยวเอาเชือกแดงที่ลำคอเขาขึ้นมา เชือกนั้นเก่าจนขึ้นขุย ขมวดเป็นรูปปมร่วมใจ หยิบเอาจี้หยกขนาดเท่าเล็บนิ้วหัวแม่มือออกมา ตัวจี้ถูกเหงื่อจนเป็นคราบ เป็นเพียงหินธรรมดาที่ถูกย้อมสีเท่านั้น นางคลึงตัวจี้ เม้มปากหัวเราะ “นึกขึ้นมาแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เขลาแท้ๆ ตอนนั้นยังไม่เคยเห็นของดี ไม่รู้จักดูสินค้า แยกของจริงของปลอมไม่ออก ส่วนท่าน หลายปีแล้วยังสวมหยกปลอมชิ้นนี้อยู่ ไม่รังเกียจว่าเป็นของทำเทียมด้วย”

เฉียวอวิ้นเจ๋อทาบมือลงบนมือของชิงเถียน ดึงจี้หินในมือนางเข้าหาตัว

“นี่ไม่ใช่ของทำเทียม นี่เป็นสิ่งที่จริงแท้ที่สุดในโลก”

ชิงเถียนช้อนตาขึ้นมองเขา นัยน์ตาที่ดำจัดราวอำพันสีดำคล้ายปกคลุมด้วยไอหมอกจางๆ ชั้นหนึ่ง จากนั้นนางก็ยิ้มออกมา พริบตานั้นเฉียวอวิ้นเจ๋อรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบก้าวย้อนถอยไปด้านหลังพวกเขาก้าวหนึ่ง

นางยิ้มพลางหลุบตาลงเล็กน้อย

“โชคดีที่ตอนหลังพวกเรามีเงินแล้ว”

ดวงตาหม่นแสงของเฉียวอวิ้นเจ๋อเปลี่ยนไปทันที

“ตอนหลัง…” เขาปล่อยมือชิงเถียน น้ำเสียงฟังดูเหินห่างเป็นทางการ “เจ้าต่างหากที่มีเงินแล้ว ทุกครั้งที่เจ้าแอบให้เงินข้า แล้วถูกท่านแม่เจ้าจับได้ ล้วนเป็นเจ้าที่ต้องรับโทษ บางครั้งก็ถูกงดอาหารไม่ให้ข้าวให้น้ำ บางครั้งก็ถูกเฆี่ยนตีอย่างรุนแรง ครั้งสุดท้ายที่นางตีเจ้า ข้ายังจำได้แม่น ข้าปีนเข้าทางหน้าต่างไปหาเจ้า ผลคือถูกแม่เจ้ากักตัวไว้ในห้อง เจ้าตกใจจนผลักข้าเข้าไปในตู้เสื้อผ้า แต่นางตรงเข้ามาเปิดตู้ออก ชี้เจ้าแล้วบอกข้าว่า ‘นางเด็กหัวดื้อคนนั้น ข้าใช้แส้ชุบน้ำเฆี่ยนนาง เฆี่ยนจนเนื้อปริแตกนางก็ไม่ร้องเลยสักคำเดียว แต่พอเห็นเจ้าเท่านั้น ก็ร้องไห้โฮออกมา ตอนข้าอยู่นอกเรือนได้ยินหมดแล้ว เจ้าไม่ต้องหลบ ต่อไปจะมาก็มา’”

ดวงตาทั้งคู่ของชิงเถียนวาววับด้วยหยาดน้ำ ยิ้มด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง

“วันนี้เป็นอะไรไป ถึงพูดเรื่องเก่าแก่สมัยก่อนพวกนั้นขึ้นมา”

ระหว่างยังพูดไม่ออกเพราะความซาบซึ้งรักใคร่ พลันได้ยินเสียงแกรกกรากดังขึ้น เป็นเสียงแมวตัวหนึ่งกางเล็บเดินเข้ามา

“ไจ้อวี้!” ชิงเถียนร้องเบาๆ อย่างยินดี เอี้ยวตัวไปอุ้มแมวขาวมาไว้ในอ้อมอก ทั้งจูบทั้งขยี้ช่วงหูที่มีขนพองฟูของมัน ซ้ำยังคว้าเท้าหน้าของมันมาแหย่เฉียวอวิ้นเจ๋อ “เจ้าดูผู้ใดมา ผู้ใดมาแล้ว ไจ้อวี้ ห้ามทำแบบนี้ ไจ้อวี้ นี่!”

ปฏิกิริยาของไจ้อวี้เหนือคาดหมายยิ่งนัก ทีแรกมันพยายามบิดตัวหลบเลี่ยง แต่ตอนหลังกางเล็บข่วนหลังมือเฉียวอวิ้นเจ๋ออย่างดุร้าย ก่อนกระโดดลงพื้น ครู่เดียวก็เผ่นแผล็วหนีหายไปเลย

ชิงเถียนเข่นเขี้ยวด้วยความขุ่นเคือง

“เดียรัจฉาจหาที่ตายตัวนี้ ทำไมช่วงนี้พอเห็นท่านก็มักทำท่าประหลาด เฮอะ แต่ตอนที่ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการมา มันต้อนรับอย่างดีเป็นที่สุดเชียว ไล่ก็ไล่ไม่ไป เอาแต่เดินวนอยู่รอบตัวเขา ยิ่งแก่ก็ยิ่งรู้จักเห็นแก่ผลประโยชน์” นางด่าพลางยกมือเฉียวอวิ้นเจ๋อขึ้นดู เป่ารอยแผลที่ถูกข่วนให้เบาๆ

เขาจ้องรอยเลือดจางๆ ไม่กี่สายที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนหลังมือ หนังตากระตุกเล็กน้อย

“ท่านอ๋องไม่ได้มาอีกเลยหรือ”

“อืม มาครั้งนั้นแค่ครั้งเดียว ทีหลังท่านแม่รบเร้าถามฐานะของ ‘ท่านสาม’ เอาจากข้า ข้ามีกี่หัวกันจะได้กล้าพูดเหลวไหล จึงบอกไปว่าดูเหมือนจะเป็นหลานคนหนึ่งของมหาอำมาตย์หวังจริงๆ ก่อนหน้านี้รับราชการอยู่นอกเมืองมาตลอด ผลคือท่านแม่ก็ยังโทษข้า หาว่าประจบไม่ดี ทำให้เขาไม่ยอมมาอีกเป็นครั้งที่สอง นางทราบอะไร? ข้าไม่สนใจคุณชายสกุลหวังที่ไหน ไม่สนใจท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ ท่านต่างหากที่เป็นเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ในสายตาข้า เป็นเจ้าชีวิตของข้า เป็นโอรส…” นางยังพูดไม่ทันจบก็กอดแขนเฉียวอวิ้นเจ๋อไว้ข้างหนึ่ง หัวเราะคิกคัก เอียงหน้าลงเกลือกไถกับแขนเขา

“ไม่ได้พบกันไม่กี่วัน ก็หวานหยดจนทำเอาผู้อื่นเห็นแล้วขัดตาปานนี้เชียว?” มู่อวิ๋นเดินกลับมา นางเบะปากอมยิ้ม ส่งกระดาษหลายแผ่นยื่นใส่จมูกชิงเถียน “นี่ ท่านดื่มเหล้าจนสติเลอะเลือนไปกระมัง อยู่ในลิ้นชักที่ไหน ท่านยัดไว้ใต้กล่องเครื่องแต่งตัวต่างหาก ทำเอาข้าวุ่นวายค้นหาอยู่ตั้งนาน”

ชิงเถียนยิ้มพลางยันตัวขึ้น แต่สองมือยังคงคล้องแขนเฉียวอวิ้นเจ๋อ ทำปากบุ้ยใบ้ให้เขา

เฉียวอวิ้นเจ๋อส่ายหน้า

“ข้ามีเงินพอแล้ว”

“พออะไร” ชิงเถียนคว้าตั๋วเงินปึกนั้นมา แก้ถุงชุดไฟที่หว่างเอวเขาแล้วใส่เงินลงไป “ไม่เคยได้ยินผู้คนพูดกันว่า ‘นักศึกษายากจน เบื้องบนล้วนเป็นราชสีห์อ้าปาก ไหนเลยมีเพียงพอ’ หรือ? ตอนนี้ฐานะของท่านไม่เหมือนเดิม ทั้งต้องกราบอาจารย์ ต้องเข้าสังคม ยังต้องตั้งตัว เลี้ยงแขกเหรื่อ คงต้องจ่ายมากขึ้นบ้าง เรื่องสำคัญอย่างนี้ละเลยไม่ได้ ถ้าพลั้งเผลอแม้แต่นิด ที่ทุ่มเทมาก่อนๆ หน้านี้ก็นับว่าเสียเปล่า อีกอย่างท่านเพิ่งสร้างบ้านใหม่ จะตกแต่งอะไรก็ต้องมีทุน นางเฒ่าที่ไม่รู้ธรรมเนียมหลายคนนั้นท่านก็ไล่ออกไปเถิด เปลี่ยนเอาคนที่รู้เรื่องมาต้มน้ำแกงหุงข้าวให้ท่าน อย่าไปเชิญเพื่อนฝูงสมัยก่อนเข้าบ้าน หากสุราไม่เป็นสุรา งานเลี้ยงไม่คล้ายงานเลี้ยง จะถูกผู้คนหัวเราะเยาะ”

“ไม่ต้องจริงๆ ช่วงนี้ข่าวลือที่ข้าได้ยินเริ่มรุนแรงขึ้นมาแล้ว ล้วนบอกว่าเงินของข้ามิใช่ได้มาจากญาติสนิทที่คอยสนับสนุน แต่เป็นกวานเหรินนางหนึ่งในกลุ่มย่อยจ่ายให้ หากลือไปเข้าหูบรรดาแขกของเจ้า มิเท่ากับสร้างความยุ่งยากให้เจ้าหรือ”

“ข่าวลืออันใด มิใช่เพราะท่านได้เป็นจอหงวนพระราชทาน เหล่าพี่น้องจึงวิพากษ์วิจารณ์กันหรือ พวกเราอยู่อย่างสงบกันมาหลายปี หากจะลือ ก็คงลือกันนานแล้ว ท่านวางใจเถอะ ต่อให้เป็นตัวก่อปัญหาอย่างซีจูก็ไม่กล้านินทาอะไรลับหลังพวกเรา ข้าขอกล่าววาจาไม่น่าฟัง คนทำอาชีพอย่างข้า ใครบ้างไม่หาความสุขส่วนตัวลับหลัง? สตรีในตรอกไหวฮวานี้ที่อุปถัมภ์แขกก็อุปถัมภ์ไป ที่เลี้ยงชู้ก็เลี้ยงชู้ ไม่ต้องพูดถึงที่เป็นชู้กับนักแสดงงิ้ว เป็นชู้กับคนเลี้ยงม้า ล้วนมีทั้งสิ้น ผู้ใดไม่มีจุดอ่อนให้คนอื่นจับได้บ้าง? ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าหุนหันวู่วาม”

“ถึงจะว่าอย่างนั้น แต่เจ้าต้องตัดชุดใหม่ทำผมแต่งหน้าตลอดทั้งวัน ต้องใช้เงินมากอยู่แล้ว มักติดขัดขาดเงินเพราะข้าเป็นประจำ ทำให้ข้าไม่สบายใจเลย”

ชิงเถียนหัวเราะ ใช้มือทั้งคู่ประคองใบหน้าเฉียวอวิ้นเจ๋อไว้ ปลายจมูกนางแตะปลายจมูกเขา

“จอหงวนเฉียวเกรงใจข้าขึ้นมาแล้วหรือ หากท่านปรารถนาดีต่อข้าอยู่บ้าง ก็อย่าบ่ายเบี่ยงบอกปัดเลย ข้าใช้ชีวิตอย่างนี้ทั้งวัน อยากจะไปอยู่ข้างกายท่าน ช่วยแบ่งเบาความกังวลใจของท่านบ้างสักเล็กน้อยก็ทำไม่ได้ ท่านรับเงินนี้ไปกลับจะทำให้ข้าสบายใจขึ้น จะอย่างไรตัวโง่งมเหล่านั้นก็โง่จนเข้าขั้นสาหัส เงินเมื่อได้มาง่าย ไม่จับจ่ายเสียบ้างก็น่าเสียดาย”

เฉียวอวิ้นเจ๋อไม่จำเป็นต้องอ่านมูลค่าของตั๋วเงินพวกนั้นด้วยซ้ำ สรุปแล้วต่อให้เขาขายความคิดสุดบรรเจิดของตัวเอง ให้ขายชีวิตตัวเองไปทั้งชีวิตด้วย ก็ยังแลกตั๋วเงินพวกนี้มาไม่ได้ แต่นางเพียงแค่ขายรอยยิ้มเล็กน้อย ขายเนื้อหนังตลอดร่างที่ใสกระจ่างราวน้ำแข็ง งดงามประดุจหยกให้ผู้ชายอื่น… ประกายตาของเขาบัดเดี๋ยวเลื่อนลอยบัดเดี๋ยวประสานสบ คล้ายสามารถชักตั๋วเงินทั้งปึกออกมาปาใส่หน้าชิงเถียนได้ตลอดเวลา แต่สุดท้ายเขากลับเพียงยิ้มอย่างรักใคร่

“เจ้าเองก็โง่เง่าจนสาหัสเช่นกัน”

ชิงเถียนหัวเราะพลางตีเขาเบาๆ แต่ครู่เดียวนางก็เงยหน้าขึ้น เชิดริมฝีปากอิ่มสวยสีแดงสดไร้สิ่งแต้มแต่งแม้แต่น้อยขึ้น ท่าทางของนางคือกำลังรอคอยจุมพิต แต่ไม่คล้ายการรอคอยของนางโลมนางหนึ่ง กลับคล้ายเด็กคนหนึ่งมากกว่า

ดังนั้นเฉียวอวิ้นเจ๋อจึงจูบนาง จูบเหมือนจูบเด็กน้อยไม่มีผิด ใช้ริมฝีปากของตนสัมผัสนางอย่างนุ่มนวลทะนุถนอม จากนั้นเขาก็จ้องมองนางอีกเนิ่นนาน ในประกายตาปรากฏฉากเหตุการณ์ในอดีตมากมายจนสลับซับซ้อน

เมื่อได้สติกลับมา เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำแหบแห้ง

“จริงด้วย อีกห้าวันให้หลัง คหบดีอันดับหนึ่งของเป่ยจิงจะจัดงานเลี้ยงที่บ้าน ข้าเองก็จะไปด้วย ถึงตอนนั้นจะส่งใบบอกมาให้เจ้า”

ชิงเถียนเบือนหน้าไป หยิบผลซิ่งแห้งจากไหใบเล็กข้างตัวอีกชิ้น ยัดมันเข้าปากขบเคี้ยว

“ข้าจะพยายาม แต่ก็ไม่แน่ใจนัก ท่านก็ทราบอีกสองวันก็จะเป็นวันหยุดเทศกาลตวนอู่ ทางหอไม่เปิดกิจการ ตาเฒ่าก็บอกจะพาข้าไปสวนบ้านสกุลฟู่หลบร้อน น่ารำคาญแทบตาย”

ลูกกระเดือกเฉียวอวิ้นเจ๋อขยับขึ้นลง เหมือนมีบางสิ่งติดค้างจะกลืนก็ไม่เข้า คายก็ไม่ออก

“งานเลี้ยงคราวนี้เจ้าต้องมาให้ได้”

“งานอะไรสำคัญปานนี้”

“ไม่มีอะไร ข้าแค่อยากให้เจ้ามา”

ชิงเถียนยิ้มมุมปาก เอานิ้วเคาะศีรษะ

“อย่างนั้นก็ได้ ข้าหาวิธีไม่ไปสวนบ้านสกุลฟู่ก็แล้วกัน”

“สัญญา?”

“สัญญา”

ไม่ทราบเพราะเหตุใด ดวงตาที่ลึกล้ำของเฉียวอวิ้นเจ๋อปรากฏหยาดน้ำเอ่อคลอขึ้นมา เขาพยักหน้าเล็กน้อย เบื้อนหน้าไปเอ่ยอย่างไม่บ่งอารมณ์ว่า

“มู่อวิ๋น เจ้าช่วยหยิบห่อผ้านั้นให้ข้า”

มู่อวิ๋นหันไปตามที่เขาชี้ หยิบห่อผ้าใบหนึ่งจากโต๊ะส่งให้ เฉียวอวิ้นเจ๋อรับมาวางไว้ข้างตัวชิงเถียน แก้ห่อผ้าออกด้วยตัวเองอย่างเบามือ

ร่างใต้อาภรณ์บางเบาของชิงเถียนนิ่งแข็งไปทันที นั่งจ้องมองอย่างตะลึงตะลาน มู่อวิ๋นกลับยกมือขึ้นปิดปากปิดจมูก น้ำตาสองสายไหลเป็นทาง ในห่อผ้าสีเขียวอ่อนอมเทาจางๆ คือชุดวิวาห์ของสตรีพับไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย ปักลายหงส์ร่อนสลับโบตั๋น กระดุมทองคำลายผีเสื้อล้อบุปผา แขนเสื้อประดับระบายยาวเกือบสองชุ่น (หมายเหตุ: หน่วยวัดของจีน หนึ่งชุ่นยาวราว 3.3 เซนติเมตร) ตามรอยตะเข็บปักลูกปัดเล็กละเอียดห้าสีจนเต็ม

เฉียวอวิ้นเจ๋อเอ่ยเสียงราบเรียบอย่างยิ่ง

“ข้าตัดเย็บด้วยตัวเอง ฝีมือฝืดไปแล้ว ทำได้ไม่ดีเลย”

ชิงเถียนยิ้มทั้งขอบตาแดงเรื่อ …ใช่แล้ว นางแทบลืมเลือนไป มังกรหงส์ในมวลมนุษย์อย่างจอหงวนผู้นี้ สมัยก่อนก็เป็นเพียงช่างตัดเย็บตัวเล็กๆ เท่านั้น และเขาจะเป็นช่างตัดเย็บตัวเล็กๆ ของนางไปตลอดกาล

อาภรณ์สวรรค์ไร้ตะเข็บ ตัดเย็บเหมาะเจาะงามสม ท่านเคยโอบกอดเชยชม จึงเฉียบคมแม้นิ้วเดียวไม่เคลื่อนคลาย

นางกางแขนออกโอบกอดเขาไว้ ฝังใบหน้าลงกับไหล่ของเขา ทุกอย่างที่ผ่านมาต่างคุ้มค่าทั้งสิ้น ที่นางต้องวางจริตมารยา บัดเดี๋ยวยิ้มแย้มบัดเดี๋ยวโกรธขึ้งต่อหน้าชายอื่น ที่นางต้องวางตัวไร้ค่า กระดิกหางวิงวอนขอความเห็นใจจากผู้คน ล้วนเพราะมีคนๆ หนึ่งเห็นนางเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นมนุษย์ที่คู่ควรกับชุดวิวาห์ที่บุรุษดีงามปานนี้ลงมือตัดเย็บด้วยตัวเอง …เป็นสตรีที่ดี

เฉียวอวิ้นเจ๋อกอดชิงเถียนไว้ เอ่ยอย่างหนักแน่นทุกถ้อยคำ

“รอจนข้าได้ตำแหน่งหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ข้าจะส่งแม่สื่อกับของขวัญมาอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม ส่งเกี้ยวใหญ่แปดคนหามมารับเจ้าไปเป็นภรรยา”

ชิงเถียนยิ้มพลางหลั่งน้ำตา ยิ้มอย่างเงียบงัน แต่ภายหลังนางยิ้มแล้วสั่นศีรษะ

“อาอวิ้น ฐานะของข้าไม่สง่างาม หากท่านส่งแม่สื่อมาของแต่งงานอย่างเปิดเผย เกิดราชสำนักกล่าวหาขึ้นมา จะต้องได้รับโทษแน่ ท่านต้องทนลำบากมาหลายปี กว่าจะได้เข้าเฝ้าที่ตำหนักทอง สอบเป็นจอหงวนได้ที่หนึ่ง มีเกียรติยศสูงสุดในหมู่บัณฑิต อนาคตที่สวรรค์ประทานมา ท่านไม่อาจเหยียบย่ำทำลายมันไปอย่างนี้ ขอเพียงตั้งข้าเป็นภรรยารอง รักเดียวใจเดียวกับข้าไปสามปี หลังสามปีผ่านพ้น ท่านค่อยไปขอเกี่ยวดองกับสตรีที่มีชาติตระกูลดีงาม หากแม้นวันหน้าฮูหยินของท่านริษยาข้านัก ข้าก็จะเลียนเยี่ยงอวี๋เสวียนจี (เชิงอรรถ: กวีหญิงปลายสมัยราชวงศ์ถัง ชื่อเดิมคืออวี๋โย่วเวย เป็นภรรยาน้อยของจอหงวนหลี่อี้ ภายหลังภรรยาหลวงไม่พอใจนาง นางถูกทอดทิ้งก็ออกบวชเป็นนักพรตหญิง คบหากับเหล่าบัณฑิต ภายหลังฆ่าสาวใช้ตาย จึงต้องโทษประหาร) ออกบวชเป็นนักพรตหญิง ร่ำสุราขับบทกวีเลี้ยงตัว”

เฉียวอวิ้นเจ๋อส่ายหน้า

“ข้าจะแต่งเจ้าเป็นภรรยาหลวง”

“อาอวิ้น ท่านอย่าหัวรั้นอย่างนี้ ข้าเข้าใจจิตใจท่าน แต่…”

“เฉียวอวิ้นเจ๋อจะแต่งต้วนชิงเถียนเป็นภรรยา” แต่ละคำของเขาหนักแน่นราวโลหะศิลา แต่ริมฝีปากเขากลับนุ่มนวลราวสายน้ำ ทาบทับลงมาเบาๆ

ใต้ริมฝีปากของเขา ชิงเถียนร้องไห้แทบขาดใจ

มู่อวิ๋นที่อยู่ด้านหลังน้ำตาไหลจนชุ่มปกเสื้อตั้งนานแล้ว นางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหน้า ล่าถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบงัน

ภายนอกพอดีมีแสงจันทร์สว่างสุกใส มู่อวิ๋นจุดตะเกียงที่เขียนสีแพรวพราย ต้องการเสาะหาสถานที่เปลี่ยวร้างแต่แสงจันทร์ส่องถึง จึงเดินลงบันไดด้านหลังย่องออกจากตึก นางยืนพิงกรอบประตูเงยหน้าเหม่อลอย แต่แล้วกลับต้องกรีดร้องเสียงแหลม หันกลับไปตีมือใครบางคน

“เสี่ยวจ้าว คนผีทะเล ทำข้าตกใจขวัญกระเจิงหมดแล้ว!”

ชายหนุ่มอายุเยาว์ท่าทางเซื่องซึมคนหนึ่งยิ้มพลางจัดปกเสื้อให้มู่อวิ๋น

“เจ้าไปโดนอาถรรพ์อะไรมา ทั้งร้องไห้ ทั้งหัวเราะ?”

มู่อวิ๋นเป็นคนหน้ากลมที่พอจะมีเหลี่ยมมุมบ้าง สองคิ้วนางแม้เข้มไปเล็กน้อย แต่กลับโค้งสวยราวจันทร์เดือนแรม รับกับดวงตาชั้นเดียวที่เรียวเป็นทรงผลแป๊ะก๊วย ในความนุ่มนวลบอบบางยังไม่ทิ้งบุคลิกเรียบร้อยปราดเปรียว คราบน้ำตายิ่งขับเน้นเค้าอ่อนหวานของนางยิ่งกว่าเดิม นางยกมือผลักเสี่ยวจ้าวเป็นพัลวัน

“ดึกดื่นค่ำคืน เจ้ามุดออกมาจากรูไหนกัน”

“ข้ามักถูกเอ้อร์เจี่ยด่า จึงไม่กล้าเข้าหอไปหา แต่พอคิดถึงเจ้า ก็ต้องออกมาหาเจ้าจนได้ ข้ารอเจ้าอยู่ที่นี่มาตั้งแต่แรก รอมาเกือบชั่วยามแล้ว สร้อยข้อมือแบบใหม่ที่ร้านทองตีขึ้นมางามน่าดูอย่างยิ่ง ข้ามอบให้เจ้าไว้ใส่เล่น แต่อย่าทิ้งขว้าง สวมเบื่อแล้วก็คืนให้ข้า ข้าจะเอาสร้อยแบบใหม่มาให้เจ้าอีก”

“ต้องให้ข้าบอกเจ้าอีกกี่ครั้ง? หากกลับไปถูกเถ้าแก่ทราบเรื่องเข้า เจ้าจะรับไหวหรือ? แล้วข้าขาดของพวกนี้หรือ? เอากลับไป เอากลับไป ข้าไม่เอา”

เสี่ยวจ้าวพยายามอธิบายอย่างอัดอั้น

“มู่อวิ๋น…”

จันทร์เสี้ยวดวงหนึ่งเด่นสง่าอยู่กลางฟ้า เสียงร้องรำขับขานในครึ่งแรกของราตรีสงบลงแล้ว คล้ายหลังกากเดนสิ่งสกปรกตกตะกอน ความสะอาดบริสุทธิ์ก็ลอยตัวขึ้นมา

11.

ช่วงเวลาอันสงบสุขนี้คงอยู่ไม่นานเท่าใด มรสุมลูกใหญ่ก็โถมเข้ามาอีกครั้ง ผู้ที่ก่อมรสุมลูกนี้ ก็คือซีจู

หลังจากซีจูถูกท่านเฝิงแขกของชิงเถียนเหยียดหยามกลางงานเลี้ยง ก็เคียดแค้นฝังใจมาตลอด เดิมนางนิสัยโดดเดี่ยวทรนงอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งเก็บตัวกว่าเดิม วันนี้เพิ่งขึ้นตึก สายตาก็เหลือบไปเห็นสาวใช้เยาว์วัยสองคนกำลังกระซิบกระซาบอะไรกันหน้าห้องของนาง คนหนึ่งคือเหมยจื่อคนของนางเอง ส่วนอีกคนคือกุ้ยเจิน คนของชิงเถียน พอเห็นนาง กุ้ยเจินก็ลนลานวิ่งหนีไป ซีจูด่า

“ลับๆ ล่อๆ” จากนั้นตรงเข้าไปหยิกปากเหมยจื่อสองครั้ง “เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าเกลียดนางแพศยาชิงเถียน ถึงได้จงใจไปคุยกับคนของนาง? ถ้าครั้งหน้าข้าพบเห็นอีก จะบิดปากเจ้าให้ขาด”

เหมยจื่อกุมปากร้องไห้ ลนลานอธิบายว่า

“แม่นาง ข้าผิดไปแล้ว แต่ข้าไม่ได้ไปคุยกับนาง กุ้ยเจินมาคุยกับข้าเองต่างหาก นางว่าแม่นางชิงเถียนกำลังจะไปแล้ว ถึงตอนนั้นนางอยากมารับใช้ท่าน จึงมาปรึกษากับข้าก่อน”

“กำลังจะไปแล้ว?” แววประหลาดใจไม่อยากเชื่อวาบผ่านใบหน้าของซีจู นางก้มตัวลงเล็กน้อย ลากเหมยจื่อเข้าไปในห้อง “กุ้ยเจินพูดอะไรกับเจ้า? เจ้าบอกข้ามาอย่าให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียว”

ริมฝีปากเหมยจื่อที่ถูกหยิกจนเลือดออกบวมช้ำขยับขึ้นลงอย่างงุ่มง่าม

“กุ้ยเจินบอกว่า สองวันก่อนคุณชายเฉียวของแม่นางชิงเถียนส่งชุดวิวาห์ตัดเย็บเองมาให้นาง บอกว่าไม่นานจะไถ่ตัวนาง รับนางเข้าบ้านไปเป็นเมียหลวง ตอนนี้ทุกคนพากันเรียกแม่นางชิงเถียนว่า ‘ฮูหยินจอหงวน’ เจ้าค่ะ”

ซีจูถลึงตาอย่างขุ่นแค้น เหมยจื่อแตกตื่นจนรีบยกมือป้องศีรษะ แต่ผ่านไปเนิ่นนาน ฝ่ามือก็ยังไม่ฟาดลงกระทบใบหน้้าหรือร่างกายนาง จึงได้เหลือบมองขึ้นมากล้าๆ กลัวๆ นางเห็นซีจูยิ้มอย่างงาดงามเจิดจ้า แต่ก็เจ้าเล่ห์นัก ทั้งยังยื่นมือออกมาวางลงบนริมฝีปากนางนวดให้เบาๆ

“เจ้าไปถามกุ้ยเจินอีกครั้ง ว่าชุดวิวาห์ของ ‘ฮูหยินจอหงวน’ ของพวกนางเก็บอยู่ที่ใด? ระวังไว้ อย่าให้คนอื่นรู้ กลับมาข้าจะดูแลเจ้าเอง”

ท่ามกลางบรรยากาศงดงาม ในเรือนของเหล่าสตรีทั้งหลาย ดวงอาทิตย์ดับแสงตกไปทางทิศตะวันตกตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ จากนั้นก็สว่างขึ้นใหม่ทางทิศตะวันออก

หลังเที่ยงวันรุ่งขึ้น ซีจูลุกจากเตียง เพิ่งตั้งกระจกแต่งหน้าก็ได้ยินเสียงประตูห้องแต่งตัวถูกถีบเปิดดังโครม

นางไม่ต้องหันกลับไปมองด้วยซ้ำก็เดาได้ว่าผู้มาเป็นใคร รอยยิ้มแห่งชัยชนะฉายชัดบนใบหน้า

“โอ พี่หญิงยิ่งมายิ่งไม่มีมารยาทแล้ว แม้แต่เคาะประตูก็ทำไม่เป็น”

นอกประตู ชิงเถียนยืนอยู่ด้วยอาการเหมือนมีไฟลุกท่วมร่าง ขณะจะพูดอะไร กลับเห็นไต้เยี่ยนแขกของซีจูเดินเข้ามาในห้อง เขายิ้มกว้างตรงเข้าหานาง

“พี่ชิงเถียนมาแล้ว เข้ามานั่งก่อน”

ชิงเถียนไม่ทราบว่าไต้เยี่ยนค้างที่นี่ ได้แต่กล้ำกลืนคำด่าที่ทะลักมาถึงริมฝีปากกลับลงไป ปั้นยิ้มที่ออกจะแข็งกระด้างไปบ้าง

“อรุณสวัสดิ์ ท่านไต้”

ไต้เยี่ยนเห็นชิงเถียนแต่งหน้าไม่เรียบร้อย ผมเผ้าดำขลับหลุดลุ่ย เค้าหน้าแฝงความขุ่นเคืองอยู่หลายส่วน ไม่เหมือนยามปกติเลย ก็อดก้าวเข้าไปประชิด ซุกจมูกลงสูดลมก้านคอนางไม่ได้

“พี่สาวพรมน้ำหอมใด น่าดมปานนี้ ข้าไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนเลย”

ชิงเถียนขยับเลี่ยงเล็กน้อย

“เช้าขนาดนี้ผู้ใดพรมน้ำหอมกัน ท่านไต้ล้อเล่นแล้ว”

“อืม ข้ามีประโยคหนึ่งกำลังต้องการพูดล้อเล่นอยู่พอดี คำโบราณว่าไว้ ‘แต่ละอักษรกลั่นกรองเนิ่นนาน แต่ละคำขานผ่ายผอมตรอมตรม’ คืนนั้นพอได้ยินพี่สาวขับลำนำ ข้าจึงค่อยทราบความหมายของประโยคนี้” ดวงตาที่นุ่มนวลเต็มไปด้วยอารมณ์ของเขาให้ความรู้สึกเหมือนลิ้นสุนัขร้อนๆ ตวัดโลมเลียไปตามใบหน้าชิงเถียน

ชิงเถียนเบี่ยงกายหลบ ชะโงกมองเข้าไปในห้อง

“ข้ามีเรื่องจะถามน้องหญิงซีจู ขอยืมตัวนางออกมาสักครู่”

ไต้เยี่ยนยื่นมือโอบเอวนางรั้งไว้

“มีอะไรเข้ามาพูดด้านใน”

ดวงตะวันร้อนแรงยามเที่ยงสาดแสงเข้ามาในห้องจนสว่างไสวไปหมด ข้างโต๊ะเครื่องแป้งทำจากไม้แดงแกะสลัก สาวใช้ที่โตแล้วนางหนึ่งกำลังหวีผมเกล้ามวยให้ซีจู ส่วนพวกเด็กรับใช้เล็กๆ อย่างเหมยจื่อกำลังประคองเสื้อผ้าสามสี่ชุดยืนอยู่ด้านหลัง รอนางมาเลือก ซีจูนั้นเดิมประแป้งแต้มชาดอย่างสบายใจ แต่พอเห็นไต้เยี่ยนคุยจุกจิกอยู่กับชิงเถียนไม่รู้จักจบจักสิ้น ก็ลุกขึ้นเดินเข้าแทรกกลางระหว่างทั้งสองทันที นางถลึงจ้องไต้เยี่ยน

“ข้าจะคุยกับพี่หญิง ท่านมาหลับตาพร่ำเพ้ออะไร”

นางคว้าตัวชิงเถียน สั่งให้เหล่าสาวใช้ที่กำลังชงชาจัดดอกไม้อยู่ด้านนอกดูแลท่านไต้ให้ดี จากนั้นทั้งคู่ก็ตรงไปทางระเบียง

เพิ่งยืนหยัดมั่นคง ชิงเถียนก็หันขวับกลับมา

“ใช่ผลงานของเจ้าหรือไม่”

ใบหน้าซีจูเพิ่งลงแป้งเพียงอย่างเดียว ยังไม่ได้แต้มชาด ดูไปจึงซูบซีดเผือดขาวราววิญญาณร้าย นางยื่นมือขวาที่สวมกำไลทำจากเส้นทองและเงินไขว้สลับกันออกไป ยกสิ่งที่ถูกยื่นมาถึงใต้จมูกขึ้นมามุมหนึ่ง ทำเป็นพิจารณาอย่างเสแสร้งก่อนสลัดทิ้ง

“ข้านึกว่าอะไร ที่แท้ก็ชุดวิวาห์ของพี่หญิง นี่ก็ยังดูดีไม่ใช่หรือ เป็นอะไรไป”

ชิงเถียนใช้มือหนึ่งถือชุดแพรแดงสด อีกมือจับมุมผ้ายกขึ้น

“น้ำหมึกนี้ ใช่เจ้าทำหรือไม่”

ซีจูมองผลงานสุดชาญฉลาดของนาง …มองแพรไหมเนื้อนุ่มละเอียดที่เปือนหมึกไปแถบใหญ่… ด้วยสายตายินดีไม่มีปิดบัง สองมือยกขึ้นกอดอก

“อ้อ เรื่องนี้เอง! พี่หญิงต้องแต่งกับจอหงวน ก็ควรมีน้ำหมึกติดตัวไว้บ้าง อีกอย่างจอหงวนจะแต่งงานถือเป็นเรื่องใหญ่สะเทือนแผ่นดิน วันวิวาห์ก็ควรต้องให้แขกเหรื่อเห็นกันชัดๆ ว่าฮูหยินจอหงวนท่านนี้บริสุทธิ์ผุดผ่อง หรือ แปด-เปื้อน-รา-คี ไปทั้งตัวกันแน่ ‘เป็นนางโลมวันหนึ่ง เป็นนางโลมไปตลอดชาติ’ ในโลกนี้ยังไม่เคยได้ยินว่าบุรุษคนใดยินยอมแต่งนางโลมเป็นเมียหลวงมาก่อน พี่หญิงเฝ้าฝันอยากจะเป็นอย่างเรื่อง ‘ซิ่วหรูจี้’(เชิงอรรถ: งิ้วเรื่อง ‘ซิ่วหรูจี้’ หรือบันทึกเสื้อปักลาย เล่าถึงหลี่ย่าเซียน นางโลมชื่อดัง ฟันฝ่าอุปสรรคมากมายมากับจอหงวนเจิ้งหยวนเหอ สุดท้ายได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข) แต่ข้ากลัวว่าสุดท้ายที่ท่านได้มาจะเป็นการทรยศรานน้ำใจอย่างเรื่อง ‘เฝิงเซียงจี้’(เชิงอรรถ: งิ้วเรื่อง ‘เฝิงเซียงจี้’ หรือบันทึกเผาธูป เล่าถึงบุรุษไร้น้ำใจหวังขุย ทรยศต่อความรักลึกซึ้งที่สตรีนามกุ้ยอิงมีให้) ข้าทำก็เพราะหวังดีต่อพี่หญิง ขอเตือนพี่หญิง ฝันอันยาวนานคราวนี้ อีกไม่นานก็ต้องตื่น!”

พูดจบ นางก็ยิ้มกรีดกรายให้ชิงเถียน เดินนวยนาดจากไปราวปีศาจงู

ชิงเถียนกำชุดแดงในมือแน่นจนข้อนิ้วปูดโปน …ประเสริฐ เป็นผลงานซีจู นางฉวยโอกาสที่คืนวานตนไปค้างกับแขกข้างนอกลอบเข้ามาในห้อง เปิดหีบเสื้อผ้าที่ทำจากไม้ประดู่สลักลายใบเถา เทน้ำหมึกทั้งกล่องใส่ชุดวิวาห์ที่ตนเก็บถนอมอย่างดี… หลายปีที่ผ่าน ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลอกลวงจอมปลอมแห่งนี้ ชิงเถียนฝึกฝนจนสามารถหลั่งน้ำตาออกมาได้ตามใจต้องการ แต่นางลืมเลือนไปแล้วว่าการร้องไห้ที่กลั่นออกมาจากใจแท้จริงทำอย่างไร ทว่าหลายวันนับจากนั้น ทุกวันทุกคืน ขอเพียงมีเวลาอยู่ตามลำพัง นางเป็นต้องกอดชุดวิวาห์ชุดนั้นร้องไห้แทบตาย

บนระเบียงทางเดินกรุ่นกลิ่นหอมจางๆ ของพิมเสน ชิงเถียนจ้องมองแผ่นหลังของซีจูที่เดินจากไป ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มบิดเบ้ นางคณิกาซีจูไม่ทราบเลยว่าตัวเองทำอะไรลงไป นางได้ทำลายสิ่งล้ำค่าที่สุด ของคณิกาอีกผู้หนึ่งจนย่อยยับ

12.

รัตติกาลมาเยือน โคมเริ่มถูกนำขึ้นแขวน

เทศกาลตวนอู่เป็นเทศการแห่งรับทรัพย์โดยแท้ งานเลี้ยงทุกงาน อาหารทุกจาน เหล้าทุกไหที่เหล่าแขกเหรื่อสั่ง จะต้องทยอยชำระเงินทุกรายการ ฉะนั้นการค้าจึงซบเซาลง แต่เนื่องจากซีจูชิงดีชิงเด่นกับชิงเถียนแล้วพ่ายแพ้ หงุดหงิดยากสงบใจ ไต้เยี่ยนจึงปลอบนางด้วยการทุ่มเงินแท่งสี่ร้อยตำลึงจัดงานเลี้ยงให้ เขาเชิญเหล่าเพื่อนคุณชายมาเล่นไพ่นกกระจอกร่ำดื่มสุราอยู่ในห้องรับแขกด้านตะวันตกนั่นเอง ดื่มไปครู่หนึ่งก็รู้สึกในร่างปั่นป่วน จึงเรียกซีจูที่ดื่มสุราสูบยากล้องอยู่ด้านหลังให้มาเล่นแทน ตนเองคว้ากาน้ำชาดินเผาจื่อซามากรอกปากคำหนึ่ง จากนั้นลุกไปห้องน้ำ

ไต้เยี่ยนเพิ่งออกจากประตู ก็เห็นข้างนอกมีเด็กสาวเกล้าผมเป็นมวยสองข้างเฝ้าอยู่ พอเห็นเขาเข้า นางก็รีบวิ่งพรวดขึ้นไปชั้นบน คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นสาวใช้ของชิงเถียน แต่เขาก็เห็นไม่ชัดเจนนัก ใครจะไปทราบว่าเพิ่งทำธุระเสร็จออกจากห้องน้ำ มือยังจัดกางเกงอยู่เลย เขาก็เห็นตัวชิงเถียนเองยืนชดช้อยอยู่กลางลาน นางสวมเสื้อคลุมตัวสั้นสีเขียวสดใส กระโปรงผ้าโปร่งบางสีขาว มวยผมปักปิ่นทองลายแมลงปอฝังมรกตเม็ดโตคู่หนึ่ง ยิ่งตัดกับริมฝีปากที่ทาสีแดงสดกว่าเดิม งามจัดจ้านจนผู้คนใจสะท้าน

ไต้เยี่ยนตะลึงมองนาง จนครู่ใหญ่จึงยิ้มพลางสะอึกเข้าหา

“พี่สาวเหตุใดมาอยู่ที่นี่คนเดียว”

“ข้าทำของหล่นหายไป”

“พี่สาวทำอะไรหล่น บอกข้า ข้าจะช่วยท่านหา”

ชิงเถียนยกมือขึ้น ยื่นนิ้วก้อยที่ไว้เล็บสีแดงยาวหนึ่งชุ่นไปตรงหน้าเขา เกี่ยวเบาๆ ราวต้องการเกี่ยววิญญาณ

ไต้เยี่ยนจะตะปบคว้า แต่นางชักมือกลับ เดินค้นหาของนางต่อไป ไต้เยี่ยนคันหัวใจยากจะเกา ได้แต่เดินตามต้อยๆ อยู่ด้านหลัง ชิงเถียนเดี๋ยวม้วนปอยผม เดี๋ยวบิดเอวอ้อนแอ้น ต่างหูกล้วยไม้หยกสะบัดไปซ้ายขวา แกว่งไกวจนไต้เยี่ยนสติกระเจิง พอเห็นนางชะงักเท้า เขาก็รีบพุ่งเข้าไป ชิงเก็บปลอกเล็บทองคำลงยาที่ส่องประกายแวววาวอยู่บนพื้นไปไว้ในมือก่อน

“นี่ของพี่สาวหรือ”

ชิงเถียนแบมือขาวผ่องออกไป

“เอามา”

ไต้เยี่ยนตีหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง บุคลิกของคุณชายเจ้าสำราญฉายออกมาชัดเจน

“ข้าหาของใช้ของพี่สาวเจอ พี่สาวจะให้อะไรเป็นรางวัลข้า”

ชิงเถียนแค่นเสียง

“เดิมก็เป็นของๆ ข้า เจ้าเอามาคืนข้า ยังต้องมีรางวัลอะไร”

“ไม่มีรางวัล ข้าก็ไม่คืนให้”

ชิงเถียนเอียงศีรษะครุ่นคิด ปรายตาทิ้งจังหวะ

“อย่างนั้น… ไปเก๋งน้ำชาเล็กๆ ทางด้านโน้น ข้าคารวะน้ำชาท่านไต้เป็นการขอบคุณ ท่านก็เอาของคืนข้ามา ดีหรือไม่”

ไต้เยี่ยนบิดริมฝีปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม แตะปลอกเล็บนั้นกับริมฝีปากตนเองเบาๆ ก่อนเก็บมันไว้ในแขนเสื้อ ผายมือให้ชิงเถียนอย่างสง่างามเหมือนจะบอกว่า “เชิญ”

ล่วงเข้าไปยังตึกชั้นในของหอไหวหย่า จะมีเก๋งน้ำชาอยู่หลายหลัง สร้างขึ้นเพื่อจัดงานเลี้ยงน้ำชา (หมายเหตุ: ในอดีต คำว่างานเลี้ยงน้ำชาจะหมายรวมถึงงานเลี้ยงสุราในหอนางโลมด้วย) โดยเฉพาะ แต่เดือนนี้ผู้ที่จัดเลี้ยงล้วนเป็นแขกรายใหญ่จัดงานขนาดใหญ่ ไม่ค่อยมีแขกรายย่อยมากนัก ฉะนั้นทุกเก๋งจึงว่างเปล่า ชิงเถียนเรียกหญิงสูงวัยนางหนึ่งมาเปิดประตู สั่งนางชงชามาให้ จากนั้นก็ปล่อยม่านประตูลง สองมือรินชาประคองส่งให้ถึงหน้าไต้เยี่ยน

“ท่านไต้เชิญดื่ม นี่เป็นชาเห็ดหูหนูขาวใสผสมน้ำผึ้งเย็น ช่วยคลายร้อนได้”

ไต้เยี่ยนรับถ้วยชามาวางไว้ทางหนึ่ง อีกมือกระชากชิงเถียนให้มานั่งข้างตน

“ข้าต้องการชาที่ใด? พี่สาว ท่านนั่นล่ะดับความร้อนรุ่มให้ข้า”

ชิงเถียนชักมือกลับ ดึงผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บไว้ตรงสีข้างขึ้นมาซับแก้ม มือของนางขาวผ่องเรียวงามราวกล้วยไม้ที่แกว่งไกวในสายลม

“เห็นท่านสุภาพเป็นบัณฑิต ที่แท้ก็ไม่เรียบร้อยเอาเลย”

ไต้เยี่ยนหน้าเห่อร้อนจนพองขึ้นมา ส่วนอื่นก็พองขึ้นมาเช่นกัน

“ผู้ชายบนโลกนี้มีใครบ้างเห็นท่านแล้วยังเรียบร้อยอยู่ได้ ไหนพี่สาวลองบอกให้ข้าฟังสักชื่อ” เขาตะปบทั้งมือทั้งผ้าเช็ดหน้าของชิงเถียนไว้ โอบรัดนางแนบแน่นด้วยอารมณ์ร้อนแรงแผดเผา “พี่สาวคนดี ข้าคิดถึงท่านมานานแล้ว ช่างเป็นโฉมงามประดุจหยกโดยแท้ เทพธิดาก็ไม่ทัดเทียมท่าน!”

“หนุ่มน้อยของข้า เจ้าเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง ข้าเองก็สนใจเจ้ามาตั้งนานแล้ว ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าหันมาเลือกข้าแทน แต่บางครั้งมาปรึกษาความในใจกับข้าบ้าง เท่านี้ข้าก็พอใจ” ชิงเถียนปักปิ่นทองเฉียงๆ กระโปรงเงินงามระหง ปล่อยให้ไต้เยี่ยนดึ่มดำกับนางจนชาดแดงเปื้อนเต็มปาก แต่ขณะจะเข้าด้ายเข้าเข็ม กลับใช้มือหนึ่งยันแผ่นอกเขาออกไป ดิ้นรนหลบเลี่ยง “ไม่ ฝ่ายข้ามีใจ แต่ตัวเจ้าคงไม่ต้องการ เจ้ากับซีจูดีต่อกันราวกับเป็นคนๆ เดียว พอกลับไป เจ้าต้องเอาข้าไปเล่าให้นางฟังเป็นเรื่องขำขัน”

ตอนนี้ใต้กางเกงของไต้เยี่ยนเหมือนมีไฟแผดเผา กล่าวคำสัตย์สาบานต่อฟ้าต่อดินทันที

“หากข้าเล่าเรื่องนี้คนอื่นฟัง ขอให้ข้าถูกสายฟ้าห้าสายฟาด ไม่ได้ตายดี”

“คำพูดบุรุษอย่างพวกเจ้าข้าไม่เชื่อ” นางทำท่ากึ่งปัดป้องกึ่งยอมรับ “นอกจากท่านจะมีอะไรมารับประกัน…”

“พี่สาวแสนดี ต้องการภูเขาเงินหรือภูเขาทองท่านพูดมาคำเดียว แต่วิงวอนท่านเมตตา ช่วยข้าด้วย”

ชิงเถียนโอบลำคอไต้เยี่ยนไว้ กระซิบที่ข้างหูเขาหลายคำ ความที่เพิ่งดื่มชาหอมเข้าไป ทำให้ลมหายใจนางคล้ายดอกไม้แตกช่อในอากาศ ระหว่างที่ไต้เยี่ยนยังเคลิบเคลิ้มมัวเมา นางก็พลิกตัวลุกขึ้น ทำมารยายืนอย่างเกียจคร้านอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของชายหนุ่ม โบกผ้าเช็ดเหงื่อที่เคียนอยู่ช่วงเอวเบาๆ

“พี่ชายที่น่ารัก ภูเขาเงินข้าไม่เอา ภูเขาทองคำก็ไม่เอาเหมือนกัน ข้าต้องการแค่สิ่งนั้น เจ้าเอามันมาเป็นหลักค้ำประกันกับข้า ข้าถึงจะเชื่อเจ้า”

ไต้เยี่ยนกลัวนางจะจากไป ก็ทำท่าจะเอะอะ ชิงเถียนกลับก้มศีรษะลงมา แลบลิ้นแตะเข้าไปในปากเขายิ้มๆ ชายหนุ่มลนลานโอบรั้งนางไว้ แต่รู้สึกลำตัวสัมผัสกับทรวงอกที่อบอุ่นนุ่มนิ่ม ขณะจะยกมือขึ้นลูบคลำ ข้อมือกลับเย็นวูบ ปลายนิ้วชิงเถียนล้วงเข้าไปในแขนเสื้อเขาราวกับงู ควานเอาปลอกเล็บของตัวเองออกมา ใต้แสงตะเกียงดวงเล็กๆ ที่งดงามอบอุ่น มือของนางกรีดผ่านอากาศเห็นเป็นประกายทองวูบวาบสายหนึ่ง

“ก่อนถึงยามสาม (หมายเหตุ: ช่วงห้าทุ่มถึงตีหนึ่งของวันรุ่งขึ้น) เจ้าต้องเอาจากนางมาให้ได้ พอถึงเวลาเคาะบอกโมงยามก็มารอข้าที่นี่ ข้าจะช่วยเจ้าให้พ้นทุกข์เอง” นางยิ้มหวานหยาดเยิ้ม หมุนตัวด้วยท่วงท่าระเหิดระหง

ชิงเถียนเดินจากมาโดยไม่หันกลับไปมองเก๋งน้ำชาด้วยซ้ำ พอพ้นสวนเล็กๆ กล้ามเนื้อบนใบหน้าก็ขมวดตึงคล้ายคนตาย นางมั่นใจ กับเหล่าบุรุษที่พอเห็นนางก็ทำตัวเหมือนเด็กทารกเห็นหน้าอกมารดา นางไม่เคยพลาดท่าให้หลุดมือเลย

ค่ำคืน… คล้ายเป็นม่านมายายั่วเย้าที่กระชั้นฉาบฉวยฉากหนึ่ง ผ่านไปรวดเร็วอย่างยิ่ง

สิ่งที่ตามมาคือวันอันหม่นมัว ซีจูเพิ่งลุกจากเตียง รู้สึกปวดศีรษะแทบระเบิด เมื่อคืนนางช่วยไต้เยี่ยนดื่มสุราไปครึ่งชั่งเต็มๆ แต่ฟ้ายังไม่ทันสาง เขาก็บอกว่าที่จวนมีงานวันเกิดใครสักคน เร่งรีบจากไปทั้งที่ยังแต่งกายไม่เรียบร้อย เมื่อชายหนุ่มเอะอะวุ่นวายปานนั้น นางเองก็ไม่ได้หลับสนิทเช่นกัน ต้องนอนจนเที่ยงจึงได้ลุกขึ้น ลุกแล้วก็คร้านจะล้างหน้าหวีผม เอาแต่เอนพิงหัวเตียงหยิบหนังสือรวมบทกวีของหยวนเจินขึ้นอ่าน ระหว่างกำลังพลิกหน้าหนังสืออย่างสบายใจ ก็ได้ยินสาวใช้ที่นอกห้องขานว่า

“แม่นางชิงเถียน”

ซีจูวางหนังสือทันที แค่นึกถึงภาพชิงเถียนยืนถือชุดวิวาห์ต่อหน้านาง ท่าทางพ่ายแพ้เคียดแค้นแทบคลุ้มคลั่ง นางก็อดสะใจอย่างยิ่งไม่ได้ และความสะใจเพิ่มทับทวีคูณอย่างรวดเร็ว… เมื่ออีกฝ่ายเผลอแสดงความทุเรศ เพิ่งก้าวเข้าห้องนางก็สะดุดเสียแล้ว

“โอ พี่หญิงมองทางบ้าง!” ซีจูเอนกายพิงเบาะหนุนหลังปักลายมังกรเล็กๆ บนพื้นแดง นางยกมือนวดหน้าผากเบาๆ ข้อมือขาวผ่องเลื่อนพ้นแขนเสื้อออกมา ผมเผ้านางปล่อยยาวสยาย แต่หน้าผากคาดผ้าแถบสีม่วงประดับทองคำ ขมับติดแผ่นยาแก้ปวดศีรษะชิ้นเล็กๆ สองอัน ใบหน้ายังสวยสะคราญราวไซซีป่วยไข้ “พวกเราวาสนาต่ำต้อย รับเกียรติสูงส่งอย่างตำแหน่ง ‘ฮูหยินจอหงวน’ ไม่ไหวดอก ไม่อย่างนั้นทำไมเดินบนพื้นเรียบแท้ๆ ยังสะดุดตัวเองได้? หากข้าเป็นพี่หญิง วันหน้าวันหลังจะไปไหนมาไหนคงต้องระวังมากกว่าเดิม จะได้ไม่เคราะห์หามยามร้าย ประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝัน”

“ใช่แล้ว อยู่ดีๆ เดินบนพื้นเรียบๆ แท้ๆ ทำไมสะดุดได้?” ชิงเถียนมือหนึ่งถือพัด ยึดบานประตูไว้เป็นหลัก อีกมือถอดรองเท้าออก เขย่าขากางเกงไหมอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะคีบอะไรบางอย่างออกมาจากรองเท้าปักลายประดับมุก “ข้าว่าแล้วเชียว ที่แท้ก็มีของอัปมงคลหล่นอยู่ในรองเท้าข้า จะให้เดินมั่นคงได้อย่างไร”

นางตวัดสายตาไป เห็นซีจูที่เบิกตากว้างจ้องเขม็งตรงมาแล้วยิ่งใช้สองนิ้วคีบของนั้นแกว่งไปมา

“โอ เป็นอะไรไป คงไม่ใช่ของน้องหญิงเจ้าดอก ใช่หรือไม่”

คำ ‘เหมือนถูกตีกลางแสกหน้า’ ไม่ใช่เพียงคำอุปมาในงานเขียนแน่นอน เพราะเวลานี้ ซีจูรู้สึกเหมือนมีกระบองเขี้ยวหมาป่าเล่มหนึ่งฟาดแหวกอากาศเข้ามา กระแทกลงกลางกระหม่อมของนางอย่างรุนแรง มิน่าเล่า! เมื่อคืนไต้เยี่ยนจึงจัดแจงมอมสุรานางก่อน พอกลับห้องก็อ้าง “นางโคมเขียวก็ขับลำนำผมขาว (หมายเหตุ: ลำนำผมขาวเป็นโคลงโบราณ พูดถึงสามีภรรยาอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าผมขาวไม่ทอดทิ้ง)” จะตัดผมพร้อมกันกับนาง เอามาถักประสานเป็นสัญลักษณ์ของสามีภรรยาให้ได้ ซีจูที่มีน้ำใสใจจริงให้เขาตลอดมา พอเห็นไต้เยี่ยนมีความรู้สึกลึกซึ้งให้นางปานนี้ ซ้ำยังกึ่งเมามาย กึ่งเห็นเข้าเป็นคู่ชีวิตจริงๆ จึงตกลง ใครจะไปนึก เขาอยู่กับนางแท้ๆ แต่ลับหลังกลับลอบไปปรนเปรอนางโสโครกคนอื่น… ปรนเปรอศัตรูคู่แค้นไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกับนางเสียด้วย!

ซีจูนึกถึงฉากตอนที่นางถือกรรไกรเงิน เล็มผมออกมาช่อหนึ่งอย่างระมัดระวัง เลือกเอาเส้นไหมแซมใยทองที่แดงสดใสที่สุด เล็กละเอียดที่สุด ม้วนกระหวัดมัดรวมกันไว้ ส่งช่อผมของนางให้บุรุษผู้นั้น แต่ตอนนี้ความรักของนาง กลับถูกสตรีนางนี้ล้วงขึ้นมาจากรองเท้า คีบเอาไว้ด้วยปลายนิ้ว ทั้งยังสะบัดมาตรงหน้าอย่างแผ่วเบาไร้น้ำหนัก ราวกับต้นหญ้าไร้รากที่ต่ำต้อยด้อยค่า…

“ข้ายังนึกว่าเดียรัจฉานน้อยตัวใดถูกขู่ขวัญจนขนร่วงเสียอีก”

ชิงเถียนปัดมือไปมา จ้องใบหน้าเหลืองซีดของซีจู การยั่วยวนอย่างไร้ยางอาย สกปรกราวสุนัขหรือจับคู่กันนั้น เป็นเพียงการปูทางที่ยาวนาน นี่ต่างหากจึงเป็นช่วงเวลาที่เบิกบานอย่างแท้จริง สมใจเป็นที่สุด! นางสะบัดปลายเท้า เตะช่อผมที่ถูกทิ้งกับพื้นมัดนั้น ปั้นหน้ากลัดกลุ้มเป็นห่วงเป็นใยเหลือเแสน

“ประหลาดแท้ เส้นผมน้องหญิงเหตุใดมาอยู่ในรองเท้าข้าได้? แต่น้องหญิง โบราณว่าไว้ หากของอย่างเส้นผมเอย เล็บมือเอย ถูกคนอื่นเหยียบเอาไว้ใต้เท้า จะต้องดวงตกอย่างรุนแรง หากข้าเป็นน้องหญิง วันหน้าวันหลังจะไปไหนมาไหนคงต้องระวังมากกว่าเดิม จะได้ไม่เคราะห์หามยามร้าย ประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝัน” นางเหยียบส้นรองเท้า โบกพัดในมือเดินเฉิดฉายออกจากห้องไป

ซีจูพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว ทุกอย่างสารพัดสารพันประดังประเดเข้ามาพร้อมกัน จากคุณหนูสูงศักดิ์ต้องตกต่ำเกลือกกลั้วเศษธุลี ราวกับดอกไม้จมจ่อมในกองอาจม ราวกับโลหิตหยดต้องหยกเขียว ลำคอนางเหมือนถูกอุดจนตีบตัน น้ำตาทะลักจากเบ้า ผ่านไปเนิ่นนานอย่างยิ่ง นางจึงรวบรวมเรียวแรงลุกขึ้นมาได้ ซีจูพุ่งลงจากเตียงทั้งที่เท้ายังเปลือยเปล่าและเส้นผมยังปล่อยสยาย แผดเสียงอย่างคลุ้มคลั่ง

“ต้วนชิงเถียน ข้าจะฆ่าเจ้า!”

จากนั้นหัวเข่านางอ่อนยวบ ทรุดคว่ำลงกับพื้น

13.

ชิงเถียนยั่วโทสะซีจูจนหมดสติ ตนเองกลับสบายอกสบายใจ คืนนี้เป็นคืนที่นางเคยตกลงกับเฉียวอวิ้นเจ๋อคนรักเอาไว้ ว่าจะไปงานเลี้ยงที่บ้านสกุลเจียว ดังนั้นจึงบรรจงอาบน้ำพรมเครื่องหอมเป็นพิเศษ แต่งตัวด้วยอาภรณ์ชุดใหม่ ใครเลยจะคาด นางรอจนตะวันตกลับเหลี่ยมเขา ตั๋วงานของนางยังไม่ทันถึงมือ แขกที่ไม่ได้นัดไว้คนหนึ่งกลับโผล่มาเสียก่อน

ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ ฉีเซอ

เขายังคงเหมือนหนึ่งเดือนก่อน แต่งกายด้วยชุดลำลอง มีบริวารติดตามแค่สองคน และเรียกตนเองว่า ‘ท่านสาม’ มาถึงก็ตกรางวัลก่อนเป็นเงินสองร้อยตำลึงทอง หยกงามอีกคู่หนึ่ง ต้วนเอ้อร์เจี่ยเห็นแล้วทำหน้าเหมือนเจอญาติสนิทที่คิดถึงไม่รู้วาย แค้นใจที่ไม่อาจเปลื้องผ้าตัวเองจนเปลือยเปล่าโถมเข้าหา ได้แต่ประจบเอาใจจนไม่ทราบจะเอาใจอย่างไรแล้ว ลนลานเรียกชิงเถียนออกมาประเคนเมล็ดแตง ประเคนชาชงใหม่ๆ ยกเอาจานชามเครื่องปั้นดินเผาติ้งเหยาสีขาวสม่ำเสมอกันทั้งชุดออกมา (หมายเหตุ: เครื่องปั้นดินเผาติ้งเหยามีแหล่งผลิตอยู่ที่เมืองติ้งโจว มณฑลเหอเป่ย ถือกำเนิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง มักมีสีขาวสะอาดและเคลือบเงา) จัดเรียงวุ้นแห้วกุ้ยหลิน ลิ้นจี่กว่างตง บ๊วยเปรี้ยวกับส้มที่ทับให้เป็นแผ่นโรยน้ำตาล ขนมอบหอมหมื่นลี้ไส้วัตถุดิบแปดอย่าง สารพัดขนมหวานหายากราคาแพงขึ้นโต๊ะเต็มที่ ชิงเถียนแม้ไม่ทราบลมอะไรหอบเขามาถึงที่ แต่ทำได้เพียงคอยปั้นยิ้มอยู่ด้านข้าง เขาฟังนางร้องเพลงไปหลายเพลง เล่นหมากล้อมด้วย แต่ไม่มีทีท่าจะกระดิกตัวจากไป

ในห้องเผาเครื่องหอมอบอวล ผสานไปกับกลิ่นฉุนจัดของดอกซู่ซิน (หมายเหตุ: มะลิสเปน) และมะลิอีกหลายกระถาง ก่อกวนจนชิงเถียนร้อนรุ่มไปทั่วร่าง นางใช้มือหนึ่งโอบแมวไว้ข้างตัว ลูบขนสีขาวบริสุทธิ์ของมันเล่น วางเม็ดหมากสีดำอย่างใจลอย ในสมองคิดแต่เรื่องของเฉียวอวิ้นเจ๋อ คิดถึงสัญญาคืนนี้ของพวกนาง และ… ชิงเถียนหวนคำนึงอย่างอ่อนหวาน… คิดถึงสัญญาชั่วชีวิตนี้ของพวกนางด้วย นางกับเขาจะร่วมทุกข์ยากไปด้วยกัน ไม่แปรผันจนบั้นปลาย

“แม่นางชิงเถียนมีงานนอก!”

เสียงกังวานชัดเจนดังจากข้างนอกขึ้นมาถึงชั้นบน ชิงเถียนได้สติ หัวใจโลดขึ้นด้วนความยินดี แต่ยังจงใจถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว

“ที่ใด”

“บ้านสกุลเจียว ตรอกซาเม่า เขตเติงซื่อโข่ว” ม่านประตูถูกเลิกขึ้น มู่อวิ๋นสาวใช้เดินเข้ามา ย่อกายคารวะฉีเซออย่างระมัดระวัง

ฉีเซอคาดเข็มขัดนอแรด สวมชุดยิงธนู (หมายเหตุ: คือชุดที่ปลายแขนเสื้อพับทบขึ้นได้ โดยช่วงพับด้านหลังมือจะยาวกว่าด้านฝ่ามือ เพื่อให้ยิงธนูได้สะดวก) สีน้ำเงินอมแดง ต้องอยู่ใต้แสงไฟจึงเห็นลวดลายสวัสดิกะสีเข้ม ชายหนุ่มคล้ายประหลาดใจไปชั่ววูบ มือที่ถือเม็ดหมากชะงักค้างอยู่กลางอากาศ จ้องมองชิงเถียนก่อนถาม

“คหบดีเจียวจวิน? เขาเป็นแขกของเจ้า?”

“เรียนท่านสาม…” มู่อวิ๋นตอบแทนเสียงแผ่วเบา “ผู้ส่งตั๋วงานคือ… คุณชายเฉียวอวิ้นเจ๋อ”

ไม่ทราบเพราะอะไร พอได้ยินชื่อเจียวจวิน เฉียวอวิ้นเจ๋อสองคนถูกจับโยงเข้าด้วยกัน เค้าประหลาดใจบนใบหน้าของฉีเซอก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที เขาเลื่อนสายตามาที่กระดานหมาก ลงหมากสีขาวในมือ ทั้งไม่ได้จากไป และไม่มีทีท่าจะปล่อยชิงเถียนให้ไป

ตามธรรมเนียมแล้ว หากระหว่างรับรองแขก กวานเหรินจำเป็นต้องเปลี่ยนไปรับงานอื่น ไม่ว่าแขกนั้นจะมีฐานะใด ก็ไม่อาจบังคับรั้งนางไว้ได้แต่ชิงเถียนสำรวจสีหน้าฉีเซอแวบหนึ่งแล้วตัดสินใจหันหางเสือตามลม หันไปบอกมู่อวิ๋น

“เจ้ากลับไปแจ้ง บอกว่าข้าจะไปช้าสักนิด” ทางหมากเริ่มเข้าสู่ช่วงปิดกระดาน นางพยายามอุดช่องโหว่เต็มที่ แต่หลังจากผ่านไปเกือบร้อยตา หมากกลางกระดานก็ถูกกิน ชิงเถียนเลื่อนกระดานยอมแพ้ “ท่านสาม ฟ้ามืดแล้ว ท่านหิวหรือไม่? หรือจะไปร้านข้างเคียงสั่งอาหารสักสองจาน? อันที่จริงห้องครัวพวกเราทำอาหารโอชะกว่าข้างนอกอีก ทั้งปราณีตทั้งสะอาด ท่านสามลองชิมดูหรือไม่?”

ฉีเซอคล้ายไม่ได้ยิน ก้มศีรษะเก็บเม็ดหมากทีละเม็ด

“อีกรอบ”

ชิงเถียนไม่กล้าขัด ได้แต่ฝืนข่มอารมณ์สู้ด้วยอีกกระดาน อีกครึ่งชั่วยามผ่านพ้น แมวน้อยไจ้อวี้ที่อยู่ด้านข้างส่งเสียงกรนออกมาเบาๆ ชิงเถียนควานมือลงในกล่องเม็ดหมากสมาธิทุ่มอยู่กับเวลาบนนาฬิกาน้ำ แต่ไม่สะดวกสะกิดเตือนฉีเซอ ได้แต่เรียกมู่อวิ๋นเข้ามาอีกรอบ บอกนางเป็นเชิงเตือนท่านอ๋องไปด้วยว่า

“เจ้าส่งคนไปบ้านสกุลเจียวอีกรอบ บอกว่าอีกสักครู่ข้าก็ถึงแล้ว”

มู่อวิ่นทำหน้ากระอักกระอ่วน จัดแขนเสื้อที่ปักเป็นรูปใบเหมยของนางเบาๆ

“เมื่อครู่อาซ้อวังก็ยกน้ำชามาให้แท้ๆ เหตุใดไม่บอกท่าน? ไม่ต้องไปแล้วเจ้าค่ะ แม่นางซีจูรับออกงานแทนท่านไปแล้ว คาดว่าตอนนี้แม้แต่สุราอาหารก็คงดื่มกินกันเสร็จแล้ว”

ชิงเถียนฟังแล้วอึ้งไป ซีจูออกงานแทนนางทั้งที่ยังป่วย ย่อมไม่มีเจตนาดีอย่างแน่นอน เกรงว่าคงไปสร้างปัญหาให้เฉียวอวิ้นเจ๋อกลางงานเลี้ยงเสียมากกว่า ที่ยิ่งร้ายคือ… นางสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ ย้อนนึกถึงคราวที่ตนยั่วยวนไต้เยี่ยนแล้ว คล้ายเห็นซีจูเลียนแบบทำอย่างเดียวกันกับเฉียวอวิ้นเจ๋อ ไม่ใช่นางไม่เชื่อใจคนรัก แต่เขาเคยมีนางเพียงคนเดียว เห็นนางเอาอกเอาใจมาจนคุ้นชิน ยากรับประกันว่าจะไม่เห็นความสวยสดเย็นชาของซีจูเป็นของแปลกใหม่ งามเฉียบคมกว่า

ไม่ได้ อย่างไรก็ต้องไปขวางซีจู… ก่อนที่นางจะกลายเป็นอาหารที่รสชาติโอชะที่สุดในงานเลี้ยง

หัวใจชิงเถียนร้อนรุ่มราวไฟแผดเผา แต่กลับลุกขึ้นอย่างแช่มช้อย บังเอิญว่านางเองก็สวมชุดสีน้ำเงินเช่นกัน เป็นเสื้อผ้าโปร่งเนื้อละเอียดสีน้ำเงินเข้มจัดสดใส ทอลายกิ่งไม้เกี่ยวกระหวัดรัดพันกันเป็นแถบใหญ่

“ท่านสาม ท่านเป็นบุคคลที่มีภารกิจวุ่นวายที่สุดในใต้หล้า ว่ากันตามเหตุผล จะรั้งตัวท่านไว้ได้เป็นเรื่องยากเย็นนัก ไม่อาจปล่อยท่านจากไปโดยง่าย แต่… ข้ามีแขกท่านอื่น จึงจำเป็นต้องอธิบายกับท่าน อยู่ต่อหน้าท่านสามข้าไม่กล้าใช้อุบายใดๆ บอกท่านตามตรง หลายวันก่อนคุณชายเฉียวกับข้าตกลงกันเป็นมั่นเหมาะ ให้ข้า…” นางชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มปรากฏเค้าเอียงอายที่ยากสังเกตเห็น “ต้องไปให้ได้

“ต้องไปให้ได้” ฉีเซอใคร่ครวญคำพูดนาง สายตาที่จ้องมองชิงเถียนสับสนซับซ้อนอย่างยิ่ง คล้ายมีแววปลงตกเวทนาชนิดหนึ่ง แต่ภายหลังก็เบนสายตาไปทางอื่น น้ำเสียงเริ่มแฝงความเย็นชาอยู่รำไร “เขาว่า ‘ต้องไปให้ได้’ แต่ข้าว่า ‘นั่งลง วางหมาก’”

ชิงเถียนขบคิดหาทางแก้ปัญหา พยายามบ่ายเบี่ยงและตีโต้ไปพร้อมกันอย่างแนบเนียน

“ท่านสามบริหารราชการแผ่นดิน พระราชโองการจากในราชสำนักล้วนต้องผ่านท่านสาม ฉะนั้นคำพูดผู้อื่นอาจเรียกว่า ‘คำพูด’ คำพูดท่านสามกลับเป็น ‘คำสั่ง’ บงการได้ทั้งแผ่นดิน ไม่ว่าผู้ใดล้วนควรฟังท่าน แต่วันนี้บ้านสกุลเจียวมีงานเลี้ยง ชิงเถียนรับปากกับคุณชายเฉียวเอาไว้ก่อน ขงจื่อว่าไว้ ‘ชาวประชาไม่เชื่อมั่น แผ่นดินไม่อาจยืนหยัดได้’ ชิงเถียนเป็นคนรักษาสัญญา มิใช่มีเจตนาขัดคำสั่งท่านสาม แต่กำลังทำเพื่อท่านสาม หากแม้นสตรีต่ำศักดิ์เช่นข้ายังรู้ว่าวาจาล้ำค่ากว่าทองคำ อย่างนั้นขอเรียนถาม ตลอดเบื้องสูงเบื้องต่ำทั้งประเทศยังจะมีผู้ใดไม่ยึดถือสัจจะอีก?‘ความน่าเชื่อถือ คือสมบัติล้ำค่าที่สุดของผู้ปกครอง’(เชิงอรรถ: จากหนังสือ ‘จือจื้อทงเจี้ยน’ หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า ‘A Mirror for the Wise Ruler’ เขียนขึ้นสมัยราชวงศ์ซ่ง โดยซือหม่ากวาง)

ฉีเซอเห็นชิงเถียนโต้แย้งไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ก็หัวเราะออกมา

“หากเจ้าเป็นบุรุษ เข้ารับราชการในราชสำนัก ต้องเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ความผิดผู้คนได้ดีเยี่ยมแน่นอน”

“วิพากษ์วิจารณ์ความผิดผู้คนไม่ใช่สิ่งที่ชิงเถียนถนัด ข้าถนัดเล่าเรื่องขำขันในงานเลี้ยงล่วงเกินผู้อื่น” นางเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายขยายกว้างกว่าเดิม ก็แย้มยิ้มคารวะ “ท่านสามต้องจัดการงานต่างๆ มากมายทุกวัน เดิมทีข้าไม่กล้ารั้งท่านไว้ แต่หากท่านไม่รีบร้อน ข้าจะเรียกคนมาร้องเพลงใหม่ๆ ให้ท่านฟัง ท่านนั่งพักก่อน ข้าเพียงไปโผล่หน้าให้ทางนั้นเห็นก็กลับมาแล้ว จากนั้นค่อยรินสุราขอขมาต่อท่าน”

ฉีเซอยังคงกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม

“ข้ายังไม่อนุญาตให้เจ้าไป”

ชิงเถียนอึ้งไป ปั้นหน้าฝืนยิ้มออกมา

“ชิงเถียนขอทราบเหตุผลได้หรือไม่?”

“เจ้าต้องได้ทราบแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้”

“ท่านสาม เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึงก็ได้ แต่ ‘เมืองมีกฎเมือง บ้านมีกฎบ้าน’ พวกเราเป็นกวานเหริน มีกฎของกลุ่มย่อยต้องปฏิบัติตาม หากระหว่างเลี้ยงน้ำชามีผู้คนเรียกไปรับงานนอก หรือระหว่างออกงานนอกมีแขกอื่นเรียกหา เพียงเล่นไพ่ ดื่มสุราที่งานเดิมรอบหนึ่งก็ต้องเปลี่ยนไปงานอื่น นี่เป็นกฎ ฉะนั้นต่อให้คืนนี้ผู้เรียกข้าไปงานไม่ใช่คุณชายเฉียว ชิงเถียนก็ไม่อาจไม่ไปร่วม ท่านดู เดิมทีการรับแขกล้วนอิงตามลำดับก่อนหลัง แต่ท่านพอมาถึง ข้าก็รีบหาวิธีเสือกไสแขกที่เข้ามานั่งถึงห้องรับรองหลักแล้วออกไปทิ้งให้แขกห้องปีกตะวันตกรอคอยอย่างโง่งมอยู่ครึ่งค่อนคืน ตอนนี้หากยังไม่รับตั๋วงานอีก นับว่าผิดกฎอย่างร้ายแรง หากท่านแม่รู้เข้าต้องด่าว่าตำหนิ”

ฉีเซอขัดใจ บุคลิกที่เย่อหยิ่งโอหังเริ่มกลับคืนมา

“ไม่ว่าที่ใด ทุกกฎล้วนตั้งโดยเรา นั่งลง”

ชิงเถียนกลับยิ่งวางท่านอบน้อมกว่าเดิม น้ำเสียงที่เอ่ยแทบเป็นวิงวอน

“ท่านสาม ท่านมานั่งเพียงครู่เดียวก็ไป ข้ากลับต้องอาศัยอยู่ที่นี่ไปตลอด หากการค้าถูกทำลายก็ไม่มีทางรอด รบกวนท่านเข้าใจความลำบากใจของข้า”

“นั่งลง”

“ท่านสาม หาไม่ท่านลองดูวิธีนี้…”

“ของเล่นไม่รู้จักดีชั่ว!” สีหน้าฉีเซอเปลี่ยนไปทันทีโดยไม่มีเค้าลางใดๆ เขาปัดโต๊ะหมากที่แกะจากไม้พะยูงหอมพลิกคว่ำด้วยท่าทางราวอสูรร้าย แมวน้อยไจ้อวี้ที่นอนกรนอยู่กระโดดหลบอย่างแตกตื่น แต่ช่องประตูกลับมีชายสองคนบุกเข้ามา ที่แท้ขันทีโจวตวินกับองครักษ์เหออู๋เหวยผู้ติดตามของฉีเซอได้ยินในห้องมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ จึงรีบเข้ามารอรับคำสั่ง

รอยยิ้มบนใบหน้าชิงเถียนแข็งค้างไปแล้ว นางเคยเผยความรู้สึกลึกซึ้งจริงใจที่มีต่อเฉียวอวิ้นเจ๋อให้บุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้าฟัง ก็นึกว่าเขาจะยกใจเปรียบใจ นึกว่าเขาจะเมตตาปราณี แต่เขากลับเป็นแค่ผู้มีอำนาจอีกคนที่ต้องการครอบครองความงามของนาง ใช้ความเข้มแข็งของเขารังแกคนอ่อนแอ ใช้อิทธิพลคุกคามผู้คน ความสำนึกขอบคุณที่นางเคยมีให้เขาตลอดมา ก็แตกทำลายไปพร้อมกับโต๊ะหมากนั้นเอง

ชิงเถียนคุกเข่ากับพื้น เก็บเม็ดหมากสีดำเม็ดหนึ่งขึ้นมาวางกลับไปข้างมือฉีเซอ ยิ้มหวานจับตา กวาดมองไปรอบๆ

“ท่านสาม นี่จึงเรียกว่าของเล่น ยอมให้ท่านทิ้งขว้าง ยอมให้ข้าเก็บขึ้นมา มันไม่รู้จักขยับเคลื่อนไหว แต่ชิงเถียนเป็นคนที่มีมือมีเท้า รักจะไปที่ใดก็ไปที่นั่น หากท่านต้องการบังคับให้ข้าอยู่ ก็ใช้ดาบมองโกลที่คาดเอวอยู่เถอะ” นางยิ้มพลางย่อกายคำนับ ไม่แม้แต่จะชายตามองบุรุษท่าทางดุร้ายสองคนที่ปักหลักเป็นทวารบาลอยู่ด้วยซ้ำ พริบตาเดียวก็เดินหายไปเลย

มู่อวิ๋นแตกตื่นตะลึงตะลานกับที่ ส่งเสียงในลำคอตะกุกตะกัก

“ท่านสาม… ท่าน… ท่านอย่าได้ใส่ใจ นาง… นาง… แม่นาง! แม่นาง!” สุดท้ายนางก็มองตามแผ่นหลังชิงเถียน ลุกลี้ลุกลนไล่ตามไป

ภายในห้องมีทั้งม่านแดงทอเงินสลับลาย กรอบประตูไม้ฉลุประดับหยก ฉากบังลมไม้ประดู่สามตอนขึงผ้าปัก เก้าอี้กระเบื้องห้าเหลี่ยมไร้พนักเขียนรูปดอกไห่ถัง… ฉีเซอกลับถูกทิ้งอยู่ในมุมมืดท่ามกลางความงดงามหรูหราเพียงผู้เดียว เขาเอื้อมมือออกไปอุ้มแมวน้อยที่กำลังตกใจเข้าไว้ในอ้อมอก ปลอบโยนมันไม่หยุดยั้ง นัยน์ตาดำสนิทตัดกับตาขาวอย่างชัดเจนกวาดไล่ไปตามเม็ดหมากสีดำขาวที่ตกกระจายเกลื่อนเตียงตั่งและพื้นห้อง ในที่สุดก็มาหยุดที่หมากเม็ดหนึ่ง…​ เม็ดที่ชิงเถียนเก็บมาวางให้ ก่อนคลี่ยิ้มอย่างจริงใจ

“เหออู๋เหวย”

องครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ขันทีสืบเท้ามาด้านหน้าก้าวใหญ่ บุคลิกเขาหนักแน่นมั่นคง จมูกงองุ้มราวดาบโค้งเขาเพิ่งเบิ่งตาปล่อยให้นางคณิกาที่ไม่เห็นยศฐาบรรดาศักดิ์ในสายตาจากไป กำลังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นเคืองอยู่ทีเดียว เมื่อเห็นเจ้านายออกปาก ก็ยืดอกขานรับแข็งขันทันที

“กระหม่อมอยู่ที่นี่!”

เวลาเดียวกันนั้นเอง ชิงเถียนได้ขึ้นเกี้ยวเดินทางออกไปเรียบร้อยแล้ว เกี้ยวของกวานเหรินผู้โด่งดังต่างจากเกี้ยวอื่นๆ ผ้าที่ใช้คลุมเกี้ยวหลังใหญ่สีครามน้ำทะเลเป็นผ้าฝ้ายขาวปักลายกิ่งเหมย ที่มุมทั้งสี่ด้านรวบไว้ด้วยพู่ระย้าสีเขียวราวกับหยก คานสำหรับหามที่ทำจากไม้หอมของหังโจวยังแขวนลูกบอลสีฝังผลึกแก้วอีกสี่ลูก ตลอดรายทางดึงดูดสายตาผู้คนให้มองมาอย่างอัศจรรย์ใจปนชื่นชม เดินทางมาถึงเขตเติงซื่อโข่วอย่างรวดเร็วดุจดาวตกแข่งแสงจันทร์

เขตเติงซื่อโข่ว (เมืองแห่งโคม) ก็สมดั่งชื่อ คือทุกพื้นที่เต็มไปได้วยโคมไฟ ตามเสา ชายคา หน้าประตู ในอาคารร้านรวงสองข้างถนน หรือแม้กระทั่งผนังกำแพงยังเจาะช่องเอาไว้แขวนโคมไฟสี แสงสีแดงอาบไล้ทั่วบริเวณ เจิดจ้าจนตาพร่า ลึกเข้าไปท่ามกลางทะเลโคมไฟ มีคฤหาสน์มหึมาหลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างสงบ สิงโตศิลาเฝ้าอยู่หน้าประตู มีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า ‘บ้านสกุลเจียว’

“แม่นาง ถึงแล้ว”

หัวใจชิงเถียนมิใช่ไม่ตื่นกลัว ความจริงนางเองก็สำนึกเสียใจที่ก้าวร้าวต่อท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้ สนใจเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้าก็พอแล้ว นางแง้มหน้าต่างด้านหลังของเกี้ยว โผล่หน้าไปเล็กน้อย สั่งบริวารที่ตามมาด้วยว่า

“เจ้าไปรายงานตัว”

“เจ้าค่ะ” ยังไม่ทันได้ก้าวขา สาวใช้ก็ชะงักกับที่ “ออกมาแล้ว!”

คนสิบกว่าคนทยอยเดินออกมาจากประตูใหญ่ของบ้านสกุลเจียว ดูไปเหมือนงานเลี้ยงเสร็จสิ้น ผู้คนกำลังจะแยกย้ายกันแล้ว เหล่าบุรุษล้วนถูกห้อมล้อมด้วยสตรีสาวกลุ่มใหญ่ ในบรรดานั้นเฉียวอวิ้นเจ๋ออยู่ท้ายขบวน สตรีที่อยู่เคียงข้างเขาเอวเล็กบางราวแจกันดอกไม้ ส่วนดอกไม้ที่ปักอยู่ในแจกันคือโบตั๋นสีแดงสด ก้านยาวตรงดอกหนึ่ง

โฉมคล้ายเพิ่งเติบใหญ่งามสะพรั่ง นางมุ่งหวังสั่งอาภรณ์ไว้รอท่า (เชิงอรรถ: โคลงของซูซื่อ กวีสมัยราชวงศ์ซ่ง ‘โฉมคล้ายเพิ่งเติบใหญ่งามสะพรั่ง นางมุ่งหวังสั่งอาภรณ์ไว้รอท่า แม้นปีนี้ท่านพบปะไม่เจรจา เกรงปีหน้าบุษบาไม่เบ่งบาน’ เปรียบเทียบความงามของหญิงสาวกับดอกไม้) … ซีจูนั่นเอง

ชิงเถียนอยู่ในเกี้ยวที่ปากทาง เคียดแค้นจนเปลวไฟแทบปะทุออกทางดวงตา แต่ตวัดสายตามอง เห็นเฉียวอวิ้นเจ๋อไม่ได้มีทีท่ากระตือรือร้นกับการมีซีจูอยู่เคียงข้าง แต่ละก้าวของเขาคล้ายถ่วงหนัก ท่าทางกลัดกลุ้มกังวล ทำเอานางเปลี่ยนจากขุ่นเคืองเป็นยินดี จังหวะนั้นเองเฉียวอวิ้นเจ๋อก็กวาดสายตามาทางนางราวใจสื่อถึงกัน สายตาของทั้งคู่ประสานสบ ความห่างไกลและแสงไฟทำให้ชิงเถียนเห็นความรู้สึกเขาไม่ชัดนัก แต่นางพยายามยิ้มอย่างนุ่มนวลอบอุ่นที่สุด พยักหน้าให้กับเขา

ท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิด เฉียวอวิ้นเจ๋อตะลึงมองเกี้ยวที่คุ้นตาบนถนน มุมปากที่บางเฉียบกระตุกเล็กน้อย จากนั้นก็คล้ายลุกลามจนสะดุ้งไปทั้งตัว เขาหันกลับไป ที่แท้ซีจูวางมือนุ่มๆ ของนางบนไหล่เขา ร่างของนางก็กึ่งอิงกึ่งซบกับตัวเขาแนบสนิท นางเบือนหน้ายิ้มอย่างท้าทาย

เนื่องเพราะนางเองก็เห็นเกี้ยวคันงามของชิงเถียนแล้วเช่นกัน

เพลิงโทสะของชิงเถียนลุกโหมขึ้นมาอีกรอบ แทบอยากโถมลงไปปัดมือสตรีอีกนางทิ้ง บางทีอาจเพราะแรงแค้นกำลังพลุ่นพล่าน พริบตาถัดมา ก็คล้ายมีขุมกำลังที่มองไม่เห็นขุมหนึ่งปัดมือทั้งคู่ของซีจูออกจากตัวเฉียวอวิ้นเจ๋อ ที่น่าสยองคือมันยังบังคับมือสองข้างนั้นให้ยกขึ้นบีบคอซีจูเอง

ที่หน้าบ้านสกุลเจียว ผู้คนเริ่มอุทานอย่างแตกตื่น ตรงเข้ามุงดูนางโลมที่อยู่ๆ ก็เสียกิริยา ร่างกายนางคล้ายเป็นดอกไม้ดอกหนึ่งท่ามกลางพายุใหญ่ ซีจูดิ้นรนอย่างรุนแรงและเงียบเชียบ สะบัดร่างไปทุกทิศทาง ก่อนจะล้มฟาดลงกับพื้นอย่างหนักหน่วง สองมือยังบีบลำคอตนเองแนบแน่น มุมปากมีเลือดรินไหล กระตุกเล็กน้อยก็สิ้นใจตาย

ดอกโบตั๋นบนมวยผมนางยังคงสั่นสะท้าน สลัดกลีบทิ้งลงมาหลายกลีบ

เหตุการณ์ทั้งมวลตั้งแต่ต้นจนจบกินเวลาเพียงชั่วไม่กี่กระพริบตา แต่ชิงเถียนลืมกระพริบตาโดยสิ้นเชิง ได้แต่เบิ่งตาตะลึงมอง จากนั้นรู้สึกเกี้ยวทั้งหลังโยกไหว นางแตกตื่นจนต้องจับผนังไม้ทั้งสองข้างแน่น ศีรษะวิงเวียนรู้สึกเหมือนคันเกี้ยวร่วงลงกับพื้น คนหามเกี้ยวเตลิดกลับไปทางเก่า นางแหวกม่านเกี้ยวออกอย่างแตกตื่น พบว่าคนหามเกี้ยวของหอไหวหย่าไม่เหลือเลยสักคนเดียว แต่กลับแทนที่ด้วยบุรุษแปลกหน้าพกกระบี่ที่หว่างเอวกลุ่มหนึ่ง ผู้ที่นำหน้าคือเหออู๋เหวย องครักษ์ประจำตัวท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ เขาวิ่งตะบึงเข้ามาอย่างรวดเร็วราวเท้าไม่แตะพื้น ไม่มีคำอธิบายใดๆ แม้แต่น้อย แค่มองนางด้วยสีหน้าที่เย็นชาตลอดกาลแวบหนึ่ง ชิงเถียนทิ้งมือลงข้างตัวอย่างหมดแรง ปล่อยให้เขาพานางออกจากบริเวณนั้นไปเหมือนถูกลักพาตัว

สายลมหอบหนึ่งพัดมา ม่านหน้าเกี้ยวกระพือไหวคล้ายจะเปิดออก แต่ก็กลับปิดลงอย่างเดิม ราวปริศนาก่อนได้รับการคลี่คลาย

14.

สภาพในห้องยังคงเป็นเช่นตอนที่ชิงเถียนจากไปไม่ผิดเพี้ยน เม็ดหมากขาวดำที่แกะขึ้นจากงาช้างกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ แม้แต่ฉีเซอที่นั่งอย่างสงบอยู่ในห้องก็คล้ายไม่ได้ขยับเคลื่อนที่มาก่อนเลย

นางยืนอยู่หน้าประตูพลางเหม่อมองเขา เขาเองก็กวาดตาสำรวจนาง มองดวงตานาง ช่วงอกนาง ตลอดร่างของนาง แต่ชิงเถียนไม่ได้สนใจสายตาคมกริบของเขา ความคิดทั้งมวลของนางถูกซีจูยึดครองไปหมดสิ้น นางกับซีจูเป็นศัตรูกัน นั่นก็ถูก แต่ระหว่างที่พวกนางตีฝีปาก ทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแข้งขัดขากันเองไม่ได้หยุดหย่อนนั้น ยังมีสายใยผูกพันที่พวกนางโตมาด้วยกัน ร่ำเรียนศิลปะแขนงต่างๆ ด้วยกัน ถึงขั้นถูกช่วงชิงความอบอุ่นของวัยเยาว์ไปด้วยกัน ความชิงชังที่มีต่ออีกฝ่ายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกนางทั้งคู่ ดังนั้นเมื่อสูญเสียซีจู นางจึงคล้ายคำศัพท์คำหนึ่งที่สูญเสียคำตรงกันข้าม ทำเอาชิงเถียนไม่อยากเชื่อ ไม่อาจเชื่อได้โดยเด็ดขาด…

“ไม่เข้าใจหรือ” ในที่สุดฉีเซอก็ออกปาก น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “คหบดีเจียวจวินที่จัดงานวันนี้ มีปัญหาอยู่กับจางเหยียนซู รองเสนาบดีฝ่ายซ้ายของกระทรวงพิธีการ ต้นตอมาจากจางเหยียนซูไปถูกใจคฤหาสน์ของสกุลเจียวหลังหนึ่งที่ตรอกซาเม่าเข้า คิดจะซื้อ เจียวจวินไม่ยอมขาย ก่อกวนจนต่างฝ่ายต่างไม่พอใจ คนของข้ามีส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่สืบเสาะการเคลื่อนไหวของเหล่าขุนนางในเมืองหลวงโดยเฉพาะ หลายวันก่อนพวกเขาส่งข่าวมา บอกว่าพ่อบ้านของจางเหยียนซูลอบซื้อยาพิษล้ำค่าไร้สีไร้กลิ่นขนานหนึ่งมาได้ ข้าเพิ่งเข้าใจเมื่อสักครู่นี้เองว่ามันเอาไว้ใช้ทำอะไร หากมองจากสายตาคนนอก เหตุการณ์คืนนี้คือเจียวจวินคิดวางยาเฉียวอวิ้นเจ๋อ แต่พลาดไปสังหารผู้ดื่มสุราแทนเขา ทั้งที่ความจริงเฉียวอวิ้นเจ๋อต่างหากที่ลงมือกับคนของตัว วางยากวานเหรินที่ดื่มสุราแทน เมื่อเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นในบ้าน นับแต่นี้ไปเจียวจวินก็จะกลายเป็นเนื้อปลาบนเขียง ให้จางเหยียนซูหั่นเล่นได้ตามใจชอบ …ยังไม่เข้าใจหรือ ถ้าอย่างนั้น เจ้าคงไม่เคยได้ยินมาก่อน”

ฉีเซอระบายลมหายใจยาวๆ จ้องมองชิงเถียนที่กำลังงุนงงตรงๆ สายตาเขาคล้ายแฝงแววเวทนาเห็นใจ

“เฉียวอวิ้นเจ๋อมีเรื่องมงคลมาเยือนถึงบ้านสองเรื่อง ในสนามการงาน เขาได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางขั้นที่เก้า ข้าราชการกระทรวงพิธีการ ส่วนสนามความรัก เขาไปทาบทามธิดาโทนของจางเหยียนซูมาเป็นภรรยา”

พร้อมๆ กับที่คำสุดท้ายถูกเปล่งออกมา สีเลือดฝาดบนใบหน้าชิงเถียนก็สลายหายสูญ แม้แต่ชาดแดงบนริมฝีปากอิ่มก็เหือดหายกลายเป็นซีดขาว นิ้วของนางสั่นสะท้าน พอกระดิกไปโดนเก้าอี้มีพนักพิงมีที่เท้าแขนที่อยู่ข้างตัว นางก็ยึดที่เท้าแขนเก้าอี้ไว้แนบแน่น ใช้เป็นหลักพยุงร่าง

ฉีเซอนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อชัดถ้อยชัดคำ

“ดังนั้น เพื่อประนีประนอมฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจางเหยียนซู เจียวจวินจึงจัดงานเลี้ยงเชื้อเชิญเฉียวอวิ้นเจ๋อ แต่กลายเป็นตกบ่วงกับดักของพ่อตาอีกฝ่ายพอดิบพอดี ส่วนเฉียวอวิ้นเจ๋อที่กำลังจะได้เป็นลูกเขยขุนนางใหญ่ ก็มีเหตุผลเพียงพอจะเชื่อว่าอุปสรรคชิ้นโตที่ขวางวาสนาอันงามพร้อมของเขาอยู่ก็คือ… เจ้า หากไม่ใช่วันนี้ข้าเกิดอยากจะมาเยี่ยมเจ้า งานเลี้ยงคราวนี้พ่อตาลูกเขยสกุลจางคงโยนหินก้อนเดียวได้นกสองตัว แม่นางซีจูเป็นแค่คนมารับเคราะห์แทนเจ้าเท่านั้น”

เขานิ่งไปอีกครั้ง สำรวจปฏิกิริยาของชิงเถียนก่อนถาม

“รู้สึกอย่างไร อยากร้องไห้ เพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนที่น่าสงสารที่สุด? หรืออยากหัวเราะ เพราะเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนที่น่าหัวเราะที่สุด?”

ชิงเถียนไม่ตอบอะไรเลย เนื่องเพราะนางไม่อาจบรรยายความรู้สึกหวุดหวิดหวาดเสียงคราวนี้ได้จริงๆ เหมือนกำลังฟังข่าวการตายของตัวเองไม่มีผิด นางนึกย้อนไปถึงคืนนั้น เฉียวอวิ้นเจ๋อตัดเย็บชุดวิวาห์ให้นางกับมือตัวเอง เอ่ยคำมั่นจะแต่งงานกับนางจากปากตัวเอง ฉะนั้นนางไม่เข้าใจ ยังคงไม่เข้าไป และไม่อาจเข้าใจสักน้อยนิด ห้วงสมองของนางสับสนจนยุ่งเหยิงวุ่นวาย บางทีอาจเป็นเวลาสั้นๆ แค่ชั่วพริบตา หรือบางทีอาจยาวนานนับพันปี แต่กว่านางจะได้สติกลับมา ก็พบว่าตนเองทรุดลงไปนั่งบนเก้าอี้ ในวงล้อมของพนักพิงที่วางแขน สองตาแข็งค้าง เห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังลากขาที่พิการเดินไปมาอยู่ในห้องของนาง

“ตอนข้ายังเด็ก สามารถวิ่งได้เร็วอย่างยิ่ง เร็วจนขันทีนางกำนัลทั้งวังก็แทบจับข้าไม่ได้” นั่นเป็นประโยคง่ายๆ ประโยคแรกที่ออกมาจากปากฉีเซอ แต่ถัดจากนั้น กลับคล้ายภาพเขียนวาดด้วยหมึก ขีดระบายเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตลอดครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของเขา “ตอนแปดขวบ ในราชพิธีแต่งตั้งรัชทายาท ตำหนักหวงจี๋เตี้ยนกลับมีคานไม้หล่นลงมาทับขาข้าหักไป พระราชบิดาอ้างลางไม่ดีและรูปลักษณ์ที่พิการของข้า ถอดตำแหน่งรัชทายาทไปจากข้า ความจริงคานต้นนั้นเขาสั่งให้คนเลื่อยเตรียมเอาไว้ก่อน ตอนเก้าขวบ เสด็จแม่สิ้นพระชนม์ สิบขวบ พระราชบิดาที่ไม่เคยเรียกข้าเข้าพบตามลำพัง กลับเรียกข้าไปหา ตบไหล่ข้า สั่งสอนข้าให้ทำหน้าที่ขององค์ชาย จากนั้นก็ส่งข้าไปเป็นตัวประกันสันติภาพที่เผ่าตาตาร์ในมองโกล ผลคือข้าเพิ่งนอนกระโจมในทุ่งหญ้าได้แค่เจ็ดวัน ก็ได้ยินว่าพระราชบิดานำทหารสามแสนนายบุกข้ามชายแดนมา ท่านข่านตาตาร์ไม่ได้สังหารข้า เพราะเขาเองก็เข้าใจ ข้าเป็นแค่ ‘หมากพลีชีพ’ ตัวหนึ่งบนกระดานเท่านั้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เกิดเพราะเสด็จแม่ข้าเป็นฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่ในวังหลวง และเป็นธิดาของพระญาติสกุลหวัง ในฐานะที่เป็นบุตรชายคนเดียวของนาง ข้าคือรัชทายาทที่ชอบธรรมแต่ผู้เดียว และเป็นทายาทที่พระราชบิดาไม่ปรารถนาที่สุดด้วย ตอนอายุสิบเจ็ด ข้าเดินทางออกจากทุ่งหญ้ากลับเป่ยจิงด้วยตัวเอง ครั้งนี้ท่านตาของข้าออกหน้า อาศัยตำแหน่งมหาอำมาตย์ผลักดันเหล่าเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงและขุนนางใหญ่ทั้งราชสำนักให้สนับสนุนข้า วิงวอนให้พระราชบิดาตั้งรัชทายาท หลังจากยื้อแย่งกันมายาวนาน ในที่สุดพระราชบิดาก็ยอมถอย ทรงสัญญาว่าระหว่างข้ากับองค์ชายใหญ่ หากใครมีทายาทก่อน ผู้นั้นได้เป็นไท่จื่อ (รัชทายาท) ชายาเอกของข้ากับชายารองขององค์ชายใหญ่แทบจะให้กำเนิดพร้อมกัน ล้วนเป็นบุตรชายทั้งคู่ แต่ชายาของข้าคลอดก่อนสองชั่วชาม ทว่าก่อนที่ข้าจะได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาทครั้งที่สอง บุตรชายข้ากลับเป็นไข้ทรพิษ เสียชีวิตไปทั้งที่ยังไม่ทันครบเดือน พระชายาเจ็บปวดเสียใจไม่อาจทนทาน ก็คล้องบ่วงแขวนคอตาย จนกระทั่งตัวตาย นางยังเดาไม่ออกเลยว่านั่นไม่ใช่คำสาปของสวรรค์อย่างที่ใครๆ พูด แต่เป็นภัยพิบัติจากมือมนุษย์ ก่อนบุตรชายข้าจะป่วย เคยสวมชุดผ้าปะตัวหนึ่ง ชุดนั้นเป็นความคิดพระราชบิดาข้า แต่คนที่ออกหน้าส่งมาถึงจวน กลับเป็นพระชายารองของพี่ชายข้า …หรือก็คือไทเฮาตะวันตกในปัจจุบัน ข้ากับองค์ชายใหญ่เป็นศัตรู แต่ไทเฮาตะวันตกกับชายาข้ากลับเป็นพี่น้องแท้ๆ ชายาข้าไม่เคยระแวงสงสัยเลย หลังจากบุตรชายตายไป ท่านตาข้าก็ทอดทิ้งข้า กลับไปเลือกหลานสาวคนหนึ่งยัดเยียดให้องค์ชายใหญ่ กลายเป็นชายาเอกคนใหม่ขององค์รัชทายาท… เป็นหวังฮองเฮาคนต่อไป สองปีหลังจากนั้นพระราชบิดาสวรรคต รัชทายาทขึ้นสืบบัลลังก์ และเรื่องแรกที่พี่ชายใหญ่ของข้าทำหลังจากครองราชย์ ก็คือมีพระราชโองการ จับน้องชายขาเป๋ไร้บุตรไร้ภรรยาอย่างข้ากักบริเวณตลอดชีวิต จากนั้นก็ผ่านไปอีกสี่ปี เขารับยาปลุกกำหนัดเกินขนาด ตายอยู่ในตำหนักสนมคนโปรด ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ทั้งยังเยาว์ ข้าจึงถูกปล่อยตัว พอดีกับที่พวกตาตาร์ยกกำลังบุกชายแดน ข้ารีบรับตำแหน่ง นำกองทัพเสี่ยงตายจนได้ชัย จากนั้นชิงอำนาจทางการทหาร ครองตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ”

ระหว่างที่เล่า น้ำเสียงฉีเซอยังคงรักษาความราบเรียบไว้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ จบแล้วเขาก็หยุดยืนนิ่ง จ้องมองชิงเถียนที่นั่งอ่อนแรงอยู่บนเก้าอี้

“ข้ากำลังปลอบใจเจ้า ‘หายนะ คือแรงผลักดันของความสุข’ ก่อนหน้านี้ข้าเป็นแค่เชื้อพระวงศ์ตกอับถูกกักบริเวณ วันนี้กลับกุมชะตาอาณาจักร นี่ไม่ใช่เพราะข้าเป็นพระปิตุลาของโอรสสวรรค์ แต่เพราะข้ารู้ว่าจะรบอย่างไรให้ชนะทหารม้าไร้พ่ายของตาตาร์ เพราะข้ารู้จักพลิกแพลงกลอำนาจในราชสำนัก และที่ข้าสามารถเอาชนะพวกตาตาร์ ก็เพราะข้าเป็นตัวประกันอยู่ที่เผ่าตาตาร์มาเจ็ดปีเต็มๆ ที่ข้าเล่นกับอำนาจได้ ก็เพราะข้าได้เห็นกลอุบายที่ต่ำช้าอัปลักษณ์ที่สุดในโลกมาตั้งแต่เกิด เชื่อข้า เจ้าก็เหมือนข้า ถูกคนที่ไว้ใจที่สุดหักหลัง… ไม่ใช่เพียงครั้งเดียวด้วย ข้าแทบไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น คืนนั้นที่เจ้าคุกเข่าอยู่หน้าจวนของข้า ข้าก็สงสัยมาตลอด ว่าแม่นางผู้นี้เป็นของเล่นที่ชาญฉลาดที่สุด หรือเป็นคนที่โง่บัดซบกันแน่? ข้าคิดว่าข้าได้คำตอบแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมข้าถึงเล่าเรื่องราวดำมืดที่สุดให้เจ้าฟัง เพราะเจ้า… เป็นคนที่เปิดเผยตรงไปตรงมาที่สุดใจชีวิตข้าฉีเซอ” เขาโน้มตัวลงมาราวม้าขาวตัวหนึ่ง ให้ใบหน้าของเขาอยู่ระดับเดียวกับใบหน้านางพอดี “ต้วนชิงเถียน ข้าต้องการเจ้า”

ชิงเถียนได้ยินแล้วนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนหัวเราะพรืดออกมา น้ำลายกระเซ็นโดนหน้าฉีเซอ นางหัวเราะจนตัวงอ ปิ่นทองรูปคทาหรูอี้ (คทาสารพัดนึก) บนมวยผมทรงแท่นเซียนของนางโยกไหวแทบหลุดร่วง

“ท่านสาม อย่าว่าแต่ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการฐานะสูงส่งอย่างท่าน ต่อให้แค่ข้าทาสเดินดิน ขอเพียงเอาทองคำแท้เงินบริสุทธิ์มา ร่างของชิงเถียนก็เป็นของท่าน เหตุใดต้องวางท่าจนใหญ่โตปานนี้?”

ฉีเซอแค่บิดมุมปากเล็กน้อยกับอาการเสียจริตของนาง เขายืดตัวขึ้นยืนตรง กล่าวว่า

“หากบอกไม่ต้องการตัวเจ้า นั่นคือคำโกหก แต่หากเอาเงินมาซื้อ เจ้าคงไม่ยอมมอบหัวใจที่อยู่ภายในให้ข้า เรื่องโง่เขลาอย่างซื้อกล่องคืนไข่มุก (หมายเหตุ: นิทานโบราณเล่าว่ามีชาวแคว้นฉู่ผู้หนึ่งไปขายอัญมณีอยู่แคว้นเจิ้ง เขานำไข่มุกใส่กล่อง กล่องนั้นเป็นไม้แกะสลักเป็นรูปกุหลาบ อบเครื่องหอม ฝังอัญมณี มีชาวแคว้นเจิ้งซื้อกล่องไป แต่คืนไข่มุกที่อยู่ภายในให้เขา อุปมาว่าประเมินคุณค่าสิ่งของไม่เป็น) ข้าไม่ทำ” เขาเดินอีกสองก้าวไปหยุดที่หน้าประตู ก่อนก้มมองชิงเถียน วางมือลงบนไหล่ข้างหนึ่งของนาง “คุณชายเฉียวของเจ้า คือคนที่ข้าใช้พู่กันประจำพระองค์ขีดเลือกมา ฉะนั้นอย่าได้เศร้าใจนัก จอหงวนเพียงคนเดียว จบกันแล้วก็ให้จบไป ข้าจะชดเชยให้เจ้า… ด้วยผู้คัดเลือกจอหงวนเอง”

เขาไม่มองชิงเถียนอีกเลย แค่ยิ้มเล็กน้อยมองตรงไปข้างหน้า ตบไหล่นางเบาๆ เปิดประตูออก เดินจากไป

บนเก้าอี้ ชิงเถียนระบายลมหายใจจากปากคำโต นางจับที่เท้าแขนเก้าอี้ไว้โน้มตัวไปข้างหน้า คำพูดท่านอ๋องลบเลือนหายไปพร้อมๆ กับตัวเขา สิ่งเดียวที่ปรากฏขึ้นไม่หยุดยั้ง คือเรื่องราวในอดีตมากมายที่คุโชนอยู่ในสมอง

ภาพเฉียวอวิ้นเจ๋อตอนอายุสิบสาม สิบสี่ สิบห้า… คิ้วตาจมูกปากของเขาในช่วงวัยต่างๆ เสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อยและลายมือที่มั่นคงเป็นระเบียบ ความเถรตรงแข็งกร้าวและลูกไม้ที่แพรวพราย จดหมายรักที่เร่าร้อนกับน้ำตาที่เยียบเย็น น้ำตามากมายกระไรปานนั้น… พวกนางเคยร่ำไห้อย่างเจ็บช้ำอับจน เพราะวันรุ่งขึ้น ความเยาว์วัยบริสุทธิ์ของนางจะถูกชายผู้มั่งคั่งมหาศาลพรากเอาไป ท่านแม่ลากตัวนางออกมา นางเดินวนเวียนอย่างหมดหวังอยู่ในห้องเก็บฟืน ภายหลังตัดใจเด็ดขาดใช้ฟืนสกปรกย่ำยีตัวเอง สิ่งที่บริสุทธิ์สะอาดที่สุด ในเมื่อคนรักของนางไม่ได้มัน อย่างนั้นมิว่าใครก็อย่าหวังจะได้มัน นางเคยถูกเฆี่ยนตีเพราะเขามาหลายครั้ง แต่ครั้งนั้นหนักหนาที่สุด หากมิใช่เพราะท่านแม่ตีจนแขนพลิก นางต้องตายแน่นอน

นางเริงระบำด้วยเอวที่บิดโค้งจนเจ็บปวด ดีดผีผาจนเล็บทั้งห้าฉีกไปสี่เล็บ หัดคัดอักษรด้วยแท่งฝนหมึกหนึ่งแท่งต่ออักษรหนึ่งตัว… นางสู้ลำบากร่ำเรียนศิลปะวิชาการแขนงต่างๆ โดยเฉพาะจะโอบกอดผู้คนอย่างไรจึงเย้ายวน อย่างไรจึงดึงความนุ่มนวลในตัวออกมาหลอกลวงเอาเงินทองได้ เพื่อเอาเงินนั้นซื้อโอกาส เปลี่ยนกรรไกรตัดผ้าในมือเขาให้เป็นพู่กัน เหล่าบุรุษทาบทับอยู่บนร่างนางคนแล้วคนเล่า ร่างนางเหมือนจมอยู่ในปลักโคลนลึกล้ำ ได้แต่เบิกตาโต ยิ้มพลางเงยหน้ามองดอกไม้ที่ชูช่ออยู่ด้านบน กระทั่งต้นกล้าที่นางเพาะไว้ เริ่มแตกหน่อผลิบานอย่างภาคภูมิ

น้ำตานางหยดร่วง หลังจากอดกลั้นมาเนิ่นนาน ในที่สุดชิงเถียนก็ร้องไห้ออกมา นางเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว แต่ก็คล้ายไม่เข้าใจสิ่งใดทั้งสิ้น มีเพียงประการเดียวที่แน่ใจได้ คือแผนฆาตกรรมของเฉียวอวิ้นเจ๋อไม่ได้ยกเลิกเพราะนางไปสาย ในห้องเกลื่อนกระจายไปด้วยเม็ดหมาก การแก่งแย่งแข่งขันทำให้ผู้คนทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง โรมรันพันตูกันถึงชีวิตนี้ ชิงเถียนค่อยๆ ทรุดฮวบลงกับพื้น สภาพเป็นเช่นเดียวกับซีจูผู้ตายไม่ผิดเพี้ยน คือสองมือกุมลำคอตนเองแนบแน่น อาเจียนออกมาไม่คิดชีวิต

สายลมที่ลอดผ่านมาในอาคารพัดบานประตูที่ฉีเซอเปิดค้างไว้ให้ส่ายไหว คล้ายเป็นหน้าหนังสือที่กำลังร้อนรน ต้องการพลิกไปสู่บทถัดไป

บทที่ 2 บทเพลงสั่วหนานจือ

1.

นี่เป็นขบวนส่งศพที่ประหลาดอย่างยิ่ง นอกจากพิธีแห่โลงศพตามธรรมเนียมแล้ว ผู้มาส่งศพล้วนเป็นดรุณีอายุเยาว์ แต่ละนางบรรจงแต่งกายสวมเครื่องประดับเต็มที่ ปรบมือเดินตามโลงศพ ส่งเสียงร้องเพลงแทนการร่ำไห้

ผู้คนที่เดินผ่านไปมาหยุดมองด้วยความประหลาดใจ บางคนที่พอรู้เรื่องก็อธิบายให้คนอื่นๆ ฟังว่า

“ผู้ตายเป็นนางคณิกา ไม่มีญาติมิตรบ้านช่อง ฉะนั้นแม้แต่คนที่จะมาแต่งชุดผ้าป่าน เดินนำดวงวิญญาณนางก็ไม่มี คนที่มาส่งศพล้วนเป็นพี่น้องในหอเดียวกับนาง และไม่ทราบมีกฎสืบทอดกันมาตั้งแต่เมื่อใด คนในอาชีพนี้หากตายไปห้ามร้องไห้ ต้องหัวเราะ แสดงความยินดีที่หลุดพ้นจากทุกข์ยากชาตินี้ได้เสียที ชาติหน้าจะได้ถือกำเนิดอย่างบริสุทธิ์สะอาด เริ่มต้นชีวิตใหม่”

เสียงพึมพำตามรายทาง แม้ประกอบกับเสียงแหลมเสียดหูของมโหรีปี่พาทย์แล้ว ก็ยังไม่อาจกลบเสียงร้องเพลงของเหล่านางคณิกาได้ ต้นเสียงที่เดินตามโลงศพมาติดๆ ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ทำนองเพลงโบราณ ‘เฮาหลี่’ จะก้องกังวานขึ้นราวเสียงนกจาบแว่วมาจากสรวงสวรรค์

‘เฮาหลี่คือสถานที่ใด วิญญาณเปรื่องปราดโง่เขลาไยอยู่ร่วมรวมกัน ผันเปลี่ยนเป็นผีไร้ทุกข์นิวรณ์ คนเป็นกลับสะท้อนไม่อาจไม่แข่งขัน…’

ระหว่างประสานเสียงกับเหล่าพี่น้อง ชิงเถียนร้องประโยคหนึ่ง ก็โปรยกระดาษเงินสำหรับคนตายออกไปกำหนึ่ง แม้แต่แป้งชาดที่พอกเต็มหน้าก็ไม่อาจปิดบังเค้าความอ่อนแอท้อแท้ของนางได้ นางแทบไม่ได้หลับได้นอนมาสี่วันแล้ว หลังจากเกิดเรื่อง นางก็บอกความจริงกับมู่อวิ๋นไปบางส่วน ว่าเฉียวอวิ้นเจ๋อทรยศหักหลังไปขอผู้อื่นวิวาห์ แต่ความจริงอีกส่วนที่โหดร้ายกว่านั้น…​เรื่องที่เฉียวอวิ้นเจ๋อต่างหากเป็นฆาตกรตัวจริงที่ฆ่าซีจู และซีจูก็เป็นเพียงปีศาจตายแทนนาง… ชิงเถียนปิดปากสนิทไม่พูดถึง

ท่ามกลางสถานการณ์ที่สับสน คนทั้งหลายต่างนึกว่าซีจูถูกคหบดีเจียวจวินพลั้งมือฆ่าผิดตัว ฉะนั้นลับหลังจึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ชิงเถียนว่า

“คราวนี้แม่นางชิงทำเกินไป เอาผมของคนอื่นมาเหยียบไว้ใต้เท้า คราวนี้เป็นอย่างไร แม่นางซีจูประสบเคราะห์ เกรงว่าแม่นางชิงเองก็ไม่สบายใจเหมือนกัน”

และไม่นานความเห็นของทุกคนก็ได้รับการยืนยัน ต้วนเอ้อร์เจี่ยนำศพของซีจูกลับมา เดิมทีคิดจะใช้เสื่อเก่าขาดห่อร่างแล้วเอาไปโยนทิ้งไว้สุสานผีไร้ญาติ แต่เป็นตายอย่างไรชิงเถียนก็ไม่ยอม นางจ่ายเงินส่วนตัวพันตำลึง ส่วนหนึ่งชดเชยให้ต้วนเอ้อร์เจี่ย อีกส่วนจัดหาเสื้อผ้า ศาลา ซื้อโลงศพ เชิญพระมาทำพิธีปัดรังควาน จากนั้นยังเฝ้าที่ข้างโลงร่ำไห้อาลัย ไม่พักไม่นอนไม่ดื่มไม่กิน ทำเอาผู้คนในหอไหวหย่าขวัญเสียต้องมาปลอบ

“เป็นตายแล้วแต่ฟ้าลิขิต แม่นางหักห้ามใจบ้างเถิด”

ผู้ที่มางานศพซีจูแทบทั้งหมดมาจากตรอกไหวฮวา พวกเตี๋ยเซียน ตุ้ยเสีย เฟิ่งฉินจากหอไหวหย่านั้นไม่ต้องพูดถึง กวานเหรินจากหออื่นก็มีมาเช่นกัน แต่แขกเหรื่อของซีจูในกาลก่อนกลับไม่มีใครโผล่หน้ามา มีไต้เยี่ยนคนเดียวที่ให้คนส่งเงินสำหรับงานศพมูลค่าไม่สูงนักมาให้ กลับเป็นบุรุษแปลกหน้าคนหนึ่งที่บุกเข้ามา ร่ำไห้อยู่หน้าโลงศพจนสลบไปหลายรอบ ชิงเถียนไม่คุ้นหน้าเขาเลย ต้วนเอ้อร์เจี่ยก็ต้องนึกอยู่นานกว่าจะนึกออก ชายผู้นี้คือคนลากรถของเหลาสุราซูเจ้อ เคยไปรับส่งซีจูแทนคนรถของหอไหวหย่าหลายครั้ง

“ซีจูอาจไม่เคยพูดกับเขาเลยสักคำก็ได้” ต้วนเอ้อร์เจี่ยยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา นึกย้อนถึงความหลัง

แม้ชิงเถียนจะยืนกรานหนักแน่นหลายครั้ง แต่ศพของซีจูก็ได้รับการจัดวางบนเตียงเพียงสามวันก่อนบรรจุโลง หอไหวหย่าเป็นสถานที่หาความสำราญ ไม่เหมาะจะโศกเศร้านานไป

วันนี้เมื่อศพบรรจุลงโลง ขบวนก่นโศกจึงเดินไปตามถนน ธงวิญญาณโบกเป็นทิว เชิญโลงศพมาถึงนอกเมือง หลังขุดหลุมวางโลงลงไป เหล่านางโลมสิบกว่าคนที่มาส่งศพก็ยืนรายล้อมอยู่รอบหลุม เงียบงันไม่เอ่ยวาจา ซีจูเป็นคนปากร้ายเก็บตัว ทุกผู้คนล้วนชิงชังนาง แต่เห็นนางที่ก่อนนี้ชื่อเสียงระบือลือไกล ใช้ชีวิตหรูหราได้รับความนิยมปานใดแล้ว พอตายลงกลับได้รับเพียงการขุดหลุมฝังอย่างอ้างว้างเดียวดายแล้วจบกัน แต่ละคนก็อดนึกถึงความลำบากคับแค้นของตนบ้างไม่ได้ ในบรรดาสตรีทั้งหลาย ชิงเถียนเข่าอ่อนค่อยๆ ทรุดลงคุกเข่า กระโปรงยาวสีแดงดั่งโลหิตทิ้งชายลากพื้น นางลูบป้ายหลุมศพเบาๆ นิ้วไล้ผ่านตัวอักษรที่สลักลึกลงไปเป็นข้อความ ‘หลุมศพเมธีหญิงต้วนซีจู’ นึกจินตนาการไปว่าหากป้ายนี้สลักชื่อตน ใครบ้างจะมาส่งนาง?

ย่อมไม่ใช่ท่านฉิว ท่านเฝิงเหล่านั้นแน่นอน แต่เฉียวอวิ้นเจ๋อเล่า? ฆาตกรที่ปากหวานดั่งน้ำผึ้ง ใจแท้จริงกลับซ่อนกระบี่ไว้ผู้นั้น เขาจะมาหรือ?

ถึงจะบอกกล่าวกันดิบดีว่าจะไม่ร้องไห้ แต่พอคิดถึงเรื่องนี้ น้ำตาก็ทะลักหลั่งไหลจากดวงตาชิงเถียนอย่างห้ามไม่อยู่ นางใช้มือยันป้ายหลุมศพที่ถูกแดดแผดเผาจนร้อนระอุ หลับตาลงพึมพำ

“ยามอยู่เป็นภรรยาคนนับหมื่น ยามตายกลับเป็นผีไร้สามี”

รอบข้างบังเกิดเสียงสะอื้นอย่างสุดกลั้น ท่ามกลางสุสานเก่าแก่มากมาย สตรีอายุเยาว์สวมเสื้อผ้างดงามเพริศแพร้วกลุ่มหนึ่ง หลั่งน้ำตารดหลุมศพหลุมใหม่ สายลมพัดผ่านฟากฟ้าครามดวงตะวันสีแดง แผ่นกระดาษเงินสำหรับคนตายปลิวว่อนในอากาศ ที่ชิงเถียนส่งลงปรภพ ไม่ใช่ซีจูที่ถูกฝังลึกลงไปใต้ดิน …แต่เป็นตัวนางเอง ตัวชิงเถียนที่เคยทุ่มทั้งหัวจิตหัวใจรักคนผู้หนึ่ง เชื่อถือคนผู้หนึ่ง …นางตายแล้ว ถูกฝังลงไปพร้อมเพลงอาลัยใต้ท้องฟ้าที่เจิดจ้า

กว่าจะกลับถึงหอไหวหย่าอีกครั้งก็เป็นเวลาค่ำ ชิงเถียนได้พบฉีเซออีกครั้ง ผู้ติดตามของเขายังคงเป็นหนึ่งขันที หนึ่งองครักษ์เช่นเคย โจวตวินกับเหออู๋เหวยพอเห็นหน้านางก็มีทีท่าต่างจากสองครั้งก่อน ถึงกับคำนับนางอย่างนอบน้อม ชิงเถียนนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย คารวะตอบโดยไม่ส่งเสียงเช่นกัน ฉีเซอไล่ทั้งสองออกไปแล้ว จึงหันมาพิจารณานางขึ้นๆ ลงๆ รอบหนึ่ง

“เป็นไร แม้แต่ยิ้มก็ไม่ยอมมอบให้แล้ว?”

“มิกล้า” ชิงเถียนปั้นยิ้มออกมาได้ทันที แต่เห็นชัดว่าเป็นรอยยิ้มที่เย็นชาอย่างยิ่ง “แต่เดิมข้าก็เป็นคนขายยิ้ม จะว่าไปแล้ว ท่านสามยัง…”

ฉีเซอยกมือขึ้น แหวนหยกบนนิ้วหัวแม่มือเปล่งประกายนวลใย ตัดบทคำพูดของนางลง

“ครั้งก่อนข้าพูดไปชัดพอแล้ว ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้าคือ ‘กุลสตรีงามพริ้มพราย บุรุษหมายใฝ่ปอง’ ในความสัมพันธ์นี้ เจ้าไม่ใช่นางโลมต่ำต้อย ข้าก็ไม่ใช่ท่านอ๋องสูงศักดิ์ ข้าคือสุภาพบุรุษ เจ้าคือกุลสตรี ง่ายดายเท่านี้เอง ในเมื่อข้าหมายปองเจ้า และโบราณว่า ‘ชิงลงมือก่อนได้เปรียบ’ ฉะนั้นหากแม่นางมีความปรารถนาใด เชิญเอ่ยปากมาได้เต็มที่ ข้าจะพยายามทำให้จนถึงที่สุด”

ใกล้เข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อนเต็มที แม้สายลมยามค่ำยังค่อนข้างระอุ จักจั่นส่งเสียงร้องบาดหูครั้งแล้วครั้งเล่า คล้ายมีดกรีดลงมา ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ชิงเถียนจึงเอ่ยเสียงแหบพร่า

“อย่างนั้นหม่อมฉันมีความปรารถนาเรื่องหนึ่ง หลังจากคืนนั้นมา ‘เขา’ ก็หลบหน้าข้า”

“เหตุใดต้องพบให้ได้?”

“เพื่อตายอย่างไม่ติดค้างคาใจ”

มุมปากฉีเซอบิดขึ้นเล็กน้อย

“เช่นนี้กลายเป็นว่า ข้าเพิ่งเปิดเผยความในใจของตัวเองต่อเจ้า เจ้าก็จะให้ข้าช่วยสานความสัมพันธ์เจ้ากับผู้อื่น?”

สีหน้าชิงเถียนเคร่งเครียดเย็นชา ทีท่าพร้อมยอมรับความตาย

“ท่านสามหากไม่ยินดีทำ ก็ไม่ต้องทำ”

ฉีเซอทราบแต่แรกว่านางทุกข์ใจ ย่อมไม่ถือสาอาการไร้เหตุผลของนางให้มากความ เพียงยิ้มเล็กน้อยแล้วปล่อยผ่าน

“ยิ่งไม่ยินดีทำ ยิ่งต้องทำ แต่เจ้าต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้ข้าจัดการให้ลำบากจริงๆ ว่าไปแล้วตลอดทั้งหกกระทรวงเก้ากรมกอง ไม่ว่าใครก็ไม่อาจออกคำสั่งให้ขุนนางใหม่มาหาเจ้าถึงหอไหวหย่าโดยเปิดเผยได้ แต่ตอนนี้เฉียวอวิ้นเจ๋ออยู่ในราชสำนัก จำเป็นต้องเข้าใจกฎของราชสำนัก จู้อีชิ่งอาจารย์ของเขาเป็นคนฝ่ายซีฉ่าง (ฝ่ายตะวันตก) จางเหยียนซูพ่อตาเขาก็ฝ่ายซีฉ่าง และผู้นำฝ่ายซีฉ่างก็ไม่ใช่ไทเฮาตะวันตก แต่เป็นข้า สองครั้งก่อนข้ามาหาเจ้าที่นี่ ได้ปิดบังฐานะตัวตนไว้มิดชิด เจ้าเองก็รู้จักประเมินสถานการณ์ ไม่ได้แพร่งพรายออกไปสักคำเดียว แต่ตอนนี้คำสั่งปิดเป็นความลับถูกยกเลิกแล้ว เจ้าบอกต้วนเอ้อร์เจี่ยไปได้เต็มที่ว่าข้าเป็นใคร ไม่ต้องนานดอก ทั้งเป่ยจิงจะต้องรู้จักแขกคนใหม่ของเจ้า ข้าเองไม่ต้องการให้เจ้าร้องเพลงดื่มสุรา ไม่ต้องการให้เจ้าปรนนิบัติร่วมเตียง เพียงต้องการให้เจ้าเลิกวางตัวเหินห่างเย็นชา พูดคุยกับข้าบ้าง ข้าหากว่างก็จะมาหาเจ้า เมื่อคนที่เจ้าต้องการพบไม่อยากล่วงเกินข้า ย่อมไม่อยากล่วงเกินเจ้าไปด้วย ไม่เกินสองเดือน ต้องมาเยือนถึงที่แน่นอน”

ชิงเถียนนิ่งฟังอยู่เนิ่นนาน จากนั้นเปลี่ยนสีหน้าแย้มยิ้มให้ฉีเซอ แววตารันทดหดหู่ก็เปล่งประกายพราวระยับขึ้นมาทันที เพียงแต่เมื่อสังเกตโดยละเอียด ประกายตาของนางละลายมาจากน้ำแข็ง เย็นเยียบเสียดผิวอย่างยิ่ง

2.

พอถึงยามซวี (หมายเหตุ:ช่วงหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม) ฉีเซอก็จากไป ต้วนเอ้อร์เจี่ยรีบรี่เข้ามาถามที่มาที่ไปของท่านสามผู้นี้อีกรอบ ชิงเถียนเลยจัดแจงบรรยายอย่างละเอียด ทำเอาเอ้อร์เจี่ยนตกใจตาแทบถลนออกมาจากเบ้า โอบกอดนางแนบแน่นน้ำตารื้น

“ลูกรักของเรา เจ้านับเป็นสมบัติมีชีวิตของแม่จริงๆ!”

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ฉีเซอจะมาล้วนส่งคนมาบอกกล่าวล่วงหน้า ต้วนเอ้อร์เจี่ยก็สงวนประตูด้านหลังของหอให้ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการใช้เข้าออกแต่ผู้เดียว ทั้งยังสั่งเหล่านักเลงคุมหอให้ขับไล่ผู้ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากบริเวณ แต่ฉีเซอมาคราวใด ก็เพียงนั่งอยู่ในห้องชิงเถียน พูดจาสัพเพเหระด้วยสองสามคำ น้ำยังไม่แตะสักอึกก็กลับ

ไม่ใช่เขาไม่อยากอยู่ให้นานกว่านี้ อันที่จริง เขายินยอมใช้เวลาทั้งวัน หรือทั้งชีวิตก็ได้ เพื่อเฝ้าดูคิ้วที่ขมวดแนบแน่นของนางคลายตัวออก เพื่อฟังนางใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลไพเราะของนาง ถ่ายทอดคำพูดราบเรียบทั่วไปออกมาเป็นเสียงจากสวรรค์ที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ขอเพียงได้อยู่ข้างๆ นางเท่านั้น หัวใจเขาก็โลดขึ้นด้วยความยินดี แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้ฉีเซอสูญเสียความละเอียดรอบคอบของตัวเองไป เขารู้ดีว่าตอนที่นางอยู่ต่อหน้าเขา ทุกเสียงหัวเราะแผ่วเบา ทุกบทสนทนาที่ชาญฉลาด ทุกประกายตาทุกการหมุนตัวที่สง่างามของนาง… ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เขาหวั่นไหวใจเต้น ล้วนสูบเอาพลังงานของนางไปหมดสิ้น คล้ายนักรบที่เต็มไปด้วยบาดแผลเกลื่อนร่างแต่ยังต้องแต่งเกราะรับศึก คล้ายนักระบำที่ข้อเท้าหักแต่ยังต้องโซเซร่ายรำเอาใจผู้ชม เขาไม่อาจหักใจโหดร้ายต่อนางอย่างนั้น

ฉะนั้นแม้จะอยากเห็นหน้านางวันละร้อยรอบ แต่ฉีเซอก็ยังควบคุมอารมณ์พลุ่งพล่านของตัวเองไว้มิดชิด เขาจำเป็นต้องค่อยๆ ขยับเข้าใกล้นางทีละนิด ทีละก้าว ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นในชีวิตนางคราวละเสี้ยวยาม ครึ่งชั่วยาม จากนั้นค่อยเป็นหนึ่งชั่วยาม ครึ่งวัน กระทั่งหนึ่งวัน สิบวัน ครึ่งเดือน…  จนกว่าทุกวันตลอดชีวิตที่เหลือของนาง ทุกลมหายใจต่อไปนี้ของนาง ล้วนถูกเขาเข้าครอบครองหมดสิ้น จนกว่านางจะรักเขาอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่เขารักนาง

สำหรับฉีเซอ ครั้งนี้เหมือนการบำเพ็ญทุกรกิริยาไม่มีผิด แต่ในสายตาคนอื่นมากมาย นี่เป็นแค่ความหอมหวานที่เจือสิ่งสกปรก เป็นแค่ความตกต่ำของผู้ครองอำนาจคนหนึ่งเท่านั้น

“ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการลอบไปพบนางโลมชื่อดัง”

ไม่นานข่าวนี้ก็แพร่กระจายออกไปอย่างมีสีสัน ชิงเถียนนั้นเดิมก็ชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งกระเดื่องเลื่องลือไปทั่ว แขกเหรื่อมากมายนับไม่ถ้วนต่างพากันมาเยี่ยมเยือนนาง อันที่จริงหลังจากเฉียวอวิ้นเจ๋อสอบผ่าน ต้วนเอ้อร์เจี่ยเคยรับปากชิงเถียนว่าจะไม่ให้นางรับแขกหน้าใหม่อีก แต่ตอนนี้ถูกผู้มีอิทธิพลบางคนบีบ จนชิงเถียนต้องออกมาดื่มชาเป็นเพื่อนบ้าง ส่วนเหล่าบัณฑิตที่คุณธรรมสูงส่งนั้นได้แต่ขัดเขินกระดากใจ นึกปลงว่าไร้วาสนาอยู่นอกประตู

ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักรุ่งเรือง หัวใจชิงเถียนกลับหม่นหมองท้อแท้ นอกจากที่จำเป็นต้องฝืนยิ้มพูดคุยกับฉีเซอแล้ว กับคนอื่นๆ นางล้วนวางท่าเคร่งขรึมเย็นชา แขกแปลกหน้านึกว่าเป็นความหยิ่งทะนงที่จอหงวนบุปผาควรมีอยู่แล้ว ไม่เห็นแปลกแต่อย่างไร ซ้ำยังมีคนเขียนโคลงทำนอง “คิ้วคมเรียวหม่นไหม้ นัยน์ตางามหมองมัว บุรุษทั่วไปยากรับมือ” ขึ้นมาชมเชยความงามของนาง แม้แต่แขกคุ้นเคยอย่างท่านเฝิง ท่านฉิวเหล่านั้นยังเข้าใจว่าชิงเถียนโศกเศร้าเสียใจกับการตายของซีจู ก็ไม่อาจหักใจไปเรียกร้องเอาความสบบูรณ์แบบไร้ที่ติจากนาง

มีอยู่เพียงครั้งเดียวที่ท่านเฝิงจัดงานเลี้ยงในหอไหวหย่า ชิงเถียนนั่งซึมเซาราตอไม้อยู่ข้างหลัง ทั้งไม่ร้องเพลง และไม่พูดจา แม้แต่สุรายังไม่รู้จักรินเติมให้ แขกคนหนึ่งขัดตาจนบ่นพึม

“ท่านเฝิงจ่ายเงินมาดื่มสุรา ทั้งไม่ได้เบี้ยวเงินเจ้า และไม่ได้มาวิงวอนขออะไรจากเจ้า มาให้เกียรติสถานที่ของเจ้าด้วยซ้ำ เจ้ากลับถือดีในชื่อเสียงที่พอจะมีอยู่เล็กน้อย ทำวางท่าจนแขกอย่างพวกเราอึดอัด เจ้ายังคิดทำมาหากินในอาชีพนี้ต่อไปหรือไม่?”

ชิงเถียนเพียงแค่นยิ้มเย็นชา

“ใต้เท้าไม่ต้องขุ่นเคืองไป ช่วงนี้ข้าไม่มีกะจิตกะใจ อารมณ์ท้อแท้หดหู่อยู่ตลอดทั้งวัน และข้าก็บอกท่านเจ้าพระยาไปแล้ว ว่าไม่จำเป็นต้องจัดงานเลี้ยงในที่ของข้า ข้าเองก็จะได้ไม่ต้องรับแขกด้วยท่าทางเย็นชา แต่ท่านเจ้าพระยาบอกว่าใครบ้างไม่เคยมีช่วงเวลาไม่สบายใจ? เหล่ามิตรสหายของท่านต้องไม่จ้องจับผิดแน่นอน ส่วนข้าก็เห็นท่านเจ้าพระยาเป็นคนในครอบครัว เมื่ออยู่กับคนในครอบครัวจึงปล่อยตัวตามสบายบ้าง ไม่ได้เล่นลูกไม้ประจบประแจงให้มากมาย ขอท่านอย่าได้ถือสา”

แขกผู้นั้นถูกตอกกลับอย่างนุ่มนวลก็ยิ่งอยากอาละวาด แต่ท่านเฝิงได้ยินชิงเถียนเรียกตนเป็น ‘คนในครอบครัว’ ปิติยินดีจนตัวเบาขึ้นสองสามชั่ง หันไปชักสีหน้าตำหนิสหายตนแทน

“ข้าบอกแต่แรกแล้ว ช่วงนี้นางไม่สบายจริงๆ เกรงว่าคงป่วยเพราะความร้อน พวกเจ้าไม่ยอมปล่อยผ่านกับเรื่องพวกนี้ กลับมาคุกคามนาง จงใจหาเรื่องกับข้าหรือ?”

เหล่าเพื่อนฝูงพอเห็นท่านเฝิงออกปาก ก็ไม่สะดวกจะทักท้วง นับจากนั้นไม่ยกถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาว่ากล่าวอีกเลย

ชิงเถียนจึงใช้ชีวิตอยู่ไปทีละวัน ทีละวัน ในลักษณะนี้เอง

และไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด มีวันหนึ่งนางไปงานเลี้ยงสุรากลับเข้ามา เพิ่งลงจากรถเดินเข้าห้องโถง ก็เห็นพวกเตี๋ยเซียน ตุ้ยเสีย เฟิ่งฉิน ยืนออกันอยู่หน้าตึก ล้อมวงมุงต้วนเอ้อร์เจี่ยที่มือจูงเด็กหญิงคนหนึ่งไว้

นับแต่ซีจูตายจากไป เอ้อร์เจี่ยก็วุ่นวายอยู่กับการหาคนมาเพิ่มในหออีกสักคน ฉะนั้นไม่ต้องเดาก็ทราบว่าเด็กคนนี้คือกวานเหรินน้อยที่เพิ่งมาใหม่ เตี๋ยเซียนที่ยืนพิงประตูอยู่เป็นคนแรกที่เห็นชิงเถียน นางร้องทักว่า “พี่หญิง” แต่สีหน้าไม่มีความสุขเอาเลย ส่วนตุ้ยเสียที่ยืนอยู่อีกฟากนั้นมือคีบเมล็ดแตง ปากก็ถ่มเปลือกเมล็ดแตงใส่ปลายเท้าของเด็กหญิง

“ท่านแม่ซื้อมาใหม่ บอกว่าอีกพักหนึ่งจะเก็บกวาดห้องเก่าของซีจู แล้วยกให้นางอยู่อาศัย” น้ำเสียงแฝงความขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย

เฟิ่งฉินเสียอีกที่ลูบเชือกแดงแถบหนึ่งบนศีรษะเด็กหญิงอย่างสนอกสนใจ หัวเราะคิกคักแล้วเอียงศีรษะบอก

“นางชื่อจ้าวฮวา”

ต้วนเอ้อร์เจี่ยผลักจ้าวฮวา ชี้ไปทางชิงเถียน

“เร็ว รีบทักทายพี่หญิงใหญ่”

ชิงเถียนเดินเข้าไปมองอย่างพิจารณา เห็นจ้าวฮวาอายุเพิ่งสิบสี่สิบห้าปี เกล้าผมเป็นมวยสองข้าง ตัดผมหน้าม้าปรกคิ้ว ใบหน้าน้อยๆ ที่ผุดผ่องเป็นยองใยมีเค้างดงามคมคาย ริมฝีปากบางเฉียบเม้มแน่นไม่ส่งเสียง เพียงช้อนตาขึ้นมองนางด้วยดวงตาดำขลับยาวเรียว ท่าทางสนใจอย่างใสซื่อบริสุทธิ์ ต้วนเอ้อร์เจี่ยสายตาแหลมคมเสมอมา แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ทราบไปหาเด็กที่โดดเด่นปานนี้มาจากที่ใด ตึกระเบียงสี่ทิศของหอนั้น นอกจากปีกตะวันตกที่ชิงเถียนพักอาศัย ก็มีปีกตะวันออกที่เคยเป็นกรรมสิทธิ์ของซีจูเมื่อครั้งยังมีชีวิตเท่านั้นที่ใหญ่โตหรูหรา เตี๋ยเซียนกับตุ้ยเสียอยากเข้าครอบครองมานานแล้ว แต่ตอนนี้เอ้อร์เจี่ยกลับยกให้คนมาใหม่ หนุนหลังนางปานนี้ คนเก่าย่อมบังเกิดความริษยา

หากเป็นแต่ก่อน ชิงเถียนอาจถามไถ่บ้าง แต่ตอนนี้นางมึนชากับเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวง เพียงเบนสายตาจากเด็กหญิงนั้นช้าๆ ผงกศีรษะให้คนอื่นๆ

“ข้ารู้สึกไม่สบาย จะกลับห้องไปนอนพัก”

พักหลังต้วนเอ้อร์เจี่ยมีทีท่าคล้ายหวาดกลัวบุตรสาวคนนี้ นางเออออว่า

“อืม เจ้าไปเถอะ รีบไปพักเสีย ไม่กินอะไรหน่อยหรือ? ดีแล้ว อย่างนั้นเจ้าไปพัก มู่อวิ๋นดูแลนายของเจ้าให้ดี หากนางเด็กรับใช้พวกนั้นอู้งาน เจ้าก็เฆี่ยนตีพวกนาง”

ชิงเถียนเดินขึ้นชั้นบนกลับห้องตัวเอง เอนกายได้ก็นอนลงบนเตียง แค่ศีรษะถึงหมอน ความทรงจำที่สับสนวุ่นวายก็ผุดขึ้นมา ทั้งเสียงหัวเราะ รอยจูบ ปลายจมูกที่เย็นเฉียบ หลังไหล่ของเขาที่บึกบึนขึ้นทุกปี ปลายลิ้นและถ้อยคำที่หวานหยด ชุดวิวาห์ คำสัญญาจะแต่งงาน รวมถึงสัญญาแต่งงานที่เขามอบให้ผู้หญิงอีกคน เชือกแดงที่สีซีดจาง และจี้หยกของปลอม

นอนไม่หลับ ตื่นไม่เต็มตา

สายสนกลในอันชั่วร้ายทะลักทลายออกมาราวผึ้งแตกรัง เหล็กในมากมายมหาศาลทิ่มแทงตลอดร่างนาง ผิวเนื้อทุกตารางนิ้วร้อนผ่าว เจ็บปวด เลือดลมไหลเวียนพลุ่งพล่าน ความรู้สึกคล้ายสมัยก่อนยามถูกท่านแม่เงื้อแส้หนังกระหน่ำฟาดลงมา

เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!

จากนั้นตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของเด็กหญิง

ชิงเถียนพลิกตัวกระสับกระส่ายก่อนยันกายขึ้นนั่งเฉียงๆ

“มู่อวิ๋น มู่อวิ๋น!”

สาวใช้ที่ยังเติบใหญ่ไม่เต็มวัย สวมกางเกงแดงรองเท้าเขียวผู้หนึ่งผลักประตูเข้ามา นางคือกุ้ยเจิน คนของชิงเถียนเอง

“แม่นางมีคำสั่งใดเจ้าคะ?”

“พี่มู่อวิ๋นของเจ้าเล่า?”

“ดูเหมือนเสี่ยวจ้าวจากร้านทองข้างเคียงจะมาหานาง จึงออกไปได้สักครู่หนึ่งแล้ว ข้าจะไปเรียกนางมาให้ท่าน”

“ไม่ต้อง เจ้ากลับไปเถอะ” ชิงเถียนใช้มือหนึ่งยันเตียง อีกมือชี้ไปทางด้านนอก ลูกปัดเงินบนปิ่นที่ปักมวยผมกระทบกันเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง “เจ้าลงไปบอกท่านแม่ หากนางจะตีใครก็ให้ไปตีวันอื่น ส่งเสียงเอะอะจนข้าปวดหัว”

กุ้ยเจินออกไปเป็นนาน แต่เสียงแส้ตวัดขวับผ่านอากาศยังคงดังมาจากนอกตึกไม่ขาดหู ชิงเถียนรู้สึกเพลิงโทสะลุกท่วมเต็มอก ต้องยันตัวขึ้นตบข้างเตียง

“ใครก็ได้ เข้ามานี่!”

กุ้ยเจินคนเดิมตรงดิ่งเข้ามาอีกรอบราวสายลม ไม่รอให้ถาม นางก็รีบอธิบาย

“แม่นาง ข้าบอกท่านแม่แล้ว ท่านแม่บอกให้แม่นางอดทนสักนิด อีกสักครู่ก็ตีตายแล้ว ตีจนตายก็ไม่ต้องตีอีกแล้ว”

คำพูดนี้กลับทำเอาชิงเถียนอึ้งไป

“ท่านแม่จะตีใครให้ตาย?”

มือกุ้ยเจินพันอยู่กับเชือกที่เพิ่งถักเป็นรูปดอกเหมยไปได้แค่ครึ่งเดียว นางหัวเราะคิกๆ อย่างโง่เขลา

“กวานเหรินน้อยคนใหม่นั่นอย่างไร ได้ยินแม่นางเฟิ่งฉินบอกว่า นางเข้ามาเป็นครึ่งค่อนวันไม่พูดอะไรสักคำ แต่พอท่านแม่ให้นางกราบไหว้ท่านเซียนคิ้วขาว นางกลับร้องว่า ‘ที่นี่เป็นสถานที่อะไรกันแน่?’ แล้วก็ลงมือปัดจานกระเบื้องที่ใช้บูชาท่านเซียน ทั้งยังจะวิ่งออกไปข้างนอกด้วย ท่านแม่เรียกคนจับนางกลับมา บอกว่านางล่วงเกินท่านเซียนคิ้วขาว จำเป็นต้องชดใช้ด้วยชีวิต ข้าเพิ่งลงไปก็เห็นท่านแม่จับนางเปลื้องร่างเปลือยเปล่ามัดแขวนไว้แล้วเฆี่ยนตี ตีจนร่างนางสะบัดหมุนไปมา สนุกเหลือเกินเจ้าค่ะ! แม่นาง แม่นาง… ท่านไม่นอนแล้วหรือ? ข้าจะประคองท่านลุกเอง รองเท้า… รองเท้าอยู่ไหน แม่นาง ข้าจะสวมให้ท่าน”

3.

รองเท้าผ้าปักเป็นรูปนกเป็ดน้ำว่ายคลอเคลียดอกบัวแดงคู่หนึ่งก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ชิงเถียนเพิ่งย่างเท้าเข้ามาในโถงใหญ่ ก็เห็นต้วนเอ้อร์เจี่ยนั่งอยู่บนม้านั่งสานจากหวาย มือถือแส้หนังด้ามจับทองแดง สะบัดฟาดอย่างรุนแรงจนได้ยินเสียงหวดอากาศ กวานเหรินน้อยจ้าวฮวาตลอดร่างเปลือยเปล่า เชือกหนังวัวเส้นหนึ่งพาดขวางอยู่กลางหน้าอก ปลายเชือกสองข้างรัดสองแขนของนางดึงรั้งขึ้นเหนือศีรษะ สุดท้ายมัดเป็นปมไว้ที่นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้าง แขวนร่างนางไว้กับขื่อ เหลือเพียงปลายเท้าที่สัมผัสพื้น ทุกครั้งที่ถูกแส้ ร่างนางจะหมุนเป็นวง ส่งเสียงร้องโหยหวน สภาพเหมือนลูกข่างโลหิตอันหนึ่ง

ชิงเถียนขมวดคิ้ว ตรงเข้าไปเรียก

“ท่านแม่”

เอ้อร์เจี่ยชะงักมือ หันกลับมามองนางแล้วปั้นยิ้มให้

“ลูกรัก แม่คงส่งเสียงดังปลุกเจ้าแล้ว ขอโทษด้วย รีบกลับไปพักเถอะ แม่จะเรียกคนมาอุดปากนางเด็กโสโครกแล้วกัน เฉาวั่งเอ๋อร์ ลุงเก้า ไม่ได้ยินหรือ? รีบไปหาผ้าสักชิ้นมาอุดปากนางให้ข้า”

จ้าวฮวาผมเผ้ากระเซอะกระเซิง น้ำตานองเต็มหน้า ตลอดร่างมีแต่รอยเลือด ทรวงอกทั้งคู่นูนขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยังไม่แสดงส่วนโค้งเว้าให้เห็นชัดเจน ร่างเล็กๆ ผอมแห้งยังเติบโตไม่เต็มที่ นิ้วหัวแม่เท้าสองข้างแทบไม่แตะพื้นด้วยซ้ำ ร่างของนางหมุนคว้างหลายรอบ อ้าปากวิงวอนไม่ขาดหู

“ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปไม่กล้าอีกแล้ว ข้าเจ็บทนไม่ไหวแล้วจริงๆ วิงวอนท่านแม่ปราณี วิงวอนท่านแม่ไว้ชีวิต!”

ตุ้ยเสียยังคงขบเมล็ดแตงอยู่แถวกรอบประตู มือของนางเผยอแบออกเล็กน้อย เตี๋ยเซียนก็ยิ้มพลางคว้าเมล็ดแตงจากมือนางมาขบบ้าง เฟิ่งฉินยกมือขึ้นปิดหน้า แต่เหลือช่องไว้คอยแอบดู ไม่ทราบเพราะเหตุใด ชิงเถียนเห็นสภาพแล้วรู้สึกเหมือนเพลิงโทสะร้อนร้ายขุมหนึ่งแล่นปราดขึ้นสู่ศีรษะ สะบัดมือฟาดมือตุ้ยเสีย เมล็ดแตงร่วงกราวลงเต็มพื้น

“อากาศร้อนปานนี้ ท่านแม่โมโหหนักลงมือเฆี่ยนตีนางด้วยตัวเอง พวกเจ้าก็ไม่เกลี้ยกล่อม ไม่กลัวท่านแม่เหน็ดเหนื่อย แต่กลับมางอมือชมความครึกครื้นสนุกสนานอย่างนี้หรือ? อย่าคิดว่าข้ามองพวกเจ้าไม่ออก ถ้าตีนางตายไป พวกเจ้าก็จะได้ครอบครองห้องของซีจูง่ายๆ ซีจูตายอย่างอนาถ พวกเจ้าเข้าไปอยู่ต่อคงเป็นมงคลสาหัสทีเดียว”

ตุ้ยเสียเดิมก็ไม่ใส่ใจอะไรนักอยู่แล้ว ทั้งยังไม่กล้าต่อปากต่อคำกับชิงเถียน จึงแค่นวดมือตัวเองอย่างขัดใจ เตี๋ยเซียนกลับชักสีหน้าอธิบาย

“ไม่ใช่อย่างนั้นดอกพี่หญิง นางล่วงเกินเทพคิ้วขาวเอง เกี่ยวข้องใดกับพวกเรา?”

เทพคิ้วขาวคือนักดนตรีประจำราชสำนักของจักรพรรดิเหลืองในสมัยโบราณ มีชื่อเรียกขานตามตำนานว่า ‘หลิงหลุน’ เนื่องจากอาชีพคณิกาก็จัดอยู่ในสายร้องรำทำดนตรี ฉะนั้นจึงยึดถือหลิงหลุนเป็นปรมาจารย์ กลุ่มย่อยทั้งหลายในตรอกไหวฮวาล้วนมีรูปเคารพของท่าน รูปเคารพนั้นผมยาวสลายรูปกายใหญ่โต ขี่ม้าถือดาบ มองเผินๆ คล้ายกวนอูอย่างยิ่ง แต่คิ้วขาวตาแดงฉาน รูปปั้นเทพคิ้วขาวของหอไหวหย่าตั้งอยู่ในห้องโถงใหญ่ ปิดทองประดับอัญมณีเจ็ดชนิด สมัยก่อนตอนพวกชิงเถียน ซีจูเริ่มรับแขกคืนแรก ก็ต้องมากราบไหว้เทพองค์นี้พร้อมกับแขก ต่อไปภายหน้าจะได้ประสบความสำเร็จรุ่งเรือง จากนั้นทุกวันที่หนึ่งและสิบห้าของเดือน จะต้องนำผ้าเช็ดหน้าปักรูปเทพเจ้ามาอธิษฐานขอพร เชื่อกันว่าทำแล้วแขกเหรื่อที่ดีจะไม่เปลี่ยนใจไปหาคนอื่น

ตอนนี้จ้าวฮวาถูกมัดอยู่หน้ารูปเคารพเทพคิ้วขาว ปลายเท้าของรูปปั้นคือจานกระเบื้องใบหนึ่งที่พลิกคว่ำ ของเซ่นไหว้กระจัดกระจายเต็มพื้น

“เจ้าดู เจ้าดู” ต้วนเอ้อร์เจี่ยลุกขึ้นชี้ไก่ชี้ปลา ชี้ผลไม้แล้วตวาดเสียงแหลม “นางเด็กแพศยาไม่รักดี ข้าให้นางกราบไหว้เซียนคิ้วขาว เฮอะ ข้ามองผิดไปจริงๆ นางเกือบจะทุบท่านเซียนของข้าแตกไปแล้ว! ยังมีหน้ามาถามข้าว่านี่เป็นสถานที่อะไรกัน? ข้าจะให้เจ้าได้เห็นเองว่านี่เป็นสถานที่แบบใดกันแน่!” ปากว่ามือก็เงื้อแส้ ทำท่าจะฟาดลงมาอีกรอบ

“ท่านแม่!” ชิงเถียนรีบถลันไปขวางหน้านาง เกลี้ยกล่อมด้วยเสียงนุ่มนวล “ท่านแม่ เหตุใดต้องโมโหรุนแรงปานนี้? คนมาใหม่ไม่รู้เรื่องราว ทำความผิดใดท่านก็ตีนางครั้งสองครั้ง ตั้งกฎให้นาง เท่านี้ก็จบเรื่องแล้ว ในหมู่พวกเรามีใครบ้างไม่เคยถูกเฆี่ยนตี? ท่านจริงจังขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใด?”

ต้วนเอ้อร์เจี่ยถลึงจ้องจ้าวฮวาที่ถูกแขวนกับขื่อ หมุดประดับมวยผมชิ้นหนึ่งแกว่งไปมาแทบหลุดร่วงอยู่รอมร่อ

“ความผิดอื่นพอจะอภัยให้ได้ แต่เรื่องนี้ไม่ได้ ลูกสาวที่น่ารักของข้า เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่ง หากวันนี้ข้าไม่ตีนางให้ตายคามือ ข้าไม่ขอแซ่ต้วน! ลุงเก้า อุดปากนางเด็กโสโครกนี่ให้ข้า!”

“ช้าก่อน!” ชิงเถียนตวาดใส่นักเลงคุมซ่อง ทางหนึ่งรั้งตัวเอ้อร์เจี่ยไว้ อีกทางหนึ่งดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อซับน้ำมันบนใบหน้าให้นาง “ท่านแม่ ท่านซื้อเด็กนี้มาราคาเท่าไหร่”

“อย่าได้พูดถึงแล้ว พูดถึงก็ปวดใจ ตั้งสี่ร้อยตำลึงเต็มๆ สมัยก่อนซื้อสมบัติล้ำค่าอย่างเจ้ามาข้าจ่ายไปเพียงห้าสิบตำลึงเงินเท่านั้น ข้าเห็นนางเด็กนี่หน้าตาพอใช้ ฝีมือบรรเลงพิณก็ไม่เลว จึงไม่รังเกียจที่นางอายุมากแล้ว จ่ายเงินก้อนโตซื้อนางมา เดิมทีคิดจะปลุกปั้นนางให้โด่งดัง ผู้ใดจะไปนึก สินค้าชั้นต่ำไม่รู้จักดีชั่ว…”

“เอาเถิดท่านแม่ อย่าโมโหไป ท่านดู นางก็สำนึกผิดแล้ว ปล่อยนางไปสักครั้ง ไม่อย่างนั้นสี่ร้อยตำลึงของท่านคงละลายไปกับสายน้ำ ต้องเจ็บปวดใจสุดเสียดายแน่นอนใช่หรือไม่?”

“ต่อให้เจ็บปวดเสียดายข้าก็ไม่อยากสนใจให้มากความแล้ว ลูกรัก เจ้าไม่ทราบความร้ายแรงของเรื่องนี้ นางเด็กนี่ล่วงเกินเซียนคิ้วขาว หากท่านเซียนจะเอาโทษขึ้นมา มิใช่บันดาลให้เหล่านางโลมเป็นกามโรค ก็ต้องชักนำให้แขกเหรื่อหนีไปสำนักอื่น ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่สี่ร้อยตำลึง แม้แต่สี่ตำลึงยังไม่มีเลย พวกเราคงต้องกินลมตะวันตกเฉียงเหนือ (หมายเหตุ: หมายถึงไม่มีอะไรกิน) กันหมด ต้องตีนางสินค้าชั้นต่ำนี่ให้ตายต่อหน้ารูปปั้นท่านเซียน จึงจะระงับโทสะท่าน ปัดเป่าหายนะไปได้”

“ท่านแม่ วันนี้ท่านต้องตีนางให้ตายให้ได้?”

“ต้องตีนางให้ตายแน่นอน”

ตุ้ยเสียที่อยู่ข้างหลังปัดเสื้อตัวนอกสีเขียวอมเหลืองของนาง หรี่ตาเดินเข้ามา ส่งเสียงเย็นชา

“เห็นหรือไม่ พี่หญิง มิใช่พวกเราไม่เกลี้ยกล่อม แต่นางกระทำหยาบช้าจริง เอาไว้ไม่ได้”

จ้าวฮวาแตกตื่นจนหน้าซีดเผือด นิ้วหัวแม่เท้านางบิดไปมา คล้ายคิดถอยไปด้านหลัง แต่กลับถูกเชือกรั้งตัวแขวนอยู่ที่เดิม ผิวขาวผ่องมีรอยโลหิตพาดผ่านเป็นลายพร้อยบาดตา เหมือนปลาที่ถูกบั้งไว้แล้ว รอคนจับหย่อนลงหม้อ นางร้องไห้โฮ สองตามองหาชิงเถียน มุมปากมีน้ำลายฟูมเป็นฟอง

“พี่หญิง พี่หญิงช่วยด้วย! พี่หญิงช่วยข้าด้วย ข้าไม่อยากตาย! ขอร้องพี่หญิง ช่วยข้าด้วย!”

เสียงกรีดร้องโหยหวนของนางทำเอาเฟิ่งฉินแตกตื่น ต้องเอามืออุดหูหลบไปอยู่ด้านข้างเตี๋ยเซียน เตี๋ยเซียนมือหนึ่งโอบกอดนางไว้ อีกมือจัดปิ่นทองประดับจี้ห้อยที่ทำจากไม้กานพลู ตัวปิ่นยังคงปักอยู่สูงส่งบนมวยผม คล้ายเรื่องราวคราวนี้ไม่มีสิ่งใดแผ้วพานมันได้เลย

“พอเถิด ผู้ใดก็ช่วยเจ้าไม่ได้”

น้ำตาของจ้าวฮวาเปรอะโลหิตเป็นสีแดงฉานไหลนองอาบแก้ม นางมองชิงเถียนอย่างวิงวอน ส่งเสียงกระอึกกระอักอยู่ในลำคอ ชิงเถียนจ้องตอบ ความงามที่โดดเด่นปานนี้ ทั้งยังเยาว์วัยปานนี้ ในโลกที่หากินด้วยรูปโฉมและความอ่อนเยาว์ ยากยิ่งจะไม่มีผู้ต้องตานาง แต่ก็เพราะอยู่ในโลกอย่างนี้เอง นางจึงฝึกฝนตนเองจนจิตใจเย็นชาตายด้าน ไม่รู้สึกสมเพชเด็กหญิงนี้เท่าใด ผู้คนและเรื่องราวที่น่าเวทนากว่านี้หลายเท่า นางก็เคยเห็นมาแล้ว… เคยประสบมากับตัวเองด้วยซ้ำ แต่ที่ชิงเถียนรู้สึกในตอนนี้คือ การเบิ่งตามองเด็กหญิงถูกตีตายไปต่อหน้าโดยไม่ทำอะไรเลย เช่นนี้ไม่ถูก

จากนั้น นางค่อยคิดได้ว่าต้องทำอย่างไรจึงถูก

นางสืบเท้าไปข้างหน้าสองก้าว เก็บธูปดอกหนึ่งมาจุดไฟ ประคองด้วยสองมือคุกเข่าลงบนฟูกหน้ารูปปั้นเทพเจ้า เงยหน้าส่งเสียง

“ท่านเทพคิ้วขาว ศิษย์สตรีต้วนชิงเถียนขอน้อมบูชา วันนี้เด็กน้อยจ้าวฮวาก้าวร้าวล่วงเกินต่อท่านเทพ ท่านเทพจะเอาผิดก็ถูกต้องอย่างยิ่ง ฉะนั้นจ้าวฮวาจะเป็นตายร้ายดีต่อไปอย่างไร ขอให้ขึ้นกับศิษย์ หากมีกรรมใดๆ ตามสนอง ก็ขอให้สนองกับตัวศิษย์เช่นกัน ท่านเทพคิ้วขาวเบื้องบน โปรดรับการกราบคารวะจากศิษย์”

ชิงเถียนโขกศีรษะต่อรูปปั้นเทพคิ้วขาว ปักธูป จากนั้นก็หันกลับมามองต้วนเอ้อร์เจี่ยด้วยสายตาราบเรียบ

“ท่านแม่ ปล่อยคนลงมาเถอะ”

ทั้งแม่เล้า นางโลม และนักเลงคุมหอที่อยู่นอกห้อง ล้วนจ้องมองชิงเถียนอย่างตะลึงตะลาน เดาไม่ออกเลยว่าเหตุใดจอหงวนบุปผาที่โด่งดังไปครึ่งแผ่นดิน ถึงมาออกตัวรับแรงพิโรธจากเทพเจ้าแทนนางโลมเด็กที่ไม่รู้จักกันเลย แต่สำหรับชิงเถียนเอง นางเพียงอยากหัวเราะเท่านั้น หัวเราะคิกคักอย่างเด็กน้อยซุกซนที่กลั่นแกล้งคนอื่นได้

ทุกผู้คนล้วนถูกนางหลอกลวงหมดสิ้น แม้แต่เทพก็ถูกนางหลอกด้วย นาง…ต้วนชิงเถียนไม่กลัวเคราะห์กรรมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะต่อให้เป็นเคราะห์กรรมที่หนักหนาปานใด ก็ไม่อาจทำให้ทุกวันคืนของนาง… ทุกวันคืนที่หัวใจนางถูกกลบฝังลงดิน แต่ร่างกายถูกบีบให้เดินอยู่ใต้ดวงตะวันบนโลกของคนเป็น… เจ็บช้ำได้มากกว่านี้แม้สักส่วนเสี้ยว

4.

กวานเหรินน้อยจ้าวฮวาถูกจับแต่งตัวใหม่ส่งมายังตึกหลัง ต้วนเอ้อร์เจี่ยเองก็นับว่าเก็บเอาเงินสี่ร้อยตำลึงของนางคืนมาได้ เรียกคนมาช่วยอาบน้ำแต่งตัวให้จ้าวฮวาอย่างยินดี ทั้งยังนำยาบำรุงเลือดอย่างพวกเหล้าข้าวฟ่าง ดอกคำฝอย เมล็ดท้อ ไม้ฝางสำหรับทำยาจีน ให้นางดื่มลงไป บาดแผลของจ้าวฮวาแม้สาหัส แต่ไม่สะเทือนถึงเส้นเอ็นกระดูก ดังนั้นพักรักษาตัวสองวันก็เริ่มเดินเหินได้เหมือนเก่า เมื่อพบต้วนเอ้อร์เจี่ยอีกครั้งก็ทำท่าเหมือนแกะเจอหมาป่า ต้วนเอ้อร์เจี่ยว่าอย่างไรนางว่าอย่างนั้น เอ้อร์เจี่ยเห็นจ้าวฮวาเชื่อฟัง ก็ตั้งใจแนะนำนาง พอมีเวลาก็จะอธิบายศิลปะการครอบงำใจคนของพวกนางโลมให้นางฟังบ้าง รอร่างกายนางฟื้นตัวดีเมื่อไหร่ ก็จะให้รับแขก

ชิงเถียนแม้ช่วยชีวิตจ้าวฮวาไว้ แต่พอจบเรื่องก็เลิกสนใจ แม้แต่เยี่ยมเยียนก็ยังไม่เคยไปเยี่ยมเลยสักครั้ง วันนี้ช่วงเที่ยง จ้าวฮวากลับเป็นฝ่ายมาขอเข้าพบ ชิงเถียนเพิ่งปรนนิบัติผู้ตรวจการฉิวจิ่นชี่มาทั้งคืน แม้แต่จะเอ่ยปากสักครึ่งประโยคยังคร้านจะทำ จึงสั่งมู่อวิ๋นไปว่า

“หากนางมาขอบคุณ บอกนางไปว่าไม่จำเป็น”

มู่อวิ๋นออกไปรอบหนึ่ง ก่อนกลับมาเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม

“กวานเหรินน้อยผู้นี้น่าสนใจยิ่ง บอกว่าขอบคุณนั้นต้องขอบคุณ แต่ไม่ได้มาเพื่อขอบคุณอย่างเดียว ยังมีความในใจวิงวอนให้แม่นางรับฟัง”

ชิงเถียนนั้นท่อนบนสวมเสื้อคลุมตัวสั้นแนบเนื้อ กำลังนั่งเปลี่ยนสายผีผาอยู่ที่หัวเตียง นางถอนหายใจ สะบัดสายผีผาที่ม้วนอยู่บนนิ้วทิ้งไป

“พานางเข้ามา”

จ้าวฮวาเข้ามาในห้อง นางสวมชุดกระโปรงสีขาวราวกระเบื้อง คลุมทับด้วยเสื้อตัวนอกแบบไม่มีแขนสีเขียวสด ปกของเสื้อตัวนอกปักเป็นรูปกิ่งหลิวห้อยระย้า ชิงเถียนจำได้ว่าเสื้อตัวนี้ซีจูเคยสวม เมื่อมาอยู่บนร่างจ้าวฮวาก็ออกจะใหญ่เกินตัวไปบ้าง จ้าวฮวาแบบบางถึงเพียงนั้น ทั้งยังเจ็บไข้อยู่ ดูแล้วยิ่งชวนให้ผู้คนเวทนาสงสาร นางทักว่า “พี่หญิง” จากนั้นก็บิดไม้บิดมือตัวเองไม่ยอมพูดต่อ เอาแต่กลอกตาไปมา ดวงตาของนางยาวเรียว แทบยาวจากโคนจมูกไปจรดจอนผม เหมือนใบเฟิร์นที่งอกขึ้นเป็นคู่

ชิงเถียนเห็นแล้วโบกมือ ให้สาวใช้น้อยใหญ่หลายคนในห้องล่าถอยออกไปหมดสิ้น ผู้ใดจะคาดม่านหน้าต่างเพิ่งทิ้งตัวปิด จ้าวฮวาก็หมอบโครมลงกราบกับพื้น

“พี่หญิง พี่หญิงที่แสนดี ขอบคุณพี่หญิงที่ช่วยชีวิต แต่วิงวอนพี่หญิงช่วยคนก็ช่วยให้ถึงที่สุด ส่งพระส่งให้ถึงชมพูทวีป ท่านปล่อยข้าออกจากที่นี่เถอะ! วิงวอนพี่หญิง พระคุณยิ่งใหญ่ของพี่หญิงข้าจะจำไปชั่วชีวิตไม่กล้าลืมเลือน หากข้ารอดปากพยัคฆ์คราวนี้ไปได้ จะตั้งป้ายชื่อบูชา กินเจตลอดชีวิต ขอพรให้พี่หญิงอายุมั่นขวัญยืน มีความสุขความเจริญ วิงวอนพี่หญิง…”

ชิงเถียนเห็นสภาพแล้วก็ไม่แตกตื่นตกใจ เพียงควานหาผ้าเช็ดหน้าหลากสีผืนหนึ่งจากข้างหมอนยื่นส่งให้

“มีอะไรค่อยพูดค่อยจา”

จ้าวฮวารับผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดตาสั่งน้ำมูก

“พี่หญิง เดิมทีข้าเป็นชาวเมืองต้าถง มณฑลซานซี ปีนี้อายุครบสิบสี่ ปีก่อนท่านพ่อท่านแม่ข้าออกไปไหว้พระ ไม่นึกว่าระหว่างทางจะเจอคนร้าย ทำอันตรายทั้งสองท่านถึงแก่ชีวิต ข้าเป็นเด็กหญิงตัวคนเดียวอยู่กับบ้าน รู้จักแต่น้าชายเท่านั้น ก็บ่ายหน้าไปขอพึ่งพา น้าชายกลับมาทำผิดถูกจับซ้ำเข้าอีก น้าสะใภ้บอกว่า ต้องใช้เงินพันตำลึงติดสินบนเจ้าหน้าที่ ถึงจะช่วยท่านน้าออกมาได้ แต่ที่บ้านไม่มีเงินมากขนาดนั้น นางถามข้าว่ายินยอมขายตัวหรือไม่ ข้าอาศัยชายคาเขาอยู่ เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ไหนเลยเปิดโอกาสให้ข้าได้เลือก? หลังจากนั้นแค่ไม่กี่วัน น้าสะใภ้ก็ตามแม่สื่อมาที่บ้าน ข้าคิดว่าต่อให้ต้องเป็นภรรยาน้อยหรือสาวใช้ ขอเพียงช่วยชีวิตท่านน้าได้ ก็ให้ถือว่าชะตาของข้าถูกขีดมาอย่างนี้เอง ดังนั้นข่มความอับอายออกมาพบ ให้เขาดูมือดูเท้าข้า เขาให้ข้าแต่งกลอนข้าก็แต่งกลอน ให้ข้าดีดพิณข้าก็ดีดพิณ จากนั้นก็ตกลงซื้อขายกันที่ราวร้อยตำลึง ตอนนั้นตกลงกันไว้เป็นมั่นเหมาะ ว่าจะขายข้ามาเป็นภรรยาน้อยของขุนนางคนหนึ่งในนครหลวง ผู้ใดไปทราบว่าจะถูกหลอกมาที่นี่! พี่หญิง เดิมทีข้าเป็นธิดาผู้มีตระกูล แต่ตอนนี้พลัดบ้านพลัดเมือง ไร้ญาติขาดมิตร ชายหญิงที่นี่ล้วนท่าทางดุร้ายกันทุกคน มีเพียงท่านที่จิตใจดีงามราวพระโพธิสัตว์ พี่หญิง หากไม่ขอให้ท่านช่วย ข้ายังจะขอให้ใครช่วยได้อีก? วิงวอนพี่หญิงเมตตา ปล่อยข้าไปเถอะ! ต่อให้ต้องตาย ข้าก็ไม่ยอมทำงานที่นี่เด็ดขาด!…”

จ้าวฮวาร้องไห้ต่ออย่างเจ็บช้ำหมดหนทาง ชิงเถียนฟังแล้วหูอื้อ นางจำได้ว่าตอนตนเองเพิ่งถูกซื้อตัวเข้ามานั้น อายุยังน้อยเหลือเกิน ไม่เข้าใจอะไรเลย เพียงแต่อยู่ดีๆ มารดาก็หายไป ในใจหวาดหวั่นยิ่งนัก หลังจากนั้นทุกๆ วันก็ต้องเรียนเขียนอักษร ร้องเพลงกับเด็กหญิงวัยเดียวกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เหน็ดเหนื่อยจนหัวถึงหมอนก็หลับไหล เช้าวันใหม่ก็ขยี้ตาตื่นมาพร้อมเสียงด่าว่าทุบตี วันคืนผ่านไปรวดเร็วอย่างยิ่ง ในที่สุดก็มีวันหนึ่งที่นางเข้าใจว่าอนาคตต้องทำอะไร แต่ไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญนัก คล้ายดั่งคนที่เดินมาบนเส้นทางรกร้างไร้ร่องรอยมนุษย์ มีแต่ความเยือกเย็นและเสียงสัตว์กู่ร้อง เมื่อสุดท้ายปลายทางได้มาเห็นซากศพกับกองโลหิต ย่อมไม่รู้สึกแตกตื่นเท่าใด แต่เด็กหญิงตรงหน้าเพิ่งอายุสิบสี่ รู้จักวาดภาพเขียนอักษร ท่องกลอนดีดพิณมาแต่แรก ฐานะทางบ้านนางต้องไม่เลวร้ายแน่นอน คงเป็นดั่งมุกมณีมีค่าในมือพ่อแม่ ครึ่งชีวิตที่ผ่านมาคงอยู่หลังกำแพงขาว มีห้องอันอบอุ่น และชิงช้าที่แกว่งไกวคอยปกป้องคุ้มครองอย่างดี มือเท้าไร้ตำหนิของนางเคยเปรอะเปื้อนคราบเลือดมากี่ครั้งกัน จะเดินมาบนเส้นทางชีวิตอันโหดร้ายป่าเถื่อนนี้?

ความโหยไห้และหวาดกลัวของจ้าวฮวา ชิงเถียนเข้าใจดี

นางใช้เพียงคำเดียว สะบั้นเสียงคร่ำครวญของอีกฝ่าย

“ได้”

แม้แต่จ้าวฮวาเองยังถูกความเด็ดขาดของชิงเถียนยันใส่จนมึนงง คุกเข่าตะลึงตะลานอยู่กับที่ ทำได้แต่ส่งเสียงสะอื้นตัวโยนจนเหมือนสะอึก

ชิงเถียนลุกขึ้น เอื้อมมือคว้าเสื้อผ้าโปร่งลายกิ่งไม้พาดซ้อนสลับกันจากราวแขวนมาคลุมร่าง กลัดกระดุมลายเมฆมงคลทีละเม็ด

“ลุกขึ้น ข้าจะพาเจ้าไป ลุกขึ้น มู่อวิ๋น! มู่อวิ๋น เจ้าไปเรียกให้ข้างนอกเตรียมรถ ถ้าท่านแม่ถาม เจ้าก็บอกไปว่าน้องหญิงจ้าวฮวาออกไปข้างนอกกับข้า”

อากาศต้นเดือนหกกำลังร้อนอบอ้าว ทุกทิศทางมีแต่คลื่นความร้อนพร่างพรายเจิดจ้าไปหมด คนรถได้ยินชิงเถียนบอกว่าจะออกไปข้างนอกเวลานี้ ทั้งยังได้ฟังชื่อสถานที่จากปากนางเอง ก็ประหลาดใจสุดแสน

“แม่นาง อยู่ดีๆ ไปสถานที่นั้นทำอะไร”

ชิงเถียนยกพัดจีบผ้าไหมในมือขึ้นปิดหน้าไปครึ่งหนึ่งเพื่อบังแดด เห็นแต่ต่างหูเส้นเงินสายหนึ่งทิ้งชายยาวตรงเล็กละเอียดพ้นตัวพัดออกมา

“ให้เจ้าไปเจ้าก็ไป เรียกเฉาวั่งเอ๋อร์มาคุ้มกันรถด้วย”

ในหอไหวหย่านอกจากต้วนเอ้อร์เจี่ยแล้ว ที่เป็นใหญ่ก็มีคุณหนูใหญ่ท่านนี้เอง คนรถไหนเลยกล้าค้านนาง ต้องหันกลับไปเรียกเฉาวั่งเอ๋อร์มา เฉาวั่งเอ๋อร์เป็นผู้คุมหอ สวมเสื้อตัวสั้นสีดำ รัดเอวด้วยผ้าไหม รูปกายทั้งหยาบกร้านทั้งสูงใหญ่ แต่พอเห็นชิงเถียนกลับงอเอวค้อมไหล่

“แม่นางชิงจะออกไปข้างนอกหรือ” จากนั้นก็หัวเราะคิกคัก หมอบลงคลานสี่ขากับพื้น

ข้างรถยังมีสาวใช้ยืนรออีกหนึ่งนาง ชิงเถียนจับมือสาวใช้เอาไว้ เท้าหยียบหลังเฉาวั่งเอ๋อร์ก้าวขึ้นรถ ก่อนหันมาเรียกจ้าวฮวาให้ขึ้นไปด้วยกัน

จ้าวฮวามองแผ่นหลังที่โหนกนูนของเฉาวั่งเอ๋อร์แล้วไม่กล้าก้าวออกไปเหยียบ เฉาวั่งเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นยิ้ม สองมือโอบหัวเข่าจ้าวฮวายกนางขึ้นรถ จ้าวฮวาถูกกระทบโดนบาดแผล ก็เจ็บปวดจนอุทานออกมา แต่ชิงเถียนที่อยู่ในรถดึงตัวนางมากดไหล่นางให้นั่งลง เฉาวั่งเอ๋อร์กระโดดขึ้นเกาะข้างรถ พอคนรถลงแส้ ล่อตัวใหญ่สูงห้าฉื่อ(หมายเหตุ: หน่วยวัดความยาวจีนโบราณ หนึ่งฉื่อยาวราวสามสิบเซนติเมตร) ก็สะบัดพู่ห้อยคอ ย่างเท้าออกเดินทาง

ห้องโดยสารของรถเทียมล่อนั้นเปิดหน้าต่างที่มีม่านโปร่งทั้งสองข้าง นอกหน้าต่างขึงผ้าสีน้ำเงินยื่นออกไปกันแดด ทิ้งชายที่ทำด้วยไหมสีดำให้ตกห้อยลงมา ตลอดรายทาง สายตาชิงเถียนเพียงจับจ้องชายผ้าที่แกว่งไกว มือโบกพัดผ้าผ้าไหม ไม่พูดอะไรสักคำเดียว ทั้งห้องโดยสารได้ยินแต่เสียงสายไข่มุกที่ปักอยู่หลังมวยผมนางกระทบกันเกรียวกราว จ้าวฮวาทำท่าเหมือนอยากจะถามอยู่หลายรอบ แต่ก็กล้ำกลืนฝืนไว้เพราะขวัญอ่อน

รถแล่นไปทางประตูฉงเหวิน ไม่นานก็ล่วงเข้าเขตตะวันออกสุดของเมือง เลี้ยววกวนอีกหลายรอบ ก็ทะลุเข้ามายังซอยเล็กๆ แห่งหนึ่ง

จ้าวฮวารู้แค่ว่าพื้นถนนยิ่งมายิ่งไม่ราบเรียบ ตัวรถกระเทือนอย่างรุนแรง จากนั้นเห็นชิงเถียนหยิบพัดมาเคาะกับตัวรถ ร้องว่า

“ช้าไว้”

คำพูดยังไม่ทันสิ้นสุด ตัวรถก็ค่อยๆ ลดความเร็วลง พลันได้ยินเสียงเอะอะเซ็งแซ่ดังมาจากด้านนอก

“นั่น มีรถมาด้วย มีรถมา! ช้าๆ เป็นปีแล้วที่ไม่ได้เห็นรถสวยงามปานนี้”

“ดูล่อนั่นเถอะ สีแดงราวไก่ฟ้า ลักษณะอย่างล่อซานซีแท้ๆ ยังบังเหียนที่แวววาวเหมือนหิมะนั่นอีก ต้องเป็นคนใหญ่คนโตมาแน่นอน!

“เอารถมาจอดตรงนี้ จอดตรงนี้ ทางนี้มีร่มเงา”

“นายท่านคนขับรถ ที่ท่านลากมาเป็นคุณชายบ้านใด?”

“นายท่านบนรถ ท่านอย่าหน้าบาง ลงมาค่อยๆ เลือกดู รับประกันท่านต้องอยากงอกตาที่สามออกมาแน่!”

“ใช่แล้ว อากาศร้อนอย่างนี้ไม่เหมาะจะอุดอู้อยู่บนรถ ท่านลงมาเหยียดแข้งเหยียดขา ให้เกียรติมานั่งพักที่บ้านพวกเราสักครู่เถอะ”

“นายท่านอยู่ก่อน! เจ้ามัวเหม่ออะไร ยังไม่รีบเปิดหน้าต่างระบายอากาศอีก ให้นายท่านในรถได้เปิดหูเปิดตา!”

“ใช่แล้ว! เร็ว เปิดหน้าต่างตึกพวกเราด้วย นายท่านมองมาทางนี้!”

จ้าวฮวาได้ยินเสียงทั้งชายทั้งหญิงร้องกันเอะอะอยู่นอกรถ ทั้งไม่รู้ว่านี่เป็นสถานที่ใด ก็กลัวจนตัวสั่นหันไปมองชิงเถียน ชิงเถียนโบกพัดไปทางนอกหน้าต่าง เป็นเชิงบอกให้นางมองออกไปเอง เพียงมองแวบเดียวไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จ้าวฮวาทำแล้วแทบขวัญกระเจิงจากร่าง

เห็นตัวรถแล่นมาตามถนนดินสกปรก สองฟากข้างเรียงรายไปด้วยอาคารชั้นเดียวที่ทั้งเตี้ยทั้งทรุดโทรม หน้าอาคารทุกหลังแขวนป้ายยี่ห้อเสียสูง บนป้ายนั้นถ้าไม่เขียนว่า “ห้องเมาทั้งเป็น” ก็เป็น “หอมสะกดวิญญาณ” ตัวอาคารมีหน้าต่างกระดาษแบบบานเลื่อนขนาดใหญ่หันหน้าออกถนน ในหน้าต่างเป็นห้องเล็กๆ ในห้องมีหญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่ไร้อาภรณ์ปกปิดโดยสิ้นเชิง เปลือยบั้นท้ายนั่งอยู่บนม้านั่งตัวยาว พอหน้าต่างถูกเปิด ก็ยื้อแย่งกันมาออตรงช่องหน้าต่าง

“นายท่าน เลือกข้า! เลือกข้า!”

“นายท่าน ข้าชื่อเสี่ยวชุ่ยเอ๋อร์ ท่านลองไปถามดูก็ได้ บนถนนสายนี้ข้าฝีมือยอดเยี่ยมที่สุด!”

“พี่ชาย พี่ชายท่านลงจากรถเถอะ ข้ารอท่านจนหนังตากระตุกแล้ว!”

“คุณชายท่านโผล่หน้ามา ดูหน้าอกงามๆ ของข้า!”

“นายท่าน นายท่าน ข้าได้ทั้งข้างหน้าข้างหลัง แม้แต่รักแร้ข้ายังสามารถปรนนิบัติท่านให้ปลอดโปร่งได้เลย!”

“ข้าเพิ่งมาทำอาชีพนี้ ของข้ายังนุ่มกว่าเนยแข็งอีก!”

ดวงอาทิตย์ส่องแสงร้อนแรงแผดจ้า จ้าวฮวามองผ่านหน้าต่างที่กั้นด้วยม่านโปร่งบางราวปีกผีเสื้อ เห็นเงาเลือนลางของสตรีที่รวมตัวเป็นกลุ่มก้อนจำนวนนับไม่ถ้วน พากันกรูเข้ามาเกาะหน้าต่างราวหมาบ้ายื้อแย่งชิ้นเนื้อ แต่ขณะเดียวกันสตรีพวกนี้ก็เหมือนเนื้อสดๆ ที่สั่นสะท้าน แกว่งไกวอยู่คาปากสุนัขด้วยเช่นกัน หน้าต่างทุกบานของอาคารทุกหลังล้วนถูกเนื้อขาวโพลนถมจนเต็มพื้นที่ แต่หน้าต่างของอาคารที่อยู่ถัดไปข้างหน้าก็ยังทยอยเปิดต่อทีละบานตามจังหวะที่รถแล่นผ่าน

หน้าอาคารฝั่งซ้ายหลังถัดไปมีชายฉกรรจ์ตาเขเปลือยร่างท่อนบนยืนอยู่ เขาชูมือกระโดดโลดเต้นพลางตะโกนดังๆ

“จูมา (หมายเหตุ: หมายถึงแม่เล้าแซ่จู)เปิดประตู ให้นายท่านเห็นชัดๆ ร้านเราสินค้าดี ต้องให้นายท่านเห็นชัดๆ!”

สตรีวัยกลางคนอีกนางหนึ่งที่ศีรษะล้านไปครึ่ง ต้องใช้เขม่าถ่านทาหนังศีรษะ ใช้สองมือลากประตูเปิดออก เหล่าสตรีพากันกรูออกจากประตู อวดชิ้นส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งแขน ทรวงอก สะโพก ขาอ่อน… เหมือนบ้านเศรษฐีมีเงินที่เชือดเป็ดเชือดไก่เสร็จ ก็โยนพวกเศษตะโพกไก่ที่ไม่ใช้ทิ้งทั้งถาดไม่มีผิด ส่วนจะหน้าตาพวกนางอย่างไรนั้น เห็นไม่ชัดเจนโดยสิ้นเชิง

เนื่องเพราะพวกนางไม่ใส่ใจเรื่องหน้าตามาตั้งแต่แรก

บางนางแอ่นอกเหยียดสะโพก ยืดเอววาดแขนยืนขวางอยู่หน้ารถเทียมล่อ บางนางวิ่งมาถึงข้างรถ ยกมือตบห้องโดยสารแรงๆ

“นายท่านมองข้า! นายท่านต้องการข้าเถอะ!”

จ้าวฮวาดีดตัวออกจากหน้าต่างโดยแรง เฉาวั่งเอ๋อร์ที่นั่งอยู่นอกรถข้างคนคุมบังเหียนโบกมือทั้งสองข้างแรงๆ

“ออกไปๆ! ไสหัวพวกเจ้าออกไป!”

เฉาวั่งเอ๋อร์มีวิชาฝีมือติดตัว เสียงตวาดคราวนี้เหมือนเสียงย่ำกลองศึก บีบคั้นรุนแรงจนนกกาแตกตื่น ถนนทั้งสายสงบลงในพริบตา แต่หลังจากนั้นเสียงแหบพร่าเหมือนคนพูดถูกทุบกล่องเสียงแตกก็ดังขึ้นทันที เสียงนั้นกึกก้องไปตามป้ายผ้าโกโรโกโสข้างประตู ปลุกบรรยากาศให้กลับมาคึกคักท่ามกลางสายลมร้อนระอุ

“มาเจอคุณชายสูงศักดิ์กลางแผ่นฟ้าแผ่นดินที่แล้งจัดอย่างนี้ ทุกคนลืมกฎระเบียบไปแล้วใช่หรือไม่? ต้องเรียงแถวกันตามลำดับ เข้ามาทีละร้าน!”

เสียงตะโกนทางนี้ยังไม่ทันสิ้นสุด ทางนั้นมีอีกเสียงตวาดลั่น

“นางแพศยา คิดหนี? ข้าจะดูว่าเจ้าหนีไปที่ใดได้! จับนาง จับนางให้ข้า! นางโสเภณีโสโครก เจ้าหนี เราบอกให้เจ้าหนี! ไม่หนีแล้วหรือ? เจ้าไม่หนีแล้วหรือ?”

อาคารที่เพิ่งเปิดประตูมาเมื่อครู่นั้น มีสตรีนางหนึ่งเตลิดหนีแต่โดนจับกลับมา ถูกบุรุษคนหนึ่งใช้ส้นรองเท้าหนาๆ กระทืบไปตามท้อง หน้าอก ใบหน้าของนาง หากนางทำได้เพียงกลิ้งตัวไปตามพื้น แม้แต่ร้องยังไม่ส่งเสียงร้องออกมาสักคำ ส่วนสตรีที่อวดเรือนร่างคนอื่นๆ ล้วนยืนดูอยู่กับที่ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงหน้าตามอมแมม ในบรรดานั้นมีสองสามนางที่ยังเสยผมเผ้า วาดท่าวางจริตใส่รถเทียมล่อ แยกขาออกเอื้อมมือลงไปนวดคลึง สภาพไม่ต่างจากภูติผีปีศาจ ไม่ต่างจากเดรัจฉาน

รถยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้า จ้าวฮวาที่อยู่ในรถหลับตาแน่น นั่งเกาะหนึบอยู่ข้างตัวชิงเถียน

“พี่หญิง พี่หญิง พาข้ามาที่นี่ทำอะไร”

ร่างของชิงเถียนถูกตัวรถเขย่าจนโอนเอียงไปมาไม่หยุดยั้ง แต่สีหน้ากลับไม่หวั่นไหวสักน้อยนิด เอ่ยเหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องสลักสำคัญ

“ผ่านเส้นทางสายนี้ออกไป เจ้าก็เป็นไทแก่ตัวแล้ว”

จ้าวฮวาหดคอหลบอยู่ด้านหลังหัวไหล่นาง ฟันบนฟันล่างกระทบกันกึกกัก

“พี่หญิง เปลี่ยนทางเถอะ ข้าไม่ต้องการผ่านทางนี้ ข้าไม่อยากผ่านเส้นทางนี้!”

ชิงเถียนใช้มืออีกข้างตะปบสองแก้มจ้าวฮวาให้เงยขึ้นมา จ้องลึกลงไปในดวงตานาง

“เจ้าไม่ต้องการผ่านเส้นทางนี้จริงหรือ?”

ใบหน้าจ้าวฮวาถูกจิกจนผิดรูป แต่ยังทำปากพะงาบส่งเสียงวิงวอนแผ่วเบาไม่หยุดยั้ง

“ไม่ต้องการ ไม่ต้องการ ไม่ต้องการ…”

ชิงเถียนปล่อยนาง ยกแขนขึ้นเคาะหลังคารถสองครั้ง ปลอกเล็บเงินประดับใยทองบนนิ้วก้อยกระทบหลังคาส่งเสียงกังวานสดใส

“หันหัวรถกลับ”

คนบังคับรถฝีมือยอดเยี่ยมยิ่งนัก เพียงรั้งบังเหียน รถก็วกกลับตัวทันทีบนถนนสายแคบๆ เพิ่มความเร็ววิ่งเฉียดชายคาอาคารย้อนกลับไปทางเดิม ด้านนอกระเบิดเสียงเอ็ดอึงขึ้นทันที

“นี่! เหตุใดจะไปแล้ว?”

“นายท่าน ท่านไม่ดูอีกหน่อยหรือ? ตึกหลังของพวกเรายังมีสินค้าใหม่อีกคน!”

“นี่ ยังดูไม่หมดเลย ข้างหน้าก็ยังมี! ยังไม่ได้ดูร้านเราเลย มีร้านพวกเราด้วย!”

“เดรัจฉาน ล้อเล่นกับพวกเราใช่หรือไม่?”

“เที่ยงตรงขนาดนี้ ท่านแวะรับประทานอาหารที่นี่ก่อนดีหรือไม่?”

“เด็กน้อยนั่นคงไม่เคยเปิดโลกเข้าแดนสวรรค์ พวกกินเจแน่นอน!”

“ดูสินค้าตั้งมากมาย แม้แต่ลงจากรถยังไม่ยอมลง คงเข้าใจว่าตัวเองเป็นฮ่องเต้เลือกสนม!”

“นั่งรถอย่างนั้นมาหาพวกเราทำอะไร? รีบไสหัวท่านไปตรอกไหวฮวาเถอะ!”

ไม่นานเสียงกรีดกราดด่าทอก็ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลังห่างไกล เหลือเพียงเสียงกระพรวนรถดังกังวานเข้าหูเป็นระยะ จ้าวฮวาค่อยๆ รู้สึกถึงถนนสายใหญ่ที่ราบเรียบอีกครั้ง แต่กลับยิ่งแตกตื่นหวาดกลัวกว่าเดิม

“พี่หญิง ท่านไม่ได้จะปล่อยข้าหรือ? เหตุใดกลับมาอีก?”

ชิงเถียนเบือนหน้ากลับมา ในห้องโดยสารที่มืดสลัว ประกายตานางคล้ายกระบี่ล้ำค่าเล่มหนึ่ง เปล่งรัศมีเรืองรอง คมกริบจี้ตรงเข้าใส่หัวใจผู้คน

“จ้าวฮวา พ่อแม่เจ้าเสียไปแล้วทั้งคู่ เหลือเพียงน้าชายที่พึ่งพาได้ แต่น้าสะใภ้ก็ขายเจ้าออกมา ถ้าเจ้ากลับไป รับรองต้องถูกขายออกมาอีกแน่นอน แต่หากเจ้าไม่กลับ นครเป่ยจิงที่ยิ่งใหญ่กว้างขวาง เจ้าไม่มีญาติมิตร เด็กผู้หญิงคนเดียวคิดจะไปอยู่ที่ใด? อันที่จริงไม่ว่าเจ้าไปที่ใด ข้าไม่ต้องคิดด้วยซ้ำก็รู้ว่าเจ้าจะพบเจออะไรบ้าง เมื่อสวรรค์มอบใบหน้านี้ให้เจ้า ชั่วชีวิตนี้เจ้าจะได้เจอแต่บุรุษเท่านั้น แต่บุรุษจะไม่ตบแต่งเจ้าเป็นภรรยาหลวง เนื่องเพราะเจ้าไม่มีแม่สื่อแม่ชัก ไม่มีฐานะทางบ้านค้ำจุนโบราณว่าไว้ ‘สู่ขอได้เป็นภรรยาหลวง หนีตามได้เป็นภรรยาน้อย’ เจ้าเองก็บอกแต่แรกว่าจะถูกขายไปเป็นภรรยาน้อยผู้อื่น แต่เจ้าทราบหรือไม่สิ่งใดเรียกว่าภรรยาน้อย? ภรรยาน้อยก็คือ ‘นางเล็กๆ’ อย่าว่าแต่บุตรธิดาที่เจ้าให้กำเนิดเองจะเรียกเจ้าว่าแม่ไม่ได้ ตอนพวกเขานั่ง เจ้าก็ต้องยืน พวกเขาเป็นนาย เจ้าเป็นบ่าว เกียรติยศตำแหน่งของสามีเจ้าจะไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับเจ้าเลย ในตระกูลมีงานมงคลหรืองานศพเจ้าห้ามโผล่หน้า ตายไปไม่อาจฝังร่วมในสุสานเดียวกัน ป้ายสถิตย์วิญญาณของเจ้าจะไม่ถูกนำเข้าศาลบรรพชน ยังไม่ต้องพูดถึงแรงริษยาอาฆาตของภรรยาหลวง หากนางเรียกให้เจ้ายืนตาย เจ้าต้องไม่กล้านอนตายเด็ดขาด บางคนเห็นเปลือกนอกใจคอกว้าง แต่เก้าในสิบคนล้วนเป็นผู้มีคุณธรรมจอมปลอม ขอเพียงมีโอกาสจะต้องหาทางขับเจ้าออกจากบ้าน สมมติว่าแม้แต่ภรรยาน้อยเจ้ายังเป็นไม่ได้ อย่างนั้นเป็นสาวใช้หรือข้าทาสแล้วกัน สาวใช้ไม่เพียงต้องนอนดึกตื่นเช้า แต่ยังต้องทำงานหนักไม่มีพักอยู่ตลอดเวลา พลั้งเผลอเพียงน้อยนิดเป็นต้องโดนด่าว่าทุบตี หากพอจะมีเค้างดงามอยู่บ้าง ไม่เพียงยากรักษาพรหมจรรย์ ถ้าไปเจอนายหญิงนิสัยร้ายกาจเข้า จะต้องถูกกระทำเอาถึงตาย หรือไม่เมื่อหมดความเป็นคนโปรด ก็จะถูกส่งออกมาขายเป็นของเล่นผู้คนอยู่ดี แต่ได้เป็นภรรยาน้อยหรือสาวใช้ก็นับว่ายังดี เพราะเท่าที่ข้าดู ไม่แน่บุรุษที่เจ้าพบ อาจใช้ชีวิตเสเพลมาตลอด ออดอ้อนพร่ำคำหวานล่อลวงเจ้า ย่ำยีร่างกายเจ้า จากนั้นก็ส่งเจ้าขายทิ้งมายังแดนโลกีย์อย่างเดิม

“สถานเริงรมย์ในเป่ยจิงที่ใหญ่ๆ นั้นมีสามแห่ง หนึ่งคือตรอกไหวฮวา อีกที่หนึ่งชื่อตรอกเหลียนจื่อ (ตรอกผ้าม่าน) สองแห่งนี้มีศิลปินนักแสดงและบุรุษดีงามมากมาย แต่ยังมีอีกแห่งก็คือ ‘ถนนโสเภณี’ ซึ่งเราเพิ่งไปมาเมื่อครู่ ตรอกไหวฮวาตั้งอยู่ในทำเลดีที่สุดในเป่ยจิง เชื่อมติดกับถนนฉีผาน (ถนนกระดานหมากรุก) ถนนฟู่กุ้ย (ถนนรุ่งเรืองเฟื่องฟู)… ออกจากวังต้องห้ามมาก็เป็นถนนฉีผาน ส่วนประตูกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพิธีการ และสำนักพระราชวัง ล้วนหันหน้าออกสู่ถนนฟู่กุ้ย สตรีในตรอกไหวฮวาใช้ผ้าต่วนแพรไหม สวมใส่ทองคำประดับเงิน หากมีการแต่งกายแปลกใหม่ใดขึ้นมา แม้แต่เหล่าสนมนางในในวังหลวงยังต้องเรียนรู้จากเรา เจ้าจะได้อยู่ในหอที่ตกแต่งอย่างงดงามแทบปูด้วยทองคำ นอนบนเตียงชุดกรุฉากสลักลาย หากจะขึ้นเตียงเจ้า บุรุษต้องวางเงินประกันเปิดการค้า ต้องจัดเลี้ยงน้ำชา ต้องลงคะแนนบุปผา ต้องจ่ายค่าทำผมแต่งหน้าแต่งตัว จัดทำชุดขนสัตว์เครื่องประดับเพชรพลอย ซื้อเครื่องเรือนมาแต่งห้อง กราบไหว้เทพคิ้วขาว จุดเทียนคู่ใหญ่… สารพัดธรรมเนียมเป็นสิบกว่าอย่าง ต้องใช้เงินทองเป็นพันตำลึง ต้องไปมาหาสู่ เกี้ยวพาสานสัมพันธ์ ส่วนรอบถนนโสเภณีคือย่านหลิงตัง (ย่านกระดิ่ง) กับตรอกเจี้ยนกาน (ตรอกก้านลูกศร) ผู้อยู่อาศัยถ้าไม่ใช่กรรมกรก็เป็นคนจรจัด สตรีในถนนโสเภณีก็เป็นเช่นที่เจ้าเห็นไปเมื่อครู่ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำแทบไร้อาภรณ์ติดกาย หากมีแขกมาถึง ไม่ว่าจะเหม็นคลุ้งเค็มคาวขนาดไหนก็ต้องปรี่เข้าแย่งชิง พบหน้ากันครั้งเดียวก็รับเข้าห้อง วันหนึ่งอย่างมากรับสิบกว่าคน อย่างน้อยๆ ต้องได้สามสี่คน ภาษาในถิ่นนั้นเรียกว่า ‘ตอกตะปู’ ตอกตะปูครั้งหนึ่งได้ยี่สิบเหวิน ซึ่งล้วนถูกพวกนักเลงกับแม่เล้าเอาไปหมดสิ้น ต้องกินวอโถว (หมายเหตุ: ขนมอบชนิดหนึ่ง ทำจากแป้งข้าวโพด) ข้าวบูด นอนในห้องที่ไม่มีประตู ตรอกไหวฮวากับถนนโสเภณีล้วนทำอาชีพเดียวกัน แต่หนึ่งนั้นเป็นฟากฟ้าขาวสะอาดราวไขมันจากแกะ อีกหนึ่งกลับเป็นดินโคลนแดงฉานปานเลือดสุกร”

ชิงเถียนนิ่งไปครู่ ฝีปากนางคมกริบราวลายเส้นอักษรโซ่วจินถี่ (หมายเหตุ: ลายพู่กันตัวอักษรจีนมีหลายแบบ ทั้งแบบหวัด แบบเรียบร้อย ฯลฯ ลายเส้นอักษรแบบโซ่วจินถี่จะค่อนข้างบางและเฉียบคม) ปาดเฉือนราวมีดสั้น ฟันฉับลงมาราวคมดาบ

“จ้าวฮวา ถ้าวันนี้เจ้าลงจากรถไป หากพบเจอคนจิตใจดีรับเจ้าไว้เป็นภรรยาน้อยหรือสาวใช้ ต่อให้ลำบากยากแค้น แต่เปรียบกับอาชีพขายเนื้อหนังมังสาแล้ว ก็ยังถือว่าโชคดี แต่ภรรยาน้อยและสาวใช้ทั่วไปจะยากดีมีจนก็ยังมีบ้านตัวเองให้กลับ มีพี่มีน้อง เจ้าโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ไร้เดียงสาอายุน้อย แม้แต่ญาติเจ้ายังหลอกเจ้าทำร้ายเจ้า คนนอกจะจริงใจหรือเสแสร้งเจ้าจะแยกได้อย่างไร? กลัวแต่เป็นภรรยาน้อยหรือสาวใช้คนอื่นก็แล้ว สุดท้ายยังคงต้องตกต่ำกลับลงมาสู่แดนโลกีย์ และเจ้ารู้หรือไม่ รอจนเจ้าถูกขายเวียนไปสักสองหรือสามครั้ง ผ่านไปอีกห้าหกปี ตอนนั้นเจ้าคิดจะกลับมาตรอกไหวฮวาหรือ? เพ้อฝันสิ้นดี! จุดจบหนึ่งเดียวของเจ้าก็คือถนนโสเภณี ซึ่งเจ้าบอกเองจากปากว่า ‘ไม่ต้องการผ่านทางนี้’ ข้าถึงพาเจ้ากลับมา เจ้าคิดดูให้ดี หากไม่ต้องการกลับหอจริงๆ ข้ายังมีเศษตั๋วเงินเล็กน้อยติดมาให้เจ้าใช้รองรัง แผ่นฟ้าแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลสุดแล้วแต่เจ้าจะร่อนเร่เดินทาง อนาคตจะทุกข์หรือสุข ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง ข้ามองว่าหอไหวหย่าคือขุมนรกชั้นที่สิบแปด แต่ข้าเคยเห็นแค่ขุมนรกทั้งสามสิบหกชั้น ไม่เคยพบเห็นโลกมนุษย์มาเลย ไม่มีเส้นทางที่ดีกว่านี้จะมอบให้เจ้า”

วาจาเหล่านี้แต่ละถ้อยแต่ละคำ แต่ละความหมายล้วนคล้ายลูกเห็บลูกหนึ่ง ตกใส่ศีรษะกลางเดือนหกที่ร้อนอบอ้าว กระหน่ำซ้ำจนผู้คนผิวปริแยกเนื้อแตกยับ ทำลายจนกระดูกหักสลาย จ้าวฮวาจ้องมองชิงเถียนอย่างตะลึงตะลาน หน้าเผือดขาวราวเกล็ดน้ำค้างแข็ง ร่างนางสั่นสะท้าน เนื้อตัวกระตุกด้วยแรงสะอื้น สุดท้ายก็โถมเข้าไปในอ้อมอกชิงเถียน ร่ำไห้โฮ

“พี่หญิง พี่หญิง เหตุใดชีวิตข้าจึงโหดร้ายนัก!”

ในรถที่แล่นโคลงเคลง สีหน้าชิงเถียนกลับไม่เคยหวั่นไหว

“อย่าบอกว่าชีวิตตัวเองโหดร้าย เจ้าดูเหล่าสตรีเมื่อครู่นั่น พวกนางก็มีบิดามารดาเลี้ยงดูเติบใหญ่มาเช่นกัน ใครจะทราบว่าชีวิตถึงกับหักเหไปได้ปานนี้ แม้แต่ม้าแต่วัวที่ลากรถยังดีกว่า แต่ต่อให้เป็นอย่างนั้น ก็ต้องมีคนยากจนเร่ร่อนมาอิจฉาพวกนาง ที่อย่างน้อยกลางวันมีข้าวกิน กลางคืนมีที่นอน” นางตบไหล่จ้าวฮวา เอ่ยซ้ำ “อย่าบอกว่าชีวิตตัวเองโหดร้าย เจ้ายังไม่เคยเห็นคนที่ทุกข์ยากจริงๆ เลย”

ชิงเถียนปลอบประโลมเหมือนไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับตัวเอง แต่คำพูดรื่นหูเหล่านี้จะปลอบใครได้? อย่างน้อยปลอบตัวนางเองไม่ได้ด้วยซ้ำ นางทราบเพียงว่าเมื่อความแค้นพุ่งถึงขีดสุด นางอยากควานหาล่าตัวเขาไปจนสุดขอบฟ้า ลากออกมาฟาดฟันเสียให้ตาย แต่พอหวนคิดอีกครั้ง กลับไปนึกถึงริมฝีปากบางๆ ที่ยิ้มขึ้นมาแล้วทั้งบริสุทธิ์จริงใจ ทั้งน่าดูอย่างยิ่งของเขา นางก็แทบคลุ้มคลั่ง ทุกค่ำคืนพระจันทร์ยังคงลอยขึ้นสูงส่องกระจ่างกลางฟ้า ไม่อาจข่มใจนึกถึงเรื่องราวในอดีต นางอยู่เคียงข้างเหล่าบุรุษอื่น ลืมตามองไปใต้แสงจันทร์ ดวงตาคู่นั้นของนางไม่ใช่ดวงตาที่มืดบอดด้วยซ้ำ แต่เป็นดวงตาของคนตาย

ดวงตาของคนที่นอนตายตาไม่หลับ

เรื่องมาถึงขั้นนี้ นางได้แต่รอคอยคนผู้นั้น รอเขาใช้อำนาจที่โหดเหี้ยมแต่ทรงพลังต่างมือของสัปเหร่อ ประกอบซากร่างของนางเข้าด้วยกัน

5.

คนผู้นั้นยังคงไม่มา ส่วนที่มาถึง คือความหวังใยหนึ่งว่าเขาจะต้องมา

ตอนที่พาจ้าวฮวากลับมาถึงหอไหวหย่า เห็นด้านหลังของหอก็สงบโล่งว่าง ไม่เหลือผู้ไม่เกี่ยวข้องอยู่แถวนั้นสักคนเดียว ชิงเถียนก็ทราบว่าฉีเซอกำลังจะมาแล้ว

นางล้างหน้าหวีผมลวกๆ ผลัดเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อคลุมปล่อยชายไม่ผูกปกเสื้อ ตัวเสื้อไม่ได้ปักลวดลาย แต่ย้อมด้วยกุหลาบ บรรยากาศรื่นเริงชนิดหนึ่งแผ่กำจาย จากนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำมาบนไม้กระดานหอ ทุกครั้งที่มา ชายหนุ่มคล้ายนำผู้คุ้มกันมาด้วยทั้งขบวน แต่คนที่นางได้เห็น ยังคงมีเพียงหนึ่งขันที หนึ่งองครักษ์เท่านั้น… โจวตวินกับเหออู๋เหวย

คนที่ช่วยเขาเลิกม่านประตูคือเหออู๋เหวย ส่วนโจวตวินเดินตามเขาเข้ามา ชิงเถียนเห็นท่าเดินของฉีเซอจนชักจะชินตาแล้ว บุรุษที่สูงขนาดนั้น เท้ากลับกะเผลกไป แม้จะกะเผลกเพียงเล็กน้อย แต่กิริยาก็ยังดูถ่วงหนักเชื่องช้าอยู่ดี ทว่าเพราะกิริยาที่ถ่วงหนักเชื่องช้า กลับทำให้เขาคล้ายเป็นเครื่องสัมฤทธิ์โบราณรูปแบบเรียบง่ายชิ้นหนึ่ง ชวนให้ผู้คนรู้สึกนับถือเลื่อมใส

เขายังคงสวมชุดลำลองเช่นเคย เป็นเสื้อตัวยาวตัดเย็บด้วยผ้าเปอร์เซียอ่อนนุ่ม โบกมือให้นางกับมู่อวิ๋น

“มาจนคุ้นเคยกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องเคร่งธรรมเนียมปานนี้ นั่งเถอะ”

ชิงเถียนเอ่ยขอบคุณ ปั้นยิ้มเล็กน้อย

“ท่านสามรังเกียจว่าชาของพวกเราไม่ดี แต่วันนี้เพิ่งได้มู่ซีลู่ (หมายเหตุ: มู่ซีลู่คือเครื่องดื่มที่กลั่นจากดอกหอมหมื่นลี้ จะใช้หมักทำสุราหรือซอสต่อก็ได้) กลั่นใหม่มา ท่านสามจะดื่มสักคำดับกระหายหรือไม่?”

ฉีเซอแย้มยิ้มนั่งลงบนตั่งตัวใหญ่

“วันนี้ออกจะคอแห้งอยู่บ้างจริงๆ”

“มู่อวิ๋น เจ้าไปเรียกอาซ้อวังให้ยกมู่ซีลู่มาชามหนึ่ง”

“ไม่จำเป็น” ฉีเซอตบพัดจีบในมือให้พับเข้าหากัน ก่อนยกโบกเป็นเชิงออกคำสั่งกับโจวตวิน

โจวตวินขานตอบว่า “ขอรับ” จากนั้นเลิกม่านประตูร้องเรียก “เสี่ยวซิ่นจื่อ”

เสียงซอยเท้าถี่เร็วดังมา ขันทีน้อยรูปงามราวกับหยก อายุราวยี่สิบกว่าปี สวมเครื่องแบบทหารติดหมายเลขเหมือนทหารทั่วไปเดินมาถึงหน้าม่าน ก้มศีรษะรอรับคำสั่ง

โจวตวินเอ่ยด้วยทีท่าสงบราบเรียบ

“ไปยกน้ำชาเข้ามา”

ปกติชิงเถียนมักเห็นโจวตวินนอบน้อมค้อมกายคอยเฝ้าอยู่ข้างๆ ฉีเซอ แต่ตอนนี้พอเห็นเขาออกคำสั่งบริวารข้างเคียงขึ้นมาบ้าง ถึงกับมีบุคลิกน่าเกรงขามชนิดหนึ่ง เทียบกับเหล่าขุนนางใหญ่แล้วมีแต่เหนือกว่าไม่มีทางด้อยกว่าเด็ดขาด แต่พอหันกลับมา สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างบ่าวทาสตามเดิม ประสานมือไปยืนนอบน้อมสงบปากสงบคำอยู่ด้านข้าง

ไม่นานเท่าใดก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเสี่ยวซิ่นจื่อย้อนกลับมา ร้องว่า “โจวกงกง” ประคองกล่องไม้พะยูงหอมใบโตยื่นมาให้จากนอกม่าน

โจวตวินรับกล่องไม้นั้นมา เปิดฝาที่เขียนลายสัตว์ร้ายเมฆาล่องออก เห็นตัวกล่องแบ่งออกเป็นหลายชั้น ทุกชั้นยังแบ่งเป็นช่องเล็กๆ บ้างสี่เหลี่ยมบ้างวงกลม ปูรองด้วยผ้าทอสีขาวบริสุทธิ์ราวหิมะ ภายในบรรจุถาดเงิน จานเงิน ชามเงิน ตะเกียบเงิน ป้านเงิน จอกชาเงิน ถ้วยสุราเงิน ชามสุราเงิน… เครื่องมือต่างๆ น้อยใหญ่ยี่สิบสามสิบชิ้นครบชุด โจวตวินหยิบชามสี่ใบ จานสี่ใบออกมาก่อน เปิดฝาเงินสลักลายดอกไม้ จัดใส่ถาดประคองส่งให้

ชิงเถียนกับมู่อวิ๋นชมดูจนพูดไม่ออก จนครู่ใหญ่มู่อวิ๋นจึงได้ตบอกหัวเราะออกมา

“โอ นี่ขนมหวานจากห้องน้ำชาหอไหวหย่าของพวกเราเองมิใช่หรือ? พอเปลี่ยนภาชนะบรรจุ ก็ขู่ขวัญข้าจนแทบจำไม่ได้”

ชิงเถียนเองก็ยิ้มอย่างเพิ่งเข้าใจ

“มิน่าเล่าท่านสามมาที่นี่ จึงไม่เคยดื่มชาสักอึก รับประทานข้าวสักเม็ดเลย”

ฉีเซอยกชามเงินขึ้นมา ดื่มมู่ซีลู่ในชามแห้งหายในอึดใจเดียว ก่อนยิ้มพลางเช็ดมุมปาก

“หากข้าออกมาข้างนอก จะต้องเตรียมชุดน้ำชา ชุดจานชาม อุปกรณ์ล้างหน้าเหล่านี้ไว้ใช้ส่วนตัว นี่เป็นกฎ แต่ไม่ใช่เพื่ออวดโอ่วางท่า แต่เพราะตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบ ไม่อาจไม่ระวังป้องกัน เจ้าเองก็ติดต่อผู้คนมากมายตลอดทั้งวัน ควรเตรียมไว้สักชุดหนึ่งจึงถูกต้อง เจ้าต้องการหรือไม่ จะส่งให้เจ้า?”

น้ำเสียงเขามีแววล้อเลียน แต่ฟังแล้วชิงเถียนหัวใจปวดแปลบราวถูกทิ่มแทง เบื้องหน้าคล้ายมีภาพซีจูตอนใกล้ตายปรากฏขึ้นมา

“ขอบพระคุณท่านสาม แต่นั่นกลับไม่จำเป็น พิษร้ายของเฮ่อติ่งหง (หมายเหตุ: สารพิษชนิดหนึ่ง เป็นองค์ประกอบของสารหนู) เงินแท้สามารถตรวจสอบได้ แต่พิษร้ายในใจคน อาศัยอะไรทดสอบได้บ้าง?”

ตะวันที่คล้อยลงทางทิศตะวันตกสาดแสงเฉียงๆ เข้ามาในห้อง อาบไล้บนบนร่างของฉีเซอจนทอประกายเรืองรอง เขาจ้องมองนาง แววตาแปรเปลี่ยนไปมาจนซับซ้อน

“ข้าเพิ่งมาจากพระที่นั่งเฉียนชิงกง ตอนนี้โอรสสวรรค์อายุสิบเอ็ดชันษา ข้าเป็นพระปิตุลา ซ้ำยังมีหน้าที่ว่าราชการแผ่นดิน ฉะนั้นแม้ซ่างซูฝาง (หมายเหตุ: เป็นที่สำหรับโอรสของพระเจ้าแผ่นดินเรียนหนังสือ อยู่ด้านขวาของประตูเฉียนชิงในพระราชวังต้องห้าม) จะมีอาจารย์มากความสามารถ แต่หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ก็ยังต้องให้ข้าเข้าไปอธิบายแก่ฮ่องเต้องค์น้อยทุกวัน ตอนอยู่กับเขา ข้าไม่รู้สึกกระไรนัก แต่มาอยู่ข้างเจ้า จึงรู้สึกขึ้นมาอย่างรุนแรงทีเดียว” เขานิ่งไปครู่ ก่อนเอ่ยต่อ “‘อยู่เคียงกษัตริย์ เหมือนอยู่ข้างพยัคฆ์’ กลัวนักว่าหากพูดจาผิดหู จะทำเจ้าคิดมาก”

คราวนี้เขาไม่ได้เปิดช่องให้นางโต้ตอบ เพียงแต่สะบัดพัดในมือกางออกเต็มผืน ก้มมองภาพขุนเขาม่านหมอกที่วาดด้วยหมึกบนพัด ถามว่า

“เจ้าเล่า? เมื่อบ่ายไปทำอะไรมา ออกไปรับงานข้างนอกหรือ?”

ชิงเถียนส่ายหน้า ดอกชบาสองดอก หนึ่งแดง หนึ่งบานเย็น ที่เสียบอยู่บริเวณจอนผมสะบัดเสียดสีกันไปมา

“สองวันก่อนท่านแม่เพิ่งซื้อกวานเหรินน้อยเข้ามาใหม่คนหนึ่ง ข้าพานางออกไปเที่ยวเล่น หลังจากท่านสามกลับ ท่านแม่ยังจะให้ข้าสอนวิชาเฉพาะภายในหอเราแก่นางอีก”

“วิชาภายในอะไร? ไหนลองบอกมาฟังดู”

“ในเมื่อเป็นวิชาภายใน ย่อมไม่ถ่ายทอดต่อคนนอก”

“แต่วันก่อนข้าเห็นความเจ็บปวดไม่อาจลืมลงของเจ้ากับตา เจ้าก็ฟังเรื่องราวชีวิตไม่อาจบอกเล่าต่อผู้คนของข้ากับหู เปิดใจกันถึงเพียงนั้นแล้ว จะเรียกว่าคนนอกได้อย่างไร?” เขากึ่งสัพยอกกึ่งจริงจัง ยกชามน้ำแกงกุหลาบชามหนึ่งส่งให้นาง “เจ้าก็ดื่มบ้าง”

ชิงเถียนแย้มยิ้มเล็กน้อยกล่าวขอบพระคุณแล้วรับมา แต่กลับวางไว้ข้างตัว

“ในเมื่อท่านสามอยากฟังเรื่องแปลกใหม่ อย่างนั้นข้าได้แต่หน้าด้านบอกกับท่านสามแล้ว อันที่จริงก็ไม่มีอะไร ตำราทำการค้าประจำตรอกไหวฮวา ย่อมหนีไม่พ้นเสแสร้งหลอกลวง ร้อยเล่ห์เพทุบาย ยกตัวอย่างเช่นหากพบแขกหน้าใหม่ ก่อนอื่นต้องวางจริตกิริยา ท่าก้มหน้าพิจารณาตัวเรียกว่า ‘นางหงส์ผงกศีรษะ’ แย้มยิ้มเห็นฟันเล็กน้อยเรียก ‘เสนอทนต์เงิน’ แอ่นอกบิดสะโพกเรียกว่า ‘อุทิศร่างเอ่ยวาจา’ ชม้ายชายตา มารยาแต่งจริต พอแขกเหรื่อเข้าประตูมา ก็ใช้ ‘สิบแปดคำถาม’ หยั่งเชิงก่อน ซักถามต่อเนื่องวนเป็นห่วงสัมพันธ์ ไม่นานก็พอจะระบุพื้นฐานที่มาของแขกได้ หากฐานะของแขกอยู่ในระดับธรรมดา ก็ใช้วิธี ‘ทอดตะพาบ’ หรือไม่ก็ ‘สามเยือกเย็นหนึ่งร้อนแรง’ วิธี ‘ทอดตะพาบ’ คือให้แขกรอไปเรื่อยๆ รอจนร้อนใจกลัดกลุ้ม แต่ก็ไม่มีปัญญาจะทำอย่างไร ส่วน ‘สามเยือกเย็นหนึ่งร้อนแรง’ คือวางท่าเย็นชาไม่สนใจแขกเสียสามครั้ง แต่เมื่อถึงครั้งที่สี่กลับเร่าร้อนปานเปลวไฟ ยั่วล้อจนแขกเหรื่อมึนงงคาดเดาท่าทีไม่ออก หัวใจย่อมบังเกิดความผูกพัน แต่หากแขกนั้นมีฐานะร่ำรวย นั่นต้องรั้งไว้เป็นแขกขาประจำ ก็มี ‘ร่ำไห้’‘ตัด’‘แทง’‘เผา’‘แต่ง’‘ตาย’ หกวิธี

“‘ร่ำไห้’ นั้นไม่ต้องพูดถึง ‘ตัด’ คือตัดเส้นผมมอบให้แก่กันและกัน ‘แทง’ คือใช้เข็มปักลายผ้าแทงสองแขนเขียนเป็นชื่อคน ตามด้วยคำว่า ‘สามีที่รักเป็นผู้ครอบครองข้า’ จากนั้นใช้หมึกทาทับ หากไม่ใช้น้ำยาชนิดพิเศษล้าง รอยนั้นจะติดตัวไปจนตาย ‘เผา’ คือใช้ธูปหอมจี้ลงบนร่าง จี้ที่หน้าอกเรียกว่า ‘อธิษฐานสู่ใจกลาง’ จะได้รับความรักเมตตาสูงสุด จี้ที่กลางกระหม่อมเรียกว่า ‘อธิษฐานผูกเกศา’ ได้รับความรักรองลงมา จากนั้นเป็น ‘อธิษฐานเชื่อมหัตถ์ซ้าย’‘อธิษฐานเชื่อมหัตถ์ขวา’‘อธิษฐานเกี่ยวชงฆ์ซ้าย’‘อธิษฐานเกี่ยวชงฆ์ขวา’ ต่างๆ ตามชื่อมา สำหรับ ‘แต่ง’ นั้นไม่ใช่แต่งงานจริงๆ เพียงแต่ปากพร่ำว่าหากมิใช่ท่านเป็นไม่แต่งเด็ดขาด อ้างสัจจะอ้างสาบานอ้างน้ำใจอ้างคุณธรรม ล่อลวงจนแขกยอมจ่ายค่าไถ่ตัวให้ ส่วน ‘ตาย’ ก็ไม่ใช่ตายจริง ยังคงเป็นเพียงการเอ่ยอ้างแต่ปากเปล่าว่าจะอยู่เพื่อท่าน ตายเพื่อท่าน ที่ว่ารักลึกซึ้งผูกพันตามติดแม้เป็นวิญญาณ ล้วนแต่เพื่อหลอกลวงให้แขกเหรื่อเข้าใจว่านางรักมั่นกับเขาผู้เดียว จะได้ตายใจจ่ายเงินเท่านั้นเอง กล่าวไปกล่าวมายังคงสรุปได้ประโยคเดียว คือสถานที่แห่งนี้เพียงรู้จักเงิน ไม่รู้จักคน สตรีใดยิ่งวางท่าว่าเห็นรักแท้ล้ำค่า ส่วนเงินทองเป็นธุลีดิน ยิ่งแสดงว่าต้องการขูดรีดบุรุษ หากไม่สูบเลือดสูบเนื้อเขาจนแห้ง รับรองไม่ปล่อยไปเด็ดขาด”

ฉีเซอตั้งอกตั้งใจฟังอย่างมีสมาธิ ฟังจบก็ปรบมือถอนหายใจ

“สนุกสนานน่าสนใจอย่างยิ่ง หากเป็นสตรีอื่น คงต้องมีท่าทีขัดเขิน พูดไม่ออกแน่นอน”

ชิงเถียนเหม่อลอยไปยังที่ห่างไกล มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย ดวงตากลับไร้ชีวิตจิตใจราวทะเลที่เรียบสงบ

“หากต่อหน้าท่านสามที่เป็นบุรุษเข้มแข็งเห็นโลกมามากข้ายังพูดไม่ออก อีกสักครู่ต้องพูดกับเด็กหญิงไร้เดียงสาอายุสิบสี่ ข้าจะพูดออกได้อย่างไร?”

ฉีเซอมองนางแวบหนึ่ง ก่อนเบือนหน้าไป เอียงศีรษะส่งสัญญาณต่อโจวตวิน โจวตวินรีบค้อมกายลงทันที

“ขอรับ” จากนั้นก็แย้มยิ้มหันไปอีกด้าน “แม่นางมู่อวิ๋น?”

“หา? อ้อ อืม!” มู่อวิ๋นกำลังฟังเพลิน ได้ยินเสียงเรียกจึงเพิ่งได้สติ รีบคำนับแล้วเดินตามโจวตวินออกจากห้อง

เมื่อเหลือกันเพียงสองคน ห้องจึงเงียบจนได้ยินเสียงน้ำหยดจากนาฬิกาน้ำ หยดแล้วหยดเล่า ฉีเซอยังควงพัดในมือเล่นเช่นเดิม เอ่ยอย่างยิ้มแย้ม

“วิธีเหล่านี้เจ้าเคยใช้หมดแล้วหรือ?”

ชิงเถียนหน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย ยิ้มตอบอย่างเปิดเผย

“นอกจาก ‘แทง’ และ ‘เผา’ ล้วนเคยใช้ทั้งสิ้น ที่ใช้บ่อยที่สุดคือ ‘ร่ำไห้’”

“ร่ำไห้อย่างไร?”

“หากแขกทำท่าจะกลับ ก็ร้องไห้ลุกขึ้นบอกว่า ‘ท่านถึงกับหักใจทิ้งข้าได้ลง’ และต้องร้องจนอีกฝ่ายมือไม้ปั่นป่วน อ่อนใจอาลัยอาวรณ์ หากเจอแขกมีประสบการณ์หัวเราะเยาะตอบกลับมาว่า ‘เจ้ามีแขกเหรื่อไปมาคอยรักเมตตาเจ้ามากมาย ส่วนเจ้ากับข้าแค่เล่นละครกันฉากหนึ่งเท่านั้น เหตุใดเกิดจะจริงจังขึ้นมา?’ ก็ให้ตอบว่า ‘แม้แขกที่ข้ารับรองจะมีมาก แต่มีท่านคนเดียวที่เอาใจใส่ดูแลข้า ข้าดีต่อท่านด้วยความจริงใจ แม้แต่หินผายังมีวันหลอมละลาย ท่านกลับหักใจอำมหิตกล่าววาจาเหล่านี้กับข้า’ ถึงตอนนี้ต้องเค้นน้ำตาออกมาให้ได้อีกหลายๆ หยด”

“คำ ‘ต้องเค้นน้ำตาออกมาให้ได้อีกหลายๆ หยด’ นี้อัศจรรย์นัก! หากร้องไม่ออกทำอย่างไร?”

“เอาผ้าเช็ดหน้าที่ชุบน้ำขิงไว้ก่อนยกขึ้นซับขอบตา น้ำตาก็ทะลักเป็นน้ำตกเอง”

ฉีเซอขบขันอย่างยิ่ง ยื่นมือออกไป

“ผ้าเช็ดหน้าเจ้าเล่า? เอาให้ข้าดูบ้าง”

ชิงเถียนเองก็หัวเราะ ดวงตากลับทอประกายอ้างว้างอยู่เลือนลาง

“ข้าไม่จำเป็นต้องใช้ของอย่างนั้นตั้งนานแล้ว อยากร้องก็ร้องได้”

“อยากร้องก็ร้องได้เลย? ถือว่ามีความสามารถของแท้ ฝึกอย่างไร?”

“ไม่ต้องฝึก พออยู่ถึงตอนหลัง ทุกเรื่องที่นึกถึงล้วนเพียงพอจะทำให้ร้องไห้ไปหลายวันหลายคืนทั้งสิ้น แค่บีบน้ำตาออกมาสักหลายหยดนับว่าสำคัญอย่างไร?”

น้ำเสียงนางเหมือนสายลมเย็นเยือกแผ่วพลิ้ว ฉีเซอไม่ทันระวังตัว ถูกสายลมนั้นพัดพาจนแววตาสั่นสะท้าน แต่แล้วกลับยิ้มออกมาใหม่ได้ทันที มองนางอย่างพิจารณา สีหน้าประหลาดใจ

“อย่างนั้นก็แปลกแล้ว ข้าไม่เคยเห็นเจ้าหลั่งน้ำตามาก่อนเลย”

ชิงเถียนเอียงคอเล็กน้อย แต่ดวงตาจ้องมาตรงๆ

“ท่านสามต้องการเห็นข้าหลั่งน้ำตา? นั่นง่ายดายอย่างยิ่ง”

“ไม่ๆๆ ห้ามทำเด็ดขาด” ฉีเซอสะพัดพัดกางออกดังฉาด ยกขึ้นโบกไปมาที่ข้างหู “หากเจ้าหลั่งน้ำตา ข้าต้องหวั่นไหวจนยอมมอบกายให้ ถวายชีวิตปลอบใจเจ้าแน่นอน น่าเสียดายตอนนี้ข้ามีใจ เจ้าไร้ความรู้สึก ข้าไม่ยอมเสียเปรียบอย่างโง่บัดซบเช่นนี้”

คราวนี้ชิงเถียนหัวเราะออกมาจริงๆ เริ่มเป็นฝ่ายมองฉีเซอบ้าง

“ปกติท่านสามอยู่ในราชสำนักก็กล่าววาจาเหล่านี้หรือ?”

“ทำไม่ได้หรอก” ฉีเซอหัวเราะคิกคักทิ้งพัดไปด้านข้าง หยิบผลบ๊วยแกะสลักเป็นลวดลายจากจานเงินส่งเข้าปาก ส่งเสียงอ้อมๆ แอ้มๆ “อาชีพของพวกเจ้าเน้นที่หัวเราะร้องไห้ได้ทุกเมื่อตามชอบใจ ส่วนอาชีพของพวกข้ายึดหลัก ‘ซึมเซาราวไก่สลักจากไม้’ ไม่ว่าได้ยินอะไรมา จะปิติก็ดี จะโศกเศร้าก็ช่าง ให้พูดได้เพียงสามคำคือ ‘อืม’‘อ้อ’‘โอ’ อย่างมากที่สุดก็เพิ่มไปได้อีกสามคำคือ ‘รับทราบแล้ว’ จากนั้นทำหน้าอย่างนี้…” เขาเช็ดมือที่เลอะน้ำตาลเหนียวๆ กับเสื้อผ้าโดยไม่ใส่ใจ ปั้นหน้าใส่ชิงเถียน คิ้วขมวดลงฉับ มุมปากตกห้อย จมูกโด่งเป็นสันเหยียดตรงราวเสาในศาลเจ้าโบราณ ดวงตาเหมือนช่องรับแสงหน้าศาล แต่เดิมอาจส่องสว่างเรืองรอง ทว่าตอนนี้กลับคล้ายมีฝุ่นมีหยากไย่เกาะเต็มมาหลายพันปี ทึมทึบขมุกขมัว มองออกไปไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน

ชิงเถียนหันกลับไป ปิดปากหัวเราะเบาๆ

“จริงแท้ ตอนข้าพบท่านสามครั้งแรก ก็หน้าตาอย่างนี้จริงๆ ปั้นหน้าอย่างนี้ไม่เหนื่อยหรือ?”

“ยิ่งกว่าเหนื่อยอีก!” เหมือนศาลเจ้าหลังโตพังโครมลงมาจนสะเทือนไปทั้งขุนเขา ฝุ่นละอองปลิวว่อนเริงรำในอากาศราวมีภูติวิญญาณสิงสู่ สะท้อนแสงตะวันสดใสเจิดจ้า รอยยิ้มเขาเองก็เช่นกัน เบิกบานรื่นรมย์ยิ่งนัก “ต้องปั้นหน้าอย่างนี้ตลอดทั้งปีจนแทบจะป่วยเอาให้ได้ ฉะนั้นจึงต้องหาใครสักคนมาพูดคุยหัวเราะด้วยกันไม่ใช่หรือ? เจ้ายิ้มตลอดทั้งปี มาอยู่ต่อหน้าข้าไม่จำเป็นต้องยิ้มก็ได้ ไม่ใช่ข้าไม่ต้องการให้เจ้ายิ้ม แต่ข้าหมายถึงหากเจ้าพอใจเจ้าค่อยยิ้ม ไม่พอใจก็ไม่ต้องยิ้ม ชักสีหน้าใส่ข้าก็ได้ หาเป็นไรไม่ พวกเราต่างปล่อยตัวได้ตามสบายจึงจะดี”

ชั่วขณะนั้นชิงเถียนจนปัญญาหาคำมาต่อบทสนทนา พลันได้ยินเสียงสวบสาบดังเบาๆ สัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆ โผล่หัวที่มีขนปุกปุยออกมาจากหลังม่าน

“ไจ้อวี้!” ฉีเซอหัวเราะออกมา ตบหน้าตักตัวเอง “มา มานี่ มาหาท่านสามตรงนี้”

แมวขาวเดินเข้าไปอย่างว่าง่าย กระโดดแผล็วเดียวขึ้นอยู่บนหัวเข่าเขา ฉีเซอใช้สองแขนอุ้มมันชูขึ้น กวาดตาสำรวจตั้งแต่หัวจรดหาง ไจ้อวี้กระพริบตาคนละสีที่ข้างหนึ่งสีครามอีกข้างสีเขียวของมันปริบๆ แสยะเขียวเล็กๆ ออกมาอ้าปากหาว

ชิงเถียนเอียงคอมองมา รอยยิ้มมีเค้าอ้างว้างแฝงอยู่เล็กน้อย

“ในบรรดาลูกค้าขาประจำช่วงหลายปีนี้ของข้า ไจ้อวี้ไม่เคยสนใจใครเลย ใครอุ้มก็วิ่งหนี แต่กลับสนิทกับท่านสามตั้งแต่แรกพบ เห็นหน้าทุกครั้งเป็นต้องมาคลอเคลีย ประหลาดจริงๆ”

ฉีเซอเอาแต่ลูบไปตามตัวแมวน้อย นิ้วเรียวยาวทรงพลังสางไปตามขนหนานุ่มเป็นมันของไจ้อวี้ ทั้งดูคุ้นเคยและเป็นธรรมชาติเหลือเกิน

“ข้าชอมแมวที่สุด แมวเป็นแมวตลอดกาล ไม่เหมือนคน หลายครั้งใช้ชีวิตราวไม่ใช่คน ดูเถอะ เจ้าคิดมากอีกแล้วใช่หรือไม่? ข้าพูดถึงข้าเอง เจ้าไม่ต้องโยงไปถึงเรื่องอื่น” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น ส่งยิ้มให้นาง “พวกเราคุยเรื่องน่ายินดีบ้าง! เจ้าถูกขายเข้ามาที่นี่ตอนกี่ขวบ?”

ชิงเถียนหัวเราะคิก แต่สายตาที่มองมากลับมีแววขุ่นเคืองเล็กน้อย เขาหัวเราะ

“สำหรับข้าแล้วนับเป็นเรื่องน่ายินดี ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่ได้พบกับเจ้า ใช่หรือไม่?”

“ล้วนเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญทั้งสิ้น ท่านสามคงไม่สนใจ”

“หากไม่สนใจ ข้าคงไม่ถาม”

นางหลุบตาลงมองสองมือ… มือนางสวมแหวนลูกปัดชาดหรคุณจีน

“ตอนห้าขวบ ข้ายังจำวันนั้นได้แม่น ก่อนหน้านั้นวันหนึ่งท่านแม่จัดงานวันเกิดให้ข้า ทำให้ข้าจำได้ว่าตัวเองเกิดปีชวด เดือนสิบสอง วันที่สอง พอรุ่งขึ้นนางก็จับข้าส่งมาที่นี่”

“เรื่องตอนเด็กๆ ยังจำได้หรือไม่”

นางพยักหน้า แต่แล้วก็ส่ายหน้า

“จำได้เพียงเค้าโครงเลือนลาง พอตั้งใจทบทวน กลับจำเงาร่างใครไม่ได้เลย”

“อย่างนั้นบ้านอยู่ที่ใด แซ่ไรหรือ?”

“บ้านอยู่ซูโจว ดูเหมือนจะแซ่ฟาง แต่ก็อาจเป็นแซ่ฝาง หรือไม่ก็แซ่หวง แซ่หวัง ในสำเนียงท้องถิ่น คำเหล่านี้ไม่ต่างกันเท่าใด ตอนนี้แม้แต่ภาษาถิ่นของบ้านเกิดข้าก็พูดไม่ได้แล้ว แต่ยังจำได้ว่ามีชื่อเล่นชื่อ ‘เสี่ยวนาน’” คำหลังนางพูดเป็นภาษาซูโจว

“เสี่ยวนาน” ฉีเซอยิ้ม มือเขาลูบไปตามตัวแมวอย่างทนุถนอมรักใคร่ ริมฝีปากก็เอ่ยสองคำนั้นออกมาอย่างทนุถนอมรักใคร่ไม่ต่างกัน

ขนตาของชิงเถียนกระพือไหว

“ท่านพ่อมักเรียกข้าอย่างนั้น ในความทรงจำข้า ท่านพ่อเป็นคนสูง แทบสูงจนเสียดฟ้า มักแบกข้าขึ้นนั่งบนบ่า ข้าก็ขี่คอท่านพ่อปล่อยว่าวขึ้นฟ้า ท่านพ่อทำว่าวรูปหญิงงามเจ็ดสีตัวใหญ่ให้ข้า บอกว่า ‘ตอนนี้เสี่ยวนานของพวกเราเป็นนางงามตัวน้อยๆ รอจนเติบใหญ่ ก็จะเป็นหญิงงามที่ยิ่งใหญ่เหมือนอย่างว่าวตัวนี้’ ข้าไม่ทราบว่าท่านพ่อป่วยด้วยโรคอะไร จำได้แต่ว่าท่านหมอเดินทางไปๆ มาๆ จากนั้นทุกหนทุกแห่งในบ้านก็แขวนคลุมด้วยผ้าขาว ข้าร้องไห้หาท่านพ่อทุกวัน ตอนหลังท่านแม่บอกว่าท่านพ่อไปยังสถานที่ห่างไกล จะพาข้าไปหา ข้าดีอกดีใจ ติดตามนางนั่งเรือโดยสารเป็นเวลานาน สุดท้ายก็มาถึงเป่ยจิง…” เสียงนางแผ่วเบาราวความฝัน แต่แล้วพลันสะดุ้งตื่นจากฝันมา ดวงตายังมีแววประหวั่นลนลานหลงเลือ นางหลับตาลงแย้มยิ้มออกมา “ข้าว่าไม่เล่าแล้วดีกว่า เล่าไป ข้าปวดใจ ท่านสามก็ฟังแล้วเป็นทุกข์แทนข้า ช่างทำลายบรรยากาศนัก”

โชคดีหลังจากนั้นไจ้อวี้ก็ส่งเสียงร้องตามสองครั้งติดๆ กัน ฉีเซอจึงรีบเบี่ยงหัวข้อสนทนา แสร้งเป็นเอาใจแมว

“เป็นไรไป ไจ้อวี้ หืม? เจ้ามีความเห็นสูงส่งใด? อ้อ หิวแล้ว เฮอะ เห็นวันๆ เจ้าจดจำแต่เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ นับว่าชีวิตสุขสบายเหลือเกิน มู่อวิ๋น!”

มู่อวิ๋นเดินข้ามาในห้อง คารวะทั้งสอง

“ท่านสามมีคำสั่งใดเจ้าคะ?”

“เจ้าไปเอาอาหารแมวมาให้ไจ้อวี้ ท้องมันร้องโครกครากแล้ว อีกอย่าง แม่นางของเจ้าปกติชอบอาหารร้านไหน ชอบรับประทานอะไร เจ้าไปบอกพวกเขา ให้พวกเขาสั่งมา ไม่ต้องกลัวจะสั่งมากไป ยิ่งมากยิ่งดี”

“เจ้าค่ะ!”

ฉีเซอกดปลายจมูกเข้ากับแมวขาว ก่อนหันมายิ้มให้ชิงเถียน

“ให้ข้าอยู่รับประทานข้าวสักมื้อหนึ่งเถอะ”

ดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมทิวเขาทางทิศตะวันตก เหลือเพียงริ้วเมฆสนธยาสีเข้มจัดลอยอยู่บนขอบฟ้า ราวกับผืนภาพขนาดยาวที่ทอขึ้นจากเส้นไหม คนที่ยืนอยู่ใต้แสงอัสดงก็งดงามราวภาพเขียน คิ้วตาคมเนียนสวย อาภรณ์รุ่มรวยล้ำค่า ระหว่างคนทั้งคู่กางกั้นด้วยบรรยากาศลี้ลับจางๆ และโต๊ะจัดเลี้ยงอาหารที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง

อาหารในจานเงินชามเงินถูกยกมาทั้งชุดทีเดียวสิบกว่าชนิด ทั้งปลาหางไก่จากแม่น้ำแยงซีย่าง น่องไฟ (แฮม) จากเมืองจินฮวา น้ำแกงเต้าหู้ของเมืองไหวอัน เต้าหู้อบแห้งฉีกฝอยต้มกับน่องไฟ แป้งห่อไส้เนื้อสัตว์ของเมืองไหวอันก้านธูปฤาษีอบกับเปลือกกุ้ง รังนกในน้ำนม ปลิงทะเลผัดต้นหอม หูฉลามน้ำแดง กุ้งผัดซันเย่า (หมายเหตุ: สมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายมันเทศ หัวยาวตรง) หอยนางรมทอดกรอบ กะเพาะหมูทอดน้ำมัน…

กวาดตามองจนหมดทุกจานแล้ว ฉีเซอก็ยิ้ม

“เจ้าชอบอาหารไหวหยาง (หมายเหตุ: อาหารไหวหยางเป็นชื่อเรียกรวมของอาหารจีนต้นตำรับที่แพร่หลายในแถบลุ่มน้ำแยงซี ในมณฑลเจียงซู)

ชิงเถียนที่นั่งรวมโต๊ะด้วยแย้มยิ้มเช่นกัน

“ท่านสามชอบอาหารซานตง”

นางถลกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย เผยเห็นกำไลหินผลึกสีแดงอมทอง มือยกตะเกียบเงินคีบอาหารหลายอย่างวางลงในจานของฉีเซอ

ฉีเซอหัวเราะอย่างสุขใจ ยกตะเกียบขึ้นเช่นกัน หลังรับประทานไปได้หลายคำ กลับเห็นชิงเถียนเพียงคีบกับข้าวให้เขา ก็อดท้วงไม่ได้

“เจ้าเองก็รับประทานบ้าง”

ชิงเถียนเอ่ยราบเรียบ

“ยังปรนนิบัติแขกเหรื่อรับประทานไม่เสร็จสิ้น ธรรมเนียมที่ไหนอนุญาตให้ตัวเองรับประทานได้? ท่านสามรับประทานเถอะ ท่านอิ่มแล้วข้าค่อยทาน”

ฉีเซอเพิ่งรู้ตัว เหล่านางคณิกาในกลุ่มย่อยชั้นหนึ่งนั้น ชีวิตล้วนมีกฎระเบียบทุกขั้นตอน เวลาร่วมโต๊ะกับแขกเหรื่อ ตนเองไม่อาจแตะตะเกียบรับประทานเองเป็นอันขาด ต้องรอให้แขกรับประทานเสร็จก่อน ตัวเองค่อยรีบจัดการอาหารที่เหลือให้เสร็จไป อาหารโอชะในปากเขาเปลี่ยนเป็นไร้รสชาติไปทันที รอยยิ้มเบิกบานของเขาก็แข็งค้างไปเล็กน้อย

“บอกแต่แรกแล้ว อยู่ต่อหน้าข้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องเหล่านี้ กินเถอะ ตั้งใจสั่งอาหารที่เจ้าชอบมามากมายปานนี้ ก็เพื่อให้เจ้ากินเป็นเพื่อนข้า”

ตะเกียบในมือชิงเถียนชะงักค้างลังเลอยู่กลางอากาศ ในที่สุดยังคงวางลงบนแท่นวางตะเกียบ

“ท่านสามรับประทานเถอะ ไว้ดึกอีกสักหน่อยข้าค่อยกิน ข้าไม่หิว”

กลับเป็นมู่อวิ๋นที่อยู่ด้านข้างพอจะมองสายสนกลในออก นางสำรวจสีหน้าชิงเถียนแล้วอดเอ่ยอย่างห่วงใยไม่ได้

“แม่นาง มิได้ปวดท้องอีกกระมัง?”

“อะไร?” ฉีเซอขมวดคิ้วทันที “เจ้ามักปวดท้องบ่อยๆ หรือ?”

“โรคเก่าเจ้าค่ะ” มู่อวิ๋นปากไวยิ่งนัก หมุนตัวจะเดินออกจากห้อง “ช่วงนี้ออกจะกำเริบถี่อยู่บ้าง ข้าจะไปต้มยาเดี๋ยวนี้”

“หยุด” ชิงเถียนมีทีท่าขุ่นเคืองขึ้นทันที “ยิ่งมายิ่งไม่รู้จักกฎระเบียบ ท่านสามยังอยู่ที่นี่ หากไอยากระทบถูกจะทำอย่างไร?” นางหันกลับไปมองฉีเซอ ยิ้มราบเรียบราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “ไม่ต้องสนใจนาง นางมักขยายเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต ข้าไม่เป็นไร ท่านสามค่อยๆ รับประทาน ข้าจะรับประทานกับท่าน”

นางยกตะเกียบขึ้นอีกครั้ง แต่ได้ยินเสียง ‘ฉับ’ ตัวตะเกียบนางถูกตะเกียบอีกคู่กันไว้

ประกายระยับของแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ลูบไล้ลงบนแก้มของนาง ฉีเซอจ้องมองนาง รู้สึกความยินดีขุ่นเคือง โศกเศร้าเบิกบาน ทุกรายละเอียดความรู้สึกของนางล้วนกระจ่างในใจเขา ราวดอกบัวในหัตถ์พระพุทธองค์ ดวงตาชิงเถียนคล้ายมีเม็ดทรายสีทองแพรวพราว ทำเอาร่างเขาเหมือนตกลงในบ่วงลึกไม่อาจถอนตัว แทบอยากชักชวนนางไปกับเขา ไปยังดินแดนที่สงบงดงามประดุจสรวงสวรรค์พันธสัญญา ที่ซึ่งอุดมไปด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง

แต่ฉีเซอไม่พูดอะไรเลยสักคำเดียว เขาเข้าใจดีว่าก่อนจะได้เผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ เขาไปไหนไม่ได้ทั้งสิ้น ชายหนุ่มจ้องมองชิงเถียน ก่อนปล่อยตะเกียบในมือ

“เจ้าพักเถอะ ข้าจะไปแล้ว”

เขาบอกจะไปก็ไปเลยทันที ลุกขึ้นเดินจาก แต่แล้วก็หันกลับมา กวาดตามองเครื่องใช้ไม้สอยที่ทำจากเงินหรูหราบนโต๊ะตัวใหญ่

“ของชุดนี้เมื่อเจ้าไม่ใช้ กลับไปแล้วข้าจะส่งคนมาเก็บ ส่วนพิษร้ายในใจคน ความจริงก็มีสิ่งหนึ่งสามารถตรวจสอบได้ …คือเวลา”

ชิงเถียนตะลึงมองตามฉีเซอ มือไม้ไม่ทราบควรเอาไปไว้ที่ใด มองแต่ไกลเห็นกระดิ่งที่แขวนอยู่บนหลังคาถูกสายลมร้อนพัดจนส่งเสียงติงๆ ตังๆ ราวกับเสียงฝนห่าใหญ่ที่ตกกระหน่ำไล่หลังชายหนุ่ม

6.

วันรุ่งขึ้นฝนก็ตกลงมาจริงๆ โจวตวินมาถึงแทบจะเป็นเวลาเดียวกับเมื่อวาน ภาชนะเครื่องอาหารที่ทำจากเงินชุดนั้นชิงเถียนจัดการให้คนล้างไว้เรียบร้อย วางเก็บในกล่องตามตำแหน่งเดิม โจวตวินรับไปแล้วส่งต่อให้เสี่ยวซิ่นจื่อที่รออยู่นอกม่าน จากนั้นหยิบเอากล่องที่ลงรักเขียนลายทองประคองไว้ในมือ บอกว่า

“แม่นางต้วน ในกล่องนี้มียาสองชุดที่หมอหลวงจัดไว้ให้ ยาเม็ดที่อยู่ในขวดกระเบื้องใช้รักษาอาการปวดท้อง อาการกำเริบเมื่อใด ท่านรับประทานกับน้ำเปล่าก็ใช้ได้แล้ว ส่วนในห่อกระดาษเป็นยากล่อมประสาท ท่านอ๋องบอกว่าเห็นแม่นางใต้ตาดำคล้ำ ต้องหลับไม่สนิทแน่นอน จึงให้ต้มยานี้ดื่มก่อนนอน จะช่วยให้สงบใจหลับสนิทขึ้น ช่วงนี้ท่านอ๋องมีราชกิจมากมาย เกรงว่าคงมาไม่ได้ไปสักระยะ แม่นางต้วนต้องดูแลตัวเองให้มาก”

แต่ไหนแต่ไรมานามของนางโลมก็ถูกผู้คนเรียกหาเอาได้ตามใจ ไม่เคยมีใครเรียกชิงเถียนว่า ‘แม่นางต้วน’ ราวกับนางเป็นกุลสตรีมีตระกูลเช่นนี้มาก่อน ชิงเถียนรู้สึกกระดากอยู่บ้าง รีบสั่งให้มู่อวิ๋นรับกล่องมา ก่อนสั่งคนหยิบทองคำแท่งหนักสิบตำลึง ส่งให้โจวตวินด้วยมือตัวเอง

“ขอบพระคุณท่านอ๋องที่เป็นห่วง และขอบคุณกงกงที่อุตส่าห์มาถึงที่ทั้งที่ฝนตกด้วย”

โจวตวินดันทองคำแท่งกลับไป แย้มยิ้มก้มศีรษะให้

“ท่านอ๋องสั่งไว้ หากข้าน้อยกล้ารับรางวัลจากแม่นางชิง จะตัดมือทั้งสองข้าง แม่นางเชิญพักผ่อน ข้าน้อยไม่รบกวนแล้ว”

โจวตวินจากไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบเช่นเดียวกับขามา หลงเหลือเพียงเสียงฝนที่ตกเปาะแปะอยู่ภายนอก มู่อวิ๋นที่มือถือกล่องยาทำท่าจะพูดอะไร แต่กลับมีเสียงฝีเท้ากระแทกลั่นๆ มาตามพื้นกระดานเรือนเสียก่อน ใครคนหนึ่งกรีดร้องเสียงแหลมเล็ก

“พี่หญิง พี่หญิง! พี่หญิงชิงเถียน!” …จ้าวฮวานั่นเอง

ชิงเถียนสาวเท้าเร็วๆ ออกจากห้อง เพิ่งก้าวออกไปบนระเบียง ก็เห็นจ้าวฮวาวิ่งกระเซอะกระเซิงมาจากอีกด้าน ตุ้ยเสีย เตี๋ยเซียน และเฟิ่งฉินไล่ตามมาด้านหลัง มือตุ้ยเสียยังถือตะเกียงดวงเล็กๆ อยู่ด้วย ส่งเสียงหัวเราะร่วนทีเดียว จ้าวฮวากลับหน้าตาตื่น เหมือนพร้อมจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ มุดเข้ามาในอ้อมอกชิงเถียน

“พี่หญิง พี่หญิง พวกนางจะเผาคิ้วข้า!”

ชิงเถียนใช้มือหนึ่งโอบจ้าวฮวาไว้ ส่วนเสียงเข้มงวด

“พวกเจ้าจะทำอะไร?”

พอเห็นชิงเถียนออกมา คนอื่นๆ ก็เริ่มอึดอัด ตุ้ยเสียเป่าไฟในตะเกียงกระเบื้องดับไป สีหน้าเรียบเฉยไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก

“ท่านแม่ให้เราสอนจ้าวฮวาเล่นไพ่นกกระจอก แต่ถ้าเล่นไม่เอาแพ้เอาชนะก็ไม่สนุก และนางเองก็ไม่มีเงิน พวกเราเลยตกลงกันว่าหากนางแพ้จะลงโทษนาง แต่พอจะลงโทษเข้าจริง นางกลับไม่ยอม วิ่งหนีร้องเอะอะไปทั่ว พวกเราก็ไม่ได้จะเผาจริงเสียหน่อย เพียงขู่นางเล่นเท่านั้น”

ชิงเถียนประคองใบหน้าจ้าวฮวาที่ซบอยู่กับไหล่ตนขึ้นดู ใต้แสงสีแดงนุ่มนวลอบอุ่นจากโคมไฟหลายดวงบนระเบียง เห็นคิ้วเรียวยาวบนใบหน้าเล็กๆ นั้นถูกเผาหายไปแถบหนึ่ง เหลือเพียงหัวคิ้วบางๆ ที่ตกห้อย ซ้ำหางคิ้วด้านซ้ายยังมีคราบน้ำตาเทียนเกาะแข็งเป็นแถบราวกับคราบเลือด มู่อวิ๋นอยู่ด้านหลัง ชะโงกมองแล้วหลุดปากร้องอุทาน ชิงเถียนตบแผ่นหลังที่สั่นสะท้านของจ้าวฮวา ตวัดสายตาขึ้นมองตรงไปข้างหน้า ประกายความน่าเกรงขามฉายชัด

“จะล้อเล่นหรือก่อเรื่องเอะอะก็ควรรู้จักหนักเบา หากทำจ้าวฮวาเสียโฉมไปจริงๆ ข้าจะดูว่าท่านแม่จะปล่อยใครลอยนวลไปบ้าง?”

“พี่หญิง เหตุใดท่านเอาแต่ปกป้องนาง” เตี๋ยเซียนยกมือกอดอก ค้อนขวับให้อีกด้วย

ตุ้ยเสียเองก็กลอกตาเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวไส้ตะเกียงขึ้นมาม้วนเล่น

“ใช่แล้ว”

ชิงเถียนยิ่งโมโหหนัก จี้นิ้วยันศีรษะทั้งสามทีละคน

“สมัยก่อนซีจูเอากระโปรงเจ้าไปโยนไว้ในห้องน้ำ ข้าไม่ได้ปกป้องเจ้าหรือ? ตอนเจ้าเอากล้องยาสูบชุบเงินไปให้นักแสดงงิ้วจนถูกท่านแม่จับมัดเฆี่ยนตี ข้าไม่ได้ปกป้องเจ้าหรือ? ล้วนอายุสิบแปดสิบเก้ากันแล้ว มารังแกเด็กน้อยเพิ่งมาใหม่ พวกเจ้าสองคนไม่อับอายบ้างหรือไร ยังมีเจ้า เฟิ่งฉิน เจ้าเองก็ไม่รู้จักโต ไม่มีหัวคิดหรือ? พวกนางทำอะไร เจ้าก็ทำตามใช่ไหม?”

เฟิ่งฉินถูกตวาดจนต้องก้มหน้าไม่เอ่ยวาจา แต่เตี๋ยเซียนไม่ยินยอม บ่นงึมงำ

“พักหลังนี้พี่หญิงวางท่าใหญ่โตเหลือเกิน เอะอะก็ถลึงตาด่าคน เรื่องไม่ได้ใหญ่โตขนาดที่ท่านต้องบันดาลโทสะปานนี้”

ตุ้ยเสียบิดร่างอวบอัดของนาง เชิดวงหน้าคมเรียวขึ้นสูง

“มิใช่เพราะมีท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการหนุนหลังหรอกหรือ? ทำวางท่าเป็นนางพญา เพื่ออะไรกัน?”

ชิงเถียงรู้สึกว่าเส้นเลือดที่ขมับสองข้างกระตุกริกๆ ลำคอมีเส้นเอ็นขึ้นเขียวทีเดียว นางแค่นหัวเราะ

“พูดถึงด่าคน ข้าควรด่าพวกเจ้าจริงๆ ข้าถือดีมีท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการหนุนหลัง พวกเจ้าเล่า อาศัยใคร? ตั้งแต่เดือนสี่เป็นต้นมา พวกเจ้าได้จัดงานเลี้ยงสุรากี่งาน วิ่งไปรับงานนอกกี่หน มีแขกลงคะแนนบุปผาให้เจ้ากี่ตำลึง? วันนี้ข้าไม่สบายไม่ได้รับแขก พวกเจ้ากลับวิ่งกันตึงตัง ทั้งเอะอะทั้งลงไม้ลงมือ ไม่ไปเชิญแขกมาเล่า นี่กี่โมงกี่ยามแล้วไม่มีแขกเลยสักคนเดียว หอไหวหย่าเงียบเหงาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใด? ล้วนเป็นข้าคนเดียวที่ทำการค้าหาเงินเลี้ยงพวกเจ้าในกลุ่มย่อย ให้พวกเจ้ามีข้าทาสรับใช้ เสพสุขเป็นนายหญิง ตอนนี้สุขสบายทุกอย่างแล้วกลับมายั่วโมโหข้าหรือ? ข้ามีแรงด่า จะด่าพวกเจ้าให้ตายไปเสียเลย! พวกสินค้าโสโครกไร้ค่า!”

เตี๋ยเซียนกับเฟิ่งฉินนั้นไม่รู้สึกกระไรนัก ตุ้ยเสียกลับหน้าแดงฉาน น้ำตาคลอหน่วย ก่อนหยดกลิ้งร่วงใส่ทรวงอกอวบใหญ่แทบไม่มีใครเทียบได้ของนาง ซึมลงบนเสื้อที่ปักลายดอกไม้พราว

ชิงเถียนยังขุ่นเคืองไม่หาย กระชากเสียงด่า

“ร้องไห้ทำไมกัน? เลิกใช้ลูกไม้นี้ได้แล้ว! จะได้ประหยัดเหล้าที่ใช้เกลี้ยกล่อมคืนดีกับเจ้า!”

เหล่าสาวใช้ แม่เล้าทั้งหลายเริ่มออกมาบนระเบียงตึกทั้งสี่ทิศ ชมเหตุการณ์อยู่ไกลๆ แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาไกล่เกลี่ย มีแต่มู่อวิ๋นที่กล่อมเบาๆ

“เอาเถิดแม่นาง เดิมสุขภาพก็ไม่ดีอยู่แล้ว โมโหขนาดนี้ร่างกายจะรับได้อย่างไร?”

เตี๋ยเซียนเองก็บิดผ้าเช็ดหน้า ขัดๆ เขินๆ อยู่เป็นนานกว่าจะขอโทษออกมาได้

“พี่หญิง พวกเราไม่ดีเอง ท่านไม่ต้องโมโหไป ตุ้ยเสียนางก็มิใช่จงใจตอแยท่านมีโทสะ แต่หลายวันมานี้นางเองก็มีเรื่องกลัดกลุ้มกังวล ท่านพ่อของนางไปเล่นการพนันอีกแล้ว”

มือข้างหนึ่งของตุ้ยเสียยังถือตะเกียง มืออีกข้างดึงผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งขึ้นมาเช็ดตาเช็ดจมูก

ชิงเถียนจ้องหน้าตุ้ยเสีย แววขุ่นข้องที่หว่างคิ้วแววตาเริ่มจางหาย นางก้มหน้ามองจ้าวฮวาในอ้อมแขน ลูบคราบน้ำตาเทียนบนคิ้วอีกฝ่าย

“จ้าวฮวา เจ้ากลับห้องไปล้างหน้าล้างตาก่อน ไม่ต้องบอกท่านแม่ อีกเดี๋ยวข้าค่อยไปหาเจ้า” จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นใหม่ น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอ่อนโยน “ตุ้ยเสีย เจ้าไปกับข้า ข้ามีเรื่องจะพูดด้วย”

กลับเข้าห้องได้ มู่อวิ๋นก็จุดตะเกียง นอกตัวตึกฝนยังตกไม่หยุด ฟ้าครึ้มเต็มที ชิงเถียนนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับตุ้ยเสีย ดึงมือนางมาจับไว้

“เมื่อครู่ข้าพูดจารุนแรงเกินไป เจ้าอย่าจำใส่ใจ”

ตุ้ยเสียยังเอาผ้าเช็ดหน้าซับจมูกไม่หยุดยั้ง ร้องไห้จนปลายจมูกเป็นสีแดงไปหมด แต่ส่ายศีรษะไปมา

“เกิดอะไรขึ้นกับพ่อเจ้ากันแน่?” ชิงเถียนขมวดคิ้วถาม

“ยังจะเกิดอะไรได้? ขนาดนิ้วถูกตัดไปแล้ว นี่ยังไม่ทันครบเดือนก็ทำอีก เล่นเสียไปแปดร้อยตำลึงเต็มๆ! ข้าจะเอาเงินก้อนจากไหนไปโปะบัญชีพนันของเขา? ท่านแม่ข้าโมโหจนล้มป่วยลุกไม่ขึ้น เงินจะซื้อยาแม้แต่เหวินเดียวก็ไม่มี ในบรรดาแขกของข้ามีท่านหัวหน้ากรมซุนเสี้ยวไฉที่เป็นขุนนางขั้นสามร่ำรวยที่สุด แต่นิสัยเขาตระหนี่ถี่ถ้วนเหลือเกิน ชนิดจ้องกระชากเอ็นจากหลังเห็บ เฉือนเนื้อจากขานกยาง ขูดทองคำจากพักตร์พระพุทธรูปโบราณ ปาดเอาน้ำยาเคลือบงานฝีมือจากผิวถั่วดำ… การจัดงานเลี้ยง ลงคะแนนบุปผา ใต้เท้าซุนยอมควักเงินจ่ายก็จริง แต่เพื่อรักษาหน้าตัวเองเท่านั้น ไม่ยอมให้อะไรเป็นส่วนตัวแม้แต่เหวินเดียว พวกเสเพลล่องลอยไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตยิ่งไม่ต้องพูดถึง พอได้ยินข่าวลือเข้า ก็ไม่มีใครโผล่หน้ามาสักคน มีแต่เตี๋ยเซียนที่ไม่พูดอะไรสักคำ ก็คุ้ยหีบค้นตู้เสื้อผ้าหาเงินมาให้ข้า แต่พี่หญิง ท่านก็มิใช่ไม่รู้จักนาง พอนางชักจะเก็บเงินได้บ้าง ก็เอาไปทุ่มให้นักแสดงงิ้วนั่นหมดสิ้น ต้องรวบรวมจากตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง จึงจะได้มาร้อยตำลึง แต่เงินจำนวนนี้ก็เล็กน้อยเหลือเกิน ข้าหมดหนทางแล้วจริงๆ วันนี้แอบเอาเครื่องประดับศีรษะหลายชิ้นไปจำนำ หากถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้วยังไถ่ของออกมาไม่ได้ ท่านแม่รู้เข้า ข้าเองก็ไม่รอดเหมือนกัน” ตุ้ยเสียน้ำตาร่วง เงาร่างที่สั่นสะท้านของนางถูกแสงเทียนลากยาวขึ้นฉายบนผนัง เหมือนใบกล้วยผืนใหญ่ที่ถูกน้ำฝนกระหน่ำซัด

ชิงเถียนถอนหายใจ ลุกขึ้นเดินเข้าห้องชั้นใน เมื่อกลับออกมาอีกครั้งในมือก็มีห่อตั๋วเงินสีขาวที่ทั้งบางทั้งอ่อนพับไปมาได้อยู่ห่อหนึ่ง นางวางห่อนั้นลงบนกระโปรงของตุ้ยเสีย

“เอาไป”

ตุ้ยเสียมือหนึ่งเช็ดน้ำตา อีกมือแก้ห่อกระดาษออกมุมหนึ่ง แต่พอก้มมองก็ชะงักไปครู่ ยัดมันคืนใส่มือชิงเถียน

“พี่หญิง ข้าไม่ได้หมายความอย่างนี้ ข้าไม่ต้องการเงินของท่าน”

“ตอนเด็กๆ กางเกงยังแบ่งกันใส่เลย ยังแบ่งข้าแบ่งท่านอะไร? เอาไปเถอะ”

ตุ้ยเสียลังเล เอามือปาดหน้าอีกสองรอบก่อนว่า

“พี่หญิง ข้ามีเรื่องจะถามท่านเรื่องหนึ่ง”

“อืม”

“คุณชายเฉียวบอกไว้ไม่ใช่หรือว่าจะมาขอท่านแต่งงาน ทำไมป่านนี้แล้วยังไม่พูดเรื่องไถ่ตัวท่านอีก? ท่านแม่ต้องขู่อะไรทำนอง ‘ต้องเชื้อเชิญด้วยมุกมณี จึงสมเป็นสตรีดังหอโคมเขียว’ โก่งราคาขึ้นไปสูงลิบ ทำให้เขาหาเงินมาได้ไม่พอแน่! ข้าไม่อาจเบียดบังเงินของท่านอีก”

ชิงเถียนรู้สึกเหมือนถูกผลักโครมลงกับพื้น ร่างถูกกด ถูกกระแทกให้ตกดิ่ง จนคล้ายจมลงในดินสีเหลืองลึกถึงหลายจั้ง (หมายเหตุ: จั้งคือหน่วยวัดความยาวจีน หนึ่งจั้งยาวราวสามเมตร) ลิ่มยาวเก้านิ้วแปดแปดหกสิบสี่เล่มตอกฝาโลงปิดลงมา ส่วนนางลูบคลำฝาโลงนั้นราวคนตาบอด แต่คลำพบเพียงกำแพงแห่งการคร่ำครวญ กำแพงแห่งชะตากรรม ที่ทั้งหนักทั้งเยียบเย็นเท่านั้น

ขอบตาทั้งสองร้อนผ่าวด้วยความอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา นางยกมือขึ้นบังดวงตาไว้ แต่น้ำเสียงกลับแหบพร่าไปแล้ว

“ไม่ใช่เรื่องเงิน”

“อย่างนั้นเพราะซีจูหรือ? ข้าเห็น ตั้งแต่ซีจูตายไป คุณชายเฉียวก็ไม่มาอีกเลย ต้องเป็นเพราะพี่หญิงโทษเขาแน่ๆ แต่ข้าว่าไม่ใช่ความผิดเขา อีกอย่างถ้าคิดดีๆ พี่หญิงควรยินดีจึงจะถูก ซีจูแม้ตายอย่างอนาถ แต่นั่นเพราะนางเสนอตัวไปเอง กลับต้องขอบคุณนางที่รับเคราะห์ไป หาไม่คนที่ถูกเจียวจวินฆ่าตายต้องเป็นคุณชายเฉียว หรือไม่ก็พี่หญิงเอง…”

ชิงเถียนโบกมือ เงยหน้าฝืนวางท่าราบเรียบ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ตามปกติ

“เรื่องนี้ยากจะอธิบายให้กระจ่างในช่วงเวลาสั้นๆ เอาไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง เงินนี้เจ้ารับไปก่อน ข้าตัวคนเดียวมีกินอิ่มหนำไม่อดอยาก แต่เจ้ายังมีน้องชายน้องสาวเต็มบ้านต้องเลี้ยงดู อย่าเกรงใจข้า เงินนี้ถ้าคืนได้ก็คืน คืนไม่ได้ก็ไม่ต้องใส่ใจนัก”

นางส่งตุ้ยเสียออกจากห้องแล้วก็ยืนอยู่นอกระเบียงครู่หนึ่ง เสียงฝนแว่วมาดังซ่าๆ แต่ให้ความรู้สึกเลื่อนลอยเลอะเลือน คล้ายมีคนมากมายกำลังร้องตะโกนอยู่ แต่ตะโกนว่าอะไรนั้น กลับได้ยินไม่ชัดสักคำเดียว ชิงเถียนระบายลมหายใจหนักๆ เรียกมู่อวิ๋นให้ปิดหน้าต่างลงมาให้สนิท จากนั้นก็ตรงไปยังห้องของจ้าวฮวา ตอนนี้จ้าวฮวาอาศัยอยู่ชั้นล่างชั่วคราว หน้าห้องมีหญิงชราคนหนึ่งเฝ้าอยู่ นางเป็นคนสนิทของต้วนเอ้อร์เจี่ย พอเห็นชิงเถียนก็รีบยิ้มให้

“แม่นางชิงมาแล้วหรือ?”

“ท่านแม่อยู่ข้างในหรือ?”

“เจ้าค่ะ กำลังคุยกับกวานเหรินน้อย แม่นางเข้าไปเถอะ”

ชิงเถียนเดินเข้าไป ห้องชั้นนอกนั้นไม่มีคนอยู่ แต่ห้องทางด้านขวามีเสียงต้วนเอ้อร์เจี่ยดังแว่วมา เพียงเดินเข้าใกล้หน่อยเดียวก็ได้ยินชัดเจน

“หอคณิกาต่างจากที่อื่นๆ จะต้องให้ผู้ชายนอนเตียงด้านใน เจ้านอนด้านนอก ใช้แขนเจ้าต่างหมอนให้เขา รอจนเขามาลูบคลำตัวเจ้า เจ้าก็ต้องลูบคลำเขาตอบ กับผู้ชายต่างประเภท ก็ต้องใช้ท่วงท่าบนเตียงต่างกัน พวกที่พูดจาน้อยๆ ใช้ท่ารัวกลองเร่งบุปผาเบ่งบาน พวกที่พูดจายืดยาวใช้ท่าสองบัวทองเกี่ยวกระหวัด พวกที่ใจร้อนใช้ท่าย่ำกลองออกศึก ที่ใจเย็นใช้ท่าเคาะจังหวะเนิบช้า พวกที่สู้ศึกได้ไม่นานใช้ท่ารัดรึงสามล้ม ที่ฮึดสู้ได้นานใช้ท่าพยุงซ้ายประคองขวา พวกที่ชอบพร่ำพรอดใช้ท่าครอบจิตงำหัวใจ พวกที่หยาบช้าลามกใช้ท่าเผยเพียงน้อยสยบวิญญาณ (เชิงอรรถ: อ้างอิงจากหนังสือ “จินอวิ๋นเฉียวจ้วน (ตำนานเมฆทองคำเหิน)” เดิมเป็นวรรณคดีขนาดยาวของเวียดนาม ได้รับการเรียบเรียงเป็นภาษาจีนในศตวรรษที่ 18-19) เจ้ารับนี่ไปก่อน แล้วฟังแม่อธิบายท่าทั้งแปดให้เจ้าฟังทีละท่า รับไปเร็ว มีอะไรน่าอายนัก? ต่อไปเจ้าต้องเห็นของสิ่งนี้วันละร้อยแปดสิบรอบ รับไป อืม อย่างนี้ถูกแล้ว”

ชิงเถียนแง้มม่านขึ้นมุมหนึ่ง เห็นจ้าวฮวานั่งเข่าชิดติดกันอยู่ข้างต้วนเอ้อร์เจี่ย เอ้อร์เจี่ยส่งเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุดยั้ง จ้าวฮวากลับหดคอหน้าแดงฉานไม่พูดไม่จา ถือของสิ่งหนึ่งที่ถูกยัดใส่มือ คือองคชาติปลอมหล่อจากทองเหลือง เนื่องจากผ่านกาลเวลามายาวนาน ส่วนปลายจึงลอกจนเป็นสีขาวขุ่น เอ้อร์เจี่ยจับมือจ้าวฮวา ให้นิ้วน้อยๆ ของเด็กหญิงลูบไล้ไปมาบนของที่ทำเลียนจนสมจริง

“นี่ ตรงนี้เป็นส่วนที่ผู้ชายจะรู้สึกสบายที่สุด ไม่เพียงใช้มือได้ แต่ยัง…”

ชิงเถียนรู้สึกของเหลวเปรี้ยวฝาดทะลักขึ้นมาถึงในปาก นางปล่อยม่านลงเดินจากไปอย่างเงียบงัน ภายนอกยังมีสายฝนเม็ดเล็กละเอียดโปร่งแสงพร่างพรมไม่หยุดยั้ง ฝนที่โปรยมาจากฟากฟ้าสุดสูง ร่วงลงบนหล่มโคลนดำสนิทที่ลึกจนไร้ที่สิ้นสุด

7.

ฝนหยุดลงเมื่อใกล้เข้าช่วงสาย ท้องฟ้าขาวพร่างสดใสไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตก กลิ่นไอดินก็โชยผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ กิ่งหลิวที่ห้อยย้อยอยู่นอกหน้าต่างเริงระบำตามสายลมราวกับเกลียวคลื่นในทะเลมรกต

คนที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างสวมอาภรณ์กรุยกรายสีเขียวสดใส ผ้าคลุมที่พาดอยู่บนไหล่ปักมุกมณีแพรวพราย ตัดกับดวงหน้าซีดจางหมองหม่น ไร้ชีวิต ไร้จิตใจ ชิงเถียนจ้องมองเงาของตัวเองในกระจกแต่งตัวบานใหญ่ จากนั้นตวัดสายตาเลยผ่านอย่างไม่ใส่ใจนัก เดินต่อไปนั่งลงหน้ากระจกที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง

“หลี่อีซู (หมายเหตุ: อีซูหมายถึงหวีอันดับหนึ่ง) มาหรือยัง”

หลี่อีซูเป็นไต้จ้าว ไต้จ้าวนี้หมายถึงช่างจัดแต่งเกล้าผม ในบรรดาช่างเหล่านี้ มีอยู่พวกหนึ่งที่เข้าออกหอคณิกา บริการเหล่านางโลมเป็นอาชีพ ไต้จ้าวที่มีชื่อเสียงที่สุดแถบตรอกไหวฮวาก็คือหลี่อีซู เขาชื่อจริงว่าอะไรไม่มีใครทราบ อายุเพียงยี่สิบกว่าเท่านั้น แต่ไม่เพียงเกล้ามวยแปลกใหม่ได้เป็นร้อยแบบ ยังถนัดทรงที่เสียบหวีประดับ แคะหู นวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทุกอย่างล้วนเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี ปกติเหล่าสตรีในหอไหวหย่ามักให้สาวใช้หรือไม่ก็หญิงสูงวัยที่ฝึกฝนมาดีแล้วเกล้าผมติดเครื่องประดับให้ แต่ถ้าต้องออกงานใหญ่ ล้วนเรียกหลี่อีซูให้มาจัดการ

วันนี้คุณชายหลิ่วบุตรชายเสนาบดีกระทรวงการคลังจัดเลี้ยงวันเกิด เหมาภัตตาคารหยางโจวฮุ่ยบนถนนฉีผานจัดงานใหญ่ เชิญเพื่อนกลุ่มเดียวกันมาทั้งฝูง นางโลมชื่อดังในเมืองหลวงเก้าในส่วนสิบล้วนได้รับตั๋วงาน ส่วนคนที่เชิญชิงเถียนไปรับงานนอกคราวนี้คือตัวเจ้าของวันเกิด คุณชายหลิ่วเอง เนื่องจากเขาเป็นแขกที่คบหากับนางมานานปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบรรจงแต่งกายออกงานให้เต็มยศ

พอได้ยินชิงเถียนถาม มู่อวิ๋นก็กางเสื้อคลุมสำหรับทำผมออก คลุมลงบนไหล่นางพลางตอบ

“มาถึงตั้งนานแล้ว แต่ตอนนั้นแม่นางยังไม่ตื่น ท่านแม่จึงเรียกเขาไปห้องแม่นางจ้าวฮวาก่อน เห็นบอกว่าจะให้หลี่อีซูเกล้าผมนางให้งดงาม จะออกงานทั้งที่กระเซอะกระเซิงไม่ได้”

ชิงเถียนพึมพำเบาๆ

“วันนี้จ้าวฮวาจะไปด้วยหรือ? ใครส่งตั๋วงานให้นาง? ชื่อเสียงนางเลื่องลือออกไปเร็วขนาดนี้เชียว?”

“นางจะมีชื่อเสียงอะไร” พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงหัวเราะอย่างเบิกบานของต้วนเอ้อร์เจี่ยก็ดังแว่วเข้ามา นางใช้มือหนึ่งเลิกม่าน อีกมือจูงจ้าวฮวาเข้ามาในห้อง “จะใช้ชื่อเสียงของเจ้าดึงให้ชื่อของน้องสาวเจ้าโดดเด่นขึ้นมาต่างหาก! วันนี้แม้ไม่มีคนเรียกตัวจ้าวฮวา แต่ก็ขอให้เจ้าพานางติดไปด้วย จอหงวนบุปผาอย่างเจ้าพอออกโรง รับประกันว่าสายตาเป็นร้อยคู่จะต้องมองตรงมาที่เจ้าเป็นจุดเดียว คนที่มองเห็นเจ้า ย่อมต้องมองเห็นนาง โอกาสหายากที่เหล่าคุณชายสูงศักดิ์ในเมืองหลวงจะมาชุมนุมกันแบบนี้ ไม่แน่อาจมีใครถูกตาต้องใจจ้าวฮวาของเรา ยินยอมจุดเทียนคู่ใหญ่ให้นาง”

บรรดาเด็กสาวจากตระกูลดีๆ เมื่อออกเรือนคืนแรกจะมีการจุดเทียนมงคลในห้องหอ คืนแรกของพวกนางโลมกลับไม่มีใครมากราบไหว้ฟ้าดินไหว้บรรพบุรุษด้วย หากเป็นนางโลมระดับล่างอย่างมากก็จ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยกว่าตำลึง แต่หากเป็นนางโลมของกลุ่มย่อยชั้นหนึ่ง จะต้องทุ่มจ่ายเงินทองมหาศาลโยกคลอนจิตใจผู้ดูแลหอ ทั้งยังต้องจัดทำเครื่องประดับส่วนตัวให้กับนางโลม จึงสามารถแลกเป็นเทียนมงคลมาได้คู่หนึ่ง สำหรับจุดแสดงความยินดีกับการเบิกพรหมจรรย์ เรียกว่า ‘จุดเทียนคู่ใหญ่’

ชิงเถียนฟังแล้วไม่ประหลาดใจอะไร นางเบือนหน้าไปจ้องต้วนเอ้อร์เจี่ยตรงๆ

“เหตุใดต้องจุดเทียนคู่ใหญ่เร็วปานนี้?”

“เร็ว? ไม่เร็วแล้ว” ต้วนเอ้อร์เจี่ยตวัดมือโบกตรงหน้าจมูกตัวเอง “เจ้านึกว่าตอนนี้เป็นเหมือนสมัยเจ้า ที่อายุสิบสามเริ่มทำงานเป็นกวานเหรินใหม่ ยื้อจนอายุสิบห้าสิบหกค่อยแย้มบานหรือ? เฮอะ ตอนนี้อายุสิบสามเพิ่งเริ่มแย้มก็ว่าช้าแล้ว อย่างหอหยู่ฮวา (พิรุณบุปผา) ที่อยู่ข้างๆ ก็เพิ่งซื้อกวานเหรินน้อยคนใหม่เข้ามาคนหนึ่ง ชื่อ ‘เป้าลิ่วเหนียง’ อะไร อายุเพิ่งสิบสองขวบครึ่ง ก็แย้มบานไปเมื่อเทศกาลก่อน ได้รับความนิยมถล่มทลาย เจ้าก็เคยเห็นใช่หรือไม่? อีกอย่างตั้งแต่ซีจู… โอ สถานการณ์ของหอเราเป็นอย่างไรเจ้าก็เห็นอยู่ เตี๋ยเซียนกับตุ้ยเสียนั้นไม่ต้องพูดถึง ส่วนเฟิ่งฉินหรือ ก็เป็นกวานเหรินใหม่มาสองปีแล้ว จนป่านนี้ยังไม่มีผู้ใดจุดเทียนคู่ใหญ่ให้นาง อย่างนาง แค่มีคนเอาเงินร้อยตำลึงมาให้ข้าก็ปล่อยนางแล้ว ไม่มีใครเอาดอก แต่น้องหญิงจ้าวฮวาของเจ้าต่างออกไป สายตาข้าไม่มีทางผิดพลาด การค้าของนางต้องคึกคัก ผู้คนจะยื้อแย่งต้องการ เจ้าดู เจ้าดูหน้าตาอย่างนี้ ผู้ชายที่ไหนจะไม่รัก!” ปากว่า มือก็รุนหลังจ้าวฮวาขึ้นมาข้างหน้า

ชิงเถียนเงยหน้าพิจารณา เห็นจ้าวฮวาคลุมเสื้อแหวกอกแขนสั้นแค่ครึ่งเดียว เนื้อผ้าโปร่งบางอ่อนนุ่มอยู่ชั้นนอก เสื้อชั้นในเป็นชุดกระโปรงทรงตรงทำจากผ้าไหมเนื้อละเอียดสีขาว เขียนรูปดอกหวงสุ่ยเซียน (หมายเหตุ: หมายถึงดอก wild daffodil)เล็กละเอียดด้วยพู่กัน เสื้อคอกลมเว้าลึกเผยเห็นกระดูกไหปลาร้าเล็กน้อย ลาดไล่ขึ้นมาเป็นลำคอ บนศีรษะรัดห่วงทองคำเส้นหนาเท่านิ้วหัวแม่มือคู่หนึ่ง เส้นผมรวบไว้เป็นมวยสองข้างอย่างเรียบง่ายสะอาดตา แต่วิธีรวบแปลกใหม่ยิ่งนัก คือใช้เข็มปักลายผ้าห้าสีค่อยๆ ยึดผมไว้ทีละช่อ เพียงเอียงศีรษะเล็กน้อยก็จะเห็นสีสันสดใสแซมอยู่วับๆ แวมๆ ตามเส้นผม มวยผมที่เป็นทรงห่วงก็รัดไว้ด้วยแถบผ้าเล็กๆ สีเหลืองอ่อนสองสาย ทิ้งชายยาวตรงลงด้านหลังบ่า ปล่อยให้สะบัดพลิ้วตามสายลม หน้าผากแคบสะอาดปรกด้วยปอยผมหลายปอย แทบจะยาวลงทิ่มตา ยิ่งขับเน้นเค้าหน้าไร้เดียงสาที่มีมาแต่เดิมของนางชัดเจนยิ่งขึ้น

ชิงเถียนนึกภาพออกทีเดียว ว่าเมื่อนางกับจ้าวฮวาก้าวเข้าไปในงาน ผู้คนทั้งหมดจะต้องจับจ้องมาที่สาวน้อยคนงามวัยสิบสี่ กระซิบกระซาบถามกันว่านั่นผู้ใด… แน่นอน หากเทียบกับความงามของนางที่กำลังสดสะพรั่งสมบูรณ์ ความงามของจ้าวฮวายังไม่สุกงอมเบ่งบานเต็มที่ เหมือนเอาอาหารจานหนึ่งที่มีทั้งหูฉลาม เป๋าฮื้อ ปลิงทะเล เป็ดไก่…​ เคี่ยวรวมกันในหม้ออยู่หลายวันหลายคืน ไปเทียบกับเต้าหูน้ำที่ราดด้วยน้ำผึ้งหนึ่งช้อน แต่สำหรับผู้ตะกละตะกลามที่ในท้องอัดแน่นด้วยอาหารแล้ว ความสดชื่นความสะอาดของอย่างหลังเย้ายวนผู้คนมากกว่า

ของเหลวเปรี้ยวฝาดทะลักขึ้นจากในท้องของชิงเถียนอีกรอบ นั่นคือความริษยา นางกำลังริษยาจ้าวฮวา แต่พร้อมกันนั้นก็ลอบยิ้มขมให้กับตัวเอง อาหารจานหนึ่งที่ถูกกินไปแล้วครึ่งจาน ริษยาของหวานที่ยังไม่ถูกนำขึ้นโต๊ะให้ผู้คนกรีดเฉือนอย่างนั้นหรือ? สิ่งที่รอพวกนางทั้งสองอยู่ล้วนเป็นเช่นเดียวกัน นอกจากความโหยหิวความชั่วร้ายที่แฝงลึกอยู่ในตัวผู้คน ก็คือกองขยะที่พูนสุมไปด้วยโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิต

นางจ้องมองจ้าวฮวาที่แต่งตัวใหม่ ความเวทนาก่อตัวท่วมท้น แต่กลับทำเพียงแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ใกล้เคียงกับความรักปราณีอย่างยิ่ง ยกมือขึ้นลูบใบหน้าขาวผ่องที่แฝงรอยแดงเรื่อเล็กน้อยของเด็กสาว

“งามนัก งามจริงๆ”

จ้าวฮวาที่เดิมตื่นเต้นตึงเครียด ก็กลับเปิดยิ้มไร้เดียงสาออกมาได้เพราะคำชมนี้เอง ต้วนเอ้อร์เจี่ยเองก็ยิ้มกว้างหุบไม่ลง กำชับจ้าวฮวาไม่หยุดปากทีเดียว

“กฎระเบียบการออกงานแม่อธิบายให้เจ้าฟังไปแล้ว อีกเดี๋ยวเจ้าก็ว่าง่ายๆ ตามพี่หญิงไป เห็นพี่หญิงทำอะไร เจ้าก็จำมาฝึกฝน ไม่ต้องพูดอะไรมาก ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ถามพี่หญิง หากเกิดหาตัวพี่หญิงไม่เจอ ให้เรียกพวกแม่เฒ่าไปส่งข้อความแทน ตัวเองอย่าเที่ยวเดินเปะปะวุ่นวาย เข้าใจหรือไม่? ยังมี…”

“ท่านแม่” ชิงเถียนสอดมือเข้าไปในมุ่นผม ดึงปิ่นสองเล่มออกมา ปล่อยให้เส้นผมดำขลับยาวสยายลงถึงบั้นเอว “ท่านกับน้องหญิงไปคุยกันข้างนอก ข้ายังรอทำผมอยู่”

“อ้อ ดูความจำข้าเข้าเถอะ รีบเรียกหลี่อีซูเข้ามาทำผมให้แม่นาง” เอ้อร์เจี่ยลากจ้าวฮวาออกไปด้านนอก แต่แล้วหันหน้ามาแย้มยิ้มบอกชิงเถียนว่า “ลูกสาวที่น่ารัก เจ้าค่อยๆ เกล้าผมไป ไม่ต้องรีบ ข้าจะไปเรียกให้พวกนั้นเตรียมรถก่อน”

เพิ่งโผล่ศีรษะออกจากห้องก็แทบจะชนกับหลี่อีซูเข้าพอดี ฝ่ายหลังนั้นมือถือกล่องเครื่องทำผม ส่งเสียงทักขึ้นก่อน

“ท่านแม่สกุลต้วน” จากนั้นเปลี่ยนไปทัก “แม่นางจ้าวฮวา” ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขามีดวงตาคู่หนึ่งที่คล้ายจะยิ้มอยู่ตลอดเวลา จ้าวฮวามองเขาแค่แวบเดียว หน้าเล็กๆ ก็แดงฉาน ก้มศีรษะงุดเดินตามต้วนเอ้อร์เจี่ยไป

หลี่อีซูปล่อยม่านประตูลง ค้อมตัวเล็กน้อยเดินมาที่โต๊ะเครื่องแป้ง

“ไม่พบกันหลายวัน แม่นางชิงผอมลงไม่น้อย แต่กลับดูคล้ายลำนำที่ขับกันว่า ‘งามล้ำเหนือไซซีที่ป่วยไข้’”

มู่อวิ๋นทราบว่าชิงเถียนไม่ชอบความกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ของหลี่อีซู ก็ปรายตาตวัดมอง

“ไม่พบกันหลายวัน ท่านก็รู้จักอ้างคำคนโบราณมาพูดจาแล้ว”

“ฮ่าๆ แม่นางชิงอยากนวดให้ผ่อนคลายก่อนทำผมหรือไม่?”

“เจ้าช่างเล็งผลเลิศเหลือเกิน ไป มืออย่าได้แตะบ่าแม่นาง รีบเกล้าผม แม่นางจ้าวฮวาจะได้ไม่ต้องรอนาน”

หลี่อีซูยิ้มพลางหยิบกล่องเครื่องมือทำผมมาเปิด วางหวีเล่มใหญ่ หวีสาง หวีเสียบ แปรงผมต่างๆ ออกมาวางเรียงทีละอัน

“จะว่าไปแล้ว กวานเหรินน้อยจ้าวฮวาที่เพิ่งมาใหม่ก็นุ่มนิ่มบอบบางจริงๆ!” แต่แล้วรู้ตัวทันทีว่าพูดจาไม่ถูกต้อง เขารีบเสริมอีกประโยค “ฉะนั้นข้าน้อยจึงเกล้ามวยคู่ให้นาง เน้นความไร้เดียงสาน่ารักขึ้นมา แต่แม่นางชิงต่างออกไป เป็นถึงจอหงวนบุปผาย่อมต้องใช้ราศีที่สูงส่งเข้าข่ม อาภรณ์ชุดนี้ก็เหมาะสมยิ่งนัก ทั้งหรูหราทั้งสบายตา เพียงแต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปี หากเกล้าผมให้ซับซ้อนยุ่งยากเกินไปจะทำให้คนมองแล้วรู้สึกแห้งแล้ง ในเมื่อท่านออกงานพร้อมกวานเหรินน้อยจ้าวฮวา ก็ลองทำทรงที่สดใสขึ้นมานิด แต่ใช้เครื่องประดับที่สูงค่าให้หลายชิ้นหน่อย จะได้ขับเน้นความสูงส่งแต่ไม่ซับซ้อน เฉิดฉันแต่ไม่ฉูดฉาดให้เด่นชัดขึ้นมา ไม่ทราบแม่นางชิงเห็นว่าอย่างไร?”

“ตามใจท่าน” ชิงเถียนตอบอย่างอ่อนแรง หยิบโน้ตเพลงเล่มหนึ่งที่ถูกโยนทิ้งอยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้งขึ้นมา ทอดสายตาพลิกเปิดดู

ไม่นานในห้องก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของน้ำมันดอกหอมหมื่นลี้ หลี่อีซูขยับมือรวดเร็วปานสายลม หวีจรดลงไปที่ใดก็เกิดเป็นทรงขึ้นมาอย่างงดงาม บรรดาสาวใช้ที่กำลังเช็ดโต๊ะเช็ดเก้าอี้ไม่มีใครส่งเสียงพูดจา ต่างคนต่างทำงานในความรับผิดชอบของตัว มีแต่แมวขาวไจ้อวี้ที่ขยับตัวไปมาอยู่ไม่เป็นสุข เดี๋ยวกระโดดจากเก้าอี้นวมขึ้นไปบนโต๊ะสูง เดี๋ยวกระโดนจากโต๊ะสูงไปขอบหน้าต่าง จากนั้นกลับลงมาเดินวนอยู่กับพื้นเสียหลายตลบ จากนั้นได้ยินเสียง ‘ขวับ’ ทันเห็นแค่เงาหางสีขาวไหวๆ ตัวแมวพุ่งเข้าห้องชั้นในไปแล้ว จังหวะเดียวกันนั้นเอง ใครคนหนึ่งก็ถลันเข้ามาในห้อง สาวใช้กุ้ยเจินนั่นเอง นางหลบอยู่แถวนั้นโบกมือขวักไขว่

“พี่มู่อวิ๋น พี่มู่อวิ๋น…”

มู่อวิ๋นเพิ่งประคองกล่องเครื่องประดับศีรษะชุดใหญ่ทำจากไม้ประดูฝังมุกออกมา กำลังเปิดกล่องใบเล็กๆ ด้านในออกทีละใบ แม้แต่ศีรษะยังคร้านจะเงย

“มีอะไร”

“เสี่ยวจ้าวมารอท่านอยู่ข้างล่าง”

ไม่ทราบกล่องที่มู่อวิ๋นกำลังเปิดบรรจุทับทิมหรือโมราแดง จึงสะท้อนแสงตกต้องจนใบหน้านางแดงปานนั้น มู่อวิ๋นแค่นเสียง

“นางแพศยาน้อยกุ้ยเจินลุกลี้ลุกลนเหมือนจะไปแจ้งข่าวการตายญาติผู้ใหญ่ เรื่องนี้ยิ่งใหญ่ขนาดไหนเชียวถึงต้องลนลานมารายงาน? ไม่เห็นหรือว่าข้าต้องติดตามไปออกงาน? ออกไป!”

คำพูดคำจาเหมือนขุ่นเคือง แต่ใจจริงนางยินดีอย่างยิ่ง กุ้ยเจินฟังออก แต่ไม่กล้าตีฝีปากโต้ กลับเป็นชิงเถียนที่ฟังแค่เสียงก็รู้ใจ เหลือบตาทั้งคู่ขึ้นจากโน้ตเพลง

“เสี่ยวจ้าวมาหาเจ้า เจ้าก็ไปพบเขาเถอะ ข้ายังต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่ง เจ้ารีบไป”

มู่อวิ๋นจึงจากไปอย่างรื่นเริง นางไปเสียนาน แต่พอกลับมาหน้าตากลับดูไม่สบายใจ เหมือนเพิ่งเจอภูติผีมาไม่มีผิด ชิงเถียนมองมาอย่างประหลาดใจ ประสานสายตากับมู่อวิ๋นในกระจก เพียงชั่วเวลาสั้นๆ หัวใจนางก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง นางเข้าใจแล้ว

คำพูดของหลี่อีซูที่อยู่ด้านหลังคล้ายแว่วขึ้นมาจากใต้น้ำเป็นระลอก ฟังดูทั้งห่างไกลทั้งเลื่อนลอย

“เสร็จแล้ว แม่นางชิงลองดู”

ชิงเถียนรั้งสายตากลับมา มองเงาภาพกลับหัวของตัวเองในกระจก หลี่อีซูใส่ต่างหูทองคำประดับหยกให้นาง หน้ามวยผมสวมมงกุฏหยกน้ำแวววาวสีเขียวเป็นประกาย เส้นผมตลบโค้งพ้นมงกุฏขึ้นมาเป็นมวยผมทรงไป่เหอ โค้งนุ่มนวลราวสายน้ำ ดูผ่อนคลายดุจสายลม

ไป่เหอ (หมายเหตุ: ดอกลิลี่ คำว่าไป่ แปลว่าร้อย ส่วน ในที่นี้หมายถึงอยู่ด้วยกัน) ช่างเป็นดอกไม้ที่ดีงามเหลือเกิน …อยู่ร่วมกันเป็นร้อยปี

แต่ดวงหน้าดวงนี้กลับเป็นหน้าของสตรีที่ถูกทิ้ง มีแต่ริ้วรอยของความตรอมตรมและท้อแท้ขีดเขียนอยู่เต็มไปหมด ชิงเถียนควานหาเอากล่องหยกขาวใบหนึ่งมาจากโต๊ะเครื่องแป้ง ตักเอาแป้งน้ำจากในกล่องมานวดบนฝ่ามือช้าๆ ให้คลายตัว

“คนอื่นๆ ออกไปให้หมด มู่อวิ๋นอีกครึ่งข้อยาม (หมายเหตุ: ข้อยามในที่นี้ภาษาจีนใช้ว่าเค่อ () เป็นหน่วยบอกเวลาอย่างโบราณ หนึ่งข้อยามเท่ากับสิบห้านาที ครึ่งข้อยามคือเจ็ดหรือแปดนาที)ให้เชิญเขาขึ้นหอมา”

8.

ชั่วครึ่งข้อยามนั้น เป็นครึ่งข้อยามที่ชิงเถียนพิถีพิถันที่สุดในชีวิต

นางทาแป้ง เขียนคิ้ว เม้มชาด แต่งหน้าอย่างประณีตบรรจงยิ่ง เมื่อเสร็จสิ้นทุกกระบวนการ นางก็นั่งอยู่หน้ากระจก สำรวจรูปลักษณ์ตนเองเหมือนกำลังสำรวจรูปลักษณ์ของคนตาย งาม… งามยิ่งกว่าช่วงเวลาที่งามที่สุดตอนยังมีชีวิตอยู่เสียอีก คู่ควรกับการบอกลาครั้งสุดท้ายให้ยิ่งใหญ่ นางลุกขึ้นช้าๆ หันกลับมา

ที่หน้าประตูปรากฏร่างคนสวมชุดสีเขียวราวกับหยก เฉียวอวิ้นเจ๋อเองก็รูปงามราวกับหยกเช่นกัน

แสงสนธยาที่ม้วนตัวลงลูบไล้มุมห้องตลอดมาพลันสะท้อนขึ้นเป็นรัศมีเล็กละเอียดราวกับเข็ม เสียดแทงจนชิงเถียนมองอะไรไม่ชัดทั้งสิ้น นางรู้สึกชัดแต่เพียงว่าสองแขนของนางกำลังพยายามสลัดตัวให้หลุดจากร่างกาย จะโถมเข้าไปหาร่างคนผู้นั้น กอดเขา ลูบไล้เขา หรือไม่ก็ฉีกกระชากเขาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างบ้าคลั่ง ยังมีริมฝีปากของนาง ริมฝีปากของนางกำลังกระหายใคร่จูบเขา จูบให้ทั่วทุกตารางนิ้วบนร่างเขา กัดทึ้งเอาเนื้อทุกชิ้นของเขาออกมาทั้งเป็น แต่พลังหนักแน่นในจิตใจกลับห้ามแขนของนาง ห้ามปากของนาง หรือกระทั่งห้ามทุกสัดส่วนทั้งตัวตลอดร่างนางขยับเขยื้อนส่งเสียงต่อหน้าเขา

ทั่วฟ้าตลอดดิน คล้ายมีเพียงริ้วผ้าโปร่งบางราวปีกจักจั่น สีเขียวสดราวใบสนสองสายปัดกระทบหน้าต่างจนเกิดเสียงแผ่วเบา สภาพคล้ายข้าวสาลีในทุ่งที่ไหวลู่ตามลม เกิดเป็นคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่า ถาโถมเข้าใส่ช่วงชีวิตวัยเยาว์ และหลังจากความเงียบงันที่สืบเนื่องยาวนานผ่านพ้น…

“เจ้ารู้แล้ว เจ้ารู้ทุกอย่างแล้ว ถ้าอย่างนั้น ข้าจะให้คำตอบกับเจ้า” หว่างคิ้วของเฉียวอวิ้นเจ๋อมีแววหม่นหมอง สายตาเขาเบนออกไปนิ้วหนึ่ง จับจ้องอากาศว่างเปล่า

“คืนนั้นที่ข้าขอเจ้าแต่งงาน เจ้าบอกว่าหลังจากเราแต่งงานอยู่เป็นคู่สามีภรรยาสามปีจะให้ข้าแต่งงานใหม่ หากสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ไม่ยอมรับเจ้า เจ้าจะออกบวชเป็นนักพรตหญิง แต่งตัวออกสังคม เป็นอวี๋เสวียนจีอีกคนหนึ่ง เจ้ารู้หรือไม่ ข้าได้ยินประโยคนี้แล้ว ในใจรสชาติเป็นเช่นใด? รสชาติอย่างนั้น ข้าได้ลิ้มลองตั้งแต่พบหน้าเจ้าครั้งแรก เจ้ายังไม่สิบเอ็ดขวบเต็มด้วยซ้ำ เอาสองมือไขว้หลังแอบอยู่ด้านหลังท่านแม่ ไม่ยอมให้อาจารย์ข้าวัดตัวให้ อาจารย์เรียกให้ข้าเข้าไป มือข้าสั่นจนถือสายวัดไม่อยู่ด้วยซ้ำ ไม่กล้าแตะแม้แต่ชายเสื้อของเจ้า กลัวว่าจะทำมันแปดเปื้อนสกปรกไป ในสายตาข้า เจ้าคือเทพธิดาในอารามที่ผู้คนนับพันนับหมื่นจุดธูปกราบไหว้บูชา ตอนหลังข้าถึงได้รู้ ว่าที่แท้ต่อให้เป็นผู้ชายต่ำช้าไม่ทัดเทียมแม้สุกรสุนัข แต่หากถือเหรียญทองแดงโสโครกมา ก็สามารถซื้อเทพธิดาน้อยของข้าไปได้ รสชาติก็เป็นเช่นนี้ ทุกครั้งที่ได้ยินเจ้าเรียกผู้ชายเหล่านั้นว่า ‘ตัวโง่งม’ ทุกครั้งที่เจ้ายัดเงินที่หลอกลวงพวกมันได้มาให้ข้า รสชาติก็เป็นเช่นนี้ ทุกครั้งที่ข้าได้รับโจ๊กรับข้าว รับที่นอนหมอนมุ้งจากเจ้า ข้าวที่อยู่ในปากข้า ผ้าห่มที่อยู่บนร่างข้า ล้วนมีรสชาติเช่นนี้ ฉะนั้นข้าสามารถไม่กินไม่นอน เพื่อที่ในสมองจะได้ไม่ต้องมีภาพเจ้าเล่นจริตมารยาเวลาอยู่ข้างกายผู้ชายคนอื่น! ข้าทุ่มเวลาทั้งหมดที่มีไปกับการอ่านหนังสือ ลำบากพากเพียร จนในที่สุดก็ได้ตำแหน่ง ‘จอหงวนพระราชทาน’ วันนั้นข้าได้รับการประกาศชื่อจากตำหนักทอง ได้รับพระราชทานเลี้ยงในหอหยก ขุนนางอำมาตย์ส่งข้าออกทางประตูไท่เหอ เจ้ากรมซุ่นเทียนฝู่ (หมายเหตุ: หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลความสงบสุขในนครปักกิ่งสมัยราชวงศ์หมิงและชิง) เปิดประตูเทียนอันครั้งใหม่เพื่อข้าโดยเฉพาะ มีการประกาศพระราชโองการแต่งตั้งที่ถนนฉางอันตะวันออก ประดับดอกไม้พระราชทานบนหมวก มีงานเลี้ยงอย่างรื่นเริง ขุนนางนับร้อยคารวะต้อนรับ ชาวบ้านนับหมื่นแซ่ซ้องสรรเสริญ… ทุกอย่างสวยสดงดงามราวกับความฝัน เจ้ารู้หรือไม่ อะไรทำให้ข้าตื่นจากฝันอันงดงามนั่น?”

เขาจ้องมองนางอย่างโศกเศร้าท้อแท้

“คือเรื่องตลกเรื่องหนึ่งของเจ้า วันนั้นเจ้าเล่าเรื่องตลกต่อหน้าท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ ตอนนั้นเองที่ข้าพลันเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเพียงแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่ง ลูกของชาวบ้านที่ต่ำต้อย เรียนตัดเย็บเสื้อผ้ามา ต่อให้เคยสวมชุดแดงขี่ม้าขาวไปตามถนนหนทางอย่างโอ่อ่า แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงเมล็ดงาน้อยๆ เมล็ดหนึ่งในมือของคนใหญ่คนโตที่แท้จริง ถูกบดขยี้ให้แหลกไปได้ทุกเมื่อ พวกเขานึกอยากจะทำอะไรกับข้าก็ได้ทั้งนั้น รวมถึงทำลายสิบปีที่ลำบากยากแค้นของข้าให้กลายเป็นอากาศธาตุ และรวมถึงบีบให้ข้าหมอบราบกราบกรานประเคนเจ้าให้พวกเขาด้วย… อย่าบอกว่าพวกเขาทำไม่ได้! ที่ท่านอ๋องไม่เคยเอาโทษข้ากับเจ้า ไม่ใช่เพราะเจ้าคารมคมคายรู้จักพูดจา รู้จักสัจจะรักษาหลักการ แต่เพราะเจ้างดงาม ชิงเถียน ขอเพียงเจ้าเดินไปอีกนิด มองกระจกบานนั้นให้ดีๆ ก็จะเข้าใจความหมายที่ข้าพูด ไม่มีผู้ชายคนไหนละสายตาไปจากร่างเจ้าได้ ทุกครั้งที่พวกเขามองเจ้า ดวงตาก็เหมือนมีมือมีลิ้นงอกออกมา จับเจ้าเปลื้องเสื้อผ้า ไล่โลมเลียตั้งแต่หัวจรดเท้าของเจ้า! ข้าคุ้นเคยกับสายตาพวกเขา ต่อให้พวกเขารั้งสายตาออกจากตัวเจ้า หรือหลุบตาลง ก็ทำเพียงเพื่อปกปิดความปรารถนาโสโครกในจิตใจพวกเขาเองเท่านั้น เหมือนแมวตะกละพยายามกลบกองอาจมของตัวเอง เพื่อให้ข้าได้ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ เจ้าต้องปีนขึ้นเตียงผู้ชายไปมากน้อยเท่าไหร่ ทั้งเจ้าและข้าล้วนไม่อาจนับได้หมดสิ้น จะช้าหรือเร็ว ท่านอ๋องก็ต้องขอเจ้าจากข้า ตอนนี้เจ้าเองก็เป็นของเขาไปแล้วไม่ใช่หรือ? หรือต่อให้ไม่มีเขา ก็ต้องมีคนอื่น พวกคนที่สูงศักดิ์กว่าข้า ยิ่งใหญ่กว่าข้า จะต้องให้ข้ามอบเจ้าให้พวกเขาเหมือนเจ้าเป็นโร่วหลิงจือ (หมายเหตุ: คือเห็ดหลิงจือเนื้อ เป็นปีศาจชนิดหนึ่ง กินได้ เนื้อของโร่วหลิงจือจะงอกเสริมกลับขึ้นมาเร็วๆ พอๆ กันที่โดนกินเข้าไป) ในสายตาพวกเขา ในสายตาคนอื่นๆ ทั้งหมด เจ้าจะเป็นเพียงของเล่นต่ำต้อยชิ้นหนึ่งตลอดกาล ต้องถูกหยอกล้อ ถูกส่งต่อ ถูกทอดทิ้ง”

น้ำตาทะลักออกมาจากดวงตาเฉียวอวิ้นเจ๋อ น้ำเสียงเขาก็แหบพร่าไป รูปหน้างดงามราวกับหยกของเขาคล้ายแตกร้าวเป็นริ้วๆ… รอยร้าวของหยกที่ยอมแหลกลาญก็ไม่ขอเป็นแค่กระเบื้องที่สมบูรณ์

“ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ทุกส่วนเสี้ยวของความยากลำบาก ทุกการดิ้นรน ข้ายอมทุ่ม เพื่อให้วันหนึ่งจะได้ครอบครองเจ้าอย่างสมบูรณ์ อย่างหมดจด ข้านึกว่าวันที่ตัวเองอุตส่าห์คว้าตำแหน่งได้ ทุกอย่างจะสิ้นสุด แต่น่าเสียดายข้าพบว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ชิงเถียน เจ้าไม่เคยเป็นของข้ามาเลย และจะไม่มีวันเป็นของข้าคนเดียวไปตราบชั่วฟ้าดินดับ เพียงนึกถึงข้อนี้ หัวใจข้าก็เหมือนถูกเข็มนับล้านๆ เล่มทิ่มแทง ถูกกรรไกรทื่อๆ ตัดจนขาดวิ่น เพราะฉะนั้นเพื่อข้า และเพื่อเจ้าด้วย ข้าจึงตัดสินใจแทนพวกเราสองคน ข้า… จะแต่งเข้าจวนเป็นลูกเขยรองเสนาบดีกระทรวงพิธีการจางเหยียนซู มีภูเขายิ่งใหญ่ไม่มีวันโยกคลอนเป็นที่พึ่งยามอยู่กลางทะเลการเมือง ส่วนเจ้า… จะกลายเป็น ‘หญิงสกุลต้วน (หมายเหตุ: ผู้หญิงจีนเมื่อแต่งงานแล้วจะไม่เปลี่ยนไปใช้แซ่ของสามี แต่จะใช้แซ่เดิมของตัวเองแล้วต่อท้ายด้วยคำว่า ‘ซื่อ ()’ คำว่าหญิงสกุลต้วน มาจากคำว่าต้วนซื่อ หมายถึงหญิงจากสกุลต้วนที่แต่งงานเข้าตระกูลอื่นไปแล้ว) แห่งบ้านตระกูลเฉียว’ นี่เป็นคำที่แต่เดิมข้าตั้งใจว่าจะสลักไว้บนหลุมฝังศพของเจ้า”

น้ำตาเขาทะลักเป็นสาย ยกมือที่สั่นสะท้านอย่างรุนแรงขึ้นกุมบริเวณหัวใจ

“เจ้ามอบจี้อันนี้ให้ข้า ข้าจะไม่มีวันทิ้งมันตลอดชีวิต ไม่ว่าคนที่นั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวของข้าจะเป็นใคร ใจข้าจะเห็นเจ้าเป็นภรรยาเพียงคนเดียวเท่านั้น ชุดวิวาห์นั้นทั้งปกทั้งแขนเสื้อ ทุกฝีเข็มทุกเส้นไหม ล้วนปักเย็บสำเร็จลงด้วยมือข้า เดิมข้าตั้งใจว่าจะเปลี่ยนมันให้เจ้าด้วยตัวเอง ฝังเจ้าลงหลุมด้วยตัวเอง เจ้าจะตายไปในช่วงเวลาที่ดีที่สุด ไม่ต้องรับรู้อะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องทนทรมานกับอะไรทั้งสิ้น ข้าจะหมั่นไปเยี่ยมเจ้า เหมือนตอนเด็กๆ ที่พวกเรานั่งคุยกันตอนกลางคืน จะไม่มีผู้ชายคนไหนเอาเงินทอง เอาอำนาจมาบังคับพรากเจ้าไปจากข้าอีก เจ้าจะเป็นของข้าตลอดกาล ของข้าเพียงคนเดียว ชิงเถียน ข้าจะฆ่าเจ้า เพราะข้ารักเจ้า ไม่มีใครที่ไหนอีกแล้วที่จะเหมือนข้า รักเจ้าอย่างลึกซึ้ง จนต้องการให้เจ้าตาย”

ชิงเถียนรับฟังเหตุผลที่ประหลาดพันลึกนั้นผ่านแก้วหูที่ลั่นอึงอล มองคนที่ประหลาดพันลึกเช่นกันผ่านม่านน้ำตาที่เนืองนองกลบฟ้ากลบดิน เขาผู้เป็นพญามังกรที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวของนาง

“‘เย่กงรักมังกรนัก หัวเข็มขัดวาดรูปมังกร จอกเหล้าเขียนลายมังกร ผนังห้องก็สลักเป็นลวดลายมังกร มังกรฟ้าทราบเรื่องก็เดินทางลงมา ยื่นเศียรเข้าทางหน้าต่าง หางวาดเข้าห้องโถง เย่กงเห็นดังนั้น ก็เตลิดวิ่งหนีหาย’(เชิงอรรถ: นิทานเรื่อง ‘เย่กงรักมังกร’ คัดมาจากหนังสือรวบรวมนิทานโบราณชื่อ “ซินซวี่ จ๋าซื่ออู่” ของหลิวเซี่ยงอุปมาว่าเมื่อยังไม่รู้จักดีก็เชิดชูบูชา แต่พอได้เห็นตัวตนที่แท้จริงกลับตกใจถอยห่าง) หลายปีมานี้สิ่งที่ผูกพันหัวใจชิงเถียนไว้ คือความรักความปรารถนาดีที่คุณชายมีต่อข้า วันนี้จึงเพิ่งได้เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของมัน แต่ก็รู้สึก ‘ขวัญสะท้านหลุดลอย สีหน้าประหวั่นลนลาน’ ด้วย (เชิงอรรถ: เป็นท่อนสุดท้ายของนิทานเรื่อง เย่กงรักมังกร) เดิมข้าเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่คู่ควรกับความรักลึกซึ้งเช่นนี้ของคุณชาย โปรดอภัยที่เย่กงอย่างข้าหลงไปรักมังกรเถิด! จากนี้เป็นต้นไป สวรรค์กับโลกมนุษย์ไม่ขอเกี่ยวข้องผูกพันกันอีก ข้าขออวยพรจากใจจริง ให้คุณชายเฉียวออกไปจากที่นี่ ได้สยายปีกเช่นหงส์ เหาะเหินดั่งมังกร ท่องถึงสวรรค์ชั้นฟ้า เด็ดจันทราสมใจปอง” ลำคอของชิงเถียนเต็มไปด้วยรสชาติของเลือดสดๆ แต่ละคำล้วนกลั่นมาจากหยาดโลหิต นางคำนับเฉียวอวิ้นเจ๋อเต็มพิธีการทั้งที่น้ำตาอุ่นร้อนยังกลิ้งลงมา เฉาหลี่จิน (เชิงอรรถ: เครื่องประดับศีรษะชนิดหนึ่ง ทำจากแมลงจริงๆ บีบช่วงกลางลำตัวให้เป็นทรงน้ำเต้า ราคาสูงมาก) คู่หนึ่งสั่นไหวเล็กน้อย ลูกปัดทองคำสายยาวที่คล้องแขนนางอยู่ทิ้งตัวลากกวาดพื้นกระเบื้องเขียนลายสีเขียวมรกต ส่งเสียงเกรียวกราวราวหัวใจแตกสลายไม่อาจทนฟังได้เลย

ในโลกที่คล้ายปกคลุมด้วยฝุ่นควัน ชิงเถียนปิดประตูทรุดล้มลงกับพื้น ร่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ห่างออกไปสองก้าวคือแมวน้อยไจ้อวี้ที่ย่องกริบเข้ามา นางใช้สองมือที่ผ่ายผอมจนเห็นข้อกระดูกปูดโปนคว้าตัวมันไว้ จับมันไว้แน่นอย่างยิ่ง ราวกับคนที่กำลังจมน้ำตะกายคว้าจับเชือกเส้นหนึ่งอย่างคลุ้มคลั่ง หากหลุดมือไปจะต้องประสบหายนะไม่อาจกู้คืน นางเตรียมตัวพร้อมอยู่ก่อนแล้ว พร้อมจะฟังเฉียวอวิ้นเจ๋อใช้ข้ออ้างที่ชั่วร้ายแต่ดาษดื่นมาสลัดนางทิ้ง บอกนางว่าเขาไม่รักนางอีกแล้ว หรือไม่ก็ไม่อาจรักนางได้อีก แต่ให้อย่างไรนางก็ไม่เคยคิดมาก่อน ว่าข้ออ้างของเขาคือ เขารักนาง ถึงกับไม่เปิดโอกาสให้นางปฏิเสธรักครั้งนี้ด้วยซ้ำ ความรักของเทพเจ้าเรียกว่ารัก ความรักของอสูรก็เรียกว่ารักเช่นกัน ทั้งยังร้อนแรงโหดร้ายยิ่งกว่า ดังนั้นจึงใกล้เคียงความรักยิ่งกว่า ชิงเถียนยินดีให้คนที่นางรักมาครึ่งชีวิตเป็นเทพตกสวรรค์ ก็ไม่ต้องการค้นพบว่าที่แท้ตั้งแต่หัวจรดหาง เขากลับเป็นเพียงอสูรตนหนึ่ง นางคล้ายกำลังใช้สายตาสิ้นหวังมองความทรมานเป็นเดือนเป็นปีที่ผ่านมาของตัวเอง กลับไปยืนอยู่ฝ่ายเดียวโชคชะตา เพราะนางหาญสู้กับโชคชะตา และเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

เหตุการณ์หลังจากนั้นกลายเป็นเพียงความว่างเปล่าขาวโพลนในความทรงจำของชิงเถียน คล้ายเป็นภาพเลอะเลือน ทันใดนั้นนางได้ยินใครบางคนเรียกนางจากที่ไหนสักแห่ง นางขานรับไปคำหนึ่ง จากนั้นเห็นดวงตาที่มีหยาดน้ำตาคลอหน่วยของมู่อวิ๋น

“แม่นาง แม่นาง ท่านเป็นไรหรือไม่?”

ชิงเถียนกุมมือข้างหนึ่งที่กำลังลูบหน้าอกให้นาง

“ไม่เป็นไร” บนร่างนางมีอะไรบางอย่างขยับเคลื่อนไหว… แมวนั่นเอง มันกระโดดออกจากอ้อมอกนาง ผละจากไปอย่างสง่างาม ชิงเถียนมองตามมัน จากนั้นหันกลับมาหามู่อวิ๋น “ท่านแม่เห็น ‘เขา’ แล้วหรือไม่?”

น้ำตามู่อวิ๋นทะลักออกมาไม่ขาดสายทันที นางขบกรามพยักหน้า

“ตอนที่ข้าคุยกับเสี่ยวจ้าวจบเพิ่งกลับเข้าประตูมา ก็เห็นท่านแม่ยืนอยู่กับเขา ท่านแม่ด่าเขาเสียใหญ่โต บอกว่าเขาทอดทิ้งแม่นางไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น ทรยศรานพระคุณ ต้องไม่ได้ตายดี”

“อะไร ท่านแม่ทราบแล้วหรือ?”

“เฮอะ จอหงวนจะแต่งเข้าจวนรองเสนาบดี ข่าวดีงามออกปานนี้ ย่อมลือกันไปในหมู่ขุนนางจนรู้กันทั่วแล้ว การข่าวของท่านแม่ฉับไวอย่างยิ่ง คิดว่าคงรู้มาตั้งแต่ต้น เพียงแต่เก็บไว้ในอกตลอดมาเท่านั้นเอง แม่นาง ท่านคิดจะปิดบังท่านแม่ ท่านแม่ก็ต้องการปิดบังท่าน แต่พอคนผู้นี้มาถึง มิว่าผู้ใดล้วนปิดบังผู้ใดไม่ได้อีกต่อไป เดิมทีท่านแม่ขวางไว้ไม่ให้เขาเข้ามา แต่ข้าไปบอกว่าแม่นางจะพบเขา ถึงได้ปล่อยให้เข้ามาได้ ท่านแม่บอกว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ภายหน้าต่อให้เขาได้เป็นถึงเสนาบดีเป็นขุนนางอาวุโส ก็ไม่อนุญาตให้เข้าเหยียบหอไหวหย่าอีกแม้แต่ก้าวเดียว ยังบอกว่าอีกสักครู่ให้แม่นางเตี๋ยเซียนออกงานดูแลแม่นางจ้าวฮวาแทนท่าน แม่นาง ท่านพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องไปแล้ว”

สีหน้าสีตาชิงเถียนเย็นชาไร้ความรู้สึก

“ส่งตั๋วงานมาแล้วจะไม่ไปได้อย่างไร?” นางยันมือขึ้นนั่งตัวตรง จากนั้นยืนขึ้น

มู่อวิ๋นร้อนใจรีบเข้ามาประคอง

“แม่นาง!”

ชิงเถียนจับมือสาวใช้แน่น ฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ นางทุ่มเทเรี่ยวแรงเต็มที่ แทบจะเรียกว่าคลุ้มคลั่ง ค่อยๆ เดินทีละก้าว ทีละก้าว กลับเข้าห้องแต่งตัวที่อยู่ชั้นนอกใหม่อีกครั้ง นั่งลงอย่างมั่นคง ส่องกระจกเช็ดคราบน้ำตาบนสองแก้มจนแห้งหาย ค่อยๆ เกลี่ยแป้งทับลงบนแก้ม จากนั้นใช้พู่กันชาดแต้มลงบนหางตาและริมฝีปาก

โชคดีที่ยังมีแป้งแต่งหน้าหนาๆ อยู่เมื่อนางปีศาจยังสวมผิวหนังมนุษย์สุดเฉิดฉัน ล่อลวงผู้คนทั้งหลายได้ ไหนเลยต้องสนใจซากสังขารของจริงที่ร่วงโรย โฉมหน้าจึงน่ากลัวเช่นนี้เอง

ราตรี… คล้ายตาข่ายฟ้าหนาหนักผืนหนึ่ง คลี่คลุมลงใส่ศีรษะ

9.

ต่อให้ราตรียาวนานขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องเวียนมาถึงยามเช้าอยู่ดี ดวงตะวันแผดกล้าขึ้นทางทิศตะวันออก แต่ใต้ดวงตะวันนั้นไม่ใช่ย่านเริงรมย์ท่ามกลางสายลมแสงจันทร์อีกแล้ว หากเป็นดินแดนที่เสียงสกุณาเสนาะก้อง หงส์กู่ร้องกังวาน พยัคฆ์ซุ่มมังกรซ่อนอยู่ทุกแห่งหน…

วัง-ต้อง-ห้าม

ที่นี่ต่างจากหอไหวหย่าที่คำพูดต้วนเอ้อร์เจี่ยถือเป็นประกาศิตหนึ่งเดียว เพราะวังต้องห้ามมีนายหญิงถึงสองนาง หนึ่งนั้นคือเซิ่งหมู่ฮองไทเฮาสี่เหอแห่งวังฉือหนิงกง ส่วนอีกนางคือหมู่โฮ่วฮองไทเฮาฝ่ายตะวันออกจากสกุลหวังแห่งวังฉือชิ่งกง เหล่าเชื้อพระวงศ์มีระเบียบข้อบังคับมากมาย หากมิใช่ช่วงปีใหม่ ต่อให้เป็นญาติผู้ใหญ่สนิทสนมปานใดก็ไม่อาจเข้าเฝ้าฝ่ายในได้ตามลำพัง และตำหนักของฮองไทเฮาก็ไม่ควรมีบุรุษอื่นนอกจากฮ่องเต้อยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงกลับมักมีแขกบุรุษเข้ามาวุ่นวายรบกวนตำหนักทั้งสองอยู่ตลอดเวลา

แขกของวังฉือหนิงกงคือท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการฉีเซอ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้สี่เหลี่ยมลายดอกไม้ทองคำตัวหนึ่ง ดวงตาหลุบลงเล็กน้อย

“ขอบพระทัยไทเฮาที่ประทานที่นั่ง”

เสียงที่ดังลอดมากจากหลังม่านยังคงเป็นเสียงเดิม ที่ทั้งไพเราะ ทั้งเต็มไปด้วยกลิ่นอายลี้ลับ

“จ้าวเซิ่ง อวี้หมิงอยู่ก่อน ที่เหลือออกไปให้หมด”

ขันทีและนางกำนัลคู่หนึ่งยืนเฝ้าอยู่หน้าตำหนัก ปิดประตูลง

ภายในตำหนัก ม่านนั้นถูกเลิกขึ้นอย่างแผ่วเบา ไทเฮาสี่เหอเดินออกมาทีละก้าว ภายใต้เครื่องทรงผ้าทอลายลายเก้าหงส์ร่ายรำคือสตรีอายุเยาว์ผู้หนึ่ง คิ้วเรียวยาวจมูกโด่งตรง สองแก้มตอบไปเล็กน้อย คางกลับยื่นแหลมออกมาโดดเด่นยิ่งนัก แฝงกลิ่นอายโหดเหี้ยมเด็ดขาดชนิดหนึ่ง เสื้อผ้าเครื่องประดับทอประกายพราวระยับ ระหว่างที่เดินตรงมายังเก้าอี้ของฉีเซอ นางก็คลี่ยิ้ม มุมปากปรากฏลักยิ้มคู่หนึ่งขึ้นทันที ความงดงามอ่อนหวานฉายชัด

“ท่านสาม”

ฉีเซอสนองริมฝีปากขึ้นไปทันทีอย่างคุ้นเคย

สี่เหอพริ้มตาพึมพำ

“พี่เขย…”

ใช่แล้ว พี่เขย

สี่เหอเป็นบุตรีภรรยารองของสกุลจันซึ่งเป็นตระกูลขุนนาง กาลก่อนแต่งงานเป็นชายารองขององค์ชายใหญ่ ส่วนหย่งย่วนพี่สาวนางที่เกิดจากภรรยาเอกนั้น แต่งให้กับองค์ชายสามฉีเซอในฐานะชายาเอก สี่เหอรู้ดีตั้งแต่วันแต่งงาน ว่านางกับพี่สาวแท้ๆ กลายเป็นศัตรูกันไปแล้ว เหตุผลง่ายดายยิ่งนัก คือสามีของพวกนางเป็นศัตรูกัน องค์ชายสามฉีเซอคือโอรสองค์เดียวของฮองเฮาแห่งวังหลวง ควรได้เป็นรัชทายาทโดยไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน แต่ฮ่องเต้องค์ก่อนนั้นกลับดึงดันจะตั้งลูกชายคนโตเป็นรัชทายาท องค์ชายทั้งสองขับเคี่ยวแย่งชิงตำแหน่งกันมาถึงสิบกว่าปี สงครามลับๆ ที่มองไม่เห็นมีดดาบพลทหารนี้โหดร้ายอเนจอนาถถึงขีดสุด มีทั้งคนที่ตายไป และคนที่อยู่ต่อก็มิสู้ตาย ผลสุดท้ายที่ออกมาคือองค์ชายใหญ่ชนะ เดือนเดียวกับที่สามีของสี่เหอได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อ ภรรยาของฉีเซอ…หรือก็คือหย่งย่วนพี่สาวของสี่เหอก็แขวนคอกับขื่อฆ่าตัวตาย หกปีต่อมา สามีนางก็ตายในสภาพเปลือยเปล่าบนร่างนางสนมคนหนึ่ง การตายของเสาหลักคนสำคัญสองคน เหมือนกลายเป็นสัตว์ศิลาที่หนักนับพันชั่งสองตัวเฝ้าอยู่หน้าประตูหัวใจของสี่เหอ หลังบานประตูคือทางเดินในสุสานที่ทอดยาว มืดดำลึกล้ำไม่อาจหยั่งคำนวน

นับจากนั้นเป็นต้นมา องค์ชายคนเดียวในวังต้องห้าม…ฉีหงที่อายุเพิ่งเจ็ดขวบก็ขึ้นสืบราชสมบัติ ส่วนมารดาอายุเพียงยี่สิบสามปีอย่างสี่เหอก็กลายสภาพจาก ‘เสียนเฟย’ ไปเป็น ‘เซิ่งหมู่ฮองไทเฮา’ ส่วนฮองเฮานั้นได้รับแต่งตั้งเป็น ‘หมู่โฮ่วฮองไทเฮา’ แยกย้ายกันไปอยู่วังฉือหนิง ฉือชิ่ง สองวัง ร่วมว่าราชการหลังม่านด้วยกัน ดังนั้นเอง ทันทีที่ม่านสีเหลืองสดใสในยามว่าราชการทิ้งตัวปิดลงมา ม่านการแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจก็ถูกชักเปิดขึ้น

ครอบครัวเดิมของไทเฮาตะวันออกคือสายพระญาติสกุลหวัง ตั้งแต่สกุลฉีก่อตั้งราชวงศ์ สกุลหวังก็เป็นขุนนางคนสำคัญที่ช่วยบุกเบิกสร้างประเทศ ดังนั้นจึงมีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับราชวงศ์มาทุกรุ่น ค่อยๆ ให้กำเนิดขุนนางคนสำคัญมากมาย เป็นคมดาบให้ราชวงศ์ได้ใช้สอย ในราชสำนัก ยุวกษัตริย์ฉีหงและมารดาแท้ๆ อย่างสี่เหอเป็นได้แค่หุ่นกระบอกให้ผู้คนชักเชิด ครั้งเดียวที่สี่เหอตัดสินใจเองคือตอนที่ข่าวทหารมองโกลเผ่าตาตาร์บุกข้ามชายแดนกะทันหันถูกส่งด่วนมาถึง ตอนนั้นขุนนางทั้งบุ๋นทั้งบู๊ในราชสำนักล้วนปั่นป่วนวุ่นวายราวแมลงวันไร้หัว มีเพียงคนเดียวที่เป็นข้อยกเว้น คนๆ นั้นอายุเยาว์วัยรูปกายเหยียดตรงราวพู่กัน แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยประสบการณ์ราวผู้เฒ่าอายุร้อยปี คล้ายเพียงกวาดตามองมาแวบเดียว เขาก็สามารถวิเคราะห์ชีวิตของท่านทั้งชีวิตได้อย่างแม่นยำ เขาแสดงความจำนงจะลงสนามรบ ขออำนาจนำทัพ

แม้จะถูกกันให้อยู่บนบัลลังก์สูง แต่สี่เหอจดจำเขาได้ทันที เขาคือสามีของหย่งย่วนพี่สาวของนาง คือคนที่ถูกสามีของนางเองกักบริเวณไว้สี่ปีเต็มๆ …องค์ชายสามฉีเซอ

เหล่าขุนนางนับร้อยมององค์ชายที่เพิ่งถูกปล่อยตัวแล้วคัดค้านเป็นเสียงเดียว มีแต่สี่เหอที่จ้องมองดวงตาเย็นชาคู่นั้นอย่างลึกล้ำ หลังจากโต้เถียงกันเพียงช่วงสั้นๆ นางก็ใช้คำพูดประโยคเดียวทำให้ทุกคนต้องหุบปาก

“ท่านใดไม่เห็นด้วยที่จะให้ท่านอ๋องไป ก็จงบุกไปแนวหน้าด้วยตัวเอง แทนคุณราชสำนัก!”

นางสนับสนุนฉีเซอราวผีพนันเข้าสิง หากพ่ายแพ้ พวกนางแม่ลูกก็ต้องใช้ชีวิตโดยคอยสังเกตสีหน้าพวกสกุลหวังตลอดไป หากแม้นพนันชนะ ก็จะมีคุณสมบัติได้อยู่ในระดับเดียวกับพวกเขาแล้ว

สี่เหอมิได้ผิดหวัง

ในงานเลี้ยงฉลองชัยอย่างยิ่งใหญ่ ทุกผู้คนล้วนคล้ายเมามายตกอยู่ในความฝัน คนขาเป๋คนหนึ่ง ยันทหารม้าเหล็กกล้าที่ห้าวหาญไร้คู่เปรียบของมองโกลกลับไปได้อย่างไร? กระทั่งคนขาเป๋ผู้นี้แสดงฝีมือบริหารบ้านเมืองอันน่าตระหนกนั่นล่ะ เบื้องสูงเบื้องต่ำทั้งราชสำนักจึงได้เริ่มตื่นจากฝัน แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปี ท่านอ๋องสามฉีเซอที่เคยถูกผู้คนเข้าใจว่าไม่มีวันพลิกสถานการณ์คืนมาได้ ก็กลายเป็นพระปิตุลาผู้ว่าราชการแทนไปแล้ว เขาร่วมมือกับไทเฮาตะวันตกสี่เหอ ช่วงชิงใต้หล้าครึ่งหนึ่งที่เคยเป็นของพระญาติสกุลหวังกับไทเฮาตะวันออกมาได้อย่างงดงาม ซีฉ่าง (ฝ่ายตะวันตก) กับตงฉ่าง (ฝ่ายตะวันออก) ในตอนนี้จึงกลายเป็นคู่ต่อสู้ที่คู่คี่ทัดเทียมกัน

ดังนั้นเอง ไทเฮาตะวันตกจันสี่เหอจึงสามารถใช้ชีวิตหลังตกพุ่มม่าย เสพสุขกับร่างกายที่ยังสาวสะพรั่งของตัวเองในตำหนักไทเฮาที่แขวนเต็มไปด้วยคำสอนจากบรรพชนได้ตามใจชอบ นางส่งเสียงครางแหบต่ำ นิ้วค่อยๆ ขยุ้มม่านลายหงส์แน่นขึ้นเรื่อยๆ

กระถางกำยานทองคำรูปคางคกที่ขาเตียงคายควันหอมเป็นเส้นสายจนหมดสิ้น ยามอู่ (หมายเหตุ: ช่วงสิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมง) ผ่านพ้น

“ถุย!”

แสงแดดส่องเป็นลำเฉียงๆ เข้ามาในตำหนักข้างของวังฉือชิ่ง ในตำหนักมีเสียงถ่มน้ำลายดังก้องแว่วมา ไทเฮาตะวันออกจากสกุลหวังหน้าผากกว้างจมูกแหลม นัยน์ตาคมเรียวริมฝีปากแดงสด คิ้วเรียวเล็กทั้งคู่ขมวดมุ่นอย่างขุ่นแค้นเย็นชา เล็บที่ทาสีแดงเจิดจ้าบิดต่างหูหยกที่ห้อยลงมาจากกรรณ

“วันนี้มีไทเฮาสององค์ แต่ตอนแรกมิได้มีฮองเฮาสององค์เสียหน่อย ตอนฮ่องเต้องค์ก่อนยังอยู่ ข้าเป็นใหญ่ในวัง ฝั่งตะวันตกแม้มีโอรส แต่ก็เป็นได้แค่ ‘เสียนเฟย’ เท่านั้น เวลาเข้าเฝ้าตามธรรมเนียมทุกเช้าค่ำ ข้าล้วนให้นางคุกเข่าหน้าวังคุนหนิงกงหนึ่งข้อยามก่อนค่อยอนุญาตให้เข้าเฝ้าได้ แต่ตอนนี้นางมาวังฉือชิ่งกงเหมือนมาบ้านเพื่อนบ้านไม่มีผิด อยากทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น มิใช่เพราะหลายปีมานี้นางมีท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการหนุนหลังหรือไร?”

…อาห์ ไม่ ควรบอกว่านางมีท่านอ๋องอยู่ ‘บนร่าง’ ต่างหาก นึกถึงเรื่องสกปรกดำมืดที่ไม่อาจบอกเล่าจากปากเรื่องนี้แล้ว ใบหน้าหญิงสกุลหวังก็ยิ่งฉายแววเหยียดหยาม

ผู้ที่นั่งบนเก้าอี้ลำดับถัดไปคืออาคันตุกะชายผู้หนึ่ง ดูจากภายนอกแล้วอายุราวสี่สิบเศษ เครายาวสวยทิ้งตัวลงถึงช่วงอก คนผู้นี้คือพี่ชายแท้ๆ ของหญิงสกุลหวัง เป็นพี่ชายคนโต อาวุโสที่สุดในหมู่สามพี่น้องสกุลหวัง หวังเจิ้งฮ่าว มีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าสภาอำมาตย์ เขาเห็นน้องสาวคนเล็กมีโทสะขึ้นมาจริงๆ ก็รีบยิ้มประจบบอกว่า

“เป็นอย่างที่เจ้าว่า เดิมทีเจ้าเป็นใหญ่ในวัง ฝั่งตะวันตกแค่ได้ดีเพราะลูกชาย เซิ่งหมู่ฮองไทเฮาให้อย่างไรก็สู้หมู่โฮ่วฮองไทเฮาอย่างเจ้าไม่ได้”

หญิงสกุลหวังขุ่นแค้นแน่นอก นึกถึงตนเองมาจากตระกูลสูงส่ง รูปโฉมกิริยาก็โดดเด่นเป็นเอก เดิมทีควรได้แต่งงานกับบุรุษที่ดีที่สุดในโลกนี้ อยู่เป็นคู่เคียงจนแก่เฒ่า แต่เพื่อผลประโยชน์ของวงศ์ตระกูล นางถูกจับสวมมงกุฏ ‘ฮองเฮา’ แย่งสามีกับสตรีทั้งสามวังหกตำหนัก สุดท้ายต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวทั้งที่ยังสาวสะพรั่งไปจนตลอดชีวิต ภายหลังนางเริ่มมีความสุขกับชีวิตหญิงม่าย ความสุขนั้นคือยาอายุวัฒนะที่ชื่ออำนาจ ซึ่งมาตอนนี้ก็ต้องแบ่งกันรับประทานกับผู้อื่นอีก นางเป็นสตรีที่สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดิน แต่กลับมีชีวิตที่ไร้สุขที่สุดในแว่นแคว้น นึกแล้วหญิงสกุลหวังก็อดมิได้ต้องถลึงจ้องพี่ชายใหญ่ของนาง

“สองเดือนก่อนเต๋ออ๋องฉีเฟิ่นต้องข้อหา ‘ใฝ่สูงเกินศักดิ์’ แขวนคอตายกับขื่อ เด็กและสตรีในบ้านหลายสิบชีวิตก็ถูกลงโทษหมดสิ้น ไม่ถูกเนรเทศ ก็ถูกตัดหัวที่เขตตะวันตก ไล่ล่าฆ่าทิ้งไม่เหลือสักคนเดียว ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการคนนี้แม้แต่ศัตรูในครอบครัวเดียวกันคนสุดท้ายก็กำจัดทิ้ง ต่อไปคงทุ่มเทกำลังความคิดมาสู้กับสกุลหวังของพวกเราแน่ ตอนนั้นพวกท่านกล่อมข้าเสียน่าฟัง ว่าจะได้เป็นพระราชมารดาว่าราชการแทน บอกหนึ่งต้องไม่มีใครค้านว่าสองอะไรกัน ตอนนี้ฮ่องเต้ก็เป็นฝั่งตะวันตกให้กำเนิด ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการยังเป็นพวกเดียวกับนางอีก ผ่านไปอีกสองปี เกรงว่าแม้แต่ ‘ไทเฮาตะวันออก’ อย่างข้ายังต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ ไร้อำนาจในตัวเอง”

หวังเจิ้งฮ่าวรีบโบกไม้โบกมือ

“เรื่องนี้น้องหญิงไม่ต้องกังวล ด้านท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการนั่น ท่านพ่อกับข้ามีแผนรับมือแล้ว”

“หากพวกท่านมีแผนรับมือจริง จะปล่อยให้เจ้าเป๋ลำดับสามนั่นก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่อย่างวันนี้หรือ?”

“จุดอ่อนของเจ้าเป๋ลำดับสามนั่นหายากก็จริง แต่คนของมัน…” หวังเจิ้งฮ่าววางท่ามีลับลมคมใน ล้วงเอาสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาส่งให้ “สมัยก่อนตอนที่เจ้าเป๋ลำดับสามแหกกฏแต่งตั้งฟางไคอิ้นเป็นผู้บังคับการหน่วยเจิ้นฝู่ ก็เพราะคนๆ นี้อำมหิตโหดเหี้ยม ไม่ว่าใครก็ตามหากตกไปอยู่ในเงื้อมมือมัน ถูกมันใช้ทัณฑ์ทรมานบังคับให้สารภาพ รับรองว่าให้พูดอะไรต้องพูดอย่างนั้น หลายปีมานี้เจ้าเป๋ลำดับสามลำเอียงเข้าข้างพวกตัวเอง กำจัดคนที่เห็นต่าง ขุนนางที่มีความดีความชอบเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องนี้ก็คือฟางไคอิ้น ถึงจะบอกว่าการสืบเสาะคอยจับตามองคนอื่นเป็นอาชีพเก่าของคนแซ่ฟาง แต่พวกเรายังใช้แผนตั๊กแตนจับจักจั่น นกกระจอกตามหลังได้ (หมายเหตุ: อุปมาว่าสายตาคับแคบ รู้จักแต่จะจับเหยื่อ ไม่รู้ว่ามีศัตรูตามมาเบื้องหลังจะเล่นงานตนเช่นกัน) เจ้าลองอ่านดู ในนี้มีรายละเอียดความผิดของมันถึงสิบข้อใหญ่ๆ แต่ละข้อมีหลักฐานชัดเจน ขอเพียงโค่นฟางไคอิ้นได้ เจ้าเป๋ที่สามก็เหมือนแขนขาดไปข้างหนึ่ง ต้องขุ่นแค้นแทบคลุ้มคลั่งแน่นอน ถึงตอนนั้นเจ้าก็เพียงออกหน้ามีพระเสาวนีย์ลงไป หาข้ออ้างอะไรสักข้อดึงเอาหน่วยเจิ้นฝู่คืนมาจากมือเจ้าเป๋ลำดับสาม ทีนี้คิดจะชิงอำนาจทางทหารมาจากมันก็จะง่ายขึ้นมาก”

หญิงสกุลหวังร้องสนับสนุนทันที แต่แล้วก็เกิดสงสัยขึ้นมาอีก

“แต่อยู่ดีๆ จะไปรังควานพวกมันก็ไม่ได้ ควรหาชนวนเหตุสักเรื่องจะดีกว่าหรือไม่?”

หวังเจิ้งฮ่าวทำท่าเหมือนวางแผนมาหมดแล้ว เขาลูบเคราเบาๆ

“เรื่องนี้ให้น้องสี่ออกหน้าเอง บรรณาการที่อาณาจักรเฉาเสี่ยน (หมายเหตุ: หรืออาณาจักรโชซอน หมายถึงอาณาจักรเกาหลีในอดีต) ส่งมาครั้งนี้ มีทาสหญิงทำหน้าที่หุงหาสิบห้านาง สาวใช้อีกสิบห้านาง พวกเราปล่อยข่าวออกไปตั้งแต่แรกแล้วว่าน้องสี่ลอบรับไว้เองสองคน แม้แต่ทองคำและเงินก็ยักยอกไว้เป็นของตัวเองส่วนหนึ่ง เจ้าขาเป๋ลำดับสามคอยหาโอกาสกำจัดน้องสี่ที่เป็นรองเสนาบดีกระทรวงการคลังมาตลอด ถ้าตรวจพบเรื่องยักยอกของบรรณาการที่เป็นความผิดร้ายแรง ไหนเลยยอมปล่อยผ่าน? เขาจะต้องสั่งให้ฟางไคอิ้นตั้งข้อหาน้องสี่แน่นอน อาจถึงขั้นจับเข้าคุกด้วย ปีที่แล้วจางไคอิ้นกับน้องสี่ขัดแย้งกันด้วยเรื่องอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้ คราวนี้พอตรวจสอบขึ้นมา น้องสี่ย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ พวกเราจะแว้งกัดมันคืนทันที บอกว่าฟางไคอิ้นกล่าวหาคนโดยไร้หลักฐานเพราะมีความแค้นกันอยู่ก่อน จากนั้นใช้เรื่องนี้เป็นชนวนเหตุ แจกแจงความผิดที่เหลือของมันทีละข้อ เจ้าเป๋ลำดับสามเพื่อปกป้องตัวเอง จะต้องสลัดฟางไคอิ้นทิ้งแน่นอน คิดจะหาเรื่องพวกเราสกุลหวัง สุดท้ายกลับต้องกำจัดคนของตัวเอง พวกเรารอดูเจ้าเป๋ลำดับสาม ‘เสียฮูหยินซ้ำต้องถอนทัพ (หมายเหตุ: หมายถึงไม่ได้ประโยชน์ แถมยังต้องขาดทุนซ้ำอีก อ้างถึงเหุตการณ์ในเรื่องสามก๊ก ตอนที่จิวยี่ออกอุบายให้เล่าปี่เดินทางมาแต่งงานกับน้องสาวซุนกวน จะได้จับเล่าปี่เป็นตัวประกันแลกกับเกงจิ๋ว แต่ขงเบ้งออกอุบายแก้ลำ ทำให้ซุนกวนต้องยอมให้น้องสาวแต่งงานเป็นฮูหยินของเล่าปี่ไปจริงๆ ซ้ำเกงจิ๋วก็ไม่ได้คืน)’ เถอะ!”

หญิงสกุลหวังเป็นธิดาคนสุดท้อง สนิทกับพี่ชายคนที่สี่หวังเจิ้งซวินที่สุดเพราะอายุไล่เลี่ยกัน ฟังแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้

“ใช้พี่สี่เป็นเหยื่อ อันตรายเกินไปหรือไม่?”

หวังเจิ้งฮ่าวยังคงยิ้มอย่างมีแผนในใจเป็นมั่นเหมาะ

“หากเหยื่อไม่สด จะล่อปลาใหญ่ได้อย่างไร? ได้ยินว่าเมื่อสักครู่ฟางไคอิ้นเพิ่งไปหาท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ ท่าทางลิงโลดเหลือเกิน ดูท่าคงงับเบ็ดเรียบร้อยแล้ว”

หญิงสกุลหวังทำท่าจะเอ่ยอะไร แต่กลับเปลี่ยนเป็นร้องถามเสียงดังกว่าเดิม

“ใคร?”

“กระหม่อมอู๋หร่าน” ขันทีคนหนึ่งก้าวออกมาจากหลังฉากงาช้างขนาดใหญ่ขึงด้วยผ้าไหม หน้าขาวปากแดง ท่าทางคมคายเฉลียวฉลาด “กราบทูลไทเฮา เซิ่งหมู่ฮองไทเฮาเสด็จมา”

บุตรชายบ้านสกุลหวังเป็นญาติสนิทอันดับหนึ่งของราชวงศ์แต่ไหนแต่ไรก็สามารถปรากฏตัวในวังฉือชิ่งกงได้โดยไม่มีใครห้าม เช่นเดียวกับที่ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการเข้าออกวังฉือหนิงกงเป็นการลับ แต่นั่นเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างรู้อยู่แก่ใจกันเอง ถ้าให้ผู้อื่นมาพบเจอต่อหน้าจะอย่างไรก็ดูไม่สง่างามนัก

ดังนั้นเอง หญิงสกุลหวังจึงแค่นเสียง “เฮอะ” อย่างไม่พอใจ ตำหนิขันทีไปว่า

“นางเป็นไทเฮาใดของเจ้า!” จากนั้นหันกลับมาหาหวังเจิ้งฮ่าว สีหน้าขุ่นเคืองเหมือนจะบอกว่า ‘เห็นแล้วใช่หรือไม่’ นางตวัดคางให้เขา “พี่ใหญ่ ท่านไปหลบด้านหลังก่อน ข้าจะไล่นางไปเอง”

หวังเจิ้งฮ่าวหลบไปอยู่หลังฉากกันลม ไม่นานก็ได้กลิ่นหอมชนิดหนึ่งโชยมาแตะจมูก ได้ยินเสียงเสนาะใสไพเราะดังว่า “พี่หญิง” จากนั้นก็เห็นไทเฮาตะวันตกสี่เหอเดินเข้ามาในห้อง รอยยิ้มนางชวนให้ผู้คนเบิกบาน กิริยางดงามสุดสง่า ไม่คล้ายไทเฮาผู้เคร่งขรึมเลยแม้แต่น้อย กลับเหมือนดรุณีน้อยวัยกำดัดในหอห้องมากกว่า

“ได้ข่าวว่าพี่หญิงสุขภาพไม่ค่อยดี ข้าจึงมาเยี่ยมทักทายโดยเฉพาะ”

หญิงสกุลหวังจ้องเรือนร่างเย้ายวนของสี่เหอเขม็ง แค่นยิ้มเย็นชา

“ข้าไม่เห็นเป็นไร ข่าวพวกนั้นต้องเป็นคนต่ำช้าพยายามสาปแช่งข้ามากกว่า สุขภาพข้าดีอย่างยิ่ง”

รอยยิ้มของสี่เหอไม่มีเปลี่ยน “อย่างนั้นข้าก็วางใจแล้ว อวี้หมิง เชิญของเข้ามา”

นางกำนัลท่าทางสุภาพที่ติดตามอยู่ด้านหลังสี่เหอสาวเท้าขึ้นมา มือประคองกล่องบุผ้าปักไหมทองคำใบหนึ่ง สี่เหอยกชายกระโปรงด้านหน้าขึ้นเล็กน้อย นั่งลงบนตั่ง

“พี่หญิงแม้สุขภาพแข็งแรงไร้โรคภัย แต่จะอย่างไรก็ต้องบำรุงไว้บ้าง ข้านำโสมภูเขาอายุมากสองต้นมาให้พี่หญิง ช่วยบำรุงร่างกายเป็นที่สุด”

“อย่างนั้นต้องขอบคุณน้องหญิงมาก” หญิงสกุลหวังโบกมือให้คนของนางรับไว้ จากนั้นตวัดสายตาสำรวจสี่เหออย่างตั้งใจสองรอบ “วันนี้น้องหญิงแต่งตัวดีเหลือเกิน ผมทรงนี้งดงามยิ่งนัก”

“อ้อ วังข้าเพิ่งได้ขันทีใหม่มาคนหนึ่ง ทำผมเก่งนัก ทั้งยังฉลาดหลักแหลม หากพี่หญิงชอบ ก็ให้เขามาปรนนิบัติรับใช้ที่วังฉือชิ่งกงแล้วกัน”

“ข้าไม่ต้องการแย่งชิงของดีจากใคร”

“ข้าไม่ชอบใช้ขันทีนัก ที่ปรนนิบัติรับใช้อยู่ใกล้ชิดส่วนใหญ่เป็นนางกำนัลมากกว่า”

“ใช่แล้ว ใครบ้างไม่ทราบว่าช่วงนี้ขันทีที่อยู่ใกล้ชิดน้องหญิงมีเพียงจ้าวเซิ่งเพียงคนเดียว?” นัยน์ตาดำขลับของหญิงสกุลหวังเป็นประกายล้อกับปิ่นหยกดำที่วาววับอยู่บนเรือนผม ปรายตามองบริวารข้างกายของสี่เหอแวบหนึ่ง ก่อนเลิกคิ้วให้ “ขันทีส่วนใหญ่ในวังมักต้องผ่านคมมีดนั้นตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบขวบ จ้าวเซิ่งกลับอายุยี่สิบกว่าแล้วจึงได้เข้าวัง ก่อนเข้าวังก็เป็นครูมวย ดูเหมือนวิชาฝีมือจะไม่เลวอีกด้วย แต่เพราะบิดาติดการพนัน ถึงต้องเข้าเมืองหลวงมาดิ้นรนหาทางรอด เทียบกับขันทีทั่วไปย่อมร่างกายบึกบึนมีเรี่ยวแรงมากกว่า แต่จะอย่างไรก็เป็นเพียงตัวไม่ชายไม่หญิง ทำได้แค่ซุกอยู่ในวังหลวง เทียบกับพวกที่สามารถเข่นฆ่าออกศึก เจ้ามีประโยชน์อะไร?”

จ้าวเซิงอยู่ในเครื่องแบบขันทีจับจีบรอบช่วงเอว รูปร่างสันทัด แต่ช่วงแขนช่วงไหล่กลับนูนขึ้นด้วยมัดกล้าม เขายืนนิ่งฟังกับที่ไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย สองมือกลับกำแน่นโดยไม่ส่งเสียง แขนเสื้อหลวมกว้างสั่นไหวเป็นคลื่น คล้ายมีสิ่งมีชีวิตใดมุดปราดไปมาอยู่ใต้ผิว

สี่เหอเองก็หน้าแดงก่ำ คำพูดนี้ต้องการเสียดสีว่านางกับน้องสามีฉีเซอลักลอบมีสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน นางฝืนใจเต็มที่แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย

“คำพูดพี่หญิง ข้าไม่ค่อยเข้าใจ”

หญิงสกุลหวังปรายตามองตู้สี่เหลี่ยมที่แซะร่องตื้นๆ เป็นลวดลายละเอียดใบหนึ่งในห้อง น้ำเสียงนางเองก็เต็มไปด้วยเหลี่ยมคมและการเสียดแซะแดกดัน

“น้องหญิงเป็นคนฉลาดที่สุดในใต้หล้า หลายปีก่อนแม้แต่ตัวอักษรบนฎีกายังรู้จักไม่ครบทุกตัว ตอนนี้กลับวาจาเป็นเอก คนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับเข้ากันดีกับพระปิตุลาเหลือเกิน จัดแจงแก้ปัญหาบ้านเมืองจนเรียบร้อย ยังมีอะไรที่น้องหญิงไม่เข้าใจอีก?”

ใบหน้าสี่เหอยิ่งบิดเบี้ยวอัปลักษณ์

“พี่หญิงล้อเล่นแล้ว สตรีจะอย่างไรก็เป็นสตรี เรื่องใหญ่โตของบ้านเมืองยังต้องพึ่งท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการกับเหล่าขุนนางอำมาตย์ทั้งหลายร่วมกันลงความเห็น”

“บางคนก็ไม่อยากให้ ‘ร่วมกันลงความเห็น’ นักดอก เสียดายที่ขัดขืนไม่ได้” หญิงสกุลหวังไม่สนใจอีกฝ่าย กระดิกปลอกเล็บทองคำประดับอัญมณีเล็กละเอียดเป็นลายอายุมั่นขวัญยืนไปทางโต๊ะน้ำชา ร้องสั่งดังๆ “อู๋หร่าน จุดไฟ”

ขันทีอู๋หร่านก้าวเข้ามา คุกเข่าลงจุดไฟในกล้องยาสูบน้ำถวายไทเฮา น้ำในกล้องยาดุจขวบปีแห่งความเยาว์วัยที่ไหลเลื่อน ค่อยๆ เดือดพล่านขึ้นมาอย่างเงียบงัน

สตรีในวังหลวงสุดลึกล้ำ จำเจราจากับนกแก้ว ชมแพรวกุหลาบเปล่าดาย

10.

พื้นที่ของเหล่าบุรุษเช่นราชสำนักฝ่ายหน้า ก็กำลังหักเหลี่ยมเฉือนคมไม่แพ้กัน

หน้าโต๊ะที่เต็มไปด้วยม้วนเอกสารราชการกองสุมอยู่เต็ม ชายคนหนึ่งที่ชื่อฟางไคอิ้นกำลังยืนประสานมืออย่างนอบน้อม

เดิมทีเขาเป็นเพียงขุนนางเล็กๆ แต่เพราะตอนท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการเพิ่งขึ้นครองอำนาจใหม่ๆ ได้บอกความลับเรื่อง ‘การเปลี่ยนแปลงเบื้องบน’ มา เขาจึงฉวยโอกาสนั้นตั้งตัว ถีบตัวเองจนขึ้นมาคุมหน่วยเจิ้นฝู่ได้ และหน่วยเจิ้นฝู่ในรัชสมัยนี้ก็ไม่เหมือนสมัยก่อน คือยังคงเป็นหน่วยพิเศษที่คอยสอดแนมเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่เหมือนเดิม มีที่คุมขังของตัวเอง แต่ยังเพิ่มสิทธิ์จับกุมผู้คน ลงทัณฑ์สอบสวน หรือถึงขั้นสังหารผู้ต้องสงสัยได้ ไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมของราชสำนัก

ตำราที่หัวหน้าหน่วยจางไคอิ้นอ่านจนขึ้นใจที่สุดมิใช่ตำราทั้งสี่คัมภีร์ทั้งห้า แต่เป็นหนังสือ ‘หลัวจือจิง (เชิงอรรถ:‘หลัวจือจิง’ เป็นหนังสือที่บรรยายวิธีใส่ร้ายป้ายสี ปรักปรำจับคนเข้าคุก บูเช็กเทียนอ่านแล้วตรัสว่า “จิตใจเช่นนี้ เราไม่แน่จะเทียบได้”)’ ที่จอมขุนนางกังฉินไหลจวิ้นเฉินเขียนขึ้นในสมัยจักรพรรดินีบูเช็กเทียน เขาไม่เพียงท่องจำวิธีใส่ใคล้ป้ายความผิด ปรักปรำผู้บริสุทธิ์ในตำราได้จนขึ้นใจ แต่ยังบังคับใช้กฎหมายลงทัณฑ์ทรมานได้โหดร้ายเหนือกว่าไหลจวิ้นเฉินอีกขึ้น ในห้องสืบสวนลงทัณฑ์ที่มีลูกไม้แพรวพรายเป็นร้อยอย่าง ฟางไคอิ้นสามารถง้างปากทุกผู้คนให้พูดสิ่งที่เขาต้องการได้ยิน มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เขาเชื่อฟัง ก็คือคนที่อยู่หลังโต๊ะ ตรงหน้าเขานี้เอง

ใต้ชุดลำลองลายมังกรสำหรับเชื้อพระวงศ์สีเหลือง ใบหน้าฉีเซอเคร่งขรึมเย็นชาราวกับเหล็ก น้ำเสียงสีหน้าไม่มีเค้าแววหวั่นไหว

“ยักยอกของบรรณาการ?”

“ขอรับ” ดวงตาฟางไคอิ้นลุกวาบด้วยความตื่นเต้นโดยไม่ปิดบัง เหมือนพร้อมจะมีโลหิตสีแดงปะทุออกมาทุกเมื่อ “คราวนี้รองเสนาบดีกระทรวงการคลัง ใต้เท้าหวังเจิ้งซวินของพวกเรานับว่าแส่หาที่เอง ท่านอ๋องดูเถิด จะให้ร่างข้อกล่าวหาประทับตราโดยเปิดเผย หรือส่งจดหมายปิดผนึกไป? หรือจะจับเขาเข้าคุกเป็นการลับ ให้กระหม่อม ‘ดูแล’ เขาเอง?”

ฉีเซอหลุบตาลง แต่นัยน์ตากลอกไปมาไม่หยุดยั้ง สุดท้ายค่อยเหลือบตาขึ้นจ้องไปตรงๆ บอกว่า

“ล้วนไม่ทำ”

ใกล้ช่วงโพล้เพล้ บรรยากาศวังฉือชิ่งกงยิ่งมายิ่งตื่นเต้นตึงเครียด หลังจากไทเฮาสี่เหอแห่งวังฉือหนิงกงลากลับด้วยสีหน้าบูดบึ้ง รองหัวหน้าอำมาตย์หวังเจิ้งฮ่าวก็ออกมาไล่เรียงแผนการในภายหน้าร่วมกับหญิงสกุลหวังผู้เป็นน้องสาวอีกรอบ เหมือนวันแห่งความพ่ายแพ้ของฉีเซออยู่อีกไม่ไกล สามารถนับนิ้วรอได้เลย กระทั่งจังหวะที่เขาบอกลาล่าถอยออกมา กลับถูกขันทีอู๋หร่านที่วิ่งเข้ามาชนเข้าเต็มรัก

“แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

หวังเจิ้งฮ่าวจัดแต่งหนวดของตัวเอง เอ่ยอย่างไม่พอใจ

“เอะอะโวยยวายอะไร?”

อู๋หร่านน้ำตานองหน้า

“แย่แล้ว ใต้เท้าฟางไคอิ้นเพิ่งพาคนมาหาถึงจวน ฆ่าท่านสี่ตายใต้คมกระบี่แล้ว”

“อะไร?!”

สองพี่น้องสกุลหวังหน้าเผือดขาวไปพร้อมกันทันที หวังเจิ้งฮ่าวพึมพำเหมือนเสียสติ

“รองเสนาบดีการคลังที่มีเกียรติ แต่เจ้าเป๋ลำดับสามแม้แต่ขั้นตอนการยื่นข้อกล่าวหาสืบสวนยังตัดทิ้ง นี่… นี่…”

พลันได้ยินเสียง ‘เพล้ง’ หญิงสกุลหวังที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ปัดแจกันดอกไม้สีแดงสดตกแตกกระจัดกระจาย ขยี้เท้าด่าทอ

“ล้วนเพราะแผนการโสโครกของท่านกับท่านพ่อ! บอกได้ชัยเป็นมั่นเหมาะ ไม่มีทางพ่ายแพ้แน่นอนอะไร ตอนนี้ประเสริฐมาก ก่อกวนจนแม้แต่ชีวิตพี่สี่ก็เอาไปทิ้งแล้ว!” นางพุ่งปราดเข้ามาตะครุบปกเสื้อพี่ชายคนโต ทั้งผลักทั้งกระชาก “พวกท่านคืนพี่สี่มาให้ข้า คืนพี่สี่มาให้ข้า! พี่สี่ที่น่าสงสารของข้า เสียแรงท่านระวังตัวมาตลอดชีวิต สุดท้ายกลับต้องมาตายในเงื้อมมือครอบครัวตัวเอง!…”

ขันทีอู๋หร่านทั้งลนลานโขกศีรษะทั้งส่งเสียงห้ามปราม ประคองหญิงสกุลหวังที่ร่ำไห้ไม่หยุดยั้งไปนั่งเก้าอี้อย่างลำบากยากเข็ญ หวังเจิ้งฮ่าวไม่มีแก่ใจสนใจหนวดเครางามกระจุกหนึ่งที่ยุ่งเหยิง ได้แต่ขอโทษขอโพยถ่ายเดียว

“น้องหญิง เรื่องมาถึงขั้นนี้ เสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้สิ่งสำคัญยังคงเป็นการวางแผนว่าขั้นต่อไปจะทำอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างฟางไคอิ้นกับเจ้าเป๋ลำดับสามนั่นอยู่ในขั้นแม้จะตัดกระดูกก็ยังเหลือเส้นเอ็น ฟางไคอิ้นกล้าก่อคดีร้ายแรงอย่างบุกไปฆ่ารองเสนาบดีการคลังเป็นการส่วนตัว เรื่องคราวนี้ต้องเกี่ยวพันกับเจ้าเป๋ลำดับสามอย่างใหญ่หลวง ที่แล้วมาเจ้าเป๋นั่นวางแผนก่อนเคลื่อนไหวทีหลัง ทำเรื่องราวใดไม่เคยมีช่องโหว่ แค่ตราวนี้มุทะลุหุนหันปานนี้ นับเป็นโอกาสหายากหนึ่งในพันของพวกเรา”

ฟังแล้วหญิงสกุลหวังหันไปจ้องหน้าพี่ชายคนโตด้วยดวงตาบวมแดง ก่อนถ่มน้ำลายพรวดใส่หน้าเขา

หวังเจิ้งฮ่าวฝืนยิ้มเช็ดออก

“น้องหญิง เจ้าหยุดเอาแต่ใจได้แล้ว เจ้ารักน้องสี่ หรือข้าที่เป็นพี่ใหญ่จะไม่รัก? เพื่อไม่ให้น้องสี่ตายเปล่า จึงไม่เพียงต้องอาศัยชีวิตเขามากำจัดฟางไคอิ้น แต่ยังต้องให้เจ้าเป๋ลำดับสามลิ้มรสชาติความเจ็บปวดด้วย น้องหญิง งานนี้ช้าไม่ได้ เจ้ารีบมีพระเสาวนีย์ลงไปให้จับฟางไคอิ้นส่งเข้าคุกหลวงกระทรวงยุติธรรม จากนั้นล่อเจ้าเป๋เข้าวัง แจ้งข้อหาหนักกับมันต่อหน้าว่าลุแก่อำนาจ ทำการโหดเหี้ยม ถอดยศมันเสีย คราวนี้เราจะแลกชีวิตกับมันแล้ว!”

หญิงสกุลหวังสะอึกสะอื้นอยู่สองครั้งก็ปล่อยโฮ โถมเข้าในในอ้อมอกพี่ชาย หวังเจิ้งฮ่าวมีสีหน้าประดักประเดิก ทางหนึ่งปลอบใจนาง อีกทางหนึ่งเช็ดน้ำตาตัวเองเช่นกัน

“กระหม่อมมีเรื่องน้อมรายงาน”

แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องลอดหน้าต่างฉลุลายบานยาวเข้ามา ข้างหน้าต่าง ฉีเซอกำลังตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสือ

“รายงานอะไร?”

ฟางไคอิ้นฉีกยิ้มชั่วร้ายสะใจ ประคองกล่องไม้กล่องหนึ่งขึ้น เปิดฝากล่องออก ในกล่องมีหัวมนุษย์สีเทาซีด ปากอ้าค้าง คล้ายวาจาก่อนตายยังกล่าวไม่เสร็จสิ้น

“ท่านอ๋องสั่งให้กระหม่อมไปเด็ดหัวรองเสนาบดีหวังมาเลยมิใช่หรือ?”

“ข้าสั่งเจ้าตั้งแต่เมื่อใด?” ทั้งคนและกล่องไม้ล้วนไม่อาจทำให้ฉีเซอขยับเปลือกตามามองได้ เขาแค่ใช้นิ้วเรียวยาวพลิกหน้าหนังสือไปหน้าใหม่

รอยยิ้มสุดโฉดชั่วจากขุนนางที่โฉดชั่วที่สุดมลายหายไปทันที ฟางไคอิ้นอ้าปากค้าง หน้าเผือดสี

ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งนั้น ไทเฮาแห่งวังตะวันออกเพิ่งจะมีเลือดฝาดสูบฉีดคืนสู่ใบหน้า ราชลัญจกรสี่เหลี่ยมอันใหญ่ในมือหญิงสกุลหวังเพิ่งถูกประทับตรงๆ ลงบนพระเสาวนีย์ นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองครั้ง ก่อนหันมองคนข้างตัว

หวังเจิ้งฮ่าวปลุกปลอบให้กำลังใจเสียงนุ่มนวล

“น้องหญิงอย่ากลัว จะอย่างไรกองทหารรักษาวังก็เป็นคนของพวกเรา”

“หากเจ้าเป๋ลำดับสามไม่เข้าวังมาทำอย่างไร?”

“อย่างนั้นกล่าวหามันขัดพระเสาวนีย์”

หญิงสกุลหวังระบายลมหายใจยาวๆ อีกรอบ มือที่ประทับราชลัญจกรสั่นสะท้าน แต่ยังไม่ทันได้ประกาศออกไป อู๋หร่านก็วิ่งเข้ามาในตำหนักอีกรอบ หอบหายใจกราบทูลว่า

“กราบ… กราบทูลไทเฮา รายงานท่านอำมาตย์ ข้างนอกบอกว่า… บอกว่าหัวหน้าหน่วยเจิ้นฝู่ใต้เท้าฟางถูกท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการฆ่าทิ้งแล้ว!”

ราชลัญจกรที่เปื้อนเหงื่อลื่นหลุดจากมือทันที หญิงสกุลหวังหันไปมองพี่ชายคนโต

“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

หวังเจิ้งฮ่าวเองก็อึ้งไปชั่วครู่เช่นกัน ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนพระเสาวนีย์อย่างแช่มช้า หนักแน่น

“เจ้าเป๋ลำดับสามดูออกแล้ว จึงให้สุนัขรับใช้ฟางไคอิ้นไปฆ่าน้องสี่เสียเลย จากนั้นก็ใส่ความคนแซ่ฟางว่า ‘แอบอ้างโองการ’ ไปสังหารขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ลงโทษมันถึงตาย”

หญิงสกุลหวังคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ

“แต่คนแซ่ฟางนั่น… ไม่ใช่คนที่เขาลำบากลำบนสนับสนุนมาหลายปีหรอกหรือ?”

“ไม่ผิด ต้องขอบคุณขุนนางโฉดชั่วอย่างฟางไคอิ้น ที่ทำให้ตำแหน่งของเจ้าเป๋มั่นคงขึ้นทุกวัน แต่พวกเราลืมไปว่า กระต่ายตาย ปล่อยหมาล่าเนื้อ (หมายเหตุ: หมายถึงเมื่อหมดประโยชน์ก็กำจัดทิ้ง) เทียบกับการใช้กฎหมายการลงโทษอย่างรุนแรง ทำให้ผู้คนหวาดกลัว ดูท่าตอนนี้เจ้าเป๋คงตั้งใจจะเริ่มซื้อใจคนแล้ว เลยกลับรังเกียจฟางไคอิ้นที่เอะอะก็ลงโทษคนอย่างโหดเหี้ยม คงกำลังกลุ้มใจว่าไม่มีข้ออ้างอะไรไปลิดรอนอำนาจเขา เรื่องคราวนี้นับว่าเหมือนหมอนถูกส่งมาตอนคิดจะนอนพอดี ทั้งได้ชื่อว่ากำจัดภัยแทนประเทศ ยังได้กำจัดเภทภัยไปอีกสองอย่าง งดงามแท้ๆ! กลับเป็นพวกเราสกุลหวังต่างหากที่ ‘เสียฮูหยินซ้ำต้องถอนทัพ’”

หญิงสกุลหวังร่างส่ายโงนเงน ทรุดลงนั่งร่างอ่อนปวกเปียกบนเก้าอี้พับเคลือบทอง ปิ่นหยกสีครามสลับขาวเล่มเล็กๆ ร่วงจากศีรษะตกลงพื้น ส่งเสียงแตกหักบาดใจ

“อย่างนั้น… ความแค้นยิ่งใหญ่ของพี่สี่ต้องปล่อยไปเสียเปล่าไม่พูดถึงอย่างนี้หรือ?”

“ไม่” ดวงตาหวังเจิ้งฮ่าวฉายประกายแข็งกร้าวคมกริบ เขาหันไปจ้องขันทีข้างกายน้องสาวเขม็ง “อู๋หร่าน หากข้าจำไม่ผิด เจ้ามีพี่ชายบุญธรรมที่สนิทสนมกันถึงขั้นแลกเทียบรายชื่อคนในตระกูลอยู่นอกวังไม่ใช่หรือ?”

อู๋หร่านหน้าเปลี่ยนสี

“เรียนท่านอำมาตย์…” เขานิ่งไปครู่ใหญ่ทีเดียว มือขวาสั่นสะท้านเล็กน้อย ในที่สุดก็สะบัดแส้ปัด ปัดเอาฝุ่นแห่งอดีตออกไป “ขอรับ”

11.

และเพราะคำว่า “ขอรับ” นั้นเอง ทำให้คืนนั้นจนกระทั่งยามสี่ (หมายเหตุ: ช่วงตีหนึ่งถึงตีสาม) อู๋หร่านก็ยังคงนอนไม่หลับ

เขาส่งเสียงไอ เหยียดตัวลุกขึ้นนั่ง ภรรยาที่นอนอยู่ข้างกายก็ยังไม่หลับ รีบคลำหากระโถนที่อยู่ใต้เตียงออกมาให้ …กระโถนนั้นเป็นกระโหลกศีรษะเคลือบทองอันหนึ่ง

ภรรยาของขันทีกับกระโถนที่ทำด้วยกระโหลก ของประหลาดสองอย่างนี้ล้วนมีที่มา

ภรรยาของอู๋หร่านมีชื่อเล่นว่าลวี่ซือเอ๋อร์ สมัยที่หวังไทเฮาแห่งวังตะวันออกเจ้านายพวกเขายังเป็นหวังฮองเฮานั้น ลวี่ซือเอ๋อร์มีตำแหน่งเป็นนางกำนัลคนสนิท หวังฮองเฮารูปโฉมงดงาม แต่นิสัยหยิ่งทะนง จึงไม่เป็นที่โปรดปรานนัก ลวี่ซือเอ๋อร์ที่พอจะหน้าตาดีอยู่บ้างกลับทั้งนุ่มนวลทั้งเชื่อฟัง วันหนึ่งหวังฮองเฮานอนกลางวัน ฮ่องเต้พลันเสด็จมาถึง จับลวี่ซือเอ๋อร์ยัดเข้ากระถางหลอมยาในห้องยา เพลิงราคะแทบจุดถ่านจริงๆ ให้ติดไฟขึ้นมา หวังฮองเฮาพอทราบเรื่องก็ไม่ชอบใจ วันหนึ่งก็ชี้นิ้วประทานลวี่ซือเอ๋อร์ให้เป็นคู่ตุ้ยสือกับอู๋หร่าน

เวลาทำงาน ขันทีจะรับประทานได้แค่อาหารเย็นชืดที่ตัวเองเตรียมมาเท่านั้น แต่นางกำนัลสามารถจุดเตาได้ ฉะนั้นเหล่าขันทีจึงมักวานให้นางกำนัลที่สนิทสนมกับตนช่วยอุ่นกับข้าวให้ นานไปนานไป คำว่า ‘ตุ้ยสือ (คู่รับประทาน)’ จึงหมายถึงขันทีกับนางกำนัลที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันด้วย ลวี่ซือเอ๋อร์ถูกขับออกจากวังในลักษณะนี้เอง กลายเป็นตุ้ยสือของอู๋หร่าน นอกจากเรื่องบนเตียงแล้ว อื่นๆ แล้วไม่ต่างจากคู่สามีภรรยาทั่วๆ ไป

ส่วนที่อู๋หร่านกลายเป็นขันทีนั้น ต้นตอก็สืบเนื่องมาจากของสิ่งหนึ่ง คือกระโถนที่ทำมาจากกระโหลกใบนั้นเอง

อู๋หร่านถือกำเนิดในดินแดนแถบกวานจง ครอบครัวมีเงินทองเหลือเฟือ ทั้งยังคบหาผู้คนมากมาย ดังนั้นจึงมีการหมั้นหมายเด็กหญิงผู้หนึ่งให้เขาตั้งแต่เยาว์วัย ตอนเขาอายุสิบสาม ผู้ว่าการเขตโจวจื้อในมณฑลส่านซีเกิดไปถูกใจว่าที่ภรรยาที่เขาไม่เคยเห็นหน้าเข้า จะรับไปเป็นภรรยาน้อย บิดามารดาเขากลับไม่ยินยอมถอนหมั้น เป็นชนวนเหตุให้ถูกคนของทางการทุบตีจนตาย ทั้งครอบครัวเหลือเพียงอู๋หร่านที่จะว่าเด็กก็ไม่เด็ก จะว่าเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่เติบโตเต็มทีเพียงคนเดียว หอบเอาคำร้องซึ่งเขียนทั้งที่ยังไม่ได้รู้หนังสือแตกฉานนัก วิ่งโร่ไปที่กรมเมืองตีกลองร้องทุกข์ เขาถูกโบยตามกฎก่อน แต่ยังไม่ทันรอให้เรื่องถึงศาล ก็ถูกกระสอบสีดำผืนหนึ่งคลุมลงบนศีรษะ ได้ยินสุ้มเสียงดุร้ายดังมาจากนอกกระสอบว่า

“กล้าแย่งภรรยากับเรา เราจะให้เด็กน้อยเจ้ามีภรรยาไม่ได้ไปตลอดชีวิต!”

เมื่ออู๋หร่านฟื้นมา ของที่ควรขาดก็ขาดหายไปแล้ว ท่อนล่างมีขนห่านเส้นหนึ่งเสียบอยู่ต่างท่อปัสสาวะ หลังจากถูกตัดองคชาติ เขาก็กลายมาเป็นขันทีในวัง อยู่อย่างอกสั่นขวัญแขวนมาสิบกว่าปี แต่แล้วคล้ายเมฆหายท้องฟ้าเปิดเห็นดวงจันทร์กระจ่าง เขาถูกฮองเฮาจากสกุลหวังดึงมาเป็นคนสนิทข้างตัวด้วยเหตุบังเอิญ และมีอยู่อีกวันหนึ่ง ระหว่างที่อยู่นอกวัง บังเอิญได้พบกับเพื่อนเล่นสมัยเด็ก สมัยนั้นตอนอยู่ที่โรงเรียน อู๋หร่านกับเพื่อนคนที่ว่าสนิทสนมกันเป็นพิเศษ เคยกราบไหว้ฟ้าดินสาบานเป็นพี่น้อง คนผู้นั้นตั้งแต่เล็กมาก็นิสัยดื้อรั้นชมชอบเป็นวีรบุรุษ รักการต่อสู้กับความอยุติธรรมยิ่งนัก พอทราบความจริงว่าเพื่อนสมัยก่อนต้องบ้านแตกครอบครัวตายจากอย่างไร ก็โกรธแค้นจนสองตาพองโต แหงนหน้าดื่มสุราชามหนึ่ง ประสานมือบอกลาทันที สองเดือนครึ่งให้หลังเขากลับมาพร้อมศีรษะของผู้ว่าการเขต ซึ่งตอนนี้กลายเป็นผู้ว่าการมณฑลไปแล้วคนนั้น เขาเลาะเอากระโหลกศีรษะออกมา เคลือบทองลงไป ส่งมอบให้อู๋หร่านใช้แทนกระโถน

ค่ำคืนอันเงียบสงบ อู๋หร่านก้มมองลวี่ซือเอ๋อร์ผู้เป็นภรรยากับของในมือนาง ถอนหายใจ ปัสสาวะลงไป

ในเมื่อหลับไม่ลงอยู่แล้ว เช้าวันถัดมาพระอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้น เขาก็นั่งรถออกจากเมือง เดินทางไปจนถึงหน้าประตูบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งในเขตหว่านผิง คนที่มาเปิดประตูเห็นรถม้างามสง่า กิริยามารยาทจึงนอบน้อมดูแลถี่ถ้วนอย่างยิ่ง

“ขอเรียนถาม คุณชายท่านนี้มาหาใคร?”

อู๋หร่านแต่งกายอย่างคนทั่วไป สวมเสื้อตัวยาวเนื้อผ้าเหมือนที่ใช้ตัดถุงผ้าพกติดตัว ดูไปคล้ายหนอนตำราที่สุภาพเรียบร้อย เขาล้วงเอาเทียบแนะนำตัวออกจากแขนเสื้อ ส่งให้อย่างผ่าเผย

“มาหาเจ้าของบ้านของพวกท่าน นายท่านชิวรั่วกู่”

คนเปิดประตูเดินเข้าไปรายงาน ไม่นานต่อมาเสียงดังก้องก็แว่วข้ามกำแพงออกมา

“น้องชายข้าอยู่ที่ใด? น้องชายข้าอยู่ที่ใด?”

เห็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งพุ่งออกมาทางประตูหน้า ใบหน้าเหลี่ยมคร้ามคม หว่างคิ้วมีไฝสีแดงชาดเม็ดหนึ่ง รี่เข้ามากุมมือทั้งคู่ของอู๋หร่านไว้

อู๋หร่านเดินตามเขาผ่านห้องโถงเข้าไปยังห้องชั้นใน จากนั้นบอกเล่าทุกอย่างเปิดเผยไม่ปิดบังเหมือนเทถั่วจากกระบอกไม้ไผ่ ทว่าเรื่องราวทั้งหลายคล้ายใช้เถาถั่วเผาฝักถั่ว น้ำตาคั่วอยู่ในหม้อ ช่วงสั้นๆ ที่เงียบกันไปนั้น มีอยู่จังหวะหนึ่งที่อู๋หร่านเข้าใจว่าชิวรั่วกู่คิดจะฆ่าเขาแล้ว

แต่ชิวรั่วกู่กลับยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ซื่อสัตย์จริงใจจนผิดธรมดา เขาวางมือลงบนหน้าโต๊ะที่ทำจากไม้จีชื่อ (ไม้สาธร) ประกายตาแข็งกล้าราวไม้โบราณ

“น้องชาย สมัยก่อนพี่ชายโง่เขลา ได้เลือดลมที่พลุ่งพล่านกระตุ้นความกล้า บุกไปตัดหัวศัตรูของเจ้า แต่ตอนหลังพอเรื่องถูกเปิดเผย กลับเป็นเจ้าที่ยอมเสี่ยงโทษตายไปทูลขอพระกรุณาจากฮองเฮา จึงอาศัยโอกาสวันคล้ายวันประสูติฮ่องเต้ นิรโทษกรรมนักโทษประหารอย่างข้า หลายปีมานี้เพื่อไม่ให้คนสงสัย พวกเราพี่น้องไม่เคยเคลื่อนไหวใดๆ มาก่อน ตอนนี้น้องชายแม้มีฐานะสูงส่งเป็นถึงคนของวังฉือชิ่งกง แต่คาดว่าเวลาอยู่ต่อหน้าเจ้านายก็ต้องระมัดระวัง หรุบหางทำตัวเป็นผู้เป็นคนเช่นกัน กลับเป็นข้าต่างหากที่อาศัยบารมีเจ้า ได้สวมใส่เสื้อผ้าอย่างดี รับประทานของล้ำค่า มีภรรยาหลวงเรียบร้อยภรรยาน้อยงดงาม ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเสรี ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ข้าเป็นต้องไม่สบายใจ วันนี้น้องชายยอมออกปาก เท่ากับเปิดโอกาสให้ข้าได้ตอบแทน ข้าไม่คิดจะบ่ายเบี่ยงปฏิเสธ กลับขอบคุณคุณธรรมสูงส่งของเจ้าเสียอีก”

สันกรามของอู๋หร่านมีเส้นเอ็นสองสายขึ้นปูดโปน ขมวดเกร็งอยู่ครู่หนึ่งจึงได้คลายตัวลง

“ได้ยินว่าพี่ใหญ่มีลูกชายคนเดียวเท่านั้น?”

ชิวรั่วกู่อึ้งไป ขากรรไกรเกร็งตัวขึ้นมาทันทีคล้ายกำลังขบฟัน แต่มุมปากกลับขยับยกขึ้น

“ปีนี้เพิ่งอายุสิบสอง นิสัยเหมือนบิดามันสมัยก่อนไม่ผิดเพี้ยน ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน วันๆ ไม่รำดาบก็ซ้อมทวน เจ้าฟัง ตอนนี้ยังซ้อมอยู่ในสวนด้านหลังอยู่เลย” พอเงี่ยหูฟังดู ก็ได้ยินเสียงโลหะศิลากระทบกันแว่วมารำไรจริงๆ ชิวรั่วกู่ยิ้มพลางโบกมือ “ไม่ทราบต้องมาเลี้ยงตัวไร้ประโยชน์เช่นนี้ คนเป็นพ่ออย่างข้าทำกรรมอะไรไว้”

สีหน้าอู๋หร่านเยือกเย็นยิ่ง เอ่ยอย่างเคร่งขรึม

“บอกกับพี่ใหญ่โดยไม่ปิดบัง ข้าแม้อยู่ในวังเป็นเพียงหนอนแมลงตัวหนึ่ง แต่ออกจากวังกลับเป็นดั่งมังกร แม้แต่ขุนนางขั้นหนึ่งเห็นพวกเราก็ยังต้องเกรงใจอยู่สามส่วน ส่วนเรื่องทรัพย์สินเงินทอง ข้าขอบอกโดยไม่สนใจหนังหน้าตัวเอง ว่าแม้จะสู้ขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักไม่ได้ แต่เทียบกับเหล่าคหบดีในเมืองหลวงต้องนับว่าไม่ขาดแคลน เพียงแต่น่าเสียดายข้าเป็นเพียงขันที ให้มีอำนาจมากกว่านี้ เงินมหาศาลกว่านี้ สุดท้ายก็เหลือเพียงความว่างเปล่า ปัญหาใหญ่เทียมฟ้าข้อนี้ ในที่สุดก็ได้อาศัยพี่ใหญ่ ช่วยข้าคลี่คลายมันไป” พูดจบเขาก็ลุกขึ้น คุกเข่าสามครั้ง โขกศีรษะต่อชิวรั่วกู่เก้าครั้งราวกับอยู่ต่อหน้าเชื้อพระวงศ์ …หรือไม่ก็หน้าหลุมฝังศพ

ชิวรั่วกู่รับการคารวะอย่างสงบ ไฝแดงที่หว่างคิ้วไม่เคยขยับมาเลย ภายหลังก็ลุกขึ้นเช่นกัน คารวะตอบน้องชายร่วมสาบาน

คำสัตย์สาบานนี้เกิดขึ้นระหว่างชายฉกรรจ์ที่อารมณ์ร้อนแรงแกร่งกร้าวปานดวงอาทิตย์ กับขันทีที่กิริยาราวอิสตรี ไม่มีผู้ใดเป็นพยานให้พวกเขา นอกจากฟากฟ้าสีครามเบื้องบน

หลังจากนั้นเสียงโลหะกระทบกันจากสวนด้านหลังก็เงียบไป ครู่เดียวหนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งเด็กน้อยเยาว์วัยก็เดินเข้ามาในห้องโถง ผู้เฒ่านั้นสวมชุดสีฟ้าอย่างคนรับใช้ ค้อมกายคารวะ

“นายท่าน คุณชายมาแล้ว”

“ท่านพ่อ” เด็กนั้นอายุเพียงสิบกว่าขวบ มือถือดาบโค้ง แต่พอเห็นว่ามีแขกมาเยือน ก็ลดเสียงลงอย่างกระดาก ค้อมตัวคารวะใหม่อีกรอบ “ผู้บุตรน้อมพบท่านพ่อ”

ชิวรั่วกู่จ้องมองบุตรชายเนิ่นนานด้วยดวงตาแฝงรอยยิ้ม จากนั้นหันไปมองอู๋หร่านที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะ เอ่ยเหมือนวิงวอน

“นี่คือบุตรสุนัขของเรา… ชิวจื้อเฉิง”

อู๋หร่านปฏิเสธว่ามิได้ เขาจ้องตากับชิวรั่วกู่อยู่เป็นนาน ก่อนจะเบนสายตากลับไปมองเด็กชายอย่างเชื่องช้า

“นับจากวันนี้ไป เจ้าแซ่อู๋ ชื่อว่า…” เขานิ่งไปชั่วครู่ จึงเอ่ยอย่างปราณีเป็นที่สุด “อู๋อี้”

ประโยคนี้ทำให้ดวงตาของเด็กน้อยเบิกกว้างกลมโต เขาไม่รู้เลยว่าคนหน้าขาวที่นั่งอยู่ข้างกายบิดาเป็นผู้ใด ไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงถูกเสียงแหลมเล็กนั้นเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ ยิ่งไม่เข้าใจว่าชีวิตตนถูกม้วนเข้าไปในวังวนของอำนาจที่ต่อสู้กันโหดร้ายทารุณเรียบร้อยแล้ว นับจากนี้ไป จะมีแต่แผนการ และความตาย

12.

ระหว่างที่อู๋หร่านเดินทางกลับ ฤดูร้อนที่อบอ้าวแผดเผาก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะอิทธิพลของกระแสอากาศ วันที่สองเดือนเจ็ด แม้ความร้อนยังไม่สลายตัวหมดสิ้น แต่ตามปฏิทินต้องถือว่าเข้าสู่ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ เมฆที่เคยลอยสูงเหนือตะวันทิ้งตัวลงคล้ายจะกดทับวังต้องห้าม กำแพงแดงตามตำหนักในวังเกิดเป็นเงาทึมทึบ ราวกับสัตว์ร้ายที่อาศัยพักพิงอยู่ในแดนเปลี่ยวร้าง ในบรรดานั้นมีสัตว์ร้ายขนาดมหึมาสองตัวยืนตระหง่านเผชิญหน้า เพียงมองก็ทราบว่าต่างฝ่ายต่างเป็นศัตรูที่ไม่มีทางอยู่ร่วมกันได้ อาคารสองหลังตั้งอยู่หลังประตูอู่เหมิน หนึ่งนั้นคือสภาอำมาตย์ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ ตามขอบประตูใหญ่เคลือบสีแดงเริ่มมีรอยสีกะเทาะหลุดร่วง ขณะที่หมู่อาคารที่อยู่ห่างไปเพียงชั่วระยะหนึ่งลูกธนูกลับใหม่เอี่ยม สดใสโอ่อ่า แขวนป้ายพื้นเหลืองตัวอักษรดำขนาดใหญ่ เขียนว่า ‘ฉงติ้งหยวน(อาคารสงบนิ่งสง่างาม)’ หมู่อาคารนั้นล้อมรอบหอสูงสามชั้น เสาแดงขื่อแกะสลัก ตัวหอวาดเป็นลวดลาย สันหลังคาโค้งงอนปานจะเหิน ทั้งห้องหลัก ห้องรับแขก ห้องประชุม ห้องหนังสือ ห้องนิรภัยต่างๆ พร้อมพรัก สถานที่แห่งนี้เป็นที่ทำงานของท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการนั่นเอง

ปกติแล้วหากไม่มีประชุมขุนนางครั้งใหญ่ ฉีเซอจะปักหลักอยู่ในฉงติ้งหยวนเหมือนถูกเหล็กตอกไว้ ไม่ขยับไปไหนทั้งเช้า ระหว่างนั้นเขาจะอ่านเอกสารบ้านเมือง พบขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เรียกประชุมทั่วไป รับประทานอาหารกลางวัน แต่มื้อกลางวันของเขาออกจะสายกว่าคนอื่นๆ คือล้วนรับประทานตอนช่วงบ่ายเสมอ จากนั้นก็รีบตรงไปยังตำหนักเฉียนชิงกง (ตำหนักฟากฟ้าพิสุทธิ์) โดยไม่หยุดพัก เพื่ออธิบายข้อราชการแก่ฮ่องเต้น้อย เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น โดยมากเขามักกลับฉงติ้งหยวน ไปอ่านเอกสารฎีกาที่เหลือ รอจนกำแพงวังจะลงกลอน จึงได้ออกจากวังมา

วันนี้กล่องสีเหลืองที่ถูกส่งเข้ามาตั้งแต่เช้าหนักอึ้งทีเดียว ในกล่องบรรจุเต็มไปด้วยเอกสารทางราชการจากหน่วยต่างๆ ราวห้าสิบกว่าฉบับได้ หลังจากคัดเอกสารอวยพรออกไป เอกสารเรื่องงานที่เหลือก็ยังคงมีถึงสี่สิบสี่ฉบับ ต้องทำงานวุ่นวายตั้งแต่เช้าจรดสาย ใช้ทุกเสี้ยวยามให้มีประโยชน์ที่สุด ตอนบ่ายยังต้องรั้งอยู่ที่ตำหนักเฉียนชิงกงอีกค่อนข้างนาน กระทั่งเกือบสิ้นยามเซิน (หมายเหตุ: ยามเซินคือช่วงบ่ายสามถึงห้าโมงเย็น เกือบสิ้นยามเซินคือเกือบห้าโมงเย็น) แล้วในมือยังมีฎีกาอีกสิบกว่าฉบับยังไม่ได้อ่าน เวลาการทำงานของฉงติ้งหยวนก็เหมือนกับสภาอำมาตย์ คือเข้ายามเฉิน (หมายเหตุ: เจ็ดโมงเช้า) ออกยามเซิน ผู้ดูแลอาคารเข้ามาเรียนถามว่ายังต้องการเรียกพบผู้ใดหรือไม่ตามปกติ ฉีเซอกำลังก้มหน้าอ่านฎีกา มือหนึ่งเขียนอักษรอย่างใส่ใจ เป็นระเบียบ

“ไม่มี ให้ทุกคนเลิกงานกันเถิด”

ดังนั้นเองขุนนางน้อยใหญ่ในฉงติ้งหยวนจึงพากันแยกย้ายกลับบ้านช่อง เพียงครู่เดียวในอาคารก็สงบเงียบไร้สุ้มเสียง มีเพียงต้นหวงเจวี๋ย (หมายเหตุ: คือต้น Ficus Virens หรือต้นผักเลือด) ต้นหนึ่งสยายรากแผ่กิ่ง ตระหง่านง้ำอยู่ใต้แสงสนธยาที่สลัวเลือน คล้ายเทพสุนัขที่กำลังคุ้มกันนายของมันซึ่งอยู่ในหน้าต่าง ขอเพียงมีการเคลื่อนไหวผิดปกติแม้แต่น้อยนิด สุนัขมหึมาตัวนี้ก็พร้อมจะโจนลงตะครุบสิ่งมีชีวิตที่ก่อความวุ่นวายทันที

ขุนนางที่เพิ่งออกไปเดินถอยหลังกลับเข้ามาในห้องใหม่ สองมือยื่นขวางอยู่ด้านหน้า

“ใต้เท้ามหาอำมาตย์ ใต้เท้ามหาอำมาตย์ ท่านรอผู้น้อยเข้าไปรายงานก่อน ใต้เท้ามหาอำมาตย์ ท่านไม่อาจเข้าไป ใต้เท้า ใต้เท้า…” ขุนนางนั้นพลันค้อมกายคารวะ ก่อนหันมาสีหน้าอับจน “ท่านอ๋อง ผู้น้อยขวางไม่อยู่จริงๆ”

ฉีเซอที่นั่งอยู่ในห้องหลักเงยหน้า วางพู่กันแต้มชาดบนบนแท่นวางพู่กันห้ายอด มองตรงขึ้นไป ผู้มาอายุราวหกสิบกว่า รูปกายสูงใหญ่ เคราขาวยาวถึงท้อง ใบหน้าซูบตอบแข็งเกร็งราวสลักจากศิลา ริ้วรอยเหี่ยวย่นถี่ยิบนั้นไม่มีรอยไหนได้มาอย่างเลอะเลือน ล้วนแต่ถูกสลักเสลาขึ้นมาด้วยวันเวลาที่ผันผ่าน เมื่อยืนอยู่ตรงนั้น บุคลิกจึงราวกับขุนเขาสูงใหญ่ไม่ผิดเพี้ยน

ฉีเซอมองอีกฝ่ายตรงๆ ก่อนเหยียดตัวลุกขึ้น การลุกขึ้นคราวนี้ประหลาดยิ่งนัก ถึงกับมีบางส่วนที่คล้ายชายชราผู้นี้อย่างบอกไม่ถูก… เพราะพวกเขาเดิมทีก็มีสายเลือดเดียวกัน ฉีเซอเป็นหลานชายของเขา ส่วนเขาก็เป็นลุงของฉีเซอ พี่ชายคนโตของหวังฮองเฮาในรัชกาลก่อน… หวังเชวี่ยเจา

หวังเชวี่ยเจามีธิดาคนหนึ่งเป็นถึงไทเฮา บุตรชายสองคนอยู่ในสภาอำมาตย์ ตนเองเป็นทั้งมหาอำมาตย์และเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เป็นบุคคลที่เพียงกระแอมออกมาครั้งเดียวก็เขย่าวังต้องห้ามได้ เมื่อออกหน้ามาย่อมเลื่อนลั่นหวั่นไหวไปทั้งบริเวณ…

’โครม!’

ศิลาแทบแตกร้าว สะเทือนไปถึงท้องฟ้า แขนเสื้อแดงสดของชุดขุนนางขั้นที่หนึ่งสะบัดแหวกสายลม เขาโยนฎีกาฉบับหนึ่งในมือลงบนเอกสารของฉีเซอ ฏีกานั้นพอดีกลิ้งไปชนแท่นวางพู่กัน พู่กันแต้มชาดแดงที่กุมอำนาจสูงส่งของใต้หล้าคล้ายแตกตื่นตะกายหนี ทั้งกระเด็นทั้งกลิ้งตลบ ขีดลากเป็นรอยตวัดสีแดงราวคราบโลหิตสายหนึ่ง

โจวตวินที่คอยปรนนิบัติส่งเครื่องเขียนให้อยู่ด้านข้างเห็นท่าไม่ดี ก็รีบประสานมือเข้าไปคำความเคารพ

“ใต้เท้ามหาอำมาตย์ มีเรื่องใดค่อยๆ…”

“ไสหัวไป” หวังเชวี่ยเจาตวัดสายตาจ้องมาเขม็ง “เจ้านับเป็นตัวอะไร!”

เปลือกตาโจวตวินสั่นกระตุกอยู่หลายรอบ ก่อนหลุบตาลง โบกมือให้ขันทีน้อยสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังล่าถอยไปอย่างเงียบเชียบ

หน้าเอกสารคล้ายตั้งวางไว้ด้วยรูปสลักจากน้ำแข็งสองรูปที่กำลังหลอมละลาย หวังเชวี่ยเจายืนอยู่ระหว่างกระเรียนแก้วผลึกกับต้นเซียนเฉ่า (หมายเหตุ: ต้น Platostoma palustre หรือต้นเฉาก๊วย) เขาชี้ฎีกาตรงหน้าราวกับเซียนผู้วิเศษบนก้อนเมฆกำลังชี้ชะตามนุษย์

“เหตุใดปฏิเสธ?”

ดวงตาฉีเซอไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ยังคงมีทีท่าราบเรียบเย็นชาอย่างเดิม

“ไม่ทราบมหาอำมาตย์พูดถึงเรื่องใด?”

“เฮอะ พอตำแหน่งผู้บังคับการหน่วยเจิ้นฝู่ที่เคยเป็นของฟางไคอิ้นว่างลง ก็รีบดันเมิ่งจ้งเซียนขึ้นแทน แต่ตำแหน่งรองเสนาบดีกระทรวงการคลังของหวังเจิ้งซวินว่างลงวันเดียวกันแท้ๆ ทางกระทรวงมหาดไทยก็เลือกคนขึ้นไปแทนที่แล้ว เหตุใดถูกปฏิเสธกลับลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า?”

“อำนาจของสภาอำมาตย์อยู่ที่ ‘เสนอร่าง’ คือรวบรวมความคิดเห็นของขุนนางทั้งหลายก่อน แล้วค่อยให้ผู้ทำหน้าที่สมุหนายกเขียนเป็นบันทึกความคิดเห็นของเหล่าขุนนาง เรียบเรียงเป็นข้อแนะนำในสมุดเล่มเล็ก แนบถวายขึ้นไป ฝ่าบาททอดพระเนตรจบแล้ว หากทรงเห็นด้วยย่อมลงพระนามด้วยหมึกแดงในร่างชุดนั้น แต่หากไม่ทรงเห็นด้วยย่อมตีกลับลงไป ท่านมหาอำมาตย์อยู่ในสภามายี่สิบปี ทำงานมาจนเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง เหตุใดแค่กฎข้อนี้ก็ต้องมาถาม?”

หวังเชวี่ยเจาเอ่ยอย่างชิงชัง

“ที่นี่ไม่มีผู้อื่น ข้าขอเตือนเจ้า คำพูดไร้สาระของเจ้าจงละไว้เถิด ตอนเจ้ายังต้องสวมกางเกงสำหรับเด็ก เคยปัสสาวะอยู่ในอ้อมแขนลุงอย่างข้า ตอนนี้มาชักสีหน้าจริงจังอย่างนั้นหรือ? เฮอะ ‘ฝ่าบาท’ อันใด ตอนนี้ฝ่าบาทยังเป็นเพียงเด็กน้อยอ่อนวัย เรื่องทั้งหลายล้วนต้องให้ประธานสภาเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่อย่างเจ้าตัดสินใจ ข้าไม่ถามเจ้าแล้วควรไปถามใคร?”

“ในเมื่อท่านมหาอำมาตย์รู้ว่าเราคือประธานสภาเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่ ก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องถามให้มากความ หากพูดถึงระดับอาวุโส ท่านมหาอำมาตย์ย่อมเป็นผู้อาวุโส แต่หากพูดถึงตำแหน่งหน้าที่ ท่านคือฝ่าย ‘บริหาร’ ส่วนเราเป็น ‘ผู้สำเร็จราชการ’ ย่อมต้องยึดความเห็นผู้สำเร็จราชการเป็นหลัก”

“เฮอะๆ พูดถึงเรื่องนี้ เมื่อหลายปีที่แล้วตอนฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรคต ก็มีเพียงไทเฮาสององค์ออกว่าราชการหลังม่าน มีสภาอำมาตย์ช่วยราชการ แต่แค่ชั่วข้ามคืนไปมี ‘ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ’ มุดออกมาได้อย่างไร? หน้าไหนบ้างจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น! พวกฝักใฝ่ฝ่ายตะวันตกนั้นเรียกว่า ‘ซีฉ่าง’ น่าเสียดายที่แต่ไหนแต่ไรมา ตะวันออกย่อมสูงส่งกว่าเสมอ”

อากาศ… ยังคงเป็นอากาศที่ร้อนอ้าวของฤดูร้อนที่แห้งแล้ง แต่น้ำเสียงฉีเซอกลับเย็นเยียบไม่มีความอบอุ่นอยู่เลย

“‘บ้านไหนไก่ตัวเมียขานขัน บ้านนั้นเตรียมวิบัติ (เชิงอรรถ: จากหนังสือ ‘ซ่างซู’ ของขงจื้อ เขียนขึ้นในสมัยชุนชิว อุปมาว่าหากให้นางในเข้ามายิ่งเกี่ยวกับการเมือง จะทำให้ชาติล่มสลาย)’ ไทเฮาทั้งสองย่อมยากหลีกเลี่ยงการถูกนำไปเทียบกับหลี่ว์จื้อ โต้วอีฝาง (เชิงอรรถ: หลี่ว์จื้อเคยเป็นฮองเฮาของพระเจ้าฮั่นเกาจู่ ส่วนโต้วอีฝางเคยเป็นฮองเฮาของพระเจ้าฮั่นเหวินตี้ เมื่อขึ้นเป็นไทเฮา ทั้งสองก็กลายเป็นประมุขหญิง กุมอำนาจว่าราชการของแว่นแคว้น) ที่เคยว่าราชการหลังม่านเช่นเดียวกัน นี่ไม่ใช่แค่เพื่อความสุขของไทเฮาทั้งสองพระองค์ แต่ยังเพื่อความสุขของประเทศชาติด้วย ในเมื่อยุวกษัตริย์ยังเยาว์ ตามธรรมเนียมแล้วควรยกหน้าที่ดูแลฮ่องเต้น้อยให้พระปิตุลา สำหรับตำแหน่ง ‘พระปิตุลาผู้สำเร็จราชการ’ นั้น เราได้มาเพราะกาลก่อนเคยสร้างความดีความชอบยกทัพออกรบชนะพวกตาตาร์ แต่ไม่ว่าจะด้านรบทัพจับศึก หรือการเมืองการปกครอง เราก็เพียงต้องการให้ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้าพร้อมใจเทิดทูนฝ่าบาท เรื่องความขัดแย้งระหว่างตงฉ่างซีฉ่าง เพียงพูดถึงก็ทำให้จิตใจผู้คนหวั่นไหว ท่านมหาอำมาตย์ได้ยินผู้ใดพูดเช่นนี้ก็ควรกล่าวโทษผู้นั้น เหตุใดกลับเป็นผู้เริ่มว่ากล่าวมอมเมาผู้คนเสียเอง?”

หวังเชวี่ยเจาไล่ต้อน

“ในเมื่อไม่มีความขัดแย้ง เหตุใดก่อนท่านผู้สำเร็จราชการจะออกว่าความเมือง เอกสารงานการของทั้งหกกระทรวงร้อยหน่วยงานล้วนส่งถึงสภาอำมาตย์ แต่พอท่านอ๋องว่าราชการ ร่างที่ทางสภาอำมาตย์เสนอไปจึงผ่านได้ยากเย็นแสนเข็ญนัก ทำเอาทุกอย่างสับสนวุ่นวายไปหมด ไม่ทราบจริงๆ ว่าเป็นความสุขของประเทศชาติ หรือหายนะของชาติกันแน่”

“ประเทศ ก็เป็นประเทศของเราสกุลฉี ย่อมไม่มีผู้ใดมุ่งหวังให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองไปกว่าผู้แซ่ฉีเช่นเรา”

“มุ่งหวังให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง ก็ควรเคารพแนวทางของบรรพบุรุษ นับแต่ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์นี้เป็นต้นมา สกุลหวังก็ให้กำเนิดฮองเฮาถึงห้าองค์ บุรุษในตระกูลล้วนเข้าทำงานให้ราชสำนัก ลำบากแทบรากเลือด จงรักภักดีเป็นที่สุด บุรพกษัตริย์ในประวัติศาสตร์ล้วนพึ่งพาขุนนางสกุลหวังเรา อ้างอิงร่างความเห็นของพวกเราจนเป็นความเคยชิน เหตุใดมาถึงยุคท่านอ๋องร่างกลับไม่ผ่าน? หรือท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการยังปราดเปรื่องรอบรู้ยิ่งกว่าฮ่องเต้องค์ก่อน ยิ่งกว่าบรรพชนอีก?”

“เราย่อมไม่กล้าเทียบตัวเองกับฮ่องเต้องค์ก่อน กับบรรพชนนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ท่านมหาอำมาตย์… ท่านเพิ่งพูดเองว่าเป็นท่านลุงของเรา… ย่อมไม่ปราดเปรื่องรอบรู้ไปกว่าอดีตมหาอำมาตย์ผู้เป็นท่านตาของเรา หากเราทำงานสู้ฮ่องเต้องค์ก่อนไม่ได้ ร่างของท่านมหาอำมาตย์ก็ต้องสู้ร่างของอดีตมหาอำมาตย์ไม่ได้ ‘ดังนั้นผู้ฉลาดจึงไม่ยึดถือแต่วิธีเก่า ไม่ผูกติดกับคติโบราณ แต่ถกถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย (เชิงอรรถ: จากหนังสือ ‘อู่ตู้’ ของหานเฟยจื่อ สมัยจ้านกว๋อ)’ เมื่อสภาพตอนนี้ไม่เหมือนอดีต แล้วจะยกตัวอย่างอดีตมาเทียบได้อย่างไร? อีกประการหนึ่ง ตำแหน่งรองเสนาบดีฝ่ายขวากระทรวงการคลังว่างไปคราวนี้ ชื่อที่เสนอให้ขึ้นแทนก็เป็นหลานชายของท่านมหาอำมาตย์อีก โลกนี้มีผู้มีความสามารถตั้งมากมาย แต่พาลมาใช้สกุลหวังอยู่บ้านเดียว ราชสำนักไม่อาจหักใจทำได้ ยังคงขอให้ท่านมหาอำมาตย์นำฎีกานี้กลับไปเถอะ แล้วเสนอร่างอื่นมาใหม่”

ความโกรธแค้นของหวังเชวี่ยเจาฉายชัด เขายื่นศีรษะเข้ามา จ้องหน้าฉีเซอ ทั้งคิ้วทั้งเคราสั่นเทิ้มรุนแรง

“เจ้าสาม บัญชีเรื่องเจ้าสี่ของบ้านเราข้ายังไม่ได้คิดกับเจ้า! ตำแหน่งรองเสนาบดีฝ่ายขวากระทรวงการคลังว่างได้อย่างไร เจ้ารู้ดีแก่ใจ จะเสริมเข้าไปอย่างไร เจ้าจัดการของเจ้าเองเถอะ!” นัยน์ตาเหลืองซีดของชายชราถลึงจ้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อจากไป

เส้นทางระหว่างฉงติ้งหยวนไปถึงสภาอำมาตย์เป็นเส้นตรงราวพู่กัน หวังเชวี่ยเจานั้นดวงตาไม่กลอกวอกแวก ก้าวเดินอย่างโอ่อ่าน่าเกรงขาม ห่างออกไปเห็นบุตรชายคนโตของเขาหวังเจิ้งฮ่าวสวมชุดขุนนางสีแดง ซอยเท้าตรงเข้ามารับหน้า

“ท่านพ่อ ท่านพ่อ!”

“ข้าบอกไปกี่ครั้งแล้ว” หวังเชวี่ยเจาตวาด “อยู่ที่นี่ให้เรียก ‘มหาอำมาตย์’!”

“ใช้แล้วๆ! ท่านมหาอำมาตย์ ท่านมหาอำมาตย์” หวังเจิ้งฮ่าวสองไหล่หดลู่ ค้อมกายเดินกลับไปพร้อมบิดา

“แค่ก แค่ก!” หวังเชวี่ยเจาส่งเสียงไอออกมาสองคำ แต่รวบเคราขาวราวหิมะมาปิดปากไว้ วาจาที่กล่าวจึงพลอยกลืนไปกับเส้นไหมขาวเยือกเย็นนั้น ไร้ร่องรอยให้สืบสาว “เจ้าบอกว่าหาคนได้แล้วไม่ใช่หรือ จะลงมือเมื่อไหร่แน่?”

“ขอรับ เรียนท่านมหาอำมาตย์…” น้ำเสียงหวังเจิ้งฮ่าวเองก็ลึกล้ำยากหยั่งคำนวนเช่นกัน ซ่อนริมฝีปากอยู่ภายใต้หนวดเคราสีดำดกหนา “ตอนนี้จับตามองอยู่ตลอดเวลา ขอเพียงสบช่องเหมาะสม จะลงมือทันที”

“ให้เร็วด้วย ข้าไม่อาจทนกับเจ้าเป๋ลำดับสามนั่นอีกแม้เพียงวันเดียว…” ไอร้อนกระแทกลอดไรฟันออกมาราวมังกรร้ายเลื้อยวาด

กระทั่งถึงตอนนี้ ฉีเซอที่อยู่ในห้องทำงานของฉงติ้งหยวน จึงค่อยปรับจังหวะลมหายใจที่กลั้นไว้กลับไปเหมือนเดิม เขาชิงชังน้ำเสียงข่มขู่คุกคามเหลือเกิน ยิ่งรังเกียจน้ำเสียงข่มขู่คุกคามที่ส่งกลิ่นยากทนทานเป็นที่สุด มุมห้องมีมหาหงส์สองกระถางกลิ่นหอมจัด เขาสูดมันเข้าไปลึกๆ ร่องที่ข้างจมูกพาดลึกไปถึงมุมปาก นี่ก็เป็นความโกรธเกรี้ยวอีกรูปแบบหนึ่ง เนื่องเพราะควบคุมเก็บกักไว้ จึงยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงความเข้มข้นลึกล้ำกว่าเดิม

บานประตูทั้งสองข้างเปิดอ้า โจวตวินกลับเข้ามาเงียบๆ ทางหนึ่งเก็บเครื่องพู่กันที่ถูกปัดกระจัดกระจาย ทางหนึ่งลอบสังเกตสีหน้าฉีเซอ

“ท่านอ๋อง ไม่จำเป็นต้องขุ่นเคืองไป พวกเรายังหนุ่มแน่นมีกำลัง เฒ่าโง่เขลานั่นกลับขาก้าวลงโลงไปแล้วข้างหนึ่ง ให้เขาโมโหไปคนเดียว โมโหจนพรุ่งนี้ไปพบยมบาลเลยได้ยิ่งดี พวกเราไม่จำเป็นต้องไปกับเขา”

“บังอาจ ไหนเลยหยามหยันมหาอำมาตย์เช่นนี้ได้” เขาตวาดตำหนิ แต่นัยน์ตากลับมีแววขบขันชัดเจน

โจวตวินยกมือขึ้นตบปากตัวเอง

“ใช่แล้ว กระหม่อมพูดผิดไป ไม่ควรเรียกท่านมหาอำมาตย์ว่า ‘เฒ่าโง่เขลา’ ยิ่งไม่ควรบอกว่าเขาจะไปพบยมบาล ต่อให้ท่านมหาอำมาตย์เป็น ‘เฒ่าโง่เขลา’ ที่พรุ่งนี้จะไปพบยมบาลจริงๆ กระหม่อมก็ไม่ควรพูดออกมา” ชำเลืองมองเห็นอีกฝ่ายอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ตัวเขาเองก็หัวเราะอย่างเบิกบานเช่นกัน “ว่ากันตามจริงเถิด ท่านอ๋อง วันๆ ท่านต้องวิ่งวุ่นตลอดเวลาราวกับลูกข่าง เอะอะก็ต้องรองรับโทสะของ ‘ฝั่งตรงข้าม’ นั่นเป็นประจำ” เขาบุ้ยใบ้ไปทางสภาอำมาตย์ ประคองเจ้านายตัวเองกลับที่นั่ง “คืนวันอันลำบากยากใจเช่นนี้ เหตุใดท่านอ๋องไม่ไปหาความสำราญใส่ตัวบ้างสักเล็กน้อย? ช่วงนี้ท่านเหน็ดเหนื่อยมากจริงๆ ในความเห็นของกระหม่อม วันนี้เก็บฎีกาเหล่านี้ไว้ พักให้สบายเสียก่อนเถิด ไปยังสถานที่ที่สบายกาย พบผู้คนที่ทำให้สบายใจ”

ใบหน้าคมคายของฉีเซอเพิ่งมีรอยยิ้มปรากฏแท้ๆ ตอนนี้กลับเริ่มมีเค้ากลัดกลุ้มอีกแล้ว

“สบายใจ? เฮอะ สถานที่เช่นตรอกไหวฮวาไม่มีใดให้น่าสบายใจเลย ถึงได้เจอ ‘นาง’ แล้วข้าจะดีใจก็จริง แต่พอเห็นท่าทางซึมเซาไม่เป็นสุขของนางอย่างนั้น ข้าก็… โอ…” ระหว่างทดท้อ กลับสัมผัสอะไรบางอย่างได้ ต้องกวาดตากลับไปมอง “หน้าเรามีเงินติดอยู่หรือ เจ้าถึงมองเราอย่างนั้น?”

โจวตวินที่โน้มตัวมาจากด้านหลังของเก้าอี้ฉีเซอรีบยืนตัวตรงทันที ใบหน้าเคร่งเครียดยับยู่ทีเดียว

“กระหม่อมติดตามท่านอ๋องทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยเห็นท่านอ๋องแสดงสีหน้าเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นจึงชมดูความน่าตื่นตา”

ฉีเซอยิ้มออกมา กางสองแขนออกบิดขี้เกียจเต็มที่

“ทีนี้ดีมาก มีเจ้ากระตุ้นให้ท้าย ทำเอาข้าฟุ้งซ่านจิตใจไม่สงบ อ่านเอกสารฏีกาต่อไม่ไหวแล้วจริงๆ ได้ยินว่าหลายวันก่อนจอหงวนผู้นั้นก็โผล่หน้าไปแล้วไม่ใช่หรือ?”

“ใช่แล้ว แม่เล้าที่คุมหอก็พูดคุยเปิดอกกับแม่นางต้วนแล้ว เมื่อหมดความคิดจะไถ่ตัวแต่งงาน ย่อมไม่สะดวกจะปฏิเสธแขกโดยไร้ต้นสายปลายเหตุอีก หลายวันมานี้จึงมีแขกใหม่ๆ ไปมาหาสู่ไม่น้อย แม้จะไม่มีใครค้างแรม แต่การเล่นไพ่ยามกลางคืน ออกงานรับค่าตัวยังคงมีมาไม่ขาดสาย”

“เฮอะ ลำบากนางแล้ว”

“ได้ยินว่าไม่ว่าแขกเหรื่อเป็นผู้ใดมา แต่หากนางไม่ถูกใจ ก็สะบัดหน้าทิ้งแขกนั้นไว้ข้างนอกทันที บางครั้งดื่มไปสองจอกเกิดขุ่นข้องรำคาญ นางก็โดยสารรถจากมา ผู้อื่นล้วนเข้าใจว่าเพราะนางเคยปรนนิบัติท่านอ๋อง จึงเย่อหยิ่งถือตัว จะมีสักกี่คนทราบความในใจที่แท้จริงของแม่นางต้วน?”

ฉีเซอถอนหายใจ “ข้ารู้อยู่แล้ว ว่าไม่พบยังดีกว่า พบแล้วกลับจะทรมานใจกว่าเดิม ข้าเองก็ทิ้งระยะห่างไว้หลายวันแล้ว วันนี้ไปหาทางบ้างก็ดี”

โจวตวินตอบรับทันที “ขอรับ กระหม่อมจะส่งคนไปแจ้งหอไหวหย่า ให้พวกเขาเตรียมสถานที่”

“ช้าไว้ ไม่ต้อง เรียกเหออู๋เหวยตามข้าไปแค่คนเดียว ที่เหลือขนฏีกาพวกนี้กลับจวนอ๋องให้ข้า ข้าไปไม่นานก็กลับ”

“เช่นนี้ออกจะไม่เหมาะสม ท่านอ๋อง ยังคงนำคนไปมากกว่านี้อีกสองคนเถอะ”

“ข้าคนเดียวคล่องตัวดีอยู่แล้ว จัดเป็นขบวนใหญ่ปานนั้นมีแต่จะงุ่มง่ามถ่วงให้พะวง”

“ท่าน…”

“ไม่ต้องพิรี้พิไรแล้ว ข้าจะรีบไปรีบกลับ เจ้าช่วยข้าเปลี่ยนเสื้อผ้า”

นอกชายคากระเบื้องเคลือบงอนโค้งราวจะโบยบิน เมฆดำทิ้งตัวลงมาทั้งสี่ทิศ ดาวดวงแรกลอยขึ้นทอประกาย

13.

รอจนกระทั่งดวงดาวขึ้นพราวระยับเต็มท้องฟ้า ช่วงกลางวันอันยาวนานของฤดูร้อนก็กลายเป็นมืดมิดสนิททั่ว แต่มืดนั้นเป็นเรื่องของกลางคืน ส่วนเป่ยจิง…เป็นเมืองไร้ราตรี ผู้ที่อาศัยในเมืองล้วนเป็นบุรุษร่ำรวยมั่งคั่ง หญิงคณิกาชื่อเสียงโด่งดัง ไม่มีผู้ใดไม่ถลกแขนเสื้อหาความสำราญ คลายความร้อนรุ่มยามค่ำคืน

ท่ามกลางโคมแดงสุราเขียว ม้าสีขาวสว่างโพลนกลางความมืดเยื้องย่างไปช้าๆ ฉีเซอที่อยู่บนหลังม้าสีหน้าราบเรียบ อยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างยิ้มและไม่ยิ้ม เขากำลังคิดถึงนาง คิดถึงรอยยิ้มอบอุ่นราวฤดูใบไม้ผลิ คิดถึงทรวดทรงองค์เอวที่โค้งงอนราวคทาหรูอี้ คิดถึงดวงตาสุกใสราวแก้วผลึกพันปี และริมฝีปากแดงสดใสคล้ายปะการังจากทะเลลึก ยังมีนิสัยนางที่เงียบขรึมลงไปทุกวันราวจันทร์เดือนแรม ค่อยๆ ถูกกลืนกินไปทีละน้อยเหมือนหนอนไหมกินใบหม่อน… ทุกเศษเสี้ยวที่เกี่ยวพันกับนางคล้ายเป็นท่อนไผ่อ่อนที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่น ร้อยรัดไว้ด้วยไหมสีขาว ทุกคืนเขาจะนอนอยู่บนเสื่อไม้ไผ่เรียบเย็นผืนนี้ …ที่ร้อนรุ่ม ล้วนมาจากร่างกายและหัวใจของเขาเอง

ชายหนุ่มหมดปัญญาจะควบคุมความรู้สึกนึกคิดทั้งปวงที่มีต่อชิงเถียนอีกต่อไป เขากำลังจะออกเดินทาง แต่ไม่มีใครทราบ จึงไม่มีใครเก็บกวาดโลกที่แสนวุ่นวายและโสมมให้กับเขา ท่ามกลางความอึกทึกโกลาหลของนักเที่ยวมากมายเต็มหอราวกับเป็นราตรีแห่งปีศาจ เขาจะไปปรากฏตัวต่อหน้านางอย่างเงียบงันและกะทันหัน… ไม่คล้ายผู้มีอำนาจเดินทางมายังสถานที่เร้นลับสักเสี้ยวเดียว แต่เหมือนชะตาชีวิตเดินทางมาหาผู้เป็นที่รักของตนมากกว่า

หัวใจเขาสงบมั่นคงและผูกพันถึงเพียงนี้ ถึงกับไม่สนใจกรอบกฎเกณฑ์ใดๆ ของโลกเลย

“สุนัขดีไม่ขวางถนน จงหลีกทางให้กับเรา!”

ทางนี้เป็นทางลัดสายเล็กทอดตรงไปยังประตูหลังของหอไหวหย่า เป็นซอยที่คับแคบอย่างยิ่ง กว้างพอให้ม้าสองตัวเดินสวนกันได้เท่านั้น ยามนี้ฉีเซอกับเหออู่เหวยที่เป็นองครักษ์ขี่ม้าเรียงกันมาหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง ปิดเส้นทางสายนี้หมดสิ้น ผู้ที่ขี่ม้าสวนมานั้นรูปร่างสูง ม้าตัวโตใหญ่ ใบหน้าย้อนแสงไฟจนเลอะเลือนเห็นไม่ชัดเจน แต่พอจะมองออกว่าเขาสวมเสื้อแพรปักลาย ซ้ำยังมีกลิ่นเหล้ากระจายออกมา คาดว่าต้องเป็นพวกผู้ดีชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ที่มาหลับนอนกลางดงบุปผา อารมณ์จึงร้อนแรงราวระเบิดเพลิง

เหออู๋เหวยเห็นอีกฝ่ายวู่วามหุนหัน ก็คิดจะเข้าไปสั่งสอนต่อว่าสักสองประโยค แต่เห็นเจ้านายตัวเองที่นำอยู่ข้างหน้าชักม้าหลบข้างทางอย่างไม่ถือสา ก็ได้แต่ถอยตามเป็นแถวเดียว เปิดทางให้อันธพาลผู้นั้น ระหว่างมองอีกฝ่ายสวนผ่านไปด้วยมาดเขื่องโข ก็นึกอยากถลึงตาใส่อย่างขุ่นเคือง แต่แล้วสีหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นหวาดผวาคาดไม่ถึงขึ้นมาทันที

“ท่านอ๋อง!!”

เห็นในความมืดพลันมีประกายเย็นเยียบของมีดสาดวาบขึ้นสายหนึ่ง ชายบนหลังม้าคนนั้นบิดเอว ชักมีดสั้นขึ้นมาวกแทงใส่แผ่นหลังของฉีเซอ ความรวดเร็วในการลงมือสูงส่งถึงขั้นได้ยินเสียงแหวกสายลมดัง ‘ซวบ’

ทั้งฉีเซอทั้งม้าถูกเบียดติดกำแพงหิน แม้สังหรณ์ทราบว่าเหตุการณ์ไม่ถูกต้อง แต่ไม่มีหนทางให้หลบเลี่ยง ได้แต่โน้มร่างท่อนบนไปด้านหน้า แต่ผู้ใดจะทราบว่าชายคนดังกล่าวถึงกับวกแขนตามติด ข้อมือพลิกวูบ ตวัดปลายมีดขึ้นจ่อลำคอเขา คอหอยฉีเซอแทบกระแทบลงบนมีด พริบตาที่หวุดหวิดอันตราย ชายหนุ่มกระชากกระดูกสันหลังตัวเองให้ถอยกลับทันทีอย่างหักโหม ดีดตัวหลบออกไปได้ มือขวาชักดาบที่พกอยู่บริเวณช่วงเอวของตนออกมา

หลายกระบวนท่าที่ประมือกันนี้เกิดขึ้นในชั่วเวลาสั้นๆ เพียงกระพริบตาเท่านั้น เหออู๋เหวยร้อนใจราวไฟผลาญ กลัวแต่มีดของนักฆ่านั้นจะอาบยาพิษ เพียงสะกิดผิวให้เป็นแผลทุกอย่างก็จบสิ้นกัน แต่จนใจที่ม้าสามตัวระหว่างกำแพงสองด้านเตะถีบกันเป็นพัลวัน ขาข้างหนึ่งของเขาถูกหนีบอยู่ระหว่างท้องม้ากับกำแพงจนแนบแน่น ไม่อาจขยับได้เลย ความเหี้ยมหาญพลันประดัง กระชากดาบใหญ่ออกมาอย่างว่องไว เหยียดแขนแทงควับเข้าใส่หน้าผากม้าที่นักฆ่านั้นขี่อยู่

เลือดม้าคาวคลุ้งพุ่งออกมาทันที ตัวม้าร้องโหยหวน ดีดขาหลังอย่างรุนแรง ฉีเซอกับนักฆ่านั้นกำลังเข้าปะทะกันพอดี เพียงชั่วพริบตาอาวุธในมือของทั้งสองล้วนถูกพลังมหาศาลกระแทกจนปลิวหลุดมือไป มีดสั้นของนักฆ่าร่วงลงสู่พื้นก่อน แต่ตัวเขาเองกลับยืมพลังนั้นกระโดดขึ้นกลางอากาศ คว้าดาบโค้งของฉีเซอมาได้ก็ฟันลงตามสภาวะ ฉีเซอที่อยู่บนหลังม้ายังไม่ทันเห็นเงาคน ก็รู้สึกต้นขาขวาเย็นวาบ ดาบแทงกรีดผิวเข้ามาแล้ว แต่ชายหนุ่มไม่เพียงไม่หลบหลีกปัดป้อง กลับฉวยโอกาสที่เนื้อถูกดาบแทงทะลุ คว้าจับข้อมือของนักฆ่าไว้ ตวาดลั่น

“เหออู๋เหวย!”

องค์รักษ์ของเขายืดร่างท่อนบนเข้ามานานแล้ว ตวัดดาบฟันใส่ข้อศอกนักฆ่าทันที ดาบในมือนักฆ่ายังแทงคาอยู่กับต้นขาฉีเซอ มือที่ถือดาบก็ถูกฉีเซอคว้าจับไว้แนบแน่นราวคีมเหล็ก ไม่อาจกระชากกลับมาได้ พริบตาเดียวแขนก็ถูกฟันขาดไปครึ่งท่อน ท่ามกลางเลือดที่สาดกระจายไปทั่ว ฉีเซอกระชากแขนครึ่งท่อนของนักฆ่าดึงเอาดาบออกจากปากแผล จากนั้นคว้ากุมด้ามดาบ บิดร่างช่วยซ้ำให้เหออู๋เหวยอีกดาบ แต่ช้าไปก้าวหนึ่ง นักฆ่านั้นถูกเหออู๋เหวยฟันลำตัวขาดเป็นสองท่อน จากบ่าข้างหนึ่งลงไปถึงชายโครงอีกข้าง ตับไตไส้พุงกระจายเกลื่อน สภาพสุดอเนจอนาถ

ใบหน้าดุดันแข็งกระด้างของเหออู๋เหวยเผือดขาวด้วยความตระหนก เขาไม่มองซากร่างบนพื้นที่ยังกระตุกไม่หยุดยั้งแม้แต่แวบเดียว เพียงจ้องมองฉีเซออย่างแตกตื่นขวัญผวา

“ท่านอ๋องไม่เป็นไรใช่หรือไม่? กระหม่อมใจร้อนชั่ววูบ ลืมไปว่าต้องเก็บพยานไว้สอบปากคำ ท่านอ๋องโปรดประทานอภัย” เขาเก็บดาบเข้าฝัก ม้วนชายเสื้อที่เปื้อนเลือดไปแถบหนึ่งขึ้น ปีนลงจากบังเหียนม้า

ฉีเซอหอบหายใจคำโต พลิกร่างลงจากหลังม้าเช่นกัน ขาขวาพอแตะพื้น เขาก็เจ็บปวดจนต้องกัดฟันกรอด แต่กวาดตามองเลือดเนื้อที่กระจายเกลื่อนพื้นแล้ว ต้องเบนสายตาจากไปอย่างรังเกียจ

“ตายแล้วก็แล้วกันไป ช่างเถอะ” เขาก้มศีรษะลงฉีกชายเสื้อมาหลายแถบ เหออู๋เหวยคุกเข่าลงข้างหนึ่งรออยู่แล้ว

“ให้กระหม่อมจัดการเอง”

เหออู๋เหวยรัดบาดแผลที่ต้นขาของฉีเซอเอาไว้แน่น ฉีเซอก็เช็ดคราบเลือดที่เปรอะสองมือกับเสื้อท่อนบน ปลดเข็มขัดลงมา

“ห่อเสื้อผ้า”

ตามปกติหากเหล่าผู้ดีมีตระกูลออกจากบ้าน คนรับใช้จะพกห่อเสื้อผ้าติดมาด้วยเสมอ เผื่อผลัดเปลี่ยนเป็นชุดพิธีการหรือชุดลำลองตามวาระโอกาส ทั้งยังเพิ่มเติมหรือลดจำนวนชิ้นของเสื้อผ้าได้ตามความแปรปรวนของอากาศ แต่เหออู๋เหวยได้ยินแล้วกลับต้องเงยหน้าชะงักไป แตกตื่นตกใจแทบไม่อาจระงับ

“ท่านอ๋อง เป็นถึงขนาดนี้แล้ว ไว้วันหลังค่อยมาใหม่เถอะ ต้องรีบเรียกหมอหลวงมาสักคน…”

“อย่าพร่ำพิไร เอามา”

“ท่านอ๋อง ท่านไม่อาจ…”

ฉีเซอหยุดทุกการเคลื่อนไหวของตน ทอดสายตาจากที่สูงกว่าจ้องมองเหออู๋เหวยอยู่ใต้แสงโคมไฟสลัวเลือน เหออู๋เหวยกลืนน้ำลายลงคอ ตะกายลุกขึ้นไปหยิบห่อเสื้อผ้าอย่างเชื่อฟัง ค้นเอาเสื้อยาวสีม่วงเข้มตัวใหม่มาผลัดเปลี่ยนให้เจ้านาย

ฉีเซอจัดเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ค่อยสำรวจดูสองมือที่เช็ดจนขาวสะอาดของตนอีกรอบ ทิ้งม้าไว้พร้อมกับคำพูดหนึ่งประโยค

“ที่นี่ให้เจ้าหาคนมาจัดการ”

จากนั้นเดินต่อไปเพียงลำพัง

เหออู๋เหวยยืนนิ่งกับที่ ใช้สายตามองส่งแผ่นหลังของชายขากะเผลกพิการที่ได้รับบาดเจ็บซ้ำไป ทั้งปวดใจทั้งปวดหัว ก่นด่าสาปแช่งความเลวร้ายของวีรบุรุษที่ยากผ่านด่านหญิงงามอยู่หลายรอบ แต่ทำได้แค่คุกเข่าลงกับพื้น หยิบชุดไฟมาจุด จ้องมองใบหน้าของนักฆ่าที่จมอยู่ในกองเลือดที่ตอนนี้กลายเป็นลำธารสายเล็กๆ

ผิวคร้ามเข้ม หว่างคิ้วมีไฝแดงเม็ดหนึ่ง

14.

หลังจากเดินอีกครู่หนึ่ง ฉีเซอก็มาถึงหน้าประตูใหญ่สถานที่ของนาง

แต่สวนด้านหลังที่เดิมมีผู้คนเดินไปมาพลุกพล่าน ตอนนี้มีเพียงคนสวมชุดยาวจับจีบรอบ เท้าสวมรองเท้าหุ้มข้อสีขาว ยืนกระจัดกระจายอยู่สองสามคน พอเห็นฉีเซอก็พากันคุกเข่าโดยพร้อมเพรียง คนที่นำขบวนสืบเท้ามาข้างหน้ารายงานว่า

“คารวะท่านอ๋อง โจวกงกงมีคำสั่ง แม้ท่านอ๋องจะบอกว่าห้ามก่อกวนให้ใครแตกตื่น แต่สถานที่แห่งนี้ผู้คนมากมายเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดเหตุผิดพลาด จึงให้พวกเราหน่วยเจิ้นฝู่รุดมาคุ้มกัน แม้โอกาสเกิดเหตุน้อย แต่ยังคงเผื่อไว้ประเสริฐกว่า”

หวนนึกถึงเมื่อครู่เพิ่งเอาชีวิตรอดมาได้หวุดหวิด แต่มาถึงตรงนี้กลับค่อยมีคนอารักขาแน่นหนา ฉีเซอก็หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้

“‘เหตุ’ นั้นเกิดในตรอกด้านหลัง เจ้าส่งใครสักหลายคนไปดูเถอะ เหออู๋เหวยอยู่ที่นั่น” เขายิ่งหมดอารมณ์ พูดจบก็เดินจากไป ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ขาขวาแล่นเป็นริ้วๆ เดินก้าวหนึ่ง ก็ปวดแปลบขึ้นคราหนึ่ง

ชิงเถียนเองได้รับการแจ้งล่วงหน้า จึงเตรียมตัวรออยู่ก่อนแล้ว นางเกล้าผมสูง เสียบด้วยหวีหยกรูปจันทร์เสี้ยว เข้าคู่กับปิ่นมุกห้อยระย้า ร่างสวมเสื้อคลุมบางเบาลายผืนเมฆ กระโปรงผ้าโปร่งใยเงิน รัดสายรัดเอวต่วนสีขาว ยิ่งขับเน้นความซูบซีดบอบบางของนางกว่าเดิม นางยืนนิ่งอยู่หลังม่านไม้ไผ่เขียวสดใส ย่อกายคารวะ

ฉีเซอหยุดอยู่หน้าม่าน ห่างจากโคมไฟใหญ่บนระเบียงและในห้องระยะหนึ่ง ดูสุขุมสงบงันในเงามืด

“คนที่อยากพบ ก็ได้พบแล้ว?”

“ได้พบมาแล้ว” พวงไข่มุกที่ห้อยลงจากปิ่นส่ายไหวอยู่ข้างจอนผมของชิงเถียน เหมือนหยาดน้ำตาสองสายไม่ผิดเพี้ยน “หม่อมฉันได้สมปรารถนา ขอบพระคุณท่านอ๋อง”

ฉีเซอพยักหนา “สมปรารถนาก็ดีแล้ว”

นางช้อนตาขึ้นมอง ประกายตาคล้ายมีเมฆหมอกปกคลุม “ชิงเถียนยังมีอีกเรื่องใคร่วิงวอน”

“เจ้าว่ามา หากทำได้ ข้าต้องทำให้แน่นอน”

“วิงวอนท่านอ๋องวันหน้าอย่าได้มาที่นี่อีก”

คล้ายมีอะไรบางอย่างจ้วงลงในอก ก่อกวนจนทุกประการล้วนสับสนปั่นป่วน แต่สีหน้าฉีเซอยังคงเป็นจริงเป็นจัง ไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย

“เหตุผลเล่า?”

รอยยิ้มที่ชิงเถียนเคยมีให้เขาทุกครั้งก่อนหน้านี้… รอยยิ้มที่บ้างชัดเจนบ้างเจือจาง บ้างจริงบ้างเท็จ… ล้วนมลายหายไม่เห็นแม้เพียงส่วนเสี้ยว ภายใต้แสงจันทร์ที่เย็นเยียบไร้ที่สิ้นสุดอาบไล้ ใบหน้านางมีเพียงเค้าราบเรียบเยือกเย็นและโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา

“หากจะรับประทาน มีภัตตาคารข่งฝูที่ถนนเมี่ยวอิ้ว หากจะชิมชา มีโรงน้ำชาซุ่นเทียนฮุ่ยที่ถนนฉีผาน หากจะฟังดนตรี มีเหลากว่างจวี้ที่ตรอกว่านหยวน หากต้องการหาผู้มาเจรจาด้วย มีหน่วยกั๋วจื่อเจี้ยน (หมายเหตุ: เป็นหน่วยงานสูงสุดด้านบริหารการศึกษาในยุคศักดินาของจีน) ที่ประตูอันติ้ง ส่วนอื่นๆ นั้น สตรีเยาว์วัยสาวสะพรั่งในตรอกเหลียนจื่อก็ทั้งงามเด่นทั้งเชี่ยวชาญเชิงศิลป์ มิว่าที่ใดล้วนสามารถทำให้ท่านอ๋องฆ่าเวลาได้อย่างสำราญกว่าชิงเถียน”

ระหว่างที่คำพูดเหล่านี้ถูกเปล่งออกมา โทสะรุนแรงแทบทำลายภูผามหาสมุทรก็พลุ่งพล่านขึ้นในใจของฉีเซอ เขายอมโน้มร่างลงติดดินเพื่อนางได้ ยอมเป็นสะพานให้นางได้พบคนรักโดยไม่เสียดาย แต่นางกลับตอบแทนเขาด้วยการข้ามแม้น้ำแล้วรื้อสะพานทิ้ง! พริบตานั้นคำพูดร้ายกาจเผ็ดร้อนมากมายประดังขึ้นถึงริมฝีปากหมายตอบโต้ แต่พอเห็นคนตรงหน้า ในที่สุดเขาก็อดไม่ได้ต้องใจอ่อนลง

“ต้วนชิงเถียน มิใช่ข้าต้องการพูดจาทำร้ายเจ้า แต่เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร? และคิดว่าข้าเป็นใคร? เป็นตัวโง่งมที่ยัดเงินทองสุดชีวิตเพื่อให้ได้ใกล้ชิดดอมกลิ่นน้ำหอม? ข้าบอกเจ้าตามตรง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าก้าวเท้าเข้าประตูใหญ่หอไหวหย่าของพวกเจ้า ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามให้หลัง สันติบาลประจำตรอกไหวฮวาก็ส่งคนมาถามพ่อบ้านของจวนอ๋อง ว่าจะให้ส่งเจ้ามาถึงเตียงข้าหรือไม่ หากข้าพยักหน้า เจ้าไม่มีทางได้ยืนอยู่ที่นี่ ใช้น้ำเสียงเช่นนี้ เอ่ยวาจาเหล่านี้ต่อข้า ทุกๆ วันข้าต้องเบิ่งตาสะสางทั้งเรื่องการเมือง การทหาร การชลประทาน การบรรเทาทุกข์ การค้า การทำเหมือง… ผู้คนมากมายสับสน แบ่งพรรคแบ่งพวกแก่งแย่งชิงผลประโยชน์ ถูกเรื่องราวหลายสิบเรื่องพัวพันวุ่นวาย ต้องคิดหาวิธีเป็นร้อยๆ มารับมือ เวลานอนไม่เคยเกินสามชั่วยามมาก่อน แต่ขอเพียงมีช่วงว่างแม้เพียงนิด ข้าล้วนมาหาเจ้า ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เพียงบันไดยี่สิบหกขั้นนอกประตูห้องเจ้า ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายสำหรับคนพิการอย่างข้าแล้ว เจ้าคิดว่าที่ข้ามานี่เรียกว่า ‘ฆ่าเวลาอย่างสำราญ’ หรือ? ความสำราญใดกันที่ทำให้เชื้อพระวงศ์อย่างข้าต้องลงมาโห่ร้องออกท่าทาง ร่วมวงละเล่นด้วยตัวเอง? ข้ารู้ว่าที่เจ้าไม่ต้องการพบข้า ก็เพราะต่อหน้าแขกเหรื่อคนอื่น เจ้าสามารถแสดงท่าทางหดหู่เลื่อนลอยได้เต็มที่ แต่อยู่ต่อหน้าข้ากลับต้องฝืนใจให้มีชีวิตชีวาขึ้นมา ที่ข้าต้องการก็คือชีวิตชีวาที่เจ้าฝืนปลุกมันนี่เอง! ไม่เช่นนั้นต่อไปเจ้า…”

อยู่ๆ ชายหนุ่มก็ชะงักไป ประกายบางอย่างวาบผ่านดวงตา ฉีเซอไม่ยอมชายตามองนางอีก หันกายได้ก็จากไปเลย ชิงเถียนกำลังอยู่ในช่วงซึมเซาไม่รับรู้โลกภายนอก นางผวาสืบเท้าตามไปครึ่งก้าว แต่แล้วหยุดคิดชั่วครู่ ในที่สุดยังคงรั้งอยู่ที่เดิมอย่างเงียบงัน

นางเดาไม่ออก ว่าที่ฉีเซอผลุนผลันจากไปไม่ใช่เพราะกำลังจับบทขุ่นเคือง แต่เพราะเขาพลันรู้สึกว่าบาดแผลที่ต้นขาปริแยก หากยังไม่ไป เขากลัวเลือดอุ่นร้อนสีแดงสดจะทะลักออกมา ถูกนางพบเห็นเข้า

โชคดีที่ชิงเถียนไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น นางเพียงรู้สึกคืนนี้ฝีเท้าของบุรุษหนุ่มถ่วงหนักสับสนผิดธรรมดา ก็อดสะท้อนในอกไม่ได้ บุรุษที่ยิ่งใหญ่ดีงาม แต่กลับถูกความพิการถ่วงไว้ ช่างเหมือนความปรารถนาอันงดงามสมบูรณ์พร้อมของพวกเขา …เมื่อถูกทำให้กลายเป็นจริงขึ้นมา

นอกตัวอาคารคือรัตติกาลที่คอยกล่อมผู้คนเข้านอน สงบระงับหลับไหลให้เนิ่นนาน

แต่สำหรับใครหลายคน คืนนี้กลับยืดยาวชวนให้ร้อนรุ่มยากทนทาน พอปลดกุญแจประตูวัง อู๋หร่านที่รับตำแหน่งผู้ดูแลวังฉือชิ่งกง ก็เข้าเฝ้าไทเฮาตะวันออกด้วยสองตาบวมแดง รายงานเป็นการลับ สะอึกสะอื้นเล่าเรื่องพี่ชายบุญธรรมชิวรั่วกู่ถูกฟันขาดสองท่อน ตายอย่างอนาถออกไป

หญิงสกุลหวังยืนอยู่ใต้ชายคา จิบเครื่องดื่มเย็นส่งกลิ่นหอมจัดอยู่หน้ากรงนกชุบทอง นางถ่มคำพูดใส่นกฮว่าเหมยที่ร้อยเจื้อยแจ้วอยู่ในกรงคำหนึ่ง

“ตัวไร้ค่า”

อู๋หร่านร่างสั่นสะท้าน ก้มศีรษะลงต่ำอย่างยิ่ง ไม่กล้าส่งเสียงคร่ำครวญใดๆ อีก

“แทงบาดเจ็บจะมีประโยชน์อะไร? โจมตีครั้งแรกพลาดเป้า กลับจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น” หญิงสกุลหวังกรีดมือเฉียงๆ อย่างเกียจคร้าน “คนในบ้านเขาเล่า จัดการเรียบร้อยแล้วหรือไม่?”

อู๋หร่านรีบรับถ้วยชาดินเผาสีเหลืองสดใสที่มีลวดลายมังกรไป

“ไทเฮาวางพระทัย ทั้งสตรีทั้งเด็กทั้งไก่ทั้งสุนัขไม่มีหลงเหลือสักชีวิตเดียว”

ระหว่างที่น้ำตายังหลั่งไหลไม่สิ้นสุด สายตาเขาคล้ายเห็นลานกลางบ้านแห่งหนึ่งอยู่เบื้องหน้า เด็กหนุ่มที่มีนาม ‘อู๋อี้’ กำลังซ้อมกระบี่รำกระบองอย่างห้าวหาญ ลวี่ซือเอ๋อร์ภรรยาของเขาก็คอยดูแลอยู่ไม่ห่างด้วยสีหน้าเมตตาปราณี ราวกับมารดาแท้ๆ ไม่ผิดกัน อู๋หร่านรู้ดีว่าการปิดบังนายเหนือ ให้ที่ซ่อนกับบุตรชายของนักโทษเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ แต่เขาก็เข้าใจเช่นกัน ว่าเพื่อคุณธรรมของพี่น้อง ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาสองคนเคยกอบดินต่างธูปสาบานกันไว้ บิดาของเด็กคนนี้กระทำสิ่งที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่อาจกระทำ เอาชีวิตตัวเอง… รวมทั้งชีวิตคนทั้งบ้านมาสังเวยให้ เพื่อเป็นการตอบแทน เขาก็จะใช้ชีวิตของตัวเอง ชีวิตของคนทั้งบ้านมาปกป้องเด็กคนนี้เช่นกัน เพื่อให้ภายภาคหน้ามีวันหนึ่งได้บอกเด็กหนุ่มว่า พ่อของเขาเป็นวีรบุรุษทรงคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน

สายลมพัดหวีดหวิว พาลำน้ำอี้สุ่ยสะท้านเหน็บหนาว

ไม่เกินสิบชั่วยามหลังเกิดเหตุลอบสังหาร หน่วยเจิ้นฝู่ที่รวดเร็วเฉียบขาดภายใต้การควบคุมของผู้บังคับการคนใหม่เมิ่งจ้งเซียน ก็สืบจากเบาะแสที่พบจากผู้ตาย กลับไปถึงบ้านสกุลชิวที่เขตหว่านผิง แต่ผู้ใดจะไปทราบ ว่าเพิ่งเปิดประตูเข้าไปก็พบผู้เฒ่าผู้เยาว์ทั้งบ้านถูกพิษตายหมดสิ้น เบาะแสที่จะสืบกลับไปถึงผู้บงการอยู่หลังม่านขาดสะบั้น ผู้แซ่เมิ่งอับจนปัญญา สั่งประหารคนสกุลชิวสามชั่วรุ่นตามกฎหมาย ส่วนเรื่องที่ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการถูกลอบสังหารในย่านเริงรมย์นั้น หากเผยแพร่ออกไปต้องนับว่าไม่สง่างามจริงๆ จึงประกาศไปว่าจุดเกิดเหตุลอบสังหารคือหน้าจวนอ๋อง ผู้เห็นเหตุการณ์เป็นประจักษ์พยานในคืนนั้น นอกจากเหออู๋เหวยแล้วก็มีคนจากหน่วยเจิ้นฝู่ขบวนหนึ่ง ฉะนี้เองข้อเท็จจริงของเรื่องราวจึงยิ่งถูกกลบฝัง ไม่มีแพร่งพรายออกไปเลยแม้สักส่วนเสี้ยว หนึ่งเดือนเต็มๆ ที่ผู้คนทั้งในทั้งนอกเมืองพากันวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการถูกลอบสังหารหน้าจวน ข่าวลือทั้งจริงทั้งเท็จกระจายว่อนไปตามถนนหนทางและตรอกซอกซอย แต่หนึ่งเดียวในนั้นที่เป็นจริงก็คือ นับจากคืนนั้นเป็นต้นมา ฉีเซอไม่ได้ย่างเหยียบหอไหวหย่าอีกเลย

เขากับนางจึงแยกจากกันในลักษณะนี้เอง

ธุลีปลิวเคว้งคว้าง เวิ้งว้างโดดเดี่ยว นางเป็นเพียงเศษฝุ่นเล็กน้อยที่ลิ่วลอยไร้จุดหมาย ส่วนเขาเป็นความกลวงว่างเวิ้งว้างที่ควบคุมทุกสิ่งในใต้หล้า ลึกล้ำไม่อาจหยั่งคำนวนได้ตลอดกาล แต่ก็คล้ายอยู่ตรงนั้นทุกเมื่อไม่เคยทิ้งร้างห่างไปไหน เพียงรอเวลาที่ตะวันขึ้นเจิดจ้า แสงสว่างส่องลอดมาเท่านั้นเอง (เชิงอรรถ: จากคัมภีร์ ‘เหลิงเหยียนจิง’ หรือคัมภีร์ศุรางคมสูตร ความเต็มว่า “ดั่งฟ้าใหม่หลังฝน ดลตะวันขึ้นเจิดจ้า แสงสว่างส่องลอดมา พบว่าอากาศมีฝุ่นล่องละลิ่ว ธุลีปลิวเคว้งคว้าง เวิ้งว้างโดดเดี่ยว” หมายถึงฝุ่นธุลีย่อมอยู่ในอากาศตลอดเวลา แต่หากแสงสว่างไม่ส่องมา ย่อมไม่อาจมองเห็น)

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.