ฤาขันที มิอาจรัก เล่ม 1

ฤาขันที มิอาจมีรัก (เล่ม 1)

– ๑ –

“เจ้าชื่ออะไร”

ผู้ถามคือขันทีเฒ่าที่ใบหน้าเหมือนก้อนหมั่นโถว หนังตาบวมหนาจับจ้องขันทีน้อยที่ยืนตัวลีบอยู่ตรงหน้า

“บ่าวชื่อ…ฉินเต๋อเป๋า”

ขันทีน้อยท่าทางไม่เกินสิบสามสิบสี่ขวบ นิ้วมือกำชายเสื้อแน่น ก้มหน้าต่ำ

“เดิมรับหน้าที่อยู่ที่ไหน” สุ้มเสียงแหลมเล็กไม่เร่งไม่ช้าถามต่อ

“เดิม…เดิมอยู่อุทยานหงเต๋อขอรับ”

“เจ้ารู้จักข้าหรือไม่”

ขันทีน้อยเงยหน้านิดหนึ่ง กวาดมองก้อนซาลาเปานั้นแค่แวบเดียวแล้วตอบ “รู้…รู้จัก กงกงคือหวงกงกงของสำนักพระบรรทม”

“อืม” ขันทีเฒ่าคล้ายพึงใจอยู่บ้าง “ย้ายมาที่นี่กี่วันแล้ว”

ฉินเต๋อเป่าค่อยเริ่มคลายจากอาการเกร็ง ปากคอฉาดฉานในยามปกติก็ค่อยๆ กลับคืนมาเมื่อเอ่ยตอบอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว “เรียนกงกง เกือบสองเดือนแล้วขอรับ”

ขันทีเฒ่าแซ่หวงหลับตาผงกศีรษะขึ้นลง “หลายวันนี้เพิ่งเกษียณขันทีสูงวัยออกจากวังไปชุดหนึ่ง ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อแจกจ่ายงานชั้นดี”

ฉินเต๋อเป่าฉีกยิ้มกว้าง ถลันเข้าไปคุกเข่าบีบนวดเท้าให้ขันทีเฒ่า “กงกง ท่านว่า…”

ขันทีเฒ่าแย้มยิ้มเช่นกัน สุ้มเสียงแหลมเล็กอย่างยิ่ง “ข้าดูไม่ผิดจริงๆ เจ้าลิงน้อยตัวแสบช่างหัวไวนัก สมควรมีงานชั้นดีให้เจ้าเป็นรางวัล”

ฉินเต๋อเป่าอุทานอย่างตื่นเต้น “เป็นงานอันใดหรือขอรับ”

หวงกงกงกลับยังอมพะนำ “ข้าถามเจ้าหน่อย ในวังนี้ผู้ใดเป็นที่ทรงโปรดที่สุด”

ฉินเต๋อเป่าทำท่าครุ่นคิด “ตอนบ่าวทำงานอยู่ที่อุทยานหงเต๋อ ได้ยินว่าฝ่าบาทไม่ทรงแต่งตั้งฮองเฮาเสียที ดังนั้นผู้มีอำนาจสูงสุดของวังหลังย่อมเป็นพระสนมเอกเต๋อเฟย”

หวงกงกงทำสุ้มเสียงหมั่นไส้อย่างไม่เห็นด้วย “เชอะ พวกจิ้งจอกอาศัยบารมีพยัคฆ์บังหน้า ปีหนึ่งยังพบพระพักตร์ฝ่าบาทไม่ถึงสองครั้งด้วยซ้ำ นับเป็นที่โปรดปรานอะไรกัน”

“เช่นนั้น…หรือจะเป็นพระสนมอวิ๋น?”

หวงกงกงส่ายหน้าเหมือนเดิม “แม้พระสนมอวิ๋นจะให้กำเนิดพระโอรสสององค์ แต่ฝ่าบาทก็มิได้ทรงโปรดปรานสักเท่าไร”

ฉินเต๋อเป่ามุ่นคิ้วใช้ความคิดอย่างหนัก “บ่าวได้ยินว่า องค์หญิงหก พระธิดาในพระสนมฉีของตำหนักชิงจื่อคือคนที่ฝ่าบาททรงรักทรงเอ็นดูที่สุด แต่เสียดายที่วิกลจริต…” พูดถึงตรงนี้พลันรีบยกมือปิดปาก เหลือบมองขันทีเฒ่าตรงหน้าแวบหนึ่ง

หวงกงกงกลับผุดยิ้มบางๆ “นับว่าเจ้าทายถูกกึ่งหนึ่งแล้ว นี่เป็นความลับที่คนในวังล้วนรู้กันทั่ว ไม่คิดว่าเจ้ากลับเดาอยู่นาน จะว่าไปก็ไม่แปลก เจ้าขลุกอยู่กับพวกขี้ข้าตรงอุทยานหงเต๋อที่ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาเหล่านั้น ย่อมไม่เคยได้ฟังข่าววงในแบบนี้ จากนั้นยังถูกส่งมาดูแลดอกไม้ใบหญ้าแถวนี้อีก หรือเป็นต้นไม้พวกนี้ซุบซิบให้เจ้าฟัง”

ฉินเต๋อเป่าได้แต่ยิ้มแห้ง “กงกงโปรดชี้แนะ…”

ขันทีเฒ่ายิ้มแฉ่งจนผิวหน้าย่นยู่เป็นก้อน ก่อนก้มลงไปกระซิบเสียงค่อย “ในวังนี้ยังมีใครเป็นที่โปรดปรานยิ่งกว่าหัวหน้าฝ่ายดูแลสถานที่ท่านนั้น…”

ใบหน้าฉงนของฉินเต๋อเป่านิ่งค้างอยู่นาน ก่อนกระตุกวูบเหมือนนึกขึ้นได้เฉียบพลัน “เหลี่ยว…”

หวงกงกงยื่นมือไปปราม “มิผิด วันนี้ข้าจะให้เจ้าไปรับใช้เขา รีบเก็บสัมภาระเถอะ”

ฉินเต๋อเป่าตกใจจนพูดไม่ออก กลับโดนอีกฝ่ายผลักให้เดินไป

v          v          v

                นามของคนผู้นี้แม้ไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่กลับมีข่าวลือหลายครั้ง ซึ่งค่อนข้างเกินจริง ฉินเต๋อเป่ามาถึงเรือนท้ายสวนตามคำบอกของสำนักพระบรรทม ประตูปิดสนิท เขาเคาะสองครั้งพลางถาม “มีคนอยู่หรือไม่”

สุ้มเสียงแผ่วเบาดังมาจากห้องด้านใน “นั่นใคร”

เขาผลักประตูเข้าไป ในห้องมีเพียงคนผู้หนึ่งที่นอนตะแคงบนเตียง เรือนผมรุ่ยร่าย ยันร่างขึ้นมองเขา “เจ้าเป็นใคร”

ฉินเต๋อเป่ารีบตอบ “ข้าคือฉินเต๋อเป่าที่เพิ่งถูกส่งตัวมา ไม่ทราบ…”

คนผู้นั้นลุกขึ้นนั่ง “ข้าชื่อเหลี่ยวเซียง เมื่อเช้าเว่ยกงกงบอกว่าจะส่งคนมาแทนจ้าวไหวที่ล้มป่วยเมื่อหลายวันก่อน คงเป็นเจ้ากระมัง เจ้านั่งก่อน”

ฉินเต๋อเป่าเพียงฟังเขาพูดประโยคแรกก็ตะลึงค้างแล้ว เมื่อครั้งอยู่ที่อุทยานหงเต๋อได้ยินพวกคนในวังพูดถึงเหลี่ยวเซียงคนนี้ด้วยถ้อยคำหยาบคาย สีหน้าเหยียดหยามสุดขีด บอกว่าเขาแต่งหน้าเข้มทุกวัน กิริยาวาจายั่วยวนสะดีดสะดิ้งยิ่งกว่าคณิกาในหอนางโลม ไม่ใช่ท่าทางซูบซีดอิดโรยเช่นนี้ หน้าตาจะชายจะหญิงก็แยกไม่ออก กระทั่งขันทีก็ไม่เหมือน กลับเหมือนบัณฑิตที่บอบบางคนหนึ่งมากกว่า ขณะกำลังพิเคราะห์ ได้ยินเหลี่ยวเซียงเอ่ยขึ้น “เจ้าไม่นั่งหรือ” จึงรีบถอนสายตาจาบจ้วงกลับมา รับคำคราหนึ่งแล้วนั่งลงที่เก้าอี้กลมด้านข้าง

“เจ้าชื่อฉิน…?”

“เต๋อเป่า…ฉินเต๋อเป่า”

“อ้อ” เหลี่ยวเซียงพยักหน้า “ข้างๆ เป็นห้องเดิมของจ้าวไหว เครื่องเรือนครบครัน เจ้าก็พักห้องนั้นไปก่อนแล้วกัน ที่นี่ไม่มีงานอะไรมาก แค่รดน้ำดอกไม้ในสวนทุกวัน และคอยปัดฝุ่นบ้างเป็นระยะ เมื่อถึงเวลาอาหารจะมีคนยกสำรับมาส่ง บางครั้งข้าอาจไม่อยู่กินที่นี่”

ฉินเต๋อเป่าอดเงยหน้าพินิจเขาในขณะที่อีกฝ่ายกำลังพูดมิได้ พลางนึกแปลกใจ นี่ก็ยามเว่ย (1) แล้ว คนผู้นี้ไฉนยังนอนอยู่บนเตียง ได้ยินว่าฝ่าบาทแทบไม่ยอมอยู่ห่างจากเขา แต่ที่นี่กลับเงียบเหงาปานนี้ คิดว่าข่าวลือคงไม่จริง ได้ยินว่าคนผู้นี้สามารถดูดกลืนจิตวิญญาณผู้คน ไฉนข้าไม่รู้สึกเช่นนั้น

เหลี่ยวเซียงขมวดคิ้วสงสัย “เจ้ามาจ้องหน้าข้าทำไม ที่ข้าพูดเจ้าได้จำไว้แล้วหรือยัง”

“จำ จำไว้แล้วขอรับ” ฉินเต๋อเป่าลนลานผงกหัว

เหลี่ยวเซียงพยักหน้าให้เขา “เจ้าออกไปก่อน เดี๋ยวยามโหย่ว (2) มาปลุกข้าอีกครั้ง ข้าเพลียมาก อยากนอนพัก”

สองประโยคสุดท้ายยิ่งค่อยกว่าเดิม ราวกับเสียงกระซิบ

ฉินเต๋อเป่าเห็นเขานอนลงอีกครั้ง ได้แต่หมุนตัวเดินออกจากห้อง อุ้มห่อสัมภาระไปยังห้องที่อยู่ติดกัน

v          v          v

ขณะจัดข้าวของ ได้ยินเสียงคนตบประตูดังสนั่น “เสี่ยวไหวจื่อ (3) เสี่ยวไหวจื่อ”

ฉินเต๋อเป่ารีบวิ่งออกมา “ใครน่ะ”

คนผู้นี้แต่งเครื่องแบบขันทีขั้นสี่ ทำเอาฉินเต๋อเป่าตกใจคุกเข่าแทบไม่ทัน “กงกง บ่าวเพิ่งมาใหม่ เสี่ยวไหวจื่อคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วขอรับ”

“ข้าคือหวังเฉี่ยน ขันทีหน้าพระตำหนัก ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เหลี่ยวเซียงกงกงเข้าเฝ้าด่วน รีบไปเชิญเขาออกมาเถอะ” หวังเฉี่ยนเอ่ยเร่งเขาด้วยดวงตายิ้มแย้มเป็นกันเอง

“เซียงกงกงยังนอนพักอยู่ เห็นว่าเพลียมาก…”

ฉินเต๋อเป่าพูดถึงตรงนี้ก็โดนถีบโครมลงพื้น ดวงตาแย้มยิ้มเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นดุดันทันใด “เจ้างั่ง ช่างไม่รู้จักกฎระเบียบ! ไม่ได้ยินที่ข้าบอกหรือว่าฝ่าบาทมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าด่วน”

“ไยหวังกงกงต้องรังแกเด็กที่เพิ่งมาใหม่ ข้ามิใช่อยู่นี่แล้วหรือ” กระแสเสียงเฉื่อยชาสุดขีด เหลี่ยวเซียงก้าวออกมาพลางคาดสายรัดเอว ก่อนพ้นประตูยังหันกลับมากำชับ “อาหารค่ำของข้าบอกพวกนั้นว่าไม่ต้องส่งมาแล้ว”

คนผู้นั้นพยักหน้าค้อมเอวเดินตามเหลี่ยวเซียงไป ฉินเต๋อเป่าคลำซี่โครงที่โดนเตะ สบถด่าเบาๆ หลายคำ พร้อมถุยน้ำลายไล่หลังคนผู้นั้น

v          v          v

อาหารของที่นี่ดีกว่าของอุทยานหงเต๋อหลายเท่า พอดีฉินเต๋อเป่าอยู่ในวัยตะกละจึงกินเสียพุงกางแล้วเข้านอนแต่หัววัน กระทั่งประตูก็ยังลืมปิด ดีที่เหลี่ยวเซียงมิได้กลับมาทั้งคืน

วันถัดมาท้องฟ้ายังไม่ทันสว่าง ประตูเรือนก็ถูกทุบเสียงดังสนั่น ฉินเต๋อเป่าเดินงัวเงียขยี้ตามาเปิดประตู พลันถูกคนที่เข้ามาผลักไปทางหนึ่ง ผู้มาเป็นขันทีร่างล่ำสองคน แบกผ้าห่มนวมม้วนหนึ่งตรงดิ่งไปที่ห้องของเหลี่ยวเซียง ฉินเต๋อเป่ารีบถลันไปถาม “นี่…พวกท่านจะทำอะไร”

ขันทีทั้งสองมิได้เหลือบแล นำผ้าห่มนวมวางบนเตียงเสร็จก็ผละไป ขณะที่เขากำลังตกตะลึงตาค้าง ปากขมุบขมิบสองครา เหลี่ยวเซียงก็โผล่หน้าออกจากม้วนผ้านวม ส่งเสียงแหบพร่า “เสี่ยวฉินจื่อ เตรียมน้ำร้อนมาถังหนึ่ง”

ฉินเต๋อเป่ายืนงงอยู่นานค่อยรู้สึกตัว รีบรับคำแล้วออกไปทันที โชคดีที่ฟืนไฟตระเตรียมไว้พร้อมแล้ว ไม่ถึงครู่น้ำร้อนควันฉุยถังหนึ่งก็ถูกยกเข้ามา เขากระซิบเรียกที่ข้างเตียง “กงกง น้ำพร้อมแล้วขอรับ”

เรียกอยู่สองคำค่อยมีแขนเปลือยข้างหนึ่งยื่นออกมาจากผ้าห่ม “พยุงข้าลุกขึ้น” เขารีบเข้าไปจับท่อนแขนนั้นอย่างเบามือ อีกมือหนึ่งควานหาแขนเปลือยอีกข้าง ออกแรงเล็กน้อยประคองเหลี่ยวเซียงลุกขึ้น เรือนกายในผ้าห่มปราศจากอาภรณ์แม้แต่ชิ้นเดียว ฉินเต๋อเป่ารีบเบือนสายตาหลีกไปไม่กล้ามองมาก

เหลี่ยวเซียงอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ศีรษะซุกแนบกับบ่าเขา ใบหน้ามีเส้นผมรุ่ยร่ายปรกลงมากว่าครึ่ง มองไม่ชัดว่าอยู่ในอารมณ์ใด น้ำเสียงแตกพร่ารุนแรง “พาข้า…ไปที่ถังน้ำ”

ฉินเต๋อเป่ารับคำ พยุงเขาลงจากเตียง เห็นเขาก้าวเท้าแทบไม่ไหว เรือนร่างอ่อนยวบราวกับโคลนเหลว จึงช้อนร่างเขาอุ้มไปวางในถังน้ำเสียเลย

เหลี่ยวเซียงระบายลมหายใจยาวๆ ทันทีที่ร่างกายสัมผัสถูกน้ำร้อน ก่อนหันมองขันทีน้อยพร้อมพยักหน้ายิ้มกล่าว “เจ้าอายุยังน้อย แต่เรี่ยวแรงกลับไม่น้อยเลย”

ฉินเต๋อเป่าเขินจนหน้าแดง “เดิมบ่าวก็ทำงานกุลีอยู่แล้ว”

“เอ๊ะ…” เหลี่ยวเซียงมุ่นคิ้ว “เมื่อวานเจ้ายังไม่รู้จักแทนตัวเองว่าบ่าวเลย ไฉนวันนี้จึงพูดขึ้นมาแล้ว”

ฉินเต๋อเป่าผงะนิดหนึ่งแล้วก้มหน้ากล่าวว่า “เมื่อวานบ่าวเลอะเลือน ถึงกับลืมแล้ว”

เหลี่ยวเซียงโบกมือไปมา “ช่างเถอะ ไม่ต้องคำก็บ่าวสองคำก็บ่าวอีกแล้ว ได้ยินคำว่าบ่าวทีไร เหมือนเป็นการย้ำเตือนตลอดเวลาว่าข้าก็คือบ่าวคนหนึ่ง”

“เอ่อ ขอรับ” ฉินเต๋อเป่าได้แต่ก้มหน้ารับคำ เห็นเหลี่ยวเซียงเอนพิงขอบถัง ปิดตาไม่พูดจาอีก อดรู้สึกแปลกใจมิได้ มิใช่ฝ่าบาทเรียกตัวเขาไปเข้าเฝ้าหรอกหรือ เมื่อก่อนตอนทำงานในอุทยานหงเต๋อ พระสนมเอกเต๋อเฟยเคยถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าครั้งหนึ่ง วันรุ่งขึ้นกลับมาใบหน้าอิ่มเอิบสดใส ทั่วทั้งอุทยานราวกับจัดงานฉลองเทศกาลกระนั้น แม้แต่เขาซึ่งเป็นขันทีชั้นต่ำสุดก็ยังได้รางวัล แล้วไฉนเหลี่ยวเซียงคนนี้ราวกับถูกจับตัวไปลงทัณฑ์อย่างทารุณจนกลายเป็นสภาพเช่นนี้ไปได้

“กงกง…” ฉินเต๋อเป่าเพิ่งอ้าปากก็พลันนึกเสียใจขึ้นมา เขาไหนเลยจะสามารถถามเรื่องพวกนี้ได้

สายตาของเหลี่ยวเซียงกวาดมองผ่านหมอกควัน “ทำไม?” เห็นขันทีน้อยอ้ำอึ้งอยู่นานไม่ยอมพูด เขาจึงย่นคิ้วอย่างหงุดหงิด “มีอะไรก็พูดมาตามตรง อึกอักอยู่ได้”

ฉินเต๋อเป่ารู้สึกได้ถึงแววขุ่นข้องจางๆ จึงเอ่ยเสียงค่อย “กงกงเป็นอะไรไป ท่าทางเหมือนเหนื่อยมาก”

สีหน้าของเหลี่ยวเซียงมิได้บึ้งตึงต่อไป กลับหัวเราะออกมาแทน “ทำเจ้าแตกตื่นใช่ไหม” เขาผ่อนเสียงให้นุ่มขึ้น “ไม่ต้องกลัว เห็นบ่อยเข้าเดี๋ยวก็ชินไปเอง” พูดจบก็ระบายลมหายใจยาวเหยียด แววตาท่ามกลางไอน้ำที่ลอยล่องยิ่งทวีความเลือนราง

v          v          v

ย่างเข้าเดือนสาม ช่วงกลางวันเริ่มยาวนาน เหลี่ยวเซียงไม่ค่อยอยู่ในเรือน บ่อยครั้งที่ไม่เห็นหน้าค่าตาตลอดวัน งานในเรือนก็พลอยน้อยไปด้วย ทำให้ฉินเต๋อเป่าว่างจัด บางครั้งจึงไปเล่นพนันกับพวกขันทีน้อยคนอื่นๆ บ้างก็คุยเล่นสนุกสนานกับพวกนางกำนัลที่คุ้นเคยกัน วันเวลาผันผ่านดั่งสายน้ำ

วันนี้บังเอิญได้เจอเสี่ยวลู่จื่อที่เคยทำงานตรงอุทยานหงเต๋อด้วยกันพอดี ทั้งคู่ไม่พบหน้ามานาน ย่อมมีเรื่องให้สนทนาไม่น้อย

เสี่ยวลู่จื่อลากเขามาถึงด้านหลังภูเขาจำลอง หน้าตาตื่นเต้นดีใจสุดขีดเมื่อกล่าว “ได้ยินว่าเจ้าก้าวเดียวทะลุฟ้า ถูกย้ายไปรับใช้เซียงกงกงแล้ว”

ฉินเต๋อเป่าหัวเราะระรื่นพลางพยักหน้า

เสี่ยวลู่จื่อจับแขนเขาแน่น “ก็แปลว่าเจ้าเคยเห็นฮ่องเต้แล้ว?”

ฉินเต๋อเป่าสั่นหน้า “ไม่เคยเห็น”

เสี่ยวลู่จื่อเห็นเขาโพล่งตอบเร็วมากจึงไม่เชื่อถือนัก “ได้ยินว่าฝ่าบาทไม่เคยห่างเซียงกงกง แล้วไฉนเจ้าถึงไม่เคยเห็น”

ฉินเต๋อเป่าเริ่มฉุน “ทุกครั้งฝ่าบาททรงให้คนมาตาม ข้าจะเคยเห็นได้อย่างไร”

“เฮ้อ…!” เสี่ยวลู่จื่อถอนใจยาวๆ “ข้านึกว่าเจ้าจะเป็นคนแรกในกลุ่มเราที่ได้เห็นฝ่าบาทเสียอีก จริงสิ เจ้ารู้ไหม เฝิงหย่วนถูกส่งไปอยู่ที่ตำหนักของพระสนมลี่แล้ว”

เฝิงหย่วนคือขันทีน้อยที่เข้าวังมาพร้อมกับพวกเขา รูปร่างค่อนข้างท้วม นิสัยซื่อสัตย์มีน้ำใจ สนิทกับฉินเต๋อเป่าพอสมควร ครั้นได้ยินข่าวคราวของเขาก็อดเป็นห่วงขึ้นมามิได้ กลับเห็นเสี่ยวลู่จื่อขมวดคิ้ว เห็นชัดว่านั่นมิใช่งานที่ดี จึงถาม “ตำหนักพระสนมลี่ มีอะไรยุ่งยากหรือ”

เสี่ยวลู่จื่อค้อนเขาวงหนึ่ง “ไฉนเจ้าดักดานเช่นนี้ นางกำนัลที่เพิ่งตายไปเมื่อหลายวันก่อน เห็นว่าเป็นเพราะป้อนอาหารเก่าเก็บให้แมวของพระสนมลี่กิน แมวก็เลยป่วย นางตัวดีก็เลยสั่งโบยสาวใช้คนนั้นจนเนื้อตัวแตกยับ แล้วเอาศพไปโยนทิ้งในสระเฟิ่งหลิน”

ฉินเต๋อเป่าตกใจหน้าซีด ได้แต่ตะลึงมองเสี่ยวลู่จื่อ

เสี่ยวลู่จื่อขึ้นหน้าอีกก้าว กดเสียงให้ค่อยลง “ข้านึกอยู่แล้วว่าคนซื่ออย่างเจ้าอ้วน ช้าหรือเร็วก็ต้องโดนนางหญิงใจโฉดคนนั้นลงโทษจนตายแน่”

ฉินเต๋อเป่าถ่มน้ำลายคำหนึ่งทันที “อย่าพูดส่งเดช!”

เสี่ยวลู่จื่อยิ้มแห้งๆ “แล้วคนที่เจ้าไปรับใช้เล่า นิสัยประหลาดหรือเปล่า”

ฉินเต๋อเป่าเอียงคอครุ่นคิด “ไม่เห็นมีอะไรประหลาด นิสัยก็ดี ยังไม่เคยดุด่าข้าเลย ดีกว่าขันทีโจวคนนั้นตั้งเยอะ”

เสี่ยวลู่จื่อผุดยิ้มมีเลศนัย “หน้าตาท่าทางเป็นอย่างไร เหมือนที่พวกนั้นลือกันว่ากระตุ้งกระติ้ง เดินบิดก้นซ้ายทีขวาทีหรือไม่?”

นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉินเต๋อเป่าต้องพลอยหัวเราะผสมโรงไปกับเขาแน่ แต่ยามนี้ไม่ทราบเพราะอะไรในใจกลับขุ่นเคืองขึ้นมา สุ้มเสียงกระด้างเมื่อตวาดว่า “พวกนั้นพูดจาส่งเดช เซียงกงกงไม่มีท่าทางแบบนั้นสักหน่อย”

เสี่ยวลู่จื่อเห็นอีกฝ่ายโมโหก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก จากนั้นก็คุยเรื่องทั่วไปอีกสองสามคำก็แยกย้ายกันไป

v          v          v

กลับถึงเรือนท้ายสวน พบว่าประตูเปิดอยู่ เหลี่ยวเซียงนั่งอยู่ในห้องอย่างที่น้อยครั้งจะเห็น กำลังเท้าคางใจลอย พอเห็นฉินเต๋อเป่าก็ผงกศีรษะเบาๆ “ชงชามากาหนึ่ง”

จนกระทั่งกาน้ำชาวางลงบนโต๊ะและกำลังจะเตรียมล่าถอยออกไป เหลี่ยวเซียงเอ่ยขึ้นอีกว่า “เจ้านั่งลงเถอะ ข้ารู้สึกเบื่อๆ อยู่เป็นเพื่อนคุยกับข้าก่อน”

ฉินเต๋อเป่าได้แต่นั่งลงตามสั่ง ทำท่าทางเหมือนล้างหูรอฟังเต็มที่

เหลี่ยวเซียงจิบชาคำหนึ่ง ก่อนเอ่ยถามพลางคลึงถ้วยชาในมือเล่น “ที่บ้านเจ้ามีใครบ้าง”

“ที่บ้าน…น่าจะยังมีท่านพ่ออยู่” ฉินเต๋อเป่าตอบเกร็งๆ

“น่าจะ?” เหลี่ยวเซียงเลิกคิ้วมองเขา

“เอ่อ ถ้าเขาไม่ถูกเจ้าหนี้ตีตาย ก็คงเหลือแต่เขาคนเดียวแล้ว เขาเป็นผีพนัน เดิมข้ายังมีพี่สาวอีกคน แต่ถูกท่านพ่อขายให้ซ่องคณิกาไปตั้งแต่อายุสิบสาม เงินที่ได้ก็ผลาญเกลี้ยงในวันถัดมา ข้าเองก็ถูกเขาขายมาที่นี่เช่นกัน” ฉินเต๋อเป่าพูดพลางขอบตาเริ่มแดง

เหลี่ยวเซียงหลุบตา เอ่ยเพียง “อ้อ” เบาๆ คำหนึ่ง จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก

ฉินเต๋อเป่ารู้สึกว่าตัวเองเสียกิริยาเกินไป จึงรีบเช็ดตาแล้วถาม “กงกง แล้วบ้านท่านยังมีใครอีกหรือไม่”

เหลี่ยวเซียงมองเขาแวบหนึ่งค่อยตอบ “บิดามารดาข้ายังอยู่ทั้งคู่ แล้วก็มีน้องชายอีกคน”

ฉินเต๋อเป่าเห็นเขาพูดถึงน้องชายด้วยแววตาเป็นประกายจึงรีบถามเอาใจ “ท่านรักน้องชายมากกระมัง”

เหลี่ยวเซียงแย้มยิ้มดังคาด หน้าตาเขาเพียงนับว่าหมดจด แต่ยามยิ้มกลับงามล้ำ มีเสน่ห์ไปอีกแบบ เขาพยักหน้าขึ้นลง “ใช่ น้องชายข้าเฉลียวฉลาดตั้งแต่เด็ก สิบกว่าขวบก็แตกฉานโคลงกลอน อาจารย์ของเขาบอกว่าถ้าเขามาสอบรับราชการในเมืองต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอน”

“โอ?” ฉินเต๋อเป่าเห็นเขากล่าวด้วยแววตาสุกใสจึงรีบซักต่อ “ต่อมาเป็นอย่างไร”

เหลียวเซียงพลันเงียบขรึม ก้มหน้าหมุนถ้วยชาในมือ พอนานเข้าฉินเต๋อเป่าก็เข้าใจว่าเขาคงไม่พูดอะไรอีกแล้ว กลับได้ยินเหลี่ยวเซียงเอ่ยขึ้นว่า “ต่อมาท่านพ่อท่านแม่ก็เอาข้ามาขายเพื่อเป็นค่าเดินทางเข้าเมืองหลวงให้น้องชาย”

ฉินเต๋อเป่านิ่งงันทันใด เขารู้ดี หลายปีมานี้บ้านเมืองร่มเย็น จะมีครอบครัวไหนที่ยินดีให้ลูกไปเป็นขันที ดังนั้นทุกปีราคาจัดหาขันทีจึงสูงขึ้น ส่วนมากมักถูกโจรลักพาตัวมาขาย พ่อเขาที่เป็นผีพนันถือเป็นข้อยกเว้น คิดไม่ถึงว่าครอบครัวของเหลี่ยวเซียง…จะใจดำปานนี้

เหลี่ยวเซียงเพียงแตะมื้อเที่ยงแค่สองคำก็ให้เขายกออกไป ไม่ทราบเพราะคุยเรื่องเก่าๆ จึงทำให้จิตใจเศร้าหมองหรือเพราะสาเหตุอื่นใด

ฉินเต๋อเป่าคร้านจะไปขบคิด กินอิ่มก็ขึ้นเตียงงีบกลางวัน เดือนนี้เขาสุขสบายจนขี้เกียจ รูปร่างก็สูงขึ้น นอนๆ อยู่ก็เผลอเตะตู้ข้างเตียง เสียงดังปึกจนเขาตกใจสะดุ้งตื่น เช็ดน้ำลายที่ไหลย้อยข้างแก้มแล้วเตรียมหลับต่อ หากกลับแว่วเสียงสนทนาดังมาจากห้องข้างๆ เรือนหลังนี้ปกตินอกจากนางกำนัลแก่ๆ ที่ส่งอาหารและซักเสื้อผ้าแล้วแทบไม่มีคนอื่นเข้ามา แต่ที่ได้ยินรางๆ เป็นเสียงบุรุษ หรือว่า…จ้าวไหวที่ช่วงก่อนล้มป่วยจะกลับมาทำงานต่อแล้ว ฉินเต๋อเป่าค่อยๆ ลุกจากเตียง เปิดประตูเบาๆ ย่องไปแนบหูแอบฟังที่ข้างหน้าต่างห้องของเหลี่ยวเซียง

หลังเสียงสั่นเครืออู้อี้หลายคำก็ตามมาด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “ทำไม…เจ้ายังโกรธอยู่อีกหรือ”

ฉินเต๋อเป่าฟังถึงตรงนี้ก็กระตุกวูบในใจ สุ้มเสียงห้าวทุ้มเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เสียงขันทีอะไรแน่นอน และในวังหลวง บุรุษแท้ก็มีแค่…

พลันได้ยินเสียงเหลี่ยวเซียง “นี่ทรมานกันชัดๆ…อือ ปล่อยกระหม่อมไปเถอะ เมื่อวานกระหม่อมยังกระอักโลหิตไม่มากพออีกหรือ”

คนผู้นั้นกล่าวว่า “เจ้ากลัวว่าข้าจะทำเจ้าตายหรือ ไม่ต้องห่วง หมอหลวงพวกนั้นไม่ได้รู้จักแต่กินข้าว ยาที่หลายวันก่อนมอบให้เจ้า ได้กินหรือไม่”

เสียงของเหลี่ยวเซียงผิดจากปกติ ละมุนละไมกว่าเดิมมาก ยามกล่าวยังปนเสียงครางแผ่ว “ถ้ายังทรมานแบบนี้ต่อไป ยาดีแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ หลายวันนี้มีคนส่งนางรำกลุ่มหนึ่งมาถวายแล้วนี่นา หรือไม่มีถูกใจสักคน?”

ได้ยินอีกฝ่ายกระแทกเสียงเย็นชา “ถ้าเจ้าวิตกเรื่องนี้ มิสู้ไปช่วยข้าเลือกแล้วส่งไปที่ตำหนักบรรทมให้ข้าสักหลายคน  ถ้าไม่ดีพอ เจ้าก็ต้องปรนนิบัติข้าต่อไป”

เหลี่ยวเซียงไม่พูดอีก ทำให้เสียงกึกกักของเตียงยิ่งดัง ฟังจนฉินเต๋อเป่าใบหูแดงเถือก ไม่ทราบนานแค่ไหน เหลี่ยวเซียงค่อยพึมพำว่า “ฝ่าบาท ไว้ชีวิตบ่าวด้วยเถอะ”

คนผู้นั้นถอนใจคราหนึ่ง ตามด้วยเสียงขยับเสื้อผ้าดังสวบสาบ ฉินเต๋อเป่ารีบคุกเข่าที่หน้าประตู ไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง ไม่ถึงครู่ ประตูห้องถูกดึงเปิด คนผู้นั้นชะงักฝีเท้า “เจ้าเพิ่งมาใหม่หรือ?”

ฉินเต๋อเป่ารู้สึกเหมือนหัวใจจะกระโจนออกมาจากปาก ตอบเสียงตะกุกตะกักว่า “บ่าว…บ่าวเสี่ยวฉินจื่อ ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี”

ถ้อยคำชุดนี้ได้รับการฝึกฝนตั้งแต่เริ่มเข้าวัง แต่เนิ่นนานไม่ได้นำมาใช้ ยามกะทันหันก็ไม่ทราบว่ากล่าวถูกหรือผิด ได้แต่ตัวสั่นงันงกอยู่กับที่

ได้ยินเสียงดัง “อืม” คำหนึ่ง ตามด้วย “เงยหน้าขึ้นมา”

เขาเงยหน้าขลาดๆ กลัวๆ เห็นนายเหนือหัวที่สุ้มเสียงทระนงถือดี ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย มุมปากประดับรอยยิ้มเบาบาง กำลังก้มมองเขา “เสี่ยวฉินจื่อ พักนี้เหลี่ยวเซียงสุขภาพไม่ดี เจ้าอย่าลืมตุ๋นยาบำรุงให้เขาทุกวันด้วย”

เขาก้มหน้ารับคำเสียงสั่นติดๆ กัน เมื่อเงยหน้าอีกครั้ง ฮ่องเต้ก็เดินไปแล้ว เขาใช้เวลาอยู่นานกว่าจะตะกายลุกขึ้น เดินเข้าห้องของเหลี่ยวเซียง

บนเตียงยุ่งเหยิง เสื้อผ้าของเหลี่ยวเซียงกระจายอยู่ตามพื้น เขานอนฟุบเหนือเตียง กำลังโงหัวมองข้างนอก ริมฝีปากโดนกัดจนปริแตกมีเลือดไหลซิบ พอเห็นฉินเต๋อเป่ายืนตะลึงจึงกวักมือเรียก พลางเอ่ยเสียงอ่อนระโหย “เสี่ยวฉินจื่อ ไปเตรียมน้ำร้อนมาถังหนึ่ง”

v          v          v

“สูงอีกหน่อย สูงอีกหน่อย เบี้ยวแล้ว! เจ้าเด็กพวกนี้ ตาเหล่ตาเขหรืออย่างไร” ขันทีเฉียน หัวหน้าฝ่ายงานพิธียืนกำกับขันทีน้อยหลายคนที่กำลังติดสายรุ้งบนเสาคานอยู่ที่ใต้ชายคาตำหนัก ระหว่างแผดด่าก็ควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อมันเยิ้มบนใบหน้า

ขันทีใต้บัญชาของเขาเข้ามารายงานว่า “กงกงไปรับลมที่ระเบียงทางเดินก่อนเถอะ ทางนี้บ่าวจะดูแลให้เอง”

เฉียนกงกงพยักหน้า กำชับสองสามคำก็เดินออกมา พอหมุนตัวก็ชนถูกคนผู้หนึ่งจนเกือบล้มลงพื้น เขาเดือดดาลใหญ่ กำลังจะอ้าปากผรุสวาท พอเห็นเป็นเจิ้งชวี ขันทีหน้าพระตำหนักก็รีบเก็บงำอารมณ์โกรธทันใด แล้วถามว่า “เจิ้งกงกง นี่จะรีบไปไหนหรือ”

เจิ้งชวีเหงื่อท่วมศีรษะ มองเขาแวบหนึ่ง “เฉียนกงกง ท่านรู้หรือไม่ว่าฝ่าบาทอยู่ที่ไหน”

“นี่ข้าจะทราบได้อย่างไร” เขาปรายมองเจิ้งชวี “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“โธ่…” เจิ้งชวีใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อพลางกล่าว “ใต้เท้าเจ้ากรมพิธีการบอกว่ามีเรื่องด่วนต้องการเข้าเฝ้า ข้าวิ่งหาในวังหลวงอยู่ครึ่งค่อนวันแล้วยังหาฝ่าบาทไม่เจอ”

ขันทีเฉียนจุ๊ปาก “เรือนท้ายสวน ท่านไปหามาหรือยัง”

“แน่นอนว่าไปแล้ว เสี่ยวฉินจื่อที่เรือนนั้นบอกว่าเซียงกงกงถูกฝ่าบาทเรียกตัวไปตั้งนานแล้ว ไม่อยู่ที่นั่น”

“ถ้าอย่างนั้น…ท่านลองไปถามที่ห้องเครื่องว่าพระกระยาหารเที่ยงของวันนี้จะส่งไปที่ไหน”

เจิ้งชวีตบหัวตัวเองเบาๆ “ข้าลืมไปได้อย่างไร ขอบคุณเฉียนกงกงมาก เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าเลี้ยงเหล้าตอบแทน” จบคำก็เร่งรุดจากไป

v          v          v

ส่วนฮ่องเต้เจาหยวน…จิ่งซวิน ในขณะนั้นกำลังพักผ่อนอยู่ในเรือนข้างของตำหนักฉีหลัน ศีรษะหนุนอยู่บนตักของเหลี่ยวเซียง มือข้างหนึ่งเขี่ยปอยผมของเขาไปมา พลางสนทนาเรื่องสัพเพเหระทั่วไป

“ทำไมร้อนแบบนี้” จิ่งซวินพูดพลางแหวกคอเสื้อ มองไปที่นอกผ้าม่าน “คนโบกพัดไปตายกันหมดแล้วหรือ”

เหลี่ยวเซียงเลิกมุมผ้าม่านขึ้น เห็นนางกำนัลที่มีหน้าที่โบกพัดไม่ทราบฟุบหลับกับแท่นวางเท้าตั้งแต่เมื่อไร จึงยิ้มเล็กน้อยแล้วก้มหยิบพัดจากมือนางแล้วหันมาปลอบว่า “อย่าเอะอะไปเลย กระหม่อมพัดให้แล้วกัน”

ฮ่องเต้หลับตานอนบนตักเขา รู้สึกลมเย็นๆ วูบผ่านใบหน้าเป็นระลอกค่อยคลายร้อนลงบ้าง จึงไม่ไปสืบสาวเอาความอีก ทว่ามือกลับเลื้อยเข้าไปในสาบเสื้อของเหลี่ยวเซียง สัมผัสผิวเนื้อที่นวลเนียนและเย็นเล็กน้อยในนั้น

เหลี่ยวเซียงเบี่ยงตัวออกอย่างอึดอัด “อย่าเล่น”

บุรุษกลับทำเป็นไม่ได้ยิน ยังคงคลึงเคล้นตามอำเภอใจ พลางเอ่ยถามไปคนละเรื่อง “ที่ข้าพูดเมื่อครู่นี้ เจ้าจำไว้แล้วใช่ไหม”

เหลี่ยวเซียงชะงักเล็กน้อย “ว่ากระไร” ก่อนนึกขึ้นได้ทันใด “เรื่องที่ว่าให้กระหม่อมเป็นผู้รินน้ำจัณฑ์ในงานเลี้ยงเทศกาลตวนหยาง (4) ใช่หรือไม่” อีกฝ่ายที่นอนหนุนตักเขาผงกศีรษะขึ้นลง “เพราะอะไรถึงต้องเป็นกระหม่อม หรือเห็นว่าฎีกาทูลขอให้ประหารกระหม่อมยังไม่มากพอ?”

จิ่งซวินยืดตัวบิดขี้เกียจ “เจ้าไปก็แล้วกัน จะถามมากเรื่องทำไม” กล่าวพลางฉวยพัดในมือเขาเหวี่ยงไปทางหนึ่ง โน้มคอเขามาใกล้แล้วจูบบนกลีบปากสีซีด ระงับอาการต่อต้านอันอ่อนแรงของเขา มิคาดเพิ่งรั้งเสื้อเขาลงมา

ข้างนอกพลันมีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมา ตามด้วยเสียงเหนื่อยหอบ “ฝะ…ฝ่าบาท ใต้เท้าจ้าวจากกรมพิธีการมีเรื่องด่วนขอเข้าเฝ้า บอกว่าท่านอ๋องของแคว้นชี่เหอหลัวเยียรุดถึงเมืองหลวงเพื่อขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

จิ่งซวินได้แต่ถอนมือกลับไป กล่าวกับข้างนอกว่า “เจิ้น (5) รู้แล้ว ให้เขาไปรอที่ตำหนักไท่อาน”  

เหลี่ยวเซียงยิ้มพราย กระชับสาบเสื้อให้เข้าที่ก่อนเอ่ยเสียงกังวานใส “บ่าวจะช่วยผลัดฉลองพระองค์ให้ฝ่าบาท”

– ๒ –

เทศกาลตวนหยางวันนั้นอากาศร้อนผิดปกติ เหลี่ยวเซียงอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้าตรู่ จากนั้นให้ฉินเต๋อเป่าไปตำหนักหลี่อานพร้อมกัน เพราะคืนนี้ฮ่องเต้จะจัดงานเลี้ยง ดังนั้นเหล่าขันทีกับนางกำนัลจึงยุ่งกับการทำความสะอาดและตกแต่งสถานที่ ทุกคนพอเห็นเหลี่ยวเซียงก็ทยอยกันโค้งคำนับและหลีกทางให้ ขันทีน้อยหลายคนถึงกับแย่งกันเข้ามาเสนอหน้า “เซียงกงกง ฉากบังตาหยกเขียวลายบุปผาสกุณาที่วางอยู่ด้านหลังบัลลังก์มังกรมีรอยแตกร้าวตั้งแต่เมื่อไร ไม่ทราบว่าต้องเปลี่ยนหรือไม่”

เหลี่ยวเซียงทำท่าครุ่นคิด “ข้าจำได้ว่าในคลังเก็บของยังมีอีกอันที่เป็นทองฝังมุก เปลี่ยนเป็นอันนั้นแล้วกัน”

พวกขันทีน้อยรีบรับคำแล้วไปทำตามสั่งทันที

ฉินเต๋อเป่ามองเหลี่ยวเซียงด้วยสายตางุนงง “กงกง เรื่องแบบนี้ยังต้องถามท่านด้วยหรือ?”

เหลี่ยวเซียงชะงักนิดหนึ่ง “ไม่ถามข้าแล้วจะไปถามใคร หรือเจ้าจะให้ข้าเอาแต่กินกับนอนโดยไม่ทำอะไร”

ยามนี้ฉินเต๋อเป่าค่อยนึกขึ้นได้ว่าเหลี่ยวเซียงมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายดูแลสถานที่จึงยิ้มหน้าม้าน

เหลี่ยวเซียงคล้ายต้องการพูดต่อ ทว่ากลับถูกขันทีคนหนึ่งลากไปตรวจดูเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร

ครึ่งวันผ่านไปกับการวิ่งวุ่นทางนั้นทางนี้ ฉินเต๋อเป่าเดินตามข้างหลังจนสองขาปวดเมื่อยไปหมด เมื่อทุกอย่างตกแต่งเกือบแล้วเสร็จ เหลี่ยวเซียงพลันถามเขาว่า “นี่เวลาใดแล้ว”

ยามเซินสามเค่อ (6) ขอรับ” เขาตอบ

เหลี่ยวเซียงพยักหน้า “เดี๋ยวข้ากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เจ้าอยู่ดูแลทางนี้แล้วกัน” จบคำก็จ้องหน้าเขาแล้วกล่าวต่อ “เมื่องานเลี้ยงเริ่ม เจ้าไปขอเหล้าบ๊วยที่เฉินกงกงให้ที บอกว่าข้าเป็นคนขอ ไว้ดื่มแก้อาการอ่อนเพลีย”

ฉินเต๋อเป่ารับคำอย่างกระฉับกระเฉง เมื่ออีกฝ่ายผละไปก็หยิบแส้ปัดฝุ่นขึ้นมา ทำท่าปัดซ้ายปัดขวาตามโต๊ะและเก้าอี้

v          v          v

แสงสายัณห์สาดส่องขั้นบันไดหน้าตำหนักใหญ่เป็นสีแดงฉาน กลางตำหนักจุดไฟทุกมุม ครอบด้วยโคมแก้ว สว่างไสวเหมือนยามกลางวัน เมื่อสายลมพัดพรู สายรุ้งบนเสาคานพลิ้วไหวเบาๆ ภายในตำหนักใหญ่ที่อร่ามเรืองรองแห่งนี้ค่อยๆ เพริศแพร้วแวววาวราวกับทิพย์พิมาน

ฉินเต๋อเป่ากำลังยืนตาลายพิงเสาต้นหนึ่ง พลันมีเสียงกลองดังขึ้น ประดาขุนนางทยอยกันเข้ามา ไม่ช้าเสียงพูดคุยเสียงหัวเราะก็อื้ออึงไปทั้งตำหนักหลี่อาน เขารีบผลุบไปซ่อนที่หลังเสา รอคอยคำสั่งอย่างนอบน้อมเหมือนกับขันทีชั้นผู้น้อยคนอื่นๆ ขณะกำลังเบื่อหน่ายนั้นเอง สายตาพลันเหลือบเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยสายหนึ่งยืนอยู่ข้างบัลลังก์มังกร

เมื่อขุนนางเข้านั่งประจำที่ ฮ่องเต้ก็เสด็จออกมา ฝูงชนรีบคุกเข่ากราบกราน เปล่งคำถวายพระพร

จากนั้นได้ยินคำว่า “ลุกขึ้น” ฮ่องเต้เจาหยวนยิ้มตรัส “งานเลี้ยงวันนี้ต่างจากที่ผ่านมา มีอาคันตุกะพิเศษเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง คิดว่าขุนนางทุกท่านคงเคยได้ยิน ท่านนี้ก็คืออ๋องไท่ถ่าแห่งแคว้นชี่เหอหลัวเยีย”

ทุกคนแลเห็นบุรุษร่างบึกบึนที่จมูกโด่งตาคมซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างแต่แรกแล้ว คนผู้นั้นขึ้นหน้าคารวะ กล่าวด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “ไท่ถ่าถวายบังคมฝ่าบาท” เขาพูดได้ไม่คล่องนัก คำถวายพระพรชุดใหญ่ที่ตามหลังมา ล้วนเป็นหร่วนหนิงจง เสนาบดีกรมพิธีการที่เชี่ยวชาญด้านภาษาชี่เหอหลัวเยียช่วยแปลให้เขา จากนั้นก็แปลคำอวยพรของฮ่องเต้ให้เขาฟังอีกทีเช่นกัน

ยามนั้นใกล้ถึงยามโหย่ว (7) จิ่งซวินจึงชูจอกเปิดงานเลี้ยง

v          v          v

หลังการแสดงฟ้อนรำและคารวะน้ำจัณฑ์สามรอบผ่านไป ก็ถึงเวลาบรรเลงดนตรีของนักสังคีตประจำวังหลวง จิ่งซวินขยิบตาให้เหลี่ยวเซียงที่อยู่ด้านข้าง

เหลี่ยวเซียงผงกศีรษะ ถือป้านสุราเดินลงจากบันไดหยก รินน้ำจัณฑ์ให้เหล่าขุนนางตามลำดับขั้น ด้วยฐานะของเขา ความจริงไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่นี้ ดังนั้นทุกคนจึงงุนงงทำอะไรไม่ถูก ปฏิกิริยาก็ต่างกันออกไป…

บ้างก็หน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่แม้แต่จะเหลือบแล กระทั่งถึงกับยกจอกเทเหล้าทิ้ง

บ้างก็แย้มยิ้มกว้างขวางท่าทางตื่นเต้นดีใจ กล่าวอย่างเกรงใจว่า “ไหนเลยจะกล้ารบกวนเซียงกงกง”

ยังมีบางคนแค่พยักหน้าอย่างขอไปทีโดยไม่เอ่ยวาจาสักคำ ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในสายตาของคนผู้นั้นบนบัลลังก์มังกร มุมปากปรากฏรอยยิ้มใคร่ครวญ

และแล้วก็เกิดความผิดพลาดที่เบื้องหน้าของท่านอ๋องแห่งชี่เหอหลัวเยียจนได้ ปกติในวังของอ๋องผู้นี้ก็เลี้ยงขันทีไม่น้อย เขามีนิสัยมัวเมาราคะ มักเอาขันทีในวังไปแลกเปลี่ยนกับแคว้นเพื่อนบ้านเสมอ จึงเข้าใจว่าที่นี่จะเหมือนกับแคว้นอื่น พอเห็นเหลี่ยวเซียงเดินมารินเหล้าให้ ก็รู้สึกต้องชะตายิ่งนัก ทว่าไม่ทราบถึงความพิเศษของฐานะเขา เข้าใจว่าเป็นแค่ขันทีทั่วไปคนหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่ทันคิดหน้าคิดหลังก็ยื่นมือออกไปรวบเอวของเหลี่ยวเซียงมานั่งบนตักตน ทำเอาเหลี่ยวเซียงตกใจอุทานคำหนึ่ง ป้านสุราหลุดจากมือลงพื้นแตกกระจาย

เกิดความแตกตื่นไปทั่วทุกมุมห้อง แม้แต่เหรินลู่อ๋องที่กำลังปิดตาสงบจิตใจก็พลอยเบิกตาไปด้วย เหลี่ยวเซียงไหนเลยจะเคยได้รับการปฏิบัติจากคนนอกเยี่ยงนี้ จึงดิ้นขัดขืนโดยไม่สนใจมารยาทอันใดอีก ทว่าเจ้าไท่ถ่าคนนี้กลับเรี่ยวแรงมหาศาลผิดมนุษย์ กำราบขันทีที่บอบบางคนนี้ได้อย่างง่ายดาย เขาคิดแค่ว่าเหลี่ยวเซียงแสร้งกระบิดกระบวน จึงลูบคลำไปตามเนื้อตัวพลางเอ่ยกระเซ้าเย้าแหย่ด้วยภาษาดอกไม้

ขณะที่ผู้คนตกตะลึงตาค้าง จิ่งซวินบนบัลลังก์มังกรได้ลุกยืนขึ้นช้าๆ

หร่วนหนิงจงที่อยู่ใกล้ไท่ถ่ากว่าใครตั้งสติได้ก่อน รีบกล่าวกับเขาด้วยภาษาชี่เหอหลัวเยียเป็นชุด บอกเขาว่าเหลี่ยวเซียงมีสถานะพิเศษ ไม่อาจล่วงเกินได้ ไท่ถ่าได้ฟังก็ปล่อยแขนที่จับไว้แน่นทันที เหลี่ยวเซียงรีบผลักเขาเต็มแรงจนตัวเองหล่นไปนั่งกับพื้น ท่าทางเหมือนยังตกใจไม่หาย

มิคาด ไท่ถ่าคนนั้นกลับไม่ยอมเลิกราเพียงนี้ ได้ยินว่าฐานะเหลี่ยวเซียงไม่ธรรมดายิ่งเกิดความสนใจกว่าเดิม ลุกขึ้นกล่าวพึมพำๆ เป็นชุดกับจิ่งซวิน จิ่งซวินขมวดคิ้วมองหร่วนหนิงจง

หร่วนหนิงจงไม่เคยเกลียดตัวเองเท่าเวลานี้มาก่อนที่เข้าใจภาษาชี่เหอหลัวเยีย เขาปาดเหงื่อเหนือหน้าผากก่อนกล่าว “เขา…เขาพูดว่า ยินดีใช้สาวงามห้าร้อยนางแลกกับ…แลกกับ…เซียง…กง…กง” สามคำสุดท้ายเบาหวิวเหมือนเสียงยุง ทว่าเหล่าขุนนางยังคงได้ยินอย่างชัดแจ้ง ทั่วบริเวณเงียบกริบ สายตาทุกคู่มุ่งไปที่ฮ่องเต้บนบัลลังก์มังกร โดยเฉพาะราชครูหลี่เซิ่งถิงถึงกับเอียงคอไปมองว่าฮ่องเต้ได้พกกระบี่ติดตัวมาหรือไม่

ใบหน้าประดุจน้ำแข็งสลักของจิ่งซวินปรากฏรอยยิ้มสายหนึ่ง เมื่อกล่าว “ได้สิ” หยุดเล็กน้อยค่อยพูดต่อ “แต่ว่า ในวังของเจิ้นมีสาวงามเต็มไปหมด หากท่านต้องการเขา ก็เอาพื้นที่ของเขตซ่าฮาทางตะวันตกเฉียงเหนือมาแลก”

หร่วนหนิงจงแปลให้ไท่ถ่าฟังอีกรอบ

ไท่ถ่าคิดไปคิดมาแล้วยิ้มกล่าวอะไรบางอย่าง…

หร่วนหนิงจงแปลด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านไท่ถ่ากล่าวว่า…เมื่อครู่เขาแค่พูดเล่น”

สีหน้าจิ่งซวินค่อยผ่อนคลายลง ซ้ำยังตบมือสองครา “ไท่ถ่าอ๋องช่างมีอารมณ์สุนทรีย์ยิ่ง ดื่มสุราอย่างเดียวออกจะน่าเบื่ออยู่บ้าง เช่นนั้นให้นางรำที่ส่งมาจากแคว้นชี่เหอหลัวเยียออกมาร่ายรำเถอะ”

ทุกคนโล่งอกไปตามๆ กัน ไม่ช้าทั่วทั้งโถงก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเฮฮาอีกครั้ง เหลี่ยวเซียงถูกขันทีน้อยสองคนเข้ามาพยุง เศษชิ้นส่วนที่แตกหักของป้านสุราก็ถูกเก็บกวาดออกไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์เมื่อครู่ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นกระนั้น

v          v          v

กว่างานเลี้ยงจะเสร็จสิ้น ขุนนางกว่าครึ่งก็เมาจนยืนไม่ตรงทาง แต่ละคนถูกประคองปีกออกจากวังไป

เจิ้งชวีสั่งขันทีน้อยหลายคนเข้ามาพยุงฮ่องเต้ที่เมาไม่ได้สติกลับเข้าตำหนักบรรทม หลังจากช่วยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็พยุงขึ้นเตียงอย่างระมัดระวัง เป่าเทียนดับและปิดประตูตำหนัก คืนนี้เป็นเวรของเขา แต่ในงานเลี้ยงเขาแอบดื่มไปหลายจอก ยามนี้กำลังมึนได้ที่ จึงพิงประตูหลับไปโดยไม่รู้ตัว…

ห้วงเคลิ้มได้ยินเสียงคนเรียก ที่แท้เป็นเสียงของฮ่องเต้ เขาสะดุ้งตื่นทันใด พบว่าเสียงนั้นดังมาจากในตำหนักจริงๆ ขันทีน้อยอีกสองคนสติยังแจ่มใส รีบเข้ามาพยุงเขาลุกขึ้น เขาจัดแจงเสื้อผ้าแล้วเดินเข้าข้างในไป

ภายในตำหนักใหญ่มีนางกำนัลจุดโคมไว้แล้ว จิ่งซวินนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้ายังเหลือเค้ามึนเมาอยู่บ้าง แววตาเข้มขรึมเจือรอยดุดัน เขาดื่มน้ำแกงแก้เมาที่ส่งขึ้นมาอึกหนึ่ง ก่อนกล่าว “ไป ไปตามเหลี่ยวเซียงมาให้เจิ้น”

v          v          v

ตอนนั้นล่วงเข้ายามสาม (8) แล้ว เหลี่ยวเซียงถูกเรียกตัวเข้าเฝ้ากะทันหัน ผมเผ้ารุ่ยร่าย เสื้อตัวนอกเพียงคลุมบนร่างหลวมๆ สายรัดเอวก็ยังไม่มีเวลาคาด เพิ่งเดินถึงประตูตำหนักกลับหยุดยืนนิ่งมิได้เดินเข้าไป จิ่งซวินนั่งบนตั่งมองมาแต่ไกล ท่าทางเหมือนพายุกำลังก่อตัว เจิ้งชวีรีบเดินนำขันทีและนางกำนัลล่าถอยออกมา ก่อนปิดประตูอย่างแน่นหนา

จิ่งซวินพลันลุกพรวด ก้าวยาวๆ ตรงมาฉุดมือเหลี่ยวเซียงไปที่เตียง เหลียวเซียงขัดขืนเล็กน้อย กลับกลายเป็นกระตุ้นอารมณ์กักขฬะให้ลุกโชน ยิ่งออกแรงเหวี่ยงโครมจนล้มเขาคว่ำบนเตียง ตามด้วยยื่นมือมากระชากเสื้อผ้า

เหลี่ยวเซียงใช้สองมือกุมคอเสื้อไว้แน่น จิ่งซวินง้างเท่าไรก็ไม่ออก จึงสะบัดฝ่ามือตบหน้าไปหนึ่งฉาด พลางตวาด “บังอาจแข็งข้อรึ!” หนึ่งฝ่ามือที่ฟาดลงไป เขาเองก็พลอยหายเมาไปด้วย เห็นมุมปากเหลี่ยวเซียงมีหยาดเลือดรินไหล อดผงะมิได้ ยื่นมือไปลูบแก้มอีกฝ่ายพลางถามน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ็บมากไหม”

เหลี่ยวเซียงปราศจากความรู้สึก เพียงกระชับสาบเสื้อมิดชิด คล้ายเตรียมลุกจากเตียง

จิ่งซวินผลักเขานอนลงแล้วคร่อมทับ “เรื่องในคืนนี้ เจ้าไม่ชอบใจหรือ?”

เหลี่ยวเซียงถูกเป่ารดด้วยกลิ่นเหล้าเต็มหน้าจนต้องมุ่นคิ้ว เบือนหน้าไปทางหนึ่ง ไม่โต้ตอบสักคำ

จิ่งซวินยังคงกล่าวด้วยท่าทีละมุนละไม “เจ้าไม่รู้ หน้าด่านสำคัญโดยส่วนใหญ่ของแคว้นชี่เหอหลัวเยียล้วนอยู่ในเขตซ่าฮา ถ้าไม่มีตรงนั้น เขาก็เป็นได้แค่ลูกแกะตัวหนึ่งที่เผยตัวต่อหน้าพยัคฆ์ ต่อให้เจ้าไท่ถ่านั่นโง่แค่ไหน ก็ไม่มีทางตกลงแน่นอน”

เหลี่ยวเซียงยังเงียบงัน แต่ถูกบุรุษกดทับจนแทบหายใจไม่ออก

จิ่งซวินเห็นต้นคอที่ขาวผ่องของเขา จิตใจหวามไหวจนห้ามไม่อยู่ ขณะจะก้มลงไปดูดดื่ม เหลี่ยวเซียงกลับผลักเขาเต็มแรงหวิดร่วงจากเตียง นี่ไม่ต่างจากการถูกราดน้ำเย็นบนศีรษะ ฮ่องเต้โทสะลุกโชน ดึงคอเสื้อของเหลี่ยวเซียงขึ้นมา แล้วตบหน้าเขาหลายฉาด แค่นเสียงเย็นเฉียบ “โอหัง ข้าโปรดปรานเข้าหน่อยทำเป็นเล่นตัว ถ้าวันนี้เจิ้นไม่สั่งสอนเจ้าเสียบ้าง วันหน้าไยมิใช่ถูกเจ้าลามปามยิ่งกว่านี้”

เหลี่ยวเซียงโดนตบจนแก้มแดงเถือก ร่างอ่อนระทวยบนเตียง เนื้อตัวสั่นสะท้าน

จิ่งซวินกระชากเขาขึ้นมาตบต่อ มิคาดมือหนักไปหน่อย แขนเสื้อของเขาขาดแควกออกมา เผยเห็นท่อนแขนกว่าครึ่ง ตอนนี้การดิ้นรนของเหลี่ยวเซียงอ่อนแรงไปมาก น้ำตาไหลพรูจากหางตาลงมาตามร่องแก้ม หากยังคงกัดฟันแน่นไม่ยอมเปล่งเสียง

การโรมรันอันยาวนานยิ่งกระพืออารมณ์ของจิ่งซวิน เพลิงพิโรธก็แปรสภาพเป็นไฟปรารถนา เขาใช้แขนเสื้อข้างนั้นมัดสองมือของเหลี่ยวเซียงอย่างแน่นหนา จากนั้นฉีกเสื้อผ้าที่เหลือจนเกลี้ยง ยกท่อนขาที่เรียวเล็กนวลเนียนทั้งสองข้างขึ้นแล้วกระแทกแก่นกายของตนเองเข้าไปในร่างเขาอย่างดุเดือด

ชั่วขณะที่ล่วงล้ำ เหลี่ยวเซียงสะดุ้งเฮือกเหมือนกล้ามเนื้อกระตุก มีของเหลวไหลเยิ้มออกมาตรงจุดที่สอดประสาน หยดลงบนผ้าห่มสีเหลืองทอง จิ่งซวินรู้ว่านั่นคือเลือด นี่ไม่เพียงไม่อาจขัดขวางความคึกคะนองของเขา ตรงข้ามกลับทำให้เขายิ่งตักตวงความสุขจากเรือนกายที่อ่อนแอจนสิ้นท่าอย่างบ้าคลั่ง ความอุ่นร้อนของเหลี่ยวเซียงเผาไหม้สัมปชัญญะของเขา เมื่อเขาถอนออกมาด้วยความเหนื่อยหอบ ค่อยรู้สึกถึงความผิดปกติ เขาเขย่าคนข้างกาย

“เหลี่ยวเซียง ทำไมเจ้าตัวร้อนอย่างนี้”

ไม่มีคำตอบ  แน่นอนเหลี่ยวเซียงไม่มีทางตอบเขาได้ เขาสลบไปนานแล้ว

v          v          v

ล้มป่วยครานี้สาหัสกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เหมือนกิ่งไม้กลางป่าถูกสุมทับด้วยกองหิมะ สุดท้ายก็ทานน้ำหนักไม่ไหว หักโค่นลงมา

หมอหลวงจางลูบเคราพลางแจกแจงสาเหตุของโรค เช่นว่าลมปราณอ่อน เลือดน้อย จิตใจกลัดกลุ้มกังวล นอนหลับไม่พอ…เหล่านี้เป็นต้น

จิ่งซวินหมดความอดทนในที่สุด จึงตวาด “ใครให้เจ้าพูดเรื่องพวกนี้ แค่บอกมาว่าช่วยได้หรือไม่ก็พอ”

หมอหลวงจางน้ำเสียงลนลาน “ช่วยได้ ช่วยได้พ่ะย่ะค่ะ แค่พักฟื้นสักระยะ และกินยาที่กระหม่อมจัดให้ตามเวลา ไม่กี่วันก็หาย เพียงแต่…”

จิ่งซวินเลิกคิ้ว “แต่อะไร เจ้าไม่พูด หรือจะให้เจิ้นเดาเอาเอง?”

“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ช่วงนี้ฝ่าบาทอย่าได้ทรงโปรดปรานจนเกินควร…เอ่อ ถ้าเซียงกงกงไม่พักรักษาตัวให้ดี เกรงว่าจะกลายเป็นโรคเรื้อรัง” หมอหลวงก้มหน้าทูลตอบ

จิ่งซวินพยักหน้าให้เขาออกไป ก่อนหันไปกำชับหวังเฉี่ยนทางด้านข้าง “อย่าลืมส่งยาของเหลี่ยวเซียงมาที่นี่ทุกวัน อ้อ…ตามขันทีคนที่อยู่ในเรือนเขามาด้วย รับใช้จนชินแล้วน่าจะคล่องแคล่วกว่า”

หวังเฉี่ยนรับคำแล้วรีบไปจัดการทันที

v          v          v

เมื่อเหลี่ยวเซียงลืมตาอีกครั้ง พบว่าข้างเตียงมีเงาคนสองคน เป็นขันทีเว่ยและฉินเต๋อเป่านั่นเอง

ฉินเต๋อเป่าสบสายตาเขาก็อุทานว่า “เซียงกงกง ท่านฟื้นแล้ว”

เหลี่ยวเซียงจะลุกขึ้นกลับรู้สึกว่าศีรษะหนักเหมือนถูกถ่วงด้วยตะกั่ว หน้ามืดตาลายไปหมด

ฉินเต๋อเป่าถลันเข้าไปพยุงเขานั่ง กล่าวว่า “ท่านหลับไปสองวันเต็มๆ”

เหลี่ยวเซียงเหลียวมองโดยรอบ ถามเสียงฉงน “นี่ไม่ใช่เรือนข้างของตำหนักหน่วนฉิงหรอกหรือ? ไฉนข้ามาอยู่ที่นี่ได้”

ฉินเต๋อเป่าเอาน้ำมาให้เขากลั้วคอ “ฝ่าบาททรงรับสั่งให้ข้ามาดูแลท่าน ตรัสว่าหลายวันนี้ท่านต้องพักรักษาตัวที่นี่”

เหลี่ยวเซียงขมวดคิ้ว ขณะจะพูดบางอย่าง ขันทีเว่ยได้สั่งคนยกปิ่นโตอาหารเข้ามา เอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า “เซียงกงกง ท่านกินอะไรก่อน อีกเดี๋ยวต้องดื่มยา”

ในนั้นมีแค่โจ๊กใสชามหนึ่งและกับข้าวสองสามอย่าง ฉินเต๋อเป่ารอจนเหลี่ยวเซียงกินเสร็จก็เก็บภาชนะออกไป

เหลี่ยวเซียงนั่งพิงหัวเตียง ขณะจะล้มตัวนอนอีกครั้ง พลันได้ยินเสียงเปิดประตู บุรุษร่างสูงใหญ่สวมชุดยาวสีดำอมคราม เดินเอื่อยๆ เข้ามา เห็นได้ว่าเพิ่งเลิกประชุมท้องพระโรงยังไม่ทันได้ผลัดชุดก็รีบตรงดิ่งมา เขาเดินถึงข้างเตียง ยื่นมือมาอังหน้าผากของเหลียวเซียง “ไข้ลดแล้ว?”

เหลี่ยวเซียงพยักหน้าเนิบๆ “ทำให้ฝ่าบาทเป็นกังวลแล้ว”

จิ่งซวินนั่งบนขอบเตียง พินิจเขาอย่างละเอียด “ไฉนสีหน้ายังไม่ดีขึ้น กินยาหรือยัง”

ขันทีเว่ยที่อยู่ด้านข้างรีบทูลว่า “เมื่อครู่สั่งคนไปนำยามาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ระหว่างที่พูดก็ปรากฏนางกำนัลคนหนึ่งถือชามยาน้ำสีดำปี๋เข้ามาพอดี

เหลี่ยวเซียงมองยาในชาม อดย่นหว่างคิ้วมิได้

จิ่งซวินรับชามยาด้วยตัวเอง “พวกเจ้าทั้งหมดออกไปได้”

เมื่อเสียงฝีเท้าของคนอื่นๆ หายลับไปจากนอกตำหนัก จิ่งซวินมองดูเหลี่ยวเซียงที่ก้มหน้าต่ำ ก่อนตักยาส่งถึงปากเขา “มา รีบกินตอนยังร้อน”

เหลี่ยวเซียงอ้าปากอย่างว่าง่าย ตามด้วยขมวดคิ้วแน่นเพราะความขม

จิ่งซวินหัวเราะ “ขมมากหรือ?” จบคำก็ลองตักเข้าปากตัวเอง แล้วก็ต้องแลบลิ้นส่ายหน้า “ทำไมขมแบบนี้” แม้กล่าวเช่นนั้น แต่ยังตักป้อนเหลี่ยวเซียงไม่หยุด รู้สึกสนุกกับการมองดูสีหน้าปั้นยากของเขา

“จะกินของว่างสักชิ้นหรือไม่”

เหลี่ยวเซียงเช็ดคราบยาที่มุมปาก พลางพยักหน้า

จิ่งซวินบิขนมเปี๊ยะออกมายื่นส่งให้เขา เขารับไว้แล้วกัดทีละคำเล็กๆ

แสงอาทิตย์สาดทอเข้ามาทางช่องหน้าต่าง ในอากาศที่เงียบสงบมีเพียงเสียงสกุณาขับขาน เหลี่ยวเซียงรู้สึกเหมือนมีฝ่ามืออุ่นๆ สัมผัสลงบนหน้าผากเขา จากนั้นได้ยินเสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้นว่า “เจ้ารู้ไหม กุหลาบในอุทยานหลวงบานแล้ว เจ้าอยากไปดูหรือไม่”

เขาโงหัวขึ้นมองย้อนแสง เห็นใบหน้าบุรุษไม่ชัดเจน ไออุ่นที่ส่งผ่านจากมือข้างนั้นทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงพยักหน้าขึ้นลง

จิ่งซวินก้มกระซิบที่ริมหูเขาเบาๆ “พวกเราแอบย่องออกไปเถอะ” บนใบหน้าคือเค้ารอยซุกซนเหมือนเด็กน้อยที่น้อยครั้งจะพบเห็น

เหลี่ยวเซียงงุนงงอยู่บ้าง ทว่าไม่ทันรอให้เขาถามไถ่ บุรุษจอมเผด็จการคนนี้ก็คลุมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นช้อนร่างเขาขึ้นมา อุ้มเดินไปทางประตูหลัง

พ้นประตูสวน อ้อมสระบัว ลัดเลาะไปตามทางเดินคดเคี้ยวอีกสายหนึ่งก็ถึงประตูข้างของอุทยานหลวง เหลี่ยวเซียงไม่รู้จักเส้นทางสายนี้ จึงชะเง้อมองรอบตัว “มาผิดทางแล้วหรือไม่”

จิ่งซวินหัวเราะ “เมื่อก่อน ทุกครั้งที่ราชครูไม่อยู่ ข้าจะแอบหนีจากห้องหนังสือไปวิ่งเล่นที่อุทยานหลวงประจำ ทางเดินสายนี้เดินมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จะผิดได้ยังไง”

เหลี่ยวเซียงได้ยินก็หัวเราะ ไม่พูดอะไรอีก

ยามนั้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อน บุปผาชาติในสวนบานสะพรั่ง สีสันสดสวยละลานตา ดอกกุหลาบอยู่ตรงริมรั้วสีชมพู มองไปไกลๆ เหมือนเปลวเพลิงเป็นกลุ่มๆ สีแดงสดท่ามกลางกิ่งใบสีเขียว ยิ่งยวนเย้าชวนมอง

จิ่งซวินวางเหลี่ยวเซียงบนเก้าอี้ยาวด้านข้าง แล้วเดินไปเด็ดกุหลาบดอกใหญ่สีแดงสดในแปลงดอกไม้ หมุนตัวเดินกลับมายิ้มกล่าวว่า “มา ข้าจะปักลงบนผมให้”

เหลี่ยวเซียงค้อนเขาวงหนึ่ง ยื่นมือไปแย่งกุหลาบดอกนั้นมาหมุนเล่นในมือ

จิ่งซวินไม่โกรธ เพียงนั่งลงข้างๆ เห็นสีหน้าเขางดงามจับตาภายใต้แสงตะวันฉาย ดวงตาพริ้มปรือนิดๆ มองไปมองมาก็อดโน้มหน้าเข้าไปจูบแก้มเขามิได้ เหลี่ยวเซียงก็มิได้ผลักไส ปล่อยให้รุกรานถึงในปาก ปลายลิ้นถูกดูดเม้มจนชา ทว่ากลับนุ่มนวลอย่างน้อยครั้งจะเห็น ปราศจากความดึงดันเอาแต่ใจเหมือนที่เคยเป็น

ขณะกำลังบดเบียดอย่างดื่มด่ำ ด้านหลังพลันมีเสียงอุทานตกใจดังขึ้น เป็นนางกำนัลที่บังเอิญเดินผ่าน พอนางเห็นหน้าจิ่งซวินชัดเจน ก็ตื่นตระหนกคุกเข่ากระแทกพื้นเสียงดังพลั่ก สุ้มเสียงตะกุกตะกัก “ฝะ…ฝ่าบาท…”

อารมณ์คุกรุ่นของจิ่งซวินถูกขัดจังหวะกะทันหัน สีหน้าเป็นอย่างไรไม่ต้องคิดก็รู้ ได้ยินเสียงตวาดเบาๆ “ยังไม่รีบไสหัวไปอีก”

นางกำนัลคนนั้นรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น วิ่งตุปัดตุเป๋ออกไป

เหลี่ยวเซียงเอื้อมมือลูบแผ่นหลังของจิ่งซวินเป็นการปลอบประโลม พลางกล่าว “กระหม่อมจำได้ว่าข้างสระเฟิ่งหลินเลี้ยงปลาทองไว้มากมาย ไม่รู้ว่าตอนนี้โตแค่ไหนแล้ว”

จิ่งซวินจ้องหน้าเขาแวบหนึ่งก่อนอุ้มเขาขึ้นมา พาเดินไปทางสระเฟิ่งหลิน

อันที่จริงสระเฟิ่งหลินพอจะนับเป็นทะเลสาบได้สบาย ที่กลางน้ำมีเก๋ง (10) เล็กๆ หลังหนึ่งสำหรับยืนชมความงามของดอกบัว เสียดายตอนนี้ดอกบัวยังไม่บาน เหลี่ยวเซียงได้แต่ฟุบนั่งบนระเบียงริมน้ำ เหม่อมองปลาทองที่แหวกว่ายผ่านมาเป็นระยะ

“กระหม่อมจำได้ว่าเคยตกลงไป เกือบกลายเป็นอาหารปลาแล้ว” เขาหัวเราะเบาๆ คล้ายความรู้สึกนั่นเป็นความทรงจำที่ไม่เลว

จิ่งซวินปรายมองเขาแวบหนึ่ง หน้าง้ำเล็กน้อย “เจ้ายังอุตส่าห์จำได้ แต่ต่อไปอย่าเอ่ยถึงจะดีกว่า”

เหลี่ยวเซียงหลุบตามิได้ตอบคำ ชั่วครู่ให้หลังค่อยกล่าวว่า “กลับกันเถอะ ใกล้ถึงเวลามื้อเที่ยงแล้ว”

จิ่งซวินยามนี้ก็เริ่มเบื่อแล้วเช่นกัน จึงอุ้มเขาเดินออกจากเก๋งน้อยโดยไม่พูดอะไร

ขณะอยู่บนสะพาน เห็นเงาคนวูบไหวมาแต่ไกล เหมือนคนกลุ่มใหญ่กำลังตรงมา เหลี่ยวเซียงพูดขึ้นว่า “เหมือน…จะเป็นพระสนมเอก”

ลำแขนที่อุ้มเขาอยู่ยิ่งกระชับแน่นและเดินหน้าต่อไป เมื่อถึงตรงหน้าบุคคลสวมชุดชาววังทรงผมเกล้าสูง เป็นสนมเอกเต๋อเฟยจริงๆ ด้านหลังยังติดตามด้วยข้ารับใช้อีกกลุ่มใหญ่ พอเห็นจิ่งซวินก็คุกเข่ากันเป็นแถว ส่วนสนมเอกเต๋อเฟยเห็นพวกเขาอยู่ในท่านั้น ใบหน้าเดี๋ยวดำเดี๋ยวขาว แต่สุดท้ายก็ฉีกยิ้มออกมา ย่อกายคำนับ “หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาท”

เหลี่ยวเซียงในอ้อมแขนของฮ่องเต้กระอักกระอ่วนยิ่งนัก ได้แต่ก้มหน้ากล่าวว่า “ถวายบังคมพระสนมเอก”

จิ่งซวินเอ่ยว่า “พวกเจ้าลุกขึ้นได้” แล้วมองสนมเอกเต๋อเฟยด้วยสายตาขุ่นๆ “เหลี่ยวเซียงสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่อาจคำนับเจ้าได้”

เต๋อเฟยยิ่งยิ้มกว้าง “เซียงกงกงล้มป่วยแล้ว ที่ตำหนักของหม่อมฉันมีโสมภูเขาชั้นดีอยู่หลายต้น วันไหนจะให้กงกงนำไปให้”

เหลี่ยวเซียงรีบกล่าว “มิบังอาจรบกวนพระสนมเอก”

จิ่งซวินเห็นนางไม่มีท่าทีหลีกทางจึงกล่าว “เจิ้นกำลังจะกลับวัง เจ้ายังมีเรื่องอะไรอีกหรือไม่”

สนมเอกเต๋อเฟยยิ้มตอบ “หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งอยากขออนุญาตจากฝ่าบาทเพคะ”

“อ้อ เรื่องอะไร”

“อีกสองวันจะถึงวันคล้ายวันเกิดของสนมอวิ๋น หม่อมฉันอยากเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ในอุทยาทหงเต๋อ ไม่ทราบฝ่าบาทจะทรงให้เกียรติเสด็จมาร่วมงานได้หรือไม่เพคะ”

สนมอวิ๋นคือน้องสาวลูกพี่ลูกน้องของนาง ทั้งสองสัมพันธ์แน่นแฟ้นดั่งแขนขา ที่ต่างกันก็คือนางเข้าวังมาก่อน ให้กำเนิดพระธิดาสององค์ ส่วนสนมอวิ๋นแม้เข้าวังทีหลัง กลับให้กำเนิดพระโอรสสององค์ ทว่าตำแหน่งยังคงต่ำกว่านาง ทุกวันนี้ฮ่องเต้ยังไม่ทรงแต่งตั้งฮองเฮา นางกลับแสดงท่าทีต่อทุกเรื่องประดุจผู้กุมอำนาจวังหลัง

จิ่งซวินได้ยินก็ระบายยิ้ม “เรื่องนี้เจิ้นย่อมต้องไปแน่นอน จะว่าไปเจิ้นก็ไม่ได้สังสรรค์กับพวกสนมทั้งหลายมานานแล้ว”

สนมเอกเต๋อเฟยขอบพระทัยด้วยใบหน้าปลื้มปริ่ม จากนั้นสั่งทุกคนยืนแอบมาด้านข้าง เปิดทางให้อีกฝ่ายเดินไป

ระหว่างทางกลับตำหนักหน่วนฉิง เหลี่ยวเซียงซบหน้ากับแผงอกของฮ่องเต้ กล่าวเสียงทอดถอนใจว่า “เมื่อครู่พระสนมเอกต้องสาปแช่งกระหม่อมในใจไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแน่ ฝ่าบาทจงใจใช่หรือไม่”

จิ่งซวินเงียบไปอึดใจค่อยเอ่ย “ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่าหากห่างจากข้าเมื่อใด เจ้าต้องถูกคนอื่นแล่เนื้อเถือหนังแน่นอน”

v          v          v

เมื่อก่อนฉินเต๋อเป่ารู้แค่ว่าการรับใช้ข้างพระวรกายเป็นงานชั้นดี แต่ตอนนี้กลับกระจ่างแล้ว หากวันๆ เอาแต่ติดตามข้างพระวรกายฮ่องเต้ นั่นกลับเป็นเคราะห์มหันต์ชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะฮ่องเต้ที่อารมณ์แปรปรวนเช่นนี้ ดังนั้นวันที่ฮ่องเต้เสด็จไปร่วมงานเลี้ยงที่อุทยานหงเต๋อ ทุกคนทั้งเบื้องสูงเบื้องล่างในตำหนักหน่วนฉิงต่างก็เริงร่ายินดี ตอนเที่ยงไม่ทราบว่าไปเอาเนื้อกวางตุ๋นจากไหนมาหม้อหนึ่ง เหล่าขันทีแย่งกันตักกินอย่างสนุกสนาน

ฉินเต๋อเป่ากำลังแทะอกกวางตุ๋นอย่างเบิกบาน พลันได้ยินเสียงเรียกจากด้านนอก “เสี่ยวฉินจื่อ มีคนมาหา”  เขาได้แต่วางเนื้อกวางชิ้นนั้นอย่างอาวรณ์ พอเดินออกมา เห็นคนที่ยืนรออยู่เป็นเสี่ยวลู่จื่อที่หลายวันไม่เจอหน้านั่นเอง

ฉินเต๋อเป่ายกนิ้วขึ้นมาจุ๊ปาก กล่าวยิ้มๆ ว่า “มาได้จังหวะพอดี มาๆๆ เข้ามากินด้วยกัน เนื้อกวางสดใหม่ อร่อยจริงๆ”

เสี่ยวลู่จื่อท่าทางเหมือนจะร้องไห้ จับแขนเสื้อฉินเต๋อเป่าพลางกล่าว “เสี่ยวฉินจื่อ เฝิงหย่วนเขา…เกรงว่าจะไม่ไหวแล้ว”

ฉินเต๋อเป่าตกใจโพล่งถามว่า “เกิดอะไรขึ้น เขาเป็นอย่างไรบ้าง”

เสี่ยวลู่จื่อตาแดงก่ำ “ข้าก็หาเวลามาบอกเจ้าไม่ได้เสียที หลายวันก่อนมีคนปรักปรำว่าเขาขโมยเครื่องประดับของพระสนมลี่จึงถูกโบยหลายสิบไม้ จากนั้นอาการก็ทรุดมาตลอด”

ฉินเต๋อเป่าถามเสียงสั่น “เขา…เขาอยู่ที่ไหน”

“อยู่ในเรือนแถวเก่าข้างหลังอุทยานชิงจื่อ” เสี่ยวลู่จื่อตอบ

กว่าฉินเต๋อเป่าจะวิ่งไปถึงเรือนแถวที่ทรุดโทรมจนแทบจะถูกทิ้งร้างแห่งนั้น บนพื้นนอกจากเศษหญ้าและที่นอนขาดๆ ก็ไม่มีอะไรอีกเลย จึงเดินหานางกำนัลสูงวัยที่อยู่แถวนั้น นางสั่นหน้าตอบว่า “ขันทีคนนั้นสิ้นใจไปนานแล้ว เมื่อวานยกออกไปฝังเรียบร้อยแล้ว”

v          v          v

พ้นยามโหย่ว ขันทีหวังของตำหนักหน่วนฉิงก็เริ่มตะโกนให้บ่าวไพร่ปิดประตูอุทยาน ไกลออกไปมีเงาคนเดินมา เสี่ยวสี่จื่อที่กำลังจะปิดประตูรีบร้องเรียก “เสี่ยวฉินจื่อ จะปิดประตูแล้ว รีบเข้ามาเร็ว”

ขันทีหวังได้ยินเสียงก็วิ่งมา ชี้หน้าด่าฉินเต๋อเป่าว่า “เจ้าตัวดี เตร่จนหมดวันค่อยกลับมา พรุ่งนี้พวกข้าคงไม่ต้องรับใช้ฝ่าบาทแล้ว รอรับใช้เจ้าคนเดียวแล้วกัน! สันดานแบบนี้คงมีแต่คนอย่างเซียงกงกงเท่านั้นที่สอนออกมาได้”

ฉินเต๋อเป่าเดินหน้าม่อยกลับเข้าตำหนักข้าง เหลี่ยวเซียงเงยมองเขาแวบหนึ่ง สีหน้าไม่พอใจอยู่บ้างเมื่อเอ่ยเสียงกระด้าง “เจ้ายังรู้จักกลับมาด้วยหรือ ว่าจะเรียกใช้งานสักหน่อย เจ้ากลับหายหัวไปทั้งวัน โชคดีที่เจ้าติดตามข้า ถ้าเป็นอาจารย์ของข้า คงได้ตีเจ้าตายไปแล้ว”

เพิ่งบ่นถึงตรงนี้ ได้ยินฉินเต๋อเป่าปล่อยโฮออกมา ทำเอาเหลี่ยวเซียงตกใจแทบกระโดด “เป็นอะไรไป ข้าไม่ได้ดุด่ารุนแรงสักหน่อย ไฉนร้องไห้แล้ว”

ฉินเต๋อเป่าสะอึกสะอื้น เสียงขาดๆ หายๆ “เฝิง…เฝิงหย่วนตายแล้ว”

เหลี่ยวเซียงยิ่งแปลกใจกว่าเดิม “เฝิงหย่วนคือใคร”

“เป็น…เป็นเพื่อนสนิทที่เข้าวังพร้อมกับข้า”

เหลี่ยวเซียงอึ้งงันไปก่อนถาม “ตายได้อย่างไร”

“พวกนั้น…พวกนั้นบอกว่าเขาขโมยเครื่องประดับของพระสนมลี่ จึงถูกตีตายทั้งเป็น…ฮือๆ ข้ารู้ดี เจ้าอ้วนไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นแน่…พวก…พวกนั้น…” เขาปล่อยโฮอีกครั้ง

เหลี่ยวเซียงทอดถอนใจ เข้าไปลูบศีรษะฉินเต๋อเป่า “ถ้าเป็นฝีมือของพระสนมลี่ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” เขาหยุดนิดหนึ่ง “ข้าก็เคยถูกเขาเฆี่ยนมาก่อน”

ฉินเต๋อเป่าสูดน้ำมูก เงยมองเขาเมื่อกล่าว “นาง…นางกล้าเฆี่ยนกระทั่งท่าน?”

เหลี่ยวเซียงล้วงผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งส่งให้เขา “นางมีนิสัยชอบเอาชนะจนเกินควร ข้าจำได้ นางเข้าวังมาเมื่อ…หกปีก่อน ตอนนั้นบิดาของนางยังเป็นแม่ทัพใหญ่ที่เกรียงไกร สร้างผลงานจากการสยบแคว้นเป่ยเหลียง ฝ่าบาทจึงรับนางเข้าวังเป็นสนมตั้งแต่นั้นมา…”

ฉินเต๋อเป่าเช็ดคราบน้ำตาออกหมดแล้ว นั่งลงที่ข้างเท้าของเหลี่ยวเซียง ถามน้ำเสียงรวนเรเล็กน้อย “เมื่อครู่ท่านบอกว่า…นางเฆี่ยนตีท่าน?”

เหลี่ยวเซียงยิ้มขื่น “เฆี่ยนตีข้ามันแปลกตรงไหน ในวังหลวงแห่งนี้มีคนที่เคยตีข้าไม่น้อย ช่วงพระสนมลี่เข้าวังใหม่ๆ ฝ่าบาทยังเสด็จไปหานางเสมอ แต่ไม่ช้าก็จืดจางแล้ว ไม่รู้ว่านางไปฟังข่าวลือจากไหนถึงจับข้าไปที่ตำหนักของนาง” แววตาของเขาเลื่อนลอย คล้ายตกอยู่ในห้วงความหลัง “พระสนมลี่หน้าตาสวยสะคราญก็จริง แต่ลงมืออำมหิตนัก ตอนนั้นข้าถูกตีจนเกือบซี่โครงหัก”

“แล้วต่อมาเล่า?” ฉินเต๋อเป่าซักต่อ

“ต่อมา? ฝ่าบาทเสด็จมา ดุด่านางสองสามคำแล้วพาข้าออกมา” เหลี่ยวเซียงเล่าอย่างจืดชืด พลางหยิบปิ่นมาเขี่ยเปลวเทียนบนโต๊ะเล่น

“ฝ่าบาทไม่ลงโทษนางหรือขอรับ” ฉินเต๋อเป่าถามอย่างสงสัย

เหลี่ยวเซียงหันมองเขา สีหน้าประหลาดใจยิ่ง “ลงโทษนาง? เสี่ยวฉินจื่อ เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ข้าเป็นใคร ขันทีขั้นห้าคนหนึ่ง พระสนมลี่เป็นใคร พระสนมที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง ธิดาคนงามของแม่ทัพผู้เกรียงไกร หากฝ่าบาทลงโทษนางเพราะข้า เช่นนั้น…” เขาก้มหน้าเยาะหยัน “เขาก็ไม่ต้องเป็นฮ่องเต้แล้ว”

ฉินเต๋อเป่ายิ่งรับไม่ได้ “ฝ่าบาทไฉนให้ท้ายสตรีใจโฉดนางนั้น”

เหลี่ยวเซียงรีบยกมือปิดปากเขา เอ็ดเบาๆ “ถ้อยคำไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงแบบนี้ยังกล้าพูดส่งเดช หากเล็ดลอดออกไป แม้แต่ข้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้”

นัยน์ตาฉินเต๋อเป่าแดงก่ำขึ้นมาอีก “เช่นนั้น…เท่ากับเฝิงหย่วนตายโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ข้ายังคิดว่า…ข้ายังคิดว่าเซียงกงกงจะช่วยทวงความยุติธรรมให้พวกเรา”

เหลี่ยวเซียงถอนใจ “ข้านับเป็นตัวอะไร ช่วยทวงความยุติธรรมหรือ? มีแต่ฝ่าบาทเท่านั้นที่ทำได้”

ฉินเต๋อเป่าเบิกตากว้าง “ฝ่าบาท…จะทำหรือ?”

เหลี่ยวเซียงหลุบตา ยังเขี่ยเปลวเทียนเหมือนเดิม “ทุกวันนี้เจียงกั๋วลาออกจากตำแหน่งแม่ทัพเพราะโรคเก่ากำเริบ ราชครูเหยียนซึ่งเป็นผู้หนุนหลังของบ้านสกุลเจียงก็ขึ้นสวรรค์ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว พระสนมลี่คนนี้หากยังก่อเรื่องในวังหลวงแบบนี้ ฝ่าบาทย่อมไม่นิ่งดูดายแน่ เพียงแต่ต้อง…”

ฉินเต๋อเป่ารีบถาม “ต้องอะไร”

เหลี่ยวเซียงเพียงยิ้ม มิได้พูดมาก แค่กำชับว่า “คืนนี้ฝ่าบาทคงประทับที่อุทยานหงเต๋อ เจ้าก็นอนบนตั่งเล็กนั่นแล้วกัน ไม่ต้องไปอยู่เวรที่นอกประตูแล้ว”

v          v          v

รัตติกาลมาเยือน…

แสงเทียนในตำหนักข้างล้วนถูกเป่าดับ เหลือเพียงเงาไม้ใต้แสงจันทราที่สั่นไหวไปมาอยู่นอกหน้าต่าง ฉินเต๋อเป่าได้ยินเสียงพลิกตัวจากบนเตียงดังมาอีกครั้ง จึงอดถามมิได้ “เซียงกงกง ท่านยังไม่หลับหรือขอรับ”

ครู่หนึ่ง เหลี่ยวเซียงถอนใจในความมืด “ข้าเป็นคนหลับยากแบบนี้ไม่ใช่วันสองวันแล้ว เจ้าต่างหาก ไฉนยังไม่หลับ หรือยังคิดถึงเรื่องของเพื่อนเจ้า”

ฉินเต๋อเป่าผงกศีรษะ พลันนึกได้ว่าเหลี่ยวเซียงมองไม่เห็น จึงส่งเสียงรับคำคราหนึ่ง “เจ้าอ้วนดีกับข้ามาก ตอนเข้าวังใหม่ๆ อาหารที่ทุกคนได้รับมีจำนวนไม่พอ ข้ากินไม่เคยอิ่มเลย แต่ทุกครั้งเขาจะแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่ง อ้างว่าตัวเองอ้วนแล้ว กินน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร” เขากล่าวถึงตรงนี้ จมูกก็แสบเคืองขึ้นมา “เซียงกงกง ท่านว่าบ่าวไพร่อย่างพวกเรามิใช่คนหรืออย่างไร”

เขาได้ยินเหลี่ยวเซียงถอนใจ “คนก็ตายแล้ว เจ้าคิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ รังแต่จะกลัดกลุ้มเปล่าๆ”

น้ำเสียงที่ชืดชานี้ทำให้เขารู้สึกฉุนอยู่บ้าง สุ้มเสียงจึงเริ่มห้วน “กงกง ท่านรู้จักความหมายของคำว่าเพื่อนหรือไม่”

เหลี่ยวเซียงนิ่งไปอึดใจ หากมิได้โกรธเคือง ก่อนเอ่ยเบาๆ “ข้าก็มีเพื่อนคนหนึ่ง แต่นานมาแล้ว ข้าจำได้ว่าคราวนั้น…” เล่าถึงตรงนี้ก็พลันหยุดไป

ฉินเต๋อเป่ากลับอยากฟังต่อ “กงกง?”

เหลี่ยวเซียงส่งเสียงอืมเบาๆ แล้วเล่าต่อ “มีครั้งหนึ่งข้าป่วยหนักมาก ถ้ามิใช่นางคอยดูแล ข้าคงตายไปแล้ว” เขาไม่อยากพูดต่อจึงตัดบท “เอาล่ะ นอนเถอะ”

เงียบงันได้พักหนึ่ง ค่อยมีเสียงลมหายใจทอดยาวสม่ำเสมอของหนุ่มน้อยบนตั่งเล็กดังขึ้น เจือเสียงกรนเป็นระยะ

เหลี่ยวเซียงนอนคิด ขันทีน้อยคนนี้คล้ายกับตนในตอนนั้นอยู่บ้าง มักสะกิดให้เขาระลึกถึงเรื่องราวในอดีต การล้มป่วยที่สาหัสสากรรจ์ครานั้นเกิดจากการปรนนิบัติฮ่องเต้ครั้งแรก นั่นเป็นช่วงที่เพิ่งเข้าวัง เขาอยู่เวรกลางคืนแทนเสี่ยวซุ่นจื่อในห้องทรงพระอักษร จนกระทั่งถูกลากขึ้นแท่นบรรทม เขาที่ยังไร้เดียงสาไม่เข้าใจว่าฮ่องเต้องค์นี้จะทำอะไรเขา นั่นเป็นค่ำคืนที่เขาไม่อาจลืมเลือนจนถึงทุกวันนี้ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเสียเลือดไปเท่าไร โดนตบหน้าไปกี่ที เขาแหกปากร้องไห้จนคอแหบแห้งไร้เสียง

วันรุ่งขึ้น โดนจับไปโยนทิ้งอย่างกับขยะกองหนึ่ง ไข้ขึ้นสูงติดกันหลายวัน แทบจะเอาชีวิตไม่รอด เป็นเสี่ยวหรันที่แอบขโมยอาหารและยาส่งมาให้ทุกวัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีชีวิตอยู่ เขาไม่ได้บอกเสี่ยวฉินจื่อ วังหลวงที่เจิดจรัสเรืองรองแห่งนี้เป็นสถานที่มืดมิดไร้เดือนไร้ตะวัน สิ่งสกปรกโสมมทั้งหลายทั้งปวงล้วนเติบโตอย่างบ้าคลั่งอยู่ในมุมที่แสงอาทิตย์สาดส่องไม่ถึง

– ๓

ตั้งแต่รุ่งสาง ตำหนักหย่งชุนก็เริ่มวุ่นวาย บรรดาขันทีน้อยและนางกำนัลคุกเข่าเป็นแถวยาวเหยียดบนขั้นบันได ในประตูมีเสียงแผดด่าที่แหลมเล็กของสตรีนางหนึ่ง “หาอวี้หนูไม่เจอ ขี้ข้าเยี่ยงพวกเจ้าก็อย่าหวังจะได้กินข้าว!” ตามด้วยเสียงโครมครามชุดใหญ่ คาดว่าสตรีนั้นคงขว้างปาข้าวของอย่างกราดเกรี้ยว

“เจ้าว่าไอ้แมวบ้านั่นจะวิ่งไปถึงไหนได้” ขันทีน้อยคนหนึ่งสะกิดอีกคนที่คุกเข่าข้างๆ พลางกระซิบเสียงค่อย

“ข้าจะรู้ได้อย่างไร ไอ้แมวบ้านั่นตายเสียได้ก็ดี” คนที่ตอบคือนางกำนัลคนหนึ่ง อายุไม่เกินสิบสามสิบสี่ คุกเข่าสบถด่าอย่างเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน

ไม่ถึงครู่ เสียงเปิดประตูดังขึ้น ผู้ที่สืบเท้าออกมาคือสตรีอุ้ยอ้ายคนหนึ่ง ซึ่งก็คือเหมยฮูหยิน (10) แม่นมของสนมลี่นั่นเอง นางตีหน้ายักษ์ตวาดใส่ทุกคน “ยังมัวคุกเข่าอะไรกันอยู่ ทำไมไม่รีบออกไปหา”

บ่าวไพร่ทั้งหมดรีบตะกายลุกขึ้นแยกย้ายกันออกไปตามหาแมวอ้วนที่หายไป ซึ่งเป็นยอดดวงใจของพระสนม

v          v          v

คนฝูงใหญ่แหวกทางซ้ายค้นทางขวาอยู่นานสองนานแต่ก็ยังคงไร้ผล สุดท้ายเป็นนางกำนัลชื่ออี่ชุ่ยที่ตาไว เห็นอะไรขาวๆ กระจุกหนึ่งในพงหญ้าด้านหลังศาลาริมน้ำ จึงลากเหมยฮูหยินมา “ฮูหยินท่านดูสิ นั่นใช่อวี้หนูหรือไม่”

เหมยฮูหยินชะเง้อมองไป แววยินดีพลันปรี่ขึ้นมาบนหางตาที่ยับย่น โพล่งว่า “ใช่แน่ พวกเราค่อยๆ ย่องเข้าไป อย่าทำให้มันตกใจ”

ทั้งสองก้าวเท้าเบากริบไปทางกระจุกสีขาวตรงนั้น หญ้าเขียวที่สดอ่อนส่งเสียงดังสวบสาบใต้รองเท้าปักลาย พอเข้าใกล้จนเห็นชัดพลันอดร้องอุทานมิได้ แมวตัวนั้นสองตาปิดสนิท ตัวแข็งทื่อ เห็นชัดว่าตายมานานแล้ว

อี่ชุ่ยตกใจรีบปิดปาก พูดไม่ออกสักครึ่งคำ กลับเป็นเหมยฮูหยินที่ย่อตัวลงไปพินิจอย่างละเอียด ขนบนตัวแมวยังเปียกชื้น ต้องถูกใครจับกดน้ำจนตายแน่

ดูถึงตอนนี้ นางพลันทรุดนั่งก้นกระแทกพื้นปล่อยโฮออกมา “ขี้ข้าใจโฉดคนไหนถึงกับทำเรื่องโหดร้ายทารุณปานนี้ออกมาได้” อี่ชุ่ยฉุดนางไม่ขึ้น จึงนั่งยองลงไปสะอึกสะอื้นอยู่ข้างๆ

พอดีกับสวีเตี่ยนซื่อ (11) เดินผ่านมาบริเวณนั้น เห็นทั้งสองร่ำไห้อย่างน่าเวทนาจึงสะอึกเข้าไปถาม “นี่เกิดอะไรขึ้น เหมยฮูหยิน ท่านเป็น… เอ๊ะ? นี่ไม่ใช่อวี้หนู แมวตัวโปรดของพระสนมลี่หรอกหรือ ไฉน…ไฉน…” นางเห็นซากแมวบนพื้นก็ตกใจถอยกรูดไปหลายก้าว

เหมยฮูหยินสะอื้นไปด่าไป แป้งชาดบนใบหน้าเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ทุลักทุเลยิ่งนัก

สวีเตี่ยนซื่อก้มหน้าขบคิด ก่อนเข้าไปกระซิบที่ริมหูของเหมยฮูหยิน “ฮูหยิน เมื่อวานข้ามองมาไกลๆ เห็นขันทีน้อยคนหนึ่งกำลังหยอกอวี้หนูอยู่”

เหมยฮูหยินเงยขวับ “เขาเป็นใคร”

สวีเตี่ยนซื่อลังเลเล็กน้อย ก่อนกล่าว “ก็…ก็ขันทีน้อยคนที่รับใช้เซียงกงกงคนนั้นไง”

เหมยฮูหยินอยากจะหาตัวคนร้ายใจจะขาดอยู่แล้ว จึงลุกพรวดขึ้นมาจับแขนสวีเตี่ยนซื่อ “ไป ไปพบพระสนมด้วยกัน”

v          v          v

หลายวันนี้อาการป่วยของเหลี่ยวเซียงดีขึ้นบ้างเพราะได้พักฟื้นเต็มที่ ไม่มีการเรียกร้องไม่หยุดไม่หย่อนจากฮ่องเต้ ทำให้ไม่ต้องเอาแต่นอนอยู่บนเตียง ขณะกำลังจัดเก็บเครื่องเขียนและกองฎีกาที่วางระเกะระกะบนโต๊ะ แว่วเสียงฝีเท้าสับสนดังมาจากด้านนอก ตามด้วยเสียงถีบบานประตูดังโครม

ขันทีหวังพร่ำขอร้องอยู่ด้านหลังสนมลี่ที่กำลังเดือดดาลสุดขีด “พระสนม อย่าทรงมีเรื่องที่นี่เลย ถ้าฝ่าบาททรงทราบเข้าจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่…” ยังไม่ทันพูดจบก็โดนขันทีร่างล่ำข้างหลังสนมลี่ผลักกระเด็นไป

เหลี่ยวเซียงโค้งคำนับ “คำนับพระสนมลี่”

สนมลี่ยิ้มเย็น “เหลี่ยวเซียง เจ้าโอหังนัก”

เหลี่ยวเซียงยืดตัวตรง ยิ้มบางๆ “พระสนมกล่าวอันใด ไฉนบ่าวฟังไม่เข้าใจ”

ยังไม่ทันขาดคำ สนมลี่ก็ถลันเข้ามาสะบัดฝ่ามือใส่หน้าเขาหนึ่งฉาด “ไพร่สารเลว! คิดว่าข้าไม่กล้าแตะต้องเจ้าหรือ!” นางรูปโฉมสวยสะคราญ แม้ยามนี้ใบหน้าโกรธเกรี้ยว แต่ความเฉิดฉายกลับมิได้ลดลง

เหลี่ยวเซียงลูบแก้มข้างที่ถูกตบจนระบม ใบหน้ายังแย้มยิ้ม ท่าทางเคารพนบนอบดุจเดิม “ไม่ทราบพระสนมบังเกิดโทสะด้วยเรื่องใด”

สนมลี่ไม่ตอบ กลับหันไปตวาดคนข้างหลัง “ยืนบื้ออะไรกัน ตบปากมันให้ข้าเดี๋ยวนี้”

ข้ารับใช้เหล่านั้นต่างครั่นคร้ามในฐานะของเหลี่ยวเซียง ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไป

สนมลี่เห็นเช่นนั้นก็ยิ่งเดือดพล่าน น้ำเสียงเย็นยะเยียบ “ดี! พวกเจ้าไม่กล้าลงมือ งั้นข้าเอง!” จบคำก็ปราดเข้าไปยกเท้าถีบใส่ท้องน้อยของเหลี่ยวเซียง เพราะบิดานางเป็นแม่ทัพ นางฝึกวิชายุทธ์เพิ่มความแข็งแรงมาตั้งแต่เล็ก แม้ไม่ดีเลิศ แต่ย่อมเหนือกว่าคนทั่วไป บวกกับเหลี่ยวเซียงเพิ่งหายป่วย ถูกนางถีบใส่ก็เซถอยไปหลายก้าว ต้องเอามือยันโต๊ะไว้ถึงพอทรงตัวได้

ขันทีหวงทางด้านข้างเห็นเหลี่ยวเซียงหน้าซีดแล้วซีดอีกก็เกรงจะเกิดเรื่องใหญ่ รีบสะอึกเข้าไปห้าม “พระสนม ฝ่าบาทใกล้เลิกประชุมท้องพระโรงแล้ว”

เหมยฮูหยินที่จับจ้องตาเขียวมาตั้งแต่แรก พอได้ยินเข้าก็กล่าวเสริมว่า “พระสนม สั่งสอนพอให้รู้สำนึกก็ใช้ได้แล้ว หากฝ่าบาท…”

พวกเขาไม่พูดยังพอว่า แต่พูดขึ้นมาสนมลี่ยิ่งถลึงตากว้าง ตวาดแหว “กลัวอะไร! ถึงตีมันจนตาย หรือฝ่าบาทจะให้ข้าชดใช้ด้วยชีวิต”

เหลี่ยวเซียงพลันหัวเราะขึ้นมาเบาๆ “ชีวิตบ่าวต่ำต้อยด้อยค่า พระสนมเชิญนำไปได้เต็มที่ นั่น…ทางนั้นยังมีกระบี่ของฝ่าบาทแขวนอยู่”

สนมลี่แค่นหัวเราะ “เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าหรือ” ไม่ทันสิ้นเสียงก็ปราดเข้าไปหยิบกระบี่เล่มนั้นลงมาจริงๆ นั่นเป็นกระบี่ที่เสี่ยวเยี่ยนอ๋องถวายต่อฮ่องเต้เมื่อครั้งทรงเริ่มหัดกระบี่ นับเป็นกระบี่ชั้นยอดที่คมกริบระดับตัดเหล็กดั่งตัดดินโคลน แม้นานปีมิได้ใช้งาน แต่ยามชักออกจากฝักก็ยังคงวาววับทั่วทิศ สนมลี่ถือกระบี่เล่มนั้นกวัดแกว่งเข้าใส่เหลี่ยวเซียงทันที

พอคนอื่นๆ เห็นกระบี่ออกจากฝักก็รีบถลันเข้าไปขัดขวาง ในห้วงโกลาหล คมกระบี่กลับกรีดผ่านแขนเสื้อข้างซ้ายของเหลี่ยวเซียง โลหิตสายหนึ่งกระฉูดให้เห็นทันตา น้ำเลือดเปียกชุ่มไปครึ่งแขน พริบตาเดียว ทั้งห้าม ทั้งร้อง ทั้งดึง ทั้งเอะอะกันจ้าละหวั่น ตำหนักหน่วนฉิงที่ใหญ่โตมโหฬารแทบจะเละเป็นโจ๊กหม้อหนึ่ง

ขณะที่กำลังอุตลุตวุ่นวายนั้นเอง เสียงตะโกนของขันทีก็ดังขึ้นที่นอกประตู “ฝ่าบาทเสด็จ!” วูบเดียว สรรพเสียงเงียบกริบ ต่างคุกเข่ากันให้ควัก มองดูฮ่องเต้ที่ยังอยู่ในชุดออกว่าราชการก้าวฉับๆ ผ่านประตูเข้ามา

จิ่งซวินกวาดมองผู้คนที่คุกเข่าเหนือพื้นและโต๊ะเก้าอี้ที่ล้มคว่ำระเนนระนาดทั่วตำหนัก นานหลายอึดใจค่อยเปิดปาก “สนมลี่ หลายวันไม่ได้พบเจ้าเก่งกล้าขึ้นไม่น้อย ถึงกับบุกมาก่อกวนในตำหนักบรรทมของเจิ้นแล้ว”

สนมลี่เก็บงำท่าทีเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ไปจนหมดเกลี้ยง ก่อนหลั่งน้ำตานองหน้า “หม่อมฉันสำนึกผิดแล้ว ฝ่าบาทโปรดลงพระอาญา”

จิ่งซวินก้มมองนาง แค่นเสียงออกจมูก “เจิ้นต้องลงโทษเจ้าแน่ ไม่อย่างนั้นวังหลังแห่งนี้ไยมิใช่กลายเป็นไร้ระเบียบแล้ว” เขาหยุดนิดหนึ่งค่อยกล่าวต่อ “มอบตราประทับทองและสมุดทองออกมา พรุ่งนี้ให้ย้ายไปอยู่ที่ตำหนักหูลี่”

สนมลี่สะท้านเฮือกทั้งตัว เงยหน้ามองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ ตอนแรกนางคิดว่าอย่างมากก็ลงโทษด้วยการปรับลดเบี้ยหวัด หรือไม่ก็ให้กลับวังไปสำนึกผิด ไม่คิดว่าจะสาหัสถึงขั้นนี้ แค่ประโยคเดียวถึงกับเสือกไสนางไปอยู่ตำหนักเย็น

นางเอ่ยถามเสียงสั่นว่า “ทรง…ทรงตรัสว่ากระไร”

จิ่งซวินขมวดคิ้ว “เจ้ายังอยากให้เจิ้นพูดอีกรอบหรือ”

สนมลี่กรีดร้องเสียงแหลมขึ้นมาทันที “ฝ่าบาททำเช่นนี้กับหม่อมฉันได้อย่างไร” นางชี้หน้าเหลี่ยวเซียง “เพื่อขันทีนั่น ฝ่าบาททรงสั่งปลดหม่อมฉัน?” นางมีคำถามที่เก็บไว้ในใจมาหลายปีแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา ขันทีนั่นนับเป็นตัวอะไร มีเสน่ห์ตรงไหนจึงสามารถมัดใจฮ่องเต้จนอยู่หมัด

เห็นขมับฮ่องเต้เริ่มเกร็งแน่น เหมยฮูหยินจึงรีบเข้าไปฉุดห้ามสนมลี่

จิ่งซวินเอ่ยเสียงเครียดขรึม “เจียงจื่อซู เจ้าเข้าใจว่าเจิ้นหูหนวกตาบอดไม่เคยรับรู้ถึงสิ่งที่เจ้ากระทำไว้เหล่านั้นหรือ? นับตั้งแต่เจ้าเข้าวัง เจิ้นก็ไม่เคยแตะต้องเจ้าแม้ปลายนิ้ว หรือวันนี้เจ้าจะบีบให้เจิ้นลงมือเป็นครั้งแรก?”

สนมลี่ได้ฟังก็ปิดหน้าสะอื้นไห้ขึ้นมา ก่อนถูกนางกำนัลหลายนางประคองกลับไป

จิ่งซวินเดินถึงข้างกายเหลี่ยวเซียง พอเห็นแขนเสื้อเปื้อนเลือดก็หน้านิ่วตะคอกใส่ทั้งซ้ายขวา “ยังไม่รีบไปเอายามาอีก”

คนที่รับใช้ข้างกายฮ่องเต้ย่อมต้องหัวไวเป็นธรรมดา จึงนำยาห้ามเลือดออกมารอนานแล้ว ตัดแขนเสื้อของเหลี่ยวเซียงอย่างระมัดระวัง แล้วโรยยาผงลงบนปากแผลที่เนื้อหนังเกรอะกรัง ก่อนพันด้วยผ้าสะอาด จากนั้นเก็บข้าวของล่าถอยออกไป

เหลี่ยวเซียงก้มหน้านิ่งงันตลอด มีแต่ช่วงพันผ้าที่สูดปากคำหนึ่ง

จิ่งซวินสั่นศีรษะ “ไฉนถึงกับใช้กระบี่กันแล้ว”

เหลี่ยวเซียงเอ่ยเสียงแผ่ว “เป็นบ่าววู่วาม ยั่วโทสะพระสนมลี่”

จิ่งซวินเชยคางของเหลี่ยวเซียงขึ้นมา บังคับให้เขาสบตา เขาหัวเราะเบาๆ คำหนึ่ง “เหลี่ยวเซียง เจ้าไม่ต้องแสร้งทำท่าแบบนี้ อุบายตื้นๆ ของเจ้าคิดหรือว่าข้าไม่รู้”

เหลี่ยวเซียงก็หัวเราะเช่นกัน ทว่าในนั้นเจือความขื่น “ฝ่าบาททรงพระปรีชา บ่าวไหนเลยจะมีเรื่องอันใดปิดบังพระองค์”

จิ่งซวินมุ่นคิ้ว กล่าวตักเตือน “เจ้าก็อวดดีเกินไป หากนางออกแรงมากหน่อย แขนข้างนี้ของเจ้าคงไม่เหลือแล้ว”

เหลี่ยวเซียงหัวเราะอีกครั้ง แต่ครานี้ต่างจากเมื่อครู่เพราะเจือความพริ้มเพราเจ้าเสน่ห์ “เรื่องในวันนี้ บ่าวสมควรขอบพระทัยฝ่าบาทกระมัง”

จิ่งซวินโน้มเข้าไปประชิดใบหน้า “อ้อ เจ้าจะขอบพระทัยแบบไหน”

เหลี่ยวเซียงยื่นมือไปกอดคอเขา แลบปลายลิ้นสีแดงสดใสออกมาเลียไล้บนริมฝีปากเขา

แววตาของจิ่งซวินยิ่งทอประกายลึกล้ำ ทว่ากลับสะกดกลั้นไว้ ยิ้มน้อยๆ เมื่อกล่าว “แค่นี้เอง?”

เหลี่ยวเซียงหน้าแดงเรื่อ หลบสายตาไปทางหนึ่งเมื่อเอ่ยเสียงเบาหวิว “ไปที่เตียงเถอะ”

ปล่อยม่านมุกลง เลิกม่านผ้าขึ้น ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ขอบเตียงกางแขนทั้งสอง กล่าวกับเหลี่ยวเซียงว่า “ยืนงงอะไรอยู่ มาถอดเสื้อผ้าให้เจิ้นสิ”

เหลี่ยวเซียงได้ยินก็หัวเราะ แต่ยังยืนอยู่ที่เดิม

จิ่งซวินก็หัวเราะบ้าง ยื่นแขนไปรวบเอวของเหลี่ยวเซียงมานั่งบนตักตน สีหน้าอ่อนโยนกว่าปกติมากนัก “เหลี่ยวเซียง มาช่วยเจิ้นถอดเสื้อ”

เหลี่ยวเซียงได้แต่ยื่นมือขวาออกไปคลายสายรัดเอวให้เขา เพราะใช้มือข้างเดียวจึงกินแรงอย่างมาก และสายรัดเอวนี้ก็สลับซับซ้อน นานสองนานกว่าจะคลายสำเร็จ เขาหลุบตาต่ำ เม้มริมฝีปากนิดๆ หน้าผากมีเหงื่อซึมออกมา จิ่งซวินเห็นเข้า เพลิงพิศวาสในใจยิ่งโหมฮือรุนแรง จึงกระชากคอเสื้อเขา แล้วจับกดกับเตียงทันที

ผิวสัมผัสช่างเรียบรื่นนวลเนียน ราวกับหยกประดับชั้นดี สองจุดเหนือหน้าอกยิ่งแดงปลั่งราวกุหลาบ จิ่งซวินก้มลงไปขบเม้มดุนดัน เห็นสองแก้มของเขาแดงซ่าน ในดวงตาวาววามเป็นประกายด้วยไอน้ำ จึงอดโถมขึ้นไปจุมพิตเรียวปากอันนุ่มนิ่มของเขามิได้ มือยิ่งโลมไล้บนสะโพกไม่หยุด

เหลี่ยวเซียงถูกกระตุ้นจนหวามไหว เปล่งเสียงครวญครางลอดผ่านริมฝีปากที่กำลังพัวพันกับปลายลิ้น เอวกิ่วก็บิดส่ายไปมาเบาๆ ใต้ร่างบุรุษ

จิ่งซวินครางต่ำคำหนึ่ง กึ่งกลางหว่างขาทั้งร้อนฉ่าทั้งบวมเป่งอยู่นานแล้ว จับเหลี่ยวเซียงพลิกคว่ำลงไป เส้นสายสรีระตั้งแต่หัวไหล่ถึงสะเอววิจิตรบรรจงไม่มีที่ติ ราวกับภาพเขียนของจิตรกรเอก

“อย่า…อย่าดูอีกเลย” คล้ายรู้สึกถึงเส้นสายตาที่ร้อนกรุ่นของบุรุษ เหลี่ยวเซียงผินหน้ามาวิงวอนเบาๆ

“หืม?” จิ่งซวินถอนนิ้วออกมาจากร่องหลืบของเขา กล่าวกลั้วหัวเราะ “เจ้ารอไม่ไหวแล้วหรือ” จบคำก็แอ่นสะโพก กดฝังอาวุธรักที่พร้อมรบอยู่นานแล้วเข้าสู่อุโมงค์ลับตรงนั้น เพราะคำนึงถึงบาดแผลบนร่างของเหลี่ยวเซียง เขาจึงไม่อยากขยับรุนแรงเกินไป ทว่าเมื่อถูกห่อหุ้มด้วยผนังเนื้อหยุ่นร้อนและอ่อนนุ่ม สัมปชัญญะก็สูญสิ้น จับเอวอันผอมบางของเขาแน่นแล้วกระแทกกระทั้นอย่างเมามัน

เหลี่ยวเซียงโดนขย่มจนหอบหนัก นิ้วมือจิกแน่นบนผืนผ้าที่อยู่ใต้ร่าง เอ่ยเสียงขาดๆ หายๆ “ช้า..ช้าหน่อย…” ปิ่นปักผมหลุดร่วงเพราะฉากรักอันดุเดือด เรือนผมดกดำของเขาถูกจิ่งซวินเขี่ยไปทางหนึ่ง สยายอยู่ข้างหมอน ขมับเปียกชื้นด้วยเหงื่อ เม็ดมุกเหนือทรวงอกถูกจิ่งซวินบดขยี้จนชาแกมเสียว ทำให้เขาครวญครางราวกับสะอื้นไห้ สุ้มเสียงนี้ทำให้แก่นกายที่อยู่ในร่างเขายิ่งบวมพอง แรงกดก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง ติ่งหูและหลังคอถูกดูดเม้มจนเจ็บ เรือนร่างของบุรุษแนบสนิทบนแผ่นหลังเขา ไอร้อนผ่าวส่งผ่านมาทางผิวหนังเปลือยเปล่าที่ไร้ปราการขวางกั้น ประหนึ่งเปลวอัคคีที่ร้อนระอุ แทบจะแผดเผาทุกอณูเนื้อให้กลายเป็นจุณ

ในความโยกไหวอย่างรุนแรง ครรลองสายตาพร่าพราย มีเพียงเสียงหัวใจเต้นของคนผู้นั้นที่ก้องดังหนักแน่นและแจ่มชัดเป็นพิเศษ ราวครึ่งชั่วยามผ่านไป ทำนองสวาทฉากนี้ค่อยนับว่าสิ้นสุด จิ่งซวินล้มตัวนอนด้านข้างอย่างเอื่อยเฉื่อย ท่าทางอิ่มเอิบสุขสม เหลี่ยวเซียงฟุบคว่ำบนแพรไหมลายเมฆ สองขาถ่างกว้าง น้ำรักสีขาวจากโพรงลับไหลคดเคี้ยวเป็นทางลงมาตามต้นขา อวลกลิ่นคาวโลกีย์

จิ่งซวินนอนผ่อนลมหายใจอยู่ครู่หนึ่ง หันมาเห็นริมฝีปากเขาเผยอขึ้นเล็กน้อย เห็นปลายลิ้นที่อยู่ข้างในรำไร หัวใจพลันร้อนเร่าขึ้นมา ยื่นมือไปโอบเขาแนบอก จรดริมฝีปากลงไป ลิ้นของเหลี่ยวเซียงเย็นนิดหน่อย เกี่ยวรัดกับของเขาอย่างอ่อนโยน ในจมูกแว่วเสียงสะอื้นจางๆ ตลอดทั้งร่างคล้ายอ่อนยวบอยู่ในวงแขนของเขา ประโคมจูบได้พักหนึ่ง จิ่งซวินก็เปลี่ยนมาหอมแก้ม จูบคาง เลียไล้ถึงต้นคอและไหปลาร้า

ดูท่าจะลุกลามไปกันใหญ่ เหลี่ยวเซียงที่ดวงตาเลื่อนลอยพลันกระจ่างชัดขึ้นมา “อย่าทำอีกเลย…เจ็บแขน…”

จิ่งซวินชะงักกึก หดมือกลับไปช้าๆ ลุกขึ้นนั่งสูดหายใจลึกก่อนเอ่ย “ก็ได้ เจ้านอนก่อนเถอะ”

เหลี่ยวเซียงเห็นอีกฝ่ายตั้งท่าลุกจากเตียง รีบคว้าแขนเขาไว้

จิ่งซวินถูกดึงให้นั่งลงมา ย่นคิ้วถามว่า “มีอะไร”

เหลี่ยวเซียงอึกอักอยู่นานก็ยังพูดไม่ออก เพียงฟุบบนตักเขา ท่าทางรวนเรพิกล

จิ่งซวินเห็นเช่นนั้นก็พลันกระจ่าง ถามเสียงฉงนว่า “ทำไม เจ้ารังเกียจที่สุดไม่ใช่หรือ”

เหลี่ยวเซียงเงยมองเขาแวบหนึ่ง ขวยอายจนแดงเถือกไปทั้งคอ ยื่นมือไปกุมอาวุธที่อวบใหญ่ของจิ่งซวิน กระซิบว่า “กระหม่อมขอลองดูแล้วกัน” จบคำก็ส่งปลายลิ้นเลียวนบนยอดสุด บุรุษรับฟังจนต้องสูดหายใจลึก เขาเงยหน้ายิ้มถาม “เสียวหรือไม่” ตามด้วยดูดและเลียสลับกัน

เสียงของจิ่งซวินถูกคลื่นกำหนัดสาดซัดจนแตกพร่า บีบคางของเหลี่ยวเซียงเมื่อกล่าวเสียงทุ้มห้าว “เด็กดี อมมันเข้าไป”

เหลี่ยวเซียงมุ่นคิ้วลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็อ้าปากอมเจ้านั่นเข้าไป บุรุษพลันออกแรงดันจนสุด แทงลึกถึงคอหอยของเขา ทำเอาเขาเกือบอาเจียนออกมา ก่อนฟุบหน้าไอโขลกอย่างรุนแรง หลังไออยู่นานมากก็หันไปถลึงตาใส่จิ่งซวินแวบหนึ่ง

จิ่งซวินคว้าข้อเท้าขาวผ่องของเขาลากกลับมา น้ำเสียงแฝงอันตราย “เจ้ายังกล้าถลึงตาใส่ข้า? กัดจนข้าระบมไปหมดแล้ว”

เหลี่ยวเซียงเหยียดขาอีกข้างเตะเขา “เพราะของฝ่าบาทใหญ่เกินไป”

จิ่งซวินหัวเราะพรืด “เจ้าว่ากระไรนะ”

เหลี่ยวเซียงผงะ หน้าแดงวูบ ไม่สนใจเขาอีก

จิ่งซวินคว้าขาข้างนั้นของเขาไว้ในมือ คร่อมร่างไปบนหว่างขาเขา ใช้อาวุธรักที่กึ่งผงาดเสียดสีไปมาระหว่างต้นขาและร่องกลางสะโพก ตรงนั้นอ่อนหยุ่นอยู่นานแล้ว

เหลี่ยวเซียงพึมพำ “ฝ่าบาทรับปากว่าจะไม่ทำแล้วนี่นา หรือไม่รู้จักคำว่ากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ”

จิ่งซวินโถมทับร่างลงไปอย่างนึกขัน ใช้หน้าผากกดดันเขา “ข้ารับปากเมื่อไรกัน หืม?”

เหลี่ยวเซียงถูกแววตาที่ลึกล้ำเป็นประกายของเขาจ้องมองจนว้าวุ่น จึงเบือนหน้าหนี “กระหม่อม…เจ็บแขน”

จิ่งซวินเห็นแขนซ้ายของเขาพันผ้าไว้แน่นหนา และไม่มีเลือดซึมออกมา จึงเอ่ยเสียงนุ่ม “ไม่ต้องกลัว คราวนี้ข้าจะเบาหน่อย” จากนั้นก็ไม่รอคำตอบจากเหลี่ยวเซียง พรมจูบลงไปทันที ทว่าช่วงล่างกลับมิได้เร่งร้อนโจมตี เพียงวนเวียนอยู่แถวปากประตูเท่านั้น

เหลี่ยวเซียงถูกเขาทรมาน ทั้งอับอายทั้งเสียวซ่านจึงหุบขาเข้ามา กลับกลายเป็นยิ่งหนีบเอวบุรุษแน่นขึ้น ได้แต่อ้อนวอนเสียงระโหย “ฝ่าบาท อย่า…อย่าทำแบบนี้”

จิ่งซวินเห็นละอองน้ำในดวงตาของเขา จึงค่อยๆ สอดใส่และขยับเข้าออกช้าๆ ช่วงแรกยังพอควบคุมได้ แต่ต่อมาก็ขับเคลื่อนรุนแรง

เหลี่ยวเซียงอ่อนระทวยบนแพรไหมลายเมฆา แขนซ้ายเจ็บจนยกไม่ขึ้น ได้แต่ปล่อยให้สั่นไหวไปตามจังหวะของร่างกาย ปากแผลจึงเสียดสีอย่างเลี่ยงไม่ได้ จำต้องฝืนใจยกแขนขึ้นไปกอดคอบุรุษไว้ นี่กลับตรงใจของจิ่งซวินพอดี จึงอุ้มเขาให้นั่งขึ้นมา เจ้านั่นยังจมมิดถึงโคน สอดเสียดจนเหลี่ยวเซียงอดครางมิได้ ตลอดทั้งร่างอ่อนยวบ ศีรษะก็ซุกซบกับซอกคอบุรุษอย่างอ่อนแรง ใบหูบดเบียดกันไปมาตามจังหวะขยับโยก ก่อเกิดเป็นรสชาติอันปั่นป่วนรัญจวนใจอีกแบบหนึ่ง เห็นบุรุษตรงหน้ายิ่งรบยิ่งคึก เหลี่ยวเซียงหมดปัญญาแม้แต่กระดิกปลายนิ้ว สติก็เริ่มเคลิ้มลอยกระจัดกระจาย

v          v          v

เมื่อเหลี่ยวเซียงลืมตาตื่นอีกครั้ง ผ้านวมบนเตียงได้ถูกเปลี่ยนไปแล้ว เนื้อตัวก็ปลอดโปร่งขึ้นมาก เขาแค่พลิกตัวเบาๆ ก็ได้ยินเสียงจิ่งซวิน “เมื่อคืนเจ้าหลับลึกมาก พวกนั้นอาบน้ำให้เจ้า เจ้ายังไม่รู้สึกตัวเลย”

เหลี่ยวเซียงเอ่ย “อ้อ” คำหนึ่ง พลิกตัวอีกครั้ง ช่วงเอวถึงสะโพกปวดระบมไปหมด

จิ่งซวินแหงนมองม่านผ้าสีฟ้าครามเหนือศีรษะเมื่อถามว่า “แผลที่แขนยังเจ็บอยู่ไหม”

“ไม่เจ็บแล้ว”

จิ่งซวินถอนใจคำหนึ่ง หันมามองเขา “เหลี่ยวเซียง เจ้าอยู่ในวังจะเล่นลูกไม้อะไรบ้างก็ไม่เป็นไร แต่หากวันหนึ่งเจ้าเอาสติปัญญานี้ไปใช้ในราชสำนัก เจิ้นจะไม่ละเว้นเจ้าแน่”

เหลี่ยวเซียงขมวดคิ้ว “กระหม่อมหรือจะ…”

จิ่งซวินผุดลุกขึ้นนั่ง แหวกม่านมองดูท้องฟ้าด้านนอก “ข้าก็แค่เตือนเจ้าเท่านั้น ถ้ารอจนเกิดเรื่องขึ้นมา ไยมิใช่สายเกินแล้วหรือ”

เหลี่ยวเซียงรับคำเบาๆ

จิ่งซวินก็ไม่พูดอะไรอีก ลงจากเตียงเรียกคนเข้ามาปรนนิบัติเขาให้ล้างหน้าล้างตา

เหลี่ยวเซียงเหม่อมองเงาหลังของเขาด้วยแววตาเลื่อนลอย ก่อนปิดตานอนต่อ

v          v          v

ผ่านไปอีกเดือนเศษก็เข้าสู่ช่วงที่อากาศร้อนสุด ฮ่องเต้ทนความร้อนระอุไม่ไหวย้ายไปพำนักที่ตำหนักฉีหลันนานแล้ว เหลี่ยวเซียงก็ย้ายออกจากตำหนักหน่วนฉิงกลับไปที่เรือนพักเดิมเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าหายป่วยแล้ว

จากเหตุการณ์สนมลี่ ฉินเต๋อเป่ายิ่งให้ความเคารพต่อเหลี่ยวเซียงกว่าเดิม และไม่ค่อยออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีก วันทั้งวันง่วนอยู่กับงานในลานสวน วันนี้ขณะกำลังเอาดอกจื่ออวี้เสาเย่าที่เพิ่งได้จากที่อื่นมาปลูกในแปลงดอกไม้กลางสวน ได้ยินเสียงเคาะประตูตึงๆ สองครั้ง จึงพึมพำ “วันนี้เป็นวันอะไร เจ้าพวกขันทีหน้าพระตำหนักถึงได้มีมารยาทขึ้นมา” จบคำก็ตบๆ เศษดินบนมือ  เดินไปเปิดประตู พบว่าไม่ใช่ใบหน้าที่คุ้นเคยหลายคนนั้น แต่เป็นขันทีน้อยแปลกหน้าคนหนึ่ง ท่าทางลุกลนชอบกลจึงรีบถาม “เจ้ามีธุระอะไร”

ขันทีน้อยไม่แน่ใจในฐานะของฉินเต๋อเป่าเช่นกัน เห็นเขาสวมเครื่องแบบสีเดียวแบบเดียวกันกับตนเอง จึงค้อมกายยิ้มกล่าว “ข้าคือเจี่ยงเฉวียน ประจำการอยู่ที่ประตูวังหลวงฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ทราบว่าเซียงกงกงอยู่หรือไม่”

ฉินเต๋อเป่าตอบว่า “กงกงออกไปข้างนอก แต่คิดว่าคงใกล้กลับมาแล้ว เจ้าเข้ามานั่งก่อน”

ขันทีน้อยรีบโบกมือ “ไม่ต้องๆ รบกวนท่านช่วยบอกต่อเซียงกงกงด้วยว่ามีใต้เท้าท่านหนึ่งนามว่าฉีหลิงรอเขาอยู่ที่ประตูวังฝั่งตะวันออกเฉียงใต้”

ฉินเต๋อเป่ารับคำ มองดูขันทีน้อยเดินไป ในใจอดสงสัยมิได้ เซียงกงกงไฉนยังมีสหายนอกวัง เวลาไม่ถึงชั่วน้ำเดือดหนึ่งกา เหลี่ยวเซียงก็กลับมาแล้ว ฉินเต๋อเป่ารีบสะอึกเข้าไป “กงกง เมื่อครู่มีคนมาถ่ายทอดวาจา บอกว่าเขารอท่านอยู่ที่ประตูวังฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อฉีหลิงขอรับ”

เหลี่ยวเซียงมุ่นคิ้วครุ่นคิดอยู่นาน พลันอุทาน “ฉีหลิง? เขาบอกเขาชื่อฉีหลิงรึ?”

“ขันทีน้อยที่มาถ่ายทอดวาจาบอกว่าใต้เท้าท่านนั้นชื่อฉีหลิง” ฉินเต๋อเป๋ารีบตอบ

เพียงเห็นเหลี่ยวเซียงผุดสีหน้าตื่นเต้นยินดี หมุนตัวก้าวยาวๆ ออกไป ฉินเต๋อเป่าไม่เคยเห็นเขาเดินอย่างเร่งร้อนปานนี้มาก่อน ในใจยิ่งสงสัยหนักกว่าเดิม

v          v          v

ประตูฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ไม่นับว่าใกล้ กว่าเหลี่ยวเซียงจะเดินกึ่งวิ่งมาถึงก็หอบแฮกแล้ว เห็นเงาร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางสีแดงอ่อนมาแต่ไกล เขาแทบไม่อยากเชื่อว่านั่นคือเด็กน้อยที่ส่งเสียงอ้อแอ้เดินตามหลังเขาในปีนั้น

“เสี่ยว…” เขาไม่แน่ใจว่าควรเรียกอีกฝ่ายว่าอะไร คนผู้นั้นเดินมาหา คว้ามือเขาขึ้นมากุมแน่น “เกอเกอ! (12)

ทันทีที่ได้ยินคำนี้ เหลี่ยวเซียงก็น้ำตาไหลพราก เอ่ยเสียงสะอื้น “เจ้า…เจ้าโตขนาดนี้แล้ว” ร้องไห้พลางยื่นมือไปลูบคลำศีรษะเขา

คนที่ชื่อฉีหลิงก็สะอื้นไห้ไม่แพ้กัน “เกอเกอ ข้าทำผิดต่อท่าน ทำให้ท่านต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ ต่อให้สอบรับราชการได้จะมีความหมายอะไร”

เหลี่ยวเซียงได้ฟังน้ำตาก็ยิ่งพรั่งพรู ใคร่พูดปลอบใจเขา แต่ความทุกข์ระทมในหลายปีนี้ไหนเลยบรรยายด้วยวาจาไม่กี่ประโยคได้ ยามนั้นทั้งสองยืนร้องไห้อยู่หน้าประตูวังซึ่งผู้คนขวักไขว่ คนเดินผ่านต่างพากันเหลียวมองด้วยความแปลกใจ

เหลี่ยวเซียงจึงรีบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา ฝืนยิ้มกล่าวว่า “ตอนนี้เจ้าเป็นขุนนางแล้ว ไม่ควรร้องไห้ต่อหน้าธารกำนัล”

เจี่ยงเฉวียนที่ยืนอยู่แถวนั้นกลับหัวไวไม่เบา รีบเข้ามาบอกว่า “เซียงกงกง ที่นี่พูดคุยไม่สะดวก พวกท่านทั้งสองไปที่มุมตึกทางนั้นดีกว่า” พูดพลางเดินนำทั้งสองไปที่มุมตึกและล่าถอยออกมา

v          v          v

ฉีหลิงมองหน้าเหลี่ยวเซียง ลังเลอยู่นานค่อยกล่าว “เกอเกอ ท่าน?”

เหลี่ยวเซียงยิ้มขื่นตัดบทเขา “ไฉนเจ้ายังเรียกเกอเกอตลอดเวลาเหมือนเด็กๆ ข้าฟังแล้วจั๊กจี้พิกล”

ฉีหลิงยิ้มหน้าแดง เปลี่ยนมาเรียกขานว่า “ซยงจ่าง (13)

“อืม ท่านพ่อท่านแม่สบายดีหรือไม่”

“ท่านพ่อท่านแม่…” ฉีหลิงอึกอักเล็กน้อย “หลายปีก่อนเกิดโรคระบาดในหมู่บ้าน ท่านพ่อท่านแม่ก็ป่วยด้วยโรคระบาดจนเสียชีวิตในปีนั้น”

เหลี่ยวเซียงสะท้านเฮือก จ้องหน้าเขาเขม็ง หยดน้ำเอ่อคลอบนขอบตา แม่แท้ๆ ของเขาตายไปตั้งแต่เขาเพิ่งเกิดได้ไม่นาน ส่วนแม่เลี้ยงปฏิบัติต่อเขาไม่ดีนัก แต่ก็มิได้เลวร้ายเท่าไร เขาไม่ค่อยฉลาดมาตั้งแต่เล็ก แม้แต่ซันจื้อจิง (14) ก็ยังท่องได้แบบกระท่อนกระแท่น แน่นอนว่าต่างจากน้องชายราวฟ้ากับเหว อีกทั้งไม่ค่อยมีกำลังวังชา ทำงานหนักอะไรก็ไม่ได้ ตอนที่เขาถูกนำมาขายแม้จะโกรธเคืองบ้าง แต่นานวันเข้าก็คิดอย่างท้อแท้ว่าคนอย่างเขาอยู่ที่บ้านต่อไปก็ไม่มีประโยชน์

ฉีหลิงเห็นเขาเงียบไปนาน จึงถอนใจกล่าวว่า “ก่อนตายท่านพ่อท่านแม่ก็พร่ำขอโทษท่านตลอด สั่งให้ข้าตามหาท่านให้เจอ ปีนั้นข้าสอบผ่านก็ถูกส่งไปเป็นนายอำเภอที่อำเภอเยวี่ยซีแทนคนเก่าทันที หลายปีผ่านไปถึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการ เพราะปีนี้สร้างผลงานด้วยการปราบปรามโจรร้ายกลุ่มหนึ่งถึงได้ย้ายเข้าเมืองหลวง หลายวันนี้ข้าสืบหาข่าวคราวของท่านตลอด แต่ก็หาไม่เจอ สองวันก่อนบังเอิญได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดว่า…” เขาเล่าถึงตรงนี้ ใบหน้ากลับนิ่งค้าง กระแอมคำหนึ่งก่อนถาม “ซยงจ่าง ไฉนท่านถึงเปลี่ยนชื่อแล้ว”

เหลี่ยวเซียงเห็นสีหน้าอีกฝ่ายก็ทราบว่าคงได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับตนในทางไม่ดี อดรู้สึกหม่นเศร้าในใจมิได้ “เป็นฝ่าบาททรงเปลี่ยนให้”

นั่นเป็นครั้งที่สองที่เขาพบจิ่งซวิน ห่างจากครั้งแรกที่แสนหฤโหดนั้นประมาณหนึ่งปี ขณะนั้นเป็นเทศกาลซ่างหยวน (15) ในวังหลวงจัดงานเลี้ยง หลังจากเขาจัดสถานที่เสร็จก็ตั้งใจว่าจะแอบนำเศษอาหารในงานกลับไปฝากเสี่ยวหราน ทว่ากลับถูกขันทีผู้ดูแลจับได้ โดนราดด้วยน้ำแกงเต็มหน้า กลายเป็นที่ขบขันของพวกขันทีที่มามุงดู

กระทั่งได้ยินไปถึงขบวนเสด็จ ขณะที่เขาอยู่ในสภาพทุลักทุเลก็ได้พบฮ่องเต้หนุ่มคนนั้นอีกครั้ง แต่คราวนี้แลดูน่ากลัวน้อยกว่าในความทรงจำเมื่อตรัสถามเขาว่า “เจ้าชื่ออะไร” เขาตอบเสียงแผ่ว “บ่าวชื่อฉีเหลี่ยว” ฮ่องเต้ส่ายหน้า “ไม่เพราะเลย หญ้าเหลี่ยวชอบขึ้นริมแม่น้ำ ต่อไปเจ้าชื่อเหลี่ยวเซียง (16) ก็แล้วกัน”

v          v          v

“ซยงจ่าง ซยงจ่าง?” ฉีหลิงโบกมือไปมาตรงหน้าเหลี่ยวเซียง เขาถึงค่อยหลุดจากภวังค์

“มีอะไร”

“เมื่อครู่ข้าถามท่านว่าหลายปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

“ข้า…” เหลี่ยวเซียงขยับริมฝีปากอยู่นาน กลับเปล่งได้แค่ประโยคเดียว “ข้าสบายดี” เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนโพล่งถาม “เจ้าแต่งงานหรือยัง”

ฉีหลิงเกาศีรษะ ท่าทางขัดเขิน “ยังไม่ได้แต่ง”

เหลี่ยวเซียงมุ่นคิ้ว “ปีนี้เจ้ายี่สิบสองยี่สิบสามแล้วกระมัง ไฉนยังไม่แต่งงาน ถ้าเป็นเพราะขัดสนเงินทอง ที่ข้ายังพอมี…”

ฉีหลิงรีบแย้ง “ไม่ใช่ๆ ข้าแค่ยังไม่พบเจอคนถูกใจ”

เหลี่ยวเซียงอดสั่งสอนมิได้ “ในเมื่อที่บ้านไม่มีใครช่วยเจ้าวางแผนเรื่องนี้อีกแล้ว ตัวเจ้าก็ต้องเอาใจใส่ให้มาก ถ้ามีอะไรยุ่งยากก็มาบอกข้าได้”

ฉีหลิงพยักหน้ารับคำทันที เขายังกำชับนั่นนี่อีกหลายอย่าง ท่าทางเหมือนพี่ชายที่เข้มงวดไม่มีผิด

พอเห็นว่าตะวันคล้อยแล้ว ฉีหลิงจึงบอกลา เหลี่ยวเซียงมองส่งเขาจากไปด้วยสายตาอาวรณ์ ก่อนหมุนตัวเดินกลับเข้าวังหลวงไป

– ๔ –

คืนนั้นมิวายถูกเรียกไปที่ตำหนักฉีหลันอีก เขาเพิ่งย่างเท้าเข้าห้องทรงพระอักษร ก็ได้ยินเสียงบุรุษดังขึ้น “เจ้าไปแอบนัดกับใครมา”

“ฝ่าบาทมีราชกิจมากมายก่ายกอง หรือยังมีเวลาสนใจว่าหม่อมฉันพบเจอใครบ้าง”

จิ่งซวินแค่นเสียงฮึคำหนึ่ง “เจ้ายืนกอดกันกลมกับขุนนางคนหนึ่งที่หน้าประตูวัง จะไม่ให้ล่วงรู้เข้าหูเจิ้นคงยาก”

เหลี่ยวเซียงหน้าแข็งค้าง น้ำเสียงเริ่มฉุน “นั่นเป็นน้องชายของกระหม่อม”

จิ่งซวินชะโงกหน้าออกมาจากกองฎีกา เลิกคิ้วเชิงสงสัย “อ้อ? เจ้ายังมีน้องชายด้วยรึ? แล้วมีน้องสาวหรือไม่”

“ไม่มี” เหลี่ยวเซียงเห็นเขาทำเสียงกระเซ้า จึงมุ่นคิ้วตอบ “หม่อมฉันมีแค่น้องชายคนเดียว”

จิ่งซวินวางฎีกาลง เอนหลังพิงพนัก ใบหน้าประดับรอยยิ้ม “น่าเสียดายจริงๆ” เขาหยิบสมุดสีเหลืองด้านข้างขึ้นมา พลิกเปิดสองหน้าแล้วอ่าน “ฉีหลิง ผู้ตรวจการเขตจิ้นโจว แตกฉานการปกครองและประวัติศาสตร์ อุปนิสัยสุภาพอ่อนน้อม เพราะมีผลงานกวาดล้างรังโจรแถบจิ้นหนาน ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นจี้ซื่อจง ขุนนางขั้นห้า…” อ่านจบก็ชำเลืองเหลี่ยวเซียงแวบหนึ่ง “นี่ก็คือน้องชายของเจ้า”

“พ่ะย่ะค่ะ”

จิ่งซวินพยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก เปิดอ่านหนังสือฎีกากองเท่าภูเขาต่อไป

เหลี่ยวเซียงเดินถึงข้างโต๊ะ ดึงแขนเสื้อขึ้นช่วยเขาฝนหมึก

เวลาทำงานจิ่งซวินจะตั้งใจมาก รอบข้างห้ามมีแม้แต่เสียงไอ ทุกครั้งในเวลาเดียวกันจะให้เหลี่ยวเซียงอยู่รับใช้แค่คนเดียว พวกบ่าวไพร่ถือโคมหรือยกน้ำชาล้วนให้ล่าถอยออกไปหมด

เปลวไฟในตะเกียงด้านข้างพลันปะทุดังเพียะพะ เหลี่ยวเซียงช้อนตามอง หยิบกรรไกรมาตัดไส้เทียน พลันได้ยินเสียงจิ่งซวินหัวเราะใส่ฎีกาฉบับหนึ่ง แล้วพลิกกลับมาหน้าแรกเมื่อกล่าวว่า “หวังยงจากสำนักทรัพย์สินส่วนพระองค์ เกิดจะมาวุ่นวายกับสำนักโหราขึ้นมา เจ้าลองทายดูว่าในฎีกาของเขาเขียนว่าอะไร”

เหลี่ยวเซียงสั่นศีรษะ “ไม่ทราบ”

“เจิ้นจะอ่านให้ฟัง…คืนวานกระหม่อมสำรวจปรากฏการณ์ดวงดาว เห็นดาวประจำเมืองทอแสงประหลาด กระหม่อมตรวจสอบจากตำราโบราณจึงทราบว่านี่เป็นนิมิตมงคล ไม่เพียงในวังจะมีข่าวดีเรื่องราชโอรส…” ด้านหลังเป็นคำสรรเสริญสดุดีฮ่องเต้อีกชุดใหญ่ จิ่งซวินโยนฎีกาฉบับนั้นไปทางหนึ่ง ยิ้มกล่าว “ไร้สาระจริงๆ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่ดูจากที่เจิ้นไม่ได้ไปหลับนอนกับพวกสนมมานานเท่าไรแล้วก็พอ ถ้าใครตั้งท้องขึ้นมาจริงๆ นั่นต่างหากจะกลายเป็นเรื่องขำขันที่สุด”

เหลี่ยวเซียงหลุบขนตา “วังหลังไม่ได้ให้กำเนิดโอรสธิดามานานแล้ว ใต้เท้าทุกท่านคงร้อนใจมาก”

จิ่งซวินหัวเราะเย็นชา “เรื่องแบบนี้พวกนั้นก็ร้อนใจได้หรือ”

เหลี่ยวเซียงได้ยินน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ จึงหุบปากอย่างรู้งาน ไม่พูดอะไรอีก

v          v          v

ผ่านยามสามโดยไม่รู้ตัว จิ่งซวินไม่ทราบอ่านเจออะไร หัวคิ้วย่นยู่ ใช้ข้อนิ้วชี้และนิ้วกลางเคาะโต๊ะหลายครั้ง ท่าทางกลัดกลุ้มใจมาก

“มีเรื่องอะไรยุ่งยากใจหรือพ่ะย่ะค่ะ” เหลี่ยวเซียงอดถามมิได้

“เขตฉวีโจวเกิดภัยแล้งอีกแล้ว” จิ่งซวินโยนพู่กันในมือ “ปีที่แล้วตอนเกิดภัยแล้งก็มีขุนนางใหญ่บอกว่าเจิ้นไม่ยอมบำเพ็ญเพียร ปีนี้ไม่รู้จะมีใครพูดอะไรอีก เจิ้นก็งดเว้นภาษีให้สองปีแล้ว และยังปันข้าวสารจากเขตจิ่นโจวมาให้ แล้วไฉนยังมีราษฎรหิวตายเป็นจำนวนมากอีก” เขาลุกเดินไปมา แล้วกลับไปนั่ง ยกพู่กันขีดเขียนอย่างรวดเร็ว ยิ้มขื่นๆ เมื่อกล่าว “เจ้าพวกถังข้าวสาร วันๆ รู้จักแต่ถวายฎีกาให้เจิ้น ทุกครั้งที่ประสบภัยธรรมชาติก็ผลักความผิดบาปมาให้เจิ้น เห็นเจิ้นเป็นตัวถลุงเงินโดยไม่มีเหตุผลหรือไร”

เหลี่ยวเซียงเอ่ยเตือนเบาๆ “ฝ่าบาท นี่ดึกมากแล้ว ที่เหลือพรุ่งนี้ค่อยตรวจเถอะ”

จิ่งซวินโบกมือไปมา “ฎีกาของพรุ่งนี้คงจะมากกว่านี้อีก เจิ้นจะตรวจดูพวกนี้ให้เสร็จก่อน”

เหลี่ยวเซียงได้แต่เงียบเสียง เขารู้สึกง่วงนานแล้ว จึงได้แต่ยืนสัปหงก ขณะกำลังเคลิ้ม ได้ยินเสียงดังพึ่บ ตกใจลืมตามอง เห็นฮ่องเต้ถือฎีกาฉบับหนึ่ง สีหน้าลิงโลดสุดขีด “แคว้นเป่ยเหลียงลอบโจมตีค่ายทหารของเรากลางดึกคืนวันก่อน ถูกแม่ทัพไป่หลี่ตีโต้จนแตกพ่ายยับเยิน กำจัดทหารม้าของข้าศึกได้หนึ่งพัน”

“อืม” เหลี่ยวเซียงขยี้ตา

จิ่งซวินดีอกดีใจจนต้องเปิดอ่านอีกรอบ “ข่าวสำคัญเช่นนี้กลับวางไว้ข้างล่างสุด เจิ้นเพิ่งจะเห็นนี่เอง”

เหลี่ยวเซียงตอนนี้ค่อยพบว่าฎีกากองสูงได้ถูกนำไปวางอีกข้างหนึ่ง ดูท่าคงผ่านการตรวจดูเรียบร้อยแล้ว

“ไป่หลี่มู่คนนี้นับเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจจริงๆ ชาวเป่ยเหลียงนิสัยห้าวหาญ แคว้นเราตกเป็นรองมาไม่รู้กี่ยุคสมัยแล้ว” จิ่งซวินผินหน้าไปทางเหลี่ยวเซียง “เจ้าว่า ครั้งนี้ข้าควรปูนบำเหน็จอะไรให้เขาดี”

“เอ่อ…” เหลี่ยวเซียงใช้ความคิด “ควรจะปูนบำเหน็จในสิ่งที่เขาชื่นชอบ”

จิ่งซวินหยักยกมุมปาก สั่นศีรษะไปมา “เจิ้นได้ยินว่าเขานิยมบุรุษรูปงาม หรือเจิ้นต้องรวบรวมเด็กหนุ่มหลายๆ คนให้เขา”

“…”

“นิยมบุรุษรูปงามแล้วจะเป็นไร สามารถนำทัพคว้าชัยได้ต่างหากคือสิ่งสำคัญ ไหนเลยเหมือนพวกตาแก่ในเมืองหลวง วันๆ ดีแต่ตบตาผู้คนด้วยวาจาสุภาพเรียบร้อย ตัวเองแก่จนหัวหงอกแล้วยังแต่งอนุสิบกว่าขวบ”

เหลี่ยวเซียงรู้ว่าเขาหมายถึงราชครูหลี่เซิ่งถิง จึงก้มหน้ายิ้มๆ “ฝ่าบาทคงตริตรองไว้แล้วว่าจะปูนบำเหน็จอะไรให้แม่ทัพไป่หลี่กระมัง”

จิ่งซวินหัวเราะให้เขา “เจิ้นได้ยินว่าเขาเป็นคนกตัญญูมาก แต่ดันเป็นลูกที่เกิดจากอนุ งั้นเจิ้นก็แต่งตั้งอะไรสักอย่างให้มารดาเขาแล้วกัน”

เหลี่ยวเซียงก้มหน้ากล่าว “ฝ่าบาททรงพระปรีชา”

จิ่งซวินอ้าปากหาว “เอาล่ะ ข้าก็ง่วงแล้วเหมือนกัน” พูดพลางลุกเดินออกจากตำหนัก

ก่อนหลับเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “พรุ่งนี้ไปรับจื่อเหยามาด้วย เจิ้นคิดถึงนางแล้ว”

v          v          v

“เสี่ยวฉินจื่อ เสี่ยวฉินจื่อ ตื่นๆ”

ฉินเต๋อเป่ากำลังหลับฝันหวาน พลันถูกคนเขย่า จึงทำเสียงรำคาญแล้วถามอย่างงัวเงีย “ใครน่ะ”

“นี่ยามเฉิน (17) แล้วยังนอนอยู่ได้” มือที่เรียวขาวตบแก้มเขาไปมา

“เซียง…เซียงกงกง” เขารีบเช็ดน้ำลายที่มุมปาก ลนลานลุกขึ้น

เหลี่ยวเซียงกล่าวว่า “รีบลุกไปล้างหน้าล้างตา อีกเดี๋ยวไปเรือนชิงจื่อกับข้า”

เรือนชิงจื่อ?

ฉินเต๋อเป่ารู้ว่านั่นเป็นที่พำนักของสนมฉี ทั้งเงียบเหงาและวังเวง ไม่ต่างจากตำหนักหูลี่สักเท่าไร และสนมฉีก็ลึกลับมากในวังหลวงแห่งนี้ แทบไม่มีใครเคยเห็นนาง ทุกครั้งที่วังหลวงจัดงานเลี้ยง นางก็ไม่เคยปรากฏโฉม ก่อนหน้านี้เคยได้ยินคนในวังเล่าว่านางสติฟั่นเฟือน เพียงแต่ฮ่องเต้ทรงเมตตา จึงให้อยู่ในวังต่อไป

เหลี่ยวเซียงรอเขาล้างหน้าแต่งตัวเสร็จก็ยื่นกล่องผ้าส่งให้เขา “อีกประเดี๋ยวถึงที่นั่นแล้ว เอากล่องนี้มอบให้เว่ยกงกง”

ฉินเต๋อเป่าถามว่า “กงกง นี่มิใช่สมุนไพรถั่งเช่าที่ฝ่าบาทประทานให้ท่านเมื่อครั้งก่อนหรอกหรือ”

เหลี่ยวเซียงมุ่นคิ้ว “เจ้าถามมากความทำไม ตามข้าไปก็พอ”

v          v          v

เรือนชิงจื่อไม่ใหญ่ เทียบไม่ได้กับตำหนักอวิ๋นเสียงและอุทยานหงเต๋อ ไม่มีคนในวังเดินผ่านสักคน กระทั่งพวกเขาล่วงเข้าประตูจึงได้ยินสุ้มเสียงอ่อนใสดังขึ้น “เซียงกงกง”

เป็นสาวน้อยในชุดกระโปรงชาววังสีม่วงคนหนึ่ง วิ่งตึกๆๆ มาหาเหลี่ยวเซียง ด้านหลังมีแม่นมวัยไม่มากนักคนหนึ่งร้องเรียกตามมา “องค์หญิงช้าหน่อยเพคะ ระวังจะสะดุดล้ม”

เหลี่ยวเซียงยิ้มพราย ย่อตัวนั่งยองๆ กางแขนสองข้าง องค์หญิงน้อยโผเข้ามากอดคอเขาไว้ “เซียงกงกง ข้าคิดถึงท่านมาก”

ฉินเต๋อเป่าที่อยู่ทางด้านข้างลอบพินิจแม่นางน้อยคนนี้ แลดูไม่เกินสามสี่ขวบ คิดว่าคงเป็นองค์หญิงจื่อเหยา องค์หญิงหกซึ่งเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ที่สุด

เหลี่ยวเซียงอุ้มองค์หญิงน้อย หันไปถามแม่นมคนนั้นว่า “พักนี้พระสนมฉีสบายดีหรือไม่”

สตรีนางนั้นถอนใจคราหนึ่งค่อยตอบ “หลายปีนี้ก็เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน”

แววตาของเหลี่ยวเซียงหม่นลง องค์หญิงน้อยในอ้อมกอดกลับยุกยิกไม่หยุด “เซียงกงกง ท่านมารับข้าไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อใช่หรือไม่”

เหลี่ยวเซียงค่อยเบนสายตามาที่นาง ยิ้มบางๆ กล่าวว่า “ใช่แล้ว ฝ่าบาททรงคิดถึงองค์หญิงมาก”

จื่อเหยาทำหน้าน้อยใจ “ไฉนเพิ่งคิดถึงข้า ข้าคิดถึงเขาตั้งนานแล้ว คืนก่อนข้ายังฝันว่าเขาไม่รักข้าแล้ว”

เหลี่ยวเซียงยิ้มกล่าว “จะเป็นไปได้อย่างไร ฝ่าบาทยังมีรับสั่งให้เตรียมของว่างที่องค์หญิงชอบไว้ตั้งหลายอย่าง”

จื่อเหยาค่อยคลี่ยิ้มอีกครั้ง ดวงตากลมโตกลอกมอง พลันชี้ไปที่ฉินเต๋อเป่า “เขาเป็นใคร”

ฉินเต๋อเป่ารีบคุกเข่า “บ่าวฉินเต๋อเป่า ถวายบังคมองค์หญิง”

จื่อเหยาคล้ายดีใจมาก ตบมือหัวเราะชอบใจ “เสี่ยวเป่าจื่อ เสี่ยวเป่าจื่อ”

ฉินเต๋อเป่าไม่เคยได้ยินใครเรียกเขาเช่นนี้ จึงยิ้มเขิน

เหลี่ยวเซียงก็พลอยยิ้มไปด้วย “เจ้าลุกขึ้นเถอะ” จื่อเหยายังมองฉินเต๋อเป่าตาไม่กะพริบ เหลี่ยวเซียงเอ่ยขึ้นอีกว่า “ท่าทางองค์หญิงชอบเจ้ามาก เจ้ามาลองอุ้มนางดู”

ฉินเต๋อเป่าผงะวูบ นึกในใจ ‘ข้าหรือจะกล้า’ จื่อเหยากลับยื่นแขนน้อยๆ ทั้งสองข้างมาทางเขา เขาจึงรีบเข้าไปรับองค์หญิงน้อยไว้ องค์หญิงน้อยตัวไม่หนัก แต่ซุกซนยิ่งนัก ยื่นนิ้วมาหยิกแก้มเขา เขาได้แต่อดทนพลางเดินตามเหลี่ยวเซียงเข้าห้องด้านใน

ข้างกระจกที่อยู่ภายในห้องมีสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ เมื่อเห็นใบหน้าของสตรีนางนั้นชัดเจน เขาถึงกับตื่นตระหนกแทบล้มคะมำลงพื้น

สนมฉีคนนี้ออกจะเหมือนเหลี่ยวเซียงเกินไปแล้ว ฉินเต๋อเป่าจ้องมองนางจนตาค้าง ไม่เพียงแต่หน้าตาที่เหมือน ทว่าเหมือนตั้งแต่ข้างในออกมาเลยทีเดียว เขาเห็นเหลี่ยวเซียงคำนับสตรีนางนั้น แล้วนั่งลงตรงข้าม ราวกับเงาที่สะท้อนออกมาไม่มีผิด

ได้ยินเหลี่ยวเซียงกล่าวว่า “เสี่ยวฉินจื่อ ยืนงงอะไรอยู่ตรงนั้น”

เขารีบวางองค์หญิงลงพื้น คุกเข่าคำนับ “ถวายบังคมพระสนมฉี”

สตรีนั้นไม่ขยับสักนิด และไม่ปริปากพูดจา เหมือนตุ๊กตาไม้

“ลุกขึ้นเถอะ เจ้าพูดอะไรนางก็ไม่รับรู้หรอก” เหลี่ยวเซียงกล่าวน้ำเสียงทอดถอน

จื่อเหยาคล้ายหวาดกลัวมารดาตัวเอง จึงวิ่งไปหาเหลี่ยวเซียง ยืนพิงต้นขาเขา เหลี่ยวเซียงลูบผมนาง ถามนางเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน นางก็ตอบทีละคำถามอย่างฉลาดเฉลียว

ฉินเต๋อเป่ายังแอบมองสนมฉีอีกหลายแวบ เขารู้ว่านางสติฟั่นเฟือน แต่ไม่คิดว่าจะเป็นหนักถึงขนาดนี้ ถ้ามิใช่ลูกตายังกลอกไปมาได้ เขาคงคิดว่านี่คือคนตาย!

ออกจากเรือนชิงจื่อ เขาอดรนทนไม่ไหว จึงถามเหลี่ยวเซียงอย่างประหม่า “กงกง พระสนมฉีกับท่าน…”

เหลี่ยวเซียงปรายมองเขาแวบหนึ่ง “เหมือนกันมากใช่หรือไม่”

เขาผงกศีรษะรัวๆ

เหลี่ยวเซียงแค่นเสียงออกจมูกหนักๆ “นี่ไยมิใช่เจ้านักพรตอวี้ชิงนั่นก่อกรรมสร้างเวรเอาไว้!”

ฉินเต๋อเป่าเคยได้ยินชื่อนักพรตอวี้ชิงคนนี้ ลือกันว่าเขาแตกฉานทั้งดาราศาสตร์ภูมิศาสตร์ ยังสามารถเสกหินเป็นทอง เปลี่ยนน้ำเป็นน้ำมัน และคาถาอาคมพิลึกพิลั่นอีกกองใหญ่ ฮ่องเต้ยังทรงประทานฉายาให้เขา ได้รับการยกย่องราวกับเทพเซียนก็มิปาน แล้วเขาเกี่ยวข้องอันใดกับสนมฉี ฉินเต๋อเป่ายังอยากถามต่อ แต่เหลี่ยวเซียงคล้ายไม่ยินดีพูดอีก

v          v          v

หลายวันผ่านไป ฉีหลิงมาหาอีกครั้ง ยังคงยืนรอที่ประตูวังเหมือนเดิม ทั้งสองพบหน้าทักทายสารทุกข์สุขดิบ จากนั้นฉีหลิงเอ่ยว่า “ข้าซื้อบ้านหลังหนึ่งอยู่ในเมือง พักก่อนเข้าไปทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว จึงอยากเชิญซยงจ่างไปนั่งเล่นที่บ้าน ถือโอกาสกินข้าวด้วยกันสักมื้อ ไม่ทราบซยงจ่างสะดวกหรือไม่”

เหลี่ยวเซียงมิได้ตกลงทันที เขารู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง ขันทีทั่วไปจะออกจากวังแค่ขอลาจากหัวหน้าผู้ดูแล พอได้ป้ายอนุญาตก็ใช้ได้แล้ว แต่เขากลับต้องขออนุญาตจากฮ่องเต้โดยตรง

ฉีหลิงเห็นเขามุ่นคิ้ว จึงรีบถาม “ซยงจ่างมีอะไรลำบากใจหรือ”

เหลี่ยวเซียงเงยมอง เห็นสายตาเปี่ยมความหวังของเขาก็รีบผุดยิ้มออกมา “ก็ไม่มีอะไร ว่าแต่จะนัดกันวันไหน”

v          v          v

หลังอาหารเที่ยง เหลี่ยวเซียงเอ่ยปากอย่างประหม่าเล็กน้อย “ฝ่าบาท กระหม่อมอยากขอลาหยุดสักครึ่งวัน”

จิ่งซวินกำลังคีบหน่อไม้ชิ้นหนึ่งเข้าปาก ได้ยินก็เอ่ยถามเสียงฉงน “ลาหยุด? ทำอะไร”

“…ฉีหลิงชวนไปนั่งคุยเรื่องเก่าๆ ที่บ้านเขา”

จิ่งซวินไม่ได้ตอบ เพียงดื่มน้ำแกงหลายอึกแล้วเช็ดมุมปาก ค่อยกล่าว “งั้นก็ไปเถอะ”

เหลี่ยวเซียงรีบขอบพระทัย

จิ่งซวินพูดอีกว่า “เจ้าไม่ได้ออกจากวังนานแล้ว ยังจำทางได้หรือ”

“ฉีหลิงบอกว่าจะมารอรับที่หน้าประตูวังตอนยามเซิน (18)

“ยามเซิน? แล้วเจ้าจะกลับมาตอนไหน ถ้าประตูวังปิดก่อน เจ้าก็เข้ามาไม่ได้แล้ว” จิ่งซวินยิ้มบางๆ

“กระหม่อมจะกลับมาก่อนยามไฮ่ (19)

จิ่งซวินพยักหน้าแล้วกล่าวอีก “เจ้าไม่ต้องอยู่รับใช้ตรงนี้แล้ว เจิ้นให้ตามซูซื่อหลาง (20) มาเดินหมากกับเจิ้นแล้ว”

v          v          v

ยังไม่ถึงยามเซิน เหลี่ยวเซียงก็มารอที่นอกประตูวังแล้ว เขารู้สึกตื่นเต้นเหมือนเด็กน้อยกำลังจะหนีออกไปเที่ยว เปลี่ยนใส่ชุดใหม่เอี่ยม แม้แต่ผมก็มัดรวบอย่างดี รอคอยฉีหลิงมารับเขา

คราวนี้ฉีหลิงไม่ได้แต่งชุดขุนนาง แต่เปลี่ยนเป็นชุดยาวผ้าลายสีหยก ยิ่งส่งให้บุคลิกสง่างาม แลดูหมดจดชวนมอง เขาเห็นเหลี่ยวเซียงก็ส่งยิ้มมาแต่ไกล เข้ามาดึงแขนเขา “ข้านึกว่าท่านจะออกมาไม่ได้เสียแล้ว”

เหลี่ยวเซียงก้มหน้าหัวเราะ เดินตามเขาออกจากวังหลวงไป

สภาพภายนอกวังหลวงในความทรงจำของเขาเลือนรางมาก แต่เมื่อมาอยู่บนถนนที่ผู้คนขวักไขว่ ความอึกทึกจอแจที่คุ้นเคย รวมทั้งเสียงตะโกนโหวกเหวกของพ่อค้าแผงลอยข้างถนน ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองไม่เคยจากไปไหน ชีวิตในวังสิบกว่าปีที่สถิตแน่นในความทรงจำ กลับคล้ายว่าห่างจากเขาจนไกลลิบ

ฉีหลิงเห็นเขายืนใจลอยอยู่ริมถนนจึงถาม “ซยงจ่าง ท่านเป็นอะไรไป”

เพียงเพราะเครื่องแต่งกายของเหลี่ยวเซียงคือเครื่องแบบขันที ผู้คนโดยรอบได้ยินบุรุษหนุ่มคนนี้เรียกเขาว่าซยงจ่างต่างพากันหันมองมา บางคนถึงกับซุบซิบนินทา เหลี่ยวเซียงเหมือนถูกสายตาเหล่านั้นทิ่มแทงจนเจ็บแปลบ เขาก้มหน้าต่ำ แทบอยากหนีไปซ่อนตัวในมุมที่ไม่มีใครเห็น ฉีหลิงอดโกรธขึ้งมิได้ ถลึงตาใส่หลายคนที่มองมา แล้วกุมมือเหลี่ยวเซียงไว้ พาเดินไปข้างหน้าทันที

เหลี่ยวเซียงรู้สึกครั่นคร้ามจึงเอ่ยเบาๆ “ข้าว่า…ข้ากลับก่อนดีกว่า”

มือของฉีหลิงยิ่งกำแน่นกว่าเดิมเมื่อหันมาปลอบเขา “เกอเกอ ท่านอย่าไปสนใจคนพวกนี้”

ทุกครั้งที่เหลี่ยวเซียงได้ยินเขาเรียก ‘เกอเกอ’ มักนึกถึงตอนที่เขายังเด็กเสมอ เพราะบิดามารดายุ่งกับการหาเลี้ยงครอบครัว ฉีหลิงจึงแทบจะเป็นเขาที่ดูแลตลอด พอเริ่มพูดได้ก็จะเรียกเกอเกอ ครั้งแรกที่เขามาหางานทำในเมือง ฉีหลิงก็วิ่งตามอยู่หลังรถเทียมลาที่เขานั่งพลางร้องเรียกเกอเกอ ร้องไห้โฮปานจะขาดใจ รำลึกความหลังอยู่ดีๆ จมูกก็แสบเคืองขึ้นมา กระบอกตาก็ร้อนผ่าว เขาไม่อยากให้ฉีหลิงเห็น จึงก้มหน้าตลอดทาง

เดินถึงมุมตรอกแห่งหนึ่ง ฉีหลังพลันหยุดเท้า ยื่นมือมาประคองใบหน้าของเหลี่ยวเซียง ถอนใจกล่าวว่า “ท่านร้องไห้จริงด้วย”

เหลี่ยวเซียงสูดจมูก อยากเบือนหน้าหนี รู้สึกอายที่ร้องไห้ต่อหน้าน้องชาย

ฉีหลิงกลับไม่ยอมปล่อยมือ ดึงแขนเสื้อด้านในออกมาเช็ดแก้มที่ชุ่มน้ำตาให้เขา น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยว่า “ท่านไปสนใจอันใดกับพวกชาวบ้านที่พูดจาเหลวไหลเหล่านั้น” จบคำก็ฉุดดึงมือของเหลี่ยวเซียง เดินลัดเลาะอีกสองถนนก็มาถึงบ้านพักของเขา

บ้านหลังไม่ใหญ่นัก ด้านหน้ามีแปลงดอกชา ผู้มาเปิดประตูเป็นหญิงแต่งงานแล้ววัยห้าสิบเศษคนหนึ่ง นางเห็นฉีหลิงก็รีบทักทายอย่างนอบน้อม “ท่านฉี ท่านกลับมาแล้ว” ก่อนมองเหลี่ยวเซียงแวบหนึ่ง “ท่านนี้คงเป็นซยงจ่างของนายท่านกระมัง” จบคำก็คำนับเหลี่ยวเซียง

ฉีหลิงพยักหน้าให้นาง แล้วหันมาบอกเหลี่ยวเซียง “ท่านนี้คือป้าจู้ นางกับสามีรับใช้ข้ามาตั้งแต่อยู่ที่เขตจิ้นโจว ครานี้ย้ายเข้าเมืองหลวง ข้าจึงพาพวกเขามาด้วย”

เหลี่ยวเซียงได้ยินว่าหญิงชราผู้นี้เคยดูแลน้องชายตัวเองมาก่อน จึงทักทายด้วยสีหน้าเป็นมิตรสองประโยค

ป้าจู้พูดอีกว่า “ตอนแรกคิดว่านายท่านจะเดินเล่นก่อนค่อยกลับมา ข้าเพิ่งฆ่าไก่เสร็จ ยังไม่ทันได้ตุ๋นเลย คิดว่าต้องอีกราวครึ่งชั่วยามถึงจะตั้งโต๊ะอาหารได้”

เหลี่ยวเซียงรีบโบกมือ “ไม่เป็นไร ข้ายังไม่หิว”

ฉีหลิงกล่าวว่า “ถ้าอย่างไรพวกเราไปนั่งดื่มชาที่ม้าหินในสวนกันก่อน มีใบชาเก็บใหม่ของปีนี้ เป็นสหายคนหนึ่งที่เขตจิ้นโจวนำมาฝากข้า”

เหลี่ยวเซียงยิ้ม “ก็ดี”

v          v          v

ช่วงนั้นเป็นปลายฤดูร้อน ดอกชาย่อมไม่เบ่งบาน แปลงดอกไม้จึงมีแต่ใบเขียวๆ ทว่าดูแล้วชุ่มชื่นใจไม่แพ้กัน

เหลี่ยวเซียงจิบชาคำหนึ่ง พลันนึกอะไรขึ้นได้ รีบวางถ้วยชา หยิบห่อผ้าที่หนักอึ้งออกมายื่นส่งให้ฉีหลิง “ตอนนี้เจ้าดำรงตำแหน่งจี้ซื่อจง เป็นงานมือสะอาด ในเมืองหลวงไม่เหมือนที่อื่น ทำอะไรล้วนต้องใช้เงินทอง ข้าอยู่ที่นี่หลายปีพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง เจ้ารับไว้เถอะ”

ฉีหลิงหรือจะยอมรับมา เขาบอกว่า “ซยงจ่างกลัวว่าเงินเบี้ยหวัดของข้าจะไม่พอเลี้ยงตัวเองหรือ เงินเหล่านี้ล้วนเป็นท่านหามาด้วยความลำบาก ข้าไม่อาจรับไว้”

เหลี่ยวเซียงขมวดคิ้ว “เวลานี้เจ้าเติบใหญ่แล้ว ไม่เชื่อฟังวาจาข้าแล้วใช่หรือไม่ ข้าอยู่ในวังไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ต่อไปเจ้าต้องสร้างครอบครัว ไม่มีสำรองไว้จะได้อย่างไร” พูดพลางเรียกให้ป้าจู้นำเงินห่อนั้นไปเก็บให้ดี

v          v          v

ระหว่างกินมื้อค่ำ ฉีหลิงเหมือนมีเรื่องในใจ ท่าทางอึกอักอยากจะกล่าว เหลี่ยวเซียงมองอยู่นานจึงถาม “เจ้าอยากพูดอะไร”

ฉีหลิงเอ่ย “อา” คำหนึ่ง มองหน้าเขาด้วยท่าทางลังเล “ข้าได้ยินว่า…ท่านกับฮ่องเต้…ใช่หรือไม่”

เหลี่ยวเซียงย่อมทราบว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร เขาก้มหน้านิ่งงัน มือแทบกุมตะเกียบไม่อยู่ เงียบได้อึดใจค่อยเอ่ยเสียงสั่นเทา “เจ้ารู้สึกดูแคลนข้าใช่หรือไม่”

ฉีหลิงมองเขาด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ “ข้าจะดูแคลนท่านได้อย่างไร” เขายกมือมากอดเหลี่ยวเซียง แขนเสื้อกลับปัดถูกถ้วยกระเบื้องบนโต๊ะจนล้ม

เหลี่ยวเซียงถูกเขากอดแน่นจนกระดูกลั่น เขายื่นมือไปตบหลังน้องชายเบาๆ

ฉีหลิงเอ่ยเสียงสั่นเครือ “ท่านเป็นพี่ชายข้า เป็นพี่ชายข้าชั่วชีวิต”

เขาก้มหน้าแนบกับหน้าอกของน้องชาย ขอบตาร้อนผ่าว คำซุบซิบที่ไม่น่าฟังเหล่านั้นเขาเองก็พอเดาได้บ้าง

ฉีหลิงเป็นขุนนางในราชสำนัก ไม่ทราบต้องรับฟังมามากน้อยเท่าไร ความขมขื่นในหลายปีนี้เขากล้ำกลืนไว้ในใจเงียบๆ บาดแผลทั้งหมดเมื่อเลือดไหลจนแห้งล้วนตกสะเก็ดเหลือเพียงแผลเป็นที่หยาบหนา มีเพียงฉีหลิงที่เป็นจุดอ่อนไหวหนึ่งเดียวที่ดำรงอยู่ในใจเขา เขาได้ยินเสียงสะอื้นของฉีหลิงที่ริมหู ร่ำไห้ให้กับความอัปยศที่เขาเคยได้รับมาทั้งหมด เดิมเขาสามารถเป็นบุรุษคนหนึ่ง แม้จะลำเค็ญ แม้จะอ่อนแอ แม้จะไม่ฉลาดเฉลียวก็ตาม

เหลี่ยวเซียงรู้สึกหัวใจหนักอึ้ง คล้ายมีบางสิ่งถ่วงอยู่ในนั้น เขาอยากระบายออกมา แต่ทำไม่ได้ ความเจ็บปวดแสนสาหัสเหล่านั้นกดทับอยู่บนอวัยวะของเขา ทำให้เขาหายใจลำบาก

ป้าจู้ยกน้ำแกงเนื้อปลาตุ๋นเข้ามา เห็นท่าทางของทั้งสองก็โพล่งถาม “เกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆ กลับร้องไห้กันขึ้นมา หรือกับข้าวของป้าจู้ไม่ถูกปาก?”

เหลี่ยวเซียงรีบขยับนั่งตัวตรง ใช้แขนเสื้อซับน้ำตา

ฉีหลิงฝืนยิ้มออกมา “ป้าจู้อย่ามาเย้าพวกเราพี่น้องหน่อยเลย”

ทั้งสองสงบจิตใจนั่งกินต่อ ฉีหลิงเพียงเล่าแต่เรื่องสนุกๆ ที่เคยเจอในอดีต พยายามเลี่ยงไม่เอ่ยถึงเรื่องที่ชวนให้ไม่สบายใจ หลังอาหารฉีหลิงยังชวนเหลี่ยวเซียงดื่มชาและของว่าง หากมิใช่เหลี่ยวเซียงกลัวว่าจะไม่ทันเวลาปิดประตูวังหลวง เกรงว่าเขาคงเหนี่ยวรั้งให้อยู่ต่อ

v          v          v

กว่าเหลี่ยวเซียงจะออกมาก็เป็นเวลายามสองแล้ว บนถนนปราศจากผู้คน มีแค่แผงลอยที่กำลังเก็บข้าวของเตรียมปิดร้าน ระหว่างทางกลับวังต้องผ่านตรอกเล็กที่ค่อนข้างเปลี่ยวสายหนึ่ง รอบทิศไม่มีใครสักคน เหลี่ยวเซียงกระชับคอเสื้อก่อนเดินเข้าไป

ในซอยมีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่แต่ไม่มีม้า เหมือนจะเป็นรถเปล่า ขณะที่เขาเดินผ่านรถม้าคันนั้น สุ้มเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากในรถ “เป็นเขา” ตามด้วยเสียงขวับ แสงเงาเย็นยะเยียบสาดวูบตรงหน้า มีดดาบเล่มหนึ่งแทบเฉือนเอาปลายจมูกของเขาไป เขาตกใจจนเหงื่อซึม ขณะจะหมุนตัววิ่งหนีจากตรอก ด้านหลังกลับมีดาบเล่มหนึ่งขวางกั้นทางไป

เหลี่ยวเซียงตั้งท่าแหกปากตะโกน กระแสเสียงกลับจุกอยู่ที่คอหอย บุรุษชุดดำสองคนตวาดว่า “ไปกับพวกข้าแต่โดยดี จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว”

เหลี่ยวเซียงไม่ทันตอบคำ เหนือศีรษะพลันปรากฏเสียงหัวเราะหึๆ “อะไรกัน ใต้ฝ่าเท้าโอรสสวรรค์ถึงกับมีโจรดักปล้นกลางทางด้วย?”

ทุกคนเงยมอง เพียงเห็นคนผู้หนึ่งกระโดดวูบลงมาจากต้นไม้ข้างทาง ข้างเอวสะพายกระบี่ คล้ายว่าเป็นมือกระบี่ผู้หนึ่ง

บุรุษชุดดำคนหนึ่งตะคอกด่า “อย่ามาแส่ ไสหัวไป นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”

มือกระบี่หัวเราะคิกคักก่อนตอบ “ใช่เรื่องของข้าหรือไม่ ข้าจะเป็นคนตัดสินเอง” ไม่ทันจบคำ สองคนนั้นได้ทะยานแหวกอากาศมาจู่โจมขนาบซ้ายขวา เขากระตุกร่างเบาๆ ชักกระบี่จากฝัก แทงใส่ข้อมือขวาของหนึ่งในสองคนนั้นพอดิบพอดี ก่อนเหินร่างไปทางหนึ่ง ยกเท้าถีบใส่จุดหลิงไถที่กลางหลังของอีกคน ทั้งสองส่งสัญญาณลับบางอย่างถึงกันคำหนึ่ง จากนั้นแยกย้ายหลบหนีไป

มือกระบี่คนนั้นแค่นเสียงดังเชอะ “นึกว่าจะแน่สักแค่ไหน” จากนั้นหันมาทางเหลี่ยวเซียง “ไม่เป็นไรใช่ไหม”

เหลี่ยวเซียงตกใจวิ่งไปหลบอยู่ด้านข้าง ยามนั้นสติยังไม่กลับคืน ถึงกับลืมเอ่ยขอบคุณ

คนผู้นั้นถามว่า “ท่านรู้จักพวกมันหรือไม่”

เหลี่ยวเซียงส่ายหน้า ชี้ไปทางรถม้าตรงมุมกำแพง “ในนั้นเหมือนจะมีคน”

มือกระบี่มองรถม้าคันนั้นด้วยความสงสัย ยื่นกระบี่ตวัดเปิด ในนั้นกลับว่างเปล่า

v          v          v

 “คิดไม่ถึงว่าหลายปีนี้เมืองหลวงก็วุ่นวายเช่นกัน” มือกระบี่กล่าวพลางถอนใจ เดินเคียงไหล่ออกจากตรอกพร้อมกับเหลี่ยวเซียง

ถึงบริเวณที่มีแสงสว่าง เหลี่ยวเซียงค่อยเห็นใบหน้าคนผู้นั้นชัดเจน หามิใช่จอมยุทธ์ที่หนวดเครารุ่มร่ามรูปร่างใหญ่โตแต่อย่างใด กลับเป็นบุรุษหนุ่มเยาว์วัยที่ดวงตาแจ่มจ้า บุคลิกเจ้าสำอาง คนผู้นั้นก็เห็นสีอาภรณ์ของเขาชัดเจนเช่นกันจึงถามว่า “ท่านเป็นคนในวังหรือ?”

เหลี่ยวเซียงก้มหน้าตอบ “ใช่”

คนผู้นั้นมิได้ถามต่อ เพียงส่งเหลี่ยวเซียงถึงหน้าประตูวัง

ทหารรักษาการณ์ข้างประตูวังเห็นเหลี่ยวเซียงแสดงป้ายจึงรีบเปิดประตู เหลี่ยวเซียงสืบเท้าเข้าไปได้ก้าวหนึ่งก็หันกลับมากล่าวว่า “เมื่อครู่เหตุการณ์ชุลมุน ยังไม่ทันได้เรียนถามนามอันสูงส่งของท่านจอมยุทธ์”

มือกระบี่คนนั้นยิ้มกว้างอวดแนวฟันขาวสะอาด “ในเมื่อท่านอยู่ในวัง ช้าเร็วพวกเราคงได้พบกันอีกครั้ง”

v          v          v

อากาศต้นฤดูใบไม้ร่วงบางช่วงก็อบอ้าวราวกับฤดูร้อน จักจั่นบนต้นไม้แข่งกันส่งเสียงร้องแบบไม่คิดชีวิต ยิ่งชวนให้หงุดหงิดมากขึ้น

เหลี่ยวเซียงยืนอยู่หน้าบันได ฟังเสียงวิวาทะด้านในที่ยิ่งมายิ่งดุเดือด จนหลังคาตำหนักแทบทะลุ เจิ้งชวีเดินมาหาเขา บ่นพึมพำว่า “เซียงกงกง ท่านดูเถอะ ใต้เท้าอู๋คนนี้ยิ่งแก่ก็ยิ่งดื้อ วันๆ ชอบพูดแต่เรื่องที่ฝ่าบาทไม่อยากได้ยิน ยั่วโทสะฝ่าบาทแบบนี้ คนที่รับเคราะห์ก็ไม่พ้นพวกเรา”

เหลี่ยวเซียงได้แต่ยิ้มเฝื่อน ไม่ทราบจะพูดอะไร

จังหวะนั้น ได้ยินเสียงดังพลั่ก คาดว่าคงเป็นอัครเสนาบดีอู๋คุกเข่ากระแทกพื้นแสดงท่าทียอมตายไม่ยอมแพ้ กราบทูลทั้งน้ำตา “ฝ่าบาท เขตฉวีโจวประสบภัยแล้งติดต่อกันหลายปี ราษฎรอดตายนับไม่ถ้วน ฝ่าบาทกลับทรงมัวเมาขันทีอยู่ในวัง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ประชาชนอาจเสียศรัทธาจนก่อความไม่สงบได้นะพ่ะย่ะค่ะ”

จิ่งซวินสะกดโทสะเต็มที่ “เจิ้นก็สั่งให้ปันเสบียงจากห้าเขตโดยรอบมาให้แล้ว หรือยังไม่พอเลี้ยงดูฉวีโจวแค่เขตเดียวอีกหรือ?”

อัครเสนาบดีอู๋กลับกล่าวว่า “นี่มิใช่แผนระยะยาว สาเหตุที่เกิดภัยแล้งติดกันหลายปีเป็นเพราะฝ่าบาทละเลยขนบประเพณี ปีที่แล้วทั้งปี วังหลังมิได้ให้กำเนิดราชโอรสแม้แต่คนเดียว ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป…”  เขากล่าวถึงตรงนี้ หนวดเคราก็เริ่มสั่นไหว น้ำเสียงหม่นลง “ฝ่าบาททรงลืมเรื่องรัชทายาทเลี่ยในปีนั้นแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“หุบปาก!” จิ่งซวินตบโต๊ะดังลั่น ลุกยืนขึ้นมา “เจิ้นเห็นแก่ที่เจ้าเป็นขุนนางเก่าแก่สามสมัย เจ้าพูดจาจาบจ้วง เจิ้นล้วนอดกลั้นมาตลอด เจ้ากลับได้คืบจะเอาศอก เรื่องในวังของเจิ้นมันใช่เรื่องที่เจ้าสมควรมายุ่งหรือ? ปีที่แล้วไม่มีใครให้กำเนิดโอรสแล้วจะเป็นไร ตอนนี้เจิ้นมีองค์ชายหกคนแล้ว หรือเจ้ากลัวว่าพวกเขาจะตายกันหมดจนไม่มีใครสืบทอดบัลลังก์!” จบคำก็ถีบแจกันหยกสลักลายจนล้มคว่ำ “ไสหัวออกไป!”

ขณะที่เดินออกมา อัครเสนาบดีอู๋หน้าตาบูดบึ้ง เขาลูบเคราที่ขาวประปรายอย่างหัวเสีย ครั้นเห็นเหลี่ยวเซียงยืนก้มหน้าอยู่ด้านข้าง จึงถ่มน้ำลายคำหนึ่ง

อัครเสนาบดีอู๋เพิ่งสืบเท้าออกไป ขันทีน้อยคนหนึ่งก็สวนเข้ามาทันที “ทูลฝ่าบาท เสี่ยวเยี่ยนอ๋องขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

จิ่งซวินที่ตอนแรกหน้าบึ้ง พอได้ยินก็ผ่อนคลายขึ้นมาก ในน้ำเสียงแฝงรอยยินดี “โอ? รีบให้เขาเข้ามา”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องรวบผมด้วยเครื่องประดับหยก แต่งชุดยาวผ้าไหมปักลายกุ๊นปกสีม่วงอ่อน เรือนร่างสูงโปร่ง บุคลิกผ่าเผย แม้แต่นางกำนัลสองข้างซ้ายขวายังลืมตัว จ้องเขาตาไม่กะพริบ ขณะที่เขาเดินขึ้นบันได เหลี่ยวเซียงค่อยเห็นใบหน้าเขาชัดเจน อดอุทานดังเอ๊ะมิได้ เสี่ยวเยี่ยนอ๋องก็มองมาทางเขา ตะลึงเล็กน้อยแล้วคลี่ยิ้มทันใด “เป็นเจ้า”

จิ่งซวินที่กำลังออกจากประตูเห็นเข้าพอดีจึงถามเสียงฉงน “พวกเจ้าเคยพบหน้ากันรึ?”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องหันไปยิ้มกับเขา “กลางดึกหลายวันก่อนบังเอิญเห็นกงกงท่านนี้โดนโจรร้ายหลายคนดักปล้นระหว่างทาง หม่อมฉันจึงยื่นมือช่วยเขา”

เหลี่ยวเซียงไม่คิดว่าเขาจะโพล่งออกมา ในใจอดกระตุกวูบมิได้

ดังคาด สายตาคมกริบดั่งคมมีดของจิ่งซวินกวาดมองมา “โจรร้ายดักปล้นหมายความว่าอย่างไร เจิ้นไม่ได้ออกจากวังมานาน หรือเวลานี้กระทั่งเมืองหลวงก็ยังไม่ปลอดภัยแล้ว?”

เหลี่ยวเซียงก้มหน้ามิได้ตอบคำ

จิ่งซวินเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มเมื่อหันไปทางเสี่ยวเยี่ยนอ๋อง “ฉื้อเซวียน เจ้าไม่ได้กลับมานานแค่ไหนแล้ว เจิ้นนึกว่าเจ้าลืมพี่ชายคนนี้ไปแล้วเสียอีก” จบคำก็พาเขาเดินเข้าด้านใน

v          v          v

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องถวายบังคมต่อจิ่งซวินในฐานะขุนนาง แล้วขึ้นหน้ากราบทูลทันที “เสด็จพี่ ข้าเข้าเมืองหลวงครั้งนี้เพราะมีเรื่องสำคัญสองเรื่อง”

จิ่งซวินหัวเราะ “นิสัยตรงไปตรงมาของเจ้า สิบปีไม่เคยเปลี่ยนจริงๆ เอาเถอะ มีเรื่องอะไรก็ว่ามา”

ชายหนุ่มสีหน้าเคร่งขรึมเมื่อกล่าว “เรื่องแรก รุดมาเพื่อราษฎรที่ประสบทุพภิกขภัยในเขตฉวีโจว ก่อนหน้านี้กระหม่อมผ่านไปทางเขตฉวีโจว พบเห็นผู้คนอดอยากเต็มไปหมด พวกที่ยังหนุ่มสาวร่างกายแข็งแรงโดยส่วนใหญ่ก็อพยพหนีความแห้งแล้ง ส่วนพวกคนแก่เด็กและสตรีบ้างก็นอนตายตามท้องถนน สภาพที่เห็นชวนหดหู่ยิ่งนัก…” เขาถอนใจยาวคำหนึ่ง “กระหม่อมอยากทูลขอเสด็จพี่ โปรดทรงงดเว้นการเก็บภาษีเขตฉวีโจวในปีนี้ ยังมีอีก…”

จิ่งซวินฟังถึงตรงนี้ก็หน้าดำทะมึนทันที ในดวงตาแทบพ่นไฟออกมา กำปั้นข้างหนึ่งทุบใส่แท่นฝนหมึก พร้อมเสียงตวาดลั่น “เจ้าว่ากระไรนะ! ตั้งแต่ปีที่แล้วเจิ้นก็งดเก็บภาษีเขตฉวีโจวสองปี พวกนั้นเอาเรื่องภาษีมาจากไหนอีก!”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องหน้าเปลี่ยนสี อุทานแปลกใจ “เช่นนี้ก็แปลว่า…ในจำนวนนั้นมีคนฉ้อราษฎร์บังหลวง”

จิ่งซวินหมุนตัวกลับมาถามอีกว่า “เจ้าอยู่ทางนั้นเคยเห็นทางการเปิดคลังแจกเสบียงหรือไม่”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องส่ายหน้า “มีแค่ร้านค้าของพวกตระกูลคหบดีจำนวนหนึ่งที่ตั้งแผงแจกโจ๊กบรรเทาทุกข์ราษฎร กระหม่อมเดินทางจนเกือบทั่วทั้งเขตฉวีโจวก็ยังไม่เคยเห็นประกาศเรื่องแจกจ่ายเสบียงสักใบ มีผู้เฒ่าคนหนึ่งบอกกับกระหม่อมว่าในที่นาของเขายังมีข้าวสารเหลืออยู่บ้าง เดิมทีน่าจะพอประทังความหิวจนผ่านช่วงหน้าแล้งไปได้ แต่พอนำไปจ่ายภาษีที่นาก็แทบไม่เหลืออะไรแล้ว ลูกหลานเล็กๆ ของเขาก็หิวตายอยู่ในบ้านเช่นกัน…”

จิ่งซวินหันหลังให้เขาจึงเห็นสีหน้าไม่ชัดเจน แต่จากแผ่นหลังพอมองออกว่าโมโหจนสั่นเทา เขาพลันสะบัดมือปัดของทุกอย่างบนโต๊ะ เศษชิ้นส่วนแตกกระจายเต็มพื้น

เขากดเสียงให้ค่อยลง “ประเสริฐจริง! เจิ้นบริหารแผ่นดินสิบปี กลับเลี้ยงดูพวกสารเลวกลุ่มนี้ออกมา! สวีเจี่ยน ผู้ตรวจการเขตฉวีโจว เจิ้นสั่งประหารมันเก้าชั่วโคตรก็ยังคลายความโกรธแค้นในใจเจิ้นไม่ได้! เอาหนังสือราชโองการมา!”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องผงะวูบ ก่อนรีบเดินไปทางชั้นหนังสือที่เขาไม่คุ้นตา กลับได้ยินจิ่งซวินโพล่งว่า “ช้าก่อน” เสียงนี้ของเขาราบเรียบอย่างเห็นได้ชัด มิได้เกรี้ยวกราดเช่นเมื่อครู่

“แค่สวีเจี่ยนคนเดียวคิดว่าคงไม่ขวัญกล้าปานนี้แน่ ฝ่ายดูแลเสบียงบรรเทาทุกข์ของอีกห้าเขตต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแน่ ดูท่าพวกมันคงมีคนหนุนหลังระดับใหญ่โตอยู่ในราชสำนัก” จิ่งซวินหมุนกายกลับมา คิ้วมุ่นครุ่นคิด

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องรีบกล่าว “เสด็จพี่ตรัสถูกต้อง กระหม่อมจะรีบเดินทางไปสืบให้กระจ่างทันที”

จิ่งซวินดุเขาว่า “เจ้ามักหุนหันพลันแล่นเช่นนี้เสมอ เรื่องนี้ถ้าแหวกหญ้าแล้วงูตื่นแล้วจะสามารถสืบสาวถึงเบื้องหลังของพวกมันได้อย่างไร”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องยิ้มเจื่อน เกาคอด้วยท่าทีขัดเขิน

จิ่งซวินนิ่งคิดเล็กน้อยค่อยกล่าว “เจ้าไปสืบดูก่อนว่าเงินภาษีที่ส่งมอบให้ทางการไปอยู่ที่ไหนหมด แล้วก็ช่วงนี้สวีเจี่ยนลอบไปมาหาสู่กับใครบ้าง ส่วนเรื่องโยกย้ายเสบียงเจิ้นจะจัดการเอง”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องผงกศีรษะรับคำทันใด

จิ่งซวินสีหน้าผ่อนคลายขึ้นเมื่อถามว่า “ฉื้อเซวียน เรื่องที่สองของเจ้าคือเรื่องอะไร”

“เอ่อ…” ชายหนุ่มเผยสีหน้าแปลกประหลาด “กระหม่อมได้ยินว่าหลายปีมานี้เสด็จพี่โปรดปรานขันทีคนหนึ่งมาก แม้มิได้เป็นเรื่องเสื่อมเสียอันใด แต่ก็ไม่ถูกขนบธรรมเนียมนัก ผู้คนพากันซุบซิบไปทั่ว หนำซ้ำได้ยินว่าคนผู้นี้มีเสน่ห์ยวนเย้ายิ่งกว่าสตรี มากเล่ห์เพทุบาย เกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายในราชสำนักได้”

จิ่งซวินได้ยินแค่ครึ่งหนึ่งก็หัวเราะออกมาอย่างเอือมระอายิ่ง

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องกล่าวอีกว่า “อภัยที่กระหม่อมจาบจ้วง แต่กระหม่อมอยากเห็นขันทีผู้นี้สักครา”

จิ่งซวินยังยิ้มแย้มขณะชี้มือไปที่นอกประตู “หลายวันก่อนเจ้ามิใช่เคยเจอแล้วหรือ”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องได้ฟังก็อดลั่นหัวเราะมิได้ อุทานว่า “เป็นเขา?”

“ก็เขานั่นแหละ” จิ่งซวินนั่งกลับไปที่เก้าอี้ใหญ่ด้านข้าง พูดกลั้วหัวเราะ “มีเสน่ห์ยวนเย้ายิ่งกว่าสตรี? น่าสนใจจริงๆ”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องกล่าวน้ำเสียงทอดถอน “ตอนแรกกระหม่อมคิดว่า ถ้าคนผู้นี้เป็นเช่นในข่าวลือ ถึงต้องผิดใจกับเสด็จพี่ก็จะต้องสังหารคนผู้นี้ให้ได้ คิดไม่ถึงว่ากลับเป็นเขา”

จิ่งซวินเงยมองสีหน้าอีกฝ่าย พยักหน้ายิ้มกล่าว “เขาอยู่ข้างนอกนี่เอง เจ้าอยากฆ่าก็ออกไปฆ่าเลย”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องก็พลอยหัวเราะไปด้วย “เสด็จพี่ย่อมทรงทราบว่ากระหม่อมไม่ลงมือแน่นอน กระหม่อมท่องยุทธภพนานปี พอจะแยกแยะผู้คนได้บ้าง เขาผู้นี้ อย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่มีจิตใจทะเยอทะยานสักนิด”

จิ่งซวินกลับเริ่มหัวเราะไม่ออก “เขาหาใช่แค่ไม่มีจิตใจทะเยอทะยาน แต่เขาไม่มีหัวใจต่างหาก”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องผงะเล็กน้อย ก่อนค้อมศีรษะกล่าวว่า “เสด็จพี่ อภัยที่กระหม่อมทูลตามตรง ท่าทางของพระองค์ตอนนี้ทำให้กระหม่อมอดนึกถึงต้าหวงซยง (21) ในปีนั้นมิได้”

มือของจิ่งซวินกระตุกวูบ จ้องมองอีกฝ่ายพลางคลำใบหน้าตัวเอง “เหมือนหรือ?”

“ต้าหวงซยงเอ่ยถึงคนผู้นั้นทีไรก็จะมีท่าทางเช่นนี้” เสี่ยวเยี่ยนอ๋องสีหน้าหม่นลง “นั่นเป็นเรื่องนานนมมาแล้ว”

จิ่งซวินถอนใจ “หากเขายังอยู่ จะอย่างไรตำแหน่งฮ่องเต้ก็คงไม่มาถึงเจิ้น”

“เสด็จพี่…”

จิ่งซวินโบกมือไปมา “เจิ้นแค่พูดไปอย่างนั้นเอง นึกถึงเรื่องในตอนนั้นก็อดรู้สึกสลดใจมิได้ หากเสด็จพ่อทรงทราบว่าข้าก็ชมชอบแนวนั้นเหมือนกัน ใช่จะฆ่าข้าด้วยหรือไม่”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องรีบปลอบ “เสด็จพี่ทรงคิดมากแล้ว คนนี้…มิได้น่ากลัวเหมือนกับคนผู้นั้น เสด็จพี่ก็มิได้ทรงงมงายจนถอนตัวไม่ขึ้นเฉกเช่นองค์รัชทายาทในอดีต”

จิ่งซวินได้ฟังถ้อยคำปลอบใจของเขา สีหน้ากลับไม่ดีขึ้น “เจ้ารู้หรือไม่ ตั้งแต่เข้าวังมา เหลี่ยวเซียงก็อยู่ภายใต้การอบรมสั่งสอนของคนผู้นั้น”

“ว่ากระไรot?” เสี่ยวเยี่ยนอ๋องอุทานตกใจ “เขา…เขามิใช่ต้องโทษประหารพร้อมกับต้าหวงซยงหรอกหรือ?”

จิ่งซวินสั่นหน้า “เปล่า หลังจากต้าหวงซยงสิ้นพระชนม์ เขาก็หน้าตาทรุดโทรมอย่างรวดเร็วในเวลาแค่ไม่กี่วัน เหมือนต้นไม้ที่เหี่ยวแห้ง เสด็จพ่อจึงมิได้รับสั่งให้ประหารเขา แต่เป็นเขาค่อยๆ ตายไปเอง ห่างจากวันนี้ก็เกือบแปดปีแล้ว”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องยากจะนึกออกว่าหลังจากคนผู้นั้นหน้าตาทรุดโทรมจะมีสภาพเช่นไร ในความทรงจำของเขา คนผู้นั้นยังคงรูปโฉมเลอเลิศ บุคลิกสง่างาม

ตอนนั้นเขายังเล็ก นั่งฟังราชครูสอนตำราอยู่ในห้องหนังสือพร้อมกับองค์ชายหลายคน ข้างห้องเป็นระเบียงทางเดินสายหนึ่ง ทะลุถึงอุทยานหลวง พวกเขามักโดดเรียนออกไปเที่ยวเล่นจากมุมนี้เสมอ บางครั้งบังเอิญเจอกับรัชทายาทที่กำลังยืนเคลียคลอกับคนผู้นั้นอยู่ใต้ต้นไห่ถัง ราวกับคู่รักสวรรค์สร้าง เวลานั้นคนผู้นั้นยังไม่ถูกลงทัณฑ์ตามกฎวังหลวง ยังคงเป็นคุณชายสูงศักดิ์ เย่อหยิ่งถือดี และไม่เคยคุยเล่นกับพวกเขามาก่อน

เขาอดถามมิได้ “ในเมื่อเป็นคนผู้นั้นสั่งสอนอบรมมา แล้วไฉนเสด็จพี่ยัง…”

จิ่งซวินย่นคิ้วเบาๆ “ตอนแรกเจิ้นไม่รู้ ต่อมารู้แล้วก็มิได้เรียกเขาอีก ทว่าจากนั้น…” เขาพูดถึงตรงนี้พลันยิ้มเฝื่อน “เจ้าก็รู้ บางเรื่องราวตัวเองก็สุดจะควบคุม เจิ้นแม้ระวังตัวมาตลอดไม่ให้ย่ำรอยของต้าหวงซยง แต่เวลานานเข้า ก็เริ่ม…”

“คนผู้นี้นอกจากนิสัยอ่อนน้อม ก็ไม่เห็นมีอะไรโดดเด่นกว่าคนอื่น” เสี่ยวเยี่ยนอ๋องพิเคราะห์ความคิดผู้อื่นไม่เก่ง จึงถามออกไปตรงๆ “เสด็จพี่มีฐานะสูงศักดิ์เทียมฟ้า ในวังหลังมีหญิงงามนับไม่ถ้วน เพราะเหตุใดจึงลุ่มหลงในขันทีคนหนึ่งได้”

“ฉื้อเซวียน เจ้าอายุยังน้อย บางเรื่องพูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ” จิ่งซวินระบายลมหายใจช้าๆ ในใจมีประโยคหนึ่งที่อย่างไรก็พูดไม่ออก ‘ความดีของคนผู้นั้น เขาไม่ยินดีเอ่ยให้ผู้อื่นฟัง เพราะนั่นเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว’

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องหน้าแดงขึ้นมา กระแอมเบาๆ ก่อนเปลี่ยนท่าที “แม้คนผู้นี้ปราศจากความทะเยอทะยาน แต่วันหน้าเกรงว่าอาจถูกผู้อื่นหลอกใช้ได้ ถ้าเกิดกระทำเรื่องบ่อนทำลายบ้านเมืองขึ้นมา ไยมิใช่เสื่อมเสียเกียรติยศของเสด็จพี่แล้ว”

จิ่งซวินกล่าวว่า “หลายปีนี้เขาก็เจียมเนื้อเจียมตัวดี ไม่เคยกระทำเรื่องผิดกฎอันใด”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องกล่าวอีกว่า “กระหม่อมแค่อยากถามเสด็จพี่ว่า หากวันหนึ่งข้างหน้าเขาเกิดกระทำความผิดมหันต์ขึ้นมาจริงๆ เสด็จพี่จะสั่งประหารเขาหรือไม่”

“เจิ้นไม่เปิดโอกาสให้เขากระทำความผิดแน่” จิ่งซวินตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

– ๕ –

เพราะความเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดของฉินเต๋อเป่า ภายในเรือนท้ายสวนได้กลายสภาพเป็นดั่งเรือนดอกไม้ก็มิปาน มุมกำแพงตะวันออกตะวันตกเต็มไปด้วยไม้ดอกไม้ใบนานาชนิด

“เสี่ยวฉินจื่อ” เหลี่ยวเซียงส่งเสียงเรียกจากข้างใน เป็นครู่ใหญ่ไม่มีคนขานรับ เขาเดินมาถึงลานหน้าเรือนก็ไม่เห็นแม้เงาของเจ้าขันทีน้อย ได้แต่ถอนใจเบาๆ พึมพำกับตัวเอง “วันทั้งวันเห็นสาละวนจนหัวหมุน พอจะเรียกใช้งานกลับไม่เห็นเสียแล้ว”

ขณะนั้นใกล้ยามพลบ ดอกพุทธรักษาต้นหนึ่งกำลังชูช่อสดสวยท่ามกลางแสงตะวันรอน เหลี่ยวเซียงถึงกับลืมงานในมือ สืบเท้าไปที่แปลงดอกไม้ เหม่อมองอยู่เป็นนาน พลันได้ยินเสียงคนผู้หนึ่งดังขึ้นในอากาศ “เจ้าจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานแค่ไหน”

เหลี่ยวเซียงเหลียวมองต้นเสียง กลับเห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่เหนือหลังคา ชะโงกหน้าลงมาส่งยิ้มให้เขา

เหลี่ยวเซียงเห็นอีกฝ่ายชัดเจนก็คุกเข่ากับพื้น “ถวายบังคมท่านอ๋อง” มิคาดหัวเข่าไม่ทันสัมผัสพื้น คอเสื้อด้านหลังลอยวูบ ถูกเขาดึงขึ้นมาแล้ว

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องกล่าวว่า “ข้าแค่แวะมาคุยเล่นกับเจ้าเท่านั้น ไม่ต้องมากพิธี อีกอย่างข้าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งมานาน แทบลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นอ๋อง เจ้าเรียกชื่อข้าจิ่งซีเลยก็ได้” เขาหยุดนิดหนึ่ง “ชื่อนี้ไม่ดี ข้าไม่ค่อยใช้เท่าไร ตอนที่ข้าท่องยุทธภพจึงใช้ชื่อฉือเซวียน ซึ่งพ้องเสียงกับฉายานามฉื้อเซวียนของข้า ตัวเขียนคือ…” เขาพูดถึงตรงนี้ก็คว้ามือของเหลี่ยวเซียงขึ้นมา ขีดๆ เขียนๆ บนอุ้งมือของเขา

เหลี่ยวเซียงรีบชักมือกลับ ก้มหน้ากล่าวว่า “ท่านอ๋องไม่ต้องเขียนแล้ว บ่าวไม่รู้จักหนังสือ”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องพยักหน้า “เจ้าท่าทางเหมือนอ่อนน้อม แท้จริงกลับดื้อดึงอย่างยิ่ง” เขาเห็นเหลี่ยวเซียงนิ่งงันไม่ตอบคำ จึงยิ้มกล่าว “ชั่วดีอย่างไรข้าก็เคยช่วยเจ้าครั้งหนึ่ง หรือเจ้าจะเมินเฉยกับข้าซึ่งเป็นผู้มีพระคุณเช่นนี้?”

เหลี่ยวเซียงยังคงเงียบงัน

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องเห็นเขาไม่ค่อยพูด จึงอ้อมมือผ่านใต้วงแขนเขา สะกิดเท้าคราหนึ่ง พาร่างเขาเหินขึ้นเหนือหลังคา

เหลี่ยวเซียงยามนี้ค่อยเผยสีหน้าตื่นผวา “นี่จะทำอะไร”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องยิ้มบางๆ “บนนี้ทิวทัศน์ยิ่งสวย ใคร่ชวนเจ้าขึ้นมาชื่นชมด้วยกันเท่านั้น”

สีนภามืดมัว ทุกหนแห่งในวังหลวงล้วนจุดโคมเรียงรายระยิบระยับ ทอดสายตามองลงไป งดงามอร่ามตา เหลี่ยวเซียงไม่อาจลงไปได้เอง จึงจำต้องนั่งกับชายหนุ่มที่ไม่ยึดติดในธรรมเนียมผู้นี้อยู่บนกระเบื้องหลังคา

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องถามขึ้นว่า “เจ้าเข้าวังนานเท่าไรแล้ว”

“ร่วมสิบปีแล้ว”

“โอ…นานขนาดนี้ ชีวิตในวังเป็นอย่างไรบ้าง”

“พอไหว” เหลี่ยวเซียงตอบเสียงค่อย

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องหันมาจ้องหน้าเขาเขม็ง “เสด็จพี่นิสัยเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยมีใครกล้าขัดใจเขามาก่อน ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ขุนนางบุ๋นบู๊ สนมวังหลัง คล้อยตามเขาเป็นส่วนมาก ขัดแย้งเขาเป็นส่วนน้อย นิสัยไม่แข็งไม่อ่อนอย่างเจ้า คิดว่าคงได้รับความลำบากไม่น้อยกระมัง”

เห็นเขายังไม่ยอมพูด เสี่ยวเยี่ยนอ๋องได้แต่ถอนใจไม่ถามอีก จากนั้นนั่งเท้าคางมองใบหน้าด้านข้างของเขาอย่างใช้ความคิด

เหลี่ยวเซียงถูกจ้องมองจนอึดอัด จำต้องเบือนหน้าไปทางหนึ่ง

ชั่วครู่ให้หลัง เขาชี้นิ้วไปยังจุดที่ไกลลิบ “ในวังหลวงแห่งนี้ไม่มีตรงไหนไม่วิจิตรบรรจง ไม่หรูหราอลังการ เจ้าว่า…ใช่เป็นสถานที่ที่ดีซึ่งหาได้ยากหรือไม่”

เหลี่ยวเซียงมองตามนิ้วมือของเขา แค่นเสียงคล้ายเยาะหยันคำหนึ่งเบาๆ

“เจ้าไม่ชอบหรือ?” เสี่ยวเยี่ยนอ๋องจับจ้องอีกฝ่าย “ดูจากท่าทีของเจ้า คงชิงชังที่นี่มากแน่ๆ”

เหลี่ยวเซียงกล่าวว่า “เรื่องชั่วช้าเลวทรามที่สุดที่ข้าเคยพบเห็นล้วนอยู่ในนี้” แววตาของเขาเลื่อนลอย ไม่ทราบคิดอะไรอยู่

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องพลันโพล่งขึ้น “หากเจ้าไม่ชอบ ข้าสามารถพาเจ้าไปจากที่นี่ได้”

เหลี่ยวเซียงคล้ายฟังไม่เข้าใจ ตาเบิกกว้างจ้องมองเขา

“ไปจากที่นี่ ให้เจ้าไปอยู่ในพื้นที่ปกครองของข้า หรือไม่ก็ไปยังที่ที่เจ้าชอบเป็นอย่างไร” ราวกับอาการเลือดร้อนของวัยหนุ่ม เขาชะโงกหน้าเข้าไปถามเหลี่ยวเซียงจนชิด

เหลี่ยวเซียงก้มหน้าตอบ “จู่ๆ ท่านอ๋องก็กล่าวเช่นนี้ขึ้นมา คิดว่าคงมิใช่เพราะเมตตากรุณา ก็แค่กลัวว่าวันหนึ่งข้าจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาเท่านั้นเอง”

เสี่ยวเยี่ยนอ๋องผงะไปก่อนพูดตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม “มิผิด นับว่าเจ้ามองได้ปรุโปร่งยิ่ง เจ้าอยู่ที่นี่ล้วนไม่เป็นผลดีทั้งต่อเสด็จพี่และตัวเจ้าเอง หรือเจ้าไม่อยากออกไป?”

เหลี่ยวเซียงเบือนหน้าไปอีกทาง เอ่ยชืดๆ “ทุกคนล้วนมีชะตาเป็นของตัวเอง ข้ายอมจำนนต่อโชคชะตามานานแล้ว” เขาลุกยืนขึ้น “ลมดึกพัดแรง ลงไปเถอะ”

v          v          v

“เหลี่ยวเซียง เจ้าอยากออกจากวังหรือไม่” หลังเสร็จกามกิจ บุรุษที่เส้นผมชุ่มเหงื่อแนบติดข้างแก้ม เอ่ยถามขึ้นลอยๆ

รับบทหนักอยู่ครึ่งคืน เหลี่ยวเซียงเพลียแทบขาดใจ จะหลับมิหลับแหล่ จึงขานตอบด้วยเสียงง่วงงุน “หืม?”

“ออกจากวังพร้อมข้าเถอะ?”

เหลี่ยวเซียงลืมตา จับจ้องอีกฝ่ายนานมาก ความง่วงค่อยๆ จางหาย “ฝ่าบาทจะเสด็จออกนอกวัง? ไปทำอะไร”

จิ่งซวินสบตาเขา “ไปสืบเรื่องเรื่องหนึ่ง”

เหลี่ยวเซียงหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง โงหัวขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้น ฝ่าบาทถึงต้องเสด็จไปด้วยตัวเอง”

จิ่งซวินเล่าเรื่องในเขตฉวีโจวให้เขาฟังคร่าวๆ ก่อนส่ายหน้ากล่าวว่า “ระยะนี้ตอนประชุมท้องพระโรง ข้าพินิจขุนนางบุ๋นบู๊ทุกคน รู้สึกว่าแต่ละคนล้วนเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ ข้าไม่รู้จะมอบหมายให้ใครไปสืบแล้ว”

“เช่นนั้นงานบริหารแผ่นดินจะให้ใครดูแล”

จิ่งซวินถอนใจยาว “ข้าก็กำลังกลุ้มเรื่องนี้เหมือนกัน เดิมจะเอางานราชการมอบหมายให้อานกั๋วกง (22) รับผิดชอบ แต่ได้ยินว่าช่วงนี้เขาโรคเก่ากำเริบ เกรงว่าต้องหาอีกคนที่มีความสามารถมาช่วย รัชทายาทตอนนี้เพิ่งสิบขวบ ย่อมไม่อาจดูแลงานใหญ่ได้ น้องชายหลายคนของข้าก็ไม่เห็นมีคนไหนได้เรื่อง ถ้าพวกนี้เก่งกล้าสักกึ่งหนึ่งของฉื้อเซวียนก็ดี แล้วฉื้อเซวียนก็ดันเป็นบุตรของเสด็จอา ทั้งยังเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกมิได้ใส่ใจกิจการบ้านเมือง” เขาพูดถึงตรงนี้ก็มองเหลี่ยวเซียงแวบหนึ่ง “เจ้าว่าควรให้ใครมาเป็นผู้ช่วยอานกั๋วกงดี?”

เหลี่ยวเซียงหลับตาใช้ความคิดครู่หนึ่งค่อยกล่าว “อัครเสนาบดีอู๋มีนิสัยเที่ยงตรง ไม่น่าเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ มิสู้…”

“เหอะๆ” จิ่งซวินแค่นหัวเราะ “ถ้าข้าจำไม่ผิด หลายวันก่อนเขาเพิ่งด่าทอเจ้าที่ตำหนักไท่อานอยู่เลย ข้าควรจะชมว่าเจ้าใจกว้างใช่ไหม”

เหลี่ยวเซียงฟุบหน้ากับหมอน เอ่ยเสียงค่อย “ขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนักมีสักกี่คนที่ไม่เคยด่าทอกระหม่อม ด่าต่อหน้าให้ได้อาย หรือจะสาปแช่งลับหลังมีอันใดแตกต่าง กระหม่อมแค่พูดไปตามเนื้อผ้าเท่านั้น”

จิ่งซวินพยักหน้า “ตาแก่หัวดื้ออู๋เหรินฝูคนนี้ แม้ใจคอคับแคบอยู่บ้าง แต่ก็ประพฤติสุจริตมาตลอด ไม่เคยมีเรื่องหมองมัว เรื่องนี้ดูท่าคงได้แต่มอบให้เขาแล้ว”

เหลี่ยวเซียงช้อนสายตามองเขา “ฝ่าบาทจะออกจากวังเช่นนี้ ไม่กลัวว่าจะมีคน…”

“ทำไม หรือมีคนคิดฉวยโอกาสก่อกบฏ?” จิ่งซวินแค่นหัวเราะเย็นชา “ข้าก็อยากจะดูเหมือนกันว่าใครจะขวัญกล้าปานนั้น”

v          v          v

วันถัดมา ฮ่องเต้เจาหยวนมีราชโองการ เนื่องจากพระวรกายอ่อนล้าจะเสด็จไปพักผ่อนยังพระราชวังพักร้อนระยะหนึ่ง นับจากวันที่ออกราชโองการลากยาวออกมาอีกเกือบสิบวัน หามิใช่เหล่าขุนนางยื่นฎีกาทัดทาน แต่เป็นเพราะความยุ่งยากซับซ้อนในการจัดเตรียมข้าวของสำหรับขบวนเสด็จ

อานกั๋วกงนามเซียวหลูชิงเคยว่าราชการแทนมาตั้งแต่ฮ่องเต้รัชกาลก่อน ยิ่งมีอัครเสนาบดีอู๋เป็นผู้ช่วย ย่อมไม่มีใครกล้าคัดค้านเป็นธรรมดา

ขบวนเสด็จที่ยิ่งใหญ่ตระการตา เพิ่งเคลื่อนถึงนอกเมืองก็มีรถม้ากลุ่มหนึ่งแยกจากท้ายขบวนออกมา ห้อตะบึงไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้

v          v          v

เขตจิ่นโจวเฟื่องฟูมาตั้งแต่อดีต ยามนี้ใกล้เทศกาลจงชิว (23) ตลาดในเมืองยิ่งคึกคักยิ่งนัก ผู้คนขวักไขว่จอแจ รถม้าต่อแถวยาวเหยียดเป็นหางมังกร ก่อเกิดเป็นภาพอันเจริญรุ่งเรือง

ครานี้จิ่งซวินออกสืบราชการลับในชุดลำลอง มิได้พกพาองครักษ์มากมาย นอกจากเหลี่ยวเซียงก็มีแค่องครักษ์คู่ใจสี่คนเท่านั้น เขาไม่มีแก่ใจชมดูร้านรวงบ้านช่อง หรือกายกรรมข้างถนน แต่เดินจ้ำอ้าวอย่างเร็ว

เหลี่ยวเซียงแทบไล่ตามไม่ทันจึงกล่าวว่า “พวกเราไม่คุ้นเคยกับที่นี่ หากฝ่าบาทจะทรงสืบค้นเรื่องใด ตามเหตุผลแล้วควรหาโรงเตี๊ยมที่พักก่อน ค่อยสอบถามจากคนท้องที่อีกทีถึงจะถูก”

จิ่งซวินได้ยินจึงหยุดเดิน หันกลับมามองเขา พยักหน้ากล่าวว่า “เจ้าพูดถูก แต่โรงเตี๊ยมหน้าตาเป็นยังไง แถวนี้มีร้านค้าเต็มไปหมด แห่งไหนจึงเรียกว่าโรงเตี๊ยมเล่า”

เหลี่ยวเซียงน้ำเสียงทอดถอนเล็กน้อย “หน้าโรงเตี๊ยมล้วนมีป้ายบอก มองไกลๆ ก็เห็นแล้ว”

ขณะกำลังพูดก็เหลือบเห็นอาคารสีแดงสดหลังหนึ่งพอดี บนนั้นมีป้ายร้านเขียนว่า ‘อิ๋งฝูเค่อจ้าน’ หรือโรงเตี๊ยมรับสุข รอบข้างมีผู้คนสัญจรไปมา อึกทึกยิ่งนัก คิดว่าต้องเป็นโรงเตี๊ยมใหญ่แน่นอน

ทั้งหมดจึงเข้าไปจองห้องพัก ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมมองสำรวจพวกเขาขึ้นๆ ลงๆ ก่อนฉีกยิ้มจนแก้มปริ ร้องเรียกเสี่ยวเอ้อร์มานำพวกเขาขึ้นตึกไป

v          v          v

เสี่ยวเอ้อร์คนนี้อายุไม่มาก แต่คล่องแคล่วเจนจัด ชงชาร้อนให้พวกเขาอย่างว่องไว ก่อนพาดผ้าเช็ดโต๊ะบนไหล่ กล่าวว่า “ฟังจากสำเนียงของท่านลูกค้า คงมาจากเมืองหลวงกระมัง”

เหลี่ยวเซียงรับกาน้ำชาจากมือเขา ตอบเสียงสุภาพ “ใช่แล้ว”

จิ่งซวินนั่งอยู่ทางหนึ่ง ถามเสี่ยวเอ้อร์ว่า “ร้านข้าวสารเจ้าใหญ่สุดของที่นี่อยู่ที่ไหน”

“ร้านข้าวสาร?” เสี่ยวเอ้อร์อุทานงุนงง “ท่านลูกค้าเป็นพ่อค้าข้าวสาร?”

จิ่งซวินยิ้มกล่าว “ทำไม ไม่เหมือนหรือ?”

เสี่ยวเอ้อร์พิศมองก่อนส่ายหน้า “ไม่เหมือนจริงๆ ข้าน้อยเคยเห็นพ่อค้าที่เข้าพักแรมในโรงเตี๊ยมแห่งนี้มานักต่อนัก กลับไม่เคยเห็นที่บุคลิกเยี่ยงท่านมาก่อน”

จิ่งซวินยิ่งรู้สึกน่าสนใจกว่าเดิม “ไหนเจ้าลองว่ามา ข้าไม่เหมือนตรงไหน”

เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มกว้าง “ปกติผู้ทำการค้ามักมีสายตาแหลมคม เมื่อข้าน้อยชงชาให้กาหนึ่ง โดยส่วนใหญ่มักจะสำรวจว่าในน้ำชานี้มีใบชาอยู่กี่ใบ เป็นชาใหม่หรือชาเก่า คุ้มกับราคายี่สิบอีแปะหรือไม่ แต่ท่านลูกค้ากลับสายตาสูงส่ง ห้องพักห้องนี้นับเป็นห้องที่ดีที่สุดในโรงเตี๊ยมเรา ข้าคิดว่าท่านกลับไม่เห็นอยู่ในสายตา อีกอย่างท่านราศีเอิบอาบไปทั้งตัว ไหนเลยเหมือนพ่อค้าข้าวสารคนหนึ่ง อย่างไรก็ต้องเป็นบุคคลที่มีศักดิ์ฐานะชั้นสูงแน่นอน”

จิ่งซวินฟังเขาพูดพล่ามยาวเหยียดก่อนผุดยิ้มอย่างพึงใจ พลางโบกมือ “ตบรางวัล”

เหลี่ยวเซียงจำต้องหยิบเงินออกมาก้อนหนึ่งส่งให้เสี่ยวเอ้อร์ เขานึกในใจว่าถ้าตบรางวัลมากไปจะสะกิดความสงสัย จึงหยิบแค่เงินก้อนเล็กให้ไป

ที่ไหนได้ เสี่ยวเอ้อร์เห็นเงินเข้าก็ดีใจจนหน้าบาน เอ่ยชมเชยไม่ขาดปากว่าคนเมืองหลวงแตกต่างจากที่อื่นจริงๆ ไม่เคยเห็นใครใจดีเท่านี้มาก่อน จากนั้นหันไปกล่าวกับเหลี่ยวเซียง “ท่านนี้คงเป็นผู้ดูแลบัญชีใช่ไหมขอรับ?”

เหลี่ยวเซียงผงะก่อนยิ้มถาม “ข้าเหมือนหรือ?”

เสี่ยวเอ้อร์ชี้ไปที่องครักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านหนึ่ง “ข้าน้อยเดาว่าหลายท่านนี้คงเป็นหน่วยอารักขาของนายท่านท่านนี้ ส่วนท่านสุภาพภูมิฐานปานนี้ก็น่าจะต้องเป็นผู้ดูแลเรื่องเงินๆ ทองๆ แต่ท่านก็ไม่เหมือนเท่าไร นายท่านบอกให้ตบรางวัลท่านก็ตบรางวัล ไม่กะพริบตาสักแวบด้วยซ้ำ ข้าเคยเห็นท่าทางตอนควักเงินของผู้ดูแลบัญชีคนอื่นๆ ราวกับแล่เนื้อก็มิปาน ไหนเลยรวบรัดฉับไวปานนี้”

เหลี่ยวเซียงสบตาจิ่งซวิน แล้วหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน “ข้าว่าเจ้าก็ไม่เหมือนเสี่ยวเอ้อร์เช่นกัน กลับเหมือนหมอดูตาบอดที่รับทำนายดวงชะตาตามท้องถนนมากกว่า เอาแต่พูดพล่ามกับพวกเราไม่หยุด ในเมื่อรับเงินรางวัลไปแล้ว ยังไม่รีบตอบคำถามของคุณชายพวกเราอีก”

เสี่ยวเอ้อร์ยกมือเคาะหัวตัวเอง “ข้าน้อยสมควรตาย มัวแต่คุยเรื่อยเปื่อยจนลืมเรื่องสำคัญไปเลย ร้านข้าวสารที่ใหญ่สุดของเขตจิ่นโจวนี้อยู่บนถนนตงเอ้อร์ขอรับ จากโรงเตี๊ยมเลี้ยวไปทางตะวันตกก็ถึงแล้ว หน้าร้านของร้านนั้นกว้างมาก รับรองหาไม่ยาก ชื่อร้านข้าวสารจางจี้”

v          v          v

ร้านข้าวสารจางจี้นี้มีหน้าร้านกว้างใหญ่จริงๆ ข้างในจัดวางกระสอบข้าวสารไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย คนผู้หนึ่งท่าทางเหมือนผู้คุมร้านกำลังดีดลูกคิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ที่โต๊ะ พลางแตะน้ำลายเปิดหน้าสมุดบัญชี

จิ่งซวินเห็นท่าทางของเขาก็อดขมวดคิ้วแน่นมิได้ เพียงยืนอยู่นอกประตูรู้สึกไม่อยากเข้าไปแล้ว กลับเป็นเหลี่ยวเซียงที่เข้าไปประสานมือต่อผู้คุมร้านคนนั้นแล้วถามว่า “ขอเรียนถามสักเล็กน้อย เถ้าแก่เจ้าของร้านอยู่หรือไม่”

ตาแก่คนนั้นเงยหน้ามอง เห็นเขาพูดจาสุภาพเรียบร้อย เครื่องแต่งกายดูดีมีราคา จึงถาม “ไม่ทราบคุณชายมาหาเถ้าแก่ด้วยเรื่องใด”

เหลี่ยวเซียงรีบบอก “ข้าเป็นแค่บ่าวไพร่คนหนึ่ง เป็นคุณชายของพวกเราอยากเจรจาการค้ากับเถ้าแก่ของท่าน” จบคำก็ชี้มือไปด้านหลัง

ตาแก่ชะเง้อมองแวบหนึ่ง เห็นบุรุษร่างสูงใหญ่ยืนอยู่นอกประตู เปี่ยมด้วยราศีอันโดดเด่น คงมิใช่ชนชั้นสามัญทั่วไป จึงรีบลุกจากหลังโต๊ะเดินออกมาประสานมือคารวะ “ทุกท่านเชิญตามผู้ชราเข้าไปด้านในก่อน” จบคำก็ชักนำพวกเขาเข้าหลังร้านไป

โถงหลังร้านตกแต่งอย่างวิจิตร บุรุษกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งจิบชาอ่านหนังสืออยู่ข้างโต๊ะ พอเห็นพวกเขาก็วางถ้วยชาลุกยืนขึ้นมา

ตาแก่คนนั้นรายงานเขาว่า “นายท่าน ลูกค้าหลายท่านนี้ใคร่เจรจาการค้ากับท่านขอรับ”

บุรุษกลางคนมองประเมินพวกเขารอบหนึ่ง ก่อนยิ้มพยักหน้า “ทุกท่านเชิญนั่ง ลุงฟู่ ท่านออกไปเฝ้าร้านเถอะ”

                “ข้าน้อยจางหรู่เหวย มิทราบนามอันสูงส่งของคุณชายท่านนี้คือ?” เถ้าแก่จางประสานมือคารวะต่อจิ่งซวิน

จิ่งซวินก็คารวะตอบ พลางกล่าว “ผู้น้องแซ่ฉี ฉีหยวน”

เหลี่ยวเซียงสะดุ้งนิดหนึ่ง เหลียวมองเขาทันใด ก่อนรีบหันกลับมา

จางหรู่เหวยคนนั้นกลับมิได้คลางแคลง เพียงเชิญพวกเขานั่ง สั่งสาวใช้ยกน้ำชามาแล้วถามว่า “คุณชายฉีเป็นคนเมืองหลวงรึ?”

จิ่งซวินพยักหน้า “มิผิด ข้ามาเขตจิ่นโจวครานี้เพราะต้องการจัดซื้อข้าวเปลือก ได้ยินว่าร้านของพี่จางจัดอยู่ในอันดับหนึ่งของเขตจิ่นโจว จึงรุดมาโดยเฉพาะ”

เถ้าแก่จางรีบเอ่ยถ่อมตัว จากนั้นถามอีกว่า “ไม่ทราบคุณชายฉีต้องการจัดซื้อเป็นจำนวนเท่าไร”

จิ่งซวินแย้มยิ้ม เขียนอักษรหลายตัวบนโต๊ะ

จางหรู่เหวยมองปราดเดียวก็อุทานเสียงหลง “มากขนาดนี้?”

“หากในร้านพี่จางมีไม่พอ ข้าคงต้องไปหาจากร้านอื่นแล้ว” จิ่งซวินยิ้มพรายพลางประสานมือให้เขา ขณะจะผุดลุกขึ้นกลับได้ยินเถ้าแก่จางกล่าวว่า “ก็มิใช่ไม่พอ เพียงแต่ข้าน้อยจำเป็นต้องขอเวลาตระเตรียม ไม่ทราบตอนนี้คุณชายฉีพักอยู่ที่ใด”

เหลี่ยวเซียงตอบแทนว่า “พักอยู่ที่ห้องชื่อเทียน โรงเตี๊ยมอิ๋งฝูนี่เอง”

จางหรู่เหวยผงกศีรษะขึ้นลงแล้วกล่าวกับจิ่งซวิน “วันนี้รบกวนคุณชายกลับไปพักผ่อนก่อน เดี๋ยวข้าน้อยตระเตรียมเรียบร้อยจะส่งคนไปแจ้งคุณชายอีกที”

จิ่งซวินลุกยืน “เช่นนั้น ข้าจะกลับไปรอฟังข่าวดีแล้วกัน”

v          v          v

เดินถึงถนนใหญ่จิ่งซวินค่อยเหลียวกลับไปมองร้านนั้นอีกครั้ง “คนผู้นี้น่าสนใจไม่เบา ไฉนไม่คุยเรื่องราคากับข้าสักคำ”

เหลี่ยวเซียงเอ่ยเสียงค่อย “สง่าราศีของฝ่าบาท แม้แต่เสี่ยวเอ้อร์กับผู้คุมร้านข้าวสารยังสังเกตได้ คนผู้นั้นย่อมต้องมองออกว่าฝ่าบาทไม่ใช่ชนชั้นสามัญทั่วไป เฉพาะแค่เครื่องแต่งกายก็เพียงพอซื้อร้านค้าของเขาได้ไม่รู้กี่ร้านแล้ว หรือยังต้องกังวลว่าพระองค์จะต่อรองราคากับเขา”

จิ่งซวินได้ฟังกลับมิได้ถือสา เพียงสั่นหน้าหัวเราะ

“เมื่อครู่…” เหลี่ยวเซียงขบริมฝีปากนิดหนึ่งก่อนถาม “ไฉนกล่าวว่าพระองค์แซ่ฉี”

จิ่งซวินขมวดคิ้วกล่าว “คิดได้ก็พูดออกไป มีอะไรหรือ” เขามองด้วยสายตาฉงน “เจ้านึกว่าเพราะอะไร”

เหลี่ยวเซียงแค่ส่ายศีรษะไปมา ยังคงติดตามอยู่ด้านหลังเงียบๆ

เดินได้หลายก้าว จิ่งซวินคล้ายอยากพูดอะไรจึงหันกลับมามองเขา ขณะขยับปาก อวี๋เหิงหัวหน้าองครักษ์ที่อยู่ด้านหลังก็เดินขึ้นหน้ามากระซิบที่ริมหูจิ่งซวิน “เสี่ยวเยี่ยนอ๋องถึงเขตจิ่นโจวแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

v          v          v

เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยม เหลี่ยวเซียงเดินไปสั่งเรื่องอาหารค่ำกับเสี่ยวเอ้อร์ จิ่งซวินจึงนำองครักษ์ขึ้นชั้นบน ทันทีที่ย่างเท้าเข้าห้องพักก็เห็นน้องชายลูกพี่ลูกน้องซึ่งสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบแบบชาวยุทธ์ทั่วไปนั่งอยู่ข้างโต๊ะ เขายิ้มทักว่า “เจ้ามาได้เร็วดีนี่”

องครักษ์หลายคนด้านหลังก็รีบถวายความเคารพ “ถวายบังคมเสี่ยวเยี่ยนอ๋อง”

“บอกตั้งกี่ครั้งแล้ว อยู่นอกวังข้าเป็นแค่ชาวยุทธ์นามว่าฉือเซวียน ไม่ใช่เสี่ยวเยี่ยนอ๋องอะไรนั่น” บุรุษหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงขัดใจ

จิ่งซวินหัวเราะกับเหล่าองครักษ์ “พวกเจ้าก็อย่าไปขัดเขาเลย เรียกเขาว่าฉือเซวียน…จอมยุทธ์ฉือ”

“เสด็จพี่อย่าเอาแต่ล้อกระหม่อม บอกมาก่อนว่าไฉนจึงเสด็จมาเอง ตอนได้รับจดหมายกระหม่อมยังนึกว่าตัวเองอ่านผิดเสียอีก” ฉือเซวียนกล่าวกับเขา

จิ่งซวินกล่าวว่า “อยู่ข้างนอกไม่ต้องเรียกเสด็จพี่เอยกระหม่อมเอยก็ได้ ครั้งนี้ข้าก็จนใจที่ต้องออกมาเอง เพราะนึกไม่ออกว่าจะส่งใครมาถึงจะเหมาะสม”

กล่าวถึงตรงนี้ ประตูถูกคนผลักเปิด ที่แท้เหลี่ยวเซียงกลับมาแล้ว ฉือเซวียนเห็นเขาก็ผงะวูบ ก่อนหันไปทำหน้าระอากับจิ่งซวิน “ท่านพาเขาออกมาด้วยรึ? ดูท่าข่าวลือที่ข้าได้ยินก็มิใช่จะเท็จเสียทั้งหมด ท่านห่างจากเขาไม่ได้แม้แต่ครู่เดียวจริงๆ”

จิ่งซวินได้ฟังคำพูดเขาก็เคืองเล็กน้อย จึงกระแทกเสียงกล่าวว่า “แล้วข่าวลือพวกนั้นไม่ได้บอกเจ้าหรือว่า ถ้าข้าไม่ได้หนุนตักเขาแล้วจะนอนไม่หลับ?”

ฉือเซวียนหน้าเปลี่ยนสีทันใด ถึงกับจุกจนพูดไม่ออกอยู่นาน

บรรยากาศกระอักกระอ่วนสุดขีด เหลี่ยวเซียงไอคำหนึ่งก่อนกล่าว “คิดว่าทั้งสองท่านคงมีเรื่องสำคัญต้องหารือ ข้าขอตัวก่อน” เหล่าองครักษ์ก็พลอยล่าถอยออกไปพร้อมกับเขา

จิ่งซวินเงียบไปสักพักก็เปิดปากถามว่า “ช่วงที่เจ้าอยู่ในเขตฉวีโจว สืบได้ข่าวอะไรบ้าง”

ฉือเซวียนกระแอมคำหนึ่ง สีหน้าเป็นการเป็นงาน “วันนั้นข้าไปจวนผู้ตรวจการเขตได้ประจวบเหมาะมาก สวีเจี่ยนกำลังจัดงานเลี้ยงใหญ่พอดี แขกระดับสูงในงานมีทั้งไช่จ้ง ผู้บัญชาการกองกำลังชายแดน และหลี่เต๋อเจียง รองหัวหน้าสำนักอาลักษณ์ งานเลี้ยงหรูหราฟู่ฟ่า ไม่สนใจว่านอกกำแพงจะเต็มไปด้วยราษฎรที่หิวโหย”

จิ่งซวินพยายามสะกดกลั้นโทสะเมื่อถามอีกว่า “แล้วเงินภาษีที่ล่องหนไป สืบได้หรือไม่ว่าอยู่ที่ไหน”

“ข้าได้ยินแว่วๆ ว่าสวีเจี่ยนจะส่งของขวัญชิ้นโตให้ไช่จ้ง เดาว่าต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่ ต่อมาไช่จ้งก็พูดว่าอีกไม่กี่วันจะมาเขตจิ่นโจว ข้าก็เลยตามมา คิดไม่ถึง…ท่านก็มาด้วย”

จิ่งซวินพยักหน้าขึ้นลง “เจ้าหลี่เต๋อเจียงคนนี้เป็นหลานของหลี่เซิ่งถิง ดูแล้วเขาต้องพัวพันด้วยแน่”

“แม้แต่ราชครูก็…” ฉือเซวียนย่นหว่างคิ้ว “เรื่องนี้สืบสาวขึ้นมา ไม่ทราบมีผู้เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน จริงสิ ผู้คนเหมือนจะให้ความยำเกรงต่อไช่จ้งมาก ข้าเดาว่าเขาต้องกุมความลับอะไรของพวกนั้นไว้แน่ๆ”

จิ่งซวินพยักหน้า เดินไปริมหน้าต่างทอดสายตามองลงไป “ข้าวของของพวกชาวบ้านนี่น่าสนใจดี แต่มีเกินครึ่งที่ข้าไม่รู้จัก เจ้าว่าตาแก่นั่นจะเอาโคลนเหลวมาเป่าเป็นสุกรตัวหนึ่งได้ไหม”

ฉือเซวียนเดินไปหาพลางกล่าว “ข้าว่า…ที่ท่านบอกว่าออกจากวังเพราะเรื่องนี้ แท้ที่จริงก็อยากออกมาเตร็ดเตร่เที่ยวดูวิถีชีวิตชาวบ้านมากกว่า”

จิ่งซวินยิ้มเฝื่อน “เดิมข้าก็ตั้งใจอย่างนั้น แต่พอออกมาจริงๆ กลับเพียงอยากสืบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด จึงไม่มีแก่ใจไปเดินชมอะไร ไม่เหมือนกับเจ้า พเนจรไปทั่ว อยากไปไหนก็ไป อิสระเสรี”

ฉือเซวียนรีบแย้ง “ความอิสระเสรีของข้าใช่ว่าได้มาโดยง่าย คิดถึงตอนนั้น ไม่ทราบถูกท่านพ่อเฆี่ยนตีไปกี่ครั้ง สุดท้ายถึงยอมปล่อยปละไม่มายุ่งอีก”

v          v          v

สองวันต่อมา จางหรู่เหวยคนนั้นส่งบ่าวรับใช้มาแจ้งข่าวตามคาด โดยส่งเทียบเชิญใบหนึ่งให้กับจิ่งซวิน เชิญเขาไปพบปะที่หอว่านฮวา (24) ในเวลายามเว่ยสามเค่อ (25)

จิ่งซวินสอบถามเสี่ยวเอ้อร์ที่ยืนทำความสะอาดอยู่ด้านข้าง “หอว่านฮวาคือสถานที่แบบไหน”

“หอว่านฮวา?” เสี่ยวเอ้อร์วางผ้าขี้ริ้ว ยกมือคลำท้ายทอย “เป็นหอคณิกาเลื่องชื่อของที่นี่ขอรับ อยู่ในตรอกข้างหน้านี่เอง”

ฉือเซวียนกำลังดื่มชา ได้ยินเข้าถึงกับสำลัก

“ไฉนคนผู้นี้นัดหมายข้าไปที่หอคณิกา” จิ่งซวินหันมาถามเขาด้วยความสงสัย

“เอ่อ…” ฉือเซวียนกระแอมคำหนึ่ง “พวกเจรจาการค้าส่วนใหญ่มักชอบไปยังสถานที่แบบนั้น คุยไปเสพสุขไป”

จิ่งซวินลุกยืน ตบไหล่เขาเบาๆ “งั้นวันนี้เจ้าไปเป็นเพื่อนข้าแล้วกัน”

v          v          v

ทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่หอว่านฮวา กลิ่นแป้งชาดก็ลอยฟุ้งปะทะใบหน้า รวมเข้ากับกลิ่นกำยานหอม ทำเอาจิ่งซวินจามไปหลายที แม่เล้าเห็นเขาแค่ปราดเดียวก็ตาเป็นประกายรีบซอยเท้าวิ่งตรงมา พลางร้องเรียกแม่นางกลุ่มใหญ่มาโอบล้อมเขา ขนาดเขาเห็นหญิงงามในวังมานับไม่ถ้วนก็ยังคิดไม่ถึงว่ากลางวันแสกๆ เช่นนี้ถึงกับมีสตรีนางใดกล้าเปิดเผยหนั่นเนื้อเนินนมเข้ามาคลอเคลียเขา กลับเป็นฉือเซวียนที่พยายามกันพวกนางออกห่าง ก่อนถามแม่เล้าว่า “เถ้าแก่จาง จางหรู่เหวย อยู่ที่ไหน พวกเรามาหาเขา”

แม่เล้าสะบัดผ้าเช็ดหน้าตั้งท่าอ้าปากพูด จางหรู่เหวยคนนั้นก็ลงมาต้อนรับพวกเขาแล้ว เขาฉุดแขนจิ่งซวินพลางกล่าวกลั้วหัวเราะ “น้องฉี ในที่สุดก็มาแล้ว มาๆๆ ข้าจะแนะนำคนผู้หนึ่งให้รู้จัก การค้าของพวกเราในครั้งนี้ โชคดีที่ได้เขามาช่วยอีกแรง”

จิ่งซวินยิ้มกล่าว “เช่นนี้อย่างไรก็ต้องพบหน้าให้ได้แล้ว”

เถ้าแก่จางชะเง้อมองด้านหลังของเขา “ท่านนี้คือ?”

“นี่คือญาติผู้น้องของข้า…ฉือเซวียน”

“อ้อ ยินดีๆ เชิญขึ้นมาก่อน” คนผู้นี้เห็นฉือเซวียนแต่งกายธรรมดาจึงแค่เอ่ยทักคำหนึ่ง จากนั้นก็กุลีกุจอฉุดดึงจิ่งซวินขึ้นตึกไป

ภายในห้องที่งามหรู ตรงกลางนั่งอยู่ด้วยบุรุษที่อ้วนพุงพลุ้ยคนหนึ่งที่กำลังโอบซ้ายกอดขวา สุขสำราญเต็มที่

จางหรู่เหวยขึ้นหน้าไปบอกเขาว่า “พี่จ้าว นี่ก็คือลูกค้าที่ข้าเล่าให้ฟัง…คุณชายฉี ท่านนี้คือใต้เท้าจ้าว…จ้าวหลี”

บุรุษผู้นั้นช้อนเปลือกตาที่บวมหนา มองมาทางจิ่งซวิน ก่อนฉีกยิ้มเห็นฟันเหลืองเต็มปาก “เชิญนั่ง เชิญนั่งก่อน”

ทันทีที่จิ่งซวินกับฉือเซวียนนั่งลง แม่นางหลายคนที่แต่งกายด้วยอาภรณ์ฉูดฉาดก็เข้ามารุมล้อม สะดีดสะดิ้งฉอเลาะอยู่ข้างกายพวกเขา จิ่งซวินไม่เคยถูกสตรีลูบคลำอย่างไม่บันยะบันยังเช่นนี้มาก่อน หนำซ้ำมิใช่แค่คนเดียว ยามนั้นจึงตัวแข็งทื่อ สีหน้าเริ่มเขียวคล้ำ

ใต้เท้าจ้าวคนนั้นเห็นเข้าก็ยิ้มไปทางแม่เล้า “คุณชายท่านนี้คงไม่ชอบกลิ่นอายจืดชืดเหล่านี้ ไปเปลี่ยนเอาที่สวยใสมาสักสองคน”

แม่เล้ารับคำแล้วรีบออกไปทันที ไม่ถึงครู่ก็เดินนำสาวน้อยสองนางเข้ามา อายุไม่ถึงสิบห้า ท่าทางเหนียมอายกว่าหลายคนก่อนหน้านี้ ยามนั่งข้างกายจิ่งซวิน กิริยาก็เรียบร้อยสำรวม จิ่งซวินค่อยขยับคอเสื้อเข้าที่ กล่าวกับจางหรู่เหวย “การค้าที่คุยกับพี่จางไว้ในครั้งก่อน…”

“น้องฉีไม่ต้องห่วง ข้าเตรียมไว้พร้อมสรรพแล้ว เรื่องนี้ยังต้องขอบคุณใต้เท้าจ้าวด้วย” จางหรู่เหวยอ้าปากซดสุราที่นางรำข้างกายนำมาป้อน ก่อนหันมาถามเขาด้วยใบหน้ารื่นรมย์ “ท่านต้องการเมื่อไร”

“แน่นอนว่ายิ่งเร็วยิ่งดี ข้าได้ว่าจ้างเรือสำหรับลำเลียงไว้เรียบร้อยแล้ว จัดการทางนี้เสร็จยังต้องไปเขตจี้โจวอีก”

“เขตจี้โจว? น้องฉี การค้าของท่านไม่เล็กจริงๆ ยังจะซื้อหาเพิ่มอีกหรือ?” จางหรู่เหวยอุทานแปลกใจ

ใต้เท้าจ้าวคนนั้นกลับคึกคักขึ้นมา “คุณชายฉีท่านนี้ จะไปเขตจี้โจว?”

จิ่งซวินประสานมือให้เขา “มิผิด”

จ้าวหลีกลอกตาคราหนึ่งแล้วกล่าวว่า “ข้ามีสหายสนิทคนหนึ่งอยู่ที่จี้โจว พอดีในมือเขามีข้าวเปลือกของปีนี้ที่ต้องการปล่อยพอดี และมีปริมาณไม่น้อยด้วย ไม่ทราบท่านจะรับซื้อมากขนาดนั้นหรือไม่”

จิ่งซวินผุดยิ้มทันใด “เถ้าแก่จ้าวมีเท่าใด ข้าก็ต้องการเท่านั้น…ฉือเซวียน เอาเงินมัดจำให้เถ้าแก่จ้าว”

ฉือเซวียนรีบผุดลุกขึ้น หยิบหีบใบย่อมออกมา ประเคนส่งให้ชายอ้วนคนนั้นอย่างนอบน้อม

จ้าวหลีเปิดดู ด้านในอัดแน่นไปด้วยแท่งทอง เขาหยิบขึ้นมาเดาะบนมือ พลันคลี่ยิ้มกว้าง “คุณชายฉีตรงไปตรงมาดี การค้าครานี้พวกเราต้องรับไว้แน่นอน ข้าจะรีบให้สหายคนนั้นส่งสินค้ามาให้ทันที จี้โจวอยู่ไม่ไกล ไม่กี่วันก็ถึงแล้ว ถึงตอนนั้นท่านอาข้ายังต้องต้อนรับแขกสำคัญอีกท่านหนึ่ง คุณชายฉีมิสู้มาด้วยกัน ดีหรือไม่”

จางหรู่เหวยเอ่ยเบาๆ กับจิ่งซวิน “ท่านอาของใต้เท้าจ้าวก็คือท่านผู้ตรวจการเมืองจิงหยวน น้องฉีคบหาสหายท่านนี้เอาไว้ ต่อไปย่อมรับประโยชน์อเนกอนันต์แน่นอน”

จิ่งซวินยิ้มกล่าว “ชั่วชีวิตข้า กลัวที่สุดคือคบค้ากับขุนนางทางการ ยังคงแล้วไปเถอะ วันนี้ข้าให้น้องชายข้าไปตรวจดูสินค้าที่ท่าเรือกับเถ้าแก่จางก่อน ดีหรือไม่”

จางหรู่เหวยเห็นท่าทีของเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่เดินนำฉือเซวียนออกไป

จ้าวหลีคนนั้นพูดอีกว่า “คุณชายฉีอยู่ต่ออีกนิดเถอะ ผ่อนคลายกับแม่นางหลายคนนี้ก่อน ข้าเป็นเจ้ามือเอง”

จิ่งซวินสูดหายใจลึก เหยียดยิ้มเมื่อกล่าว “ไม่ต้องเกรงใจ เชิญใต้เท้าจ้าวตามสบาย”

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.