ชีวิตมหาลัยที่แสนเศร้าของผม

บทที่ 1

รอยยิ้มสดใสดุจแสงอาทิตย์ ท่าทางยิ้มแย้มร่าเริงไม่ว่าจะประสบเรื่องแย่แค่ไหน

พ่อรูปหล่อที่หน้าตาดีตามสมัยนิยม เป็นที่กรี๊ดกร๊าดของสาวๆ และไม่มีทางทำให้ใครก็ตามอารมณ์เสียใส่เด็ดขาด

‘เหอหย่งฉี’ ที่รูปร่างสูงใหญ่ดูดี หน้าตาคมคาย บุคลิกสะดุดตา

เขาเป็นลูกชายสุดที่รักของน้าเล็ก เป็นพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของผม ขณะเดียวกันก็เป็นรูมเมทในมหา’ลัยของผมด้วย

ทำไมผมต้องสอบเข้ามหา’ลัยเดียวกับเขา แล้วยังอยู่ชั้นเดียวกันอีกด้วย ถ้าน้าเล็กคลอดเขาเร็วกว่านี้สองปี ไม่ใช่ให้เขาแก่กว่าผมแค่สิบห้าวัน ผมจะซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้

ทำไมคุณแม่ต้องอาศัยเส้นสายหาทางให้พวกเราได้อยู่หอพักเดียวกัน

ทำไมทุกคนจึงพากันคิดว่าผมมีหน้าที่ดูแลไอ้คนไร้สมองที่ภายนอกดูปัญญาดี แต่ความจริงคือปัญญาอ่อนที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา

แค่วันแรกที่เดินเข้าหอพัก ผมก็ถอนใจด้วยคำว่า ‘ทำไม’ ไม่ต่ำกว่าแสนครั้งแล้ว

“เปี่ยวตี้ (1) เห็นถุงเท้าฉันไหม”

“เปี่ยวตี้ ผ้าปูเตียงนี่ทางมหา’ลัยเตรียมไว้ให้ใช่ไหม ใช้ยังไง”

“เปี่ยวตี้ นายปรับเครื่องทำน้ำอุ่นเป็นไหม”

“เปี่ยวตี้…”

วันแรกผมช่วยเขาหาถุงเท้า ปูเตียง ปรับเครื่องทำน้ำอุ่น…ตลอดจนช่วยส่งผ้าเช็ดตัวให้เขาจากนอกห้องน้ำ

ไอ้หมอนี่เวลาอยู่บ้านต้องสติไม่สมประกอบแน่ๆ

เกรงว่าคงมีแต่ตอนนอน ถึงไม่โดนเขาจิกหัวใช้

ต้องผ่านความทุกข์ยากเหลือคณากว่าจะได้เวลาขึ้นเตียงนอน ผมยกเตียงริมหน้าต่างให้เขาด้วยความใจดีเป็นพิเศษ ส่วนตัวเองต้องหลับบนเตียงตรงมุมห้อง

ตุบ!

ดึกดื่น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงวัตถุขนาดใหญ่หล่นกระแทกพื้น ผมรีบลุกขึ้นเปิดไฟ

“เกิดอะไรขึ้น”

“เตียงนี่โคตรเล็กเลย” เขานอนคลึงศีรษะอยู่บนพื้น ปรือตาพึมพำ “ฉันแค่พลิกตัวก็หล่นตุบลงมาแล้ว”

ปัญญาอ่อน…

ผมค้อนตาคว่ำ เรียกเขากลับขึ้นเตียง แล้วลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมากันไว้ที่ข้างเตียง

“เอาล่ะ แบบนี้คงไม่ตกแล้ว”

ดับไฟ เริ่มนอนใหม่ แต่เพิ่งจะหลับ ก็ได้ยินเสียงดังโป๊ก…

คราวนี้ไม่เหมือนเสียงวัตถุขนาดใหญ่ยักษ์หล่นพื้น ด้วยสามัญสำนึก ผมจำต้องลุกขึ้นเปิดไฟvอีกครั้ง

“เป็นอะไรอีกล่ะ” ผมเดินไปตะคอกเบาๆ ถึงหน้าเตียง

เขาคลึงศีรษะเหมือนเดิม “เตียงนี่เล็กเกิน ฉันแค่พลิกตัว หัวก็โขกถูกกำแพงแล้ว”

กล้ามเนื้อบนหน้าผมกระตุก ข่มความวู่วามที่อยากจะแหกปากอาละวาดเอาไว้ หมุนตัวอย่างใจเย็นไปหยิบเทปใสม้วนหนึ่งมา

“แบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวหัวโขกอีก” ผมดึงกระดาษทิชชูออกมาพันเป็นปึกหนาๆ ใช้เทปใสแปะบนหน้าผากเขาจนแน่น แล้วเตือน “นอนดีๆ ถ้าทำเสียงดังอีกฉันจะอัดให้”

จบเรื่องสักที ปิดไฟนอนต่อ

คืนนั้นค่อยนับว่าผ่านไปได้ อาจเพราะคำเตือน ‘จะอัดให้’ ได้ผลดี จึงไม่มีเสียงอะไรดังมาอีกเลย

ตื่นเช้าขึ้นมา เห็น ‘กระดาษทิชชูกันกระแทก’ สีขาวปึกนั้นยังแปะอยู่บนหัวเขาก็อดขำไม่ได้ แต่…ตอนแกะเทปใสออก ผมขำไม่ออกแล้ว

“ทำไมไม่บอกฉันว่าผิวนายแพ้ง่าย”

เขากลับไม่สนใจผื่นแดงๆ บนหน้าผากเท่าไร “ฉันจะรู้ได้ไงว่าแพ้ ก่อนหน้านี้ไม่เคยลองเอาเทปใสแปะหน้านี่นา”

“ปัญญาอ่อนเหรอ ผิวหนังมีปัญหา ตัวเองไม่รู้หรือไง”

“เปี่ยวตี้ไม่ต้องเป็นห่วงฉัน เดี๋ยวก็หาย”

“ใครเป็นห่วงนาย! น้าเล็กกับแม่ฉันบอกว่าเราสองคนเพิ่งเข้ามหา’ลัยใหม่ๆ จึงยังไม่วางใจก็เลยจะมาดูพวกเรา รถไฟจะมาถึงบ่ายนี้แล้ว” ผมเดินหัวหมุนอยู่ในห้อง วิ่งไปชี้จมูกเตือนเขา “ฉันจะบอกให้นะ ห้ามบอกเรื่องเทปใสเด็ดขาด ไม่งั้นนายเจอดีแน่”

เขาผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ที่แท้นายก็กลัวแม่ฉันกับคุณป้านี่เอง”

“หุบปาก”

“ฉันจะบอกพวกท่านว่านายร้ายกับฉัน นายรับปากว่าจะดูแลฉัน แต่นายใช้หนังสือตีหัวฉัน ใช้เทปใสแปะหน้าผากฉันอีก แล้วยังใช้กำปั้นข่มขู่ฉัน”

ผมเต้นผาง “นายพูดมั่ว ฉันใช้หนังสือตีหัวนายเมื่อไรกัน”

“เมื่อวานไง ตอนที่เพิ่งย้ายเข้ามา”

“ก็ใครใช้ให้นายเดินถือหนังสือเกะกะไปทั่ว เห็นอยู่ว่าฉันกำลังจัดของ นั่นถือว่าฉันตีเบาแล้วนะ” ผมแค่นเสียงฮึ “ดีนี่…ทีอย่างนี้มาอาฆาต แล้วที่ฉันช่วยหาถุงเท้า ปูเตียงให้ ปรับเครื่องทำน้ำอุ่นให้ ส่งผ้าเช็ดตัวให้ นายจำไม่ได้แล้วหรือไง”

เวลานี้เขาไม่เหลือเค้าปัญญาอ่อนสักนิด กลับส่งเสียงฮึ “ก็ได้ ฉันจะสาธยายความดีของนาย ดูสิคุณป้ากับคุณแม่จะว่ายังไง”

ผมกำหมัดขึ้นมาอยากจะต่อยหน้าเขา

ไม่ใช่อยาก…ความจริงผมต่อยไปแล้ว ต่อยหางตาเขาเต็มเหนี่ยว

เขาเหวอไปเลย กะพริบตาที่หางตาเริ่มช้ำ จับจ้องมองผม

“ไม่พอใจ? ไม่พอใจก็มาชกกันสักตั้ง” ผมเตรียมรับศึกอย่างระแวดระวัง รูปร่างเขาสูงใหญ่พอๆ กับผม ไม่แน่ไอ้หมอนี่ที่ปกติไม่มีสมอง แต่ยามชกต่อยขึ้นมาอาจจะเป็นนักเลงโตก็ได้

เขาจ้องผมอยู่อึดใจ ไม่ได้เคลื่อนไหว กลับก้มหน้ามองพื้น

ท่าทีเงียบขรึม กลับทำให้ผมรู้สึกละอายขึ้นมา ผมแค่นฮึๆๆ หลายครั้งเป็นเชิงว่าตัวเองไม่กลัวแล้วเดินอาดๆ ออกจากห้อง

ไม่ว่าจะเดินไปถึงไหน แต่ถึงเวลาน้าเล็กกับคุณแม่ยังไงก็ต้องปรากฏตัวอยู่ดี ตอนผมกลับถึงห้อง พวกเขาก็นั่งถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเหอหย่งฉีอยู่ในนั้นเรียบร้อยแล้ว สายตาโฟกัสอยู่ตรงหางตาที่บวมตุ่ยขึ้นมา

บวมตุ่ย? ทำไมผมจำไม่ได้เลยว่าตัวเองต่อยหนักขนาดนั้น

หรือไอ้หมอนี่จะต่อยตัวเองเพิ่มอีกสองหมัดเพื่อปรักปรำผม

“คุณแม่…น้าเล็ก…” ผมเดินตากหน้าเข้าประตู

นัยน์ตาสามคู่กลอกมองมาทางผมทันที คุณแม่เริ่มบรรเลงก่อน “ถงถง ทำไมทำอะไรไม่ระวังแบบนี้”

“คุณแม่…ก็เขา…”

“หย่งฉีไม่อยู่บ้านเป็นครั้งแรก ส่วนลูกเคยอยู่โรงเรียนประจำตอนม.ปลาย น่าจะดูแลเขาสักหน่อย”

น้าเล็กเอ่ยแทรก “พี่คะ ถงถงก็ช่วยตั้งมากแล้ว พี่อย่าดุเขาเลย”

ผมถลึงตาใส่เหอหย่งฉี อธิบายว่า “แม่ ที่จริงเรื่องเป็นแบบนี้…”

“อย่ามาเถียง” คุณแม่ใช้เสียงข่ม ทำเอาผมกลัวจนตัวสั่น “ห้ามรังแกหย่งฉีเด็ดขาด ตัวเองมีมือมีเท้า ทำไมต้องให้เขาช่วยย้ายลังด้วย แล้วเป็นไง ลังตกลงมากระแทกหางตา ถ้าตาบอดขึ้นมา ลูกจะเอาอะไรมาใช้คืน”

“หา? ย้ายลัง?” ผมตกใจมองเหอหย่งฉี เขายักไหล่ให้ผม

“โธ่…พี่ ไม่ต้องดุแล้วค่ะ” น้าเล็กหยุดยั้งคำด่าเป็นชุดของคุณแม่ ก่อนยิ้มและกวักมือเรียกผม “มานี่ถงถง มาใกล้ๆ…น้าเล็กรู้ว่าเธอเป็นเด็กดีที่สุดและเก่งที่สุด พี่ชายเธอคนนี้เป็นเด็กไม่ประสีประสา ให้เขาพักอยู่ในมหา’ลัยจำเป็นต้องมีคนอยู่ข้างๆ น้าถึงจะวางใจ น้าก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ให้เลือกสอบมหา’ลัยนอกมณฑล แต่เขาก็ดื้อที่จะเลือกมหา’ลัยที่เธอสมัครให้ได้”

“ดื้อจะเลือกมหา’ลัยนี้ให้ได้?” ผมจิกมองเขาเขม็ง

ที่แท้จงใจเป็นศัตรูกับฉันนี่เอง!

เขายักไหล่ไม่ยี่หระกับผมอีกรอบ คราวนี้แถมรอยยิ้มกวนประสาทด้วย

“ถงถง น้าเล็กไม่ขออะไรมาก แค่อยากให้เธอช่วยระวังสองสามเรื่องในชีวิตประจำวันของหย่งฉี เขาเป็นคนผิวบาง ใช้สบู่ซี้ซั้วไม่ได้ ต่อไปอย่าเอาสบู่ของเธอให้เขาใช้อีก ดูสิ…แพ้จนผื่นขึ้นหน้าผากแล้ว”

สบู่? ผมรู้แล้ว ไอ้ปัญญาอ่อนนี่โกหกเก่งชะมัด หนำซ้ำตอนพูดยังหน้าไม่เปลี่ยนสีอีกด้วย

“อีกอย่าง ตอนเขานอนจะชอบพลิกตัว เตียงของที่นี่เล็กกว่าของที่บ้าน อาจจะ…เอ๊ะ หย่งฉี เมื่อคืนลูกนอนเตียงเล็กได้หรือเปล่า แม่ว่าลูกหน้าตาสดชื่น คงหลับสนิทดีสินะ แม่ยังนึกว่าลูกจะอึดอัดซะอีก”

“แม่ครับ ไม่มีปัญหาเลย ผมหลับสนิทดีมาก”

“อ้อ…ถงถง ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไรมาเขาไม่เคยซักเสื้อผ้าเอง มหา’ลัยนี้ก็ล้าหลังจริงๆ จนป่านนี้ยังไม่มีเครื่องซักผ้าอีก…พี่คะ พี่ว่าเราซื้อเครื่องซักผ้ามาให้พวกเขาใช้ในห้องสักเครื่องดีไหม”

“ไม่ต้องหรอก ถงถงซักเสื้อผ้าเป็น แค่เสื้อผ้าของสองคน คงไม่ถึงกับเหนื่อยตาย?”

ผมโอดครวญคำหนึ่ง

“งั้นก็รบกวนถงถงด้วยนะ หย่งฉี ลูกก็ต้องหัดดูแลตัวเองได้แล้ว อย่าเอาแต่รบกวนถงถงตลอด”

“ทราบแล้วครับ ผมจะหัดทำ”

“จริงสิ ยังมีอีก…”

“ยังมี…”

“สุดท้ายแล้ว…”

“เกือบลืมไปเลย เรื่องนี้ตกหล่นไม่ได้เชียว…”

……

กว่าน้าเล็กกับคุณแม่จะจากไป สองตาของผมก็แข็งทื่อ

ขอลาออกตอนนี้ยังทันไหม?

ผมแค่นถามเสียงห้าว “ทำไมต้องปรักปรำว่าฉันให้นายช่วยยกลังของฉันด้วย”

“หรือนายจะให้ฉันบอกคุณแม่กับคุณป้าว่านายต่อยฉัน?” เขาชี้หางตา

“นายจะหาข้ออ้างที่มีประโยชน์กับฉันหน่อยไม่ได้หรือไง เช่นบอกว่านายไม่ระวังเดินชนขอบหน้าต่างก็ได้”

“ฉันไม่ใช่คนปัญญาอ่อน จะเดินชนขอบหน้าต่างได้ยังไง”

ผมมองเขาขึ้นๆ ลงๆ อย่างสงสัย สำหรับคนปัญญาอ่อนที่นอนหลับคืนเดียวแต่กลับทั้งหล่นจากเตียงทั้งหัวโขกกำแพงคนนี้ ยากจะจินตนาการจริงๆ ว่าเขาจะไม่เอาหางตาตัวเองไปกระแทกขอบหน้าต่างสักทีสองที

“เปี่ยวตี้…”

“เรียกชื่อฉัน อย่าเอะอะก็เปี่ยวตี้เปี่ยวตี้ จะอ้วก”

“ถงถง…”

ขนลุกเกรียวทั้งตัว ผมทำท่าสั่น “หุบปาก เรียกชื่อเต็มๆ”

“เหลียงเส้าถง”

ค่อยยังชั่ว ผมถามต่อ “มีอะไร”

เขาผุดยิ้มสดใสอย่างไม่น่าเชื่อ “ได้พักอยู่กับนาย ฉันดีใจมาก”

หัวใจผมเต้นโครมคราม เหมือนถูกใครสตาร์ตมอเตอร์

ผมเบือนหน้าขวับ “ฉันไม่ดีใจสักนิด”

ช่วยไม่ได้ ต่อให้ไม่ดีใจขนาดไหนก็ต่อต้านความกดดันสองชั้นของน้าเล็กและคุณแม่ไม่ได้ ชีวิตมหา’ลัยที่แสนเศร้าของผมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว…

²          ²          ²

ผมพบว่าความใจเย็นของตัวเองนับวันยิ่งมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการปรับตัวของผมก็นับวันยิ่งมีประสิทธิภาพเช่นกัน

อย่างน้อยจำนวนครั้งของการอยากกระอักเลือดก็ลดลงจากสามสิบเจ็ดครั้งโดยเฉลี่ยต่อวัน เหลือแค่ยี่สิบเจ็ดครั้งต่อวัน

เหอหย่งฉี เหอหย่งฉี ฮึ!

เพราะเขา ผมถึงต้องโทรศัพท์ทางไกลที่แพงมากสองครั้งต่อสัปดาห์เพื่อรายงานน้าเล็กและคุณแม่ถึงความเคลื่อนไหว สุขภาพ การเรียน และเพื่อนฝูงของเขา…

เพราะเขา ผมอกสั่นขวัญแขวนทุกเวลานาที สูญเสียความสุขในชีวิตมหา’ลัยโดยสิ้นเชิง

เพราะเขา สัปดาห์แรกที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใฝ่ฝันมานานแห่งนี้ ผมเริ่มเกลียดแค้นเงื่อนไขการเข้าพักที่ดีเลิศเกินไปของที่นี่…หอพักนักศึกษาพัฒนาถึงขั้นให้สองคนครอบครองห้องพักหนึ่งห้องได้ตั้งแต่เมื่อไรกัน

มันฟุ่มเฟือย!

²          ²          ²

ถ้าตอนอยู่ในหอพักโดนบังคับให้ต้องเจอหน้าเขา ถ้าอย่างนั้นตอนเข้าเรียนออกห่างเขาหน่อยคงได้ใช่ไหม ถึงอย่างไรเขาก็ตัวสูงใหญ่หน้าตาดี ยิ้มทีราวกับเทพบุตร หนำซ้ำเพิ่งเปิดเทอมยังไม่มีใครรู้ว่าความจริงว่าเขาเป็นพวกไร้สมอง จึงมีคนชอบคบหาเขาเป็นเพื่อนเต็มไปหมด

เปิดเรียนอย่างเป็นทางการได้สามวัน ความฝันของผมที่หวังว่าจะได้หยุดพักหายใจในห้องเรียนก็พลันแตกสลาย

หมากฝรั่งก็น่ารำคาญพอแล้ว ถ้าเป็นหมากฝรั่งที่รูปร่างลักษณะเหมือนกับคุณ หนำซ้ำยังนั่งติดหนึบข้างตัวคุณ นั่นจะยิ่งน่ารำคาญขนาดไหน

ที่น่าเบื่อที่สุดก็คือ หมากฝรั่งที่แกะไม่หลุดชิ้นนี้ดูเหมือนไม่ให้ความสนใจต่อตำราเรียนและห้องเรียน มักใจลอยเสมอ สวรรค์รู้ดีว่าคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ที่ดีเลิศของเขานั้นมาจากไหน ผมกล้าพนันเลยว่าไม่ใช่เขาสอบเองแน่นอน

ใจลอยยังพอว่า แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือเขาฟุบหลับกับโต๊ะ ถึงแม้จะไม่กรน แต่เอาหน้าซุกไซ้ท่อนแขนผมตลอดเวลาเหมือนแมวยักษ์ ทุกครั้งในเวลานี้ สายตาของนักศึกษาหญิงทั้งหมดในห้องจะจับจ้องอยู่ที่เราสองคน เทียบกับสายตาประหลาดๆ ของนักศึกษาชายทั้งหมดยิ่งทำให้ผมรับไม่ได้จริงๆ

เขาหลับตานอนอย่างสบายใจ คนที่ซวยคือผม ทุกครั้งจะต้องแบกรับในสิ่งที่ไม่ควรให้ผมแบกรับตามลำพัง

“ตอนเข้าเรียนอย่ามานั่งข้างฉัน ถ้าอยากนอนก็ไปนั่งหลังห้องนู่น สายตาคมดุของอาจารย์แทบจะฟันฉันตายอยู่แล้ว”

“ถ้าไม่นั่งข้างนาย ฉันนอนไม่หลับ”

“นาย…” ผมถวายหัตถ์วัชระใส่ท้ายทอยเขาหนึ่งป้าบอย่างแรง

เขาลูบท้ายทอย “ฉันจะโทรบอกคุณป้า นายตีฉัน”

“ไปสิ ไปเดี๋ยวนี้เลย ฉันยอมถูกแม่ด่าดีกว่าเป็นพี่เลี้ยงนาย”

เขาหุบปาก พอถึงตอนนี้ทีไร สีหน้าน้อยใจก็จะเผยออกมา โตเป็นวัวเป็นม้ายังทำท่าน่าสงสาร ผมเห็นแล้วอยากเอาหัวโหม่งกำแพงจริงๆ

คาบเรียนถัดมา เขาก็นั่งกระแซะข้างๆ ผมอีก

คราวนี้อดกลั้นอยู่ได้ครึ่งคาบ นั่งฟังเลคเชอร์อย่างตั้งใจ ไม่ใจลอย ไม่งีบหลับ แต่ครึ่งคาบหลัง…ไม่ผิดจากที่คิด หลับสนิทเลย

ผมคร่ำครวญในใจ ได้แต่ตัดขาดจากการเป็นนักเรียนดีเด่น ความคิดที่ว่าจะนั่งแถวหน้าทุกวัน ย้ายไปอยู่แถวหลังสุดของห้องเพื่อหลบเลี่ยงสายตาที่ชวนขนลุกเหล่านั้น

“จอภาพสำหรับแสดงรูปแบบพื้นผิวคลื่นเสียง โดยทั่วไปเลือกใช้การออกแบบแบบสองแกน แบ่งเป็นแถบคลื่นเสียงกระจายอยู่บนแกน x และแกน y อย่างละเส้น” ในห้องเรียนที่เงียบสงบ จู่ๆ อาจารย์ก็หยุดเขียนกระดาน หันหน้ากลับมา “เมื่อวานฉันประกาศเรื่องเนื้อหาที่ต้องเตรียมอ่านล่วงหน้าไปแล้ว ใครบอกฉันได้ว่าคลื่นเสียงทำงานยังไง” ลูกตาดำใต้แว่นตาเริ่มกวาดมองรอบห้อง

ทุกคนก้มหน้าอย่างเจียมตัว พยายามไม่เป็นที่ดึงดูดสายตา ยกเว้นเขา…

“เหอหย่งฉี”

นึกอยู่แล้วว่าไอ้เบื๊อกนี่ไม่ได้ตั้งใจฟัง ใจลอยไปถึงทะเลทรายโน่นแล้ว ผมยืดขาเตะเขาแรงๆ

“หา?” เขาเงยหน้าทันควัน

“หลักการทำงานของคลื่นเสียงคืออะไร”

เห็นเขามองมาทางผมด้วยสีหน้าใสซื่อ ผมกัดฟัน ชูสองนิ้วขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้…การออกแบบแบบสองแกนไง ไอ้โง่!

เขาทำหน้ากระจ่าง “อ้อ สองสาย!”

“สองสาย?” อาจารย์ขมวดคิ้ว

ผมแอบครางในใจ แกว่งนิ้วทั้งสองไปมา พร้อมทำปากเป็นคำว่า ‘ออกแบบ…ออกแบบ…’

เขาเริ่มสำนึกรู้ “ออกแบบสองสาย”

“ออกแบบสองสาย?”

พระเจ้า…ไอ้หมอนี่ไม่ได้อ่านหนังสือสักนิด นักศึกษาทั้งห้องเริ่มไหล่กระเพื่อมเหมือนเคย…พยายามกลั้นหัวเราะ

เพื่อน้าเล็กสุดที่รักของผม ผมได้แต่เสี่ยงตาย กระซิบเบาๆ “x y”

เขาได้ยินในที่สุด แล้วตอบตามนั้นโดยไม่คิด “x กับ y”

สีหน้าอาจารย์ค่อยคลายลง ก่อนถามต่อ “x กับ y เป็นตัวแทนของอะไร”

ผมโล่งอก คำถามนี้ง่ายมาก x กับ y เป็นตัวแทนแกนทั้งสองของระบบพิกัด นักเรียนมัธยมตอบได้ทุกคน แต่ผลลัพธ์กลับยืนยันว่าญาติผู้พี่ของผมเป็นคนปัญญาอ่อน

“โครโมโซม” เขายักไหล่

ทั้งห้องหัวเราะครืน ผมฟุบกับโต๊ะเรียนอย่างอ่อนแรง

น่าขายหน้า…

เรื่องน่าเศร้าที่สุดบนโลกไม่มีใดเกินไปกว่าหลังจากขายหน้าเสร็จ ยังต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในโรงอาหาร และช่วยเอาข้าวไปส่งให้คนปัญญาอ่อนคนหนึ่งที่ห้องพักครู

อาหารเที่ยงของวันนี้ย่อมต้องส่งถึงห้องพักครู เพราะเขาโดนอาจารย์รั้งตัวไว้ ‘อบรม’ และน้าเล็กบอกว่าเด็กคนนี้ถ้ากินข้าวไม่ตรงเวลาเมื่อไร กระเพาะก็จะปวด

ถือกล่องข้าวเดินถึงห้องพักครูที่อยู่ชั้นหนึ่ง ได้ยินเสียงหัวเราะของอาจารย์มาแต่ไกล พอเข้าประตู ใบหน้าที่บูดบึ้งตอนอยู่ในห้องเรียน เวลานี้แดงเรื่อเป็นพิเศษ บนโต๊ะมีกระดานหมากรุกจีนแผ่กางอยู่ กำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด คนที่นั่งอยู่ด้านตรงข้าม แน่นอนว่าเป็นเหอหย่งฉีที่เกะกะลูกตาที่สุดคนนั้น

“ข้าวมาแล้ว” เขาเห็นกล่องข้าวในมือผม ตะโกนดีใจ ลุกขึ้นมารับไว้

“เอาล่ะ เธอกินข้าวเถอะ คราวหน้าจะเข้าเรียนต้องอ่านบทเรียนล่วงหน้า เข้าใจไหม” อาจารย์หัวเราะหึๆ พลางลุกยืน

“เข้าใจครับ ผมจะอ่านล่วงหน้ามาก่อน”

อาจารย์ อย่าเชื่อเขา ไอ้หมอนี่รับปากเสร็จก็ลืมทุกที…

บนโลกนี้มีคนประเภทหนึ่งที่เกิดมาเพื่อหว่านเสน่ห์โดยเฉพาะ ทำให้ทุกคนจำใจต้องยกโทษให้เขาหลังจากถูกทำให้โมโหแทบตาย เหอหย่งฉีก็คือคนประเภทนี้นั่นเอง

ทุกครั้งที่เขาทำผิด ทำให้อาจารย์โกรธขึ้งแทบจะต้องนำส่งห้องพยาบาล พอหันกลับมาอีกที ก็ถูกเขากล่อมด้วยคำพูดไม่ก็รอยยิ้มจนอิ่มเอมใจทุกที

จอมหลอกลวง!

“เปี่ยวตี้ วันนี้ทำไมไม่มีซี่โครงหมู” เขาก้มหน้าใช้ช้อนเขี่ยกับข้าวในกล่อง

“เรียกชื่อฉัน ห้ามเรียกเปี่ยวตี้” ผมทำตาดุอย่างอารมณ์เสีย “วันนี้โรงอาหารไม่มีซี่โครงหมู”

“ต้องมีสิ เมนูของวันอังคารมีซี่โครงหมูนี่นา”

ท่องเมนูอาหารจนขึ้นใจขนาดนี้ ทำไมไม่หัดท่องหนังสือแบบนี้บ้าง

“ซี่โครงหมูขายหมดแล้ว ฉันซื้อไม่ทัน”

“ซื้อไม่ทัน?” เขาเงยมองผม ปั้นหน้าน้อยใจที่ไม่มีทางปรากฏขึ้นต่อหน้ามิตรสหาย ราวกับว่าผมทำเรื่องที่แย่มากๆ อย่างนั้นแหละ

ขอร้องเถอะ กะอีแค่ซี่โครงหมู ไม่กินสักมื้อจะตายไหม?

“ซี่โครงหมู…”

“อย่ามางี่เง่ากับฉัน ฉันไม่ใช่น้าเล็ก”

“ฉันจะกินซี่โครงหมู”

รับไม่ได้จริงๆ กับผู้ชายตัวโตขนาดนี้ยังทำเป็นเง้างอน ผมกลอกตาขึ้นฟ้า แล้วถวายหนึ่งป้าบที่ท้ายทอยเขาโดยไม่ลังเล

ผมคำราม “บอกว่าไม่มีก็ไม่มีสิ ถ้ายังบ่นอีกพรุ่งนี้ไปซื้อข้าวเอง”

คราวนี้ค่อยเงียบลงได้…

เขาก้มหน้า อาหารเต็มกล่องหายวับอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นกล่องเปล่าให้ผม

ทำไมผมต้องเป็นพี่เลี้ยงของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วย…ทอดถอนใจครั้งที่หนึ่งแสน พลางรับกล่องข้าวจากเขา จะให้เขาล้างกล่องข้าวเองไม่ได้เด็ดขาด ผมถ่องแท้ในตรรกะข้อนี้ตั้งแต่เห็นเขาล้างกล่องข้าวของตัวเองกับตา

ถ้าให้เขาล้างกล่องข้าวเอง น้ำยาล้างจานและเศษข้าวที่ตกค้างอยู่ในนั้น จนทำให้เขาอาหารเป็นพิษเข้าโรงพยาบาลภายในสามวัน

และถ้าเขาอาหารเป็นพิษเข้าโรงพยาบาล คนที่รักหลานชายมากกว่ารักลูกชายตัวเองอย่างแม่ผม ต้องมาเอาชีวิตผมแน่

บทที่ 2

ขณะเดียวกับที่ความสุขุมเยือกเย็นและความสามารถในการปรับตัวทวีความแข็งแกร่งขึ้น ผมก็ยิ่งมั่นใจว่าตัวเองมีศักยภาพที่จะเป็นซูเปอร์แมนมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมต้องช่วยเขาล้างชาม เบียดเสียดแย่งซื้อซี่โครงหมูในโรงอาหารเกือบตาย ช่วยเขาหาเสื้อและถุงเท้าที่มักหายไปเฉยๆ ป้องกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นกับเขากะทันหัน

ส่วนวันนี้ผมต้องช่วยเขารับมือนักศึกษาหญิงภาควิชาเคมีที่ส่งจดหมายรักให้เขา

จันทร์เพ็ญเหนือกิ่งหลิว คนนัดหลังสายันห์…

หลังสระน้ำเล็กๆ ในสวนที่เงียบสงบ กลางศาลากินลมที่งดงาม ผมตากหน้าเป็นคนเลว

“เหอหย่งฉี? คือเธอเหรอ?” ทันทีที่เดินเข้าศาลากินลม เด็กสาวหมุนตัวขวับ ก่อนเผยสีหน้าผิดหวังออกมาอย่างรวดเร็ว “เธอเป็นใคร”

“ฉัน…”

“เธอก็คือญาติผู้น้องที่ตามติดเขาไม่ยอมห่างคนนั้นใช่ไหม”

ตามติดไม่ยอมห่าง? ผมพยักหน้าอย่างอาดูร

“เหอหย่งฉีล่ะ?”

“คืนนี้เขามาไม่ได้”

“หมายความว่าไง ต่อให้ปฏิเสธก็ควรปฏิเสธด้วยตัวเองไม่ใช่เหรอ” เด็กผู้หญิงสมัยนี้น่ากลัวจริงๆ เธอถามน้ำเสียงข้องใจ “หรือเขาไม่ได้รับจดหมายของฉัน เพราะเธอเอาไปซ่อนแล้วแอบมาแทน?”

ได้ยินเธอคาดคั้นแบบนี้ น้ำเสียงผมก็ขุ่นขึ้นมา “นี่ อย่าพูดจาส่งเดชนะ ตัวเขาไม่ยอมมาเอง เธออย่าป้ายความผิดมาให้ฉัน”

จะบอกความจริงเธอดีไหม? เหอหย่งฉีเปิดจดหมายของเธอหลังกินข้าวเย็น แล้วเริ่มทุบโต๊ะหัวเราะจนถึงตอนนี้ ระหว่างนั้นยังอ่านจดหมายที่เธอเขียนอย่างไพเราะเพราะพริ้งให้ผมฟังถึงสี่รอบ จากนั้นเลือกคำผิดจากในนั้นออกมาได้ห้าคำ

สุดท้ายบอกผมว่า “เปี่ยวตี้ คุณป้ากับคุณแม่ต้องไม่ชอบใจที่ฉันมีแฟนตั้งแต่เรียนปีหนึ่งแน่ๆ นายช่วยฉันแก้ปัญหาที” พอเอ่ยปากก็เอาดาวพิฆาตทั้งสองของผมขึ้นมาอ้าง เสร็จแล้วก็หัวร่องอหายต่อ

ตอนนี้ไอ้หมอนั่นคงกำลังนอนหอบหายใจอยู่บนเตียงเหมือนคางคกเพราะหัวเราะเกินขนาด

แต่เพราะผมเป็นคนดี คำนึงถึงว่าผู้หญิงที่ดุร้ายก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่ได้บอกความจริงออกไป

“เหอหย่งฉียังไม่อยากมีความรักตอนนี้ ถ้าเธอระแวงว่าฉันเล่นลูกไม้ พรุ่งนี้ไปถามเขาเองก็ได้”

ทิ้งท้ายประโยคนี้เสร็จ ผมรีบผละออกมาทันที

ควรโทรบอกน้าเล็กไหมว่าเขาใช้รอยยิ้มตะวันฉายโปรยเสน่ห์สาวๆ ไปทั่ว

ตอนทำรายงานของอาทิตย์นี้ส่งน้าเล็ก ผมจงใจเปรยถึงปัญหาด้านความเจ้าเสน่ห์ของเหอหย่งฉีเล็กน้อย ผมถึงบอกไง อย่าได้สุ่มสี่สุ่มห้าส่งยิ้มให้นักศึกษาหญิง เด็กสมัยนี้แก่แดดจะตาย

หึๆ ดูซิว่าน้าเล็กจะสั่งสอนนายยังไง

ปรากฏว่าบ่ายนั้นมีโทรศัพท์ทางไกลมาถึงจริงๆ พอผมรับกลับเป็นคุณแม่

“ถงถง ในโรงเรียนมีคนตามจีบหย่งฉีหรือ?”

“อืม ใครใช้ให้เขาโปรยเสน่ห์ไปทั่วล่ะ คุณแม่ บอกน้าเล็กกับน้าเขยให้อบรมเขาบ้างเถอะ ผมว่าเขา เขาก็ไม่ฟัง”

“หย่งฉีเป็นเด็กดี จะไปโปรยเสน่ห์สาวๆ ได้ยังไง ลูกพูดอะไรระวังหน่อย” คุณแม่กลับมาเอ็ดผมแทน “เด็กผู้หญิงสมัยนี้ทำไมถึงได้ใจกล้านัก หย่งฉีเป็นคนซื่อ ลูกต้องคอยดูแลเขาให้ดี อย่าปล่อยให้เด็กผู้หญิงพวกนั้นพาเสียคนเชียว ฟังให้ดีนะ อยู่กับหย่งฉีให้มาก อย่าให้คนอื่นมีโอกาสรังแกเขา ถ้าหย่งฉีเสียคนขึ้นมา แม่จะเอาโทษลูก”

“คุณแม่…” ผมคราง

ถ้าผมถูกเขารังแกล่ะจะทำยังไง

ตอนนี้ก็เหมือนหมากฝรั่งที่ติดหนึบจนดึงไม่ออกแล้ว ยังจะให้อยู่ด้วยกันอย่างไรอีก

“เอาล่ะ ตามหย่งฉีมาพูด”

ผมวางหูโทรศัพท์ หมุนตัวไปตบไหล่เหอหย่งฉีที่กำลังฟังเพลงอยู่ข้างๆ “แม่ฉันอยากพูดกับนาย พ่อหนุ่ม ช่วยทำตัวดีๆ ด้วย อย่าพูดจาซี้ซั้ว” ผมลดเสียงเตือนเขา

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้น “ฮัลโหล คุณป้า”

“จ้ะ หย่งฉีเหรอ อยู่ที่นั่นสบายดีไหม” เสียงคุณแม่นุ่มนวลขึ้นเป็นกอง “คิดถึงป้ารึเปล่า อยู่กับถงถงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม” ผมคอสั่น ขนลุกซู่

“ผมสบายดีครับ คุณป้า หย่งฉีคิดถึงคุณป้ามาก เดี๋ยวปิดเทอมจะไปเยี่ยมคุณป้า อยากกินไก่ผัดซอสฝีมือคุณป้าครับ”

ผมหยิกแขนเขาอยู่ข้างหลังอย่างแรง ไอ้หมอนี่กล้าดียังไงจะไปบ้านผมตอนปิดเทอม

“ได้สิจ๊ะ ป้าจะรอนะ ไว้จะทำกับข้าวอร่อยๆ ที่หย่งฉีชอบกินทุกมื้อเลย” คุณแม่รับปากด้วยความปลื้มปริ่ม “หย่งฉี เชื่อป้านะ หลานอายุยังน้อย เรียนหนังสือสำคัญที่สุด อย่าใกล้ชิดพวกสาวๆ มากเกินไป อยู่กับถงถงให้มาก อย่าไปมั่วสุมกับพวกเกกมะเหรกเกเร คิดซะว่าช่วยป้าคุมถงถงก็แล้วกัน เป็นเงาตามตัวเลยยิ่งดี เหมือนถั่วแดงเคลือบน้ำตาลทรายแดงไงล่ะ”

ได้ยินเสียงคุณแม่ ผมแทบจะปล่อยโฮออกมา

เหอหย่งฉีตอบรับเสียงดัง “ครับ ผมจะช่วยดูถงถงแทนคุณป้าเอง ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะดูแลถงถงอย่างดี คุ้มกันอย่างใกล้ชิด ตามติดเป็นเงา เหมือนถั่วแถงเคลือบน้ำตาลทรายแดง”

วางสายเสร็จเขาห็หมุนตัวมามองผมที่กำลังตะลึงตาค้างด้วยรอยยิ้มกริ่ม

“ตั้งแต่นี้ไป นายออกห่างหนึ่งก้าวก็ต้องรายงานฉัน นี่เป็นคำสั่งของคุณป้า”

ผมจ้องหน้าเขาชั่วอึดใจ ก่อนเปล่งเสียงชัดถ้อยชัดคำ “ตั้งแต่นี้ไปนายซื้อข้าวเอง ล้างชามเอง ซักเสื้อผ้าเอง ตอนเช้าเตรียมตำราที่จะเข้าเรียนเอง ตอนค่ำไปจองเก้าอี้สำหรับทบทวนบทเรียนเอง”

เขาแลบลิ้นปลิ้นตา หัวเราะคิก “อย่าทำแบบนี้สิ นายไม่เห็นเหรอ ฉันไม่ได้พูดอะไรให้ร้ายนายสักคำ”

“ฮึ!” ผมเบือนหน้าเข้าข้างฝาอย่างไม่สบอารมณ์

“อย่าโกรธเลยน่า” เขาขยับเข้ามาชนไหล่ผม “การบ้านฟิสิกส์ทำเสร็จหรือยัง”

“ทำเอง!”

“ฉันทำไม่เป็นนี่”

“ทำไม่เป็นก็เปิดหนังสือสิ ลอกคนอื่นทุกวัน ไม่รู้สึกขายหน้าบ้างรึไง”

“ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีการบ้านไปส่ง โดนอาจารย์ไล่ออกจากห้อง นายก็ขายหน้าเหมือนกัน ขายหน้ายังไม่เท่าไร เกิดคะแนนเฉลี่ยของฉันไม่ผ่านขึ้นมา ทำให้ไม่มีสิทธิ์สอบก็ต้องซ้ำชั้น ฉันซ้ำชั้นยังไม่เท่าไร แต่คุณแม่กับคุณป้าต้องคิดบัญชีกับนายแน่ ที่แย่ที่สุดก็คือ ต่อให้คุณป้าไม่บังคับให้นายซ้ำชั้นเป็นเพื่อนฉัน อย่างน้อยก็ต้องสั่งให้นายมาติวให้ฉันทุกวันแน่นอน”

“นาย…”

หนังหน้าของไอ้หมอนี่ยังหนากว่ากำแพงเมืองเสียอีก ผมควานหาสมุดการบ้านออกมาแล้วโยนใส่หน้าเขา

เขารับไว้ ตะโกนอย่างดีใจ แล้วเริ่มตั้งหน้าตั้งตาลอก

²          ²          ²

ชีวิตมหา’ลัยมีทั้งหมดสี่ปี แต่ละปีมีสองเทอม แต่ละเทอมมีห้าเดือนโดยพื้นฐาน

ตั้งแต่เดือนที่หนึ่งของเทอมที่หนึ่งของปีที่หนึ่ง ทั่วทั้งมหา’ลัยก็รู้แล้วว่า ‘เจ้าชายขี่ม้าขาว’ (ซึ่งความจริงคือ ‘เจ้าชายปัญญาอ่อน’) เหอหย่งฉีมีผู้ปกครองที่โหดดุคนหนึ่ง

ผมโหดดุตั้งแต่เมื่อไรกัน อยากจะร้องไห้แบบไร้น้ำตาจริงๆ

“หย่งฉี นายตัวสูงขนาดนี้มาเข้าชมรมบาสของคณะดีไหม”

“เอ่อ…” หย่งฉีเหล่มองผม “ขอฉันปรึกษากับเปี่ยวตี้ก่อนนะ เปี่ยวตี้…”

“เรียกชื่อเต็ม” ผมตวัดปากกาเขียนการบ้าน ตัดบทคำพูดโดยไม่แลเขาสักนิด

“อืม ถงถง…”

ปากกาลูกลื่นทั้งด้ามลอยหวือไปที่หน้าเขา กระแทกถูกหน้าผากเขาพอดี ผมเงยหน้าเตรียมจะอบรมครั้งที่หนึ่งแสนว่าอย่าเรียกผมว่าถงถงด้วยน้ำเสียงชวนคลื่นไส้แบบนี้ กลับพบว่าคนกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ในห้องเรียนกำลังใช้สายตาตื่นตกใจมองผมอยู่

รุ่นพี่ที่แก่กว่าพวกเราหนึ่งชั้นปีเอ่ยถามอย่างห่วงใย “หย่งฉี ไม่เป็นไรใช่ไหม โดนตารึเปล่า” เขาหันขวับ มองผมด้วยสายตาขุ่นเคือง

พริบตานั้นผมได้กลายเป็นเจ้าของที่ดินที่กดขี่ข่มเหงชาวนาในยุคศักดินาโดยปริยาย

“ไม่เป็นไร ชินแล้ว…น้องชายฉันเจ้าอารมณ์แบบนี้เอง แต่เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก” ราดน้ำมันในกองเพลิงอีกสองประโยคแบบหน้าตาเฉย เขาหันหน้ามาถามผมอย่างใจกว้าง “ฉันอยากเข้าชมรมบาสของคณะเรา นายว่า…”

“ตามใจนาย ไม่ต้องถามฉัน” ผมตอบกระแทกเสียง แล้วก้มหน้าก้มตาเก็บสมุดหนังสือบนโต๊ะ

“ถงถง นายจะไปไหน”

“ไม่ต้องยุ่ง” ผมเข่นเขี้ยวก่อนแทรกตัวออกจากอัฒจันทร์ห้องเรียนโดยไม่เหลียวหลัง สายตาฝูงชนที่ราวกับหนามแหลม ถูกประตูใหญ่ขวางกั้นไว้ในห้องเรียน

บัดซบเอ๊ย! ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ผมเหวี่ยงกระเป๋าเป้บนสนามหญ้า แล้วกระแทกก้นนั่งลง

ผมเป็นผู้ถูกกระทำแท้ๆ ผมถูกบังคับให้เป็นผู้ช่วย พี่เลี้ยง ผู้คุ้มกันของเขา พร้อมกันนั้นก็เป็นเครื่องซักผ้า เครื่องซื้อข้าว เครื่องล้างจาน เครื่องแก้ปัญหาการนัดหมายของสาวๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบ้านยุคใหม่แต่ละประเภท

เพราะอะไรคนทั้งมหา’ลัยถึงพากันคิดว่าผมกำลังรังแกเขา

ก็แค่บางครั้งทนไม่ได้ขยับกำปั้นใส่เขา บางทีใช้หนังสือตบท้ายทอยเขาสักสองป้าบ

คงมีแต่ดวงดาวบนท้องฟ้าเท่านั้นที่รับรู้ถึงความขมขื่นของผม ผมเงยหน้าแต่พบว่าวันนี้ไม่มีดาวสักดวง ซวยขนานแท้จริงๆ ผมถอนใจดังๆ แล้วใช้สองแขนต่างหมอน ล้มตัวนอนแผ่บนพื้น

ถึงแม้ไม่มีดวงดาว แต่ยังพอสงบสุขได้บ้าง อย่างน้อยก็ไม่มีหมากฝรั่งก้อนนั้นมากวนใจ ผมปลอบตัวเอง

“ถงถง…” เสียงต่ำๆ เหมือนวิญญาณผีแว่วเข้าหู เบื้องหน้าพลันปรากฏรองเท้าหนังที่คุ้นตาคู่หนึ่ง

จะไม่คุ้นได้ยังไง ก็รองเท้าหนังคู่นี้ผมช่วยเขาขัดอยู่ทุกวี่ทุกวัน

ผมลุกพรวดจากพื้นหญ้าขึ้นมานั่ง เงยหน้าถลึงตาใส่เขา “นายมาทำไม ไปไกลๆ เลย”

เขาไม่เคยเชื่อฟังคำเตือน ‘ไปไกลๆ’ คราวนี้ก็เช่นกัน ทรุดนั่งข้างตัว แล้วชะโงกมามองสีหน้าผม “โกรธเหรอ?”

“ยุ่งอะไรด้วย”

“คุณป้าบอกให้ฉันดู…”

“หุบปาก ไม่ต้องเอาแม่ฉันมาขู่”

“ฉันแค่เป็นห่วงนาย”

“เป็นห่วงฉัน? ฮึ นายจงใจแกล้งฉัน”

“เปล่านะ” เขาสั่นหน้าอย่างสัตย์ซื่อ “ฉันสาบานได้ ไม่เคยมีความคิดแกล้งนาย นายเป็นเปี่ยวตี้ของฉัน เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ทำไมฉันต้องแกล้งนายด้วย”

ใครๆ ก็เชื่อในการแสดงที่สนุกครบรสของเขา…ยกเว้นผม

ผมตะกายลุกขึ้นจากสนามหญ้า หยิบกระเป๋าเป้ได้ก็ออกเดิน เขาโดดผลุงขึ้นมารั้งผมไว้

“อย่าเพิ่งไป พวกเรายังไม่ได้คืนดีกันเลย”

“ใครอยากคืนดีกับนาย จริงสิ นายกลัวไม่มีพี่เลี้ยง ผู้ช่วย ผู้คุ้มกัน แล้วก็เครื่องซักผ้าใช่ไหมล่ะ”

“ถงถง…”

“อย่าเรียกชื่อฉัน!” ความอดทนมาถึงขีดจำกัดสูงสุด ผมพลันระเบิดออกมา ตะคอกลั่นพร้อมกับส่งหมัดต่อยท้องเขา

เขาไม่ปัดป้อง รับหมัดนั้นเต็มเหนี่ยว

กาลเวลาหยุดนิ่ง…

ผมแปลกใจมาก ผมก็รูปร่างสูงใหญ่พอๆ กัน และกำปั้นนี้ก็ไม่ได้ออมแรงสักนิด เขาโดนเข้าไปเต็มๆ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ สมรรถภาพทางกายและความอดกลั้นของเขาไม่ด้อยกว่าผมจริงๆ

หนึ่งวิ สองวิ สามวิ…

หลังความชะงักงันหกวินาที ใบหน้าที่ชวนให้นักศึกษาหญิงแอบมองไม่หยุดของเขาก็เริ่มเหยเก

พลั่ก! เสียงวัตถุใหญ่ยักษ์ล้มครืนบนสนามหญ้า

ผมกระจ่างแล้ว ที่แท้เขาไม่ใช่ไม่มีปฏิกิริยา เพียงแต่ตอบสนองช้าเท่านั้นเอง

“นี่ นี่! นายเป็นอะไรไป เหอหย่งฉี หย่งฉี?” ผมมือเท้าลนลาน รีบก้มลงไปดูเขา

อึดใจใหญ่ เขาค่อยขมวดคิ้ว เปล่งออกมาสองเสียงอย่างยากเย็น “กระเพาะ…”

“อะไรนะ”

“นายชกโดนกระเพาะฉันแล้ว…”

ผมลุกลนไปหมด วิ่งวนรอบตัวเขา น้าเล็กทำไมไม่บอกผมว่าเขาเป็นโรคกระเพาะ ผมมั่นใจว่าคราวนี้ต้องโดนคุณแม่สับเป็นชิ้นแน่

“นายเดินไหวไหม อย่าบอกนะว่าสาหัสถึงขั้นต้องไปโรงพยาบาล ถ้ารู้ว่านายโดนฉันอัดจนเข้าโรงพยาบาล ฉันต้องซวยแน่ นายเองก็ไม่อยากเห็นฉันซวยจริงไหม ไม่งั้นนายจะลอกการบ้านจากไหน” ผมพยายามผูกมิตร สร้างความกลมเกลียว พลางพยุงเขาอิงไหล่ตัวเองอย่างมีน้ำใจ แล้วสำทับเตือนเขาอีกว่า “ตอนนี้พวกเรากลับห้องพัก นายนอนหลับสักตื่นก็ไม่เป็นไรแล้ว ถ้านายยังเจ็บ ต้องไปโรงพยาบาลจริงๆ จำไว้ต้องบอกคนอื่นว่านายกลิ้งตกจากเตียงตัวเองแล้วโดนรองเท้ากระแทกท้อง”

“โดนรองเท้า…”

“หุบปาก! ฉันให้พูดอะไรนายก็พูดอย่างนั้น” ผมตัดบทพลางพยุงเขาเดินกลับห้องพัก

สวรรค์ได้โปรดคุ้มครองผมด้วย เรื่องนี้จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นภาพลักษณ์ของผมจะเลื่อนขั้นจากจอมโหดเป็นพญายม

เพิ่งเดินถึงหน้าประตูใหญ่ของหอพักชาย ซวยจริงๆ ดันเจอกับอาจารย์ที่เดินตรวจความเรียบร้อยพอดี

“อ้าว หย่งฉีเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น” อาจารย์เกือบทุกคนต่างเคยโดนหย่งฉียั่วโมโหแทบตายมาแล้วทั้งนั้น และต่อมาทุกคนก็เห็นเขาเป็นของล้ำค่าโดยไม่มียกเว้นสักคนเช่นกัน

พระเจ้าทำไมถึงลำเอียงแบบนี้!

หย่งฉีโงหัวขึ้นจากบ่าผมเล็กน้อย เอ่ยเสียงอ่อนแรง “อาจารย์สวี่ ผมไม่เป็นไรครับ แค่กลิ้งตกจากเตียง โดนรองเท้า…”

ถึงแม้ตอนนี้เขาอยู่ในสภาวะอ่อนแอ ผมยังคงอดใช้ศอกแอบถองเขาทีหนึ่งไม่ได้ หมายให้เขาปิดปากโดยเร็ว

จะบ้ารึไง บอกคนอื่นตอนอยู่หน้าหอพักว่าบาดเจ็บเพราะกลิ้งตกจากเตียง ผมถลึงตาดุเขา ก่อนหันไปยิ้มประจบอาจารย์ท่านนั้น “แหะๆ เขาสะดุดก้อนหินล้มระหว่างทางกลับจากทบทวนบทเรียนครับ ไม่เป็นไรมาก…หย่งฉี ตอนนี้นายไม่ปวดแล้วใช่ไหม” เพราะมีผู้ชมด้านข้าง จำต้องหันไปถามเขาด้วยความเป็นห่วง

เขากลับฉวยโอกาสซ้ำเติม ร้องโอ๊ยคำหนึ่ง ขมวดคิ้วครวญคราง “เจ็บมาก หินก้อนเมื่อกี้นิสัยไม่ดีจริงๆ…”

“หุบปาก” ผมหรี่เสียงคำรามข้างหูเขา ก่อนผงกหัวให้อาจารย์ “อาจารย์ครับ พวกผมกลับห้องก่อนนะครับ”

“อืม รีบพักผ่อนแต่วันเถอะ…เหลียงเส้าถง อย่าลืมช่วยนวดจุดที่เจ็บให้หย่งฉีด้วย ระวังเลือดคั่งล่ะ แล้วที่ห้องมียาไหม”

“มีครับ อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะช่วยเขาทายาครับ” รับปากอย่างขอไปที พลางลากหย่งฉีที่หนักอย่างกับก้อนตะกั่ววิ่งขึ้นบันได

กลับถึงห้องพักราวกับหนีตาย ยกขาเตะเปิดประตู โยนสัมภาระที่หนักอึ้งลงไปบนเตียง

“โอ๊ย…” สัมภาระเปล่งเสียงร้องอนาถ

ผมแลบลิ้น ไม่อยากไปสนใจผู้ป่วยหนักคนนี้ แต่ที่เขากลายเป็นผู้ป่วยหนักกลับเป็นเพราะผม

มีคำเดียวที่สามารถพรรณนาความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดของผมในตอนนี้ได้…สมน้ำหน้า

“นี่ รีบนอนเลย” ผมลากเก้าอี้มาที่ข้างเตียงเขา ตั้งแต่คืนแรกที่เขาหล่นลงมา ผมก็ทำแบบนี้ทุกวันเพื่อป้องกันไม่ให้เขาตกลงมาอีก

เขาบ่นงึมงำ “แต่…นายรับปากจะทายาให้ฉัน”

ผมมองเขาตาเขียวปัด เอ่ยเสียงเข้ม “ฉันรับปากอาจารย์ ไม่ได้รับปากนายซะหน่อย อย่าพูดมาก หลับตา…นอน!”

“ก็ได้ นายไม่ต้องนวดให้ฉัน”

ผมแค่นเสียงฮึ เดินไปที่เตียงตัวเอง ด้านหลังมีเสียงครางเหมือนเจ็บหนักลอยมา “ฉันนวดเองก็ได้ แต่ฉันไม่มียา ถึงมีก็ลืมไปแล้วว่าวางไว้ตรงไหน เอ๊ะ? อาจารย์สวี่บอกว่าที่เขามียานี่นา ฉันโทรไปขอเขาดีกว่า”

ก่อนเขาจะตะกายขึ้นมาหยิบโทรศัพท์ ผมหมุนตัวเร็วรี่ จับเขากดกับเตียงอีกครั้ง

ผมจำต้องรอมชอม หลังจากใช้สายตาแสดงออกถึงโทสะของผมอย่างเต็มที่ “ก็ได้ ฉันจะนวดให้นาย” หยิบหงฮวาโหยว (2) อย่างหัวเสีย กระแทกนั่งข้างเตียง ถกเสื้อเขาขึ้นมา

“ไม่เห็นมีรอยช้ำสักนิด”

“ไม่มีรอยช้ำสิน่ากลัว อาจจะบาดเจ็บภายใน”

“บาดเจ็บภายใน?” ไอ้หมอนี่เห็นผมปัญญาอ่อนรึไง

“นายไม่รู้หรือว่านายหมัดหนักแค่ไหน ถ้าฉันเปราะบางกว่านี้คงได้ส่งไอซียูแน่”

ถ้าคนปล่อยหมัดไม่ใช่ฉัน คิดว่าฉันจะช่วยนวดให้นายหรือ?…ผมคิดพลางแอบวางแผนในใจว่าจะจ้างนักเลงสักคนมาซัดเขาให้หนักสักยกดีไหม

เขานอนอยู่บนเตียง มองผมด้วยแววตาเคลิบเคลิ้ม

ตอนแรกผมยังพออดทนกับสายตากึ่งแทะโลมของเขาได้ แต่เขาหนักข้อขึ้นทุกที ถึงกับผุดยิ้มลามกออกมา

“ยิ้มอะไร”

“เปล่า” สีหน้าลามกเปลี่ยนเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ฉันกลัวจั๊กจี้”

“กลัวจั๊กจี้?” ผมหรี่ตามองเขาอย่างสงสัย จากนั้นยื่นมือไปจี้เอวเขาเบาๆ อย่างใคร่รู้

ปรากฏว่าเขาหัวเราะคิกคักจริงๆ

เฮอะๆ ที่แท้นายกลัวจั๊กจี้

ผมยิ้มมีเลศนัย พลางเทหงฮวาโหยวครึ่งขวดบนท้องน้อยของเขา

ฉันจะนวดให้นาย ฉันจะนวดให้นาย!

นิ้วมืออ้อมไปจี้จุดอ่อนของเขาโดยเฉพาะ เขาหัวเราะจนหอบ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เปิดปากขอร้อง แค่หัวเราะชักดิ้นชักงอ พลางมองผมด้วยแววตาเป็นประกาย

โจมตีได้ครึ่งชั่วโมง ผมค้นพบอย่างท้อแท้ว่าจุดอ่อนจุดนี้ไม่มีประโยชน์สักนิด เขาไม่มีทางพูดประโยคนี้แน่นอน ‘ขอร้องล่ะ ฉันยอมแพ้แล้ว อย่าจี้อีกเลย ฉันยอมแพ้…’

ผมล้มเลิกการโจมตี ลุกยืนขึ้นอย่างเซ็งจัด

เขาดึงผมไว้ เหมือนยังไม่หนำใจ “เล่นอีกเดี๋ยว”

ผมพลิกมือไปบ้องท้ายทอยเขาทีหนึ่ง “ใครเล่นกับนาย นอนได้แล้ว” ก้าวเอื่อยเฉื่อยไปปิดไฟแล้วขึ้นเตียง

²          ²          ²

หนึ่งในบทบาททั้งหมดของผมที่เพิ่มขึ้นเพราะเหอหย่งฉี ยังรวมถึงทำหน้าที่เป็นนาฬิกาปลุกด้วย

หกโมงเช้า ตะกายลุกขึ้นตรงเวลา ล้างหน้าแปรงฟัน ประเมินสภาพอากาศ หาเสื้อผ้าที่เหมาะสมให้กับหนอนขี้เซาที่นอนอยู่บนเตียง…สองวันก่อนอุณหภูมิลดลงกะทันหัน แต่ละคนสวมเสื้อกันหนาว เพราะความประมาทของผมที่ให้เขาหาเสื้อผ้าใส่เอง ผลก็คือเขาใส่กางเกงขาสั้นไปเข้าเรียน ทำให้นับแต่นั้นเป็นต้นมาผมไม่กล้าไว้ใจความสามารถในการเลี้ยงดูชีวิตตนเองของเขาอีก

ทำเรื่องที่ต้องทำเสร็จ ผมถอนใจอย่างน้อยหกครั้งให้กับชีวิตในมหา’ลัยที่แสนเศร้าของตัวเอง จากนั้นหยิบบัตรวิ่งออกกำลังกายของพวกเราสองคนไปวิ่งออกกำลังกาย

ถูกต้อง ไอ้หมอนี่บอกว่าเขาความดันโลหิตต่ำ ตอนเช้าลุกขึ้นมาวิ่งออกกำลังกายไม่ได้

ผมจึงต้องวิ่งออกกำลังกายแทนเขา

การวิ่งออกกำลังกายแทนกันนั้นผิดกฎโรงเรียน ไม่รู้เขายักคิ้วหลิ่วตาให้น้องผู้หญิงของฝ่ายพละที่รับผิดชอบด้านทะเบียนไปกี่ครั้ง ตั้งแต่นั้นมา บัตรที่ผมยื่นแทนก็ไม่เคยถูกปฏิเสธเลย

หลังวิ่งออกกำลังกายถือโอกาสแวะซื้อข้าวต้มหมูที่ร้อนควันฉุยกับปาท่องโก๋กลับมา พอเปิดประตูก็เห็นเขานั่งรอกินข้าวเช้าอยู่ที่โต๊ะแบบไม่ทุกข์ไม่ร้อนแล้ว

“อรุณสวัสดิ์” เขาส่งยิ้มสดใสให้ผม

ผมถลึงตาใส่เขาแวบหนึ่งเหมือนเคย เอาปาท่องโก๋วางกลางโต๊ะ แบ่งข้าวต้มครึ่งหนึ่งใส่กล่องข้าวของเขา ผลักกล่องข้าวถึงเบื้องหน้าเขา พยายามจินตนาการว่าเขาเป็นสุนัขพันธุ์ปั๊กขนาดยักษ์ที่น่ารังเกียจแต่จำใจต้องเลี้ยงดูตัวหนึ่ง

ซดข้าวต้มดังอึกๆ ได้สองคำ ค่อยพบว่าคนตรงข้ามไม่ขยับสักนิด ผมชำเลืองแวบหนึ่ง ถามเสียงห้วน “ทำไมไม่กิน”

“นายไม่ได้หยิบช้อนให้ฉัน” เขาตอบเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“นายเป็นง่อยหรือไง หยิบเองสิ!” ผมถลึงตาพลางเอ็ด

เขาถึงค่อยเคลื่อนไหว หยิบช้อนขึ้นมา

ซดข้าวต้มดังอึกๆ ต่อไป ก่อนคว้าปาท่องโก๋ตัวหนึ่ง แล้วก็พบว่าเขายังคงนิ่งเฉย

“ทำไมไม่กิน หรือเอ๋อจนถึงขั้นใช้ช้อนไม่เป็นแล้ว”

เขามองดูข้าวต้มและปาท่องโก๋ตรงหน้า แล้วถอนใจ “ฉันไม่อยากกินปาท่องโก๋ และไม่อยากกินข้าวต้มด้วย”

ความเยือกเย็น ผมเตือนให้ตัวเองระวังเรื่องความเยือกเย็น เพราะการเอาข้าวต้มที่ร้อนควันฉุยชามหนึ่งสาดหน้าเพื่อนนักศึกษา ออกจะเป็นการกระทำที่หนักข้อไปหน่อย และถ้าเพื่อนนักศึกษาคนนี้เป็นพ่อรูปหล่อที่ใครเห็นใครรักในมหา’ลัยก็จะยิ่งยุ่งยากเป็นทวีคูณ

“ขอเรียนถาม…นายท่านอยากกินอะไร” ผมสูดหายใจลึก สงบสติอารมณ์ถามเขา

เขามองผม ตอบน้ำเสียงเขินๆ “ฉันอยากกินซาลาเปาไส้เนื้อกับน้ำเต้าหู้”

ผมใช้สายตาเป็นมิตรที่พอจะแสดงออกมาได้มองเขา กล่าวชัดถ้อยชัดคำ “แต่ว่าเมื่อวานนายบอกว่านายไม่อยากกินซาลาเปาไส้เนื้อกับน้ำเต้าหู้ จะกินปาท่องโก๋กับข้าวต้มหมู”

และข้าวต้มหมูนี่ วันนี้ผมต้องเดินอ้อมไปซื้อถึงโรงอาหารอาจารย์โดยเฉพาะด้วย

“ก็เมื่อวานไม่อยากกินจริงๆ” เขาถอนใจเบาๆ ชำเลืองผมแวบหนึ่ง “แต่วันนี้เกิดอยากกินขึ้นมา”

สีหน้าของผมต้องเริ่มแข็งค้างแน่ๆ

“เปี่ยวตี้ ฉันรู้ว่าไม่สมควรเรียกร้องขนาดนี้ แต่ฉันอยากเตือนนาย เมื่อวานนายต่อยฉันบาดเจ็บ ถ้าวันนี้นายต่อยฉันอีก สักวันฉันต้องถูกนายต่อยจนตายแน่” เขาพูดกลั้วหัวเราะ “นายก็รู้ว่าฉันไม่มีทางตอบโต้การตีเข่าเขย่าศอกของนายเด็ดขาด”

ผมสูดหายใจลึกอีกที ยิ้มน้อยๆ พยักหน้าเบาๆ “งั้นฉันต้องขอบคุณนายจริงๆ”

“ไม่เป็นไร”

ถึงแม้การเอาข้าวต้มที่ร้อนควันฉุยชามหนึ่งสาดหน้าเพื่อนนักศึกษา ออกจะเป็นการกระทำที่หนักข้อไปหน่อยก็จริง หากทว่าคนเราคงไม่มีทางยับยั้งชั่งใจตลอดเวลาได้…หนำซ้ำเมื่อผ่านการไตร่ตรองครู่หนึ่ง ข้าวต้มก็ไม่ได้ร้อนควันฉุยแล้ว

ในหอพักปรากฏเสียงร้องโหยหวนที่ดังลั่นจนเกินจริง!

²          ²          ²

คาบแรกของช่วงเช้าพวกเราไปสายทั้งคู่ เสียใจจริงๆ ที่เอาข้าวต้มสาดเขา เพราะหลังจากสาดเลอะไปทั้งหัวและหน้า ผมยังต้องช่วยหาเสื้อผ้าให้เขาเปลี่ยน…น่าจะเอาเก้าอี้ไม่ก็โทรศัพท์ทุ่มหัวเขามากกว่า

“ทำไมมาสาย” อาจารย์เห็นเหอหย่งฉีเข้ามาก็ทำราวกับเห็นหลานตัวเองอย่างไรอย่างนั้น ฉีกยิ้มจนตาหยี และแน่นอนว่าไม่ไปซักไซ้ถึงสาเหตุที่มาสายของเขา จากนั้นพยักหน้าให้เข้าห้องเรียนรวมทั้งผมก็ได้อานิสงค์ไปด้วย

หลังเลิกเรียน คนที่ปรี่มาถามสาเหตุที่เข้าเรียนสายกลับเป็นเหอตงผิง คณะกรรมการฝ่ายวินัยประจำชั้น

ผมชี้ไปที่เหอหย่งฉีทันที “เพราะเขา!”

เหอหย่งฉีชี้ตัวเขาเอง ยิ้มอายๆ “เพราะฉันเอง”

“เพราะนาย?”

“ตอนกินข้าวเช้า…” คำพูดของเขาโดนข้อศอกผมกระทุ้งกลับไป

“เฮอะๆ” ผมหัวเราะกับเหอตงผิง “เพราะเขาไม่ยอมตื่น เรียกแล้วเรียกอีก ฉันรอเขาก็เลยมาสายทั้งคู่”

เหอตงผิงพยักหน้า ยิ้มแบบไม่ถือสา “ที่แท้ก็นอนขี้เซา คราวหน้าตื่นให้เช้าหน่อย หย่งฉี…คราวนี้อาจารย์ไม่ได้จดชื่อนาย ดังนั้นยึดตามมาตรฐานของอาจารย์ ฉันก็จะไม่จดเหมือนกัน”

ผมดีใจยกใหญ่ เอ่ยขอบคุณติดๆ กัน

“ขอบใจนะ” เหอหย่งฉีเผยรอยยิ้มประจำตัว “ฉันลุกไม่ขึ้น เป็นเพราะเมื่อคืนนี้…”

ปึ้ก! ผมถองศอกทีหนึ่ง ตามด้วยสายตาตักเตือน

เหอตงผิงเหมือนยินดีที่ได้คุยกับเหอหย่งฉี แย้มยิ้มรอฟังคำตอบอย่างใคร่รู้ “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น”

“ไม่มีอะไร” ดีที่เขายอมหุบปาก ส่ายหน้าอย่างให้ความร่วมมือ

ผมระบายลมหายใจโล่งอก

²          ²          ²

คาบเรียนช่วงบ่าย เป็นรายการนิทรารมย์เหมือนเช่นเคยของหมากฝรั่ง ผมช่วยรับจดหมายที่นักศึกษาหญิงแอบส่งมาให้เขาถึงสามฉบับ แล้วยัดมั่วๆ ใส่กล่องดินสอของเขา

เพราะเขาชอบนัวเนียผมแบบสะลึมสะลือตลอด ผมแจกกำปั้นให้เขาหกหมัด สี่ในหกคือซัดให้เขาตื่น เขาปรือตามองผม ยิ้มให้ แล้วฟุบหลับต่อ

ตอนเที่ยงรีบพุ่งไปซื้อข้าวให้เขาที่โรงอาหาร วันนี้วันเสาร์มีปลาเจี๋ยนน้ำแดงที่เขาระบุว่าอยากกิน แต่ปรากฏว่าหาซื้อไม่ได้

ผมถือกล่องข้าวที่ไม่มีปลาเจี๋ยนน้ำแดงด้วยความปวดเศียร เดิมทีตั้งใจว่าจะใช้ปลาติดสินบนเขา หวังว่าเขาจะไม่เอ่ยถึงเรื่องโดนต่อยท้องเมื่อคืนกับเรื่องข้าวต้มเมื่อเช้าอีก

“เอ่อ…คุณอยากได้ปลาเจี๋ยนน้ำแดงใช่ไหม” ด้านข้างมีนักศึกษาหญิงที่ไม่รู้จักคนหนึ่งเอ่ยถามเบาๆ

ผมมองเธอแวบหนึ่ง

“ฉัน…ฉัน…ฉัน…” เธอกลืนน้ำลาย “ฉันซื้อมาสองชุด ไม่รู้ว่า…”

“ฉันรู้ว่าเธออยากถามอะไร” ผมเอ่ยเสียงเย็น “ข้อแรก ฉันเป็นญาติผู้น้องของเหอหย่งฉี ข้อสอง กล่องข้าวใบนี้เป็นของเหอหย่งฉี ข้อสาม เหอหย่งฉีอยากกินปลาเจี๋ยนน้ำแดง ข้อสี่ ถ้าเธอเต็มใจ ฉันจะเอาปลาเจี๋ยนน้ำแดงในกล่องข้าวเธอไปให้เขากิน”

หน้าเธอแดงซ่านทันใด มือไม้เงอะงะเมื่อยื่นกล่องข้าวมาให้ ผมรีบตักปลาเจี๋ยนน้ำแดงในนั้น พลางถาม “มีจดหมายให้ฉันช่วยส่งรึเปล่า”

เธอสั่นหน้าอย่างตกใจ แล้ววิ่งปรูดออกไปเหมือนกระต่าย

ผมแค่นหัวเราะคำหนึ่ง ฮึ! ใสซื่อจริงๆ หน้าตาก็ไม่โดดเด่นไปกว่าบรรดานักศึกษาหญิงจำนวนมากมายก่ายกองที่ตามจีบเหอหย่งฉี ท่าทางจะไม่มีหวัง

²          ²          ²

เดินฮัมเพลงกลับถึงห้องพัก ภาพที่ปรากฏในครรลองสายตาไม่มีอะไรแปลกใหม่ หนอนขี้เกียจนั่งรอกินข้าวอยู่ข้างโต๊ะอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนเช่นเคย

ผมหรี่ตาสำรวจเขา คราวนี้นับว่ามีความก้าวหน้าอยู่บ้าง อย่างน้อยเขาก็หยิบช้อนออกมาวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

เขายิ้มอย่างเจิดจ้า “มีปลาเจี๋ยนน้ำแดงไหม?”

กล่องข้าวสองใบวางบนโต๊ะ ผมแค่นเสียงฮึตามความเคยชิน นั่งลงแล้วผลักส่วนของเขาไปให้ถึงตรงหน้า

เขาเปิดกล่องข้าว ดูกับข้าวก่อนยิ้มพึงใจ จากนั้นหยิบช้อนขึ้นมาเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย

คนคนนี้มีแต่ตอนกินข้าวเท่านั้นที่ยอมให้ผมได้สงบสักครู่ เพิ่งคิดแบบนี้เสร็จ เขาพลันทำลายการวินิจฉัยของผมด้วยการเขยิบเก้าอี้มานั่งข้างผม ชะโงกหน้าถาม “นายกินกับอะไร”

ผมใช้มือปิดกล่องข้าวทันที “ถอยไป ฉันกินอะไรเกี่ยวไรกับนายด้วย”

“ให้ฉันดูหน่อย” ตอนเขาป่วนจะมีพลังมหาศาล แงะมือผมออก “ทำไมนายไม่กินปลาเจี๋ยนน้ำแดง อร่อยออก”

“ฉันไม่ชอบ”

“ปลาบำรุงสมอง นายน่าจะกินเยอะๆ หน่อย”

ผมฮึดฮัดออกจมูก “นายต่างหากที่สมควรบำรุงสมอง”

เขาตักจากกล่องตัวเองขึ้นมาพูนช้อน วางในกล่องข้าวของผม “แบ่งให้นาย รีบกินซะ”

“ฉันไม่กินน้ำลายของนาย”

“ไม่มีน้ำลาย ชิ้นนั้นวางอยู่ข้างบน ฉันยังไม่ได้แตะถูกเลย”

“ไม่กิน! ไม่อยากติดเชื้อปัญญาอ่อนของนาย”

ในห้องพลันเงียบกริบ เขาอึ้งงัน จ้องมองผม

แววตาของเขาเป็นประกายเข้มจัดจนน่ากลัว สิบวินาทีให้หลัง ผมเริ่มสำนึกเสียใจ

“…กินก็กินสิ กินแล้วใช่ว่าจะตาย” ผมก้มหน้างึมงำ ตักปลาในกล่องข้าวยัดใส่ปาก

“อร่อยไหม”

จะทำให้คนคนนี้ได้ใจไม่ได้เด็ดขาด “ไม่อร่อยสักนิด”

“ฉันจะบอกนายว่า…” เขาพลันผุดยิ้มเจ้าเล่ห์

ผมหันมองเขา

“…ชิ้นที่ฉันให้นายเมื่อกี้นี้ ฉันเลียไปแล้ว ไม่คิดว่านายจะยอมกินจริงๆ”

“เหอ หย่ง ฉี!”

หนนี้เป็นข้าวกล่องหนึ่งคู่ทุ่มใส่ใบหน้าหล่อเหลาของเขาพร้อมกัน

น้าเล็กเลี้ยงดูเขามาตั้งหลายปี ไม่สติแตกเพราะลูกชายคนนี้บ้างหรือไง!

²          ²          ²

ผลจากการเอาข้าวเช้าและข้าวเที่ยงทุ่มหน้าคนในวันนี้ ก็คือผมต้องซักเสื้อผ้าให้เขาสองชุดในวันเดียว

ผมใช้มือซักขยี้อยู่ในห้องน้ำไม่หยุด พลางทอดถอนใจกับชีวิตมหา’ลัยอันแสนเศร้าของตัวเอง พร้อมกับรู้สึกโชคดีที่ตอนบ่ายไม่มีเรียน ไม่อย่างนั้นตอนเที่ยงตรากตรำเกินไป ตอนบ่ายอาจสัปหงกได้

เหอหย่งฉีดวงดี เขานอนหลับทั้งวันยังไม่ถูกอาจารย์ด่า ผมไม่เหมือนกัน ผมมันชะตาลำเค็ญ

ซักและตากเสื้อผ้าเสร็จ ผมเตรียมขึ้นเตียงหลับสักงีบ แต่เพิ่งล้มตัวก็ถูกกระชากขึ้นมา

“อะไรอีก”

“อย่านอนเลย ไปดูฉันเล่นบาสเถอะ”

ตลก! นายเข้าใจว่าฉันเป็นพี่เลี้ยงประจำตัวยี่สิบสี่ชั่วโมงของนายหรือไง

ผมพลิกตัว หันหลังให้เขา “ไปเองสิ”

“ไม่ได้ บ่ายนี้เป็นการแข่งรอบคัดเลือกของทั้งมหา’ลัย ห้องเราแข่งกับห้องสาม มันต้องสนุกมากแน่ๆ”

“ฉันขอเตือนนายว่าถ้ายังรบกวนเวลานอนของฉัน ฉันจะต่อยนายให้นอนหยอดน้ำข้าวต้มสามเดือนเลย”

เขาถอนใจอยู่ข้างหลังผม “ดุจริง”

ได้ยินเสียงเขาหมุนตัวผละไป ผมโล่งอก กะจะเสพสุขกับการงีบกลางวันให้สบายใจ

“นายไม่ไปก็ได้ แต่ฉันจำเป็นต้องพูดประโยคสุดท้าย…” เขาหันกลับมาพึมพำเมื่อเดินถึงประตูห้อง

ผมหลับตาเหวี่ยงสมุดเล่มหนึ่งออกไปสะเปะสะปะ “หุบปาก พูดมากเดี๋ยวอัดให้”

“…การแข่งขันนัดนี้เป็นกิจกรรมของทั้งชั้น ต้องเช็กชื่อด้วย ไม่ไปเท่ากับว่าโดดเรียน”

……

………

ถ้าผมสามารถแผดคำรามจนสุดได้ ระดับเสียงคงไม่น้อยหน้าเมิ่งเจียงหนี่ว์ที่หวนไห้จนกำแพงเมืองจีนโค่นลงมาในปีนั้นอย่างแน่นอน

บทที่ 3

ผมจำเป็นต้องดูการแข่งขัน แต่ไม่เท่ากับผมจำเป็นต้องโผล่ไปดูการแข่งขันด้วยใบหน้าแช่มชื่น เพื่อเสรีภาพหนึ่งเดียวที่อยู่ในความควบคุมของผม ผมยืนหน้าบูดอยู่ข้างสนามบาส ถมึงตาดุร้ายราวกับคนทั้งโลกเป็นหนี้ผมหลายสิบหมื่นอย่างนั้นแหละ

“สุดยอด!”

รอบสนามตะเบ็งเสียงโห่ร้องดังสนั่นจนแก้วหูสะเทือน

ผมย่นคิ้ว สาเหตุที่เสียงโห่ร้องสะเทือนแก้วหู เพราะจำนวนคนดูเยอะเกินไป บนสนามบาสไม่เพียงแน่นขนัดด้วยนักศึกษาของห้องเราและห้องสาม ยังมีนักศึกษาหญิงของภาควิชาอื่นอีกไม่น้อย…ทั้งหมดต้องโทษเหอหย่งฉีที่ชอบโชว์ออฟทุกครั้งที่สบโอกาส

แต่ใครก็ตามที่สมองด้อยพัฒนา แขนขามักเจริญรุ่งเรือง เหอหย่งฉีก็คือหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

ผมมองดูเขาสามก้าวชู้ต แย่งบอล เลี้ยงบอลมือเดียวอ้อมผ่านคู่ต่อสู้เข้าไปยัดห่วง…ด้วยแววตาเย็นชา

“เหอหย่งฉีร้ายกาจจริงๆ”

“หล่อเป็นบ้าเลย”

“เทพสุดๆ…”

เสียงชมเชยที่หวานหยดย้อยชวนให้ขนลุกซู่ทั้งตัวดังมาจากสารทิศ ผมได้แต่แค่นเสียงหึๆ ใช้สายตาเยียบเย็นเตือนสติพวกนักศึกษาหญิงที่ส่งผลกระทบต่อความอยากอาหารเย็นของผมเหล่านี้

คุณประโยชน์ของสายตาปรากฏให้เห็นอย่างชัดแจ้ง

“คนนั้นประหลาดจริง จ้องพวกเราตลอดเลย”

“รูปหล่อดีนะ ฉันว่าหล่อไม่แพ้เหอหย่งฉีด้วยซ้ำ”

“ฮึ หน้าดำยังกับก้นหม้อ มีอะไรดี เหอหย่งฉีดีกว่า ยิ้มทีเห็นฟันขาวเต็มปาก หล่อจะตาย”

“นี่ อย่าพูดจาส่งเดช นั่นญาติผู้น้องที่เป็นเงาตามตัวของเหอหย่งฉีเชียวนะ ไปว่าเขาระวังเหอหย่งฉีจะไม่ส่งยิ้มให้อีก”

“จริงเหรอ”

สายตาสับสนหลายคู่พุ่งมาทางผมทันที

“เยี่ยมมาก!”

จังหวะนั้นเหอหย่งฉียัดเข้าหนึ่งลูกแบบโคตรเท่อีกครั้ง แล้วหมุนตัวมาชูสองนิ้วให้คนดูรอบสนาม

สาวๆ รีบย้ายสายตากลับไปทางเขาทันที พร้อมเสียงกรี๊ดกร๊าดดังสนั่น

ไอ้ปัญญาอ่อนนั่นมีอะไรดี ผมเบือนหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ พบว่าอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ขั้นสูงที่เพิ่งคลอดลูกชายอ้วนจ้ำม่ำคนหนึ่งก็กำลังแหกปากตะโกน “เหอหย่งฉี ขออีกลูก!”

ทนดูต่อไม่ไหวจริงๆ ผมฉวยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตแทรกตัวออกจากฝูงชน แอบเผ่นกลับห้องพัก

คนดูเยอะแยะขนาดนี้ ขาดผมสักคนคงไม่กระไรหรอก

²          ²          ²

ไม่ทันหลบออกจากสนามบาส กลุ่มคนแน่นขนัดด้านหลังจู่ๆ ก็ส่งเสียงร้องตกอกตกใจ

แย่แล้ว เกิดเรื่องแล้ว…

หัวใจผมหยุดกึก รีบหมุนตัววิ่งกลับเข้าไปในฝูงชนทันที

“มีอะไร เกิดอะไรขึ้น” ผมเบียดฝ่ากลุ่มคนเข้าไปถึงตรงกลาง

ลางสังหรณ์แม่นยำจริงๆ ไอ้ปัญญาอ่อนนั่นเกิดเรื่องแล้ว หัวเข่ามีเลือดไหลโชก

“เหอหย่งฉี ไม่เป็นไรใช่ไหม” คนกลุ่มใหญ่ที่มุงอยู่รอบตัวเขาต่างตกใจหน้าซีดกันเป็นแถว

เขาสั่นหน้า “ไม่เป็นไร น้องชายผมไปไหนแล้ว” เขาเหลียวซ้ายแลขวา พอเห็นผมก็ย่นคิ้วเริ่มมารยาสาไถทันที “เจ็บจัง ถงถง ฉันล้มเข่ากระแทกพื้น”

พริบตานั้น ผมตกเป็นเป้าสายตาของมวลชน

ผมเดินเอื่อยเฉื่อยเข้าไป “เล่นไม่เป็นก็อย่าเล่น อวดเก่งไม่เข้าเรื่อง สมน้ำหน้า”

เสียงสูดลมหายใจโดยรอบดังขึ้นเป็นระยะ ร้อยละเก้าสิบของสายตาทั้งหมดแฝงแววตำหนิ

“เหอหย่งฉีเล่นบาสเก่งออก ใครว่าเขาเล่นบาสไม่เป็น”

ผมชำเลืองมองผู้สนับสนุนของเขาอย่างไม่แคร์ “งั้นเขาล้มกระแทกพื้นได้ยังไง ได้รับบาดเจ็บก็แปลว่าเขาซื่อบื้อ”

เหอหย่งฉีอธิบาย “เมื่อกี้หันมาไม่เห็นนาย เลยมองหาว่านายไปไหน สุดท้ายไม่ทันระวัง โดนกองหลังของคู่แข่งชนเข้า…ถงถง คุณป้าให้นายคอยดูฉัน นายจะออกไปก็ควรบอกฉันสักคำ ฉันขอรับรองว่าต่อไปเวลาเล่นบาส ขอเพียงนายอยู่ในสนาม ฉันจะไม่ใจลอยเด็ดขาด”

คราวนี้เป็นเรื่องเลย ร้อยละร้อยของสายตาทั้งหมดแฝงแววตำหนิ

สีหน้าผมเริ่มแข็งค้างอีกครั้ง

“นายซาบซึ้งมากใช่ไหม” เขาถามผม

ผมอยากร่ำไห้ไร้น้ำตา พยักหน้า “ฉัน…ซาบซึ้งจนไม่รู้จะซาบซึ้งยังไงแล้ว”

อาจารย์ที่ปรึกษาลุกยืนขึ้น “เอาล่ะการแข่งขันจบแล้ว ห้องสองชนะ ได้เป็นตัวแทนภาควิชาคอมพิวเตอร์เข้าร่วมการแข่งขันของมหา’ลัย…ถงถง พวกคุณพี่น้องรักกันดีจริงๆ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของห้องเรา รีบพยุงหย่งฉีกลับไปได้แล้ว”

เจ้าหน้าที่ห้องปฐมพยาบาลถือกระเป๋ายามาทำแผลให้เขาจนเสร็จเรียบร้อยด้วยความคล่องแคล่วแต่แรกแล้ว

“หย่งฉี พวกเราจะพยุงนายกลับหอพักชาย”

“ไม่ต้องๆ” เขามองผม “ถงถงพยุงผมก็พอแล้ว ทุกคนไม่ต้องห่วง” เขายื่นมือให้ผม ท่าทางน่าสงสารทำให้ทุกคนพากันมองผมด้วยสายตาคาดหวัง

ผมถอนใจ ก้มตัวพยุงเขาขึ้นมาก่อนอำลาสายตาของฝูงชนไปทีละก้าว

พอออกจากสนามบาส พ้นการจับตาของผู้คนจำนวนมาก ผมก็เหวี่ยงเขาอัดกับกำแพงทันที

“ถงถง…”

“หุบปาก” ผมกัดฟันกรอด “อย่าหวังว่าฉันจะพยุงนาย หัวเข่าแตกแค่นี้ไม่ใช่ขาหักซะหน่อย” ผมหมุนตัวเดินกลับหอพักชายอย่างสะใจ ทิ้งให้เขากองอยู่ตรงนั้น

“ถงถง ถงถง…” เขาร้องเรียกไล่หลัง รู้ว่าท่าทางน่าสงสารนั้นใช้ไม่ได้ผลกับผมจึงจำใจเดินกะเผลกตามหลังผมมา

²          ²          ²

กลับถึงห้อง หยิบแอปเปิ้ลมาปอกได้ครึ่งลูก เหอหย่งฉีก็เดินทีละก้าวช้าๆ กลับมาแล้ว

เข้าประตูได้ก็นั่งลงข้างเตียงหยิบโทรศัพท์

“ฮัลโหล คุณป้าหรือครับ ผมหย่งฉีเองครับ”

เคร้ง…มีดเล็กในมือผมร่วงลงพื้น

ผมอ้าปากกว้างมองเขา หรือเขาอาฆาตผม กะจะใช้วิธีแก้แค้นที่ต่ำช้าไร้ยางอายที่สุด…ด้วยฟ้องแม่ผม?

“หย่งฉีเหรอ ทำไมวันนี้เป็นเด็กดีรู้จักโทรหาป้า อยู่ที่นั่นเป็นไงบ้าง ถงถงล่ะ” เสียงแปดหลอดของคุณแม่ทำให้ผมผวาสั่นขึ้นมาทันที

น่าจะดึงสายโทรศัพท์ออกก่อนที่เขาจะเข้าประตูมา จากนั้นใช้หมอนทุบหัวเขาให้สลบ ผมกัดฟันกรอด จากนั้นถอนใจ…เฮ้อ ผมใจดีเกินไปแล้ว

ในเวลานี้ได้แต่หวังว่าเขาจะมีเมตตาสักนิด อย่าประหัตประหารผมจนไม่เหลือซาก

“คุณป้า ผมน่าเวทนามาก” เขาใช้สำเนียงออดอ้อนที่ถนัดที่สุด “ผมได้รับบาดเจ็บครับ”

ปึก! แอปเปิ้ลที่ปอกได้ครึ่งลูกร่วงลงพื้น

ผมตั้งท่าเตรียมพร้อม ถ้าเขากล้าฟ้องเรื่องที่ผมต่อยเขา ใช้ข้าวต้มกับปลาเจี๋ยนน้ำแดงสาดเขาและเหวี่ยงเขาติดกำแพงออกมา ผมจะเข้าไปอัดเขาให้ลงไปกองโดยไม่ลังเลสักนิด แล้วดัดเสียงพูดใส่โทรศัพท์…คุณลูกค้าที่เคารพ การเล่นเกมทางโทรศัพท์ครั้งนี้จบลงแล้ว เนื้อหาที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นล้วนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น หากมีจุดใดคล้ายคลึงให้ถือเป็นเรื่องบังเอิญ…จากนั้นก็วางสาย

ระหว่างที่จินตนาการ ได้ยินเสียงคุณแม่กรีดร้องเสียงแหลม

“ว่าไงนะ หลานบาดเจ็บหรือ เกิดอะไรขึ้น”

“ผมเล่นบาส เผลอล้มเข่ากระแทกพื้น เลือดออกเต็มเลยครับ เจ็บมากด้วย”

“อ๋อ เจ็บเพราะเล่นบาส” น้ำเสียงคุณแม่ค่อยผ่อนคลายขึ้น “หย่งฉี ทำไมถึงไม่ระวังล่ะ แล้วถงถงไปไหนไม่มาดูแล”

“ถงถงดีมากครับ เขาพยุงผมกลับห้องพัก”

ผมถอนใจโล่งอก สองขาที่เกร็งค้างนับว่าขยับได้แล้วจึงนั่งลง

“หย่งฉีจำไว้นะ อย่าให้แผลโดนน้ำ ไม่งั้นจะอักเสบได้ เฮ้อ…เด็กสมัยนี้ชอบกระโดดโลดเต้นซะจริง เดี๋ยวก็ชนนั่น เดี๋ยวก็ชนนี่”

“ห้ามโดนน้ำ? จะเป็นไปได้ยังไงครับคุณป้า ตอนผมอาบน้ำยังไงหัวเข่าก็ต้องโดนน้ำ ไม่ลื่นล้มในห้องน้ำก็บุญนักหนาแล้ว” เขาใช้สายตาแปลกๆ มองผม

พริบตานั้นผมเข้าใจเจตนารมณ์ของเขาแล้ว

นาย…นาย…ผมถลึงตาโตเตรียมแกว่งหมัดซัดเขา เสียงคุณแม่ก็ดังมาอีก

“หลานทำอะไรมือไม้งุ่มง่าม ให้ถงถงช่วยอาบให้แล้วกัน ยังไงก็เป็นพี่น้องกัน แล้วยังนอนห้องเดียวกันด้วย”

ผมแทบกระอักเลือด

“คงไม่เหมาะมั้งครับ ถงถงไม่ยอมหรอก”

“มีอะไรไม่เหมาะ พี่ชายน้องชาย เพื่อนร่วมชั้น เพศเดียวกันด้วย ทำไมถงถงจะไม่ยอม? ไปเรียกเขามาคุยกับป้า”

เหอหย่งฉีรับคำอย่างลิงโลด ยัดหูโทรศัพท์ใส่มือผม “ถงถง คุณป้าจะคุยด้วย”

“ครับ คุณแม่…”

“ถงถง หย่งฉีเข่าแตกแล้ว ลูกต้องดูแลเขาดีๆ อย่าให้แผลโดนน้ำ ลูกต้องช่วยเขาอาบน้ำ ตอนอาบต้องระวังด้วย”

“คุณแม่…”

“อีกอย่าง ต่อไปต้องคอยดูแลเป็นพิเศษ อย่าให้เขาบาดเจ็บอีกล่ะ เขาเป็นหัวแก้วหัวแหวนของน้าเล็ก เป็นอะไรขึ้นมาจะแย่กันใหญ่”

“คุณแม่…”

“เอาล่ะไม่พูดมากแล้ว ซื้อของบำรุงเลือดให้หย่งฉีกินมากหน่อย เข้าใจไหม แม่ไม่บ่นแล้ว เท่านี้แล้วกัน”

“คุณแม่…”

วางสายไปแล้ว

ผมถือหูโทรศัพท์ที่เสียงตู๊ดๆ ดังมาไม่ขาด เส้นสายตาที่เต็มไปด้วยแววอาฆาตย้ายไปที่เหอหย่งฉี

“เฮอะๆ ถงถง ลำบากนายแล้วนะ” เขาเริ่มปอกแอปเปิ้ลอีกครั้ง ยื่นถึงข้างปากผม “กินแอปเปิ้ลเถอะ หนึ่งวันหนึ่งแอปเปิ้ล โรคภัยไม่เบียดเบียน”

เงียบ…

เงียบอีก……

หอพักนักศึกษาชาย ปรากฏเสียงแผดร้องเหมือนเช่นเคย

“จะเขวี้ยงก็อย่าเอาแอปเปิ้ลเขวี้ยงสิ มันเจ็บนะ…ช่วยด้วย ช่วยผมด้วย…”

²          ²          ²

ผมใช้เวลาครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดเกือบสี่ชั่วโมง ยังคิดหาเหตุผลที่ควรจะอาบน้ำให้เขาไม่ได้สักข้อ และผมเชื่อมั่นในแนวทางความคิดของผมว่าถูกต้องมากๆ

ดังนั้นเมื่อเขาเอ่ยเรื่องอาบน้ำขึ้นมา ผมล็อกประตูห้องพักแน่นหนา ถอดสายโทรศัพท์ต่อหน้าเขาอย่างเปิดเผย ชี้ไปที่ห้องน้ำ ใช้เสียงที่น่าเกรงขามที่สุด บอกอย่างชัดถ้อยชัดคำ “อาบเอง”

เขาหยิบชุดสำหรับเปลี่ยนอาบน้ำที่ผมเตรียมไว้ให้เขาขึ้นมา โยกโย้โยเยอยู่เกือบชั่วโมงถึงยอมแพ้เดินก้มหน้าเข้าห้องน้ำไป

หึๆ ในที่สุดก็ชนะได้ครั้งหนึ่งแล้ว

ผมเชิดหน้าอ้าปาก ฮัมเพลงพลางมองประตูห้องน้ำที่ปิดสนิทแวบหนึ่งก่อนหันกลับไปเตรียมอ่านบทเรียนของวันพรุ่งนี้

ความรู้สึกแห่งชัยชนะดำเนินอยู่ได้สองชั่วโมง ก่อนแปรเป็นความรู้สึกผิดปกติ

เกิดอะไรขึ้น?

ผมหันหน้ามองนาฬิกาบนผนัง เขาขลุกอยู่ในห้องน้ำสองชั่วโมงแล้ว แถมไม่ได้ยินเสียงน้ำสักหยด

ผมลุกยืนขึ้น ก้าวเท้าไปที่ห้องน้ำ ประตูไม่ได้ปิด พอผลักพบเขานั่งเหม่ออยู่ในนั้นทั้งเสื้อผ้าครบครัน

“ลูกพี่ ถ้าจะเหม่อช่วยไปเหม่อที่อื่น นายอาบเสร็จฉันยังต้องอาบต่อ นายดูสินี่กี่โมงแล้ว”

เขาเงยหน้ามองผมงงๆ “ฉันนั่งคิดอยู่สองชั่วโมง ยังคิดไม่ออกว่าจะอาบยังไงไม่ให้แผลโดนน้ำ”

ผมค้อนขวับ ร้องเสียงแหลม เตะเปิดประตูห้องน้ำกลับเข้าห้องนอน

ไอ้ปัญญาอ่อน ไอ้ปัญญาอ่อนเอ๊ย…

ถ้าทิ้งไว้แบบนี้เขาจะเหม็นหึ่ง และถ้าเขาเหม็นหึ่งขึ้นมาก็จะส่งกลิ่นถึงน้าเล็กกับคุณแม่ จากนั้นคุณแม่ก็จะรู้ว่าผมไม่ได้ช่วยเขาอาบน้ำ…

ผมเดินวนเวียนอยู่ในห้อง ก่อนเตะเปิดประตูห้องน้ำอีกครั้งอย่างเด็ดเดี่ยว ตัดสินใจพลีชีพผดุงธรรม

“ก็ได้ ฉันจะช่วยอาบให้” ผมถกแขนเสื้อขึ้น สีหน้ากล้ำกลืนฝืนทน

เขาตาเป็นประกาย “จริงเหรอ?”

“พูดมาก ถอด!”

“ขอรับ!” เขาถอดเกลี้ยงในสองสามที ยืนล่อนจ้อนตรงหน้าผม

หุ่นดี…ผมมองสำรวจขึ้นลงอย่างขุ่นแค้น พยายามข่มความริษยาลงไป

ผมเดินเข้าใกล้ “นายมีแผล สองวันนี้ไม่ต้องใช้สบู่ ฉันอาบข้างหลังให้นายก่อน นายใช้ผ้าขนหนูปิดปากแผลไว้ อย่าให้น้ำไหลเข้าไป”

“อืม” เขายิ้มให้ผม ชะโงกถึงริมหู “ถงถง นายดีจริงๆ”

ผมผลักเขาออก ใช้ผ้าขนหนูขัดถูแผ่นหลังเขาแรงๆ แล้วราดน้ำ

ไอ้หมอนี่บึกบึนกำยำดี ถ้าเป็นหมูต้องขายได้ราคาดีแน่…เสียดาย เขาไม่ใช่

คุณประโยชน์เพียงหนึ่งเดียวก็ไม่เหลือแล้ว

“อาบข้างหลังเสร็จแล้ว…หันมา” ผมบิดผ้าขนหนู นั่งยองๆ ลงไปช่วยเช็ดบริเวณใกล้กับหัวเข่า

กล้ามเนื้อสวยงามเป็นมัดๆ  ควรแนะนำเขาไปเป็นนายแบบเปลือยให้ภาควิชาจิตรกรรมดีไหม นักศึกษาหญิงของภาควิชาจิตรกรรมต้องสติแตกแน่ๆ ดีไม่ดีจะถ่ายรูปเปลือยเขาไปขายด้วย

ไม่สิ ผมก็ถ่ายรูปเปลือยของเขาไปขายได้เหมือนกันนี่นา คนใกล้ได้เปรียบคนไกล เรื่องอะไรจะให้คนอื่นรวย เอาแบบเห็นหมด หรือแบบเบลอส่วนลับวับๆ แวมๆ ดี

ผมคิดสะระตะ ขณะเดียวกันก็แอบมองไปทางโคนขาของเขาอย่างลืมตัว

“นายแอบดูฉัน” เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นเหนือศีรษะ

ผมมีมโนธรรมเกินไป พอถูกเขาจับได้ หัวใจก็เต้นโครมคราม เกิดอาการกินปูนร้อนท้องขึ้นมาทันที ทว่าไม่อาจยอมรับทางสีหน้าเด็ดขาด ผมเงยหน้าแค่นเสียงฮึคำหนึ่ง ลุกยืนพรวด เชิดคางกล่าวว่า “จำเป็นอะไรจะต้องแอบดู ฉันดูอย่างเปิดเผยต่างหาก”

ก้มหน้าลง จงใจจ้องมองสองแวบ

ใหญ่…

มหึมา……

เขาก็ทำเสียงฮึบ้าง “นายดูของฉัน ฉันก็จะดูของนาย”

“นายกล้ารึ?”

“ทำไมจะไม่กล้า ฉันจะดูแบบเปิดเผยด้วย” เขาจ้องหน้าพลันคว้าข้อมือผมไว้ อีกมือยื่นมาปลดเข็มขัดหนังของผม

“ปล่อยมือ อย่ามาพาล”

“ไม่ปล่อย จะดูก็ดูด้วยกัน”

คราวนี้ผมเดือดแล้ว สองตาแทบพ่นไฟ สะบัดมือตบหน้าเขาเสียงดังก้อง

เพียะ!

เกิดสภาวะชะงักงัน

คราวนี้ซวยแล้ว ผมกล้ารับประกันได้เลยว่าตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยมีใครตบเขามาก่อน

เขาปล่อยมือ ลูบแก้มตัวเองเนิบๆ พลางพึมพำ “แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง นายตบแรงขนาดนี้ เดี๋ยวฉันได้หูหนวกพอดี”

ผมตะลึงค้างสิบวินาทีเต็มๆ

“อ๊า!” จากนั้นร้องแหลม เตะประตูห้องน้ำจ้ำอ้าวออกไป

พระเจ้า…ให้ผมตายไปเลยเถอะ

ให้ผมสิ้นสุดชีวิตมหา’ลัยที่แสนเศร้านี้สักที

อาเมน~

²          ²          ²

หลังจากช่วยอาบน้ำให้เหอหย่งฉีสามครั้งแบบไม่กล้ำกลืนฝืนทน ผมก็รู้ซึ้งว่าการอธิษฐานต่อพระเจ้าคือการกระทำที่ไม่เกิดประโยชน์สักนิด พระเจ้าไม่สามารถจัดการปัญหา และไม่สามารถตอบข้อสงสัย

ผมถามไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วนว่าเพราะอะไรชีวิตมหา’ลัยของผมถึงได้แสนเศร้าปานนี้

เพราะอะไรผมต้องเป็นพี่เลี้ยงของเหอหย่งฉีด้วย

เพราะอะไรในขณะที่ทำหน้าที่เครื่องล้างจานและเครื่องซักผ้า ยังต้องรับบทคนรับใช้ในห้องอาบน้ำควบคู่กันไปด้วย

ไม่มีสักคำถามที่ได้รับคำตอบ

ผมตัดสินใจไม่ถามพระเจ้าอีกต่อไป แต่หันไปถามเหอหย่งฉีแทน

“เพราะอะไรฉันต้องทำนั่นทำนี่ให้นาย โลกนี้ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย” ผมใช้ผ้าขนหนูถูหลังให้เขาพลางบ่นกระปอดกระแปด “ฉันไม่ถือสาที่ต้องเป็นพี่เลี้ยงให้คนปัญญาอ่อน แต่ทำไมคนทั้งมหา’ลัยถึงไม่รู้สึกว่านายเป็นคนปัญญาอ่อนยกเว้นฉันคนเดียว แล้วทำไมฉันถึงโชคร้ายแบบนี้”

“เพราะฉันชอบนาย” เหอหย่งฉีประเสริฐกว่าพระเจ้าเล็กน้อย ส่งคำตอบมาให้อย่างรวดเร็ว

ผมผงะ กระชากเขาหันกลับมาเผชิญหน้าผม “นายว่าไงนะ พูดใหม่อีกทีสิ”

เขามองผม เอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “ฉันชอบนาย”

ผ้าขนหนูเปียกชุ่ม ร่วงลงพื้นดังแปะ

ผมอ้าปากกว้าง เบิกตาโพลง จากนั้นเริ่มสลัดหัวแรงๆ

ผู้ชายที่เนื้อตัวล่อนจ้อนคนหนึ่งยืนอยู่ในห้องอาบน้ำ…เกิดภาพหลอน

เผยสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ตรงหน้า…เกิดภาพหลอน

ความรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างปกคลุมลงมา ผมแทบล้มทั้งยืน

“เหอหย่งฉี พูดออกมาให้ชัดเจน” ผมเปิดปากอย่างอ่อนแรง

เขาชื่นชมสภาพบื้อใบ้ของผมเกินกว่าห้าวินาที “ฉันชอบนาย ถงถง” เขาหยุดนิดหนึ่ง คล้ายจัดระเบียบความคิดใหม่อีกรอบ แล้วพูดต่อ “อ้อ ต้องพูดว่าฉันชอบแกล้งนาย”

สีหน้าเริ่มแข็งค้าง…

เขามองผม แล้วลั่นหัวเราะเอิ๊กอ๊ากขึ้นมา

“ไอ้สารเลวเอ๊ย!” ผมระเบิดตูม “ไปตายซะ” ผมสะบัดฝ่ามือเต็มแรงบนหน้าเขา หนนี้ไม่ปรากฏความละอายใจผุดขึ้นแม้แต่น้อย

ผมหน้าแดงก่ำ หายใจหอบถี่ “เหอหย่งฉี นายมันสารเลว” แล้วยกขาถีบใส่จุดตายที่เปิดเผยอย่างโจ๋งครึ่ม

“อ๊าก…!”

ท่ามกลางเสียงร้องลั่นของเหอหย่งฉี ผมเตะประตูห้องน้ำอย่างเดือดดาล ไม่อยากอยู่ในห้องอีกแล้ว หยิบกระเป๋าเป้ขึ้นได้ก็วิ่งออกนอกหอพักที่มืดสลัวไป

ยามค่ำคืนของมหา’ลัยสวยงามมาก แต่ผมอารมณ์เสียสุดขีด

ผมเหวี่ยงกระเป๋าเป้นั่งหอบแฮกบนม้านั่งหิน

ผมเกลียดเขา เกลียดเขา เกลียดเขาเป็นบ้า!

เพราะอะไรชีวิตมหา’ลัยของผมถึงระทมขมขื่นแบบนี้

หวังว่าลูกถีบของผมเมื่อกี้จะทำให้เขาพิการไปเลย…ไม่ได้สิ ถ้าเขาพิการ ผมจะบอกน้าเล็กว่ายังไง ผมเริ่มวิตกขึ้นมาตงิดๆ

จะกลับไปดูไหม ดีไม่ดีเขาอาจตายอยู่ในห้องน้ำ

ไม่ได้! ผมสั่นหัว เป็นตายก็ไม่กลับไป

ในสายตาผมตอนนี้ ห้องพักไม่ต่างจากนรกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายปีศาจ

ผมกระวนกระวายอยู่พักใหญ่ สุดท้ายเอนตัวนอนบนม้านั่งหินอย่างเกียจคร้าน ตัดสินใจไม่ยอมอ่อนข้อ

คืนนี้ดวงดาวโผล่หน้าออกมาแล้ว คนโบราณใช้แผ่นฟ้าแทนกระโจม ใช้ผืนดินแทนเสื่อ ผมขอลองดูสักทีแล้วกัน

ไม่ว่ายังไง คืนนี้ไม่กลับไปเด็ดขาด!

แมลงบนสนามหญ้ากำลังส่งเสียงร้อง ลมดึกโชยผ่านใบหน้าผมเบาๆ

ทุกสิ่งสมบูรณ์แบบมาก หากไม่มีเรื่องรำคาญใจ

²          ²          ²

ผมทนทรมานอย่างไม่ยอมแพ้อยู่ในทุกสิ่งที่สมบูรณ์แบบตลอดคืน รุ่งอรุณถัดมา ลืมตาตื่นภายใต้ดวงตะวันสีส้มทอแสง

สมบูรณ์แบบยิ่งนัก…ทั่วทั้งร่างมีแต่รอยยุงและแมลงไม่รู้ชื่อกัดต่อยเต็มไปหมด

โทสะของเมื่อวานค่อยๆ สงบลงภายใต้ความสุขุมเยือกเย็นที่ผมฝึกฝนมานาน ล้างหน้าและบ้วนปากอย่างลวกๆ ตรงอ่างล้างมือด้านข้าง ถอนหายใจยาวแล้วหยิบบัตรวิ่งออกกำลังกายสองใบไปวิ่งออกกำลังกาย

ที่แท้เขาชอบกลั่นแกล้งผม…

ผมพอจะเข้าใจสาเหตุของความเศร้าสลดแล้ว

วิ่งออกกำลังกายเสร็จ ซื้อข้าวเช้าสองชุด นั่งกินทั้งสองชุดบนขั้นบันไดห้องเรียนทีเดียวหมด หิวเป็นบ้า!

คาบแรกเป็นวิชาคณิตศาสตร์ขั้นสูง นักศึกษาเริ่มทยอยเข้าห้องเรียน คิดถึงว่าอีกเดี๋ยวต้องเจอหน้ามารร้ายนั่นอีก ผมรู้สึกกระวนกระวายไม่หาย แต่พอสิ้นเสียงออดเข้าเรียน จนกระทั่งอาจารย์เดินขึ้นโพเดียม ยังคงไม่เห็นแม้เงาของเหอหย่งฉี

สายตาหลายคู่เพ่งมองมาที่ผม คงเพราะเงาร่างเดียวดายของผมเกะกะสายตาเกินไป ทุกคนเคยชินกับเด็กแฝดสองคนที่หนึ่งฟุบหนึ่งนั่งปรากฏตัวในห้องเรียนพร้อมกัน

ผมเปลี่ยนจากกระวนกระวายมาเป็นวิตกกังวล หรือเขาล้มตายอยู่ในห้องน้ำ ไม่ได้ลุกขึ้นมาอีกเลยจริงๆ

แย่แล้ว! ไม่ใช่แค่ไม่มีหน้าไปพบน้าเล็ก แต่ยังต้องติดคุกด้วย ผมหน้าซีดเผือดเมื่อมองประตูห้องที่ไม่มีใครเข้ามาอีกแล้ว

ใจเต้นแรงขึ้นทุกที…เหอหย่งฉี ขอร้องล่ะ นายรีบมาไวๆ

ขอร้อง คิดว่าฉันขอร้องนายก็ได้

ในที่สุด การภาวนาเงียบๆ ของผมก็สมปรารถนาเป็นครั้งแรกนับแต่ใช้ชีวิตนักศึกษาเป็นต้นมา

เงาร่างที่คุ้นตาของเหอหย่งฉีปรากฏขึ้นที่ปากประตู

พริบตานั้นผมตื่นเต้นจนแทบจะตะโกนแล้วพุ่งลงไปกอดเขากระโดดขึ้นกระโดดลง ผมขยี้ตาเก็บงำความตื่นเต้น ก่อนเพ่งมองเขาอย่างถี่ถ้วน

“เอ๊ะ หย่งฉี เป็นอะไรไป”

“ไม่เป็นไรครับ ขอโทษครับอาจารย์ ผมมาสาย”

เหอหย่งฉีเข้าห้องเรียนปุ๊บ เสียงฮือฮาเบาๆ ก็ดังขึ้นทั่วห้อง

บนใบหน้าของเจ้าชายขี่ม้าขาวมีรอยนิ้วห้าแนวอย่างเด่นชัด ก้าวเดินแบบโขยกเขยก

ผมอยากรักษาท่าทีเคร่งขรึมเอาไว้ แต่เมื่อผมเห็นเขาเดินกะเผลกมาทางผม…ผมก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่

“ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ”

การหัวเราะเป็นสิ่งที่ควบคุมยากจริงๆ ผมยิ่งหัวเราะก็ยิ่งขำ จากกุมท้องหัวเราะเปลี่ยนเป็นฟุบกับโต๊ะพลางใช้กำปั้นทุบโต๊ะแรงๆ

จนผมหัวเราะเสร็จค่อยพบว่าสายตาติเตียนของอาจารย์และเพื่อนนักศึกษาทั้งหมดพุ่งตรงมาที่ผมนานแล้ว

“เหลียงเส้าถง เดี๋ยวเลิกเรียนให้อยู่ก่อน”

นับแต่เข้ามหา’ลัยมา นี่เป็นครั้งแรกที่คำอธิษฐานเป็นจริง และเป็นครั้งแรกที่โดนอาจารย์เรียกให้อยู่ต่อหลังเลิกเรียน

บทที่ 4

การโดนอาจารย์สั่งให้อยู่ต่อหลังเลิกเรียน เป็นเรื่องที่น่าขายหน้ามาก ตั้งแต่เล็กจนโตผมเป็นเด็กนักเรียนที่ดีและว่านอนสอนง่ายมาตลอด ไม่เคยทดลองการขายหน้าแบบนี้มาก่อน

วิชาคณิตศาสตร์ขั้นสูงสองคาบเต็มๆ ผมนั่งจ้องกระดานดำแน่วนิ่งอย่างกับท่อนไม้ สายตาเหม่อลอย

เหอหย่งฉีนั่งข้างผมเหมือนเคย ผมอยากเตะไอ้ตัวหายนะนี่ออกไปไกลๆ แต่หลังจากเตะเขาแล้ว คนถัดไปที่จะโดนเพื่อนนักศึกษาทั้งชั้นรุมกระทืบตายก็คงเป็นผมอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงผมเหม่อลอย แต่ยังไม่ถึงกับขาดความยับยั้งชั่งใจขนาดนั้น

เช้านี้เรียนแค่สองคาบ หลังเลิกเรียน ทุกคนรีบออกจากห้องอย่างรู้งาน อาจารย์ดันแว่นบนจมูก เริ่มเดินจากโพเดียมมาหาผม

“ไปให้พ้น” คำนี้ย่อมไม่ใช่พูดกับอาจารย์แน่นอน แต่พูดกับเหอหย่งฉีที่ยังเกาะแจไม่ยอมปล่อย

เขาสั่นหน้า “ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนนาย”

“ไปให้พ้น”

“ไม่ไป”

ในขณะที่เถียงกันไปมา อาจารย์เดินถึงเบื้องหน้าแล้ว

“เหลียงเส้าถง รู้ไหมทำไมอาจารย์ให้เธออยู่ก่อน”

ผมพยักหน้า พยายามทำท่าสำนึกผิดเต็มที่…แม้ผมจะไม่ผิดสักนิดก็ตาม

“หัวเราะดังลั่นในห้องเรียนเป็นเรื่องไม่ถูกต้องก็จริง แต่อาจารย์คิดว่าความผิดร้ายแรงที่สุดของเธอก็คือพฤติกรรมแย่ๆ ที่ปฏิบัติต่อเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน หนำซ้ำเหอหย่งฉียังเป็นญาติผู้พี่ของเธอ แล้วเธอไปหัวเราะเยาะเขาแบบนั้น คิดว่าตัวเองทำถูกรึเปล่า”

ที่ผมทำไม่ถูกที่สุดก็คือไม่ได้ต่อยหน้าเขาแรงๆ ให้สะใจต่างหาก

เหอหย่งฉีอยู่ด้านข้าง กล่าวเสียงจริงใจ “ขอบคุณอาจารย์ที่เป็นห่วงครับ ความจริงพวกเราพี่น้องเป็นแบบนี้ตั้งแต่เล็กแล้ว แค่หยอกเล่นเท่านั้น”

“เหอหย่งฉี เธอเองก็ให้ท้ายน้องชายมากเกินไป ปกป้องน้องชายไม่ใช่เรื่องผิด แต่ว่า…”

“อาจารย์ครับ ถงถงเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรเสียหาย” เหอหย่งฉีเผยรอยยิ้มแจ่มจ้าละลายโทสะคู่ต่อสู้ “และผมก็ชอบเห็นเขาหัวเราะด้วย”

ยิงร้อยโดนร้อย นัดเดียวเข้าเป้า!

อาจารย์เสียงอ่อนทันที “ถ้างั้น…เหลียงเส้าถง ต่อไปต้องหัดปรับปรุงนิสัยบ้าง เอาล่ะ ไม่มีอะไรแล้ว”

เห็นอาจารย์เดินซอยเท้าผละไป ผมค่อยโล่งอก

“ถงถง…” เหอหย่งฉีกระตุกแขนเสื้อผม

ผมหันขวับ ปั้นหน้าโหดดุ “ทำไม”

“เมื่อคืนนายไปไหนมา”

“ไม่ต้องมายุ่ง ฉันอยากไปไหนก็ไป” ผมกระแทกเสียง ลุกยืนขึ้นเก็บกระเป๋าเป้ ปล่อยเขาไว้ตรงนั้นแล้วเดินออกประตูไป

“เมื่อคืนคุณป้าโทรมาแล้วนายไม่อยู่ น้ำเสียงท่านไม่ค่อยดีเลยตอนถามว่านายออกไปค้างข้างนอกบ่อยๆ ใช่ไหม”

โป๊ก! ผมชนถูกประตูไม้เต็มๆ

เอามือคลึงหน้าผาก ผมที่กำลังจะหมดความอดทน หมุนตัวกลับมาถามเบาๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำ “นายตอบว่ายังไง”

มุมปากเขาหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มมีนัย ทำให้ผมยิ่งเครียดหนัก

“ฉันบอกว่า…ช่วงนี้นายฝึกเขียนโปรแกรมวิชวลเบสิก ต้องไปขอคำชี้แนะที่ห้องพักของรุ่นพี่”

ฮู่…หัวไหล่ที่เกร็งค้างของผมค่อยลู่ลง ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป หัวใจผมต้องปลดเกษียณล่วงหน้าเป็นแน่

“ถงถง…”

“อะไรอีกล่ะ” ผมมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง

“วันนี้วันอังคาร…”

“แล้วไง” ผมเลิกคิ้ว ถ้าเขาพูดอะไรยั่วโทสะผมอีก ผมต่อยแน่

“อย่าลืมซี่โครงหมู”

ผมถอนใจโล่งอก “ซี่โครงหมู ไม่มีปัญหา” ตอนนี้ขอแค่เขาไม่ก่อเรื่อง ผมยอมเป็นพี่เลี้ยงก็ได้

ตอนเที่ยงผมเบียดเสียดเข้าไปแย่งซื้อซี่โครงหมูในโรงอาหารจนเกือบตาย เขากินอย่างเอร็ดอร่อย พลางยิ้มมองผมตลอด เหมือนตัวเพียงพอนไซบีเรียที่ขโมยไก่ได้แล้ว

ก็ต้องยิ้มสิ ผมถูกเขาควบคุมอย่างแน่นหนา ไม่มีโอกาสเป็นไทแก่ตัวอีกแล้ว

ผมเริ่มยอมรับชะตากรรม…

²          ²          ²

ยอมรับชะตากรรมได้สามเดือนก็เริ่มนับถอยหลังเข้าสู่การสอบปลายภาค

สิ่งที่ขัดตา มองมากเข้าก็จะรู้สึกไม่ขัดตาไปเอง ตอนนี้ผมไม่รู้สักขัดตาเหอหย่งฉีสักเท่าไรแล้ว เว้นแต่งานปริมาณมหาศาลที่ต้องทำให้เขา เขาก็ไม่มีพฤติกรรมชั่วร้ายใหญ่โตอะไร

ขอเพียงผ่านความทรมานในเทอมแรกได้ ต้นเทอมหน้าผมจะยื่นคำร้องขอเปลี่ยนห้องพัก ต่อให้ต้องใช้ค่าครองชีพทั้งหมดติดสินบนอาจารย์ก็จะไม่เสียดายเลย

คุณแม่โทรศัพท์มาสั่งนั่นสั่งนี่ไม่ได้หยุด ในสิบครั้งต้องมีแปดครั้งเป็นเรื่องของเหอหย่งฉี ทำให้ผมถอนหายใจไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง เพราะอะไรผมถึงไม่เป็นลูกชายของน้าเล็กนะ

โทรศัพท์หนนี้ สั่งให้ผมจัดงานวันเกิดให้เหอหย่งฉี

“ก่อนหน้านี้ทุกปีพวกน้าเล็กของลูกเป็นคนจัดงานให้หย่งฉี ตอนนี้หย่งฉีพักในมหา’ลัย ถงถง ลูกต้องช่วยเขาเชิญเพื่อนๆ มากินเลี้ยงด้วย จองขนมเค้กสักก้อน ต้องครึกครื้นแน่ๆ ได้ยินรึเปล่า”

“ครับ” ผมรับคำอย่างว่าง่าย “จัดงานวันเกิด จองขนมเค้ก ครึกครื้น” จดใส่สมุดโน้ต

²          ²          ²

เหอหย่งฉีให้ความสำคัญกับวันเกิดมาก

“นายจะจัดงานวันเกิดให้ฉัน?” น้อยครั้งที่เขาจะสลัดทิ้งท่าทีเอื่อยเฉื่อย แล้วอุทานเสียงดัง เขย่าไหล่ผมเมื่อโพล่งถาม “ถงถง นายจะจัดงานวันเกิดให้ฉัน?”

“ใช่” ผมพยักหน้าอ่อนใจ ปัดมือที่พาดอยู่บนไหล่ออก

“เยี่ยมไปเลย เยี่ยมไปเลย” เขาตื่นเต้นจนกระโดดไปทั่วห้อง แล้วโผเข้ามาคว้าไหล่ผมอีก “มีเค้กไหม?”

เค้ก? ผมดูสมุดโน้ต พยักหน้าตอบ “มี” คุณแม่สั่งไว้ ต้องมีเค้ก

“ฉลองกันแค่เราสองคน?”

ดูสมุดโน้ตอีกที ผมสั่นหน้า “ไม่ได้ ต้องเชิญเพื่อนๆ ต้องครึกครื้น”

เขาหน้ามุ่ย “ทำไมล่ะ แค่เราสองคนก็พอแล้ว”

“ไม่ได้! ไม่งั้นก็ไม่ต้องจัด” ผมตะคอก

“ตกลงๆ แล้วแต่นาย” เขาหน้าเศร้าอยู่อึดใจ ไม่ช้าก็หน้าระรื่นขึ้นมาอีก “ตรงกลางเค้กต้องมีรูปหัวใจด้วย” เขาหยิบสมุดขึ้นมา ขีดๆ วาดๆ บนนั้น แล้วยื่นให้ผมดู

บนนั้นเป็นรูปหัวใจสองดวงมีศรคิวปิดแทงทะลุเข้าด้วยกัน

ผมหยิบสมุดมาตบท้ายทอยเขาทีหนึ่ง “งานหมั้นรึไง? ปัญญาอ่อน เขียนคำว่าสุขสันต์วันเกิดแล้วก็ราศีปีเกิดอีกอันก็พอแล้ว”

เขาจ้องหน้าผมอย่างไม่พอใจนานมาก ก่อนยักไหล่ “งั้นสุขสันต์วันเกิดก็ได้”

²          ²          ²

วันที่หนึ่งธันวามาถึงไวมาก พอผมแจ้งข่าวออกไปก็ฮือฮากันทั้งห้อง

“วันนี้เป็นวันเกิดเหอหย่งฉี ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้” เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเอามือปิดปาก ดีใจจนเนื้อเต้น “ฉันจะเตรียมของขวัญอะไรให้เขาดี แย่แล้ว…ทำไมถึงมาบอกเอาป่านนี้ เหอหย่งฉี สุขสันต์วันเกิด” หันไปยิ้มพรายอย่างน่ารักสุดขีดให้เหอหย่งฉี

เพื่อนผู้ชายวางมือบนบ่าผม “ถงถง เค้กใหญ่พอรึเปล่า ไม่ใช่เอาของขวัญไปแล้วแต่กินไม่อิ่มนะ ไม่งั้น…หึๆ”

เหอหย่งฉียื่นมือจากด้านข้าง ปัดมือคนอื่นที่เกาะบ่าผมออก แล้วกอดคอผมหัวเราะเอื่อยเฉื่อย “เค้กก้อนใหญ่ รับรองพวกนายกินจนจุกแน่”

ผมค้อนตาคว่ำ เหอหย่งฉีเป็นคนเรื่องมากที่สุด ผมต้องพาเขาเดินเลือกอย่างน้อยสิบร้านกว่าจะจองเค้กที่เขาพอใจได้

อาจารย์ในภาควิชารู้ว่าเป็นวันเกิดเหอหย่งฉี จึงให้ยืมกุญแจของภาควิชาคอมพิวเตอร์อย่างใจกว้าง ให้พวกเรานำเครื่องเสียงและไฟประดับในนั้นไปใช้ตามสบาย

ไอ้หมอนี่เป็นตัวนำโชคมาเกิดจริงๆ ฮึ!

ตกค่ำ เพื่อนๆ และอาจารย์มาถึงตามเวลา ผมชะตารันทดที่สุด ต้องเอาเค้กออกมาปักเทียน เตรียมจานและช้อนให้ทุกคน

เหอหย่งฉีได้ของขวัญเต็มมือ พยักหน้าขอบคุณเพื่อนๆ ไม่หยุด และเอามาอวดข้างหลังผมตลอดเวลา “ถงถง ฉันดีใจมาก คิดไม่ถึงจะได้ฉลองวันเกิดกับนาย วันเกิดปีหน้าพวกเราฉลองกันสองคนดีไหม”

ผมขยิบตาไปที่ข้อศอกตัวเอง ให้เขาเงียบเสียง

ตระเตรียมเรียบร้อย ทุกคนมารวมตัวกันที่หน้าขนมเค้กก้อนยักษ์ เหอตงผิงปิดไฟทั้งหมดอย่างว่องไว แสงเทียนส่องสะท้อนใบหน้าแต่ละคน

“ร้องเพลง เพลงวันเกิด”

มีคนร้องนำขึ้นมา “แฮปปี้เบิร์ทเดย์ทูยู แฮป…”

เหอหย่งฉียืนหน้าเค้ก เผยรอยยิ้มสดใสระคนเขินอาย

เพลงวันเกิดจบลง พวกสาวๆ ก็ตะโกนขึ้นมา “ขอพร รีบขอพรเร็วเข้า”

เหอหย่งฉีปิดตาอย่างว่าง่าย สีหน้าตั้งอกตั้งใจ

พวกสาวๆ ตะโกนอีก “เป่าเทียน ต้องเป่าหมดในคราวเดียวถึงจะสมปรารถนา”

เขาลืมตา เป่าเทียนตรงหน้าดับหมดในวูบเดียว

ทุกคนโห่ร้องยินดี เหอตงผิงรีบเปิดไฟอีกครั้ง ทั้งห้องสว่างจ้า

เพื่อนๆ นักศึกษาพากันดึงเทียนออกวุ่นวายไปหมด สวีหยางจับเหอหย่งฉีมาคาดคั้น “ขอพรอะไร”

“นั่นสิ ขอพรอะไร บอกพวกเราหน่อย” ทุกคนส่งเสียงสนับสนุนสวีหยาง

อาจารย์หลายคนก็มองเขาเหมือนอยากรู้เช่นกัน

“ความปรารถนาของฉันก็คือ…” เขาอ้ำอึ้ง “ใช้ชีวิตในมหา’ลัยแบบนี้กับถงถงตลอดกาล”

พรืด!

น้ำอัดลมในปากผมพ่นพรวดออกมาทันที กระเด็นข้ามโต๊ะ สาดบนใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มสดใสของเหอหย่งฉีเต็มๆ

ฝูงชนเงียบกริบ…

สายตาติเตียนของทุกคน ตกบนตัวผม

พวกสาวๆ เป็นเพราะใบหน้าเหอหย่งฉีเลอะน้ำอัดลม พวกหนุ่มๆ เป็นเพราะในน้ำอัดลมนั้นมีเค้กปนอยู่ พวกอาจารย์…คงเพราะเสียดายอาหารละมั้ง

ห้าวินาทีของความเงียบกริบผ่านไป ผมกะพริบตาปริบๆ ตัดสินใจดับไฟแต่ต้นลม

“นายอย่าหวังว่าความปรารถนาจะเป็นจริง” ผมตะเบ็งใส่เหอหย่งฉี แล้วหมุนตัวอย่างอกผายไหล่ผึ่งไปทางประตู

“ถงถง ฉันชอบนาย”

โป๊ก! ผมชนถูกประตู

ผมหันขวับ มองหน้าเหอหย่งฉี

ทุกคนตะลึงลานอย่างพร้อมเพรียง

เขาบอกผมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ฉันชอบนายจริงๆ ต่อให้นายพ่นน้ำอัดลมใส่ฉัน ฉันก็ยังรู้สึกว่านายดีกับฉันที่สุดอยู่ดี”

ผมข่มความพลุ่งพล่านที่จะกระอักเลือดออกมา เค้นเสียงทีละคำ “นายชอบแกล้งฉันมากกว่า”

เขาก้มหน้าครุ่นคิด ก่อนเงยขึ้นมาจ้องผม พยักหน้า “จะพูดอย่างนั้นก็ได้” แล้วคลี่ยิ้มเจิดจ้าเห็นฟันขาวสะอาด

“อ๊าก…!” ผมเตะประตู กรีดร้องเสียงแหลมวิ่งถลันออกไป

พระเจ้า ให้ทุกอย่างจบลงได้ไหม! ชีวิตมหา’ลัยที่แสนเศร้าของผม

²          ²          ²

ทำงานให้คนอื่นฟรีๆ ก็รันทดพอแล้ว ผมกลับต้องทำงานให้คนที่ชอบกลั่นแกล้งผม ทุกทีที่ผมมองดูข้าวปลาอาหารที่ผมหามาให้เหอหย่งฉีด้วยความยากลำบาก ในใจจะมีความรู้สึกอยากเทยาถ่ายลงไปในนั้นผุดขึ้นมา เสียดายที่คนอย่างผมมีเมตตาธรรมเกินไป แม้แต่หนูยังไม่กล้าวางยาเบื่อ…นับประสาอะไรกับเหอหย่งฉีที่มีแม่ผมหนุนหลัง

ยังไงเรื่องแก้แค้นก็หมดหวังแล้ว หนึ่งเดียวที่เฝ้ารอก็คือขอให้จบเทอมเร็วๆ

ที่โชคดีก็คือไม่ว่าสวรรค์จะเข้าข้างเหอหย่งฉีแค่ไหน กาลเวลามักผ่านไปวันแล้ววันเล่าเสมอ ทางมหา’ลัยใช้ระบบหน่วยกิต ทุกเทอมจะบังคับให้ลงเรียนวิชาเสริม ตอนผมสมัครเรียนวิชาเสริม เพราะไม่อยากเจอกับเหอหย่งฉีจึงจงใจเลือกลงวิชาที่แปลกประหลาด…วิชาพื้นฐานสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

วิชาที่พิสดารแบบนี้ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยให้ตายเถอะ เหอหย่งฉีกลับยอมมาลงเรียนเหมือนผมจริงๆ

ต้นเดือนธันวา การสอบวิชาพื้นฐานสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำถูกเลื่อนเร็วขึ้น

ทุกคนมักไม่ค่อยทบทวนวิชาเสริมอย่างเต็มที่ อาจารย์คุมสอบก็ไม่เข้มงวด จะนั่งตรงไหนก็ได้ แทบจะเป็นสวรรค์ของการโกงข้อสอบโดยแท้ ผมไม่สนใจเรื่องที่นั่งเท่าไร เพราะนั่งตรงไหนก็ไม่มีทางสลัดหลุดจากกอเอี๊ยะ (3) ประจำตัวแผ่นนั้นไปได้ ผมแค่หวังให้เขาอย่ามารบกวนผมเวลาสอบก็พอ

ปรากฏว่าไม่สมดังปรารถนา

ได้รับข้อสอบไม่ถึงสิบนาที กอเอี๊ยะที่อยู่ข้างๆ ก็เริ่มขยุกขยิก

“ถงถง ถงถง…” เขากดเสียงค่อยสุด

ผมเหล่มองเขา “หุบปาก”

“ข้อสามย่อยของข้อหนึ่งใหญ่ตอบอะไร”

คำถามง่ายๆ แค่นี้ยังตอบไม่ได้ ผมแค่นหัวเราะ “นอกจากกินดื่มแล้วก็ฉี่อึ นายยังทำอะไรเป็นมั่ง”

เขารู้จักละอายแก่ใจขึ้นมา ก้มหน้าเขินๆ

ผมสงบใจทำข้อสอบต่อ

ผ่านไปอีกสิบนาที คลื่นรบกวนเริ่มขึ้นอีกครั้ง

“ถงถง ถงถง…”

“หุบปาก”

เขาเหลือบมองอาจารย์คุมสอบที่ยืนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโพเดียมไกลออกไป แล้วยิ้มประจบผมเมื่อยื่นกระดาษมาให้แผ่นหนึ่ง “คำตอบที่ถูกต้อง เอาไม่เอา?”

ผมตะลึงวูบ “เอามาจากไหน”

“เพื่อนให้มา หลายแผ่นเลย คำตอบทั้งหมดอยู่ในนั้น” เขาคุยโขมง

ผมเหลียวดูรอบๆ สายตาหลายคู่จ้องมองเขาด้วยประกายความหวังอย่างที่คิดจริงๆ

“ฉันไม่เอา น่ารังเกียจ” ผมค้อนอย่างหงุดหงิด แล้วก้มหน้าทำต่อ

วิชานี้ความจริงไม่ยาก ไม่ถึงชั่วโมงจากเวลาที่กำหนดหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ทุกคนก็ทยอยกันส่งข้อสอบแล้ว ผมส่งเสร็จออกจากประตู เหอหย่งฉีวิ่งเหยาะๆ ตามหลังมา

“ถงถง วันนี้กินอะไร”

“นอกจากกิน นายทำอย่างอื่นเป็นไหม”

“ถงถง…” เขาใช้มือดึงแขนผม “อย่าเดินเร็วนักสิ ช่วยฉันก่อน” เขาล้วงจดหมายปึกหนึ่งออกจากกระเป๋าเป้

ผมกระจ่างทันควัน หน้างอง้ำ “จะให้ฉันตอบปฏิเสธจดหมายรักแทนนายอีกแล้วใช่ไหม นายเห็นฉันเป็นตัวอะไร เลขาส่วนตัวของนายหรือไง”

เขาตีหน้าซื่อระคนน้อยใจที่เป็นเครื่องหมายการค้าประจำตัว พลางเกาหัว “ฉันเอาจดหมายทั้งหมดให้นาย แปลว่าฉันเชื่อใจนาย นายจะได้ไม่ต้องหึงหวงไง”

เห็นสีหน้า ‘จริงจังและจริงใจ’ ของเขา ผมพาลโมโหขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ถ้ายังมองเขาต่อไปคงทนไม่ไหวต้องชกหน้าเขาสักเปรี้ยงแน่ ผมกระแทกเสียงดังฮึ หมุนตัวผละไป

ที่ไหนได้ หมุนตัวแรงเกิน ทำให้เสียหลัก ล้มบนพื้นดังพลั่ก

เหอหย่งฉีร้องอุทาน “ถงถง เป็นอะไรไป”

ขายหน้า…

เขาพยุงผมลุกขึ้น พาไปนั่งบนม้านั่งหินข้างทางก่อนนั่งยองๆ ลงไป เอาแขนเสื้อเช็ดขี้โคลนบนกางเกงผม ตำแหน่งและท่วงท่าแบบนี้ เหมาะกับการให้ผมตบกบาลเขาพอดิบพอดี

ป้าบ!

ผมย่อมไม่ลังเลที่จะตบท้ายทอยเขาทีหนึ่งแน่นอน

“โอ๊ย…” เขากำลังตั้งใจเช็ดกางเกงให้ผม จู่ๆ เหมือนลูกหมาที่โดนคนเตะ เงยหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยขึ้นมามองผม

ผมวางท่าชี้หน้าเขา “ใครใช้ให้นายเอาแขนเสื้อเช็ดขี้โคลน สกปรกขนาดนี้ ฉันเป็นคนซักเสื้อผ้าให้นายนะ ทำเลอะอีกระวังฉันจะชกให้”

คราวนี้เขาค่อยสำนึกได้ว่าตัวเองทำผิดร้ายแรง เหลียวซ้ายแลขวา แล้วหยิบกระดาษทิชชูจากกระเป๋าเป้ออกมาเช็ดให้ผม

“นายนี่เอาใจยากชะมัด” เขาบ่น

“อะไรนะ” ผมถามเสียงขุ่น

“ไม่มีอะไร…”

²          ²          ²

หกวันให้หลังก็คือวันเกิดของผม ห่างจากวันเกิดของเหอหย่งฉีสิบห้าวันพอดี

เช้าตรู่ลุกขึ้นมา นึกได้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดตัวเอง อดหน้าตาแช่มชื่นไม่ได้ แต่คุณแม่ผมย่อมไม่ปฏิบัติต่อผมในระดับเดียวกับเหอหย่งฉีแน่นอน แล้วก็ไม่มีทางเรียกเหอหย่งฉีจัดงานวันเกิดให้ผมเช่นกัน

วันนี้ผมจะปฏิบัติต่อตนเองอย่างดี!

พระเจ้า อย่างน้อยขอให้เหอหย่งฉีสาบสูญไปจากชีวิตผมสักวันเถอะ

ผมตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วันนี้จะไม่ช่วยทำอะไรให้เหอหย่งฉีทั้งสิ้น ดังนั้น ผมไม่ได้ส่งบัตรวิ่งออกกำลังกายแทนเขา นักศึกษาหญิงที่ทำหน้าที่เก็บบัตรตรงหน้าประตูใหญ่ ถามผมอย่างแปลกใจ “เอ๊ะ บัตรของเหอหย่งฉีล่ะ คุณลืมพกมาหรือ”

ผมยิ้มยิงฟันให้เธอ ย้อนถามว่า “เหอหย่งฉีคือใคร” แล้ววิ่งผละไปอย่างเร็ว

อารมณ์แจ่มใสเป็นบ้า

เข้าร้านแมคโดนัลนอกมหา’ลัย สั่งอาหารเช้าหนึ่งชุด เสพสุขอย่างรื่นรมย์ พอนึกถึงเหอหย่งฉีที่รออาหารเช้าจากผมเหมือนเคยด้วยท่าทางงุนงงอยู่ในหอพัก ก็อดหัวเราะลั่นออกมาไม่ได้

น่าจะทำแบบนี้ตั้งนานแล้ว

วันนี้ทรมานเขาสักวันแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยข่มขู่แกมหลอกล่อ บังคับให้เขาสาบานว่าจะไม่ฟ้องใครโดยเฉพาะแม่ผม เท่านี้ก็หมดปัญหาแล้ว

กินข้าวเช้าเสร็จ กลับไปเข้าเรียน

ในห้องเรียนอึกทึกมาก ข้อสอบวิชาพื้นฐานสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำของหลายวันก่อนแจกกลับมาแล้ว

เหอตงผิงส่งกระดาษข้อสอบให้ผม “ถงถง นี่ของนาย คะแนนไม่เลวนี่ แปดสิบสอง”

ผมหัวเราะหึๆ รับข้อสอบมา

“ถงถง วันนี้อารมณ์ดีจริงนะ ยิ้มแบบนี้หล่อขึ้นจมเลย”

วังลี่ลี่ที่อยู่ด้านข้างก็พูดขึ้นบ้าง “จริงด้วย มิน่าถึงเป็นลูกพี่ลูกน้องกับหย่งฉี หล่อทั้งคู่”

ผมมองข้ามชื่อที่น่ารังเกียจนั่น ถามเหอตงผิง “ในชั้นใครคะแนนสูงสุด”

“เหอหย่งฉีไง ญาติผู้พี่ของนายร้ายกาจจริงๆ”

ผมแค่นเสียงฮึดังๆ ได้รับคำตอบตั้งสิบเจ็ดสิบแปดชุด ไม่คะแนนสูงสุดก็แปลกล่ะ ผมมองเหยียดเขา

เหอตงผิงวิ่งไปหยิบข้อสอบจากอีกด้าน ไม่รู้มองเห็นอะไรเข้า หัวเราะจนหน้าหงาย แล้วโยนให้ผมดู “ข้อสอบของเหอหย่งฉี นายลองดูข้อที่เขาตอบผิดสิ โอ๊ย…ขำเป็นบ้าเลย”

“ขำอะไรนักหนา” ผมรับข้อสอบมา คลี่ออกดู หน้าเครียดทันใด

ข้อสอบทั้งชุด ผิดแค่โจทย์เติมคำในช่องว่างข้อเดียว

ข้อสามย่อยของข้อหนึ่งใหญ่ นิสัยสี่ชนิดของกบแบ่งออกเป็นอะไรบ้าง

เหอหย่งฉีกลับเติมว่า…กิน ดื่ม ฉี่ อึ มิน่าเหอตงผิงถึงหัวเราะ

ซื่อบื้อเอ๊ย ขายหน้าจริงๆ คนที่น่าขายหน้าแบบนี้ทำไมต้องเป็นญาติผู้พี่และรูมเมทควบตำแหน่งกอเอี๊ยะประจำตัวของผมด้วย

เหอหย่งฉีกลับมาพอดี “คึกคักจัง ได้ข้อสอบคืนแล้วเหรอ”

“รีบมาดูข้อสอบนายเร็วเข้า ฉันหัวเราะจนท้องแข็งแล้ว”

“หย่งฉี นายนี่ร้ายกาจจริงๆ อันดับหนึ่งของห้องเลย”

เหอหย่งฉีเดินมาหาผม “ถงถง วันนี้นายไปไหนมา ฉันรอนายอยู่ที่ห้องตลอด”

รอข้าวเช้าของตัวเองละสิ ผมค้อนเขา “ฮึ ฉันไปกินอาหารเช้าที่แมคโดนัล”

“ทำไมไม่เรียกฉันไปด้วย”

“ทำไมฉันต้องเรียกนายไปด้วย” ผมตะคอก และโยนข้อสอบให้เขา “ดูข้อสอบตัวเองสิ ในโลกนี้ยังมีใครซื่อบื้อเหมือนนายบ้าง อย่าบอกคนอื่นนะว่าเราสองคนรู้จักกัน”

เขามองดูข้อสอบ เกาหัว “เอ๊ะ ข้อนี้นายเป็นคนบอกให้ฉันเขียนนี่นา”

“ว่าไงนะ” ผมถลึงตามองเขา

“ใช่ ข้อนี้ฉันถามนาย นายบอกกิน ดื่มแล้วก็ ฉี่ อึ…”

“หุบปาก”

คราวนี้เปลี่ยนเป็นคนทั้งห้องถลึงตามองผม

วังลี่ลี่เอ่ยเบาๆ “ถงถง ถึงเธอไม่อยากช่วยหย่งฉี ก็ไม่น่าให้คำตอบผิดๆ กับเขานะ”

“จริงด้วย” เหอตงผิงผงกหัว

อยากจะร้องไห้ไร้น้ำตา ผมกะพริบตาปริบๆ มั่นใจว่าอีกเดี๋ยวตัวเองต้องหมดสติทรุดฮวบกับพื้นแน่ๆ

เหอหย่งฉีเขยิบมาใกล้ ยื่นมือวางบนบ่าผม “พวกนายมองถงถงทำไม เราสองคนแค่หยอกกันเล่นเท่านั้น ดูพวกนายทำเข้า ถงถงตกใจหมดแล้ว วันนี้เป็นวันเกิดของถงถงนะ”

ห้องเรียนพลันฮือฮาขึ้นอีกครั้ง

“ถงถง วันนี้วันเกิดนาย?”

“ที่แท้นายอ่อนกว่าเหอหย่งฉีไม่กี่วันเอง”

“สุขสันต์วันเกิด”

ผมยังอยู่ในสภาพนิ่งค้าง เหอหย่งฉีรับคำอวยพรแทนผม โอบผมพยักหน้า “งานเลี้ยงของดแล้วกัน ฉันกับถงถงจะฉลองกันตามลำพัง อย่าลืมของขวัญวันเกิดด้วย พรุ่งนี้เอามาให้ฉันเซ็นรับก็พอ”

“ใครบอกจะฉลองกับนายตามลำพัง” ในที่สุดผมก็มีปฏิกิริยาแล้ว ปัดมือของเหอหย่งฉีออก “ฉันจะฉลองกับทุกคน”

“แต่ว่าถงถง ฉันอยากฉลองกับนายตามลำพังมากกว่า”

ตลก เรื่องที่นายอยากทำไม่ใช่น้อยๆ ฉันคงตอบสนองทั้งหมดไม่ได้หรอก

ผมเบือนหน้าหนีไม่สนใจเขา ยิ้มร่ากับเพื่อนๆ “วันนี้วันเกิดฉัน คืนนี้เชิญทุกคนไปกินเค้กด้วยกัน”

ไม่มีเสียงไชโยโห่ร้องอย่างที่คิด แต่ละคนมองหน้าเลิ่กลั่ก ลังเลสองจิตสองใจ

“ถงถง พวกเราไม่รบกวนดีกว่า”

เหอตงผิงฝืนใจพูด “นั่นสิ อีกอย่าง…ใกล้จะสอบแล้ว ทุกคนต้องทบทวน”

“ฉลองกับหย่งฉีก็พอ”

นี่มันเรื่องอะไรกัน ผมเป็นที่รังเกียจขนาดนี้เชียวหรือ กระทั่งเชิญกินเค้กยังไม่มีใครยอมมา

พลันเอะใจ ผมแอบหยิบกล่องดินสอเหล็กจากบนโต๊ะขึ้นมา ใช้มันสะท้อนดูเหอหย่งฉีที่ยืนอยู่ข้างหลังว่ากำลังเล่นลูกไม้อะไร

เขาทำท่าประสานมือ ทำหน้าทะเล้นอยู่ข้างหลังผมจริงๆ ซ้ำยังทำตาดุใส่เพื่อนๆ

ไอ้สารเลวเอ๊ย!

ถึงผมจะนิสัยดี แต่ก็อดหมุนตัวเอากล่องดินสอตบกบาลเขาไม่ได้

ผัวะ!

สิ้นเสียงดังก้อง ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ

หน้าผากของเหอหย่งฉีมีเลือดสดไหลคดเคี้ยวลงมา แย่แล้ว…ผมลืมไปว่ากล่องดินสออันนี้ทำจากเหล็ก

เลือดสด เลือดสด เลือดสด…

หยดลงมาจากหน้าผากเหอหย่งฉีไม่หยุด ทุกคนต่างมองดูพวกเราตาค้าง แม้แต่ตัวหย่งฉีเองก็ตาค้างเช่นกัน สายตาตกตะลึงของเขา ทำให้ผมรู้สึกตัวเองกลายเป็นคนบาปที่ชั่วช้าสามานย์ที่สุด

เหอตงผิงได้สติเป็นคนแรก “หย่งฉี นายเป็นไงมั่ง”

ทั้งห้องพลันตื่นจากภวังค์ พร้อมใจกันกรูเข้ามา

“หย่งฉี หย่งฉี…”

“รีบห้ามเลือดเร็ว”

“ตามอาจารย์”

“ส่งห้องพยาบาล”

“แจ้งความ!”

ฝูงชนพากันมุงรอบตัวหย่งฉี กันผมซึ่งยืนถือกล่องดินสอตาค้างไปทางหนึ่ง

ทำไมเป็นแบบนี้?

วันนี้เป็นวันเกิดของผมไม่ใช่หรือ

วันเกิดสมควรเบิกบานใจไม่ใช่หรือ

ทำไมเป็นแบบนี้…?

คุณแม่ต้องเชือดผมแน่ น้าเล็กต้องร้องไห้ตายแน่ เหอหย่งฉีต้องเสียโฉมแน่ ดีไม่ดีอาจกลายเป็นโรคเอ๋อ…

“อ๊าก…” ผมกรีดร้องออกมา ยกขาได้ก็พุ่งไปทางประตู

แต่ขากลับอ่อนยวบ เสียงดังโครม ล้มฟาดลงไป

โป๊ก! หัวโขกพื้นก่อน…เบื้องหน้ามืดดำ

ผมหมดสติไปแล้ว…

บทที่ 5

ผมรู้ว่าคำอธิษฐานที่ขอให้เหอหย่งฉีสาบสูญในวันเกิดนี้ไม่อาจเป็นจริง แต่ก็ไม่น่าโชคร้ายถึงขั้นฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาลนี่นา

เมื่อผมลืมตาเห็นม้านั่งที่มีตราโรงพยาบาลประจำมหา’ลัย ผมก็สำนึกได้ว่าความซวยของตัวเองได้บรรลุถึงระดับสูงสุดไม่มีใครเกิน

“ถงถง…”

ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ เส้นขนทั่วร่างของผมก็ตั้งชันขึ้นมาอย่างหวาดผวา

พลิกตัวขวับ พบว่าเหอหย่งฉีนอนอยู่บนเตียงข้างๆ

“ถงถง ยังเจ็บหัวรึเปล่า” บนหน้าผากเขามีผ้าพันแผลขาวๆ พันอยู่ แลดูตลกมาก

หัวนายน่ะสิเจ็บ ผมทำเสียงฮึ ไอ้ปัญญาอ่อนนี่หัวตัวเองแตกแล้วยังมีหน้ามาถามผมว่าเจ็บรึเปล่า

หรือโดนผมตบกบาลจนเอ๋อไปแล้ว

คิดอยู่ดีๆ พลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา ยกมือคลำดู อดแตกตื่นไม่ได้ หน้าผากตัวเองก็พันผ้าไว้เหมือนกัน

เขาอธิบายอย่างใจดี “ตอนเป็นลม หัวนายฟาดพื้น…”

“เพราะนายนั่นแหละ…” ผมแยกเขี้ยว

เหอหย่งฉีหุบปากสนิท มองพื้นอยู่อึดใจ จู่ๆ ก็ก้มหน้าหัวเราะคิก

ผมฉุนกึก ตวาดถามเขา “หัวเราะอะไร”

“พวกเราเป็นคู่สร้างคู่สมจริงๆ อยู่ห้องพักเดียวกัน นอนโรงพยาบาลก็ยังนอนห้องเดียวกัน”

ไอ้หมอนี่ช่างรู้จักยั่วโทสะผมจริงๆ ถ้าวันนี้ไม่ต่อยเขาสักเปรี้ยงผมต้องเป็นบ้าแน่ๆ ผมกำลังคิดว่าถ้าให้เลือกระหว่างลูกชายสติแตกกับหลานชายถูกต่อย คุณแม่คงไม่เลือกลูกชายสติแตกเป็นแน่

ผมตะกายลุกขึ้นจากเตียงคนไข้อย่างยากเย็น กำหมัดแน่นเมื่อย่างสามขุมไปทางเขา

เขาไม่รู้สักนิดว่าภัยพิบัติกำลังคุกคามเข้าใกล้ ยังคงมองผมด้วยแววตาใสซื่ออยู่บนเตียง “ถงถง นายฟื้นตัวเร็วมาก แป๊บเดียวก็ลุกขึ้นได้แล้ว”

ผมหัวเราะหึๆ “แน่นอน คนที่ฟื้นตัวช้าในหนังบู๊มักไม่รอด เคยดูเรื่องอุ้ยเซี่ยวป้อไหม ตอนพระเอกอยู่บนเกาะงูศักดิ์สิทธิ์ก็มีข้อได้เปรียบแบบนี้เหมือนกัน”

เขาผุดลักยิ้มให้ผม “ถ้านายเป็นอุ้ยเซี่ยวป้อ คงหาเมียไม่ได้สักคน”

“เพราะอะไร” ถ่วงเวลาไปก็ไร้ประโยชน์ ผมยิ้มมุมปากพลางม้วนแขนเสื้อขึ้น

“ฉันคือฮ่องเต้คังซี ฉันไม่ให้นายแต่งเมียแน่นอน”

“ใช่สิ ไม่แต่งเมีย เป็นทาสรับใช้ซื้อข้าวซักเสื้อผ้าให้นายตลอดชีวิต” เป็นความคิดที่น่าตบให้ตายจริงๆ

“ถงถง…”

“เรียกไปก็เท่านั้น…”ผมพูดเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยพูดกับเขามาก่อน “ต่อให้เรียกฉันหมื่นครั้ง ฉันก็ต่อยอยู่ดี”

จบคำ ผมกำหมัดขวาแน่น เดินเข้าหาอย่างฮึกเหิมและเด็ดเดี่ยว ผลักความรู้สึกกดดันที่หนักอึ้งเหมือนภูเขาหลายลูกของคุณแม่และน้าเล็กจนล้มคว่ำ เงื้อกำปั้นชกใส่ใบหน้าที่หลอกตาคนทั้งโลก ซึ่งแม้จะหล่อแต่น่ารังเกียจจนทำให้ผมแค่เห็นก็โมโหขึ้นมา

ว่าเร็วไม่เร็ว ว่าช้าไม่ช้า ร่างของหย่งฉีเบี่ยงหลบในพริบตา กระโดดผลุงจากเตียงราวกับพยัคฆ์ รอดพ้นหมัดสะท้านฟ้าของผมไปได้

ชกซ้ำ! ผมฮุคซ้าย เขาหลบอีก

ชกซ้ำ! ผมฮุคขวา เขาหลบอีก

ผมชกซ้ำ…

ขณะที่ผมเหวี่ยงกำปั้นจนเหงื่อแตกเต็มหน้า ช่วงเอวพลันตึงแน่น พลังขุมใหญ่จู่โจมเข้ามา แย่แล้ว! ผมเอาแต่บุกจนลืมตั้งรับ โดนหย่งฉีรวบในคราเดียว ล้มพรวดบนเตียง ตามด้วยถูกกดแน่น

“อื้อ…” ตัวเขาหนักโคตร

หย่งฉียักคิ้วหลิ่วตา “ยอมแพ้ไหม”

ผมจ้องหน้าดุดัน เอี้ยวคอหนี “ฮึ แม้นตายไม่ขอศิโรราบ” ผมตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้จะไม่ช่วยเขาซื้อข้าว ซักผ้า วิ่งออกกำลังอีก ปล่อยให้เขาหิวตาย สกปรกตาย เหนื่อยตายไปเลย

เขาก้มคอลงมาพ่นไอร้อนรดหน้าผม รอยยิ้มนิ่งค้างเมื่อเอ่ยเสียงขรึม “งั้นฉันคงต้องใช้วิธีลงทัณฑ์ นายอย่ามาขอร้องเหมือนพวกขี้ขลาดตาขาวก็แล้วกัน”

เส้นเสียงของหย่งฉีแตกพร่าๆ ทว่าจริงจังอย่างบอกไม่ถูก จู่ๆ ความรู้สึกอันตรายก็ทะลักขึ้นกลางใจผม

“นายจะทำอะไร” ผมหันมาจ้องเขาเขม็ง สีหน้าหวาดระแวง

“ทัณฑ์ทรมาน” เขากระซิบตอบ ตามด้วยก้มหน้า จูบผม

เรียวลิ้นร้อนๆ นุ่มๆ แนบชิดริมฝีปาก…

ไม่ใช่แค่นั้น มันยังเลื้อยรุกเข้าไปสำรวจภายใน

“อือ อือ…” ผมส่ายหน้าหลบพัลวัน พลางใช้มือผลักเขา

หย่งฉีแรงเยอะมาก แค่มือเดียวก็รวบสองมือของผมไว้เหนือศีรษะ ผมผิดเองที่ปกติเลี้ยงดูเขาจนขาวอวบ ประเคนด้วยปลาเจี๋ยนน้ำแดงและซี่โครงหมู รู้อย่างนี้น่าจะให้เขาไส้กิ่ววันละมื้อ

ไม่! น่าจะให้ไส้กิ่ววันละสองมื้อ

“อือ…ช่วย…ช่วยด้วย…” หายใจไม่ออกแล้ว

เขาเหมือนสัตว์เลื้อยคลานกำลังกลืนกินเหยื่อ ค่อยๆ รุกล้ำเข้ามา

ผมจะถูกเขากินเกลี้ยง…

อาจเพราะนึกขึ้นได้ว่าผมซึ่งเป็นทั้งพี่เลี้ยง นาฬิกาปลุก และเครื่องซักผ้าคนนี้ยังมีคุณประโยชน์อีกหลายอย่าง ในขณะที่กำลังจะขาดใจ เขาปล่อยผมในที่สุด ให้ผมได้รับอากาศสดใหม่

เขามองดูผม เสียงทุ้มขรึม “ถงถง…”

มีบทเรียนจากเมื่อครู่ พอโดนเรียก ผมถึงกับขนลุกไปทั้งตัว จ้องหน้าเขาอย่างหวาดๆ

“ฉันชอบนาย”

ตอนนี้เขายังทับผมอยู่ ผมไม่กล้าหุนหันพลันแล่น ได้แต่ตีหน้าเศร้า “ฉันรู้ นายชอบแกล้งฉัน นับเป็นเกียรติจริงๆ”

“ไม่ ฉันชอบนายจริงๆ เป็นความชอบแบบผู้ชายชอบผู้ชาย” เขาอธิบายให้ผมฟังเนิบๆ

ผู้ชายชอบผู้ชาย?

พระเจ้า….ฮือๆ ผมไม่เอา ถึงผมจะไม่ชอบผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผมจะชอบผู้ชาย

ผมไม่ใช่พวกโรคจิตสักหน่อย

คราวนี้ผมไม่เพียงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของตัวเอง ยังต้องเริ่มวิตกกับความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วย

แต่เขายังทับอยู่บนตัวผม ผมจะผลีผลามไม่ได้ ผลีผลามไม่ได้เด็ดขาด…

“ถงถง ฉันแอบชอบนายมานานแสนนานแล้ว”

หน้าผมยิ่งโศกากว่าเดิม “งั้นต้องขอบใจนายจริงๆ”

เขาผุดยิ้มอ่อนโยน “ไม่ต้องเกรงใจ” รอยยิ้มนี้สยองขวัญสุดขีดในสายตาผม ฆาตกรในหนังยิ้มแบบนี้เมื่อไร โดยมากคือจุดเริ่มต้นของการลงมือ

ผมเริ่มประเมินสถานการณ์ เขาจะขยี้ผมให้ตายหรือจะขืนใจ

ผมไม่อยากได้ทั้งสองอย่าง ทำไมผมต้องเลือกด้วย ถามตัวเองดูก็ไม่เห็นมีตรงไหนที่ผิดต่อเขาสักนิด หนำซ้ำผมยังเป็นญาติผู้น้องของเขา กระต่ายที่ไหนก็ไม่กินหญ้ารอบกรงทั้งนั้นแหละ

ไม่ยุติธรรมเลย!

“ถงถง…” แววตาของหย่งฉีเริ่มเปลี่ยนเป็นคมกริบ เมื่อโน้มหน้าลงมาใกล้

“หย่งฉี นายๆๆ…ใจเย็นก่อน…อย่าเพิ่งตื่นเต้น…นายๆๆ คิดให้ถี่ถ้วนก่อน…”

“นายยังตื่นเต้นกว่าฉันอีก” เขาเยาะผมอย่างผ่อนคลาย แล้วล้วงเนกไทขึ้นมาเส้นหนึ่งจากไหนไม่รู้

เนกไท? หัวใจผมเต้นรัว

เขาจะรัดคอผมให้ตาย? เขาจะมัดมือผม จากนั้น…

ผมทนต่อไปไม่ไหว แหกปากร้องตะโกน “ช่วยด้วย ช่วยด้วย! ช่วยผมด้วย!” เสียงร้องอนาถกรีดทำลายความสงบของโรงพยาบาล

เขาเหมือนคิดไม่ถึงว่าผมจะใจกล้าแบบนี้จึงผงะไป

ปึง! ประตูห้องผู้ป่วยถูกผลักเปิดทันใด นางพยาบาลคนหนึ่งถลันเข้ามา

อา! นางฟ้าชุดขาวของผม แรงฮึดพุ่งขึ้นมาทันที ผมยกขาถีบหย่งฉีที่กำลังตะลึงออกไป แล้วพลิกตัววิ่งถลาไปที่นางฟ้าช่วยชีวิต

“ช่วยด้วยครับ เขาจะฆ่าผม เขาลวนลามผม!” ถึงแม้ผู้ชายตัวโตกอดนางพยาบาลร้องไห้จะเป็นเรื่องน่าขายหน้าอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ระงับไม่อยู่จริงๆ

“ฆ่าเธอ?”

หย่งฉีตะกายขึ้นจากพื้น ในมือยังถืออาวุธ…เนกไทเส้นนั้น

“ถงถง ฉันไม่รู้ว่านายเป็นโรคกลัวเนกไท” เขาบอก “ฉันไม่รู้จริงๆ รู้อย่างนี้คงไม่ซื้อเนกไทให้นายหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยซื้อของขวัญวันเกิดให้นายใหม่แล้วกัน”

ของขวัญวันเกิด? ไอ้คนโกหก นายนี่มันนักแสดงระดับโลกจริงๆ

ผมขอความช่วยเหลือจากนางพยาบาล “อย่าไปเชื่อครับ เขาจะฆ่าผม เขายังลวนลามผมด้วย”

“ลวนลาม?” นางพยาบาลมองผมด้วยสายตาฉงน

“ใช่ เขาลวนลามผม” ผมยืนยันหนักแน่น

บรรยากาศที่อึมครึมเปลี่ยนเป็นตึงเครียดมากขึ้น

ทำโทษเขาสิ ไล่เขาออกไป ให้หย่งฉีสาบสูญไปจากชีวิตผม หรืออย่างน้อยสาบสูญไปจากชีวิตมหา’ลัยของผมก็ยังดี

หนึ่งนาทีต่อมา…

“ฮ่าๆๆ” ผมได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นที่ไม่มีมารยาทสักนิด

นางพยาบาลหัวเราะจนหน้าหงาย “ฮ่าๆ หย่งฉี น้องชายเธอ…ฮ่าๆ…ตลกจริงๆ โอ๊ย ฉันขำจนปวดท้องไปหมดแล้ว”

ผมอ้าปากกว้าง

หย่งฉีก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก “ถงถงชอบแกล้งชาวบ้านมาตั้งแต่เล็กแล้ว แถมแนบเนียนสุดๆ”

นางพยาบาลหยิกแก้มผม “เธอน่ารักขนาดนี้ อย่าว่าแต่หย่งฉีเลย ป้าเองก็ยังอยากลวนลาม แต่ในโรงพยาบาลห้ามส่งเสียงดัง มันจะเป็นการรบกวนคนไข้อื่นๆ พวกเธอสองพี่น้องเล่นกันเบาๆ หน่อย เอาล่ะ นอนพักเถอะ ดูสิแต่ละคนหัวปูดหัวโน”

อยากร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา…

²          ²          ²

เมื่อนางพยาบาลออกไป อากาศอึมครึมทั่วห้องก็กดดันมาที่ผม

หย่งฉีปิดประตูด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ ย่างเท้ามาหาผม

“อย่าเข้ามา!” ผมคำราม

“ถงถง ไม่ชอบเนกไทก็ไม่เห็นต้องตื่นเต้นขนาดนี้” เขาไม่สนคำเตือนของผม ประชิดเข้ามา ใบหน้าประดับรอยยิ้มกริ่มที่ชวนให้ขนลุก “ถ้าอย่างนั้นนายชอบอะไร” เขาแสร้งทำท่าครุ่นคิด ก่อนเผยสีหน้ากระจ่างแจ้ง “ฉันเอาตัวเองเป็นของขวัญมอบให้นายดีไหม นายชอบดูแลฉันที่สุดไม่ใช่เหรอ”

ผมเข่นเขี้ยว “ฉันชอบให้นายสาบสูญไปเดี๋ยวนี้ที่สุด”

อากัปกิริยาของหย่งฉีบางครั้งยังเชื่องช้ากว่าลิงขี้เกียจ แต่ตอนที่ไม่ควรเร็วกลับปรูดปราดอย่างกับภูตผี

เขาเคลื่อนถึงตรงหน้าในพริบตา ดันผมติดข้างฝา

“นายจะทำอะไร”

เขาใช้สายตายั่วยวนผม “นายคิดว่าฉันจะทำอะไรล่ะ”

ฉันว่านายจะใช้กำลังบีบบังคับ นั่นเป็นงานถนัดของนาย

ผมกะพริบตาปริบๆ น้ำตาแทบร่วง โธ่…ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของผม

“อย่าเพิ่งรีบเสียใจ นายยังไม่ได้ตอบคำถาม นายคิดว่าฉันจะทำอะไร” หย่งฉีแลบลิ้นออกมาเลียปลายจมูกผม “มีคำถามก็ต้องตอบ ถงถงเป็นเด็กนักเรียนที่ว่านอนสอนง่ายมาตลอดไม่ใช่หรือ”

ลิ้นที่อุ่นร้อนและเปียกชื้นปัดป่ายอยู่บนจมูก ผมร้องเสียงหลง “ไม่เอา นายไปลงนรกซะ ฉันไม่เอา”

เขาบีบคางผมที่ส่ายไปมาไม่หยุด ถอนหายใจ “ดูท่านายคงจะบื้อจริงๆ บอกแล้วว่าในโรงพยาบาลห้ามร้อง นายยังแหกปากซะดัง ช่างเถอะ ฉันจะช่วยคุณป้าพยาบาลด้วยการปิดปากนายเองแล้วกัน ถงถงเอ๋ย ต้องเป็นเด็กดีแบบฉันนี่ถึงจะเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น เข้าใจไหม แต่ถึงนายจะไม่เป็นที่ชื่นชอบแค่ไหน ฉันก็ยังชอบนายอยู่ดี” เขาบ่นพึมพำเป็นชุด ถอนใจอีกที แล้วก้มหน้าจูบผมโดยไม่หารือสักนิด

ช่วยผมด้วย!

เสียงร้องของผมโดนอุดอยู่ในคอหอย

มองหน้าเขาในระยะประชิด ขยายใหญ่ถึงระดับเหลือเชื่อ บนนั้นมีความรู้สึกอิ่มเอมซ่อนอยู่ตรงหว่างคิ้ว ราวกับเรื่องชั่วช้าที่อยากทำมานาน สุดท้ายก็สมประสงค์แล้ว

ผมผิดอะไร?

ตลอดทั้งคืนผมโดนเขารังควานตั้งแต่ร้องไม่หยุดจนถึงไม่มีเสียงร้อง โดนเขาพรมจูบตั้งแต่ขัดขืนไม่หยุดจนถึงไม่มีแรงขัดขืน

รุ่งสาง ผมนั่งเป็นท่อนไม้บนเตียงเหม่อมองพระอาทิตย์ขึ้น ถึงแม้ไม่ได้เสียความบริสุทธิ์ แต่ผมรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งถึงบาดแผลในใจของเด็กสาวในหนังที่ถูกข่มขืน

“ถงถง…” หมาป่าจอมหื่นกระแซะข้างตัวผม “ข้าวเช้าอยากกินอะไร”

“ยาเบื่อหนู…”

“จุ๊ๆ เริ่มมีอารมณ์ขันบ้างแล้ว นี่เป็นการเริ่มต้นที่ดี” เขาชมผมหน้าด้านๆ ยื่นหน้ามาใกล้ “ไปกินแมคโดนัล? แฮมเบอเกอร์กับกาแฟ”

“ยาเบื่อหนู…”

“ข้าวต้มหมูดีไหม”

“ยาเบื่อหนู…”

เขาสรุปเอาเอง “งั้นข้าวต้มหมูแล้วกัน” จากนั้นวิ่งออกไปซื้อข้าวต้มหมู

ผมอยากฉวยโอกาสวิ่งหนี แต่ย่องออกมาถึงระเบียงทางเดินก็โดนนางพยาบาลบิดหูลากกลับมา “หย่งฉีพูดไม่ผิดจริงๆ ว่าเธอจะแอบหนี เหลียงเส้าถง อย่าให้พี่ชายต้องเป็นห่วงนักเลย ยังไม่ทันหายก็วิ่งออกมาแล้ว ติดเชื้อขึ้นมาจะทำยังไง”

“เขา…ผม…เขาทำผม…ผมถูกเขา…”

นางพยาบาลเอะอะใหญ่ “เขาลวนลามใช่ไหม ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย เธอไม่ใช่เด็กผู้หญิงสักหน่อย เขาลวนลามเธอ เธอก็ลวนลามเขากลับไปสิ”

ประเพณีนิยมตกต่ำถึงระดับนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน ผมแทบเป็นลมล้มพับ ก่อนโดนทั้งลากทั้งดันกลับเข้าห้องผู้ป่วย

²          ²          ²

หย่งฉีกลับมาในสถานการณ์ที่ผมมิได้เฝ้ารอสักนิด ในมือหิ้วข้าวต้มร้อนกรุ่นมาด้วย

“ถงถง มากินข้าวต้ม”

“ฉันไม่กิน” ผมยืนกราน “ฉันยอมกินยาเบื่อหนูดีกว่า ไหนๆ ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว” ชีวิตมหา’ลัยที่แสนเศร้า

เขาผลักไหล่ผม “กินหน่อยเถอะ”

ผมเบือนหน้า “ไม่เอา”

“งั้น…” หย่งฉีก้มลง เอาข้าวต้มวางตรงหน้า

ไม่มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเขา ในห้องผู้ป่วยเงียบลงมาก

ครู่หนึ่งผ่านไป เขาลุกยืนขึ้น แตะขอบกล่องข้าว “ข้าวต้มไม่ร้อนแล้ว”

ผมทำเสียงฮึ “ต่อให้มันเปลี่ยนเป็นหูฉลาม ฉันก็ไม่กิน”

หย่งฉีหันหน้ามาหรี่ตามองผม “ไม่ร้อนแล้วก็ป้อนได้แล้ว” พร้อมด้วยสีหน้าเตรียมแกล้ง

“อะไร” ผมตกใจ รีบกระถดถอย “นายๆๆ อย่าเล่นพิเรนทร์ ฉันไม่ยอม…อือๆ…”

สายไปแล้ว เขาพุ่งพรวดถึงตัว มือหนึ่งจับผมไว้แน่น ยิ้มมีเลศนัย “ถงถง นายก็รู้ว่าฉันไม่เคยเล่นพิเรนทร์มาก่อน”

“ช่วยด้วย อือ… ฉันไม่เอา…อือๆๆ…”

ข้าวต้มถูกกรอกเข้าปากผมทีละคำด้วยปากของเขา ผมส่งเสียงขอความช่วยเหลือพลางดิ้นหนี สำลักข้าวตลอดเวลา

โดนข่มเหงนานเข้า ผมตัดสินใจวิงวอน “พอแล้ว พอแล้ว ฉันกินเอง ฉันกินเองได้ไหม? อือ…ไม่ต้องป้อน บอกแล้วไงว่าฉันจะกินเอง”

เขาคลายมือเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ “กินเองจริงนะ?”

ผมพยักหน้าอย่างชอกช้ำ

“รับรองว่าจะเป็นเด็กดี?”

ผมพยักหน้าอีกที ขอประท้วงการใช้อำนาจบาตรใหญ่! ขอประท้วงการใช้ความรุนแรง! ขอประท้วงการล่วงละเมิดทางเพศ! จิตวิญญาณกำลังตะโกนร่ำร้อง เสียดายไม่อาจประกาศออกมาทางวาจา

หย่งฉีจ้องหน้าผมเป็นนาน ก่อนหน้านี้ผมแค่รู้สึกว่าสายตาเขาน่ารังเกียจ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้

“งั้นก็ได้” เขาปล่อยมือ ยกข้าวต้มถึงหน้าผม “กินให้หมด” ด้วยผลบุญของการป้อนเมื่อกี้นี้ เสื้อผ้าของเราสองคนเลอะเทอะเป็นด่างเป็นดวง บางจุดยังมีเนื้อหมูประดับอยู่ด้วย

ผมรับกล่องข้าวมา ตักข้าวต้มที่ไม่รู้สึกถึงรสชาติสักนิดเข้าปากทีละคำทั้งน้ำตา ภายใต้ความกดดันของเขา

นี่คืออาหารเช้าที่ประกอบไปด้วยความระทมขมขื่นและความอัปยศอดสูสูงสุดบนโลกนี้

ชีวิตมหา’ลัยที่แสนเศร้าของผม เมื่อไหร่หนอถึงจะสิ้นสุด

²          ²          ²

กว่าผมจะออกจากห้องผู้ป่วยที่ชวนสยองห้องนั้นได้ก็ล่วงเข้าวันที่สามแล้ว ไม่เข้าใจจริงๆ เพราะอะไรบาดแผลเล็กน้อยเท่านี้ต้องโดนขังถึงสามวัน หนึ่งในสาเหตุต้องเป็นเพราะหย่งฉีเล่นลูกไม้แน่

เมื่อผมเดินออกจากห้องผู้ป่วย ผมตรงดิ่งไปหาคณบดีที่รับผิดชอบเรื่องหอพักทันที หย่งฉีตามติดข้างหลังอย่างกับกอเอี๊ยะ ฮึ! ถึงต้องทำต่อหน้านาย ฉันก็จะยื่นเรื่องขอย้ายหอพักให้ได้

คณบดีอยู่ในห้องทำงานพอดี

“อาจารย์หลัวครับ ผมอยากขอย้ายหอพัก” พอเข้าประตู ผมก็เอ่ยกับอาจารย์หลัวอย่างเคร่งขรึม

“หืม?” อาจารย์หลัวขยับแว่นอย่างแปลกใจ มองหน้าผม แล้วมองหย่งฉีที่ตามหลังเข้ามา “เพราะอะไร เข้ากันไม่ได้? พวกเธอเป็นลูกพี่ลูกน้องกันไม่ใช่หรือ”

“ผม…” ผมตัดสินใจเสี่ยงตาย ชี้ไปที่หย่งฉี ฟ้องเสียงโกรธเกรี้ยว “เหอหย่งฉีรังแกผม เขาลวนลามผม บังคับจูบผม แล้วยังจับผมกรอกข้าวต้ม”

“อะไรนะ” อาจารย์หลัวมองหย่งฉีด้วยสายตาตระหนก “หย่งฉี นี่มันเรื่องอะไรกัน ที่เขาพูดเป็นความจริงหรือ”

หย่งฉีถูมือไปมา มองอาจารย์หลัวด้วยแววตาบริสุทธิ์ใจ “อาจารย์หลัวครับ ผมรู้ว่าถงถงไม่ชอบอยู่กับผม ใครใช้ให้คุณป้าบอกให้ผมเฝ้าเขาล่ะครับ วันๆ ต้องคอยคุมเขาเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถ้าผมเป็นถงถง ผมคงขอเปลี่ยนหอพักไปนานแล้ว เอาอย่างนี้แล้วกันครับ ถ้าเป็นไปได้ อาจารย์ช่วยเปลี่ยนให้เขาเถอะ ถ้าทางมหา’ลัยเป็นคนจัดการ คุณป้าก็ว่าผมไม่ได้ แต่ว่า…ถงถงมีนิสัยแบบนี้ ใครจะอยู่กับเขาได้”

แบบนี้ก็เท่ากับปฏิเสธข้อสงสัยของอาจารย์อย่างสิ้นเชิง เหมือนจะบอกว่าผมเจตนาใส่ร้ายเขาเพื่อจะได้ขอเปลี่ยนหอพัก

ผมโมโหจนปากสั่น “เหอหย่งฉี นาย…”

อาจารย์หลัวหมดความสงสัยไปแล้ว “ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง” หันมาชักสีหน้าใส่ผม “เหลียงเส้าถง เธอเอาแต่ใจเกินไปแล้ว เรื่องแบบนี้พูดส่งเดชได้หรือ หย่งฉีเป็นญาติผู้พี่ของเธอ เขายกโทษให้เธอได้ ถ้าเป็นเพื่อนนักศึกษาคนอื่น คงรับข้อกล่าวหาแบบนี้ไม่ได้แน่ เอาล่ะ เห็นแก่หย่งฉี คราวนี้ฉันจะไม่เอาความ รีบกลับไปสำนึกตัวให้ดี แล้วเขียนรายงานมาส่ง”

ผมมือสั่นไปหมด เซล้มไปข้างหลัง หย่งฉีรีบปราดเข้ามาพยุง “ถงถง นายแกล้งเป็นลมอีกแล้ว เดี๋ยวอาจารย์ได้ตกใจกันพอดี ขอบคุณครับอาจารย์หลัว พวกเราออกไปก่อนนะครับ” แล้วก็ลากผมออกจากห้องอาจารย์

²          ²          ²

เปลี่ยนหอพักไม่ได้ ห้องเรียนก็ยังต้องเข้า

ผมคาดหวังเต็มเปี่ยมว่านอนเจ็บไปสามวัน เพื่อนๆ ในห้องจะมอบสายตาเห็นใจผมบ้างไม่มากก็น้อย แต่ก้าวแรกที่เดินเข้าห้อง พลันพบว่าคำนวณพลาดอย่างมหันต์ รอยยิ้มที่ทุกคนมีให้ผม แม้สดใสแพรวพราวก็จริง แต่ในความสดใสแพรวพราวยังเจือแววแปลกๆ อยู่ไม่น้อย

“ฮ่าๆ ยินดีต้อนรับถงถงกลับมา” เหอตงผิงนำขบวนปรบมือ การต้อนรับอย่างเอิกเกริกเช่นนี้ ทำให้ผมระแวงขึ้นมาทันที

ช่วยไม่ได้ ผจญกับเหอหย่งฉีมากเข้า เป็นใครก็ต้องประสาทกลับ

อย่างที่คิด วังลี่ลี่ยื่นหน้ามา ส่งคำถามแทนเพื่อนทั้งห้อง “ถงถง นายไปฟ้องร้องหย่งฉีข้อหาล่วงละเมิดทางเพศกับคณบดีมาจริงเหรอ”

เสียงฮือฮาดังสนั่น หน้าผมเหลืองไปครึ่งแถบ ที่แท้อาจารย์ก็ช่างซุบซิบนินทาเหมือนกัน ช่างไม่มีจรรยาบรรณความเป็นครูเสียเลย

“จริงรึเปล่า?” ทุกคนสนใจคำถามเดียวกัน “หย่งฉีลวนลามนายจริงเหรอ”

สายตาหลายสิบคู่พุ่งตรงมา ผมได้แต่ยอมทิ้งเกียรติยศ กัดฟันพยักหน้า “อืม”

“ฮ่าๆๆ” ราวกับได้คำตอบอย่างที่คาดไว้ เสียงหัวเราะของทั้งห้องที่กลั้นอยู่นานพลันระเบิดออกมา

ไอ้ลูกหมาเหอตงผิงหัวร่องอหาย กุมท้องโอดโอย ก่อนตบบ่าหย่งฉี “หย่งฉี นายแน่มาก ถงถงถูกนายสอนจนเริ่มมีอารมณ์ขันแล้ว”

วังลี่ลี่ปิดปากหัวเราะ จะได้ไม่เผลอโชว์ฟันเหลืองอ๋อยเต็มปากออกมา “นิสัยของถงถงก็ดีขึ้น โดนหัวเราะขนาดนี้ยังไม่โมโหเลย ดีไม่ดีต่อไปอาจมีคนชอบมากกว่าหย่งฉีซะอีก”

“ก็ดีสิ เจ้าชายขี่ม้าขาวของมหา’ลัยทั้งสองคนอยู่ในห้องเรา” เซี่ยหมิ่นตบมือสนับสนุน

สวรรค์รู้ดี ที่ผมไม่มีความเคลื่อนไหวสักนิดไม่ใช่เพราะความเยือกเย็นรุดหน้าขึ้น แต่กำลังยับยั้งความรู้สึกจะเป็นลมอย่างสุดฤทธิ์ต่างหาก

อาจารย์ที่ปรึกษาเดินเข้าประตูมา เห็นทั้งห้องกำลังเฮฮาก็พลอยยิ้มไปด้วย “วันนี้ถงถงกับหย่งฉีกลับมาแล้ว ทุกคนดีใจมากใช่ไหม นั่งที่ได้แล้ว อาจารย์มีเรื่องสำคัญจะประกาศ”

ทุกคนแยกย้ายกลับที่นั่งตัวเอง เหอตงผิงตบผมทีหนึ่ง พลางขยิบตาให้ผม หย่งฉีทางด้านหลังรีบเข้ามาดึงผมนั่งลง

“เป็นอะไร ทำไมนิ่งเฉยแบบนี้” หย่งฉีกระซิบถามข้างหู

ผมเข่นเขี้ยว “นายไปตายซะ”

“หึๆ” เขากุมมือผมที่ใต้โต๊ะ “ถึงตายก็จะฉุดนายลงนรกด้วยกัน”

“ชั่วช้า”

อาจารย์ที่ปรึกษายืนพูดบนโพเดียม “ห้องเรามีนักศึกษามาใหม่หนึ่งคน”

นักศึกษาใหม่! ทั้งห้องตื่นเต้นขึ้นมา

ผมประหลาดใจ นี่จะจบเทอมอยู่แล้ว ช่วงใกล้สอบยังมีใครย้ายมาเรียนที่นี่อีก

เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้าประตูมา เสื้อเชิ๊ตสีขาว ราศีผู้ดีมีเงินแผ่ซ่านออกมาทั้งตัว

สาวๆ ในห้องยิ่งตื่นเต้นกันใหญ่

“หล่อ!”

“ว้าว ดูท่าตำแหน่งเจ้าชายขี่ม้าขาวคนที่สามของมหา’ลัยจะตกเป็นของห้องเราอีกแล้ว พวกเราโชคดีจริงๆ” เสียงเคลิบเคลิ้มของวังลี่ลี่ดังชัดกว่าใคร

เขาเดินขึ้นโพเดียม แม้แต่ยามย่างเท้ายังสง่าผ่าเผย เหมือนดาราขึ้นเวทีรับรางวัลไม่มีผิด

“สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อถานเมี่ยวเหยียน เป็นนักศึกษาที่ย้ายมาใหม่…”

โดนหย่งฉีกำมือแน่นจนเจ็บ ผมรีบดึงออก ทำตาเขียวใส่เขา กลับพบว่าหย่งฉีที่ปั้นหน้าขึงขังอย่างน้อยครั้งจะเห็น กำลังเขม้นมองนักศึกใหม่อย่างเกลียดชัง

บุคคลที่โดดเด่นเช่นนี้ ผมเองก็อดมองไม่ได้ พลางพึมพำ “เขาไม่น่าย้ายมาที่นี่เลย”

หย่งฉีถามอย่างตื่นเต้น “ถงถง นายก็คิดแบบนี้เหมือนกันเหรอ”

“ฮึ” ผมบอก “ท่าทางดูดีมีตังค์แบบนี้ น่าจะไปเรียนเมืองนอกมากกว่า ที่นี่ไม่ใช่โรคจิตก็คนบ้า มีอะไรดี”

หย่งฉีไม่พอใจขึ้นมาทันที น้ำเสียงเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ไอ้นี่มันระยำบัดซบ นายต้องดูถูกมัน เกลียดชังมัน เหม็นหน้ามัน”

“ระยำบัดซบก็ยังดีกว่านาย” ผมแดกดันกลับไป

ท่ามกลางเสียงถกเถียงเบาๆ การประกาศก็เสร็จสิ้น อาจารย์ที่ปรึกษาทิ้งถานเมี่ยวเหยียนให้ทำความรู้จักกับทุกคน พออาจารย์ไป ทั้งห้องก็โหวกเหวกขึ้นมา

ถานเมี่ยวเหยียนลงจากโพเดียม กลับตรงดิ่งมาทางพวกเรา

“ดูสิ ชุมนุมหนุ่มหล่อสามคน”

ผมมองรอยยิ้มที่ลึกสุดหยั่งของเขาด้วยแววตาฉงน ถานเมี่ยวเหยียนหยุดลงตรงหน้าหย่งฉี หย่งฉีลุกยืนพรวดอย่างกับจะรับศึก

ทั้งสองปะทะสายตา

หรือเจอหน้าครั้งแรกก็เขม่นกันแล้ว…

“หย่งฉี ไม่เจอซะนาน”

“นายมาทำอะไร โดนไล่ออกจากมหา’ลัยหาที่เรียนไม่ได้ เลยต้องยัดใต้โต๊ะมาเข้าที่นี่หรือไง”

ที่แท้สองคนนี้รู้จักกันมาก่อน ท่าทางจะมีความแค้นลึกล้ำด้วย

ถานเมี่ยวเหยียนไม่ตอบโต้การโจมตีของหย่งฉี ก้มหน้ายิ้มแฉ่งอวดฟันขาว ถามผมว่า “นายน่ะรึถงถง?”

“หุบปาก ใครใช้ให้เรียกชื่อถงถง” หย่งฉีขโมยบทพูดของผมไป

ผมถลึงมองหย่งฉีที่เย่อหยิ่งถือดี กลอกตาทีหนึ่ง พลันเผยรอยยิ้มน่ารักสุดขีด ตอบถานเมี่ยวเหยียนว่า “ฉันคือถงถง แล้วนายเป็นใคร”

“ฉันเป็นใคร หย่งฉีไม่เคยพูดถึงฉันให้นายฟังหรือ” ถานเมี่ยวเหยียนส่ายหน้าทำเสียงจุ๊ๆ กับหย่งฉี “หย่งฉี นายนี่แย่จริงๆ…ถงถง ฉันเป็นเพื่อนหย่งฉีตั้งแต่ประถมถึงมอปลาย และเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาด้วย”

“ใกล้ชิด?” ผมเหล่มองหย่งฉี หรือจะเป็นคนรักเก่าที่แปรรักเป็นแค้น?

เพื่อนๆ รอบข้างพากันมุงดูการแสดงอันตื่นตาตื่นใจ ผมกะพริบตาปริบๆ งุนงงไม่เข้าใจ

เอาเถอะ พวกเรามีเพื่อนใหม่เพิ่มมาคนหนึ่ง ชื่อของเขาคือ ‘ถานเมี่ยวเหยียน’

สัญชาตญาณบอกผมว่า คนแซ่ถานคนนี้จะเป็นดาวพิฆาตของเหอหย่งฉี และชีวิตมหา’ลัยอันแสนเศร้าของผม กำลังจะเกิดปรากฏการณ์ใหม่

พระเจ้า ในที่สุดท่านก็สังเกตเห็นความขมขื่นของผมแล้ว อาเมน~

บทที่ 6

ผลกระทบจากการมาถึงของถานเมี่ยวเหยียนปรากฏชัดออกมาในไม่ช้า

ข้อหนึ่ง แย่งชิงความโดดเด่นที่หย่งฉีถือครองทั้งหมดไปครึ่งหนึ่ง หนำซ้ำเขายังจงใจเป็นปฏิปักษ์ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมนอกเวลาที่หย่งฉีเข้าร่วมทั้งหมด และอยู่ทีมตรงข้ามกับหย่งฉีอีกด้วย

ข้อสอง สายตาที่ตรึงอยู่บนร่างผมตลอดเวลามีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเบนไปที่ถานเมี่ยวเหยียน ดูเหมือนว่าสำหรับหย่งฉีแล้ว ถานเมี่ยวเหยียนมีรังสีคุกคามแปลกๆ ต่อเขา

มีถานเมี่ยวเหยียนอยู่แบบนี้ ผมรู้สึกพอใจมาก ดังนั้นเมื่อใดที่เห็นทั้งสองปะทะสายตากันในห้องเรียนโดยบังเอิญ จะอดส่งยิ้มที่ดูดีให้เขาครั้งหนึ่งไม่ได้

หย่งฉีไม่สบอารมณ์กับเรื่องนี้มากๆ

“ถงถง นายยิ้มให้เขาทำไม”

“ยิ้มให้ใคร”

“ไอ้ระยำนั่นไง!”

“ฉันไม่ได้ยิ้มให้นายนี่” ผมแกล้งบื้อ

“ฉันหมายถึงถานเมี่ยวเหยียน!”

เห็นท่าทางโมโหโทโสขึ้นเรื่อยๆ ของหย่งฉี ผมโคตรสะใจ จึงบอกเสียงเย็น “ไอ้ระยำที่ฉันรู้จักมีแค่นายคนเดียว”

“ถงถง…”

“ไม่ต้องมาทำท่าน่าสงสารกับฉัน” ผมเบือนหน้าหนี เจอถานเมี่ยวเหยียนที่นั่งอยู่ข้างหลังพอดี จึงจงใจส่งยิ้มให้เขา

จู่ๆ รู้สึกมีแรงฉุดที่บั้นเอว ทั้งตัวโดนกระชากไปทางหนึ่ง ถูกบีบให้แนบชิดกับหย่งฉี ฝ่ามือของหย่งฉีกดผมไว้ไม่ให้ขยับ ก่อนหันไปแยกเขี้ยวเป็นเชิงข่มถานเมี่ยวเหยียน

ไอ้โรคจิต!

ผมยกศอกกระทุ้งเขาทีหนึ่ง ทำเอาเขาครางเจ็บเบาๆ คลายมือจากผมอย่างน้อยใจ

ถานเมี่ยวเหยียนมองพวกเราอย่างนึกสนุก เงยหน้าชำเลืองอาจารย์บนโพเดียมแวบหนึ่ง พลันตวัดเขียนอะไรหลายคำ แล้วขยำกระดาษเป็นก้อนโยนมาบนโต๊ะพวกเรา

ผมเพิ่งยื่นมือ หย่งฉีกลับเร็วกว่า คว้าก้อนกระดาษนั้นมาคลี่ออก กวาดอ่านแวบหนึ่งก็แค่นเสียงฮึๆ ออกจมูก ฉีกกระดาษเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขยำรวมกันแล้วเหวี่ยงไปที่มุมหนึ่ง

“ในนั้นเขียนว่าอะไร”

“ไม่มีอะไร”

ผมปล่อยหมัดใส่เอวของหย่งฉี ทำเสียงขู่เบาๆ “บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นพอเลิกเรียนฉันจะไปถามเขาเอง”

หย่งฉีทำหน้ารำคาญ เกาหัวตอบว่า “เขาบอกว่านายน่ารักดี เหมือนเด็กผู้หญิง”

“หา?” ผมเลิกคิ้วตกใจ

หันขวับไปทำตาเขียวใส่ถานเมี่ยวเหยียน

พอออดดัง อาจารย์ออกจากห้อง ผมยังไม่ทันได้คิดบัญชีกับเขา เขากลับเป็นฝ่ายเดินมาหาเอง

“เป็นไรไป จ้องหน้าฉันตลอดคาบเลย”

ผมมองเขาเหมือนจะเอาเรื่อง “นายพูดมาให้ชัดๆ ใครเหมือนเด็กผู้หญิง” พลางลุกพรวดขึ้นมา โชว์เรือนร่างสูงใหญ่ของผม

ถานเมี่ยวเหยียนลั่นหัวเราะ “ใครบอกนายเหมือนเด็กผู้หญิง อ้อ ฉันรู้แล้ว ฮ่าๆ คำพูดของหย่งฉีนายก็เชื่อด้วยเหรอ”

หย่งฉีก็ลุกยืนเช่นกัน น้ำเสียงเย็นชา “ถานเมี่ยวเหยียน นายอย่ามาใส่ร้ายป้ายสีฉัน”

ผมนึกระแวงขึ้นมา ใช่แล้ว…ที่ผ่านมาหย่งฉีหลอกคนได้แนบเนียนจริงๆ

ผมมองหย่งฉี แล้วหันมองถานเมี่ยวเหยียนอีกที แค่นเสียงฮึแล้วนั่งกลับลงไป

เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา การต่อสู้ดำเนินต่อไป ค่อยๆ เข้าสู่สถานการณ์ดุเดือด

²          ²          ²

ทว่าสำหรับผมแล้ว เรื่องราวกำลังพัฒนาไปในแนวทางที่ดี

หลังจากหย่งฉีเห็นผมวิ่งออกกำลังกับถานเมี่ยวเหยียนจากทางหน้าต่างครั้งนั้น…

เช้าวันรุ่งขึ้น…

“วันนี้ตื่นเช้าจัง หรือพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก?”

ผมเพิ่งลืมตา หย่งฉีก็แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว

“เอามา” เขายื่นมือมา

“อะไร”

“บัตรวิ่งออกกำลังกาย”

“นายจะวิ่งเอง?” ผมตาโต “นายกินยาผิดรึเปล่า” ผมพูดพลางโยนบัตรวิ่งออกกำลังกายให้เขา และเตือนด้วยว่า “จะวิ่งต้องวิ่งทุกวัน ต่อไปอย่าหวังให้ฉันวิ่งแทนอีก”

เขายื่นมือมาอีก “อีกใบ”

“อะไร”

“บัตรของนาย”

ผมค้อนตาคว่ำ “นายคิดว่าคนอื่นขี้เกียจเหมือนนายหรือไง ฉันไม่มีทางให้นายวิ่งแทนหรอก”

“เอามา” ไอ้หมอนี่วันนี้โหดจนน่ากลัว

ผมพลิกตัวลุกจากเตียง “ฉันไม่ให้” เตะประตูห้องน้ำโครม เข้าไปล้างหน้าบ้วนปาก

ตอนออกมาก็โดนเขาขวางหน้าประตู

“ทำอะไร”

“ถงถง” หย่งฉีทำหน้ายิ้มกริ่ม “นายช่วยฉันวิ่งมาตั้งหลายครั้ง ให้ฉันวิ่งแทนนายสักครั้งเถอะ”

เห็นเขายิ้มเหมือนหมาป่าจะเขมือบไก่ ต้องมีแผนชั่วอะไรแน่

ผมสั่นหน้าแรงๆ “ไม่เอา นายวิ่งของตัวเองก็พอ”

“เดี๋ยวฉันวิ่งแทนนายเอง แล้วจะซื้อข้าวเช้าให้ด้วย นายอยากกินอะไร”

พูดถึงข้าวเช้าผมก็คลื่นไส้ ผลลัพธ์แสนสาหัสจากการที่เขาเป็นคนซื้อข้าวเช้า ผมยังจำได้จนถึงบัดนี้ ผมยิ่งสั่นหน้าแรงกว่าเดิม “ไม่เอา ไม่ต้อง ไม่ได้”

เขาเห็นไม้อ่อนไม่ได้ผลจึงเปลี่ยนเป็นไม้แข็งทันใด คว้าแขนผมแน่น ฉุดผมเข้าข้างใน

“ไม่ได้ก็ต้องได้”

“เหอหย่งฉี นายจะทำอะไร” โดนเขากดไปบนเตียง ผมร้องเสียงหลง “ฉันขอเตือน ถ้านาย…อือๆ…นาย…อือ…”

คำเตือนไม่ทันหลุดปาก น้ำหนักที่เทียบได้กับภูเขาไท่ซานก็ทาบทับลงมา ตามด้วยริมฝีปากนุ่มๆ ประกบปากผม

เขาจะปล้ำผม! ช่วยด้วย!

ผมเบิกตาโพลง เหมือนกบที่ถูกตอกตรึงอยู่ในห้องทดลอง

ดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์ ทำได้แค่มองตาปริบๆ ดูหย่งฉีจู่โจมริมฝีปากทั้งบนล่างที่น่าสงสารของผมอย่างหนักหน่วง

ความรู้สึกเจียนขาดใจวูบขึ้นเป็นระลอก เขาปล่อยให้ผมหอบแฮกเมื่อเห็นผมใกล้หยุดหายใจ จากนั้นเริ่มใหม่

ไอ้โรคจิต! คุณแม่ช่วยผมด้วย!

“จะให้ไม่ให้?” ได้ยินน้ำเสียงเขา นึกว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกำลังเค้นถามรายชื่อสมาชิกพรรคใต้ดินจากวีรชนผู้กล้า

ผมได้แต่พยักหน้าอย่างน่าเวทนา “ให้ ให้ ฉันให้” ไม่มีศักดิ์ศรีจริงๆ

เขาล้วงบัตรวิ่งออกกำลังกายจากตัวผม ผุดรอยยิ้มแห่งชัยชนะ ลูบหน้าผมทีหนึ่ง “อยู่ในห้องให้เรียบร้อย ห้ามออกไปเพ่นพ่าน” แล้วออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

²          ²          ²

ผมนั่งใจลอยอยู่ในหอพักตามลำพัง

ทำไงดี ตอนนี้เขากำเริบเสิบสานขึ้นทุกวัน เอะอะก็จูบเอาจูบเอา ทำให้ผมเหมือนพวกปอดแหก

ระยำเอ๊ย! ผมแกว่งหมัดใส่อากาศ เมื่อกี้ทำไมไม่ต่อยสักเปรี้ยง ผมย้อนนึกเหตุการณ์เมื่อครู่ บางทีผมอาจเลือกถูกแล้ว ต่อยเขาตอนนั้น อัตราความเสี่ยงอาจเพิ่มสูงขึ้น

คิดมาคิดไป สาเหตุก็คือกลัวเขานั่นเอง

คำตอบที่ได้ ทำให้ผมหัวเสีย ทำไมต้องกลัวหย่งฉี ผมช่วยเขาซื้อข้าว ซักเสื้อผ้า เป็นพี่เลี้ยง เขาควรเป็นฝ่ายกลัวผมถึงจะถูก แล้วทำไมผมต้องกลัวเขาด้วย

ผมลุกยืนขึ้น เดินงุ่นง่านอยู่ในหอพักด้วยความขุ่นข้อง ไม่ได้…ปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไปไม่ได้ หย่งฉีน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ และผมก็กลัวเขามากขึ้นทุกที สถานการณ์ไม่สู้ดี ผมไม่อาจนั่งรอความตายได้

เดินวนถึงรอบที่ยี่สิบ ผมหยุดเท้า ตัดสินใจครั้งใหญ่…ประท้วง!

การประท้วงต้องเริ่มจากเรื่องเล็ก ก่อนอื่นต้องยุติการนั่งรอความตาย

ผมสะพายเป้ เตรียมออกจากห้อง ในเมื่อหย่งฉีวิ่งออกกำลังเองได้ งั้นผมก็สามารถซื้อข้าวเช้าเองได้ พร้อมกันนั้นก็สามารถกินข้าวเช้าเองได้เช่นกัน และผมในฐานะที่เป็นนักศึกษาทั่วไปคนหนึ่ง ออกไปอ่านหนังสือแต่เช้าก็เป็นเรื่องสมควรเช่นกัน

ลาก่อนนะ กอเอี๊ยะประจำตัว นายดูแลตัวเองเถอะ ฉันตัดสินใจเริ่มต้นใช้ชีวิตอย่างอิสระแล้ว

²          ²          ²

“ไปไหนแต่เช้า”

พอเปิดประตูก็ปะทะกับคนผู้หนึ่ง

ผมสะดุ้งโหยง เพ่งดูดีๆ ที่แท้ไม่ใช่หย่งฉี

“หาที่อ่านหนังสือน่ะ”

ถานเมี่ยวเหยียนมองหน้าผม กอดอก “อ่านหนังสือ? กินข้าวเช้ารึยัง”

“ยังเลย” นึกขึ้นได้ว่าหย่งฉีกำลังซื้อข้าวเช้าให้ผม รู้สึกไม่สบายใจชอบกล ผมขมวดคิ้ว “ไม่กินข้าวเช้าก็ไม่เป็นไร นี่…อย่ายืนขวางหน้าประตู”

“ฉันเห็นหย่งฉีไปวิ่งออกกำลังกายเป็นประวัติการณ์” ถานเมี่ยวเหยียนหยักมุมปากเล็กน้อย “ก็เลยรีบมาดูว่านายเกิดเรื่องอะไรรึเปล่า”

ถึงแม้จะนึกถึงการจูบที่น่าขยะแขยงเมื่อกี้นี้ แต่ผมไม่เผยพิรุธเด็ดขาด ผมแค่นหัวเราะ “จะเกิดเรื่องอะไรได้ วันนี้ไอ้หมอนั่นโดนฉันสั่งสอนไปยกหนึ่ง เริ่มฉลาดขึ้นมา รู้ว่าต้องขยันบ้าง”

“ฉันว่านายโดนเขาสั่งสอนมากกว่ามั้ง” ถานเมี่ยวเหยียนพึมพำเบาๆ

“นายพูดอะไร” ผมขึ้นเสียง

เขารีบปลอบ “ไม่มีอะไร ถงถง ไม่กินข้าวเช้าไม่ดีหรอก เอางี้ ฉันเลี้ยงแมคนาย แล้วไปอ่านหนังสือด้วยกัน”

“แมค?” ท้องผมร้องจ๊อก ผมมองเขาอย่างงุนงง “ทำดีด้วยโดยไม่มีสาเหตุ ไม่กลิ้งกลอกก็หลอกลวง ฉันว่าฉันไป…”

ไม่รอผมพูดจบ ถานเมี่ยวเหยียนก็ฉุดแขนผม “ไปเถอะ ฉันยังต้องสะสมคะแนนอีกนานกว่าจะถึงเป้าหมาย”

เสน่ห์ดึงดูดของแมคโดนัลไม่ใช่น้อยๆ แม้ผมจะมีความทระนง แต่กลับห้ามขาตัวเองไม่ได้ จึงเดินตามเขาไป

²          ²          ²

ในเมื่อไปแมคโดนัล ก็ไม่จำเป็นต้องช่วยถานเมี่ยวเหยียนประหยัดเงิน ผมสั่งเบอร์เกอร์สี่อัน น้ำอัดลมสองถ้วย แฮชบราวน์สองชิ้น พายแอปเปิ้ลสองอันในรวดเดียว

ถานเมี่ยวเหยียนยืนข้างหลังผม “ไม่ต้องสั่งเผื่อฉัน”

“ฉันไม่ได้สั่งเผื่อนาย”

“นายกินหมดเหรอ เยอะขนาดนี้”

ผมผงะนิดหนึ่ง  เป็นพี่เลี้ยงจนชิน จึงติดนิสัยซื้อของสองชุดตลอด ผมกระตุกมุมปาก “เก็บไว้กินตอนเที่ยง”

“มันจะเย็นหมด” ถานเมี่ยวเหยียนจู่ๆ ก็ยิ้มพราย “เอางี้ กินข้าวเช้าก่อน ตอนเที่ยงพวกเราค่อยมาใหม่”

ผมหันขวับ มองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ “ตอนเที่ยงกินอีกมื้อ?”

“อืม” ถานเมี่ยวเหยียนพยักหน้า “ฉันเลี้ยง นายกินให้เต็มที่เลย”

รู้สึกไม่ชอบมาพากล ผมเริ่มเปรียบเทียบระหว่างแมคโดนัลกับความปลอดภัยของร่างกาย สุดท้ายยังคงสั่นหน้าอย่างปวดร้าว “ไม่ต้องหรอก เปลืองเงินนายเปล่าๆ เลี้ยงมื้อเช้าก็พอแล้ว”

ถานเมี่ยวเหยียนยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรอีก

²          ²          ²

จ่ายเงินเสร็จ พวกเรายกถาดหาที่นั่ง

พอนั่งลง ผมรีบปลุกความกระตือรือร้น ทุ่มเทกำลังเต็มอัตราศึก มือซ้ายโค๊กมือขวาเบอร์เกอร์ กัดแฮชบราวน์คำพายแอปเปิ้ลคำ

ถานเมี่ยวเหยียนเห็นผมกินอย่างเอร็ดอร่อย “นายหิวมากเหรอ”

“อืม” ผมพยักหน้าไม่แคร์ ถ้าจะเลี้ยงก็อย่าขี้ตืด

“ฉันว่านายดูเหมือนไม่หิวเท่าไร”

“หืม?” ผมหันมองเขาทั้งเบอร์เกอร์เต็มปาก

“นายอยากกินเร็วๆ จะได้กลับไปดูหย่งฉีใช่ไหม”

ผมสั่นหน้า กลืนของในปากลงไปอย่างเร็ว แล้วกรอกน้ำอัดลมตามลงไปดังอึกๆ “ใครว่า ฉันคร้านจะยุ่งกับเขาด้วยซ้ำ น่ารำคาญจะตาย”

“จริงเหรอ?”

“นายตรวจสอบทะเบียนสำมะโนครัวรึไง ถามเยอะขนาดนี้” ผมค้อนเขา และเพื่อสนองตอบคำพูดของเขา ผมเริ่มกินเบอร์เกอร์ครึ่งชิ้นที่เหลืออย่างเอื่อยเฉื่อย ค่อยๆ เคี้ยว ค่อยๆ กลืน

ดูสิ ฉันไม่รีบร้อนสักนิด ไอ้หย่งฉีนั่นถูกเหวี่ยงไปนอกโลกแล้ว…

ถานเมี่ยวเหยียนเงียบไป

เขาจ้องผมตลอด ไม่รู้คิดอะไรอยู่ เมื่อผมจัดการเบอร์เกอร์อันที่หนึ่งเรียบร้อย เตรียมบุกโจมตีเบอร์เกอร์อันที่สอง เขาก็เปิดปาก “ตอนหย่งฉีจูบนายชอบใช้กำลังรึเปล่า”

พรืด…

ผมพ่นน้ำอัดลมใส่ด้านตรงข้าม ดีที่ตรงนั้นไม่มีคนนั่ง

“นายว่าไงนะ” ผมเบิกตาโต หันกลับมากดเสียงถาม

“ริมฝีปากบนของนายโดนเขากัดจนบวมตุ่ยแล้ว”

หา? เรื่องขายหน้าแบบนี้ ผมกลับไม่รู้สึกตัวสักนิด แถมยังวิ่งออกมาเพ่นพ่านถึงแมคโดนัล ผมรีบแตะริมฝีปากอย่างร้อนใจ “ไหน ตรงไหน”

ถานเมี่ยวเหยียนมองผมเงียบๆ นานมากค่อยหลุดขำออกมา

“หัวเราะอะไร”

“ฮ่าๆ ถงถง ฮ่าๆ…” เขาทำเหมือนดูหนังตลกที่ฮากระจายที่สุดในรอบปี หัวเราะจนไหล่สั่นไม่หยุด “นายนี่หลอกง่ายจริงๆ ฮ่าๆ แบบนี้คงโดนหย่งฉีแกล้งจนหัวหมุนแน่ๆ”

ผมมองหน้าเขาตาปริบๆ

เขาหัวเราะอยู่นาน แล้วจู่ๆ ก็หยุดกึก ปั้นหน้าเคร่งขรึม “อยู่กับหย่งฉีนายโดนเอาเปรียบแน่ ให้ฉันคุ้มครองนายดีไหม”

ผมยังคงกะพริบตาปริบๆ

เขาลดเสียงค่อย ชะโงกใกล้เข้ามา “ฉันไม่เหมือนหย่งฉี ฉันไม่เคยใช้กำลังบังคับ”

โครม! ดังสนั่น ถานเมี่ยวเหยียนร่วงจากเก้าอี้ลงไป

สายตาคนทั้งร้านพากันพุ่งมาที่กำปั้นขวาของผมซึ่งยื่นค้างกลางอากาศ

ผมมองถานเมี่ยวเหยียนที่ทรุดกองแทบพื้นด้วยสายตาเย็นชา เก็บหมัดกลับมาช้าๆ ยัดเบอร์เกอร์และพายแอปเปิ้ลที่เหลือใส่กระเป๋าเป้ หยิบน้ำอัดลมขึ้นมาแล้วลุกยืน เผยแววตาทระนง เชิดหน้าย่างเท้าออกจากร้าน

เบื้องหลังคือความเงียบกริบ…

ออกจากร้าน ผมเม้มปาก มองดูถนนที่เริ่มพลุกพล่านห้าวินาที

“อ๊ากๆๆๆๆ พระเจ้า คนเดียวไม่พอ ยังส่งมาสอง โกรธแค้นอะไรผมนักหนา” ผมตะเบ็งด่าขึ้นฟ้า คนเดินถนนเหล่มอง

ชีวิตมหา’ลัยที่แสนเศร้าของผม ชีวิตมหา’ลัยที่แสนเศร้าของผม!

²          ²          ²

ผมสะเทือนใจกับชีวิตอันน่ารันทดของตัวเอง เดินโซเซไปตามทางเดินเล็กๆ ของมหา’ลัยอย่างเหม่อลอย

เบื้องหน้าพลันปกคลุมด้วยเงาดำสูงใหญ่ ผมเงยหน้างงๆ พบว่าหย่งฉียืนโกรธขึ้งอยู่ตรงหน้า

“ไปไหนมา” หย่งฉีเลิกคิ้วดกหนา แกว่งกล่องข้าวที่ใส่ข้าวต้มจนเต็มในมืออย่างโกรธเกรี้ยว ยื่นนิ้วมาชี้จมูกผม “ห้องข้างๆ บอกว่านายเดินหัวร่อต่อกระซิกออกไปกับถานเมี่ยวเหยียน บอกมาเดี๋ยวนี้ นายไปไหนกับเขามา”

พอได้ยินคำว่าถานเมี่ยวเหยียน ผมก็ฉุนขึ้นมาเช่นกัน ชี้จมูกหย่งฉี ใช้เสียงที่เกรี้ยวกราดกว่าเขา “ห้ามพูดถึงไอ้ระยำนั่น”

“ระยำ?” หย่งฉีถูกผมตวาดก็ผงะอึ้ง ก่อนแช่มชื่นขึ้นมาทันที “ฮ่าๆ ถงถง นายหมายถึงไอ้ระยำนั่นเหรอ ถงถงฉลาดจริงๆ รู้จักโฉมหน้าแท้จริงของเขาแล้ว”

ผมเบือนหน้า “ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี พวกนายสองคนก็หื่นกามเหมือนกันนั่นแหละ”

หย่งฉีหน้าขรึมขึ้นมา น้ำเสียงจริงจัง “ไม่เหมือน ฉันจริงใจกับนาย ส่วนเขามีเจตนาไม่ดีกับนาย”

“เอ๊ะ?” ผมหันหน้ากลับมา มองหย่งฉีหัวจรดเท้า “นายรู้ได้ยังไงว่าเขามีเจตนาไม่ดีกับฉัน”

“ฮึ” เอ่ยถึงถานเมี่ยวเหยียน หย่งฉีก็ฮึดฮัดขึ้นมา “ไอ้หมอนั่นชอบเอาชนะฉันตั้งแต่เล็กจนโต ขนาดใครได้เข้าห้องน้ำก่อนหลังก็ยังแย่งกัน แล้วมีหรือจะไม่แข่งกันแย่งนายกับฉัน”

ทำไมผมถึงถูกวางอยู่ในระดับเดียวกับการเข้าห้องน้ำไปแล้ว พูดไม่ออกจริงๆ

หย่งฉีเห็นผมเงียบไป เหมือนรู้สึกตัวว่าพูดผิดจึงเกาหูอย่างขัดเขิน แล้วยิ้มทะเล้นเสริมขึ้นอีกประโยค “แน่นอน ถงถงสำคัญกว่าการเข้าห้องน้ำเป็นกอง”

“หย่งฉี”

“หืม?”

ผมถามเบาๆ “ปกติกับอาจารย์และพวกสาวๆ นายปากหวานอย่างกับเคลือบน้ำตาล แต่ทำไมกับฉันถึงไม่เคยพูดเพราะๆ สักที” ฟันเริ่มบดกันดังกรอดๆ

หย่งฉีผงะค้าง ก่อนผุดยิ้มจนตาพราวเหมือนแจ่มแจ้งอะไรสักอย่าง ถึงขนาดดีใจแทบเต้น น้ำเสียงลิงโลด “ถงถง นายหึงเหรอ?”

คนกับสัตว์ประหลาดไม่มีทางสื่อสารกันได้จริงๆ ผมยืนตะลึงกับที่ แววตาแข็งทื่อ แทบกระอักเลือด

หย่งฉีตื่นเต้นเกินเหตุ เดินวนรอบตัวผมไม่หยุดก่อนยื่นหน้าจากข้างหลังซบบนไหล่ผม บอกเสียงหวานเยิ้ม “ในที่สุดนายก็ฉลาดขึ้นแล้ว เฮ้อ รู้จักหึงหวงเป็นแล้ว”

ขณะนั้นอารมณ์ของผมใกล้ระเบิดเต็มทน บวกกับตำแหน่งที่หย่งฉียืนอยู่ก็เหมาะเหม็งพอดี ดังนั้นผมจึงเหวี่ยงกำปั้นไปข้างหลังโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง

“โอ๊ย…!”

เสียงโอดดังมาจากข้างหลัง

²          ²          ²

วันนี้นักศึกษาหญิงทั้งห้อง รวมทั้งอาจารย์พากันปวดใจอย่างหาที่เปรียบมิได้

เพราะม้าขาวสองตัวของภาควิชาต่างได้รับบาดเจ็บ บนเบ้าตาของทั้งคู่มีวงกลมสีดำเพิ่มมาคนละข้างอย่างเท่าเทียม หย่งฉีข้างขวา ถานเมี่ยวเหยียนข้างซ้าย คนอื่นยังพอทำเนา แต่เมื่อหย่งฉีกับถานเมี่ยวเหยียนปะทะสายตากัน ต่างตื่นตะลึง แล้วชี้วงดำรอบตาของฝ่ายตรงข้าม อ้าปากหัวเราะฮ่าๆ พร้อมกัน

แบบฉบับของคางคกหัวเราะกบที่แท้จริง

ผมมองด้วยสายตาเย็นชาอยู่ทางหนึ่ง เหอตงผิงชะโงกมากระซิบถามจากข้างหลัง “สองคนนั้นแอบไปสู้กันมายกหนึ่งแล้วใช่ไหม ถึงได้มีของที่ระลึกมาคนละวง”

ผมหัวเราะพรืด พยักหน้าตอบ “ถูกต้อง เมื่อวานนี้พวกเขาเปิดฉากประลองฝีมือแบบไม่มีใครยอมใครที่สนามกีฬาเพื่อแย่งชิงตำแหน่งชายหล่อหมายเลขหนึ่งของมหา’ลัย ฉันอยู่ตรงนั้นพอดี เลยเป็นกรรมการให้”

“ต้องเร้าใจมากแน่ๆ” เหอตงผิงเชื่อสนิท

ผมหัวเราะหนักกว่าเดิม “แน่นอน ดุเดือดเลือดพล่านขนาดฟ้าดินยังต้องสะท้าน เทพมารยังต้องสะอื้นเลยล่ะ”

“ใครชนะ”

“ไม่บอก นายไปถามพวกเขาเอาเอง”

“แล้วฝ่ายชนะมีอะไรเป็นรางวัล”

“รางวัล?”

เหอตงผิงพลันยิ้มมีเลศนัย หัวเราะคิกคัก “โดยปกติการประลองยุทธ์มักเกี่ยวข้องกับหญิงงาม ในเมื่อนายอยู่ในเหตุการณ์ ได้กำหนดรึเปล่าว่าใครชนะจะได้จูบถงถงหรืออะไรทำนองนี้…”

เพิ่งขาดคำ ตาสองข้างก็โดนหมัดคู่ไร้เทียมทานของผมเต็มเปา

เหอตงผิงโอดโอย ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งห้องทันใด

วงกลมสีดำหนึ่งซ้ายหนึ่งขวา ‘ยี่ห้อถงถง’ ขนานแท้ ปรากฏขึ้นที่สองตาของเหอตงผิง

ผมกำลังยินดีปรีดากับความรุดหน้าของพลังฝีมือด้านผดุงคุณธรรมในวันนี้ เหอตงผิงก็เอ่ยเสียงสะอื้นอย่างน่าเวทนา “ฉันรู้แล้วว่าหย่งฉีกับถานเมี่ยวเหยียนมีวงดำรอบตาได้ยังไง”

แย่แล้ว แย่แล้ว…ผมรีบกวาดมองรอบตัว อย่างที่คิดจริงๆ สายตาขุ่นเคืองของนักศึกษาหญิงทั้งห้อง กำลังทิ่มแทงมา

²          ²          ²

เรื่องโชคดีที่สุดของวันนี้ก็คือ สองวินาทีหลังจากสายตาขุ่นเคืองของนักศึกษาหญิงทั้งหมดมากองรวมกันที่ตัวผม เสียงออดเข้าเรียนก็ดังขึ้น ไม่อย่างนั้น สาวๆ พวกนี้อาจจะกรูเข้ามาแก้แค้นให้กับเหอหย่งฉีและถานเมี่ยวเหยียนก็เป็นได้

“ถานเมี่ยวเหยียน ที่นั่งของนายอยู่แถวหลังนั่น”

หนึ่งวินาทีก่อนที่เจ้าชายขี่ม้าขาวทั้งสองซึ่งยืนตระหง่านอย่างเด็ดเดี่ยวห้าวหาญจะนั่งลง ยังคงอดงัดข้อกันไม่ได้

ถานเมี่ยวเหยียนไม่สนหย่งฉี หย่อนก้นนั่งตรงด้านซ้ายของผม “มหา’ลัยไม่มีข้อกำหนดเรื่องที่นั่ง นายไม่อยากนั่งแถวเดียวกับฉัน ก็เชิญย้ายไปข้างหลัง”

“นาย…”

หย่งฉียังอยากเอาชนะ แต่โดนผมตวาดเบาๆ “หุบปาก อาจารย์เข้าห้องแล้ว จะเถียงอะไรกันอีก นายอยากโดนทำโทษให้ยืนเรียนใช่ไหม”

หย่งฉีมองผมแวบหนึ่ง แล้วถลึงตาใส่ถานเมี่ยวเหยียน ก่อนนั่งลงด้านขวาของผมอย่างหัวเสีย

“ถงถง กระเถิบมาหน่อย อย่าให้เขาโดนตัว” เขารั้งผมมาชิดข้างตัวเขา

ผมยกกำปั้นทุบต้นขาเขาทีหนึ่ง แล้วรีบนั่งตัวตรง สายตาแน่วนิ่งอยู่ที่โพเดียม พลางขู่เสียงต่ำๆ “ตั้งใจเรียนดีๆ ถ้ายุกยิกอีกฉันจะต่อย!”

ทั้งสองค่อยสงบลงได้

ชีวิตมหา’ลัยของผมนั้นแสนเศร้าปานใด พอจะมองออกได้จากคาบเรียนวิชาเขียนแบบวิศวกรรมที่ควรผ่อนคลายสุดๆ คาบนี้

ข้างซ้ายคือถานเมี่ยวเหยียนที่ตาซ้ายดำคล้ำเป็นวง ข้างขวาคือเหอหย่งฉีที่ตาขวาดำคล้ำเป็นวง ข้างหลังคือเหอตงผิงที่สองตาดำคล้ำเป็นวงและครวญครางตลอดเวลาหลังจากนั่งลง

“ถงถง นายต่อยเจ็บจริงๆ ตาฉันเบลอไปหมดแล้ว นายช่วยจดแทนได้ไหม” หย่งฉีทางขวาทำเสียงออดอ้อนเบาๆ ทำเอาผมสยิวจนขนลุก

“ถงถง ฉันจริงใจต่อนายนะ ฉันรู้ว่าวิธีการแสดงออกของฉันตอนอยู่ร้านแมคโดนัลไม่ถูกต้อง แต่ว่าครั้งหน้ารับรองจะปรับปรุงแน่นอน” ถานเมี่ยวเหยียนทางซ้ายให้คำมั่นอย่างแข็งขัน ก้มหน้าบอกรักผมทีละถ้อยทีละคำโดยไม่แคร์สายตาตักเตือนของอาจารย์ ฟังจนผมอยากจะกรีดร้อง

“อย่าไปฟังเขา เขาคิดไม่ซื่อ”

“เหอหย่งฉี ดูถูกคนอื่น ไม่มีมารยาทซะเลย”

มันน่ามุดใต้โต๊ะออกจากห้องเรียนเดี๋ยวนั้นจริงๆ

สองหูได้รับยาพิษบ่อนทำลายของพวกเขา สองตามองกระดานดำสังเกตความเคลื่อนไหวของอาจารย์ มือขวาถือปากกาจด มือซ้ายปัดรังควานจากหย่งฉีที่คอยรั้งผมไปทางเขา ขณะเดียวกับแผ่นหลังต้องต้านทานสายตาพิฆาตของนักศึกษาหญิงทั้งห้อง และสายตาน้อยใจของเหอตงผิง

บททดสอบหลายด้านที่ชวนพรั่นพรึงเช่นนี้ดำเนินอยู่นานถึงสี่สิบห้านาที ผมแทบถึงจุดที่น้ำมันแห้งตะเกียง เหงื่อเย็นโซมกาย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อผมได้ยินออดเลิกเรียนจึงดีใจเหมือนได้ยินเสียงสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น

“ถานเมี่ยวเหยียน ไปนั่งข้างหลัง”

“ฉันมีเสรีภาพทางกาย อยากนั่งตรงไหนก็นั่งตรงนั้น”

หย่งฉีลุกพรวด จ้องหน้าถานเมี่ยวเหยียนเขม็ง พลันหัวเราะขึ้นมา ก้มตัวดึงแขนผม “ถงถง พวกเราไปนั่งแถวหลังกัน ถานเมี่ยวเหยียน นายบอกจะนั่งแถวหน้าเองนะ แล้วอย่าเปลี่ยนที่ล่ะ”

สายตาทั้งห้องต่างมาชุมนุมกันที่พวกเรา เหมือนกำลังดูละครตลกสิบนาทีหลังหมดคาบ

ผมโดนหย่งฉีฉุดแขนจนเจ็บแปลบ จึงสลัดเขาออก “ทำอะไร นั่งตรงไหนก็เหมือนกัน”

ถานเมี่ยวเหยียนได้ใจขึ้นมาทันที พยักหน้าร้องรับ “เป็นไง? ถงถงชอบนั่งแถวหน้ากับฉัน”

“พูดซี้ซั้ว ถงถง นายรีบปฏิเสธสิ” หย่งฉีเข้ามาฉุดแขนผมอีกรอบ

ทนไม่ไหวแล้ว ไอคิวของสองคนนี้ดูยังไงก็สูงกว่าเด็กอนุบาลไม่เท่าไร

ผมแสดงอำนาจในที่สุด ลุกพรวดขึ้นมา

“หุบปากให้หมด” ผมยื่นสองแขน คว้าคอไอ้ตัวหายนะทั้งสองไว้แน่น เข่นเขี้ยวคำราม “ถ้าชอบสู้กันก็ออกไปข้างนอกนั่น สู้ให้ตายไปข้างจะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว”

ทุกคนต่างตะลึงงัน

“ถงถง” หย่งฉียื่นมือมากุมมือผมที่คว้าคอเสื้อเขาอยู่ “ถ้าฉันสู้ชนะ นายจะไม่ปีนกำแพงไปหาชู้อีกใช่ไหม”

ผมกะพริบตาปริบๆ นานมากกว่าจะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ปีนกำแพงหาชู้’

ผมไม่ทันเปิดปากพูด ถานเมี่ยวเหยียนกระแอมสองที “เดิมทีฉันไม่ชอบการทะเลาะวิวาท แต่ว่า…ข้อหนึ่ง คู่ต่อสู้คือเหอหย่งฉี ข้อสอง…เพื่อถงถง แค่สองข้อนี้ ต่อให้ไม่ชอบการต่อสู้ก็ต้องต่อสู้”

เขาพูดจบ พยักพเยิดไปทางข้างนอกกับหย่งฉี “ว่าไงหย่งฉี เลือกมาสักที่”

“นึกว่าฉันกลัวหรือไง”

ผมอึ้งไปหลายนาที ในที่สุดก็เชื่อแล้วว่าไอ้หน้าโง่สองคนนี้จะออกไปสู้กันตัวต่อตัวข้างนอกนั่นโดยไม่สนใจกฎระเบียบของมหา’ลัย จึงตะเบ็งดังลั่น “กลับมาเดี๋ยวนี้ พวกนายบ้าไปแล้วหรือ จะได้เวลาเข้าเรียนแล้ว”

ผมชักเท้าไล่ตาม แต่โดนคนขวางไว้ที่ประตูห้องเรียน

พอก้มดู อ๊าก…กองทัพทหารหญิงเข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ละคนสีหน้าบูดบึ้ง

“พวกเธออย่าขวางทาง ฉันจะ…”

“จะไปดูพวกเขาตีกันใช่ไหม”

“อะไร” ผมเกาหัว ขมวดคิ้ว “พวกเธอประสาทรึเปล่า ฉันจะไปเกลี้ยกล่อมให้เลิกตีกันต่างหาก”

“อย่ามาทำไก๋ นายดีใจจะแย่แล้ว” วังลี่ลี่แค่นเสียง “เหลียงเส้าถง ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าในบรรดาผู้ชายจะมีคนที่ชั่วช้าอย่างเธออยู่ด้วย”

ผมชี้จมูกตัวเอง อ้าปากกว้าง “ฉัน? ชั่วช้า?”

เซี่ยหมิ่นส่ายหน้า เม้มปาก “ฉันไม่ดูถูกรักร่วมเพศ แต่ว่าถงถง ก็เพราะพฤติกรรมอย่างเธอนี่แหละ ทำให้พวกรักร่วมเพศขายหน้ากันหมดแล้ว”

ผมร้องเสียงหลง “รักร่วมเพศ? เธอบอกว่าฉันเป็นพวกรักร่วมเพศ?”

“เธอทำเกินไปแล้ว ลงไม้ลงมือกับเหอหย่งฉีและถานเมี่ยวเหยียนไม่พอ ยังยุให้พวกเขาตีกันอีก”

“ใช่ เธอรังแกหย่งฉี พวกเราขัดหูขัดตามานานแล้ว”

“แต่หย่งฉีทั้งรักทั้งห่วงนายที่เป็นน้องชายคนนี้ พวกเราถึงไม่อยากพูดอะไร”

ข้อเท็จจริงพิสูจน์ให้เห็นว่านักศึกษาหญิงที่โกรธแค้นยังชวนให้ขนลุกกว่านักศึกษาชายที่โกรธแค้นเสียอีก ผมมองซ้ายทีขวาที เบื้องหน้าเต็มไปด้วยสายตาตำหนิ และเสียงติเตียนประโยคแล้วประโยคเล่า หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย

บัดนี้ผมแจ่มแจ้งแล้วว่าการถูกน้ำลายท่วมตายนั้นเป็นอย่างไร ก็เหมือนสภาพของผมในตอนนี้

“เห็นเธอชอบวางท่าเป็นคนดี ไม่คิดว่าจะใจแคบขนาดนี้”

“ต่อให้หน้าตาดี แต่จิตใจอัปลักษณ์ ก็อย่าหวังได้เจอรักแท้เลย”

“นิสัยของคนตัดสินชะตาชีวิต เธอนิสัยแบบนี้ รู้ไหมตัวเองจะมีชะตากรรมยังไง”

หลักธรรมข้อย่อยเสร็จ ก็ต่อด้วยหลักธรรมข้อใหญ่

ผมค่อยๆ หุบปากที่อ้ากว้าง นั่งลงเสียเลย ฟังพวกเธอเวียนกันต่อว่าต่อขานผมเหมือนร้องเพลง

“เหลียงเส้าถง ได้ยินรึเปล่า”

“ทำไมถึงหน้าด้านแบบนี้ ไม่ได้ยินที่พวกเราพูดหรือไง”

ผมก้มหน้า แคะหูอย่างเจียมตัว

“พวกเราขอให้เธอปรับปรุงนิสัยที่บอกไปข้างต้น”

“ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงทีเดียวทั้งหมด อย่างน้อยทีละนิดก็ยังดี”

“ดีกับหย่งฉีบ้าง มีน้ำใจกับถานเมี่ยวเหยียนบ้าง”

“อย่าเอาแต่เรียกใช้ญาติผู้พี่เหมือนเขาเป็นล่อ เรื่องของตัวเองก็ต้องทำเอง”

ผมเกือบกระอักเลือดแล้ว ผมเรียกใช้ญาติผู้พี่เหมือนเขาเป็นล่อ? ต่อให้เหอหย่งฉีเป็นล่อ ก็เป็นล่อขี้เกียจตัวหนึ่ง

“นี่! เหลียงเส้าถง พูดอะไรบ้างสิ”

“นี่! นี่! อย่ามาทำเฉย พูดเดี๋ยวนี้”

ผมยึดมั่นคำสอนโบราณที่ว่าชายชาตรีไม่ทะเลาะกับอิสตรี ตัดสินใจแน่วแน่จะไม่ปริปาก ถ้าพวกเธอยังไม่ยอมหยุด ผมก็จะไม่ขยับปากเด็ดขาด…ขยับกำปั้นสะใจกว่าเยอะ

การต่อว่าต่อขานยังดำเนินต่อไป ผมก้มหน้านับ ถ้าด่าผมอีกสิบประโยค ผมจะ…

สิบ เก้า แปด เจ็ด…

“พวกเธอเลิกว่าถงถงได้แล้ว ไม่แน่ว่าหย่งฉีอาจรังแกถงถงก่อนก็ได้”

ขณะที่ผมโคจรลมปราณถึงจุดตานเถียน เตรียมเกร็งพลังจู่โจม ประโยคที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงขลาดๆ นี้ก็ลอยมาเข้าหู

“ไต้ชุนเฉา เธอไม่เข้าข้างหย่งฉี?” พวกสาวๆ หันขวับไปมองวีรสตรีผู้กล้า

ไต้ชุนเฉาที่ใจเสาะมาตลอดยืนอยู่ในมุมหนึ่ง เอ่ยเบาๆ “ถงถงคงดีกับหย่งฉีพอสมควร เขาช่วยซื้อข้าวให้หย่งฉีเสมอ”

กระแสไออุ่นถาโถมเข้าสู่หัวใจ

ผมเงยหน้าทันควัน น้ำตาคลอเบ้า

ไต้ชุนเฉาที่รูปร่างเล็กบางและไม่เป็นที่ดึงดูดความสนใจผมสักนิด เวลานี้ภาพลักษณ์ในสายตาผมช่างยิ่งใหญ่ เปล่งรัศมีเรืองรองไปทั่วทิศ

ปึง! ผมทุบโต๊ะดังสนั่น พวกสาวๆ ตกใจสะดุ้ง

ลุกยืนขึ้น ก้าวเดินไปทางไต้ชุนเฉาด้วยท่าทางน่าเกรงขาม…ทีละก้าว ทีละก้าว

“ไต้ชุนเฉา ไม่สิ ไต้ชิงเทียน (4)” ผมก้มมองเธอ เอ่ยน้ำเสียงตื้นตัน “เธอคือแสงประทีป เธอคือแสงตะวันในชีวิตของฉัน คือน้ำค้างในยามรุ่งอรุณ เธอคือนักศึกษาหญิงที่มีสติปัญญาที่สุดในมหา’ลัยเฮงซวยแห่งนี้”  

“ฉัน…” ไต้ชุนเฉาเหมือนรับไม่ได้กับคำชมเชยที่จริงใจของผม ก้มหน้าประหม่า

ใช้อะไรมาเป็นตัวแทนความซาบซึ้งจากใจของผมดี?

ผมคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายก็คิดออกวิธีหนึ่ง “เพื่อตอบแทนวาจาผดุงธรรมของเธอ ฉันจะดูแลเธออย่างดี ฉันจะช่วยเธอซื้อข้าว ล้างชาม ซักเสื้อผ้า วิ่งออกกำลัง ซื้อคูปองอาหาร ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอ ต่อไปการทดลองแปรรูปโลหะ ฉันจะทำแทนเธอเอง”

ไต้ชุนเฉาเป็นที่ดึงดูดสายตาอิจฉาจากรอบทิศทันที

“เอ่อ…ไม่ดีหรอก เธอก็เรียนยุ่งเหมือนกัน อีกอย่าง…”

ผมพยักหน้ายืนกราน “ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น เธอวางใจได้ ฉันจะไม่เสียใจภายหลังเด็ดขาด”

พูดประโยคนี้จบ ผมก็เริ่มเสียใจในภายหลังแล้ว

บทที่ 7

สองคาบถัดมาของช่วงเช้า ไต้ชุนเฉานั่งอยู่ด้านหลังผมตลอด แม้ไม่หันมอง ผมก็รู้สึกได้ว่าสายตาของเธอหยุดอยู่บนแผ่นหลังของผมเรื่อยมา

นักศึกษาหญิงอื่นๆ แอบซุบซิบนินทา ขี้เกียจจะไปสนใจ

คาบที่สามนั่งเรียนแบบใจไม่อยู่กับตัว พออาจารย์เข้ามา พบว่านักศึกษาชายทั้งห้องเหลือแค่ผมคนเดียวจึงโมโหจนควันออกหู ถามยกใหญ่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

พวกนักศึกษาหญิงเนื่องจากยึดถือหลักการปกป้องเจ้าชายขี่ม้าขาว จึงทยอยกันหาข้ออ้างสารพัด

“ถานเมี่ยวเหยียนไม่สบายค่ะ”

“เหอหย่งฉีเจ็บเท้าเพราะช่วยเพื่อนในทีมตอนแข่งบาสค่ะ”

“นักศึกษาชายอื่นๆ ไปเยี่ยมพวกเขาค่ะ”

ข้อเท็จจริงพิสูจน์ว่า ความสามารถในการโกหกของนักศึกษาหญิงไม่แพ้นักศึกษาชายแม้แต่นิดเดียว อาจารย์อ่อนอกอ่อนใจกับบรรดาทหารหญิงกลุ่มนี้ ได้แต่ก้มหน้าเริ่มการบรรยาย

ผมคิดถึงผลการดวลเดี่ยวระหว่างเหอหย่งฉีกับถานเมี่ยวเหยียนตลอดเวลา

ไม่รู้ใครจะชนะ…

ผมทั้งไม่หวังให้เหอหย่งฉีชนะ และไม่หวังให้เหอหย่งฉีแพ้ ไอ้หมอนี่ชนะเมื่อไรเป็นต้องคุยฟุ้ง แต่ถ้าแพ้ผมก็ขายหน้า

เฮ้อ…ไม่ดีสักอย่าง

หนึ่งคาบผ่านไปอย่างร้อนรุ่ม ในที่สุดข่าวคราวก็มาถึงในคาบเรียนที่สี่ ศึกดวลเดี่ยวของเหอหย่งฉีและถานเมี่ยวเหยียนถูกยับยั้งโดยอาจารย์แนะแนวคนหนึ่งที่วิ่งมาถึงทันเวลาพอดี ตอนนี้ทั้งสองคนถูกพาไปอบรมที่สำนักงานกิจการนักศึกษา

นักศึกษาชายที่ตามไปดูในสนาม แน่นอนว่าถูกคุมตัวกลับไปเช่นกัน

เหอตงผิงโดนก่อนเป็นคนแรก เพราะเป็นคณะกรรมการฝ่ายวินัยประจำชั้น

²          ²          ²

กองทัพทหารหญิงทั้งห้องเริ่มเอะอะโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง

“ทำไงดี พวกเหอหย่งฉีโดนอาจารย์จับไปแล้ว”

“ใครกันสันดานไม่ดีไปฟ้องอาจารย์ อย่าให้รู้เชียว จะขย้ำๆๆๆ…” เปาเยี่ยนชิงชูนิ้วทั้งห้า ทำท่าโหดเหี้ยมเหมือนจะบีบคอใคร

สายตาคลางแคลงหลายคู่ยิงกราดมาที่ผม ผมยิ้มขม หรือผมมีพลังพิเศษที่สามารถส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปฟ้องอาจารย์โดยไม่ให้ใครรู้ได้?

“แม้แต่เหอตงผิงก็โดนจับไปด้วย ตอนนี้ทั้งหมดคงกำลังถูกอบรมอยู่เป็นแน่”

“เหอตงผิงโดนอบรมก็ช่างปะไร” เสียงเศร้าสร้อยของวังลี่ลี่ทำให้ผมสั่นไปทั้งตัว “แต่เหอหย่งฉีจะทำยังไง มีเรื่องชกต่อยแบบนี้ต้องโดนบันทึกความผิดด้วย”

ทันใดนั้นภายในห้องเรียนมีแต่เสียงถอนใจ

“พวกเราไปขอร้องอาจารย์กันเถอะ” มีคนเสนอ

“ใช่ พวกเราต้องไปขอร้องอาจารย์”

“ฉันไปด้วย”

“ฉันก็ไปด้วย”

ไม่มีใครสนใจคาบเรียนที่สี่แล้ว เหมือนว่าต้องกุมโอกาส ‘หญิงงามช่วยวีรบุรุษ’ ครั้งนี้เอาไว้ให้มั่น จากนั้นมีเสียงตอบรับดังสนั่น แล้วพากันออกจากห้องไป

วังลี่ลี่เดินถึงหน้าโต๊ะผม “นี่ เธอจะไปไม่ไป”

“ไปไหน”

“ช่วยขอร้องแทนเหอหย่งฉีกับถานเมี่ยวเหยียนไง ก็เพราะเธอ…”

ผมสั่นหน้าโดยไม่รอให้เธอพูดจบ ท่าทีไม่แคร์ “ทำไมฉันต้องไปขอร้องแทนพวกเขาด้วย อยากทะเลาะกันเอง แถมยังทำให้เพื่อนในห้องเดือดร้อนไปด้วย” เห็นวังลี่ลี่ทำหน้าประหลาดใจ ตั้งท่าจะสั่งสอนผม ผมรีบหันหน้าไปยิ้มอย่างนุ่มนวลที่สุดให้ไต้ชุนเฉาที่อยู่ข้างหลัง “เสี่ยวชุน (5) ตอนเที่ยงอยากกินอะไร ฉันช่วยซื้อปลาเจี๋ยนน้ำแดงให้ดีไหม”

เสียงโครมดังขึ้นข้างหลัง ใครบางคนเหมือนยืนไม่มั่น ชนถูกมุมโต๊ะอย่างแรง

ไต้ชุนเฉามองผมอย่างขลาดๆ ไม่ได้พูดว่าดี และไม่ได้พูดว่าไม่ดี ผมลุกยืนขึ้น เก็บของยัดใส่เป้

“ไหนๆ ก็เหมือนโดดเรียนทั้งห้องแล้ว งั้นฉันไปต่อแถวในโรงอาหารล่วงหน้าแล้วกัน เสี่ยวชุน อีกเดี๋ยวไปรอฉันที่หน้าประตูโรงอาหาร เอากล่องข้าวของเธอมาให้ฉัน” ผมหยิบกล่องข้าวจากลิ้นชักของเธอ แล้วเดินสง่าผ่าเผยฝ่าฝูงชนที่ยืนตาค้างออกไป

ฮ่าๆ ใครบอกเรื่องของเหอหย่งฉีก็ต้องเป็นเรื่องของผมเสมอไป

นับแต่นี้ต่อไป ไม่ใช่อีกแล้ว!

²          ²          ²

โรงอาหารมหา’ลัยเบียดเสียดตลอดกาล นี่คือความเศร้าสลดของนักศึกษา

ดีที่ผมมาเข้าแถวค่อนข้างเร็วจึงได้ปลาเจี๋ยนน้ำแดงสองชุดอย่างราบรื่น เมื่อยกกล่องข้าวสองกล่องเบียดกลุ่มคนที่แน่นขนัดแทบบี้มดตายได้ออกมา ก็เห็นไต้ชุนเฉายืนรออยู่หน้าประตูโรงอาหารแล้ว

“คนเยอะมาก”

“อืม” เธอพยักหน้า เงยมองผมแวบหนึ่ง พลันหน้าแดงถึงคอ

ผมกลับรู้สึกว่าท่าทางแบบนี้ของเธอตลกดีจึงอดหัวเราะไม่ได้ “นี่ ฉันว่า…เธอกำลังเขินใช่ไหม”

เธอสั่นหน้าเบาๆ มองผม “เธอเหงื่อออกเต็มเลย โดนเบียดใช่ไหม คราวหน้าไม่ต้องลำบากแบบนี้หรอก”

“ไม่เป็นไร ฉันต้องเบียดแบบนี้ทุกวันอยู่แล้ว เพราะเหอหย่งฉีไง เขาเรื่องมาก…” พูดได้ครึ่งหนึ่ง ผมก็หุบปากทันที

ห่างออกไปสิบก้าว เหอหย่งฉีที่เพลิงพิโรธลุกท่วมทั้งตัวกำลังเดินมาทางผม

“วันนี้นายทำอะไรลงไป” เขาเดินถึงเบื้องหน้าผม ถลึงตาจนโปนโตยิ่งกว่าตาวัว

“นายไม่รู้หรือ” ผมนึกว่ารู้กันทั้งมหา’ลัยแล้วเสียอีก

ไต้ชุนเฉายืนอยู่ด้านข้าง ตกใจจนหน้าที่แดงเรื่อแปรสีเป็นขาวเผือด เพื่อผ่อนคลายอารมณ์หวาดกลัวของเธอ ผมหันไปยิ้มให้เธอเป็นพิเศษ “เธอชอบกินปลาไหม? อร่อยมากๆ ฉันซื้อเผื่อเธอชุดหนึ่งด้วย”

มือพลันเบาหวิว กล่องข้าวถูกเหอหย่งฉีแย่งเอาไป

ผมหันไปตาเขียวใส่เขา “นายทำอะไร นี่มันกล่องข้าวของผู้หญิง”

“นี่เป็นปลาของฉัน!” เขาตะคอกผม

ในขณะนั้น ผู้คนโดยรอบพากันหยุดยืนดู แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมถูกคนมุง จึงตะคอกเขากลับไป “จะกินปลาก็ไปซื้อเอง! ขูดรีดผลประโยชน์บนความเหนื่อยยากของคนอื่นไม่ใช่ผู้ชาย! เหอหย่งฉี นายแย่งกล่องข้าวของผู้หญิงได้ยังไง”

เห็นกล่องข้าวแบบผู้หญิงในมือของหย่งฉี คนมุงดูต่างหัวเราะขบขัน

หย่งฉีตะลึงงัน

“นี่เป็นปลาของฉัน” เสียงอ่อนลงมาก

“ไม่ใช่ของนาย ฉันซื้อให้ไต้ชุนเฉาต่างหาก”

เขาปั้นหน้าน้อยใจตามระเบียบ แววตาเจ็บช้ำ น้ำเสียงเบาหวิว “ก่อนหน้านี้นายซื้อให้ฉันนี่นา นั่นเป็นปลาของฉัน”

ผมลมแทบจับ เขาๆๆ เขาถึงกับแย่งกล่องข้าวของผู้หญิงกลางวันแสกๆ เพื่อปลาเจี๋ยนน้ำแดงที่สมควรตายชุดหนึ่ง

“ไม่ต้องพูดมาก บอกว่าไม่ใช่ของนายก็คือไม่ใช่ของนาย” ผมตัดสินใจว่าครั้งนี้ต้องเสียงแข็งต่อไป ไม่ประนีประนอมเด็ดขาด ไอ้หมอนี่ชอบทำท่าน่าสงสารทุกที ถ้าผมใจอ่อนก็ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของเขาตลอด

เขาจ้องผมนานมาก “ถงถง…”

“หุบปาก ทำอย่างกับชั่วชีวิตไม่เคยกินปลาไปได้”

“ถงถง…”

ผมถลึงตาใส่เขา

หลายอึดใจให้หลัง เขาก้มหน้าในที่สุด ยื่นกล่องข้าวให้ไต้ชุนเฉา

“ไม่ต้องคืนหรอก เธอชอบกิน ฉันให้เธอก็ได้” ไต้ชุนเฉามองกล่องข้าวใบนั้นหวาดๆ คาดว่าเพราะกลัวหย่งฉีจึงไม่กล้ารับ

หย่งฉีหันมามองดูสีหน้าผม ก่อนสั่นหน้าไปมาอย่างซึมเซา ยัดกล่องข้าวใส่มือไต้ชุนเฉา แล้วเดินคอตกออกจากกลุ่มคนมุง

เห็นเงาหลังที่ห่อเหี่ยวของเขา ผมอดใจอ่อนไม่ได้ ก้มมองกล่องข้าวในมือตัวเอง ขณะจะเปิดปากเรียกเขา กลับมีคนเร็วกว่าผมก้าวหนึ่ง

“เหอหย่งฉี อันนี้ให้เธอ” นักศึกษาหญิงคนหนึ่งไล่ตามไป

ทันใดนั้นนักศึกษาหญิงอีกฝูงหนึ่งก็วิ่งตาม

“เอาของฉันไป เพิ่งซื้อมา ยังร้อนอยู่เลย”

“กินของฉันก็ได้ ถ้าเธอชอบกิน เดี๋ยวฉันให้คุณแม่ทำมาส่งถึงมหา’ลัยเลย”

“เหอหย่งฉี กินอันนี้สิ ถึงไม่มีปลาเจี๋ยนน้ำแดง แต่เต้าหู้ตุ๋นหมูสามชั้นก็ไม่เลวนะ”

ตอนแรกคิดว่าเขาจะส่ายหน้าปฏิเสธ จากนั้นหลบไปเสียใจอยู่ตรงไหนสักแห่งตลอดช่วงบ่าย ปรากฏว่าผิดคาดโดยสิ้นเชิง

ผมมองดูเขาตักปลาของแต่ละคนใส่กล่องข้าวตัวเอง แม้แต่เต้าหู้ตุ๋นหมูสามชั้นก็ไม่ละเว้น ผมโมโหสุดขีด ไอ้หมอนี่ที่จริงไม่เคยแคร์สักนิดว่าใครเป็นวัวเป็นม้าให้เขา ขอแค่มีคนรับใช้เขาก็พอ

“ระยำเอ๊ย!” ผมตะเบ็งด่า โยนกล่องข้าวที่หนักอึ้งทิ้ง แล้วชักเท้าวิ่งกลับหอพัก

²          ²          ²

ผมยกขาถีบเปิดประตูห้อง เพิ่งนั่งลงท้องก็ร้องจ๊อกๆ ขึ้นมา

พอคิดถึงว่าผมเขวี้ยงกล่องข้าวทิ้งเพราะความโมโหชั่ววูบก็ยิ่งเดือดกว่าเดิม ทุกสิ่งที่สุมแน่นอยู่ในอกก็ทะลักทลายออกมา

ทำไมผมต้องถูกหย่งฉีรังแก ทำไมผมที่เป็นฝ่ายถูกรังแกชัดๆ ทุกคนกลับคิดว่าผมกำลังรังแกเขา

ทำไมทุกคนถึงไม่ชอบนักศึกษาที่ดีอย่างผม กลับไปเทิดทูนไอ้คนเลวอย่างหย่งฉี

“ทำไม!” ผมลุกยืนตะเบ็งบนระเบียง ระเบียงของห้องติดกันมีคนโผล่หัวมาดูด้วยความแปลกใจ โดนผมถลึงตาใส่ รีบผลุบกลับไปแทบไม่ทัน

ผมเดินวนอยู่ในห้องสามรอบ สี่รอบ ถ้ายังไม่แก้ไข ผมต้องเป็นบ้าแน่ๆ

เมื่่อผมนึกทบทวนเหตุการณ์ตั้งแต่เข้ามหา’ลัยจนถึงบัดนี้รอบหนึ่ง มันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกชนิดนี้

“ผมต้องไป! ไปจากที่นี่!” กำหมัดแน่น ผมพุ่งไปที่ตู้เสื้อผ้า เริ่มหยิบออกมาพับใส่กระเป๋า

ส่วนเรื่องจะไปไหน จะบอกคุณแม่ยังไงวันหน้าค่อยว่ากัน ตอนนี้ไปให้พ้นก่อนเป็นพอ

ขณะที่ผมปิดกระเป๋าอย่างแรง หย่งฉีเดินเรอเข้ามา

เห็นกระเป๋าเดินทาง หย่งฉีร้องตกใจ “ถงถง นายทำอะไร”

“ไม่ต้องยุ่ง” ผมหิ้วกระเป๋า “กินปลาเจี๋ยนน้ำแดงกับเต้าหู้ตุ๋นหมูสามชั้นของนายไปเถอะ”

หย่งฉีดึงกระเป๋าจากมือผม “นายจะไปไหน นายโกรธอะไรเหรอ อย่าโกรธเลย ก็แค่ปลาเจี๋ยนน้ำแดงเอง คราวหน้าฉันไม่กินก็ได้”

ผมแย่งกระเป๋ากลับมา “นายกินอะไรก็ไม่เกี่ยวกับฉัน ถอยไป!”

“ถงถง…” หย่งฉีเริ่มร้อนใจ จับหูกระเป๋าแน่น “นายฟังฉันพูดก่อน แค่ประโยคเดียว…ได้ไหม”

“ไม่ได้”

“แค่ประโยคเดียวก็ไม่ได้?”

ผมย้อนถาม “ฟังแค่ประโยคเดียว นายก็จะปล่อยมือใช่ไหม”

หย่งฉีสั่นหน้า “ไม่ใช่”

ผมแค่นเสียงฮึ “งั้นมีอะไรน่าฟัง” ผมเบือนหน้าไปทางหนึ่ง กระชากกระเป๋าในมือหย่งฉีมา

“ถงถง…”

“จะปล่อยไม่ปล่อย”

“นายทำแบบนี้ ฉันจะโทรไปฟ้องคุณป้า”

“เฮอะ” ผมวางกระเป๋า สองมือเท้าสะเอว พยักพเยิดเชิดคางไปทางโทรศัพท์ “ไปโทรเลย ฉันจะได้ไม่กลับบ้าน ฉัน…” ผมยิ่งพูดยิ่งพลุ่งพล่าน หายใจหอบ “ฉันจะหายสาบสูญไปเลย ชั่วชีวิตนี้ใครก็อย่าหวังได้เจอฉันอีก”

หย่งฉีเห็นไม้นี้ไม่ได้ผล ตะลึงงันอยู่อึดใจ ก่อนเริ่มเล่นบทโหด

“หายสาบสูญ? ฉันจะดูสิว่านายจะหายสาบสูญยังไง” เขากัดฟันกรอดพลางแย่งกระเป๋าไปอีกครั้ง หนำซ้ำยังรูดซิปเปิด เอาเสื้อผ้าที่จัดเป็นระเบียบในนั้นออกมาเทบนพื้น

ในหัวผมเต็มไปด้วยสีแดงแห่งเพลิงโทสะ แม้แต่เสื้อผ้าก็ไม่สนแล้ว ชักเท้าได้ก็วิ่งไปที่ประตู เพิ่งแตะถูกมือจับประตู ก็ถูกหย่งฉีจากข้างหลังลากกลับมาอีก

“ฉันไม่ให้นายไป” หย่งฉีกอดเอวผม อุ้มมาทิ้งตัวบนเตียงที่เล็กแคบพร้อมกับเขา “นายทำอะไร นายนี่มันเอาใจยากจริงๆ เหลียงเส้าถง ต้องทำยังไงนายถึงจะพอใจ”

ผมไม่เคยเห็นหย่งฉีดุแบบนี้มาก่อน อดตะลึงค้างไม่ได้

หย่งฉีพล่ามไม่หยุด และยังออกแรงกดผมกับเตียง

“อยากต่อยฉันก็ให้ต่อย อยากด่าฉันก็ให้ด่า ฉันเหอหย่งฉีไม่เคยลงให้ใครขนาดนี้มาก่อนเลย แม้แต่พ่อแม่ฉันยังไม่กล้าตีฉันสักแอะ นายยังมีอะไรไม่พอใจอีก พูดสิ นายพูดมาสิ”

หย่งฉีหยุดพูดด้วยอาการหอบหนัก ผมตัวแข็งทื่อไปแล้ว

ไม่มีเสียงตวาดของหย่งฉี ทั้งห้องเงียบสงบลง ในบรรยากาศยังอบอวลด้วยกลิ่นอายคลุ้มคลั่งเมื่อครู่นี้ ผมมองหย่งฉีเขม็ง หย่งฉีก็มองผมเขม็งเช่นกัน

“สุดท้าย สุดท้าย…” ผมหัวเราะขื่น “สุดท้ายก็เป็นความผิดของฉัน อะไรๆ ก็เป็นความผิดของฉัน ฉันทำให้นายทุกอย่าง ถูกนายสั่งไปทำนั่นทำนี่ โดนแกล้งเหมือนลูกหมา สุดท้ายทุกคนก็มารุมเกลียดฉัน เป็นความผิดของฉันหมดเลย!” ผมตะเบ็งใส่หย่งฉีแบบไม่คิดชีวิต ยกขาถีบหย่งฉีที่ทับอยู่บนตัว ควานหาหมอนจากหัวเตียง แล้วซุกหน้าเข้าไปเหมือนนกกระจอกเทศ

ผมฉีกกระชากหมอน ควักเอานุ่นข้างในออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว พลางใช้ขาถีบของที่อยู่บนเตียงไม่หยุด แต่ให้ตายก็ไม่ยอมเอาหมอนออกจากหน้า

หย่งฉีประชิดเข้ามาเบาๆ “ถงถง…”

ผมไม่สนใจเขา ระบายความคับแค้นที่สุมแน่นต่อไป

“ถงถง นายอย่าร้องไห้”

ไปตายซะ ใครร้องไห้ ผมไม่ได้ร้อง…

“ฉันสัญญา ต่อไปจะไม่รังแกนายอีกแล้ว” หย่งฉีกอดผมไว้ในอ้อมแขน น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็น “ขอโทษ ที่ผ่านมาฉันไม่กล้าพูด ฉันชอบนาย ชอบนายมากจริงๆ ไม่สิ รักนายต่างหาก ฉันยินดีทำทุกอย่างเพื่อนาย เชื่อฟังนาย ให้นายเรียกใช้…ถงถง ฉันชอบนาย ชอบนายมากจริงๆ”

“ไสหัวไป”

“ฉันก็สารภาพแล้วไง นายอย่าโกรธฉันได้ไหม” หย่งฉีวิงวอนข้างหูผมเบาๆ

ผมเหวี่ยงหมอนออกในที่สุด เผยดวงตาแดงก่ำออกมา “เรื่องแบบนี้สารภาพก็สามารถลดโทษได้เหรอ? นายชอบฉัน เกี่ยวอะไรกับฉันด้วย นายชอบฉัน หรือฉันก็ต้องชอบนายด้วย?”

หย่งฉีพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้าผมด้วยแววตาเศร้าสร้อย

ผมลูบหน้า ปาดรอยชื้นบนหน้า ทำไมผมต้องไป เหลียงเส้าถงไม่ใช่ไอ้ขี้ขลาดสักหน่อย พวกเขาเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาว ผมก็เป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวได้เหมือนกัน ผมผงกหัวกับตัวเอง “อืม ไปไม่ได้ ถ้าไปเท่ากับขี้ขลาด”

“ถงถง…” หย่งฉีโน้มใกล้เข้ามาอีก มือยกค้างอยู่กลางอากาศ ท่าทางอยากกอดแต่ไม่กล้า

ผมตาเขียวใส่เขา เขารีบหดมือกลับไปทันที

“ถงถง นายไม่ไปแล้วใช่ไหม”

ผมแกล้งทำท่าครุ่นคิด เห็นแววตาวิตกของหย่งฉีจึงทำเป็นแค่นเสียงฮึ “ทำไมฉันต้องไป นี่เป็นห้องพักของฉัน ฉันอยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็ไป”

หย่งฉีถอนใจโล่งอก คว้ามือผมขึ้นมา “ไม่ไปจริงนะ เยี่ยมไปเลย” เขากลับสู่สภาพเดิมทันที ยิ้มหน้าระรื่น ยื่นปากเข้ามา “ตกใจหมดเลย…มาให้ฉันจูบที”

ผมซัดท้ายทอยเขาหนึ่งป้าบ พลันนึกถึงประโยคที่เขาเพิ่งพูดเมื่อครู่ขึ้นมา

“หย่งฉี” ผมกลอกตา “เมื่อกี้นายบอกว่ายินดีทำเพื่อฉันทุกอย่าง”

“อืม”

“งั้นดีล่ะ เอาเสื้อผ้าพวกนี้ไปซักให้ฉัน” ผมชี้กองเสื้อผ้าที่เลอะฝุ่นบนพื้น

“ได้” ตอนแรกนึกว่าเขาจะอิดออด ปรากฏว่าเขาพยักหน้ารับคำโดยไม่ลังเลสักนิด

ได้?

เขาซักเสื้อผ้าเป็นหรือ?

งั้นฉันจะคอยดูแล้วกันว่านายจะเก่งสักแค่ไหน

ผมดูเขาเก็บเสื้อผ้าบนพื้นขึ้นมาทีละตัว คิดถึงกล่องข้าวที่เขาล้างแล้วแต่เหมือนไม่ได้ล้างจึงอดกำชับไม่ได้ “ต้องซักให้สะอาดด้วย ไม่สะอาดต้องซักใหม่”

“ไม่มีปัญหา”

ง่ายขนาดนี้เชียว?

ผมมุ่นคิ้ว “ต้องซักเสร็จทั้งหมดนั่นก่อนเที่ยงพรุ่งนี้ด้วย”

“รีบขนาดนั้นเลย?” ในที่สุดก็ทำให้เขาสะอึกจนได้

“นึกอยู่แล้วว่านายไม่ไหว” ผมยิ้มเยาะ

หย่งฉีย้อนถาม “ถ้าฉันไหวจะว่ายังไง” น้ำเสียงท้าทายมาก

ผมยกมือกอดอก พินิจเขาอย่างถี่ถ้วน “พนันกันไหม?” ผมเคยเห็นไอ้หมอนี่ซักผ้า จะให้เขาซักเสื้อให้สะอาดสักตัว สู้ให้เขาแข่งบาสสิบสองสนามติดต่อกันยังดีกว่า

หย่งฉีหยักมุมปาก “พนันอะไร”

“คนแพ้ต้องฟังคำสั่งคนชนะหนึ่งวัน” เพื่อความปลอดภัย ผมเลือกเดิมพันแบบที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง เพราะยังไงผมก็ถูกเขาเรียกใช้ทุกวันอยู่แล้ว แพ้ก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ถ้าหย่งฉีแพ้ หึๆ ผมก็จะแกล้งเขาให้หนักเลย

“ฟังคำสั่งหนึ่งวัน?” หย่งฉีตาเป็นประกาย น้ำเสียงยิ่งกังวานใส “ไม่มีปัญหา ก่อนเที่ยงพรุ่งนี้รับรองสะอาดเอี่ยม” แถมด้วยการฮัมเพลงอีกด้วย

ผมค้อนขวับ มองประเมินเสื้อผ้าที่กองสูงเท่าภูเขาลูกย่อมๆ ผมพนันเลยว่าหย่งฉีทำไม่สำเร็จแน่

²          ²          ²

ตกค่ำ ในที่สุดผมก็รู้ว่าเพราะอะไรหย่งฉีถึงมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น

เฮ้อ…ผมลืมไปว่าไอ้หมอนี่เป็นเจ้าชายขี่ม้าขาว และลืมไปว่าในมหา’ลัยมีนักศึกษาหญิงรอรับใช้เขาไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร บนระเบียงหอพักนักศึกษาหญิงมีเสื้อผ้าของผมแขวนอยู่เต็มไปหมด หนำซ้ำแต่ละตัวยังซักจนสะอาดสะอ้าน

ความหวังสุดท้ายในตอนนี้ก็คือพรุ่งนี้ต้องมีฝนตกห่าใหญ่ เสื้อผ้าทั้งหมดจะได้ไม่แห้ง

“ถงถง” หย่งฉีวางชามข้าวลง มองผมอย่างนึกสนุก “พรุ่งนี้ฟ้าโปร่ง กรมอุตุฯ บอก”

เกลียดมัน เกลียดมันโว้ย!

เกลียดไอ้กรมอุตุ!

ผมรู้ ถ้าจะอธิษฐานให้พระเจ้าประทานฝนลงมาพรุ่งนี้ นั่นคือเรื่องเป็นไปไม่ได้

หย่งฉียังกัดผมไม่ปล่อย จ้องหน้าผมเขม็ง “พรุ่งนี้คนที่แพ้ต้องฟังคำสั่ง ถ้าฉันชนะละก็…”เขาลากเสียงยานคาง มองผมขึ้นๆ ลงๆ หลายรอบ ค่อยบอกผมด้วยเสียงปนหื่น “ฉันจะจูบนาย กอดนาย อาบน้ำให้นาย”

ผมสะดุ้งเฮือก “อะไรนะ”

“นี่ๆ ห้ามบิดพลิ้วเชียว”

“แค่ฟังคำสั่งไม่ใช่เหรอ เกี่ยวอะไรกับกอดๆ จูบๆ แล้วก็อาบน้ำด้วย?”

หย่งฉีแกว่งตะเกียบไปมา “งั้นฉันจะสั่งให้นายห้ามขยับ ยืนเฉยๆ ให้ฉันกอดจูบและอาบน้ำ”

ผมลมแทบจับ

ป้าบ! ตบตะเกียบกับโต๊ะ ผมลุกยืนพรวด ไม่ได้ จะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด เดิมพันในวันพรุ่งนี้ ผมต้องชนะ

หย่งฉีเงยหน้ามองผม “ถงถง นายเป็นอะไร”

“อ้อ ไม่มีอะไร” เพื่อเป้าหมาย ต้องยอมอ่อนข้อชั่วคราว ผมยิ้มแปลกๆ “หย่งฉี นายกินอิ่มรึยัง ไปอาบน้ำสิ”

“เอ๊ะ?” หย่งฉีมองดูผมอย่างสงสัย

“ไปสิ อาบน้ำได้แล้ว” ยัดเสื้อผ้าใส่มือหย่งฉี แล้วดันเขาเข้าห้องน้ำ ผมถูมือไปมา

ตอนนี้ ผมจะบุกหอพักนักศึกษาหญิงยามวิกาล ขโมยเสื้อผ้าตัวไหนสักตัวที่ตากอยู่บนระเบียงหอพักนักศึกษาหญิงออกมาราดน้ำหมึกและคลุกขี้ฝุ่น

เพียงเท่านี้ พรุ่งนี้หย่งฉีก็แพ้แล้ว

²          ²          ²

โดยปกติในสายตานักศึกษาชาย หอพักนักศึกษาหญิงไม่ต่างจากกำแพงศิลาผนังเหล็ก แต่ในสายตาของคนที่ตัดสินใจแน่วแน่เพื่อวันพรุ่งนี้ของตัวเองอย่างผมแล้ว ก็ไม่ได้ปีนยากปีนเย็นขนาดนั้น

นึกถึงหนังสายลับที่เคยดูมาตั้งแต่เล็ก ผมเดินถึงด้านนอกของหอพักนักศึกษาหญิงอย่างปลอดโปร่ง ซื้อน้ำอัดลมขวดหนึ่งจากซุ้มขายขนม เดินดูดไปพลางสำรวจพื้นที่โดยรอบหอพักไปพลาง

อืม ตึกทางซ้ายห่างจากกำแพงใกล้ที่สุด และบนระเบียงของชั้นหนึ่งก็มีเสื้อผ้าของผมตากอยู่ ในนั้นต้องมีผู้สนับสนุนของหย่งฉีพักอยู่แน่ๆ

สำรวจพื้นที่เสร็จ เห็นนักศึกษาหญิงทยอยกลับมาจากการทบทวนบทเรียนด้วยตนเองพอดี มีหลายคนยืนคุยกระหนุงกระหนิงกับแฟนหนุ่มอยู่หน้าประตูหอพัก ก่อนเดินเข้าประตูด้วยสายตาอาวรณ์

หลังเสียงอึกทึกจอแจช่วงหนึ่ง หน้าต่างที่เปิดไฟสว่างก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นมืดมิดทีละบาน

โอกาสเหมาะมาถึงแล้ว ผมปีนขึ้นไปบนกำแพงด้านซ้ายที่แฝงตัวเข้าไปค่อนข้างง่ายตามข้อมูลที่ผมสำรวจมาเมื่อครู่นี้ โชคดีที่ตรงนั้นมีต้นไม้เก่าแก่ที่กิ่งก้านคดเคี้ยวอยู่ต้นหนึ่งช่วยผมอีกแรง

ผมเกาะขอบกำแพง ประเมินความสูงจากด้านล่าง โคตรสูง! แต่เพื่อวันพรุ่งนี้ ได้แต่หลับตากระโดดตุ้บลงไป

ลงพื้นได้คะแนนเต็ม! ดูท่าทางผมมีพรสวรรค์เป็นนักสืบไม่ก็นักกีฬายิมนาสติก เมื่อเข้าสู่อาณาเขตของหอพักนักศึกษาหญิงได้อย่างราบรื่น ที่เหลือก็ง่ายขึ้นมาก

ผมคอยสังเกตยายแก่ที่เฝ้าประตูใหญ่ พลางก้มตัวย่องเข้าไปที่ระเบียงซึ่งเป็นเป้าหมายที่กำหนดไว้แต่แรก

หนึ่งก้าว สองก้าว…ย่องเข้าไปแบบไม่กล้าหายใจแรง เสื้อคลุมสีดำของผมแขวนห้อยโตงเตงอยู่กลางสายลม ใช่ นั่นเป็นเสื้อคลุมของผม

เสื้อคลุมเอ๋ยเสื้อคลุม พรุ่งนี้ฉันต้องอาศัยแกแล้วนะ

มหา’ลัยสมัยนี้ช่างคุ้มครองนักศึกษาหญิงราวกับสัตว์ป่าสงวนอย่างนั้นแหละ ไม่เพียงมียายแก่เฝ้าหน้าประตูใหญ่ บันไดทางเข้ายังมีประตูกั้นบานใหญ่ แถมบนระเบียงของชั้นหนึ่งยังติดตั้งเหล็กดัด ทำอย่างกับที่นี่เป็นคุกไปได้

ผมยิ้มน้อยๆ ล้วงขวดหมึกที่เตรียมไว้ออกมาจากอกเสื้อ

หึๆ แค่สาดเบาๆ…

ขณะกำลังจะปฏิบัติการ ‘สาดเบาๆ เอาชนะหย่งฉี’ จู่ๆ นัยน์ตาพร่าเบลอ บนระเบียงมีคนเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง

“ใครมา?” ผมสะดุ้งโหยง ขวดหมึกหลุดมือ ตกลงข้างเท้า

นักศึกษาหญิงคนนั้นตกใจกว่าผมเสียอีก ผมยังไม่ทันยกมือขึ้นมาจุ๊ปากให้เธอเงียบไว้ ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องระดับฟ้าดินสะเทือนก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งมหา’ลัย

“กรี๊ด…พวกบ้ากาม!”

บ้ากาม? ผม? ยังไม่ทันตั้งตัว แสงไฟรอบด้านก็ทยอยสว่างขึ้น

“อย่าร้อง ฉันเอง” ในที่สุดก็เห็นคนตรงหน้าชัดเจน ที่แท้ก็ไต้ชุนเฉาเพื่อนร่วมห้องนั่นเอง ผมทักทายเธอแบบวัวหายล้อมคอก

ไต้ชุนเฉาก็จำผมได้เมื่อมองผ่านเหล็กดัด “อ้าว ถงถง?”

ขณะจะอธิบาย กลับเหลือบเห็นบนหน้าผากเธอมีพลาสเตอร์ปิดแผลแปะอยู่แผ่นหนึ่ง “หน้าผากเธอเป็นอะไรไป”เฮ้อ~ เวลานี้ยังจะถามนั่นถามนี่อีก

“หน้าผากเหรอ? อ๋อ เมื่อตอนบ่าย…” ไม่รอไต้ชุนเฉาแจกแจง ประสิทธิผลของเสียงกรีดร้องเมื่อครู่ของเธอก็สำแดงชัดออกมา

นักศึกษาหญิงอีกคนหนึ่ง วังลี่ลี่ที่เป็นรูมเมทของไต้ชุนเฉาวิ่งถลันออกมา “พวกบ้ากามอยู่ไหน ชุนเฉา ไม่ต้องกลัว ฉันปกป้องเธอเอง อ๊า? เหลียงเส้าถง?” มือข้างหนึ่งของเธอถือกะละมังปิดส่วนสงวนของร่างกาย อีกมือแกว่งไม้เทนนิสไปมา

มิน่าเพิ่งโผล่มาตอนนี้ ที่แท้ไปหาอาวุธนี่เอง

“เด็กๆ ไม่ต้องกลัว ยายมาแล้ว” เสียงตะโกนดังขึ้นด้านหลัง ผมหันขวับ ยายแก่คนเฝ้าประตูที่ปกติหน้าตาใจดี กำลังกวัดแกว่งไม้กวาดวิ่งตะบึงมาทางผม

พระเจ้า คนอ้วนวิ่งเร็วขนาดนี้ได้ด้วยหรือ

หนีไม่หนี? ในหัวผมสับสนยุ่งเหยิง ก่อนตัดสินใจฉับพลัน หนีไม่ได้ ถ้าหนีก็จะกลายเป็นพวกบ้ากามทันที แต่…ถ้าไม่หนี จะแก้ตัวได้หรือ

เพราะมัวแต่ชั่งใจ ทำให้ผมเสียโอกาสหลบหนี

“ตีให้ตายไอ้โรคจิต ใครแจ้งตำรวจที!”

“ตีมันเลย”

“อย่าตี ฟังผมพูดก่อน…”

สับสนอลหม่าน ผมอยากจะร้องไห้แต่ร้องไม่ออก

“กล้ามาแอบดู? ตีให้ตาย”

“อย่าตี เขาเป็นเพื่อนในห้องพวกเรา”

“อย่าตีถงถง”

มีสาวๆ วิ่งหน้าตาตื่นออกมามากขึ้นเรื่อยๆ หลังโดนตีด้วยไม้กวาดแบบไม่หนักไม่เบาไปหลายที เพราะผมไม่ตอบโต้ บวกกับมีไต้ชุนเฉาและคนอื่นๆ ช่วยพูดให้ เหตุการณ์โดนผู้หญิงรุมกระทืบจึงค่อยยุติลง

ผมถูกสาวๆ รุมล้อมอยู่ตรงกลาง ใช้แววตาพิศวงที่แตกต่างเพ่งมองผม

“เหลียงเส้าถง?”

“ถงถง?”

“เธอแอบเข้าหอพักนักศึกษาหญิงทำไม”

ผมปาดเหงื่อเย็น “เอ่อ ฉันมา…ฉันมา…” ลำบากใจชะมัด ถ้าบอกเรื่องที่พนันกับหย่งฉีออกไป สาวๆ พวกนี้ต้องถามแน่ว่าเอาอะไรพนัน จากนั้นก็ต้องโยงไปถึงเรื่องให้หย่งฉีโอบกอดที่น่าอายพรรค์นั้น

“พูดสิ ไม่พูดจะแจ้งความนะ”

“อย่าๆ” ผมปาดเหงื่อเย็นอีกที “เพราะว่า เอ่อ… พูดแล้วมันน่าอาย…”ผมตะกุกตะกัก พูดไม่ออก

สายตาของทุกคนยิ่งสงสัยหนักกว่าเดิม

นักศึกษาหญิงของภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าใช้แขนชนวังลี่ลี่ที่วางกะละมังล้างหน้าลงแล้ว “ลี่ลี่ ห้องเธอมีพวกบ้ากามด้วยเหรอ”

“อย่าพูดซี้ซั้ว ถงถงไม่ใช่พวกบ้ากาม” วังลี่ลี่แสดงความสมัครสมานฉันท์มิตรจนผิดปกติ ถึงกับออกหน้าช่วยผม “ห้องเราไม่มีพวกบ้ากาม”

“งั้นเขามาทำอะไร”

“ฉันจะไปรู้ได้ไง ชุนเฉายืนคุยกับเขาอยู่ตรงระเบียง เธอถามชุนเฉาดูสิ”

“ทุกคนไม่ต้องถามแล้ว ฉันเล่าเอง” ไต้ชุนเฉายืนอยู่ด้านข้างผม จู่ๆ ก็หน้าแดงขึ้นมา เธอกระซิบกับผมว่า “ถงถง พูดแบบนี้ออกจะน่าอายอยู่บ้าง แต่…ถ้าไม่พูด ผลที่ตามมาจะยิ่งสาหัสกว่า”

ผมมองเธออย่างมึนงง

เธอมองผมด้วยสายตาอายๆ ก่อนหันไปบอกทุกคน “ถงถงมาถามว่า แผลบนหน้าผากฉันเป็นยังไงบ้าง”

เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบบริเวณ

“ถงถง อะไรจะขนาดนั้น เรื่องแค่นี้ต้องปีนหอพักนักศึกษาหญิงด้วย”

“แม่หนู เธอก็หัดคบผู้ชายแล้วเหรอ?” ยายแก่มองไต้ชุนเฉา แล้วหันมาสำรวจผมขึ้นๆ ลงๆ ก่อนส่ายหน้าถอนใจ “เฮ้อ นักศึกษาสมัยนี้ ไม่รู้จักตั้งใจเรียน ดีแต่ทำตัวเหลวไหล”

น้ำเสียงของวังลี่ลี่กลับแสดงออกถึงความชื่นชมเต็มเปี่ยม “ถงถง เธอมาดูอาการของชุนเฉาจริงเหรอ? ว้าว โรแมนติก!” เธอปิดปากอุทานเบาๆ

                ตอนนี้ผมถึงค่อยรู้ซึ้งว่าจิตใจของผู้หญิงคือสิ่งที่เดายากที่สุดในโลก สายตาของผู้หญิงโดยรอบแปรเปลี่ยนจากดูถูกเป็นชื่นชม ประหนึ่งเป็นพยานให้กับความรักที่สุดแสนงดงามโรแมนติกแห่งศตวรรษ

ไต้ชุนเฉาเอ่ยยิ้มๆ กับผม “แผลที่หน้าผากฉันเป็นเพราะเผลอไปชนอะไรเข้าหลังตื่นนอนเมื่อบ่าย เลือดออกนิดหน่อย เธอไม่ต้องเป็นห่วง”

สถานการณ์เป็นใจ ผมย่อมต้องฉวยโอกาสรุกคืบ แสร้งทำท่าวิตกแกมเขิน “แต่ถ้าไม่ดูให้เห็นกับตา ก็อดเป็นห่วงไม่ได้”

“แล้วมาปีนกำแพงลับๆ ล่อๆ ทำไมไม่เรียกไต้ชุนเฉาออกไปที่หน้าประตูหอพักล่ะ” มีเสียงถามขึ้นเบาๆ จากในกลุ่ม

ไม่ต้องห่วง มีคนลุกออกมาคลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้าให้ผมโดยอัตโนมัติทันที

“เหลียงเส้าถงเป็นคนหน้าบาง ไม่กล้าแสดงออกว่าห่วงใย ตอนนี้ดีเลย รู้กันทั้งบาง” เซี่ยหมิ่นทำหน้าเคลิ้มฝัน “ถ้าคนนั้นของฉันยอมแอบย่องเข้ามาถึงระเบียงเพื่อให้ได้เห็นหน้าฉันสักแวบ…”

“จริงด้วย จริงด้วย” ผมพยักหน้าหงึกหงัก เป็นเชิงเห็นด้วยกับเซี่ยหมิ่น

ขณะที่ผมปิติยินดีที่ตัวเองแก้ไขวิกฤตในครั้งนี้ได้ เสียงผู้ชายที่ทรงอำนาจก็ดังมาจากนอกกลุ่มคนมุง “คนบ้ากามอยู่ไหน จับได้รึยัง นักศึกษาทุกคนกลับไปนอนได้แล้ว ที่เหลือพวกอาจารย์จะจัดการเอง”

“ถงถงไม่ใช่คนบ้ากาม”

“แค่เข้าใจผิด เป็นเพื่อนในห้องของพวกเรา”

“เขาไม่ได้เข้ามาถ้ำมอง”

“พวกเธอไม่ต้องเอะอะโวยวาย เรื่องนี้พวกอาจารย์จะจัดการเอง เหลียงเส้าถง ตามอาจารย์ไปเดี๋ยวนี้”

สถานการณ์พลิกจากดีเลิศเป็นดิ่งเหวในทันที ผมเหงื่อตกอีกรอบ

แม้มีนักศึกษาหญิงไม่น้อยช่วยขอร้องแทนผม แต่ผมยังคงถูกครูฝึกที่ปฏิบัติตามกฎมหาลัยอย่างเข้มงวดพาตัวออกไป

ทิ้งสายตาเห็นใจของไต้ชุนเฉาและนักศึกษาหญิงจำนวนมากไว้เบื้องหลัง

²          ²          ²

ในห้องเวรรักษาการณ์ ผมก้มหน้าไม่พูดจา

“เหลวไหลจริง หาเรื่องแท้ๆ”

“เด็กสมัยนี้นี่แย่จริงๆ”

“ถ้าเมื่อกี้เธอหาข้อแก้ตัวไม่ได้ คงโดนนักศึกษาหญิงรุมกระทืบจนง่อยเปลี้ยเสียขาไปแล้ว”

“แอบเข้าไปหาแฟน? ถ้าเกิดแฟนเธอไม่อยู่จะทำยังไง จะอธิบายกับทุกคนยังไง ทำอะไรไม่รู้จักใช้สมอง”

แฟน? สีหน้าผมเหมือนกินศพแมวเข้าไปทั้งตัว

“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ทำผิดกฎมหา’ลัยก็ต้องถูกทำโทษ คราวหน้าจะโรแมนติกก็ช่วยคิดถึงกฎมหา’ลัยสักนิด” สุดท้าย คณบดีที่โดนลากออกมากลางดึกเพื่อจัดการ ‘คดีบุกหอพักนักศึกษาหญิงกลางวิกาล’ ก็ตัดสินใจอย่างเหี้ยมโหด

ดังนั้น ผม…เหอหย่งฉีและถานเมี่ยวเหยียนถูกลงบันทึกความผิดคนละหนึ่งครั้ง ในวันเดียวกัน ด้วยสาเหตุต่างกัน

พระเจ้า ผมเหลียงเส้าถงเป็นผู้บริสุทธิ์!

กรรมแท้ๆ…ได้แต่น้ำตารินสองสาย

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.