บทนำ

ผมเป็นนักข่าวด้านกฎหมาย กล่าวตามตรงเพียงเป็นนักข่าวฝึกหัด ไร้ซึ่งประสบการณ์อันใด เดือนห้าของปีนี้ สถานีตำรวจเมืองฉงชิ่งโทรศัพท์มาหา บอกว่ามีผู้ต้องหารายหนึ่งต้องการให้ผมไปสัมภาษณ์ ผู้ต้องหารายนี้มีความสำคัญมาก เป็นโจรมีชื่อเสียงในท้องที่ นอกจากนั้นไม่ยอมบอกกล่าวอันใด เพียงแต่เน้นย้ำว่าผู้ต้องหาเจาะจงให้ผมไปพบเขา ทางตำรวจจะรับผิดชอบค่าเดินทางทั้งหมด

            ผมรู้สึกประหลาดใจ โจรผู้หนึ่งไฉนจึงวางมาดใหญ่โตเช่นนี้? เจาะจงให้ผมไปสัมภาษณ์? ผมเดิมทีมีอาการลังเล ต้องการขอคำชี้แนะจากหัวหน้าฝ่าย คาดเดาว่าหัวหน้าฝ่ายต้องไม่เชื่อและไม่อนุญาต หาคาดไม่ว่ายามบ่ายสถานีตำรวจฉงจิ่งก็ส่งแฟกซ์เอกสารเรียนเชิญมาที่สำนักงาน เอกสารแฟกซ์ผมไม่ได้พบเห็น แต่หัวหน้าฝ่ายกลับให้ความสำคัญยิ่ง กำชับให้ผมรีบออกเดินทาง

            นี่กลับทำให้ผมบังเกิดความประหลาดใจ แต่ถึงอย่างไรฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ผมก็รีบเดินทางกลับบ้านจัดเก็บสัมภาระ เตรียมตัวออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น

            มาถึงสนามบินฉงชิ่ง คนของสถานีตำรวจเดินทางมารอผมแล้ว ยังจัดหารถมารับผมโดยเฉพาะ ผมมีอาการตื่นเต้น ถามไถ่ตำรวจผู้ขับรถยนต์ว่าเกิดเรื่องอะไร ตำรวจผู้นั้นหัวเราะและไม่ตอบคำ บอกเพียงว่าไปถึงก็ทราบเอง

            รถยนต์แล่นเข้าไปในสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในเมืองฉงชิ่ง ตำรวจกลุ่มหนึ่งราวกับยืนรอผมอยู่หน้าประตูนานแล้ว มีนายตำรวจผู้หนึ่งนามเฉินกั๋วฟ่างเข้ามาทักทายผมอย่างเป็นกันเอง จากนั้นเชิญผมไปยังห้องใต้ดินแห่งหนึ่ง พวกเราเดินอยู่ในห้องใต้ดินครึ่งค่อนวันค่อยเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ตำรวจที่เป็นคนขับรถบอกให้ผมรอสักครู่อย่างมีเลศนัย ประเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงลากโซ่ดังมาจากนอกประตู ผู้ต้องหาคนหนึ่งถูกนำตัวเข้ามา

            ผมนับว่าพบเจอผู้ต้องหามาไม่น้อย แต่เป็นครั้งแรกที่พบเจอผู้ต้องหาที่แปลกประหลาดเช่นนี้!

            ผู้ต้องหาคนนี้ล่ามโซ่กุญแจตั้งแต่ลำตัวจรดเท้า บนข้อมือยังมีกุญแจมือคล้องอยู่อีกเจ็ดแปดชั้น เท้าสวมใส่รองเท้าทหาร ตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงหัวเข่า อย่างน้อยยังมีโซ่ล่ามขาอีกห้าชุด บนศีรษะสวมหมวกโลหะ เผยเห็นเพียงดวงตาสองข้าง

            ดวงตาคู่นั้นแหลมคมยิ่ง เขาสบตากับผม ผมเย็นยะเยือกไปทั้งแผ่นหลังชั่วขณะ ต่อให้เป็นผู้ต้องหาที่โหดเหี้ยมทารุณ ก็ไม่เคยสบตาผมเพียงแวบเดียวแล้วทำให้ผมเสียวสันหลังได้เช่นนี้

            ผู้ต้องหาคนนี้ถูกตำรวจหลายนายควบคุมตัว หอบหิ้วไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ตำรวจถอดหมวกโลหะออกอย่างระมัดระวัง หลังจากถอดหมวกโลหะลงมา ในปากของเขายังมีโลหะลูกกลมผูกรัดเอาไว้ ไม่สามารถกล่าววาจาได้

            เจ้าหน้าที่ตำรวจสบตาเฉินกั๋วฟ่างเป็นเชิงขออนุญาต พอเขาผงกศีรษะ เจ้าหน้าที่ตำรวจค่อยสืบเท้าเข้าไปอย่างระมัดระวังพลางหยิบโลหะลูกกลมออกมา

            ผู้ต้องหาขยับปาก หัวร่อฮาๆ สองเสียง เอนศีรษะซ้ายทีขวาที ค่อยเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองผม ดวงตาทั้งสองของเขาราวกับเลเซอร์ สาดส่องบนใบหน้าของผม คล้ายกับสามารถยิงผมให้ทะลุ จ้องมองจนผมขนลุกชันไปทั้งร่าง

            คนผู้นี้อายุประมาณสี่สิบกว่าปี ศีรษะแบนเรียบ วงหน้าเรียว จมูกดุจปากเหยี่ยว  

            เขาจ้องมองผมครู่หนึ่ง ค่อยเป่าลมหายใจออกมา กล่าวว่า “คุณก็คือเอี๋ยนเจิ้ง?”

            เอี๋ยนเจิ้งเป็นชื่อของผม

            ผมตอบว่า “เป็นผม ผมก็คือเอี๋ยนเจิ้ง”

            เขาคล้ายกับมีอาการกลัดกลุ้มใจ มองดูเฉินกั๋วฟ่างพลางกล่าวว่า “อืม? ไม่ผิดตัวแน่หรือ?”

            เฉินกั๋วฟางกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจว่า “ไม่ผิด เป็นเขาแน่”

            เขาอ๋อออกมาหนึ่งเสียง กล่าวว่า “นึกไม่ถึงเป็นเพียงคนธรรมดา ช่างเถอะช่างเถอะ ก็คงเป็นเจ้าสินะ”

            ผมขุ่นเคืองเล็กน้อย ผู้ต้องหารายนี้ไฉนจึงหยิ่งยโสถึงเพียงนี้ แต่สิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจล้วนเกรงอกเกรงใจต่อเขา กระทั่งมีอาการหวาดกลัวเล็กน้อย

            ผู้ต้องหากล่าวว่า “ผู้กองเฉิน ในเมื่อคนมาแล้ว ก็ปล่อยให้เขาคุยกับผมเพียงลำพังเถอะ หลังจากพูดคุยเสร็จสิ้น ผมจะให้ความร่วมมือตามที่สัญญา”

            เฉินกั๋วฟ่างเบิกตายิ้มกว้าง กล่าวว่า “ได้ อย่างนั้นคุณเอี๋ยนเชิญตามสบาย” กล่าวจบก็โบกมือ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เหลือต่างถอยออกจากห้อง แม้แต่เฉินกั๋วฟ่างเองก็มีท่าทีจะจากไป

            ผมงงงันวูบ ทำไมผู้ต้องหาผู้นี้ก็แซ่เอี๋ยน? พอเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเดินจากไป บังเกิดความตื่นตระหนกตกใจ เกิดอะไรขึ้น? จะปล่อยให้ข้าอยู่เพียงลำพังกับผู้ต้องหาหรือ?

            ผมสืบเท้าขึ้นหน้าหนึ่งก้าว สอบถามเฉินกั๋วฟ่าง “ผู้กองเฉิน ให้ผมพุดคุยกับเขาเพียงลำพังหรือ? ผมยังไม่ทราบว่านี่มันเรื่องอะไรกัน”

            เฉินกั๋วฟ่างกล่าวว่า “ไม่เป็นไร พวกคุณพูดคุยตามลำพัง เขาไม่มีทางทำอันตรายคุณ วางใจเถอะ วางใจเถอะ” เขากล่าวออกมาเช่นนี้ ยังคงทิ้งผมซึ่งงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ในห้องเพียงคนเดียว

            ผมจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ไม่ได้หวาดกลัว ความอยากรู้อยากเห็นส่งผลให้ใบหน้าแดงก่ำเล็กน้อย ในใจคิดว่าผู้ต้องหาที่ถูกล่ามกุญแจไว้แน่นหนา ยังมีปัญญาทำอะไรผมได้?

            ผมนั่งอยู่ตรงข้ามผู้ต้องหา หยิบปากกา กระดาษกับเครื่องบันทึกเสียงออกจากกระเป๋า กล่าวว่า “สวัสดี ไม่ทราบควรเรียกท่านว่าอย่างไร?”

            สีหน้าและแววตาของผู้ต้องหากลับผ่อนคลายลง กล่าวว่า “ผมแซ่เอี๋ยน ชื่ออี รวมกันเป็นเอี๋ยนอี แซ่เดียวกับคุณ วางใจเถอะ ผมไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับคุณแม้แต่น้อย”

            ผมกล่าวว่า “ท่านกระทำผิดอะไร? มีอะไรจะบอกกับผมหรือ?”

            เอี๋ยนอีหัวร่อฮาๆ พลางกล่าวว่า “ผมเป็นโจรขโมย ชำนาญการลักทรัพย์ ทางตำรวจและมาเฟียในเมืองฉงชิ่ง ล้วนเรียกข้าว่าฮั่วเอี๋ยน (อัคคีเอี๋ยน) ผู้ที่มีความเกรงอกเกรงใจ จะขานเรียกผมท่านฮั่ว”

            ข้ากล่าวว่า “อ๋อ ผมยังขานเรียกท่านเป็นคุณเอี๋ยนเถอะ”

            เอี๋ยนอีหัวร่อพลางกล่าวว่า “คุณช่างไม่รู้อะไร ไม่เข้าใจเกี่ยวกับผม ซึ่งมิใช่คนของโจรอย่างพวกเรา ช่างน่าเสียดาย ข้ายังหลงคิดว่าคุณเป็นใคร เหล่าแหยจื่อ (นายท่าน) จึงให้ความสำคัญถึงเพียงนี้!”

            ผมกล่าวว่า “เหล่าแหยจื่อ?”

            เอี๋ยนอีกล่าวว่า “ผมตามตัวคุณมา ความจริงต้องการบอกต่อคุณเพียงประโยคเดียว เหล่าแหยจื่อต้องการพบคุณ”

            ผมบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัย ถามต่อไปว่า “ตกลงเหล่าแหยจื่อเป็นผู้ใด?”

            เอี๋ยนอีหัวร่ออย่างมีเลศนัย ขยับปากส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ ประเดี๋ยวก็คายเข็มโลหะคดงอสีดำออกมาจากลำคอ คาบไว้ที่ริมฝีปาก

            ผมตกตะลึง ยันกายยืนขึ้นฉับพลัน ชี้หน้าเขาพลางกล่าวว่า “ท่านทำอะไร?”

            เอี๋ยนอีกล่าวว่า “วางใจเถอะ คุณเป็นแขกของเหล่าแหยจื่อ ผมไม่มีทางทำร้ายคุณ อย่าได้ส่งเสียง มิฉะนั้นพวกเราต่างเสียหายทั้งคู่”

เอี๋ยนอีกล่าวพลางก้มศีรษะลงไป ไม่ทราบแสดงวิชาอะไร ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กดังหลายครา โซ่เหล็กบนร่างกายของเอี๋ยนอีร่วงลงไป เอี๋ยนอีขยับร่างกายเล็กน้อย ยื่นข้อมือเข้าไปในปาก มองผมพลางหัวร่อออกมา กล่าวว่า “คุณจะได้รู้ซึ้งถึงวิชาของโจรลักขโมย”

            เอี๋ยนอีเพิ่งกล่าวจบ กุญแจมือที่ข้อมือก็หลุดออกมาทันทีทันใด

            ผมยืนอยู่กับที่ ตะลึงจนปากอ้าตาค้าง กล่าววาจาไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว

            เอี๋ยนอีลูบไล้ข้อมือ ลดมือลงไป เกิดเสียงก๊อกแก๊กอีกหลายครั้ง โซ่ที่ล่ามขาก็หลุดออกมา เอี๋ยนอียันกายขึ้นยืน บิดร่างกายไปมา กล่าวว่า “ของเล่นพวกนี้ช่างกระจอกเหลือเกิน!”

            เอี๋ยนอีจ้องมองผมแวบหนึ่ง หัวร่อออกมา สืบเท้าเดินเข้ามาหาผม ผมหยิบฉวยปากกาชี้ไปหาเขา กล่าวด้วยเสียงสั่นว่า “คุณต้องการอะไร จะทำอะไรผม? ขืนเข้ามาอีกผมจะร้องตะโกนแล้ว!”

            เอี๋ยนอียื่นมือออกมา ไม่ทราบเขาใช้วิธีอะไร หยิบฉวยปากกากับเครื่องบันทึกเสียงของผมไป จากนั้นโยนสิ่งของเหล่านั้นไปด้านหนึ่ง กล่าวว่า “สิ่งที่ผมบอกต่อคุณ คุณจดจำด้วยสมองจะดีกว่า หลักการของโจร! ไม่ว่ามิจฉาชีพใดล้วนมีกฎเกณฑ์”

            ผมก็ไม่ทราบว่าตนเองไฉนจึงเดินอยู่บนท้องถนนอย่างโดดเดี่ยว เวลาล่วงเลยมาถึงสามทุ่มแล้ว ผมยืนนิ่งงันอยู่ข้างสี่แยกคนเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นในยามบ่ายเสมือนความฝัน ผู้ต้องหานามเอี๋ยนอีบอกต่อผมถึงสถานที่แห่งหนึ่ง กำชับให้ผมจำต้องเดินทางไปถึงก่อนเที่ยงคืน ผมไม่ได้บอกต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้สอบถามถึงการสนทนาของพวกเรา เพียงแต่รีบล่ามโซ่เอี๋ยนอีจ้าละหวั่น หิ้วตัวออกไปราวกับทราบแต่แรกว่าเอี๋ยนอีต้องปลดกุญแจออกอย่างแน่นอน เจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถมาส่งผมในสถานที่ที่ห่างจากสถานีตำรวจประมาณสองลี้ เชิญผมลงจากรถ บอกว่าเดี๋ยวเจอกัน จากนั้นขับรถจากไป

            ผมงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก เดินบนท้องถนนมาสิบกว่านาที ยังคงไม่เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น คำพูดที่ว่า ‘หลักการของโจร’ ของเอี๋ยนอีวนเวียนอยู่ในห้วงสมองของผม คล้ายกับผมเคยได้ยินคำพูดนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ออก

            ผมมองดูนาฬิกา ยกมือโบกรถรับจ้าง บอกกล่าวสถานที่ที่เอี๋ยนอีบอกต่อผม คนขับรถไม่ทักทายแม้แต่น้อย รีบขับรถไปยังที่หมาย

            สถานที่ที่เอี๋ยนอีบอกต่อผม ง่ายต่อการค้นหา เข้าไปในซอยแห่งหนึ่ง นับตามบ้านเลขที่ มองเห็นบ้านเลขที่ 028 ก็ใช่แล้ว

            นี่เป็นบ้านพักเก่าแก่ คาดว่าตกทอดมาจากช่วงสาธารณรัฐจีน กำแพงบ้านสูงตระหง่าน กำแพงทั้งแถบมีเพียงประตูไม้หนึ่งบาน ไม่มีหน้าต่าง

            ผมมองดูบ้านเลขที่ ไม่ผิด คือ 028

            ผมสาวเท้าขึ้นหน้า ยื่นมือเคาะประตูไม้ ดัง ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ไม่มีเสียงตอบรับ ผมเคาะอีกสามครั้ง ยังคงไม่มีเสียงตอบรับ ข้างในเงียบสงัด ไร้แสงสว่างเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย ผมไม่สะดวกกับการตะโกนส่งเสียง ได้แต่ถอยหลังหนึ่งก้าว มองดูว่ามีปุ่มกดประเภทกริ่งหน้าบ้านหรือไม่ ประเดี๋ยวก็มองเห็นปุ่มกดที่ขอบประตูทางซ้ายมือ ผมลูบคลำดูและกดลงไปเบาๆ ได้ยินเสียงดนตรีทำนองโบราณค่อยๆ ดังขึ้น ทำนองคล้ายคลึงกับเพลง ‘เย่ซ่างไฮ่’ (ราตรีเซี่ยงไฮ้) แต่กลับไม่เคยได้ยินมาก่อน

            เสียงดนตรีดังต่อเนื่องประมาณครึ่งนาทีค่อยหยุดลง แต่ยังไร้ความเคลื่อนไหว

            ผมบังเกิดความสงสัย กลัวว่าเดินทางมาผิดที่ จึงถอยหลังหนึ่งก้าวมองดูบ้านเลขที่ ขณะที่กำลังเงยหน้าขึ้นมอง ทันใดนั้นประตูไม้ส่งเสียงแก๊กๆ แล้วเปิดออก ทำให้ผมตกตะลึง

            ใบหน้ายิ้มแย้มหยาดเยิ้มโผล่ออกมาจากด้านใน เป็นสตรีวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปี หน้าตาธรรมดา แต่แลดูเป็นมิตร นางยิ้มให้ข้าพลางกล่าวว่า “คุณมาหาใครหรือ?” คำพูดนี้ไม่ใช่สำเนียงของฉงชิ่ง กลับเป็นภาษาจีนแมนดารินมาตรฐาน

            ผมงุนงง เอี๋ยนอีไม่ได้บอกต่อผมว่าให้มาหาใคร เพียงบอกให้ผมมาที่นี่ ผมยื่นมือเกาศีรษะ กล่าวอย่างเก้อเขินว่า “ผมมาหาเหล่าแหยจื่อ”

            สตรีผู้นั้นหัวร่อออกมา กล่าวว่า “เป็นคุณเอี๋ยนเจิ้งสินะ?”

            ผมรีบตอบว่า “เอ๊ะ! เป็นผม เป็นผมเอง!”

            สตรีผู้นั้นกล่าวว่า “คุณเอี๋ยนเชิญเข้ามา เหล่าแหยจื่อรอคุณอยู่นานแล้ว”

            พลางเปิดประตูออก เชิญผมเข้าไป ผมหัวเราะอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน

            หลังจากนั้น เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับปัญจมหาโจร วิธีขโมยและวิธีป้องกันการขโมยที่เหนือจิตนาการ รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกปกปิดเป็นความลับ ก็เริ่มเปิดม่านการไขปริศนา

บทที่ 1 กระถางวิเศษ

เดือนสิบ ปีที่สามสิบสี่แห่งรัชศกกวงซวี่ (ปีค.ศ.1908) เมืองหลวง ยามราตรีคล้อยดึกปลอดเสียงผู้คน

ประตูข้างบานหนึ่งของพระราชวังฤดูร้อนถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วราวพายุ ตามมาด้วยเกี้ยวสามหลัง ถึงแม้จะเป็นเกี้ยวที่หาบหามกันแค่สองคน แต่มองดูก็ทราบได้ว่าไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เห็นได้ชัดว่าคนที่นั่งอยู่ในเกี้ยวนั้นต้องเป็นบุคคลสูงศักดิ์ แต่น่าแปลกที่ภายในระยะร้อยก้าวกลับมีทหารเพียงไม่กี่นาย ทุกคนต่างมีสีหน้าวิตกกังวล เกี้ยวทั้งสามหลังผ่านเข้าไปในพระราชวังฤดูร้อน ผู้ติดตามมีเพียงชายหามเกี้ยวหกคน ขันทีหนึ่งคน องครักษ์พกพาดาบสี่ห้าคนที่แต่งกายด้วยชุดลำลองสีดำซึ่งไม่ค่อยได้พบเห็นนัก

เกี้ยวทั้งสามหลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วในพระราชวังฤดูร้อนที่มืดสนิท บนท้องฟ้าอันมืดมิดมองไม่เห็นดาวแม้สักดวง พระราชวังฤดูร้อนอันกว้างขวางกลับปราศจากแสงไฟ ระหว่างทางก็ไม่มีทหารแม้แต่นายเดียว ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าของคนขบวนนี้เท่านั้น

คนหามเกี้ยวล้วนได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ไม่มีเสียงเกี้ยวตกกระทบบ่า ฝีเท้ารวดเร็วดุจกงล้อไฟ เดินหน้าด้วยก้าวเล็กๆ ถึงแม้ว่าการเดินแบบนี้จะทำให้ความเร็วในการเดินไม่ไวนัก แต่ก็แสดงให้เห็นว่าชายหามเกี้ยวนั้นใส่ใจในความนิ่มนวลของเกี้ยว ที่ข้างเกี้ยวหลังแรกมีชายผอมบางร่างเล็กแต่งกายด้วยชุดขันที กำลังซับเหงื่อที่ไหลเต็มหน้าตัวเอง คอยเร่งคนหามเกี้ยวว่า “เร็วเข้า! เร็วเข้า!” อย่างต่อเนื่อง

ชายหามเกี้ยวทั้งสองได้ยินเช่นนั้นก็เร่งฝีเท้าสุดชีวิต แต่พอเจอขั้นบันได เกี้ยวก็มิอาจรักษาความนิ่มนวลไว้ได้ เกิดการโคลงเคลงเล็กน้อย

ขันทีผู้นั้นตะโกนว่า “ช้าหน่อย ช้าหน่อย พวกเจ้าระวังด้วย!”

ม่านของเกี้ยวหลังแรกแง้มออกเล็กน้อย สตรีนางหนึ่งส่งเสียงไอออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ขันทีผู้นั้นรีบถามว่า “เหล่าฝอเหย่* ท่านยังไหวหรือไม่?”

*คำเรียกไทเฮาผู้เป็นพระอัยยิกาของจักรพรรดิในราชวงศ์ชิง

ผู้ที่นั่งอยู่ในเกี้ยวหลังแรกคือพระนางซูสีไทเฮา พระนางในตอนนี้ทรงประชวรหนัก คงอยู่บนโลกได้อีกไม่นานแล้ว พระนางตรัสอย่างยากลำบากว่า “เหลียนอิง ไม่ต้องห่วงข้า อย่าให้ล่วงเลยฤกษ์ยามเด็ดขาด”

ขันทีผู้นี้เป็นคนที่พระนางซูสีทรงโปรดปราน มีนามว่าหลี่เหลียนอิง*

*ขันทีผู้ทรงอิทธิพลในสมัยของพระนางซูสีไทเฮา

หลี่เหลียนอิงแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา กล่าวอย่างโศกเศร้าว่า “เหล่าฝอจื่อ ข้าน้อยเป็นห่วงพระวรกายของท่าน”

พระนางกล่าวด้วยเสียงอิดโรยว่า “ร่างกายของข้าเมื่อเทียบกับราชวงศ์ชิง ไม่นับเป็นอย่างไรได้ ไม่ต้องห่วงข้า”

เกี้ยวทั้งสามหลังเร่งความเร็วขึ้นอีกเท่าตัว ที่น่าแปลกก็คือเกี้ยวไม่ได้มุ่งหน้าไปยังตำหนักฉือหนิงกง* แต่กลับอ้อมทะเลสาบคุนหมิงไปยังป่าลึกที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

*ที่ประทับของพระนางซูสีไทเฮา

เกี้ยวทั้งสามหลังจอดลงที่หน้าบ้านหลังหนึ่งกลางป่าทึบ บ้านหลังนั้นทั้งเล็กและทรุดโทรม กลางลานบ้านมีห้องห้องหนึ่งที่ดูคล้ายห้องพระ เหมือนกับขาดการดูแลมาแรมปี เกี้ยวทั้งสามหลังจอดอยู่กลางลานบ้าน ก็กินพื้นที่ไปเกือบทั้งหมด

ในห้องพระนั้นมีแสงไฟวาบขึ้น คล้ายกับมีคนจุดไม้ขีดไฟ จากนั้นก็มีแสงไฟขนาดเท่าเม็ดถั่วสว่างขึ้น มีคนเดินออกมาจากห้องสองคน คนหนึ่งสวมชุดขุนนาง สวมหมวกขนนกยูงขั้นหนึ่ง อีกคนสวมชุดคลุมยาวสีเหลือง สีหน้าไร้อารมณ์ หยุดยืนถวายคำนับ

ขุนนางขั้นหนึ่งผู้นั้นคือไจ่เฟิง ซึ่งเป็นพระบิดาของปูยี พระอนุชาของจักรพรรดิกวงซวี่ หลังจากปูยีขึ้นครองราชย์ขณะมีพระชนมายุสามพรรษา ไจ่เฟิงกับหลงยวี่ฮองเฮาพระอัครมเหสีในจักรพรรดิกวงซวี่ก็ร่วมกันสำเร็จราชการแทน

ไจ่เฟิงสืบเท้าไปที่หน้าเกี้ยว หลี่เหลียนอิงพยุงพระนางซูสีไทเฮาลงจากเกี้ยว พระพักตร์ของพระนางซีดขาว แต่ทรงฉลองพระองค์เต็มยศ บ่งบอกว่าการมาที่นี่ต้องมีเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด ไจ่เฟิงคิดจะเข้าไปพยุง แต่พระนางกลับตรัสว่า “ข้ายังเดินไหว เจ้าไปพยุงฮ่องเต้เถอะ”

ไจ่เฟิงรีบขานรับ สาวเท้าเดินไปที่หน้าเกี้ยวหลังที่สอง องครักษ์ค่อยๆ พยุงคนในเกี้ยวออกมา คนผู้นี้มิใช่ใครอื่น เป็นจักรพรรดิกวงซวี่แห่งราชวงศ์ชิง แต่องค์จักรพรรดิก็ทรงพระประชวรหนักเช่นกัน ใบหน้าซูบตอบซีดขาว พระเนตรไร้แวว พระโอษฐ์เขียวคล้ำ ดูคล้ายคนใกล้จะสิ้นลม แต่ถึงแม้เป็นเช่นนี้ จักรพรรดิกวงซวี่ก็ฉลองพระองค์เต็มยศเฉกเช่นเดียวกับพระนางซูสีไทเฮา

ไจ่เฟิงรีบเข้าไปพยุง กล่าวเสียงเบาว่า “ฝ่าบาท ท่านยังไหวหรือไม่?”

จักรพรรดิกวงซวี่ขยับริมฝีปากเล็กน้อย ตรัสว่า “ข้า…ยัง…เดินไหว…”

ไจ่เฟิงพยุงองค์จักรพรรดิเดินไปข้างหน้า สายตากลับมองไปยังเกี้ยวหลังที่สาม เห็นสตรีนางหนึ่งเดินลงมาจากเกี้ยว ในมือจูงเด็กน้อยวัยสามขวบเศษ สตรีนางนี้คือหลงยวี่ฮองเฮา พระอัครมเหสีในจักรพรรดิกวงซวี่ ที่นางจูงอยู่นั้นก็คือบุตรชายของไจ่เฟิง โอรสสวรรค์ในอนาคต จักรพรรดิชิงซวิ่น…อ้ายซินเจี๋ยหลัวผู่อี๋* หลงยวี่ฮองเฮาฉลองพระองค์อย่างเป็นทางการเหมือนกับจักพรรดิกวงซวี่และพระนางซูสีไทเฮา

*จักรพรรดิปูยี

พระนางซูสีไทเฮา จักรพรรดิกวงซวี่และหลงยวี่ฮองเฮาล้วนแต่งกายคล้ายกับจะออกว่าราชการที่ท้องพระโรง แต่กลับมาเบียดเสียดอยู่ในบ้านที่ทั้งคับแคบและทรุดโทรมแห่งหนึ่งในพระราชวังฤดูร้อน อีกทั้งพระนางซูสีไทเฮาและจักรพรรดิกวงซวี่ยังเป็นไม้ใกล้ฝั่ง หากเป็นยามปกติไหนเลยจะกระทำเรื่องที่บั่นทอนพระวรกายเช่นนี้ เช่นนั้นการมาในครั้งนี้จึงยิ่งน่าเคลือบแคลงสงสัย! หรือว่าในห้องนี้มีความลับอันยิ่งใหญ่ซุกซ่อนอยู่?

พระนางซูสีไทเฮานำหน้า จักรพรรดิกวงซวี่อยู่กลาง หลงยวี่ฮองเฮากับปูยีอยู่ข้างหลัง คนทั้งขบวนเดินมาถึงห้องพระห้องนั้นอย่างลำบากยากเย็น ชายสวมใส่ชุดคลุมสีเหลืองยืนอยู่หน้าประตูห้อง ไม่ขยับเคลื่อนไหว ทั้งไม่คุกเข่าและไม่คำนับ ราวกับมองไม่เห็นผู้ใด เพียงผงกศีรษะเล็กน้อย ผายมือทำท่าเชื้อเชิญให้ทุกคนเดินเข้าไปในห้อง

แสงเทียนขนาดเท่าเม็ดถั่วในห้องพระส่องแสงสว่างจ้า ได้ยินเสียงกลไกบางอย่างดัง แก๊ก แก๊ก แก๊ก ใต้ชั้นวางพระพุทธรูปค่อยๆ ปรากฏอุโมงค์ขึ้น มันมีขนาดใหญ่พอให้คนสามคนเดินเรียงหน้ากระดานเข้าไปได้ มองลงไปข้างล่างพบว่ามีบันไดยาวเหยียดทอดลงไป มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด

ชายชุดเหลืองเดินนำเข้าไป เดินไปได้เพียงสองก้าว ภายในอุโมงค์ก็ค่อยๆ มีแสงไฟสว่างขึ้น ปูยีน้อยจับมือหลงยวี่ฮองเฮาไว้แน่น กล่าวเสียงออดอ้อนว่า “เสด็จแม่ หม่อมฉันกลัว”

หลงยวี่ฮองเฮากล่าวว่า “ไม่ต้องกลัว ฝ่าบาทกับแม่ก็อยู่ด้วย”

หลงยวี่ฮองเฮาแม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่ในใจยังคงหวาดกลัว ร่างสั่นระริกเล็กน้อย พระนางซูสีไทเฮากับจักรพรรดิกวงซวี่มีท่าทางเป็นปกติ หลี่เหลียนอิงกลับดูเป็นกังวล เหงื่อเย็นไหลพราก สายตาจับจ้องไปในอุโมงค์ ไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา

พระนางซูสีไทเฮาตรัสว่า “เหลียนอิง ไปกันเถอะ”

หลี่เหลียนอิงส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ฝืนระงับความหวาดกลัวแล้วกล่าวว่า “พ่ะย่ะค่ะ!”

หลี่เหลียนอิงผู้นี้ติดตามอยู่ข้างกายพระนางซูสีไทเฮามานาน นับว่าผ่านโลกมามาก มีความรู้กว้างขวาง ยามปกติมักจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ในยุทธภพให้พระนางฟัง แต่เหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นตลอดทางที่ผ่านมา ทำให้ในใจกระวนกระวาย หวาดกลัวจนเย็นเยียบไปถึงใต้ฝ่าเท้า นอกจากพระนางซูสีไทเฮากับจักรพรรดิกวงซวี่แล้ว ไจ่เฟิงและคนอื่นๆ ล้วนมีสีหน้างุนงง

เดิมทีจักรพรรดิกวงซวี่มีสีพระพักตร์ไม่สู้ดี แต่พอเห็นแสงไฟในอุโมงค์สว่างขึ้น สีพระพักตร์พลันแปรเปลี่ยนเป็นมีชีวิตชีวาขึ้นมา

พระนางซูสีไทเฮาทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงกระแอมเพื่อทำลายบรรยากาศอันเงียบสงัด หันพระวรกายกลับ เดินตามชายสวมชุดคลุมสีเหลืองเข้าไปในอุโมงค์ ทุกคนเห็นพระนางเดินนำหน้าไปก่อน ต่างทำใจดีสู้เสือ พากันเดินตามลงไป

ทั้งหมดเดินเข้าไปในอุโมงค์ เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ที่ปากอุโมงค์ก็เกิดเสียงดังแก๊กแก๊กแล้วปิดสนิทลง ดีที่ภายในอุโมงค์สว่างไสวดุจกลางวัน จึงไม่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวมากนัก

บันไดที่ทอดลงไปสู่ด้านล่างนี้แลดูยาวเหยียดคดเคี้ยว ความจริงเป็นเพราะตอนที่ปากอุโมงค์เพิ่งเปิดออกนั้น ภายในยังมืดมิด จึงทำให้บันไดแลดูคดเคี้ยว แท้ที่จริงมีเพียงยี่สิบกว่าขั้นเท่านั้น ผู้คนพอเดินลงจากบันได ก็พบกับห้องโถงใหญ่ที่มีแสงไฟสว่างจ้า มีขนาดกว้างใหญ่มาก กว้างกว่าห้องพระที่อยู่ด้านบนมากนัก ด้านหนึ่งของห้องโถงใหญ่มีชายอำพรางใบหน้า สวมใส่เสื้อผ้าสีสันแตกต่างกันยืนอยู่สามแถว แถวละห้าคน แบ่งเป็นชุดเหลือง ชุดแดงและชุดเขียว ใช้ผ้าสีเดียวกับชุดปิดบังใบหน้า เผยให้เห็นเพียงดวงตาทั้งสองข้าง คนประหลาดทั้งสิบห้าคนนั้นยืนตรงมือแนบข้างลำตัวราวกับหุ่นเครื่องปั้นดินเผา ไม่ขยับเคลื่อนไหว

ชายสวมชุดคลุมยาวสีเหลืองที่เดินอยู่หน้าสุดปรบมือสามครั้ง หุ่นสิบห้าตัวนั้นจึงเริ่มขยับไปหยิบแผ่นไม้ที่วางอยู่ข้างกำแพง ประกอบเป็นเก้าอี้สามตัวภายในระยะเวลาอันสั้น ห้าคนหนึ่งกลุ่มสืบเท้าเดินเข้าไปหาพระนางซูสีไทเฮากับจักรพรรดิกวงซวี่

หลี่เหลียนอิงตะโกนร้องอย่างตกตะลึงว่า “พวกเจ้าช่างบังอาจนัก ยังไม่คุกเข่าลงอีก! กล้าดีอย่างไรจึงทำให้ฝ่าบาทตกพระทัย!”

หุ่นประหลาดเหล่านั้นหาได้สนใจไม่ ยังคงเดินตรงไปข้างหน้า พยุงพระนางซูสีไทเฮา จักรพรรดิกวงซวี่และหลงยวี่ฮองเฮาขึ้นประทับและหามเก้าอี้ขึ้น

หลี่เหลียนอิงในขณะนี้ค่อยได้สติกลับคืน ทราบว่าพวกเขาไม่มีเจตนาร้าย แต่ยังคงกล่าวตำหนิว่า “โอหังสิ้นดี! พวกเจ้า…”

พระนางซูสีไทเฮาจับที่เท้าแขนเก้าอี้ ขยับมือเล็กน้อย หลี่เหลียนอิงก็รีบหุบปากลง พระนางกล่าวเบาๆ ว่า “หยุดพูดได้แล้ว”

ชายสวมชุดคลุมสีเหลืองเห็นทั้งสามประทับบนเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว ก็หันหลังกลับไป ใช้ฝ่ามือตบลงบนกำแพง นิ้วทั้งห้าออกแรงพร้อมกัน เขาหยิบอิฐก้อนหนึ่งออกมาจากกำแพง มือทั้งสองข้างกดลงไปบนก้อนอิฐ ได้ยินเสียงดัง แก๊ก แก๊ก แก๊ก จากนั้นส่วนกลางของกำแพงแยกออกจากกันอย่างช้าๆ ภายในปรากฏทางเดินอันกว้างขวาง

ชายชุดเหลืองหันกายกลับมา ขณะนี้ค่อยโค้งคำนับให้พระนางซูสีไทเฮาหนึ่งครั้ง กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ขออภัยที่ทำให้พระนางซูสีไทเฮาและฝ่าบาทตกพระทัย เชิญเสด็จเข้าตำหนักพ่ะย่ะค่ะ”

พระนางซูสีไทเฮาผงกพระเศียร ชายชุดคลุมเหลืองจึงนำผู้คนทั้งหลายเดินไปข้างหน้า

ไม่ทราบเดินมาไกลเท่าใด ทั่นใดนั้นได้ยินเสียงกลองดังขึ้นหลายครา ทางข้างหน้าสว่างไสวทั้งแถบ ที่นี่เป็นตำหนักที่ใหญ่โตมโหฬาร ผู้คนพอเดินเข้าไปในตำหนัก ก็เห็นหอบูชาทรงแปดเหลี่ยมตั้งอยู่ตรงกลาง ความสูงพอๆ กับคนสองคนต่อตัวกัน ทุกด้านสลักเต็มไปด้วยรูปภาพและคำบูชา คนทั่วไปพอมองดูก็ทราบว่าภาพและอักษรที่แกะสลักอยู่นั้น เป็นการทำนายตามหลักห้าธาตุแปดทิศ มีใจความว่า ‘หมั่นคล้อยตาม หมั่นปรองดอง คุณธรรมจะพาผ่านทั้งสามภพ เมตตาเป็นรากฐาน ดำรงไว้ซึ่งจริยธรรม ทั่วทุกสารทิศ ความซื่อสัตย์ กตัญญูและคุณธรรมนำพาทั้งสามภพ หกกระทรวงแห่งการปกครอง หกภพภูมิแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ธรรมเนียมประเพณีและคุณธรรมต้องมาก่อน นี่คือหลักการของบ้านเมืองที่จะอยู่ยืนยงสามชั่วอายุคน’

บนหอบูชาแปดเหลี่ยมนั้นมีภาชนะวิเศษสามขาตั้งอยู่ตรงกลาง บริเวณรอบๆ ห้องโถงใหญ่ยังมีคนยืนอยู่อีกสิบกว่าคน คนเหล่านี้ล้วนแต่งกายด้วยสีเหลือง สีแดง สีเขียว ปิดบังอำพรางใบหน้าเห็นเพียงดวงตา ด้านหนึ่งของหอบูชาแปดเหลี่ยมนี้ยังมีหอสูงอีกแห่งหนึ่ง ด้านบนมีคนสวมชุดคลุมสีแดงกับอีกคนสวมชุดคลุมสีเขียวยืนอยู่ กลับมิได้ปิดบังใบหน้า ด้านล่างของหอมีกลองใหญ่ห้าใบ ที่น่าแปลกก็คือข้างกลองทั้งห้าใบนั้นมีคนยืนอยู่เพียงสามคน ข้างกลองอีกสองใบปราศจากผู้คน

มีชายชราแต่งกายด้วยชุดสีเหลือง สีแดง สีเขียว สีขาว สีม่วงห้าสี ลักษณะคล้ายเทวดาเข้ามาประกาศว่า “ฤกษ์มงคลมาถึงแล้ว! ขออัญเชิญกระถางเทพราชันห้าธาตุ”

พระนางซูสีไทเฮามีสีพระพักตร์แปรเปลี่ยนเล็กน้อย ขยับพระวรกายคล้ายจะยืนขึ้น หลี่เหลียนอิงรีบเข้าไปพยุงพระนางพลางถามว่า “เหล่าฝอเหย่ ท่านจะลุกขึ้นหรือ?”

พระนางตรัสตอบด้วยน้ำเสียงสั่นระริกว่า “พยุงข้าคุกเข่า!”

หลี่เหลียนอิงตะลึงงัน แต่มิกล้าขัดคำสั่ง พยุงพระนางลงมา พระนางสืบเท้าขึ้นหน้าไม่กี่ก้าว คุกพระชานุลงหน้าหอบูชาแปดเหลี่ยม จักรพรรดิกวงซวี่ หลงยวี่ฮองเฮาและคนที่เหลือต่างคุกเข่าตาม

หอบูชาที่สูงเหนือพื้นประมาณสองคนต่อตัวกันส่งเสียงเล็กน้อย ค่อยๆ เลื่อนลงมา จนถึงระดับครึ่งตัวคนจึงหยุดนิ่ง

ชายชุดคลุมเหลืองเดินขึ้นหน้าหนึ่งก้าว หยิบกระถางใบนั้นลงจากหอบูชาด้วยสีหน้าเคร่งครึม หันหลังกลับเดินไปยังเบื้องหน้าพระพักตร์ของพระนางซูสีไทเฮาอย่างเชื่องช้า ส่งมอบกระถางต่อพระนาง

พระนางซูสีไทเฮาทรงรับกระถางมา ขนาดของกระถางเพียงประมาณกำปั้น มีสีสันและกลิ่นหอมแบบโบราณ มิได้ทำจากทองคำ โลหะ ไม้หรือหินหยก มีมังกรห้าตัวพันอยู่รอบกระถาง หัวมังกรมารวมกันที่ด้านบนกระถาง หันหัวไปยังห้าทิศ เขี้ยวเล็บดูแหลมคมสมจริง มังกรสามในห้าตัวนั้น ในปากคาบมุกราตรีไว้ มังกรทั้งสามตัวเปล่งแสงออกจากตาเป็นสีเหลือง สีแดง สีเขียวตามลำดับ ดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง แต่มังกรอีกสองตัวนั้นในปากปราศจากวัตถุ ดวงตาไร้ประกาย ราวกับวิญญาณของมังกรสองตัวนี้ได้แตกสลายไปแล้ว

พระนางซูสีไทเฮาพอทอดพระเนตรเห็นมังกรไร้วิญญาณสองตัวนั้น ถึงกับถอนพระทัยยาว ตรัสเสียงแผ่วเบาว่า “หรือว่าราชวงศ์ชิงของข้าจะต้องล่มสลายแล้ว?”

หลี่เหลียนอิงได้ยินพระนางตรัสเช่นนี้ ก็หวาดกลัวจนรีบคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้น ตะโกนว่า “ต้าชิงยืนยงหมื่นๆ ปี ต้าชิงยืนยงหมื่นๆ ปี”

พระนางหาได้สนใจขันทีไม่ คุกพระชานุบนพื้นพลางหันมาส่งมอบกระถางให้กับจักรพรรดิกวงซวี่ ตรัสอย่างโศกเศร้าว่า “ฝ่าบาท ทรงมอบกระถางนี้ให้แก่ปูยีด้วยเถอะ”

จักรพรรดิกวงซวี่รับกระถางมากอดไว้ในอก ดวงเนตรทั้งสองไร้แวว ตรัสว่า “ปูยี ไจ่เฟิง หลงยวี่ พวกเจ้าเข้ามา”

หลงยวี่เห็นสภาพเช่นนี้ มิทราบตกใจหรือหวาดกลัว หรือเป็นเพราะนางทราบว่าจักรพรรดิกวงซวี่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ราชวงศ์ชิงใกล้จะล่มสลาย นางจึงร่ำไห้อย่างเสียใจสุดระงับ

ทั้งสามคุกเข่าลงที่เบื้องหน้าจักรพรรดิกวงซวี่ ปูยีอยู่ด้านหน้า มองไปที่จักรพรรดิกวงซวี่อย่างงุนงง จักพรรดิกวงซวี่มองดูเด็กน้อยวัยสามขวบผู้นี้ ต้องทอดถอนพระทัยออกมา รวบรวมพลังกล่าวว่า “ปูยีรับราชโองการ!”

ปูยีแม้อายุยังน้อย แต่ยังฟังคำนี้เข้าใจ รีบคุกเข่าลง ตอบอย่างไร้เดียงสาว่า “หม่อมฉันน้อมรับราชโองการ!”

จักรพรรดิกวงซวี่ตรัสว่า “สิ่งที่ข้าถืออยู่นี้เรียกว่ากระถางเทพราชันห้าธาตุ สืบทอดมาตั้งแต่อดีตฮ่องเต้จนถึงปัจจุบัน เป็นความลับที่มิอาจเปิดเผยของราชวงศ์ชิง ผู้ที่ได้ครอบครองกระถางนี้เสมือนได้แผ่นดิน ผู้ที่สูญเสียกระถางไป ก็เสมือนสูญเสียแผ่นดินไปด้วย กระถางนี้แบ่งออกเป็นห้าธาตุ ได้แก่ธาตุทอง ธาตุไม้ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุดิน ทั้งหมดรวมอยู่ในกระถางใบนี้ ใช้แสงจากปากมังกรเพื่อแสดงให้ทราบ หากไฟทั้งห้าดวงดับลง ชะตาบ้านเมืองก็จะถึงฆาต จะต้องสูญเสียกระถางใบนี้ไป กระถางใบนี้ได้รับการดูแลโดยมหาโจรห้าธาตุ ผู้อื่นไม่สามารถกระทำการบุ่มบ่าม ไจ่เฟิง หลงยวี่!”

จักรพรรดิกวงซวี่ทรงทราบว่าปูยีฟังไม่เข้าใจ และไม่สามารถจดจำคำพูดของพระองค์ได้ ความจริงคำพูดนี้ตั้งใจกล่าวกับไจ่เฟิงและหลงยวี่ ในใจไจ่เฟิงทราบดี จึงรับฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ ฟังถึงตรงนี้ก็เหมือนสูดไอเย็นเข้าไป ลอบกล่าวในใจว่า ‘ที่แท้ราชวงศ์ชิงมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอยู่จริง! ข่าวลือในวังนั้นเป็นความจริง!’

ไจ่เฟิงได้ยินกวงซวี่ขานเรียกเขา จึงรีบสงบสติ ขานรับคำหนึ่ง

จักรพรรดิกวงซวี่แทบจะหมดแรง คำพูดที่พระองค์ตรัสไปเมื่อสักครู่ พระองค์ได้ใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่จนหมดสิ้น จึงตรัสกับไจ่เฟิงด้วยน้ำเสียงสั่นระริกว่า “บนกระถางใบนี้มีหลักการปกครองแกะสลักไว้ จงกระทำตามทุกประการ  ช่วยปกป้องรักษากระถางนี้ไว้ ราชวงศ์ชิงของข้าจึงจะมีวันที่รุ่งโรจน์อีกครั้ง”

จักรพรรดิกวงซวี่ตรัสถึงตรงนี้ก็กระอักพระโลหิตออกมา เปล่งเสียงอย่างเจ็บปวดหนึ่งครา พระวรกายล้มหงายไปด้านหลัง คล้ายกับสิ้นใจแล้ว กระถางใบนั้นก็กลิ้งหล่นลงมาจากพระอุระ

ทุกคนได้ยินคำพูดของจักรพรรดิกวงซวี่ ก็ทราบว่ากระถางใบนี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่จะปกป้องรักษาราชวงศ์ชิงที่เหลืออยู่ไว้ได้ พอเห็นกระถางกลิ้งหล่นลงมา ไม่มีผู้ใดไม่ตื่นตระหนกตกใจ ไจ่เฟิงว่องไว คิดพุ่งเข้าไปรับกระถางไว้ หาคาดไม่ว่าช้าไปก้าวหนึ่ง เพียงสัมผัสถูกขอบกระถาง มองดูกระถางหล่นจากพระอุระของจักรพรรดิกวงซวี่จนตกถึงพื้น

กระถางใบนั้นกลิ้งไปอยู่ตรงหน้าของปูยีน้อย ปูยีกลับว่องไว คว้ามาไว้ในอ้อมกอด

จักรพรรดิกวงซวี่นอนหงายอยู่บนพื้น หลงยวี่ไม่สนใจสิ่งใด พุ่งตัวเข้าไปร่ำไห้ที่ข้างกายจักรพรรดิกวงซวี่ที่ในตอนนี้เหลือเพียงร่างไร้วิญญาณ พระองค์เสด็จสวรรคตในตำหนักใต้ดินแห่งนี้ นอกจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว จะมีผู้ใดคาดเดาได้?

หลี่เหลียนอิงคลานเข้าไป ตรวจชีพจรของจักรพรรดิกวงซวี่ กล่าวอย่างโศกเศร้าว่า “ฮ่องเต้สวรรคตแล้ว!”

รอบบริเวณเกิดความวุ่นวายขึ้นทันที ปูยียังไม่ทราบว่าการเกิดการตายนั้นคืออะไร สำหรับกับจักรพรรดิกวง ซวี่ก็ไร้ซึ่งความผูกพันอันใด จิตใจของเขาเหมือนเด็กทั่วไป สนใจเพียงกระถางใบนั้น มองดูมันสองครา แล้วหันศีรษะไปมองไจ่เฟิง กล่าวด้วยเสียงออดอ้อนว่า “เสด็จพ่อ มีมังกรตัวเดียวที่ยังสว่างอยู่”

ไจ่เฟิงทราบว่าจักรพรรดิกวงซวี่ใกล้จะสวรรคตแต่แรก จึงไม่รู้สึกตกใจ และไม่เศร้าโศกเสียใจ หันไปมองดูกระถางเทพราชันห้าธาตุที่ปูยีอุ้มอยู่ ได้ยินปูยีกล่าวเช่นนี้ ไจ่เฟิงก็ทราบว่าผิดท่า รีบก้มตัวลงไปหยิบกระถางจากปูยีมา จริงดังคาด แสงสีแดงและสีเขียวที่เดิมยังสว่างอยู่บัดนี้หายไปแล้ว เหลือเพียงแสงสีเหลืองที่เหลืออยู่เบาบาง สภาพคล้ายแสงเทียนที่ถูกลมพัดเข้าใส่ บัดเดี๋ยวสว่างบัดเดี๋ยวมืด กะพริบอยู่ตลอดเวลา

ไจ่เฟิงไม่ทราบควรทำเช่นไร ทันใดนั้นได้ยินพระนางซูสีไทเฮาตรัสเสียงสูงด่าว่า “คนตายไปแล้ว ไยต้องร้องไห้ สามารถสิ้นใจต่อหน้ากระถางเทพราชัน นับเป็นบุญวาสนาอย่างยิ่งของจักรพรรดิกวงซวี่”

พระนางซูสีไทเฮาตรัสถึงการเสด็จสวรรคตของจักพรรดิกวงซวี่เช่นนี้ นับว่าผิดต่อกฎของราชวงศ์อย่างมหันต์ ทุกคนที่คุกเข่าร้องไห้อยู่นั้นไม่มีผู้ใดไม่ตกตะลึง ต่างหยุดร้องไห้ทันที มองไปยังพระนางซูสีไทเฮา พระพักตร์ของพระนางบิดเบี้ยว คล้ายกับคนเสียสติ ตวาดด่าเสียงแหลมว่า “ยังไม่รีบอารักขากระถางเทพราชันอีก ต้าชิงของข้าจะจบสิ้นด้วยน้ำมือของพวกเจ้าที่ไม่รู้จักแยกแยะว่าสิ่งใดสำคัญกว่ากัน”

 ทุกคนค่อยเลิกสนใจพระศพของจักรพรรดิกวงซวี่ จากนั้นเข้ามาล้อมรอบพระนางซูสีไทเฮา

ไจ่เฟิงอุ้มกระถางเทพราชันไว้ ไม่ทราบควรอุ้มต่อไป หรือว่าคืนให้พระนางซูสีไทเฮาหรือปูยีดี

พระนางซูสีไทเฮาตวาดว่า “ไจ่เฟิง เจ้าอุ้มไว้ให้ดี”

ไจ่เฟิงน้อมรับคำสั่ง กอดกระถางไว้แน่น แสงสีเหลืองนั้นค่อยๆ กลับเป็นปกติ ไม่กะพริบอีก

พระนางซูสีไทเฮาตรัสว่า “กระถางเทพราชันห้าธาตุใบนี้คือชะตาชีวิตของราชวงศ์ชิง ต้องรักษาไว้ด้วยชีวิต! หากพวกเจ้าทำกระถางใบนี้หายไป พวกเจ้าก็จะเป็นคนบาปของราชวงศ์ชิงตลอดไป ต้องทนทุกข์ทรมานในยมโลกทุกชาติภพ! จำขึ้นใจแล้วหรือไม่!” ตรัสจบก็ไอออกมาอย่างรุนแรงหลายครั้ง

ทุกคนต่างคุกเข่าโขกศีรษะติดต่อกัน รอจนทุกคนเงยหน้าขึ้น ก็เห็นสองคนที่สวมชุดคลุมสีแดงกับสีเขียวที่อยู่บนหอสูงลงมาอยู่ข้างกายพระนางซูสีไทเฮาอย่างเงียบงัน ผู้ที่สวมชุดคลุมแดงโค้งคำนับพระนางซูสีไทเฮาหนึ่งครั้ง กล่าวว่า “ไทเฮา ในเมื่อแสงแห่งธาตุไฟดับสูญ คนของตระกูลเหยียนก็จำต้องจากไปแล้ว”

พระนางซูสีไทเฮาตรัสว่า “ไปเถอะ หากพวกเจ้าต้องการไป ก็จงไปเถอะ!”

ชายชุดคลุมแดงโค้งคำนับอีกคราพลางกล่าวว่า “ขอบพระทัยไทเฮา หากแสงแห่งธาตุไฟสว่างขึ้นอีกครา คนของตระกูลเหยียนจะหวนกลับมาเฝ้ารักษากระถางนี้”

กล่าวจบก็เดินไปทางไจ่เฟิง ไจ่เฟิงตกตะลึง กอดกระถางไว้แน่นพลางตวาดว่า “เจ้าเป็นใคร? คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไปอย่างนั้นหรือ?”

ชายชุดคลุมแดงไม่พูดอะไร เพียงยื่นมือสองข้างออกไปโดยมิได้แตะต้องตัวไจ่เฟิง วาดมือผ่านอากาศอย่างรวดเร็วแล้วแบมือออก บนมือปรากฏมุกราตรีเม็ดหนึ่ง

ไจ่เฟิงตะลึงงัน ก้มมองที่กระถาง มุกราตรีที่อยู่ในปากมังกรสองตัวนั้นได้หายไปแล้ว มองไม่ออกแม้แต่น้อยว่าชายชุดคลุมแดงใช้วิธีใดในการหยิบฉวยมุกราตรีออกจากปากมังกร

ชายชุดคลุมแดงหัวเราะพลางกล่าวว่า “วันหน้าย่อมมีคนบอกต่อเจ้า” กล่าวจบก็หันหลังไป ดีดมุกราตรีในมือซ้ายไปทางชายชุดคลุมเขียว ชายชุดคลุมเขียวยื่นมือไปรับแล้วกำไว้ในมือ ผงกศีรษะให้พระนางซูสีไทเฮาเล็กน้อยแล้วเดินจากไป

ชายชุดคลุมแดงกล่าวกับพระนางซูสีไทเฮาว่า “คนของตระกูลหลินนิสัยประหลาด ขอไทเฮาโปรดอภัย” กล่าวจบก็หันหลังเดินจากไป

พระนางซูสีไม่ได้เหนี่ยวรั้งตัวเขาไว้ เพียงก้มศีรษะไม่กล่าววาจา

ไจ่เฟิงเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ ยากจะทนรับการเหยียดหยามเช่นนี้ได้ ถึงแม้ไม่ทราบที่มาที่ไปของคนเหล่านี้ แต่การดูถูกดูแคลนเช่นนี้ ไจ่เฟิงไม่สามารถอดทนอดกลั้นได้ จึงรีบยันกายขึ้น ชี้ไปที่ด้านหลังของคนทั้งสองพลางด่าว่า “ช่างโอหังนัก อำนาจฮ่องเต้อยู่นี่ ไหนเลยจะปล่อยให้พวกเจ้ากำเริบเสิบสาน! องครักษ์! จับตัวสองคนนั้นไว้!”

พอสิ้นเสียงสั่ง องครักษ์พกพาดาบสี่นายที่คุกเข่าอยู่บนพื้นก็ยันกายยืนขึ้น ชักดาบออกมาจากข้างเอว คนทั้งสี่มุ่งตรงไปข้างหน้า องครักษ์เหล่านี้เป็นยอดฝีมือชาวแมนจูที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว ผ่านศึกมานับร้อยครั้ง ทั้งยังจงรักภักดี ขณะนี้ค่อยแสดงฝีมือออกมา นัยน์ตาแฝงด้วยแววโหดเหี้ยม ถือดาบมุ่งไปหาคนทั้งสองนั้น

พระนางซูสีไทเฮาตวาดเสียงแหลมว่า “บังอาจ! ยังไม่รีบถอยไปอีก!”

องครักษ์ทั้งสี่ได้ยินคำสั่งของพระนาง ก็รีบน้อมกายถอยไปอยู่ด้านหนึ่ง

ไจ่เฟิงกล่าวว่า “ไทเฮา! พวกมัน…”

พระนางตรัสว่า “เจ้าจะรู้อะไร พวกเขาเป็นยอดฝีมือของสำนักปัญจธาตุ อาศัยแค่องครักษ์ธรรมดาไม่กี่นายนี้ สามารถรั้งตัวพวกเขาไว้ได้หรือ?”

ไจ่เฟิงกล่าวอะไรไม่ออก ได้แต่ถอยออกไปด้วยความโกรธเคือง

ชายชุดคลุมแดงหัวเราะพลางกล่าวว่า “ขอบพระทัยพระนางที่ไว้ชีวิต!” จากนั้นสาวเท้าเดินต่อไป ออกจากตำหนักไปพร้อมกับชายชุดคลุมเขียว เหล่าคนประหลาดเสื้อแดงเสื้อเขียวที่ปิดบังใบหน้ายืนอยู่ในท้องพระโรงก็เดินตามออกไปจนหมดสิ้น

พระนางซูสีไอออกมาสองครา หันพระวรกายไปทางชายชุดคลุมเหลืองที่ยังคงยืนนิ่ง ตรัสด้วยพระสุรเสียงสั่นว่า “ผู้คุ้มกันเถียน โชคดีที่แสงแห่งธาตุดินยังสว่าง โปรดนำกระถางเทพราชันกลับคืนสู่ตำหนักใต้ดินโดยเร็วเถิด”

ชายชุดคลุมเหลืองผงกศีรษะเล็กน้อย กล่าวว่า “ธาตุทอง ธาตุไม้ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ สี่ธาตุได้จากไปแล้ว กลไกของสี่ธาตุในตำหนักใต้ดินแห่งนี้ก็ถูกทำลายลง เหลือเพียงธาตุดินเท่านั้น ผู้อื่นค้นหาตำหนักใต้ดินไม่พบยังดี หากค้นพบแล้ว ตำหนักใต้ดินนี้มีก็เสมือนไม่มี ไทเฮาไม่ลองกำชับฝ่าบาทให้เก็บกระถางเทพราชันนี้ไว้ข้างพระวรกาย ดูแลรักษาให้ดี ย่อมปลอดภัยกว่าเก็บไว้ในตำหนักแห่งนี้”

พระนางซูสีไทเฮาตรัสว่า “ผู้คุ้มกันเถียน ภายในพระราชวังต้องห้ามของข้าปราศจากความสงบมานาน ท่านโปรดนำกระถางเทพราชันกลับคืนสู่ตำหนักใต้ดินเถอะ ต่อให้คนทั่วไปล่วงรู้ตำแหน่งที่ตั้ง เกรงว่ายังต้องใช้เวลาค้นหานานพอสมควร”

ชายชุดคลุมเหลืองฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ผู้คุ้มกันเถียนน้อมรับพระบัญชา”

พระนางซูสีหันไปกำชับไจ่เฟิงว่า “ไจ่เฟิง คืนกระถางให้ผู้คุ้มกันเถียน”

ไจ่เฟิงต่อให้เคลือบแคลงสงสัยเพียงใด ก็ต้องส่งกระถางคืนให้แก่ชายชุดคลุมเหลืองแต่โดยดี ชายชุดคลุมเหลืองรับกระถางไป มองดูแสงแห่งธาตุดินที่เปล่งประกาย แล้วเก็บกระถางไว้ในอกเสื้อ ใช้มือทั้งสองลูบที่อกเสื้อ กระถางนั้นก็หายไปในพริบตา จากนั้นก็กล่าวว่า “ขอเชิญไทเฮาเสด็จกลับเถิด ที่แห่งนี้มิควรอยู่นาน”

ปูยีดึงแขนเสื้อของไจ่เฟิง ถามว่า “เสด็จพ่อ คนผู้นั้นเล่นกลเป็นหรือ? กระถางไฉนจึงหายไป?”

ไจ่เฟิงตอบว่า “ฝ่าบาท มิใช่หายไป แต่ซ่อนไว้ในร่างกายแล้ว”

ปูยียังคงประหลาดใจ “ไฉนต้องซ่อนไว้ในร่างกาย กลัวถูกผู้อื่นขโมยไปหรือ?”

ไจ่เฟิงตอบว่า “ใช่ กลัวถูกผู้อื่นขโมยไป”

พระนางซูสีไทเฮาและผู้คนนำพระศพของจักรพรรดิกวงซวี่ที่เสด็จสวรรคตแล้วออกจากห้องพระ เข้าไปประทับบนเกี้ยว ชายชุดคลุมเหลืองที่อยู่หน้าทางเข้าห้องพระประสานมือคำนับทุกคน จากนั้นล่าถอยกลับไปในห้องพระ แสงเทียนขนาดเท่าเม็ดถั่วดับลง ภายในห้องพระคล้ายกับไม่เคยมีผู้ใดมาเยือนมาก่อน

เกี้ยวทั้งสามหลังออกจากป่าทึบด้วยความรวดเร็ว ได้ยินเสียงคล้ายบ้านทรุดตัวดังสนั่นไปทั้งแถบ

ไจ่เฟิงร้องว่า “เร็วเข้า! ไปที่ประตูใหญ่!”

คนทั้งขบวนรีบมุ่งหน้าไปทางประตูใหญ่ของพระราชวังฤดูร้อน เมื่อมาได้ครึ่งทาง ก็พบว่าที่ประตูใหญ่มีเสียงผู้คนหลั่งไหลเข้ามา แสงไฟระยิบระยับราวกับมีคนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามาทางด้านนี้

รุดหน้าไปอีกครึ่งลี้ ข้างทางก็ปรากฏองครักษ์พกพาดาบสิบกว่านายโผล่ออกมา หลี่เหลียนอิงตะโกนสั่งให้หยุด เกี้ยวชะลอหยุดลง องครักษ์สิบกว่านายนั้นสาวเท้าขึ้นหน้า ไล่ชายหามเกี้ยวทั้งหกคนไปรวมกันที่ด้านหนึ่ง ชายหามเกี้ยวทั้งหกคนยังไม่ทันได้สติ ก็ได้ยินเสียงดาบตวัดผ่าน หนึ่งคนหนึ่งครั้ง ชายหามเกี้ยวยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องก็สิ้นใจเสียแล้ว

ในบรรดาองครักษ์มีหกนายสืบเท้าเข้ามา หามเกี้ยวขึ้นแล้วรีบเดินทางต่อ

สองวันต่อมา ข่าวการเสด็จสวรรคตของจักรพรรดิกวงซวี่แพร่กระจายไปทั่ว พระนางซูสีไทเฮาก็สิ้นพระชนม์ในตำหนักอี๋หลวนทางตะวันตกของปักกิ่งในอีกสองวันให้หลัง

ผ่านไปครึ่งเดือน ปูยีเสด็จขึ้นครองราชย์ที่ตำหนักไท่เหอ โดยมีหลงยวี่ฮองเฮากับไจ่เฟิงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ปีต่อมาเปลี่ยนรัชศกเป็นเซวียนถ่ง ปูยีขึ้นครองบัลลังก์เป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิง

หลี่เหลียนอิงจัดการกับพระศพของพระนางซูสีไทเฮาอย่างเรียบร้อย ในวันที่สองเดือนสอง ปีแรกแห่งรัชศกเซวียนถ่ง (ปีค.ศ.1909) ก็ไปจากวังหลวงที่ใช้ชีวิตมากว่าห้าสิบเอ็ดปี หลงยวี่ไทเฮาผู้ดูแลวังหลังในขณะนั้น เพื่อตอบแทนที่เขาทำงานในวังมาเป็นเวลานาน จึงอนุญาตให้จากไปพร้อมตำแหน่ง ซึ่งก็หมายความว่าเขาจะได้รับบำนาญเป็นเงินหกสิบตำลึงเหมือนเดิมทุกๆ เดือน

หลังจากหลี่เหลียนอิงออกจากวังแล้วก็เก็บตัวใช้ชีวิตอย่างสันโดษ แต่สุดท้ายก็ถูกลอบสังหารที่บริเวณทะเลโห่วไห่ นั่นเป็นคำสั่งลับของพระนางซูสีไทเฮาที่สั่งเสียไว้กับหลงยวี่และไจ่เฟิงก่อนที่พระนางจะสิ้นพระชนม์ เพราะเกรงว่าหลี่เหลียนอิงเป็นชาวฮั่น ทั้งยังล่วงรู้เรื่องราวของกระถางเทพราชันห้าธาตุ จึงเก็บคนผู้นี้ไว้ไม่ได้ หลี่เหลียนอิงเสียชีวิตลงในปีที่สามของรัชศกเซวียนถ่ง มีอายุหกสิบสี่ปี  

            ปีที่สามแห่งรัชศกเซวียนถ่ง (ปีค.ศ.1911) เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติซินไฮ่ วันที่สิบสองเดือนสองปีต่อมา หลงยวี่ไทเฮาบีบบังคับให้ปูยีประกาศสละราชสมบัติ ปูยีไปพำนักอยู่ที่ตำหนักหย่างซินในพระราชวังต้องห้าม ประกาศการล่มสลายของราชวงศ์ชิงและสิ้นสุดระบอบจักรพรรดิที่ดำรงมากว่าสองพันปี

            หลงยวี่ไทเฮาล้มป่วยลงในปีที่สองของยุคสาธารณรัฐจีน (ปีค.ศ.1913) อาการทรุดหนัก ก่อนที่พระนางจะจากไป พระนางรับสั่งให้ขันทีอุ้มจักรพรรดิเซวียนถ่งปูยีที่สละราชสมบัติแล้วมาที่ข้างกาย ตรัสต่อคนรอบข้างว่า “พวกเจ้าอย่าได้กลั่นแกล้งปูยี”

            แต่ไจ่เฟิงที่อยู่ในช่วงสามปีหลังของราชวงศ์ชิง (ปีค.ศ.1909 – 1911) คือผู้ปกครองประเทศจีนโดยแท้จริง เขาสืบทอดนิสัยอ่อนแอจากพระบิดา ความรู้น้อยด้อยประสบการณ์ ยากจะแบกรับภารกิจอันใหญ่หลวง เขาเผชิญกับผู้คนจำนวนมาก ตัดสินใจผิดพลาดหลายต่อหลายครั้ง ส่งผลให้ราชวงศ์ชิงล่มสลายเร็วขึ้น

หลังเหตุการณ์ปฏิวัติซินไฮ่ในปีค.ศ.1911 ไจ่เฟิงลาออกจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทน ปิดจวนเงียบ จากนั้นอยู่อย่างสันโดษ ไม่สนใจการเมือง ไม่เข้าร่วมกับการฟื้นฟูระบอบจักรพรรดิของจางซวิน หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้าร่วมหรือรับตำแหน่งใดๆ ในแมนจูกัวอีก ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น เขาไม่สนใจคำหว่านล้อมของชาวญี่ปุ่น ยืนกรานที่จะไม่ไปยังแถบตงเป่ย*

*พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

ในด้านการปกครอง เขาแยกตัวออกจากแมนจูกัวอย่างชัดเจน หลังปลดแอกทั่วประเทศ ไจ่เฟิงนำภาพวาด หนังสือ โบราณวัตถุที่เก็บสะสมไว้ไปบริจาคให้กับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งขอรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ฮวายเป่ย เขาเป็นผู้นำในการซื้อพันธบัตรแห่งชัยชนะในราคายุติธรรม ต้นปีค.ศ.1951 ด้วยวัยที่ชรา ทั้งยังถูกโรคภัยรุมเร้ามาหลายปี บวกกับอากาศที่หนาวเหน็บ เขาจึงเสียชีวิตลงในวันที่สองเดือนมีนาคม      

            เดือนมิถุนายน ปีค.ศ.1917 จางซวินนำทหารเปียเข้าวัง ร่วมมือกับคังโย่วเหวยและพวกต่อสู้ปกป้องเหล่าเชื้อพระวงศ์ ในวันที่หนึ่งเดือนกรกฎาคม ปูยีประกาศฟื้นฟูระบอบจักรพรรดิ วันที่สิบสอง ท่ามกลางเสียงประณามของคนทั้งประเทศ ปูยีประกาศสละราชสมบัติเป็นครั้งที่สอง

วันที่ห้าเดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ.1924 เฟิงอวี่เสียงสั่งให้ลู่จงหลินนำทหารเข้าไปยังพระราชวังต้องห้าม บีบบังคับให้ปูยีออกจากพระราชวัง ในประวัติศาสตร์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “เหตุการณ์ปีกง”

ปูยีย้ายเข้าไปในจวนเป่ย (บ้านของไจ่เฟิง) และหนีเข้าไปในสถานทูตญี่ปุ่น หลังจากถูกบีบให้ออกจากพระราชวังแล้ว หนังสือพิมพ์รายใหญ่ของญี่ปุ่นต่างก็ตีพิมพ์บทความแสดงความเห็นใจต่อปูยี เพื่อสร้างสถานการณ์ในการก่อตั้งแมนจูกัวในภายหลัง สิ่งที่แฝงความหมายเชิงเสียดสีคือ ในช่วงที่กองทัพพันธมิตรแปดชาติบุกจีน ประเทศที่ส่งกองทัพมามากที่สุดและโจมตีดุดันต่อจีนมากที่สุดก็คือญี่ปุ่น ไม่นานให้หลัง คนญี่ปุ่นก็คุ้มกันปูยีไปยังเมืองเทียนจิน

            วันที่หนึ่งเดือนมีนาคม ปีค.ศ.1932 ญี่ปุ่นประคับประคองให้ปูยีเป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดของญี่ปุ่น กุมอำนาจในเขตแมนจูกัว เปลี่ยนชื่อปีรัชศกเป็นต้าถง

            ปีค.ศ.1934 เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นจักรวรรดิแมนจูกัว ใช้ชื่อเรียกตนเองว่าฮ่องเต้ ใช้ชื่อปีรัชศกว่าคังเต๋อ ซึ่งย่อมาจากจักรพรรดิคังซีกับจักรพรรดิเต๋อจงกวงซวี่ มีเจตนาเพื่อระลึกถึง พร้อมกับแบกความหวังในการสืบทอดราชวงศ์ชิงต่อไป

            ส่วนกระถางเทพราชันห้าธาตุไปอยู่ที่ใดนั้น บนโลกนี้มีเพียงปูยี ไจ่เฟิงและเจิ้งเสี้ยวซวีนายกรัฐมนตรีคนแรกของแมนจูกัวเท่านั้นที่ทราบเรื่อง แน่นอน ยังมีครอบครัวเหล่าปัญจธาตุที่ไม่มีผู้ใดรู้จักมาก่อน นอกจากคนเหล่านี้แล้ว ทหารทุกเหล่าทัพ พวกมักใหญ่ใฝ่สูง ล้วนต้องการของสำคัญชิ้นนี้มาไว้ในครอบครอง ความฝันในการเป็นจักรพรรดินั้นยังคงวนเวียนอยู่ในแผ่นดินจีน ถึงแม้จะมีเบาะเพียงน้อยนิด แต่ก็ไม่มีผู้ใดคิดจะล้มเลิกความตั้งใจ

            สิ่งที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะแห่งญี่ปุ่นได้กระทำทุกวิถีทางเพื่อยืนยันว่ากระถางเทพราชันห้าธาตุนั้นมีอยู่จริง สำหรับสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะแล้ว การได้ครอบครองกระถางเทพราชันห้าธาตุนั้นจะเป็นการสยบประเทศจีนอย่างแท้จริง ทำให้จักรพรรดิญี่ปุ่นได้เป็นจักรพรรดิของแผ่นดินจีนอย่างถูกต้องตามหลักทำนองคลองธรรม หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ตอบสนองความทะเยอทะยานอันแรงกล้าของญี่ปุ่น และอยู่ในระดับที่พร้อมจะสละได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งประเทศของตัวเอง

บทที่ 2

ผมถือถ้วยชา นั่งอยู่บนเก้าอี้หวาย รับฟังอย่างตั้งใจ เบื้องหน้ามีชายชราวัยไม้ใกล้ฝั่งนั่งเอนหลังกึ่งนอนบนเก้าอี้ บนมือยังเสียบสายน้ำเกลือ ถึงแม้เป็นเช่นนี้ ชายชราผู้นี้ยามกล่าววาจายังคงหนักแน่น เสียงดังฟังชัด ฟังจากสำเนียงของเขาก็ทราบได้ว่าเขาเป็นคนทางเหนือ

            ภายในห้องที่ผมนั่งอยู่ ไม่ว่าเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ ฝาผนังหรือพื้นกระเบื้องล้วนเก่าแก่แต่สะอาดสะอ้าน ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของหญ้าหอม ชายชรานั่งหันหน้าไปทางหน้าต่าง บนขอบหน้าต่างจัดวางดอกไม้หลายกระถาง กำลังออกดอกเบ่งบาน ดอกไม้ชนิดนี้ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แต่รู้สึกว่ามันแฝงด้วยกลิ่นอายยั่วยวน จึงอดที่จะมองดูอีกหลายครั้งไม่ได้

            ชายชรายื่นมือไปหยิบถ้วยชาบนโต๊ะเตี้ยข้างเก้าอี้ จิบน้ำชาช้าๆ คำหนึ่ง

            ผมสะกดอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ถามอย่างระมัดระวังว่า “เหล่าแหยจื่อ กระถางเทพราชันปัญจธาตุคืออะไร? ทำไมถึงมีคนบอกว่าผู้ที่ได้ครอบครองเสมือนได้ใต้หล้า ผู้สูญเสียเสมือนสูญเสียใต้หล้า? หรือว่าภายในกระถางมีของวิเศษที่สามารถครอบครองทั้งใต้หล้า?” ในห้วงสมองของผมจินตนาการว่ามันเป็นเหมือนตะเกียงวิเศษของอาละดิน 

            ชายชราหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า “ของวิเศษอะไรกัน! มันก็แค่สิ่งของยืนยันที่สืบทอดมารุ่นสู่รุ่นเท่านั้น”

            ผมกล่าวว่า “สิ่งของยืนยัน? ผมยังไม่เข้าใจ…มันไม่มีประโยชน์ใช้สอยหรือ?”

            ชายชรากล่าวว่า “คุณเป็นคนสมัยใหม่ ไม่ค่อยเข้าใจประเทศจีน ในมุมมองของฮ่องเต้ ผู้ที่ขึ้นครองบัลลังก์ เชื่อในเรื่องลิขิตสวรรค์ การเปลี่ยนยุคสมัยต้องมีลางบอกเหตุ! กระถางเทพราชันปัญจธาตุก็คือตัวแทนของลิขิตสวรรค์ หลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นจักรพรรดิองค์แรก กระถางใบนี้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ตามตำนานเล่าขาน ตอนที่จิ๋นซีฮ่องเต้ทำพิธีสถาปนาบนยอดเขาไท่ซาน มีหินประหลาดก้อนหนึ่งตกลงมาจากฟ้า เป็นหินผลึกห้าสี จึงได้มีการสร้างกระถางใบนี้ขึ้นมา การเปลี่ยนแปลงราชวงศ์ในยุคต่อมา ผู้คนต่างแย่งชิงกระถางใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ล้วนช่วงชิงกระถางใบนี้มาจากราชวงศ์ก่อน จึงได้มาซึ่งแผ่นดินอันมั่นคง

“กระถางใบนี้เดิมทีไม่มีความวิเศษ แต่ฮ่องเต้ทุกยุคสมัยไหนเลยกล้าสูญเสียมันไป? ราชวงศ์หยวนแข็งแกร่งเพียงใด แต่เนื่องจากตามหากระถางใบนี้ไม่พบ จึงรุ่งโรจน์อยู่เพียงไม่กี่สิบปีก็สูญเสียแผ่นดิน ยังมีตำนานเล่าว่า ปลายราชวงศ์หมิง หลี่จื้อเฉิงบุกเมืองปักกิ่ง เดิมทีได้ครอบครองกระถางนี้ แต่ถูกโจรขโมยไป สุดท้ายตกอยู่ในมือของชาวแมนจู ชาวแมนจูเดิมทีไม่มีโอกาสช่วงชิงใต้หล้า แต่หลังจากได้ครอบครองกระถางใบนี้ ก็ราวกับฟ้าดินเป็นใจ บังเกิดเรื่องราวความรักของอู๋ซานกุ้ยกับเฉินหยวนหยวน อู๋ซานกุ้ยเปิดประตูเมืองให้ทหารชิงเข้าด่าน จากนั้นแผ่นดินก็ตกเป็นของราชวงศ์ชิงนานสามร้อยปี”

            ผมรู้สึกกระจ่างขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยังคงมีข้อสงสัยนับไม่ถ้วน จึงเลือกถามคำถามหนึ่ง “เหล่าแหยจื่อ ตระกูลปัญจธาตุคืออะไร?”

            ชายชราหัวเราะออกมา กล่าวว่า “ตระกูลปัญจธาตุ ล้วนเป็นโจร”

            “โจร?” ผมตกตะลึง

            ชายชรากล่าวว่า “ตำนานของตระกูลปัญจธาตุเริ่มต้นขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่น ตามตำนานเล่าว่าฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่นหวาดเกรงผู้อื่นขโมยกระถางไป จึงตามหายอดฝีมือที่ชำนาญด้านการขโมยและป้องกันการขโมยทั่วแผ่นดิน แล้วก็พบว่าวิชาลักขโมยแบ่งออกเป็นปัญจธาตุ ได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ทั้งหมดนี้สามารถหนุนส่งและกำจัดซึ่งกันและกัน หากยอดฝีมือด้านการลักขโมยของปัญจธาตุร่วมกันคิดค้นวิธีป้องกันการขโมย กระถางใบนั้นก็คงไม่มีผู้ใดสามารถขโมยไปได้อีก

“ดังนั้น ฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่นจึงทำข้อตกลงกับยอดฝีมือสูงสุดของปัญจธาตุ แต่งตั้งพวกเขาเป็นตระกูลปัญจธาตุ ปกป้องรักษากระถางให้กับราชวงศ์โดยเฉพาะ ลูกหลานทุกรุ่นไม่ต้องกังวลเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ชื่อเสียงของตระกูลปัญจธาตุแพร่กระจายไปในหมู่ชาวบ้าน ยังมีอีกชื่อหนึ่งขานเรียกพวกเขาเป็น “ปัญจมหาโจร” ”

            “มหาโจร?” ผมตกตะลึง

            ชายชราผงกศีรษะ กล่าวต่อไปว่า “การเป็นมหาโจรไม่ใช่เรื่องง่าย! ผู้ที่เป็นโจร ตั้งแต่สมัยโบราณหากมิใช่ถูกสถานการณ์บีบบังคับก็เป็นเพราะความโลภ จึงเข้าสู่ทางสายโจร รอคอยโอกาส ย่องเบาในยามราตรี ชำนาญการวางแผน ล้วนเป็นฝีมือเฉพาะของผู้ที่เป็นโจร แน่นอนว่าจิตใจต้องคับแคบ ไม่อาจสู้เหล่าผู้ห้าวหาญทรงคุณธรรม ดังนั้นตระกูลปัญจธาตุนี้มิเพียงแก่งแย่งชิงดีซึ่งกันและกัน ยังต้องระวังป้องกันยอดฝีมือลักขโมยคนอื่นที่ต้องการช่วงชิงตำแหน่งมหาโจร โบราณกล่าวไว้ว่า ยิ่งเป็นยุควุ่นวายโกลาหล ยิ่งมีโจรชุกชุม เป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะแสดงฝีมือ ใต้หล้ากำเนิดโจรชั่วร้ายมากมาย ไหนเลยมียุคบ้านเมืองสงบสุขที่ยืนยงมิเสื่อมคลาย?

“แม้แต่คนของตระกูลปัญจธาตุยังรู้สึกว่าการปกป้องรักษากระถางใบนี้เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย เรื่องบังเอิญก็คือ ตอนที่จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงสร้างกระถางใบนี้ขึ้น ได้แยกหินเป็นห้าสี ใส่ไว้ในปากมังกรเป็นตัวแทนของแสงธาตุตัวละหนึ่งลูก  เมื่อหยิบลูกแก้วออกมา ต่อให้อยู่ห่างกันสุดหล้าฟ้าเขียวก็ไม่มีผล ตระกูลปัญจธาตุได้ทำข้อตกลงกับเหล่าราชนิกุลว่า หากแสงธาตุที่เป็นตัวแทนของธาตุตัวเองดับลง ก็ไม่จำเป็นต้องปกป้องรักษากระถางอีกต่อไป สามารถหยิบลูกแก้วออกจากปากมังกรแล้วจากไปได้ เหล่าราชนิกุลไม่สามารถขัดขวาง หากแสงธาตุที่ปากมังกรสว่างขึ้นมาอีกครา ลูกแก้วที่พวกเขาหยิบไปนั้นก็จะสว่างขึ้นมาด้วย พวกเขาจะต้องย้อนกลับมา แต่กระถางในยามนี้ตกอยู่ในมือของผู้ใด พวกเขาก็ไม่สนใจแล้ว”

            ผมถามต่อว่า “อย่างนั้นถ้าลูกแก้วสูญหายไปล่ะ?”

            ชายชราหัวเราะฮ่าๆ กล่าวว่า “สูญหาย? หากผู้ใดสามารถขโมยหรือช่วงชิงลูกแก้วไปจากเงื้อมมือมหาโจร คนคนนั้นก็คือมหาโจรคนใหม่แล้ว! ตระกูลปัญจธาตุมิใช่มีเพียงสายเลือดเดียวกัน แต่ละตระกูลเป็นเสมือนสำนักหนึ่ง มีการสืบทอดตามลำดับขั้น”

            ผมอุทานออกมา ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไร กลับถามขึ้นอย่างกะทันหันว่า “เหล่าแหยจื่อ คุณบอกว่าคนเป็นโจรล้วนเลวร้าย แต่ผมเห็นว่าในหมู่โจรนั้นยังมีจอมโจรใฝ่คุณธรรม เช่น จอมโจรชอลิ้วเฮียง ก็เป็นคนดีที่ปล้นคนรวยช่วยคนจนไม่ใช่หรือ?”

            ชายชราจ้องมองผม จากนั้นก็หัวเราะออกมา กล่าวว่า “พูดได้ดี! พูดได้ดี! จอมโจรคุณธรรม! เจ้าเด็กน้อย! เจ้านี่น่าสนใจจริงๆ!”

            ผมเกาศีรษะ ไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายจึงหัวเราะเช่นนี้

            เดือนมกราคม ปีค.ศ.1926 เนื่องจากทหารญี่ปุ่นบุกแมนจูทางตะวันออกเฉียงเหนือ กัวซงหลิงถูกประหาร ภายในเมืองเฟิ่งเทียน* เต็มไปด้วยกองทัพญี่ปุ่น ทุกหนแห่งปักเต็มไปด้วยธงชาติญี่ปุ่น บนท้องถนนในเมืองเฟิ่งเทียนมีรถทหารญี่ปุ่นแล่นไปมาอย่างคับคั่ง ผู้คนต่างหลบหลีกกันจ้าละหวั่น เมื่อรถทหารของกองทัพญี่ปุ่นแล่นผ่าน ผู้คนก็จัดเก็บสัมภาระ หนีตายกันสุดชีวิต

*ปัจจุบันคือเมืองเสิ่นหยางในมณฑลเหลียวหนิง

            ในมุอับแห่งหนึ่ง เด็กชายสามคนอายุประมาณสิบสามสิบสี่ปี สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งนั่งเบียดอยู่ด้วยกัน ช่วงเวลานี้อากาศในเมืองเฟิ่งเทียนหนาวเย็นมาก เด็กชายทั้งสามสวมใส่เสื้อผ้าบางๆ แม้จะกอดกันเป็นก้อนกลม ยังคงหนาวจนปากสั่นขนลุกชัน

            เด็กชายรูปร่างอ้วนสวมหมวกหนังสุนัขกล่าวว่า “โธ่เอ๊ย พี่ใหญ่ทำไมยังไม่กลับมาอีกนะ?”

            เด็กชายร่างผอมที่อยู่ด้านข้างตอบพลางเป่าไอร้อนใส่มือ “พี่ใหญ่คงไม่เกิดเรื่องอะไรหรอกนะ? ข้างนอกวุ่นวายขนาดนี้”

            เด็กอีกคนที่ดูมีอายุน้อยที่สุดกล่าวอย่างมั่นใจว่า “พี่ใหญ่ไม่มีทางเป็นอะไรหรอก”

            เด็กอ้วนตะคอกใส่เด็กชายร่างผอมว่า “เหล่ากวน ปากเสีย พูดจาให้มันเป็นมงคลหน่อย!” กล่าวจบก็ยกมือตบศีรษะของเด็กร่างผอม

            เด็กชายร่างผอมผู้นี้มีฉายาว่าเหล่ากวนเชียง (เจ้าปืนกล) เด็กอ้วนที่อยู่ตรงกลางมีฉายาว่าลั่งเต๋อเปิน (พลิ้วไหว) เด็กชายที่อายุน้อยที่สุดมีฉายาว่าเปียโหว (ลิงขโมย) ทั้งสามเป็นเด็กจรจัดที่อาศัยอยู่ในเมืองเฟิ่งเทียน

            เหล่ากวนเชียงถูกลั่งเต๋อเปินตบจนร้องโอดโอย ลูบท้ายทอยพลางกล่าวอย่างมีโมโหว่า “ลั่งเต๋อเปิน อย่าลงไม้ลงมือสิ ฉันเจ็บนะ!”

            ลั่งเต๋อเปินด่าว่า “แกมันปากเสีย สมควรเจ็บตัวแล้ว!”

            เหล่ากวนเชียงรู้สึกโกรธเคือง แต่ไม่กล้าต่อปากต่อคำ ทั้งสามคนกอดกันกลมต่อไป

            ผ่านไปครู่หนึ่ง ลั่งเต๋อเปินเริ่มมีอาการร้อนรน พึมพำว่า “พี่ใหญ่ออกไปตั้งนานแล้ว หรือว่าพวกเราควรออกไปตามหา?”

            เปียโหวกล่าวว่า “ไม่ได้นะ! พี่ใหญ่สั่งให้พวกเรารออยู่ที่นี่ห้ามออกไป”

            เหล่ากวนเชียงเห็นด้วยกับลั่งเต๋อเปิน กล่าวว่า “เปียโหว ถ้าพี่ใหญ่เกิดเรื่องอะไรขึ้นจริง พวกเราหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ไม่ดูไร้น้ำใจหรือ! เหล่าลั่ง พวกเราไปกันเถอะ”

            ลั่งเต๋อเปินขยับหมวก สูดน้ำมูกอย่างแรง กล่าวว่า “ไป!” พลางลุกขึ้นยืน

            เหล่ากวนเชียงก็ยืนขึ้นตาม เปียโหวยังคงไม่ลุกขึ้น จึงถูกเหล่ากวนเชียงกระชากตัวขึ้นมา ด่าว่า “แกมันเต่าหดหัว! ขี้ขลาดที่สุด”

            ทั้งสามคนรวบรวมความกล้า มุดออกจากซอกตามกัน ออกไปสู่ถนนใหญ่ เพิ่งเดินไปไม่กี่ก้าว บริเวณตรอกด้านหนึ่งมีทหารญี่ปุ่นขบวนหนึ่งวิ่งออกมา เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน เด็กทั้งสามรีบหลบไปอยู่ด้านข้าง มองดูทหารญี่ปุ่นขบวนนั้นวิ่งผ่านไป ลั่งเต๋อเปินด่าทอตามหลังทหารญี่ปุ่นว่า “เจ้าญี่ปุ่นน้อย! รีบไปกินนมแม่เอ็งเรอะ!”

            เปียโหวฉุดดึงชายเสื้อของลั่งเต๋อเปิน กล่าวว่า “เหล่าลั่ง รีบไปกันเถอะ เร็ว!”

            ทั้งสามเดินไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบ เลี้ยวเข้าตรอกแห่งหนึ่ง ย่อกายหลบข้างกำแพง ทุกคนต่างมีสีหน้าตื่นตระหนก ตั้งใจสำรวจรอบๆ ลั่งเต๋อเปินเงยหน้ามองไป พบว่าพวกเขาหลบอยู่ข้างกำแพงสูง ลั่งเต๋อเปินจึงกล่าวว่า “เปียโหว มาเหยียบไหล่ฉันขึ้นไปดู”

            เปียโหวขณะนี้บังเกิดความกล้า พอได้ยินคำพูดของลั่งเต๋อเปิน ก็ยันกายขึ้นเหยียบไหล่ของลั่งเต๋อเปินปีนป่ายขึ้นไป เปียโหวเพิ่งทรงตัวนิ่ง พลันได้ยินที่หลังกำแพงบังเกิดความชุลมุนวุ่นวาย ผู้คนส่งเสียงร้องตะโกนว่า “จับโจร! จับโจร! อยู่ทางโน้น! อยู่ทางโน้น จับตัวมัน! ตีมันให้ตาย!”

            เปียโหวตกตะลึงจนร่างกายสั่นระริก ทำให้เท้าเหยียบพลาด ร่วงหล่นลงมาจากหัวไหล่ของลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงเข้ามาช่วยพยุง ยังถูกเปียโหวหล่นทับ เด็กทั้งสามพากันล้มลงไม่เป็นท่า

            เด็กทั้งสามล้มอยู่บนพื้น เห็นบนกำแพงมีเงาคนแวบผ่าน คนผู้หนึ่งกระโดดลงมา เขามีอายุราวสิบห้าสิบหกปี สวมหมวกหนังสุนัขขาดรุ่งริ่งเช่นเดียวกับเด็กทั้งสาม ดวงตาไม่โตแต่ทอแววมุ่งมั่น ใบหน้าเปรอะเปื้อนฝุ่นมีรอยเลือดหนึ่งแผล เด็กหนุ่มผู้นั้นกระโดดลงมาอยู่ข้างพวกเขา พอกวาดตามองดู ก็ด่าทอว่า “พวกแกมาทำไม?”

            เด็กทั้งสามตะโกนออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย “พี่ใหญ่!”

            เด็กหนุ่มด่าว่า “พวกแกทำไมไม่เชื่อฟังฉัน! รีบหนีไป!”

            เพิ่งสิ้นเสียง ก็เห็นที่ปากซอยมีคนบุกเข้ามา เป็นชายแต่งกายด้วยชุดบ่าวไพร่ ทุกคนล้วนถือกระบองไม้ ชี้ไปยังเด็กทั้งสี่พลางตะโกนว่า “โจรอยู่นี่! อยู่นี่!” แล้วพากันวิ่งเข้ามา

            เด็กหนุ่มพยุงเปียโหวขึ้น เด็กทั้งสี่พยายามวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต โดยมีกลุ่มคนที่ด้านหลังไล่ตามมาไม่ห่าง

            เด็กหนุ่มวิ่งอยู่หน้าสุด เหล่ากวนเชียงตามติดอยู่ด้านหลัง ลั่งเต๋อเปินแม้ร่างอ้วนท้วนยังกัดฟันไล่ตามมา เปียโหววิ่งรั้งท้าย เด็กหนุ่มที่อยู่หน้าสุดตะโกนว่า “แยกกันหนี! เร็วเข้า! เจอกันที่เก่า!”

ถนนข้างหน้าเป็นทางแยก ขณะนี้เปียโหวพลันร้องออกมา ก้าวเท้าผิดท่าล้มลงกับพื้น เด็กหนุ่ม เหล่ากวนเชียง และลั่งเต๋อเปินต่างหยุดชะงัก เดิมทีวิ่งนำอยู่เจ็ดแปดก้าว พอหันมาเห็นเปียโหวล้มลง ก็วิ่งกลับไปโดยปราศจากความลังเล พยุงเปียโหวลุกขึ้น

            ลั่งเต๋อเปินกล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “เปียโหว! แกมันไม่เอาไหน! พวกเราต้องตายเพราะแกแล้ว!”

            ทั้งสามคนเพิ่งพยุงเปียโหวขึ้นมา ขาของเปียโหวกลับเจ็บจนวิ่งต่อไปไม่ไหว เด็กหนุ่มเห็นผิดท่า จึงทอดถอนใจออกมา ด่าทอว่า “ฉันบอกพวกแกแล้วว่าอย่าออกมา!”

            เด็กหนุ่มพอด่าจบ พวกบ่าวไพร่ที่ด้านหลังก็ไล่ตามมาทัน ทุบตีทั้งหมดด้วยไม้กระบองอย่างสะใจ เด็กทั้งสี่เกาะกลุ่มกัน ใช้มือป้องกันศีรษะ ส่งเสียงตะโกนว่า “ตีคนตายแล้ว! ตีคนตายแล้ว!”

            บ่าวไพร่พวกนั้นทุบตีครู่หนึ่งค่อยหยุดมือ จากนั้นใช้เท้าไล่ถีบพวกมันไปที่มุมกำแพง

            เด็กหนุ่มตะโกนว่า “ฉันไม่ได้ขโมยของมีค่าอะไรของพวกแก ฉันคืนให้ก็ได้! อย่าได้ทุบตีพวกเราถึงตาย ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นผีก็จะกลับมารังควานพวกแก!”

            บ่าวไพร่คนหนึ่งกล่าวว่า “เจ้าเด็กน้อยยังกล้าเถียง! กล้ามาขโมยของถึงในบ้านของจางซื่อแหย (นายท่านจางซื่อ)! ตีพวกแกจนตายก็สมควรแล้ว!”

            เด็กหนุ่มตะโกนว่า “อย่าตี อย่าตี คืนให้แล้วก็แล้วกันไปเถอะ” กล่าวพลางหยิบถุงผ้าใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ โยนไปที่เท้าของบ่าวไพร่เหล่านั้น

            ที่ด้านหลังของบ่าวไพร่มีชายวัยกลางคนลักษณะคล้ายพ่อบ้านวิ่งมาด้วยความเร่งรีบ ใช้มือจับหมวกบนศีรษะ บ่าวไพร่รายงานต่อคนผู้นั้นว่า “พ่อบ้านหลิว! เป็นโจรพวกนี้! จับตัวได้แล้ว! หนีไม่รอดแม้แต่คนเดียว!”

            พ่อบ้านหลิวสูดลมหายใจ ยืดตัวขึ้น ชี้ไปยังเด็กทั้งสี่พลางด่าทอว่า “เจ้าเด็กน้อย! เล่นเอาฉันเหนื่อย! พวกแกคนไหนเป็นหัวหน้า?”

            เด็กหนุ่มค่อยๆ คลานขึ้นมา ขานรับว่า “ฉันเอง!”

            พ่อบ้านหลิวมองดูเด็กหนุ่มผู้นี้ ด่าว่า “บังอาจ! ใครสั่งให้พวกแกเข้ามาขโมยของในบ้านจางซื่อแหย?”

            เด็กหนุ่มกล่าวว่า “นี่เป็นความคิดของฉันเอง! พ่อบ้าน แค่ขโมยขนมเล็กน้อยเท่านั้น เหตุใดต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตด้วยล่ะ?”

            พ่อบ้านหลิวด่าทอว่า “ทำให้เป็นเรื่องใหญ่? บ้านของจางซื่อแหยปล่อยให้พวกเจ้าเข้าออกตามอำเภอใจหรือ? ขนมเล็กน้อยหรือ? ต่อให้พวกแกขโมยเข็มออกมาแค่เล่มเดียว ก็ต้องตีขาพวกแกให้หัก! พวกเราตีมันให้หนัก! เอาให้ขาของพวกมันหัก! ให้พวกมันหลาบจำ อย่าได้มาขโมยสิ่งของในบ้านจางซื่อแหยอีก!”

            บ่าวไพร่ต่างขานรับ หยิบจับกระบองเดินเข้ามา เด็กหนุ่มตะโกนว่า “ช้าก่อน! ช้าก่อน! หรือว่าพวกแกไม่รู้จักฉัน? ฉันคือหนาพั่วเทียน (ทลายฟ้า)! ถ้าพวกแกทำฉันโกรธ! รับรองว่าพวกแกต้องมีอันเป็นไป! ของก็คืนให้พวกแกแล้ว ขืนทุบตีอีก ก็อย่าคิดจะอยู่ในเมืองเฟิ่งเทียนได้อีกต่อไป!”

            เด็กหนุ่มผู้นี้กล่าวออกมาอย่างห้าวหาญ สีหน้าไร้ความหวาดกลัว บ่าวไพร่ทั้งหลายที่เงื้อกระบองขึ้นเหนือศีรษะ พอได้ยินเขากล่าวออกมาเช่นนี้ กลับบังเกิดความลังเล หันไปมองหน้าพ่อบ้านหลิว

            พ่อบ้านหลิวบังเกิดเพลิงโทสะ “หนาพั่วเทียนอะไรกัน! ทลายฟ้าของบรรพบุรุษมัน! ตีให้ตาย!”

บ่าวไพร่เห็นว่ามีพ่อบ้านหลิวหนุนหลัง จึงเงื้อไม้กระบองขึ้นอีกครั้ง

            เด็กหนุ่มคิดในใจว่า ‘หมดกัน หลอกพวกมันไม่สำเร็จ วันนี้พวกเราคงต้องไปพบยมบาลแล้ว!’

            เด็กหนุ่มหลับตา ยกมือป้องกันศีรษะ รอรับชะตากรรม แต่ผ่านไปครู่หนึ่งยังไม่เห็นมีไม้กระบองฟาดลงมา จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง เห็นบ่าวไพร่ต่างลดไม้ลง สาวใช้คนหนึ่งเดินเข้าไปกระซิบบอกอะไรบางอย่างกับพ่อบ้านหลิว

            พ่อบ้านหลิวผงกศีรษะติดๆ กัน ชี้ไปยังเด็กหนุ่มพลางกล่าวว่า “นับว่าพวกแกดวงดี! วันนี้เป็นวันมงคลของจางซื่อแหย ท่านไม่ต้องการให้มีกลิ่นคาวเลือด! พวกแกรีบไสหัวไป ถ้าฉันเจอพวกแกอีก เจอหนึ่งครั้งตีหนึ่งครั้ง!  ถุย!”

            พ่อบ้านหลิวถ่มน้ำลาย โบกไม้โบกมือแล้วนำบ่าวไพร่เดินตามสาวใช้คนั้นกลับไป

เด็กหนุ่มด่าทอตามหลังว่า “พวกตัวบัดซบ ถ้าฉันรวยเมื่อไหร่ ผู้หญิงจะจับขายซ่อง ผู้ชายจะจับไปเป็นเป้ามนุษย์!” กล่าวจบก็ถ่มน้ำลายใส่พื้น เด็กหนุ่มหันศีรษะกลับมา ก็เห็นถุงผ้าที่เมื่อสักครู่โยนออกไปยังตกอยู่บนพื้น อดลิงโลดยินดีมิได้ รีบสาวเท้าเข้าไปเก็บขึ้นมา

            ลั่งเต๋อเปินตะโกนว่า “พี่ใหญ่ โชคดีเหลือเกิน! ยังคิดว่าต้องตายวันนี้แล้ว!”

            เหล่ากวนเชียงก็ยันกายยืนขึ้น ขยับหัวไหล่ลูบคลำใบหน้า กล่าวว่า “แน่จริงก็ตัวต่อตัวสิ! คนกลุ่มใหญ่ถือไม้กระบองรุมทุบตี นับว่ามีฝีมืออะไร!”

            เปียโหวก็ยืนขึ้นด้วยอาการตื่นกลัวเล็กน้อย กล่าวว่า “พี่ใหญ่ เหล่าลั่ง เหล่ากวน เป็นเพราะฉันหกล้ม เป็นความผิดของฉันเอง!”

            เด็กหนุ่มสืบเท้าขึ้นหน้าหนึ่งก้าว ยกมือตบไหล่ของเปียโหว หัวเราะพลางกล่าวว่า “พูดอะไรอย่างนั้น! มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน!”

            ลั่งเต๋อเปินก็ขยับเข้ามา กล่าวกับเปียโหวด้วยสีหน้าทะเล้นว่า “ฮ่าๆ แรงของพวกมันเหมือนนวดผ่อนคลายให้กับพวกเราเท่านั้น!”

            เด็กหนุ่มยกมือตบศีรษะของลั่งเต๋อเปิน ด่าทอว่า “ลั่งเต๋อเปิน แกบอกให้ทุกคนมาตามหาฉันใช่ไหม? บอกแล้วไม่ใช่เรอะว่าห้ามออกมาตามหาฉัน!”

            ลั่งเต๋อเปินลูบศีรษะตัวเอง กล่าวว่า “ฝ่ามือของพี่ใหญ่ช่างร้ายกาจ! เจ็บเหลือเกิน…ก็ฉันเป็นห่วง กลัวว่าพี่ใหญ่จะเกิดเรื่อง”

            เหล่ากวนเชียงก็ขยับเข้ามากล่าวกับเด็กหนุ่มว่า “พี่ใหญ่ พี่ก็ให้อภัยพวกเราเถอะนะ”

            เด็กหนุ่มกลับหัวเราะออกมา ชูถุงผ้าขึ้นเหนือศีรษะ กล่าวว่า “วันนี้ถึงพวกเราต้องเจ็บตัว แต่พี่ใหญ่รับปากพวกแกว่าจะขโมยของกินมาให้ ก็ต้องทำให้สำเร็จ!”

            ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวจ้องมองถุงผ้าในมือของเด็กหนุ่ม ต่างกลืนน้ำลายดังเอื๊อก กล่าวอย่างลิงโลดว่า “พี่ใหญ่สุดยอด! พี่ใหญ่สุดยอด!”

            เด็กหนุ่มผู้นี้ก็คือหัวหน้าของเด็กจรจัดทั้งสี่ เขาไร้ชื่อไร้แซ่ ลักเล็กขโมยน้อยอยู่ในเมืองเฟิ่งเทียนมานาน มีฉายาติดตัว เดิมทีเป็นชื่อเรียกที่ไม่เป็นมงคลว่า ‘ฮั่วเสี่ยวเสีย (เจ้าตัวซวย)’ เด็กหนุ่มผู้นี้จึงเปลี่ยนฉายาของตนเองเสียใหม่เป็น ‘หัวเสี่ยวเสีย (มารอัคคีน้อย)’

            เด็กจรจัดทั้งสี่มักจะถูกผู้คนรังแกอยู่เป็นประจำ ทุกสองสามวันต้องถูกทุบตีจนกลายเป็นเรื่องชินชา ทนไม้ทนมือเป็นอย่างดี รู้จักป้องกันจุดสำคัญบนร่างกายของตนเอง ดังนั้น ถึงแม้พวกมันถูกทุบตีจนเจ็บปวดไปทั้งร่าง แต่ก็เป็นเพียงแผลภายนอก ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง พอพวกมันทั้งสี่คนผลัดกันนวดคลึงก็ทุเลาลง ต่างคนต่างพยุงกันและกันเดินไปจากสถานที่แห่งนี้

            ทั้งสี่คนตรวจสอบเส้นทาง เลือกเดินไปบนถนนเล็กเลียบริมคลอง จนกระทั่งวิกาลคล้อยดึก ค่อยมาถึงกระท่อมร้างที่อยู่ทางทิศเหนือของเมือง สำรวจรอบๆ พอพบว่าปลอดคน ค่อยมุดเข้าไป ขณะนี้พวกมันหิวโหยอย่างมาก เสียงท้องร้องดุจเสียงกลอง ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวต่างจับจ้องมองถุงผ้าในมือของหัวเสี่ยวเสียพลางกลืนน้ำลาย แต่พวกมันก็รู้กฎดี หากพี่ใหญ่หัวเสี่ยวเสียยังไม่อนุญาต ไม่ว่าใครก็แตะต้องไม่ได้

            โจรขโมยในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเฟิ่งเทียนมีกฎข้อนี้เป็นกฎพื้นฐาน หากขโมยสิ่งของจากที่อื่นมา ห้ามแบ่งและห้ามเปิดเผยออกมาระหว่างทาง ต้องรีบเดินทางกลับรังของตนเอง ค่อยสามารถแบ่งปันสิ่งของได้ กฎของขโมยกล่าวไว้ว่า สิ่งของที่เพิ่งขโมยมาได้ จะมีความคิดถึงเจ้าของเดิม ถ้าไม่หาสถานที่ที่ปลอดภัยเก็บเอาไว้ อาจนำมาซึ่งภัยอันตราย ต่อให้เป็นจอมโจรแถบตงเป่ย*เมื่อขโมยสิ่งของมาได้ ก็ต้องห่ออย่างมิดชิด วิ่งหนีสุดกำลัง ไม่กล้าหยิบออกมาเล่นกลางทาง

            *ดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือ

            หัวเสี่ยวเสียกับพวกใช้ชีวิตลักขโมยประทังชีวิตมาตั้งแต่เด็ก กฎเกณฑ์เหล่านี้ย่อมเข้าใจเป็นอย่างดี พวกมันเพิ่งถูกทุบตีมาหนึ่งรอบ ตลอดทางยิ่งไม่กล้ากระทำซ้ำรอยเดิม ต่อให้หิวโหยจนกลืนน้ำลายลงไปเต็มท้อง ก็ต้องกลับไปถึงที่พักก่อน ค่อยคิดว่าจะแบ่งปันกันอย่างไร

            หัวเสี่ยวเสียมองเห็นสีหน้าของลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหว จึงบอกให้พวกเขาไปนั่งรอบน กองหญ้าฟาง ตนเองไปจุดตะเกียง ค่อยหันหลังกลับมานั่งรวมกลุ่มกับพวกเขา หัวเสี่ยวเสียวางถุงผ้าที่ห่อขนมไว้กลางวง ก้มศีรษะกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าฉันขโมยแกมา แต่เป็นเพราะเรามีวาสนาต่อกัน ในเมื่อแกมาแล้วก็จงวางใจ ฉันจะดูแลแกเป็นอย่างดี”
            หัวเสี่ยวเสียเช่นเช่นนี้ ก็เป็นกฎข้อหนึ่งของโจรที่ว่า สิ่งของที่ขโมยมาได้ย่อมมีความโกรธเคือง จำต้องมีคนปลอบโยนครู่หนึ่ง จึงสามารถเสพสุข ไม่อย่างนั้นหากสิ่งของเหล่านี้โกรธแค้นไม่หาย อาจนำมาซึ่งภัยอันตราย เมื่อขโมยเงินทองมาได้ ปกติจะต้อง ‘ตีเงิน’ มีคนกล่าวไว้ว่าเงินทองเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด คำพูดอ่อนโยนใช้ไม่ได้ผล ดังนั้นจึงต้องทุบต้องตี ใช้ฟันกัด ตบด้วยรองเท้า ตากแดด เผาไฟ แช่น้ำ เลือกกระทำให้เหมาะสมตามสถานการณ์ หากขโมยของกินของใช้มาได้ ต้องใช้คำพูดปลอบโยน เช่นนี้จึงสามารถรับประทานได้ไม่ป่วยกาย สวมใส่ไม่ถูกจับ

            ดังนั้นพวกมันจึงกล่าวกับถุงผ้าห่อนั้นเหมือนสุนัขเห่าหอนอยู่ครู่หนึ่ง หัวเสี่ยวเสียค่อยตวาดว่า “พอแล้ว! พวกเรากินกันเถอะ!” หัวเสี่ยวเสียเปิดปากถุงออก หยิบส่งให้คนละหนึ่งชิ้น

            จางซื่อแหยเป็นคนในตระกูลใหญ่ลำดับต้นๆ ของเมืองเฟิ่งเทียน ได้ยินว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจางจั้วหลินผู้บัญชาการกองทัพตงเป่ย นับว่าเป็นบุคคลที่สามารถเรียกลมเรียกฝนได้ในเมืองเฟิ่งเทียน แน่นอนว่าขนมในบ้านของเขาล้วนเป็นของชั้นเลิศ ต่อให้ขนมเหล่านั้นห่อหุ้มด้วยถุงผ้า ถูกโยนไปมาจนแตกหัก ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการกินของเด็กทั้งสี่ ลั่งเต๋อเปินรีบร้อนกิน ขนมติดคอจนตาเหลือก แต่ปากยังคงกล่าวว่า “รสชาติเยี่ยม! รสชาติเยี่ยมจริงๆ”

            เหล่ากวนเชียงกัดกินไปพลางร่ำไห้ออกมา หัวเสี่ยวเสียยกมือตบศีรษะเขา ด่าว่า “กินก็กิน ร้องทำอะไร?”

            เหล่ากวนเชียงปาดน้ำตา กล่าวว่า “พี่ใหญ่ ฉันได้กินขนมรสชาติยอดเยี่ยมอย่างนี้ ก็อดคิดถึงพ่อแม่ไม่ได้ พวกท่านทั้งชีวิตคงไม่เคยได้กินขนมอร่อยอย่างนี้มาก่อน”

            เปียโหวอายุน้อยที่สุด พอได้ยินเหล่ากวนเชียงพูดเช่นน้น น้ำตาก็ไหลริน คราบน้ำตาสองสายไหลผ่านริมฝีปาก แต่ก็ยังไม่หยุดกินขนม กลืนลงไปทั้งน้ำตาโดยไม่พูดอะไร

            ลั่งเต๋อเปินกลืนขนมลงท้อง ด่าทอว่า “เหล่ากวน! เปียโหว! พวกแกมันไม่เอาไหน! ได้กินของดีหน่อยก็เป็นไปได้ขนาดนี้! ไม่เอาไหนจริงๆ!” พลางหันไปมองหัวเสี่ยวเสีย กล่าวว่า “พี่ใหญ่ พี่เห็นด้วย…”

ลั่งเต๋อเปินเห็นหัวเสี่ยวเสียก็มีสีหน้าเศร้าสร้อย จึงไม่กล้าพูดอะไรอีก ลั่งเต๋อเปินเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เล็ก ไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าตาของพ่อแม่ตัวเอง ย่อมมิอาจเข้าใจถึงความรู้สึกของเหล่ากวนเชียง เปียโหวและหัวเสี่ยวเสีย

            เด็กทั้งสี่พากันเงียบไปชั่วครู่ หัวเสี่ยวเสียค่อยเก็บอาการโศกเศร้า ปรับสีหน้าเป็นเข้มแข็งมุ่งมั่น หัวเราะพลางกล่าวว่า “วันหลังฉันต้องทำให้พวกแกได้ใช้ชีวิตที่สุขสบาย! ทุกวันมีสุราอาหารชั้นดี ออกจากบ้านมีรถนั่ง! ทุกคนว่าอย่างไร?”

            เหล่ากวนเชียง เปียโหวและลั่งเต๋อเปินส่งเสียงโห่ร้องออกมา “ดี! ดี! เชื่อฟังพี่ใหญ่! เชื่อฟังพี่ใหญ่!” กล่าวถึงตรงนี้ พวกมันค่อยกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ทุกคนนั่งกินขนม ฝันหวานที่จะร่ำรวยและได้ลืมตาอ้าปาก

            เหล่ากวนเชียงกล่าวว่า “รอให้ฉันรวยก่อนเถอะ ฉันจะกินเนื้อสามชั้นทุกวัน เนื้อที่ตุ๋นจนละลายในปาก!”

            ลั่งเต๋อเปินด่าว่า “แกก็คิดได้แค่นี้ ถ้าเป็นฉัน ฉันจะจ้างให้เสี่ยวเต๋อเฉียงที่โด่งดังที่สุดในเมืองเฟิ่งเทียนมาร้องเอ้อเหรินช่าง* ให้พวกเขาขับร้องทุกวันไม่ซ้ำเรื่อง! เปียโหว! แกล่ะ?”

            *การขับร้องชนิดหนึ่งของจีน โดยคนสองคนร้องรับส่งกัน

            เปียโหวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ค่อยกล่าวว่า “ถ้าฉันร่ำรวย ฉันจะสร้างบ้านหลังใหญ่ ให้คนที่มีชีวิตแบบพวกเราได้พักอาศัย ไม่ต้องทนหิวทนหนาว และไม่ต้องขโมยของจนถูกทุบตีอีก”

            ลั่งเต๋อเปินผลักเปียโหวเล็กน้อย “แกนี่ช่างมีคุณธรรมจริงๆ!”

เหล่ากวนเชียงก็เข้าไปหยอกล้อเปียโหว กล่าวว่า “แกมีจิตใจเมตตาเหลือเกิน! ขอดูหน่อยซิว่าหน้าแกคล้ายพระพุทธองค์หรือไม่!”

ทั้งสามส่งเสียงอึกทึก ลั่งเต๋อเปินหัวเราะฮ่าๆ พลางปลีกตัวออกมา มองเห็นหัวเสี่ยวเสียราวกับตกอยู่ในห้วงความคิด จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “พี่ใหญ่ พี่กำลังคิดอะไรอยู่?”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “ไม่มีอะไร”

            เหล่ากวนเชียงกับเปียโหวหยุดหยอกล้อกัน มองไปยังหัวเสี่ยวเสีย เหล่ากวนเชียงกล่าวว่า “พี่ใหญ่ บอกมาเถอะ ถ้าพี่ร่ำรวยแล้ว พี่อยากทำอะไรมากที่สุด?”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “ยังไม่รู้จะทำอะไร”

            เปียโหวขยับเข้าใกล้ กล่าวว่า “พี่ใหญ่ พี่เล่ามาเถอะ พี่ต้องคิดไว้แต่แรกแล้ว”

            “ใช่! ใช่!” ลังเต๋อเปินตะโกนออกมา

            หัวเสี่ยวเสียมองดูทุกคน ยกมือเกาศีรษะ หัวเราะออกมา กล่าวว่า “อันที่จริง…ถ้าฉันบอกพวกแกแล้ว พวกแกอย่าหัวเราะเยาะฉันล่ะ”

            “เล่าเถอะเล่าเถอะ รับรองว่าไม่หัวเราะเยาะ!” ทุกคนตะโกนออกมา

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวช้าๆ ว่า “ถ้าฉันรวยแล้ว ฉัน…ฉันอยากไปตามหา…”

เพิ่งกล่าวถึงตรงนี้ ประตูผุพังของกระท่อมก็ถูกถีบเปิดออก ชายฉกรรจ์ปากแหลมไว้หนวดเครา สวมเสื้อคลุมหนังสุนัขผู้หนึ่งก้าวเท้าเข้ามา ด้านหลังของเขายังมีผู้ชายอีกสองคนที่ดูอย่างไรก็ไม่ใช่คนดี

ชายฉกรรจ์นั้นพอถีบประตูเข้ามา หัวเสี่ยวเสียและพวกก็ตกตะลึงไป สีหน้าของเด็กทั้งสี่ล้วนมีอาการหวาดกลัว ชายฉกรรจ์นั้นด่าทอว่า “บัดซบ! พวกแกซ่อนตัวอยู่ในนี้ คิดว่าฉันหาไม่เจอเรอะ?”

            หัวเสี่ยวเสียรีบตอบว่า “ฉีเหล่าต้า (ลูกพี่ใหญ่แซ่ฉี) พวกผมกำลังจะกลับไป!”

            ชายฉกรรจ์ผู้นี้ก็คือลูกพี่ใหญ่ที่แท้จริงของเด็กทั้งสี่ มีนามว่าฉีเจี้ยนเอ้อร์ หลายปีก่อนหัวเสี่ยวเสียกับพวกถูกฉีเจี้ยนเอ้อร์รับเข้ากลุ่ม แล้วเสี้ยมสอนให้พวกเขาไปลักขโมยสิ่งของ ฉีเจี้ยนเอ้อร์ชอบเล่นการพนัน แต่ดวงด้านการพนันตกอับมาก หมู่นี้ยิ่งแพ้พนันจนหมดตัว จึงเร่งให้ลูกน้องออกไปขโมยเงินทองมาปรนเปรอตนเอง และช่วงนี้เมืองเฟิ่งเทียนเนื่องจากกัวซงหลิงยกทัพไปต่อกรกับจางจั้วหลิน กองทัพญี่ปุ่นจำนวนมากบุกเมืองเฟิ่งเทียน สถานการณ์คับขัน ร้านรวงภายในเมืองเฟิ่งเทียนแทบจะปิดกิจการทุกครัวเรือน คนทำการค้าที่สัญจรไปมาล้วนหลีกเลี่ยงไฟสงคราม ไม่กล้าเข้าเมือง ดังนั้นพวกหัวเสี่ยวเสียจึงขาดรายได้มาหลายวันแล้ว

            หัวเสี่ยวเสียกับพวกทั้งสี่นับว่าเป็นศิษย์รักที่ฉีเจี้ยนเอ้อร์ภาคภูมิใจที่สุด โดยเฉพาะหัวเสี่ยวเสียผู้เป็นหัวหน้า เสมือนกับได้รับเคล็ดลับวิชาจากฉีเจี้ยนเอ้อร์ มีนิสัยใจกล้าแต่ละเอียดอ่อน ฝีมือคล่องแคล่วว่องไว หากว่ากันด้วยเรื่องความสามารถในการลักล้วงถุงเงินผู้อื่น เกรงว่าทั่วทั้งเมืองเฟิ่งเทียน หัวเสี่ยวเสียนับเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆ ในบรรดาเด็กจรจัด

            ที่จริงแล้วพวกของหัวเสี่ยวเสียต้องกลับไปรายงานตัวที่ ‘เฮ่าจื่อโหลว’ (หอมุสิก) ของฉีเจี้ยนเอ้อร์ทุกวัน แต่ช่วงนี้ไม่มีเงินทองติดมือ จึงถูกฉีเจี้ยนเอ้อร์ตบสั่งสอนไปไม่น้อย หัวเสี่ยวเสียรู้สึกโกรธแค้น แต่ก็ไม่กล้าต่อต้านอย่างเปิดเผย เหล่าโจรในเมืองเฟิ่งเทียนล้วนรู้จักกันเป็นอย่างดี และจัดลำดับตามคุณสมบัติ ฉีเจี้ยนเอ้อร์ที่มีเด็กลักขโมยในสังกัดจำนวนหนึ่งนั้นเรียกว่า ‘ซ่างอู่หลิง’ (ห้าลำดับบน) พวกของหัวเสี่ยวเสียถูกเรียกเป็น ‘เซี่ยอู่หลิง’ (ห้าลำดับล่าง) เซี่ยอู่หลิงหากปราศจากลูกพี่ใหญ่คุ้มกะลาหัว อย่าว่าแต่ลักขโมยในเมืองเฟิ่งเทียน ต่อให้กลับตัวกลับใจมาทำอาชีพสุจริต ก็ต้องถูกพวกขโมยกลั่นแกล้ง ดังคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า เป็นโจรนั้นง่าย เลิกเป็นโจรนั้นยาก

            ในยุคสาธารณรัฐจีนอันวุ่นวาย ทุกพื้นที่เกิดไฟสงคราม เหล่าขุนพลแบ่งแยกดินแดน แต่ทุกกิจการทุกอาชีพล้วนยึดหลักความสามัคคี แม้แต่ขโมยก็ไม่ยกเว้น ยิ่งเป็นอาชีพที่ต่ำทรามเช่นการเป็นขโมย ขอทาน แก๊งมาเฟีย โจรภูเขา เหล่านี้ยิ่งให้ความสำคัญกับความสามัคคี ขอเพียงมีลมหายใจ ต้องร่วมเป็นร่วมตาย ไม่มีวันทอดทิ้งกัน นอกเสียจากสามารถไต่เต้าขึ้นไปถึงระดับหัวหน้าใหญ่ หัวหน้าแก๊งที่มีศักดิ์สามารถจุดธูปไหว้รูปปั้นประจำสำนัก ค่อยสามารถถอยออกจากอาชีพนี้อย่างสมเกียรติ ซึ่งเรียกกันว่า ‘ล้างมือในอ่างทองคำ’  

            หัวเสี่ยวเสียเคยคิดพาพวกพ้องหนีไปให้พ้นจากเงื้อมมือของฉีเจี้ยนเอ้อร์ แต่ในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย เมืองเฟิ่งเทียนยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สามารถใช้ประทังชีวิต หากคิดหนีจะหนีไปที่ใด? สถานที่อื่นอาจอันตรายยิ่งกว่าที่นี่ สำหรับพวกขโมย สิ่งที่หวาดกลัวที่สุดก็คือการรับคนแปลกหน้าเข้ากลุ่ม กลัวว่าหากถูกจับไปได้หนึ่งคน จะสารภาพออกมาจนถูกจับได้ทั้งกลุ่ม ต่อให้หนีไปที่อื่น ถ้ายังประกอบอาชีพลักขโมยแต่ต้องการให้รากฐานมั่นคง นอกจากมีความสามารถล้นฟ้า ไม่อย่างนั้นจำเป็นต้องพึ่งพาพรรคพวก ต้องทนรับการลงทัณฑ์แทงสามแผล คือการแทงมีดสามเล่มลงบนขาสองเล่ม บนหัวไหล่หนึ่งเล่ม ทั้งยังต้องแทงอย่างแม่นยำและรุนแรง มีดห้ามหลุดออกจากบาดแผล เมื่อกระทำเช่นนี้แล้วค่อยสามารถทำให้ผู้อื่นเชื่อถือ

            กฎเกณฑ์ของโจรมีมากมาย แต่ตอนนี้ขอเล่าไว้เพียงเท่านี้ก่อน

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์เห็นหัวเสี่ยวเสียยังไม่กลับมารายงานตัวที่เฮ่าจื่อโหลว ในใจบังเกิดโทสะ พาสมุนอีกสองคนออกมาตามล่า สถานที่ในเมืองเฟิ่งเทียนที่สามารถใช้หลบซ่อนตัวนั้น ฉีเจี้ยนเอ้อร์ทราบดีกว่าหัวเสี่ยวเสีย พอมองเห็นแสงไฟรำไรในกระท่อมร้างแห่งนี้แต่ไกล จึงรีบรุดมา ได้ยินพวกมันสนทนาอยู่ในกระท่อม ก็ยกเท้าถีบประตูเข้ามาจับคน

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์เห็นหัวเสี่ยวเสียยังกล้าต่อปากต่อคำ จึงเดินเข้าไปตบหน้าหัวเสี่ยวเสีย ด่าทอว่า “ไม่เจียมกะลาหัว! ยังกล้าเถียงอีก!”

หัวเสี่ยวเสียถูกตบจนมองเห็นดาวบนศีรษะ ล้มลงกับพื้น ลั่งเต๋อเปินและพวกรีบเข้ามาพยุง ทุกคนล้วนมีสีหน้าแตกตื่น แต่ไม่กล้าขัดขืน ต่างจ้องมองไปที่ฉีเจี้ยนเอ้อร์

            หัวเสี่ยวเสียถูกตบไปหนึ่งที ในใจบังเกิดความคับแค้น แต่ไม่กล้าแสดงออกทางสีหน้า เพียงด่าทอในใจว่า ‘ฉีเฮ่าจื่อ (เจ้าหนูฉี)! แกกล้าตบฉัน สักวันฉันต้องสนองให้เป็นทวีคูณ! เฮ้อ! ทำไมฉีเฮ่าจื่อถึงตามหาพวกเราเจอได้รวดเร็วเช่นนี้!’

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ถูฝ่ามือ ทำท่าสูดจมูกฟุดฟิด กวาดสายตาไปรอบๆ กล่าวว่า “ทำไมมีกลิ่นขนม?”

ฉีเจี้ยนเอ้อร์สูดดมหาที่มาของกลิ่น ประเดี๋ยวก็มองไปที่ปากของพวกเขา หัวเสี่ยวเสียกับพวกกินขนมอย่างมูมมาม บริเวณมุมปากจึงเปรอะเปื้อนเศษขนม ฉีเจี้ยนเอ้อร์พลันคำรามออกมา “พวกเศษสวะ! ไม่ยอมกลับมารายงานตัว! หลบมาแอบกินอยู่ที่นี่นี่เอง!”

            ลำดับซ่างอู่หลิงของฉีเจี้ยนเอ้อร์มิใช่ได้มาลอยๆ เขาเป็นขโมยที่มีสายตาเฉียบแหลม กล่าวถึงตรงนี้ฉีเจี้ยนเอ้อร์ก็ก้าวเข้าไปคว้าถุงขนมออกมาจากข้างเท้าพวกเขา จ้องมองเด็กทั้งสี่แวบหนึ่ง เปิดปากถุงออก ยื่นมือเข้าไปหยิบขนมขึ้นมาหนึ่งชิ้นพลางสูดดม พึมพำกับตัวเองว่า “ขนมนี้มีกลิ่นหอมชวนกิน! ต้องไม่ใช่ขนมของชาวบ้านทั่วไปแน่!” กล่าวจบส่งขนมเข้าปาก เคี้ยวอย่างมูมมามแล้วกลืนลงคอ

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์สีหน้าเคร่งขรึม ทิ้งขนมลงในถุงผ้า กำปากถุงเอาไว้ ชี้นิ้วไปยังพวกหัวเสี่ยวเสียพลางกล่าวว่า “บอกมา! พวกแกไปขโมยขนมมาจากบ้านใคร? ถ้าโกหกแม้แต่คำเดียว ฉันจะหักขาพวกแกทั้งสี่คน!”

            ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวล้วนจ้องมองไปที่หัวเสี่ยวเสีย หัวเสี่ยวเสียทราบดีว่าไม่ควรปิดบัง ดังนั้นกลืนน้ำลายลงคอ กล่าวว่า “เป็นขนมจากบ้านจางซื่อแหย”

            “จางซื่อแหย? พวกแกขโมยขนมจากบ้านจางซื่อแหยมาได้? พวกแกกล้าไปขโมยของถึงบ้านจางซื่อแหย?” ฉีเจี้ยนเอ้อร์มีสีหน้าไม่เชื่อถือ

            “ใช่ ขโมยมาจากบ้านจางซื่อแหย” หัวเสี่ยวเสียตอบอย่างไร้ชีวิตชีวา

            “บัดซบ! พวกแกยังรอดกลับมาได้อีก? ขโมยมาได้อย่างไร?” ฉีเจี้ยนเอ้อร์ดูจะให้ความสนใจกับการที่มันขโมยของจากบ้านจางซื่อแหยมาได้

            “ข้างกำแพงบ้านของจางซื่อแหยมีต้นไม้ต้นหนึ่ง ฉันโหนตัวจากกิ่งไม้ไปยังใต้ชายคา พื้นที่ใต้ชายคาคลานเข้าไปได้แค่คนเดียว คลานไปสักพักก็จะผ่านเวรยามนที่เฝ้าอยู่บนระเบียง ตรงนั้นมีไม้แผ่นหนึ่งขยับได้ สามารถมุดเข้าไปในคานบ้าน จากนั้นก็คลานตามกลิ่นขนมไปจนถึงด้านบนของห้องพระ ข้างในมีคนมากมาย เดินเข้าเดินออกอย่างเร่งรีบ รออยู่หนึ่งชั่วโมงก็ปลอดคน ผมค่อยใช้เชือกทำเป็นบ่วง หย่อนลงไปดึงขนมขึ้นมา”

หัวเสี่ยวเสียเล่าคร่าวๆ ฟังดูราวกับง่ายดาย แต่ความจริงสำหรับกับหัวเสี่ยวเสีย การขโมยครั้งนี้นับว่าเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง ลำพังโหนตัวจากต้นไม้ไปยังใต้ชายคา หากไม่เพราะเขายอมเสี่ยงชีวิต ก็ยากจะกระทำสำเร็จ รายละเอียดของการขโมยครั้งนี้ ย่อมมิใช่คำพูดเพียงสองสามประโยคก็อธิบายได้หมดสิ้น

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ก็รับฟังหัวเสี่ยวเสียเล่าอย่างตั้งใจ

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “เรื่องก็เป็นอย่างนี้ ตอนที่หนีออกมา ฉันกลับชะล่าใจ ตอนมุดออกจากใต้ชายคาปีนขึ้นต้นไม้ จึงถูกพวกมันเห็นเข้า ไล่ตามมาถึงนอกบ้าน ใช้กระบองทุบตีพวกเรา โชคดีที่มีสาวใช้เดินตามมา บอกว่าวันนี้เป็นวันมงคลของจางซื่อแหย พวกมันค่อยละเว้นชีวิตพวกเรา และไม่ได้ยึดขนมกลับไปด้วย”

            หัวเสี่ยวเสียเงยหน้าขึ้นมองฉีเจี้ยนเอ้อร์ ฉีเจี้ยนเอ้อร์ราวกับกำลังใช้ความคิด หัวเสี่ยวเสียจึงขานเรียก “ฉีเหล่าต้า ผมเล่าจบแล้ว”

            ฉีเจี้ยนเอ้อค่อยได้สติกลับคืนมา สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ กล่าวว่า “ฮั่วเสี่ยวเสีย (เจ้าตัวซวย) ที่แกเล่ามาเป็นความจริงหรือ?”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “ฉีเหล่าต้า ถ้าผมโกหกแม้แต่คำเดียว ขอให้ถูกสับเป็นหมื่นชิ้น”

ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวต่างพยักหน้าติดต่อกัน ลั่งเต๋อเปินกล่าวว่า “ฉีเหล่าต้า พวกมันลงมือหนักมาก ทุบตีพวกเราจนเกือบตาย”

เหล่ากวนเชียงก็กล่าวว่า “ใช่ ใช่ ฉีเหล่าต้าดูหน้าของผม ซีกนี้ยังบวมอยู่เลย”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ถอนหายใจออกมา กล่าวว่า “วันนี้ฉันจะไว้ชีวิตพวกแก! รีบลุกขึ้นมาแล้วไปกับฉัน!”

            หัวเสี่ยวเสียกับพวกนึกไม่ถึงว่าฉีเจี้ยนเอ้อร์จะละเว้นชีวิตพวกเขาง่ายดายเช่นนี้ จึงบังเกิดความดีใจ ไหนเลยยังสนใจว่าฉีเจี้ยนเอ้อร์มีแผนการอะไร รีบลุกขึ้นเดินตามฉีเจี้ยนเอ้อร์ออกไปทันที

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์เดินอย่างเร่งรีบ พวกหัวเสี่ยวเสียต่างได้รับบาดเจ็บ จึงเดินตามมาอย่างทุกทุเล หัวเสี่ยวเสียมองไปตามทาง พบว่าไม่ใช่เส้นทางไปเฮ่าจื่อโหลวของฉีเจี้ยนเอ้อร์ จึงอดไม่ได้ที่จะเร่งความเร็วเดินขึ้นหน้ามาถามว่า “ฉีเหล่าต้า ไม่กลับเฮ่าจื่อโหลวหรือ?”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ตวาดว่า “อย่าพูดมาก! เดินตามมาก็พอ!”

            หัวเสี่ยวเสียก็ไม่กล้าถามมากความ เห็นท่าทางลับๆ ล่อๆ ของฉีเจี้ยนเอ้อ ก็คาดว่าคงไม่ใช่เรื่องดี ตนเองนับตั้งแต่ติดตามฉีเจี้ยนเอ้อร์ เคยเจอะเจอเรื่องราวดีๆ อะไรบ้างเล่า? ดังนั้นจึงไม่ไปคิดอีกว่าฉีเจี้ยนเอ้อร์กำลังจะพาพวกเขาไปที่ไหน

            พวกเขาเดินทางอย่างเร่งรีบอยู่หนึ่งชั่วโมง ค่อยมาถึงบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับประตูทิศตะวันออกของเมืองเฟิ่งเทียน ฉีเจี้ยนเอ้อร์สั่งให้ชายสองคนที่ติดตามมาแยกกันไปดูต้นทาง แล้วพาพวกหัวเสี่ยวเสียเดินไปถึงหน้าประตูบ้าน

หัวเสี่ยวเสียพอมองดูก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองเคยมายังสถานที่แห่งนี้ นี่เป็นบ้านพักของหลิวเฝิงเป่าหัวหน้าใหญ่ของขโมยในเมืองเฟิ่งเทียน หลิวเฝิงเป่ามีฉายาว่า ‘ซานจื่อหลิว’ (หลิวสามนิ้ว) ไม่ทราบเขาประสบโรคร้ายอะไรในวัยเด็ก มือทั้งสองข้างจึงเหลือเพียงนิ้วโป้ง นิ้วชี้และนิ้วกลาง แต่กลับฝึกฝนยอดวิชาลักขโมยสำเร็จ สามารถหดฝ่ามือที่มีเพียงสามนิ้วให้กลายเป็นรูปกรวย ปลายนิ้วทั้งเรียวและยาวดุจกรงเล็บสามนิ้ว คอยหยิบฉวยลักขโมยของมีค่าขนาดเล็กบนร่างกายคน

            ควรทราบว่าโจรที่คอยลักล้วงเงินทองของผู้สัญจรไปมานั้น หากเป็นสิ่งของที่มีขนาดทั่วไปไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากที่สุดคือขโมยสิ่งของที่มีขนาดเล็ก หลักการของโจรบอกไว้ว่า ‘เล็กหนึ่งส่วน เสี่ยงห้าส่วน ขโมยเข็มนับเป็นเทพ!’ ซึ่งก็หมายความว่า สิ่งที่ต้องการขโมยยิ่งมีขนาดเล็ก ยิ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าการขโมยสิ่งของขนาดใหญ่ถึงห้าส่วน หากสามารถขโมยสิ่งของขนาดเท่าเข็มจากบนร่างกายของคน คนผู้นั้นนับว่าเป็นหัตถ์เทวะ! ท่านลองคิดดู สิ่งของที่มีขนาดเท่าเข็ม ต่อให้วางอยู่บนโต๊ะ จะหนีบขึ้นมายังต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องรวบรวมสมาธิจึงสามารถทำได้สำเร็จ ไม่ต้องพูดถึงว่าของนั้นอยู่บนร่างกายหรืออยู่ในเสื้อผ้า

            ซานจื่อหลิวต่อให้ยังไม่บรรลุถึงขั้นขโมยเข็ม แต่จากคำบอกเล่า เขาสามารถขโมยตุ้มหยกที่ห้อยอยู่กับต่างหูของผู้หญิงมาได้โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว เพียงเท่านี้ก็ทำให้หัวเสี่ยวเสียตกตะลึงแล้ว!

            หัวเสี่ยวเสียเป็น ‘พิ่นเอ้อร์’ ของเซี่ยอู่หลิง คือมีตำแหน่งเป็นลำดับที่สองในเซี่ยอู่หลิง และเป็นหลิวเฝิงเป่าผู้นี้เองที่มอบตำแหน่งให้กับเขา หัวเสี่ยวเสียไหนเลยกล้าลืมเลือนสถานที่แห่งนี้?

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์เดินไปที่หน้าประตู มองซ้ายมองขวา พบว่าปลอดคน ค่อยเดินเข้าไปเคาะห่วงประตู หันหน้ากลับมาถลึงตาใส่พวกเขา กล่าวเสียงเบาว่า “พวกแกห้ามพูดจาส่งเดช!”

หัวเสี่ยวเสียกับพวกรีบพยักหน้ารับ ทุกคนล้วนทราบว่าฉีเจี้ยนเอ้อร์มาพบกับบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์กล่าวจบก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นภายในบ้าน เดินมาถึงหน้าประตูแต่ไม่ยอมเปิดประตู มีเสียงหญิงชราดังขึ้นว่า “ดึกดื่นมืดค่ำไร้แสงไฟ มีธุระอะไรมาหาฉันตอนนี้? หลับแล้วหลับแล้ว!”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์รีบประสานมือ กล่าวอย่างเคารพนบนอบว่า “สายลมแผ่วเบาจันทราเต็มดวง ฉีเอ้อร์กุ่นจื่อ (ชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งของฉีเจี้ยนเอ้อร์) จากเขตเมืองเหนือมาขอจุดเทียนไขให้แก่เหล่าแหยจื่อ”

            หญิงชราอุทานออกมา ถามว่า “มิได้นำผลไม้สุกมาหรือ?”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์กล่าวว่า “ยังไม่ได้ปลูก! เพราะขาดแคลนแรงงาน”           บทสนทนาของทั้งสองฟังดูประหลาดพิกล ความจริงนี่เป็นวิธีการสื่อสารในหมู่โจรแห่งเมืองเฟิ่งเทียน หากแปลเป็นภาษาปกติจะมีใจความว่า

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ : “ข้าคือฉีเอ้อร์กุ่นจื่อจากเขตเมืองเหนือ มีเรื่องราวที่เหล่าแหยจื่อต้องการทราบ มิกล้าชักช้าช้า จึงรีบเดินทางมารายงานต่อเหล่าแหยจื่อ”

          หญิงชรา : “หากเป็นธุระส่วนตัวก็อย่าได้เข้ามา”

          ฉีเจี้ยนเอ้อร์ : “ไม่ใช่อย่างแน่นอน! ข้าขอสาบานด้วยศีรษะของข้า!”      

          เมื่อเป็นเช่นนี้ หญิงชราค่อยเปิดประตู ทั้งหมดก้มศีรษะเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว

            หญิงชราปิดประตู พินิจพิจารรณาหัวเสี่ยวเสียกับพวกอยู่ครู่หนึ่ง สายตาแหลมคมจ้องมองจนหัวเสี่ยวเสียขนลุกซู่ หัวเสี่ยวเสียกับพวกเข้าใจถึงตำแหน่งฐานะของตัวเอง ต่างรีบก้มศีรษะคำนับ มือทั้งสองแนบชิดติดกาย ก้าวเท้าเดินอย่างเชื่องช้า ท่าทางเช่นนี้ก็เป็นกฎข้อหนึ่งของโจร  ก่อนลงมือต้องสำรวจรอบด้าน ยืดตัวเงยหน้า ยื่นมือออกไปในระยะที่ห่างกันน้อยที่สุด เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำ ดังนั้น หัวเสี่ยวเสียและพวกแสดงท่าทางเช่นนี้ก็เพื่อบ่งบอกว่าตนเองมีตำแหน่งฐานะต่ำต้อย ย่อมมิกล้าเสียมารยาท

            หญิงชราเดินนำพวกเขาเข้าไป ทะลุผ่านห้องโถงที่มืดสลัว เข้าไปยังห้องห้องหนึ่งในสวนหลังบ้าน ห้องนี้ไม่กว้างนัก ภายในจุดธูปเทียนที่มีกลิ่นหอมแบบโบราณ หญิงชรากล่าวว่า “ฉีเอ้อร์กุ่นจื่อโปรดรอที่นี่”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์รีบขานรับ แต่ไม่กล้านั่งลง ฉุดดึงหัวเสี่ยวเสียและพวกให้มายืนอยู่ด้านหลังตนเอง ส่วนตนเองยืนอยู่กลางห้องโถง ไม่กล้าหันศีรษะไปมาแม้แต่น้อย มีเพียงดวงตาที่คอยแอบมองไปรอบด้าน

            ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ได้เสียงไอแค่กๆ ดังมาจากด้านใน ชายชราอายุห้าสิบกว่าปีเดินออกมาอย่างเชื่องช้า มือถือไม้เท้าที่ทำจากไม้แดง มือที่กุมไม้เท้ามีเพียงสามนิ้ว ลักษณะคล้ายทรงกรวย บอกว่าเป็นมือ ยังมิสู้บอกว่าเป็นกรงเล็บ คนผู้นี้ก็คือหลิวเฝิงเป่านั่นเอง!

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์พอพบเห็นหลิวเฝิงเป่า ก็รีบยื่นมือทั้งสองข้างออกไป ให้ซานจื่อหลิวมองเห็นฝ่ามือของตนเอง จากนั้นใช้นิ้วโป้งสองข้างเกี่ยวกัน กุมเป็นกำปั้น โน้มกายคำนับ กล่าวว่า “หลิวต้าแหย (นายท่านใหญ่แซ่หลิว)”

            ซานจื่อหลิวกลับไม่คล้ายคนอำมหิต สีหน้ายิ้มแย้มเป็นปกติ กล่าวด้วยเสียงแหบแห้งว่า “อ้อ! เป็นฉีเอ้อร์กุ่นจื่อเองหรือนี่! นั่งเถอะ! นั่งเถอะ!”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์กล่าวว่า “มิกล้า มิกล้า กระผมยืนจะดีกว่าครับ”

            ซานจื่อหลิวก็ไม่กล่าวอะไรอีก เดินไปนั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่ง กล่าวว่า “ฉีเอ้อร์กุ่นจื่อ แกไม่ได้มาเยี่ยมฉันนานมากแล้ว วันนี้มีข่าวดีอะไรมาบอกฉันหรือ?” พอกล่าวจบ สายตาก็จับจ้องไปที่หัวเสี่ยวเสียกับพวก กล่าวต่อว่า “เด็กพวกนี้รู้อะไรมาสินะ?”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์กล่าวว่า “หลิวต้าแหย เด็กพวกนี้รู้เกี่ยวกับเรื่องที่ท่านมอบหมายให้พวกเราไปสืบหา”

            ซานจื่อหลิวกล่าวว่า “อ้อ? ฉีเอ้อร์กุ่นจื่อ แกสั่งให้เด็กที่มีตำแหน่งเซี่ยอู่หลิงไปสืบหารึ? ไม่เหมาะกระมัง!”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์รีบกล่าวว่า “หลิวต้าแหย กระผมมิกล้า เด็กพวกนี้เข้าไปในห้องพระของบ้านจางซื่อแหยโดยบังเอิญ!”

            ซานจื่อหลิวกำไม้เท้าแน่น นัยน์ตาทอแววระยิบระยับ เสียงก็ไม่แหบแห้งอีก ตวาดว่า “ฉีเอ้อร์กุ่นจื่อ! เป็นความจริงหรือ?”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ตกตะลึง “ย่อมเป็นความจริง พวกมันไหนเลยกล้าหลอกกระผม กระผมพาตัวพวกมันมาด้วย ก็เพื่อให้พวกมันบอกต่อท่านด้วยตัวเอง!”

            ซานจื่อหลิวกระทุ้งไม้เท้าจนพื้นสะเทือน ตวาดว่า “เล่ามา!”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ดึงตัวหัวเสี่ยวเสียมาที่ข้างกาย กล่าวอย่างจริงจังว่า “ฮั่วเสี่ยวเสีย! จงเล่าเรื่องที่เข้าไปในห้องพระบ้านจางซื่อแหยต่อหลิวต้าแหยอย่างละเอียด!”

            หัวเสี่ยวเสียทราบกฎดี จึงเริ่มเล่าอย่างระมัดระวัง “หลิวต้าแหย กระผมมีนามว่าหัวเสี่ยวเสีย…”

            หัวเสี่ยวเสียก้มหน้า ค่อยๆ เล่าเรื่องราวที่ลอบเข้าไปขโมยขนมในห้องพระบ้านจางซื่อแหยอย่างช้าๆ เหมือนกับที่เขาบอกเล่าต่อฉีเจี้ยนเอ้อร์ ซานจื่อหลิวรับฟังอย่างตั้งใจ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พลันกระทุ้งไม้เท้าในมือ ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “นึกไม่ถึงว่าเด็กอย่างแกจะมีความสามารถขนาดนี้!”

            หัวเสี่ยวเสียได้ยินซานจื่อหลิวกล่าวชม ไม่ทราบควรทำตัวอย่างไร จึงหันไปสบตากับฉีเจี้ยนเอ้อร์ ฉีเจี้ยนเอ้อร์ใบหน้ามีรอยยิ้ม คอยสังเกตสีหน้าของซานจื่อหลิวพลางคิดในใจว่า ‘คราวนี้ซานจื่อหลิวต้องตบรางวัลอย่างงามแน่นอน! ผ่านมาหลายวันแล้ว ยังไม่มีใครรู้ว่าในห้องพระของบ้านจางเหล่าแหยจัดวางสิ่งของใด กลับเป็นลูกน้องของฉันที่เป็นแค่เซี่ยอู่หลิงค้นพบ! ฮ่าๆ!’

            ซานจื่อหลิวหลับตาครุ่นคิด ได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นมาจากห้องโถงด้านใน จากนั้นมีคนผู้หนึ่งเดินออกมาอย่างรวดเร็ว

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์เงยหน้าขึ้นมอง พลันตกตะลึงจนเข่าอ่อน แทบทรุดลงกับพื้น

            ผู้มาเป็นชายฉกรรจ์หน้าดำ ความสูงตามมาตรฐานทั่วไป ร่างกายซูบผอม ไว้เคราแพะ ที่ปลายคิ้วซ้ายมีรอยแผลเป็นตรงยาวไปถึงข้างหู สวมใส่เสื้อผ้าสีน้ำตาลอมเหลือง เปิดเสื้อเผยเห็นหน้าอก รอบเอวรัดเข็มขัดหนังวัวสีดำ บนเข็มขัดแขวนแส้หนังงูสีเขียวเข้ม ชายฉกรรจ์ผู้นี้เดินพลางหัวเราะพลาง สายตาจ้องมองไปยังพวกของหัวเสี่ยวเสีย

            คนผู้นี้เป็นหนึ่งในสี่จอมโจรที่มีชื่อเสียงในแถบตงเป่ยยุคนั้น คนในยุทธภพขนานนามเขาว่าเฮยซานเปียน (ดำสามแส้) หน้าดำ แผลเป็นหนึ่งรอย แส้หนังงูหนึ่งเส้น เป็นบุคคลที่ทุกคนในดินแดนแถบตงเป่ยต่างก็รู้จัก! เฮยซานเปียนถือกำเนิดจากนักบู๊ ไม่ทราบเข้าสู่เส้นทางสายโจรด้วยเหตุผลอะไร เคยขโมยสิ่งของจากเก้าครอบครัวใหญ่ขงเมืองเฟิ่งเทียนภายในคืนเดียว ในทุกบ้านล้วนทิ้งภาพวาดงูดำเอาไว้ จากนั้นหนีออกจากเมืองเฟิ่งเทียน กลายเป็นตำนานเล่าขานในยุทธภพ

            ตามคำบอกเล่า เฮยซานเปียนไม่เพียงลักขโมย แต่ยังสังหารผู้คนดุจผักปลา หากมีคนขัดขวางการลักขโมยของ เมื่อมันโกรธเคืองขึ้นมา ทั้งครอบครัวไม่ว่าหญิงชายแก่เด็กล้วนถูกสังหาร มีเรื่องลเว่าเขาเคยก่อคดีฆ่าล้างตระกูลกง เพียงคืนเดียวสังหารคนในบ้านของกงเสี่ยวชวนไปถึงสิบหกชีวิต สร้างความสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งตงเป่ย

            ดังนั้นเฮยซานเปียนผู้นี้พอปรากฏตัวในบ้านของซานจื่อหลิว ทั้งยังหัวเราะดังลั่นพลางเดินเข้ามาหาพวกเขา ย่อมทำให้ฉีเจี้ยนเอ้อร์ตกตะลึงจนแขนขาอ่อน ฉีเจี้ยนเอ้อร์นึกในใจว่า ‘เหตุใดเฮยซานเปียนจึงกลับมา? หรือว่าที่ซานจื่อหลิวให้พวกเราไปสืบดูสถานการณ์ของบ้านจางซื่อแหยจะเกี่ยวข้องกับเฮยซานเปียน?’

            หัวเสี่ยวเสียพอพบเห็นเฮยซานเปียน ก็นึกถึงลักษณะหน้าดำแผลเป็นแส้หนังงูที่เล่าขานกันในยุทธภพ จากนั้นเห็นร่างกายที่สั่นเทาของฉีเจี้ยนเอ้อร์ ก็คาดเดาได้ว่าผู้มาคือใคร

            หัวเสี่ยวเสียในใจกระสับกระส่าย ครุ่นคิดว่า ‘หรือว่าเฮยซานเปียนไม่เชื่อในสิ่งที่เราพูด? ถ้าเขาถามถึงเรื่องราวในห้องพระของบ้านจางซื่อแหย เราควรบอกออกไปหรือไม่ บอกไปแล้วเขาจะเชื่อหรือ?’

ที่แท้ขณะที่หัวเสี่ยวเสียซ่อนอยู่บนคานของห้องพระบ้านจางซื่อแหย ได้พบเห็นเรื่องราวประหลาดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่เนื่องจากมันประหลาดเกินไป หัวเสี่ยวเสียจึงคิดว่าพูดออกมาก็คงไม่มีใครเชื่อ จึงจงใจตัดเรื่องราวเหล่านั้นทิ้งไป

            เฮยซานเปียนเดินไปถึงเบื้องหน้าของซานจื่อหลิว หยุดหัวเราะแล้วประสานมือให้ซานจื่อหลิว กล่าวว่า “หลิวต้าเกอ (พี่ใหญ่หลิว) โปรดอย่าถือสา ฉันอยู่ข้างในฟังแล้วเกิดความสนใจ จึงอดเดินออกมาดูไม่ได้”

            ซานจื่อหลิวก็เกรงอกเกรงใจ พยักหน้าพลางกล่าวว่า “เฮยซงตี้ (พี่น้องเฮย) เกรงใจไปแล้ว ฉันก็กำลังคิดจะเรียกคุณออกมาอยู่พอดี”

            เฮยซานเปียนกล่าวว่า “ฉันขอถามอะไรเจ้าเด็กคนนี้หน่อยได้หรือไม่?”

            ซานจื่อหลิวกล่าวว่า “เชิญตามสบาย เด็กพวกนี้เป็นแค่เซี่ยอู่หลิง ไม่ต้องเกรงใจ”

            เฮยซานเปียนหันกายมา ดวงตาเรียวยาวทั้งคู่จับจ้องไปที่หัวเสี่ยวเสีย เอามือไพล่หลังพลางเดินขึ้นหน้าสองก้าว ถามว่า “ไอ้หนู ในห้องพระของบ้านจางซื่อแหยกราบไหว้พระพุทธรูปอะไร จุดธูปอะไร?”

            หัวเสี่ยวเสียคิดในใจว่า ‘เป็นอย่างที่เราคิดไม่มีผิด’

            หัวเสี่ยวเสียก็ไม่กล้าชักช้า รีบตอบว่า “เรียนนายท่าน พระพุทธรูปที่กราบไหว้คือตี้จ้างผูซ่า* จุดธูปยาวสามเชียะเก้าดอก”

*พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์

            เฮยซานเปียนหัวเราะออกมา กล่าวว่า “ด้านหน้าองค์พระจัดวางสิ่งของใด?”

            หัวเสี่ยวเสียลอบด่าทอในใจ ‘ร้ายกาจจริงๆ! เขารู้ได้อย่างไร?’

ที่แท้สิ่งของที่จัดวางอยู่หน้าพระพุทธรูปในห้องพระก็คือเรื่องราวประหลาดที่หัวเสี่ยวเสียได้พบเห็นมา

            หัวเสี่ยวเสียมีอาการลังเล อ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยเงยหน้ามองดูเฮยซานเปียน เฮยซานเปียนตวาดว่า “แกไปมาแล้ว ยังมองไม่เห็นของนั่นหรือ?”       

            หัวเสี่ยวเสียรีบก้มศีรษะลงมา กล่าวว่า “เรียนนายท่าน กระผมกลัวว่าพูดไปแล้วท่านจะไม่เชื่อ”

            เฮยซานเปียนกล่าวว่า “พูดออกมาเถอะ! ฉันเฮยแหยขึ้นเหนือลงใต้ พบเจอเรื่องราวมามากมาย”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “ที่หน้าพระพุทธรูป จัดวางหญิงสาวเปลือยกายครึ่งท่อนคนหนึ่ง…”

            ผู้คนที่ได้ยินวาจานี้ แม้แต่ซานจื่อหลิวที่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ยังตกตะลึงไป ดวงตาคู่เล็กนั้นเบิกกว้าง

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ด่าทอว่า “ฮั่วเสี่ยวเสีย! พูดเหลวไหลอะไร! หุบปากไปซะ!”

            เฮยซานเปียนหน้าดำหน้าแดง กล่าวเสียงเคร่งขรึมว่า “ให้เขาเล่าต่อไป!”

ฉีเจี้ยนเอ้อร์รีบหุบปาก ไม่กล้าแม้แต่จะผายลม

            หัวเสี่ยวเสียกลับไม่มีความแตกตื่น ภาพเบื้องหน้าราวกับย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในห้องพระ กล่าวช้าๆ ว่า “ทีแรกกระผมก็ตกใจ คิดว่าเป็นคนจริงๆ แต่เมื่อมองดูอย่างละเอียด กลับพบว่าไม่มีกลิ่นอายของคนแม้แต่น้อย หญิงสาวคนนั้นนุ่งน้อยห่มน้อย แต่ดูจากการตกแต่งบนศีรษะก็รู้ว่าไม่ใช่คนของราชวงศ์ชิง น่าจะเป็นคนของราชวงศ์ก่อน”

            เฮยซานเปียนถามว่า “หญิงสาวคนนั้นมีท่วงท่าอย่างไร?”

            หัวเสี่ยวเสียตอบว่า “นอนหงายราบ มือทั้งสองประสานอยู่ที่ท้องน้อย ใช่แล้ว ใช่แล้ว บนหน้าผากคล้ายกับมียันต์ที่เขียนด้วยหมึกแดง”

            เฮยซานเปียนฮึ่มออกมาคำหนึ่ง ล้วงกระดาษใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ กางออกต่อหน้าหัวเสี่ยวเสีย กล่าวว่า “ใช่ยันต์ใบนี้หรือไม่?”

            หัวเสี่ยวเสียมองดู บนกระดาษเป็นภาพวาดวงกลมต่อเนื่องกันสามวง ลักษณะคล้ายคลึงกับยันต์ที่ติดอยู่บนหน้าผากหญิงสาวในห้องพระนั้น

            หัวเสี่ยวเสียพยักหน้าติดต่อกัน กล่าวว่า “ใช่แล้ว เป็นยันต์ใบนี้!”

            เฮยซานเปียนดึงมือกลับ เก็บกระดาษเข้าไปในอกเสื้อ กล่าวว่า “เจ้าเด็กน้อย นับว่าแกโชคดี ถึงกับมีโอกาสได้พบเห็นของวิเศษเช่นนี้!”

            ซานจื่อหลิวยันกายขึ้น เดินเข้าไปหาเฮยซานเปียน กล่าวว่า “เฮยซงตี้ สิ่งที่คุณพูดถึงหมายถึงหุ่นสตรีหยกงั้นหรือ?”

            เฮยซานเปียนหัวเราะพลางกล่าวว่า “ใช่แล้ว! ฉันเดินทางมาเฟิ่งเทียนคราวนี้ ก็เพราะต้องการขโมยหุ่นสตรีหยกนี้! ฮ่าๆ มันอยู่ในบ้านของจางซื่อแหยจริงๆ! มา! เจ้าเด็กน้อย ครั้งนี้แกมีความดีความชอบใหญ่หลวง นี่เป็นรางวัลที่ฉันจะให้แก!” เฮยซานเปียนกล่าวจบก็ล้วงหยิบใบไม้ทองคำหลายแผ่นออกมาจากอกเสื้อ โยนไปที่ด้านหน้าของหัวเสี่ยวเสีย

            หัวเสี่ยวเสียชั่วชีวิตนี้ไม่เคยพบเห็นเงินทองมากมายขนาดนี้วางอยู่ตรงหน้า จึงไม่ทันนึกคิด ก้มลงไปเก็บทันที ฉีเจี้ยนเอ้อร์พอเห็นใบไม้ทองคำ ก็ลืมเลือนความหวาดกลัวที่มีต่อเฮยซานเปียบไปหมดสิ้น ดวงตาลุกวาว ท่วงท่าว่องไวราวกับเสือตะปบเหยื่อ ก้มตัวลงไป ชนหัวเสี่ยวเสียจนเสียหลักล้มลง พริบตาเดียวก็เก็บใบไม้ทองคำขึ้นมาทั้งหมด รีบกล่าวว่า “ขอบคุณเฮยแหย! ขอบคุณเฮยแหย!”

กล่าวจบยังไม่ลืมถลึงตาใส่หัวเสี่ยวเสีย ด่าพึมพำว่า “กลับไปค่อยเอาเรื่องกับแก!”

            ซานจื่อหลิวกล่าวว่า “พวกแกกลับไปเถอะ! แล้วปิดปากให้สนิท! ถ้ามีใครรู้เรื่อง พวกแกคงรู้จุดจบดี!”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ขานรับว่า “หลิวต้าแหย ท่านวางใจ! ท่านวางใจ!”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ฉุดดึงหัวเสี่ยวเสียเตรียมจากไป ทั้งหมดเพิ่งเดินไปได้ไม่ไกล กลับได้ยินเฮยซานเปียนตะโกนตามหลังว่า “ช้าก่อน!”

ตอนที่ 3

ฉีเจี้ยนเอ้อร์กำลังจะพาหัวเสี่ยวเสียและพวกเดินออกไป พอได้ยินเฮยซานเปียนตะโกนตามหลัง ในใจพลันตื่นตระหนก ครุ่นคิดว่า ‘นายท่านยังมีธุระอะไรอีก?’

ฉีเจี้ยนเอ้อร์หยุดเท้ากะทันหัน จนเกือบเสียหลักล้มลง พอทรงตัวมั่น ก็รีบหันกลับมาโค้งคำนับพลางกล่าวว่า “เฮยแหย ท่านยังมีเรื่องอะไรหรือครับ?”

            เฮยซานเปียนหัวเราะออกมา กล่าวว่า “ไอ้เด็กคนที่เล่าเรื่องไม่ต้องนำตัวไป! ให้มันอยู่คอยรับใช้ฉัน!”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์รู้สึกโล่งอก บอกว่า “ไม่มีปัญหา!” พลางผลักหัวเสี่ยวเสียมาด้านหน้า กำชับว่า “ฮั่วเสี่ยวเสีย แกอยู่ที่นี่ คอยรับใช้เฮยแหย!”

            หัวเสี่ยวเสียรู้สึกไม่เต็มใจอย่างมาก เขารู้ว่าเฮยซานเปียนต้องไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน ในใจจึงบังเกิดความหวาดกลัว ต้องการไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่เฮยซานเปียนให้เขาอยู่ที่นี่ ฉีเจี้ยนเอ้อร์ก็ไม่กล้าปฏิเสธ หัวเสี่ยวเสียจะทำอะไรได้?

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ดึงตัวหัวเสี่ยวเสียออกไป ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวเห็นดังนั้น ในใจก็บังเกิดความหวาดกลัว หัวเสี่ยวเสียอยู่ที่นี่เสมือนเข้าถ้ำเสือ ถึงแม้ว่าว่าลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวอายุยังน้อย แต่กับหัวเสี่ยวเสียต่างก็มีความผูกพันแน่นแฟ้น ตั้งแต่อายุแปดเก้าขวบก็ใช้ชีวิตด้วยกัน เล่นด้วยกันและถูกทุบตีด้วยกัน ต่อให้ไม่เคยจุดธูปสาบานเป็นพี่น้อง แต่ในใจต่างยอมรับฝ่ายตรงข้ามเป็นเสมือนพี่น้องของตนเอง

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ฉุดดึงลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหว ด่าทอว่า “ไปสิ! รีบไป!”

            เด็กเหล่านี้ไม่เคยมีประสบการณ์ ต่างแสดงออกอย่างชัดเจนในความสัมพันธ์ หัวเสี่ยวเสียเป็นพี่ใหญ่ของพวกเขา ลั่งเต๋อเปินจึงไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ยื่นมือไปดึงชายเสื้อของหัวเสี่ยวเสียไม่ยอมปล่อย เหล่ากวนเชียงกับเปียโหวก็ร้องไห้ออกมา ไม่ว่าฉีเจี้ยนเอ้อร์ฉุดดึงอย่างไร ทั้งสามคนก็ไม่ยอมขยับ ฉีเจี้ยนเอ้อร์ใจร้อนเป็นไฟ แต่ไม่กล้าระเบิดโทสะออกมา ทำได้เพียงยกมือตบหน้าพวกเขา

            หัวเสี่ยวเสียเห็นสภาพของพวกทั้งสาม ก็รู้สึกเจ็บปวดใจ พวกเขาทั้งสี่คนตั้งแต่รู้จักกันมา แทบไม่เคยห่างกันแม้แต่วันเดียว ตอนกลางคืนก็นอนเบียดด้วยกัน พอคิดถึงว่าจะต้องแยกจาก ขอบตาจึงแดงก่ำ แต่ยังคงแข็งใจกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ฉันเสร็จธุระแล้วจะไปหาพวกแก”

            เฮยซานเปียนฮึ่มออกมา กล่าวว่า “พวกแกนี่ช่างรักใคร่กลมเกลียวกันเหลือเกิน!”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์รีบกล่าวว่า “เฮยแหย กระผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ไปเดี๋ยวนี้แล้ว!” พลางฉุดดึงเต็มที่ ฉีเจี้ยนเอ้อร์มีพละกำลังมากกว่า ครู่เดียวก็แยกพวกเขาออกจากกันได้สำเร็จ

เปียโหวอดกลั้นไม่อยู่ ต้องปล่อยโฮออกมา “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ผมขออยู่กับพี่”

            ลั่งเต๋อเปินคุกเข่าลงพื้น โขกศีรษะอย่างต่อเนื่อง ร้องไห้พลางตะโกนว่า “เฮยแหย เฮยแหย พวกเราไม่อยากแยกจากพี่ใหญ่ ขอร้องท่านให้พวกเราอยู่ที่นี่ด้วยเถอะ”

            เหล่ากวนเชียงก็คุกเข่าตาม เด็กทั้งสามคุกเข่าอยู่บนพื้น โขกศีรษะอย่างต่อเนื่อง

            เฮยซานเปียนกลับหัวเราะออกมา กล่าวว่า “ฉันไม่ใช่ยมบาล กลัวฉันจะเอาชีวิตมันเรอะ?”

            หัวเสี่ยวเสียเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ก็คุกเข่าลง กล่าวอย่างโศกเศร้าว่า “เฮยแหย พวกเราอยู่ด้วยกันตั้งแต่เด็ก ไม่เคยแยกจากกันแม้แต่วันเดียว เวลาขโมยของพวกเราก็ร่วมมือกัน เฮยแหย ขอร้องท่านให้พวกเขาอยู่ที่นี่เถอะ! ท่านต้องมีโอกาสได้ใช้งานพวกเราอย่างแน่นอน!”

            เฮยซานเปียนขมวดคิ้ว หันไปมองซานจื่อหลิว

            ซานจื่อหลิวครุ่นคิดครู่หนึ่ง กล่าวเสียงเคร่งขรึมว่า “เด็กสี่คนนี้ถือเป็นยอดฝีมือที่โดดเด่นในบรรดาเซี่ยอู่ หลิง ประสานงานกันได้ไม่เลว และสามารถไว้วางใจได้ เฮยซงตี้อาจมีโอกาสได้ใช้งานพวกมัน”         

เฮยซานเปียนหัวเราะออกมา กล่าวว่า “ก็ได้! พวกแกลุกขึ้นเถอะ ฉันอนุญาตให้พวกแกอยู่ที่นี่!”

            ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวส่งเสียงโห่ร้องอย่างยินดี ร้องว่า “ขอบคุณเฮยแหย ขอบคุณเฮยแหย!”

หัวเสี่ยวเสียหันหน้ามองดูพวกเขาทั้งสามแวบหนึ่ง เด็กหนุ่มไม่รู้จักรสชาติของความทุกข์ สถานการณ์ตอนนี้ไม่ทราบดีหรือร้าย แต่ก็ทำให้พวกเขาตื่นเต้นดีใจ

            ซานจื่อหลิวกล่าวกับฉีเจี้ยนเอ้อร์ว่า “ฉีเอ้อร์กุ่นจื่อ ลูกน้องพวกนี้ของนาย ยกให้เฮยแหยเอาไว้ใช้งานก่อนก็แล้วกัน”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์รีบขานรับว่า “รับทราบ”

            ซานจื่อหลิวกล่าวว่า “งั้นนายก็ไปเถอะ! ถ้ามีธุระอะไร ฉันจะส่งคนไปตาม!”

            ฉีเจี้ยนเอ้อร์ขานรับอีกครา ชำเลืองมองพวกหัวเสี่ยวเสียแวบหนึ่ง หันหลังแล้วรีบถอยออกจากห้อง หญิงชราที่ยืนรออยู่ด้านนอกก็นำทางฉีเจี้ยนเอ้อ์จากไป

            ความจริงในใจฉีเจี้ยนเอ้อร์ก็รู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย ถึงอย่างไรหัวเสี่ยวเสียและพวกก็ติดตามตนเองตั้งแต่เด็ก จึงมีความรู้สึกผูกพัน ทั้งยังได้เคล็ดวิชาจากตนเอง พอเห็นเด็กทั้งสี่ไปจากตนเองกับตา ไม่ทราบจะมีโอกาสได้กลับมาหรือไม่ สีหน้าของฉีเจี้ยนเอ้อร์จึงเศร้าหมอง ในใจรู้สึกเหมือนถูกน้ำส้มสายชูราดรด เจ็บแสบสุดชีวิต

            เฮยซานเปียนเห็นฉีเจี้ยนเอ้อร์จากไปแล้วก็สะบัดชายเสื้อ นั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านข้างซานจื่อหลิว หัวเราะดังลั่น เห็นได้ชัดว่าเบิกบานใจ จากนั้นชี้ไปยังพวกเขาพลางกล่าวว่า “พวกแกจงบอกฉายาของตัวเองมา! มีฝีมืออะไรก็จงบอกออกมาพร้อมกัน!”

            เด็กทั้งสี่สบตากัน เปียโหวยืนขึ้นก่อน กล่าวว่า “เฮยแหย ผมชื่อเปียโหว มีความสามารถต่าเส้าจื่อ”

ความหมายของต่าเส้าจื่อก็คือ ยามที่คนหลายคนร่วมมือกันขโมยของ จะมีคนผู้หนึ่งที่ทำหน้าที่เบี่ยงเบนความสนใจหรือก่อกวนผู้ถูกขโมย เพื่อให้สะดวกต่อการลงมือของพวกพ้อง และยังทำหน้าที่สังเกตการณ์ ดูต้นทาง ส่งสัญญาณแจ้งเตือน เป็นต้น

            เหล่ากวนเชียงใหญ่เป็นลำดับที่สาม พอเปียโหวกล่าวจบ เหล่ากวนเชียงก็กล่าวว่า “เฮยแหย ผมชื่อเหล่ากวนเชียง ความสามารถคือเกินเป้ยเฟิงกับเจี่ยซานหลิง (ปลดกระดิ่งสามลูก)”

เกินเป้ยเฟิงคือการยืนยันจำนวนเงินทองที่อยู่บนร่างกายของเหยื่อ จากนั้นสะกดรอยตามเหยื่อ ลงมือเมื่อสบโอกาส เจี่ยซานหลิงคือระดับความสามารถในการขโมย วัดโดยนำกระดิ่งไปแขวนไว้บนร่างกายคน เวลาขโมยสิ่งของ ไม่ควรทำให้กระดิ่งส่งเสียง หากเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุด ตามคำบอกเล่าสามารถปลดกระดิ่งได้ถึงยี่สิบสี่ลูก

            ลั่งเต่อเปินยืนขึ้นกล่าวว่า “เรียนเฮยแหย ผมชื่อลั่งเต๋อเปิน สิ่งที่ถนัดที่สุดคือเนียว่างเอ๋อร์ สามารถเจี่ยซื่อหลิง (ปลดกระดิ่งสี่ลูก)”

เนียว่างเอ๋อร์ก็คือการที่โจรขโมยต้องวิเคราะห์ว่าเงินทองของเหยื่อเก็บไว้ที่ไหน มากน้อยเพียงใด และคิดหาวิธีที่จะหยิบฉวยมา

            สุดท้ายก็ถึงตาหัวเสี่ยวเสีย หัวเสี่ยวเสียครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “เรียนเฮยแหย ผมชื่อหัวเสี่ยวเสีย มีความสามารถถึงขั้นหนาผานเอ๋อร์แล้ว”

            เฮยซานเปียนรับฟังอย่างตั้งใจ คำพูดของเปียโหว เหล่ากวนเชียงและลั่งเต๋อเปิน เขาไม่รู้สึกประหลาดใจ เพราะความสามารถเหล่านั้นเป็นเพียงความสามารถพื้นฐาน แต่เมื่อได้ยินว่าหัวเสี่ยวเสียมีความสามารถ ‘หนาผานเอ๋อร์’ ก็อดตกตะลึงมิได้

            “หนาผานเอ๋อร์” เป็นทักษะชนิดหนึ่งของโจรลักขโมย เป็นทักษะที่มีความละเอียดอ่อน ทดสอบโดยการให้คนอยู่ในความมืด วางจานก้นลึกไว้หนึ่งใบ วางลูกแก้วลงไปในจานหนึ่งกำมือ จำนวนลูกแก้วถูกจำกัดไม่เกินห้าสิบลูก ผู้ที่มีความสามารถหนาผานเอ๋อร์ต้องถือจานเอาไว้ เพื่อให้ลูกแก้วในจานเคลื่อนไหว จากนั้นทายว่าในจานมีลูกแก้วจำนวนเท่าใด ทายสิบครั้งต้องทายถูกเก้าครั้ง ครั้งเดียวที่ผิดนั้นต้องผิดไม่เกินหนึ่งหรือสองลูก หากสามารถกระทำถึงขั้นนี้จึงเรียกว่า ‘หนาผานเอ๋อร์’

ความสามารถเช่นนี้สำคัญที่การประสานเป็นหนึ่งเดียวของใจ มือและหู จิตใจต้องสงบ มือต้องสัมผัสว่องไวแม่นยำ หูต้องสดับฟังอย่างตั้งใจจึงสามารถแยกแยะ ผู้ที่สามารถฝึกฝนถึงขั้น ‘หนาผานเอ๋อร์’ ประการแรกต้องมีพรสวรรค์ ประการที่สองใจต้องนิ่ง ประการที่สาม ใจ มือ หู ต้องประสานเป็นหนึ่งเดียว นับเป็นทักษะที่ยากต่อการฝึกฝนให้สำเร็จ

            ดังนั้นการที่หัวเสี่ยวเสียบอกว่าตนเองสามารถหนาผานเอ๋อร์ ก็เท่ากับบอกว่าตนเองอย่างน้อยมีฝีมือปลดเก้ากระดิ่งขึ้นไป ฝีมือต่าเส้าจื่อ เกินเป้ยเฟิง เนียว่างเอ๋อร์ ล้วนไม่อยู่ในสายตา!

            ควรทราบว่าคุณสมบัติพื้นฐานของโจรคือความใจกล้า ละเอียดอ่อน ทรงพลัง ร่างกายแข็งแรง หูตาจมูกมือต้องว่องไว ผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่านี้ ต้องประสานทั้งหมดรวมเป็นหนึ่ง ความสามารถหนาผานเอ๋อร์ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ต้องประสานรวมเป็นหนึ่งเดียว

            ที่เฮยซานเปียนไม่เชื่อคำพูดของหัวเสี่ยวเสีย เป็นเพราะตอนที่เขาฝึกวิชาหนาผานเอ๋อร์สำเร็จ อายุก็ปาเข้าไปยี่สิบห้ายี่สิบหกปีแล้ว ในบรรดาโจรถือว่ารวดเร็วแล้ว แต่หัวเสี่ยวเสียที่เบื้องหน้านี้มีอายุเพียงสิบห้าสิบหก ทั้งติดตามอาจารย์อย่างฉีเจี้ยนเอ้อร์ เป็นไปได้อย่างไรที่จะฝึกวิชาหนาผานเอ๋อร์สำเร็จ?

            หัวเสี่ยวเสียอายุยังน้อย จึงไม่รู้จักเก็บอารมณ์ความรู้สึก เมื่อได้ยินน้ำเสียงของเฮยซานเปียนแฝงมาด้วยความสงสัย จึงกล่าวว่า “ผมเคยฝึกวิชาหนาผานเอ๋อร์มาแล้วจริงๆ หากเฮยแหยไม่เชื่อ ผมสามารถแสดงฝีมือให้เฮยแหยรับชม!”

ตามกฎของโจร คำพูดนี้มิอาจกล่าวออกมา หัวเสี่ยวเสียมีตำแหน่งต่ำต้อย แม้ฝึกวิชาหนาผานเอ๋อร์สำเร็จก็ต้องถ่อมตัวบอกว่าตนเองเข้าใจพอสังเขปเท่านั้น หากโอ้อวดความสามารถต่อหน้าจอมโจรอย่างเฮยซานเปียน อาจมีอันตรายถึงชีวิต หากเป็นยามปกติ หัวเสี่ยวเสียต้องดิ้นรนสุดชีวิตจึงจะได้พบซานจื่อหลิวที่ทราบความตื้นลึกหนาบางของพวกเขา แต่ไหนเลยคาดคิดว่าจะพบเจอบุคคลเช่นเฮยซานเปียน ที่ไม่ทราบกฎเกณฑ์ก็สมควรแก่การให้อภัย

            จริงอย่างที่คาด เฮยซานเปียนได้ยินหัวเสี่ยวเสียกล่าวเช่นนี้ ก็ด่าทอในใจว่า ‘บังอาจมาก! หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล้าโต้ตอบกับเราเช่นนี้! มันคงไม่อยากอายุยืนแล้ว!’ เฮยซานเปียนคิดในใจ นัยน์ตาบังเกิดแววอาฆาต ตวาดออกมาว่า “ดี! ฉันจะคอยดู!”

            หัวเสี่ยวเสียสายตาเฉียบแหลม ชำนาญการสังเกตสีหน้าแววตาของผู้อื่น พอเห็นแววตาของเฮยซานเปียนแปรเปลี่ยนไป ก็ทราบว่าเมื่อสักครู่ตนเองพลั้งปากไป ทำให้เฮยซานเปียนโกรธขึ้นมา หัวเสี่ยวเสียรู้ตัวว่าทำผิด จึงรีบปรับเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นนอบน้อม กล่าวว่า “เฮยแหย โปรดอภัยที่เด็กน้อยเสียมารยาท”

            เฮยซานเปียนหัวเราะออกมา กล่าวว่า “ไม่เป็นไร! จงแสดงฝีมือออกมาเถอะ!”

            ซานจื่อหลิวรู้จักคุ้นเคยกับเฮยซานเปียนเป็นอย่างดี ทราบว่าเฮยซานเปียนโกรธแล้ว หากหัวเสี่ยวเสียแสดงฝีมือออกมา ก็คือเวลาตายของหัวเสี่ยวเสีย!

            ซานจื่อหลิวหัวเราะออกมา กล่าวว่า “เฮยซงตี้ ฉันว่าช่างเถอะ ฝีมือหนาผานเอ๋อร์ของเด็กคนนี้ ฉันเคยเห็นมาแล้ว มันสามารถคาดเดาได้เพียงลูกแก้วเจ็ดแปดลูก ฉันจึงมอบตำแหน่งพิ่นเอ้อร์ให้มัน เจ้าเด็กน้อยนี่ไม่รู้ว่าวิชาหนาผานเอ๋อร์ล้ำลึกขนาดไหน ทั้งยังไม่เคยสัมผัสโลกภายนอก คำพูดคำจาจึงโอหังบังอาจ พวกเรามาหารือเรื่องสำคัญกันดีกว่า!”

            เฮยซานเปียนได้ยินซานจื่อหลิวกล่าวเช่นนี้ ค่อยคลายความขุ่นเคืองในใจลง ครุ่นคิดว่า ‘ฉันก็คาดว่าเด็กคนนี้อย่างมากก็ทำได้แค่เจ็ดแปดลูก หึ แล้วกันไปเถอะ!’

            หัวเสี่ยวเสียไม่กล้ากล่าวอะไร เฮยซานเปียนเห็นหัวเสี่ยวเสียมีท่าทางสงบเงี่ยมเจียมตัว จึงกล่าวว่า “ช่างเถอะ! วันนี้ก็แล้วกันไป! แต่ฮั่วเสี่ยวเสีย ลูกแก้วเจ็ดแปดลูกก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว แกต้องตั้งใจฝึกฝนต่อไป!”

            หัวเสี่ยวเสียรีบขานรับว่า “ขอบคุณเฮยแหยที่กล่าวชม!”

            เฮยซานเปียนกล่าวว่า “พวกแกสี่คนฝีมือไม่เลว! นับจากนี้ไป พวกแกต้องฟังคำสั่งของฉัน! คืนนี้พวกแกก็นอนที่นี่ ถ้าไม่มีคำสั่งจากฉัน ห้ามไปจากที่นี่แม้แต่ก้าวเดียว!”

            ซานจื่อหลิวพยักหน้าอย่างพอใจ ตะโกนว่า “หวังมา (แม่หวัง) !”

            หญิงชราคนนั้นเดินเข้าประตูมา กล่าวว่า “นายท่านมีคำสั่งใด?”

            ซานจื่อหลิวกล่าวว่า “พาพวกเขาไปนอนพักที่ห้องเก็บฟืน! ให้อยู่รวมกับซุนเกาจื่อ!”

            หวังมาขานรับ หันมากล่าวกับหัวเสี่ยวเสียว่า “ตามฉันมา”

            หัวเสี่ยวเสียกับพวกรู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก ต่างคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณหลิวต้าแหยกับเฮยซานเปียน แล้วเดินตามหวังมาออกไป

            ทันใดนั้นเฮยซานเปียนชี้ไปยังหัวเสี่ยวเสียพลางถามว่า “ฮั่วเสี่ยวเสีย ฮั่วในชื่อของแกคืออักษรอะไร?”

            หัวเสี่ยวเสียเดิมคิดบอกว่าชื่อตนเองเป็นอักษร ‘หั่ว*’ (อัคคี) ทว่าขณะนี้เขาทราบดีว่าไม่ควรอวดเก่ง ดังนั้นจึงบอกกล่าวตามตรงว่า “ฮั่วที่หมายถึงซวย”

            *ภาษาจีนมีการผันวรรณยุกต์ทั้งหมด 4 เสียง คำว่า “หั่ว” กับคำว่า “เสี่ยว” เป็นเสียงเดียวกัน ตามกฎของการอ่านออกเสียงต้องเปลี่ยนคำแรกเป็นเสียงจัตวา คือ “หัว”

            เฮยซานเปียนอุทานออกมา ถามต่อไปว่า “พ่อแม่แกชื่อแซ่อะไร?”

            หัวเสี่ยวเสียตอบว่า “ผมไม่เคยเจอพ่อแม่”

            เฮยซานเปียนพยักหน้า กล่าวว่า “ไปเถอะ!”

            หัวเสี่ยวเสียและพวกขานรับ ก้มศีรษะลง เดินตามหวังมาออกไปจากห้อง

            พอเห็นเด็กทั้งสี่จากไปแล้ว ซานจื่อหลิวค่อยกล่าวว่า “เฮยซงตี้ นายยังหวาดระแวงคนของตระกูลหั่วหรือ! แซ่ฮั่วในของฮั่วเสี่ยวเสีย แกกังวลว่าจะเป็นอักษร “หั่ว” ที่แปลว่าไฟกระมัง?”

            เฮยซานเปียนเบ้ปากกล่าวว่า “ฉันหลบหนีตระกูลหั่วมาสิบปีแล้ว…พอได้ยินคำว่าหั่ว ยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง”

            ซานจื่อหลิวกล่าวว่า “คนของตระกูลหั่วร้ายกาจขนาดนั้นเลยรึ?”

            เฮยซานเปียนลูบศีรษะ กล่าวว่า “ร้ายกาจ ร้ายกาจมาก! ระดับมหาโจร! พวกเราที่เป็นโจร ในสายตาของพวกมันก็เป็นแค่ลูกไก่ตัวน้อย” กล่าวจบก็เหมือนกับนึกอะไรขึ้นได้ สีหน้าพลันเศร้าหมอง ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา

            ซานจื่อหลิวนิ่งเงียบไม่กล่าวอะไร กำลังตกอยู่ในห้วงความคิด

            ชั่วครู่ให้หลัง ซานจื่อหลิวค่อยกล่าวออกมาช้าๆ ว่า “ฉันเคยได้ยินอาจารย์บอกว่า จิน (ทอง) มู่ (ไม้) สุ่ย (น้ำ) หั่ว (ไฟ) ถู่ (ดิน) ตระกูลปัญจธาตุปรากฏตัวในยุทธภพพร้อมกันในยามที่ใต้หล้าวุ่นวาย แต่ก็ได้ยินว่ามีของวิเศษอยู่อย่างหนึ่งที่หากใครได้ครอบครอง จะสามารถทำให้ตระกูลปัญจธาตุมารวมตัวกัน และใต้หล้าก็จะกลายเป็นของคนผู้นั้น”

            เฮยซานเปียนก็กล่าวช้าๆ ว่า “ตั้งแต่ฉันได้พบคนของตระกูลหั่วเมื่อสิบปีก่อน เรื่องราวเล่าขานของโจรอย่างพวกเราก็ยิ่งมายิ่งมาก คนของตระกูลจิน ตระกูลมู่ ตระกูลสุ่ย ตระกูลหั่ว สี่ตระกูลปัญจธาตุล้วนปรากฏตัว ผู้นำกองทัพต่างสืบหาข่าวคราวของพวกเขา ได้ยินว่าขอเพียงพบเจอตระกูลใดตระกูลหนึ่ง การค้นพบของวิเศษนั้นก็จะมีความหวังแล้ว! ฟังดูพิลึกชอบกล ไม่รู้เป็นเรื่องจริงหรือหลอกลวง!”

            ซานจื่อหลิวพลันนึกถึงเรื่องหนึ่ง จึงอุทานออกมา

            เฮยซานเปียนถามว่า “เป็นอะไรไป?”

            ซานจื่อหลิวกล่าวว่า “เฮยซงตี้ นายคิดว่าคนญี่ปุ่นรู้เรื่องนี้หรือเปล่า? เมืองเฟิ่งเทียนตอนนี้มีทหารญี่ปุ่นเต็มไปหมด”

            เฮยซานเปียนกล่าวว่า “คนญี่ปุ่น? พวกมันรู้เรื่องแล้วจะเป็นไร? หรือว่าพวกญี่ปุ่นยังคิดจะครอบครองประเทศจีน ขึ้นเป็นฮ่องเต้?”

            ซานจื่อหลิวกล่าวว่า “มันก็ไม่แน่! นายกับฉันเป็นชาวฮั่น ราชวงศ์ชิงนั้น ทำไมเป็นพวกไว้เปียชาวหนี่ว์เจินที่ครองแผ่นดิน เป็นฮ่องเต้ของชาวฮั่นอย่างพวกเรา ยามนี้กองทัพญี่ปุ่นตั้งค่ายประจำการอยู่ในเขตตงเป่ยแสนกว่านาย เกรงว่าจุดประสงค์ของพวกมันย่อมไม่ได้ต้องการพื้นที่เพียงเล็กน้อยในสามมณฑลของตงเป่ย”

            เฮยซานเปียนหัวเราะออกมา กล่าวว่า “หลิวต้าเกอ พี่ยังเป็นห่วงเรื่องนี้หรือ พวกเราเป็นโจร ใต้หล้าเป็นของใครก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา หากใต้หล้ายิ่งวุ่นวายก็ยิ่งดี!”

            ซานจื่อหลิวกล่าวว่า “ก็จริง ถ้าใต้หล้าสงบสุข พวกเราก็คงอดอยาก อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย”

            เฮยซานเปียนกล่าวว่า “ขอเพียงคนของตระกูลหั่วไม่มาหาเรื่องฉันก็พอใจแล้ว ฮาๆ!”

            ทั้งสองสบตากันแล้วหัวเราะดังลั่น

            ซานจื่อหลิวกล่าวว่า “เฮยซงตี้ ในเมื่อหุ่นสตรีหยกอยู่ในห้องพระบ้านจางซื่อแหย นายมีแผนการอะไร?”

            เฮยซานเปียนหัวเราะอย่างมีเลศนัย กล่าวว่า “ลงมือให้เร็วที่สุด!”

            หลิวซานจื่อกล่าวว่า “เด็กสี่คนนั่นใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ หากไร้ประโยชน์ ก็ปล่อยพวกมันไปเถอะ”

            เฮยซานเปียนกล่าวว่า “มีประโยชน์อย่างแน่นอน พวกมันเป็นเหยื่อล่อชั้นดี” เฮยซานเปียนกล่าวจบก็หัวเราะฮ่าๆ

            ซานจื่อหลิวหัวเราะเบาๆ “หรือว่าเฮยซงตี้คิดแผนการไว้แล้ว? บ้านของจางซื่อแหยใช่ว่าจะเข้าไปได้ง่ายๆ”

            เฮยซานเปียนเค้นเสียงต่ำกล่าวว่า “หลิวต้าเกอ ฉันคิดว่าจะลงมือตามนี้ พี่ก็ช่วยให้คำแนะนำ…”

            ทั้งสองสนทนากันต่อไปอย่างแผ่วเบา

            คฤหาสน์ของจางซื่อแหยนับว่าใหญ่โตเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองเฟิ่งเทียน รอบบ้านมีทางเข้าออกถึงแปดจุด กำแพงสูงตระหง่าน ภายในมีห้องพักหลายสิบห้อง รับอุปการะคนชราและเด็ก ผู้ดูแลและผู้คุ้มกันมีมากถึงสองร้อยกว่าชีวิต จางซื่อแหยผู้นี้ได้ยินว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจางจั้วหลินผู้นำกองทัพตงเป่ย บวกกับจางซื่อแหยราวกับไม่เคยขัดสนเรื่องเงินทอง ดังนั้นการป้องกันของคฤหาสน์หลังนี้ ย่อมไม่ใช่บ้านของเศรษฐีทั่วไปจะเทียบได้ บ่าวไพร่ที่ลาดตระเวนอยู่ในบริเวณบ้านล้วนเป็นยอดฝีมือ แต่จางซื่อแหยมีกิจการอะไร เหตุใดจึงยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ กลับไม่มีผู้ใดทราบชัด

            ตอนที่เฮยซานเปียนสร้างชื่อด้วยการขโมยสิ่งของแปดครอบครัวในเมืองเฟิ่งเทียนภายในคืนเดียว มีเพียงคฤหาสน์ของจางซื่อแหยที่ไม่ได้เข้าไป มิใช่เฮยซานเปียนกับจางซื่อแหยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แต่บรรดาโจรในเมืองเฟิ่งเทียนมีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่า ‘ยอมขโมยจวนเฟิ่งเทียน ไม่ขอเหยียบประตูบ้านซื่อแหย’

คฤหาสน์จางซื่อแหยมีเรื่องราวเล่าขานในหมู่โจรมากมาย เรื่องที่สำคัญที่สุดมีอยู่สี่เรื่อง เรื่องแรกคือในสวนหลังบ้านของจางซื่อแหยเลี้ยงสุนัขขนาดใหญ่ตัวหนึ่งซึ่งกินเนื้อคน สุนัขนี้แตกต่างจากสุนัขทั่วไป สุนัขทั่วไปไม่สามารถปีนต้นไม้ แต่สุนัขของบ้านจางซื่อแหยกลับสามารถปีนต้นไม้ ดำดิน ว่องไวกว่าสุนัขทั่วไป

เรื่องที่สองคือสวนหลังบ้านของจางซื่อแหยเป็นสถานที่เก็บสมบัติของจางจั้วหลิน ติดตั้งกลไกและควันพิษ หากเดินผิดเพียงก้าวเดียวอาจมีอันตรายถึงชีวิต

เรื่องที่สามคือในบ้านของจางซื่อแหยมีเทพทหารปกปักรักษา หากขโมยสิ่งของมีค่าไปจากบ้านจางซื่อแหย ไม่ว่าซ่อนตัวอยู่ที่ใด ยามกลางคืนจะมีเทพทหารกลุ่มหนึ่งลงมาจากสวรรค์ ใช้ตะขอเกี่ยวทะลุเนื้อหนังแล้วลากตัวไป จากนั้นก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย

เรื่องที่สี่เป็นตำนานที่พิลึกพิลั่นที่สุด บอกว่าบ้านของจางซื่อแหยมีกระจกกระชากวิญญาณอยู่บานหนึ่ง หากใครมีเจตนามุ่งร้ายต่อบ้านจางซื่อแหย เมื่อสัมผัสกับหน้าต่างบ้านของจางซื่อแหย จะมีกระจกกระชากวิญญาณหล่นลงมาจากฟ้า ตกลงที่เบื้องหน้าของคนผู้นั้น หากเห็นตนเองในกระจก ผ่านไปไม่กี่วัน รับรองต้องตายอย่างอนาถ

            ตำนานเรื่องเล่าเหล่านี้ล้วนแปลกประหลาด พวกโจรจึงค่อยๆ ลืมเลือนไป เพียงแต่ในใจยังหวาดระแวงอยู่บ้าง หากไม่จำเป็นก็จะไม่ไปยุ่งกับจางซื่อแหยที่พิลึกชอบกลผู้นี้ เพราะไม่แน่ว่าอาจต้องสังเวยชีวิตของตน! ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมา ภายในบ้านของจางซื่อแหยมีลักษณะเช่นไร ก็ยังไม่มีผู้ใดอธิบายได้อย่างชัดเจน

            หัวเสี่ยวเสียย่อมเคยได้ยินได้ฟังตำนานเรื่องเล่าเหล่านี้มาบ้าง ดังนั้นที่กล้าลอบเข้าไปในบ้านจางซื่อแหย ประการแรกคือเพราะเขาใจกล้า ไม่เชื่อเรื่องงมงาย ประการที่สองคือเขาเคยลั่นวาจาใหญ่โตต่อลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหว ประการที่สามคือหัวเสี่ยวเสียเข้าไปในตึกกลางบ้าน มิใช่สวนหลังบ้าน หากบอกให้หัวเสี่ยวเสียเข้าไปในสวนหลังบ้าน เขายังคงไม่กล้า ประการที่สี่คือหัวเสี่ยวเสียมั่นใจว่าตนเองเข้าไปขโมยเพียงขนม ซึ่งการขโมยของกินไม่นับว่าเป็นการขโมย อีกทั้งยังไม่มีเจตนามุ่งร้าย

            สองวันหลังจากที่หัวเสี่ยวเสียพักอยู่กับเฮยซานเปียน…

            ยามเที่ยงคืน บนถนนใหญ่ในเมืองเฟิ่งเทียนมีรถเก๋งสีดำสองคันแล่นผ่านอย่างรวดเร็ว ด้านหลังยังตามติดด้วยม้าสี่ตัวกับคนขี่ม้าสามคน คนบนหลังม้าสวมชุดสีดำ บังคับม้าควบทะยานอย่างบ้าคลั่ง ไล่ตามรถเก๋งที่อยู่ด้านหน้า

            ที่น่าแปลกใจก็คือ ดูจากท่าทางที่ปราศจากความหวาดเกรง ต่อให้ทหารตงเป่ยไม่ขัดขวาง ทหารญี่ปุ่นก็ต้องเข้าขัดขวางเพื่อขอตรวจค้น แต่ในเมืองเฟิ่งเทียนอันกว้างใหญ่ พวกเขาแล่นรถมาตามทาง บนท้องถนนปลอดผู้คน พวกทหารกลับปล่อยให้พวกเขาแล่นรถตามอำเภอใจ!

            เมื่อรถแล่นผ่าน ค่อยมีทหารลาดตระเวนโผล่ออกมาจากตรอกซอย ปิดถนนตั้งด่าน ตรวจตราลาดตระเวนเหมือนเดิม

            รถเก๋งสองคันและม้าสี่ตัวพอถึงหน้าประตูคฤหาสน์ของจางซื่อแหย ค่อยชะลอความเร็วหยุดลง คนชุดดำที่ขี่ม้าไม่รอให้ม้าหยุดนิ่ง พลิกตัวลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว คนชุดดำแต่งกายเหมือนนักบู๊ทั่วไป เพียงแต่ที่บริเวณเอวของพวกเขากลับผูกไว้ด้วยเชือกแดง และแขวนแผ่นป้ายสี่เหลี่ยมสีแดง

            คนชุดดำสามคนเดินไปหยุดที่หน้ารถคันหนึ่ง หนึ่งในสามนั้นเปิดประตูรถ คนผู้หนึ่งสวมชุดคลุมยาวสีเทาเข้มก้าวลงจากรถ พยักหน้าให้กับทั้งหมด

            ชายสวมชุดคลุมยาวสีเทาเข้มผู้นี้มีอายุสามสิบกว่าปี ใบหน้าทรงเหลี่ยม ผมหวีเรียบร้อย ไว้หนวดเคราเล็กน้อย โหนกแก้มสูง แลดูองอาจห้าวหาญ และก็เหมือนกับคนชุดดำเหล่านี้ที่ตรงเอวของเขาผูกเชือกแดงแขวนป้ายสีแดง เห็นได้ชัดว่าเป็นหัวหน้าของคนชุดดำเหล่านี้

            รถเก๋งสองคันมีคนลงจากรถมาห้าหกคน มีอยู่คนหนึ่งเป็นทหารญี่ปุ่น สวมเครื่องแบบทหารสีน้ำตาลอมเหลือง มือถือดาบซามูไรเล่มหนึ่ง อายุสี่สิบกว่าปี ใบหน้าปราศจากอารมณ์ ข้างกายทหารญี่ปุ่นผู้นี้ยังติดตามมาด้วยชายคนหนึ่งสวมชุดสูทเรียบกริบ อายุประมาณสี่สิบห้าสิบปี สวมแว่นตา สวมหมวกปีก ในมือถือกล่องหนังใบน้อย เมื่อคนทั้งสองลงจากรถ ทหารญี่ปุ่นที่เดินอยู่ด้านหน้าก็กล่าวเสียงเบากับชายที่แต่งกายชุดบัณฑิตเป็นภาษาญี่ปุ่น ต่างเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน ดูท่าทางไม่ใช่หัวหน้ากับลูกน้อง

            ผู้คนที่เหลือล้วนสวมชุดลำลอง ดูจากลักษณะล้วนเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดา ทุกคนมีสีหน้าเคร่งขรึม คนเหล่านี้พอลงจากรถ ภายในคฤหาสน์ของจางซื่อแหยก็มีชายฉกรรจ์ร่างกำยำวิ่งออกมาเจ็ดแปดคน ตาเฒ่าซูบผอมวัยหกสิบกว่าปีผู้หนึ่งรอพวกเขาอยู่แล้ว พอพวกเขามาถึงก็ทำท่าทางเชื้อเชิญให้เข้าไป คนเหล่านั้นก็ไม่เกรงใจ รีบสาวเท้าเข้าประตู ตาเฒ่าซูบผอมนำทางพวกเขาเข้าไปในบ้าน โบกมือส่งสัญญาณ ประตูบ้านก็ปิดลงทันที

            ตาเฒ่าซูบผอมพินิจพิจารณาคนเหล่านี้ สายตาจับจ้องไปยังคนญี่ปุ่นกับคนสวมชุดลำลอง สายตามีแววดูถูกดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด แต่พอเห็นชายชุดคลุมยาวสีเทาเข้ม สังเกตเห็นป้ายสีแดงที่เอว ก็เผยสีหน้าเคารพยำเกรงออกมา ตาเฒ่าซูบผอมค้อมกายเล็กน้อย ประสานมือคำนับให้ทุกคน กล่าวว่า “จางซื่อแหยรอคอยทุกท่านอยู่ด้านใน! เชิญตามผมมา!” กล่าวจบก็รีบนำทางไป

            คนเหล่านั้นพยักหน้าเล็กน้อย เดินตามตาเฒ่าไป ผ่านลานบ้านด้านหน้า จากนั้นทะลุผ่านห้องหลายห้อง ค่อยมาถึงห้องรับแขก ซึ่งเป็นห้องใหญ่ในตึกสูงสามชั้น ตกแต่งแบบโบราณ ที่หน้าประตูแขวนแผ่นป้ายเลี่ยมทองแผ่นใหญ่ เขียนอักษรสีแดงสามตัวว่า “เจิ้นเป่าถัง (ตึกพิทักษ์สมบัติ)”

            ทหารญี่ปุ่นผู้นั้นพอเห็นแผ่นป้ายนี้ ก็หันไปคุยกับชายแต่งชุดบัณฑิต ราวกับถามไถ่ว่าบนแผ่นป้ายเขียนว่าอะไร บัณฑิตผู้นั้นคงจะเป็นล่าม อธิบายอยู่หลายประโยค นายทหารญี่ปุ่นก็ผงกศีรษะอย่างต่อเนื่อง

            ตาเฒ่าซูบผอมนำทางผู้คนเดินผ่านสะพานหิน มาถึงหน้าประตู ตนเองหยุดยืนอยู่ข้างประตู ทำท่าเชื้อเชิญพวกเขาเข้าไปข้างใน สายตาของตาเฒ่าจับจ้องไปที่คนผูกเชือกแดงทั้งสี่ที่อยู่หลังสุด ชายหน้าเหลี่ยมผู้นั้นหันมาส่งยิ้มเล็กน้อยให้ตาเฒ่า แล้วก็ไม่สนใจตาเฒ่าอีก พาคนของตนเองเข้าไปในห้อง ตาเฒ่ามองดูเงาหลังของชายชุดดำเหล่านั้น ต้องยกมือขึ้นปาดเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก

            ทั้งหมดพอเดินเข้าห้องโถง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานใจดังมาจากบนตึก คนผู้หนึ่งตะโกนว่า “โปรดอภัยที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับ ทุกท่านเชิญนั่ง! เชิญนั่ง! คุณโจว ยกน้ำชามา!”

            คนผู้นี้ก็คือจางซื่อแหยผู้มีชื่อเสียงและเป็นบุคคลลึกลับในเมืองเฟิ่งเทียน เขาเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ อายุราวสี่สิบเศษ ผมเผ้าเป็นระเบียบ หน้าตาไม่โดดเด่น แต่กิริยามารยาทแฝงด้วยกลิ่นอายของผู้เป็นใหญ่ คุณโจวที่จางซื่อแหยตะโกนเรียกหาก็คือตาเฒ่าซูบผอมที่นำทางพวกเขาเข้ามานั่นเอง

            จางซื่อแหยเดินลงบันไดอย่างเชื่องช้า ประสานมือให้ทุกคนอย่างเกรงอกเกรงใจ กล่าวว่า “ผมคือจางซื่อ ผู้เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้!”

            ชายวัยกลางคนแต่งกายด้วยชุดลำลองผู้หนึ่งเดินขึ้นหน้า ประสานมือกล่าวว่า “จางซื่อแหย รบกวนแล้ว!”

            จางซื่อแหยพอเห็นคนผู้นี้ก็กล่าวว่า “ผู้ช่วยเจิ้ง (ในที่นี้หมายถึงนายทหารระดับผู้ช่วย) ไม่ต้องเกรงใจ! ทุกคนเชิญนั่ง!”

            คุณโจวเรียกสาวใช้เข้ามาจัดวางโต๊ะเก้าอี้ ยกน้ำชาและขนมขึ้นโต๊ะ
            ผู้ช่วยเจิ้งผายมือไปยังนายทหารญี่ปุ่นพลางแนะนำว่า “ท่านนี้คือพลตรีโยดะ เคียวคุจินแห่งกองทัพกวนตง* !”

*กองทัพคันโต

            พลตรีโยดะลุกขึ้นยืน โน้มกายคำนับเล็กน้อย กล่าวด้วยภาษาจีนสำเนียงญี่ปุ่นว่า “จางซื่อแหย ได้ยินชื่อเสียงมานาน ยินดีที่ได้รู้จัก!”

            จางซื่อแหยหัวเราะพลางกล่าวว่า “เชิญนั่ง! เชิญนั่ง!”

            ผู้ช่วยเจิ้งแนะนำบัณฑิตญี่ปุ่นผู้นั้นว่า “ท่านนี้คือศาสตราจารย์ทาคามิ คอนนิจากมหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์จีนของจักรพรรดิญี่ปุ่น”

            ศาสตราจารย์ทาคามิโน้มกายคำนับเล็กน้อยเช่นกัน กล่าวด้วยภาษาจีนสำเนียงมาตรฐานว่า “จางซื่อแหย ฝากเนื้อฝากตัวด้วย ได้มาเยือนบ้านของจางซื่อแหย นับเป็นบุญวาสนาของผมจริงๆ”

            จางซื่อแหยหัวเราะพลางกล่าวว่า “มิกล้า! มิกล้า!”

            ผู้ช่วยเจิ้งแนะนำคนต่อไปเรื่อยๆ ทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลสำคัญที่มีหน้ามีตาในกองทัพตงเป่ยของจางจั้วหลิน จางซื่อแหยทำความรู้จักทีละคน พอผู้ช่วยเจิ้งเดินไปยังกลุ่มคนที่มีชายสวมชุดคลุมยาวสีเทา กลับมีท่าทางราวกับลำบากใจ ลังเลเล็กน้อยจึงกล่าวว่า “หลายท่านนี้เป็นแขกคนสำคัญของแม่ทัพจาง เดินทางมาเพื่อดูแลของวิเศษ พวกเขาชื่อ…ชื่อ…”

            ชายสวมชุดคลุมสีเทายืนขึ้น หัวเราะพลางกล่าวว่า “จางซื่อแหย ผมแซ่เหยียน เรียกผมว่าเหยียนจิ่งเทียนก็พอ ที่ด้านหลังเป็นพี่น้องของผมเอง คงไม่ต้องแนะนำแล้ว”

            จางซื่อแหยมองดูชายชุดคลุมเทา ยิ้มแย้มพลางประสานมือให้ กล่าวว่า “อ้อ! เหยียนซงตี้ (พี่น้องแซเหยียน) ! ยินดีที่ได้รู้จัก”

จางซื่อแหยภายนอกดูอ่อนโยนเป็นกันเอง ความจริงในใจรู้สึกประหลาดใจ เหยียนจิ่งเทียนผู้นี้หากเป็นแขกคนสำคัญของจางจั้วหลิน ด้วยความสัมพันธ์ของตนเองกับจางจั้วหลิน เหตุใดจึงไม่รู้จักแม้แต่น้อย? ในดินแดนแถบตงเป่ย ไหนเลยมีบุคคลแซ่เหยียนที่สามารถทำให้จางจั้วหลินถึงขั้นพามาที่บ้านของตนเอง? นึกถึงตรงนี้ สายตาของจางซื่อแหยก็หันเหไปยังคุณโจว คุณโจวสายตาว่องไว สบตาจางซื่อแหยพลางยกมือทำท่าอยู่เหนือศีรษะอย่างรวดเร็ว

            จางซื่อแหยสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ทราบความหมายของคุณโจวว่าคนผู้นี้มีความเป็นมาใหญ่โต มิอาจประมาทดูแคลน จึงรวบรวมสติ กล่าวต่อไปว่า “เชิญนั่ง! เชิญนั่ง!”

            เหยียนจิ่งเทียนหัวเราะเบาๆ พลางย่อตัวนั่งลง

            จางซื่อแหยคิดในใจว่า ‘เหยียนจิ่งเทียนผู้นี้ดูกำยำล่ำสัน ต้องเป็นพวกฝึกวิชายุทธ์ แต่บุคลิกกลับราบเรียบธรรมดา ดูไม่ออกว่ามาจากไหน! น่าแปลกจริงๆ!’

            จางซื่อแหยกลับมายังเก้าอี้ของตนเอง ย่อกายนั่งลง ผงกศีรษะต่อผู้ช่วยเจิ้งเป็นเชิงให้สัญญาณ ผู้ช่วยเจิ้งผู้นี้ก็มีความเป็นมาไม่ธรรมดา เขาเป็นคนสนิทของจางจั้วหลิน ทำหน้าที่ดูแลด้านความสัมพันธ์กับกองทัพกวนตงแห่งญี่ปุ่นโดยเฉพาะ นับว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อกองทัพตงเป่ย

            ผู้ช่วยเจิ้งเดินขึ้นหน้าหนึ่งก้าว กล่าวว่า “คาดว่าทุกท่านในที่นี้คงทราบเรื่องแล้ว หลายเดือนก่อน แม่ทัพจางภายใต้การช่วยเหลือของพลตรีโยดะ ได้รับของวิเศษล้ำค่าที่เรียกว่าหุ่นสตรีหยกมาชิ้นหนึ่ง! ของวิเศษชิ้นนี้นับเป็นของหายาก จึงไม่กล้าฝากไว้ที่อื่น จำเป็นต้องฝากไว้กับจางซื่อแหยเป็นการชั่วคราว ขณะเดียวกันก็ได้ให้จางซื่อแหยมาตรวจสอบหุ่นสตรีหยกเรียบร้อยแล้ว ในหุ่นสตรีหยกนี้มีครรภ์วิเศษตามคาด ครรภ์วิเศษนี้เป็นของวิเศษที่มีมูลค่ามหาศาล คืนนี้เป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเปิดครรภ์วิเศษของหุ่นสตรีหยก ดังนั้นจึงเรียนเชิญทุกท่านมาที่นี่ เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดครรภ์วิเศษ แม่ทัพจางเดิมทีต้องการมาด้วยตัวเอง แต่มีธุระติดพันกะทันหัน ยังฝากคำขอโทษมาด้วย” กล่าวพลางก้มศีรษะให้พลตรีโยดะกับศาสตราจารย์ทาคามิ พลตรีโยดะกับศาสตราจารย์ทาคามิก็ผงกศีรษะรับ

            ผู้ช่วยเจิ้งกล่าวจบก็ส่งสัญญาณให้จางซื่อแหย จางซื่อแหยหัวเราะพลางยันกายยืนขึ้น กล่าวว่า “ทุกท่านโปรดนั่งรอสักครู่ การเปิดครรภ์วิเศษของหุ่นสตรีหยกนั้น เรื่องเวลาไม่อาจผิดพลาดได้ ยังเหลือเวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เชิญทุกท่านดื่มน้ำชาทานขนมก่อน ผมขอตัวไปเตรียมตัวสักครู่!”

            จางซื่อแหยประสานมือให้ทุกคน เดินออกไปยังห้องด้านหลัง คุณโจวก็เดินตามไปอย่างรู้ใจ จางซื่อแหยถามว่า “คุณโจว คนแซ่เหยียนผู้นั้นท่าทางแปลกๆ!”

            คุณโจวกล่าวว่า “จางซื่อแหย หากให้ท่านคาดเดา ท่านเดาว่าพวกเขาคือใคร?”

            จางซื่อแหยกล่าวช้าๆ ว่า “คนเหล่านี้ปกปิดความสามารถของตนเอง ไม่เปิดเผยฝีมือออกมา แม่ทัพจางกลับให้พวกเขาตามมาดูแลของวิเศษ ผมขอเดาว่าพวกเขาเป็นคนของตระกูลหั่ว…”

            คุณโจวสีหน้าเคร่งขรึมลง กล่าวว่า “จางซื่อแหย ที่เอวของพวกเขาแขวนป้ายสีแดง ผูกด้วยเชือกแดง…”

            จางซื่อแหยตกตะลึง “หรือว่าเป็นคนของตระกูลหั่วจริงๆ?”

            คุณโจวพยักหน้ารับพลางกล่าวว่า “คาดว่าคงไม่ผิด”

            จางซื่อแหยถอนหายใจ ลูบคางพลางก้มศีรษะครุ่นคิด เดินวนไปมาอยู่ในห้อง

            คุณโจวกล่าวว่า “หากเป็นคนของตระกูลหั่วจริง มาที่นี่เพื่อชมหุ่นสตรีหยกของพวกเรา คงไม่มีเจตนาดีอย่างแน่นอน!”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “คนของตระกูลหั่วไหนเลยจะสนใจของวิเศษชั้นสองอย่างหุ่นสตรีหยก? คุณโจว กระจกหลิงหลงของวิเศษประจำตระกูลของเราตอนนี้ยังอยู่ดีหรือไม่?”

            คุณโจวกล่าวว่า “ไม่มีปัญหา ตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเดินเข้ามา ผมก็ส่งคนไปเฝ้าแล้ว กลไกทั้งหมดล้วนเปิดใช้งาน ต่อให้พวกเขาเป็นคนของตระกูลหั่ว ก็ไม่อาจหยิบฉวยไปได้โดยง่าย!”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “พวกเราคอยดูสถานการณ์ไปก่อน ตอนนี้ยังไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาแน่ชัด อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่น! โธ่เอ๊ย แม่ทัพจางตามหาพวกเขาเจอได้อย่างไรกันนะ?”

            คุณโจวกล่าวว่า “ในช่วงยี่สิบปีนี้ จิน มู่ สุ่ย หั่ว สี่ตระกูลปัญจธาตุล้วนปรากฏตัวในยุทธภพอีกครั้ง เพียงเหลือตระกูลถู่ (ดิน) ยังไร้ร่องรอย คนของตระกูลหั่วรู้จักเลือกไม้ดีทำรัง* ไม่แน่ว่าเป็นพวกเขาเองที่ไปหาแม่ทัพจาง”

*หมายถึงการรู้จักเอาตัวรอดเป็นยอดดี

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “เอาเถอะ คุณโจว ตอนนี้พวกเราคิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ ฤกษ์ยามเปิดครรภ์วิเศษของหุ่นสตรีหยกใกล้เข้ามาแล้ว พวกเราเตรียมตัวเถอะ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์”

            ทั้งสองพูดคุยกันพลางรีบสาวเท้าเดินไปยังด้านหลัง

            ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม คุณโจวก็เดินเข้ามาในห้องโถงที่ผู้คนกำลังนั่งพัก โน้มกายคำนับให้แก่ทุกคน กล่าวว่า “แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ฤกษ์งามยามดีมาถึงแล้ว เชิญทุกท่านตามผมมา”

            ผู้คนอดใจรอไม่ไหวอยู่นานแล้ว ได้ยินคุณโจวกล่าวเช่นนี้ ต่างส่งเสียงขานรับ ลุกขึ้นเดินตามคุณโจวไป ผู้ช่วยเจิ้งอยู่ด้านหน้า คนญี่ปุ่นเดินอยู่ด้านหลังของเขา ต่อมาเป็นคนสำคัญของกองทัพตงเป่ย สุดท้ายค่อยเป็นพวกของเหยียนจิ่งเทียน

            คนขบวนนี้เดินทะลุผ่านตึกเจิ้นเป่าถัง ผ่านระเบียง จากนั้นเบื้องหน้าก็ปรากฏลานกว้างแห่งหนึ่ง กลางลานมีชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ ในมือถือคบเพลิงยืนล้อมรอบ สายตาไม่วอกแวก ยืนนิ่งราวกับท่อนไม้ที่ปักอยู่บนดิน ตาไม่กะพริบ นอกจากเสียงที่เกิดจากการเผาไหม้ของคบเพลิง ภายในลานแทบจะเงียบสงัด สิ่งที่ผู้คนเหล่านี้ยืนล้อมอยู่เป็นห้องพระห้องหนึ่ง ประตูใหญ่ของห้องพระเปิดกว้าง ภายในสว่างไสวดุจกลางวัน

            จางซื่อแหยเดินออกมาจากห้องพระ ประสานมือให้ทุกคน หัวเราะพลางกล่าวว่า “ให้ทุกท่านคอยนานแล้ว!”

            จางซื่อแหยขณะนี้เปลี่ยนเป็นสวมใส่ชุดคลุมสำหรับพิธีกรรม บนศีรษะสวมหมวกทรงสี่เหลี่ยมสีขาว การแต่งกายเช่นนี้ หากสวมใส่ออกไปเดินบนท้องถนน ต้องถูกคนมองว่ามีปัญหาทางสมอง แต่พออยู่ในสถานที่แห่งนี้ ช่วงเวลานี้ บรรยากาศเช่นนี้ กลับดูเหมาะสมกลมกลืน

            ผู้ช่วยเจิ้งคงเคยเห็นมามากแล้ว จึงไม่รู้สึกแปลกใจ แต่พลตรีโยดะกับศาสตราจารย์ทาคามิและคนอื่นๆ พอเดินเข้ามา เห็นรอบด้านเงียบสงัด ไม่พบเห็นบ่าวไพร่ จึงคิดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นลานบ้านทั่วๆ ไปเท่านั้น แต่พอพวกเขาเดินมาถึง พบเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ต่างตกตะลึงจนร่างกายแข็งทื่อ ชั่วขณะนั้นมิทราบควรทำอย่างไร ต่างก้าวขาไม่ออก ดีที่พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป สักพักก็ระงับสติ พากันเดินขึ้นหน้ามา

            จางซื่อแหยพาพวกเขาเข้าไปในห้องพระ เห็นที่กลางห้องมีโต๊ะใหญ่ตัวหนึ่ง ปูด้วยผ้าขาว ด้านบนมีหญิงสาวเปลือยครึ่งท่อนนอนอยู่ ผู้ที่ไม่เคยพบเห็นหุ่นสตรีหยก พอพบเห็นสภาพเช่นนี้ ต่างส่งเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง แม้แต่คนญี่ปุ่นที่เคยพบเห็นหุ่นสตรีหยกมาแล้วยังขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

            เป็นอย่างที่หัวเสี่ยวเสียบอกเล่า ในห้องพระที่เคร่งขรึมและทรงเกียรติ ภายใต้ดวงเนตรวิเศษของตี้จ้างผูซ่า* จัดวางหญิงสาวเปลือยครึ่งท่อนนางหนึ่ง หุ่นสตรีหยกนั้นแลดูสมจริงดุจมีชีวิต หน้าตาผมเผ้าสมบูรณ์ สีผิวก็ละม้ายคล้ายคลึงกับมนุษย์ และสวมใส่เสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง มองแวบแรกดูคล้ายคนที่มีชีวิต นี่แทบเป็นการหลบหลู่องค์พระโพธิสัตว์ พิลึกพิลั่นจนน่าใจหาย

*พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์

            จางซื่อแหยทราบว่าทุกคนตกตะลึงเพราะอะไร จึงหัวเราะออกมา กล่าวว่า “สิ่งที่คล้ายศพหญิงสาวนี้ก็คือหุ่นสตรีหยก ซึ่งทำมาจากหินหยกที่มีสีสันคล้ายสีผิวมนุษย์”

            จางซื่อแหยเดินไปถึงด้านหน้าของหุ่นสตรีหยก ก้มลงมองใบหน้าของหญิงสาวหินหยกอย่างละเอียด กล่าวต่อไปว่า “หุ่นสตรีหยกเป็นของวิเศษที่ทั้งดุร้ายและเลือดเย็นที่สุด! เล่ากันว่าในอดีตมีหญิงสาวในบ้านเศรษฐีใหญ่ตั้งครรภ์ เด็กในครรภ์เพิ่งเป็นรูปเป็นร่าง กลับตายอยู่ในครรภ์ ส่งผลให้ครรภ์เป็นพิษ หญิงสาวผู้นั้นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่เจ็ดสิบแปดสิบวัน สุดท้ายสิ้นใจไปด้วยความคับแค้น ใบหน้าของหุ่นสตรีหยกนี้แกะสลักตามใบหน้าของหญิงสาวที่เสียชีวิตคนนั้น เนื่องจากนางตายอย่างอนาถ ผู้คนจึงกลัวว่านางจะกลายเป็นผีดิบวิญญาณร้าย จึงนำซากศพไปเผาทำลาย แล้วใช้หุ่นสตรีหยกนี้ฝังลงดินตามธรรมเนียม นำซากของเด็กในครรภ์มาฝังไว้บริเวณท้องของหุ่นสตรีหยก หากเวลาประจวบเหมาะ ซากเด็กในครรภ์ได้รับไอหยกจากหุ่นสตรีหยกจนควบแน่นเป็นก้อน จะกลายเป็นครรภ์วิเศษ ขนาดราวครึ่งกำปั้น ดังนั้น หุ่นสตรีหยกชิ้นนี้ บนตัวเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น จึงจำต้องจัดวางอยู่หน้าตี้จ้างผูซ่า ทุกวันผลัดเปลี่ยนจัดวางขนมผลไม้ อัญเชิญหลวงจีนมาสวดมนต์ สี่สิบเก้าวันให้หลังค่อยสามารถเปิดครรภ์วิเศษได้ ไม่เช่นนั้นผู้คนจะประสบกับความโชคร้าย!”

            ทุกคนฟังคำอธิบายจากจางซื่อแหย ค่อยกระจ่างในบัดดล ต่างผงกศีรษะรับ ศาสตราจารย์ทาคามิกล่าวชมว่า “จางซื่อแหย! วันนี้ได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตา จางซื่อแหยช่างมีความรู้กว้างขวางนัก!”

            จางซื่อแหยหัวเราะพลางกล่าวว่า “มิกล้ามิกล้า สิ่งที่ผมรู้มาล้วนเป็นตำนานเล่าขานในยุทธภพ มิอาจกล่าวได้ว่ามีความรู้กว้างขวาง”

            ศาสตราจารย์ทาคามิหัวเราะพลางกล่าวว่า “จางซื่อแหยถ่อมตัวแล้ว สิ่งที่ละเอียดอ่อนที่สุดในวัฒนธรรมจีน ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทราบได้ ล้วนเป็นความลับของฮ่องเต้ เหล่าราชนิกุลและขุนนางคนสำคัญ ผมเคยได้ยินมาว่า ฮ่องเต้ของประเทศจีนมีของวิเศษปัญจธาตุ  ได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ปกป้องดูแลโดยตระกูลปัญจธาตุ…”

            จางซื่อแหยหัวเราะขึ้นขัดคำพูดของศาสตราจารย์ทาคามิ “ฮ่าๆ ราชวงศ์ชิงมีความลับที่พวกเราไม่รู้อยู่มากมาย ตอนนี้เป็นยุคสาธารณรัฐจีน ไม่มีฮ่องเต้อีกต่อไปแล้ว”

            ความสนใจของศาสตราจารย์ทาคามิราวกับไม่ได้อยู่ที่หุ่นสตรีหยก แต่อยู่ที่ตัวจางซื่อแหย ยังคงถามต่อไปว่า “จางซื่อแหย คุณไม่ทราบว่าราชวงศ์ชิงมีของวิเศษปัญจธาตุ มีตระกูลปัญจธาตุหรือ? ได้ยินว่าในหมู่ชาวบ้านยังเรียกขานตระกูลปัญจธาตุเป็นปัญจมหาโจร”

            จางซื่อแหยสั่นศีรษะ กล่าวอย่างทอดถอนใจว่า “เรื่องราวรอบตัวฮ่องเต้ คนป่าเถื่อนอย่างผมนับว่าโง่เขลา อืม ใกล้จะได้ฤกษ์แล้ว ศาสตราจารย์ทาคามิ คำถามนี้วันหลังพวกเราค่อยสนทนากัน ดีหรือไม่?”

            ศาสตราจารย์ทาคามิขยับแว่นตา กล่าวว่า “ก็ได้ ก็ได้!”

            จางซื่อแหยหัวเราะออกมา กล่าวว่า “ขอให้ทุกท่านถอยหลังหนึ่งก้าว พยายามอย่าส่งเสียง รอรับชมผมเปิดครรภ์วิเศษ”

            ผู้คนต่างขานรับ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่เหยียนจิ่งเทียนชายชุดคลุมสีเทากลับไม่ขยับเขยื้อน ทำท่าสูดจมูกแล้วกล่าวว่า “ทุกท่านไม่ได้กลิ่นเหงื่อไคลหรือ?”

ตอนที่ 4

เอี๋ยนจิ่งเทียนกล่าวคำพูดทำลายบรรยากาศอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างงุนงง ทุกคนต่างขยับจมูกทำท่าสูดดมตาม แลดูน่าหัวร่อ สมาชิกกองทัพตงเป่ยหลายคนยกแขนขึ้นสำรวจใต้รักแร้ของตนเอง ต่างสบตากัน ไม่กล่าววาจา แต่กล่าวในใจว่า ‘มีกลิ่นเหงื่อที่ไหนกัน?’

            จางซื่อแหยหน้าแดงเล็กน้อย ลอบด่าทอในใจว่า ‘ต่อให้พวกแกเป็นคนของตระกูลหั่ว ก็ไม่ควรบังอาจถึงขนาดนี้!’ แต่ก็ไม่แสดงความขุ่นเคืองออกมาทางสีหน้า จงใจทำท่าสูดดม กล่าวว่า “อ้อ! คงเป็นกลิ่นตัวของบ่าวรับใช้ที่ไม่ชอบอาบน้ำกระมัง!”

ผู้คนเหล่านี้เดิมทีก็ไม่ค่อยชอบพวกของเหยียนจิ่งเทียน ผู้ช่วยเจิ้งแสดงความไม่พอใจออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน กำลังจะระบายอารมณืออกมา พอได้ยินจางซื่อแหยกล่าวเช่นนี้ จึงล้มเลิกความคิด

            จางซื่อแหยกล่าวต่อว่า “เหยียนซงตี้โปรดถอยหลังหนึ่งก้าว ผมจะหยิบของวิเศษแล้ว!”

            เหยียนจิ่งเทียนฝืนยิ้มออกมา กล่าวว่า “ก็ได้ ก็ได้!” พลางถอยหลังไปหนึ่งก้าว

            จางซื่อแหยรวบรวมสมาธิ มองไปยังคุณโจว คุณโจวขยับจานเข็มทิศในมือ หันไปพยักหน้าให้จางซื่อแหย

            จางซื่อแหยถูมือเล็กน้อย ทำท่าจะยื่นมือออกไป ชายสวมชุดพิธีกรรมสองคนที่ยืนอยู่ด้านข้างถือภาชนะเงินใส่น้ำเดินเข้ามา

            ที่เหยียนจิ่งเทียนกล่าวถึงกลิ่นเหงื่อ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างคิดว่าเป็นการล้อเล่นที่ผิดที่ผิดเวลา แต่มีสองคนที่ได้ยินคำพูดประโยคนี้ ถึงกับตกตะลึงจนเหงื่อเย็นไหลพราก สองคนนั้นก็คือเฮยซานเปียนกับหัวเสี่ยวเสียที่กำลังหมอบอยู่บนหลังคาห้องพระนั่นเอง

            ที่แท้หลังจากหัวเสี่ยวเสียพักอยู่กับเฮยซานเปียน เฮยซานเปียนก็สอบถามหัวเสี่ยวเสียถึงวิธีการเข้าไปในห้องพระอย่างละเอียด คิดว่ามีความเสี่ยง แต่ไม่มีอันตราย ดังนั้นเฮยซานเปียนจึงคิดหาวิธีขโมยหุ่นสตรีหยก โดยให้หัวเสี่ยวเสียเป็นคนนำทาง ซึ่งก็เป็นอย่างที่หัวเสี่ยวเสียบอกเล่า พวกเขาคลานมาจนถึงบนหลังคาห้องพระ เฮยซานเปียนวางแผนไว้ว่าเมื่อห้องพระปลอดผู้คน จะแอบย่องลงไปหยิบฉวยครรภ์วิเศษจากหุ่นสตรีหยก คิดไม่ถึงว่าวันนี้ภายในห้องพระมีผู้คนเข้าออกทั้งวัน อีกทั้งมีเวรยามคอยเฝ้า ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสลงมือ ทำได้เพียงหมอบอยู่ด้านบน รอคอยมาครึ่งค่อนวันแล้ว

            เด็กจรจัดอย่างหัวเสี่ยวเสีย ต่อให้เป็นช่วงฤดูร้อน ก็มักไม่อาบน้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้เป็นเดือนสิบสองซึ่งอยู่ในฤดูหนาว ดังนั้นบนร่างมีเหงื่อไหลท่วม บังเกิดเป็นกลิ่นเหม็น เฮยซานเปียนอยู่กับหัวเสี่ยวเสียเป็นเวลานาน จึงไม่ได้กลิ่น ทั้งสองหมอบอยู่ด้านบนห้องพระ ภายในห้องพระมีแสงจากเทียนไขสว่างไสว ไอความร้อนจึงลอยขึ้นสู่หลังคา ถึงแม้พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าบางๆ แต่ด้านบนทั้งไม่มีอากาศถ่ายเท อุณหภูมิก็สูง ดังนั้นทั้งสองต่างเหงื่อท่วมตัว ต่างฝ่ายต่างได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวจากร่างอีกฝ่าย

            พอเหยียนจิ่งเทียนพูดว่าได้กลิ่นเหงื่อ พวกเขาทั้งสองก็กินปูนร้อนท้อง คิดว่าชายชุดคลุมเทาที่ด้านล่างได้กลิ่นพวกเขา เหงื่อเย็นยิ่งไหลพราก หัวเสี่ยวเสียระงับสติไม่อยู่ ร่างกายเริ่มสั่นระริก ดีที่เฮยซานเปียนมิใช่คนธรรมดา ถึงแม้ในใจหวาดกลัว แต่ขอเพียงไฟยังไม่ลนก้น ก็ไม่มีทางเปิดเผยตัวออกมา เฮยซานเปียนยื่นมือไปปิดปากหัวเสี่ยวเสีย ไม่ให้เขาขยับเคลื่อนไหว ดีที่จางซื่อแหยไม่ได้สนใจคำพูดของเหยียนจิ่งเทียน ใช้เหตุผลอื่นกลบเกลื่อนไป เฮยซานเปียนกับหัวเสี่ยวเสียค่อยโล่งอก ทราบว่ารอดพ้นไปได้อย่างหวุดหวิด

            เหยียนจิ่งเทียนที่อยู่ด้านล่างมองดูจางซื่อแหยหยิบของวิเศษ ในใจลอบหัวเราะ ครุ่นคิดว่า ‘จางซื่อผู้นี้ ยังหลงคิดว่าเขามีความสามารถ ที่แท้ก็เป็นแค่คนเก็บรักษาของวิเศษเท่านั้น ในเมื่อไม่ยอมฟังคำตักเตือนจากเรา ก็ตามใจแล้วกัน’

            จางซื่อแหยขณะนี้จิตใจจดจ่อ สวมถุงมือหนังแพะบางเฉียบอย่างระมัดระวัง ดวงตาจับจ้องไปที่ท้องน้อยของหุ่นสตรีหยก ยื่นมือข้างหนึ่งออกไป กดลงไปในช่องท้อง เห็นบริเวณท้องน้อยของหุ่นสตรีหยกมีแสงเปล่งประกายระยิบระยับ จางซื่อแหยลอบกล่าวในใจว่ายอดเยี่ยม ตวาดเสียงเบาว่า “ส่งน้ำยามา!”

ชายที่ถือภาชนะเงินรีบเดินขึ้นหน้า

จางซื่อแหยตะโกนอีกครั้งว่า “คีมปากเป็ด!”

ชายอีกคนหนึ่งรีบส่งคีมที่มีลักษณะเหมือนปากเป็ดให้กับจางซื่อแหย

            จางซื่อแหยค่อยๆ สอดคีมเข้าไปในท้องน้อยของหุ่นสตรีหยกอย่างระมัดระวัง หยุดชะงักเล็กน้อย กล่าวว่า “กรอก!”
            ชายที่ถือภาชนะเงินขยับขึ้นหน้า เทน้ำในภาชนะให้ไหลไปตามมือที่ถือคีมของจางซื่อแหยช้าๆ น้ำนั้นมีสีเขียวเข้ม ไม่ทราบทำจากอะไร พอกรอกไปครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคล้ายน้ำหยดลงบนแผ่นเหล็กอันร้อนระอุ ช่องว่างระหว่างมือทั้งสองของจางซื่อแหยมีควันดำเหม็นเน่าพวยพุ่งออกมา ผู้คนต่างส่งเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง พากันขยับถอยไปด้านหลัง

            คุณโจวรีบตะโกนว่า “ทุกท่านไม่ต้องตกใจ ควันนี้ไม่มีพิษ เราเพิ่งกรอกน้ำยาขจัดพิษลงไป!”

            ควันดำจากท้องน้อยของหุ่นสตรีหยกลอยออกมาครู่หนึ่งก็กระจายหายไป จางซื่อแหยไม่ขยับตัว มือทั้งสองข้างสอดเข้าไปด้านใน กล่าวพึมพำกับตัวเองว่า “ถึงกับเป็นครรภ์แฝด! ประเสริฐ!”

            ผู้คนรุมล้อมเข้ามาอีกครั้ง สายตาจับจ้องมองจางซื่อแหยหยิบของวิเศษ

            แสงประกายในช่องท้องของหุ่นสตรีหยกค่อยๆ สว่างขึ้น เปล่งประกายจนเนื้อหยกโปร่งใส แลดูประหนึ่งเทพธิดาบนสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์ หัวเสี่ยวเสียซ่อนตัวอยู่ด้านบน มองดูจนอ้าปากค้าง

            จางซื่อแหยหัวเราะ ตวาดเสียงว่า “ออกมา!” มือทั้งสองออกแรง ได้ยินเสียงคล้ายเสียงแตกหัก บริเวณช่องท้องของหุ่นสตรีหยกแตกออกเป็นสองส่วน จางซื่อแหยยกมือขึ้น แสงประกายก็ลอยตามมือของจางซื่อแหยออกจากช่องท้องของหุ่นสตรีหยก

            จางซื่อแหยเป่าลมหายใจยาว แบมือพลางกล่าวว่า “ทุกท่าน! นี่ก็คือครรภ์วิเศษจากหุ่นสตรีหยก เรียกว่าลูกแก้วครรภ์หยก วันนี้พวกเรานับว่ามีบุญวาสนา ถึงกับปรากฏออกมาเป็นคู่!”

            บนฝ่ามือของจางซื่อแหยมีสิ่งของลักษณะคล้ายลูกแก้วแต่ไม่กลมเรียบสองลูก แวบแรกที่เห็น ดูคล้ายกับลูกหินที่ไร้รูปร่าง แต่พอมองดูดีๆ ก็ทราบว่าไม่ธรรมดา ลูกหินสองลูกส่องแสงประกายไปทั่วทุกทิศ บัดเดี๋ยวแดงบัดเดี๋ยวเหลืองสลับกัน

            ผู้คนพอเห็นหินสองก้อนนี้ ต่างตกตะลึงจนปากอ้าตาค้าง ผู้ช่วยเจิ้งกล่าวว่า “ทำไมไม่เป็นลูกแก้ว…”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “ผู้ช่วยเจิ้งผิดแล้ว หยกไม่เจียระไนยากจะงดงาม ไหนเลยมีลูกแก้วหยกที่กลมเรียบตามธรรมชาติ ล้วนต้องผ่านการเจียระไนก่อนทั้งสิ้น”

            ผู้ช่วยเจิ้งกระจ่างในทันที ใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม กล่าวว่า “อา! ผมนี่ช่างโง่เขลาจริงๆ!”

            พลตรีโยดะ ศาสตราจารย์ทาคามิและคนอื่นๆ ต่างขยับเข้ามาดูอย่างสนใจ จางซื่อแหยขยับมือเล็กน้อย กล่าวว่า “ไม่ต้องรีบร้อน! รอให้ผมบรรจุลงในภาชนะก่อน! เด็กๆ!”

            จางซื่อแหยเพิ่งกล่าวจบ ชายสวมชุดพิธีกรรมก็เดินขึ้นหน้า ในมืออุ้มภาชนะที่ทำจากกระจกใส ลักษณะเรียวยาว สูงราวครึ่งเชียะ ด้านในบรรจุน้ำยาสีเขียวอ่อน จางซื่อแหยหย่อนลูกแก้วครรภ์หยกทั้งสองลูกลงไป ลูกแก้วครรภ์หยกทั้งสองค่อยๆ จมลง แสงที่ส่องประกายภายใต้ของเหลวสีเขียวในภาชนะดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

            จางซื่อแหยปิดฝาครอบ คนรับใช้คนหนึ่งดันโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่งเข้ามา พร้อมทั้งย้ายโต๊ะที่วางร่างหุ่นสตรีหยกที่แตกหักออกไป จางซื่อแหยนำภาชนะกระจกใสนั้นวางลงบนโต๊ะ กล่าวว่า “ตอนนี้ลูกแก้วครรภ์หยกถูกนำออกมาแล้ว แต่ของพิษยังรุนแรง ต้องแช่ในน้ำยาระยะหนึ่งค่อยสลายพิษไป เชิญทุกท่านรับชมตามสบาย!”

            ผู้คนพากันเดินขึ้นหน้ามา ห้อมล้อมลูกแก้วครรภ์หยกที่อยู่ในภาชนะกระจกใสพลางกล่าววิพากษ์วิจารณ์ ศาสตราจารย์ทาคามิกล่าวว่า “จางซื่อแหย ไม่ทราบจับดูได้หรือไม่?”

            จางซื่อแหยถอดถุงมือหนังแพะออก โยนลงในภาชนะเงินที่อยู่ด้านหนึ่ง หัวเราะพลางกล่าวว่า “เชิญตามสบาย!”

            ศาสตราจารย์ขยับแว่นตา ยกภาชนะขึ้นด้วยมือเดียว ขยับแกว่งไปมา ลูกแก้วสองลูกที่อยู่ภายในขยับเคลื่อนไหวไปตามแรงแกว่ง ส่องประกายสีแดงสีเหลือง ศาสตราจารย์ผงกศีรษะเล็กน้อย ส่งภาชนะให้พลตรีโยดะ พลตรีโยดะรับไปดูแล้วก็แสดงท่าทางว่าชมชอบไม่น้อย

            ภาชนะถูกส่งต่อไปยังผู้ช่วยเจิ้ง ผู้ช่วยเจิ้งกล่าวอย่างสนใจว่า “นึกไม่ถึงลูกแก้วครรภ์หยกจะมีลักษณะเช่นนี้!” เขาถือภาชนะไว้ในมือ จ้องมองซ้ายทีขวาทีไม่ยอมวาง

            ศาสตราจารย์ทาคามิกับพลตรีโยดะมีอาการเหม่อลอยเล็กน้อย พวกเขาราวกับไม่ได้สนใจลูกแก้วครรภ์หยกนี้เป็นพิเศษ แต่กลับสนใจในตัวจางซื่อแหยมากกว่า ทั้งสองแยกตัวออกมาสนทนากัน จากนั้นศาสตราจารย์ทาคามิก็เดินเข้าไปหาจางซื่อแหย

            จางซื่อแหยทราบว่าศาสตราจารย์ทาคามิมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง แต่ก็ไม่อาจหลบเลี่ยง จึงเผชิญหน้ากับเขาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร

            ศาสตราจารย์ทาคามิกล่าวว่า “ประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาล ของวิเศษมีมากมาย วันนี้ได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตา ความสามารถของจางซื่อแหยย่อมมิใช่คนธรรมดาทั่วไปจะเทียบได้!”

            จางซื่อแหยหัวเราะพลางกล่าวว่า “ศาสตราจารย์ทาคามิกล่าวเกินไปแล้ว!”

            ศาสตราจารย์ทาคามิขยับแว่นตา กล่าวว่า “ผมขอบอกตามตรง ผมกับพลตรีโยดะทราบว่าการจะได้พบจางซื่อแหยไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงถือโอกาสที่มาชมดูหุ่นสตรีหยก หวังทำความรู้จักเป็นสหายกับจางซื่อแหย เรียนรู้จากจางซื่อแหย!”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “ผมให้พวกคุณเรียนรู้?”

            ศาสตราจารย์กล่าวว่า “จางซื่อแหยถ่อมตัวแล้ว ถ้าคุณสะดวก สามารถพูดคุยเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?”

            จางซื่อแหยกำลังคิดหาวิธีบอกปัดปฏิเสธศาสตราจารย์ทาคามิ ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงดังลั่นสองครา

เงาดำสองร่างตกลงมาจากด้านบน เป็นเฮยซานเปียนกับหัวเสี่ยวเสียนั่นเอง!

            เฮยซานเปียนกับหัวเสี่ยวเสียหมอบอยู่ด้านบน รอคอยโอกาสอยู่นานแล้ว เฮยซานเปียนพอเห็นจางซื่อแหยหยิบลูกแก้วครรภ์หยกออกมา บรรจุไว้ในภาชนะให้ผู้คนรับชม ก็ทราบว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การลงมือ กำชับหัวเสี่ยวเสียให้ออกแรงเต็มที่ ใช้เท้าเหยียบทำลายกระเบื้องบนหลังคาแล้วกระโดดลงไป

            เฮยซานเปียนกระโดดลงมาแล้วก็ส่งเสียงคำรามว่า “ไอ้สวะ! ส่งมาให้ฉัน!”

เฮยซานเปียนมือคว้าแส้หนังงู แส้นั้นทั้งเรียวและยาว นี่เป็นความสามารถเฉพาะตัวของเฮยซานเปียน เขาสะบัดแส้ออกไปพันรัดภาชนะกระจกใสที่อยู่ในมือผู้ช่วยเจิ้ง ออกแรงกระตุก ผู้ช่วยเจิ้งขณะนี้ตกตะลึงจนหน้าซีด ไหนเลยคว้าจับไว้ได้ ปล่อยให้เฮยซานเปียนช่วงชิงภาชนะไป

            หัวเสี่ยวเสียก็มีฝีมือคล่องแคล่วว่องไว เมื่อร่างลงถึงพื้นก็วิ่งเข้าหาผู้ช่วยเจิ้ง ในมือถือมีดที่เฮยซานเปียน ให้เขาไว้ ฉวยโอกาสที่ผู้ช่วยเจิ้งตกตะลึงจนขวัญหนีดีฝ่อ จ่อปลายมีดไปที่ลำคอของผู้ช่วยเจิ้ง!

            หัวเสี่ยวเสียยามลงมือรวดเร็วห้าวหาญ มิใช่พวกลังเลใจไม่สิ้นสุด เหตุการณ์ดำเนินมาถึงตอนนี้ หัวเสี่ยวเสียเองก็ทราบดี เขากับเฮยซานเปียนลงเรือลำเดียวกัน ไหนเลยยังมีเวลาคิดหน้าคิดหลัง? ดังนั้นหัวเสี่ยวเสียลงมืออย่างโหดเหี้ยมอำมหิต ถึงแม้ว่าเขามีรูปร่างเตี้ยกว่าผู้ช่วยเจิ้งครึ่งศีรษะ แต่เขาเอื้อมมือคว้าผมของผู้ช่วยเจิ้ง ฉุดดึงจนผู้ช่วยเจิ้งย่อตัวลงต่ำ ปลายมีดแหลมจ่อที่ลำคอ แทงเข้าไปลึกประมาณครึ่งนิ้ว จากนั้นจับมือข้างหนึ่งของผู้ช่วยเจิ้งไพล่หลังไว้ จับตัวประกันได้แล้วหนึ่งคน

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวที่ข้างหูผู้ช่วยเจิ้งว่า “อย่าขยับ! ขืนขยับฉันจะแทงทะลุคอแก!”

            ผู้ช่วยเจิ้งเป็นคนมีฝีมือติดตัว หากเป็นยามปกติ หัวเสี่ยวเสียคิดจับตัวเขาย่อมเป็นไปไม่ได้ ต้องโทษที่ผู้ช่วยเจิ้งมัวแต่ชื่นชมของวิเศษจนไม่ทันระวังป้องกัน หลังจากเฮยซานเปียนช่วงชิงของวิเศษไปจากมือของเขา ยิ่งตกตะลึงจนไม่ทราบควรทำอย่างไร จึงทำให้หัวเสี่ยวเสียลงมือสำเร็จ

            เฮยซานเปียนเป็นบุคคลระดับใด เป็นถึงหนึ่งในสี่จอมโจรแห่งตงเป่ย ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ย่อมไม่ธรรมดา เขามองออกแต่แรกว่าผู้ช่วยเจิ้งไม่เพียงมีตำแหน่งสำคัญ พอสบโอกาสลงมือ จึงหารือแผนการนี้กับหัวเสี่ยวเสีย

            แผนการเช่นนี้ต้องใช้เวลาเพียงพริบตาเดียว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลงมือโดยไม่ให้ตั้งตัว! หลักการของโจรข้อหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘คำรามเสียงข่มขวัญ เทพสวรรค์ยังต้องสะท้าน’ เฮยซานเปียนชอบใช้วิธีนี้เป็นพิเศษ เขาเคยพูดว่า ‘เตรียมการสามวันสามคืน ยังมิสู้ทำให้ตกตะลึงแล้วลงมือ!’

            การประสานงานครั้งนี้ของเฮยซานเปียนกับหัวเสี่ยวเสียนับว่าสำเร็จลุล่วง

            เฮยซานเปียนชักปืนพกออกมาจากเอว มือหนึ่งถือแส้ มือหนึ่งถือปืน ตวาดว่า “อย่าเข้ามา!”

จากนั้นหัวเสี่ยวเสียกับเฮยซานเปียนถอยไปอยู่ด้านหนึ่ง หัวเสี่ยวเสียจับตัวผู้ช่วยเจิ้งไว้แน่น ยืนอยู่ข้างกายเฮยซานเปียน ขณะนั้นคนในห้องแบ่งออกเป็นสองฝั่ง

            จางซื่อแหย โยดะและทาคามิได้พลันสติกลับคืน โยดะตะโกนบากะ (คำสบถของญี่ปุ่น) เสียงดัง พลางชักดาบซามูไรออกมา จับดาบด้วยสองมือ หันปลายดาบเข้าหาเฮยซานเปียนกับหัวเสี่ยวเสีย

            จางซื่อแหยกลับสุขุมเยือกเย็น เหลือบมองเฮยซานเปียนแวบหนึ่ง กล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “ผมก็คิดว่าใครกันกล้าบังอาจถึงเพียงนี้ ที่แท้เป็นเฮยแหยเฮยซานเปียนจอมโจรชื่อก้องแห่งตงเป่ยนี่เอง เฮยแหยมาเยี่ยมเยียนถึงบ้านผมจางซื่อ จะไม่กล่าวทักทายกันหน่อยหรือ!” จางซื่อแหยกล่าวถึงตรงนี้ สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิต!

            เฮยซานเปียนกล่าวว่า “จางซื่อแหย ล่วงเกินแล้ว! ผมได้รับการไหว้วานจากคนอื่นให้มาชิงลูกแก้วครรภ์หยกนี้ หากจางซื่อแหยใจดี มอบลูกแก้วแก่ผม ผมเฮยซานเปียนจะไม่ลืมบุญคุณของจางซื่อแหย วันหน้าหากจางซื่อแหยมีเรื่องเดือดร้อน ผมยินดีช่วยเหลืออย่างเต็มที่! ไม่อย่างนั้นพวกเราก็ตายพร้อมกัน คนคนนี้ก็คงต้องไปพบยมบาลเป็นเพื่อนผมแล้ว!”

            พลตรีโยดะพอจะฟังเข้าใจอยู่บ้าง ต้องเบิกตากว้างพลางตะโกนว่า “บากะ! ตายแล้ว ตายแล้ว!”

            เฮยซานเปียนด่าทอว่า “เจ้าคนญี่ปุ่น นี่ไม่เกี่ยวกับแก ตะโกนหาอะไร!”

            ผู้ช่วยเจิ้งถูกหัวเสี่ยวเสียควบคุมตัว ที่ลำคอมีเลือดไหลซึมออกมา พยายามระงับความกลัว กล่าวด้วยเสียงสั่นว่า “เฮยแหย นายท่านน้อยที่อยู่ด้านหลัง…” ผู้ช่วยเจิ้งไม่ทราบว่าหัวเสี่ยวเสียเป็นใคร จึงขานเรียกว่านายท่านน้อย “พวกเรามีอะไรค่อยพูดค่อยจากันเถอะ! ลูกแก้วนี้ไม่ใช่ของผม เป็นของพวกคนญี่ปุ่น”

            เหตุการณ์แปรเปลี่ยนกะทันหันในห้องพระ ทำให้ผู้คนต่างตกตะลึง ชายฉกรรจ์ที่อยู่นอกประตูรวมกลุ่มกันย่างเท้าเข้ามา ชูคบเพลิงขึ้นสูง ล้อมห้องพระไว้อย่างแน่นหนา ภายในห้องสว่างไสวดุจกลางวัน ชั่วขณะนั้น ทุกคนล้วนหยุดชะงัก เนื่องจากผู้ช่วยเจิ้งอยู่ในเงื้อมมือเฮยซานเปียน จึงไม่มีใครกล้าทำอะไรวู่วาม

            เฮยซานเปียนกล่าวว่า “หลีกทางให้ฉัน! ฉันบอกแล้ว ถ้าปล่อยให้พวกเราออกไปจากเมืองเฟิ่งเทียน ฉันก็รับประกันความปลอดภัยของคนคนนี้!”

            ไม่มีเสียงตอบรับ ชายฉกรรจ์ที่อยู่หน้าประตูห้องพระกลับทำท่าจะบุกเข้ามา

            เฮยซานเปียนกล่าวต่อว่า “คนอย่างฉัน พอก้าวเท้าเข้ามาก็ไม่เคยคิดมีชีวิตรอดกลับไป!”

เฮยซานเปียนกล่าวจบก็ฉีกเสื้อนอกออก เผยให้เห็นระเบิดเต็มสองข้างในเสื้อ เฮยซานเปียนล้วงเชือกเส้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ คาบไว้ที่ปากพลางตวาดว่า “หลีกไป! ถ้าฉันดึงมันออกจากกัน! ในบริเวณนี้ก็ไม่มีใครหนีรอดไปได้!”

            จางซื่อแหยจำต้องสะบัดมือ เหล่าชายฉกรรจ์ที่แออัดอยู่หน้าประตูห้องพระค่อยล่าถอยออกไป เฮยซานเปียนชำเลืองมอง ปากคาบเชือก มือหนึ่งถือปืน มือหนึ่งถือแส้ ขยับเท้าก้าวไปข้างหน้า กล่าวกับหัวเสี่ยวเสียว่า “ไอ้หนู ตามฉันมา!”

            หัวเสี่ยวเสียผงกศีรษะ เดินตามเฮยซานเปียนไปไม่ห่าง

            เฮยซานเปียนค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากห้องพระ ที่นอกห้องพระ ผู้คนนับร้อยล้อมพวกเขาไว้ตรงกลาง คบเพลิงหนาแน่น แต่ละคนล้วนมีสีหน้าโหดเหี้ยมกระหายเลือด หัวเสี่ยวเสียพบเห็นสภาพเช่นนี้ ก็ไม่รู้สึกตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ในใจกลับบังเกิดความฮึกเหิม ลอบกล่าวในใจว่า ‘คนอย่างฉันก็มีวันที่กล้าหาญเหมือนวีรบุรุษ! ตายไปก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว ฮ่าๆ’

            ผู้ช่วยเจิ้งในใจทราบดีว่าคราวนี้เขาดวงซวยสุดขีด ผู้ที่จับตัวเขาคือเฮยซานเปียนที่ก่อคดีใหญ่ในเมืองเฟิ่งเทียนเมื่อสิบปีก่อน เป็นคนที่ไม่กลัวตาย มีชื่อเสียงโด่งดังในแถบตงเป่ย คำพูดของมันย่อมไม่ใช่แค่คำขู่ ผู้ช่วยเจิ้งถูกหัวเสี่ยวเสียใช้มีดจ่อที่ลำคอ ต่อให้มีฝีมือก็ไม่กล้าสำแดงออกมา จ้องมองจางซื่อแหยด้วยสีหน้าแววตาเชิงขอร้อง ปากกล่าวว่า “พี่ชาย มีอะไรค่อยพูดค่อยจาเถอะ อย่าได้วู่วาม”

            เฮยซานเปียนกล่าวว่า “แกบอกให้พวกมันถอยออกไปสิบก้าว ถ้าไม่ถอยออกไป ก็อย่าหาว่าฉันเฮยซานเปียนไม่เกรงใจก็แล้วกัน”

            ผู้ช่วยเจิ้งรีบกล่าวอย่างตกใจว่า “จางซื่อแหย ได้โปรดให้คนของคุณถอยออกไปสิบก้าว จางซื่อแหย!”

            จางซื่อแหย คุณโจว โยดะ ทาคามิและเหยียนจิ่งเทียนต่างยืนอยู่หน้าประตูห้องพระ มองดูเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่งเงียบงัน จางซื่อแหยฟังคำร้องขอจากผู้ช่วยเจิ้ง ต้องหลับตาลงอย่างจนใจ กล่าวว่า “ทุกคนถอยออกไปสิบก้าว!”

            ชายฉกรรจ์เหล่านั้นพอได้ยินคำสั่ง ก็ถอยหลังออกไปแต่โดยดี 

            เฮยซานเปียนมองดูซ้ายขวา หัวเราะพลางกล่าวว่า “ดี!”

            จางซื่อแหยตวาดว่า “เฮยซานเปียน ผมนับถือคุณที่กล้าหาญ ถ้าปล่อยตัวผู้ช่วยเจิ้งตอนนี้ ผมรับประกันความปลอดภัยของคุณ และจะปล่อยให้คุณออกไปจากเมืองเฟิ่งเทียน!”

            เฮยซานเปียนหัวเราะพลางกล่าวว่า “จางซื่อแหย ผมเชื่อใจคุณ! แต่ผมไม่เชื่อใจคนที่เหลือ! เดินไป!”

            เฮยซานเปียนกับหัวเสี่ยวเสียหันหลังชนกัน ค่อยๆ เดินไปทางด้านหนึ่งของลานบ้าน กลุ่มคนพากันหลีกทางให้ แต่ยังคงรักษาสภาพวงล้อมไว้

            จางซื่อแหยเดินตามไปช้าๆ มองดูเฮยซานเปียนกับหัวเสี่ยวเสีย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หันศีรษะมาถามคุณโจวว่า “คุณโจว เด็กที่ใช้มีดจ่อคอผู้ช่วยเจิ้งคนนั้นเป็นใคร ทำไมรู้สึกคุ้นหน้า?”

            คุณโจวเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า “มันเป็นโจรระดับเซี่ยอู่หลิงในเมืองเฟิ่งเทียน”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “ระดับเซี่ยอู่หลิง กลับหาญกล้าถึงเพียงนี้? คุณโจวถ่ายทอดคำสั่งไป ใครรู้จักเด็กคนนี้ให้รีบมารายงาน”

            คุณโจวพยักหน้ารับ ถอยหลังหนึ่งก้าว หายตัวไปในฝูงชน

            เฮยซานเปียนก้าวเดินอย่างเชื่องช้า คฤหาสน์ของจางซื่อแหยกว้างขวาง เดินมาเป็นระยะเวลาประมาณธูปไหม้ครึ่งดอก ค่อยมองเห็นกำแพงบ้าน เฮยซานเปียนจึงเดินไปทางกำแพง

            พ่อบ้านหลิวเดินเข้าไปหาจางซื่อแหย พ่อบ้านหลิวผู้นี้ก็คือผู้ที่ทุบตีเด็กทั้งสี่เมื่อหลายวันก่อน ขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูจางซื่อแหยว่า “จางซื่อแหย ผมเคยพบเด็กคนนี้ สองวันก่อนมันปีนกำแพงเข้ามา แอบขโมยขนมไป แต่ถูกพวกเราจับตัวได้ ทุบตีจนปางตาย”

            จางซื่อแหยถามว่า “มันชื่ออะไร?”

            พ่อบ้านหลิวกล่าวว่า “มันชื่อว่า…หนา…พั่วเทียน…ใช่ หนาพั่วเทียน”

            จางซื่อแหยขมวดคิ้ว ถามว่า “มันมาคนเดียวหรือ?”

            พ่อบ้านหลิวกล่าวว่า “ไม่ พวกมันมีสี่คน ล้วนถูกพวกเราจับตัวได้ ดูท่าทางรักใคร่เหมือนพี่น้อง อืม…นึกออกแล้ว เด็กพวกนี้มักรวมตัวกันลักขโมยของในแถบตงซื่อ (ตลาดตะวันออก)…”

            จางซื่อแหยไม่รอให้พ่อบ้านหลิวกล่าวจบ เบิกตากว้างพลางตะโกนว่า “แย่แล้ว!”

            ไม่ทันสิ้นเสียง เฮยซานเปียนก็หยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วโยนขึ้นไปในอากาศ ของสิ่งนั้นระเบิดออกเสียงดังตูม ปรากฏแสงจ้าจนไม่สามารถลืมตาขึ้นได้

            ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง พอเงยหน้ามองไปอีกครั้ง ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นอีก กำแพงบ้านถูกระเบิดทำลายไป ควันระเบิดสีขาวโพลนเต็มไปหมด นี่ไม่ใช่ระเบิดทั่วไป แต่เป็นระเบิดควันผสมผงปูนขาว

            เฮยซานเปียนกับหัวเสี่ยวเสียหายเข้าไปในกลุ่มควัน ผู้คนบังเกิดความวุ่นวายโกลาหล ชายฉกรรจ์เหล่านี้ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แม้เบื้องหน้ายังมองเห็นไม่ชัดเจน ยังคงกระโจนเข้าไป กลับเห็นในกลุ่มควันมีระเบิดหลายลูกพุ่งออกมา พอตกถึงพื้นก็ระเบิดทันที กลุ่มชายฉกรรจ์ล้มระเนระนาด ท่ามกลางควันสีขาวปะปนมาด้วยโลหิตสีแดงสด

            เฮยซานเปียนมีชื่อเสียงไปทั่วตงเป่ย ได้รับการขนานนามเป็นหนึ่งในสี่จอมโจร ฉายานี้มิใช่ได้มาเปล่าๆ เขามีฝีมือแข็งแกร่งอย่างแท้จริง จอมโจรไม่ใช่โจรเถื่อนตามภูเขา ยามปกติไปมาเพียงลำพัง ไม่ยึดภูเขาเป็นฐานที่มั่น ประทังชีวิตด้วยการขโมย หากลงมือสำเร็จก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าปิดปาก วิธีที่ใช้ก็ล้ำลึกกว่าโจรเถื่อนตามภูเขา หากบอกว่าโจรเถื่อนตามภูเขาช่วงชิงด้วยกำลัง อย่างนั้นจอมโจรก็ช่วงชิงด้วยปัญญา

ดังนั้น ไม่เพียงแค่ในแถบตงเป่ย หากเปลี่ยนเป็นสถานที่อื่น การได้รับการยกย่องเป็นจอมโจร  ก็ยิ่งได้รับความเคารพยำเกรงจากคนในยุทธภพ เฮยซานเปียนเป็นจอมโจร แต่ก็ป่าเถื่อนไม่น้อย หากเป็นผู้อื่นมาลักขโมยยังต้องขุดอุโมงค์หรือหาทางหนีทางอื่น เฮยซานเปียนกลับใช้ระเบิดโดยตรง ยามหลบหนีก็ยังใช้วิธีนี้!

            ก่อนที่เฮยซานเปียนจะพาหัวเสี่ยวเสียเข้าไปในบ้านจางซื่อแหย ก็คิดไว้แล้วว่าเข้ามาง่ายดายออกไปลำบาก คิดหยิบฉวยของวิเศษแล้วจากไปอย่างราบรื่นนั้นคงเป็นไปได้ยาก เฮยซานเปียนจึงให้พี่น้องทั้งสามของหัวเสี่ยวเสียรออยู่ด้านนอกกำแพงตรงที่ปีนเข้ามา พอเห็นกลุ่มควันก็ค่อยโยนระเบิดเข้าไปทลายกำแพง

            เฮยซานเปียนชำนาญการใช้ระเบิด กำแพงด้านหนึ่งให้เขาลูบคลำสองสามครั้งก็สามารถคำนวณได้ว่าต้องใช้ดินปืนจำนวนเท่าไรในการทำลาย การทำลายด้วยระเบิดก็เลือกได้ว่าต้องการระเบิดให้เป็นรูหรือว่าระเบิดทำลายทั้งด้าน สำหรับกำแพงบ้านจางซื่อแหย เฮยซานเปียนเลือกใช้วิธีระเบิดให้เป็นรู นี่เป็นสิ่งที่เฮยซานเปียนคำนวณไว้แต่แรก หากระเบิดทำลายทั้งแถบ ผู้คนจะสามารถไล่ตามมาได้ ซึ่งมิใช่เรื่องดี ถ้าระเบิดเป็นรู คนที่ไล่ตามจะต้องมุดออกมาทีละคน เช่นนี้จะสามารถถ่วงเวลาได้ไม่น้อย

            เฮยซานเปียนทิ้งระเบิดหลายลูกเป็นการปิดท้าย ได้ยินเสียงร้องอย่างน่าเวทนา ก็ทราบว่าลงมือสำเร็จ ยื่นมือออกมาใช้พานท้ายปืนฟาดไปที่ท้ายทอยของผู้ช่วยเจิ้ง ทำให้ผู้ช่วยเจิ้งสลบไป เฮยซานเปียนตะโกนบอกหัวเสี่ยวเสียว่า “ไป!”

            ทั้งสองแบกผู้ช่วยเจิ้ง วิ่งตรงไปยังรูบนกำแพง สองคนเคลื่อนไหวรวดเร็ว พริบตาเดียวก็มุดออกมาได้ หัวเสี่ยวเสียเพิ่งมุดออกมา ก็ได้ยินลั่งเต๋อเปินที่อยู่ด้านนอกตะโกนว่า “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่!”

            หัวเสี่ยวเสียด่าทอว่า “พวกแกโง่เง่าจริงๆ!” เดิมทีคิดด่าทออีกหลายประโยค แต่ไม่มีเวลาแล้ว เฮยซานเปียนลากตัวผู้ช่วยเจิ้งวิ่งไปข้างหน้า หัวเสี่ยวเสียเร่งความเร็วตามไป เด็กทั้งสามพอได้ยินเสียงของหัวเสี่ยวเสีย ก็ทราบเป็นพี่ใหญ่ของพวกตน จึงวิ่งไปตามเสียง

            เฮยซานเปียนตะโกนว่า “ขึ้นมาช่วยหน่อย!”

ลั่งเต๋อเปินกับพวกวิ่งเข้ามา กลุ่มชายฉกรรจ์ก็วิ่งมาถึงกลุ่มควันสีขาว มองเห็นรูบนกำแพงแล้ว

            หัวเสี่ยวเสียพอพบเห็นน้องๆ ก็ตกตะลึงไป ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวใบหน้าเปรอะเปื้อนเขม่าดำ ปะปนด้วยคราบโลหิต แต่ทั้งสามก็ไม่สนใจ ช่วยหัวเสี่ยวเสียแบกร่างของผู้ช่วยเจิ้งวิ่งหนี

            หัวเสี่ยวเสียบังเกิดความเจ็บปวดใจ กล่าวว่า “เกิดอะไรขึ้นกับพวกแก?”

            ลั่งเต๋อเปินกล่าวว่า “ชนวนระเบิดสั้นเกินไป! ไม่ระเบิดตายไปด้วยก็นับว่าดวงดีแล้ว!”

            หัวเสี่ยวเสียในใจบังเกิดโทสะ จ้องมองเงาร่างของเฮยซานเปียน ด่าทอในใจว่า ‘แกให้พี่น้องของฉันมาตายหรือนี่!’ แต่โกรธแค้นส่วนโกรธแค้น เวลานี้ยังต้องพึ่งเฮยซานเปียนพาหลบหนี จึงจำต้องอดทนไว้ วิ่งหนีตามเฮยซานเปียนไป

            ที่บริเวณหลังบ้านจางซื่อแหย เริ่มมีคนมุดออกมาจากกำแพง ชี้ไปที่เงาหลังของพวกหัวเสี่ยวเสีย ตะโกนว่า “อยู่ข้างหน้า!”

กลุ่มคนจำนวนมากพากันไล่ตามมา เฮยซานเปียนอยู่ด้านหน้าตวาดเสียงว่า “รีบหนี! เร็ว!”

            หัวเสี่ยวเสียกับพวกวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งต่อไปอีกสิบกว่าเมตร ทางขวามือก็ปรากฏตรอกแห่งหนึ่ง เฮยซานเปียนพาพวกเขาเข้าไปในตรอก วิ่งหนีต่อไป เสียงคนที่ไล่ตามยิ่งมายิ่งใกล้

            ตรอกแห่งนี้ไม่มีผู้คนอยู่อาศัย ทั้งสองด้านล้วนเป็นกำแพงสูง ไม่มีบ้านคน หญ้าขึ้นรกร้าง ว่างเปล่าและเงียบสงัด

            เฮยซานเปียนหันหน้ากลับไปมอง เห็นคนของจางซื่อแหยบุกเข้าตรอกมาแล้ว เฮยซานเปียนหัวเราะฮ่าๆ ด่าทอว่า “ไอ้พวกสุนัขรับใช้! ไล่ตามมาเถอะ! มารนหาที่ตาย!”

เฮยซานเปียนหัวเราะจบก็หยิบระเบิดออกมาหนึ่งลูก ขว้างลงบนพื้นด้านหลังที่ห่างไปไม่ไกล เฮยซานเปียนไม่ขว้างใส่คนที่ไล่ตาม กลับขว้างลงบนพื้น ดูน่าประหลาด แต่ระเบิดลูกนั้นพอตกถึงพื้น กลับไม่ระเบิดออก กลับบังเกิดเปลวไฟลุกไหม้รุนแรง เห็นได้ชัดว่าบนพื้นราดน้ำมันเอาไว้

            คนของบ้านจางซื่อแหยก็กล้าหาญยิ่ง เห็นเปลวไฟลุกโหม ก็ไม่ล่าถอย มีคนตะโกนว่า “ฝ่าเข้าไป!” แต่เพิ่งสิ้นเสียงตะโกน ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังต่อเนื่องหลายครา เปลวไฟพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน ระเบิดจนคนเหล่านั้นล้มระเนระนาด เสียงคนพลันเงียบหายไป

            เฮยซานเปียนหัวเราะดังลั่น วิ่งไปข้างหน้าต่อ หัวเสี่ยวเสียลอบกล่าวในใจว่า ‘เฮยซานเปียนผู้นี้ สมเป็นคนบ้าที่ฆ่าคนไม่กะพริบตา!’

            ทั้งหมดวิ่งมาระยะหนึ่ง ก็เห็นทางเลี้ยวด้านหน้ามีม้าตัวโตผูกอยู่กับต้นไม้ เฮยซานเปียนวิ่งเข้าไปหา ด้านข้างมีคนผู้หนึ่งยันกายยืนขึ้น พอเห็นพวกเขาในสภาพนี้ ก็ทราบว่าเกิดเรื่องใหญ่ แต่ก็ทำท่าราวกับซื่อบื้อ ยังคงถามว่า “นายท่าน นายท่าน ผมรอท่านทั้งคืน ท่านรับปากจะให้เงินค่าม้าห้าเท่า!”

            เฮยซานเปียนยกมือลั่นไก กระสุนเจาะเข้าที่กลางหน้าผากคนผู้นั้น เขาล้มลงสิ้นใจทันที

            เฮยซานเปียนด่าทอว่า “เจ้าโง่! ใครรับปากให้เงินค่าม้ากับแกห้าเท่า?”

            เฮยซานเปียนลงมือเช่นนี้ ทำเอาหัวเสี่ยวเสียกับพวกตกตะลึงจนขวัญหนีดีฝ่อ เฮยซานเปียนเหยียบโกลนม้าขึ้นนั่งบนหลังม้า หัวเราะฮ่าๆ พลางกล่าวว่า “ไอ้หนู พวกแกทำได้ดีมาก! ถ้าพวกแกรอดชีวิตกลับมาหาฉันได้ ฉันจะตบรางวัลแก่พวกแกอย่างงาม! ไป*!”

*ในที่นี้เป็นเสียงเร่งม้า

            เฮยซานเปียนใช้ขากระแทกท้องม้า ม้าตัวนั้นก็ควบจากไปอย่างรวดเร็ว

            ลั่งเต๋อเปินไม่ทราบควรทำอย่างไร กล่าวพึมพำว่า “เฮยแหย…ไม่ใช่หนีไปด้วยกันหรือ?”

            หัวเสี่ยวเสียยกมือตบท้ายทอยของลั่งเต๋อเปิน บอกว่า “มันทิ้งพวกเราแล้ว! รีบหนี! คราวนี้พวกเรามีความผิดถึงขั้นตัดหัวแล้ว!”

            ทั้งหมดค่อยได้สติกลับคืน รวบรวมกำลังวิ่งไปข้างหน้า!

            เฮยซานเปียนควบม้าอย่างเร่งร้อน เบื้องหน้าเป็นทางสามแยก เฮยซานเปียนทราบว่ามาถึงสามแยกแห่งนี้ ก็เท่ากับแผนการสำเร็จลุล่วงไปครึ่งหนึ่งแล้ว พอหวนนึกถึงฝีมือของตนเองในค่ำคืนนี้ ก็อดภาคภูมิใจไม่ได้ ตะโกนออกมาว่า “สะใจจริงๆ!”

            เฮยซานเปียนเพิ่งตะโกนจบ ที่เบื้องหน้าพลันมีสิ่งของบางอย่างพุ่งเข้ามาหา เฮยซานเปียนว่องไว เอียงศีรษะหลบอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งของนั้นยังคงกระแทกเข้าที่หัวไหล่ของเฮยซานเปียน แล้วทิ่มแทงเข้าไปในหัวไหล่!

ตอนที่ 5

การจู่โจมครั้งนี้มาอย่างกะทันหัน ทรงพลังหนักหน่วง ทำเอาเฮยซานเปียนเกือบร่วงตกจากหลังม้า เขากระชากเชือกบังเหียนจนม้าส่งเสียงร้องแล้วหยุดนิ่งลง เฮยซานเปียนรู้สึกเจ็บที่หัวไหล่ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปกุมหัวไหล่ พอหันหน้ามามองดู ก็อดตกตะลึงมิได้

            ที่แท้สิ่งที่เกี่ยวติดกับหัวไหล่ของเขาเป็นตะขอกรงเล็บ ปลายเหล็กแหลมแทงทะลุเสื้อผ้า ทิ่มแทงเข้าไปในเนื้อหนัง เฮยซานเปียนออกแรงคิดดึงตะขอออก กลับดึงจนเจ็บปวด เห็นได้ชัดว่าที่ปลายตะขอมีหนามย้อนศร

            เฮยซานเปียนมองดูอย่างละเอียด เห็นบริเวณหัวตะขอผูกไว้ด้วยเชือกเส้นหนึ่ง เชือกนั้นถูกดึงจนตึง เห็นได้ชัดว่าอีกด้านหนึ่งของเชือกมีคนดึงอยู่ เฮยซานเปียนคว้าเชือก ออกแรงดึง จึงค่อยคลายความเจ็บปวดที่หัวไล่ลง กล่าวเสียงดังด้วยความขุ่นเคืองว่า “สุนัขลอบกัด! ไสหัวออกมา!”

            เฮยซานเปียนด่าจบ ก็มองเห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่บนหลังคา แต่งกายด้วยชุดสั้นสีน้ำเงิน ใช้ผ้าสีน้ำเงินปิดบังอำพรางใบหน้า เผยให้เห็นเพียงดวงตาสองข้าง บนหัวไหล่ของคนผู้นั้นมีเชือกม้วนหนึ่ง มือข้างหนึ่งดึงเชือก ประลองกำลังกับเฮยซานเปียน

            เฮยซานเปียนตะโกนว่า “ลงมา!” พลางใช้พลังทั้งหมดกระชากเชือกเส้นนั้นเต็มแรง คนปิดหน้าที่อยู่บนหลังคาใช้เท้ากระแทกกระเบื้องหลังคาดังปัง คิดใช้พลังต่อต้าน แต่กลับมิใช่คู่ต่อกรของเฮยซานเปียน เสียงโครมดังขึ้น คนผู้นั้นร่วงลงมาจากหลังคา แต่ก็มีฝีมือคล่องแคล่วว่องไว กระโดดพลิกตัวกลางอากาศ แขนและเท้าค้ำพื้น ราวกับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย คนผู้นั้นถูกเฮยซานเปียนกระชากตกลงมาจากหลังคา แต่พอตกถึงพื้น ยังคงจ้องมองเฮยซานเปียนอย่างไม่เกรงกลัว จับเชือกเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

            เฮยซานเปียนเห็นคนผู้นั้นดื้อด้านเช่นนี้ ก็ไม่อยากเสียเวลาด้วย จึงชักปืนออกจากเอว ลั่นไกออกไปสามนัด คนผู้นั้นก็มีปฏิกิริยาว่องไว กลิ้งตัวออกข้าง หลบพ้นสองนัดแรก แต่นัดที่สามโดนเข้าที่ต้นขา ร่างกายสูญเสียสมดุล ล้มลงกับพื้น แต่มือยังคงจับเชือกไว้

            เฮยซานเปียนคำรามอย่างโกรธแค้นว่า “รนหาที่ตาย!” พลางยกปืนในมือเล็งไปยังคนผู้นั้น หมายปลิดชีพในคราเดียว

            เฮยซานเปียนยังไม่ทันลั่นไก กลับได้ยินเสียงลมดังขึ้นที่ข้างหู หางตามองเห็นซ้ายขวาสองข้างมีวัตถุแหวกอากาศพุ่งเข้ามา ขณะนี้เฮยซานเปียนไหนเลยยังสนใจยิงปืนปลิดชีพคนปิดหน้าผู้นั้น รีบพลิกตัวลงจากบนหลังม้า แต่เมื่อสักครู่คนปิดหน้าคว้าเชือกเอาไว้ ทำให้เฮยซานเปียนเคลื่อนไหวลำบาก ร่างยังไม่ตกถึงพื้น สิ่งของเหล่านั้นก็กระทบร่างของเฮยซานเปียน และทิ่มแทงยึดเกาะเอาไว้

            เฮยซานเปียนร่วงตกจากหลังม้า แต่เขากล้าหาญและแข็งแกร่ง พลิกตัวขึ้นยืนแล้วก้มศีรษะมองดู พบว่าเป็นตะขอกรงเล็บลักษณะเดียวกัน เฮยซานเปียนลอบกล่าวในใจว่า ‘แย่แล้ว! หรือว่าเป็นทหารตะขอกรงเล็บของจางซื่อแหยที่เล่าขานกัน?’

            เฮยซานเปียนเหงื่อเย็นไหลพราก เงยหน้าขึ้นมอง เห็นบนหลังคาสองฟากฝั่งมีคนสวมชุดสีน้ำเงินยืนอยู่เจ็ดแปดคน ล้วนอำพรางใบหน้าด้วยผ้าสีน้ำเงิน มีสี่คนดึงเชือก อีกสามคนถือตะขอกรงเล็บคนละหนึ่งอัน เล็งเป้าหมายไปยังเฮยซานเปียน พร้อมที่จะขว้างออกได้ตลอดเวลา

            เฮยซานเปียนคำรามอย่างโกรธเคือง วาดมือออกไป พันเชือกทั้งหมดไว้ที่แขน กระทืบเท้าเหนี่ยวรั้งเอาไว้ ตกอยู่ในสถานะคุมเชิงกับคนชุดน้ำเงิน

            เฮยซานเปียนด่าทอว่า “พวกเต่าหดหัว! เล่นลอบกัด!” เฮยซานเปียนด่าทอพลางชักมีดออกมาจากเอว ตั้งใจตัดเชือกให้ขาดออกจากกัน พลันมีตะขออันหนึ่งพุ่งเข้ามา กระแทกเข้าที่แขนของเขา กรงเล็บเกาะติด กระชากมือข้างที่ถือมีดของเฮยซานเปียนขึ้นมา

            บนหลังคามีเสียงคนผู้หนึ่งหัวเราะดังลั่น กล่าวว่า “เฮยซานเปียน! คราวนี้แกมาผิดงานแล้ว! ฉันอยากรู้นักว่าแกจะหนีรอดไปได้ยังไง!”

เฮยซานเปียนเงยหน้ามองไป เห็นจางซื่อแหยยืนอยู่บนกำแพงด้วยสีหน้าโหดเหี้ยม กำลังถลึงตาจ้องมองมาที่เขา!

            ต่อให้เฮยซานเปียนมีพลังมากขนาดไหน ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อกรของห้าคนนั้น เขาออกแรงจนใบหน้าแดงก่ำ ยังฝืนต้านทานเอาไว้ได้ แต่ว่าช่วงล่างเริ่มสูญเสียการทรงตัว

            เฮยซานเปียนก็เคยได้ยินชื่อเสียงของทหารตะขอมาบ้าง วันนี้หากคิดหลบหนีคงลำบากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์ จึงหัวเราะพลางกล่าวว่า “จางซื่อแหยสมเป็นยอดฝีมือ! ทหารตะขอที่เล่าขานกันในยุทธภพร้ายกาจสมคำร่ำลือ! จางซื่อแหย แค่ลูกแก้วครรภ์หยก ผมคืนให้ก็ได้! พวกเรามีอะไรค่อยพูดค่อยจาเถอะ ถ้าวันนี้จางซื่อแหยละเว้นชีวิตผม ผมจะจดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้ วันหน้าจะขอติดตามรับใช้จางซื่อแหย!”

            จางซื่อแหยชี้นิ้วไปยังเฮยซานเปียนพลางส่ายนิ้วไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ กล่าวว่า “สายไปแล้ว! เฮยซานเปียน แกบังอาจมาก! กล้าบุกมาขโมยของถึงบ้านฉันจางซื่อแหย แถมยังทำร้ายคนของฉัน วันนี้ไว้ชีวิตแกไม่ได้!”

            เฮยซานเปียนอุทานออกมา ตะโกนว่า “จางซื่อแหย ช้าก่อน! จางซื่อแหยกล่าวถูกต้อง อย่าว่าแต่ผมเฮยซานเปียน ต่อให้สี่จอมโจรแห่งตงเป่ยรวมตัวกัน ก็ไม่กล้าไปขโมยสิ่งของของจางซื่อแหย จางซื่อแหยไม่อยากรู้หรือว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้?”

            จางซื่อแหยชะงักเล็กน้อย คิดในใจว่า ‘คำพูดของเฮยซานเปียนมีเหตุผล บ้านของเราจางซื่อ โจรในสามมณฑลตงเป่ยล้วนทราบว่าไม่ควรมากระตุกหนวดเสือ เฮยซานเปียนผู้นี้เหตุใดจึงกล้าดีถึงเพียงนี้? ขโมยอะไรไม่ขโมย ดันมาขโมยสิ่งลูกแก้วครรภ์หยก? ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่! เฮยซานเปียนต้องได้รับคำสั่งจากคนอื่น! ช่างเถอะ วันนี้ไว้ชีวิตมัน เอาตัวไปสอบสวนอย่างละเอียด ดูว่ามันรู้อะไรมาบ้าง!’

            ขณะที่จางซื่อแหยกำลังลังเล เฮยซานเปียนก็กวาดสายตาไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว คนเป็นโจรสายตาแหลมคม เฮยซานเปียนกวาดตาแวบเดียวก็มองเห็นหัวเสี่ยวเสีย ลั่งเต๋อเปินกับพวกทั้งสี่หลบอยู่ในมุมกำแพงไม่ไกลนัก กำลังซุ่มดูเหตุการณ์ทางด้านนี้

            ที่แท้หลังจากเฮยซานเปียนทิ้งพวกเขาหลบหนีไปคนเดียว หัวเสี่ยวเสียกับพวกมิอาจหันหลังกลับ จำต้องวิ่งหนีไปตามทิศทางที่เฮยซานเปียนมุ่งไป หัวเสี่ยวเสียได้ยินเสียงปืนที่เฮยซานเปียนลั่นไกใส่คนชุดน้ำเงิน ในใจรู้สึกหวาดกลัว แต่ยังคงวิ่งมาตามเสียง พอพวกเขาวิ่งมาถึงทางสามแยก กลับพบเห็นเฮยซานเปียนถูกเชือกสี่ห้าเส้นขึงเอาไว้ ยืนอยู่กลางซอย พยายามใช้กำลังต่อต้าน เห็นได้ชัดว่าติดกับ หัวเสี่ยวเสียเงยหน้าขึ้นมอง เห็นคนปิดหน้าชุดน้ำเงินเจ็ดแปดคนยืนอยู่บนหลังคา บางคนดึงเชือก บางคนถือตะขอเล็งเป้าหมาย หัวเสี่ยวเสียกับพวกไหนเลยกล้าขยับเคลื่อนไหว รีบหลบไปอยู่ที่มุมกำแพง ซุ่มดูเหตุการณ์อย่างเงียบเชียบ

            หัวเสี่ยวเสียในใจครุ่นคิดว่า ‘เฮยซานเปียนหนีไม่ได้ตามคาด! สมน้ำหน้า! ฉวยโอกาสที่พวกมันไม่สังเกตเห็นพวกเรา หลบอยู่ตรงนี้ เรื่องน่าสนุกอย่างนี้หากไม่ชมก็น่าเสียดาย!’

            ความจริงหัวเสี่ยวเสียกับพวกตกตะลึงกับเหตุการณ์นี้ตั้งแต่แรกเห็น แต่ทั้งไม่สามารถกลับหลัง และไม่สามารถเดินหน้า จึงได้แต่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ตรงนี้

            เฮยซานเปียนมองไปยังพวกเขา หัวเสี่ยวเสียกับเฮยซานเปียนสบตากันพอดี ชั่วขณะนั้นหัวเสี่ยวเสียตกตะลึงจนหัวใจเต้นรัว ลอบกล่าวในใจว่า ‘หมดกัน เจ้าสารเลวเฮยซานเปียนมองเห็นพวกเราแล้ว!’

            เฮยซานเปียนมองเห็นหัวเสี่ยวเสีย ก็บังเกิดความดีใจ แต่ไม่ส่งเสียง เบนสายตาไปทางอื่น ยื่นมือขยับอกเสื้อ มองดูภาชนะที่บรรจุลูกแก้วหยก ลอบกล่าวในใจว่า ‘น่าเสียดาย!’

            เฮยซานเปียนพอเห็นหัวเสี่ยวเสีย จากนั้นเห็นจางซื่อแหยมีสีหน้าลังเล ก็ทราบว่าวันนี้อาจรอดชีวิตไปได้ จึงกล่าวว่า “จางซื่อแหย ผมยอมแพ้แล้ว!”

            จางซื่อแหยเห็นเฮยซานเปียนกล่าวเช่นนี้ ก็ทราบว่าเขากำลังอ่อนข้อให้ ดังนั้นจึงชี้นิ้วไปที่เฮยซานเปียน กล่าวว่า “วันนี้ฉันจะไว้ชีวิตแก! แต่ฉันอยากรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังแก!”

เฮยซานเปียนขณะฟังจางซื่อแหย ก็ค่อยๆ คลายเชือกที่พันไว้บนแขน ชูมือขึ้นเหนือศีรษะ

            จางซื่อแหยสะบัดข้อมือ ทหารตะขอชุดน้ำเงินพลันปล่อยเชือกให้หย่อน พวกที่เหลือกระโดดลงจากหลังคา เดินเข้าหาเฮยซานเปียน หมายจะมัดตัวเขาเอาไว้ แต่เฮยซานเปียนยกมือเป็นเชิงห้ามปราม หยิบภาชนะบรรจุลูกแก้วหยกออกจากอกเสื้อแล้วยื่นออกไป ทหารตะขอชุดน้ำเงินผู้หนึ่งยื่นมือเข้ามารับ

            ทันใดนั้นเฮยซานเปียนหัวเราะฮ่าๆ สีหน้าแปรเปลี่ยนทันที ตะโกนว่า “อยากได้ก็ไปเอาสิ!”

เฮยซานเปียนคำรามออกมา ขว้างภาชนะบรรจุลูกแก้วครรภ์หยกไปทางหัวเสี่ยวเสียเต็มแรง!

            จางซื่อแหยด่าทอว่า “บัดซบ!”

เหล่าทหารตะขอกับจางซื่อแหยรู้ใจกันเป็นอย่างดี พอเห็นเฮยซานเปียนกำลังจะขว้างออกไป ไม่รอให้จางซื่อแหยออกคำสั่ง ก็รีบเก็บเชือกกลับมาอย่างรวดเร็ว ทว่ายังช้าไปหนึ่งก้าว ได้แต่มองดูภาชนะกระจกนั้นลอยไปยังจุดอับแสงบริเวณทางแยก

            หัวเสี่ยวเสียเดิมทีคาดว่าเฮยซานเปียนเสร็จแน่แล้ว กำลังคิดหาทางหลบหนี พอเห็นเฮยซานเปียนขว้างภาชนะบรรจุลูกแก้วหยกมาทางตนเอง ถึงกับตกตะลึงจนร่างกายแข็งทื่อ ในห้วงสมองสับสนวุ่นวาย ไม่ทราบควรทำเช่นไร

            ภาชนะนั้นยังลอยอยู่ในอากาศ ทหารตะขอรีบเก็บเชือก เฮยซานเปียนสูญเสียการทรงตัว ถูกกระชากจนล้มลงกับพื้น  เฮยซานเปียนตะโกนว่า “หัวเสี่ยวเสีย! หยิบขวดใบนั้นแล้วหนีไป! ยังพอรักษาชีวิตได้!”

            ขวดใบนั้นเดินทางในอากาศเป็นวิถีโค้ง เมื่อตกกระทบพื้นก็ไม่แตกหัก กลิ้งไปถึงด้านหน้าของหัวเสี่ยวเสีย หัวเสี่ยวเสียกับพวกล้วนตกตะลึง เฮยซานเปียนตะโกนให้พวกเขาหยิบขวดหนีไป กลับสะกิดสัญชาตญาณความเป็นขโมยในตัวพวกเขาขึ้นมา

            ช่างน่าสงสารเด็กน้อยเหล่านี้ ตั้งแต่เล็กจนโตมักถูกผู้คนรุมทุบตีเนื่องจากขโมยของ การวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตกลายเป็นสัญชาตญาณโดยธรรมชาติของพวกเขา ไม่จำเป็นต้องใช้สมอง บอกว่าหัวเสี่ยวเสียโง่เขลา ความจริงเขาเป็นคนฉลาด เพียงแต่จำต้องกระทำเรื่องที่โง่เขลา

            ดังนั้นหัวเสี่ยวเสียจึงตัดสินใจกระโดดออกมาหยิบขวด วิ่งย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิม หัวเสี่ยวเสียในขณะนี้ไม่สนใจแล้วว่าหนทางข้างหน้าเป็นทางตายหรือไม่ ไม่ต่างอะไรกับหนูที่วิ่งเพ่นพ่านในตลาด ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวก็ไม่ต้องคิดไตร่ตรอง วิ่งตามพี่ใหญ่ไปอย่างไม่คิดชีวิต

            หัวเสี่ยวเสียวิ่งมาระยะหนึ่ง ค่อยได้สติกลับคืน ด่าทอตนเองในใจว่า ‘หัวเสี่ยวเสีย แกนี่เปลี่ยนสันดานไม่ได้จริงๆ!’ แต่เรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้ เท้าก็มิอาจหยุดวิ่ง วิ่งได้แค่ไหนก็แค่นั้น รอจนอับจนหนทางค่อยว่ากัน

            ที่แท้โจรในสมัยก่อนจิตใจมิได้อ่อนแอเหมือนโจรในปัจจุบัน ทั้งยังมีจุดบกพร่องประการหนึ่งที่ไม่ทราบดีหรือร้าย ก็คือไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ขอเพียงอาวุธไม่ได้จ่ออยู่บนคอตนเอง ก็อย่าได้ยอมแพ้ จงวิ่งหนีสุดแรงเกิด ก่อนหน้านี้หัวเสี่ยวเสียขโมยขนมจากบ้านจางซื่อแหย พ่อบ้านนำบ่าวไพร่ออกมาไล่ล่า จนกระทั่งถูกรุมทุบตีจนเกือบตาย พวกเขาค่อยหยิบขนมออกมา

            หัวเสี่ยวเสียถือภาชนะบรรจุลูกแก้วครรภ์หยก เร่งฝีเท้าเต็มที่ ลั่งเต๋อเปินกับพวกไล่ตามมาติดๆ

            เฮยซานเปียนใช้ไม้นี้ช่างร้ายกาจนัก! ความสนใจของพวกจางซื่อแหยล้วนมุ่งไปที่เฮยซานเปียน นับตั้งแต่เฮยซานเปียนร่วงตกจากหลังม้าจนถึงโยนภาชนะออกไป เกิดเรื่องราวมากมาย ความจริงทั้งหมดนี้กินเวลาไม่เกินหนึ่งนาที จางซื่อแหยกับพวกไหนเลยสังเกตเห็นเด็กน้อยที่หลบซ่อนตัวอยู่มุมกำแพง ดังนั้นพอพวกหัวเสี่ยวเสียเก็บภาชนะขึ้นมาได้ก็วิ่งหนีสุดชีวิต จางซื่อแหยยังไม่ทันได้สติกลับคืน ยืนตะลึงอยู่ที่เดิม

            เฮยซานเปียนล้มอยู่บนพื้น ขยับเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่กลับส่งเสียงหัวเราะดังลั่น

            จางซื่อแหยได้ยินเสียงหัวเราะ ค่อยได้สติกลับคืนมา ตวาดว่า “ตามไป! จับเป็นกลับมาให้ได้!”

            ทหารตะขอทั้งแปดคนคาดว่ายามปกติฝึกฝนจนเข้าใจกันโดยมิต้องเอ่ยออกมา แม้แต่ปรึกษาก็ไม่จำเป็น สี่คนรั้งอยู่เพื่อควบคุมตัวเฮยซานเปียน สี่คนที่เหลือสองคนไล่ตามบนหลังคา สองคนไล่ตามบนพื้นดิน

            หัวเสี่ยวเสียกับพวกวิ่งไปไม่ไกล ก็มองเห็นปากซอยที่เฮยซานเปียนใช้ไฟเผาเพื่อสกัดคนที่ตามไล่ล่า ขณะนี้ไฟกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง คล้ายกับมีคนจำนวนหนึ่งรวมกลุ่มอยู่หน้าปากซอย ตะโกนบอกให้ดับไฟ แต่มิได้บุกเข้ามา

            หัวเสี่ยวเสียรู้ดีว่าหากวิ่งไปข้างหน้าก็คือทางตาย จึงสงบจิตใจลง สำรวจกำแพงทั้งสองด้าน เห็นที่ด้านหน้าไม่ไกลนักมีกำแพงเตี้ยๆ อยู่ หัวเสี่ยวเสียจึงหันศีรษะไปตะโกนว่า “ขึ้นกำแพง!”  

ลั่งเต๋อเปินกับพวกล้วนเข้าใจ คำพูดนี้หมายถึงให้ปีนกำแพงหนี

            หัวเสี่ยวเสียคล่องแคล่วว่องไวที่สุด พลันเร่งความเร็ว เท้าข้างหนึ่งเหยียบหลุมบนกำแพง กระโดดขึ้นไป มือทั้งสองคว้าขอบกำแพง ออกแรงจากแขนถีบเท้าหนุนแรง ประเดี๋ยวก็ปีนขึ้นไปอยู่บนกำแพงได้สำเร็จ

            หัวเสี่ยวเสียนั่งอยู่บนกำแพง ยื่นมือลงมาดึงเหล่ากวนเชียงขึ้นไป ในบรรดาเด็กทั้งสี่ หัวเสี่ยวเสียฝีมือดีที่สุด รองลงมาคือเหล่ากวนเชียง ต่อมาคือเปียโหว สุดท้ายคือลั่งเต๋อเปิน ยามปกติเวลาพวกเขาปีนกำแพง ก็จะให้ลั่งเต๋อเปินรั้งท้าย เป็นฐานให้เปียโหวได้เหยียบไหล่ แต่ขณะนี้เหตุการณ์คับขัน หัวเสี่ยวเสียอยู่บนกำแพงยื่นมือลงมา ตะโกนว่า “ลั่งเต๋อเปิน ขึ้นมาพร้อมกัน!”

            ลั่งเต๋อเปินได้ยิน กำลังจะปีนกำแพงไปพร้อมกับเปียโหว เปียโหวผอมแห้งแรงน้อย พอปีนขึ้นกำแพงไป เนื่องจากรูปร่างเตี้ยเล็ก จึงไม่สามารถคว้าขอบกำแพงไว้ได้ ร่วงตกลงไป

            ยามปกติลั่งเต๋อเปินมักปกป้องเปียโหว พอเห็นเปียโหวร่วงลงไป ก็อุทานออกมา กระโดดลงจากกำแพง ขยับเข้าไปให้เปียโหวเหยียบไหล่ เปียโหวพอมีที่เหยียบ ก็ยื่นมือขึ้นไปคว้ามือของหัวเสี่ยวเสียกับเหล่ากวนเชียงที่ยื่นลงมา

            ทันใดนั้นมีตะขอกรงเล็บอันหนึ่งพุ่งเข้ามา เกาะติดข้อศอกของเปียโหว แรงเกี่ยวทำให้เปียโหวซวนเซเสียหลัก หัวเสี่ยวเสียยื่นมือไป มิอาจคว้าจับมือของเปียโหว มองเห็นเชือกที่ตะขอถูกดึงกลับ กระชากเปียโหวร่วงตกลงไป

            หัวเสี่ยวเสียร้องตะโกนว่า “เปียโหว!” มองตามทิศทางของเชือก ก็พบเห็นทหารตะขอชุดน้ำเงินผู้หนึ่งกำลังดึงเชือก เปียโหวถูกกรงเล็บเกาะเกี่ยวเอาไว้ ส่งเสียงร้องลั่น ลั่งเต๋อเปินก็กระโจนเข้าหา สองคนร่วมแรงพยายามง้างกรงเล็บออก แต่ก็อับจนปัญญา ได้แต่มองดูเปียโหวถูกทหารตะขอลากตัวออกไปจากกำแพง

            หัวเสี่ยวเสียกับลั่งเต๋อเปินและเปียโหวต่างรักใคร่เสมือนพี่น้อง จึงไม่หวาดเกรงอันตราย คิดจะกระโดดลงไปช่วย กลับเห็นบนหลังคาฝั่งตรงข้ามมีเงาดำพุ่งเข้ามา หัวเสี่ยวเสียว่องไว หดศีรษะหลบหลีก ตะขอกรงเล็บพุ่งผ่านศีรษะไป กระแทกถูกสันกำแพง ความแรงนั้นถึงกับทำให้กำแพงเกิดรอยแตก หากตะขอนี้ฟาดเข้าที่ศีรษะคงต้องบาดเจ็บสาหัส!

            ตะขออันนั้นลอยกลับไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าทหารมือตะขอกำลังสาวเชือกกลับคืน หัวเสี่ยวเสียเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองเห็นทหารตะขอชุดน้ำเงินสองคนอยู่บนหลังคาฝั่งตรงข้าม บนพื้นดินยังมีอีกสองคน คนหนึ่งจับตัวเปียโหว อีกคนหนึ่งวิ่งพลางขว้างตะขอออกไป เกิดเสียงดังเคร้ง ตะขอนั้นเกี่ยวเข้าที่น่องของลั่งเต๋อเปิน ลั่งเต๋อเปินสะดุดล้มลงกับพื้น

            ลั่งเต๋อเปินมือกุมตะขอ ตะโกนไปทางหัวเสี่ยวเสียกับเหล่ากวนเชียงที่อยู่บนสันกำแพงว่า “รีบหนีไป! ไม่ต้องสนใจพวกเรา!”

            หัวเสี่ยวเสียใจร้อนเป็นไฟ คิดจะกระโดดลงไปร่วมเป็นร่วมตายกับลั่งเต๋อเปินและเปียโหว แต่ตะขอกรงเล็บสองอันจากบนหลังคาพุ่งเข้าหา หัวเสี่ยวเสียกับเหล่ากวนเชียงพยายามหลบหลีก แต่รับมือไม่ไหว ต้องร้องลั่น ร่วงตกจากสันกำแพงลงไปในสวน

            ลั่งเต๋อเปินตะโกนมาจากอีกฟากหนึ่งของกำแพงว่า “พี่ใหญ่! หนีไป! รีบหนีไปเร็วเข้า! ไม่ต้องสนใจพวกเรา!”

            เปียโหวร่ำไห้พลางตะโกนว่า “พี่ใหญ่ เหล่ากวนเชียง หนีไป!”

            เหล่ากวนเชียงกับหัวเสี่ยวเสียสบตากัน หัวเสี่ยวเสียดวงตาแดงก่ำ ทุบกำแพงอย่างแค้นใจ ตะโกนว่า “ไป!”

กล่าวจบ หัวเสี่ยวเสียกับเหล่ากวนเชียงก็รีบวิ่งหนีไป

            สถานที่ที่หัวเสี่ยวเสียกับเหล่ากวนเชียงร่วงตกลงมาจากสันกำแพง เป็นสวนหลังบ้านของบ้านหลังหนึ่ง ขณะนี้คนในบ้านได้ยินเสียงอึกทึกจากด้านนอก เจ้าของบ้านจึงจุดตะเกียง สวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ เดินออกมาจากห้องนอนด้วยอาการสั่นเทา คิดจะไปเปิดประตูหน้าบ้านเพื่อมองดูเหตุการณ์ภายนอก

            ขณะที่ชายเจ้าของบ้านกำลังเปิดประตู หัวเสี่ยวเสียกับเหล่ากวนเชียงก็พุ่งเข้ามาดุจสุนัขบ้าคลั่ง ชนกระแทกจนชายเจ้าของบ้านเสียหลักล้มลง เปิดประตูพลางวิ่งหนีออกไป ชายผู้นี้กำลังคิดจะด่าทอ ก็เห็นบนหลังคาบ้านตนเองมีชายชุดน้ำเงินอำพรางใบหน้ากำลังเหยียบย่ำกระเบื้องหลังคา กระโดดข้ามไปยังหลังคาบ้านถัดไป ไล่ตามหัวเสี่ยวเสียไป ชายเจ้าของบ้านตกตะลึงจนไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว และไม่กล้าคลานขึ้นมา สักครู่หนึ่งค่อยได้สติกลับคืน กล่าวด้วยเสียงสั่นว่า “ผี!”

            หัวเสี่ยวเสียวิ่งออกมาจากบ้านหลังนั้นไม่ไกล ก็ได้ยินเสียงกระเบื้องหลังคาดังไล่ตามหลังมา พอหันศีรษะไปมอง ต้องตกตะลึงจนขนลุกชัน ทหารตะขอสองคนนั้นไล่ตามมาบนหลังคา ดุจเหยียบย่ำอยู่บนพื้นดิน ยิ่งมายิ่งใกล้

            ทหารตะขอคนหนึ่งคิดว่าสบโอกาสลงมือ จึงกระโดดลงมาจากบนหลังคา ขณะที่ร่างลอยอยู่กลางอากาศ ก็วาดแขนออกไป ตะขอในมือพุ่งไปทางแผ่นหลังของเหล่ากวนเชียง ตะขอกรงเล็บมีโครงสร้างประหลาด ยามถืออยู่ในมือเหมือนกระบองทรงรีที่เรียวยาว หลังจากขว้างออกไปก็เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว พอเข้าใกล้เป้าหมาย สามารถขยับกรงเล็บได้ เมื่อกระทบถูกเป้าหมายก็จะหนีบเข้าหากัน นอกจากผู้ที่ชำนาญการใช้งานแล้ว คนทั่วไปยากจะง้างกรงเล็บออกได้

            ตะขอกรงเล็บพุ่งเข้าหาแผ่นหลังของเหล่ากวนเชียง กางกรงเล็บออกดุจงูเหลือมอ้าปากจู่โจมเหยื่อ เกี่ยวเข้าที่ข้างเอวของเหล่ากวนเชียง แรงเกี่ยวระลอกนี้ ต่อให้เป็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่ากวนเชียงที่อายุเพียงสิบห้าสิบหก เหล่ากวนเชียงถูกกระแทกจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ไถลออกไปหลายก้าว พยายามยันกายขึ้นมาคิดวิ่งหนีต่อ แต่กลับกระอักเลือดออกจากปาก ล้มลงกับพื้นแล้วหมดสติไป

            หัวเสี่ยวเสียได้ยินเสียงตะขอกรงเล็บ หันไปมองดูก็เห็นเหล่ากวนเชียงกระอักเลือดล้มลงกับพื้น ยังมีทหารตะขอคนหนึ่งไล่ตามเขามา หัวเสี่ยวเสียเจ็บปวดใจราวถูกมีดกรีด แต่มิอาจสนใจ ได้แต่วิ่งหนีต่อไป

            หัวเสี่ยวเสียวิ่งไปไม่ไกล ก็ได้ยินเสียงคนข้างหลังกระโดดลงมาจากบนหลังคา ทราบว่าคราวนี้ถึงตาตนเองแล้ว หัวเสี่ยวเสียในเวลานี้ตื่นตัวสุดขีด ประสาทสัมผัสไวต่อสิ่งรอบข้าง สัญชาตญาณของวิชา ‘หนาผานเอ๋อร์’ สำแดงฤทธิ์ออกมา รู้สึกว่าบริเวณต้นคอด้านหลังมีสิ่งของเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ พอถึงในระยะที่ยากแก่การหลบหลีก หัวเสี่ยวเสียก็คว้าภาชนะบรรจุลูกแก้วครรภ์หยกออกมาอย่างรวดเร็ว ใช้ขวดภาชนะเรียวยาวต่างไม้กระบอง หมุนตัวพลางฟาดออกไปเต็มแรง ได้ยินเสียงเคร้ง หัวเสี่ยวเสียสะเทือนจนแขนชา กรงเล็บหนีบเข้าหากันอยู่ด้านหน้าของหัวเสี่ยวเสีย ปลายตะขอเฉียดผ่านบริเวณลำคอของเขาไป ปรากฏรอยแดงหนึ่งเส้น ขณะเดียวกันก็หนีบขวดภาชนะจนแตกหัก

            หัวเสี่ยวเสียโจมตีสวนกลับไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้า การใช้ของแข็งโจมตีตะขอเป็นหนึ่งในวิธีทำลายทหารตะขอที่มาคนเดียว หัวเสี่ยวเสียพอใช้ไม้นี้ ทหารตะขอคนนั้นก็ตกตะลึงไป ลืมดึงตะขอกลับคืน นิ่งงันอยู่กับที่ ภาชนะบรรจุลูกแก้วครรภ์หยกแตกหัก ลูกแก้วครรภ์หยกสองลูกที่อยู่ภายในกระเด็นออกมา ลอยผ่านหัวไหล่ของหัวเสี่ยวเสียไปตามแรงเหวี่ยง ตกกระทบพื้นเบื้องหลังของหัวเสี่ยวเสีย

            หัวเสี่ยวเสียพ้นคราวเคราะห์มาได้อย่างหวุดหวิด ปฏิกิริยาของเขาว่องไวกว่าทหารตะขอ รีบก้มเก็บลูกแก้วบนพื้น ยัดใส่ในกระเป๋ากางเกงแล้ววิ่งหนีต่อ ทหารตะขอที่ตะลึงงันค่อยได้สติกลับคืน คำรามออกมาอย่างโกรธแค้น จากนั้นไล่ตามไป

            หัวเสี่ยวเสียทราบว่าหากตนเองวิ่งตรงต่อไป หากทหารตะขอขว้างตะขอกรงเล็บออกมา คาดว่าคงหลบไม่พ้น ดังนั้นหัวเสี่ยวเสียวิ่งไปได้หลายตึ๋ง พอเห็นข้างทางเป็นคลองน้ำเน่า ก็กระโดดลงไปโดยปราศจากการนึกคิด เหยียบย่ำดินโคลนไป ความเร็วในการเคลื่อนที่ยังนับว่ารวดเร็ว

            ทหารตะขอสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วทั้งบนหลังคาและบนพื้นดิน แต่พอเห็นคลองน้ำเน่า ดินโคลนเน่าเหม็น กลับไม่กล้าไล่ตามไป ต่อให้กระโดดลงไปไล่ตามโดยปราศจากความลังเล ก็ยังคงถูกหัวเสี่ยวเสียทิ้งระยะห่าง

            ทหารตะขอร้อนใจ เห็นหัวเสี่ยวเสียจวนหายลับไปจากสายตา รีบขว้างตะขอกรงเล็บออกไป แต่คลองน้ำเน่าสายนี้คดเคี้ยว ทหารตะขอก็ทรงตัวลำบาก เมื่อขว้างออกไปก็พลาดเป้าไปไกล ตะขอไปเกี่ยวเอาขอนไม้ผุพังท่อนหนึ่ง หัวเสี่ยวเสียทราบว่าตะขอขว้างมาพลาดเป้า จึงรีบเร่งความเร็ว ครู่เดียวก็หายลับไปจากสายตาของทหารตะขอ

            หัวเสี่ยวเสียขึ้นจากคลองน้ำเน่า เดินขึ้นสู่ถนน หันหลังไปถ่มน้ำลายหนึ่งที ด่าทอว่า “แน่จริงก็มาจับให้ได้สิ!” กล่าวจบก็นึกถึงลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวที่ตกอยู่ในมือของจางซื่อแหย ยังไม่ทราบชะตากรรม จึงบังเกิดความเศร้าสลด น้ำตาไหลริน หัวเสี่ยวเสียพยายามอดกลั้น ยื่นมือขึ้นมาปาดเช็ดขอบตา วิ่งหนีต่อไป

            หัวเสี่ยวเสียเดินเข้าสู่ถนนใหญ่ ขณะนี้ในเมืองเฟิ่งเทียนเกิดความวุ่นวายโกลาหล บนถนนเต็มไปด้วยทหารจีนและทหารญี่ปุ่น เริ่มทำการปิดทางเข้าออกเมืองที่อยู่ใกล้กับคฤหาสน์ของจางซื่อแหย

            หัวเสี่ยวเสียซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดอย่างเงียบเชียบ ทราบว่าด้วยความสามารถของตนเอง คงหลบหนีไปตอนนี้ลำบาก กำลังคิดจะกลับไปหาที่หลบซ่อนตัวสักหนึ่งคืน เพิ่งยันกายขึ้น ก็รู้สึกที่หลังต้นคอราวกับมีหนอนกัดเขาเข้าหนึ่งที พอยื่นมือไปตบ กลับไม่พบอะไร ขณะกำลังมึนงง เบื้องหน้าก็ปรากฏแสงเจิดจ้า ร่างของเขาพลันอ่อนระทวย ล้มลงกับพื้น ขยับเคลื่อนไหวไม่ได้

            ที่ข้างหูของหัวเสี่ยวเสียมีเสียงของหญิงสาวดังขึ้น กล่าวว่า “แกหนีรอดจากเงื้อมมือทหารตะขอของจางซื่อแหยมาได้ นับว่ามีความสามารถไม่น้อย”

            หัวเสี่ยวเสียตกตะลึง คิดในใจว่า ‘ตลอดทางที่หนีมา เราระมัดระวังตัว ไม่รู้สึกว่ามีใครแอบตามมา มิหนำซ้ำยังเป็นผู้หญิง? ตามเรามาโดยที่เราไม่รู้สึกตัว? เจอผีเข้าแล้ว! ดูท่าเราคงโดนวางยาแล้ว!’

            หัวเสี่ยวเสียที่เบื้องหน้าปรากฏแสงสีประหลาด เพียงเห็นเงาร่างผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าอย่างเลือนราง หัวเสี่ยวเสียรู้สึกชาที่ลิ้น พยายามส่งเสียงด่าทอว่า “แก…วาง…ยา…ฉัน…”

            หญิงสาวก็ไม่สนใจ ก้มลงลูบคลำร่างกายของเขา ประเดี๋ยวก็หยิบลูกแก้วครรภ์หยกออกมาจากกระเป๋ากางเกงของหัวเสี่ยวเสีย หญิงสาวหัวร่อออกมา มือโยนลูกแก้วคล้ายกับชั่งน้ำหนัก กล่าวว่า “ของไร้ค่า! ฮ่าๆ มิสู้ให้แกกินลงไป!”

            หัวเสี่ยวเสียได้ยินผู้หญิงคนนี้พูดจาเหลวไหล ถึงกับจะให้เขากินลูกแก้วครรภ์หยก จึงรวบรวมพลังด่าทอว่า “แก…ฉัน…จะ…”

            ไม่รอให้หัวเสี่ยวเสียพูดจบ หญิงสาวก็ยื่นมือไปบีบปากของหัวเสี่ยวเสีย ยัดลูกแก้วสองลูกเข้าปาก ไม่ทราบทำอย่างไร ประเดี๋ยวลูกแก้วสองลูกนั้นก็ถูกกลืนลงท้อง หัวเสี่ยวเสียรู้สึกมีกลิ่นเหม็นเน่าเต็มปาก ไม่ทราบลูกแก้วครรภ์หยกนั้นนิ่มหรือแข็งอย่างไร

            พอหญิงสาวปล่อยมือ หัวเสี่ยวเสียก็ด่าทอว่า “xxx…แม่…”

            หญิงสาวหัวเราะพลางกล่าวว่า “ฉันยังไม่ถึงวัยออกเรือน! จะบอกอะไรให้ แกเคยเจอฉันมาก่อน เมื่อสองวันก่อนที่แกขโมยขนมจนเกือบถูกตีตาย ถ้าไม่ใช่ฉันมาตามพ่อบ้านหลิวกลับไป แกจะได้มาด่าฉันอยู่ตรงนี้หรือ? แกไม่ขอบคุณฉัน ยังจะลบหลู่แม่ของฉันอีก หึหึ แกอายุแค่นี้จะไปรู้อะไร?”

            หัวเสี่ยวเสียยังคิดด่าทออีก หญิงสาวก็หัวเราะออกมา ทันใดนั้นหัวเสี่ยวเสียรู้สึกเหมือนถูกตีอย่างแรงที่ท้ายทอย จากนั้นก็หมดสติไป

            หัวเสี่ยวเสียสะลืมสะลือ รู้สึกบริเวณจมูกมีกลิ่นเหม็นฉุน กระตุ้นให้ฟื้น พอลองขยับตัว ก็พบว่าตนเองถูกมัดติดกับท่อนไม้ รอบๆ ตัวเต็มไปด้วยแสงคบเพลิง คนหลายร้อยคนล้อมพวกเขาอยู่ตรงกลาง หมอสมุนไพรผู้หนึ่งเก็บขวดใบเล็กที่วางอยู่ข้างจมูกหัวเสี่ยวเสียกลับคืน หันไปส่งสัญญาณพลางกล่าวว่า “จางซื่อแหย เขาฟื้นแล้ว!”

ภายในขวดใบเล็กที่หมอสมุนไพรถืออยู่คือน้ำแอมโมเนียที่มีฤทธิ์กระตุ้น ในยุทธภพเรียกกันว่า ‘ชุยเสินสุ่ย’ (น้ำยากระตุ้นประสาท) เป็นยาที่ใช้ถอนพิษยาชา รวมไปถึงอาการหมดสติหลังจากถูกโจมตีอย่างรุนแรง

            หัวเสี่ยวเสียรวบรวมสติ มองเห็นจางซื่อแหยที่มีสีหน้าขุ่นเคือง นั่งอยู่ตรงข้ามตนเองไม่ไกล คุณโจวยืนอยู่ข้างกายจางซื่อแหย ที่ด้านข้างของจางซื่อแหย ผู้ช่วยเจิ้ง พลตรีโยดะ ศาสตราจารย์ทาคามิ และเหยียนจิ่งเทียนล้วนนั่งอยู่เงียบๆ สายตามองดูหัวเสี่ยวเสียกับพวก ไม่พูดอะไร บนศีรษะของผู้ช่วยเจิ้งพันผ้าพันแผล สีหน้าบึ้งตึง เห็นได้ชัดว่าโกรธมาก ท่าทางของเขาดูราวกับสามารถลุกขึ้นมาเอาชีวิตพวกหัวเสี่ยวเสียได้ตลอดเวลา อาการเช่นนี้ของผู้ช่วยเจิ้งนับว่าน่าเห็นอกเห็นใจ เขาถูกหัวเสี่ยวเสียใช้มีดจี้คอเป็นตัวประกัน จากนั้นถูกเฮยซานเปียนฟาดสลบ วางพาดไว้บนหลังม้าเหมือนหมูเหมือนหมา สูญเสียเกียรติของทหารไปจนหมดสิ้น

            คุณโจวสะบัดมือ หมอสมุนไพรที่อยู่ข้างกายหัวเสี่ยวเสียก็ถอยหลังออกไป

            หัวเสี่ยวเสียลอบกล่าวในใจว่า ‘หมดกัน! ถูกพวกมันจับตัวจนได้! ผู้หญิงที่สมควรตายนั่น ยัยปีศาจน้อย!’

            หัวเสี่ยวเสียนึกถึงตรงนี้ พลันตื่นตัวขึ้นมา หันหน้ามองดูซ้ายขวา เฮยซานเปียน ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียง เปียโหว หนึ่งคนต่อไม้หนึ่งท่อน ถูกมัดด้วยเชือกอยู่สองข้างของตนเอง นอกจากเฮยซานเปียนที่ถลึงตา เงยหน้ายืดอกอย่างไม่กลัวเกรงแล้ว ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวต่างก้มศีรษะ ไม่ทราบเป็นตายอย่างไร

            หัวเสี่ยวเสียพอฟื้นคืนสติ เฮยซานเปียนก็หันหน้ามามอง ถลึงตาใส่หัวเสี่ยวเสียแวบหนึ่ง ฮึ่มออกมาหนึ่งที หันหน้ากลับไปไม่กล่าววาจา หัวเสี่ยวเสียโกรธเคืองเฮยซานเปียน จึงขยับตัว แต่เชือกมัดไว้อย่างแน่นหนา ขยับเคลื่อนไหวไม่ได้แม้แต่น้อย บรรยากาศเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงเผาไหม้ของคบเพลิงเท่านั้น

            หัวเสี่ยวเสียทำใจดีสู้เสือ ตะโกนว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่น้องของฉัน! ปล่อยพวกเขาไปเถอะ!”

หัวเสี่ยวเสียตะโกนจบ ในสนามยังคงไร้เสียงตอบรับ หัวเสี่ยวเสียบังเกิดความหวาดกลัว คิดในใจว่า ‘นี่มันอะไรกัน?’

            เฮยซานเปียนหัวเราะฮาๆ กล่าวว่า “ฮั่วเสี่ยวเสีย ไม่น่าเชื่อว่าแกอายุยังน้อย กลับมีคุณธรรมขนาดนี้!”

            หัวเสี่ยวเสียไม่สนใจเฮยซานเปียน ตะโกนว่า “ปล่อยตัวพวกเขาซะ! จะฆ่าจะแกงฉันก็แล้วแต่พวกแก!”

            เฮยซานเปียนหัวเราะดังลั่น “จางซื่อแหย แกอยากรู้อะไร จะควักหัวใจหรือว่าควักอวัยวะภายใน ก็ควรบอกมาให้ชัดเจน พวกเราต่อให้เป็นเด็กเล่นงิ้ว ก็ยังสมควรได้รับเสียงตอบรับจากคนดู!”

            ผู้ช่วยเจิ้งเห็นเฮยซานเปียนถูกมัดติดกับเสา ยังพูดจาอวดดีถึงเพียงนี้ ก็ทนไม่ไหว เกือบยันกายขึ้นมาด่าทอให้สาแก่ใจ แต่มองเห็นจางซื่อแหยยังไม่มีท่าที จึงฝืนระงับเอาไว้ ขยับเข้าใกล้จางซื่อแหย ถามว่า “จางซื่อแหย คนจับมาแล้ว! ท่านยังรออะไรอีกเล่า?”

            จางซื่อแหยกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “ไม่ต้องรีบร้อน รอจนพวกมันเหนื่อยเสียก่อน!” น้ำเสียงของจางซื่อแหยปราศจากความอบอุ่นเป็นกันเองดังเช่นในตอนแรก ผู้ช่วยเจิ้งพอเห็นก็บังเกิดความหวาดกลัว ทราบว่าจางซื่อแหยบังเกิดโทสะ จึงมิกล้าล่วงเกิน ฝืนระงับความคับแค้น กลับมานั่งที่โดยไม่พูดอะไร

            เฮยซานเปียนทั้งตะโกนทั้งด่าทอ ตะโกนคำสบถอยู่ครึ่งค่อนวัน ก็ยังไม่มีใครสนใจ เฮยซานเปียนรู้สึกหมดสนุก จึงเก็บแรงเอาไว้ ไม่กล่าวอะไรอีก
            หัวเสี่ยวเสียรอจนเฮยซานเปียนตะโกนจบแล้ว ค่อยสูดหายใจ ตะโกนว่า “จางซื่อแหย! ของอยู่กับฉัน ขอเพียงท่านปล่อยพี่น้องของฉันออกจากเมือง ฉันยินดีคืนให้!”

ความจริงหัวเสี่ยวเสียกล่าวคำพูดนี้ออกมา ในใจไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย จางซื่อแหยกับพวกใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ไม่สอบสวนไม่ถามไถ่ รอให้พวกเขาบอกออกมาเอง

            โจรแถบตงเป่ยในอดีต ไม่ว่าอายุมากหรือน้อย ล้วนมีนิสัยแข็งกร้าว ส่วนใหญ่เป็นประเภทปากแข็งใจอ่อน ไม่เหมือนโจรทางใต้ที่กะล่อนปลิ้นปล้อน ยิ่งใช้ไม้แข็งยิ่งปิดปากเงียบ ยิ่งบีบคั้นก็จะตะโกนว่า ‘ยี่สิบปีให้หลังก็เป็นชายชาตรีอีกครั้ง’ ต้องการตายแล้วตายรอด จางซื่อแหยในใจทราบดี เฮยซานเปียนกล้ามาขโมยของในบ้านตนเองที่เหล่าโจรต่างกลัวเกรง เบื้องหลังไม่ทราบซุกซ่อนแผนการสะเทือนฟ้าดินอันใด ดังนั้นจึงวางมาดเช่นนี้ ความจริงคือการข่มขวัญเฮยซานเปียนทางอ้อม พวกหัวเสี่ยวเสียเป็นเพียงตัวประกอบเท่านั้น

            พอหัวเสี่ยวเสียเอะอะโวยวาย จางซื่อแหยกลับลำบากใจเล็กน้อย แต่หัวเสี่ยวเสียสารภาพว่าตนเองทราบที่อยู่ของลูกแก้วครรภ์หยก หากจางซื่อแหยไม่ถามไถ่สักคำ ก็คงต้องผิดใจกับพลตรีโยดะและผู้ช่วยเจิ้งแล้ว

            หัวเสี่ยวเสียตะโกนจบ ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวต่างผงกศีรษะขึ้นมา ลั่งเต๋อเปินใบหน้าเขียวช้ำ เห็นได้ชัดว่าหลังถูกจับยังถูกซ้อมไปหนึ่งยก ปากบวมจนพูดจาลำบาก แต่ยังฝืนตะโกนว่า “พี่ใหญ่! ไปต้องไปด้วยกัน ตายต้องตายด้วยกัน!”

            เหล่ากวนเชียงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำก็หัวเราะออกมา กล่าวอย่างยากลำบากว่า “พี่ใหญ่ ถึงเวลานี้แล้ว พี่อย่าอวดเก่งอีกเลย พวกเราสี่คนมีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ผมไม่กลัวตาย”

            เปียโหวมีอาการสะอื้น กล่าวอู้อี้ว่า “พี่ใหญ่! ฮือๆ พี่ใหญ่ ฮือ…”

            หัวเสี่ยวเสียด่าทอว่า “พวกแกหุบปาก! พูดจาเพ้อเจ้ออะไร เมื่อกี้นี้ฉันไม่ใช่หนีเอาตัวรอดเรอะ!”

            เหล่ากวนเชียงกล่าวเสียงค่อยว่า “พี่ใหญ่ นั่นมันคนละเรื่อง”

            ลั่งเต๋อเปินไอออกมา กล่าวด้วยเสียงแหบแห้งว่า “พี่ใหญ่ อย่าคืนให้พวกมัน! อย่างมากก็แค่ตาย!”

            จางซื่อแหยมองดูเด็กทั้งสี่ส่งเสียงโวยวายอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็หันหน้าไปกล่าวกับผู้ช่วยเจิ้งว่า “ผู้ช่วยเจิ้ง คุณคิดว่าควรทำตามเงื่อนไขของเด็กนี่หรือไม่?”

            ผู้ช่วยเจิ้งอุตส่าห์รอจนจางซื่อแหยยอมปริปาก นึกถึงตอนที่หัวเสี่ยวเสียใช้มีดจี้คอตนเอง ไหนเลยจะยอมอ่อนข้อต่อหัวเสี่ยวเสีย อ้าปากกล่าวว่า “เด็กพวกนี้ทำความผิดมหันต์! ปล่อยไว้ไม่ได้!”

            จางซื่อแหยกล่าวเสียงเย็นชาว่า “อย่างนั้นความหมายของผู้ช่วยเจิ้งคือ…?”

            ผู้ช่วยเจิ้งครุ่นคิดวิธีที่จะแก้แค้นไว้หลากหลายแบบ จึงกล่าวว่า “ผมไม่เชื่อว่าเด็กนี่จะไม่พูดออกมา! เขารักพี่น้องไม่ใช่รึ? ผมจะดูว่าเขารักพี่น้องแค่ไหน!”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “ผู้ช่วยเจิ้งเป็นตัวแทนที่ว่าการเมืองเฟิ่งเทียน ก็รบกวนผู้ช่วยเจิ้งช่วยตัดสินเถอะ!”

            ผู้ช่วยเจิ้งถึงคราวได้ระบายความแค้น จึงยันกายขึ้น ชี้นิ้วไปยังหัวเสี่ยวเสียพลางกล่าวว่า “ไอ้หนู! แกยังต่อรองอะไรได้หรือ?”

            หัวเสี่ยวเสียพอได้ยินคำพูดของผู้ช่วยเจิ้ง ก็บังเกิดแรงฮึด กล่าวว่า “แกว่าใครไอ้หนู เมื่อกี้เสียดายที่ฉันไม่ได้ฆ่าแก!”

            ผู้ช่วยเจิ้งฮึ่มออกมา เดินขึ้นหน้าสองก้าว กล่าวว่า “พวกแกทั้งหมดต้องถูกประหาร!”

            หัวเสี่ยวเสียจำหน้าผู้ช่วยเจิ้งไม่ได้ และไม่สนว่าเขาเป็นใคร ด่าทอว่า “แกคิดว่าแกเป็นใคร! xxxแม่แก! ทำไมแม่ของแกจึงคลอดแกออกมาหน้าตาเหมือนก้นแบบนี้”

            ผู้ช่วยเจิ้งเป็นคนสนิทของจางจั้วหลินผู้เป็นใหญ่ในดินแดนแถบตงเป่ย แค่คำพูดเดียวก็สามารถเอาชีวิตคน ไหนเลยจะเคยได้ยินเด็กตัวกะเปี๊ยกด่าทอมารดาตนเองเช่นนี้ ต้องโกรธเคืองจนใบหูแดงก่ำ

            จางซื่อแหยทราบว่าผู้ช่วยเจิ้งไม่มีประสบการณ์ในการสอบสวนนักโทษ ทำแบบนี้เสมือนเป็นการหาเหาใส่หัว แต่ก็นึกไม่ถึงว่าหัวเสี่ยวเสียอายุไม่มาก กลับมีความกล้าหาญ ต้องลอบหัวเราะในใจโดยไม่แสดงออกทางสีหน้า

            คนผู้หนึ่งที่อยู่ด้านหลังเหยียนจิ่งเทียนกลับอดกลั้นไม่อยู่ ถึงกับหัวเราะออกมา

            จางซื่อแหยหูตาว่องไว ได้ยินเสียงหัวเราะจากด้านหลังของเหยียนจิ่งเทียน ก็รู้สึกไม่พอใจ ด่าทอว่า “พวกแกกล้าดียังไง หากไม่ใช่พวกแกเป็นคนของตระกูลหั่ว ฉันคงไม่เกรงใจนานแล้ว!”

            ผู้ช่วยเจิ้งไม่ทราบควรสวนกลับไปเช่นไร ได้แต่โกรธเคืองจนใบหน้าแดงก่ำ กล่าวออกมาประโยคหนึ่งว่า “เจ้าเด็กตัวแสบ ลูกแก้วอยู่ที่ไหน? บอกมา!”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “ฉันบอกไปแล้วว่าให้ปล่อยพี่น้องของฉันออกไปจากเมืองเฟิ่งเทียนก่อน ฉันถึงจะบอกพวกแกว่าลูกแก้วอยู่ที่ไหน!”

            ผู้ช่วยเจิ้งกล่าวด้วยความโมโหว่า “แกคิดว่าฉันทำอะไรแกไม่ได้เรอะ? ตกอยู่ในมือพวกเรายังกล้าต่อรองอีก! แกจะไม่บอกฉันใช่ไหม?”

            ผู้ช่วยเจิ้งกล่าวพลางหยิบปืนพกจากอกเสื้อของตนเอง นาบลงบนแก้มของหัวเสี่ยวเสีย หัวเสี่ยวเสียไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ยังด่าทอว่า “แน่จริงก็ยิงเลยสิ!”

            ผู้ช่วยเจิ้งหัวเราะเยาะ ยกปืนขึ้นเล็งไปที่หน้าอกของเหล่ากวนเชียง หัวเสี่ยวเสียสีหน้าแปรเปลี่ยน นึกไม่ถึงว่าผู้ช่วยเจิ้งจะใช้วิธีสกปรกเช่นนี้ ตวาดว่า “ไอ้ไก่อ่อน! แน่จริงเล็งมาที่ฉันสิ!”

            ผู้ช่วยเจิ้งกล่าวว่า “จะบอกหรือไม่บอก? แกอยากเห็นพี่น้องตายต่อหน้าต่อตาหรือ?”

            หัวเสี่ยวเสียหอบหายใจรุนแรง ไม่ทราบควรทำอย่างไร ได้แต่ถลึงตาจนกลมโต

            ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียงและเปียโหวมองเห็นปืนในมือผู้ช่วยเจิ้งก็ตกตะลึง เหล่ากวนเชียงด่าทอว่า “แน่จริงก็ยิงสิ! ถ้าฉันตาย ฉันจะกลายเป็นผีมาตามรังควานแกทุกวัน!”

            ผู้ช่วยเจิ้งไม่พูดอะไร กำลังจะลั่นไก หัวเสี่ยวเสียพลันตะโกนว่า “ช้าก่อน! ฉันบอกแล้ว! อย่ายิง!”

            ผู้ช่วยเจิ้งคลายนิ้วออกจากไกปืน มองหัวเสี่ยวเสียด้วยสายตาเยาะเย้ย กล่าวว่า “กลัวแล้วเรอะ? เมื่อกี้ยังอวดเก่งปากดีอยู่เลยไม่ใช่รึ?”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “อย่ายิง อย่ายิง! ฉันยอมบอกแล้ว! ฉันซ่อนลูกแก้วไว้ในโพรงต้นฮว๋าย* ต้นหนึ่งที่ปากคลองน้ำเน่า!”

            *ต้นสกอลาร์จีน

            ผู้ช่วยเจิ้งกล่าวว่า “อ้อ! จริงหรือ?”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “จริงสิ! ถ้าไม่เชื่อแกก็ส่งคนไปหาดู!”

ตอนที่ 6

ผู้ช่วยเจิ้งส่งเสียงดังอ้อ หันหน้ากลับมา มองดูปืนในมือ ทันใดนั้นได้ยินเสียงดังปัง!

            ผู้ช่วยเจิ้งลั่นไกอย่างกะทันหัน ลูกกระสุนพุ่งเข้าที่หน้าอกของเหล่ากวนเชียง ทะลุเสื้อผ้าเข้าไป บริเวณปากกระบอกปืนมีควันลอยขึ้นมาเล็กน้อย ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึง!

            เหล่ากวนเชียงก้มลงมอง ฝืนกะพริบตาแล้วหัวเราะออกมา เงยหน้าขึ้นมองไปยังหัวเสี่ยวเสีย กล่าวว่า “ฉัน…ฉันถูกยิง…”

            โลหิตไหลทะลักออกมาจากบริเวณหน้าอกของเหล่ากวนเชียง เหล่ากวนเชียงเงยหน้าขึ้น หอบหายใจอย่างรุนแรง มองดูหมู่ดาวบนท้องฟ้า กล่าวว่า “ไม่เจ็บ ไม่เจ็บเลยสักนิด…” กล่าวจบเหล่ากวนเชียงก็คอพับลงไป สิ้นใจทันที

            หัวเสี่ยวเสียมองดูเหล่ากวนเชียง หอบหายใจอย่างรุนแรงจนกล่าววาจาไม่เป็นประโยค “เหล่า…เหล่า…ผม…เหล่า…”

            ผู้ช่วยเจิ้งเป่าปลายกระบอกปืน กล่าวช้าๆ ว่า “คนที่ฉันยิงตายกับมืออย่างน้อยก็เป็นร้อยแล้ว ยังกลัวแกกลายเป็นผีมาตามรังควานเรอะ?” จากนั้นจ้องมองหัวเสี่ยวเสีย กล่าวว่า “ไอ้หนู เมื่อกี้แกโกหก ก่อนที่แกจะฟื้น ต้นฮว๋ายต้นนั้นพวกเราไปค้นเรียบร้อยแล้ว ถ้าแกโกหกฉันอีก คนต่อไปก็คือมัน!”

            ผู้ช่วยเจิ้งยกปืนขึ้นเล็งไปที่ลั่งเต๋อเปิน

            ลั่งเต๋อเปินเห็นเหล่ากวนเชียงสิ้นใจต่อหน้า ก็ตกตะลึงจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว จ้องมองซากศพของเหล่ากวนเชียง จึงไม่เห็นว่าผู้ช่วยเจิ้งถือปืนเล็งมาที่ตนเอง

            เปียโหวร่ำไห้ออกมาเสียงดัง “เหล่ากวนเชียง! เหล่ากวนเชียง! เหล่ากวนเชียง!” แต่ไม่ว่าเปียโหวตะโกนเรียกอย่างไร เหล่ากวนเชียงก็ไม่เงยหน้าขึ้นมาอีกแล้ว

            หัวเสี่ยวเสียค่อยๆ หันหน้าไปมองผู้ช่วยเจิ้ง ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ น้ำตาไหลลงมาจากหางตา ยามปกติหัวเสี่ยวเสียกับเหล่ากวนเชียงเล่นหยอกล้อกันเป็นประจำ แต่วันนี้เหล่ากวนเชียงจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เขาจึงไม่อาจฝืนกลั้นน้ำตาไว้ได้

            หัวเสี่ยวเสียร่างแข็งทื่อราวกับซากศพ จ้องมองผู้ช่วยเจิ้ง ผู้ช่วยเจิ้งก็เผชิญสายตาหัวเสี่ยวเสียด้วยสีหน้าเย้ยหยัน นัยน์ตาของหัวเสี่ยวเสียปราศจากความโกรธแค้นและหวาดกลัว ในห้วงสมองมีเพียงประโยคเดียวคือ ‘ฉันเป็นคนทำให้เหล่ากวนเชียงต้องตาย?’

            ผู้ช่วยเจิ้งกล่าวว่า “ของอยู่ที่ไหน? บอกมา!”

            หัวเสี่ยวเสียขยับปาก กล่าวช้าๆ ว่า “ผม…ผม…ผม…”

            ขณะนี้ลั่งเต๋อเปินเกิดบ้าคลั่งขึ้นมา ตะโกนเสียงดังลั่น ดิ้นรนอย่างรุนแรง เนื่องจากเชือกรัดคอไว้ ลั่งเต๋อเปินดิ้นไปมาจนเนื้อบนคอถลอก มีเลือดไหลซึมออกมา ตะโกนลั่นว่า “ไอ้บัดซบ! ฉันจะฆ่าแก ฉันจะฆ่าแก…”

            ลั่งเต๋อเปินตะโกนอย่างบ้าคลั่ง ดิ้นรนอย่างน่าเวทนา เสียงตะโกนนั้นไม่คล้ายเสียงของคน กลับคล้ายเสียงของสัตว์ป่า

            ผู้ช่วยเจิ้งพอเห็นลั่งเต๋อเปินมีสภาพเช่นนี้ ก็เกิดอาการหวาดหวั่น ยกปืนชี้ไปที่ลั่งเต๋อเปินแล้วด่าทอว่า “ขืนตะโกนอีกจะยิงแกให้ตาย!”

            ลั่งเต๋อเปินไม่ฟัง ยังคงตะโกนและดิ้นรน ผู้ช่วยเจิ้งกำลังลังเลใจว่าจะลั่นไกหรือไม่ ทันใดนั้นเฮยซานเปียนคำรามขึ้นกลบเสียงของลั่งเต๋อเปิน “ตะโกนหาแม่เอ็งเรอะ! หุบปาก! คนก็ตายไปแล้ว!”

            เสียงคำรามของเฮยซานเปียนกลบเสียงของลั่งเต๋อเปินจนมิด ลั่งเต๋อเปินไม่ตะโกนออกมาอีก ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ ใบหน้าแดงก่ำ ร่างกายอ่อนยวบ ก้มหน้าลงอย่างกะทันหัน ไม่ทราบเป็นหรือตาย

            เฮยซานเปียนด่าทอว่า “หนวกหูเป็นบ้า! ฮั่วเสี่ยวเสีย แกมัวเงียบทำไม มีอะไรก็พูดออกไปสิ!”

            หัวเสี่ยวเสียพลันได้สติกลับคืน สูดลมหายใจกล่าวว่า “ผมพูด ผมพูดแล้ว ลูกแก้วนั่นผมกลืนลงท้องไปแล้ว!”

            เฮยซานเปียนและผู้ช่วยเจิ้งต่างตกตะลึง ผู้ช่วยเจิ้งหันหน้ามามองจางซื่อแหย จางซื่อแหยก็มีอาการแตกตื่นเล็กน้อย ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาหัวเสี่ยวเสีย ลูบคางพลางถามว่า “แกกลืนลงไปทั้งสองลูกเลยเรอะ?”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “อย่าฆ่าพี่น้องผม ผมพูดความจริง! ลูกแก้วนั่นอยู่ในท้องของผม!”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “ใครใช้ให้แกกลืนลงไป?”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอวางยาชาผมแล้วก็ยัดลูกแก้วเข้าปากผม บังคับให้กลืนลงไป”

            จางซื่อแหยสีหน้าแปรเปลี่ยน “ผู้หญิงคนหนึ่ง? หน้าตาเป็นยังไง?”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “ไม่รู้ ผมมองเห็นไม่ชัด ตอนนั้นโดนยาชา มองเห็นแค่รางๆ”

            เฮยซานเปียนก็ได้ยิน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็หัวเราะเสียงดัง “จางซื่อแหยเอ๋ยจางซื่อแหย เหตุการณ์พลิกผันขนาดนี้เลยหรือ? ชิงลูกแก้วไปได้แล้วดันบังคับให้เด็กคนนี้กลืนลงไป? ฮาๆ”

            หัวเสี่ยวเสียจ้องมองจางซื่อแหยกับผู้ช่วยเจิ้งด้วยสายตาอ้อนวอน กล่าวว่า “ผมบอกไปหมดแล้ว ถ้าโกหกแม้แต่คำเดียวขอให้ฟ้าผ่า พวกท่านปล่อยพี่น้องของผมไปเถอะ! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเขา ปล่อยพวกเขาไปเถอะ ขอร้องล่ะ!”

            จางซื่อแหยขมวดคิ้วครุ่นคิด ‘น่าแปลกจริงๆ ตอนจับตัวเด็กคนนี้มาได้ มันสลบอยู่ข้างทาง เห็นได้ชัดว่ามีคนลงมือก่อนหน้านั้น ปล่อยให้พวกเราจับตัวมันมาง่ายๆ! ถ้าเด็กคนนี้พูดความจริง ลูกแก้วครรภ์หยกอยู่ในท้องของมัน! ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ราวกับไม่ได้ช่วยเหลือพวกเรา แต่ว่าลูกแก้วครรภ์หยกมีพิษรุนแรง ต่อให้เป็นคนอื่น อมไว้ในปากเพียงครู่เดียวก็ต้องเสียชีวิตแล้ว! ทำไมเด็กคนนี้ถึงยังมีชีวิตอยู่ได้?’

            ผู้ช่วยเจิ้งทำลายห้วงความคิดของจางซื่อแหย ถามว่า “จางซื่อแหย เด็กคนนี้กลืนลงไปจริงไหม? อย่างนั้นยังเอาออกมาได้หรือเปล่า?”

            จางซื่อแหยถอนหายใจยาว กล่าวว่า “ได้! พวกเรา ถอดเสื้อผ้ามันออก ผ่าท้องเอาลูกแก้วออกมา!”

            จางซื่อแหยพอกล่าวจบ ในกลุ่มคนมีหลายเสียงขานรับ มือดาบหลายคนแทรกตัวออกมา ชักดาบแหลมคมเงาวับ เดินเข้าไปจับตัวหัวเสี่ยวเสีย เตรียมถอดเสื้อผ้าของเขาออก

            หัวเสี่ยวเสียก็ไม่ขัดขืน เพียงตะโกนว่า “ผมพูดไปหมดแล้ว! ปล่อยพี่น้องของผมไป ปล่อยพี่น้องของผมไป!”

            เฮยซานเปียนกล่าวว่า “จางซื่อแหย ฉันใช้เด็กพวกนี้มาเป็นเหยื่อล่อ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขา ท่านปล่อยพวกเขาไปเถอะ!”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “เฮยซานเปียน แกอยู่เฉยๆ ยังไม่ถึงทีแกพูด!”

            หัวเสี่ยวเสียถูกถอดเสื้อผ้าออก เปลือยร่างท่อนบน ชายฉกรรจ์คนหนึ่งหยิบผ้ามาเช็ดดาบจนเงาวับ วางดาบไว้บนท้องของหัวเสี่ยวเสีย เตรียมกดลงไป หากมือดาบผู้นี้ฝีมือดี เพียงดาบเดียวก็สามารถผ่าท้องให้แยกออกจนอวัยวะภายในไหลทะลักออกมา

            ขณะนี้ในกลุ่มคนมีคนหนึ่งเบียดตัวแทรกเข้ามา เดินเข้าไปหาจางซื่อแหยด้วยอาการแตกตื่น คุกเข่าลงกับพื้นพลางตะโกนว่า “จางซื่อแหย! แย่แล้วครับ!”

            จางซื่อแหยพอเห็นคนผู้นั้น สีหน้าพลันเปลี่ยนไป คว้าไหล่ของเขาพลางตวาดว่า “เกิดอะไรขึ้น?”

            คนผู้นั้นบอกว่า “กระจก! กระจก! หาย…”

            จางซื่อแหยไม่รอให้คนผู้นั้นกล่าวจบ ตบหน้าเขาจนล้มลงกับพื้น เขารีบคลานขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปในกลุ่มคน กลุ่มคนแหวกทางให้ จางซื่อแหยเดินตามไปอย่างร้อนรน

            จางซื่อแหยร้อนรนเช่นนี้นับว่าเสียเกียรติของตนเอง เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พลตรีโยดะ ศาสตราจารย์ทาคามิและคนอื่นๆ ล้วนตกตะลึง พากันลุกขึ้นยืน มองไปยังทิศทางที่จางซื่อแหยเดินจากไป ไม่ทราบควรทำอย่างไร

            คุณโจวคล้ายกับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น รีบประสานมือให้ทุกคน กล่าวว่า “ทุกท่าน จวนของเราเกิดเรื่องใหญ่ ขอทุกท่านโปรดรอสักครู่ พ่อบ้านหลิว!”

            พ่อบ้านหลิวรีบแยกตัวออกมาจากกลุ่มคน ตะโกนว่า “อยู่ครับ!”

            คุณโจวกล่าวว่า “พาแขกทุกท่านไปดื่มน้ำชานั่งพักผ่อนที่ตึกเจิ้นเป่าถัง ดูแลให้ดี อย่าให้แขกเหรื่อถูกรบกวน!”

พ่อบ้านหลิวเข้าใจความหมายของคุณโจว คือบอกให้พ่อบ้านหลิวพาโยดะ ศาสตราจารย์ทาคามิและผู้ช่วยเจิ้งรวมถึงคนอื่นๆ ไปนั่งรอที่ตึกเจิ้นเป่าถัง จับตาดูพวกเขาอย่างเข้มงวด อย่าปล่อยให้พวกเขาเดินเพ่นพ่าน

            พ่อบ้านหลิวรีบขานรับ เดินเข้าไปเชื้อเชิญผู้ช่วยเจิ้งและแขกคนอื่นๆ คุณโจวประสานมือให้อีกครั้ง มองไปยังนักบู๊ชุดน้ำเงินแวบหนึ่งโดยไม่กล่าววาจา จากนั้นเดินไปตามทิศทางที่จางซื่อแหยจากไป

            มือดาบที่เตรียมผ่าท้องหัวเสี่ยวเสีย พอเห็นผู้บังคับบัญชาจากไปอย่างกะทันหัน ก็ลงมือไม่ได้ ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม นักบู๊ชุดน้ำเงินที่อยู่ข้างกายคุณโจวเดินขึ้นหน้ามา กล่าวว่า “มัดมันไว้ที่นี่ คอยเฝ้าไว้ให้ดี ถอยไป!”

มือดาบหลายคนนั้นล้วนขานรับ สวมใส่เสื้อผ้าให้หัวเสี่ยวเสียตามเดิม จากนั้นก็มัดเขาไว้กับท่อนไม้

            หัวเสี่ยวเสียนับว่ารอดชีวิตกลับมาจากประตูนรกอย่างหวุดหวิด

            จางซื่อแหยเดินอย่างรีบร้อน มุ่งไปยังสวนหลังบ้าน ภายในสวนหลังบ้านวุ่นวายโกลาหล มีคนเห็นจางซื่อแหยเดินเข้ามา ก็เข้าไปรายงานว่า “จางซื่อแหย! กลไกทุกอย่างไม่มีร่องรอยการเปิด แต่กระจกหายไปแล้วครับ!”

            จางซื่อแหยสีหน้าเคร่งขรึมไม่กล่าววาจา เดินหน้าต่อไปจนกระทั่งมาถึงหน้าห้องหินที่มีแต่ประตูไม่มีหน้าต่าง ข้างประตูห้องมีคนนอนกองอยู่บนพื้นเจ็ดแปดคน แต่ละคนน้ำลายฟูมปาก สลบหมดสติ มีคนหลายคนนำชุยเสินสุ่ยมาให้พวกเขาสูดดม แต่พวกเขาก็ไม่ตอบสนอง คนเหล่านั้นพอเห็นจางซื่อแหย ก็รีบยืนขึ้นเปิดประตูให้

            จางซื่อแหยเข้าไปในห้อง เดินลงไปชั้นใต้ดิน จากนั้นเดินเลี้ยวไปมาครู่ใหญ่ ไม่ทราบผ่านกลไกกี่ด่าน ค่อยมาถึงห้องลับห้องหนึ่ง กลางห้องมีฐานหินทรงกลมตั้งอยู่ ด้านบนกลับว่างเปล่า

จางซื่อแหยพอมองเห็นฐานหินนี้ก็ร่างแข็งทื่อ ตกตะลึงจนเกือบเซล้มลงกับพื้น มีนักบู๊รีบเข้ามาพยุง จางซื่อแหยยกมือกุมขมับ ร้องคร่ำครวญว่า “หายไปแล้ว! มันหายไปแล้ว!”

            จางซื่อแหยพึมพำออกมา ทรงตัวให้มั่นแล้วผลักนักบู๊ที่เข้ามาพยุงเขาไปด้านหนึ่ง ตะโกนว่า “หายไปได้ยังไง มันเกิดอะไรขึ้น? ฝีมือใคร!”

            เหล่านักบู๊ที่อยู่ข้างกายล้วนไม่กล้าส่งเสียง จางซื่อแหยตาแดงก่ำ ยกมือบีบคอนักบู๊คนหนึ่งดุจหมาป่าดุร้าย ตะโกนว่า “ฝีมือแกเรอะ!” นักบู๊คนนั้นถูกจางซื่อแหยบีบคอจนพูดไม่ได้ ทำได้เพียงส่ายหน้าสุดชีวิต!

            จางซื่อแหยคลายมือออก จากนั้นคว้านักบู๊อีกคน ตะโกนว่า “ฝีมือแกหรือเปล่า!” นักบู๊คนนั้นก็ไม่กล้าหลบหนี ปล่อยให้จางซื่อแหยบีบคอจนหายใจติดขัด เอาแต่ส่ายหน้า จางซื่อแหยถีบคนผู้นั้นออกไป เงยหน้าตะโกนดังลั่นว่า “ใครขโมยไป คืนกระจกฉันมา!!!”

ท่าทางของจางซื่อแหยในตอนนี้เหมือนกับคนบ้าเสียสติ น้ำลายฟูมปาก เบื้องหน้าพร่าเลือน พุ่งเข้าหานักบู๊คนหนึ่ง ยื่นมือบีบลำคอคนผู้นั้น พอขยับข้อมือ ได้ยินเสียงดังกึก คนผู้นั้นสิ้นใจล้มลง เหล่านักบู๊พบเห็นจางซื่อแหยสภาพนี้ก็ตกตะลึง วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น จางซื่อแหยไม่สนใจสิ่งอื่นใด มือทั้งสองข้างเหวี่ยงไปมา ขอเพียงจับตัวใครได้ ไม่ใช่หักแขนหักขาก็คือเอาชีวิตคนผู้นั้น

            ที่ด้านหลังจางซื่อแหยมีคนตะโกนว่า “จางซื่อแหย โปรดสงบสติอารมณ์ก่อนเถอะ!”

            จางซื่อแหยหันหน้ามาราวกับหมาป่าบ้าคลั่ง ยื่นมือไปข้างหน้า แวบเดียวก็พุ่งเข้าไปบีบคอของคนที่ส่งเสียงอย่างรวดเร็ว คนที่ส่งเสียงไม่ใช่ใคร่อื่น แต่เป็นคุณโจวนั่นเอง

            คุณโจวพอเดินทางมาถึง ก็พบเห็นจางซื่อแหยในสภาพบ้าคลั่ง เห็นคนฆ่าคน เหล่านักบู๊ล้วนหน้าถอดสี พยายามหลบหลีกแต่ไม่กล้าหนีไป คุณโจวพอเห็นสภาพเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมา คาดไม่ถึงว่าจางซื่อแหยจำตนเองไม่ได้ ถึงกับบีบคอตนเองด้วย คุณโจวทราบความร้ายกาจของจางซื่อแหย แต่ยังคงตะโกนออกมาว่า “แม้แต่ฉันก็จำไม่ได้รึ!”

            จางซื่อแหยพอได้ยินเสียงนี้ก็พลันหยุดชะงัก กะพริบตาแล้วเพ่งมอง สีหน้าท่าทางค่อยกลับคืนเป็นปกติ คุณโจวปัดมือของจางซื่อแหยออก ไอออกมาหนึ่งครั้ง กล่าวว่า “จางซื่อแหย ใจเย็นๆ สงบสติอารมณ์ก่อน!”

            ใบหน้าของจางซื่อแหยคลายความโหดเหี้ยมลง เปลี่ยนเป็นสีหน้าโศกเศร้าปานจะสิ้นใจ กล่าวกับคุณโจวด้วยเสียงสะอึกสะอื้นว่า “คุณโจว กระจกหลิงหลงเป็นดวงใจของผม! ถ้ากระจกหายไปก็ไม่ต่างอะไรกับเสียชีวิต” กล่าวจบก็ทำท่าทางดุจเด็กน้อยไร้เดียงสา ซบไหล่ของคุณโจวพลางปล่อยโฮออกมา

คุณโจวทั้งสงสารทั้งเห็นใจ ตบไหล่ของจางซื่อแหย ขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูจางซื่อแหยว่า “ศิษย์รักเอ๋ย กระจกหายไปยังตามเอาคืนได้! ขอเพียงรู้ว่าใครขโมยไป ก็สามารถตามกลับมาได้อย่างแน่นอน!”

            จางซื่อแหยตกตะลึง กล่าวเสียงเบาด้วยน้ำตานองหน้าว่า “อาจารย์ ท่านไม่ได้เรียกผมเป็นศิษย์มาเกือบยี่สิบปีแล้ว เฮ้อ…อาจารย์! ท่านจงใจรอให้ผมสูญเสียกระจกไป ค่อยยอมรับศิษย์คนนี้อย่างนั้นหรือ?”

            คุณโจวสีหน้าเศร้าหมอง กล่าวเสียงเบาว่า “ศิษย์เอ๋ย อย่าพูดถึงมันอีกเลย ที่นี่มีคนมากมาย พวกเราเรียกกันด้วยฐานะนายกับบ่าวเถอะ”

จางซื่อแหยพยักหน้ารับ คุณโจวหันไปตะโกนบอกคนรอบข้างว่า “รีบนำเก้าอี้เข้ามาให้จางซื่อแหย!”

            เหล่านักบู๊เห็นจางซื่อแหยสงบลงแล้ว ก็รีบคว้าเก้าอี้เข้ามาสองตัว พยุงจางซื่อแหยนั่งลง คุณโจวกลับไม่นั่งลง เพียงหรี่ตาสำรวจรอบๆ ห้อง หันหน้าไปกล่าวกับจางซื่อแหยว่า “จางซื่อแหย คนที่มีฝีมือขนาดนี้ ตอนนี้เกรงว่ามีเพียงคนของตระกูลปัญจธาตุจึงสามารถทำได้”

            จางซื่อแหยค่อยๆ ผ่อนคลายลง ได้ยินคุณโจวกล่าวเช่นนี้ ก็กล่าวเสียงเคร่งขรึมว่า “แต่พวกเราไม่มีความบาดหมางกับตระกูลปัญจธาตุ ไม่เคยเจอพวกเขาด้วยซ้ำ ทำไมพวกเขาต้องขโมยกระจกของผมด้วย?”

            คุณโจวกล่าวว่า “คนของตระกูลปัญจธาตุมีนิสัยประหลาด บางทีพวกเราอาจไม่ได้ล่วงเกินพวกเขา แต่เป็นเพราะมาตรการป้องกันการขโมยของพวกเราเข้มงวดจนเป็นที่เลื่องลือ เมื่อล่วงรู้ไปถึงหูของพวกเขา พวกเขาจึงมาโดยไม่ได้รับเชิญ จงใจทำลายวิธีป้องกันขโมยของพวกเรา เพื่อสำแดงฝีมือของตัวเอง”

            จางซื่อแหยตกตะลึง กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเขาไม่ได้ต้องการกระจกหลิงหลง? แค่ต้องการมาท้าทายกลไกของผมเท่านั้น แล้วกระจกจะส่งคืนผมหรือเปล่า?”

            คุณโจวกล่าวว่า “คงจะยาก นอกจากคุณสามารถหาตัวคนขโมยกระจกจนพบ เจรจาตกลงกันค่อยมีความเป็นไปได้”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “คุณโจว คุณคิดว่าเป็นฝีมือของตระกูลไหน? คนที่ชื่อเหยียนจิ่งเทียน คุณสงสัยว่าเขาเป็นคนของตระกูลหั่วไม่ใช่รึ? ในเมื่อพวกเขาปรากฏตัวที่นี่ จะเป็นฝีมือของพวกเขาหรือเปล่า?”

            คุณโจวกล่าวว่า “ถ้าพวกเขาเป็นคนของตระกูลหั่ว ก็มีความเป็นไปได้ แต่ได้ยินว่าคนตระกูลหั่วให้ความสำคัญกับเรื่องการลงมือ ถึงแม้กลไกฟ้าดินของพวกเราอาจไม่ล้ำลึกในสายตาของพวกเขา แต่ถ้าไม่ทิ้งร่องรอยแม้แต่น้อย ยังเป็นไปไม่ได้ ผมคิดว่าอาจจะเป็นฝีมือของคนตระกูลสุ่ย!”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “ตระกูลสุ่ย?”

            คุณโจวกล่าวว่า “ใช่! คนที่ขโมยกระจกเข้าใจกลไกฟ้าดินของพวกเราเป็นอย่างดี จะต้องแฝงตัวอยู่ในบ้านของพวกเราเป็นเวลานาน รอจนเฮยซานเปียนก่อเรื่องที่ด้านนอก ค่อยฉวยโอกาสวางยาคนดูแลคลังใต้ดินของพวกเรา ขโมยกุญแจเปิดประตูเข้ามา”

            จางซื่อแหยขมวดคิ้วครุ่นคิด จากนั้นกล่าวว่า “แต่กลไกฟ้าดินที่อยู่บนพื้น โจรผู้นี้ผ่านไปได้ยังไง?”

            คุณโจวชี้ไปยังอิฐก้อนหนึ่งบนพื้น หันไปกล่าวกับจางซื่อแหยว่า “คุณดูนั่น บนก้อนอิฐมีผงหินอยู่ชั้นหนึ่งหรือเปล่า?”

            จางซื่อแหยยืนขึ้น เดินเข้าไปพลางก้มลงแตะดู กล่าวว่า “จริงด้วย! มีผงหินอยู่ชั้นหนึ่ง”

            คุณโจวกล่าวว่า “เมื่อครู่ผมอยู่หน้าประตู มองเห็นใต้ร้องเท้าของผู้คุมใหญ่ที่นอนสลบอยู่ก็มีผงหินชนิดนี้…ฮ่าๆ! เจ้าเล่ห์จริงๆ โจรผู้นี้ต้องรู้แน่ว่าพอเฮยซานเปียนก่อเรื่อง พวกเราต้องเปิดใช้งานกลไก ผู้คุมใหญ่ต้องเดินผ่านกลไกฟ้าดินก่อนหนึ่งรอบ เพื่อไปวางแนวป้องกันที่หน้ากระจก โจรผู้นี้คาดการณ์ไว้แต่แรก จึงปล่อยให้ผู้คุมใหญ่เหยียบผงหินเข้ามา เพียงเดินตามรอยเท้าของผู้คุมใหญ่ออกไป ก็ไม่มีทางแตะถูกกลไก!”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “ดูท่าทางโจรผู้นี้รู้เรื่องเกี่ยวกับพวกเราทุกกระเบียดนิ้ว!”

            คุณโจวกล่าวว่า “ถูกต้อง! ฝีมือในการรวบรวมข้อมูลและรอคอยโอกาสอย่างนี้ เกรงว่ามีแต่คนตระกูลสุ่ยแล้ว”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “เฮยซานเปียนดูท่าคงได้รับคำสั่งจากคนตระกูลสุ่ย จึงจงใจมาเพื่อดึงดูดความสนใจของพวกเรา”

            คุณโจวกล่าวว่า “มันก็พูดยาก! เมื่อสักครู่ก่อนที่ผมจะเดินเข้ามา ได้ส่งคนไปตามตัวบ่าวไพร่ทั้งหมดที่อยู่ในบ้าน เพื่อดูว่าใครหายไป”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “ดี! คุณโจว คุณคิดว่าก้าวต่อไปพวกเราควรทำอย่างไร?”

            คุณโจวกล่าวว่า “ไล่ตาม! ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดิน ก็ต้องจับโจรขโมยกระจกมาให้ได้!”

            สีหน้าจางซื่อแหยบังเกิดความฮึกเหิม กล่าวว่า “เป็นโจรพวกเราไม่ถนัด! แต่จับโจรกลับเป็นของถนัดของพวกเรา!”

            คุณโจวกล่าวว่า “จางซื่อแหย เรื่องนี้ไม่ควรแหวกหญ้าให้งูตื่น พวกเรารีบไปเอาลูกแก้วครรภ์หยกออกจากท้องของเด็กคนนั้น เพื่อให้พวกของผู้ช่วยเจิ้งกลับไปก่อน!”

            จางซื่อแหยพยักหน้ารับ ทั้งสองยืนขึ้น เร่งฝีเท้าเดินออกไป

            ในตึกเจิ้นเป่าถัง ผู้ช่วยเจิ้งกำลังกระซิบกระซาบกับพลตรีโยดะและศาสตราจารย์ทาคามิ ทั้งหมดนั่งรอจนทนไม่ไหวอยู่นานแล้ว

ทันใดนั้นเสียงของจางซื่อแหยดังขึ้น “ปล่อยให้ทุกท่านรอนานแล้ว ต้องขออภัยด้วย!”

            จางซื่อแหยกับคุณโจวเดินออกมาจากห้องโถงด้านใน ประสานมือขอโทษทุกคน ทุกคนก็ยืนขึ้นประสานมือตอบ

            จางซื่อแหยมีสีหน้าอ่อนเพลีย แววตาเหม่อลอยอยู่บ้าง กล่าวว่า “เมื่อสักครู่เกิดความเข้าใจผิดกันเล็กน้อย บ่าวไพร่สองคนทะเลาะกันในสวนหลังบ้าน จนเผลอไปแตะต้องกลไกเข้า ยังคิดว่ามีโจรเข้าไปในสวนหลังบ้าน ฮ่าๆ ผมทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูม ต้องขอโทษทุกท่านด้วย”

            ผู้ช่วยเจิ้งกล่าวว่า “ในเมื่อไม่มีอะไรก็ดีแล้ว!”

ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย

            จางซื่อแหยหัวเราะพลางกล่าวว่า “เมื่อสักครู่เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย ปล่อยให้พวกเฮยซานเปียนมีโอกาสต่อลมหายใจ ตอนนี้พวกเรารีบไปจัดการให้เสร็จสิ้นเถอะ!”

            ผู้ช่วยเจิ้งรอคอยคำนี้มานานแล้ว รีบกล่าวว่า “ดี! ดี!”

            เฮยซานเปียนกับหัวเสี่ยวเสียถูกมัดไว้กับเสาไม้ พอจางซื่อแหยกับพวกเดินจากไป ก็เป็นเวลาชั่วน้ำเดือดแล้ว หัวเสี่ยวเสียสงบจิตใจลง เหล่ากวนเชียงตายไปแล้ว ลั่งเต๋อเปินยังไม่ทราบเป็นหรือตาย หัวเสี่ยวเสียในใจรู้สึกโศกเศร้า เป็นหรือตายล้วนไม่สำคัญอีกแล้ว เขารู้ดีว่าตนเองยากจะหนีรอด ได้แต่รอคอยการถูกผ่าท้องเอาลูกแก้วออกมา

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวเสียงเบากับเปียโหวว่า “โหวจื่อ (ลิงน้อย) เป็นเพราะพี่ใหญ่ทำให้พวกแกต้องเดือดร้อนไปด้วย หลังจากฉันตายไปแล้ว แกต้องมีชีวิตรอดต่อไปนะ”

            เปียโหวร้องไห้สะอึกสะอื้นตลอดเวลา กล่าวว่า “พี่ใหญ่ ถ้าพี่ตายไป ผมก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไง พี่ให้พวกมันฆ่าผมด้วยเถอะ!”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าว่า “โหวจื่อ แกอายุยังน้อย อยู่ต่อไปเถอะ! พี่ยังต้องพึ่งแกจุดธูปเซ่นไหว้พวกเรา”

            เปียโหวกล่าวว่า “แต่ว่าพี่ใหญ่…ผมไม่รู้ว่าควรทำยังไงจริงๆ”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “แกจำตอนที่เพิ่งรู้จักฉันได้ไหม ตอนนั้นแกอายุเท่าไหร่? เจ็ดแปดขวบได้หรือเปล่า? สองปีที่ผ่านมาแกใช้ชีวิตยังไง? เมื่อก่อนแกอยู่ได้ ตอนนี้อยู่ไม่ได้แล้วหรือ? ขืนพูดแบบนี้อีก แกอย่ามาเรียกฉันว่าพี่ใหญ่”

            เปียโหวกัดริมฝีปาก ทำได้เพียงพยักหน้ารับปาก

            เฮยซานเปียนคำรามออกมา ด่าทอว่า “บ่นพึมพำอยู่ได้ หนวกหูเป็นบ้า!”

            หัวเสี่ยวเสียหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีอารมณ์ชวนทะเลาะ จึงก้มหน้าไม่พูดอะไร

            เงียบไปครู่หนึ่ง จางซื่อแหยกับพวกก็เดินกลับเข้ามา ต่างนั่งลงที่เก้าอี้ของตน หัวเสี่ยวเสียนึกในใจว่า ‘ตายก็ตาย ก็แค่ตายน่าเกลียดนิดหน่อย แค่ตับไตไส้พุงไหลออกมากองอยู่ข้างนอก! เฮ้อ เหล่ากวนเชียง อีกเดี๋ยวพี่ใหญ่จะไปอยู่เป็นเพื่อนแกแล้ว’

            จางซื่อแหยนั่งลง หลับตาสูดหายใจ กล่าวว่า “มือดาบอยู่ที่ไหน? ไปผ่าท้องเด็กคนนั้น เอาลูกแก้วออกมา!”

            มือดาบหลายคนขานรับ เดินไปจับตัวหัวเสี่ยวเสียเพื่อเตรียมผ่าท้อง

            หัวเสี่ยวเสียเตรียมตัวตายแล้ว จึงปล่อยให้พวกเขาฉุดดึงตามอำเภอใจโดยไม่ขัดขืน พริบตาเดียวก็ถูกถอดเสื้อผ้าออกจนหมด มือดาบกล่าวที่ข้างหูหัวเสี่ยวเสียว่า “น้องชาย อย่าโกรธพี่ล่ะ!”

            หัวเสี่ยวเสียพยักหน้า มือดาบสะบัดข้อมือควงดาบเตรียมผ่าท้อง

            ทันใดนั้นเหยียนจิ่งเทียนลุกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ยื่นมือออกไปพลางกล่าวว่า “ช้าก่อน!”

            จางซื่อแหยเดิมทีรอโอกาสระบายแค้น พอได้ยินเหยียนจิ่งเทียนกล่าวเช่นนี้ ก็เก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ หันหน้าไปกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เหยียนซงตี้ มีอะไรอีกหรือ?”

            เหยียนจิ่งเทียนหัวเราะออกมา กล่าวว่า “ไม่มีอะไร ฉันก็แค่อยากถามว่าเจ้าเด็กคนนี้มีชื่อแซ่ว่าอะไร?”

            จางซื่อแหยกล่าวด้วยอารมณ์เบื่อหน่ายว่า “ในเมื่อเหยียนซงตี้สนใจ อย่างนั้นก็ถามมาเถอะ! ถ้าลูกแก้วครรภ์หยกแช่อยู่ในกระเพาะเป็นเวลานาน อาจจะเสื่อมคุณภาพได้!”

            เหยียนจิ่งเทียนหัวเราะเล็กน้อย ประสานมือขอบคุณ เดินขึ้นหน้าไปถามเสียงดังว่า “เจ้าเด็กน้อย เงยหน้าขึ้นมา แกชื่ออะไร?”

            หัวเสี่ยวเสียฮึ่มออกมากล่าวว่า “คนอย่างผมนั่งไม่เปลี่ยนชื่อ ยืนไม่เปลี่ยนแซ่ ชื่อของผมคือหัวเสี่ยวเสีย!”

            เหยียนจิ่งเทียนถามต่อไปว่า “หั่วตัวไหน?”

            หัวเสี่ยวเสียตอบว่า “หั่วที่หมายถึงไฟ!”

            เฮยซานเปียนพอได้ยินก็ต้องขมวดคิ้ว นึกในใจว่าเด็กคนนี้ที่จริงชื่อฮั่วเสี่ยวเสีย ทำไมถึงเปลี่ยนไปเป็นหัวเสี่ยวเสียเล่า?

            เหยียนจิ่งเทียนหัวเราะออกมา “เป็นอักษรที่ยอดเยี่ยม!” จากนั้นหันกายไปประสานมือต่อจางซื่อแหย กล่าวว่า “จางซื่อแหย ผมมีเรื่องขอร้อง หวังว่าจางซื่อแหยจะยอมสละเวลาสนทนาเป็นการส่วนตัว”

            จางซื่อแหยเมินหน้าหนี กล่าวว่า “เหยียนซงตี้สามารถกล่าวออกมาได้เลย ที่นี่มีแต่คนกันเอง!”

            เหยียนจิ่งเทียนกล่าวว่า “ในเมื่อจางซื่อแหยไม่รังเกียจ อย่างนั้นก็ดี” กล่าวจบ เหยียนจิ่งเทียนก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาจากในอกเสื้อ ยื่นให้จางซื่อแหย

            จางซื่อแหยตกตะลึงเล็กน้อย แต่จะไม่รับก็น่าเกลียด จึงยื่นมือไปรับมา เหลียวมองเหยียนจิ่งเทียนแวบหนึ่ง คลี่กระดาษออก ด้านในเขียนไว้ว่า

            ‘พี่จางซื่อ วันนี้มีพี่น้องตระกูลเหยียนสี่คนมารับชมหุ่นสตรีหยกในจวนพี่ พวกเขาเป็นแขกสำคัญของผม ขอให้พี่อำนวยความสะดวกให้ด้วย! ผมอยากเดินทางมาชมพี่จางซื่อหยิบลูกแก้วครรภ์หยกด้วยตัวเอง แต่พี่น้องตระกูลเหยียนบอกว่าลูกแก้วครรภ์หยกในตัวหุ่นสตรีหยกไม่ถูกโฉลกกับวันเดือนปีเกิดของผม ผมจึงไม่สะดวกที่จะเดินทางไป หากพี่จางซื่อไม่ลำบากใจ ขอให้มอบลูกแก้วครรภ์หยกให้แก่พี่น้องตระกูลเหยียน อย่าให้คนญี่ปุ่นล่วงรู้! รบกวนด้วย!’

            จดหมายทิ้งท้ายว่า ‘จางจั้วหลิน’ ข้างๆ ประทับตราประจำตัวของจางจั้วหลิน เป็นตัวอักษร ‘อวี่ถิง’

            จางซื่อแหยจำลายมือกับตราประทับของจางจั้วหลินได้ แต่เนื้อหาในจดหมายเขียนอย่างเกรงอกเกรงใจ ดูท่าทางพี่น้องตระกูลเหยียนเหล่านี้มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา หากไม่มอบลูกแก้วครรภ์หยกให้กับพวกเขาคงไม่ได้

            จางซื่อแหยพออ่านจบ ค่อยเข้าใจว่าตนเองมีตาหามีแววไม่ ค่อยๆ พับกระดาษเก็บ ในใจครุ่นคิดถึงคำพูดที่จะกล่าวออกมา จางซื่อแหยส่งกระดาษให้คุณโจว ตนเองกล่าวว่า “อืม…เหยียนซงตี้ คนจริงไม่แสดงตน สมเป็นยอดฝีมือในการดูแลของวิเศษ! หากเหยียนซงตี้ไม่เตือนเตือน ผมก็ลืมไปแล้วจริงๆ!”

            จางซื่อแหยยืนขึ้น กล่าวกับพลตรีโยดะและศาสตราจารย์ทาคามิว่า “ท่านทั้งสอง ผมเกือบลืมไป ลูกแก้วครรภ์หยกไม่อาจผ่าท้องเอาออกมาโดยตรง จำเป็นต้องใช้วิธีอื่น เหยียนซงตี้ท่านนี้มีวิธีนำลูกแก้วออกมา แต่ต้องใช้เวลาอีกวันสองวัน”

            โยดะฟังไม่เข้าใจ ศาสตราจารย์จึงแปลให้ฟัง โยดะกับศาสตราจารย์ทาคามิที่มาครั้งนี้ไม่ได้สนใจลูกแก้วครรภ์หยกแม้แต่น้อย ศาสตราจารย์กลอกตาไปมา ใช้ภาษาญี่ปุ่นกล่าวกับโยดะว่า “แล้วแต่พวกเขา”

            โยดะพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวว่า “อย่างนั้นคุณเหยียนก็เอาของวิเศษไปเถอะ”

            ผู้ช่วยเจิ้งมีอาการมึนงง หัวเสี่ยวเสียรอดตายมาแล้วครั้งหนึ่ง เหยียนจิ่งเทียนก็ออกหน้าช่วยมันอีก? เด็กนี่ดวงแข็งเกินไปแล้ว! ผู้ช่วยเจิ้งคิดไม่ตก จึงขยับเข้าใกล้จางซื่อแหย ถามเสียงค่อยว่า “ทำไมยุ่งยากอย่างนี้?”

            จางซื่อแหยกล่าวเสียงเรียบว่า “เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง!” กล่าวจบก็ไม่สนใจผู้ช่วยเจิ้งอีก ผู้ช่วยเจิ้งไม่สบอารมณ์ แต่ก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไร ถอยไปอยู่ด้านหนึ่งอย่างหัวเสีย

            คุณโจวพออ่านจบก็พับจดหมายเก็บไว้ในอกเสื้อ จางซื่อแหยหันไปสั่งคุณโจวว่า “คุณโจว รบกวนพาเหยียนซงตี้กับพวกไปยังสถานที่ลับ ทำตามความต้องการของเขาทุกอย่าง”

            คุณโจวขานรับแล้วเดินออกไปบอกกล่าวกับมือดาบ มือดาบรีบสวมใส่เสื้อผ้าให้หัวเสี่ยวเสีย แก้มัดเขาลงมาจากเสาไม้ แต่ยังคงมัดเชือกไว้

            คุณโจวประสานมือให้พวกของเหยียนจิ่งเทียน กล่าวว่า “พี่น้องตระกูลเหยียน เชิญทางด้านนี้”

เหยียนจิ่งเทียนพยักหน้าเล็กน้อย พาลูกน้องสามคนเดินตามคุณโจวจากไปอย่างรวดเร็ว มือดาบคุมตัวหัวเสี่ยวเสียเดินตามไป

            จางซื่อแหยเห็นคุณโจว หัวเสี่ยวเสียและพวกเหยียนจิ่งเทียนจากไป ในใจไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง จางซื่อแหยอยู่ในยุทธภพมาหลายสิบปี ผ่านเหตุการณ์น้อยใหญ่มามาก ไม่ว่าเรื่องจับจอมโจรเฮยซานเปียน หรือว่าปล่อยตัวหัวเสี่ยวเสียที่กำลังจะตายภายใต้คมดาบ สำหรับเขาแล้วล้วนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่เหตุการณ์ในคืนนี้มิเพียงเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทั้งยังแปลกประหลาดผิดปกติ กระจกหลิงหลงที่เปรียบเสมือนดวงใจถูกขโมยไป ความเจ็บแค้นในอกจึงเพิ่มเป็นทวีคูณ แต่อาศัยความแน่วแน่ของตนเองฝืนระงับเอาไว้ เนื่องจากขณะนี้มีคนนอกอยู่ด้วย จึงไม่อาจระบายออกมาได้

            จางซื่อแหยขณะนี้สีหน้าซีดขาว ทันใดนั้นก็กระอักเลือดออกมา ต้องทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ผู้คนรอบข้างต่างตกตะลึง แต่บ่าวไพร่ในจวนจางซื่อแหยกลับไม่มีใครกล้าเข้าไปสอบถามอาการ ยังคงพากันนิ่งเงียบ

            ผู้ช่วยเจิ้งอาศัยความสัมพันธ์ของตนเองกับจางซื่อแหย ถามอย่างระมัดระวังว่า “จางซื่อแหย ท่านเป็นอะไรไป?”

            จางซื่อแหยหยิบผ้าเช็ดมือออกจากอกเสื้อ เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แค่โรคเก่ากำเริบ!”

            “จางซื่อแหย หากท่านไม่สบาย ผมว่าวันนี้ก็พอแค่นี้เถอะ” ผู้ช่วยเจิ้งต่อให้ในใจไม่สบอารมณ์ แต่คำพูดคำจายังเกรงอกเกรงใจ

            จางซื่อแหยสะบัดมือ กล่าวว่า “ไม่เป็นไร ผมยังมีเรื่องจะถามเฮยซานเปียนอีก”

            เฮยซานเปียนเห็นจางซื่อแหยกระอักเลือดก็หัวเราะออกมา “จางซื่อแหยหนอจางซื่อแหย! ผมรู้ว่าคุณจะถามอะไร ดูสารรูปของคุณตอนนี้สิ นี่ไม่ได้เป็นเพราะผมกระมัง!”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “คนอย่างแกไม่อยู่ในสายตาของฉันสักนิด”

            เฮยซานเปียนหัวเราะอีก “จางซื่อแหย ผมเฮยซานเปียนแม้ไม่ได้อยู่ในสายตา แต่สมองก็ไม่ได้มีแต่ขี้เลื่อย เมื่อกี้พวกท่านหายไปพักใหญ่ ผมจึงได้ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง หึๆ จางซื่อแหย ผมจะบอกอะไรให้ คุณตั้งใจฟังให้ดี สิ่งที่ผมจะพูดต่อจากนี้ไม่ได้โกหกแม้แต่คำเดียว!”

            จางซื่อแหยด่าทอว่า “เฮยซานเปียน ชีวิตตัวเองยังเอาไม่รอด ยังกล้าดีอีกหรือ?”

            เฮยซานเปียนฮึ่มออกมา กล่าวว่า “จางซื่อแหย พวกเราต่างรู้ดี คุณกับผมถูกคนอื่นปั่นหัวแล้ว!”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “ปั่นหัว?”

            เฮยซานเปียนกล่าวว่า “ผมเฮยซานเปียนไม่กล้ามาขโมยของถึงจวนของจางซื่อแหยหรอก ต่อให้จะขโมย ก็ต้องขโมยของที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินทองได้ ลูกแก้วหยกนั้นบอกว่าเป็นของวิเศษ ยังมิสู้บอกว่าเป็นของอัปมงคล ผมจะขโมยไปทำไม? ขอบอกตามตรง จางซื่อแหย ผมมาขโมยของวิเศษครั้งนี้ก็เพราะได้รับคำสั่ง จางซื่อแหยสนใจรับฟังหรือไม่?”

            จางซื่อแหยด่าว่า “จะพูดก็พูดมา!”

            เฮยซานเปียนหัวเราะพลางกล่าวว่า “คนที่สั่งให้ผมมาขโมยลูกแก้วครรภ์หยก ก็คือหนึ่งในปัญจมหาโจรที่เล่าขานกันในยุทธภพ มหาโจรธาตุไฟ!”

            เฮยซานเปียนพอกล่าวคำพูดนี้ออกมา ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึงไป เกิดเสียงกระซิบกระซาบขึ้น ศาสตราจารย์ยิ่งระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ยืนขึ้นทันที สายตาจับจ้องไปที่เฮยซานปียน

            ชื่อเสียงของปัญจมหาโจร ทุกคนในคฤหาสน์จางซื่อล้วนทราบดี แม้แต่ผู้ช่วยเจิ้งที่เป็นทหารก็ยังเคยได้ยินมาบ้าง นับตั้งแต่ราชวงศ์ชิงล่มสลายเป็นต้นมา ในยุทธภพก็เล่าขานถึงเรื่องการปรากฏตัวอีกครั้งของปัญจมหาโจร ถึงแม้ไม่มีใครสามารถอธิบายความเป็นมาของพวกเขา แต่ก็ไม่อาจหยุดการตอกไข่ใส่สีในหมู่ชาวบ้าน ทำให้ให้ปัญจมหาโจรราวกับครึ่งผีครึ่งเทพ ครึ่งคนครึ่งมาร ดังนั้น เฮยซานเปียนบอกว่าตัวเองได้รับคำสั่งจากมหาโจรธาตุไฟให้มาขโมยของในบ้านจางซื่อแหย หากไม่ทำให้ทั้งหมดเกิดเสียงอึกทึกจึงเป็นเรื่องน่าแปลกใจ

            จางซื่อแหยสูญเสียกระจกหลิงหลงไป ก็คาดเดาว่าต้องเกี่ยวข้องกับปัญจมหาโจร พอได้ยินเฮยซานเปียนกล่าวเช่นนี้จึงไม่ตกใจ แต่ในใจบังเกิดความโกรธแค้น ลอบด่าทอว่า ‘คนตระกูลหั่ว! ฉันไปล่วงเกินพวกแกตรงไหน? พวกโจรต่ำทราม!’

            จางซื่อแหยเกร็งนิ้วมือขูดกับที่เท้าแขนของเก้าอี้จนเกิดเสียงเสียดสี กล่าวเสียงเคร่งขรึมว่า “เฮยซานเปียน! มหาโจรธาตุไฟทำไมต้องให้แกมาขโมยของ? แกรู้จักมหาโจรธาตุไฟได้อย่างไร?”

พอจางซื่อแหยกล่าวจบ ทุกคนก็เงียบเสียงลง หยุดหายใจและเงี่ยหูตั้งใจฟัง

            เฮยซานเปียนหัวเราะพลางกล่าวว่า “มหาโจรธาตุไฟสั่งให้ผมทำอะไร ผมกล้าถามเหตุผลหรือ? มหาโจรธาตุไฟสั่งว่าให้ผมก่อเรื่อง ยิ่งวุ่นวายก็ยิ่งดี!”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “งั้นรึ! แต่มหาโจรธาตุไฟทำไมถึงไว้ใจแก?”

            เฮยซานเปียนหัวเราะฮ่าๆ กล่าวว่า “จางซื่อแหย คุณมีความรู้กว้างขวาง แต่ยังสู้ผมไม่ได้ ผมจะบอกอะไรให้ หลังจากผมก่อคดีในเมืองเฟิ่งเทียนเมื่อสิบปีก่อน ก็ร่อนเร่พเนจรจนได้พบคนของตระกูลหั่ว พวกเขาเอาเข็มเล่มหนึ่งฝังเข้าไปที่กระดูกสันหลังของผม ทุกๆ เดือนจะมีวันหนึ่งที่ผมต้องเจ็บปวดทรมานเจียนตาย คนตระกูลหั่วบอกว่าเข็มนี้เรียกว่าเข็มอัคคี ทั่วทั้งแผ่นดินมีเพียงพวกเขาที่สามารถถอนออกมาได้”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “ดังนั้นแกจึงทำตามคำสั่งของพวกเขา มาขโมยของในบ้านฉัน เพื่อแลกกับการถอนเข็มออกหรือ?”

            เฮยซานเปียนหัวเราะพลางกล่าวว่า “จางซื่อแหยฉลาดหลักแหลม แค่บอกใบ้เล็กน้อยก็คาดเดาได้ถูกต้อง”

            จางซื่อแหยกลัดกลุ้มใจ ครุ่นคิดว่า ‘เฮยซานเปียนไม่น่าจะพูดโกหก แต่คุณโจวบอกว่าที่กระจกหลิงหลงถูกขโมยไป น่าจะเป็นฝีมือของคนตระกูลสุ่ย แล้วทำไมคนของตระกูลหั่วถึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย? หรือว่าทั้งสองตระกูลร่วมมือกัน? เป็นไปได้อย่างไร? ไม่ถูก เราต้องสอบสวนให้ละเอียด!’

            จางซื่อแหยจึงถามว่า “เฮยซานเปียน มหาโจรธาตุไฟหน้าตาเป็นอย่างไร?”

            “ถามได้ดี! บอกตามตรง นอกจากเมื่อสิบปีก่อนที่พบคนของตระกูลหั่ว ครั้งนี้ผมไม่ได้พบมหาโจรธาตุไฟหรือคนของตระกูลหั่ว เพียงแต่ผมบังเอิญเห็นว่าที่แส้ของตัวเองมีกระดาษผูกติดมา บนกระดาษเขียนไว้ชัดเจนว่าให้ทำอะไร ทำอย่างไร ลงท้ายด้วยชื่อมหาโจรธาตุไฟเท่านั้น! จางซื่อแหย คุณคิดว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของคนตระกูลหั่วหรือ?”

เฮยซานเปียนหยุดเพื่อสังเกตสีหน้าของจางซื่อแหย ค่อยกล่าวต่อว่า “ผมเฮยซานเปียนพกแส้หนังงูติดตัวตลอดเวลา บนแส้ผูกกระดาษไว้โดยที่ผมไม่รู้ตัว พอเห็นก็รู้ว่าคนเขียนจดหมายนี้ย่อมไม่ธรรมดา! ผมเป็นคนขี้ระแวง พอเห็นก็ไม่ได้เชื่อสนิทใจ แต่ในกระดาษก็เขียนไว้ชัดเจนว่าหลังเสร็จงานจะถอนเข็มอัคคีออกจากกระดูกสันหลังของผม เรื่องนี้ทั้งแผ่นดินนอกจากคนของตระกูลหั่วแล้วก็ไม่มีใครรู้อีก ผมไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้ว!”

            ศาสตราจารย์ทาคามิฟังจบ ก็อดไม่ได้ที่จะแทรกขึ้นมาว่า “เฮยซานเปียน เมื่อสิบปีก่อนคุณพบคนของตระกูลหั่วที่ไหน? แล้วครั้งนี้นัดพบกันที่ไหนอีก?”

            จางซื่อแหยชำเลืองมองแวบหนึ่ง ลอบกล่าวในใจว่า ‘เจ้าคนญี่ปุ่น เกรงว่าเฮยซานเปียนต้องไปเป็นแขกของพวกมันแล้ว ที่แท้สิ่งที่พวกมันสนใจก็คือปัญจมหาโจร!’

            เฮยซานเปียนขมวดคิ้ว มองดูศาสตราจารย์ทาคามิ ทำจมูกฟุดฟิดแล้วตะคอกใส่ทาคามิว่า “เอ็งเป็นขนเส้นไหนในร่มผ้า? แกถามฉันเรอะ? ฉันแค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าเอ็งเป็นพวกญี่ปุ่นสกปรก ไสหัวไปทางอื่นไป!”

            ศาสตราจารย์ตกตะลึงไปกับคำด่าทอของเฮยซานเปียน กล่าวพึมพำว่า “ขนเส้นไหนในร่มผ้า?” พอครุ่นคิดอย่างละเอียดก็ทราบว่าเป็นคำสบถที่หยาบคายมาก หน้าขาวพลันขึ้นสีแดงก่ำ ได้แต่ชี้หน้าเฮยซานเปียน แต่ไม่ทราบจะสวนกลับไปอย่างไร

            พลตรีโยดะถึงแม้ฟังภาษาจีนออกไม่มาก แต่คำสบถที่ด่าคนญี่ปุ่นยังฟังเข้าใจ จึงใช้ฝักดาบซามูไรกระแทกพื้น ลุกขึ้นยืนพลางชักดาบซามูไรออกมาถือด้วยมือเดียว ชี้ปลายดาบเข้าหาเฮยซานเปียน ด่าทอว่า “ทหารกองทัพจักรพรรดิญี่ปุ่นถามแก แกต้องตอบตามตรง!”

            เฮยซานเปียนฮึ่มออกมา ด่าทอว่า “บ่นหาแม่เอ็งเรอะ! ถ้าฉันตอบคำถามแก ฉันจะเปลี่ยนชื่อเป็นเจ้าโลก!”

            ปี ค.ศ.1922 ดินแดนตงเป่ยเต็มไปด้วยทหารญี่ปุ่น รวมทั้งคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน เฮยซานเปียนทราบว่าคนญี่ปุ่นเข้าใจคำว่าเจ้าโลกเป็นเรื่องปกติ

            พลตรีโยดะฟังไม่เข้าใจ ยังทำท่าจะพูดอะไร ศาสตราจารย์พลันยกมือห้าม ขยับเข้าไปกระซิบข้างหู โยดะถลึงตาใส่เฮยซานเปียนพลางคำรามออกมา ชักมือกลับมาสอดดาบเข้าฝัก ไม่พูดอะไรอีก

            ศาสตราจารย์ทาคามิกล่าวกับจางซื่อแหยว่า “จางซื่อแหย สิ่งที่เฮยซานเปียนรู้มาเป็นเรื่องที่พวกเราสนใจเป็นพิเศษ ผมว่าแบบนี้ดีไหม…” ศาสตราจารย์หันหน้าไปมองผู้ช่วยเจิ้ง “ผู้ช่วยเจิ้ง คุณว่าเหมาะสมหรือไม่?”

            ผู้ช่วยเจิ้งรีบขยับเข้ามาอย่างเกรงอกเกรงใจ

            ศาสตราจารย์กล่าวว่า “จางซื่อแหย ผู้ช่วยเจิ้ง ในเมื่อลูกแก้วครรภ์หยกยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันถึงจะเอาออกมาได้ นักโทษพวกนี้ก็กักขังไว้ชั่วคราวก่อน คนที่ชื่อเฮยซานเปียน ผมคิดว่าจะให้กองทัพญี่ปุ่นเป็นฝ่ายสอบสวน ไม่ทราบทั้งสองท่านมีความคิดเห็นอย่างไร?”

ศาสตราจารย์ทาคามิคิดอ่านรอบคอบ เขารู้ว่าจางซื่อแหยเจ้าเล่ห์เพทุบาย ไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่ยอมบอกกล่าว อีกทั้งเฮยซานเปียนถึงกับเคยพบคนของตระกูลหั่ว ยังมีค่ามากกว่าจางซื่อแหย เขาย่อมไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป

            ศาสตราจารย์กล่าวพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง ผู้ช่วยเจิ้งก็ไม่กล้าออกความเห็น ได้แต่พยักหน้าอย่างเดียว จางซื่อแหยไม่ได้สนใจเฮยซานเปียน จึงไม่คัดค้าน

            พอพวกเขาหารือเสร็จสิ้น ก็สั่งให้ทหารคุมตัวเฮยซานเปียนจากไป เหล่ากวนเชียงตายไปแล้ว ลั่งเต๋อเปินยังไม่ทราบชะตากรรม เหลือเปียโหวคนเดียว ทั้งหมดถูกนำตัวไปขังไว้ในคุกใต้ดินของคฤหาสน์จางซื่อแหย

            ในที่สุดจางซื่อแหยก็เกลี้ยกล่อมให้คนเหล่านั้นยอมกลับไปจนหมด นั่งเหม่ออยู่ในตึกเจิ้นเป่าถังเพียงลำพัง คุณโจวเดินออกมาจากห้องด้านข้างมาที่ข้างกายเขา จางซื่อแหยรีบลุกขึ้นยืน คุณโจวขยับเข้าไปกระซิบข้างหูจางซื่อแหยว่า “เหยียนจิ่งเทียนกับพวกพาเด็กที่ชื่อหัวเสี่ยวเสียออกจากเมืองไปแล้ว!”

            จางซื่อแหยตกตะลึง ทวนคำว่า “ออกจากเมืองไปแล้ว?”

            “รั้งตัวพวกเขาไว้ไม่ใช่เรื่องง่าย!” คุณโจวสูดลมหายใจกล่าวว่า “แต่ว่าผมสืบได้แล้ว ในบ้านของเรา สาวใช้ชื่อเสี่ยวชุ่ยที่เข้ามาทำงานเมื่อครึ่งปีก่อนหายตัวไป! เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นฝีมือของเธอ! ผมสงสัยว่าเหยียนจิ่งเทียน หัวเสี่ยวเสียและเสี่ยวชุ่ยเป็นพวกเดียวกัน”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “เสี่ยวชุ่ย…นึกแล้วก็น่าสงสัย…แล้วตอนนี้ควรทำอย่างไร?”

            คุณโจวกล่าวเสียงหนักแน่นว่า “พวกเรารีบเก็บของมีค่า พาทหารตะขอออกจากเมืองเฟิ่งเทียน! ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว!”

            จางซื่อแหยมีสีหน้าเคร่งเครียด มองดูคุณโจว นิ่งเงียบไม่กล่าววาจา

            คุณโจวกล่าวว่า “เป็นอะไรไป? เสียดายกิจการที่สร้างมาสิบกว่าปีหรือ?”

            จางซื่อแหยหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า “ไม่ใช่ ผมแค่คิดว่าพวกเราควรออกเดินทางตอนนี้เลย!”

            คุณโจวกลับตะลึงไป จากเผยยิ้มออกมา กล่าวว่า “ดี!”

            จางซื่อแหยตบศีรษะตนเองด้วยสีหน้าเข้มแข็งห้าวหาญ กล่าวว่า “พวกเรามือปราบเทพวายุรุ่นที่เก้า ขอก้าวสู่ยุทธภพอีกครั้ง! อาจารย์ พวกเราไปจับโจรกันเถอะ!”

ตอนที่ 7

ณ ประตูเมืองทิศใต้ของเมืองเฟิ่งเทียน คนสี่คนควบม้าสี่ตัวมาทางประตูเมือง คนเหล่านี้คือพวกของเหยียนจิ่งเทียน ทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองรีบส่งเสียงตะโกนพลางเข้ามาขัดขวาง เห็นพวกเขาไม่มีทีท่าจะชะลอความเร็วลง จึงยกปืนขึ้น ตะโกนว่า “หยุด! บอกให้หยุด! ถ้าไม่หยุดจะยิง!”

            เหยียนจิ่งเทียนกับพวกควบม้ามาถึงด้านหน้าของเหล่าทหาร ค่อยกระชากบังเหียนม้า หยุดลงอย่างพร้อมเพรียง ข่มขวัญจนทหารทั้งหมดหน้าขาวซีด พากันก้าวถอยหลัง ผู้ที่เป็นหัวหน้าทหารผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ทราบว่าคนเหล่านี้ควบม้าอย่างบ้าคลั่งกลางดึกอย่างไม่กลัวเกรง ต้องมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา รีบวิ่งเข้าไปหา ดึงเชือกบังเหียนม้าของเหยียนจิ่งเทียน ถามอย่างระมัดระวังว่า “พวกคุณจะออกจากเมืองหรือ?”

            เหยียนจิ่งเทียนไม่ตอบ กลับสะบัดข้อมือ จดหมายฉบับหนึ่งพุ่งเข้าไปในอกเสื้อของหัวหน้าทหาร หัวหน้าทหารรีบเปิดออกอ่าน พบว่าเป็นคำสั่งให้ออกจากเมืองของจางจั้วหลิน หัวหน้าทหารพลันยืนตัวตรง ทำท่าวันทยหัตถ์ให้พวกเขา แล้วหันไปสั่งลูกน้องว่า “รีบเปิดประตู!”

            เหล่าทหารเห็นหัวหน้าออกคำสั่ง ก็ไม่กล้าชักช้า รีบเปิดประตูเมือง เหยียนจิ่งเทียนยื่นมือไปรับจดหมายคำสั่งคืนจากหัวหน้าทหาร ตวาดว่า “ไป!”

            ม้าสี่ตัวควบทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ทหารเฝ้าประตูยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก มองดูเงาหลังของพวกเขาแล้วเป่าลมหายใจออกมา

            เหยียนจิ่งเทียนกับพวกควบม้ามาเจ็ดแปดลี้ พอถึงทางแยกที่เชิงเขาค่อยหยุดม้า เหยียนจิ่งเทียนมองดูซ้ายขวาเพื่อจำแนกทิศทาง จากนั้นสั่งว่า “เหยียนโซ่วเจิ้น เหยียนโซ่วเหริน พวกนายไปทางตะวันตก ไปรอฉันที่หมู่บ้านทงเหอเจิ้น ระวังตัวด้วย อย่าให้มีคนสะกดรอยตาม! เหยียนโซ่วอี้ พาหัวเสี่ยวเสียตามฉันมา!”

            เหยียนโซ่วเจิ้นกับเหยียนโซ่วเหรินรับคำ เท้ากระแทกท้องม้าควบจากไป เหยียนจิ่งเทียนกระตุกเชือกบังเหียน บังคับม้าวิ่งไปอีกทางหนึ่งพร้อมกับเหยียนโซ่วอี้ บนหลังม้าของเหยียนโซ่วอี้มัดไว้ด้วยถุงกระสอบใบใหญ่ ในกระสอบมีเสียงด่าทอดังลอดออกมา “ขอสาปแช่งบรรพบุรุษของพวกแก! ฆ่าฉันให้ตายเถอะ ขืนวิ่งต่อไปอีก กระดูกฉันจะหลุดจากกันแล้ว!”

            เหยียนโซ่วอี้เป็นคนหน้าตายคล้ายกับไม้แกะสลัก พอได้ยินคนในกระสอบด่าทอเช่นนี้ ยังมีสีหน้าไร้อารมณ์ เพียงใช้หลังมือตบไปหนึ่งที ตบจนคนที่อยู่ข้างในร้องโอดโอย แต่ยังด่าทอต่อไปว่า “แน่จริงก็ตีให้ตายสิ!”

            เหยียนจิ่งเทียนกลับไม่โมโห ตะโกนใส่กระสอบว่า “หัวเสี่ยวเสีย! กระแทกอยู่บนหลังม้านิดหน่อยก็จะตายแล้วเรอะ? ฉันยังคิดว่าแกเป็นลูกผู้ชายซะอีก!”

            คนที่อยู่ในกระสอบก็คือหัวเสี่ยวเสีย เดิมทีหัวเสี่ยวเสียถูกพวกเขาใช้ผ้าอุดปากไว้ จึงพูดไม่ได้ แต่เนื่องจากม้าวิ่งอย่างบ้าคลั่งตลอดทาง ในที่สุดผ้าจึงหลุดออก รอจนพวกเขาหยุดพักเพื่อดูเส้นทาง ค่อยมีโอกาสหายใจทั่วท้อง หัวเสี่ยวเสียคิดว่าตนเองถึงยังไงก็ต้องตายอยู่ดี จึงไม่สนใจตำแหน่งฐานะของคนเหล่านี้ พออ้าปากได้ก็ด่าทอ แต่หัวเสี่ยวเสียพอได้ยินเหยียนจิ่งเทียนกล่าวเช่นนี้ ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องขายหน้าก่อนตาย จึงเก็บกดคำด่าเอาไว้ ส่งเสียงฮึ่มออกมาด้วยความโมโห ตะโกนว่า “จะฆ่าจะแกงก็รีบลงมือ จะทรมานฉันไปถึงไหนกัน!”

            เหยียนจิ่งเทียนไม่ตอบ ฟาดแส้ลงบนบั้นท้ายม้า ตวาดเสียงว่า “เจี้ย!” ม้าทั้งสองตัวก็วิ่งต่อไป วิ่งไปอีกประมาณครึ่งลี้ เหยียนจิ่งเทียนก็กระตุกเชือกบังเหียน บังคับม้าให้วิ่งออกจากถนนใหญ่ เข้าไปทางตีนเขาด้านข้าง ม้าสองตัวหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง วิ่งตรงขึ้นเขา พอข้ามเขาหนึ่งลูก ก็ไม่มีทางไปต่อ ม้าวิ่งต่อไปไม่ได้ ทำได้เพียงเดินไปช้าๆ

            หัวเสี่ยวเสียที่อยู่ในกระสอบตะโกนว่า “จะขาดอากาศตายแล้ว ขอสูดอากาศหน่อย!”

เหยียนจิ่งเทียนพอได้ยิน ก็ส่งสายตาให้เหยียนโซ่วอี้ เหยียนโซ่วอี้ฟาดฝ่ามือลงไป ไม่เห็นว่าใช้ดาบหรือของมีคม แต่กลับกรีดถุงกระสอบจนเป็นรอย หัวเสี่ยวเสียขณะนี้คล้ายกับเต่าที่จำศีลมานาน พอพบเห็นแสงสว่าง ก็ยื่นศีรษะออกมา ลมหนาวในช่องเขาพัดรุนแรง หัวเสี่ยวเสียพอยื่นศีรษะออกมา ได้รับไอเย็นเข้าปาก ก็คลื่นไส้จนอาเจียนออกมา

            หัวเสี่ยวเสียไอออกมาพลางคิดในใจว่า ‘หึ แบบนี้ก็ดีนะ ไม่แน่อาจจะอาเจียนลูกแก้วครรภ์หยกออกมา จะได้ไม่ถูกผ่าท้องเพื่อเอาลูกแก้วแล้ว’ แต่หัวเสี่ยวเสียอาเจียนอยู่ครู่ใหญ่ ก็ไม่ได้อาเจียนอะไรออกมานอกจากน้ำลายปนน้ำย่อยที่ทั้งเหม็นทั้งเปรี้ยว

            เหยียนโซ่วอี้ถามว่า “อาเจียนเสร็จหรือยัง?”

            หัวเสี่ยวเสียถ่มน้ำลายทิ้ง ตะโกนว่า “เสร็จแล้ว ลูกแก้วครรภ์หยกก็อาเจียนออกมาด้วย ไม่เชื่อแกลองดูที่พื้น!”

            เหยียนโซ่วอี้ก้มหน้ามองดูตามคาด หัวเสี่ยวเสียฉวยโอกาสที่เหยียนโซ่วอี้ก้มมอง อ้าปากกัดเข้าที่เอวของเหยียนโซ่วอี้เต็มแรง เสียดายในช่วงฤดูหนาวผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าหนา การกัดครั้งนี้จึงกัดไม่ถึงเนื้อ เพียงกัดโดนสายรัดเอวของเหยียนโซ่วอี้ บนสายรัดเอวของเหยียนโซ่วอี้ห้อยแผ่นป้าย จึงถูกหัวเสี่ยวเสียกัดเอาไว้ทั้งแผ่น

เหยียนโซ่วอี้ตกตะลึง ยกมือตบหน้าของหัวเสี่ยวเสียสองที แต่หัวเสี่ยวเสียออกแรงเต็มที่ ตีให้ตายก็ไม่ยอมปล่อย เหยียนโซ่วอี้ส่งเสียงฮึ่มออกมา กระชากผมของหัวเสี่ยวเสีย หัวเสี่ยวเสียจ้องเหยียนโซ่วอี้ตาขวาง ถึงตายก็ไม่ยอมปล่อย

            เหยียนจิ่งเทียนหัวเราะฮ่าๆ “เด็กคนนี้หัวแข็งดื้อรั้นนัก น่าสนุกดี! เหยียนโซ่วอี้ ไม่ต้องไปสนใจมัน ปล่อยให้มันกัดไปเถอะ ฉันจะดูว่ามันจะกัดไปได้ถึงเมื่อไหร่!”

            เหยียนจิ่งเทียนมองดูหัวเสี่ยวเสีย กล่าวว่า “ไอ้หนู ฉันรู้ว่าแกถนัดเรื่องเล่นตุกติก แต่ครั้งนี้แกเลือกคู่ต่อสู้ผิดคนแล้ว” กล่าวจบก็หัวเราะออกมา ควบม้าไปข้างหน้า

            เหยียนโซ่วอี้ก็อับจนปัญญา ปล่อยให้หัวเสี่ยวเสียกัดสายรัดเอวต่อไป ควบม้าตามหลังเหยียนจิ่งเทียนไป

            หัวเสี่ยวเสียด่าทอในใจว่า ‘โธ่เอ๊ย ฉันไม่ยอมแพ้หรอก จะกัดอยู่อย่างนี้แหละ พวกแกจะทำอะไรได้!’

            เดินทางมาระยะหนึ่ง หนทางยิ่งเดินลำบาก เหยียนจิ่งเทียนและเหยียนโซ่วอี้จำต้องลงจากม้า หัวเสี่ยวเสียกัดสายรัดเอวไม่ยอมปล่อยเหมือนกับหนอนตัวใหญ่ที่ห้อยติดตัว เหยียนโซ่วอี้ได้แต่พาวเสี่ยวเสียลงจากหลังม้าด้วย ถึงแม้เชือกที่เท้าของหัวเสี่ยวเสียถูกแก้มัดออกแล้ว สามารถเดินได้เอง แต่หัวเสี่ยวเสียดื้อดึงไม่ยอมเดิน เหยียนโซ่วอี้ก็มีนิสัยแข็งกระด้าง ไม่รู้จักพลิกแพลง ไม่ยอมเดินก็ลากไปแล้วกัน! ดังนั้นเหยียนโซ่วอี้จับคอเสื้อของหัวเสี่ยวเสีย ลากเขาเดินไปข้างหน้าราวกับกระสอบทราย ภาพเหตุการณ์นี้ทั้งแปลกประหลาดทั้งน่าขบขัน

            เหยียนโซ่วอี้เปี่ยมด้วยพละกำลัง หัวเสี่ยวเสียก็มีน้ำหนักตัวไม่มาก ดังนั้นจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการปีนขึ้นเขา พวกเขาทั้งสามคนเดินไปครึ่งชั่วยาม ก็ขึ้นไปถึงยอดเขาแห่งหนึ่ง พื้นดินบนนี้ราบเรียบ เมื่อมองลงไปข้างล่าง สามารถมองเห็นบริเวณปากช่องเขาที่พวกเขาแยกทางกันเมื่อสักครู่

            เหยียนจิ่งเทียนยืนอยู่บริเวณหน้าผา มองลงไปข้างล่าง จากนั้นนั่งลง เหยียนโซ่วอี้ฉุดกระชากลากถูหัวเสี่ยวเสียเข้ามา นั่งลงที่ข้างกายเหยียนจิ่งเทียน เหยียนโซ่วอี้มีอาการเหนื่อยล้า หอบหายใจรุนแรง หัวเสี่ยวเสียยังคงกัดสายรัดเอวของเหยียนโซ่วอี้ไว้ไม่ยอมปล่อย

            เหยียนจิ่งเทียนมองดูหัวเสี่ยวเสียแวบหนึ่ง ฮึ่มเสียงออกมา หันหน้าไปพูดกับต้นไม้ด้านหนึ่งว่า “สะกดรอยตามพวกเรามาตลอดทางแล้ว ควรปรากฏตัวได้แล้ว น้องสาวตระกูลสุ่ย”

            ในป่ามีเสียงหัวเราะของหญิงสาวดังขึ้น คนคนหนึ่งที่สวมชุดดำกระโดดออกมาจากป่าอย่างคล่องแคล่วว่องไว

            คนผู้นั้นกระโดดมาอยู่ที่เบื้องหน้าของเหยียนจิ่งเทียน ย่อเข่าคำนับแล้วนั่งลง ยื่นมือไปถอดหมวกคลุมศีรษะ เผยให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี หน้าตาจิ้มลิ้ม คิ้วดำเรียวยาว ปากเล็กสีชมพู ตาโตสุกใส มองจากมุมไหนก็นับเป็นยอดหญิงงามอันดับต้นๆ! แต่หญิงสาวผู้นี้แม้รูปร่างหน้าตางดงาม ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความลึกลับที่ยากจะหยั่งถึง ประเดี๋ยวเขินอาย ประเดี๋ยวเย้ายวน ประเดี๋ยวข่มขวัญ หัวเสี่ยวเสียจ้องมองจนเหม่อลอย แต่ทันใดนั้นในใจพลันกระตุก คิดขึ้นได้ว่า ‘ยัยปีศาจน้อย! ต้องเป็นเธอแน่ที่ยัดลูกแก้วเข้าปากเรา!’

            หญิงสาวคนนั้นกล่าวยิ้มๆ ว่า “พี่ใหญ่ตระกูลหั่ว เจ้าเด็กที่ชื่อหัวเสี่ยวเสียนี่น่าสนใจจริงๆ หนูเคยเห็นเต่ากัดคนไม่ยอมปล่อย วันนี้กลับไดเพบคนที่คล้ายเต่าแล้ว!”

            หัวเสี่ยวเสียจ้องมองหญิงสาว ลอบด่าทอว่า ‘เธอน่ะสิเป็นเต่า ยัยปีศาจ!’

            เหยียนจิ่งเทียนหัวเราะออกมา กล่าวว่า “สุ่ยเยาเอ๋อร์ (ภูตวารีน้อย) คราวนี้เธอทำเกินไปแล้ว เกือบจะพาพวกเราซวยไปด้วย พวกเรามาหาแม่ทัพจางจั้วหลินเพื่อคบหาสมาคม ถือโอกาสขอลูกแก้วครรภ์หยกแล้วจากไป ทำไมเธอถึงขโมยกระจกหลิงหลงของจางซื่อไปด้วยล่ะ?”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวในใจว่า ‘ที่แท้ยัยปีศาจมีชื่อเรียก ชื่อสุ่ยเยาเอ๋อร์? โธ่เอ๊ย ได้ยินชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นปีศาจ!’

            สุ่ยเยาเอ๋อร์ยิ้มเล็กน้อย กล่าวเสียงออดอ้อนว่า “เหยียนต้าเกอ (พี่ใหญ่แซ่เหยียน) โกรธหนูหรือคะ?”

            เหยียนจิ่งเทียนกล่าวว่า “ก็ไม่ถึงกับโกรธ เพียงแต่เธอไม่ควรอ้างชื่อของพวกเราตระกูลหั่ว สั่งให้เฮยซานเปียนก่อเรื่อง เฮ้อ ความจริงก็ไม่เป็นไรหรอก สุ่ยเยาเอ๋อร์ เธอขโมยอะไรไม่ขโมย ดันไปขโมยกระจกหลิงหลงของจางซื่อ จางซื่อเป็นทายาทมือปราบเทพวายุรุ่นที่เก้า นี่เท่ากับเป็นการบีบให้เขาออกมาตามล่าเธอ”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์กล่าวยิ้มๆ ว่า “ทายาทมือปราบเทพวายุรุ่นที่เก้าอะไรกัน ได้ยินมาว่าร้ายกาจมาก แต่หนูว่าท่าทางของเหมือนพวกเศษสวะที่ชอบคุยโวโอ้อวดมากกว่า ไม่ขโมยของมัน ไปขโมยของคนอื่นจะแสดงฝีมือได้ยังไง พ่อหนูยังบอกว่า ถ้าหนูขโมยกระจกหลิงหลงของจางซื่อมาได้ ก็จะปล่อยให้หนูเป็นอิสระ”

            เหยียนจิ่งเทียนกล่าวว่า “อืม…พ่อเธอสบายดีหรือ?”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์กล่าวว่า “ท่านแก่แล้ว แต่ร่างกายยังแข็งแรงดี ดูท่ายังอยู่ได้อีกสักปีสองปี เพียงแต่ท่านชอบทำตัวลึกลับ”

            เหยียนจิ่งเทียนฟังสุ่ยเยาเอ๋อร์หยอกล้อพ่อของตัวเองเช่นนี้ กลับมีอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า “สบายดีก็ดีแล้ว…อืม สุ่ยเยาเอ๋อร์ ลูกแก้วครรภ์หยกถูกเด็กคนนี้กลืนลงท้องไปจริงหรือ?” กล่าวจบก็ชี้ไปยังหัวเสี่ยวเสียที่ยังกัดสายรัดเอวไม่ยอมปล่อย

            สุ่ยเยาเอ๋อร์กล่าวว่า “เป็นความจริงอย่างแน่นอน”

            เหยียนจิ่งเทียนส่งเสียงอ้อ กล่าวว่า “แปลกจริงๆ ที่เด็กคนนี้ไม่ถูกพิษตาย…ก็ดี เหยียนโซ่วอี้ เอาเด็กคนนี้ไปผ่าท้อง เอาลูกแก้วออกมา”

            เหยียนโซ่วอี้รอคำสั่งนี้อยู่นานแล้ว พลันขานรับแล้วหิ้วตัวหัวเสี่ยวเสียขึ้นมา กำลังจะลากออกไป หัวเสี่ยวเสียยังกัดไม่ปล่อย ปากพึมพำว่า “ยัยปีศาจน้อย รอฉันกลายเป็นผี จะมาหลอกหลอนแกทุกวัน!”

            เหยียนโซ่วอี้ไหนเลยสนใจว่าเด็กคนนี้บ่นพึมพำอะไร ลากตัวเขาเดินออกไป หัวเสี่ยวเสียพยายามขัดขืน แต่ยังกัดไม่ปล่อย

            เหยียนจิ่งเทียนมองดูสุ่ยเยาเอ๋อร์แล้วทอดถอนใจกล่าวว่า “ฉายาของเด็กคนนี้มีอักษรหั่ว หน่วยก้านก็ไม่เลว แต่น่าเสียดาย…”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์มองดูหัวเสี่ยวเสีย ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา กล่าวว่า “เหยียนต้าเกอ พี่จะเอาลูกแก้วครรภ์หยกไปแก้ทางวิชาเสียงแมลงฤดูใบไม้ร่วงของตระกูลมู่หรือ?”

            เหยียนจิ่งเทียนมีสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวว่า “เจ้ารู้ได้ยังไง? ช้าก่อน เหยียนโซ่วอี้ อย่าเพิ่งฆ่ามัน”

            เหยียนโซ่วอี้เดินออกไปหลายก้าว พอได้ยินเหยียนจิ่งเทียนพูดเช่นนี้ก็หยุดเดิน ปล่อยให้หัวเสี่ยวเสียห้อยอยู่กับสายรัดเอว ยืนตรงรอคอยคำสั่ง

            สุ่ยเยาเอ๋อร์กล่าวว่า “เรื่องแค่นี้คนของตระกูลสุ่ยทำไมจะไม่รู้ เหยียนต้าเกอ พี่ลืมไปแล้วหรือว่าหนูเป็นคนของตระกูลสุ่ย?”

            เหยียนจิ่งเทียนฉุกคิดขึ้นมา กล่าวว่า “จริงด้วย ฉัน…”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์กล่าวว่า “พวกพี่ๆ คนของตระกูลหั่วล้วนเป็นยอดฝีมือ เพียงแต่ไม่ค่อยสืบหาข้อมูลให้ละเอียด สมองตายด้านไม่รู้จักพลิกแพลง”

            เหยียนจิ่งเทียนกล่าวว่า “อืม คนของตระกูลหั่วไม่ถนัดการสืบข่าว ในเมื่อน้องสุ่ยเยาเอ๋อร์พูดแล้ว ฉันก็จะไม่ปิดบัง ลูกแก้วครรภ์หยกนี้เป็นของวิเศษที่จะเอาไปใช้แก้ทางวิชาเสียงแมลงฤดูใบไม้ร่วงของตระกูลมู่จริงๆ”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์เบ้ปากกล่าวว่า “ตาเฒ่ามหาโจรธาตุไม้ชอบโอ้อวดความสามารถของตัวเอง ถ้าไม่สนใจเขา เขาก็จะโวยวาย ถ้าสนใจเขา ก็เสียเวลาชะมัด…ช่างเถอะ ไม่พูดถึงเขาดีกว่า! พวกพี่ไปผ่าเอาลูกแก้วออกมาเถอะ”

            เหยียนจิ่งเทียนพยักหน้า กล่าวกับเหยียนโซ่วอี้ว่า “เหยียนโซ่วอี้ เด็กคนนี้นับว่าใจเด็ด ให้มันตายสบายหน่อยแล้วกัน”

            เหยียนโซ่วอี้พลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ลากตัวหัวเสี่ยวเสียไปด้านหนึ่ง จากนั้นกล่าวเสียงเบาว่า “ปล่อย! ฉันจะได้ให้แกตายสบาย!”

            หัวเสี่ยวเสียยังคงกัดสายรัดเอวไว้แน่น พลางส่ายหน้าปฏิเสธ

            เหยียนโซ่วอี้ถลึงตา ตะโกนว่า “ปล่อย! แกปล่อยเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ปล่อยจะตัดหัวของแกทิ้ง!”

            หัวเสี่ยวเสียไม่สนใจสักนิด ยังคงส่ายหน้าต่อไป ส่งเสียงด่าอู้อี้ในลำคอ

            เหยียนโซ่วอี้ตบหน้าเขาหนึ่งฉาด ทำเอาหัวเสี่ยวเสียมองเห็นดาวบนหัว เหยียนโซ่วอี้ทนไม่ไหวแล้ว ยื่นมือไปบีบปากของหัวเสี่ยวเสีย แต่ถึงแม้หัวเสี่ยวเสียถูกบีบจนใบหน้าบิดเบี้ยว ก็ยังคงกัดฟันแน่น ถึงตายก็ไม่ปล่อย

            ความจริงมีวิธีง่ายๆ หลายวิธี วิธีที่หนึ่งคือฟาดหัวเสี่ยวเสียให้สลบ ถึงยังไงคนก็ไม่ใช่เต่า หลังจากสลบกล้ามเนื้อเกร็งตัวยังไงก็ต้องคลายออก วิธีที่สองคือถอดสายรัดเอวออก วิธีนี้ยิ่งง่ายดาย แต่เหยียนโซ่วอี้ผู้นี้เป็นอย่างที่สุ่ยเยาเอ๋อร์กล่าวไว้ เสียดายที่มีความสามารถ สมองกลับตายด้าน ไม่รู้จักพลิกแพลง ดันไปตาต่อตาฟันต่อฟันกับเด็กจรจัดอย่างหัวเสี่ยวเสีย นับว่าดวงของหัวเสี่ยวเสียยังไม่ถึงฆาต อาศัยวิธีสกปรกปะทะกับคนของตระกูลหั่วที่มีนิสัยดื้อรั้น หากเป็นผู้อื่น คาดว่าคงได้ไปรายงานตัวกับยมบาลนานแล้ว

            เหยียนจิ่งเทียนได้ยินเสียงพึมพำของเหยียนโซ่วอี้ จากนั้นตามมาด้วยเสียงมือกระทบเนื้อ ก็คาดเดาได้ว่าเหยียนโซ่วอี้ไม่สามารถทำให้หัวเสี่ยวเสียเอาปากออกจากสายรัดเอว สุ่ยเยาเอ๋อร์นั่งลงตรงหน้าเหยียนจิ่งเทียน มองเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เหยียนจิ่งเทียนรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว อดไม่ได้ที่จะยืนขึ้นมากล่าวว่า “เหยียนโซ่วอี้ บอกให้เขาปล่อยมันยากลำบากขนาดนั้นเรอะ? ยากกว่าไขกุญแจหรือเปล่า?” เหยียนจิ่งเทียนเองก็ฉลาดกว่าเหยียนโซ่วอี้ไม่เท่าไหร่ พวกเขาคิดเพียงให้หัวเสี่ยวเสียยอมอ้าปากปล่อยออก แต่ไม่แก้ไขปัญหาด้วยการฟาดให้สลบหรือถอดสายรัดเอว

            เหยียนโซ่วอี้ตะโกนออกมาจากในป่าว่า “ครับ! ครับ!” ตามมาด้วยเสียงตบตี เกรงว่าอีกสักครู่หนึ่ง เหยียนโซ่วอี้อาจจะยกหัวเสี่ยวเสียขึ้นมาเหมือนยกกระสอบทรายแล้วทุ่มลงพื้นให้ตาย

            สุ่ยเยาเอ๋อร์หัวเราะออกมา ยืนขึ้นมากล่าวว่า “พอแล้ว พอแล้ว เหยียนต้าเกอ ฝีมือของพวกพี่เป็นอันดับหนึ่งในแผ่นดิน แต่ยามดื้อด้านขึ้นมา ก็เป็นอันดับหนึ่งในแผ่นดินเหมือนกัน จำเป็นต้องออกแรงมากขนาดนั้นเลยหรือ? แค่ถอดเสื้อผ้าออกก็สิ้นเรื่องแล้ว ไม่ต้องสนใจหรอกว่ามันยอมปล่อยหรือไม่!”

            เหยียนจิ่งเทียนฉุกคิดขึ้นมา จริงสิ แค่นี้ก็สิ้นเรื่องแล้ว ทำไมเราถึงโง่เง่าขนาดนี้? เจ้าตัวแสบหัวเสี่ยวเสีย แกเกือบทำให้พวกเราขายหน้าแล้ว!

            แต่เหยียนจิ่งเทียนยังคงปากแข็ง ตะโกนว่า “เหยียนโซ่วอี้ ใช้มือบีบให้หลุด!”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์ถอนหายใจกล่าวว่า “พอแล้ว พอแล้ว! อย่าฆ่าเขาเลย หนูแค่ล้อพวกพี่เล่น ลูกแก้วครรภ์หยกอยู่ที่หนู ไม่ได้อยู่ในท้องเขาหรอก!”

            เหยียนจิ่งเทียนตกตะลึง กล่าวว่า “เธอบอกว่าให้เขากลืนลงไปไม่ใช่หรือ? เด็กคนนี้ก็บอกว่าเขากลืนลงไปแล้ว”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “โธ่เอ๊ย คำพูดของหนูพวกพี่เชื่อแค่ครึ่งเดียวก็พอแล้ว สิ่งที่หนูบังคับให้เขากิน ที่จริงคืออุจจาระแพะสองก้อน! ของนั่นอยู่ที่นี่”

            เหยียนจิ่งเทียนก้มหน้ามองไป เห็นในมือของสุ่ยเยาเอ๋อร์ถือลูกแก้วครรภ์หยกสองลูก ยื่นมาที่เบื้องหน้าเหยียนจิ่งเทียน

            เหยียนจิ่งเทียนหัวเราะเซ่อๆ กล่าวว่า “ก็ดี ก็ดี เหยียนโซ่วอี้ ไม่ต้องฆ่ามันแล้ว พาตัวมันกลับมา!”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์เบ้ปากกล่าวว่า “เอ้า พี่เอาไปเถอะ”

            เหยียนจิ่งเทียนหยิบกระดาษน้ำมันออกมาห่อลูกแก้วครรภ์หยกแล้วเก็บไว้ในอกเสื้อ หัวเราะพลางกล่าวว่า “สุ่ยเยาเอ๋อร์ ฉันนับถือเธอจริงๆ ไฟแพ้น้ำ ไฟแพ้น้ำ ฉันขอยอมแพ้แต่โดยดี”

            ใบหน้าไร้ความรู้สึกของเหยียนโซ่วอี้โมโหจนแดงก่ำ เขาหายใจหอบพลางลากตัวหัวเสี่ยวเสียกลับมา มองหน้าเหยียนจิ่งเทียนด้วยอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หัวเสี่ยวเสียก็ถูกทุบตีจนหายใจหอบ แต่ยังคงห้อยติดอยู่กับสายรัดเอวของเหยียนโซ่วอี้

            สุ่ยเยาเอ๋อร์ชี้ไปยังหัวเสี่ยวเสีย กล่าวว่า “คนเด็กนี้ตลกดี เก็บไว้ดูเล่นเถอะ ดีไหม เจ้าลิงน้อย?”

            หัวเสี่ยวเสียโมโห ด่าทอออกมาว่า “เธอน่ะสิเป็นลิงน้อย!” นึกไม่ถึงว่าพออ้าปาก กลับหล่นลงพื้นดังตุบ ค่อยนึกขึ้นได้ว่าตนเองโดนหลอก ต้องลอบกล่าวในใจว่า ‘ยัยปีศาจน้อย! ฉันแพ้แกอีกแล้ว!’

            หัวเสี่ยวเสียพอหลุดออกจากสายรัดเอวของเหยียนโซ่วอี้ เหยียนโซ่วอี้ก็กระโดดถอยห่างออกไปหลายเชียะ ตั้งท่าเตรียมรับมือ กริ่งเกรงหัวเสี่ยวเสียพุ่งเข้ามากัดตนเองอีก ดูท่าเหยียนโซ่วอี้กลัวจนขึ้นสมองแล้ว!

            สุ่ยเยาเอ๋อร์ตบมือหัวเราะพลางกระโดดโลดเต้นด้วยท่าทางไร้เดียงสา หัวเราะแล้วกล่าวว่า “น่าสนุกจริงๆ!”

            หัวเสี่ยวเสียขยับตัวขึ้นนั่งขัดสมาธิ แขนทั้งสองข้างยังถูกมัดไพล่หลัง จึงขยับหัวไหล่ถูคางที่ปวดเมื่อย มองดูสุ่ยเยาเอ๋อร์แล้วด่าทอว่า “ยัยปีศาจตัวแสบ! วันหลังต้องเห็นดีกันแน่!”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์ก็ยื่นหน้าเข้าไป ใช้นิ้วจิ้มจมูกของหัวเสี่ยวเสีย กล่าวว่า “ฉันช่วยชีวิตแก! แกยังจะแก้แค้นฉัน! แกนี่ช่างไม่รู้จักบุญคุณคน”

            หัวเสี่ยวเสียกล่าวว่า “ยัยปีศาจ ถ้าเธอแกล้งฉันอีก ฉันจะตายให้ดู! ฉันมีเคล็ดวิชาฆ่าตัวตาย แค่พลิกตาขาว พ่นเลือดดำใส่แก จะกลายเป็นผีร้ายทันที แกเชื่อไหมล่ะ?”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์หัวเราะเยาะ กล่าวว่า “ฉันไม่เชื่อแกหรอก! คิดจะหลอกฉัน กลับไปฝึกวิชามาใหม่เถอะ!”

            หัวเสี่ยวเสียฮึ่มออกมา กำลังจะตอบโต้สุ่ยเยาเอ๋อร์ กลับได้ยินเหยียนจิ่งเทียนทำเสียงจุ๊ๆ แล้วกล่าวว่า “เงียบก่อน!”

            หัวเสี่ยวเสียตกตะลึง รีบยกมือปิดปาก สุ่ยเยาเอ๋อร์เห็นเหยียนจิ่งเทียนสีหน้าเคร่งขรึม สายตาคมกริบดุจเหยี่ยว ไม่คล้ายกับเมื่อสักครู่ตอนที่ถูกสุ่ยเยาเอ๋อร์หยอกล้อ สุ่ยเยาเอ๋อร์จึงรู้ว่านี่ไม่ใช่การล้อเล่น รีบมองตามสายตาของเหยียนจิ่งเทียนไป

            เหยียนจิ่งเทียนนอนคว่ำลงกับพื้น เงี่ยหูฟังเสียงแล้วค่อยเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “มีคนขบวนหนึ่งกำลังจะผ่านทางแยกข้างล่าง!”

            เหยียนจิ่งเทียนยืนขึ้น มองลงไปด้านล่าง แม้ลมภูเขาโบกพัดรุนแรง กลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราวกับร่างกายปักอยู่กับก้อนหินบริเวณหน้าผา ค่อยๆ ได้ยินเสียงกีบเท้าม้าดังมาจากที่ห่างไกล เพียงพริบตาเดียว เสียงนั้นก็ใกล้เข้ามา มองลงไปจากด้านบน เห็นหน้าปากทางแยกมีคนจำนวนมากควบม้ามา ยังมีรถม้าบรรทุกหีบเหล็กสีดำสามคัน เทียมด้วยม้าสี่ตัว

            เหยียนจิ่งเทียนหรี่ตา พึมพำว่า “ยี่สิบสองคน ม้าสี่สิบห้าตัว”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์ได้ยินก็รีบกล่าวว่า “เหยียนต้าเกอ สายตาพี่ยอดเยี่ยมจริงๆ!” ฝีมือด้านนี้ของคนตระกูลหั่ว สุ่ยเยาเอ๋อร์ยังต้องเลื่อมใส!

            เหยียนจิ่งเทียนกล่าวว่า “ก็แค่ทักษะหนาผานเอ๋อร์กระจอกๆ เท่านั้น สุ่ยเยาเอ๋อร์ชมเกินไปแล้ว สองคนที่นำหน้าขบวนก็คือจางซื่อกับคุณโจว! จางซื่อถึงกับยอมละทิ้งกิจการในเมืองเฟิ่งเทียนออกสู่ยุทธภพอีกครั้ง หึหึ นอกจากทหารตะขอแล้ว แม้แต่สุนัขลายเสือดาวก็พามาด้วย!”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย กล่าวว่า “แม้แต่สัตว์ประหลาดนั่นก็พามาด้วยหรือ? อยู่ในหีบสีดำบนรถม้าใช่ไหม?”

            เหยียนจิ่งเทียนพยักหน้า กล่าวว่า “ฉายามือปราบเทพวายุกลับไม่ใช่ชื่อเสียงจอมปลอม! นอกจากไม่เคยปะทะกับพวกเราโดยตรง ในแผ่นดินนี้ยังไม่มีโจรที่พวกเขาตามล่าไม่ได้! หากตอนนี้พวกเขาปล่อยสุนัขลายเสือดาวออกมาตามหาพวกเรา คงต้องแย่แน่ๆ!”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์มองดูอย่างตั้งใจ เห็นได้ชัดว่ารู้สึกหนักใจไม่น้อย

            หัวเสี่ยวเสียนั่งอยู่บนพื้น สามารถมองเห็นภาพเหตุการณ์ด้านล่าง ได้ยินเหยียนจิ่งเทียนกล่าวเช่นนี้ ยิ่งไม่กล้าหายใจเสียงดัง

            ที่ทางแยกบริเวณตีนเขา คุณโจวลงจากม้ามาตรวจดูครู่หนึ่ง ค่อยหันหลังไปกล่าวกับจางซื่อแหยว่า “จางซื่อแหย พวกเขาแยกทางกันไป! ดูจากรอยเท้าม้า เพิ่งผ่านไปได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “คุณโจว พวกเราแบ่งเป็นสองขบวนไล่ตามไปเถอะ!”

            คุณโจวพลิกตัวขึ้นม้า กล่าวว่า “ไม่ได้ พวกเราเพิ่งออกจากเมืองเฟิ่งเทียน อีกเดี๋ยวแม่ทัพจางกับกองทัพกวนตงต้องทราบเรื่อง ตอนนี้ไม่เหมาะที่จะแยกทาง! ในเมื่อออกจากเมืองมาแล้ว รีบหาที่หลบซ่อนตัวจะดีกว่า! ผมว่าพวกเราควรไปพักม้าที่ค่ายเฟิงปัวในหมู่บ้านทงเหอเจิ้นก่อน” ค่ายเฟิงปัวที่คุณโจวพูดถึงนั้นคือบ้านลับหลังใหญ่ของจางซื่อแหยในหมู่บ้านทงเหอเจิ้น มีไว้สำหรับหลบซ่อนตัวโดยเฉพาะ

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “พวกเรามีคนมาก ต้องเป็นที่ผิดสังเกตแน่นอน หรือว่าจะปล่อยเจ้าหนึ่งกับเจ้าสามให้พวกมันไล่ตามไปก่อน?”

            คุณโจวกล่าวว่า “ไม่จำเป็น! สาวใช้เสี่ยวชุ่ย เหยียนจิ่งเทียนและหัวเสี่ยวเสียต่อให้พวกเขามีความสามารถขนาดไหน ก็ยังทิ้งกลิ่นไว้ในบ้านของพวกเรา ผมเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว ถึงเวลานั้นเอาให้พวกสุนัขดมแล้วค่อยไล่ล่าก็ยังไม่สาย!”

            จางซื่อแหยกล่าวว่า “ได้ อย่างนั้นก็ทำตามคำแนะนำของคุณโจว” พลางหันไปสั่งว่า “พี่น้องทั้งหลาย ตามฉันมา!”

            คนทั้งขบวนกำลังจะออกเดินทางต่อ แต่รถบรรทุกคันหนึ่งกลับเกิดเสียงดังขึ้น รถสั่นไหวไม่หยุด ข้างในมีเสียงเห่าอย่างดุร้ายน่าสะพรึงกลัว ทหารตะขอที่เป็นคนบังคับรถม้าตะโกนว่า “จางซื่อแหย เจ้าสองหงุดหงิดแล้วครับ! รบกวนท่านมาดูหน่อย!”

            จางซื่อแหยหันหัวม้า วิ่งมาถึงข้างรถ แง้มฝาเหล็กบนรถ กล่าวกับสิ่งที่อยู่ภายในว่า “เจ้าสอง เงียบๆ หน่อย เดินทางอีกสักพักจะปล่อยแกลงมาเดิน ตอนนี้อย่าเพิ่งก้าวร้าว”

            สัตว์ที่อยู่ในหีบกะพริบตาเล็กน้อย จากนั้นส่งเสียงเห่าราวกับขานตอบ ค่อยสงบนิ่งลง  

            จางซื่อแหยปิดฝา ตะโกนว่า “ออกเดินทาง! รีบไปให้ถึงค่ายเฟิงปัวก่อนฟ้าสาง!”

ม้าส่งเสียงร้องฮี้ๆ ทั้งขบวนออกเดินทางอย่างรวดเร็ว

            เหยียนจิ่งเทียนมองดูจางซื่อแหยกับพวกจากไปด้วยสีหน้าหนักใจ กล่าวว่า “มือปราบเทพวายุผู้นี้ หากไม่ออกสู่ยุทธภพยังดี เมื่อออกสู่ยุทธภพกลับน่ากลัวถึงเพียงนี้ เหมือนอย่างที่เล่าลือกันไม่ผิดเพี้ยน วันนี้นับว่าพวกเราโชคดี แผ่นดินนี้ต้องมีเรื่องน่าสนุกอีกครั้งแล้ว!”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์ก็กล่าวช้าๆ ว่า “ที่พ่อของหนูอนุญาตให้หนูไปขโมยกระจกหลิงหลง หรือว่าต้องการบีบให้พวกเขาออกสู่ยุทธภพอีกครั้ง? กระจกหลิงหลงนี้มีอะไรวิเศษหรือ ถึงกับสามารถทำให้จางซื่อยอมละทิ้งกิจการใหญ่โตมาได้?”

            เหยียนจิ่งเทียนกล่าวว่า “ฉันก็ไม่รู้ สุ่ยเยาเอ๋อร์ กระจกหลิงหลงอยู่กับเธอหรือเปล่า?”

            “อยู่ค่ะ” สุ่ยเยาเอ๋อร์เอื้อมมือไปหยิบกระจกขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากกระเป๋าผ้าที่สะพายอยู่บนหลัง “หนูดูอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีความผิดปกติ เหมือนกับเป็นกระจกทองแดงธรรมดาเท่านั้น” สุ่ยเยาเอ๋อร์กล่าวจบก็ส่งกระจกให้เหยียนจิ่งเทียน

            เหยียนจิ่งเทียนรับมาพิจารณาอย่างละเอียด กระจกบานนี้ดูธรรมดา ระนาบเป็รูปวงรี นอกจากบริเวณขอบกระจกที่มีลวดลายงดงามประณีตแล้ว ก็ไม่มีเพชรพลอยประดับประดา เพียงทำมาจากทองแดงชั้นดีเท่านั้น

            เหยียนจิ่งเทียนขมวดคิ้ว กล่าวว่า “บางทีอาจเป็นเพราะพวกเรามีความรู้ตื้นเขิน จึงไม่สามารถมองเห็นความลับที่ซ่อนอยู่ในกระจกบานนี้”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์กล่าวว่า “หนูจะลองเอาไปให้ท่านพ่อตรวจสอบดู”

            เหยียนจิ่งเทียนส่งกระจกคืนให้สุ่ยเยาเอ๋อร์ กล่าวว่า “ท่านมหาโจรธาตุน้ำมีความรู้กว้างขวางที่สุดในบรรดาตระกูลปัญจธาตุ น่าจะทำความเข้าใจได้ เพียงแต่…สุ่ยเยาเอ๋อร์ จางซื่อออกโรงแล้ว คงไล่ล่าเธอไม่ปล่อย โดยเฉพาะสุนัขลายเสือดาว พวกมันดุร้ายและอันตรายมาก! เธอต้องระวังตัว ไม่อย่างนั้น…”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์หัวเราะออกมา กล่าวว่า “ถ้าเหยียนต้าเกอไม่รังเกียจ พาหนูเข้าด่านด้วยได้ไหม? หนูรู้ว่าพวกพี่ต้องไปที่บ้านตระกูลหวังในมณฑลซานซี ตอนนี้ท่านพ่อของหนูก็น่าจะอยู่แถบซานซีด้วยเหมือนกัน”

เหยียนจิ่งเทียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ค่อยกล่าวว่า “ก็ดี! ด้วยมิตรภาพของพวกเราทั้งสองตระกูล อีกทั้งเธอก็เป็นผู้หญิง…พวกเราเดินทางด้วยกันจะได้ดูแลกัน ออกเดินทางกันตอนนี้เลยเถอะ!”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์กระโดดกอดคอเหยียนจิ่งเทียน กล่าวเสียงออดอ้อนว่า “เหยียนต้าเกอใจดีจริงๆ! ถ้าหนูได้เจอหน้าท่านพ่อ หนูจะช่วยสรรเสริญพี่ต่อหน้าท่านพ่อ!”

            เหยียนจิ่งเทียนทำตัวไม่ถูก ปล่อยให้หญิงสาวโอบกอดตามอำเภอใจ กล่าวอย่างติดอ่างว่า “เฮ้อ สุ่ยเยาเอ๋อร์ อย่าเล่นแบบนี้”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์ปล่อยมือออกจากเหยียนจิ่งเทียน สายตามองไปยังหัวเสี่ยวเสีย หัวเสี่ยวเสียเพียงแค่ฮึ่มออกมา ไม่สนใจสุ่ยเยาเอ๋อร์

            สุ่ยเยาเอ๋อร์ลูบคางด้วยท่าทางราวกับผู้ใหญ่ เดินเข้าไปกล่าวว่า “ลิงน้อยตัวนี้ทำยังไงดีล่ะ?”      

            หัวเสี่ยวเสียด่าทอว่า “เธอว่าใครเป็นลิงน้อย!”

            เหยียนจิ่งเทียนกล่าวว่า “มันได้ยินเรื่องของพวกเราไม่น้อย ถ้าปล่อยมันไป ข้อมูลอาจรั่วไหล ฉันว่าให้มันหลับสบายๆ ฝังไว้บนภูเขานี้ก็แล้วกัน”

            เหยียนโซ่วอี้เดินเข้ามาหาทันที เตรียมพร้อมลงมือ

            หัวเสี่ยวเสียยังคงไม่เกรงกลัว กล่าวว่า “จะลงมือก็รีบหน่อย ฉันจะได้ไปพบพี่น้องของฉันในยมโลก! วันนี้ถ้าพวกแกปล่อยฉันไป วันหน้าฉันจะต้องคิดบัญชีกับพวกแก!”

            สุ่ยเยาเอ๋อร์ดึงแขนเหยียนจิ่งเทียน กล่าวว่า “เหยียนต้าเกอ หนูว่าพวกเราพาลิงน้อยตัวนี้ไปด้วยเถอะ ด้วยความสามารถของมัน หนีไม่รอดเงื้อมมือของพวกเราหรอก หนูจะได้มีเพื่อนเล่น!”

            หัวเสี่ยวเสียด่าทอว่า “ยัยปีศาจน้อย! เธอรีบฆ่าฉันซะเถอะ!”

            เหยียนจิ่งเทียนครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ก็ได้ พามันไปด้วย!”

            เหยียนโซ่วอี้อารมณ์เสียจนต้องกระทืบเท้า แต่ก็ไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่ง

            เหยียนจิ่งเทียนหันไปมองหัวเสี่ยวเสีย กล่าวว่า “หัวเสี่ยวเสีย แกกับฉันมีวาสนาต่อกัน การเดินทางครั้งนี้แกติดตามพวกเราไป ถ้าแกมีบุญมากพอ ไม่แน่ว่า…”

เหยียนจิ่งเทียนกล่าวถึงตรงนี้ก็ไม่พูดต่อ หยุดชะงักเล็กน้อยค่อยกล่าวว่า “ล่วงเกินแล้ว!”

            หัวเสี่ยวเสียยังไม่ทันรู้ตัว ก็เห็นว่าเงาร่างของเหยียนจิ่งเทียนแวบหายไป จากนั้นหัวเสี่ยวเสียรู้สึกว่าตนเองถูกทุบเข้าที่ท้ายทอยอย่างแรง สลบล้มลงกับพื้น

            ฝ่ามือของเหยียนจิ่งเทียนฟาดลงไปอย่างหนักหน่วง ไม่ทราบหัวเสี่ยวเสียสลบไปนานแค่ไหนค่อยฟื้นขึ้นมา แต่ยังคงเจ็บที่ศีรษะ หัวเสี่ยวเสียลืมตาขึ้น ภาพเบื้องหน้าเริ่มชัดเจน ค่อยทราบว่าตนเองนอนอยู่บนกองหญ้าฟางในมุมหนึ่งของบ้านร้าง หัวเสี่ยวเสียยกมือขึ้นลูบท้ายทอย พึมพำเสียงเบาว่า “เจ็บเป็นบ้าเลย”

            หัวเสี่ยวเสียพอได้สติ ก็พลิกตัวขึ้นนั่ง ลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ มองดูรอบๆ ภายในห้องเงียบสงัดไม่มีใครอยู่ ดูจากแสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างผุพังเข้ามา น่าจะเป็นเวลาบ่าย หัวเสี่ยวเสียไม่กล้าตะโกนส่งเสียง ค่อยๆ คืบคลานออกจากกองหญ้าฟาง คิดในใจว่า ‘ไอ้คนแซ่เหยียนกับยัยปีศาจน้อยคงไม่ได้ทิ้งเราไว้ที่นี่หรอกนะ?’

            หัวเสี่ยวเสียคิดพลางคลานไปข้างหน้า ขณะกำลังจะลุกขึ้นยืน ข้อเท้าขวากลับถูกเหนี่ยวรั้งเอาไว้ หัวเสี่ยวเสียก้มหน้ามองดู เห็นบนข้อเท้าของตนเองมีเชือกเส้นหนาผูกไว้ อีกด้านหนึ่งของเชือกผูกติดกับเสาต้นหนึ่งบริเวณมุมห้อง หัวเสี่ยวเสียลอบด่าทอในใจว่า ‘บัดซบ ล่ามลิงหรือยังไง! ถุย ลิงบ้าบออะไรกัน ยัยปีศาจน้อยสมควรตาย!’

            หัวเสี่ยวเสียก้มตัวลงดึงเชือก แต่เชือกเส้นนี้ช่างแปลกประหลาดนัก มีความยืดหยุ่นคล้ายกับหนังยาง หัวเสี่ยวเสียหย่อนก้นนั่งลง คิดจะแก้เชือกที่ข้อเท้าออก แต่เชือกนี้ผูกไว้อย่างพิสดาร หัวเสี่ยวเสียทั้งควักทั้งดึง กลับไม่สามารถแก้ออกได้ คล้ายกับข้างในเชื่อมติดกันเอาไว้ ต้องลอบกล่าวในใจว่า ‘นี่มันผูกยังไงกัน?’

หัวเสี่ยวเสียพอเห็นว่าแก้ไม่ออก จึงหันไปแก้เชือกอีกด้านหนึ่งที่ผูกติดกับเสาแทน แต่ก็ไม่สำเร็จเช่นกัน หัวเสี่ยวเสียด่าทอว่า “พวกมันคงไม่คิดแก้มัดแล้ว จึงผูกเป็นเงื่อนตาย! เจ็บใจนัก ฉันจะกัดให้ขาดเลย”

            หัวเสี่ยวเสียหยิบเชือกขึ้นมา กัดลงไปสุดแรงเกิด อย่าว่าแต่จะกัดขาด กลับยิ่งกัดยิ่งเหนียว หัวเสี่ยวเสียโมโห คว้าเชือกไปสีกับขอบปูน จากนั้นหยิบเศษกระเบื้องมาเฉือน ทดลองวิธีต่างๆ นานา แต่ก็ไม่สามารถตัดเชือกให้ขาดได้ หัวเสี่ยวเสียพยายามจนเหงื่อท่วมตัว แต่ยังคงทำอะไรเชือกเส้นนั้นไม่ได้

            หัวเสี่ยวเสียหายใจหอบ โยนเชือกลงบนพื้น ตะโกนว่า “มีใครอยู่ไหม? ฉันจะตายอยู่แล้ว!”

            ที่นอกห้องมีเสียงนกกระพือปีกบินหนี ยังคงเงียบสงัดไร้เสียงตอบรับ  

            หัวเสี่ยวเสียตะโกนว่า “ไอ้คนแซ่เหยียน! ยัยปีศาจ ยังอยู่ไหม?”

ยังคงไม่มีใครขานรับเขา

            หัวเสี่ยวเสียตะโกนอยู่ครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็ก้มหน้าลงด้วยความสิ้นหวัง ในใจคิดว่า ‘พวกมันคงทิ้งเราให้เป็นอาหารหมาป่าแล้ว ยังดีที่พวกมันไม่ได้ฆ่าเรา’

หัวเสี่ยวเสียทั้งเหนื่อยทั้งกระหายน้ำ ขยับเข้าไปชิดกำแพง กล่าวอย่างทอดถอนใจว่า “ลั่งเต๋อเปิน เหล่ากวนเชียง เปียโหว พี่ใหญ่ผิดต่อพวกแก เชือกเส้นเดียวยังแก้ไม่ออก ปล่อยให้คนอื่นหยอกล้อไปมาอย่างกับลูกลิง ทิ้งไว้ในป่าเป็นอาหารหมาป่า เฮ้อ…”

            หัวเสี่ยวเสียถอนหายใจออกมา ในใจนึกถึงวันเวลาที่ตนเองอยู่ในเมืองเฟิ่งเทียน นึกถึงเหล่ากวนเชียงที่ถูกผู้ช่วยเจิ้งยิงตาย ลั่งเต๋อเปินดิ้นทุรนทุรายจนหมดสติ ต้องบังเกิดความเศร้าโศกเสียใจ น้ำตาไหลลงมาจากหางตา หัวเสี่ยวเสียยกมือขึ้นปาดเช็ด จากนั้นกวาดหญ้าฟางมาเป็นกอง ล้มตัวลงนอนแล้วหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

            ในความฝัน หัวเสี่ยวเสียฝันว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง เปลวไฟลุกไหม้รุนแรง ไม่มีหนทางหนีรอด หัวเสี่ยวเสียตะโกนดังลั่นว่า “พ่อ! แม่! ช่วยผมด้วย!” แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เปลวไฟยิ่งเผาไหม้ยิ่งรุนแรง กำลังลามมาถึงตนเอง ทันใดนั้นมีคนแต่งกายประหลาดผู้หนึ่งกระโดดออกมาจากกองไฟ เขาสวมชุดดำ อำพรางใบหน้า มือทั้งสองจับดาบเรียวยาวแทงเข้ามาหาหัวเสี่ยวเสีย

            หัวเสี่ยวเสียตะโกนเสียงดังลั่น ตกใจตื่นขึ้นมา เหงื่อท่วมหน้าผาก ความฝันเช่นนี้หัวเสี่ยวเสียฝันถึงมันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่ทราบความหมายของมัน แต่ครั้งนี้ความฝันนั้นชัดเจนราวกับปรากฏอยู่ตรงหน้า กระทั่งสามารถรับรู้ได้ถึงความร้อนของเปลวไฟ ดาบในมือคนผู้นั้นดูคล้ายกับดาบของพลตรีโยดะที่หัวเสี่ยวเสียเคยเห็นในบ้านจางซื่อแหย มันเป็นดาบซามูไร

            หัวเสี่ยวเสียในใจยังคงหวาดผวา ในฝันเมื่อสักครู่ราวกับตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย! หรือว่าเพราะตนเองถูกขังอยู่ในนี้เพียงลำพังจึงฝันไป? แต่ดาบซามูไรนั้นจะอธิบายอย่างไร? หัวเสี่ยวเสียคิดได้เช่นนั้น พลันบังเกิดแรงฮึด ตั้งใจว่าจะต้องหนีไปจากสถานที่แห่งนี้ให้ได้ จึงรวบรวมสมาธิพลิกตัวขึ้นนั่ง หยิบเชือกขึ้นมาพยายามแกะอีกครั้ง คราวนี้หัวเสี่ยวเสียมุ่งมั่นกว่าเดิม ถึงกับส่งเสียงร้องประหลาดออกมา

            ขณะที่หัวเสี่ยวเสียกำลังจดจ่อกับการแก้เชือก ข้างหูก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างแผ่วเบา    

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.