โรงน้ำชาเร้นรัก #1

The Tea House โรงน้ำชาเร้นรัก เล่ม 1

บทที่ 1 ชายหมูป่าเน่าเฟะ

บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยเสียงดังโหวกเหวก และที่เสียดแทงเข้ามาในรูจมูกคือกลิ่นเหม็นที่ทำให้คนอึดอัดชนิดหนึ่ง คล้ายกลิ่นเหงื่อเหม็นอับผสานกลิ่นหมูตาย พาให้กระเพาะของเขาบิดมวนเจ็บปวดราวกับกำลังถูกเผาอยู่กลางกองเพลิง

อวี๋หลิงเฟยลืมตาขึ้นด้วยความงงงวย พลันเห็นใบหน้าใหญ่สี่เหลี่ยมอยู่ใกล้ชิดติดตา ทุกสิ่งบนหน้านั้นล้วนแต่มีขนาดเล็กทั้งสิ้น ตาเล็ก จมูกเล็ก มีเพียงปากที่กว้างใหญ่อย่างแปลกประหลาดหาใดเปรียบ เทียบกับจมูกแล้วนับว่าใหญ่กว่าถึงสองเท่า และมันกำลังกดทับอยู่บนหน้าอกของเขา หนักเสียจนหน้าอกเขาแทบจะแบนติดหลังอยู่รอมร่อ หนำซ้ำที่หน้าอกยังเปียกลื่นคล้ายถูกคนทำน้ำลายหกใส่

แต่ยังไม่ทันเข้าใจสถานการณ์ได้ชัดเจน สายตาที่มองไล่ต่ำลงไปอย่างเลื่อนลอยพลันเห็น

ว้าก ปากหมูๆ นั่นกำลังเลียยอดอกเขาอยู่!

อีกทั้งร่างกายเขายังเหนียวหนืดไปทุกส่วน ไม่รู้ว่าถูกเลียมานานเท่าไรแล้ว ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือมือขนดกข้างหนึ่งของเจ้าหมูกำลังไต่ไปทางปลายยอดอกอีกข้างของเขา คล้ายกับเห็นอาหารระดับมิชลินสามดาวมื้อใหญ่ก็กระเหี้ยนกระหือรือจะกินให้อิ่มหนำสักมื้อ

อี๋!

กลิ่นตลบอบอวลนั่นคล้ายกับกลิ่นเนื้อหมูคุณภาพแย่ที่ถูกคัดแยกออกและกำลังส่งกลิ่นน่ากลัวถึงที่สุดออกมา ได้กลิ่นแล้วก็หน้ามืดตาลาย ช่วยไม่ได้ที่เขาจะไม่สบายกระเพาะขนาดนี้ ก็มันเหม็นจะตายอยู่แล้ว เหม็นจนเอาไปเป็นอาวุธชีวภาพได้เลย ถ้าอเมริกาปล่อยผู้ชายหมูป่าแบบนี้สักคนในตะวันออกกลาง รับรองได้เลยว่าต้องเกิดสงครามโลกครั้งที่สามทันที

ที่รักเอ๋ย เมื่อครู่เจ้าบอกว่าไม่สบาย แต่ดูสิ แค่เลียเจ้า เจ้าก็มีแรงขึ้นมาแล้ว ร่างกายร่านเร่าของเจ้านี่ขาดความรักใคร่เอ็นดูของข้าไม่ได้แม้แต่น้อย ว่ามาสิ เจ้าคิดถึงแท่งหยกของนายท่านเช่นข้ามากเพียงใด…”

แหวะ นี่ไม่ใช่แค่ขยะแขยงเกินจะอธิบาย แต่ตาเขาจะบอดอยู่แล้ว!

เขากวาดสายตาไปเจออวัยวะน่าสลดของชายหมูป่า เป็นผู้ชายเหมือนกันดูแค่ของตัวเองก็พอแล้ว เขาไม่อยากดูของคนอื่นหรอกนะ แถมยังมีรูปร่างไม่น่าดูขนาดนั้น ทำมุมแค่สิบห้าองศา จะแข็งก็ไม่แข็ง ไอ้หมอนี่ถึงวัยใช้ไวอากร้าแล้วล่ะมั้ง

เขาร้องเสียงสยดสยองออกมา ในที่สุดก็เข้าใจสถานการณ์ชัดเจนแล้ว ตัวเขาอยู่บนเตียงหลังหนึ่ง เปลือยกายประจันหน้าอยู่กับชายหมูป่าคนหนึ่ง

ชายหมูป่าหัวล้านแต่ขนบนตัวกลับดกมาก ทั้งยังเหม็นจนเขาอยากจะใช้เสื้อมาอุดจมูก หนำซ้ำยังลงพุง แขนขาใหญ่หนา น้ำหนักอย่างต่ำก็มากกว่าเขาสองเท่า ส่วนตัวเขานอนอยู่บนเตียง กำลังแยกสองขาออก สองมือเหยียดตรงท่าทางคล้ายกำลังรอความสุขสม

ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ เขาเพิ่งจะจบเคสใหญ่ไป พวกเพื่อนๆ จึงพากันฉลองด้วยการจัดทริปผจญภัยบ้านร้างลึกลับ เห็นได้ชัดว่าเจ้าพวกนั้นรู้ว่าเขากลัวผีสุดๆ แค่ได้ฟังเรื่องผีก็ตัวแข็งไปทั้งร่าง ฟังเพลงประกอบหนังสยองขวัญที่ทำนองเย็นๆ ขนก็จะลุกไปทั้งตัว พวกนั้นถึงได้จงใจจัดปาร์ตี้นี้เพราะอยากแกล้งเขาเล่น

พอเขาไปถึงบ้านร้างหลังนั้นก็เห็นบ่อน้ำโบราณที่เล่าลือกันว่ามีวิญญาณออกมา เขาเกิดกลัวจนขาอ่อนแรงทั้งสองข้าง เพื่อนที่นิสัยเกรียนที่สุดยังอุตส่าห์ลงทุนไปแอบเกาะอยู่ด้านในบ่อ พอเขายื่นหน้าลงไปมอง มันก็ร้องตะโกนแล้วกระโดดออกมาจากบ่อจนเขาตกใจเป็นลม

เขาจำได้แค่ว่าเพื่อนร้องเสียงหลง ส่วนตัวเองนั้นสองตาปิดสนิทตกลงไปในบ่อ แต่ต่อให้เพื่อนจะเหลวไหลอย่างไรก็ควรรีบพาเขาไปส่งโรงพยาบาลทันทีถึงจะถูก

หรือว่านี่จะเป็นภาคต่อของละครตลกร้าย จงใจจับเขาแก้ผ้า จากนั้นก็หาชายน่าเกลียดอย่างกับหมูป่ามาแกล้งกันเล่น เพราะที่ผ่านมาเขาไม่มีแฟน เจ้าพวกนั้นบางทียังเลียบๆ เคียงๆ ถามว่าเขาเป็นเกย์หรือไม่

เกย์บ้านมันสิ ทั้งไปไซต์งาน ทำงานออกแบบ ไปต่างประเทศ ยุ่งจนหัวหมุนทุกวัน ใครจะมีเวลาไปพูดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กัน เพราะฉะนั้นเจ้าพวกนั้นต้องพาชายหมูป่ามาทดสอบเขาแน่

แต่เกรดของชายหมูป่านี่ออกจะต่ำเกินไปแล้ว ไอ้เพื่อนเลวพวกนั้นจนขนาดนี้เลยหรืออย่างไร ลงทุนน้อยไปหน่อยหรือเปล่า ถึงได้ไปคว้าคนที่เอาไปอวดใครไม่ได้แม้แต่น้อยแบบนี้มาให้เขากัน

อวี๋หลิงเฟยเงยหน้าถอนใจเฮือกหนึ่ง หรือเขาไม่มีคุณค่าพอ ไม่มีมนุษยสัมพันธ์เกินไปหรืออย่างไร ถึงได้รุมแกล้งเขาแบบนี้ ล้อเล่นบ้าๆ ขนาดนี้ อย่างน้อยก็ควรหาผู้ชายน่ารักๆ ดูดีกว่านี้ หรือที่แบบหน้าตาเหมือนดารามาให้เขาสิ แต่นี่ดันเป็นหมูป่าเหม็นสาบ อีแบบนี้แถมให้เขาอีกหนึ่งล้านเขาก็ไม่เอา!

ที่รัก รีบพูดสิว่า เจ้าคิดถึงแท่งหยกของนายท่าน…”

ชายหมูป่าพูดถึงแท่งหยกสองครั้งแล้ว เห็นท่าทางสัปดนที่จงใจขยับเอวสองสามครั้งของอีกฝ่าย อวี๋หลิงเฟยถึงได้เข้าใจในที่สุดว่าชายหมูป่ากำลังพูดถึงของลับที่เล็กจนน่าสมเพชใต้ชั้นไขมันหน้าท้องนั่น เล็กจนเขาแทบจะมองไม่เห็น เล็กจ้อยขนาดนี้ยังกล้าเอามาอวดอีก กำลังเล่นตลกอยู่รึ ไม่ใช่เขาใจร้ายพูดจาไม่รักษาน้ำใจ แต่เพราะเขาเห็นชัดๆ จนอดสมเพชหมอนี่ไม่ได้

ผมว่านะลุง เอาไอ้ของเล็กกระจ้อยร่อยนั่นหลบไปดีไหม

ความกล้าหาญและความมั่นใจ รวมทั้งสุขภาพร่างกายที่บ่มเพาะมาจากการทำงานในไซต์งานตั้งแต่อายุสิบกว่าปี เขาเชื่อว่าต่อให้เจ้าหมูป่านี่คิดฝืนบังคับเขาก็ต้องถูกเขาอัดจนร้องเรียกหาแม่แน่ ถึงเขาจะไม่ได้ขยันไปเข้ายิมสักเท่าไร แต่บางทีในไซต์งานก็ขาดแรงงานคนอยู่บ้าง เลยได้กล้ามเนื้อจากเวลาไปช่วยงานและนั่นไม่ใช่เรื่องโกหกแม้แต่น้อย

เอ๋?”

ชายหมูป่าเผยสีหน้าโง่งมออกมา คล้ายไม่เข้าใจคำพูดเขา

อวี๋หลิงเฟยออกแรงผลักไหล่อีกฝ่าย เพื่อนสารเลวพวกนั้นต้องแอบหัวเราะอยู่นอกห้องแน่ๆ รออีกเดี๋ยวเขาจะออกไปต่อยคนต้นคิดเรื่องชายหมูป่านี่ จากนั้นค่อยไปลากคนต้นคิดเรื่องบ้านร้างผีสิงมาต่อยระบายความโกรธในท้องด้วย

ทว่าการผลักครั้งนี้ไม่ทำให้ชายหมูป่าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย กลับเป็นเขาที่ผลักอีกฝ่ายไม่ไปไหนแล้วยังเจ็บมือแทนอีกด้วย เขาเบิกตาโตจ้องมองมือตัวเอง ตัวเขาไม่นับว่าดำแต่ก็ไม่ได้ขาวถึงขนาดนี้นี่

มือคู่นี้ขาวเปล่งประกายราวกับหินหยกขาวบริสุทธิ์ เล็บโปร่งแสงดูคล้ายเยื่อหุ้ม แล้วยังแวววาวใสสะอาดดูน่าทะนุถนอม ทั้งขาวและบาง ทั้งอ่อนและนุ่มมือหยกเรียวเล็กคำนี้ที่แท้ก็ใช้อธิบายมือคู่นี้นี่เอง

แต่นี่คือมือเขาหรือ ใช่มือของเขาจริงๆ หรือ

เขาตกตะลึงเกินไปจนลืมชายหมูป่าไปเสียสิ้น ยกมือขึ้นมาจ้องดูก่อนจะพลิกกลับมามองดูอีกฝั่ง จากนั้นยังขยี้ตาแรงๆ อย่างไม่อยากเชื่อแล้วมองสำรวจอีกรอบอย่างละเอียด

พอมองครั้งนี้ยิ่งรู้สึกไม่เข้าทีแล้ว สายตาของเขามองไล่จากมือตัวเองลงไปที่หน้าอก ท้อง ขาและเท้า ล้วนแล้วแต่อ่อนนุ่มกระจ่างใสราวกับหยกขาวสะอาด งดงามสะกดผู้คน เรือนร่างผอมบางจนดูคล้ายแค่หักเพียงครั้งก็จะขาดเป็นสองท่อนราวกับดอกไม้บอบบาง

คนที่มีรูปร่างแบบนี้น้ำหนักไม่น่าถึงหกสิบได้ แต่เขาหนักเจ็ดสิบกว่าเลยนะ เขาไม่นับว่าอ้วนก็จริงเพราะค่อนข้างสูง แต่ร่างกายขาวผ่องนี่ก็ผอมเกินไปแล้ว เหมือนมนุษย์กระดาษอย่างไรอย่างนั้น

เถาหง วันนี้เจ้าแปลกไปนะ ใช่เพราะรังเกียจว่านายท่านให้เงินน้อยเกินไปหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องปรนนิบัติจนนายท่านอย่างข้าสบายตัวจึงจะถูก

ขาของเขาถูกแยกให้เปิดออก เขาพยายามหุบมันเข้าหากันแต่เพราะร่างกายเล็กบางจะหุบอย่างไรก็ไม่เข้า เขาดิ้นรนจนหอบฮัก ทว่ากลับทำให้ชายหมูป่าเริ่มคึกคักขึ้นมา อวัยวะชิ้นเล็กจ้อยนั่นค่อยๆ ผงกหัวขึ้น ใบหน้ายังแดงมากกว่าเมื่อครู่ถึงสามส่วน

เถาหง แววตาเช่นนี้ของเจ้าล่อลวงคนเป็นพิเศษ แสร้งทำเป็นไม่ยินยอมอีกหน่อย นายท่านเช่นข้าจะเพิ่มเงินให้อีก

น้ำเสียงบ้าตัณหาแล้วยังกลิ่นเน่าเหม็นเต็มปากนั่นแทบจะรมเขาจนตาจะเหลือกอยู่แล้ว

เขาพยายามปลุกใจตนเอง อยู่ๆ จะมาเสียตัวให้กับชายหมูป่าไม่ได้

ปล่อยฉันนะไอ้หมูป่า ระวังฉันจะเอาเหล็กเส้นมาตีแกให้ตาย!”

ด่ามากอีกหน่อยเถาหง ด่ามากหน่อย เสียงร้องครางของเจ้าแม้จะไม่เลวร้าย แต่ข้าชอบความดุดันวันนี้ของเจ้ายิ่ง เหตุใดก่อนหน้านี้พวกเราไม่เล่นแบบนี้กันนะ

ชายหมูป่าหน้าแดงจัด ยื่นมือมาลูบไล้บริเวณเอวของเขา ลูบจนอวี๋หลิงเฟยอยากจะอาเจียนออกมาจริงๆ แล้ว เขายกตัวขึ้นพยายามขัดขืนแต่กลับถูกชายหมูป่าลูบบั้นท้ายเปลือยเปล่า มือที่มีขนรุงรังอีกข้างทั้งคลึงทั้งเคล้นกับส่วนนั้น เห็นได้ชัดว่าต้องการปลุกเร้าความปรารถนาของเขา แต่สิ่งที่ปลุกขึ้นมาได้มีเพียงความขยะแขยงและแรงโกรธเท่านั้น

ในเวลาเดียวกันเขารู้สึกได้ว่าบริเวณด้านหลังคล้ายมีสิ่งของร้อนๆ เตรียมสอดแทรกเข้ามา ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นของลับเล็กจ้อยของชายหมูป่า

เขาอยากจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่ผู้ชายเจอเรื่องแบบนี้จะร้องเรียกให้คนช่วยได้อย่างไร ดวงตาของเขาแดงก่ำขึ้นมา ต่อให้ร่างกายนี้หนักแค่ห้าสิบหกสิบกิโล ส่วนผู้ชายตรงหน้าหนักร้อยกิโล ถ้าเขาอาละวาดก็สามารถจัดการได้เหมือนกัน มือข้างหนึ่งคลำไปบนโต๊ะน้ำชาด้านข้างอย่างเอาเป็นเอาตาย ในที่สุดก็นับได้ว่าคลำเจอของแข็งแล้ว

เขาจับมันฟาดไปที่หัวของอีกฝ่ายอย่างแรงโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น ชายหมูป่าส่งเสียงร้องดังครั้งหนึ่งแล้วจึงสลบแน่นิ่งไปบนร่างเขา บนหัวยังบวมปูดเป็นลูกใหญ่

อวี๋หลิงเฟยผลักชายหมูป่าออกไปอย่างเหนื่อยหอบ อย่ามาล้อเล่นนะ ถ้าถูกชายหมูป่านี่กระทำการป้าอ๋องขืนน้าวธนู1 เขาต้องฆ่าไอ้หมอนี่อย่างแน่นอน

พอลุกขึ้นเขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ารสนิยมการแต่งห้องนี้ย่ำแย่เหลือทน สิ่งของล้วนแล้วแต่เป็นสีชมพู แถมยังเป็นสีชมพูแบบที่เป็นประกายวิบวับพรรค์นั้น ชมพูจนไม่ได้ดูผ่อนคลายแม้แต่น้อย ไร้รสนิยมจนถึงที่สุด

บนโต๊ะวางหุ่นไม้แกะสลักที่ไม่ได้สวมเสื้อผ้าไว้ หุ่นไม้พวกนั้นกำลังเกาะเกี่ยวรัดพันกัน บ้างนั่งบ้างยืน บ้างตั้งบ้างนอน อีกทั้งตรงอวัยวะเพศชายยังแกะออกมาใหญ่เป็นพิเศษ พอมองให้ละเอียดอีกครั้งถึงพบว่าหุ่นไม้พวกนี้เป็นเพศชายทั้งหมด พาให้เขาชาไปทั้งหัว

เขายกของที่ใช้ตีชายหมูป่าจนสลบขึ้นมาดูอย่างละเอียด มันเป็นกระจกส่องหน้าบานหนึ่ง แต่ที่ประดับตกแต่งอยู่ด้านข้างกระจกไม่ใช่ดอกไม้ใบหญ้า แต่เป็นภาพเสพสังวาสของผู้ชายกลุ่มหนึ่ง เขาเริ่มปวดหัวจริงๆ แล้ว ห้องนี้มันอะไรกัน มีแต่ของสิบแปดบวกเต็มไปหมด ทว่าตอนที่เขามองเห็นตัวเองในกระจกนั้นพลันตกใจจนกระจกในมือร่วงหล่น

คนในกระจกคิ้วโค้งสวยยกขึ้นเล็กน้อย ปลายหางตายกชี้ เสน่ห์หยาดเยิ้มไร้ที่สิ้นสุด แต่งหน้าค่อนข้างเข้ม ปรากฏความงามเพริศพริ้งเป็นพิเศษ เขาหยิบกระจกขึ้นมาอีกครั้ง ออกแรงเช็ดเครื่องประทินโฉมบนใบหน้าออกถึงพอได้เห็นใบหน้าเดิมที่ยังสวยสดงดงาม

ให้ตาย หน้าฉัน…”

ทำไมหน้าเขาถึงเปลี่ยนเป็นอ่อนแอบอบบางแบบนี้ เมื่อมองต่ำลงไปก็พบว่าร่างกายยังเปลี่ยนเป็นร่างบอบบางต้านลมไม่อยู่อีกด้วย ถ้าไม่ใช่ร่างนี้เขาคงไม่ถูกเจ้าหมูป่านั่นทับจนขยับตัวไม่ได้หรอก

เขาถูบริเวณที่ถูกชายหมูป่าลูบไล้โดยแรง ขยะแขยงจนอยากจะสำรอกออกมาเต็มทน อีกพักหนึ่งเขาต้องไปอาบน้ำ ไม่อย่างนั้นแค่นึกถึงว่าน้ำลายของหมอนั่นยังอยู่บนร่างตัวเองเขาก็สยองยิ่งกว่าเจอผีเสียอีก ถ้าเขาถูกชายหมูป่าเล่นสนุกไปแล้วจริงๆ เขาต้องจับไอ้บ้านั่นหั่นศพโบกปูน แล้วเอาไปทิ้งที่มหาสมุทรแปซิฟิกถึงจะหายแค้นแน่ๆ

นอกห้องมีคนเคาะประตูเอ่ยด้วยเสียงอ่อนใส เห็นได้ชัดว่าอายุไม่มากเท่าไร

ท่านพี่เถาหง นายน้อยหวังต้องการให้ท่านไปอยู่เป็นเพื่อน หากท่านไม่ไปอีกเขาจะโกรธแล้ว

ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกัน

พอเขาเปิดประตู ด้านนอกมีเด็กชายหน้าตางดงามผู้หนึ่งยืนอยู่ สารพันเสียงผสมปนเปแทรกเข้ามา เมื่อครู่อยู่ในห้องเพียงรู้สึกหนวกหูเล็กน้อยแต่ไม่ได้ยินอย่างชัดเจน

ครั้งนี้เปิดสองหูฟังอย่างละเอียดก็ได้ยินเสียงหอบหายใจ เสียงครวญคราง เสียงไม้กระดานเตียงลั่นแกรกกราก คล้ายกับว่ากำลังทำเรื่องพรรค์นั้นอยู่ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็แน่ใจว่าตนไม่ได้ฟังผิด

ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกัน

เขากลับเข้ามาในห้องเอ่ยถามอีกครั้ง หันไปมองเด็กชายงดงามที่ดูแล้วเพิ่งจะอายุสิบขวบนิดๆ อีกฝ่ายพอถูกเขาจ้องมองก็สั่นไปทั้งตัวทันทีอย่างกับว่าเจอผี หรือแปลว่าเขาน่ากลัวยิ่งกว่าผี? เด็กชายรีบร้อนคุกเข่าโขกศีรษะร้องขอความเมตตาไม่หยุด

ท่านพี่เถาหง ข้าผิดไปแล้ว อย่าตีข้า อย่าตีข้าเลย…”

ระหว่างที่เด็กชายกำลังร้อนรนก็ร้องไห้ออกมาด้วย อีกทั้งสองขาที่คุกเข่าอยู่บนพื้นยังถอยไปด้านหลังติดๆ กันอย่างรวดเร็วมาก ครู่เดียวเท้าก็ชนเข้ากับกรอบประตูแล้ว ทำเอาเขามองอย่างประหลาดใจ เด็กชายท่าทางขลาดกลัวราวกับตนเองเป็นแมลงสาบต่ำต้อย ส่วนเจ้านายผู้มีอำนาจจะฆ่าจะแกงคนได้ก็คือเถาหง ผู้ที่สามารถคว้ารองเท้าออกมาตบให้ตายได้ทุกเมื่อ

แค่ถามว่านี่มันเรื่องอะไร จะคุกเข่าทำไม เดี๋ยวเดี๋ยวก่อน เสื้อผ้านั่นมันอะไรกัน

เขาสังเกตเห็นจุดแปลกประหลาดยิ่งกว่าในฉับพลัน เด็กชายน่าจะกำลังเรียนชั้นประถมหรือไม่ก็มัธยมต้น เด็กผู้ชายในวัยนี้ควรใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น คู่กับรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่ไม่ใช่หรือไง เวลาพูดในสามประโยคก็จะมีคำด่าเสียหนึ่งประโยคเลียนแบบไอดอลพระราชาอะไรแบบนั้น

แต่ที่เด็กชายตรงหน้าสวมกลับเป็นเสื้อผ้าแปลกๆ เนื้อผ้าไม่นับว่าดีแต่สีสันสดใส ชายเสื้อลากยาวไปกับพื้น ไม่มีกระดุม ไม่มีซิป แค่ใช้เชือกมัดผูกไว้ที่เอวเหมือนกับเสื้อผ้าในละครย้อนยุค

พอเขาถามถึงเสื้อผ้า เด็กชายยิ่งแตกตื่นถึงที่สุด รีบโขกหัวแรงยิ่งขึ้น หน้าผากที่กระทบลงบนพื้นส่งเสียงโป๊กๆ ออกมาไม่หยุด

เด็กชายไม่เจ็บแต่อวี๋หลิงเฟยเจ็บแทนแล้ว เขารีบยื่นมือออกไปจะช่วยพยุง เลี่ยงไม่ให้เด็กชายโขกศีรษะจนบาดเจ็บ ทว่าพอเขายื่นมือ เด็กชายยิ่งหดไหล่อย่างหวาดกลัว นึกออกในที่สุดว่าตนเองลืมอะไรไป

ขออภัยด้วยท่านพี่เถาหง ข้ามันทั้งทึ่มทั้งเขลาทั้งโง่ ลืมว่าท่านต้องสวมเสื้อ ใช่แล้ว ท่านต้องสวมเสื้อผ้า

เด็กชายลุกขึ้นพุ่งไปหน้าตู้เสื้อผ้า มือสั่นเทาหยิบชุดสีชมพูที่บางเบาจนเหมือนขนนกออกมา บนผืนผ้าปักด้วยลายนกฉูดฉาดเต็มไปหมด รสนิยมย่ำแย่ถึงที่สุดจริงๆ ขนาดร้านที่ขายตัวละห้าสิบเหรียญตามข้างทางอาจจะหาเสื้อผ้ารสนิยมพิเศษแบบนี้ไม่เจอก็เป็นได้

เด็กชายปรนนิบัติคนตรงหน้าโดยการสวมเสื้อผ้าให้ เสร็จแล้วจึงลงไปนั่งคุกเข่าเบื้องหน้า เอ่ยบอกเรื่องสำคัญอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นเทา เพราะนี่เป็นเรื่องที่เถาหงกำชับไว้อย่างจริงจังตั้งแต่ก่อนหน้านี้ หากว่าพลาดไปเขาจะต้องถูกเถาหงตีตายแน่นอน

นายน้อยหวังเชิญท่านไปพบ อีกอีกทั้งท่านบอกว่า หากคุณชายลั่วเหอมาแล้วจะต้องมาแจ้งให้ท่านทราบให้ได้…”

นายน้อยหวังคือใคร แล้วคุณชายลั่วเหอเป็นใครอีกอวี๋หลิงเฟยสงบจิตใจแล้วเอ่ยถาม

พลันฝั่งตรงข้ามมีคนเปิดประตูออกมา ชายหนุ่มงามเพริศแพร้วที่อยู่ตรงประตูนั้นเสื้อผ้ายังสวมไม่เรียบร้อยนัก พอเห็นเขาก็ก้มหน้าลงอย่างเกรงกลัวในทันที ไม่กล้าสบตาด้วย ส่วนผู้ชายที่ก้าวออกมาจากประตูเมื่อเห็นเขาแล้วกลับมีสีหน้าหื่นกระหาย พยักหน้าให้อย่างติดจะหวั่นเกรงอยู่บ้างแล้วจึงเดินจากไป ราวกับรู้ว่าฐานะของตนเองเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป ไม่อาจมาตีสนิทยั่วเย้าเล่นด้วยได้

เด็กชายรายงานเสร็จเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีแปลกไปเล็กน้อยร่างก็หดงอลงไปอีก คล้ายกับหวาดกลัวยิ่งขึ้น ทุกคนในหอต่างรู้ว่ายิ่งเถาหงอารมณ์แปรปรวน วิธีการยิ่งโหดเหี้ยมอำมหิต ชิงเฟิงที่เคยปรนนิบัติเขาก่อนหน้านี้เพียงพูดไม่เข้าหูไม่กี่ประโยค วันต่อมาก็ถูกแขวนคอตายใต้ต้นไม้ในสวนด้านหลัง

ศพนั่นแกว่งไกวไปมาตามสายลม ไม่ว่าใครต่างกลัวจนไม่กล้าส่งเสียงร้อง สองสามคนที่เคยพูดคุยกับชิงเฟิงเอาศพลงมาฝังอย่างทนไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาทุกคนยิ่งหวาดกลัวเถาหงจนถึงที่สุด เถาหงไม่เพียงเป็นยอดบุปผาอันดับหนึ่งที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง เขายังเป็นเถ้าแก่ และยังเป็นเจ้าชีวิตของทุกคนในหอนี้ อีกทั้งแขกของเขาล้วนเป็นขุนนางใหญ่สูงศักดิ์ หากเขาต้องการให้ใครในหอตายย่อมไม่มีใครกล้าเอ่ยค้านแม้ครึ่งประโยค

เด็กชายกล่าวติดๆ ขัดๆ แม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเถาหงจึงถามแปลกๆ เช่นนี้ แต่ในใจเพียงคิดว่าอย่าทำให้โมโหเป็นดีที่สุด ดังนั้นจึงตอบคำถามอย่างระมัดระวังยิ่ง

นายน้อยหวังคือขะแขกเก่าของท่าน ส่วนคุณชายลั่วเหอถูกนายน้อยหวังบังคับเชิญมา เป็นท่านที่ให้นายน้อยหวังพาคุณชายลั่วเหอมาด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่ยอมพบเขาอีก…”

แล้วตกลงคุณชายลั่วเหอเป็นใครกันล่ะ

ฟังมานานถึงเพิ่งเข้าใจเรื่องนี้ นั่นหมายความว่าคนที่ชื่อคุณชายลั่วเหอนั่นไม่เต็มใจมา ทว่าเถาหงต้องการให้นายน้อยหวังฝืนพาตัวเขามา

คุณชายลั่วเหอเป็นสหายที่เพิ่งรู้จักกับนายน้อยหวัง ครั้งก่อนที่มาที่นี่ ท่านชอบเขามาก แต่หลังจากครั้งนั้นคุณชายลั่วเหอก็ไม่เคยมาอีกเลย ท่านยังโมโหเพราะเรื่องนี้ กล่าวว่าคุณชายลั่วเหอ…” ชะงักไปครู่หนึ่ง เสียงของเด็กชายยิ่งเบาลงด้วยกลัวจะทำให้เถาหงโกรธไม่รู้คุณค่า ถึงกับไปชอบอาเผิ่ง ต้องการไถ่ตัวแทนอาเผิ่ง

อวี๋หลิงเฟยฟังจนปวดหัวไปหมด ความสัมพันธ์ซับซ้อนวุ่นวายอะไรขนาดนี้ โชคดีที่ทักษะด้านตรรกะของเขาไม่เลวจึงพอจับจุดได้

แล้วอาเผิ่งเป็นใครอีก

เด็กชายเผยสีหน้าสงสัยว่าเขาเสียสติไปแล้ว แต่ก็ก้มหน้าลงทันทีไม่กล้าพูดเหลวไหล เพียงตอบอย่างเชื่อฟังเป็นอาเผิ่งผู้ที่ล้างกระโถนให้ท่าน เดิมอาเผิ่งควรรับแขก แต่ท่านรังเกียจที่เขาไม่น่ามองจึงให้เขาไปทำงานหยาบ ไม่คาดว่าคุณชายลั่วเหอจะถูกตาต้องใจเขา ดังนั้นท่านจึง…”

เห็นเด็กชายหยุดพูดตรงนี้อวี๋หลิงเฟยก็เข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้วคงเพราะเถาหงชอบพอคุณชายลั่วเหอ ผลกลับเป็นคุณชายลั่วเหอไปต้องตาอาเผิ่งที่หน้าตาไม่ได้เรื่องแทน เถาหงโมโหจึงให้อาเผิ่งนั่นมาล้างกระโถนให้ เถาหงคนนี้ออกจะไร้คุณธรรมไปเสียหน่อยหรือเปล่า

เขายังไม่ทันจัดการข้อมูลในสมองให้ชัดเจน ด้านข้างก็มีคนขึ้นมาแล้ว เป็นคุณชายที่พอนับได้ว่าหล่อเหลาแต่ท่าทางดูเสเพลอยู่บ้างคนหนึ่ง เวลาพูดมักลากเสียงท้ายประโยคยาวน่าสะอิดสะเอียน

โอ้ เถาหง ข้ารอเจ้าอยู่ชั้นล่างจนใจว้าวุ่นไปหมด เจ้าคงจงใจให้ข้ารอสินะ เจ้าดูสิ ข้าพาลั่วเหอมาแล้ว เจ้าก็อย่าโกรธเคืองกันอีกเลย

กล่าวพลางลากชายคนหนึ่งมา ทันทีที่ชายคนนั้นเห็นเถาหงก็หันหน้าไปอีกทางโดยพลัน เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจอย่างมาก

อา…”

นี่คือแขกประจำของเถาหง แต่สำหรับเขา อวี๋หลิงเฟยผู้มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็เป็นแค่คนแปลกหน้าที่ตายไปแล้วเท่านั้น ต่อให้หัวดี ตรรกะยอดเยี่ยมแค่ไหนก็ไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ แต่เขายังผงกศีรษะลงสั่งความกับเด็กชายอย่างพอเรียกได้ว่าใจเย็นไปตามอาเผิ่งมา

ไม่ถึงสองนาทีเด็กชายก็พาเด็กผู้ชายที่โตกว่าตนเองไม่กี่ปีเข้ามา หน้าตานับว่างดงามน่ารักเย็นตา ไม่ได้ถึงกับดูไม่ได้ แต่ว่าอายุน้อยเกินไปแล้วจริงๆ ผู้ชายสมควรตายพวกนี้คิดจะทำลายต้นกล้าของชาติหรืออย่างไร

ตอนที่เขาฟังเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เมื่อครู่ยังนึกว่าอาเผิ่งอย่างน้อยก็อายุพอๆ กับเถาหง โตเป็นหนุ่มแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเด็กวัยมัธยมต้นที่มีท่าทางเหมือนเด็กขาดสารอาหารแบบนี้

อ๊ะ ใช่แล้ว คนโบราณแต่งงานกันไว แต่งตอนอายุสิบสามสิบสี่ปีไม่นับว่าเร็ว อายุยี่สิบยังไม่แต่งงานก็ถูกเรียกว่าสาวแก่แล้ว ในเมื่อสิบสามสิบสี่ก็แต่งงานได้แล้ว คงไม่แปลกที่อายุเท่านี้ก็มีความรัก

เฮ้ อย่าพูดว่าเขาสงบนิ่งมั่นคง หรือหลุดมาอยู่ยุคโบราณก็ยังไม่กรีดร้อง ไม่โหม่งกำแพง ไม่เป็นลมสิ ถึงจะดูเหมือนเขาไม่หวั่นไหวเท่าไรกับการที่หน้าตาตนเองเปลี่ยนไป แม้กระทั่งถูกชายหมูป่านอนทับอยู่บนเตียง ถูกเลียร่างกายก็ไม่สลบตายคาที่ไป ที่เป็นแบบนั้นทั้งหมดควรยกความดีความชอบให้ประสบการณ์อันโชกโชนตั้งแต่เด็กจนโตกระมัง

เขา อวี๋หลิงเฟย ตอนที่อายุประมาณสิบขวบ พ่อแม่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ จากนั้นคุณอาจึงรับเลี้ยงเขา แต่ว่าคุณอามีครอบครัวของตัวเองอยู่นานแล้ว อีกทั้งชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ได้สะดวกสบายนัก แค่คิดก็รู้ว่าชีวิตของเขาทุกข์ยากและไม่สมดังใจเพียงไหน

ตอนที่เขาอยู่มัธยมต้นก็เริ่มลักลอบทำงาน ทั้งช่วยเพื่อนนักเรียนทำการบ้าน ไปเป็นพนักงานชั่วคราวในโรงงานที่รับสมัครช่วงปิดเทอม

พอขึ้นมัธยมปลายเขาสามารถทำงานได้อย่างเปิดเผยแล้วจึงย้ายออกจากบ้านทันที ไปอาศัยอยู่ในสถานที่ซึ่งมั่วสุมผสมปนเปไปหมดทั้งคนดีคนเลว เพราะค่าเช่าเดือนละแค่สองพันเหรียญ หนำซ้ำยังรวมค่าน้ำค่าไฟแล้ว แม้ผู้ชายข้างห้องจะพาผู้หญิงไม่ซ้ำหน้ามานอนส่งเสียงหนวกหูจนยากจะรับไหวด้วยทุกคืน ก็ไม่อาจสั่นคลอนจิตใจของเขาได้

ด้วยจิตใจที่แน่วแน่และปณิธานอันเด็ดเดี่ยว เขาที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไม่เลวได้ ทั้งยังได้เรียนในสาขาวิชาที่ตนเองต้องการ กระทั่งจัดทำข้อมูลยื่นขอการสนับสนุนจากรัฐบาล เดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันในต่างประเทศอีกด้วย

ปีนี้นับว่าได้ทำงานในบริษัทออกแบบรับเหมาก่อสร้างที่ดีแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังจัดการเคสที่ใหญ่ที่สุดในรอบปีได้สำเร็จ ทั้งที่ชีวิตของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ทว่าเขากลับเอาหัวทิ่มลงบ่อน้ำโบราณในบ้านผีสิง วิญญาณหลุดออกจากร่างมาที่นี่และกลายเป็นอีกคนหนึ่ง

ที่เขาไม่ตื่นตระหนกจนเสียการควบคุมไปเป็นเพราะแต่เดิมเขาก็เป็นคนที่มองอะไรตามความเป็นจริง ว่ากันตามตรงเขาไม่ได้เกลียดคุณอา ทั้งยังไม่โกรธแค้นอาเขยด้วย และไม่ได้รู้สึกว่าตนเองน่าสงสาร ทุกครอบครัวต่างมีความลำบากเป็นของตน เขาทำได้เพียงคว้าจับสถานการณ์ตรงหน้าแล้วพยายามอย่างสุดกำลังเท่านั้น

ดังนั้นบางคนจึงบอกว่าเขาเป็นคนมองโลกแห่งความเป็นจริง บ้างก็ว่าเป็นคนเยือกเย็นมั่นคง ทว่าแต่ไหนแต่ไรเขาเพียงแค่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมยากลำบาก จึงไม่มีเวลามาเวทนาสงสารตัวเองเพียงเท่านั้น

ท้องจะเติมไม่เต็มอยู่แล้วยังจะมาพูดถึงเรื่องอื่นไปทำไม

จะบอกว่าเขาอยู่กับความเป็นจริงก็ดี ไม่มีความฝันก็ดี เขารู้อย่างลึกซึ้งว่าตอนที่สามีภรรยาต้องทะเลาะกันเพื่อปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินชีวิต หรือมีเรื่องไม่ได้ดั่งใจตามที่ต้องการนั้นเป็นเรื่องน่าสลดเรื่องหนึ่ง ดังนั้นทำชีวิตในตอนนี้ให้ดีขึ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

อาเผิ่ง!” เชี่ยลั่วเหอตาเปล่งประกายทันทีที่เห็นคนในดวงใจ

อาเผิ่งกลับลังเลอยู่ครู่หนึ่งไม่ได้มองไปทางลั่วเหอ ตามด้วยก้มหน้ายืนอย่างนอบน้อมเบื้องหน้าเถ้าแก่ท่านพี่เถาหง

อาเผิ่ง เจ้าเข้ามา

อวี๋หลิงเฟยเอ่ยระบุต้องการให้อาเผิ่งเข้ามาในห้อง เชี่ยลั่วเหอไม่พอใจไปทั้งหน้า อาเผิ่งแม้มีสีหน้าตระหนกหวาดกลัวเล็กน้อยแต่ยังคงเดินก้าวเข้ามาข้างใน เทียบกับเด็กชายที่ขยับนิดหน่อยก็กลัวจนคุกเข่าร้องขอชีวิตเมื่อครู่ อาเผิ่งคนนี้ดูมีความยโสอวดดีอยู่บ้าง อวี๋หลิงเฟยคิดในใจ

ว่าไม่ได้ที่เถาหงเจาะจงสร้างความลำบากให้อาเผิ่ง จงใจให้เขาไปล้างกระโถน ใช้งานที่ต่ำโสโครกมาเหยียดหยามเขา ด้วยนิสัยโอหังถือดีของอาเผิ่ง ทั้งที่หน้าตางดงามกลับถูกรังเกียจว่าอัปลักษณ์ ไม่แปลกที่คุณชายลั่วเหอจะหลงใหลเช่นนี้

คุณชายลั่วเหอกล่าวว่าต้องการช่วยไถ่ตัวเจ้า

ดูจากสภาพแวดล้อมที่นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นหอคณิกาสมัยโบราณ ดังนั้นการถูกไถ่ตัวออกไปน่าจะเป็นเรื่องดี

ขอบคุณท่านพี่เถาหง ทว่าข้าไม่ยินยอม ข้าเคยกล่าวไปหลายคราแล้ว หากท่านไม่เชื่อ ข้าสามารถกล่าวสาบานอย่างจริงจังได้ ข้าหาได้มีใจให้คุณชายลั่วเหอไม่

เขาพูดแล้วก็คุกเข่าลงจะสาบาน ทว่าเป็นอวี๋หลิงเฟยยั้งเขาไว้ เอ่ยถามข้อสงสัยในใจหรือว่าในยุคนี้การไถ่ตัวไม่ใช่เรื่องดี

คุณชายลั่วเหอมีสัญญาหมั้นหมายแล้ว แม่ทัพใหญ่เชี่ยอี่สิงพี่ชายของเขายังเป็นบุคคลผู้เสมือนดาวมรณะปีศาจมากำเนิด ไหนเลยจะละเว้นคนที่แปดเปื้อนคาวโลกีย์เช่นข้าผู้นี้ หากสองเท้าของข้าก้าวเข้าไปในบ้านเขา เกรงแต่ว่าคงได้นอนกลับออกมา คุณชายลั่วเหอนั้นข้าไม่อาจเอื้อม

อาเผิ่งพูดอย่างเป็นเหตุเป็นผล แสดงให้เห็นว่าคิดมาดีแล้ว อารมณ์บนใบหน้าไม่คล้ายเด็กอายุสิบกว่าปี กลับเหมือนผู้ชายที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มวัย เฮ้อ ช่างเป็นเด็กที่ถูกโชคชะตาบีบบังคับจนไม่อาจไม่เติบโตก่อนวัยได้อีกคนแล้ว

ที่เด็กหนุ่มพูดเป็นปัญหาก็จริง ทว่าอวี๋หลิงเฟยครุ่นคิดครู่หนึ่ง พี่น้องหรือ ต่อให้รักใคร่กันปานไหนหลังจากเติบใหญ่ก็ต้องแยกบ้าน จะแต่งใครเข้าบ้านไม่น่าเป็นปัญหาใหญ่ถึงจะถูก อาเผิ่งย่อมไม่ได้จะอยู่กับพี่ชายของคุณชายลั่วเหอตลอดชีวิตเสียหน่อย เหตุใดต้องกังวลว่าพี่ชายของคุณชายลั่วเหอจะไม่ดีต่อตนเองด้วย

อีกอย่าง เพื่ออาเผิ่งแล้ว กระทั่งเถาหงที่รูปโฉมงดงามดั่งผลไม้สุกก่ำ ทว่าคุณชายลั่วเหอยังไม่เห็นอยู่ในสายตา รักเดียวใจเดียวแต่อาเผิ่งถึงขนาดนี้ก็ดูเป็นคนหนุ่มที่ไม่เลวนัก ขอของมีค่าง่าย ขอชายมั่นรักยาก2 หอคณิกาก็ไม่ใช่สถานที่ที่ดีอะไร หากสามารถออกจากที่นี่ไปและมีคนรักใคร่ทะนุถนอม มีคนดูแลใส่ใจก็น่าจะนับเป็นทางออกที่ดี

คุณชายลั่วเหอก็ดูโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พี่ชายเขาคงไม่ยุ่งย่ามมากเรื่องหรอก!”

เขาเกลี้ยกล่อมอาเผิ่ง คาดไม่ถึงว่าอาเผิ่งกลับมองเขาอย่างแปลกประหลาดวูบหนึ่ง คล้ายกับไม่อยากเชื่อว่าเขาจะไร้เดียงสาปานนี้ ตามด้วยเอ่ยคำพูดที่ทำให้เขาตกตะลึง ด้วยในคำพูดอาเผิ่งยังกล่าวถึงเถาหงหรือก็คือตัวเขาในตอนนี้

หรือท่านลืมไปแล้วว่า เชี่ยอี่สิงเป็นคนเช่นไร เขาคือแม่ทัพใหญ่ของแคว้นเรา เบื้องบนฮ่องเต้โปรดปราน เบื้องล่างหญิงสาวทั่วเมืองหลวงต่างเฝ้าคะนึงหา อีกทั้งวรยุทธ์สูงส่งแข็งแกร่ง บรรดาลูกน้องนายทัพต่างเคารพเขาดั่งเทพ ก่อนหน้านี้ท่านคิดจะมอบกายให้เขา ยังถูกคนที่นิสัยดุร้ายเย็นชาราวกับเพลิงน้ำแข็งเช่นเขาด่าเสียยกหนึ่ง กล่าวว่าให้ท่านเล่นกับทหารในค่ายทัพรอบหนึ่งก่อน ได้ฝึกทักษะแล้วไม่แน่ว่าเขาอาจจะสนใจขึ้นมาบ้าง ตอนนี้แก่นหยาง3 ใต้สะโพกเขาหาได้สนใจท่านแม้แต่น้อย

อื้อหือ คำพูดของผู้ชายคนนั้นช่างตรงแน่วเหลือเกิน แล้วยังต่ำตมเสียจนแทบฟังไม่ได้ ถึงขั้นบ้าระห่ำเสียด้วยซ้ำ คิดออกได้ไม่ยากเลยว่าจะจัดการได้ยากแค่ไหน

มิน่าเล่าเถาหงถึงได้คลั่ง พี่ชายไม่ได้ดั่งใจ ในเมื่อไม่อาจได้ชายที่ดีที่สุดก็เลือกที่รองลงมา จึงได้คิดเอาน้องชายมาแทน คิดไม่ถึงว่าน้องชายกลับไปชอบอาเผิ่งที่งามสู้ตนไม่ได้ แล้วก็ไม่แปลกที่อาเผิ่งไม่ยอมเข้าตระกูลเชี่ย มีพี่สามีแบบนี้วันคืนคงผ่านไปอย่างลำบากยากเข็นเป็นแน่

ดังนั้นเจ้าแน่ใจนะว่าไม่ยอม

ขอรับ ข้าเข้าตระกูลเชี่ยไม่ไหว ต่อให้เข้าไปแม่ทัพเชี่ยก็คงไม่ปล่อยให้ข้าได้อยู่อย่างสุขสบาย แล้วเหตุใดข้าต้องไปรับความขมขื่นแบบนั้นด้วยเล่า ยิ่งกว่านั้น คุณชายลั่วเหอยังมีสัญญาหมั้นหมายอยู่แล้ว ข้าไร้วาสนาจะเป็นอนุเขาได้

อวี๋หลิงเฟยฟังแล้วก็จับจ้องสีหน้าของอาเผิ่งที่ได้แต่เพียงพูดว่าพี่ชายของคุณชายลั่วเหอเป็นดาวมรณะปีศาจมากำเนิด แล้วก็พูดเรื่องคุณชายลั่วเหอมีสัญญาหมั้นหมาย แต่กลับไม่ได้พูดว่าตนนั้นชอบหรือไม่ชอบคุณชายลั่วเหอ

เช่นนั้นเจ้าชอบคุณชายลั่วเหอหรือไม่

อาเผิ่งก้มศีรษะลง ปลายนิ้วคล้ายจับตัวเย็น น้ำเสียงก็แปรเปลี่ยนเป็นแหบแห้ง

ยามที่ข้าถูกขายเข้ามาที่นี่ก็รู้แล้วว่าตนไม่อาจรักใครได้ พวกเราเหล่าชายรูปงามเป็นได้เพียงของเล่นระบายอารมณ์ของบุรุษเท่านั้น มีเพียงแขกพึงใจหรือไม่พึงใจ ไหนเลยจะมีที่พอให้ข้ากล่าวว่าชอบหรือไม่

ยามที่อาเผิ่งกล่าวจบแม้แต่สีหน้าก็เยียบเย็นลง เยือกเย็นจนราวกับเซียนในภาพวาด ไม่มีบรรยากาศแห่งความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย

บทที่ 2 บิดาไม่ขายตัว

แล้วอย่างไร

ในช่วงเวลานี้ก็ต้องออกแรงหนีบความเร่าร้อนแห่งบุรุษเพศ บิดโยกเอวร้องประจบเอาใจ ยิ่งทำให้ผู้ชายระบายออกมาเร็วเท่าไรก็จะยิ่งไม่เหนื่อยมากเท่านั้น

อวี๋หลิงเฟยฟังจนหัวคิ้วกดลึก ที่แท้หอคณิกาแห่งนี้มีการสอนสั่งความรู้ และผู้ที่เป็นครูก็คือเถาหง พอถึงเวลาชายรูปงามตัวน้อยพวกนี้ก็จะมารวมตัวเข้าเรียนที่ห้องของเถาหง

ข้ายังสอนอะไรอีกหรือไม่เถาหงได้สอนอะไรดีๆ บ้างหรือเปล่าเนี่ย เขาฟังเรื่องพวกนี้จบแทบจะอ้วกอยู่แล้ว

อีกคนหนึ่งยกมือขึ้นมาอย่างกลัวๆหากว่าสามารถใช้ปากใช้มือปรนนิบัติแก่นหยางให้แขกระบายออกมาได้หมดอย่างรวดเร็วเท่าไร ก็เป็นวิธีได้เงินที่รวดเร็ววิธีหนึ่ง ทั้งไม่ต้องอ่อนเพลียจากการโยกเอว หนำซ้ำช่วงล่างยังได้พักผ่อนมากขึ้นอีกด้วย

ฮือ พอแล้ว พอแล้วจริงๆ!

ฟังมาถึงตรงนี้เขาก็ให้ทุกคนออกไปแล้วขอคุยกับเด็กชายที่คอยรับใช้เขา เด็กชายมีชื่อว่าเฟิงเหนี่ยว อายุสิบสองสิบสามปี เขาถึงเพิ่งได้รู้ว่าในยุคนี้นิยมชายหน้าตาสะสวยรูปงามเป็นอย่างมาก ผู้ชายมีเงินแทบทุกคนจะเลี้ยงอนุชายเอาไว้

และชายรูปงามที่อาเผิ่งกล่าวก็หมายถึงคนบางพวกที่ภายนอกมีอวัยวะเพศชาย แต่ไม่สามารถสืบทอดวงศ์ตระกูลได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจแต่งงานกับผู้หญิง โครงสร้างทางกายภาพของพวกเขาไม่ใช่ทั้งหยินและหยาง โดยทั่วไปสูงใหญ่กว่าผู้หญิงเล็กน้อย แต่ก็เตี้ยเล็กกว่าผู้ชาย ซึ่งมีฐานะต่ำต้อยในยุคสมัยนี้

ประชากรของที่นี่มีสัดส่วนคร่าวๆ เป็นผู้ชายห้า ผู้หญิงสอง ชายรูปงามสาม ดังนั้นเหล่าเด็กหนุ่มงดงามที่ร่างกายมีข้อบกพร่องพวกนี้โดยมากจะกลายเป็นชายบำเรอคอยปรนนิบัติผู้ชาย เพราะจำนวนผู้หญิงมีน้อยเกินไป

แล้วตกลงชายรูปงามคืออะไร

เฟิงเหนี่ยวเบิกตาโตมองเถาหง เขารู้สึกว่าหมู่นี้เถาหงแปลกไป เอาแต่ถามคำถามแปลกประหลาดพวกนี้กับเขาอยู่เสมอ คราวก่อนพูดไม่กี่คำก็เชิญคุณชายลั่วเหอกับนายน้อยหวังให้กลับไป หนำซ้ำยังเรียกคนให้เอาชายหมูป่าอ่า เป็นนายท่านหลี่ออกมาจากห้อง แต่ว่าฉายาชายหมูป่านี้เหมาะสมกับรูปลักษณ์ของนายท่านหลี่จริงๆ ตอนที่เขาได้ยินเถาหงเรียกแบบนี้ยังเกือบจะหลุดขำออกมา

ชายรูปงามก็คือชายรูปงาม เพียงแต่ถ้าในบ้านให้กำเนิดชายรูปงาม โดยมากจะถูกส่งตัวออกไปเลี้ยงที่อื่นไม่เช่นนั้นจะนำเคราะห์ร้ายมาสู่บ้านตน

อวี๋หลิงเฟยคล้ายเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ สรุปว่าคล้ายกับระบบชนชั้นวรรณะของอินเดียสินะ ชายรูปงามคือชนชั้นต่ำสุด ส่วนมากจะตกอับมาอยู่ในหอคณิกา คนที่รูปงามก็จะกลายเป็นอนุชายให้กับคนมีเงิน ได้ยินว่าแม้แต่ฮ่องเต้ก็ชอบเล่นกับเด็กหนุ่มผู้งดงาม แค่ไม่มีการรับเข้าวังหลังอย่างเปิดเผยเท่านั้น

หลังจากเขาถามคำถามที่ยังไม่เข้าใจอีกหน่อยก็ค่อยๆ เข้าใจฐานะของเถาหงขึ้นมาบ้าง

หอคณิกานี้เถาหงเป็นคนเปิด คนข้างในก็เป็นเถาหงเลือกมาเอง เขาในตอนนี้เป็นคณิกาชื่อดังยอดนิยมทั้งเหนือใต้ เพียงแต่ชื่อเสียงไม่ดี แค่มีเงินก็ยอมทำเรื่องอย่างว่าแล้ว ว่ากันว่าถ้ามีการจัดอันดับความมักมากเถาหงต้องได้อันดับหนึ่งแน่นอน ทั้งยังทิ้งห่างไปไกลด้วย

แต่เขา อวี๋หลิงเฟยในยุคปัจจุบันยังไม่เคยสอบหรือแข่งขันได้อันดับหนึ่งเลยนะ คิดไม่ถึงว่าครั้งแรกที่ได้ที่หนึ่งกลับเป็นเรื่องพรรค์นี้ เล่นเอาเขาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก แล้วยังไม่รู้จะบอกปัดยังไงอีกด้วย

เถาหงงดงามเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน ไม่ว่าใครต่างล่อลวงมาได้หมด เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาคณิกาแห่งเมืองหลวง วันหนึ่งเขานั่งรับลมเย็นอยู่ริมระเบียง เห็นเชี่ยอี่สิงที่ห้าวหาญองอาจขี่ม้าผ่านมา ท่าทางอันหล่อเหลางามสง่าทำให้เขาลุ่มหลง ดวงใจลอยละลิ่วตามร่างของอีกฝ่ายไป อดแค้นใจที่ทำให้เชี่ยอี่สิงกลายเป็นแขกในม่านมุ้งของเขาในทันทีไม่ได้

แต่เชี่ยอี่สิงคือแม่ทัพใหญ่ที่ผู้หญิงทั่วทั้งเมืองหลวงอยากแต่งให้ และเป็นชายห้าวหาญที่หญิงสาวทั้งแผ่นดินต้องการอุ่นเตียงร่วมหลับนอนกับเขาเฟิงเหนี่ยวพูดไปพลางถอนหายใจไปพลาง ราวกับว่าถูกเชี่ยอี่สิงกอดสักคราก็อิ่มเอมสุขใจแล้ว

เชี่ยอี่สิงไม่ต้องไปหอคณิกา ลำพังสาวใช้ในบ้านก็แย่งกันร่วมห้องกับเขาแทบแย่แล้ว ผู้หญิงข้างนอกต่อให้บุกเข้ามายามวิกาลก็ต้องต่อแถวรอปีนขึ้นเตียงไม้จันทร์หอมของเขาทั้งสิ้น เถาหงจึงไร้โอกาสได้เชยชมคนหล่อเหลา ดังนั้นจึงไหว้วานแขกประจำสองสามคนที่รู้จักเชี่ยอี่สิงเป็นร้อยเป็นพันครั้งให้เชิญเขามาสำราญที่หอ

ไม่คาดว่าเชี่ยอี่สิงกระทั่งมองก็ไม่มองเถาหง ซ้ำยังพูดเยาะเย้ยถากถางเถาหงอย่างหยาบคาย ทำเอาเถาหงโกรธจนแทบลงมือสังหารคน

ความแค้นครั้งนี้คงผูกไว้ลึกล้ำกระมัง เถาหงจึงได้วางแผนเชิญเชี่ยลั่วเหอน้องชายของเชี่ยอี่สิงมา แต่สุดท้ายเชี่ยลั่วเหอกลับไปรักใคร่ชอบพออาเผิ่ง!

ช่างเป็นตัวละครสี่เส้าที่น่าเบื่อชะมัด อีกอย่างเห็นอยู่ชัดๆ ว่าเชี่ยอี่สิงเป็นพวกหลงตัวเองที่คิดว่าตนเองดีเยี่ยม ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเฟิงเหนี่ยวต้องทำหน้าลุ่มหลงขนาดนี้ สีหน้าเหมือนหลงไอดอลอย่างไรอย่างนั้น

ช่างเถอะ เด็กๆ มักจะหลงรักไอดอลประหลาดๆ อยู่แล้ว นี่นับเป็นกระบวนการที่จำเป็นในการเติบโต รอจนพ้นช่วงนี้ไปก็ดีขึ้นเอง

แต่ว่ามาทำกิจการหอคณิกาในยุคโบราณ เห็นเด็กอายุสิบกว่าปีพูดว่าต้องทำอย่างไรให้ผู้ชายปลดปล่อยความสุขสมต่อหน้าเขาแบบนี้ เขารู้สึกชาไปทั้งหัวจริงๆ บางทีเถาหงคนก่อนอาจทำแบบนี้ได้ แต่คนยุคปัจจุบันอย่างเขารับเรื่องชั่วช้าเหลวไหลแบบนี้ไม่ไหว เขาไม่ได้มายุคโบราณเพื่อเปิดกิจการค้ากามหรอกนะ

งานแรกของเขาก็คือยกเลิกการสอนสั่งความรู้เสีย มีความรู้เรื่องเพศนั้นนับว่าดี แต่ให้รู้ด้านเดียวแบบนี้เขารับไม่ได้ ยิ่งไม่อยากทำร้ายเด็กยุคต่อไปด้วย

งานที่สองคือหยุดกิจการภายในหอลงก่อน เขาไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในซ่องค้าประเวณี หากำไรจากเนื้อหนังของเด็กมาเลี้ยงตัวเองจนขาวอวบ เรื่องผิดทำนองคลองธรรมพรรค์นี้เขาทำไม่ลง

เถ้าแก่ คนผู้นั้น คนผู้นั้นมาแล้ว…”

เฟิงเหนี่ยวแทบจะใช้ทั้งมือทั้งเท้าปีนเข้ามาในห้อง สีหน้าตื่นเต้นยินดีผสมกับหวาดหวั่นเล็กน้อย

ภายใต้การยืนกรานของเขา ตอนนี้คนในหอได้เปลี่ยนคำเรียกขานเขาเป็นเถ้าแก่ ทำอย่างไรได้ เวลาได้ยินคำว่าท่านพี่เถาหงสี่คำนี้เมื่อไรเขาก็รู้สึกประหลาดไปทั้งร่าง ฟังแล้วแปลกพิลึกชอบกล

อะไรมาหรือ

อวี๋หลิงเฟยถอนหายใจ เขากำลังหวีผม ก่อนหน้านี้เฟิงเหนี่ยวแต่งหน้าให้เขาแต่มันเข้มจนน่ากลัวเกินไป ดังนั้นเขาจึงล้างหน้าออก แต่เฟิงเหนี่ยวเอาแต่พูดอยู่ตลอดว่าก่อนหน้านี้เขาให้แต่งแบบนี้ แสดงให้เห็นว่ารสนิยมของเถาหงประหลาดกว่าคนปกติจริงๆ

ใต้เท้าอี่สิงมาขอรับ เขายังนำนายทหารมามากมายด้วย

ใต้เท้าอี่สิงคือใครหรือ

ไม่ใช่ความจำของอวี๋หลิงเฟยไม่ดี แต่เพราะตัวละครสี่เส้าที่วุ่นวายนั่นถูกเขาทำเหมือนเป็นนิทาน ฟังจบก็โยนออกจากสมองไป อีกทั้งคนไม่เคยเห็นหน้าเขาก็ไม่จำเป็นต้องจำ

ก็คือใต้เท้าเชี่ยอี่สิง พี่ชายของคุณชายลั่วเหอขอรับ

เมื่อกล่าวถึงเชี่ยลั่วเหอ ดีชั่วก็เคยพบหน้า อวี๋หลิงเฟยจึงพอมีความทรงจำอยู่บ้าง เขาลุกขึ้นยืน แต่ยังไม่ทันออกจากห้องพลันด้านล่างก็มีเสียงพังประตูดังขึ้น ตามด้วยนายทหารทั้งกลุ่มพากันเข้ามา

เฟิงเหนี่ยวตกใจตัวสั่น ภายในหอยิ่งมีเสียงร้องแหลมดังต่อกันไม่หยุด หนึ่งในนั้นเสียงแหลมโหยหวนเป็นพิเศษ อวี๋หลิงเฟยถลาออกไปดู เป็นเสียงของเด็กคนหนึ่งที่เขาเคยพบตอนสอนสั่งความรู้ตอนนั้นเขายังแอบชมในใจว่าเด็กคนนั้นหน้าตางดงามโดดเด่น แม้เถาหงจะงามแต่ก็ยังงามสู้ไม่ได้

ตอนนี้เด็กคนนั้นถูกนายทหารคนหนึ่งลากออกมาจากห้อง ทั้งยังเริ่มดึงทึ้งเสื้อผ้าของเด็กชาย ทหารคนนั้นหัวเราะหยาบโลนไม่หยุด กระชากผมของเด็กคนนั้น เจ็บเสียจนร้องไห้ออกมา สองมือยึดจับอาภรณ์ที่หลุดลุ่ย ไม่กล้าขัดขืนชัดเจนเกินไป ได้แต่คร่ำครวญไม่หยุดว่าละเว้นข้าด้วย

คนอื่นๆ ในหอเบียดตัวกันอยู่ด้านหลังด้วยร่างสั่นเทา กลัวว่าตนจะกลายเป็นผู้ถูกข่มเหงรายต่อไป นายทหารที่อยู่ด้านข้างคล้ายกำลังชมดูความสนุก กระทั่งคิ้วก็ไม่ขยับแม้เพียงนิด

นี่กำลังทำอะไรกัน ไม่มีคุณธรรมแล้วยังไร้กฎหมายอีกหรือ

ภาพที่ได้เห็นเบื้องหน้าทำให้อวี๋หลิงเฟยโกรธถึงขีดสุด รังแกเด็กน้อยแบบนี้นับเป็นอะไรได้ เขากำอาวุธร้ายในมือด้ามกระจกทองแดงที่เขาใช้ล้างเครื่องประทินโฉมเมื่อครู่ไว้แน่น พุ่งตัวลงไปอย่างรวดเร็ว

เอ๋ นี่มิใช่เถาหงที่ลือกันว่างดงามสำส่อนนั่นหรอกหรือ ดูแล้วราวกับเป็นน้องสาวข้างบ้านนัก ได้ยินว่าเจ้าเสนอพื้นที่ข้างหมอนของตนแต่ท่านแม่ทัพเชี่ยก็ยังไม่ต้องการนี่

ทหารคนนั้นพอมียศอยู่บ้าง เห็นเขาถือกระจกทองแดงพุ่งเข้ามาด้วยความโกรธเต็มอกก็ไม่ตกใจหวาดกลัว ก็แค่ชายบำเรอคนหนึ่งมีอะไรน่ากลัว ทหารมาหาเรื่อง เกรงแต่ว่าเถาหงจะออดอ้อนสองสามประโยคขอให้พวกเขาไว้ไมตรี อย่าทำลายของล้ำค่าในหอ

อวี๋หลิงเฟยเห็นมืออยู่ไม่สุขข้างหนึ่งยื่นมาจะจับหน้าอกตน สองมือกำกระจกไว้แน่นตีเข้าที่หน้านายทหารคนนั้นโดยแรง เสียงผัวะดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องโอดโอย นายทหารกุมจมูกถอยหลังไปติดๆ กัน คิดไม่ถึงว่าเถาหงจะกล้าลงมือดุดันเช่นนี้

อวี๋หลิงเฟยฉวยโอกาสนี้ดึงเด็กชายที่ร้องไห้จนหน้าลายพร้อยมาปกป้องไว้ข้างหลังตน

อยากทะเลาะหรือ ตั้งแต่เด็กจนโตเขาไม่เคยกลัวแม้แต่น้อย

เจ้านายคณิกาเช่นเจ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร ข้าคือหลานชายของหลานอาของบุตรชายคนที่ห้าของพระมาตุลา หรือก็คือเป็นเชื้อพระวงศ์ เจ้าถึงกับกล้าตีข้าเชียวรึ เป็นเพียงแค่ชายรูปงามเท่านั้น ช่างกินหัวใจหมีดีเสือนัก4”

อวี๋หลิงเฟยวาดกระจกใส่หน้าเขาอีกครั้งแม้แต่ฮ่องเต้ยังมาอุดหนุนข้าที่นี่ เชื้อพระวงศ์กับผีเจ้าน่ะสิ หลานชายของหลานอาของบุตรชายคนที่ห้าของพระมาตุลาอะไร ความสัมพันธ์เหินห่างราวกับขอบฟ้าเช่นนี้ยังกล้าเอามาอวดตนอีกรึ ข้าว่าเจ้าคงกินอิ่มแล้วว่างมากเกินไป เชื่อหรือไม่ว่าวันพรุ่งข้าสามารถเรียกให้ฮ่องเต้ยึดตำหนักเจ้า ให้เจ้ากลายเป็นผีป่าวิญญาณเร่ร่อนได้

พอเขาเอ่ยถึงฮ่องเต้ทุกคนก็เงียบเสียงลงทันที ใครบ้างจะไม่รู้ว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเจ้าชู้เสเพลเพียงไหน เลี้ยงชายรูปงามไว้ในวังโดยไม่ฟังคำทัดทานผู้ใด

บรรดาขุนนางผู้เฒ่าพากันเกลี้ยกล่อมอย่างยากลำบาก ทว่าฮ่องเต้กลับตรัสด้วยรอยแย้มสรวลเต็มพระพักตร์ ว่าบ้านไหนใครมีอนุชายเลี้ยงดูบ้าง ทั้งยังมีชื่อเรียกว่าอะไร คนไหนเป็นที่โปรดปราน คนไหนกำลังแก่งแย่งชิงดี พระองค์ทราบดีหมด ทำเอาทุกผู้คนล้วนหุบปากสนิท ในใจยิ่งขวัญเสีย ด้วยรู้ดีว่าฮ่องเต้หาใช่มะพลับนิ่ม5 ไม่

ดูจากนิสัยรักสนุกและเจ้าชู้ของฮ่องเต้แล้วไม่แน่ว่าอาจจะเคยมาที่นี่จริง และมีสัมพันธ์ลับๆ ที่ไม่อาจให้ใครรู้กับเถาหงจริงๆ ก็เป็นได้

ซ้ำเถาหงยังเป็นคณิกาอันดับหนึ่ง โฉมงามเหนือผู้ใด ต่อให้วังหลวงปิดสนิททว่าข่าวเรื่องความงามก็อาจจะลอยเข้าไปถึง หากกล่าวว่าฮ่องเต้ไม่สนพระทัยแม้เพียงน้อยคงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

เลือดกำเดาของทหารผู้นั้นไหลลงมาจากหว่างนิ้วที่กุมจมูก สองตาเคียดแค้นกระหายเลือด ครั้นได้ยินคำว่าฮ่องเต้พลันกะพริบตาสองสามครา คืนสติกลับมาได้เล็กน้อย

แน่นอน อวี๋หลิงเฟยไม่รู้ชัดว่าฮ่องเต้เคยมาหรือไม่ แต่เพียงยกมาต้านไว้ก่อน

เรื่องทะเลาะต่อยตีนั้นที่น่ากลัวที่สุดก็คือขาดอำนาจ ปล่อยให้อีกฝ่ายเหยียบย่ำตามใจ เขาเชิดคางสูงคล้ายอันธพาลที่ยืมอำนาจผู้ยิ่งใหญ่กำลังอวดเบ่งอย่างไรอย่างนั้น ราวกับว่าเคยได้รับการโปรดปรานจากฮ่องเต้จริงๆ อีกทั้งฮ่องเต้ยังปฏิบัติกับเขาอย่างแตกต่างเป็นพิเศษ

ถึงอย่างไรฮ่องเต้ก็นอนหลับอุตุอยู่ในวังโน่น จะรู้ได้อย่างไรว่าคนข้างนอกพูดถึงว่าอะไรกันบ้าง อีกอย่างยืมชื่อท่านมาใช้สักครั้งท่านก็ไม่ได้ขาดทุนอะไรเสียหน่อย

เมื่อเห็นท่าทีหยิ่งผยองของเถาหง อีกทั้งรูปลักษณ์งดงามสวยสง่านั่น แม้จะใช้กระจกตีคนแต่ความงามนั้นก็ยังแผ่กำจายออกมาจากภายในอย่างเป็นธรรมชาติ ถึงแม้เด็กชายด้านหลังจะงามกว่าอยู่เล็กน้อย แต่หาได้มีท่าทางงามสง่าเช่นเถาหงไม่ ทหารผู้นั้นส่งเสียงในคอมาคำหนึ่งแสดงให้เห็นว่าเชื่อคำพูดเหลวไหลของเถาหงแล้ว ทั้งยังถอยไปอีกสองก้าวไม่กล้าลงมือใด

อวี๋หลิงเฟยถอดเสื้อตัวนอกออกคลุมบนร่างของเด็กชายที่เกือบถูกนายทหารผู้นั้นข่มเหง เด็กคนนั้นสะอึกสะอื้นร้องไห้จนน่าอดสู ทั้งยังร้องจนความโกรธของเขาพุ่งสูงขึ้นไปอีก

เขาไม่คิดจะทำกิจการหอคณิกาต่อ และไม่คิดให้เด็กพวกนี้เป็นนายคณิกาอีกเด็ดขาด แต่คนที่บุกเข้ามาในหอของเขาโดยพลการ ทั้งยังรังแกคนของเขาแบบนี้ เขาทนไม่ได้ มีบุญคุณความแค้นอะไรก็มาลงที่เขานี่

เชี่ยอี่สิง เจ้าออกมานะ!”

เขาตะโกนอย่างเดือดดาล ถึงก่อนหน้านี้เขาจะลำบากแค่ไหน แต่คุณอากับอาเขยก็ไม่เคยบอกให้เขาไปขายตัวให้ผู้ชาย เขาได้อยู่กับเด็กพวกนี้มาหลายวัน ส่วนมากมักมีชะตากรรมแบบเดียวกัน คือพ่อแม่ส่งออกไปเลี้ยงที่อื่น พ่อแม่บุญธรรมไม่รัก สุดท้ายเพื่อเงินไม่เท่าไรก็พาพวกเขาไปขายให้หอคณิกา

บางคนถูกขายด้วยราคาต่ำกว่าข้าวสารเสียด้วยซ้ำ ขนาดเขายังแทบจะร้องว่าไม่คุ้มค่าเลย

เขาตะโกนเสียงดังลั่นจนเสียงแหบเสียงแห้งแล้ว เชี่ยอี่สิงก็ยังไม่โผล่หัวลูกเต่าออกมา เขากราดเกรี้ยวจนถือกระจกทำราวกับว่านั่นเป็นปืนพกแล้วตะคอกใส่นายทหารกลุ่มนั้นไม่หยุด

เรียกเชี่ยอี่สิงออกมาให้ข้า

เถาหงระงับโทสะชั่วครู่ เชี่ยอี่สิงไม่มา เป็นข้ามาเอง

คนที่โผล่ออกมาสวมชุดขาวทั้งตัวกุ๊นขอบด้วยสีดำ ถือพัดพับสีขาวหิมะ เสียงสะบัดกางพัดดังขึ้น บนพัดสีขาวแต่งแต้มด้วยน้ำหมึกสีดำ เห็นเพียงยอดเขาสูงตระหง่าน สายน้ำไหลริน เป็นภาพทิวทัศน์งดงามหรูหรา ทว่าคนผู้นั้นยิ่งดูสูงสง่ากว่าภาพนัก เขาอมยิ้มโบกมืออย่างส่งๆ ด้วยท่วงท่าสูงศักดิ์ การสะบัดโบกนั้นน่ามองเป็นอย่างยิ่ง ต้องออกคำสั่งกับคนของตนอยู่บ่อยครั้งเป็นแน่ถึงได้เคลื่อนไหวอย่างคล่องมือเช่นนี้

รองแม่ทัพอู๋ ถอยไป!”

ขอรับคุณชาย!”

ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งตอบรับคำสั้นๆ นายทหารกลุ่มใหญ่ก็ถอยออกไปอย่างรู้งานทันที กระทั่งทหารคนที่หาเรื่องเมื่อครู่ยังจากไปอย่างไม่เต็มใจ

อวี๋หลิงเฟยจ้องคนที่เห็นได้ชัดว่าเป็นคุณชายตระกูลร่ำรวยคนนี้ คงไม่ใช่แขกประจำคนไหนสักคนของเถาหงอีกหรอกนะ ดูแล้วเหมือนพวกลูกเศรษฐีมีเงินที่ไปร้านเหล้าเป็นประจำจริงๆ

เพราะได้ฟังคำเล่าลือน่าสนใจจึงได้ให้รองแม่ทัพอู๋พาข้ามา

ที่แท้ทหารพวกนี้เป็นคนผู้นี้พามา ดวงตาเฟิงเหนี่ยวอับแสงลง เด็กชายนึกว่าทหารมาก็หมายความว่าท่านแม่ทัพใหญ่มา คนที่สามารถสั่งการทหารได้มีไม่มาก ครั้งก่อนที่ท่านแม่ทัพใหญ่มามีนายทหารหน้าตาดุดันยืนอยู่อีกด้าน คล้ายกำลังคุ้มครองเขาอยู่

อวี๋หลิงเฟยมุมปากกระตุก เข้าใจทุกอย่างโดยพลัน

ชายคนนี้ควรบอกว่าความคิดลึกล้ำละเอียดรอบคอบและยังมีนิสัยพิเรนทร์ ทั้งที่เห็นอยู่ชัดๆ ว่านายทหารคนนั้นจะกระทำการป้าอ๋องขืนน้าวธนูกับคนในหอของเขากลับไม่ยอมยับยั้ง ราวกับรอสังเกตดูว่าคนเป็นเถ้าแก่เช่นเขาจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

บางทีไอ้ไข่เน่านั่นอาจเป็นเชื้อพระวงศ์จริง มีคนคอยหนุนหลังแข็งแกร่ง ดังนั้นต่อให้เป็นแค่นายทหารเล็กๆ หัวหน้าคงเข้าไปหยุดไม่ได้ง่ายๆ แต่คนเป็นหัวหน้าก็ควรทำหน้าที่ของตนไม่ใช่หรือ

ท่านนำทหารมาแล้วปล่อยให้รังแกชาวบ้านบริสุทธิ์ ข่มเหงหญิงสาวดีงามแบบนี้หรือ นี่มันทหารแห่งราชวงศ์ที่ไหนกัน โจรถ่อยข้างทางชัดๆ!” เพลิงโทสะเต็มท้องของอวี๋หลิงเฟยระเบิดออกมาในตอนนี้

เฟิงเหนี่ยวกระตุกแขนเสื้อเขา ในดวงตาตื่นกลัวกลบไปด้วยน้ำตา เด็กที่ถูกเขาปกป้องไว้ด้านหลังก็ดึงชายเสื้อเขาเบาๆ เช่นกัน

อะไรที่เรียกว่าประชามิอาจสู้ขุนนาง ทั้งเหตุใดยังต้องยอมรับความอยุติธรรมจนตัวตายแต่ไม่ยอมฟ้องร้องเรียน

นั่นก็เพราะขุนนางช่วยเหลือขุนนางกันเอง ชาวบ้านต่ำต้อยด้อยค่าตายแล้วก็ตายไป อีกทั้งชายรูปงามในหอคณิกาเช่นพวกเขาคือผู้ที่ถูกดูถูกมากที่สุด ต่อให้ได้เป็นอนุในบ้านคหบดีใหญ่ ยามพบอนุคนอื่นยังต้องถอยให้สามก้าว ไม่อาจสบตาโดยตรงได้

หากมีอะไรต้องแค้น ก็แค้นที่ตนเองในชาติก่อนทำบุญมาน้อย ไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องเกิดมาเป็นชายรูปงามในชาตินี้ ทั้งไม่ต้องมีชีวิตน่าเศร้าที่กระทั่งบิดามารดายังส่งไปให้ผู้อื่นเลี้ยง ไม่ยอมเลี้ยงดูด้วยตัวเอง บิดามารดาของชายรูปงามหลายคนหาใช่คนยากจนที่ไม่อาจเลี้ยงดูบุตรได้ แต่เพราะกลัวนำโชคร้าย ทั้งยังรู้สึกขายหน้าถึงได้ส่งบุตรชายให้คนฐานะต่ำต้อยเลี้ยงดู ในรายชื่อวงศ์ตระกูลก็จะไม่บันทึกชื่อพวกเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบิดามารดาแท้ๆ จะมาพบหน้ารู้จักกัน ส่งออกไปแล้วก็คือตัดสิ้นความสัมพันธ์ทั้งหมด

อวี๋หลิงเฟยจ้องคุณชายพัดขาว มือที่ถือกระจกทองแดงสั่นไม่หยุด เขาโมโหจนจะเป็นลมอยู่แล้ว คนสมัยปัจจุบันเน้นสิทธิมนุษยชน ไม่มีความคิดเรื่องชนนั้นสูงต่ำโบราณคร่ำครึแบบนี้

เห็นว่าประธานาธิบดีไม่ดีก็สามารถอ้าปากด่าสาดเสียเทเสียกลางถนนได้ ไม่ชอบระบอบการปกครองก็สามารถใช้พลังมวลชนวิพากษ์วิจารณ์บีบให้ปรับเปลี่ยนระบบได้ บอกถึงความโกรธของทุกคนในโลกว่ามาจากไหนได้

ถ้าโลกนี้ไร้สัจจะความเป็นธรรม ยังจะมีอะไรให้อาลัยอาวรณ์กัน

หากโลกเต็มไปด้วยหัวขโมย คนหลอกลวงเที่ยวแอบอ้างชื่อคนอื่น ถ้าอย่างนั้นก็ควรลบล้างเรื่องโสมมนี้ออกไปให้หมด เปลี่ยนให้เป็นโลกที่สะอาด เต็มไปด้วยความสุข มีอิสรเสรีไร้กังวลในทุกที่

เจ้ากลับไม่คล้ายที่เล่าลือกันเท่าไร ข้านึกว่าเจ้าจะประจบสอพลอยิ่งกว่านี้ หลักแหลมยิ่งกว่านี้…” คุณชายพัดขาวพูดเนิบช้าทั้งยิ่งไม่เลอะเลือน

มุมปากเขาประดับรอยยิ้มเกียจคร้านดังเก่า ทว่าคนที่คอยอารักขาอยู่ด้านข้างได้วางมือลงบนด้ามกระบี่แล้ว เห็นชัดว่าขอเพียงเขาเอ่ยหนึ่งประโยคพวกเขาก็จะเปิดฉากฆ่าฟันทันที และเป้าหมายแรกสุดแน่นอนว่าต้องเป็นเถาหงที่เสียมารยาทต่อคุณชายของตน

ท่านคงต้องอธิบายให้ข้าสักหน่อย อย่างไรเรียกว่าฉลาด อย่างไรเรียกว่าเลอะเลือน

ในดวงตาอวี๋หลิงเฟยแทบพ่นไฟออกมาแล้ว เมื่อครู่นายทหารคนนั้นเกือบจะกระทำชำเราเด็กในหอของเขาต่อหน้าผู้คน คนพวกนี้ตาบอดกันหมดหรือถึงไม่มีใครออกมายับยั้ง ในยุคที่สงบสุขรุ่งเรือง คนพวกนี้กลับไม่สนกฎหมายถึงเพียงนี้ นี่ยังไม่ใช่เพราะถูกผู้นำบ่มเพาะนิสัยเสียออกมาหรือ

คุณชายพัดขาวยิ้มบางๆ อย่างไม่เคืองโกรธ ยามพูดจายังโบกพัดด้วยท่าทางเอ้อระเหยจนถึงที่สุดเพราะในคำพูดของเจ้าย่อมผิดพลาดแล้ว คนอย่างพวกเจ้าเดิมก็มิใช่หญิงสาวดีงามอะไร เป็นเพียงแค่ชายรูปงามที่ต้อนรับขับสู้แขกไปใครมาเท่านั้น

เขาหยิบคำพูดที่ว่าหญิงสาวดีงามเมื่อครู่ของอวี๋หลิงเฟยมาตอบโต้ น้ำเสียงยังคงสุภาพสง่างามราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิแผ่วเบา ไม่มีความโกรธแม้เพียงนิด คล้ายกับกำลังพูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป แต่ยิ่งทำให้เห็นชัดว่าเขาเป็นคนเลือดเย็นหยิ่งยโสเป็นที่สุด โดยเฉพาะแววตาที่มีรอยยิ้มอบอุ่นนั่นดูคล้ายกับเปลวเพลิงจากนรกอย่างไรอย่างนั้น แม้จะเป็นประกายทว่าเยียบเย็นยิ่งนัก

พวกเราคือหญิงสาวดีงาม’ ”

อวี๋หลิงเฟยเน้นเสียงหนัก เด็กพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนดีมีเมตตา จิตใจใสซื่อบริสุทธิ์ เพียงแต่ถูกคนกดขี่รังแกจนตกมาอยู่ที่นี่ ถึงเช่นนั้นพวกเขาก็ไม่คร่ำครวญชีวิต ไม่โทษที่ถูกคนทำร้าย ยิ่งไม่เคยเกลียดใคร จะแค้นก็เพียงแค้นตนเองที่เป็นชายรูปงามเท่านั้น

เขาไม่เคยพบเด็กกลุ่มไหนที่โง่งมขนาดนี้มาก่อน ไม่มีใครคิดหวังต่อต้านราวกับว่าสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองไปแล้ว หมดสิ้นซึ่งความหวังในชีวิต เพียงรับการทรมานสารพัดวิธีจากโลกใบนี้โดยไม่ปริปากจนกระทั่งตายจากไป

พวกเขายอมให้คนอื่นเหยียบย่ำจนตายได้ แต่เขาอวี๋หลิงเฟยยอมไม่ได้และไม่ทนมองด้วย!

ขายตัวหาใช่หญิงสาวดีงามอะไร

มุมปากอวี๋หลิงเฟยยกขึ้น พอดีเลย เขาขายทุกอย่างแต่ไม่ขายตัว!

ใครบอกท่านว่าพวกข้าขายตัวหรือ ท่านเห็นใครในที่นี้รับแขกหรือ เห็นมีคนค้าบริการทางเพศหรือ พวกข้าเปลี่ยนอาชีพตั้งนานแล้วสองวันมานี้ประตูใหญ่ปิดสนิท ไม่ทำกิจการค้าเนื้อหนัง ย่อมเรียกพวกเขาว่าขายตัวไม่ได้แน่นอน

แม้ว่ามีบางคำที่ฟังไม่เข้าใจ แต่คุณชายพัดขาวก็ไม่ใส่ใจ ยกยิ้มเอ่ยถามเปลี่ยนเป็นอะไรเล่า

อวี๋หลิงเฟยอยากดึงรอยยิ้มของอีกฝ่ายออกมานัก ยิ้มได้เสแสร้งสิ้นดี จอมปลอมเหมือนฟันปลอมในปากคนแก่ ยิ่งชั่วร้ายเหมือนพยัคฆ์หน้ายิ้มที่ซ่อนธนูลอบยิงไว้เบื้องหลัง

ร้านกาแฟน่ะสิ!”

มันคืออะไรคุณชายพัดขาวกะพริบตาปริบ เมื่อครู่ยังพอเดาได้บ้าง แต่ครั้งนี้เขาฟังไม่เข้าใจแม้แต่น้อย

ที่แท้ยุคนี้ไม่มีกาแฟ แต่จะสนใจไปทำไม ทำเป็นร้านขายเครื่องดื่มได้ก็พอแล้ว

โรงน้ำชาแบบหนึ่งน่ะ อีกครึ่งเดือนให้หลังขอเชิญคุณชายมาเยือนอีกครา พวกเราจะเปิดบริการอีกครั้งหนึ่ง

สองสามวันนี้เขาตรวจดูแล้ว ในตู้ของเถาหงซ่อนเงินเอาไว้มากมาย เพียงพอต่อการทำเรื่องบางเรื่องที่เขาอยากจะทำ

ดังนั้นพวกเราเป็นหญิงสาวดีงาม’ ” เขาเชิดอกเอ่ยประโยคนี้ซ้ำอีกครั้ง

กระแสสังคมมักเกิดจากคน เขาไม่มีทางนั่งมองเด็กพวกนี้ถูกคนกลั่นแกล้งต่อไปอีกเด็ดขาด ทั้งยังปล่อยให้เด็กเหล่านั้นหลงคิดว่านั่นเป็นเรื่องสมควรไม่ได้อีกเช่นกัน

โอ้! นี่น่าสนใจจริงๆคุณชายพัดขาวเผยยิ้มสนอกสนใจที่ดูคล้ายออกมาจากใจจริงไม่มีเรื่องน่าสนุกเช่นนี้มานานแล้ว ข้ายังนึกว่าชายรูปงามทั่วหล้าล้วนเหมือนกันเสียอีก

ข้าก็คิดว่าผู้ชายทั่วหล้าล้วนเหมือนกันเช่นเดียวกัน เห็นเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นตรงหน้าก็ไม่ซักไม่ถาม เห็นเด็กตกน้ำก็ไม่คิดยื่นมือช่วยเหลือ นำทหารกลุ่มใหญ่บุกรุกบ้านผู้อื่น คิดจะทำรุ่มร่ามกับเด็กบ้านผู้อื่น อะไรกัน ผู้ชายที่มีหลักการความเป็นธรรมล้วนตายไปหมดแล้วหรือไร

อวี๋หลิงเฟยกล่าวเหน็บแนมเป็นชุด ไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะฟังไม่เข้าใจ กลัวแต่เพียงบุรุษตรงหน้าจะแกล้งตายก็เท่านั้น

คุณชายพัดขาวตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วจึงค่อยหัวเราะเสียงดังออกมาอย่างไม่ใส่ใจน่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ เจ้าแตกต่างจากที่เขาพูดลิบลับ นี่มันน่าสนใจเกินไปแล้ว

แตกต่าง?” เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยว่าเขาที่ว่าคือใคร

เพื่อนคนหนึ่งของข้ากล่าวว่า สตรีกับชายรูปงามในใต้หล้านี้ล้วนเหมือนกันหมด เห็นบุรุษก็คิดเกาะติด พบคนมีอำนาจก็คิดหาวิธีเป็นร้อยเป็นพันเข้าบ้านเขา พบเจอคนหล่อเหลาองอาจก็วิญญาณล่องลอย ในโลกนี้หามีสตรีกับชายรูปงามที่ปกติไม่

คนหลงตัวเอง! อวี๋หลิงเฟยฟังแล้วเส้นเลือดดำปูดโปนบนหน้าผาก ผู้ชายที่ไหนหน้าไม่อายขนาดนี้ ถึงขนาดกล้าเอ่ยคำพูดที่จะทำให้ผู้หญิงทั้งโลกฆ่าเขาแบบนี้ ดูท่าคนเลือดเย็นคงเป็นเพื่อนกับคนหลงตัวเองได้จริงๆ คนหนึ่งครึ่งชั่ง อีกคนแปดตำลึง6

เช่นนั้นข้าจะรอประเดิมร้านใหม่ของเจ้า ถึงยามนั้นจะมีของขวัญอวยพรด้วย

ก่อนเขาจากไปยังเดินขึ้นหน้าเช็ดรอยน้ำตาบนใบหน้าของเด็กชายที่ถูกทหารรังแกเมื่อครู่ใบหน้างดงามเพียงนี้ไม่เหมาะกับน้ำตาหรอกนะ

เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมสีขาวงามวิจิตรยื่นส่งเข้าไปในมือของอีกฝ่าย เด็กชายตะลึงงันไป จับจ้องใบหน้าสง่างามสูงศักดิ์ทั้งยังอบอุ่นเหลือคณานั้นอย่างนิ่งงัน

อวี๋หลิงเฟยไม่เชื่อคำลวงที่ใช้หลอกผู้อื่นของคนพรรค์นั้น นี่ก็เหมือนกลุ่มควันหลังสูบบุหรี่ ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย ก็แค่ทำมาพูดหลังเกิดเรื่องไปแล้วเท่านั้น

หากรู้สึกไม่เหมาะ ตอนนั้นท่านควรจะหยุดเรื่องที่ทำให้เขาหลั่งน้ำตา

ก็จริง เป็นข้าเชื่อคำเล่าลือผิดๆ ข้าได้ยินมาว่า แต่ไรมาเถาหงไม่เคยปฏิเสธเงิน คิดว่า…”

เขาพูดไม่จบแต่อวี๋หลิงเฟยฟังเข้าใจแล้ว คนผู้นี้คิดว่าเถาหงจะดีใจที่ทหารทำแบบนี้กับเด็กชาย จากนั้นค่อยไปรับเงินก้อนใหญ่มา

ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจะไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเด็ดขาดเขาประกาศก้องอย่างเฉียบขาดจริงจัง

เถาหงคนก่อนเป็นคนแบบไหนเขาไม่รู้และไม่คิดจะรู้ เท่าที่ได้ยินได้ฟังมานั้นคือย่ำแย่ อีกทั้งตอนที่คนในหอเห็นเขาก็ตัวงอตัวสั่น แค่คิดก็รู้ว่าเถาหงปฏิบัติกับพวกเขาอย่างโหดร้ายทารุณ ดังนั้นบางทีชายคนนี้อาจไม่ได้ทายนิสัยเถาหงคนนั้นผิด

แต่ว่าที่ยืนอยู่ต่อหน้าคุณชายพัดขาวตอนนี้คืออวี๋หลิงเฟย ไม่ใช่เถาหง เขาไม่มีทางทำเรื่องพรรค์นั้นเด็ดขาด!

เจ้าไม่เหมือนกับคำเล่าลือจริงๆ!”

คุณชายพัดขาวยิ้มผ่าเผย ยามที่หมุนตัวจากไปก็เรียกรองแม่ทัพอู๋ที่ยืนอยู่ด้านนอก มุมปากเขาขยับเล็กน้อยคล้ายกำลังสั่งการอะไรบางอย่าง จากนั้นรองแม่ทัพอู๋ก็พยักหน้ารับ

นี่ถือเป็นของขวัญอวยพรของข้าก็แล้วกัน เมื่อถึงเวลาช่วยจัดเตรียมที่นั่งที่ดีที่สุดให้ข้าด้วย แต่ถ้าหากเป็นการหลอกลวง หาได้มีร้านเปิดใหม่ล่ะก็ อย่าโทษว่าข้าไม่เกรงใจ แม้แต่เรื่องที่เจ้าอ้างชื่อฮ่องเต้ก็ต้องนับรวมเป็นความผิดด้วย

เขากล่าวจบ นายทหารที่รังแกเด็กชายเมื่อครู่ก็ถูกจับออกมาโบยอย่างแรง เริ่มแรกยังร้องว่าตนเป็นเชื้อพระวงศ์ ต่อมากลายเป็นเสียงร้องครวญคราง ในยามที่โบยเสร็จกระทั่งเสียงก็เปล่งไม่ออก ร่างกายครึ่งล่างเต็มไปด้วยเลือด ลมหายใจรวยริน

รองแม่ทัพอู๋กล่าวเสียงดังลั่น เห็นได้ชัดว่าพูดให้คนในหอฟัง เพื่อแทนของขวัญอวยพรร้านใหม่จากคุณชายพัดขาว

คุณชายกล่าวว่าให้ลิดรอนตำแหน่งทหารของเขาแล้วส่งกลับบ้านไป เชื้อพระวงศ์อะไรกลับกล้านำมาพูดเหลวไหล คุณชายกล่าวว่าเขาอยู่ในราชสำนักไม่เคยเห็นคนผู้นี้มาก่อน และไม่ใช่ญาติของบ้านคุณชาย หากทำชื่อเสียงของราชวงศ์เสื่อมเสียเช่นนี้อีก คราวหน้าจะเลือกเอามาทำเป็นเป้ายิงแล้ว

ทหารเดินเรียงแถวจากไป รอบด้านเงียบสนิทจนแม้แต่เข็มหล่นสักเล่มยังได้ยิน อวี๋หลิงเฟยกะพริบตาปริบๆ ปากอ้าเป็นรูปตัวโอ

เอ่อ คนนี้เป็นแขกประจำของเถาหงหรือไม่

ราชวงศ์? ญาติของบ้านเขา? หรือก็คือคนของตระกูลฮ่องเต้ ตกลงคนคนนี้เป็นใครกันล่ะ

เฟิงเหนี่ยวส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ด้านข้างข้าอยู่ในหอสองปีไม่เคยเห็นเขามาก่อน

ข้าอยู่มาสามปีก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน

ข้ารับใช้ที่ทำงานหยาบคนหนึ่งก็ส่ายหน้าเช่นกัน เขาอยู่ในหอมาห้าปีแล้วนับว่านานที่สุด ก่อนเถาหงจะซื้อที่นี่ก็ทำงานอยู่ก่อนแล้วไม่เคยเห็นขอรับ ไม่เคยเห็นจริงๆ!”

อวี๋หลิงเฟยสองขาอ่อนแรงนั่งพับลง เขาคงไม่ได้ไปแหย่คนใหญ่คนโตที่ไม่ควรจะแหย่หรอกนะ! แถมยังคุยโม้ว่าตนไม่เปิดหอคณิกาแต่จะเปิดร้านกาแฟ สายตามองไปที่คนในหอ อย่างน้อยก็มีมากถึงยี่สิบสามสิบคน ร้านกาแฟที่ไหนต้องการคนเยอะขนาดนี้ ทุกคนล้วนแล้วแต่เบิกตากว้างจ้องมองเขา

เถ้าแก่ ร้านกาแฟคืออะไรหรืออาเผิ่งที่กล้าหาญที่สุด ดูแล้วยังเป็นคนที่เยือกเย็นที่สุดเอ่ยถามแทนเสียงในใจของทุกคน

อ๊าก! เขาเริ่มปวดหัวอีกแล้ว

บทที่ 3 เปิดม่านสะท้านเมืองหลวง

อวี๋หลิงเฟยขมวดคิ้ว คนยี่สิบสามสิบเบียดตัวอยู่ในห้องของเขา ยังมีหลายคนที่เขาจำชื่อไม่ได้จึงให้เด็กชายเหล่านั้นเอ่ยชื่อออกมาทีละคนๆ การกระทำนี้พาให้ทุกคนกระซิบกระซาบ คิดว่าเขาถูกคุณชายพัดขาวคนนั้นขู่จนเลอะเลือนไปแล้ว

รอจนขานชื่อจบเขาพอฝืนจำได้สักครึ่งหนึ่ง เด็กที่คอยรับใช้ข้างกายชื่อเฟิงเหนี่ยว คนที่สงบนิ่งเยือกเย็นชื่ออาเผิ่ง คนที่เกือบถูกทหารบ้านั่นรังแกชื่อลวี่จู๋

วันนี้มาคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเถอะ หลังจากนี้พวกเราจะไม่ทำกิจการหอคณิกาแล้ว คนที่คิดจะทำแบบเดิมต่อไปข้าก็ไม่ขัดขวาง จะช่วยอ้างอิงให้พวกเจ้าอย่างเต็มที่ ให้ออกมายืนทางซ้ายมือของข้า คนที่ไม่คิดทำต่อก็มายืนทางด้านขวามือข้าเขาชี้แจงอย่างหัวสมัยใหม่

คนที่เดิมอยู่ทางด้านขวาต่างไม่ขยับ แต่ทางด้านซ้ายก็ไม่ขยับเช่นกัน ทุกคนล้วนทำหน้าเหยเก ดวงตาฉ่ำน้ำบนใบหน้างดงามของลวี่จู๋ถึงขนาดหลั่งน้ำตาออกมา

ล้วนล้วนโทษข้า หากข้าทนสักหน่อยก็ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่เรียกเคราะห์ร้ายใหญ่หลวงมาทำให้กิจการของหอดำเนินต่อไปไม่ได้

พอเขาพูดเช่นนี้อวี๋หลิงเฟยพลันเลิกคิ้วขึ้น เห็นได้ชัดว่าโกรธแล้ว

เฟิงเหนี่ยวคุกเข่าเป็นคนแรกทั้งยังดึงลวี่จู๋ลงมาคุกเข่าด้วยกัน กล่าวโทษตนเองอย่างนับได้ว่ามีไหวพริบขออภัยด้วยเถ้าแก่ ท่านอย่ามีโทสะเลย ล้วนเป็นความผิดของพวกเรา หากจะตีจะด่า…”

เขายังพูดไม่ทันจบอวี๋หลิงเฟยก็เริ่มตวาดด่าเป็นชุดจะต้องด่าแน่ล่ะ ทนอะไร ใครใช้ให้พวกเจ้าทน ครั้งหน้าหากมีผู้ชายมาแตะแม้ขนสักเส้นของพวกเจ้า พวกเจ้าต้องตะโกนร้องให้หลังคาเปิดไปเลย ร่างกายของพวกเจ้าเป็นของพวกเจ้า ไม่มีใครมีสิทธิ์มาลูบๆ คลำๆ เข้าใจหรือไม่

เด็กโง่พวกนี้สมองทำมาจากอะไร เต้าหู้หรือ หรือว่าขนมสายไหม ถึงได้พูดคำพูดน่าตีแบบนี้ออกมา

ทุกคนสบตากันไปมา ใบหน้าฉายแววโง่งมฟังไม่เข้าใจแม้แต่น้อย

หลังจากอวี๋หลิงเฟยด่าเสร็จเห็นพวกเขาไม่เข้าใจ ในใจคิดเอาว่าอาจเพราะนี่คือสิ่งที่คนในหอทำเป็นประจำ หากว่าแข็งใจไม่รับแขกแล้วจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร รอมีเวลาหลังจากนี้ค่อยๆ สอนพวกเขาแล้วกัน

พวกเจ้าทำอะไรได้บ้าง

หวังว่าในหมู่พวกเขาจะมีคนมือเท้าว่องไวหรือมีพรสวรรค์ในการปรุงอาหาร เขาคิดมาตลอดสามวันว่าถ้าต้องการให้คนทั้งยี่สิบสามสิบคนมีข้าวกิน อีกทั้งยังเป็นกลุ่มคนอ่อนแอไม่ต้านลม ก่อนหน้านี้ทำได้เพียงยิ้มรับแขก คิดๆ ดูแล้วมีเพียงการทำอาหารหนทางนี้เท่านั้น

หนีบความเร่าร้อนของบุรุษได้ จากนั้น…”

ถ้าฟังเด็กพวกนี้พูดเรื่องนี้อีกรอบเขาได้อ้วกแน่ อวี๋หลิงเฟยโบกมือหยุดไม่ใช่เช่นนั้น ก่อนหน้านี้อยู่ที่บ้านทำอะไร

เขาไล่ถามไปทีละคน ผลคือชายรูปงามพวกนี้ทำให้เขาตกตะลึงยกใหญ่ บางทีคงเพราะย่ายายไม่ถนอม พ่อแม่ไม่รัก บวกกับรู้ตนว่าฐานะต่ำต้อย ไม่ว่าอะไรพวกเขาก็แทบทำเป็นทั้งนั้น ด้วยหวังว่าจะมีตัวตนอยู่ในบ้านได้อย่างไม่เกะกะ ดังนั้นซักผ้าทำอาหารล้วนทำได้ ผ่าฟืนเย็บปักถักร้อยก็ไม่มีปัญหา

บางคนกระทั่งงานช่างไม้ก็ทำได้ เพราะหากประตูหน้าต่างที่บ้านพัง พ่อแม่ด่าว่าตัวหายนะหนึ่งประโยคพวกเขาก็ซุกตัวขดเป็นก้อนแล้ว ดังนั้นจึงมักขยันซ่อมบำรุงสิ่งของก่อนจะพังอยู่เสมอ ทั้งยังมีสองสามคนที่สามารถแกะสลักให้ดูเดี๋ยวนั้น ทำเอาอวี๋หลิงเฟยมองจนคางแทบร่วง คนพวกนี้มีพรสวรรค์ของศิลปินจริงๆ

พวกเจ้า…”

พวกเรารู้ตัวว่าไม่ได้เรื่อง

พวกเขาแต่ละคนทำหน้านิ่วขื่นขม ทำงานพวกนี้เดิมทีก็ได้เงินไม่เท่าไร หากว่าหอล้ม เถ้าแก่ขายพวกเขาออกไป อาจจะต้องตกไปอยู่ในหอคณิกาที่แย่ยิ่งกว่า แม้ที่ผ่านมาเถ้าแก่จะรักเงินและโหดร้ายทารุณ แต่อย่างน้อยห้องหับในหอก็งดงามสะอาดสะอ้าน แขกเองก็ล้วนพอมีฐานะ มีหน้ามีตาอยู่บ้าง หากว่าถูกขายออกไปเพียงคิดถึงวันคืนอันขมขื่นหลังจากนี้น้ำตาก็พานจะไหลลงมาแล้ว

ทว่าอวี๋หลิงเฟยยังพูดไม่จบ “…ยอดไปเลย

อะไรนะคนยี่สิบสามสิบคนล้วนแล้วแต่เบิกตาโต

ระยะนี้เถ้าแก่แปลกยิ่ง มักพูดอะไรประหลาดๆ อยู่เสมอ คิดถึงตอนที่เถาหงแผดเสียงใส่ทหารอย่างโจ่งแจ้ง ถึงขนาดไม่อนุญาตให้ใครแตะลวี่จู๋ ทั้งยังใช้อาวุธตอบโต้ตีจนนายทหารคนนั้นร้องโอดโอย

เขาถือกระจกส่องหน้าบานเล็กบานนั้น ไม่ได้แต่งหน้า ผมก็ยังไม่จัดแต่ง ยืดอกออกมาต่อกรผู้นำกลุ่มทหาร ความดุดันและเด็ดเดี่ยวกล้าหาญในชั่วขณะนั้นดุจดั่งเทพสวรรค์ผู้น่าเกรงขามลงมาจุติอย่างแท้จริง

ในช่วงเวลานั้นดวงใจในหน้าอกซึ่งเต็มไปด้วยหลุมโพรงของทุกผู้คนคล้ายถูกอะไรบางอย่างเติมเต็ม ทั้งอึดอัด เจ็บปลาบ ปวดแปลบ ทว่าก็อบอุ่นยิ่ง ตั้งแต่เด็กจนมีชีวิตมาถึงยามนี้ไหนเลยจะมีคนออกหน้าเพื่อพวกเขา

พวกเจ้าสุดยอดไปเลย แต่ละคนล้วนมีความสามารถ มีหนทางแล้ว สวรรค์ไม่ตัดหนทางคนจริงๆ การออกแบบของข้าถึงได้สำแดงออกมาได้

เขาเดินกลับไปกลับมาด้วยใบหน้าดีใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังดีใจอะไร ทั้งไม่เข้าใจว่าเขากำลังพึมพำอะไรกับตนเอง

เวลากินข้าวบางครั้งไม่ใช่แค่ต้องการเติมท้องให้เต็ม ยังต้องการเสพบรรยากาศด้วย ดังนั้นบางคนต่อให้ต้องจ่ายหนักเพื่อไปกินข้าวในภัตตาคารหรูก็ยอม ถ้าลงทุนด้านออกแบบตกแต่งสักหน่อย สร้างบรรยากาศแวดล้อมในการกินอาหารที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง แล้วทำของว่างแปลกๆ สักสองสามอย่างเรียกแขกมีเงินเข้ามา ขอเพียงสร้างกระแสชื่นชมในหมู่ชาวบ้านการค้าหลังจากนี้ก็จะเฟื่องฟู จะให้คนยี่สิบสามสิบคนมีข้าวกินก็ต้องหาเงินจากคนมีเงินถึงจะได้

เถ้าแก่ ท่านกำลังพูดอะไรอยู่กันแน่

พวกเจ้าฟังนะ ทุกคนแบ่งงานกันทำ คนที่คิดว่าตัวเองทำอาหารได้ดียืนช่องที่หนึ่ง ปักผ้าได้ดียืนช่องสอง ทำงานช่างได้ดียืนช่องสาม

เขาวาดช่องลงบนพื้น ช่องแรกมีคนเยอะที่สุด ช่องที่สองมีสิบคน ช่องที่สามมีแปดคน สุดท้ายมีเพียงหนึ่งคนที่อยู่ด้านนอก ไม่มีช่องไหนที่เขาสามารถเข้าร่วมได้ นั่นก็คือลวี่จู๋ที่งดงามเหนือล้ำทั้งกำลังน้ำตาไหลพรากๆ

เขาเป็นคนที่เถาหงเลือกเข้ามาล่าสุด มีเพียงรูปโฉมงดงามแต่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง กระทั่งปรนนิบัติแขกยังทำชามสุราหกใส่ร่างแขกอยู่บ่อยครั้ง เงอะงะงุ่มง่ามจนทำให้นายท่านผู้มีเงินทั้งหลายด่าเสียยกใหญ่

เถาหงโมโหจนหยิบซี่ไม้ไผ่ตีเขาอย่างแรงหลายต่อหลายครั้ง ด่าว่าเขาเป็นสินค้าขาดทุน เขายังเป็นคนจำนวนน้อยในหอที่ยังไม่เคยรับแขก เพราะเดิมเขาก็ออกมาไม่ไหว ออดอ้อนไม่เป็น ไม่มีทรวดทรง ส่งเขาไปปรนนิบัติแขกก็กลัวแต่ว่าเขาจะทำลายป้ายตราของหอเท่านั้น

กล่าวกันว่าเถาหงกำลังหาแขกรายใหญ่ที่ยอมจ่ายเพื่อคืนแรกของเขา คิดจะตีฆ้องร้องป่าวว่าเขายังบริสุทธิ์ อาจมีคนยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อเขา รอจนเขาเสียพรหมจรรย์ไปแล้ว คนโง่ทึ่มทื่ออย่างเขาภายหลังคงไม่มีแขกเรียกหาอีก

ขออภัยด้วยเถ้าแก่ ข้าทำอะไรไม่ได้เลย ทำอะไรล้วนไม่ได้ดี

อารมณ์เด็กชายทะลักล้น ดวงตาชุ่มน้ำทั้งคู่หลั่งน้ำตาพรากๆ ออกมาไม่หยุด เทียบกับก๊อกน้ำแล้วยังไหลออกมามากกว่าอีก

เหลวไหล เจ้าวาดภาพได้ชัดๆ

น้ำเสียงเยือกเย็นของอาเผิ่งดังขึ้น ดวงตาแวววาวจับจ้องเถาหงคล้ายรอดูว่าเขาตัดสินใจอย่างไร

อวี๋หลิงเฟยครุ่นคิดในใจ อาเผิ่งคนนี้คงเป็นคนที่มีความคิด มีความสามารถและจิตใจอันยุติธรรมมากที่สุดในหมู่เด็กพวกนี้ อย่างน้อยเขาก็กล้าปฏิเสธความรักอันไม่สมควรของเชี่ยลั่วเหอ ถูกเถาหงแกล้งให้ไปล้างกระโถนก็ทำไปอย่างนิ่งสงบเหมือนปกติ ตอนนี้ยังช่วยหาทางรอดให้ลวี่จู๋ อาเผิ่งมีอุปนิสัยแข็งแกร่ง ปกป้องผู้อ่อนแอ ไม่แน่ว่าอาจก้าวหน้าได้ในอนาคต

นั่นเอามาอวดไม่ได้หรอกลวี่จู๋ร้องไห้หนักกว่าเดิม รู้สึกว่าน่าขายหน้าเหลือเกินที่ตนทำได้เพียงวาดภาพ

เจ้าวาดได้สวยยิ่ง!”

อาเผิ่งหยิบภาพของลวี่จู๋ออกมา อวี๋หลิงเฟยเบิกตาถลนจนลูกตาแทบร่วง ภาพนี้สวยมาก เด็กที่มีความสามารถขนาดนี้ทำไมถึงตกอับมาอยู่ในหอคณิกาได้

เด็กคนนี้ถ้าอยู่ในยุคปัจจุบันผ่านการขัดเกลาอีกสักหน่อย จะต้องกลายเป็นศิลปินที่สามารถเปิดงานแสดงภาพวาดได้อย่างแน่นอน บวกกับรูปโฉมงดงามของเขา นักวาดหน้าสวยฉายานี้เด่นตั้งเท่าไร ถ้าเขาอยู่ในยุคปัจจุบันคงจะกลายเป็นนักวาดชื่อดังจำนวนน้อยนิดที่รอบด้านมีแต่คนขอลายเซ็นถึงจะถูก

ภาพวาดของลวี่จู๋ทั้งแจ่มชัดทั้งงดงาม ราวกับว่าไม่แปดเปื้อนคราบเขม่าหมองมัวแม้แต่น้อย พาให้คนเพียงเห็นก็ปลดทิ้งความกังวลลงได้ สวยมากจริงๆ สวยจนถ้าไม่ใช้ภาพของเขาคงรู้สึกผิดต่อตนเองแน่

แบบนี้แม้แต่ป้ายโฆษณา ภาพตกแต่งภายในก็มีแผนครบหมดแล้ว สวรรค์ช่วยเหลือเขาจริงๆ เขาขาดอะไรฟ้าก็ส่งอย่างนั้นมาให้ เขาหัวเราะฮ่าๆ ในใจ เยี่ยม แบบนี้คนยี่สิบสามสิบคนก็ไม่มีปัญหาเรื่องปากท้องแล้ว

ลวี่จู๋มานี่ ข้าอยากให้เจ้าวาดภาพใหญ่ขนาดนี้ วาดเป็นท้อบัวเบญจมาศเหมยสี่ภาพ…”

ดวงตาฉ่ำน้ำของลวี่จู๋เบิกโต จับจ้องเขาอย่างตกตะลึงคล้ายไม่เข้าใจคำพูด โดยที่หยาดน้ำตายังคงไหลรินผ่านข้างแก้ม

อวี๋หลิงเฟยกินของว่างในแถบนี้ดูหนึ่งรอบ โชคดีที่ร่างกายเถาหงกินเท่าไรก็ไม่อ้วน ไม่อย่างนั้นเขามั่นใจว่าต้องอ้วนขึ้นหลายกิโลแน่นอน ของกินที่นี่รสชาติไม่เลวเพียงแต่หยาบไปหน่อย โจ๊กก็คือโจ๊ก ไข่ก็เป็นไข่ ไม่มีปรับแต่งเพิ่มเติม เรียบง่ายเกินไป

ไม่เหมือนของว่างในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนรูปแบบไปสารพัด ของหวานลำพังแค่เค้กก็มีเป็นร้อยชนิดแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงของกินอื่นเลย

ที่นี่ไม่มีกาแฟมีแต่ใบชา ใบชาในหอก่อนหน้านี้เถาหงเป็นคนเลือก เป็นสินค้าชั้นเลวด้อยคุณภาพจนถึงที่สุด ด้วยถึงอย่างไร สิ่งที่ขายในหอตอนนั้นก็คือความรื่นรมย์ชั่วคืนความอบอุ่นชั่วคราว ไม่ใช่ขายชาอยู่แล้ว กลับเป็นเหล้าที่ต้องการคุณภาพดีหน่อย เพราะเหล้าชั้นดีสามารถช่วยเพิ่มความสนุกสนานขึ้นได้

ชาในหอรสชาติขมฝาด เขาดื่มไปคำเดียวก็อยากบ้วนออกมาแล้ว เมื่อก่อนเขาเคยทำงานในโรงชาชื่อดัง หลังจากนั้นจึงช่างเลือกชาเป็นพิเศษ ยอมดื่มน้ำเปล่าแต่ไม่ยอมแตะชาที่ต้มมาจากใบชาด้อยคุณภาพ เพื่อนซื้อชาซื้อน้ำเป็นแก้วๆ เขากลับพกกระบอกเก็บอุณหภูมิของตัวเองไว้ตลอด ไม่มีทางยอมจ่ายเงินให้เครื่องดื่มสำเร็จรูปแบบนั้นแม้แต่นิดเดียวจนเพื่อนๆ ล้อว่าเป็นพวกขี้งก

ความจริงแล้วเหตุผลไม่ใช่แค่เพื่อประหยัด แต่เพราะลิ้นถูกบ่มจนเสียนิสัยแล้ว ก็เหมือนช่วงหนึ่งถึงสองปีนี้ที่งานค่อยๆ เข้าที่ เขาจึงเช่าห้องที่มีห้องครัว วันหยุดมีเวลาว่างก็จะลงมือเข้าครัวทำอาหารเอง บางครั้งยังหาดูสูตรทำอาหารทำขนมที่ถูกปากแล้วค่อยต้มชาให้รางวัลตัวเอง ดังนั้นในเมื่อจะเปิดโรงน้ำชา อย่างน้อยชาก็ควรเป็นของระดับกลางขึ้นไป เขาดื่มชาไปร้อยกว่าชนิดถึงค่อยรู้สึกว่าใบชาสองสามชนิดนั้นหอมนักทั้งราคายังไม่แพง จึงตัดสินใจสั่งซื้อมาจำนวนมาก

เลือกชาเสร็จ เขาก็สอนให้ทุกคนผสมแป้งกับนม อบไฟจนด้านนอกกรุบกรอบค่อยเติมไส้ถั่วแดงถั่วเขียวและเผือก กัดลงไปคำหนึ่งตัวไส้อบร้อนก็จะแตกออกภายในปาก หวานจนพาให้ใจอ่อนระทวย จากนั้นค่อยสอนพวกเขาทำไส้เค็มต่อ

แต่ละคนกินอย่างเอร็ดอร่อยติดใจ กล่าวว่าไม่เคยกินของที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน อวี๋หลิงเฟยเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย อันที่จริงนี่เป็นขนมล้อรถ7 ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามข้างทางในยุคปัจจุบัน เพียงแต่พวกเขาใช้ของดีก็เท่านั้น

นอกจากนั้นยังมีเครื่องพะโล้ที่กินคู่กับชา กับบะหมี่หอมสดชื่นที่ใช้ใบชาหอมคละเคล้ากับน้ำปรุงรสซึ่งผสมเอง เขาอธิบายคร่าวๆ จบแล้วก็ให้คนที่ทำกับข้าวเป็นไปรับผิดชอบ พวกเขาฟังอย่างตื่นตะลึงคล้ายกับไม่เคยคิดวิธีปรุงแบบนี้มาก่อนแล้วพากันเข้าห้องครัวไปศึกษาทันที

จุดสำคัญที่สุดคือการออกแบบรูปแบบภายในหอ เสื้อผ้าของบริกรก็ควรมีการออกแบบเป็นพิเศษ เขาตัดสินใจตกแต่งพื้นที่ให้เรียบง่ายเป็นธรรมชาติสไตล์เซนเพิ่มเติมด้วยความโรแมนติกของทะเลใต้เล็กน้อย บนเบาะรองนั่งและผ้าปูโต๊ะต้องปักลายดอกไม้ใบหญ้าอยู่ด้วย

เขาหารือกับกลุ่มคนที่มีฝีมือทางงานปัก ค่อยให้ลวี่จู๋วาดแบบดอกไม้สองสามชนิดให้แล้วถามพวกเขาว่าสามารถปักลายบนผ้าได้หรือไม่ ต้องการลายใหญ่สักหน่อย กล่าวหัวเรื่องไปแล้วทุกคนก็วิ่งไปสุมหัวศึกษากันอยู่ในห้อง

ตะเกียบและที่รองตะเกียบทำจากไม้ชั้นดี ทั้งยังแกะสลักเป็นรูปสัตว์น่ารัก บนผนังด้านหนึ่งแขวนภาพที่ลวี่จู๋วาด

ที่อวี๋หลิงเฟยบอกให้ลวี่จู๋วาดภาพท้อบัวเบญจมาศเหมย แท้จริงแล้วคือต้องการให้เขาวาดภาพผู้หญิง ภาพวาดแรกของลวี่จู๋คือภาพหญิงงามที่คล้ายเถาหงเป็นอย่างมาก กำลังทอดถอนใจมองเงาในกระจกอย่างไม่สนใจใคร กลายเป็นหญิงงามในกระจกคนหนึ่งและนอกกระจกคนหนึ่ง

แต่พอเห็นภาพนี้อวี๋หลิงเฟยก็อดเย้าตนเองไม่ได้ข้าสุภาพเรียบร้อยขนาดนั้นเสียเมื่อไร เจ้าควรวาดภาพข้ากำลังถือกระจกตีผู้คนถึงจะถูก

คำพูดนี้พาให้ทุกคนคิดถึงเรื่องก่อนหน้านี้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังเกรงกลัวเถาหงอยู่บ้างจึงไม่กล้าหัวเราะเสียงดังเกินไป กล้าแต่เพียงปิดปากหัวเราะ

อีกสามภาพที่เหลือล้วนคล้ายคลึงคนในหอ หน้าตาท่าทางของคนในภาพดอกเหมยก็คืออาเผิ่ง สงบนิ่งทว่าแผ่ความงามอันเยียบเย็นโดดเด่นออกมา อาเผิ่งดูแล้วออกปากโดยตาไม่กะพริบภาพนี้ดูแล้วงามยิ่งกว่าข้าอีกนะพูดจนทุกคนหัวเราะสนุกสนานยิ่งขึ้น

ก่อนเปิดหอสองวัน อวี๋หลิงเฟยใช้แนวคิดการตลาดแบบยุคปัจจุบัน ให้คนไปแจกใบปลิวที่ตลาด ด้วยเกรงคนจะโยนทิ้ง เพราะในยุคนี้ไม่มีกระดาษทิชชูให้ติดไปด้วย เขาจึงแนบผ้าราคาถูกไปแทน และเพราะผ้าในยุคนี้ราคาแพงทุกคนจึงเรียกร้องขอใบปลิว อีกทั้งบนใบปลิวยังวาดตุ๊กตา SD ไว้ ดูน่ารักยิ่ง คนจำนวนมากจึงพากันเอากลับบ้านไปเป็นที่ระลึก

ถึงแม้นี่จะเป็นกระบวนการแจกใบปลิวข้างทางในยุคปัจจุบัน แต่มาใช้ในยุคโบราณก็ให้ผลดีพอกัน ผลลัพธ์ของการโฆษณาน่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง

บนใบปลิวเขียนบอกไว้ชัดว่าให้มาในอีกสามวันข้างหน้า มีของที่ระลึกงดงาม อีกทั้งวันเปิดหอทุกอย่างยังลดราคาลงสองในสิบส่วนด้วย

ยอดบุปผาเถาหงผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไม่เปิดหอคณิกาแต่จะเปิดร้านอย่างอื่น คนปากไม่ดีก็รอดูเรื่องตลกอยู่นานแล้ว คนที่พอจะมีวจีสุจริตอยู่บ้างยังอดนินทาคาดเดาไม่ได้

ชายรูปงามจะเปิดร้านอะไรได้ คงมิใช่วิธีเรียกแขกอีกแบบหนึ่งหรอกรึ

ดังนั้นในยามเตรียมเปิดหอ ด้านนอกก็มีแขกมารอกันขวักไขว่แล้ว เถาหงที่แต่งตัวงดงามราวผลไม้สุกก่ำแจกป้ายหมายเลขกับมือตนเอง พร้อมประกาศว่าหากเรียกหมายเลขสามครั้งแล้วยังไม่มา เช่นนั้นก็ได้แต่ต้องเปลี่ยนคนไป บังคับให้คนที่อยากเข้าไปชมดูในหอว่าเป็นอย่างไรได้แต่ยืนรออยู่ด้านนอกอย่างขื่นขม เลี่ยงมิให้ตนพลาดหมายเลขไป

ทว่าเฟิงเหนี่ยวที่หัวไวรีบวางม้านั่งยาวไว้ด้านนอกให้คนที่รอได้นั่งพัก ทั้งยังยกชาเก่าเก็บที่ไม่ต้องเสียเงินออกมาให้แขกดื่มดับกระหาย เสียงบ่นจึงลดลงไปมาก

อีกทั้งทุกคนเห็นคลื่นคนมากมายเช่นนี้ไหนเลยจะกล้าจากไป ทุกผู้ล้วนแต่จ้องประตูใหญ่พลางมองป้ายหมายเลขในมือตนไปด้วย เกรงแต่ว่าวันนี้จะเบียดเข้าไปมิได้ พูดคุยกับคนที่เข้าไปสัมผัสแล้วไม่รู้เรื่อง

ดูสิ! ร้านที่คึกคักขายดีเช่นนี้ได้เข้าไปวันแรกเชียว ยังไม่น่าอิจฉาอีกหรือ

พอเข้าไปในหอผู้คนแทบทั้งหมดล้วนแต่ปากอ้าตาค้างราวกับได้มาเยือนแดนสวรรค์เผิงไหล8 ก็มิปาน ม่านโปร่งยาวปักลายดอกไม้ใบหญ้างดงาม ผ้าปูโต๊ะและเบาะรองนั่งก็ล้วนสีสันหลากหลาย ชาชั้นยอดที่สุดหนึ่งการาคาสองตำลึง แพงจนพูดไม่ออก ทว่าชาชั้นกลางราคาสองร้อยอีแปะ9 แม้ไม่ถูกแต่ก็ไม่ใช่ราคาที่จ่ายไม่ได้ ดูแล้วเป็นของคุณภาพสูงเช่นกัน

แต่ที่ทำให้คนพวกนี้ยินยอมควักเงินออกมามากที่สุดก็คือบรรดาเสี่ยวเอ้อร์ที่อ้อนแอ้นอรชร ยิ้มแย้มประดุจบุปผา!

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นโบแดงในหอก่อนหน้าทั้งสิ้น เมื่อก่อนอยากจะลูบสักคราต้องใช้กี่ตำลึงเงินกัน หอของเถาหงเป็นสถานที่สำหรับคนร่ำรวยมีชื่อเสียงเท่านั้น ไหนเลยจะมีโอกาสมาถึงชาวบ้านทั่วไปอย่างพวกเขา

เหล่าคนงามในยามนี้แต่งกายเรียบร้อย บนศีรษะเสียบดอกไม้แดงสดดอกหนึ่ง ยิ้มแย้มน่ารัก คิ้วตาน่ามอง มองเพียงครั้งใจก็เต้นตึกตัก มองอีกคราเกรงว่าหัวใจจะกระดอนออกมา

แต่ว่าเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ดูพิเศษอยู่บ้าง สาบเสื้อไม่เปิดอ้าทว่ากลับผ่าลึกยาวถึงต้นขา ยามก้าวย่างเรียวขาเพรียวยาวขาวราวหิมะพาให้คนมองจั๊กจี้หัวใจ แต่กลับไม่ยั่วยุกามารมณ์ ที่สำคัญก็คือเอวซึ่งสวมใส่ชุดนั้นบางจนคล้ายสตรีที่โอบครั้งเดียวก็หักได้

ได้เพียงมองไม่อาจแตะต้อง ทว่าแค่มองก็เป็นการเสพสุขหาใดเปรียบอย่างหนึ่งแล้ว คนงามเอย ก่อนหน้านี้บนถนนเพียงพบได้ไม่กี่คน ยามนี้คนงามเต็มหอปล่อยให้ผู้อื่นได้กินเต้าหู้10 ทางสายตา ปากกินบะหมี่ กินจนคิ้วตาแต่ละคนแย้มยิ้ม จิตใจเบิกบานอย่างยิ่ง

รูปวาดสี่หญิงงามบนผนังทุกคนล้วนแล้วแต่อมยิ้มงามเพริศพริ้ง คนจริงๆ เทียบเคียงสองตาก็แฝงรอยยิ้มไว้เช่นกัน น้ำเสียงที่อ่อนพลิ้วฟังแล้วตัวอ่อนยวบ

ไม่ทราบว่าท่านลูกค้าต้องการสั่งอะไรหรือขอรับ อาหารแนะนำของเราคือบะหมี่อูหลงสามารถเติมท้องให้เต็มได้ ทั้งยังหอมจรุงใจ หากว่าท้องไม่หิวสั่งพะโล้ผสมสองอย่างสักจานก็ไม่เลว

เอาทั้งหมด สั่งทั้งหมดที่เจ้าพูดมาแขกคล้ายถูกล่อลวงจนหน้ามืด ยังชี้ภาพบนผนังพลางถามเจ้าใช่คนในภาพที่สองหรือไม่

หามิได้ แต่ว่าอีกครู่หนึ่งท่านก็จะได้เห็นเขาออกมาบรรเลงพิณขับร้องขอรับ

อวี๋หลิงเฟยคิดเอาไว้นานแล้ว พวกเขาไม่เพียงขายชาขายอาหารยังขายศิลปะด้วย ในหอของพวกเขามีคนที่ร้องเพลงเป็นขับกลอนเป็นอยู่ไม่น้อย เขายังได้เชิญอาจารย์มาชี้แนะอีก ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่จัดแสดงศิลปะ บอกลาเรื่องคาวโลกีย์ก่อนหน้านี้ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ทำกิจการด้านนี้เด็ดขาด

หน้าประตูและภายในหอราวกับตลาด อวี๋หลิงเฟยยุ่งจนหัวปั่น ยิ้มจนปากจะฉีกอยู่แล้ว เขาออกแบบดัดแปลงกี่เพ้าแล้วให้คนที่ทำงานเย็บปักได้รับช่วงต่อ สีแดงโดดเด่น ด้านบนปักลายดอกไม้ ขับเน้นให้แต่ละคนงดงามอ่อนช้อย แย้มยิ้มสะกดใจยิ่งกว่าดอกไม้งามดอกใด

อีกทั้งเขายังจัดการคนอย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้ ในยุคปัจจุบันกำหนดเวลาให้กินอาหารได้สองชั่วโมง ที่ต้องการก็คืออัตราการสับเปลี่ยนโต๊ะ ไม่อย่างนั้นถ้าคนพวกนี้สั่งชากาเดียวแต่มานั่งทั้งวันเขาก็ไม่ต้องทำมาหากินแล้ว และคงไม่มีปัญญาเลี้ยงคนทั้งกลุ่มได้

เขาให้คนใต้อาณัติอธิบายอย่างชัดเจนไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า โต๊ะหนึ่งนั่งได้เพียงหนึ่งชั่วยาม11 เนื่องจากคนมากันมากนัก จึงขอให้แขกทั้งหลายให้อภัย ทั้งยังจะมอบของสมนาคุณชิ้นพิเศษให้หนึ่งอย่างด้วย

ของสมนาคุณนั้นพูดไปแล้วก็คือขนมล้อรถ ก่อนที่แขกแต่ละโต๊ะจะจากไปจะได้รับแจกคนละหนึ่งชิ้น ทั้งยังกำชับให้กินตอนร้อนๆ ยามที่แขกออกไปแล้วกัดลงคำหนึ่ง ดวงตาพลันเบิกกว้าง ของกินที่ไม่เคยลิ้มลองมาก่อนนี้อร่อยมากจริงๆ หวานๆ นิ่มๆ มีแขกไม่น้อยที่วกกลับมาถามว่าอันนี้ที่โรงน้ำชามีขายหรือไม่

อวี๋หลิงเฟยแจกตั๋วกำนัลส่วนลดหนึ่งส่วนในครั้งหน้าพร้อมอธิบายวิธีใช้ไปด้วยหวังให้แขกกลับมาอีกครา ยิ้มกล่าวไปด้วยว่ามีแน่นอน อีกสามวันให้หลังจะถูกรวมอยู่ในรายการอาหาร ยินดีต้อนรับท่านลูกค้ากลับมาอีกครา

ยุ่งกันทั้งวันจนกระทั่งถึงช่วงเย็น นอกจากชาแล้วทุกอย่างล้วนขายหมด จึงได้แต่ต้องปิดก่อนกำหนด ทุกคนล้วนเหนื่อยหนัก สองสามคนหลังจากถูพื้นเสร็จก็นั่งแหมะลงบนพื้น เหนื่อยจนลุกไม่ขึ้นแล้ว

วันพรุ่งกิจการยังจะดีแบบนี้หรือไม่มีคนเอ่ยถามอย่างกังวล

หวังว่าจะใช่

ข้าไม่อยากเข้าห้องรับแขกอีกแล้วใครบางคนเอ่ยเสียงเบายิ่งกว่า

วันนี้นายท่านหวงก็มา ไม่ต้องรับรองเขาเป็นครั้งแรก ดียิ่ง!” คนผู้นี้แทบไม่เปล่งเสียงแล้ว

อวี๋หลิงเฟยนั่งคิดบัญชีอยู่ด้านใน ได้ยินคำพูดพวกเขาก็แสบจมูกขึ้นมา เกรงว่าแต่ก่อนที่คนพวกนี้ขายตัวคงเพราะสถานการณ์บังคับ เขาเดินออกไปด้านนอก ตบมือเสียงดังต้องการให้พวกเขาคิดถึงเพียงหนทางข้างหน้า

รีบไปพักผ่อนบำรุงกำลัง สามวันนี้เป็นกุญแจสำคัญ ทำได้ดีกิจการก็จะดำเนินต่อไปได้ดี ทำไม่ดีกิจการหลังจากนี้คงยากจะลืมตาอ้าปาก

ในสามวันแรก จากความคิดของอวี๋หลิงเฟยคนจำนวนมากมาเพราะความแปลกใหม่ หลังจากวันที่สี่ไปจึงจะเป็นช่วงเวลาตัดสินอย่างแท้จริง โชคดีที่หลังจากนั้นกิจการก็ไม่เลว แต่คนน้อยลงมาหน่อย ดังนั้นเขาจึงขยายเวลากินอาหารของแขก

ว่าไปแล้วต้องชื่นชมเชี่ยลั่วเหอจริงๆ เขามาที่นี่ทุกวัน วันแรกอาเผิ่งยังช่วยงานอยู่ข้างนอก เขาก็ตามตื๊อจะพูดคุยกับอาเผิ่งตลอด ทั้งไม่สนใจว่าอาเผิ่งต้องดูแลแขกมากขนาดไหน กล่าวว่าไม่รู้จักดูสถานการณ์ก็ไม่รู้จักสถานการณ์จริงๆ กล่าวถึงความรักมั่นก็พาให้คนใจอ่อน

วันแรกเขาคอยตามพัวพันเช่นนี้ตลอด หลังจากนั้นอาเผิ่งก็ขออาสาไปจัดการงานด้านใน คอยช่วยเรื่องทำอาหารโดยทันที ไม่ยอมออกมาด้านนอกอีก เชี่ยลั่วเหอหน้าเศร้าทุกข์ระทมดูคล้ายร้อนรนจนแทบจะป่วยแล้ว

มาถึงวันที่สิบ กลางดึกคืนนั้นเชี่ยลั่วเหออาศัยความมืดยามค่ำคืนแอบลอบเข้ามาภายในหอ ถูกเสียงร้องแหลมทำให้ตกใจสะดุดล้มกับพื้น อวี๋หลิงเฟยที่รีบออกมาจับขโมยมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ในมือเขากำลังถือภาพของอาเผิ่ง ที่แท้ก็มาขโมยภาพวาด

เจ้าเจ้า…”

ไม่ขโมยเงินทอง ไม่ขโมยโฉนดที่ดิน แต่วิ่งมาขโมยภาพ อวี๋หลิงเฟยไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

เชี่ยลั่วเหอลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว อาเผิ่งที่ออกมาเพราะได้ยินเสียงพลันดวงหน้าแข็งค้าง แย่งภาพกลับมาแล้วด่าว่าท่านจะตามข้าไปถึงเมื่อไร ข้าบอกไปแล้ว ท่านมีสัญญาหมั้นหมายอยู่แล้วอย่ามาตอแยข้าอีก

เจ้าเป็นอนุของข้าได้นี่เชี่ยลั่วเหอกล่าวเสียงดัง

ใบหน้าของอาเผิ่งบิดเบี้ยวเล็กน้อยเพราะข้าเป็นชายรูปงามใช่หรือไม่ ดังนั้นการให้ข้าเป็นอนุของท่านก็เท่ากับให้เกียรติข้ามากแล้วหรือ

ไม่เช่นนั้นเจ้าต้องการอย่างไรกันแน่ ข้าจะทะนุถนอมเจ้า รักเจ้า ไม่ให้เจ้าได้รับความคับข้องแม้แต่น้อย ต่อให้หญิงผู้นั้นแต่งเข้ามาข้าก็ยังรักเจ้าที่สุดดังเดิมเชี่ยลั่วเหอพูดอย่างชอบด้วยเหตุผลเต็มปากเต็มคำ ทว่าคำพูดเหล่านี้กลับเห็นแก่ตัวและไม่ประสาจนพาให้คนขุ่นเคือง

อาเผิ่งคว้าตะเกียบเขวี้ยงใส่เขา เชี่ยลั่วเหอหลบจนไร้ที่หลบตั้งท่าจะเอ่ยด่า ทว่ากลับเห็นอาเผิ่งที่ดื้อรั้นแข็งกร้าวมาแต่ไหนแต่ไรหลั่งน้ำตาเต็มใบหน้าข้าไม่ต้องให้ท่านมาทะนุถนอม ไม่ต้องให้มารัก ท่านเป็นแค่คนโง่งม ไม่คู่ควร ไม่คู่ควรให้ข้าชอบท่าน

อวี๋หลิงเฟยเรียกคนมาพาอาเผิ่งออกไป เชี่ยลั่วเหอได้เห็นอาเผิ่งที่เยือกเย็นราวเกล็ดน้ำค้างแข็งร้องไห้จนแทบหายใจไม่ออกเป็นครั้งแรกก็สลดไปทั้งหน้า

อวี๋หลิงเฟยเอ่ยปากด่าเขาคำพูดของเจ้าในวันนี้ทำให้เขาไม่เหลือความรู้สึกให้แม้แต่น้อย เจ้ารีบกลับไปเถอะ

เชี่ยลั่วเหอขมวดคิ้วอย่างยังไม่ยอมรับข้าพูดอะไรผิดไปที่ไหน เขาเป็นเพียงชายรูปงาม ได้แต่งเป็นอนุเข้าบ้านคนใหญ่คนโตไม่ใช่เป็นที่พักพิงที่ดีที่สุดหรือ คนอื่นยังล้วนมีภรรยาสามอนุสี่ ในบ้านเลี้ยงสาวใช้สับเปลี่ยนหลับนอน ข้ามีเพียงเขาคนเดียวยังไม่พออีกหรือ

อวี๋หลิงเฟยพูดแทงใจเขาการคำนวณของเจ้าผิดไป เจ้าลืมแล้วหรือว่าเจ้าหาได้มีเขาเพียงคนเดียว ยังมีภรรยาที่แต่งเข้ามาอย่างเป็นทางการด้วยอีกคน!”

เชี่ยลั่วเหอกลับไปอย่างไร้วิญญาณ วันนั้นฝนตกหนักตลอดทั้งคืน อาเผิ่งดึงผ้าห่มร้องไห้อย่างไร้เสียงไปรอบหนึ่ง เฟิงเหนี่ยวกับลวี่จู๋กังวลเล็กน้อย ทว่าอวี๋หลิงเฟยส่ายหน้า ตั้งแต่โบราณมาความรักคือสิ่งที่ทุกข์ทนมากที่สุด อีกทั้งยิ่งได้พบคนบ้าตื้นเขินเบาปัญญาพรรค์นั้น พูดเสียอย่างกับว่าให้อาเผิ่งเป็นอนุของเขาคือบุญคุณอันใหญ่หลวงแล้ว คนพรรค์นั้นไร้ทางช่วยแล้ว ดีที่ตอนแรกตนไม่ได้ขายอาเผิ่งออกไป นับว่าสวรรค์มีตาแท้ๆ

ให้เขาร้องไปเถอะ หลังระบายออกแล้วเขาก็จะดีขึ้นเอง

วันต่อมาอากาศอึมครึมฝนตกติดต่อกันไม่หยุด ยังไม่ทันเปิดหอก็มีคนเคาะประตูเสียงดัง ไม่ทันไรประตูทั้งบานก็ถูกถีบเปิดออก

ทหารกรูกันเข้ามาภายใน ชายรูปร่างสูงใหญ่ห้าวหาญเป็นพิเศษคนหนึ่งเหยียบประตูเข้ามา ยามนี้เป็นปลายฤดูร้อน ต่อให้ฝนตกอากาศก็ยังอบอ้าว ทว่าบนกายเขากลับกำจายความหนาวเหน็บพาให้ทั่วทั้งหอเยียบเย็นไปชั่วขณะราวกับอยู่ในอุโมงค์น้ำแข็ง หนาวจนทำฟันสั่นกระทบกัน

จับตัวมา!”

เขาพูดเพียงสามคำ เสียงตอบรับของเหล่าทหารกลับฉีกทลายท้องฟ้าราวกับเสียงไก่ขันยามอรุณรุ่งก็มิปาน อวี๋หลิงเฟยยังไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เสื้อนอนที่สวมใส่ก็ถูกจับคว้าไว้

เจ้านี่เองที่คอยปลุกปั่น!”

อวี๋หลิงเฟยมองชายซึ่งเห็นหน้าไม่ชัดเพราะย้อนแสงเบื้องหน้า เขาน่าจะสูงร้อยเก้าสิบเซ็นต์เห็นจะได้ ประกอบกับท่าทางน่าเกรงขามทำให้ดูคล้ายเทพสวรรค์มาเยือน

ชายหนุ่มโบกมือเป็นสัญญาณโดยไม่พูดอะไร นายทหารสองคนก็เอาถุงผ้าคลุมหัวอวี๋หลิงเฟยไว้ แบกตัวเขาราวกับกระสอบข้าวสารอย่างไรอย่างนั้น

อย่าให้ม้าข้าสกปรก เอาไปมัดไว้หลังรถ ม้าพันธุ์ดีมีค่าเพียงนี้ ไหนเลยจะบรรทุกคนชั้นต่ำที่ขายรอยยิ้ม ยกตนอวดอ้าง ยุแยงสร้างเรื่องเช่นนี้ได้

ชายหนุ่มกล่าวคำพูดอวดดี น้ำเสียงบ้าระห่ำ อวี๋หลิงเฟยที่ถูกโยนไว้ในรถไม่เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น ได้ยินเพียงเสียงร้องเรียกดังของเฟิงเหนี่ยว คนอื่นๆ ก็วิ่งออกมาเรียกชื่อเขาเช่นกัน ในเวลานี้อย่างน้อยเขาก็วางใจลงบ้าง ด้วยเพราะหมายความว่าคนพวกนี้พุ่งเป้ามาที่เขาเพียงคนเดียว คนอื่นๆ ยังคงปลอดภัยดีอยู่ในหอ

ตกลงเถาหงคนก่อนไปล่วงเกินคนมามากเท่าไรกันแน่ เขาถอนหายใจในใจ คิดเสียว่ามานอนในรถทัวร์ก็แล้วกัน เขาปิดตาลง อาจเพราะหลายวันมานี้เหน็ดเหนื่อยกับเรื่องเปิดกิจการมาก อวี๋หลิงเฟยจึงหลับไปจริงๆ

รอจนถูกลากออกมาและดึงถุงครอบออกก็มาอยู่ภายในเรือนเรียบร้อยแล้ว

ชายหนุ่มนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานภายในโถง กำลังจ้องมองเถาหงอย่างเย็นชา

เถาหงผู้นี้นับว่าโง่เขลาหรือมีความกล้ามากเกินไปกันแน่ ถึงขนาดที่ถูกจับตัวมาแล้วยังสามารถหลับได้อีก?!

เหล่าข้ารับใช้ยกถังน้ำร้อนเข้ามา เขาชี้ถังอาบน้ำออกคำสั่งอาบน้ำให้สะอาดหมดจด ข้าไม่แตะต้องสิ่งของสกปรก

ให้อาบน้ำทำไม

หรือว่านี่คือแขกรายใหญ่ของเถาหงก่อนหน้านี้ สิ่งของหรือ เขาไม่มองว่าเถาหงเป็นคน แต่บอกว่าเป็นสิ่งของชายคนนี้ทั้งคำพูดทั้งท่าทางวางท่าชะมัด

ก็ทำเรื่องที่เจ้าทำเป็นประจำ!” โทนเสียงของเขาดุดัน น้ำเสียงเยียบเย็น

เรื่องที่ข้าทำเป็นประจำมีเป็นร้อยเป็นพัน แล้วมันเรื่องไหนล่ะอวี๋หลิงเฟยย้อนถาม

ชายหนุ่มลุกขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ รูปร่างสูงใหญ่องอาจและเรือนกายแข็งแกร่งยังแฝงกระแสกดดันเข้มข้น เห็นชัดว่าไม่คิดพูดเหลวไหลกับเขาอีก ชายหนุ่มหิ้วตัวเขาขึ้นราวกับหิ้วลูกไก่แล้วโยนลงไปในถังน้ำด้วยพละกำลังไม่น้อยเลยสักนิด

อวี๋หลิงเฟยสำลักน้ำร้อนจนไออกมาชายหนุ่มก็ไม่สนใจ จับเขาเปลือยกายกดในถังน้ำสองสามครั้งก็พาตัวออกมา ทำเหมือนว่าอาบน้ำเสร็จแล้ว นี่ล้างเขาเหมือนเป็นผักเป็นไชเท้าอย่างนั้นหรือ

บทที่ 4 คู่พี่น้องสารเลว

ทั่วทั้งหัวทั้งหน้าของอวี๋หลิงเฟยเต็มไปด้วยน้ำ ตลอดทั้งตัวถูกทำให้เปลือยเปล่า ชายหนุ่มโยนผ้าผืนใหญ่ให้เขาผืนหนึ่งเป็นนัยให้ใช้ห่อหุ้มร่างกายตนเอง จากนั้นมือหนึ่งยื่นมาดึงเขาไปทางห้องปีกทางด้านหลัง

ปล่อยข้านะ!”

อวี๋หลิงเฟยร้องตะโกนเสียงดัง ชายหนุ่มทำหูทวนลมทว่าแรงมือกลับยิ่งหนักขึ้น เจ็บจนคล้ายมือทั้งมือหักไปแล้ว

เขาจงใจ ต้องจงใจแน่ๆ!

ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่ ข้าเปลี่ยนอาชีพไม่ขายตัวแล้วแขกประจำพฤติกรรมน่าเอือมระอาแบบนี้ นับถือเถาหงจริงๆ ที่ทนรับได้

ชายหนุ่มถีบประตูเปิดออกแล้วผลักเขาเข้าไปข้างใน แม้แต่ผ้าที่ห่อหุ้มปกปิดกายเขายังเกือบจะร่วงอยู่หน้าประตูไม่ต้องมาทำปิดๆ บังๆ รีบทำให้เสร็จๆ ไป!”

ท่าทางการพูดของชายหนุ่มคล้ายกำลังพูดอยู่กับสุนัขอย่างไรอย่างนั้น ทั้งยังเป็นสุนัขที่เขาเกลียดมากด้วย ทว่ากับคนบนเตียงน้ำเสียงกลับอ่อนโยนลงมาก

ชายชาตรีอกสามศอกมาทำตื่นตะลึงขวัญหายเช่นนี้มันอะไร พี่ใหญ่พามาให้เจ้าแล้ว คืนนี้ได้ระบายแล้ววันพรุ่งจิตใจเจ้าจะปลอดโปร่ง มาเล่นสนุกกับชายรูปงามนี่ให้สบายใจเถอะ

ชายหนุ่มลากอวี๋หลิงเฟยไปทางเตียงแล้วกดตัวลง เชี่ยลั่วเหอหมุนตัวกลับมาพอดี สองคนสี่ตาประสานกัน เชี่ยลั่วเหอส่งเสียงเอ๊ะออกมาคำหนึ่ง อวี๋หลิงเฟยกลับอ้าปากด่าอย่างทนไม่ไหวทันทีที่เห็นคนตรงหน้าชัดเจน

เชี่ยลั่วเหอเมื่อคืนเจ้ามาเป็นขโมยที่หอพวกเรา วันนี้ยังเรียกคนมาจับข้าอีก เจ้าคิดจะเอาอย่างไรกันแน่

เถาหง เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเขามองเท้าเปลือยเปล่าของอีกฝ่ายไล่ขึ้นมายังหน้าอกที่แทบปิดไม่มิดเจ้านี่มันอะไรกัน ข้าไม่ได้สนใจเจ้า

ชายหนุ่มอีกคนตกตะลึง กล่าวเรื่องที่ตนเองเข้าใจไปเองออกมาคืนก่อนเจ้าเปียกปอนกลับมามิใช่เพราะชายรูปงามสำส่อนด้อยค่าคิดว่าตนเองสูงส่งไม่ยอมขายตัวแก่เจ้าหรอกหรือ วันนี้ข้าพาเขามาให้แล้ว ต่อให้เขาเรียกทองเป็นพันเป็นหมื่นข้าก็จ่ายให้ได้

พวกเจ้าทำบ้าอะไรกัน

นี่มันเดลิเวอรี่เรอะ

อวี๋หลิงเฟยสะบัดมือที่กดตัวเขาอยู่ออก

เชี่ยลั่วเหอเองก็รีบโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็วไม่ใช่เขาพี่ใหญ่ ข้าไหนเลยจะสนใจเถาหงได้ เขาหนุนหมอนเป็นพันหลับนอนเป็นหมื่น ร่างกายสกปรกราวกับหมึก

ได้ยินเขาเหยียดหยามตน ความโกรธของอวี๋หลิงเฟยก็แล่นขึ้นสมอง อยากเทียบความโสมมต่ำช้าหรือ ใครต่ำทรามกันแน่ เขาออกจะบริสุทธิ์สูงส่ง

หากข้าสกปรกเหมือนหมึกแล้วหัวขโมยเช่นเจ้าสูงส่งเท่าใดกัน ถึงกับเข้าไปขโมยภาพวาดในหอข้าดึกๆ ดื่นๆ ไม่มัดเจ้าส่งทางการก็นับว่าเห็นแก่หน้าเจ้ามากแล้ว ยังมีคำพูดที่เจ้าพูดกับอาเผิ่งนั่นอีก เจ้าสมควรถูกหั่นเป็นหมื่นชิ้นเสียด้วยซ้ำ เช่นนี้เจ้าว่าใครกันแน่ที่ต่ำทราม

หัวขโมย?”

เสียงของเชี่ยอี่สิงเย็นเยือกอึมครึมลง เชี่ยลั่วเหอสั่นไปทั้งร่าง ด้านอวี๋หลิงเฟยกลับจัดผ้าให้ห่อหุ้มตนอย่างมิดชิดแน่นหนา มองเชี่ยลั่วเหอที่อยู่อีกด้านด้วยท่าทีที่เริ่มแข็งกร้าวขึ้น จะถูกจะผิดก็มาพูดกันให้ชัดเจนในวันนี้

ใช่ หัวขโมย เมื่อคืนเขาไปขโมยของในหอของพวกเรา

เชี่ยอี่สิงมองน้องชายด้วยสายตาเยียบเย็น เชี่ยลั่วเหอหน้าซีดไปทั้งหน้าอย่างเห็นได้ชัดว่าหวาดกลัวพี่ชายตนเองแค่ไหน

เพียงได้เห็น เชี่ยอี่สิงก็รู้ว่าเรื่องที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริง สีหน้าของเขายิ่งหนาวเหน็บหันมองคนร่างบางที่กำลังจ้องเขาอย่างโมโห น้ำเสียงเยียบเย็นอย่างยิ่ง แสดงท่าทีว่าต้องการบีบให้อีกฝ่ายถอนคำพูดอย่างชัดเจน

ตระกูลเชี่ยไม่มีใครเป็นขโมย!”

มีสิ ก็เชี่ยลั่วเหอน้องชายเจ้าไง

เชี่ยอี่สิงยกมือขึ้นคล้ายกับคิดจะฆ่าคนปิดปาก

อวี๋หลิงเฟยต่อกรโดยการถลันตัวไปเบื้องหน้าใต้ฝ่ามือของเชี่ยอี่สิง เงยดวงหน้างดงามที่เต็มไปด้วยโทสะขึ้นมอง ถึงจะรูปโฉมงดงามจนท่าทีดุดันสู้คนอื่นไม่ได้อยู่บ้าง แต่ถ้าเรื่องฝีปากอวี๋หลิงเฟยไม่มีทางแพ้ให้คนโบราณพวกนี้แน่

เจ้าฆ่าข้าได้แล้ว คิดว่าจะฆ่าคนในหอทั้งหมดที่เห็นเหตุการณ์ได้หรือ ฆ่าผืนฟ้าสังหารแผ่นดินที่รับรู้ได้หรืออวี๋หลิงเฟยยกฟ้าดินขึ้นมาพูด ดูว่าชายหนุ่มยังจะกล้าลงมือปิดแผ่นฟ้าหลอกลวงผืนดินได้อีกหรือไม่ คนโบราณไม่ใช่ว่าเชื่อเรื่องแบบนี้หรือ

จริงดังคาด เชี่ยลั่วเหอยอมรับเสียงอ่อนในที่สุดพี่ใหญ่ ข้าขอโทษด้วย ข้าเลอะเลือนไปชั่วขณะ ภาพนั้นคือภาพเหมือนของอาเผิ่ง เขาไม่คุยกับข้า ข้าได้แต่ได้แต่…”

หุบปาก เจ้าไม่ได้เป็นขโมย! พูดเหลวไหลให้น้อยหน่อย อย่าได้ทำขายหน้าตระกูลเชี่ย

เขาเตือนน้องชายด้วยเสียงแข็งคร้ามเคร่งราวกับเหล็กก็มิปาน ดึงอวี๋หลิงเฟยไปอีกห้องหนึ่ง เชี่ยอี่สิงเดินพุ่งไปอย่างรุนแรงทำเอาผ้าบนร่างอวี๋หลิงเฟยเกือบจะร่วงอีกครั้ง

เชี่ยอี่สิงปิดประตูห้องโดยแรงจนประตูแทบพังเพราะถูกกระแทก ดวงตาทั้งคู่จับจ้องอวี๋หลิงเฟยแน่วนิ่ง คล้ายต้องการสับเนื้อบดกระดูกเขา

อวี๋หลิงเฟยถูกลากไปมาตลอดทาง และเป็นเพราะร่างกายของเถาหงไม่มีเนื้อหนังสักเท่าไร เขาจึงนั่งหอบอยู่บนพื้น

เอาเถอะ วันนี้ก็ให้เจ้าได้สมปรารถนา เรื่องของลั่วเหอพักไว้ค่อยกล่าวถึง

เชี่ยอี่สิงสีหน้าชิงชังไปทั้งหน้าราวกับกำลังทำเรื่องไม่ชอบใจไม่ยินยอมเป็นที่สุด ทว่าเพื่อน้องชายจึงได้แต่ต้องฝืนทำเท่านั้น มือหนึ่งลากร่างบางเข้ามาใกล้ทำเอาผ้าบนร่างร่วงหลุดไป อีกมือก็แก้กางเกงตนเองออก

ตาของเขาจะบอดแล้ว เห็นส่วนนั้นของชายหมูป่าก็เกินพอแล้ว นี่แม้แต่ผู้ชายโหดเหี้ยมเย็นเยียบเหมือนภูเขาน้ำแข็งก็ยังมาเปิดให้เขาดูอีกหรือ หลังจากเขามายุคโบราณต้องมองส่วนนั้นของผู้ชายอีกเท่าไรกันแน่นะ อวี๋หลิงเฟยร่ำไห้ในใจ

คนจะซวยขนาดต้องเปลี่ยนจากนักออกแบบที่สง่าผ่าเผยกลายเป็นนายคณิกาที่ขายรอยยิ้มก็ช่างเถอะ แต่นี่มันโชคร้ายอะไรขนาดนี้ ถูกคนลากไปมาตามอำเภอใจไม่พอ คราวนี้ยังให้เขาต้องมามองเนื้อหนังของผู้ชายอีก

ให้ตาย เขารับไม่ไหวหรอกนะ เห็นแล้วเป็นแผลในใจจริงๆ

ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่อวี๋หลิงเฟยขัดขืนพลางตะคอกถาม

ถูกจับมาก็นับว่าโชคร้ายพอแล้ว เชี่ยลั่วเหอยังมาดูหมิ่นเขาอีก ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นผู้ชายเย็นชาคนนี้ที่กำลังถอดกางเกงตนเองด้วยท่าทางอย่างกับจะกินมื้อใหญ่

มาสิ รีบรบรีบจบ ข้าไม่มีเวลามารอเจ้าปรนนิบัติมากมายนัก

เชี่ยอี่สิงกดอวี๋หลิงเฟยนั่งบนเข่า กางเกงตัวในที่ถอดออกเรียบร้อยแล้วเผยให้เห็นส่วนนั้นของเขา ยังไม่ทันผงาดก็มีขนาดน่าตกใจแล้ว เถาหงคล้ายไม่สามารถดึงดูดเขาได้จริงๆ เขาจึงต้องลูบไล้ตนเองหลายคราถึงได้พอแข็งขืนขึ้นมาบ้าง

อวี๋หลิงเฟยนั่งอยู่บนตักชายหนุ่มที่ดึงกางเกงตัวในออกไปแล้วเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่า ท่าทางของชายหนุ่มแสดงชัดเจนว่าต้องการจบเรื่องโดยไว

เขาตกใจเกินไปจนแข็งทื่อไปทั้งร่าง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้สติกลับมา เห็นเชี่ยอี่สิงชูชันขึ้นมาได้ครึ่งหนึ่งในที่สุด เขาลองขัดขืนขยับออกจากตักอีกฝ่าย กลับกลายเป็นถูกมองว่าบิดเอวร้อนเร่า เจ้าสารเลวเย็นชานั่นยังเอ่ยคำพูดสมควรตายอย่างเหยียดหยามออกมา

ไม่ต้องรีบ อีกครู่เจ้าก็ได้สุขสมแล้ว

อวี๋หลิงเฟยเหลือบเห็นกระจกทองแดงบานหนึ่งในยามนี้ เพียงแต่เป็นของที่ผู้ชายใช้จึงทำออกมาค่อนข้างใหญ่ รูปลักษณ์ดูสง่างามองอาจ เขาให้มือเดียวยกขึ้นยังรู้สึกหนักอยู่บ้าง บั้นท้ายน้อยๆ ของเขาใกล้จะไม่ปลอดภัยแล้ว เขาไม่อยากมายุคโบราณแล้วถูกผู้ชายทรมานด้วยการกระทุ้งไปมาหรอกนะ

เขายกกระจกทองแดงขึ้น ใช้วิธีเดียวกับก่อนหน้าโดยการฟาดลงไปบนหัวอีกฝ่าย

เชี่ยอี่สิงไม่คาดว่าเขาจะกล้าจู่โจมตน แม้จะมีวรยุทธ์สูงส่งแต่หัวก็ยังถูกตีจนเจ็บ มึนงงไปชั่วขณะหนึ่ง ชายหนุ่มเซไปด้านหลัง แตะหน้าผากดูก็พบว่าเลือดออก สองตาแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าต้องการสังหารคน

ทว่าสองตาของอวี๋หลิงเฟยกลับแดงยิ่งกว่า ไอสังหารก็รุนแรงยิ่งกว่า เขาตะโกนร้องสับสน ถือกระจกทองแดงบานนั้นแทงรัวๆ ราวกับเป็นดาบตะวันตก เกลียดตัวเองที่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยไม่ยอมเข้าชมรมฟันดาบหรือเคนโด้ จะได้สั่งสอนเจ้าหมอนี่ได้

ท่านคิดข่มเหงหญิงสาวดีงามอย่างนั้นหรือ

เชี่ยอี่สิงหลบการโจมตีของเขาอย่างปราดเปรียว สีหน้าตกตะลึง ใต้หล้านี้ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติเรียกตนเองว่าหญิงสาวดีงามที่สุดก็คือเถาหง

มีใครไม่รู้บ้างว่าตอนที่เถาหงอายุยังน้อยก็มีชื่อเสียงขจรขจายเสียแล้ว ชายที่ร่วมหลับนอนมีเป็นร้อยเป็นพัน ทำคนล่มจมก็มี ขายบุตรชายบุตรสาวก็มี แขวนคอฆ่าตัวตายยิ่งมีไม่น้อย วันนั้นเพียงเห็นเขาขี่ม้าผ่านก็พยายามให้เขาเข้าหอ คิดจะทำให้เขากลายเป็นคนร่วมม่านมุ้งอีกคนเสียให้ได้ แค่เขาเห็นท่าทีประจบสอพลออย่างคิดว่าตนเองดีเยี่ยมนั่นก็พาให้เขาคลื่นไส้แล้ว หากไม่เพราะพฤติกรรมลักขโมยของเชี่ยลั่วเหอ ไหนเลยเขาจะยอมร่วมเสพสังวาสด้วย

เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ข้าต้องการเจ้า เจ้ายังไม่มอบกายถวายตนอย่างซาบซึ้งอีกเขากล่าวอย่างเหยียดหยามสาวใช้ของข้าต่างล้วนงดงามดังบุปผา ชายรูปงามที่หมื่นคนขึ้นคร่อม เป็นดั่งเศษเดนบุปผาใบไผ่โรยร่วง12 เช่นเจ้า…”

สมองท่านมีปัญหาหรือ ข้าไม่มีความสัมพันธ์ใดกับท่านเหตุใดต้องมอบกายให้ด้วย สาวใช้ของท่านงดงาม ท่านก็ไปหาสิ ข้าไม่มีความคิดเช่นนั้นต่อท่าน คิดจะให้ร่างกายท่านกับข้าหรือ ขอโทษด้วย ร่างกายท่านไม่มีค่าขนาดที่ท่านจะคิดเช่นนั้น

อวี๋หลิงเฟยตัดบทคำพูดของเขา เถาหงอาจเคยรับแขกมามากมายก็จริง แต่เขาอวี๋หลิงเฟยไม่เคย!

แววตาของร่างบอบบางช่างเด็ดขาด ท่าทีการพูดการจานั้นหยิ่งทระนงเสียยิ่งกว่าเขา อีกทั้งยังแสดงสีหน้าดูถูกไม่มีความสนใจต่อเขาแม้แต่น้อย เลือดบนหน้าผากของเชี่ยอี่สิงยังคงไหลย้อย เขาใช้มือกดเอาไว้ ถูกความเด็ดเดี่ยวและสายตาเยาะหยันของชายรูปงามตรงหน้าเสียดแทงจนแทบเดือดเป็นฟืนเป็นไฟ

เขาคือเชี่ยอี่สิง เชี่ยอี่สิงที่เพียงพูดว่าต้องการผู้หญิง เหล่าสตรีก็เป็นฝ่ายตั้งแถวกันเต็มห้อง แต่กลับถูกคณิกาสำส่อนนี่พูดเสียจนคล้ายขอทานที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทั้งยังดูถูกไม่ต้องการร่างกายแข็งแกร่งกำยำของเขาอีก

เจ้า…”

ตั้งแต่เข้ากองทัพมาไม่เคยมีใครสามารถสร้างแผลบนใบหน้าเขาได้ ไม่คาดกลับถูก

เขายังคิดไม่จบ เชี่ยลั่วเหอที่อยู่ด้านนอกก็เคาะประตูโดยแรง

พี่ใหญ่ คือว่าปล่อยเถาหงกลับไปเถอะเสียงของเชี่ยลั่วเหอเต็มไปด้วยความสุขอาเผิ่งมาแล้ว เขาบอกว่ายินยอมเป็นอนุของข้าแล้ว ขอเพียงพวกเราปล่อยเถาหงกลับไปอย่างปลอดภัยก็พอ

นี่มันอะไรกันแน่เชี่ยอี่สิงใบหน้าขมวดมุ่น

นี่มันบ้าอะไรกัน

อวี๋หลิงเฟยร้องเสียงหนึ่ง ใบหน้าขมวดมุ่นไม่น่าดูยิ่งกว่าเชี่ยอี่สิง เขากระโดดลงจากต้นขาแกร่งที่คล้ายลำต้นไม้คู่นั้น หยิบผ้าซึ่งร่วงลงบนพื้นขึ้นมาพันร่างกายก่อนจะเปิดประตูออกไปโดยแรง เชี่ยลั่วเหอยืนอยู่ด้านนอก ข้างกายคืออาเผิ่งที่ยืนอยู่อย่างเงียบสงบ

เจ้าคิดจะทำอะไร อาเผิ่งอวี๋หลิงเฟยถามเสียงดังอย่างกรุ่นโกรธ

คุณชายลั่วเหอกล่าวได้ถูกต้อง หากข้าได้แต่งเป็นอนุเข้าบ้านเศรษฐีนับเป็นวาสนาในสามชาตินี้ของข้าแล้ว วันนี้ตั้งใจมาลาเถ้าแก่เป็นพิเศษ ชำระค่าไถ่ถอนตัวแล้วข้าก็จะไปอยู่ในเรือนของคุณชายลั่วเหอ ขอให้เถ้าแก่คิดเพื่อคนในหอ ช่วยให้อาเผิ่งสมความปรารถนา

สีหน้าของอาเผิ่งสงบนิ่ง น้ำเสียงราบเรียบ ไม่มีท่าทีไม่ได้รับความเป็นธรรมแม้แต่น้อย ฟังแล้วราบเรียบเฉยเมย เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวราวกับสายลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดผ่านทะเลสาบ

เรื่องที่เถ้าแก่ถูกจับตัววันนี้เขารู้แน่ชัดว่าเป็นเพราะแม่ทัพเชี่ยทำเพื่อน้องชาย หากว่าเถ้าแก่เป็นศัตรูกับตระกูลเชี่ย ด้วยฐานะและตำแหน่งของแม่ทัพเชี่ยสามารถสังหารเถ้าแก่ได้อย่างง่ายดาย ที่น่าสงสารที่สุดก็คือทุกคนในหอ หากไม่มีเถ้าแก่ก็เหมือนไม่มีเจ้านาย เกรงแต่ว่าจะตกไปอยู่ในที่ต่ำตมยิ่งกว่า

ดังนั้นในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นเพราะเขา เขาก็ตรงเข้าเรือนของคุณชายลั่วเหอ สละเขาเพียงคนเดียวแลกมาได้ซึ่งความปลอดภัยของทุกคน

เด็กโง่คนนี้ทั้งที่ตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมกลับยังมีสีหน้าราบเรียบได้ อวี๋หลิงเฟยไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ

เพราะแต่เดิมก็ไม่มองว่าตนเองเป็นคนหรือ หรือที่ผ่านมาต้องคอยก้มตัวอย่างอดสูมาตลอด แม้จะได้รับความอยุติธรรมก็คุ้นชินเสียแล้ว

แม่งเอ๊ย โมโหแล้ว ข้าเดือดเกินไปแล้ว!”

อวี๋หลิงเฟยร้องโหวกเหวก แรงโทสะแทบจะเผาร่างอยู่รอมร่อ แค่คำพูดที่เชี่ยลั่วเหอกล่าวนั้นก็ไม่คู่ควรกับอาเผิ่งแล้ว ไม่คู่ควรแม้แต่น้อย การเสียสละครั้งนี้ของอาเผิ่งเขาทนดูไม่ได้ ใครใช้ให้เจ้าเด็กโง่สละตัวเองกัน!

ไม่ยอม! ไม่ยอม!

เขาไม่อนุญาต!

อาเผิ่งไม่มีค่าตัว ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ไม่ขาย หอที่ข้าเปิดต้องการให้เขาเป็นผู้ช่วย ไม่มีเขากิจการของหอก็ดำเนินไม่ได้ เขาคือสมบัติที่ไม่อาจประเมินราคาได้ในหอเขาแย่งอาเผิ่งมาจากข้างกายเชี่ยลั่วเหอ

เชี่ยลั่วเหอสีหน้าตกตะลึงหันมองพี่ชายตนเองโดยพลัน ราวกับว่าขอเพียงมีเชี่ยอี่สิงไม่ว่าเรื่องยากลำบากเพียงใดล้วนจัดการได้ในทันที

ทำไม คิดจะบังคับหญิงสาวดีงามเป็นอนุหรือ

อวี๋หลิงเฟยเชิดหน้าสูง เค้นสีหน้าโหดร้ายที่สุดของตนถลึงมองเชี่ยอี่สิง

เชี่ยอี่สิงกุมหน้าผากมองไปทางอาเผิ่ง

ชายรูปงามคนนี้รูปร่างหน้าตานับว่าดูดี มีบรรยากาศเย็นชาเป็นเอกลักษณ์ ทว่ายังงดงามเปล่งประกายไม่เท่าเถาหงที่อยู่เบื้องหน้า ร่างบอบบางกำลังเท้าเอว ผืนผ้าบนตัวใกล้จะร่วงลงมา เผยผิวขาวเกลี้ยงเกลาดึงดูดผู้คน ทั้งที่มีท่าทางราวกับหญิงปากร้ายกลางตลาด ทว่ามือสองข้างที่เท้าเอวทำให้เห็นว่าเอวนั่นเล็กบางถึงเพียงไหน บางทีแค่เขากางฝ่ามือออกก็สามารถโอบรอบได้แล้ว

ฉับพลันนั้นประกายวับวาบของสิ่งของบางอย่างทำให้เขาหันสายตาไปมองอาเผิ่งที่ตนเองไม่มีความสนใจแม้แต่น้อย อาเผิ่งสวมชุดสีพื้นราบเรียบ ทว่าข้างเอวแขวนอินทรีหยกสลักตัวหนึ่ง จะงอยปากเชิดสูง สายตาล่องลอยอิสระคล้ายมองไล่ไปตามผืนฟ้าอย่างไร้จุดสิ้นสุด พร้อมจะกางปีกโผนทะยานได้ทุกเมื่อ

แววตาของเชี่ยอี่สิงแข็งค้าง กล่าวกับน้องชายในทันทีชายรูปงามคนนี้เจ้าไม่อาจต้องการได้!”

อะไรนะ

เชี่ยลั่วเหอที่แต่ไรมาได้ทุกอย่างตามใจเสมออ้าปากกว้างด้วยไม่อยากเชื่อ

ชายรูปงามผู้นี้มีคนจับจองแล้ว

พี่ใหญ่ ท่านสูงศักดิ์เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ กระทั่งชายรูปงามคนหนึ่งยังไม่สามารถช่วยข้าพาเข้าบ้านได้ ท่านจะผิดต่อบิดาที่จากไปแล้วของข้าหรือดวงตาเชี่ยลั่วเหอแดงเรื่อ ราวกับว่าไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็จะร้องไห้ก่อกวน

นี่คือคนที่ท่านอ๋องแปดจองตัวไว้ เจ้าเอาไปได้หรือ เหลวไหลทั้งเพ! ร่ำไห้คร่ำครวญเพื่อชายรูปงามคนหนึ่ง ให้บิดาเจ้าเห็นสิถึงจะเป็นการผิดต่อเขาเชี่ยอี่สิงสั่งสอนอย่างดุดัน

ว่าไปแล้วญาติผู้น้องคนนี้ถูกเขาตามใจจนเสียคน คนนอกเข้าใจว่าเขากับลั่วเหอคือพี่น้องแท้ๆ ทว่าความจริงแล้วบิดามารดาของเขาล้วนจากไปหมดแล้ว เป็นท่านอาที่รับเขามาเลี้ยงจนเติบใหญ่ในฐานะบุตรชายคนโต

อินทรีหยกนั่นเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของตำหนักท่านอ๋องแปด เป็นขุนนางในราชสำนักเพียงเห็นของแทนตนก็ประหนึ่งพบท่านอ๋องแปด ไม่อาจล่วงเกินได้

ได้ยินแล้วคนที่ใจเย็นที่สุดก็คืออวี๋หลิงเฟย แม้เขาพอฟังออกว่าท่านอ๋องแปดคงเป็นเชื้อพระวงศ์เสียแปดส่วน แต่แนวคิดที่คนยุคโบราณอย่างเขามีต่ออำนาจราชวงศ์นั้นอย่างไรก็เพียงเลือนรางเท่านั้น กลับเป็นความสัมพันธ์ของสองพี่น้องตระกูลเชี่ยเสียอีกที่เขาไม่เข้าใจ ทว่าก็ไม่เอ่ยถาม

เป็นไปไม่ได้ ท่านอ๋องแปดเป็นคนประหลาด วันๆ ขังตัวเองอยู่ในตำหนัก กระทั่งฮ่องเต้อยากเจอเขายังไม่ได้เจออยู่บ่อยครั้ง ด้วยราชโองการของอดีตฮ่องเต้ไม่เข้าร่วมประชุมเช้าก็สามารถทำได้ ไม่อยากเจอใครก็ไม่จำเป็นต้องเจอ เขาจะไปรู้จักอาเผิ่งได้อย่างไร!” เชี่ยลั่วเหอร้องออกมาอย่างไม่พอใจ

อวี๋หลิงเฟยเห็นสายตาเชี่ยอี่สิงจับจ้องหยกประดับเขม็ง จึงดึงออกมาจากเอวอาเผิ่งใครเป็นคนให้เจ้ามา

อาเผิ่งกล่าวอย่างตกตะลึงคนผ่านทางผู้หนึ่งให้มาขอรับ เขาไม่สบายคุกเข่าอยู่มุมถนน ข้าช่วยลูบหลังให้เขากับมอบน้ำดื่มให้เล็กน้อย หลังจากเขาอาการดีขึ้นข้าได้แนะนำกิจการใหม่ของหอให้เขา หวังว่าวันหลังเขาจะมาเยี่ยมชม เขายิ้มกล่าวว่าตกลง ทั้งบอกว่าหยกนี้เป็นหยกคุ้มครองที่ขอมาจากวัด ให้ข้าแขวนไว้กับตัว ข้าเห็นอินทรีนี้สลักได้น่ารักจึงแขวนเอาไว้

อย่างไรก็ขอยืมอำนาจมาข่มก่อนแล้วกัน ใช่หรือไม่ใช่ท่านอ๋องแปดตัวจริงไม่สำคัญ อย่างน้อยมีหยกประดับนี่พวกเขาก็คงสามารถเดินออกจากประตูใหญ่จวนแม่ทัพได้ล่ะนะ อวี๋หลิงเฟยคิดอย่างว่องไว

พวกเราไปได้แล้วกระมัง ใต้เท้าเชี่ย

ร่างบอบบางปกป้องอาเผิ่งไว้ด้านหลังเหมือนแม่ไก่ปกป้องลูกเจี๊ยบ ราวกับว่าสามารถพุ่งขึ้นจิกหน้าคนที่คิดทำร้ายอาเผิ่งได้ทุกเมื่อ ท่าทางเช่นนี้ดูแล้วน่ารักยิ่ง เชี่ยอี่สิงควรอนุญาต ทว่าเวลานี้เขากลับรู้สึกคล้ายไม่อยากปล่อยอีกฝ่ายไปอยู่บ้าง

ยามที่เชี่ยอี่สิงทำหน้าเคร่งเตรียมเอ่ยปากนั้นพลันมีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังใกล้เข้ามาจากเบื้องหลัง ข้ารับใช้ซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อคนหนึ่งกล่าวรายงานนายท่าน การคลอดของหมิงจูเกิดปัญหาขอรับ

อะไรนะเชี่ยอี่สิงสีหน้าเปลี่ยน

อวี๋หลิงเฟยร้องเฮอะเสียงเย็นเป็นอะไร ลูกท่านใกล้คลอดหรือ

เจ้าพ่อพันธุ์ม้าตัวนี้ ดูจากท่าทางที่เขาปฏิบัติต่อตนเมื่อครู่แล้วคงหว่านเมล็ดไปทั่วแน่ ไม่รู้ผู้หญิงคนไหนโง่คลอดลูกให้คนสารเลวแบบนี้ เขารู้สึกเห็นใจผู้หญิงคนนั้นมาก นางคงไม่เคยจุดธูปหอมมาตลอดแปดชาติเป็นแน่ ถึงต้องมาเป็นสามีภรรยากับพ่อพันธุ์ม้าที่กำเริบเสิบสานแบบนี้

สายตาของเชี่ยอี่สิงวกกลับมาทางเขาพร้อมกล่าวคำพูดที่คาดไม่ถึงชายรูปงามหลายคนเป็นหมอตำแย เจ้าก็คงทำเป็นกระมัง มานี่

มือที่ราวกับกุญแจมือเหล็กของเชี่ยอี่สิงคว้าจับแขนของเขา ให้ตายเถอะ นี่มันอะไร เป็นชายรูปงามต้องรอบรู้ไปหมด ไม่ว่าอะไรก็ทำได้อย่างนั้นหรือ

ข้าทำไม่เป็น ทำไม่เป็นนะ!” เขาส่ายหัวไปด้วยพูดไปด้วย

ทว่าเชี่ยอี่สิงไม่ฟังแม้แต่น้อย คว้ามือเขาได้ก็พุ่งไปข้างหน้าทันที อีกทั้งย่างก้าวยังค่อนข้างใหญ่ กลายเป็นภาพที่อวี๋หลิงเฟยถูกเขาลากพาตัวไป อาเผิ่งไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรจึงได้แต่ตามหลังพวกเขาไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเชี่ยลั่วเหอที่ยังไม่ตัดใจ

เชี่ยอี่สิงหยุดฝีเท้าลง อวี๋หลิงเฟยกำลังแปลกใจว่ามีผู้หญิงที่ไหนอาศัยอยู่ในสถานที่เหมือนคอกม้าเช่นนี้ พลันเห็นว่าที่แท้เป็นสุนัขตัวใหญ่ห้าวหาญสีขาวหิมะกำลังคลอดลูก ดูเหมือนจะคลอดยากมันจึงครางเสียงต่ำหอบหายใจไม่หยุด พอเห็นเชี่ยอี่สิงปรากฏตัวยังยันขาสี่ข้างขึ้นคิดจะก้าวเข้ามา เห็นได้ว่าสนิทสนมกับเชี่ยอี่สิงเป็นอย่างมาก

หมิงจูคือสุนัขหรือเขามีความรู้สึกคล้ายถูกฟ้าผ่า

รีบช่วยทำคลอดให้มันเร็ว เจ้าทำเป็นกระมัง!”

เชี่ยอี่สิงร้อนรนทำอะไรไม่ถูก คุกเข่าลงลูบหัวสุนัขแสนรัก หมิงจูเองก็เงยหัวขึ้นให้เขาลูบอย่างเชื่องเชื่อ

เมื่อครู่อวี๋หลิงเฟยเพิ่งจะเสียใจที่ทำไมตอนเรียนมหาวิทยาลัยเขาไม่เข้าชมรมฟันดาบหรือเคนโด้ คราวนี้เขากลับดีใจที่ตนเองเคยรับทำงานอำนวยความสะดวกในบ้านมาสารพัด งานที่รับบ่อยที่สุดน่าจะเป็นพี่เลี้ยงเด็กกับพาสุนัขเดินเล่นกระมัง

ต่อให้สุนัขถือดีอาละวาดที่สุด เห็นคนก็เห่า เจอคนก็กัด เจ้าของบอกว่าเป็นสุนัขที่ไม่มีคนนอกกอดได้ แต่แค่เจอเขาก็หมอบแบมือ พุ่งเข้าใส่อ้อมอกอย่างกับวิ่งร้อยเมตร เจ้าของบางคนเห็นว่าสุนัขที่เลี้ยงมารักเขามากยังพลอยอิจฉาเลยด้วยซ้ำ

หมิงจูดุร้ายมาก มีเพียงข้าที่มันให้ลูบ…” เชี่ยอี่สิงเอ่ยเตือน น้ำเสียงยังแฝงแววภาคภูมิอยู่ด้วย

ยังไม่ทันพูดจบ อวี๋หลิงเฟยก็ยื่นมือหนึ่งลูบท้องหมิงจู เชี่ยอี่สิงเตรียมจะร้องหยุดเพื่อกันไม่ให้สุนัขแสนรักกัดเขา ทว่าหมิงจูกลับสงบนิ่งไม่ขยับเขยื้อน อวี๋หลิงเฟยยังลูบหัวมันอีกสองครั้ง ใบหน้าเชี่ยอี่สิงมีแววตกตะลึงคล้ายไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร

แต่อวี๋หลิงเฟยไม่มีเวลามาสนใจเขาเจ้าสุนัขแสนดี มา พยายามคลอดหน่อย อย่าถอดใจ

เขาพยายามช่วยดันท้องมัน เจ้าสุนัขร้องครางสองครั้ง แน่นอนว่าอวี๋หลิงเฟยไม่เคยทำคลอดเด็ก แต่เคยเห็นบ่อยๆ ในละครตอนที่แม่จะคลอดลูกก็ให้หายใจเข้าหายใจออกไม่ใช่หรือ ที่เรียกว่าวิธีลามาซ13 อะไรนั่น ดังนั้นเขาจึงเลียนแบบด้วยการส่งเสียงหายใจเข้าออกกับสุนัข

ซู๊ด…” หยุดไปครู่หนึ่งฟู่ว…”

ด้านหนึ่งร้องไปด้วย อีกด้านก็ใช้มือช่วยดันท้องมันไปด้วย ทั้งดวงหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ ไม่ทันรู้ตัวก็ผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้ว ในที่สุดหมิงจูก็คลอดลูกสุนัขออกมาห้าตัว ผืนผ้าช่วงล่างของเขาชุ่มไปด้วยเลือด ตอนที่ลุกยืนขึ้นยังหน้ามือเพราะคุกเข่านานเกินไป

เถ้าแก่ ท่านสุดยอดเหลือเกิน ล้วนคลอดออกมาหมดแล้ว!” อาเผิ่งกล่าวอย่างตื่นเต้นยินดี ได้เห็นการเกิดของชีวิตใหม่พาให้แสดงความรู้สึกมหัศจรรย์ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

หมิงจูใช้แรงที่เหลือเลียลูกน้อยของตน ทว่าสายตาที่มันมองเขาคล้ายกับกำลังขอบคุณ สุนัขตัวนี้แสนรู้จริง ทำให้จิตใจเขาปลอดโปร่งดีขึ้น

อวี๋หลิงเฟยฝีเท้าซวนเซ ทว่าเชี่ยอี่สิงเข้ามาประคองเอวร่างบอบบางไว้ด้วยมือเดียว เป็นดังที่ชายหนุ่มคิด เอวของคนผู้นี้ใช้สองมือประสานก็โอบมิดแล้ว ทว่าเขายังคงทำสีหน้าหนาวเหน็บดังเดิม

เจ้าทำได้ดีมาก

เช่นนั้นคืนเสื้อผ้าให้ข้าได้หรือยัง

จิตใจเบิกบานเมื่อครู่ของอวี๋หลิงเฟยหายวับ ใช้สายตาโมโหจ้องมองอีกฝ่าย ออกปากชมเชยยังทำหน้าเหมือนศพตายซาก มองไม่เห็นท่าทีขอบคุณของคนผู้นี้แม้แต่น้อย

เฮอะ เสื้อผ้าแน่นอนว่าต้องคืนให้เจ้า ไม่อย่างนั้นเจ้าออกไปจากจวนแม่ทัพโดยมีผ้าห่อผืนเดียว คนทั้งเมืองหลวงคงลือกันไปทั่วว่าข้าสำเริงสำราญกับเจ้าไปแล้ว

อวี๋หลิงเฟยมุมปากกระตุก พูดเสียอย่างกับว่า หากถูกลือไปแบบนั้นแล้วจะเสียหายมากเหลือคณาอย่างนั้นแหละ เขาเริ่มเสียใจอีกแล้วว่าทำไมตอนมหาวิทยาลัยไม่เรียนยูโดหรือร่วมชมรมมวย จะได้ทุ่มผู้ชายคนนี้ข้ามไหล่ หรือต่อยด้วยหมัดฮุคซ้าย คงสบายใจพิลึก

พวกเขาเคลื่อนตัวเข้ามายังเรือนรับแขกแห่งหนึ่ง ภายในตกแต่งอย่างเป็นระเบียบคล้ายเป็นเรือนรับรองแขกเหรื่อโดยเฉพาะ ดูเป็นทางการยิ่งกว่าเรือนก่อนหน้านี้ น่าเสียดายแค่รูปแบบโบราณเกินไป ถ้าหากเป็นเขาจะต้องทำออกมาได้แตกต่างแน่นอน ตรงนั้นวางฉากบังลม ตรงนี้วางแจกันดอกไม้หนึ่งแจกัน แขวนด้วยม่านที่เย็บอย่างประณีตจะต้องสวยมากแน่ๆ

เชี่ยอี่สิงให้ข้ารับใช้นำเสื้อผ้าของเขามาส่ง หลังจากเขาแต่งตัวเสร็จแล้วออกมา เชี่ยอี่สิงยังพูดราวกับเป็นบุญคุณอย่างมากหิวแล้วกระมัง ข้าให้คนไปต่อแถวซื้อขนมชื่อดังที่สุดของเมืองหลวงในตอนนี้มา นับว่าเจ้าโชคดีนัก ให้เจ้าได้กินแล้วกัน

บนโต๊ะวางจานขนมหอมกรุ่นจานหนึ่ง รูปร่างค่อนข้างกลมแต่ก็ไม่กลมนัก เพราะไม่มีแม่พิมพ์ดังนั้นจึงทำขนมล้อรถออกมาให้กลมไม่ได้ รูปลักษณ์กลับคล้ายโดรายากิ แต่รสสัมผัสเมื่อกัดลงไปนั้นยังกรอบหอมดังเดิม

อวี๋หลิงเฟยกับอาเผิ่งมองหน้ากัน ฝ่ายแรกปิดปากหัวเราะออกมา ส่วนอาเผิ่งหลังตะลึงไปชั่วครู่มุมปากก็เผยรอยยิ้มออกมาบางๆ เช่นกัน

ของที่สามารถทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่กินได้ ก็แปลว่าอาหารรสเลิศของหอเป็นที่ยอมรับของทุกคนแล้ว

เชี่ยอี่สิงกำลังกินรสถั่วแดงอยู่ เศษขนมยังติดบนริมฝีปากหนาของเขา ดูท่าคนที่หิวคือเขามากกว่า

มีอะไรน่าขันนักเขากล่าวอย่างดุร้าย ขนมนี่อร่อยจริงๆ อร่อยจนเขาอยากยัดเข้าไปหลายๆ อันในคำเดียว แล้วพวกนั้นมาขำอะไรกัน

ขอบคุณท่านแม่ทัพที่ยกย่อง หากท่านแม่ทัพชอบ พวกเรากลับไปแล้วจะส่งมาให้ท่านสักแปดอันสิบอัน

เฮอะ เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องต่อแถวนานเท่าไร หากไม่เพราะข้าส่งข้ารับใช้ไปต่อแถวหลายคนก็คงไม่ได้เยอะเช่นนี้

เขาพูดอย่างหยิ่งผยองไม่สนใจคนอื่นๆ เช่นเดิม เชี่ยลั่วเหอที่อยู่ด้านข้างพยายามส่งสายตามาให้ตลอด ทว่าเขากลับไม่สังเกตเห็นแม้แต่น้อย

อวี๋หลิงเฟยยิ้มกล่าวข้าย่อมรู้แน่นอนว่าต้องต่อแถวนานแค่ไหน ทุกคนกำหนดให้ซื้อได้เพียงสามชิ้น มีรสหวานรสเค็ม ที่ท่านแม่ทัพกำลังกินอยู่ตอนนี้คือรสถั่วแดง ส่วนข้าค่อนข้างชอบรสเค็มมากกว่า ที่รู้ก็เพราะนี่คือของที่หอเราขายน่ะสิ

พูดจบ ขนมล้อรถรสถั่วแดงที่เชี่ยอี่สิงกินไปได้ครึ่งชิ้นนั้นพลันร่วงลงพื้น หน้าซีดตื่นตะลึงพิกลอย่างยากจะพบสักครั้ง ภายหลังแค่คิดถึงสีหน้านี้ของเขาก็สามารถทำให้อวี๋หลิงเฟยอารมณ์ดีทั้งวัน ตื่นขึ้นมาขำกลางดึกได้แล้ว

บทที่ 5 อ๋องแปดหนุ่มติดบ้าน

เขากับอาเผิ่งกลับหอมาอย่างปลอดภัย ทุกคนส่งคนออกมาดูที่หน้าประตูเป็นระยะ ครั้นเห็นเขากลับมาแต่ละคนล้วนร้องไห้ไปด้วยหัวเราะเช็ดน้ำตาไปด้วย

กิจการในหอยังยังคงดำเนินตามปกติ ได้ยินว่าตอนเห็นเขาถูกจับไปเช้าวันนี้ ขณะที่ทุกคนมือเท้าสับสนล้วนต้องพึ่งอาเผิ่งเป็นผู้นำสั่งการให้เปิดหอ

เมื่อมีเรื่องให้จัดการแต่ละคนจึงค่อยๆ สงบลง หลังจากอาเผิ่งสั่งงานจนหมดก็ออกไปจวนแม่ทัพขอพบเชี่ยลั่วเหอ บอกกล่าวชัดเจนว่ายินยอมเป็นอนุของเขา โชคดีเพราะมีหยกประดับที่ท่านอ๋องแปดมอบให้ไว้ พวกเขาสองคนจึงกลับมาได้อย่างหวุดหวิด

ภายในห้องของอวี๋หลิงเฟยในหอ เขาจับมืออาเผิ่งแน่น ซาบซึ้งที่อีกฝ่ายมีนิสัยเมตตาอ่อนโยน แต่ไม่เห็นด้วยที่เสียสละตนเองเช่นนั้น

อย่าเอาแต่คิดเสียสละตน โลกนี้ยังมีเรื่องน่าสนุกอยู่อีกมากนัก อย่าเปลืองจิตใจไปกับคุณชายที่ถูกฟูมฟักจนเสียคนอย่างเชี่ยลั่วเหอ

เดิมทีตอนที่เชี่ยลั่วเหอมาที่หอทุกวันเขายังนึกชื่นชมอยู่บ้าง แต่เมื่อได้ยินเขาพูดเรื่องเป็นอนุกับอาเผิ่งบวกกับท่าทางอ่อนแอหวังพึ่งแต่พี่ชาย ความรู้สึกดีๆ จึงหายไปในพริบตา ผู้ชายคนนี้ไร้ประโยชน์เกินพอ เป็นแค่ทายาทรุ่นสองไร้ความสามารถ ใครได้เป็นภรรยาเป็นอนุคงโชคร้าย

ไม่ต้องพูดถึงอนุหรอก ต่อให้ได้เป็นภรรยาเขาก็ไม่ยอมให้คนรูปโฉมงดงามอุปนิสัยอ่อนโยนเมตตาอย่างอาเผิ่งตกไปอยู่ในมือคนไม่เอาไหนพรรค์นั้น เป็นการทำลายทั้งชีวิตของอาเผิ่งชัดๆ

วันนี้ต้องขอบคุณหยกที่อาเผิ่งได้รับถึงได้รอดพ้นอันตรายมาได้

อวี๋หลิงเฟยถือหยกประดับไว้ในมือ หยกชิ้นนี้เล็กมาก ขนาดกะทัดรัดน่ารักคล้ายเครื่องรางคุ้มครองหรือสายคล้องโทรศัพท์ อีกทั้งแกะสลักตัวอินทรีได้สง่างาม ไม่แปลกที่อาเผิ่งจะแขวนไว้เป็นเครื่องประดับข้างเอว จึงได้ช่วยพวกเขาสองคนในวันนี้

ท่านอ๋องแปดคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ดูลึกลับชอบกล

อาเผิ่งจึงบอกข่าวลือที่ได้ยินโดยทั่วไปคนเมืองหลวงล้วนรู้ว่าราชวงศ์ให้กำเนิดท่านอ๋องแปดที่แปลกประหลาดผู้หนึ่ง เขาเฉลียวฉลาด ได้รับการโปรดปรานจากอดีตฮ่องเต้อย่างมาก ดังนั้นบางคนจึงกล่าวว่าหากเขาไม่มีนิสัยประหลาดเกินไป ด้วยความรักที่อดีตฮ่องเต้มีต่อเขา จะต้องมอบบัลลังก์ให้เขาเป็นแน่ ทว่าเขาเป็นคนสันโดษ อยากพบเขาสักครั้งยากราวปีนขึ้นฟ้า ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคือพี่ชายร่วมมารดากับเขา ยามมีเรื่องเรียกตัวเข้าพบเขามักปฏิเสธเสมอ เพียงตอบจดหมายกลับไปเท่านั้น และมีบางคนเล่าลือว่าเขาจะต้องรูปโฉมสง่างามมากแน่นอน แต่เพราะกลัวเรื่องยุ่งยากจึงไม่ชอบเปิดเผยหน้าตา

เขาหล่อเหลามากหรือคราวนี้แม้แต่อวี๋หลิงเฟยก็สงสัยแล้ว

อาเผิ่งลังเลอยู่ชั่วครู่ถึงค่อยเอ่ยอย่างราบเรียบเดิมทีควรมีรูปโฉมสง่างามเป็นอย่างยิ่ง

เดิมที? ควรมี?

คำพูดนี้ออกจะประหลาดไปสักหน่อย แต่อาเผิ่งปิดปากสนิทไม่ยอมเอ่ยคำใดต่ออีก อวี๋หลิงเฟยได้ใกล้ชิดกับเด็กหนุ่มมาหลายวันจึงรู้ว่าเขาเป็นพวกดื้อรั้นและมีคุณธรรมสูงส่ง บางทีคงมีบางคำที่เขาไม่อยากพูด ทั้งไม่อยากว่าร้ายผู้มีฐานะสูงส่งที่มอบหยกประดับซึ่งช่วยให้เขารอดพ้นอันตรายมาก็เป็นได้

เพิ่งสลัดเชี่ยลั่วเหอไปได้คนหนึ่ง ท่านอ๋องแปดก็เข้ามาอีก อาเผิ่ง หากคนผู้นี้ต้องการแย่งชิงตัวเจ้า เจ้าคงต้องเข้าตำหนักอ๋องแปดไปเป็นอนุอย่างแน่นอน

เขากังวลใจอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้เชี่ยอี่สิงต้องการจับตัวเขาไปก็จับไปได้เลย ทั้งที่คนผู้นี้เป็นเพียงแม่ทัพเท่านั้น หากเปลี่ยนเป็นท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ไม่ยิ่งมีอำนาจมากกว่าหรือ

อาเผิ่งนิ่งคิดไปครู่ค่อยเอ่ยว่าข้ากลับรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไป ได้ยินว่าท่านอ๋องแปดมิใช่คนมักมาก ไม่สนใจชายรูปงาม ตั้งแต่ที่เขามอบหยกประดับให้ข้าก็ผ่านมาหลายวันแล้ว เขาไม่เคยปรากฏตัวเลย ที่มอบหยกให้ข้าคงเป็นเพียงการขอบคุณที่ข้าช่วยลูบหลังเขาเท่านั้น วันนั้นเขาสีหน้าขาวซีดคงเพราะร่างกายไม่สบาย เหนื่อยมากเกินไป พวกเราเพียงสนทนากันสั้นๆ คงไม่มีเรื่องอะไรหรอกขอรับ

เชื้อพระวงศ์พวกนี้ล้วนแต่แปลกประหลาด เหมือนกับคนที่พาทหารมาเมื่อคราวก่อนก็เป็นคนในราชวงศ์เช่นกัน บอกว่ายามเปิดกิจการให้จองที่ไว้ให้เขา เห็นอยู่ว่าหอเราเปิดมาหลายวันแล้วก็ยังไม่เห็นเขามา

คนเราไม่ควรบ่นว่า ไม่ควรพูดเรื่องอัปมงคล อวี๋หลิงเฟยเพิ่งพูดเรื่อยเปื่อยเช่นนั้นไป วันต่อมาทหารก็มาปิดถนนต้องการให้พวกเขาจัดการคนออกไปให้หมด ด้วยเพราะคุณชายพัดขาวผู้นั้นมาแล้ว

มาก็มาสิ ทำไมต้องเอะอะเอิกเกริกขนาดนี้ ยิ่งใหญ่อย่างกับฮ่องเต้เสด็จประพาสเสียอย่างนั้น อวี๋หลิงเฟยโมโหกัดฟันกรอด วันนี้มีแค่คุณชายพัดขาวโต๊ะเดียวไม่รู้ว่าจะให้เงินเยอะเท่ารายได้หนึ่งวันหรือไม่ ไม่แน่ว่าบุรุษผู้นั้นอาจจะขี้เหนียวก็ได้

การจัดแต่งที่นี่แปลกประหลาดจริงๆ ลายดอกไม้นี่ปักได้งดงามมาก

พอมาถึงก็เที่ยววิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว มองซ้ายมองขวารอบด้านราวกับน่าสนใจ น่าสนุกไปทุกสิ่ง แต่ยุคโบราณไม่มีสไตล์ทะเลใต้กับสไตล์เซน แน่นอนว่าต้องสวยและมีระดับอยู่แล้ว อวี๋หลิงเฟยค่อนข้างมั่นใจอยู่มาก

ข้าได้ยินมาว่ามีขนมชนิดหนึ่งเรียกว่าขนมล้อรถรสชาติอร่อยมาก อร่อยยิ่งกว่าพ่อครัวหลวงทำเสียอีก

คุณชาย ข้าลองมาแล้วอร่อยจริงๆ

ที่สำคัญ ยังพาผู้ชายที่ไม่เป็นที่ต้อนรับมาด้วย คนเลือดเย็นเป็นเพื่อนกับคนหลงตัวเองได้จริงๆ ดังคาด

พอเชี่ยอี่สิงสะบัดชายเสื้อนั่งลง อวี๋หลิงเฟยก็สังเกตเห็นเฟิงเหนี่ยวกุมหน้าอกคล้ายจะเป็นลม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชายรูปงามคนอื่นที่ยืนอยู่ด้านหลังเฟิงเหนี่ยว แต่ละคนหน้าแดงซับสีเรื่อ ตัวสั่นสะท้านไหวอย่างใช้การไม่ได้

สีหน้าเปี่ยมสุขที่บอกว่า หากได้รับใช้คนผู้นั้น ชั่วชีวิตนี้ก็ไม่เสียใจแล้วเช่นนั้น เขาเห็นแล้วอยากจะเข้าไปตีเรียงคน ตีเจ้าพวกโง่ไม่รู้เรื่องรู้ราวพวกนี้

คนผู้นี้ก็แค่สูงอยู่หน่อย ผ่าเผยอยู่หน่อย สง่างามอยู่หน่อย นิ้วยาวอยู่หน่อย เท้าก็ยาวอยู่หน่อย คิ้วหนากว่าชาวบ้าน ดวงตาเรียวกว่าชาวบ้าน บรรยากาศก็หนาวเหน็บกว่าผู้อื่น ไม่ว่าอะไรก็มากกว่าคนอื่นอยู่เล็กน้อย ก็ได้เขายอมรับอย่างไม่เต็มใจก็ได้ว่าผู้ชายคนนี้หล่อเหลามาก

นอกจากนั้นแล้วก็เป็นแค่คนสารเลว!

อวี๋หลิงเฟยเดินส่ายเอวผ่านไป ไม่ใช่เขาชอบส่ายเอวแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเอวของร่างนี้บางมาก เวลาเดินจึงเหมือนพืชน้ำไหวเอน เขาสวมชุดบริกรหรือก็คือชุดกี่เพ้ารูปแบบปรับปรุงสีแดงที่มีดอกไม้แดงดอกใหญ่ปักอยู่ใต้หน้าอก ซึ่งเขาออกแบบและให้คนในหอที่มีความสามารถเย็บปักเป็นคนตัดเย็บให้ คุณชายพัดขาวร้องอาขึ้นมาเสียงหนึ่ง เชยชมหน้าอกของเขาอย่างสนอกสนใจ จากนั้นไล่มองไปตามชายกระโปรงที่ผ่าเปิด

ไม่เสียชื่อยอดบุปผา พราวไปด้วยเสน่ห์จริงๆ กระทั่งคนเด็ดดอมบุปผาเป็นนิจเช่นข้าเห็นแล้วยังตะลึง น่ามองหรือไม่อี่สิง

เชี่ยอี่สิงหรี่ตาลงเล็กน้อยอันที่จริงเมื่อวานข้าก็เห็นเรือนร่างเขาจนหมดแล้ว เหมือนไก่ตอนขาวซีดตัวหนึ่ง ไม่มีอะไรน่าสนใจ

เห็นเรือนร่างจนหมดหรือคุณชายพัดขาวกะพริบตาปริบ เอ่ยคำพูดที่คิดไปเอง และเป็นคำพูดที่ทำเอาอวี๋หลิงเฟยกระอักเลือด

เช่นนั้น เมื่อวานเถาหงใช้ตัวต่างหมอนให้เจ้าได้เสพสุขแล้ว!”

พวกเขาถกกันราวกับเห็นอวี๋หลิงเฟยเป็นอากาศธาตุ

ใครใช้ตัวต่างหมอน เวรเอ๊ย! อวี๋หลิงเฟยใช้สายตาคมกริบจ้องมองเชี่ยอี่สิงอย่างดุร้าย ต้องการให้เขาแก้ไขคำพูดเพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด ทว่าผู้ชายเย็นชายังคงทำหน้าตาดุร้ายหนาวยะเยือกดังเดิม ไม่เหลือบมองเขาแม้แต่น้อย

เสพสุขนั้นกลับยังไม่เคย

เชี่ยอี่สิงพูดความจริงทำให้อวี๋หลิงเฟยคิดไปว่าสายตาพิฆาตของตนได้ผล แต่คำพูดต่อไปก็ทำเอาเขาอยากฆ่าคนจริงๆ

แต่ว่าวันหน้าสามารถลองดูได้

เจ้าไม่มีวันได้ลองหรอก!

เขาอยากตะคอกแบบนี้ใส่ผู้ชายคนนี้จริงๆ แต่ว่าต้องใจเย็นลงหน่อย เปิดร้านทำธุรกิจได้เงินจากการบริการ อีกอย่างฝ่ายตรงข้ามยังเป็นคนในราชวงศ์ ถึงในใจเขาจะไม่สนใจแต่ท่าทีภายนอกก็ต้องนอบน้อม ในละครไม่ใช่แบบนี้หรือ กล่าวคือไม่ควรเสียมารยาทกับเชื้อพระวงศ์ ยิ่งไม่สามารถเสียมารยาทต่อแม่ทัพใหญ่ ไม่อย่างนั้นอาจได้รับมอบแพรขาวสามฉื่อ14 นับเป็นการให้เจ้าได้ตายสบาย มอบยาพิษให้เจ้าได้ตายทรมาน หรือไม่ก็ไม่ถามหาผิดถูก โบยจนเจ้าเนื้อแตกกระอักเลือดตายก็ล้วนเป็นไปได้

เช่นนั้นก็เอาอาหารขึ้นชื่อสักสองสามอย่างกับชาที่แพงที่สุดหนึ่งกาแล้วกัน

อาจเพราะคุ้นเคยกับการดื่มชาชั้นดีพวกเขาจึงดื่มชาไม่หมด แต่ขนมที่ส่งไปล้วนกินหมดทุกอย่าง โดยเฉพาะเห็นเชี่ยอี่สิงยัดขนมล้อรถเข้าไปหนึ่งชิ้นหนึ่งคำ ทำให้อวี๋หลิงเฟยอดภาคภูมิใจไม่ได้

อร่อยล่ะสิ อร่อยใช่หรือไม่!

ไม่ว่าใครได้กินของอร่อยล้วนแล้วแต่เผยสีหน้าเปี่ยมสุข คุณชายพัดขาวก็ด้วย กระทั่งสีหน้าบนใบหน้าของผู้ชายเย็นชานั่นยังอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย

มาจัดการเรื่องสำคัญได้แล้ว

หลังกินเสร็จคุณชายพัดขาวคลี่พัดเผยรอยยิ้มอ่อนโยน ยิ้มจนอวี๋หลิงเฟยตกใจหวาดกลัว จากประสบการณ์ก่อนหน้าที่ผ่านมา เจ้าหมอนี่พอยิ้มเมื่อไรต้องไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นแน่

ใช่แล้ว ควรจัดการเรื่องสำคัญแล้วความอบอุ่นบนใบหน้าเชี่ยอี่สิงหายไปกลายเป็นเย็นชายิ่งกว่าปกติ

คนไหนเล่าพัดขาวโบกไปมาเรื่อยเปื่อย น้ำเสียงอบอุ่นเอ่ยถาม

เชี่ยอี่สิงชี้ไปที่อาเผิ่งซึ่งยืนอยู่ท้ายแถวคือคนนั้น

นายทหารกุมตัวอาเผิ่งทันที อวี๋หลิงเฟยตกตะลึงจากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม สองคนนี้มาเพื่ออาเผิ่งนี่เอง

ทำไม ท่านอ๋องแปดต้องการให้อาเผิ่งเป็นอนุหรือ!”

เขาพุ่งเข้าไปขัดขวาง ขาดก็แต่ไม่ได้ล้มโต๊ะเท่านั้น พวกขุนนางคนสูงศักดิ์พวกนี้เดิมทีก็ไม่เห็นชายรูปงามเป็นคนอยู่แล้ว ถ้าเป็นยุคปัจจุบันเขาจะต้องเรียกร้องให้คนทั่วไปเอาเรื่องอื้อฉาวที่คนพวกนี้ทำไปแฉออกสื่อแน่

เขาต้องปลุกความเคียดแค้นให้พวกชนชั้นสูงที่ไม่เห็นคนเป็นคน คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่พวกนี้ได้รู้ถึงความโกรธแค้นยามที่กองกำลังประชาชนบุกพระราชวงศ์แวร์ซาย ให้พวกเขาได้รู้ถึงความน่ากลัวของกิโยตินเสียบ้าง

ก็เตรียมให้เป็นอนุของเขาน่ะสิ! เจ้าแปดนั่นไม่เคยครอบครองสตรี เห็นสตรีก็หลบ เห็นชายรูปงามก็ถอย ข้ายังสงสัยว่าตรงนั้นของเขามีปัญหาหรือไม่ คิดไม่ถึงว่าเขาจะมีท่าทีแตกต่างกับชายรูปงามผู้นี้ อืม หยกประดับนี่เป็นของจริง

เขาให้ทหารดึงหยกประดับของอาเผิ่งส่งมาให้ถึงมือ พิจารณาดูว่าเป็นของจริงหรือปลอม

ช้าก่อน ท่านจะไม่ถามอาเผิ่งว่าอยากเป็นหรือไม่เลยหรือ

ทหารกุมตัวอาเผิ่งไปแล้ว อวี๋หลิงเฟยร้อนรนเหมือนมดบนกระทะร้อน แม้ว่าในยุคนี้ไม่ว่าอาเผิ่งต้องการหรือไม่ก็ไม่สำคัญ แต่เขาเป็นคนยุคปัจจุบันที่มีแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนย่อมไม่อาจยอมรับได้

คุณชายพัดขาวกล่าวคำพูดพร้อมรอยยิ้ม พูดคำร้ายกาจยังยิ้มได้เปล่งประกายขนาดนี้ยิ่งเห็นชัดว่าจิตใจเขาลึกล้ำชั่วร้ายเพียงไหนอยากให้ข้าพังหอของเจ้า เจ้าถึงจะรู้ว่าเจ้าขวางข้าไม่ได้ หรืออยากให้ข้าเอาชายรูปงามพวกนี้ส่งไปเป็นชายบำเรอในกองทัพให้หมดเจ้าถึงจะกระจ่างว่าได้เป็นอนุให้ท่านอ๋องแปดคือความสุขของเขาแล้ว

มิผิด เป็นความสุขของเขาแล้วเชี่ยอี่สิงก็พลอยเป็นไปด้วย

อาเผิ่งก้มหน้าลง เขาไร้แรงจะขัดขืนโชคชะตาเพียงปล่อยให้ถูกพาตัวไปเช่นนี้

อวี๋หลิงเฟยเองก็ได้แต่มองคนเลวสองคนลอยนวลจากไปอย่างไม่มีกำลังพอจะช่วยเหลือได้

เขาตีอกชกหัวอย่างโกรธแค้น อุตส่าห์เคยคิดว่าเชี่ยอี่สิงอาจเป็นคนดี เพราะคนที่ถูกสุนัขชอบไม่มีทางเป็นคนเลวไปได้

เขาไล่ตามไป ถอดรองเท้าออกแล้วขว้างใส่เชี่ยอี่สิง ทว่าด้วยความโกรธจึงไม่แม่นยำ เพียงตกลงไปด้านข้าง

สารเลว ข้าหลงคิดว่าท่านเป็นคนดี ข้าพลาดเอง พลาดไปไกลนัก

คิดว่าเป็นคนดี? หรือตลอดมาเขาเห็นว่าตนเป็นคนเลวหรือ? ฝีเท้าเชี่ยอี่สิงหยุดชะงักไปชั่วครู่

คุณชายพัดขาวใช้พัดปิดปากหัวเราะเสียงดัง คล้ายรู้สึกสนุกกับสถานการณ์ตรงหน้าเป็นอย่างยิ่งเฮ้อ เจ้าถูกเกลียดแล้ว หลังจากนี้คงไม่มีโอกาสให้ลองแล้วกระมัง

เชี่ยอี่สิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งค่อยหันหน้ามามองอวี๋หลิงเฟยด้วยแววตาซับซ้อนมิใช่เรื่องไม่ดี มิใช่เรื่องไม่ดีอย่างที่เจ้าคิด

บังคับเอาคนไปแล้วยังบอกว่ามิใช่เรื่องไม่ดีอีก คนเลวเช่นท่านต้องไม่ได้ตายดีแน่!”

อวี๋หลิงเฟยทุกข์ใจจนร้องไห้ออกมา อาเผิ่งไม่ได้หลั่งน้ำตา บางทีอาจเพราะเขาเข้าใจดียิ่งกว่าอวี๋หลิงเฟยว่าชะตาของชายรูปงามก็เป็นเช่นนี้ ไหลไปตามคลื่น ต่อให้พยายามต่อต้านก็มีแต่เสียแรงเปล่า ได้แต่ลอยล่องไปตามน้ำอย่างไร้ที่พึ่ง ระหกระเหินตกสู่หอคณิกา ไม่ว่าจะร่ำไห้ สิ้นหวัง ทุกข์ทน ก็ไร้หนทางเปลี่ยนแปลงชะตากรรมที่ถูกลิขิตไว้

เถ้าแก่ ข้าชอบท่านในหนึ่งเดือนนี้มากที่สุด ท่านทำให้ข้ารู้สึกราวกับท่านเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง เหมือนเป็นญาติสนิทของข้า

คำพูดนี้ของอาเผิ่งคล้ายคำบอกลาและสั่งเสีย แม้แต่คนที่เฉยชาเช่นเขายังอดสะอื้นไม่ได้ เมื่อเข้าประตูใหญ่ลึกล้ำดังมหาสมุทร เกรงว่าคงยากจะได้พบกันอีก

ลวี่จู๋ถลาตัวออกมา ตลอดมาเขาคอยพึ่งอาเผิ่งเสมอ อาจเพราะเขาทำอะไรไม่เป็นสักอย่างจึงถูกเถาหงด่ามากที่สุด ในเวลานั้นอาเผิ่งล้วนปลอบโยนเขา ครั้นเห็นอาเผิ่งถูกพาตัวไปเขาจึงสะเทือนใจอย่างที่สุด

อย่าพาอาเผิ่งไปเลย เอาข้าไปเถอะ ไม่ว่าอะไรข้าล้วนยอมทำ ให้ข้าไปเป็นอนุของท่านอ๋องแปด ให้อาเผิ่งที่มีความสามารถอยู่ช่วยเถ้าแก่ที่หอเสียดีกว่า

เจ้าแปดมิได้เช้าชู้เพียงนั้น คนเดียวก็ทำให้เขาเวียนหัวพอแล้ว อย่าร้องไห้เลย เมื่อครู่แม่ทัพเชี่ยมิได้พูดไปแล้วหรือ ว่ามิใช่เรื่องไม่ดีอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอก

คุณชายพัดขาวอมยิ้มกล่าวเช่นนี้ ลวี่จู๋เองก็ซื่อบริสุทธิ์เกินไป ดวงตาของเขาอมน้ำตา ถามออกไปอย่างใสซื่อจริงหรือ

โกหกแน่อยู่แล้ว! อวี๋หลิงเฟยผรุสวาทในใจ

คุณชายพัดขาวใช้พัดเชยคางลวี่จู๋ขึ้นเบาๆ หลังจากมองทั่วแล้วค่อยยิ้มกล่าวเหตุใดเจ้าจึงเจ้าน้ำตานัก ร้องไห้น้ำตาไหลราวกับไข่มุกก็ไม่ปาน ทั้งน่ารักทั้งน่าสงสาร เฮ้อ อี่สิง คนนี้ข้าเอากลับบ้านได้หรือไม่

เอาไปคนหนึ่งยังไม่พอ กระทั่งลวี่จู๋ยังอยากเอาไปอีก อวี๋หลิงเฟยหมุนตัวเข้าไปในครัวหยิบมีดหั่นผักถลันตัวออกมา เชี่ยอี่สิงเหลือบเห็นทางหางตาจึงดันลวี่จู๋กลับไป

คุณชาย มีเรื่องรอให้รีบจัดการ อีกอย่างเรือนด้านหลังของท่านยังขาดคนอีกหรือ ข้าไม่อยากถูกคนแก่กลุ่มนั้นบ่นพร่ำหรอกนะ

คุณชายพัดขาวคล้ายเสียดายเล็กน้อย ทว่าเขาถอดกำไลหยกบนข้อมือออกมาเอ่ยกำชับข้าเลียนอย่างเจ้าแปดบ้าง ของนี่ให้เจ้าสวมไว้ ใครกล้าทำให้เจ้าเจ็บช้ำก็เอากำไลนี่ไปให้ทางการ รับรองว่าคนที่ทำร้ายเจ้าต้องตกตายศพไม่สวยแน่

คุณชาย ของของท่านอย่าให้ใครโดยง่าย

เชี่ยอี่สิงสีหน้าโหดเหี้ยมดุดัน ชัดเจนว่ารังเกียจงานในครั้งนี้มาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นมือที่ถือมีดหั่นผักของใครบางคนทางด้านหลังกำลังสั่นน้อยๆ สีหน้ากัดฟันกรอดราวกับอยากกินคน ท่าทางไม่เป็นมิตรไม่อาจอยู่ร่วมกับเขาได้ทำให้เขารู้สึกคล้ายกับว่าในกระแสเลือดมีอะไรบางอย่างก่อกวนความสงบอยู่

เถาหงที่สำส่อนต่ำต้อยคนนี้ ทั้งที่ไม่กี่เดือนก่อนหน้ายังนึกแค้นที่ไม่อาจร่วมเตียงกับเขาได้ ไม่ว่าวิธีใดก็หยิบมาใช้ กระทั่งดึงลั่วเหอเข้ามาพัวพันด้วย

ในเมืองหลวงไม่มีใครไม่รู้ว่าลั่วเหอเป็นคนสำคัญของจวนแม่ทัพ คิดจะจับเขาไม่สู้ลงดาบกับลั่วเหอก่อน ดังนั้นคนผู้นี้ถึงได้ใช้ร้อยแปดวิธีดึงดูดลั่วเหอ

เพราะฝ่ายนั้นใส่ร้ายลั่วเหอว่าเป็นขโมย ตนจึงได้แต่ยอมร่วมหลับนอนด้วยอย่างไม่เต็มใจ ผลกลับเป็นคนผู้นี้หยิบกระจกทองแดงฟาดหัวตน แม้ปากแผลจะไม่ใหญ่แต่ตอนนี้ก็ยังปวดตุบๆ อยู่

คนผู้นี้ปฏิเสธเขา ทั้งยังแสดงท่าทีชัดเจนว่าการที่เขาคิดจะเอาร่างกายมาเป็นค่าปิดปากเป็นการยกย่องร่างกายของตนเกินไป

เขาเดือดดาลยิ่งนัก ตั้งแต่เมื่อไรที่เขาถูกชายรูปงามคนหนึ่งดูถูกถึงเพียงนี้ ดูเมื่อครู่พอเขานั่งลง ชายรูปงามด้านหลังเถาหงล้วนแล้วแต่หน้าแดงมองเขาอย่างหลงใหล ท่าทางพร้อมกระโดดขึ้นเตียงเอาอกเอาใจเขา

มีเพียงเถาหงที่สองตาส่อแววอันตรายประดับหนามทั่วทั้งร่าง ยามนี้ยิ่งเอาเรื่องเลวร้ายของคุณชายมาคิดบัญชีที่หัวเขา ในใจเขารู้สึกปะแล่มเล็กน้อย หาเหตุผลมาให้ตนเอง

นี่ต้องเป็นแผนแกล้งปล่อยเพื่อจับเป็นแน่!

ใช่ ไม่ผิด เขาลูบหน้าผากที่ปวดคราหนึ่ง เถาหงสามารถทำให้คนมากมายเพียงนั้นล่มจม กลอุบายยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง นี่คงเป็นเพียงแกล้งปฏิเสธแต่ความจริงเชื้อเชิญ เขาทำเมินเฉยสักสองสามวัน อีกฝ่ายคงตระหนกหวาดกลัว ถึงเวลานั้นก็จะส่งตัวเองมาถึงหน้าประตูโดยง่าย

รอเจ้าเติบใหญ่อีกสองปีค่อยเข้าเรือนหลังของข้า ยามนั้นกินเจ้าแล้วจะได้ไม่รู้สึกว่าเจ้าเด็กเกินไปคุณชายพัดขาวลูบลวี่จู๋อีกคราพร้อมรอยยิ้มหวานปานน้ำผึ้ง

ลวี่จู๋เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มหล่อเหลาสูงสง่าผู้นี้ คล้ายว่าถูกเขาล่อลวงไปแล้ว อวี๋หลิงเฟยโมโหจนดึงลวี่จู๋กลับมาสู่โลกแห่งความจริง

ผู้ชายพวกนี้ดีแต่พูดคำหวานไม่ใช่ความจริงทั้งนั้น อย่าโง่ถูกเขาหลอกไป

ท้ายที่สุดแล้วปวงประชาไม่อาจต่อต้านผู้มีอำนาจ อาเผิ่งถูกพาตัวไป อีกทั้งคนพวกนี้ยังกินดื่มเปล่าๆ จนเคยตัว เกรงว่าคงไม่มีคนกล้าทวงเงินพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่คุ้นกับการจ่ายเงิน ตบๆ ก้นแล้วจากไปในทันที

กระทั่งอีแปะเดียวก็ไม่จ่าย วันทั้งวันไม่มีรายได้ อีกทั้งแต่ละคนก็จิตใจห่อเหี่ยว บรรยากาศเซื่องซึม วันนี้เสียฮูหยินแล้วกลับต้องเสียทหารอีก15

อวี๋หลิงเฟยโมโหจนกระทืบเท้าสาปแช่งเชี่ยอี่สิงกับคุณชายที่ถือพัดขาวนั่น เจ้าสารเลวที่คิดว่าตนเองเปี่ยมไปด้วยจิตใจห้าวหาญของลูกผู้ชาย ขอให้นกเขามันไม่ขัน

ให้ดีที่สุดคืออ๋องแปดนั่นก็ไม่ขันเหมือนกัน! ต่อให้ได้ตัวอาเผิ่งไปก็แตะเขาไม่ได้

เขาเดือดดาลจนด่าหยาบคายไปหนึ่งรอบ โดยเฉพาะเชี่ยอี่สิงที่ช่วยคนชั่วทำเรื่องชั่วช้าโดนเขาด่าบันดาลโทสะไปนานถึงครึ่งชั่วยาม อันที่จริงคือไม่มีคำด่าแล้วถึงได้หยุดลง

เฟิงเหนี่ยวจึงได้กล่าวออกมาอย่างขลาดกลัวแม่ทัพเชี่ยไม่ทำเรื่องชั่วช้าหรอกขอรับ เขาเป็นชายชาตรีที่จิตใจเด็ดเดี่ยวที่สุดในเมืองหลวง

ชายรูปงามพวกนี้อยากให้เขาโมโหตายแน่ๆ เฟิงเหนี่ยวพูดแบบนั้นก็ช่าง ทว่าคนที่ยืนอยู่ด้านข้างเขาก็พลอยพยักหน้าไปด้วย แต่ละคนพยักหน้าหงึกหงักราวกับตำกระเทียม ทำเอาเขาเหมือนกลายเป็นคนชั่วใส่ร้ายคนอื่น

เขาเป็นคนเข้มแข็ง เคร่งครัดต่อตนเอง เป็นคนที่เยี่ยมยอดมาก

วันที่เขาปฏิเสธเถ้าแก่ ทุกคนยังรู้สึกสะใจเป็นอย่างมากมีบางคนปากไวเกินไป พูดเสร็จก็รีบปิดปากโดยพลัน

อวี๋หลิงเฟยไม่ใส่ใจเพราะเถาหงไม่นับเป็นคนดีอยู่แล้ว ส่วนเขาที่มาเกิดใหม่ในร่างเถาหงก็ต้องยอมรับความผิดที่เคยทำก่อนหน้า ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพรรค์นั้น

ดูจากที่ตอนแรกคุณชายพัดขาวไม่หยุดลูกน้องที่ข่มเหงลวี่จู๋ ไม่ได้หมายความว่าเพราะรู้ว่าเถาหงเป็นคนที่ใช้เงินสยบได้หรอกหรือ

เชี่ยลั่วเหอนั่นแม้เขาจะเปลือยเปล่าแล้ว อาการรังเกียจความสกปรกบนสีหน้าอีกฝ่ายก็ยังชัดเจน คล้ายกับว่าความโสมมบนร่างนี้ต่อให้ใช้น้ำทั่วโลกมาล้างก็ยังล้างไม่สะอาด

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยามเชี่ยอี่สิงถอดกางเกงออกอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ราวกับแตะเขาก็เท่ากับแตะต้องเชื้อไวรัส อวี๋หลิงเฟยกัดฟันอย่างแค้นเคือง ตนเองเป็นไวรัสได้จะดีที่สุด จะได้แพร่เชื้อฆ่าคนสารเลวอย่างเชี่ยอี่สิง

ช่างมัน ไม่คิดแล้ว!

ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาคนรัก เขามาเพื่อทำให้ชายรูปงามพวกนี้ยืนหยัดในอาชีพอื่นได้เพียงลำพัง ไม่ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยการพึ่งกามตัณหาปรนนิบัติคนอื่น หลังจากนั้นเขาก็จะคิดหาวิธีกลับไปยุคปัจจุบัน

ทำไมเขาต้องทำแบบนี้หรือ ไม่ใช่เพราะเขารักความยุติธรรมอะไรหรอก แต่เพราะเขาต้องลำบากมาตั้งแต่เด็ก ตัวเขายังรู้จักต่อต้าน พึ่งตนเองเพื่อมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แต่ชายรูปงามที่งดงามอ่อนแอพวกนี้ไม่รู้จักต่อต้านแม้ว่าคนภายนอกจะทำเรื่องไม่ยุติธรรมกับพวกตนก็ตาม เขาเห็นแล้วทนไม่ได้

ผ่านไปไม่กี่วันคนของเขาก็ไม่จำเป็นต้องให้เขาสั่งงานแล้ว นับวันยิ่งคล่องแคล่วมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนแบ่งงานช่วยกันทำอย่างขยันและสุขใจ อาจเพราะพวกเขาไม่อยากรับแขกจริงๆ กระมัง ดังนั้นจึงยิ่งพยายามปกป้องโรงน้ำชาแห่งนี้อย่างสุดแรงสุดใจ

ไม่มีใครพูดเรื่องอาเผิ่งเพราะกลัวว่าพูดขึ้นมาแล้วจะทำให้เขานึกถึงความไร้สามารถของตน ยิ่งเศร้าใจมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ดังนั้นทุกคนจึงตกลงกันว่าจะไม่พูดถึงอีก

ส่วนผู้ชายเย็นชาต่ำช้า ทั้งยังน่ารังเกียจนั่นส่งข้ารับใช้มาพูดข้างหูเขาหนึ่งประโยค เขาขบฟันครุ่นคิดอยู่หลายครั้งสุดท้ายก็ถอนหายใจยาวออกมา

เขายอมแพ้แล้ว ยอมแพ้จากใจเลย

ผู้ชายเย็นชาคนนี้ไม่เสียทีที่เป็นแม่ทัพมากความสามารถ เข้าใจสลายปณิธานในใจศัตรูจริงๆ! เขาต้องเคยอ่านตำราพิชัยสงครามซุนจือ16’ หรืออย่างน้อยก็เคยอ่านชีวประวัติซุนจือแน่ๆ เฮ้อ

เขาถอดชุดบริกรออกเปลี่ยนเป็นชุดที่ไม่ค่อยอลังการที่สุดของเถาหงแล้วสั่งคนใต้อาณัติข้าไปจวนแม่ทัพ มีเรื่องใดให้ไปหาข้าที่นั่น

ประโยคที่ข้ารับใช้พูด ประโยคที่ราวกับเป็นมนตร์วิเศษนั้นก็คือลูกสุนัขที่หมิงจูคลอดใกล้ตายแล้ว

คำพูดนี้ไม่มีผลต่อคนไม่รักสุนัข แต่สำหรับคนที่รักสุนัขอย่างเขาเรียกว่าเป็นยันต์เรียกตัว เป็นคำสั่งของเทพเจ้าชัดๆ จะให้ทำตาปริบๆ มองดูลูกสุนัขน่ารักห้าตัวตายได้อย่างไร เขาเข้าจวนแม่ทัพอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างยิ่ง ให้ข้ารับใช้คนนั้นนำทางเข้าไปที่เรือนสุนัขของหมิงจู เชี่ยอี่สิงกำลังรอเขาอยู่ที่นั่น

ชายรูปงามมากมายล้วนเป็นหมอตำแย เจ้าคงรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกสุนัขดื่มนมกระมัง เร็วหน่อย ข้ารอเจ้านานแล้ว

คำพูดจองหองนี้พูดเสียอย่างกับว่าเจ้าตัวยอมลดตัวลงมากแล้ว

ไม่มีใครอยากให้เจ้ารอหรอก! เฮอะ ตรงไหนเย็นสบายเจ้าก็ไปตรงนั้นไป!

เฮ้อ นี่ก็เป็นกรรมเก่าของชายรูปงามหรือ ตั้งแต่เจอผู้ชายเย็นชาโอหังอวดดีคนนี้ ช่วงเวลาที่เขาถอนหายใจก็เพิ่มมากขึ้น ทั้งยังเบะปากมากขึ้นด้วย

ชายรูปงามเป็นอะไร

ต้องรู้ต้องเข้าใจทุกอย่าง บนรู้ดาราศาสตร์ ล่างรู้ภูมิศาสตร์หรืออย่างไร ถ้าหากเขาร้ายกาจขนาดนั้นก็ไปเป็นกุนซือแล้ว ทำไมต้องมาทนรับการกดขี่จากเชี่ยอี่สิงแบบนี้

แต่ว่าเขาไม่เข้าใจ เมืองหลวงนี้ไม่มีสัตวแพทย์หรือ ทำไมต้องเรียกอดีตเถ้าแก่หอคณิกาที่แม้แต่หมอตำแยปลอมยังเรียกไม่ได้อย่างเขามาด้วย

ครั้งก่อนเพราะการคลอดของหมิงจูคับขันเขาพอเข้าใจได้ ทว่าตอนนี้น่าจะมีเวลาไปเชิญคนอื่นถึงจะถูก

แต่ว่าผู้ชายเย็นชาสองแขนกอดอก ท่าทางอวดดีรอเขาแก้ไขสถานการณ์อยู่ตอนนี้ เขาตัดสินใจเปลืองน้ำลายน้อยหน่อยเพื่อเลี่ยงไม่ให้ตนเองโมโหตาย

อวี๋หลิงเฟยคุกเข่าลง หมิงจูคล้ายว่าเสียกำลังกับการคลอดมากเกินไป หรืออาจเกี่ยวข้องกับพื้นฐานร่างกายเดิม น้ำนมที่หลั่งออกมาจึงไม่พอเท่าไร ลูกสุนัขที่กินไม่อิ่มจึงกัดหัวนมมันตลอด กัดจนบวมแดงเลือดออกแล้ว

น่าอนาถจริงๆ เรื่องโง่ๆ แบบนี้ยังต้องเรียกข้ามา

เรื่องพื้นฐานในชีวิตก็ไม่เข้าใจ หมาแมวบางตัวถ้าถูกแยกให้ห่างจากแม่ตั้งแต่เล็ก ก็ต้องให้คนป้อนนมให้

มีนมวัวนมแพะหรือไม่ เอามาให้ข้าสักหน่อย

เชี่ยอี่สิงสั่งการ ไม่นานก็มีคนยกชามใหญ่สองชามเข้ามา อวี๋หลิงเฟยหยิบไม้กระดานแยกหมิงจูกับลูกของมัน ไม่ให้ลูกสุนัขรบกวนการนอนของมันอีก จากนั้นป้อนนมในชามให้ลูกสุนัข แบบนี้หมิงจูจะได้มีเวลาพักผ่อน

ลูกสุนัขพวกนั้นไม่เคยดื่มนมแพะจึงดมอยู่พักใหญ่ ตัวหนึ่งเลียแล้วอีกตัวถึงเริ่มเลีย จากนั้นทั้งห้าตัวก็ยืนเลียรอบชาม กินอิ่มจนท้องป่องขึ้นมาแล้วถึงได้หมอบลงนอนอย่างอ่อนแรง

อวี๋หลิงเฟยช่วยทายาให้หมิงจู มันคล้ายเหนื่อยมากลืมตาไม่นานก็หลับตาไป

ก็เป็นเช่นนี้แล เขาจำเป็นต้องไปรายงานตัวที่จวนแม่ทัพทุกวัน ไม่อย่างนั้นเชี่ยอี่สิงจะส่งคนมาพูดจู้จี้ เดี๋ยวก็ว่าหมิงจูใกล้ตายแล้ว หรือลูกสุนัขดูคล้ายป่วยแล้ว

เป็นแบบนี้ทุกวันเป็นการบีบให้คนรักสุนัขอย่างเขาบ้าโดยแท้ ทำเอาเขาต้องไปทุกเช้า ตอนเย็นยังต้องรอบอกเล่าสภาพการณ์ของวันนี้กับปากตัวเองหลังจากเชี่ยอี่สิงกลับจวนก่อนจึงจะจากไปได้

อย่างไรกัน เชี่ยอี่สิงเป็นเจ้านายเขา เขาต้องมาตอกบัตรทำงานที่จวนแม่ทัพทุกวันอย่างนั้นหรือ เงินเดือนคืออะไร มีแค่คำเยาะเย้ยถากถางจากผู้ชายดุร้ายเย็นชา กลายมาอยู่ในสภาพนี้ทำเอาเขารู้สึกว่าชีวิตตนด้อยค่าไปจริงๆ

ที่คุ้มค่าน่ายินดีคือเจ้าสุนัขน่ารักพอตัว ทำให้เขาพอจะรอคอยไปจวนแม่ทัพได้ทุกวัน แต่ว่าไม่รู้เพราะอะไรปกติจึงเห็นสุนัขได้น้อยมาก ภายหลังเขาลองถามดูถึงได้รู้ว่าหากอยากเลี้ยงสุนัขจะต้องร่ำรวยมหาศาล ไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นขุนนางชนชั้นสูง คนธรรมดาเลี้ยงไม่ไหว

ดังนั้นหากอยากเจอสุนัขก็ได้แต่ไปจวนแม่ทัพให้คนเรียกใช้!

บทที่ 6 พี่เลี้ยงสุนัข

ผ้าสีเขียวบางพลิ้วโปร่งแสง แม้แต่ชุดตัวในก็เป็นเช่นเดียวกัน ก้มเอวลงเล็กน้อยก็สามารถเห็นผิวขาวกระจ่างที่แนบอยู่กับชุดตัวในได้

สองขายาวที่อยู่ในกางเกงแพรปรากฏลักษณะเรียวตรง พาให้คนจินตนาการว่าหากขาทั้งสองข้างรัดพันอยู่รอบเอวบุรุษจะน่าหลงระเริงเพียงใด อีกทั้งเท้าหยกงามที่ถอดรองเท้าออกแล้วคู่นั้นก็ขาวกระจ่างราวกับหิมะแข็งตัว ทำให้คนอยากลองเอาใส่ปากกัดดูว่าเป็นของจริงหรือทำมาจากหิมะขาวกันแน่

ในมือร่างบอบบางอุ้มลูกสุนัขตัวหนึ่ง รอบกายล้อมรอบด้วยลูกสุนัขสี่ตัว แม้แต่หมิงจูก็นอนหลับอยู่ด้านหลังคนผู้นั้นอย่างวางใจ รอยยิ้มสบายใจใสซื่อนั่นทำให้ทรวงอกร้อนผ่าว กระแสความร้อนวิ่งพล่านไปยังส่วนล่าง

วันนี้เชี่ยอี่สิงกลับมาก่อนเวลา ไม่คาดว่าจะได้เห็นภาพที่ทั้งเย็นฉ่ำชุ่มชื่นและร้อนผะผ่าวกับตาตนเอง แปลกแล้ว ไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งเลือกสาวใช้หน้าตางดงามเข้าห้องมาปรนนิบัติ เหตุใดใต้ท้องน้อยถึงคล้ายมีไฟกำลังแผดเผา มักรู้สึกว่าช่วงนี้เลือดลมพลุ่งพล่านเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นเถาหงที่งามเพริศพริ้งล่อลวงคน ตนกลับคล้ายเด็กหนุ่มสับสนไม่รู้ความ ปากคอแห้งผาก

ทั้งที่อีกฝ่ายคือนายคณิกาที่มีชื่อเสียงขจรขจาย ไม่รู้ถูกบุรุษเท่าไรหลับนอนด้วย เมื่อก่อนแค่เห็นเขาก็สะอิดสะเอียนแล้ว ทว่าตอนนี้ไม่เห็นอีกฝ่ายเพียงวันเขากลับรู้สึกไม่สบายไปทั้งร่าง

คล้ายสังเกตเห็นว่าเชี่ยอี่สิงกลับมาแล้วลูกสุนัขจึงพุ่งตัวมาทางชายหนุ่ม พวกมันชอบเขาเช่นกัน แต่ละตัวส่ายหัวส่ายหางให้ เขาคุกเข่าลงลูบพวกมันทุกตัวคราหนึ่งเพื่อความเท่าเทียม

เอ๊ะ ท่านกลับมาแล้วหรือ!”

ท่าทางการพูดเช่นนั้นของอีกฝ่ายราวกับว่าข้ารับใช้ซื้อผักกลับมาแล้วอย่างไรอย่างนั้น ตนเองสมควรโกรธ ทว่าระยะนี้พลันพบว่าตนคล้ายโกรธคนผู้นี้ไม่ลง สายตาจับจ้องเท้างามเปลือยเปล่าของคนร่างบาง

ครอบครองไปตรงๆ เลยเถิด แกล้งปล่อยเพื่อจับเช่นนี้ร่างกายเปี่ยมกำลังวังชาของตนจะรับไม่ไหวแล้ว หลังครอบครองอีกฝ่ายไป อาการกระสับกระส่ายนี้ก็น่าจะหยุดลง เหมือนที่เขากล่าวกับลั่วเหอว่าบุรุษเมื่อได้ระบายแล้วจิตใจก็จะปลอดโปร่ง โล่งสบายดังท้องสมุทรและท้องนภาอันกว้างไกล

วางสุนัขลงแล้วมาตรงนี้

ย่อมได้ๆ ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ท่านว่าอย่างไรข้าก็ว่าอย่างนั้น

คำพูดคำจาไม่มีใหญ่ไม่มีเล็กของเขาทำให้เชี่ยอี่สิงไม่พอใจ แต่เมื่อฟังไปนานเข้าก็รู้สึกว่าซุกซนน่ารักอยู่สักเล็กน้อย พาให้คนทั้งรักทั้งชัง

เถาหงยืนห่างจากตนอยู่หนึ่งช่วงแขน ทุกครั้งล้วนรักษาระยะห่างเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยนแม้แต่ครั้งเดียว ปกติสตรีกับชายรูปงามมิใช่ล้วนอยากใกล้ชิดปรนนิบัติเขาหรอกหรือ เหตุใดร่างบอบบางจึงมีท่าทางคล้ายยืนให้ไกลได้มากเท่าไรยิ่งดี ให้แตะไม่ได้ ลูบไม่โดน ไม่ได้ยิน และไม่ได้เห็นเป็นดีที่สุด

ตรงนี้เลอะฟางหญ้า

เชี่ยอี่สิงก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว ในเมื่อไกลไปเขาก็ดึงระยะให้ใกล้ขึ้น

ชายหนุ่มเขี่ยฟางหญ้าบนหน้าอกอีกฝ่ายออกโดยไม่กะพริบตา แต่ตำแหน่งที่เขาเลือกเขี่ยออกจะมีเจตนาร้ายแฝงอยู่บ้าง ชุดผ้าโปร่งนี้บางมาก ยอดอกปรากฏให้เห็นภายใต้แสงอยู่รำไร นิ้วหัวแม่มือของเขากดลงด้านบนจากนั้นค่อยเขี่ยฟางหญ้าออก

คนร่างบางหน้าแดงโดยพลัน แม้ไม่มีอาการตื่นตระหนกทว่ากลับถอยไปข้างหลังก้าวหนึ่ง สายตาส่อแววลังเล พาให้เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายดูคล้ายสาวน้อยใสซื่อที่เพิ่งลิ้มลองความรักเป็นครั้งแรก ยั่วเย้าจนเขาคันหัวใจยิบๆ ดวงใจที่เต้นระรัวคล้ายคลื่นลูกใหญ่กระทบฝั่ง ดังตึกตักๆ ร้อนลวกยิ่งกว่าน้ำร้อนเดือดเสียอีก

ทั้งที่เคยถูกบุรุษอื่นมากมายร่วมหลับนอนแท้ๆ เหตุใดจึงยังมีท่าทางใสซื่อเช่นนั้นอีกเล่า นั่นทำให้เลือดลมในร่างของเขาไหลลงช่วงล่างอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

ครอบครองไปโดยไม่ต้องพูดจาเลยดีกว่า ไม่เช่นนั้นเขาก็จะเอาแต่คิดว่าอยากทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้กับคนร่างบางทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น ได้แต่พูดไม่ลงมือทำหาใช่วิสัยของชายชาตรี

เจ้าคนบ้าตัณหา คิดจะทำอะไรกันแน่

อวี๋หลิงเฟยพ่นคำพูดดุร้ายออกมา แอบลูบยอดอกเขาหรือ ถ้าเป็นยุคปัจจุบันมันคือการล่วงละเมิดทางเพศ สามารถพาตัวขึ้นโรงพัก ลงข่าวสกู๊ปพิเศษในหนังสือพิมพ์ จากนั้นก็ให้จ่ายค่าชดเชยจนหมดตัว เจ้าคนบ้าตัณหาหน้าไม่อาย

ทว่าความคิดของเชี่ยอี่สิงแตกต่างกับอวี๋หลิงเฟยโดยสิ้นเชิง

บอกว่าเขาบ้าตัณหาหรือ หากเขาเป็นเช่นหมาป่ากระสันคงจับอีกฝ่ายกินโดยไม่ต้องพูดจานานแล้ว กินให้เต็มคราบก่อนค่อยว่ากัน

เฮอะ ช่วยเอาฟางหญ้าออกให้เจ้า ไม่ขอบคุณซ้ำยังมาด่าข้าว่าบ้าตัณหาอีก

เขาตอบกลับโดยหน้าไม่แดงลมหายใจไม่ติดขัดแม้แต่น้อย ข้าลูบหน้าอกเจ้านับว่าไว้หน้าเจ้าแล้วนะ! เชี่ยอี่สิงไม่รู้สึกว่าตนทำผิดแม้เพียงนิด

เอาฟางหญ้าออกก็เอาฟางหญ้าออกสิ เหตุใดตรงลูบตรงนั้นของผู้อื่นด้วยอวี๋หลิงเฟยแย้งเสียงแข็ง

ยังพูดไม่ทันจบลูกสุนัขตัวหนึ่งก็วิ่งเข้ามาเกาะขาอวี๋หลิงเฟย พลันเขาก้มตัวลง มันกลับมุดตัวลงไประหว่างสองขาของเขา อวี๋หลิงเฟยตีหัวมันเบาๆ พร้อมเอ็ดว่าอย่าซนสิ

ทำได้เยี่ยม! เชี่ยอี่สิงชมเชยในใจ เถาหงแม้มิได้กำจายกลิ่นเย้ายวนออกมา ทว่ากางเกงผ้าเนื้อบางเบายิ่งแนบเนื้อเมื่อเขาก้มตัวลง เผยโครงร่างชัดเจนยิ่งขึ้น เทียบกับร่างเปลือยแล้วยิ่งดึงดูดล่อลวงมากกว่า เขาแทบจะได้กลิ่นหอมแผ่วจางที่พาให้คนเคลิบเคลิ้มจากบริเวณลับนั้น จมูกขยับคราสองคราอย่างอดไม่ได้

ออกไปเถอะ ทั้งตัวเจ้าเปื้อนฟางหญ้าไปหมด ทั้งยังมีกลิ่นฉี่ด้วย

ไม่ทันระวังจึงเปรอะเอาน่ะอวี๋หลิงเฟยดมกลิ่นบนแขน มีกลิ่นฉี่สุนัขจริงด้วย ดูท่าคงเป็นของเจ้าพวกตัวเล็ก

อาบน้ำเสร็จแล้วค่อยกลับไป จะได้ไม่มีใครพูดว่าจวนแม่ทัพของข้าทำให้เจ้าเหม็นกลิ่นฉี่จนเกินทน

ก็จริง เดินตัวเหม็นฉี่ไปตามทางเขาก็รู้สึกพิกลเหมือนกัน อวี๋หลิงเฟยไม่คิดถึงเรื่องอื่นจึงไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่อ

เมื่อเข้ามาในห้องที่เคยเข้ามาก่อนหน้านี้ไม่นาน ข้ารับใช้ย้ายถังอาบน้ำเข้ามา เชี่ยอี่สิงไม่รู้ไปเอาเสื้อผ้าจากที่ไหนมาวางไว้บนตู้ คล้ายต้องการให้เขาเปลี่ยน

อันที่จริงอวี๋หลิงเฟยควรขอบคุณชายหนุ่ม แต่เหตุผลที่พูดไม่ออกก็เพราะเมื่อข้ารับใช้เติมน้ำจนเต็มถังแล้ว ชายคนนั้นยังนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเตียง ท่าทางราวกับคนที่กำลังจะอาบน้ำคือเชี่ยอี่สิงไม่ใช่อวี๋หลิงเฟย

ท่านแม่ทัพใหญ่ ช่วยออกไปได้หรือไม่เขาชี้ไปทางประตูอย่างไม่สบอารมณ์

นี่คือห้องข้า ทำไมข้าต้องออกไปด้วย อีกอย่างเจ้าอายอันใด เรือนร่างของเจ้าข้ามิใช่ไม่เคยเห็น เหมือนไก่ตอนขาวซีดตัวหนึ่ง ไม่มีอะไรน่าสนใจ

หลังพูดคำพูดที่ควรถูกสับเป็นพันชิ้นพวกนี้ออกมา เขาก็เอ่ยคำพูดที่ควรถูกห้าม้าแยกร่างต่ออีกคำรบอีกทั้งบุรุษที่เคยเห็นร่างกายของเจ้ามีเป็นร้อยเป็นพัน เจ้ามาแกล้งเขินอาย แกล้งใสซื่อบริสุทธิ์เอาตอนนี้ก็สายไปแล้วกระมัง คนในเมืองหลวงที่ยังไม่เคยนอนกับเจ้านับดูแล้วคงเหลือไม่มาก

อวี๋หลิงเฟยกัดฟันกรอด มารดามันเถอะ เขาไม่อาบแล้วก็ได้

ทำไมแม้แต่อาบน้ำยังต้องถูกคนอื่นเหน็บแนมเช่นนี้ อีกทั้งเขาก็ไม่ได้อาสามาถูกอีกฝ่ายเหยียดหยามที่นี่ เขามาช่วยโดยไม่คิดเงิน อีกฝ่ายกลับเรียกใช้เขาราวกับเป็นคนรับใช้ไปจริงๆ

แม่ทัพของยุคโบราณยิ่งใหญ่แค่ไหนเขาไม่รู้ เชี่ยอี่สิงได้รับการต้อนรับมากแค่ไหนเขาก็ไม่รู้ แต่สำหรับเขาแล้วผู้ชายคนนี้เป็นผีน่ารังเกียจแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์

เช่นนั้นข้าไม่อาบแล้ว ข้าจะกลับไปตอนนี้

เจ้านี่ยุ่งยากจริง แค่อาบน้ำยังต้องกระบิดกระบวน หากชายรูปงามล้วนเป็นเช่นเจ้าจะปรนนิบัติแขกไหวได้อย่างไร ละครแกล้งปล่อยเพื่อจับของเจ้านี้ข้าดูจนเบื่อแล้ว รีบอาบน้ำขึ้นเตียงซะ ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนเร่าเต็มที วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้สุขสม

เชี่ยอี่สิงดึงผ้าห่มเปิดออก ตบเบาๆ ข้างกายตนอย่างกำกวมด้วยท่าทีราวกับผู้มีคุณ คงคิดว่าเขาจะพุ่งตัวขึ้นเตียงพร้อมอมยิ้มแฝงแววดีใจ เปลือยกายนอนอยู่ใต้ร่างปล่อยให้กระทำชำเราได้ตามใจชอบ รบพุ่งอย่างร้อนเร่ากันทั้งคืน

เจ้าคนหลงตัวเองสมควรตาย เจ้าคนบ้าตัณหาด้อยคุณภาพ สารเลวที่สมควรถูกสับเป็นพันชิ้น ทำไมตอนมหาวิทยาลัยเขาไม่เรียนปาลูกดอกหรือยิงธนูนะ

กระจกทองแดงใบหนึ่งบินลอยมาที่หน้า เชี่ยอี่สิงเคยได้รับบทเรียนมาแล้วจึงรู้ว่าหากชายรูปงามคนนี้เปลี่ยนหน้าราวกับพลิกหน้าหนังสือจะต้องหลบอย่างว่องไว กระจกบานนั้นกระแทกลงบนเตียงเอียงบุบไปมุมหนึ่ง ดูออกว่าแรงที่เขวี้ยงมาหนักเพียงไหน

อวี๋หลิงเฟยโกรธจนเขียวไปทั้งหน้าแล้ว ผู้ชายคนนี้เอาแต่พร่ำพูดคำยั่วโมโหคน ก็แค่หล่ออยู่หน่อย สูงอยู่นิด มีอำนาจอิทธิพลนิดหน่อย แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องพูดจนดูเหมือนว่านอกจากรับแขกแล้วเขาทำอย่างอื่นไม่ได้เลย

อยากให้เขายอมรับเขาก็ยอมรับ เถาหงต้องเคยรับแขกมามากมายแน่นอน แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เขาไม่เคยรับแขกแม้แต่คนเดียว แบบนี้ไม่ใช่ว่ายืนยันแล้วว่าเขาไม่ทำอาชีพเดิมหรือ ยังไม่ยืนยันว่าเขาอยากจะเป็นคนใสสะอาดบริสุทธิ์หรือ

ตกลงแล้วท่านรู้หรือไม่ว่าอะไรเรียกว่าการให้เกียรติเขาตะคอกใส่เชี่ยอี่สิง

เชี่ยอี่สิงจ้องมองเขา ปฏิกิริยาตอบกลับก็เยือกเย็น เอ่ยข้อสังเกตที่ตนได้เห็นในหลายวันที่ผ่านมา

หากเจ้าบอกว่าเจ้าไม่มีความสนใจต่อข้า ทุกวันที่เจ้ามาจวนแม่ทัพของข้าล้วนเลือกเสื้อผ้าเผยเนื้อหนัง มีแสงนิดหน่อยข้าก็มองเห็นยอดอกเจ้าแล้ว ยามนั่งบนพื้นหญ้าก็ไม่สวมรองเท้า ไม่ใช่ว่าต้องการยั่วความสนใจของข้าหรือเขากล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผลผิดกับช่วงล่างของร่างกายตนตอนนี้ข้าก็มีอารมณ์สนใจแล้วอย่างไร

ยั่วความสนใจของเขา? ตลกล่ะ!

ใครสนว่าเจ้าจะมีอารมณ์หรือไม่ ให้เจ้าไม่แข็งนกเขาไม่ขันเป็นดีที่สุด!

เขาสาปแช่งรุนแรงในใจเนิ่นนาน ในสมองยังคิดภาพหุ่นฟางแปะชื่อเชี่ยอี่สิง เอาค้อนกับตะปูตอกเข้ากับต้นไม้แล้วตอกอัดแรงๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า

เจ้าป่วยหรือไร เสื้อผ้านี่เป็นชุดที่เถาหงคนก่อนตัด แม้ในหอจะมีรายได้แต่ค่าใช้จ่ายก็มาก ก่อนที่จะติดตลาดจริงๆ ข้าจะไม่ตัดชุดใหม่เด็ดขาด เสื้อผ้าของเขามีแต่แบบนี้ข้าจะไปทำเช่นไรได้ ที่ข้าถอดรองเท้านั่งบนพื้นหญ้าก็แค่อยากให้เท้าได้ระบายอากาศหน่อย เหตุใดจึงกลายเป็นข้ายั่วยวนเจ้า อีกอย่างที่มาจวนแม่ทัพทุกวันก็เพราะถูกเจ้าเรียกมานั่นแหละ!”

เถาหงคนก่อนตัด? พูดเสียอย่างกับว่าเจ้าไม่ใช่เถาหง

เชี่ยอี่สิงฟังคำพูดประหลาดในนั้นออก เอ่ยคำพูดขึ้นมาด้วยท่าทางราวกับหัวของอีกฝ่ายถูกลาถีบจนเพี้ยน ท่าทีเหมือนคิดว่าสมองเขามีปัญหา

เขาไม่ใช่เถาหง มีร่างกายของเถาหงแต่ความจริงวิญญาณเป็นอีกคนหนึ่ง แต่คำพูดพวกนี้จะพูดออกไปได้อย่างไร! เขาได้ไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดว่าสมองของเขาเลอะเลือน สติไม่สมประกอบหรอกนะ

อวี๋หลิงเฟยกำหมัดแน่น เขาถูกผู้ชายคนนี้ทำเอาว้าวุ่นสับสน ต้องการให้เขามาทุกวันเขาก็มาทุกวัน แม้ว่าทุกวันคำพูดคำจาของอีกฝ่ายจะชวนโดนตบ ท่าทีหยาบคายแข็งกระด้าง แต่อย่างน้อยก็มีความยุติธรรมและรักสุนัขจริงๆ

มีบางครั้งที่เขาแอบมองสีหน้าของเชี่ยอี่สิง สีหน้าที่ดูคล้ายเฝ้าคอยให้เขามาเป็นอย่างมากพาให้เขาใจอ่อน

แน่นอนว่าใจอ่อนเพราะสุนัข ไม่ใช่เพราะเจ้าคนหลงตัวเองนี่ เขาพยายามแก้ต่างให้ตนเอง

เจ้านี่มันซิ่วไฉพบทหาร มีเหตุผลไม่อาจพูดจา17 จริงๆ ข้าไม่พูดแล้ว!”

เขาโมโหจนแก้มป่อง เปิดประตูออกไปอย่างเดือดดาล เดินไปไม่กี่ก้าวก็เจอหญิงสาวในชุดกระโปรงหรูฉวิน18 สีเหลือง ดวงหน้ากระจ่างหมดจดพอนับได้ว่าเป็นหญิงงามคนหนึ่ง นางค้อมตัวลงให้เขา น้ำเสียงเล็กใสคล้ายเสียงนกร้องก็ไม่ปาน

เถ้าแก่เถาหงจะไปแล้วหรือ

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เขารู้จักผู้หญิงคนนี้หรือ ไม่น่าจะรู้จัก แล้วทำไมนางถึงทักเขาด้วยท่าทางคล้ายคุ้นเคยกันดี เป็นคนรู้จักของเถาหงคนก่อนหรือ

เอ่อ ข้าจะไปแล้ว

คนอื่นแสดงเจตนาดีก่อนเขาก็ไม่ควรไม่สนใจไยดี แต่เขาไม่รู้จริงๆ ว่านางเป็นใคร ว่ากันตามเหตุผลคนที่เถาหงรู้จักทั้งหมดควรเป็นแขกกับชายรูปงาม ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงแท้ๆ ไม่น่าจะเป็นแขก ยิ่งไม่สามารถเป็นชายรูปงามได้

พวกเรารู้จักกันหรือเขาถามอย่างลังเล

นางส่ายหน้าข้าเคยเห็นท่านไกลๆ ท่านไม่เคยพบข้า เพราะเรือนหมิงจูของนายท่านนอกจากคนที่ดูแลแล้วไม่อนุญาตให้ใครเข้าไป อีกทั้งได้ยินว่าหมิงจูดุร้ายราวกับเสือดาว ไม่ว่าใครล้วนไม่ให้แตะ ยอมให้เพียงนายท่านและได้รับความรักจากนายท่านที่สุด

อวี๋หลิงเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย ฟังดูแล้วนางคงเป็นคนของจวนแม่ทัพกระมัง

เห็นนางหน้าตาอ่อนหวาน ท่าทางอ่อนโยนเชื่อฟัง แววตากลับวาววาบไม่ได้โง่ทึ่มอย่างเด็ดขาด เขายิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น เขาเพียงแค่มาจวนแม่ทัพเพื่อดูแลสุนัข ผู้หญิงคนนี้พูดเหมือนกับว่านางใส่ใจเรื่องของเขามากพอตัว ทั้งยังรู้ว่าเขาดูแลสุนัขอยู่แต่ในเขตเรือนของหมิงจู เพียงแต่นางเข้าไปที่นั่นไม่ได้

หากไม่มีเรื่องใดข้าขอตัวก่อนล่ะ

ไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ อวี๋หลิงเฟยก้าวเตรียมจะจากไป ไม่สังเกตว่าเชี่ยอี่สิงตามเขาออกมาจากในห้อง

หญิงสาวเอ่ยเรียกเสียงหวานนายท่านได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ต้องการรับอาหารเย็นที่สวนดอกไม้หรือไม่เจ้าคะ

อ้อ เจ้าเองหรือ

เถียนเหอมาปรนนิบัตินายท่านแล้วเจ้าค่ะ

เสียงหวานอย่างกับช็อกโกแลตไอซิ่งบนขนมเค้ก ทั้งเข้มทั้งแน่นแต่ก็ทั้งหวานทั้งเลี่ยนพาให้รู้สึกจั๊กจี้ แตกต่างจากที่พูดกับตนเมื่อครู่ลิบลับ

นางอิงแอบแนบชิดเข้าไปราวกับเป็นไม้เลื้อยบอบบางไร้กระดูก ส่วนเชี่ยอี่สิงก็คือต้นไม้ใหญ่ที่นางหมายมาดปีนขึ้นไป อวี๋หลิงเฟยใช้เวลาคิดอยู่นานกว่าจะเข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้กำลังแสดงอำนาจข่มตนเองอยู่

เถ้าแก่เถาหง ข้าลืมแนะนำตนเองไป ข้าคือสาวใช้ในห้องคนใหม่ที่คอยปรนนิบัติเรื่องใหญ่น้อยของนายท่าน

ตอนที่นางพูดว่าเรื่องใหญ่น้อยเสียงดังขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับว่านั่นเป็นเกียรติอันหาที่เปรียบไม่ได้ ทั้งยังคล้ายโอ้อวดและประกาศสงครามกับเขา

ประหลาดแล้ว เป็นเครื่องมือดับอารมณ์ของผู้ชาย ไม่ใช่ภรรยา ไม่นับเป็นคนรัก กระทั่งคู่นอนยังเรียกไม่ได้ มีอะไรให้น่าอวดกัน

ไม่เข้าใจจริงๆ เขาไม่เข้าใจความคิดของคนโบราณเลยสักนิด!

สาวใช้?

อวี๋หลิงเฟยนึกขึ้นมาได้อย่างเลือนราง เชี่ยอี่สิงเคยพูดว่าสาวใช้ที่อยากปรนนิบัติเขามีมากมาย ดูท่าการปรนนิบัติที่ว่านี้คงรวมเรื่องบนเตียงลงไปด้วย

อืม เช่นนั้นเจ้าค่อยๆ ปรนนิบัติไปเถอะ ข้าไปก่อนล่ะ

นางยินดีที่ได้เป็นเครื่องดับอารมณ์ของผู้ชายเย็นเยียบ เขาก็ไม่มีความเห็น ได้แต่อวยพรให้นางมีความสุข คนเราต่างปณิธาน เขาไม่คิดอคติ อาศัยเรือนร่างเลี้ยงปากท้องก็ไม่ง่ายหรอกนะ

เขาเข้าใจ เขาเข้าใจดี!

แต่ว่าผู้ชายที่แม้แต่พาคนมากินอาหารที่หอเขาก็ไม่ยอมจ่ายเงิน อวี๋หลิงเฟยคิดไม่ออกเลยว่าเชี่ยอี่สิงจะใจป้ำกับเครื่องดับอารมณ์แค่ไหน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาไม่ได้ทำกิจการของตัวเอง มาคอยดูแลสุนัขแสนรักหกตัวให้อีกฝ่าย นอกนั้นยังไม่เห็นมีเรื่องดีอะไรให้เขาแม้แต่น้อย

ดังนั้นถ้านางต้องการก็เอาไปได้เลย ไม่ต้องเกรงใจสักนิด

อวี๋หลิงเฟยเดินจากไปอย่างราบเรียบสบายๆ ด้วยท่วงท่าสง่างาม

เถียนเหอตกตะลึงด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมแพ้อย่างเบ็ดเสร็จเช่นนี้

ทว่าเชี่ยอี่สิงกลับหน้าเขียวคล้ำราวกับว่าความภาคภูมิของตนถูกโจมตีอย่างรุนแรง

ใช่แล้ว นายท่านของเจ้าเพิ่งมีอารมณ์พอดี รีบไปช่วยนวดให้เขาสักหน่อย ข้าจะกลับไปทำธุระที่หอแล้ว แล้วก็ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้าดูแล้วหมิงจูกับลูกสุนัขล้วนสุขภาพแข็งแรงดี พรุ่งนี้ข้าไม่ต้องมาแล้วคงได้กระมังอวี๋หลิงเฟยเสริมคำพูดโหดร้ายพวกนี้ลงไปด้วย

ดูถูกว่าเขาต่ำต้อย ดูถูกว่าเขาเคยถูกผู้ชายทั่วทั้งเมืองหลวงหลับนอนด้วย สีหน้าท่าทางเหมือนกับว่าขึ้นเตียงก่อนแล้วค่อยว่ากัน เขาอวี๋หลิงเฟยไม่ใช่คนหาเรื่องใส่ตัวสักหน่อย ทำไมต้องอยู่ร่วมกับคนแบบนี้ด้วย

เจ้าเดินบนสะพานไม้เดี่ยวของเจ้า ข้าเดินบนถนนหลวงของข้า20 ก็แล้วกัน!

แต่ว่าเขามาดูแลลูกสุนัขทุกวัน แม้จะบอกว่าเพราะรักสุนัขแต่ก็มีความต้องการอื่นด้วย ดูท่าคงล่วงเกินเชี่ยอี่สิงไม่ได้ง่ายๆ

คิดแล้วน้ำเสียงของเขาจึงอ่อนลงเล็กน้อยหากท่านแม่ทัพใหญ่เห็นว่าหลายวันมานี้เถาหงดูแลสุนัขแสนรักของท่านอย่างทุ่มเททั้งกายใจ ขอให้ท่านช่วยทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะขุนนางในราชสำนักที่เถาหงรู้จักมีเพียงท่าน ขอท่านช่วยพูดกับท่านอ๋องแปดสักคำให้ข้าได้ไปหาอาเผิ่งดูว่าชีวิตความเป็นอยู่เขาเป็นอย่างไร ขออาศัยไหว้วานท่านแล้ว

ใบหน้าเชี่ยอี่สิงยังคงแข็งค้างเหมือนเก่า ทั้งยังหนาวยะเยือกขึ้นเรื่อยๆ เอาคำร้องขอของเขาเข้าหูซ้ายออกหูขวาไปอย่างเมินเฉย

อวี๋หลิงเฟยเริ่มเสียใจว่าทำไมตนเองถึงปากไวเอ่ยคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจเช่นนั้น ความภาคภูมิใจในตนเองของผู้ชายคนนี้สูงยิ่งกว่าฟ้า ตอนนี้เขาอยากเอาเทปมาปิดปากตัวเองย้อนกลับไปก่อนพูดหนึ่งนาทีจริงๆ

เมื่อมาคิดอย่างละเอียดอีกครั้ง ค่านิยมในยุคนี้มองชายรูปงามว่าต่ำต้อยด้อยค่า หากเชี่ยอี่สิงต้องการขึ้นเตียงกับเขา ควรถือเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ เขาควรน้อมคำนับขอบคุณอย่างยินดีจึงจะถูก ดังนั้นเชี่ยอี่สิงจะเล่นเนื้อเล่นตัวแบบนี้ก็เป็นเรื่องปกติ

ในสายตาของฝ่ายนั้น เถาหงนอนกับผู้ชายมามากมาย ไร้คุณค่ามานานแล้ว หากคิดในมุมเชี่ยอี่สิงก็ไม่แปลกที่จะรู้สึกว่าการปฏิเสธมากมายนั่นเป็นการไม่รู้คุณคน

อวี๋หลิงเฟยอยากพูดแก้ตัวว่าทำไมก่อนหน้านี้เถาหงสามารถนอนกับผู้ชายคนอื่นเพื่อเงินได้ แต่กลับไม่ยอมรับเชี่ยอี่สิง เขาถอยหลังก้าวหนึ่ง พูดอย่างรู้ฐานะตนเถาหงทราบถึงความเอ็นดูของท่านแม่ทัพดี เถาหงคำนึงถึงชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของท่านแม่ทัพ ไม่อาจให้ชื่อเสียงขาวสะอาดนั่นถูกทำลายด้วยคณิกาต่ำต้อยเช่นเถาหง ไม่ใช่เถาหงไม่ยินยอมปรนนิบัติท่าน แต่ทำเพื่อชื่อเสียงบริสุทธิ์ของท่าน ขอท่านแม่ทัพใหญ่อย่าได้เอาความกับผู้น้อย

เขาเอ่ยคำพูดขัดความรู้สึกตน ได้ยินแล้วตนเองยังรู้สึกเหมือนกินปูนร้อนท้อง

ดวงตาดำของเชี่ยอี่สิงแฝงประกายวาววาบดุจดั่งคริสตัลสีดำเสียดแทงเขาราวกับเป็นกระบี่คมเล่มหนึ่ง คล้ายว่ามองคำโกหกของเขาออก

บนหน้าผากชายหนุ่มผุดเม็ดเหงื่อเย็นเฉียบ กำมืออย่างตื่นกลัวไม่อาจสงบนิ่ง ผู้ชายคนนี้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ถึงปกติจะพูดจาโอหังเอาแต่คิดล่วงละเมิดทางเพศกับเขา แต่ขณะที่ถูกสายตาเย็นเยียบของอีกฝ่ายจับจ้องอยู่นี้ พลังอำนาจนั้นราวกับตาข่ายยักษ์ที่ถูกแผ่กางออกล้อมรอบเขาจนมิด

แม้สีหน้าจะเย็นชาเหมือนปกติ แต่กระแสหนาวยะเยือกบนกายกลับทำให้คนว้าวุ่น และคนที่ว้าวุ่นก็คือเขา แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ชอบใจคำลวงของเขาเพียงไหน

ตายแน่แล้ว คงไม่ใช่ว่าอีกครู่หนึ่งเชี่ยอี่สิงจะเรียกคนมาลากเขาไปตัดหัวหรอกนะ!

ครู่ต่อมาเชี่ยอี่สิงเอ่ยเสียงเย็นชา เป็นเสียงเยียบเย็นและตัดไมตรีอย่างที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน

เจ้ากลับไปเถอะ ทางท่านอ๋องแปดข้าจะลองพูดดู แต่จะสำเร็จหรือไม่ข้าไม่อาจรับรอง

ขอรับ ขอบคุณท่านแม่ทัพ!”

เขาเอ่ยอย่างเกรงอกเกรงใจ หากผู้ชายคนนี้รับปากตนก็วางใจได้แล้ว อวี๋หลิงเฟยลูบเหงื่อบนใบหน้า ในใจกลับขมฝาดอย่างประหลาด ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถอดใจเรื่องให้ตนปรนนิบัติง่ายดายเพียงนั้น เป็นเขาทำให้อีกฝ่ายโกรธแล้ว หรือเชี่ยอี่สิงไร้ความสนใจเขาแล้วหรือ?

ระหว่างกำลังคิดอย่างสับสน เชี่ยอี่สิงก็ลากสาวใช้คนนั้นเข้าห้องไปแล้ว

หัวใจเขาคล้ายถูกเข็มทิ่มแทง ท้อแท้หมดกำลังใจโดยไม่รู้ตัว กระทั่งตนเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอารมณ์จึงตกต่ำฉับพลัน

บางครั้งเขาจะคอยคิดว่า เพราะเหตุใดตนจึงมาปรากฏตัวในยุคแปลกประหลาดนี้ ทำไมจึงมาอยู่ในร่างยอดบุปผาที่หลับนอนกับคนเป็นหมื่นเช่นนี้

ดูเหมือนสวรรค์กำลังเล่นสนุก ให้เขานำพาชายรูปงามที่ผู้คนดูถูกกลุ่มหนึ่ง ดูว่าสามารถสร้างสภาพการณ์แบบใหม่ได้หรือไม่

ทั้งคล้ายทุ่มเขาลงในยุคที่ค่านิยมยุ่งเหยิง เพื่อดูว่าก้อนหินก้อนเล็กๆ อย่างเขาสามารถสร้างระลอกคลื่นได้มากขนาดไหน สามารถก่อเสียงสะท้อนได้มากเพียงไร

แต่ว่าเขาไม่คุ้นเคยกับการเรียกตนเองว่าเถาหง ชื่อเดิมของเขาคืออวี๋หลิงเฟย แต่คนในยุคสมัยนี้ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของเขา

ทุกคนเจอเขาก็รู้ว่าเขาคือยอดบุปผาอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ไร้หัวจิตหัวใจ ขอเพียงมีเงินไม่ว่าแขกแบบไหนก็รับ ทั้งยังเป็นชายรูปงามชั้นต่ำที่สุดคนหนึ่ง

หน้าอกเขารู้สึกอึดอัดขึ้นมาอีก ก่อนกลับเขาผ่านเรือนหมิงจู อย่างน้อยสุนัขก็ต้อนรับเขาอย่างจริงใจ เขากอดสุนัขสองตัวไว้ในอกแล้วหอมพวกมัน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอีกสองตัวแล้วหอมอีกตัวละครั้ง จากนั้นเป็นตัวสุดท้าย ลูกสุนัขที่มีลายที่ท้องซึ่งเขารักที่สุดและแอบเรียกมันว่าเจ้าลาย

ดวงตาเรียวยาวของเจ้าลายเชิดชี้เหมือนเวลาที่เชี่ยอี่สิงหยิ่งผยองทระนงตน ทุกครั้งที่เขาอึดอัดคับข้องเม้มปากไม่พูดไม่จาคล้ายมีเรื่องกลัดกลุ้ม มันก็จะมีท่าทางเซื่องซึมแบบนี้ เขาชอบเจ้าลายมากที่สุดจึงหอมมันอย่างสนิทสนมไปหลายที

ยามที่เขาวางเจ้าลายลง หน้าเรือนพลันปรากฏเงาร่างคนสามคน หนึ่งในนั้นคือเถียนเหอ นางกำลังกระซิบอะไรบางอย่างกับผู้หญิงซึ่งแต่งงานแล้วที่ดูมีอายุและฐานะค่อนข้างสูงคนหนึ่ง ส่วนผู้หญิงอีกคนอายุไม่ต่างกับเถียนเหอนัก

เห็นเถียนเหอในใจเขาก็อดรู้สึกไม่ถูกต้องไม่ได้ เขามาดูสุนัขไม่นานเท่าไร เชี่ยอี่สิงนั่นดีแต่ภายนอก ทว่าใช้การไม่ได้ ครู่เดียวก็เสร็จกิจแล้ว ดูท่าคงหมดไฟก่อนวัยอันควร ถ้าเถาหงมีโอกาสได้รุมเร้ากับเขาจริงๆ หลังจบเรื่องกลัวแต่ว่าคงอดทอดถอนใจไม่ได้

พอคิดแบบนี้หน้าอกที่บีบรัดก็ดูจะเบาบางลงไม่น้อย

ถึงเวลากลับไปสักที เขาเดินออกจากเรือนโดยไม่คิดอะไรมาก สามคนนั้นเห็นอยู่ชัดๆ ว่ากำลังรอเขา หญิงกลางคนตบลงบนใบหน้าเขาอย่างแรงโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ เขาที่ไม่ได้ป้องกันตัวถูกตบจนมึนงงสับสน ล้มลงไปกับพื้น

ชายรูปงามต่ำต้อยเช่นเจ้ามาที่นี่ทุกวัน ไม่เพียงทำให้ลั่วเหอลุ่มหลงจนหน้ามืดตามัว ยังคิดเพ้อฝันล่อลวงอี่สิง จวนแม่ทัพของข้าเป็นสถานที่ชอบธรรมไร้ราคีเพียงไร จะยอมให้ชายรูปงามต่ำทรามเช่นเจ้าเชิดหน้าชูคอเดินเข้าประตูหน้ามาได้อย่างไร ใครก็ได้ตีเจ้าชายรูปงามสารเลวนี่ให้ข้า อย่าให้กล้ากำเริบเสิบสานไม่รู้ฐานะตนอีก

ชายฉกรรจ์สี่คนไม่รู้โผล่มาจากไหนจับเขาไว้ เขาเกลียดร่างกายนี้จริงๆ กินเท่ไรก็ไม่อ้วน ทั้งยังไม่มีเนื้อหนังอีกด้วย คิดขัดขืนก็ทำไม่ได้ หัวถูกกระแทกลงไปกับพื้นแรงจนเขาตาลาย

บทที่ 7 จิตใจที่ชั่วร้ายที่สุดของสตรี

โฮ่งๆๆ…”

เสียงเห่าสะท้านฟ้าดังลั่นขึ้นมาก่อนตามด้วยหมิงจูที่พุ่งมาข้างกายเขาอย่างว่องไว มันอ้าปากเห่าคำราม ท่าทีเปี่ยมอำนาจและห้าวหาญนั้นแม้แต่ชายฉกรรจ์ยังหน้าถอดสีถอยหลังไปสองก้าว สตรีสามคนยิ่งกลัวจนหน้าขาวซีดถอยไปอีกด้านหนึ่ง

เถียนเหอกล่าวยุแยงฮูหยินผู้เฒ่านี่คือสุนัขของนายท่านเจ้าค่ะ จะต้องเป็นเพราะหลายวันมานี้ชายรูปงามคนนี้มาป้อนอาหารทุกวัน เดรัจฉานไม่รู้จักคนดีคนชั่วจึงได้เข้าข้างเขา

เหอซื่อ* สตรีแต่งงานแล้วที่ถูกเรียกว่าฮูหยินผู้เฒ่าอันที่จริงกลัวหมิงจูมาก สุนัขใหญ่ที่ยืนสองขาขึ้นมายังสูงกว่าคน ปากใหญ่เห่าคำรามดุร้ายราวกับหมาป่ายักษ์ในทะเลทรายทางเหนือ ไม่มีใครไม่กลัวโดยเฉพาะสตรีอ่อนแออย่างนาง

อวี๋หลิงเฟยอาศัยช่วงเวลานี้หยัดตัวขึ้นมา ดวงตาร้อนวาบ อยากจะเข้าไปกอดหมิงจูแล้วหอมหลายๆ ฟอด สุนัขตัวนี้แสนรู้นัก รู้ว่าเขาถูกคนชั่วรังแกจึงรีบพุ่งออกมาช่วยเขา

เห็นฮูหยินผู้เฒ่าลังเล เสียงของเถียนเหอยิ่งเน้นให้หนักขึ้นไปอีก นางอยู่ในจวนมานานทั้งยังเป็นคนข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า จะไม่รู้ความในใจนางได้อย่างไร

เดรัจฉานตนนี้ไม่รู้จักดีชั่วถึงได้ช่วยชายรูปงามต่ำตมนี่ หากนายท่านรู้ก็คงจะลงโทษเดรัจฉานตนนี้อย่างโกรธเคืองเช่นกัน ฮูหยินผู้เฒ่า หากไม่ฉวยโอกาสนี้ตักเตือนชายรูปงามต่ำช้าคนนี้ เขามาที่นี่ทุกวันเกรงว่าภายนอกจะเกิดข่าวลือว่าบุรุษในจวนแม่ทัพของพวกเราล้วนกลุ้มรุมกับเขา เพื่อชื่อเสียงอันใสสะอาดของจวนแม่ทัพควรแสดงอำนาจให้เหล่าข้ารับใช้ได้เห็นบ้าง

แสดงอำนาจ?

เหอซื่อกัดริมฝีปากล่าง ไม่กี่ปีมานี้เชี่ยอี่สิงประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย คนในจวนแม่ทัพทั้งบนล่างหากมิใช่เพราะยังนึกได้ว่านางก็เป็นหนึ่งในเจ้านายของคฤหาสน์นี้ เกรงว่าคงไปประจบสอพลอเชี่ยอี่สิงกันหมด แม้นางจะถูกเรียกว่าฮูหยินผู้เฒ่า ทว่าสายตาที่แต่ละคนมองนางหามีความเคารพไม่ แต่พอพูดถึงเชี่ยอี่สิงข้ารับใช้ทุกคนกลับคล้ายยอมตายถวายชีวิตเพื่อเขา นางมิใช่คนโง่ ความแตกต่างขนาดนี้ไหนเลยจะดูไม่ออก

แสดงอำนาจ คำนี้แทงลงบนบาดแผลในใจที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ของนาง นางชี้มือสั่นๆ ไปยังหมิงจูพร้อมกล่าวตีเจ้าเดรัจฉานตนนี้ให้ตาย สุนัขที่บังอาจเห่าใส่เจ้านายไม่มีก็ไม่สำคัญ!”

ชายฉกรรจ์หยิบกระบองหยาบขึ้นมาจะตี บางคนยังหยิบเชือกป่านมาคล้องคอมัน หมิงจูกัดสองคนนั้นเต็มแรง อีกสองคนกลับไล่ตีมันราวกับเป็นบ้า แม้มันจะมีพละกำลังมากมายแต่ก็ถูกรุมตีอย่างไม่อาจทนได้

ไม่ อย่านะ!”

อวี๋หลิงเฟยกุมหัวร้องเสียงแหลม ในสมองร้อนวูบวาบ ลูกสุนัขได้ยินเสียงร้องครางของหมิงจูจึงพากันวิ่งชุลมุนออกมาอย่างแปลกใจ ชายฉกรรจ์นั่นตีอย่างเมามันฟาดไม้ลากเอาลูกสุนัขตัวหนึ่งกระเด็นขึ้นฟ้า เสียงตกกระแทกพื้นอันหนักหน่วงทำให้อวี๋หลิงเฟยกรีดร้องออกมา

เขากอดลูกสุนัขตัวนั้นขึ้นมา บนนิ้วล้วนแล้วแต่เป็นเลือดเหนียวข้น มันตายคาที่ไปแล้ว อีกสี่ตัวที่เหลือถูกเขากอดเอาไว้อย่างรวดเร็ว ปกป้องไว้ใต้ตัวตน ไม้กระบองนั่นจึงฟาดลงบนหลังเขา

อวี๋หลิงเฟยรู้สึกว่ากระดูกของตนกำลังจะแตกแล้ว ด้านหลังเจ็บเสียจนหายใจไม่ออก เถียนเหอที่ยืนอยู่ข้างฮูหยินผู้เฒ่ากระดกมุมปากขึ้น สายตาเย็นชา เห็นชัดว่าต้องการดูเขาตาย เขาไปสร้างความแค้นลึกล้ำกับนางเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไร

เขาเห็นหมิงจูเดินขาเป๋ตัวส่ายโอนเอนจากไป โชคดีที่อย่างน้อยเป้าหมายของคนพวกนี้ไม่ใช่หมิงจูแต่เป็นเขา

สติเริ่มลางเลือนไปทุกที เขายิ่งกอดลูกสุนัขเบื้องล่างซึ่งร้องครางระงมแน่นขึ้น ถ้าหากครั้งนี้เขาตายไปจะกลับไปยังยุคปัจจุบันได้หรือไม่ หรือจะไปอยู่ที่อื่นอีก?

เมื่อคิดถึงอาเผิ่งที่ไร้ข่าวคราว ยังมีลวี่จู๋ที่อายุยังน้อยถูกรังแกได้ง่ายกับเฟิงเหนี่ยวที่คล่องแคล่วหัวไว เขาก็หลั่งน้ำตาออกมาอย่างอดไม่ได้ ทว่าก็วางใจอยู่บ้างเล็กน้อย

แม้เขาจะไม่อยู่ เด็กพวกนั้นก็น่าจะเข้มแข็งพอจะยืนด้วยตัวเองได้แล้ว ดูจากที่เขาไม่อยู่ที่หอทุกวัน พอกลับไปตอนเย็นทุกอย่างยังคงสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย เฟิงเหนี่ยวคิดเลขได้ดี ผ่านการฝึกฝนในหลายวันที่ผ่านมานี้บัญชีก็ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรเลย คิดดูแล้วพวกเขาคงสามารถจัดการชีวิตของตนเองได้แล้ว

หากเบื้องบนส่งเขาเข้าร่างเถาหงมายังยุคสมัยนี้ก็เพื่อเด็กโง่ที่ไม่รู้จักต่อต้านกลุ่มนั้น แบบนั้นเขาคงคิดมากเกินไปเรื่องที่ถูกคนพูดว่าร่างกายสกปรกนอนกับผู้ชายมาเป็นพัน

เขาทำภารกิจสำเร็จแล้วใช่ไหม สมควรกลับไปยุคปัจจุบันได้แล้วหรือ?

อย่างน้อยก็ไม่ต้องเห็นเชี่ยอี่สิงตบเตียงข้างตัวด้วยท่าทีวางอำนาจ ท่าทางอย่างกับว่าได้ร่วมเตียงกับคนผู้นั้นนับเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่อีก

พอคิดถึงเชี่ยอี่สิง เขาคล้ายได้ยินเสียงของชายหนุ่ม ไม้ที่ตีบนหลังหยุดลง หมิงจูปรากฏตัวเลียใบหน้าเขา ลูกสุนัขที่เขาปกป้องไว้ใต้ตัวมุดออกมาส่งเสียงเห่าร้อง

ร่างของเขาถูกยกตัวขึ้น กระดูกทั้งร่างย่ำแย่คล้ายกับจะแตกเป็นผุยผง อะไรกัน ท้ายที่สุดสิ่งที่เขาได้เห็นกลับเป็นใบหน้าบิดเบี้ยวหนาวจับจิตของเชี่ยอี่สิงหรือ ใบหน้านั้นบิดเสียจนความหล่อเหลากลายเป็นอัปลักษณ์ไปแล้ว แต่ก็ออกจะน่าขำอยู่บ้าง

ถ้าไม่ใช่เพราะแผ่นหลังเจ็บเกินไปเขาจะต้องหัวเราะออกมาแน่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นถึงทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มไม่น่าดูขนาดนี้กันนะ

ก่อนเล่นสนุกกับข้า เจ้าไม่อาจตายได้!”

อวี๋หลิงเฟยอยากหัวเราะ คำพูดเอาแต่ใจทั้งยังตรงแน่วแบบนี้เป็นวิธีพูดของเชี่ยอี่สิงอย่างแน่นอน แต่ว่าเสียงแหบพร่าจนไม่เหมือนเสียงเดิมของเขา เหมือนทรายฝืดแห้งเสียดสีกันมากกว่า

เขาลองยกมุมปากแต่กลับพ่นเลือดคำโตออกมา แม้แต่เสียงก็ร้องไม่ออก สองตาปิดลงสลบไป

ไฟโกรธในใจเชี่ยอี่สิงแผดเผาจนเขาคิดอยากตัดศีรษะคน ก่อนหน้านี้เถาหงผู้นั้นพยายามยั่วยวนตนอย่างยิ่ง ตอนนี้ตนตกลงแล้ว อีกฝ่ายกลับพูดเอาตัวรอดพรรค์นั้น เห็นฝ่ายนั้นก้มหน้าพูดเสียงแผ่วดวงตากลอกกลิ้งก็รู้แล้วว่ากำลังพูดโกหก

หากเถาหงเป็นคนอารมณ์เย็นเพียงนี้ รู้จักเหตุผลเพียงนี้ วันที่อาเผิ่งถูกพาตัวไปก็คงไม่ถอดรองเท้าปาใส่เขาต่อหน้าคุณชายและทหาร ยิ่งไม่มีทางปล่อยให้เขาแขวนท้องรอ ทำให้เขาทั้งโกรธและไม่พอใจที่ถูกหยอกเล่นมาตลอด

ความอารมณ์ร้ายและปากอันคมกริบของชายรูปงามคนนี้เขามีประสบการณ์มาแล้ว แสร้งทำเชื่องเชื่ออะไร เห็นเขาเป็นคนโง่ชัดๆ!

เขาลากเถียนเหอเข้าห้อง เมื่อเห็นถังน้ำที่เตรียมให้เถาหงยังมีไอน้ำร้อนก็ยิ่งโมโหมากขึ้น เขาต้องการให้เถียนเหอย้ายน้ำร้อนออกไป เลี่ยงไม่ให้ตนเองเห็นแล้วว้าวุ่น

เถียนเหอลูบไล้เสื้อผ้า เอ่ยถามอ่อนหวานออเซาะนายท่าน ท่านยังขาดอะไรอีกหรือไม่

แน่นอนว่าช่วงล่างของเขายังมีความต้องการอยู่ เขาขาดมือเล็กนุ่มช่วยดับกระหาย ยิ่งขาดกลีบบุปผามารัดเขาให้แน่นไม่ปล่อยไปไหน

ก่อนหน้านี้เถาหงพยายามเข้าใกล้ เขายังรังเกียจกลิ่นคาวสกปรก แต่ตอนนี้เขาต้องการแล้ว คนผู้นั้นกลับไม่ยินยอม ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง มีขึ้นมีลงเป็นปกติหรือ ช่างน่าโมโหนัก!

เอาน้ำร้อนออกไป ไม่มีอะไรแล้ว

หญิงคนนั้นยังยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับสักก้าว เขาเหลือบสายตามองนาง ในชั่วขณะนั้นเขานึกชื่อนางไม่ออก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกสาวใช้มาในห้อง ก่อนหน้านี้เพราะกลัวยุ่งยาก ด้วยสาวใช้ในตระกูลมากไปด้วยแผนการต้องการเข้าห้องมาปรนนิบัติเขาจะทำให้เกิดเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมา ดังนั้นเขาจึงประกาศอย่างเด็ดขาดว่าไม่ต้องการสาวใช้ในห้อง หากต้องการผู้หญิงก็จะออกไปหาข้างนอกเอง

หลายวันมานี้ถูกเถาหงทำจนจิตใจว้าวุ่นสับสน จึงได้ฝืนใจทำเรื่องที่ไม่อยากทำด้วยการรับสาวใช้เข้ามาในห้อง ทว่าสาวใช้คนนี้ไร้เรี่ยวแม้แต่ถังน้ำร้อนยังยกไม่ไหว อีกทั้งยามพูดจาเสียงก็ออดอ้อน ฟังแล้วน่ารำคาญนัก

นายท่าน…”

เสียงอ่อนหวานที่ทำให้คนหงุดหงิดดังขึ้นมาอีกครั้ง เขาทนไม่ไหวมองอย่างไม่พอใจ สาวใช้พวกนี้เอาแต่ร้องเรียกนายท่านๆ ทั้งวันแต่จัดการงานไม่ได้ ยกสิ่งของไม่ขึ้น จะมีสาวใช้ไว้ในห้องทำไม ไม่สู้ออกไปหาผู้หญิงข้างนอกมานอนยังสะดวกสบายเสียกว่า เห็นท่าทางอ่อนโอนออดอ้อนแบบนั้นช่วงล่างของเขาก็พลอยอ่อนไปด้วยแล้ว

เจ้ากลับไปรับใช้ฮูหยินผู้เฒ่าซะ

นางตกตะลึงคุกเข่าดังตึง น้ำเสียงสะอึกสะอื้นนายท่าน เถียนเหอทำอะไรผิดไป เถียนเหอจะแก้ไข ขอนายท่านอย่าไล่ข้าน้อยออกไปเลย

วันที่นางถูกเลือกเข้าห้องนายท่าน สาวใช้มากมายล้วนอิจฉาริษยานาง ในช่วงเวลานั้นทั่วทั้งร่างนางเต็มไปด้วยความยินดี นั่นเป็นความรู้สึกที่ความทะยานอยากต้องการเหนือล้ำกว่าผู้อื่นได้รับการเติมเต็ม

นางรู้ว่าหลายปีมานี้นายท่านไม่รับสาวใช้เข้าห้อง เพียงหาหญิงต่ำต้อยมาสำราญเป็นคราครั้ง ไม่นานมานี้เมื่อนายท่านเอ่ยว่าต้องการสาวใช้ปรนนิบัติ ด้วยเพราะนางรูปโฉมงดงามจึงถูกฮูหยินผู้เฒ่าส่งไปอยู่ข้างกายนายท่าน

หากหลังจากนี้นางโชคดีตั้งครรภ์ขึ้นมา มารดาอาศัยบุตรยังจะกลัวไม่มีฐานะอีกหรือ แม้นายท่านจะเย็นชาทว่ากลับใจกว้างเมตตาต่อคุณชายรองอย่างมาก คิดดูแล้วคงจะคำนึงถึงสมาชิกตระกูลเชี่ยอันน้อยนิด ย่อมแน่ว่ากับลูกตนเองต้องยิ่งรักใคร่มาก ฐานะของนางเป็นภรรยาเอกของนายท่านไม่ได้ แต่อนุภรรยาคงไม่มีปัญหากระมัง

เพียงแต่หลายวันมานี้นายท่านไม่สนใจนางแม้แต่น้อย กลับเอาแต่ชะเง้อคอมองหาใครบางคนทั้งวัน ก่อนประชุมขุนนางตอนเช้าก็ถามว่าเถาหงมาหรือยัง พอกลับมาถึงจวนก็ทิ้งม้าถามว่าเถาหงกลับไปหรือยัง

เถาหงๆ ทั้งวันจนนางเข้าใจไปว่านั่นคือคนในดวงใจของนายท่าน พอสอบถามดูถึงได้รู้ว่าที่แท้เป็นคนทำคลอดให้หมิงจูสุนัขแสนรักของนายท่านที่คลอดยากในวันนั้น เถาหงคนนั้นช่วยหมิงจูไว้นายท่านจึงได้ปฏิบัติด้วยอย่างแตกต่าง อีกทั้งหมิงจูตั้งท้องแรก ไม่รู้จักการเลี้ยงดูลูกสุนัข นายท่านจึงให้คนไปเชิญเถาหงมาช่วยดูแล

เดิมนางคิดว่าไม่มีอะไร คาดไม่ถึงว่าขอเพียงเถาหงอยู่ในจวนแม่ทัพ นายท่านก็วิ่งไปที่เรือนหมิงจูอย่างกระวนกระวายทันที วันหนึ่งนางแอบมองอยู่นอกเรือนหมิงจู ในใจตื่นตะลึงนัก

หมอตำแยคนนี้อายุน้อยซ้ำงามเพริศพริ้ง ท่วงท่ากิริยาสง่างามดึงดูด ยามยิ้มยิ่งหวานจับใจพาให้นายท่านหลงใหลอย่างยิ่ง

นางสืบสอบถามเพิ่มเติมถึงได้รู้ว่าคนผู้นี้คือเถาหง ยอดบุปผาอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงที่ชื่อเสียงเลื่องลือ ชายรูปงามต่ำต้อยที่หลับนอนกับผู้ชายมานับไม่ถ้วน

เชิญเถาหงมาเพื่อลูกสุนัขเป็นแค่ข้ออ้างชัดๆ ที่นายท่านคิดยังมิใช่เรื่องนั้นหรอกหรือ และแม้ว่าชายรูปงามคนนี้จะได้รับความโปรดปรานจากนายท่านแต่ก็เป็นเพียงชายรูปงาม เล่นสนุกไม่กี่ครั้งนายท่านก็คงเบื่อจึงจะถูก นางไม่เห็นเขาเป็นภัยคุกคามแม้แต่น้อย เพียงมองเขาอย่างดูถูกเท่านั้น

ชายรูปงามคนนั้นก็ไม่กล้าแย่งชิงความโปรดปราน ถอนตัวไปอย่างว่าง่าย ทว่าการกระทำนั้นของเขากลับเป็นการตีกระทบใจนายท่าน ยิ่งเขาแสดงท่าทีไม่ยี่หระ สีหน้าของนายท่านก็ยิ่งดูไม่ได้ นี่กลับทำให้นางกระวนกระวายขึ้นมา คงมิใช่ว่าชายรูปงามคนนั้นกำลังเล่นแกล้งปล่อยเพื่อจดจำอยู่หรอกนะ

ขณะที่นางกำลังขบคิดอย่างละเอียด คาดไม่ถึงว่าพอเข้ามาในห้องนายท่านก็ต้องการให้นางกลับไปรับใช้ฮูหยินผู้เฒ่า

นางเพิ่งได้เข้ามา หากว่าปรนนิบัติได้แค่สองสามวันก็ถูกส่งกลับไปให้ฮูหยินผู้เฒ่า มิถูกคนรอบข้างนินทาหัวเราะเยาะเย้ย ยังจะให้นางมีหน้าอยู่ได้อีกหรือ หรือว่านี่คือแผนการชั่วร้ายของชายรูปงามคนนั้น ความเกลียดชังของนางพุ่งสูงในทันที

จิตใจอันวกวนซับซ้อนของสตรีมีหรือเชี่ยอี่สิงจะเข้าใจ เขาคร้านจะพูดอีก ทั้งไม่กินข้าว เพียงออกจากห้องสั่งการย่าตงองครักษ์คู่กายที่อยู่อีกด้านส่งกลับไปให้ฮูหยินผู้เฒ่า

ขอรับนายท่าน

ย่าตงตาไม่พริบไหวสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน คล้ายเงาก็มิปาน ยามติดตามอยู่ด้านหลังเขากลับสามารถหลบซ่อนเงาร่างของตนเองได้ เป็นคนสนิทที่เขาบ่มเพาะมากับมือ

ชายรูปงามคนนั้นน่าชังนัก สร้างเรื่องโกหกคำโตพรรค์นั้นต่อหน้าข้า กลัวทำให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียงอะไร แล้วเหตุใดเขาไม่กลัวทำผู้อื่นเสียชื่อเสียงบ้างเล่า อีกทั้งเมื่อสองสามเดือนก่อนยังไม่กลัวว่าชื่อเสียงของข้าจะเสียหาย พยายามให้ข้าเล่นสนุกกับเขาเสียให้ได้

เขาบ่นพึมพำแค้นเคือง ยามความปรารถนาของบุรุษไม่ได้รับการเติมเต็ม ความหงุดหงิดและทรมานนั่นทำให้คนยากจะทนได้จริงๆ และเขายังไม่เคยอดทนเพื่อใครมาก่อน

นายท่านย่าตงที่ส่งคนกลับไปแล้วเอ่ยพูดเสียงต่ำคนในสับสน คนนอกเห็นชัด ท่านอาจไม่ได้สังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงของเถาหงเป็นเรื่องตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อน จู่ๆ เขาก็ปิดหอคณิกา ปะทะฝีปากกับคุณชายไป๋ ไม่ยอมให้ชายรูปงามของตนถูกทหารทำให้ด่างพร้อย หลังจากคุณชายไป๋สนทนากับเขาก็ค่อนข้างชื่นชอบ ยังสั่งโบยทหารคนนั้นและไล่ออกจากกองทัพเพื่อเขา นอกจากนี้เขายังไม่ยอมให้อาเผิ่งเป็นอนุของคุณชายรอง วันนั้นเพื่ออาเผิ่งที่ถูกพาตัวไปให้ท่านอ๋องแปด เขายังคิดขว้างรองเท้ามาถูกนายท่านเพราะแค้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ดังนั้นแล้ว?” เชี่ยอี่สิงเคร่งขรึมโดยพลัน เสียงกดต่ำ

เขามาจวนแม่ทัพทุกวันไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์ใดหรือไม่ ยามนี้สถานการณ์ไม่แน่นอน นายท่านไม่อาจไม่ทันป้องกัน

อืม

สามเดือนก่อนเถาหงที่เห็นเงินพลันตาเป็นประกาย สำส่อนหน้าไม่อายเห็นเขาก็คิดเข้าใกล้ สามเดือนต่อมาเขาต้องการเชยชมกลับปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า

เชี่ยอี่สิงพลันนึกเรื่องเสื้อผ้าที่เถาหงพูดขึ้นมาได้ บอกว่านั่นเป็นเสื้อผ้าของเถาหงคนก่อนอะไรเช่นนั้นราวกับว่าตนเองไม่ใช่เถาหงอย่างไรอย่างนั้น

ยามนั้นที่ได้ยินรู้สึกว่าสมองเถาหงมีปัญหาแล้ว ยามนี้มาคิดดูผู้มีความสามารถในยุทธภพมีมากดังปลาในแม่น้ำ เขาเองก็เคยได้ยินเรื่องวิชาแปลงโฉม แต่ว่ามีวิชาที่สามารถปลอมเป็นคนอื่นได้อย่างหมดจดเพียงนี้เชียวหรือ

เขานิ่งเงียบอยู่ในความคิดตน บางทีคงต้องตรวจสอบเถาหงอย่างละเอียดจึงจะได้

พลันได้ยินเสียงร้องครางเสียงหนึ่ง นั่นเป็นเสียงของหมิงจู หมิงจูที่เชื่อฟังมาโดยตลอดจะออกมาจากเรือนของมันได้อย่างไร เขาหันมองไปตามเสียงร่างกายพลันแข็งค้างในทันที

หมิงจูยกขาข้างหนึ่งขึ้น ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดกำลังมุ่งหน้ามาทางเขา เขาอดตะโกนอย่างโกรธแค้นไม่ได้ใครทำเรื่องแบบนี้กับเจ้า

เห็นผู้เป็นนายมองมาที่ตนแล้วหมิงจูพลันหมุนตัววิ่งออกไปด้านนอก แล้วยังหันหัวกลับมาเพื่อดูว่าเขาตามมาหรือไม่ ปากส่งเสียงร้องครางราวกับว่าขอร้องให้เขาตามไป

สังหรณ์ไม่ดีพุ่งวาบในใจ เชี่ยอี่สิงสาวเท้ายาวเร่งตามมันไป ตลอดทางล้วนมีรอยเลือด รอจนเขาไปถึงเรือนของหมิงจูภาพที่ได้เห็นเบื้องหน้าทำให้เขาดวงตาแทบถลน

หากไม่ใช่ผ้าแพรเนื้อบางนั่นมีขาโผล่มาหนึ่งข้าง เพียงมองแค่แผ่นหลังที่เลือดเนื้อผสานผสมกันนั้นเขาไม่มีทางดูออกแน่ว่าใครกำลังถูกไม้ฟาดตีอยู่

หยุดมือเดี๋ยวนี้!”

เขาร้องเสียงดังราวกับเสียงฟ้าผ่า ทุกคนล้วนแล้วแต่ตกใจกลัวจนมือสั่นขาอ่อน เสียงไม้ร่วงหล่นบนพื้นดังตึง เห็นลูกสุนัขสี่ตัวมุดออกมาจากร่างที่ไม่ขยับเขยื้อน ส่วนอีกตัวหนึ่งนอนตายอยู่ไม่ไกล

เดิมเชี่ยอี่สิงก็มีท่าทางน่าเกรงขามอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งกำลังเดือดดาลถึงขีดสุด เหอซื่อถูกเขาทำเอาตื่นกลัวจนเข่าอ่อน หากมิใช่อาศัยสาวใช้สองคนด้านข้างคอยพยุงเกรงว่าคงล้มลงพื้นไปแล้ว

พวกเจ้ากำลังทำอะไร

เหอซื่อมองเถียนเหอคราหนึ่งโดยไม่รู้ตัว คำพูดเมื่อครู่ของสาวใช้คนนี้นางไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วน บุ่มบ่ามเรียกคนมาตีสุนัข ยามนี้เห็นเชี่ยอี่สิงเดินเข้ามาอย่างเดือดดาลให้รู้สึกเสียใจภายหลังนัก

หมิงจูแม้เป็นเดรัจฉานแต่ได้ยินว่าเชี่ยอี่สิงรักมันมาก ถึงขนาดสร้างสวนเรือนให้มันเป็นพิเศษ

งานล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงของฮ่องเต้ ชายหนุ่มพาหมิงจูไปด้วย ได้ยินว่าสองปีก่อนหมิงจูยังถูกฮ่องเต้ชื่นชมว่ามันฉลาดเหี้ยมหาญ อยากจะเอาตัวไปนัก เป็นเชี่ยอี่สิงที่ยืนกรานไม่ยอม ดังนั้นฮ่องเต้ถึงได้ให้คนพาสุนัขในวังมาผสมพันธุ์กับหมิงจู เมื่อคลอดจะนำไปเลี้ยงในวังสักสองสามตัว

เถียนเหอรีบร้อนก้มหน้าลงไม่กล้าเอ่ยเสียง

เหอซื่อขุ่นเคือง คร่ำครวญในใจไม่หยุด หากไม่เพราะสาวใช้คนนี้ยุแยงอยู่ข้างๆ นาง ไหนเลยนางจะบุ่มบ่ามทำเรื่องเช่นนี้ นังสาวใช้สมควรตาย ต้องโทษที่ตนเองก็หูเบา แสดงอำนาจอะไร ครานี้ตีสุนัขของฮ่องเต้ตายเสียแล้ว

แม้จะนึกเสียใจแต่ปากยังคงพูดแก้ตัวให้ตนเอง นางกล่าวอย่างแสดงความมั่นใจสุนัขตนนี้ชิดใกล้คนนอกหันมากัดเจ้านาย ไม่ใช่ของดีอะไร ดังนั้นข้าจึงสั่งสอนแทนเจ้า ชายรูปงามต่ำต้อยคนนั้นล้วนมาจวนแม่ทัพทุกวัน เห็นคนในจวนยังทำท่าทางโอหังอวดดีไม่รู้สำนึกว่าฐานะตนต่ำต้อย จะปล่อยให้คนนอกมาหัวเราะเอาได้อย่างไร

นี่กลับพูดมาถึงจุดสำคัญแล้ว ข้าเป็นเจ้านายหมิงจู มันกัดข้าตรงไหน และที่นี่ก็คือจวนแม่ทัพของข้าข้างนอกหัวเราะเยาะกันว่าอะไรท่านช่วยพูดมาให้ฟังหน่อย

เสียงของเชี่ยอี่สิงเย็นเยียบ เหอซื่อกลับอึกอักอย่างหมดท่า

แน่นอนว่าที่นี่คือจวนแม่ทัพของเชี่ยอี่สิง เชี่ยอี่สิงเป็นบุตรชายของพี่สามีนาง ยามเขายังเด็กบิดามารดาป่วยตายจากไป นายท่านบ้านนางมีความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้อง จัดงานศพแล้วเช็ดน้ำตาพาเชี่ยอี่สิงเข้ามาอยู่ร่วมบ้าน ผ่านไปสองสามปีนางถึงให้กำเนิดบุตรชายลั่วเหอ

แม้ว่าเป็นลูกของพี่สามีแต่ในบ้านเชี่ยอี่สิงกลับคล้ายคุณชายใหญ่ บุตรชายผู้เป็นทายาทตัวจริงของนางกลับต่ำกว่าเขาหนึ่งส่วน นางต้องการให้สามีไล่เขาออกไปแต่สามีกลับไม่ยอม กล่าวว่าสตรีไม่รู้เรื่องราว หลานชายเป็นคนฉลาดมีปณิธาน ต้องมีอนาคตที่ดีในภายภาคหน้าเป็นแน่

เขารักใคร่หลานชายยิ่งกว่าบุตรชายของตน ไม่กี่ปีร่างกายเขาไม่ดีล้มป่วยลุกไม่ขึ้น ก่อนจากไปเขาพูดกับเชี่ยอี่สิงว่าภรรยาเช่นนางจัดการเรื่องราวไม่ได้ ลั่วเหอก็ยังเล็กนัก บ้านหลังนี้จึงให้เชี่ยอี่สิงดูแล

นางร้อนรนในใจ ทั้งร้องไห้ทั้งคร่ำครวญอยู่หน้าเตียงว่าบุตรกำพร้าภรรยาหม้ายเช่นพวกนางหากไม่มีสิทธิ์ในบ้าน ภายหน้าเป็นต้องถูกคนรังแก แม้แต่เงินสักน้อยก็ไม่มี

คนในประโยคที่ว่าเป็นต้องถูกคนรังแกนี้ แน่นอนว่าหมายถึงเชี่ยอี่สิงในวัยหมวกอ่อน21

สามีของนางได้ฟังแล้วโมโหจนกระอักเลือด เชี่ยอี่สิงสั่งคนพานางออกไปจากห้อง ในใจนางทั้งเกลียดทั้งแค้นแต่ไม่กล้าทำอะไร ด้วยกลัวว่าภายหน้าลั่วเหอบุตรชายของตนกระทั่งเรื่องกินเรื่องใช้ล้วนแต่ต้องดูสีหน้าเชี่ยอี่สิง

หลังจากสามีของนางจากไปในบ้านก็มีเชี่ยอี่สิงเป็นเจ้าบ้าน เขาเงียบขรึมสงวนท่าทีแต่เด็ก วรยุทธ์สูงล้ำ จู่ๆ พลันเข้าร่วมกองทัพ นางอยากให้เขาตายกลางทะเลทรายในสนามรบจนทนไม่ไหว จะได้นำทรัพย์สมบัติของบุตรชายกลับคืนมา คิดไม่ถึงว่าเขากลับได้เป็นแม่ทัพนำเกียรติยศกลับมา แม้แต่ลั่วเหอก็นับถือเขา เรียกเขาว่าพี่ใหญ่อย่างสนิทสนม

เมื่อกลายเป็นพี่ใหญ่เช่นนี้ มิใช่ยิ่งไม่อาจนำทรัพย์สินกลับมาได้แล้วหรอกหรือ นางใคร่ครวญในใจ

เชี่ยอี่สิงย้ายเข้าจวนแม่ทัพพระราชทานและให้พวกนางย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน ใครๆ ต่างเรียกนางว่าฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนแม่ทัพ เพื่อนบ้านข้างเคียงยามเห็นนาง บนสีหน้ากว่าครึ่งปรากฏความอิจฉาและประจบเอาใจ ในหมู่ญาติมิตรมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งยังต้องมาให้นางไปจัดการ ฐานะของนางถูกยกสูงขึ้นโดยพลัน

ยิ่งกว่านั้น เงินที่เชี่ยอี่สิงให้มาทุกเดือนก็ไม่นับว่าน้อย เรื่องเล่าเรียนศึกษา เรื่องของกินของใช้ เรื่องเที่ยวเล่น เรื่องทุกอย่างของลั่วเหอล้วนเป็นจวนแม่ทัพจ่าย มีชีวิตดีเสียยิ่งกว่าแต่ก่อน นางจึงหมดความคับข้องใจเป็นธรรมดา

เพียงแต่บางคราในใจก็มักมีเข็มมาทิ่มแทงอยู่บ้าง

ขะข้าล้วนคิดเพื่อจวนแม่ทัพ บุรุษเช่นเจ้าอยู่ข้างนอกสัมผัสสิ่งของสกปรกไม่สะอาด ผู้อื่นเกรงตำแหน่งของเจ้าไม่กล้าเอ่ยคำต่อหน้า แต่ลับหลังพูดเสียจนฟังไม่ได้ ข้าแน่นอนว่าข้าปล่อยเรื่องนี้ไปไม่ได้

เกิดเรื่องขึ้นที่นี่คนในจวนต่างบอกปากต่อปากกันไปนานแล้ว เชี่ยลั่วเหอวิ่งเข้ามาด้วยเหงื่อเต็มใบหน้า ครั้นเห็นบนหน้าผากมารดาเม็ดเหงื่อผุดพราย ทั้งเห็นญาติผู้พี่โมโหเดือดดาลก็อดพูดหาความยุติธรรมสักสองสามประโยคไม่ได้

มารดาของตนตีสุนัขแสนรักของญาติผู้พี่ตายแน่นอนว่าไม่ถูกต้อง

แต่สุนัขอย่างไรก็เป็นเพียงเดรัจฉาน จะว่าร้ายแรงก็ไม่ร้ายแรงเกินไปนัก ส่วนเถาหงเป็นชายรูปงาม คุณค่าเทียบกับเดรัจฉานแล้วยิ่งด้อยกว่า

เขาออกปากพูดตีสุนัขแสนรักของพี่ใหญ่เป็นท่านแม่ทำไม่ถูก ข้าจะให้ท่านแม่เอ่ยขออภัยต่อท่าน แต่เถาหงผู้นี้เป็นชายรูปงามต่ำต้อย เข้าๆ ออกๆ ประตูใหญ่จวนแม่ทัพอย่างเปิดเผยทุกวัน พบคนในจวนก็ไม่หลบทาง ยั่วยวนชวนสวาทไม่รู้จักฐานะตน ข้าคิดอยากเอ่ยเรื่องนี้กับพี่ใหญ่มานานแล้ว วันนี้ท่านแม่ตีเขาก็เพื่อชื่อเสียงของจวนแม่ทัพ หากท่านพี่ไม่พอใจข้าจะหาชายรูปงามที่บริสุทธิ์งดงามสองสามคนให้ท่าน เป็นเช่นนั้นมิได้หรือ

มองคนที่นอนนิ่งไม่ขยับอยู่บนพื้น หัวใจเชี่ยอี่สิงหดรัด หากคำพูดนี้ถูกเถาหงได้ยินเกรงว่าปฏิกิริยาแรกของเขาคงเป็นถอดรองเท้าขว้างใส่ปากลั่วเหอ แค่เขาได้ยินว่าชายรูปงามไม่ได้รับความเป็นธรรมก็เดือดดาลจนไม่สนอะไรทั้งสิ้น

ชื่อเสียงของจวนแม่ทัพไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามากังวล ข้าต้องการให้เขามาก็เพื่อดูแลหมิงจู หาใช่อย่างที่พวกเจ้าคิด ชายรูปงามผู้นี้เป็นแขกของข้า แขกเข้าออกทางประตูหน้ามีอะไรผิด เพียงเท่านี้ยังสามารถทำให้พวกเจ้าพูดไร้สาระกันได้

เห็นเชี่ยลั่วเหอคล้ายจะพูดอีก เชี่ยอี่สิงจึงกล่าวเสียงเคร่งเช่นนั้นหากอาเผิ่งเข้ามา มารดาเจ้าต้องการให้คนตีอาเผิ่งตาย เจ้าก็จะนิ่งเฉยไม่สนใจ ถึงอย่างไรหากอาเผิ่งตายแล้วแค่หาคนสองคนเข้ามาปรนนิบัติต่อก็พอแล้วเช่นนั้นหรือ มิน่าเล่า เจ้าขอร้องแทบเป็นแทบตายอาเผิ่งก็ไม่ยอมเจ้า กลับให้ท่านอ๋องแปดได้ตัวไป

เชี่ยลั่วเหอห่อตัวคล้ายถูกแทงบาดเจ็บ ก้มหน้าลงไม่พูดจา

เชี่ยอี่สิงสูดหายใจเข้าลึก มือที่กำเป็นหมัดสั่นสะท้านย่าตง!”

ขอรับนายท่าน

ไปตามหมอสัตว์มาดูหมิงจู เอาลูกสุนัขที่ตายตัวนั้นไปฝัง แล้วเชิญอาสะใภ้กลับเรือนให้นางปักผ้า อย่าให้ว่างจนฟุ้งซ่าน

เหอซื่อหน้าดำไปทั้งหน้า คำพูดสุดท้ายก็คือการเตือนนางไม่ให้ออกไปก่อเรื่องข้างนอก ทุกคนล้วนได้ยินชัด จากสภาพโกรธจัดของเชี่ยอี่สิงยามนี้ไม่ด่าว่านางในที่นี้นับว่าไว้หน้านางมากแล้ว แต่ก็ยังน่าอับอายอยู่มาก

ยามที่เชี่ยอี่สิงเร่งขึ้นหน้าอุ้มคนเลือดท่วมบนพื้นขึ้นมา ดวงตาของเถาหงยังครึ่งเปิดครึ่งปิดคล้ายไม่มีจุดรวมแสง ดูทีว่ายังไม่ตายแต่ก็หายไปครึ่งชีวิตแล้ว

เถาหงปล่อยให้ตนเองถูกตีแทนทั้งหมดเพื่อปกป้องลูกสุนัขสี่ตัว คงเจ็บจนร้องไม่ออกเป็นแน่ เชี่ยอี่สิงข่มขู่น่ากลัวข้างหูเขาก่อนเล่นสนุกกับข้า เจ้าไม่อาจตายได้!”

เถาหงคล้ายจะยิ้มทว่าเลือดกลับทะลักออกมาเปื้อนเสื้อบนไหล่เขาจนชุ่มโชก กลิ่นเลือดที่ลอยเข้าจมูกราวกับกลิ่นคนตาย ร่างบางฟุบอยู่กับไหล่ของชายหนุ่ม แผ่วเบาเหมือนเมฆที่พร้อมจะจากไปไกลได้ทุกเมื่อ

ยังมี…”

ย่าตงเอ่ยเสียงรับขอรับ!”

เชี่ยอี่สิงสูดหายใจเข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่รู้แน่ชัดว่ามือซึ่งกุมแน่นขนัดนี้แท้จริงแล้วคือโกรธจัดอยากจะตัดหัวคนพวกนี้ หรือว่ากริ่งเกรงจนอยากจะคว้าจับคนร่างบางร้องขอพญายมอย่าเก็บชีวิตน้อยๆ ของคนผู้นี้ไป

แต่ไหนแต่ไรมาอาสะใภ้ไม่ใช่คนชอบลงไม้ลงมือ สืบดูให้ข้าว่าเป็นใครที่ปากมากในใจอาสะใภ้มีความไม่พอใจเขารู้ดี แต่นางไม่เคยทำเรื่องนอกกรอบเช่นนี้

ขอรับนายท่าน!”

เถียนเหอหวาดกลัวหน้าซีดขาวไปแล้ว

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.