พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 1 - 8)

ราตรีลอบสังหาร

เวลากลางฤดูร้อน ดวงอาทิตย์คล้ายเตาหลอมแผดเผาพื้นที่ชิงโจวฝู่* มณฑลชานตง เมื่อหลายวันก่อนเพิ่งเกิดฝนตกหนัก ตามที่ลุ่มเมืองหวินเหอเกิดน้ำขัง แต่ภายใต้แสงแดดแผดเผา น้ำขังเหือดหายไปสิ้น พื้นดินถูกเปลวแดดแผดเผาจนเป็นเปลือกดินขนาดเท่าฝ่ามือ เด็กชายที่เปลือยก้นเท้าเปล่าวิ่งมาแซะเปลือกดินนำกลับบ้านไปเล่นต่างกระเบื้อง

*ฝู่เป็นเขตปกครองท้องถิ่น มีขนาดใหญ่กว่าอำเภอ คล้ายกับจังหวัดของไทย

อากาศร้อนเกินไป นอกจากบรรดาเด็กชายแล้ว ผู้อื่นล้วนไม่อาจปลุกปลอบความกระตือรือร้นสนใจ นอกจากต้องดำนา ไม่เช่นนั้นต่างก็หลบร้อนอยู่ในที่ร่มหน้าประตูกับหลังบ้าน แม้แต่ต้นหลิวใหญ่ที่ร่มรื่นก็หงอยเหงาซึมเซา กิ่งหลิวตกห้อยลงอย่างอ่อนแรง มีแต่เรไรที่ซ่อนตัวในพุ่มไม้ยังร้องตะเบ็งจนผู้คนง่วงเหงาคิดหลับใหล

จวบกระทั่งยามพลบค่ำ คลื่นความร้อนค่อยกระจายหาย ใต้แสงสีสนธยา พื้นที่ละแวกคุ้งน้ำจันทร์ส่องเมืองหวิน เหอเย็นระรื่นเป็นพิเศษ เนื่องเพราะที่นี้ปรากฏคุ้งน้ำที่เป็นสายน้ำแยกออกจากแม่น้ำนีเหอ บริเวณคุ้งน้ำปลูกเต็มไปด้วยดอกบัว รอบบริเวณเต็มไปด้วยต้นหลิวกับต้นหม่อน เป็นสถานที่เหมาะกับการหลบร้อนมาพึ่งเย็น

แต่ว่าผู้คนในหมู่บ้านไม่กล้ามาหลบร้อนในที่นี้ เนื่องเพราะนี่เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลของบ้านพักร้อนตระกูลหยาง ยามนี้ปรากฏเรือน้อยลำหนึ่งแล่นผ่าน แหวกใบบัวแยกออกเป็นช่องพร้อมกับบังเกิดเสียงขลุ่ยอันสดใสถ่ายทอดไปทั่วสี่ทิศแปดทาง

ทัศนียภาพนี้งามปานภาพวาด

ชาวนาร่างงองุ้มจูงควายแก่ตัวหนึ่ง เดินผ่านคันนาที่ห่างไกล บนหลังควายนั่งไว้ด้วยเด็กชายถักเปียชี้ฟ้าผู้หนึ่ง เด็กชายกำลังเล่นหมวกงอบของผู้เป็นแหยแหย (ท่านปู่) ถัดไปเป็นดวงอาทิตย์ที่ลับฟ้าไปครึ่งหนึ่ง

ชาวนาชราพอได้ยินเสียงขลุ่ย ค่อยกวาดมองคุ้งน้ำทางด้านนี้แวบหนึ่ง เนื่องเพราะใบบัวแน่นขนัด เรือน้อยซ่อนอยู่ท่ามกลางกอบัว เพียงเห็นคุณชายหนุ่มชุดยาวสีขาว ศีรษะโพกผ้านักศึกษาผู้หนึ่งนั่งอยู่ที่หัวเรือ เป่าขลุ่ยอย่างสบายอารมณ์ ที่ด้านข้างยังมีสาวงามนางหนึ่งกางร่มกระดาษน้ำมัน นางสวมเสื้อผ้าเบาบาง องค์เอวเพียงหยิบมือเดียว น่าเสียดายที่นางยืนหันหน้าหาคุณชายหนุ่ม ไม่อาจเห็นรูปโฉมของนาง เพียงเห็นผมเผ้าที่เกล้าเป็นมวย บนเรือนผมเสียบปิ่นอันหนึ่ง ขับเน้นช่วงคองามระหง รูปร่างที่ชวนรัดรึงบันดาลให้ผู้คนบังเกิดจิตคิดฟุ้งซ่าน

ชาวนาชราพอเห็นเช่นนั้น ทราบว่าเจ้าของบ้านตระกูลหยางนำครอบครัวมาพักร้อนที่ชนบทแล้ว ชาวนาชราเป็นคนซื่อสัตย์ พอเห็นบนเรือมีสตรีอยู่ด้วยก็รีบก้มศีรษะลง เร่งฝีเท้าเดินต่อไป ขณะที่ตัวเมืองที่อยู่ห่างไปปรากฏควันไฟจากการหุงหาอาหารลอยกรุ่น

เสียงขลุ่ยอันสดใสเพิ่งหยุดชะงักลง ก็บังเกิดเสียงเพลงเด็ดดอกบัวดังขึ้น ส่วนดวงอาทิตย์ลาลับกับเส้นขอบฟ้าแล้ว

วันนี้เป็นวันที่เจ้าของบ้านตระกูลหยางมาพักผ่อนที่ชนบทจริง เจ้าของบ้านแซ่หยางนามซวี มีชื่อรองว่าเหวิน      เซวียน ปีนี้มีอายุยี่สิบปี

ตระกูลหยางความจริงเพียงเป็นครอบครัวที่พอมีอันจะกินในเขตชิงโจว เมื่อสี่ปีก่อนประมุขผู้เฒ่าหยางติ่งคุนล้มป่วยเสียชีวิต กิจการทั้งหมดจึงตกเป็นของบุตรโทนหยางซวีซึ่งมีอายุเพียงสิบหกปี ทั้งหมดเข้าใจว่านับแต่นี้ตระกูลหยางคงต้องตกต่ำลง ขณะที่ในปีแรกที่หยางซวีรับช่วงกิจการก็ไม่ได้แสดงความสามารถอันใด แต่พอขึ้นสู่ปีที่สอง หยางซวีคล้ายได้รับการหนุนเสริมจากเทพยดา ไม่ว่าการค้าขาย ไร่นา เลี้ยงม้า เมืองแร่ล้วนประสบความสำเร็จ ทางบ้านจัดตั้งร้านค้า โรงงาน ที่นา สถานที่เลี้ยงม้าขึ้น ทรัพย์สินเงินทองยิ่งมายิ่งพอกพูน ตอนนี้ติดอันดับในสิบตระกูลใหญ่เขตชิงโจวแล้ว

หลังจากไว้ทุกข์สามปี คุณชายหยางก็เข้าสอบประจำเขตปกครองท้องถิ่น สอบไล่ได้เป็นซิ่วไฉ เมื่อมีทั้งชื่อเสียงและผลงาน บวกกับฐานะทางครอบครัว หยางซวีก็กลายเป็นหนุ่มโสดที่ได้รับการกล่าวขานในเขตชิงโจว ไม่ทราบมีคหบดีมากน้อยเท่าใดต้องการรับคุณชายหยางเป็นบุตรเขย ปรากฏพ่อสื่อแม่ชักแห่กันมายังบ้านตระกูลหยาง แต่พ่อบ้านตระกูลหยางบอกว่านายผู้เฒ่าจัดแจงหมั้นหมายให้กับบุตรชายตั้งแต่อยู่บ้านเกิดที่เขตปกครองอิงเทียนฝู่แล้ว

เมื่อหญ้าเขียวขจีมีเจ้าของ เรื่องนี้ก็ไม่ต้องเอ่ยถึง เพียงแต่ตอนนี้ครบกำหนดไว้ทุกข์สามปีแล้ว ไม่เห็นหยางซวีกลับบ้านเกิดไปตบแต่งภรรยาแต่อย่างไร คุณชายหยางนอกจากดูแลกิจการทางบ้านแล้วก็คบหาเพื่อนพ้องน้องพี่ ควบขับม้าเร็ว ดื่มสุราร้อนแรง เที่ยวหอนางโลมชั้นสูง เสาะหาสตรีที่งดงาม หนึ่งปีมานี้มีชื่อเหลวแหลกไม่น้อย

หยางซวีแม้เที่ยวเตร่อยู่เบื้องนอก แต่ไม่เคยนำสตรีกลับบ้าน นี่เป็นครั้งแรกที่หอบหิ้วสาวงามมายังบ้านพักร้อน แสดงว่าสตรีนางนี้ครองใจมันไม่น้อย

เรือน้อยหยุดลงในที่ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งวาเศษ บนฝั่งปรากฏกิ่งหลิวยื่นเฉียงๆ มายังผิวน้ำ หลิวน้อยก็ตกลงบนพื้น หยางซวีเปลือยเท้าทั้งสองนั่งขัดสมาธิที่หัวเรือ มือถือคันเบ็ดตกปลาอย่างสบายอารมณ์ ส่วนสาวงามเข้าห้องท้องเรือไปจัดหาอาหารค่ำ

เงาบัวเพิ่งงมจากคุ้งน้ำหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ กุ้งที่เต้นได้จับจากในน้ำ ยังมีไก่อ้วนพี เนื้อแพะอ่อนนุ่ม และเหล้าเก่านำมาจากบ้าน ยังมีผลของต้นหม่อนที่ล้างน้ำจนสะอาดสะอ้าน รอจนคุณชายหยางตกปลาสักตัวมาแกล้มสุรา เป็นอันว่าครบถ้วนสมบูรณ์

เมื่อประกายดาวเริ่มพราวพรั่ง เรไรที่ส่งเสียงร้องตลอดทั้งวันเริ่มเหน็ดเหนื่อย บนผิวน้ำค่อยเงียบสงบลง หยางซวีชนถ้วยสุรากับสาวงาม ดื่มกินด้วยความรื่นรมย์ สาวงามยังยกแขนโอบรอบคอคุณชายหยาง อมสุราไว้ในปาก ป้อนใส่ลำคอของอีกฝ่าย

น่าเสียดายที่นี้เป็นบ้านพักร้อนส่วนบุคคลของตระกูลหยาง คนนอกไม่กล้าเฉียดกรายมา บ่าวไพร่เด็กรับใช้ก็หลบหน้า หนึ่งเดียวที่เห็นฉากอันวาบหวามนี้มีแต่คางคกที่เบิ่งตาโปนโตหมอบอยู่บนใบบัว

เมื่อเดือนเสี้ยวแขวนอยู่ที่ขอบฟ้า เสียงชนถ้วยบนเรือขาดหายไป กลับบังเกิดเสียงแปลกประหลาดเสียงหนึ่งขึ้นแทนที่

หยางซวีเปลื้องผ้าแก้สายรัด อยู่ในท่านอนหงาย คันเบ็ดในมือซ้ายตกลงบนผิวน้ำ มือขวาถือถุงสุรา มองดูหมู่ดาวพราวฟ้า จิบสุราอึกหนึ่งเอื้อนเอ่ยว่าปากจิ้มลิ้มเป่าเพลงดอกเหมยบาน ปรารถนาเป็นขลุ่ยเขียวสดใสอืมม์อืมม์…”

สาวงามซุกใบหน้ากับหว่างขาของมัน มุ่นมวยผมขยับเขยื้อน ปิ่นปักผมสั่นไหว ปากจิ้มลิ้มอมวัตถุไว้ ทั้งดูดทั้งโลมเลียจนหัวใจปานจะขาดรอน เรือน้อยที่ใต้ร่างก็ส่ายโคลงเคลงขึ้นมา

สาวงามนามทิงเซียง (สดับความหอม) นางนี้ไม่เลวจริงๆ รูปโฉมงดงามปานบุปผา ทั้งยังมีฝีมือในการปรุงอาหารเป็นเลิศ ความสามารถในการปรนนิบัติผู้คนยิ่งยอดเยี่ยม ไม่เช่นนั้นเมื่อหลายวันก่อนหยางซวีคงไม่จ่ายเงินถึงสองร้อย      ก้วน* ซื้อตัวนางมา มาตรว่าคุณชายหยางเที่ยวสตรีจนช่ำชองชำนาญ ก็ไม่อาจทนทานรับการปลุกเร้าผ่านทางปากและลิ้นของทิงเซียง สองเท้ากลายเป็นเหยียดตรง นิ้วเท้าจิกเข้าหากัน ลมหายใจกระชั้นเร่งร้อนขึ้นมา

*ระบบเงินตราสมัยโบราณ ใช้เชือกร้อยเป็นพวง หนึ่งก้วนเท่ากับหนึ่งพันเหรียญทองเหลือง

ปลาติดเบ็ดแล้ว ใต้ม่านวิกาลเลือนรางไม่ทราบตกได้ปลาชนิดใด แต่หยางซวีในตอนนี้คล้ายไต่ขึ้นสู่จุดสุดยอด ไหนเลยมีเวลาสนใจปลาที่ตกได้ ต้องครางหนักๆ คำหนึ่ง โยนถุงสุราทิ้ง ปล่อยให้น้ำสุราไหลริน เปลี่ยนเป็นจิกดึงผมเผ้าของทิงเซียง จนปิ่นปักผมของนางร่วงหลุดจากมวยผม กระทบกับกราบเรือก่อน แล้วตกลงในน้ำ ผมนุ่มสลวยจึงสยายลงมาดุจธารน้ำตก

แต่แล้วยามนั้นบังเกิดเสียงกราวใหญ่ กระแสน้ำแหวกแยกออก เงาร่างสายหนึ่งพุ่งตัวขึ้นจากสายน้ำข้างเรือน้อย คนผู้นั้นยื่นมือกดใส่กราบเรือ กระโดดขึ้นบนหัวเรือ นั่งยองๆ ที่กราบเรือดุจกบขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง เรือน้อยจมไปทางด้านของมัน แต่สองเท้ามันกลับยึดเกาะกราบเรือเอาไว้

ทิงเซียงก็เอนเอียงตาม ฟันในปากแทบกัดทำร้ายของรักของหวงของหยางซวี นางร้องโอยคำหนึ่ง คนผู้นั้นพลันตวัดมือขวา ประกายเย็นเยียบในมือวูบขึ้นแวบหนึ่ง เมื่อดาบสั้นแทงฉึกใส่ตำแหน่งหัวใจของหยางซวี

หยางซวีครางหนักๆ คำหนึ่ง ไม่ทันส่งเสียงแผดร้องออกมา คนร้ายนั้นก็ผลักแขนออก ดีดเท้าทั้งสอง กลับลงน้ำไปด้วยความเร็วประดุจประกายไฟ นับตั้งแต่ขึ้นเรือจนถึงลงน้ำ ความเคลื่อนไหวติดต่อตามกัน ไม่ให้ผู้ใดเห็นรูปโฉมของมัน

ทิงเซียงที่ผมยุ่งสยายใบหน้าซีดเผือด สีหน้าซึมเซาอยู่บ้าง ยกมือที่สั่นระริกลูบคลำริมฝีปากที่เปียกชื้นของตัวเอง รู้สึกมีกลิ่นคาวเลือดไหลซึมเข้าทางปาก นั่นเป็นโลหิตที่กระเซ็นใส่ใบหน้านาง เป็นเหตุให้ทิงเซียงร่างสั่นสะท้าน กรีดร้องเสียงแหลมเล็กว่าช่วยด้วย…”

ดวงตาหยางซวีทอแววประหวั่นและเหลือเชื่อ ประกายตาค่อยแตกซ่าน มือซ้ายที่กำคันเบ็ดก็คลายออก ปลาที่กินเบ็ดจึงลากคันเบ็ดว่ายหลบหนี ฝูงกบที่ได้รับความแตกตื่นพากันกระโดดลงจากใบบัวลงน้ำไป

บนฝั่งที่ห่างไปมีบ้านหลังหนึ่ง ช่องตารางบนหน้าต่างสะท้อนแสงไฟภายในห้อง พอได้ยินเสียงกรีดร้องของทิงเซียง โคมไฟดวงนั้นก็ขยับเคลื่อนย้าย จากนั้นเปิดประตูห้องดังแอ๊ด มีคนถือโคมรีบรุดมา ยืนอยู่บนเขื่อนร้องเรียกว่าคุณชาย คุณชาย แม่นางทิงเซียง เกิดเรื่องใด?”

ทิงเซียงกล่าวเสียงสั่นสะท้าน ทั้งจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าคุณชายเขาฆ่าคนตายแล้ว…”

คนบนฝั่งใจหายวาบ รีบละทิ้งโคมกระโดดปราด กลับลอยตัวข้ามระยะห่างวาเศษ ทิ้งตัวลงที่ท้ายเรือ กดทับจนเรือน้อยส่ายโคลงเคลง ทิงเซียงรีบยึดจับกราบเรือไว้ ลืมส่งเสียงกรีดร้องออกมา

คนที่กระโดดขึ้นเรือสวมหมวกใบน้อยใส่ชุดเขียว เป็นผู้ติดตามของหยางซวีนามจางสือซัน (สิบสาม) มันก้มกายลงเพ่งตามอง หัวใจถึงกับเย็นเฉียบ มันมิใช่เห็นคนตายเป็นครั้งแรก ดังนั้นมองปราดเดียวก็ทราบว่าหยางซวีตายจนไม่อาจตายอีก ไม่มีทางรอดชีวิต สีหน้าถึงกับกลายเป็นเขียวคล้ำ

ตายแล้ว? หยางซวีตายแล้ว สามปีที่พากเพียรบ่มเพาะ แผนการเพิ่งดำเนินการ มันกลับตายแล้ว?’

จางสือซันสองมือสั่นระริก จิตใจสับสนว้าวุ่น ในอกบังเกิดความคับข้องจนแทบกู่ร้องออกมา พลันหันขวับไปยังทิงเซียง คาดคั้นถามว่าฆาตกรเป็นใคร? ลอบสังหารคุณชายได้อย่างไร? รีบบอก

ทิงเซียงชี้มือไปบนผิวน้ำ กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่าไม่ไม่ทราบ คนผู้นั้นคนผู้นั้นกระโดดขึ้นจากน้ำ ฆ่าฆ่าคุณชายหยาง หนูเจีย (คำเรียกตัวเองของสตรี) …หนูเจียยังไม่อาจเห็นชัดตาว่ามันเป็นบุรุษหรือสตรี…”

เอ่ยถึงตอนนี้ สายลมโชยพัดใบบัวสั่นไหว คล้ายกับมีคนโยกคลอนก้านบัว สร้างความแตกตื่นแก่ทิงเซียงจนเข้าใจว่าคนร้ายไปแล้วย้อนกลับมา ต้องกรีดร้องอีกคราว่าช่วยด้วย มันมันกลับมาอีกแล้ว…”

จางสือซันตวัดมือตบหน้านางฉาดใหญ่ ตบจนครึ่งซีกหน้าของทิงเซียงชาด้าน ทิงเซียงเป็นสตรีของหยางซวี แต่นึกไม่ถึงว่าผู้ติดตามของหยางซวีกล้าตบตีนาง ในใจทั้งหวาดหวั่นทั้งสงสัย ต้องตะลึงลานกับที่

จางสือซันบิดมือทั้งสอง ไม่ทราบทำอย่างไรดี เห็นที่ห่างไปปรากฏเงาไฟหลายดวงสั่นไหววูบวาบ ที่แท้บ่าวไพร่ในตึกพักร้อนได้ยินเสียงร้อง เข้าใจว่ามีโจรลักขโมยคิดลักทรัพย์ จึงจุดโคมไฟ หยิบฉวยเครื่องมือทางเกษตรจำพวกเหล็กง่ามกับพลั่วแซะอุจจาระสืบเสาะมาทางด้านนี้

จางสือซันขบกรามกรอด คิดอ่านในใจหยางซวีพอเสียชีวิต ความเพียรพยายามในหลายปีนี้ของพวกเราก็สลายเป็นอากาศธาตุ เราลำพังคนเดียวไม่อาจรับผิดชอบได้ ยังคงปกปิดข่าวการตาย ไปจากที่นี้ก่อน แล้วค่อยหารือกับพวกมัน

พอตกลงใจ จึงกล่าวเบาๆ กับทิงเซียงว่าคุณชายถูกลอบทำร้าย บนเรือมีแต่เจ้าคนเดียว เจ้าก็ไม่อาจบอกกล่าวอันใด หากคดีนี้ขึ้นถึงโรงถึงศาล เจ้าอย่าคิดหมายเอาตัวรอดได้

ทิงเซียงร่ำไห้ออกมา กล่าวว่าสือซันหลาง (บุรุษที่สิบสาม) นี่ไม่เกี่ยวข้องกับหนูเจียจริงๆ ตอนนั้นหนูเจียกำลังกำลัง…”

จางสือซันกล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่าหุบปาก คุณชายมีศักดิ์ฐานะเพียงไหน ชีวิตคนสำคัญยิ่งยวด ต้องมีคำบอกกล่าวกับทางการ ผู้ใดสนใจว่าสตรีเช่นเจ้าถูกปรักปรำหรือไม่ ราษฎรเช่นเหล็กแกร่ง กฎหมายเช่นเตาหลอม หากเข้าสู่กรมเมือง ต่อให้เจ้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทางการก็มีวิธีจัดการเจ้าจนยอมรับผิด หากเจ้าไม่เพ้อเจ้อเหลวไหล ปล่อยให้เราจัดการเอง

ทิงเซียงจะอย่างไรเป็นหญิงสาวที่หอนางโลมชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ รู้จักแต่ปรนนิบัติผู้คน ไหนเลยเคยเห็นเหตุการณ์โชกเลือดเช่นนี้ จึงไม่ทราบทำอย่างไรดี พอถูกจางสือซันข่มขู่ก็ตกปากรับคำ

ยามนั้นบ่าวไพร่ในบ้านพักร้อนรีบรุดถึงริมฝั่ง มีคนร้องถามว่าคุณชายเกิดเรื่องใด ปรากฏโจรผู้ร้ายเข้าบ้านหรือ?”

จางสือซันระงับสติ กล่าวว่าไม่มีใด คุณชายดื่มสุราเมามาย แทบพลัดตกน้ำ สร้างความแตกตื่นแก่แม่นางทิงเซียงจนกรีดร้องออกมา

บรรดาบ่าวไพร่ย่อมทราบว่าคุณชายตนเองทั้งเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ทั้งนิยมสุรา จางสือซันก็เป็นผู้ติดตามของคุณชาย หยาง คำบอกกล่าวขงมันย่อมไม่แปลกปลอม จึงหัวร่อออกมา กล่าวว่าเมื่อคุณชายไม่เป็นไร พวกเราก็ขออำลา

จางสือซันตาทอประกายวูบ กล่าวว่าช้าก่อน เราเพิ่งได้รับข่าวจากในเมืองว่ามีเรื่องรีบด่วนต้องให้คุณชายรีบกลับไปสะสาง ตอนนี้คุณชายเมามายไม่ได้สติ ยากจะลุกขึ้นได้ พวกท่านมาแล้วก็ประเสริฐ ให้ขับรถม้าของคุณชายมาที่ริมน้ำ เรากับแม่นางทิงเซียงจะประคองคุณชายกลับเข้าเมืองในบัดดล

ประมาณชั่วธูปไหม้หมดดอก ประตูใหญ่ของบ้านพักร้อนตระกูลหยางเมืองหวินเหอเปิดอ้าออก จางสือซันขับรถม้าแล่นออกมา จนกลืนหายกับม่านวิกาลโดยเร็ว

พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 9 - 16)

ตายแล้วฟื้นคืนชีพ

ริมแม่น้ำหนันหยางนอกเขตชิงโจวมีร้านสุราแห่งหนึ่ง ร้านรวงทั้งจำหน่ายสุราและขายน้ำชา

ร้านรวงเล็กยิ่ง เถ้าแก่ พ่อครัวและผู้รับใช้เป็นหลิวซีคนเดียว ยามปรกตินอกจากชาวบ้านในหมู่บ้านที่ห่างไปมาตวงสุราแล้ว ได้แต่พึ่งพาลูกค้าที่โดยสารเรือขึ้นล่องระหว่างแม่น้ำหนันหยางกับชาวประมงคนหาปลามาอุดหนุน การค้าจึงซบเซายิ่ง บางครั้งเจ้าของร้านยังปลดป้ายผ้าคำว่าสุราลงมา ออกไปประกอบอาชีพอื่น ชาวบ้านและเรือโดยสารที่ขึ้นล่องไปมา พอเห็นสุราก็จะล่าถอยไป

วันนี้ร้านสุราคล้ายปิดร้านแต่หัวค่ำ บนลำไม้รวกหน้าประตูว่างเปล่า แต่หากท่านเดินเข้าใกล้ จะพบว่าประตูร้านยังไม่ปิดลง ภายในร้านนั่งไว้ด้วยผู้คนหลายคน

ผู้คนสี่คนนั่งล้อมโต๊ะ คนที่หันหลังให้กับประตูเป็นชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี สวมหมวกใบเล็กใส่เสื้อเขียว ดูจากเครื่องแต่งกาย แสดงว่าเป็นเด็กรับใช้ของตระกูลใหญ่ คนผู้นี้หน้าตาหมดจด แต่ว่าริมฝีปากเบาบางดวงตาเล็กหยี ใบหน้าสีขาวอมเขียว ดูไปน่ากลัวอยู่บ้าง กลับเป็นผู้ติดตามของคุณชายน้อยตระกูลหยางนามจางสือซัน

ด้านซ้ายมือของมันนั่งไว้ด้วยชายฉกรรจ์ร่างกำยำ คนผู้นี้สวมชุดดำ อายุราวสามสิบปี ใต้คางไว้เคราหยาบหนา คิ้วดกหนาปากกว้าง ลักษณะเหี้ยมหาญองอาจ สีหน้ากระด้างเย็นชา ปรากฏกลิ่นอายฆ่าฟันแผ่ซ่านจากร่าง

คนทางขวามือของจางสือซันกลับเป็นคนอ้วนฉุ มีอายุสี่สิบกว่าปี ส่วนท้องนูนออกมา ใบหน้ากลมแก้มนูน หากว่าโกนผมเผ้า เปลี่ยนเป็นครองจีวร คงถูกศิษย์สถาบันสงฆ์ยึดถือเป็นหลวงจีนถุงผ้าแล้ว

คนอ้วนฉุสวมเสื้อของอ้วนจั่ว* ลายดอก เนื้อผ้าเป็นผ้าฝ้ายอย่างดี แต่มิใช่แพรต่วน ดูท่าถึงแม้มั่งมีเงินทอง แต่เพียงเป็นพ่อค้าธรรมดา ไม่มีคุณสมบัติสวมเสื้อแพรเนื้อต่วน ตอนนี้อยู่ในยุคของหงอู่ฮ่องเต้ แบ่งลำดับเบื้องสูงเบื้องต่ำอย่างชัดเจน ยังมีผู้ใดกล้าละเมิดกฎ?

*คำเรียกเศรษฐี

เมื่อสองปีก่อน แดนเจียงหนัน (ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง) มีชายหนุ่มครอบครัวธรรมดาสิบกว่าคน เนื่องจากทางบ้านพอมีอันจะกิน จึงซื้อรองเท้าเซวียจื่อ** ออกมาเตะลูกขนไก่กลางถนน สุดท้ายถูกเจ้าหน้าที่กรมเมืองจับตัวไป ตอนนั้นฮ่องเต้เจ้าชีวิตเพิ่งมีราชโองการห้ามราษฎร พ่อค้า พลทหาร ผู้มีอาชีพทั่วไปห้ามสวมรองเท้าเซวียจื่อ เมื่อมีคนจงใจล่วงละเมิด ย่อมต้องลงโทษสถานหนัก สุดท้ายคนเคราะห์ร้ายทั้งสิบกว่าคนนั้นถูกตัดเท้าทั้งสองทิ้ง

**รองเท้าบู๊ท

เพราะเหตุนี้ถึงแม้ว่าเขตชิงโจวฝู่อยู่ห่างไกลพระเนตรพระกรรณ นายผู้เฒ่าที่มีฐานะดีได้แต่สวมชุดแพรอยู่กับบ้าน หากออกนอกเคหสถานต้องสวมเสื้อผ้าทับไว้อีกชั้นหนึ่ง ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าท้าทายพระราชอำนาจของปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงองค์นี้

คนอ้วนฉุขนคิ้วเบาบาง มีดวงตาที่ยิ้มแย้มมาแต่กำเนิด แต่ยามนี้หางตาเต้นกระตุก บนหน้าผากก็ปรากฏหยาดเหงื่อไหลซึม ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวคอยซับเหงื่อตลอดเวลา

ผู้ที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามกับจางสือซันคือเจ้าของร้านหลิวซี เถ้าแก่หลิวหน้าตาสัตย์ซื่อถือมั่น สวมเสื้อยาวเนื้อหยาบ ม้วนแขนเสื้อทั้งสองขึ้น เม้มปากสนิท หน้าตาอมทุกข์ คล้ายกับผู้คนที่นั่งอยู่ด้านข้างทั้งสามตระเตรียมรับประทานเปล่า

ชายฉกรรจ์ชุดดำเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นสูงประจำกรมเมืองเขตชิงโจว เรียกว่าฟ่งซีฮุย เจ้าหน้าที่ชันสูตรเป็นขุนนาง เพียงแต่เป็นขุนนางชั้นผู้น้อย แต่ว่าชาวบ้านร้านถิ่นพอพบเห็นมันต้องเรียกใต้เท้าสักคำ

คนอ้วนฉุแซ่อันนามลี่กง เป็นเถ้าแก่ร้านแพรพรรณอันซื่อเขตชิงโจว มักจัดซื้อแพรต่วนแดนเจียงหนัน นำไปขายทางภาคเหนือ จึงมีทรัพย์นับอนันต์ ชาวบ้านธรรมดาพอพบหน้ามัน ต่างก็ประจบสอพลอ เรียกหาเป็นนายผู้เฒ่า

อากาศร้อนอบอ้าว บรรยากาศภายในร้านกลับเยียบเย็นยิ่ง ผ่านไปเนิ่นนาน อันอ้วนงั่ว (เศรษฐีแซ่อัน) ค่อยกลืนน้ำลายคำหนึ่ง กล่าวอย่างระมัดระวังว่าหยางซวีตายแล้ว ภารกิจของพวกเราต้องสะดุดหยุดลง ทั้งหมดอย่าได้นิ่งเงียบไป ฟ่งเจี่ยนเจี้ยว (เจ้าหน้าที่ชันสูตรแซ่ฟ่ง) ในพวกเราทั้งหลายท่านมีตำแหน่งสูงสุด สมควรแสดงความเห็นสักครา

เจ้าหน้าที่ชันสูตรฟ่งซีฮุยขยับเขยื้อนริมฝีปากชั่วครู่ค่อยกล่าวว่าแสดงความเห็นอันใด? เมื่อสี่ปีก่อนพวกเราทั้งสี่ได้รับคำสั่งให้ออกจากเขตปกครองอิ่งเทียนฝู่* เร้นกายมายังเขตชิงโจว ใช้เวลาสี่ปีระดมกำลังทรัพย์และสายสัมพันธ์เท่าที่ใต้เท้าเจี่ยนซื่อ (ผู้ดูแลเรื่องราว) ที่มีอยู่ ค่อยปลุกปั้นหยางซวีขึ้นมา เมื่อเดือนก่อนเราเพิ่งรายงานต่อใต้เท้าเจี่ยนซื่อว่า หยางซวีกลายเป็นคนสนิทของเจ้าฉีอ๋อง สามารถดำเนินแผนขั้นต่อไป มิคาดมิคาดมารดามันกลับถูกเชือดทิ้ง หากว่าข่าวคราวล่วงรู้ถึงหูใต้เท้าเจี่ยนซื่อ พวกเราจะมีจุดจบอย่างไรเป็นที่คาดคิดได้ พวกท่านต่างล่วงรู้ฝีมือของใต้เท้าหลอเป็นอย่างดี หากไม่คิดถูกจัดการจนมีชีวิตก็ไม่ได้ คิดใคร่ตายก็ไม่สมปรารถนา ยังคงจัดการกับตัวเองเถอะ

ทั้งหมดหวนนึกถึงฝีมือที่ฆ่าคนไม่เห็นเลือดของใต้เท้าหลอ อดสยิวกายด้วยความหนาวเหน็บมิได้ เถ้าแก่หลิวหอบหายใจกล่าวว่ามารดามันเถอะ ผู้อื่นไม่ฆ่า พานฆ่าหยางซวี หยางซวีเป็นนักศึกษาบริสุทธิ์ มิใช่ชาวยุทธจักรอันใด ยังล่วงเกินผู้ใดจนเป็นเหตุให้ถูกฆ่าใต้เท้า ใช่เป็นไปได้หรือไม่ว่าศักดิ์ศรีพวกเราถูกเปิดโปงแล้ว?”

จางสือซันแค่นหัวร่อ ดุว่าเพื่อนร่วมงานที่อายุมากกว่าตนเองเกือบเท่าตัวว่าท่านผู้นี้มีศีรษะคนแต่สมองหมู พวกเราเคลื่อนไหวเป็นการลับ ไหนเลยถูกผู้คนพบเห็นได้? ต่อให้พวกเราเปิดเผยศักดิ์ศรีออกไป ยังมีผู้ใดคิดร้ายต่อพวกเรา? อย่างมากมีแต่เจ้าฉีอ๋อง แต่แม้แต่ตอนที่จิ่นอีเว่ย* เรามีหน้ามีตาที่สุด อ๋องทั้งหลายยังไม่เห็นอยู่ในสายตา หากว่าการตายของหยางซวีเป็นคำสั่งของเจ้าฉีอ๋อง เจ้าฉีอ๋องคิดฆ่าพวกเราก็ง่ายดายเช่นบดขยี้มดปลวก ไยต้องซุกหัวหดหางเช่นนี้?”

*ชื่อหน่วยงานในราชวงศ์หมิง จัดตั้งเมื่อปีที่สิบห้าในรัชกาลปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง ตอนแรกกระจายอยู่ทั้งเหนือและใต้รวมสิบสี่แห่ง ประกอบด้วยตำแหน่งเจี่ยงจวิน ลี่ซือ เสี้ยวเว่ย ตอนแรกเป็นราชองครักษ์เมื้อแพรที่มีหน้าที่ถวายการอารักขาฮ่องเต้ ต่อมากลายเป็นกรมความมั่นคงแผ่นดิน

อันอ้วนงั่วถูมือทั้งสอง กล่าวว่าตอนนี้สืบสาวสาเหตุการตายของหยางซวีมีประโยชน์ใด ประการสำคัญคือพวกเราจะรายงานต่อใต้เท้าหลออย่างไร…”

จางสือซันกล่าวเสียงเย็นชาว่าหยางซวีพอเสียชีวิต เราก็ลบร่องรอยบนเรือทิ้ง จัดรถบรรทุกมันมายังที่นี้ เรายังไม่เข้าเมือง ก็นัดหมายพวกท่านมาพบกันในที่นี้ เพื่อคิดหารือแผนการรับมือกับทั้งหมดดู

อันอ้วนงั่วหันไปทางฟ่งซีฮุย กล่าวว่าใต้เท้าฟ่ง ในความเห็นท่านพวกเราสมควรรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อใต้เท้าหลอตามความเป็นจริงหรือไม่? การตายของหยางซวีเป็นเหตุไม่คาดหมาย ความผิดหาได้อยู่ที่พวกเราไม่ พวกเราล้วนไม่มีความผิด ตอนนี้ใต้เท้าหลอต้องการใช้คน ไม่แน่ว่าไม่แน่ว่าท่านผู้เฒ่าจะปล่อยปละละเว้นพวกเรา

จางสือซันแค่นหัวร่ออีกครากล่าวว่าผายลมของท่าน ใต้เท้าหลอไหนเลยเคยใจอ่อนมาก่อน? ท่านก็มิใช่ไม่ล่วงรู้สถานการณ์ที่อิ่งเทียนฝู่ ตอนนี้จิ่นอีเว่ย (กรมความมั่นคงแผ่นดิน) เราตกอยู่ในสถานะลำบาก หากคิดพลิกฟื้นคืนมาล้วนขึ้นอยู่กับพวกเรา เมื่อสี่ปีก่อนใต้เท้าหลอปลุกปั้นหยางซวีขึ้นมาคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่สามารถให้ความช่วยเหลืออันใดแก่พวกเราอีก หากว่าความหวังของใต้เท้าหลอล้วนดับสูญในมือพวกเรา ท่านยังคาดหวังว่าใต้เท้าหลอจะอภัยละเว้นท่านหรือ?”

อันอ้วนงั่วหลั่งเหงื่อพร่างพรูกว่าเดิม

ในบุคคลทั้งสี่ จางสือซันมีฐานะพิเศษ หากนับตามตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ชันสูตรฟ่งซีฮุยมีตำแหน่งสูงสุด แต่จางสือซันเป็นคนสนิทของใต้เท้าหลอแห่งอิ่งเทียนฝู่ ดังนั้นนอกจากให้ความเคารพต่อฟ่งซีฮุยอยู่หลายส่วนแล้ว สำหรับกับสองคนที่เหลือกลับชี้นิ้วสั่งการ ตะคอกโดยไม่ไว้หน้า อันอ้วนงั่วกับเถ้าแก่หลิวต่างก็คุ้นชินกับความเหิมเกริมของมัน

แต่แล้วยามนั้น ที่หน้าประตูบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งร้องว่าเถ้าแก่ ข้าพเจ้าจับปลาได้หลายตัว ไม่ทราบทางร้านรับซื้อหรือไม่? ข้าพเจ้ายินดีขายให้ในราคาย่อมเยาว์

เถ้าแก่หลิวกำลังว้าวุ่นใจ จึงโบกมือตัดบทว่าออกไป วันนี้บิดาไม่เปิดร้าน กระทั่งป้ายผ้าสุรายังปลดลงมา เจ้ามองไม่เห็นหรือ?”

ทางหนึ่งด่าทอ ทางหนึ่งเงยหน้าขึ้น รอจนเห็นรูปโฉมของคนที่หน้าประตู พลันสะท้านทั้งร่างดุจถูกสายฟ้าฟาดใส่ ฟ่งซีฮุยกับพวกทั้งสามพบว่ามันมีท่าทีผิดปรกติ จึงเหลียวมองไปที่หน้าประตู การมองครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกอย่างใหญ่หลวง

เป็นหยางซวี!

หยางซวีซึ่งเมื่อคืนเสียชีวิต ตอนนี้ซุกซ่อนอยู่ในรถม้าหลังร้าน กลัวว่าอากาศร้อนอบอ้าว รมจนซากศพเน่าเปื่อย กลับแต่งกายเช่นขอทานยืนอยู่หน้าประตู มือถือปลาใหญ่และเล็กพวงหนึ่ง ใช้กิ่งหลิวร้อยครีบปลาไว้ ดูไปเพิ่งจับมา หางปลายังบิดกระตุกเป็นครั้งคราว

ผมเผ้าของมันยุ่งเหยิง เกล้าเป็นมวยอย่างลวกๆ ใช้กิ่งไม้ท่อนหนึ่งเสียบไว้แทนปิ่น สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่ขาดวิ่น ใส่กางเกงสีสันซีดจาง ใช้เชือกหญ้าผูกรัดเอาไว้ เท้าสวมรองเท้าหญ้าเก่าขาด เผยเห็นนิ้วหัวแม่เท้าที่สกปรก

คนทั้งสี่ระงับขวัญอันแตกตื่นลง ค่อยพบว่าคนผู้นี้มีข้อแตกต่างกับหยางซวีอยู่บ้าง ก่อนอื่นลักษณะท่าทางของคนผู้นี้อยู่ห่างไกลจากคุณชายหยางที่กรุ้มกริ่มกรุยกราย แต่ว่านี่เป็นปัญหาของอาภรณ์ หากให้ฮ่องเต้แต่งกายเป็นขอทาน มือถือชามแตกบิ่น ก็ไม่มีลักษณะราศีของเจ้าชีวิต แต่ว่าคนผู้นี้กำยำกว่าหยางซวีอยู่บ้าง สีผิวก็ดำเข้มกว่าหยางซวี ยังมีเหตุปัจจัยที่ไม่สามารถบ่งบอกออกมา หากเป็นความรู้สึกชนิดหนึ่ง เป็นความรู้สึกที่แปลกหน้าชนิดหนึ่ง

ฟ่งซีฮุยกับพวกทั้งสี่ใช้สายตาที่ค่อนแคะจับผิดสำรวจมัน แยกแยะข้อแตกต่างระหว่างขอทานผู้นี้กับหยางซวี พบว่าคนทั้งสองต่างกันเพียงเล็กน้อย หากมิใช่พวกมันเห็นศพของหยางซวีที่ตายจนไม่อาจตายได้ยิ่ง ยังเข้าใจว่าคนผู้นี้เป็นหยางซวีที่ปลอมตัวมาก่อกวนพวกมันเสียอีก

เนื่องเพราะวันนี้ไม่เปิดร้าน หน้าต่างยังปิดอยู่ ดังนั้นภายในร้านมืดครึ้ม ขอทานนั้นไม่อาจเห็นสีหน้าของผู้คนในร้าน ผู้คนในร้านทั้งสี่กลับเห็นมันอย่างชัดตา เห็นว่าคนผู้นี้แม้ข้นแค้น แต่เค้าใบหน้าแทบเป็นพิมพ์เดียวกับหยางซวี หากให้มันถอดชุดขอทานออก แต่งเนื้อแต่งตัวให้ดี ก็กลับกลายเป็นคุณชายหยางแล้ว

ฟ่งซีฮุยกับจางสือซันตาเป็นประกายขึ้นมา

ขอทานนั้นยืนอยู่หน้าประตู ไม่อาจเห็นสีหน้าของผู้คนในร้าน แต่ล่วงรู้ว่าพวกมันกำลังสำรวจดูตนเอง สำหรับกับมันที่ความเป็นมาไม่กระจ่าง ทั้งอยู่ในยุคสมัยที่ควบคุมสำมะโนประชากรโดยเคร่งครัด ถือเป็นการคุกคามอย่างใหญ่หลวง มันพบว่าผิดท่า ก็เกิดความรู้สึกตื่นตัวขึ้น หัวร่อกลบเกลื่อนกล่าวว่าเจ้าของร้านไม่ซื้อ ข้าพเจ้าจะจากไป ไยต้องมีโทสะไป รบกวนแล้วกล่าวจบหิ้วปลาหันกายไป

อันอ้วนงั่วทอดถอนใจกล่าวว่าพวกท่านเห็นหรือไม่? คนผู้นี้กลับเป็นพิมพ์เดียวกับหยางซวี นี่เรียกว่าโลกกว้างไพศาล เต็มไปด้วยเรื่องแปลกพิสดาร โอ เหตุใดขอทานอุบาทว์ผู้นี้ไม่ตาย หยางซวีที่ไม่สมควรตายกลับตกตาย?”

ฟ่งซีฮุยกับจางสือซันเหลียวหน้ามา ใช้สายตาที่คล้ายมองดูคนปัญญาอ่อนผู้หนึ่งจ้องมองมัน อันอ้วนงั่วถูกจ้องมองจนขนลุกเกรียว ลูบปลายจมูกตัวเอง ตะกุกตะกักถามว่าเราเรากล่าวผิดอันใด?”

จางสือซันประชดประชันว่าอันลี่ถง ก่อนนี้เราเข้าใจว่าท่านโง่งม นึกไม่ถึงท่านยังโง่งมกว่าสุกรอีก

อันอ้วนงั่วหน้าแดงก่ำขึ้นมา ถามว่ามันเป็นไรแล้ว ฟ่งซีฮุยกลับออกคำสั่งต่อเถ้าแก่หลิวว่าท่านติดตามไป ดูว่ามันพักอยู่ที่ใด

เถ้าแก่หลิวผงกศีรษะรับ กลับเข้าห้องไป จากนั้นกลับออกมาพร้อมกับดาบเล่มหนึ่ง ฟ่งซีฮุยชมดูจนขมวดคิ้วกล่าวว่าสะกดรอยตามขอทานผู้หนึ่ง ยังต้องพกพาดาบ? หากดาบเล่มนี้ปรากฏแก่สายตาผู้ที่ล่วงรู้ความนัย ไยมิใช่เกิดเหตุเภทภัยขึ้น วางลง

เถ้าแก่หลิวค่อยวางดาบลง ถลันออกจากร้าน อันอ้วนงั่วฉุกใจได้คิด ร้องโพล่งว่าเราเข้าใจแล้ว หรือว่าหรือว่าท่านคิดใช้ขอทานนี้เป็นตาปลาปะปนกับมุก*?”

*แผลงเป็นนำของปลอมสวมรอยเป็นของจริง

ฟ่งซีฮุยไม่ตอบคำ หากหยิบฉวยดาบที่เบื้องหน้าขึ้น นี่เป็นดาบที่แคบยาวโค้งเล็กน้อย เหมาะกับการต่อสู้ระยะประชิด มันมองดูดาบเล่มนี้ สายตาร้อนระอุขึ้นมาทีละน้อย พอกดปุ่มสปริง คมดาบก็หลุดจากฝักมาครึ่งเชียะ มันใช้นิ้วมือลูบไล้คมดาบเบาๆ พึมพำว่าดาบปักวสันต์เอย เมื่อใดเจ้าจึงประกาศศักดาใหม่อีกครั้ง?”

ดาบพอถือมั่นกับมือ ปรากฏพลังการฆ่าฟันขุมหนึ่งแผ่พุ่งออกมา

พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 17 - 25)

ชีวิตช่างไร้ค่า

อันอ้วนงั่วถูกจางสือซันประชดประชันจนหน้าแดงราวตับสุกร แต่ไม่อาจอาละวาดออกมา ได้แต่นิ่งเงียบงันไว้

จางสือซันขบคิดชั่วขณะจึงกล่าวด้วยความหวั่นวิตกว่าใต้เท้า จางซวีผู้นี้คบหาอย่างกว้างขวาง มีสหายมากหน้าหลายตา ทั้งยังเป็นคหบดีชิงโจว ในบ้านมีผู้ดูแลบ่าวไพร่มากหลาย ในวังเจ้าฉีอ๋องก็มีคนรู้จัก หากให้สวมรอยเป็น หยางซวี หากให้เปิดเผยตัวหรือกล่าววาจาอยู่หลายคำยังไม่มีปัญหา หากว่าปลอมตัวเป็นเวลานาน ไหนเลยไม่เผยพิรุธออกมา?”

ฟ่งซีฮุยทอดถอนใจกล่าวว่าเราทราบ แต่ว่านอกจากนี้พวกเรายังมีหนทางอื่นหรือ? ได้แต่รักษาม้าตายต่างม้าเป็น ทดลองดูสักครา สือซันหลาง (บุรุษที่สิบสาม) ท่านใกล้ชิดกับใต้เท้าหลอ หากท่านผู้เฒ่าสืบสาวราวเรื่องขึ้นมา ขอท่านเห็นแก่น้ำใจฉันพี่น้อง ยื่นมือช่วยเหลือสักครา

จางสือซันมีสีหน้าลังเล ฟ่งซีฮุยจึงยื่นหน้าเข้าไปกระซิบบอกว่าหยางซวีตัวจริงตายแล้ว หากว่าคนผู้นี้สามารถแทนที่ จะเป็นหุ่นเชิดของพวกเรา เมื่อถึงเวลานั้นทรัพย์สินของตระกูลหยาง…”

จางสือซันหวั่นไหวใจขึ้นมา ผงกศีรษะรับ กล่าวเบาๆ ว่าสือซันแม้เป็นคนโปรด แต่หากทำงานล้มเหลวก็ต้องถูกลงโทษ เราท่านถือว่าลงเรือลำเดียวกัน สือซันจะทำตามคำสั่งใต้เท้าฟ่งเอง

ฟ่งซีฮุยกล่าวคำประเสริฐแล้วกล่าวที่ผ่านมาสือซันติดตามอยู่ข้างกายหยางซวี ล่วงรู้นิสัยใจคอ ลักษณะท่าทาง ทั้งความรักชอบของมันเป็นอย่างดี ผู้ที่จะชุบเหล็กเป็นทองคำ ให้คนผู้นี้กลายเป็นหยางซวี มีแต่สือซันหลางท่าน

เอ่ยถึงตอนนี้ ชำเลืองดูอันอ้วนงั่วแวบหนึ่ง ลอบขมวดคิ้วเล็กน้อย หากมิใช่หลายปีนี้พวกมันขาดแคลนผู้คน จึงไม่ส่งตัวคนโง่งมราวสุกรผู้นี้มา ตัวโง่งมนี้ไม่มีประโยชน์ กลับกลายเป็นเครื่องถ่วง ดังนั้นกำชับว่าอันลี่ถง เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของพวกเรา ท่านต้องปิดปากสนิท อย่าได้แพร่งพรายต่อผู้ใด ทราบหรือไม่?”

อันอ้วนงั่วผงกศีรษะรับคำติดต่อกัน จางสือซันพลันกล่าวเบาๆ ว่าใต้เท้า นอกจากเราท่านทั้งสี่แล้ว ยังมีอีกคนหนึ่งล่วงรู้ความจริง

ฟ่งซีฮุยย่อมทราบว่ามันหมายถึงผู้ใด หลังจากเงียบงันชั่วขณะจึงกล่าวอย่างนั้นให้นางตายเถอะ

อันอ้วนงั่วรับฟังจนกลืนน้ำลายคำหนึ่ง ปาดเช็ดเหงื่ออีกครา

ในห้องข้างหลังร้าน ทิงเซียงนั่งตัวสั่นงันงกบนคั่ง* ที่นอน ที่ถัดไปเป็นศพของหยางซวี เมื่อคืนคนผู้นี้ยังเป็นชายหนุ่มอันอ่อนโยน ลอยเรือเป่าขลุ่ย หย่อนคันเบ็ดตกปลา รับการปรนนิบัติจากนางใต้แสงจันทร์ ไหนเลยจะคาด

*ทางเหนือของจีนอากาศหนาว จึงนอนบนคั่งที่เป็นเตียงก่อด้วยอิฐทนไฟ ข้างล่างมีรูทะลุกับปล่องไฟ พอย่างเข้าฤดูหนาวจึงก่อไฟให้ไออุ่นไหลเข้ามาในช่อง

ทิงเซียงไม่คิดไปแจ้งความ นางจดจำคำพูดของจางสือซันจนขึ้นใจ นางยังไม่คิดหลบหนี เนื่องเพราะนางเป็นหญิงสาวอ่อนแอ ไม่ทราบหลบหนีไปที่ใด ชีวิตของนางเฉกเช่นต้นหวาย ได้แต่แอบอิงกับบุรุษที่เป็นต้นไม้ใหญ่

นางย่อมยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดจางสือซันคิดปกปิดข่าวร้ายของผู้เป็นนาย ทั้งลอบนำทางมายังร้านรวงที่นอกเมืองแห่งนี้ อาจบางทีจางสือซันหวั่นวิตกว่าคุณชายหยางพอเสียชีวิต มันก็ไม่อาจรักษาตำแหน่งไว้ได้ ผู้ดูแลบ้านตระกูลหยางเป็นเซียวก่วนซื่อ (พ่อบ้านแซ่เซียว) ที่แล้วมาจางสือซันกับเซียวก่วนซื่อไม่ลงรอยกัน ได้แต่พึ่งพาหยางซวีเช่นเดียวกับตัวเอง

ดังนั้นจางสือซันปิดข่าวเอาไว้ อาจบางทีคิดหอบสมบัติหลบหนีไป อย่างนั้นสาเหตุที่มันรั้งตัวเองไว้เป็นที่คาดคิดได้ ทิงเซียงทราบว่าตัวเองงดงามปานใด มีเสน่ห์ดึงดูดใจบุรุษถึงเพียงไหน

อย่างนั้นนางจะกลับกลายเป็นสตรีของจางสือซันแล้ว?

จางสือซันย่อมไม่หล่อเหลาเช่นคุณชายหยาง ทั้งไม่มีสมบัติพัสถานเท่ากับคุณชายหยาง แต่ว่าหากมันยอมดีต่อตัวเอง คล้ายกับเป็นทางเลือกที่ไม่เลว นางเพียงเป็นนางบำเรอคนหนึ่ง คุณชายหยางตายแล้ว ต่อให้นางไม่ต้องรับโทษจำคุก สุดท้ายก็ต้องถูกขายออกไป ผู้ใดทราบว่าบุปผาจะถูกพัดพาถึงบ้านใด?

ขณะคิดฟุ้งซ่านเหลวไหล ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก ทิงเซียงสะดุ้งเฮือก จากนั้นเห็นชัดตาว่าผู้มาเป็นจางสือซันเอง

ทิงเซียงรีบลงจากคั่งที่นอน เรียกหาอย่างขลาดเขลา แฝงความหมายประจบเอาใจว่าสือซันหลาง (บุรุษที่      สิบสาม)”

จางสือซันผงกศีรษะรับ มองดูหญิงสาวเบื้องหน้า นางไว้ผมยาวสยาย คิ้วโค้งดุจขุนเขาขอบฟ้า ตาดำขลับราวกับนิล รูปกายอ้อนแอ้นแช่มช้อย ผิวกายขาวผ่องประดุจหยก นับเป็นสาวงามที่ยากจะพบพาน โดยเฉพาะสีหน้าท่าทีที่โอนอ่อนผ่อนตาม บันดาลให้ผู้คนเกิดความคิดปกป้องคุ้มครอง

จางสือซันยิ้มพลางกล่าวว่าท่านไม่ต้องเป็นห่วง เรานึกหาวิธีอันเพียบพร้อมได้แล้ว ออกไปรับประทานอันใดรองท้อง เราค่อยบอกกล่าวกับท่านอย่างละเอียด

ทิงเซียงพอฟัง ยิ่งแน่ใจข้อสันนิษฐานของตัวเองเมื่อครู่ ค่อยคลายใจกว่าเดิม รับคำพลางยกชายกระโปรงขึ้น ติดตามอยู่ด้านหลังจางสือซัน เช่นเดียวกับที่เคยติดตามหลังคุณชายหยางอย่างเชื่อฟัง

พอออกจากห้อง สายลมก็โชยพัดเส้นผมของนางขึ้น ทิงเซียงค่อยฉุกคิดว่าตัวเองยังปล่อยผมยาวสยาย ออกจะไม่น่าดูอยู่บ้าง จึงชะลอฝีเท้าลง ม้วนผมนุ่มสลวยของตัวเองขึ้น คิดแต่งตัวให้งดงาม สร้างความนิยมชมชื่นแก่บุรุษของนาง

นางกลับประจบเอาใจบุรุษอีกคนหนึ่งโดยเร็ว นี่มิใช่นางไร้น้ำใจต่อคุณชายหยาง หากแต่นางทราบดีว่าตัวเองไม่คู่ควรบอกรักต่อผู้ใด สตรีเช่นนาง อันว่ารักเพียงเป็นความฟุ่มเฟือยชนิดหนึ่ง นางมีแต่เรือนร่างที่งามรัดรึง และใบหน้าที่หมดจด นางมีหน้าที่ให้ความสุขแก่บุรุษ แลกกับสิทธิในการคงอยู่เท่านั้น

จางสือซันก็พบว่าฝีเท้าของนางเชื่องช้าลง จึงหยุดเท้าเหลียวหน้ามอง พอดีเห็นความเคลื่อนไหวม้วนผมเผ้าของนาง จึงยิ้มให้กับนาง ทิงเซียงทราบว่ามันล่วงรู้จิตใจของตัวเอง อดเอียงอายอยู่บ้างมิได้ ดังนั้นก้มศีรษะลง แต่ม้วนผมเผ้าเร็วกว่าเดิม

บุรุษมักไม่มีความอดทนอันใด สตรีที่ดีนางหนึ่งไม่ควรให้บุรุษรอนาน นี่เป็นคำสอนของมามา* หอนางโลมพร่ำสอนไว้

*ในที่นี้เป็นคำเรียกแม่เล้า

พริบตาที่นางก้มศีรษะลง แววตาของจางสือซันพลันเปลี่ยนไป เปลี่ยนเป็นเยือกเย็นอำมหิตราวอสรพิษ

จางสือซันถลันถึงเบื้องหน้าทิงเซียง ยื่นมือจิกผมเผ้าที่นางเพิ่งม้วนขึ้น ที่ใต้ชายคาบ้านมีโอ่งน้ำใบหนึ่ง จางสือซันก็กดเส้นผมในมือลงในโอ่งน้ำ

ได้ยินเสียงร้องอุทานอันกระชั้นสั้น ศีรษะของทิงเซียงก็ถูกจับกดลงในน้ำ

ทิงเซียงคิดกรีดร้อง คิดร้องขอความกรุณา นางคิดถามว่าเพราะเหตุใด แต่ไม่มีโอกาสบอกออกมา ขอเพียงอ้าปากขึ้น น้ำจะทะลักเข้าปากนาง

สีหน้าจางสือซันปราศจากความรู้สึกใด ใช้สายตาที่เฉยเมยมองดูชีวิตที่ดิ้นรนอยู่ใต้เงื้อมมือของมัน หยดน้ำกระเซ็นใส่ใบหน้ามัน มันไม่มีปฏิกิริยาใด มือที่จิกผมของทิงเซียงเพิ่มกำลังกว่าเดิม จับกดลงน้ำกว่าเดิม

ในที่สุดทิงเซียงหยุดการดิ้นรน ฟุบร่างอยู่บนปากโอ่ง แน่นิ่งไม่ไหวติง

จางสือซันค่อยคลายมือออกอย่างช้าๆ ช่วงเอวของทิงเซียงคาอยู่ที่ปากโอ่ง ร่างท่อนบนแช่อยู่ในน้ำ ปรากฏฟองอากาศผุดขึ้นมาเล็กน้อย ผิวน้ำกระจายเต็มไปด้วยเส้นผมดำขลับของนาง ราวกับพืชน้ำที่งอกงาม

ชีวิตคนไร้ค่าเช่นหญ้าคา

ขอทานนั้นกลับมายังศาลเจ้าเล้งอ๋อง* ที่มันพักพิงอยู่ แขวนปลาที่จับมาได้กับที่ร่มเย็น กระแทกนั่งลงบนกองหญ้า แสงอาทิตย์สาดลอดลงจากรอยแตกบนหลังคาศาลเจ้า ส่องต้องเสื้อผ้าขาดวิ่นของมัน เมื่อเหลียวดูรอบข้าง ปรากฏว่าประตูศาลเจ้าล้มลงครึ่งหนึ่ง รูปปั้นกระเทาะหลุดร่วง หยากไย่ใยแมงมุมเกลื่อนกลาด มันถอนใจเบาๆ ใช้ท่อนแขนหนุนศีรษะต่างหมอน หงายร่างนอนลง

*คำนี้ออกเสียงเป็นจีนแต้จิ๋ว แปลว่ามังกรสมุทร

มันเรียกว่าเซี่ยสิน* ความจริงไม่ได้อยู่ในโลกนี้ หากแต่ในฤดูร้อนเมื่อหนึ่งปีก่อน หรือสมควรบอกว่าวันหนึ่งของฤดูร้อนเมื่อหกร้อยกว่าปีก่อน มันยังเป็นนักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจนายหนึ่ง

*เซี่ยเป็นแซ่ สินแปลตรงว่าริมน้ำ

วันนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาหามัน ให้มันเป็นสายให้กับทางตำรวจ เพราะว่าทางตำรวจจับตัวพ่อค้ายาเสพติดผู้หนึ่ง พ่อค้ายาเสพติดผู้นี้เพิ่งติดต่อกับกลุ่มคนทางใต้ผ่านทางคนกลางให้จัดหาสินค้าจำนวนหนึ่ง แต่ว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้พบหน้า เพียงอาศัยคนกลางทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ดังนั้นทางตำรวจต้องการหาบุคคลที่มีรูปร่าง หน้าตา และอายุไล่เลี่ยกับพ่อค้ายาเสพติดนั้นสวมรอยไป หวังจับได้ทั้งคนและของกลาง

มันตกปากรับคำ

หากว่าภารกิจครั้งนี้ประสบความสำเร็จ มันจะได้รับการบรรจุเข้าเป็นตำรวจนายหนึ่ง สำหรับกับบุคคลที่ไม่มีชาติตระกูลหนุนหลังผู้หนึ่ง ถือเป็นโอกาสที่หายากยิ่ง เพื่อบรรลุภารกิจครั้งนี้ มันอ่านแฟ้มข้อมูล เข้าไปคลุกคลีอยู่กับพ่อค้ายาเสพติด ศึกษาคำพูดจาตลอดจนรหัสลับของพวกมัน ทำความเข้าใจกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกมัน ทางตำรวจยังจัดผู้เชี่ยวชาญการสะกดจิตคนหนึ่ง สอนให้มันสะกดจิตตัวเองเตรียมตัวเตรียมใจสวมบทของพ่อค้ายาเสพติด หลังจากเตรียมการพร้อมสรรพ กลุ่มแก๊งยาเสพติดทางใต้ก็มาถึง

ทั้งสองฝ่ายใช้เวลาประลองชั้นเชิงกันครึ่งเดือน ทุกวันเซี่ยสินจะหาทางให้อีกฝ่ายไว้วางใจตนเอง มันเจรจาต่อรองราคากับคนเหล่านั้น เป็นเพื่อนคนเหล่านั้นเมาหัวราน้ำ เที่ยวสถานบันเทิงต่างๆ จนกระทั่งได้รับความไว้วางใจจากคนเหล่านั้น น่าเสียดายในการทดสอบครั้งสุดท้าย มันพบกับความล้มเหลว กลุ่มแก๊งยาเสพติดฉีกหน้าชักมีดข่มขู่ บอกว่าล่วงรู้ประวัติของมันตั้งแต่แรก

เซี่ยสินอ่อนประสบการณ์ทำคดี ดูไม่ออกว่าฝ่ายตรงข้ามหลอกมัน ข่มอารมณ์ไม่สำเร็จ ลงมือต่อสู้ขัดขืน ผลสุดท้ายเปิดเผยฐานะที่แท้จริง หลังจากผ่านการต่อสู้อาบเลือด มันหนีเตลิดมาที่ถนนใหญ่ มีพลเมืองดีโทรแจ้งตำรวจ รถพยาบาลแล่นมาด้วยความเร็วสูง สุดท้ายชนเซี่ยสินปลิวกระเด็นไป

ท่ามกลางสายตาผู้คนจำนวนมาก ร่างที่ถูกรถพุ่งชนของมันสาบสูญกับอากาศธาตุ เมื่อมันฟื้นคืนชีวิตมา พบว่าตนเองอยู่ในปีที่ยี่สิบแปดในรัชกาลหงอู่ราชวงศ์หมิง ฝากชีวิตในหมู่บ้านเสี่ยวเยี่ยเมืองหนันซวินเขตหูโจว จนบัดนี้มันยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ส่วนโลกที่มันเคยอาศัยอยู่ ตามนิตยสารที่ตีพิมพ์เรื่องแปลกพิสดาร ทำการบันทึกเรื่องราวของมันว่าเป็นคดีหายสาบสูญอย่างลึกลับ ดุจเดียวกับคดีกองทหารราบพันกว่านายที่นอร์ฟฟอล์กประเทศอังกฤษหายสาบสูญ กับคดีผู้คนทั้งหมู่บ้านริมทะเลสาบอันจิคูนิประเทศแคนาดาสูญหายทั้งหมด ยังมีคดีที่นายคิโอโรชิชาวญี่ปุ่นเห็นรถโตโยต้าหายวับไปต่อหน้าต่อตา รวมทั้งผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ประจำสถานีรถไฟใต้ดินกรุงมอสโคว์สูญหายไปอย่างลึกลับ

หากมิใช่เซี่ยสินฟื้นตื่นมา พบว่ายังสวมใส่เสื้อผ้าต่างกับราษฎรต้าหมิง (หมิงยิ่งใหญ่) ยังแทบเข้าใจว่าชีวิตที่ผ่านมาของตนเองทั้งยี่สิบปีเป็นความฝันอันเหลวไหลตื่นหนึ่ง

ที่ซึ่งมันปรากฏตัวเป็นหมู่บ้านเสี่ยวเยี่ยเมืองหนันซวินเขตชิงโจว นี่เป็นหมู่บ้านที่ตกสำรวจ ทั้งเป็นหมู่บ้านยากไร้ ตามข้อกำหนดของราชวงศ์หมิง แบ่งประชากรออกเป็นสี่ระดับชั้น ได้แก่ทหาร พลเรือน ช่างแรงงาน และเจาติง* ส่วนชนชั้นต่ำอยู่นอกเหนือจากประชากรทั้งสี่ระดับชั้น เซี่ยสินไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีสังคมแบ่งชนชั้นเช่นนี้

*เจาติงเป็นทาสในยุคมองโกล รับใช้ผู้สูงศักดิ์และวัดลามะ หลังจากที่จูหยวนจางขับไล่มองโกลออกไป ก็จัดให้เจาติงเป็นประชากรระดับล่าง

ซึ่งความจริงชนชั้นต่ำมีมาแต่โบราณ ไม่ว่าพ่อค้า พนักงานกรมเมือง นักแสดงงิ้ว บ่าวไพร่ คณิกา ขอทานล้วนจัดเป็นชนชั้นต่ำ แต่ชนชั้นต่ำก็มีการแบ่งลำดับชั้น ถึงแม้ว่าพ่อค้า พนักงานกรมเมือง นักแสดงงิ้วจัดเป็นชนชั้นต่ำ แท้ที่จริงไม่แตกต่างกับราษฎรทั่วไป บวกกับมีตำแหน่ง ทรัพย์สินและฐานะทางสังคม ยังเหนือกว่าราษฎรทั่วไปอีก แต่ว่าชนชั้นต่ำที่ต่ำทรามที่สุดคือกลุ่มบุคคลระดับล่างนี้

ชนชั้นต่ำเช่นนี้ส่วนใหญ่แพ้ศึกสงคราม จึงถูกลดตัวเป็นประชาชนชั้นต่ำ หมู่บ้านที่มันอาศัยอยู่เป็นชนชั้นต่ำในชนชั้นต่ำ ในยุคทำสงครามชิงแผ่นดิน พวกมันเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจางซื่อเฉิง ในเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ที่ร่วมช่วงชิงแผ่นดิน จางซื่อเฉิงถือเป็นคนดี ทั้งไม่กลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ และมีจิตใจเปิดกว้าง มันทำการหักล้างถางพง ปรับปรุงระบบชลประทาน ลดการเก็บส่วยภาษี ได้รับการสนับสนุนจากทุกระดับชั้นในแถบเจียงซูเจ๋อเจียง ต่อมาจางซื่อเฉิงรบแพ้จูหยวนจาง* อยู่เฝ้าเมืองโดดเดี่ยว ถึงแม้ว่าภายในเมืองขาดเสบียงอาหาร มุสิกตัวหนึ่งยังขายได้เงินร้อยกว่าหุน แม้แต่รองเท้าเซวียจื่อกับอานม้าก็ถูกนำไปต้มรับประทาน ชาวบ้านทั้งหมดยอมร่วมเป็นร่วมตายกับจางซื่อเฉิง ยืนหยัดเฝ้าเมืองโดดเดี่ยวนานถึงสิบเดือน สร้างความเสียหายแก่กองทัพจูหยวนจางอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นหลังจากที่จูหยวนจางตีเมืองแตก ยามโกรธแค้นจึงลดศักดิ์ฐานะของทหารพลเรือนในเมืองเป็นชนชั้นต่ำ

*พระนามเดิมของหงอู่ฮ่องเต้

ชนชั้นต่ำห้ามเล่าเรียนหนังสือ ห้ามทำการกสิกรรมและรับจ้างเป็นแรงงาน ย่อมไม่อาจรับราชการเป็นขุนนาง ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ต่อให้ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราชวงศ์ ศักดิ์ฐานะของชนชั้นต่ำก็ไม่ปรับเปลี่ยนตาม

มีแต่อยู่ในสถานที่ที่เป็นชุมชนของชนชั้นระดับล่างสุดเช่นนี้จึงไม่มีผู้ใดซักถามประวัติความเป็นมาของเซี่ยสิน ไม่มีผู้ใดทวงถามใบผ่านทางจากมัน แต่ว่ามันไม่ต้องการผ่านชีวิตเช่นนี้ ชนชั้นต่ำสามารถทำงานชั้นต่ำ แต่ว่ามันกระทั่งศักดิ์ฐานะยังไม่มี ต่อให้คิดทำงานชั้นต่ำยังต้องกระทำลับๆ ล่อๆ บวกกับไม่มีใบผ่านทาง* ดังนั้นมันไม่อาจไปที่ใดได้ แม้แต่โรงเตี๊ยมก็ไม่อนุญาตให้เข้าพัก บ้านช่องราษฎรก็ไม่ยินยอมให้อาศัย พ่อค้าไม่รับไว้เป็นพนักงาน ช่างฝีมือก็ไม่รับเป็นลูกศิษย์ ทางออกเพียงหนึ่งเดียวได้แต่เป็นขอทานหรือโจรลักเล็กขโมยน้อย

*ตามกฎหมายราชวงศ์หมิง ผู้คนทั่วไปหากออกจากที่อยู่อาศัยเกินร้อยลี้ ต้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นออกเอกสารลักษณะคล้ายจดหมายแนะนำตัวหรือใบผ่านทางให้ หากไม่มีใบผ่านทาง หรือว่าข้อความไม่ตรงกัน จะถูกลงโทษตามกฎหมาย

ยังมีทางสายที่สามหรือไม่?

ความจริงไม่มี

แต่ว่าเซี่ยสินหาพบแล้ว

พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 26 - 35)

บังคับให้สวมรอย

เซี่ยสินใช้เวลาพักรักษาตัวอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวเยี่ยสองเดือน

ระหว่างนั้นมันพยายามเก็บข้อมูลเกี่ยวกับยุคราชวงศ์หมิงจากหูต้าสู (อาแซ่หู) และคนในหมู่บ้านที่รักษาบาดเจ็บให้กับมัน รวมทั้งท่าเดินเหินและการพูดจา รอจนมันทุเลาหายดีก็มีลักษณะท่าทางไม่ต่างกับผู้คนยุคสมัยนั้น ค่อยอำลาเหล่าผู้มีพระคุณ พกพาความเชื่อมั่นเดินทางเข้าเมือง

ผลสุดท้ายกลับสร้างความผิดหวังแก่มัน มันไม่มีหลักฐานยืนยันศักดิ์ฐานะ เทียบเท่ากับเป็นประชากรมืด แทบไม่อาจขยับตัวไปที่ใดได้ มีอยู่หลายครั้งที่ลักษณะมีพิรุธ แทบถูกพนักงานมือปราบจับตัวไว้โทษฐานเป็นผู้อพยพหลบหนี ได้แต่กลับมาที่หมู่บ้านเสี่ยวเยี่ย

ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวเยี่ยล้วนชืดชาต่อศักดิ์ฐานะของชนชั้นต่ำ แต่ก็มีคนไม่ยินยอมรับสภาพที่เป็นอยู่หนึ่งในจำนวนนั้นคือหูต้าสูที่ช่วยชีวิตมัน หูต้าสูมีชื่อจริงหูจิ่วลิ่ว เคยเป็นแม่ทัพใต้ร่มธงของจางซื่อเฉิง มันไม่สามารถทนทานรับสภาพอันต่ำต้อยชั่วลูกชั่วหลาน ชนชั้นต่ำในหมู่บ้านเสี่ยวเยี่ยได้แต่จับปลา จับกบขายน้ำแกง ส่วนสตรีที่ได้แค่เป็นแม่สื่อ เป็นหญิงรับใช้ ดังนั้นหูต้าสูตัดใจครองตัวเป็นโสด ไม่ขอมีผู้สืบสกุลต่อไป

เซี่ยสินกลับมายังหมู่บ้านเสี่ยวเยี่ย ช่วยเหลือหูต้าสูจับปลาจับกบหาเลี้ยงชีพ หนึ่งชราหนึ่งเยาว์วัยฝากชีวิตให้แก่กัน หูต้าสูไร้ญาติขาดมิตร จึงยึดถือมันเป็นเช่นลูกหลาน เซี่ยสินไม่เพียงเรียนรู้วิชาทางน้ำอันสูงเยี่ยม ยังร่ำเรียนฝีมือฆ่าคนในสมรภูมิจากหูต้าสู เซี่ยสินไม่ยินยอมจมปลักอยู่ที่นี้จนแก่เฒ่า มันได้แต่อาศัยความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ทราบว่าจะเกิดเหตุการณ์อันใด คิดอกไปเสี่ยงโชคดูมันเตรียมการเป็นเวลานาน ขณะจะกล่าวคำอำลาหูต้าสู หูต้าสูที่ตรากตรำทำงานเป็นเวลานาน ในที่สุดล้มป่วยลง

หูต้าสูเป็นผู้เฒ่าไร้ที่พึ่ง และเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตมัน ยิ่งเป็นญาติเพียงหนึ่งเดียวในโลกใบนี้ของมัน เซี่ยสินไม่ว่าอย่างไรไม่อาจละทิ้งหูต้าสูจากไป จึงรั้งอยู่ดูแลท่านผู้เฒ่า จวบกระทั่งครึ่งปีให้หลังหูต้าสูค่อยเสียชีวิต เซี่ยสินในฐานะบุตรกตัญญู ก็ทำหน้าที่จัดงานศพให้กับหูต้าสู

แม่ทัพหูเมื่อครั้งกระโน้นถูกพสุธากลบหน้า ฝังสังขารอยู่กลางป่าร้าง หลังจากเซ่นไว้หูต้าสู เซี่ยสินก็ออกเดินทางโดยไม่กลับหมู่บ้านไปอีก คนสาบสูญไปเช่นเดียวกับเมื่อขามา

เซี่ยสินม่งหน้าขึ้นเหนือ นอนกลิงดินกินกลางทราบ มีเป้าหมายอยู่ที่เขตปกครองเป่ยผิง เนื่องเพราะที่นั้นมีเจ้าเอี้ยนอ๋องจูตี้ท่านหนึ่ง เซี่ยสินทราบว่าสักวันหนึ่งเจ้าเอี้ยนอ๋องจูตี้จะลุกฮือก่อการ สุดท้ายขึ้นเป็นจักรพรรดิหย่งเล่อ

เซี่ยสินยังทราบว่า จักรพรรดิหย่งเล่อแม้ใจดำอำมหิตดุจเดียวกับหงอู่ฮ่องเต้ที่เป็นพระบิดา หาใช่เถ้าแก่ที่ดีไม่ แต่เถ้าแก่ผู้นี้ไปเปรียบกับปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ต่างๆ รวมทั้งหงอู่ฮ่องเต้ที่เป็นพระบิดา อย่างน้อยก็ไม่มีพฤการณ์ที่นกสิ้นเกาทัณฑ์ซ่อน กระต่ายตายฆ่าสุนัขล่าเนื้อ

สำหรับกับศัตรู เจ้าเอี้ยนอ๋องจูตี้จะกวาดล้างทำลายสิ้น แต่สำหรับกับพวกเดียวกัน พระองค์จะหยิบยื่นพระคุณให้ ถึงแม้ท่านร่วมก่อการไม่สำเร็จเสียชีวิต พระองค์จะจดจำความดีความชอบของท่าน ปูนบำเหน็จรางวัลให้กับคนในครอบครัวและทายาทรุ่นหลังของท่าน

นับแต่โบราณกาลมา เจ้าชีวิตเช่นนี้มีน้อยนิด คงมีแต่จิ๋นซีฮ่องเต้ ถังไท่จงฮ่องเต้กับหย่งเล่อฮ่องเต้สามพระองค์ แม้แต่ซ้องไท่จูฮ่องเต้ที่เป็นปฐมกัตริย์ราชวงศ์ซ้อง ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าทรงเมตตากรุณา แต่น้ำพระทัยหาเทียบเท่าเจ้าชีวิตทั้งสามไม่ เมื่อล่วงรู้ประวัติศาสตร์เช่นนี้ ไยไม่ไปเข้าร่วมกับเจ้าเอี้ยนอ๋องจูตี้

นี่เป็นวิธีเพียงหนึ่งเดียวที่เซี่ยสินจะหลอมรวมเข้ากับโลกใบนี้ และมีชีวิตรอดสืบไป

ยามใดที่เกิดศึกสงคราม สองทัพรบราฆ่าฟัน ยังมีผู้ใดสืบประวัติความเป็นมาของท่าน หากว่ามันสามารถสมัครเข้าเป็นทหาร เท่ากับเป็นการฟอกตัวเอง เมื่อถึงเวลานั้นไม่ต้องหวั่นวิตกว่าจะถูกผู้คนเปิดโปงศักดิ์ฐานะ แต่ว่าโอกาสเช่นนี้ใช่ไขว่คว้าได้หรือไม่? หลังจากไขว่คว้าสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของมันหรือไม่? มันหามีความมั่นใจไม่

เซี่ยสินจำไม่ได้ว่าหงอู่ฮ่องเต้มีพระชนมายุอีกกี่ปี และจำไม่ได้ว่าเจ้าเอี้ยนอ๋องจูตี้ลุกฮือขึ้นเมื่อใด เพียงทราบว่าหากล่วงหน้าถึงเขตปกครองเป่ยผิงฝู่ ก็ไม่สามารถสมัครเข้าเป็นทหาร หรือว่ามันจะเป็นขอทานอยู่ที่เป่ยผิงฝู่เพื่อรอคอยโอกาส สวรรค์จึงทราบว่ายังไม่ทันที่เจ้าเอี้ยนอ๋องจูตี้จะลุกฮือขึ้น มันจะแข็งตัวหนาวตายอยู่ข้างถนนหรือไม่? ต่อให้ทนทานจนเจ้าเอี้ยนอ๋องจูตี้ลุกฮือขึ้น จะได้สมัครเป็นทหารหรือไม่? หลังจากที่เป็นทหาร สามารถมีชีวิตจนถึงเวลาสำเร็จกิจการหรือไม่? แม้แต่แม่ทัพใหญ่จางอี้ใต้ร่มธงเจ้าเอี้ยนอ๋องจูตี้ยังเสียชีวิตกลางสมรภูมิ อย่าว่าแต่เหล่าไพร่ราบทหารเลว เซี่ยสินมีบุญวาสนาใด ไหนเลยแคล้วคลาดปลอดภัยได้?

ยิ่งใกล้จุดหมายปลายทาง ความวิตกกังวลเหล่านี้ผุดขึ้นในจิตใจ เซี่ยสินเฝ้าครุ่นคิดพลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น มันลืมตาด้วยความประหลาดใจ เห็นที่เบื้องหน้ายืนไว้ด้วยผู้คนสี่คน เป็นขุนนางผู้หนึ่ง เด็กรับใช้คนหนึ่ง เศรษฐีคนหนึ่ง เถ้าแก่คนหนึ่ง

กะเพาะของเซี่ยสินบิดปั่นป่วน คิดดีดตัวกระโดดปราดขึ้นมา แต่เห็นคนทั้งสี่กระจายกำลังออกโอบล้อมมันไว้ นอกจากเศรษฐีที่อ้วนฉุนั้นแล้ว อีกสามคนมีท่วงท่าปราดเปรียว ล้วนมีฝีมือติดตัว สร้างความตื่นตัวจนรีบสลายพลัง ทำท่าเดียวกับคนชนบททั่วไป

ชื่อแซ่?”

เซี่ยสิน

อายุ?”

ยี่สิบสองปี

ภูมิลำเนา?”

หมู่บ้านเสี่ยวเยี่ยเมืองหนันซวินแดนหูโจว

ประกอบอาชีพใด?”

ข้าพเจ้าเป็นคนชั้นต่ำ ติดตามบิดาจับปลาจับกบ บางครั้งหาอาชีพเสริม

ฟ่งซีฮุยสวมเครื่องแบบขุนนาง ทั้งเป็นหัวหน้ากลุ่มของทั้งสี่ จึงรับหน้าที่สอบสวนมัน ที่นี้แม้เป้นร้านสุราเล็กๆ แต่ใต้เท้าฟ่งพอนั่งประจำที่กลับมีลักษณะของนายอำเภออยู่บ้าง

จางสือซันพลันสอดคำขึ้นเมืองหนันซวิน? ฟังว่าที่นั้นผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ คลองส่งน้ำไขว้ตัดกัน เหมาะกับการเพาะปลูก ชาวเมืองปลูกข้าวนาน้ำใช่หรือไม่?”

เซี่ยสินตอบตามตรงว่าเมืองหนันซวินเหมาะกับทำนาน้ำจริง แต่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอเป็นแพรไหม ยังทำรายได้มากกว่าทำนาสิบเท่า ดังนั้นทางบ้านพวกเราปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทำนาไม่มากนัก

จางสือซันกล่าวว่าเราฟงว่าเมื่อวันก่อนเจดีย์เถี่ยฝอเขตหูโจวถูกฟ้าผ่า พังทลายไปกว่าครึ่ง มีเรื่องเช่นนี้หรือไม่?”

เซี่ยสินกล่าวอย่างเคลือบแคลงสงสัยว่าข้าพเจ้าเพียงได้ยินว่าเขตหูโจวมีวัดเถี่ยผ่อกับเจดีย์ลั่วอิง ไม่ไม่เคยได้ยินชื่อเจดีย์เถี่ยฝออันใด ยิ่งไม่ทราบว่าถูกฟ้าผ่า ข้าพเจ้าแม้ถือกำเนิดที่เขตหูโจว แต่ไม่เคยเข้าเมืองมาก่อน

จางสือซันกับฟ่งซีฮุยสบตากันวูบ พากันปิดปากลง เซี่ยสินทางหนึ่งรับมือด้วยความระมัดระวัง ทางหนึ่งใคร่ครวญจุดประสงค์ที่บุคคลทั้งสี่นำตัวมายังร้านสุราแห่งนี้โครงสร้างของคนทั้งสี่แปลกประหลาดอยู่บ้าง คนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กรมเมือง คนหนึ่งเป็นเศรษฐีมีทรัพย์ คนหนึ่งเป็นเถ้าแก่ยากไร้ ยังมีอีกคนหนึ่งเป็นเด็กรับใช้ บุคคลเหล่านี้ต้องมิใช่โจรผู้ร้ายดักปล้นชิงทรัพย์ ตัวเราไม่มีเงินทองติดตัวแม้สักหุนเดียว ยังข้นแค้นกว่าขอทานอีก พวกมันจับตัวเรามาทำอะไร?’

ฟ่งซีฮุยเห็นมันตอบทุกคำถาม เชื่อฟังวาจายิ่ง ต้องยิ้มด้วยความพึงพอใจ รับกระดาษที่อันอ้วนงั่นเพิ่งเขียนเสร็จมาแผ่นหนึ่ง กล่าวว่าเซี่ยสิน เจ้าลองอ่านดู

เซี่ยสินไม่รับกระดาษแผ่นนั้น หากก้มศีรษะกล่าวว่าเรียนต้าเหล่าแหย (นายผู้เฒ่าใหญ่โต) ข้าพเจ้าไม่รู้จักหนังสือ

มันความจริงรู้จักหนังสือ ถึงแม้ไม่รู้จักตัวหนังสือบางตัว แต่สามารถจับใจความได้ เพียงแต่ศักดิ์ฐานะของมันในตอนนี้ไม่สมควรรู้จักหนังสือ ดังนั้นไม่มีทีท่าว่าจะรับหนังสือคำให้การแผ่นนี้ ระหว่างที่มันรับการฝึกเป็นไส้ศึก ในมาตราหนึ่งวรรคแปดว่าด้วยการป้องกันตัวเองมีใจความว่า พฤติกรรมของท่านควรสอดคล้องกับศักดิ์ฐานะที่เป็นอยู่ ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงเปลือกนอก ทั้งยังต้องปรับเปลี่ยนจิตใจตามบทบาทที่ปลอมแปลง ต้องหลอกลวงตัวเองได้จึงจะหลอกผู้อื่นได้

ฟ่งซีฮุยความจริงเข้าใจว่ามันไม่รู้จักหนังสือ จึงแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่านี่เป็นหนังสือคำร้อง เป็นเสี่ยวเกอ (พี่ชายอายุเยาว์) ผู้นี้ร้องทุกข์แทนนายเหนือของมัน

เซี่ยสินกล่าวอย่างขลาดเขลาว่าถูกแล้ว แต่ว่าใต้เท้าให้ข้าพเจ้าดูคำร้องนี้ หมายความว่าอย่างไร?”

ฟ่งซีฮุยกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่าเจ้ายังไม่เข้าใจ? อาจบางทีเจ้าพอเห็นซากศพของนายเหนือมันจะเข้าใจแล้ว

เถ้าแก่หลิวและจางสือซันสวมรอยเป็นพนักงานกรมเมือง หามศพของหยางซวีออกมา เซี่ยสินพอพบเห็นหยางซวี ต้องบังเกิดความตื่นตระหนกอย่างใหญ่หลวง

ยุคสมัยนั้นการสื่อสารไม่กว้างไกลเท่ายุคหลัง ยากจะพบพานบุคคลที่มีหน้าตาคล้ายเหมือนกับตนเองคนหนึ่ง หากบอกว่าพบเห็นบุคคลที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายเหมือนกับตนเอง เพียงให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่ประการหนึ่ง ยังไม่ถึงกับตระหนกตกใจ แต่หากว่าผู้ที่มีหน้าตาคล้ายเหมือนกับมันกลับกลายเป็นศพซากหนึ่ง คิดไม่ตื่นตระหนกก็ไมได้แล้ว

ฟ่งซีฮุยกล่าวเสียงหนักๆ ว่าท่านนี้เป็นหยางซวีคุณชายหยาง มีชื่อเสียงเรียงนามในเขตปกครองชิงโจวเรา เจ้าเห็นมันมีหน้าตาคลับคล้ายกับเจ้า จึงบังเกิดจิตคิดร้าย กลับฆ่าคนผิดสวมรอย เสี่ยวเกอผู้นี้เป็นเจ้าทุกข์อันอ้วนงั่นกับเถ้าแก่หลิวเป็นพยาน ตอนนี้มีทั้งพยานบุคคลพยานหลักฐาน เจ้ายังมีคำพูดใดจะกล่าว?”

เซี่ยสินทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล ร่ำร้องว่าปรักปรำ ผู้น้อยถูกปรักปรำ

ฟ่งซีฮุยหัวร่อฮาฮากล่าวว่าเซี่ยสิน ต่อให้เจ้าไม่ยอมรับ เรื่องนี้มีหลักฐานมัดแน่นหนา หากรายงานขึ้นไป เจ้าต้องตายโดยไม่มีหนทางรอด มดปลวกยังรักชีวิต คาดว่าเจ้าไม่คิดเดินสู่ความตาย จึงกำหนดหนทางรอดแก่เจ้าสายหนึ่ง เจ้าต้องการทราบหรือไม่?”

เซี่ยสินลอบสะสมกำลังที่สองแขน ปากถามอย่างโง่งมว่าไม่ทราบว่าต้าเหล่าแหยหมายถึงหนทางรอดอันใด?”

ฟ่งซีฮุยกล่าวว่าเราไมได้หลอกเจ้า คนผู้นี้เป็นเศรษฐีชิงโจวฝู่เรา มีนามว่าหยางซวีชื่อรองว่าเหวินเซวี้ยน ถูกผู้คนลอบสังหาร ขณะที่มันมีประโยชน์ต่อเรา เราเห็นเจ้ามีหน้าตาคลับคล้ายมัน ต้องการให้เจ้าสวมรอยเป็นมัน เพื่อทำงานให้กับเรา เจ้ารับปากหรือไม่?”

จางสือซันกล่าวเสริมขึ้นนี่เป็นวาสนาที่ร่วงหล่นลงจากฟ้า ขอเพียงเจ้าผงกศีรษะ ไม่เพียงแต่รอดตาย ทั้งยังเสพวาสนาไม่สิ้น ก้าวขึ้นเป็นคนเหนือคน โอกาสอันดีเช่นนี้ ยังรีรอลังเลอันใด?”

เซี่ยสินมองดูซากศพของเหวินเซวี้ยน ตะกุกตะกักว่าข้าพเจ้า…” ฟ่งซีฮุยยิ้มพลางกล่าวว่าเจ้าไม่ต้องหวั่นวิตก เรามิใช่คนชั่วช้า มิให้เจ้ากระทำผิดคิดร้ายอันใด ขอบอกกล่าวตามตรง พวกเราทั้งสี่รวมทั้งคุณชายที่เสียชีวิต ล้วนแต่ทำงานรับใช้ฮ่องเต้

เซี่ยสินกล่าวอย่างงุนงงว่าทำงานรับใช้ฮ่องเต้?” ฟ่งซีฮุยกล่าวว่ามิผิด หยางซวีแสดงเครื่องแบบขุนนางและป้ายประจำตัวของท่าน ให้มันชมดูให้ชัดเจน

เถ้าแก่หลิวรับคำคราหนึ่ง ถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก เผยเห็นเครื่องแบบขุนนางสีแดงเข้ม ซึ่งสวมทับอยู่ด้านใน บนสายรัดเอวยังแขวนป้ายประจำตัวใบหนึ่ง มันล้วงหมวกสีดำจากอกเสื้อ สวมลงบนศีรษะ พริบตานั้นกลับกลายจากเถ้าแก่ร้านรวงเล็กๆ ที่พื้นเพธรรมดา กลายเป็นผู้ทรงอำนาจน่าเกรงขาม

เซี่ยสินกล่าวอย่างงุนงงว่าไม่ทราบว่าเหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) ทำงานกรมเมืองใด?”

ปากกล่าววาจา ในใจลอบตื่นตระหนก ครุ่นคิดขึ้นเป็นจิ่นอีเว่ย (กรมความมั่นคงแผ่นดิน) หูต้าสูมิใช่บอกว่าหงอู่ฮ่องเต้สั่งยุบกรมความมั่นคงแผ่นดินแล้วหรือ?’

ฟ่งซีฮุยแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่ากรมเมืองใด? เป็นกรมความมั่นคงแผ่นดินที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้

เซี่ยสินตะกุกตะกักว่าข้าพเจ้าข้าพเจ้าได้ยินบิดาบอกว่า…”

ฟ่งซีฮุยยิ้มพลางกล่าวว่าไม่ว่าฝ่าบาทเข้าประชุมช่วงเช้า เสด็จประพาสล้วนมีราชองครักษ์ติดตาม ยังมีการจัดเวรยามภายในวัง ล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของแม่ทัพเทียนอู่เจียงจวิน เสี้ยวเว่ยและลี่ซื่อ ขณะที่บุคคลเหล่านี้ล้วนสังกัดกรมความมั่นคงแผ่นดินทั้งสิ้น ภารกิจทั้งหมดนี้ยกเลิกได้หรือ?”

เซี่ยสินกล่าวตะกุกตะกักว่าถูกแล้ว ข้าพเจ้าข้าพเจ้าได้ยินท่านพ่อบอกว่า..”

ฟ่งซีฮุยตัดบทว่าในระดับชาวบ้านที่มีข่าวลือเช่นนี้ เพราะในปีที่ยี่สิบของรัชกาลหงอู่ ฝ่าบาททำการเผาเครื่องมือลงทัณฑ์ของกรมความมั่นคงแผ่นดิน ห้ามมิให้กรมความมั่นคงแผ่นดินใช้ทัณฑ์ทรมานอีก ครั้นถึงปีที่ยี่สิบหกในรัชกาลหงอู่ ฝ่าบาทยังมีราชโองการว่า หน่วยกรมความมั่นคงแผ่นดินไม่มีสิทธิ์ในการจับกุมคุมขังผู้คนทั้งในวังและนอกวังตามพระบัญชาอีก ดุจากเปลือกนอกแสดงท่าทีถวายการอารักขา ติดตามจับกุมผู้กระทำผิด ตลอดจนลงทัณฑ์ทรมานให้รับสารภาพ คงเหลือแต่หน้าที่ถวายการอารักขา แต่ในความเป็นจริง…”

จางสือซันกล่าวเสริมว่าความจริงแล้วขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊บังเกิดข้อกริ่งเกรงต่อกรมความมั่นคงแผ่นดินเรา เพื่อเป็นการปลอบขวัญทั้งหมด กรมความมั่นคงแผ่นดินจึงเปลี่ยนจากเปิดเผยเป็นปกปิด แต่ในความเป็นจริง กรมความมั่นคงแผ่นดินยังมีภารกิจสำคัญในการติดตามจับกุมคนทรยศคิดกบฎ พวกเราได้รับคำสั่งให้เร้นกายมาที่เขตชิงโจว เพราะทราบข่าวคิดก่อการร้าย เรื่องราวเกี่ยวกับถึงเจ้าฉีอ๋องกับพวก ฝ่าบาทจึงมอบหมายให้พวกเราสืบคดีนี้ หยางซวีเป็นคนที่พวกเราวางตัวให้เข้าวังเจ้าฉีอ๋อง มันเข้าร่วมกับกรมความมั่นคงแผ่นดินเราตั้งแต่สามปีก่อน เนื่องเพราะได้รับการช่วยเหลือจากกรมความมั่นคงแผ่นดินเราอย่างลับๆ กิจการของมันจึงเจริญก้าวหน้า จนได้รับแต่งตั้งให้ดูแลกิจการของวังเจ้าฉีอ๋อง

ฟ่งซีฮุยเห็นเซี่ยสินมีสีหน้ามึนงงสงสัย จึงอธิบายว่าพ่อค้าจัดเป็นประชากรชั้นต่ำ ผู้ที่มีศักดิ์ฐานะต่อให้คิดประกอบการค้า ก็ต้องมีที่นา อยู่ในฐานะประชากรชั้นเลิศ กิจการค้าเพียงเป็นอาชีพเสริมชนิดหนึ่ง ส่วนผู้สืบเชื้อสายมังกร เป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงศักดิ์ ยิ่งไม่อาจข้องแวะกับกิจการเหล่านั้น ไม่เช่นนั้นเรื่องราวเปิดเผยออกไปไยมิใช่เสื่อมเสียพระเกียรติของเจ้าชีวิต ดังนั้นต้องให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับท่านอ๋องดูแลการค้าแทน ร้านรวงของท่านอ๋องก็ใช้ชื่อของคนผู้นี้ พวกเราใช้ความพยายามสามปี ค่อยช่วยให้หยางซวีเป็นคนสนิทของเจ้าฉีอ๋อง ล่วงรู้ความลับบางประการ น่าเสียดาย…”

จางสือซันกล่าวว่าเข้าใจแล้วกระมัง? หากมิใช่หยางซวีเกิดเหตุไม่คาดหมายเสียชีวิต ผลประโยชน์เช่นนี้ไหนเลยตกแก่เจ้า? ใต้เท้าฟ่งหยิบยื่นลาภยศสรรเสิรญแก่เจ้า เจ้ายังไม่ตอบตกลงอีก?”

เถ้าแก่หลิวกับอันอ้วนงั่นสบตากันวูบ ครุ่นคิดขึ้นมันยอมเชื่อหรือ? คาดว่าเด็กน้อยชนบทเช่นนี้คงไม่พบเห็นพิรุธอันใด?’

ฟ่งซีฮุยกล่าวว่าหากเจ้ารับปาก นับแต่นี้จะเป็นคนของกรมความมั่นคงแผ่นดินเรา มิเพียงได้เข้ารับราชการ ยังจะได้รับทรัพย์สมบัติของตระกูลหยาง นี่เป็นทางเดินสองสาย หนึ่งมีชีวิตรอดหนึ่งตกตาย หนึ่งสูงศักดิ์หนึ่งต่ำต้อย เจ้าตัดสินใจเลือกอันใด?”

ภายในร้านสุรานิ่งเงียบงัน ผ่านไปเนิ่นนาน เซี่ยสินจึงกล่าวข้าพเจ้ารับปาก ข้าพเจ้ายินดีรับใช้ใต้เท้า

จางสือซันยิ้มเล็กน้อย หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมากล่าวว่าในเมื่อรับปากก็ลงชื่อเถอะ

เซี่ยสินกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่าข้าพเจ้ารับปากรับใช้ใต้เท้าแล้ว เหตุใดเหตุใดยังต้องต้องลงชื่ออีก?”

จางสือซันแค่นเสียงดังเฮอะอย่างเย็นชากล่าวว่าหลังจากทำงานสำเร็จ ใต้เท้าฟ่งจะทำหนังสือขอความดีความชอบแก่เจ้า เจ้าจึงเป็นคนของกรมความมั่นคงแผ่นดินเรา หากเจ้าสองจิตสองใจ มีความคิดออกห่าง กระดาษแผ่นนี้จะเป็นประกาศิตล่าวิญญาณของเจ้า เข้าใจหรือไม่?”

เซี่ยสินพอฟังอดลังเลมิได้ จางสือซันจึงกล่าวอย่างเยือกเย็นว่าเป็นไร หรือว่าเจ้าคิดเลือกหนทางตาย?”

เซี่ยสินตะกุกตะกักถามว่าข้าพเจ้าหากข้าพเจ้ารับใช้ใต้เท้า สามารถสามารถพ้นจากชนชั้นต่ำ เข้าสังกัดกรมความมั่นคงแผ่นดินจริงๆ

จางสือซันยิ้มออกมา รอยยิ้มกลับคืนสู่ความอ่อนโยนนุ่มนวลกล่าวว่าแน่นอน ใต้เท้าฟ่งรับปากเจ้าแล้ว หรือยังแปลกปลอมได้?”

เซี่ยสินขบกรามกรอด ผงกศีรษะอย่างหนักแน่นกล่าวว่าตกลง ข้าพเจ้าลงชื่อ

ฟ่งซีฮุยกับจางสือซันมองดูเซี่ยสินก้มศีรษะลงนาม ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอันลี้ลับวูบขึ้น

พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 36 - 46)

ทิ้งศพอำพรางคดี

รถม้าแล่นไปตามเส้นทางที่ขรุขระ ภายในรถมีแต่เซี่ยสินกับจางสือซันสองคน

รถม้าจัดสร้างจากโรงรถตระกูลหยาง จึงกว้างขวางเป็นพิเศษ ตัวรถทำจากไม้สน ผนังแกะสลักลวดลาย ภายในรถมีตั่งเตียงใบหนึ่ง ยังมีเบาะที่นั่งเนื้อแพรหลายใบกับโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง ผนังรถสองฟากข้างมีชั้นลับ ภายในบรรจุเครื่องดนตรี กระดานหมากสำหรับคลายเหงา ยังมีสุรากับอาหารว่าง ผนังทั้งสี่ด้านแขวนผ้าม่าน ส่วนตำแหน่งของหน้าต่างรถขึงม่านมู่ลี่ซี่ใหญ่

ทั้งหน้าและหลังรถมีชายฉกรรจ์สี่คน ล้วนสวมชุดรัดกุม ทั้งขี่ม้าพ่วงพี ต่อให้เป็นครอบครัวใหญ่มั่งมีเงินทอง ก็ไม่ฟุ่มเฟือยถึงขั้นจัดม้าพาหนะให้กับองครักษ์ แต่ว่าตระกูลหยางมีเงื่อนไขฟุ่มเฟือยได้ นับตั้งแต่ราชสำนักอนุญาตให้เอกชนเลี้ยงม้า ก็มีคนทดลองเพาะเลี้ยงม้า ตระกูลหยางจึงก่อตั้งสถานที่เลี้ยงม้าที่เมืองอี้โจวแห่งหนึ่ง

องครักษ์ทั้งสี่ล้วนสะพายดาบที่ข้างเอว สำหรับอาวุธดาบ ราชสำนักก็อนุญาตให้พกพา เพียงห้ามสะพายคันธนูลูกศร ตลอดจนหอกยาวสำหรับทหารม้า แม้กระทั่งเก็บสะสมก็ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกตั้งข้อหากบฏ

จุดหมายปลายทางครั้งนี้อยู่ที่โรงงานอวี้สือ นั่นเป็นสถานที่ขุดหินซึ่งตระกูลหยางเพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อต้นปีนี้

จางสือซันบอกกล่าวต่อเซี่ยสินว่าหากตอนนี้ท่านปรากฏตัวในเมือง ไม่ถึงครึ่งวันก็ต้องถูกเปิดโปง ดังนั้นพวกเราต้องหาข้ออ้างไปที่โรงงานอวี้สือ เนื่องด้วยเจ้าฉีอ๋องเตรียมสร้างวังใหม่ วัสดุหินที่ใช้เป็นโรงงานแห่งนี้ป้อนให้ ท่านเป็นเจ้าของโรงงาน ย่อมต้องแวะไปชมดู

ถูกแล้ว

ผู้ดูแลโรงงานขุดหินล้วนว่าจ้างจากท้องถิ่น ไม่คุ้นเคยกับเจ้าของโรงงานหยางซวี ท่านคิดตบตาพวกมันง่ายดายยิ่ง แต่ว่าโรงงานขุดหินมิใช่ธุรกิจสำคัญของตระกูลหยาง พวกเราอย่างมากพักอยู่ยี่สิบวันครึ่งเดือน ระหว่างนี้เราจะถ่ายทอดบอกความรักชอบ นิสัยใจคอ การพูดการจา ลักษณะท่าทาง ตลอดจนสหายที่คบหา พ่อบ้านที่ใกล้ชิด รวมทั้งบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหยางซวีต่อท่าน ท่านต้องใช้เวลาอันสั้นนี้สวมรอยให้สมจริง

ถูกแล้ว

เจ้าฉีอ๋องมีศักดิ์ฐานะสูงส่ง โอกาสที่มันจะเรียกตัวเข้าพบมีไม่มากนัก หากมีเรื่องใดท่านอ๋องจะให้ขันทีที่ดูแลเรื่องราวในวังเจ้าหารือกับท่าน ท่านแสร้งเป็นรับปาก แล้วค่อยกลับมาหารือกับเรา ต่อให้เจ้าฉีอ๋องเรียกตัวท่านเข้าพบ ก็ไม่ต้องหวั่นวิตกไป ขอเพียงท่านสามารถตบตาญาติมิตรของท่าน ก็จะผ่านด้านเจ้าฉีอ๋องได้โดยง่าย

เซี่ยสินกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่าอะไร ยังต้องคบค้าสมาคมกับท่านอ๋อง?” จากนั้นกล่าวด้วยความตื่นเต้นตึงเครียดว่าพวกเราพวกเรากำลังสืบคดีกบฏ คงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าฉีอ๋องกระมัง?”

จางสือซันหวั่นวิตกขึ้นมา ครุ่นคิดขึ้นเด็กน้อยนี้เป็นคนชนบทที่อ่อนต่อโลก ยามปรกติอย่างมากพบกับลี่เจิ้ง (ผู้ใหญ่บ้าน) หรือฮู่จ่าง (หัวหน้าหมู่บ้าน) ไหนเลยเคยพบกับคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่มาก่อน? หากพวกเราบอกต่อมันว่าได้รับพระบัญชามา สำหรับกับผู้อื่นอาจเป็นการสร้างกำลังขวัญ แต่หากมันทราบว่าพวกเราคิดจัดการกับท่านอ๋องผู้หนึ่ง เกรงว่าเด็กน้อยนี้จะเป็นเช่นเดียวกับฉินอู่หยาง* พอพบหน้าเจ้าฉีอ๋องก็แตกตื่นจนหน้าถอดสี ไยมิใช่สะกิดความสงสัยของผู้คนขึ้นมา?’

*ฉินอู่หยางเป็นหลานของแม่ทัพรัฐเอี้ยน เคยฆ่าคนเมื่ออายุสิบสองปี ไท่จือตันจึงมอบหมายให้มันติดตามจิงเคอไปลอบสังหารจิ๋นซีฮ่องเต้ ฉินอู่หยางพอพบหน้าจิ๋นซีฮ่องเต้ก็มีท่าทีแตกตื่นลนลาน จนแผนการล้มเหลว

นึกถึงตอนนี้ เปลี่ยนเป็นกล่าวว่าเหลวไหล ไหนเลยเกี่ยวข้องกับเจ้าฉีอ๋อง? เจ้าฉีอ๋องเป็นราชโอรสของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน องค์ชายยังจะก่อกบฏหรือ?”

เซี่ยสินกล่าวอย่างสงสัยใจว่าหากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าฉีอ๋อง อย่างนั้นใต้เท้าทั้งหลายรับพระบัญชามา ขอเพียงแจ้งต่อเจ้าฉีอ๋อง จากนั้นจับตัวโจรกบฏกลับไปก็ไร้เรื่องราว ไยต้องเคลื่อนไหวเป็นการลับ แม้แต่เจ้าฉีอ๋องก็ปกปิดไว้?”

จางสือซันขุ่นแค้นจนหัวร่อออกมา ครุ่นคิดขึ้นเด็กน้อยนี้แม้อ่อนต่อโลก แต่ยังไม่โง่งม หากว่ามันเป็นเช่นอันลี่ถง ต่อให้บิดาฝึกอบรมมันอย่างไรก็ไม่สำเร็จ

นึกถึงตอนนี้ฉุกใจคิด นึกได้เหตุผลอันแยบคาย กล่าวว่าท่านควรทราบว่าผู้ที่คิดกบฏอาจเป็นสาวกของศาสนาลับเช่นนิกายบัวขาว ฝากตัวอยู่ในวังเจ้า หรืออาจเป็นขุนนางในวังเจ้าคิดกระทำการใหญ่ หวังเสพสุขชั่วชีวิต แต่ทั้งหมดนี้เพียงเป็นข้อสันนิษฐานของพวกเรา หากพวกเราบุกเข้าค้นวังอย่างเอิกเกริก สุดท้ายขาดพยานหลักฐาน ไยมิใช่ทำลายความสัมพันธ์พ่อลูกระหว่างฮ่องเต้กับเจ้าฉีอ๋อง? หรืออาจบางทีข่าวคราวของพวกเราคลาดเคลื่อน คนร้ายที่คิดก่อการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวังเจ้า พวกเราบุกรุกวังเจ้าฉีอ๋อง ไยมิใช่แหวกหญ้าจนงูตื่น?”

เซี่ยสินปลุกปลอบกำลังขวัญกล่าวว่าอย่างนั้นก็ขอให้ท่านอ๋องปกปิดเรื่องราว ช่วยเหลือเป็นการลับ เมื่อตอนเจ้าหน้าที่กรมเมืองไปจับโจรในหมู่บ้าน ก็แจ้งต่อฮู่จ่าง (หัวหน้าหมู่บ้าน) ลอบให้ความช่วยเหลือ

จางสือซันเลิกคิ้วขึ้นกล่าวว่าคดีก่อกบฏไหนเลยเป็นเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่จับโจร ต่อให้เจ้าอยู่ที่ชนบท สมควรเรื่องเจ้าถันอ๋องเผาตัวเอง เรื่องก่อการกบฏส่งผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง ก่อนที่จะสืบสาวแน่ชัด หากแจ้งต่อเจ้าฉีอ๋อง มาตรว่าท่านอ๋องหวั่นวิตกเกินเหตุ จะให้ผู้ใดรับผิดชอบ?”

เมื่อหลายปีก่อน พี่ภรรยาของเจ้าถันอ๋องจูจื่อนามอวี้หู่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมัครพรรคพวกของกลุ่มกบฏหูเหวย หยง สร้างความหวาดหวั่นวิตกแก่เจ้าถันอ๋อง หงอู่ฮ่องเต้พอทรงทราบเรื่องจึงส่งทูตมาปลอบขวัญราชโอรส ทั้งเบิกตัวมันเข้าวัง มิคาดเจ้าถันอ๋องเข้าใจว่าพระบิดาเตรียมไต่สวนความผิด กลับเผาตัวเองเสียชีวิต เรื่องนี้สะท้านทั่วแผ่นดิน ทางราชสำนักยังจัดทำเอกสารแจ้งต่อทุกแห่งหน ดังนั้นกรมความมั่นคงแผ่นดินจึงสะสางคดีเจ้าฉีอ๋องด้วยความระมัดระวัง กลัวว่าเจ้าฉีอ๋องจะถูกขู่ขวัญจนฝ่อตายไปอีกคนหนึ่ง

ในที่สุดค่อยเกลี้ยกล่อมเซี่ยสินเป็นผลสำเร็จ จางสือซันระบายลมจากปาก ยกชูถ้วยเงินที่บรรจุเหล้าองุ่นขึ้น ชักชวนว่าคิดดื่มสักเล็กน้อยหรือไม่?”

เซี่ยสินสั่นศีรษะบอกว่าไม่กระหายน้ำ จางสือซันก็ใช้ที่คีบคีบก้อนน้ำแข็งจากในถาดเงิน หย่อนลงในถ้วยของตนเอง เขย่าเป็นเสียงดังติงตัง จากนั้นจิบเหล้าองุ่นคำหนึ่ง กล่าวว่าท่านสมควรดื่มสักเล็กน้อย หยางซวีชมชอบดื่มสุราสองชนิด หนึ่งเป็นเหล้าองุ่นแช่น้ำแข็ง หนึ่งเป็นเหล้าเก่าที่หมักดองขึ้นเอง นี่เป็นหนึ่งในสองชนิดนั้น

เซี่ยสินปฏิบัติตาม จัดแจงรินเหล้าองุ่นถ้วยหนึ่ง เลียนแบบจางสือซันโดยหย่อนก้อนน้ำแข็งลงไปหลายก้อน จากนั้นเขย่าเบาๆ มองดูก้อนน้ำแข็งสะท้อนประกายอยู่ในเหล้าองุ่นสีแดง จากนั้นจิบดื่มคำหนึ่ง

จางสือซันเห็นมันเลียนแบบตาม ต้องยิ้มออกมากล่าวว่าหยางซวีเป็นชาวเมืองเจียงหนิง เขตปกครองอิ่งเทียนฝู่ ตระกูลหยางเป็นตระกูลใหญ่ ท่านทราบเพียงนี้ก็พอ มิหนำซ้ำบิดาของหยางซวีที่อพยพมายังเขตชิงโจวเพราะเกิดความขัดแย้งกับภายในตระกูล จึงออกจากบ้านเกิด มันสองพ่อลูกไม่ชมชอบเอ่ยถึงเรื่องรางในบ้านเกิด หากว่ามีคนถามถึง ท่านก็แสร้งเป็นไม่พอใจ หลีกเลี่ยงไม่เอ่ยถึง อีกประการตอนที่หยางซวีออกจากเมืองเจียงหนิง เพิ่งมีอายุหกขวบ ความจริงจดจำเรื่องในบ้านเกิดไม่มากนัก

กล่าวพลางใช้ค้อนเล็กๆ ทุบก้อนน้ำแข็งในถาดหยก ก้อนน้ำแข็งนำมาจากใต้ตั่งเตียง ที่ใต้ตั่งเตียงมีหีบใบหนึ่ง ภายในสุมด้วยก้อนน้ำแข็ง ใช้ผ้าห่มนวมปิดคลุมไว้ ระหว่างการเดินทางก้อนน้ำแข็งสามารถลดอุณหภูมิภายในรถ ทั้งยังรับประทานได้ เกิดประโยชน์ถึงสองทาง คหบดีมีทรัพย์รู้จักเสพสุข ที่บ้านจะจัดสร้างห้องใต้ดิน ยามฤดูหนาวเก็บก้อนน้ำแข็งไว้ พอถึงฤดูร้อนค่อยนำออกใช้

จางสือซันกล่าวสืบต่อหยางซวีเมื่อเยาว์วัย ผู้เป็นบิดาจัดแจงหมั้นหมายให้ แต่เราไม่ล่วงรู้รายละเอียดของคู่หมั้นของมัน หยางซวีไม่ต้องการเอ่ยถึงเรื่องราวที่บ้านเกิด รวมทั้งการหมั้นหมายรายนี้ หากว่ามีคนถามถึง ท่านก็กลบเกลื่อนผ่านไป

หยางซวีมีพ่อบ้านเซียวผู้หนึ่ง เป็นบุคคลที่หยางซวีไว้วางใจที่สุด มันเป็นบ่าวไพร่เพียงหนึ่งเดียวที่ติดตามหยางเหล่าแหย (นายผู้เฒ่าแซ่หยาง) มาจากบ้านเกิด หยางซวีได้รับการเลี้ยงดูจากมันจนเติบใหญ่ เมื่อสองปีก่อนระหว่างที่ หยางซวีไว้ทุกข์ ไม่สะดวกกับการเผยโฉม จึงมอบหมายให้เซียวก่วนซื่อ (พ่อบ้านแซ่ก่วน) ดูแลกิจการบางอย่างแทน

เซียวก่วนซื่อมีบุตรีนางหนึ่ง อายุเพียงสิบสี่ปี เรียกว่าเซียวตี้ ถึงแม้อยู่ในฐานะนายบ่าว แต่หยางซวียึดถือนางเป็นเช่นสงเม่ย (พี่ชายน้องสาว) ระหว่างที่หยางซวีอยู่บ้าน เป็นนางดูแลการกินการอยู่ของมัน สองพ่อลูกคู่นี้คุ้นเคยกับ หยางซวีที่สุด เพื่อความปลอดภัย หลังจากที่ท่านกลับไป ให้หาเหตุผลโยกย้ายพ่อลูกคู่นี้ออกไป มิให้พวกมันล่วงรู้ข้อเท็จจริง

เซี่ยสินรับคำคราหนึ่ง จางสือซันกล่าวอีกว่าบิดาของหยางซวีล้มป่วยเสียชีวิตเมื่อสี่ปีก่อน มันเรียกว่าหยางติ้งคุน อายุห้าสิบสี่ปี ตอนนั้นหยางซวีอายุเพียงสิบหกปี หลังจากไว้ทุกข์ครบสามปี เมื่อปีก่อนเข้าสอบประจำเขตปกครอง ได้เป็นซิ่วไฉ…”

กล่าวพลางกวาดตาไปยังถาดน้ำแข็ง เซี่ยสินจึงหยิบที่คีบ เติมน้ำแข็งหลายก้อลงในถ้วยเหล้าองุ่นของมัน จางสือซันเขย่าก้อนน้ำแข็ง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่พึงพอใจขึ้น

ก่อนนี้มันไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ หยางซวีได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารกรมความมั่นคงแผ่นดิน เมื่อปีก่อนยังสอบได้เป็นซิ่วไฉ มีศักดิ์ฐานะสูงขึ้น จางสือซันกับหยางซวีแม้เป็นเพื่อนร่วมงาน แต่ไม่สามารถประกาศตัว ยามอยู่เบื้องหน้าหยางซวีจึงต่ำต้อยกว่าขั้นหนึ่ง ยามนี้หยางซวีกลับอยู่ใต้อาณัติของมัน ไหนเลยไม่สร้างความกระหยิ่มใจแก่มัน?

ที่ข้างหูแว่วเสียงน้ำไหลเชี่ยว จางสือซันจึงเลิกม่านมู่ลี่บนหน้าต่างมองออกไป เห็นแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านหน้า แสงอาทิตย์ส่องต้องผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ

จางสือซันร้องถามว่าถึงแม่น้ำกู้สุ่ยแล้วกระมัง?”

คนขับรถรับคำคราหนึ่ง จางสือซันจึงกล่าวพอข้ามแม่น้ำให้จอดรถที่ใต้ร่มไม้ คุณชายต้องการพักผ่อนสักครู่

เซี่ยสินกล่าวเบาๆ ว่ามิใช่รีบรุดไปยังโรงงานอวี้สือหรอกหรือ เหตุใดยังหยุดพักในที่นี้?”

จางสือซันยิ้มเล็กน้อยไม่ตอบคำ

รถม้าพอข้ามสะพาน คนขับรถก็ขับรถม้าถึงใต้ร่มไม้ริมแม่น้ำ จางสือซันก้าวลงจากรถ ออกคำสั่งต่อคนขับรถและองครักษ์ทั้งสี่ว่าพวกเจ้าเข้าดงไม้ไปรับประทานเสบียง พักผ่อนสักครู่ อากาศร้อนอบอ้าว คุณชายกับแม่นางทิงเซียงจะไปล้างหน้าล้างตาที่ริมน้ำสักครา

คนเหล่านั้นรับคำเดินจากไป ตงเจีย (นายจ้าง) คิดล้างหน้าล้างตาที่ริมแม่น้ำหาเป็นไรไม่ แต่หากมีสตรีร่วมทาง บ่าวไพร่ก็ต้องหลบเลี่ยงไป อากาศร้อนอบอ้าว สตรีสวมเสื้อผ้าเบาบาง ไม่สะดวกกับการให้ผู้คนพบเห็น

จางสือซันเห็นทั้งหมดเดินหาลับไปในดงไม้ริมแม่น้ำ ค่อยกลับมาที่รถ สร้างความประหลาดใจแก่เซี่ยสินจนกล่าวว่าแม่นางทิงเซียง? บนรถนอกจากเราท่านแล้ว ยังมีแม่นางที่ใด?”

จางสือซันยิ้มอย่างลี้ลับ กล่าวว่าท่านถอยห่างไปก็จะเห็นนางแล้ว

มันเลิกเบาะและเสื่อไม้ไผ่บนตั่งเตียงขึ้น เผยเห็นหีบบรรจุน้ำแข็งที่เบื้องล่าง พอเปิดฝาหีบออก ภายในปูผ้าห่มนวมชั้นหนึ่ง เซี่ยสินทราบว่าใต้ผ้าห่มสุมซ้อนก้อนน้ำแข็งไว้ ระหว่างทางมันนำก้อนน้ำแข็งเหล่านี้มาผสมกับเหล้าองุ่น เมื่อผ้าห่มนวมถูกเลิกขึ้น ที่เบื้องล่างจัดเรียงด้วยก้อนน้ำแข็งจริงๆ ถึงแม้ปิดผนึกแน่น ยามนี้เริ่มละลายอยู่บ้าง

เซี่ยสินชมดูถึงตอนนี้ คล้ายเข้าใจอันใด นึกถึงเหล้าองุ่นผสมน้ำแข็งที่มันจิบดื่มตลอดทาง ลำคอพลันบีบตัว คิดใคร่อาเจียนออกมา

จางสือซันหยิบผ้าห่มขึ้นมาปูไว้ ขนย้ายก้อนน้ำแข็งออกมาวางเรียงราย หลังจากวางซ้อนอยู่สองชั้น เบื้องล่างเป็นผ้าห่มอีกชั้นหนึ่ง พอเลิกขึ้นมา กลับปรากฏหญิงสาวที่นอนขดตัวอยู่นางหนึ่ง

หญิงสาวภายในหีบขาวซีดผิดปรกติ ก้อนน้ำแข็งที่ละลายทำให้ใบหน้านางเกาะไว้ด้วยหยดน้ำเล็กละเอียด ปากน้อยๆ อ้าออก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง สายตาจ้องมองไปข้างหน้า มองจนเซี่ยสินขนลุกชี้ชัน

จางสือซันบอกกล่าวว่านี่เป็นสตรีของหยางซวี เพียงเป็นสตรีนางหนึ่งที่มันซื้อกลับมา งดงามยิ่งกระมัง? หยาง ซวีผู้นี้มักมากกามคุณ นอกจากแวะเวียนไปตามหอนางโลมแล้ว ยังมีสตรีอยู่ในเขตชิงโจว อาจมีเพียงหนึ่งคน หรือว่าหลายคน ประกอบด้วยหญิงสาวในหอห้อง หรือสตรีที่แต่งงานแล้ว มีคำกล่าวว่าภรรยามิสู้นางบำเรอ นางบำเรอมิสู้ลักลอบได้เสีย แต่ว่าแม้แต่เราก็ไม่ล่วงรู้รายละเอียด…”

เอ่ยถึงตอนนี้รู้สึกไม่ถูกต้อง คนชนบทผู้หนึ่งพลันพบเห็นซากศพซากหนึ่ง การแสดงออกใช่เยือกเย็นไปหรือไม่?

มันหันขวับไป ก็เห็นเซี่ยสินหน้าซีดเผือด สองเท้าสั่นระริก หากมิใช่เกาะผนังรถไว้ คงกระแทกนั่งกับพื้นแล้ว

ที่แท้มันมิใช่ไม่กลัว หากแต่กลับกัดฟันยืนหยัดอยู่ จางสือซันต้องลอบหัวร่อตนเองหวาดระแวงเกินไป จึงกล่าวคนตายไม่มีความรู้สึกรับรู้ มีอันใดน่ากลัว ที่น่ากลัวคือมิใช่ความตาย หากแต่มีชีวิตมิสู้ตกตาย

มันขยายความว่าท่านล่วงรู้รสชาติของน้ำร้อนที่ราดรดใส่ร่างหรือไม่? มันจะแผดร้องราวกับภูตคร่ำครวญ ผ่านไปสามวันสามคืน สุ้มเสียงยังหลอกหลอนอยู่ข้างหู ไม่ว่ายามหลับหรือตื่น เมื่อราดน้ำร้อนใส่ร่าง จากนั้นใช้แปรงเหล็กแปรงเลือดเนื้อพุพองนั้นออกมาพร้อมกับน้ำเลือด จนเผยเห็นกระดูกขาว สภาพเช่นนั้นคล้ายกับตกนรกทั้งเป็น

ยังมีทัณฑ์เกี่ยวลำไส้ ใช้ขอเหล็กเกี่ยวเอาลำไส้ออกจากร่างท่อนล่างผู้คน นักโทษถูกจับมัดอยู่ที่นั้นได้แต่เบิ่งตามองชิ้นส่วนของตัวเองออกจากร่าง รู้สึกว่าส่วนท้องกลายเป็นว่างเปล่า หนังท้องเหี่ยวแฟบลง

แต่ว่าเราไม่ชมชอบการลงทัณฑ์ที่ซับซ้อน เราสืบทอดตำแหน่งในกรมความมั่นคงแผ่นดินของบิดาตั้งแต่อายุสิบสามปี อยู่ในสังกัดใต้เท้าเจี่ยงเสี่ยน ต่อมาความจริงแล้วทัณฑ์ทรมานที่ยิ่งรวบรัดยิ่งได้ผล เราจะใช้แท่งเหล็กแท่งหนึ่งจ่อกับเตาไฟจนแดง จากนั้นจับเสื้อผ้าผู้ต้องหาจับมัดกับเตียง แล้วทิ่มใส่ส่วนที่มีเนื้อมากที่สุดบนร่างผู้ต้องหา แท่งเหล็กจะจมหายเข้าไป มันไม่สามารถดิ้นรน แต่กล้ามเนื้อทุกส่วนล้วนเต้นระริก มันจะแผดเสียงร้องหวนโหย ที่ปากแผลปรากฏควันเขียวพวยพุ่ง น้ำเลือดกับไขมันไหลเยิ้มออกมา เฮอะเฮอะ…”

มันหัวร่อราวกับเป็นคนเสียสติแล้วกล่าวกรมความมั่นคงแผ่นดินแบ่งเป็นเมืองเหนือกับเมืองใต้ เมืองเหนือจัดการกับภายนอก เมืองใต้จัดการกับภายใน ฝีมือลงทัณฑ์ของผู้บัญชาการเมืองเหนือกับเมืองใต้ล้วนตื่นเต้นเร้าใจท่านไม่ต้องกลัว ขอเพียงท่านทำตามคำสั่งเรา มีแต่ความดีความชอบ ไม่ต้องรับทัณฑ์ทรมานของกรมความมั่นคงแผ่นดิน

หางตาของเซี่ยสินเต้นกระตุกคราหนึ่ง แต่แล้วกลับคืนสู่ความสงบ

จางสือซันอุ้มซากศพขึ้นมา กล่าวราวกับไม่มีเรื่องราวใดว่าสตรีนางนี้เรียกว่าทิงเซียง เป็นหยางซวีจ่ายเงินสองร้อยก้วนซื้อมาจากหอชุ่ยเอียนเขตไท่อัน เมื่อตอนที่หยางซวีถูกลอบสังหาร นางอยู่ที่ด้านข้าง เป็นคนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ดังนั้นเราจึงเชือดนาง เมื่อหยางซวีปลอดภัยไร้อันตราย ก็ต้องนึกหาสาเหตุการตายให้กับทิงเซียงสำหรับอธิบายต่อคนนอก เพราะเหตุนี้เรานำนางมายังที่นี้…”

ทั้งสองหามศพมาถึงริมแม่น้ำกู้สุ่ยที่เชี่ยวกราก จางสือซันเดินไปสองก้าว พลันเหลียวหน้ามากล่าวว่าท่านรู้จักวิชาทางน้ำหรือไม่?”

ชาวเจียงหนัน (ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง) น้อยคนที่ไม่รู้จักวิชาทางน้ำ อย่าว่าแต่ตอนแรกพบกัน เซี่ยสินยังจับปลาพวงหนึ่งมาขายให้กับร้านสุรา ดังนั้นเซี่ยสินตอบว่ารู้จัก ข้าพเจ้ามีวิชาทางน้ำเป็นเลิศ สามารถจับปลาด้วยมือเปล่า

จางสือซันสั่นศีรษะกล่าวว่าแต่ว่าหยางซวีไม่รู้จักวิชาทางน้ำ หากเป็นเป็ดตอนตัวหนึ่ง ประการนี้ต้องจดจำให้มั่น เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่คุ้นเคยกับหยางซวี อย่าลืมว่าท่านไม่รู้จักวิชาทางน้ำ

ทราบแล้ว

จางสือซันพลันนึกถึงเรื่องหนึ่ง ถามว่าท่านขี่ม้าเป็นหรือไม่?”

เซี่ยสินสั่นศีรษะ จางสือซันฝืนยิ้มพลางกล่าวว่าแต่ว่าหยางซวีขี่ม้าเป็น มิหนำซ้ำวิชาขับขี่เป็นเลิศ ดูท่าหลังจากไปถึงโรงงานอวี้สือ ท่านต้องรับการฝึกเพิ่มเติม

เซี่ยสินใช้สายตาส่งเงาร่างจางสือซันเคลื่อนห่างออกไป จวบกระทั่งหายลับกับพุ่มไม้ ค่อยย่อกายลงที่ข้างซากศพของทิงเซียง

ทิงเซียงคอพับไปด้านข้าง มันประคองศีรษะของนางขึ้น ที่สัมผัสถูกเป็นความเย็นเฉียบ ถึงแม้กลายเป็นซากศพ แต่รูปโฉมและเรือนร่างของนางยังดึงดูดใจบุรุษ เป็นที่คาดคิดได้ว่าตอนที่นางมีชีวิตอยู่ เป็นโฉมตรูที่น่าลุ่มหลงถึงเพียงไหน

เซี่ยสินถอนใจเบาๆ กล่าวว่าแม่นางทิงเซียง ตอนจุติใหม่ขอให้มองดูให้ดีชาติหน้าเลือกครอบครัวที่ดีเถอะ…”

มันปิดเปลือกตาของทิงเซียง แต่ว่าดวงตาคู่นั้นยังลืมโพลง เซี่ยสินจับจ้องมองตาของนางอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยกล่าวเบาๆ ว่าแม่นางชะตาอาภัพ ข้าพเจ้าก็ชะตาอาภัพ เราท่านต่างตกอยู่ในหัวอกเดียวกัน ข้าพเจ้าทราบว่าแม่นางตายตาไม่หลับ หากว่าวิญญาณบนสรวงสวรรค์ท่านมีญาณรับรู้ โปรดคุ้มครองข้าพเจ้าด้วย

พลางยื่นมือปิดเปลือกตาของนางอีกครา ไม่ทราบเป็นเพราะกล้ามเนื้อที่แข็งทื่อของทิงเซียงเริ่มคลายตัว หรือว่าดวงวิญญาณของนางเข้าใจคำพูดของเซี่ยสิน ในที่สุดดวงตาคู่นั้นปิดลง

เซี่ยสินยกศพของนางขึ้นผลักลงน้ำ มองดูร่างของนางลอยล่องไปยังที่ห่างไกล จวบจนหายลับกับคลองจักษุ ค่อยถอดชุดยาวออก คงเหลือกางเกงตัวเดียว กระโจนลงน้ำไป มันแช่ร่างจนเปียกชุ่มโชก ค่อยปาดเช็ดคราบน้ำบนใบหน้า แผดเสียงร้องว่าช่วยด้วย ช่วยด้วย…”

พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 47 - 66)

ปัญหาที่มองข้าม

เมื่อเลียบแม่น้ำไปสองลี้มีหมู่บ้านหลินเจียจวงแห่งหนึ่ง ตี้เป่า* เรียกว่าหลินอู่โต้ว

*เทียบเท่าผู้ใหญ่บ้านในปัจจุบัน

เซี่ยสินที่กระเสือกกระสนในน้ำได้รับการช่วยเหลือจากจางสือซันและพวกที่รุดมาตามเสียง จากนั้นทั้งหมดรีบรุดไปยังหมู่บ้านหลินเจียจวง หาตัวตี้เป่าจนพบ บอกกล่าวต่อมันว่าตนเองนำสตรีเดินทางผ่านมา อนุภรรยาพลาดท่าตกน้ำไป ขอให้ตี้เป่าช่วยค้นหา ยินดีจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินห้าก้วน

หลินอู่โต้วเห็นเซี่ยสินจับจ่ายมือเติบถึงเพียงนี้ ถึงกับยิ้มระรื่น รับเงินห้าก้วนไว้ รัวม้าล่อเรียกระดมชราฉกรรจ์ในหมู่บ้าน สืบเสาะไปยังตอนล่างของแม่น้ำ ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ค่อยค้นพบศพของทิงเซียงซึ่งถูกโขดหินยึดเกี่ยวชายเสื้อไว้

ฟังว่าทิงเซียงเป็นนางบำเรอที่หยางซวีจ่ายเงินสองร้อยก้วนซื้อตัวมาจากหอนางโลม ก็ไม่มีผู้ใดกังวลสนใจความเป็นความตายของนาง บวกกับตี้เป่าและคนในหมู่บ้านยืนยันว่านางจมน้ำตาย เจ้าหน้าที่กรมเมืองที่รุดมาเพียงจดบันทึกเป็นหลักฐาน เป็นอันยุติเลิกรา

จางสือซันซื้อโลงเบาบางใบหนึ่ง บรรจุศพของทิงเซียง จากนั้นจ่ายเงินให้ชาวบ้านนำไปกลบฝังในป่าเขา ขบวนผู้คนก็เดินทางต่อ ยามพลบค่ำมาถึงโรงงานอวี้สือ

โรงงานอวี้สือตั้งอยู่เชิงเขาอวี้สือ ทรัพยากรทางธรรมชาติของภูเขาอวี้สือคือก้อนหิน

เมื่อต้นปีนี้หยางซวีสร้างโรงงานขุดหินในที่นี้ มิใช่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ สาเหตุหลักสืบเนื่องจากเจ้าฉีอ๋องคิดสร้างวังเจ้าใหม่

เจ้าฉีอ๋องเพิ่งได้รับแต่งตั้งให้มากินเมืองที่เขตชิงโจวสิบสี่ปี ตามเหตุผลวังเจ้าเพิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่ ไม่จำเป็นต้องตกแต่ง อย่าว่าแต่คิดสร้างใหม่ แต่หลังจากที่เจ้าฉีอ๋องกลับจากเมืองเป่ยผิงก็บังเกิดความคิดสร้างวังเจ้าใหม่

ความจริงระหว่างท่านอ๋องกับท่านอ๋องยึดหลักนโยบายไปมาหาสู่กัน นอกจากเข้าวังเฝ้ากษัตรา หรือว่าเชื้อพระวงศ์พบปะกัน ไม่เช่นนั้นแทบไม่มีโอกาสพบหน้า คราครั้งนี้เจ้าฉีอ๋องจูฟู่ได้รับพระบัญชาให้ยกทัพออกจากชานตง สมทบกับเจ้าเอี้ยนอ๋องจูตี้เพื่อปราบเป่ยหยวนซึ่งสืบเชื้อสายมองโกล จึงมีโอกาสเข้าสู่เมืองเป่ยผิง ได้เห็นวังเจ้าเอี้ยนอ๋องของซื่อเกอ (พี่ที่สี่) จูตี้

วังเจ้าเอี้ยนอ๋องปลูกสร้างจากฐานเดิมของพระราชวังเมืองต้าตูราชวงศ์มองโกล มีโครงสร้างใหญ่โต ทั้งงดงามตระการตา ในบรรดาท่านอ๋องที่กินเมืองต่างๆ นับวังเจ้าเอี้ยนอ๋องภูมิฐานที่สุด เจ้าฉีอ๋องถึงกับชมดูจนอิจฉาตาร้อน เมื่อกลับมายังเขตชิงโจว เห็นวังเจ้าของตนเอง พบว่าต่างกันราวกับพระตำหนักเง็กเซียนฮ่องเต้กับศาลพระภูมิเจ้าที่ ไม่ว่าอย่างไรไม่อาจทนดูได้

ตอนนั้นหยางซวีฉวยโอกาสยุยงให้สร้างวังเจ้าฉีอ๋องใหม่ เจ้าฉีอ๋องจึงทูลขออนุญาตฮ่องเต้ขอปลูกสร้างวังเจ้าใหม่ หงอู่ฮ่องเต้ทรงตอบปฏิเสธ ด้วยเหตุผลว่าราชสำนักมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งมีพระราชหัตถเลขาถึงราชโอรสว่าความละโมบเช่นเปลวไฟ หากไม่ดับจะเกิดเป็นไฟลามทุ่ง ความต้องการเช่นน้ำป่า หากไม่สะกดจะท่วมทำลายทุกสิ่ง น้ำในบ่อแม้ไม่เต็มเปี่ยม แต่ก็ตักกินได้ทุกวัน หากละโมบฟุ่มเฟือยเกินเหตุ ทั่วแผ่นดินจะไม่สงบสุข ในฐานะราชโอรส ควรทำตัวเป็นแบบอย่างของผู้คน

เจ้าฉีอ๋องเป็นคนดื้อดึงยืนกราน พอตัดสินใจก็ไม่เปลี่ยนผัน จึงเขียนจดหมายตอบกลับไปว่า ในวังเจ้ามีผู้คนมากมาย วังเจ้าฉีอ๋องเดิมไม่อาจรองรับได้ ทั้งรับประกันว่าราชสำนักไม่ต้องจัดสรรเงินให้ มันจะนำเบี้ยหวัดเงินเดือนของตนเองสำรองจ่ายไปก่อน

หงอู่ฮ่องเต้เป็นกษัตริย์ที่มัธยัสถ์อดออม ไม่ว่าด้านใดล้วนไม่อาจหักพระทัยจับจ่าย ทั้งทรงตั้งข้อเรียกร้องต่อเหล่าขุนนาง แต่พระองค์จะอย่างไรมีพระชนมายุมากแล้ว จึงทรงตามใจราชโอรส ทรงเห็นว่าเจ้าฉีอ๋องโอดครวญน่าเวทนา ดังนั้นทรงอนุญาต

งานก่อสร้างวังเจ้าต้องใช้วัสดุหินจำนวนมาก หยางซวีในฐานะคนใกล้ชิดจึงได้รับมอบหมายให้จัดหา หยางซวีฟังว่าภูเขาอวี้สือส่วนใหญ่ประกอบด้วยก้อนหิน จึงลงทุนสร้างโรงงานขุดหินแห่งหนึ่ง

เมื่อเซี่ยสินเดินทางมาถึง เห็นที่เชิงเขากองสุมด้วยวัสดุหิน เรียงรายเป็นชั้นๆ ตระเตรียมจัดส่งไปยังเขตชิงโจว บนหน้าผาตามเนินเขายังมีผู้คนเปลือยร่างท่อนบนทำงานอย่างแข็งขัน เหล่าหวัง (คนแซ่หวัง) ที่เป็นผู้ดูแลนำหัวหน้าคนงานเจ็ดแปดคนยืนรอต้อนรับที่เชิงเขา พอพบเห็นเซี่ยสินก็ตรงเข้ามารับหน้า ยิ้มจนเผยเห็นฟันสีเหลืองทั่วทั้งปาก น้อมคำนับกล่าวว่าผู้น้อยทั้งหลายคำนับตังเจีย (คำเรียกนายจ้าง)”

เซี่ยสินแตะมือจางสือซัน กระโดดลงจากรถ กวาดมองไปบนเขาแวบหนึ่ง ยิ้มพลางกล่าวว่าไม่ต้องมากมารยาท พวกท่านขยันขันแข็งยิ่ง ใกล้พลบค่ำยังทำงานอีก

เหล่าหวังผงกศีรษะติดต่อกัน กล่าวว่าสมควรอยู่ ตังเจียเมื่อให้ความไว้วางใจ ผู้น้อยไหนเลยไม่รับใช้ได้ ตังเจียเชิญทางด้านนี้ ที่อยู่ของท่านเก็บกวาดสะอาดสะอ้านแล้ว

เซี่ยสินมายังภูเขาอวี้สือเพื่อหาข้ออ้างให้กับตนเอง จะได้ไม่ต้องกลับเขตชิงโจว ขณะเดียวกันก็ใช้ช่วงเวลานี้เตรียมการสวมรอยเป็นหยางซวี แต่เมื่ออ้างว่ามาตรวจตราโรงงานขุดหิน ย่อมมิอาจไม่ไต่ถามความคืบหน้าของสถานขุดหิน ดังนั้นหลังจากรับประทานอาหารค่ำก็เรียกตัวผู้ดูแลใหญ่น้อยเข้าพบ

เหล่าหวังที่เป็นผู้ดูแลใหญ่รายงานว่า งานขุดหินเร่งเร็วกว่าตอนต้นปีอีกสองส่วน สองเดือนนี้รับสมัครแรงงานเพิ่มอีกร้อยคน ทั้งจ่ายค่าแรงให้วันละหนึ่งร้อยเหรียญกษาปณ์ ทุกคนจึงลงแรงแข็งขัน ขณะเดียวกันมีหัวหน้าคนงานคอยเฝ้าควบคุม ผู้ใดเกียจคร้านไม่เอาการจะไล่ออกไป

ค่าแรงวันละหนึ่งร้อยเหรียญกษาปณ์ถือว่าดียิ่ง ควรทราบว่านายอำเภอยุคสมัยนั้นรับเงินเดือนปีละสี่สิบห้าตำลึง ส่วนคนเลี้ยงม้าในกรมเมืองรับเงินเดือนปีละสี่สิบตำลึง เพียงแต่ค่าที่พักค่าเดินทาง ตลอดจนผู้ติดตามของนายอำเภอเป็นราชสำนักจ่ายให้ ส่วนคนเลี้ยงม้าไม่ได้รับสิทธิเหล่านี้ ที่แท้หงอู่ฮ่องเต้ทรงถือกำเนิดจากเด็กยากไร้ จึงตั้งข้อรังเกียจต่อขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง เพราะเหตุนี้รายได้ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองยังไม่อาจเทียบกับชาวบ้านธรรมดา

คนงานของสถานที่ขุดหินแม้ทำงานหนัก แต่ค่าจ้างวันละหนึ่งร้อยเหรียญกษาปณ์เทียบเท่ากับเสมียนกรมเมือง ดังนั้นชายฉกรรจ์ที่มาสมัครงานต่างหวงแหนงานการนี้ เพื่อรักษาชามข้าวใบนี้ ส่วนใหญ่ไม่กล้าเกียจคร้านไป

เซี่ยสินโอภาปราศรัยกับผู้ดูแลเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง จางสือซันก็ปรายตาบอกใบ้ต่อเซี่ยสิน จากนั้นผุดลุกขึ้น กล่าวว่าคุณชายตรากตรำเดินทาง คิดพักผ่อนแต่หัวค่ำ พวกท่านล้วนกลับไป ขอเพียงลงแรงแข็งขัน คุณชายย่อมหยิบยื่นผลประโยชน์ต่อพวกท่าน

รอจนผู้ดูแลใหญ่น้อยล่าถอยออกไป เซี่ยสินก็กระโดดปราดขึ้น กล่าวอย่างลิงโลดว่าสือซันหลาง (บุรุษที่สิบสาม) ข้าพเจ้าตบตาพวกมันสำเร็จ ไม่มีผู้ใดจับพิรุธได้

จางสือซันกล่าวว่าอย่าได้ยินดีเร็วเกินไป คนเหล่านี้เพียงพบหน้าหยางซวีคราหนึ่ง หากกระทั่งพวกมันยังจับพิรุธได้ ท่านยังมีประโยชน์อันใด พักผ่อนแต่หัวค่ำเถอะ ยามห้าเช้าวันพรุ่งนี้จะเริ่มการฝึก

พลางเปิดประตูออกไปแล้วปิดประตูลง เซี่ยสินก็เผยอยิ้มเป็นที่รู้แก่ใจ

เวลายามห้า ฟ้ายังไม่สว่าง จางสือซันก็ปรากฏกายขึ้นที่หัวเตียงของเซี่ยสินดุจวิญญาณภูตพราย

เซี่ยสินล้างหน้าบ้วนปาก หวีสางผมเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นติดตามจางสือซันออกจากสถานที่ขุดหิน ฝึกวิชาขี่ม้าบนทุ่งหญ้าเชิงเขาอวี้สือ ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามเศษก็กลับมา เนื่องเพราะยังไม่เรียนรู้เคล็ดลับในการขี่ม้า สร้างความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแก่เซี่ยสินอย่างสาหัส

เหล่าผู้ดูแลต่างใช้สอยภรรยาตัวเองปรุงอาหารเช้าให้กับนายจ้าง สตรีชนบทไม่สามารถหุงหาอาหารชั้นเลิศ แต่ก็มีปริมาณเพียงพอ อาหารเช้าประกอบด้วยข้าวเดือยสีเหลืองอร่าม หมั่นโถวแป้งหมี่ขาวที่นึ่งจนร้อนกรุ่น ยังมีไข่เจียวที่หอมฉุย ผู้มามีจำนวนหกคน ทุกคนล้วนรับประทานจุยิ่ง

แต่เซี่ยสินไม่รีบร้อนรับประทาน มันฝึกขี่ม้าจนเหงื่อโซมกาย จึงขอตัวไปอาบน้ำที่ลานตึกหลัง ที่ลานตึกหลังจัดตั้งโอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ใต้ระเบียงสองใบ ฤดูกาลนี้ทุกบ้านช่องล้วนจัดเตรียมโอ่งน้ำไว้ หนึ่งนั้นเพื่อสะดวกกับการตักน้ำ สอง หากเกิดเหตุเพลิงไหม้จะใช้ตักน้ำดับไฟ

เซี่ยสินยืนอยู่ข้างโอ่งน้ำ ใส่กางเกงตัวเดียว ใช้อ่างไม้ตักน้ำราดรดลงบนร่างจนสะเก็ดน้ำสาดกระเซ็น ใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง ผิวสีข้าวสาลีเป็นประกาย มันมีรูปกายที่สมบูรณ์ เอวเล็กเรียวแผ่นหลังผึ่งผาย กล้ามเนื้อหน้าอกบึกบึนรับกับแผ่นเนื้อหน้าท้อง ล้วนแสดงออกถึงความงามของชายชาติชาตรี

จางสือซันยืนกอดอกอยู่ใต้ชายคา สำรวจดูร่างกายของเซี่ยสิน สายตาที่ค่อนแคะทอแววชื่นชมอย่างที่น้อยครั้งจะปรากฏ กล่าวว่าดูไม่ออกว่าท่านมีร่างกายแข็งแรงถึงเพียงนี้ ไม่เลวจริงๆ…”

ซึ่งความจริงร่างกายของเซี่ยสินไม่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หลังจากมายังยุคสมัยนี้ มันทราบว่าตนเองไม่มีที่พึ่งพาถือดี จึงฝึกซ้อมร่างกายกว่าเดิม โดยผสมผสานวิธีฟิตร่างกายสมัยปัจจุบันเข้ากับวิชาการต่อสู้ของหูต้าสู ทั้งฝึกวิชาทางน้ำ เพิ่มช่วงเวลาออกกำลังกว่าตอนที่อยู่ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสิบเท่า ถึงแม้ว่าชีวิตในหมู่บ้านเสี่ยวเยี่ยลำบากยากเย็น แต่เนื่องเพราะตั้งอยู่ในแดนเจียงหนัน มันยังอาชีพจับปลาจับกบ รับประทานสัตว์น้ำอย่างบริบูรณ์ จนมีส่วนสัดร่างกายเช่นนี้

เซี่ยสินก็กล่าวอวดโอ่ว่าระหว่างที่อยู่ในชนบท ข้าพเจ้าทำวานสารพัด จึงมีร่างกายแข็งแรงดังโคถึก ขอบอกกล่าวตามตรง เวลาข้าพเจ้าจับปลาใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น เหล่าหญิงสาวยามเดินผ่านต่างจ้องมองจนเหลียวหลัง

จางสือซันด่าอย่างยิ้มแย้มว่าท่านรู้จักเลื้อยขึ้นมาตามไม้กระบองนัก หลังอาบน้ำรีบรับประทานข้าว หลังอาหารจะเริ่มบอกกล่าวเรื่องราวของหยางซวีต่อท่าน

เซี่ยสินรับคำ ตักน้ำอีกอ่างหนึ่งราดรดลงยังศีรษะ

เวลาเช้า ที่ใต้ต้นไม้ร่มรื่นเขตตึกหลัง จางสือซันบอกเล่าทุกประการเกี่ยวกับหยางซวีต่อเซี่ยสินโดยละเอียด

ที่ลานตึกจัดตั้งโต๊ะเตี้ย บนโต๊ะเตี้ยมีน้ำชา ยังมีกระดาษพู่กันจานฝนหมึก บางครั้งจางสือซันจะคลี่กระดาษ จับพู่กันวาดภาพเหมือน ให้เซี่ยสินจดจำคนในภาพวาด คนเหล่านี้ล้วนมีความสัมพันธ์กับหยางซวีอย่างลึกล้ำ ประกอบด้วยพ่อบ้าน คนรับใช้ในตึกตระกูลหยาง สหายที่ไปมาหาสู่กัน พันธมิตรทางการค้า ตลอดจนบุคคลสำคัญในวังเจ้าฉีอ๋อง เมื่อร่ำเรียนจนเหน็ดเหนื่อย ทั้งสองจะลุกขึ้นยืน ภายใต้คำชี้แนะของจางสือซัน ทำการลอกเลียนอากัปกิริยา สีหน้าท่าที ตลอดจนถ้อยคำที่ใช้ต่อผู้คน ในฐานะสายสืบที่โดดเด่น จางสือซันถือเป็นครูฝึกที่เคร่งครัด เซี่ยสินก็มีความสามารถในการลอกเลียน ดังนั้นคนหนึ่งตั้งใจฝึกสอน คนหนึ่งตั้งใจเล่าเรียน เพื่อไม่สะกิดความสงสัยของจางสือซัน ตอนแรกเซี่ยสินไม่แสดงความสามารถในการเรียนรู้ออกมา จวบกระทั่งสองวันให้หลังค่อยสวมบทบาทของหยางซวีได้อย่างแนบเนียน

หลังเที่ยงวันนี้เกิดฝนตกหนัก ทุกที่ทางสลัวเลือนราง

เมื่อยืนอยู่ในห้องโถงมอออกไป น้ำฝนที่ใต้ชายคาประหนึ่งม่านมุก แม้แต่ที่อยู่ห่างออกไปสิบก้าวก็ไม่อาจเห็นชัดตา คนงานพากันหลบเข้าถ้ำบนหน้าผาไปหลบฝน เซี่ยสินกับจางสือซันก็เคลื่อนย้ายจากลานตึกหลังมาที่ห้องโถง ฝึกลอกเลียนหยางซวีต่อไป

เซี่ยสินในยามนี้ ไม่ว่าเรื่องแต่งงานตลอดจนทรงผมล้วนถอดแบบจากหยางซวี แม้แต่อากัปกิริยาและสำเนียงการพูดจาก็ลอกเลียนได้ละม้ายเหมือนยิ่ง

ซึ่งความจริงสำเนียงเสียงกล่าวและภาษาพูดจาก็เป็นความยากลำบากในการลอกเลียน ท่านความจริงสุ้มเสียงหยาบกร้าน เป็นไปไม่ได้ที่กลายเป็นเล็กละเอียดเพราะล้มฟาดครั้งหนึ่ง หรือว่าท่านกล่าวสำเนียงหมิ่นหนัน* พอเป็นหวัดไม่สบายก็กลายเป็นกล่าวสำเนียงชานตุง อย่างนั้นมีแต่ผีสางจึงยอมเชื่อ

*สำเนียงที่สื่อสารทางตอนใต้ของมณฑลฮกเกี้ยน

ดีที่เซี่ยสินนอกจากหน้าตาละม้ายคล้ายหยางซวีแล้ว สำเนียงเสียงกล่าวก็ใกล้เคียงกัน หลังจากที่จางสือซันชี้แนะให้เซี่ยสินปรับเปลี่ยนอยู่หลายครั้งก็ใกล้เคียงอย่างมาก ต่อให้เป็นคนที่คุ้นเคยกับมัน พอได้ยินเสียงอาจรู้สึกแปลกหู แต่หากได้เห็นโฉมหน้ามัน ภายใต้ความคิดที่ครอบงำจิตใจอยู่ก่อน ก็ยากจะพบเห็นพิรุธได้

ในด้านภาษาพูด ดีที่หยางซวีไม่ได้ใช้ภาชานตุง หากแต่ใช้ภาษาเฟิ่งหยาง* ของทางราชการ ภาษาทางราชการเป็นภาษาที่ทางการกำหนดไว้ หากเป็นชาวบ้านร้านถิ่น บรรพบุรุษกล่าวภาษาใด ลูกหลานก็สืบทอดภาษานั้น ไม่สนใจว่าคนต่างถิ่นฟังเข้าใจหรือไม่ จะอย่างไรพวกมันไม่ออกจากบ้านเกิดเกินสิบลี้อยู่แล้ว

*จูหยวนจางซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงเป็นชาวเมืองเฟิ่งหยางมณฑลอานฮุย จึงกำหนดให้ใช้ภาษาเฟิ่งหยางเป็นภาษาราชการ

แต่หากว่าคิดรับราชการเป็นขุนนาง ก็ต้องพูดภาษาทางราชการ ไม่เช่นนั้นต่อให้ท่านสอบได้เป็นบัณฑิตจิ้นสือ แต่เนื่องด้วยมีมีปัญหาทางสื่อภาษา ก็ไม่สามารถรับราชการ ดังนั้นนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนลูกหลานของครอบครัวใหญ่ต่างก็ฝึกภาษาเฟิ่งหยางตั้งแต่เล็ก รวมทั้งหยางซวีก็กล่าวเป็นภาษาเฟิ่งหยางอย่างชัดเจน

เซี่ยสินความจริงเป็นผู้คนละแวกเจียงไหว* มีภาษาเฟิ่งหยางเป็นพื้นฐาน ถึงแม้ว่าภาษาที่ใช้ในปัจจุบันมีข้อแตกต่างจากเมื่อหลายร้อยปีก่อนอยู่บ้าง แต่ว่ามันใช้ชีวิตอยู่ในแดนเจียงหนันซึ่งใช้ภาษาเฟิ่งหยางอย่างแพร่หลายเป็นแรมปี จึงไม่มีปัญหาแต่อย่างไร

*หมายถึงพื้นที่ที่แม่น้ำแยงซีเกียงกับแม่น้ำไหวเหอไหลผ่าน ประกอบด้วยมณฑลเจียงซูกับมณฑลอานฮุย

จางสือซันปลาบปลิ้มยินดียิ่ง สำเนียงของเซี่ยสินไม่มีปัญหา ภาษาพูดก็ไม่มีปัญหา เสื้อผ้าการแต่งกายไม่มีปัญหา กิริยาท่าทางก็ไม่มีปัญหา สามารถเข้าสู่วงจรชีวิตของหยางซวีแล้ว แต่ว่าดูจากรูปลักษณ์ภายนอกของมันในตอนนี้ คล้ายยังมีปัญหาอันใด

ตอนแรกจางสือซันยิ้มด้วยความพึงพอใจ แต่รอยยิ้มเพิ่งผุดขึ้นก็พบเห็นปัญหาสำคัญที่มันมองข้ามไป สีหน้าพลันกลับกลายเป็นปั้นยากขึ้นมา

ตอนแรกที่มันพบเห็นเซี่ยสิน ก็มองเห็นปัญหาข้อนี้ ตอนนั้นมันแทบเข้าใจว่าหยางซวีตายแล้วฟื้นคืนชีพ แต่เพราะข้อแตกต่างข้อนี้ค่อยพบว่าทั้งสองเป็นคนละคน นั่นคือสีผิวของเซี่ยสิน เซี่ยสินมักเปลือยร่างท่อนบนทำงานอยู่กลางแดด สีผิวจึงดำเข้มกว่าคุณชายหยางที่มีความเป็นอยู่เลอเลิศมากนัก ปัญหานี้ความจริงเด่นชัดยิ่ง แต่เนื่องเพราะเด่นชัดเกินไป มองเห็นอยู่ทุกวี่วัน กลับกลายเป็นความมืดใต้โคมไฟ* ถูกมองข้ามไป

*คนโบราณนำถ้วยหรือชามมาเป็นภาชนะ ใช้ไส้ตะเกียงจุดไฟส่องแสงสว่าง แต่เนื่องจากภาชนะบดบังไป ตำแหน่งที่อยู่ใต้โคมไฟจึงกลายเป็นความมืด

เซี่ยสินก็พบว่าสีหน้าของจางสือซันเปลี่ยนไป จึงหยุดความเคลื่อนไหว เรียนถามว่ามีอันใดไม่ถูกต้อง

จางสือซันขมวดคิ้วกล่าวว่าสีผิวของท่านดำเข้มกว่าหยางซวี

เซี่ยสินขบคิดแล้วกล่าวว่าสามารถบอกว่าสิบกว่าวันนี้ข้าพเจ้าเคลื่อนไหวอยู่กลางแจ้ง ถูกแดดแผดเผาตลอดทั้งวันหรือไม่?”

จางสือซันสั่นศีรษะกล่าวว่านี่ถือเป็นเหตุผล แต่ว่าเพียงตากแดดสิบกว่าวัน สีผิวต้องไม่ดำเข้มถึงเพียงนี้ สีผิวของท่านสมควรขาวกว่านี้ นวลเรียนกว่านี้จึงถูกต้อง…”

สีหน้าของเซี่ยสินพลอยปั้นยากขึ้นมา กล่าวว่าอย่างนั้นทำอย่างไรดี?”

จางสือซันพลันยกมือตบหน้าผาก รุดไปที่หลังโต๊ะ คลี่กระดาษแผ่นหนึ่ง จัดแจงฝนหมึก ถือพู่กันขีดเขียนลงบนกระดาษ เซี่ยสินเกิดความสงสัยอยากรู้ เดินเข้าไปชมดู พบว่าจางสือซันไม่ได้วาดภาพ หากแต่เขียนจดหมาย ตอนนี้เซี่ยสินปลอมเป็นคนไม่รู้จักหนังสือ ถึงแม้ต้องการทราบว่าจางสือซันเขียนอะไร แต่ก็ไม่สะดวกกับการอ่านดู ได้แต่ยืนรออยู่ด้านข้าง

จางสือซันพอเขียนจดหมายเสร็จก็ออกไปตามตัวองครักษ์ตระกูลหยางผู้หนึ่งมา ออกคำสั่งว่านี่เป็นจดหมายที่คุณชายเขียนถึงอันอ้วนงั่วร้านแพรพรรณ อันซื่อ (คนแซ่อัน) เจ้ารีบรุดกลับเขตชิงโจว ส่งมอบต่ออันอ้วนงั่ว จากนั้นรอรับจดหมายตอบกลับมา ระหว่างทางห้ามมิให้เสียเวลา

องครักษ์นั้นมองดูเซี่ยสิน เซี่ยสินผงกศีรษะรับ องครักษ์นั้นจึงซุกเก็บจดหมายไว้ในอกเสื้อ หมุนตัวออกไป ชั่วครู่ให้หลังก็สวมเสื้อกันฝน ใส่หมวกม้า จูงม้าจัดเตรียมบังโกลน ฝ่าสายฝนออกเดินทาง

พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 57 - 69)

ทำการฟอกขาว

เขตชิงโจวแสงแดดแผดจ้า เนื่องเพราะเมื่อวันก่อนฝนตกหนัก วันนี้ดวงอาทิตย์พอลอยขึ้นก็เกิดหมอกลอยขึ้น อากาศยิ่งร้อนอบอ้าว สำหรับกับอันอ้วนงั่น (เศรษฐีแซ่อัน) ที่เป็นคนอ้วน ยิ่งยากทนทานรับได้ ปรารถนาใคร่กระโดดลงในบ่อ แช่ร่างให้สมใจ

หลังเที่ยง เรไรร้องระงม ใต้ร่มไม้ลานตึกหลังของบ้านตระกูลอันปูเสื่อผืนหนึ่ง อันอ้วนงั่นใส่เสื้อกล้ามนอนอยู่บนเสื่อ หญิงรับใช้สองนางนั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้าง คอยโบกพัดให้ แต่พัดโบกไม่ให้ความเย็นสบาย กลับส้รางความหงุดหงิดใจแก่มันกว่าเดิม

จิตใจพึงสงบจึงเกิดความเย็น จิตใจของอันอ้วนงั่นในตอนนี้ไม่สงบแม้แต่น้อย

อันอ้วนงั่นนึกเสียใจที่ตอนแรกถูกผีสางครอบงำจิตใจ ดิ้นรนเข้าสังกัดกรมความมั่นคงแผ่นดิน

ตระกูลอันอ้วนงั่นสืบตำแหน่งพันหลังคาเรือนของกรมความมั่นคงแผ่นดิน แต่ตำแหน่งของบิดาตกทอดแก่เกอเกอ (พี่ชาย) มันแล้ว มันเป็นบุตรคนรอง จึงถือเป็นส่วนเกิน ได้แต่นึกหาทางออก ดังนั้นอาศัยอิทธิพลของเกอเกอทำการค้าขาย หลายปีนี้มีกิจการเจริญรุ่งเรือง

ภายใต้การดูแลของเกอเกอ ธุรกิจแพรพรรณของอันลี่ถงอันอ้วนงั่นทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ต่อให้มันทำกำไรมากกว่านี้ จะอย่างไรเพียงเป็นพ่อค้า ทั้งไม่มีวิชาความรู้ ไม่สามารถสอบแข่งขันเข้ารับราชการ เห็นคนของกรมความมั่นคงแผ่นดินมีอิทธิพลครอบงำ สร้างความอิจฉาเลื่อมใสแก่มัน ไหว้วานเกอเกอจ่ายเงินวิ่งเต้นสุดท้ายได้รับตำแหน่งเป็นเสี้ยวเว่ย ซึ่งมีตำแหน่งรั้งท้ายของกรมความมั่นคงแผ่นดิน

น่าเสียดายที่มันโชคไม่ดี เพิ่งรับตำแหน่งเสี้ยวเว่ย หงอู่ฮ่องเต้ทรงลิดรอนอำนาจของกรมความมั่นคงแผ่นดิน มิหนำซ้ำมันเป็นพ่อค้าอยู่ก่อน ถึงแม้ได้รับการแต่งตั้ง ก็เพียงเป็นสายสืบสังกัดกรมความมั่นคงแผ่นดิน แม้แต่ตอนที่กรมความมั่นคงแผ่นดินเรืองอำนาจ ก็ไม่มีสิทธิ์สวมเครื่องแบบปลาบิน พกพาดาบปักวสันต์* เดินส่ายอาดๆ ในเขตปกครองอิ่งเทียนฝู่

* ตามกฎระเบียบราชวงศ์หมิง ขุนนางบุ๋นแต่งเครื่องแบบปักลวดลายทวิชาติ ขุนนางบู๊แต่งเครื่องแบบปักลวดลายจัตุบาท คนของกรมความมั่นคงแผ่นดินสวมใส่ชุดแพรสีเหลืองทอง ปักลวดลายปลาบิน ส่วนดาบปักวสันต์จัดสรรสำหรับขุนนางทั่วไป

มันความจริงอับโชคอยู่แล้ว สุดท้ายยังถูกส่งมายังเขตชิงโจว อาศัยศักดิ์ฐานะพ่อค้าเปิดร้านแพรพรรณ ทำงานลับให้กับหลอเชียนซื่อ (ผู้ดูแลเรื่องราวแซ่หลอ) ตอนนี้หยางซวีถูกลอบสังหาร เด็กชนบทเซี่ยสินสามารถสวมรอยเป็นหยางซวีหรือ? หากว่าศักดิ์ฐานะถูกเปิดโปง ต้องรับโทษตัดศีรษะยึดทรัพย์ทั้งตระกูล

อันอ้วนงั่นครุ่นคิดยิ่งอัดอั้นตันใจ ในยามนั้นบ่าวชราชักนำชายฉกรรจ์ชุดเขียวสวมหมวกงอบผู้หนึ่งเดินเข้ามา รายงานว่าเหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) ท่านนี้เป็นคนของหยางซวีคุณชายหยาง มีจดหมายฉบับหนึ่งคิดส่งมอบต่อเหล่าแหย

อันอ้วนงั่นพอได้ยินชื่อหยางซวีคล้ายพบเห็นผีสางกลางวันแสกๆ รีบลุกขึ้นนั่ง จากนั้นฉุกคิดว่าหยางซวีผู้นี้คือเซี่ยวสินผู้นั้น ค่อนรับจดหมายมาเปิดอ่านดู สุดท้ายใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่อับจนปัญญาขึ้น

บ่าวชราเรียกหาเหล่าแหย อันอ้วนงั่นโบกมือออกคำสั่งว่าจัดเตรียมรถ เปลี่ยนเสื้อผ้าเราจะออกจากบ้าน

ชายฉกรรจ์ชุดเขียวนั้นยิ้มประจบกล่าวว่าอันอ้วนงั่น คุณชายเรายังรอจดหมายตอบของท่าน

อันอ้วนงั่นกล่าวอย่างขุ่นข้องใจว่าเราออกจากบ้านเพื่อทำงานให้กับคุณชายท่านเอง ท่านรอเราอยู่ในบ้านเถอะ

ตามกฎของราชสำนักหมิง ขุนนางชั้นที่สามขึ้นมาค่อยอนุญาตให้นั่งเกี้ยว ขุนนางชั้นที่สี่ลงไปตลอดจนเจ้าหน้าที่ต่างถิ่นได้แต่ขี่ม้า ตอนนี้เป็นยุคต้นราชวงศ์หมิง จึงถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เด็กเลี้ยงควายจูงฉงปา* ยังดุร้ายกว่าเสือ อันอ้วนงั่นไม่กล้ากระทำความผิด จึงสั่งคนว่าจ้างรถเทียมลา ทั้งเบิกเงินจากฝ่ายบัญชีแล้วออกจากบ้าน

* หมายถึงจูหยวนจาง พระองค์เมื่อเยาว์วัยเคยเลี้ยงควาย มีพระนามเดิมว่าจูฉงปา ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นจูซิงจง หลังจากเข้าร่วมก่อการจึงเปลียนชื่อเป็นจูหยวนจาง

ตึกชิงหลอเป็นหอนางโลมที่ใหญ่ที่สุดของเขตชิงโจว เป็นกิจการของเอกชน ธุรกิจนางโลมในราชวงศ์หมิงมีทั้งของทางการกับเอกชน ที่มาของนางคณิกาทางการ ส่วนใหญ่เป็นมารดายึดอาชีพนี้ ผู้เป็นบุตรีรับช่วงสืบต่อ หาไม่ก็เป็นครอบครัวผู้กระทำความผิด ถูกเนรเทศมายังที่นี้ เนื่องเพราะมีจำนวนไม่มาก บวกกับขาดคุณลักษณะ ดังนั้นกิจการไม่ดีนัก

ส่วนหอนางโลมของเอกชนมีความคล่องตัวมากกว่า สามารถรับตัวคนใหม่จากที่ต่างๆ ดังนั้นกิจการรุ่งเรืองกว่าทางการ อันอ้วนงั่นเป็นลูกค้าประจำของตึกชิงหลอ เพียงแต่ฤดูร้อนอากาศอบอ้าว อันอ้วนงั่นไม่มีอารมณ์หาความสุข จึงห่างเหินไประยะหนึ่ง

ฤดูกาลเช่นนี้ โดยเฉพาะตอนกลางวันการค้าของหอนางโลมซบเซา ผู้คุมซ่องจึงัน่งหลับอยู่ใต้ซุ้มประตู รถเทียมลาพอหยุดนิ่งที่หน้าประตู อันอ้วนงั่นพาร่างอันอ้วนฉุลงจากรถ เดินขึ้นบันไดไป เห็นผู้คุมซ่องยังนอนหลับฝันหวาน จึงเหยียบใส่ตะโพกมันคราหนึ่ง

ผู้คุมซ่องไม่ทันลืมตาขึ้น ก็ส่งเสียงร้องว่ามีแขกมาถึง ต้าแหย (นายใหญ่) เชิญเข้าด้านในอันอ้วนงั่นจึงแค่นเสียงดังเฮอะ สาวเท้าเข้าไป

แม้เล้าหอชิงหลอฟ่งมามาพอได้ยินเสียงรีบรุดออกมารับหน้า ฟ่งมามาผู้นี้อายุไม่มากนัก เพียงสามสิบห้าสามสิบหกปี รูปร่างผิวพรรณได้รับการบำรุงรักษา บวกกับแต่งเนื้อแต่งตัว ดูไปคล้ายหญิงสาวอายุยี่สิบปี

นางพอเห็นอันอ้วนงั่น ก้ปั้นรอยยิ้มทั่วใบหน้าทักทายว่าอันอ้วนงั่น ท่านผู้เฒ่าไม่ได้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว หญิงสาวทั้งหลายต่างเฝ้าคิดถึง ขอเชิญเข้ามานั่งด้านใน พวกเรารีบยกน้ำชาให้กับอันเหล่าแหย (นายผู้เฒ่าแซ่อัน)”

เด็กรับใช้ผู้หนึ่งวิ่งปราดมา รินน้ำชาให้กับอันอ้วนงั่น อันอ้วนงั่นหย่อนก้นอันใหญ่โตลงบนเก้าอี้ โบกมือกล่าวว่าเรามิใช่เพิ่งมาที่นี้เป็นครั้งแรก มิต้องกล่าววาจาไร้สาระ ตึกแห่งนี้…” กล่าวพลางยกถ้วยชาขึ้น ดื่มน้ำชาจนหมดสิ้น

ฟ่งมามาโบกพัดให้ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่าวันนี้อันอ้วนงั่นท่านไฉนร้อนรนถึงเพียงนี้ ไม่ทราบอ้วนงั่นต้องการให้หญิงสาวใดปรนนิบัติ หรือว่าให้หนูเจีย (คำเรียกตัวเองเป็นสตรี) เรียกหาหญิงสาวทั้งหมดมาให้อันอ้วนงั่นผ่านตาดู…”

อันอ้วนงั่นตัดบทว่าไม่ต้องการ เราเพียงต้องการหญิงสาวที่ผิวขาวที่สุด นวลเนียนที่สุด มีหรือไม่?”

ฟ่งมามางงงันวูบจึงกล่าวย่อมต้องมี หญิงสาวหอชิงหลอเราล้วนงามหยดย้อย แต่หากเอ่ยถึงผิวขาวที่สุด ต้องนับแม่นางซิวเอ๋อ แต่ว่าซิวเอ๋อหาใช่หญิงสาวที่มีชื่อเสียงที่สุดของหอชิงหลอไม่

อันอ้วนงั่นกล่าวสรุปว่าเป็นนางเอง

อ้วนงั่ว (คำเรียกเศรษฐี) เชิญเข้า

แม่นางซิวเอ๋อคล้องแขนอันอ้วนงั่นเข้าห้องส่วนตัว จากนั้นปิดประตูห้องที่ด้านหลังลง กลอกตาหยาดเยิ้มไปที่มัน ใช้ฟันขบริมฝีปากล่างด้วยท่าทีอันชวนเย้ายวน

น่าเสียดายที่อันอ้วนงั่นคล้ายมองไม่เห็นเสน่ห์เย้ายวนนี้ พอเข้าห้องมาก็หย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้

ซึ่งความจริงแม่นางซิวเอ๋อหาขี้ริ้วไม่ หากผิวพรรณขาวผ่องยองใย ตาคู่งามหยาดเยิ้ม เพียงแต่ขนคิ้วดกหนาไปบ้าง ยุคสมัยนั้นผู้คนนิยมสตรีที่คิ้วเรียวโค้งผระดุจขุนเขาขอบฟ้า แม่นางซิวเอ๋อเคยกัดฟันถอนดึงขนคิ้ว แต่หลังจากนั้นขบคิ้วก็งอยเงยออกมาใหม่

ยังมีรูปร่างของปม่นางซิวเอ๋ออวบอัดไปบ้าง ตะโพกยิ่งพึ่งผาย หากว่าอยู่ในชนบท รูปร่างเช่นนี้ช่วยเสริมส่งสามี เป็นตัวเลือกของไถไท่ (คุณนาย) ทั้งหลาย แต่เมื่ออยู่ในสถานเริงรมย์เช่นนี้ ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่ากับหญิงสาวที่อ้อนแอ้นแช่มช้อยแล้ว

ฤดูกาลนี้การค้าซบเซา แม้แต่หญิงสาวที่มีชื่อที่สุดยังไม่มีแขกเหรื่อมาอุดหนุน อันอ้วนงั่นกลับเจาะจงเรียกหานาง ดังนั้นแม่นางซิวเอ๋อรู้สึกมีหน้ามีตา ใคร่ครวญว่าจะโปรยหว่านเสน่ห์สร้างความลุ่มหลงแก่อันอ้วนงั่น จะได้เป็นลูกค้าประจำ แต่อันอ้วนงั่นกลับยกป้านน้ำชาบนโต๊ะขึ้น ดื่มชาดับกระหาย จากนั้นนั่งลงที่หลังโต๊ะ ล้วงเงินกระดาษจากในแขนเสื้อปึกหนึ่งวางบนโต๊ะ

เงินตราสมัยนั้นใช้เงินกระดาษต้าหมิง เนื่องเพราะราชสำนักสั่งห้ามใช้เงินตำลึง หากถูกจับได้มีโทษถึงตัดศีรษะ แม่นางซิวเอ๋อกวาดมองแวบหนึ่ง เห็นชัดตาว่าธนบัตรนั้นมีมูลค่าหนึ่งก้วน อย่างน้อยมีถึงสิบใบ สร้างความยินดี แม้แต่หญิงสาวที่มีชื่อที่สุดของหอชิงหลอก็มีค่าตัวเพียงนี้เท่านั้น

แม่นางซิวเอ๋อบังเกิดความยินดี ยิ่งตั้งใจปรนนิบัติรับใช้ บิดเอวเดินมานั่งลงบนตักของอันอ้วนงั่น กล่าวเสียงหยาดเยิ้มว่าหากอ้วนงั่วคิดใช้แส้เฆี่ยนตีหรือว่าธูปจี้ หนูเจียสามารถทนทานได้ เพียงหวังอ้วนงั่วรักถนอม อย่าได้ทำร้ายร่างกายของหนูเจีย

อันอ้วนงั่นถลึงตาใส่กล่าวว่าเราอยู่ดีๆ ทำร้ายร่างกายของเจ้าทำอะไร?”

แม่นางซิวเอ๋อยังเข้าใจว่ามันมีอารมณ์วิปรกติ คิดใช้การละเล่นเฆี่ยนตี หรือว่าใช้ธูปจี้ปทุมถัน เกรงว่าหญิงสาวที่มีชื่อไม่ยินยอม จึงมาหาตัวเอง พอฟังมันกล่าวเช่นนี้ค่อยคลายใจลงกล่าวว่าอย่างนั้นอ้วนงั่วคิดเล่นการละเล่นอันใด หากคิดรายกรุยทางน้ำเจาะเส้นทางบก หนูเจียก็ยินดีน้อมสนอง รับรองว่าจะสร้างความพึงพอใจแก่อ้วนงั่ว

อันอ้วนงั่นงงันอีกครากล่าวว่าทางน้ำเส้นทางบกอันใดแม่นางซิวเอ๋อฉุดดึงมือของมันวางลงบนตะโพกด้านหลังของตัวเอง หัวร่อคิกคักกล่าวว่ายังมิใช่จู่โจมทางหน้าหลัง กรุยเส้นทางน้ำเจาะเส้นทางบก อันอ้วนงั่นเลวยิ่ง ทั้งที่เป็นนักเที่ยวอันช่ำชอง ยังแสร้งเป็นไขสือ

อันอ้วนงั่นกลับเป็นนักท่องเที่ยวอันช่ำชอง เพียงแต่ไม่ชมชอบสิ่งที่วิปริตวิตถาร ย่อมไม่ล่วงรู้การอุปมาอุปไมยของหอนางโลม ในใจทั้งขุ่นเคืองทั้งขบขัน ชักดึงมือกลับมากล่าวเคร่งเครียดกล่าวว่ากลางวันร้อนอบอุ่น อย่าได้แช่อยู่บนตักของเรา ให้นั่งที่ด้านตรงข้าม วันนี้เรามายังหอนางโลม มิใช่ต้องการหาหญิงสาว

แม่นางซิวเอ๋อกล่าวอย่างงุนงงว่าอ้วนงั่วไม่ได้มาหาความสุข อย่างนั้นมาเพราะอะไร?”

อันอ้วนงั่นกล่าวอย่างขึงขังว่าเพราะว่าแม่นางผิวขาวราวหิมะ จัดอยู่อันดับหนึ่งในแผ่นดิน เราต้องการทราบว่าท่านบำรุงร่างกายอย่างไร?”

นับตั้งแต่องครักษ์ตระกูลหยางถือจดหมายฉบับหนึ่ง พร้อมด้วยข้างของห่อใหญ่กลับมาจากเขตชิงโจว เซี่ยสินก็เพิ่มกิจวัตรประจำวันอีกประการหนึ่ง

นั่นคือเสริมความงาม

ฟอกขาวให้กับตนเอง

จดหมายเป็นจดหมายตอบของอันอ้วนงั่น แต่เนื้อหาในจดหมายเขียนโดยแม่นางซิวเอ๋อแห่งตึกชิงหลอ ส่วนขาดและกระปุกที่ฝากมาพร้อมกับจดหมาย เป็นอันอ้วนงั่นกัดฟันซื้อให้ นับแต่นั้นเป็นต้นมา เซี่ยสินคล้ายสาวงามที่รักสวยรักงาม ทุกวันดูแลเอาใจใส่ผิวพรรณเป็นอย่างดี

ฟ้ายังไม่รุ่งสาง มันพอตื่นนอนขึ้นมา เรื่องแรกที่กระทำคืออาบน้ำชำระกาย น้ำที่ใช้อาบเป็นน้ำซาวข้าว พอถึงยามเที่ยงต้องอาบน้ำอีกครั้ง ครั้งนี้ใช้น้ำของชาเขียวถังหนึ่งอาบชำระกาย พอถึงยามค่ำยิ่งยุ่งยาก โดยนำเหล้าเหลือง* มาผสมกับไข่ขาวตีให้เข้ากันใช้เป็นสบู่น้ำ ถูทาไปทั่วร่าง เปลือยกายเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม จากนั้นค่อยล้างด้วยน้ำของชาเขียว

* เหล้าที่ผลิตจากเมืองเส้าซิง ปรุงกลั่นจากข้าวและข้าวเหลือง

ก่อนที่มันจะขึ้นเตียง ยังต้องใช้แตงกวาฝานเป็นแผ่นเบาบางพอกลงใบหน้า สรุปแล้วมีรายละเอียดปลีกย่อยมากว่าดรุณีสาวในหอห้องอีก ที่ผู้คนทนทานไม่ได้ที่สุดคือ ขณะที่ชโลมสบู่น้ำซึ่งผสมจากเหล้าเหลืองและไข่ขาวไม่สามารถถูทาแผ่นหลังตนเอง ได้แต่ให้จางสือซันกระทำแทน

ภึงแม้ว่าตำแหน่งที่ถูทาเพียงจำกัดที่แผ่นหลัง แต่การให้บุรุษคนหนึ่งลูบไล้ผิวกายตนเองด้วยความนุ่มนวล ทั้งยังต้องเปลืองร่างเปลือยเปล่า เซี่ยสินรู้สึกไม่คุ้นชินอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความสนใจต่อกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งของตนเองเป็นพิเศษ

เหล่าหวัง (คนแซ่หวัง) ของสถานที่ขุดหินมีบุตรีนางหนึ่ง เป็นหญิงสาวชนบทที่หมดจดสดใส เจริญเติบโตอย่างสมส่วน นางก็ให้ความสนใจต่อผู้ติดตามของตงเจีย (นายจ้าง) ผู้นี้ เรียกหาซันหลางนั้นสือซันหลางนี่ จางสือซันคร้านที่จะเหลือบแลนางแต่อย่างไร

ชายหนุ่มนิยมความงาม เมื่อเพิกเฉยต่อความงามสตรี ความจริงถือว่าผิดปรกติอยู่บ้าง ตรงกันข้ามทุกครั้งที่เซี่ยสินเปลือยกายอาบน้ำ ดวงตาของจางสือซันกลับกลายเป็นแวววาว สำรวจดูร่างกายของตนเอง โดยเฉพาะขณะที่ตนเองชโลมสบู่น้ำมันคล้ายเกิดความสนใจ และจดจ่อเป็นพิเศษ ไม่ทราบว่ามันเกิดความรักชอบที่ผิดแผก หรือว่าอยู่ในคุกคุมขังของกรมความมั่นคงแผ่นดินเป็นเวลานาน ยึดถือร่างกายตนเองเป็นเป้าหมายลงทัณฑ์ สรุปแล้ว ทุกครั้งท่สองมือของจางสือซันแนบชิดกับร่างตนเอง เซี่ยสินจะเกิดความรู้สึกตะครั่นตะครอขึ้น

แต่วิธีการดูแลผิวพรรณเหล่านี้เห็นผลทันตา สีผิวของเซี่ยสินยิ่งมายิ่งขาวสะอาด แน่นอน นี่เป็นการเปรียบเทียบกับมันเมื่อกาลก่อน หลังความเปลี่ยนแปลงของสีผิว บวกกับอากัปกิริยาของมันที่ยิ่งมายิ่งแนบแน่นไร้รอยต่อ แม้แต่จางสือซันใช้สายตาที่ค่อนแคะอย่างไร ก็ยากจับพิรุธได้

ซึ่งความจริงย่อมมีส่วนที่ขาดตกบกพร่อง ยกตัวอย่างหยางซวีเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ แต่เซี่ยสินไม่สามารถแต่งกลอนเอื้อนประโยค แม้กระทั่งเขียนจดหมายโต้ตอบ การละเล่นตอนดื่มสุราหรือว่าให้คำวิจารณ์ต่อม้วนภาพวาดตัวหนังสือ สิ่งเหล่านี้ต้องมีพื้นภูมิความรู้ด้านวัฒนธรรมอย่างลึกล้ำ หากให้เซี่ยสินเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ รังแต่เผยพิรุธออกมา

ยังดีที่หลังจากหยางซวีสอบได้เป็นบัณฑิตซิ่วไฉ ก็ต้องหันมาประกอบการค้า ไม่ได้มุ่งไปทางวิชาการ ผู้คนที่คบหาเป็นส่วนใหญ่เป็นคู่ค้า หาไม่ก็เป็นลูกหลานช่างล้างผลาญ ไม่ต้องแสดงความรู้ในเชิงอักษร ต่อให้ตกอยู่ในเหตุการณ์ ได้แต่บ่ายเบี่ยงแก้ตัว หากท่านไม่ต้องการแต่งกลอนต่อประโยค ผู้อื่นก็ไม่อาจเคี่ยวเข็ญบังคับได้

จางสือซันล้างมือจนสะอาดใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดจนแห้ง แล้วกลับมานั่งลงที่ข้างโต๊ะ ยกถ้วยชาขึ้น ใช้ฝาถ้วยเขี่ยใบชาที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ กล่าวว่าเรื่องราวที่เราบอกต่อท่าน ท่านต้องจดจำให้ขึ้นใจ แต่ท่านพึงจดจำไว้ ที่เราบอกต่อท่าน เพียงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหยางซวีที่เราล่วงรู้ แต่ว่าผู้คนที่หยางซวีได้สัมผัส หรือเรื่องราวของหยางซวีไม่จำกัดเพียงนี้ เราเพียงเป็นผู้ติดตามของหยางซวีคนหนึ่ง หลายครั้งที่เราไม่สามารถอยู่ด้วย ท่านอาจพบกับผู้คนและเหตุการณ์ทุกประการ โดยที่เราไม่สามารถชี้แนะท่าน ท่านได้แต่พลิกแพลงตามสถานการณ์

ใช่แล้ว จำได้หรือไม่ว่าเราเคยบอกต่อท่านว่าหยางซวีอาจมีสตรี สตรีที่ว่าย่อมมิใช่หญิงสาวในหอนางโลม หากเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับมัน พวกมันเคยร่วมสัมพันธ์รักกับหยางซวี ย่อมต้องทำความคุ้นเคยกับร่างกายของมัน หากท่านประสบพบพาน ยากรับรองว่าไม่เผยพิรุธออกมา

เซี่ยสินกล่าวอย่างกระอักกระอ่วนว่าหากว่าเผชิญกับสตรีเหล่านี้ ข้าพเจ้าจะหาข้ออ้าง ไม่ไปมาหาสู่กับพวกนางอีก ไยมิใช่ไร้เรื่องราวแล้ว?”

จางสือซันสั่นศีรษะกล่าวว่าเราบ่งบอกต่อท่าน หวังให้ท่านเตรียมตัวเตรียมใจไว้ เมื่อเกิดเหตุขึ้นจะได้ไม่แตกตื่นลนลาน จนถูกผู้คนจับพิรุธออก ในความเห็นเรา ท่านสมควรเสาะหาหญิงคนรักใหม่ จะได้มีข้ออ้างสลัดรักเก่า แต่ก็ต้องแล้วแต่เหตุการณ์ หากว่าสตรีนางนั้นแต่งงานแล้วยังพอทำเนา มาตรว่าเป็นหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน ก็ไม่อาจทำเช่นนั้น ไม่แน่ว่ายังต้องโอนอ่อนผ่อนตามต่อไป

เซี่ยสินกล่าวอย่างสงสัยใจว่าระหว่างแต่งงานแล้วกับยังไม่แต่งงาน มีข้อแตกต่างอันใด?”

จางสือซันกล่าวว่าย่อมมีข้อแตกต่าง สตรีที่แต่งงานแล้วไม่ว่าจะล่วงรู้ศักดิ์ฐานะของท่านหรือเข้าใจว่าท่านปันใจเป็นอื่น ส่วนใหญ่จะไม่กล้าเปิดเผยออกมา แต่หากเป็นหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน หากพบว่าท่านปันใจเป็นอื่น อาจตัดใจเปิดโปงออกมา ท่านทั้งยังไม่รับราชการเป็นขุนนาง ทั้งยังครองตัวเป็นโสด อย่างนั้นก็ยุ่งยากมากแล้ว

เซี่ยสินไม่เข้าใจกว่าเกิมกล่าวว่าระหว่างรับราชการไม่รับราชการ แต่งงานยังไม่แต่งงานมีส่วนเกี่ยวข้องอันใด?”

จางสือซันอธิบายว่าย่อมมีอยู่ส่วนเกี่ยวข้อง อย่าได้เห็นว่าผู้ที่รับราชการเป็นขุนนางมีหน้าที่ตา คล้ายสามารกระทำการตามใจปรารถนา ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องด้วยราชสำนักให้ความสำคัญกับจริยะความประพฤติของคนรับราชการ หากว่าคนที่รับราชการมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้อื่น ราชสำนักจะลงโทษสถานหนัก เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง หากว่าเป็นชาวบ้านธรรมดากระทำความผิดเช่นนี้ อย่างมากลงทาฟาดโบย แล้วตัดสินให้ใช้แรงงานสักสองปีก้ไร้เรื่องราว

นี่ยังไม่จบสิ้น หากว่าคู่กรณีบุรุษยังไม่แต่งงาน สตรีไม่แต่งออกไป เจ้าหน้าที่จะสั่งให้ทั้งสองแต่งงานเป็นสามีภรรยา หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยินยอม คนผู้นั้นจะไม่สามารถแต่งงานใหม่ตลอดกาล นี่ถือเป็นกฏเกณฑ์ทั่วไป ท่านมีชื่อเสียง มีทรัพย์สมบัติ ทั้งยังหล่อเหลาเยาว์วัย เป็นชายในฝันของหญิงสาวทั้งหลาย ยามใดที่หญิงสาวนั้นปันใจเป็นอื่น พานตัดใจเปิดโปงเรื่องราวออกมา ผลสุดท้ายเป็นอย่างไรท่านสมควรทราบได้

ที่จอนผมเซี่ยสินปรากฏหยาดเหงื่อไหลซึมกล่าวว่าข้าพเจ้าเพียงต้องการศักดิ์ฐานะและทรัพย์สมบัติของมันหาต้องการสตรีของมันไม่…”

ยามพลบค่ำ แสงสีสายัณหืทั่วท้องฟ้า

ขุนเขาไกลตา สายน้ำลำธาร ต้นไม้เขียวชอุ่ม ต้นหญ้าเขียวสดใส ยังมีเส้นทางที่คดเคี้ยวล้วนฉาบไล้ด้วยสีเหลืองทองชั้นหนึ่ง

เซี่ยสินกับจางสือซันสวมหมวกบังแดดต่างควบม้าสีพุทราแดง ควบขับไปตามท้องทุ่ง บัดเดี๋ยวบังคับม้าเหยาะย่าง บัดเดี๋ยวลงแส้เร่งม้า ถึงแม้ว่าเซี่ยสินในตอนนี้ยังไม่มีกลวิธีอันสูงส่ง แต่ถือว่าวิชาขี่ม้าพอใช้การได้แล้ว

จางสือซันควบม้าตามติดอยู่ข้างกายมันร้องบอกว่าใช่แล้ว เป็นเช่นนี้เอง ขณะที่มือซ้ายขวายึดบังเหียน ต้องรักษาความยาวของเชือกบังเหียนให้เท่ากัน อกตั้งเอวตรง กุมสายบังเหียนอยู่ที่ใจกลางฝ่ามือ ท่วงท่าเร่งม้าให้ผ่อนคลาย ร่างขึ้นลงตามการวิ่งของม้า สองเท้าอยู่ในท่วงท่าพร้อมที่จะยืนขึ้นนั่งลง ประเสิรฐ เร่งความเร็วกว่านี้

เซี่ยสินบังคับม้าตามคำบ่งบอก จางสือซันติดตามมา พลันถามว่าซือจื่อ (บุตรคนโตที่จะสืบทอดตำแหน่ง) ของเจ้าฉีอ๋องเรียกว่าอะไร?”

เซี่ยสินตอบว่าจูเสียนถิงองค์ชายเล่ออันจู่เสียนจื้อ

บุตรคนรองกับบุตรชายคนที่สี่เล่า?”

บุตรคนรององค์ชายเล่ออันจู่เสียนจื้อ บุตรชายคนที่สี่องค์ชายผิงหยวนจูเทียนเฮ่อ

ตัวเจ้าฉีอ๋องเล่า?”

เจ้าฉีอ๋องมีความรู้ด้านการหทาร ตั้งตนเป็นนักพิชัยสงคราม นิสัยแกร่งกร้าวเจ้าอารมณ์ ชมชอบคบหาชาวยุทธจักรและผู้ปรุงยาอายุวัฒนะ…”

กล่าวไปกรมความมั่นคงแผ่นดินเป็นหน่วยงานที่มีสมรรถนะเป็นเลิซ พวกมันไม่เพียงมีเค้าโครงที่รัดกุม ทั้งยังประกอบด้วยผู้ชำนาญการโดยเฉพาะ มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง ทำงานเป็นไส้ศึกสอดแนม ตลอดจนรวบรวมข้อมูลข่าวสาร จางสือซันเพื่อให้เซี่ยสินสวมรอยเป็นหยางซวี ทำการเตรียมการอย่างละเอียดถี่ถ้วน เปรียบกับก่อนหน้านี้ทางตำรวจใช้ให้เซี่ยสินเป็นสายให้ หาได้ยิ่งหย่อนกว่ากันไม่

หัวข้อที่ชนรุ่นหลังเอ่ยถึงคือ กรมความมั่นคงแผ่นดินมีอำนาจล้นฟ้า ผู้คนเหิมเกริมลำพอง แต่น้อยคนที่นึกถึงคนของกรมความมั่นคงแผ่นดินที่ได้รับคำสั่งลับให้ไปต่างถิ่น ทำงานเสี่ยงอันตราย กบดานเป็นเวลาหลายสิบปี นับเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความอดทนปานใด การเสียสละถึงเพียงไหน นี่เฉกเช่นกับมีดสองคม หากใช้อย่างถูกทาง จะเกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวง

จางสือซันซักถามว่าซื่อจือกับองค์ชายทั้งหลายได้รับแต่งตั้งเมื่ออายุเท่าใด วังเจ้ามีทหารองครักษ์มากน้อยเพียงไหน ขณะเข้าพบเจ้าฉีอ๋อง มีพิธีรีตองอย่างไร?”

ซื่อจือและองค์ชายทั้งหลายได้รับแต่งตั้งเมื่ออายุสิบขวบ บุตรชายคนโตขึ้นเป็นซื่อจือ ได้รับพระราชทานสาส์นทองคำตราทองคำ บุตรชายทั้งหลายขึ้นเป็นองค์ชาย ได้รับพระราชทานสาส์เงินตราเงิน เครื่องแบบซื่อจือ่เทียบเท่าขุนนางชั้นที่หนึ่ง เครื่องแบบองค์ชายเทียบเท่าขุนนางชั้นที่สอง วังเจ้าฉีอ๋องมีทหารองครักษ์สามกอง จำนวนเก้าพันเก้าร้อยนาย ทั้งหมดสังกัดกรมกลาโหม อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่านอ๋อง พิธีรีตองเกี่ยวกับท่านอ๋อง เพียงรองจากฮ่องเต้เจ้าชีวิต ขุนนางอำมาตย์ตลอดจนบ่าวไพร่ล้วนต้องคุกเข่าหมอบกราบกราน

จางสือซันกล่าวด้วยความยินดีว่าเซี่ยสินท่านมีความทรงจำดียิ่ง ตอบได้ไม่ผิดพลาดแม้สักคำเดียว

เซี่ยสินคล้ายไมได้ยิน ยังคงควบม้าไปเบื้องหน้า จางสือซันหัวร่อฮาฮา เปลี่ยนเป็นกล่าวว่าหยางซวี ท่านผ่านการทดสอบแล้ว

เซี่ยสินค่อยเหลียวหน้ามา ประสานมือกล่าวว่าทั้งหมดนี้เป็นใต้เท้าอบรมสั่งสอน

จางสือซันยิ้มพลางสั่นศีรษะกล่าวว่าที่แท้ดีหรือไม่ มิใช่เราเป็นคนตัดสิน หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าท่านสามารถตบตาทั่วเขตชิงโจว ให้ทุกผู้คนยึดถือท่านเป็นหยางซวีหรือไม่ วันพรุ่งนี้พวกเราจะเดินทางกลับไปแล้ว

เซี่ยสินกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่ารวดเร็วถึงเพียงนี้?”

จางสือซันกล่าวว่าอีกไม่กี่วันจะเป็นวันคล้ายวันเกิดของเจ้าฉีอ๋อง ท่านเป็นคนของเจ้าฉีอ๋อง ไม่ว่าอย่างไรต้องไปอวยพรวันเกิด ตอนนี้ต้องทำความคุ้นเคยกับสถานที่ หากกระทั่งด่านของคนในครอบครัวและเหล่าสหายของหยางซวียังผ่านไม่ได้ ไหนเลยเข้าสู่วังเจ้าได้

มันสูดลมหายใจคำหนึ่ง มองดูแสดงสีสนธยาที่ห่างไป พึมพำว่าเป็นล่อหรือเป็นม้าต้องจูงออกมาทดลองวิ่งดูแล้ว

พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 70 - 78)

ตึกตระกูลหยาง

ชิงโจวเป็นเมืองโบราณ ทิศตะวันออกหันหาทะเล ทิศตะวันตกติดกับภูเขาไท่ซาน ทิศเหนือมีแม่น้ำสองสายไหลผ่าน ทิศใต้มีภูเขาสามลูกประหนึ่งฉากกั้น ตัวเมืองเป็นรูปเดือนเสี้ยว แวดล้อมด้วยภูเขาแม่น้ำ โบราณสถานโบราณวัตถุมีอยู่เกลื่อนกล่น

ชิงโจวเป็นหนึ่งในเก้าเขตแคว้นโบราณ นับตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมาก็เป็นศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ การทหาร วัฒนธรรมและการค้า จวบกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงย้ายสำนักปู้เจิ้งซือ* กับศูนย์บัญชาการไปยังเมืองจี้หนัน นับแต่นั้นมณฑลชานตุงค่อยยึดถือเมืองจี้หนันมีความสำคัญที่สุด

*ชื่อสถานที่ราชการ ถือเป็นสถานปกครองสูงสุด สมัยราชวงศ์หมิงมีสำนักปู้เจิ้งซือรวมสิบสามแห่งของท้องถิ่น

แต่เมืองชิงโจวยังคงรักษาสำนักปู้เจิ้งซือกับศูนย์บัญชาการไว้ หาได้ถูกลดความสำคัญลงไม่ อย่าว่าแต่ที่นี้ยังมีอ่านอ๋องกินเมืองท่านหนึ่ง ตอนนี้บนพื้นที่ชานตุงประกอบด้วยท่านอ๋องกินเมืองสององค์ หนึ่งเป็นราชโอรสองค์ที่สิบของหงอู่ฮ่องเต้ ได้รับอวยยศเป็นเจ้าหลูอ๋อง กินเมืองกุ่นโจว อีกท่านหนึ่งเป็นราชโอรสองค์ที่เจ็ดเจ้าฉีอ๋อง ได้กินเมืองชิงโจว

เซี่ยสินเดินทางเข้าเมือง ตอนนี้ผ้าม่านติดผนังรถทั้งสี่ด้านล้วนถอดออก เซี่ยสินนั่งอยู่ในรถ ศีรษะสวมหมวก อยู่ในอาภรณ์ชุดแพร รถม้าพอเคลื่อนไหว สายลมก็โชยพัดเข้ามา ลักษณะคล้ายขุนนางยุคเลียดก๊กออกจากบ้านก็มิปาน

พอเข้าประตูเมือง เห็นสองฟากข้างถนนปรากฏร้านรวงเรียงราย เสียงร้องเร่ขายของดังไม่ขาดหู พื้นถนนปูหินเขียว ล้อรถพอบดผ่านบังเกิดเสียงดัง องครักษ์ทั้งสี่แบ่งเป็นสองขบวน สองคนขี่ม้าเบิกทาง คนขับรถของตระกูลหยางรู้จักเส้นทางเป็นอย่างดี มิต้องให้ออกคำสั่งก็ขับรถไปยังตึกตระกูลหยาง

ก่อนนี้เซี่ยสินก็เคยเข้าเมือง ตอนนั้นได้แต่เดินเลียบอยู่ข้างถนน สอดส่ายสายตามองหาคนใจบุญบริจาคเงินให้สักหลายเหรียญกษาปณ์ สายตาที่ผู้คนมองมาเต็มไปด้วยแววเหยียดหยาม แต่ตอนนี้โดยสารรถม้า แต่งกายเลิศหรู มีองครักษ์ห้อมหน้าล้อมหลัง ผู้คนสัญจรพากันหลีกทาง สายตาที่จ้องมองมาล้วนเคารพยกย่อง สร้างความสะท้อนใจยิ่ง

ในเมื่อมาแล้ว เราต้องมีชีวิตอยู่ให้ดี นี่เป็นโอกาสที่ฟ้าประทาน เราควรที่จะไขว่คว้าไว้ ไม่ว่าผู้ใดก็ช่วงชิงไปไม่ได้

เซี่ยสินคิดอ่านในใจ พร้อมกับกวาดตาไปยังจางสือซันแวบหนึ่ง

ในที่สุดมาถึงตึกตระกูลหยางแล้ว

ตึกตระกูลหยางอยู่ทางตัวเมืองตะวันออก ตัวตึกใหญ่โต แต่ไม่จัดว่าภูมิฐาน เนื่องเพราะตระกูลหยางเพิ่งร่ำรวยไม่นาน บวกกับระหว่างไว้ทุกข์ไม่สะดวกกับการปลูกสร้างบ้านเรือน ตอนนี้เพิ่งครบกำหนดไว้ทุกข์หนึ่งปี ย่อมไม่ขยับขยายบ้านช่อง มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น ตึกตระกูลหยางยังประกอบด้วยประตูลงรักสีแดง ประดับห่วงทองเหลือง บันไดปูด้วยแผ่นหินทั้งเส้น ซ้ายมือมีแท่งหินสำหรับผูกม้า ขวามือตั้งเสาสำหรับแขวนโคม กระเบื้องสีเขียว กำแพงสีขาว ตัวตึกลึกล้ำ ชายคาบ้านงอนขึ้น

รถม้าพอแล่นถึงหน้าประตู เซี่ยสินอดใจเต้นระทึกมิได้ ที่แท้สำเร็จหรือล้มเหลว ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ หากว่าสำเร็จมันจะเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ หากว่าล้มเหลว

เซี่ยสินเตือนสติตัวเองเยือกเย็นไว้ นี่เป็นด่านแรก และเป็นด่านที่ยากลำบากที่สุด มันต้องผ่านไปให้จงได้ ขอเพียงผ่านด่านนี้ หลังจากนี้ต่อให้มีคนระแวงสงสัยมัน ก็ไม่แน่ใจขึ้นมา

คนเฝ้าประตูพอเห็นรถม้าของเส้าแหย (นายน้อย) ก็เปิดประตูออกมารับหน้าตั้งแต่แรก คนขับรถและองครักษ์ทั้งสี่เข้าทางประตูข้าง เซี่ยสินเดินเข้าประตูใหญ่ โดยมีจางสือซันร่วมทางเป็นเพื่อน พอผ่านเข้าประตู ประจวบปรากฏบ่าวไพร่ในชุดเขียวสวมหมวกใบเล็กสองคนผ่านมา พอเห็นนายน้อยกลับมาก็รีบยืนตรงแสดงความเคารพ จากนั้นรีบรุดไปรายงาน

ตระกูลหยางมีบ่าวไพร่หญิงรับใช้ไม่มากนัก หากเปรียบกับตระกูลใหญ่ที่มีฐานะเท่าเทียมกันถือว่าน้อยกว่ามากนัก เนื่องเพราะราษฎรทั่วไปห้ามชุบเลี้ยงบ่าวไพร่หญิงรับใช้ ดังนั้นก่อนหน้านี้เพียงว่าจ้างมาเป็นแรงงานกับแม่นม จวบกระทั่งหยางซวีสอบได้ตำแหน่งบัณฑิตซิ่วไฉ ค่อยรับบ่าวไพร่หญิงรับใช้ได้ แต่เนื่องจากหยางซวีไม่อยู่ติดบ้าน เซียวก่วนซื่อ (พ่อบ้านแซ่เซียว) ซึ่งเป็นคนดูแลบ้านช่องมีนิสัยมัธยัสถ์ เห็นว่าหากว่าจ้างบ่าวไพร่หญิงรับใช้จำนวนมากออกจะสิ้นเปลืองไป ดังนั้นในบ้านยังมีผู้คนไม่มากนัก

เซี่ยสินวางตนราวกับว่ากลับมายังบ้านช่องตนเอง ถึงแม้ว่าจางสือซันจะวาดแบบแปลนการก่อสร้างในตึกตระกูลหยางต่อมัน แต่จะอย่างไรเพียงเป็นลายเส้นแนวราบ ยามนี้เข้ามาอยู่ในสถานที่จริง บังเกิดความรู้สึกไม่คุ้นเคย ดีที่จางสือซันอยู่เป็นเพื่อน เจ้าของบ้านตัวปลอมจึงไม่ถึงกับวิ่งเพ่นพ่านวุ่นวาย

ตึกตระกูลหยางปลูกสร้างศาลาหอเก๋ง ปลูกต้นไม้ก่อภูเขาจำลอง แต่เซี่ยสินไม่มีกะใจชื่นชม ผ่านตึกหน้าตึกกลางเลี้ยวเข้าตึกหลัง พอผ่านระเบียงคดเคี้ยว เห็นท่ามกลางพุ่มไม้ดอกด้านตรงข้ามมีมุมหอสีแดงโผล่พ้นออกมา เซี่ยสินทราบว่านั่นเป็นที่อยู่ของตนเอง

หนักแน่นเยือกเย็นไว้ จดจำไว้ ท่านคือหยางซวีหยางเหวินเซวียน

แว่วเสียงจางสือซันดังขึ้นที่ด้านหลัง เซี่ยสินก็ใช้วิชาสะกดจิตตัวเอง กระตุ้นเตือนสติตนเอง เพิ่งควบคุมลมหายใจที่ปรกติ ก็ได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งร้องเรียกด้วยความยินดีว่าเส้าแหย (นายน้อย) กลับมาแล้ว

เซี่ยสินหยุดเท้ามองดู เห็นคนชุดเขียวผู้หนึ่งสาวเท้าออกมาอย่างเร่งร้อน คนผู้นี้มีอายุสี่สิบเศษ รูปร่างปานกลาง องคาพยพบนใบหน้าหมดจดชัดเจน ศีรษะโพกผ้า ใต้คางไว้เคราสามแฉก ชุดยาวที่สวมใส่ซักฟอกจนสะอาดสะอ้าน ให้ความรู้สึกที่สบายตา

เซี่ยสินมองปราดเดียวก็จดจำออกว่านี่เป็นพ่อบ้านตระกูลหยาง ซึ่งมีชื่อจริงว่าเซียวจิ้งถัง มันเคยเห็นภาพเหมือนของคนผู้นี้มานับครั้งไม่ถ้วน

เซี่ยสินยิ้มให้กับมัน กล่าวว่าเซียวสู (อาแซ่เซียว) ข้าพเจ้ากลับมาแล้ว

หยางซวีติดตามผู้เป็นบิดาออกจากแดนเจียงหนันตั้งแต่เล็ก ตอนนั้นมารดาของมันลาโลกไปแล้ว เนื่องเพราะบิดามันไม่มียศตำแหน่ง ทั้งมีบุตรชายแล้ว ตามกฎหมายราชวงศ์หมิงห้ามมีอนุภรรยา บิดามันก็ไม่ยอมแต่งงานใหม่ เมื่อย้ายมายังเมืองชิงโจว บิดามันออกไปประกอบการค้าตลอดเวลา ไม่มีเวลาดูแลมัน เซียวก่วนซื่อจึงเลี้ยงดูมันจนเติบใหญ่ ดังนั้นเรียกหาเป็นเซียวสู หาได้ยึดถือเป็นบ่าวไพร่ไม่

เซียวก่วนซื่อมีสีหน้ายินดี ขณะจะน้อมคำนับ พลันงงงันวูบ เซี่ยสินใจเขม็งตึงเครียดขึ้นมา เปลือกนอกยังสงบราบเรียบ ยิ้มพลางถามว่าเป็นไร มีอันใดไม่ถูกต้องหรือ?”

เซียวกวนซื่อสั่นศีรษะหัวร่อออกมา กล่าวว่าเส้าแหยจากไปไม่กี่วันก็ตากแดดจนผิวดำคล้ำกว่าเดิม เมื่อครู่เราพอเหลือบแลเห็นเส้าแหย กลับเกิดความรู้สึกแปลกหน้าอยู่บ้าง ช่างเหลวไหลจริงๆ…”

เมื่อเซียวก่วนซื่อพบเห็นเซี่ยสินก็เกิดความรู้สึกแปลกหน้าไม่คุ้นเคย แต่มิใช่พบเห็นพิรุธใด หากเป็นความรู้สึกอันละเอียดอ่อนชนิดหนึ่ง จากนั้นเห็นการแต่งกาย หน้าตา ท่าทาง ตลอดจนสุ้มเสียงล้วนถอดแบบมาจากหยางซวี ภายใต้ความคิดที่ครอบงำจิตใจอยู่ก่อน ยากจะพบเห็นปัญหาอันใด อย่างว่าแต่ยังมีจางสือซันซึ่งเป็นผู้ติดตามของนายน้อยอยู่ด้านข้าง ต่อให้เซียวก่วนซื่อมีจินตนาการความคิดกว่านี้ ก็ไม่อาจนึกโยงว่านายน้อยพอออกจากบ้านไปคราหนึ่ง ขากลับมาก็กลับกลายเป็นอีกคนหนึ่ง

สีหน้าอันเขม็งเครียดของจางสือซันค่อยผ่อนคลาย หยางซวีกลับทอดถอนใจ กล่าวเสียงแหบพร่าว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์พลัดพรากตายจาก ค่อยล่วงรู้ถึงความไม่จีรังของผู้คน ทิงเซียงเป็นสตรีที่เราโปรดปราน แต่แล้วพลาดท่าตกน้ำการตายของนางสร้างคามเศร้าหม่นหมองแก่เราไปหลายวัน จนบัดนี้ยังไม่อาจตัดใจได้

ข่าวที่ทิงเซียงจมน้ำตายที่แม่น้ำกู้สุ่ยถูกส่งมาที่ตึกตระกูลหยางแล้ว เซียวก่วนซื่อทราบว่านายน้อยเป็นเผ่าพันธุ์มากรัก เห็นตนเองสะกิดความในใจของอีกฝ่ายขึ้นมา จึงรีบกล่าวว่าคนตายไม่อาจฟื้นคืนชีพ เส้าแหยไม่ต้องเศร้าเสียใจแล้ว เส้าแหยเพิ่งจากไปไม่กี่วันก็ตากแดดจนผิวคล้ำลง มิใช่เราปากมาก เงินทองเป็นของนอกกาย สองสามปีนี้เส้าแหยสะสมทรัพย์สินมากมาย สามารถปลอบโยนวิญญาณบนสรวงสวรรค์ของเหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) แล้ว ตอนนี้เส้าแหยสมควรนึกถึงเรื่องสำคัญของชีวิต* พกพาความสำเร็จกลับคืนสู่บ้านเกิด ตบแต่งเส้าฮูหยิน (คำเรียกภรรยาของนายน้อย) เข้าบ้าน อย่างนั้นวันใดที่บ่าวเฒ่าลงไปพบกับเหล่าแหยในปรภพ จะได้ไม่มีคำว่ากล่าว…”

*หมายถึงการแต่งงาน

กล่าวพลางยกแขนเสื้อซับน้ำตา เซี่ยสินจึงปลอบโยนว่าข้าพเจ้าเอ่ยถึงความเศร้าเสียใจ กลับสะกิดความในใจของเซียวสูขึ้นมา พวกเราอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้แล้ว

เซียวก่วนซื่อก็ขานรับว่าไม่เอ่ยถึงแล้ว เส้าแหยเพิ่งกลับมา เราก็กล่าวพิรี้พิไร มาเถอะ ขอเชิญเส้าแหยไปอาบน้ำชำระกาย ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า พักผ่อนสักครู่ เราจะสั่งห้องครัวจัดเตรียมอาหารให้มากกว่าเดิม หลังอาหารค่ำเราค่อยรายงานกิจการของตระกูลหยางให้ทราบ

เซี่ยสินยิ้มพลางกล่าวว่าเซียวสูช่วยดูแลกิจการบ้านเรา เรายังมีอันใดไม่วางใจ? เรื่องเหล่านี้รอไว้วันพรุ่งนี้ค่อยบอกกล่าวก็ไม่สายพลางหันไปกล่าวกับจางสือซันว่าหลังอาหารค่ำท่านไปที่ห้องหนังสือ เรามีเรื่องบางประการคิดมอบหมายต่อท่าน

จางสือซันรับคำแล้วกล่าวสือซันขอตัวพลางสบสายตากับเซี่ยสินแวบหนึ่ง แล้วล่าถอยไป

เซียวก่วนซื่อก็เดินเป็นเพื่อนเซี่ยสินไปยังหอแดง เดินพลางร้องพลางว่าเสี่ยวตี้ (ตี้น้อย) รีบมาปรนนิบัติคุณชายอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

มันผลักประตูบานหนึ่งออก คาดว่าเป็นที่อยู่ของบุตรี แต่ว่าภายในว่างเปล่าไร้ผู้คน เซียวก่วนซื่อต้องพึมพำว่ายาโถว (คำด่าหญิงสาว) ที่น่าตาย วิ่งเตลิดไปที่ใดแล้ว?”

มันทางหนึ่งตามหาบุตรี ทางหนึ่งกล่าวว่าทุกครั้งที่เส้าแหยจากไป ผู้ที่ห่วงใยเส้าแหยที่สุดเป็นเสี่ยวตี้บ้านเรา เสี่ยวตี้อยู่ร่วมกับเสาแหยตั้งแต่เล็ก เส้าแหยพอจากไปครึ่งเดือน เสี่ยวตี้ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ…”

พลางผลักประตูอีกบานหนึ่งออก แต่แล้วอ้าปากค้าง ไม่อาจกล่าววาจาใดได้ เห็นหลังประตูจัดตั้งโต๊ะสี่เหลี่ยม บนโต๊ะวางถาดผลไม้ใบใหญ่ หญิงสาวเกล้าผมเป็นมวยสองมวยนางหนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะ มือถือผลท้อหวานผลหนึ่ง กัดกินจนสองข้างแก้มเปรอะเปื้อนน้ำผลไม้ บนโต๊ะยังทิ้งเมล็ดท้อ เมล็ดผลสาลี่ เมล็ดผลเหิงที่แทะกินไม่หมด

ประตูห้องพอเปิดออก หญิงสาวภายในห้องก็สะอุ้งเฮือกใหญ่ ถือผลท้อค้างไว้ นางลืมตากลมโตมองดูเซี่ยสินก่อน ค่อยเหลียวดูเซียวก่วนซื่อ จากนั้นกลอกตาตลบหนึ่ง ลักษณะคล้ายกระรอกที่ถือผลสนค้างไว้ก็มิปาน

เซี่ยสินชมดูจนหัวร่อออกมา เซียวก่วนซื่อเกิดความกระอักกระอ่วน กล่าวแก้ต่างว่าเส้าแหย ท่านดูยาโถวนี้กินไม่ได้นอนไม้หลับ หิวโหยจนแอบมารับประทานผลไม้ในที่นี้

หญิงสาวนั้นกลืนเนื้อผลไม้ในปากลงไป กล่าวเปิดโปงว่าท่านพ่อ ผู้ใดกินไม่ได้นอนไม่หลับ? ตอนนี้ผู้อื่นหิวโหยจนรับประทานวัวทั้งตัวได้ แต่ว่าผู้อื่นอยู่ระหว่างลดความอ้วน คิดรับประทานก็ไม่กล้ารับประทาน…”

เซียวก่วนซื่ออับอายกลายเป็นโทสะ ดุว่ายาโถวไม่รู้ความ เส้าแหยกลับมาก็ไม่รีบมาคารวะ รีบปรนนิบัติเส้าแหยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

หญิงสาวน้อยกระโดดปราดขึ้น มาถึงข้างกายเซี่ยสินราวกับนางแอ่นที่ร่าเริงตัวหนึ่ง ย่อกายคารวะ กล่าวเสียงอ่อนหวานว่าเสี่ยวตี้ (ตี้น้อย) คำนับเส้าแหย

เซี่ยสินค่อยสำรวจดูเซียวตี้ที่เบื้องหน้า นี่เป็นหญิงสาวแรกรุ่นนางหนึ่ง สวมเสื้อเนื้อแพรต่วนสีขาว นุ่งกระโปรงสีแดง ข้างเอวคาดผ้ากันเปื้อนสีน้ำทะเล หน้าตาสดใสน่ารัก คิ้วเรียวโค้งปากจิ้มลิ้ม คล้ายยินดีคล้ายแง่งอน ตากลมโตทั้งคู่ดำขลับเป็นประกาย แฝงรอยยิ้มอันซุกซนอยู่บ้าง

หากบอกว่าอ้วน นางมีรูปร่างท้วมไปบ้าง แต่พร้อมกับวัยที่เจริญเติบโต รูปร่างจึงยืดยาวขึ้น กลายเป็นความสมส่วน ไม่จำเป็นต้องลดความอ้วนอันใด แต่ว่าหญิงสาวเริ่มใส่ใจกับรูปร่างหน้าตาของตัวเอง เนื่องเพราะยุคสมัยนั้นดรุณีสาวสิบสี่สิบห้าปีก็เติบใหญ่ คิดแต่งงานแต่งการแล้ว

มันไม่ทันสำรวจดูต่อไป เซียวตี้ก็คล้องแขนมันไว้อย่างสนิทสนม กล่าวเสียงสดใสว่าเส้าแหย ท่านไฉนรอถึงตอนนี้ค่อยกลับมา ตอนแรกบอกว่าไปที่บ้านพักร้อนสองวัน แต่แล้วไปยังโรงงานอวี้สือ พักอาศัยอีกหลายวัน วันที่สามที่ท่านออกจากบ้าน เสี่ยวฮัว (ลายน้อย) บ้านเราก็ตกลูกคราเดียวห้าตัว ยังมากกว่าเสี่ยวเฮย (ดำน้อย) ที่บ้านเหล่าหวัง (คนแซ่หวัง) หนึ่งตัว ท่านคิดไปชมดูหรือไม่?”

เรา…”

ใช่แล้ว เอ่ยถึงเหล่าหวัง ปรากฏว่าโกวอ้วนงั่วที่เป็นชิงเจีย (ญาติที่เกี่ยวดองโดยการแต่งงาน) เมื่อวันก่อนซื้อตัวหญิงรับใช้สองนาง หนึ่งในสองอยู่เพียงสองวันก็หอบปิ่นทองเครื่องประดับทองของโกวฮูหยินหลบหนีไป ตระกูลโกวไปหาคนกลางที่แนะนำ แต่ว่าคนกลางก็ไม่ล่วงรู้เส้นสนกลในของหญิงสาวนั้น ที่แท้เป็นนักต้มตุ๋น

อ้อ นาง…”

ข้าพเจ้าบอกต่อท่านพ่อว่า วันหน้าบ้านเราคิดว่าจ้างผู้คน อย่าได้ชะล่าใจเช่นตระกูลโกว ไม่ว่าชุ่ยเหวินเจี่ย หลิวต้าเหนียง ต้าหนิวเกอกับพวกล้วนเป็นคนพื้นเมือง สามารถใช้สอยอย่างวางใจ อย่าได้ว่าจ้างคนต่างถิ่นที่ความเป็นมาไม่กระจ่าง…”

เซียวก่วนซื่อหัวร่อมิออกร้องไห้ไม่ได้ ตัดบทว่าพอแล้ว เส้าแหยเพิ่งกลับมาก็ต้องทนฟังเจ้าพร่ำพิไร รีบปรนนิบัติเส้าแหยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

เซียวตี้รับคำคราหนึ่ง หมุนตัวหมายจากไป แต่แล้วเหลียวมองเซี่ยสินแวบหนึ่ง คล้ายพบเห็นอันใด ต้องอุทานดังเอ๊ะออกมา เซี่ยสินแสร้งเป็นแย้มยิ้มกล่าวว่าดูอันใด? เราเส้าแหยเปลี่ยนเป็นหล่อเหลากว่าเดิมหรือ?”

เซียวตี้เอียงคอมองดูเซี่ยสิน คิ้วเรียวขมวดมุ่น พลันยื่นหน้าเข้ามาสูดดมมันราวกับสุนัขน้อยตัวหนึ่ง สร้างความขุ่นแค้นแก่เซียวก่วนซื่อจนหน้าดำคล้ำ ขู่คำรามว่ายาโถวโสโครกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ยังมิรีบปรนนิบัติเส้าแหยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอีก?”

สุ้มเสียงครั้งนี้ดังยิ่ง แม้แต่เซี่ยสินยังเกิดความตื่นตระหนก เซียวตี้ก็ถูกขู่คำรามจนหนีหัวซุกหัวซุนออกไป เซียว    ก่วนซื่อหันมากล่าวกับเซี่ยสินว่าเส้าแหย เสี่ยวตี้ปรกติเรียบๆ ร้อยๆ เพราะว่าเส้าแหยกลับมาจึงยินดีจนลืมตัว…”

ไม่ทันขาดคำ ที่ลานตึกก็บังเกิดเสียงร้องของเซียวตี้ดังว่าล้วนตายหมดสิ้นหรือ รีบจัดเตรียมน้ำร้อน เส้าแหยจะอาบน้ำแล้ว

เซี่ยสินพอฟัง ค่อยได้คิดว่าเสียงร้องคำรามของตระกูลเซียวเป็นกรรมพันธุ์สืบทอดกันมา

เซียวก่วนซื่อกระอักกระอ่วนกว่าเดิม บอกว่าจะไปจัดเตรียมอาหารค่ำ จากนั้นล่าถอยออกไป

พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 79 - 90)

ดรุณีสาวแรกรุ่น

หยางววีเป้นคนรุ้จักเสพสุข ไม่ว่าอาหารการกิน เครื่องแต่งกาย ที่อยุ่อาศัย สตรีเพส แม้แต่การสรงสนานล้วนแต่พิถีพิถัน

ที่สวนดอกไม้เขตตึกหลังมีห้องอาบน้ำโดยเแพาะ นั่นเป้นห้องหับที่ปลูกโดดเดี่ยว อยู่ท่ามกลางดอกไม้ใบหญ้า ตดทางน้อยมาถึงที่นี้ หน้าห้องอาบน้ำมีเก่งห้าเหลี่ยมหลังหนึ่ง ภายในเก๋งจัดตั้งโต๊ะหินม้านั่งไม้ ข้างเก๋งปลุกต้นไผ่ หากว่าหลังอาบน้ำใส่เสื้อเบาบาง นั่งจิบชาอยุ่ในเก่ง ชมดอกไม้รอบข้าง กลับเป้นความสุนทรีย์ไม่เบา

ภายในห้องอาบน้้ำสะอาดสะอ้าน มีอุปกรณ์ครบครัน ห้องด้านในกับด้านนอกใช้อิบเขียวปุพื้น ห้องด้านนอกเป้นห้องครัวสามารถต้มน้ำจากที่นี่ ห้องด้านในก่อผนังต้านลม ทั้งยังก่อเป้นสระน้ำกว้างห้าเชียะยาวหกเชียะ ต้สระมีทางระบายน้ำ หลังจากอาบน้ำสามารถปล่อยน้ำออกไป ดังนั้นห้องอาบน้ำยกสุงกว่าเดิม ที่มุมสระมีดครงแขวนเสื้อผ้า และชั้นสำหรับจัดวางสิ่งของเครื่องใช้สำหรับอาบน้ำ

บ่าวไพร่หลายนาย กำลังทำความสะอาดสระน้ำ ทั้งหาบน้ำและต้มน้ำ ทุกคนสาละวนวุ่นวาย แม้แต่เซียวตี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น ก่อนอื่นหยิบฉวยเสื้อผ้าทั้งชั้นในกับชั้นนอกสำหรับผลัดเปลี่ยนมาให้กับนายน้อย จากนั้นม้วนแบบเสื้อขึ้นช่วยงานอีกแรงหนึ่ง อากาสร้อนอบอ้าว เพียงทำงานชั่วขระ หน้าผากก้ปรากฎหยาดเหงื่อไหลวึม ปอยผมกระจุกหนึ่งแนบติดกับข้างแก้ม ใบหน้าแดงสดใส น่ารักเป้นหนักหนา

เซี่ยสินรับการปรนิบัติจากนาง ถอดเสื้อชั้นนอกออก เห้นหยิงสาวก้มเอาฟุบร่างที่ริมสระ อวดแก้มก้นอันกลมกลึง อดใจเต้นระทึกมิได้ คิดอ่านในใจ นางคงไม่ปรนนิบัติเราอาบน้ำกระมัง? ยุคสมัยโบราณ ขณะที่คุณชายอาบน้ำ จะมีหญิงรับใช้ที่น่ารักสามตัวเอี๊ยมแนบเนื้อ คอยขัดสีฉวีวรรณให้หากว่านางรั้งอยู่ในห้อง เราควรทำอย่างไร ถึงแม้ว่านางอายุยังเยาว์ จะอย่างไรเป็นหญิงสาวคมขำ น้องชายของเราไม่ได้ใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามแรมปี หากไม่อาจสะกดอดกลั้นลวนลามต่อนาง นางคงไม่ขัดขืนบ่ายเบี่ยง…’

นึกถึงตอนนี้ เซียวตี้ยืดเอวขึ้น หมุนตัวมายิ้มให้กับมัน กล่าวว่า เส้าแหย น้ำอุ่นได้ระดับพอดี

เซียสินมองดูตากลมโตที่ไร้เดียงสา รูปร่างที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ของนาง ค่อยบังเกิดความคิดประการหนึ่งขึ้น นางยังเป็นดรุณีสาวที่ยังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราสมควรมีมโนธรรมสำนึกอยู่บ้าง เมื่อมีมโนธรรมสำนึกค่อยมีอนาคต…’

ดังนั้นส่งเสียงกระแอม กล่าวอย่างกระบิดกระบวนว่า ตกลงท่านออกไปเถอะ เราเส้าแหยจะอาบน้ำเอง

เซียวตี้มองดูมันด้วยความประหลาดใจ ย่นจมูกกล่าวว่า ไม่อาบน้ำเอง หรือต้องการให้ข้าพเจ้าอาบน้ำให้กับท่าน อย่าได้พิศมัยไป ข้าพเจ้าจะออกไปแล้ว

กล่าวจบวิ่งออกไป ชักชวนบ่าวไพร่ทั้งหลายไปรอที่เก๋งห้าเหลี่ยม เซี่ยสินลูบจมูกด้วยความกระดาก ถอดเสื้อชั้นในออกก้าวลงในน้ำ

เนื่องเพราะระหว่างนี้ มันอาบน้ำวันละหลายรอบ ร่างกายจึงสะอาดสะอ้าน การอาบน้ำครั้งนี้เสร็จสิ้นโดยเร็ว หลังอาบน้ำจิตใจสดชื่น พอสวมเสื้อชั้นในก็ส่งเสียงร้องเรียก เซียวตี้ค่อยวิ่งกลับมาเกล้าผมเผ้า สวมเสื้อผ้า ใส่หมวกให้กับมัน คราครั้งนี้เซี่ยสินสวมชุดพรต เกล้าผมเป็นมวยนักพรต ใส่รองเท้าหญ้าที่ถักจากต้นกก เดินเตาะแตะออกจากห้องอาบน้ำ

เซี่ยสินยืนอยู่หน้าเก๋งห้าเหลี่ยม มองดูทิวทัศภายในสวน คล้ายค้นพบความเป็นเจ้าของ บ้านตระกูลหยาง แต่พอนึกถึจางสือซัน ยังมีฟ่งซีฮุย จิตใจก็หนักอึ้งเคร่งเครียดขึ้นมา คิดอ่านในใจ ในโลกไม่มีอาหารเที่ยงให้รับประทานเปล่า โดยเฉพาะอาหารเที่ยงราคาแพงถึงเพียงนี้ สวรรค์เมื่อหยิบยื่นโอกาสแก่เรา หลังจากนี้ก็อยู่ที่ความเพียรพยายามของเราแล้ว

อาหารค่ำอุดมสมบูรณ์ ในตึกตระกูลหยาง ผู้ที่มีคุณสมบัติรับประทานเป็นเพื่อนกับนายน้อยคือเซียวตี้ นี่เป็นสิทธิพิเศษที่นางได้รับตั้งแต่เล็ก สองพ่อลูกตระกูลหยางปฏิบัติต่อพ่อลูกตระกูลเซียวเช่นครอบครัวเดียวกัน แต่ยามนี้ เซียวตี้ นั่งอยู่ในตำแหน่งต่ำกว่าเซียสิน กลับคล้ายเด็กหยิงที่ได้รับความคับแค้น มือถือชามข้าวโปะด้วยมะระชิ้นหนึ่ง นางพุ้ยข้าวเข้าปากคำหนึ่ง สายตาจ้องมองที่จานปีกไก่ที่ยั่วใจ กลืนน้ำลายลง

ไปคำหนึ่ง

เซียวตี้ตัดใจละสายตาจากจานปีกไก่กล่าวว่า ผู้อื่นกำลังลดความอ้วน หากรับประทานมากไปก็ลดไม่สำเร็จแล้ว

เซี่ยสินยิ้มพลางกล่าวว่า ท่านไม่ถือว่าอ้วน ยังลดความอ้วนอันใด ท่านอยู่ในวัยเจริญเติบโต สมควรรับประทานให้มากจึงถูกต้อง

เซียวตี้ฟังออกว่าคำ ไม่ถือว่าอ้วนมีเลศนัย จึงวางชามข้าวลง กล่าวว่า ท่านยังจดจำความแค้นที่ผู้อื่นเมื่อวัยเด็กหัวร่อเยาะท่านเป็นเสี่ยวพ่างจื่อ (เด็กอ้วน) ท่านคอยดูไปเถอะ ผู้อื่นต้องลดความอ้วนให้จงได้

กล่าวจบผละจากไป ทิ้งให้เซี่ยสินหัวร่อเบาๆ ออกมา มันนึกชมชอบสถานที่นี้ และชมชอบดรุณีสาวนี้ หากสามารถแทนที่หยางซวี ใช้ชีวิตอยู่ที่นี้ อย่างนั้นการย้อนเวลากลับมายังยุคสมัยที่ไม่เป็นของตัวเองเช่นนี้ ไม่ถือว่าคับข้องใจอันใด

น่าเสียดายที่ความฝันหวานสะท้านตื่นได้ง่าย หลังจากที่มันรับประทานอาหารค่ำเสร็จสิ้นบ่าวไพร่ก็ยกน้ำชามาถ้วยหนึ่ง เวี่ยสินนั่งไขว่ห้างจิบชาอย่างสบายอารมณ์ พลันได้ยินเสียงขู่คำรามที่แฝงอำนาจทะลุทะลวงเสียงหนึ่งดังมากระทบโสต

โดยมิต้องสงสัย ผู้ที่สามารถส่งเสียงขู่คำรามออกจากปากเช่นนี้ มีแต่หญิงรับใช้ประจำตัวของตนเอง ดังนั้นสร้างความสงสัยอยากรู้แก่เซี่ยสิน วางถ้วยชาลงเดินออกไป

ที่ลานบ้านตั้งโครงบังแสงแดดไว้ เสี่ยวตี้ยืนเผชิญหหน้าอยู่กับจางสือซิน จางสือซินยิ้มอย่างเย็นชา ส่วนเซียวตี้คล้ายกับลูกแมวที่แยกเขี้ยวกางเล็บตัวหนึ่ง หากมิใช่หญิงรับใช้สองนางฉุดดึงนางไว้ นางคงโถมเข้าไปตะกุยเล็บใส่จางสื่อซันแล้ว

เซี่ยสินเดินออกไป ร้องถามว่า เกิดเรื่องราวใด พวกท่านทุ่มเถียงอันใด?”

เซียวตี้พอพบเห็นมัน ก็ชิงฟ้องร้องว่า เส้าแหย ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่นี้ เป็นมันเดินมาชนชามน้ำ หยางเหมย* ของผู้อื่น จนน้ำหยางเหมยกระเซ็นใส่ปกเสื้อมัน มันกลับปัดชามของผู้อื่นตกแตก ทั้งยังบอกว่าบอกว่าข้าพเจ้า…”

*ผลไม้ชนิดหนึ่งผลเป็นสีแดง มีรสเปรี้ยว

จางสือซันยกมือไพล่หลังกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า เรากล่าวไม่ถูกต้องหรือ? เส้าแหยดีต่อบ่าวไพร่เป็นเรื่องอขงเส้าแหย แต่ว่าบ่าวไพร่ควรมีจิตสำนึกของบ่าวไพร่ น้ำแข็งที่ห้องใต้ดินไหนเลยอนุญาตท่านหยิบฉวยได้? ขอถามหญิงรับใช้บ้านใดที่หยิบฉวยสิ่งของ โดยไม่ขออนุญาตจากผุ้เป็นนาย?”

เซียวตี้หน้าแดงก่ำ ร้องดังๆ ว่า ข้าพเจ้าหยิบฉวยก้อนน้ำแข็งแล้วจะเป็นไร? เส้าแหยไม่เคยดุว่าข้าเจ้า ท่านเพิ่งมาที่ตระกูลหยางไม่กี่วัน ต่อให้คิดควบคุมข้าพเจ้าก็ไม่ถือรอบของท่าน

จางสือซันคร้านที่จะทุ่มเถียงกับนาง หากหมุนตัวมายังเซี่ยสิน กล่าวเสียงหนักว่า เส้าแหยกิจการของตระกูลหยางเรายิ่งมายิ่งใหญ่ บ่าวไพร่ในบ้านก็ยิ่งมายิ่งมาก มีเรื่องบางประการสมควรกำหนดเกณฑ์ไว้ เวียวตี้หยิบฉวยก้อนน้ำแข็งไปโดยพลการ ถือว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เส้าแหยไม่ควรตามใจนางไป

เซียวตี้ถือดีว่านายน้อยเป็นเกอเกอ (พี่ชาย) ของนาง นางจึงไม่เชื่อว่าเกอเกอจะลงโทษนางเพราะคำยุยงของตัวอุบาทว์ผู้นี้ เห็นเซี่ยสินหันหน้าหาจ่างสือซัน จางสือซันยิ้มอย่างเย็นชา มุมปากกลับทอแววอำมหิตวูบหนึ่ง

เซี่ยสินรู้แน่แก่ใจว่า จางสือซันหาข้ออ้างขยายเรื่องราวใหญ่โต ตอนอยู่ที่โรงงานขุดหิน จางสือซันบอกว่าสองพ่อลูกตระกูลเซียวจงรักภักดีต่อหยางซวี และเป็นคนที่สนิทสนมกับหยางซวีที่สุด เพื่อความปลอดภัย ควรโยกย้ายพวกมันออกไป ตอนนี้จางสือซันสร้างโอกาสให้กับมันแล้ว

เซี่ยสินก้มลงมองดูชามน้ำหยางเหมยที่ตกแตกบนพื้น ในน้ำบ๊วยเปรี้ยวยังมีเศษน้ำแข็งอยู่หลายก้อน ก้อนน้ำแข็งถูกน้ำหยางเหมยย้อมเป็นสีแดงเข้ม เซี่ยสินอดนึกถึงซากศพหญิงสาวใต้ก้อนน้ำแข็งนั้นมิได้

จางสือซันเรียกเส้าแหยคำหนึ่ง เซี่ยสินใจหายวูบ กัดฟันกล่าวว่า เสี้ยวตี้ (ตี้น้อย) ส่งมอบกุญแจของห้องน้ำแข็งออกมา

เซียวตี้ร้องคำว่ากระไร แทบไม่เชื่อหูตัวเอง ต้องมองดูเซี่ยสินอย่างประหลาดใจ เซี่ยสินกล่าวเสียงกระด้างว่า หลังจากนี้ท่านไม่ต้องดูแลห้องน้ำแข็งอีกแล้ว

ปีกจมูกของเซียวตี้ ที่เพยิบพยาบหลายครา ข่มเพลิงโทสะปลดลูกกุญแจจากข้างเอว ขว้างใส่พื้นเบื้องหน้าเซี่ยสิน สะบัดหน้าจากไป

จางสือซันฉวยโอกาสกล่าวว่า เส้าแหย ท่านยังดูนางมีีสัมมาคารวะหรือไม่? หากว่าทุกคนล้วนเลียนแบบนาง…”

เซี่ยสินหาตอบคำไม่ ก้มลงเก็บลูกกุญแจขขึ้นมา สาวเท้าจากไป

จางสือซันบันดาลโทสะ แต่เห็นละแวกใกล้เคียงยังมีบ่าวไพร่หญิงรับใช้หลายคน ไม่สะดวกกับการอาละวาด ได้แต่สะกดเพลิงโทสะไว้ สาวเท้าติดตามไป

อุบาทว์บัดซบ ท่านยึดถือตัวเองเป็นหยางซวีต้าจริงหรือ?”

จางสือซันเห็นรอบข้างไร้ผู้คน ก็ตะคอกใส่เซี่ยสิน คาดคั้นถามว่า เหตุใดไม่ฉวยโอกาสนี้ขับนางออกจากตึกใน กลับปล่อยให้ดอกาสอันดีเช่นนี้ผ่านไป?”

เซี่ยสินยังคงรักษาท่าทีอันอ่อนน้อม อธิบายว่า สือซันหลาง (บุรุษที่สิบสาม) ข้าพเจ้าเข้าใจเจตนารมณ์ของท่าน แต่ว่าหยางซวี ไว้เนื้อเชื่อใจนางสองพ่อลูก หากข้าพเจ้าฉีกหน้าอย่างกะทันหัน ไยมิใช่สะกิดความสงสัยของผู้คน?”

ยังมีท่านบอกว่าเรื่องราวใหญ่น้อยในบ้าน แม้แต่กิจการค้าของหยางซวี เป็นเซียวก่วนซื่อดูแลรับผิดชอบ ตอนนี้ข้าพเจ้ายังไม่คุ้นเคยกับบ้านช่องห้องหับในตระกูลหยาง หากว่าขบไล่มันสองพ่อลูกไปโดยผลีผลาม ข้าพเจ้าก็ทำความเข้าใจกับเรื่องราวไม่เพียงพอ ไยมิใช่พลาดเรื่องสำคัญของสือซันหลางกับใต้เท้าฟ่ง?”

มันยิ้มประจบกล่าวว่า ผู้น้อยรับประกันว่าไม่มีความคิดแข็งขืน หากสือซันหลางเห็นผิดว่า เรายังหาข้ออ้างขับไล่พวกนางสองพ่อลูกออกไปเอง

จางสือซันนิ่งครุ่นคิดชั่วขณะ พลันตบไหล่เซี่ยสินกล่าวว่า ท่านกล่าวมีเหตุผล เราใจร้อนวู่วามไปบ้าง อย่างนั้นก็ปล่อย ให้พวกมันอยู่ต่อไป วันพรุ่งนี้ ผู้แซ่เซียวจะส่งมอบสมุดบัญชีต่อท่าน ท่านทำความเข้าใจ แล้วถ่ายโอนกิจการมาที่เรา รอจนพวกเราศึกษาธุรกิจการค้าของตระกูลหยางได้จนหมดสิ้น ไม่ต้องใช้สอยพวกมันอีกต่อไป…”

เซี่ยสินรีบกล่าวว่า เมื่อถึงเวลานั้นจะทำตามคำสั่งสือซันหลาง ขับไล่พวกมันไปให้ไกลแสนไกล

จางสือซันยิ้มอย่างพึงพอใจ กล่าวว่า ไปกันเถอะ เราจะนำท่านไปสำรวจดูทั้งหน้าหลัง ศึกษาบ้านช่องห้องหับในที่นี้สักเที่ยวหนึ่ง

เมื่อวิกาลคล้อยดึก เซี่ยสินนอนอยู่บนเตียง คล้ายกับหลับไหลแล้ว แท้ที่จริงในใจบังเกิดความคิดพลุ่งพล่านดุจมรสุม

ในฐานะไส้ศึก ไม่ควรฝากชีวิตไว้กับเพื่อนร่วมงาน ควรทราบว่าฝ่ายตรงข้ามก็รู้จักย้อนตลบกลับมาจับตาดูท่าน หากท่านพบปะกับพวกเดียวกันอยู่บ่อยครั้ง สักวันหนึ่งท่านจะเปิดเผยฐานะของตัวเองออกไป เมื่อท่านทำงานไส้ศึก ทางตำรวจจะไม่ให้ความคุ้มกันอันใดแก่ท่าน มาตรการที่ปลอดภัยที่สุดคือไม่ดำเนินมาตรการอันใด ท่านต้องหยิบฉวยทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายของท่าน นี่จึงเป็นไส้ศึกที่เข้าเกณฑ์มาตรฐาน

เซี่ยสินพลันผุดลุกขึ้นนั่ง ปลดลูกกุญแจจากข้างเอว ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดหน้าต่างเข้ามา สีหน้ามันเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น กำลูกกุญแจไว้ใน

แม่นางเกิงเซียง ยังจำข้อตกลงที่เราให้ไว้กับท่านได้หรือไม่? หากว่าท่านมีญาณรับรู้ ขอให้คุ้มครองเราด้วย

เซี่ยสินอธิษฐานในใจ กระโดดปาดเบาๆ ก็พุ่งตัวออกหน้าต่างไป

ที่อยู่ของฟ่งซีฮุยค่อนข้างเปลี่ยวร้าง ปราศจากบ้านใกล้เรือนเคียง มันแม้เป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตร แต่เช่าบ้านอยู่อาศัย เป็นบ้านมุงกระเบื้องหลังหนึ่ง ตรงกลางเป็นห้องรับแขก ด้านซ้ายขวาถือเป็นกล้องชั้นใน

วิกาลคล้อยดึก เงาร่างสายหนึ่งพลิกข้ามกำแพงบ้านของฟ่งซีฮุยเข้ามา ยกมือเคาะหน้าต่างห้องนอนขวามือหลายครา ชั่วครู่ใช้หลังแสงไฟสว่างวูบ เงาร่างสายหนึ่งจุดตะเกียงน้ำมันเดินมาที่ห้องรับแขก ถอดกลอนประตูเปิดประตูห้องออก เงาร่างที่เบื้องนอกก็ถลันวูบเข้าไป คนถือตะเกียงน้ำมันโชกศีรษะมองดูลานบ้านแวบหนึ่งจากนั้นปิดประตูลง

ชั่วครู่ให้หลังในห้องนอนจุดโคมขึ้นใหม่ ผู้คนสองคนนั่งอยู่ข้างโต๊ะ หันหน้าหากัน คนที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามกับฟ่งซีฮุยกลับเป็นจางสือซัน

ฟ่งซีฮุยรินน้ำชาให้กับจางสือซันถ้วยหนึ่ง พลางขมวดคิ้วกล่าวว่า ไฉนรอดมาในตอนนี้? คนร้ายลึกลับยังไม่มีข่าวคราวใด ท่านสมควรดูแลความปลอดภัยของมันจึงถูกต้อง

จางสือซันกล่าวว่า ตัวตีกรอบนอกวางกำลังองครักษ์ไว้ เซี่ยสินก็ไม่ได้นอนอยู่ห้องที่หยางซวีนอนประจำ คนร้ายนั้นคงไม่ลงมือโดยวู่วาม อีกประการ มันอาจยังไม่ทราบข่าวที่ หยางซวีกลับมา หากว่ามันสะกดรอยตาม ล่วงรู้ร่องรอยของพวกเรา คงลงมือตั้งแต่อยู่ที่โรงงานขุดหินแล้ว

ฟ่งซีฮุยกล่าวเสียงหนักๆ ว่า ระมัดระวังไว้ ไม่เกิดข้อผิดพลาด นับแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ท่านต้องติดตามอยู่ข้างกายมันตลอดเวลา

จางสือซันยิ้มอย่างเยือกเย็นกล่าวว่า เอี่ยนเสี้ยว (เจ้าหน้าที่ชันสูตร) วางใจ ต่อให้ท่านไม่กล่าวกำชับ เราก็จะจับตาดูมัน เด็กน้อยนี้มิใช่จัดการได้โดยง่ายดาย

ฟ่งซีฮุยถามโพล่งว่า มีอันใดไม่ถูกต้อง?” ถูกผู้คนพบเห็นพิรุธแล้วหรือ?

จางสือซันตอบว่า ไม่ มีแต่ตอนที่เซียวก่วนซื่อ พบเห็นมัน มีสีหน้าประหลาดใจอยู่บ้าง สุดท้ายดูไม่ออก บุคคลอื่นยิ่งไม่มีปัญหา

ฟ่งซีฮุยยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า อย่างนั้นประเสริฐสุด มันเมื่อตบตาคนในตระกูลหยางได้ ก็เพิ่มความมั่นใจว่า จะตบตาผู้คนได้มากกว่าเดิม

จางสือซันกล่าวเสียงเย็นชาว่า หลังจากตบตาผู้อื่นสำเร็จ เด็กน้อยนี้กลายเป็นถือดีขึ้นมา นับแต่เข้าสู่ตึกตระกูลหยาง มันก็นึกกระหยิ่มยิ้มย่อง หากมิใช่คำนึงสถานการณ์ใหญ่ วันนี้เราถึงกับคิดใช้ทัณฑ์ทรมานต่อมัน

ฟ่งซีฮุยขมวดคิ้ว ถามไถ่รายละเอียด จางสือซันบอกเล่าเรื่องที่มันจงใจหาเรื่องกับบุตรีของเซียวก่วนซื่อ  สร้างโอกาสให้กับเซี่ยสิน แต่เซี่ยสินไม่ยอมทำตามคำสั่งมันให้ทราบ

ฟ่งซีฮุยพอฟังจบก็หัวร่อพลางกล่าวว่า ชนชั้นต่ำผู้หนึ่งพอเข้าตัวเมืองที่รุ่งเรือง พำนักในบ้านช่องใหญ่โต ย่อมลิงโลดจนลืมตน ถือเป็นความรู้สึกของปุถุชน ท่านมิต้องใส่ใจ มันยิ่งยึดถือตนเองเป็นหยางซวี ยิ่งสวมรอยได้อย่างแนบเนียน รังแต่เกิดผลดี หาเป็นผลเสียต่อแผนการใหญ่ของพวกเราไม่

จางสือซันขมวดคิ้วกล่าวว่า แต่ว่ามันไม่ยอมขับไล่สองพ่อลูกตระกูลเซียวออกไป พวกเราก็ยากดำเนินการได้ เซียวก่วนซือเป็นคนคุมบัญชีของตระกูลหยาง ทั้งยังจงรักภักดีต่อหยางซวี ตราบใดที่มันยังคงอยู่ พวกเราก็ไม่สามารถถ่ายโอนทรัพย์สินของตระกูลหยางมาเป็นของพวกเรา ต่อให้เซี่ยสินออกคำสั่ง ภายใต้คำร้องขอที่ขัดกับเหตุผล ผู้แว่เซียวต้องไม่ยินยอมปฏิบัติตาม ทั้งยังนึกระแวงสงสัยพวกเราขู่กรรโชกนายน้อยของมัน

ฟ่งซีฮุยกล่าวว่า ร้อนรุ่มอันใด ตอนนี้ทำงานของใต้เท้าก่อน ยังกลัวเด็กน้อยนั้นสามารถหนีรอดจากเงื้อมมือพวกเราหรือ?”

จางสือซันขบคิดแล้วยิ้มออกมากล่าวว่า เจี่ยนเสี้ยวท่านกล่าวถูกต้อง เป็นเราใจร้อนวูู่วามไป

ฟ่งซีฮุยกล่าวเสียงหนักๆ ว่า ทรัพย์สินของตระกูลหยางไม่สามารถวิ่งหนีหายไปได้ เซี่ยสินก็เดป็นเพียงุ่นเชิดของพวกเรา อาศัยเอกสารคำให้การของมันฉบับนั้น มันต้องทำตามคำสั่งพวกเราแต่โดยดี คิดเคลื่อนย้ายทรัพย์สินตระกูลหยางมาเมื่อใดก็ได้ แต่หากทำงานของใต้เท้าหลอไม่สำเร็จ ต่อให้มีเงินทอง ก็ไม่มีชีวิตสำหรับจับจ่าย เข้าใจหรือไม่?”

จางสือซันฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า ย่อมเข้าใจ แต่ว่าพวกเรามายังเขตชิงโจวเป็นเวลานาน เราแทบลืมเลือนว่าเขตปกครองอิ่งเทียนฝูมีสภาพอย่างไร ไม่ทราบเมื่อใดใต้เท้าหลอจึงสั่งให้ลงมือ

ฟ่งซีฮุยยิ้มอย่างลึกลับ ลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลงกล่าวว่า คนของเขตปกครองอิ่งเทียนฝูมาถึงแล้ว

จางสือซันใจหายวาบ กล่าว่า มาถึงแล้ว? มันอยู่ที่ใด มีคำสั่งถึงพวกเราว่าอย่างไร?”

ฟ่งซีฮุยสั่นศีรษะกล่าวว่า ยังไม่ มันใช้วิธีการติดต่อของกรมความมั่นคงแผ่นดินแจ้งต่อเราว่ามันมาถึงแล้ว ให้เรารอรับคำสั่งของมัน ส่วนคนผู้นี้มีชื่อเรียงเสียงใด พักอยู่ที่ใด เราหาทราบไม่

จางสือซันเป็นคนสนิทของใต้เท้าหลอ ใต้เท้าหลอส่งคนมา แต่ไม่ได้ติดต่อกับมัน สร้างความคับข้องใจแก่มันอยู่บ้าง เห็นคนผู้นี้ซุกหัวหดหาง แสร้งเป็นลึกลับถึงเพียงนี้ ต้องตัดพ้อว่า ไยต้องลับๆ ล่อๆ ถึงเพียงนี้ หรือว่าคนที่ใต้เท้าหลอส่งมากลับไม่ไว้วางใจพวกเรา?”

ฟ่งซีฮุยกล่าวว่า ไม่อาจกล่าวเช่นนี้ นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด สมควรระมัดระวังไว้บ้าง

มันทอดถอนใจกล่าวด้วยความสะท้อนใจว่า ครั้งกระโน้นกรมความมั่นคงทรงอิทธิพล ท่องทะยานไปทั่วแผ่นดิน น่าเสียดายที่ใต้เท้าเหมาเซียงกับเจี่ยงฮานทยอยเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน ฝ่าบาทยังริดรอนอำนาจการจับกุม ลงทัณฑ์และกำหนดโทษของกรมความมั่นคงแผ่นดินเรา นับแต่นั้นกรมความมั่นคงแผ่นดินก็เสื่อมทรุดลง ความจริงไม่มีวันโงหัวขึ้นมา ดีที่ดีที่ยังมีใต้เท้าหลออยู่

จางสือซันก็มีสีหน้าพลุ่งพล่าน กล่าวว่า ใช่แล้ว ตอนแรกที่กรมความมั่นคงแผ่นดินจัดตั้งขึ้น รับตัวสายสืบจำนวนมาก พวกมันประกอบด้วยผู้ใด มีจำนวนมาน้อยเท่าใด มีแต่ผู้บัญชาการกรมความมั่นคงคนปัจจุบันกับใต้เท้าหลอที่ทราบได้ ใต้เท้าเหมาเซียงกับเจี่ยงฮานล้วนเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน มีความลับมากมายไม่ทันส่งเสียงออกมา หนึ่งเดียวที่กุมรายชื่อของสายสืบมีแต่ใต้เท้าหลอ ใต้เท้าหลอเมื่อกุมขุมกำลังลึกลับนี้ไว้ กรมความมั่นคงแผ่นดินจึงมีความหวังฟื้นคืนชีพมาใหม่

ฟ่งวีฮุยกล่าวเสียงหนักๆ ว่า ใช่แล้ว ใต้เท้าเหมาเซียงจัดการกับคดีหูเหวยหยง*ก่อกบฎ ใต้เท้าเจี่ยงฮานจัดการกับคดีที่หลินอี้**คิดแข็งข้อ เกียรติประวัติทั้งสองรายนี้สร้างชื่อให้กับกรมความมั่นคงแผ่นดิน กล่าวไป กรมความมั่นคงแผ่นดินเป็นดาบที่อยู่ในมือฮ่องเต้ หากฮ่องเต้ไม่คิดฆ่าคน ดาบเล่มนี้ก็จะไม่มีวันหลุดจากฝัก หากหวังให้กรมความมั่นคงแผ่นดินฟื้นคืนมาใหม่ ฮ่องเต้ต้องบังเกิดความคิดฆ่าฟันขึ้น เมื่อใต้เท้าหลอส่งคนมา แสดงว่าใกล้จะลงมือแล้ว ขอเพียงพวกเราเร่งสร้างหลักฐานว่าเจ้าฉีอ๋องเตรียมก่อการ จากนั้นใต้เท้าหลอขยายเรื่องราวให้ใหญ่โต พวกเราจะหวนคืนมาใหม่

*หูเหวยหยง เป็นมหาเสนาบดีขวาในรัชสมัยหงอู่ฮ่องเต้ ถืออำนาจบาตรใหญ่ บังเกิดจิตคิดเป็นอื่น ถูกหงอู่ฮ่องเต้สั่งประหารชีวิต แม้แต่ขุนนางที่มีคุณูปการแรกตั้งประเทศหลี่สั้งจ่างพลอยประสบภัยลามเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้ถูกประหารสามหมื่นกว่าคน

**หลันอี้ เป็นน้องภรรยาของแม่ทัพชาญศึกฉังอวี้ชุน ถือความดีความชอบก่อกรรมทำเข็ญ จึงถูกหงอู่ฮ่องเต้สั่งประหารชีวิต มีผู้ประสบภัยลามหนึ่งหมื่นห้าพันคน

จางสือซันกล่าวว่า ถึงแม้ว่าพวกเราขุดหลุมพรางให้เจ้าฉีอ๋องกระโดดลงมา แต่ยังไม่สามารถมัดตัวมัน ฮ่องเต้ฆ่าคนโดยไม่กระพริบตา แต่กลับให้ความรักและตามใจราชโอรสทั้งหลาย

ฟ่งซีฮุยยิ้มพลางกล่าวว่า วางใจเถอะ ใต้เท้าหลอคิดอ่านรอบคอบ ต้องมีหมากตามหลังแน่นอนอย่าว่าแต่ใต้เท้าหลอไม่ได้คาดหวังให้ฮ่องเต้ลงมมือต่อเจ้าฉีอ๋อง ต่อให้เจ้าฉีอ๋องประพฤติเหลวไหลกว่านี้ ฮ่องเต้ก็ไม่เชื่อว่าเจ้าฉีอ๋องจะก่อกบฎ ใต้เท้าหลอความจริงทุ่มแทงที่…”

พลางโน้มตัวไปเบื้องหน้า ลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลงกล่าวว่า ที่พระ นัด ดา

จางสือซันตอนแรกงงงันวูบ จากนั้นค่อยได้คิด ร้องโพล่งว่า หรือว่าฮ่องเต้…”

ฟ่งซีฮุยยกนิ้วชี้แตะริมฝีปาก เป็นความหมายให้สงบสุ้มเสียงแล้วกล่าว ฮ่องเต้พระชนมายุมากแล้ว ระหว่างนี้ทรงประชวร เรื่องการสืบราชบัลลังก์ ต้องเตรียมการแต่เนิ่นๆ…”

พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 91 - 101)

นายพรานขุดหลุมพราง

เซียวตี้วิ่งไปหาบิดา ยกมือปาดเช็ดน้ำตากล่าวว่าท่านพ่อ พวกเรากลับบ้านเดิมที่เจียงหนันเถอะ

เซียวก่วนซือนั่งดีดลูกคิดอยู่หลังโต๊ะกล่าวโดยที่ศีรษะยังไม่เงยขึ้นว่าเป็นไรอีกแล้ว?”

เซียวตี้กล่าวด้วยความคับแค้นว่าจางสือซันที่น่ารังเกียจข่มเหงข้าพเจ้ายังพอทำเนา ตอนนี้แม้แต่เส้าแหยก็ก็ช่วยมันข่มเหงข้าพเจ้า พวกเราลาออกจากงานกลับบ้านเดิมเถอะ เส้าแหยตอนนี้มีหน้ามีตา ไม่ต้องการพวกเราแล้ว

เซียวก่วนซือค่อยวางมือจากลูกคิด เดินเข้าหาบุตรีหยีตาลงกล่าวว่าเส้าแหยข่มเหงเจ้า? บิดาเชื่อเจ้าก็แปลกไปแล้ว เส้าแหยมีแต่ตามใจเจ้า ทั้งเชิญครูสอนหนังสือมาสอนเจ้ารู้จักหนังสือ ยังมีหญิงรับใช้บ้านใดมีบุญวาสนาเช่นนี้?”

เซียวตี้ยืนกรานว่าเส้าแหยข่มเหงนาง จากนั้นบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทราบ เซียวก่วนซือพอฟังจบ ต้องนิ่งเงียบไปชั่วขณะ จึงทอดถอนใจกล่าวว่าลูกเรา ไม่ว่าจางสือซันมเจตนาใด แต่ก็กล่าวไม่ผิด กล่าวถึงที่สุดเจ้าเป็นหญิงรับใช้คนหนึ่ง เส้าแหยมีความลำบากใจของเส้าแหย ตอนนี้เจ้าเติบใหญ่แล้ว อย่าได้สร้างปัญหาแก่เส้าแหย…”

เซียวตี้กล่าวอย่างเหลือเชื่อว่าว่ากระไร แม้แต่ท่านพ่อก็อยู่ฝ่ายมัน?”

นางยกมือปาดเช็ดน้ำตาร้องว่าไม่สนทนากับท่านพ่อแล้ว ข้าพเจ้าจะไปหาท่านแม่…”

เซียวก่วนซือเรียกรั้งนางไว้ บังคับให้นางนั่งลงบนเก้าอี้ กลอกตาตลบหนึ่งแล้วนั่งลงที่ข้างกายบุตรีกล่าวว่าเสี่ยวตี้ (ตี้น้อย) เจ้าก็ทราบว่าเส้าแหย (นายน้อย) พวกเรามีความสามารถเหนือกว่าเหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) หลายปีมานี้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราดีขึ้น จนกลายเป็นคหบดีเขตชิงโจว เมื่อปีก่อนเส้าแหยสอบได้เป็นบัณฑิตซิ่วไฉ ไม่แน่ว่าวันหน้ายังสอบขึ้นเป็นจวี้เหยิน เข้ารับราชการเป็นขุนนาง เมื่อถึงเวลานั้นที่บ้านมีข่าวแพร่คับคั่ง ตัวตึกใหย่ไหนเลยไม่มีกฏระเบียบได้ รอจนเส้าแหยแต่งงาน เส้าฮูหยิน (ภรรยาของนายน้อย) พอเข้าบ้าน เจ้ายิ่งไม่อาจเป็นเช่นปัจจุบัน ต่อให้เส้าแหยรักถนอมเจ้ากว่านี้ ยังจะสนิทสนมกว่าเส้าฮูหยินหรือ?”

เซียวตี้กะพริบตาไม่อาจกล่าววาจาใดได้

เซียวก่วนซือกล่าวสืบต่อเสี่ยวตี้ ตอนนี้ต่างกับวัยเด็กของเจ้า ศักดิ์ฐานะของเส้าแหยยิ่งมายิ่งสูงส่ง กฏเกณฑ์ก็ยิ่งมายิ่งมาก วันหน้าเมื่อตบแต่งฮูหยิน ให้กำเนิดเสี่ยวเส้าแหย (คำเรียกบุตรชายของนายน้อย) เจ้ายังคิดเป็นเช่นนี้หรือ? เมื่อถึงเวลาเจ้าคงไม่แตกต่างกับชุ่ยหวินและพวก หากต้องการให้เส้าแหยรักถนอมเจ้า เจ้าต้องทำตามคำบอกของบิดามารดา พยายามเป็นสตรีของเส้าแหย…”

เซียวตี้เชิดปากน้อยๆ กล่าวว่าท่านพ่อ ท่านมาอีกแล้ว ที่ผ่านมาเส้าแหยยึดถือข้าพเจ้าเป็นเม่ยเม่ย (น้องสาว) ข้าพเจ้าก็ยึดถือเส้าแหยเป็นเกอเกอ (พี่ชาย) ไหนเลยเคยคิดเป็นสตรีของเส้าแหย?”

เซียวก่วนซือกล่าวโดยไม่นำพาว่าเป็นเกอเกอกับเม่ยเม่ยไม่มีปัญหา เจ้าดูครอบครัวคนยากไร้ยกบุตรีให้เป็นสะใภ้ผู้อื่นตั้งแต่เล็ก สตรีบางคนอายุมากกว่าสามีถึงสิบปี ก่อนส่งตัวเข้าหอ สามีน้อยยึดถือภรรยาเป็นพี่สาว ถึงกับเป็นมารดาสุดท้ายยังเป็นสามีภรรยา ให้กำเนิดบุตรออกมา

เซียวตี้รับฟังจนขนลุกเกรียวกล่าวว่าท่านพ่อ ท่านว่าอะไร ให้กำเนิดบุตรออกมา? ฟังดูประหลาดพิกลนัก ท่านพ่ออย่าได้กล่าวแล้ว

เซียวก่วนซือกระชากเสียงว่ายาโถวโสโครก ล้วนเป็นเส้าแหยตามใจเจ้า เจ้าอายุไม่น้อยแล้ว สมควรแต่งออกไป พรุ่งนี้เราจะให้มารดาเจ้าออกไปเป่าประกาศ เจ้าคิดแต่งให้กับต้าหนิว (วัวใหญ่) หรือว่าเอ้อหลิงจื่อ (โง่งมรอง)?”

เซียวตี้สั่นศีรษะระรัวกล่าวว่าไม่ต้องการ ไม่ต้องการ ผู้อื่นไม่ชมชอบพวกมัน

เซียวก่วนซือถลึงตาใส่กล่าวว่าสูงก็ไม่ได้ ต่ำก็ไม่ได้ เจ้าต้องการหาผู้ใด แม้แต่เส้าแหยเจ้าก็ไม่ชมชอบ…”

เซียวตี้เชิดปากน้อยๆ กล่าวว่าผู้ใดบอกว่าข้าพเจ้าไม่ชมชอบเส้าแหย เพียงแต่ข้าพเจ้าไม่ได้ชมชอบเช่นนั้น

เซียวก่วนซือกล่าวอย่างงุนงงว่าชมชอบเช่นนั้นเป็นชมชอบเช่นใด?”

เซียวตี้ส่ายหน้ากล่าวว่าข้าพเจ้าบอกไม่ถูก แต่ว่าแต่ว่าไม่ชมชอบเช่นนั้นก็แล้วกัน

นางชำเลืองมองบิดาแวบหนึ่ง หยีตาลงกล่าวว่าท่านพ่อไฉนต้องการให้ข้าพเจ้าแต่งกับเส้าแหย? ใช่เป็นเพราะเส้าแหยมีชื่อเสียงมีเงินทอง ดังนั้นท่านพ่อ…”

เซียวก่วนซือกระชากเสียงว่าผายลม บิดาเจ้าเป็นคนเยี่ยงไร เจ้ายังไม่ทราบหรือ?”

มันทอดถอนใจกล่าวว่าบิดาอายุปูนนี้ มีบุตรีเช่นเจ้าคนเดียว ต่อให้ช่วงชิงภูเขาทองคำมายังมีประโยชน์ใด? บิดาเพียงคิดอ่านแทนเจ้า ความจริงแล้วบิดากับมารดาเจ้ายังไม่มีความคิดเช่นนี้ เพราะเส้าแหยหมั้นหมายที่เขตปกครองอิงเทียนฝู่ตั้งแต่เล็ก แต่เมื่อปีก่อนเส้าแหยสอบได้เป็นบัณฑิตซิ่วไฉ มีคุณสมบัติในการรับอนุภรรยา บิดาค่อยเกิดความคิดเช่นนี้

มันลูบคลำศีรษะบุตรี กล่าวด้วยความเมตตาปรานีว่าจางสือซันถือดีที่เป็นคนสนิทของเส้าแหย ถืออำนาจบาตรใหญ่ไปบ้าง แต่บิดาไม่เชื่อว่า ในสายตาของเส้าแหย จางสือซันจะมีน้ำหนักมากกว่าบิดา หากให้บิดาเสนอหน้าให้เจ้าง่ายดายยิ่ง แต่ว่าบิดาไม่ทำเช่นนั้น เพราะว่าไม่ว่าจางสือซันมีเจตนาใด คำพูดของมันมีเหตุผล ต่อให้เส้าแหยไม่ถือสา แต่ว่าเส้าแหยอายุยี่สิบปีแล้ว หากว่าตระกูลหยางมีนายหญิง ยังจะปล่อยให้เจ้าทำเช่นนี้หรือ?”

กล่าวถึงที่สุดบิดาต้องการให้บุตรีตัวเองมีที่พึ่งอันดี เจ้ากับเส้าแหยอยู่ด้วยกันตั้งแต่เล็ก เจ้ายึดถือเส้าแหยเป็นเกอเกอ (พี่ชาย) เส้าแหยยึดถือเจ้าเป็นเม่ยเม่ย (น้องสาว) หวังว่าสักวันหนึ่งเส้าแหยชมชอบเจ้าขึ้นมา อย่างนั้นก็เป็นวาสนาของเจ้า หากว่าเจ้าไม่มีความคิดเช่นนี้ บิดาก็ไม่เคี่ยวเข็ญบังคับเจ้า…”

วิกาลคล้อยดึก ริมสระน้ำบังเกิดเสียงกบร้องระงม ในพงหญ้าก็มีหนอนแมลงส่งเสียงร้องประชันขันแข่ง

เซียวตี้นั่งกอดเข่าอยู่ที่ริมบึง บิดาไม่ได้เพิ่งกล่าวคำพูดเหล่านี้ต่อนางเป็นครั้งแรก จำได้ว่าเมื่อเส้าแหยสอบได้เป็นบัณฑิตซิ่วไฉ บิดายินดีจนดื่มสุราเมามาย นางประคองบิดากลับบ้าน บิดาเอ่ยถึงความสำเร็จของเส้าแหยต่อมารดา กล่าวไปกล่าวไปพลันเอ่ยถึงนาง

ตอนนั้นนางยึดถือว่าเป็นคำพูดหลังเมามายของบิดา แต่หลังจากนั้นบิดายังเอ่ยถึงอีกหลายเที่ยว นางเพียงยึดถือเป็นเรื่องล้อเล่น บิดาเกลี้ยกล่อมนางไม่สำเร็จ จึงหันไปทางเส้าแหยแทน แต่ว่านางยังไม่เห็นด้วย ในใจนางยึดถือเส้าแหยเป็นเกอเกอ เป็นเกอเกอไปชั่วชีวิต หากท่าทีที่ผิดแผกแตกต่างของเส้าแหย ทำให้นางทบทวนหวนนึกดูใหม่

นางชมชอบเส้าแหย สนิทสนมกับเส้าแหยตั้งแต่เล็ก เมื่อวัยเด็กเส้าแหยจะจูงมือนางออกไปเล่นด้วยกัน เพราะเพื่อนางเส้าแหยจึงต่อยกับบุรุษที่รังแกนาง ขณะที่เส้าแหยท่องหนังสือ นางก็ปั้นดินปั้นโคลนอยู่ข้างกายเส้าแหย รอจนเส้าแหยท่องหนังสือจนง่วงเหงาม่อยหลับไป นางจะหยิบพู่กันเขียนใบหน้าเส้าแหยจนลายพร้อย เส้าแหยหามีโทสะไม่ เมื่อผลสนบนต้นไม้สุกงอม เส้าแหยจะปีนขึ้นต้นไม้ไปปลิดลงมา ตอนนั้นเส้าแหยอ้วนฉุ ยากนักที่ปีนต้นไม้ขึ้นไปได้ จำได้ว่าตอนนั้นฟันแท้ของนางงอกเงยแทนที่ฟันน้ำนม เส้าแหยก็กัดแทะเปลือกผลสนออก ค่อยป้อนให้นางรับประทาน

หรือว่าตอนนี้ก็เจริญเติบโต บวกกับนางมิใช่น้องสาวที่แท้จริงของเส้าแหย ทั้งสองต้องห่างเหินกัน? หวนนึกถึงหลังจากนี้เส้าแหยไม่ดีต่อนางเช่นกาลก่อน รอจนที่บ้านมีนายหญิง ยังจะขับไล่นางอยู่ห่างจากเส้าแหย สร้างความลำบากใจแก่นางยิ่ง แต่ว่านางต้องเป็นสตรีของเส้าแหย จึงจะอยู่ร่วมกับมันได้หรือ?

เซียวตี้ขนลุกเกรียวขึ้นมา ยกมือกอดอก สองข้ามแก้มปรากฏสีแดงซ่านขึ้น

แต่แล้วยามนั้น นางได้ยินเสียงสวบสาบดังขึ้น เซียวตี้ตื่นตัวขึ้นมา กลั้นลมหายใจเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง พลันชะโงกศีรษะออกไป เห็นในป่าไผ่ปรากฏเงาคนถลันวูบ รอจนเซียวตี้ลืมตากลมโตมองดูใหม่ ใต้แสงจันทร์เยียบเย็นมีแต่เงาไผ่บางตา ไหนเลยมีผู้คน?

เราตาฝาดไปหรือ? เป็นไปไม่ได้ เรามีสายตาดีเลิศตลอดมา หรือว่ามีโจรลักขโมย คิดขโมยข้าวของบ้านเรา?’

เซียวตี้ครุ่นคิด จากนั้นแปลงร่างเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ ย่องฝีเท้าตามไป

นางติดตามถึงตึกข้างตะวันตก นี่เป็นตัวตึกที่เงียบสงบ หามีผู้อยู่อาศัยไม่ เป็นที่เก็บสิ่งของเบ็ดเตล็ด ใต้ห้องหับซ้ายมือเป็นปากทางเข้าห้องใต้ดินที่เก็บก้อนน้ำแข็ง

เซียวตี้คุ้นกับซอกมุมของตัวตึก จนแทบหลับตาเดินได้ จึงซ่อนตัวอยู่ใต้เงามืดของมุมตึก เห็นเงาร่างนั้นเหลียวซ้ายแลขวา ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง เซียวตี้เห็นชัดตาว่าคนผู้นี้เป็นนายน้อยเอง สร้างความตื่นเต้นสงสัยยิ่ง ครุ่นคิดขึ้นประหลาดแท้ ดึกดื่นค่อนคืนเส้าแหยมาถึงที่นี้ทำอะไร?’

เซี่ยสินเห็นลานรอบข้าง เห็นลานตึกไร้ผู้คนจึงถลันเข้าห้องซ้ายมือ ล้วงกุญแจออกมาไขกุญแจที่ฝาปิด จากนั้นล้วงหยิบชุดไฟกับเทียนไขจากอกเสื้อ เปิดฝามุดลงสู่ห้องใต้ดินที่เก็บก้อนน้ำแข็ง

เซียวตี้แอบดูอยู่เบื้องนอกครุ่นคิดขึ้นเส้าแหยช่างลี้ลับนักนึกถึงตอนนี้ ต้องขนลุกเกรียวอีกครา

ฟ้าเพิ่งรุ่งสาง เซี่ยสินก็ตื่นแล้ว

ระหว่างที่อยู่ในโรงงานอวี้สือ จางสือซันมักปรากฏตัวขึ้นที่ข้างกายดุจวิญญาณภูตพราย ดังนั้นเซี่ยสินมิเพียงไม่กล้าฝึกซ่อมวิชาหมัดมวยตลอดจนเพลงดาบที่หูต้าสูถ่ายทอดให้ แม้แต่การทำกายบริหารภายในห้องก็งดเว้น แต่ตอนนี้กลับมายังตึกตระกูลหยาง จางสือซันไม่สามารถเข้าออกห้องหับของผู้เป็นนายตามอำเภอใจ เซี่ยสินจึงทำกายบริหารใหม่ ตั้งแต่นอนหงายแล้วยกตัวขึ้น ฝึกกำลังแขนด้วยการวิดพื้น ตามด้วยการเหยียดขา เนื่องเพราะว่างเว้นไปสิบกว่าวัน เมื่อเริ่มฝึกใหม่กลับลำบากกินแรงอยู่บ้าง

เมื่อคืนนี้นายน้อยสั่งเซียวก่วนซือให้ปลุกมันแต่เช้า เซียวก่วนซือเห็นว่าได้เวลาแล้ว ขณะจะเดินมาเคาะประตูห้อง ก้เห็นเซี่ยสินเดินออกจากห้อง

เซี่ยสินทักทายว่าเซียวสู (อาแซ่เซียว) อรุณสวัสดิ์?” เซียวก่วนซือก็น้อมกายกล่าวว่าเส้าแหยอรุณสวัสดิ์ เส้าแหยตื่นแต่เช้านัก เรากำลังจะไปปลุกเส้าแหยพอดี ตอนนี้จะตามตัวเสี่ยวตี้ (ตี้น้อย) มาปรนนิบัติท่านเปลี่ยนเสื้อผ้า

เมื่อคืนเซียวตี้นอนดึกยิ่ง หลังจากพบเห็นนายน้อยเข้าห้องใต้ดินที่เก็บน้ำแข็งยามวิกาล นางพอกลับห้องมา ก็ครุ่นคิดอยู่ครึ่งค่อนคืน ยังนึกไม่ออกว่านายน้อยลอบเข้าห้องใต้ดินที่เก็บน้ำแข็งในบ้านตัวเองไปทำอะไร เมื่อขบคิดไม่เข้าใจค่อยเคลิ้มหลับไป ตอนนี้นางกำลังหลับสนิท กลับถูกบิดาปลุกตื่นขึ้นมา

เซี่ยสินล้างหน้าบ้วนปาก เพิ่งนั่งลงบนม้านั่ง ก็ได้ยินเสียงเตาะแตะ เซียวตี้ลากรองเท้าหญ้า เดินเข้าทั้งที่ตางัวเงีย ใบหน้าเป็นสีแดงซ่านที่เพิ่งตื่นนอน ผมเผ้าเกล้าอย่างหละหลวม บนร่างใส่เสื้อผ้าแขนสั้นสีขาวนวล หว่างเอวผูกผ้าสงเจียง ใส่กางเกงสีเดียวกัน

เซี่ยสินเห็นนางเดินเข้ามา ก็หันไปยิ่งให้ เซียวตี้จึงยิ้มตอบ จากนั้นค่อยนึกถึงเมื่อคืนนี้มันผิดต่อตัวเอง ตอนนี้สมควรมีโทสะจึงถูกต้อง จึงปั้นหน้าเคร่งเครียด เชิดคางขึ้นมา

เซี่ยสินส่งเสียงกระแอมกล่าวว่าเป็นไร ยังมีโทสะต่อเส้าแหย?”

เซียวตี้แค่นเสียงดังเฮอะ ผลักไสมันให้นั่งตัวตรง จากนั้นหยิบหวีที่ทำจากเขาวัว หวีสางผมให้กับมัน

เซี่ยสินกล่าวอีกว่าวันนี้ตื่นแต่เช้า อีกสักครู่จะออกไปเดินถนน

เซียวตี้กล่าวพึมพำว่าเกี่ยวข้องใดกับข้าพเจ้า

เซี่ยสินกล่าวสืบต่อใกล้ถึงงานวันเกิดเจ้าฉีอ๋อง ต้องออกไปเดินดูว่ามีของขวัญที่แปลกใหม่และล้ำค่าหรือไม่ ท่านคิดออกไปกับข้าพเจ้าหรือไม่?”

เซียวตี้เชิดปากน้อยๆ กล่าวว่าที่ข้างกายเส้าแหยมิใช่มีเพื่อนคู่หูเช่นสือซันหลางหรอกหรือ? ผู้อื่นจึงไม่ติดตามไปให้เป็นที่รังเกียจ

เซี่ยสินกล่าวว่าอย่างนั้นน่าเสียดายนัก ข้าพเจ้ายังเข้าใจว่าท่านชมชอบออกไปเดินเล่นกับเส้าแหย คิดอ่านในใจว่าหากพบพานสิ่งของที่ท่านชมชอบ จะซื้อกลับมาให้กับท่าน

เซียวตี้สวนคำว่าผู้อื่นไม่พิศมัย เซี่ยสินยิ้มพลางกล่าวว่าเอาเถอะ หากว่าเช้าวันนิ้ให้สือซันหลางติดตาม ท่านจะไปด้วยหรือไม่?”

เซียวตี้กล่าวด้วยความขมขื่นอยู่บ้างว่าผู้อื่นไม่ได้อยู่ว่างเช่นเส้าแหย ผู้อื่นจะเป็นบ่าวไพร่ ต้องกวาดลานตึกกวาดห้องหับ รดน้ำตัดกิ่งใบดูแลสวนดอกไม้ ไหนเลยมีเวลาว่างออกไปเดินเล่น บ่างไพร่สมควรสงบเสงี่ยมเจียมตัวจึงถูกต้อง

เซี่ยสินรู้สึกน่าหัวร่อ มองดูนางจากในกระจกทองเหลือง เซียวตี้มีส่วนสัดมาตรฐานของหญงสาวแรกรุ่น อกอูมตูมตั้งเล็กน้อย ช่วงคองามระหง แม้แต่ช่วงไหล่ก็กลมมน ประกอบด้วยความอ้วนท้วนเช่นทารกที่น่ารัก พอนึกถึงความอ้วนท้วนเช่นทารก ต้องฉุกใจคิด นึกได้อุบายหนึ่ง

เซี่ยสินส่งเสียงกระแอมกล่าวว่าไม่ไปก็แล้วกันไป ข้าพเจ้าจะออกไปเดินเล่นเอง ฟังว่าในท้องตลาดมีสิ่งของใหม่ชนิดหนึ่ง หากให้หญิงสาวรับประทานลงไป ที่สมควรผอมก็ผอม ที่สมควรอ้วนก็อ้วน ช่วยให้รูปกายอ้อนแอ้น อืมม์ สิ่งของนั้นเรียกว่าอะไรกันแน่…”

หวีเขาวัวในมือเซียวตี้ชะงักค้างไว้ อ้าปากคิดถามไถ่ แต่แล้วฉุกคิดว่าเส้าแหยหลอกให้ตัวเองเอ่ยปาก จึงปิดปากลง แต่เงี่ยหูฟังอย่างจดจ่อ

เซี่ยสินกล่าวกับตัวเองว่าฟังว่าสิ่งของนั้นไม่เพียงช่วยให้ผู้คนมีรูปร่างสมส่วน ดูไปอ้อนแอ้นอรชร ทั้งยังขับผิวกายผู้คนเป็นสีขาวอมชมพู งามผุดผ่องปานจะปริ ไม่ว่าเจ้าเฟยเอี้ยน* หรือหยางอี้หวน** ล้วนแต่ใช้สิ่งของนี้

* เจ้าเฟยเอี้ยนเป็นหญิงงามสมัยราชวงศ์ฮั่น

** หยางอี้หวนคือหยางกุ้ยเฟยสนมเอกของถังเสียนจงฮ่องเต้

เซียวตี้ตาเป็นกระกายขึ้นมา

เซี่ยสินใช้ความอดทนกล่าวสืบต่อมิหนำซ้ำหลังจากใช้สิ่งนี้ ก็ไม่ต้องอดอาหาร คิดรับประทานอะไรก็รับประทานสิ่งนั้น รับประทานอย่างไรก็ไม่อ้วน สิ่งของนั้นเรียก่อะไร เหตุใดไม่นึกไม่ออก? ข้าพเจ้าพอเหลือบแลเห็น ไม่แน่ว่าจะนึกออก แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นบุรุษ ไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งของนี้ อากาศก็ร้อนอบอ้าว หากไม่มีคนเดินเป็นเพื่อน ไหนเลยมีอารมณ์เดินหา?”

เซียวตี้ร้อนใจขึ้นมากล่าวว่าหากว่าหากว่าเส้าแหยต้องหารให้ผู้อื่นไปเป็นเพื่อน อย่างนั้นอย่างนั้นผู้อื่นจะเป็นเพื่อนเส้าแหยออกไปเดินดู

เซี่ยสินกล่าวอย่างสงสัยใจว่าท่านมิใช่มีงานมากมายต้องกระทำหรอกหรือ?”

เซียวตี้หน้าแดงระเรื่อกล่าวว่าซึ่งความจริงไม่ต้องรดน้ำตัดกิ่งทุกวัน…”

เซี่ยสินจงใจถามว่าลานตึกเล่า? ห้องหับเล่า?”

เซียวตี้ปรารถนาใคร่บีบคอมันให้ตายคามือ ได้แต่กล่าวว่าเรื่องกวาดลานตึกกวาดห้องหับ ผู้อื่นมือไม้เก้งก้าง ชุ่ยหวินเจี่ย (พี่สาว) มักบอกว่าข้าพเจ้ายิ่งช่วยเหลือยิ่งยุ่งวุ่นวาย มิสู้ติดตามเส้าแหยออกไป จะได้ช่วยกางร่ม ถือข้าวของให้กับเส้าแหย…”

เซี่ยสินรับฟังจนยิ้มออกมา

เซียวก่วนซือเห็นเซี่ยสินนำเซียวตี้เดินออกจากบ้าน รีบตรงเข้ามาสอบถามว่าเส้าแหย เช้าตรู่เช่นนี้คิดไปที่ใด?”

เซี่ยสินโบกพัดจีบกล่าวว่าข้าพเจ้าคิดนำเสี่ยวตี้ออกไปเดินถนน

เส้าแหย ท่านยังไมได้รับอาหารเช้า…”

ข้าพเจ้ากับเสี่ยวตี้จะรับประทานที่เบื้องนอกเอง

เซียวก่วนซือมองดูทั้งสองเดินห่างออกไป ต้องหัวร่อออกมา นี่นับเป็นเรื่องดี หรือว่าคำพูดเมื่อคืนช่วนเปิดสมองของบุตรี หาไม่ก็เป็นเส้าแหยได้คิดขึ้น? จำได้ว่าตอนแรกที่รู้จักกับมารดาของนาง ทั้งสองไม่ว่าผู้ใดก้ไม่สนใจผู้ใด แต่แล้วมีอยู่วันหนึ่ง แววตาที่มองดูอีกฝ่ายเริ่มแปรเปลี่ยนไป เรื่องราวความรักช่างแปลกพิสดารนัก

เซี่ยสินก้ไมได้สร้างความผิดหวังแก่เซียวตี้ ไม่เพียงถ่ายทอดเคล็ดลับในการฟอกขาวของแม่นางซิวเอ๋อแห่งตึกชิงหลอแก่เซียวตี้ แม้แต่เคล็ดลับในการลดความอ้วนก็ได้รับจากแม่นางซิวเอ๋อ

เนื่องเพราะอันอ้วนงั่นจับจ่ายมือเติบ ทั้งอ้างว่าต้องการล่วงรู้เคล็ดลับนำไปมอบต่อบุตรีตัวเอง แม่นางซิวเอ๋อไม่ทราบว่าอันอ้วนงั่นมีบุตรีหรือไม่ แต่ดูจากรูปลักษณะของมัน คาดว่าบุตรีสุดสวาทของมันไม่เพียงผิวดำ ทั้งยังมีรูปร่างอ้วนฉุ จึงถ่ายทอดบอกเคล็ดลับในการฟอกขาว รวทั้งตำรับลดความอ้วนออกไป เช่นรับประทานอาหารซึ่งเป็นยกจำพวกชาใบบัวกับข้าวต้มฟักเป็นต้น

ตำรับยานี้เป็นสรรพคุณในการลดความอ้วน แม่นางซิวเอ๋อก็ใช้เช่นกัน แต่เนื่องด้วยปัญหาทางสรีระร่างกาย จึงไม่เกิดผลต่อรูปร่างของนางอย่างเด่นชัด เนื่องด้วยตำรับยานี้ไม่มีความสำคัญต่อวงการแพทย์ตอนนั้น แม้แต่หมอรักษาตามร้านขายยาก็ไม่ทราบกระจ่าง สำหรับกับชาวบ้านธรรมดา ยิ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้ กลับเป็นปัญหาเสริมความงามฟอกตัวขาว มีความสำคัญต่อหญิงสาวประจำหอนางโลม จึงตกทอดสืบต่อกันมา

ดังนั้นเคล็ดลับที่แม่นางซิวเอ๋อถ่ายทอดให้แก่อันอ้วนงั่น ต่อให้เซียวตี้คิดสอบถามจากผู้คน ก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ พอได้รับตำรับยานี้สร้างความลิงโลดยินดีแก่นางยิ่ง ซึ่งความจริงเซียวตี้เพียงอ้วนท้วนเช่นเด็กทารก หลังจากใฃ้ตำรับยานี้ปรับเปลี่ยนวิธีการกินก็จะเกิดผล มิต้องทุกข์ทรมานอดอาหารอีกต่อไป

ทั้งสองรับประทานอาหารเช้าที่เบื้องนอกก่อน จากนั้นตระเวนซื้อหาสิ่งของ แล้วรับประทานอาหารเที่ยงอีกมื้อหนึ่งค่อยกลับมา พอกลับถึงบ้าน เซี่ยสินก็กล่าวว่าข้าพเจ้าเดินจนเหงื่อโซมกาย ท่านนำข้าวของไปเก็บก่อน จากนั้นเตรียมห้องอาบน้ำ ข้าพเจ้าคิดอาบน้ำสักครา

เซียวตี้ได้รับเคล็ดลับความงามอดอาหาร นาย้นอยยังใจกว้าง ซื้อหาวัตถุดิบและของกินให้กับนาง หญิงสาวเข้าใจว่านี่เป็นการขอโทษของนายน้อย ความขุ่นข้องหมองใจที่มีต่อเซี่ยสินก็มลายหายไปตั้งแต่แรก พอฟังจึงรับคำคราหนึ่ง หอบข้าวของวิ่งไปที่ห้องของตัวเอง

เซียวตี้พอจากไป สีหน้าอันเกียจคร้านของเซี่ยสินก็ปลาสนาการสิ้น กวาดตาสำรวจมองรอบข้าง ดวงตากลับกลายเป็นแหลมคมราวเสือดาวที่พบเห็นเหยื่อก็มิปาน

ลานตึกลึกล้ำ ทุกที่ทางเงียบสงบ มีแต่เสียงเรไรร่ำร้อง

ยามนี้เพิ่งล่วงเลยเวลาเที่ยง ดวงอาทิตย์แผดแสงแรงกล้า ผู้คนหลังจากรับประทานอาหารเที่ยงล้วนง่วงเหงา เวลานี้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคลื่อนไหวกลางแดด หากแต่พักผ่อนในห้อง ดังนั้นที่ลานตึกยังไม่มีผู้คนเดินเหิน นี่เป้นจุดประสงค์ที่เซี่ยสินเลือกกลับมาในเวลานี้

เห็นรอบข้างไร้ผู้คน เซี่ยสินค่อยเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น หลบวูบเข้าลานตึกข้างตะวันตกที่หญ้าท่วมรกร้าง รอจนเซียวตี้ปล่อยวางข้าวของร้องเรียกบ่าวไพร่ประจำห้องอาบน้ำมายังตึกหลัง เซี่ยสินก็รออยู่ก่อนแล้ว

ทุกประการพร้อมสรรพ ตอนนี้เพียงรอคอยเหยื่อมาติดกับ

พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 102 - 110)

สือซันติดกับ

ห้องอาบน้ำปรากฏกลุ่มควันอบอวล เซี่ยสินแช่ร่างในน้ำ ศีรษะหนุนขอบสระ บนใบหน้าโปะผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง ลักษณะท่าทางปลอดโปร่งสบาย ลมหายใจของมันลึกและยาว กล้ามเนื้อหน้าอกบึกบึนราวหลอมจากเหล็ก ผ่านไปเนิ่นนานค่อยสะท้อนขึ้นลงคราหนึ่ง คล้ายกับม่อยหลับไปแล้ว

ทันใด ประตูห้องถูกเปิดออก จางสือซันหยุดยืนที่เบื้องหน้ามัน ริมฝีปากที่เบาบางทั้งคู่เม้มสนิท สายตาที่จ้องมองเซี่ยสินคล้ายกับจะมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมา

เมื่อวานมันแจ้งต่อเซี่ยสินว่าวันนี้ไม่ต้องตื่นเช้า รอจนรับประทานอาหารเที่ยง มันจะชักนำเซี่ยสินไปทำความเข้าใจกับผู้คนเรื่องราวภายในตึก หลังเที่ยงจะเป็นเพื่อนมันไปตรวจตราร้านรวงในสังกัดตระกูลหยาง คิดไม่ถึงเซี่ยสินกระทำการตามอำเภอใจอีกครั้ง ออกไปซื้อหาของขวัญอันใดให้กับเจ้าฉีอ๋อง ทั้งยังให้เซียวตี้ไปเป็นเพื่อน โดยที่ตนเองหาทราบเรื่องไม่ เด็กน้อยนี้ที่แท้คิดทำอะไร?

มันเป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่ง เพียงเป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่ง แม้แต่หยางซวีก็เพียงเป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่ง เป็นคนที่เมื่อถึงคราวคับขันต้องสละชีวิต แต่อย่างน้อยดูจากเปลือกนอก เรายังให้ความเคารพต่อหยางซวี แต่ว่าเซี่ยสินเป็นตัวอะไร? มันพียงเป็นชนชั้นต่ำราวกับมดปลวกตัวหนึ่ง กลับท้าทายต่อความอดทนของเราครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อวานเราปล่อยปละละเว้นมันคราหนึ่ง เด็กน้อยที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้กลับได้คืบเอาศอก

จางสือซันครุ่นคิดอย่างโกรธแค้น มันอดทนรอจนเซี่ยสินกลับมา มันตั้งใจว่าครั้งนี้ต้องสั่งสอนเซี่ยสินสักครา

เซี่ยสินดึงผ้าเช็ดหน้าลงจากใบหน้าอย่างช้าๆ พอพบเห็นมันก็กล่าวด้วยความยินดีว่าสือซันหลาง (บุรุษที่สิบสาม)”

จางสือซันปั้นหน้าเคร่งเครียดกล่าวว่าเช้าวันนี้ท่านไปที่ใด?”

เซี่ยสินรีบกล่าวว่าเมิ่งมาเพิ่งมาถึงที่นี้ เกิดความลิงโลดอยู่บ้าง คิดนอนก็นอนไม่หลับ จึงตื่นแต่เช้า พลันฉุกคิดว่าอีกไม่กี่วันต้องไปอวยพรวันเกิดเจ้าฉีอ๋อง จึงลองถามเสี่ยวตี้ดู นางบอกว่าเขตชิงโจวมีร้านโบราณวัตถุหลายแห่ง ข้าพเจ้าเห็นว่าสือซันหลางคงเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว ไม่สะดวกกับการรบกวนท่านตั้งแต่เช้า จึงให้นางชักนำออกไปเดินดู แต่ว่าข้าพเจ้าไม่ได้ซื้อสิ่งของอันใดโดยพลการ หากคิดกลับมาหารือกับท่าน…”

จางสือซันกระชากเสียงว่าผู้ใดอนุญาตท่านออกไปโดยพลการ? เหตุใดไม่ขออนุญาตจากเราก่อน?”

เซี่ยสินงงงันวูบ มองดูสีหน้าอันโกรธแค้นของมัน กล่าวอย่างขลาดเขลาอยู่บ้างว่าเพราะว่าเพราะว่าสือซัน หลางสอนข้าพเจ้าว่าหากคิดสวมรอยให้ละม้ายเหมือน ต้องยึดถือตัวเองเป็นเจ้าของสถานที่นี้ เช่นนี้จึงสวมรอยได้อย่างแนบเนียน ดังนั้นข้าพเจ้าสั่งให้เสี่ยวตี้ชักนำข้าพเจ้า…”    

จางสือซันด่าทอว่าบัดซบ ยังกล้าทุ่มเถียงอย่างดื้อด้านอีก? เราเมื่ออยู่ในตึก ไม่ว่าเรื่องใดท่านต้องขออนุญาตต่อเราก่อน เรายังไม่อนุญาต ท่านกลับกล้าด่วนตัดสินใจโดยพลการ?”

มันชี้หน้าร่ำร้องว่าเซี่ยสิน ท่านเพิ่งสวมรอยเป็นหยางซวีไม่กี่วัน ก็หลงลำพองลืมตน อย่าได้ลืมเลือนศักดิ์ฐานะของท่าน ท่านเพียงเป็นประชากรชั้นต่ำ บิดาเมื่อหนุนท่านขึ้นมาได้ ก็สามารถผลักท่านลงไป หากว่าบิดาคิดจัดการท่าน จะมีวิธีการทำให้ท่านมีชีวิตก็ไม่ได้ คิดใคร่ตายก็ไม่สมปรารถนา

เซี่ยสินกล่าวอย่างประหวั่นลนลานว่าสือซันหลางอย่าได้มีโทสะ ข้าพเจ้าข้าพเจ้า…”

จางสือซันตวาดตัดบทว่าไสหัวออกมา

เซี่ยสินรีบลุกขึ้นจากสระ ก้าวขึ้นจากสระในสภาพเปลือยเปล่า

จางสือซันออกคำสั่งว่าใส่เสื้อผ้า

เซี่ยสินรีบวิ่งไปที่โครงแขวนเสื้อผ้า หยิบฉวยผ้าเช็ดตัวหนาเตอะจากชั้นวางสิ่งของผืนหนึ่ง จางสือซันสาวเท้าเข้ามาอย่างโกรธแค้น กล่าวว่านับแต่นี้เป็นต้นไป นอกจากเราไม่อยู่ ท่านค่อยพลิกแพลงตามสถานการณ์ได้ ตราบใดที่เราอยู่ด้วย ไม่ว่าเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ต้องขออนุญาตจากเรา หากกล้ากระทำการโดยพลการอีก บิดาจะให้ท่าน…”

เอ่ยถึงตอนนี้ เซี่ยสินพลันลดไหล่ลงวูบ หมุนตัวกลับมา มือขวายื่นปราดออก ปรากฏประกายเย็นเยียบที่แวววาวสายหนึ่งแทงใส่ลำคอจางสือซัน

จางสือซันใจหายวาบ มันคิดไม่ถึงเป็นอันขาดว่าเซี่ยสินกลับกล้าลงมือต่อมัน กลับกล้าลงมือต่อมัน กลับมีความสามารถลงมือต่อมัน

จางสือซันยามไม่ทันตั้งตัว จึงหงายร่างไปด้านหลัง สองเท้าคล้ายหยั่งรากกับพื้น ร่างแหงนหงายไปทางด้านหลัง พาดเฉียงราวกับสะพานเหล็กสะพานหนึ่ง

นี่เป็นท่วงท่าสะพานเหล็กอันแยบคาย ฝืนใจหลบรอดจากท่าทิ่มแทงอันดุร้ายนี้ ความจริงแล้วท่วงท่าสะพานเหล็กใช้หลบหลีกดาบกระบี่หอกง้าว ตลอดจนอาวุธลับต่างๆ ยามใดที่ไม่สามารถกระโดดหลบหรือถลันไปทางซ้ายขวา ก็ใช้ท่วงท่านี้ช่วยชีวิตตนเอง

ท่วงท่านี้ยังมีท่าตามหลัง รอจนศัตรูรั้งอาวุธกลับไปจู่โจมใหม่ ก็จะงอเท้าดีดตัวพุ่งถอย พาตัวพ้นห่างไปหนึ่งวา เพื่อเปิดฉากตอบโต้กลับไป

แต่ว่าท่วงท่าสะพานเหล็กของมันนี้แม้ใช้ออกอย่างแยบคาย หากทว่าเซี่ยสินไม่มีทีท่ารั้งอาวุธกลับ เห็นช่วงแขนที่จ้วงแทงออกของมันใช้ถึงที่สุด ประกายสีขาวในมือพุ่งเฉียดผ่านปลายจมูกของจางสือซันไปแล้ว มันกลับหยิบยืมสภาวะถาโถมเคลื่อนไหวสืบต่อ ข้อแขนเงื้อขึ้นไปเล็กน้อย พลิกข้อมือแล้วปักลงมา

ฉึก!

จางสือซันเพิ่งงอเท้าดีดตัว พาตัวพ้นจากพื้น แขนที่เงื้อขึ้นของเซี่ยสินก็ทิ้งลง อาวุธปลายแหลมเล่มหนึ่งก็ปักใส่ตำแหน่งหน้าอกท้องน้อยของมัน

ที่แท้อาวุธในมือเซี่ยสินมิใช่ดาบมิใช่กระบี่ หากเป็นอาวุธประหลาดที่มีส่วนคมทั้งสองด้านเล่มหนึ่ง ที่มันกำกระชับมั่นอยู่ในมือก็มิใช่ด้ามกระบี่ หากเป็นตรงกลางของอาวุธมีคมเช่นนี้ ดังนั้นเพียงพลิกข้อมือวูบ ก็สามารถเปลี่ยนจากทิ่มแทงเป็นปักลง ช่วงชิงโอกาสชั่ววูบจู่โจมลงมือ

พริบตานั้นผลแพ้ชนะปรากฏชัดแจ้ง

จางสือซันครางหนักๆ คำหนึ่ง ร่างล้มฟาดลงกับพื้น ยามแตกตื่นตระหนก อ้าปากคิดส่งเสียงร่ำร้อง เซี่ยสินก็พุ่งโถมเข้ามา

เพื่อสร้างโอกาสชั่ววูบนี้ เพื่อหาจังหวะเวลาจู่โจมคราเดียวประสบผลเช่นนี้ เซี่ยสินไม่ทราบตั้งข้อสมมติฐานกี่ครั้ง จนเกิดข้อสรุปเป็นมั่นเหมาะ ท่าจู่โจมนี้รวบรัดหมดจด จู่โจมคราเดียวประสบผล ขณะที่ปฏิกิริยาต่างๆ ของจางสือซันล้วนอยู่ในความคาดหมายของมัน และนึกหาวิธีรับมือไว้แล้ว ยามนั้นทั้งสองล้มฟาดกับพื้นอย่างหนักหน่วง เสียงร้องของจางสือซันขาดหายอยู่ในลำคอ มันรู้สึกว่าการล้มฟาดครั้งนี้เป็นเหตุให้ส่วนคมของอาวุธที่อยู่นอกร่างหักเป็นหลายท่อน ร่วงกระจายอยู่บนพื้นดังกราวใหญ่

ตอนนี้จางสือซันถูกท่าคว้าจับอันแยบคายของเซี่ยสินตะปบคว้าไว้ ไม่เพียงแต่ร่างไม่อาจขยับเคลื่อนไหว แม้แต่ลำคอก็ถูกข้อศอกของเซี่ยสินกดเอาไว้ หายใจด้วยความยากลำบาก ยิ่งอย่าว่าแต่คิดส่งเสียงร่ำร้อง ส่วนอาวุธประหลาดนั้นเป็นอะไร จนบัดนี้มันยังหาล่วงรู้ไม่

เซี่ยสินหน้าซีดเผือดอยู่บ้าง ลมหายใจก็กลายเป็นหนักหน่วง หน้าอกที่เปล่าเปลือยของมันแนบติดกับหน้าอกของจางสือซัน จางสือซันสามารถได้ยินเสียงหัวใจของมันเต้นตูมตาม

เซี่ยสินตื่นเต้นตึงเครียด นี่เป็นครั้งแรกที่มันฆ่าคน ไม่ว่าเป็นคนขวัญกล้าบังอาจถึงเพียงไหนก็อดตื่นเต้นตึงเครียดมิได้ เนื่องเพราะตื่นเต้นตึงเครียด มันซึ่งมีกำลังวังชาอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งมีกำลังมหาศาล จางสือซันเสียทีที่ฝึกวิทยายุทธ์ แต่อวัยวะภายในถูกทิ่มแทงบาดเจ็บ ทั้งยังถูกจับกดกับพื้น ไม่สามารถร่ำร้อง และไม่สามารถขัดขืนดิ้นรน กลับถูกสยบในท่าเดียว

ดวงตาของจางสือซันเบิกโพลง มันขบคิดไม่เข้าใจว่าเหตุใดเซี่ยสินคิดฆ่ามัน? เซี่ยสินไฉนกล้าฆ่ามัน?

ทั้งสองหนึ่งนอนหงายหนึ่งนอนคว่ำ ชั่วครู่ให้หลังสีหน้าเซี่ยสินค่อยกลับคืนสู่เลือดฝาดหลังอาบน้ำ ลมหายใจก็กลับคืนเป็นปรกติ ส่วนใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความแตกตื่นเดือดดาลของจางสือซันกลับกลายเป็นขาวซีดลง

เซี่ยสินยังกลับคืนเป็นปรกติโดยเร็ว มันมองดูแววตาที่ผสมผสานความเจ็บปวด แตกตื่น สงสัยและเหลือเชื่อของจางสือซัน ยกมือข้างหนึ่งขึ้นอย่างช้าๆ นั่นเป็นมือที่กำอาวุธมั่น และกวาดใส่ปากแผลของจางสือซัน

มือข้างนั้นตอนแรกสั่นระริก แต่อย่างรวดเร็ว มือของมันกลับคืนสู่ความมั่นคง ฝ่ามือของมันคราบเลือดกองหนึ่ง โลหิตเป็นสีดำจางๆ ไหลผ่านริมฝ่ามือ หยดลงพื้นอย่างช้าๆ

เซี่ยสินมองดูคราบเลือดนั้น พลันยิ้มออกมา

จางสือซันไม่เคยเห็นรอยยิ้มเช่นนี้ของมันมาก่อน นั่นเป็นรอยยิ้มที่ผ่อนคลาย เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ทั้งหยั่งรู้ทุกสิ่ง เคลือบสีสันแห่งปัญญา จางสือซันคลับคล้ายกับเคยเห็นรอยยิ้มเช่นนี้มาก่อน ใบหน้าของใต้เท้าหลอก็ประดับด้วยรอยยิ้มเช่นนี้

เซี่ยสินบอกกล่าวว่าสือซันหลาง เลือดเป็นสีดำ หมายความว่าอวัยวะภายในของท่านถูกแทงฉีกขาด ถูกแทงทะลุแล้ว ต่อให้ท่านนอนนิ่งไม่เคลื่อนไหว ใช้มือกดปากแผลห้ามเลือดไว้ อย่างมากก็มีชีวิตอีกชั่วธูปไหม้หมดไปครึ่งดอก แม้แต่เซียนวิเศษก็ไม่อาจช่วยชีวิตของท่าน หากว่าท่านยังคิดดิ้นรน รังแต่ตายเร็วกว่าเดิม

แววตาของจางสือซันหม่นหมองลง มันทราบว่าที่เซี่ยสินกล่าวเป็นความจริง ตั้งแต่อายุสิบสามปีมันก็ทำงานในคุกคุมขังของกรมความมั่นคงแผ่นดิน มันเคยใช้วิธีการแปลกประหลาดสารพัดจัดการกับผู้ต้องขัง จวบกระทั่งเบื่อหน่าย ค่อยเปลี่ยนเป็นลงทัณฑ์อย่างรวบรัดชัดเจน ในโลกไม่มีผู้ใดทำความเข้าใจกับโครงสร้างร่างกายผู้คนทั้งภายนอกภายในกว่ามันอีก มันทราบว่าเซี่ยสินไม่ได้กล่าวข่มขู่ มันทราบว่าตนเองจบสิ้นแล้ว ต่อให้เชิญหมอวิเศษทั้งแผ่นดินมา มันก็จบสิ้นแล้ว

แต่ว่ามันไม่ยินยอมตายในลักษณะนี้ เพราะเหตุใด? ที่แท้เป็นเพราะเหตุใด? นี่ไม่มีเหตุผลชัดๆ ต่อให้ฆ่ามันก็ไม่ส่วนช่วยต่อสภาพความเป็นอยู่ของเซี่ยสิน ยังมีฟ่งซีฮุยกับพวกอยู่ด้วย เซี่ยสินยังคิดสลัดหลุดจากกรมความมั่นคงแผ่นดินหรือ? อีกประการ เซี่ยสินเป็นประชากรชั้นต่ำในหมู่บ้านชนบทคนหนึ่ง เมื่อมีที่พึ่งเช่นกรมความมั่นคงแผ่นดิน มีอันใดไม่ดี? ที่แท้เป็นสาเหตุใดกระตุ้นให้เซี่ยสินตัดสินใจเสี่ยงอันตราย คิดร้ายหมายชีวิตต่อมัน?

ร่างของจางสือซันเริ่มเย็นเฉียบลง ดวงตามันเจือปนความรู้สึกนานัปการ แต่ไม่ว่าเป็นความโกรธแค้นหรือความพรั่นกลัว ล้วนแต่สลายไปทีละน้อย มีแต่ความเคลือบแคลงสงสัย เป็นความเคลือบแคลงสงสัยที่ทำให้มันไม่อาจตายตาหลับได้

เซี่ยสินยิ้มพลางถามว่าท่านคงประหลาดใจว่าข้าพเจ้าไฉนคิดฆ่าท่าน ใช่หรือไม่?”

แววตาของจางสือซันแปรเปลี่ยนไป เปลี่ยนเป็นความคาดหวังที่คล้ายร้องขอชนิดหนึ่ง ถูกแล้ว มันต้องการทราบว่าเซี่ยสินไฉนคิดฆ่ามัน มันนึกหาเหตุผลไม่ออก หากให้มันพกพาความเคลือบแคลงสงสัยเช่นนี้ลงสู่ปรภพ มันก็ไม่อาจตายตาหลับได้

เซี่ยสินไม่มีเหตุผลที่ฆ่ามัน ลองนึกดู เซี่ยสินเพียงเป็นคนชนบทที่ไม่รู้จักหนังสือ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกรมความมั่นคงแผ่นดิน เซี่ยสินจะสวมรอยเป็นหยางซวี และสวมรอยต่อไปได้อย่างไร?

อีกประการต่อให้ฆ่ามันทิ้ง เซี่ยสินจะสลัดหลุดจากการควบคุมของกรมความมั่นคงแผ่นดินได้อย่างไร? ประชากรชั้นต่ำคนหนึ่งกล้าแข็งข้อต่อกรมความมั่นคงแผ่นดินหรือ? ยิ่งอย่าว่าแต่กรมความมั่นคงแผ่นดินยังถือเอกสารคำให้การที่เซี่ยสินลงนามเอาไว้ เซี่ยสินได้แต่ทำตามคำสั่งแต่โดยดี จึงมีชีวิตรอดสืบไป

เซี่ยสินกล่าวว่าข้าพเจ้าความจริงไม่มีเหตุผลฆ่าท่าน เพราะว่าข้าพเจ้าต้องได้รับความช่วยเหลือจากพวกท่าน ค่อยสวมรอยเป็นหยางซวีได้ เพราะว่าในมือพวกท่านยังถือหลักฐานที่จะตัดศีรษะข้าพเจ้าได้ทุกเมื่อ เพราะว่าพวกท่านเป็นผู้แทนพระองค์ที่ได้รับบัญชาให้มาสืบคดีที่เขตชิงโจว มีอำนาจการฆ่าฟันตามอำเภอใจ ต่อให้ข้าพเจ้าเป็นหยางซวีตัวจริง ก็ไม่มีปัญญาสลัดหลุดจากพวกท่าน ดังนั้นทางออกเพียงหนึ่งเดียวของข้าพเจ้าคือเข้าร่วมกับพวกท่าน ประจบเอาใจพวกท่าน รับการหยิบยื่นให้จากพวกท่าน นี่เป็นมุมมองของท่านใช่หรือไม่?”

ถูกต้อง นี่เป็นส่วนที่สือซันขบคิดไม่เข้าใจ

การฆ่าคนต้องมีวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ของเซี่ยสินคืออะไร? คิดกำจัดผู้ที่ล่วงรู้ความจริง เพื่อสวมรอยเป็น หยางซวีถึงที่สุดหรือ? เซี่ยสินเสียสติแล้วหรือ? เช่นนี้มีความเสี่ยงสูง เซี่ยสินกล้าที่จะเสี่ยงอันตรายได้อย่างไร? พวกมันได้รับราชโองการฮ่องเต้มา เป็นเจ้าพนักงานที่ชอบธรรม หลังจากปิดคดีลง ทำการปูนบำเหน็จรางวัล พวกมันสามารถหยิบยื่นศักดิ์ฐานะให้กับเซี่ยสินโดยง่ายดาย นี่เป็นความคิดของผู้คนปรกติธรรมดา เหตุใดเซี่ยสินจึงลงมือฆ่าคน?

ยังมีฝีมือฆ่าคนที่รวบรัดหมดจดของเซี่ยสิน ยังมีความสามารถในการอาศัยสีเลือดจำแนกอาการบาดเจ็บ ตลอดจนสีหน้าที่สงบเยือกเย็นอย่างรวดเร็วหลังจากฆ่าคนของกรมความมั่นคงแผ่นดินของมัน แสดงว่าคนผู้นี้มิใช่คนชนบทที่เซื่องซึมโง่งม และขวัญอ่อนกลัวเกิดเรื่อง เซี่ยสินที่แท้เป็นใคร ที่แท้เป็นเพราะเหตุใด?

เซี่ยสินกล่าวด้วยความเยือกเย็นว่าเหตุผลรวบรัดยิ่ง นั่นคือข้าพเจ้าไม่เชื่อวาจาผีสางของพวกท่าน ข้าพเจ้าไม่เชื่อตั้งแต่แรก พวกท่านพูดปดต่อข้าพเจ้ามากมาย และบังเกิดจิตคิดร้ายต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทราบแต่แรกว่าพวกท่านไม่มีความประสงค์ดีต่อข้าพเจ้า หากทำตามคำพูดพวกท่าน ติดตามพวกท่านไป จุดจบของข้าพเจ้าจะเป็นเช่นเดียวกับแม่นางทิงเซียง อย่างนั้นเหตุใดข้าพเจ้าไม่ต่อสู้ดิ้นรน? ตั้งแต่อยู่ในร้านสุราริมแม่น้ำหนันหยาง ขณะที่รับปากรับใช้พวกท่าน เวลาที่ข้าพเจ้าลงชื่อในเอกสารคำให้การ ข้าพเจ้าก็ตั้งใจว่าต้องฆ่าพวกท่าน

มันมองดูแววตาที่เคลือบแคลงสงสัยของจางสือซัน คล้ายอ่านใจอีกฝ่ายออก จึงกล่าวไม่ ข้าพเจ้าเชื่อว่าพวกท่านเป็นคนของกรมความมั่นคงแผ่นดิน ข้าพเจ้าไม่ได้ระแวงสงสัยว่าเครื่องแบบและป้ายประจำตัวของเถ้าแก่หลิวเป็นของปลอม

โลกนี้อาจมีจรลักขโมย และมีนักหลอกลวงต้มตุ๋น แต่ต้องไม่มีโจรลักขโมยหรือนักหลอกลวงต้มตุ๋นที่คิดอุตริ ปลอมเป็นคนของกรมความมั่นคงแผ่นดินที่ทุกคนเคียดแค้นชิงชัง มิหนำซ้ำพวกท่านเป็นทั้งขุนนางเป็นทั้งพ่อค้า เหตุใดยอมเสี่ยงอันตราย คิดโค่นอ๋องที่กินเมืองท่านหนึ่ง?

ที่ข้าพเจ้าไม่เชื่อถือ ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าพวกท่านรับราชโองการมา ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าพวกท่านคิดสืบหาสาวกนิกายบัวขาวหรือขุนนางประจำที่แฝงตัวอยู่ในวังกับเจ้าฉีอ๋อง ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าหลังจากเสร็จเรื่องพวกท่านจะละเว้นชีวิตข้าพเจ้า ทั้งยังรับตัวข้าพเจ้าเข้าสังกัดกรมความมั่นคงแผ่นดินพวกท่านพูดปดหลายเรื่อง ทั้งมีข้อพิรุธหลายจุด คำโป้ปดและพิรุธเหล่านี้อาจตบตาผู้อื่นได้ แต่ว่าตบตาเราเซี่ยสินไม่ได้

ข้าพเจ้าเชื่อคำของฟ่งซีฮุยว่ากรมความมั่นคงแผ่นดินไม่ได้ถูกสั่งยุบ มันพออธิบายเช่นนั้น ข้าพเจ้าค่อยเชื่อว่าพวกเราเหล่าประชาราษฎร์ไม่เข้าใจเรื่องราวใยราชสำนัก เข้าใจว่าการลดอำนาจเป็นการสั่งยุบ แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อคำพูดของฟ่งซีฮุยที่ว่ากรมความมั่นคงไม่ได้ถูกตัดลดอำนาจในการจับกุมผู้กระทำผิดและลงทัณฑ์ทรมาน เพียงเปลี่ยนจากเปิดเผยเป็นปกปิดเท่านั้น

ข้อพิรุธนี้เป็นฟ่งซีฮุยอวดฉลาดเปิดเผยออกมา ยังมีข้อพิรุธที่สามเป็นพวกท่านต่างอวดฉลาดเปิดเผยออกมา ท่านต้องการทราบเหตุผลหรือไม่?”

ย่อมต้องการทราบ จางสือซันต้องการทราบแทบตาย

เซี่ยสินยิ้มอย่างชั่วช้าน่าชัง กล่าวว่าแต่ว่าท่านใกล้ตายแล้ว ส่วนตำนานของข้าพเจ้ายืดยาวยิ่ง ข้าพเจ้าสามารถอดทนบอกเล่า แต่ว่าท่านไม่มีเวลารับฟังแล้ว

หน้าอกของจางสือซันสะท้อนขึ้นลง ขุ่นแค้นจนแทบอกระเบิดแล้ว

พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 111 - 119)

วิเคราะห์เจาะลึก

สำหรับเซี่ยสิน หากสามารถเข้าร่วมกับกรมความมั่นคงแผ่นดิน ถือเป็นทางออกอันสดใสประการหนึ่ง

แต่ว่าฟ่งซีฮุยพอเอ่ยปาก เซี่ยสินก็ทราบว่ามันพูดปด พูดปดหาเป็นไรไม่ ประการสำคัญคือคำโป้ปดนี้ซ่อนความลับมากมาย หากว่าความลับนี้สุดที่มันจะรองรับได้ อย่างนั้นคนที่ไม่อาจล่วงรู้เส้นสนกลใน แต่มิอาจไม่ร่วมรับรู้ความลับผู้หนึ่งจะมีจุดจบอย่างไร? มีแต่ถูกฆ่าปิดปากเท่านั้น

ก่อนหน้าที่จะปรากฎกรมความมั่นคงแผ่นดิน ในประวัติศาสตร์มีแต่ทัณฑ์สถานที่จัดตั้งขึ้นตามราชโองการ ในรัชสมัยของฮั่นอู่ตี้ ฮ่องเต้ ตอนนั้นมีทัณฑ์สถานยี่สิบหกแห่ง เจ้าหน้าที่หลายร้อยนาย ส่งผลกระทบถึงผู้คนหลายสิบหมื่นคน แต่ทัณฑ์สถานนี้ไม่ได้คงอยู่ตลอดราชวงศ์ฮั่น ชนรุ่นหลังจึงล่วงรู้ไไม่มากนัก ต่างกับกรมความมั่นคงแผ่นดินของราชวงศ์หมิง ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ ยังเคยได้ยินชื่อนี้มา

หงอู่ฮ่องเต้เป็นปฐมกษัตริย์ที่เฉลียวฉลาด ทรงทราบว่าเมื่อใดสมควรใช้บทลงโทษสถานหนัก และทรงทราบว่าเมื่อใดสมควรเก็บจำบทลงโทษ พระองค์ทรงใช้สอยกรมความมั่นคงแผ่นดินจัดการกับเสนาบดีที่มักใหญ่ใฝ่สูงเช่นหูเหยาหยง ราชบุตรเขยที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงเช่นโอวหยางหลุน แม่ทัพใหญ่ที่เหิมเกริมลำพองเช่นหลินอี้ จวบกระทั่งพระองค์ทรงดำริว่าขุนนางและวงศาคณาญาติที่ส่งผลคุกคามต่อแผ่นดินต้าหมิง (หมิงยิ่งใหญ่) ถูกกำจัดหมดสิ้น ก็รับสั่งว่าในห้วงกลียุค ข้ามิอาจไม่ใช้บทลงโทษ เมื่อลูกหลานปกครองบ้านเมืองที่สงบสันติ บทลงโทษย่อมต้องเบลงดังนั้นเสือร้ายเช่นกรมความมั่นคงแผ่นดินจึงถูกใส่กรงขังไว้

ตามคำบอกของฟ่งซีฮุย กรมความมั่นคงแผ่นดินไม่ได้ถูกตัดลดอำนาจ เพียงแต่ฮ่องเต้ไม่ประสงค์ให้เหล่าขุนนางหวาดหวั่นวิตก จึงบัญชาให้พวกมันเปลี่ยนจากเปิดเผยเป็นปกปิด นี่เป็นท่วงทำนองของหงอู่ฮ่องเต้หรือ? อย่าเพิ่งเอ่ยถึงหงอู่ฮ่องเต้ที่กระทำตามพระทัย ดำเนินการอย่างเฉียบขาด ไม่ว่าฮ่องเต้องค์ใด หากเกี่ยวพันถึงพระราชอำนาจกับแผนก่อการกบฎ ต้องไม่มืออ่อนเด็ดขาด ยิ่งไม่ส่งปลาเล็กปลาน้อยไม่กี่ตัวมาสืบเสาะเป็นการลับ ถึงกับเกลี้ยกล่อมคหบดีท้องถิ่นให้มาเข้าร่วม คำโป้ปดเช่นนี้ได้แต่หลอกลวงตบตาคนชนบทที่ไม่รู้จักหนังสือเท่านั้น

ตามบันทึกประวัติศาสตร์ ปีที่ยี่สิบหกในรัชกาลหงจู่ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงทรงตัดลดอำนาจของกรมความมั่นคงแผ่นดิน จนกระทั่งถึงยุคจักรพรรดิหย่งเล่อ ค่อยฟื้นฟูกรมความมั่นคงแผ่นดินขึ้นใหม่ ช่วงเวลาระหว่างนั้นหามีบันทึกเกี่ยวกับกรมความมั่นคงแผ่นดินไม่ หากว่ากรมความมั่นคงแผ่นดินเปลี่ยนจากเปิดเผยเป็นปกปิด ขณะที่พวกมันยังกุมอำนาจไว้ เพียงแต่ปฏิบัติการเป็นการลับ อย่างนั้นต่อให้ปกปิดเป็นความลับเพียงไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่ในบันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงจะไม่จดบันทึกไว้แม้แต่น้อย

ดังนั้นเซี่ยสินสรุปว่า ฟ่งซีฮุยบอกประวัติความเป็นมาของพวกมันไม่หมดสิ้น และไม่ตรงกับความจริง ความเคลื่อนไหวในเขตของชิงโจวของพวกมันขัดกับหลักกฎหมาย ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่ได้รับราชโองการมา

หลังจากนั้นระหว่างที่เดินทางสู่โรงงานอวี้สือ จางสือซันเพื่อปลอบขวัญเซี่ยสิน จึงโป้ปดว่าคดีรายนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าฉีอ๋อง ฮ่องเต้ที่มีพระประสงค์ให้ดำเนินการเป็นการลับ เพราะว่าก่อนหน้านี้พี่ภรรยาของเจ้าถันอ๋องคิดกบฎ เจ้าถันอ๋องกลัวประสบภัยลาม จึงจุดไฟเผาตัวเอง ฮ่องเต้ทรงวิตกว่าเจ้าฉีอ๋องจะเลียนแบบตาม ดังนั้นรับสั่งให้กรมความมั่นคงแผ่นดินกระทำการเป็นการลับ

เมื่อเป็นเช่นนี้ เซี่ยสินเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อจุดประสงค์ของพวกมัน เนื่องเพราะมันบังเอิญล่วงรู้สาเหตุการตายของเจ้าถันอ๋อง เห็นว่าฮ่งอู่ฮ่องเต้ต้องไม่ยกอ้างเหตุผลเหล่านั้นสั่งการต่อฟ่งซีฮุยและพวก

ตามบันทึกของทางการ การตายของเจ้าถันอ๋องสืบเนื่องจากพี่ภรรยาของมัน นายอวี้หู่ถูกฟ้องร้องว่าเป็นพวกเดียวกับมหาเสนาบดีหูเหวยหยง เจ้าถันอ๋องกลัวความผิดจึงเผาตัวเองฆ่าตัวตาย แต่ในระดับชาวบ้านมีคำกล่าวอีกแบบหนึ่ง บอกว่า มารดาของเจ้าถันอ๋อง ซึ่งคือพระสนมติ้งเฟยของหงอู่ฮ่องเต้ ความจริงเป็นพระชายาของเฉินโย่วเลี่ยง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมช่วงชิงแผ่นดิน หลังจากที่นางตั้งครรภ์ ค่อยกลายเป็นพระสนมของหงอู่ฮ่องเต้ เจ้าถันอ๋องความจริงเป็นลูกที่ติดมาหลังจากที่นิดาเสียชีวิตแล้ว เมื่อเจ้าถันอ๋องล่วงรู็ชาติกำเนิดแท้จริง จิงคิดก่อการกบฎฮ่องเต้เจ้าชีวิตส่งกำลังมาจับกุม เจ้าถันอ๋องไม่ยอมรับความอัปยศ จึงเผาตัวเองฆ่าตัวตาย

ตำนานเรื่องนี้บอกกล่าวเป็นเรื่องเป็นราวคล้ายเห็นกับตา บรรยายว่าพระสนมติ้งเฟยบอกกล่าวให้บุตรชายล้างแค้นแทนบิดา เจ้าถันอ๋องสุมฟืนเผาวังที่ประทับขณะนี้เกิดเพลิงไหม้เจ้าถันอ๋องมีสีหน้าอันปวดร้าว ราษำรที่หลงเชื่อหาได้ฉุกคิดไม่ว่า ผู้อื่นล่วงรู้รายละเอียดเหล่านี้ได้อย่างไร?

พระสนมติ้งเฟยเป็นพระชายาของเฉินโย่วเลี่ยงจริง ในบันทึกของหงอู่ฮ่องเต้ก็ทรงยอมรับโดยมีรายละเอียดว่าก่อนที่แผ่นดินจะสงบราบคาบ ข้าบุกตีเมืองยึดครองดินแดน สู้รบกับเหล่าผู้ยิ่งใหญ่สี่สิบปี ไม่เคยแย่งชิงสตรีนางใดมาก่อน มีแต่ตอนตีเมืองอู่ชางแตก เพราะโกรธแค้นเฉินโย่วเลี่ยงส่งกำลังมารุกราน จึงแย่งชิงภรรยามันมา

เพราะเหตุนี้  ข่าวลือเรื่องนี้จึงแพร่กระจายในระดับชาวบ้าน ผู้คนทั่วไปหารู้ไม่ว่าราชโอรสทั้งหลายมีอายุเท่าใด ถือกำเนิดจากพระสนมใด ดังนั้นเชื่อว่าเป็นความจริง ต่อให้ไม่เชื่อก็ยินดีแพร่กระจายออกไป

ซึ่งความจริงหลังจากที่เฉินโย่วเลี่ยงเสียชีวิตไปหกเจ็ดปี เจ้ากันอ๋องค่อยถือกำเนิด เวลาที่ถือกำเนิดไม่สอดคล้อง อย่าว่าแต่เหนือเจ้าถันอ๋องยังมีพี่ชายอื่นอีก และพี่ชายร่วมมารดาเดียวกันคือเจ้าฉีอ๋องซึ่งกินเมืองชิงโจว หากว่าเฉินโย่วเลี่ยงมีเลือดเนื้อเชื้อไขติดมากับพระสนมติ้งเฟย อย่างนั้นสมควรเป็นเจ้าฉีอ๋อง หาใช่เจ้าถันอ๋องไม่

เนื่องด้วยด้วยการตายของเจ้าฉีอ๋องมีทั้งฉบับประวัติศาสตร์ กับฉบับเกร็ดพงศาวดาร ดังนั้นนักประวัติศาสตร์ยุคหลังจึงทำการค้นคว้า ปรากฎว่าเจ้าถันอ๋องมิเพียงไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเฉินโย่วเลี่ยง แม้แต่สาเหตุการตายของเจ้าถันอ๋องก็ไม่พึงเชื่อถือ

เซี่ยสินให้ความสนใจต่อข่าวคราวเบื้องหน้าเบื้องหลัง ตลอดจนเรื่องแปลกพิสดาร ครั้งกระโน้นประจวบกับเคยอ่านบทวิเคราะห์นี้ ทั้งยังจดจำเนื้อหาสาระที่นักวิชาการท่านนี้เขียนขึ้นได้

ตามคำบรรยายของนักวิชาการท่านนี้ หงอู่ฮ่องเต้แม้เป็นปฐมกษัตริย์ที่โหดเหี้ยมอำมหิตแต่ก็สำหรับกับผู้อื่น ส่วนราชโอรสของพระองค์ ทรงให้ความรักและปกป้อง เพราะเหตุนี้ อ๋องทั้งหลายช่วงต้นราชวงศ์หมิงล้วนแต่อวดโอ่โอหัง

ขณะที่พี่ภรรยาของเจ้าถันอ๋องถูกฟ้องร้องว่าเป็นพวกเดียวกับกลุ่มของหูเหวยหยง หูเหวยหยงกับขุนนางที่เกี่ยวข้องกับคดีรายนี้เสียชีวิตไปแล้วสิบปี ขณะเกิดเหตุพี่ภรรยาของมันเพียงเป็นขุนนาง ชั้นผู้น้อยในฐานที่มั่นหนิงเซี่ย ไหนเลยมีคุณสมบัิตร่วมก่อการกบฎ ต่อให้เข้าร่วมไหนเลยมีบทบาทอันใด?

ประการสำคัญคือ ราชโอรสของหงอู่ฮ่องเต้ ไหนเลยถูกเรื่องราวของพี่ภรรยามีส่วนพัวพันกับฝ่ายกบฎขู่ขวัญจนฆ่าตัวตาย อย่าลืมว่ามหาเสนาบดีหลี่สั้งจ่างก็ถูกคดีของหูเหวยหยงฉุดลากพังครืนลง หลี่ส้งจ่างกับครอบครัวเจ็ดสิบกว่าชีวิต มีคนรอดชีวิตเพียงสี่คน ได้บุตรคนรองนามหลี่ฉีกับบุตรสะใภ้ และเด็กที่เกิดจากพวกมันสองคน

สาเหตุคือบุตรสะใภ้ตระกูลหลี่เป็นราชธิดาของหงอู่ฮ่องเต้ ดังนั้นหงอู่ฮ่องเต้นิรโทษให้กับราชบุตรเขยยังทรงนิรโทษให้ หงอู่ฮ่องเต้ยังจะจัดการกับราชโอรสของพระองค์เองได้อย่างไร อ๋องที่กินเมืองไยต้องแตกตื่นจนฆ่าตัวตาย?

เหตุผลข้อนี้เมื่อฟังไม่ขึ้น นักวิชาการท่านนี้จึงตรวจสอบบันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง พลิกดูแฟ้มคดีต่างๆ สุดท้ายพบเห็นความจริงข้อหนึ่ง นั่นคือเจ้าถันอ๋องจุดไฟเผาตัวเองในวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนสี่ ปีที่ยี่สิบสามในรัชกาลหงอู่ ตอนนั้นพี่ภรรยาของมันยังไม่ถูกฟ้องร้องหมายความว่าขณะที่เจ้าถันอ๋องกลัวความผิดจนฆ่าตัวตาย เพราะว่าพี่ภรรยาเป็นฝ่ายกบฎ พี่ภรรยาของมันยังสังกัดฐานที่มั่นหนิงเซี่ย และไม่มีคนฟ้องร้องแต่อย่างไร

ตอนนั้นคนในราชวงศ์หมิงต่างมองข้ามช่องโหว่ข้อนี้ เมื่อทางการไม่ให้ข้อมูลแก่ท่าน ท่านก็ไม่อาจล่วงรู้ข้อเท็จจริง เมื่อเป็นเช่นนี้บันทึกทางการจงใจไม่เอ่ยถึงเวลาที่เกิดคดีทั้งสองเรื่อง ผลสุดท้ายผู้อยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่พบเห็นปัญหา

ผู้ที่มีคุณสมบัติล่วงรู้ข้อมูลก่อนและหลังที่เจ้าถันอ๋องจะจุดไฟเผาตัวเอง ความจริงมีน้อยอยู่แล้ว ในผู้ตนส่วนน้อยนี้ ยิ่งน้อย คนที่ทำการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้มาทำการแยกแยะ และผู้คนที่น้อยกว่าน้อยล้วนรับรับราชการในราชสำนัก ผู้ใดรำคาญในการมีชีวิตสืบไปจนเปิดเผยข้อสงสัยเหล่านี้ออกไป ดังนั้นการตายของเจ้าถันอ๋องของทางการ ไม่เพียงตบตาราษฎรจำนวนมาก ขุนนางข้าราชการส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าเป็นจริง

แต่ว่านักวิชาการท่านนี้หลังจากตรวจดูบันทึกคดีต่างๆ ก็พบเห็นข้อขัดแย้งนี้ แต่นักวิชาการท่านนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการตายที่แท้จริงของเจ้าถันอ๋อง เพียงบอกว่าข้อเท็จจริงของเรื่องนี้คงถูกฝังอยู่ในสายธารประวัติศาสตร์ แต่ข้อแยกแยะของท่านผู้นี้ เท่ากับหักล้างคำรายงานของราชสำนักหมิง เซี่ยสินสมัครเข้าเป็นนายร้อยตำรวจ แยกแยะปัญหาด้วยเหตุผล จึงสนับสนุนบทวิเคราะห์ของนักวิชาการท่านนี้

ซึ่งความจริง ในบทวิเคราะห์ของนักวิชาการท่านนี้ ยังบ่งบอกว่าศักดิ์ฐานะของผู้ที่ฟ้องร้อง พี่ภรรยาเจ้าถันอ๋องน่าเคลือบแคลง คำให้การก็มีพิรุธ เพียงแต่เซี่ยสินไม่ได้อ่านดูโดยละเอียด น่าเสียดายที่จางสือซันหลงเหลือลมหายใจร่อแร่รวยริน เซี่ยสินไม่สามารถตรวจสอบข้อสงสัยเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นมันอาจคลี่คลายปริศนารายนี้จากปากจางสือซันได้

เนื่องเพราะจางสือซันเป็นหนึ่งในจำนวนน้อยกว่าน้อยที่ล่วงรู้สาเหตุการตายที่แท้จริงของเจ้าถันอ๋อง จางสือซันเป็นคนสนิทของหลอเจี่ยนซือ (ผู้ดูแลเรื่องราวแซ่หลอ) เคยได้ยินหลอเจี่ยนซื่อ (ผู้ดูแลเรื่องราวแซ่หลอ) เคยได้ยินหลอเจี่ยนซื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้

เถ้าถันอ๋องไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะพี่ภรรยาเกี่ยวข้องกับคดี หูเหวยหยงก่อกบฎ สาเหตุการฆ่าตัวตายของมันสืบเนื่องจากเรื่องอื้อฉาวในราชสำนัก

เจ้าถันอ๋องสุภาพอ่อนโยน มีหน้าตาหล่อเหลา สามารถแต่งกลอนต่อประโยค ในบรรดาอ๋องกินเมืองทั้งหลายถือเป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎร แต่มีข้อบกพร่องประการหนึ่งคือเจ้าชู้กรุ่มกริ่ม ซึ่งความจริงในฐานะอ๋องกินเมืองถึงแม้นิยมความงามสตรีไม่นับเป็นอย่างไร ปัญหาอยู่ที่อ๋องท่านนี้กลับข้องแวะกับสตรีในวัง

ก่อนที่เจ้าถันอ๋องจะได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องกินเมือง มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนาวกำนัลไม่น้อย หลังจากขึ้นเป็นอ๋องกินเมือง ยังคิดถึงพวกนางฉวยโอกาสที่เดินทางมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เกลือกกลั้วกับพวกนาง เรื่องราวล่วงรู้ถึงหูกรมความมั่นคงแผ่นดิน รายงานลับต่อเจ้าชีวิตโดยหลักการแล้วนางกำนัลมีโอกาสขึ้นเป็นพระสนม จึงถือเป็นการทรยศเนรคุณ สร้างความโกรธกริ้วแก่หงอู่ฮ่องเต้ยิ่ง มีพระบัญชา ให้กรมความมั่นคงแผ่นดินเบิกตัวเจ้าถันอ๋องกลับวัง

เจ้าถันอ๋องย่อมทราบว่าตนเองกระทำความผิดใด หากถูกนำตัวกลับนครหลวงทำการพิสูจน์ยืนยัน ก็ไม่อาจโต้แย้งได้ เมื่อถึงเวลาแม้ไม่ตาย ก็ถูกพระบิดาสั่งกักบริเวณไปชั่วชีวิตจึงจุดไฟเผาตัวเองฆ่าตัวตาย

การตายของเจ้าถันอ๋องครึกโครมยิ่ง ผู้คนทั้งแผ่นดินล่วงรู้ว่าท่านอ๋องท่านหนึ่งเผาตัวเองฆ่าตัวตาย เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมไม่อาจเปิดเผยว่าราชโอรสมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางกำนัล ดังนั้นหลอเจี่ยนซื่อที่รับผิดชอบเรื่องนี้จึงผูกโยงว่าเจ้าถันอ๋องมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีหูเหวยหยง ตั้งข้อหาว่าพี่ภรรยาเจ้าถันอ๋องเป็นคนของหูเหวยอ๋อง คดีนี้เป็นอันปิดฉากลง ผู้ที่ล่วงรู้ความจริงมีน้อยกว่าน้อย ทั้งไม่มีผู้ใดกล้าแสดงความเคลือบแคลงสงสัยออกมา จางสือซันไม่ว่าอย่างไรก็นึกไม่ถึงว่า คนชนบทที่ไม่รู้จักหนังสือผู้หนึ่ง กลับล่วงรู้ข้อเท็จริงของคดีนี้

ที่มาของฟ่งซีฮุยกับพวกทั้งสี่ไม่แน่ว่าจะชอบด้วยกฎหมาย จุดมุ่งหมายยิ่งไม่กระจ่างชัด เรื่องที่พวกมันบีบบังคับเซี่ยสินลงชื่อในเอกสารคำให้การ ยิ่งเป็นข้อผิดพลาดประการหนึ่ง เพราะเหตุนี้เซี่ยสินตัดสินใจว่าจะไม่ยอมเป็นหุ่นเชิด หากต้องฆ่าพวกมันทิ้ง

จากคำบอกของพวกมัน พวกมันสังกัดกรมความมั่นคงแผ่นดิน ได้รับราชโองการออกจากนครหลวง เพื่อสืบคดีกบฎในฐานะผู้แทนพระองค์ คิดควบคุมชนชั้นเซี่ยสิน ยังต้องใช้ความลับเพื่อใช้ข่มขู่ผู้อื่นหรือ? พวกมันดำเนินการเช่นนี้ แสดงว่าศักดิ์ฐานะและพฤติการณ์ของพวกมันไม่อาจเปิดเผยต่อผู้คน

นี่เท่ากับบอกต่อเซี่ยสินว่า ไม่ว่าแผนการของพวกมันจะสำเร็จหรือล้มเหลว จุดจบของเซี่ยสินมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือถูกฆ่าปิดปากดุจเดียวกับแม่นางทิงเซียง ซึ่งทราบว่าหยางซวีต้าจริงตายแล้ว

ดังนั้นแผนฆ่าคนตอบโต้ของเซี่ยสินถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น มันทราบว่า เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยที่ทำงานผิดพลาดหากนึกหาวิธีแก้ไขได้ จะไม่รายงานข้อเท็จจริงต่อผู้บังคับบัญชา นี่เป็นความรู้สึกของปุถุชนอยู่แล้ว มิหนำซ้ำจากการคลุกคลีในเวลาต่อมา จางสือซันกับพวกยังแสดงท่าทีคิดฮุบสมบัติของตระกูลหยาง พวกมันเมื่อเกิดความประสงค์ต่อทรัพย์สินของตระกูลหยาง ก็ยิ่งไม่เปิดเผยศักดิ์ฐานะที่แท้จริงของเซี่ยสินต่อผู้อื่น

หากคิดฆ่าพวกมันทั้งสี่ ก็ไม่อาจสะกิดความสงสัยของพวกมันขึ้นก่อน มิหนำซ้ำเซี่ยสินยังต้องมีพื้นที่ที่จะเคลื่อนไหวโดยอิสระ ดังนั้นมันเลือกเวลาที่ผู้คนในตระกูลหยางยอมรับตนเอง ลงมือกำจัดฆ่าจางสือซันที่เปรียบเสมือนเป็นเชื้อโรคเกาะกินกระดูก

ตอนนี้มันเป็นคหบดีที่มีชาติตระกูลขาวสะอาด เป็นบัณฑิตซิ่วไฉที่มีชื่อเสียงเรียงนาม ทุกคนที่อยู่ในเก๋งด้านนอก สามารถเป็นพยานว่ามันไม่ได้ออกจากห้องหลังนี้ มันกำลังอาบน้ำ บนร่างมันไม่ได้พกพาอาวุธ ดังนั้นทางการต้องไม่ระแวงสงสัยมัน รวมทั้งฟ่งซีฮุยด้วย เนื่องเพราะมันเพิ่งมาถึงตระกูลหยาง คนในตระกูลหยางต้องไม่สมรู้ร่วมคิดกับมัน หากว่าฟ่งซีฮุยไม่ถึงกับหลงลืม เพียงนึกโยงไปถึงคดีฆาตกรรมที่คุ้งน้ำนอกเมืองหวินเหอ

จางสือซันตายแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบมันไม่เข้าใจว่าเซี่ยสินล่วงรู้แผนการของพวกมันได้อย่างไร เมื่ออยู่บนเส้นทางปรภพ จางสือซันก็เป็นเช่นเดียวกับแม่นางทิงเซียงที่เป็นปีศาจเลอะเลือนตนหนึ่ง

เซี่ยสินกระโดดปราดขึ้น สะสางที่เกิดเหตุ ทุกประการแล้วเสร็จโดยเร็ว จากนั้นสายตาของมืออาชีพ สำรวจดูที่เกิดเหตุอีกเที่ยวหนึ่ง จวบจนแน่ใจว่าไม่ทิ้งพิรุธใดไว้ ค่อยตะปบคว้าโครงแขวนเสื้อผ้ามาถือไว้ สูดลมหายใจเข้าไปคำหนึ่ง ค่อยแผดเสียงร้องออกมาว่าช่วยด้วย ช่วยด้วย…”

ยามนั้นจางสือซันหลงเหลือลมหายใจรวยริน สายตาแตกซ่าน ยังไม่สิ้นใจตาย

เซี่ยสินกวัดแกว่งโครงแขวนเสื้อผ้า กระโดดโลดเต้นราวกับกระต่ายที่ได้รับความแตกตื่นตัวหนึ่ง คล้ายกำลังเสี่ยงชีวิตกับศัตรูที่มองไม่เห็นก็มิปาน

การผจญภัยของมันเริ่มขึ้นแล้ว

หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอันตรายหากประสบความสำเร็จ จะได้เป็นคนเหนือคน ได้รับค่าตอบแทนที่อุดมสมบูรณ์

ตอนนี้การผจญภัยเพิ่งเริ่มต้น เซี่ยสินตื่นเต้นตึงเครียดดุจเดียวกับขึ้นเตียงกับเพื่อนหญิงเป็นครั้งแรก

พยัคฆราชซ่อนเล็บ ภ.1 #1 (หน้า 120 - 135)

ไต่สวนหาสาเหตุ

จือเลี่ยว* จือเลี่ยว

*เสียงร้องของเรไร ทั้งแปลว่ารู้แล้ว

ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ทราบว่าเรไรล่วงรู้อันใด จะอย่างไรต้าหนิวกับชุ่ยหวินซึ่งไม่ทราบว่าเกิดเรื่องใด ทั้งถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องขังรอรับการไต่สวน ต่างรับฟังจนเคลิบเคลิ้มคิดหลับใหล

แต่ว่าเซียวตี้ยังมีสติแจ่มใส รู้สึกว่าห้องขังรอรับการไต่สวนของที่ว่าการกรมเมืองชิงโจวเย็นสบายยิ่ง ที่นี้ไม่เห็นแสงตะวันตลอดทั้งปี ถึงแม้เป็นฤดูร้อนอบอ้าว สายลมยังโชยพัดไม่ขาดสาย

ภายในห้องขังรอรับการไต่สวนมีม้านั่งไม่กี่ตัว ทุกที่ทางเวิ้งว่างเปล่า หลิวต้าเหนียงถูกเบิกตัวไปสอบสวนเป็นคนแรก คงเหลือเซียวตี้ ชุ่ยหวินกับต้าหนิวซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์สามคนนั่งบนม้านั่ง ได้แต่เหม่อมองซี่กรงเหล็กที่เบื้องหน้า ที่นอกซี่กรงยืนรักษาการณ์ด้วยเจ้าหน้าที่กรมเมืองถือไม้พลองสองนาย สามารถเห็นทุกซอกมุมของห้องขังอย่างชัดแจ้ง

ถึงแม้เซียวตี้มาถึงสถานที่เช่นนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็หาแตกตื่นไม่ ตอนแรกเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความสงสัยอยากรู้ หลังความสงสัยอยากรู้ บังเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา หันไปสนทนากับชุ่ยหวิน แต่ถูกเจ้าหน้าที่กรมเมืองตวาดห้ามมิให้ส่งเสียง เซียวตี้ได้แต่ใช้ความคิดคำนึงอย่างเรื่อยเปื่อย

เส้าแหยขวัญอ่อนนัก ทั้งกระโดดโลดเต้นทั้งร้องตะโกน ดูว่าภายหน้าจะใช้เป็นหัวข้อหัวร่อเยาะมันหรือไม่ แต่ว่านี่ไม่อาจโทษว่าเส้าแหย สภาพการตายของจางสือซันน่ากลัวยิ่ง เส้าแหยเป็นนักศึกษา ไม่เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ไหนเลยไม่หวาดกลัวได้? เพียงแต่ดูไม่ออกว่ารูปร่างของเส้าแหยน่าดูนัก ฮิฮิ…’

นางหรุบตาลง มุมปากเชิดรั้นขึ้น ครุ่นคิดสืบต่อเมื่อเยาว์วัยเส้าแหยอ้วนราวกับลูกหนังใบหนึ่ง ตอนปีนขึ้นต้นไม้ไม่ต่างกับหมีควายแต่ว่าตอนนี้ไหล่บ่ากว้าง หน้าอกผึ่งผาย ท่อนแขนยังหยาบกว่าช่วงขาเรา ช่วงขาก็หยาบกว่าเอวของเรา ยังมีอวัยวะนั้น…’

ภาพเหตุการณ์ซึ่งเพิ่งบังเกิดผุดขึ้นในห้วงสมองอีกครั้ง เส้าแหยร่างเปลือยเปล่า กวัดแกว่งโครงแขวนเสื้อผ้า เผยเห็นหน้าอกที่บึกบึน ยังมีพวงองุ่นที่ขึ้นลงตามร่างที่กระโดดโลดเต้นของมัน

เซียวตี้หน้าแดงเข้มขึ้นมา รีบหลับตาลง จากนั้นลืมตาข้างหนึ่ง ชำเลืองมองชุ่ยหวินเจี่ย (พี่สาว) ซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง เห็นนางเหม่อมองไปข้างหน้า ไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ค่อยคลายใจลง

ถึงแม้ว่าที่ผ่านมานางดูแลการกินอยู่ของนายน้อย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นนายน้อยอยู่ในสภาพเปลือย เรือนร่างสมชายชาตรีของมันประทับอยู่ในความทรงจำของนางอย่างลึกล้ำ บวกกับก่อนหน้านี้นางเริ่มใคร่ครวญถึงคำพูดของบิดา บังเกิดเป็นระลอกขึ้นในจิตใจของนาง ภาพลักษณ์ของนายน้อยเริ่มเลอะเลือนพร่ามัว บัดเดี๋ยวเป็นพี่ชายที่น่ารัก บัดเดี๋ยวกลายเป็นบุรุษที่ทำให้หน้าร้อนผะผ่าวหัวใจเต้นแรง

นางไม่ต้องการนึกถึงสิ่งที่ชวนให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนนั้นอีก เปลี่ยนเป็นครุ่นคิดประหลาดแท้ เส้าแหยเป็นคนดี ผู้ใดคิดฆ่ามัน? ครั้งนี้ดีที่มีจางสือซันอยู่ด้วย ถึงแม้เราไม่ชมชอบมัน แต่อย่างน้อยมันยังจงรักภักดี หากมิใช่มันเสี่ยงตายคุ้มครองเส้าแหย เส้าแหยคงถูกผู้คนฆ่าตายแล้ว แต่หากว่าเราอยู่ด้วย เราก็จะสละชีวิตปกป้องเส้าแหย

ความคิดคำนึงของนางวกกลับมาที่ความเคลื่อนไหวของนายน้อยเมื่อคืน นางขบคิดไม่เข้าใจว่า ดึกดื่นค่อนคืนนายน้อยไปที่ห้องใต้ดินเก็บน้ำแข็งทำอะไร? ผ่านไปเนิ่นนานยังไม่เห็นมันกลับออกมา คาดว่าคงไม่ขโมยรับประทานน้ำแข็ง ที่แท้ไปทำอะไร?

ขณะครุ่นคิด ที่เบื้องนอกบังเกิดเสียงร้องเรียกดังว่าเซียวตี้ ออกมารับการไต่สวนจากเหล่าแหย (นายผู้เฒ่า)”

เซียวตี้อุทานดังอา รีบผุดลุกขึ้นมา

ในห้องสอบสวน ชุยกวน* นามเจ้าซีเม่ยนั่งประจำที่ ซักถามเซียวตี้ว่าแม่นางเซียว จากเก๋งห้าเหลี่ยมที่พวกเจ้านั่งรออยู่ สามารถเห็นสภาพโดยรอบของห้องอาบน้ำหรือไม่?”

*ยศตำแหน่งของขุนนางสอบสวน

ห้องอาบน้ำอยู่ในสวนดอกไม้ เดินไปสิบเจ็ดสิบแปดก้าวค่อยเป็นระเบียงคดเคี้ยว ระหว่างนั้นคั่นด้วยต้นหญ้ากับพุ่มไม้ดอก หากนั่งอยู่ในเก๋ง ไม่ถูกกอไผ่บดบัง ต้องเดินไปยังสวนดอกไม้ขวามือค่อยเห็นห้องอาบน้ำได้

เช่นนี้เป็นว่าหากคนร้ายลอบเข้าบ้านพวกเจ้า ผ่านทางระเบียงด้านซ้ายไปยังห้องอาบน้ำ กระแทกหน้าต่างเข้าไปลงมือ หลังจากฆ่าคนก็ล่าถอยไปตามเส้นทางเดิม พวกเจ้าก็ไม่ทันพบเห็นมัน?”

ยามนั้นประตูห้องถูกผลักเปิด ฟ่งซีฮุยเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา มันเป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตร มีสิทธิ์เข้าห้องสอบสวน ทั้งสนิทสนมกับเจ้าชุยกวน (ขุนนางสอบสวนแซ่เจ้า) เป็นการส่วนตัว ดังนั้นเดินเข้ามาโดยไม่ต้องขออนุญาต เพียงผงกศีรษะต่อเจ้าชุยกวน จากนั้นหยุดยืนอยู่ข้างกายเจ้าหน้าที่จดบันทึก

เซียวตี้บอกกล่าวต่อเจ้าชุยกวนว่าถูกแล้ว เส้าแหยพออาบน้ำเสร็จค่อยเรียกข้าพเจ้า หากไม่เรียกหา ข้าพเจ้าจะไปยังห้องอาบน้ำทำอะไร? ตอนนั้นข้าพเจ้ากับหลิวต้าเหนียง ชุ่ยหวินเจี่ยกับต้าหนิวเกอนั่งสนทนาอยู่ในเก๋ง แต่ว่าคนร้ายไม่ต้องกระแทกหน้าต่าง เพราะว่าเป็นฤดูร้อนจึงเปิดหน้าต่างไว้ เพียงกระโดดก็เข้าไปได้?”

อืมม์ เมื่อหน้าต่างเปิดอยู่ พวกเจ้านั่งอยู่ในเก๋ง สามารถเห็นสภาพห้องอาบน้ำหรือไม่?”

ห้องอาบน้ำสร้างทางระบายน้ำ จึงยกสูงขึ้น หากนั่งอยู่ภายในเก๋ง ไม่อาจเห็นสภาพในห้องอาบน้ำ ต่อให้ยืนขึ้นพวกเรามองดูห้องอาบน้ำทำอะไร?”

เจ้าชุยกวนยกมือลูบจมูก เปลี่ยนเป็นกล่าวว่าอย่างนั้นเจ้าบอกเล่าเหตุการณ์ที่จางสือซันเข้าสู่ตึกหลัง จวบจนเข้าห้องอาบน้ำออกมา ห้ามมิให้ตกหล่นอันใด

เซียวตี้รับคำกล่าวว่าตอนนั้นเส้าแหยเข้าห้องอาบน้ำไปครู่หนึ่ง พวกเรากำลังนั่งสนทนาอยู่ในเก๋ง จางสือซันพลันเดินเข้ามา ถามว่าเส้าแหยกำลังอาบน้ำหรือ?”

เจ้าชุยกวนพลันกล่าวว่าช้าก่อน เมื่อครู่หลิวต้าเหนียงบอกว่าตอนที่จางสือซันเดินมามีสีหน้าบูดบึ้งขุ่นเคือง ใช่หรือไม่?”

ฟ่งซีฮุยรับฟังถึงตอนนี้ ต้องเพ่งตามองเซียวตี้ เซียวตี้ก็เชิดปากน้อยๆ กล่าวว่าใช่แล้ว จางสือซันถือดีว่าเป็นคนสนิทของเส้าแหย ไม่เห็นผู้ใดในบ้านอยู่ในสายตา เป็นที่รังเกียจของผู้คนนัก เมื่อคืนมันหาเรื่องราวกับข้าพเจ้า…”

จากนั้นบอกเล่าเรื่องที่นางใช้ก้อนน้ำแข็งแช่น้ำหยางเหมย เกิดการทุ่มเถียงกับจางสือซันออกมา เจ้าชุยกวนรับฟังจนเบื่อหน่าย ได้แต่ยกถ้วยชาขึ้นจิบดื่ม
เซียวตี้ยังคงบอกกล่าวว่า “…เช้าวันนี้ข้าพเจ้าหวีสางผมให้กับเส้าแหย เส้าแหยเห็นข้าพเจ้ามีโทสะ จึงชวนสนทนากับข้าพเจ้า ซึ่งความจริงตอนนั้นผู้อื่นไม่มีโทสะแล้ว แต่เมื่อคืนข้าพเจ้าเพิ่งได้รับความคับแค้น หากเส้าแหยไม่พูดปลอบ จะเลิกราได้อย่างไร ดังนั้นข้าพเจ้าไม่สนใจมัน…”

เจ้าหน้าที่กรมเมืองที่ถือไม้พลองอยู่สองฟากข้างพากันก้มศีรษะลงคล้ายกลั้นหัวร่อเอาไว้ เซียวตี้กล่าวสืบต่อความจริงแล้วเส้าแหยดีต่อข้าพเจ้า มันเห็นข้าพเจ้ายังมีโทสะ จึงพูดปลอบข้าพเจ้า บอกว่าจะนำข้าพเจ้าออกไปเดินถนน ทั้งยังซื้อสิ่งของให้กับข้าพเจ้า ผู้อื่นรู้แน่แก่ใจว่าเส้าแหยกำลังขอโทษข้าพเจ้า…”

เจ้าชุยกวนอดส่งเสียงกระแอมมิได้ กล่าวว่าบอกกล่าวแต่ส่วนที่สำคัญ เพียงบอกว่าจางสือซันไฉนมีสีหน้าขุ่นเคืองก็พอ

ผู้อื่นกำลังจะบอกกล่าวแล้ว จางสือซันเข้าใจว่าหลังจากเกิดเรื่องเมื่อคืน เส้าแหยจะไม่รักเอ็นดูข้าพเจ้าอีก สุดท้ายเส้าแหยยังดีต่อข้าพเจ้า มันพอล่วงรู้ยังไม่อิจฉาหรือ? ขณะที่มันเดินเข้าเก๋ง ก็ไม่เหลือบแลข้าพเจ้า สอบถามหลิวต้าเหนียงกับชุ่ยหวินเจี่ยว่า เส้าแหยกำลังอาบน้ำหรือ? มันไม่เหลือบแลข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จงใจสนทนากับต้าหนิวเกอ ไม่แยแสสนใจมันเช่นกัน จากนั้นมันเข้าห้องอาบน้ำไป ประมาณชั่วน้ำเดือด ข้าพเจ้าได้ยินเส้าแหยส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ข้าพเจ้าจึงกระโดดปราดขึ้น…”

เจ้าชุยกวนพลันเงยหน้าขึ้นกล่าวว่าช้าก่อน นับตั้งแต่จางสือซันเข้าห้องอาบน้ำ จวบกระทั่งเส้าแหยพวกเจ้าส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ กินเวลานานเท่าใด เจ้าบอกกล่าวอีกเที่ยวหนึ่ง

เซียวตี้เอียงหน้าขบคิดแล้วกล่าวเป็นเวลาชั่วน้ำเดือด เพราะว่าตอนนั้นต้าหนิวเกอกำลังเล่าเรื่องชวนหัวต่อข้าพเจ้า บอกว่ามีครอบครัวทางบ้านยากจน กระทั่งชื่อยังไม่มี ต่อมาแต่งเข้าบ้านต้าเจีย (พี่สาว) โง่งมผู้หนึ่ง นับแต่นั้นผู้อื่นเรียกมันเป็นเจี่ยฟู (สามีพี่สาว) มีอยู่ครั้งหนึ่งมันเกิดคดีความกับผู้อื่น ขอให้ผู้คนเขียนคำร้อง ผู้อื่นถามชื่อของมัน มันบอกว่าข้าพเจ้าเรียกว่าเจี่ยฟู (สามีพี่สาว)…”

เหล่าเจ้าหน้าที่กรมเมืองก้มศีรษะต่ำกว่าเดิม เจ้าชุยกวนแทบไม่อาจสะกดอดกลั้นได้ แต่ว่าเซียวตี้อ่อนหวานน่ารัก ดังนั้นไม่อาจหักใจดุว่านาง ได้แต่ยกมือกุมขมับถ่ายเดียว

เซียวตี้บอกเล่าว่าเมื่อคำร้องส่งเข้ากรมเมือง นายอำเภอนั่งประจำที่ ร้องเรียกว่าเบิกตัวเจี่ยฟู (สามีพี่สาว)’ เจ้าหน้าที่ก็ร้องขานว่าขอเชิญกูเหล่าแหย (คำเรียกเขยขวัญสูงอายุ)’ ท่านนายอำเภอบันดาลโทสะขึ้นมา ตวาดว่าอุบาทว์บัดซบ กูเหล่าแหยอันใด?’ เจ้าหน้าที่จึงกล่าวเรียนเหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) เจี่ยฟูของท่านมิใช่เป็นกูเหล่าแหยของพวกเราหรอกหรือ?’

เหล่าเจ้าหน้าที่กรมเมืองถือไม้พลอง ใบหน้ากลายเป็นสีแดงก่ำ ต่างกลั้นหัวร่อเอาไว้ เจ้าชุยกวนได้แต่กล่าวว่าเจ้าหมายความว่าจางสือซันถามว่าเส้าแหยพวกเจ้ากำลังอาบน้ำหรือไม่ เจ้าจงใจไม่สนใจมัน หันไปสนทนากับต้าหนิว มันจึงเดินไปยังห้องอาบน้ำ ตอนนั้นต้าหนิวเล่าเรื่องชวนหัวต่อเจ้า เจ้าพอฟังจบก็ได้ยินเส้าแหยพวกเจ้าส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ใช่หรือไม่?”

เซียวตี้กล่าวอย่างตื่นเต้นสงสัยว่าที่แท้เหล่าแหยทราบแล้ว อย่างนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ต้องบอกเล่าโดยละเอียดแล้ว

เจ้าชุยกวนสูดลมหายใจคำหนึ่งแล้วกล่าวแม่นางเซียว บอกต่อไปว่าหลังจากนั้นเป็นอย่างไร? หลังจากที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือเจ้าทำอย่างไร ช่วงนี้ต้องบอกกล่าวโดยละเอียด อย่าได้ตกหล่นไป

เซียวตี้ผงกศีรษะรับกล่าวว่าเมื่อได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ พวกเราไม่ทราบว่าเกิดเรื่องใด จึงวิ่งออกไป พอโถมเข้าห้องอาบน้ำ เห็นเส้าแหยถือโครงแขวนเสื้อผ้า กระโดดโลดเต้นราวเสียสติ บนพื้นมีคราบเลือดกองหนึ่ง ต่อจากนั้นพวกเราเห็นจางสือซันลอยอยู่ในสระ ดวงตาเบิกโพลง พวกเราแตกตื่นจนกรีดร้องออกมา กระโดดโลดเต้นตามเส้าแหย…”

เจ้าชุยกวนกล่าวคำช้าก่อนโน้มตัวออกไปกล่าวว่าช่วงนี้บอกกล่าวให้ละเอียด ตอนนั้นภายในห้องมีร่องรอยของคนร้ายหรือไม่? ทิ้งอาวุธไว้หรือไม่? ตอนนั้นเส้าแหยพวกเจ้ามีสภาพอย่างไร ใส่เสื้อผ้าอยู่หรือไม่?”

เซียวตี้กะพริบตากล่าวว่าคนร้ายหนีไปแล้ว หากว่ามันยังอยู่ พวกเราคงทุบตีมันจนตาย ส่วนเส้าแหยกำลังอาบน้ำ ไหนเลยใส่เสื้อผ้าได้…”

เจ้าชุยกวนถามย้ำว่าหมายความว่าเปลือยเปล่าล่อนจ้อนหรือ?”

เซียวตี้หน้าแดงวูบจึงกล่าวคล้ายกับใช่…”

ส่วนนี้ต้องบอกกล่าวให้ชัดแจ้ง ที่แท้ใช่หรือมิใช่?”

ใช่

ผมเผ้ามันเล่า? เกล้าผมอยู่หรือว่าปล่อยสยาย?”

ผู้อื่นยังไม่ได้หวีสางผมให้กับเส้าแหย ย่อมต้องปล่อยสยาย

เข้าใจแล้ว หลังจากนั้นเป็นอย่างไร?”

เซียวตี้ก้มศีรษะ ใช้นิ้วมือม้วนชายเสื้อตัวเอง กล่าวอย่างเอียงอายว่าผู้อื่นยังไม่แต่งงาน หลังจากนี้หลังจากนี้ไม่สะดวกกับการบอกต่อท่าน…”

เหล่าเจ้าหน้าที่กรมเมืองไม่อาจสะกดกลั้นสืบไป ต่างหัวร่องอหาย เจ้าชุยกวนได้แต่โบกมือกล่าวว่าเจ้าล่าถอยไปได้แล้ว

หลังจากนั้นเจ้าชุยกวนเบิกตัวชุ่ยหวินมาสอบสวนต่อ ชุยซีฮุยที่ด้านข้างต้องครุ่นคิดฟังจากคำให้การของบ่าวไพร่ตระกูลหยาง นับตั้งแต่จางสือซันเข้าห้องอาบน้ำ จนกระทั่งเซี่ยสินร้องขอความช่วยเหลือ กินเวลาเพียงชั่วน้ำเดือด หลังจากนั้นบรรดาบ่าวไพร่ฮือกันไปยังห้องอาบน้ำ ภายในห้องก็มีสภาพยุ่งเหยิง เสื้อผ้าสิ่งของทิ้งเกลื่อนกลาด พวกมันหยิบฉวยเสื้อผ้าให้เซี่ยสินสวมใส่ จากนั้นร้องเรียกองครักษ์มาอารักขามัน แล้วส่งคนออกไปแจ้งความ

ตอนนั้นพนักงานมือปราบแซ่จางและหวังเดินตรวจตราอยู่ละแวกใกล้เคียง จึงรุดไปยังที่เกิดเหตุ และใช้คนมารายงานต่อกรมเมือง ระหว่างนั้นเซี่ยสินไม่ได้ผละจากที่เกิดเหตุ เมื่อพนักงานมือปราบทั้งหมดเดินทางไปถึงก็ตรวจค้นห้องอาบน้ำกับสวนดอกไม้ตึกหลังโดยละเอียด หากว่าคนร้ายทิ้งอาวุธอยู่ในห้องอาบน้ำหรือสวนดอกไม้ ต้องหาพบแน่นอน

เช่นนี้เป็นว่าเซี่ยสินไม่มีอันใดต้องสงสัย ทั้งเป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าคนหนึ่งแล้วสวมใส่เสื้อผ้าออกจากที่เกิดเหตุ ซุกซ่อนอาวุธไว้แล้วกลับมายังที่เกิดเหตุ ถอดเสื้อผ้าออก แสร้งเป็นกำลังอาบน้ำ ส่วนบ่าวไพร่ตระกูลหยางล้วนแต่ว่าจ้างมา เป็นไปไม่ได้ที่จะช่วยกลบเกลื่อนให้กับผู้เป็นนาย อย่าว่าแต่เซี่ยสินเพิ่งมาถึง ยังไม่ไว้วางใจผู้ใด ต้องไม่ฝากฝังเรื่องสำคัญเช่นนี้ต่อผู้ใด

ฟ่งซีฮุยไม่เชื่อตั้งแต่ต้นว่าเซี่ยสินเป็นคนร้าย เพียงแต่โดยอาชีพของสายสืบ ต้องไม่ปล่อยปละละเว้นผู้ต้องสงสัยทุกคน ยามนี้ลงความเห็นว่าเซี่ยสินมิใช่คนร้ายก็เป็นความเคยชินของมืออาชีพอย่างหนึ่ง

เซี่ยสินเมื่อไม่ต้องสงสัย ยิ่งตอกย้ำความสงสัยในใจมันคนร้ายนั้นยังติดตามมาลงมืออีกครั้ง คนผู้นี้ที่แท้เป็นใคร?

ฟ่งซีฮุยเค้นสมองครุ่นคิด ยังไม่มีเบาะแสอันใด ดังนั้นสั่นศีรษะ เดินออกจากห้องสอบสวน กลับมายังห้องเก็บศพ ทำการชันสูตรศพร่วมกับเพื่อนร่วมงานอีกสองนาย

หลังจากชันสูตรศพ ฟ่งซีฮุยค่อยยืดเอวขึ้น กล่าวว่าผู้ตายถูกอาวุธเล่มหนึ่งแทงใส่ระหว่างหน้าอกท้องน้อยถึงแก่ชีวิต ฝีมือแม่นยำยิ่ง จู่โจมคราเดียวก็แทงทะลุอวัยวะภายในผู้ตาย ดูจากปากแผลบนร่างผู้ตาย แสดงว่าข้างนอกกว้างข้างในแคบ ปากแผลยังเรียบเสมอ หดตัวทีละน้อย ในความเห็นเรา อาวุธสมควรเป็นวัตถุประเภทเหล็กหมาด ยาวหนึ่งเชียะครึ่ง ยังมี บนร่างผู้ตายมีรอยขูดข่วนหลายสาย สมควรเกิดจากการต่อสู้ นอกจากนี้ไม่พบเห็นอันใด

มันดึงผ้าปอสีขาวปิดคลุมดวงตาที่เบิกโพลงของจางสือซัน คิดอ่านในใจฝีมือฆ่าคนที่เฉียบขาดนัก หยางซวีตายในลักษณะนี้ จางสือซันก็ตายในลักษณะนี้ หยางซวียังพอทำเนา มันเพียงร่ำเรียนเพลงหมัดมวยไม่กี่ท่า แต่ว่าจางสือซันที่ฝีมือมิใช่ชั่ว ถึงแม้ไม่ทันระวัง บวกกับมือเปล่าไร้อาวุธ แต่กลับถูกฆ่าโดยง่ายดาย แสดงว่าคนร้ายผู้นี้มีฝีมือกล้าแข็งนัก

ครั้งก่อนหลังจากที่หยางซวีถูกลอบสังหาร มันเคยลอบสืบสวนเที่ยวหนึ่ง แต่ไม่พบเบาะแสใด คิดไม่ถึงหยางซวีเพิ่งกลับเข้าเมือง คนร้ายก็ติดตามมาลงมือ มันลูบคลำหนวดเคราที่แข็งกระด้าง บังเกิดความเคลือบแคลงสงสัยขึ้นหลังการตายของหยางซวี พวกเราไม่ได้เปิดเผยข่าวการตายของมันออกไป คนร้ายไม่ประหลาดใจหรือ? หลังจากนั้นหยางซวีปรากฏตัวที่โรงงานอวี้สือ เหตุใดคนร้ายไม่รุดไปสืบเสาะหรือลงมือซ้ำ? หากว่ามันปักใจเชื่อว่าหยางซวีตายแล้ว นึกสงสัยว่าทางการขุดหลุมพรางไว้ หรือว่าใช้คนสวมรอยแทน เหตุใดมันไม่สืบหาข้อเท็จจริงก็ลงมือซ้ำสอง?

ต่อให้ฟ่งซีฮุยเจ้าอุบายความคิดกว่านี้ ก็คิดไม่ถึงว่านี่เป็นเหตุการณ์แสดงเองกำกับบทเองของเซี่ยสิน

ภายในห้องรับรองของกรมเมือง พ่านกวน* ต่งเฮ่าเทียนปั้นรอยยิ้มทั่วใบหน้า อดทนฟังคำร้องทุกข์ที่จับต้นชนปลายไม่ถูกของเซี่ยสิน

*ขุนนางพิพากษา

เจ้าทุกข์ผู้นี้มิใช่ชาวบ้านธรรมดา มันเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ ทั้งเป็นคหบดีมีทรัพย์ คนร้ายกลับถืออาวุธมีคมเข้าบ้านไปก่อการร้ายกลางวันแสกๆ หากว่าหยางซวีป่าวประกาศชักชวนเพื่อนพ้องพ่อค้าและบัณฑิตนักศึกษาทำการประท้วง เรื่องราวก็จะลุกลามใหญ่ เมื่อถึงเวลานั้นมันก็ไม่อาจรักษาตำแหน่งไว้ได้

เซี่ยสินบอกกล่าวไม่เลิกราว่ายามกลางวันแสกๆ กลับปรากฏคนร้ายบุกเข้าบ้านไปก่อคดี หากมิใช่สือซันหลาง (บุรุษที่สิบสาม) สละชีวิตช่วยผู้เป็นนาย บวกกับข้าพเจ้าฝึกวิชาป้องกันตัวอยู่บ้าง ค่อยมีชีวิตรอดมา คนร้ายเหิมเกริมถึงเพียงนี้ ใต้เท้าต้องชำระความให้กับข้าพเจ้าด้วย

ต่งพ่านกวน (ขุนนางพิพากษาแซ่ต่ง) รีบกล่าวว่าคุณชายหยางโปรดวางใจ คนร้ายโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ เขตชิงโจวเราต้องจับตัวมันมาดำเนินคดี คืนความยุติธรรมให้กับท่าน ไม่ทราบว่าระหว่างนี้คุณชายเพาะความแค้นกับผู้ใด เกิดความรู้สึกมักคุ้นต่อคนร้ายหรือไม่?”

เซี่ยสินสั่นศีรษะกล่าวว่าไม่มี ข้าพเจ้าไม่มีความทรงจำต่อคนร้าย ทั้งไม่เพาะความแค้นกับผู้ใด ตอนนั้นข้าพเจ้ากำลังอาบน้ำ สือซันหลางก็เข้ามารายงานเรื่องราวต่อข้าพเจ้า แต่แล้วคนร้ายกระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง คนสวมใส่ชุดเขียว ใช้ผ้าเขียวคลุมหน้า ใช้เหล็กหมาดสีดำเป็นอาวุธ ตอนนั้นข้าพเจ้าแตกตื่นจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว ดีที่สือซันหลางโถมเข้าไปพันตูกับคนร้าย จนใจที่สือซันหลางมือเปล่า ถูกเหล็กหมาดแทงใส่หน้าอก สือซันหลางก่อนตายต่อยหมัดกระแทกคนร้ายซี่โครงหัก คนร้ายครางหนักๆ กลิ้งตัวไปตามพื้นดิน ข้าพเจ้าค่อยได้สติ กระโดดขึ้นจากสระน้ำ คว้าโครงแขวนเสื้อผ้ากวัดแกว่งวุ่นวาย พลางส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ คนร้ายจึงกระโดดออกทางหน้าต่างหลบหนีไป

ต่งพ่านกวนส่งเสียงดังอืมม์ ยกมือลูบเครา จมอยู่ในห้วงความครุ่นคิด

เซี่ยสินชำเลืองมองมันแวบหนึ่ง ยกถ้วยชาขึ้นสูดดมกลิ่นหอมของชา ใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าพยานบุคคล พยานวัตถุ เจตนารมณ์ที่ก่อคดีล้วนเพียบพร้อม ไม่มีข้อพิรุธใด ส่วนขั้นตอนตั้งแต่เมื่อคืนเตรียมการลับ จนกระทั่งเช้าวันนี้นำเซียวตี้ออกไปเดินเล่น กระตุ้นโทสะของจางสือซัน ล่อลวงให้มันเสนอตัวมา ก็ไม่มีช่องโหว่อันใด

ปรากฏเจ้าหน้าที่กรมเมืองนายหนึ่งเดินเข้ามากระซิบที่ข้างหูต่งพ่านกวนอยู่หลายคำ แสดงว่ารายงานเหตุการณ์การสอบสวนของเจ้าชุยกวนให้ทราบ ต่งพ่านกวนผงกศีรษะรับ โบกมือให้เจ้าหน้าที่กรมเมืองล่าถอยไป จากนั้นกล่าวกับเซี่ยสินว่าคุณชายหยาง คนในบ้านท่านให้ปากคำเสร็จแล้ว ตอนนี้พวกมันรออยู่ที่หน้าประตูกรมเมือง คุณชายกลับไปได้แล้ว หากว่าคดีมีความคืบหน้า เราจะแจ้งต่อท่านทันที

ตกลง หวังว่าใต้เท้าสามารถจับตัวคนร้ายได้โดยเร็ว ข้าพเจ้าขออำลา

เราย่อมต้องเร่งจับตัวคนร้าย แต่ว่าระหว่างนี้คุณชายต้องคำนึงถึงความปลอดภัย เพิ่มกำลังองครักษ์ติดตาม เราก็จะจัดพนักงานมือปราบไปตรวจตราอยู่ละแวกบ้านของท่าน

ทราบแล้ว ข้าพเจ้าขออำลา

ต่งพ่านกวนส่งเซี่ยสินออกจากห้อง พอเงยหน้าขึ้น เห็นฟ่งซีฮุยยืนอยู่ที่ระเบียงข้าง จึงกล่าวฟ่งเจี่ยนเสี้ยว (เจ้าหน้าที่ชันสูตรแซ่ฟ่ง) ส่งคุณชายหยางแทนเรา

เซี่ยสินกับฟ่งซีฮุยจึงเดินเคียงคู่ออกจากตึกที่สอง อ้อมผ่านตึกหน้า เห็นรอบข้างไร้ผู้คน เซี่ยสินจึงห่อไหล่ลง โอดครวญว่าใต้เท้าฟ่ง ขอท่านปล่อยปละละเว้นผู้น้อยเถอะ ผู้น้อยนึกไม่ถึงว่าหยางซวีอยู่ในบ้านยังปรากฏคนร้ายนี้สืบเสาะมา ผู้น้อยไม่กล้ารับหน้าที่นี้อีกต่อไปแล้ว…”

ฟ่งซีฮุยตวาดคำหุบปาก เหลียวดูจนแน่ใจว่าละแวกใกล้เคียงไม่มีผู้คน จึงกล่าวตอนนี้นึกเสียใจก็สายเกินการณ์ อย่าลืมว่าเอกสารคำให้การของเจ้าตกอยู่ในมือเรา หากเจ้าไม่ทำตามคำสั่งเรา เราจะส่งเจ้าสู่ลานประหารได้ทุกเมื่อ คิดแปลงโฉมจากชนชั้นต่ำเป็นคนของกรมความมั่นคงแผ่นดินเรา ไหนเลยไม่มีความเสี่ยงได้?”

เซี่ยสินหดศีรษะคราหนึ่ง ไม่กล้าเอ่ยปากอีก ฟ่งซีฮุยกล่าวเสียงอ่อนลงว่าไม่ต้องกลัว ต่งพ่านกวนกับเจ้าชุยกวนล้วนให้ความสำคัญแก่คดีนี้ ต้องส่งพนักงานมือปราบออกตามจับตัวคนร้าย คนร้ายลงมือล้มเหลว ทั้งสร้างความตื่นตัวแก่ทางการ ต้องกบดานไม่กล้าเคลื่อนไหว ตอนนี้เจ้าไม่มีอันตรายใด

เซี่ยสินกล่าวเสียงละห้อยว่าต่อให้ตอนนี้ไม่มีอันตราย แต่ว่าภายหน้าเล่า?”

ฟ่งซีฮุยกล่าวอย่างขุ่นข้องใจว่าตอนนี้พนักงานมือปราบมิใช่กำลังติดตามจับตัวคนร้ายหรอกหรือ? หลังจากที่เจ้ากลับไป ให้ว่าจ้างองครักษ์คุ้มกันเพิ่มเติม พยายามอย่าได้ออกจากบ้าน ยามค่ำคืนก็เปลี่ยนที่นอน เพิ่มหลักประกันความปลอดภัยของตัวเอง

เซี่ยสินกล่าวว่าไม่ออกจากบ้านกระทำได้หรือ? คุณชายหยางไม่ต้องติดต่อการค้าหรือ? งานวันเกิดของเจ้าฉีอ๋องไม่ไปได้หรือ…”

ฟ่งซีฮุยตัดบทว่าไม่ต้องโอดครวญแล้ว เวลาออกจากบ้านให้นำองครักษ์ติดตามให้มากกว่าเดิม คนร้ายต้องไม่กล้าลงมือต่อหน้าผู้คน เจ้าเป็นขอทานยากไร้ ต่อให้มีอายุพันปีก็ไม่เทียบเท่ากับเสพสุขเช่นเซียนวิเศษชั่วครู่ชั่วยาม นี่ไม่คู่ควรให้เสี่ยงอันตรายหรือ? มีอันใดต้องตัดพ้อไป?”

เซี่ยสินตะกุกตะกักรับคำ ฟ่งซีฮุยกล่าวสืบต่อเจ้ากลับไปเถอะ จางสือซันตายแล้ว วันหน้ามีเรื่องใดให้รายงานต่อเราโดยตรง เมื่อเกิดเหตุร้ายเช่นนี้ เราก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะใกล้ชิดกับเจ้า

เซี่ยสินหิ้วชายเสื้อเดินลงบันไดที่ทำการกรมเมืองลงมา จากนั้นหันไปประสานมือต่อฟ่งซีฮุย กล่าวว่าใต้เท้าโปรดชะงักเท้า ข้าพเจ้าขออำลา

ฟ่งซีฮุยก็ประสานมือกล่าวว่าคุณชายเดินให้ดี

เซียวก่วนซื่อยืนรออยู่หน้าที่ทำการกรมเมือง เห็นเซี่ยสินออกมาก็รีบนำเซียวตี้ ชุ่ยหวิน หลิวต้าเหนียงกับต้าหนิวขับรถมารับหน้า เซี่ยสินเลิกชายเสื้อก้าวขึ้นรถ เอ่ยปากว่ากลับบ้าน

เห็นบ่าวไพร่ห้อมล้อมอยู่รอบข้าง ไม่มีจางสือซันที่น่ารังเกียจอีกต่อไป ในใจเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เห็นว่าสามารถตัดสินใจคิดอ่านเองแล้ว

รถม้าแล่นออกจากที่ เซี่ยสินเหลียวหน้ามอง เห็นฟ่งซีฮุยยังยืนบนบันได ต้องครุ่นคิดคนต่อไปจะถึงรอบของท่านแล้ว…’

เซียวตี้เพิ่งหย่อนก้นนั่งลงบนม้านั่ง ก็ถ่ายทอดบอกความรู้สึกของตัวเองต่อนายน้อยว่าเส้าแหย นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้อื่นขึ้นโรงขึ้นศาล ห้องไต่สวนไม่มีอันใด ต่างกับที่ผู้อื่นคาดคิดไว้ แท้ที่จริงน่าเล่นนัก ที่น่าชังคือเจ้าหน้าที่ห้ามมิให้ผู้อื่นพูดจา..”

เอ่ยถึงตอนนี้เปลี่ยนเป็นอุทานดังเอ๊ะ กล่าวว่าเส้าแหย ท่านไฉนหลับตาลง? ยังกลัวหรือ? ไม่ต้องหวั่นวิตก เสี่ยวตี้จะคุ้มครองเส้าแหยเอง

เซี่ยสินคิดหัวร่อ แต่สะกดกลั้นไว้ ส่ายหน้ากล่าวว่าเราไม่

เซียวตี้เปลี่ยนเป็นถามว่าหรือว่าง่วงเหงา? หาไม่ก็ไม่ชมชอบเสี่ยวตี้กล่าววาจา? หากว่าเส้าแหยไม่ชมชอบ ผู้อื่นก็ไม่กล่าวแล้ว

เซี่ยสินลืมตาขึ้น ลูบคลำศีรษะของนาง ยิ้มพลางกล่าวว่ามีคนบอกว่าชาติก่อนท่านเป็นอะไร ชาตินี้จะตรงกันข้าม ชาติก่อนของท่านคงเป็นใบ้ หรือว่าเราเส้าแหยทำร้ายท่านเป็นใบ้ ดังนั้นสวรรค์ส่งท่านลงมาบอกกล่าวคำพูดที่ชาติปางก่อนกล่าวไม่จบต่อเราเส้าแหย ท่านกล่าวเถอะ เราเส้าแหยชมชอบฟัง

เซียวตี้ปิดปากลง กล่าวว่าผู้อื่นไม่กล่าวแล้ว หากกล่าวมากความชาติหน้าไยมิใช่กลับกลายเป็นใบ้อีก?”

เซี่ยสินรับฟังจนหัวร่อฮาฮาออกมา กล่าวว่าไม่กล่าวก็ไม่กล่าว อย่างนั้นเราเส้าแหยจะหลับสักงีบกล่าวพลางล้มตัวลงบนตั่งเตียงภายในรถ หลับตาลงพักผ่อน

เซียวตี้บอกว่าไม่กล่าว สุดท้ายยังกล่าวว่าเส้าแหย ผู้อื่นเข้าใจว่าห้องไต่สวนเป็นเช่นตำหนักพญายม มีกะทะน้ำมัน มีมีดตัดศีรษะแต่แล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เจ้าหน้าที่ทั้งหลายพอเห็นผู้อื่นก็หัวร่อไม่หยุด ไม่ทราบมีอันใดน่าหัวร่อ…”

ที่หน้าประตูตึกตระกูลหยาง ปรากฏคนขาเป๋สวมหมวกงอบไม้ไผ่ผู้หนึ่งเดินกะโผลกกะเผลกผ่านไป หมวกงอบของมันกดต่ำลงมาถึงระดับคิ้ว เพียงเห็นสองแก้มที่ตอบลึกและสากเคราสีเขียวครึ้ม

คนขาเป๋เดินช้ายิ่ง หยุดพักหายใจที่ข้างทาง จากนั้นดันหมวกงอบไม้ไผ่ขึ้น กวาดตาไปยังด้านข้าง เห็นพนักงานมือปราบสองนายเลื่อนมือจับดาบที่ข้างเอวเดินเตร่มา แสดงว่าตึกตระกูลหยางเกิดเหตุร้าย ทางการจึงเพิ่มกำลังรักษาการณ์ถนนเส้นนี้

คนขาเป๋ก้มศีรษะลง มุมปากปรากฏรอยยิ้มอันเยียบเย็นวูบหนึ่ง

มันไม่แน่ใจว่าหยางซวีตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ มันไม่เชื่อว่าตนเองจะลงมือล้มเหลว ดาบที่ริมคุ้งน้ำนอกเมือง  หวินเหอนั้นต้องปลิดชีวิตของหยางซวีแน่นอน แต่ว่าตึกตระกูลหยางหาได้ประกาศข่าวการตายของหยางซวีไม่ ภายในบ้านยังเป็นปรกติ เมื่อคุณหนูทราบว่าหยางซวียังไม่ตาย หากแต่เดินทางไปยังโรงงานอวี้สือ มันยังบอกต่อคุณหนูว่านี่อาจเป็นหลุมพรางของตระกูลหยางหรือของทางการ หลอกให้ผู้คนกระโดดลงไป

แต่ว่าสิบกว่าวันให้หลังหยางซวีกลับมาแล้ว อย่าว่าแต่ตายแล้ว ถึงกับไม่มีวี่แววรับบาดเจ็บแต่อย่างไร

มันยกมือลูบคลำข้างแก้มที่ถูกคุณหนูตบใส่ มันไม่รู้สึกเจ็บปวด หากเจ็บปวดที่ใจ มันไม่อาจทนรับฟังคำพูดที่คุณหนูเยาะเย้ยว่ามันหวาดหวั่นขลาดเขลา แท้ที่จริงไม่ได้ลงมือ แต่โป้ปดว่าฆ่าหยางซวีแล้ว คุณหนูเป็นเทพธิดาในจิตใจมัน มันต้องพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อคุณหนูให้จงได้

รอจนเห็นหยางซวีที่มีชีวิต แม้แต่มันก็นึกเคลือบแคลงสงสัยว่าดาบของตนเองใช้จู่โจมล้มเหลวหรือไม่ จากนั้นยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ หรือว่าตระกูลหยางสมรู้ร่วมคิดกับทางการ เสาะหาคนผู้หนึ่งขึ้นมาสวมรอย? แต่ว่าจุดประสงค์อยู่ที่ใด? หลอกล่อให้มันลงมืออีกครั้งหรือ? แต่ว่าไหนเลยมีเรื่องประจวบเหมาะถึงเพียงนี้ หยางซวีเพิ่งตกตาย ก็เสาะหาคนที่ละม้ายเหมือนกับมันอีกคนหนึ่งได้ นี่ออกจะเหลือเชื่อไปแล้ว

คุณหนูบอกให้เยือกเย็นไว้ ให้พิสูจน์ยืนยันศักดิ์ฐานะที่แท้จริงของคนผู้นี้ก่อน อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวโดยวู่วาม แต่ว่ามันไม่ครุ่นคิดเช่นนี้ คุณหนูตบหน้ามันฉาดหนึ่ง คุณหนูด่าว่ามันเป็นคนขลาด บอกว่าเป็นสวะที่ใช้การไม่ได้ มันไม่อาจทนทานรับสายตาที่เหยียดหยามของคุณหนูได้

มันมิใช่คนที่ชาญฉลาด มันนึกหาเหตุผลที่หยางซวีตายแล้วฟื้นคืนชีพไม่ได้ ดังนั้นพานไม่นึกถึง เมื่อหยางซวีฟื้นคืนชีพ มันจะฆ่าหยางซวีอีกครั้ง

แต่ว่ามันไม่ทันลงมือ กลับปรากฏผู้คนชิงลงมือก่อน ตัวอุบาทว์ที่สอดแทรกเข้ามาฆ่าหยางซวีไม่สำเร็จ กลับฆ่าผู้ติดตามของหยางซวีไป เป็นเหตุให้มันไม่มีโอกาสลงมือได้

แต่ว่าต้องมีโอกาส มันต้องฆ่าหยางซวีกับมือ ครั้งนี้มันจะตัดศีรษะของหยางซวีไปยืนยันต่อคุณหนู ยืนยันความบริสุทธิ์ของดาบสองเล่มต่อคุณหนู

แต่ว่าก่อนลงมือ มันต้องเพิ่มความระมัดระวังกลัวตาย ขอเพียงคุณหนูออกปากคำเดียว ต่อให้ใช้มันไปฆ่าฮ่องเต้ มันก็จะบุกเข้าท้องพระโรงไป แต่ว่ามันไม่อาจสร้างความยุ่งยากให้กับคุณหนู หากต้องลงมือด้วยความรวบรัดหมดจด ไม่ทิ้งปัญหาใดไว้

พนักงานมือปราบทั้งสองคล้ายเพ่งเล็งสงสัยมัน กวาดตามองดูมัน คนขาเป๋เกิดความตื่นตัว หันไปแวะร้านอาหารที่คุ้นเคย สั่งเนื้อหัวหมูครึ่งชั่ง หูหมูอีกสองข้าง

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.