เร้นใจใต้เงาจันทร์ (เล่ม 1)

ตอนที่ 1

ราตรีนี้ประหนึ่งว่ายาวนานยิ่งนัก

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหญ้าบริเวณโดยรอบทิ่มแทงกายหรือเป็นเพราะจิ้งจอกเจ็ดแปดตัวที่กระโดดชอนไชกัดแทะอยู่บนร่าง มันทำให้เขารู้สึกเจ็บระบมรวดร้าวไปทั้งตัว

อาภรณ์บนกายถูกทึ้งขาดเป็นริ้วโยนทิ้งอยู่ด้านข้าง แขนขาถูกสายรัดเซียนมัดตรึงอยู่กับที่ ต้นขาและน่องถูกแยกออกและพันธนาการด้วยสายรัดเส้นเดียวกัน กายเบื้องล่างถูกรุกรานเข้าออกด้วยแกนกายอันใหญ่โต เจ็บปวดรวดร้าวแทบขาดใจ

เจ้าจิ้งจอกขาวสามหางกำลังขบกัดยอดอก พลางใช้หางไซ้ไปทั่วปลุกเร้าเพลิงราคะของเขา เขาอยากร่ำร้อง ทว่าปากถูกบีบเค้นให้อ้าออก กรงเล็บของสองจิ้งจอกขาวกดทับศีรษะไม่ให้ขยับ ช่องปากถูกราดรดปริ่มไปด้วยของเหลวลวกร้อนเกือบทะลักลงลำคอ สองตาถูกร่างอ่อนนุ่มของจิ้งจอกขาวปิดทับไม่อาจลืมตาได้

จิ้งจอกขาวเป็นสายเลือดทรงเกียรติภูมิสูงสุดแห่งอาณาจักรชิงชิว รองจากราชันจิ้งจอกก็คือเผ่าพันธุ์จิ้งจอกขาว ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมามีจำนวนน้อยยิ่ง ที่อยู่ในอาณาจักรชิงชิวมีเพียงประมาณหนึ่งร้อยตัว แต่บัดนี้เผ่าพันธุ์ที่ดูแล้วสูงส่งสง่างามกลับแปลงร่างเป็นปีศาจร้าย คิดสูบตบะพลังหยางบริสุทธิ์บนร่างของเขาให้สิ้นซาก ให้เขาตกนรกหมกไหม้

อ๊าก…” เขากรีดร้อง สะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันร้าย

ศิษย์พี่จี้ถง ท่านฝันร้ายอีกแล้วหรือสองนักพรตหนุ่มน้อยที่นอนอยู่ด้านข้างบนฟูกเดียวกันขยี้ตาพร้อมหาวหวอด ออกจะเหลืออดอยู่บ้าง

ข้าฝันถึงเรื่องในอดีต ขออภัยที่เสียงดังรบกวน พวกเจ้านอนต่อเถอะ ข้าขอออกไปเดินเล่นสักพัก

หากฝันร้ายเป็นบางครั้งบางคราวยังพอว่า แต่นี่มักเสียงดังทำให้ผู้อื่นตื่นอยู่ทุกสามวันห้าวัน อีกทั้งพรุ่งนี้ยังมีงานสำคัญยิ่งที่ต้องไปกระทำ หากทำให้ผู้อื่นนอนไม่พอย่อมไม่สบอารมณ์แน่

เขาเอ่ยขอโทษขอโพยกับศิษย์น้องแล้วคลุมเสื้อลงจากเตียง กะโผลกกะเผลกย่างเท้าออกนอกประตู ยามนี้เป็นยามสี่เกิง (1) เวลาที่ต้องผลัดเวรกับศิษย์น้องคนอื่นยังอีกหนึ่งชั่วยาม ทว่าตอนนี้เขานอนไม่หลับ มิสู้ไปเฝ้าห้องปรุงยาเร็วหน่อยจะดีกว่าหรือ?

ตลอดทางที่ก้าวย่างมา เขานึกถึงเรื่องอดีตในความฝันไปด้วย

นั่นเป็นเรื่องของอดีตชาติ เดิมทีไม่ควรจะจดจำได้ ทว่าหลังเกิดใหม่จากการสลายร่างไปในชาติก่อน กลับไม่สูญเสียความทรงจำ เรื่องราวเหล่านั้นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน ชาติก่อนเขาถือกำเนิดเป็นเจ้าสำนักชิงซิวอู๋ซินหรืออีกชื่อหนึ่งฌานพิสุทธิ์ไร้หทัยเดิมฝึกบำเพ็ญถึงขั้นดรุณวิสุทธิ์ มีความหวังสู่แดนสรวง แต่รักชอบกับราชันจิ้งจอกแห่งอาณาจักรชิงชิว ถูกหลอกใช้จนพลังหยางดั้งเดิมเหือดแห้ง ตบะเต๋าถูกทำลายสิ้น หลังสลายร่างแล้วกายเนื้อยังถูกจิ้งจอกป่ายื้อแย่งกัดกิน ไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูก

สำนักชิงซิวอู๋ซินปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไม่แพร่งพราย มองประหนึ่งเป็นเรื่องอื้อฉาวชั่วกาลนาน เตือนศิษย์ชั้นธรรมสาวก (2) ในสำนักสองสามคนว่าอย่าริบุ่มบ่ามในกำหนัด มิฉะนั้นจะพบหายนะวิญญาณวิบัติปลิดปลิว ไม่เหลือแม้แต่ซากดั่งท่านเสวียนเจินเจ้าสำนักรุ่นที่สิบสาม ทว่าเรื่องน่าละอายก่อนวิญญาณปลิดปลิว ถูกผู้คนเอ่ยอ้อมแอ้มพอให้ผ่านพ้นไป

มุมปากของเขายกยิ้มอย่างขมขื่น อาจเป็นเพราะบรรดาศิษย์ร่วมสำนักชิงซิวอู๋ซินมิรู้ว่าวิญญาณของเขาไม่ได้ปลิดปลิวล่องลอย แต่จับพลัดจับผลูกลับมายังสำนักชิงซิวอู๋ซินอีกครั้ง กลายเป็นศิษย์เฝ้าห้องปรุงยาระดับต่ำที่สุดผู้หนึ่ง

การสลายร่างคือการที่จิตวิญญาณดั้งเดิมได้รับการปลดปล่อยหลังสิ้นชีวิตแล้ว

ขณะฝึกบำเพ็ญอยู่ในมรรคา หากไม่หมดสิ้นหนทางย่อมไม่สามารถสลายร่างได้เด็ดขาด เนื่องจากการสลายร่างเป็นการทำลายกายเนื้อแล้วรวมบุญญานุภาพเข้าสู่จิตวิญญาณเดิมก่อนไปผุดไปเกิดใหม่ ในระหว่างนี้เต็มไปด้วยภัยภยันอันตราย บุญญานุภาพอาจสูญสลาย ความทรงจำอาจหมดสิ้น หรือร่างกายและอวัยวะในชาติใหม่อาจกลายเป็นด้อย ไม่เหมาะที่จะฝึกบำเพ็ญในเต๋า ซึ่งคลับคล้ายกับเขาในตอนนี้อย่างไรอย่างนั้น

หลังสลายร่างในครานั้น นอกจากความทรงจำแล้ว บุญญานุภาพของเขากลับสูญสลายสิ้น ร่างกายใหม่ในชาตินี้ย่ำแย่อย่างมาก แม้เกิดในตระกูลเศรษฐี ทว่าเนื่องจากพิการแต่กำเนิด ยามก้าวย่างจึงกะโผลกกะเผลก แม้จะไปหาหมอให้รักษาแล้ว แต่หมอทุกคนต่างเอ่ยว่าขาของเขาไม่มีโรคแต่อย่างใด เกิดจากปัญหาทางจิตใจ เด็กน้อยวัยสองสามขวบจักมีปัญหาทางใจอย่างไรกันเล่า? ผนวกกับตอนเขาเกิดยังไม่ร้องสักแอะ ทางบ้านต่างคิดว่าเขาเป็นปีศาจ จึงแอบทอดทิ้งเขาไว้ตีนเขาหมีชิง อันเป็นสถานที่ตั้งของสำนักชิงซิวอู๋ซิน

สำนักชิงซิวอู๋ซินเห็นว่าสภาพร่างกายของเขาไม่ดีนัก ถึงฝึกบำเพ็ญก็ไม่อาจสำเร็จมรรคผลใดได้ เดิมคิดเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ถึงวัยสิบหกปีแล้วค่อยให้ลงจากเขาไปเป็นช่างไม้หรือชาวนา ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบได้ตามอำเภอใจ ต่อมาเห็นว่าเขาทำการงานด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ แม้ไม่อาจสำเร็จทางบำเพ็ญตบะ แต่ไม่เคยคิดริษยาศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักที่ฝึกวิชาได้ จนแล้วจนรอดจึงไม่ได้ขับไสไล่ส่งเขาลงจากเขาไป

สำหรับเขาแล้วตนเองจะไปอยู่ แห่งหนใดกลับไม่พะวงร้อนใจ เรื่องในชาติภพก่อนอาจทำให้จิตใจในการฝึกบำเพ็ญเต๋าไม่มั่นคง แต่เขากลับรู้สึกว่าตนจะบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จเป็นเซียนได้หรือไม่นั้น ตอนนี้ไม่สำคัญอีกต่อไป ชีวิตในชาติภพนี้ปล่อยให้ผ่านไปอย่างโง่เขลาเยี่ยงนี้ก็เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาขบคิดไม่ตกเรื่องแห่งความรัก ยังคงจดจำเรื่องในชาติภพก่อนได้ ต่อให้ร่างกายไม่ย่ำแย่ก็ไม่อาจบำเพ็ญจนสำเร็จ จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลา มิสู้นำเวลาไปปรุงยาให้มากขึ้น เพื่อช่วยสงเคราะห์รักษาราษฎรที่ยากจนข้นแค้นที่ตีนเขาไม่ดีกว่าหรือ

ห้องปรุงยาของสำนักชิงซิวอู๋ซินตั้งอยู่บนยอดภูลั่วเสียที่มีความหมายว่าอรุโณทัยสาดส่องแห่งขุนเขาหมีชิง เล่ากันว่าเป็นที่รับกระแสธาราแห่งสวรรค์ เก็บเกี่ยวสุดยอดแห่งตะวันจันทรา เป็นสถานที่เลิศล้ำเหมาะที่จะในการปรุงยายิ่งนัก

ห้องปรุงยาบนยอดภูลั่วเสียมีสามแห่ง เนื่องด้วยวัตถุดิบในการปรุงยาแตกต่างกัน ยาวิเศษแต่ละชนิดต้องหลอมในเตาปรุงยาที่แตกต่างกันไปด้วย ยาดีที่สุดถึงขั้นทำให้ฟื้นจากความตาย แต่จำเป็นต้องให้นักพรตผู้มีตบะแก่กล้าใช้ศาสตร์อาคมช่วยเหลือ

ยาที่จี้ถงคอยเฝ้าในห้องปรุงยา แน่นอนว่าเป็นยาสามัญทั่วไป ยี่สิบวันปรุงได้หนึ่งเตา มีสรรพคุณรักษาอาการฟกช้ำจากการหกล้มต่อยตี และรักษาอาการไข้หลากชนิดจากพิษลมหนาว และการคุมเตาก็ง่ายดายอย่างยิ่ง แบ่งผงยา ต้มน้ำผ่าฟืนยัดเตาแล้วค่อยเก็บยา ยี่สิบปีมานี้ที่กระทำก็เพียงเท่านี้

สำนักชิงซิวอู๋ซินในปัจจุบันมีเพียงห้าลำดับรุ่น ตัวอักษรที่กำหนดในชื่อรุ่นแบ่งเป็น ชิง คง อู๋ จี้ เฉิน ตามลำดับ เจ้าสำนักรุ่นปัจจุบันนามว่าคงอิ๋งสามธรรมาจารย์อาวุโสรุ่นชิงล้วนบรรลุถึงขั้นจิตวิญญาณเป็นเอกภพ ส่วนมากมักจำศีลภาวนาไม่แยแสโลกโลกีย์

แม้จี้ถงจะเข้ามาอยู่ในสำนักก่อนนานแล้ว แต่ฝากตัวเป็นศิษย์นักพรตอู๋ปอ จึงได้ชื่ออยู่ในลำดับรุ่นจี้ ต่อจากลำดับรุ่นอู๋ ลำดับรุ่นช้ากว่าคงเยี่ยที่เพิ่งเข้าสำนักมาได้เพียงสิบปีถึงสองรุ่น หากนับแล้วต้องเรียกขานคงเยี่ยว่าอาจารย์ปู่ เรื่องเรียกขานผู้ที่อายุน้อยกว่าตนเองว่าอาจารย์อาหรืออาจารย์ปู่ทำนองนี้ ล้วนเป็นเรื่องปกติพบเห็นได้บ่อยๆ ในสำนักพรตฝ่ายธรรมะอย่างสำนักชิงซิวอู๋ซินและอารามจินเหลียนหรืออารามสุวรรณบงกชเนื่องจากผู้มีพรสวรรค์มีสติปัญญาดีโดยปกติแล้วถูกสั่งสอนโดยผู้อาวุโสในสำนัก และในสำนักชิงซิวอู๋ซินนั้นมากมีด้วยผู้มีอายุยืนยาว อาจารย์ทวดหลายท่านยังคงมีชีวิตอยู่

การฝึกบำเพ็ญทางเต๋าแบ่งเป็นฝ่ายธรรมะฝ่ายมาร สำนักชิงซิวอู๋ซินจัดอยู่ในฝ่ายธรรมะ แยกออกเป็นสายไท่อีและสายเจิ้งอี สายหนึ่งเอนเอียงเน้นหนักไปทางมรรคาแห่งยาอายุวัฒนะ อีกสายหนึ่งเอนเอียงเน้นหนักไปทางมรรคาแห่งยันต์คาถา ล้วนเป็นศาสตร์แห่งเต๋าที่ค่อยๆ พัฒนาไปตามลำดับ

สำนักชิงซิวอู๋ซินให้ความสำคัญเรื่องไร้กิเลสตัณหา ครองพรหมจรรย์ ซึ่งดีต่อการบำเพ็ญตนฝึกจิตอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงมีอายุยืนยาวไม่น้อย สองปีก่อนยังคงมีอาจารย์ทวดรุ่นอักษรนำหน้าว่า เสวียน อยู่ด้วย น่าเสียดายที่ชั่วชีวิตไม่สามารถบรรลุขั้นดรุณวิสุทธิ์ (3) แม้อยู่ถึงหนึ่งร้อยสามสิบกว่าปี ทว่าไม่อาจสลายร่างได้

นับแล้วในตอนนั้นคนผู้นั้นเป็นศิษย์พี่ของเขา

คนที่รู้จักมักคุ้นกันในอดีต ผ่านภพชาติแล้วได้พบหน้ากันอีกครา ช่างน่าตะขิดตะขวงใจยิ่ง ดังนั้นเขาจึงไม่แสดงตัวว่าเคยรู้จักกัน ยิ่งเมื่อเกิดใหม่แล้วรูปพรรณสัณฐานเปลี่ยนไปมาก พินิจโดยละเอียดก็เป็นเพียงความฝันเท่านั้น คนในฝันนั้นเสมือนว่าไม่ใช่ตัวเขาเอง

สามปีก่อนต้านเยวี่ยเหินเจ้าอาศรมเยียนฝูหรืออาศรมควันละล่องขึ้นสำนักมาเพื่อขอยาวิเศษแต่ไม่สำเร็จ จึงเผาหอคัมภีร์ของสำนักชิงซิวอู๋ซิน คัมภีร์มากมายถูกเผาทำลาย เขาเคยคิดอาศัยความทรงจำของตนเองตรวจสอบคัมภีร์ที่ขาดหายและเสริมให้สมบูรณ์พร้อมบูรณะหอคัมภีร์ แต่ท้ายที่สุดก็มิได้อาสากระทำการโดยไม่มีผู้เชื้อเชิญ

ประการแรก เพราะทุกคนรู้ว่าเขามิได้ร่ำเรียนเขียนอ่านมาแต่อย่างใด รู้อักษรเพียงไม่กี่ตัว

ประการที่สอง แม้มีผู้สำเร็จในการบำเพ็ญตบะอยู่บ้าง แต่ส่วนมากเสียชีวิตขณะผจญเคราะห์กรรม ข้ามไม่พ้นเคราะห์เสน่หาและเคราะห์กรรมฟ้าผ่าสองด่านนี้ ถึงขั้นที่ผู้บำเพ็ญภาวนาส่วนมากไม่อาจมาถึงขั้นเคราะห์เสน่หาก็แก่ตายไปเสียก่อน หากเขารู้เรื่องม้วนคัมภีร์มากมายในหอคัมภีร์ย่อมทำให้คนอื่นสงสัยได้

สำนักชิงซิวอู๋ซินนิยามตนว่าไม่ฝืนบัญชาฟ้าไม่ขัดใจมนุษย์ ล้วนแต่ให้เป็นไปตามลิขิตสวรรค์ ทว่าการฝึกบำเพ็ญในมรรคาเพื่อบรรลุเซียนเดิมก็เป็นการฝืนธรรมชาติอยู่แล้ว ศาสตร์แห่งการบำเพ็ญเต๋ามากมายที่จดจารึกอยู่ในคัมภีร์ล้วนลวงล่อให้มนุษย์ท้าทายขีดจำกัดสูงสุดของร่างกายตนเอง บางครั้งบางคราเหยียบย่างคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตาย ฝึกบำเพ็ญได้สำเร็จก็เพียงมีชีวิตที่ไร้รสชาติยาวนานยิ่งขึ้น มิสู้ให้ผู้คนละทิ้งการฝึกบำเพ็ญตบะ ลงเขาไปใช้ชีวิตให้สุขสำราญชาติหนึ่งไม่ดีกว่าหรือ

อาจเป็นเพราะความคิดของเขาหมดอาลัยตายอยากจนเกินไป อีกทั้งการฝึกบำเพ็ญเต๋ายังมีคนเข้าร่วมไม่ขาดสาย ย่อมไม่มีผู้ใดฟังคำทัดทานของเขาไปโดยปริยาย

เรือนนอนอยู่ห่างจากห้องปรุงยาเป็นระยะทางหนึ่งเค่อ เนื่องจากบางครั้งส่วนผสมผงยาที่ไม่ได้สัดส่วน อาจทำให้เตาหลอมระเบิดทำร้ายผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ได้ ยามเตาหลอมระเบิด หากมีศิษย์เฝ้าห้องปรุงยาอยู่พอดี ย่อมสิ้นชีพอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ดังนั้น ในสำนักเต๋าสายไท่อี ลูกศิษย์เฝ้าห้องปรุงยานั้นมีไม่น้อย ทว่าส่วนมากเป็นศิษย์หลานรุ่นเฉินที่เพิ่งเข้าสำนักมาไม่นาน ศิษย์ร่วมรุ่นจี้ ต่อให้สติปัญญาไม่ถึงขั้นเพียงใด ก็หลุดพ้นจากรากฐานแห่งมนุษย์ธรรมดาสามัญ บางส่วนที่เหลือล้วนเสียชีวิตเนื่องจากเตาหลอมระเบิดหลายครั้งหลายหน

เขายืนอยู่นอกห้องปรุงยา เมื่อผลักเปิดประตู คลื่นความร้อนสายหนึ่งโชยปะทะเข้ามา

อาจารย์เห็นนักพรตอู๋ปอนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้องปรุงยา เขารีบคุกเข่าลงกราบคำนับ

นักพรตอู๋ปอพยักหน้าเอ่ยว่าเตานี้เป็นยาปลูกเส้นเอ็นเปลี่ยนกระดูกที่เจ้าสำนักต้องใช้ พวกเจ้าดูอย่างระมัดระวังสักหน่อย ห้ามเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นอย่างเด็ดขาด จี้ถงเจ้าจงดูไว้ให้ดี หากเกิดเรื่องข้าจะเอาเรื่องเจ้า

เห็นว่าจี้ถงรับคำ นักพรตอู๋ปอจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ พร้อมกำชับอีกสองสามคำแล้วเยื้องย่างแช่มช้าออกจากห้องปรุงยา

ดักดานอยู่ในห้องปรุงยาระดับล่างได้ยาวนานถึงสามสิบปีเพราะพรสวรรค์ของนักพรตอู๋ปอมีจำกัด บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาดูแลเอาใจใส่จี้ถงเป็นพิเศษ

อาจารย์อา วันนี้ท่านต้องพักผ่อนมิใช่หรือ ไยจึงข้ามมาที่นี่

หลังนักพรตอู๋ปอเดินออกไปแล้ว เฉินซินผู้มีอายุน้อยสุดที่เพิ่งเข้าสำนักมาก็กระโดดเข้ามากอดเขาแน่น เด็กหนุ่มผู้นี้อายุเพียงสิบสี่ปี เป็นเด็กที่อาจารย์อาท่านหนึ่งช่วยไว้ให้พ้นจากเงื้อมมือของอาศรมเยียนฝูเมื่อสองสามเดือนก่อน หน้าตางดงามหมดจดดั่งจันทร์เพ็ญ แยกแยะไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง

วิธีฝึกของอาศรมเยียนฝูคือฝึกคู่โดยได้รับการเห็นชอบจากอาจารย์ ศิษย์ที่รับส่วนมากรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา รูปโฉมโนมพรรณล้วนเลิศล้ำ แต่เนื่องจากวิธีการฝึกฝนผิดทำนองคลองธรรมเกินไป แต่ไหนแต่ไรมาเป็นที่หยามเหยียดของฝ่ายธรรมะ เฉินซินผู้นี้มีหน้าตาจัดว่าเลิศล้ำจึงถูกลูกศิษย์ของอาศรมเยียนฝูชิงตัวเข้าสู่อาศรม

หลังได้รับการช่วยเหลือจากอาจารย์อาท่านหนึ่ง เมื่อเขากลับไปยังบ้านเกิดกลับพบว่ามารดาสิ้นชีพเนื่องจากอาวรณ์ถึงเขามากจนเกินไป ดังนั้นจึงฝากตัวเป็นศิษย์ของจี้เมี่ยศิษย์พี่ของจี้ถง

ข้ามาดูว่าเจ้าก่อเรื่องอะไรหรือไม่เขาขยี้ผมของเฉินซินอย่างเอ็นดู พลางมองไปทางเตาปรุงยา บัดนี้เห็นมีศิษย์น้องอีกสองคนกำลังเฝ้าเตาปรุงยาอยู่ เปลวเพลิงในเตาลุกโชติช่วงยิ่ง

อาจารย์อา ข้าได้ยินมาว่าวันนี้มีซ่านเซียน (5) มาบรรยายธรรมที่วิหารใหญ่ ซ่านเซียนท่านนี้บรรลุถึงขั้นผจญเคราะห์กรรมแล้ว ขอเพียงผ่านเคราะห์กรรมได้อย่างราบรื่นก็จะบรรลุเป็นเทพเซียน เมื่อครู่อาจารย์ปู่คงรีบบึ่งไปดู พวกเราก็แอบไปชมเสียหน่อยเถิด

ซ่านเซียนในขั้นผจญเคราะห์กรรมไม่จำศีลภาวนาเพื่อก้าวผ่านเคราะห์กรรม ไยมีเวลาว่างลงจากเขา เกรงว่าจะเป็นพวกหลอกลวงต้มตุ๋นกระมัง

บรรดาอาจารย์ปู่อาจารย์ทวดเคยพบคนผู้นั้นแล้ว ยังเคยประลองปริศนาธรรมกันด้วย ถึงขั้นยอมศิโรราบให้คนผู้นั้นทั้งกายใจ คนผู้นั้นยังมอบคัมภีร์ที่สาบสูญไปนานแล้วให้อีกสามเล่ม อีกอย่างเขาเป็นสหายรักกับอาจารย์ปู่ท่านหนึ่งของพวกเรา จะเป็นพวกหลอกลวงได้อย่างไร…”

เขาสะท้านไปเล็กน้อยก่อนยิ้มบางถามว่าฉายาทางธรรมเขานามว่ากระไร เป็นสหายกับอาจารย์ทวดท่านใด

เหมือนมีนามว่านักพรตหวยเจิน แต่เป็นสหายกับอาจารย์ทวดท่านใดเขาเองก็ไม่ได้เอ่ยกล่าว บอกเพียงว่ามาบรรยายธรรมด้วยบริสุทธิ์ใจ บรรยายคัมภีร์ไท่หยวนจบหนึ่งเล่มก็จะจากไปทันที

คัมภีร์ไท่หยวนเป็นคัมภีร์สำหรับการฝึกบำเพ็ญเล่มหนึ่งของนักพรต ยากแก่การที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ หลังม้วนคัมภีร์ในหอคัมภีร์ถูกเผาไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ยิ่งทำให้ยากแก่การขบคิดมากขึ้นไปอีก ประจวบเหมาะที่คัมภีร์ม้วนนี้สำคัญยิ่ง จึงไม่แปลกที่เจ้าสำนักชิงซิวอู๋ซินไม่เกรงเสียหน้า เรียกชุมนุมศิษยานุศิษย์ให้ฟังคนภายนอกผู้หนึ่งบรรยายธรรม

หากเป็นคนผู้นั้น คงเรียกขานตนเองว่าแซ่ไป๋ แซ่หู หรือแซ่ถูซาน (6) แม้จิ้งจอกขาวจะร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม แต่การที่จะปิดบังอำพรางที่มาที่ไปของตนเองนั้นน้อยยิ่ง เนื่องจากหยิ่งทรนงในชาติกำเนิดของตนเองยิ่งกว่าสิ่งใด

เขาอยู่ในภวังค์ เฉินซินดึงแขนเสื้อของเขาอาจารย์อา ท่านจะไปหรือไม่!”

ไม่ไป ไปแล้วก็ฟังไม่รู้เรื่อง เจ้าไปเถอะ กลับมาค่อยมาเล่าให้ข้าฟังเขาเอ่ยยิ้มๆ

เฉินซินเห็นท่าทียืนกรานจึงไม่อาจฝืนลากเขาไปด้วยได้สำเร็จ ขอร้องเขาว่าอย่าบอกอาจารย์ปู่ เมื่อเห็นเขาพยักหน้าจึงจากไปอย่างดีอกดีใจ

บัดนี้ สองคนที่เฝ้าห้องปรุงยาล้วนเป็นลำดับรุ่นจี้ เห็นเงาหลังของเฉินซินต่างทั้งอิจฉาและเลื่อมใส ศิษย์ลำดับรุ่นเฉินคงมีอนาคตสดใสรออยู่เบื้องหน้า พวกเขาบรรดาศิษย์เฝ้าห้องปรุงยาลำดับรุ่นจี้ หากไม่มีปาฏิหาริย์ เกรงว่าคงต้องใช้ชีวิตดำมืดไร้แสงตะวันเช่นนี้ไปทั้งชีวิต

จี้ถงเห็นพวกเขาแก้มแดงเพราะความร้อนจากเปลวเพลิง ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนยิ้มเอ่ยว่าอากาศร้อนอบอ้าว ในห้องปรุงยายากที่จะนั่งเฝ้าได้นาน ศิษย์น้องทั้งสองมิสู้ออกไปเดินเล่นพักผ่อนด้านนอกไม่ดีกว่าหรือ ที่นี่ข้าเฝ้าเองเพียงคนเดียวได้

จี้เนี่ยนสบตากับจี้อินแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างลังเลว่าขอบคุณศิษย์พี่จี้ถง แต่ว่าเตาปรุงยา…”

ยาปลูกเส้นเอ็นเปลี่ยนกระดูก เพียงนำมารักษาอาการฟกช้ำจากการชกต่อยหกล้ม คงไม่มีผู้ใดคิดแย่งชิง ไม่ต้องกังวล พวกเจ้าไปเถอะ

จี้เนี่ยนและจี้อินลุกขึ้นยืนทันควัน โค้งคำนับมาทางเขาอย่างนอบน้อม แล้วแย่งกันออกจากประตูไป

จี้ถงเพียงยิ้มคราหนึ่ง นั่งขัดสมาธิลงบนเบาะ จีบมือเป็นเคล็ดคาถากันไฟ ศิษย์ที่อยู่ในห้องปรุงยาระดับบนส่วนมากรู้จักเคล็ดคาถากันไฟ แต่ในห้องปรุงยาระดับล่างรู้เพียงไม่กี่คน เขาเองฝึกฝนเคล็ดคาถานี้ได้อย่างชำนิชำนาญที่สุดเท่านั้น สภาพร่างกายของเขาอ่อนด้อย ไม่อาจบรรลุมหามรรคา แต่ความตระหนักรู้เยี่ยมยอด เคล็ดคาถาระดับล่างสำหรับเขาแล้วสามารถฝึกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ผ่านไปได้เพียงครึ่งครู่ จี้เนี่ยนก็ตาลีตาเหลือกพุ่งเข้ามาศิษย์พี่! แย่แล้ว เฉินซินถูกปีศาจแห่งอาศรมเยียนฝูจับตัวไป ศิษย์พี่จี้อินก็ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ!”

อะไรนะ อยู่ที่ไหน!” จี้ถงลุกพรวด ถามถึงทิศทางที่ถูกลอบโจมตีพร้อมให้จี้เนี่ยนรีบไปรายงานเจ้าสำนักชิงซิวอู๋ซิน ก่อนรีบร้อนลงจากยอดภูลั่วเสียไป

หากเฉินซินตกอยู่ในเงื้อมมือของศิษย์อาศรมเยียนฝู ผลสุดท้ายเพียงคิดย่อมรู้ได้ คงถูกย่ำยีเบียดเบียนติดต่อกันหลายครั้งคราก่อนอยู่ไม่สู้ตาย เฉินซินเองสนิทชิดเชื้อกับเขา ต่อให้ต้องตายเขาก็ไม่ยอมให้หนุ่มน้อยผู้นั้นตกอยู่ในเงื้อมมือของมารแน่

ศิษย์นักพรตคนหนึ่งนอนหมอบอยู่บนบันได โลหิตไหลโกรกบนร่างหายใจรวยริน เป็นจี้อินนั่นเอง พอเห็นเขามาก็ชี้นิ้วไปยังทางภูผาสายหนึ่งด้านขวา ริมฝีปากขาวเผือดขยับเล็กน้อยศิษย์พี่เจ้าปีศาจนั่นได้รับบาดเจ็บ ไปทางนั้นแล้ว…”

อาศรมเยียนฝูตั้งตัวเป็นศัตรูมีความแค้นกับสำนักชิงซิวอู๋ซินมาหลายชั่วคน ศิษย์ของสำนักชิงซิวอู๋ซินหากพบศิษย์ของอาศรมเยียนฝู ส่วนมากก็ถูกเผาตาย หากศิษย์ของอาศรมเยียนฝูลักตัวศิษย์รูปงามหล่อเหลาของสำนักชิงซิวอู๋ซินได้ ก็มักจะข่มขืนกระทำชำเราจนตาย เพียงเพราะในสำนักชิงซิวอู๋ซินส่วนมากเป็นชายครองพรหมจรรย์ พลังหยางดั้งเดิมทั่วร่างมิได้ปลดปล่อยมาหลายปี ช่างเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการฝึกยุทธ์ของวิชามาร

เหมือนในตอนนั้น เนื่องจากเขาเป็นร่างตบะพลังหยางบริสุทธิ์พันปีไม่เคยร่วมประเวณี ถึงได้ถูกราชันจิ้งจอกหลอกลวง

จี้ถงเห็นว่าบาดแผลบนร่างของเขาไม่สาหัสนัก จึงล้วงขวดยารักษาแผลให้ กำชับกำชาให้เขาทาแผลให้ดี จากนั้นรีบมุ่งไปทางเส้นทางภูผา เขาฝึกฝนมรรคาไม่สำเร็จ จึงฝึกฝนวรยุทธ์ พอเรียกได้ว่าฝึกคู่ทั้งวรยุทธ์และมรรคาเต๋า แม้เดินกะโผลกกะเผลกท่วงท่าไม่น่าดู แต่หาได้เชื่องช้าไม่ ผ่านไปประมาณธูปหนึ่งดอก เขาจึงได้ยินเสียงกระหืดกระหอบดิ้นรนของคนในพงไพร

ที่แท้ศิษย์อาศรมเยียนฝูผู้นั้นฝึกถึงขั้นสันโดษเอกา แต่คิดกระทำการเรื่องสุกเอาเผากินเยี่ยงนั้นเพื่อทลายพลังหยางดั้งเดิมของเฉินซิน คิดให้เขาตัดใจจากการฝึกบำเพ็ญพรหมจรรย์

เขาเร่งฝีเท้าไป เห็นเพียงเฉินซินถูกทึ้งจนเสื้อผ้าขาดวิ่น กำลังโวยวายโหวกเหวก หน้าตาของศิษย์อาศรมเยียนฝูหมดจดยิ่ง หางตานั้นเต็มไปด้วยความเย้ายวน เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ชักกระบี่ออกแทงสวบเข้าหาคนผู้นั้นทันที

ศิษย์อาศรมเยียนฝูผู้นั้นแค่นยิ้มเย็นชา ยื่นมือใช้สองนิ้วคีบตัวกระบี่ไว้แน่น หันหน้าไปเอ่ยกับเฉินซินเจ้าดูสิ เจ้านี่ด้อยฝีมือเยี่ยงนี้ เจ้ายังอยากเป็นศิษย์ของสำนักชิงซิวอู๋ซินอีกรึ?”

คราบน้ำตาเต็มหน้าเฉินซิน สองมือถูกเขามัดด้วยสายรัดเอว พยายามดิ้นรนไม่หยุดข้ายอมตาย ไม่มีทางยอมเป็นพวกเดียวกับปีศาจอย่างเจ้าแน่!”

ก็บำเพ็ญตบะเหมือนๆ กัน ไยเจ้าต้องอคติเรื่องสำนักด้วยเล่า สำนักชิงซิวอู๋ซินบำเพ็ญตบะ อาศรมเยียนฝูไยมิใช่บำเพ็ญตบะเช่นกันหรอกหรือ?” ศิษย์อาศรมเยียนฝูต่อล้อต่อเถียงกับเฉินซินไปพลาง ต่อสู้กับจี้ถงอย่างพอฟัดพอเหวี่ยงไปพลาง

พวกเจ้าอาศรมเยียนฝูเป็นพวกมารนอกรีต ข้าไม่ฟังคำเจ้าหรอก!”

เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร ฟ้าดินกำเนิดสรรพสิ่ง สรรพสิ่งแบ่งเป็นอินหยาง การฝึกบำเพ็ญโดยตัดขาดกำหนัดราคะเยี่ยงสำนักชิงซิวอู๋ซินนี้เป็นการฝืนธรรมชาติ หากถูกผู้ใดทลายพลังตบะ ความทุ่มเทสิบกว่าปีถึงร้อยปีก็ละลายไปในกระแสธารบูรพา เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าสำนักรุ่นที่สิบสามของสำนักชิงซิวอู๋ซินตายอย่างไร ตายเพราะถูกคนทลายพลังตบะ ดูดพลังหยางบริสุทธิ์จนสิ้นซากจนเหี่ยวแห้งตายไป ฮ่าๆๆ เสียแรงที่เป็นอัจฉริยะที่แม้แต่ฟ้ายังศิโรราบ แต่สุดท้ายกลับต้องประสบชะตากรรมวิญญาณแหลกสลายปลิดปลิว

เหลวไหล! เจ้าพูดเหลวไหล!” เฉินซินตะโกนก้องอาจารย์อา ท่านรีบสังหารปีศาจตนนี้เสีย!”

จี้ถงได้ฟังคำถกเถียงของทั้งคู่ กำลังตกตะลึงด้วยคนผู้นี้มิได้ใช้พลังอาคมแต่กลับไม่อ่อนด้อย หลังฟังคำสนทนาแล้วก็เสียสมาธิไปเล็กน้อย ขาขวาพลันเจ็บแปลบขึ้น ที่แท้ถูกคนผู้นี้แทงด้วยกระบี่ เขาตระหนักดีว่าคราวนี้คงไม่ได้การแล้ว จึงกระโดดมาข้างตัวเฉินซิน กรีดเชือกที่รัดข้อมือเขาทิ้ง

รีบหนีไป!”

บัดนี้ศิษย์อาศรมเยียนฝูยื่นมือดีดนิ้ว แสงเขียวสายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วกระหวัดรัดกระบี่ของจี้ถงหลายตลบ กระบี่หักเป็นท่อนๆ ร่วงลงสู่พื้น ต่อมาแสงเขียวพลันสลายไปนี่คือศาสตร์ต้านกระบี่ พลังยุทธ์ยิ่งละเอียดวิสุทธิ์ ความเร็วยิ่งมาก สามารถฝึกถึงขั้นต้านกระบี่ ศิษย์อาศรมเยียนฝูผู้นี้อย่างน้อยคงบำเพ็ญถึงขั้นจิตวิญญาณเอกภพ

อาศรมเยียนฝูมียอดฝีมือเยี่ยงนี้ด้วยหรือ เขาตกตะลึง ขาของคนผู้นั้นเหยียบย่ำบนทรวงอกของเขา ปลดสายรัดเอวแล้วนำมารัดมือเขาไพล่หลังจากนั้นก็โยนไว้อีกฟาก โลหิตเนืองนองหลั่งรินจากน่องขาขวา รวดร้าวเสียดสีกระดูกไปมา

บัดนี้ ถึงเฉินซินคิดหลบหนีก็ไม่ทันกาล ถูกศิษย์อาศรมเยียนฝูผู้นั้นใช้เสื้อผ้าที่ดึงทึ้งออกมามัดยาวเป็นเส้นรัดแขนขาเอาไว้แน่น

คนผู้นั้นมองดูเฉินซินแล้วหันมามองจี้ถง แค่นยิ้มอ่อนบางแล้วเอ่ยว่าเขาเป็นอาจารย์อาของเจ้าหรือ อย่าได้เห็นว่าท่าทางเขายึดมั่นในหทัยเต๋า หากได้เสพสุขกามกำหนัด คงลุ่มหลงเพลิดเพลินไม่เป็นอันกระทำเรื่องอื่นพูดพลางล้วงหยิบขวดกระเบื้องหนึ่งใบออกมา เขย่าเล็กน้อยก่อนดึงจุกออก พลันบีบปากเขาแล้วกรอกเทเข้าไป

นี่คือยามอมเมาสติ ผ่านไปสักพักเจ้าจะได้เห็นอาจารย์อาของเจ้าทำท่าเย้ายวนชวนร่วมเสพสม อัศจรรย์น่าดูชมจนเอ่ยไม่ออกเลยทีเดียวศิษย์อาศรมเยียนฝูแค่นหัวเราะแผ่วเบา เอ่ยกับจี้ถงว่ากลับลืมไปว่านักพรตท่านนี้มีฉายาว่ากระไร แม้วรยุทธ์มรรคาเต๋าเจ้าล้วนไม่สำเร็จ แถมยังเป็นไอ้เป๋ แต่หน้าตานั้นเคร่งขรึมคิดว่าอยู่บนเตียงคงให้รสชาติอีกแบบ…” คนผู้นี้เอ่ยวิจารณ์พึมพำราวกับไม่เห็นจี้ถงขมวดคิ้วเล็กน้อยเบือนหน้าไปอีกทาง

ฤทธิ์ยาสวาทนี้ไม่สาหัสนัก ยาสวาทที่ออกฤทธิ์แรงกว่านี้สิบเท่าเขาก็เคยถูกกรอกปากมาแล้ว ทว่าการที่ต้องแสดงอารมณ์ต่อหน้าคนภายนอกอย่างควบคุมไม่ได้ เป็นฝันร้ายของเขาอย่างแท้จริง

วิธีฝึกฝนของอาศรมเยียนฝูและการฝึกคู่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใครอย่างแท้จริง…” เขาเอ่ยปากอย่างเชื่องช้า

ดูสิ แม้แต่อาจารย์อาของเจ้ายังยอมรับว่าอาศรมเยียนฝูแกร่งกว่าสำนักชิงซิวอู๋ซินอยู่หลายส่วน เจ้ายังคิดไม่ตามข้ากลับไปอาศรมเยียนฝูอีกหรือ

เพียงทว่าบีบบังคับให้ผู้อื่นกระทำเรื่องไม่เต็มใจ เป็นการกระทำของคนถ่อยอย่างแท้จริงแม้เขาจะโดนยาสวาท แต่น้ำเสียงยังคงราบเรียบเจ้าว่าหลังร่วมเสพสมกับเจ้าแล้วจะลุ่มหลงจนลืมการงาน พวกเรามาเดิมพันกันสักตั้งเป็นอย่างไร

เดิมพันอะไร

หากข้าถูกเจ้าขืนใจแล้วยังคงมุ่งมั่นในหทัยเต๋าไม่แปรเปลี่ยน เจ้าต้องปล่อยศิษย์หลานของข้าไปว่าอย่างไรเล่า?”

เฉินซินได้ยินคำนี้ก็ตกใจจนร้องเสียงดังอาจารย์อา!”

เดิมพันแบบนี้น่าสนใจยิ่งศิษย์อาศรมเยียนฝูเอ่ยรำพัน

บัดนี้มิรู้ว่าเสียงหัวร่อดังยาวแว่วมาแต่ที่ใด จนกระทั่งเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นว่าศิษย์ของสำนักชิงซิวอู๋ซินถึงกับยอมเอาตัวเข้าแลก ยอมอัปยศอดสูทำลายชื่อเสียงครองพรหมจรรย์นานนับร้อยพันปี!”

ได้ยินเสียงนี้ จี้ถงพลันรู้สึกสะท้านในใจ จวบจนกระทั่งคนผู้นั้นปรากฏตัว ทั้งร่างเขาแทบจะนิ่งงันอยู่กับที่ บุรุษผู้นี้อายุอานามราวยี่สิบกว่าปี คิ้มคมพาดเฉียง ริมฝีปากแดงดังชาด ยังคงลักษณะเหมือนในตอนนั้น ดวงดาราเคลื่อนคล้อย วันเวลาผันผ่าน เขากลับไม่แปรเปลี่ยนไปเลย

ใต้เท้าเหมือนมิใช่คนของสำนักชิงซิวอู๋ซิน เรื่องไม่เกี่ยวข้องกับใต้เท้า ขออย่าได้ยื่นมือเข้าแทรกเป็นดีที่สุด

ผู้บำเพ็ญตบะในขั้นผจญเคราะห์กรรมสำแดงศักยภาพสู่ภายนอก ยามไม่จงใจปิดบัง บนร่างครอบคลุมด้วยรัศมีเบาบางเจือจางชั้นหนึ่ง เพียงมองปราดเดียวก็รู้ เมื่อศิษย์อาศรมเยียนฝูเห็นคนผู้นี้ สีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปเล็กน้อย แหล่มองความหล่อเหลางดงามของเฉินซิน ยิ่งทำให้รู้สึกยากที่จะตัดใจ

เจ้าคือเหยียนฉิงหลันแห่งอาศรมเยียนฝู? ไม่นานมานี้ข้าได้ดื่มสุราร่วมกับเซียวฉีอวี้เจ้าอาศรมของเจ้า สนทนาว่าสำนักเจ้ามีสี่คนฝึกถึงเขตแดนจิตวิญญาณเอกภพ และอีกสามคนต่างมีคู่สำหรับฝึกคู่ เหยียนฉิงหลันในเมื่อเขาไม่อยากจากไปพร้อมเจ้า เจ้าก็ปล่อยเขาไปเถิดท่าทีของเขาอ่อนโยนยิ่งนัก ทว่าแฝงด้วยกระแสอำนาจคุกคามผู้คนบางอย่างซึ่งไม่อาจกล่าวถึงได้

เหยียนฉิงหลันนึกฉุนในใจ ยิ้มเอ่ยเสียงเย็นว่าเจ้าเป็นใครกัน เขาเป็นคนรูปงามหล่อเหลาที่ข้าเพียรเสาะหามานานหลายปี คราวก่อนได้มาอยู่ในเงื้อมมือแล้ว แต่ถูกเจ้าจมูกโค (7) นั่นแย่งชิงตัวไป ไหนเลยจะยอมปล่อยเพราะคำพูดของเจ้าเพียงคำเดียว

ข้าเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญอิสระไร้สังกัด นามว่าหวยเจิน ชื่อแซ่เดิมนั้นกลับลืมเลือนไปแล้ววันนี้มาที่นี่เพื่อประลองปริศนาธรรมกับยอดฝีมือแห่งสำนักชิงซิวอู๋ซิน บังเอิญมาพบเจ้าที่นี่ ในเมื่อเป็นศิษย์ในสำนักของสหายเก่า จึงเอ่ยวาจาสักสองสามประโยค สำนักชิงซิวอู๋ซินมีวาสนาเก่ากับข้า ในเมื่อข้าอยู่ย่อมไม่อาจให้เจ้ากระทำการโอหัง

ที่แท้ท่านก็เป็นนักพรตหวยเจิน เจ้าคีรีแห่งเขาเหมยเยี่ยนนี่เอง ข้าเสียมารยาทไปเสียแล้ว!” เหยียนฉิงหลันแค่นหัวเราะเย็นชาเสียงหนึ่งวันนี้พานพบกันด้วยมีวาสนา ข้าคิดขอคำชี้แนะสักคราว่ายอดฝีมือขั้นผจญเคราะห์กรรมมีกระบวนท่าสูงล้ำเพียงไร เชิญ!” เขายื่นมือดีดนิ้ว แสงเขียวสายหนึ่งพุ่งใส่หว่างคิ้วของหวยเจิน

หวยเจินสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง พลันปรากฏแสงสว่างเจิดจ้าแทบกลบฟ้าบังตะวัน

ตอนที่ 2

เฉินซินเห็นเพียงแสงวาบขาวกระจ่างผืนหนึ่ง ประหนึ่งกระแสหมอกฟุ้งตลบ ในหมอกขาวนั้น จี้ถงที่นอนแผ่อยู่ข้างตัวก็ไม่อาจเห็นได้กระจ่าง ได้ยินเพียงเสียงประกระบี่หวีดหวิว คิดว่าทั้งสองคงใช้ศาสตร์ต้านกระบี่ต่อกรกันเป็นแน่ เขาอดกลัวในใจไม่ได้จึงร้องเรียกอาจารย์อา อาจารย์อา!”

ไม่เป็นไร อีกไม่นานก็เสร็จแล้วเนื่องจากโลหิตบนขาไหลไม่หยุด เสียงของจี้ถงอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด เขาคิดสลัดสายรัดเอวที่ผูกมัดข้อมือเพื่อมิให้ตนเองดูน่าอนาถยามอยู่ต่อหน้าคนผู้นี้ พลันบังเกิดเสียงดังสนั่น แสงขาวหายวับไปกับตาพร้อมเหยียนฉิงหลัน เห็นเพียงแสงเขียวสายหนึ่งเผ่นไกลออกไปทุกที

หวยเจินหมุนตัวกลับมา กวาดมือแผ่วเบาคราหนึ่ง เฉือนสายรัดของทั้งสองคนขาดออกแล้วเอ่ยว่าเหยียนฉิงหลันบาดเจ็บสาหัส ภายในสิบปีไม่อาจฟื้นคืนพลังได้อย่างเบ็ดเสร็จ บัดนี้เรื่องราวจบสิ้นลงแล้ว พวกเจ้ารีบกลับไปเถิด

จี้ถงก้มหน้า ฉีกชุดคลุมนักพรตของตนเองพันบาดแผลซึ่งเลือดไหลไม่หยุด ยารักษาที่พกติดตัวได้มอบให้จี้อินไปแล้ว ยามนี้จึงได้แต่พันบาดแผลอย่างง่ายๆ บาดแผลเพียงผิวเผินต้องปล่อยให้ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ด้วยพลังของตนเอง หากขอให้ใครใช้คาถารักษาให้จะเป็นการสิ้นเปลืองพลังเกินไป ถ้ามีใจใช้ศาสตร์คาถาช่วยรักษาเพื่อนมนุษย์ แต่ละวันมีผู้คนบาดเจ็บมากมาย ไหนเลยจะรักษาหวาดไหว ทำเช่นนั้นได้แล้วพวกเขายังจำเป็นต้องปรุงยาอยู่อีกหรือ

เฉินซินซึ้งอกซึ้งใจเต็มหัวอก คำนับไปทางหวยเจินแล้วเอ่ยว่าขอบพระคุณเจินเหริน (8) ท่านคือซ่านเซียนที่มาบรรยายธรรมในวันนี้ใช่หรือไม่ เดิมทีข้าคิดไปฟังบรรยายธรรมที่วิหารใหญ่ แต่ไปไม่ทัน พลานุภาพของเจินเหรินไร้ขอบเขต รับข้าเป็นศิษย์ได้หรือไม่ที่แท้เฉินซินคิดไว้แล้วว่าการที่แอบลงเขาไปเองตามอำเภอใจโดยไม่ฟังคำสั่งของอาจารย์ปู่ กลับไปย่อมโดนลงทัณฑ์เป็นแน่ ซ่านเซียนท่านนี้มีคาถาแห่งเต๋าร้ายกาจ หากกราบไหว้เขาเป็นอาจารย์ ย่อมดีกว่าอยู่เฝ้าห้องปรุงยาที่สำนักชิงซิวอู๋ซินเป็นร้อยเท่า มิฉะนั้นเกรงว่าคงเหมือนอาจารย์อาจี้ถงที่สิ้นหวังต่อการฝึกบำเพ็ญเยี่ยงไรเยี่ยงนั้น

จี้ถงขมวดคิ้วเล็กน้อยเฉินซินเจ้ายังไม่ได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ของเจ้า คิดเปลี่ยนไปกราบไหว้ผู้อื่นเป็นอาจารย์ เป็นการละเมิดข้อห้ามแห่งการฝึกบำเพ็ญเต๋า ซ่านเซียนท่านนี้ไปมาไร้ร่องรอย ไหนเลยจะมีเวลาสอนเจ้า

หวยเจินยิ้มแผ่วเบา ยิ้มครานี้เป็นที่ประทับจิตของผู้คนหมื่นส่วน แม้แต่เฉินซินยังตะลึงงัน

เจ้าเป็นหนุ่มรูปงามที่พบเห็นได้ยากอย่างแท้จริง แต่อาจารย์อาของเจ้ากล่าวไม่ผิด คิดเปลี่ยนเป็นลูกศิษย์สำนักอื่น ต้องให้อาจารย์ของเจ้าเห็นชอบแล้วทำพิธีเสียก่อน

สายตาของเฉินซินกลอกไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนเอ่ยว่าอาจารย์อาก็เป็นผู้อาวุโส บอกกล่าวท่านก็เหมือนๆ กันจากนั้นโขกศีรษะคำนับเสียงดังกึกๆๆ สามครั้งต่อหน้าจี้ถงอาจารย์อา ขอให้ท่านเห็นชอบด้วยเถิด

จี้ถงส่ายหน้ายิ้มเจื่อนช่างเป็นเด็กเสียจริงเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เจ้าเห็นเป็นเรื่องเด็กเล่นหรืออย่างไรขาเขามีบาดแผลและโดนกรอกยาสวาท บัดนี้นอนแผ่อยู่บนพื้นดิน ในชั่วขณะไม่อาจลุกขึ้นได้ เป็นเฉินซินประคองเขาลุกนั่ง เขาเอนร่างพิงเฉินซิน จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สบสายตากับหวยเจิน

หวยเจินไม่ทันสังเกต เขาเงียบงันไปอยู่ครึ่งค่อนขณะก่อนเอ่ยว่าข้าไปมาตามลำพังจนเคยชิน ไม่ชอบให้มีศิษย์อยู่ข้างกาย เรื่องนี้ขอให้ข้าคิดดูก่อน อีกอย่างวันนี้ก็ดึกแล้ว หากต้องการรับเจ้าเป็นศิษย์ พรุ่งนี้คงบอกกล่าวกับอาจารย์และเจ้าสำนักของเจ้า

เฉินซินยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบโอบเอวของจี้ถงอาจารย์อา อาจารย์อา เขายอมรับปากพิจารณารับข้าเป็นศิษย์แล้ว!” เขามีสีหน้าดีอกดีใจ เดิมคิดจะกอดหวยเจิน ทว่าเห็นหวยเจินมีสง่าราศีดั่งเทพเซียน ประหนึ่งไม่ลิ้มรสอาหารในโลกโลกีย์ กอดครานี้อาจเป็นการสบประมาทเขา จึงหันไปกอดจี้ถงแทน

จี้ถงขมวดคิ้วมุ่น กระแอมเสียงเบาครั้งหนึ่ง

หวยเจินสังเกตอาการจี้ถงแวบหนึ่งข้าไม่มียาแก้ยามอมเมาสติ

อาบน้ำเย็นสักหน่อยก็ได้ ไยต้องใช้ยาแก้ ทางนั้นมีถ้ำภูผา ด้านข้างมีลำธารเล็กสายหนึ่ง เจินเหรินไม่จำเป็นต้องพักผ่อน ข้าปุถุชนธรรมดากลับต้องพักผ่อน

เฉินซินกระตุกแขนเสื้อของเขา พลันถามเสียงเบาว่าอาจารย์อา เหตุใดท่านไร้มารยาทต่อเจินเหรินเยี่ยงนี้

จี้ถงยิ้มขื่นส่ายหน้า แต่กลับไม่เอ่ยอะไรให้มากความ เขามีอคติต่อหวยเจินอย่างแท้จริง ทว่าความคิดจิตใจของเฉินซินเขาก็เข้าใจ หากหวยเจินรับเฉินซินเป็นศิษย์ เขาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็จะกลายเป็นคนนอกไปเสียแล้ว ดังนั้น หากคืนนี้เขาจากสองคนนั้นแล้วกลับไปยังยอดภูลั่วเสีย สำนักชิงซิวอู๋ซินย่อมแน่รู้ว่าเฉินซินต้องการเปลี่ยนไปอยู่สำนักอื่น ถึงตอนนั้นหากเฉินซินไม่ผ่านการทดสอบของหวยเจิน ไม่อาจกราบไหว้หวยเจินเป็นอาจารย์ได้ ต่อไปเฉินซินย่อมไร้ที่ยืนในสำนักชิงซิวอู๋ซิน

อันที่จริงจี้ถงรู้สึกว่าหวยเจินไม่จำเป็นต้องพิจารณาอื่นใดอีก ความคิดจิตใจของทั้งคู่ต่างลุ่มลึก เฉินซินเป็นลูกศิษย์ของเขาเหมาะสมไม่มีสิ่งใดเกินแล้ว

เฉินซินราวกับรู้ว่าจะกราบไหว้หวยเจินเป็นอาจารย์ได้หรือไม่นั้นสำคัญอยู่ที่คืนนี้ จึงดูแลทั้งสองคนอย่างละเอียดรอบคอบ เก็บฟืนก่อไฟ ทั้งยังจับปลาหลายตัว ย่างเสียจนเหลืองกรอบหอมหวน ทำให้ผู้คนนิ้วสั่นเทิ้มน้ำลายสอ

หวยเจินนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญอยู่ภายในถ้ำ จี้ถงถอดเสื้อผ้าอาภรณ์วางไว้ริมธาร ทั้งร่างแช่อยู่ในน้ำเย็น ความเจ็บแปลบบนน่องเสียดแทงทะลวงหัวใจ โลหิตไหลซึมซ่านออกจากผ้าพันแผล

คาดไม่ถึงว่าไป๋จวินเซี่ยนราชันจิ้งจอกเก้าหางในตอนนั้นจะหลบเร้นซ่อนกายอยู่ในเขาเหมยเยี่ยน และยังเปลี่ยนนามเป็นหวยเจิน

แท้จริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามก็ได้ การหลอกลวงมนุษย์ในวิถีแห่งจิ้งจอกฟ้านับว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง ไป๋จวินเซี่ยนหลอกลวงเสวียนเจินได้ นั่นเป็นเพราะฝีมือของไป๋จวินเซี่ยนสูงส่ง ส่วนเสวียนเจินต่างหากที่โง่เขลา สมแล้วที่ผู้คนทั่วหล้าหัวเราะเยาะเย้ย หนทางในการฝึกบำเพ็ญยากลำบากแสนเข็ญ มนุษย์กับจิ้งจอกแต่ไหนแต่ไรมาก็อยู่คนละเส้นทางอยู่แล้ว

กล่าวคือ มิใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน จิตใจของเขาย่อมแปลกแยก แต่เขากลับเชื่อในความรักของจิ้งจอกตัวหนึ่ง

เข้ากลางดึก น้ำในลำธารเย็นยะเยือกขึ้นทุกที จี้ถงรู้สึกว่าเพลิงราคะในใจถูกราดรดจนมอดลงบ้าง แต่กลับไม่ยอมขึ้นฝั่ง หากคนผู้นี้หลับไปนานแล้ว บางทีเขาอาจเผชิญหน้าได้อย่างผ่าเผย แต่คนผู้นี้ลุล่วงถึงขั้นผจญเคราะห์กรรม ไม่ลิ้มรสอาหารแห่งโลกโลกีย์และไม่จำเป็นต้องนอนหลับพักผ่อนทุกคืน หากเป็นเพราะคนผู้นี้ทำให้เขาไม่ยอมขึ้นฝั่ง เกรงว่าเขาคงต้องแช่อยู่ในน้ำทั้งคืน

จี้ถงยิ้มอย่างขมขื่น แม้เรื่องราวจะผ่านพ้นมานานหลายปีแล้ว แต่กลับไม่เหมือนที่ตนคิดว่าใจจะสงบดังผืนน้ำราบเรียบ

หลังเฉินซินสนทนากับหวยเจินสักครู่ก็ง่วงเหงาหาวนอน หวยเจินจึงให้เขาเข้าไปพักผ่อนในถ้ำ ตนเองนั่งอังไฟอยู่ภายนอกถ้ำ เป่าขลุ่ยไผ่เสียงพลิ้วแผ่ว

ไป๋จวินเซี่ยนเป็นคนหลากความสามารถ ดีดพิณ เดินหมาก วาดภาพ ไม่มีสิ่งใดไม่ยอดเยี่ยม ตอนนั้นทั้งคู่จูงมือท่องทั่วหล้า ยามว่างดีดพิณเป่าขลุ่ย อิสระสุขสำราญอย่างยิ่ง ทว่าเพลงนี้ยากจะเข้าใจ เริ่มกี่ครั้งกลับไม่อาจจะเป่าให้จบได้

จี้ถงฟังเสียงขลุ่ยที่ชวนให้รู้สึกว้าวุ่นอึดอัดใจจึงขึ้นจากน้ำ เขารีบสวมเสื้อผ้า แม้เป็นราตรีในฤดูร้อนอบอ้าว แต่บัดนี้เป็นเวลาเที่ยงคืน พอขึ้นฝั่งแล้วกลับรู้สึกหนาวเหน็บจับใจ เขาหนาวจนริมฝีปากขาวซีด รีบกระชับเสื้อผ้าให้แน่นแล้วนั่งลงข้างกองไฟ

ปลาย่างได้กำลังดี เหลืองกรอบทว่าไม่ไหม้ หอมสดรสชาติโอชา จี้ถงกินอย่างเชื่องช้า ฝากหวยเจินวางขลุ่ยลงนานแล้วจ้องมองเปลวเพลิงเต้นเร่าอย่างเพลิดเพลิน

นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้ากินเสร็จก็นอนพักเสีย ข้าชินต่อการค้างแรมกลางแจ้ง มักไม่หลับในยามค่ำคืน  คืนนี้ข้าอยู่เฝ้ายามให้เองเสียงของหวยเจินช่างอบอุ่นอย่างยิ่ง

จี้ถงเงยหน้าสบสายตาเขาเจินเหรินล่วงถึงขั้นผจญเคราะห์กรรม แต่หาใช่ไม่ต้องพักผ่อนนอนหลับโดยสิ้นเชิง พักผ่อนสักเล็กน้อยดีต่อการรับมือเคราะห์สวรรค์ คืนนี้ข้าเองคงนอนไม่หลับ คิดเฝ้ายามให้อยู่พอดี

หากฝันร้ายต่อหน้าเขา ไม่รู้จะclf’กิริยาเยี่ยงไร สู้ไม่นอนจะดีกว่า

หวยเจินเพียงแต่ยิ้มบาง เอ่ยเปลี่ยนประเด็นว่าร่างแห่งพรหมจรรย์นั้นสำคัญต่อผู้คนในสำนักชิงซิวอู๋ซินยิ่ง ข้าเห็นว่าแม้สุขภาพของเจ้าไม่ดีนัก ทว่าพลังหยางดั้งเดิมยังไม่ทลาย ฝึกบำเพ็ญตบะต่อไปในภายภาคหน้าอาจมีโอกาสสำเร็จได้ วันนี้เหตุใดจึงเดิมพันสูงกับเหยียนฉิงหลันเยี่ยงนั้น

วันนี้ได้พบกันอีกคราภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น คนผู้นี้ย่อมดูแคลนเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเป็นแน่ บัดนี้กลับถามอย่างไม่รู้สึกรู้สา เป็นเพราะอำพรางได้อย่างดีเท่านั้นกระมัง

มีโอกาสสำเร็จกระมัง?” จี้ถงยิ้มขื่นเล็กน้อยเจ้าสำนักได้ดูแล้ว เอ่ยว่าข้าไม่อาจสร้างรากฐานไปจนตาย ฝึกไปทั้งชีวิตอย่างมากเพียงแค่ยืดอายุให้อยู่ต่อไปได้อีกหลายปีเท่านั้น

สภาพร่างกายไม่ดีใช่ว่าไร้หนทางเยียวยารักษา ขอเพียงผ่านถ้ำเก้าเคราะห์กรรมได้อย่างราบรื่น ก็จะลอกคราบ ถือกำเนิดร่างใหม่ ขึ้นรูปเป็นมนุษย์อีกครั้ง สภาพร่างกายของเจ้าแม้ไม่ได้ดีเลิศที่สุด แต่อย่างน้อยก็จะเหมือนมนุษย์ปกติทั่วไป

เจินเหรินล้อข้าเล่นแล้ว ถ้ำเก้าเคราะห์กรรมแม้เอ่ยว่าเก้าเคราะห์กรรม แต่มโนภาพเสมือนจริงยิ่ง ประหนึ่งเผชิญอยู่ในโลกมนุษย์ทุกสิ่ง ที่ทดสอบคือความรักโลภโกรธหลงในโลกมนุษย์ ใต้ฟ้านี้มีผู้ใดออกจากถ้ำเก้าเคราะห์กรรมได้บ้าง ข้าเป็นเพียงปุถุชน สำนึกไตร่ตรองของตนเองย่อมไม่แกร่งกล้าผิดธรรมดาเพียงนั้น

ไม่ผิด ผู้ที่อยากเผชิญเคราะห์กรรมเพื่อลอกคราบกำเนิดใหม่ในใจต้องปรารถนาบรรลุเป็นเซียน หากเห็นแต่ภาพภายหลังสำเร็จเป็นเซียนแล้วสามารถเรียกลมเรียกฝนก็สามารถทำได้ทุกประการ จักมีผู้ใดตัดใจตื่นขึ้นจากภาพฝันเหล่านั้นได้เล่าหวยเจินถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยต่อว่าในเมื่อเจ้ากระจ่างถึงเพียงนี้ รู้ว่าบำเพ็ญตบะไปก็ไม่มีประโยชน์สำหรับเจ้า เหตุใดยังรั้งอยู่ในสำนักชิงซิวอู๋ซินอีก

เพราะว่าไม่มีที่ไปจี้ถงตอบอย่างเย็นชาราวกับว่าไม่อยากสนทนากับเขาอีกต่อไป จึงนั่งขัดสมาธิแล้วปิดตาลง

หวยเจินยิ้มบาง เอ่ยอย่างไม่แยแสผู้ใดว่าในเมื่อข้าคิดจะรับศิษย์แล้ว มิสู้เจ้าก็กราบไหว้เป็นศิษย์ข้าด้วย ภายภาคหน้าแม้ยากสำเร็จมหามรรคา แต่ย่อมดีกว่าอยู่ในสำนักชิงซิวอู๋ซินอยู่บ้าง

เจินเหรินเจตนาดี ข้าน้อยขอน้อมรับไว้ในใจ สำเร็จเป็นเซียนไม่แน่ว่าจะดีกว่าปุถุชนคนธรรมดา

หมายความว่าอย่างไร?” สายตาของเขาวูบไหวเล็กน้อย

ปุถุชนธรรมดาสมารถเข้าสู่วัฏสงสารเวียนว่ายตายเกิด แท้จริงก็เป็นอมตะไม่เสื่อมสลายเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นก้มเงยไม่กี่สิบปี ไยไม่ใช้ชีวิตให้สาแก่ใจ หากสำเร็จเป็นเซียน ความรักความแค้นธรรมดากลับต้องจดจำนับร้อยปีถึงกระทั่งนับพันปีก็ยากจะหลุดพ้น อยู่ยืนยาวถึงขนาดนั้นจักมีประโยชน์อันใดเล่า

หวยเจินตะลึงงันเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วว่าวาจาที่เจ้าเอ่ย คล้ายคนผู้หนึ่งยิ่งนัก…”

จี้ถงอดเสียใจไม่ได้ เขาวู่วามไปชั่วขณะ เผลอตัวเอ่ยออกไปหลายประโยค กลับลืมไปว่าอยู่กับไป๋จวินเซี่ยนมานานวัน ทุกอากัปกิริยาของเขา ไป๋จวินเซี่ยนย่อมคุ้นเคยเป็นอย่างดี แม้ว่าทั้งร่างจะผิดแผกไป แต่ยามยกมือเยื้องย่างก็ยากจะหลุดพ้นร่องรอยเดิม เป็นไปไม่ได้ว่าไป๋จวินเซี่ยนจะไม่สงสัย

เพียงแต่คาดไม่ถึงว่า เขาจะจำได้ขึ้นใจถึงเพียงนี้

ที่เขาจำได้ เกรงว่าเกิดจากความรู้สึกผิดในใจเท่านั้น เพราะคิดว่าตนเองวิญญาณแตกซ่านปลิดปลิวไปแล้วจึงหมดหนทางตอบแทนบุญคุณกระมัง

จริงหรือ?” เขาไม่อยากสบสายตาลอบสังเกตของหวยเจิน จึงสนใจปลาไม้สุดท้ายที่เหลืออยู่ข้างกองเพลิง แม้เขาจะกินอย่างเชื่องช้าก็ยังกินไปทั้งหมดถึงสามไม้

สำหรับชายหนุ่มแล้ว ต่อให้ไม่ได้ว่ายน้ำ แต่แช่อยู่ในน้ำเย็นนานเกินไปก็สูญเสียพลังกายได้ สามไม้นี้ไม่นับว่ากระไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารบนขุนเขาหมีชิงจืดชืดไร้รสชาติ บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องมักหาโอกาสลงเขาเสาะหาของเลิศรส แม้เขาจะมีโอกาสลงเขาไปตามลำพังบ้าง ทว่าในถุงกลับไร้ซึ่งเงินตรา ฝีมือทำครัวขึ้นชื่อว่าย่ำแย่ถึงขีดสุด เขาไม่ได้ลิ้มรสโอชาเช่นนี้มาหลายเดือนแล้ว

แต่นี่เป็นไม้สุดท้าย คนผู้นี้ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ยังกินไปได้ไม่เท่าไหร่เลย

อยากกินก็กินเถอะมุมปากของหวยเจินแฝงด้วยแววขบขัน

เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้วกับผู้ที่จะสำเร็จเป็นเซียนแล้วย่อมไม่ต้องเกรงอกเกรงใจแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นความสำเร็จของคนผู้นี้ในวันนี้ สามส่วนเป็นความดีความชอบของเขา

จี้ถงกำลังก้มหน้าก้มตากินปลา ทันใดนั้นได้ยินเสียงหวยเจินถามขึ้นเจ้าคิดว่า ข้าควรรับเฉินซินเป็นศิษย์หรือไม่

เจินเหรินมีความคิดของตนเองอยู่นานแล้ว ไยต้องถามข้าเขาไม่แม้แต่จะเงยหน้า กินอย่างไม่รีบไม่ร้อน หากมีอีกสองไม้ เขาสงสัยว่าตนเองคงกินได้จนกระทั่งฟ้าสาง

แท้จริงแล้ว แม้ว่าสภาพร่างกายเขาจะไม่เลว อีกทั้งยังมีพรสวรรค์ แต่เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งจากหนึ่งร้อย ไม่อาจนับได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด อีกอย่างข้าไม่ชินที่จะมีคนอยู่ข้างกายมายี่สิบปีแล้วหวยเจินเหมือนรำพึงรำพันกับตนเองแต่ดวงตาของเขาเหมือนมากหรือเป็นเพราะที่นี่เป็นสำนักของเขา

จี้ถงพลันรู้สึกว่ากลืนปลาย่างหอมหวนกรอบโอชาไม่ลงรีบเงยหน้าขึ้นเหมือนผู้ใด

เหมือนสหายเก่าผู้หนึ่งหวยเจินถอนหายใจเฮือก

แล้วสหายเก่าผู้นั้นของท่านเล่า

วิญญาณแตกซ่านปลิดปลิวไปเสียแล้วเขาเอ่ยตอบอย่างซึมกระทือ

ในเมื่อวิญญาณแตกซ่าน เช่นนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เฉินซินจะเป็นเขา หากเหมือนเขาเพียงนิดท่านล้วนรับเป็นศิษย์ เกรงว่าเขาเหมยเยี่ยนคงเต็มไปด้วยคนแบบนั้นกระมังแม้จี้ถงกำลังยิ้ม ทว่าในรอยยิ้มแฝงด้วยความเย็นชา ราวกับกำลังประชด

หวยเจินทำเป็นเหมือนไม่ได้ยินอย่างไรอย่างนั้น ก่อนเอ่ยแผ่วเบาว่าวิญญาณของมนุษย์หลังแตกสลายแล้วจะยังคงอยู่ในโลกมนุษย์ บางทีบนร่างของผู้ใดผู้หนึ่งอาจมีวิญญาณส่วนหนึ่งของเขาแฝงอยู่

แต่ว่าหากเขาไม่ได้วิญญาณแตกสลาย แต่กำเนิดใหม่เป็นอีกคนหนึ่ง จะมีความคล้ายคลึงกันได้อย่างไร

หวยเจินตะลึงไม่ผิด ข้ากลับลืมจุดนี้ไป หากเป็นเช่นนี้ ที่คลับคล้ายเขาย่อมไม่ใช่เขา ส่วนคนที่ไม่คล้ายเขา บางทีบนร่างอาจมีวิญญาณของเขาแฝงอยู่ อีกทั้งวิญญาณลอยล่องในโลกมนุษย์นั้นไร้รูป บางทีอาจสลายอยู่ในระหว่างภูผาธารา ผสมผสานอยู่ในกระแสธารราวกับว่าเขาใจลอยไปครึ่งขณะก่อนเอ่ยว่าคืนนี้เหมือนข้าพูดมากไปแล้ว ได้สนทนากับเจ้า สำราญใจเป็นอย่างยิ่ง เจ้าคงไม่ถือสาที่ข้ารบกวนกระมัง

ไหนเลยจะกล้ากล่าวเช่นนั้น

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ วันนี้ขออำลาตรงนี้เขายืดตัวลุกขึ้นยืน คำนับให้จี้ถงอย่างเชื่องช้า สีหน้าท่าทางออกจะเตลิดตะลึงลานก่อนวางท่าสงบ จากนั้นก็หมุนตัวแล้วจากไป จี้ถงคิดเรียกเขาไว้ ด้วยอยากถามว่าจะอธิบายให้เฉินซินเด็กหนุ่มผู้นั้นฟังอย่างไร กลับเห็นเขาเดินไปได้เพียงสิบกว่าก้าว พลันร่างสูงอันตรธานไปดั่งควันหมอก อยู่ไกลออกไปหลายพันลี้เสียแล้ว

จี้ถงอดยิ้มขมขื่นมิได้ คิดจะกินปลาที่เหลือให้หมด กลับเห็นเฉินซินวิ่งออกมาจากถ้ำ ผลักอย่างแรงจนเขาล้มลงกองบนพื้น ดวงตาเฉินซินรื้นแดงทำไมท่านถึงไม่บอกเขาให้รับข้าเป็นศิษย์ ข้าเกลียดท่าน! ข้าเกลียดท่านจะตายอยู่แล้ว!”

เขาถูกเฉินซินผลักล้ม ปลาในมือร่วงตกลงพื้น อดที่จะตกตะลึงไม่ได้เฉินซิน เจ้า…” คาดไม่ถึงว่าเฉินซินแสร้งทำเป็นนอนหลับในถ้ำ แต่กลับแอบฟังทั้งสองคนสนทนากันอยู่อีกฟาก คิดว่าไป๋จวินเซี่ยนจับได้นานแล้ว ดังนั้นจึงคร้านจะอธิบายให้เขาฟัง

ข้ารู้ท่านคงริษยาที่พรสวรรค์ของข้าสูงกว่าท่าน สภาพร่างกายดีกว่าท่าน จึงขัดขวางมิให้ข้ากราบไหว้ซ่านเซียนเป็นอาจารย์ใช่หรือไม่ ข้าจะไม่แยแสท่านอีกต่อไปแล้ว!” ใบหน้าของเฉินซินเต็มไปด้วยคราบน้ำตา กระทืบเท้าแล้วหมุนตัวห้อตะบึงจากไป

เดิมทีจี้ถงคิดจะไล่ตามไป ทว่าแข้งขาของเขาไม่ดี หนำซ้ำยังบาดเจ็บ จะเทียบกับเด็กหนุ่มซึ่งมีพื้นฐานเต๋าได้อย่างไร เพิ่งตามไปได้เพียงสองก้าวก็จำต้องหยุดชะงัก

เห็นว่าเฉินซินมุ่งหน้าขึ้นเขา รู้ดีว่าแม้จะเสียใจแต่เฉินซินมิได้หนีเตลิดจึงวางใจไปเปลาะหนึ่ง

วันถัดมา

ศิษย์พี่ศิษย์น้องสองสามคนลงจากเขามาตามหาและประคองเขากลับไป ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่มีน้ำใจเอ่ยกับเขาว่า เฉินซินขึ้นเขาไปแล้ว พร้อมรายงานเรื่องเขาปล่อยปละละเลยให้ศิษย์น้องศิษย์หลานที่เฝ้าห้องปรุงยาไปฟังบรรยายธรรมที่วิหารใหญ่ ผลคือเฉินซินและศิษย์เฝ้าห้องปรุงยาคนอื่นถูกลงโทษโบยสิบไม้ ส่วนเขาในฐานะผู้อาวุโสสุดต้องโทษเพิ่มอีกหนึ่งเท่าตัว นอกจากโทษโบยแล้ว ยังต้องหาบน้ำผ่าฟืนให้ห้องฟืนหนึ่งเดือนหลังอาการบาดแผลที่ขาทุเลาลงแล้ว

เฉินซินกระทำดังที่เขาลั่นวาจาในคืนนั้นตามคาด ไม่แยแสเขาอีกต่อไป

แม้เขาคิดหยั่งเชิงลองอธิบายให้เฉินซินฟัง ทว่าเฉินซินกำลังโมโห แม้จะมองเขาสักแวบหนึ่งก็ไม่ทำ

หนึ่งเดือนกว่าหลังจากนั้น บาดแผลที่ขาหายดีเกินครึ่งแล้ว

คนช่วยงานในห้องฟืนล้วนเป็นศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนัก พอมีศิษย์ต้องมารับโทษทัณฑ์ที่นี่ คนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักอย่างเช่นหาบน้ำจากตีนเขาขึ้นมาเติมให้เต็มสิบโอ่งใหญ่อีกต่อไป

แข้งขาของจี้ถงไม่ดี ทุกเช้าตื่นยามอิ๋น (9) เพื่อหาบน้ำ มักต้องหาบถึงเที่ยงคืนจึงจะได้น้ำเต็มสิบโอ่งใหญ่ ช่วงแรกยังพอฝืนกระทำจนสุดความสามารถได้ แต่ต่อมาช่วงหลังยิ่งรู้สึกว่าเวียนหัวตาลาย บ่าไหล่เจ็บล้าบวมแดง พอพลาดลื่นก็ล้มลงกับพื้นทันที น้ำที่หาบมาได้ครึ่งทางก็พลันหกนองเต็มพื้น

วันนี้เพิ่งหาบน้ำไปได้เพียงครึ่งทาง แข้งขาก็พลันอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ฝีเท้าซวนเซไม่มั่นคง ทันใดนั้นก็ถูกคนมาประคองบ่าไว้ สายหาบบนบ่าก็ถูกปลดลงวางไว้บนพื้น เขาหมุนตัวกลับไปก็เห็นบุรุษในชุดขาวมีสง่าราศีดั่งเทพเซียน รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาล้ำพิภพ

เป็นหวยเจินนั่นเอง!

อีกฝ่ายเห็นเป็นเขาก็ขมวดคิ้วเอ่ยถามว่าคนในสำนักชิงซิวอู๋ซินตายกันไปหมดแล้วหรือ เหตุใดถึงให้คนขาเป๋ให้เจ้ามาหาบน้ำเช่นนี้

จี้ถงเล่าถึงมูลเหตุแล้วกล่าวว่าเจินเหรินมาด้วยเหตุใด มาเพื่อเด็กน้อยเฉินซินผู้นั้นใช่หรือไม่ดีที่สุดคือหวยเจินเปลี่ยนความตั้งใจรับเฉินซินเป็นศิษย์ เช่นนี้หวยเจินจะได้ไม่ต้องปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีก เฉินซินก็จะไม่โทษเขา เป็นการดีทั้งสองฝ่าย

ไม่ใช่หวยเจินชะงักไปก่อนเอ่ยว่าคราวก่อนได้สนทนากับเจ้าแล้ว ทำให้รู้สึกว่าได้รับประโยชน์ลึกซึ้ง มิทราบว่าจะร่ำสุราสนทนาใต้แสงจันทร์กับข้าอีกสักคราได้หรือไม่

เกรงใจเจินเหรินแล้วข้าเป็นเพียงคนต่ำต้อยผู้หนึ่ง ไม่เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งมรรคา เอ่ยวาจาไปไม่รู้จักหนักเบา เป็นมลทินแก่โสตของเจินเหริน ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนคืนนี้ข้ายังต้องหาบน้ำให้เสร็จ

ข้าจะช่วยเจ้าหาบน้ำ ส่วนเจ้ามาสนทนาเป็นเพื่อนข้าจะว่าอย่างไร

จี้ถงอึ้งงันไปเล็กน้อย ยังมิทันตบปากรับคำ หวยเจินก็ชี้นิ้วไปยังลำธารสายเล็กตรงตีนเขา บริกรรมเสียงเบาว่าขึ้นมา!” น้ำใสกระจ่างทอดยาวเป็นสายไม่ขาดตอนดั่งมังกรเขียวยืดตัวตรงแน่วลอยทะยานขึ้นเขา

ยามนี้ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า แสงสายัณห์สาดส่องบนเส้นสายธารา บังเกิดรุ้งกินน้ำสายหนึ่ง งดงามเหนือธรรมดา

จี้ถงอดวิงเวียนชาวาบไม่ได้ กระบวนท่ามังกรกินน้ำนี้เป็นหนึ่งในพลังเคลื่อนภูผาคว่ำมหาสมุทรอันน่าอัศจรรย์ของสำนักพรต กลับถูกเขาใช้ได้อย่างคล่องแคล่วตามอำเภอใจ ตบะของเขาเกรงว่าไม่เป็นรองผู้สำเร็จเป็นเทพเซียน

ทันใดนั้นจี้ถงก็นึกขึ้นได้ แท่งสายน้ำนี้ข้ามผ่านวิหารซานชิงตัดผ่านยอดภูลั่วเสีย และในยามตะวันรอนเยี่ยงนี้ ไม่รู้ว่ามีผู้คนกี่มากน้อยที่มองเห็นมัน เรื่องที่หวยเจินช่วยเขาคงเป็นที่รู้กันทั่ว ย่อมก่อให้เกิดความคลางแคลงอิจฉาริษยาหลากหลายรูปแบบ จึงอดทอดถอนใจอย่างเงียบๆ ไม่ได้

เสร็จแล้ว ยังต้องทำอะไรอีกหวยเจินเอ่ยถามยิ้มๆ

ไม่มีแล้วจี้ถงได้แต่หันกลับมาหวยเจินเจินเหรินหากมีเรื่องให้ข้ารับใช้ ขอโปรดสั่งมา

นามเดิมของข้าคือไป๋จวินเซี่ยนฉายาทางเต๋าว่าหวยเจินเจ้าเรียกข้าว่าจวินเซี่ยนหรือหวยเจิน ไม่ต้องเติมคำว่าเจินเหรินสองคำนี้อีก

ขอน้อมรับคำสั่งเขาค้อมตัวคำนับอย่างเชื่องช้า ในใจคิดว่าฉายาทางเต๋าคงไว้ใช้อำพรางหูตาผู้คน โดยส่วนตัวน่าจะยังคุ้นชินกับฐานะราชันจิ้งจอก

ไป๋จวินเซี่ยนแย้มยิ้มเล็กน้อยบนขุนเขาหมีชิงมีที่หนึ่งทิวทัศน์งดงามยิ่ง พวกเราไปสนทนากันที่นั่นเถอะกล่าวจบพลางใช้มือไพล่หลัง ก้าวย่างไปข้างหน้าอย่างแช่มช้า

ไป๋จวินเซี่ยนเคยมาขุนเขาหมีชิง แน่นอนว่าเป็นเสวียนเจินพามา จี้ถงย่อมรู้ว่าเขาหมายถึงศาลาอู๋ซินที่ตั้งบนยอดเขาสูงเทียมเมฆ สถานที่นั้นเป็นที่ชมตะวันที่ดีแห่งหนึ่ง พระอาทิตย์ยามเช้าโผล่พ้นทะเลเมฆ คลื่นหมอกลอยตลบวนเวียน ปลายฟ้ากว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา งดงามตระการตาหาที่ใดเปรียบได้

จี้ถงไม่กล้าวางถังไม้ไว้ริมทาง จึงเทน้ำทิ้งแล้วหาบถังพลางเดินกะโผลกกะเผลกตามหลังไป๋จวินเซี่ยนไป

เบื้องหน้าเป็นบุรุษสง่างามประหนึ่งเทพเซียน ที่เดินตามหลังเป็นนักพรตชั้นนักการในชุดสกปรกมอซอ ช่างน่าขบขันเป็นอย่างยิ่ง ไป๋จวินเซี่ยนหันกลับมามองเขาแวบหนึ่งก่อนขมวดคิ้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เอ่ยวาจาใดออกมา

อย่างไรเสียก็เป็นผู้ใกล้สำเร็จเป็นเซียน การอบรมทางจิตใจและมารยาททางสังคมเพียงเล็กน้อยเท่านี้ยังพอมีอยู่บ้าง จี้ถงแอบวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในใจ ยามนี้มาถึงสถานที่ที่ยากแก่การปีนป่าย

ไป๋จวินเซี่ยนลอยตัวกระโดดขึ้นไปก่อนหมุนตัวกลับยื่นมือส่งเพื่อช่วยดึงตัวเขา การกระทำดังกล่าวดูเป็นธรรมชาติยิ่ง

มา!”

จี้ถงหาบถังไม้ มือหนึ่งกุมอยู่บนไม้คานพลางยื่นอีกมือที่ทั้งสกปรกทั้งมันเยิ้มออกดู แล้วปล่อยมือตกลง อยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็นอย่างยิ่ง

มุมปากของไป๋จวินเซี่ยนยกยิ้มอ่อนบางคราหนึ่งก่อนเอ่ยว่าเจ้าวางถังไม้ลงก่อน ขากลับพวกเราค่อยมาเอา

จี้ถงรับคำพลางวางถังไม้ลง ไป๋จวินเซี่ยนยังคงยื่นส่งมือให้เขา เขาตะลึงงันไปเล็กน้อย รีบเกาะกุมมือขาวกระจ่างนวลเนียน ทั้งร่างของเบาโหวงลอยตัวข้ามขึ้นไป

คืนนี้คงฝันร้ายอีกเป็นแน่ จี้ถงคิดเงียบๆ ตลอดทางไม่เอ่ยวาจาใด

เมื่อมาถึงศาลาอู๋ซิน ไป๋จวินเซี่ยนวาดแขนเสื้อไปทางม้าหินกลางศาลาคราหนึ่ง พลันปรากฏกับแกล้มหลายอย่างขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มีเต้าหู้แปดทรัพย์ หมูตงพอ ปลาน้ำส้มซีหู กุ้งบ่อมังกร น้ำแกงข้นซ่งเส่า ไก่ขอทาน ถึงขนาดมีเสี่ยวหลงเปาร้อนๆ ควันกรุ่น

จี้ถงเคยเห็นลูกเล่นเช่นนี้ของเขามาก่อนจึงไม่แปลกใจแต่อย่างใด ทั้งยังยิ้มและเอ่ยว่าเจินเหรินต้องการเลี้ยงอาหารข้าหรือ

เชิญเจ้าย้ายร่างมาที่นี่ จะไร้ซึ่งสุรากับแกล้มได้อย่างไรไป๋จวินเซี่ยนยิ้มบางเหมือนใจลอยไปชั่วขณะ เอ่ยว่าเมื่อก่อนข้าก็เคยเชิญสหายผู้หนึ่งมาชมพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ ทุกคราที่นำสุรากับแกล้มมา เขาจะเอ่ยอย่างยินดีว่ากับแกล้มมากมายเพียงนี้ ข้าจะกินหมดคนเดียวได้อย่างไร

จี้ถงยืนอยู่ข้างๆ อย่างเงียบงันไม่เอ่ยวาจา แต่ก่อนเขาเย่อหยิ่งถือดีด้วยมีคนพะเน้าพะนอ คิดว่าไป๋จวินเซี่ยนรักเขา แต่บัดนี้คิดดูแล้วช่างน่าขบขันยิ่งนัก

เจ้าหาบน้ำมาทั้งวัน ข้าคิดว่าคงหิวแล้ว กินอะไรสักหน่อยก่อน ข้าไม่รู้ว่าเจ้าชอบกินอะไรไป๋จวินเซี่ยนยิ้มบางข้าเพียงอยากหาคนสนทนาด้วย แต่เจ้าจะไม่ปริปากก็ย่อมได้

เดิมจี้ถงหิวมาก แต่ยามนี้กินอะไรไม่ลงอย่างแท้จริง จึงรินชาเขียวเพียงสองจอกข้าไม่รีบร้อน เจินเหรินกินอะไรก่อนแล้วค่อยสนทนาเถิด

ไป๋จวินเซี่ยนส่ายหน้า เขาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอย่างไม่สนใจใครว่าเจ้าก็รู้ว่าตอนนี้ข้าถึงขั้นผจญเคราะห์กรรมแล้ว

หืม?”

แต่ข้าคิดว่าข้าอาจไม่ผ่านเคราะห์เสน่หาได้ไป๋จวินเซี่ยนนั่งลงอย่างเงียบงัน ทอดสายตามองหมอกสายัณห์ดั่งแพรพรรณชั้นเลิศ น้ำเสียงสงบราบเรียบยิ่งคนที่ข้ารักได้สูญหายไปแล้ว ข้าเคยหลอกเขา ทำร้ายเขา จนเขาตายไป ข้ายังคิดเสมอว่าเป็นเพียงหลุมพรางที่แสนง่ายดายไม่ซับซ้อน เขาเป็นคนฉลาดถึงเพียงนั้น และรู้ทั้งรู้ว่าตนเองเป็นร่างพลังหยางบริสุทธิ์ที่ผู้คนมากมายจับจ้องตาเป็นมัน แต่ก็ยังถูกข้าหลอกได้ช่างสมควรแล้ว

มือที่ถือจอกชาของจี้ถงสั่นระริก น้ำชากระฉอกกระเซ็นไปทั่ว ไป๋จวินเซี่ยนมองเขาด้วยความประหลาดใจเป็นอะไรไป

เขาฝืนยิ้มเอ่ยว่าคงเป็นเพราะมืออ่อนไร้เรี่ยวแรงอยู่บ้าง อีกสักพักคงดีขึ้น ท่านเล่าต่อเถิดเขาวางจอกชาว่างเปล่าลงบนโต๊ะ ซุกมือที่สั่นระริกเข้าไปในแขนเสื้อ

ต่อมาหลังเขาตายไปได้ครึ่งปี ข้าก็ถึงขั้นผจญเคราะห์กรรม เดิมคิดว่าหากต้องผจญเคราะห์เสน่หา รักใครสักคนอย่างฉาบฉวยเอาก็คงได้ ถือว่าอยู่กันด้วยดีจากกันด้วยดี ทว่าไม่ว่าจะอยู่กับผู้ใด ข้าล้วนคิดถึงเขา คิดถึงรอยยิ้มบาง สีหน้ายามเอ่ยวาจา ไม่ว่ามองเห็นใคร ก็เหมือนกับมองเห็นเขาอยู่ตรงหน้า แม้อยู่ด้วยกันเพียงสามปี แต่ยี่สิบปีมานี้ ข้านึกถึงยามที่ได้อยู่กับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ไป๋จวินเซี่ยนชะงักไปชั่วครู่ค่อยเอ่ยต่อค่อยๆ นึกย้อนดู แท้จริงแล้วเขาจับสังเกตได้แล้ว เพียงทว่าได้แต่รอคอย รอคอยให้ข้าสำนึกตัว แต่ข้ากลับไม่รู้ตัวมาตลอด ยังหัวเราะเยาะว่าเขาโง่เขลา วันที่วางยาเขา เขามองข้าเนิ่นนานด้วยสีหน้าที่เอาแต่ยิ้มอ่อนบางข้าคิดถามเขาว่ายิ้มอะไร ทว่าเพิ่งเปิดปาก เขาก็ดื่มสุราจอกนั้นลงไปแล้ว

เขายิ้มอย่างหม่นหมองในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดจิ้งจอกที่คิดฝึกบำเพ็ญเต๋าต้องแปลงร่างเป็นมนุษย์เสียก่อน เหตุใดจิ้งจอกบำเพ็ญตบะต้องใช้เวลาร้อยปีถึงพันปี ทว่ามนุษย์ใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบปีก็เพียงพอแล้ว เพราะว่าหลายอย่างมีเพียงยามเป็นมนุษย์เท่านั้นจึงจะเข้าใจ แต่ตอนที่ข้าตระหนักรู้ก็สายไปเสียแล้ว เขาไม่ให้โอกาสข้าอีก ระหว่างเรา ไม่มีโอกาสใดๆ อีกต่อไปแล้ว ข้ายื้อแย่งพลังหยางดั้งเดิมของเขามามากกว่าครึ่ง ทั้งยังมอบเขาให้เผ่าพันธุ์จิ้งจอกในอาณัติ ทำให้ซากศพของเขาไม่หลงเหลือ วิญญาณแหลกสลายปลิดปลิวหายไป

จี้ถงฝืนยืนขึ้น ได้ฟังเรื่องในอดีตอีกครั้ง เสมือนว่าถูกกรีดเปิดบาดแผลแล้วสาดเกลือราดรด มันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน มือเขาท้าวจับโต๊ะหิน ร่างกายสั่นเทิ้มไปทั้งตัว แต่ใบหน้ากลับแฝงด้วยยิ้มบางเรื่องเรื่องนี้ช่างน่าเวทนายิ่งนัก เพียงทว่าทำไมท่านถึงเล่าให้ข้าฟัง

ไป๋จวินเซี่ยนราวกับเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติของเขา เผลอตะลึงงันไปเล็กน้อยเจ้าไม่สบายที่ใดหรือไม่

มีบ้างข้าจะกลับแล้ว ค่อยว่ากันภายหลังเขายิ้มอย่างขออภัย ซวนเซแทบจะล้มกองไปกับพื้น

ไป๋จวินเซี่ยนประคองเขาระวัง

เขารับคำอ้อมแอ้มเสียงหนึ่ง ปัดมือไป๋จวินเซี่ยนที่ประคองร่างออก ค่อยๆ ย่างก้าวไปเบื้องหน้า

เจ้ารู้อยู่แล้วหรือว่าร่างเดิมของข้าเป็นจิ้งจอก เหตุใดไม่ตระหนกแม้แต่น้อยจู่ๆ ไป๋จวินเซี่ยนก็ถามขึ้น

ฝีเท้าเขาไม่หยุดชะงัก ท่าทางการเดินยังคงกะโผลกกะเผลกไม่ว่าร่างเดิมของท่านจะเป็นอย่างไร บัดนี้เป็นผู้อยู่ในมรรคา วันหน้าสำเร็จเป็นเซียน มีผู้ใดคิดถามหรือว่าจะเป็นวีรบุรษมาจากที่ใด

ไป๋จวินเซี่ยนนิ่งงัน พร้อมทั้งทอดถอนใจ เห็นเขาปีนป่ายบนเส้นทางภูผายากลำบากอย่างยิ่ง จึงขึ้นหน้าคว้าแขนเขาไว้ข้าไปส่งเจ้าเอง

จี้ถงลังเลครู่หนึ่ง แต่ไป๋จวินเซี่ยนก็โอบเอวเขาลอยทะยานขึ้นสู่ปุยเมฆไปแล้ว

ตอนที่ 3

ศาสตร์บังคับเมฆาประเภทนี้ไม่แปลกประหลาดแต่อย่างใด ทว่าไป๋จวินเซี่ยนที่พาอีกคนหนึ่งขึ้นมาด้วย แต่ความเร็วในการเหาะเหินกลับไม่เชื่องช้าลงช่างหาได้ยากยิ่งในโลกโลกีย์ รู้สึกได้ถึงมือที่โอบเอวเขา

จี้ถงหลับตาลง กล้ำกลืนความรู้สึกรังเกียจ มิได้ผลักเขาออก ไม่เช่นนั้นที่ร่วงหล่นลงคงเป็นตนเอง

ไป๋จวินเซี่ยนเห็นสีหน้าท่าทางของเขาแล้วกลับคิดว่าเป็นเพราะเขากลัว จึงเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่าอย่ามองไปข้างล่างก็ไม่เป็นไรแล้ว

เขาไม่โต้ตอบแต่อย่างใด รับคำอย่างอ้อมแอ้มเสียงหนึ่ง เมฆหมอกใต้ขาเลือนราง ด้วยตบะเต๋าของเขาในยามนี้จึงไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดๆ อย่างแท้จริงได้

ไป๋จวินเซี่ยนเอ่ยอย่างอบอุ่นวันนี้ข้าเอ่ยเรื่องในอดีตกับเจ้า ด้วยมีเรื่องอยากขอร้อง

เจินเหรินลองกล่าวมาเถิด…”

ในชีวิตนี้ข้าคิดว่าคงไม่อาจรักใครได้อีกแล้ว ทว่ายามได้อยู่กับเจ้ากลับรู้สึกสงบสำราญใจ เจ้าช่วยรักกับข้าสักครั้ง ให้ข้าได้ข้ามพ้นเคราะห์กรรมในครั้งนี้ไปได้หรือไม่ ภายภาคหน้าข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างดี

จี้ถงรู้สึกแต่เพียงวิงเวียนวูบ เกือบร่วงหล่นจากปุยเมฆ แม้เขามีลางสังหรณ์ว่าที่จู่ๆ ไป๋จวินเซี่ยนเล่าเรื่องนี้ให้ฟังอย่างไม่มีเหตุผล ต้องคิดขอร้องอะไรเป็นแน่ อย่างไรเสียเรื่องนี้เกี่ยวเนื่องถึงการใหญ่ และเขาเองเป็นคนในสำนักชิงซิวอู๋ซิน คิดดูแล้วสองฝ่ายมีความแค้นลึกล้ำดังมหาสมุทร ไป๋จวินเซี่ยนเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ หากพลิกบัญชีแค้นเก่า เจ้าสำนักชิงซิวอู๋ซินในปัจจุบันไม่อาจปล่อยไป๋จวินเซี่ยนไปได้

ทว่าเมื่อไป๋จวินเซี่ยนเอ่ยคำขอร้องอย่างไม่รู้สึกรู้สา ทำให้เขาประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะเขาหาใช่เสวียนเจินดังเก่าก่อน ไป๋จวินเซี่ยนเสนอขอคบหาคนแปลกหน้าอย่างง่ายดายเช่นนี้ ทำให้เขาเจ็บปวดจนไม่เป็นตัวของตัวเอง

ไป๋จวินเซี่ยนพร่ำเอ่ยปากว่ารักเสวียนเจิน แท้จริงแล้วแม้มีความรัก แต่ก็คงมีขีดจำกัดกระมัง

ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาถึงขั้วหัวใจช่างเจ็บปวดรวดร้าวจนแทบด้านชา เขาค่อยๆ ผินหน้าชำเลืองมองใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลางดงามของไป๋จวินเซี่ยน ก่อนเอ่ยอย่างแผ่วเบาว่าในเมื่อท่านหลอกใช้เขา ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าครั้งนี้ท่านจะไม่คิดหลอกใช้ข้า

เอ่ยปากแต่ละคำให้รู้สึกว่าแทบสิ้นแรง เมื่อพูดจบถึงขั้นเกือบทรุดกอง

ไป๋จวินเซี่ยนมองเขาอย่างประหลาดใจ ราวกับไม่เข้าใจว่าไยเขาต้องปฏิเสธอย่างรุนแรงเช่นนี้ด้วย ถึงขนาดแฝงไว้ด้วยการประชดประชันอีกนะ

บัดนี้มาถึงด้านนอกลานเรือนนอนของศิษย์ห้องปรุงยาด้านล่างยอดภูลั่วเสีย เขากดปุยเมฆร่อนลงพื้น มองหน้าของจี้ถงอยู่ครึ่งขณะ พลันหัวเราะอย่างแผ่วเบาก่อนเอ่ยว่าเป็นข้าวู่วามไปเอง เจ้าลองพินิจดูให้ดีแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะตอบตกลงหรือไม่ หากเจ้าตกลง ข้าย่อมดีต่อเจ้าอย่างถึงที่สุด เสมือนเสมือนญาติสนิทเยี่ยงไรเยี่ยงนั้น

หากข้าไม่ตกลงเล่า

หากเจ้าไม่ตกลง ข้าจะใช้คาถาลบความทรงจำในชั่วยามนี้ของเจ้าทิ้งเสีย ถือเสียว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ดีหรือไม่

เจินเหรินโปรดวางใจ ข้าไม่เอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใดแน่ หากข้าผิดคำ ให้ประสบหมื่นเคราะห์กรรมมิได้ผุดได้เกิด ทว่าเรื่องนี้…” เขากำลังจะเปิดปาก

ไป๋จวินเซี่ยนยกมือปิดปากเขาไว้อย่าเพิ่งรีบร้อนปฏิเสธ ข้าให้เวลาเจ้าสิบห้าวัน ค่อยๆ ไตร่ตรองให้ดี ถึงตอนนั้นค่อยปฏิเสธก็ไม่เป็นไร

สำหรับผู้บำเพ็ญพรต หากมิใช่เรื่องคอขาดบาดตายย่อมไม่เอ่ยคำสาบาน ด้วยคำสาบานล่วงรู้ไปถึงสวรรค์ ในตอนไป๋จวินเซี่ยนพรอดพร่ำรำพันคำหวานต่อเสวียนเจินยังไม่กล้าเอ่ยสาบาน เสวียนเจินทั้งทะนุถนอมและให้ความสำคัญกับไป๋จวินเซี่ยนมาก ย่อมไม่อาจตัดใจให้ไป๋จวินเซี่ยนเอาชีวิตเป็นเดิมพัน บัดนี้จี้ถงเอ่ยคำสาบาน แน่นอนว่าย่อมเชื่อใจได้

จี้ถงเงียบงันอยู่พักหนึ่ง ประสานมือคำนับอย่างเชื่องช้าขอลาตรงนี้

ทั้งสองคนร่ำลากัน แต่ศิษย์ห้องปรุงยาเห็นเข้า ต่างออกันออกมาจากเรือนนอน เสียงผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นว่าเจินเหริน! เหมือนเจินเหรินที่มาบรรยายธรรมที่วิหารซานชิงใช่หรือไม่

แน่นอนว่าใช่ หรือเจ้าไม่เห็นรัศมีของขั้นผจญเคราะห์กรรมของเขา

วันนี้ข้าสนใจแต่จะจำพระธรรม ไหนเลยจะเหมือนเจ้าจ้องผู้อื่นไม่วางตา เจ้าคงไม่คิดเรื่องโลกียวิสัย (10) กระมัง

ถุย เจ้าต่างหากคิดเรื่องโลกียวิสัย! เจินเหรินยังมีข้อธรรมบางอย่างข้ายังไม่กระจ่าง ท่านอธิบายให้ฟังอีกสักนิดเถอะ!”

เจินเหริน อธิบายให้ข้าฟังหน่อยเถอะ!”

ใช้เวลาไม่นาน รอบกายของทั้งคู่ออไปด้วยศิษย์พี่ศิษย์น้องไม่น้อย โหวกเหวกวุ่นวายอึงอลในชั่วขณะ

ไป๋จวินเซี่ยนมองจี้ถง ในแววตาแฝงด้วยความอ่อนโยนและขบขัน เขาหาได้ประสานมือคำนับตอบ แต่กลับยื่นมือลูบไล้ฝ่ามือที่ปล่อยอยู่ข้างตัวจี้ถงอย่างแผ่วเบาครั้งหนึ่ง จากนั้นก็กำนิ้วก้อยเขย่าเบาๆ ประหนึ่งว่าสนิทชิดเชื้อกันเป็นอย่างยิ่ง

จี้ถงเหมือนสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบสะบัดมือเขาออก แล้วถอยหลังไปสองสามก้าว

ไป๋จวินเซี่ยนไม่ถือสาแม้แต่น้อย เพียงอมยิ้มคราหนึ่ง ขณะที่ทุกคนกรูเข้ามา เมฆหมอกขาวด้านล่างเท้าเขาก็ก่อตัวขึ้นพาทั้งร่างทะยานขึ้นสู่ปุยเมฆจากไป

บรรดาศิษย์พี่น้องเห็นว่าไป๋จวินเซี่ยนจากไปแล้ว ทำให้รู้สึกผิดหวังยิ่ง รีบห้อมล้อมรอบตัวจี้ถงเอ่ยถามศิษย์พี่ เหตุใดเขาจึงกุมมือท่านนี่คือคำถามของจี้เนี่ยนศิษย์น้อง

จี้ถง เจินเหรินเอ่ยอะไรกับเจ้า เจ้าต้องบอกมาตามความจริง!” สีหน้าท่าทางของนักพรตอู๋ปอเคร่งเครียดจริงจัง

อาจารย์อา วันนี้มีแท่งสายน้ำลอยมาจากด้านนอก เติมเต็มน้ำในโอ่งใหญ่สิบใบ ท่านใช้คาถาอะไรกันแน่ เป็นเจินเหรินสอนท่านใช่หรือไม่?” เฉินอิน ศิษย์อีกคนเอ่ยถามอย่างไร้เดียงสา

เฉินซินยืนอยู่ข้างๆ สีหน้าสลับซับซ้อนยิ่ง ทว่าไม่เอ่ยปากเอ่ยอะไร

จี้ถงโบกมือเอ่ยว่าข้าหกล้มตอนหาบน้ำที่ตีนเขา พอดีพบเจินเหริน เขามีน้ำใจช่วยข้าหาบน้ำจนเต็ม พร้อมทั้งส่งข้าขึ้นเขา แท้จริงแล้วไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นทั้งนั้น

จากนั้นไม่ว่าเขาจะอธิบายอย่างไร ทุกคนก็เหมือนจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

นักพรตอู๋ปอเอ่ยว่าเขาช่วยเจ้าหาบน้ำจนเต็มสิบโอ่ง น้ำนี้ไม่อาจนับได้ว่าเจ้าหาบเอง พรุ่งนี้ข้าจะรายงานเจ้าสำนัก ให้เขาตัดสินใจว่าจะให้เจ้าหาบน้ำเพิ่มอีกหนึ่งวันดีหรือไม่ เอาล่ะทุกคนเลิกเอะอะกันได้แล้ว แยกย้ายกันไปเถอะ

นักพรตอู๋ปอเป็นผู้มีอาวุโสที่สุดในเรือนนอนห้องปรุงยา เมื่อเขาเอ่ยปาก ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าห้อมล้อมรอบตัวจี้ถงอีก ต่างแยกย้ายออกไปคนละทิศทาง

จี้ถงเห็นว่าอาจารย์เดินอย่างแช่มช้า ราวกับกำลังรอเขาเรียกให้หยุดเพื่อรายงานความเป็นมาเป็นไปจึงอดยิ้มขื่นมิได้ กริยาสนิทสนมของไป๋จวินเซี่ยนเช่นนั้น ในที่สุดก็ทำให้ทุกคนเกิดความคลางแคลงใจ ไม่ต้องเอ่ยว่าเขาสาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว ต่อให้เขาเล่าไปตามความจริง เกรงว่าไม่มีผู้ใดเชื่อว่าไป๋จวินเซี่ยนจะถูกใจเขา

หากไม่เป็นเพราะเขามั่นใจว่าตนเองแตกต่างจากชาติภพก่อนโดยสิ้นเชิง บางทีเขาอาจสงสัยว่าไป๋จวินเซี่ยนเห็นพิรุธอะไรหรือเปล่า? แม้เขาออกจะเสียกิริยาที่ศาลาอู๋ซิน แต่ตอนนั้นไป๋จวินเซี่ยนเหมือนไม่ได้สนใจตรงจุดนี้มากนัก

ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด เขาไม่อยากข้องแวะกับไป๋จวินเซี่ยนมากไปกว่านี้อีกแล้ว

คืนนี้ไร้กระแสลม ร้อนอบอ้าวจนเสื้อผ้าชุ่มเหงื่อแทบมองเห็นปรุโปร่ง เขารู้อยู่นานแล้วว่าตัวเองนอนไม่หลับแน่ ดังนั้น หลังจากบรรดาศิษย์พี่น้องนอนหลับกันแล้วจึงแอบย่องลงจากเตียง ออกไปนอกประตู

แท้จริงแล้ว ยามเขาฝันตอนกลางคืนนั้นไม่ได้ส่งเสียละเมอ อย่างมากเพียงครวญครางหรือกรีดร้อง ดังนั้นหลายปีมานี้ แม้มีคนถามเขาว่าฝันว่ากระไรบ้าง แต่ไม่เคยมีใครสงสัยว่าเขายังคงมีความทรงจำของชาติก่อนอยู่ หากไม่มีโชคบางส่วน ต่อให้เป็นยอดนักพรตที่สลายร่างได้สำเร็จ ก็อาจหลงทางในวัฏสงสาร

แต่พอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็น กลับไร้ความรู้สึกง่วงงุนแม้เพียงนิด นอกจากรู้สึกรังเกียจไป๋จวินเซี่ยนแล้ว ใช่ว่าไม่หวาดกลัว แม้เขาไม่อยากยอมรับจุดๆ นี้ แต่หลังสูญเสียตบะเต๋าทั้งร่าง ทำให้รู้สึกอับจนหนทางและหวาดหวั่นอย่างแท้จริง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่เคยทำร้ายเขา ยังคงไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรดี

เสียงจักจั่นร้องระงมทำให้เขารู้สึกว้าวุ่นสับสน พิงผนังกำแพงแล้วทรุดตัวลงนั่ง สายลมเริ่มเย็นระรื่น จันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยเด่นเหนือยอดเขา แสงดวงแขดั่งสายธารสีเงินสาดส่องพสุธา

จี้ถง จี้ถง…” มีคนเรียกเสียงแผ่วอยู่ข้างกาย

เขาได้ยินก็รู้ว่าเป็นเสียงของไป๋จวินเซี่ยน จึงอดตัวสั่นไม่ได้ ค่อยๆ หันกลับไปมอง เห็นเพียงชุดขาวราวหิมะสุกสกาวระยับจับตาภายใต้แสงนิศากร สะอาดสะอ้านเปี่ยมด้วยสง่าราศีแม้นผงธุลีมิอาจกล้ำกราย ท่วงท่าเหาะเหินเดินอากาศดั่งเทพเซียน

เจินเหรินมาจากที่ไกล มิได้ต้อนรับ ขอโปรดอภัยเขาลุกขึ้นยืนคำนับ ปรายตามองไปทางเรือนนอนแวบหนึ่ง

ไป๋จวินเซี่ยนเหมือนรู้ถึงความคิดของเขา ยิ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่าข้าใช้ศาสตร์คาถา ไม่มีคนตื่นขึ้นมาหรอกเขากระซิบกระซาบข้างหูจี้ถงเจ้าอยู่ที่นี่ ใช่รอข้าหรือไม่?”

จี้ถงถอยไปหนึ่งก้าวเจินเหรินเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่รู้ว่าเจินเหรินจะมาที่นี่ ไม่เช่นนั้นย่อมรายงานอาจารย์อาวุโสและเจ้าสำนักเพื่อสะดวกในการต้อนรับเจินเหรินเขาเอ่ยอย่างเคารพนอบน้อม

คนในสำนักของเจ้าพวกนั้น แต่ละคนถูกลาภยศสักการครอบงำจนหน้ามืดตามัว ไม่พบก็ช่างเถิดไป๋จวินเซี่ยนแค่นหัวเราะเสียงเบา ในน้ำเสียงแฝงด้วยความดูแคลนอยู่เป็นนิจ

นี่จะโทษพวกเขาไม่ได้ ในสำนักของเราก็คือมนุษย์ หากฉลาดหลักแหลม สภาพร่างกายดีเลิศ ล้วนกราบไหว้อยู่ใต้อาณัติของอาจารย์ปู่ ที่เหลือต้องมาฝึกอย่างหนักที่ห้องปรุงยาก่อน หากผ่านพ้นขั้นยุติธัญพืช (11) อย่างราบรื่น จึงจะออกจากห้องปรุงยาได้ แล้วค่อยเป็นศิษย์ชั้นธรรมสาวกของสำนัก ส่วนพวกที่ไม่อาจเป็นศิษย์ชั้นธรรมสาวกในสำนัก ส่วนมากก็ตายไปเพราะเตาปรุงยาระเบิด พวกเขาอยู่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตายทุกเมื่อเชื่อวัน มิหนำซ้ำถูกความร้อนแผดเผาบีบคั้น ออกจะหุนหันพลันแล่นแต่ไม่มีอะไรเสียหาย พรสวรรค์และสภาพร่างกายของเฉินซินนับได้ว่าชั้นยอด เสียดายที่เข้าสำนักมาช้าไป หากก่อนอายุยี่สิบปี เขายังไม่ถึงบรรลุถึงขั้นยุติธัญพืช ก็ไม่อาจเป็นศิษย์ชั้นธรรมสาวกของสำนักชิงซิวอู๋ซิน

ไป๋จวินเซี่ยนเผยรอยยิ้มสถานะของเจ้ากับพวกเขามิใช่เป็นแบบเดียวกันหรอกหรือ เหตุใดจึงช่วยพูดให้พวกเขา

อย่างไรเสียข้าก็เป็นคนพิการ ไม่ฝึกเต๋าก็ไม่เป็นไร สงสารแต่พวกเขาที่ขยันขันแข็งทุกวี่วัน ถึงตอนนั้นกลับกลายเป็นเพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ

ไป๋จวินเซี่ยนเห็นเขาไม่ได้ใส่ใจความสนิทสนมของตนเองจึงหมุนตัวกลับมา ในใจมิได้กลัดกลุ้มเคืองโกรธ กลับยิ้มกริ่มประชิดเข้ามาเจ้าเอ่ยมาเสียมากมาย แท้จริงแล้วเพียงอยากให้ข้ารับเฉินซินเป็นศิษย์ใช่หรือไม่

ใช่

เพราะเหตุใด

“…เป็นเพียงข้อเสนอแนะประการหนึ่ง ท่านไม่รับเขาเป็นศิษย์ก็ไม่เป็นไรหากให้ไป๋จวินเซี่ยนรู้ว่าเขาทำไปเพราะหวังความสงบและความสบายใจ เกรงว่าคงยากจะสมปรารถนายิ่งขึ้น เขารู้นิสัยใจคอของไป๋จวินเซี่ยนเป็นอย่างดีว่าชอบต่อต้านผู้อื่น

เฉินซินนั้นไม่เลวอย่างแท้จริง สติปัญญาและสภาพร่างกายภาพล้วนเป็นสิ่งชั้นยอด ทว่านิสัยใจคอเหมือนว่าไม่หนักแน่นพอ อีกอย่างข้าไม่มีใครอยู่ข้างกายมายี่สิบปีแล้ว เคยชินในการไปไหนมาไหนเพียงลำพัง…” พบว่าจี้ถงจ้องเขาด้วยสีหน้าแปลกชอบกล ไป๋จวินเซี่ยนเลิกคิ้วเล็กน้อยมีอะไรหรือ

ท่านพูดข้ออ้างนี้หลายครั้งแล้วหนึ่งเดือนก่อนที่ตีนเขาหมีชิงก็ได้ยินเขาเอ่ยข้ออ้างนี้

นั่นก็ไม่เสมอไปหรอก ปีก่อนข้ออ้างที่ข้ามักเอ่ยไม่ใช่ประโยคนี้

แล้วเอ่ยว่าอย่างไร

ข้าไม่มีใครอยู่ข้างกายมาสิบเก้าปีแล้ว เคยชินในการไปไหนมาไหนเพียงลำพัง

“…” เขาอับจนคำพูด หมุนตัวได้ก็เดินจาก

ไป๋จวินเซี่ยนก็ไม่คิดรั้งไว้ เพียงแต่ยิ้มกริ่มมองแผ่นหลังของเขา เอ่ยอย่างไม่รีบไม่ร้อนว่าอยากให้ข้ารับเขาเป็นศิษย์ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทั้งหมด

ทำอย่างไรถึงจะได้…” จี้ถงเพิ่งเอ่ยปาก ก็รู้ว่าพลั้งปากเผยความคิดของตนเอง จึงหมุนตัวกลับมา เห็นลูกนัยน์ตาของไป๋จวินเซี่ยนระยิบระยับจับตาดั่งดวงดาราตามคาด

หากเจ้าเรียกข้าสามคำว่าสุดที่รักข้าจะรับเขาเป็นศิษย์

สีหน้าของจี้ถงง้ำงอสุดขีดฉับพลัน ไม่เอ่ยอะไรสักคำ หมุนตัวได้ก็เดินจากไป

นี่นี่โมโหแล้วหรือไป๋จวินเซี่ยนตกตะลึงในคราแรก เห็นจี้ถงเป็นคนอารมณ์ดีมาก ไม่น่าโมโหง่ายดายขนาดนี้ แต่เห็นสีหน้าเขาซีดเผือดแทบจะไม่มีสีเลือด ขาก็ยิ่งเป๋อย่างรุนแรง ยามก้าวย่างไม่น่ามองมากกว่าแต่ก่อนหลายส่วน จึงอดตะลึงงันไม่ได้

บัดนี้จี้ถงเดินเข้าประตูแล้ว พลิกมือลงกลอน รู้สึกแต่เพียงชื้นเปียกบนใบหน้า เขาคิดว่าผ่านมาเนิ่นนานถึงเพียงนั้นจนด้านชาหมดสิ้นแล้ว ที่แท้แตะเพียงแผ่วเบายังทำให้เขาเจ็บปวดรวดร้าวยากจะทานทน

แม้ไป๋จวินเซี่ยนรู้สึกว่าปฏิกิริยาตอบสนองของเขาออกจะรุนแรง เรื่องรักใคร่เช่นนี้เป็นสิ่งต้องห้ามในสำนักชิงซิวอู๋ซิน ยิ่งไปกว่านั้นเป็นรักของหลงหยาง (12) ยิ่งโดนดูหมิ่นดูแคลนจากฝ่ายถูกต้องทำนองคลองธรรม เขาหาได้แยแสไม่ หากต้องยอมรามือแล้วเสาะหาผู้ที่ถูกใจช่างยากเย็นสาหัสสากรรจ์

แม้คนผู้นี้จะพิการทางร่างกายไร้ซึ่งตบะเต๋า แต่นี่กลับเป็นหนึ่งในข้อดี ร่างกายเขาพิการ ยิ่งแตกต่างจากท่าทางและลักษณะของอาเจิน ตัวเองรักเขาก็ไม่อาจรักอย่างลึกซึ้ง ภายภาคหน้าบรรลุเซียนขึ้นสวรรค์แล้วก็ไม่ถึงขั้นอาลัยอาวรณ์มิอาจพราก ยิ่งไร้ซึ่งตบะเต๋ายิ่งเกลี้ยกล่อมให้เขาจมอยู่ในเคราะห์เสน่หาได้ง่ายขึ้น ต่อให้ไม่อาจบำเพ็ญเป็นเซียนได้สำเร็จ ก็ยังทำงานทำการอย่างอื่นได้

ประตูห้องเรือนนอนปิดแน่นสนิทอยู่นานไม่ยอมเปิด ไป๋จวินเซี่ยนรออยู่สักพัก ไม่ได้ใช้ศาสตร์คาถาทะลุกำแพงแต่อย่างใด เพราะหากทำให้เขาตกใจ ย่อมไร้ซึ่งบรรยากาศพรอดพร่ำรำพันรัก ยิ่งไปกว่านั้นคิดจะหว่านล้อมเขาคงต้องใช้เวลาที่ยาวนานยิ่ง ไม่ควรรีบร้อนในตอนนี้

ไป๋จวินเซี่ยนจ้องประตูที่ปิดสนิทแล้วยกยิ้มอ่อนบางก่อนหมุนตัวจากไป

จี้ถงฟังดูแล้วด้านนอกประตูไร้สุ้มเสียง รู้ว่าไป๋จวินเซี่ยนย่อมไม่มีความอดทนรนรอ จิตใจรู้สึกสงบขึ้นมาหลายส่วน แผ่นหลังที่พิงประตูค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งบนพื้น

กระทำเสียงดังกันถึงเพียงนี้ ศิษย์พี่น้องสองสามคนบนฟูกเดียวกันยังคงหลับสนิทไม่มีวี่แววว่าจะตื่น ไม่รู้ว่าไป๋จวินเซี่ยนใช้ศาสตร์คาถาอะไร

ใกล้รุ่งอรุณ ลมราตรีเย็นเยียบเสียดกระดูก ไม่รู้เสียงกรนของผู้ใดดังแว่วระลอกแล้วระลอกเล่า ในสายลมใกล้ฟ้าสางพัดโชยกลิ่นสาบสางผสมปนเปของฟูกที่นอนร่วม กลับขับไล่ความรู้สึกเหว่ว้าหลายส่วนได้อย่างน่าอัศจรรย์

ไม่นานถึงยามห้าเกิง (13) ไก่ก็โก่งคอขัน บรรดาศิษย์พี่น้องยังไม่ตื่นนอน แต่กลับถึงเวลาหาบน้ำของเขาแล้ว แม้อาจารย์ไม่ได้รายงานเจ้าสำนักว่าให้เขาโดนลงโทษอีกในวันนี้ แต่เขายังคงต้องหาบน้ำอีกกว่าครึ่งเดือน จริงๆ แม้คาถาเต๋าของเขาไม่สำเร็จ แต่กลับใช้วรยุทธ์พื้นฐานได้อยู่บ้าง การหาบน้ำจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น เพียงทว่าแข้งขาไม่ดีจึงเปลืองแรงเป็นอย่างยิ่ง

เพิ่งหาบน้ำไปได้หนึ่งโอ่งกว่า ดวงอาทิตย์ก็โผล่พ้นทะเลเมฆทางบูรพาทิศ ส่องสว่างรุ่งโรจน์หมื่นจั้ง (14) ให้แสงเรืองรองแด่อาณาราษฎร เมฆหมอกยังปกคลุมขุนเขาหมีชิงให้ทัศนียภาพงดงามดั่งแดนเซียน

อาจารย์อู๋ปอให้ศิษย์มาบอกกล่าว เนื่องด้วยการลงโทษเมื่อวานนี้ยังไม่จบสิ้น ดังนั้นเขาต้องหาบน้ำเพิ่มสองวัน ศิษย์ที่มาส่งข่าวออกจะยินดีที่ได้เห็นความทุกข์ของผู้อื่น จี้ถงกลับไม่เอ่ยกล่าวอะไรออกมา

อาจเป็นเพราะข่าวเรื่องไป๋จวินเซี่ยนช่วยเขาหาบน้ำแพร่สะพัดออกไปจึงมีศิษย์หลายคนมาดูเขาหาบน้ำ ทว่าถึงยามบ่ายยังไม่เห็นเงาของไป๋จวินเซี่ยน ศิษย์ที่อยากรู้อยากเห็นต่างก็แยกย้ายกันไป เหลือเพียงศิษย์ที่ยังไม่ยอมวางใจบางส่วนยังคงแอบหลบซ่อนลอบจับจ้อง

จี้ถงวางใจไปเปลาะหนึ่ง หวังว่าหลังจากที่ไป๋จวินเซี่ยนถูกปิดประตูใส่หน้าเมื่อคืนนี้แล้วจะสะบัดแขนเสื้อจากไปด้วยความโมโห ในฐานะราชันจิ้งจอก ไหนเลยจะยอมให้ศักดิ์ศรีของตนเองถูกลบหลู่ ด้วยรูปร่างหน้าตาและความสามารถเยี่ยงเขา สาวงามพร้อมโผเข้าสู่อ้อมกอดนั้นมากมี ไยต้องคอยรบเร้าคนขาเป๋เพียงคนเดียวอย่างเขาเล่า

มั่นใจเกินกว่าครึ่งว่าเขาคงไม่มาพบอีกต่อไปแล้ว

จี้ถงนั่งพักผ่อนบนบันไดหิน ล้วงหมั่นโถวออกจากอกเสื้อยกขึ้นกัดคำหนึ่งแล้วดื่มน้ำเย็นเฉียบหลายอึก เช้านี้ก่อนลงเขา หยิบหมั่นโถวมาแค่สองลูก เขาที่ทั้งง่วงงุนทั้งเหนื่อยล้าไปทั้งร่าง ทว่ากลับไม่อยากอาหาร คาดว่าต้องรอสักสิบวันถึงครึ่งเดือนถึงจะกลับเป็นปกติ ก่อนอื่นแน่นอนว่าไป๋จวินเซี่ยนต้องไม่ปรากฏตัวอีก

นี่เจ้าบอกข้าที สำนักชิงซิวอู๋ซินปฏิบัติต่อเจ้าเยี่ยงนี้ เหตุใดเจ้ายังจะอยู่ที่สำนักนี้ต่อไปอีก

ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย จี้ถงกำหมั่นโถวในมือแน่น บัดนี้เขาสงสัยว่าตนเองมีพลังในการสาปแช่งด้วยหรือไม่? เอ่ยถึงไป๋จวินเซี่ยน ไป๋จวินเซี่ยนก็โผล่มา

สำนักชิงซิวอู๋ซินมีอะไรดีรึ?” ไป๋จวินเซี่ยนเลิกแขนเสื้อขึ้นแล้วทรุดตัวลงนั่งบนบันไดหินเลียนแบบเขา

จี้ถงเขยิบตัวนั่งห่างจากเขาออกไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ กัดหมั่นโถวคำหนึ่งแล้วค่อยๆ เคี้ยว สองสามวันก่อนเขายังพอถูไถรับมือกับคนผู้นี้ได้บ้าง แต่พอผ่านพ้นเมื่อคืนไปแล้ว เขาหมดเรี่ยวแรงแม้กระทั่งจะเอ่ยออกมาสักประโยคกับคนผู้นี้ ทำได้แต่โมโหโกรธากับตนเอง

เจ้ายังต้องหาบน้ำอีกกี่วัน มิสู้ให้ข้าช่วยเจ้าหาบไม่ดีกว่าหรือ? เจ้าตอบแทนแค่คอยเป็นเพื่อนสนทนากับข้าก็พอแล้ว

ขอบพระคุณน้ำใจดีของเจินเหริน หากเจินเหรินไม่อยากให้ข้าต้องหาบน้ำเพิ่มอีกหนึ่งเดือน ขอเจินเหรินได้โปรดอย่ายื่นมือเข้าแทรกจะดีกว่าจี้ถงใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อหมั่นโถวที่เหลือครึ่งลูกแล้วยัดกลับเข้าไปในอกเสื้อ เขาลุกขึ้นยืน หาบถังไม้ตั้งใจจะเดินขึ้นบันไดหิน แต่แค่ไม้หาบเพิ่งพาดบ่า เขาก็รู้สึกว่าถังน้ำเบาโหวง แทบไม่ต้องออกแรงแต่ประการใด พอหันหน้าไปมองก็เห็นไป๋จวินเซี่ยนกระหยิ่มยิ้มย่อง รู้แน่แก่ใจว่าเขาใช้ศาสตร์คาถายักย้ายถ่ายเทช่วยตน

จี้ถงไม่เอ่ยอะไรสักคำ วางถังน้ำลงบนพื้น จ้องไป๋จวินเซี่ยนด้วยสายตาราบเรียบเจินเหรินมีเจตนาอะไร โปรดกล่าวมาโดยตรง

เจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด จะมีผู้ใดรู้ได้ว่าข้าช่วยเจ้าไป๋จวินเซี่ยนขมวดคิ้ว แม้เขาจะอยู่มาพันปี แต่ยังคงไม่เข้าใจมนุษย์บางคน รวมทั้งบุรุษตรงหน้าผู้นี้ด้วย

ไม่จำเป็นต้องให้เจินเหรินเป็นกังวล หากเจินเหรินยังคอยยุ่งอยู่แบบนี้ รังแต่จะทำให้คนรำคาญใจ

ไป๋จวินเซี่ยนก้าวประชิดขึ้นหน้า จับจ้องสีหน้าของเขาเจ้าเหมือนไม่ชอบหน้าข้ามาก เป็นเพราะเหตุใด?”

หรือเจินเหรินคิดว่าทุกคนบนโลกควรจะชอบท่าน

ไป๋จวินเซี่ยนไม่เคืองขุ่นแต่กลับหัวร่อเบิกบานอย่างยิ่งหรือเจ้ายังโมโหเรื่องเมื่อคืนนี้ เป็นข้าที่ไร้มารยาทก่อน เจ้าอย่าได้เคืองไปเลยเขาคำนับด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง

ไป๋จวินเซี่ยนในตอนนี้ยากที่ผู้คนจะเข้าใจ เขาไม่เข้าใจว่าไป๋จวินเซี่ยนบุรุษที่แม้จะอ่อนโยนทว่าแฝงไว้ด้วยความเย็นชาหยิ่งทระนงอันมิอาจเอ่ยกล่าวประการหนึ่ง ไยยอมลดตัวกล่าวคำขอโทษต่อศิษย์ชั้นต่ำของสำนักพรต บางทีในใจของคนผู้นี้ การได้สำเร็จเป็นเซียนเป็นความมุ่งมั่นปรารถนาสูงสุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เขาจึงยอมกระทำทุกอย่าง

จี้ถงหัวเราะแผ่วเบา มองเขาแล้วเอ่ยช้าๆข้าไม่ชอบท่านอย่างแท้จริง บางทีอาจเป็นเพราะไร้วาสนาต่อกันกระมัง จึงไม่มีความรู้สึกเช่นนี้กับท่าน และข้าก็ไม่ได้รักชอบบุรุษ ไยท่านต้องหาเรื่องให้ตัวเองลำบาก

ไป๋จวินเซี่ยนตะลึงงัน ใบหน้ายิ่งแฝงด้วยรอยยิ้มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์หลากหลาย เห็นเพียงจี้ถงหาบน้ำเดินขึ้นเขาไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว เขาก็ไม่ตามขึ้นไปอีก ยี่สิบปีมานี้เขาพบคนที่เหมือนเสวียนเจินมามาก เขาเคยคิดเรื่องผ่านเคราะห์เสน่หาหลายต่อหลายครั้ง แม้แต่ละครั้งเป็นเขาเองที่ถอยกรูดตั้งแต่เพิ่งเริ่มต้น แต่ไม่เคยถูกใครปฏิเสธเยี่ยงนี้มาก่อน

แม้แต่เสวียนเจิน ตอนนั้นยังต้องยอมจำนนต่อเสน่ห์ของเขา แต่คนผู้นี้กลับไม่ไหวติง ช่างพิเศษยิ่งนัก!

ขอเจ้าอย่าได้โกรธเคือง เป็นข้าไร้มารยาทเอง หวังว่าจะให้อภัยข้าไป๋จวินเซี่ยนยิ้มกริ่ม คำนับให้อย่างเนิบนาบหากภายภาคหน้าเจ้ากับข้าคบหากันอย่างเสมอภาค ไม่เอ่ยถึงเรื่องอื่น ไม่ทราบว่าแซ่ไป๋อย่างข้าจะได้รับเกียรติเป็นสหายรู้ใจของใต้เท้าหรือไม่

บุรุษผู้เดินลากขาก้าวย่างอย่างยากลำบากไม่ชะงักฝีเท้า เอ่ยตอบว่าไม่จำเป็นแล้ว เจินเหรินโปรดกลับไปเถิดแม้ฝีเท้าของเขาจะเชื่องช้าไม่น่าชม ในชั่วขณะครุ่นคิด เงาหลังก็เดินจากไปไกลแล้ว

แม้ไป๋จวินเซี่ยนจะถูกปฏิเสธแต่กลับไม่รู้สึกเศร้าซึม เหตุผลที่จี้ถงปฏิเสธตนเองนั้น เกินครึ่งน่าจะมาจากความพิการทางกายจึงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเพียงเท่านั้น แม้ขัดต่อบัญชาสวรรค์ แต่วันหน้าต้องหาทางรักษาโรคขาของเขาแน่นอน

แม้ไป๋จวินเซี่ยนจะวางแผนไว้แล้ว ทว่ากลับไม่รีบร้อน รู้แน่แก่ใจว่าคนผู้นี้ดื้อดึงหยิ่งผยอง ในเมื่อปฏิเสธแล้วย่อมไม่เปลี่ยนใจภายหลัง เว้นเสียแต่ว่าอารมณ์เขาถึงขีดสุด ไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมรับความหวังดีของผู้อื่นอย่างแน่นอน

เวลาสามวันสำหรับผู้ฝึกบำเพ็ญขั้นเจินเหรินแล้วเป็นเพียงแค่ชั่วดีดนิ้วเท่านั้น

จี้ถงหาบน้ำหาบสุดท้ายเสร็จแล้ว เป็นเวลาที่ศิษย์พี่น้องร่วมสำนักทำวัตรเย็นกินอาหารค่ำเสร็จพอดี ห้องฟืนเหลือเขาเพียงลำพัง เขายืนท้าวโอ่งใหญ่หอบหายใจพักหนึ่ง คิดจะไปตักข้าวเย็นชืดในห้องครัวมากิน

ไป๋จวินเซี่ยนยืนอยู่ข้างตัวไม่ห่างออกไปนัก มองมาเขาอยู่ครู่หนึ่ง

ไม่รู้เป็นเพราะคิดไปเองหรือไม่ ไป๋จวินเซี่ยนรู้สึกว่าสามวันมานี้จี้ถงซูบผอมไปไม่น้อย แก้มที่โดนเตาปรุงยาแผดเผาจนแดงก่ำ บัดนี้คล้ำลงหลายส่วน เดิมหน้าตาเขาก็นับว่าไม่เลว แต่เทียบกับผู้ที่เหมาะจะบำเพ็ญเต๋ามาแต่กำเนิดแล้ว รูปลักษณ์นี้ถือว่าด้อยกว่าลิบลับ ยิ่งเทียบไม่ได้กับเสวียนเจินแม้เพียงครึ่งเสี้ยว ทว่าเมื่อถึงขั้นผจญเคราะห์กรรมล้วนรู้แจ้งเรื่องเป็นตาย ความสวยงามหล่อเหลาในสายตาของพวกเขาเป็นเพียงแค่โครงกระดูก ยิ่งไปกว่านั้นไป๋จวินเซี่ยนเองก็หล่อเหลาล้ำเลิศ รูปร่างสูงโปร่ง สง่างามหาใดเปรียบ ผู้อื่นที่ต่อให้ถือกำเนิดมาเป็นที่ตื่นตาต้องใจของผู้คนเยี่ยงไร กลับยากที่เขาจะชายตามอง

ไป๋จวินเซี่ยนเผยรอยยิ้มตรึงตราผู้คน  เขาเดินตามนักพรตผมมวยที่ทั้งร่างเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำ ก่อนหยุดยืนอยู่หน้านักพรตแล้วคำนับให้อย่างเชื่องช้าตั้งใจ

นักพรตจี้ถง จากกันเมื่อสองวันก่อน ทำให้ข้าคะนึงถึงอย่างยิ่ง ไม่ทราบจะสนทนากับเจ้าได้หรือไม่เขายืนนิ่ง เห็นใบหน้าของบุรุษผู้นั้นแปรผันฉับพลันแล้วกลับสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว เสมือนผืนน้ำราบเรียบถูกก้อนหินกระทบจนเกิดระลอกคลื่นแผ่กระจายเป็นวงกว้างแล้วค่อยๆ จางหายในที่สุด

ข้าเชื่อว่าก่อนหน้านี้ข้าได้เอ่ยอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว เจินเหรินหากท่านปรากฏตัวอีก ข้าจะรายงานเจ้าสำนัก เจ้าสำนักคงอยากสนทนาธรรมกับท่านอย่างแน่นอน

เหตุใดเจ้าถึงผลักไสข้าเยี่ยงนี้เล่า หืม?” ไป๋จวินเซี่ยนยิ้มขื่นอย่างเหลืออด น้ำเสียงอ้างว้างยิ่งนักเจ้าสำนักของเจ้ากล่าวได้ว่าเป็นผู้มีสติปัญญาเหนือใคร ข้าได้พบกับเขาในตอนนั้น เขายังอยู่ในขั้นยุติธัญพืช เป็นเพียงเด็กน้อยอายุไม่เกินเจ็ดแปดขวบ คาดไม่ถึงว่าเพียงพริบตายี่สิบปีผ่านไป เขาถึงขั้นจิตวิญญาณเป็นเอกภพแล้ว แต่น่าเสียดาย เคยเห็นเขาน้ำมูกไหลเปลือยก้น ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ยังเป็นเด็กเปลือยก้นที่ยังไม่โตคนนั้น ยังจะต้องสนทนาอะไรกันอีก

ไม่อยากสนทนากับเจ้าสำนักคงอิ๋ง แต่กลับวอแวกับเขาซึ่งอายุน้อยกว่าไม่ยอมรามือ จี้ถงไร้คำพูดจะเอ่ยกล่าวอยู่พักหนึ่ง แม้อายุอานามของเขาจะเพียงยี่สิบปี แต่ใช้เรื่องนี้มาโต้กลับไป๋จวินเซี่ยนคงไม่ได้ นับรวมอายุชาติภพที่แล้วด้วย ตอนนี้เขาก็มีอายุเกือบครึ่งร้อย

ห้าร้อยปีมานี้ ในสำนักชิงซิวอู๋ซินของพวกเจ้า ข้าเคยพบคนที่มีพรสวรรค์เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดเพียงผู้เดียว และเป็นร่างยุทธ์พลังหยางบริสุทธิ์ตลอดชีวิต อายุไม่ถึงสามสิบปีก็บรรลุขั้นจิตวิญญาณเป็นเอกภพ ถึงขั้นวิปัสสนาชั้นต้น ท่ามกลางผู้บำเพ็ญมรรคาหรือแม้กระทั่งท่ามกลางสรรพสัตว์ในโลกโลกีย์ผู้ฝึกบำเพ็ญเป็นเซียน ถือว่าหาได้ยากยิ่งในรอบพันปี น่าเสียดาย…” ไป๋จวินเซี่ยนชะงักกึก พบว่าจี้ถงเหมือนใจลอยราวกับครุ่นคิดอะไรอยู่ จึงไม่เอ่ยเรื่องนี้อีก พลันเปลี่ยนเรื่องเอ่ยว่าข้าอายุหนึ่งพันสามร้อยกว่าปี ยากจะได้พบผู้รู้ใจ นักพรตไม่ยอมผูกมิตรเป็นสหายรักกับข้า หรือรังเกียจที่ข้าใช้ร่างภูตฝึกบำเพ็ญเต๋า ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่มนุษย์

น้ำเสียงของไป๋จวินเซี่ยนที่เอ่ยออกมาในตอนสุดท้ายช่างเหมือนน้อยเนื้อต่ำใจ

จี้ถงก้มหน้าไม่พูดจา มนุษย์กับจิ้งจอกอยู่คนละเส้นทาง นี่เป็นบทสรุปที่เขาใช้ทั้งชีวิตหนึ่งแลกมา ต่อให้เขารักจิ้งจอกตัวนี้มากมาย จิ้งจอกก็ไม่อาจเป็นมนุษย์ได้ ในใจจิ้งจอกคิดถึงแต่เผ่าพันธุ์ใต้อาณัติ ยอมทำลายร่างยุทธ์พลังหยางดั้งเดิมของคนที่เขาพร่ำบอกว่ารัก ทั้งยังมอบร่างของคนผู้นั้นปูนบำเหน็จให้บรรดาลูกสมุนอีก

แท้จริงแล้วการหลอกลวงเช่นนี้ในหมู่จิ้งจอกด้วยกันเองไม่นับประสาอะไร ประหนึ่งนายพรานล่าสังหารจิ้งจอก ถลกเนื้อเถือหนังของมัน เผ่าพันธุ์จิ้งจอกที่ถูกล่าสังหารย่อมหนีไม่พ้นความตาย เพียงเพราะพวกมันส่วนมากไม่ได้ฝึกบำเพ็ญจนสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ และยังใช้กับดักหอกดาบไม่เป็น ที่พวกมันถนัดคือใช้กลยุทธ์ในการหลอกลวงเท่านั้น

ที่น่าเสียดายก็คือเขาในตอนนั้นกลับไม่เข้าใจ

เขายิ้มคราหนึ่งอย่างเก็บท่าทีข้าได้ยินมาว่า ขั้นตอนการฝึกบำเพ็ญแปลงร่างเป็นมนุษย์ของจิ้งจอกฟ้ายากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก อย่างน้อยต้องใช้เวลาห้าร้อยปี ต่อให้เป็นเผ่าพันธุ์จิ้งจอกขาวที่ฉลาดหลักแหลม ยังต้องใช้เวลาสองร้อยปี เจินเหรินบำเพ็ญจนแปลงเป็นมนุษย์ ไม่ทราบว่าใช้เวลานานเท่าใดรึ?”

ไป๋จวินเซี่ยนไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงถามเช่นนี้ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มบางข้าบำเพ็ญเป็นร่างมนุษย์ใช้เวลาร้อยกว่าปี นับแล้วเป็นเวลาถึงหนึ่งพันสองร้อยปีแล้วทว่าหนึ่งพันสองร้อยปีมานี้ นิสัยใจคอยังไม่แตกต่างจากเผ่าพันธุ์จิ้งจอกทั่วไป คือไม่รู้จักความรักและใช้รูปลักษณ์ภายนอกที่เย้ายวนใจผู้คนล่อลวงบรรดามนุษย์

ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ใจกลับเป็นจิ้งจอก

เจินเหรินถึงขั้นมหามรรคา ใกล้สำเร็จเป็นเซียน กลับยังฝังใจเรื่องชาติกำเนิดอยู่อีกหรือน้ำเสียงของเขาจืดชืดข้าหาได้ปฏิเสธคบหาท่านเพราะมนุษย์กับจิ้งจอกอยู่คนละเส้นทางไม่ แต่เป็นเพราะตัวข้าฐานะต่ำต้อย ไม่คู่ควรกับเจินเหรินอย่างแท้จริง…”

ไป๋จวินเซี่ยนแอบรำพันว่าเป็นไปตามที่คาด หน้าบานด้วยความปิติ คว้าข้อมือของเขา ดึงเขาย่างก้าวไปเบื้องหน้าแล้วเอ่ยว่าข้าว่าคู่ควรก็คือคู่ควร ไยเจ้าต้องแยแสเรื่องกระจิบกระจ้อยร่อยพวกนั้นด้วย

จี้ถงรู้สึกเพียงกำลังถูกไป๋จวินเซี่ยนโอบกอด ทั้งคู่ทะยานตัวลอยขึ้นไปอยู่บนหว่างเมฆ ห่างไกลจากห้องฟืนและเรือนนอนไกลออกไปทุกที ทัศนียภาพเบื้องล่างเล็กลงเรื่อยๆ จนไม่อาจมองเห็นได้อีก มีเพียงชั้นเมฆหนาทึบ กลายเป็นทะเลเมฆลอยวนตลบ ที่ขาของทั้งสองเหยียบอยู่กลับเป็นขลุ่ยไผ่ที่ไป๋จวินเซี่ยนเหน็บไว้ที่เอว บัดนี้ขยายใหญ่ขึ้นพันเท่า ราวกับเรือแบนราบสีเขียวมรกตลำหนึ่งที่กำลังแล่นทะยานทะลุผ่านทะเลเมฆ

ตอนที่ 4

ไป๋จวินเซี่ยนยืนอยู่ด้านหลัง มือหนึ่งโอบเอวเขาไว้เพื่อกันไม่ให้ร่วงหล่น ทั้งคู่แทบจะแนบติดกัน เกิดความประหลาดใจในท่าทีสงบนิ่งของเขา ไป๋จวินเซี่ยนอดเอ่ยปากมิได้ยอดภูตู๋อวิ๋นแห่งขุนเขาหมีชิงคือที่ฝึกบำเพ็ญของบรรดายอดคนผู้บรรลุถึงขั้นดรุณวิสุทธิ์แห่งสำนักชิงซิวอู๋ซินของพวกเจ้า ยี่สิบปีมานี้สำนักชิงซิวอู๋ซินไร้ผู้บรรลุถึงขั้นดรุณวิสุทธิ์ ยิ่งมิต้องเอ่ยถึงขั้นถอดวิญญาณ ขั้นจิตวิญญาณเป็นเอกภพ ขั้นวิปัสสนาชั้นต้น พวกเราอยู่ที่นี่ ไม่มีผู้ใดรบกวนแน่

จี้ถงยังคงเงียบงันไร้สุ้มเสียง เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าที่นี่คือที่ไหน ตอนนั้นเขาฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่ ได้ยินเสียงคนดีดพิณไพเราะเสนาะโสต จิตใจก็พลันวอกแวก ไม่อาจนั่งวิปัสสนาได้อีก ตอนนั้นนั่นเองที่ได้รู้จักกับไป๋จวินเซี่ยน ทั้งสองคนมักดีดพิณเป่าขลุ่ยที่นี่ เป็นวันเวลาดั่งคู่สวรรค์สรรค์สร้างอย่างแท้จริง

ไป๋จวินเซี่ยนเห็นว่าเขาไม่พูดอะไร ยังคิดว่าเขาตกตะลึงจนงงงัน จึงไม่เอ่ยอะไรให้มากความ ค่อยๆ ร่อนลงสู่ยอดภูเขา ที่นี่มีหิมะปกคลุมตลอดปี หยาวยะเยือกเป็นอย่างยิ่ง หากมิใช่นักพรตตบะเต๋าแก่กล้า ก็ยากจะต้านทานความหนาวเย็นเช่นนี้ได้ เขาใช้ศาสตร์คาถาคลายหนาวบนร่างของจี้ถง เพื่อมิให้เขาบาดเจ็บเพราะหิมะกัด

ไป๋จวินเซี่ยนยิ้มอ่อนประหนึ่งจิตใจเลื่อนลอย เอ่ยถามว่าเจ้าดีดพิณเป็นหรือไม่

ไม่เป็นจี้ถงมองปราดรอบยอดภูตู๋อวิ๋น ทัศนียภาพเหมือนดั่งวันวานไม่ผิดเพี้ยน สี่ด้านล้วนเป็นหน้าผาชะโงกสูงชัน มีเพียงยอดเขาเป็นที่ราบกว้างยาวประมาณเจ็ดแปดจั้ง คนธรรมดาอย่างเขา หากจะลงจากยอดภูตู๋อวิ๋นนั้นอย่าได้คิดแม้แต่นิด เขาหัวเราะเย็นชาในใจแต่กลับไม่เอ่ยอะไร การกระทำของไป๋จวินเซี่ยนในครั้งนี้ราวกับว่าคิดกักขังเขาไว้บนยอดภูตู๋อวิ๋น

ไป๋จวินเซี่ยนราวกับไม่เห็นความเย็นชาของเขา หน้าตาพลันบังเกิดแววยินดีข้าสอนเจ้าดีดพิณดีหรือไม่

ข้าไม่นึกสนใจเขายืนอยู่ข้างหน้าผา ลมหนาวกรูพัดชุดคลุมนักพรตของเขาสะบัดพลิ้ว รูปร่างแบบบางช่างผ่ายผอมอย่างยิ่ง ไม่เหมือนจะโบยบินแต่กลับดูเหมือนกำลังจะร่วงลงสู่หุบเขา

น้ำเสียงของเขาในสายลมเหมือนถูกโชยพัดจนแตกซ่าน หากมิใช่เพราะไป๋จวินเซี่ยนมีมรรคาเต๋าสูงส่ง เกรงว่าคงได้ยินไม่ชัด

มาถึงขั้นนี้แล้วเจ้านักพรตเหม็นบูดนี่ยังไม่ยอมอ่อนข้ออีก ช่างทำให้ผู้อื่นขุ่นเคืองนัก หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงสะบัดแขนเสื้อจากไป แล้วปล่อยให้นักพรตเหม็นบูดผู้นี้รับลมหนาวอยู่บนยอดภูตู๋อวิ๋นสักสองวันสองคืนค่อยแล้วว่ากัน แต่นักพรตหนุ่มผู้นี้เป็นปุถุชนคนธรรมดา ปล่อยเขาไว้บนยอดภูนี้ คงโดนลมพัดปลิวตกเขาไปเป็นแน่

ไป๋จวินเซี่ยนไม่แยแสเขา นั่งอยู่อีกฟากอย่างนึกกลัดกลุ้ม

เขาพาจี้ถงออกมา เดิมคิดจะรักษาบาดแผลที่ขาของเขาให้หายดี แต่ท่าทางนอบน้อมขอปลีกตัวออกห่างของเขา ทำให้ใจของไป๋จวินเซี่ยนเย็นชาลงไปหลายส่วน

ไป๋จวินเซี่ยนลูบไล้ขลุ่ยไผ่ในมือ ยกขึ้นประชิดริมฝีปาก เป่าท่วงทำนองแผ่วเบาพักหนึ่ง จู่ๆ ก็เหม่อลอย

ไม่ว่าใครอยู่ข้างกายเขา เขามักหงอยเหงาอ้างว้าง ไปๆ มาๆ ก็เหลือแต่เขาเพียงลำพัง

หลังจากคนผู้นั้นจากไปแล้ว เดิมคิดว่าตนเองคงจะลืมเลือนได้ แต่พอมาเยือนสถานที่เดิมๆ เรื่องราวในอดีตดังเกิดขึ้นเมื่อวันวานก็หวนคืนมา ยามเขาเปล่าขลุ่ย อีกคนดีดพิณเคล้าคลอ ยามเขายื่นมือพลันมีฝ่ามือของคนผู้นั้นเกาะกุม

ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ไม่อาจเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

ในภวังค์ เขาเหมือนเห็นคนผู้นั้นอีกครั้ง หล่อเหลางดงามกว่าผู้ใด กำลังส่งยิ้มมาทางเขา แม้เงียบงันไม่เอ่ยวาจา แต่สีหน้าอ่อนโยนหาใดเปรียบ เขาก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวอย่างไม่เป็นตัวของตัวเอง โอบกอดรอบเอวของคนผู้นั้น คนในอ้อมกอดพยายามดิ้นรน แต่แรงประเภทนี้สำหรับเขาแล้วไม่ยี่หระแต่อย่างใด ตรึงมือเขาไว้อย่างง่ายดายดังพลิกฝ่ามือ พร้อมโถมจุมพิตลงบนริมฝีปากเขา

อาเจิน…” เขารู้สึกถึงน้ำเสียงสั่นเทิ้มของตนเอง เกือบจะสัมผัสกับริมฝีปากของอาเจิน จู่ๆ ภาพก็พลันสลายไป บุรุษที่ถูกเขากอดรัดไว้แน่นในอ้อมอกกลับเป็นจี้ถงที่กำลังโกรธปนอายอย่างมาก

ยี่สิบปีมานี้ ใช่ว่าเขาไม่เคยควบคุมตนเองไม่อยู่มาก่อน แต่ทุกครั้งจะรู้สึกตัวอย่างรวดเร็ว พลั้งเผลอเกือบจะจุมพิตนั้นไม่มีเป็นอันขาด นักพรตหนุ่มผู้นี้ไม่เหมือนเสวียนเจินโดยสิ้นเชิง แต่เขากลับเสียกิริยาต่อหน้าเขาผู้นี้ ช่างน่าประหลาดใจเสียเหลือเกิน

ไป๋จวินเซี่ยนแสร้งกระแอมเสียงแห้ง ปล่อยตัวเขาก่อนถอยหลังออกไปสองสามก้าว ชิงโวยวายก่อนว่าเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าไม่ตกลงเป็นคู่รักของข้า ข้าก็ไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆ หรอกนะ ต่อให้เจ้าเรียกเจ้าสำนักชิงซิวอู๋ซินมา เรียกผู้เฒ่าลำดับรุ่นชิงมาสามคนข้าก็ไม่กลัว หึ! พวกเขาพบข้า ยังต้องเรียกข้าว่าอาจารย์อาเสียด้วยซ้ำ

เดิมทีจี้ถงยืนอยู่ตามลำพัง กำลังกลัดกลุ้มว่าจะบอกไป๋จวินเซี่ยนให้ส่งเขาลงจากยอดภูตู๋อวิ๋นอย่างไรดี แต่จู่ๆ ไป๋จวินเซี่ยนก็ก้าวข้ามมากอดรัดเขาพร้อมบีบบังคับคิดจุมพิต ทำให้เขาทั้งตื่นตะลึงทั้งหวาดกลัว คิดว่าตนเองเผยพิรุธขณะนึกถึงเรื่องอดีตหวานล้ำอันจอมปลอมบนยอดภูตู๋อวิ๋น บัดนี้จิตใจได้สงบราบเรียบลงบ้างแล้ว แต่สีหน้ายังคงซีดเผือด

เหตุใดเจินเหรินต้องยึดมั่นอยู่แต่กับข้าเพียงผู้เดียวเขายิ้มขื่นเอ่ยขึ้นแม้ข้าไม่ได้อยู่ในขั้นผจญเคราะห์กรรมและไม่รู้ว่าจะผ่านขั้นนั้นไปอย่างไร แต่หากต้องผ่านเคราะห์เสน่หา แน่นอนว่าต้องให้ยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย ในใจท่านคิดถึงแต่ผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา แล้วจะรักอีกคนหนึ่งได้อย่างไรกัน ยิ่งไปกว่านั้นข้าท่านบีบบังคับให้ข้าอยู่ข้างกายท่าน ในใจข้ารังเกียจท่านแค้นเคืองท่าน แล้วจะรักท่านได้อย่างไร วิธีผ่านเคราะห์เสน่หาแบบนี้ถึงที่สุดแล้วไม่อาจใช้การได้จี้ถงแสร้งเอ่ยปลอบ แต่รู้สึกย่ำแย่ในใจ เขาเคียดแค้นที่ไป๋จวินเซี่ยนไร้ความปรานี จึงไม่อยากเปิดเผยสถานะของตนเอง แต่พอเห็นไป๋จวินเซี่ยนยากลำบากในหนทางบำเพ็ญสู่ความเป็นเซียน เขากลับใจอ่อนอีกครั้ง

ใช้การไม่ได้หรือ…” ไป๋จวินเซี่ยนเหม่อลอยนิ่งงัน ในสีหน้าครุ่นคิดแฝงด้วยความฉงนสงสัยหรือใช้การไม่ได้จริงๆ

จี้ถงถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยต่อว่าเรื่องผ่านมานานขนาดนี้แล้ว คนผู้นั้นเห็นท่านเสียใจเยี่ยงนี้ น่าจะยกโทษให้ท่าน ท่านไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไปแล้ว หากเขาที่อยู่ในปรโลกรู้เรื่องนี้ น่าจะไม่อยากเห็นท่านเอาแต่คิดถึงเรื่องอดีตอีก ตอนนั้นเขาฆ่าตัวตาย เพราะตัดสินใจตัดเยื่อใย แน่นอนว่าไม่อยากให้ท่านอาลัยอาวรณ์ไม่ลืมเลือนเช่นนี้พอเขาเอ่ยขึ้นก็รู้ว่าพลั้งปากไปแล้ว ไป๋จวินเซี่ยนไม่เคยเอ่ยต่อหน้าเขาว่าเสวียนเจินสิ้นชีพเพราะฆ่าตัวตาย

ไม่ เขาสูญสลายหมดสิ้นแล้ว!” ไป๋จวินเซี่ยนเหมือนไม่ทันสังเกตสีหน้าผิดปกติของเขา เอ่ยเสียงดังว่าก่อนหน้าข้ากลัวว่าหลังเขารู้ความจริงแล้วจะหลบหนี ได้ลงยันต์จิ้งจอกฟ้าไว้บนร่างเขา ไม่ว่าเขาไปถึงแห่งหนใด แม้สลายร่างแล้วกลายเป็นวิญญาณจิตก็ยังสามารถหาเขาพบได้! แต่ว่ายันต์จิ้งจอกฟ้าแหลกสลายไปหมดแล้ว…” ดวงตางดงามหยาดเยิ้มคู่นั้นส่องแสงปีศาจสีแดงด้วยเสียใจอย่างสุดซึ้ง

ยันต์จิ้งจอกฟ้าก็สลายไปแล้ววิญญาณจิตก็แตกซ่านไปแล้วแล้วจะกลับมาเกิดใหม่ได้อย่างไรไป๋จวินเซี่ยนเหมือนสะอื้น นัยน์ตาเหมือนคลอด้วยน้ำตา แต่กลับไม่อยากให้เขาเห็น จึงรีบหมุนตัวหลบ

แต่ไหนแต่ไรเขาอยู่ต่อหน้าผู้อื่น ทำตัวหล่อเหลามากความสามารถและสง่างามเหนือผู้ใด ไม่เคยเสียกิริยาถึงเพียงนี้ ทว่าบัดนี้บนยอดภูตู๋อวิ๋น กลับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

จี้ถงนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา เขาไม่เข้าใจมาโดยตลอดว่าเหตุใดไป๋จวินเซี่ยนจึงคิดว่าวิญญาณเขาแตกสลายปลิดปลิว หลังสลายร่าง เนื่องจากพร้อมด้วยมรรคาเต๋าและในร่างมีพลังตบะไร้ที่สิ้นสุดติดตัวมาแต่กำเนิด จึงรวบรวมวิญญาณจิตได้ในที่สุด น่าเสียดายที่มรรคาเต๋าและพลังตบะในชาติก่อนสูญสลายสิ้น ไม่อาจพกพามากำเนิดใหม่ได้ เนื่องจากวิญญาณจิตเคยแตกซ่าน ดังนั้นต่อให้บนร่างมียันต์จิ้งจอกฟ้า แน่นอนว่าย่อมแหลกสลายไปแล้ว

ยันต์จิ้งจอกฟ้าเป็นเพียงยันต์สัญลักษณ์ที่เผ่าพันธุ์จิ้งจอกลงไว้บนร่างของเหยื่อ นอกจากมีไว้เพื่อติดตามตัวแล้ว แน่นอนว่าเป็นการประกาศให้เผ่าพันธุ์เดียวกันรู้ว่าเป็นเหยื่อของผู้ใด มิให้เผ่าพันธุ์จิ้งจอกอื่นลงมือกับเขาอีก

จนกระทั่งหลังจากไป๋จวินเซี่ยนลงมือแล้ว จิ้งจอกตัวอื่นต่างเฮละโลกลุ้มรุมฉีกทึ้งกลืนกินเขาทั้งเป็น

ในห้วงสมองเต็มไปด้วยฉากน่าสะพรึงกลัวที่ประสบในตอนนั้น จี้ถงรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนอยากอาเจียน ทว่าสามารถกล้ำกลืนฝืนไว้ได้ ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่าเจินเหรินโปรดส่งข้ากลับไปเถิด นี่ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ข้ายังต้องหาบน้ำอีก

ไป๋จวินเซี่ยนเหมือนไม่ได้ยินที่เขาพูด ไม่ขยับเขยื้อนอยู่เป็นนาน จี้ถงได้แต่เอ่ยซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ไป๋จวินเซี่ยนค่อยๆหมุนตัวกลับมา มองเขาอย่างเงียบขรึมพักหนึ่ง ยามนี้มองไม่เห็นคราบน้ำตาบนใบหน้าของเขาโดยสิ้นเชิง  สีหน้าท่าทางเฉยชา เหมือนสัตว์ป่าจับจ้องรอโอกาสตะครุบเหยื่อ

แสงจันทร์สาดส่องกองหิมะที่ไม่มีวันละลายบนยอดภูตู๋อวิ๋น สะท้อนแสงสว่างไสวอันเยียบเย็น ใบหน้าของไป๋จวินเซี่ยนไร้ซึ่งอารมณ์ ราวกับกำลังคิดว่าจะจัดการคนนอกผู้นี้อย่างไรดี

ใจเขาปล่อยวางที่สุด สงบนิ่งที่สุด รอคอยให้ไป๋จวินเซี่ยนตัดสินใจ จะกักขังเขาไว้บนยอดภูตู๋อวิ๋นหรือจะส่งเขากลับยอดภูลั่วเสียกันแน่ หรือแม้กระทั่งฆ่าคนเพื่อปิดปาก ให้ยอดภูตู๋อวิ๋นกลายเป็นสุสานฝังศพเขา

จากวินาทีแรกที่ได้พบเขา ชะตาชีวิตของจี้ถงถูกบงการด้วยน้ำมือของไป๋จวินเซี่ยน ได้แต่รอคอยการตัดสินใจของไป๋จวินเซี่ยน ไม่ว่าเขาจะเป็นบุคคลระดับผู้นำชั้นยอดบำเพ็ญเป็นเจินเหริน หรือเป็นเพียงศิษย์ชั้นต่ำที่ผู้ใดจะคิดกดขี่ก็ได้ เขาล้วนเป็นผู้ถูกกระทำทั้งสิ้น

หากไม่ว่าไปแห่งหนใดล้วนต้องพบไป๋จวินเซี่ยน เสาะหาหนทางที่ไม่ว่าอย่างไรก็มิได้แปรผันไปเลย เช่นนั้นมิสู้ตายไปเสียแล้วลืมเรื่องทั้งสองชาติภพนี้ให้หมดสิ้น

เขายืนนิ่งเงียบ สายตาจับจ้องไป๋จวินเซี่ยนอย่างสงบ ไร้ความยินดียินร้าย

ขอบคุณเจ้าที่ยอมฟังสิ่งที่ข้าพูดเสียมากมายในที่สุดไป๋จวินเซี่ยนก็เอ่ยปาก น้ำเสียงละมุนนุ่มนวล นัยน์ตาเหมือนแฝงแววอบอุ่นอ่อนโยนไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทุกครั้งที่พูดกับเจ้า มักรู้สึกว่าสบายใจเป็นอย่างมากมาก ดังนั้นจึงมาหาเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าเขายิ้มขื่นเหมือนประชดตัวเองครั้งหนึ่งข้าจะส่งเจ้ากลับไป

รอจนได้ยินคำนี้ของเขา จี้ถงก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่งเงียบๆ

ไม่ว่าอย่างไร ไป๋จวินเซี่ยนก็เหมือนยอมปล่อยเขาไปชั่วคราว

เมื่อกลับมาถึงเรือนนอนบนยอดภูลั่วเสีย ทุกคนต่างนอนหลับกันหมดแล้ว เขาเอ่ยอำลาไป๋จวินเซี่ยน ทันใดนั้นรู้สึกหิวท้องกิ่วจนสุดทานทน ถึงนึกขึ้นได้ว่าตอนเย็นยังไม่ได้กินข้าว พอไปถึงห้องครัว กลับพบว่าแม้แต่ข้าวก้นหม้อก็ไม่เหลือ เขาแค่นยิ้มขื่น คิดจะไปนอนหลับพักผ่อน ก็พบว่านอกประตูห้องครัวมีเด็กหนุ่มมวยผมแบบนักพรตยืนอยู่ กำลังมองเขาเงียบๆ

อาจารย์อา

เฉินซิน ดึกเพียงนี้แล้วเจ้ายังไม่นอนหรือเขาตกตะลึง รู้สึกติดค้างเฉินซินอยู่บ้าง ไม่ว่าอย่างไรความใฝ่ฝันของเฉินซินคือได้กลายเป็นลูกศิษย์ของไป๋จวินเซี่ยน เขาน่าจะช่วยเอ่ยถึงความดีของเฉินซินต่อหน้าไป๋จวินเซี่ยนwfh

ท่านยังไม่นอน อาจารย์อายังไม่ได้กินข้าวสินะ ข้าแอบเหลือหมั่นโถวให้ท่านเฉินซินเอ่ยเสียงเบา ยื่นหมั่นโถวในมือให้เขา

ขอบคุณ…” เขารับหมั่นโถวมา คิดอธิบายให้เฉินซินฟังว่าเหตุใดตอนอยู่ต่อหน้าไป๋จวินเซี่ยนในตอนนั้นเขาไม่เห็นดีเห็นงามให้รับเฉินซินเป็นศิษย์ ทว่าไม่รู้จะเริ่มเอ่ยจากตรงไหนก่อนดี

ท่านคิดหาหนทางให้ข้าได้ไปฟังเจินเหรินบรรยายธรรม ข้ายังไม่ได้ขอบคุณท่านเขาหยุดชะงักไปพักหนึ่ง มองจี้ถงอาจารย์อา ตอนนั้นข้าวู่วามไปชั่วขณะ ดังนั้นจึงทำผิด ให้ร้ายท่านต่อหน้าเจ้าสำนัก ทำให้ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยหาบน้ำ ข้า ข้าไม่ได้มีเจตนา…”

ได้ฟังคำขอโทษขอโพยเร่งกระชั้นเก้กังของเด็กหนุ่ม เขาก็อดหัวเราะไม่ได้เด็กโง่ ข้าจะโทษเจ้าได้อย่างไรเหมือนเขาไม่ได้คิดว่าเขาเองก็อายุมากกว่าเฉินซินเพียงสี่ห้าปี กลับเรียกเฉินซินว่าเด็ก

เฉินซินเหมือนหมดสิ้นความคลางแคลง มองเขากินหมั่นโถว จากนั้นตักน้ำครึ่งกระบวยจากโอ่งน้ำในครัวให้เขาดื่ม

เขาดื่มรวดเดียวกึ่งหนึ่ง รู้สึกถึงความเต็มอิ่มที่ไม่เคยมีมาก่อน เฉินซินมองเขาอยู่ข้างๆ เอ่ยถามเสียงเบาว่าท่านออกไปพร้อมเจินเหริน เขาไม่ให้ท่านกินข้าวหรือ

เขาตะลึงงัน มองเฉินซินเจ้ารู้ว่าข้าออกไปกับเขา?”

ตอนนั้นทุกคนทำวัตรเย็น พอดีข้าปวดเบา เดินออกจากประตูก็เห็นพวกท่านเหินเมฆไปแล้วเฉินซินเอ่ยอย่างสบายอกสบายใจ

อ้อจี้ถงรับคำเสียงอ้อมแอ้ม หลบสายตาบีบคั้นของเฉินซิน

เขาเอ่ยอะไรกับท่านบ้าง เขาถูกใจท่าน คิดรับท่านเป็นศิษย์ใช่หรือไม่

จี้ถงอึกอักไม่ยอมตอบ ที่ไป๋จวินเซี่ยนกล่าวกับเขาแน่นอนว่าไม่อาจเล่าออกไปได้ แต่หาเหตุผลที่ดีไม่ได้แล้ว หรือต้องบอกเฉินซินว่าไป๋จวินเซี่ยนอยากเป็นคู่สวรรค์สรรค์สร้างกับตนเองเพื่อก้าวข้ามเคราะห์เสน่หา

เกรงว่าคงไม่มีคนเชื่อ

เฉินซินฝืนหัวเราะแท้จริงแล้วก็ไม่มีอะไรหรอก แม้สภาพร่างกายของอาจารย์อาไม่เหมาะจะฝึกบำเพ็ญ แต่หวยเจินเจินเหรินตบะเต๋าสูงส่งลึกล้ำ บางทีเขาอาจมีวิธีแก้ไขปัญหา อาจารย์อาเอ่ยมาได้ตรงๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ข้าเสียใจ ตอนนี้ข้าคิดออกแล้ว เจินเหรินไม่ถูกใจข้า เป็นข้าใช้ไม่ได้เอง…”

เฉินซิน เจ้าดีมาก สภาพร่างกายพรสวรรค์ล้วนยอดเยี่ยม เพียงแต่เข้าสำนักช้าไปสักหน่อย หากมุมานะพากเพียร ภายภาคหน้าผลสำเร็จคงไม่ด้อยกว่าเจ้าสำนักและสามธรรมจารย์รุ่นชิง

อาจารย์ไม่จำเป็นต้องปลอบโยนข้า หากข้าไม่อาจถึงขั้นยุติธัญพืช ก็ไม่อาจเป็นศิษย์ชั้นธรรมสาวก แล้วจะสำเร็จมหามรรคาได้อย่างไรเฉินซินหัวเราะเสียงขื่นคราหนึ่งคัมภีร์หลายเล่มล้วนถ่ายทอดให้เฉพาะศิษย์ชั้นธรรมสาวก ศิษย์ห้องปรุงยาอย่างพวกเรา เป็นเพียงทาสรับใช้เท่านั้น แอบดูคัมภีร์เป็นความผิดมหันต์ แท้จริงข้าไม่ได้คิดอะไร ขอเพียงอาจารย์อาช่วยพูดดีต่อหน้าเจินเหริน ให้ถ่ายทอดวิชาในคัมภีร์

จี้ถงสองจิตสองใจไม่เอ่ยวาจา แม้ไป๋จวินเซี่ยนไม่เคยเอ่ยเรื่องบำเพ็ญศาสตร์แห่งเต๋ากับเขาเลย แต่ชาติก่อนเขาเป็นเจ้าสำนักชิงซิวอู๋ซิน คัมภีร์ศาสตร์แห่งเต๋ามากมายล้วนจดจำได้ขึ้นใจ แต่หากถ่ายทอดให้เฉินซิน ย่อมถูกบรรดาศิษย์ร่วมสำนักสอบถาม ถึงตอนนั้นจะทำให้คนในสำนักสงสัย สถานะที่แท้จริงอาจถูกเปิดเผยได้

อาจารย์อาไม่ยอมหรือเฉินซินออกจะผิดหวัง

เจินเหรินไม่ได้พูดอะไรกับข้า รอคราวหน้าหากได้พบเขาอีกครั้งค่อยขอคัมภีร์ศาสตร์แห่งเต๋าสักเล่ม คิดว่าเขาคงตกลงจี้ถงรับปากเฉินซินส่งๆ ไป แต่ในใจกลับรู้ดีว่า จากกันคืนนี้ เกรงว่าไป๋จวินเซี่ยนคงไม่ปรากฏตัวขึ้นอีก

เวลาในแต่ละวันผ่านไปอย่างสงบเงียบไร้คลื่นลม เฉินซินกลับมาเป็นเด็กหนุ่มร่าเริงกระฉับกระเฉงดังเดิม เพียงแต่ชอบติดตามอยู่ข้างตัวเขา คอยถามอยู่เสมอว่าหวยเจินเจินเหรินได้มาหาหรือไม่ จี้ถงได้แต่อธิบายว่าเขากับหวยเจินไม่ได้สนิทสนมกัน เพียงแต่เคยพูดคุยกันแค่ไม่กี่ประโยค หัวข้อที่สนทนาคลับคล้ายกับที่คุยกันคืนนั้นตรงริมธารข้างถ้ำในภูเขา

ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใด ในบรรดาลูกศิษย์เริ่มมีเสียงเล่าลือว่าไป๋จวินเซี่ยนมาพบเขาเป็นครั้งคราว ถ่ายทอดคัมภีร์ซึ่งสูญหายไปนานของสำนักชิงซิวอู๋ซินให้เขาชุดหนึ่ง พร้อมสั่งให้เขาถ่ายทอดให้คนในสำนัก แต่เขาเกิดเห็นแก่ตัว เก็บงำไว้เพียงผู้เดียว

จี้ถงรู้ดีว่าผู้ปล่อยข่าวลือคือเฉินซิน แต่ยามเขาถามเฉินซิน เฉินซินกลับทำท่าฮึดฮัดเหมือนไม่รู้ไม่เห็นด้วย ทั้งยังเกลี้ยกล่อมเขาว่าหากได้รับการถ่ายทอดมาจริง ให้ถ่ายทอดต่อให้คนในสำนัก อาจารย์ปู่เจ้าสำนักย่อมให้รางวัลเป็นแน่

ด้วยความเสียใจและผิดหวัง จี้ถงจึงไม่พูดอะไรกับเฉินซินอีก

ทว่าไม่นานข่าวเจ้าสำนักเรียกเขาเข้าพบก็แว่วมา

จี้ถงได้ยินเสียงซุบซิบนินทาของบรรดาศิษย์ในสำนักเบื้องหลัง เขาจึงชะงักฝีเท้าหมุนตัวกลับมา พลันเสียงกลับเงียบกริบ บางทีอาจเป็นเพราะยามปกติเขาเฉยชาจนเกินไป หรือเป็นเพราะเขาโชคไม่ดี ในห้องปรุงยาจึงไม่มีใครสักคนเชื่อในตัวเขา

เขาหัวเราะเสียงต่ำคราหนึ่งแต่ไม่เอ่ยอะไร หมุนตัวมุ่งเดินไปยังหอวั่งฉิงหรือหอสละตัณหาซึ่งเป็นที่จำวัดของเจ้าสำนัก

หอวั่งฉิงหาได้อยู่บนยอดภูลั่วเสีย แต่อยู่บนยอดภูเซิ่งอิ่น ยอดเขาสำคัญอีกแห่งของขุนเขาหมีชิง ศิษย์ชั้นธรรมสาวกทั้งหมดล้วนพำนักที่ยอดภูเซิ่งอิ่น เว้นเพียงสามธรรมาจารย์ลำดับรุ่นชิงที่จำศีลภาวนาในถ้ำคีรีหลังขุนเขา

หอวั่งฉิงอยู่กลางเชิงเขาของยอดภูเซิ่งอิ่น จี้ถงคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี หลับตาเดินก็ไม่หลงทาง ชื่อหอวั่งฉิงตั้งจากความหมายว่าไท่ซั่ง (15) วั่งฉิงสำนักชิงซิวอู๋ซินยึดมั่นในศาสตร์แห่งเต๋าที่ละกิเลสตัดตัณหาไร้หทัยไร้อารมณ์ขนานแท้ มีแนวคิดว่าความรักความโกรธของมนุษย์ล้วนก่อให้เกิดกรรม ไร้ประโยชน์อันใดแก่มหามรรคา ถึงขั้นอาจทำให้ตบะแตกซ่าน

ทว่าในตอนนั้นเขากลับคิดว่าที่เรียกว่าผ่านเคราะห์กรรมในการฝึกบำเพ็ญขั้นบรรลุเซียนก็คือการเวียนว่ายอยู่ในเคราะห์กรรมแห่งโลกียวิสัย คล้ายกับหลักบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์ของอารามจินเหลียนแดนพุทธเกษตร หากละกิเลสตัดตัณหาไร้หทัยไร้อารมณ์อย่างแท้จริง ย่อมไม่เกิดความเวทนาสงสารสรรพสัตว์ใต้ฟ้าและขัดบัญชาสวรรค์

ตอนนั้นเขาเพียงแต่คิดถึงจุดนี้อย่างเงียบเชียบ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าเสนอต่อคนในสำนัก ต่อมารักชอบกับราชันจิ้งจอก บางครั้งนอนไม่หลับทั้งคืนด้วยกังวลว่าหลงผิดในความรักจะเข้าสู่วิถีมาร สุดท้ายวิญญาณอาจแตกซ่านปลิดปลิว หลังตกตายอย่างน่าอนาถ ผ่านพ้นเคราะห์กรรมนี้แล้ว กลับพบว่ายังคงไม่อาจรู้แจ้ง

เขาระบายลมหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ผลักประตูที่งับอยู่พอเป็นพิธีให้เปิดออก ห้องจำวัดด้านในเรียบง่ายอย่างยิ่ง นอกจากตะเกียงหนึ่งดวง โต๊ะเก้าอี้เตียงไม้แล้ว บนโต๊ะมีเพียงแส้ปัดธุลีของนักพรต

ทว่าภายในห้องนี้ กลับมีคนเจ็ดแปดคนอยู่ในนั้น นอกจากเจ้าสำนักคงอิ๋งแล้ว ยังมีอาจารย์ปู่อาจารย์อาลำดับรุ่นคงและรุ่นอู๋อีก

จี้ถงได้แต่คุกเข่าลงทยอยคำนับอาจารย์เหล่านี้ หลายปีก่อนบรรดาคนเหล่านี้เป็นเพียงเด็กน้อย เคยก้มคำนับให้เขา  เห็นได้ชัดว่าวงจรแห่งอาณัติสวรรค์ช่างยากแก่การเข้าใจ

เขานึกขันในใจ ทว่าที่สีหน้าที่แสดงบนใบหน้ากลับนอบน้อมยิ่งเจ้าสำนัก มิทราบว่าให้ตามจี้ถงมามีเรื่องอันใด

เจ้าสำนักคงอิ๋งอายุอานามสามสิบกว่าปี สองตาส่องประกายสุกใส เห็นได้ชัดถึงความชาญฉลาดหลักแหลม เขาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตแล้วเอ่ยว่าข้าได้ยินมาว่าหวยเจินเจินเหรินท่านนั้นได้มาพบเจ้าหลายครั้ง ทั้งยังถ่ายทอดคัมภีร์ให้เจ้าเล่มหนึ่ง

รายงานท่านเจ้าสำนัก พบหน้ากันหลายครั้งนั้นมี แต่เจินเหรินไม่ได้ถ่ายทอดคัมภีร์เต๋าใดๆ ให้ข้า หากเจ้าสำนักไม่เชื่อ จี้ถงสามารถยันกับผู้ที่ปล่อยข่าวลือนี้ได้

คงอิ๋งพิจารณาเขาอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างเชื่องช้าว่าหวยเจินเจินเหรินท่านนี้เคยสนทนากับข้ามาแล้วหนหนึ่ง เขาเหมือนรู้ซึ้งยิ่งถึงคัมภีร์หลายส่วนที่สาบสูญไปแล้ว น่าเสียดายที่เขาไม่ยอมถ่ายทอดให้สำนักเรา ตอนนั้นหอคัมภีร์ถูกจอมปีศาจของอาศรมเยียนฝูเผาทำลาย เป็นเรื่องด่างพร้อยชั่วชีวิตของข้า ดังนั้นหากมีโอกาสเสาะหาคัมภีร์ศาสตร์แห่งเต๋าที่สาบสูญไปแล้วจนพบ ข้าย่อมยอมทุ่มเทกำลังสุดความสามารถ เจ้ารู้หรือไม่?”

จี้ถงไม่ได้รับคัมภีร์ที่สาบสูญไปแล้วจากหวยเจินเจินเหรินอย่างจริงแท้แน่นอน ขอเจ้าสำนักโปรดตรวจสอบด้วยเขาเอ่ยเพียงว่าไม่เคยได้รับจากไป๋จวินเซี่ยน แต่ไม่อาจเอ่ยว่าไม่เคยเห็นมาก่อน ไป๋จวินเซี่ยนรู้ซึ้งถึงคัมภีร์เหล่านั้น เป็นเพราะตอนนั้นเขาขลุกอยู่กับไป๋จวินเซี่ยนทั้งวันทั้งคืน ประลองพลังตบะกับเขา พิสูจน์ศาสตร์แห่งเต๋าให้ตรงกัน ส่วนไป๋จวินเซี่ยนมีความจำล้ำเลิศ แน่นอนว่าย่อมจำได้ทั้งหมดทั้งสิ้น

จี้ถง หวยเจินเจินเหรินท่านนั้นสั่งให้เจ้าห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ใช่หรือไม่

จี้ถงอดยิ้มขื่นมิได้หากหวยเจินเจินเหรินคิดอยากรับข้าเป็นศิษย์จริง เหตุใดยังคงทิ้งข้าให้อยู่ในสำนักอีกเล่า

คงอิ๋งสบตากับอาจารย์ท่านอื่นแวบหนึ่ง แม้พวกเขาเคยสงสัยในจุดนี้ แต่ยังคงไม่ยอมตายใจ บัดนี้ถูกศิษย์ลำดับรุ่นจี้เอ่ยถามเสียแทบหน้าม้าน คงอิ๋งยังไม่ทันโมโหโทโส แต่คงอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ ก็ตะคอกขึ้นมาบังอาจ! ใครให้เจ้าเอ่ยวาจาเยี่ยงนี้กับเจ้าสำนัก อู๋เส้อจับเขาไปโยนคุกบาดาล ดูซิเขาจะพูดความจริงหรือไม่!”

จี้ถงตื่นตะลึง เห็นเพียงอู๋เส้อพยักหน้ารับคำสั่งแล้วหมุนตัวย่างสามขุมมาทางเขา คงอิ๋งกำลังจะเปิดปากปราม พลันเสียงหัวเราะเยียบเย็นดังแว่วมาจากนอกประตูคนในสำนักชิงซิวอู๋ซินช่างเฉียบขาดน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน เอ่ยแค่คำเดียวก็จะถูกโยนเข้าคุกบาดาล ร้ายกาจ ร้ายกาจ!”

พอทุกคนได้ยิน สีหน้าต่างแปรเปลี่ยน

คงอิ๋งลุกขึ้นจากเบาะเอ่ยว่าเป็นหวยเจินเจินเหรินใช่หรือไม่พูดพลางออกนอกประตูไปรอรับเจินเหรินมาเยือนถึงที่ มิได้ออกไปต้อนรับ โปรดอภัยด้วย

ทุกคนต่างออตามคงอิ๋งออกนอกประตูไป แต่จี้ถงยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม ความคิดพันหมื่นประการแล่นผ่านในใจ แต่กลับคิดไม่ตก ด้วยความสูงส่งหยิ่งทรนงของไป๋จวินเซี่ยน หลังถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า เหตุใดจึงกลับมาอีก หรือว่าเขาเห็นข้อพิรุธอะไรได้ขึ้นมา?!

จี้ถงฉุกคิดได้ เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั้งร่าง ได้ยินไป๋จวินเซี่ยนเอ่ยที่ด้านนอกว่าเจ้าสำนักคงอิ๋น ข้ามาในคราวนี้เพื่อขอตัวลูกศิษย์คนหนึ่งจากท่าน โดยแลกกับคัมภีร์ยันต์พลังอิน ท่านจะว่าอย่างไร?”

จี้ถงลอบถอนใจอย่างโล่งอกเฮือกหนึ่ง ไป๋จวินเซี่ยนคิดไปคิดมา ในที่สุดก็ตัดสินใจรับเฉินซินเป็นศิษย์แล้ว ไม่ว่าอย่างไรคนฉลาดหลักแหลมและสภาพร่างกายดีอย่างเฉินซินนั้นหาได้ยากยิ่ง แม้ผู้บำเพ็ญพรตจะมีอายุยืนยาว แต่เวลาส่วนมากหมดไปกับการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน น้อยมากที่จะออกไปเสาะหาลูกศิษย์ บุคคลที่มีคุณสมบัติดีเลิศยากจะได้พบสักคน หากคลาดไปแล้ว เกรงว่าต้องรอสิบถึงร้อยปีถึงจะพานพบอีกสักคน

ได้ยินเพียงเสียงคงอิ๋นเอ่ยเนิบนาบว่าไม่ทราบผู้ใดในสำนักเป็นผู้โชคโชคดี เป็นที่โปรดปรานของเจินเหรินหรือ?”

ข้าอยากได้นักพรตอารมณ์เหม็นบูดนามว่าจี้ถง เขาไม่ได้เป็นศิษย์ชั้นธรรมสาวก ยังไม่ได้รับการถ่ายทอดใดๆ จากสำนักชิงซิวอู๋ซิน เจ้าสำนักคงอิ๋งเป็นยอดฝีมือในสายเทียนอี น่าจะรู้ว่าคัมภีร์ยันต์พลังอินเป็นตำรามหัศจรรย์เกี่ยวกับยันต์เต๋าเล่มหนึ่ง การแลกเปลี่ยนในครั้งนี้นับว่าท่านได้ว่าได้กำไร

จี้ถงตกตะลึง อยากลุกขึ้นไปสอบถามไป๋จวินเซี่ยนว่ามีเจตนาอย่างไรกันแน่ ทว่าเมื่อขยับตัวก็รู้สึกเป็นเหน็บชาที่หัวเข่าทันที เกือบจะล้มกองไปบนพื้น

เสียงของคงอิ๋งไม่รีบไม่ร้อนเจินเหรินมีบุญคุณต่อสำนักเรา หากถูกใจจี้ถงลูกศิษย์คนนี้ นั่นถือว่าเป็นวาสนาของเขา แต่ว่าคัมภีร์ยันต์พลังอินเป็นเคล็ดวิชาที่สาบสูญไปนานแล้วของสำนักเรา ขอถามสักคำได้หรือไม่ มิทราบเจินเหรินรู้จักคัมภีร์ที่สาบสูญไปแล้วของสำนักเราตั้งมากมายได้อย่างไร

ไป๋จวินเซี่ยนล้วงคัมภีร์ที่หายไปจากหอคัมภีร์ในตอนนั้นออกมาสองเล่ม ทำให้คงอิ๋งเกิดความคลางแคลงสงสัย

จี้ถงค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นเดินไปที่ประตู เห็นใต้ร่มไม้ใหญ่ด้านนอก ไป๋จวินเซี่ยนในชุดขาวทั้งร่าง ในมือหมุนขลุ่ยไผ่สีเขียวมรกตเล่น งดงามหล่อเหลายิ่งนัก

พอมองเห็นจี้ถง เขายิ้มอย่างลำพองยิ่ง กล่าวกับคงอิ๋งว่าท่านย่อมมีที่ไม่รู้ ต้องรู้ว่าใต้ฟ้ามีผู้บำเพ็ญเต๋าพันหมื่น ใช่มีเพียงสำนักท่านเพียงแห่งเดียว ตอนนั้นบูรพาจารย์ของพวกท่านก่อสร้างหอคัมภีร์ รวบรวมคัมภีร์ศาสตร์แห่งเต๋าจากทั่วหล้า คัดเลือกผู้ที่โดดเด่นดีเลิศเป็นศิษย์ ก่อตั้งเป็นแหล่งรวมยอดฝีมือเยี่ยงสำนักชิงซิวอู๋ซินในปัจจุบัน ทว่าต่อมาวิธีคัดเลือกผู้ที่จะเป็นศิษย์ชั้นธรรมสาวกไม่ถูกต้อง ไม่แยกแยะดีชั่ว อาจารย์ที่ย่ำแย่สอนศิษย์ออกมาย่อมย่ำแย่ สำนักชิงซิวอู๋ซินหากไม่มีผู้วิเศษ ไม่ถึงร้อยปีก็คงตกต่ำ

คงอิ๋งเห็นว่าเขาไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย อดกลั้นความโกรธเอ่ยว่าเจินเหรินตาดีถูกใจลูกศิษย์ที่ไม่เป็นโล้เป็นพายของพวกเรา

ไป๋จวินเซี่ยนยิ้มเหยียดเอ่ยว่านี่ไม่ต้องให้เจ้าสำนักเป็นกังวล จี้ถงผู้นี้แม้ไม่อาจบำเพ็ญเต๋า แต่หาบน้ำหุงหาอาหารกลับเป็นบุคลากรชั้นเลิศ

คงอิ๋งจนคำพูด จี้ถงเดินออกมาจากประตู คุกเข่าต่อหน้าทุกคนแล้วเอ่ยว่าขอเจ้าสำนักและอาจารย์ปู่อาจารย์อาทุกท่านพิจารณาให้ดี จี้ถงไม่อยากออกจากสำนักแล้วกราบไหว้ผู้อื่นเป็นอาจารย์

สีหน้าของคงอิ๋งผ่อนคลายลงเจินเหรินท่านนี้พลังตบะสูงส่ง เจ้ากราบไหว้เขาเป็นอาจารย์ได้ ถือว่าเป็นโชควาสนาที่สั่งสมมาหลายชาติภพ เจ้าจงรักภักดีต่อสำนัก พวกเราล้วนเข้าใจ แต่อย่าให้เสียหายต่อตนเอง

จี้ถงกราบอยู่หลายครั้งพลางเอ่ยว่าขอเจ้าสำนักพิจารณาให้ดีด้วย!”

ครานี้ถึงตาไป๋จวินเซี่ยนหน้าหงิกงอไม่น่าดูอย่างยิ่งบ้าง กระแทกเสียงเฮอะหนักหน่วงครั้งหนึ่ง แสดงออกถึงความไม่สบอารมณ์ของตนเอง

คงอิ๋งมีสีหน้ายิ้มย่อง ลังเลพักหนึ่งก่อนเอ่ยว่าแม้เจ้าไม่อยากกราบไหว้เจินเหรินเป็นอาจารย์ แต่เคล็ดวิชาของสำนักเราคงต้องตกเป็นภาระของเจ้า เจ้าปรนนิบัติเจินเหรินให้ดีสามปี หากเจ้าไม่อยากรั้งอยู่ก็กลับมาที่นี่ได้อีก ยังคงเป็นลูกศิษย์ของสำนักชิงซิวอู๋ซินของพวกเรา

ไป๋จวินเซี่ยนหัวเราะฮาเสียงดัง ประสานมือพร้อมเอ่ยว่าไม่เสียแรงที่เป็นเจ้าสำนักคงอิ๋ง แผนการช่างประเสริฐยิ่งนัก! ท่านมอบลูกศิษย์คนหนึ่งให้ข้าใช้งานเพียงสามปี ถึงตอนนั้นค่อยคืนให้ท่าน? การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ออกจะค้ากำไรเกินควรไปหน่อยกระมัง หากแลกเปลี่ยนคัมภีร์ย่อมได้ แต่ว่าอาจจะต้องแลกเปลี่ยนกับคัมภีร์เล่มอื่น หากต้องการคัมภีร์ยันต์พลังอินก็เลิกคิดไปได้เลย

ในเมื่อเขาไม่อยากกราบไหว้ท่านเป็นอาจารย์ ไม่อยากฝึกบำเพ็ญ ท่านรั้งเขาไว้ข้างตัวก็ไร้ประโยชน์อันใด

ใครว่าไร้ประโยชน์ ข้าจะให้เขาปูเตียงพับผ้าห่ม ซักเสื้อทำกับข้าวให้ข้าไป๋จวินเซี่ยนยิ้มเหยียดทำเพียงสามปี ข้ามิใช่ขาดทุนหรอกหรือ ยามนี้เขาไม่ตกลงติดตามอยู่ข้างกายข้า ไม่แน่ว่าสามปีให้หลังอาจเปลี่ยนใจ เช่นนั้นแล้วจะว่าอย่างไร

หากเขายินยอมพร้อมใจเป็นศิษย์ของท่าน ข้าย่อมไม่เอ่ยอะไรให้มากความคงอิ๋งหันมาเอ่ยกับจี้ถงถงเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าอย่างไร?” สีหน้าเมตตาปรานีอย่างยิ่ง

จี้ถงฟังออกว่าทั้งสองคนเพียงแค่ต่อรอง สีหน้ายังคงเฉยชาดังเดิม เอ่ยออกไปเหมือนมิใช่ตนเองอย่างไรอย่างนั้น บัดนี้กราบคงอิ๋งแล้วเอ่ยว่าฟังคำของเจ้าสำนัก

ไป๋จวินเซี่ยนยิ้มบางเอ่ยว่าก็ดีเป็นเพียงการเดิมพันครั้งใหญ่หนหนึ่งเท่านั้น หากสามปีให้หลังเขายังจะกลับมา ข้าจะไม่พร่ำบ่นอะไรสักคำ แต่ในสามปีนี้ คำสั่งของข้าทุกอย่าง เขาจะขัดขืนไม่ได้ เจ้าสำนักคงอิ๋ง ท่านว่าอย่างไร

คงอิ๋งพิจารณาว่าจี้ถงผู้นี้เหมือนมีน้ำใจจริงต่อสำนัก วันหน้าเขาฝึกศาสตร์แห่งเต๋าจากหวยเจิน กลับมาก็ยังคงเป็นศิษย์ลำดับรุ่นจี้ ที่เรียนที่ฝึกมาก็ต้องถ่ายทอดให้ศิษย์ร่วมสำนัก ดังนั้นจึงอนุญาตให้จี้ถงหลังสามปีไปแล้วยังกลับมาได้อีก

ไป๋จวินเซี่ยนเสนอให้จี้ถงเป็นทาสรับใช้ ในใจคงอิ๋งทั้งยินดีทั้งกังวล ยินดีที่ไป๋จวินเซี่ยนยิ่งทรมานศิษย์ผู้นี้มากขึ้นเท่าไหร่ ศิษย์ผู้นี้ก็จะต่อต้านเขาหนักขึ้น อย่างไรสามปีให้หลังจี้ถงก็ต้องกลับมา แต่กังวลว่าไป๋จวินเซี่ยนเหมือนไม่ให้ความสำคัญกับศิษย์ผู้นี้นัก กลัวแต่ว่าจะไม่ยอมถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงให้

ขณะลังเล ไป๋จวินเซี่ยนพลิกมือ บนฝ่ามือมีตำราเต๋าบางๆ เล่มหนึ่ง ด้านบนเขียนด้วยอักษรโบราณจ้วนสามตัว เป็นคัมภีร์ยันต์พลังอินจริงเสียด้วย เขายื่นมือสั่นเทิ้มออกรับข้ามมา ไป๋จวินเซี่ยนจะกล่าวอะไรต่อไป เขาไม่มีกะจิตกะใจสนใจอีกแล้ว

ศิษย์ทุกคนเห็นรูปร่างสง่างามดั่งเทพเซียนของไป๋จวินเซี่ยนคว้ามือของจี้ถงเหมือนลากให้เดินจากไป ในใจทั้งริษยาทั้งเคืองแค้น ไม่รู้ว่าจี้ถงเล่นลูกไม้อะไรกันแน่ ทำให้ไป๋จวินเซี่ยนคิดอยากรับเขาเป็นศิษย์เช่นนี้

ตอนที่ 5

นี่คือที่พักของเจ้านับจากนี้ ดูสิว่ายังขาดเหลืออะไร ข้าลงเขาไปเอามาไป๋จวินเซี่ยนตีหน้าขรึมเอ่ยขึ้น เขาใช้กำลังลากตัวคนจากมา เดิมคิดว่าจะได้เห็นท่าทางฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียดที่ยากจะได้เห็นจากคนผู้นี้  คาดไม่ถึงว่าพอถึงเขาเหมยเยี่ยน จี้ถงยังคงสีหน้าเรียบเฉย ทำให้เขาประหลาดใจอย่างยิ่ง

ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ จี้ถงก็มาเยือนที่นี่เป็นครั้งแรก

ชาติก่อนตอนไป๋จวินเซี่ยนมีเจตนาร้ายก็พาเขากลับไปที่ชิงชิวเท่านั้น ไม่เคยพามาที่เขาเหมยเยี่ยนแห่งนี้มาก่อน เขาได้แต่คิดว่าไป๋จวินเซี่ยนไม่สะดวก ต่อมาถึงได้ค่อยๆ คิดจนกระจ่างแจ้ง ชิงชิวเป็นเพียงบ้านของญาติพี่น้อง แต่เขาเหมยเยี่ยนเป็นบ้านที่แท้จริง

หากเขารักชอบตนเองอย่างแท้จริง เหตุใดแม้แต่บ้านก็ไม่พากลับมาดูสักครั้ง เว้นเสียแต่ว่าภายในบ้านของเขามีคนที่สนิทชิดชอบไว้อยู่นานแล้ว หรือมิฉะนั้นเขาก็ไม่ได้มีเยื่อใยต่อตนเองเลยสักนิด

เขาเหมยเยี่ยนสี่ฤดูดั่งวสันต์ แม้เป็นวันที่ร้อนอบอ้าวในฤดูร้อน แต่ลมภูเขากลับพัดโชย เห็นรุกขชาติเขียวขจีอยู่เต็มสายตา ทำให้รู้สึกชื่นมื่นสบายใจ

หลังเสวียนเจินตายไปแล้ว ไป๋จวินเซี่ยนมักรู้สึกไม่สบายใจยามอยู่ที่อาณาจักรชิงชิว พบเห็นเผ่าพันธุ์เดียวกันก็อดคิดไม่ได้ว่าคนผู้นี้ได้ลิ้มรสเลือดเนื้อของเสวียนเจินหรือไม่ จึงไม่อาจทนได้อีกต่อไป โยกย้ายมาที่เขาเหมยเยี่ยนเพียงลำพัง

จี้ถงเห็นว่าในครัวครบครันทั้งฟืนข้าวน้ำมันเกลือ จึงเอ่ยอย่างช้าๆ ว่าไม่ขาดเหลืออะไรแล้วไป๋จวินเซี่ยนยังจำได้ว่าเขาเป็นมนุษย์ธรรมดา ยังต้องดื่มน้ำกินข้าวทุกวัน ตระเตรียมของพวกนี้ให้เขาอย่างพร้อมพรัก ช่างรอบคอบยิ่งนัก

ดี ถ้ายังขาดอะไร เจ้าค่อยบอกข้า

ไม่ทราบว่าต่อไปเจินเหรินจะให้ข้าทำอะไรบ้าง ต้องปูเตียงพับผ้าห่มซักผ้าทำอาหารด้วยหรือไม่ยามจี้ถงถามประโยคนี้ ท่าทางนอบน้อมอย่างยิ่ง เขารู้ดีว่าผู้บำเพ็ญเต๋ากินอยู่เรียบง่าย ไม่ต้องปรนนิบัติอะไรมาก แต่ต้องถามพอเป็นพิธี ถามให้รู้แจ้งถึงเจตนาที่แท้จริงของเขา โดยเฉพาะคำกล่าวว่า คำสั่งทุกอย่างห้ามขัดขืน ทำให้เขาออกจะกังวลใจ

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแล้ว ไป๋จวินเซี่ยนทำได้ทุกวิถีทาง

เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นไป๋จวินเซี่ยนโบกมือ จ้องเขาแล้วเอ่ยว่าข้าพาเจ้ากลับมาบ้านเพราะคิดว่าเจ้าช่างแปลกประหลาดหายาก รู้ทั้งรู้ว่าสำนักชิงซิวอู๋ซินคิดหลอกใช้คิดขายเจ้า แต่เจ้ากลับภักดีต่อพวกเขาสุดหัวใจ ข้าไม่มีเจตนาร้ายต่อเจ้าแม้เพียงนิด ซ้ำยังช่วยเจ้าออกจากสำนักชิงซิวอู๋ซิน แต่เจ้ากลับไม่ชอบหน้าข้ามาโดยตลอด ข้าอยากรู้ให้กระจ่างว่าในหัวสมองของเจ้าคิดอย่างไรกันแน่

จี้ถงเอ่ยอย่างเชื่องช้าข้าถูกพ่อแม่ทอดทิ้งตั้งแต่ยังเล็ก สำนักชิงซิวอู๋ซินเลี้ยงดูข้าจนเติบใหญ่ แม้อาจารย์ที่พาข้าขึ้นเขาจะมรณภาพไปแล้ว แต่อาจารย์ในสำนักชิงซิวอู๋ซินล้วนเป็นอาจารย์อาวุโสของข้า ข้าไม่มีพ่อแม่ จึงนับถือพวกเขาเป็นเสมือนพ่อแม่ ส่วนเจินเหรินท่านโหดเหี้ยมอำมหิตคนที่รักท่าน ท่านยังลงมือได้อย่างโหดเหี้ยม ข้าหาได้เกี่ยวข้องอะไรกับเจินเหริน ยังมิรู้ว่าเจินเหรินจะลงทัณฑ์ข้าอย่างไร ข้าจะไม่คิดระแวดระวังไว้ได้อย่างไร

สีหน้าของไป๋จวินเซี่ยนง้ำงอไม่น่าดูอย่างยิ่ง เอ่ยด้วยใบหน้าเคร่งขรึมว่าเรื่องระหว่างข้ากับเขา ต่อไปจะไม่เล่าให้เจ้าฟังอีก หากเจ้าไม่อยากรู้ ข้าจะลบล้างความทรงจำช่วงนี้เสีย

จี้ถงยิ้มเจื่อนช่างเถอะ คนอย่างข้า ยิ่งเป็นเรื่องที่คิดไม่ออก ก็ยิ่งจะคิดให้ได้ ถึงตอนนั้นความกลัดกลุ้มคงไม่ต่างจากตอนนี้ หากท่านสะดวก มิสู้ลบล้างความทรงจำทั้งหมดของข้าไปเสียล่ะ

หากลบล้างทั้งหมด คนผู้นั้นจะกลายเป็นโง่เง่าปัญญาอ่อน เจ้าไม่ใช่ไม่รู้สินะ

จี้ถงนิ่งเงียบไม่ตอบ เขากลับอยากเป็นคนโง่เง่าปัญญาอ่อนอย่างที่ว่ามา แต่หากเขาบอกไป๋จวินเซี่ยน ต้องทำให้ไป๋จวินเซี่ยนสงสัยเป็นแน่

ไป๋จวินเซี่ยนขมวดคิ้ว ตัดสินใจไม่แยแสเขา เอ่ยกับตนเองว่าวันที่เก้าเดือนเก้าเทศกาลฉงหยาง (16) ข้าจะไปอาศรมเยียนฝูสักเที่ยว ถึงตอนนั้นให้เจ้าตามข้าไปด้วย ตอนนี้ยังมีเวลาอีกสองเดือน เจ้าอยู่ที่นี่ฝึกฝนวิชาขั้นพื้นฐานของสำนักชิงซิวอู๋ซินไปก่อน มีที่ใดไม่เข้าใจก็มาถามข้า จริงสิ ที่นี่ทุกที่เจ้าเข้าออกได้หมด เว้นเพียงห้องริมด้านในสุดเท่านั้น

จี้ถงค้อมกายเอ่ยว่าขอรับ น้อมรับคำกำชับของเจินเหริน

ไป๋จวินเซี่ยนรู้สึกจุกแน่นขึ้นมาฉับพลัน แม้เขาอยากให้คนผู้นี้ทำตามที่เขาปรารถนาทุกประการ แต่เชื่อฟังจนเกินไปดั่งหุ่นชักใยก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบ จึงเอ่ยว่าที่เจ้ายอมให้ผู้คนกดขี่ เพราะเคยชินกับการอดทนอดกลั้นต่อสภาพเลวร้าย ไม่อยากมีเรื่องมีราวกับใคร แต่ไม่อยากมีเรื่องมีราวกับใครนั้นพูดง่าย เจ้าไม่ไปมีเรื่องกับใครก็จะมีคนหาเรื่องเจ้า หากไม่ต่อสู้ ภัยพิบัติจะมาถึงตัว

จี้ถงค้อมกายลงอีกขอรับนับฟังคำชี้แนะของเจินเหริน

ไปจวินเซี่ยนถึงตระหนักได้ว่าคนผู้นี้เป็นไม้แก่ดัดยาก ไม่เอ่ยอะไรให้มากความ สะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างไม่ลังเล

เรือนนอนนี้กว้างยาวราวสิบกว่าโหม่ว (17) เนื่องจากไป๋จวินเซี่ยนไม่ชอบชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย ดังนั้นแม้เรือนนอนจะกว้างใหญ่ แต่สิ่งของกลับเรียบง่ายอย่างยิ่ง สวนบุปผาตรงมุมเรือนนอนมีเพียงค้างไม้ไผ่ยาวสองสามอัน แขวนกล้วยไม้เพียงสองสามต้น อาจเป็นเพราะเมฆหมอกในหุบเขามีมาก อากาศชุ่มชื้น กล้วยไม้ป่าจึงเติบโตงามสะพรั่ง

ไป๋จวินเซี่ยนอดใจลอยไปพักหนึ่งไม่ได้ เขายังรู้สึกผิดต่อความตายของเสวียนเจินมาโดยตลอด เคยคิดอยู่หลายครั้งหลายหนว่าหากตนไม่จำศีลภาวนาเพื่อให้ตบะพลังหยางบริสุทธิ์ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวหลังร่วมอภิรมย์ แต่คอยอยู่ดูแลเสวียนเจินให้ดี บางทีเสวียนเจินอาจจะไม่ฆ่าตัวตาย แต่ตนเองในตอนนั้นเกรงว่ายังคงไม่เข้าใจ ความรู้สึกผิดเช่นนี้ยาวนานมาถึงยี่สิบปี รู้ทั้งรู้ว่ามอบอาเจินให้บรรดาลูกสมุนไปจะเกิดอะไรขึ้น เพียงคิดก็รู้ได้ แต่เขาเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่อยากนึกถึงว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ในช่วงสี่สิบเก้าวันที่จำศีลภาวนาถึงทำให้อาเจินฆ่าตัวตายจนวิญญาณแตกซ่าน ไม่เหลือแม้แต่ซากศพ

บางทีที่ไม่ยอมนึกถึงเพราะหวาดกลัวต่างหาก

เขารู้ดีว่าสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปยี่สิบปี แต่ไม่แน่ใจว่าที่สูญเสียไปคืออะไรกันแน่ เพียงทว่าบางครั้งเบื้องลึกในหัวใจกลับเจ็บแปลบโดยไม่รู้สาเหตุ

เสียงระเบิดดังสนั่นทำให้เขาตื่นจากภวังค์ฉับพลัน รีบเร่งฝีเท้าไปยังห้องครัวที่มาของเสียงระเบิด เห็นเพียงควันตลบอบอวลไปทั้งห้อง จี้ถงซึ่งเลอะไปด้วยคราบน้ำมันทั้งตัวยืนอยู่นอกประตู

เกิดอะไรขึ้นในชั่วพริบตานั้นเอง ไป๋จวินเซี่ยนรู้สึกถึงความตื่นเต้นที่ห่างหายไปนาน

ไม่มีอะไร ข้าแค่อยากทอดไข่ ผลก็คือห้องครัวระเบิดจี้ถงเอ่ยอย่างราบเรียบ เดิมคิดว่าทำครัวหลายครั้งเข้าฝีมือคงพัฒนาขึ้นเอง ทว่าเรื่องพรสวรรค์ไม่แน่ไม่นอนอย่างยิ่ง บางครั้งเหมือนกับการทอดไข่เยี่ยงไรเยี่ยงนั้น

แต่ก่อนเสวียนเจินและไป๋จวินเซี่ยนไม่กินอาหารของโลกโลกีย์ เขาทำอาหารไม่เป็น ไป๋จวินเซี่ยนก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้จี้ถงเป็นร่างของมนุษย์ธรรมดา ไป๋จวินเซี่ยนไม่สนใจเขา แน่นอนว่าเขาต้องฝึกทำอาหารเอง

ไป๋จวินเซี่ยนรู้สึกถึงเส้นเลือดบนหน้าผากเต้นตุบๆทอดไข่? ข้าคิดว่าเจ้ากำลังปรุงยาวิเศษเสียอีก!”

ที่นี่ไม่มีวัตถุดิบสำหรับปรุงยา จึงปรุงยาวิเศษอะไรไม่ได้จี้ถงเอ่ยอย่างขอไปที

ไป๋จวินเซี่ยนมองเขาอย่างดุดันหลายครั้ง คนผู้นี้ระเบิดห้องครัวของเขา ยังทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ช่างน่าแค้นเคืองน่ากลัดกลุ้มยิ่งนักหรือเจ้าทำแบบนี้บ่อยครั้ง

นั่นกลับไม่ใช่จี้ถงเอ่ยเอื่อยเฉื่อยครั้งแรกที่ลงครัว ลูกไฟสาดกระเซ็นไปทั้งสี่ทิศ เผาห้องเก็บฟืนเข้า ต่อมา…”

ต่อมาฝีมือทำครัวของเจ้าก็ดีขึ้น?”

ต่อมาพวกเขาก็ไม่ให้ข้าลงครัวอีก

ไป๋จวินเซี่ยนมองเขาอย่างกลัดกลุ้มอยู่ครึ่งค่อนขณะ รู้สึกเพียงว่าตนเองเก็บเอาตัวปัญหายุ่งยากกลับมาได้อย่างไรกัน แต่ก่อนพานพบคนที่ทำให้เขาประทับใจล้วนไม่เหมือนคนผู้นี้ ขนาดตัวเองยังดูแลไม่ได้เลย แม้แต่เด็กที่ชื่อเฉินซินนั่นยังดีกว่านักพรตหนุ่มผู้นี้มากนัก

รอจนกระทั่งควันหนาทึบในห้องครัวจางลงแล้ว จี้ถงก็เข้ามาด้านใน แงะของสีดำเกรียมจากกำแพงลงมา ถืออยู่ในมือจ้องมองอยู่เป็นนาน พูดพึมพำว่ากินไม่ได้ตามคาด

ทว่าตอนที่ท้องหิวน่าจะกินลง อย่างไรเสียก็เป็นไข่ไก่ ไม่ไหวจริงๆ กินดิบๆ เอาก็คงได้ แม้ฝีมือทำครัวของเขาไม่ดี แต่ดีที่ไม่เลือกกิน

ไป๋จวินเซี่ยนถอนหายใจยาวไปกินที่ตีนเขาเถอะแม้เขาทำครัวได้ แต่ประการแรกไม่เหมาะกับสถานะของเขา ซ่านเซียนผู้องอาจสง่างาม กลับต้องล้างมือทำน้ำแกงให้คนธรรมดากิน เอ่ยออกไปไม่ทำให้ผู้อยู่ในแวดวงบำเพ็ญเซียนหัวเราะจนฟันร่วงหรอกหรือ ประการที่สองเขาเสียแรงตั้งมากถึงแลกเปลี่ยนคนมาได้ ยังไม่อยากไล่คนผู้นี้ลงจากเขาไปตอนนี้ ทั้งสองคนยังต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน คนผู้นี้เป็นคนธรรมดา ถ้าทุกวันทั้งสามมื้อต้องจัดการเองทั้งหมด เรื่องอื่นคงไม่ต้องกระทำกันแล้ว

จี้ถงก็ไม่ปฏิเสธ เดินตามไป๋จวินเซี่ยนหนึ่งคนหน้าหนึ่งคนหลังออกจากประตู ด้วยเหาะเหินเหยียบปุยเมฆมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ทั้งสองคนต่างรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรบ้าง จึงไม่เอ่ยอะไรมาก ยังคงให้ไป๋จวินเซี่ยนจับมือเขาพร้อมย่างเหยียบลงบนขลุ่ยไผ่ขนาดใหญ่ลำหนึ่ง ไม่โอบรอบเอวแต่กุมมือเขาไว้ เพื่อกันไม่ให้เขาร่วงลงไป

บางทีอาจเป็นเพราะไป๋จวินเซี่ยนล้มเลิกความตั้งใจจะพัฒนาความสัมพันธ์ฉันท์คนรักกับเขาเพื่อผจญเคราะห์เสน่หา เขามักรู้สึกเสมอว่าไป๋จวินเซี่ยนไม่ยินดียินร้ายในตัวเขาเหมือนก่อนหน้า นี่ทำให้เขาอุ่นใจขึ้นมาหลายส่วน ทว่ามีความอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง เพราะไป๋จวินเซี่ยนเพียงต้องการรู้ว่าเหตุใดตนเองถึงไม่ชอบหน้าเขาจึงพามาที่นี่เท่านั้นหรอกหรือ

หากกล่าวว่านี่คือเหตุผลของเขา จี้ถงก็ไม่รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด เนื่องจากบัดนี้ไป๋จวินเซี่ยนบรรลุถึงขั้นสูงสุดแห่งการบำเพ็ญเซียนในโลกมนุษย์ ไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อกรเขาได้อีก บุคคลเยี่ยงนี้แน่นอนว่าไม่ต้องกังวลว่าหากทำร้ายใครเข้าแล้วจะถูกแก้แค้น และด้วยเหตุนี้ยิ่งกลายเป็นกระทำทุกอย่างตามอำเภอใจและบุ่มบ่ามป่าเถื่อน

บางทีอาจเป็นเพราะเขายังไม่ได้พานพบคนสำคัญที่สุดในชีวิตผู้นั้น หากพานพบแล้ว เขาคงระมัดระวังอย่างยิ่งยวดกว่านี้กระมัง

เพียงทว่าไม่ว่าตนเองในชาติก่อนหรือตนเองในชาตินี้ ล้วนมิใช่คนผู้นั้น

จี้ถงถอนหายใจแผ่วเบา ผินหน้าไปมองใบหน้าด้านข้างของเขา

เป็นอะไรไปไป๋จวินเซี่ยนเห็นในสายตาเขาแฝงด้วยความเศร้าสร้อยวังเวงยากอธิบาย เขาตะลึงงัน อยากพินิจสีหน้าที่เหมือนคุ้นเคยแต่ไม่เคยเห็นปรากฏบนใบหน้าของจี้ถงอย่างละเอียด ทว่าพอเขาเพ่งมอง จี้ถงกลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นเรียบเฉยดังเดิม

ไม่มีอะไร เจินเหรินดูแลข้าถึงเพียงนี้ ข้าซาบซึ้งจนไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรดี ที่จริงข้าลงจากเขาซื้อเสบียงกรังที่เก็บไว้นานหน่อยได้…”

ถ้าเจ้าหนีไปจะทำอย่างไร คัมภีร์ยันต์พลังอินล้ำค่ามาก ถ้าต้องหาคัมภีร์ที่เหมือนคัมภีร์ยันต์พลังอินมาทำให้เจ้าจมูกโคนั่นตาลุก ข้าคงหาไม่ได้ไป๋จวินเซี่ยนร้องหึเสียงเบา จู่ๆในห้วงสมองดั่งแสงอัสนีบาตวาบขึ้น นึกถึงยี่สิบก่อนยามอาเจินยิ้มแล้วดื่มสุรามัวเมาสติ ก็มีสีหน้าวังเวงเศร้าสร้อยเช่นนี้

อาเจิน! อาเจิน!

เขาพร่ำเรียกอย่างบ้าคลั่งในใจ จ้องใบหน้าของจี้ถงเขม็ง คิดจะมองให้เห็นอะไรบางอย่าง จี้ถงเห็นสายตาร้อนแรงของเขาพาให้ตะลึงเป็นอย่างยิ่ง อดถอยหลังไปหนึ่งก้าวไม่ได้ จึงเสียสมดุลยืนไม่มั่นฉับพลัน แทบจะตกลงไปด้านล่าง ไป๋จวินเซี่ยนคว้าเอวเขาไว้หมับ เรียกเสียงสั่นว่าอาเจิน…”

จี้ถงตระหนกอย่างยิ่ง คิดจะดิ้นรน ขลุ่ยไผ่ใต้เท้าพลันมลายหายไป ร่างของทั้งคู่ร่วงลงเฉียบพลัน แทบจะดิ่งพสุธา หัวสมองของจี้ถงว่างเปล่า หากไป๋จวินเซี่ยนเกิดคลุ้มคลั่งกะทันหัน เขานั้นไม่ตายง่ายๆ แต่ตนเองคงรักษาชีวิตไม่รอด

ดีที่ไป๋จวินเซี่ยนได้สติทันควัน ความเร็วในการพุ่งดิ่งค่อยๆ ช้าลง ทั้งสองคนตกลงบนพุ่มไม้กอหนึ่ง ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใดเพราะไป๋จวินเซี่ยนกอดเขาไว้แน่น  ซุกศีรษะลงบนซอกคอของเขา เอ่ยเสียงเบาว่าอาเจินอย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว อย่าทอดทิ้งข้า…”

จี้ถงนิ่งงัน เวลาราวกับผ่านไปนานยิ่ง ถึงคิดได้พร้อมผลักไป๋จวินเซี่ยนออกเจินเหริน ท่านจำผิดคนแล้วไป๋จวินเซี่ยนกดเขาไว้กับพื้น ซุกหน้าลงบนบ่าของเขา เอาแต่พึมพำไม่หยุดอาเจินอาเจินทำไมเจ้าต้องจากข้าไป…”

น้ำเสียงของเขาช่างขมขื่นอาดูร ทำให้จี้ถงเคลิบเคลิ้มอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้ หากเสียใจถึงเพียงนี้จริง เหตุใดตอนแรกถึงได้ลงมือทำอำมหิตกับเขา หากเคยรักอยู่บ้างอย่างแท้จริง เหตุใดจึงตัดสัมพันธ์อย่างโหดร้ายถึงขั้นทรมานเขาจนไม่เหลือเค้าความเป็นคน

เขาสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง คิดตำหนิประณามไป๋จวินเซี่ยน ทว่าลำคอตีบตันหายใจไม่ออกกะทันหัน ออกเสียงใดๆ ไม่ได้ น้ำตาไหลรินอย่างไร้สาเหตุ

ไป๋จวินเซี่ยนเหมือนสังเกตเห็นว่าเขาผิดปกติ เงยหน้าขึ้นจับจ้องเขาอย่างงงงัน ความสับสนว้าวุ่นในแววตาค่อยๆ กระจ่างชัด ผละลุกขึ้นจากตัวเขา โน้มตัวลงคิดจะประคองเขาขึ้นมาขออภัย ข้าคิดว่าเจ้าเป็นอีกผู้หนึ่ง เจ้าเจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่แม้เขากำลังขอโทษขอโพย แต่บนใบหน้าไร้ซึ่งแววขออภัย กลับเต็มไปด้วยความคลางแคลงสงสัยเสียด้วยซ้ำ

จี้ถงปัดมือที่ยื่นมาเพื่อประคองเขาออก ยันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ แล้วเดินไปอีกฟากไม่เป็นไร เพียงแต่ข้าก็คิดถึงเรื่องไม่ดีในอดีตบางอย่างแม้ถูกไป๋จวินเซี่ยนเห็นเข้า จี้ถงก็ไม่คิดปิดบัง ปลายนิ้วปาดความชื้นที่หางตา เอ่ยเสียงเรียบว่าเดิมลืมเลือนไปแล้ว แต่คำพูดของท่านเมื่อสักครู่เตือนสติข้า

หืม? เรื่องใดกัน เล่ามาให้ฟังได้หรือไม่แม้ไป๋จวินเซี่ยนเอ่ยเป็นประโยคคำถาม ทว่าในน้ำเสียงกลับไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ

จี้ถงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างเชื่องช้าสองปีก่อน ข้าพบสตรีนางหนึ่ง ต่อมาพวกเรารักกัน ท่านก็รู้ว่านักพรตห้องปรุงยาในสำนักชิงซิวอู๋ซินอย่างพวกเราสามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ เพียงแต่หลังจากที่แต่งงานแล้ว ข้าไม่อาจเป็นศิษย์ชั้นธรรมสาวกไปตลอดกาล ข้าตัดสินลงเขาไปเพื่อนาง แต่ต่อมาจู่ๆ วันหนึ่ง นางก็แต่งผู้อื่นไปเสียแล้ว

หา? ทำไมเล่า

พ่อแม่บังคับให้แต่งงานจิ้งจอกเป็นพวกเจ้าเล่ห์ขี้สงสัย หลอกลวงต่อหน้าราชันจิ้งจอกยิ่งเป็นการไม่ประเมินตนเอง จี้ถงแต่งเรื่องโกหกอย่างฉาบฉวย จึงไม่กล้าเอ่ยอะไรมาก ได้แต่ขายผ้าเอาหน้ารอดให้ผ่านพ้นไป

เพราะพ่อแม่ของนางรังเกียจที่เจ้าเป็นนักพรตยากจนข้นแค้นใช่หรือไม่ จึงไม่ยอมให้พวกเจ้าแต่งงานกัน หลังนางแต่งงานแล้ว ไม่ได้มาหาเจ้าอีกหรือ

ไป๋จวินเซี่ยนเห็นเขาอึกอักไม่ตอบ จึงตบบ่าเขาเป็นการปลอบใจ ทั้งยังช่วยเขาเสริมเติมเค้าเรื่องที่ยังเล่าไม่จบดี

อืม

สตรีนางนี้ใจร้ายทรยศในรัก ละโมบในเกียรติยศเงินทอง เจ้าก็อย่าได้คิดถึงนางอีกต่อไปเลย หากรักเจ้าอย่างแท้จริง ต่อให้ถูกพ่อแม่บีบบังคับให้แต่งงาน หลังแต่งงานแล้วน่าจะหาวิธีหลบหนีออกมาร่วมเรียงเคียงหมอนไม่พรากจากกัน

จี้ถงหัวเราะแผ่วเบาเรื่องในอดีตไยต้องเอ่ยถึงอีก ข้าควรลืมนางไปนานแล้ว หากลืมเลือนได้ บางทีอาจมีชีวิตที่สำราญกว่านี้

น่าจะเป็นเช่นนั้นไป๋จวินเซี่ยนพยักหน้าเล็กน้อย

เช่นนั้นเจินเหรินก็ควรลืมเลือนเรื่องในอดีต คนผู้นั้นก็วิญญาณแตกซ่านปลิดปลิวไปแล้ว คิดถึงอีกจะมีประโยชน์อันใดเล่าจี้ถงเอ่ยอย่างช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ ทุกครั้งที่ได้ยินไป๋จวินเซี่ยนเอ่ยถึงชาติก่อนของตนเอง ให้รู้สึกเหมือนถูกประชด กาลเวลาล่วงเลยมาจนบัดนี้ เขาแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือรักแท้ อะไรคือเสแสร้งแกล้งทำ และคำปลอบประโลมนี้เป็นการหลอกล่อให้เขาเข้าสู่อาณัติของไป๋จวินเซี่ยนใช่หรือไม่

หากข้าไม่คิดถึงเขา บนโลกนี้ยังจะมีใครคิดถึงเขาอีกบ้างไป๋จวินเซี่ยนยิ้มอย่างฝืดเฝื่อนเป็นข้าที่ผิดต่อเขา เดิมข้าควรจะดีกับเขา แต่กลับ…”

จี้ถงก้มหน้าก้มตาไม่เอ่ยวาจา เขาอยากบอกไป๋จวินเซี่ยนว่าอย่าเล่นละครตบตาผู้อื่นอีกต่อไปเลย ตนเองไม่มีแก่ใจวนเวียนอยู่กับปัญหารักหรือไม่รักเช่นนี้อีกแล้ว แต่สุดท้ายก็อดกลั้น มิได้เปิดปากพูด

ไป๋จวินเซี่ยนเหมือนรู้ตัวว่าพูดมากเกินไป จึงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจแล้วเอ่ยว่าพวกเราเสียเวลามามากแล้ว ด้านหน้าเหมือนมีเมืองเล็กๆ อยู่ ไปพักดื่มกินกันที่นั่นเถอะ

แต่ก่อนไม่ได้สังเกต บัดนี้ยิ่งรู้สึกว่านักพรตหนุ่มผู้นี้คลับคล้ายอาเจินยิ่งนัก ทว่าก็แตกต่างกันมาก อาเจินอ่อนโยนสุภาพเยือกเย็น ส่วนจี้ถงกลับดูอึดอัดกลัดกลุ้มอยู่บ้าง ไป๋จวินเซี่ยนอดหัวเราะไม่ได้ บางทีอาจเป็นเพราะถึงช่วงมารผจญ ไม่ว่ามองเห็นใครก็คิดไปถึงอาเจินเสียหมด

ทั้งสองคนต่างมีเรื่องครุ่นคิดในใจ มุ่งหน้าไปยังเมืองเล็กเบื้องหน้า ที่นั่นมีโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียว ไป๋จวินเซี่ยนสั่งกับแกล้มสองสามอย่างและข้าวชามใหญ่ ปล่อยให้จี้ถงกิน ส่วนตนเองสั่งสุราสองไหมาดื่ม

เดิมจี้ถงคิดว่ามีเพียงตนเองที่หิวท้องกิ่ว คาดไม่ถึงว่าไป๋จวินเซี่ยนจำรินสุราดื่มเอง ร่ำสุราชั้นต่ำหมักจากมันเทศแดงไปมากมาย จึงไม่มีปัญญาใช้คาถาสลายฤทธิ์สุราในร่าง เมามายฟุบหน้ากับโต๊ะ จี้ถงล้วงเงินตำลึงจากตัวเขา เพียงพอจ่ายเพียงค่าสุราอาหาร ค่าที่พักกลับไม่พอเสียแล้ว

ยามปรกติไป๋จวินเซี่ยนออกจากบ้านย่อมไม่พกเงินตำลึง ส่วนมากใช้วิธีแตะก้อนหินให้กลายเป็นทอง หรือใช้วิธีแอบล้วง ยืมเงิน จากคนอื่นมาดื้อๆ

จี้ถงพยายามปลุกไป๋จวินเซี่ยนที่ไม่ยอมตื่น ด้วยความจำใจได้แต่ประคองไป๋จวินเซี่ยนออกจากโรงเตี๊ยม กว่าจะถึงที่รกร้างห่างไกลในป่าก็เหนื่อยล้าจนเหงื่อโชกเต็มแผ่นหลัง เดิมเขาไม่อยากนอนข้างไป๋จวินเซี่ยน แต่ตอนนี้ไป๋จวินเซี่ยนเมามายอย่างหนัก เขาเองทั้งเหน็ดเหนื่อยทั้งง่วงงุน จึงหลับไปโดยไม่รู้ตัว

หยาดน้ำค้างปลายยอดหญ้าหยดลงบนหลังมือ เขาสะดุ้งตื่น รู้สึกเพียงมีสิ่งของหนักอึ้งกดทับอยู่บนร่าง ลืมตามองก็พบว่าเป็นยามอรุณรุ่งแล้ว แสงแดดส่องลอดแนวพุ่มไม้สาดเข้ามา จิ้งจอกเก้าหางขนสีขาวบริสุทธิ์ตัวหนึ่งนอนทับอยู่บนแผงอกของเขา นอนหลับสนิทยิ่ง เก้าหางล้วนเป็นสีขาวหิมะ ขนยาวแผ่กว้างเป็นพัดใบลานราวนกยูงรำแพน กระเพื่อมขึ้นลงแผ่วเบายามจิ้งจอกขาวหายใจเข้าออก

ภาพตรงหน้าซ้อนทับกับภาพในฝันร้าย จี้ถงไม่คิดอันใด รวบขาหน้าจิ้งจอกขาวโยนไปข้างตัว

จิ้งจอกขาวมีหางตัวหนึ่งหนักเพียงสิบยี่สิบจิน ด้วยความลนลาน แรงของเขาจึงมหาศาล โยนจิ้งจอกขาวห่างออกไปหลายก้าว

พอจิ้งจอกขาวกระทบพื้นก็กลายร่างเป็นมนุษย์ ตายังคงปรือด้วยความง่วงงุน พอได้สติตื่นขึ้นก็เห็นจี้ถงมือยันไม้ใหญ่ต้นหนึ่งกำลังอาเจียน จนสุดท้ายล้วนเป็นน้ำเปรี้ยว ขอบตารื้นแดงไปหมดแต่ยังไม่อาจหยุดอาเจียนได้

ไป๋จวินเซี่ยนเดินมาข้างตัวเขา เอ่ยอย่างเป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่งเจ้าก็กินจนท้องไม่ดีหรือ ข้าก็รู้สึกว่าในโรงเตี๊ยมนั่นไม่มีของดี สุรานั่นก็ชั้นเลวเกินไป ดื่มจนข้ามึนหัว คาดไม่ถึงแม้แต่กับแกล้มก็ไม่สะอาด ข้าพกยาสงบจิตมาด้วย เจ้าจะกินบ้างหรือไม่

ไม่จำเป็นแล้วจี้ถงเห็นว่าเขาจะข้ามมาพลันสีหน้าก็ซีดเผือด หลายปีมานี้เขาหวาดกลัวสัตว์คล้ายจิ้งจอกขนยาวเป็นอย่างยิ่ง ยากควบคุมไม่ให้ตนเองอาเจียน

คิดว่าสุราเมื่อคืนไม่ดี พอเมามายจึงปรากฏร่างเดิม คงไม่ได้ทำให้เจ้าตกใจหรอกนะไป๋จวินเซี่ยนคิดประคอง กลับเห็นเขาเบี่ยงตัวออก

ไป๋จวินเซี่ยนถึงได้ตระหนักว่าเขาไม่ได้ท้องไส้ปั่นป่วนเพราะอาหาร แต่ตกใจเพราะตนเอง ตั้งแต่ถือกำเนิดมาได้รับการเอาอกเอาใจรักใคร่ทะนุถนอม แม้มีมนุษย์ธรรมดาพบเห็นร่างที่แท้จริงของเขา มิใช่คิดอยากครอบครองขนหนัง ก็คิดลูบคลำสักครา ไม่มีที่ไม่โปรดปรานเขาถึงขีดสุด กลับไม่เคยเห็นท่าทีที่รังเกียจเขาเหมือนนักพรตหนุ่มผู้นี้

เหตุใดเจ้าถึงได้รังเกียจข้าถึงเพียงนี้ไป๋จวินเซี่ยนเอ่ยถามเสียงเย็น

ข้า ข้าเมื่อก่อนข้าเคยถูกแมวข่วน ดังนั้นพอได้แตะพวกขนจะรู้สึกไม่สบายเขาก้มหน้า ใช้มือลูบขนที่ลุกตั้งชูชันบนแขน

สีหน้าของไป๋จวินเซี่ยนหมองคล้ำอย่างยิ่ง แม้ไม่อาจยอมรับเหตุผลซึ่งราวกับว่าคิดได้กะทันหันเช่นนี้ แต่เพ่งมองใบหน้ายามนักพรตหนุ่มผู้นี้ยามก้มหน้าช่างดูหล่อเหลางดงาม พาให้ใจเขาเต้นรัว เกิดความคิดอย่างหนึ่งฉับพลัน อยากโอบกอดเขาเบาๆ

ผ่านไปเนิ่นนาน เขายังคงไม่ขยับเขยื้อน ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง

หลังจากอาเจินแล้ว เขาคิดมาโดยตลอดว่าคงไม่อาจเกิดความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้กับผู้อื่นอีก และคิดว่าคงไม่อาจผจญเคราะห์เสน่หาได้อีก คาดไม่ถึงว่าบัดนี้จะได้พบคนที่สองที่ทำให้เขาเกิดความคิดแบบเดียวกัน หากผจญเคราะห์กรรมพร้อมคนผู้นี้แล้วทำให้ในใจต้องลืมเลือนอาเจิน หากเป็นเช่นนั้น เป็นการผิดต่ออาเจินสินะ

ในใจเขาเริ่มบังเกิดรสชาติซึ่งกล่าวไม่ออกว่าเป็นความสำนึกเสียใจหรือความเจ็บปวด ไม่เข้าใจมาโดยตลอดว่าเหตุใดตนเองเอาแต่อาวรณ์ไม่เคยลืนเลือนอาเจินซึ่งเป็นเพียงเหยื่อ ทว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความรู้สึกเจ็บปวดนี้ก็ยิ่งเด่นชัด ดั่งพันธนาการก่อกวนจิตใจเขา ทำให้ยี่สิบปีมานี้เขาไม่อาจฝึกบำเพ็ญได้

บัดนี้ เห็นได้ชัดว่าได้พบคนที่ทำให้เขาหลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ทน แต่เขากลับไม่อาจตัดใจทำได้

บางทีอาจเป็นเพราะเขารักคนผู้นั้นอย่างแท้จริง เพียงทว่าหลังจากทำลายเขาไปยี่สิบปีแล้วเพิ่งกระจ่างใจตนเอง

จี้ถงเห็นเขานิ่งเงียบไม่พูดจา และไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ในใจ จึงลองหยั่งเชิงถามเจินเหริน พวกเราจะไปซื้อเสบียงกรังกลับภูเขาไม่ใช่หรือ

ไป๋จวินเซี่ยนส่ายหน้ากินแต่ของแบบนั้นทุกวันก็น่าเบื่อ อีกอย่างอาหารพวกนั้นเก็บได้ไม่นาน ไปๆ มาๆ ยุ่งยากเกินไป ในเมื่ออีกสามเดือนจะไปอาศรมเยียนฝู มิสู้ไปตอนนี้ไม่ดีกว่าหรือ ระหว่างทางอยากกินอะไรก็ซื้ออย่างนั้นจะง่ายกว่า

จี้ถงเงียบงันอยู่เป็นนานก่อนเอ่ยว่าเจินเหรินต้องพาข้าไปด้วยเป็นภาระเสียเปล่า มิสู้ปล่อยให้ข้ากลับไปสำนักชิงซิวอู๋ซิน

ทำไมเจ้าอยากกลับไปถึงเพียงนั้น? กลับไปให้คนรังแกน่ะหรือไป๋จวินเซี่ยนพลันมีน้ำโหดุดันได้สิ เจ้าหาคัมภีร์ที่เทียบเท่าคัมภีร์ยันต์พลังอินมาให้ข้าสักเล่มเพื่อไถ่ตัวเสียก่อน ข้าถึงจะปล่อยเจ้ากลับไป ถ้าหาไม่ได้ก็จงว่าง่ายปรนนิบัติข้าเสีย!”

จี้ถงไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนเองถึงไม่ได้เคืองโกรธผู้คนในสำนัก แต่กลับเป็นไป๋จวินเซี่ยนที่จดจำทุกพฤติกรรมทุกการกระทำของผู้คนเหล่านั้นไม่ลืมเลือน มองออกว่าเขาห่วงใยตนเองมาก จิตใจของจี้ถงสับสนว้าวุ่นอย่างยิ่ง ลังเลอยู่เป็นนานก่อนเอ่ยว่าเจินเหรินจะให้ข้าปรนนิบัติอย่างไร

ไป๋จวินเซี่ยนมองประเมินเขาขึ้นลงอยู่ครึ่งขณะ คิดไม่ออกอย่างแท้จริงว่าเขามีข้อดีอะไร คิดอยู่ครึ่งค่อนวัน ได้แต่เอ่ยว่าเมื่อครู่เจ้าได้ยินเสียงไก่ขันในเมืองใช่หรือไม่ ไปช่วยข้าจับไก่มา ข้าจะสอนเจ้าว่าต้องย่างอย่างไร ด้านหลังร้านที่เราดื่มกันเลี้ยงไก่อยู่

จี้ถงรับคำ อดคิดในใจไม่ได้ว่าไป๋จวินเซี่ยนช่างชอบกินไก่เสียจริง

เมื่อก่อนทั้งคู่ได้แต่สนทนาเรื่องรื่นรมย์ ไป๋จวินเซี่ยนท่วงท่าสง่างามเป็นคุณชายสำอางหล่อเหลา อาจเป็นเพราะเป็นวัวสันหลังหวะ จึงเลี่ยงเอ่ยคำว่าจิ้งจอกอย่างเด็ดขาด ตอนนี้อยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน ไป๋จวินเซี่ยนไม่ปิดบังแม้เพียงนิดต่อหน้าเขา นิสัยแปลกประหลาดหลายอย่างล้วนปรากฏให้เห็น แม้ยังคงเป็นบุรุษรูปงามหล่อเหลาล้ำเลิศ ทว่ายิ่งดูจับต้องได้และใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น

คู่รักสวรรค์สรรค์สร้างในตอนนั้น ล่วงมาถึงบัดนี้ คนหนึ่งกลับสู่สภาพเดิมที่ไม่เสแสร้ง อีกคนหนึ่งสภาพจิตใจก็แปรเปลี่ยน มิใช่เสวียนเจินผู้นำในแดนบำเพ็ญตบะอีกต่อไป แต่เป็นเพียงนักพรตที่พอใจในสภาพแวดล้อมที่ตนเองอยู่ คนรักกันในอดีตสองคนต้องมาอยู่ด้วยกัน นอกจากพิลึกพิลั่นแล้ว ยากที่จะพรรณนาเป็นอย่างอื่นได้อีก

จี้ถงแอบยิ้มขื่นในใจ แต่ก็ยอมไปขโมยแม่ไก่ตัวหนึ่งมาอย่างเชื่อฟัง ในเมืองเล็กนี้หลายบ้านล้อมเล้าไม้ไผ่ไว้หลังบ้านเพื่อเลี้ยงไก่ไข่ แต่ไป๋จวินเซี่ยนชี้ชัดว่าให้ขโมยจากร้านเมื่อคืนร้านนั้น จี้ถงจึงได้แต่ไปขโมยอย่างไม่เกรงใจตามคำสั่ง

ไม่เลว ไม่เลวไป๋จวินเซี่ยนถือไก่ที่จับมาได้กลับหัวพลางเอ่ยชมไม่ขาดปากอย่างอื่นเจ้าไม่ได้เรื่อง แต่กลับเชี่ยวชาญการขโมยไก่ ไก่ตัวนี้สองจินแปดตำลึงพอดี นำมาทำไก่นึ่งดีที่สุด หากหนักน้อยกว่าสองจินสามตำลึง ก็ยังอวบอ้วนไม่พอ หากเกินสามจินเนื้อนั้นจะเหนียวไปเสียแล้วเขาพูดพลาง ข้างตัวก็ปรากฏถ้วยชามรามไห แม้กระทั่งเตาที่ยังมีเปลวไฟลุกโชนก็ปรากฏ

จี้ถงยืนอยู่ข้างๆ เงียบๆ มองไป๋จวินเซี่ยนเอ่ยเล่าประสบการณ์เป็นระลอกไม่หยุดไปพลาง ถอนขนอย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญไปพลาง ท่าทางดั่งแม่บ้านแม่เรือน ในใจนึกขบขัน รอยยิ้มขำฉายชัดบนใบหน้า

ไป๋จวินเซี่ยนพลันเอ่ยว่าเจ้าควรจะยิ้มบ่อยๆ อย่าเอาแต่ทำหน้ากลัดกลุ้มไม่พูดไม่จา

จี้ถงรีบหุบยิ้ม

เจ้าทำอย่างนี้ เหมือนข้ารังแกเจ้าไป๋จวินเซี่ยนอมยิ้ม ยื่นมือมันแผลบที่จับไก่มาสัมผัสหน้าเขา จี้ถงสะดุ้งถอยหลังไปหนึ่งก้าว กลับถูกเขาเกี่ยวขาครั้งหนึ่งอาเพียงเสียงเดียว ร่างโงนเงนที่จะหงายหลังก็ถูกไป๋จวินเซี่ยนคว้ากอดอยู่ในแผงอก

จ้องมองบุรุษในอ้อมอกเนิ่นนาน จู่ๆ ไป๋จวินเซี่ยนก็เอ่ยว่าข้าคิดว่าเจ้าเองยังพอมีประโยชน์อยู่บ้างทำหน้าที่อุ่นเตียงให้ข้าเถอะ?”

สีหน้าจี้ถงเปลี่ยนไปฉับพลัน ฝืนหัวเราะเจินเหรินอย่าพูดล้อเล่นเขาผลักอ้อมกอดของไป๋จวินเซี่ยนออก ซวนเซไปด้านหลังสองสามก้าว

สีหน้าของไป๋จวินเซี่ยนเปลี่ยนเป็นแลดูประหลาดอย่างยิ่ง แต่กลับไม่เอ่ยอะไรมาก เพียงกล่าวว่ากินข้าวเถอะ ถึงเวลากินข้าวเช้าแล้ว!”

ไป๋จวินเซี่ยนใช้คาถาห้าผีลำเลียงย้ายโต๊ะม้านั่งหินถ้วยชามตะเกียบมาอยู่ตรงหน้า นั่งลงบนม้านั่ง ข้าวปลาอาหารจัดเรียงบนโต๊ะอย่างเสร็จสรรพ

ในชั่วพริบตานั้น ไป๋จวินเซี่ยนรู้สึกตัวว่าความคิดของตนเองเมื่อสักครู่ช่างไร้เหตุผลอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาถึงขั้นคิดจะร่วมอภิรมย์กับนักพรตหนุ่มผู้นี้ไปเสียแล้ว

หัวใจที่เงียบสงบมานานกลับหวั่นไหว ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งนัก หลังร้องเรียกจี้ถงให้กินข้าวก็นั่งอยู่ตรงนั้น

ตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนาน

ตอนที่ 6

จี้ถงเห็นสีหน้าไป๋จวินเซี่ยนราบเรียบก็แอบวางใจอยู่บ้าง จึงนั่งลงตรงกันข้ามกับเขา ฝีมือของไป๋จวินเซี่ยนดีมาก ไก่นึ่งสีเหลืองทองเป็นมันวางซ้อนอยู่ในจานเรียบร้อยแล้ว ควันลอยกรุ่นส่งกลิ่นหอมคลุ้ง ด้านข้างยังมีกับแกล้มสำหรับสุราอีกสองสามอย่าง

จี้ถงท้องร้องด้วยความหิว จึงไม่เกรงใจอีก ตักข้าวชามหนึ่งเริ่มกินทันที ไป๋จวินเซี่ยนรินสุราให้เขาหนึ่งจอก เอ่ยว่าสุราฮวาเตียว (18) นี้หมักมาสิบปี ข้าเพิ่งหาเจอ เจ้าลองชิมดูสิ

จี้ถงรับคำเสียงหนึ่ง รับจอกสุรามาแล้วดื่มจนหมด จากนั้นก็พุ้ยข้าวหลายคำ สนใจแต่การกินข้าวกินปลา

ไป๋จวินเซี่ยนอยากเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่เห็นสภาพดื่มกินอย่างตะกละตะกรามไม่น่าดู จึงคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไร ได้แต่หัวเราะขื่นอยู่ในใจ

นักพรตหนุ่มผู้นี้จะเหมือนอาเจินได้อย่างไรกัน อาเจินคนนั้นมีนิสัยสุภาพเยือกเย็น แม้แต่ยามดื่มน้ำกินข้าวล้วนสง่ากิริยาดี ไหนเลยจะเหมือนนักพรตหนุ่มผู้นี้ ถ้าไม่กินข้าวยังพอว่า พอกินขึ้นมาเหมือนผีตายอดตายอยากมาเกิดใหม่อย่างไรอย่างนั้น

ไป๋จวินเซี่ยนอดขันไม่ได้ที่ตนเองสติเลอะเลือนเห็นจี้ถงกินข้าวยังรู้สึกน่าสนใจ เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนที่ไม่เหมือนกันเลยสักนิด แต่เขากลับโยงเข้าด้วยกัน พอหาที่ไม่เหมือนกันสักนิดพบเข้าสักข้อ ยิ่งทำให้เขารู้สึกสนุก

อาจเป็นเพราะไม่ได้คบหากับคนธรรมดามานานมากแล้ว ดังนั้นพอเห็นใครก็นึกไปถึงอาเจินไปหมด

แม้จี้ถงกำลังกินข้าว แต่ก็ลอบชำเลืองสีหน้าของไป๋จวินเซี่ยนอยู่ตลอดเวลา เห็นว่าบัดนี้แม้ไป๋จวินเซี่ยนจะเหม่อลอยแอบยิ้มบางเป็นระยะ แต่กลับจับจ้องเขาไม่วางตา อดหวั่นเกรงจนตัวสั่นไม่ได้ แม้ไม่อยากจะกินมาก แต่ท้องก็หิวเหลือเกิน อาหารก็อร่อยโอชายิ่ง ไป๋จวินเซี่ยนนั้นไม่กินอาหารโลกโลกีย์ ยามติดตามอยู่ข้างตัวเขาไม่รู้ว่าจะมีมื้อต่อไปอีกเมื่อไหร่ จึงกินเพิ่มอีกสองชาม พอวางชามวางตะเกียบลง ถ้วยชามบนโต๊ะดูอเนจอนาถ อาหารกับแกล้มเหลืออยู่ไม่มาก ส่วนไป๋จวินเซี่ยนแทบจะไม่ได้ขยับตะเกียบเลย

จี้ถงออกจะอับอาย แต่กลับเอ่ยถามว่าเจินเหรินข้ากินอิ่มแล้ว ท่านจะกินอีกหรือไม่ หากไม่กินข้าจะนำจานชามไปล้าง

เขาเรียกอยู่สามรอบ ไป๋จวินเซี่ยนถึงคืนสติกลับมา สีหน้าท่าทางกระอักกระอ่วน กระแอมเสียงเบาเอ่ยว่าไม่ต้องล้างแล้ว วางไว้ที่นี่จะมีภูตภูผามาจัดการเก็บกวาดเอง พวกเราไปเถอะ

จี้ถงให้สงสัยว่าเหตุใดเขาไม่เหยียบเมฆหรือใช้คาถาลัดปฐพี กลับเดินเท้าด้วยตนเอง แต่พอเห็นสายตาสอดแนมของเขาจึงเอ่ยถามไม่ออก ได้แต่รับคำเสียงหนึ่ง แล้วเริ่มเก็บสัมภาระ จี้ถงพกเพียงเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนมาสองชุด เมื่อคืนตอนนอนนำมาปูพื้นชุดหนึ่ง บัดนี้ถูกน้ำค้าชโลมจนเปียกชุ่ม คิดไปถึงคำพูดของไป๋จวินเซี่ยนว่าจะให้เขาอุ่นเตียงให้ก็ออกจะลังเลใจ ไม่อยากคิดให้มากเรื่อง ยัดเสื้อผ้าเข้าไปในถุงสัมภาระลวกๆ แล้วออกเดินตามหลังไป๋จวินเซี่ยนไป

ไป๋จวินเซี่ยนกลับผ่อนฝีเท้าลง เพื่อเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา เขาชะงักฝีเท้า ไป๋จวินเซี่ยนหันมามองเขาอย่างสงสัย

เป็นอะไรไป

ไม่เป็นอะไร

มองใบหน้าของไป๋จวินเซี่ยนในระยะประชิดเยี่ยงนี้ เขาออกจะอึดอัดจึงเบนสายตา

ไป๋จวินเซี่ยนหัวเราะเสียงเบาโบราณว่ายามท้องอุ่นและจะนึกเรื่องกามาหรือว่าเจ้าอยาก…”

สีหน้าจี้ถงเปลี่ยนเป็นงอง้ำไม่น่าดูชมอย่างยิ่ง ทำท่าทางไม่แยแสเขาอีก กะโผลกกะเผลกไปเบื้องหน้าฉับๆ ไป๋จวินเซี่ยนพึมพำข้าเพียงอยากถามว่าเจ้าอยากพักใช่หรือไม่ เหตุใดถามแค่นี้ก็ต้องโมโหด้วย ล้อเล่นสักนิดไม่ได้เลยจริงๆ

จี้ถงชะงักฝีเท้า เอ่ยเสียงเย็นว่าขอเจินเหรินระมัดระวังคำพูดและการกระทำด้วย เจินเหรินถึงขั้นผจญเคราะห์กรรมแล้ว ไม่ว่าเอ่ยอะไรล้วนสร้างเวรกรรม ยากสิ้นเวรสิ้นกรรมได้ เกรงว่าจะเสียหายต่อมหามรรคาของท่าน

ไป๋จวินเซี่ยนตะลึงงันแล้วถอนหายใจยาวผู้อื่นหาคนมาปรนนิบัติตนเอง ข้ากลับต้องปรนนิบัติผู้อื่นให้ดื่มกิน หนำซ้ำยังถูกต่อว่าวาสนาช่างน่าอาภัพเสียจริง

จี้ถงนิ่งเงียบสีหน้าคลายลง ได้อยู่ด้วยกันในช่วงนี้ ความเคียดแค้นที่เขามีต่อไป๋จวินเซี่ยนในตอนแรกมลายหายไปแล้ว สืบสาวราวเรื่องแล้วคงได้แต่โทษตนเองที่รักผิดคน เรื่องอดีตในชาติก่อนยังจดจำไปก็ไร้ประโยชน์ หากเขาไม่มีความทรงจำของชาติก่อนเลยสักนิด ได้พบกับไป๋จวินเซี่ยนในวันนี้คงพียงแค่ยิ้มบางให้แก่กันยามเดินสวนทางเท่านั้น

จี้ถงระบายลมหายใจยาวเฮือกหนึ่ง มองบุรุษรูปงามหล่อเหลาหาใดเปรียบตรงหน้า เอ่ยเสียงเบาว่าเป็นข้าที่ผิดเอง เจินเหรินอย่าได้ถือสา ที่จริงข้าหวังให้เจินเหรินสมความปรารถนา บำเพ็ญตบะจนได้เป็นเซียนในเร็ววัน ดังนั้นจึงออกจะใจร้อน

เขาหวังให้ไป๋จวินเซี่ยนเป็นเซียน ให้ได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ นับจากนี้ไปไป๋จวินเซี่ยนจะเข้าสู่มหามรรคา ส่วนตนเองกลับเข้าสู่วัฏสงสาร ไม่พบเจอกันตลอดชั่วกัลปาวสาน

ไป๋จวินเซี่ยนนิ่งงัน ยิ้มอย่างฝืดเฝื่อนอย่างยิ่งเป็นเซียนเรื่องทำนองนี้จะทำได้สำเร็จเพราะใจร้อนได้อย่างไรกันเขานิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยว่าข้าใช้ศาสตร์คาถาตามหาวิญญาณ แต่ก็หาวิญญาณที่แตกซ่านของเขาไม่พบ แต่หากข้าเป็นเซียนแล้วจะสามารถก่อร่างสร้างกายเขาขึ้นใหม่ คืนรูปร่างหน้าตาน้ำเสียงให้เขาได้ จะให้เขาอยู่ข้างข้าตลอดชั่วกาลนาน

จี้ถงรู้สึกเพียงว่าเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ทั้งตะลึงทั้งโมโหแม้ท่านคืนกายเนื้อกลับมาให้ได้ แต่ก็เป็นเพียงแค่หุ่นชักใยตัวหนึ่ง เจรจาเอื้อนเอ่ยกระทำทุกอย่างตามที่ท่านบงการ นอกจากจะเป็นการหมิ่นเกียรติผู้ที่ตายไปแล้ว ยังมีความหมายอันใดกันอีก

สีหน้าไป๋จวินเซี่ยนดั่งน้ำแข็ง เอ่ยอย่างเย็นชาว่าเขาอยู่ข้างกายข้า ข้าจะไม่รู้เชียวหรือว่าจะรักและปกป้องเขาอย่างไร จะหมิ่นเกียรติเขาได้อย่างไรกัน นักพรตเน่าเหม็น เจ้ายุ่งมากไปหน่อยแล้ว!”

เพื่อให้บรรลุความปรารถนาแล้ว เขามุมานะไม่ย่อท้อคิดข้ามผ่านการผจญเคราะห์กรรม แต่พอเป็นเคราะห์เสน่หา เขาต้องลืมอาเจินเสีย ความขัดแย้งเยี่ยงนี้สุมแน่นเต็มอก ยี่สิบปีมานี้ไม่เคยแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้ แม้แต่ตนเองก็ยังคาดไม่ถึงว่าจะบอกเล่าความนึกคิดนี้ให้นักพรตเน่าบูดผู้นี้ฟัง และปฏิกิริยาตอบสนองของนักพรตผู้นี้กลับทำให้เขาชังน้ำหน้าอย่างไม่อาจเอ่ยกล่าวในชั่วขณะ

ริมฝีปากของจี้ถงสั่นระริก แต่ในที่สุดก็ไม่กล่าวอะไร ไป๋จวินเซี่ยนพูดไม่ผิด เขายุ่งมากเกินไปแล้ว น่าขันที่เขาคิดเอาเองว่าหากเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง เงาของอดีตจะถูกฝังกลบอยู่ในเบื้องลึกแห่งหัวใจ

เดิมไป๋จวินเซี่ยนคิดจะถกเถียงครั้งใหญ่กับนักพรตเหม็นเน่าผู้นี้สักครา ทว่าหลังสบสายตากันเนิ่นนาน จี้ถงกลับหันหน้ากลับไปอย่างใจลอย เดินจากไปเพียงลำพัง ไป๋จวินเซี่ยนนึกด่าคนผู้นี้ว่าไร้ประโยชน์ไม่เป็นโล้เป็นพายได้ถึงเพียงนี้  รู้สึกเสมอว่าในตัวนักพรตเน่าบูดผู้นี้ซุกซ่อนความลับเอาไว้มากมายเสียเหลือเกิน ทำให้เขากระหายจะขุดคุ้ยหาความกระจ่าง

เขาเดินตามข้างตัวจี้ถงอย่างไม่ช้าไม่เร็ว เห็นสีหน้าจี้ถงทั้งเขียวทั้งซีด แต่กลับไม่ปรายตามองไป๋จวินเซี่ยนเลยจนแล้วจนรอด ไป๋จวินเซี่ยนอดคว้าแขนจี้ถงไม่ได้

จี้ถงดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการเกาะกุมของไป๋จวินเซี่ยนอย่างตื่นกลัวหมดสิ้นหนทาง พบว่าแม้ไป๋จวินเซี่ยนไม่ได้ออกแรงมาก แต่กลับยากที่จะต่อต้าน

ไป๋จวินเซี่ยนประเมินมองเขาอย่างฉงนสงสัย พลันเห็นสีหน้าของเขาสงบราบเรียบอย่างรวดเร็ว จ้องมือที่คว้าแขนเขาเขม็ง แสดงออกอย่างชัดแจ้งว่าไม่พอใจอย่างยิ่งที่มาแตะต้องตัวเขา

คิดว่าร่างแท้ของเขาคงทำให้จี้ถงตกใจเป็นแน่

ความคิดปั่นหัวกลั่นแกล้งผู้คนของไป๋จวินเซี่ยนบังเกิดขึ้น แม้เมื่อคืนเผยร่างแท้จริงเพราะความเมา หาใช่ความต้องการของเขาไม่ แต่ดูจากสีหน้าของจี้ถงแล้ว วันหน้าคงต้องปรากฏร่างเดิมให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น แกล้งนักพรตผู้นี้ให้ตกใจกลัวสักหน่อย

ไป๋จวินเซี่ยนปล่อยเขาแล้วเอ่ยว่าเมื่อครู่เจ้าปกป้องอาเจินถึงเพียงนั้น เพราะเหตุใดหรือ?”

สีหน้าของจี้ถงซีดเผือด ก้มหน้าตอบว่าเพียงเพราะว่าปรมาจารย์เสวียนเจินเป็นบูรพาจารย์ของสำนักข้า สำนักชิงซิวอู๋ซินเลี้ยงศิษย์อย่างข้าจนเติบใหญ่ ศิษย์ย่อมรำลึกถึงและซาบซึ้งอยู่ในใจไม่มีวันลืมเลือน

ไป๋จวินเซี่ยนนึกถึงก่อนหน้าว่าเขายอมทุกข์ทรมานอยู่บนเขา เป็นตายร้ายดีไม่ยอมละทิ้งคนในสำนัก แสดงอย่างชัดแจ้งว่าจงรักภักดีต่อสำนัก กล่าวมาเช่นนี้ก็ไม่มีที่ผิดอันใด  สีหน้าเขาผ่อนคลายลง เอ่ยเสียงเบาว่าขอบคุณที่เจ้าปกป้องเขา ดีต่อเขาข้าคิดว่าสำนักชิงซิวอู๋ซินล้วนชิงชังละทิ้งเขาเสียอีก วันนี้ได้พบเจ้าข้าถึงได้รู้ว่าข้ามองคนไม่ผิด

สีหน้าท่าทางของเขาจริงใจในน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง จี้ถงพึมพำอย่างอดไม่ได้ ไป๋จวินเซี่ยนอยากบรรลุเป็นเซียน ปณิธานนี้ยี่สิบปี ไม่สิ หนึ่งพันกว่าปีล้วนไม่เคยแปรผัน หรือว่าต้องการเขาเพื่อให้ผ่านพ้นการผจญเคราะห์กรรมอย่างแท้จริง

จี้ถงยิ้มอย่างฝืดเฝื่อน เอ่ยช้าๆ ว่ามีคำพูดหนึ่งไม่ทราบว่าสมควรเอ่ยหรือไม่

ลองเอ่ยมาได้

เจินเหรินรำลึกถึงปรมาจารย์เสวียนเจินถึงเพียงนี้ ทว่าปรมาจารย์เสวียนเจินอย่างไรเสียก็ไม่อาจกลับมาแล้ว ยิ่งเจินเหรินคิดถึงมากเพียงใด ยิ่งเปลืองสมองเสียแรงเปล่า อย่างเบาพลังตบะหยุดชะงักไม่ก้าวหน้า อย่างหนักพลังแตกซ่านเข้าสู่วิถีมาร มรรคาเต๋าถูกทำลายสิ้น มิสู้ตัดสินใจเด็ดขาดอย่างรวดเร็ว รีบลืมปรมาจารย์เสวียนเจินเสียจะดีกว่า

ไม่ต้องเอ่ยถึงพลังแตกซ่านเข้าสู่วิถีมารหรอก แท้จริงแล้วข้าไม่ได้ฝึกบำเพ็ญมานานแล้ว ยี่สิบปีมานี้ ข้าไม่เป็นอันกินอันนอน คิดจะลืมเลือนเขาอยู่ตลอดเวลา แต่ยิ่งคิดลืมเลือน กลับยิ่งจดจำอย่างลึกซึ้งเขาแค่นหัวเราะอย่างขื่นขม

หากปรมาจารย์เสวียนเจินที่อยู่ในปรโลกได้รับรู้รับเห็นว่าท่านลืมเขาได้แล้วเข้าสู่มหามรรคา เชื่อว่าในใจคงยินดีเป็นล้นพ้น เจินเหรินมิได้กล่าวหรือว่าเขารู้ทั้งรู้ว่าในสุรามีพิษแต่ยังยอมดื่ม คิดว่าปรมาจารย์เสวียนเจินคงอยากส่งเสริมเรื่องดีของท่านให้สำเร็จลุล่วง หากท่านเอาแต่คิดถึงเขา ตัดหนทางแห่งเซียนเพื่อเขา ไม่เป็นการทรยศต่อเจตนาดีของเขาหรอกหรือจี้ถงออกจะปากกับใจไม่ตรงกัน

เรื่องของไป๋จวินเซี่ยนและเสวียนเจินจบสิ้นลงเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว เขาเพียงแต่คิดหาทางให้ไป๋จวินเซี่ยนตัดใจจากเสวียนเจิน หันไปผจญเคราะห์กรรมกับผู้อื่นก็พอแล้ว

เขาอยากให้ข้าสำเร็จมหามรรคาอย่างแท้จริง…” ไป๋จวินเซี่ยนรำพึงแต่ว่า ข้ากลับเอาแต่หลอกลวงเขา ไม่เคยดีต่อเขาอย่างจริงใจเลย…”

จี้ถงเห็นเขาดั่งวิญญาณหลุดลอยให้รู้สึกสะท้านในใจ อดกลั้นไม่ไหวจึงเอ่ยว่าบุคคลผู้นี้สิ้นสูญไปแล้ว ท่านคิดถึงมากไปก็ไร้ประโยชน์ บนโลกนี้มีคนดีต่อท่านมากมาย เหตุใดท่านต้องคิดถึงผู้ที่ตายไปแล้วเพียงแค่คนเดียว…”

เจ้าพูดถูก ไยข้าต้องคิดถึงคนที่ตายไปแล้ว…” ไป๋จวินเซี่ยนเอ่ยอย่างงงงัน ทันใดนั้นก็แหงนหน้าหัวร่อเสียงดัง จากนั้นเสียงหัวเราะค่อยๆ เบาลงกลายเป็นเสียงแห่งความร้าวรานไยข้าต้องไยต้อง…”

จี้ถงประหลาดใจอย่างยิ่ง เห็นไป๋จวินเซี่ยนรำพึงรำพันกับตัวเอง สีหน้าเลื่อนลอย โซซัดโซเซไปเบื้องหน้า จี้ถงคิดประคองเขา แต่ครุ่นคิดแวบหนึ่งกลับไม่ขยับเขยื้อน

ไป๋จวินเซี่ยนพึมพำ ฝีเท้ายิ่งก้าวยิ่งเร็วรี่ กลายเป็นห้อตะบึงไปอย่างคลุ้มคลั่ง

ในที่สุดก็จากไปได้เสียที

ในใจของจี้ถงว่างเปล่า และไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกอย่างไร ไป๋จวินเซี่ยนเหมือนมนุษย์มากขึ้นทุกที นี่เป็นผลดีต่อการฝึกบำเพ็ญของเขา แต่แม้รู้ว่าไป๋จวินเซี่ยนยังคงอาลัยอาวรณ์ เขากลับยังไม่คิดจะบอกไป๋จวินเซี่ยนว่าตนเองเป็นใคร

หากไป๋จวินเซี่ยนรักลึกซึ้งต่อเสวียนเจินอย่างแท้จริง เขาอยู่ข้างกายไป๋จวินเซี่ยนแท้ๆ เพียงทว่าเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์เท่านั้น เขากลับจำไม่ได้เลยสักนิด เช่นนี้ถือว่ารักประสาอะไรกัน

หากไป๋จวินเซี่ยนคิดลืมเลือนเสวียนเจินจริงเพื่อผจญเคราะห์กรรมพร้อมเขา กลับทำให้เขารู้สึกรังเกียจชิงชัง

ไม่ว่าอย่างไร เขากับไป๋จวินเซี่ยนไม่อาจเป็นดังเดิมได้อีกต่อไปแล้ว

จี้ถงหัวเราะเสียงขื่น พอไป๋จวินเซี่ยนจากไป ท้องนภากว้างใหญ่ผืนพสุธากว้างไกล แต่กลับไม่รู้จะไปแห่งหนใด แน่นอนว่ากลับไปสำนักชิงซิวอู๋ซินไม่ได้แล้ว แม้กลับไปย่อมทำให้ผู้คนระแวงสงสัย หลายปีมานี้ฝึกฝนทางเต๋าไม่สำเร็จ แต่ได้ฝึกวิชายุทธ์อยู่บ้าง สามารถปกป้องตนเองได้พอควร อันตรายใดๆ ไม่ต้องเกรงกลัว เพียงทว่าชีวิตนี้ยาวนานเกินไป ไม่รู้อย่างแท้จริงว่าจะใช้ชีวิตผ่านพ้นไปอย่างไรดี

จี้ถงกะโผลกกะเผลก เพิ่งเดินไปได้เพียงสองก้าว แสงเย็นแฉลบวาบ กระบี่เล่มหนึ่งพาดจ่ออยู่ต่อหน้าเขา เขาเพ่งมอง เห็นเป็นเด็กหนุ่มเผ่าพันธุ์จิ้งจอกสองคนขวางทางเขาไว้ สองคนนี้เหมือนเป็นจิ้งจอกขาวทั้งคู่ ซ้ำยังแปลงเป็นมนุษย์ไม่สมบูรณ์ มีหน้าตาหล่อเหลา กำเนิดมางดงาม แต่ใบหูยังคงแหลมยาว ด้านหลังยังมีหางสามสี่หาง

นักพรตเหม็นเน่า จงยืนอยู่กับที่ อย่าขยับ ใต้เท้าทูตเทียมเมฆาจะพบเจ้า!”

เมื่อจี้ถงเห็นจิ้งจอกขาวทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ยามนี้เห็นสองหนุ่มน้อยแปลงร่างเป็นมุนษย์แล้วพลันนึกขึ้นได้

แม้เรื่องเมื่อยี่สิบปีก่อนผันผ่านไปนานแล้ว อีกทั้งจำนวนจิ้งจอกขาวมีกว่าร้อยตัว หากเป็นผู้อื่น เกรงว่าคงจำไม่ได้ว่าตัวไหนเคยกระทำชำเราเขามาแล้วบ้าง แต่เขากลับมีความจำดีเลิศ ยามนี้พบศัตรูเก่า สีหน้าก็บึ้งตึงฉับพลัน เอ่ยเสียงแหบแห้งว่าข้ายังมีธุระ ขอตัว!”

เขาเบี่ยงตัวครั้งหนึ่งหลบมาทางข้างตัวสองหนุ่มน้อย แม้วิชาคาถาของเขาใช้การไม่ได้ แต่วิชายุทธ์เทียบกับสองหนุ่มน้อยที่เพิ่งแปลงร่างเป็นมนุษย์แล้วแข็งแกร่งกว่ามาก ทว่าที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงก็คือ หมอกขาวค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาจากพงไพร เขาเพิ่งย่างไปได้ไม่กี่ก้าว สี่ทิศขาวเลือนราง แยกแยะสิ่งใดไม่ชัดเจน

หมอกขาวรวมตัวกันต่อหน้าเขา กลายเป็นบุรุษในเสื้อคลุมขาวอย่างช้าๆ วงหน้าหล่อเหลาดังเผ่าพันธุ์จิ้งจอกขาว สีหน้าดุดันอำมหิต ขาดความสง่างามดั่งเทพเซียนเหมือนอย่างไป๋จวินเซี่ยน

เจ้าเอ่ยอะไรกับราชันจิ้งจอก

จี้ถงจำได้ว่าคนผู้นี้คือหนึ่งในทูตพันธกิจใต้อาณัติแห่งราชันจิ้งจอกมีนามว่าไป๋สิงจิ่งตอนนั้นก็บำเพ็ญจนเป็นจิ้งจอกหกหาง ราวกับว่าในยี่สิบปีมานี้ได้รับประโยชน์ไม่น้อย พลังตบะสูงส่งลึกล้ำยิ่งขึ้น

ข้าน้อยมิได้เอ่ยอะไร ยิ่งไปกว่านั้นราชันจิ้งจอกตบะเต๋าพันปี จะถูกทำร้ายด้วยคำพูดของมนุษย์ได้อย่างไรจี้ถงเอ่ยอย่างราบเรียบ

ไป๋สิงจิ่งขมวดคิ้ว แม้ไป๋จวินเซี่ยนออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดติดตามอยู่ข้างตัวเขา แต่เขาดำรงตำแหน่งราชันแห่งจิ้งจอก สูงส่งน่าเกรงขามถึงเพียงนั้น ข้างกายจะไร้ซึ่งลูกสมุนคอยรับใช้ได้อย่างไร

ยี่สิบปีมานี้ ไป๋สิงจิ่งสั่งให้คนคอยเฝ้าอยู่ที่ตีนเขาเหมยเยี่ยน หากพบว่าไป๋จวินเซี่ยนลงจากเขา ให้ติดตามอยู่ใกล้ๆ รอคอยให้ไป๋จวินเซี่ยนลืมนักพรตบูดเหม็นผู้นั้นเองในที่สุด หลังกลับเนื้อกลับใจแล้วคงกลับไปยังอาณาจักรชิงชิวอีกครั้ง

จิ้งจอกขาวสองตัวนี้เข้าเวรในช่วงสองสามวันนี้พอดี รู้ว่าไป๋จวินเซี่ยนและจี้ถงเดินทางด้วยกันจึงไม่กล้าประชิดเข้าใกล้มากนัก เพื่อกันไม่ให้ไป๋จวินเซี่ยนจับได้ ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าทั้งสองคนสนทนาอะไรกันบ้าง หรือกระทำอะไรกันบ้าง พอเห็นว่าไป๋จวินเซี่ยนจากไปด้วยสีหน้าผิดปกติจึงส่งข่าวให้ไป๋สิงจิ่งรู้

เดิมราชันจิ้งจอกอยู่กับเจ้า ไยรีบร้อนจากไปกะทันหันกัน

เรื่องของราชันจิ้งจอก เกี่ยวอะไรกับข้าน้อยด้วยเดิมเขาอธิบายให้ดีก็ได้ อย่างน้อยเอ่ยสาเหตุสุ่มสี่สุ่มห้าสักอย่างก็ได้ แต่เมื่อเห็นจิ้งจอกขาวพวกนี้ กลับอดมีน้ำโหไม่ได้

ดูท่าทางแล้ว คงสอบถามอะไรออกมาจากเขามิได้มากนัก ไป๋สิงจิ่งย่นยู่หัวคิ้ว เอ่ยกับสองจิ้งจอกหนุ่มว่าชางอวิ๋น ต้วนหง พวกเจ้าพาเขาไปยังถ้ำพุดตาน หลังจากข้าตามหาราชันจิ้งจอกพบแล้ว ค่อยจัดการภายหลังเทียบกับเรื่องจะจัดการมนุษย์ธรรมดาผู้นี้อย่างไรกับการหายตัวไปของราชันจิ้งจอกแล้ว เรื่องหลังเป็นเรื่องใหญ่กว่ามาก เนื่องจากราชันจิ้งจอกอยู่ในขั้นผจญเคราะห์กรรม อาจพบเคราะห์สวรรค์ได้ทุกเมื่อ เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

นักพรตเหม็นบูด จงไปกับพวกเราซะไป๋สิงจิ่งเพิ่งจากไป ไป๋ต้วนหงก็เริ่มยิ้มอย่างแฝงเจตนาร้าย

หลายร้อยหลายพันปีมานี้เผ่าพันธุ์จิ้งจอกขาวสิ้นชีพด้วยน้ำมือของนักพรตผู้สังหารปีศาจกำจัดมารมาแล้วไม่รู้กี่มากน้อย เห็นสภาพน่าอนาถของบรรดาพี่น้องมาจนชาชิน ต้วนหงคิดไว้นานแล้วว่าจะทรมานนักพรตผู้นี้อย่างไรต่อไป

จี้ถงลังเลอยู่พักหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรตามจิ้งจอกสองตัวนี้ไปยังถ้ำพุดตานดีหรือไม่ แม้สุดท้ายข้อเท็จจริงคงถูกเปิดเผยจนสิ้น ไปเพื่อพิสูจน์ความจริงกับสองจิ้งจอกหนุ่มก็ดี แต่พอคิดถึงเรื่องในอดีต ให้รู้สึกผะอืดผะอมปั่นป่วนในช่องท้อง จึงไม่ยินยอมพร้อมใจ

ไป๋ต้วนหงเห็นว่าเขาสองจิตสองใจ จึงเตะเขาทีหนึ่งทำไมไม่ขยับ ฟั่นเฟือนไปแล้วรึ

ชางอวิ๋นรั้งปรามเขาไว้ต้วนหง อย่าทำเช่นนี้…”

ทำไมล่ะ เจ้าเอ็นดูมันรึ คนผู้นี้ดูแล้วไม่มีเสน่ห์สักนิด หรือว่าเจ้าก็หลงใหลมันเข้าให้

เจ้าเอ่ยเหลวไหลอะไรไป๋ชางอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่นคนผู้นี้ติดตามราชันจิ้งจอกมาหลายวัน แสดงว่าสำคัญต่อราชันจิ้งจอกมาก หรือเจ้าลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อนไปแล้ว

ไป๋ต้วนหงจ้องจี้ถงอย่างแค้นเคืองแวบหนึ่งหากราชันจิ้งจอกถูกใจมันจริงๆ เหตุใดไม่ลงมือแต่จากไปเล่า ไม่ได้! เจ้านักพรตเน่าผู้นี้ในเมื่อตกอยู่ในกำมือเราแล้ว จะปล่อยมันไปง่ายๆ ได้อย่างไร ต้องหาความสนุกจากร่างของมันเสียก่อนถึงจะถูก

นี่จะดีจริงๆ หรือ…”ไป๋ชางอวิ๋นออกจะละล้าละลัง

พวกเขาฝึกวิชาจิ้งจอกมหาเสน่ห์ ล่าเหยื่อสูบพลังปราณ ดูดเลือดเพื่อบำรุงตนเองเป็นเรื่องปกติ ทว่ามักรู้สึกว่าไม่เหมาะสม แต่ไม่เหมาะสมตรงไหน เขาเองก็เอ่ยไม่ออกว่าเหตุใดจึงรู้สึกเช่นนี้

เจ้าวางใจเถอะน่า มันหาใช่ร่างยุทธ์พลังหยางบริสุทธิ์ไม่ ถูกสูบพลังปราณดูดเลือดแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรมาก ราชันไม่โทษพวกเราหรอก มิหนำซ้ำตกอยู่ในกำมือของพวกเรา จะไม่ใช้วิธีบีบให้มันสารภาพได้อย่างไร แม้ราชันรู้ว่าพวกเราลงมือกับมัน แล้วจะทำอย่างไรได้ต้วนหงแค่นยิ้ม

จี้ถงคาดไม่ถึงว่าไม่ได้พบเจอจิ้งจอกขาวพวกนี้มาหลายปี พวกมันยังคงมั่วโลกีย์ไม่แปรเปลี่ยน รู้สึกตระหนกอย่างยิ่งจนถอยกรูดไปหลายก้าว ต้วนหงยื่นมือคว้าเสื้อเขาคิดฉีกทึ้ง ในมือเขาคีบเข็มทองเล่มหนึ่งที่ซ่อนในแขนเสื้อไว้แน่น

เข็มทองนี้เป็นเข็มที่สำนักชิงซิวอู๋ซินใช้เพื่อช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ชาวบ้าน มิได้เอาไว้ทำร้ายผู้คน แต่ตอนนี้สถานการณ์คับขัน อดเงื้อมือซัดอาวุธที่ซ่อนในแขนเสื้อเข้าใส่ดวงตาของต้วนหงไม่ได้ แล้วรีบหมุนตัวหนีจากไป

ระวัง!” ชางอวิ๋นผลักต้วนหงออกไป สองนิ้วคีบอาวุธที่ซัดมาไว้แน่น พบว่าเป็นเพียงเข็มทองธรรมดาเล่มหนึ่ง

ต้วนหงถูกเขาโจมตี ใบหน้าหยาดเยิ้มงดงามเหยเกเล็กน้อย กดที่หว่างคิ้วแล้วชี้นิ้วมาที่จี้ถง เห็นเพียงแสงดาบสีม่วงซัดพุ่งตรงเข้าใส่จี้ถง หากผู้บำเพ็ญเป็นเซียนที่มีตบะแก่กล้าโดนดาบนี้เข้าก็คงเกือบตาย นับประสาอะไรกับคนธรรมดาที่ยังมิได้เป็นศิษย์ชั้นธรรมสาวก

ชางอวิ๋นคิดห้ามปรามแต่ไม่ทันกาล กำลังจะหลับตาด้วยไม่อาจทนดูได้ กลับเห็นจี้ถงกัดปลายนิ้ว ใช้เลือดเขียนยันต์เต๋า ยันต์โลหิตแปรเป็นแสงดาบสีแดงฉับพลัน พุ่งเข้าใส่พวกเขาทั้งสองคน

ในสำนักชิงซิวอู๋ซินแบ่งเป็นสายยาวิเศษและสายยันต์คาถา สายยาวิเศษมุ่งเน้นฝึกฝนการแปรธาตุปรุงยาวิเศษและอาวุธวิเศษ ดังนั้นลูกศิษย์ในสายนี้ส่วนมากฉลาดหลักแหลม อุปนิสัยมั่นคง ส่วนสายยันต์คาถาค่อนไปทางใช้ยันต์วิเศษสังหารปีศาจขจัดมาร หวังได้ลูกศิษย์ที่มีสภาพร่างกายแข็งแรงดี มิฉะนั้นพลังในยันต์เต๋าที่เขียนขึ้นทั้งหมดทั้งสิ้นจะอ่อนด้อย ยากเอาชนะศัตรูได้

ยันต์คาถาโดยปกติเขียนด้วยชาด ทว่าการใช้โลหิตเป็นตัวชักนำความลี้ลับแห่งฟ้าดิน พลังแห่งยันต์แกร่งกล้าขึ้นเกินร้อยเท่า แม้เป็นเพียงคนธรรมดาเขียนขึ้น บรรดาผู้บำเพ็ญเต๋ายังไม่กล้าดูเบา แต่การใช้โลหิตเขียนยันต์เป็นการรวมพลังลมปราณของผู้บำเพ็ญเป็นเซียน หากเกิดคลาดเคลื่อน เบาคือบาดเจ็บสาหัส หนักคือสิ้นชีวิต ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้าศัตรูแล้วใช้โลหิตเขียนยันต์กลับพบเห็นไม่บ่อยนัก ยามหนีเอาชีวิตส่วนมากวิธีนี้เป็นวิธีต่อสู้ที่ทำให้บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

แสงดาบแดงม่วงเกาะตัวกันแน่น ผสานจนแทบเป็นสีม่วงสด ในชั่วพริบตา ต้วนหงได้เปรียบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ต้วนหงตะโกนเรียกชางอวิ๋น รีบมาช่วยข้า!”

จะช่วยต้วนหง มีหนทางเดียวคือจู่โจมจี้ถงให้บาดเจ็บ แต่หลายเดือนที่แอบติดตามราชันจิ้งจอก ชางอวิ๋นพบว่าราชันจิ้งจอกให้ความสำคัญต่อนักพรตผู้นี้มาก หากทำร้ายเขา ราชันจิ้งจอกอาจพิโรธได้

ชางอวิ๋นลังเล ต้วนหงไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง พวกเขาทั้งสองกินอยู่ด้วยกันสัมพันธ์ดั่งพี่น้อง จู่โจมศัตรูผสานเป็นหนึ่งดั่งร่างเดียว บัดนี้เห็นชางอวิ๋นยืนตะลึงงัน ให้เขายื้อยุดต่อกรกับคนธรรมดาเพียงลำพัง เมื่อจิตใจว้าวุ่นไม่มั่นคง จี้ถงจึงสบโอกาส แสงดาบม่วงอ่อนแสงลง ด้วยไม่อาจต้านทานจึงกระอักโลหิต ดวงตาหงส์คู่นั้นจ้องชางอวิ๋นอย่างตัดพ้อ

ชางอวิ๋น ไยเจ้าไม่ลงมือ

เห็นต้วนหงกระอักโลหิตชางอวิ๋นไม่กล้าลังเลอีกต่อไป จีบนิ้วเป็นดัชนีกระบี่พร้อมพุ่งใส่จี้ถง แต่กลับได้ยินเสียงคำรามลั่นเสียก่อน

บังอาจ พวกเจ้าทำอะไรกัน!”

ชางอวิ๋นคิดหยุดมือทว่าไม่ทันกาล เงากระบี่ไร้ลักษณ์ทะลวงเข้าท้องน้อยของจี้ถง กำลังมหาศาลพุ่งชนจนจี้ถงกระถดถอยหลังไปหลายก้าว แทบจะขณะเดียวกัน ยันต์เต๋าสลายไป แสงกระบี่หายวับไร้ร่องรอย

ไป๋จวินเซี่ยนรั้งร่างโงนเงนแทบล้มพับของจี้ถง

จี้ถงกุมท้องน้อย เห็นได้ชัดว่าได้รับบาดเจ็บ แม้ชางอวิ๋นจะยั้งมือ ทว่าด้วยร่างแทบจะเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างเขาต้องรับมือกับกระบี่นี้ช่างสาหัสสากรรจ์ยิ่งนัก

ตรงหน้าจี้ถงบัดนี้มืดทะมึน ยืนไม่มั่น มือหนึ่งปัดไป๋จวินเซี่ยน เอ่ยอย่างเย็นชาว่าท่านกลับมาทำไม!”

ไป๋จวินเซี่ยนมือหนึ่งยื่นขวาง อีกมือลูบแผ่วเบา เลือดสดบนแผลช่วงท้องน้อยของจี้ถงแข็งตัวทันที ทว่าเนื่องจากอาการบาดเจ็บยังสาหัส เลือดยังซึมออกมาบ้างประปราย

ใบหน้ายิ้มแย้มในยามปกติของไปจวินเซี่ยนบัดนี้เปลี่ยนผัน มองเขาอย่างเฉยเมยครึ่งค่อนขณะ แต่ไม่เอ่ยกล่าวอะไร หันไปเอ่ยกับชางอวิ๋นว่าใครใช้ให้พวกเจ้าตามข้ามา ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!”

ชางอวิ๋นกำลังจะเอ่ยปากตอบ แต่ถูกต้วนหงกระตุกชายแขนเสื้อจึงหุบปากไม่กล่าวอะไร ลูกตาของต้วนหงกลอกไปมากำลังคิดจะโต้แย้ง กลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นราชันอย่าได้ถือโทษ นี่ล้วนเป็นจุดประสงค์ของข้าน้อยเอง

ชางอวิ๋นและต้วนหงดีอกดีใจทันที เห็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งลอยล่องออกมาจากพงไพรอย่างอิสระเสรี แม้ไม่งดงามหล่อเหลาเท่าไป๋จวินเซี่ยน แต่เปี่ยมด้วยความสุขุม คนผู้นี้คือทูตเทียมเมฆาไป๋สิงจิ่ง เขาไม่กล้าใช้พลังวิเศษเพื่อเสาะหาที่อยู่ของไป๋จวินเซี่ยน ได้แต่เพียงค้นหาโดยรอบในรัศมีร้อยลี้ พอพบไป๋จวินเซี่ยนก็สายไปเสียแล้ว

สิงจิ่งคารวะพร้อมเอ่ยว่าราชันแห่งเราร่อนเร่อยู่ภายนอกหลายปี ข้างกายมิอาจไร้ผู้ติดตาม สิงจิ่งกระทำการโดยพลการ ขอราชันโปรดอภัย

หางตาเขายังทอดยาว เหลือบมองช่วงเอวของจี้ถงที่ไป๋จวินเซี่ยนโอบอยู่ สีหน้าห่วงใยเป็นกังวลอย่างยิ่ง อดยิ้มขื่นในใจมิได้ กลับไปคงหนีไม่พ้นต้องลงโทษตักเตือนชางอวิ๋น ต้วนหงให้หนักเพื่อคลายความเคืองขุ่นของราชันจิ้งจอก

เพียงแต่มองไม่ออกเลยว่าคนธรรมดาสามัญผู้นี้จะได้รับความสำคัญจากราชันจิ้งจอกถึงเพียงนี้ มิรู้ว่าทำบุญมากี่ชาติ รอจนราชันจิ้งจอกเบื่อหน่ายเสียก่อน หรือบางทีคนผู้นี้อีกร้อยปีให้หลัง อาจเกลี้ยกล่อมราชันจิ้งจอกได้

ช่างเถอะ เจ้าพาชางอวิ๋น ต้วนหงกลับไป หากวันหน้ายังแอบมีคนติดตาม อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี!” ไป๋จวินเซี่ยนโบกมือ สีหน้าเย็นชายิ่งนัก

ไป๋สิงจิ่งมองออกว่ายามนี้ไม่ว่าจะพูดอะไร ราชันจิ้งจอกล้วนไม่ฟังเป็นแน่ ได้แต่ถอนหายใจเฮือก พาชางอวิ๋นและต้วนหงสองจิ้งจอกหนุ่มจากไป

แม้เลือดบนบาดแผลของจี้ถงจะหยุดไหลแล้ว แต่ยังคงเจ็บแปลบไม่อาจขยับเขยื้อน ถูกไป๋จวินเซี่ยนโอบเข้าสู่แผงอกเบาๆ

สายตาที่ดูแปลกประหลาดเข้าขั้นน่าสะพรึงกลัวจับจ้องมองเขา ทำให้เขาขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ต่างฝ่ายต่างนิ่งงันอยู่เป็นนาน ไป๋จวินเซี่ยนปล่อยเขา เอ่ยถามช้าๆ ว่าคาถายันต์โลหิตวิชาของเต๋านี้ใครสอนให้เจ้า? ข้าจำได้ว่าถ่ายทอดให้เพียงศิษย์ชั้นธรรมสาวกเท่านั้น

จี้ถงถอยหลังไปสองสามก้าว หัวเราะเสียงต่ำข้าแอบฝึกแอบเรียน ท่านไม่รู้ก็ไม่แปลก

แอบเรียน? เจ้าไปแอบเรียนที่ไหนมาสีหน้าของไป๋จวินเซี่ยนซีดเผือดสำนักชิงซิวอู๋ซินแม้เป็นรุ่นที่ไร้ประโยชน์ดั่งขยะ แต่ถ้าถึงกับให้คนธรรมดาแอบเรียนวิชานี้ได้ เช่นนั้นน่าอับอายไร้ที่ยืนในสำนัก ฆ่าตัวตายไปให้หมดเสียจะดีกว่า

ข้าได้ยินเพียงผิวเผินโดยบังเอิญ เป็นเพียงพวกนี้เท่านั้น หากมากกว่านี้ก็ไม่เป็นแล้ว ขอเจินเหรินโปรดอย่าบอกท่านเจ้าสำนัก ไม่เช่นนั้น…” เขาแสดงสีหน้ากลัดกลุ้มอย่างยิ่งให้เห็น

ไม่เช่นนั้นจะเป็นอย่างไร?”

ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องตายเพียงหนทางเดียว หากเจินเหรินรังเกียจชิงชังข้า ขอได้โปรดส่งข้ากลับไปบนเขา แต่ขอร้องเจินเหรินโปรดเมตตากรุณา อย่าบอกท่านเจ้าสำนัก…”

ไป๋จวินเซี่ยนมองเขาอย่างหนักอึ้งเจ้าอยากกลับไปถึงขนาดนั้นเชียวรึ?”

ใจของจี้ถงเต้นตุบรัวเร็วขึ้นมากะทันหัน มองหน้าไป๋จวินเซี่ยน ในชั่วพริบตานี้เอง เขาสงสัยว่าไป๋จวินเซี่ยนจะมองอะไรบางอย่างออก แต่ไป๋จวินเซี่ยนไม่ยอมเปิดเผย เขาได้แต่เพียงเดินก้าวหนึ่งคิดก้าวหนึ่ง (19) เท่านั้น

เจินเหรินขออย่าได้แปลกใจ ข้าด้อยความสามารถความรู้น้อย หาที่ยืนได้ยากในสำนักชิงซิวอู๋ซิน คาถายันต์โลหิตที่แอบเรียนได้เพียงอย่างเดียวก็ต้องฝึกอยู่หลายครั้งหลายหน ถึงได้พอปกป้องตนเองได้ อีกอย่างช่วงหลายวันมานี้ข้าติดตามอยู่ข้างกายเจินเหริน แต่ไม่ได้ฝึกฝนเรียนรู้อะไร ลองคิดดูแล้ว มิสู้กลับไปทำงานจิปาถะไม่ดีกว่าหรือ หากเจินเหรินเมตตาให้ข้าได้กลับไปย่อมดีที่สุดเขาค้อมกายคำนับ สีหน้าท่าทางนอบน้อมเป็นที่ยิ่ง

เริ่มแรกเขายังกังวลว่าสถานะถูกเปิดเผยแล้ว แต่กลับตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าไป๋จวินเซี่ยนจะเอ่ยอย่างไร เขายืนกรานปฏิเสธก็พอแล้ว เขาต่างจากชาติก่อนอย่างลิบลับ แม้ไป๋จวินเซี่ยนจะเกิดความคลางแคลง แต่คงไม่สงสัยไปมากกว่านี้แน่

หากไป๋จวินเซี่ยนไม่ได้สงสัยในสถานะของเขา แต่กลับตำหนิเขาที่แอบเรียนเคล็ดวิชาของสำนักชิงซิวอู๋ซิน ยืนกรานที่จะส่งเขากลับไป เขาก็ยืดคอรอการประหารอย่างไม่หวั่นเกรง อย่างไรเสีย การพบพานกับจิ้งจอกตัวนี้ เขาไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอยู่แล้ว คราวนี้หากต้องตายอีกครั้งแล้วได้ผุดได้เกิดใหม่ ก็จะไม่มีความทรงจำของอดีตชาติอีกต่อไป ไม่แน่อาจเป็นเรื่องดีอีกเรื่องหนึ่ง

อันที่จริง หากชาตินี้จดจำไป๋จวินเซี่ยนไม่ได้ จดจำทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนั้นไม่ได้ บางทีหลังเติบใหญ่ คงแต่งสตรีธรรมดาสักคนเป็นภรรยา เช่าที่นาหลายโหม่วเพื่อเพาะปลูกเลี้ยงชีพไปตลอดชีวิต

ไป๋จวินเซี่ยนเห็นสีหน้าเขาผกผันหลายครั้งจึงยิ้มอย่างรู้สึกอัศจรรย์ใจ ยิ้มในครานี้ออกจะแปลกประหลาดอยู่บ้างเจ้าอยากกลับไปจริง มีหรือข้าจะไม่ทำให้เจ้าสมความปรารถนา แต่ว่าหากข้าบอกเรื่องคาถายันต์โลหิตให้เจ้าจมูกโคแห่งสำนักชิงซิวอู๋ซินรู้ ถึงตอนนั้นเกรงว่าเจ้าคงอยู่ยาก

จี้ถงรู้อยู่แก่ใจว่าหากไป๋จวินเซี่ยนคิดจะส่งตัวเขาให้เจ้าสำนักจริง คงจับตัวเขาส่งกลับไปนานแล้ว ยามนี้ทั้งบีบคั้นด้วยไม้แข็งไม้อ่อน เพียงเพราะมีเรื่องร้องขอเท่านั้น

เขากัดฟัน เงยหน้าถามว่าไม่ทราบว่าข้าต้องทำอย่างไร เจินเหรินจึงจะอภัยให้ข้า

เรื่องนี้หรือ ง่ายดายยิ่งจู่ๆ ไป๋จวินเซี่ยนก็ยิ้มบาง

น้อมฟังอย่างละเอียด

รอยยิ้มของไป๋จวินเซี่ยนแฝงไว้ด้วยความลึกลับยากหยั่งรู้ก่อนอื่นเจ้าห้ามเรียกข้าว่าเจินเหริน จากนี้ต้องเรียกข้าว่า จวินเซี่ยน เท่านั้น

หรือว่าเขาจับพิรุธได้แล้ว?

สีหน้าของจี้ถงซีดเผือดในบัดดล รู้จักไป๋จวินเซี่ยนมานาน แม้ไม่ชำนาญการโป้ปด แต่รู้ว่าหากไป๋จวินเซี่ยนเพียงลองหยั่งเชิงแล้วตนเองทำตัวน่าสงสัยให้จับพิรุธได้ คงเรียกได้ว่าจี้ถงโง่งมถึงขีดสุด

เขาตั้งสติ เอ่ยช้าๆว่าข้าจะทำตามที่ท่านปรารถนา

ตอนที่ 7

ไอน้ำลอยกรุ่นอยู่ในถังไม้ น้ำอุ่นถูกเติมใส่อยู่เพียงครึ่งถัง ไป๋จวินเซี่ยนเปล่าเปลือยไปทั้งตัวนั่งอยู่ในถังไม้ ผมยาวดำขลับดั่งน้ำหมึกเปียกโชกแนบติดอยู่บนผิวขาวหยวกราวหยก รูปร่างกำยำปราดเปรียวเป็นอย่างยิ่ง ให้ความรู้สึกงดงามยากที่จะคาดถึงอย่างหนึ่ง

มือหนึ่งพาดอยู่บนขอบถัง กำลังยิ้มกริ่มจ้องจี้ถงที่ยืนอยู่ข้างๆขอตัวเจ้ามาจากคนในสำนัก เดิมก็ขอมาเพื่อให้ปรนนิบัติข้า ตอนนี้เพียงแค่ให้กระทำเรื่องที่ควรจะกระทำเท่านั้น เจ้ากระบิดกระบวนอะไรของเจ้า ก็แค่ช่วยอาบน้ำให้ข้า ผิวจะถลอกปอกเปิกด้วยหรือไง ไม่ว่าอย่างไรเจ้ารับปากแล้วว่าจะปรนนิบัติข้าให้ดี ห้ามเสียใจภายหลังอย่างเด็ดขาด

ขั้นดรุณวิสุทธิ์ใช้เคล็ดวิชาขจัดธุลีเพื่อทำความสะอาดตนเองได้ จำเป็นต้องอาบน้ำด้วยหรือ เว้นเสียแต่ว่าไป๋จวินเซี่ยนเกิดความสงสัย เพียงแต่ยังไม่แน่ใจ จึงลองหยั่งเชิงทำเช่นนี้

จี้ถงมองเขาค่อนขณะโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ เดินเข้าไปหยิบผ้าเช็ดหน้าที่พาดอยู่ข้างถัง จุ่มน้ำแล้วยกขึ้น เริ่มถูแผ่นหลังให้ไป๋จวินเซี่ยนช้าๆ

พวกเขาทำความตกลงกันในพงไพร หากภายในสามเดือนนี้เขาปรนนิบัติไป๋จวินเซี่ยนให้สุขสบาย ไป๋จวินเซี่ยนจะปิดบังเรื่องคาถายันต์โลหิต ไม่แพร่งพรายให้ผู้อื่นรู้ และจะช่วยเขาฝึกศาสตร์วิชาทางเต๋าอีกด้วย

แม้จี้ถงเคยคิดไว้แล้วว่าสักวันคงถูกจับได้ ในที่สุดแล้วไป๋จวินเซี่ยนคงรู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ถ้าจากไปในตอนนี้ ก็ยิ่งทำให้เขาสงสัยมากขึ้น ด้วยพลังของไป๋จวินเซี่ยน หากคิดหลบหนีคงจนปัญญา แต่ถ้าถูกเขาบีบจนหมดสิ้นหนทาง ใช่ว่าจะไม่มีวิธีคลี่คลาย เพียงทว่าวิธีนั้นช่างน่าสังเวชใจ จิตวิญญาณอาจสูญสลายไร้หนทางผุดเกิดไปเลย

เมื่อยคอนิดหน่อย ช่วยกดนวดให้ข้าสักหน่อยแม้จี้ถงออกจะใจลอย เอาแต่ถูแผ่นหลังของเขา หากเป็นคนธรรมดา ผิวหนังตรงช่วงนั้นคงแดงลอกแล้ว ทว่าไป๋จวินเซี่ยนกลับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังชี้ให้จี้ถงช่วยกดนวดคลายเส้นบนลำคอที่ไม่ได้เป็นอะไรเลยให้เสียอีก

จี้ถงจ้องเขาอยู่ค่อนขณะ แม้ในใจอยากคว้าคอจิ้งจอกตัวนี้มาแล้วบีบให้ตายเสียเหลือเกิน แต่กลับต้องวางผ้าในมือลงเงียบๆ นิ้ววางอยู่บนช่วงบ่าของเขาค่อยๆ บีบนวด

มือที่หาบน้ำผ่าฟืนอยู่ทั้งวี่ทั้งวันเต็มไปด้วยเนื้อด้าน ให้ความรู้สึกยามสัมผัสที่ไม่ดีนัก ปลายนิ้วแตะอยู่บนผิวเรียบลื่นแน่นตึงของไป๋จวินเซี่ยน ทำให้เขากังวลว่าจะบาดผิวเขาแล้วถูกไป๋จวินเซี่ยนตำหนิเอาได้

เขาแอบหัวเราะเบาๆ คราหนึ่ง คาดไม่ถึงว่าจะเหม่อลอยเพราะรูปลักษณ์ภายนอกของไป๋จวินเซี่ยนอีกครั้ง

ไป๋จวินเซี่ยนที่เห็นผิวพรรณขาวหยวกเรียบลื่น แท้จริงแล้วเป็นร่างแห่งเซียน สิ่งของภายนอกไม่อาจทำร้ายอะไรร่างนี้ได้

ในขณะที่เขาอยู่ในภวังค์นั้นเอง จู่ๆ ไป๋จวินเซี่ยนก็คว้ามือเขาไปวางในฝ่ามือแล้วบีบเบาๆ สีหน้าท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง โพล่งออกมาว่าคืนนี้จงนอนเป็นเพื่อนข้า

จี้ถงไม่ได้ตอบสนองกลับอย่างรุนแรง เพราะเผชิญหน้ากับน้ำเสียงที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ คิดเสียว่าเป็นการขออนุญาตกลายๆ

หากต้องการให้ไป๋จวินเซี่ยนไม่ระแวงก็ควรจะต่อรองกับไป๋จวินเซี่ยนสักรอบแล้วค่อยตกปากรับคำอย่างอิดออด แต่ยามเผชิญหน้ากับคนผู้นี้ เขาเหนื่อยล้าถึงขีดสุดเสียแล้ว ไม่มีกะจิตกะใจเสแสร้งรับหน้า คิดเพียงทำอย่างขอไปทีเท่านั้น

โรงเตี๊ยมที่ทั้งคู่พักในคืนนี้นับได้ว่ามีชื่อเสียงในเมืองเล็กแห่งนี้ เป็นห้องเดี่ยวสะอาดสะอ้าน เตียงนอนกว้างขวาง บุรุษสองคนนอนเคียงกันก็ไม่ถือว่าคับแคบ

ไป๋จวินเซี่ยนลุกขึ้นจากถังน้ำกะทันหัน ร่างเปลือยเปล่ายังคงมีน้ำหยดเป็นสาย

จี้ถงสะดุ้งร้องตกใจเสียงหนึ่งก่อนจะรู้สึกเสียท่า สบสายตาเขาอย่างขุ่นเคือง

ไป๋จวินเซี่ยนไม่แยแส รอยยิ้มเจิดจรัสอย่างยิ่งการเป็นทาสรับใช้สิ่งที่เจ้าควรทำในตอนนี้คือช่วยเช็ดตัวให้ข้า มิใช่ร้องตกอกตกใจเช่นนี้

จี้ถงกัดฟันกรอด ไม่เอ่ยอะไรสักคำ หยิบผ้าเช็ดหน้ามาบิดจนแห้ง เดินเข้าไปจะเช็ดตัวให้เขา จู่ๆ ไป๋จวินเซี่ยนที่ยังอยู่ในถังน้ำก็กอดเขาแน่น ทั้งเนื้อทั้งตัวยังมีน้ำหยดพราว ทำเอาเสื้อผ้าของจี้ถงเปียกชื้นไปด้วย

ท่านทำอะไรน่ะจี้ถงขมวดคิ้วมุ่น จะผลักเขาออก แต่ถูกเขาอุ้มยกตัวขึ้นข้ามเข้ามาอยู่ในถังน้ำทั้งอย่างนั้น แม้ในถังน้ำจะไม่ได้บรรจุน้ำไว้จนเต็ม แต่พอบุรุษสองคนลงไปอยู่ในนั้น ทำให้น้ำปริ่มล้นออกมาไม่น้อย ทำเอาพื้นห้องเปียกน้ำไปทั่ว

รอยยิ้มของไป๋จวินเซี่ยนยังคงไม่คลายลง สักพักถึงเอ่ยออกมาว่าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เจ้าก็อาบน้ำด้วยกันเถอะ

ถูกไป๋จวินเซี่ยนกอดรัดไว้แน่น ร่างของจี้ถงอดสั่นเทิ้มไม่ได้ อาจเป็นเพราะหวาดกลัวหรืออาจเป็นเพราะรังเกียจ แม้ไม่ได้สัมผัสแตะต้องร่างแท้ดั้งเดิมของเขา ยังอดรู้สึกสั่นเทาจากเบื้องลึกในจิตใจมิได้

ไป๋จวินกลับปล่อยตัวเขากะทันหันแล้วก้าวข้ามออกไปนอกถังไม้ ยื่นมือกวักออกไป เสื้อผ้าที่เขาถอดทิ้งไว้บนเตียงลอยสวบเข้ามา เพียงหมุนตัวเสื้อผ้าแต่ละชิ้นก็สวมกลับลงบนร่างพอดิบพอดี

ศาสตร์คาถาเล็กน้อยเหล่านี้ไม่นับประสาอะไร ศิษย์ที่ฝึกบำเพ็ญถึงขั้นแสงธรรมนำส่องต่างสำแดงศาสตร์คาถานี้กันอย่างชำนิชำนาญ จี้ถงมองเพียงแวบหนึ่งแล้วเบนสายตามา เห็นมามากในสำนักชิงซิวอู๋ซินแล้ว ความรู้สึกไม่เท่าเทียมและริษยาค่อยๆ สงบราบเรียบลง

จี้ถงไม่กล้าถอดเสื้อผ้า อาบน้ำลวกๆ แล้วออกจากถังน้ำ ไป๋จวินเซี่ยนออกจะงงงัน จากนั้นก็ยิ้มเต็มหน้าเจ้าถอดเสื้อผ้าสิ ข้าจะช่วยทำให้แห้งเอง

จี้ถงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหน้าแล้วเดินไปทางประตูไปโดยตรงไม่ต้องแล้ว ข้าควรซื้อเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนสักสองสามชุดได้แล้ว

ไป๋จวินเซี่ยนคิดจะกล่าวอะไรแต่ชะงักไป ในขณะที่กำลังลังเล เขาก็เดินออกจากประตูไปแล้ว

จี้ถงไม่ได้พกเงินติดตัว มีเพียงยาวิเศษสองสามขวด แต่ตัวอักษรเล็กใหญ่บนขวดกระเบื้องเขียนชื่อสำนักชิงซิวอู๋ซิน ในโลกโลกีย์หากพบคนรู้จักของย่อมขายได้ในราคาดี แต่คงออกไปทั้งที่เปียกโชกแบบนี้ไม่ได้ จึงขอยืมชุดจากเสี่ยวเอ้อร์ในโรงเตี๊ยมสองชุด ถอดชุดเปียกในห้องครัว ผึ่งเสื้อผ้าให้แห้ง

หลังตีสนิทสอบถามจากเสี่ยวเอ้อร์แล้ว เขาได้รู้ว่าในเมืองเล็กที่เรียกได้ว่าท่านหมอมีชื่อยังคงเป็นท่านหมอหูแห่งร้านคืนวสันต์ แต่ท่านหมอหูไม่เชื่อในยาวิเศษราคาสิบกว่าจินนี้ ยอมจ่ายเพียงเงินสิบตำลึงซื้อหนึ่งขวด ด้วยความจำใจเขาจึงต้องยอมขายให้ กำเงินสิบตำลึงซื้อเสื้อสองตัว ยังมีเงินเหลืออยู่มาก จึงซื้อดาบสั้นคมกริบหาใดเปรียบอีกเล่ม แอบซ่อนไว้ในแผงอก แล้วซื้อกระดาษเหลืองเขียนยันต์อีกมากมาย

แม้ไป๋จวินเซี่ยนมีวิชาพันตาทะลุปรุโปร่ง แต่เขาไม่กังวลว่าจะถูกไป๋จวินเซี่ยนแอบสอดส่องสักนิด อาจเป็นเพราะเรื่องมาถึงบัดนี้ ขาดเพียงแค่ไม่มัจฉาตายก็ตาข่ายขาด (20) เท่านั้น

กลับมาถึงโรงเตี๊ยม ไป๋จวินเซี่ยนรีบขึ้นหน้ารับ สีหน้าร้อนอกร้อนใจเจ้าไปไหนมา ข้ารอเจ้าอยู่ตั้งนาน

เขาเอ่ยตอบอย่างราบเรียบท่านไม่รู้ว่าข้าไปไหนจริงๆ หรือ ไม่กลัวว่าข้าจะแอบหลบหนีไปหรือ ถึงตอนนั้นท่านเสียทาสรับใช้ไปหนึ่งคน คงขอคัมภีร์ยันต์พลังอินเล่มนั้นคืนจากเจ้าสำนักไม่ได้

ไป๋จวินเซี่ยนหน้าหงาย ยิ้มขื่นเอ่ยว่าไม่ผิด ข้าลงเวทจำกัดบริเวณไว้บนตัวเจ้า หากออกนอกเหนือรัศมีหนึ่งร้อยลี้ ข้าจะรู้ในทันที แต่นั่นทำไปเพราะกังวลว่าเจ้าจะเจออันตราย ข้าคิดว่าปุถุชนธรรมดาอย่างพวกเจ้าคงไม่อยากให้ใครติดตาม ดังนั้นจึงไม่ได้ใช้คาถาอาคมอื่นกับเจ้า

จี้ถงพยักหน้าเอ่ยว่าข้าเพิ่งกินข้าวจากข้างนอกมาเมื่อครู่ คาดว่าท้องของจวินเซี่ยนคงไม่หิว ดังนั้นจึงไม่ได้นำข้าวปลาอาหารกลับมาด้วย

ไป๋จวินเซี่ยนจ้องเขาเขม็งก่อนเอ่ยว่าเจ้ามีน้ำใจก็พอแล้ว ไม่ต้องเป็นกังวล

คำพูดโต้ตอบกันเช่นนี้ช่างแปลกประหลาดพิกล จี้ถงเดินอ้อมตัวเขา วางห่อสัมภาระลงบนโต๊ะ เห็นว่าตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะยังไม่ได้จุด จึงใช้ขี้ไต้ติดไฟจุดตะเกียงน้ำมัน

เจินเหริน ท่านจะไม่นั่งกรรมฐานหรือเขาฉวยโอกาสเอ่ยถาม รู้สึกว้าวุ่นใจ

ไม่ก้าวหน้าเลยสักนิด ไม่ได้ฝึกบำเพ็ญมานานแล้วไป๋จวินเซี่ยนเดินมาหน้าโต๊ะ มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เอ่ยว่าพวกเราเข้านอนเถอะ ด้านนอกมืดหมดแล้ว

จี้ถงมองเขา ค่อยๆ นั่งลงบนขอบเตียง ก้มตัวลงถอดรองเท้าผ้า นอนลงบนเตียงด้านใน

เป่าตะเกียงน้ำมันดับลง ทั้งคู่นอนเคียงกันบนเตียง สี่ทิศได้ยินเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องเริงรื่นและเสียงเจ้าของร้านด่าเสี่ยวเอ้อร์ที่มือไม้งุ่มง่ามเท่านั้น

จี้ถงไม่ได้คิดจะหลับต่อหน้าไป๋จวินเซี่ยน ด้วยเกรงว่าจะละเมอหากฝันร้าย อาจทำให้ไป๋จวินเซี่ยนได้ยินอะไรเข้า เขาจึงนอนนิ่งอยู่บนเตียง ไม่ขยับเขยื้อน พลันได้ยินเสียงไป๋จวินเซี่ยนที่นอนอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นว่าด้วยสภาพร่างกายอย่างเจ้า จะเข้าสู่ขั้นสร้างฐานยังยากมาก หากคิดจะพัฒนาคงต้องรอชาติหน้า เว้นเสียแต่ว่าจะฝึกศาสตร์หทัยฝึกคู่ของอาศรมเยียนฝู

ศาสตร์หทัยฝึกคู่คือการฝึกด้วยการร่วมเสพสม แต่ไหนแต่ไรมาไม่ได้รับการยอมรับจากสำนักชิงซิวอู๋ซิน หากให้สำนักชิงซิวอู๋ซินรู้ว่าฝึกคู่ เกรงว่าคงถูกลงโทษตายคาที่ เขามองไปทางไป๋จวินเซี่ยน กลับพบดวงตาคู่นั้นกำลังจ้องเขาอยู่ อาศัยแสงจันทร์จากหน้าต่าง เห็นเพียงดวงตาดำขลับดั่งน้ำหมึกส่องประกายรางเลือนดั่งดวงดารายามอรุณรุ่ง

ข้ารู้ดีเจ้ามาจากสำนักชิงซิวอู๋ซิน ดังนั้นจึงรังเกียจการฝึกคู่เข้ากระดูกดำ แต่นี่ถือได้ว่าเป็นวิธีฝึกบำเพ็ญเต๋าที่ดีอีกทางหนึ่ง และยังพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว…” น้ำเสียงของไป๋จวินเซี่ยนมั่นคงอย่างยิ่ง จู่ๆ ก็กุมมือที่เขาวางอยู่ข้างตัว เอ่ยแผ่วเบาว่าเจ้ารู้สึกอย่างไร

ฝึกคู่น่ะหรือจี้ถงยื่นมากุมสายรัดเอวไว้แน่นอย่างไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว พร้อมเบี่ยงตัวจากไป๋จวินเซี่ยนก็ไม่ถึงกับรังเกียจเข้ากระดูกดำ เพียงทว่าเรื่องแบบนี้ น่าจะให้เกิดขึ้นโดยยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่ายจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นข้าคงก้าวข้ามด่านในใจของตนเองไปไม่พ้น

ข้ารู้…” ไป๋จวินเซี่ยนถอนหายใจที่จริงก่อนหน้าคิดจะพาเจ้าออกจากสำนักชิงซิวอู๋ซิน เป้าหมายคือพาเจ้าไปอาศรมเยียนฝู ให้เจ้ากับข้าได้ใช้วิธีฝึกคู่ แต่ที่เลื่อนเวลามานาน เพื่อให้เจ้าทำความคุ้นเคยกับข้ามากสักหน่อย หลังจากเจ้ากับข้าฝึกคู่แล้ว ก็จะทำให้เจ้าสมปรารถนา และแน่นอนว่าทำให้ข้าสมปรารถนาไปด้วย ก่อนหน้าข้าออกจะสองจิตสองใจ แต่บัดนี้คิดดูแล้ว เกรงเพียงแต่ว่าเจ้าจะไม่ยินยอมต่างหาก

ไม่รู้ว่าผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด จี้ถงจึงเอ่ยว่าข้าไม่เหมือนกับท่าน ท่านทำได้ทุกวิถีทางเพื่อพลังตบะที่สูงส่งยิ่งขึ้น ข้าจนแล้วจนรอดกลับทำไม่ได้

เมื่อก่อนก็มีคนหนึ่งคล้ายกับเจ้า ยามที่พบจิ้งจอกอย่างข้า กลับไม่ได้ใช่ยันต์คาถากักขังข้า กลับคบค้าสมาคมกับข้า…” ไป๋จวินเซี่ยนเอ่ยเสียงแผ่ว

ในใจท่านคงหัวเราะเยาะว่าเขาช่างโง่เขลาสินะ

เขาเป็นคนที่ดีงามที่สุดในโลกนี้ แม้จิ้งจอกอีกมากมีก็เปรียบกับเขาไม่ได้ ไม่สิทั้งหมดบนโลกเทียบหนึ่งในส่วนของเขาไม่ได้อาเจิน ข้าเรียกเจ้าว่าอาเจินได้หรือไม่เขาพลิกตัวตะแคงข้างกะทันหันแล้วก้มลงมอง ทั้งสองคนแทบจะได้กลิ่นอายของกันและกัน

จี้ถงไม่กะพริบตาสักครั้ง ทำเป็นมองไม่เห็นใบหน้าที่ประชิดใกล้เข้ามา เอ่ยเสียงเยียบเย็นว่าไม่ได้

แต่ว่าข้าอยากเรียกเจ้าแบบนี้…” เสียงของไป๋จวินเซี่ยนเบาลงทุกที ยิ่งแฝงด้วยรสชาติยั่วเย้าอันไม่อาจเอ่ยกล่าวได้

จี้ถงรู้สึกเพียงว่าลมหายใจของเขาหอมกรุ่นเป็นเอกลักษณ์ ทำให้อ่อนระทวยวูบวาบไปทั้งร่าง แต่กลับแอบยื่นมือเข้าไปในอกเสื้ออย่างไร้สุ้มเสียง กำดาบสั้นในมือแน่นเพื่อให้คมดาบบาดปลายนิ้ว

สิบนิ้วประสานถึงใจ มีเพียงความรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจที่จะทำให้เขามีสติกระจ่างได้

ข้าไม่ใช่เขา ท่านทำเช่นนี้เป็นเพียงการหลอกตัวเองน้ำเสียงแฝงแววประชด ทว่ายังหนักแน่นเป็นที่สุด

ไป๋จวินเซี่ยนเหมือนจับสังเกตความเคลื่อนไหวของเขาได้ กระชากแขนเขาออกอย่างแรง หวังดูว่าในอกเสื้อเขาซุกซ่อนสิ่งใดไว้ ขณะยื้อแย่ง ดาบสั้นพลันร่วงลงสู่พื้น

ในอึดใจนั้นเอง สีหน้าของไป๋จวินเซี่ยนอัปลักษณ์ถึงขีดสุดเจ้า!”

บาดแผลบนปลายนิ้วไม่ลึก แต่เลือดยังไหลไม่หยุด สำแดงคาถาหยุดโลหิตแล้วยังทิ้งรอยเลือดไว้ไม่น้อย ไป๋จวินเซี่ยนมือสั่น ลนลานเช็ดเลือดบนปลายนิ้วของเขา

จี้ถงเอ่ยเสียงเบาว่าเจินเหริน ไยต้องยึดติดกับนักพรตเพียงคนเดียว ท่านจดจำปรมาจารย์เสวียนเจินอยู่ตลอดเวลาเพียงเพราะว่าเขาต่างจากคนที่ท่านเคยพบเคยเห็นเท่านั้น ท่านยึดติดกับข้า ก็เพียงเพราะเหตุผลเดียวกัน สำนักชิงซิวอู๋ซินมีนักพรตมากมาย ย่อมมีสักคนที่ท่านชอบและรักท่านหมดหัวใจ

แต่ว่า ข้าต้องการเพียงอาเจิน!” ไป๋จวินเซี่ยนตะคอก พลันกอดกระชับเขาแน่นของข้า เป็นของข้า!”

จี้ถงกลับไม่สะทกสะท้าน ให้เขากอดตามอำเภอใจ ไม่ตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น เขาเคยรักคนผู้นี้ รักอย่างเจ็บปวดร้าวราน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายที่แยกแยะอารมณ์ครอบครองไม่กระจ่าง เขารู้สึกว่าเขาในตอนนั้นช่างไร้เดียงสาจนน่าขัน

ประหนึ่งเป็นเพียงผู้ดูเหตุการณ์ สุ้มเสียงที่เอ่ยกล่าวแยกจากภาพรันทดโศกศัลย์ เขาเอ่ยเตือนอย่างมีสติว่าอาเจินของท่านตายไปแล้ว วิญญาณแตกซ่านปลิดปลิว ไม่อาจปรากฏตัวได้อีก

ใบหน้าของไป๋จวินเซี่ยนเหยเก กัดฟันมองเขาพักหนึ่ง พลันหัวเราะเสียงต่ำอาเจิน เจ้าไม่ยอมรับใช่หรือไม่ ไม่เป็นไร ข้ามีวิธีทำให้เจ้ายอมรับ!”

เขาจับได้จนได้!

ริมฝีปากของจี้ถงสั่นระริก ฝืนทำเสียงหนักแน่นมั่งคงไม่ทราบว่าที่เจินเหรินเอ่ยคืออะไร?”

เขาจุมพิตที่หน้าผากจี้ถงช้าๆ แล้วเอ่ยว่าไม่ต้องกลัว มีบางเรื่องที่ความจริงต้องปรากฏใช่หรือไม่ อย่างเช่นในใจเจ้ายังคงรักข้า…”

จี้ถงส่ายหน้ารัวเร็ว ในห้วงสมองว่างเปล่า เขาคาดไม่ถึงว่าไป๋จวินเซี่ยนจะอดใจไม่ไหวเปิดเผยรวดเร็วถึงเพียงนี้ คิดพลิกตัวหนีไป แต่กลับถูกไป๋จวินเซี่ยนกำข้อมือไว้แน่น เขาถูกลากซวนเซ ทะลุกำแพงตามไป๋จวินเซี่ยนออกจากโรงเตี๊ยม ทะยานขึ้นบนห้วงอากาศลอยล่องไป

ยังคงถูกเขาโอบเอวดังเดิม แต่คราวนี้ยิ่งทำให้เขาหมดสิ้นหนทางยิ่งกว่าคราวก่อน

ทิศทางที่มุ่งไปคืออาศรมเยียนฝู ที่นั่นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับฝึกบำเพ็ญเต๋า ทว่าแนวคิดในการฝึกเต๋าของคนในอาศรมเยียนฝูช่างคลุ้มคลั่ง ที่กลายเป็นโครงกระดูกก็มีมาก

ครั้นเมื่อตอนเสวียนเจินยังมีชีวิตอยู่ อารามจินเหลียน สำนักชิงซิวอู๋ซิน และอาศรมเยียนฝู คานอำนาจกันสามฝ่าย บัดนี้เป็นใต้ฟ้าเป็นของอารามจินเหลียนและอาศรมเยียนฝูเพียงสองสำนัก สำนักชิงซิวอู๋ซินตกต่ำลงแล้ว

ผู้บำเพ็ญเป็นเซียนล้วนไปมาหาสู่กับโลกโลกีย์น้อยมาก อารามจินเหลียนและสำนักชิงซิวอู๋ซินต่างสร้างวิหารใหญ่เพื่อต้อนรับผู้ฝึกบำเพ็ญที่มาเยือน แต่อาศรมเยียนฝูกลับสร้างด่านเขาวงกต ไม่มีลูกศิษย์เป็นผู้ชักนำเข้าไป ผู้ฝึกบำเพ็ญธรรมดาก็ไม่มีปัญญาเข้าไปเองได้

ตอนนั้นอาจารย์ของเสวียนเจินเคยคิดพาผู้คนบุกทะลวงเข้าประตูอาศรมเพื่อทำลายปีศาจในอาศรมเยียนฝูให้สิ้นซาก ทว่าลูกศิษย์ที่บุกเข้าไปในอาศรมเยียนฝูได้นั้นมีน้อยเพียงหยิบมือ จึงละทิ้งความคิดนี้เสีย

ไป๋จวินเซี่ยนแทบไม่ต้องทะลวงด่านแต่อย่างใด เมื่อกดปุยเมฆก็มาถึงตีนเขาแห่งอาศรมเยียนฝูแล้ว

บนเขาดั่งเมฆหลากลายทอดตัวรวมกัน ลูกศิษย์ไม่น้อยเดินมาทางพวกเขา แต่งกายแตกต่างกัน ทว่าล้วนเป็นรูปแบบสีสันนำสมัยที่สุด บุรุษที่เดินนำหน้าสุดเหมือนสวมเพียงชุดคลุมด้านนอกเพียงตัวเดียว คลุมไว้อย่างลวกๆ ลาดบ่าโผล่ให้เห็นเกินครึ่ง แม้งดงามอยู่เจ็ดส่วน ท่วงทีเป็นธรรมชาติ ทว่าสีหน้าเฉยชา มีความน่ายำเกรงอันมิอาจเอ่ยกล่าวประการหนึ่ง

ไป๋เจินเหรินให้เกียรติมาเยือน เป็นหน้าเป็นตาแก่อาศรมเรา ทว่ามิทราบว่าลมใดพัดเจินเหรินมาถึงนี่รึ?”

เจ้าอาศรมเซียว จากกันเมื่อปีก่อน สีหน้าท่าทางดีกว่าเมื่อก่อนมากมือของไป๋จวินเซี่ยนยังคงกุมข้อมือของจี้ถง ถือโอกาสไม่คารวะเสีย เพียงพยักหน้าเล็กน้อย

ผู้บำเพ็ญเต๋ามักมีอายุยืนยาวกว่าคนธรรมดา ทว่าความเป็นความตายของอาศรมเยียนฝูสุดโต่ง ในสิบปีมานี้เปลี่ยนเจ้าอาศรมเป็นว่าเล่น เซียวฉีอวี้เป็นเจ้าอาศรมคนที่ห้าในรอบยี่สิบปีมานี้ เพียงเพราะเจ้าอาศรมคนก่อนละทิ้งอาศรมเยียนฝูไม่ดูแลจัดการ ตระเวนไปทั่วสารทิศกับคู่ฝึก จึงให้เซียวฉีอวี้ทำหน้าที่เจ้าอาศรมแทน แต่ทุกผู้ทุกนามต่างรู้ดี เจ้าอาศรมคนก่อนนิสัยใจคอดั่งเด็กหนุ่ม หากไฟในการท่องหาความสำราญในหัวใจยังไม่ดับมอด มิรู้ว่าเมื่อใดจึงจะสงบจิตสงบใจกลับมาได้ เซียวฉีอวี้ตบะลึกล้ำที่สุด จึงถูกกำหนดให้เป็นเจ้าอาศรมคนต่อมา

เซียวฉีอวี้พยักหน้า เบนสายตาไปทางจี้ถง เอ่ยถามว่าท่านนี้คือ…”

จี้ถงในชุดนักพรตย่อมทิ่มแทงสายตาของทุกคนในอาศรมเยียนฝูซึ่งเป็นศัตรูคู่แค้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไป๋จวินเซี่ยนไม่รอให้จี้ถงเปิดปาก ชิงเอ่ยก่อนว่าเขาเป็นคนในอาณัติข้า เจ้าอาศรมเซียว ขอเชิญคุยกันสักหน่อย

เซียวฉีอวี้โบกมือให้บรรดาลูกศิษย์กลับไป มองประเมินจี้ถงอยู่ครึ่งค่อนขณะ พลันเอ่ยว่ารู้จักเจินเหรินมานานหลายปี กลับเพิ่งรู้ว่าเจินเหรินมีลูกศิษย์ด้วย ช่างน่ายินดียิ่ง

เขาเป็นคนในอาณัติข้า หาใช่ลูกศิษย์ข้าไม่ไป๋จวินเซี่ยนออกจะเร่งร้อน เอ่ยต่อว่าข้ามาที่นี่เพื่อขอยืมคันฉ่องจิตสัญญามังกรลี้ลับ ขอเจ้าอาศรมกรุณาให้ยืมด้วย

คันฉ่องจิตสัญญามังกรลี้ลับอยู่ที่หอฮวาฉี เจินเหรินไปเองก็ได้เซียวฉีอวี้มองมือของไป๋จวินเซี่ยนที่เกาะกุมข้อมือของจี้ถงไว้แน่น พลันหันมายิ้มกับจี้ถง

จี้ถงรู้สึกเพียงรอยยิ้มนี้สว่างไสวอบอุ่น สงบกระจ่างเรียบง่ายกว่าศิษย์ขั้นสูงหลายคนของสำนักชิงซิวอู๋ซิน อดตกตะลึงมิได้ จึงก้มหน้าเป็นการคารวะ ทว่าไม่เอ่ยอะไรมาก เขาเคยได้ยินมานานแล้วว่าคันฉ่องจิตสัญญามังกรลี้ลับในอาศรมเยียนฝูเป็นของวิเศษแห่งฟ้าดิน แต่ไม่รู้ว่าไป๋จวินเซี่ยนมาเพื่อขอใช้ จิตใจสับสนว้าวุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จู่ๆ ไป๋จวินเซี่ยนก็แค่นเสียงหึเช่นนั้นขอบคุณเจ้าอาศรมเซียวแล้วลากจี้ถงได้ก็จากไป

จี้ถงเดินตามขึ้นไปบนเส้นทางภูเขาอีกสายหนึ่ง หันไปมองเห็นลูกศิษย์คนหนึ่งเข้ามารายงานบางอย่างกับเซียวฉีอวี้ สีหน้าของเซียวฉีอวี้ครุ่นคิดไตร่ตรองลึกซึ้งขึ้นมาฉับพลัน

พบว่าจี้ถงยังคงเหลียวหลังมองเซียวฉีอวี้ ไป๋จวินเซี่ยนเอ่ยเสียงขรึมคนไร้จิตใจ มีอะไรน่าดู เจ้าถึงมองอย่างตั้งอกตั้งใจถึงเพียงนี้

คนไร้จิตใจอะไร

หลายปีก่อนข้าตามหาเจ้าในโลกโลกีย์ พลันได้พบกับเซียวฉีอวี้ เพื่อช่วยคนรักของผู้ที่เซียวฉีอวี้เลื่อมใส ขอร้องข้าให้ช่วยคนผู้นั้นด้วยการแบ่งวิญญาณของตัวเองให้ไปส่วนหนึ่ง วิญญาณสายนั้นทำให้เซียวฉีอวี้ปราศจากอารมณ์แห่งความเสน่หา นับแต่นั้นมาไม่เคยรักผู้ใดอีกเลย บัดนี้ได้พบเขาอีกครั้ง ช่างแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง ไม่เอ่ยถึงบุญคุณในตอนนั้นสักนิด ในอาศรมเยียนฝูเป็นทั้งผู้ไร้ความปรานีที่หล่อเหลางดงาม ทั้งตบะแก่กล้าลึกล้ำ ก็ไม่แปลกที่ได้รับตำแหน่งเจ้าอาศรม

จี้ถงเอ่ยเสียงเบาหากเขาไร้ความปรานีจริง จะสละตนเองเพื่อช่วยผู้อื่นได้อย่างไร

นั่นมันเมื่อก่อน เซียวฉีอวี้ในตอนนี้ใจดำอำมหิต สังหารคนไม่กะพริบตา เจ้าอย่าได้ถูกเขาหลอกเชียว

จี้ถงรับคำส่งๆ ไปเสียงหนึ่ง อดหนักใจเรื่องคันฉ่องจิตสัญญามังกรลี้ลับไม่ได้

นับตั้งแต่คันฉ่องจิตสัญญามังกรลี้ลับบังเกิดขึ้นบนโลก ประโยชน์ที่แท้จริงของมัน แม้แต่คนในอาศรมเยียนฝูก็ยังไม่ค่อยรู้ ไม่แน่อาจเป็นที่ให้สารภาพความจริง ไป๋จวินเซี่ยนอาจคิดใช้สิ่งนี้เพื่อทำให้สติเขาเลอะเลือน เอ่ยความจริงออกมาทุกอย่างก็เป็นได้

แต่สิ่งเดียวที่มั่นใจก็คือไป๋จวินเซี่ยนเชื่อมั่นในวิธีนี้อย่างยิ่ง

เขาหวาดกลัวอยู่ในใจ สีหน้าลนลานลังเลอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไป๋จวินเซี่ยนมองเขา แล้วแอบทอดถอนใจก่อนเอ่ยว่าข้าไม่อยากบีบบังคับเจ้า แต่ว่าถึงตอนนี้ เจ้ายังไม่ยอมเผชิญหน้ากับข้านี่นา

จี้ถงฝืนยิ้มข้าไม่รู้ว่าท่านเอ่ยถึงอะไร

ในตอนนี้ไป๋จวินเซี่ยนไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าเขาคือเสวียนเจิน ไม่เช่นนั้นคงไม่จำเป็นต้องลากเขามาขอใช้คันฉ่องจิตสัญญามังกรลี้ลับ

ในเมื่อเป็นเช่นนี้…” เขาถอนหายใจแล้วเอ่ยว่าได้แต่เอ่ยก่อนว่าขออภัยด้วยเขาไม่ลังเลอีกต่อไป ลากจี้ถงมุ่งเดินไปข้างหน้า

หอฮวาฉีตั้งอยู่กลางทางลาดชันบนเขา ประจันหน้ากับทะเสสาบสีเขียวมรกตผืนหนึ่ง ยามนี้เป็นฤดูร้อน ผ่านช่วงบุปผาบานสะพรั่งไปแล้ว น้ำในทะเลสาบใสกระจ่าง ส่องประกายระยิบระยับดั่งแสงทอง คลื่นมรกตทอดไกลพันลี้ ช่วยคลายความกลัดกลุ้มของผู้คนได้เป็นอย่างดี

หอฮวาฉีไม่มีคนอยู่อาศัยมานานหลายปี สภาพค่อนข้างคร่ำคร่าดั่งปราศจากการดูแลซ่อมแซม มีเพียงลูกศิษย์สองคนคอยเฝ้า เมื่อเห็นสองคนเข้ามา ก็รีบขึ้นหน้ามาคารวะ นำพวกเขาเข้าไปในหอ

จี้ถงเพิ่งเคยเข้าไปในหอฮวาฉีเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าเขาไม่เคยมาที่หอฮวาฉี แม้เห็นว่าแม้ที่นี่ตั้งชื่อพื้นๆ แต่การตกแต่งกลับโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สี่ด้านดั่งเฉือนปาดด้วยมีดดาบ เรียบเนียนสว่างเรืองรอง เป็นหินอ่อนสีเขียวอ่อนทั้งผืน ที่ตั้งอยู่ใจกลางต่ำลงไปเป็นศิลาดำมะเมื่อมก้อนหนึ่ง สองด้านเรียบลื่นดั่งคันฉ่อง ประหนึ่งบังเกิดขึ้นที่นี่ตามธรรมชาติ

ไป๋จวินเซี่ยนลากเขามายืนมั่นหน้าศิลาก้อนนี้ จับมือสองข้างเขาไว้แน่น ใช้เล็บจิกปลายนิ้วชี้เขาจนแตกเลือดซึม แล้วกำมือเขาไปเขียนยันต์โลหิตอย่างหนึ่งบนคันฉ่อง

แม้เขาไม่คุ้นเคยศาสตร์หทัยนี้ แต่รู้ว่านี่คือยันต์มัดวิญญาณ ยันต์ประเภทนี้ง่ายดายอย่างยิ่ง เพียงใช้ของวิเศษประกอบก็จะรู้อดีตชาติของผู้เขียนยันต์ว่าเป็นอย่างไร

จี้ถงสีหน้าซีดเผือด คิดจะดิ้นรนให้หลุดพ้น แต่กลับถูกไป๋จวินเซี่ยนโอบจากด้านหลัง กอดกระชับแนบแผงอกเขา ขัยบเขยื้อนไม่ได้

น้ำเสียงของไป๋จวินเซี่ยนอ่อนโยนดั่งสายน้ำอาเจิน เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้จะทำร้ายเจ้า…”

ไม่ไม่เอา…” จี้ถงพึมพำ ทั้งร่างสั่นเทิ้ม เห็นว่าบนผิวศิลาแตกกระจายเป็นระลอกคลื่น สีของยันต์โลหิตมลายหายไป ผิวศิลาดั่งม้วนภาพค่อยๆ คลี่ออกช้าๆ ภาพม้วนนี้กระจ่างชัดผิดธรรมดา แม้ไร้สุนทรียะหากเทียบกับภาพวาดด้วยหมึกแดงเขียว ทว่ากลับเหมือนจริงอย่างยิ่ง ห่างเพียงผิวศิลากลับมองเห็นชะตาชีวิตของคนในภาพได้อย่างกระจ่างชัดแจ้ง

สติของจี้ถงสับสนว้าวุ่น แต่ถูกไป๋จวินเซี่ยนกอดกระชับแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ แม้หลับตาลง แต่ยังคงได้ยินเสียงแว่วจากผิวศิลาอย่างชัดเจน เขารอเพียงให้ได้ยินเสียงบุคคลและภาพฉากที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าเหล่านั้น ทั้งอาจารย์ผู้มีพระคุณและเพื่อนร่วมสำนัก ทั้งเรื่องราวและคนที่สุดจะทานทนเหล่านั้น

ที่ทำให้เขาไม่รู้จะทำอย่างไรดีก็คือเสียงที่ได้ยินไม่คุ้นเคยอย่างยิ่ง เขาตะลึงงัน อดลืมตาไม่ได้

เห็นเพียงบนผิวศิลา ทารกน้อยคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในบ้านเศรษฐี ฉลาดหลักแหลมตั้งแต่เล็กหาใดเปรียบ เพียงพริบตาเวลาผันผ่าน ทารกน้อยผู้นี้เติบใหญ่เป็นหนุ่มน้อย ด้วยศรัทธาในเจ้าคีรีแห่งเขาเหมิงอวิ๋นหรืออีกชื่อคือเขาเมฆเลือนจึงเข้าเป็นศิษย์ในสำนักทงเสวียน สำนักนี้แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นสำนักธรรมะสูงส่งที่สุด แต่ก็เป็นหนึ่งในสำนักดีเลิศที่มีเป็นส่วนน้อย มีลูกศิษย์ฝึกถึงขั้นวิญญาณเป็นเอกภพจำนวนไม่น้อย

หนุ่มน้อยเป็นที่คาดหวังของอาจารย์ แต่ขณะที่ฝึกบำเพ็ญด้านหลังเขา พบบุรุษรูปงามคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ เขาช่วยเหลือบุรุษผู้นั้น ให้ซ่อนตัวในถ้ำและถูกมัวเมาด้วยความหล่อเหลาจนละเมิดในกาม สุดท้ายถูกคนในสำนักจับได้ ทำลายตบะเต๋าทั้งชีวิต ขับออกจากสำนักทงเสวียน

ส่วนบุรุษรูปงามคนนั้นเป็นคนของอาศรมเยียนฝู เมื่อเห็นว่าเขาไร้ซึ่งตบะเต๋าก็ทอดทิ้งไม่แยแส หนุ่มผู้นี้หมดอาลัยตายอยากถึงขีดสุด กระโดดหน้าผาจบชีวิตตนเอง

แม้ชะตาชีวิตในคันฉ่องช่างน่าอนาถยิ่ง แต่ไม่เกี่ยวกับชาติก่อนของเขาเลยสักนิด

จี้ถงนิ่งงันอยู่เป็นนาน ไม่รู้ว่าคันฉ่องจิตสัญญามีปัญหา หรือนี่หาใช่ชาติที่แล้ว แต่เป็นชาติก่อนชาติที่แล้ว

ในขณะที่เขากำลังงุนงนสงสัย ผิวศิลาค่อยๆ กลับเป็นระลอกคลื่นดังเดิม ภาพฉากบนผิวศิลามลายหายไป

ไป๋จวินเซี่ยนคลายอ้อมกอดออกนานแล้ว ตบไปบนศิลาครั้งหนึ่งแล้วตะคอกว่าเหตุใดจึงไม่ใช่! จะไม่ใช่ได้อย่างไร! ความรู้สึกข้าไม่มีวันผิดแน่!”

ขอบตาเขารื้นแดง หยดน้ำตาแทบหลั่งริน

คันฉ่องนี้เป็นของวิเศษหายากในปฐพี แม้ไป๋จวินเซี่ยนจะมีพละกำลังมาก แต่ไม่ได้ใช้ศาสตร์คาถา คันฉ่องจึงไม่สะเทือนสักนิด

เหมือนว่าเขาไม่อาจยอมรับความจริงต่อไปได้อีก ทรุดตัวลงข้างศิลา นั่งกองอยู่บนพื้น น้ำตาไหลพรากดั่งพิรุณพรำ

หลุดพ้นจากสภาพเกือบจะหายแล้ว จี้ถงถอนใจเฮือกหนึ่ง ยังคงสั่นเทิ้มไปทั้งร่างอย่างไม่อาจควบคุมได้ เมื่อควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว เห็นว่าไป๋จวินเซี่ยนเสียใจถึงเพียงนี้ สายตาเขาอดพร่าเลือนมิได้

ใช่ว่าเขาไม่ยอมอภัยให้ไป๋จวินเซี่ยน เพียงแต่จนปัญญาลืมเลือนเรื่องในอดีต ไม่รู้ว่าจะอยู่ร่วมกับไป๋จวินเซี่ยนอย่างไร บางทีเป็นนักพรตเพียงคนหนึ่งไปแบบเดิม นับแต่นี้ไปเป็นเพียงแค่คนเคยรู้จักกับจิ้งจอกที่กำลังจะขึ้นสวรรค์ตัวนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย

ควบคุมตนเองไม่ให้เข้าไปปลอบโยนไป๋จวินเซี่ยน เขาหมุนตัวค่อยๆ เดินออกจากหอฮวาฉีไป

(อ่านต่อเล่ม 2)

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.