วังต้องห้าม #1

นิยาย วังต้องห้าม

ฝนในฤดูใบไม้ผลิส่งผลให้หนาวไปจนถึงไขกระดูก สายฝนโปรยปรายเป็นเวลาสิบวันเต็มๆ แล้ว แต่ยังไม่มีแววหยุดพัก ควันที่ลอยออกยามหายใจกระจายไปกับสายฝนที่หนาวเย็น เพียงพริบตาก็หายไป

ซ่งผิงอันเป็นทหารรักษาการณ์นายหนึ่ง เขามิได้เป็นเพียงทหารรักษาการณ์ธรรมดาเท่านั้น แต่เขาเป็นทหารรักษาการณ์นายหนึ่งของพระตำหนักที่ยิ่งใหญ่รโหฐานใจกลางแคว้น

ผู้คนแบ่งออกเป็นหลายระดับ กับพระตำหนักที่ห้ามบุคคลภายนอกเข้าออกก็มีการแบ่งระดับอย่างชัดเจนเช่นกัน  มีแบ่งระดับอำมาตย์ขุนนาง แบ่งระดับขันที แบ่งระดับนางกำนัล แบ่งระดับทหารองครักษ์ แม้กระทั่งทหารรักษาการณ์ระดับล่างสุดด้วยกันก็ยังมีแบ่งลำดับขั้น

พวกระดับสูงมักกดระดับล่าง องครักษ์ดูแลทหารรักษาการณ์ หัวหน้าทหารรักษาการณ์ดูแลพลทหารเล็กๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตน ภายในพระราชวังที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ยิ่งเข้าใกล้จุดศูนย์กลางของพระราชวังเท่าไรตำแหน่งก็ยิ่งสูงขึ้น ส่วนทหารรักษาการณ์ตำแหน่งเล็กๆ นั้นมีหน้าที่สำคัญคือการเฝ้าประตูวังและเดินลาดตระเวนนอกกำแพงเมือง

ซ่งผิงอันได้เป็นทหารรักษาการณ์นายหนึ่งในวังหลวงตั้งแต่อายุสิบห้าปี หลังจากนั้นแปดปีเขาก็ยังเป็นทหารรักษาการณ์นายหนึ่งในวังหลวงเช่นเดิม เพียงแต่ว่าจากแต่เดิมที่มีหน้าที่แค่เดินลาดตระเวนรอบกำแพงวัง ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นผู้เฝ้ารักษาประตูวังหลวงแล้ว นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ควรค่าแก่การสนใจ เพราะในความเป็นจริงแล้วเขาได้เลื่อนตำแหน่ง หน้าที่เฝ้าประตูวังไม่ใช่ตำแหน่งที่ผู้ใดก็สามารถกระทำได้ เพราะคนที่สามารถเข้าออกประตูตรงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คนในวังที่มาแลกเปลี่ยนสินค้า หากยังมีเหล่าอำมาตย์ขุนนาง มีผู้ส่งมอบบรรณาการจากแคว้นต่างๆ นางต้องห้ามที่ได้รับพระราชทานอนุญาตให้กลับไปเยี่ยมเยือนบ้าน รวมถึงผู้ที่ต้องใช้กำลังทหารองครักษ์นับพัน ทหารรักษาการณ์นับพัน และทหารรักษาวังอีกนับหมื่นคุ้มครองอย่างฮ่องเต้

ที่ซ่งผิงอันได้ตำแหน่งในวังหลวงเป็นเพราะในครั้งที่บิดาทราบข่าวว่าวังหลวงจะคัดเลือกทหารรักษาการณ์ ท่านทุ่มเทกำลังทั้งหมดในการหาเส้นสายจนในที่สุดเขาก็ได้รับโอกาสนี้ การคัดเลือกทหารรักษาการณ์ที่จัดขึ้นทุกปีนั้นเข้มงวดยิ่งนัก ไม่เพียงแต่พื้นเพทางบ้านต้องสะอาดหมดจด ซ้ำยังต้องมีผู้ที่มีตำแหน่งแนะนำจึงจะสามารถเข้าร่วมได้ ตระกูลซ่งเป็นเพียงราษฎรทั่วไปมาทุกชั่วอายุคน ในตอนนั้นบิดาของเขาทำทุกวิถีทางให้เขาได้เข้าวังหลวง ไม่สนว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำต้อยเพียงใด เพราะเมื่อเขาออกไปข้างนอก อย่างไรก็ยังนับว่าได้รับราชการ

จะอย่างไรก็ยังนับว่าได้ทำงานในวังหลวง มิใช่เขาเพียงคนเดียว คนอื่นๆ ก็พลอยได้เชิดหน้าชูคอไปด้วย ยามที่ถูกผู้อื่นกดขี่ข่มเหง พวกคนเลวนั่นก็คงจะยำเกรงในตำแหน่งเขาอยู่หลายส่วน เพราะขนาดจะตีสุนัขยังต้องดูหน้าเจ้าของ (1) เขาที่เป็นทหารรักษาการณ์คอยรักษาประตูเพื่อปกป้องฮ่องเต้หนึ่งเดียวในใต้หล้า คนทั่วไปก็คงต้องไว้หน้าอยู่หลายส่วน

ในวันที่ซ่งผิงอันเปลี่ยนมาเฝ้ารักษาประตูวังหลวง พอบิดาเขารู้ข่าวก็สั่งให้มารดาฆ่าแม่ไก่ของที่บ้านเอามาต้มน้ำแกงให้เขากิน ส่วนน้องสาววัยสิบหกปีของเขา ไม่นานหลังจากนั้นก็มีหลายต่อหลายคนมาทาบทามเกี่ยวดอง หลังจากที่บิดาเลือกแล้วเลือกเล่า สุดท้ายก็เลือกผู้ที่ภูมิหลังทางบ้านไม่เลวคนหนึ่งให้น้องสาวแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตา

อาชีพนี้ทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ซ่งผิงอันจึงใส่ใจเป็นพิเศษ

ทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ อากาศจะหนาวเย็นเช่นนี้ ซ่งผิงอันและทหารรักษาการณ์อีกกว่าร้อยนายยืนอยู่ภายใต้ประตูวังอันยิ่งใหญ่มาสามชั่วยาม (2) จนแข็งไปทั้งร่าง แม้ว่าทุกคนจะสวมเสื้อผ้าไม่น้อย ทว่าภายใต้ค่ำคืนที่เม็ดฝนตกกระทบจนเย็นถึงกระดูก รวมกับลมหนาวที่กระทบผ่านเข้าทางลำคอ ต่อให้สวมเสื้อผ้าหนาเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ 

ริมฝีบางของซ่งผิงอันหนาวเย็นเสียจนเริ่มม่วงคล้ำ หากไม่ใช่เพราะกฎคำสั่งห้ามอย่างเคร่งครัดแล้วล่ะก็ เขาก็อยากจะขยับเท้าที่ชาสักหน่อยก็ยังดี ยืนตัวตรงเป็นไม้กระดานเช่นนี้มานานจนชักสงสัยแล้วว่าตัวเขาจะแข็งจนกลายเป็นเสาน้ำแข็งไปหรือไม่

จนถึงยามอิ๋น (3) ในที่สุดก็มีคนมาเปลี่ยนเวรกับพวกซ่งผิงอัน ทุกคนต่างก็วิ่งตรงไปยังที่พักผ่อนของพวกทหารรักษาการณ์ ต้องเข้าเวรในยามค่ำคืนที่ฝนตกหนักและหนาวเย็น ต่อให้ผ่านไปกี่ปีก็ยังไม่มีทางคุ้นชินได้ แต่ยังดีที่เวลาเฝ้ารักษาประตู ถึงแม้จะต้องเฝ้าสิบสองชั่วยามไม่หยุด แต่สามวันก็ยังได้เปลี่ยนหนึ่งครั้ง สลับกันเฝ้ายามกลางคืน และวันนี้เป็นวันที่สามที่ซ่งผิงอันเข้าเวรกลางคืน ผ่านเช้านี้ไปเขาจะได้พักผ่อนหนึ่งวันเต็มแล้วเปลี่ยนเป็นเวรยามกลางวัน ทหารเฝ้าประตูนับร้อยสลับหมุนเวียนกัน อีกหนึ่งเดือนถึงจะเป็นเวรที่เขาต้องเข้ากะกลางคืนอีกครั้ง กว่าจะถึงตอนนั้นอากาศคงกลับมาอบอุ่นขึ้น คงไม่หนาวเย็นเช่นนี้แล้วกระมัง

ในขณะที่ซ่งผิงอันคิดหวังอยู่ในใจ ฝีเท้าก็เร่งย่ำตามหลังขบวน หลังจากขยับถึงรู้ว่าเท้าทั้งชาทั้งเจ็บ เขาหวังให้สภาพอากาศเลวร้ายเช่นนี้จบไปโดยเร็ว ซ่งผิงอันก่นด่าสาปแช่งอยู่ในใจ ขณะนั้นเองต้นขบวนก็ส่งเสียงจอแจดังขึ้นมา ซ่งผิงอันลองตั้งใจฟัง ในหน่วยทหารรักษาการณ์ได้เตรียมแกงร้อนๆ ไว้ให้ทหารรักษาการณ์ที่เปลี่ยนเวรยามนำไปดื่มเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

ข่าวนี้ทำให้ทหารรักษาการณ์ที่แทบจะถูกแช่แข็งมาทั้งคืนดีใจจนอดส่งเสียงจอแจไม่ได้ เพียงพริบตาเดียวทุกคนก็วิ่งไปทางหน่วยทหารรักษาการณ์กันจนไม่เหลือเงา เหลือเพียงซ่งผิงอันที่รั้งท้ายอยู่เพียงคนเดียว จริงๆ แล้วเขาก็อยากจะวิ่งไปซดแกงร้อนให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เหมือนกัน ทว่าขาเขาแข็งชา ทุกก้าวที่ขยับดั่งมีเข็มนับหมื่นคอยทิ่มแทง เจ็บจนต้องกัดฟันทน

ที่วันนี้เขารู้หนาวเหน็บมากมายเพียงนี้ เป็นเพราะเขาไม่ได้สวมเสื้อผ้าหลายชั้นเช่นเดียวกับผู้อื่น ไม่ใช่ว่ายากจนจนซื้อไม่ไหว แต่เป็นเพราะระหว่างทางที่มาเข้าเวร เขาพบขอทานผู้หนึ่งหนาวจนล้มพับอยู่ข้างทาง จึงถอดเสื้อที่ค่อนข้างหนาให้อีกฝ่าย ตอนนั้นยังคิดว่าตัวเองยังหนุ่มแน่น ทนเพียงนิดเดี๋ยวก็ผ่านไป จนตอนนี้ถึงเพิ่งรู้ว่าความคิดของตนาในตอนนั้นช่างไร้เดียงสานัก ทว่าต่อให้รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นตอนนี้ หากได้พบขอทานผู้นั้นอีกครั้ง ซ่งผิงอันก็ยังคงจะทำเช่นเดิมอยู่ดี

คนรู้จักต่างพูดกันว่าซ่งผิงอันช่างซื่อนัก ถ้าเปลี่ยนให้น่าฟังหน่อยก็คือเป็นคนซื่อตรง ซึ่งเป็นความจริง นายทหารทหารรักษาการณ์ที่เข้าวังมาพร้อมกัน  ตอนนี้คนที่มีตำแหน่งสูงสุดได้เป็นถึงราชองครักษ์ขั้นสามคอยพิทักษ์ปกป้องวังหลวงชั้นในแล้ว แต่เขายังคงเป็นทหารรักษาการณ์เฝ้ารักษาประตูวัง นั่นก็เพราะความซื่อบื้อ ซื่อตรงนี้เอง

ในตอนที่ผู้อื่นคิดหาหนทาง หาเส้นสาย ประจบผู้ที่มีตำแหน่งสูงเพื่อให้ได้ตำแหน่งงานที่ดีกว่าเดิม เขาก็กำลังตั้งใจเดินลาดตระเวนรอบกำแพงเมือง ในตอนที่ผู้อื่นส่งของขวัญเงินทองให้กับผู้ที่มีตำแหน่งสูงในงานฉลองปีใหม่หรือเทศกาลต่างๆ เขากำลังตั้งใจเฝ้ารักษาประตูวังหลวง เขาซื่อตรงเกินไปและซื่อบื้อเกินไป ทุกคนคิดเช่นนี้ ทว่าตัวเขาเองกลับคิดว่าไม่มีอะไรแย่ อย่างน้อยชีวิตในแต่ละวันของเขาก็ผ่านไปอย่างน่าพอใจ

ใช่ทหารรักษาการณ์ซ่งหรือไม่

ซ่งผิงอันถูมือเสียดสีพลางขยับย่ำเท้า เขาก้าวไปข้างหน้าแต่ละก้าวอย่างยากลำบากยิ่ง ทว่าด้านหลังกลับมีเสียงดังขึ้นมา เขานึกว่าเป็นคนที่ตนรู้จักจึงหันไปมองโดยไม่คิดอะไร ที่จริงแล้วก็โทษที่เขาไม่ทันคิดอะไรมากไม่ได้ เพราะอย่างไรนี่ก็คือใจกลางแคว้น คือวังหลวงที่ต่างทุ่มเทกำลังเฝ้ารักษา เป็นสถานที่มีมาตรการปกป้องระวังภัยอย่างที่สุดของแคว้น หากก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว จุดจบของชีวิตอาจจะกลายเป็นผลลัพธ์สุดท้าย บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องไม่สามารถผ่านเข้ามาได้ง่าย พวกโจรขโมยไม่กล้าบุกเข้ามา หากว่าอยู่ที่นี่แล้วยังไม่กล้าวางใจ ถ้ายังต้องมัวหวาดกลัวอยู่ทุกวี่ทุกวันแล้ว ยังจะมีที่ใดควรค่าแก่การวางใจอีก

ความเคยชินทำให้คนขาดความระมัดระวัง ตระเวนรอบนอกวังหลวงมาเกือบแปดปี ซ่งผิงอันยังไม่เคยพบเจอเหตุการณ์โจรบุกเข้าวังหลวงขโมยสิ่งของเช่นนี้มาก่อน และเพราะการที่หันกลับไปมองโดยไม่ทันคิดอะไรมากมายเช่นนี้ ทำให้เขาพบเพียงแต่เงาดำพาดผ่านด้านหน้า จากนั้นก็หมดสติไป

ระหว่างที่สติยังอยู่ในความเลือนลาง ซ่งผิงอันรู้สึกว่าตนกำลังถูกคนแบกก้าวไปด้านหน้า ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เขาถูกวางลงบนพื้นแข็ง ในจิตใต้สำนึกอันพร่ามัวคล้ายกับได้ยินเสียงสับสนปนเปไปหมด เสื้อผ้าบนร่างถูกปลดเปลื้องออกจนหมดภายในพริบตา มีเสียงดังก้องและตามด้วยน้ำร้อนที่ราดรดตั้งแต่หัวลงมา

ก่อนหน้านี้ไม่นานทั้งร่างยังหนาวเสียจนตัวแข็ง พอตอนนี้กลับถูกสาดน้ำร้อนใส่แบบกะทันหัน เจอการกระตุ้นเช่นนี้ทำให้สติของเขาค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นมา แรงดิ้นรนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน และอาจเพราะเห็นว่าเขาค่อยๆ รู้สึกตัว จึงมีคนนำยามาให้เขาดื่มโดยเร็ว อ้าปากเขาอย่างไม่เบามือนัก หรือเรียกง่ายๆ ว่าบังคับกรอกยาเข้าปา

รสขมที่ทนแทบไม่ได้ขึ้นมาถึงจมูก จนจิตใต้สำนึกต่อต้านขึ้นมา เขาอยากอาเจียนของในปากออก แต่เขาตัวคนเดียวยากจะต้านทานได้ ดังนั้นยาชามใหญ่จึงถูกจับกรอกเข้าปากไปมากกว่าครึ่ง หลังจากที่มั่นใจว่าเขาดื่มยาลงไปแล้ว คนที่กดตัวซ่งผิงอันไว้ก็จากไป ซ่งผิงอันนอนแผ่อยู่ที่พื้น คิดที่จะขยับตัว อยากล้วงคอให้อาเจียนออกมา ทว่าตอนนี้มือเขาหนักแม้แต่จะยกนิ้วขึ้นมายังลำบาก

โครมน้ำร้อนอีกกะละมังสาดลงมาอีกครา และพลังเฮือกสุดท้ายของซ่งผิงอันก็ถูกสาดจนหมดไปด้วย หลังจากที่ถูกสาดไปสามถึงสี่กะละมังก็มีคนเข้ามาล้อมอีกครั้ง นำสิ่งของที่มีขนสัตว์มาขัดตามร่างกายเขา

ในระหว่างที่ยังพร่าเบลอ ซ่งผิงอันกลับรู้สึกว่าตนในตอนนี้คล้ายกับอยู่ในฉากฆ่าหมูที่เคยเห็น หลังจากเอาเลือดหมูออกมาแล้วก็จับมันลงในน้ำร้อนจัด จากนั้นคนฆ่าสัตว์ก็จะขัดล้างหนังหมูจนสะอาดรอเวลาเชือด ขั้นตอนขัดถูที่ทรมานผ่านไปเรียนร้อยแล้ว ต่อไปคือการชะล้าง สุดท้ายเขาก็ถูกคนจับเช็ดตัวจนแห้งแล้วแบกไปวางบนที่นอนอ่อนนุ่ม

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยาออกฤทธิ์หรือว่าถูกทรมานอย่างทารุณ ทั้งร่างของซ่งผิงอันร้อนผะผ่าวอย่างที่สุด เขาถึงกับสงสัยว่าตนถูกต้มจนสุกไปแล้วหรือไม่ หากไม่ใช่เพราะสติยังไม่แจ่มชัดและร่างกายขยับเขยื้อนไม่ได้ ตอนนี้เขาก็อยากจะลงไปแช่อยู่ในน้ำเย็นจัดเพื่อคลายความรุ่มร้อนยากจะทนเช่นนี้

ที่เขาเพิ่งดื่มไปนั่นคือสิ่งใด เขาจะตายหรือไม่

เขารู้สึกว่าสมองหนักขึ้นเรื่อยๆ และสติสัมปชัญญะก็ยิ่งเลือนราง ในตอนนั้นเองมือที่ติดจะเย็นเล็กน้อยสัมผัสลูบลงบนไหล่ของเขา สัมผัสเย็นเช่นนี้ทำให้ร่างกายของคนที่รู้สึกร้อนรุ่มราวกับจะไหม้สั่นสะท้านอย่างยากจะควบคุม มือข้างนั้นคล้ายกับจะตกใจเพราะเขา เพราะหลังจากนั้นมันก็หายไป จากนั้นเขาก็ถูกคนประคองให้นั่ง ขาทั้งสองข้างถูกจับแยกออกจากกัน เปิดเผยส่วนเร้นลับที่มีเพียงบิดามารดาที่เคยเห็นสมัยเขายังเล็ก จากนั้นก็ไม่เคยมีใครได้เห็นอีก

ทั้งร่างอ่อนปวกเปียกไปหมด ทว่านาทีนี้ความอับอายในจิตใจทำให้ซ่งผิงอันดิ้นรนอีกครา เพียงแต่ว่าอาการต่อต้านน้อยๆ ของเขากลับถูกหยุดยั้งอย่างรวดเร็ว ช่องทางด้านหลังที่เขาใช้ขับถ่ายถูกคนใช้นิ้วกดให้มันผ่อนคลาย เขาอยากจะผลักทุกคนที่ทรมานเขาอยู่ออกไปให้หมด แต่ว่าหลังจากที่โดนป้อนยาเข้าไป ร่างกายก็อ่อนปวกเปียกราวกับถูกสูบกระดูกหายไปหมด จนเหลือเพียงเนื้อหนังที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงและอ่อนยวบ จนขนาดจะหันหน้าสักนิดยังกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ กดตรงจุดนั้นใช้เวลาไม่นาน นิ้วพวกนั้นก็ลองเปิดช่องช่องทางคับแคบออก จากนั้นก็ตามมาด้วยสิ่งของที่ทั้งแข็ง บาง และยาวสอดใส่เข้ามา

ไม่รอให้สติอันเลือนลางของซ่งผิงอันมีโอกาสคิดอะไรมาก ของเหลวที่อุ่นร้อนจากสิ่งนั้นก็ค่อยๆ ไหลเข้าสู่ท้องของเขาทีละนิด เขารู้สึกว่าท้องของเขาค่อยๆ ขยายออก แรกสุดเขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว ต่อมาเขารู้สึกอยากขับถ่าย จนตอนหลังท้องของเขาขยายจนนึกว่ามันจะระเบิดออก แต่จนถึงตอนนี้ของเหลวที่อุ่นร้อนยังคงกรอกเข้าท้องของเขาไม่หยุดหย่อน

ร่างกายร้อนรุ่ม ท้องบวมขยาย ซ่งผิงอันทรมานอย่างที่สุด ทรมานจนอยากจะร้องไห้ออกมาเสียงดัง ทว่าในตอนนี้แม้แต่จะส่งเสียงเขายังทำไม่ได้ ทั้งร่างกระตุกเป็นช่วง น้ำตาไหลไม่หยุด ในลำคอก็ส่งเสียงสะอึกสะอื้นอย่างสิ้นหวัง

ราวกับรับรู้จุดที่ร่างกายของซ่งผิงอันทนรับได้ ในตอนที่เขาคิดว่าตนต้องตายแน่ ของที่สอดลงมาในช่องทางด้านหลังก็ถูกดึงออก มีมือหนึ่งกดลงบนหน้าท้องที่ขยายจนแทบจะระเบิดของเขา และเพราะการกระตุ้นเช่นนี้ทำให้ซ่งผิงอันร้องไห้พลางปลดปล่อยของเหลวที่ทรมานตนออกมา

เขานึกว่าเรื่องจะจบแล้ว แต่เมื่อผ้าอ่อนนุ่มที่เช็ดตรงส่วนนั้นจากไป ของที่ทั้งแคบทั้งยาวที่เขาจำได้แม่นก็สอดเข้ามาในร่างกายเขาอีกครั้ง ความทรมานที่ทำให้คนแทบเป็นบ้าเกิดขึ้นสามครั้ง ครั้งสุดท้าย หลังจากที่เขาร้องไห้พลางปลดปล่อยออกมา ซ่งผิงอันก็ทนแรงกระตุ้นเหล่านี้ไม่ไหวจนสลบไป

ราวกับหยาดโลหิตในกายถูกกรอกสิ่งแปลกประหลาดเข้ามา มันไหลตามกระแสโลหิตไปทั่วทั้งร่าง ทำให้เขาทั้งร้อนทั้งคันอย่างที่สุด ซ่งผิงอันค่อยๆ คืนสติเพราะความรู้สึกเช่นนี้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาฟื้นขึ้นมาหรือยัง ในตอนนั้นราวกับเขาเป็นไข้ ทั้งร่างร้อนผ่าว รู้สึกหนักหัว สติเรือนลาง แขนขาอ่อนแรง เขาพยายามลืมตาขึ้นมา แต่ว่ายังเห็นเพียงความมืดมิดเท่านั้น เขาลองขยับแขนขา ทว่าแขนขากลับถูกตรึงไว้

เรื่องที่เขารู้ก็คือ ในตอนนี้เงียบเชียบเหลือเกิน เขาไม่ได้ยินเสียงอื่นนอกจากเสียงตนเอง คนที่ทรมานเขาเหล่านั้นคล้ายกับออกไปหมดแล้ว ทว่าซ่งผิงอันไม่สามารถวางใจได้สักนิด เพราะเขาเริ่มรู้สึกถึงสภาพของตัวเองในตอนนี้เขาถูกปิดตา แขนขาถูกกางออกกึ่งๆ ห้อยอยู่ในอากาศ

จะบอกว่าซ่งผิงอันซื่อบื้อ ซื่อสัตย์ หรือแม้กระทั่งพูดว่าเขาโง่ก็ได้ แต่ไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อหนึ่งได้ นั่นก็คือซ่งผิงอันแข็งแรง ซ้ำยังแข็งแกร่งปราดเปรียว เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นทหารรักษาการณ์ในวังหลวงนายหนึ่ง ภายในวังหลวง ทุกสิ่งอย่างต้องดีที่สุด นั่นรวมถึงทุกคนในนั้นด้วย

ความเข้มงวดของการคัดเลือกทหารรักษาการณ์ ไม่เพียงต้องดูพื้นเพที่มา หากร่างกายไม่ได้มาตรฐานก็จะไม่ได้รับการคัดเลือก อู่กวน (4) ต้องสมบูรณ์ แขนขาได้สัดส่วน ร่างกายกระฉับกระเฉง การเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผู้ที่คอยปกป้องวังหลวงจะต้องมี และในบรรดาทหารรักษาการณ์นับพัน ซ่งผิงอันที่เติบโตมาอย่างยากลำบากนับว่าอยู่ในอันดับกลางค่อนสูง หากไม่ใช่เพราะตัวเขาชอบอยู่ในกฏเกณฑ์ ไม่รู้จักคดเคี้ยวเช่นนี้ ดูจากคุณสมบัติของเขาแล้วจะขยับตำแหน่งขึ้นเป็นราชองครักษ์นั้นไม่ยากสักนิด

ความแข็งแกร่งจากการใช้ชีวิตรวมกับการฝึกซ้อมเป็นเวลานานกว่าแปดปีในหน่วยทหารรักษาการณ์ ทำให้ร่างกายและความเร็วในการตอบสนองของคนธรรมดาเทียบซ่งผิงอันไม่ติด ที่ก่อนหน้านี้ถูกลอบจู่โจม หนึ่งเพราะหนาวแข็งจนการตอบสนองช้าลงไปมาก สองเพราะชะล่าใจไม่คิดว่าจะมีเรื่องลักพาตัวคนเกิดขึ้นในวังหลวง

ดังนั้นตอนนี้ที่ทั้งแขนขาของเขาถูกมัด สมองก็ยังไม่แจ่มชัด แต่เพียงใช้สติที่เหลืออยู่น้อยนิด สุดท้ายเขาก็สามารถใช้ความรู้สึกสัมผัสสภาพรอบด้าน เรียกว่าเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอย่างหนึ่ง สำหรับเขาในตอนนี้ที่ไม่รู้อะไรเลย จึงคิดจะเป็นฝ่ายควบคุมโอกาสที่จะหนี หรือต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนมัดเขาไว้ที่นี่ คิดไปถึงว่าตรงนี้อาจมีเพียงแค่เขาคนเดียว

ซ่งผิงอันทนความร้อนบนร่างไม่ไหว พยายามคิดหาวิธีหุบขาทั้งสองข้างที่ถูกแยกออกจากกัน ร่างของเขาถูกแขวนไว้กึ่งกลางอากาศ พอขยับดิ้นรน ร่างกายก็เริ่มโยกเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างที่ถูกมัดก็เริ่มเจ็บปวดยิ่งขึ้น

แรงเสียดสีของผิวเนื้อที่ร้อนผ่าวกับอากาศ ทำให้เกิดแรงสั่นเบาๆ จนซ่งผิงอันแทบจะเผลอส่งเสียงกรีดร้องออกมา ไม่คิดว่าร่างกายจะไวต่อความรู้สึกเช่นนี้ แค่เพียงขยับ ไม่มีส่วนไหนที่สัมผัสกับที่อื่น ยังสามารถปลุกความรู้สึกที่รุนแรงเช่นนี้ขึ้นมาได้

เป็นเพราะเมื่อสักครู่ถูกกรอกยามาใช่หรือไม่?

ซ่งผิงอันหอบหายใจพลางคิด เขาพบว่าลมหายใจของตนนั้นร้อนถึงขนาดสามารถลวกผิวหนังตัวเองได้

ในขณะนั้น ซ่งผิงอันรู้สึกได้ว่ามีคนผู้หนึ่งค่อยๆ ก้าวมาหยุดต่อหน้าเขา อีกฝ่ายไม่พูดแม้เพียงครึ่งคำ แต่จิตใต้สำนึกอันเฉียบแหลมบอกเขาว่าคนผู้นี้กำลังมองร่างกายที่เปลือยเปล่าของเขาด้วยสายตาเร่าร้อน แค่ถูกมองก็ทำให้ร่างกายสั่นสะท้านได้อีกครา ซ่งผิงอันทำได้เพียงเหยียดเกร็งร่างและอดทนสุดชีวิต

ผู้ใดกันปล่อยข้าไปปล่อยข้าไป…”

เสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบจนไม่เหมือนเสียงตัวเอง ยามเปิดปาก ลมหายใจที่ออกมาก็ร้อนระอุเช่นกัน ปกติเวลาลูกกระเดือกขยับเป็นสิ่งที่ไม่เคยจะสนใจ แต่ในเวลานี้ เขาถึงกับจินตนาการออกว่ากระดูกอ่อนนั้นเคลื่อนขึ้นด้านบน จากนั้นค่อยๆ เคลื่อนลงมา ทุกสัมผัสบนผิวหนังนำพาความรู้สึกมาทั้งหมด เขาอดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป ได้แต่ส่งเสียงครวญครางราวกับร่ำไห้ ทั้งร่างเหยียดเกร็งจนแม้กระทั่งนิ้วเท้ายังงองุ้มลงไป

ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอยู่ด้านหลัง สายตาที่ร้อนแรงจับจ้องไปทั่วแผ่นหลังที่เปลือยเปล่า ทำให้ร่างกายของซ่งผิงอันสั่นระริกอีกครั้ง ในตอนที่ใกล้จะโดนสายตาของคนผู้นี้ทรมานจนเป็นบ้า ซ่งผิงอันทนต่อไม่ไหวคิดจะเปิดปากพูดต่อ แต่มือที่อบอุ่นพอเหมาะอย่างคิดไม่ถึงกลับวางลงบนบั้นท้ายของเขาเบาๆ แรงสัมผัสเช่นนี้เป็นของจริง มันยิ่งกว่าอากาศ ยิ่งกว่าผิวหนังของตัวเองร้อยเท่าพันเท่า ร่างกายของซ่งผิงอันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง และเพราะความรู้สึกอันหนักหน่วงเกินจะทนไหวทำให้เสียงเขาหายไปชั่วคราว จึงทำได้แค่ส่งเสียงหอบรุนแรงเท่านั้น

เขาสะท้านรุนแรง โซ่เหล็กที่มัดมือเขาไว้ส่งเสียงแสบแก้วหู มือที่เดิมทีสัมผัสร่างกายเขาแผ่วเบาเคลื่อนมาจับเอวแกร่งของเขา โลหิตที่ก่อนหน้านี้ยังเคลื่อนไหวปลุกความปรารถนาไปทั่วร่างกาย แต่บัดนี้กลับเคลื่อนมารวมตัวกันอยู่ตรงส่วนที่โดนจับต้องจนบวมขยายอย่างรวดเร็ว ราวกับวินาทีถัดไปมันจะระเบิด

ปล่อยปล่อยข้า…”

เขาไม่สนอะไรอีกต่อไป แรงกระตุ้นที่ทำให้เขาแทบจะพังทลายเช่นนี้ทำให้เขาอยากจะเป็นบ้า ทำให้เขาอยากจะหลุดพ้น!

เจ้าของมือไม่ฟังคำของเขา ยังคงยึดเอวของเขาไว้มั่น มืออีกข้างยื่นจากด้านหลังมาประกบลงบนท้องน้อยที่แข็งแกร่งของเขา เริ่มขยับหนักแน่นแต่เชื่องช้า คล้ายกับกำลังวาดเขียนรูปร่างร่างกายเขา

ไม่…”

ผ้าดำที่ปิดหน้าเขาไว้เปียกชื้น ภายใต้แรงกระตุ้นที่ทำให้คนแทบจะเป็นบ้า ต่อให้เป็นชายหนุ่มอย่างซ่งผิงอันก็ยังอดที่จะร้องไห้ไม่ได้ บางทีอาจเป็นผลจากการที่เขาควบคุมเสียงร้องไห้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะสองมือที่ทรมานเขาในที่สุดก็ละออกไป ทว่านอกจากซ่งผิงอันจะได้พักหายใจแล้ว ความว่างเปล่าที่เอ่อล้นขึ้นมาทำให้เขาเริ่มที่จะกังวล

ไม่ปล่อยให้เขาคิดนาน มือที่สัมผัสร่างกายเขากลับมาอีกครั้ง และยังจับเอวเขาแน่นเช่นเดิม มืออีกข้างแยกก้นทั้งสองออกพร้อมกับป้ายยาที่ค่อนข้างเย็นลงไปตรงส่วนลับด้านหลัง

เจ้าทำอะไรน่ะ! ปล่อย! ปล่อย!”

ในระหว่างที่ซ่งผิงอันดิ้นรนและร้องเสียงแหบด้วยความหวาดกลัว เจ้าของมือก็ยังคงทำแบบเดิมซ้ำๆ ทายาด้านนอกเป็นชั้นแรกก่อน จากนั้นก็สอดนิ้วเข้าไปทายาด้านใน มือที่จับเอวเขาไว้ลูบไล้ขึ้นเบาๆ ราวกับปลอบขวัญ ซ่งผิงอันรู้สึกถึงผ้าไหมเรียบลื่นทั้งยังเย็นเล็กน้อยที่แนบลงกับแผ่นหลัง ลมหายใจร้อนพรมลงบนบริเวณใกล้เคียงกับไหล่และลำคอของเขา จากนั้นริมฝีปากร้อนก็ทาบทับลงบนผิวบริเวณนั้น ก่อนบริเวณที่ลิ้นชื้นอ่อนนุ่มลากผ่านจะทิ้งไว้เพียงความชื้นเย็น

หากพูดว่าคนซื่อบื้ออย่างซ่งผิงอันยังจับต้นชนปลายสถานการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ถูก แล้วในเวลานี้ยังคงไม่เข้าใจล่ะก็คนคนนั้นหากไม่เคยผ่านเรื่องราวทางโลกมาโชกโชน สมองก็คงมีปัญหา และซ่งผิงอันไม่ใช่ทั้งสอง ต่อให้เป็นคนซื่อเพียงใด แต่การที่ต้องมาคลุกคลีอยู่กับพวกอันธพาลในหน่วยทหารรักษาการณ์นานขนาดนี้ อย่างน้อยก็ต้องติดนิสัยแย่ๆ มาอยู่บ้าง

ในตอนที่ซ่งผิงอันอายุครบยี่สิบปี พวกสหายเลวที่นับเป็นพี่เป็นน้องกับเขาได้มอบของขวัญวันเกิดชิ้นใหญ่ด้วยการรวบรวมเงินพาเขาไปหอนางโลมเพื่อเปิดหูเปิดตาครั้งแรกของเขาได้มอบให้กับนางโลมที่ไร้ชื่อเสียง หน้าตาพูดได้เพียงว่าพอไปได้ หน้าอกก็ไม่เต็มไม้เต็มมือนางหนึ่ง

ครั้งแรกอย่างไรก็คือครั้งแรก ถึงแม้ว่าเขาไม่ได้ประทับใจมากมายนัก แต่เขาก็ยังจำได้มาโดยตลอด เพราะอย่างไรจนถึงทุกวันนี้ประสบการณ์นั้นก็ยังคงเป็นครั้งแรก

ถึงแม้จะเคยมีประสบการณ์ แต่ในคราแรกเขาก็นึกไม่ถึงว่าคนเช่นเขาจะต้องมาพบกับเรื่องเช่นนี้! การถูกลวนลามปกติจะเกิดขึ้นกับสตรีมิใช่หรือ ถึงแม้จะเคยฟังว่ามีพวกขุนนางใหญ่โตหรือพ่อค้าคหบดีมั่งคั่งที่ชอบพอในตัวบุรุษ แต่อันดับแรกเลยคือรูปโฉมของบุรุษเหล่านั้นต้องไม่ธรรมดา ถึงกระทั่งงดงามกว่าสตรีอยู่หลายส่วน ในตอนนั้นเขายังฟังเป็นเรื่องน่าขัน แต่มาวันนี้เมื่อเกิดขึ้นกับตนแล้วมันเกินกว่าที่ซ่งผิงอันจะเข้าใจและยอมรับได้

อู่กวนของเขานับได้ว่าสมบูรณ์นั่นก็เพราะดวงตา จมูก ปาก ล้วนอยู่ในตำแหน่งที่สมควรอยู่ ไม่เอียง ไม่ขาดจากใบหน้าที่ธรรมดาสามัญของเขา เวลาคนมองผ่านก็ไม่มีใครจำได้ ซ่งผิงอันรู้ตัวเองดี เพราะที่จริงแล้วในวังหลวงมีการคัดเลือกทหารรักษาการณ์ทุกปี หน้าตาก็เป็นด่านหนึ่ง จะหาบุรุษรูปงามในหน่วยทหารรักษาการณ์แค่ลองคว้ามา อย่างน้อยต้องมีสักคน

ด้านหลังทิ้งไว้เพียงรอยชื้น แต่ตรงบริเวณกระดูกหัวไหล่กลับเจ็บปวดราวกับถูกแทงขึ้นมากะทันหัน ทำให้ซ่งผิงอันที่นิ่งไปเพราะความตกใจกลัวเจ็บจนหอบหายใจเสียงดัง ความเจ็บปวดมากขึ้นทุกขณะ ตรงส่วนนั้นราวกับจะโดนกัดเนื้อออกมา อาจเป็นเพราะความเจ็บปวดเช่นนี้ ทำให้ความทรมานที่ไหลวนในหยาดโลหิตของเขาค่อยๆ ลดลงไป จากเสียงความเจ็บปวดราวกับแทรกด้วยความสุขสม ราวกับผู้ที่แนบชิดอยู่ด้านหลังเขาจะฟังออก มือที่โอบล้อมร่างกายเขาลงแรง เบียดร่างกายแนบชิด ซ่งผิงอันถึงกับได้ยินเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกับผิวกายอย่างชัดเจน

นิ้วที่ขยับอยู่ในร่างกายของเขาแทรกเข้าไปลึกยิ่งขึ้น ทุกๆ ที่ที่นิ้วมือผ่านก็จะทิ้งความซาบซ่านไว้จนแทบจะรอให้มีบางสิ่งกระแทกเข้ามาอย่างรุนแรงไม่ไหว ในตอนที่แทบจะทนไม่ได้ ซ่งผิงอันหดเกร็งบีบรัดส่วนนั้นด้วยสัญชาตญาณ อยากให้นิ้วมือที่อยู่ในร่างกายสัมผัสกับเนื้ออ่อนนุ่มส่วนที่คัน

หึ…” ในสมองอันเรือนลาง คลับคล้ายคลับคลาว่ามีเสียงหัวเราะแผ่วเบาอยู่ข้างหู แต่ซ่งผิงอันในตอนนี้ไม่มีอารมณ์มาสนใจสิ่งใดทั้งนั้น ร่างกายเขาร้อนจนแทบทนไม่ได้ ตรงส่วนนั้นคันจนทรมาน ผู้ใดสามารถช่วยเขาได้บ้าง!

สัมผัสของผ้าที่แนบชิดด้านหลังทำให้รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เขาพยายามแนบชิดลงไป นิ้วมือที่สอดอยู่ในร่างทำให้เขาลดความต้องการลงไปได้ ดังนั้นเขาจึงพยายามบีบรัดอย่างสุดกำลัง ในตอนนี้เขาไม่รู้และหากรู้เขาจะต้องโขกหัวจนตายอย่างแน่นอน เพราะว่าท่าทางของเขาในตอนนี้ยั่วยวนเสียยิ่งกว่านางโลมที่ยั่วเย้าที่สุดเสียอีก

นิ้วที่อยู่ในร่างกายเพิ่มเป็นสองนิ้วตามความต้องการของเขา และยังคงสัมผัสภายในอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับกำลังตามหาบางอย่าง จนกระทั่งสัมผัสถึงบางจุด การกระทำนั้นจึงหยุดก่อนจะกดลงอย่างรุนแรง ร่างกายที่ใกล้จะพังทลายของซ่งผิงอันหอบหายใจ เชิดหน้า ร่างเกร็งกระตุกปลดปล่อยออกมาทุกหยาดหยดเสียจนน้ำตารินไหล

ตั้งแต่เล็กจนโต ซ่งผิงอันเป็นคนตรงไปตรงมา น้อยนักที่จะเสียน้ำตา ทว่าตอนนี้กลับควบคุมไม่ให้หยาดน้ำตาไหลออกมาไม่ได้ หลังจากปลดปล่อย ความรู้สึกรุ่มร้อนนั้นไม่ได้หายไปแต่กลับร้อนยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ตรงช่องทางด้านหลังคล้ายกับมีมดนับพันนับหมื่นเดินผ่าน คันจนแทบจะเป็นบ้า เขาคิดถึงความรู้สึกที่มีนิ้วสอดถูอยู่ในร่างกาย ทว่าในเวลาเช่นนี้เจ้าของนิ้วนั้นกลับถอนนิ้วมือออกอย่างโหดร้าย

ความว่างเปล่าที่มาอย่างกะทันหันทำให้ซ่งผิงอันขยับร่างกายอย่างกระสับกระส่าย ครั้งนี้ลมหายใจร้อนของผู้อื่นทาบทับลงบนหลังคออย่างรวดเร็ว ลิ้นอ่อนนุ่มไล้เล็มส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดบนลำคอ หลังจากทำจนเปียกก็งับลงไปอีกคำจนร่างของซ่งผิงอันสั่นระริก มืออีกข้างวางลงบนท้องน้อยของเขา กดร่างที่เอนไปด้านหน้ารั้งให้กลับมา ในขณะเดียวกัน ส่วนแข็งร้อนที่ห่างกันเพียงผิวผ้ากั้นก็แนบชิดกับร่องก้น เสียดสีกับผิวเนื้อนุ่มอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น

ซ่งผิงอันรู้ว่านั่นคืออะไร ถ้าหากสติเขาแจ่มชัดมากกว่านี้สักหน่อย เขาจะต้องหลบหนีไปเพราะทั้งอายทั้งเคือง แต่เวลานี้เขาถูกทรมานเสียจนหลงเหลือเพียงความรู้สึกทางกาย ในตอนที่สิ่งนั้นทาบทับลงมา เขาส่งเสียงสะอึกสะอื้นอย่างทรมานและเป็นฝ่ายเสียดสี ถึงแม้จะมีผ้าผืนบางกางกั้น แต่ความรู้สึกที่มันไม่ตรงจุดเช่นนี้ทำให้คนที่เหลือเพียงความรู้สึกทางกายไม่พอใจ ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไร คนที่อยู่ด้านหลังก็ยังรักษาความเร็วที่ไม่เร่งไม่ช้า ราวกับไม่สะทกสะท้านกับเขาที่กำลังตกอยู่ในความบ้าคลั่ง และก็คล้ายกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง

ซ่งผิงอันทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ร่างของเขาเหยียดเกร็งจนกระทั่งเท้ายังบิดงอ ส่งเสียงร้องไม่หยุด

ขอร้องขอร้องล่ะ…” แม้กระทั่งตัวเองยังไม่รู้ว่าพูดอะไร หวังเพียงว่าจะดีขึ้นมาสักนิด เขาสูญเสียการควบคุมทั้งหลายไปนานแล้ว และในที่สุดคำขอร้องของเขาก็ทำให้คนที่รักษาความเร็วอยู่ที่ไม่ช้าไม่เร่งเริ่มขั้นต่อไป

ไม่มีคำพูด แต่การกระทำแสดงออกทุกอย่าง ขอเพียงซ่งผิงอันเป็นฝ่ายเอ่ยปาก เขาก็จะได้ทุกอย่างที่ต้องการ

กำจัดช่องว่างสุดท้ายออกไป ส่วนที่ทาบทับลงมาจนทำให้ซ่งผิงอันแทบจะเป็นบ้าคือความปรารถนาที่อุ่นร้อนแข็งชัน มือทั้งสองข้างเปิดแก้มก้นออก ช่องท่างเร้นลับปรากฏอยู่ในอากาศ จุดที่ชุ่มชื้นเสียดสีกับบริเวณรอบรอยจีบที่ร้อนระอุ ยังคงเคลื่อนไหวเชื่องช้าราวกับตรงส่วนนั้นงดงามเสียจนต้องอ้อยอิ่งไม่ยอมจาก ไม่คิดที่จะเข้าไป ไม่ว่าคนที่ใกล้คลั่งจะดิ้นรนอย่างไรก็ไร้ประโยชน์

คนที่โดนความอยากครอบงำทนได้ไม่นาน หลังจากที่รู้ว่าคำร้องขอไม่เป็นผล เขาถูกบังคับจนร้องไห้ขอร้องอีกครั้งขอร้องให้คนที่อยู่ข้างหลังสอดใส่เข้ามา เติมเต็มความว่างเปล่าที่ทรมานและเติมเต็มร่างกายที่ต้องการจนทนไม่ไหว จากนั้นก็ขยับอย่างรุนแรง ทำให้ร่างกายที่ร้อนรุ่มจนแทบจะระเบิดดีขึ้นมาสักหน่อย

อึก ขอร้องล่ะ เข้ามาขอร้อง….”

เป็นดังที่คิดไว้ แค่เพียงเขาเปิดปาก ทั้งหมดก็จะเป็นไปตามที่เขาปรารถนา นิ้วมือค่อยๆ เปิดช่องทางคับแน่นนั้นออกเล็กน้อย สิ่งร้อนจัดที่อ้อยอิ่งอยู่แต่ภายนอกคล้ายจะชิมความงามจนพอใจแล้วจึงยินยอมสำรวจลึกเข้าไปภายใน คนที่อยู่ด้านหลังของซ่งผิงอัน จะต้องเป็นแขกที่มีมารยาทเป็นแน่ เพราะผู้นั้นไม่สนใจคนที่โดนทรมานจนแทบจะกลายเป็นบ้า คอยคิดแต่จะให้เข้ามาเร็วๆ หากแต่ยังรักษาความเชื่องช้าเนิบนาบ คล้ายกับกำลังซึมซาบรสและก็คล้ายกำลังสำรวจ แค่ส่วนหัวเข้ามาก็ทำให้ซ่งผิงอันที่แทบจะกลั้นหายใจรอคอยตกเข้าสู่ความร้อนรนอย่างรวดเร็ว จนแทบจะฉีกกระชากร่างกายและจบการทรมานนี้ด้วยความสุขสม

ที่ร้อนรุ่มนั้นไม่ใช่เพียงร่างกายของเขา แต่ยังเป็นตรงส่วนนั้นรวมถึงคนที่แนบสนิทอยู่ด้านหลังของเขาผู้นั้นด้วย ในห้องฟุ้งตลบด้วยกลิ่นหอมที่พูดไม่ถูก กลิ่นนั้นทั้งหอมกรุ่นและแปลกประหลาด และเพราะซ่งผิงอันสูดกลิ่นนี้อยู่ตลอดเวลา จึงทำให้สมองยิ่งลางเลือนและหนักขึ้น

เหงื่อของซ่งผิงอันซึมออกมาจากผิวหนังมากมาย จนทั่วทั้งร่างคล้ายกับทาของลื่นเหนียวคล้ายน้ำมัน เขาไม่รู้ว่าท่าทางของตนในตอนนี้น่าดึงดูดมากเพียงใด และไม่รู้ว่าคนที่แนบชิดอยู่ด้านหลังต้องอดทนมากเพียงใดเพื่อที่จะคงระดับความเร็วไว้เท่าเดิม และยิ่งไม่รู้ว่าตอนที่เขาอดกลั้นไม่ไหวร้องขอให้อีกฝ่ายเข้ามาเร็วๆ คนผู้นั้นลอบผ่อนลมหายใจก่อนจะกระชับมือที่อยู่ระหว่างเอวของเขาและฝังมันเข้าไปให้ลึก

ตรงนั้นที่อ่อนนุ่มและเปียกลื่นห่อหุ้มส่วนกึ่งกลางที่ทั้งอ่อนไหวและแข็งแกร่งเอาไว้ ในขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ส่งเสียงครางหอบหายใจด้วยความพอใจก่อนหยุดเพียงนิด จากนั้นส่วนแข็งแกร่งที่ฝังลึกเข้าไปจนสุดลองเปลี่ยนที่ แรงกระตุ้นนั้นทำให้ซ่งผิงอันกระตุกพร้อมกับปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง

คนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้อย่างซ่งผิงอัน ปกติแล้วน้อยครั้งที่ระบายอารมณ์ด้วยตัวเอง เรียกว่าแทบจะใช้ชีวิตโดยปราศจากเรื่องพรรค์นี้ ครานี้ปลดปล่อยออกมาติดกันถึงสองครั้ง คล้ายกับเป็นการสูบพลังออกจากร่างไปจนหมด

หลังจากทุกอย่างหยุดลง เขาหอบหายใจอย่างอ่อนล้า เป็นเพราะผลกระทบจากฤทธิ์ยาและร่างกายที่เกร็งมาตลอดในตอนนี้กลับผ่อนคลายลงพร้อมกัน สติยังมึนงงอยู่ชั่วขณะจนไม่ทันรู้สึกว่าขาของตนนั้นถูกจับแยกกว้างขึ้นไปอีก ความแข็งแกร่งที่ฝั่งลึกอยู่ภายในกระแทกเบาๆ ไม่กี่ครั้ง หลังจากนั้นก็ดึงออกมามากกว่าครึ่ง แล้วก็กระแทกลึกลงไปอย่างรุนแรง

เป็นเพราะแรงกระตุ้นหนักหน่วงทำให้ซ่งผิงอันหมดสติไป จากนั้นก็ถูกแรงกระแทกปลุกจนตื่นขึ้นมา เดิมทีคิดว่าหลังจากที่ส่วนนั้นเข้ามาแล้วเขาจะหลุดพ้น แต่เห็นได้ชัดเจนว่าแรงกระแทกที่ทำให้ลมหายใจติดขัดเช่นนี้ยิ่งเป็นการสร้างภาระให้กับร่างกายมากยิ่งขึ้น ครั้งนี้ซ่งผิงอันไม่มีแม้กระทั่งแรงจะร้องขอ หยาดน้ำตายังคงปกคลุมดวงตาและไหลริน ได้แต่อ้าปากเพราะหายใจลำบาก และส่งเสียงร้องครวญครางแหบพร่า

ทุกๆ ครั้งเป็นการฝังเข้าลึกก่อนจะถอนออกมาเพียงนิด จากนั้นถอนออกแล้วฝังลงลึกสลับกันไป และทุกครั้งอีกฝ่ายจะหลบหลีกตรงส่วนที่จะทำให้เขาปลดปล่อยออกมา ทรมานเขาจนเขาเหลือเพียงแรงที่จะปล่อยให้น้ำตารินไหลเท่านั้น

จนเมื่อมือที่จับเอวของเขาไว้เลื่อนไปด้านหน้า จับลงบนสิ่งที่แข็งขืนเพราะฤทธิ์ยาและการถูกทรมาน อีกฝ่ายไม่ต้องใช้พละกำลังอะไรมากมาย แค่เพียงรูดรั้งไม่กี่ทีก็ทำให้ซ่งผิงอันระเบิดออกมา ครั้งนี้เป็นเพราะร่างกายแบกรับหนักเกินจะทนไหว ในที่สุดก็สลบไป

หลังจากที่ฟื้นขึ้นมา เขาไม่รู้ว่าร่างของเขามาอยู่บนเตียงที่อ่อนนุ่มเมื่อไร ผู้ที่ก่อนหน้านี้เอาแต่ทรมานเขากดทับอยู่บนร่าง ขาทั้งสองข้างอ้าออกและถูกคนผู้นี้เรียกร้องไม่หยุด ผ้าที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตายังปิดดวงตาเขาอยู่ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะรู้สึกได้ว่าแขนขาเป็นอิสระแล้ว ทว่าร่างกายของซ่งผิงอันยังคงหนักจนไม่อาจขยับได้แม้แต่นิ้วเดียว

ซ่งผิงอันที่ฟื้นขึ้นมาก็ดิ้นรนอย่างอ่อนแรง จนคล้ายกับจะทำให้คนที่ทาบทับบนร่างมีรอยยิ้มแปลกประหลาด วินาทีถัดมา มือข้างหนึ่งก็ออกแรงกดลงบนไหล่ของเขา มืออีกข้างวางลงบนหัวเข่าลงแรงกดลงด้านข้าง ทำให้ช่วงเอวของเขาแทบจะปรากฏออกมาจนหมด จากนั้นก็ค่อยๆ เคลื่อนไหวในร่างกายเขา กระตุ้นเย้าแหย่กับเขาต่อไป

ท่าทางที่ไม่อภิรมย์ในครั้งนี้รวมกับความทรมาน ต่อให้ไม่มีแรงอย่างไร ซ่งผิงอันก็ยังคงดิ้นรน แต่ต่อมาเขากลับต้องสั่นสะท้านอย่างรุนแรง จนในที่สุดเขาก็ได้แต่ยินยอมรับชะตา

ไม่รู้ว่ามันดำเนินต่อมานานเท่าไร ในตอนที่ท่อนล่างของเขารู้สึกเจ็บปวดและชาจนแทบจะไร้ความรู้สึก และหลังจากส่วนที่อยู่ลึกในกายเขากระตุกสั่นรุนแรง น้ำอุ่นร้อนที่ราวกับจะลวกตรงส่วนนั้นก็ทะลักเข้าสู่ร่างของเขา

ทว่ายังคงฝังอยู่ภายในไม่ออกมา ร่างกายที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อทาบทับลงบนร่างเขา ซ่งผิงอันที่อ่อนแรงทำได้เพียงนอนอย่างไร้เรี่ยวแรง แผ่นอกของอีกฝ่ายทาบทับเขาที่ใกล้จะหายใจไม่ทัน สรรพเสียงเงียบไประยะหนึ่ง จากนั้นคนผู้นั้นก็ยืดตัวขึ้น จับคางของเขาไว้ยามจ้องมองก่อนจะก้มลงมากัดริมฝีปากเขา อีกฝ่ายไม่สนอาการต่อต้าน ยังคงสอดลิ้นเข้ามาสัมผัสไปทั่วโพรงปาก ถึงกระทั่งสอดเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุด

ยึดครองเรียกร้องความต้องการอย่างเอาแต่ใจ ราวกับเป็นผู้สูงศักดิ์ที่มองเหยียดราษฎรที่คุกเข่าคำนับอย่างเย็นชาและหยิ่งทระนง

ในที่สุดคนผู้นี้ก็ปล่อยเขา อกของซ่งผิงอันหอบหายใจโกยอากาศจนขยับขึ้นลงรุนแรง จนส่งผลไปถึงทุกส่วนในร่างกาย สัตว์ร้ายที่ยังคงอยู่ในร่างเขาก็ไวต่อสัมผัส มันจึงค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ซ่งผิงอันกลัวจนอยากจะหลบหนี แต่แน่นอนว่าสุดท้ายก็เสียแรงเปล่า เขาที่สิ้นไร้เรี่ยวแรงต่อให้ดิ้นรนอย่างไรก็ยังคงพ่ายแพ้อยู่ภายใต้เงื้อมมืออีกฝ่าย

ทว่าอาการต่อต้านน้อยๆ ของเขาทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ มืออีกข้างวางลงบนอกข้างซ้ายของเขาทันที จากนั้นก็เค้นคลึงส่วนที่นูนขึ้นมาก่อนใช้เล็บแข็งแรงบีบลงไปอา!” เสียงร้องแหลมด้วยความเจ็บปวด ซ่งผิงอันเจ็บจนเกร็งไปทั้งร่าง รวมถึงช่องทางด้านหลังที่หดเกร็งเช่นกัน และเพราะถูกบีบรัด สัตว์ร้ายที่แต่เดิมกึ่งหลับกึ่งตื่นก็ผงาดขึ้นมา บวมขยายจนสุด จนคนที่ไม่ทันนึกถึงต้องร้องด้วยความเจ็บปวด

แน่นอนว่าในระหว่างนั้นก็มีแทรกด้วยอารมณ์สุขสม นิ้วมือละออกทำให้ส่วนนั้นที่เกือบจะขาดนูนขึ้นมาอีกครั้ง มือทั้งสองข้างย้ายจากแผ่นอกมาข้างเอวและจับไว้มั่น จากนั้นก็เริ่มแทรกกายด้วยความเร็วถี่

ครั้งนี้ทั้งสอดแทรกและถอนออกอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ซ่งผิงอันที่อ่อนเพลียมาเป็นเวลานานเกือบจะหมดสติไปหลายครา ในระหว่างการกระทำอันดุเดือดจนแทบจะหยุดหายใจนี้ ผ้าปิดตาเสียดสีกับพื้นเตียงจนคลายออก ในวินาทีที่ดวงตาทั้งสองข้างที่ถูกปิดไว้ได้พบกับแสงมันแสบเสียจนต้องหลับตาลง

ในขณะเดียวกับที่ร่างสั่นคลอน สายตาก็ค่อยๆ คุ้นชิน ท่ามกลางแสงไฟที่อบอุ่นผ่านสายตาที่พร่ามัว เขามองเห็นเค้าโครงเลือนลางก่อน จากนั้นจึงเห็นริมฝีปากสีแดงที่เม้มนิดๆ แสดงให้เห็นถึงความเย็นชา

สายตามองไล่ขึ้นไป ไล่ขึ้นไป ในที่สุดก็เห็นรูปร่างหน้าตาของคนผู้นี้ ทว่าเพียงแค่ได้เห็น ซ่งผิงอันราวกับตกลงไปในหุบเขาลึกสู้มิเห็นยังจะดีกว่า

ตอนฮ่องเต้อายุสิบสี่ปี วันหนึ่งเกิดถูกใจราชองครักษ์ที่เข้าเวรจึงนำตัวไปกระทำตามอำเภอใจที่ตำหนักบรรทม วันถัดมาก็ให้คนนำไปจัดการ เมื่อไทเฮาได้ข่าวก็สั่งให้คนใช้เชือกฟางรัดคอผู้นั้นจนตาย ผู้ที่เข้าร่วมหรือรู้เห็นเหตุการณ์ในครั้งนั้นล้วนถูกปิดปากหรือถูกประหารชีวิตจนสิ้น ความลับในวังหลวงห้ามให้ภายนอกรู้ หากฝ่าฝืนเท่ากับตาย!

ซ่งผิงอันรู้เรื่องนี้จากราชองครักษ์ที่ไต่เต้าขึ้นจากตำแหน่งทหารรักษาการณ์ผู้หนึ่งที่เมาแล้วเล่าออกมา คนผู้นี้มีความสัมพันธ์ไม่เลวกับเขา โชคดีที่อีกฝ่ายมีชีวิตรอดจากเหตุการณ์นี้ มิเช่นนั้นแล้วเขาก็คงเหมือนกับคนอื่นๆ ที่นึกว่าราชองครักษ์ผู้นั้นป่วยตาย

ท่ามกลางวังหลวง ภายใต้พระตำหนักอันรุ่งโรจน์และยิ่งใหญ่ ได้ปิดบังเรื่องราวสกปรกและคาวเลือดไว้ตั้งบเท่าไร คนภายนอกไม่มีทางรู้ แม้กระทั้งเหล่าทหารรักษาการณ์ที่คอยลาดตระเวนยังได้ยินมาเพียงเล็กน้อย

เรื่องในวันนั้นได้ทิ้งเงามืดไว้ในใจของซ่งผิงอัน จากนั้นมาสามปี เรื่องที่เคยถูกพูดถึงเพียงครั้งเดียวค่อยๆ ถูกชีวิตที่ปกติสุขชะล้างไป จางหายจนใกล้จะลืมเลือน ทว่าในเวลานี้กลับลอยขึ้นมาอยู่ในสมองเขาอย่างแจ่มชัด

ซ่งผิงอันตื่นขึ้นมาเพราะความตกใจ พยายามลืมตาอย่างยากลำบาก เขามองเห็นท้องฟ้ามืดเทาและลมหนาวที่พัดผ่าน เขาถูกคนแบกเดินไปข้างหน้า และเพราะเหตุนี้ทำให้เขาดิ้นรนขึ้นมา แต่ก็มีคนผู้หนึ่งกดตัวเขาไว้อย่างรวดเร็ว ชุดสีแดงที่เห็นเต็มสองตาทำให้เขาตกใจเล็กน้อยก่อนจะจับเสื้อของคนผู้นี้ไว้แน่น

กงกง…” เขาไม่อยากตาย ทว่าจนถึงตอนนี้กลับต้องตายกงกงข้าน้อยมีเรื่องหนึ่งอยากจะขอ…”

ตอนนี้ไม่สนใจถึงสถานะที่ยามปกติแม้จะลอบมองทีหนึ่งยังยาก คนที่สถานะห่างกับเขาเป็นพันลี้จะสนใจคำขอร้องของเขาหรือไม่ ซ่งผิงอันที่ดำดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังทำได้เพียงจับฟางเส้นสุดท้ายที่อยู่ตรงหน้าเพียงเส้นเดียวไว้มั่น

เจ้าต้องการจะพูดสิ่งใดเสียงแหลมเล็กดังขึ้น เหมือนกับเคยได้ยินมาก่อน

กงกงเสื้อผ้าของข้าน้อยก่อนหน้านี้มีเศษเงิษอยู่ไม่กี่แท่ง หลังจากข้าน้อยตายไป ขอให้ท่านส่งให้กับคนที่บ้านข้าได้หรือไม่…”

เจ้าพูดอะไร ตายหรือ?” เสียงแหบแห้งอ่อนแรงของเขาถูกเสียงสูงทับตลก! ชีวิตของเจ้าไม่ใช่ของเจ้าอีกต่อไปแล้ว จะอยู่หรือตาย ไม่ใช่เจ้าที่เป็นผู้กำหนด ตอนนี้เจ้าตายไม่ได้ จงนอนอย่างสบายใจเถอะ

ซ่งผิงอันถูกดันให้กลับไปอยู่บนเปลหามอีกครั้ง สมองที่ไม่ค่อยจะถนัดคิดวิเคราะห์เท่าไร รวมกับที่เมื่อวานโดนปลุกเร้าไปหลายครั้งทำให้สมองยิ่งช้า จึงไม่สามารถนึกถึงความหมายที่แท้จริงของประโยคนั้น เขายิ้มรับชะตาว่าคงไม่ได้มีชีวิตอยู่ต่อแล้ว ทว่าในตอนที่เขาฟื้นขึ้นมากลับพบว่าตนนอนอยู่บนที่นอนในหน่วยทหารรักษาการณ์ ภายนอกช่องตารางบนบานหน้าต่าง แสงสว่างจัดจ้าส่องผ่านม่านกระดาษเข้ามา ทั้งหมดราวกับภาพฝัน

หรือว่าเป็นความฝันจริงๆ

ซ่งผิงอันตบลงบนหน้าตัวเองซ้ำๆ จนคนที่เพิ่งผลักประตูเข้ามาชะงักเท้า

ซ่งผิงอัน เจ้านอนจนบ้าไปแล้วรึ ตบหน้าตัวเองทำไม

หัวหน้า

ผู้ที่เข้ามาคือเจี่ยซือฉีหัวหน้าหน่วยทหารรักษาการณ์ที่ดูแลพวกซ่งผิงอัน อีกฝ่ายเดินตรงเข้ามาหาซ่งผิงอันด้วยความประหลาดใจ พลางขมวดคิ้วยามพิจารณาใบหน้าที่บวมไปครึ่งซีกของซ่งผิงอัน

ข้าว่าเจ้าบ้าไปหลายส่วนแล้ว ไม่เช่นนั้นแล้วเหตุใดจึงวิ่งโร่ออกไปหลับนอนภายนอกในคืนที่หนาวเย็นเช่นนี้

ข้า…” ซ่งผิงอันตาโตชี้มาที่ตัวเองวิ่งโร่ออกไปนอนข้างนอกหรือ

ใช่สิ เป็นพวกเฉินเฉียงที่ลาดตระเวนกลับมาแล้วพบเจ้านอนอยู่บนบันไดหินตรงกำแพงฝั่งตะวันตก เรียกไม่ตื่นจึงแบกเจ้ากลับมา ที่ข้ามาก็เพื่อจะดูว่าอาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง อุตส่าห์ได้วันหยุดมาทั้งที แต่เจ้ากลับหลับไปเป็นครึ่งวันแล้ว เจ้านี่ก็ประหลาดคน อยู่ดีๆ ไปนอนถึงที่นั่นเพื่ออะไร

ซ่งผิงอันนิ่งอึ้งมองเจี่ยซือฉีที่อยู่ตรงหน้าอยู่เนิ่นนานโดยไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปอย่างไร ท่าทางซื่อเซ่อเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเป็นวันสองวัน หัวหน้าหน่วยจึงโบกมืออย่างไม่นับเรื่องพวกนี้มาใส่ใจ

เอาเถอะ ขอเพียงไม่ผิดกฎ เจ้าอยากจะนอนที่ใดข้าก็ยุ่งไม่ได้ แค่อย่าให้เกิดเรื่องก็พอ เจ้าดูสิ ฝนตกติดกันหลายวัน ในที่สุดวันนี้ก็อากาศดี แต่เจ้ากลับหลับไปเสียครึ่งวัน ยากนักจะได้วันหยุด ตอนนี้เหลือเพียงครึ่งวันแล้ว เจ้ายังอยากจะออกจากวังกลับบ้านหรือไม่ หากต้องการก็ไปลงชื่อรับป้ายออกจากวัง รีบกลับเข้ามาก่อนยามไฮ่ (5) ก็พอ

ต้องการขอรับ!” ซ่งผิงอันรีบจับเสื้อผ้าหัวหน้าไว้ ทำให้อีกฝ่ายตกใจไม่น้อยหัวหน้า ข้าข้ายังอยากลาพักอีกสักเล็กน้อย

เจี่ยซือฉีมองใบหน้าที่ซีดขาวน้อยๆ ของเขา ถามด้วยความสงสัยลาพักหรือ ป่วยหรืออย่างไร

ซ่งผิงอันพยักหน้ารับรุนแรง

เจ้าจะลาพักกี่วันถ้าหากว่าลูกน้องคนอื่นบอกว่าจะลาพัก เจี่ยซือฉีคงไม่สนใจแน่นอน แต่เมื่อเป็นซ่งผิงอันนั้นกลับไม่เหมือนกัน อีกฝ่ายเข้าวังมาเป็นทหารรักษาการณ์ได้แปดปี วันที่ลาพักนั้นน้อยจนนับได้ ทำตัวดีไม่ออกนอกลู่นอกทางเสียจนเขาที่เป็นหัวหน้าหน่วยยังรู้สึกเกรงใจ

ข้าข้า…” เพิ่งมีความคิดที่จะขอลาพักเมื่อครู่ ดังนั้นตอนนี้ให้บอกว่าอยากลากี่วันจึงลังเลตัดสินใจไม่ได้

เจี่ยซือฉีเตือนเขาบอกก่อนนะ ถ้าภายในสามวันข้ายังสามารถหาคนมาแทนเจ้าได้ แต่สามวันขึ้นไปเจ้าต้องเขียนใบลา ข้าจะช่วยเจ้ายื่นให้กับผู้ดูแลหน่วยทหารรักษาการณ์ตรวจแก้แทน ส่งไปส่งมาคงใช้เวลาอยู่สองถึงสามวันจึงจะรู้ผล

ได้ฟังประโยคนี้ ซ่งผิงอันที่คิดแต่จะรีบออกจากวังไม่ครุ่นคิดอะไรอีก รีบตอบว่าเช่นนั้นก็สามวันขอรับ สามวัน!”

เมื่อได้วันลาพักมาสามวัน ซ่งผิงอันไม่รอช้า เก็บของเล็กน้อยเสร็จก็รีบไปที่ส่วนจัดการของหน่วยเพื่อลงชื่อรับป้ายออกจากวัง

พอออกจากประตูวังแล้ว แสงแดดยามบ่ายสาดแทงเข้าสู่สายตาจนซ่งผิงอันต้องใช้มือขึ้นบัง หลังจากแดดออกอากาศก็อบอุ่นขึ้นไม่น้อย แต่ในเวลานี้ในใจเขากลับปกคลุมไปด้วยเงามืด อยากจะคิดว่าเป็นความฝัน แต่ทว่าเอวที่แทบจะยืดไม่ตรงกับช่องทางด้านหลังที่บวมเจ็บอย่างทรมานนั้นย้ำเตือนเขาว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริง

เขายังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ไม่เข้าใจ โดยเฉพาะเหตุใดจึงเป็นคนผู้นั้น

เขาไม่ได้ทำงานอยู่ส่วนในของวังหลวง ปกติติดต่อรู้จักกับขุนนางหรือข้าราชบริพารชั้นในน้อยถึงที่สุด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนผู้นั้น ในพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ภายใต้การห้อมล้อมของเหล่าราชองครักษ์ ในตอนที่ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดนั่งลงบนราชรถมังกรงดงามตระการตาที่ค่อยๆ ออกสู่ภายนอกวังหลวง เขารวมอยู่ในทหารอารักขานับพันนับหมื่นที่แอบลอบมองอยู่ไกลๆ ด้วยความเลื่อมใสและศรัทธา

ที่เห็นในตอนนั้นเป็นเพียงร่างเงาเลือนลางสีทองโดดเด่นร่างหนึ่ง แล้วเหตุใดทั้งที่ในตอนนั้นได้มองเพียงแวบหนึ่งกลับจำได้

นั่นสิเพราะเหตุใดกัน

ซ่งผิงอันเดินกลับบ้านด้วยความมึนงงสับสน จนมาถึงประตูที่แอบซ่อนอยู่ในตรอกซอกซอยเล็กๆ ธรณีประตูเตี้ยสีซีดขวางหน้าประตูที่เป็นรอยด่างเปรอะเปื้อนไปหมด ทว่าแผ่นคำกลอนคู่ที่แปะไว้ตอนปีใหม่ยังคงเป็นสีแดงสวยสดงดงาม นี่คือบ้านที่ซ่งผิงอันอาศัยมากว่ายี่สิบปี

เปิดประตูที่งับไว้ครึ่งหนึ่งเข้าไป ด้านหน้าคือลานบ้านเล็กๆ ประมาณสี่ตารางเมตร มีต้นอ่อนทับทิมเล็กๆ ที่อับเฉา พื้นปูด้วยกระเบื้องอิฐสีเทา นอกจากบริเวณที่เดินบ่อยๆ แล้ว บริเวณอื่นกลับเต็มไปด้วยตะไคร่ ถัดไปด้านหน้าคือตัวบ้านที่เก่าแก่และทรุดโทรมเล็กน้อย ทั้งหมดมีสามห้อง ภาพที่เห็นจนเคยชินเหล่านี้ทำให้ซ่งผิงอันผ่อนคลายลง

เขาเร่งฝีเท้าก้าวเข้าไป มารดาที่อายุใกล้ขึ้นเลขสี่ทว่าดูแก่กว่านั้นมากกำลังนั่งเย็บเสื้อผ้า เมื่อนางเห็นบุตรชายกลับมาก็รีบวางสิ่งของลงแล้วเข้ามาถามสารทุกข์สุกดิบ

ซ่งผิงอันไม่ได้ทานอะไรมาเป็นวันหิวจนไร้สิ้นเรี่ยวแรง จึงให้มารดาช่วยปรุงบะหมี่ให้สักชาม มารดาเห็นสีหน้าเขาไม่ค่อยสู้ดีนัก คิดว่าคงเหนื่อยเพราะงานหนัก จึงหยิบไข่ไก่ฟองหนึ่งออกมาจากตะกร้าที่แขวนไว้บนคาน ตอกลงไปต้มกับบะหมี่ แม่ไก่ที่บ้านในหนึ่งวันจะออกไข่หนึ่งฟอง ปกตินางจะเก็บไว้อย่างดี หลังจากนั้นไม่กี่วันค่อยนำออกไปขาย เพราะปกติแล้วจะทนกินไม่ลง

ซ่งผิงอันยกชามบะหมี่ขึ้นมา เห็นไข่ไก่ที่โปะอยู่ด้านบนจึงอดพูดกับมารดาไม่ได้ว่าเหตุใดจึงสิ้นเปลืองเช่นนี้ มารดาไม่ตอบอะไร แค่ประสานมือไว้แล้วนั่งยิ้มมองหน้าบุตรชาย เขาจนใจทำได้เพียงยกชามขึ้นมากิน แค่ไม่กี่คำก็กินไปมากกว่าครึ่ง ในระหว่างนั้นก็ถามมารดาว่าบิดาไปไหน มารดาตอบว่ามีบ้านหลังหนึ่งจะจัดงานรื่นเริง บิดาไปช่วยแบกเกี้ยวจะได้เงินมาอีกนิดหน่อยพอได้ฟังคำนี้ซ่งผิงอันก็บ่นออกมาอีก บอกว่าบิดาผู้นี้ว่างเป็นไม่ได้ อายุก็เกือบครึ่งร้อยแล้วยังจะออกไปทำงานอีก ไม่ใช่ว่าเขาในตอนนี้เลี้ยงคนที่บ้านไม่ได้เสียหน่อย

พูดจนพอใจแล้วจึงวางชามลงก่อนจะหยิบเศษเงินออกมาจากในอกเสื้อ ส่วนหนึ่งคือเงินเดือนที่เพิ่งออก อีกส่วนหนึ่งคือพวกขุนนางที่เข้าออกประตูวังให้รางวัลคนเฝ้าประตู ถึงแม้จะไม่มาก แต่กลับเป็นค่าใช้จ่ายของพวกเขาทั้งครอบครัวได้เดือนกว่า นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลว่าเหตุใดหน้าที่ทหารรักษาการณ์ที่เฝ้าประตูสำคัญและดีกว่าพวกที่ลาดตระเวน

มารดาเขาอุ้มเศษแท่งเงินพวกนั้นไป นางนับอย่างละเอียดไปหนึ่งรอบแล้วหยิบแท่งที่ค่อนข้างเล็กออกมา นอกนั้นก็เก็บอย่างระมัดระวัง ส่วนเศษเงินที่ค่อนข้างเล็กก้อนนั้นถูกยัดใส่มือหนาของซ่งผิงอัน

ท่านแม่ ข้าไม่เอา!” ซ่งผิงอันดันแท่งเงินนี้กลับไปอย่างรวดเร็ว

เจ้านำไปกินดื่มกับสหายในวังเถอะ เจ้าตัวคนเดียว อย่างน้อยในมือก็ควรมีเงินเก็บไว้บ้าง ฟังคำแม่เถอะนะ

ซ่งผิงอันแย้งมารดาไม่ได้ ทำได้เพียงเก็บเงินเข้าในอกเสื้อไว้อย่างดี มารดาเห็นสีหน้าเขาไม่ดี หลังจากเขาทานบะหมี่เสร็จจึงดันให้เข้าไปนอนพัก เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เดินเข้าไปที่ห้องของตน ตรงไปที่เตียงไม้ ล้มตัวนอนลงแล้วดึงผ้ามาห่ม จากนั้นก็หลับไป

มารดาเปิดผ้าม่านออกก่อนจะยืนดูบุตรชายอยู่ตรงประตูอยู่พักหนึ่ง เห็นว่าอีกฝ่ายหลับสบายซ้ำริมฝีปากยังยิ้มเล็กน้อยค่อยกลับไปทำงานของตนต่อ

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนนั้นคล้ายกับฝันร้ายตื่นหนึ่ง ซ่งผิงอันอยากจะเชื่อเช่นนั้นมาตลอด พอกลับถึงบ้านก็ฉวยโอกาสที่อยู่ตัวคนเดียวถอดเสื้อผ้าบนร่างกายออกดู เขาตกใจจนเหงื่อเย็นไหลซึม บนร่างของเขาเต็มไปด้วยร่องรอย มีทั้งที่เป็นรอยกัดเค้นออกมา โดยเฉพาะตรงหลังคอ เขาลูบลงไปและยังสัมผัสได้ถึงความเว้านูนไม่เสมอของรอยฟัน

อยู่ในบ้านมาสามวันซ่งผิงอันพะว้าพะวงอยู่ตลอด เขาไม่เชื่อว่าตัวเองจะหนีรอดพ้น ทว่าสามวันกลับสงบสุขไร้เรื่องราว และเมื่อสอบถามข่าวคราวในวังกับเพื่อนร่วมงานก็ไม่ได้ยินข่าวอะไรเป็นพิเศษ แต่ซ่งผิงอันที่ตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หลังจากลาพักร้อนครบสามวันจึงได้แต่เดินเซื่องๆ กลับเข้าวังไปเข้าเวร

วันเวลาผ่านไป ร่องรอยบนร่างของเขาก็ค่อยๆ จางหาย กระทั่งรอยกัดที่ลึกที่สุดตรงหัวไหล่ยังตกสะเก็ดแล้ว

ผ่านไปหนึ่งเดือน ชีวิตของเขายังคงเหมือนกับแต่ก่อนไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย ส่วนที่ลึกที่สุดของวังหลวงควรเป็นอย่างไรก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ตอนนี้ซ่งผิงอันจึงค่อย วางใจ

ครั้งนี้มาถึงคราวที่ซ่งผิงอันเข้าเวรกลางคืนอีกครา หลังจากอากาศกลับมาอบอุ่นแล้ว การอยู่เวรตอนกลางคืนไม่ใช่เรื่องที่ต้องอดทนอีกต่อไป เมื่อสลับผลัดเวรจบลง ซ่งผิงอันยังสามารถพูดคุยหัวเราะกับทหารรักษาการณ์นายอื่นกลับหน่วยได้

ซ่งผิงอัน!”

เขาเงยหน้าขึ้นมอง ที่แท้ก็เป็นหัวหน้าเจี่ยซือฉี ซ่งผิงอันรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา

หัวหน้า มีเรื่องอะไรหรือขอรับ

เจี่ยซือฉีมองเขาจากหัวลงข้างล่าง ตบบ่าเขาแล้วกล่าวเจ้ามากับข้าหน่อย

ซ่งผิงอันเต็มไปด้วยคำถามทว่าไม่กล้าถาม ทำได้เพียงเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามอีกฝ่ายไป เดินจนแทบมึนในที่สุดก็เข้าไปในห้องห้องหนึ่งที่เต็มไปด้วยไฟสว่าง

เมื่อเจี่ยซือฉีเข้าไปในห้องก็ทำความเคารพผู้ที่ยืนหันหลังให้แก่พวกเขาทันทีกงกง ข้าพาคนมาแล้วขอรับคนผู้นี้ตอบอืมคำหนึ่งแล้วหันหน้ามา ทำเอาซ่งผิงอันตระหนกจนใบหน้าซีดขาว

คนที่สวมเสื้อคลุมยาวสีแดงมองซ่งผิงอันแวบหนึ่ง กล่าวเสียงแหลมอืมนี่คือซ่งผิงอันหรือ

ขอรับ กงกงเจี่ยซือฉีประสานมืออีกครั้ง เห็นว่าคนที่ยืนยู่ข้างกายไม่ขยับก็รีบกดตัวเขาหนักๆ ก่อนจะขยับเข้าใกล้แล้วกดเสียงบอกยังตะลึงอะไรอยู่ คนที่อยู่ต่อหน้าเจ้าคือฉินกงกง หัวหน้าหน่วยงานราชพิธี จงอย่าชักช้า รีบทำความเคารพสิ!”

ซ่งผิงอันตกใจจนตัวสั่น เสียงตุบดังยามเขาคุกเข่าลงบนพื้นที่เย็นเยียบ เขาโขกหัวหนัก เสียงแหบทุ้มกล่าวข้าน้อยทหารรักษาการณ์เฝ้ารักษาประตูซ่งผิงอันคารวะกงกง

ฉินกงกงโบกมือลุกขึ้นเถอะ

ขอบคุณขอรับกงกงซ่งผิงอันลุกขึ้นยืนอย่างหวาดหวั่น

ฉินกงกง ไม่ทราบว่าท่านเรียกซ่งผิงอันมาด้วยเรื่องอันใดถึงแม้ว่าเจี่ยซือฉีจะดูแลพวกซ่งผิงอัน แต่เขากลับเป็นเพียงหัวหน้าหน่วยเล็กๆ ปกติหากอยากจะพบบุคคลเช่นฉินกงกง ก็ทำได้เพียงไปยืนตรงประตูวังรอโอกาสเท่านั้น ตอนนี้อีกฝ่ายมาปรากฏตัวตรงหน้าอย่างกะทันหัน จะไม่ให้เขาตระหนกและประหลาดใจได้อย่างไร

ก็ไม่มีอะไรสีหน้าฉินกงกงไม่สนใจได้ยินขันทีลูกน้องข้าคนหนึ่งกล่าวว่ามีทหารรักษาการณ์เฝ้ารักษาประตูผู้หนึ่งชื่อว่าซ่งผิงอันค่อนข้างซื่อสัตย์ ตัวข้ามีเรื่องหนึ่งที่พอดีต้องให้คนที่ซื่อสัตย์ทำ ส่วนว่าเป็นเรื่องใดนั้น หากหัวหน้าเจี่ยอยากให้หัวบนบ่าอยู่นานกว่านี้อีกนิด ไม่ถามจะดีที่สุด

สายตาเยียบเย็นของฉินกงกงสาดผ่านมา ทำให้เจี่ยซือฉีก้มหัวลงไปอีกก่อนจะกล่าวด้วยความเคารพและยำเกรงกงกงกล่าวถูกต้อง เป็นข้าน้อยปากมากไปเอง ซ่งผิงอันเป็นคนซื่อสัตย์จริงๆ แค่เพียงโง่เล็กน้อย และอาจจะหยาบกระด้าง หากว่ามีอะไรผิดพลาดไปโปรดอภัย

เข้าใจแล้ว เจ้าไปก่อนเถอะ

ขอรับ ข้าน้อยขอตัวลา

เจี่ยซือฉีออกไปแล้ว ซ่งผิงอันมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าตื่นตระหนก เขาที่ก้มหัวอยู่ตลอดไม่เห็นว่าหลังจากออกจากห้องไปอีกฝ่ายยังปิดประตูให้อีกด้วย จนตอนนี้ภายในห้องเหลือเพียงฉินกงกงและเขาเท่านั้น

ทหารรักษาการณ์ซ่งฉินกงกงหัวเราะ เดินเข้ามาใกล้ซ่งผิงอันก้าวหนึ่ง ซ่งผิงอันยิ่งตระหนกจนหน้าซีดขาวยิ่งกว่าเดิมทหารรักษาการณ์ซ่ง พวกเรามาเล่นอะไรกันหน่อยไหมพูดจบก็ดึงสายรัดเอวเส้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อปิดตาของเจ้าซะ ข้าจะพาไปที่แห่งหนึ่ง พบคนคนหนึ่ง…”

ซ่งผิงอันทรงตัวไม่ไหวอีกตรงไป ตระหนกตกใจจนทรุดคุกเข่าลง โขกหัวคำนับคนที่อยู่ตรงหน้าไม่หยุดฉินกงกง ท่านปล่อยข้าน้อยไปเถอะขอรับ ข้าน้อยไม่อยากตาย ฉินกงกง! ฉินกงกง!”

ฉินกงกงเพียงหัวเราะเท่านั้น จากนั้นก็ดึงเขาขึ้นมา ยกสายรัดเอวในมือขึ้นมาตรงตาเขา น้ำเสียงอ่อนโยนกล่าวขอข้าไปก็ไร้ประโยชน์ เจ้าต้องไปขอร้องคนผู้นั้น

ดวงตาถูกปิดบังจนเหลือเพียงความมืดมิด ซ่งผิงอันหวาดกลัวจนอยากจะดึงมันทิ้ง ทว่ามือทั้งสองข้างกลับถูกจับมัดอย่างแน่นหนา

ฉินกงกง…”

ชู่ว…” มีคนผู้หนึ่งกล่าวเสียงต่ำอยู่ข้างหูเขาหากยังอยากมีชีวิตก็ไม่ต้องพูด เป็นเด็กดีเสีย

ประโยคคุกคามนี้ทำให้ซ่งผิงอันหนาวไปถึงกระดูกจนพูดไม่ออก  ครั้งนี้เขาถูกแบกขึ้นหลังในสภาพสติเต็มร้อย ลมหนาวแผ่วปะทะหน้า ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เขาถึงถูกปล่อยลงในที่ที่อบอุ่น ผ้าที่คาดอยู่ที่ตาถูกปลดออก

บริเวณสุดปลายพรมปอซี (6) ที่งดงามปราณีตคือที่นอนทำจากไม้จันทร์มีลวดลายมังกร เด็กหนุ่มรูปงามวัยประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปีผู้หนึ่งเอนกายลงกับหมอนข้าง พลิกหน้าหนังสืออย่างเกียจคร้าน ใบหน้าสงบนิ่ง ทว่าดูไปแล้วให้อารมณ์หนาวยะเยือกและดูสูงศักดิ์ บนร่างสวมชุดคลุมยาวขนนกยูงสีทอง บนผ้าปักลายมังกรเหาะกับปุยเมฆ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายคือผู้เป็นที่หนึ่งไร้สองในใต้หล้า อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจที่สุดไร้ผู้ใดเทียบเทียม

มือที่ถูกมัดไว้ทั้งสองข้างก็ถูกคลายออกเช่นกัน ทว่าเวลานี้ซ่งผิงอันกลับเข่าอ่อนจนทรุดคุกเข่าลงบนพื้น พูดไม่ออกแม้ครึ่งคำ

ฝ่าบาท นำคนมาแล้วพ่ะย่ะค่ะฉินกงกงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนยู่ข้างหน้าซ่งผิงอัน ประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อมไปทางผู้ที่เอนกายอยู่

เด็กหนุ่มผู้นั้นไม่เงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ สายตายังจับจ้องอยู่ที่ตำรา ทำเพียงยกมือหนึ่งขึ้นมาโบก ฉินกงกงได้รับคำสั่งก็โค้งตัวถอยออกไป

รอจนในพระตำหนักอันใหญ่โตเหลือเพียงซ่งผิงอันและเด็กหนุ่มเพียงสองคน ซ่งผิงอันถึงค่อยๆ ได้สติคืนมา ทว่ายังคงตัวแข็งคุกเข่าอยู่ที่พื้นไม่กล้าขยับกายแม้แต่นิด ขนาดจะหายใจแรงขึ้นหน่อยยังหวาดกลัว เด็กหนุ่มยังคงสนใจอยู่แต่กับตำราในมือ อ่านจบหนึ่งหน้าก็พลิกหนึ่งหน้า ราวกับไม่รับรู้การมาถึงของเขา

ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัดและเสียงพลิกหน้ากระดาษบาดหู นอกจากเพียงแวบแรกแล้ว ซ่งผิงอันก็ไม่มีความกล้าที่จะมองเด็กหนุ่มที่อยู่ห่างไปไม่ไกลอีกเลย สายตาเอาแต่จ้องอยู่บนลวดลายของพื้นพรม พยายามกดแรงเต้นของหัวใจให้สงบลง เขาทั้งตัวสั่นและไร้คำพูด

ลุกขึ้นมา

ในตอนที่ซ่งผิงอันคุกเข่าจนขาชา คำสั่งเยียบเย็นชัดเจนก็แหวกอากาศมา ซ่งผิงอันเงยหน้าขึ้นเห็นเด็กหนุ่มยังคงดูตำราในมือ เสียงเมื่อสักครู่คล้ายกับตัวเองคิดขึ้นมาเอง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ลุกขึ้นมา แต่กลับก้มหัวลงต่ำกว่าเดิม

ลุกขึ้นมาเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม และชัดเจนยิ่งกว่าเดิมอย่าให้เราต้องพูดเป็นครั้งที่สาม

ซ่งผิงอันจึงทำได้เพียงลุกขึ้นยืนด้วยร่างอันสั่นเทา พยายามอยู่นานกว่าจะยืนตรง ภายใต้บรรยากาศที่เงียบเชียบ เขาคิดว่าตนควรจะพูดอะไรสักหน่อยกระหม่อมกระหม่อมซ่งผิงอัน ถวายบังคมฝ่า…”

ถอดเสื้อออก!”

ประโยคที่สั่นเทายังไม่ทันจบก็ได้รับคำสั่งที่ไร้ความเมตตามาอีกครั้ง

ซ่งผิงอันไม่ขยับและเสียงสั่นยิ่งกว่าเดิมฝ่าฝ่า…”

เจ้ากำลังทดสอบความอดทนของเราหรือในที่สุดฮ่องเต้หนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมา สายตาประหนึ่งมีดน้ำแข็งพุ่งตรงมาเฉือนใจซ่งผิงอันออกเป็นชิ้นๆ

ซ่งผิงอันไร้คำพูด ได้แต่กัดฟันดึงสายคาดบนเสื้อออก เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ อากาศก็เริ่มอบอุ่นจึงไม่ต้องสวมเสื้อผ้ามากชิ้น ไม่นานบนร่างของเขาก็เหลือเพียงเสื้อด้านในบางเบา

ในขณะที่กำลังลังเลว่าจะต้องถอดหรือไม่ ฮ่องเต้หนุ่มก็ส่งเรียงไร้อารมณ์มาอีกครั้งถอดให้หมด

ซ่งผิงอันกัดฟันกระชากสายรัดเสื้อด้านในออก จนตอนนี้บนร่างไร้เครื่องนุ่งห่ม

มานี่

ซ่งผิงอันเงยหน้าขึ้นมองสถานที่ที่ฮ่องเต้ชี้ ตัดสินใจเดินไปตรงหน้าแท่นประทับ ทว่ายังไม่กล้าลืมตา และถึงแม้จะหลับตาอยู่ แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาของเด็กหนุ่มที่พิจารณาเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

หันหลังไป

เขายังคงทำตามคำสั่ง ทันใดนั้นสายตาที่ทำให้แผ่นหลังหนาวเย็นก็ทอดลงทั่วแผ่นหลัง จากนั้นด้านหลังก็มีเสียงเสียดสีและตามมาด้วยความอบอุ่นที่เข้าโอบล้อมซ่งผิงอันอย่างรวดเร็ว ลมหายใจร้อนและคุ้นเคยเอ่อขึ้นมาจากตรงเอวเคลื่อนมาจนถึงแผ่นหลัง มือทั้งสองข้างที่ขาวกว่าชายหนุ่มทั่วไปก็เคลื่อนขึ้นมาพร้อมกัน สุดท้ายก็หยุดลงบนแผ่นอกของเขา

ร่างกายของซ่งผิงอันสั่นอย่างห้ามไม่อยู่

เจ้าหนาวหรือไม่เสียงเย็นของเด็กหนุ่มดังอยู่ด้านหลัง

กราบกราบทูลฝ่าบาท ไม่หนาว…” ทว่าคนที่บอกว่าไม่หนาวกลับเสียงสั่น

เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงตัวสั่น

กระ กระหม่อม…” ซ่งผิงอันตอบออกมาไม่ได้

เจ้ากลัวเราหรือ

ซ่งผิงอันไร้ซึ่งคำพูด ร่างกายสั่นสะท้านยิ่งกว่าเดิม

หึเด็กหนุ่มส่งเสียงออกมาคำหนึ่งก่อนปล่อยตัวเขา ด้านหลังยังคงมีเสียงเบาดังขึ้น ไม่นานเสียงของฮ่องเต้หนุ่มก็ดังขึ้นมาอีกครั้งหันหน้ามา

ซ่งผิงอันหันกลับไปมอง ฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์นั่งอยู่บนขอบแท่นบรรทม อ้าขาออกน้อยๆ ก่อนจะดึงเขาเข้าไปอยู่ตรงกลาง แผ่นหลังพิงลงบนหมอนอิงท่าทางเกียจคร้าน ทว่ายังคงไม่ทิ้งลักษณะอันน่าเกรงขาม

คุกเข่าลงไป

ซ่งผิงอันทำตามเงียบๆ พอคุกเข่าลงไปใบหน้าของตนพอดีกับกลางสะโพกของฮ่องเต้ เมื่อสายตาวาดผ่านแบบไม่ได้ตั้งใจก็ต้องตระหนกเมื่อพบว่าบางส่วนตรงนั้นตระหง่านขยายขึ้นมาแล้ว

ในเมื่อเจ้ากลัว วันนี้เราก็จะปล่อยเจ้าไปก่อน แต่ว่าเจ้าจะต้องใช้ปากช่วยเราทำให้มันออกมา

ซ่งผิงอันเงยหน้าที่ซีดขาวขึ้นมา กล่าวอย่างตื่นกลัวฝ่า ฝ่าบาทกระหม่อม กระหม่อมไม่สามารถ

ไม่สามารถหรือฮ่องเต่หนุ่มเลิกคิ้วข้างหนึ่ง เม้มริมฝีปาก หัวเราะเสียงเย็นหากไม่สามารถ เราก็ทำได้เพียงใช้ร่างกายของเจ้าปรนนิบัติแล้ว แต่ก่อนที่จะปรนนิบัติเรา ตามกฎแล้วเจ้าจะต้องทำความสะอาดร่างกายเสียก่อน ก่อนหน้านี้เจ้าทำความสะอาดไปครั้งหนึ่งแล้ว ยังจำได้หรือไม่ เพื่อทำให้ตรงนั้นสะอาด ต้องกรอกน้ำลงไปในท้อง จากนั้นค่อยระบายออกตอนนั้นเรามองอยู่ข้าง มันคงทรมานมากใช่หรือไม่ สีหน้าของทหารรักษาการณ์ซ่งในตอนนั้นดึงดูดคนเหลือเกิน ถูกทรมานจนสั่นไปทั้งร่าง ร้องไห้พลางอดกลั้น หึภาพที่งดงามเช่นนี้ เราไม่ถือสาที่จะดูอีกรอบหรอกนะ

ฝ่า ฝ่าบาท…” ภายใต้การชักนำของฮ่องเต้มันทำให้เขาระลึกได้ถึงความเจ็บปวดตอนนั้น ซ่งผิงอันยิ่งไร้หนทาง ทำได้เพียงใช้สายตาขอร้องมองผู้สูงศักดิ์

ผู้ที่อิงหมอนอิงอยู่ถูกเขามองเสียจนสายตาเปลี่ยนไป เสียงก็ขรึมขึ้นมากเลือกหนึ่งในสอง เจ้าตัดสินใจเถอะ

ผลสุดท้ายซ่งผิงอันเลือกที่จะยื่นมือออกไป ทว่าในตอนที่ใกล้จะถึงพลันชักกลับมา เด็กหนุ่มที่นั่งรอหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะดึงมือของซ่งผิงอันไปกดลงบนส่วนที่อยู่ระหว่างสะโพกทันที

กลิ่นพิเศษบนร่างของเด็กหนุ่มโอบล้อมเขาไว้ในพริบตา ปลายจมูกของเขาสัมผัสได้ถึงส่วนแข็งแกร่งร้อนระอุ ซ่งผิงอันคิดจะหันหนีแต่กลับถูกกักขังยิ่งกว่าเดิม เขาออกแรงไปตั้งมาก แต่เด็กหนุ่มกลับใช้เพียงเคล็ดวิชาสี่ตำลึงปาดพันชั่ง (7) เท่านั้น

ส่วนแข็งแกร่งที่จ่อใกล้ปากของเขากดลงบนใบหน้า ทำให้เขาไม่กล้าอ้าปากพูดเพราะกลัวว่าสิ่งนั้นจะสอดเข้ามา มือของเด็กหนุ่มโอบประคองหัวเขาไว้ อีกมือหนึ่งประคองข้างแก้ม ดวงตาเรียวทั้งคู่ก้มลงมองเขา สายตานั้นแฝงความหมายที่ไม่ว่าใครก็ดูไม่ออก

หากเจ้าเชื่อฟังแต่โดยดี เรารับรองว่าเจ้าจะไม่เป็นอะไร ถ้ากลับกันละก็…” มือที่ประคองหัวเขาอยู่ตลอดเคลื่อนมาที่ลำคอ เลื่อนไปตามผิวแผ่วเบา

ภายใต้การคุกคามเช่นนี้ ซ่งผิงอันไม่กล้ามีความคิดที่จะดิ้นรนอีกต่อไป และในที่สุดเขาก็ปลดกางเกงของเด็กหนุ่มออกด้วยมืออันสั่นเทา ปลดปล่อยส่วนใหญ่โตที่เต็มไปด้วยความต้องการที่ถูกเก็บกดไว้ออกมา  เขามองสัตว์ร้ายที่เคยขยับอยู่ในร่างกายของตนจนต้องกลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัว และเมื่อมือที่ยังอยู่บนหัวเขาตีเบาๆ เป็นการกระตุ้น เขาจึงยอมอ้าปากออกและค่อยๆ กลืนมันเข้าไป

แค่เพียงเข้าปากก็ได้กลิ่นสัมผัสพิเศษของบุรุษเพศเต็มจมูก เขาทนกลืนเข้าไปจนถึงส่วนที่เขาคิดว่าลึกที่สุด แต่ส่วนแข็งแกร่งที่แข็งชันกลับแค่เข้าไปได้เพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น

ยังลึกไม่พอเสียงต่ำดังข้างๆ หู ทำให้ซ่งผิงอันต้องร้องครางและจำใจกลืนเข้าต่อไป

ทว่ายังไม่พอ อย่างไรก็ไม่พอแต่เด็กหนุ่มหมดความอดทนเสียแล้ว อีกฝ่ายกดหัวเขาแน่น ก่อนจะสวนส่วนล่างขึ้นอย่างแรง ทำให้ส่วนที่เต็มไปด้วยความต้องการเข้าไปในปากทั้งหมด ลึกไปจนถึงคอหอย

ท่วงท่าเช่นนี้ทำให้ซ่งผิงอันทรมานจนดิ้นรนขึ้นมา ทว่าก็ถูกเด็กหนุ่มควบคุมไว้ได้ทั้งหมด และคงท่วงท่าเช่นนี้ไว้ไม่คิดจะคลาย ซ่งผิงอันทำได้เพียงพยายามคุ้นชิน และเพราะปากแนบชิดทำให้หายใจอย่างลำบาก ได้กลิ่นอายแปลกประหลาดสาดกระทบมาจากพงหญ้าสีดำบนผิว

ร่างกายของเด็กหนุ่มหดเกร็งขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็ค่อยๆ ผ่อนแรงลง ก่อนจะกดเสียงออกคำสั่งต้องลึกเท่านี้จึงจะพอ ตอนนี้ใช้ลิ้นเลียเสีย คิดเอาว่าทำอย่างไรเจ้าจึงจะรู้สึกสบายก็ทำเช่นนั้น หากไม่สามารถทำให้เราปลดปล่อยออกมาได้ เจ้าก็จงอยู่เช่นนี้ต่อไปเถอะ!”

ในเวลานี้ซ่งผิงอันที่จำยอมในชะตากรรมทำได้เพียงเริ่มเลียส่วนที่แสดงความเป็นบุรุษในปาก เขาไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน การกระทำก็ติดขัด เขาเลียไปมั่วซั่วหากแต่ก็ยังสามารถทำให้ส่วนใหญ่โตนี้แข็งขึ้นมาได้เล็กน้อย

ฮ่องเต้หนุ่มไม่กล่าวอะไรต่อ เพียงแค่ใช้ดวงตาที่ลึกล้ำมองเขาตลอด ภายนอกดูเหมือนจะสงบ แต่ลมหายใจที่ค่อยๆ หนักขึ้นแสดงให้เห็นถึงความต้องการของเขา

ไม่รู้ว่าเพราะฮ่องเต้มีความอดทนสูง หรือว่าเพราะฝีมือของซ่งผิงอันไม่ได้เรื่องกันแน่ เขาพยายามจนกระทั่งลิ้นชา พยายามจนเมื่อยกราม แต่ส่วนที่อยู่ในปากนั้นยังคงไม่ปลดปล่อยออกมา และภายใต้การทรมานอย่างน่าอัปยศนี้ ดวงตาเขาก็เริ่มแดงคล้ายจะร้องไห้ ทั้งๆ ที่เป็นบุรุษผู้หนึ่งแต่ดูไปแล้วก็น่าสงสารอยู่หลายส่วน

ฮึก ฮือ…”

เพราะในปากมีส่วนใหญ่โตอยู่ทำให้ปิดไม่ได้ น้ำลายที่ไหลออกมาจากปากจึงไหลลงมารวมเป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณระหว่างหัวเข่าที่คุกลงอยู่ทั้งสองข้าง มือทั้งสองของเขาจับลงบนส่วนกลางลำตัวของเด็กหนุ่ม และเผลอกำผ้าบนกางเกงอย่างไร้สติ เพราะทรมานบริเวณปากเขาจึงคิดเพียงจะหุบปากลง คิดไม่ถึงว่าการที่หุบปากแน่นจะทำให้คนที่นิ่งมาตลอดกระตุกรุนแรงขึ้นมาได้ จากนั้นอีกฝ่ายก็ออกแรงกดหัวเขา และหลังจากการรูดรั้งเข้าออกอย่างรุนแรงผ่านพ้นไป ของเหลวขาวขุ่นเข้มข้นก็พ่นใส่ลำคอส่วนที่ลึกที่สุดของเขา

ซ่งผิงอันสำลักด้วยความทรมาน เขาออกแรงผลักคนที่กดตัวเขาไว้ไม่ปล่อย ทว่าคนผู้นี้กลับรอจนเขาสำลักหน้าแดงถึงยอมปล่อยมือ และเมื่อได้รับอิสระ ซ่งผิงอันก็ฟุบลงกับพื้นไออย่างรุนแรงทันที เขาอยากจะอาเจียนน้ำขุ่นคาวในปากออกมา

หากเจ้ากล้าอาเจียนออกมา เราจะจับกรอกเข้าไป!”

เสียงบีบบังคับที่กระทบหูชัดเจนทำให้เขาต้องอุดปากสะอึกสะอื้น ทนกลืนสิ่งที่อยู่ในปากลงไปอย่างยากลำบาก และเมื่อฮ่องเต้หนุ่มจับแขนของเขาดึงรั้งขึ้นมาจึงมองเห็นดวงตาแดงก่ำของเขาคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแวววาว

สีหน้าของฮ่องเต้พลันอ่อนโยนลงก่อนจะยื่นมือไปเช็ดหยาดน้ำที่หางตาของซ่งผิงอัน กล่าวเสียงเบาเรื่องพวกนี้ พอชินก็ไม่ทรมานแล้ว

ชินหรือสมองที่สับสนของซ่งผิงอันชะงักไปเพราะคำนี้ และก็เพราะเช่นนี้ เขาจึงถูกฮ่องเต้รั้งขึ้นไปบนแท่นประทับ จากนั้นก็ทาบทับร่างกายลงมา ส่วนที่แสดงความเป็นบุรุษที่กึ่งอ่อนตัว เมื่อเสียดสีกับสะโพกของเขาก็แข็งตัวขึ้นมาอีกครั้ง

ฝ่า ฝ่าบาท…” ซ่งผิงอันดิ้นรนรุนแรงแต่กลับโดดกดทับลงไป ลมหายใจที่มีกลิ่นหอมพิเศษเป่ารดลงบนหลังคอ

วันนี้ข้าจะไม่เข้าไป แค่ลูบไล้เจ้าเท่านั้นกล่าวจบก็ใช้มือสอดรัดขาทั้งสองข้างแน่น ก่อนจะสอดความต้องการที่ผงาดขึ้นเข้าระหว่างต้นขาที่บีบแน่นของซ่งผิงอันและออกแรงสวนขึ้นลง

ส่วนที่ถูกเสียดสีคือผิวเนื้อที่อ่อนไหวที่สุดด้านล่าง ใกล้กับจุดอ่อนไหวของบุรุษเพศ ถึงแม้ว่าจากด้านข้างจะไม่เห็นผู้ที่อยู่ด้านหลัง ทว่าเมื่อตรงจุดนั้นเสียดสีเข้ากับความต้องการของบุรุษก็ทำให้ซ่งผิงอันอับอายจนทำได้เพียงหลับตาลงหนีความเป็นจริง

เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหลังทาบทับแนบชิดกับแผ่นหลังของเขา ลมหายใจหอบหนักร้อนระอุพ่นใส่ต้นคอไม่หยุด ปลุกปั่นเนิบนาบ ทำให้ร่างของเขาจะอดขนลุกไม่ได้ ร่างกายที่หนึ่งเดือนก่อนหน้าเคยได้รับประสบการณ์ที่ทั้งทรมานและสุขสมไปพร้อมกันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น และความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ซ่งผิงอันยิ่งอดสูเสียจนอยากจะโขกหัวตาย

คนที่แนบชิดอยู่ด้านหลังพบความเปลี่ยนแปลงของเขาอย่างรวดเร็ว ร่างนั้นจึงค่อยๆ หยุดการสอดแทรก คล้ายกับได้ยินเสียงหัวเราะอย่างสุขสมอยู่ข้างใบหูคราหนึ่ง จากนั้นมือที่ประคองข้างเอวของเขาก็ประกบลงบนสิ่งน้อยที่แข็งตั้งขึ้นมาอย่างน่าอาย

นางโลมที่ซ่งผิงอันมอบครั้งแรกให้ก็เคยทำเช่นนี้ครั้งหนึ่ง ทว่าตอนนั้นความรู้สึกที่เหลือไว้ไม่ได้รุนแรงนัก แน่นอนว่าตื่นเต้นกว่าทำเองเล็กน้อย แต่เมื่อมือที่คล้ายสตรีของเด็กหนุ่มประกบลงไป แค่เพียงจับลงเบาๆ บนส่วนหัวและใช้นิ้วปัดผ่านกลับส่งผลให้สั่นสะท้าน และแค่พริบตาเดียวก็ทำให้สมองขาวโพลน ทั้งร่างหยัดเกร็งขึ้นมา

ฝ่า ฝ่าบาท…”

อย่าขยับความรู้สึกสะท้านทำให้ซ่งผิงอันยื่นมือออกไปดึงรั้งมือที่กอบกุมส่วนล่างของตนเองไว้ แต่กลับโดนเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหลังตำหนิห้ามอย่างรวดเร็ว

ซ่งผิงอันไม่กล้าขยับอีก ได้แต่ปล่อยให้มือของเด็กหนุ่มลูบไล้ส่วนล่างของตน เขาอดยอมรับไม่ได้ว่าฮ่องเต้หนุ่มที่มีนางต้องห้ามงดงามมากมายช่างถนัดในเรื่องเช่นนี้นัก แต่เขาไม่รู้ว่าฮ่องเต้ที่ขอเพียงยินยอมก็จะมีบุรุษรูปงามมากมายเป็นฝ่ายขอปรนนิบัติรับใช้ จะยอมลงมือช่วยให้ผู้อื่นปลดปล่อยเช่นวันนี้หรือไม่

เขาคิดไม่ถึง ไม่กล้าคิด และยิ่งคิดไม่ได้ภายใต้ฝีมืออันช่ำชองของฮ่องเต้หนุ่มทำให้ในหัวของเขาว่างเปล่า ลมหายใจติดขัด เสียงหอบหายใจหนักฟังแล้วยั่วยวนกามารมย์นัก เขาเหยียดเกร็งขาทั้งสองข้าง ใกล้จะไปถึงจุดสิ้นสุดความปรารถนา จากนั้นในนาทีสุดท้ายกลับถูกหยุดยั้งอย่างกระทันหัน

ฝ่า…”

ความต้องการกำลังจะระเบิดออกมาแต่กลับถูกหยุดไว้กระทันหันไม่ได้ให้ความรู้สึกดีสักนิด เขาลืมตาแดงๆ ของตนอย่างไร้เรี่ยวแรง มองผ่านดวงตาที่พร่ามัวไปเห็นคนที่กดทับร่างเขา หูได้ยินเสียงเย็นทว่าก็ปิดความแหบพร่าไม่มิดอยู่หลายส่วน

รอไปพร้อมกับเรา

ส่วนที่เต็มไปด้วยความต้องการที่อยู่ตรงต้นขาของเขาเริ่มถุกขยับรูดรั้งเข้าออกอีกครั้ง กระแทกร่างของซ่งผิงอันเข้ากับแท่นประทับทีละนิดจนทั้งหน้าทั้งหลังถูกประกบโจมตี ซ่งผิงอันในตอนนี้แม้กระทั่งจะหายใจยังยากลำบาก เขาทำได้เพียงลืมดวงตาที่ย้อมไปด้วยหมอกพร่ามัวเหม่อมองไปยังกำแพง ราวกับวินาทีถัดมามังกรไม้นั้นจะลอยขึ้นฟ้าราวกับมีชีวิต

และจากการขยับถี่เร็วยิ่งขึ้น เด็กหนุ่มกัดลงบนต้นคอเขากะทันหัน ความเจ็บแปลบจากสิ่งแหลมคมพุ่งเข้าสู่ความรู้สึก และภายใต้เสียงหอบหายใจเพราะแรงกระตุ้นหนักหน่วง ซ่งผิงอันและเด็กหนุ่มก็กระตุกร่างขึ้นพร้อมกัน ซ่งผิงอันปลดปล่อยออกมาใส่มือที่กอบกุมเขาไว้อยู่ตลอด ส่วนเด็กหนุ่มทิ้งความเปียกร้อนไว้ที่บริเวณต้นขาของเขา

ทั้งสองคนนอนอยู่บนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง หลังจากซ่งผิงได้สติคืนมาแล้วก็ยังคงไม่กล้าขยับ ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่กล้าลืมถึงฐานะสูงส่งและพลังอำนาจของคนที่ทาบทับอยู่ด้านหลังเลย

คนที่ทาบทับอยู่ด้านหลังผละออกไปกะทันหัน ชั่วขณะหนึ่งก็มีของที่อ่อนนุ่มเช็ดลงบนต้นขาของเขา ซ่งผิงอันก้มลงมอง ฮ่องเต้ผู้สูงส่งของพวกเขากำลังใช้ผ้าเนื้อดีเช็ดสิ่งที่ทิ้งไว้บนขาของเขา

เพียงแค่เห็น เขาก็ตกใจจนนอนต่อไม่ได้ รีบร้อนจะลุกขึ้นมา

ฝ่าฝ่าบาท ให้กระหม่อมจัดการ…”

นอนลงไปดีๆ

คิ้วงามของเด็กหนุ่มขมวดมุ่น และเมื่อสายตาเยียบเย็นกวาดมองก็พอที่จะสั่งให้เขาไม่กล้าขยับทำสิ่งใดอีก ได้แต่อดทนต่อความเกรงกลัวและนอนลงไป

เช็ดอยู่นาน ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ทิ้งผ้าที่อยู่ในมือ เขาไม่ได้เรียกคนเข้ามาปรนนิบัติ จัดการสวมชุดตัวในอ่อนนุ่มที่ทิ้งลงบนพื้นหลังจากดึงรั้งชุดคลุมตัวนอกออก ก่อนประชิดร่างเปลือยเปล่าของซ่งผิงอัน จากนั้นก็ดึงผ้าห่มทอลายที่พับเป็นระเบียบอยู่ขึ้นมาคลุมร่างทั้งคู่เงียบๆ มือทั้งสองโอบเอวของซ่งผิงอันเอาไว้และนอนกอดแน่น

ฝ่าบาท…” ซ่งผิงอันอดเปิดปากถามไม่ได้ เขานึกว่าเมื่อเสร็จเรื่องราวก็สามารถไปได้ ทว่าเหตุการณ์ในตอนนี้หมายความว่าอย่างไร

เงียบน้ำเสียงเย็นเยียบทำให้เขาตกใจจนรีบเก็บปากนอนดีๆ ปิดตาลงแล้วหลับซะ

เด็กหนุ่มกล่าวเช่นนี้ก็ทำเช่นนี้ พอกล่าวจบก็นอนแนบกับร่างของซ่งผิงอันไม่ทำอะไรอีก เสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังอยู่ข้างหูเขา ลมหายใจร้อนเป่ารดตรงรอยกัดบนหลังลำคอ ตรงส่วนที่ยังเจ็บแสบเล็กน้อย

ช่วงเอวถูกกอดรัดแน่น แผ่นอกแนบกับแผ่นหลัง ทุกครั้งที่ขยับเขารู้สึกได้ชัดเจน นอนในท่าทางเช่นนี้ไม่เหมาะและทำให้รู้สึกไม่สงบ ซ่งผิงอันจะหายใจยังต้องระมัดระวัง ร่างของเขาแข็งเกร็ง ได้แต่อดทนและกล่อมตัวเองให้หลับไป ทนอีกนิดก็จะผ่านไป อย่างไรเรื่องเช่นนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆบางทีอาจจะเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว

อดทน อดทนได้แต่พูดซ้ำไปซ้ำมาในใจ การกระทำเช่นนี้มีผลเช่นเดียวกับการนับแกะก่อนนอน ซ่งผิงอันที่ผ่านการทรมานจนเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจจึงหลับสบายไปอย่างรวดเร็ว

ในตอนนี้เขากลับไม่รู้เลยว่า นับแต่นี้เป็นต้นไป เขาต้องคุ้นชินกับการร่วมหลับนอนกับเด็กหนุ่มผู้นี้ คุ้นชินรสจุมพิต คุ้นชินการครอบครอง กระทั่งเปลี่ยนไปหลงรักในทุกอย่างจนขาดไม่ได้

หากกล่าวถึงราชวงศ์นี้ คงไม่กล่าวถึงฮ่องเต้พระองค์แรกซุ่นอันตี้ไม่ได้ เขาเสียภรรยาไปท่ามกลางน้ำป่า เสียลูกไปกับโรคห่า สุดท้ายก็ถูกบีบให้ก่อกบฏ บุรุษที่ทั้งกล้าหาญและเต็มไปด้วยกลยุทธ์เช่นนี้ สั่งสมประสบการณ์กว่าสิบเอ็ดปี สุดท้ายกลายเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ บุรุษที่เคยสูญเสียครอบครัวผู้นี้ได้พบกับสาวน้อยที่ไม่นับว่างดงาม หากแต่ฉลาดหลักแหลมในสงครามที่วุ่นวาย เขาหลงรักและแต่งนางเป็นภรรยา และต่อมานางได้กลายมาเป็นฮองเฮา

น่าเสียดายที่ความสุขอยู่ไม่ได้นาน ซุ่นอันตี้ขึ้นครองบัลลังก์ได้ไม่ถึงครึ่งปีก็สิ้นพระชนม์เพราะพิษบาดแผลในสนามรบ เหลือไว้เพียงโอรสอายุไม่ถึงหกชันษากับฮองเฮาที่ยังอ่อนเยาว์

ซุ่นอันตี้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่เขาทิ้งสภาพการณ์อันวุ่นวายยุ่งเหยิงไว้ ศัตรูภายนอกบุกเข้ามาก่อกวนบ่อยครั้ง ส่วนในราชสำนัก พวกขุนนางหรือแม่ทัพที่เคยร่วมสู้รบกับเขาได้กำเริบเสิบสาน วางอำนาจบาตรใหญ่ ฮ่องเต้น้อยและไทเฮาอ่อนวัยราวกับอยู่ท่ามกลางเหล่าเสือร้าย

สุดท้ายไทเฮาก็ยอมถอย แบ่งอำนาจของฮ่องเต้ให้เหล่าขุนนางและเหล่าแม่ทัพที่หิวกระหาย เพื่อปกป้องให้สองแม่ลูกปลอดภัย นับแต่นั้นเป็นต้นมา ราชวงศ์นี้ก็เข้าสู่ระบอบที่แปลกประหลาด อำนาจการปกครองไม่ได้อยู่ที่ฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์ แต่เป็นขุนนางสองบุ๋นสองบู๊รวมเป็นสี่ของราชสำนักที่ถืออำนาจ ฮ่องเต้กลายเป็นของประดับ ถึงกระทั่งค่อยๆ เลิกล้มระเบียบแบบแผนต่างๆ ของฮ่องเต้องค์ก่อน

หลังจากฮ่องเต้ฉงหนิงที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นจนรับรู้เรื่องราวที่น่าเศร้านี้แล้ว พระองค์ก็เอาแต่กลัดกลุ้มทั้งวัน สุดท้ายก็สิ้นพระชนม์ไปตอนสิบเก้าชันษาด้วยโรคซึมเศร้า มารดาของเขาหรือก็คือไทเฮาทิ้งตัวลงบนร่างไร้ชีวิตของพระโอรสแล้วร้องไห้ทั้งวัน หลังจากออกมาก็เรียกลูกสะใภ้ที่ยังไม่ทันได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา ในมืออุ้มหลานชายที่เพิ่งหนึ่งขวบ กัดฟันกล่าวแค้นนี้ข้าต้องชำระ!”

สตรีทั้งสองที่เจ็บปวดเพราะสูญเสียบุตรและสามีได้ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเด็กทารกตัวน้อย หลังจากที่ฮ่องเต้องค์ก่อนสิ้นพระชนม์ไปหนึ่งปี เด็กน้อยอายุสองขวบครึ่งก็ได้กอดตำแหน่งฮ่องเต้ เผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางที่มองด้วยสายตาเยาะเย้ย แต่เด็กผู้นี้กลับเพียงเคลื่อนสายตาดำเป็นประกายของตนผ่านไปเงียบๆ ไม่ร้องไห้ และไม่พูดใดๆ

เด็กที่ขึ้นครองราชย์ตอนสองขวบ ก็คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันหลงชิ่งตี้ศักราชไคหยวน

สมัยที่หลงชิ่งตี้ปกครอง เป็นจุดเริ่มต้นของความเจริญรุ่งเรืองของราชวงศ์นี้ ในขณะที่ลูกหลานในภายหลังชื่นชมคุณงามความดีของเขา วิธีที่เต็มไปด้วยคาวเลือดแต่ละอย่างก็ถูกประณามเช่นกัน ทว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าในตอนที่แย่งชิงอำนาจขึ้นเป็นของฮ่องเต้ วิธีที่โหดเหี้ยมและเต็มไปด้วยคาวเลือดนับเป็นวิธีที่ฉับไวและขุดรากถอนโคนได้อย่างหมดจด นักประวัติศาสตร์ล้วนเห็นด้วยในจุดหนึ่ง และมีสตรีสองนางที่อยู่เบื้องหลังฮ่องเต้หลงชิ่งตี้ ซึ่งมีอิทธิพลต่อเขาเป็นอย่างมาก พวกนางไม่ใช่นางต้องห้ามสะคราญโฉมผู้ใดทั้งสิ้น แต่นางหนึ่งคือย่าของเขา นางหนึ่งคือมารดาของเขา

ทั้งชีวิตของหลงชิ่งตี้ ความรู้สึกที่มีต่อสตรีทั้งสองนั้นทั้งเคารพ ทั้งรักทั้งแค้น

ในตอนอายุสิบหก หลงชิ่งตี้ใช้วิธีต่างๆ แย่งชิงอำนาจของฮ่องเต้คืนมา หลังจากนั้นจนอายุเกือบจะสามสิบเขาถึงได้หลุดพ้นจากการควบคุมของสตรีทั้งสองนาง

วันหนึ่งตอนใกล้ห้าสิบ กลางดึกเขาได้ฝันย้อนไป ลุกขึ้นมาถอนใจกับคนสนิทที่อยู่ข้างกายไทเฮาที่ให้กำเนิดเรา และฮองเฮาที่เลี้ยงดูเรามา บนโลกใบนี้ไม่มีผู้ใดที่เข้าใจเรามากกว่าพวกนางอีกแล้ว

เพราะเข้าใจ จึงทั้งเคารพและแค้น

เพราะเข้าใจ ชีวิตนี้จึงมีเพื่อแย่งชิงอำนาจกลับมา ซึ่งการแก่งแย่งนี้ก็เต็มไปด้วยคาวเลือด และเพื่อมีชีวิตต่อไปอย่างไร้ความรู้สึก เขาถูกทั้งสองนางบังคับให้ละทิ้งหลายสิ่งหลายอย่าง

คนรุ่นหลังกล่าวถึงหลงชิ่งตี้ว่าเก่งทั้งบุ๋นทั้งบู๊ ฉลาดเฉียบแหลม มีสายตากว้างไกล และมีความเด็ดเดี่ยว เป็นหนึ่งในฮ่องเต้ผู้องอาจในประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ฮ่องเต้องค์นี้มีนางสนมมากมายเช่นเดียวกับฮ่องเต้องค์อื่น ถึงกระทั่งมีบุรุษที่โปรดปรานไม่น้อย  เขาดูเหมือนมีความรักไปทั่ว แต่ก็ดูเหมือนไร้จิตใจ ทว่าฮองเฮาเคยกล่าวหยอกอย่างกระแทกตรงใจว่าใต้หล้านี้จะสงบสุขหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้เดียว คนผู้เดียวนั้นจะสงบสุขหรือไม่ โปรดจงรอดู

แผ่นดินจะสงบสุขเจริญรุ่งเรืองหรือไม่ ต้องดูว่าฮ่องเต้ทุ่มเทกำลังดูแลปกครองบ้านเมืองหรือไม่ หากจะดูว่าฮ่องเต้ทุ่มเทกำลังดูแลปกครองบ้านเมืองหรือไม่ ก็ต้องดูที่อีกผู้หนึ่ง

คนผู้นั้นคือใครกัน ที่สามารถอยู่รอบหัวใจฮ่องเต้ได้ ทว่าไม่ว่าคนรุ่นหลังจะพลิกบันทึกประวัติศาสตร์อย่างไรก็ไม่เคยได้รับรู้ต้นสายปลายเหตุ รู้เพียงว่าคนผู้นี้ทำให้ฮ่องเต้องอาจที่โดดเด่นในหน้าประวัติศาสตร์คนนี้คิดถึงทุกเมื่อเชื่อยาม

ไทฮองไทเฮา (8) เป็นสตรีที่ทั้งรอบคอบ มีสายตากว้างไกล และยังเป็นหนึ่งในบุคคลที่หลงชิ่งตี้เคารพ ในคราที่พวกนางแม่ลูกต้องเผชิญหน้ากับศัตรูรอบด้าน นางเลือกที่จะแบ่งอำนาจของฮ่องเต้ให้แก่ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ผู้ที่มีบารมีมากที่สุด มักใหญ่ใฝ่สูงที่สุด และมีกำลังทหารเยอะที่สุดรวมทั้งสิ้นสี่คน และนั่นไม่ใช่ความคิดที่ผิดเลย

ตั้งแต่โบราณมา ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ต่างกับเขม่นกันอยู่เสมอ ขุนนางฝ่ายบุ๋นประณามการกระทำป่าเถื่อนไร้วัฒนธรรม ขุนนางฝ่ายบู๊ด่าทอว่าการปรึกษาเรื่องการรบบนกระดานช่างไร้ประโยชน์ การเลือกแบ่งอำนาจให้กับขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งสี่ท่าน เป้าหมายแรกก็คือให้ทั้งสองพวกต่างคานอำนาจกัน

ข้อที่สอง ทั้งสี่คนมักใหญ่ใฝ่สูง ไม่ยอมตกเป็นรอง ต่อให้ต่อหน้าจะร่ำสุราปราศรัยอย่างสนุกสนาน หากลับหลังแล้ว เพื่อตัดทอนอิทธิพลของอีกฝ่าย เพื่อบรรลุไปจนถึงเป้าหมายสุดท้าย จะต้องคิดหาทุกวิธีขัดขาให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้ ไม่สนว่าคนสุดท้ายที่ชนะคือใคร ก่อนอื่นจะต้องต่อสู้กับฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามเสียก่อน จากนั้นยังจะต้องแย่งชิงกำลังที่เหลือกับขุนพลหรือขุนนางอื่นๆ ที่ยังอยู่ และถึงแม้จะชนะแล้ว คนผู้นี้ก็จะต้องสูญเสียทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์มหาศาล ถึงเวลานั้น เขาผู้นั้นที่อ่อนแรงทั้งกายและใจจะต้องเผชิญหน้ากับเชื้อพระวงศ์ที่รอคอยเตรียมพร้อมสำหรับเวลานี้

ข้อที่สาม ที่เลือกจะแบ่งอำนาจให้กับทั้งสี่คน ไม่ใช่ให้กับคนใดคนหนึ่งในสี่คนนี้ เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือกลัวอีกสามฝ่ายจะร่วมมือกันต่อกรกับคนผู้นี้ ละครฉากนี้ต้องใช้ทั้งสี่คนจึงจะสำเร็จ หากขาดเพียงหนึ่งอาจจะก้าวเข้าสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด สำหรับไทเฮาที่ไร้หนทางถอยกลับในเวลานั้น นางจะต้องระวังและระวัง

หลังจากที่แบ่งอำนาจออกไปแล้ว แต่ละก้าวของราชสำนักก็เป็นดั่งที่สตรีเลิศปัญญานางนี้คาดการณ์ไว้ การขัดแย้งคัดค้านของขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊เริ่มชัดเจน พวกเขาวางแผนจัดการอีกฝ่ายจนไม่มีแรงจะไปสนใจเชื้อพระวงศ์ และยิ่งคิดไม่ถึงว่าพวกนางที่สูญเสียบุตรและสามีจะพลิกกลับมาเช่นไร

ใช่แล้วขอเพียงคู่แม่ลูกนี้สามารถอดทนรอได้ เส้นทางแห่งความสำเร็จจะปูให้พวกนางในสักวันหนึ่ง ทว่าเมื่อเลือดเนื้อเชื้อไขของนางป่วยตายไป ทำให้สตรีที่เคยใจเย็นกลายเป็นบ้า นางสาบานกับสวรรค์ว่าจะต้องแก้แค้น นางรอไม่ได้อีกต่อไป ทุกเวลาทุกนาทีคือความทรมาน นางจะต้องเห็นทุกคนที่บีบบังคับให้บุตรชายของตนต้องตาย ตายไปทีละคน นางต้องการให้พวกเขาทั้งหมดตายตามไป

สตรีนางนี้มอบความหวังทั้งหมดไว้ที่หลานชายที่อายุไม่ถึงหนึ่งขวบ

วันที่หลงชิ่งตี้ขึ้นครองราชย์ ขุนนางที่มาเข้าเฝ้าฮ่องเต้พระองค์ใหม่มีไม่ถึงสิบคน และในบรรดาขุนนางที่มาเหล่านี้ ส่วนใหญ่มาดูเรื่องสนุก ดูว่าฮ่องเต้ตุ๊กตาน้อยนี้จะร้องไห้ในตำหนักหรือไม่ ไม่มีใครเห็นฮ่องเต้หุ่นเชิดที่ไร้ซึ่งอำนาจอยู่ในสายตา

ไทฮองไทเฮารู้ข่าวนี้ก็หัวเราะเย็นเยียบ

ในบันทึกประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกไว้ พงศาวดารก็มีเพียงไม่กี่ประโยคว่า ฮ่องเต้เด็กน้อย แตกฉานศิลปะการต่อสู้ แตกฉานซื่อซู (9)

เด็กที่อายุไม่ถึงแปดปี แต่ว่าแตกฉานเรื่องศิลปะการต่อสู้หลากหลาย ถึงขนาดแตกฉานซื่อซูอู่จิง (10) ที่ขนาดปัญญาชนยังท่องยังยากจะเข้าใจ จะต้องใช้ความอดทนและจิตใจอันเด็ดเดี่ยว

หากเปลี่ยนเป็นคำพูดในสมัยนี้ เด็กผู้นี้คงต้องผ่านการศึกษาทั้งโหดเหี้ยมและทุกข์ทรมานเช่นชาวสปาร์ตันแน่นอน

หลงชิ่งตี้ไม่เคยกล่าวเรื่องราวสมัยเด็กที่ไหนมาก่อน แต่มีบันทึกว่าเขาเป็นโรคเกลียดการนอนหลับ พลิกตัวไปมายากจะหลับอยู่บ่อยๆ หลังจากหลับแล้วก็มักขมวดคิ้วพูดละเมอไม่สงบทั้งคืน หากไม่มีคนนอนเป็นเพื่อน สภาพเช่นนี้ก็จะหนักยิ่งขึ้น

หลังจากหลงชิ่งตี้ฆ่าล้างโคตรเหล่าขุนนางที่คิดจะขึ้นเป็นฮ่องเต้ทั้งสี่แล้ว ไทฮองไทเฮาก็ไม่ยุ่งเรื่องการเมืองนับแต่นั้นเป็นต้นมา อุทิศใจให้กับกราบไหว้บูชาพระและศาสนา สำหรับหลานเพียงคนเดียวของนาง นางมักจะถอนใจ ความแค้นในอดีต ถูกหรือผิดยากจะแยกได้

การเลือกในตอนนั้นถูกหรือว่าผิด

สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่ประวัติศาสตร์ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ซ่งผิงอันในตอนนั้นก็ไม่รู้เช่นกันว่าตัวเองในตอนนี้ กำลังตกลงสู่ห้วงแห่งความทุกข์กังวล

ด้วยเหตุนี้ ในยามเข้าห้องน้ำเขาจึงมีใบหน้าอมทุกข์ ยามกินข้าวก็มีใบหน้าอมทุกข์ แม้กระทั่งตอนเข้าเวรก็มีใบหน้าอมทุกข์เช่นกัน

ถังชิงที่เป็นทหารรักษาการณ์และค่อนข้างสนิทกับเขาทนดูต่อไปไม่ไหว อาศัยช่วงพักเปลี่ยนคนเข้ามาศอกเอวเขา แล้วกล่าวว่าซ่งผิงอัน เหตุใจเจ้าจึงทำหน้าทุกข์ตรมทั้งวัน เงินหายรึ

ซ่งผิงอันลูบเอวตรงที่โดนศอก ส่ายหัวไม่พูดอะไร แต่ใบหน้ายังคงอมทุกข์

เห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ ถังชิงคิดได้เรื่องหนึ่ง เขามองไปรอบๆ ว่าไม่มีคนจึงค่อยขยับเข้ามาใกล้กดเสียงกล่าวหรือว่าที่เจี่ยซือฉีเรียกเจ้าออกไปเมื่อวาน ให้เจ้าออกไปทำเรื่องไม่ดีอะไร

ไอ้เรื่องพูดให้ร้ายลับหลังเช่นนี้ซ่งผิงอันไม่ได้ทำเท่าไรนัก พอได้ยินเช่นนี้ก็รีบส่ายหัวไม่มี เจ้าอย่าเดามั่ว หัวหน้าเป็นคนดี

เช่นนั้นแล้วเหตุใดทั้งวันเจ้าจึงทำหน้าอมทุกข์เช่นนี้ ราวกับมีใครติดเงินเจ้ากระนั้นถังชิงไม่เข้าใจ มองเขาแวบหนึ่งพลางสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อทำให้อบอุ่น

พอคิดถึงบางเรื่อง สีหน้าของซ่งผิงอันก็ขรึมลง ปกติสีหน้าของซ่งผิงอันก็ค่อนข้างสุขุมอยู่แล้ว พอเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งดูขรึมขึ้นไปอีก

เมื่อวานข้าช่างเถอะ ไม่มีอะไรทั้งนั้นเดิมทีก็เป็นเรื่องที่เปิดปากพูดยากอยู่แล้ว รวมถึงอีกฝ่ายก็เป็นคนที่ยากจะเอ่ยถึง คนที่โง่เง่าเช่นซ่งผิงอันจึงรู้สึกน้ำท่วมปาก

ถังชิงที่เห็นท่าทางเช่นนี้ก็ยิ่งสงสัย กำลังจะถามต่อให้ละเอียด แต่พลันเส้นทางที่ทอดไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของวังหลวงกลับมีเสียงกีบม้าห้อตะบึง ไม่นานก็ปรากฏคนหลายคนในสายตา ถังชิงเห็นก็รีบดึงซ่งผิงอันหลบเข้าไปอีกด้านหนึ่ง พวกเขาโค้งทำความเคารพให้กับกงกงและราชองครักษ์ที่แค่ดูจากการแต่งกายก็รู้แล้วว่ายศขั้นไม่ต่ำเลย รอจนคนกลุ่มนั้นผ่านไปจึงค่อยกล้าเงยหน้าขึ้นมา

เห็นเพียงคนกลุ่มนั้นเดินไปที่หน้าประตูวัง กงกงที่นำหน้าชูป้ายขึ้นแล้วกล่าวเสียงสูงเปิดประตู ฝ่าบาทมอบหมายให้ออกจากวัง!”

รอจนหัวหน้าทหารรักษาการณ์มาตรวจสอบคำสั่ง จึงค่อยเรียกให้คนมาเปิดประตูที่ปิดสนิทออก เมื่อลมพัดปลิวอีกครั้ง คนกลุ่มนี้ก็หายลับออกไปนอกประตูวัง และประตูวังบานใหญ่ก็ปิดลง

เดิมทีเป็นเรื่องที่ผู้เฝ้ารักษาประตูเห็นกันจนคุ้นชิน ทว่าถังชิงกลับเผลอแสดงสีหน้าแปลกใจ

เพิ่งถึงยามอิ๋น เหตุใดฮ่องเต้จึงรีบร้อนส่งคนออกไปปฏิบัติภารกิจ

ถังชิงประหลาดใจในเรื่องนี้เพราะคิดว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอีก เพราะตอนเริ่มต้นเหตุการณ์แย่งชิงอำนาจกลับคืนก็เกิดขึ้นตอนเช้ามืดเช่นกัน ตอนนั้นก็เป็นพวกตนที่เฝ้ารักษาประตู ทหารนับพันที่ฮ่องเต้หลบซ่อนไว้ในที่ลับออกโรงในคืนเดียว อาศัยวันสถาปนาแคว้นฉลองครบรอบหกสิบปี เปิดโปงคฤหาสน์แม่ทัพพยัฆค์เดชที่คุมกำลังทหารกว่าสองแสนนายทั่วทั้งประเทศ จากข่าวบอกว่าตอนนั้นที่จวนของแม่ทัพพยัฆค์เดชมีผู้ช่วยของแม่ทัพจำนวนไม่น้อยรวมตัวกันอยู่ ในงานเลี้ยงที่ฟุ่มเฟือยจนน่ากลัวนั้น คนจำนวนมากเมามายไร้สติไปแล้ว ถึงขนาดถูกจับมัดยังไม่รู้ตัว

ฮ่องเต้จัดการเรื่องนี้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด คนที่อยู่ในจวนแม่ทัพที่ถูกจับเข้าคุกยังด่าหาว่าฮ่องเต้ขุดหลุมให้ตัวเอง เพราะด้านนอก แม่ทัพมีคนสนิทที่มีกำลังทหารสองแสนและตั้งรักษาการณ์ที่ชายแดน คนผู้นั้นจะต้องรู้ข่าวและจะต้องเข้ามาโจมตีเมืองหลวงให้ฮ่องเต้ต้องทุกข์ทรมานอย่างสาสม ฮ่องเต้ในตอนอายุสิบหกแย้มรอยยิ้มเยียบเย็น สั่งให้คนนำศีรษะของคนสนิทแม่ทัพมาให้พวกเขาดู ทำให้พวกนั้นได้แต่เงียบเป็นบื้อใบ้

ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำได้อย่างไร แต่เขาทำสำเร็จแล้ว ในตอนที่ทุกคนเอาแต่ดูถูกว่าเขาอายุน้อย เขาก็ได้วางแผนทุกอย่างไว้ในใจแล้ว

จุดจบของแม่ทัพพยัฆค์เดชคือประหารชีวิตด้วยการแร่เนื้ออย่างช้าๆ จนตาย คนผู้นี้เคยหยิกแก้มฮ่องเต้น้อยวัยแปดขวบต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชา บอกว่าเขาเป็นเด็กตัวน้อย และสุดท้ายก็ถูกประหารทั้งโคตร

เมื่อม่านเปิดฉาก สนามรบนี้มีแต่เจ้าตายข้ารอด มิเช่นนั้นจะไม่มีการหยุด จนในที่สุดผู้ที่เตรียมตัว ผู้ที่ปูทางแห่งชัยชนะมาเนิ่นนานก็ได้รับชัยชนะ ฮ่องเต้ได้รับอำนาจที่เป็นของตนกลับคืน ส่วนท้องถนนนั้นถูกย้อมด้วยโลหิตเป็นชั้นๆ

ในตอนนั้น เหล่าราษฎรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจต่างทอดถอนใจไม่สิ้นสุด แต่ละคนไม่ปลอดภัย และยิ่งกับทหารรักษาการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องเลยสักนิดแล้ว พวกเขามักจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกัน นอกจากจะเป็นการตักเตือน ยังให้ความรู้สึกทั้งเคารพและยำเกรงฮ่องเต้ของพวกเขาที่อยู่ส่วนในของวังหลวง

เหตุการณ์นี้เพิ่งจะผ่านพ้นไปปีกว่า พื้นถนนที่ย้อมโลหิตยังตลบฟุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือด ทว่าในเวลานี้กลับมีเรื่องด่วนต้องออกจากวังในเวลาใกล้เคียง จะไม่ให้คนสงสัย กังวล และกลัวว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ไปได้อย่างไร

ทว่าคำพูดของถังชิงทำให้ซ่งผิงอันคิดขึ้นมาได้อีกอย่าง เขาไม่ได้คิดมากเช่นถังชิง แต่กลับคิดอย่างบริสุทธิ์ว่าส่งคนออกจากวังหลวงไปตั้งแต่เช้าตรู่แสดงว่าน่าจะมีเรื่องสำคัญ ในเมื่อมีเรื่องสำคัญ เช่นนั้นก็หมายความว่าวันนี้เขาจะปลอดภัยใช่หรือไม่

ถูกต้องเรื่องยุ่งยากใจของซ่งผิงอันในวันนี้ทั้งวันก็คือเรื่องนี้!

เมื่อคืนถูกฮ่องเต้หนุ่มกอดก่ายหลับไปเกือบสองชั่วยาม พอตื่นขึ้นมา บนเตียงก็เหลือเพียงเขาคนเดียวแล้ว ฉินกงกงที่เข้ามาไม่พูดอะไร บอกให้เขาสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จากนั้นก็ปิดตาเขาแล้วแบกมาถึงใกล้ๆ หน่วยที่พัก

ตอนที่ฉินกงกงกำลังจะจากไป เขาถามอย่างลังเลว่าฮ่องเต้จะเรียกหาเขาอีกหรือไม่ ฉินกงกงเพียงมองเขาพลางแย้มรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาแล้วกล่าวเจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะกล่าวจบฉินกงกงก็จากไป ทิ้งให้ซ่งผิงอันกลัดกลุ้มคิดหาคำตอบ

ครั้งแรกยังสามารถบอกกับตัวเองได้ว่าเรื่องราวมันผ่านพ้นไปแล้ว หากครั้งที่สองยังกล่าวเช่นนี้อีกคงเป็นการหลอกตัวเอง เหตุใดฮ่องเต้จึงเรียกหาเขา และจุดจบของเขาจะเป็นอย่างไร

การเข้าเวรกลางคืนต้องเข้าสามวัน เมื่อวานเพิ่งเป็นวันแรก เมื่อรู้ว่ายังเหลืออีกสองวันก็ทำให้จิตใจของซ่งผิงอันหวาดกลัวไม่หาย แต่เมื่อได้ข่าวว่าฮ่องเต้ส่งคนออกจากวัง และคิดเดาเอาเองว่าวันนี้ตนคงไม่ต้องพบเจอเรื่องราวที่ทั้งอดสูและทรมานแล้ว ซ่งผิงอันที่กลัดกลุ้มเรื่องนี้มาทั้งวันจึงผ่อนคลายลง

นี่ก็คือซ่งผิงอัน เขาเป็นเพียงคนธรรมสามัญเท่านั้น เขาไม่คิดวิเคราะห์เรื่องราวลึกซึ้งอะไร ขอเพียงตรงหน้าไม่มีเรื่องก็จะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้

และความแตกต่างระหว่างคนธรรมดากับชนชั้นสูงก็คือพวกเขาไม่มีความสามารถในการวิเคราะห์มองการณ์ไกล ชนชั้นสูงถนัดในเรื่องป้องกันและเตรียมพร้อม ส่วนคนธรรมดาทำได้เพียงรับมือกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน สวรรค์ก็ชอบกลั่นแกล้งเช่นนี้ ในตอนที่คนเราคิดว่าเรื่องราวที่น่าหวาดกลัวได้ผ่านไปแล้ว และต่อไปจะสามารถนอนหลับสบายได้ สวรรค์ก็จะส่งเรื่องสะเทือนจิตใจยิ่งกว่ามาให้

หลังจากคิดว่าวันนี้ตนปลอดภัยแล้ว ซ่งผิงอันค่อยมีสีหน้าดีขึ้น มีอารมณ์พูดคุยเฮฮากับถังชิง ทั้งสองคนเดินไปเดินมา ทว่าจู่ๆ ซ่งผิงอันกลับถูกจับไปซ่อนในมุมอับและมีเงาดำทาบทับปิดไว้โดยที่ถังชิงไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด อีกฝ่ายพูดเองเออเองพลางเดินไปเรื่อยๆ เดินไปสักพักค่อยเห็นว่าซ่งผิงอันไม่ตอบ จึงหันกลับไปมองด้วยความแปลกใจ

ถังชิงก็เป็นคนที่ประมาทเพราะการคุ้มกันอันแน่นหนาของวังหลวงเช่นกัน เขาคิดไม่ถึงว่าซ่งผิงอันจะโดนคนจับตัวไป จึงแค่เพียงตบหัว หัวเราะพลางกล่าวว่าซ่งผิงอันคงทนไม่ไหวจนต้องแอบไปหาที่ปลดทุกข์

กล่าวจบก็หันหลังกลับเดินไปทางหน่วยทหารรักษาการณ์

ทว่าในตอนนี้ ซ่งผิงอันนั้นถูกปิดปากโดยฉินกงกงที่ลักพาตัวมา เขาเบิกตาโตมองอย่างตื่นตระหนกจนส่งเสียงไม่ออก

ฉินกงกงรอจนได้ยินเสียงถังชิงเดินไปไกลค่อยยอมปล่อยมือที่ปิดปากซ่งผิงอันฝ่าบาทต้องการพบเจ้าเขาไม่มากความ ดึงผ้าคาดตาที่ซ่งผิงอันทั้งคุ้นเคยและหวาดกลัวออกมา

ฉินกงกง…” เมื่อซ่งผิงอันได้เห็นก็รีบลงไปคุกเข่าขอร้องอย่างตื่นตระหนก แต่กลับถูกฉินกงกงจับบ่าเขาห้ามไว้

ทหารรักษาการณ์ซ่ง ข้ายังคงพูดคำเดิม เจ้าขอร้องข้าไปก็ไร้ประโยชน์ หากจะขอร้องก็ต้องขอคนบนนั้นนิ้วชี้ไปยังบนท้องฟ้า ฉินกงกงกล่าวจบก็หยิบผ้ามาปิดตาซ่งผิงอันทั้งสองข้าง สุดท้ายก็ผูกปมไว้ที่ด้านหลัง เมื่อสังเกตได้ถึงความหวาดกลัวของซ่งผิงอัน ฉินกงกงจึงเตือนด้วยหวังดีทหารรักษาการณ์ซ่ง อย่าโทษว่าข้าไม่บอกก่อน วันนี้ท่านผู้นั้นอารมณ์ไม่ดี เวลาเจ้าปรนนิบัติโปรดจงระวัง

อารมณ์ไม่ดีหรือ

ประโยคนี้ยังหมุนติ้วอยู่ในหัวของซ่งผิงอันที่ไม่ถนัดในการวิเคราะห์ แต่เขาก็ถูกปล่อยลงในตำหนักที่อบอุ่นเสียแล้ว และผ้าที่ปิดตาไว้ก็โดนแก้ออกเช่นกัน

ฝ่าบาท นำตัวมาแล้วพะย่ะค่ะ

เจ้าออกไป

กระหม่อมทูลลา

ฉินกงกงถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ จนเสียงปิดประตูดังขึ้นซ่งผิงอันจึงได้สติ รีบคุกเข่าลงบนพื้นพรม

กระหม่อมซ่งผิงอันถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปีหมื่น…”

ลุกขึ้นมา!”

เสียงแข็งตัดแทรกคำพูดของซ่งผิงอันทำให้เขารู้สึกหนาวไปถึงกระดูก ทำให้ตัวสั่นจนควบคุมไม่ได้และพูดไม่ออก หลังจากเสียงนี้แล้ว ความเงียบในตำหนักก็ทำให้คนรู้สึกกระวนกระวาย ซ่งผิงอันลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงค่อยๆ ทรงตัวลุกขึ้นมา

มานี่!”

ผู้ที่ราวกับรอเวลานี้มาตลอดไม่รอให้เขาทรงตัวได้ เสียงเย็นเยียบก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ซ่งผิงอันเงยหน้าขึ้นมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ และเข้าใจในทันใดทีว่าคำพูดของฉินกงกงเป็นเรื่องจริง อารมณ์ของฮ่องเต้ในวันนี้ไม่ดีเอามากๆ

เคยเห็นท่าทางที่ฮ่องเต้เอนกายลงกับแท่นประทับพลางพลิกหน้าหนังสือเมื่อวาน ต่อให้ซ่งผิงอันโง่กว่านี้ก็สามารถเปรียบเทียบออกมาได้ว่าฮ่องเต้ในวันนี้ต่างกับเมื่อวานเช่นไร

สถานที่ที่ซ่งผิงอันถูกนำตัวมาคล้ายกับเป็นตำหนักใหญ่ที่เอาไว้จัดการงานราชการ ฮ่องเต้หนุ่มนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวสูง บนร่างสวมอาภรณ์เหมือนกับที่สวมปกติยามปรึกษาหารือเรื่องราชการกับเหล่าขุนนางอำมาตย์ ในตอนนี้ฮ่องเต้เลิกคิ้วจ้องไปยังภาพที่กางออก ไม่ได้กวาดตามองมาทางซ่งผิงเลยอันสักนิด ถึงแม้จะไม่ได้กล่าวอะไรออกมา แต่กลิ่นอายเยือกเย็นที่แผ่กระจายก็พอจะทำให้คนถอยหนีไปไกล

ให้เข้าไปตอนนี้น่ะหรือซ่งผิงอันที่พยายามประคองสติ แม้จะคิดตามไม่ค่อยทัน ทว่าในตอนที่เขากำลังลังเลพะว้าพะวัง ฮ่องเต้ก็ส่งสายตาเยียบเย็นมาอย่างไร้ซึ่งความอดทน ไม่ต้องพูดแม้เพียงครึ่งคำก็ทำให้ซ่งผิงอันตกใจจนต้องรีบก้าวเข้าไปยืนอยู่หน้าโต๊ะ

มายืนตรงนี้!”

ฮ่องเต้ชี้ไปที่ข้างกาย เมื่อซ่งผิงอันเหลือบมองก็คิดอยากจะกล่าวอะไรออกมาสักอย่าง หากแต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้แก่สายตาเย็นเยียบ ได้แต่ขยับไปที่ข้างกายอีกฝ่าย ทว่าขาทั้งสองข้างก็อดสั่นไม่ได้

ซ่งผิงอันเพิ่งขยับเข้าไปใกล้ ฮ่องเต้ก็วางของในมือลงทันที ในตอนที่ใจเขาเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมาจากอก ฮ่องเต้ก็โอบเอวรั้งให้เขานั่งลงบนตักอีกฝ่าย เขาตื่นตระหนกจนเผลอดิ้นขึ้นมา แต่มือทั้งสองข้างที่โอบเอวเขาราวกับกำแพงเหล็กที่กักจนเขาขยับไม่ได้ ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไรก็เสียแรงเปล่า

ฝ่า ฝ่าบาทได้โปรดปล่อยกระหม่อม นี่นี่มิบังควรนั่งอยู่บนตักของฮ่องเต้ เขาทำผิดต่อสวรรค์! ซ่งผิงอันในตอนนี้ตระหนกจนสมองขาวโพลนไปหมด ลืมไปจนสิ้นว่าตนเคยแม้กระทั่งนอนบนแท่นบรรทมของฮ่องเต้มาแล้ว แม้แต่เรื่องที่มิบังควรกว่านั้นยังเคยทำมาแล้ว

ช่างเรื่องมิบังควรแม่งสิ!”

ถ้อยคำชาวบ้านร้านตลาดเช่นนั้นหลุดออกมาจากปากของคนที่คิดไม่ถึง ทำให้ซ่งผิงอันตกใจจนถึงกับคิดอยากจะหันกลับไปมองคนที่ไม่กล้าสบตาด้วยมาตลอดสักหน่อย

อย่าขยับ ให้เรากอดเจ้าหน่อย

คนที่อยู่ด้านหลังสั่งห้ามการเคลื่อนไหวของเขา มือที่โอบเอวไว้ทั้งสองข้างลงแรงมากยิ่งขึ้นราวกับจะฝังลงในร่างของเขา ซ่งผิงอันรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายแนบใบหน้าลงบนแผ่นหลังของเขา ถ้อยคำโอนอ่อนทำให้หัวใจที่หวาดกลัวของเขาสงบลงอย่างประหลาด

ราวกับในพริบตานั้นผู้ที่อยู่แนบชินด้านหลังของเขามิใช่ฮ่องเต้เย็นชาผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป หากแต่เป็นเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดสิบแปดปีที่ได้รับความไม่เป็นธรรม

เพราะความอ่อนแอที่เด็กหนุ่มเผลอปลดปล่อยออกมาโดยไม่เจตนาในพริบตาเดียวนั้น ทำให้ซ่งผิงอันเห็นภาพมายา ทำให้คนซื่อๆ ผู้นี้เผยนิสัยอ่อนโยนออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว เขาส่งมือไปประกบลงบนสิ่งที่วางอยู่บนหน้าท้องของเขาพระหัตถ์

ต้องบอกว่านี่เป็นเรื่องที่เขากระทำไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าหากว่าซ่งผิงอันที่ซื่อบื้อและยึดติดกับขนบโบราณรู้ตัวสักนิด ต่อให้มอบหัวใจหมีหรือดีเสือดาวอีกสักหมื่นชิ้นให้เขาก็คงไม่กล้าทำเช่นนี้ เพราะว่าในใจของราษฎรปุถุชนทั่วไป ฮ่องเต้คือโอรสสวรรค์ คือมังกรอันสูงส่งที่ลงมาจุติยังโลกมนุษย์ คือประมุขผู้คุมอำนาจความเป็นความตายของราษฎร เป็นผู้ที่พวกเขาปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถเข้าใกล้ได้ตามใจชอบ ดั่งคำกล่าวที่ว่าอยู่ใกล้กษัตริย์ก็เหมือนอยู่ใกล้เสือ (11) ใครจะไปรู้ว่าลูบพระวรกาย หรือพระมัสสุแล้วจะพิโรธจนทำให้ตัวเองต้องตกลงสู่ห้วงนรกหรือไม่

จะอย่างไรซ่งผิงอันก็เป็นเพียงราษฎรธรรมดาเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็ต้องรู้สึกเช่นนี้ ส่วนเรื่องการกระทำเหมือนรนหาที่ตายเช่นนี้ พูดได้เพียงว่าสมองเขาเลอะเลือนไปแล้ว

ทว่าสัมผัสที่เขาเป็นฝ่ายเริ่มคล้ายกับทำให้ผู้ที่กอดเขาไว้สั่นเล็กน้อย ทว่าจนแล้วจนรอดอีกฝ่ายก็ไม่กล่าวอะไรออกมา มีเพียงแรงโอบกอดที่เพิ่มขึ้นหลายส่วน

ซ่งผิงอันที่ค่อยๆ คลายสัญชาตญาณที่ร้องเตือนด้วยความหวาดกลัวเพราะอีกฝ่ายแสดงความอ่อนแอออกมาชั่วขณะหนึ่ง เผลอกวาดสายตาไปบนรูปที่กางอยู่บนโต๊ะโดยไม่ได้ตั้งใจ

ซ่งผิงอันไม่รู้ตัวหนังสือ เขาเพียงดูรู้เรื่องว่ารูปนั้นคือทิวเขาสลับซับซ้อน กับแม่น้ำยาวสายหนึ่ง

ผิงอัน เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คืออะไร

ไม่ทราบพะย่ะค่ะ ข้าเอ่อ กระหม่อมไม่รู้จักหนังสือในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ซ่งผิงอันค่อยนึกถึงฐานะของผู้ที่ประกบอยู่ด้านหลังขึ้นมาได้ มือที่วางไว้บนมือของอีกฝ่ายก็รีบดึงเก็บกลับมา เขาในตอนนี้ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าฮ่องเต้กำลังเรียกชื่อเขาตรงๆ

นี่คือแผนที่ภูมิศาสตร์ฮ่องเต้เกยคางลงบนไหล่ของเขา มือหนึ่งกุมมือที่เขาเก็บกลับมาไว้แน่น ทำให้เขาหนีไม่ได้และไม่กล้าหนี จากนั้นฮ่องเต้เอานิ้วของเขาวางไว้บนแผนที่ภูมิศาสตร์นั้นก่อนจะชี้ไปที่ตัวอักษรสองตัว กล่าวว่าสองคำนี้อ่านว่าถงกวน

ดวงตาทั้งสองข้างของซ่งผิงอันเป็นประกายกระหม่อมรู้จัก เป็นเขตแดนตะวันตกสุดของประเทศเรา

ถูกต้องถงกวน พวกซีตี๋ที่อยู่นอกเขตแดนของเราเรียกว่าฮาหลันฉี ความหมายก็คือสถานที่ที่ปกป้องง่ายแต่โจมตียาก ที่ตรงนี้แต่เดิมปกป้องคุ้มกันโดยเจิ้งเค่อแม่ทัพพยัฆค์เดช ถึงแม้เขาจะยโสอวดดี เห็นแก่ผลประโยชน์จนลืมคุณธรรม แต่ต้องยอมรับว่าความสามารถในการนำทหารออกรบของเขา ราชสำนักในตอนนี้ไม่มีใครสู้เขาได้ และคนสนิทที่เขาปลุกปั้นมาความสามารถก็ไม่เลวน่าเสียดายว่าความมักใหญ่ใฝ่สูงของเขามีไม่น้อย สิ่งที่เขาต้องการมิใช่เพียงทหารที่มีอยู่ในมือสองแสนนาย มิใช่เพียงแต่ตำแหน่งที่มีความดีความชอบอย่างแม่ทัพพยัฆค์เดช แต่เป็นตำแหน่งฮ่องเต้ของเรา ดังนั้นทางเดียวที่เรามีคือกำจัดเขา…”

ฮ่องเต้บิดปากหัวเราะเย้ยเราทำสำเร็จแล้ว และเมื่อพวกซีตี๋ที่โดนเจิ้งเค่อกดอยู่ตลอดรู้ข่าวนี้ คิดว่าเป็นเวลาเหมาะจึงส่งพลทหารมาโจมตีถงกวน ส่วนคนที่เราส่งไปแต่ละคนล้วนเป็นพวกไร้ความสามารถ ไร้ประโยชน์สิ้นดี เจ้ารู้หรือไม่ ครึ่งชั่วยามก่อนหน้านั้น เราเพิ่งได้รับข่าวว่าถงกวนถูกตีแตกแล้ว

ฝ่า…” ข่าวนี้ทำให้ซ่งผิงอันไร้คำพูด เขาขมวดคิ้วมุ่นฝ่า ฝ่าบาท…”

ฮ่องเต้หนุ่มบีบกระชับมือเขาแน่น ลงแรงราวกับจะบีบมือเขาให้แหลกละเอียด ซ่งผิงอันเจ็บจนแทบจะหลุดเสียงร้องออกมา

ใช่แล้ว เราชนะแล้ว เราได้อำนาจคืนมาแต่ว่าตอนนี้เราเสียใจได้หรือไม่ เสียดายได้หรือไม่…”

ในตอนที่ซ่งผิงอันเจ็บจนสั่นไปทั้งร่าง เขาเห็นประกายความเจ็บปวดขึ้นในดวงตาดำขลับของเด็กหนุ่ม ในใจเขารู้สึกบีบรัดจนเผลอหลุดปากพูดเสียงดังฝ่าบาท คนที่กลั่นแกล้งพวกเรา พวกเราก็อัดมันกลับไป ไม่มีอะไรน่ากลัว ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีโอกาสพะย่ะค่ะ!”

มือที่ลงแรงผ่อนคลายลง ซ่งผิงอันถือโอกาสนี้ดึงมือกลับมา ทันมองมือที่ถูกบีบจนกลายเป็นสีช้ำเพียงแวบเดียวก็หันกลับไปสนใจเด็กหนุ่มที่ใจลอยไปเสียแล้ว

ฮ่องเต้หนุ่มเหมือนกำลังเหม่อลอย สายตาจับจ้องไปยังภาพบนกระดาษที่กางไว้ ชั่วขณะหนึ่ง เขาก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา n“คนที่แกล้งเราก็สู้กลับไป ถูกต้องจะไม่มีวันปล่อยไปแน่นอน ไม่มีวัน!”

เมื่อกล่าวจบก็ดูเหมือนฮ่องเต้จะสงบลงมาก เขามองผิงอัน จากนั้นก็ยื่นมือไปกุมมือข้างที่ถูกบีบข้างนั้น ไล้มือข้างที่ถูกบีบจนเป็นรอยเบาๆ  กระซิบถามเจ็บหรือไม่

ซ่งผิงอันตะลึงไป ส่ายหัวพลางกล่าวกราบทูลฝ่าบาท ไม่เจ็บพะย่ะค่ะ

ฮ่องเต้หัวเราะขึ้นมาไม่เจ็บหรือ เช่นนั้นก็ดี เดี๋ยวเราจะทำให้ทั้งร่างเจ้าเจ็บขึ้นมาเอง

สำหรับซ่งผิงอันที่หัวทึ่มช้า ความคิดแรกหลังจากได้ยินประโยคนี้คือเขาทำความผิดหรือพูดอะไรผิดไป ดังนั้นฮ่องเต้จึงจะลงโทษเขาให้เจ็บไปทั้งตัว และเพราะเหตุนั้นร่างกายที่เร็วกว่าสมองก็ดึงดันออกมาจากอ้อมกอดของฮ่องเต้ ทรุดลงไปคุกเข่าที่พื้น ละล่ำละลักอ้อนวอนไม่ขาดปากฝ่าบาท กระหม่อมโง่งมนัก พูดอะไรผิดไปหรือกระทำสิ่งใดผิดไปขอพระองค์อย่าถือสา ฝ่าบาท ขอพระองค์ปล่อยกระหม่อมไปสักครา ครั้งหน้ากระหม่อมจะไม่ทำอีกแล้ว ฝ่าบาท…”

ฮ่องเต้ไม่กล่าวอะไรแม้ครึ่งคำ ทำเพียงเลิกคิ้วมองผิงอันที่โขกหัวกับพื้น สีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม

ฮ่องเต้ไม่กล่าวอะไรอีก ซ่งผิงอันนึกว่าครั้งนี้ตนคงยากจะหนีพ้นแล้วจริงๆ ในตอนที่ใจกำลังร่ำร้องอย่างเจ็บปวดว่าจะยังมีโอกาสมีชีวิตไปเจอบิดามารดาอีกหรือไม่นั้น ฮ่องเต้กลับลุกขึ้น มือหนึ่งกุมไหล่เขาอย่างกะทันหันก่อนจะดึงตัวเขาออกไปนอกตำหนัก

ซ่งผิงอันถูกดึงรั้งเช่นนี้ก็นึกว่าจะถูกนำไปลงโทษ เขาตกใจจนออกแรงขัดขืน แรงของซ่งผิงอันเคยทำให้เพื่อนบ้านตกใจมาแล้ว เพราะเขาเคยแบกข้าวสารประมาณหนึ่งร้อยจิน (12) เดินได้หลายกิโลเมตรโดยไม่ต้องพัก มารดาของเขามักจะบอกว่าเขาตามรอยบิดา เพราะบิดาของเขาเป็นคนหามเกี้ยว มักจะแบกเกี้ยวขึ้นๆ ลงๆ ทั้งวัน แรงก็เลยมีมากตามไปด้วย

และเพราะมีแรงเยอะ เรื่องที่ทำได้จึงเยอะตามไปด้วย เมื่อมีเรื่องที่ทำได้เยอะ เงินทองที่ได้รับก็เยอะตามไปด้วย

ซ่งผิงอันภูมิใจในแรงของตนมาตลอด ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ผู้ที่ภายนอกดูบอบบางขนาดข้อมือยังบางราวกับต้นหอม เขามักจะสงสัยว่าแรงของเขาหายหมดไปแล้วหรือไม่ ไม่ว่าเขาจะออกแรงดิ้นรนอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่สะเทือน ทำให้เขารู้สึกอยากจะร้องไห้นัก หากแต่ก็ไร้น้ำตา

ครั้งนี้ฮ่องเต้ก้าวนำไปด้านหน้า มือหนึ่งลากข้อมือของซ่งผิงอัน ซ่งผิงอันที่กังวลเรื่องโดนลงโทษก็เดินชักช้า จึงเรียกได้ว่าตนถูกลากไปข้างหน้า ฮ่องเต้ที่ภายนอกดูราวกับบัณฑิตบอบบางลากเขาที่ร่างกำยำราวกับลากปุยฝ้าย ฉินกงกงที่อยู่ด้านนอกมองฉากเช่นนี้ด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปสักนิด

คนที่สายตาดีอย่างซ่งผิงอันมองผ่านความมืดยามราตรีแค่แวบหนึ่งก็เห็นฉินกงกงยืนอยู่ไม่ไกล เขาอดจะส่งสายตาขอร้องไปไม่ได้ ทว่าฉินกงกงทำเหมือนไม่เห็น เพียงสลับตำแหน่งฝูเฉิน (13) แล้วหันมองไปอีกทาง จนซ่งผิงอันที่เห็นภาพนี้อยากจะร้องไห้นัก

กระทั่งฮ่องเต้ลากซ่งผิงอันหายไปในศาลา ฉินกงกงจึงกวักมือเรียกข้ารับใช้ กำชับเสียงเบาตามไปแล้วคอยระวังปรนนิบัติอยู่นอกตำหนัก หากฝ่าบาทไม่เรียกพวกเจ้า ไม่ว่าด้านในจะมีเสียงใดก็ห้ามเข้าไป

ฉินกงกง ท่านไม่เกรงว่าคนผู้นั้นจะทำร้ายฝ่าบาทหรือ

ขันทีน้อยที่อยู่ข้างฉินกงกงถามเสียงเบา ถึงแม้ว่าความสูงของซ่งผิงอันและฮ่องเต้จะใกล้เคียงกัน และเห็นได้ชัดว่าซ่งผิงอันกำยำกว่าฮ่องเต้อยู่หน่อย ไม่ว่าผู้ใดมองแวบแรกก็คงคิดว่าฮ่องเต้ที่คล้ายกับบัณฑิตแรงน้อยจะต้องเสียเปรียบเป็นแน่

เจ้าหมายความว่าทหารรักษาการณ์เล็กๆ นายหนึ่งนั่นจะกล้าทำร้ายฝ่าบาทหรือฉินกงกงกล่าวเสียงสูง

หามิได้ขอรับกงกง ความหมายของข้าน้อยก็คือเกรงว่าคนผู้นี้จะมือไม้เก้งก้าง ตอนปรนนิบัติจะสู้คุณหนูหรือคุณชายที่เคยได้รับการสั่งสอนมาก่อนไม่ได้ แล้วจะทำให้ฝ่าบาทไม่สบาย

หึฉินกงกงหัวเราะเย็นชาหากไม่สบายฝ่าบาทจะให้เรียกมาสองรอบสามรอบหรือ แล้วอีกอย่าง ใต้หล้านี้ผู้ที่สามารถทำร้ายฮ่องเต้ของพวกเราได้ เกรงว่าจะมีไม่กี่คนเอาเถอะ รีบไปจัดการ

ขอรับขันทีน้อยข้างกายฉินกงกงรับคำสั่ง ค้อมเอวถอยหลังไปทำตามที่ได้รับมอบหมาย

เห็นขันทีน้อยจากไปแล้ว ฉินกงกงมองไปทางที่พวกซ่งผิงอันเพิ่งจะจากไป ผ่านครู่ใหญ่ จึงถอนหายใจออกมา

ฝ่าบาท กระดาษห่อไฟไม่มิด (14) หากให้ไทเฮารู้ว่ามีผู้ที่ทำให้ท่านสนใจเช่นนี้ ผลลัพธ์นั้นสุดจะคาดเดา

ยังจำครั้งที่พบกันคราแรกได้ ฮ่องเต้ยังเป็นเพียงเด็กน้อยวัยหกขวบกว่าเท่านั้น ดวงหน้าขาวผ่องทว่ากลับแสดงออกถึงความเฉยชาและหวาดระแวง

เจ้าเป็นใคร

กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมนามว่าฉินอี๋ เป็นคนที่ไทเฮาส่งมารับใช้ฝ่าบาท

อืม เช่นนั้นเจ้าก็เป็นคนของเสด็จแม่

หามิได้พะย่ะค่ะ นับแต่วันนี้ กระหม่อมเป็นคนของพระองค์

เช่นนั้นแล้วเจ้าจะจงรักภักดีต่อข้าหรือไม่

กระหม่อมแม้ตัวตายก็จะจงรักภักดีต่อพระองค์พะย่ะค่ะ

หึ ข้าจะคอยดู

เช่นนั้นแล้ว ทุกวันนี้พระองค์เชื่อในความซื่อสัตย์ของฉินอี๋หรือยังพะย่ะค่ะ

สายลมเย็นโชยพัดมาแผ่วเบา ฉินกงกงที่วันนี้อยู่ในวัยเกินครึ่งร้อยตื่นจากภวังค์ กลับตัวจากไป

ซ่งผิงอันถูกจับเปลื้องผ้าแล้วโยนลงบ่อน้ำร้อน จนถึงตอนที่ฮ่องเต้ซ่งร่างเปลือยเปล่าเช่นกันกดเขาอยู่ริมขอบแล้วสอดนิ้วเข้าไปสัมผัสช่องทางด้านหลัง  เขาถึงได้เข้าใจว่าเจ็บนี้มิใช่สิ่งเดียวกับเจ็บนั้นที่เขาเข้าใจ เพียงแต่เขารู้ตัวช้าเกินไป เพราะผู้ที่ซ้อนอยู่ด้านหลังเขาเตรียมพร้อมนานแล้ว

ในฐานะที่เป็นบุรุษและไม่คล้ายกับสตรีเลยสักกระผีกเดียว พอถูกบุรุษอีกคนหนึ่งกระทำเช่นนี้กับร่างกายตนเอง ให้อย่างไรก็ทนต่อไปไม่ไหว หากเป็นผู้อื่น ต่อให้เป็นคนซื่ออย่างซ่งผิงอันก็คงจะต่อยไปสักหมัด แล้วก็กระทืบท้องอีกฝ่ายระบายความแค้น ขนาดกระต่ายเมื่อโดนบีบคั้นมากๆ เข้ายังกัดคนได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนเล่า

แต่หากเปลี่ยนผู้อื่นมาเป็นฮ่องเต้ผู้สูงส่ง ผลลัพธ์จึงกลายเป็น

ฝ่าฝ่าบาท กระหม่อมขอร้องพระองค์ปล่อย…”

ซ่งผิงอันฟุบอยู่ที่ขอบบ่อน้ำร้อน ควันที่ลอยวนไม่หยุดทำให้หน้าเขาแดง ภายใต้การขยับเคลื่อนไหวในร่างกาย มือที่แต่เดิมเกาะหินกระเบื้องทั้งสองข้างกำเป็นหมัดแน่น ลงแรงเสียจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนออกมา

เพราะว่าทั้งเครียดและกลัว ร่างกายของซ่งผิงอันจึงเกร็งรัดแน่น ฮ่องเต้ที่มือข้างหนึ่งประคองต้นขาเขาไว้จึงสัมผัสได้

ผ่อนคลายฮ่องเต้คลายมือตีลงบนสะโพกแข็งแรงและหยุ่นมือของเขา

นิ้วทั้งสองที่ฝังอยู่ในร่างกายเขาขยับเปลี่ยนทิศทาง ทำให้ซ่งผิงอันเผลอร้องเสียงหลงออกมาไม่ฝ่าบาท ได้โปรดปล่อยกระหม่อม…”

ปล่อยหรือฮ่องเต้หัวเราะแผ่วเบาเรากำลังทำความสะอาดข้างในของเจ้า ทำความสะอาดเสร็จแล้วจึงจะสามารถปรนนิบัติเราได้ หากเจ้าไม่ยอมให้เราช่วยเจ้าล้างเช่นนี้ ยังมีอีกวิธีหนึ่ง…”

ฮ่องเต้ชี้ไปที่ด้านหน้า ซ่งผิงอันเงยหน้า ดวงตาที่มีม่านหมอกบางคลุมมองตามไป เห็นเพียงว่าไม่ไกลจากบ่อน้ำร้อนมีถาดที่ทำจากไม้วางอยู่ ในถาดเต็มไปด้วยสิ่งของที่ซ่งผิงอันไม่เคยเห็นมาก่อน ในนั้นมีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกระบอกน้ำทำจากหนังที่ใช้เฉพาะเวลาเดินทัพ ด้านข้างมีท่อขนาดประมาณหนึ่งถึงสองนิ้วมือ ด้านหนึ่งกว้างอีกด้านหนึ่งแคบ

ซ่งผิงอันมองอย่างงงงวย ส่วนฮ่องเต้ที่ซ้อนอยู่ด้านหลังเขาก็ตั้งใจขยับปากเข้าใกล้ใบหูของเขา ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะก่อนจะกล่าวเสียงเบาผิงอัน ยังจำความรู้สึกตอนที่ล้างเจ้าครั้งแรกได้หรือไม่ ใส่น้ำลงในกระบอกให้เต็มก่อน จากนั้นก็ใส่ท่อลงไปในปากขวด ใช้เชือกมัดให้แน่น จากนั้นก็เอาท่อด้านที่แคบค่อยๆ ใส่ไปในร่างกายของเจ้า สุดท้ายก็กรอกน้ำเข้าไปในท้องของเจ้าทีละหยดๆ ท้องก็จะค่อยๆ บวมขึ้นมาจนเจ้าทรมานจนร้องไห้ออกมาจึงจะหยุด…”

คำกล่าวของฮ่องเต้ทำให้ซ่งผิงอันนึกถึงความหวาดกลัวยามโดนจับกรอกน้ำในครั้งแรกได้ สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นขาวซีด ร่างกายก็สั่นสะท้านน้อยๆ

ฮ่องเต้ขบกัดใบหูของเขาเบาๆผิงอัน ตอบข้า เจ้าต้องการให้ข้าช่วยเจ้าล้างเช่นนี้ หรือจะให้ใช้ถุงน้ำกรอกน้ำลงท้องเจ้า

ไม่อยากทั้งสองซ่งผิงอันอยากตอบเช่นนี้เหลือเกิน ทว่าเมื่อนึกถึงว่าผู้ที่ให้เขาเลือกคือฮ่องเต้ที่พูดจริงทำจริง คำไหนคำนั้น เขาจึงทำได้เพียงกัดฟันผ่อนคลายร่างกายของตน

เด็กดี

ฮ่องเต้ที่สมประสงค์ให้รางวัลเขาด้วยจูบเบาๆ ที่ต้นคอ แต่การเคลื่อนไหวของนิ้วมือกลับตรงข้ามกับความอ่อนโยนของรสจูบ นิ้วมือรุกรานช่องทางที่ทั้งอ่อนนุ่มและร้อนระอุด้วยความรุนแรง ฮ่องเต้ที่จัดจ้านในเรื่องนี้ใช้เพียงสองนิ้วก็ทำให้ซ่งผิงอันน้ำตาไหลไม่หยุด ต้องร้องครวญครางออกมาไม่ขาดปาก

เมื่อรุกรานส่วนอื่นจนพอใจ ฮ่องเต้ที่ปากกล่าวถ้อยคำน่าฟังหากแต่กระทำอีกอย่างก็กดลงส่วนนั้นเบาๆ ไม่แรง ความกระสันที่มาอย่างฉับพลันทำให้ร่างของซ่งผิงอันกระตุกรุนแรง ร่างกายที่อดกลั้นไม่ดิ้นรนเริ่มขยับรุนแรงอีกครั้ง

ฝ่า ฝ่าบาท…”

อย่าขยับฮ่องเต้หนุ่มกดเขาไว้ ริมฝีปากยกยิ้มร้ายผิงอัน เจ้ารู้หรือไม่ แค่เพียงนวดตรงส่วนนี้ ไม่ต้องลูบสัมผัสด้านหน้า ก็ทำให้ปลดปล่อยออกมาได้นะ

กล่าวจบและไม่รอซ่งผิงอันตอบอะไร นิ้วเรียวยาวของเด็กหนุ่มก็โจมตีตรงส่วนนี้ไม่หยุดหย่อน ส่วนที่อ่อนไหวถูกกระทำเช่นนี้ทำให้ซ่งผิงอันสูญเสียพละกำลังไปทั้งหมด ตัวอ่อนตัวเหลวฟุบอยู่ที่ขอบบ่อน้ำร้อน ทำได้เพียงส่งเสียงหอบคราง เมื่อความต้องการพุ่งสูงขึ้น ทั้งร่างจึงเกร็งขมวดช้าๆ ส่วนที่อยู่ถัดจากสะโพกลงมาค่อยๆ ตื่นตัว สุดท้ายก็บวมพองจนแทบระเบิด

อือฝ่าบาท…” ซ่งผิงอันที่ไม่เคยเจอกับเรื่องเช่นนี้ หัวสมองขาวโพลน ร่างกายจึงทำไปตามสัญชาติญาณโดยการสวนเอวไปเสียดสีกับผนังโดยไม่รู้ตัว ฮ่องเต้ที่ความปรารถนากรุ่นขึ้นในดวงตาทั้งสองข้าง กอดรัดร่างกายเขาอย่างแน่นหนา ไม่ให้เขาขยับ และยิ่งไม่ยอมให้เขาปลดปล่อย

ตรงส่วนนั้นของเขายิ่งแข็งชันกว่าเดิม เมื่อรู้ว่าเขาใกล้จะทนไม่ไหว ฮ่องเต้รีบเร่งมือ ไม่นานร่างของซ่งผิงอันก็กระตุกและเหยียดเกร็ง ครางเสียงต่ำคำหนึ่งก่อนจะปลอดปล่อยออกมา น้ำขาวขุ่นถูกปล่อยลงในน้ำที่อุณหภูมิอบอุ่นพอดี จากนั้นก็ฟุบลงขอบอ่างอย่างอ่อนล้า

ในระหว่างนั้นฮ่องเต้ค่อยๆ ดึงนิ้วออก จากนั้นก็พลิกร่างเขาให้หันมาหน้าหาตน และยกขาทั้งสองข้างเปิดเผยส่วนสะโพก ทำให้ส่วนบวมแดงที่ถูกรุกรานเปิดเผยอยู่ต่อหน้า

ครั้งนี้ ท่านี้ก่อนแล้วกันกล่าวจบ มือหนึ่งของฮ่องเต้ก็จับเข้าที่ส่วนนั้นของตัวเอง แล้วเสียดสีลงกับส่วนอ่อนนุ่มที่ขยายออก เตรียมจะดันมันเข้าไป

ฝ่าบาท!” แค่เพียงหรุบตาลงก็มองเห็นส่วนแสดงความเป็นบุรุษอันใหญ่โตของฮ่องเต้ ซ่งผิงอันที่ตกใจไม่น้อยก็เผลอปฏิเสธอีกครั้ง

เจ้าปลดปล่อยออกมาก่อนแล้ว คราวนี้ถึงตาเราบ้างฮ่องเต้ที่อัดอั้นรอปลดปล่อย เมื่อโดนปฏิเสธก็มองเขาอย่างไม่พอใจแวบหนึ่ง

แต่ แต่ว่า…” ซ่งผิงอันรู้สึกเพียงอยากร้องไห้ เขารู้มารยาทลำดับก่อนหลังดี ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนใจอะไรแบบนี้

ไม่มีแต่บุรุษที่ถูกความต้องการครอบงำไม่มีสติสัปชัญญะหลงเหลือ แล้วนับประสาอะไรกับฮ่องเต้ที่อดทนมานาน เขาสั่งให้ซ่งผิงอันเงียบ จากนั้นก็ฝังความต้องการลงไปในร่างกายของซ่งผิงอันทีละนิด ส่วนซ่งผิงอันที่ได้เห็นร่างกายของตัวเองถูกบุรุษค่อยๆ รุกรานเป็นครั้งแรกก็ให้ตกใจจนลืมหายใจ ความรู้สึกยามถูกรุกล้ำเด่นชัดขึ้นอย่างประหลาด

ส่วนหัวเบิกช่องทางที่อ่อนนุ่มออกก่อน จากนั้นส่วนแข็งแรงกำยำก็ถูกกลืนกินตามเข้ามาช้าๆ ผนังเนื้อที่ถูกความต้องการแข็งแกร่งใหญ่โตเสียดสีก็หดรัดแขกที่เข้ามาด้วยตัวมันเอง ตอนที่สิ่งยาวใหญ่เข้ามาทั้งหมด ซ่งผิงอันเผลอสูดลมหายใจแรง

สบายหรือไม่

เพียงเงยหน้าก็เห็นฮ่องเต้มองเขาคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่ ดวงตาสีดำจัดปิดความต้องการในสายตาไม่มิด

ฝ่าบาท…”

ภายในร่างกายที่เติมเต็มไปด้วยส่วนแสดงความเป็นบุรุษของผู้อื่น ช่างให้ความรู้สึกที่แปลกนัก ซ่งผิงอันที่บัดนี้แดงตั้งแต่หน้าลามยันเท้า ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกในตอนนี้ได้ด้วยคำว่าอับอายเพียงสองคำอีกแล้ว

เรียกเราว่าเย่ฮว๋าเสียงที่โดยปกติจะเยียบเย็นของฮ่องเต้ บัดนี้แหบพร่าเล็กน้อย

เย่ฮว๋าซ่งผิงอันทวนซ้ำอย่างโง่งม จากนั้นก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาด เขากำลังเรียกพระนามของโอรสสวรรค์!

ฮ่องเต้ที่เห็นสีหน้าของเขาทั้งหมดในสายตายกยิ้มขึ้นมา โอบรัดร่างของเขาแน่น ขยับความต้องการในร่างเขา ทำให้คนที่แต่เดิมตกใจจนหน้าเปลี่ยนสีร้องครางออกมา และค่อยๆ ตกลงสู่ความมัวเมา ภายใต้การกระแทกหนักแน่น เขาทำได้เพียงปล่อยอารมณ์ตามไป

การร่วมรักกันใต้น้ำร้อนนั้นสิ้นเปลืองพลังงานเป็นพิเศษ หลังจากปล่อยออกมาเป็นครั้งที่สอง ซ่งผิงอันที่ตัวแดงราวกับกุ้งสุกไม่มีแรงกระทั่งขยับนิ้วมือ หัวสมองก็ราวกับถูกหมอกควันรมจนสุก ทั้งยังเชื่องช้ามึนงง ไม่ต้องพูดถึงว่าจะคิดวิเคราะห์อะไร แค่คิดจะประคองสติยังนับเป็นปัญหาใหญ่

กลับกันกับซ่งผิงอันที่สิ้นไร้เรี่ยวแรง ฮ่องเต้ที่ร่างกายผอมบางซ้ำยังแช่ในน้ำร้อนเป็นเวลานานเช่นกัน ทว่ายิ่งแช่สมองกลับยิ่งแจ่มชัด หลังจากปลดปล่อยในร่างกายของซ่งผิงอัน เขากอดซ่งผิงอันที่อ่อนนิ่มไร้เรี่ยวแรงสักครู่ก่อนจะถอนกายออกมา และทำความสะอาดภายในให้อีกฝ่าย จากนั้นจึงทำความสะอาดร่างกายของทั้งคู่ แล้วค่อยอุ้มร่างอีกฝ่ายออกมาจากบ่อน้ำร้อน

ในสมองอันรางเลือนของซ่งผิงอัน เขารู้สึกเพียงว่าตัวเองถูกคนเช็ดร่างกายให้แห้งแล้วส่งไปที่เตียงนุ่มราวกับนอนบนชั้นเมฆ และเพราะเหนื่อยมาก เขาจึงไม่ทันคิดอะไรมากนอกจากพลิกร่างเปลี่ยนเป็นท่าที่สบายกว่าเดิม บ่นพึมพำพลางหน้าถูไถกับผ่าห่มและที่นอนอันอบอุ่น ก่อนจะหลับสบายไป

ฮ่องเต้เส้าเย่ฮว๋ายืนอยู่ข้างที่นอนตลอดเวลา เห็นตั้งแต่ต้นจนจบ เขาเลิกคิ้วขำบุรุษเต็มตัวผู้นี้ที่ยามหลับสบายราวกับเด็กน้อยจนหลุดหัวเราะ

ผิงอัน ยังจำได้หรือไม่ จำเด็กที่หิวจนทนแทบไม่ไหวต้องขโมยซาวปิ่ง (15) ของเจ้าไปกิน เมื่อแปดปีก่อน…”

แปดปีก่อน ซ่งผิงอันที่เพิ่งเข้าวังมาได้ไม่นานก็ถูกส่งให้ไปเป็นเวรกลางคืน ตอนนั้นเขายังเป็นเพียงทหารลาดตระเวนรอบกำแพงวังนายหนึ่งเท่านั้น เมื่อมารดารู้ว่าร่างกายเขากำลังขยาย จึงปิ้งซาวปิ่งไว้หลายชิ้นห่อให้เขาเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างดี ให้เวลาที่เขาเข้าเวรกลางคืนแล้วหิวหยิบออกมากินบ้าง

ทหารใหม่ที่เป็นคนซื่อๆ อย่างซ่งผิงอันมักจะถูกนายทหารเก่าเรียกใช้อยู่บ่อยครั้ง ในตอนนั้นอำนาจของฮ่องเต้ยังอยู่ในมือของขุนนางอำมาตย์ทั้งสี่ วังหลวงมักจะถูกมองข้าม การลาดตระเวนหรือป้องกันก็ไม่เข้มงวดเช่นตอนนี้ ทหารเก่ามอบหน้าที่ลาดตระเวนให้แก่ซ่งผิงอัน จากนั้นพวกเขาก็หนีไปเล่นไพ่เล่นพนันกัน ซ่งผิงอันที่โง่งมจึงเดินตระเวนรอบกำแพงวังเพียงคนเดียว

มีครั้งหนึ่ง เมื่อเขารู้สึกหิวจึงนั่งลงบนบันไดหินที่กว้างใหญ่ไร้ผู้คนและหยิบซาวปิ่งออกมากิน แต่ด้านหน้าพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น ซ่งผิงอันที่มีความระแวดระวังภัยสูงร้องเสียงดังใครน่ะ!” รีบวางซาวปิ่งในมือลงก่อนจะวิ่งเข้าไปตรวจสอบ แต่เมื่อเข้าไปดูอย่างละเอียดกลับไม่พบอะไรเลย เขาลูบหัวอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าเมื่อกลับมาที่เดิมกลับพบว่าซาวปิ่งของตนหายไปแล้ว

ท้องกำลังร้องโครกคราก แต่ซาวปิ่งกลับหายไป ในตอนนั้นเขาไม่คิดว่าจะมีคนขโมยไป ความคิดแรกคือคงถูกแมวจรจัดคาบไปแล้ว เขาที่โกรธเคืองอยู่หลายส่วนออกตามหา หลังจากนั้นไม่นาน ภายใต้แสงจันทร์ เขาพบว่ามุมหนึ่งของกำแพงสูงมีเงาดำ เขาค่อยๆ ย่องเข้าไปดู ที่แท้คือเงาเล็กๆ ก้อนหนึ่ง ในใจหนาวเยือกขึ้นมาทันที ส่งเสียงร้องถามว่าเจ้าเป็นใคร!” ออกมา

เงาเล็กๆ ที่หันหลังให้เขาสะดุ้งนิ่งไป และเมื่อหันมาซ่งผิงอันจึงพบว่าในปากของอีกฝ่ายยัดของไว้จนเต็ม ในมือยังถือซาวปิ่งของเขาอยู่

เจ้า…” ซ่งผิงอันเพิ่งพูดออกมาคำหนึ่ง เด็กผู้ชายที่อายุประมาณเจ็ดแปดขวบก็ลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไปอีกด้าน ซ่งผิงอันยังไม่ทันไล่ตาม เด็กผู้ชายคนนั้นวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็โผล้มลงบนพื้นอิฐแข็ง

ล้มเสียงดังขนาดแค่ได้ยินก็ทำให้รู้สึกเจ็บแล้ว ซ่งผิงอันรีบวิ่งเข้าไปประคองเด็กคนนั้นพลางกล่าวไม่ต้องกลัว ข้าไม่ตีเจ้า เจ้าหิวก็จะยกซาวปิ่งนี่ให้เจ้ากิน ไหนให้ข้าดูหน่อยซิ ล้มบาดเจ็บหรือไม่

ซ่งผิงอันเชยหน้าเด็กชายผู้นั้นขึ้น อาศัยแสงจันทร์มอง เห็นหน้าผากเกลี้ยงเกลาแตก เลือดกำลังไหลซึมออกมาด้านนอก ซ่งผิงอันสงสารจนรีบเอาแขนเสื้อเช็ดลงไปเบาๆ

ไม่เจ็บนะ แค่เป่าก็หายเจ็บแล้วซ่งผิงอันเช็ดแผลบนหน้าผากเสร็จ ยังปลอบเด็กผู้นั้นด้วยการเป่าลมเบาๆ ลงบนหน้าผาก ตั้งแต่เด็กซ่งผิงอันก็เป็นคนซื่อ ในหมู่เพื่อนบ้านหากใครมีเรื่องยุ่งก็มักจะยกเด็กให้เขาดูแล เมื่อนานเข้าซ่งผิงอันก็ค่อยๆ รู้จักวิธีรับมือดูแลเด็กๆ เวลาพบเจอเรื่องราวแบบต่างๆ

เมื่อก้มลงไปมอง พบว่าอิฐบนถนนเว้าลงไปลึกหายไปมุมหนึ่ง คาดว่าเด็กน้อยคงสะดุดตรงนี้จึงหกล้มแรงขนาดนั้น ซ่งผิงอันนึกว่าเด็กจะร้องไห้ แต่คิดไม่ถึงว่าเด็กที่อยู่ตรงหน้าจะใช้ดวงตากลมโตสีดำคู่นั้นมองเขาซ้ำไม่พูดอะไรซักคำ

ยังเจ็บอีกหรือไม่ซ่งผิงอันถามเสียงเบา เด็กน้อยส่ายหัว

ยังหิวหรือไม่ซ่งผิงอันกล่าวอีกครั้ง เด็กน้อยหยุดไปแวบหนึ่งจึงค่อยๆ พยักหน้า เขาหัวเราะแล้วหยิบซาวปิ่งของตนที่เหลือเพียงชิ้นเดียวในอกเสื้อออกมาก่อนจะส่งให้กับเด็กคนนั้นชิ้นนี้เดิมที่จะเก็บไว้กินตอนเข้าเวรกลางคืนพรุ่งนี้ แต่ว่าเจ้าหิวก็ให้เจ้ากินก่อนเถอะ รับไปสิเปิดผ้าที่ห่อซาวปิ่งออก หยิบซาวปิ่งก้อนกลมๆ ส่งให้กับเด็ก เห็นว่าเด็กน้อยไม่ขยับ ก็ดึงมือแล้วยัดใส่ในมือ

เด็กน้องจับซาวปิ่งชิ้นขนาดพอๆ กับหน้าของตนแล้วมองอยู่สักพักจึงค่อยก้มลงไปกัดคำหนึ่ง เมื่อซ่งผิงอันเห็นก็หัวเราะดีใจ เมื่อเด็กน้อยเงยหน้าขึ้น ก็ได้เห็นรอยยิ้มของเขาพอดี

อาศัยตอนที่เด็กน้อยกำลังกิน สายตาของซ่งผิงอันมองไปรอบบริเวณนั้น จากนั้นก็เดินไปเก็บซาวปิ่งที่กินเหลือครึ่งชิ้นตอนเด็กน้อยล้มขึ้นมา เขาปัดแล้วก็เอาผ้าห่อให้เรียบร้อยก่อนจะเก็บเข้าอกเสื้ออย่างระมัดระวัง เด็กน้อยมองเห็นภาพเหล่านี้ในสายตา ในตอนที่เขาเดินกลับมาก็เลยฉีกซาวปิ่งในมือออกครึ่งหนึ่งส่งไปให้เขา

ข้าไม่หิว เจ้ากินเถอะซ่งผิงอันดันมือที่ยืนมากลับไป

เด็กน้อยยังคงยืนยันหนักแน่นที่จะยื่นครึ่งชิ้นนั้นกลับไป ดวงตาสีดำเป็นประกายคู่นั้นมองเขาไม่กะพริบ เป็นครั้งแรกที่ซ่งผิงอันเห็นเด็กอายุเพียงเท่านี้แล้วยังมีสายตาลึกซึ้ง ซ้ำยังหนักแน่นเช่นนี้ และโดยไม่ทันรู้ตัว เขาก็รับครึ่งชิ้นนั้นมาเสียแล้ว

ซาวปิ่งครึ่งชิ้นนั้นซ่งผิงอันกัดไปสองคำก็หมด เมื่อเขากินหมดก็ยื่นมืออกไปหวังจะอุ้มเด็กน้อย เขาเดาว่าเป็นขันทีน้อยของตำหนักใดตำหนักหนึ่งและคิดจะส่งกลับไป แต่เด็กน้อยที่ถูกเขาสัมผัสร่างกายกลับกระตุกตัวอย่างแรง ซ่งผิงอันตะลึงไป จากนั้นกล่าวว่ามีตรงไหนเจ็บอีกหรือไม่กล่าวจบก็เลิกเสื้อบางของเด็กน้อยขึ้น แค่เปิดออก ภาพที่ปรากฏในสายตาทำให้เขาตกใจอย่างมาก แผ่นหลังของเด็กน้อยเต็มไปด้วยร่องรอยสีช้ำ มีหลายจุดที่แค่ดูก็รู้ว่าเพิ่งถูกตีมาไม่นาน

ใครตีเจ้า

เผชิญหน้ากับซ่งผิงอันที่ถามอย่างตื่นตระหนก เด็กน้อยทำเพียงหรุบตาลงต่ำไม่พูดอะไร

ผ่านไปนาน ซ่งผิงอันค่อยถามเสียงสั่นเจ้าถูกขันทีผู้อื่นในวังแกล้งใช่หรือไม่ พวกเขาตีเจ้า ซ้ำยังไม่ให้กิน ใช่หรือไม่

เด็กน้อยค่อยๆ ช้อนตาขึ้นมา ภายใต้แสงจันทร์ เห็นความสงสารและความเป็นห่วงที่ปิดไม่มิด ราวกับคนที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นญาติสนิทหรือเพื่อนที่สำคัญที่สุด และควรค่าแก่การใส่ใจ เมื่อเด็กน้อยเห็น ในที่สุดดวงตาที่เข้มแข็งมาตลอดก็เผยรอยร้าว รอยร้าวเล็กๆ นั้นค่อยๆ เผยความอ่อนแอและเสียใจออกมา

เด็กน้อยพยายามอดทน เขาก้มหน้าลงก่อนจะพูดลอยๆ “…ทำได้ไม่ดี โดนลงโทษ…”

เด็กตัวเล็กๆ ตรงหน้า ทั้งที่ได้รับบาดเจ็บหนักขนาดนี้ยังอดทนมาตลอด ซ่งผิงอันอดเป็นห่วงไม่ได้ พยายามเลี่ยงบาดแผลบนหลังและรั้งเข้ากอดอย่างระมัดระวัง เขาไม่ได้พูดอะไรได้แต่ลูบหัวแผ่วเบาไม่หยุด

ที่นี่คือวังหลวง ซ่งผิงอันเข้าใจ เขาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีปัญญาทำสิ่งใดจริงจังเพื่อเด็กตรงหน้า ถึงแม้เพิ่งจะมาไม่นาน ถึงแม้จะสัมผัสเพียงรอบนอกวังหลวง แต่ว่าคนสูงศักดิ์กว่ากดคนต่ำศักดิ์กว่า คนใหม่ถูกคนเก่ารังแก เขาได้เห็นเรื่องพวกนี้มาหลายครั้งแล้ว ได้ข่าวว่าจุดที่ลึกที่สุดของวังหลวง บางครั้งมีคนถูกตีจนตายแต่ก็ไม่มีใครรับรู้

ซ่งผิงอันทำได้เพียงสงสารเด็กคนนี้ ทำได้เพียงเท่านี้เท่านั้นเอง

เด็กน้อยอิงเข้ากับอ้อมอกเขาเงียบๆ ไม่ส่งเสียงใดออกมาอีก ครู่ใหญ่ผ่านไป เด็กน้อยจึงค่อยๆ ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปอย่างระมัดระวัง จับเสื้อตรงหน้าอกเขาไว้แน่น ร่างกายเล็กสั่นเทาไม่หยุด

ซ่งผิงอันไม่รู้ว่าเด็กน้อยร้องไห้หรือไม่ รู้เพียงว่าตนอยากร้องไห้เหลือเกิน ร้องให้กับความไร้ความสามารถของตน และร้องให้กับโชคชะตาที่ผิดพลาดของเด็กน้อย

หลังจากนั้นซ่งผิงอันคิดหาสมุนไพรมาทาให้เด็กน้อย เขาจัดให้เด็กน้อยอยู่ตรงที่เขาคิดว่าปลอดภัยแล้วก็วิ่งไปที่หน่วยทหารรักษาการณ์เพื่อหายา แต่เมื่อเขากลับมา ก็ไม่เห็นเงาของเด็กคนนั้นแล้ว

ต่อมา เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ซ่งผิงอันมักจะพกยารักษาบาดแผลมาตรงที่พวกเขาเจอกันเป็นครั้งแรก ทว่าเด็กน้อยคนนั้นกลับไม่เคยปรากฏตัวอีก ซ่งผิงอันเคยลองถามระหว่างขันทีว่ามีคนผู้นี้หรือไม่ แต่เขาที่เป็นเพียงทหารลาดตระเวนเล็กๆ จะถามอะไรได้ แน่นอนว่าไม่มีคำตอบ ทุกครั้งที่คิดถึงเขาทำได้เพียงอธิษฐานเพื่อเด็กน้อยคนนั้น รอคอยว่าสักวันหนึ่งจะได้พบกันอีกครั้ง

หนึ่งปี สองปี สามปีผ่านไปเรื่องนี้ค่อยๆ ถูกลืมไปจากใจของซ่งผิงอัน มีเพียงตอนเดินลาดตระเวนผ่านที่แห่งนั้น ที่จะเผลอมองไปแวบหนึ่ง และเมื่อเขาได้เป็นผู้เฝ้ารักษาประตูวัง เขาก็ไม่ได้ไปที่แห่งนั้นอีก

ซ่งผิงอันหลับสบาย ในตอนที่ค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้น คลับคล้ายคลับคลาว่ามีเสียงอะไรอยู่ไม่ไกล เมื่อเขาลืมตามองก็ต้องตกตะลึงไปกับที่นอนงดงามปราณีตชั้นหนึ่งตรงหน้า และเมื่อได้ยินเสียงอีกความสนใจจึงเปลี่ยนไปนอกเตียงนอน

ผ่านผ้าม่านที่ปิดบังสายตา ซ่งผิงอันมองเห็นเพียงเงาร่างไม่ชัดเจนกลุ่มหนึ่ง แต่มองไม่ออกว่าใครเป็นใคร

“…รอจนตื่นเจ้าก็ส่งกลับไป ทางหน่วยทหารรักษาการณ์นั่นเจ้าจัดการเรียบร้อยหรือไม่

ฝ่าบาท กระหม่อมจัดการเรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะ หัวหน้าทหารรักษาการณ์เจี่ยซือฉีคิดว่าทหารรักษาการณ์ซ่งมาทำงานให้กับกระหม่อม จะไม่สงสัยแน่นอน

อืม ไปได้เงาร่างสีทองสว่างนั้นโบกมือ ขันทีและนางกำนัลที่ล้อมกายเพื่อปรนนิบัติยามสวมอาภรณ์ก็ถอยตามไปด้วยเตรียมไปตำหนักเฝิงเทียน

คนทั้งหมดถอยออกจากตำหนักบรรทมทันที ร่างสีท่องสว่างหันหลังกลับมา ซ้ำยังเปิดม่านที่บังสายตาอย่างกะทันหันจนซ่งผิงอันที่ไม่ทันได้หลับตาถูกจับได้

ฮ่องเต้สวมอาภรณ์มังกรยืนอยู่ไม่ไกล มองเขาพลางเม้มปากขำยังเช้าอยู่ เจ้านอนอีกสักพักเถอะกล่าวจบก็ปล่อยม่านลงเช่นเดิมแล้วออกไปจากตำหนักบรรทม

ทว่าซ่งผิงอันนอนไม่หลับอีกต่อไป เขาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนเตียง มองไปยังที่ที่ฮ่องเต้เพิ่งจากไปผ่านผ้าม่านที่กั้นสายตา

ฉินกงกงจะเป็นผู้ส่งซ่งผิงอันกลับไป ในตอนที่กำลังจะถูกปิดตาทั้งสองข้าง ซ่งผิงอันร้องถามกะทันหันฉินกงกง ข้าน้อยจะถูกประหารชีวิตหรือไม่

ฉินกงกงไม่ตอบอะไร ทำเพียงมองเขาคราหนึ่ง ซ่งผิงอันหัวเราะขื่นข้าน้อยรู้ ฉินกงกงต้องกล่าวว่าเรื่องนี้มีเพียงฮ่องเต้ที่ทราบ

ทว่าเมื่อเขาพูดจบฉินกงกงกลับส่ายหัวทหารรักษาการณ์ซ่ง สุดท้ายแล้วฝ่าบาทจะให้เจ้าตายหรือไม่ ข้าไม่รู้จริงๆ แต่หากไทเฮารู้เรื่องนี้เจ้าก็มีเพียงแต่ต้องตายเท่านั้น

ซ่งผิงอันเบิกตาโตมองฉินกงกง ทว่าฉินกงกงกลับใช้ผ้าสีดำปิดตาทั้งสองข้างเป็นการปิดแสงทั้งหมดลง ให้เขาเห็นเพียงความมืดมิด

หากตัดประสบการณ์ที่ยากจะกล่าวกับฮ่องเต้ออกไปแล้ว ชีวิตของซ่งผิงอันยังคงเหมือนกับแต่ก่อน แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ทุกครั้งที่เห็นพระอาทิตย์ส่องแสงขึ้นจากหลังกำแพงสูง เขามักจะมีความรู้สึกหนึ่ง

ตอนนี้ เวลานี้ เป็นความฝันหรือความจริง

ต้องเข้าเวรกลางคืนเป็นวันที่สาม ซ่งผิงอันเหลือบมองมุมมืดอย่างหวาดเกรง เกรงว่าฉินกงกงจะปรากฏตัวออกมาแล้วปิดตาเขา พาเขาไปยังส่วนในของวังหลวงที่แต่ก่อนตนไม่กล้าคิดหวังจะเข้าไป

ทว่าวันนั้นฉินกงกงไม่ได้ปรากฏตัว แต่ในคืนนั้นเหล่าขุนนางในราชสำนักได้รับคำสั่งเข้าวัง จากนั้นก็ทยอยออกจากวังไปทำสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ขุนนางและเหล่าแม่ทัพขุนพลที่ไม่ได้ขึ้นเกี้ยวไปต่างมีสีหน้าแปลกประหลาด ล้วนแต่มีตารางงานรีบเร่ง ตั้งแต่กลางดึกถึงรุ่งสาง ประตูใหญ่ของวังหลวงไม่ได้ปิดลงเลย

ถึงแม้ในหน่วยทหารรักษาการณ์จะรู้เรื่องราวมาบ้าง แต่รอจนถึงตอนที่ซ่งผิงอันได้หยุดพักและไปขอป้ายออกจากวังค่อยรู้ว่าราษฎรในเมืองหลวงต่างก็ลือกันหนาหูว่าถงกวนถูกตีแตก ทหารของราชสำนักถอยทัพลงมาปกป้องลั่วเสียกวนและต่อสู้กับข้าศึก อนาคตของวังหลวงน่าเป็นห่วงนัก

ศึกเพิ่งสงบไม่ถึงสามสิบปี ต้องสู้อีกแล้วหรือ

ถนนที่แต่ก่อนคึกคัก บัดนี้ไม่เป็นเช่นเดิมอีกต่อไป พ่อค้าไม่มีกะจิตกะใจจะทำมาค้าขาย ต่างกระจัดกระจาย เหลือแค่เพียงแผงเล็กๆ ที่ยังอยู่ ทว่าคนที่เดินผ่านมาต่างก็เดินผ่านไป ไม่มีกะจิตกะใจมองสักนิด

ตอนนี้ไม่เหมือนกับราชวงศ์ที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อน การศึกเพิ่งหยุดพักไปเพียงไม่ถึงสามสิบปี เวลานี้ ความทรงจำเกี่ยวกับการสู้รบยังทิ้งความโหดเหี้ยมทารุณอยู่ภายในใจของราษฎร จะหาว่าตื่นตูมก็ดี หรือจะบอกว่าใจเสาะก็ดี แต่คนจำนวนมากเริ่มเตรียมเก็บสิ่งของ แค่เพียงได้ข่าวว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลก็พร้อมเก็บสัมภาระหนีไป

และก็มีคนคร่ำครวญบ่นว่าก่อนหน้านี้ที่ขุนนางอำมาตย์ทั้งสี่ต่างตรึงกำลังกันอยู่ แต่เพื่อเอาใจราษฎรแล้ว พวกเขายังแสร้งดูแลทุกข์สุขของราษฎร ดูแลไม่ให้เกิดภัยภิบัติ สถานการณ์การเมืองมั่นคง และเรื่องเหล่านี้ทำให้พวกเขาชนะใจคนจำนวนไม่น้อย ตอนแรกที่ลงโทษพวกเขาเหล่านั้นติดๆ กัน ยังมีคนด่าฮ่องเต้ที่ลานประหาร ทว่าอาการต่อต้านและคำด่าทอพวกนี้ค่อยๆ เงียบหายไปใต้การปราบปรามที่เต็มไปด้วยคาวเลือดของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน

ความทรงจำที่เต็มไปด้วยคาวเลือดยังไม่หมดไป ดังนั้นคำบ่นด่าครวญของผู้คนในตอนนี้คือการกระซิบกระซาบไม่กล้าแพร่งพราย

ซ่งผิงอันเดินผ่านถนนด้วยความหนักใจ ในตอนที่กำลังจะตรงเข้าบ้าน ไม่ไกลจากตรงนั้นมีเสียงสูงดังก้องดังขึ้นมา ทำให้เขาเผลอหยุดเดิน

ตรงจุดที่ห่างไปประมาณสิบก้าว มีคนไม่กี่คนล้อมบุรุษที่ผมปลิวกระจายรุงรัง สวมใส่เสื้อผ้าไม่ครบ ท่าทางคล้ายคนบ้า และคนบ้าผู้นี้กำลังทำท่าทำทางและร้องโวยวายกรรมตามสนอง สวรรค์ลงทัณฑ์! เพื่อที่จะแย่งอำนาจกลับคืน ไม่รู้ว่าฮ่องเต้ฆ่าคนไปเท่าไร คาวเลือดกรุ่นฟ้า สวรรค์ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว ดังนั้นจึงทำให้ราชสำนักพินาศย่อยยับ ให้เลือดล้างเลือด!”

คนบ้าร้องไห้เอาเลือดล้างเลือดซ้ำๆ ซ่งผิงอันยืนนิ่งอยู่ขณะหนึ่ง ในที่สุดก็ทนไม่ไหวเดินเข้าไปแหวกคนที่ล้อมรอบออก เขากำมือแน่นและส่งหมัดหนักๆ ไปที่คางของชายบ้าผู้นั้น เขาใช้แรงประมาณเจ็ดส่วน ต่อยจนคนบ้าล้มไปกับพื้น ซ้ำยังเลือดออกจากคางไม่น้อย

สู้รบครั้งหนึ่ง สูญเสียแม่ทัพนายกองไปเท่าไร สูญเสียราษฎรไปเท่าไร ต้องมีครอบครัวกระจัดกระจายไปเท่าไร เจ้ารู้หรือ ต่อให้มีกรรมตามสนอง แต่ราษฎรก็เป็นผู้บริสุทธิ์ หากว่าสวรรค์มีตาจริงๆ ล่ะก็ คนที่จะโดนแก้แค้นคือผู้ที่ร้องโวยวายจะให้เอาชีวิตของราษฎรทั้งหมดมาใช้เลือดล้างเลือด!”

ซ่งผิงอันกล่าวด้วยความโมโห มองบุรุษบ้าที่ล้มอยู่ที่พื้นครั้งหนึ่งก่อนจะหันหลังกลับไปไม่มองมาอีก คนบ้าเช็ดเลือดตรงปาก เหม่อมองเงาร่างของซ่งผิงอันที่จากไป

กลับถึงบ้านหลังเก่าของตน เห็นบิดาที่มักจะไม่ชอบอยู่ว่างอยู่ที่บ้าน ถามแล้วจึงได้รู้ เมื่อได้ข่าวว่าจะมีศึก ทุกคนต่างกำลังวุ่นวายกับการหนีเอาชีวิตรอด จึงไม่มีงานให้ทำ

จะมีศึกอีกแล้วรึ

ตอนกินข้าว บิดาของเขาอดถอนหายใจไม่ได้ เมื่อซ่งผิงอันได้ยิน มือที่ขยับตัดข้าวก็ค่อยๆ ช้าลง บิดาของเขาเคยผ่านสงครามมาก่อน วันเวลาที่ต้องหลบสงครามทั้งวันทั้งคืน ไม่เพียงแต่อดมื้อกินมื้อ ยังต้องกระจัดกระจายพลัดพรากจากครอบครัว จนถึงวันนี้ยังหาไม่พบ

มารดาของเขาคิดก่อนจะเสนอกับบิดาพ่อ พวกเราหาสะใภ้ให้ผิงอันเถอะ ดูว่าจะได้หลานได้ก่อนศึกสงครามหรือไม่

ความหมายของมารดาพวกเขาล้วนเข้าใจ บ้านที่ทรุดโทรมควรมีเรื่องน่ายินดีบ้าง ซ้ำเมื่อยามศึกสงครามต่างคนต่างยุ่งกับการเอาชีวิตรอดอาจจะไม่มีเวลาหรืออารมณ์ไปแต่งงาน ไม่มีใครรู้ว่าการศึกต้องใช้เวลานานเท่าไรจึงจะสงบลง และยิ่งไม่รู้ว่าเมื่อศึกสงบลงแล้ว พวกเขายังจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ หากมีหลาน อย่างน้อยสกุลซ่งของพวกเขาก็ยังมีผู้สืบสกุล

บิดาของเขานิ่งไปครู่ใหญ่ สุดท้ายก็ส่ายหัวพลางกล่าวช่างเถอะ อย่าไปทำร้ายสตรีบ้านอื่นเลย หากว่ากระจัดกระจายไปในตอนสงคราม คงจะไม่ดี

สำหรับบิดาของซ่งผิงอันที่ทุกวันนี้ยังหาญาติพี่น้องไม่พบ เขายังรู้สึกเสียดายมาตลอด

เมื่อบิดากล่าวจบทั้งสามคนก็กินข้าวเงียบๆ ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมัน ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก อาหารเย็นวันนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เพราะผิงอันที่เข้าวังไป ทำงานสิบวันจึงจะกลับบ้านสักครั้งหนึ่ง มารดาจึงยอมฟุ่มเฟือยตอกไข่ใส่ลงในน้ำแกงผักให้เขากินบำรุงร่างกาย ทว่าไข่ฟองนี้มักจะถูกเกี่ยงกันไปมาในระหว่างทั้งสามคน สุดท้ายก็แบ่งออกเป็นสามส่วนกินคนละนิด

ซ่งผิงอันอายุยี่สิบสามแล้ว บุรุษที่อายุเท่าเขาล้วนกลายเป็นบิดามีบุตรหลายคนแล้ว ตอนเขาอายุสิบแปดปี มารดาคิดจะทาบทามเรื่องการแต่งงานให้กับเขา ทว่าอีกฝ่ายกลับรังเกียจที่บ้านเขายากจนจึงไม่ยอมแต่ง จากนั้นมารดาก็เก็บเงินมาตลอด คิดว่าวันใดวันหนึ่งข้างหน้าจะให้บุตรชายแต่งสะใภ้อย่างมีหน้ามีตา

หลังจากพักที่บ้านหนึ่งวัน ซ่งผิงอันก็ต้องกลับเข้าวังไปทำงาน ระหว่างทางกลับเข้าวัง เขาถูกคนบ้ารั้งไว้

เจ้าจะทำอะไรซ่งผิงอันมองคนบ้าที่รั้งเขาไว้ ตอนแรกคิดว่าอีกฝ่ายจะมาเอาคืนหมัดก่อนหน้านั้น ซึ่งเขาก็คิดว่าเมื่อวานตนใจร้อนเกินไป จะอย่างไรก็ไม่ควรต่อยตีคน และยิ่งตัวเองมีแรงไม่น้อยก็ได้แต่หวังว่าคงไม่ได้ต่อยจนคนบ้ายิ่งบ้ากว่าเดิม ดังนั้นหากวันนี้อีกฝ่ายอยากโต้กลับ เขาก็จะไม่สู้

แต่คิดไม่ถึงว่าหลังจากคนบ้ามองเขาสักพัก อีกฝ่ายจะอ้าปากหัวเราะขึ้นมากะทันหันก่อนจะกล่าวเจ้าชื่ออะไร

ถามทำไมคงไม่ใช่ต้องการเอาไปตอกตะปูสาปแช่งกระมัง เป็นทหารทหารรักษาการณ์มานานขนาดนี้ สัญชาตญาณระวังภัยในใจของซ่งผิงอันยังค่อนข้างสูง เขาจึงถามด้วยความระแวงกลับไปทันที

ข้าชื่อเจิ้งหรงเจิน อยากจะเป็นสหายกับเจ้า

คนบ้ายังคงหัวเราะเสียงดัง ทั้งร่างของอีกฝ่ายสกปรก ทว่าฟันกลับขาว ใบหน้าที่หัวเราะอย่างโง่งมนั้นทำให้ซ่งผิงอันรู้สึกดีด้วยอย่างน่าประหลาดอยู่หลายส่วน

ทว่าซ่งผิงอันคิดว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคงบ้ามาก เมื่อวานเขาต่อยอีกฝ่ายจนเลือดออก แต่วันนี้อีกฝ่ายกลับอยากจะเป็นเพื่อนกับเขาอย่างนั้นหรือ

แปลกก็แปลกแต่ไม่ว่าเป็นขอทานหรือคนบ้า ซ่งผิงอันที่จิตใจดีงามก็ไม่เคยมองอีกฝ่ายแตกต่างจากผู้อื่น และยิ่งเมื่อมีสหายเพิ่มแต่ไม่มีผลเสียอะไรกับตน เหตุใดจึงต้องไม่ยอมล่ะ

นับแต่นี้ต่อไป ซ่งผิงอันก็มีสหายบ้าเจิ้งหรงเจินเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ในตอนแรกเขาไม่คิดว่าจะมีอะไร แต่อีกนานหลังจากนั้นซ่งผิงอันจึงเข้าใจว่าที่แท้พวกชนชั้นสูงมักชอบแสร้งทำเป็นเชื่อฟัง แสร้งเป็นคนบ้า

เช่นฮ่องเต้

และเช่นเจิ้งหรงเจินผู้นี้

เมื่อมีศึกก็ต้องรวบรวมกำลังพลทหาร เตรียมเสบียง และการรวบรวมพลและเตรียมเสบียงก็ต้องใช้เงิน ถึงแม้ยึดค้นจวนของขุนนางทั้งสี่จะเติมท้องพระคลังได้จนเต็ม ทว่าเงินในท้องพระคลังจะเอามาใช้ในการศึกทั้งหมดไม่ได้ ยังต้องใช้ในการสร้างชาติ เกิดว่ามีภัยพิบัติ ก็ต้องใช้เงินจำนวนมาก ขุนนางการคลังน้อมรับบัญชานับเงินและของมีค่าในท้องพระคลัง จากนั้นก็ตอบฮ่องเต้อย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่ว่าจะประหยัดอย่างไร จะให้ใช้เงินเหล่านี้ในการรบและเหลือเก็บไว้พัฒนาก่อสร้างประเทศนั้นเป็นไปไม่ได้

เงินไม่พอจะทำอย่างไร ก็ต้องให้ราษฎรบริจาค พวกพ่อค้าต้องบริจาคเยอะสุด ผู้ที่มีเงินเยอะก็บริจาคเยอะ ผู้ที่ไม่มีเงินก็ลงแรงหรือบริจาคเหล็กทองแดงทำเป็นอาวุธก็ได้

แน่นอนหากว่าราชสำนักให้ราษฎรบริจาคเงินแต่ตนไม่ออกโรงนำหน้า คงจะมีผลกระทบไม่ดีนัก จะต้องถูกราษฎรก่นด่าสาปแช่ง ดังนั้นผู้ที่บริจาคเงินก่อนใครคือโอรสสวรรค์ ตั้งแต่สมัยก่อนที่ราชสำนักแย่งมาได้ล้วนแต่เป็นตำหนักหรูหราที่ผลาญทรัพย์สินของราษฎรไปเติมแต่ง โอรสสวรรค์ออกคำสั่งให้นำของฟุ่มเฟือยในวังหลวงออกไปขาย เมื่อพระองค์เป็นผู้นำเช่นนี้ เหล่าพระชายาในวังหลวงต่างกระทำตาม เพชรมีค่า ปิ่นปักผมทอง กำไลหยก ผ้าแพรไหม ต่างถูกนำออกมาบริจาค

มีเหนียงเหนียง (16) ตำแหน่งสูงองค์หนึ่งนำของมีค่าที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนแต่งเข้าวังไปบริจาคทั้งหมด นางได้รับคำชื่นชมจากโอรสสวรรค์ครั้งแล้วครั้งเล่า ได้หน้ามาไม่น้อย เมื่อเหนียงเหนียงนางอื่นเห็นก็กัดฟันหักใจบริจาคของรักที่เก็บไว้ เพื่อเพียงสายตาของโอรสสวรรค์ที่จะชายมองมา

ดูเอาเถอะ เหล่าราชนิกูลใจป้ำกันขนาดนี้แล้ว เหล่าขุนนางอำมาตย์ในราชสำนักจะน้อยหน้าได้อย่างไร บริจาคเงิน บริจาคของมีค่า บริจาคสมบัติประจำตระกูลล้วนมีทั้งสิ้น ส่วนที่ว่าเป็นของจริงหรือไม่นั่นก็ไม่ทราบแล้ว

ราชสำนักทำเช่นนี้แล้ว ราษฎรจึงไม่มีอะไรจะกล่าวว่าได้ อะไรที่ควรบริจาคจึงบริจาคลงมา

ผิงอันก็บริจาคไปไม่น้อย หนึ่งในนั้นยังมีเงินเดือนครึ่งเดือนของเขา เจิ้งหรงเจินถามซ่งผิงอันเจ้าบริจาคทั้งหมดที่เจ้ามีไป เจ้าคิดว่ามีเงินพวกนี้แล้วราชสำนักจะชนะศึกนี้หรือ

ซ่งผิงอันถามกลับท่านรู้หรือว่าศึกครั้งนี้จะพ่ายแพ้

เจิ้งหรงเจินหัวเราะ มองฟ้ายามกล่าวหากโอรสสวรรค์เป็นคนฉลาด เขาจะต้องรู้ว่าสิ่งที่ขาดตอนนี้ไม่ใช่เงินทอง หากแต่เป็นผู้มีความสามารถนำทัพบุกข้าศึก!”

เจิ้งหรงเจินไม่ได้บอกซ่งผิงอันเพียงครั้งเดียว ในตอนที่ฮ่องเต้และขุนนางทั้งสี่ต่อสู้แย่งชิงอำนาจได้สูญเสียบุคคลที่มีความสามารถไปจำนวนมาก ฮ่องเต้ชนะศึกแย่งชิงอำนาจ แต่ก็พ่ายแพ้ในการสู้ครั้งนี้ ขุนนางทั้งสี่ควบคุมประเทศมาเกือบสามสิบปี บุคคลที่มีความสามารถที่รวบรวมได้ก็ถูกพวกเขารวบรวมไปหมดสิ้น ดังนั้นสุดท้ายแล้วจึงนำมาถึงโศกนาฎกรรมในวันนี้

  มิใช่ว่ายังมีผู้มีความสามารถอยู่บ้างหรือ

ความเห็นนี้ของซ่งผิงอันทำให้เจิ้งหรงเจินหัวเราะเสียงดังขึ้นมา หัวเราะที่เขามองโลกในแง่ดีเกินไปและหัวเราะให้กับความไม่แน่นอนบนโลกใบนี้ 

ครั้งนี้ฮ่องเต้ไม่ได้เรียกหาซ่งผิงอันถึงสองเดือนเต็ม ทว่าซ่งผิงอันกลับไม่รู้สึกผ่อนคลายสักนิด

ช่วงนี้ประตูวังหลวงมักจะเปิดทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะเหล่าขุนนางต้องไปมาไม่ขาดสาย ข่าวคราวที่นำมาหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ซ่งผิงอันอดจะอยากรู้ท่าทางของฮ่องเต้หนุ่มที่ขมวดคิ้วยามมองแผนที่ในเวลานี้ไม่ได้

ขุนนางทั้งสี่ถูกลงโทษประหารชีวิตติดๆ กัน จากนั้นราชสำนักก็ล้างเลือดครั้งใหญ่ ในปีนี้มีขุนนางใหม่จำนวนมากยังไม่ทันเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองดีก็ต้องมาพบกับเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ ทุกครั้งเมื่อพวกเขาเสนอชื่อขุนพลนายทัพออกมา คนเหล่านั้นก็ต้องรีบไปสนามรบอย่างเร่งด่วน แต่ไม่ถึงสิบวัน หากไม่สู้ตายก็พ่ายแพ้ ไม่เคยมีข่าวดีกลับมา ได้ข่าวมาว่าสีหน้าของฮ่องเต้หนุ่มเย็นชาขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นใคร แค่ลอบมองไปคราหนึ่งก็จะต้องกลัวจนเข่าอ่อน

เมื่อข่าวลั่วเสียกวนแตกมาถึงเมืองหลวงก็เป็นอันตกตะลึงไปทั้งประเทศ

คืนนั้นซ่งผิงอันนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนที่นอนในหน่วยทหารรักษาการณ์ ฟังเสียงเพื่อนร่วมหน่วยส่งเสียงกรนไม่ขาดสาย ในที่สุดเขาก็ลงจากที่นอนสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกไป หลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จ ในระหว่างทางเขาบังเอิญเห็นฉินกงกงยืนอยู่เงียบๆ ในมุมลับตาคนราวกับวิญญาณ

หากซ่งผิงอันขวัญอ่อน คงต้องตกใจจนฉี่ราด

ถึงแม้ซ่งผิงอันจะตกใจ แต่กลับก้าวไปข้างหน้า

ฉินกงกง…” ซ่งผิงอันเงียบไปขณะหนึ่งค่อยกล่าวฝ่าบาทให้ท่านมาหรือขอรับ

คิดไม่ถึงว่าฉินกงกงกลับส่ายหน้าไม่ใช่ ข้ามีเรื่องส่วนตัวจะมาหาเจ้า

ฉินกงกงมีเรื่องสำคัญใดหรือขอรับ

อยากให้เจ้าไปพบฝ่าบาท

ข้าหรือซ่งผิงอันเบิกตาโตอย่างไม่อยากเชื่อ

ฉินกงกงจ้องเขานอกจากเจ้าแล้ว ข้านึกไม่ออกแล้วว่ายังมีใครสามารถเตือนฝ่าบาทได้

ฝ่าบาททำไมหรือขอรับ

ฝ่าบาทไม่ได้หลับมาสามวันสามคืนแล้ว…” ฉินกงกงกล่าวเสียงค่อย จากนั้นก็กล่าวอีกว่าทหารรักษาการณ์ซ่ง หากเจ้าไม่ต้องการไป ข้าก็จะไม่บังคับ เพราะอย่างไรครั้งนี้ก็เป็นข้าที่มาหาเจ้าเอง ฝ่าบาทจะทรงกริ้วหรือไม่ จะลงโทษเราทั้งสองหรือไม่ ข้าไม่กล้ารับรอง

ข้าจะทำได้หรือซ่งผิงอันกล่าวอย่างลังเล

ฉินกงกงส่ายหัวพลางกล่าวข้าก็เพียงแต่ลองดู

ซ่งผิงอันอดจะคิดหนักไม่ได้ ทว่าท่าทางอ่อนแอของฮ่องเต้หนุ่มยามกอดเขาก็ก่อกวนอยู่ในใจมาหลายวัน ในตอนนี้ตะกอนก็ยังลอยวน ในใจเขาบอกว่าไม่ต้องไป ลืมเรื่องราชองค์รักษ์ที่โดนไทเฮาสั่งประหารชีวิตแล้วหรือ ฮ่องเต้ไม่ใช่ผู้ที่คนธรรมดาเช่นเดียวกับเขาจะไปข้องเกี่ยวด้วยได้ ยิ่งไปยุ่งด้วยมาก จุดจบก็ยิ่งโศกเศร้า

แต่ทว่าร่างกายของเขากลับหักหลังจิตใจของตน เขากล่าวกับฉินกงกงว่าข้าจะไป!” กล่าวจบ ฉินกงกงก็นำผ้าคาดสีดำออกมาจากแขนเสื้อทันที ซ่งผิงอันไม่เคยรู้สึกดีกับของสิ่งนี้จึงเผลอหลุดปากถามออกไปฉินกงกง เหตุใดต้องให้ข้าน้อยปิดตาด้วยหรือขอรับ

คล้ายกับไม่นึกว่าเขาจะถามเช่นนี้ ฉินกงกงนิ่งไปพักหนึ่ง ส่ายหัวก่อนจะกล่าวนี่เป็นความคิดของฝ่าบาท ส่วนที่ว่าเพราะเหตุใดนั้น ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน

ฮ่องเต้เคยกล่าวกับฉินกงกงว่าตอนที่พาเขามาก็ให้ปิดตาไปซะ ฉินกงกงถามถึงเหตุผลอย่างระมัดระวังแต่ฮ่องเต้หนุ่มไม่ตอบ สายตาเอาแต่จับจ้องไปที่นอกประตูตำหนักที่เปิดอ้าไว้

ฉินกงกงพาเขามาด้านนอกตำหนักหนึ่ง หลังจากดึงผ้าคาดตาออกก็กล่าวเสียงเบาพลางมองตำหนักที่จุดไฟสว่างฝ่าบาทอยู่ด้านใน เจ้าเข้าไปเถอะ ระวังตัวให้ดี ข้าจะอยู่ด้านนอก

ซ่งผิงอันเดินเข้าไป เขาเปิดประตูออกเบาๆ ตะลึงกับเอกสารที่กระจายเต็มพื้นขณะหนึ่งก่อนจะก้าวเท้าต่อไป จากนั้นก็ปิดประตูลงอย่างระมัดระวัง

ที่แห่งนี้เป็นระเบียบ กว้างใหญ่ หรูหรากว่าสองตำหนักแรกที่ซ่งผิงอันเคยเห็น มองไปรอบด้านไม่มีเสา สิ่งเดียวที่มีเสาทองสี่ต้นล้อมคือพื้นที่ยกระดับขึ้นมาสามขั้นบันได ด้านบนตั้งฉากลายมังกรทองผืนใหญ่งดงาม เหนือฉากกั้นนั้นคือแผ่นป้ายที่มีตัวอักษรสี่ตัว บนพื้นที่ยกระดับนั้นล้อมรอบไปด้วยเต่า นกกระเรียน นาฬิกาแดด และเจียเลี่ยง (17) ด้านหน้ายังตั้งโถเครื่องหอมสีทองสี่ชิ้น ภายในตำหนักปูด้วยทองแวววาวทั้งหมด ทำเอาซ่งผิงอันมองตาโต

  ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง ซ่งผิงอันจึงค่อยรู้ว่าตัวอักษรสี่ตัวที่เดิมเขาอ่านไม่ออกก็คือเที่ยงตรงยุติธรรมและพระตำหนักที่เขามองอย่างตกตะลึงก็คือตำหนักเฉียนชิงในเขตพระราชฐานชั้นใน สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ฮ่องเต้อ่านฎีกา ออกว่าราชการและพบปะกับขุนนาง และยังเป็นตำหนักบรรทมของฮ่องเต้อีกด้วย

ซ่งผิงอันไม่มีเวลาชื่นชมมากนัก เพราะคำว่าออกไปของฮ่องเต้ที่อ่านฎีกาด้วยสีหน้าเย็นชาปลุกให้เขารู้สึกตัว และกลับมาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ตรงหน้าอีกครั้ง

คำว่าออกไปที่เย็นจนถึงไขสันหลัง หากเป็นผู้อื่นได้ยินคงรีบยินยอมถอยออกไป ถึงแม้ซ่งผิงอันจะมิใช่คนขี้กลัวและไม่ได้ออกไปตามที่สั่ง แต่เขาก็ตกใจจนเข่าอ่อนจนแทบจะหันหลังจากไป ทว่าในตอนที่เขาขยับร่าง ทันได้เห็นพระพักตร์ขาวซีดของฮ่องเต้ที่ประทับอยู่ด้านบนห่างออกไป ขาก็พลันหยุดลง

ผู้ที่ยืนอยู่ด้านล่างนั่นกล้าขัดคำสั่ง! ฮ่องเต้ที่นึกโมโหคว้าฎีกาที่อยู่อีกด้านเขวี้ยงไปอย่างรุนแรง ซ้ำยังด่าเสียงดังใครปล่อยสุนัขตัวนี้เข้ามา! ทหาร จับมันออกไปโบย…”

เสียงของฮ่องเต้ชะงักไปเมื่อมีอีกเสียงดังขึ้น จะรั้งฎีกาที่โยนไปก็ไม่ทันเสียแล้ว ฮ่องเต้เบิกตามองมันปะทะลงบนร่างของซ่งผิงอันจนส่งเสียงดังขึ้นมา จากนั้นก็ตกลงพื้นไป

ซ่งผิงอันที่โดนเขวี้ยงฎีกาใส่ยืนตะลึงมองฮ่องเต้ราวกับยังไม่ได้สติกลับมา ส่วนฮองเต้เส้าเย่ฮว๋าทั้งโกรธทั้งละอายตบโต๊ะแล้วลุกขึ้น ชี้มาที่เขาก่นด่าคำใหญ่เจ้านี่มันโง่จริง ทำไมไม่รู้จักหลบ!” เมื่อด่าจบแล้วเห็นคนที่อยู่ด้านล่างยังไม่มีปฏิกิริยา ฮ่องเต้ก็ราวกับได้ระบายโทสะออกไปจนหมด เขานั่งลงบนเก้าอี้ยกมือหนึ่งกุมหัว ดูอ่อนล้าเต็มที

ตอนนั้นเองที่ซ่งผิงอันค่อยๆ คุกเข่าลงกับพื้นทหารรักษาการณ์เฝ้ารักษาประตูขั้นสาม ซ่งผิงอันคารวะฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ เสียงดังกังวาน ซ่งเขาไม่เคยพูดประโยคเข้าเฝ้านี้จนจบมาก่อน ในที่สุดวันนี้ก็ได้พูดจนจบแล้ว

ฮ่องเต้ยังคงนั่งกุมขมับไม่กล่าวอะไร และซ่งผิงอันยังคงคุกเข่าอยู่ที่พื้น ไม่ลุกขึ้นมาเช่นกัน

ลุกขึ้นเสียงแหบเย็นชาดังขึ้นแทรกความเงียบในอากาศ

ขอบพระทัยฝ่าบาทตอนนี้ซ่งผิงอันจึงค่อยลุกขึ้น

ฉินกงกงพาเจ้ามาหรือ

ซ่งผิงอันก้มหน้าไม่พูดอะไร ฮ่องเต้ก็รู้คำตอบอยู่แล้ว เพราะนอกจากฉินกงกงก็ไม่มีใครรู้เรื่องอีก

เรียกเจ้ามามีประโยชน์ใดฮ่องเต้กล่าวกับตัวเอง กล่าวจบก็หัวเราะเยาะทีหนึ่ง

ฉินกงกงให้กระหม่อมมาเตือนฝ่าบาท

เช่นนั้นรึ เช่นนั้นเจ้าจะเตือนเราอย่างไรฮ่องเต้เปลี่ยนอิริยาบถ จากนั้นมองอย่างรอคำตอบ

ซ่งผิงอันไม่มีคำตอบจึงได้ส่ายหัวกระหม่อมไม่ทราบพะย่ะค่ะ

ชั่วขณะหนึ่งฮ่องเต้ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดี เพียงมองคนที่อยู่ด้านล่างเงียบๆ จากนั้นจึงกล่าวผิงอัน ให้ฉินกงกงส่งเจ้ากลับไป

ซ่งผิงอันเงยหน้าอย่างตกตะลึง ฮ่องเต้กล่าวเสียงเรียบเราไม่อยากให้เจ้าเห็นเราตอนนี้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเวลานี้

ฮ่องเต้หนุ่มมีสีหน้าสงบ แต่ซ่งผิงอันกลับคล้ายเห็นภาพลวงตาเป็นความโดดเดี่ยวบนใบหน้านั้น เขาทรุดคุกเข่าลงเสียงดัง สายตามองตรงไปยังฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์ฝ่าบาท ให้กระหม่อมช่วยพระองค์เถอะ

เจ้าทำอะไรได้บ้าง

ให้กระหม่อมไปสนามรบ กระหม่อมซ่งผิงอันยอมตายในสนามรบเพื่อปกป้องประเทศชาติ กระหม่อมสาบานว่าจะสู้กับพวกข้าศึกผู้รุกรานจนเรี่ยวแรงสุดท้าย

ฮ่องเต้หยิบฎีกาออกมาเปิดฉบับหนึ่ง อ่านไปพลางกล่าวเดิมมีกำลังทหารสองแสนนายประจำรักษาการณ์ที่ถงกวน ภายหลังถงกวนแตก ทหารสองแสนนายเหลือไม่ถึงหนึ่งแสนสามหมื่นนายถอยร่นลงมาคอยรักษาลั่วเสียกวน ข้าได้รับหนังสือด่วนจึงรีบส่งทหารหนึ่งแสนห้าหมื่นนายไปลั่วเสียกวน ต่อมาแม่ทัพทุกนายก็นำกำลังทหารสามถึงห้าหมื่นนายตามไปสนามรบ รวมทั้งหมดเกินกว่าห้าแสนนายแล้ว ทว่าหลังลั่วเสียกวนแตก เจ้ารู้หรือไม่ว่ายังเหลือกำลังทหารเท่าใด ไม่ถึงสองแสนนาย!”

ฮ่องเต้เขวี้ยงฎีกาลงกับพื้นเสียงดังทหารเกือบห้าแสนนายของราชสำนักกลับสู้พวกซีตี๋หนึ่งแสนห้าหมื่นนายไม่ได้ น่าอาย น่าขำ น่ารันทดนัก! ผิงอัน เจ้าไปแล้วมีประโยชน์ใด ก็แค่เพิ่มอีกหนึ่งศพเท่านั้น และเมื่อลั่วเสียกวนแตก พวกซีตี๋ก็จะบุกเข้ายึดจุดสำคัญบริเวณชายแดนฝั่งตะวันตกของเรา เข้ามาบุกฆ่า ทำลายและจับเชลยศึกไม่พอ มันยังกล่าวหาว่าราชสำนักของข้าไร้ผู้มีความสามารถ พวกมันจะยึดเมืองหลวงในพริบตา!”

ซ่งผิงอันคุกเขาเป็นบื้อใบ้อยู่บนพื้น เขาเคยได้ข่าวว่าลั่วเสียกวนแตก แต่เขาไม่คิดว่าพวกซีตี๋จะโหดร้ายเพียงนี้ ราษฎรที่หลบหนีไม่ทัน คงได้รับความทรมานราวกับตกนรก

ฮ่องเต้โบกไล่เขาอย่างเหนื่อยอ่อนผิงอัน เจ้าไปเถอะ ให้ข้าอยู่เงียบๆ

เมื่อเงยหน้ามองเห็นฮ่องเต้หนุ่มใบหน้าซีดขาว ซ่งผิงอันก็กัดฟันยืนขึ้นมาแต่ไม่ออกไปตามคำสั่ง กลับกล่าวว่าฝ่าบาท ฉินกงกงกล่าวว่าฝ่าบาทไม่ได้บรรทมมาสามวันสามคืนแล้ว ฝ่าบาทพักสักหน่อยเถอะพะย่ะค่ะ เมื่อสมองแจ่มใสแล้วจึงจะคิดหาวิธีที่ดีกว่าออกมาได้ หากพระองค์ทรุดลงคงจะแย่นะพะย่ะค่ะ

ต้องมาเผชิญกับเรื่องราวเช่นนี้ ข้าจะหลับลงได้อย่างไร

ฝ่าบาท…”

เดิมฮ่องเต้หนุ่มอยากจะให้ซ่งผิงอันออกไป แต่เมื่อเห็นความกังวลที่ฉายชัดบนใบหน้า สุดท้ายจึงกล่าวหากเจ้าอยากให้เราพักผ่อน  เช่นนั้นก็นอนกับเราแล้วกัน

ปฏิกิริยาเดียวของซ่งผิงอันคือแข็งเป็นหิน ทว่าสุดท้ายแล้วเขาก็นอนกับฮ่องเต้ในตำหนักบรรทมจริงๆ เพราะฮ่องเต้บอกหากไม่มีเขาพระองค์ก็จะนอนไม่หลับ ที่พักผ่อนนั้นอยู่ด้านหลังของตัวตำหนัก สถานที่กว้างขวางเช่นนี้ ทำให้คนรู้สึกถึงความเย็นชาอย่างประหลาด

ครั้งนี้ไม่ต้องทำความสะอาดเป็นพิเศษ เพราะหลังจากแก้ปมเสื้อเสร็จทั้งคู่ก็นอนลงบนเตียง นอนหันหน้าเข้าหากัน มือทั้งสองข้างของฮ่องเต้หนุ่มพาดอยู่ที่เอวของผิงอัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดบนหน้าผากของเขา ผิงอันหลับตานอน ผ่านไปสักพักก็ยังคงไม่มีอาการง่วงนอน เมื่อเขาค่อยๆ ชะโงกหัวขึ้นไปดูอย่างระมัดระวังก็พบว่าฮ่องเต้หลับสนิทไปแล้ว ด้านล่างแพขนตายาวคือรอยคล้ำ เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าอีกฝ่ายไม่ได้พักผ่อน

เพราะกลัวว่าจะรบกวนคนที่กำลังหลับสนิท ซ่งผิงอันจึงไม่กล้าขยับ ขนาดเสียงลมหายใจเขายังพยายามบังคับให้เบาที่สุด เขาได้ยินเสียงหัวใจเต้นดังใกล้ๆ จากนั้นก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว

ตอนที่ฮ่องเต้ตื่นจากบรรทมขึ้นมาซ่งผิงอันยังหลับอยู่ เขาพิจารณาบุรุษที่รูปลักษณ์ไม่ได้โดดเด่นที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับพบว่าที่จริงแล้วทุกส่วนของอีกฝ่ายพอเหมาะพอดี ยิ่งดูยิ่งสบายตานัก

บนร่างของอีกฝ่ายมีกลิ่นอ่อนจางที่ต้องเข้าไปดมใกล้ๆ จึงจะได้กลิ่น กลิ่นนี้มักจะทำให้เขารู้สึกสงบ ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันจนถึงตอนนี้ ก็เป็นเช่นนี้เสมอมา

ฮ่องเต้หนุ่มมองคนที่หลับสนิทแล้วตัดสินใจ

ตอนที่ซ่งผิงอันตื่นขึ้นมา ฉินกงกงบอกเขาว่าฮ่องเต้เสด็จไปตำหนักฉือหนิง

ตำหนักฉือหนิงเป็นสถานที่ประทับของไทฮองไทเฮา หลังจากที่เย่ฮว๋ามาถึงก็โบกมือไล่ผู้ติดตามแล้วเข้าไปในศาลบรรพชนที่เพิ่งสร้างใหม่ไม่นานผู้เดียว หญิงชราที่ผมขาวทั้งหัวคุกเข่าอยู่ตรงหน้าองค์พระ เย่ฮว๋าก้าวเท้าแผ่วเบาไปยืนข้างนาง ก่อนจะนั่งลงบนเบาะที่วางอยู่ข้างๆ กล่าวเสียงเบาเสด็จย่า

หญิงชราที่สวดมนต์อยู่ไม่สนใจเขา จนสวดถึงตอนจบท่อนหนึ่ง จึงหลับตาลงพลางกล่าวฮ่องเต้มีเวลามาหาอายเจียแล้วหรือ

เย่ฮว๋าไม่ต่อคำ รอจนหญิงชราลืมตามององค์พระที่ตั้งอยู่สูงขึ้นไปพักหนึ่งแล้วค่อยกล่าวกับเย่ฮว๋าฮ่องเต้มาหาอายเจียมีเรื่องใดหรือ

ถึงแม้ว่าเสด็จย่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้ว ทว่าเราคิดว่าเรื่องในราชสำนักทั้งหมดคงจะปิดบังพระองค์ไม่ได้ เรามาหาเสด็จย่าด้วยเรื่องอันใดนั้น เสด็จย่าคงรู้แน่นอน

หญิงชรามองเย่ฮว๋าคราหนึ่ง หัวเราะหึนี่ฝ่าบาทกำลังโทษอายเจียหรือ

หลานมิกล้าเย่ฮว๋าหรุบตาลง

หญิงชราถือลูกประคำลุกขึ้นมา ปากกล่าวปีกกล้าขาแข็งแล้วมีสิ่งใดที่ไม่กล้า

เย่ฮว๋าก็ลุกขึ้นเช่นกัน เขายืนอยู่ที่เดิมมองหญิงชราหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากหนังสือสวดมนต์

ฮ่องเต้มาหาอายเจีย แสดงว่าฮ่องเต้พยุงสถานการณ์ต่อไปไม่ไหวแล้ว เรื่องใหญ่ของประเทศไม่สามารถเป็นได้ดั่งใจไปเสียหมด มันลำบากยิ่งกว่าที่เจ้าคาดการณ์ไว้นัก หากผ่านเรื่องนี้ไป ฮ่องเต้คงจะรู้อะไรอีกไม่น้อย เริ่มแรกเพื่อที่จะแย่งชิงอำนาจกลับคืนมา ฮ่องเต้หุนหันพลันแล่นในการกำจัดขุนนางทั้งสี่เกินไปหน่อย จึงทำให้เกิดสภาวการณ์เช่นนี้ อายเจียคาดการณ์ไว้ว่าจะต้องมีวันนี้จึงเก็บทางรอดไว้อีกทางหนึ่ง ฮ่องเต้สั่งคนให้รีบไปทางเหนือ ส่งจดหมายไปที่ตระกูลมู่หรง มอบให้กับหัวหน้าตระกูลมู่หรง เขาจะช่วยแก้ไขปัญหา ถึงเวลานั้นไม่ว่าเขาจะมีข้อเรียกร้องอย่างไรก็ต้องทำให้เขาพอใจทุกอย่าง ห้ามถ่วงเวลา และหลังจากเรื่องราวจบ นับแต่นี้ฮ่องเต้ก็ห้ามรบกวนตระกูลมู่หรงอีก

เย่ฮว๋ารับจดหมายมา แต่ก็อดขมวดคิ้วน้อยๆ มิได้

สกุลมู่หรงอาศัยบนที่ราบสูงทางเหนือ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก ดูไปแล้วตระกูลนั้นก็ไม่มีผู้มีชื่อเสียงอะไร และยิ่งไม่มีการสร้างวีรกรรมใดบนโลกใบนี้ จะบอกว่าสันโดษก็คงไม่ผิด เป็นตระกูลหนึ่งที่มักจะถูกลืมได้โดยง่าย เย่ฮว๋าไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเหตุใดไทฮองไทเฮาจึงพูดถึงตระกูลนี้ขึ้นมา ซ้ำยังเห็นเป็นสำคัญ

แต่ในเมื่อเป็นผู้ที่ผู้มีแผนการลึกซึ้งแนะนำมา ก็คงจะมีเหตุผลของนาง

แต่ไหนแต่ไรมา ตระกูลมู่หรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของประเทศ หากมิใช่ว่าอายเจียเคยช่วยเหลือหัวหน้าตระกูลมู่หรง คงไม่ได้รับโอกาสนี้เช่นกันเห็นเขาขมวดคิ้ว หญิงชราก็ถอนหายใจยาว

เย่ฮว๋าถือจดหมายฉบับนั้น และถอยหลังหนึ่งก้าวเสด็จย่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน เช่นนั้นหลานขอตัวไปจัดการก่อน

ไปเถอะ

เย่ฮว๋าจากไปไม่หันหลังกลับ บังเอิญพบว่าไทเฮากำลังอยู่ที่ประตู

ฝ่าบาทไทเฮาทำความเคารพ

เสด็จแม่เย่ฮว๋าตอบกลับเสด็จแม่ เรายังมีเรื่องสำคัญต้องขอตัวก่อน วันหลังจะมาแสดงความเคารพใหม่กล่าวจบก็ไม่รอให้ไทเฮาตอบ เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วจากไป

ระหว่างนั้นเขาไม่หันหลังกลับไปมองเลย จึงไม่รู้ว่าไทเฮามองส่งเขา จากนั้นจึงค่อยยกกระโปรงเข้าไปในห้อง เมื่อพบกับไทฮองไทเฮาที่อยู่กลางห้องจึงกล่าวเสียงเบาเสด็จแม่

ไทฮองไทเฮาถอนหายใจเบาๆ คราหนึ่งในใจของเด็กคนนั้นโกรธแค้นพวกเรา

คิดถึงก่อนหน้านั้นที่เย่ฮว๋าไม่ยอมกล่าวอะไรมากมายแล้วจากไป ไทเฮาได้แต่หรุบสายตาลงกล่าวเสียงต่ำเสด็จแม่ พวกเราล้วนทำเพื่อเขา อีกสักพักเขาจะต้องเข้าใจ

ไทฮองไทเฮาไม่ตอบ นางหันหลังกลับเข้าไปในห้องโดยมีไทเฮาเดินตามไป

ศักราชไคหยวนปีที่สิบห้า

เดือนสาม ขุนพลนั่วถ่าม่อแห่งซีตี๋นำกำลังทหารสองแสนนายโจมตีชายแดนถงกวนของราชวงศ์เส้า ขุนพลของราชวงศ์เส้าถูกบี้จนถอนร่นลงมาถึงด่านลั่วเสียกวน

เดือนหก ลั่วเสียกวนแตก แผ่นดินถูกยึดครองเข้ามาเรื่อยๆ พลทหารของราชวงส์เส้าเสียหายย่อยยับในช่วงเวลาอันสั้น ทั้งราชสำนักและราษฎรต่างตื่นตระหนก ทั้วทั้งประเทศหวาดหวั่นวุ่นวาย ปลายเดือนหก ผู้ถือสารผู้หนึ่งใช้ม้าเร็วเดินทางไกล เปลี่ยนม้าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเพื่อรีบไปส่งสารให้แก่ตระกูลมู่หรงทางด้านเหนือ

ต้นเดือนเจ็ด ผู้นำตระกูลมู่หรงนำลูกชายและญาติรวมสามคน ถือตราพยัฆค์เร่งไปสนามรบ

เดือนแปด สู้รบกับกองทัพซีตี๋ร่วมเดือน จนวันที่สิบเจ็ดเดือนแปดจึงล่อกองทัพซีตี๋ที่เอาแต่ดีใจจนไม่ทันระวังไปถึงจุดซุ่มโจมตี และบดขยี้หมดในคราเดียว ชัยชนะในศึกครั้งนี้ทำให้ได้ลั่วเสียกวนกลับมา รองแม่ทัพของพวกซีตี๋ตายในสนามรบ แม่ทัพนั่วถ่าม่อโชคดีหลบหนีไปได้ ได้เชลยเป็นทหารของข้าศึกสามหมื่นนาย และข้าศึกตายในสนามรบเกือบหมื่นนาย ส่วนทหารราชวงศ์เส้าบาดเจ็บและเสียชีวิตไปรวมแล้วสามพันนาย

วันที่ยี่สิบสาม กองทัพหยุดพักที่ลั่วเสียกวนหกวัน ทว่าในคืนนั้นได้แบ่งทหารออกเป็นสามส่วนลอบโจมตีถงกวนที่ถูกข้าศึกยึดไป ข้าศึกถูกลอบสังหารโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ต่อให้แก้ไขสถานการณ์อย่างไร แต่ก็มิอาจต่อต้านทหารสองแสนนายที่เต็มไปด้วยขวัญกำลังใจหลังจากได้รับชัยชนะภายใต้การนำของตระกูลมู่หรง ในที่สุดทหารที่ยึดครองถงกวนก็ถูกบีบโจมตีจากสามทาง ได้แต่หลังชนหลังต่อสู้กับศัตรู จนวันที่สองยามอู่ (18) ถูกโจมตีเข้าในถงกวน ขวัญกำลังใจทหารแตกกระเจิงสุดที่จะต้านทานได้ ชัยชนะในครั้งนี้ทำให้ทหารที่นั่วถ่าม่อนำมาเหลือไม่ถึงสมองหมื่นนาย และต้องถอยกลับไปยังชายแดนซีตี๋ที่มีแม่น้ำสายใหญ่กางกั้น

กองทัพของราชวงศ์เส้าบุกรุกติดตามโจมตีถึงชายแดนของข้าศึก และยึดชัยภูมิสามแห่งของข้าศึกได้อย่างต่อเนื่อง และเพราะประเทศของตนเคยถูกยึดครอง ราษฎรของประเทศตนถูกข่มเหงเหยียดหยาม ซ้ำในใจของเหล่าทหารหาญยังเก็บความโกรธแค้น ทำให้ตระกูลมู่หรงต้องสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้แก้แค้นต่อราษฎรของศัตรู หากไม่เชื่อฟังคำสั่งไปก่อกวนรุกรานราษฎร ประหารสถานเดียว

นับแต่นั้นก็ได้ชัยชนะมาตลอดทาง พวกเขาบีบรุกเข้าใกล้แผ่นดินศัตรูเป็นการบังคับให้ซีตี๋ส่งทูตมาขอสงบศึก หลังจากผ่านการปรึกษาหารือหลายเดือน ผู้นำซีตี๋จึงยอมแบ่งแยกดินแดนส่วนหนึ่งและส่งบรรณาการจำนวนมากให้ราชวงศ์เส้าทุกปีเพื่อแลกกับสันติสุขยาวนาน

การศึกเกือบครึ่งปี ตั้งแต่การพ่ายแพ้ติดต่อกันจนถึงชัยชนะในภายหลังที่ทำให้หัวหน้าซีตี๋เป็นฝ่ายขอร้องและยุติลง และเพราะการแย่งชิงอำนาจกลับคืน ซ้ำยังกำจัดผู้มีความสามารถจนนำความทุกข์มาแก่ประเทศชาติ ในประวัติศาสตร์จึงเรียกเหตุการณ์นี้ว่าความทุกข์ยากจากสี่ขุนนาง

หลังจากผ่านเรื่องราวนี้  เพื่อให้ประเทศชาติสงบสุขยาวนาน เดือนสิบสองในปีเดียวกันนั้น ฮ่องเต้หลงชิ่งตี้จึงเปลี่ยนศักราชเป็นผิงอัน

ไคหยวนปีที่สิบห้า เดือนสิบ ฮ่องเต้หลงชิ่งตี้ออกคำสั่งผ่อนปรนเงื่อนไขการสอบเคอจวี่ (19) จากสามปีหนึ่งครั้งก็ลองเปลี่ยนเป็นปีละครั้ง การสอบอู๋จวี่ (20) ก็เช่นกัน

คำสั่งนี้ของฮ่องเต้หลงชิ่งตี้ได้รับคำสรรเสริญทั่วหล้า แต่ก่อนราชวงศ์เส้าถูกกุมอำนาจโดนขุนนางทั้งสี่มาโดยตลอด ฮ่องเต้ไร้อำนาจ การสอบเคอจวี่มีก็เหมือนไม่มี ผู้ที่มีความสามารถเพียงเล็กน้อยและอยากรับราชการ ขอแค่มีเงินมีคนแนะนำก็สามารถติดตามขุนนางทั้งสี่ได้ ส่งผลต่อบัณฑิตมากมายที่ไม่ยินยอมทำตามวิธีสกปรก พวกเขาจะร้องเรียนก็ไร้หนทาง ได้แต่เงยหน้ามองฟ้าพลางทอดถอนใจ

หลังจากการศึกสงบลง หัวหน้าตระกูลมู่หรงไม่รับลาภยศสรรเสริญใดๆ ไม่สนแม้ว่าหลงชิ่งตี้จะรั้งไว้ เขาคืนตราพยัคฆ์แล้วถอยกลับไปที่ตระกูลมู่หรงทางภาคเหนือ ส่วนบุตรชายและญาติสนิททั้งสามคนรั้งอยู่เพื่ออบรมฝึกซ้อมผู้มีความสามารถ และเมื่อเวลาหนึ่งมาถึง พวกเขาก็จะกลับไปที่ตระกูลมู่หรง

หลงชิ่งตี้ปวดหัวกับเรื่องนี้นักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ออกคำสั่งว่านับแต่นี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถรบกวนความสงบของตระกูลมู่หรงได้อีก

หลังจากฮ่องเต้หลงชิ่งตี้ในวัยสิบเจ็ดปีผ่านเรื่องเหล่านี้ เขาก็เก่งกาจในการบริหารประเทศมากขึ้น สุดท้ายก็กลายเป็นฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องปรีชามีชื่อเสียงขจรขจายยาวนาน

เมื่อซ่งผิงอันได้ออกจากวังหลวงก็จะไปหาคนบ้าเจิ้งหรงเจิน เขารู้ว่าคนบ้าผู้นี้ชอบดื่มเหล้า ดังนั้นบางคราวซ่งผิงอันก็จะนำเหล้าไหหนึ่งไปให้อีกฝ่าย ถึงจะเป็นเพียงเหล้าจ๋าเหลียงชั้นเลว แต่ก็สามารถทำให้เจิ้งหรงเจินผู้ที่ไม่รู้ว่าวันวันทำสิ่งใดบ้างถูกใจได้

ที่ที่คนบ้าเจิ้งหรงเจินอาศัยอยู่ทั้งเล็กและทรุดโทรมเสียยิ่งกว่าบ้านของซ่งผิงอันเสียอีก หากด้านนอกฝนตก ในบ้านของเขาก็คงจะตกตามไม่หยุดเป็นแน่ ซ่งผิงอันเคยเสนอตัวซ่อมหลังคาให้ ทว่าเจิ้งหรงเจินกลับหัวเราะพลางกล่าวซ่อมอะไร นี่เรียกว่ามีสุขร่วมเสพกับสวรรค์ เจ้าเข้าใจหรือไม่

ซ่งผิงอันส่ายหน้าก่อนจะกล่าวข้ารู้เพียงว่าหากคืนนี้น้ำฝนหยดลงบนเตียงไม่หยุดข้าคงนอนไม่หลับ

เจิ้งหรงเจินได้ฟังก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา

ซ่งผิงอันไม่รู้ว่าเขาบ้าจริงๆ หรือแกล้งบ้ากันแน่ บางคราวเขารู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้บ้า ทว่าบางครั้งก็รู้สึกว่าบ้ามากเช่นกัน

เจิ้งหรงเจินเอาแต่บ้าๆ บอๆ อยู่ทั้งวี่ทั้งวัน แล้วก็ไม่ออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวเลี้ยงปากท้องเช่นคนปกติทั่วไป ทว่าบางครั้ง คำกล่าวอย่างมีเหตุผลที่ของเขาก็น่าตกใจ เช่นตอนนี้

ผ่อนปรนเงื่อนไขการสอบเคอจวี่เป็นจุดหนึ่งที่ไม่เลว แต่นี่เป็นการแก้เพียงผิวเผิน มิใช่การแก้ที่ต้นเหตุ

ซ่งผิงอันที่กำลังรินเหล้าให้อีกฝ่ายได้ฟังประประโยคนี้ก็วางไหเหล้าลงพลางถามเพราะอะไรเนื้อหาที่พวกเขาถกเถียงกันในวันนี้อยู่ในขอบเขตเรื่องที่ทำให้ผู้มีการศึกษาทั่วหล้าดีใจเป็นที่สุด ซ่งผิงอันไม่รู้หนังสือ เดิมทีก็ไม่ควรตื่นเต้นอะไร แต่ในตอนที่ติดประกาศราชโองการนี้ ความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิดของทุกคนก็ส่งผลมาถึงตนด้วย เขากลับมาพูดกับเจิ้งหรงเจิน ผู้ที่แต่ไหนแต่ไรก็รังเกียจราชสำนักเช่นอีกฝ่ายยังพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าถัดมาก็เปลี่ยนคำหยิบยกข้อเสียของเรื่องนี้ออกมา

ฮ่องเต้ผ่อนปรนเงื่อนไขการสอบเคอจวี่เพื่อสิ่งใด ก็เพื่อเพิ่มผู้มีความสามารถให้แก่ราชสำนัก แต่ผู้ที่มีความสามารถต้องผ่านการฝึกฝน ต้องผ่านการอบรมจึงค่อยๆ กลายเป็นเช่นนี้ ตอนนั้นแค่คำสั่งเดียวของฮ่องเต้ได้ประหารชีวิตผู้มีการศึกษาไปตั้งเท่าไร พอตอนนี้คนรู้หนังสือที่ใช้ได้จริงก็มีน้อย การประกาศรับนี้ข้าเกรงว่าจะได้แต่บุคคลที่มีความสามารถธรรมดา หากคิดอยากจะหาผู้ที่มีความสามารถจริงๆ ยังคงต้องค่อยๆ อาศัยเวลาฝึกฝนเจิ้งหรงเจินหยิบจอกเหล้าขึ้นมาดื่มในรวดเดียว จากนั้นก็วางจอกลงทำท่าให้ซ่งผิงอันรินอีก

ซ่งผิงอันจึงต้องรินเติมให้อีกฝ่ายเช่นนั้นท่านคิดอย่างไรจึงจะเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุ

เจิ้งหรงเจินถือจอกค้างอยู่ข้างปากพักหนึ่ง จากนั้นจึงดื่มลงไปปลูกต้นไม้ใช้เวลาสิบปี สร้างคนใช้เวลาร้อยปี (21) เปิดสำนักศึกษา รับเด็กเข้าให้มาก สงครามหยุดไม่เกินสิบปี คนมากมายคงคิดว่าการเล่าเรียนไม่มีประโยชน์สู้ปลูกข้าวดีกว่า ทางที่ดีฮ่องเต้ควรคิดหาวิธีทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง และราษฎรกินอิ่มหลับสบายก่อนแล้วจึงค่อยคิดถึงสิ่งอื่น ถึงตอนนั้นเหล่าบัณฑิตก็จะเยอะขึ้น

ซ่งผิงอันรินเหล้าต่อไป ทว่าก็ลอบจดจำคำเหล่านี้ลงในใจ

ภายหลังเขานำประโยคของเจิ้งหรงเจินไปกล่าวกับฮ่องเต้ ฮ่องเต้หนุ่มครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะทอดถอนใจพลางกล่าวสหายของเจ้าผู้นี้มีความคิดอยู่หลายส่วน ทว่าสงครามเพิ่งจบ ท้องพระคลังว่างเปล่า เราถามขุนนางใหญ่นับพัน ออกแต่ความเห็นให้เพิ่มภาษีรบกวนราษฎร

ภายหลังฮ่องเต้ถามผิงอันอีกครั้งสหายเจ้าผู้นี้ชื่ออะไร ยอมเข้าวังมารับราชการรับใช้ราชสำนักหรือไม่

ซ่งผิงอันได้ยินก็ส่ายหน้าราวกับปอลั่งกู่ (22)

ฮ่องเต้ถามเขาว่าเพราะเหตุใด เขาก็อ้ำๆ อึ้งๆ ตอบไม่ได้ ฮ่องเต้เห็นสีหน้ายุ่งเหยิงของเขาก็คิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวเขาไม่อยากมาหรือ

ซ่งผิงอันกล่าวอย่างลังเลเขาบ้าๆ บอๆ กระหม่อมเกรงว่าเขายากที่จะรับหน้าที่ได้พะย่ะค่ะเขาไม่กล้าตอบว่าเจิ้งหรงเจินไม่พอใจราชสำนักเป็นอันมาก

อ๋อ…” ฮ่องเต้ครางยาว ก่อนจะจมดิ่งลมในความคำนึง

เรื่องที่หลังจากจบสงครามแล้วท้องพระคลังว่างเปล่า ซ่งผิงอันก็นำมาคุยกับเจิ้งหรงเจินอีก ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจยาก แต่หากต้องวิเคราะห์ปัญหา ยังนับได้ว่าวิเคราะห์อย่างมีระเบียบแบบแผนจริงๆ ขนาดฮ่องเต้ยังบอกว่าอีกฝ่ายฉลาดอยู่หลายส่วน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นคำที่ฮ่องเต้พูดลอยๆ ไปเท่านั้นหรือไม่

และก็ยังเป็นเหล้าไหหนึ่งที่ทำให้เจิ้งหรงเจินมีความสุขประหนึ่งได้เห็นทอง

รอจนซ่งผิงอันกล่าวจบ เจิ้งหรงเจินก็หัวเราะพลางตบบ่าเขา บอกว่าเขาเป็นเพียงทหารรักษาการณ์เฝ้ารักษาประตูนายหนึ่งเท่านั้น ยังสนใจเห็นความสำคัญในเรื่องราวของประเทศ นับว่าน่าชมเชยยิ่ง

ฟื้นฟูและพัฒนา ตอนนี้ราชวงศ์ค่อนข้างสงบสุข พวกซีตี๋เสียหายรุนแรง อย่างน้อยภายในสามถึงห้าปีนี้ก็คงไม่กล้าเข้ามารุกราน มีประเทศใดบ้างที่ช่วงแรกของการก่อตั้งไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเสียหาย ถึงแม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ราชวงศ์จะค่อนข้างพิเศษ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีทางแก้ พวกซีตี๋ขอสงบศึกทั้งยังส่งบรรณาการ ถึงแม้จะบอกว่าท้องพระคลังว่างเปล่า แต่ยังคงต้องมีเหลืออยู่แน่ หากใช้ในทางที่ถูกก็ทำให้ได้ผลมากทั้งที่ลงทุนไปน้อยได้ อืมตอนนี้เรามีพื้นที่มากแต่จำนวนคนน้อย พื้นที่ส่วนมากรกร้าง ข้าคิดว่าหากราชสำนักใช้เงินจำนวนหนึ่งซื้อเมล็ดพันธุ์แบ่งให้กับชาวนาทั่วประเทศ และละเว้นภาษี สนับสนุนให้ชาวนาบุกเบิกที่ดินรกร้างปลูกพืชพรรณ ถึงแม้จะดูเหมือนว่าเก็บภาษีได้น้อยลง แต่เพราะครอบครัวชาวไร่ชาวนากระตือรือร้นการปลูกพืชมากขึ้น ทำให้จำนวนภาษีที่ต้องจ่ายจริงๆ ไม่ลดแต่กลับเพิ่มขึ้น ราษฎรก็ได้กินอิ่มนอนหลับ ท้องพระคลังก็มีรายได้เพิ่มขึ้น ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ถึงเวลานั้นค่อยพัฒนาเมือง พัฒนาสาธารณูปโภคบริโภค วันที่ประเทศเจริญรุ่งเรืองก็คงอีกไม่ไกล

ซ่งผิงอันได้ฟังก็นิ่งอึ้งไป เมื่อกลับเข้าวังก็รอจนได้พบกับฮ่องเต้ และนำประโยคนี้เล่าให้ฮ่องเต้ฟังอีกครั้ง ฮ่องเต้ก็นิ่งคิดคำนึงอีกครั้ง

คนผู้นี้เป็นคนบ้าจริงหรือหลังจากคิดคำนึงอยู่นานก็ถอนหายใจ

ฝ่าบาท วิธีนี้ใช้ได้หรือไม่พะย่ะค่ะซ่งผิงอันกล่าวถามด้วยแววตาคาดหวัง

ฮ่องเต้มองเขาแล้วยกยิ้มควรค่าแก่การหารือ

ซ่งผิงอันผ่อนคลายลง เขาไม่รู้อะไรเลยดังนั้นจึงไม่สามารถช่วยฮ่องเต้แบ่งเบาความทุกข์ได้ หากวิธีที่ตนหามาสามารถช่วยฮ่องเต้ได้ก็คงดี เพราะอย่างไรเรื่องที่ฮ่องเต้ยุ่งยากใจก็เป็นเรื่องของประเทศ เรื่องของประเทศก็เป็นเรื่องใหญ่ของราษฎร หากฮ่องเต้แก้ไขปัญหาได้อย่างราบรื่น ราษฎรก็ราบรื่นเช่นกัน

ฮ่องเต้ขำกับท่าทางซื่อๆ ของเขา ก่อนจะกอดรัดเขาที่ไม่ทันได้ป้องกันตัวไว้ อาศัยโอกาสนี้หอมแก้มเขาไปหนึ่งที

ฝ่าบาท!” ใบหน้าของซ่งผิงอันราวกับลูกพลับสุก

ถึงแม้ว่าเรื่องศึกจะสงบไปแล้ว ทว่าช่วงนี้ฮ่องเต้ยังคงคิดกังวลเรื่องงานบ้านงานเมือง น้อยนักที่จะให้ฉินกงกงไปพาซ่งผิงอันมา ถึงแม้ตัวเขาจะมา แต่ก็เพียงมาพูดคุยเป็นเพื่อนฮ่องเต้และนอนเป็นเพื่อนเท่านั้น แต่ไหนแต่ซ่งผิงอันไรก็ไม่ได้มีความคิดลึกซึ้งเท่าใดนัก เป็นคนประเภทที่เมื่อผ่านไปก็จะลืม พอเห็นฮ่องเต้ไม่มีท่าทีคุกคาม ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายความระมัดระวังลง คราวนี้ถูกฮ่องเต้โอบกอดและจุมพิตจึงค่อยนึกได้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าตนไม่ใช่แกะแต่เป็นเสือ

แต่ซ่งผิงอันคงลืมไปจริงๆ ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นโอรสสวรรค์ เป็นฮ่องเต้หนึ่งเดียวในใต้หล้า ต่อให้เขาระวังหรือป้องกันอย่างไรก็มีทางออกเพียงทางเดียว นั่นก็คือต้องเชื่อฟังคำสั่ง

ทว่าตอนนี้ฮ่องเต้คล้ายกับไม่อยากจะใช้ตำแหน่งของตนมาข่มเขา แต่กลับนึกสนุกอยากจะเล่นซ่อนแอบกับเขา เพราะเมื่อซ่งผิงอันหลบ ฮ่องก็เต้ตาม ซ่งผิงอันนั้นหลบหนีจริงๆ แต่เขาพบว่าประตูตำหนักบรรทมถูกลงกลอนไว้จากด้านนอกอย่างแน่นหนาจึงหนีไม่ได้ ส่วนฮ่องเต้ก็ตามไล่จับจริงๆ อีกฝ่ายหัวเราะพลางจับคนที่ต่อสู้กับประตูที่ปิดสนิทไว้ก่อนจะโอบเอวแล้วอุ้มขึ้นมาอย่างง่ายดาย พาเดินเข้าไปในตำหนักและทิ้งลงบนเตียง

ส่วนที่ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น มีเพียงเสียงกระซิบน่าอายภายใต้แสงจันทร์

ลมเหนือพัดผ่านยามฟ้าสาง จากนั้นก็ตามด้วยเม็ดฝนที่ตกลงมาห่าใหญ่ บริเวณทางใต้นั้น หากประมาณเดือนสิบมีฝนตกก็แสดงว่าอากาศจะเริ่มเย็น

ฤดูฝนมักทำให้เย่ฮว๋าคิดถึงเรื่องราวมากมาย ตั้งแต่สัมยก่อนจนถึงตอนนี้ เขาจำได้ว่าในตอนนั้นก็เป็นวันที่ฝนตก จู่ๆ เขาก็กระวนกระวายขึ้นมา เขานั่งเบื่อมองตะเกียงไฟพลางครุ่นคิด ในที่สุดก็ออกคำสั่งลงไปกับฉินอี๋

ไปพาตัวเขามาเถอะ

ใบหน้าตื่นตกใจของฉินอี๋ในตอนนั้นเขายังจำได้ชัดเจนจนถึงวันนี้ เขาไม่ได้บอกว่าเขาผู้นั้นคือใคร แต่ฉินอี๋รู้ เพราะฉินอี๋ก็เคยพบคนคนนั้นมาก่อนเช่นกัน

ในตอนที่ฉินอี๋ถูกไทเฮาส่งมาอยู่ข้างกายเขาก็อายุสามสิบกว่าแล้ว ฉินอี๋ในตอนนั้นไม่ได้ทิ้งความประทับใจให้เขามากมายนัก เห็นเป็นเพียงหนึ่งในคนที่ไทเฮาส่งมาควบคุมดูแลเขาเท่านั้น ซึ่งในตอนนั้นเขาอายุเพียงหกขวบ

เขาไม่รู้ว่าเด็กอายุหกขวบคนอื่นใช้ชีวิตอย่างไร แต่สำหรับเขาแล้ว แค่คิดถึงขึ้นมาชั่วขณะยังรู้สึกเศร้า

พอคิดถึงเรื่องสมัยเด็ก จะวันนี้หรือจนถึงภายหลัง เย่ฮว๋าจะกล่าวเพียงแค่ประโยคเดียวคือสตรีที่มีใจโกรธแค้นนั้นน่ากลัว

สตรีสองนางนั้นใช้เขาเป็นเครื่องมือในการแก้แค้น นางหนึ่งหันเข้าหาทางธรรม อีกนางหนึ่งทั้งวันเอาแต่ปลูกต้นไม้ดอกไม้ ภายนอกคล้ายไร้พิษสง แต่เชือกในมือที่พวกนางใช้รัดเขาไว้นั้นไม่เคยคลายลง

เหตุการณ์ความทุกข์ยากจากสี่ขุนนางเป็นคำเตือนที่พวกนางส่งถึงเขา ถึงแม้เขาจะมีอำนาจฮ่องเต้อยู่ในมือ แต่หากไม่มีพวกนาง เขาก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จลงได้ ในตอนที่เขาไม่มีกำลังอำนาจใด พวกนางกลับดูแลอาณาจักรของพวกนาง เลี้ยงดูฝึกฝนผู้คุ้มกันและคนที่จงรักภักดีต่อพวกนางอยู่ในที่ไม่มีใครสังเกตเห็น จนถึงทุกวันนี้ ขุนนางส่วนใหญ่ แม้กระทั่งตระกูลมู่หรงที่จัดการพวกซีตี๋ให้พ่ายแพ้ก็ยังเกี่ยวข้องกับพวกนาง ส่วนเขาที่ดูเหมือนมีอำนาจ แต่นอกจากอำนาจของฮ่องเต้ในมือแล้ว ยังเหลือสิ่งใดอีก

ในความทรงจำของเขา ไม่เคยจำได้เลยว่าเคยถูกพวกนางโอบกอด อ้อมกอดที่เขาจำได้แม่นยำที่สุดคือของคนคนนั้นที่มอบให้เขา เป็นอ้อมกอดที่อบอุ่นและทำให้คะนึงหา

ในคืนนั้น คนคนนั้นบอกว่าเขาสามารถไปหาได้บ่อยๆ แต่หลังจากนั้นเขาก็หาโอกาสที่เหมาะสมอีกไม่ได้ เพราะฉินอี๋มักจะตามประกบเขาตลอดเวลา

สตรีสองนางนั้นไม่ยอมให้มีสิ่งใดที่ทำให้เขาสนใจปรากฏออกมา ในวังหลวงเคยมีลูกสุนัขตัวหนึ่ง ไม่รู้ว่านางกำนัลคนใดแอบเลี้ยงเอาไว้ มันเข้ามาใกล้เขา และทุกครั้งที่นอนไม่หลับ แค่ได้กอดมันก็จะหลับสบาย

แต่วันหนึ่งเมื่อเขาตื่นขึ้นมา กระยาหารเช้าที่ขันทีนำมาถวายกลับมีกับข้าวเป็นเนื้อสุนัขเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง นับแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ไม่เห็นลูกสุนัขที่มักจะแอบเข้ามาเล่นกับเขาอีกเลย

พวกนางว่าในฐานะที่เขาเป็นฮ่องเต้ เขาไม่สามารถรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เพราะหากสนใจมากไปก็จะลืมความเหมาะสม ประมุขของใต้หล้ามีความรักที่พร้อมจะให้กับทุกคนได้ แต่จะโปรดปรานสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้

พวกนางไม่ยอมให้เขายึดมั่นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากมีเค้าลาง พวกนางก็จะคิดทุกวิถีทางเพื่อทำลาย

ในตอนนั้นเขายังเด็ก ไม่รู้ว่าความคิดคะนึงต่อคนคนนั้นคืออะไร รู้เพียงอยากไปหา อยากไปเจอ อยากให้กอดอีก เขาจดจำอ้อมกอดอันอบอุ่นนั้นได้ มันทำให้ความเจ็บปวดและหนาวเหน็บบนร่างกายของเขาหายไปในบัดดล

รอจนถึงตอนที่เขาหาโอกาสหนีออกไปพบคนคนนั้นได้ก็ผ่านไปกว่าครึ่งปีแล้ว วันนั้นอากาศร้อนอบอ้าวจนแทบอยากจะแช่ร่างลงในน้ำเย็นเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกาย ถึงแม้จะเป็นกลางดึกแต่ลมที่พัดมายังเป็นความร้อนอ้าวที่ทำให้คนต้องขมวดคิ้ว

เขารอตรงที่ที่พบกันครั้งแรกแต่ไม่พบจึงออกตามหา เขาเดินตามกำแพงเมืองสูงใหญ่ไปจนถึงกระท่อมลับตาคน ได้ยินเสียงจากข้างในดังออกมาผ่านประตูที่ปิดไว้จึงมองลอดผ่านช่องประตูไป ภาพที่ปรากฏในสายตาเป็นภาพที่เขาไม่มีวันลืม

ภายใต้แสงเงินยวงของพระจันทร์ คนคนนั้นเปลือยท่อนบนเอียงมาทางเขา อีกฝ่ายยกน้ำขึ้นมาจากบ่อทีละถัง จากนั้นชูขึ้นแล้วราดลงมาจากหัว น้ำจากบ่อรดเปียกร่างกายของอีกฝ่าย แผ่นหลังภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องแสงเห็นเป็นรัศมีที่นุ่มนวล น้ำเย็นรดลงบนร่างที่ร้อนรุ่ม ใบหน้าของอีกฝ่ายมีร่องรอยความพึงใจ จากนั้นอีกถังก็ราดลงมาอย่างรวดเร็ว สายน้ำผ่านร่างกายที่แข็งแรงก่อนจะไหลหยดจากร่างกายส่วนล่าง รวมเป็นแอ่งน้ำวงกลม

กางเกงของอีกฝ่ายเมื่อเปียกน้ำก็แนบลงบนผิว เผยให้เห็นสะโพกกลม อีกฝ่ายราวกับรู้สึกว่าไม่สบายตัว มือหนึ่งจึงปาดคราบน้ำก่อนจะมองซ้ายมองขวาว่าไม่มีคนอยู่แถวนี้แล้วยืนขึ้นมาถอดกางเกงที่เหลือเพียงชิ้นเดียวบนร่างออก

ร่างกายแข็งแรงภายใต้แสงจันทร์ปรากฏสู่สายตาของเย่ฮว๋า ร่างกายของบุรุษอายุประมาณสิบห้าสิบหกในตอนนั้นค่อนข้างผอม แต่ก็ทิ้งรอยความแข็งแกร่งสุขุมจากการฝึกฝนและทำงานเป็นเวลานานไว้บนร่างกาย ขายาวสมส่วนสองข้างโผล่ออกมาจากขาเกงเกง จากนั้นยืนตรงแล้วก็ราดน้ำลงจากส่วนหัวต่อ

หยาดน้ำใสไหลตกอย่างรวดเร็ว แสงจันทร์สีเงินประดับไปด้วยความเปียกชื้นทำให้ร่างกายของอีกฝ่ายราวกับส่องแสงงดงาม

เย่ฮว๋ารู้สึกว่าร่างกายเขาร้อนรุ่มแปลกๆ ไม่ใช่ความร้อนอ้าวจากอากาศ แต่เป็นความร้อนรุ่มยากจะทานทนที่มาจากก้นบึ้งหัวใจ เขามองไม่วางตา มองอย่างลืมสิ้นทุกอย่าง กลั้นลมหายใจมองเงียบๆ ไม่รู้ว่าในตอนแรกเขาแสดงท่าทางอย่างไรออกไป เขารู้เพียงว่านับแต่นั้นมา ภาพนี้ราวกับฝันร้าย เพราะมันมักจะโผล่ออกมาก่อกวนเขา ทรมานเขา

ในที่สุดคนคนนั้นก็เช็ดตัวจนแห้ง เปลี่ยนเป็นชุดสะอาดแล้วจากไป ส่วนเขาก็ค่อยๆ หันหลังกลับอย่างวูบโหวง ทว่าเพียงหันหลังก็ตกใจเสียจนเหงื่อเย็นไหลซึมทั้งๆ ที่อยู่ในวันที่ร้อนอบอ้าว

ฉินอี๋ยืนเงียบๆ อยู่ด้านหลังเขาราวกับวิญญาณ เขาหรุบตาลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมานานเท่าใดแล้ว และก็ไม่รู้ว่าเห็นอะไรไปมากน้อยเพียงไร

แค่เวลาเพียงนิดเดียวในตอนนั้นเขากลับคิดถึงเรื่องมากมาย รวมถึงลูกสุนัขที่กลายมาเป็นอาหารจานหนึ่งตัวนั้น เมื่อคิดว่าคนคนนั้นอาจจะตาย เขาก็คิดจะฆ่าฉินอี๋เสีย ฉินอี๋รับรู้แต่กลับไม่ขยับเขยื้อนสักนิด เพียงกล่าวอย่างสงบฝ่าบาท หากพระองค์จะให้กระหม่อมตาย กระหม่อมจะไม่ต่อต้านเด็ดขาด แต่อย่างไรกระหม่อมก็เป็นคนที่ไทเฮาส่งมา หลังจากไทเฮารู้เรื่องนี้จะต้องตรวจสอบแน่ เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าใครก็หนีไม่พ้น

เจ้าข่มขู่ข้าหรือ

หามิได้พะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแต่อยากบอกฝ่าบาท ขอให้พระองค์เชื่อกระหม่อม กระหม่อมไม่มีทางพูดเรื่องนี้ออกจากปากเป็นอันขาด

ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ในตอนนั้นเขามีเพียงทางเลือกเดียว เขาไม่สามารถฆ่าฉินอี๋ เพราะอย่างไรที่อีกฝ่ายกล่าวก็ถูกต้อง ฉินอี๋เป็นคนที่ไทเฮาส่งมา หากตายไป เรื่องราวคงไม่จบเช่นนี้

ในตอนนั้นเขาอายุเพียงแปดขวบ เป็นผู้ที่ไม่มีอำนาจฮ่องเต้อยู่ในมือและยังเป็นหุ่นกระบอกในกำมือสตรีทั้งสองนาง เขาได้แต่ยอมรับ รู้สึกถึงความหนาวที่เข้ามาจู่โจม เหม่อมองฉินอี๋ที่อยู่ด้านหน้า นั่นเป็นครั้งแรกที่เจ็บปวดและรู้สึกเศร้าเพราะตนไร้ความสามารถ

ฉินอี๋ไม่ได้นำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวกับผู้ใด และหลังจากเรื่องนี้เขาก็ค่อยๆ เชื่อฉินอี๋ เขาก็เริ่มเลี้ยงคนสนิทและผู้คุ้มกันอย่างระมัดระวัง ในที่ที่ไม่มีผู้ใดค้นพบ

กว่าเย่ฮว๋าจะดึงสติกลับมาจากเรื่องในอดีต ด้านล่างท้องพระโรง ขุนนางอำมาตย์ก็ยังเอาแต่กล่าวคำว่ากระหม่อมเห็นว่ากระหม่อมคิดว่า…’

ฮ่องเต้หลงชิ่งตี้ทนต่อไปไม่ไหว ตะโกนเสียงดังหุบปากให้หมด!” ขุนนางทั้งบุ๋นทั้งบู๊ต่างเงียบเป็นเป่าสาก

หลงชิ่งตี้ชี้พวกเขาพลางด่าพวกเจ้าทุกคนนอกจากคำว่ากระหม่อมคิดว่าแล้วยังพูดอะไรได้อีก ไร้ประโยชน์ เลี้ยงเสียข้าวสุก! เราต้องการให้พวกเจ้าเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและราษฎร ซึ่งพวกเจ้าไม่มีสักวิธี แต่กลับมีข้อเสนอแนะมาเป็นกระบุง ตัดภาษีชาวนาส่วนหนึ่งแล้วจะทำไม ต่อให้เป็นกฎบัญญัติที่ฮ่องเต้องค์ก่อนได้ทรงกำหนดไว้ แต่หากมันไม่เข้ากับสภาพการณ์ของประเทศในปัจจุบันก็แก้สิ หรือพวกเจ้ากลัวว่าลดการเก็บภาษีแล้วพวกเจ้าจะมีรายได้น้อยลง!”

ขุนนางที่อยู่ด้านล่างโดนด่าจนเซื่องไป เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ฮ่องเต้หลงชิ่งตี้โมโหนัก ออกคำสั่งเลิกประชุมหนึ่ง คำ จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อจากไป

เมื่อต้องลมหนาวนอกตำหนัก ฮ่องเต้หนุ่มก็สงบลงไม่น้อย เขาต้องการบุคคลที่มีความสามารถมาช่วยดูแลประเทศ และคนผู้นั้นต้องไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องใดๆ กับสตรีทั้งสองนางนั้น ทว่าในตอนนี้หลงชิ่งตี้หลับตาอย่างอ่อนล้าพลางบีบนวดขมับ

เจิ้งหรงเจินที่ผิงอันเคยกล่าวถึงคล้ายจะเป็นคนมีความสามารถผู้หนึ่ง ถึงแม้ได้ยินจากผิงอันว่าเป็นคนบ้า แต่ทุกครั้งก็เสนอความคิดเห็นได้ตรงจุด ทำให้อดเก็บมาคิดไม่ได้

หลงชิ่งตี้คิดว่าเขาต้องหาผู้นี้หรือไม่ก็ไปดูด้วยตาตนเอง

ก่อนจะกลับถึงตำหนักบรรทม ได้ยินฉินอี๋กล่าวว่าผิงอันกำลังหลับ พอรู้ว่าอีกฝ่ายยังอยู่ในตำหนักบรรทมใจที่เคยกระสับกระส่ายพลันผ่อนคลายลง เขาเปิดประตูก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็วเพื่อพบกับคนที่ยังนอนหลับสนิทบนเตียง

ผู้ที่นอนหลับอยู่บนเตียงหากเทียบกับเหล่าชายาและบุรุษหนุ่มของวังหลวงทั้งหลายแล้ว นับว่าธรรมดาไม่น่าสนใจ โง่งม นิ่งเงียบ แต่กลับทำให้เขาสนใจได้ตั้งแต่แปดขวบจนถึงทุกวันนี้ นับตั้งแต่ตอนที่ถูกฉินอี๋ค้นพบ เขาบังคับตัวเองไม่ให้ไปพบอีกฝ่ายมาตลอด แต่อย่างไรก็ไม่สามารถหยุดหัวใจที่คิดถึงอีกฝ่ายได้

ตอนเขาอายุสิบสามปี ภายใต้การจัดการของไทเฮา เขามีสัมพันธ์กับสตรีงดงามที่เคยผ่านการฝึกฝนมาแล้วนางหนึ่ง ในตอนนั้นเขาปล่อยให้นางยั่วยวนอย่างไรก็ไม่เกิดอารมณ์ ทว่าเมื่อหญิงนางนี้หันหลังให้และผลัดอาภรณ์เปิดเผยแผ่นหลังสะอาด ก็ทำให้เขานึกถึงร่างกายแข็งแรงภายใต้แสงจันทร์ในวันนั้น และส่วนล่างของเขาก็แข็งขืนขึ้นทันที

ในตอนที่ถึงจุดประทุของอารมณ์ใคร่ เขาจึงเข้าใจเรื่องหนึ่ง เขาไม่เคยคิดถึงคนคนนั้นแบบบริสุทธิ์ใจ

ลิ้มลองรสปรารถนาแต่กลับไม่เคยได้รับความพอใจ ส่วนใหญ่แล้วขอแค่เพียงในหัวนึกถึงภาพฉากนั้นก็จะสามารถดึงความต้องการขึ้นมา และนั่นก็ยิ่งทำให้เขาอยากได้คนคนนั้น

เมื่อในที่สุดเขาได้ลิ้มรสของคนคนนั้นจึงค่อยรู้ความจริงว่า ตอนที่ทั้งร่างกายและจิตใจได้รับการเติมเต็ม มันทำให้เขาทั้งสบายและสุขสม ไม่ใช่เพียงการปลดปล่อย และยิ่งไม่ใช่เพื่อการผลิตทายาท แต่มันคือความพอใจจริงๆ

และหลังจากได้ลิ้มลองแล้ว ก็ยิ่งหลงใหล

ในขณะเดียวกับที่คิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ มือก็ค่อยๆ ดึงรั้งผ้าห่มที่คลุมร่างของผิงอัน ภาพที่เผยให้เห็นคือแผ่นหลังสีน้ำตาลที่มีทิ้งรอยไว้เล็กน้อย เมื่อคืนเขาทำรักคนผู้นี้อย่างรุนแรง จนทำให้กระทั่งเวลานี้อีกฝ่ายก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา ทว่าตอนนี้เขาอยากสัมผัสอีกฝ่ายอีกแล้ว

เมื่อนึกได้ว่าวันนี้เป็นวันพักของคนผู้นี้ ฮ่องเต้จึงคิดเติมเต็มความต้องการให้กับตนเอง เขาถอดเสื้อคลุมมังกรและมาลามงกุฎก่อนจะขึ้นเตียงทิ้งร่างทาบทับลงบนแผ่นหลังอีกฝ่าย เขายกขาข้างหนึ่งของอีกฝ่ายให้ขึ้นสูง บีบเคล้นสะโพกที่เต็มไปด้วยเนื้อเบาๆ แล้วค่อยๆ แยกช่องทางที่เผยให้เห็นถึงความบวมแดงภายใน ในระหว่างที่ลูบตรงส่วนนั้นยังมีหยาดหยดของเมื่อคืนไหลออกมา

ฮ่องเต้หลงชิ่งตี้มิได้ลังเลเท่าใดนัก เขาดึงความต้องการที่ฮึกเหิมของตนสอดเข้าไปภายในความอ่อนนุ่มและเปียกชื้น ลิ้มรสช่วงเวลานั้นด้วยการดึงรั้งและสอดใส่ด้วยทั้งเชื่องช้าและอ่อนโยน

ซ่งผิงอันถูกกระแทกจนตื่นขึ้นมา ภาพเบื้องหน้าที่โยกไหว ด้านหลังค่อนข้างเสียดและเจ็บปวดหนัก เขาออกแรงดิ้นรนสักพักค่อยพบว่าฮ่องเต้ยังฝังลึกอยู่ในร่างกายเขา กำลังปล้นชิงอย่างอ่อนโยนกว่าแต่ก่อน

ฝ่าบาท…” ซ่งผิงอันเผลอเรียกออกมา แต่ว่าเสียงกลับแหบแห้งไม่น่าฟัง

ผิงอันตื่นแล้วฮ่องเต้ที่รู้ว่าเขาตื่นนานแล้วเพิ่งจะหยุดการเคลื่อนไหวในตอนนี้ อีกฝ่ายยกร่างขึ้นก่อนจะจุมพิตใบหน้าของเขา โอบรัดเอวของเขา และบุกรุกร่างกายของเขาต่อไป

พอแล้ว…” ทรมานไปทั้งร่าง ผู้ที่ขอร้องไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อคืนยังคงขอร้องต่อไป

ไม่พอ ไม่พอ

ใช่ ไม่พอ ไม่มีวันพอแค่ปล่อยมือออกร่างกายก็รู้สึกว่างเปล่า เป็นเจ้าที่ทำให้เราเกิดความปรารถนาที่รุนแรงเช่นนี้ เจ้าต้องใช้ทั้งชีวิตถึงกระทั่งชั่วนิรันด์มาชดเชย

มือหนึ่งของฮ่องเต้กุมมือขวาของผิงอันที่กำผ้าปูที่นอน จากนั้นก็สอดประสานมือแน่น เกาะเกี่ยวเข้าด้วยกัน ในตอนที่ความต้องการยิ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งรุนแรงขึ้น มือก็กุมกันแนบแน่นยิ่งขึ้น

ทั้งๆ ที่ร่างกายถูกความแข็งแกร่งรุกราน แต่สติที่ยังไม่แจ่มจัดก็คล้ายจะตกเข้าสู่ความมืดมิดอีกครั้ง ทว่าความรู้สึกเจ็บจากมือขวาทำให้สติกลับคืนมาเล็กน้อย สายตาเลื่อนไปยังมือที่เกาะกุมอยู่กับฮ่องเต้ ผิวที่ค่อนข้างคล้ำของตนกับฮ่องเต้ที่ขาวราวกับหยก กลายเป็นภาพที่ดูน่ามหัศจรรย์

ซ่งผิงอันคิดถึงเมื่อคืน ยามฮ่องเต้โยนเขาลงบนที่นอน เขาที่ทั้งเขินทั้งอายคิดจะลงจากเตียง ทว่าฮ่องเต้ที่ภายนอกดูเหมือนผอมบางก็ยังคงปิดกั้นทางหนีของเขาได้อย่างง่ายดาย

เขาที่ไร้ทางหนีทำได้เพียงคุกเข่าลงกับเตียงอย่างร้อนรน อ้อนวอนขอร้องไม่หยุดฝ่าบาทปล่อยกระหม่อมไปเถอะพะย่ะค่ะ กระหม่อมอัปลักษณ์ยิ่ง ซ้ำยังไม่รู้วิธีการปรนนิบัติ มันไม่มีไม่มีวิธี…”

ฮ่องเต้ไม่ได้มองเขาตรงๆ แต่ค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์บนร่างกายช้าๆเจ้าหน้าตาเป็นอย่างไร เรามีตา เราเห็น ส่วนที่ว่าจะปรนนิบัติได้หรือไม่ ก็เป็นเราที่ตัดสินใจ

แต่ว่าแต่ว่า…”

ทำไม หรือเจ้าไม่อยากปรนนิบัติเราฮ่องเต้ดึงเชือกที่มัดเอวออก ในขณะเดียวกันก็เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง

กระหม่อม กระหม่อม…” เห็นว่าบนร่างกายของฮ่องเต้มีเสื้อผ้าน้อยชิ้นลงทุกที ซ่งผิงอันก็ร้อนรนจนเหงื่อไหลโทรม

เห็นเจ้าไม่ยินยอมเช่นนี้ทำไม เพราะรังเกียจเราจึงไม่ยอมเช่นนั้นหรือ

ไม่!” ซ่งผิงอันตกใจจนหน้าถอดสี ก้มโขกศีรษะไม่หยุดฝ่าบาท กระหม่อมไม่ได้หมายความเช่นนั้นแน่นอนพะย่ะค่ะ จริงๆ แล้วจริงๆ แล้วกระหม่อมเป็นเป็นบุรุษ

บุรุษหรือฮ่องเต้หนุ่มยกยิ้มมุมปาก หัวเราะยั่วเย้าหรือว่าทหารรักษาการณ์ซ่งจะไม่รู้ว่าในโลกนี้มีการร่วมเพศระหว่างบุรุษ ในวังหลังของข้า บุรุษที่คอยปรนนิบัติข้าโดยเฉพาะนั้นมีไม่น้อย

ฮ่องเต้ที่ร่างเปลือยเปล่าค่อยๆ ปีนขึ้นเตียงไม้จันทร์ที่ปูด้วยผ้าปักลายมังกรนำโชคสีทองสว่างผิงอัน บอกข้า เจ้ากลัวสิ่งใดกันแน่

เมื่อถูกฮ่องเต้บีบต้อนทีละนิดซ่งผิงอันก็ไร้หนทางถอยหนี แผ่นหลังแนบลงกับพนักเตียงลายมังกรบินล้อเมฆงดงาม ภายใต้สายตาน่าเกรงขามและเยียบเย็นของฮ่องเต้ เขากัดฟันอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรดีกระหม่อมกลัวตาย

ตายหรือสีหน้าฮ่องเต้ดูแปลกประหลาด

พะย่ะค่ะผิงอันหรุบตาลงต่ำ ใบหน้าเศร้าโศกกระหม่อมเป็นเพียงราษฎรธรรมดา หากล่วงเกินพระวรกายมีโทษตาย บ้านของกระหม่อมมีข้ากระหม่อมเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว หากกระหม่อมตายไป พ่อแก่แม่เฒ่าที่บ้านคงทุกข์ตรมเป็นที่สุดกระหม่อมไม่อยากตาย ฝ่าบาท ขอร้องให้พระองค์ปล่อยกระหม่อมไปเถอพะย่ะค่ะ

ถึงแม้จะเป็นเพียงทหารรักษาการณ์เฝ้ารักษาประตูวังนายเล็กๆ นายหนึ่ง แต่เรื่องที่ควรรู้เขาก็รู้ ไม่ว่าการล่วงเกินพระวรกายนั้นเขาจะยินยอมหรือไม่ แต่ฮ่องเต้ไม่มีทางผิด หากแม้จะผิดก็ต้องเป็นความผิดของผู้อื่น ฮ่องเต้สนใจเล่นสนุกกับนางกำนัลหรือองครักษ์ไม่มีใครกล้าว่าอะไร แต่หากฮ่องเต้เบื่อแล้ว พวกนางกำนัลและองครักษ์ยศต่ำต้อยเหล่านั้นมีเพียงความตายเพียงทางเดียว เพราะพวกเขาละเลยกฎของวังหลวง ล่วงเกินวรกายมังกร

ความผิดแต่ละข้อเหล่านี้รวมแล้วต้องโทษสูงสุดคือโทษประหาร ถึงเวลานั้นหากมีเชือกมารัดคอได้ก็นับว่ามีบุญนัก

ฮ่องเต้จ้องซ่งผิงอันอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะรัดเขาเข้าอ้อมกอดกะทันหัน

ผิงอัน เราควรจะบอกว่าเจ้าคิดมากเกินไป หรือควรจะกล่าวว่าเจ้าเลอะเทอะไปใหญ่แล้วดีล่ะ เจ้าเป็นคนของเราแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องที่ทำกี่ครั้งหรือว่าทำครั้งหนึ่งแล้วต่อไปไม่ทำจะสามารถเปลี่ยนได้ ตั้งแต่ครั้งแรก ตั้งแต่วันที่ข้าต้องการให้เจ้ามานอนกับข้าเป็นต้นมา มันก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีทางหลบหนีไปได้อีกต่อไป อย่าคิดให้มากเลย เป็นเด็กดีของเรา เราจะไม่ให้เจ้าตาย

ฮ่องเต้ค่อยๆ ประคองผิงอันที่มีสีหน้าหวาดกลัวลงนอนบนเตียง ยื่นมือไปปลดเปลื้องเสื้อผ้าบนร่างอีกฝ่าย ในตอนที่เสื้อผ้าใกล้จะถูกถอดออกจนหมด ผิงอันก็เริ่มดิ้นรนวุ่นวายอีกครั้ง

มีอะไรอีกฮ่องเต้ที่แต่ไหนแต่ไรมาก็ไร้ซึ่งความอดทนขมวดคิ้ว

ผิงอันกัดฟันกล่าวอย่างยากลำบากกระหม่อมยังไม่ได้อาบน้ำ…” ฮ่องเต้เคยกล่าวกับเขา ในวังมีกฎข้อนี้ เคยมีคนนับไม่ถ้วนเตือนเขาว่าในวังหลวงแห่งนี้ หากไม่รักษากฎจะตายไว ดังนั้นแต่ไหนแต่ไรผิงอันจึงรักษากฏเสมอ

ฮ่องเต้เลิกคิ้วอย่างคาดไม่ถึงทำไม เจ้าอยากให้กรอกน้ำลงท้องหรือ

แค่ได้ฟังคำนี้ ผิงอันก็หวาดหวั่นจนส่ายหน้าไม่หยุด ฮ่องเต้ขำกับท่าทางซื่อๆ ของเขา อดบีบเอวที่แข็งแรงและอ่อนนิ่มนั่นไม่ไหว

ในเมื่อเจ้าไม่ชอบ ต่อไปก็ไม่ต้องล้างแล้ว

แต่ว่า…” ถึงแม้จะแปลกใจกับความใจกว้างของฮ่องเต้ แต่ในใจผิงอันก็ยังรู้สึกว่ามีบางจุดที่มันไม่ถูกต้อง ใช่แล้ว หากไม่ล้างให้สะอาด ตรงนั้นจะสกปรกหรือไม่

ไม่มีแต่ เรายังไม่สนใจแล้วเจ้าจะกลัวสิ่งใดกล่าวจบ ก็จ่อส่วนที่ขยายจนปวดเข้ากับสีข้าง ใช้การกระทำอธิบายถึงตนในตอนนี้ เพื่อให้อีกฝ่ายไม่ต้องคิดให้วุ่นวาย และการขยับนี้ทำให้ผิงอันตกใจเสียจนหายใจรุนแรง

เมื่อเห็นใบหน้าซีดขาวของซ่งผิงอัน ฮ่องเต้ก็กล่าวอย่างใจดีว่าไม่ได้ทำนานขนาดนี้ หากไม่เตรียมก่อน ช่องทางด้านหลังของเจ้าจะบาดเจ็บเอาได้ ทว่าธนูของข้าทรมานและพาดอยู่บนคันธนูแล้ว ไม่สู้ให้เจ้าช่วยเราก่อน

ช่วยอย่างไรพะย่ะค่ะซ่งผิงอันถามซื่อ

ฮ่องเต้ยิ้มร้ายกาจ ชี้ไปที่ปากของผิงอันก่อนจะกล่าวใช้ปากช่วยเรา เหมือนกับที่เจ้าเคยทำก่อนหน้านั้น

อีกฝ่ายย้ำเตือนเช่นนี้ ใบหน้าของซ่งผิงอันก็ซีดลงหลายส่วน ฮ่องเต้ใช้ส่วนที่โป่งบวมด้านล่างสัมผัสกับส่วนที่อ่อนไหวที่สุดในร่างกายของเขาอย่างเจตนาร้าย

จริงๆ เราอยากเข้าไปเสียตอนนี้ ทว่าของเราใหญ่โต ซ้ำส่วนนั้นของเจ้ายังเล็กเช่นนั้น หากเข้าไปตรงๆ คงฉีกขาด เลือดคงไหลออกมามาก ทหารรักษาการณ์ซ่ง หากเจ้าคิดจะลงจากเตียงภายในสิบวันหรือครึ่งเดือนเกรงว่าจะเป็นการเหลวไหลฮ่องเต้ฉกริมฝีปากลงข้างใบหู ตั้งใจกดเสียงกล่าวแค่ไม่นานก็ต้องลาพักหลายวัน หัวหน้าของพวกเจ้าคงหักเงินไม่น้อยใช่หรือไม่

หากบอกว่าคำพูดก่อนหน้ากระแทกใจซ่งผิงอันแล้ว คำพูดสุดท้ายนั่นแทงใจซ่งผิงอันที่สุด ครั้งที่แล้วที่บริจาคเงินเดือนตนออกมาครึ่งหนึ่งก็ทำให้บิดามารดาต้องกินอาหารดองและโจ๊กที่มีเนื้อข้าวน้อยจนแทบจะเป็นน้ำ เขาก็รู้สึกผิดอยู่แล้ว ครั้งนี้หากต้องหยุดจนถูกหักเงิน แล้วบิดามารดาต้องลำบากไปกับเขา ซ้ำคนที่บ้านคงเป็นกังวลว่าเขาทำผิดอะไรในวังหรือไม่

ฝ่าบาท…” ซ่งผิงอันมองคนที่กดทับอยู่บนร่างเขา อยากจะร้องไห้หากแต่ก็ไร้น้ำตา

หืมฮ่องเต้มองเขาไม่รีบร้อน

คนซื่อเช่นซ่งผิงอันจะไปสู้ฮ่องเต้ที่ได้รับการฝึกฝนให้ช่ำชองแต่เล็กได้อย่างไร สุดท้ายเขาก็ต้องยอม และภายใต้การช่วยเหลือของฮ่องเต้ ทั้งสองคนก็อยู่ในท่วงท่าที่ทำให้ซ่งผิงอันอับอายจนแทบจะพุ่งชนกำแพงเสียเดี๋ยวนั้น

เขาคุกเข่าเผชิญหน้ากับท่อนล่างของฮ่องเต้ ส่วนฮ่องเต้นั้นนอนบนเตียงลูบไล้ส่วนที่อ่อนไหว ไม่ก็บีบเนื้อก้นของเขา

ฝ่าบาท…” ซ่งผิงอันยิ่งอยากร้องไห้

เร็ว ไม่เช่นนั้นข้าจะโมโหแล้วนะ!”

ถึงแม้ท่าทางตอนนี้จะแปลกและน่ากระอักกระอ่วน ทว่าฮ่องเต้ไม่สนใจสักนิด และคำข่มขู่นั่นมิได้เป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้น

ความต้องการที่แข็งตั้งและร้อนรุ่มของฮ่องเต้แทบจะทิ่มลงบนแก้มของเขา ซ่งผิงอันทำอะไรไม่ได้นอกจากหลับตาลง จับแท่งเนื้อก่อนจะอ้าปากรับมันเข้าไป

หากยังรับเข้าไปไม่ลึกพอ ฮ่องเต้จะส่งเสียงเตือน หากวอกแวกไป นิ้วที่ทาขี้ผึ้งก็จะสอดเข้าไปในร่างกายเขา ลงโทษเขาโดยใช้นิ้วสะกิดซ่งผิงอันคิดว่านี่มันทรมานยิ่งกว่าได้รับโทษเสียอีก ไม่เพียงแต่ต้องตั้งใจปรนนิบัติฮ่องเต้โดยไม่วอกแวก ซ้ำยังต้องรับแรงปลุกปั่นช่วงล่างของตนอีก

กลืนลงไป

กระทั่งปากชาไปหมด ในที่สุดเขาก็ทำให้ฮ่องเต้ปลดปล่อยออกมาได้ ของเหลวขุ่นที่ปลดปล่อยออกมาทำให้สำลักจนอยากจะคายออกมา แต่คำสั่งเย็นชาก็ทำให้ซ่งผิงอันจำต้องปิดปากกลืนของคาวนั้นลงไป ฮ่องเต้ดึงเขาขึ้นมา ดวงตาที่แดงช้ำของเขาปกคลุมไปด้วยหมอกจาง ไม่รู้ว่าเพราะสำลักหรือว่าเพราะโดนกลั่นแกล้งกันแน่

ฮ่องเต้ยกยิ้มก่อนดึงผ้าผืนหนึ่งขึ้นมาเช็ดคราบขุ่นบางส่วนที่ติดอยู่บนหน้า จากนั้นก็จุมพิตมุมปากอีกฝ่าย

ผิงอัน เจ้าพัฒนาขึ้นจากครั้งก่อนแล้วนะ ดูสิ ตอนนี้ส่วนล่างของเจ้าก็ถูกเราทำให้อ่อนนุ่มแล้วขณะที่กล่าว มือก็ไล้จากด้านหน้าผ่านส่วนที่แข็งขืนขึ้นมา ก่อนสอดเข้าไปในร่างกายที่อ่อนนุ่มและร้อนรุ่มของผิงอัน ฮ่องเต้ดึงรั้งสอดแทรกรุนแรงอยู่หลายที จนผิงอันดิ้นรนขึ้นมาอย่างทานทนไม่ไหว

ฝ่าบาท…”

ผิงอันใกล้จะทนไม่ไหวแล้วใช่หรือไม่

ฮ่องเต้กอดร่างกายของเขาแล้วกระซิบข้างหู ในขณะเดียวกันก็อ้าขาทั้งสองข้างของเขาออก จับให้เขานั่งคร่อมบนร่างกายของตน มือหนึ่งเบิกช่องทางอ่อนนุ่มเปียกชื้นในร่างกายเขา อีกมือหนึ่งกุมส่วนแสดงความเป็นบุรุษที่ค่อยๆ ตื่นตัวขึ้นมา เมื่อฝีมือที่เจนจัดบดขยี้ก็ทำให้ซ่งผิงอันแทบจะปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว

ฝีมือบนเตียงก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ใช่เสน่ห์ยั่วยวนให้อีกฝ่ายภักดีกับตนก็นับเป็นวิธีหนึ่งของเย่ฮว๋า ขอแค่เขาคิดว่าคนผู้นั้นมีประโยชน์ บนเตียงเขาก็จะใช้เวลาด้วยมากหน่อย หากปลดปล่อยธรรมดาก็จะให้ขันทีและนางกำนัลจัดการให้เสร็จ เมื่อขึ้นเตียงก็สอดใส่เลย พอปลดปล่อยเสร็จก็ให้ออกไปเท่านั้น

ในตอนนั้นหนึ่งในขุนนางทั้งสี่ฝ่ายบุ๋นที่ชื่อเจ้าหลินจือยกลูกสาวให้กับฮ่องเต้ เจตนาดึงรั้งฮ่องเต้ให้เป็นหุ่นกระบอกของตน เพื่อจะมีหนทางชนะขุนนางอีกสามในการแย่งชิงอำนาจ แต่สุดท้ายลูกสาวนางกลับถูกฮ่องเต้เย่ฮว๋าหลอกล่อให้หลงใหล ยอมหักหลังตระกูลเพื่อเขา นำหลักฐานกระทำผิดของเจ้าหลินจือส่งให้เย่ฮว๋าจนหมด

ส่วนการปลดปล่อยธรรมดา ส่วนใหญ่ก็เพื่อใช้กับสตรีที่สองนางนั้นเลือกมา ผู้ที่สองนางนั้นคิดว่ามีคุณสมบัติพอจะเป็นชายา

ฮ่องเต้ถูกเตรียมพร้อมมาเป็นพิเศษ ฝีมือจึงพิเศษอย่างที่คนธรรมดาไม่สามารถเทียบได้ ทว่าตอนที่เผชิญหน้ากับผิงอัน เขาจะสามารถรักษาความใจเย็นได้หรือไม่นั้นคือปัญหา ที่เขาปลอบ ที่เขาปลุกเร้าอย่างอ่อนโยน เขาไม่ได้คิดที่จะใช้ประโยชน์จากอีกฝ่ายแม้แต่นิด มีเพียงความคิดที่อยากเห็นอีกฝ่ายยามถูกเต็มไปด้วยความปรารถนา ตอนที่ดวงตาทั้งสองข้างพร่าเบลอส่งเสียงร้องครวญคราง

คิดถึงก่อนหน้านี้ที่ผิงอันพูดเรื่องการตาย ตนงงงันไปวูบหนึ่ง เขาไม่รู้ว่าอารมณ์ที่มีต่อผิงอันนั้นคืออะไร แต่เขาไม่เคยคิดจะให้อีกฝ่ายตายมาก่อน ตอนแรกที่ฉินอี๋รู้ว่ามีผิงอัน และเขาคิดว่าหากเรื่องแดงออกมาแล้วผิงอันจะตาย เขาถึงขั้นคิดจะฆ่าฉินอี๋ด้วยซ้ำ

จริงๆ แล้วทั้งหมดนั่นเพื่ออะไร ในตอนนี้เย่ฮว๋าก็ยังไม่รู้ และยามนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิด เพราะพวกเขายังมีเวลาคิดเรื่องนี้อีกมาก

ในเมื่อเขาเคยกล่าวออกไปแล้วว่าจะไม่ให้อีกฝ่ายตาย หากมีวันหนึ่งเขาเบื่ออีกฝ่าย ก็จะให้อีกฝ่ายจากไปก็แล้วกัน

ในมือพลันอุ่นร้อน เมื่อก้มลงดูจึงพบว่าคนคนนั้นอดกลั้นไม่อยู่จนปลดปล่อยออกมา และตอนนี้ร่างกายก็อ่อนเอนพิงบ่าของเขาหอบหายใจหนัก จนภายหลังเริ่มรู้สึกว่าผิดปกติ หลังจากเขาเช็ดมือให้แห้งแล้วจึงเชยหน้าอีกฝ่ายขึ้นมาดู น้ำตาที่เคยอดกลั้นให้อยู่ในดวงตา แต่เมื่อถูกกระตุ้นรุนแรงจนปลดปล่อยความต้องการ น้ำตาก็พลันไหลออกมา

ผิงอันที่พบว่าตนร้องไห้ รู้สึกว่าขายหน้ายิ่งนัก แก้มพลันแดงขึ้นน้อยๆ เขาพยามยามก้มหน้าลงแล้วรีบปาดน้ำตาออกจากแก้ม

ฮ่องเต้รู้สึกว่าท่าทางเช่นนี้น่ารักอย่างน่าประหลาด รับรู้ถึงช่วงล่างที่รัดแน่น ความปรารถนาที่แข็งแกร่งเสียดสีกับขา คนที่รู้สึกตัวเงยหน้าขึ้นมองอย่างตกตะลึง เขาเพียงหรี่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความลุ่มหลงลงก่อนจะยกยิ้มร้ายกาจแล้วยกร่างผิงอันขึ้นเล็กน้อย สอดใส่ร่างกายตนเข้าไปในช่องทางอ่อนนุ่ม สอดใส่เข้าไปในช่องทางที่สั่นสะท้าน ก่อนออกแรงกระแทกกระทั้นภายใน

ท่วงท่าที่นั่งเผชิญหน้า ภายใต้แรงกดจากน้ำหนักตัวของเขา ทำให้ความต้องการของฮ่องเต้สอดลึกเข้าไปในร่างกายของเขา และไม่รอให้เขาชินเสียก่อน ฮ่องเต้ก็สอดกระแทกอย่างรวดเร็วจนเขาพูดแทบไม่เป็นประโยค

หากไม่มีตัวเปรียบเทียบ ซ่งผิงอันที่มอบครั้งแรกให้กับนางโลมในหอโคมแดงก็คงคิดว่ามันก็เพียงเท่านี้ และความถึงอกถึงใจที่เขาว่ากัน ดูไปแล้วก็เป็นเพียงคำที่พูดเกินจริง แต่กับฮ่องเต้ที่เขาสัมผัสได้ไม่ใช่เพียงแต่สุขสม เขาถูกปลุกปั่น ถูกรุกราน บางครั้งแค่เพียงลูบไล้ก็ทำให้สั่นไปทั้งร่าง เลือดในร่างกายเดือดพล่านในพริบตา ความรู้สึกรุนแรงที่คาดไม่ถึงทำให้เขายากที่จะไม่ร้องไห้ออกมา

เขาในอดีตขนาดฝันยังไม่เคยฝันว่าตนจะเปลือยกายแล้วถูกบุรุษอีกคนหนึ่งรุกรานปลุกเย้า ส่วนที่เขายังไม่เคยดูเต็มตานั้นถูกรุกรานไม่หยุด และเขาก็ไม่มีพลังต่อต้าน ทำได้เพียงแค่นอนอ้าขาราวกับสตรี

ทุกครั้งที่เสร็จสิ้น ส่วนที่ไม่ควรนำมารองรับการกระทำเช่นนี้จะทิ้งความทรมานที่ยากจะกล่าวไว้ แต่ในระหว่างนั้น การผสานกันระหว่างความรู้สึกที่แปลกประหลาดกับความเจ็บชากลายเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แต่มันทำให้คนค่อยๆ มัวเมาจนถึงขั้นสูญเสียสติ

ทุกครั้งเขามักจะนึกว่านี่คือจุดสุดยอดแล้ว แต่ครั้งถัดมา ความรู้สึกที่ฮ่องเต้นำมาให้ก็เปลี่ยนไปจนไม่เหมือนเดิม และก็ทำให้เขาสูญเสียการควบคุมได้อีกครั้ง ทั้งร่างรุ่มร้อนจนอดที่จะร้องไห้ออกมาดังๆ ไม่ได้

ทรมาน ทรมานจริงๆ แล้วไม่เพียงแต่ทรมาน เพราะเสียงครวญครางที่หลุดออกจากปากอย่างควบคุมไม่ได้นั้น ฟังดูแล้วก็แฝงถึงความสุขสมเอาไว้

ความอดทนของฮ่องเต้นับว่าสูงมากจริงๆ เขาปลดปล่อยออกไปสองถึงสามครั้งแล้ว ทว่าฮ่องเต้ยังคงตั้งตระหง่าน ทุกครั้งมักจะทำให้ผิงอันอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้ที่ตกเข้าสู่ห้วงปราถนามีเพียงเขาคนเดียวหรือไม่ ในตอนที่ถูกรุกรานเข้ามาอีกครั้ง เขาเผลอหมดสติไปช่วงสั้นๆ  ในตอนนั้นฮ่องเต้ประคองเปลี่ยนท่าทางให้เขาฟุบลงบนเตียง ยกเอวขึ้นสูง ใช้หมอนอิงนุ่มรองส่วนล่าง ก่อนจะแยกขาทั้งสองข้างของเขาออก มือหนึ่งกอบกุมส่วนที่เคยปลดปล่อยออกมาสองครั้งจนอ่อนแรงไว้

ครั้งแรกถูกปฏิบัติด้วยความอ่อนโยน ครั้งที่สองเขาถูกกระแทกเข้าไปถึงส่วนลึกในร่างกายไม่หยุด จนส่วนด้านหน้าที่ดึงดันอยู่กับหน้าท้องแข็งแกร่งของฮ่องเต้ปลดปล่อยออกมา ครั้งนี้การกระทำของฮ่องเต้หยาบโลนเล็กน้อย อีกฝ่ายบีบเคล้นจนทำให้คนที่สิ้นสติไประยะหนึ่งเจ็บจนค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นมา

อึกฝ่าบาท…”

ซ่งผิงอันเจ็บจนคิดจะหุบท่อนขา ทว่าด้านล่างมีขาของฮ่องเต้กั้นกลางไว้จึงทำไม่ได้ เขาออกแรงยันร่างกายส่วนบน อยากจะหลบหนีแต่ก็ถูกฮ่องเต้กดหลังไว้ ความพยายามทั้งหมดของเขาไร้ประโยชน์ในทันที

เหตุใดแรงของผิงอันแย่เช่นนี้ เรายังไม่ได้ปลดปล่อยสักครั้งเลยนะฮ่องเต้หัวเราะเบาๆ อยู่ด้านหลัง ฟังแล้วเหมือนจะปกติ แต่หากฟังอย่างละเอียดก็จะได้ยินถึงเนื้อเสียงที่แหบพร่า

ฝ่าบาท…”

คืนนี้ยังอีกยาวไกลนัก ผิงอันกล่าวจบ ส่วนที่ร้อนรุ่มบุกเข้าช่องทางที่อ่อนนุ่มชุ่มชื้นของผิงอัน

อึก…”

การโจมตีที่รุนแรงทำให้ซ่งผิงอันทรมานจนจิกผ้าห่มแน่น

ร้องเพื่อเราอีกครั้ง ผิงอัน

ฮ่องเต้ที่กล่าวประโยคนี้ได้รุกรานและทรมานร่างกายที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ดึงดูดตา เขาลงแรงทั้งหมดลงบนร่างของผิงอัน ใช้ฝีมือที่ทำให้กระทั่งนางโลมยังต้องร้องครวญขอร้อง เพียงเพื่อแค่อยากได้ยินเสียงร้องไห้ที่ควบคุมไม่อยู่ของผิงอัน

ฮ่องเต้เปลี่ยนท่าทางไม่หยุด ในฐานะที่ซ่งผิงอันเป็นทหารรักษาการณ์ผ่านการฝึกฝนมาหลายปี ร่างกายจึงยืดหยุ่นยากจะเปรียบ บางครั้งถึงกับถูกบีบให้อยู่ในท่วงท่าที่ไม่เคยคาดคิดมากก่อน

ภายใต้วิธีการต่างๆ ของอ่องเต้ ในที่สุดซ่งผิงอันก็ร้องไห้ เขาร้องไห้ทั้งยังขอร้อง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรฮ่องเต้ก็ดึงดันทำต่อไป จากนั้นในตอนที่เขาสลบไป ฮ่องเต้ก็คิดหาวิธีปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาอีก แล้วก็ใช้วิธีการทั้งหมดทรมานคนน่าสงสารผู้นี้ สุดท้ายซ่งผิงอันก็ร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง

ในที่สุด หลังการปลดปล่อยครั้งสุดท้ายเข้าไปในร่างกายของซ่งผิงอันที่เต็มไปด้วยน้ำขุ่นของตน ฮ่องเต้ก็พอใจ ส่วนซ่งผิงอันที่ร่างกายถูกใช้งานหนักได้สลบไปนานแล้ว ในตอนนั้นใบหน้าเขายังเปรอะรอยน้ำตา ริมฝีปากถูกดูดกัดจนบวมแดง บนร่างกายมีรอยจูบและรอยกัดกระจายเต็มไปหมด เมื่อฮ่องเต้ถอนกายออกจากร่างกายที่อ่อนนุ่มและอุ่นร้อน ของเหลวขาวขุ่นก็ไหลออกตามมาจากช่องทางบวมแดงนั้น

ฮ่องเต้พลิกตัวลงมานอนข้างอีกฝ่ายอย่างอ่อนล้า หลังจากพักผ่อนจนพอก็หันไปมองหน้าบุรุษผู้นี้

เป็นคนที่ธรรมดามากจริงๆ นอกจากร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนจนทำให้คนชื่นชม รวมถึงนิสัยที่ไม่ค่อยพูดแล้ว นอกนั้นก็ไม่มีอะไร แต่ว่าไม่ว่าจะส่วนไหน หากมากไปหรือน้อยไป บางทีก็อาจทำให้ฮ่องเต้ไร้ความสนใจ เพราะไม่ว่าใบหน้าจะน่ามองหรือนิสัยชาญฉลาด คนผู้นั้นก็ไม่ใช่ซ่งผิงอัน

เมื่อได้พักจนพอ เย่ฮว๋าก็อุ้มซ่งผิงอันที่หลับอยู่ไปอาบน้ำ ครั้งนี้นับว่าเขาทรมานอีกฝ่ายรุนแรง รุนแรงยิ่งกว่าครั้งแรกนั่นเสียอีก จนขนาดตอนอาบน้ำอยู่ซ่งผิงอันยังไม่กระดิกแม้แต่หนังตา

เหตุผลที่เย่ฮว๋าทรมานอีกฝ่ายเช่นนี้เขาเองก็ตอบได้ไม่ชัดเจน เพียงเพราะเหตุการณ์พวกซีตี๋ สุดท้ายยังต้องไปขอคำแนะนำจากไทฮองไทเฮา ในใจจึงกลบไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เอาแต่รบกวนจนจิตใจไม่สงบเขายิ่งคิดที่จะสลัดสตรีสองนางที่บีบเขาเอาไว้ ก็ยิ่งหนีออกไปจากเงาของพวกนางไม่ได้ เป็นเพราะพวกนางเข้าใจเขาเกินไป หรือเพราะเขาไม่เข้าใจพวกนางกันแน่

แรกเริ่มเพียงคิดอยากหยอกผิงอัน ทว่าในระหว่างนั้นกลับสูญเสียการควบคุม สุดท้ายตอนสติแจ่มชัดถึงพบว่าตนทรมานจนอีกฝ่ายสลบไป

เช็ดร่างกายทั้งคู่จนสะอาด เมื่ออุ้มผิงอันไปที่เตียงที่ยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยคราบสกปรก เดิมเขาคิดจะเปลี่ยนก่อน แต่มันกลับถูกเปลี่ยนแล้วทั้งหมด

เย่ฮว๋าค่อยๆ วางร่างคนลงบนที่นอน จากนั้นก็ดึงผ้ามาห่มให้เรียบร้อย ส่วนตนก็สวมเสื้อคลุมยาวแล้วเดินทอดน่องออกไปนอกตำหนักเรียกฉินกงกงเข้ามา

ช่องทางด้านหลังของเขาบวมมาก เจ้าไปหาดูว่ามียารักษาหรือไม่ตอนที่อาบน้ำให้ผิงอันเขาพบว่าถึงแม้จะไม่หนักหนาจนน่าตกใจ แต่ก็บวมคล้ายกับผลอิงเถา (23) มันทำให้เย่ฮว๋าเป็นกังวล ก่อนหน้านี้เขาค่อนข้างยับยั้งได้จึงไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ดังนั้นจึงไม่เคยคิดจะใช้ยารักษาเช่นนี้

ฉินกงกงได้ฟังประโยคนั้นก็นิ่งไปพักหนึ่งฝ่าบาท สำนักหมอหลวงมียาที่ใช้เฉพาะแน่นอน เพียงแต่ว่ายามีทั้งชั้นดีและเลวยาดี ส่วนผสมค่อนข้างแพงและหายาก เป็นยาที่เอาไว้ให้คนโปรด พระชายา หรือคุณชายที่มียศตำแหน่งใช้ ซ้ำหลังจากใช้จะไม่มีผลกระทบ ส่วนยาที่ด้อยหน่อยนั้น…”

ไม่รอให้ฉินกงกงกล่าวจบ เย่ฮว๋าก็กล่าวแทรกทันทีเอายาที่ดีที่สุดมา!”

ฉินกงกงรีบค้อมเอวถอยหลังไปพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบไปจัดการ

เขานำยากลับมาอย่างรวดเร็ว ตอนที่กลับมา เขายังนำของสิ่งอื่นกลับมาอีกเล็กน้อย จากนั้นก็แสดงให้ฮ่องเต้ดูทีละอย่างฝ่าบาท ตอนที่กระหม่อมไปนำยายังได้สอบถามหมอหลวงอีกเล็กน้อย หมอหลวงบอกว่า ตรงส่วนนั้นของบุรุษไม่เหมือนสตรี เมื่อใช้นานไปจะหย่อยคลาย หากต้องการเก็บเกี่ยวความสุขจากตรงนั้นตลอดไปแล้วละก็ ให้นำหยกนี้แช่ในโอสถน้ำ แล้วก็สอดเข้าไปในส่วนนั้น จะมีสรรพคุณในการรักษาและให้ความชุ่มชื้น

ได้ฟังคำของฉินกงกง เย่ฮว๋าก็หยิบแท่งหยกขนาดปิ่นทองที่บางยาวขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด ไม่นานเขาก็วางแท่งหยกกลับลงไป ยกยิ้มกล่าวกับฉินกงกงฉินกงกง ท่านใส่ใจเกินไปแล้ว

นี่เป็นหน้าที่ของกระหม่อม

ทุกวันนี้ฉินกงกงเป็นถึงหัวหน้าขันที แต่เพราะฮ่องเต้ค่อนข้างไว้ใจเขา เรื่องทุกอย่างที่ฮ่องเต้ไม่อยากให้คนอื่นรู้ ต่อให้เป็นเรื่องจุกจิกเพียงใดก็ต้องให้เขาเป็นคนจัดการ

เอาไปแช่โอสถน้ำก่อนเถอะ รอจนข้าเรียกค่อยนำมันมา

พะย่ะค่ะ

ฉินกงกงยกของพวกนั้นออกไป ส่วนเย่ฮว๋านำยาที่ใช้รักษาตรงส่วนนั้นไปทาให้กับคนที่กำลังหลับลึก สุดท้ายก็นอนกอดอีกฝ่ายหลับไป

ทั้งที่เมื่อคืนถูกทรมานหนัก เช้าวันนี้ขณะที่ยังหลับลึกกลับถูกฮ่องเต้ที่กลับมาจากว่าราชการช่วงเช้าทรมานซ้ำอีก ช่องทางด้านหลังยังคงถูกส่วนแข็งแรงสอดแทรกจนซ่งผิงอันแทบจะสลบไปอีกครั้ง รอจนฮ่องเต้ปลดปล่อยน้ำขุ่นร้อนระอุเข้าไปในร่างกายเขา ซ่งผิงอันก็ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับนิ้ว

ฮ่องเต้ที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลังนั้นพักเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็โอบเขาพลางขบกัดเพิ่มร่องรอยบนร่างกายที่อ่อนล้าของเขา

มือซุกซนของฮ่องเต้ค่อยๆ ลากไล้ไปยังช่องทางด้านหลังของเขา ซ่งผิงอันที่คิดว่าอีกฝ่ายจะทรมานร่างตนอีกใกล้จะด่ำดิ่งลงสู่ความสิ้นหวัง ทว่ากลับได้ยินเสียงของฮ่องเต้ยานั้นให้ผลไม่เลว วันนี้ลดบวมไปแล้ว

อืมไม่รู้ว่าฮ่องเต้กำลังคิดอะไร นิ้วมือหยุดอยู่ตรงนั้น อ้อยอิ่งหมุนวน นิ้วมือเพียงสอดส่วนหัวเข้าไป สอดตื้นรั้งออกแผ่วเบาคล้ายยั่วเย้า

ทันใดนั้นร่ายกายร้อนที่กดทับบนร่างเขาก็ผละไปในพริบตา ซ่งผิงอันมองฮ่องเต้จัดการเสื้อผ้าที่ยุ่งเหยิงแล้วออกไปจากตำหนักด้วยความสับสน

ถึงแม้ว่าตำหนักบรรทมจะกว้างใหญ่หรูหรา แต่หากคนภายนอกพูดคุยกันและไม่ได้ตั้งใจกดเสียงเบาแล้วล่ะก็ คนที่ยังอยู่ในตำหนักก็จะได้ยิน ซ่งผิงอันได้ยินฮ่องเต้เรียกฉินกงกงเข้ามา จากนั้นก็ให้นำของอะไรสักอย่างมา

รอจนฮ่องเต้เข้ามาอีกครั้งพร้อมประคองถาดที่ทำจากไม้ เมื่อฮ่องเต้วางถาดลงบนหัวเตียง เขาที่เห็นสิ่งของที่อยู่ในนั้นชัดเจนก็ยิ่งงุนงง

ฮ่องเต้ยิ้มให้กับเขาที่นั่งมึนงง ฝ่ามือลูบก้นงอนของเขาก่อนจะสอดนิ้วมือเข้าไปในช่องทางที่คับแคบ

ให้เจ้าใช้รักษาส่วนนี้ เมื่อสักครู่ข้าถามวิธีการใช้อย่างละเอียดกับฉินกงกง มันไม่ได้ยุ่งยาก ในวันปกติเพียงแค่สอดแท่งหยกที่แช่โอสถแล้วเขาไป มันเล็กมาก ดังนั้นจึงไม่กระทบยามเคลื่อนไหว ตอนนี้แช่กับโอสถแล้ว แค่สอดเข้าไปก็เรียบร้อย

กล่าวจบฮ่องเต้ก็นำผ้าที่เปียกน้ำอุ่นมาเช็ดคราบสกปรกบนร่างเขาก่อน จากนั้นก็รองไว้ด้านล่าง ใช้นิ้วมือกระตุ้นน้ำขาวขุ่นที่อยู่ด้านในให้ออกมา สุดท้ายก็เช็ดจนสะอาด

เห็นฮ่องเต้หยิบหยกที่เรียวยาวแท่งนั้น ซ่งผิงอันก็ตระหนกจนดิ้นรนขึ้นมาฝ่าบาท…”

ไม่ต้องกลัว ไม่เจ็บ ตรงส่วนนี้ของเจ้าแม้แต่ข้ายังเข้าไปได้ แท่งหยกเล็กๆ นี่ก็ไม่เกินกว่านั้นฮ่องเต้ใช้น้ำเสียงชมเชยปลอบประโลม ทว่าเรื่องที่กล่าวกลับทำให้ซ่งผิงอันอับอายจนแทบจะขุดหลุมแล้วฝังตนลงไป

ฮ่องเต้อาศัยช่วงที่เขาฝังหน้าลง ใช้นิ้วมือแยกช่องทางเล็กๆ แล้วสอดแท่งหยกที่ผ่านการแช่โอสถแล้วเข้าไปอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ดูอย่างละเอียดว่าไม่มีผิดพลาดจึงค่อยคลายมือ ซ้ำยังตีก้นแน่นเนื้อของเขาอีกที

เรียบร้อยข้าให้ฉินกงกงเตรียมโอสถที่ต้องใช้กับแท่งนี้เรียบร้อยแล้ว ยังมีแท่งหยกแบบนี้ขนาดใหญ่เล็กอีกสามแท่ง เจ้านำกลับไปสลับกันใช้ จำไว้ว่าต้องใช้ ใช้ทุกวัน หากข้ารู้ว่าเจ้าขัดขืนคำสั่ง ดูสิว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร

ฮ่องเต้รู้อุปนิสัยของผิงอันดี ต่อให้กล่าวว่าทำเช่นนี้มีผลดีต่ออีกฝ่าย อีกฝ่ายก็จะไม่ใช้เพราะความกระดากอาย ในตอนนี้จะพูดจะเตือนอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์เท่ากับออกคำสั่ง

ดั่งที่คิด แค่ได้ยินคำนี้จากฮ่องเต้ ซ่งผิงอันเผยสีหน้าไม่ยินยอมออกมา หากแต่ต้องกัดฟัน จำใจพยักหน้าตอบรับคำหนึ่งพะย่ะค่ะ

เพราะซ่งผิงอันไม่สบาย ฮ่องเต้จึงไม่ได้สั่งให้ฉินกงกงส่งเขากลับทันที เห็นสีหน้าเขายังไม่ดีเลยให้เขาพักผ่อนต่อไป ซ่งผิงอันนั้นเหนื่อยล้าเกินจะทน และยิ่งพูดสู้ฮ่องเต้ไม่ได้ สุดท้ายจึงหลับไปบนแท่นบรรทมแต่โดยดี

ในระหว่างนั้น เขาถูกฮ่องเต้เย่ฮว๋าเขย่าปลุกขึ้นมาครั้งหนึ่ง บนผ้าห่มที่มีหมอนอ่อนนุ่มรอง เขาได้กลิ่นหอมกระทบจมูก เมื่อเปิดเปลือกตามองไปจึงเห็นในมือของฮ่องเต้ประคองถ้วยกระเบื้องลายดอกบัวสีเขียวคราม ช้อนตักโจ๊กหอมที่ต้มทิ้งนานจนเข้าเนื้อขึ้นมาเป่าเบาๆ ให้เย็นก่อนจะส่งมาถึงปากเขา

ซ่งผิงอันทั้งเกรงทั้งเคารพจึงคิดจะลุกขึ้นมารับชามที่อยู่ในมือฮ่องเต้ฝ่าบาท ให้กระหม่อมทำเองเถอะพะย่ะค่ะ

ฮ่องเต้หลบมือเขา ซ้ำยังจ้องด้วยไม่พอใจให้กินเจ้าก็กิน อย่าอิดออด เปลืองเวลาของข้า ข้ายังมีเรื่องมากมายกองรอให้สะสาง

ซ่งผิงอันสะอึกไปกับคำนั้น จึงทำได้เพียงรออยู่ที่เดิมอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรดี ในตอนที่ช้อนจ่อเข้าใกล้ปาก ก็อ้าปากกลืนลงไป เห็นเขาฟังคำสั่งเช่นนี้ ฮ่องเต้ก็เผลอเม้มปากยิ้มน้อยๆ ผิงอันที่ไม่เคยกล้าสบตาฮ่องเต้ตรงๆ อึ้งไปคราหนึ่ง จากนั้นในตอนที่โจ๊กข้าวหอมส่งมาถึงปากอีกครั้งก็กลืนลงไปอย่างโง่งม

อร่อยหรือไม่

ผิงอันรีบกลืนโจ๊กลงไปในคอ ตอบซื่อๆอร่อยพะย่ะค่ะ

โจ๊กหยาบๆ กับโจ๊กชามนี้เทียบกันไม่ได้โดยสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่หอมอ่อนนุ่มเต็มปาก ทว่ากลืนลงแล้วยังหอมอุ่นถึงในท้อง ตอนที่กินซ่งผิงอันยังไม่ทันรู้ เมื่อผ่านไปแล้วถึงค่อยนึกได้ เขากินพระกระยาหาร! นี่มีเพียงเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางอำมาตย์ที่ทำความดีความชอบจึงจะมีคุณสมบัติได้ชิมรสชาติหอมหวานของโลกใบนี้

ถึงแม้จะเป็นเพียงโจ๊กอ่อนๆ แต่กลับอร่อยจนผิงอันกินครั้งหนึ่งแล้วไม่มีทางลืม ของเช่นนั้น แต่ก่อนเขาที่เป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ ขนาดคิดถึงยังรู้สึกว่าเสียดายเวลา ได้กินครั้งหนึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ยากยิ่งแล้ว ซ่งผิงอันที่ในตอนนั้นทอดถอนใจเพราะเรื่องนี้ไม่หยุดคิดไม่ถึงเลยว่าชีวิตนี้ของเขาจะได้กินพระกระยาการจนกระทั่งแก่ตาย

แต่ไหนแต่ไรซ่งผิงอันเป็นคนกินเร็ว โจ๊กชามเล็กๆ ถูกเขากินหมดอย่างรวดเร็ว ฮ่องเต้ถือชามเปล่าพลางถามว่าเขายังอยากกินอีกหรือไม่

คิดถึงที่ฮ่องเต้กล่าวว่ายังมีงานที่ต้องสะสาง ซ่งผิงอันที่กินอิ่มไม่ได้ถึงสามส่วนก็รีบส่ายหัวฝ่าบาท กระหม่อมอิ่มแล้วพะย่ะค่ะ

ฮ่องเต้ตวัดตามองเขาทีหนึ่ง ใช้ช้อนน้ำแกงในมือเคาะชามดอกบัวเบาๆ ยิ้มประหลาดข้าจำได้ว่าทหารรักษาการณ์ซ่งต้องกินข้าวถึงสามชามใหญ่ๆ ถึงจะอิ่ม เหตุใดครั้งนี้จึงกินน้อยเพียงนี้

คิดไม่ถึงว่ากระทั่งเรื่องนี้ฮ่องเต้ยังรู้ ซ่งผิงอันที่โกหกฮ่องเต้ถึงกับอึ้งงันไป

ฮ่องเต้กลับไปตักโจ๊กหอมมาอีกหนึ่งชามฉินกงกงบอกว่าตรงนั้นของเจ้าไม่สบาย กินมากไม่ดี ดังนั้นจึงกินเพิ่มได้อีกชามเท่านั้นกล่าวจบก็ตักโจ๊กส่งถึงปากผิงอันอีกครั้ง

ซ่งผิงอันเหม่อมองฮ่องเต้ที่มีสีหน้าสงบ สุดท้ายก็ยอมอ้าปากกินลงไป

โจ๊กอีกหนึ่งชามหมดลงอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้ฮ่องเต้ไม่ป้อนอีก แต่วางชามลงแล้วเข้าไปประคองให้เขานอน ดึงผ้ามาห่มให้ มองจนเขาหลับตาแล้วถึงลุกจากไป

เตียงนิ่มเกินไปมาก ซ่งผิงอันที่นอนอยู่รู้สึกไม่คุ้นชิน แต่ก็เหนื่อยล้าคล้ายจะสะลึมสะลือกึ่งหลับกึ่งตื่นราวกับอยู่ในฝัน เขาลืมตาขึ้นมาหลายครั้ง มองผ่านสายตาที่สลัวรางไปก็มักจะเห็นฮ่องเต้นั่งอยู่ตรงโต๊ะเตี้ยไม่ไกล จับปากกาอ่านและพิจารณาฎีกาที่ซ้อนกันบนโต๊ะ

มีบางครั้งสีหน้าของฮ่องเต้ดูโกรธเคือง เมื่ออ่านอย่างรวดเร็วครั้งหนึ่งแล้วก็เขวี้ยงฎีกาทิ้ง บางครั้งสีหน้าของฮ่องเต้ก็อ่อนโยน ตั้งใจจับปากกาวงเขียน มีบางครั้งสีหน้าคล้ายคลุมด้วยหมอกหนา นั่งนิ่งเนิ่นนานไม่เคลื่อนไหว

ซ่งผิงอันไม่รู้ว่าที่เห็นทั้งหมดเป็นเรื่องจริงหรือว่าฝันไป เพียงคิดว่าฮ่องเต้ที่เห็นนั้นทั้งจริงและลวงตาหาใดเทียบ แต่ไม่ว่าอย่างไร ทุกด้านของฮ่องเต้ก็สลักลงลึกในใจที่สงบไร้คลื่นของเขา

รอจนผิงอันตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่หน้าเตียงไม่อยู่ โต๊ะเตี้ยและฎีกากองโตก็หายไปหมด ฉินกงกงนั้นราวกับคำนวนเวลาได้แม่นยำ คอยเฝ้าจนผิงอันลงจากเตียงสวมชุดเสร็จก็ดึงเชือกดำเส้นนั้นออกมา

ตอนเด็กๆ เวลาเล่นซ่อนแอบกับเด็กคนอื่น เด็กคนอื่นไม่ยอมเป็นผี ซ่งผิงอันที่ไม่ได้คิดอะไรมากก็มักจะเป็นผี ตอนที่ดวงตาปิดลงจนเหลือเพียงความมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใด ในคราแรกมักจะตื่นตระหนก แต่เมื่อคุ้นชินแล้วก็ไม่เป็นอะไร

ตอนนี้ซ่งผิงอันเคยชินที่จะปิดตาเช่นนี้ เข้าออกตำหนักที่หรูหรานี้

เกี่ยวกับเรื่องที่ซ่งผิงอันมักจะหายตัวไปหนึ่งถึงสองวันในบางช่วง แน่นอนว่าเจี่ยซือฉีแปลกใจ แต่เพราะคำพูดของฉินกงกง ต่อให้สงสัยมากมายเพียงไรเขาก็ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจ หากว่าวันใดที่ซ่งผิงอันเข้าเวรแล้วหายไปอย่างกะทันหัน เขายังคิดหาข้ออ้างมาตอบก่อนที่จะมีทหารรักษาการณ์มาสอบถาม

วันนี้ในตอนที่ซ่งผิงอันพาใบหน้าอันอ่อนล้ามารายงานตัวกับเขา เขายังตบไหล่อีกฝ่ายเช่นเดิมพลางกล่าวฉินกงกงเป็นหัวหน้าขันที ในวังหลวงนอกจากฮ่องเต้และเจ้านายในวังหลังอีกไม่กี่พระองค์แล้ว ฐานะของเขาสูงส่งที่สุด เจ้าลำบากทำงานเพื่อเขาเช่นนี้ อีกไม่นานคงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแน่ เกรงว่าจะได้เป็นถึงราชองครักษ์!”

ใจกลางของประเทศ ในวังหลวงไร้เรื่องราวสกปรก ในสถานที่ที่ยิ่งใหญ่และเก็บรวมของล้ำค่าในโลก เรื่องราวดำมืดก็รวมอยู่ที่นี่เช่นกัน เจี่ยซือฉีไม่ได้ทำงานในวังหลวงเพียงหนึ่งปีหรือสองปี เรื่องราวที่เขาพบเห็นนั้นมากมายกว่าซ่งผิงอันนัก เรื่องที่ฉินกงกงให้ทำนั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะเรื่องดีไม่ต้องปิดบังกลัวคนอื่นรู้ ในขณะเดียวกับที่ปลอบซ่งผิงอัน ในใจเขาก็อดที่จะกังวลแทนคนซื่อผู้นี้ไม่ได้ เรื่องที่ต้องปกปิด แน่นอนว่าคนยิ่งรู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งดี เมื่อจบเรื่องแล้วฉินกงกงจะคิดปิดปากผิงอันหรือไม่นั้น มันยากจะกล่าว

แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เจี่ยซือฉีไม่ได้พูดออกไป ในใจของเขามีความหวังว่าผิงอันจะไม่เป็นอะไรมาก เพราะถึงฉินกงกงจะมียศสูงส่ง ทว่าชื่อเสียงไม่เลว ยังไม่เคยได้ยินเรื่องฆ่าคนโดยไม่เป็นธรรมภายใต้เงื้อมมือเขามาก่อน

ได้ฟังคำนี้ของหัวหน้า ในใจซ่งผิงอันก็คิดเช่นเดียวกับเจี่ยซือฉีอย่างคาดไม่ถึง ไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งหรือไม่ เรื่องที่ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ยังเป็นปัญหา

ต่อให้เขาเชื่อฟังคำของฮ่องเต้ที่ว่าจะไม่ฆ่าเขา แต่ไทเฮาเล่าคำที่ฉินกงกงเคยกล่าวไว้ซ่งผิงอันไม่กล้าที่จะลืม

เดิมเย่ฮว๋าคิดจะรอผิงอันตื่นก่อน ทว่าฎีกาฉบับหนึ่งจากเสนาบดีกรมพิธีการทำให้เขาโมโหแทบบ้า เมื่ออ่านจนจบเขาแทบจะฉีกฎีกาฉบับนี้ทิ้ง หลังจากเขวี้ยงฎีกาฉบับนี้ทิ้งเขาก็ลุกขึ้นเดินวนไปมา แต่ให้ทำอย่างไรก็ยังไม่มีใจจะไปตรวจฎีกาต่อ จึงเรียกคนให้มาเก็บโต๊ะและเก็บฎีกาออกไป

คิดไปคิดมา เขาก็เรียกคนให้มาเตรียมราชรถตรงไปตำหนักฉือหนิง

ในตอนที่เขาลงจากราชรถคือยามเซินเจ็ดเค่อ (24) ไทเฮาและไทฮองไทเฮาล้วนอยู่ในห้อง นั่งจิบชาแรกผลิที่ได้เป็นบรรณาการมาไม่นานนี้ บนโต๊ะมีขนมและผลไม้สดที่ทำด้วยความประณีตหลายอย่าง

การมาถึงของฮ่องเต้ทำให้สตรีทั้งสองวางถ้วยชาลงพร้อมกัน ส่งใบหน้ายิ้มแย้มต้อนรับ ฮ่องเต้ก็แสร้งทักทาย หากคนนอกภายมองฉากนี้ คงคิดว่าย่าหลานและแม่ลูกต่างเคารพช่วยเหลือกัน มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกลมเกลียว

จนทั้งสามคนนั่งเรียบร้อย ไทฮองไทเฮาจึงหันไปกำชับนางกำนัลยังไม่รีบรินชาให้ฮ่องเต้อีก ชาแรกผลินี้เข้าปากแล้วได้กลิ่นหอม ดียิ่งนักนางหันไปหาฮ่องเต้พลางยิ้มกล่าวฮ่องเต้งานยุ่งนัก เหน็ดเหนื่อยกับงานบ้านงานเมือง เกรงว่าจะไม่มีอารมณ์นั่งจิบชา วันนี้มีโอกาสที่ยากจะมีมาทักทายอายเจียกับมารดา ก็ถือโอกาสนี้ลิ้มลองดูเถอะกล่าวจบ นางก็หยิบขนมหลายอย่างมาวางตรงหน้าฮ่องเต้

รู้ว่าพวกเจ้าบุรุษไม่ชอบกินของหวาน แต่กินคู่กับชาสักเล็กน้อยก็เยี่ยมนัก

เย่ฮว๋ารอจนชามา เขาเปิดฝาถ้วยชาแล้วจิบไปคำหนึ่ง จากนั้นก็หยิบขนมถั่วกวนเข้าปากเสด็จย่าตรัสไม่ผิด ขนมนี่ทานคู่กับชา รสชาติเยี่ยมยอดนัก

ไทฮองไทเฮาหยิบถ้วยชาของตนขึ้นดื่มชาช้า ก่อนจะกล่าวถึงอีกฝ่ายแต่ว่าของที่อร่อยก็ต้องมีคนที่รู้จักลิ้มรส

ไทฮองไทเฮากล่าวจบ สามคนในห้องที่มีฐานะสูงส่งหาใดเปรียบต่างก็เงียบไป เย่ฮว๋ารอสักพักจนเห็นว่าสตรีทั้งสองนางจะไม่เปิดปากพูดอะไร ตนจึงเริ่มกล่าวก่อนเสด็จย่า วันนี้เราอ่านฎีกาฉบับหนึ่ง

หืม

ใต้หล้ากว้างใหญ่ วันๆ มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ฎีกาส่งขึ้นมาทุกวัน มีเรื่องอะไรแปลกหรือ

เป็นฎีกาที่เสนาบดีกรมพิธีการเฮ่อเหลียนเย่ว์ส่งมา

อืม

ไทฮองไทเฮายังมีสีหน้าปกติ กลับกันกับไทเฮาที่ปกติไม่ค่อยจะกล่าวอะไรนักกลับมองมาที่บุตรชายตนคราหนึ่ง

เขาสังเกตสีหน้าของสองคนที่อยู่ตรงหน้า เย่ฮว๋าหรุบตาหัวเราะน้อยๆเฮ่อเหลียนเย่ว์กล่าวว่าประเทศเราพบเจออุปสรรคไม่หยุด ตอนนี้การศึกสงบลงจึงเป็นเวลาสะสางปัญหา ตอนนี้ราษฎรตกอยู่ในความหดหู่ หากสิ้นปีจัดพิธีที่ยิ่งใหญ่จะต้องขับไล่ความเศร้าไปได้แน่ เขาแนะนำให้เราอาศัยช่วงเวลานี้แต่งตั้งฮองเฮา หนึ่งเพราะตำแหน่งว่างมานานแล้ว สองยังสามารถสร้างบรรยากาศคึกคักให้กับประเทศ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

ไทฮองไทเฮาได้ยินก็ดีใจ กล่าวชมเชยเป็นความคิดที่ดี!”

เย่ฮว๋ากลับยิ้มเย็นให้ตัวเองเสด็จย่าไม่รู้เรื่องนี้หรือ เฮ่อเหลียนเย่ว์เป็นคนที่ท่านคัดเลือกขึ้นมา เรายังคิดว่าเรื่องนี้เป็นท่านที่จัดการ

ไทฮองไทเฮาได้ยินก็ค่อยๆ เก็บสีหน้าดีใจ ตอนที่วางถ้วยชาลงก็เหลือบมองสะใภ้คราหนึ่ง ราวกับเดาสิ่งใดออก ไทฮองไทเฮาหัวเราะออกมาทันที นางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมุมปาก หันไปเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ฮ่องเต้ เจ้าก็รูว่าสองปีมานี้อายเจียไม่ยุ่งเรื่องอะไรแล้ว เจ้าถามเช่นนี้ไม่เกินไปหน่อยหรือเฮ่อเหลียนเย่ว์เป็นคนที่อายเจียเลือกนั้นไม่ผิด แต่เขาจะทำอะไรคงไม่ต้องรายงานอายเจียหมดกระมัง ซ้ำเรื่องนี้อายเจียก็เห็นว่าเหมาะสม ตำแหน่งฮองเฮาว่างอยู่ตลอดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดีอะไร รอจนขึ้นปีใหม่ ฮ่องเต้ก็สิบแปด ควรจะมีสตรีมาดูแลวังหลังแล้ว

กล่าวจบก็หันไปทางไทเฮาที่อยู่ข้างๆ ไทฮองไทเฮากล่าวกลั้วหัวเราะเย่ว์เอ๋อร์ เจ้าว่าถูกหรือไม่

ไทเฮาที่ใกล้จะสี่สิบแต่ความงดงามชดช้อยยังคงอยู่หัวเราะพลางกล่าวเสด็จแม่ตรัสถูกต้องที่สุด

หากทั้งสองนางล้วนเห็นด้วย โดยปกติเรื่องคงเป็นไปตามนั้นแน่นอนแล้ว เพราะรู้เรื่องนี้ดีเย่ฮว๋าจึงโกรธ เขาเป็นถึงประมุขของทั่วทั้งใต้หล้า แต่กระทั่งเรื่องการแต่งงานยังหนีพ้นไม่พวกนางจัดการ เช่นนั้นแล้วเรื่องใหญ่ระดับประเทศ ฮ่องเต้เช่นเขายังจะควบคุมได้มากน้อยเพียงใด

เย่ฮว๋าหัวเราะตาม แต่ในแววตาแฝงแววเย็นชาเล็กน้อยเช่นนั้นไม่รู้ว่าเสด็จย่าและเสด็จแม่ได้คัดเลือกผู้ที่เข้าตาไว้หรือไม่

คนที่ถูกเลือก แน่นอนว่าต้องถามฮ่องเต้แล้วไทฮองไทเฮาหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งก่อนจะวางลงเบาๆ ปัดมือที่เปื้อนแต่ว่าถึงกับเป็นมารดาของประเทศ ฐานะ พื้นเพ หน้าตา นิสัย จะต้องเลือกระดับสูง ห้ามสูญเสียเกียรติของชาติ และไม่สามารถละเมิดกฎบัญญัติที่ฮ่องเต้องค์ก่อนๆ ได้ทรงกำหนดไว้

อ๋อเย่ฮว๋าเลิกคิ้ว หากเลือกตามเงื่อนไขเหล่านี้ก็เหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ในตอนนี้เขารู้แล้ว

ไทเฮากล่าวขึ้นในตอนนั้นหากฮ่องเต้ไม่มีคนที่เหมะสม ก็ลองถามขุนนางอำมาตย์ตอนว่าราชการดู

เราเข้าใจแล้วขุนนางอำมาตย์ส่วนใหญเป็นคนของพวกนาง หากถามไปก็คงตอบเหมือนๆ กัน คนที่ได้ถูกเลือกก็คือคนคนนั้น

ฮ่องเต้เป็นหลานของตน ไทฮองไทเฮามองแค่คราเดียวก็รู้ว่าสีหน้าไม่ดีนัก นางประคองถ้วยชาคิดก่อนจะกล่าวฮ่องเต้ เพราะเจ้าเป็นประมุขของประเทศจึงมีเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจเยอะที่สุด

เสด็จย่าตรัสถูกแล้ว

มองเห็นว่าเขาไม่ฟังไปเสียแปดส่วน ไทฮองไทเฮาก็ยิ้มก่อนจะดื่มชาต่อไป เมื่อเห็นว่าไทฮองไทเฮาไม่ได้กล่าวอะไร ไทเฮาจึงกล่าวต่อฮ่องเต้ เจ้าค่อยๆ เติบใหญ่ เรื่องมากมายที่ควรทำหรือไม่ควรทำก็รู้อยู่แก่ใจ อย่าให้เสด็จย่าต้องเป็นห่วง หลายวันมานี้เจ้ายุ่งยากใจเพราะเรื่องประเทศ อายเจียก็ไม่มีอะไรจะกล่าว ทว่าตอนนี้อายเจียดูแลวังหลัง เห็นเรื่องมากมายอยู่ในสายตา ฮ่องเต้ไม่ได้เรียกคนไปปรนนิบัติตอนบรรทมนานแค่ไหนแล้ว แต่ก่อนฮ่องเต้ไม่เคยอยู่ตำหนักเฉียนชิงคนเดียวติดต่อกันหลายเดือนมาก่อน หลิวเจาอี๋ให้กำเนิดองค์หญิงองค์โต นอกจากที่เจ้าไปดูก่อนนางเกิดครั้งหนึ่งแล้ว ได้มีไปดูครั้งที่สองหรือ

เจ้าเป็นประมุขของประเทศนั้นไม่ผิด แต่อย่าลืมว่าเจ้ายังเป็นสามีของสนมทั้งหลายในวัง เป็นเสด็จพ่อขององค์ชาย องค์หญิง คนโบราณกล่าวไว้ได้ดี หากจะต้านนอกต้องให้ภายในสงบก่อน เรื่องในบ้านไม่สงบ แล้วจะไปดูแลเรื่องของประเทศได้อย่างไร

มองฮ่องเต้ที่ราวกับกำลังตั้งใจฟังคำสั่งสอน  ไทเฮาก็กล่าวต่ออีกยังมีอีกเรื่อง ช่วงนี้อายเจียได้ฟังข่าวลือเรื่องหนึ่ง บอกว่าจริงๆ แล้วฮ่องเต้ไม่ได้อยู่ในตำหนักเฉียนชิงแต่เพียงผู้เดียว เวลาว่างหลังเหน็ดเหนื่อยจากราชการงานประเทศแล้ว ฮ่องเต้ยังมีเวลาไปเรียกคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาหาความสุขทั้งวันคืน

เย่ฮว๋าที่สีหน้าดูสงบมาตลอดพลันเผยรอยยิ้มออกมาไม่รู้ว่าคนใกล้ตัวเสด็จแม่คนใดที่กล่าวเพ้อเจ้อ เรื่องที่ไม่มีจริงยังกล่าวได้เป็นฉากๆ

เป็นเรื่องเพ้อเจ้อหรือไม่นั้นไม่กล้ากล่าว ปีนี้ฮ่องเต้ล้อมปิดตำหนักเฉียนชิงไว้มิดชิด โดยใช้แต่คนที่เจ้าไว้ใจ อายเจียได้ยินเรื่องนี้คิดอยากจะเรียกคนมาตรวจสอบก็ช่างลำบากนัก

แน่นอนว่าไม่มีเรื่องเช่นนั้น เหตุใดเสด็จแม่ไม่ลองคิดดูว่าในวังหลวงนี้ผู้ที่เข้าออกเป็นใคร ยังมีคนที่ท่านไม่รู้อีกหรือ

คล้ายกับเตือน สำเนียงยังแฝงแววยั่วเย้าเล็กน้อย เมื่อไทเฮาได้ยินก็ไม่กล่าวอะไรอีก

คราวนี้เย่ฮว๋าลุกขึ้นเสด็จย่า เสด็จแม่ เรายังมีเรื่องต้องจัดการ คงไม่อยู่นานแล้วทูลลา

ฮ่องเต้ไปแล้ว สตรีสองนางต่างทำเหมือนไม่มีอะไร แต่ในใจกลับครุ่นคิด ไทฮองไทเฮามองไทเฮาเงียบๆ ภายใต้กลิ่นหอมอบอวล นางก็ถอนหายใจขึ้นมาเย่ว์เอ๋อร์ ลูกโตแล้วดูแลยาก นับประสาอะไรกับเด็กคนนี้ที่เป็นฮ่องเต้ การสั่งสอนลูกของเจ้าเช่นนี้ต่อไปต้องแก้ บางทีเขาอาจจะฟังบ้าง

ไทเฮาพยักหน้าเบาๆ จากนั้นกล่าวเสด็จแม่ ในใจเย่ฮว๋ายังโทษพวกเราอยู่กระมัง

ไทฮองไทเฮายิ้มขื่นเขาเคยไม่โทษอายเจียหรือ

ไม่ เสด็จแม่ ลูกคิดมาเสมอว่าเรื่องในปีนั้นอาจจะทำผิดไปแล้ว

ไทฮองไทเฮาครุ่นคิดเล็กน้อยถึงกล่าวเจ้าหมายถึงตอนที่เย่ฮว๋าอายุสิบสี่ปี เรื่องที่เจ้าออกคำสั่งประหารองครักษ์ผู้นั้นหรือ

เพคะไทเฮาคิดหนักหน่วง

ผู้แก่กว่าส่ายหน้าถอนหายใจแผ่วเบาเจ้าน่ะลงมือเร็วไป เด็กอายุสิบสี่ปี ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ให้ความสนใจอยู่เสมอ หากเจ้ารอจนเขาเบื่อหรือรำคาญแล้วค่อยลงมือ บางทีเขาอาจจะซาบซึ้งต่อเจ้า แต่เจ้ากลับลงมือหมดจดตอนที่เขาเพิ่งจะได้ลิ้มรสความสุข เขาจะไม่แค้นได้อย่างไร

ไทเฮามีสีหน้าขมขื่นเสด็จแม่ ตอนนั้นข้าได้ยินว่าเด็กคนนั้นมาเส้นทางนี้จึงตกใจมาก และยิ่งองครักษ์ผู้นั้นมีสถานะต่ำต้อย ข้ากลัวว่าหากมีข่าวออกไปจะไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของฮ่องเต้ ภายหลังข้าจึงค่อยๆ นึกได้ว่ามีฮ่องเต้องค์ใดในประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเลี้ยงหนุ่มโปรดไว้ในวังบ้าง จึงไปหาเด็กหนุ่มนอกวังที่พื้นเพทางบ้านสะอาด เลือกพวกเขาเข้าวังมาคอยรับใช้ฮ่องเต้

เฮ้อเจ้าคิดมากเกินไป แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเจ้าก็เป็นเสด็จแม่ของเขา เป็นคนที่ให้กำเนิดเขา เลี้ยงดูเขามา เรื่องไหนสำคัญหรือไม่สำคัญเขารู้ เจ้าไม่ต้องไปคิดให้มาก

เพคะ

ไทฮองไทเฮากล่าวเช่นนี้แล้ว ไทเฮาจึงไม่วุ่นวายกับเรื่องนี้อีก ทั้งสองทิ้งหัวข้อที่หนักหน่วง และลิ้มรสชาและขนมต่อไป

วันนั้นหลังจากเย่ฮว๋าออกจากตำหนักฉือหนิงก็ตรงไปที่ตำหนักเฝิงเทียนรอการเข้าคารวะจากประมุขประเทศหนึ่ง เขานั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรมองยอดตำหนักที่ไกลออกไปบนผืนฟ้า

คืนนี้เขาคิดมากมาย และคิดไปไกล

ข่าวฮ่องเต้จะแต่งตั้งฮองเฮาในวันที่เก้าเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติราวกับกระจายไปทั่วประเทศในเวลาหนึ่งคืน  นี่ไม่เพียงเป็นเรื่องน่ายินดีของฮ่องเต้เพียงผู้เดียว แต่ยังเป็นเป็นงานฉลองใหญ่ทั่วประเทศ ถึงเวลานั้น ฮ่องเต้ลดปลดโทษทั่วประเทศ ทั่วประเทศมีงานเลี้ยงอวยพร ปีใหม่ปีนี้ช่างน่ายินดีนัก

ในตอนที่ซ่งผิงอันได้ยินข่าวนี้ เขากำลังประคองชามข้าวจ่อปากอยู่ที่โรงอาหาร อาหารที่หน่วยทหารรักษาการณ์นับว่าไม่เลว วันนี้มีผัดผัก เนื้อไก่กับไข่ดาวคนละชุด ทั้งหมดโปะอยู่ในชามที่สูงราวกับภูเขา แต่ไหนแต่ไรเวลาอยู่บ้านซ่งผิงอันจะไม่กล้ากินเยอะ แต่อยู่ที่นี่เขามักจะกินข้าวชามใหญ่จนพุงกาง

ถึงแม้ที่นี่จะเป็นรอบนอกของวังหลวง แต่คนที่อยู่ที่นี่จะได้รู้ข่าวลือเร็วกว่าราษฎรข้างนอกวันหรือสองวัน ได้ยินสหายที่นั่งข้างๆ เล่าถึงเรื่องนี้อย่างสนใจระคนยินดี เขาที่กำลังตั้งใจกินข้าวก็ค่อยๆ หยุดลง แต่หลังจากนั้นก็กลืนลงไปคำใหญ่ๆ ต่อ

ก่อนที่ข่าวนี้จะลือออกมา ฮ่องเต้ไม่เรียกหาเขาเกือบครึ่งเดือนแล้ว ซ่งผิงอันนึกว่าอีกฝ่ายกำลังห่วงปัญหาบ้านเมือง สุดท้ายก็มาได้ยินข่าวว่าฮ่องเต้จะแต่งตั้งฮองเฮา

ด้านข้างกำลังถกเถียงกันว่าผู้ที่จะขึ้นมาเป็นฮองเฮาคือผู้ใด พวกเขาบอกว่านางเป็นบุตรสาวของหลิวจ้งเต๋ ราชครูในอดีตฮ่องเต้ เข้าวังเมื่ออายุสิบห้าปี ชาติกำเนิดดีเยี่ยม รูปโฉมโดดเด่น กิริยาเรียบร้อย เพียบพร้อมทั้งคุณธรรมและความสามารถ เพียงเข้าวังก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจาอี๋ (25) ต้นปีได้ให้กำเนิดองค์หญิงองค์โตให้แก่ฮ่องเต้ ภายหลังก็มีคนเสนอให้แต่งตั้งนางเป็นกุ้ยเฟย (26) แต่ก็โดนเรื่องที่พวกซีตี๋รุกรานถ่วงเวลาไปก่อน คิดไม่ถึงว่าวันนี้นางจะได้เป็นมารดาของแผ่นดิน

ซ่งผิงอันกินข้าวสามชามใหญ่หมดอย่างรวดเร็ว และเขาก็ไม่อยู่ฟังว่าคนข้างๆ นั้นเล่าอะไรอีก เมื่อกินเสร็จก็เช็ดปาก จากนั้นก็วางชามข้าวแล้วจากไป

ได้ฟังข่าวนี้ นอกจากที่ตะลึงไปในตอนแรกแล้วเขาก็ไม่รู้สึกอะไรอีกจริงๆ เขารู้ถึงฐานะของตน ส่วนที่ฮ่องเต้เคยโปรดปรานช่วงหนึ่ง แต่มักเป็นการพบกันแบบหลบๆ ซ่อนและพบเจอกันกลางดึก เช่นนี้เขายิ่งไม่กล้าคิดไปไกล ส่วนในอนาคตเขาจะตายหรือมีชีวิตต่อไปนั้นยากจะกล่าว เขาไม่ถึงขนาดไม่เห็นว่าตนเป็นบุรุษและไปขอความรักจากฮ่องเต้โดยไม่สนอะไรเพราะเรื่องนี้ อยู่ในฐานะเช่นนี้ เขาไม่มีทางปฏิเสธคำเรียกร้องของฮ่องเต้ หากวันใดฮ่องเต้เบื่อแล้วปล่อยเขาไป เขาก็จะคิดว่าเหตุการณ์ที่ประสบเป็นหมอกควันที่ผ่านตา

วันที่เก้าเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ พอดีตรงกับวันที่ซ่งผิงอันได้หยุดพัก เขาไม่ได้อยู่ที่บ้านเฉลิมฉลองเรื่องมงคลของฮ่องเต้กับบิดามารดา แต่เป็นการนำเหล้าไปหาเจิ้งหรงเจิน

บ้านของเจิ้งหรงเจินยังคงทรุดโทรมเช่นเดิม ทั้งบังฝนไม่ได้ ซ้ำยังบังลมไม่ได้ วัดเก่าที่พวกขอทานมาอยู่รวมกันยังดีเสียกว่า

ซ่งผิงอันเปิดประตูตรงลานบ้านก่อนจะมุ่งตรงไปยังห้องที่หน้าต่างกระดาษขาดจนไร้ประโยชน์สิ้นดี ประตูปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง และไม่ได้ยินเสียงคน เขาผลักประตูออกดู เห็นว่าด้านหน้ามีก้อนมืดดำนอนอยู่ เขากะพริบตาด้วยความมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นค่อยรู้ตัวขึ้นมา

เจิ้งหรงเจิน!” ซ่งผิงอันก้าวเข้าไปในห้อง รีบร้อนคุกเข่าลงไปตรวจคนที่ล้มอยู่ที่พื้น สุดท้ายก็พลิกร่างคนที่ฟุบอยู่ที่พื้นดูอย่างละเอียด อีกฝ่ายกำลังนอนหลับสนิท

ซ่งผิงอันไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะดี สุดท้ายก็ประคองคนที่แต่ไหนแต่ไรมาก็ดูแปลกพิกลไปนอนที่เตียง เขามีกำลังวังชาเยอะ ไม่ต้องใช้แรงเท่าไหร่ก็แบกมาถึงเตียง ในตอนที่ห่มผ้าห่มให้อีกฝ่ายถึงพบว่าผ้าห่มบางราวกับเสื้อก็มิปาน จนเขาเผลอถอนหายใจ

นอกจากเหล้าแล้วเจิ้งหรงเจินไม่ยอมรับของสิ่งอื่นจากเขาทั้งสิ้น ปากบอกว่าเป็นสหาย แต่บางครั้งก็ไม่คล้ายสหาย

ซ่งผิงอันไม่ได้คิดมากมายนัก เขาถอดเสื้อผ้าฝ้ายที่นับว่าค่อนข้างหนาห่มให้อีกฝ่าย จากนั้นก็นำเหล้าที่เมื่อสักครู่วางไว้ที่พื้นไปวางไว้บนโต๊ะแล้วจากมา

กระทั่งเจิ้งหรงเจินตื่นขึ้นมาจึงพบว่าบนร่างมีเสื้อผ้าฝ้ายตัวหนึ่ง บนโต๊ะวางไว้ด้วยอาหารที่หอมเตะจมูกหลายจาน ภายนอกประตูมีเงาร่างหนึ่ง สายตาที่เรือนลางเพราะเพิ่งตื่นเห็นร่างนั้นคล้ายกับคนคนนั้น จึงพูดเสียงเบาเสี่ยวฉิน…”

เสี่ยวฉินคือใคร

คนที่เดินเข้ามาวางของลงบนโตะดังตุ๊บ เสียงของบุรุษเพศทำให้เจิ้งหรงเจินสิ้นหวังและได้สติขึ้นมาในทันที

เมื่อมองชัดเจน เจิ้งหรงเจินก็ลูบหน้า สีหน้าคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ผิงอันหรอกหรือ

อือ เดิมก็แค่มาดูท่าน แต่เห็นท่านฟุบอยู่บนพื้นกำลังนอนสบายเลยไม่ได้เรียกให้ตื่น ต่อมาข้าก็ไปที่ห้องครัวของท่าน คิดจะทำกับแกล้มเหล้าให้สักเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าในนั้นไม่มีแม้แต่ข้าว ข้าจึงออกไปซื้อมาถังหนึ่งกลับมาทำให้ท่านกิน ไม่รู้ว่าปกติท่านกินอะไรประทังชีวิตจริงๆซ่งผิงอันวางชามและตะเกียบเรียบร้อย

ทำให้เจ้าสิ้นเปลืองแล้วเมื่อเจิ้งหรงเจินจะลงจากเตียงก็พบว่าบนตัวคลุมด้วยเสื้อผ้าฝ้ายไม่คุ้นตาตัวหนึ่งของเจ้าหรือ

อืม

ขอบใจเจ้าแล้วเจิ้งหรงเจินส่งเสื้อคืนให้เขา ซ่งผิงอันรับมา

ท่านไม่มีผ้าห่มที่เข้าท่าสักผืน ตอนแรกข้าคิดจะซื้อให้ท่าน แต่ก็กลัวว่าท่านจะไม่รับ

เจิ้งหรงเจินเมื่อตื่นขึ้นมาก็หิว เขานั่งลงมองกับข้าวหลายอย่าง สูดกลิ่นหอมก่อน กล่าวชมเชยฝีมือเจ้าไม่เลว กลิ่นหอมมาก เจ้าไม่ต้องซื้อให้ข้า เพราะซื้อมาเท่าไรข้าก็จะเอาไปแลกค่าเหล้าหมด

ซ่งผิงอันคดข้าวให้แล้ววางไว้ตรงหน้าเขาพี่เจิ้ง ข้าเห็นว่าท่านก็มิได้บ้าจริงๆ ท่านไปหางานทำไหม เมื่อมีเงินถึงซื้อเหล้าได้

คีบผัดมะเขือม่วงเข้าปากแล้วค่อยๆ ละเลียด เจิ้งหรงเจินอดชมไม่ได้อร่อย!” จากนั้นก็ไม่กล่าวอะไรต่อ

ซ่งผิงอันถูกปล่อยให้ถามเก้อ แต่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็อดไม่ได้ต้องกล่าวอีกครั้งแต่ก่อนข้าเห็นท่านเขียนหนังสือ ท่านเป็นคนมีความรู้ใช่หรือไม่ ตอนนี้ราชสำนักกำลังต้องการคนมีความรู้ความสามารถ ข้าเห็นว่าท่านก็มีความรู้ความสามารถอยู่หลายส่วน ไม่สู้ไปหย๋าเหมิน (27) ลองดูล่ะ ต่อให้ได้เป็นผู้ดูแลเอกสารก็นับว่าดี

เจิ้งหรงเจินคีบผักเข้าปากด้วยกิริยาไม่ช้าไม่เร็ว เคี้ยวเสร็จค่อยกล่าวช้าๆเรื่องที่ข้าไม่ชอบราชสำนักในตอนนี้ ไม่ใช่เจ้าไม่รู้

แต่หย๋าเหมินไม่ใช่ราชสำนัก

มันก็เกี่ยวกันเจิ้งหรงเจินวางตะเกียบ ยิ้มเย็น

นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ ซ่งผิงอันจึงเงียบไป

เจิ้งหรงเจินมองซ่งผิงอันคราหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบเหล้า เขาไม่รินลงจอก แต่เปิดแล้วกรอกลงลำคอ ซ่งผิงอันมองอีกฝ่ายกรอกปากหลายคำถึงค่อยรู้ตัวว่าตนพลั้งปากไปกระทุ้งรังต่อ (28) เข้าให้แล้ว

พี่เจิ้ง เป็นน้องที่พลั้งปากไป

เจิ้งหรงเจินวางเหล้าลง ลูบปากที่เปียกเหล้า กล่าวเสียงนิ่งเมื่อสักครู่เจ้าถามว่าใครคือเสี่ยวฉินมิใช่หรือ ชื่อเต็มๆ คือหลิ่วอิ๋นฉิน เป็นหลานสาวของหลิ่วหรูเฉิง

ซ่งผิงอันรู้สึกเพียงว่าในหูมีเสียงอื้ออึง หัวสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ เขาขาอ่อนทรุดนั่งลงไปบนเก้าอี้ไม้

เจิ้งหรงเจินกล่าวต่อไปปีนั้นข้ากับสหายที่เรียนด้วยกันที่ต่างก็มีความสนใจในกลอนกวี ขึ้นเขาไปร่ำโคลงกลอนหาความสำราญ แต่กลับพบเสี่ยวฉินที่หลังจากเข้าวัดไปไหว้พระเสร็จก็ลงจากเขา แค่เพียงพบหน้าพวกเราก็หลงรักกัน นางแอบทิ้งผ้าเช็ดหน้าที่นางปักลายดอกเหมยเอาไว้ บนนั้นยังมีกลิ่นหอมกรุ่นอยู่ ข้าตามกลิ่นหอมนั้นไป ถึงรู้ว่านางเป็นหลานสาวของหลิ่วหรูเฉิง หนึ่งในสี่ขุนนางที่กุมอำนาจ ตอนนั้นข้าเป็นเพียงบัณฑิตยากแค้นตกอับที่ทำได้เพียงอวดความงามด้านวรรณคดี ความจริงข้อนี้ทำให้ข้าแอบละอายใจ แต่ความรู้สึกมันฝังลึกจนควบคุมไม่ได้ ข้าลองเขียนจดหมายให้นาง อธิบายสถานการณ์ของตน ไม่คิดว่านางจะไม่ถือสาเลยสักนิด ซ้ำยังให้กำลังใจข้า บางครั้งยังจำนำสมบัติและเครื่องอาภรณ์ให้คนนำมามอบให้ข้า กล่าวว่าบุรุษหากมีปณิธานก็จะทำให้สำเร็จได้ ข้าในอนาคตจะต้องประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง

ราชสำนักในขณะนั้นทำให้ข้าต้องมองให้ไกล ขุนนางทั้งสี่กุมอำนาจปกครอง ซ้ำยังแก่งแย่งกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง หากเข้าข้างผิดฝ่ายและคนผู้นี้ล้มลง คนกลุ่มล่างก็เกี่ยวพันติดกันเป็นร่างแห ข้าจึงไม่กล้าเป็นขุนนาง แต่หากต้องการจะแต่งงานกับนางในดวงใจ ก็ต้องได้รับตำแหน่งที่คู่ควร สุดท้ายข้าจึงตัดสินใจไหว้วานสหายที่บ้านผู้หนึ่งที่ทำการค้าขาย ออกเดินทางไปค้าขายด้วยกันทางเหนือ หาเงินทำให้ร่ำรวยขึ้น แต่รอจนข้าไปไกลถึงทางเหนือถึงได้รับข่าวการตายของตระกูลหลิ่วทั้งตระกูล

เรื่องทั้งหมดมันกะทันหันมากจนรับมือไม่ทัน อยากจะร้องไห้หากแต่ก็ไร้น้ำตา ในตอนที่ข้ารีบกลับมาถึงเมืองหลวง ได้ข่าวเพียงว่าศพของพวกเขาทั้งตระกูลถูกส่งไปฝังที่สุสานรร้างไร้คนดูแล ที่นั่นพวกเขาขุดหลุมใหญ่ จากนั้นก็โยนศพลงไป ปะปนกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นใครเป็นใคร ข้าอยู่ที่นั่นหลายวัน จนภายหลังข้าก็ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วตอนนี้ข้าบ้าหรือไม่ แต่ข้ารู้ว่าเป็นบ้าดีกว่าไม่เป็น

เจิ้งหรงเจินกรอกเหล้าเข้าปากต่อไป เหล้าไหเล็กๆ ถูกเขาดื่มหมดอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็ใช้แขนเสื้อเช็ดปาก ลุกขึ้นปีนไปนอนบนเตียงไม่กล่าวอะไรอีก ปล่อยให้กับข้าวที่ทานไปเพียงไม่กี่คำเย็นชืด

ซ่งผิงอันนั่งนิ่งอยู่นานค่อยถามเสียงเบาพี่เจิ้ง ท่านเกลียดราชสำนัก เกลียดฮ่องเต้ใช่หรือไม่

คนที่หันหลังให้เขาคล้ายว่าหลับลึกไปแล้ว แต่ผ่านไปซักพักจึงค่อยตอบหากไม่มีฮ่องเต้ ตระกูลหลิ่วที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นก็ไม่แน่ว่าจะป้องกันตนเองได้ ตอนนั้นข้าคิดเพียงจะหาเงินให้มาก แต่งงานกับเสี่ยวฉิน พานางหนีไปจากสถานการณ์ที่มืดมนเช่นนี้ ออกท่องไปให้ไกล…”

เจิ้งหรงเจินไม่ได้หันหน้ามาตอบ ซ่งผิงอันจึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยังแค้นอยู่หรือไม่ แต่ก็มิกล้าถามต่อไป ได้แต่ลอบมองแผ่นหลังของของอีกฝ่าย ในตอนที่ท้องฟ้าค่อยๆ มืดมิดลงเขาก็ลุกขึ้น และนำเสื้อผ้าฝ้ายตัวนั้นห่มให้อีกฝ่ายแผ่วเบา เก็บอาหารบนโต๊ะเรียบร้อยก็หันหลังจากไป

ประตูเก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดยามปิด ผู้ที่หลับตาหันหน้าเข้าหากำแพงจึงค่อยลืมขึ้น เขาถอนหายใจยาวให้กับคืนที่เงียบสงัด

บ้านที่เก่าทรุดโทรมกันลมหนาวไม่ได้เท่าไรนัก แต่เมื่อออกจากตัวบ้านมาและถูกลมหนาวเย็นพัด ซ่งผิงอันที่ถอดเสื้อผ้าฝ้ายออกก็เผลอห่อตัวลง เขาเงยหน้าขึ้นมองเห็นเพียงท้องฟ้ายามกลางคืนที่มืดมิด เช่นเดียวกับเชือกเส้นนั้นที่ปิดบังดวงตาจนไม่เห็นแสงไฟ

เดินผ่านตรอกเล็กชื้น เดินไปจนถึงถนนที่สองข้างทางแขวนโคมแดง เรื่องมงคลของพระราชวงศ์ ราษฎรก็ร่วมอวยพร ทุกบ้านบนถนนสายหลักต้องแขวนโคมแดงฉลองมงคล เขามองยาวไปไม่เห็นขอบ บนถนนที่ชื้นแฉะ เขาเห็นเงาเลือนรางกลับหัวจากเป็นสีแดงจากโคมไฟ  ยามกลางคืนที่หมอกลงส่งผลให้ถนนทั้งสายสลัวราง ให้ความรู้สึกลวงตาอยู่หลายส่วน ทำให้ผิงอันรู้สึกราวกับอยู่ในฝัน

เขาก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ทันใดนั้นด้านหลังพลันมีคนเรียกเขา ซ่งผิงอันหันกลับในทันใด บนถนนที่เงียบเหงา ภายใต้แสงไฟที่สว่างจ้า คนผู้หนึ่งกำลังส่งรอยยิ้มมองมาที่เขา

ซ่งผิงอันนิ่งอยู่ที่เดิม นึกว่าเป็นเพียงภาพลวงตา คำพูดค้างอยู่ที่ลำคอสุดท้ายจึงส่งเสียงออกไปฝ่า…”

นิ้วของคนผู้นั้นวางลงบนริมฝีปากของเขา ดูเหมือนพูดเบาๆ คำหนึ่งชู่ว…” จากนั้นอีกฝ่ายก็ออกก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งรั้งมือของผิงอันไว้ แต่เพราะความเย็นที่ส่งผ่านมาทำให้ต้องขมวดคิ้ว เมื่อมือลูบขึ้นไปด้านบนค่อยพบว่าในเดือนสิบสองที่หนาวเย็นนี้ ซ่งผิงอันกลับสวมเพียงเสื้อบางๆ สองตัว

เหตุใดเจ้าจึงใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นเช่นนี้เด็กหนุ่มไม่พอใจ เขาปลดเสื้อคลุมออกมาคลุมให้กับผิงอัน

เมื่อร่างกายถูกเสื้อคลุมที่มีไออุ่นจากร่างกายเด็กหนุ่มห่อหุ้ม ซ่งผิงอันจึงคืนสติ เขารีบร้อนคิดจะปลดมันออกฝ่าบาท กระหม่อมไม่หนาว กระหม่อมไม่มีคุณสมบัติ…”

สวมลงไป!” และไม่ยอมปล่อยให้เขาอธิบาย อีกฝ่ายรั้งมือของเขาเราไม่สิ ตอนนี้ข้าแอบออกมาจากวัง เจ้าห้ามเรียกข้าว่าฮ่องเต้ ห้ามเปิดเผยสถานะข้า ไม่เช่นนั้นแล้วหากเกิดอะไรขึ้นถือว่าเป็นความผิดของเจ้า!”

ซ่งฟิงอันฟังแล้วก็หลุดถามอย่างแปลกใจแต่ว่า ฮ่องอุบภายใต้สายตาเยียบเย็นของเด็กหนุ่ม เขาจึงทำได้เพียงหยุดปากแต่ว่า วันนี้เป็นวันมงคลของท่านมิใช่หรือ เหตุใดจึง…” เหตุใดจึงแอบหนีออกจากวังหลวงเล่า ประโยคหลังนั้นซ่งผิงอันไม่กล้ากล่าวออกมาตรงๆ

เด็กหนุ่มคล้ายจะส่งเสียงหึออกมาคำหนึ่ง เงียบไปขณะหนึ่งตอนข้าเป็นเด็กมักจะไปแถวกำแพงสูงใหญ่ อยากรู้ว่าโลกด้านนอกเป็นเช่นไร ในที่สุดวันหนึ่งข้าก็ได้ออกไป ข้าพบว่าด้านนอกกำแพงวังยังมีกำแพงเมืองที่ทั้งสูงทั้งกว้างกว่า

เด็กหนุ่มมองไปไกล ภายใต้หมอกลอยคลุ้ง ถึงที่ตรงนั้นจะดูเลือนราง แต่ซ่งผิงอันรู้ นั่นเป็นทิศที่ตั้งของกำแพงเมือง ภายใต้เงาสีแดงของโคมไฟ ใบหน้าของเด็กหนุ่มนั้นสงบ แต่ในความสงบ กลับทำให้ในใจซ่งผิงอันเกิดความเศร้าโศก

ฝ่า…”

เด็กหนุ่มยกนิ้วหยุดริมฝีปากเขาตอนนี้ข้าไม่ใช่ฮ่องเต้กล่าวจบก็ไม่รอให้ซ่งผิงอันตอบ ฮ่องเต้รั้งมือของเขาแล้ววิ่งไปด้านหน้า มาจนถึงตรอกมืดแห่งหนึ่งจึงหยุด

ซ่งผิงอันที่ยังหายใจไม่คล่องก็ถูกเงาดำด้านหน้าทำให้ตกใจ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นว่าที่แท้เป็นม้าตัวใหญ่ตัวหนึ่ง เขาเห็นเด็กหนุ่มกระโดดเพียงทีเดียวก็ขึ้นคร่อมบนหลังม้า หลังจากนั่งเรียบร้อยอีกฝ่ายก็ยื่นมือมาทางเขาผิงอัน ขึ้นมา

ไม่ ฝ่าบาท กระหม่อม…” ซ่งผิงอันไม่มีความกล้าที่จะขี่ม้าตัวเดียวกับฮ่องเต้ จึงรีบถอยหลังอย่างตื่นตระหนก

ขึ้นมา!” สีหน้าเด็กหนุ่มเย็นเยียบ เอ่ยเสียงเข้ม

ซ่งผิงอันมองไปที่สายตาเย็นเยียบนั้น เขาลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยื่นมือเข้าไปใกล้ฝ่ามืออีกฝ่าย และภายใต้การช่วยเหลือของเด็กหนุ่ม ในที่สุดเขาก็ได้นั่งลงบนหลังม้า

นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งผิงอันขี่ม้า ขึ้นไปนั่งซ้อนหลังเด็กหนุ่ม ในใจก็เอาแต่กระวนกระวายไม่สงบ ไม่รู้ว่าจะวางมือทั้งสองไว้ตรงตำแหน่งใดดี

กอดเอวข้าไว้

เสียงเยียบเย็นของเด็กหนุ่มดังมาจากด้านหน้า ซ่งผิงอันนิ่งงันไป สายตาก็เผลอมองไปยังเอวที่บอบบางกว่าของตน

เร็วสิ!”

ได้ฟังเสียงที่หมดความอดทนของเด็กหนุ่ม ซ่งผิงอันจึงทำได้เพียงวางมือลงบนเอวอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง จริงๆ แล้วยังปล่อยให้กั้นด้วยอากาศเบาบาง ทว่าเด็กหนุ่มทนไม่ไหว ดึงมือของเขาโอบรอบเอวของตนทันที

กอดแน่นๆ อย่าตกลงไป ข้าจะขี่ม้าแล้ว!”

กล่าวจบก็ไม่รอให้ซ่งผิงอันตอบอะไร เด็กหนุ่มหนีบขาทั้งสองข้างเข้ากับลำตัวม้า อาชารูปงามทะยานไปด้านหน้าด้วยความรวดเร็วทันที ความเร็วนั้นทำให้ซ่งผิงอันต้องกระชับมือโอบรอบเอวของผู้ที่อยู่ด้านหน้า มันเร็วจนซ่งผิงอันไม่กล้าลืมตามอง แต่เขาสัมผัสได้ถึงลมหนาวจับกระดูกที่พัดผ่านข้างตัวไป หากโดนลมเช่นนี้พัดหน้า คงเป็นดั่งมีดน้ำแข็งกรีดผิว แต่ทว่ากลับโดนคนข้างหน้าเขาต้านไว้

อีกฝ่ายให้เขาคลุมเสื้อคลุม และเป็นฝ่ายต้านทานลมหนาว

ตั้งแต่เล็ก คนอื่นรู้กันว่าเขาเป็นคนดี ซื่อตรง มักจะยินยอมรับความช่วยเหลือจากเขาเพราะเห็นเป็นสมควร นอกจากมารดา ไม่มีใครเคยคิดเผื่อเขาเช่นนี้มาก่อน

ซ่งผิงอันรู้สึกอุ่นในใจ มือทั้งสองข้างเผลอกระชับแน่นขึ้น

(อ่านต่อเล่มกลาง)

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.