เดอะยูนีค เลเจ้น ตำนานพิทักษ์โลก (1-1)

เดอะยูนีค เลเจ้น

ตำนานพิทักษ์โลก

หู้เสวียน (หลีเสวียน)

เกิดวันที่สองมิถุนายน ราศีเมถุน

บ้านเก่า : http://blog.yam.com/windslie (เยี่ยเมาเหนี่ยวซู่ : รังนกฮูก)

มนุษย์งาน

ชอบดนตรี ภาพยนตร์ หนังสือและนก

ความปรารถนาสูงสุดคือเขียนเรื่องราวในความคิดทั้งหมดออกมา

การสร้างสรรค์คือเรื่องสนุก ไม่ว่าจะเป็นงานด้านไหนก็ตาม ฉันหวังว่าทุกคนจะรักและทะนุถนอมตัวละครเล็กๆ ที่ตนเองสร้างขึ้นในใจ ให้พวกเขาได้โลดแล่นไปได้ไกลกว่าเดิม

บทที่หนึ่ง เอกสารผิดพลาด

สถานที่ : ไต้หวัน

เวลา : บ่ายสองโมง

ไถจง

เสียงจั๊กจั่นดังขึ้นที่นอกหน้าต่าง

นักเรียนทุกคน เอกสารที่ครูแจกในวันนี้ พวกเธอต้องนำกลับบ้านไปให้ผู้ปกครองอ่านอย่างละเอียด ปรึกษากับผู้ปกครองให้ดีแล้วตัดสินใจให้เรียบร้อย วันศุกร์เอามาส่งที่โรงเรียน…”

เสียงรองเท้าส้นสูงของอาจารย์ที่ยืนอยู่หน้าชั้นเรียนดังก๊อกก๊อก

นี่เป็นฤดูร้อนสุดท้ายของมัธยมฯ ต้นแล้ว

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปิดเทอมภาคฤดูร้อนกำลังจะมาถึง และผมก็กำลังจะเรียนจบ

นักเรียนม.สามอย่างผมกำลังเผชิญหน้ากับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเพื่อก้าวเข้าสู่มัธยมฯ ปลายซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ

ผมนั่งมองผลการเรียนของตัวเองก็ได้แต่ถอนหายใจ ไม่ว่าจะมองคะแนนบนกระดาษจากแนวตั้งหรือแนวนอน ก็รู้สึกเหมือนว่ามันกำลังหัวเราะเยาะผมอยู่ดี

มันทำให้ผมนึกถึงข่าวที่เพิ่งมีนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนใกล้ๆ กระโดดตึกตายเมื่อไม่นานมานี้ เนื้อหาในจดหมายลาตายเขียนว่าเขาทนแรงกดดันไม่ไหวที่ตนเองสอบได้คะแนนไม่ดี สุดท้ายจึงเลือกเดินทางไปยังสวรรค์เพื่อค้นหาโลกที่แสนสุขสมอะไรประมาณนั้น โชคดีที่ผมไม่ใช่เด็กเรียนเก่งแบบนั้น ไม่อย่างนั้นคะแนนบนกระดาษคงจะทำให้ผมไปกระโดดตึกตายสิบครั้งก็ยังไม่หายเศร้าแน่นอนไม่แน่ว่าอาจจะต้องกระโดดสักยี่สิบครั้งถึงจะสาสม

แน่นอนว่าถ้าถูกพ่อแม่จับโยนลงจากตึกสูงมันก็เป็นอีกเรื่อง ใบคะแนนที่น่าสังเวชตรงหน้าทำให้ผมต้องเริ่มคิดว่าวันนี้จะกลับไปอธิบายกับพ่อแม่อย่างไรดี

แต่ก็ยังดีที่ไม่มีคะแนนเป็นตัวเลขหลักเดียว ถือว่าเป็นความโชคดีในโชคร้ายก็ว่าได้

หมิงหยาง นายจะเข้าที่ไหน?” เพื่อนโต๊ะข้างหน้าหันกลับมาจ้องมองใบคะแนนที่น่าสังเวชของผม

วินาทีนั้น ผมอยากจะถามเขากลับว่าแล้วนายคิดว่าคะแนนห่วยๆ อย่างฉันจะเข้าที่ไหนได้ล่ะ?…แต่สุดท้ายผมก็ห้ามปากตัวเองเอาไว้ เพราะเพื่อนคนนี้ไม่เหมือนกับคนอื่น เขาถามอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายจิตใจผม ผมจึงไม่ควรถือสาเขา

ผมชื่อฉู่หมิงหยาง

ผมไม่มีความสามารถพิเศษหรือจุดเด่นอะไรทั้งนั้น แต่ถ้าจะบังคับให้ผมพูด ความสามารถพิเศษหรือจุดเด่นของผมก็คงจะเป็นความซวย

ผมไม่ได้พูดส่งเดชนะ ตั้งแต่วินาทีที่ผมเกิดมา ความซวยก็ไม่เคยอยู่ห่างจากผมเลยแม้แต่ก้าวเดียว มีทารกที่ไหนที่พอเกิดมา สายสะดือก็พันคอเป็นเกลียวอย่างสวยงามและแน่นหนาจนสามารถบันทึกเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกได้อย่างผมบ้าง? ได้ข่าวว่าตอนนั้นคุณหมอและพยาบาลที่ทำคลอดผมถึงกับตาค้าง สุดท้ายก็ตัดสินใจล้มเลิกความพยายามที่จะช่วยชีวิตผม

และตอนที่พวกเขาเอาผ้าห่อทารกอย่างผม เตรียมจะนำไปคืนให้กับครอบครัวผมนั้น พยาบาลซุ่มซ่ามคนหนึ่งก็ทำศพทารกอย่างผมหล่นไปกลิ้งบนพื้น ไม่รู้ว่าไปกระแทกโดนส่วนไหน จู่ๆ ผมก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเฉยเลย แต่ตอนนี้พอมาคิดดู ถ้าผมรู้ว่าถ้าเกิดมาแล้วจะโชคร้ายขนาดนี้ ตอนนั้นก็ควรจะบอกให้คุณพี่พยาบาลโยนผมให้แรงกว่านี้หน่อย ถึงท้องจะแตกไส้จะทะลักผมก็จะไม่โทษเธอเลย

ไม่แน่นะ ผมอาจจะกลายเป็นวิญญาณทารกไปเยี่ยมเธอทุกวันก็ได้

พอเริ่มโตขึ้น บาดแผลรอยฟกช้ำดำเขียวที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวันบนร่างกายของผมก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน นอกจากรอยถลอกปอกเปิกพวกนั้นแล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์ซวยซ้ำซวยซ้อนที่เกิดขึ้นอีกมากมาย

ยกตัวอย่างเช่น ตอนเรียนบาสเกตบอลในวิชาพละ จู่ๆ แป้นบาสฯ ก็ตกลงมา ซึ่งผมไม่ได้เป็นคนชูต ผมแค่ยืนดูอยู่ข้างๆ เท่านั้น แต่กลับโดนแป้นบาสทับเข้าเต็มๆ เพื่อนๆ คนอื่นกลับหนีรอดปลอดภัยกันทุกคน

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เด็กห้องอื่นที่กำลังเรียนวิชาพละบังเอิญเตะลูกบอลมาใส่กระจกห้องเรียนของพวกเราจนแตก แล้วก็บังเอิญที่ผมนั่งอยู่ริมหน้าต่างพอดี ที่แปลกก็คือห้องเรียนของพวกเราอยู่ตั้งชั้นห้า ความซวยยังไม่หมด วันที่ผมมาโรงเรียนเช้า คนสวนกำลังตัดต้นไม้อยู่พอดี แล้วกิ่งไม้ทั้งก้านที่ถูกตัดขาดก็หล่นลงมาทิ่มตัวผม

ชีวิตสิบกว่าปีที่ผ่านมาผมเจอเหตุการณ์ซวยๆ ประเภทนี้จนชินแล้ว ผมชินชาเสียจนตอนนี้เวลาเจอเรื่องซวยๆ ก็กลายเป็นความรู้สึกฮ่าฮ่าฮ่า เจ็บตัวอีกแล้วอะไรทำนองนั้น

ฉายาจอมซวยเป็นเหมือนกับหมากฝรั่งที่ติดตัวผมมาตั้งแต่เกิด อยากจะสลัดอย่างไรก็ไม่ออก ชื่อเสียงของผมโด่งดังถึงขนาดเด็กโรงเรียนข้างๆ ยังรู้จัก แม้แต่ตอนที่ถูกส่งไปโรงพยาบาล คุณพยาบาลสาวทั้งหลายก็ยังพูดว่าทำไมเป็นเธออีกแล้วล่ะ?”

พูดตามตรงนะ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นผมทุกที! อยากรู้จริงๆ!

เฮ้ เลิกเหม่อได้แล้วไอ้คนดวงดีที่ไม่เคยรู้ว่าความซวยมันเป็นอย่างไรที่นั่งอยู่ข้างหน้าเอาม้วนกระดาษมาเคาะหัวผม แล้วภาพเหตุการณ์สิบกว่าปีที่ผ่านมาก็สลายหายไปจากสมองผมอย่างรวดเร็ว เหมือนกับประทัดในวันตรุษจีนไม่มีผิด แล้วผมก็กลับมาเป็นนักเรียนที่กำลังปวดหัวเพราะไม่รู้ว่าจะเขียนชื่อโรงเรียนไหนดีคนเดิม

ความจริงไม่ใช่เพราะคะแนนของผมไม่ดีหรอก ที่ผมต้องหยุดเรียนไปรักษาบาดแผลบ่อยๆ ทำให้ผมมีเวลาอ่านหนังสือมากกว่าคนอื่น แล้วอีกอย่าง ความจำของผมก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ ในห้อง คะแนนสอบย่อยของผมอยู่ประมาณอันดับสิบเกือบทุกครั้ง แต่พอถึงการสอบครั้งใหญ่ที่จะตัดสินอนาคตของผมผมดันอาหารเป็นพิษขึ้นมาเฉยๆ ซวยเป็นบ้าเลย

เว่อร์เกินไปจริงๆ ทั้งๆ ที่ห้องเราสั่งข้าวกล่องมากินด้วยกัน ข้าวสามสิบเก้ากล่องสดใหม่น่ากิน แต่กลับมีของผมกล่องเดียวที่บูด มันบังเอิญวางอยู่บนสุดเลยโดนความร้อนจากแสงอาทิตย์ส่องจนบูดหรือไง? ผมเชื่อว่าโชคชะตาจงใจกลั่นแกล้งผม

ไม่ต้องสงสัยเลย มันใช่แน่นอน!

ฮ่าฮ่าโรงเรียนไหนก็ได้ที่รับฉันเข้าเรียนผมหยิบเอกสารของโรงเรียนชื่อดังออกไป ความจริงแม่ผมเลิกหวังว่าผมจะได้เรียนต่อแล้ว ถ้าตอนนี้มีโรงเรียนไหนรับผมเข้าเรียน แม่คงคิดว่าพระโพธิสัตว์คุ้มครอง หรือไม่ก็เป็นผลบุญของบรรพบุรุษแน่นอน

อย่างงั้นเหรอ ฉันเคยได้ยินว่าที่ภาคกลางมีโรงเรียนวิทยาศาสตร์เจ๋งมากเลยล่ะนักเรียนดวงดีหันเก้าอี้กลับหลังมาหาผม โดยไม่สนใจอาจารย์หน้าห้องที่กำลังเหลือบตามองเขา แล้วก็ใช้ปากกาลูกลื่นวาดวงกลมลงบนกระดาษว่างเปล่าของผมถ้านายเข้าโรงเรียนนี้ได้สำเร็จ เราก็จะได้เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันอีกสามปีแล้ววงกลมบนกระดาษก็เริ่มมีจมูกกับตาเพิ่มขึ้นมา สุดท้ายกระดาษของผมก็มีแต่รูปอะไรไม่รู้เต็มไปหมด

ไว้ค่อยคิดละกันพอผมตอบนักเรียนดวงดีคนนั้นเสร็จ ก็เริ่มพลิกเอกสารหนาปึ้กดู ที่มุมด้านล่างของกระดาษท้ายเล่ม มีตัวหนังสือเล็กๆ หนึ่งบรรทัด ตัวหนังสือนั้นเล็กมากจนแทบจะมองไม่เห็น

นั่นเป็นชื่อของโรงเรียนแห่งหนึ่ง

แล้วผมก็เขียนชื่อโรงเรียนนั้นลงไป

ผมเขียนชื่อประหลาดๆ ของโรงเรียนนั้นไว้เป็นอันดับหนึ่ง แล้วผมก็ได้เข้าใจประโยคที่ว่าเรื่องประหลาดมีทุกปี และต้องเกิดกับฉันทุกที

วันประกาศผล พ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหายของนักเรียนทุกคนขะมักเขม้นเปิดหนังสือพิมพ์ ติดต่อสถาบันสอนพิเศษ รวมถึงเข้าไปหาชื่อตัวเองในอินเตอร์เน็ต แน่นอนว่าผมก็ไม่ได้แตกต่างกับคนอื่น และแล้ว เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง วันนั้นผมพลิกหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เข้าไปหาในอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่โรงเรียนก็ช่วยผมตรวจสอบด้วยเหมือนกัน แต่ผลการค้นหากลับเป็นไปในทางเดียวกัน…“ไม่พบข้อมูลโรงเรียนดังกล่าว

………

อยากจะแกล้งกันก็แกล้งมันให้มันมีชั้นเชิงหน่อยไม่ได้หรือไง! ผมเขียนชื่อโรงเรียนที่ไม่มีอยู่จริงงั้นหรือ? แล้วชื่อโรงเรียนบ้านั่นมาปรากฏอยู่ในเอกสารได้อย่างไร?

เอกสารข้อมูลโรงเรียนถูกผมเขวี้ยงลงบนโต๊ะของหน่วยสอบอย่างแรงเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเอ่อ ไม่ใช่สิ คนที่เขวี้ยงไม่ใช่ผม เป็นพี่สาวผมต่างหาก

พวกคุณทำบ้าอะไร! พิมพ์ชื่อโรงเรียนที่ไม่มีอยู่จริงให้นักเรียนเลือก ตอนนี้ก็ไม่มีข้อมูลโรงเรียน นี่มันแกล้งกันชัดๆ!”

ผมต้องยอมรับว่าพี่สาวผมบ้าพลังจริงๆ เธอแก่กว่าผมสามปี ปีนี้พี่สาวผมได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชื่อดัง ทั้งๆ ที่เธอกับผมก็เกิดมาจากแม่คนเดียวกัน ความจริงผมก็เคยคิดนะว่าความโชคดีของผมไปรวมอยู่ในตัวพี่สาวจนหมด เธอก็เลยโชคดีจนน่าตกใจ ไม่กี่ปีก่อนที่เกิดแผ่นดินไหว เธอโดนป้ายร้านค้าหล่นลงมาทับ แต่กลับไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย แค่ตกใจเท่านั้น

ประเด็นคือคนที่บาดเจ็บสาหัสก็คือผมที่ยืนอยู่ข้างๆ พี่สาวไง

คุณพนักงานเคาน์เตอร์ส่งเอกสารต่อกันไปเรื่อยๆ พอทุกคนได้เห็นตัวหนังสือเล็กๆ บรรทัดนั้น พวกเธอก็ทำหน้าตื่นตระหนกเหมือนเจอผีไม่มีผิด ฉู่หมิงเยว่พี่สาวผมกระชากเอกสารตัวปัญหาออกจากมือพวกเธออย่างไม่เกรงใจ แล้วก็เขวี้ยงมันลงบนโต๊ะอีกครั้ง

ไปเรียกหัวหน้ามาเดี๋ยวนี้!” ฝ่ามืออำมหิตของเธอตบลงบนโต๊ะ รังสีอาฆาตแผ่กระจายไปทั่วห้อง

พูดตามตรงนะ ผมว่าพี่สาวของผมหน้าตาสะสวย เป็นผู้หญิงประเภทสวยดุ เทียบกับพวกดารานักร้องได้เลย รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านมาจากตัวเธอจึงมีพลังมากขึ้นเป็นสองเท่า ถ้าจะพูดให้ชัดเจนหน่อย ก็คงจะเหมือนความรู้สึกเวลาที่ถูกปีศาจร้ายผู้เลอโฉมสังหารละมั้ง อืม ก็เหมือนในหนังในละครที่เขาชอบแสดงกันนั่นแหละ ถ้าใครมีเวลาว่างก็ลองไปหาดูได้

ผ่านไปพักหนึ่ง เอกสารเล่มนั้นก็ส่งกลับมาอยู่ในมือของผมเหมือนเดิม แค่เห็นก็รู้ว่าผู้ชายที่ผูกเนกไทใส่สูทคนนี้ต้องมีตำแหน่งสูงแน่นอน เขาพยายามอธิบายกับพี่สาวผม มือก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อบนหน้าผาก เขาบอกว่าโรงพิมพ์อาจจะเอากระดาษสำหรับพิมพ์กับเอกสารอื่นมาวางรวมกัน ตัวหนังสือก็เลยบังเอิญพิมพ์ติดไป ระหว่างที่หัวหน้ากำลังอธิบาย ลูกน้องก็หยิบเอกสารแบบเดียวกันออกมาพลิกดู ในเอกสารไม่มีชื่อโรงเรียนที่ว่าจริงๆ ด้วย

แล้วพี่สาวผมก็เหลืออด

บอกว่าบังเอิญพิมพ์ติดลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ มันก็อาจจะเป็นไปได้ แต่นี่ทั้งชื่อโรงเรียน รหัสโรงเรียนก็พิมพ์ลงในตารางพอดีเป๊ะไม่หลุดกรอบออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว ผมว่ามันดูเป็นไปได้ยากกว่าการถูกรางวัลที่หนึ่งอีกนะ หรือว่าวันนี้ผมควรจะลองไปซื้อดูสักใบ ผมอาจจะถูกรางวัลใหญ่ก็ได้

พวกเราอยู่ที่นี่เป็นเวลาสามชั่วโมงแล้ว พี่สาวของผมเอ็ดตะโรจนทุกคนในที่นี้ไม่กล้าแม้แต่จะผายลม ทุกคนถูกด่าจนยืนคอตกสำนึกผิด ส่วนผมกลายเป็นเหมือนไทยมุงมากกว่าเป็นผู้เสียหาย ผมไม่กล้าปริปากพูดแม้แต่ประโยคเดียว แล้วหนึ่งวันก็ผ่านไปด้วยเสียงคำรามของพี่สาวผม

น่าเบื่อจริงๆผมหาวอย่างเบื่อหน่าย พอเงยหน้าขึ้น ผมก็เห็นเงาของใครบางคนลอยผ่านประตูด้านนอกไป ความจริงแล้วข้างนอกเป็นทางเดิน อย่าว่าแต่เงาของคนคนเดียวเลย ถึงจะมีเงาคนสักร้อยคนแวบไปแวบมาก็ไม่มีอะไรน่าแปลก เพราะหน่วยสอบนับได้ว่าเป็นที่ที่คนเยอะที่สุดแห่งหนึ่งก็ว่าได้

แต่สิ่งที่แปลกก็คือ คนคนนั้นเดินทะลุประตูอัตโนมัติไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ประตูยังไม่ได้เปิด

จากการสังเกตการณ์ประตูอัตโนมัติมาสามชั่วโมงกว่าของผม เซ็นเซอร์ของประตูบานนี้ไวมาก แค่หมาเดินผ่านประตูยังเปิด แม้แต่หนังสือพิมพ์หรือเศษขยะที่ถูกลมพัด มันยังเปิดให้เข้ามาข้างในได้ แต่นี่คนตัวเบ้อเร่อ ทำไมประตูถึงไม่เปิดกันล่ะ?

แล้วจู่ๆ คนคนนั้นก็มาปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูอีกครั้ง ราวกับว่าจะมาพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของผม ครั้งนี้ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าประตูไม่ได้เปิดจริงๆ

เป็นไปได้ไงเนี่ย?

ได้เห็นผีกลางวันแสกๆ ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของความซวยของผมหรือเปล่านะ?

อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนผมก็เคยเจอตอนกลางวันแสกๆ มาแล้วหลายครั้งหลายคน ก็เลยไม่ได้ร้องตกใจเหมือนกับคนทั่วไป จะว่าไป ผมก็แอบชื่นชมตัวเองอยู่เหมือนกัน

เสียงผัวะดังสนั่นหวั่นไหว

พี่สาวจอมโหดไร้หัวใจของผมเอาเอกสารฟาดหัวผมอย่างไม่ยั้งมือ มันแรงเสียจนน้ำในสมองของผมแทบจะทะลักออกมาจากเบ้าตา รูจมูกและปาก

หูหนวกหรือไง พี่บอกให้ไปกรอกแบบฟอร์มใหม่ บอกตั้งหลายครั้งแล้ว!” ใบหน้าโหดเหี้ยมเหมือนปีศาจร้ายปรากฏขึ้นต่อหน้าผม มันน่ากลัวจนผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ฮะ?” ผมอ้าปากค้าง งงเป็นไก่ตาแตก

ฮะเฮอะอะไรอีกล่ะยะ! รีบไปเขียนเดี๋ยวนี้ ไป๊!” ปีศาจสาวจอมโหดแผดเสียงคำรามลั่น ผมรีบวิ่งไปกรอกเอกสารด้วยความหวาดผวาทันที

วันนั้นก็สรุปว่าเป็นความผิดพลาดของหน่วยสอบ พวกเขาก็เลยแทรกชื่อของผมใส่กลับลงไป ดูว่ายังมีโรงเรียนไหนบ้างที่สามารถรับผมเข้าเรียน พูดแบบบ้านๆ ก็คือ คอยดูว่ายังมีโรงเรียนไหนจะยอมเก็บของเหลือใช้บ้าง ไหนๆ คะแนนของผมมันก็น้อยอยู่แล้ว น้อยเสียจนพ่อแม่ของผมทำใจไว้แล้วว่าผมต้องไปอยู่โรงเรียนประเภทที่แค่มีเงินก็เข้าเรียนได้

หลังจากวันนั้น ผมก็ไม่ได้เจอผีเดินทะลุประตูอีก

หลังจากที่ได้ยินข่าวของผม เพื่อนคนหนึ่งในห้องก็เดินมาบอกผมว่าดวงซวยๆ ของผมกำลังแทรกซึมเข้าไปกัดกินร่างกายของผม แล้วก็ค่อยๆ กัดกินดวงชะตา ผมไม่เคยได้ยินว่าความโชคร้ายจะกัดกินดวงชะตาได้ แต่ก็เพราะเรื่องนี้เองทำให้ผมได้รู้ว่าพ่อของเพื่อนคนนี้เป็นหมอดู

ในวันที่ทุกคนได้รับจดหมายตอบกลับจากโรงเรียน ผมก็ได้รับเหมือนกัน เป็นจดหมายจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ชื่อเสียงของโรงเรียนนี้ก็คือนักเรียนที่นี่มีแต่เงินแต่ไม่มีสมอง เป็นไปตามที่พ่อแม่ของผมคาดคิดไม่มีผิด

นับตั้งแต่นี้ไป ดวงชะตาจะนำพาให้ผมกับนักเรียนดวงดีคนนั้นแยกจากกัน แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่มีผลต่ออนาคตข้างหน้าของผมเลยแม้แต่นิดเดียว ก็แค่เล่าให้ฟังเท่านั้น ส่วนนักเรียนดวงดีคนนั้นก็ได้เข้าโรงเรียนวิทยาศาสตร์ตามที่หวังไว้ ผมก็ขอแสดงความยินดีด้วย

แต่ว่าความซวยของผมยังไม่สิ้นสุดลงเท่านี้

หยางหยาง จดหมายตอบรับของเธอส่งมาถึงแล้วนะ

พอกลับถึงบ้าน พี่สาวจอมโหดของผมก็กำลังนั่งดูรายการโปรดของเธออยู่ มือหนึ่งยื่นส่งซองเอกสารสีน้ำตาลมาให้ผม

ฮะ? ผมเพิ่งไปเอาจดหมายตอบรับที่โรงเรียนนี่นา?

ผมรับซองน้ำตาลมาด้วยความงงงวย พอเห็นชื่อโรงเรียนบนซอง สิ่งแรกที่อยากทำก็คือเขวี้ยงมันลงพื้น แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้เขวี้ยง เพราะบนซองเอกสารมีตัวหนังสือสีแดงตัวใหญ่เขียนเอาไว้

พูดตามตรงนะ ผมไม่เคยเห็นโรงเรียนที่ไหนเขียนอะไรแบบนี้เลย…“ใครเขวี้ยงตาย!”

กะทัดรัดได้ใจความจริงๆ มันสั้นเสียจนผมเกือบคิดว่านี่ไม่ใช่จดหมายตอบรับของโรงเรียน แต่เป็นจดหมายข่มขู่ที่ส่งมาผิดบ้าน แต่ตัวหนังสือบนนั้นก็เขียนได้สวยจริงๆ

ชื่อของโรงเรียนที่ว่า ก็คือชื่อโรงเรียนที่ไม่มีข้อมูลโรงเรียนนั้นนั่นแหละ

ตอนที่รอผล ผมพยายามหาข้อมูลโรงเรียนนี้ทุกหนทุกแห่ง ในอินเตอร์เน็ตก็หาซ้ำแล้วซ้ำอีก และยังขอให้เพื่อนไปช่วยสอบถามด้วยอีกแรง เพราะมั่นใจแล้วว่าโรงเรียนนี้ไม่มีอยู่จริงผมถึงยอมรับชะตากรรม แล้วทำไมจู่ๆ โรงเรียนนั้นถึงได้ส่งจดหมายมาให้ผมกันล่ะ?

ผมเปิดซองน้ำตาลอย่างระมัดระวัง และพยายามไม่มองตัวหนังสือสีแดงน่ากลัวนั่น ข้างในซองเป็นเอกสารเข้าศึกษาต่อตามคาด เอกสารหนาเชียวล่ะ ไม่เหมือนกับจดหมายที่ได้รับวันนี้เลย

เอกสารที่หนาที่สุดใส่ไว้ในแฟ้มอย่างดี หน้าปกเขียนว่าคู่มือสำหรับนักเรียนใหม่และวิธีป้องกันตัวก็คงจะเป็นเรื่องกฎจราจร หรือไม่ก็เตือนให้ระวังคนเลวอะไรพวกนั้นอีกแน่นอน อะไรกัน ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ทำไมจะต้องบอกซ้ำทุกครั้งที่เปิดเทอม โรงเรียนนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ พิมพ์ออกมาหนาเป็นปึก!

น่าเบื่อชะมัด! ผมยัดเอกสารกลับเข้าไปในซองเหมือนเดิม แล้วก็หยิบเอกสารชี้แจงเรื่องค่าเล่าเรียนออกมาอ่าน อ่านไปอ่านมา ค่าเทอมถูกกว่าโรงเรียนแสนแพงที่ผมเพิ่งได้รับจดหมายวันนี้ตั้งเยอะ น่าจะประมาณครึ่งหนึ่งเลยล่ะโรงเรียนคนรวยนี่ใช้เงินเก่งจริงๆ

ซองน้ำตาลหนักผิดปกติ ดูเหมือนว่าข้างในจะมีของบางอย่าง ผมเอามือล้วงเข้าไปในอีกครั้ง แล้วผมก็คว้าสิ่งที่ไม่น่าจะปรากฏอยู่ในนี้ออกมาได้

โทรศัพท์มือถือ

ผมขยี้ตาสิบกว่าครั้ง โทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นไม่ได้กลายเป็นก้อนหินหรือว่าใบไม้ ยังคงเป็นโทรศัพท์มือถือในมือของผมเหมือนเดิม แล้วก็ไม่ได้กลายเป็นยุงมากัดมือผมด้วย มันคือโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์มือถือของจริง คงไม่ใช่ว่าพนักงานแพ็คของจอมเปิ่นคนไหนทำหล่นไว้หรอกมั้ง?

ผมไม่ได้เดาสุ่มสี่สุ่มห้านะ เมื่อก่อนเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ตอนนั้นผมส่งผ้าขี้ริ้วติดไปกับของขวัญวันเกิดให้กับเพื่อนเก่าไม่กี่วันต่อมา เขาก็ส่งผ้าขี้ริ้วกลับมาให้ผม

นั่งเหม่ออะไรอยู่?” รายการเล่นไปได้ครึ่งหนึ่งก็พักเข้าช่วงโฆษณา ผมรีบยัดโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นกลับเข้าไปในซองน้ำตาลทันที ถ้าพี่สาวผมเห็น เธอจะต้องถามโน่นถามนี่ถามนั่นไม่วันจบแน่

เปล่าฮะ แค่กำลังคิดว่าทำไมซองถึงใหญ่นักผมว่ามันดูเหมือนพัสดุมากกว่าซองจดหมาย ถ้านักเรียนทุกคนได้รับซองใหญ่ๆ แบบนี้เหมือนผม คนส่งของไม่ต้องยกกันตายเหรอ

อืม บริษัทส่งของมาส่งน่ะพี่สาวผมไม่ได้สงสัยอะไร เธอหันกลับไปหารายการโทรทัศน์ของเธอเหมือนเดิม แล้วก็กินขนมบนโต๊ะจนหมดเกลี้ยง

บริษัทส่งของงั้นเหรอ?

มันทำให้ผมยิ่งรู้สึกแปลกเข้าไปใหญ่ มีโรงเรียนที่ไหนรวยจนมีบริการเดลิเวอรี่แบบนี้? แล้วทำไมโรงเรียนนี้ถึงไม่มีข้อมูลเลยล่ะ?

คืนนั้น แม่ผมซื้อเป็ดปักกิ่งตัวใหญ่กลับมาจากไทจงให้ผม แล้วยังทำอาหารมื้อใหญ่เป็นพิเศษเพื่อเลี้ยงฉลองที่มีโรงเรียนยอมรับผมเข้าเรียนต่อ (อะไรกัน?) กินกันอิ่มหนำสำราญเลยทีเดียว แล้วผมก็แนะนำโรงเรียนทั้งสองแห่งคร่าวๆ ให้ทุกคนฟัง แห่งหนึ่งเป็นโรงเรียนไฮโซชื่อดัง อีกแห่งหนึ่งเป็นโรงเรียนที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนและไม่มีข้อมูลในระบบ แต่จุดเด่นก็คือค่าเทอมถูกกว่าโรงเรียนไฮโซครึ่งหนึ่ง

แล้วคืนนั้น แม่ผมก็ใช้เงินมาตัดสินชีวิตแสนซวยของผม จดหมายตอบรับจากโรงเรียนไฮโซถูกทิ้งลงถังขยะ ส่วนโรงเรียนเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงก็ชนะไปด้วยคะแนนเสียงจากทุกคนในบ้าน

แม้แต่จะค้านเบาๆ ผมก็ไม่ยังไม่มีแรง พระเจ้าช่วย ตกลงโรงเรียนบ้านั่นเป็นโรงเรียนบ้านนอกที่ไหนกันเนี่ย ในใบชี้แจงยังเขียนอีกว่าแนะนำให้นักเรียนอยู่หอพัก! ถ้าเป็นแบบนั้น ผมยอมเรียนที่โรงเรียนไฮโซยังดีเสียกว่า ผมเคยได้ยินมาว่าเรียนจบง่ายด้วย

ส่วนโทรศัพท์เครื่องนั้นก็ยังคงเงียบกริบ ไม่มีเจ้าของโทรมาตามหาโทรศัพท์เลย มันเงียบมากจริงๆ เสียงประหลาดๆ อะไรก็ไม่มี ผมลองดูประวัติการโทรและรายชื่อผู้ติดต่อก็กลับว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย เจ้าของโทรศัพท์เครื่องนี้ต้องเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนแน่ๆ

หยางหยาง เธออยากอยู่หอหรือเปล่า?” พี่สาวผมถามขึ้นในขณะที่ปากยังเคี้ยวเป็ดปักกิ่งอยู่ แล้วเธอก็กรีดนิ้วเช็ดน้ำจิ้มที่เลอะปากอย่างสง่างามในจดหมายตอบรับเขาแนะนำให้นักเรียนอยู่หอไม่ใช่หรือ?”

บ้าไปแล้ว! รู้ได้ไงเนี่ย! พี่สาวผมเป็นบุคคลที่น่ากลัวที่สุดในโลก จดหมายฉบับนั้นยังไม่ได้ผ่านตาเธอสักหน่อย แต่เธอกลับถามผมแบบนี้ เหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าเนื้อหาในจดหมายเป็นอย่างไร

ผมว่าจะไปดูตอนไปอบรมนักเรียนใหม่ ถ้าไม่ไกลมากก็ไม่ต้องอยู่หอล้อเล่นหรือเปล่า ยังไม่เคยเห็นโรงเรียนเล็กๆ นั่นเลยก็จะให้ผมอยู่หอเสียแล้ว ถึงตอนนั้นผมตายยังไงก็ไม่มีใครรู้

พี่สาวผมพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้ถามอะไรต่อ บางครั้งแววตามีเลศนัยของเธอยังน่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่เธอไม่พูดไม่จาเสียอีก ยกตัวอย่างง่ายๆ เคยเห็นแม่มดหรือเปล่า? อย่างน้อยก็คงเคยเห็นในหนังหรือไม่ก็ในการ์ตูนแน่นอน ผู้หญิงที่ใช้มนตร์ดำหรือไม่ก็ต้มยาพิษร้ายเพื่อฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมแบบนั้นนั่นแหละ เหมือนกับพี่สาวของผมไม่มีผิด

หยางหยาง นายต้องไปอบรมที่โรงเรียนนั้นเมื่อไหร่?” เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ทุกคนต่างหลงใหลแต่เธอกลับใช้มันมาฆ่าผมคู่นั้นจ้องมองผมไม่กะพริบ พูดตามตรงนะ ความรู้สึกเหมือนตอนที่ถูกงูจ้องหน้าเลยล่ะ

ครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นสายตาแบบนี้ของเธอก็คือเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง ตอนที่เธอกำลังคิดว่าจะเล่นงานหน่วยสอบอย่างไรดี

อย่าเลยนะ ผมขอร้อง ผมเป็นน้องชายของพี่นะ

อีกสองอาทิตย์ข้างหน้าฮะผมรีบตอบอย่างเชื่อฟัง เพื่อป้องกันไม่ให้หัวใจในร่างของผมถูกพี่สาวจ้องจนระเบิดตัวเอง ไม่ใช่ว่าผมขี้ขลาด แต่เชื่อผมสิ ถ้าคุณมีพี่สาวแบบนี้ ก็จะเข้าใจความรู้สึกของผม บางครั้งการที่จิตใจถูกทรมานมันโหดร้ายยิ่งกว่าถูกทำร้ายร่างกายเสียอีก แล้วพี่สาวของผมก็เก่งเรื่องการทรมานจิตใจคนเสียด้วย

พี่สาวของผมวางมือซ้ายลงเบาๆ มือขวาล้วงกระเป๋า แล้วก็หยิบสิ่งของบางอย่างออกมา ด้านบนมีตัวหนังสือยันต์คุ้มภัยศักดิ์สิทธิ์ที่สุดจากตำหนักXX” ด้านในเป็นยันต์คุ้มภัยจริงหรือไม่ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

เก็บเอาไว้ เปิดเทอมวันแรกจะได้ไม่ถูกนาฬิกาตกมาทับอีกผมสาบานได้ว่าผมเห็นกับตาว่าเธอยิ้มแบบปีศาจให้ผม

ผู้หญิงอะไรน่ากลัวชะมัด!

พอผมติดรูปบนใบลงทะเบียนเสร็จ ก็ล้มตัวลงบนเตียงทันที

อีกไม่กี่วันผมก็ต้องไปที่โรงเรียนนั่นแล้ว

ผมพลิกตัวมามองโทรศัพท์มือถือที่ผมแอบซ่อนไว้ในตู้หนังสือ แปลกจริงๆ ปกติถ้าไม่ได้ชาร์จแบตฯ แค่สองสามวันก็ดับแล้ว แต่เครื่องนี้ทิ้งไว้อาทิตย์กว่าแล้วยังไม่ดับอีก น่ากลัวชะมัด ผมจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ แบตเตอรี่ลดไปแค่ขีดเดียวเอง เทคโนโลยีพัฒนาไปถึงขั้นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? มือถือรุ่นใหม่แบตเตอรี่ทนทานจริงๆ ก่อนเปิดเทอมผมต้องขอให้แม่ซื้อให้ผมสักเครื่อง

ผมพลิกตัวนอนหงาย จ้องมองเพดานด้านบน

จบม.ต้นแล้วเหรอเนี่ย ผมเรียนจบได้จริงๆ ทีแรกยังคิดว่าความซวยจะทำให้ผมต้องเรียนซ้ำชั้นอีกสักสองสามปีเสียอีกเพราะเวลาเรียนไม่พอ จึงสมควรถูกจับเรียนซ้ำชั้น ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงรู้สึกแบบนี้ พอเรียนจบเข้าจริงๆ กลับรู้สึกเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะต้องไปพบคนใหม่ๆ ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย แล้วความซวยของผมก็เริ่มต้นขึ้นที่โรงเรียนใหม่อีกครั้ง ต่อมาคือทุกคนรู้จักผม ผ่านไปสองปี ผมก็จะกลายเป็นนักเรียนจอมซวยผู้โด่งดังของโรงเรียน เป็นวงจรแบบนี้ตั้งแต่ผมเรียนประถมฯ จนถึงม.ต้น ถึงตอนนี้ผมก็ชินแล้วล่ะ

ผมกำลังคิดว่าถ้าโชคชะตาเกลียดผมขนาดนั้น ทำไมจะต้องให้ผมซวยตลอดเวลา ให้ผมตายไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ? แต่เสียดายจริงๆ ที่ทำยังไงผมก็ไม่ตายสักที ไม่ว่าจะโดนมีดบาด รถชน ผิวถลอก ไฟไหม้หรืออื่นๆ อีกร้อยแปดพันเก้าก็ไม่อาจทำให้ผมตายได้สักที

เฮ้อ มันคงจะเป็นความซวยอย่างหนึ่ง

ขณะที่ผมกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น เสียงก๊อกก๊อกก็ดังมาจากประตู ผมรีบลุกขึ้นไปเปิดประตูทันที พี่สาวของผมยืนอยู่หน้าประตูตามคาด ท่าทางเหมือนจิ๊กโก๋ข้างถนนไม่มีผิด

แม่ผมพูดอยู่บ่อยๆ ว่าผมกับพี่สาวเกิดมาสลับเพศกัน ผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ผู้หญิงที่นิสัยเหมือนผู้ชายคนนั้นเป่าหมากฝรั่งรสองุ่นอยู่หน้าประตู แล้วเธอก็ยกมือขวาขึ้นมาช้าๆ

เค้กเธอพูดกับผมเบาๆ มือของเธอหิ้วกล่องเค้กสีฟ้าเล็กๆ อยู่ กลิ่นหอมหวานโชยออกมา

เหตุการณ์แบบนี้เกิดบ่อยครั้งจนพวกเราชินแล้ว พี่สาวของผมมีคนรุมจีบมากมายตั้งแต่สมัยเรียนประถมฯ มีคนจีบก็ต้องมีของขวัญ เป็นแบบนี้ติดต่อกันมาหลายปี เริ่มตั้งแต่ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กของเด็กๆ ตุ๊กตากระดาษ จนตอนนี้ก็มีคนแปลกหน้าที่เดินมาเสนอเงินเลี้ยงดูเธอ

อ้อ ยังมีอีกอย่าง ผมลืมพูดไปเลย พี่สาวของผมเป็นสาวเทควันโดสายดำ ปีนี้เธอเพิ่งได้แชมป์เทควันโดหญิงจากการแข่งขันระหว่างโรงเรียนด้วยนะ

แม่มักพูดอยู่บ่อยๆ ว่า ไม่รู้ว่าสมองของพี่สาวผมเต็มไปด้วยอะไร ผมก็สงสัยเหมือนกัน

จะกินไม่กิน?” ลูกโป่งหมากฝรั่งแตกโป๊ะ แม่มดสายดำถามขึ้นอย่างหมดความอดทน ในสถานการณ์แบบนี้ผมควรจะรีบตอบเธอทันที ไม่อย่างนั้นสิ่งที่จะแตกต่อจากหมากฝรั่งก็ต้องเป็นหัวผมแน่นอน

กินฮะกิน ขอบคุณฮะพี่กล่องเค้กที่ผมรับมาไม่หนักเท่าไหร่ ข้างในน่าจะเป็นเค้กขนาดหกปอนด์ ไม่รู้ว่าเจ้าทึ่มที่ไหนซื้อมาให้เธอ

เธอตอบรับเบาๆ แล้วก็เดินลงบันไดไปอย่างไร้เสียงเหมือนกับตอนที่มา

ผมหันหลังกลับเข้าห้อง เท้าถีบประตู มือทั้งสองกำลังยุ่งอยู่กับการแกะกล่องเค้ก ไม่น่าเชื่อ ข้างในเป็นเค้กวานิลลาหอมหวนที่ตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ข้างบนมีชื่อร้านเค้กเล็กๆ ที่ใช้ช็อคโกแลตสีดำเขียนตัวหนังสือ ช่างดูเรียบหรูสะอาดตาจริงๆ

กลับมาเรื่องเดิม ความจริงแล้วสิ่งที่พี่สาวผมเกลียดที่สุดก็คือเค้กนี่แหละ มันตรงข้ามกับผมพอดี แต่ถึงพี่จะเกลียดแค่ไหน เวลามีคนให้เธอ เธอก็รับเอาไว้หมด แม่เคยเตือนเธอหลายครั้งแล้ว แต่เธอก็ยังทำหูทวนลม เค้กกับคุ้กกี้จึงกลายเป็นของหวานประจำบ้านเราไปโดยปริยาย

บอกตรงๆ นะ ผมไม่ค่อยเข้าใจพี่สาวผมสักเท่าไหร่

บทที่สอง พุ่งชนรถไฟ

สถานที่ : ไต้หวัน

เวลา : เช้ามืด หกโมงยี่สิบนาที

สถานีรถไฟแห่งหนึ่งที่ไถจง

สรุปแล้ว จนวันสุดท้ายผมก็ยังไม่รู้ว่าโรงเรียนที่ผมกำลังจะไปเรียนนั้นเป็นโรงเรียนอะไรกันแน่ ไม่ว่าจะค้นหาในอินเตอร์เน็ตหรือไปสอบถามตามหน่วยงาน ก็ไม่พบข้อมูลของโรงเรียนนี้เลย ผมค้นหาซ้ำไปซ้ำมาทั้งคืน ตอนนี้รู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงระดับสุดขีด

ผมจ้องมองบรรยากาศอันสงบและงดงามในเช้าที่สดใส แต่ในใจกลับรู้สึกเคว้งคว้างและสับสนอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าตัวเองมายืนอยู่ที่สถานีรถไฟตั้งแต่เช้าตรู่เพื่ออะไร

ผมตื่นนอนตั้งแต่เช้ามืด แล้วก็เดินตามแผนที่ในจดหมายตอบรับของโรงเรียน จนมาถึงสถานีรถไฟแห่งนี้ แล้วผมก็เพิ่งสังเกตเห็นเรื่องประหลาดอีกอย่างหนึ่งในใบตอบรับมีแค่เลขขบวนรถไฟ แต่ไม่มีที่อยู่ของโรงเรียน ที่อยู่บนพัสดุก็เป็นแค่เลขตู้ปณ.เท่านั้น ผมกำลังถูกโรงเรียนแห่งนี้แกล้งอยู่ใช่ไหม? ไม่รู้ว่าเขาลืมเขียนที่อยู่ลงบนจดหมายตอบรับจริงๆ หรือว่าอะไร?

ปฏิกิริยาของผมสงบนิ่งกว่าที่ผมคิดเอาไว้ อย่างน้อยโรงเรียนก็ยังบอกว่าต้องนั่งรถขบวนไหน พอถึงชนบทก็คงมีคนลงไม่มาก ถึงตอนนั้นค่อยถามทางชาวบ้านหรือไม่ก็ไปถามที่สถานีตำรวจก็ได้ น่าจะหาทางไปโรงเรียนได้ไม่ยาก ไต้หวันเล็กจะตาย ผมไม่เชื่อว่าผมจะหาไม่เจอ

ช่วงเวลาเช้าตรู่ สถานีรถไฟคนก็น้อยเป็นปกติ นับประสาอะไรกับสถานีเล็กๆ ที่ไกลแสนไกลแบบนี้ แน่นอนว่าไม่เหมือนกับใจกลางเมืองที่ผู้คนขวักไขว่อยู่แล้ว ที่ชานชาลาหากนับรวมผมแล้ว ก็มีคนยืนรออยู่แค่สามคนคนหนึ่งเป็นคุณยายที่กำลังรอเปลี่ยนรถ ผ่านไปห้านาที คุณยายก็ขึ้นรถไป อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงรูปร่างผอมสูง น่าจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย

หมายความว่าเด็กมหาวิทยาลัยก็ต้องตื่นเช้าไปเรียนงั้นหรือ? ไหนใครบอกว่าพอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกแล้วไง?

ขณะที่ผมกำลังแอบมองเธออยู่นั้น พี่สาวคนนั้นก็หันขวับกลับมา แล้วเธอก็ยิ้มให้ผม ผมรีบก้มหน้าหลบตาเธอทันที ไม่ใช่เพราะผมเขินนะ ตีให้ตายผมก็ไม่ยอมรับว่าผมเขิน

สวัสดีจ้ะ เธอเป็นเด็กใหม่ที่จะไปอบรมใช่ไหม?” พี่สาวคนสวยเดินเข้ามาใกล้ผม เพิ่งสังเกตว่าสำเนียงของเธอเหมือนคนต่างชาติ สงสัยจะเป็นเด็กนอกที่เพิ่งกลับประเทศแน่เลย

รู้ได้ไงครับเนี่ย!” นี่คือประโยคแรกที่ผมพูดกับเธอ

พี่สาวคนนั้นชี้มาที่ซองสีน้ำตาลในมือผมฉันก็เรียนที่นั่นเหมือนกันแล้วเธอก็ยิ้มอีก ดวงตาคู่นั้นแวววาวเหมือนกับแม่น้ำลึก ถ้าจ้องมองนานเกินไปก็คงจมดิ่งลงไปอย่างไม่รู้ตัว

ดูเหมือนเธอสังเกตเห็นว่าผมกำลังตาค้าง เธอก็เลยหันไปทางอื่นโรงเรียนของเรามีตั้งแต่ม.ปลายจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ต่อไปก็ทักทายกันบ้างนะจ๊ะรุ่นน้อง

ทันใดนั้น ผมรู้สึกเหมือนว่าดวงตาของรุ่นพี่คนนั้นกลายเป็นสีเขียว แต่ตอนที่เธอหันกลับมายิ้มให้ผม มันก็กลับมาเป็นสีดำเหมือนกับตาของผม หรือว่าผมเห็นภาพหลอนไปเอง เพราะช่วงนี้ผมมักจะฝันกลางวันอยู่บ่อยๆ

ครับรุ่นพี่ผมรีบตอบเธอ ไม่รู้ว่าผมตอบเร็วหรือตอบช้ากันแน่

รุ่นพี่คนสวยคนนั้นยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วก็ชี้มือที่ซองน้ำตาลในมือผมได้อ่านคู่มือป้องกันตัวแล้วหรือยัง?”

ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า เสียงของรุ่นพี่หวานยิ่งกว่าเดิมเสียอีก มันฟังดูนุ่มนวลเหมือนกับหมอนขนนกไม่มีผิด ฟังแล้วรู้สึกสบายใจ แตกต่างกับพี่สาวผมอย่างสิ้นเชิง

อ่านแล้วฮะความจริงแล้วผมยังไม่ได้อ่านเลยสักหน้าเดียว แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงไม่กล้าพูดความจริงต่อหน้ารุ่นพี่คนนี้

รุ่นพี่พยักหน้าและยิ้มหวาน เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ทำไมรอยยิ้มของเธอดูประหลาดพิกล

เสียงรถไฟดังกระหึ่ม ดูจากความเร็ว รถคันนี้คงจะไม่จอดที่ป้ายนี้แน่นอน เสียงของรถไฟดังสนั่นไปทั่วชานชาลา เท้าของผมรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน แล้วจู่ๆ รุ่นพี่คนนั้นก็ลุกขึ้น เส้นผมของเธอถูกลมพัดปลิวสยาย

รถมาแล้ว รีบตามมาเร็ว เดี๋ยวหลงทางเธอบอกผม แล้วก็รีบคว้ากระเป๋าวิ่งไปข้างหน้า

ตามไปงั้นหรือ?

ผมตามเธอไปอย่างงงๆ รางรถไฟด้านหน้าของผมมีหัวรถไฟสีดำเล็กๆ กำลังมุ่งหน้าเข้ามาใกล้ และยังบีบแตรเสียงดังจนแสบแก้วหู พร้อมด้วยรัศมีอันแรงกล้า

รถคันนี้ไม่จอดแน่นอน

ผมเบิกตากว้าง แล้วภาพเหตุการณ์ทุกอย่างก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าผมรุ่นพี่คนนั้นกอดกระเป๋ากระโดดลงจากชานชาลา แล้วเธอก็หันหน้ามาหาผมอย่างช้าๆ ดวงตาแสนสวยคู่นั้นเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย เธอคงอยากจะถามว่าทำไมผมไม่กระโดดลงไปกับเธอ

รถไฟขบวนนั้นพุ่งชนเธออย่างจัง วินาทีนั้นภาพเบื้องหน้าทำให้ผมตาลายไปหมด จนมองอะไรไม่เห็น

กระแสลมโหมพัดจนหูของผมปวด ขาทั้งสองของผมกำลังสั่นเทา มันสั่นไม่ยอมหยุด ผมตกใจจนขาอ่อนจนแทบจะยืนไม่อยู่ ผู้หญิงที่เพิ่งยืนคุยกับผมเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมากระโดดลงจากชานชาลา แล้วรถไฟก็พุ่งชนตัวเธอ มันเป็นภาพที่เรามักจะได้เห็นในโทรทัศน์หรือหนังสือการ์ตูน แต่วันนี้มันกลับมาฉายอยู่หน้าต่อตาของผม มันทำให้ผมรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว

ไม่กี่วินาทีรถไฟขบวนนั้นก็แล่นผ่านชานชาลาไปอย่างรวดเร็ว เหมือนไม่ทันสังเกตเห็นว่าเพิ่งชนคนไป ไม่มีภาพสยดสยองเลือดสาดศพเละเหมือนในหนังสือการ์ตูน และไม่มีเสียงร่างกายมนุษย์ถูกบดใดๆ ทั้งสิ้น สมองของผมว่างเปล่าจนคิดอะไรไม่ออก

มีคนตายต่อหน้าผมปกติแล้วเวลาเห็นข่าวในโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับคนกระโดดตึกหรือวิ่งไปชนรถไฟฆ่าตัวตาย ผมจะรู้สึกเฉยๆ บางครั้งยังตำหนิคนเหล่านั้นว่าโง่ ทำไมไม่รู้จักคุณค่าของชีวิตตัวเอง หรือบางครั้งข่าวพวกนั้นก็เป็นเหมือนกับกับแกล้มเวลากินข้าวของครอบครัวเรา แต่พอมันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาผม ความรู้สึกหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลมแบบนี้ คนที่ไม่เคยเจอคงจะจินตนาการไม่ออกหรอก

แล้วตอนนี้ผมควรทำอะไร? ต้องโทรศัพท์แจ้งตำรวจก่อนหรือว่าควรแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟก่อนผมสับสนไปหมดแล้ว ตอนนี้ควรจะทำอะไรกันแน่?

แล้วเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ จนถึงวันนี้แบตเตอรี่ของมือถือเครื่องนั้นหายไปแค่สองขีด เสียงเรียกเข้าดังลั่น

ฮัลโหลฮัลโหลครับ?” ผมรับโทรศัพท์อย่างไม่รู้ตัว สมองของผมยังคงว่างเปล่า มือของผมหยิบโทรศัพท์มาแนบหู แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนี้ ที่สำคัญคือคำพูดที่ออกมาจากโทรศัพท์ต่างหาก

กระโดดชนรถไฟตามไปงั้นหรือ?

ผมอ้าปากค้าง อึ้งไปสามวินาทีอะไรนะครับกระโดดชนรถไฟตามไป?”

วินาทีนั้น สมองของผมคิดได้ว่าเจ้าของโทรศัพท์เครื่องนี้อาจจะเป็นผู้นำลัทธิที่หลอกให้คนฆ่าตัวตาย พอคิดถึงตรงนี้ ผมก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ผมมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดผวาเหมือนกับคนบ้า กลัวว่าจะมีมือที่มองไม่เห็นมาผลักผมตกรางรถไฟ

ผมยังเด็กอยู่เลย ผมยังไม่อยากตายตอนนี้!

ฉันตื่นสาย ก็เลยวานให้เพื่อนมาแวะรับนาย แต่นายกลับไม่ยอมกระโดดตามไป!” เสียงถอนหายใจดังออกมาจากโทรศัพท์ เหมือนว่าเขาอยากจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา

กระโดดตามไป?

สิ่งที่สองที่ปรากฏขึ้นในหัวสมองของผมก็คือ สายนี้โทรมาจากนรกโดยตรง เจ้าของโทรศัพท์มือถือก็คือยมทูต ตอนนี้ผมกำลังพูดอยู่กับยมทูตที่กำลังจ้องเอาชีวิตผม เขายังอุตส่าห์ให้ผู้หญิงมาพาผมลงไปนรกพร้อมกันอีก แต่ผมไม่เข้าใจสิ่งที่รุ่นพี่คนนั้นบอกผม ผมก็เลยไม่ได้สละชีพเพื่อรักไม่ใช่สิ ผมหมายถึงว่ากระโดดลงนรกไปพร้อมกับเธอ ผมไม่ได้ฟุ้งซ่านไปเองนะ ขนาดในการ์ตูนญี่ปุ่นยังมียมทูตทิ้งสมุดโน้ตเอาไว้เลย ครั้งนี้มาทิ้งโทรศัพท์มือถือเอาไว้ มันก็ไม่มีอะไรแปลก ถึงจะทิ้งโทรทัศน์หรือไม่ก็เครื่องซักผ้าอะไรพวกนั้น ยมทูตก็คงจะมีเหตุผลของเขา จุดนี้ผมก็จะไม่ไปคิดให้ปวดหัว สมองของยมทูตคิดอะไรอยู่ มนุษย์ธรรมดาอย่างเราคงไม่อาจเข้าใจได้

ดูเหมือนว่าคนในโทรศัพท์หมดความอดทนเสียแล้ว เขาพูดต่อโดยไม่รอให้ผมตอบ น้ำเสียงที่เขาพูดเหมือนกำลังออกคำสั่งกับผมช่างเถอะ เดี๋ยวฉันไปรับนายก็ได้ ยืนอยู่ตรงนั้นห้ามหนีไปไหนล่ะ!”

ตื๊ด! เขาตัดสายไป มีเพียงเสียงตู๊ดตู๊ดดังตามมา ผมเสียวสันหลังวาบ ความหนาวเหน็บจากปลายเท้าของผมพุ่งขึ้นไปถึงสมอง เขาบอกว่าจะมารับผม

หรือมันจะหมายความว่าชีวิตของผมจะสิ้นสุดลงวันนี้? ถึงแม้ว่าผมจะชอบบ่นว่าถ้าจะซวยขนาดนี้สู้ไปตายเสียดีกว่า สวรรค์ นั่นเป็นแค่คำบ่นเท่านั้น! มันไม่ได้แปลว่าผมอยากตายจริงๆ เสียหน่อย ท่านแยกคำบ่นกับเรื่องจริงไม่ออกหรือไง?

ชานชาลาว่างเปล่า เหลือเพียงผมคนเดียวเท่านั้น สายลมพัดผ่าน ขยะกองหนึ่งถูกพัดมาหยุดอยู่ที่เท้าของผม

ผมกำลังจะตายแล้ว

แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรในจดหมายลาตายดี

ไม่รู้ว่าผมยืนถือโทรศัพท์เครื่องนั้นอยู่นานเท่าไหร่ จนกระทั่งเสียงแผ่วเบาดังขึ้นที่ด้านหลังของผม

ชาวบ้านพูดไว้ไม่มีผิด ตอนที่คนเราเครียดสุดขีด ความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวเราก็จะเผยออกมา ผมใช้เวลาในการหันหลังไม่ถึงเสี้ยววินาที มันรวดเร็วจนคนที่เรียกผมถึงกับอึ้ง

พอเขาอึ้งเสร็จก็ถึงตาผมอึ้งบ้าง

ที่จริงในประเทศไต้หวันโดยเฉพาะที่ไถจง ก็มีคนต่างชาติให้เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ ปกติแล้วกลุ่มชาวต่างชาติที่เราเจอตามทางยังชอบโบกมือทักทายพวกเราอีกด้วย ผมเจอบ่อยจนชินแล้ว แต่ว่าผมยังไม่เคยเจอชาวต่างชาติที่หน้าตาขนาดนี้ถึงจะบอกว่าเป็นชาวต่างชาติ แต่หน้าตาของเขากลับเหมือนคนเอเชีย

ผมสีเงินยาวสลวยถึงเอว เส้นผมมันเงาเหมือนกับพรีเซนเตอร์โฆษณายาสระผมในโทรทัศน์ ปอยผมข้างหน้าผากทั้งสองข้างย้อมสีแดงสด ดูเหมือนว่าเขากำลังรีบร้อนเดินเข้ามา เส้นผมยาวเหยียดของเขาใช้แค่ยางมัดผมธรรมดามัดเป็นหางม้าเอาไว้เท่านั้น ดวงตาสีแดงเหมือนกับอัญมณีในตู้โชว์ชวนให้ผู้ที่พบเห็นอยากลองสัมผัสดูว่าเป็นของจริงหรือเปล่า

รูปร่างของเขางดงามยิ่งกว่ารุ่นพี่สาวสวยคนนั้นเสียอีก ช่างดูปราณีตอ่อนช้อยเหมือนประติมากรรมรูปปั้นระดับโลก แต่กลับมีรังสีอำมหิตเลือดเย็นแผ่ซ่านออกมา โดยเฉพาะตอนที่เขาถลึงตาใส่ผม เหมือนกับตอนที่พี่สาวผมใช้แววตาสังหารคนเลยล่ะ ผิวของเขาขาวมาก ขาวจนเหมือนกับศพที่ไร้ลมหายใจ แต่ก็ยังดูออกว่าเขาเป็นคนที่ยังมีชีวิต ชุดสีดำสนิทตัดกับผิวสีขาวทำให้เขาดูพิลึกเข้าไปใหญ่

น่ากลัวนิดหน่อยความจริงคือน่ากลัวมาก ผมว่าเขาดูเหมือนปีศาจรูปงามในหนังสือการ์ตูนมากกว่าคน

แกมันไอ้ซื่อบื้อ!” เขาเปิดปากพูดด้วยภาษาจีนที่ถูกต้องตามมาตรฐานเป๊ะ เหมือนกับเสียงในโทรศัพท์เมื่อกี้ไม่มีผิด ต่อให้ใช้หัวเข่าคิดก็รู้ว่าเขาก็คือยมทูตที่กำลังจะพาผมไปตายคนนั้น นั่นก็หมายความว่ายมทูตสมัยนี้รักสวยรักงามขนาดนี้เลยเหรอ? ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมก็อยากจะจ้องมองยมทูตให้เต็มตาก่อนตาย

ท่านยมทูตครับ!” ผมชิงเปิดปากก่อนที่เขาจะสังหารผมแล้วพาวิญญาณผมลงนรกไปผมยังคิดไม่ออกว่าจะเขียนจดหมายลาตายยังไง ผมขอเวลาอีกนิดนะครับ รับรองว่าไม่ขัดขวางการทำงานของท่านแน่นอน แป๊บเดียวเดี๋ยวผมก็เขียนเสร็จแล้วครับแต่ผมก็ยังไม่ถึงขนาดนั่งคุกเข่าขอร้อง

(รูป)

อย่างน้อยก็เขียนบอกทุกคนว่าสวรรค์ต้องการเอาชีวิตผม ครอบครัวผมจะได้รู้ว่าผมไม่ได้ฆ่าตัวตาย!

แล้วจู่ๆยมทูตก็ใช้สายตาเหมือนกับที่มองคนบ้าเหลือบมองผม เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงสีดำของเขา เป็นโทรศัพท์รุ่นเดียวกับที่ผมถืออยู่ อาจเป็นเพราะผมกลัวจนเสียสติ เลยไม่ได้ตั้งใจฟังว่ายมทูตกำลังคุยอะไรกับใคร แค่ได้ยินแว่วๆ เหมือนเขากำลังถามประมาณว่าแน่ใจนะว่าปีนี้ไม่ได้รับคนบ้าเข้าเรียน

เขาดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ น้ำเสียงเขาเย็นชาและเรียบเป็นโทนเดียว ไม่มีเสียงต่ำเสียงสูง แล้วผมก็ได้ความรู้ใหม่ ที่แท้ยมทูตก็มีอาการหงุดหงิดเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนและมีอาการความดันเลือดต่ำเหมือนกัน ผ่านไปครู่หนึ่ง เหมือนว่ายมทูตแน่ใจเรื่องอะไรบางอย่างแล้ว เขาปิดโทรศัพท์แล้วหันมาถลึงตาใส่ผม ดวงตาสีแดงพิลึกคู่นั้นดูไม่เหมือนอัญมณีแล้ว แต่เหมือนกับดวงตาสัตว์ร้ายกระหายเลือดมากกว่า

พวกเขาจะเปิดประตูโรงเรียนให้อีกครั้ง ถ้าครั้งนี้นายยังไม่เข้า ก็ไม่ต้องไปรายงานตัวแล้วน้ำเสียงแย่ชะมัด แย่มากจริงๆ

รายงานตัวเหรอ?

ในที่สุดผมก็ได้ยินคำศัพท์ที่ใกล้ตัว ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนชุดเครื่องแบบสีดำและแขนเสื้อของยมทูตมีตราสัญลักษณ์โรงเรียนติดอยู่ นั่นมันตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนใหม่ของผมนี่นา

แล้วผมก็ตกอยู่ในภวังค์อีกครั้ง

อีกสิบนาทีรถไฟเที่ยวถัดไปถึงจะมาเขาก้มดูนาฬิกายมทูตคนนี้ทำเสียงไม่พอใจอีกแล้ว ดวงตาสีแดงคู่นั้นเหลือบมามองผม แล้วเขาก็เดินไปนั่งบนม้านั่งที่ชานชาลาอย่างรวดเร็วและแผ่วเบาราวกับสายลม คนหน้าตาดีแม้แต่ท่านั่งเก้าอี้ก็ยังดูดี ไม่แน่นะ ต่อให้เขาสะดุดล้มก็อาจจะมีคนชมว่างดงามก็ได้

เดี๋ยวนะ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมควรจะสนใจตอนนี้นี่! ยังเหลือเวลาอีกสิบนาทีเหรอ? นั่นก็หมายความว่าผมมีเวลาเขียนจดหมายลาตายแค่สิบนาทีเท่านั้น!

ตอนนี้ผมก็ไม่สนใจแล้วว่าตราสัญลักษณ์โรงเรียนบนเสื้อเขามีความหมายว่าอะไร ผมรีบหยิบกระดาษและปากกาออกมาจากกระเป๋าสะพายอย่างรวดเร็ว อ้อ ได้ยินว่าอันดับแรกต้องแจกแจงสมบัติของตนเองก่อน แล้วก็ต้องบอกครอบครัวว่าได้เสียใจไปเลยจู่ๆ ผมก็รู้สึกปลื้มปีติขึ้นมาที่ในห้องของผมไม่มีซีดีหนังโป๊ที่แอบซื้อมาเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ และไม่มีหนังสือโป๊ซ่อนเอาไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นแม่ผมต้องทำหน้าบูดบึ้งตอนที่มาเก็บของให้ผมแน่ๆ

ยมทูตที่กำลังจะเคลิ้มหลับบนม้านั่งเหลือบตามามองผมเขียนจดหมายลาตาย ใบหน้างดงามของเขาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม แล้วเขาก็ล้มเลิกความคิดที่จะงีบหลับ และเดินเข้ามาดูว่าผมกำลังเขียนอะไรอยู่

พอเขาเห็นตัวหนังสือบรรทัดแรกที่เขียนว่าจดหมายลาตาย ซึ่งตอนนั้นผมกำลังเขียนถึงถ้าศพของผมเละเป็นเนื้อบดก็ไม่ต้องเสียเวลามาประกอบร่างนะฮะ เอาไปเผาเลยน่าจะสะดวกกว่า

นายมีลางสังหรณ์ว่าตัวเองต้องเขียนจดหมายลาตายแล้วเหรอ?” เขาแสยะยิ้มที่มุปาก แล้วยมทูตก็แย่งกระดาษที่ผมก้มหน้าก้มตาเขียนไปอย่างง่ายดาย มันรวดเร็วและแผ่วเบาจนผมตั้งตัวไม่ทัน ได้แต่จ้องมองกระดาษที่ถูกดึงออกจากมือไป

นายวางใจเถอะ ถ้าไม่ได้ตายอนาถมาก ก็มีโอกาสฟื้นคืนชีพอยู่แล้วเขาหันหน้ามายิ้มตาหยี ดวงตาสีแดงก่ำคู่นั้นทำให้ผมขนหัวลุก

หรือว่ายมทูตจะให้ผมตายซ้ำตายซ้อน ให้รถไฟเหยียบซ้ำไปซ้ำมาถึงจะพอใจ?

ทำไมผมต้องมาเจอยมทูตซาดิสม์ด้วยเนี่ย! สวรรค์ช่างใจร้าย!

สามวินาทีผ่านไป ผมตัดสินใจตายก่อนที่ยมทูตจะฆ่าผม ตายให้มันรู้แร้วรู้รอดดีกว่ารอให้เขามากลั่นแกล้ง!

รางรถไฟเริ่มสั่นสะเทือน รถไฟขบวนถัดไปกำลังจะมาแล้ว ผมเตรียมใจถูกรถไฟบดเสร็จก็หลับตาปี๋ และเร่งฝีเท้าพุ่งไปที่ชานชาลาด้วยความมุ่งมั่นเหมือนเวลาแย่งซื้อข้าวกล่องตอนเที่ยง ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่รุ่นพี่คนสวยคนนั้นตาย

เสียงรถไฟดังสนั่นหวั่นไหว นี่คงเป็นเรื่องที่กล้าหาญที่สุดในชีวิตของผม และเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชาตินี้ด้วยเช่นกัน

หนึ่งวินาทีผ่านไป ความหวาดกลัวของผมสลายหายไปกับกลีบเมฆ

เสียงแตรรถไฟพุ่งเข้ามาใกล้หัวของผมเต็มที ผมแอบลืมตาดู แล้วก็เพิ่งเห็นว่ามือของใครบางคนกำลังจับคอเสื้อผมอยู่ พอเงยหน้าขึ้นยมทูตคนนั้นกำลังจับคอเสื้อผมด้วยท่าทางสบายๆ แค่อีกก้าวเดียวความหวังของผมก็จะเป็นจริงแล้วบ้าชะมัดเลย!

ยมทูตมองผมด้วยหางตา สีหน้าของเขาไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด พอรถไฟแล่นผ่านไปเขาก็ปล่อยมือทันที แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์นายจำผิดแล้ว ที่ต้องชนนายมันไม่ใช่ขบวนนี้ ถ้านายขืนกระโดดลงไปก็คงต้องไปเกิดใหม่เลย ไม่มีทางฟื้นคืนชีพแน่นอน

อะไรเนี่ย! จะตายยังต้องกำหนดขบวนรถอีกเหรอ! ไปกำหนดกันตั้งแต่เมื่อไหร่!

ผมคุกเข่าอยู่บนชานชาลา ปล่อยให้เงามืดปกคลุมร่างกาย ถ้าเรื่องนี้อยู่ในหนังสือการ์ตูน ตอนนี้คงมีลูกไฟมาลอยอยู่ข้างๆ ผมแน่ เงาของกองเพลิงที่พลิ้วไหวคงเป็นความงดงามที่แสนเจ็บปวด และมันคงเป็นแสงสว่างรุ่งโรจน์แสงสุดท้ายของชีวิตผม

พูดถึงดวงไฟ แต่เดี๋ยวก่อนนะเมื่อกี้ผมไม่ทันสังเกต ตอนนี้เพิ่งจะคิดได้ว่าชานชาลาที่มีคนตายควรจะเปื้อนเลือดที่กระเด็นออกมาบ้างไม่ใช่เหรอ?

ผมมองซ้ายมองขวา รอบๆ ตัวผมยังคงสะอาดสะอ้าน ความฉงนสงสัยที่เป็นเหมือนกับแม่น้ำมืดมนกำลังค่อยๆ กัดกินหัวใจของผม ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของผมเพิ่มระดับมากขึ้นไปอีก มือและขาที่กำลังสั่นเทาของผมคลานไปด้านข้าง รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีจ้องมองรางรถไฟหนึ่งวินาที!

คิดตามตรรกะ ภาพเบื้องหน้าผมควรจะเป็นซากศพที่ถูกบดจนไม่เหลือชิ้นดีถึงจะถูก แล้วก็ต้องกรีดร้องลั่น และช็อกหมดสติไป

แล้วผมก็กรี๊ดจริงๆ

แต่ไม่ใช่เพราะภาพสยดสยอง แต่เป็นเพราะชานชาลาไม่มีอะไรเลย ผมก็เลยตกใจจนร้องออกมา ทั้งๆ ที่ผมเห็นกับตาว่าคนเป็นๆ กระโดดลงไป แต่ทำไมกลับไม่มีร่องรอยอะไรหลงเหลืออยู่เลย?

ด้านล่างสะอาดเรียบร้อยดี มีเพียงเศษใบไม้ที่ปลิวลงมาเท่านั้น

ร้องทำบ้าอะไร!” ผมไม่รู้ว่ายมทูตเอาจดหมายลาตายของผมไปม้วนเพื่อเคาะกะโหลกผมตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่แรงฟาดของเขาสูสีกับพี่สาวของผมเลย มันแรงเสียจนหัวผมแทบหลุดลงไปบนรางรถไฟ

มะมะไม่เหลือซาก…” วินาทีนั้น ผมลืมไปว่าผู้ชายหน้าตาดีคนนั้นคือยมทูตมือที่กำลังสั่นเทาของผมชี้ไปข้างล่าง และตอบเขาด้วยน้ำเสียงเหมือนคนถูกไฟช็อต

แล้วเส้นเลือดสีเขียวก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของยมทูต ผมว่าเขาคงรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกผมปั่นหัวอยู่แน่เลย

และก็เป็นไปตามคาด รองเท้าของเขาพุ่งเข้ามาประทับบนหน้าของผม

โว้ย!”

ยมทูตสบถออกมาหนึ่งคำ หลังจากนั้นผมก็ฟังไม่ค่อยชัด เพราะถูกถีบจนมึนไปหมด แต่เขาคงไม่ได้ด่าคำหยาบหรอก พอผมรวบรวมสติกลับมา เขาก็ยืนอยู่ห่างจากผมระยะหนึ่ง กำลังซื้อเครื่องดื่มอยู่ที่ตู้ขายน้ำ ผมไม่เคยเห็นยมทูตดื่มเครื่องดื่มเลย โดยเฉพาะนมถั่วเหลืองรสน้ำผึ้ง! มันทำให้มนุษย์อย่างผมรำลึกถึงความทรงจำในวัยเด็ก ที่แท้ยมทูตก็ชอบนมถั่วเหลืองรสน้ำผึ้งเหมือนกันเหรอเนี่ย

เอาไปเขาก้มลงหยิบนมถั่วเหลืองรสน้ำผึ้งสองกระป๋อง โยนมาให้ผมหนึ่งกระป๋อง พร้อมด้วยคำสั่งกินซะ เผื่อสมองจะดีขึ้นบ้าง

ผมน่าจะเป็นมนุษย์คนแรกบนโลกที่ยมทูตเลี้ยงน้ำ ผมควรจะดีใจหรือเปล่านะ…?

ยมทูตนั่งลงข้างๆ ตู้ขายน้ำ อาจเป็นเพราะชุดของเขาสีดำปี๋ก็เลยไม่กลัวเปื้อน เส้นผมสีเงินยาวสยายพาดอยู่หน้าตู้ขายน้ำ แสงไฟเล็กๆ ของตู้ขายน้ำส่องกระทบลงบนเส้นผมของเขา ทำให้ผมสีเงินของเขาส่องประกายแวววาว ถ้าเขาไม่ใช่ยมทูต ภาพที่เขากำลังดื่มน้ำอย่างสงบคงทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นเทวดาในนิทานแน่ๆ แค่ขาดปีกสีขาวไปเท่านั้นเอง

สิบนาทีนี้คงเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่อาจลืมได้ชั่วชีวิต ผมกำลังนั่งกินนมถั่วเหลืองรสน้ำผึ้งกับยมทูตที่ชานชาลาเพื่อรอความตายเอ่อ จุดประสงค์มันฟังดูพิลึกไปหน่อยนะ

ไม่รู้ว่าพอผมตายแล้วเขาจะลากวิญญาณผมลงนรกเลยหรือเปล่า?

ผมแอบมองเขาอย่างกลัวๆ แล้วผมก็ต้องอึ้งอีกครั้ง ยมทูตดื่มนมถั่วเหลืองไปแค่ครึ่งกระป๋องก็หลับไปเฉยเลย เขายังคงพิงตู้ขายน้ำ หลอดนมถั่วเหลืองยังคาอยู่ที่ริมฝีปากของเขา

ยมทูตคงต้องทำงานหนักล่ะสินะ ถึงได้แอบงีบในขณะปฏิบัติงานอยู่

ผมก้มลงดูนาฬิกา เหลือเวลาอีกหนึ่งนาทีก่อนรถไฟจะมา

ผมค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ยมทูตผมไม่เคยมองดูสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติใกล้ขนาดนี้เลย เอ่อ รอยรองเท้าเมื่อกี้ไม่นับนะ

ขนตาของยมทูตยาวมาก เหมือนขนตาของตุ๊กตาเลยล่ะ ปอยผมสีแดงตกอยู่ข้างแก้มทั้งสอง มันสั่นไหวพร้อมกับลมหายใจของเขา แต่แปลกแฮะยมทูตหายใจได้ด้วยเหรอ? ผมคิดว่าวิญญาณสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะไม่มีลมหายใจเหมือนในละคร ภาพยนตร์หรือในหนังสือการ์ตูนเสียอีก

เป็นความรู้ใหม่อีกแล้ว หรือผมจะจดบันทึกความรู้ใหม่นี้ลงบนพื้นของชานชาลาดีนะ? ถึงผมจะตายไป แต่การค้นพบอันยิ่งใหญ่นี้จะได้เผยแพร่ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ ถ้าผมเคยเรียนวาดภาพ ตอนนี้ผมคงรีบวาดภาพยมทูตเอาไว้อย่างแน่นอน ถ้ายมทูตทุกคนหน้าตาดีแบบนี้ การถูกยมทูตลากวิญญาณลงไปนรกก็คงไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป แต่ถ้าเขาพาไปสวรรค์ก็จะดีมากเลย เพราะยังไงทุกคนก็ชอบสวรรค์มากกว่านรกอยู่แล้ว ถูกไหมล่ะ?

รางรถไฟที่ชานชาลาเริ่มสั่นไหว รถไฟกำลังจะมาแล้วสินะ

วินาทีนั้น ดวงตาสีแดงก่ำคู่นั้นเปิดขึ้นทันใดยมทูตลุกพรวดขึ้นจากพื้น เขาโยนหลอดและกระป๋องนมลงในถังขยะข้างๆ ผมขอชื่นชมที่เขารู้จักรักษากฎระเบียบของโลกมนุษย์ แถมยังรู้จักแยกประเภทขยะอีกด้วย

รีบกระโดดเร็ว!” เขาตะโกนลั่น เห็นผมยังคงยึกยักก็รีบวิ่งมากระชากผมขึ้นจากพื้น

รถไฟมุ่งหน้าเข้ามาด้วยความเร็วสูง คงไม่จอดที่สถานีนี้แน่ ผมรู้ดีว่ารถไฟขบวนนี้แหละที่จะเหยียบทับผม

ถึงแม้จะทำใจเอาไว้แล้ว แต่วินาทีที่ถูกยมทูตจับกระโดดลงจากชานชาลา ผมก็ยังอดร้องออกมาไม่ได้ ที่แย่กว่านั้นคือ เสียงร้องของผมเหมือนกับเสียงหมูถูกเชือด แค่ต่างกันที่หมูถูกมีดเชือด แต่ผมโดนรถไฟทับ

สรุปแล้วผมก็ยังกลัวตายอยู่ดี กลัวมากเลยล่ะ

ผมเห็นหัวรถไฟพุ่งเข้ามาใกล้

วินาทีต่อมา ผมก็หมดสติไป

ผมอาจแค่ฝันร้าย

ในฝันผมบังเอิญเห็นรถไฟมรณะของยมทูต ยมทูตก็เลยมาเชิญให้ผมโดนรถไฟทับตาย พอถูกรถทับ วิญญาณของผมก็ลอยออกจากร่าง และมองเห็นตัวเองถูกเหยียบจนเละเหมือนโคลน แล้วรถไฟก็เบรกกะทันหัน คนในรถกรีดร้อง ผู้คนวิ่งเข้ามามุงดูศพของผม แล้วครอบครัวของผมก็ได้รับโทรศัพท์จากสถานีตำรวจให้มารับศพผมไป บังเอิญที่ผมชนรถไฟจนพัง พวกเขาก็เลยได้รับใบแจ้งค่าเสียหายจำนวนมหาศาลมาพร้อมกันด้วย

เมื่อครบรอบวันตายสามวัน แม่ของผมก็เผากระดาษไป เอาแส้ฟาดกระดูกผมเพื่อระบายความโกรธ

ชีวิตมนุษย์ก็จบลงเช่นนี้ ถูกต้องไหม?

แต่ชีวิตของผมมันสั้นจริงๆ แล้วก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามที่ยังไม่มีคำตอบมากมาย

………

ผมสะลึมสะลือลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่ผมเห็นคือเพดานสีขาว แล้วก็มีไฟอีกหนึ่งดวงซึ่งเปิดอยู่ ด้านล่างโคมไฟมีโมบายปลาวาฬสีฟ้าอ่อนแขวนอยู่ แต่มันกลับไม่แกว่ง อากาศในห้องหนาวเย็น คงเพราะเปิดแอร์แน่นอน ใบหน้าของผมถูกลมจากแอร์พัดจนเย็นเจี๊ยบ แล้วก็รู้สึกแสบๆ ชาๆ ด้วย จมูกของผมได้กลิ่นแอลกอฮอล์ล้างแผล ซึ่งเป็นกลิ่นที่ผมคุ้นเคยอย่างมาก ทุกครั้งที่ความซวยทำให้ผมได้รับบาดเจ็บ ก็จะมีคนใจดีหรือไม่ก็ครอบครัวพาไปโรงพยาบาลทุกครั้ง ผมไม่รู้ว่าเดือนหนึ่งต้องดมกลิ่นแบบนี้กี่ครั้ง

เดี๋ยวนะ โรงพยาบาลเหรอ?

สติและตรรกะกลับเข้ามาในสมองผมทันที ทำให้ผมนึกเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ออกถึงผมจะไม่ค่อยอยากคิดถึงมันก็ตาม ก็มันพิลึกซะขนาดนั้น วินาทีที่แล้วผมถูกรถไฟชน แต่ตอนนี้กลับฟื้นขึ้นที่โรงพยาบาลเฉยเลย

พระเจ้าช่วย! ผมคงไม่ได้มีชีวิตรอดหรอกใช่ไหม? ซวยแล้วงานนี้ ถูกรถไฟที่วิ่งเร็วขนาดนั้นชนยังไม่ตาย แสดงว่าผมคงหนีโชคชะตาที่จะซวยซ้ำซวยซ้อนไม่พ้น ผมอาจจะกลายเป็นเจ้าชายนิทรา เหลือเพียงสมองเท่านั้นที่ยังใช้การได้แล้วอีกอย่าง กระโดดลงรางรถไฟฆ่าตัวตายแต่ดันไม่ตาย แถมยังทำให้รถพังอีก ไม่รู้ว่าต้องชดใช้เงินเท่าไหร่

ถึงจะตื่นมารู้ว่าตัวเองยังไม่ตาย ผมก็ไม่มีอารมณ์ดีใจ พอนึกถึงความจริงอันโหดร้าย ผมก็เริ่มโทษยมทูตคนนั้นที่ไม่ยอมให้ผมตายไปให้รู้แล้วรู้รอด แบบนี้ถึงครอบครัวจะขายบ้าน แต่เงินที่ได้ก็ยังไม่พอชดใช้ค่ารถไฟอยู่ดี เป็นยมทูตที่ไม่เป็นมืออาชีพเลยจริงๆ

แต่เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้ผมมองเห็นเพดานนี่นา

ผมลองขยับหัวช้าๆ ซึ่งก็ทำได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วผมเห็นอะไรบางอย่างสีเงินระยิบระยับราวกับผิวน้ำอยู่ข้างเตียง ท่ามกลางสีเงินแวววาว มีเส้นสายสีแดงสดพาดผ่าน เหมือนกับแมลงอะไรสักอย่าง ใบหน้าของใครบางคนที่แนบอยู่กับแขนถูกแม่น้ำสีเงินปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง

ยมทูตคนนั้นฟุบหน้าหลับอยู่ข้างเตียงผม ดูเหมือนกำลังหลับสนิทเชียวล่ะ ข้างตัวเขามีกล่องเล็กๆ ใบหนึ่งวางอยู่ มันไม่ใช่ของผม สงสัยจะเป็นของเขา หรือว่าผมจะตายไปแล้ว? จดหมายลาตายก็ยังเขียนไม่เสร็จ ชีวิตซวยๆ ของผมจะสิ้นสุดลงแบบนี้เหรอ?

เฮ้อ

กลับมาเรื่องเดิม ผมว่าท่านยมทูตคนนี้นี่หน้าตางดงามจริงๆ แม้แต่ตอนหลับก็ยังงดงาม แต่รัศมีพิลึกๆ กับความเย็นชาก็ยังคงไม่หายไปไหน มันทำให้คนอื่นไม่กล้ารบกวนเขา เขาไม่ได้สวยแบบผู้หญิงสวย แล้วก็ไม่ได้สวยแบบผู้ชายหน่อมแน้ม จะพูดไงดีล่ะ มันเป็นความงามที่อยู่ตรงกลาง มีแรงดึงดูดที่แรงกล้า ทำให้คนต้องหันมามอง แต่ก็ยังดูออกว่าเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง ขณะที่ผมกำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆ ผ้าม่านข้างเตียงก็ถูกเลื่อนเปิดอย่างแรง เสียงครืดดังไปทั่วทั้งห้อง

ผมมองเห็นหัวสิงโตเอ่อ ความจริงเป็นคนที่ทำผมเหมือนสิงโต ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อแนบเนื้อจนทำให้เห็นกล้ามบนร่างกายของเขา เขาดูเหมือนพวกนักรบผู้แข็งแกร่งในหนัง แต่ไม่ได้เหมือนคนเพาะกายที่กล้ามมันวาวแบบนั้นนะ หน้าตาเขาเหมือนคนต่างชาติ เส้นผมยาวฟูฟ่องสีน้ำตาลของเขาเหมือนสิงโตจริงๆ เขาใช้เครื่องประดับประหลาดๆ ถักผมด้านหลังเป็นหางเปียจำนวนมาก

รูปร่างหน้าตาของเขาทำให้คนอื่นคิดว่าเขาเป็นคนป่าที่หน้าตาดีเอ่อ อย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งแหละที่คิดแบบนี้

เขาเหลือบตามามองผม แววตาของเขาดูแปลกๆ ถ้าจะให้อธิบาย ผมว่ามันเหมือนกับแววตาของงูเห่าที่กำลังจ้องเหยื่อ ซึ่งทำให้เหยื่อรู้สึกเสียวสันหลังวาบ แล้วคนป่างูเห่าก็เหลือบตาไปมองยมทูตที่กำลังหลับอยู่

ที่แท้พวกเขาเป็นพวกเดียวกันงั้นเหรอ?

จู่ๆ คนป่าอเมริกาใต้หัวสิงโตคนนั้นก็ยกฝ่ามือขึ้นราวกับกำลังจะตะครุบลูกเจี๊ยบ ฝ่ามือนั้นพุ่งเข้ามาที่เตียงของผม ถ้าเขาออกแรงเต็มที่ ผมเชื่อว่าเตียงของผมจะต้องถูกเขากดจนอีกด้านเด้งขึ้นแน่นอน แล้วผมที่นอนอยู่บนเตียงก็จะลอยออกไปข้างนอก แล้วก็ไปแปะอยู่ที่กำแพง นี่เป็นภาพที่มักได้เห็นบ่อยครั้งในหนังสือการ์ตูน แต่ทั้งสองเรื่องที่ผมคิดกลับไม่เกิดขึ้น เพราะลูกเจี๊ยบนั้นไวกว่าหลายเท่า รวดเร็วยิ่งกว่าสายลม ไม่รู้ว่ายมทูตสีขาวตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ มือข้างหนึ่งของเขาเท้ากับเตียงของผม แล้วก็ดีดตัวขึ้นด้วยความเร็วและท่วงท่าที่วิชาวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ เขาหมุนตัวอย่างรวดเร็ว เท้าข้างหนึ่งพุ่งไปถีบหน้าของคนป่าอย่างแรง

คนป่าถูกถีบจนตัวลอย

ผมสงสัยว่ายมทูตติดนิสัยทารุณกรรมผู้อื่นด้วยเท้า เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ผมก็เพิ่งโดนไปเหมือนกัน

ใบหน้าของยมทูตยังคงดูง่วงเหงาหาวนอน เส้นผมสีเงินของเขาประทับรอยไว้บนใบหน้า ดวงตาสีแดงเหลือบมามองผม ราวกับเขาไม่ทันสังเกตเห็นว่าคนป่าได้รับบาดเจ็บ

มันเป็นแค่ปฏิกิริยาโต้ตอบของระบบประสาทแค่นั้นเหรอ?

คนป่าหัวสิงโตร้องโอดครวญ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นด้วยความเจ็บปวด เขาสบถภาษาต่างประเทศที่ผมฟังไม่ออกมายาวเหยียด ความจริงถึงฟังไม่ออกก็รู้ว่าเขากำลังก่นด่า แล้วอีกอย่าง ยังมีเลือดสีแดงพุ่งออกมาจากจมูกของเขาสองสาย ดูน่าเวทนาจริงๆ เขาเอามือถูหน้าอย่างแรง จนเลือดเปรอะไปทั่วหน้า ตลกชะมัดเลย

ตอนนี้ยมทูตตื่นเต็มตาแล้ว ดวงตาสีแดงก่ำสะลึมสะลือคู่นั้นหรี่ลงทันใด เขาไม่พูดไม่จา ได้แต่จ้องมองคนป่าเลือดกำเดาไหลคนนั้น แม้แต่ผมยังดูออกว่ายมทูตกำลังขู่เตือน แต่คนป่าคนนั้นก็ยังบ่นเสียงดังไม่หยุด แล้วก็ทำหน้าตากวนประสาทใส่ยมทูตอีก ห้าวินาทีผ่านไป คนป่าคนนั้นก็ถูกเตะจนลอยกลับไปที่เดิมตามคาด

นายฟื้นแล้วเหรอ?” ยมทูตหันมาหาผม น้ำเสียงของเขาดูไม่เป็นมิตรอย่างแรง

ผมรีบพยักหน้าผมอยู่ในนรกเหรอครับ?” จะดูอย่างไร ที่นี่ก็ไม่เหมือนโลกมนุษย์ แต่ผมก็ยังสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด นั่นหมายความว่าผมยังไม่ได้กลายเป็นผี เป็นไปได้แปดสิบเปอร์เซ็นต์ว่าผมไม่ตายแล้วก็สลบไป ยมทูตผู้งดงามตรงหน้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เลยลากผมพร้อมชีวิตกลับมาก่อนแล้วค่อยคิดแผนต่อไป

ดวงตาสีแดงคู่นั้นจ้องมองผม ตามมาด้วยรอยยิ้มแบบปีศาจถ้านายจะคิดว่าที่นี่คือนรกก็ตามใจนาย แต่ฉันจะบอกให้ ทางที่ดีนายควรเตรียมใจเอาไว้ ถ้านายคิดแค่ว่าจะมาเพื่อหาความสนุกละก็ ที่นี่ก็คงทำให้นายทุกข์ทรมานยิ่งกว่านรกหลายร้อยเท่า

คำพูดที่ออกมาจากริมฝีปากบางๆ ของเขาแต่ละคำมันช่างน่ากลัวจนผมตัวสั่นขนนะขน มันลุกซู่ไปทั้งตัวเลย

คนป่าหัวสิงโตที่เพิ่งถูกถีบลุกขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่กล้ายั่วโมโหยมทูตแล้ว เขาย่องมาที่ข้างเตียงผมอย่างระมัดระวัง ผมรู้สึกว่าเขาเหมือนหมีขนพองที่กำลังยิ้มให้ผม

เป็นไงบ้าง? ได้นอนพักแล้วรู้สึกดีขึ้นบ้างไหม?” แล้วเขาก็รินน้ำจากกาข้างเตียงผมให้ตัวเองหนึ่งแก้ว น้ำมีสีด้วยล่ะ ดูเหมือนจะไม่ใช่น้ำต้มทั่วไป

ผมอึ้งไปชั่วขณะ คนป่าพูดภาษาจีนได้ด้วยเหรอเนี่ย? เจ้าหน้าที่ในนรกต้องเรียนภาษาต่างประเทศหลายภาษาก่อนทำงานเหรอ? การแข่งขันสูงเหมือนกันนะเนี่ย

ดะดะดีขึ้นแล้วฮะอย่างน้อยผมก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว สามารถเผชิญหน้ากับโชคชะตาอันโหดร้ายได้อีกครั้ง

คนป่ายิ้มอีกแล้ว เป็นรอยยิ้มที่ดูแฮปปี้มาก เขาดูดีใจและสบายใจงั้นก็ดีแล้ว นายพลาดงานปฐมนิเทศสุดคลาสสิคไป อย่างน้อยก็ควรไปเดินชมห้องเรียน

งานปฐมนิเทศ? ห้องเรียน? ผมเงยหน้าขึ้น แล้วก็หันไปมองยมทูตผู้งดงามคนนั้น ถึงจะบอกว่าเขาโหดก็ตาม แต่ผมรู้จักเขามาครึ่งวันแล้ว ผมเชื่อว่ายมทูตนิสัยดีเลยล่ะ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่เลี้ยงน้ำผมหรอก

ยมทูตกำลังจัดชุดสีดำบนตัวของเขาอยู่ ชุดยาวๆ ของเขาดูเหมือนชุดเครื่องแบบ แล้วก็ดูเหมือนเสื้อโค้ต ของทหารด้วย รูปแบบของชุดเรียบง่าย ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมพอชุดนี้มาอยู่บนตัวเขาแล้วถึงได้มีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมา แต่ครั้นลองมองดูดีๆ ที่หน้าอกของเขามีตราสัญลักษณ์ติดอยู่ ตราสีเงินสีทองนูนบนพื้นหลังสีดำบนชุดของเขาก็คือสัญลักษณ์ของโรงเรียนที่ผมจะเข้าเรียนนั่นเอง

เหตุการณ์ทุกอย่างค่อยๆ ปะติดปะต่อเชื่อมโยงกับตราสัญลักษณ์โรงเรียน ตั้งแต่เรื่องที่ผู้หญิงที่บอกว่าเป็นรุ่นพี่ของผมกระโดดลงรางรถไฟ แล้วก็เรื่องยมทูตปรากฏตัวต่อหน้าผม จนถึงตอนนี้ปริศนาทุกอย่างชี้ไปในทิศทางเดียวกัน เรื่องราวพิลึกชวนอึ้งได้เกิดขึ้นแล้ว!

ฮือ ผมอยากร้องไห้

คนป่าคนนั้นพ่นน้ำชาออกมา มันกระเด็นลงมาที่เตียงผม วินาทีต่อมาผ้าปูสีขาวสะอาดก็เต็มไปด้วยรอยน้ำชาที่ซักยากสุดๆ

ดวงตาสีแดงเหลือบมามอง มันช่างเย็นชาเหมือนกับเมื่อตอนเช้าที่ผมเห็น

โว้ย!” ครึ่งวินาทีต่อมาพื้นรองเท้าข้างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าผม

บทที่สาม รุ่นพี่และห้องพยาบาลของโรงเรียน

สถานที่ : แอตแลนติส

เวลา : ไม่ทราบ

ที่นี่คือสถาบันแอตแลนติส

ยมทูตชี้ไปยังตราบนอกเสื้อและบอกกับผม ตอนที่คนป่ากำลังเก็บผ้าปูที่นอนเปื้อนน้ำชาออกไป ผมก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าไม่ใช่แค่บนเสื้อของเขาที่มีตราโรงเรียน แม้แต่หมอนที่ผมเพิ่งหนุนนอนก็ยังมีสัญลักษณ์โรงเรียนอยู่ รูปบนตราสัญลักษณ์ เอ่อมันดูเหมือนกับเสาโทเทมประจำเผ่ามากกว่า ตรงกลางมีสัตว์ที่ดูเหมือนทั้งปลาเหมือนทั้งนก ที่ผมแยกไม่ออกก็เพราะรูปแหลมๆ บนตราดูเหมือนทั้งครีบปลาและปีกนก รอบๆ มีเส้นยาวๆ พันกันเหมือนเถาวัลย์ กรอบกลมๆ ด้านนอกเป็นตัวหนังสือยึกยือเหมือนหนอนที่ผมอ่านไม่ออก มันดูลึกลับพิกล

ที่นี่คือห้องพยาบาลคนป่าพูดอย่างไม่พอใจนัก เขาเอาผ้าปูเตียงยัดลงในถังขยะหรือตะกร้าผ้าใช้แล้วก็ไม่รู้

ยมทูตถลึงตาสีแดงให้เขา แล้วก็หันหน้ามาหาผมสถาบันแอตแลนติสมีทั้งประถมฯ มัธยมฯ และมหาวิทยาลัย เรารับนักเรียนจากทั่วทุกมุมโลก หลักสูตรการสอนมีมากมายตามความต้องการของแต่ละคนเขาเหลือบตามองผม แล้วก็ฉีกยิ้มออกมาแต่ฉันขอแนะนำให้นายไปลงเรียนวิชาจิตเวช รักษาสมองของตัวเองให้เป็นปกติก่อนจะเรียนวิชาอื่น

ผมยังคงจ้องมองยมทูตอย่างงงๆ ไม่ใช่สิ จะเรียกเขาว่ายมทูตไม่ได้แล้ว เพราะหนึ่งนาทีก่อนหน้านี้ผมก็รู้แล้วว่าเขาเป็นคน แล้วก็เป็นนักเรียนเหมือนกับผม แก่กว่าผมแค่ปีเดียวเท่านั้น ไม่อยากจะเชื่อเลย!

ผมแอบตะโกนโวยวายอยู่ในใจเงียบๆ ไม่ใช่ว่าผมไม่พอใจเรื่องวิชาจิตเวชอะไรนั่นหรอก ผมแค่รู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมเขากับผมถึงได้แตกต่างกันราวกับฟ้ากับดิน ทั้งที่อายุห่างกันแค่หนึ่งปี

แล้วรถไฟขบวนนั้น…” ผมอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อไปดี สมองมีแต่ภาพหัวรถไฟที่กำลังพุ่งเข้ามา ทำไมถูกรถไฟชนแล้วมาถึงโรงเรียนได้? ผมถูกชนจนตัวลอยมาไกลขนาดนี้เลยเหรอ?

ประตูโรงเรียนตั้งอยู่ที่หัวรถไฟ มีเพียงสามเที่ยวต่อวันเท่านั้น ถ้านายมาไม่ทันก็ไม่ต้องมาแล้วยมทูตที่กำลังดึงยางมัดผมออกมาแล้วก็รวบผมเข้าไปใหม่เปลี่ยนสถานะเป็นรุ่นพี่ของผม

ประตูประตูโรงเรียน?” คราวนี้สมองผมยิ่งมึนเข้าไปใหญ่

ยังดีที่ครั้งนี้เป็นหัวรถไฟ ครั้งก่อนตั้งอยู่ที่หัวเครื่องบิน แล้วยังต้องพยายามหาวิธีแอบเข้าไปในสนามบินเพื่อวิ่งชนหัวเครื่องบินอีก ทำเอาฉันเกือบโดนตำรวจลากตัวออกไปพอโยนผ้าปูที่นอนลงถังเสร็จเรียบร้อย คนป่าก็เดินฉีกยิ้มมาหาผม ในมือถือกระป๋องเครื่องดื่มสามกระป๋อง ตัวหนังสือบนกระป๋องเป็นภาษาที่ผมอ่านไม่ออก แต่ดูจากรูปแล้ว มันน่าจะเป็นน้ำส้ม เพราะคงไม่มีใครพิมพ์รูปส้มบนกระป๋องน้ำสับปะรดหรอกตำรวจสนามบินกลุ่มใหญ่วิ่งไล่นักเรียน มันเป็นภาพที่ประหลาดที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

วิ่งชนรถไฟ? ผมเลื่อนสายตาจากกระป๋องเครื่องดื่มไปที่ใบหน้าของเขา ที่จริงในใจของผมหวังว่าเมื่อกี้ผมหูฝาดฟังผิดไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมหรือเปล่า ตั้งแต่ประโยคแรกที่พวกเขาคุยกัน จนถึงเรื่องประตูโรงเรียนอยู่ที่หัวรถไฟ หัวเครื่องบิน ทำไมผมรู้สึกเหมือนว่าพวกเขากำลังเล่าเรื่องหลอกเด็กกันอยู่!

ผมสับสนมึนงงไปหมดแล้ว ยานพาหนะรถไฟเครื่องบินบ้าบออะไรพวกนั้นทำจนสมองผมกลับตาลปัตร

รุ่นพี่คนนั้นยื่นมือไปดึงกระป๋องเครื่องดื่มอย่างคล่องแคล่ว มันรวดเร็วและนุ่มนวลถึงขนาดคนป่ายังไม่รู้ตัว แล้วเขาก็โยนมาให้ผมหนึ่งกระป๋อง

พอชนบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินเองเสียงเปิดกระป๋องดังป๊อกตามมาด้วยกลิ่นหอมของผลไม้

ผมมั่นใจว่าเขากำลังพูดปลอบผมอยู่ แต่มันก็ฟังดูแปลกๆ อยู่ดี ความรู้สึกเย็นเฉียบที่ส่งผ่านมาจากมือของผม มันเตือนให้ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมกำลังได้ยินอยู่คือความจริง ไม่ใช่ความฝัน

ผะผมไม่เข้าใจว่าพวกพี่พูดถึงอะไรผมรวบรวมความกล้า สุดท้ายก็แหกปากร้องออกมา แต่พอเสียงออกจากปากมันก็กลายเป็นเสียงเบาๆ เหมือนลูกแมวร้อง

โรงโรงเรียน…” ผมอยากจะถามว่าตกลงที่นี่มันเป็นโรงเรียนอะไรกันแน่? เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันพิลึกเกินกว่าตรรกะของผมจะรับได้ รวมถึงบทสนทนาของพวกเขาสองคนด้วย

รุ่นพี่ขมวดคิ้ว เหมือนว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

ไม่กี่วินาทีผ่านไป กระป๋องเครื่องดื่มก็ถูกทิ้งอยู่ข้างๆ ดวงตาสีแดงจ้องมองผมอยู่ครู่ใหญ่ ราวกับว่าเขากำลังค้นหาความจริงอะไรบางอย่าง สุดท้ายเขาก็เริ่มเอ่ยปากถามขึ้นอย่างช้าๆฉันถามหน่อย นายรู้ไหมว่าสถาบันแอตแลนติสคือโรงเรียนอะไร?”

คืออะไรล่ะ? ก็แค่โรงเรียนที่ค่าเทอมถูกโรงเรียนหนึ่งไม่ใช่เหรอ? ผมอยากตอบแบบนี้ แต่ดวงตาสีแดงคู่นั้นมันน่ากลัวมาก ผมก็เลยส่ายหัวไปมา

รุ่นพี่ถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ ดูจากสีหน้าก็รู้ว่าเขากำลังคิดว่าฉันว่าแล้วว่าเจ้าทึ่มนี่ไม่รู้อะไรเลย

นายไม่รู้ว่าสถาบันแอตแลนติสสอนอะไรแล้วยังกล้าสมัครเข้าเรียนอีก ใจกล้าจริงๆคนป่าเปิดกระป๋องน้ำส้มดื่ม เขาดื่มไปหัวเราะผมไปนักเรียนประเภทนี้แทบจะไม่มีแล้ว

ไม่รู้ว่าผมคิดมากไปเองหรือเปล่า รอยยิ้มของเขาทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังรอดูเรื่องสนุก ไม่ใช่ว่าจินตนาการไปเองนะ แต่รอยยิ้มแบบนี้ผมเคยเจอมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ส่วนใหญ่จะเห็นตอนที่ผมบาดเจ็บเพราะความซวยนั่นแหละ ผู้คนที่มายืนดูเรื่องชาวบ้านก็ชอบยิ้มแบบนี้

ไม่ใช่โรงเรียนธรรมดาเหรอครับ…?” ทีแรกผมคิดว่าเป็นโรงเรียนในนรก แต่ตอนนี้ผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่ แล้วสรุปมันเป็นโรงเรียนอะไรกันแน่? คงไม่ใช่โรงเรียนใต้ดินที่ฝึกสอนนักฆ่านักแม่นปืนอะไรพวกนั้นหรอกมั้ง?

แววตาของรุ่นพี่และคนป่าทำให้ผมเกือบจะเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ

สถาบันแอตแลนติสคือโรงเรียนสอนอิทธิฤทธิ์รุ่นพี่เหลือบตามามองผม เหมือนกับกลัวว่าผมจะไม่เข้าใจ เขาก็เลยสาธิตให้ผมดูเขาเอามือวางลงบนกระป๋องน้ำส้ม และตอนที่ผมคิดว่าเขาเมื่อยมือก็เลยพักมือบนกระป๋องน้ำส้ม จู่ๆ กระป๋องก็ละลาย ถูกต้อง ละลายกลายเป็นน้ำ มันผิดกฎธรรมชาติ ไม่กี่วินาทีผ่านไป น้ำผลไม้สีเหลืองก็หกเลอะเต็มที่นอน ตามมาด้วยเสียงโอดครวญของใครบางคน

ผมอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตัวเองเห็น

สถาบันคิดค้นและวิจัยอิทธิฤทธิ์แอตแลนติสรุ่นพี่แสยะยิ้มอย่างเยือกเย็นตามเคยยินต้อนรับน้องใหม่สองพยางค์หลังมีเสียงกัดฟันผสมอยู่ด้วย

คนป่าหัวสิงโตเก็บผ้าปูที่เปื้อนน้ำผลไม้ออกอย่างไม่พอใจนัก ผมพอจะเดาออกว่าสิ่งที่เขาต้องซักวันนี้มีเยอะแน่นอนยินดีต้อนรับนะน้องใหม่ ฉันเป็นหัวหน้าห้องพยาบาล ฉันชื่อรอลลิงซ์ ไทร์ ชื่อภาษาจีนว่าเฟิ่งจิ้ว

เฟิ่งจิ้ว?” ที่แปลว่าโลงศพนกฟีนิกซ์เนี่ยนะ? เป็นชื่อที่แปลกชะมัด ผมมองหน้าคนป่าหัวสิงโต เอ่อหมายถึงหัวหน้าห้องพยาบาลน่ะ จะดูกี่ครั้งก็ไม่เหมือนนกฟีนิกซ์เลยสักนิด ทำไมไม่ตั้งชื่อว่านกกริฟฟิน? อย่างน้อยชื่อนี้ก็เข้ากับรูปลักษณ์ภายนอก

แล้วผมก็นึกได้ว่าผมยังไม่ได้บอกชื่อตัวเองเลยผมผมชื่อฉู่หมิงหยางฮะผมเหลือบไปมองรุ่นพี่ เขาไม่ได้พูดอะไรเลย สายตาของเขาไม่ได้มองพวกเรา แต่กลับจ้องไปที่นอกหน้าต่าง เหมือนว่าอะไรบางอย่างกำลังดึงดูดความสนใจเขา

คนป่าหัวสิงโตพึมพำเรียกชื่อผม แล้วก็พูดภาษาต่างประเทศที่ผมฟังไม่ออก แค่เดาก็รู้ว่าเขากำลังบ่นว่าชื่อภาษาจีนออกเสียงยากอยู่ ขอโทษนะครับที่ชื่อผมออกเสียงยาก แม้แต่ผมเองก็รู้สึกเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ออกเสียงยากอย่างเดียวนะ เขียนก็ยากด้วยเหมือนกัน

ตอนที่ผมกำลังจะหันไปเรียกร้องความสนใจจากรุ่นพี่หน้าสวยคนนั้นไม่ใช่สิ หันไปถามชื่อเขา เสียงเหมือนฟ้าถล่มก็ดังสนั่นมาจากนอกหน้าต่าง จนพื้นห้องพยาบาลสั่นสะเทือน กระป๋องน้ำส้มที่คนป่าหัวสิงโตดื่มไปได้แค่ครึ่งเดียวร่วงหล่นลงพื้น น้ำสีเหลืองส้มไหลนองเป็นรูปเหมือนรอยยิ้มของปีศาจ

คนป่าหัวสิงโตส่งเสียงร้องโอดครวญ วันนี้ดวงของเขาคงชงกับธาตุน้ำแน่ๆ ถึงได้ซวยเพราะน้ำตลอด

แล้วผมก็เพิ่งคิดได้ว่าถึงฟ้าจะถล่มหรือดินจะทลาย สิ่งที่ผมควรทำตอนนี้ก็ไม่ใช่การมานั่งจ้องคนป่าหัวสิงโต แต่ควรจะหาที่หลบภัยหรือไม่ก็วิ่งหนีออกจากอาคารต่างหาก!

แต่รุ่นพี่คนนั้นกลับยืนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่าเขาไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย

ให้ตายเถอะ ตึกอาจจะถล่มลงมาทับพวกเราตายก็ได้นะ!

นายคิดจะทำอะไร?”

วินาทีที่ผมกำลังคว้ามือรุ่นพี่วิ่งออกไปทางประตูเพื่อหลบภัย เสียงเย็นชาของเขาก็ดังขึ้น ผมสัมผัสได้ว่ามือของเขากำลังเตือนผมว่า ถ้านายไม่ปล่อย ฉันจะตัดมือนาย มือของเราก็สำคัญเหมือนกับชีวิต ผมก็เลยรีบปล่อยมือทันที

จู่ๆ เสียงฟ้าถล่มก็หยุดลง มันดังอยู่ประมาณสิบกว่านาทีได้ แต่พื้นห้องก็ยังคงสั่นสะเทือนเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตก็คงไม่รู้สึก ผมต้องเผชิญหน้ากับรังสีอาฆาตที่ส่งผ่านมาจากดวงตาสีแดงก่ำคู่นั้น แล้วก็ยังต้องแกล้งหัวเราะแหะๆ เดินไปที่หน้าต่างอย่างเชื่อฟังอีกด้วย

ไม่รู้ว่าด้านนอกเกิดอะไรขึ้นนะฮะ…” ผมพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนา แล้วก็เปิดหน้าหน้าต่างมู่ลี่ออก ความจริงทำแบบนี้ก็มีประโยชน์เหมือนกัน ก็ถ้าเกิดรุ่นพี่คิดจะตัดมือผมจริงๆ ผมก็จะกระโดดหนีออกไปทางหน้าต่างได้

พอสายตาของผมเคลื่อนย้ายไปที่หน้าต่าง ผมก็ต้องชะงักอีกครั้ง

ตอนที่ผมกำลังจะตรวจสอบเส้นทางหนีตายนอกหน้าต่างนั้น ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้ผมอกสั่นขวัญแขวน เมื่อก่อนตอนที่โดนป้ายร้านแมคโดนัลด์หล่นทับผมยังไม่ตกใจเท่านี้เลย

ผมขยี้ตาแรงๆ หลายที เพื่อให้มั่นใจว่าผมไม่ได้ตาฝาด ผมขยี้แล้วขยี้อีก ขยี้แรงขึ้นเรื่อยๆ ภาพเบื้องหน้าบอกกับผมว่า ถึงผมจะขยี้จนตาระเบิด ภาพที่เห็นก็ไม่มีทางหายไป

สิ่งที่ผมเห็นคือ นอกหน้าต่างมีอะไรบางอย่างรูปทรงสี่เหลี่ยมกำลังวิ่งอยู่

ถ้ารูปสี่เหลี่ยมที่เห็นมันเป็นแค่รูบิค ผมก็คงไม่ตกใจขนาดนี้ ปัญหามันอยู่ที่ว่าสี่เหลี่ยมที่กำลังวิ่งอยู่นั้นมันใหญ่กว่ารูบิคหลายล้านเท่า มันมีหน้าต่าง มีประตู ประเด็นคือข้างในก็มีคนอยู่ด้วย ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง สี่เหลี่ยมยักษ์นั่นไม่ได้วิ่งหรอก เพราะมันไม่มีเท้า มันก็เลยกระโดดแทน ผมไม่รู้ว่าอธิบายแบบนี้ถูกต้องหรือเปล่า สรุปแล้วสิ่งที่ผมเห็นก็คือรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดยักษ์ที่ก่อสร้างด้วยปูนกำลังกระโดดไปกระโดดมาด้วยความเร็วสูง มันกำลังมุ่งหน้าไปอีกฝั่งที่มีแสงสว่างจ้า ทุกก้าวที่มันกระโดดจะก่อให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนเมื่อกี้ แล้วเสียงและแรงสั่นสะเทือนไกลๆ ก็ถูกส่งมาถึงห้องพยาบาลอีกครั้ง

ทันใดนั้นก็มีใครบางคนตบไหล่ของผม ผมรีบหันขวับ ที่แท้ก็คือคนป่าหัวสิงโตนั่นเอง เขาส่งสายตาเวทนาสงสารมาให้ผมฉันขอให้นายโชคดีนะเขาพูดจบ รอยยิ้มของคนที่กำลังรอดูเรื่องสนุกก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาอีกครั้งสี่เหลี่ยมที่กระโดดไปกระโดดมานั่นก็คือห้องเรียนของนายไงล่ะ

ฮะ?” ผมอ้าปากค้าง แล้วก็ส่งเสียงที่แสดงถึงความฉงนสงสัยออกมาหนึ่งพยางค์

สี่เหลี่ยมปูนนั่นกระโดดหายไปไกลจนผมมองไม่เห็นแล้ว

มันกำลังกระโดด มันกำลังกระโดดจริงๆ

มันคืออะไรกันแน่ ทำไมถึงขยับเองได้!

คนป่าหัวสิงโตผู้ใจดีใช้นิ้วเคาะกระจกหน้าต่างก๊อกก๊อก เงาของเขาสองคนสะท้อนอยู่บนกระจก แล้วก็ยังมีสีหน้าตื่นตระหนกของผมด้วย สายตาของผมมองตามนิ้วมือของเขา แล้วผมก็เห็นสิ่งก่อสร้างสีขาวขนาดยักษ์ ผมไม่เคยเห็นสิ่งก่อสร้างแบบนี้มาก่อน เป็นการผสมผสานศิลปะตะวันออกกับตะวันตกเข้าด้วยกัน ประตูหน้าต่างของสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาและรูปปั้นเป็นแบบตะวันตก ส่วนสิ่งตกแต่งและลายแกะสลักกลับเป็นแบบตะวันออก แต่น่าประหลาดที่ความเป็นตะวันออกและตะวันออกสามารถผสมผสานกันได้อย่างลงตัว จนทำให้มันดูไม่แปลกประหลาดเลยแม้แต่นิดเดียว

ผนังสีขาวส่องแสงจางๆ ไม่รู้ว่าทำจากวัสดุอะไร มันสวยเหมือนดวงจันทร์ พอมองลงไปข้างล่าง กลับมีช่องโหว่มากมาย น่าเสียดายที่ช่องโหว่พวกนั้นยังคงเป็นสีเดิมของปูน มันไปทำลายความงามแบบเทพนิยายของสิ่งก่อสร้าง ถ้าในช่องโหว่เหล่านั้นเป็นสีเดียวกับผนัง ก็คงจะนับได้ว่าเป็นการออกแบบที่พิเศษไม่เหมือนใคร

ขณะที่ผมกำลังยื่นเหม่อมองช่องโหว่เหล่านั้น เหตุการณ์ที่ทำให้ผมตกใจจนลูกตาแทบทะลักออกมาก็เกิดขึ้น

จู่ๆ ผนังสีขาวงดงามก็เกิดรอยตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วสี่เหลี่ยมมหึมาก้อนนั้นก็เลื่อนออกจากผนังและหล่นลงพื้นราวกับถูกใครผลัก มันคือรูปทรงสี่เหลี่ยมที่สร้างด้วยปูน เสียงกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหว เหมือนกับที่ผมได้ยินก่อนหน้านี้ ไม่กี่วินาทีผ่านไป มันก็พุ่งมาหาผมด้วยความเร็วระดับสอง มันกระโดดไป ส่งเสียงไปแล้วสุดท้ายมันก็หายไปจากสายตาของผม

ผมอึ้งจนพูดไม่ออก นี่มันไม่ใช่ที่ที่มนุษย์อย่างเราควรอยู่

ที่นี่คือโรงเรียนจริงๆ เหรอเนี่ย? หรือว่าเป็นสถานที่รังแกคนกันแน่?

ตกลงว่าผมไปทำกรรมกับใครไว้กันแน่?

ผมว่าสีหน้าและจิตวิญญาณของผมตอนนี้กำลังกรีดร้องโหยหวนคล้ายๆ กับภาพวาด The Scream ของเอ็ดเวิร์ด มุงค์

ช่วยด้วยช่วยด้วยช่วยด้วยช่วยด้วยยยยยยยยย! แม่จ๋าที่นี่มันที่ไหนกันแน่!!! ผมอยากกลับบ้าน!!! ตอนนี้!!! ทันที!!! ถ้าผมต้องอยู่ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว ผมจะต้องคลั่งจนถูกลากไปขังในโรงพยาบาลบ้าแน่!

ผมเพิ่งรู้ว่าบ้านของผมมันอบอุ่นกว่าที่นี่อย่างน้อยสามพันเท่า ผมคิดถึงแม่ คิดถึงพี่สาวแม่มดของผม ตอนนี้พวกเธอน่ารักเหมือนกับนางฟ้า แม่จ๋า ผมพลาดไปแล้ว ผมน่าจะไปเรียนที่โรงเรียนไฮโซนั่น อย่างน้อยผมก็หลอกตัวเองได้ว่าผมเป็นไฮโซแต่ไม่ใช่มาตกใจจนสติแตกที่นี่ มิน่าล่ะถึงได้มีคนพูดว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าวอาจทำให้หลงทางไปตลอดชีวิต

อย่าพูดส่งเดช นั่นไม่ใช่ห้องเรียนของเขาเสียงของรุ่นพี่ดังขึ้นที่ข้างหูผม น้ำเสียงของเขาฟังดูสบายๆ เหมือนกับการพูดว่าวันนี้อากาศดีจริงๆ ปกติแล้วถ้าอากาศดีแบบนี้ ครอบครัวของเราก็จะไปเที่ยวด้วยกัน สลัดกฎเกณฑ์และข้อบังคับของสังคมออกไป ลืมความทุกข์บนโลกมนุษย์จนหมดประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนี้เหรอ!

ขณะที่ผมยังคงยืนนิ่งเป็นรูปปั้นหินด้วยท่ากรีดร้อง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น คนป่าหัวสิงโตที่อยู่ใกล้ประตูที่สุดเปิดประตูออก เงาของผู้หญิงร่างเล็กก็เคลื่อนเข้ามาในห้อง มันรวดเร็วมากจนเห็นแค่เงา ถ้าต่อไปตกงานก็สามารถไปเป็นสตันท์แมนเล่นเป็นนินจาในหนังได้เลย จู่ๆ ผมก็ได้กลิ่นคาวเลือด มันเป็นกลิ่นเดียวกับตอนที่ผ่านโรงฆ่าสัตว์ มันทำให้ผมรู้สึกไม่สบายตัว พอประตูปิดลง กลิ่นคาวเลือดนั้นก็หายไปทันที

พอเขายืนนิ่งผมถึงได้เห็นหน้าชัดๆ เป็นใบหน้าที่คุ้นตามาก ที่แท้ก็คือรุ่นพี่คนสวยที่โดนรถไฟทับตายแต่ไม่เจอศพซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้ผมโดนถีบคนนั้นนั่นเอง

เธอยังไม่ตาย เธอโดนรถทับแต่กลับไม่ตาย! เธอต้องไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่

เกิงพอมีแขกเดินเข้ามา รุ่นพี่ก็ลุกขึ้นยืนและก้มหัวให้เล็กน้อย

ส่วนรุ่นพี่สาวคนสวยก็ก้มหัวให้ตามมารยาท แล้วเธอก็หันมาส่งยิ้มหวานให้ผมเจอกันอีกแล้วนะน้องใหม่เป็นรอยยิ้มที่สดใสและเสียงหวานๆ เหมือนเดิมฉันชื่อเกิงจ้ะ มาจากแผนกมหาวิทยาลัย ถ้าเธอเจอปัญหาอะไรในโรงเรียนก็บอกฉันได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ

วินาทีนั้น ผมก็หลุดพ้นจากสภาวะกรีดร้องไร้เสียงทันที ผมผงกหัวอย่างแรง รุ่นพี่ใจดีจังเลยช่างแตกต่างจากพี่สาวผมอย่างสิ้นเชิง แค่อายุเท่ากันเท่านั้น เพราะตอนอยู่ม.ต้นผมซวยมาก จึงไม่มีอาจารย์และเพื่อนผู้หญิงที่โรงเรียนคนไหนพูดจาอ่อนหวานกับผมแบบนี้ ผมจึงรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก

เฮ้อ นี่สินะที่เรียกว่าความอบอุ่น

สวรรค์ ได้โปรดให้ผมได้หยุดเวลานี้ไว้เถอะครับ แค่วินาทีเดียวก็ได้ ไม่ต้องให้ผมกลับสู่ความจริง ผมยินดีจะหนีความจริงไปตลอดชีวิต

รุ่นพี่ยมทูตเหลือบตามามองผม เขาแสยะยิ้มอย่างเยือกเย็นเกิง มันออกมาแล้วเขาใช้นิ้วชี้ไปที่ดวงตาของตัวเอง

รุ่นพี่สาวสะดุ้งเฮือก เธอรีบเอามือปิดตา แล้วก็ยิ้มแหยๆ ออกมา ไม่รู้ว่าผมตาฝาดหรือเปล่า ผมเห็นแสงสีเขียวเรืองๆ ที่หางตาของเธอแวบๆ แต่พอตั้งใจมองอีกที แสงนั้นก็หายไปแล้ว ผมคงไม่ได้ตาฝาดไปเองหรอกใช่ไหม…?

แต่แสงที่ผมเห็นมันดูสมจริงชะมัดเลย

ฉันจะมาบอกว่าข้างนอกต่อแถวยาวจนไปถึงระเบียงทางเดินแล้ว นายรีบจัดการหน่อยสิครั้งนี้เสียงหวานๆ ของเธอกำลังพูดกับคนป่าหัวสิงโต เขาได้ยินก็ยักไหล่อย่างเซ็งๆแบบนี้มันจะเป็นมลพิษทางสายตานะ

ต่อแถว? ห้องพยาบาลแห่งนี้ฮอตฮิตขนาดนั้นเลยเหรอ? นักเรียนถึงต้องต่อแถวรอขนาดนี้แต่ผมกลับมาโอ้เอ้อยู่ที่นี่ตั้งนาน ผมรู้สึกเหมือนได้กำไรเลยล่ะ แต่ว่าภาพนักเรียนต่อแถวยาวก็ไม่น่าจะใช้คำว่ามลพิษทางสายตานี่นา

ไหนๆ ก็วิ่งหนีไม่ได้อยู่แล้ว รอนิดรอหน่อยคงไม่ตายหรอกคนป่าหัวสิงโตถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วเขาก็บ่นพึมพำไม่หยุดเพราะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น พวกนักเรียนแพทย์ก็เลยหนีออกไปหมด ตอนนี้เหลือฉันคอยเฝ้าที่นี่คนเดียว เธอจะให้ฉันทำงานหนักจนเหนื่อยตายเลยหรือไง?”

ขนาดนั้นเลยเหรอ? จากประสบการณ์ของผม นักเรียนที่มาห้องพยาบาลส่วนใหญ่ก็แค่เป็นแผลเล็กๆ หรือไม่ก็ปวดหัว ปวดฟัน แค่ทายานิดหน่อยก็กลับไปวิ่งได้แล้ว ไม่เห็นจะเหน็ดเหนื่อยขนาดนั้นเลยนี่

ทิ้งไว้นานเดี๋ยวมันจะเหม็นรุ่นพี่ทำหน้านิ้วคิ้วขมวด แล้วจู่ๆ ก็กระชากข้อมือผมออกไปข้างนอก แรงของเขาเยอะจนน่ากลัว มันดูไม่เข้ากับหน้าตาของเขาเลยฉันจะพาเจ้านี่ไปรายงานตัวที่ห้องเรียน ถ้าไม่ไปตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว ส่วนนายก็ค่อยๆ จัดการธุระของนายไปละกันนะ

ทิ้งไว้นานแล้วจะส่งกลิ่นเหม็นงั้นเหรอ? ผมยังไม่ทันรู้เลยว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร รุ่นพี่ก็ฉุดกระชากลากถูผมออกไปจากห้องพยาบาลเสียแล้ว วินาทีต่อมา อากาศที่ไม่บริสุทธิ์ก็โชยเข้ามา

วินาทีนั้น ภาพ The Scream ของเอ็ดเวิร์ด มุงค์ก็ไม่อาจพรรณนาความรู้สึกของผมได้อีกต่อไป

อ๊ากกกกกกกกกกกกก!!!!!!” ผมสาบานได้เลยว่าเสียงร้องของหมูถูกเชือดไม่น่าเวทนาเท่าเสียงโหยหวนของผม

คนป่าหัวสิงโตที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่างและรุ่นพี่คนสวยคนนั้นรีบเอามือปิดหูทันที เพื่อป้องกันไม่ให้คลื่นเสียงทำลายสมอง แต่รุ่นพี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม ซึ่งใกล้กับผมมากที่สุดไม่ได้โชคดีเหมือนกับสองคนนั้น

เขายืนอึ้งไปชั่วขณะ

เสียงกรีดร้องของผมทำเอารุ่นพี่ตกใจจนทำอะไรไม่รู้

หุบปากเดี๋ยวนี้!” พอเขาเรียกสติกลับคืนมาได้ ฝ่ามือพิฆาตของเขาก็มาบรรจบกับริมฝีปากของผมอย่างแรงด้วยเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที ทำจนผมเกือบจะกัดลิ้นตัวเองฆ่าตัวตายให้เขาดู

แต่โชคดีที่ลิ้นของผมไม่ได้อยู่ระหว่างฟัน ผมก็เลยแค่กัดโดนปากตัวเองเท่านั้น แล้วผมก็เห็นเลือดสีแดงพุ่งออกมาทีละหยดทีละหยด มันช่างเป็นภาพที่งดงามและโหดร้าย

ฮือฮือฮือฮือฮือ…” ผมเบิกตาที่แทบจะมีน้ำตาไหลออกมากว้าง มือข้างหนึ่งกดริมฝีปากบวมฉึ่งเหมือนไส้กรอก อีกมือหนึ่งชี้ไปที่ภาพอลังการเบื้องหน้าอย่างสั่นเทา

จะเรียกภาพอลังการมันก็ดูดีเกินไป มันเป็นภาพที่คนเคยดูหนังสงครามหรือหนังภัยธรรมชาติจะต้องเคยเห็นแน่นอน มันคือภาพศพนับร้อยนอนเรียงรายเต็มทาง และผู้บาดเจ็บสาหัสจนไม่มีแรงร้องครวญคราง ตามมาด้วยภาพงานศพใต้แสงไฟสลัว บรรยากาศชวนหดหู่ใจ ร่างของผู้บาดเจ็บและศพไร้วิญญาณยังคงถูกหามมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ภาพที่ว่ากำลังปรากฏขึ้นต่อหน้าผมศพจำนวนมากเรียงรายอยู่เต็มทางเดินหน้าห้องพยาบาล ราวกับเกิดโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ขึ้นที่นี่ สภาพของศพมีทุกรูปแบบ มีทั้งแขนขาด ขาขาด หัวขาด ตัวขาดแม้แต่สภาพศพที่เละเหมือนลูกชิ้นเนื้อจนดูไม่ออกว่าเป็นใครก็ยังมี

ผมอยากอาเจียน

หลังจากนั้นผมก็อาเจียนออกมาจริงๆแอวะ…!”

เฮ้ย!” แล้วผมก็ได้เสียงสบถของเขา ตามมาด้วยรอยเท้าที่คุ้นเคย

เพราะผมอ้วกใส่เสื้อผ้าเขา

วันนี้คือวันเมษาฯ หน้าโง่ (April fool’s day) ใช่ไหม? แล้วรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งก็ลงทุนเตรียมตัวเป็นเดือนเพื่อสร้างเรื่องตลกหลอกเด็กธรรมดาอย่างผม เริ่มตั้งแต่เรื่องโรงเรียนพิลึกพิสดาร แล้วก็ถูกรถไฟทับ แล้วก็ตาย คิดยังไงเรื่องนี้ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ มันเว่อร์ยิ่งว่าหนังหรือหนังสือการ์ตูนอีก มันเว่อร์จนผมไม่อาจรับได้

ตกลงที่นี่คือโรงเรียนจริงๆ หรือเปล่า? หรือมันคือโลกในจิตนการของผมตอนสลบอยู่กันแน่?

ผมนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วค่อยๆ นั่งแผ่เหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ไม่เหลือเรี่ยวแรงใดๆ ราวกับว่าถ้าขยับเล็กน้อยร่างกายก็จะแตกสลายทันที

ในที่สุดผมก็เข้าใจคำพูดที่เมื่อกี้ผมไม่เข้าใจแล้ว ที่บอกว่าเข้าแถวก็หมายถึงศพมหาศาลที่นอนเรียงราย

ศพศพมีแต่ศพเต็มถนนผมหลับตาลงก็ยังมีแต่ภาพศพมากมายเหมือนกับดวงดาวบนท้องฟ้า มันเป็นภาพที่เหมือนจริงเกินไป

นายไหวหรือเปล่า?” คนป่าหัวสิงโตเขย่ากระป๋องเครื่องดื่มที่เพิ่งหยิบออกมาจากตู้เย็น แล้วก็เอามาโยกไปโยกมาต่อหน้าผม สุดท้ายเขาก็นั่งลงบนเก้าอี้

พออ้วกเสร็จผมก็ถูกเตะมาที่ห้องพยาบาลอีกครั้ง แต่รุ่นพี่กลับยืมห้องน้ำกับชุดของห้องพยาบาลอย่างโหดเหี้ยม แล้วก็อาบน้ำอย่างพิถีพิถัน มันทำให้ผมคิดว่าเขาอาจจะมีนิสัยเป็นโรครักสะอาด

ก็ไหวอยู่ฮะ…” ผมอ้าปากปากพูดสี่คำ พอเปิดปาก กลิ่นแอลกอฮอล์ก็ลอยผ่านอากาศเข้ามา ไม่กี่วินาทีต่อมา ความรู้สึกคลื่นไส้ก็พุ่งขึ้นมาจนผมอยากจะอาเจียนอีกแล้ว

แถวยาวเป็นงูข้างนอกมันน่ากลัวจริงๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นภาพแบบนี้ ผมก็เลยหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม

ที่นี่มันที่ไหนกันแน่? ลานเผาศพหรือสุสานยังไม่น่าขนลุกเท่านี้ อย่าบอกว่าเป็นโรงเรียนเลย

จู่ๆ แก้มผมก็รู้สึกเย็นเฉียบ คนป่าหัวสิงโตเอากระป๋องเครื่องดื่มมาแนบหน้าผมดื่มซะ จะได้รู้สึกดีขึ้นแล้วเขาก็เอากระป๋องเครื่องดื่มมาวางไว้บนหัวผม ผมจ้องมองตัวหนังสือบนกระป๋อง ครั้งนี้ผมอ่านออกแล้ว มันเขียนว่าน้ำมะนาว

แรกๆ เด็กใหม่ก็มักจะมีอาการแบบนี้แหละ เห็นบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินเองแหละจ้ะรุ่นพี่คนสวยที่อาจเคยเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยยิ้มให้ผม เธอใช้น้ำเสียงเห็นใจพวกเดียวกันปลอบโยนผม แต่ผมว่าภาพแบบนี้จะเห็นกี่ครั้งก็คงจะไม่ชินหรอก

พอผมเปิดกระป๋องดื่มน้ำมะนาวไปสองสามอึก ก็รู้สึกดีขึ้นมาก อาการอยากเอาเครื่องในหรือน้ำย่อยออกมาจากปากหายไปแล้ว ตอนนี้สมองของผมว่างเปล่า ผมรู้สึกว่าการมานั่งคิดหาคำตอบว่าสิ่งประหลาดพวกนี้มาจากไหน และมาได้อย่างไรมันไม่มีประโยชน์อีกแล้ว เพราะเรื่องพิลึกกึกกือพวกนี้มันประหลาดเกินว่าที่จะใช้ตรรกะทั่วไปมาหาคำตอบได้

มีความเป็นไปได้หนึ่งอย่าง คือผมอาจจะถูกมนุษย์ต่างดาวยิงจนสลบไประหว่างทาง แล้วก็ถูกนำตัวมายังดาวของพวกมันเพื่อผ่าร่างกายวิจัย พวกมนุษย์ต่างดาวแกล้งปลอมตัวเป็นมนุษย์มาคุยกับผม มีแค่เรื่องนี้แหละที่พอจะเป็นไปได้

สิ่งที่มาขัดจังหวะความคิดของผมก็คือเสียงของเขาเฮ้ย! ยังอาบไม่เสร็จอีกเหรอ?”

ไม่รู้ว่าหัวหน้าห้องพยาบาลเดินไปที่ประตูห้องน้ำตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาเอามือทุบประตูเสียงดังปังๆฉันต้องทำงานแล้วนะ!”

ที่แท้งานของเขาก็คือเก็บศพศพกองใหญ่ที่เรียงรายอยู่ด้านนอกกำลังรอให้เขาไปเก็บ ผมวางน้ำมะนาวลง แล้วก็นั่งครุ่นคิดพิจารณา

เดี๋ยวสิ! แล้วศพพวกนั้นมาจากไหนล่ะ?

ความจริงที่โหดร้ายและน่าสยดสยองกำลังปลุกให้ผมที่ต้องรับรู้เรื่องประหลาดมาทั้งวันจนไม่อยากรู้อะไรอีกแล้วให้หลุดออกจากภวังค์

“*@%$%#%!” ประตูห้องน้ำที่ปิดสนิทถูกเปิดออกอย่างแรง คนป่าหัวสิงโตไม่ทันตั้งตัว จึงตกใจจนสะดุ้งโหยง เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็สายไปแล้วล่ะ เมื่อกี้ผมเห็นเขาผงะถอยหลังมาหนึ่งก้าว ยกโทษให้ผมเถอะที่ผมฟังไม่ออกว่ารุ่นพี่พูดอะไรอยู่ ผมสงสัยว่าสิ่งที่เขาพูดคือภาษาต่างดาว พอรุ่นพี่ที่เส้นผมสีเงินยังไม่แห้งเปิดประตูห้องน้ำออกมาก็ตวาดใส่คนป่าหัวสิงโตไม่หยุด

บางทีพวกเขาอาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาวจริงๆ ก็ได้ แต่ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงรู้สึกว่าเขากำลังใช้คำหยาบด่ากันอยู่ พวกเขาก็เลยไม่อยากให้ผมฟังรู้เรื่อง

แม่ผู้ยิ่งใหญ่ของผม ผมควรจะเลือกโรงเรียนไฮโซนั่นตั้งแต่แรก ผมผิดไปแล้วแม่จ๋า

ความคิดแบบนี้ปรากฏขึ้นในหัวของผมไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

สีหน้าเธอไม่ดีเลย ยังไม่รู้สึกดีขึ้นใช่ไหม?” รุ่นพี่คนสวยที่นั่งว่างๆ ไม่มีอะไรทำถามผมด้วยความเป็นห่วงถ้าไม่สบายจริงๆ ก็บอกได้เลยนะ ยิ่งปล่อยไว้จะยิ่งแย่

ก็แหงล่ะ เห็นศพกองพะเนินแบบนั้นใครจะยิ้มออก พอนึกถึงแถวยาวด้านนอก ความรู้สึกคลื่นไส้ก็พุ่งขึ้นมาที่คอหอย

ถ้านายยังอ้วกออกมาอีก ฉันจะเอาชุดเมื่อกี้ยัดใส่ปากนายรุ่นพี่ใส่เสื้อผ้าไปพลางใช้คำพูดรุนแรงข่มขู่ผมไปพลางแล้วก็ค่อยฆ่านาย ทำลายศพนายจนไม่เหลือซาก

ผมมั่นใจว่าเขาพูดจริง แล้วเขาจะต้องทำจริงแน่ ผมก็เลยรีบเอามือปิดปาก ถึงอยากจะอ้วกออกมาแค่ไหน ผมก็พยายามสุดชีวิตเพื่อกลืนมันกลับลงคอไป แต่ทีแรกผมอ้วกออกมาจนหมดกระเพาะแล้ว ตอนนี้ก็เลยเหลือแค่น้ำย่อยกับน้ำมะนาวเท่านั้น แต่ทั้งสองอย่างมีฤทธิ์เป็นกรด ไม่แน่ถ้าผมอ้วกออกมาอาจจะเป็นน้ำกรดทำลายล้างก็ได้

นายอยากจะกลับไปเปลี่ยนชุดดำสำรองที่หอหรือเปล่า?” รุ่นพี่คนสวยเห็นเขาสวมชุดลำลองสีขาวจึงถามขึ้นอย่างสงสัยถ้าถูกเห็นเข้ามันจะไม่ดี กฎของชุดดำเข้มงวดมากไม่ใช่เหรอ?”

แล้ว “…” คือผีที่ไหนเหรอ? ผมอยากรู้ ผมอยากรู้จริงๆ นะ

ไม่ต้องหรอก ไหนๆ วันนี้เจ้านี่ก็มีเรียนแค่ครึ่งวัน พอรายงานตัวเสร็จฉันก็เลิกงานแล้วรุ่นพี่เหลือบมามองผมอย่างเย็นชา แล้วก็ถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์นัก

ผมขนลุกซู่ ตอนที่ผมขนลุกไปถึงใบหน้า ดวงตาสีแดงก่ำคู่นั้นก็หันมาจับจ้องผมอยู่นานสองนาน

ขณะที่จำนวนขนที่ลุกชันเพิ่มจำนวนถึงหนึ่งร้อยเส้น ริมฝีปากสวยๆ ของรุ่นพี่ก็ค่อยๆ เปิดออกนายไม่เจ็บปากเหรอ?”

ฮะ?” ผมมองรุ่นพี่อย่างอึ้งๆ

ที่ผมอึ้งไม่ใช่เพราะคำพูดของเขา แต่เป็นเพราะท่ามัดผมของเขาต่างหาก ตั้งแต่ต้นจนจบผมยังไม่เห็นเขาหยิบไดร์เป่าผมออกมาใช้เลย แล้วอีกอย่าง เขาเพิ่งออกมาจากห้องน้ำได้แค่สองสามนาทีเท่านั้น ขอโทษนะฮะ ผมพี่แห้งได้ไง?

อบแห้งอัตโนมัติ?

ความจริงมันไม่ตลกเลยสักนิด แต่ถ้าที่นี่เป็นโรงเรียนสอนอิทธิฤทธิ์เหมือนที่พวกเขาบอก และอ้างอิงจากหนังสือการ์ตูนและนิยาย ก็อาจเป็นไปได้ว่าเขาใช้เวลาหนึ่งวินาทีเป่าผมตัวเองให้แห้ง เรื่องนี้ผมทำใจยอมรับได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเทียบกับเรื่องห้องเรียนกระโดดได้กับกองศพแถวยาวเป็นงูเลื้อย ผมสามารถยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย

ฉันหมายถึงปากนายน่ะ ไม่เจ็บแล้วเหรอ?” รุ่นพี่หรี่ตาแล้วเดินเข้ามาใกล้ผม ใบหน้างดงามถูกขยายใหญ่จนใจของผมเต้น ถึงแม้จะรู้ว่าเขาเป็นผู้ชาย แต่เวลาของสวยๆ งามๆ เข้ามาใกล้ๆ เราก็มักจะรู้สึกกดดัน

มัวแต่อึ้งอะไร?” พอรุ่นพี่เห็นผมตาค้าง เขาก็สบถออกมาอย่างไม่พอใจ

เปล่าฮะผมเริ่มกลัวเพราะรุ่นพี่ที่ผมเพิ่งอ้วกใส่กำลังยื่นกรงเล็บพิฆาตมาหาผม

ในหนังสือการ์ตูนก็ชอบมีฉากแบบนี้ไม่ใช่เหรอ? แบบว่ายื่นมือทะลุเข้าไปในร่างคน แล้วก็กระชากมือออกอย่างรุนแรงพร้อมด้วยตับไตไส้พุงเป็นพวงยาว จากประสบการณ์หนึ่งวันของผม ผมเชื่อว่าพวกเขาทำเรื่องแบบนี้ได้

เมื่อกี้นายกัดปากตัวเองนี่รุ่นพี่ยื่นมือมาแตะริมฝีปากผม

ความรู้สึกเจ็บทำให้ผมนึกได้ว่าเพิ่งโดนตบจนเกือบกัดลิ้นตายไป อาจเป็นเพราะตกใจจนเกินเหตุ ก็เลยลืมความเจ็บปวดไปเลย พอรุ่นพี่เอามือไปโดนผมถึงได้รู้สึกเจ็บ

เจ็บชะมัดเลย!” อีกอย่าง มือของรุ่นพี่ก็เย็นอย่างกับน้ำแข็ง! รุ่นพี่! นี่มันมือหรือน้ำแข็งกันเนี่ย! ผมเริ่มสงสัยว่าเขาเป็นยมทูตอีกครั้ง เขาบอกว่าที่นี่คือโรงเรียนก็เพื่อจะให้ผมลงนรกอย่างสงบ

แผลเล็กๆ แค่นี้ยังร้องเจ็บ หึหึจู่ๆ เสียงของคนป่าหัวสิงโตก็ดังขึ้นที่ข้างหูผม ผมถึงนึกออกว่าเขาคือตัวละครที่ถูกลืม

แล้วสายตาของผมก็เลื่อนขึ้น ไม่สิ ไม่ใช่ว่าผมมองสูงขึ้น แต่เพราะถูกหัวหน้าห้องพยาบาลหิ้วขึ้นมาจากพื้นเหมือนผมเป็นลูกเจี๊ยบตัวน้อยๆ ความรู้สึกนั้นมันทำให้ผมนึกถึงตอนห้าขวบ ตอนนั้นพ่ออุ้มผมขึ้นสูงเป็นเครื่องบิน แล้วก็หมุนเป็นวงกลมสิบรอบ พอกลับบ้านผมก็รู้สึกเหมือนโลกหมุนต่อไปอีกหลายวัน ทำให้ผมไม่กล้าเข้าใกล้พ่อไปพักใหญ่

ระรุ่นพี่!” ไม่ว่าพี่จะผีหรือคน ขอร้องล่ะ มาช่วยผมก่อน ผมส่งสายตาอ้อนวอนไปให้รุ่นพี่ที่ยืนอยู่บนพื้น

ความจริงผมไม่ควรขอร้องเขา เพราะผมเดาออกตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาจะทำหน้าแบบนี้ใส่ผม แล้วมันก็เป็นไปตามคาดจริงๆ รุ่นพี่ใจดำหัวเราะหึหึสองทีแล้วก็เบือนหน้าหนีไปเลย เขาไม่คิดจะช่วยผมเลยแม้แต่นิดเดียว

เงียบๆ หน่อย แผลแค่นี้มีอะไรน่ากลัวหัวหน้าห้องพยาบาลพูดให้ผมแข็งแกร่งมากกว่านี้

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าผมกลัวเจ็บแผล แต่ผมกลัวพี่ต่างหากล่ะ! ถึงจะเพิ่งรู้จักกันเป็นวันแรก แต่ก้นบึ้งของหัวใจผมกำลังเตือนผมว่าให้อยู่ห่างจากคนคนนี้เท่าที่จะทำได้

เลิกแกล้งเขาสักทีเถอะน่า เดี๋ยวก็ไปรายงานตัวไม่ทันหรอกมีแต่รุ่นพี่คนสวยที่ใจดีหน่อย ถึงแม้ว่าเธอแค่ช่วยพูด ไม่ได้ลุกขึ้นจากเก้าอี้มาช่วยผม แต่ผมไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้ของเธอได้

ฉันไม่ได้แกล้งเขาสักหน่อย แล้วอีกอย่าง เธอไม่ได้ไปรับนักเรียนใหม่มาเหรอ? ทำไมถึงยังมานั่งแช่อยู่ตรงนี้?” หัวหน้าห้องพยาบาลโยนผมลงบนเก้าอี้ผู้ป่วย แล้วก็หยิบขวดยาที่ไม่มีฉลากหรือคำชี้แจงอะไรเลยออกมาจากรถเข็น

นี่มันยาอะไรฮะ…” การใช้ยาเถื่อนมันอันตรายมากนะ โดยเฉพาะใช้กับผม ดีไม่ดีทามั่วๆ ผมอาจจะกลายเป็นหุ่นยนต์ก็ได้

ถือว่าเป็นนักเรียนเก่าแล้วล่ะ ก็แค่เลื่อนชั้นเท่านั้น ฉันไม่ตามไปจัดการก็ดูแลตัวเองได้ ฉันก็เลยว่างไงล่ะแล้วพวกเขาก็เริ่มคุยกันอย่างสบายใจ คงลืมไปแล้วว่ายังมีมนุษย์อย่างผมอยู่ตรงนี้

แต่ระหว่างคุย มือของหัวหน้าห้องพยาบาลก็ไม่ได้หยุดตามไปด้วย เขาหยิบสำลีก้านออกมาจุ่มกับครีมอะไรบางอย่าง แล้วก็ทาแผลให้ผมด้วยเวลาไม่ถึงสองวินาที ผมรู้สึกเย็นๆ ที่ปาก ตอนนี้ความเจ็บปวดหายไปหมดแล้ว

ยาอะไรใช้ดีขนาดนี้? ผมเปลี่ยนทัศนคติต่อยาเถื่อนทันที

เอ้า ดูซะว่ายังมีแผลตรงไหนอีกหัวหน้าห้องพยาบาลยื่นกระจกมาให้ผมระหว่างคุย

ผมรับกระจกมาอย่างงงๆ ทีแรกผมจะแสร้งทำเป็นส่องกระจก แต่วินาทีที่ผมเห็นเงาตัวเองในกระจก ดวงตาของผมก็แทบจะถลนออกมา ไม่มีรอยแผลหลงเหลือเลยแม้แต่นิดเดียว เหมือนว่าปากของผมไม่เคยแตกเลยล่ะ สุดยอดชะมัด! ผมจะต้องถามให้ได้ว่านี่คือยาอะไร ประสิทธิภาพถึงได้ดีแบบนี้ ดูจากกิจวัตรประจำวันของผมแล้ว มันเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับผม ไม่รู้ว่าถ้าสั่งซื้อจำนวนมากจะมีส่วนลดหรือเปล่า?

เอ่อ…”

ในเมื่อแผลหายแล้ว ฉันพาเจ้านี่ไปรายงานตัวเลยแล้วกันผมถูกตัดบทอีกแล้ว รุ่นพี่ดึงกระจกในมือผมไปคืนให้กับหัวหน้าห้องพยาบาล แล้วก็ดึงลากคอเสื้อผมออกไปโดยไม่ถามความเห็นผมสักคำ

ผม…” จะถามว่ายานั่นหาซื้อได้ที่ไหน!

ครั้งนี้พวกเราไม่ได้เดินไปทางระเบียงยาวนั่นแล้ว รุ่นพี่พาผมอ้อมตู้มากมายในห้องพยาบาลที่ดูเหมือนกับเขาวงกต แล้วออกไปทางประตูหลัง

ห้องพยาบาลแห่งนี้ไม่ใช่เล็กๆ เลย แถมยังมีประตูหลังอีกด้วย ผมกวาดตามองไปรอบๆ ห้องพยาบาลน่าจะมีขนาดพอๆ กับห้องเรียนสองห้อง มีเตียงผู้ป่วยช่วยคราว ด้านหลังประตูพับคือห้องพักเดี่ยว บรรยากาศดีทีเดียว นึกถึงห้องพยาบาลที่โรงเรียนเก่าของผม มันเล็กจนเล็กกว่านั้นไม่ได้อีกแล้ว เตียงก็มีแค่สองเตียง บางทีคนป่วยยังต้องมานั่งต่อคิวยาวเพื่อรอใช้เตียงอีกต่างหาก มันช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน

คงไม่ต้องบอกเหตุผลที่เขาพาผมออกทางประตูหลังหรอกนะ รุ่นพี่จะต้องไม่อยากให้ผมอ้วกอีก ไม่รู้ว่าควรจะบอกว่าเขาใจดีหรือชมเขาว่ารู้จักป้องกันตัว และตอนที่ผมเกือบจะซาบซึ้งใจ จู่ๆ รุ่นพี่ที่เดินนำหน้าผมสามก้าวก็หยุดเดินกะทันหัน เราอยู่ห่างจากห้องพยาบาลไม่มากนัก เส้นผมสีเงินของเขาสะบัดเบาๆ เหมือนกับแสงสีขาวสะท้อนผ่านตาของผม เป็นภาพที่งดงามจริงๆ

อ๊ากกกกกก!” ในเมื่อเป็นภาพที่งดงามแล้วทำไมต้องแหกปากร้องด้วยล่ะ?

สิ่งที่มาทำลายภาพอันงดงามก็คือห้องเรียนปูนขนาดมหึมาที่กำลังวิ่งเข้ามาหาพวกเรา พื้นที่พวกเรายืนอยู่สั่นสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว แรงสั่นสะเทือนแรงจนผมยืนไม่อยู่ เสียงห้องเรียนกระทบกับพื้นดังสนั่นเหมือนกับเสียงฟ้าผ่า ต้องบอกว่าดังกว่าเสียงฟ้าผ่าถึงจะถูก ความรู้สึกเหมือนฟ้ามาผ่าอยู่ข้างหู แล้วเสียงนั้นก็สะท้อนอยู่ในหัวไม่หยุด ผ่านไปพักใหญ่ถึงจะได้ยินเสียงอื่น แล้วผมก็เพิ่งสังเกตเห็นว่ารุ่นพี่พาผมไปยังที่ที่ว่างเปล่าไม่มีจุดสิ้นสุด แถมยังมีหมอกบังตา แต่ก็ยังสามารถมองเห็นได้ชัดว่าเป็นที่ว่างเปล่า หรือว่าที่นี่มีฝุ่นหนาก็เลยทำให้ตามัวจนมองไม่เห็นอะไรเลย?

ในนั้นมีห้องเรียนสี่เหลี่ยมที่สร้างด้วยปูนมากมายกำลังกระโดดไปกระโดดมา มันอยู่ไกลจากพวกเราระยะหนึ่ง แต่แรงสั่นสะเทือนรุนแรงมาก พวกเราที่ยืนอยู่ไกลๆ ยังรู้สึกว่าพื้นสะเทือนไม่หยุด

เสียงฟ้าคำรามดังสนั่นหวั่นไหว ผมเอามือปิดหู กลัวว่าเสียงดังจะทำให้หูหนวก แต่รุ่นพี่กลับเอามือกอดอก และหรี่ตาจ้องมองห้องเรียนที่กำลังกระโดดไปมา มีอยู่วินาทีหนึ่ง วินาทีเดียวจริงๆ ที่หน้าด้านข้างของเขาดูเหมือนฆาตกรโรคจิตที่กำลังจ้องสังหารห้องเรียน มันเป็นภาพเหมือนในหนังสือการ์ตูน ถ้าตอนนี้เขาบอกว่าเขาจะลงมือสังหารห้องเรียน ผมก็คงไม่รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะมันดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเขา

นายกำลังคิดฟุ้งซ่านอะไรอยู่!” จู่ๆ รุ่นพี่ที่ไม่รู้ว่าเดินมาข้างๆ ผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ใช้ฝ่ามืออำมหิตตบกะโหลกผมอย่างแรงจนเกิดเสียงดังผัวะ

เป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยจริงๆ เพราะพี่สาวผมก็ชอบตบหัวผมแบบนี้ จนมันทำให้ผมเริ่มสงสัยว่ากะโหลกของผมมันเคยไปทำอะไรให้คนอื่นไม่พอใจโดยที่ผมไม่รู้ตัวหรือเปล่า? ไม่งั้นทำไมทุกคนถึงต้องเลือกกะโหลกผม ไม่เลือกตีส่วนอื่น ถ้าวันไหนผมเกิดปัญญาอ่อนขึ้นมา ผู้ต้องหาก็คือคนพวกนี้นี่แหละ แต่ถ้าตอนนี้พวกเราไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นที่สั่นสะเทือน ผมคิดว่าเขาอาจจะเลือกใช้เท้าถีบผมก็ได้

ปะเปล่าฮะผมก็แค่กำลังชื่นชมรุ่นพี่และห้องเรียนกระโดดได้อยู่ต่างหาก เพราะทั้งสองไม่ใช่สิ่งปกติ ถือเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับผม

เขาเหลือบตามองผมอย่างสงสัย แล้วก็หันกลับไปมองกองทัพห้องเรียนสี่เหลี่ยมเหมือนเดิมฉันเจอห้องเรียนของนายแล้วเขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

อะไรนะ?” รุ่นพี่พูดว่าไงนะ? ในนั้นมีห้องเรียนของผมงั้นเหรอ?

ผมจ้องมองห้องสี่เหลี่ยมเสียงดังปึงปัง รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เหมือนว่าจุดจบของชีวิตกำลังกวักมือเรียกผมอยู่

บทที่สี่ ห้องเรียนจงแผดเผา!

สถานที่ : แอตแลนติส

เวลา : เดาว่าน่าจะเป็นบ่ายสามโมง (ข้อมูลจากรุ่นพี่)

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า โลกใบนี้กำลังเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเราจะตามกระแสของมันทันหรือไม่ เราก็ต้องจ้องมองความเปลี่ยนแปลงของมัน

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะโลกนี้ไม่เพียงกำลังเปลี่ยนแปลง แต่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันโดยไม่สนใจเสียงกรีดร้องที่น่าเวทนาของผมเลยแม้แต่นิดเดียว

ห้องสี่เหลี่ยมเคลื่อนไปเคลื่อนมาอีกครั้ง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว

ฉันไม่มีอารมณ์มาล้อเล่นกับนายหรอกนะวินาทีที่ผมกำลังจะหัวเราะแหะๆ และถามรุ่นพี่ผู้เย็นชาคนนี้ว่าเขากำลังล้อเล่นใช่ไหม เขาก็ชิงตอบออกมาเสียก่อน แสงสว่างแห่งความหวังของผมดับมอดลงทันที

เขาช่างโหดร้าย แม้แต่ความหวังน้อยนิดกระจิริดก็ไม่เหลือให้ผมเลย พระเจ้าช่วยชีวิตนี้ผมไม่เคยทำร้ายใคร อย่างมากก็แค่ผิดต่อแม่ของผมเท่านั้นแม่ผมต้องคอยจ่ายเงินค่ายาที่โรงพยาบาลเป็นประจำ แล้วยังมีเพื่อนเก่าของผมอีกพวกเขาก็มักจะพลอยซวยไปด้วยเวลาอยู่ใกล้ผม ไม่ใช่ว่าผมอยากให้เป็นอย่างนั้น แต่มันเป็นสิ่งที่สวรรค์กำหนดมาต่างหาก แต่ว่าทำไมสวรรค์ต้องแกล้งผมแบบนี้ด้วย!

ห้องเรียนที่รุ่นพี่ชี้กำลังกระโดดด้วยความเร็วสูง น่าจะประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง หรืออาจจะมากกว่านั้น เสียงฝีก้าวของมันดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับเด็กหนุ่มผู้เต็มไปด้วยพลังกำลังมุ่งหน้าสู่ดวงอาทิตย์อย่างไม่หวั่นเกรง!

ย้ากกกก…” ผมยอมแล้ว จะตายช้าตายเร็วก็ต้องตายเหมือนกัน จะถูกรถไฟทับหรือจะถูกห้องสี่เหลี่ยมนั่นทับก็ต้องตายอยู่ดีร่างกายที่เบาหวิวมุ่งไปข้างหน้า เท้าก้าวสู่ทางเดินสุดท้ายของชีวิต แสงทองของจุดหมายที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของผมไม่รู้กี่ครั้งแล้วก็ยังคงสว่างไสว ทุกอย่างมันช่างเหมือนในเทพนิยายโถ ชีวิตอันแสนสั้นของผม

รุ่นพี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ คว้ามือผมทันใดนายจะรีบไปตายหรือไง!” ดวงตาสีแดงสดคู่นั้นดูเหมือนมีดคมกริบที่กำลังกรีดแทงผมเป็นร้อยๆ แผล

เฮ้อ ไหนๆ ก็ต้องตายอยู่แล้วนี่ฮะไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ผมก็มีอารมณ์ล้อเล่น

รุ่นพี่เหลือบตามามองผมอีกครั้ง ดูจากแววตาก็รู้ว่าเขากำลังพยายามอดกลั้นเพื่อไม่ให้ตนเองถีบผม แล้วเขาก็สูดหายใจลึกพื้นที่ว่างเปล่าด้านล่างคือชายฝั่งทั้งนั้น นายตกลงไปก็จมดิ่งสู่นรกทันที ไม่ต้องรีบนักหรอก

ชายฝั่งอะไร? ไม่เห็นจะมีน้ำเลยสักหยดเดียว

ดูเหมือนรุ่นพี่จะรู้ว่าผมกำลังสงสัย เขาเลยหยิบกระดาษออกมาจากกระเป๋าหนึ่งแผ่นบินไปบนฟ้า สาธิตให้ดูแล้วจู่ๆ กระดาษแผ่นนั้นก็ลอยขึ้น ทันใดนั้นมันก็พับตัวเองเป็นสองทบ กลายเป็นปีกโบยบินกลางอากาศระดับของนายยังไม่มองไม่เห็นน้ำที่ชายฝั่งหรอกเขาแสยะยิ้มราวกับกำลังรอดูเรื่องสนุกอยู่

ขณะที่ผมกำลังจะถามว่าเขาหมายความว่าอย่างไร กระดาษบินได้แผ่นนั้นก็บินเข้าไปในพื้นที่ว่างเปล่า แล้วค่อยๆ หยุดลงบนพื้น

แค่พริบตาเดียวพื้นที่ว่างเปล่าก็เริ่มบิดเบี้ยว เหมือนกับภาพลวงตามิราจในทะเลทรายที่ร้อนระอุ แล้วผมก็เห็นปากปลาฉลามปรากฏขึ้นตอนที่ปีกของกระดาษหยุดลงที่พื้น แล้วก็แควก!” ส่วนปีกของกระดาษถูกกัดหายไปในพริบตา ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที มันเร็วจนผมหลับตาไม่ทัน

………

ภาพสี่มิติที่ผมเห็นมันคืออะไรกัน

ปีกหายไปแล้ว เหลือเพียงความเงียบเท่านั้น

ผมคิดว่าถ้าสิ่งที่ตกลงไปไม่ใช่กระดาษแต่เป็นผม ตอนนี้บนพื้นก็คงจะเต็มไปด้วยกองเลือดสีแดง เหมือนกับสารคดีในช่องสัตว์โลก น่าจะเป็นแบบนั้นนั่นแหละ ผ่านไปพักหนึ่ง สำนักข่าวก็จะประโคมข่าวเกี่ยวกับเด็กนักเรียนที่หายตัวไปอย่างลึกลับ คนในครอบครัวกำลังทำพิธีเรียกวิญญาณ หากใครพบเห็นบุคคลในภาพโปรดติดต่อXXX…จินตนาการของผมมันน่าสลดยิ่งกว่าละครโศกนาฏกรรมเสียอีก

ถ้าจะไล่ตามห้องเรียนก็ต้องใช้สิ่งนี้ไม่รู้ว่ากระดานโต้คลื่นมาอยู่ในมือของรุ่นพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ สำหรับผมแล้วมันดูเหมือนกระดานโต้คลื่นธรรมดาๆ เท่านั้น เหมือนที่เราเคยเห็นในร้านกีฬาหรือในทีวีบ่อยๆ ไม่มีอะไรที่ดูพิเศษกว่ากระดานโต้คลื่นทั่วไปเลย

“…อ๋อ ฮะ เดี๋ยวผมจะรีบไปซื้อผมไม่รู้สึกประหลาดใจอีกแล้ว ไม่เลยสักนิด จิตใจของผมเรียบนิ่งเหมือนกับสายน้ำ ไม่มีอะไรทำให้ผมหวั่นไหวอีกต่อไปแล้ว ถึงรุ่นพี่จะกวักมือเรียกห้องเรียนมาจับมือทักทาย ผมก็ไม่ตกใจหรอก

………

แม่จ๋า ที่นี่มันโรงเรียนบ้าอะไรกันเนี่ย! กระดานโต้คลื่นเอามาทำบ้าอะไร! มันเป็นสิ่งที่ควรปรากฏอยู่ในโรงเรียนทั่วไปใช่ไหม บอกผมมาสิ!

ซื้อบ้าซื้อบออะไรเล่า!” รุ่นพี่ถลึงตาใส่ผม แล้วเขาก็โยนกระดานโต้คลื่นสีขาวลงบนพื้นที่ว่างเปล่า มันน่ามหัศจรรย์ใจมากเพราะจู่ๆ กระดานโต้คลื่นก็ลอยขึ้นเหนือจากพื้นสามสิบเซนติเมตร ราวกับลอยอยู่บนคลื่นจริงๆ ไม่มีผิด

เหมือนว่าผมจะได้ยินเสียงคลื่นดังมาแว่วๆ

แสงแดด หาดทราย ต้นมะพร้าว ภาพที่งดงามจับใจไม่รู้ว่ากินเนสบุ๊คจะบันทึกชื่อบุคคลที่สติแตกภายในหนึ่งวินาทีหรือเปล่า?

ตั้งใจดู ฉันจะทำให้ดูแค่ครั้งเดียว ของชิ้นนี้ต้องใช้แบบนี้

พอเท้าข้างหนึ่งเหยียบบนกระดานโต้คลื่นสีขาว รุ่นพี่ก็ก้มลงเปิดฝาบนกระดานออก ทันใดนั้น ขาตั้งสามขาก็ยืดออกมาตั้งอยู่บนกระดาน ด้านบนขาตั้งมีเชือกสีขาวผูกอยู่ รุ่นพี่ดึงปลายเชือกที่อยู่ระดับเอวพอดีมาพันมือของเขาแน่นแค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว

ผมยืนจ้องมองท่าทางที่คล่องแคล่วของรุ่นพี่ และเริ่มสงสัยว่าผมต้องเล่นกระดานโต้คลื่นกลางอากาศไปเรียนหรือเปล่า

เพราะนายใช้วิธีหายตัวไม่เป็น ฉันเลยต้องสอนวิธีอื่นให้! ไม่อย่างนั้นฉันก็ไม่อยากใช้วิธีแบบนี้หรอกน่า!” รุ่นพี่แผดเสียงคำรามลั่น ราวกับว่าเขาเอาความโกรธที่เก็บกดเอาไว้ในท้องทั้งหมดมาลงกับผม

ก็ได้ ผมผิดเอง เขาคงไม่ได้ต้องใช้มันทุกวัน แต่รุ่นพี่ก็ไม่เสียแรงที่เป็นรุ่นพี่ ขนาดยืนอยู่บนกระดานโต้คลื่นก็ยังเท่ระเบิด ถ้าที่นี่เป็นชายหาดงดงามที่มีต้นมะพร้าวเรียงรายจริงๆ ก็คงมีสาวๆ วิ่งตามมากรี๊ดตรึมแน่นอน แต่เสียดายที่มันไม่ใช่ไงล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า!

ยังไม่ขึ้นมาอีกดวงตาสีแดงก่ำคู่นั้นเหลือบมามองผม ราวกับกำลังบอกผมว่าถ้าผมยังไม่ขึ้นมาภายในหนึ่งวินาที เขาจะสั่งให้กระดานโต้คลื่นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสองร้อยยี่สิบ และไถผมบนหัวของผมจนเป็นทรงทหาร

มาแล้วฮะมาแล้ว!” จะบอกว่าผมกลัวปากฉลามนั่นจริงๆนะ! แล้วก็ผมไม่กินหูฉลาม แล้วก็ไม่ชอบไปดูปลาฉลามที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำด้วย คุณพี่ปลาฉลามได้โปรดอย่ามาหาผมเลยนะฮะ ผมขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง

พอผมทำใจเสร็จ ก็รีบกระโดดขึ้นกระดานโต้คลื่นทันที วินาทีนั้น ผมรู้สึกเหมือนกำลังโต้คลื่นอยู่ในทะเลจริงๆ รุ่นพี่ควบคุมกระดานโต้คลื่นได้นิ่งจริงๆ มันช่างต่างกับตอนที่ผมเล่นตอนไปทะเลครั้งละร้อยห้าสิบลิบลับ ที่พอคลื่นมาผมก็จมดิ่งลงไปใต้ทะเล แล้วหน่วยกู้ภัยก็มาช่วยชีวิตกันวุ่นวาย

ฉันขอเตือนก่อนที่จะนายเข้าใจอะไรมั่วๆ ของทุกอย่างในโรงเรียนต่างก็มีชื่อที่คอยผูกมัดพวกมัน กระดานโต้คลื่นที่ฉันเหยียบอยู่ก็มีชื่อ เมื่อนายต้องใช้ นายก็เรียกชื่อมัน พอใช้เสร็จ นายก็ต้องขอบคุณตามมารยาทรุ่นพี่บอกผมด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้กำลังล้อเล่นอยู่

หา?” ยุ่งยากชะมัด

รุ่นพี่จ้องมองผม สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนอย่าคิดว่ายุ่งยาก เวลาที่นายถูกคนอื่นใช้ แต่ไม่มีใครขอบคุณนายก็คงไม่พอใจเหมือนกัน!”

มีเหตุผล แต่ตอนนี้ผมมีคำถามที่จริงจังอย่างมาก มันสำคัญเสียจนผมจะต้องเอ่ยปากถามรุ่นพี่ฮะ…” ผมสงสัยว่าเขารู้ว่าสมองของผมกำลังคิดอะไรอยู่ ตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงตอนนี้ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับแก้ผ้า เนื้อหนังมังสาถูกคนเห็นจนหมด แต่ถ้าบอกว่าเขาเดา เขาก็คงจะเดาเก่งเกินไป เพราะมันแม่นเสียจนน่ากลัว

ฉันไม่ได้อยากรู้หรอกนะว่านายกำลังคิดอะไรน่าเบื่อๆ อยู่เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่พอใจ แล้วหันหน้าหนีไป สีหน้าไม่สบอารมณ์

รุ่นพี่ได้ยินสิ่งที่ผมคิดจริงๆ! โรงเรียนนี้ไม่มีความเป็นส่วนตัวเลยหรือไง! ผมจะต้องคัดค้านให้ถึงที่สุด ผมจะปกป้องสิทธิ์ของผม

ถ้านายอยากจะได้ความเป็นส่วนตัวก็ต้องตั้งใจฝึกฝนให้ก้าวหน้า! ส่วนตอนนี้ก็ควรจะตั้งใจฟังสิ่งที่ฉันพูด!” หมัดของเขาพุ่งมาหาหัวของผม เขากลับไปสอนวิชากระดานโต้คลื่นทันทีโดยไม่ให้เวลาผมโอดครวญกระดานโต้คลื่นนี้ชื่อสลิม หลอมมาจากคริสตัล ปกติแล้วถ้าไม่ได้กระแทกอย่างรุนแรงก็จะไม่มีวันแตก สามารถใช้ได้นาน ก่อนจะใช้นายต้องพูดแบบนี้ สลิม ได้โปรดลอยน้ำด้วยความเร็วสุดขีด’”

ทันใดนั้น กระดานโต้คลื่นก็สั่นไหวเบาๆ เหมือนกับกำลังเตรียมตัวพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงการเรียกชื่อคือการสื่อสารอย่างหนึ่ง เมื่อนายเรียกมัน มันก็จะตื่นเพื่อรับคำขอร้อง แล้วคำขอก็เป็นผล

ผมมีลางสังหรณ์ว่าอันตรายบางอย่างกำลังจะมาถึง

พุ่งไปข้างหน้าพอรุ่นพี่พูดเพียงแค่สี่คำเท่านั้น กระดานโต้คลื่นก็กระโจนไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงเหมือนกับหมาน้อยที่ถูกคนไล่ตีไม่มีผิด

ผมยังยืนไม่มั่น ทั้งตัวเอนไปด้านหลัง พอนึกถึงปากปลาฉลาม ผมก็พยายามก้มตัวมาข้างหน้า แล้วก็กอดเอวรุ่นพี่แน่นไม่ยอมปล่อยมือ ถ้าตกลงไปผมต้องตาย ต้องตายสถานเดียว!

อ๊ากกกกกก…!” ผมเริ่มสงสัยว่าวันนี้ผมมาอบรมวิชากรีดร้อง

ไอ้กระดานโต้คลื่นผีบ้า! แกเหยียบร้อยแปดสิบใช่ไหม อ๊ากกกก!

จู่ๆ กลิ่นหอมของผลไม้ก็ลอยมากับสายลม สัมผัสประสาทรับกลิ่นของผม แต่ตอนนี้หน้าของผมถูกลมกระแทกใส่จนแทบจะเปลี่ยนรูปแล้ว ผมเลยไม่อาจรับรู้ได้ว่ากลิ่นหอมนั่นมาจากไหน

อ๊ากกกก!” น้ำลายของผมถูกลมกระโชกจนหยดลงบนกระดานโต้คลื่น หน้าของผมเสียทรงแล้ว เสียทรงแล้ว เสียทรงแล้ว! ปวดชะมัด ปวดจนไม่รู้จะพรรณนายังไงแล้ว! คอยดูเถอะ ตอนลงจากกระดานโต้คลื่น หน้าผมต้องแบนเหมือนไม้กระดานแน่!

น่ารำคาญ!” เสียงอันเหี้ยมโหดลอยมากับสายลม ผมรีบเอามือยัดเข้าปากทันที

รู้จักกันมาหนึ่งวัน ผมเชื่อแล้วว่ารุ่นพี่คนนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก ห้ามทำตัวเป็นปรปักษ์เด็ดขาด

สลิม รีบตามไปรุ่นพี่ที่ดึงเชือกบังคับทิศทางยังคงยืนนิ่งดังเดิม ขนาดผมลื่นล้มลงไปนั่งบนกระดานโต้คลื่น มือที่กอดเอวก็เลื่อนมากอดขา เขาก็ยังไม่รู้สึกอะไร

ผมไม่เล่นแล้ว ไม่เอาแล้ว ใครก็ได้ปล่อยผมกลับบ้านที! แม่จ๋า รีบมาทำเรื่องลาเรียนให้ผมเร็ว!

ตอนที่หยาดน้ำตากำลังจะไหลลงมาที่จมูก จู่ๆ ปกคอเสื้อของผมก็ถูกดึงอย่างแรงดูให้ดี นี่คือห้องเรียนของนาย

ไม่รู้ว่าเราไล่ตามจนมาถึงห้องเรียนเมื่อไหร่ มือข้างหนึ่งของรุ่นพี่ดึงคอเสื้อของผม อีกมือหนึ่งดึงเชือกบังคับทิศทาง เส้นผมสีเงินที่ถูกพัดจนแห้งเหมือนเส้นหมี่พัดมากระแทกหน้าผม ผมรู้สึกเจ็บเหมือนโดนกรีดหน้า ถ้าอยากรู้ว่าความรู้สึกของผมเป็นอย่างไร ก็ลองไปนั่งซ้อนจักรยานคนผมยาวดูสิ พอลมพัดจนปลายเส้นผมสะบัดมาโดนหน้าเมื่อไหร่ คุณก็จะเข้าใจความรู้สึกของผมเอง

ผมมองผ่านเส้นผมสีเงิน ห้องเรียนสี่เหลี่ยมที่ดูเหมือนห้องอื่นๆ กำลังกระโดดอย่างรุนแรง ผมสงสัยว่าความสามารถในการแยกแยะของผมแย่มาก แม้แต่ห้องเรียนก็ยังแยกไม่ออก

ถือเสียว่านายโง่ละกัน ห้องเรียนทุกห้องมีป้ายอยู่หน้าประตู นอกเสียจากว่านายตาบอดมองไม่เห็นคำพูดที่โหดร้ายเยือกเย็นลอยมาอีกแล้ว

ครั้งนี้ผมมองเห็นห้องเรียนอย่างชัดเจนที่หน้าประตูมีป้ายขนาดใหญ่แขวนอยู่ มันสั่นไหวไปพร้อมกับจังหวะกระโดด ทำจนผมรู้สึกตาลาย

ป้ายหน้าประตูเขียนว่าหน่วย C ชั้นปีที่หนึ่ง

โรงเรียนเราแบ่งห้องตามความสามารถอ๋อ ถ้าอย่างนั้น ความสามารถของผมก็คงไม่เลวน่ะสิ เพราะตัว C อยู่แค่ลำดับสามเอง

แต่ละชั้นปี มีแค่สามห้องเรียนเท่านั้นรุ่นพี่กล่าวเสริม

“…” ปล่อยให้ผมดีใจสักหน่อยพี่จะอายุสั้นเหรอ?

โอ๊ย!”

บ้าเอ๊ย!”

ตอนที่พวกเราเข้าใกล้ประตูห้องเรียน จู่ๆ ห้องสี่เหลี่ยมก็เบรกกะทันหัน มันหยุด และอยู่นิ่ง แล้วก็วิ่งไปด้านหลัง ห้องปูนบ้าเอ๊ย! จู่ๆ มาเปลี่ยนทิศแบบนี้ได้ไง! ปกติปูนเขาทำเรื่องแบบนี้กันด้วยเหรอ!

เจ้าบ้าเอ๊ย!” รุ่นพี่ไม่รีรอ เขาดึงเชือกเบรกอย่างแรง แล้วกระดานโต้คลื่นก็เลี้ยวกลับด้วยความเร็วสองร้อย มันเร็วเสียจนผมเกือบจะกระเด็นลงพื้นเหมือนกับฝนดาวตก

แต่ผมก็ยังจำได้ดีว่าผมไม่ใช่ฝนดาวตก เพราะอย่างน้อยฝนดาวตกก็สามารถทำให้พื้นดินโหว่เป็นรู แต่ถ้าผมตกลงไป ก็มีแต่จะถูกปลาฉลามงับจนตัวเป็นรู มือของผมจึงจับรุ่นพี่เอาไว้แน่น ชีวิตของผมมันน่าหวงแหน

แม่จ๋า ผมได้เจอกับนักโต้คลื่นมืออาชีพแล้ว เด็กๆ ทั้งหลายไม่ควรลอกเลียนแบบ แล้วอีกอย่างผมก็ไม่รู้ด้วยว่าพี่ชายคนนี้ฝึกฝนมานานเท่าไหร่

ไอ้บ้าเอ๊ย ตั้งใจดูหน่อยสิ!” ทีแรกผมคิดว่าเขาด่าผม แต่พอเงยหน้าขึ้น สายตาของเขาไม่ได้มองมาที่ผม แต่มองไปที่อื่น รุ่นพี่กำลังตะโกนด่าห้องเรียนเบื้องหน้าอยู่ เห็นได้ชัดว่าเขาตกอยู่ในภวังค์ของการแข่งขันความเร็วอันน่าตื่นเต้นจนลืมผมไปแล้ว

ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกว่าเสียงเครื่องยนต์น่ารำคาญของพวกตีนผีตอนกลางคืนกลายเป็นธรรมดาไปเลย จริงๆนะ ถ้าคุณได้เห็นภาพคนโต้คลื่นด้วยความเร็วสูงตามไล่ล่าห้องเรียน ผมเชื่อว่าคุณก็ต้องรู้สึกแบบเดียวกับผมนี่แหละ ถ้าจะให้เลือก ผมยอมดูพวกตีนผีขับรถพุ่งเข้ามาหาผมที่หน้าต่างยังดีเสียกว่าเห็นห้องเรียนกระโดดพุ่งเข้าหาผม

รุ่นรุ่นรุ่นรุ่นรุ่นพี่…” เสียงของผมสั่นเครือ ไม่รู้ว่าเพราะสนุกหรืออะไร ห้องเรียนใกล้ๆ จำนวนมหาศาลถึงได้พุ่งเข้ามาทางนี้ เสียงกระแทกดังตึกตัก แล้วห้องเรียนก็เด้งออกจากกัน ดินทรายบริเวณที่ถูกห้องเรียนกระแทกฟุ้งกระจาย แล้วยังมีหินเล็กๆ ปนอยู่ด้วย เหมือนกับฝุ่นตอนที่รถบั๊มชนกันถูกขยายใหญ่ไม่มีผิด

หุบปาก แล้วจับให้แน่น!” รุ่นพี่ที่ตอนนี้กลายเป็นนักรบแห่งทะเลทรายไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย เขาสงบนิ่งจนผมรู้สึกว่ามันไม่ปกติ มือของเขาดึงเชือกไปทางซ้ายทีขวาที พอห้องเรียนปูนสี่เหลี่ยมพุ่งเข้าชนกับกระดานโต้คลื่น มันกลับกลายเป็นเหมือนกับดินโคลนลื่นไหล

ระดับแค่นี้คิดจะเอาชนะฉันงั้นหรือ กลับไปฝึกฝนก่อนดีกว่า!” ผมไม่รู้ว่าเขากำลังพูดอยู่กับใคร แต่ผมรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังพูดอยู่กับห้องสี่เหลี่ยมห้องสี่เหลี่ยมปูนจำนวนมหาศาลที่ถูกสลัดไปด้านหลังลุกขึ้นมาอีกครั้ง เสียงกระแทกดังจนหูผมแทบพัง แล้วพวกเราก็ไล่ตามห้องเรียนทันอีกครั้ง

นี่ ฟังให้ดีนะ ห้องเรียนทุกห้องที่นี่ต่างก็มีชื่อของตนเอง ต้องเรียกชื่อให้ถูก มันถึงจะหยุด แล้วให้นายเข้าไปพอรุ่นพี่ควบคุมความเร็วเอาไว้ได้ เขาก็หันมาอธิบายให้ผมฟัง

เด็กๆ ไม่ควรลอกเลียนแบบ การหันหลังระหว่างขับขี่เป็นเรื่องที่อันตรายมากสรุปแล้วเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้เด็กๆ ไม่ควรลอกเลียนแบบทั้งสิ้น ถ้าเป็นคนปกติก็คงจะตายไปแล้ว แม้แต่คนที่มีเก้าชีวิตก็อาจจะไม่รอดเหมือนกัน

ผะผะผมรู้แล้วฮะเสียงผมสั่นเครือ

รุ่นพี่ถอนหายใจ แล้วเขาก็เริ่มอธิบายรู้ก็ดีแล้ว ห้องเรียนแห่งนี้ชื่อบรีด อาร์คา บาร์ดาดา ซีนาซีนัวอานา C กุกค์

คำพูดที่ยาวเป็นพรืดนี้ฟังดูเหมือนภาษาของดินแดนพิศวง

หา?” รุ่นพี่ว่าไงนะฮะ? ผมฟังไม่รู้เรื่องเลยสักนิด เมื่อกี้เป็นภาษามนุษย์จริงๆ เหรอ? ตัวหนังสือยาวเฟื้อยที่ว่านั่นคืออะไร?

บรีด อาร์คา บาร์ดาดา ซีนาซีนัวอานา C กุกค์รุ่นพี่พูดซ้ำอีกครั้ง สีหน้าของเขาบอกผมอย่างชัดเจนว่าถ้าผมให้เขาพูดอีกเป็นครั้งที่สาม เขาจะจับผมโยนให้ฉลามกิน

ผมไม่กล้าพอที่จะเรียกชื่อห้องเรียนนั้นออกมา แล้วอีกอย่างในใจของผมยังคงรู้สึกกระอักกระอ่วน ถ้าเรียกออกมาจริงๆ คงดูปัญญาอ่อน นอกจากนี้แล้วผมมีอีกคำถามที่ยังสงสัยขอโทษนะฮะ ถ้าสมมติเรียกชื่อผิดจะเป็นไงฮะ?”

ไม่เป็นไงคำตอบของรุ่นพี่ผิดกับที่ผมคาดไว้อย่างสิ้นเชิง

ไม่เป็นอะไรจริงๆ เหรอฮะ?” ผมไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ผมได้ยิน

ก็ไม่เป็นไงคำตอบของรุ่นพี่ไม่ต่างจากเดิม แต่มีเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งพยางค์ ทำให้ผมยิ่งสงสัยเข้าไปอีก

พวกเรายังไม่ทันได้หยุด จู่ๆ ก็มีกระดานโต้คลื่นของใครบางคนปรากฏขึ้นมา คนที่ยืนอยู่บนนั้นใส่ชุดนักเรียน ไม่รู้ว่าเขากำลังโหวกเหวกอะไรอยู่

ที่แท้ไม่ใช่แค่พวกเราที่ต้องโต้คลื่นไล่ตามห้องเรียน

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ใจของผมถึงสงบขึ้นเยอะเลย แต่พอมองจากไกลๆ การกระทำแบบนี้มันดูน่าขำชะมัด แต่ผมก็ไม่มีสิทธิ์หัวเราะคนอื่น เพราะตัวผมเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาเลย ผมแค่มีรุ่นพี่มาคอยขายหน้าเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง

นักเรียนคนนั้นตะโกนเรียกอะไรบางอย่างยาวเหยียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงของเขาดังจนผมที่อยู่ตั้งไกลยังได้ยินอย่างชัดเจน ผมว่าเขาคงกำลังเรียกชื่อห้องเรียนอยู่แน่ๆ

เจ้านั่นเรียกชื่อผิดรุ่นพี่บังคับกระดานโต้คลื่นไป หันหน้ามาคุยกับผมไปอีกแล้ว มันอันตรายจริงๆ แล้วเขาก็หันไปมองเด็กนักเรียนผู้ร่วมชะตากรรมคนนั้น

ผมมองตามเขาไปจู่ๆ ห้องเรียนที่นักเรียนคนนั้นไล่ตามก็หยุดลง เหมือนกับรถยนต์ที่เบรกกะทันหัน ทำเอานักเรียนคนนั้นเกือบหน้าทิ่มเข้ากับกำแพงห้อง โชคดีที่เขาหยุดทัน ไม่ถึงครึ่งวินาที จู่ๆ ห้องเรียนนั้นก็ยืดขยายกลายเป็นรูปทรงเหมือนเครื่องหมายบวก

นั่นมันอะไรอีกเนี่ย?

แล้วห้องเรียนก็หันหัวกลับมาผมว่ามันน่าจะเป็นหัว ความจริงผมก็แยกไม่ออกหรอกว่าด้านไหนคือหัว นักเรียนที่ไล่ตามเขาอย่างบ้าคลั่งคนนั้นหน้าซีดเผือด ห้องเรียนนั้นพุ่งเข้ามาชน

ช่างเป็นภาพที่สยดสยองจริงๆ

ลมหายใจและหัวใจของผมแทบจะหยุดเต้น ไหนตอนแรกรุ่นพี่บอกว่าไม่ใช่เหรอ?

มักจะมีคนปัญญาอ่อนเรียกชื่อผิดอยู่บ่อยๆรุ่นพี่พูดแบบนี้ออกมายิ่งทำให้ผมสงสัยมากขึ้น

ห้องเรียนสี่เหลี่ยมเป็นเหมือนกับสุนัขจรจัดหิวโหยได้เจอเนื้อติดกระดูกชิ้นโต มันไล่ตามนักเรียนคนนั้นไม่หยุด พื้นที่ว่างเปล่าสั่นสะเทือนเหมือนเกิดแผ่นดินไหว ห้องเรียนอื่นๆ ที่กำลังเดินเล่นอยู่พอมองเห็นห้องเรียนห้องนั้นวิ่งมาอย่างบ้าคลั่ง ก็รีบหลีกทางให้ทันที แล้วเหตุการณ์เบื้องหน้าของผมก็กลายเป็นภาพสโลว์โมชั่น ห้องเรียนสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ลอยขึ้นกลางอากาศ แล้วค่อยๆ หล่นลงพื้นดังปัง! ทับร่างของนักเรียนคนนั้นจนมิด

ฉันลืมบอกไป ถ้าเรียกชื่อมันผิด มันก็จะโมโหรุ่นพี่พูด แล้วก็ชี้ไปที่ห้องเรียนที่กลายเป็นรูปทรงเครื่องหมายบวก มันยังคงกระทืบซ้ำอย่างโกรธเคือง เหมือนกับตอนที่มนุษย์ไล่ฆ่าแมลงสาบแล้วตามด้วยเหยียบซากของมันจนเละเทะส่วนมากก็เป็นแบบนี้ แต่บางครั้งมันก็แค่ไล่ตามพักหนึ่งเท่านั้น ต้องดูว่าตอนนั้นอารมณ์ของห้องเรียนเป็นไง

เอ่อ ผมไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว

มันเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจคงไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้ผมตกใจได้มากกว่านี้อีกแล้ว ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าศพที่เรียงรายอยู่หน้าห้องพยาบาลนั้นมาจากไหน

ผมอยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าความคิดนี้ผุดขึ้นมาในสมองของผมกี่ครั้งแล้ว ผมว่าผมเห็นอาม่าที่จากพวกเราไปเมื่อสองปีก่อนกำลังกวักมือเรียกผมอยู่ท่ามกลางทะเลหมอก

รุ่นพี่ฮะผมรวบรวมความกล้าพูดความจริงกับรุ่นพี่ขอโทษฮะ ผมยังจำชื่อไม่ได้ผมยอมให้รุ่นพี่ถีบยังดีกว่าถูกห้องเรียนยักษ์ทับจนแบน แล้วศพยังโดนบดขยี้เหมือนซากแมลงสาบ อย่างน้อยรองเท้าของรุ่นพี่ก็ยังดูเล็กกว่าห้องเรียนหลายเท่า ถึงจะโดนถีบ ร่างของผมก็คงไม่ถึงกับเละเทะ

ฉันรู้ เพราะนายมันปัญญาอ่อนเขาพูดออกมาจากใจ มันทำให้ผมรู้สึกหดหู่อย่างมาก

ฉันจะสาธิตให้นายดู ทางที่ดีนายอย่าไปโดนทับตายเหมือนเจ้านั่น เพราะมันจะทำให้ฉันที่พานายมาอับอายขายหน้า

ผมว่าสองประโยคหลังน่าจะเป็นประเด็นหลัก รุ่นพี่ดึงเชือกอย่างแรง กระโดนโต้คลื่นเอียงซ้ายเอียงขวาด้วยความเร็วสูง ไล่ตามประตูของห้องเรียนมาติดๆบรีด อาร์คา บาร์ดาดา ซีนาซีนัวอานา C กุกค์ ถ้านายยังไม่หยุด ฉันจะถล่มนาย!” ผมมั่นใจว่าประโยคหลังที่รุ่นพี่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงแค้นเคืองนั้นไม่ใช่ชื่อของห้องเรียน

พอคำขู่ออกมาจากปากของรุ่นพี่ ห้องเรียนเบื้องหน้าของเราก็สะดุ้งสองที มันดูเหมือนเส้นประสาทของมนุษย์กระตุก แล้วมันก็ค่อยๆ หยุดนิ่ง

แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วประตูห้องเรียนเปิดออก ผมยังไม่ทันได้พิจารณาว่าน้ำด้านล่างจะซัดเข้าไปในห้องเรียนหรือเปล่า จู่ๆ รุ่นพี่ก็มาอยู่ด้านหลังของผมโดยไม่รู้ตัว แล้วก็ถีบผมกระเด็นเข้าห้องเรียนไป

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หน้าของผมเกือบจะกระแทกเข้ากับพื้นห้องเรียน แต่โชคดีที่ผมมีประสบการณ์ จึงสามารถพยุงตัวไม่ให้ล้มได้อย่างสวยงาม

เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนผมรีบหันหลังกลับ เกือบจะลืมเรื่องที่รุ่นพี่บอกไปเสียแล้วขอบคุณมากสลิมถ้าผมอยู่ในโลกมนุษย์ปกติ คนอื่นก็คงจะคิดว่าผมเป็นบ้าไปแล้ว ถึงได้มาขอบคุณกระดานโต้คลื่นแบบนี้

เรียบร้อย นายไปหาที่นั่งได้แล้วรุ่นพี่หิ้วคอผมเข้าไปในห้องเรียน แล้วประตูห้องก็ค่อยๆ ปิดลงอย่างนุ่มนวล ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนกับเหตุการณ์ในบ้านผีสิง ประตูที่ไม่ใช่ประตูอัตโนมัติปิดลงด้วยตนเอง

วินาทีที่ประตูปิดสนิท ผมก็ได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างไม่ต้องเกรงใจครับ ครั้งหน้าอย่าลืมมาอุดหนุนกันอีกนะครับเสียงแหบแห้งของคนแก่ผสมกับเสียงของเด็กที่ยังพูดไม่ชัดลอยเข้าหูของผม

…….

ผมเลือกที่จะหลอกตัวเองว่าหูของผมแค่แว่วไปเท่านั้น

บทที่ห้า เหมียวเหมียว

สถานที่ : แอตแลนติส

เวลา : ประมาณบ่ายสามโมงยี่สิบนาที (ข้อมูลจากรุ่นพี่)

ตอนนี้ผมเชื่อแล้ว ที่เขาชอบพูดกันว่ามนุษย์เราเกิดมาเพื่อเป็นทุกข์

แต่ผมไม่เชื่อว่าพอพ้นจากความทุกข์ไปเราจะกลายเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่แบบที่เขาพูดกันหรอก หลังจากที่ผมตายไป คนรุ่นหลังก็คงจะเอาผมไปเล่าเป็นเรื่องตลกแน่ๆ แต่จะว่าไป ผมถือเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในด้านความซวย อย่างน้อยทุกคนก็ได้รู้ว่ายังมีคนที่ดวงซวยแบบผมอยู่บนโลกจริงๆ

พอผมก้าวเข้าไปในห้องเรียน ผมกลับไม่ตื่นตระหนกตกใจแบบที่ผมคาดเอาไว้ เพราะในห้องเรียน

คนอื่นล่ะ?”

ว่างเปล่า มีแค่แมวสองสามตัว ผิดคาดจริงๆ ไม่ได้หมายความว่าผมผิดหวังนะ ไม่รู้ว่าควรจะบอกว่าผิดคาดหรือโล่งอกกันแน่ มันเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนจริงๆ

รุ่นพี่ก้มลงมองนาฬิกา แล้วก็ถอนหายใจคงกลับไปกันหมดแล้วรู้เลยว่าผมมาสายอย่างมหันต์ แม้แต่อาจารย์สักคนผมก็ไม่ได้เห็นหน้า

ที่นี่คือห้องเรียนธรรมดาห้องหนึ่ง เหมือนกับห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมฯ ทั่วไป มีกระดานดำ โต๊ะหนังสือ ด้านบนมีพัดลม ด้านล่างมีเพดาน แต่ที่ต่างก็คือห้องเรียนปกติคงไปวิ่งเล่นไม่ได้ ผมสัมผัสได้ถึงสายตาของใครบางคน แล้วผมก็มองตามความรู้สึกไป ในมุมเล็กๆ ด้านหลังห้องเรียนมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอนั่งมองพวกเราตาไม่กะพริบตั้งแต่พวกเราก้าวเข้ามาในห้อง เอ๋? ไม่สิ ลองมองดูดีๆ เธอกำลังจ้องมองรุ่นพี่อยู่ต่างหาก

ไม่กี่วินาทีถัดมา ใบหน้าของเด็กผู้หญิงคนนั้นก็แดงระเรื่อ

เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?

เพราะสถานการณ์ในห้องเรียนกับนอกห้องต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผมปรับตัวไม่ทัน ในห้องเรียนช่างเงียบสงบเหลือเกิน มันปลอดภัยจนเหตุการณ์ห้องเรียนทับนักเรียนตายดูเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่น พูดถึงเรื่องความสงบและความปลอดภัย ผมก็เพิ่งสังเกตเห็นภาพวิวนอกหน้าต่างกำลังสั่นไหว แต่ข้างในห้องกลับไม่รู้สึกสั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าอยู่คนละโลกกัน หรือว่าวินาทีที่เราก้าวเท้าเข้าสู่ห้องเรียน พวกเราก็ถูกส่งเข้ามาสู่อีกมิติหนึ่ง?

รุ่นพี่เหลือบตามามองผม เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ผมรู้สึกว่าเขาอยากจะพูดอะไรออกมา แต่พอพิจารณาแล้วก็ตัดสินใจไม่พูด เขาอาจจะขี้เกียจพูดก็ได้

รุ่นรุ่นพี่คะเด็กผู้หญิงคนนั้นสังเกตการณ์อยู่พักหนึ่ง แล้วเธอก็เดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง มือของเธอกอดแฟ้มเอกสารเอาไว้ ในนั้นมีกระดาษเสียบอยู่ประมาณสิบแผ่นพี่พานักเรียนใหม่มารายงานตัวเหรอคะ?”

ผมจ้องมองเธออย่างละเอียด ผิวเธอขาวจั๊ว เธอสูงประมาณครึ่งหัวผม ผมประบ่าของเธอดัดเป็นลอนเหมือนตุ๊กตา แล้วมัดเป็นช่อเล็กๆ น่ารัก สิ่งที่ดึงดูดผมก็คือเส้นผมสีทองของเธอ ดูเหมือนกับชาวต่างชาติ เหมือนตุ๊กตากระเบื้องแสนน่ารัก เป็นเด็กผู้หญิงที่น่าทะนุถนอมแบบที่ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบ ร่างกายของเธอมีกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่ไม่ใช่กลิ่นดอกไม้เหมือนสบู่นะ จะพูดไงดีล่ะ ผมรู้ว่าเปรียบเทียบแบบนี้มันดูประหลาดไปหน่อย แต่กลิ่นที่ลอยมาจากตัวของเธอคล้ายกับกลิ่นหอมของสัตว์เลี้ยงที่บ้านเพื่อนคนหนึ่งของผม บนตัวของเพื่อนผมก็มีกลิ่นหอมแบบนี้ติดมาเหมือนกัน

ใช่ เกิงคงบอกเธอแล้วล่ะสิรุ่นพี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง โดยไม่ใส่ใจกับแววตาที่เปล่งประกายของเธอเลยเช็คชื่อเสร็จแล้วใช่ไหม?” เขามองซ้ายมองขวา เขาคงจะเดาคำตอบออกแล้วล่ะ

ใช่ค่ะเธอพยักหน้าอย่างแรงเหมือนกับน้องหมาตัวน้อย เพียงแต่เธอไม่มีหางให้กระดิกเท่านั้น

แค่ดูก็รู้แล้วว่าเธอชอบรุ่นพี่มาก แต่รุ่นพี่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อเธอเลย เขาเป็นเหมือนตุ๊กตาไม้ไร้ความรู้สึกจริงๆ ขนาดเผชิญหน้ากับแววตาที่เปี่ยมไปด้วยรักยังไม่หวั่นไหวแม้แต่นิดเดียว ปล่อยให้สาวน้อยได้แต่จ้องมองเขาอยู่ฝ่ายเดียว พอคิดมาถึงตอนนี้ ผมก็เพิ่งนึกออกว่ารุ่นพี่สามารถอ่านความคิดของผมได้!

แย่แล้วล่ะ เขาต้องได้ยินสิ่งที่ผมคิดหมดแล้วแน่ๆ

ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่มีความสนใจอยากจะรู้ความคิดของนายหรอก!” คำพูดที่รุนแรงลอยเข้ามาในหูผม

ไม่สนใจอยากรู้ แต่ก็ยังแอบฟัง! ผมรีบถอยหลังสามก้าว กลัวว่าเขาจะถีบผมอีกในมะเมื่อการรายงานตัวจบแล้ว งั้นผมก็กลับบ้านได้แล้วสิฮะแม่จ๋า แม่รู้ไหมว่าตอนนี้ลูกชายของแม่คิดถึงแม่มากแค่ไหน! ตั้งแต่เกิด นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าโลกที่ทุกคนมองผมว่าเป็นคนดวงซวยมันน่าอยู่เหลือเกิน แต่ผมกลับไม่เคยมองเห็นข้อดีของมันเลย

ผมผิดไปแล้ว นับแต่นี้ไป ผมจะตั้งใจเป็นคนดวงซวยธรรมดาๆ คนหนึ่ง ต่อให้ป้ายโฆษณาหล่นมาทับผมหรือเพดานถล่ม ผมก็จะไม่บ่นเลยขอแค่ให้ผมได้ออกไปจากโรงเรียนที่ไม่ใช่ที่ของมนุษย์ตอนนี้ ต่อไปผมจะไม่ตัดพ้อต่อว่าโชคชะตาของผมอีกเลย ผมสัญญา!

อาจารย์สั่งไว้ว่าให้ฉู่หมิงหยางกรอกเอกสารพวกนี้ให้เรียบร้อยค่ะเด็กผู้หญิงคนนั้นฉีกยิ้มหวาน แล้วก็ดึงกระดาษออกมาจากแฟ้มสี่ห้าแผ่น บนกระดาษมีตัวหนังสือสีดำเขียนอยู่มากมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบสอบถามสำหรับนักเรียนใหม่ เป็นเอกสารที่นักเรียนใหม่ทุกคนต้องกรอกพอกรอกเสร็จเดี๋ยวฉันจะเอาไปส่งให้อาจารย์เองค่ะ

สามวินาทีผ่านไป รอยยิ้มหวานๆ ของเธอทำให้ผมละลาย ตอนเธอยิ้ม เธอน่ารักมากเลยล่ะ

อย่ามัวแต่ยืนเหม่อ!” กำปั้นหนักๆ ประทับลงที่กะโหลกของผม มันเรียกให้ผมตื่นมาสู่โลกแห่งความจริงอันโหดร้ายทันที

เดี๋ยวผมจะรีบกรอกครับ เดี๋ยวเดียวก็เสร็จผมรีบหยิบปากกาขึ้นมาเขียนภายใต้แววตาอำมหิตสีแดงสดทันที

เอกสารที่ต้องกรอกเป็นข้อมูลทั่วไปของนักเรียนใหม่ เช่น ชื่อนามสกุล ที่อยู่อะไรพวกนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจก็คือช่องหนึ่งให้กรอกเผ่าพันธุ์

เผ่าพันธุ์อะไร? ให้กรอกข้อมูลประหลาดอะไรเนี่ย? ที่โรงเรียนแห่งนี้ยังมีสิ่งประหลาดที่ผมยังไม่รู้อีกเหรอ?

พอพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ผมก็เขียนคำว่ามนุษย์ลงไป สิ่งที่ผมเขียนถูกต้องแล้วใช่ไหม? หรือว่าผมจะไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นมนุษย์จอมซวย?

ที่แท้พี่เลี้ยงของฉู่หมิงหยางก็คือรุ่นพี่นี่เอง น่าอิจฉาจังเลยนะคะเด็กผู้หญิงคนนั้นเริ่มพูดคุยกับรุ่นพี่ ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้พวกเขาเคยรู้จักกันมาก่อนแล้ว แล้วเธอก็แอบชอบรุ่นพี่ แต่หาโอกาสคุยกับเขาได้ยากมาก

อ้าว นี่มันคือการแอบรักเหมือนในละครนี่นา ตอนต่อไปก็คือพระเอกแสร้งทำเป็นไม่รู้ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอก ปล่อยให้นางเอกเฝ้ารอคอยจนแก่เฒ่าถึงยอมตัดใจ

นี่มันละครน้ำเน่าชัดๆ

ใช่ โรงเรียนเปลี่ยนให้กะทันหันน่ะ เดิมทีโรงเรียนจัดพี่เลี้ยงอีกคนให้เขา แต่ดันมาเกิดเรื่องนิดหน่อย ฉันก็เลยต้องมาดูแล แล้วก็ยังเป็นคำสั่งของทั้งสามท่านอีกด้วย ไม่อย่างนั้นฉันก็คงไม่รับงานพี่เลี้ยงอีกหรอกรุ่นพี่ตอบพลางเหลือบตามามองผม

พี่เลี้ยง? พี่เลี้ยงอะไร?

พี่เลี้ยงก็คือคนที่คอยให้คำแนะนำสิ่งที่นักเรียนใหม่ยังไม่รู้และไม่เข้าใจ โดยเฉพาะคนอย่างนาย จำเป็นต้องมีพี่เลี้ยงเป็นพิเศษ นักเรียนทุกคนจะมีรุ่นพี่คอยดูแล นักเรียนม.ปลาย หรือนักศึกษามหาวิทยาลัยก็สามารถรับงานนี้ได้

รุ่นพี่ผู้ยอมรับอย่างแมนๆ ว่าเขาแอบฟังความคิดผมโดยที่ไม่ได้ถามความสมัครใจของผมเลยตอบคำถามในใจของผมนอกจากนั้น หากนักเรียนรู้สึกวุ่นวาย ก็สามารถยื่นเรื่องขอยกเลิกพี่เลี้ยงกับโรงเรียนได้ แล้วก็จะไม่มีรุ่นพี่คอยติดตามอีก แต่ถ้าเกิดปัญหาอะไร ก็ต้องสะสางด้วยตัวเอง

อย่างนี้นี่เองผมกรอกเอกสารมาถึงแผ่นที่สาม เป็นเอกสารเกี่ยวกับหอพัก ผมพลิกกระดาษดู ด้านหลังกระดาษเป็นกฎเกี่ยวกับหอพักของนักเรียนใหม่

เอ๋? โรงเรียนบังคับอยู่หอด้วยเหรอฮะ?” ผมงงนิดหน่อย เพราะจากบ้านผมไปยังสถานีรถไฟมันใกล้นิดเดียว นั่นก็หมายความว่าผมแค่เดินมาถึงสถานีรถไฟ แล้วก็กระโดดลงไปให้รถไฟชนเพื่อไปโรงเรียนแบบนี้ทุกวัน ผมไม่จำเป็นต้องอยู่หอใช่ไหม?

จู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าความสามารถในการปรับตัวของผมมันเร็วจนน่ากลัว การกระโดดลงไปให้รถไฟชนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วงั้นเหรอ? วันนี้จิตใจของผมถูกกระทบกระเทือนอย่างหนักจนสมองผมเพี้ยนไปแล้ว

ไม่ได้บังคับให้อยู่หอ แต่ฉันแนะนำให้นายอยู่หอจะดีกว่ารุ่นพี่เหลือบตามองเอกสารแล้วบอกผมเพราะยังไงค่าหอพักของโรงเรียนก็ไม่แพง จะถือว่าแทบไม่ได้เก็บเงินเลยก็ว่าได้ หากนายแน่พอ

ประโยคสุดท้ายฟังดูน่ากลัวจริงๆหากนายแน่พอคงไม่ต้องไปสู้รบกับห้องพักก่อนเข้าห้องหรอกใช่ไหม? จากประสบการณ์ในวันนี้ ผมว่ามันมีความเป็นไปได้สองร้อยเปอร์เซ็นต์

รุ่นพี่แสยะยิ้ม ผมรู้ว่าเขารู้ว่าผมคิดอะไรอยู่

ระดับอย่างพี่คงไม่ต้องจ่ายค่าหอพักเลยใช่ไหมคะ?” เด็กผู้หญิงคนนั้นยังคงยิ้มหวานหยาดเยิ้ม เธอมองรุ่นพี่ด้วยแววตาชื่นชมพี่เกิงบอกฉันว่าคนที่อยู่ระดับชุดคลุม โรงเรียนจะจัดหอพักให้ฟรีน่ะค่ะ

ชุดคลุม?

ครั้งนี้รุ่นพี่ไม่ได้ตอบคำถามผม แล้วก็ไม่ได้ตอบเด็กผู้หญิงคนนั้นด้วย

หรือว่ามันจะเป็นเรื่องที่เขาไม่อยากตอบ?

สักวันหนึ่งพวกเธอก็จะได้ไปถึงระดับนั้นผ่านไปครู่ใหญ่รุ่นพี่ถึงได้ตอบกลับมา ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏอยู่ มันช่างต่างกับรุ่นพี่จอมโหดก่อนหน้านี้ราวกับฟ้ากับดิน

ผมไม่เข้าใจเลย แม้แต่เหตุผลที่ทำไมผมต้องมายืนอยู่ตรงนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจ ที่นี่มันคือโรงเรียนของโลกที่ผมไม่เคยรู้จัก

ทำไมผมถึงมายืนอยู่ตรงนี้ได้?

อ้อ ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวกับฉู่หมิงหยางเลย

เด็กผู้หญิงคนนั้นหันมายิ้มหวานให้ผมฉันชื่อมิเคย่าจ้ะ คนอื่นชอบเรียกฉันว่าเหมียวเหมียวเธอโบกมือทักทายอย่างร่าเริงเพราะฉันชอบพาแมวไปไหนต่อไหนด้วย คนอื่นก็เลยเรียกฉันว่าเหมียวเหมียวน่ะจ้ะ

เธอคือแคทวูแมนเหรอ? จู่ๆ คำถามนี้ก็ผุดขึ้นมาในสมองของผม

รุ่นพี่ที่กำลังแอบฟังถอนหายใจเฮือก ผมรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังหัวเราะเยาะผมอยู่

ฉันชื่อฉู่หมิงหยาง เอ่อเธอคงจะรู้จักชื่อฉันแล้วสินะผมหยุดคิดว่าผมควรจะแนะนำฉายาที่ไพเราะอะไรของผมให้เด็กผู้หญิงแสนน่ารักคนนี้รู้จักดี แต่ผมก็คิดไม่ออก เพราะฉายาของผมตั้งแต่เด็กจนโตก็มีแต่ ตัวซวย จอมซวย ดวงจู๋ ดวงหด ดวงคุด อะไรพวกนั้น หรือไม่ก็พวกฉายาจอมซวยขั้นเทพ จอมซวยขั้นวิกฤต พอคิดดูแล้ว ผมไม่มีฉายาที่ควรจะบอกเหมียวเหมียวเลย

ไม่รู้ว่าผมล้มเหลวในชีวิตหรือว่าดวงของผมมันรุ่งริ่งกันแน่ วินาทีนั้นผมรู้สึกอนาถใจกับตัวเองเหลือเกิน

งั้นฉันเรียกเธอว่าหยางหยางนะจ๊ะไม่รู้ว่าเธอมองเห็นบาดแผลในใจของผมหรือเปล่า เธอถึงได้ฉีกยิ้มหวานแล้วก็เรียกชื่อเล่นของผมที่มีแต่ครอบครัวของผมเท่านั้นที่รู้

ได้ ได้ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ใจของผมถึงได้สั่นเบาๆ แต่ก็มีอีกอย่างหนึ่งที่ผมเพิ่งสังเกตเห็น ถึงรูปลักษณ์ภายนอกของเหมียวเหมียวจะดูเหมือนชาวต่างชาติ แต่เธอกลับพูดภาษาจีนมาตรฐาน หรือว่าที่นี่คือโรงเรียนเด็กเก่งกันนะ? นักเรียนทุกคนก็เลยพูดได้หลายภาษาใช่ไหม? มันทำให้ผมรู้สึกว่าอนาคตการเรียนของผมยิ่งมืดมิดเข้าไปใหญ่ แม้แต่ภาษาอังกฤษ ผมยังเรียนไม่ได้เรื่องเลย แล้วจะเอาอะไรไปเรียนภาษาอื่นอีก

เรื่องพวกนั้นไว้ค่อยว่ากันวันหลังจู่ๆ รุ่นพี่ก็ดึงเอกสารที่ผมเพิ่งกรอกเสร็จไปจากมือผม แล้วก็ส่งให้เหมียวเหมียวทันทีถ้างั้นการรายงานตัววันนี้ก็เสร็จสิ้นแล้ว ส่วนวันจันทร์หน้าคือวันเปิดเทอม…”

ฮะ?” ผมอึ้งไปชั่วขณะ แล้วก็ส่งเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงัย

มีอะไรเหรอจ๊ะ?” เหมียวเหมียวถามด้วยความเป็นห่วง

ผมเพิ่งเห็นว่าดวงตาของเหมียวเหมียวเป็นสีเขียว เหมือนหยกน้ำงามปกติแล้วนักเรียนใหม่ต้องอบรมสองสามวันหรือไม่ก็หนึ่งสัปดาห์ไม่ใช่เหรอฮะ?” พวกเพื่อนๆ ของผมเขาก็อบรมกันสามวัน ทำไมที่นี่ถึงอบรมแค่วันเดียวล่ะ? ผมไม่เข้าใจจริงๆ

ทั้งสองคนหันมามองผม แล้วก็เงียบ ไร้เสียงตอบรับใดๆ ห้องเรียนถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน

ผมถามคำถามที่ไม่ควรถามหรือเปล่า?

ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดเหมียวเหมียวก็ยอมเปิดปากหยางหยาง เรื่องนั้นถ้าโรงเรียนจะจัดอบรมนักเรียนจริงๆ สามวันมันไม่พอหรอกจ้ะเธอยักไหล่เบาๆ แล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด เหมือนว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ

เดิมทีนักเรียนใหม่ต้องอบรมสามวัน แต่ทุกครั้งพอผ่านไปแค่วันเดียว นักเรียนใหม่ก็ตายไปกว่าครึ่ง วันที่สองก็ตายไปอีกครึ่งหนึ่งของที่เหลือ ที่ยังไม่ตายก็มีบาดเจ็บเล็กน้อย บาดเจ็บสาหัส จนวันที่สามก็ไม่สามารถอบรมต่อได้ ตอนหลังโรงเรียนก็เลยเปลี่ยนให้นักเรียนใหม่อบรมแค่วันเดียว เรื่องอื่นๆ ที่ต้องระวังก็เขียนอยู่ในคู่มือหมดแล้วล่ะจ้ะเหมียวเหมียวอธิบายให้ผมฟังอย่างละเอียด โดยไม่สนใจใบหน้าซีดเผือดของผมที่เพิ่งผ่านเรื่องเลวร้ายมาทั้งวัน

ซึ่งก็หมายความว่าถ้าวันนี้ผมไม่ได้สลบอยู่ในห้องพยาบาลครึ่งวัน รายชื่อผู้ตายในวันนี้ก็คงจะมีชื่อผมอยู่ด้วย พอคิดถึงตรงนี้ ผมก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว นะโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กวงสี่อิมผู่สัก ขอบพระคุณเจ้าแม่กวนอิมที่คุ้มครองลูกให้ปลอดภัย แล้วก็ขอบพระคุณพระเป็นเจ้าที่ปกปักรักษา องค์เทพและเทวดาทั้งหลายบนฟ้า ขอบพระคุณทุกท่านที่ทำให้จอมซวยอย่างผมยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้

รุ่นพี่เหลือบตามามองผมอีกแล้ว ดวงตาสีแดงคู่นั้นกำลังแสยะยิ้มใส่ผม

หยางหยาง กลับบ้านไปอย่าลืมอ่านให้ละเอียดนะจ๊ะ ไม่อย่างนั้นเด็กใหม่อย่างเธออาจจะเกิดอันตรายได้เหมียวเหมียวเตือนผมอย่างจริงจัง

ความจริงไม่ต้องให้เธอบอกผมก็รู้สึกผิดที่ไม่ยอมอ่านคู่มือบ้าบอนั่นอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ตอนนี้ผมถึงได้มั่นใจว่าในคู่มือเล่มนั้นจะต้องเขียนเรื่องพิลึกพิสดารของโรงเรียนแห่งนี้ไว้แน่ๆ ผมผิดเองไม่ที่อ่าน ผมรู้ผมมันโง่ ผมควรจะเอาหัวโขกกำแพงสักสองสามร้อยที ถ้าอ่านคู่มือนั่นตั้งแต่แรก ไม่แน่ว่าตอนนี้ผมอาจจะวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดของอีกโรงเรียนหนึ่งอย่างมีความสุขก็ได้ แล้วก็ไม่ต้องมาตกใจจนสติหลุดเหมือนวันนี้

อาจารย์ที่ปรึกษาของเขายังบอกอะไรอีกหรือเปล่า?” พอบทสนทนาจบลง รุ่นพี่ก็เฉยเมยกับสมองที่ว้าวุ่นของผม แล้วก็หันไปคุยกับเหมียวเหมียว

มีค่ะ ยังมีใบลงทะเบียนเรียนของหยางหยางพอรุ่นพี่ถามขึ้น เหมียวเหมียวก็ลุกลี้ลุกลนหยิบเอกสารบางๆ จากในแฟ้มของเธอมายัดใส่มือผมทันทีหยางหยาง โรงเรียนของเราน่าจะต่างจากโรงเรียนที่เธอเคยเรียน การเรียนการสอน วิธีลงทะเบียนก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าเธออ่านรายวิชาเสร็จแล้ว เธอก็ขอให้รุ่นพี่เอาไปส่ง แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วจ้ะ

ผมก้มลงมองกระดาษในมือ รายวิชามากมายทำเอาผมลายตาไปหมด

วิชาพื้นฐานมีสามสิบวิชา นายก็เลือกลงทะเบียนตามเวลาที่ว่างรุ่นพี่บอกผม ผมรู้สึกว่าวิธีการลงทะเบียนเรียนค่อนข้างเหมือนกับฝั่งตะวันตก ไม่เหมือนโรงเรียนเก่าของผมที่ตารางสอนแน่นเอี้ยดทุกวันนอกจากนั้นวิชาเลื่อนขั้นกับวิชาพิเศษก็มีหนึ่งร้อยแปดวิชา วิชาพวกนี้ต้องเลือกตามประสบการณ์ของเธอ ดังนั้นตอนนี้เธอดูแค่วิชาพื้นฐานอย่างเดียวก็พอจ้ะ

แน่นอนว่าต้องดูวิชาพื้นฐานสิ ไม่งั้นจะให้ผมไปดูวิชาเสริมหรือไง? แค่วิชาสังคม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ภาษาที่สามก็เกินพอแล้วสำหรับผม จะให้ผมไปเรียนวิชาพิเศษอะไรกันอีก ผมเริ่มอ่านรายวิชาอย่างจริงจัง แล้วผมก็รู้ว่าหายนะกำลังจะมาถึง

ผมเห็นชื่อวิชาชำแหละผีปีศาจอยู่ในรายวิชาพื้นฐาน!

นี่มันอะไรกันเนี่ย!

เอ่อมีวิชาที่ค่อนข้างปกติบ้างไหม…” ผมกลืนน้ำลายแล้วเอ่ยถามขึ้น วิชาสังคม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ที่คุ้นเคยหายไปไหนหมด? รายวิชาบนกระดาษอย่างเช่นวิชาเจรจากับศพ วิชาวิญญาณท่องเที่ยว วิชาแอบอ่านใจ มันคือวิชาบ้าบออะไรกันแน่? มันเป็นวิชาที่นักเรียนม.ปลายอย่างผมควรเรียนหรือไง! มันก้าวกระโดดมากไปหรือเปล่า!

เหมียวเหมียวก็ลงเรียนวิชาเลือก มีวิชาภาษาจีนโบราณเหมียวเหมียวบอกผมอย่างภูมิใจ แล้วผมก็มองเห็นชื่อวิชาภาษาจีนโบราณอยู่ในรายวิชาเลือกจริงๆยังมีวิชาภาษาต่างประเทศ วิชาศิลปะ หยางหยางจะเรียนด้วยกันไหมจ๊ะ?” เหมียวเหมียวชี้ไปบนกระดาษ แล้วผมก็ได้เห็นชื่อวิชาที่ผมค่อนข้างคุ้นเคย

เหมียวเหมียวยืนอยู่ข้างผม ทำให้หัวใจของผมเต้นเร็วขึ้น เพราะจอมซวยอย่างผมแทบไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากเข้าใกล้

ส่วนวิชาพื้นฐาน เหมียวเหมียวจำได้ว่ารุ่นพี่เคยลงเรียนภาษาต่างประเทศแปดภาษา แล้วก็สอบผ่านหมดทุกวิชา หยางหยางก็ลองดูบ้างสิจ๊ะเหมียวเหมียวหันไปมองรุ่นพี่ด้วยสายตาชื่นชม

อ๋อ อย่าดีกว่านะผมไม่อยากเอาตัวไปเปรียบเทียบกับผี

ผัวะ! รุ่นพี่ตบกะโหลกผมอย่างแรง แอบฟังผมคิดอีกแล้ว

เทอมนี้รุ่นพี่ได้ลงเรียนวิชาพื้นฐานบ้างหรือเปล่าคะ?” เหมียวเหมียวหันไปถามคนที่จู่ๆ ก็ลงไม้ลงมือกับผม

รุ่นพี่เอียงหัวคิดครู่หนึ่ง แล้วก็พยักหน้าเบาๆวิชาสุสาน

ผมก้มลงมองรายวิชา ในนั้นมีชื่อวิชาสุสานภาคปฏิบัติอยู่ แค่ชื่อวิชาก็ฟังดูไม่เป็นมงคลแล้ว ฟังดูเหมือนเป็นวิชาปลุกศพให้ฟื้นคืนชีพอะไรแบบนั้น

แต่ผมอยากจะถามอีกเรื่องหนึ่งเอ๋? เรียนคนละชั้นปีก็เลือกวิชาเดียวกันได้เหรอฮะ?” รุ่นพี่น่าจะอาวุโสกว่าผมหนึ่งรุ่นนะ เพราะเขาแก่กว่าผมหนึ่งปี ปีสองไม่ได้มีวิชาของปีสองหรอกเหรอ?

ใช่จ้ะ หลักสูตรของทุกคนเหมือนกันหมดเหมียวเหมียวพยักหน้ามีแค่ห้องเรียนเท่านั้นที่แบ่งตามชั้นปี ส่วนวิชาเลือกสามารถเรียนด้วยกันได้หมดทุกวิชา

ผมก็คิดแบบนี้เหมือนกัน

ผมก้มมองรายวิชาในมือของผม วิชาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกชั้นปี เพราะมันไม่ใช่วิชาที่มนุษย์อย่างเราควรจะเรียน!

ทุกวันพุธจะมีประชุมระดับชั้นปีของตัวเอง หลังจากนั้นก็เป็นคาบชมรมจ้ะ ดังนั้นวันพุธจึงไม่มีเรียน แต่ตอนเช้าทุกคนต้องอยู่ที่ห้องเรียนนะ ตอนบ่ายก็ทำกิจกรรมตามชมรมที่ตัวเองเลือก ถ้ามีวิชาพิเศษก็สามารถเลือกเรียนวันนั้นได้เหมือนกัน วิชาพิเศษบางวิชาพวกเราก็เลือกได้นะเหมียวเหมียวอธิบายให้ผมฟังอย่างตั้งใจ

ผมพลิกไปอ่านหน้าที่สาม เนื้อหาเกี่ยวกับกิจกรรมชมรม บรรทัดแรกเขียนว่าชมรมจับผีร้ายกล้าตายแล้วผมก็ปิดเอกสารลงในเวลาไม่ถึงครึ่งวินาที

ผมกะว่าจะไม่เข้าชมรม

ผมตัดสินใจแล้ว!

เอ่อสมมติผมจะลงเรียนวิชาเดียวกับรุ่นพี่จะได้ไหมฮะ?”

ผมหันไปถามรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ ดวงตาของเขาหรี่เล็กลงเหมือนใกล้จะหลับแล้ว แค่สมมติว่าผมจะเรียน สมมติเท่านั้นเอง! ถ้าสมองของผมกระทบกระเทือนจนตัดสินใจเรียนต่อที่นี่ ผมก็อยากจะเรียนห้องเดียวกับรุ่นพี่ เพราะภายนอกเขาดูแข็งแกร่ง แล้วอีกอย่าง ผมก็ไม่อยากจะเป็นหนึ่งในแถวหน้าห้องพยาบาลด้วย

รุ่นพี่เหลือบตามองผม เขาคงรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ก็แล้วแต่นายสิผมไม่ได้ยินเสียงกัดฟันกรอดๆ ออกมาจากปากเขา เขาคงจะพูดออกมาจากใจจริง

ถ้างั้นเหมียวเหมียวก็อยากเรียนห้องเดียวกับรุ่นพี่เหมือนกันค่ะเหมียวเหมียวรีบกระโดดโลดเต้นกลับไปยังที่นั่งของตนเอง ตรงนั้นมีกระเป๋ารูปกระต่ายสีขาวน่ารักวางอยู่ เธอหยิบแฟ้มที่เหมือนกับของผมออกมาจากกระเป๋า แล้วก็กรอกข้อมูลลงไปแล้วก็อยากอยู่ห้องเดียวกับหยางหยางด้วย

อึ๊ย! น่ารักชะมัดเลย ผมรู้สึกเหมือนโดนศรรักปักลงกลางใจ เพราะตอนม.ต้นเพื่อนผู้หญิงในห้องของผมโหดเหี้ยมเหมือนกับแม่เสือทั้งนั้น หรือไม่ก็เป็นพวกชอบตะโกนว่าคนโน้นชอบคนนี้ แล้วก็วาดรูปหัวใจสีชมพู คิดว่าตัวเองสวยมากอะไรแบบนั้น ไม่มีคนไหนน่ารักน่าหลงใหลเหมือนเหมียวเหมียวเลยสักคน ถ้าพรุ่งนี้แม่ผมยอมมาทำเรื่องลาเรียนให้ผม ผมคงคิดถึงเหมียวเหมียวมากเลยล่ะ

มีมือเย็นเฉียบข้างหนึ่งวางลงบนไหล่ของผม แล้วก็ตามด้วยลมหายใจที่เย็นยะเยือก ผมรู้สึกหนาวสะท้านเหมือนถูกผีอำ และถูกผีไล่ล่าตอนไปตั้งแคมป์กับเพื่อนๆ ในห้อง “…เมื่อเข้าเรียนแล้วก็ไม่อนุญาตให้ลาเรียนหรือลาออกก่อนจะเรียนจบ…”

เฮ่ยยย!” ผมเอามือปิดหูแล้ววิ่งไปข้างหน้าหลายก้าว พอหันกลับไปก็เห็นรุ่นพี่ยืนเอามือกอดอกแสยะยิ้มให้ผม เหมียวเหมียวก็ยืนงงเป็นไก่ตาแตกที่จู่ๆ ผมก็ร้องโวยวายวิ่งหนีไปทั่วห้อง

ไม่อย่างนั้นนายจะถูกโรงเรียนสาปรุ่นพี่เตือนผมด้วยน้ำเสียงเย็นชาเหมือนผีแบบเมื่อกี้ เขาดูมีความสุขมากที่ผมตื่นตระหนกตกใจ

คะคำสาปงั้นเหรอฮะ?” ผมพยายามรวบรวมความกล้า แล้วก็ถามขึ้นเสียงดัง

เดี๋ยวถูกสาปแล้วก็รู้เองเป็นคำตอบที่กระชับได้ใจความ

“…” เพ้อเจ้ออะไรอีกเนี่ย

พอเหมียวเหมียวแก้ใบลงทะเบียนเสร็จก็หยิบนาฬิกาสร้อยคอสีเงินเส้นเล็กออกมาว้าย สายแล้วนี่นา รุ่นพี่ต้องส่งหยางหยางกลับบ้านใช่ไหมคะ? เพราะยานพาหนะรับส่งของโรงเรียนออกไปตั้งนานแล้ว เหมียวเหมียวก็ต้องกลับไปทำงานของตัวเองแล้วล่ะค่ะพอเธอเก็บข้าวเก็บของเสร็จก็หันมายิ้มขอโทษพวกเราถ้างั้นเหมียวเหมียวไปก่อนนะคะ แล้วเจอกันนะหยางหยาง

เธอไม่รอให้ผมตอบก็รีบหิ้วกระเป๋าวิ่งออกไปด้านนอกทันที

วินาทีที่เหมียวเหมียวเปิดประตู ผมก็เพิ่งนึกอะไรบางอย่างออกอันตราย!” ผมเพิ่งนึกได้ว่าด้านนอกมีปากปลาฉลามกระโดดรองับเหยื่อ!

เหมียวเหมียวหันมาโบกมือบ๊ายบายเราสองคน แล้วก็กระโดดออกจากห้องเรียนไป

ผมอยากรีบวิ่งไปคว้าเธอเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเธอต้องโดนห้องเรียนทับจนแบนเหมือนดินเหนียวแน่!

อย่าวิ่งไปทั่วรุ่นพี่ขมวดคิ้ว แล้วก็จับคอเสื้อด้านหลังของผมไว้ แรงของเขามหาศาลจนน่าตกใจ ผมขยับตัวไปไหนไม่ได้เลย เหมียวเหมียวกระโดดหายวับไปกับตาผม

อ๊ากกก…” ผมเบิกตากว้าง วินาทีที่ผมคิดว่าเหมียวเหมียวกลายเป็นดินเหนียวไปแล้วนั้น ผมก็เห็นภาพที่เกือบจะทำให้ลูกตาของผมทะลักออกมาแมวสีขาวตัวเท่าตึกหมอบลง แล้วก็ออกวิ่ง

เมี้ยว~~” เสียงของมันดังสนั่นหวั่นไหว บนคอของมันมีสิ่งที่ดูเหมือนทำด้วยหนังผูกติดอยู่ มันยาวเชื่อมไปถึงหลังของเจ้าแมวยักษ์ พอลองมองดูดีๆ มันก็คืออานม้านั่นเอง แต่มันผูกอยู่บนคอแมว ก็น่าจะเรียกว่าอานแมวถึงจะถูก เหมียวเหมียวขึ้นไปนั่งบนนั้น แล้วก็โบกไม้โบกมือให้ผมอย่างร่าเริง

แค่ครึ่งวินาที แมวยักษ์ก็วิ่งจากไป ผมมองเห็นหางปุกปุยเก้าหางของมันสะบัดใส่ประตู หน้าต่าง แล้วก็ค่อยๆ หายไปพร้อมกับเสียงของมันฮ่าฮ่าฮ่า…”

เหมียวเหมียวคงไม่ใช่คนแน่ๆ เลย แล้วแมวยักษ์ตัวนั้นมันคือตัวอะไรกันแน่? แมวผีเหรอ? เหมือนปีศาจแมวในการ์ตูนญี่ปุ่นแบบนั้นเหรอ

นั่นคือราชาแมวขาวซูย่า เป็นยานพาหนะของเผ่าพันธุ์มิเคย่ารุ่นพี่ดีดนิ้วหนึ่งที ประตูห้องเรียนก็ปิดดังปัง แล้วห้องเรียนก็กลับมาสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

ผมมองวิวด้านนอกที่ยังคงสั่นไหว แล้วก็หันมามองรุ่นพี่ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี

ราชาแมวขาวราชาแมว…“ราชาแมวไม่ใช่ฉายาของเอลวิส เพรสลีย์หรอกเหรอฮะ?” ผมหัวเราะคิกคักกับมุกของตัวเอง

“……….”

รุ่นพี่หันมามองผมด้วยใบหน้าสง่างาม

ผมรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร

ไอ้บ้าเอ๊ย!” ครั้งนี้ เขาถีบเข้าที่ก้นของผม

มีนิทานเรื่องหนึ่งชื่อว่าอลิซในดินแดนมหัศจรรย์

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกเจ้ากระต่ายจอมกวนดึงดูดความสนใจจนหลงเข้าไปในดินแดนพิศวง จนได้พบเจอกับเรื่องประหลาดมากมาย แต่สุดท้ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงแค่ความฝัน

ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังฝันพิศวงเหมือนอลิซอยู่

ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำ ผ่านฝันร้ายมาหนึ่งวันเต็มๆ ตอนนี้ผมมายืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านตัวเอง นกฝูงใหญ่บินลงมาจากฟากฟ้า ผมได้ยินเสียงอีการ้องกากากา

ที่จริงผมก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่าผมกลับมาถึงบ้านได้อย่างไร ผมจำได้แค่วินาทีที่แล้วที่รุ่นพี่บอกให้ผมหลับตา พอผมได้ยินเสียงลมพัดโหม ผมก็มายืนอยู่หน้าประตูแล้ว

รุ่นพี่ไม่ได้ตามมาด้วย มีเพียงผมกลับมาคนเดียวเท่านั้น ถ้าในมือของผมไม่มีแฟ้มเอกสารอยู่ ผมคงจะคิดว่าผมเจอผีเข้าแล้ว แถมยังเป็นผีนิสัยไม่ดีมากๆ ด้วย แต่เอกสารรายวิชาคงไม่ใช่ของปลอมหรอกมั้ง ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้พอผมเปิดแฟ้มดู เอกสารข้างในก็กลายเป็นแบงค์กงเต้กเหมือนในหนังผีหรอกใช่ไหม?

มัวแต่ยืนทำอะไรอยู่หน้าประตู?” ตอนที่ผมกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น ผมรีบหันกลับไปดู ผมเห็นพี่สาวของผมกำลังยืนทำหน้ารำคาญผมถ้าจะเข้าก็รีบเข้า อย่ามายืนขวางทางอยู่ตรงนี้มือของเธอหิ้วกระเป๋าใส่ชุดว่ายน้ำอยู่ เธอรวบผมขึ้นเรียบร้อย สงสัยว่าวันนี้มีนัดไปว่ายน้ำกับใครแน่ๆ น่าอิจฉาชะมัด

วันนี้ผมไปโรงเรียนประหลาดเพื่อโดนแกล้ง แถมยังใช้วิธีแกล้งที่พิลึกพิสดาร จะไปเล่าให้ใครฟังก็ไม่มีใครเชื่อ

ตอนที่ผมกำลังรำลึกถึงเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวอยู่นั้น กล่องของขวัญน้อยๆ ก็มาลอยอยู่ตรงหน้าผม

เอาไปสิในกล่องน้อยๆ ที่ห้อยอยู่บนมือของหมิงเยว่คือขนมเค้กก้อนเล็กจากร้านเบเกอรี่ชื่อดังที่ลงนิตยสารบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งออกทีวีไปเอง ผมยังชวนแม่อยู่เลยว่าว่างๆ ไปลองชิมกัน

วันนี้แม่มีธุระ คงจะซื้อข้าวเย็นกลับมาดึกหน่อย เธอเอาเค้กนี่ไปกินรองท้องก่อนแล้วเธอก็เดินอ้อมตัวผมเข้าไปในบ้าน หยิบกุญแจขึ้นมา ไขประตู และเดินเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

ผมมองตามหลังพี่สาวของผม แล้วก็ก้มลงมองกล่องเค้ก เป็นกล่องสีขาว มีริบบิ้นสีเทาผูกเป็นโบน่ารัก ริบบิ้นเส้นนี้ดูเหมือนเส้นผมของรุ่นพี่มาก

ผมถึงบ้านแล้ว ถึงบ้านแล้วจริงๆ ผมรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก พอหลุดออกจากภวังค์ผมก็รีบเดินตามเข้าไปในบ้าน แล้วก็ปิดประตู สิ่งของภายในบ้านไม่มีอะไรแตกต่างจากบ้านที่ผมเห็นตอนเช้า มันเป็นภาพที่ผมเห็นมาสิบกว่าปีแล้ว แต่ตอนนี้มันกลับทำให้ผมน้ำตาคลอ

เป็นอะไร ทำไมเธอดูเพลียจังพี่สาวที่เข้าบ้านไปก่อนหันมามองผมด้วยสีหน้าฉงนสงสัย เธอโยนกระเป๋าลงบนโซฟา แล้วก็เดินไปชงชาไปรายงานตัวเขาคงไม่ได้ให้นักเรียนใหม่วิ่งรอบสนามหรอกมั้ง?”

คำพูดที่เธอพูดโดยไม่ตั้งใจ มันกำลังทิ่มแทงหัวใจของผมอยู่

เจ็บ เหลือ เกิน

ผมยอมวิ่งรอบสนามยังดีเสียกว่า ถ้าผมบอกว่าผมต้องโต้คลื่นไล่ตามห้องเรียนบนพื้นที่ว่างเปล่าก็คงไม่มีใครเชื่อ แล้วนอกจากฉายาจอมซวยแล้ว ผมอาจจะมีฉายาใหม่ว่าจอมเพ้อเจ้อก็ได้

แต่ว่าจู่ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนว่าเวลาในวันนี้ผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน เดี๋ยวก็วิ่งเดี๋ยวก็หนี แค่พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งวันแล้ว

ตอนที่ผมเรียนมัธยมฯ ต้น วันเวลาของผมมันมีแต่ความน่าเบื่อ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างช้าๆ มันช้าเสียจนเหมือนเวลาถูกหยุดเอาไว้ ผมผ่านวันเวลาแบบนั้นมาได้อย่างไรกัน

ที่โรงเรียนดีหรือเปล่า?” หมิงเยว่เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับชามะนาวน้ำผึ้งสองแก้ว เธอวางลงตรงหน้าผม ให้ผมกินแกล้มกับเค้ก ส่วนตัวเองก็ไปนั่งอย่างสบายใจที่โซฟาแม่กลัวมากว่าจะได้ยินข่าวเธอบาดเจ็บในวันรายงานตัว แม่เอาแต่นั่งเฝ้าโทรศัพท์ทั้งวัน ทีแรกแม่ยังบอกว่าจะไปดูโรงเรียนใหม่เป็นเพื่อนนายด้วย

ผมหันไปมองหมิงเยว่ แล้วก็หันกลับไปแกะกล่องเค้ก

ผมก็เกือบจะบาดเจ็บแล้วจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีรุ่นพี่อยู่ข้างๆ หรือเปล่า วันนี้ผมถึงได้เจอกับเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด แต่กลับไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย เอ่อ เรื่องกัดปากตัวเองไม่นับนะ ผมเองก็งงเหมือนกันที่วันนี้ผมกลับมาบ้านอย่างปลอดภัยไร้กังวล

เค้กในกล่องเป็นเค้กพุดดิ้ง กลิ่นหอมหวานของน้ำเชื่อมเมเปิ้ลลอยมา ผมถึงได้รู้ตัวว่าวันนี้ทั้งวันยังไม่มีอะไรตกถึงท้องผมเลยนอกจากน้ำกระป๋องจากหัวหน้าห้องพยาบาลเท่านั้น ตอนนี้ผมหิวจะตายอยู่แล้ว

หยางหยาง เธอคงไม่คิดจะพักการเรียนหรอกใช่ไหม?”

พรวด!” กินไปได้แค่คำเดียว ก็ได้ยินพี่สาวผมพูดแบบนี้ ทำเอาผมเกือบจะสำลักตาย

ผมเงยหน้าขึ้น เธอวางแก้วชาลงแล้ว จ้องมองผมด้วยสายตาหิวกระหาย เหมือนกับงูพิษที่กำลังจ้องฉกกบตัวอ้วนอยู่

ผมผิดไปแล้ว ไม่ใช่แค่ที่โรงเรียนอย่างเดียว ที่บ้านก็ยังมีผีอยู่ด้วยเหมือนกัน ผมตกใจจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท

ผมผมเปล่าสักหน่อย!” ผมรีบส่ายหัวอย่างแรง ที่จริงผมแค่ไม่กล้าพูดความจริงกับพี่ผมเท่านั้น

ดีแล้วที่ไม่คิด ถึงค่าเทอมจะถูก แต่ยังไงก็ต้องจ่ายเงินอยู่ดี ทางที่ดีก็อย่าเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์หมิงเยว่หรี่ตาลง แล้วหัวเราะออกมาอย่างเยือกเย็น

วินาทีนั้น เงาของรุ่นพี่ก็เข้ามาทับซ้อนกับพี่สาวผม พี่เป็นร่างอวตารของรุ่นพี่ใช่ไหม!

เธอเตือนผมแค่สองสามคำ แล้วก็หันกลับไปโดยไม่พูดอะไรต่อ

ผมรีบกินให้เสร็จ แล้วก็ไปอาบน้ำ ผมรีบจนดูเหมือนกำลังหนีกลับเข้าไปในห้องตัวเอง พอเข้าไปข้างใน สภาพในห้องของผมก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากเมื่อตอนเช้า

ผมทิ้งตัวลงบนเตียง ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมมาทั้งวันเข้ามาครอบงำร่างกายของผม มันหนักหน่วงเหมือนโดนผีอำ แล้วความง่วงก็มาเยือน

เหนื่อยจัง เหนื่อยจริงๆ เลย ขอนอนสักงีบ เรื่องอื่นตื่นมาค่อยว่ากันใหม่

บทที่หก ผู้มาเยือนที่มีดวงตาสีเทา

สถานที่ : ไต้หวัน

เวลา : บ่ายสามโมงสิบนาที

เข็มวินาทีเดินไปข้างหน้าสามก้าว แล้วเสียงเตือนของนาฬิกาก็ดังขึ้น

ผ่านมาแล้วสองวันหลังจากวันรายงานตัว ชีวิตของจอมซวยอย่างผมกลับสงบสุขจนน่าแปลกใจ เดิมทีผมตั้งใจจะขอให้แม่รีบทำเรื่องพักการเรียน แต่พอพี่สาวของผมพูดประโยคนั้นออกมา ผมก็ไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย แค่คำเดียวผมก็ไม่กล้าพูดออกมา

เพราะผมกลัวพี่สาวผมจะฆ่าผมตาย

ผมพลิกเอกสารที่ต้องกรอกให้รุ่นพี่ดู แล้วก็เก็บเข้ากระเป๋าไป ผมสังเกตเห็นคู่มือเล่มโตสำหรับนักเรียนใหม่อยู่ในกระเป๋าเหมือนกัน นี่น่ะหรือคู่มือที่เขาว่าสำคัญนักสำคัญหนา วันนั้นพอผมกลับมา ผมก็เปิดอ่านดู แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าความสามารถในการตีความของผมมันแย่มาก เนื้อหาในคู่มือมีหลายเรื่องที่ผมไม่อาจเข้าใจได้ ผมว่าผมต้องหาล่ามมาช่วยแปลแล้วล่ะ

ล่ามภาษาต่างดาวน่ะ

หยางหยาง ไปซื้อเกลือให้แม่หน่อยแม่ผมตะโกนออกมาระหว่างทำอาหารกลางวันอยู่ในห้องครัว

หมดแล้วเหรอฮะ?” ผมรีบวางคู่มือลง แล้วก็ลงบนไดไปห้องครัวชั้นล่าง ผมเห็นแม่กำลังเช็ดมือพลางหยิบแบงค์ห้าร้อยใบงาม กลิ่นอาหารลอยมาจากห้องครัว ไม่รู้ว่าวันนี้แม่ทำอะไรให้พวกเรากิน?

ไม่พอทำข้าวเย็นแล้วล่ะ ลูกไปซื้อมาสักสองสามถุงนะ แล้วถ้าอยากกินไอศกรีมหรือว่าเครื่องดื่มอะไรก็อย่าลืมซื้อมาเผื่อพี่เขาด้วยล่ะพอแม่พูดจบก็หันกลับไปทำอาหารต่อที่ห้องครัว

แม่ผมชอบเข้าครัวมาก แล้วก็ชอบทำอาหารมากด้วย ผมไม่ได้โม้นะ แม่ผมยังเก่งกว่าแม่ครัวดังๆ ตั้งหลายคน เพียงแต่แม่เอาความชอบมาเป็นงานอดิเรก ไม่ได้เอาไปหาเงิน ก็เลยไม่ได้ไปสยบแม่ครัวคนอื่นๆ

อ้อ ยังมีอีกเรื่องหยางหยางแม่ผมเพิ่งหยิบแป้งซาลาเปาขึ้นมา จู่ๆ ก็หันมาเรียกผมที่เดินไปถึงประตูบ้านแล้วสองสามวันก่อนลูกลืมโทรศัพท์มือถือทิ้งไว้ในเสื้อผ้า นั่นโทรศัพท์ของใครเหรอ?” แม่หยิบโทรศัพท์มือถือของรุ่นพี่โบกไปโบกมา แบตเตอรี่ของโทรศัพท์บ้านี่ยังไม่ลดลงเลยสักขีด

ผมรีบกระโจนเข้าไปหาแม่แล้วก็แย่งโทรศัพท์กลับมาเปล่า ของรุ่นพี่โรงเรียนน่ะฮะ วันนั้นผมยืมมาโทรแล้วลืมเอาไปคืนเขาน่ะฮะ

ผมเช็คโทรศัพท์ดู โชคดีที่สองวันนี้ไม่มีใครโทรมา แต่ถึงจะมีคนโทรมาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าควรจะรับสายดีหรือเปล่า

สีหน้าของแม่ดูสงสัยอย่างมากใครจะเซอะเบ๊อะจนลืมเอาโทรศัพท์ไปคืนแต่แม่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะถามเอาคำตอบอะไร พอพูดจบก็หันหลังกลับไปปฏิบัติภารกิจของตัวเองต่อ

ฮ่าฮ่าฮ่า…” ผมหัวเราะแห้งๆ คนคนนั้นไม่เซอะเบ๊อะเลยสักนิดเดียว คนที่เซอะเบ๊อะคือลูกชายของแม่ต่างหาก

แม่ แล้วพี่ล่ะฮะ?” วันนี้ทั้งวันผมยังไม่เห็นยัยแม่มดจอมโหดเลย

เห็นว่าไปดูหนังเสียงของแม่ดังออกมาจากห้องครัว

อ๋อดีจริงๆ สองวันนี้ผมได้แต่ยุ่งอยู่กับการอ่านคู่มือของโรงเรียน ยิ่งอ่านก็ยิ่งกลัว

เรื่องกระโดดชนรถไฟตอนเช้าถือว่าเบาๆ แล้ว เนื้อหาต่อมายิ่งน่าสะพรึงกลัว ยกตัวอย่างเช่น ห้องโถงต้าชวนมีภาพฝาผนังกินคน นักเรียนใหม่ห้ามจับเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดเหตุทำให้เสียเลือดได้ ที่จริงผมว่าไม่ใช่แค่เสียเลือดหรอก น่าจะนองเลือดมากกว่า ผมไม่อยากเรียนหนังสือแล้วล่ะ ไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยงเรียนหนังสือแล้วจริงๆ

น่ากลัวชะมัด

จู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าโลกใบนี้มันช่างน่ารักเหลือเกินไม่รู้ว่าสองสามวันที่ผ่านมาผมคิดแบบนี้กี่ครั้งแล้ว ไม่รู้ว่าผมควรจะลองหาเวลาว่างมาปรึกษากับแม่และพี่สาวดีหรือเปล่าผมว่าผมอาจจะไม่เหลือความกล้าที่จะก้าวเข้าไปในโรงเรียนนั้นอีกแล้ว ไม่ต้องพูดถึงกล้าหรือไม่กล้าเรียนเลย

ผมไม่กล้าจริงๆ

หาเวลาคุยกับแม่กับพี่ดีกว่าคืนนี้ก็แล้วกัน ฉวยโอกาสตอนที่พี่ผมอารมณ์ดีหลังจากไปดูหนัง คุยกับเธอเรื่องย้ายโรงเรียน

พอผมตัดสินใจเสร็จและใส่รองเท้าเรียบร้อย ผมก็เปิดประตูออกทันที แล้วก็ต้องผงะ

มีคนยืนอยู่หน้าประตู ไม่ใช่พี่สาวของผม และไม่ใช่คนที่ผมรู้จัก เขาสวมชุดสีขาวทั้งตัว ผมสั้นสีดำสนิท สิ่งที่ทำให้ผมต้องขนลุกขนพองก็คือ ภายใต้ผมม้าตรงดิ่งของเขา มีดวงตาสีเทาซ่อนอยู่ แววตาคู่นั้นเยือกเย็นเหมือนน้ำแข็ง น่ากลัวชะมัด เสื้อผ้าสีขาวที่เขาสวมก็ดูเหมือนชุดของคนที่ไร้ลมหายใจใส่ ชุดสีขาวเนื้อผ้าหยาบ เพียงแค่ขาดเสื้อคลุมไปเท่านั้นเอง ใบหน้าของเขาไม่มีรอยยิ้ม ดูเหมือนตุ๊กตาไร้ชีวิตไม่มีผิด

ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว แล้วผมก็รีบปิดประตูทันที

สมัยนี้คนแปลกๆ เยอะชะมัด!

นายคือฉู่หมิงหยางใช่ไหม?”

น้ำเสียงเย็นชาเหมือนเพิ่งออกมาจากช่องแช่แข็งลอยมาจากข้างหลัง มันเย็นเสียจนผมขนหัวลุก ความรู้สึกเหมือนถูกคนเขกหัวอย่างแรง

อ๊ากกก…!” เข้ามาตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย?

ผมกระโดดโหยงจนเกือบไปชนประตู แล้วก็รีบหันหลังขวับ ไม่รู้ว่าเจ้าคนบ้ามายืนอยู่ด้านหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่ เขายืนจ้องผมด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อยู่ที่หน้าประตู ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

เจ้าคนนี้ดูเหมือนผีมากกว่ารุ่นพี่อีก! ไม่สิ เขาเป็นผีแท้ๆ เลยล่ะ

หยางหยาง ลูกโวยวายอะไรอยู่ข้างนอก?” เสียงของแม่ดังมาจากห้องครัว

เฮ้ย! แม่ยังอยู่ในบ้านนี่!

ผมกลัวว่าแม่จะเสียขวัญ ไม่ใช่ทุกคนจะเคยมีประสบการณ์พิลึกพิสดารเหมือนผม ผมจึงรีบวิ่งออกไปข้างนอกโดยไม่ต้องคิด แล้วก็เป็นไปตามคาด ผีตัวนั้นวิ่งตามผมออกมา

เฮ้ย!!!” เจอผีอีกแล้ว เจอผีอีกแล้ว บ้าเอ๊ย แค่ดวงซวยก็พอแล้ว ทำไมยังต้องมาเจอผีทุกครั้งเลย โชคชะตาของผมจะเล่นตลกอะไรอีก! ผมวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งสุดกำลัง วิ่งไปข้างหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ผีชุดขาวตัวนั้นกลับไม่รู้สึกอะไรเลย เขายังคงวิ่งมาอยู่ข้างๆ ผมได้อย่างสบายๆ ที่สำคัญที่สุดคือสีหน้าของเขายังคงนิ่งเหมือนเดิม! นายโดนปูนฉาบหน้าหรือไง ถึงไม่ขยับเลยน่ะ!

บ้าเอ๊ย ผมอยากจะตบเขาสักฉาด

พอผมวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิตไปสักห้านาที ผมก็เลี้ยวไปยังสะพานบนบ่อน้ำเสีย ผมได้พบกับเพื่อนดวงดีที่สอบเข้าโรงเรียนวิทยาศาสตร์ได้คนนั้น ทำไมสวรรค์มักจะชอบซ้ำเติมคนที่กำลังเจ็บหนัก? โดยเฉพาะผม ผมจะโดนตอกย้ำซ้ำเติมอย่างหนักหน่วงทุกครั้ง เหมือนกับว่าสวรรค์คิดว่าผมยังโชคร้ายไม่พอ

หมิงหยาง!” พอเขาเห็นผมวิ่งไปทางเขา ก็โบกไม้โบกมือด้วยความดีใจ

ขอโทษนะเพื่อน ฉันไม่ได้มาหานาย!

ตอนที่ผมกำลังจะวิ่งผ่านเขาไป เพื่อนที่แสนโชคดีคนนั้นก็ดึงผมเอาไว้นายวิ่งเลยแล้วล่ะ นายคงไม่ได้กำลังโดนหมาวิ่งไล่หรอกใช่ไหม? จะให้ฉันช่วยไหมล่ะ?” เขาถามผมที่กำลังหอบแฮ่กๆ ด้วยความหวังดี เขามองซ้ายมองขวา แล้วก็เดินไปหยิบไม้ยาวๆ ที่วางอยู่บนพื้น

บอกตามตรงนะ เพื่อนดวงดีคนนี้เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลยล่ะ เพียงแค่เขาชอบทำอะไรโดยพลการเท่านั้น

ฉันฉันถูกคนวิ่งไล่!” ผมเบิกตากว้าง ผีตัวนั้นมันมาหยุดอยู่ข้างๆ เพื่อนดวงดีของผม

คนเหรอ?”

ยืนอยู่ข้างๆ นายไงล่ะ!” ผมแหกปากตะโกนลั่น มือชี้ไปทางขวาของเพื่อนคนนั้น

ข้างๆ ฉัน?” เขามองตามนิ้วผมไปด้วยสีหน้างุนงง แล้วก็หันหน้ากลับมาหาผมช้าๆหมิงหยาง นายตาฝาดไปหรือเปล่า?…ข้างๆ ฉันไม่มีคนสักหน่อย?” เขาพูดอย่างงงๆ

หา?” มันยืนอยู่ข้างๆ นายนี่ไงเล่า

พอผมคิดได้ว่าคนที่วิ่งไล่ผมเป็นผี เพื่อนของผมก็เลยมองไม่เห็น ผีบ้าตัวนั้นก็ยื่นมือออกมาหาผม

ผมรู้สึกเหมือนเสียงของเพื่อนดวงดีค่อยๆ ไกลออกไปเรื่อยๆ เหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างกั้นขวางระหว่างผมกับเขา ใบหน้าไร้อารมณ์ของผีเลื่อนเข้ามาอยู่ต่อหน้าผม ดวงตาสีเทาภายใต้ผมม้าสบตากับผมพอดี รูม่านตาคู่นั้นค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น แล้วผมก็เพิ่งเห็นดวงตาของผีบ้านั่นมีรูม่านตาข้างละสองรู!

แม่เจ้า! นี่เขาเป็นผีจริงๆ เหรอเนี่ย!

หมิงหยาง?” เสียงของเพื่อนผมลอยมาอีกครั้ง มันแผ่วเบาเหมือนว่าเราอยู่ห่างกันหลายพันลี้

อย่าเรียกฉัน! เพราะฉันไม่ค่อยได้ยิน! ผมอยากจะตะโกนบอกเพื่อนผมแบบนี้ แต่ผมกลับไม่มีเสียงเลย

ดูจากหนังสือการ์ตูนและภาพยนตร์เป็นตัวอย่าง ที่นี่ก็เป็นเหมือนกับสถานที่สุดสยองที่ผู้เคราะห์ร้ายถูกวิญญาณตามล่า ผมขยับตัวไม่ได้เลย ได้แต่ฝืนความกลัวจ้องมองว่าเจ้าผีตัวนั้นจะทำอะไรต่อไป

เจอแล้วปากที่อยู่ติดกับหน้าผมเปิดๆ ปิดๆ ปล่อยลมที่เย็นยะเยือกออกมา แล้วก็

เหม็นส้วมแตกเลย! เจ้าผีบ้านี่ไม่ได้แปรงฟันนานเท่าไหร่แล้วเนี่ย!

หาเจ้าเจอแล้วลูกหลานของจอมปีศาจ…”

ผมได้ยินเสียงกรีดร้องของเพื่อนผมดังมาแต่ไกล แล้วใบหน้าของผีตรงหน้าผมก็ค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ

เพื่อนของผมพยายามยื่นมือมาดึงผมเอาไว้ เขายื่นมือออกมานอกรั้วกั้น แล้วดึงปกคอเสื้อของผมสุดแรง

ยื่นมือมา ยื่นมาเร็ว!” เสียงของเขาราวกับลอยมาจากที่ที่ไกลแสนไกล ทั้งที่ความจริงแล้วอยู่ใกล้นิดเดียว แล้วเขาก็ยื่นมืออีกข้างหนึ่งมาดึงเสื้อผมไว้

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจ้าผีบ้านั่นหรือเปล่า เรี่ยวแรงของผมหายไปจนหมด แค่จะยกมือก็ยังยกไม่ขึ้น

เร็วสิยื่นมือมาให้ฉันตัวของเขาออกมานอกรั้วกั้นเกือบครึ่งตัว เขาตะโกนสุดเสียง จนหน้าของเขาแดงเหมือนลูกแอปเปิ้ล ผมได้ยินเสียงเสื้อผ้าฉีกขาดดังแคว่กแคว่กแล้วก็ได้ยินเสียงข้อต่อของเขาดังกร่อบแกร่บ

ผมมันไอ้จอมซวย คนที่มาอยู่ใกล้ๆ ผมก็พลอยซวยไปด้วย ผมสัมผัสได้ถึงลมหอบใหญ่ที่พัดขึ้นมาจากด้านล่าง ผมเบิกตามองขึ้นไปข้างบนอย่างอ่อนล้า สายลมพัดขึ้นไป แล้วเลือดสีแดงก็หยดลงมาจากมือของเพื่อนผม ราวกับว่าเขาโดนมีดหลายเล่มทิ่มแทง

หมิง…” เขาเจ็บมือจนปล่อยมือออก แต่พอรู้ตัว ก็รีบดึงผมเอาไว้อีกครั้ง แต่ก็ไม่ทันแล้ว ระยะทางระหว่างเราถูกขยายออกไปในพริบตา

ผมรู้ว่าผมกำลังตกลงไปด้านล่าง

เจ้าผีรูม่านตาสี่รูผลักผมลงไปแล้วยังทำร้ายเพื่อนผมอีก ผมสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก เหมือนกับถูกน้ำแข็งหล่นใส่ แล้วผมก็ร่วงลงจากสะพาน เงาของผีตัวนั้นและเพื่อนผมค่อยๆ เล็กลง ภาพเบื้องหน้าของผมค่อยๆ เปลี่ยนไป ผมมองเห็นท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง แล้วมันก็กลับตาลปัตรเลือนหายไปจากตา

ผมจำได้ว่าน้ำในท่อน้ำเสียมีมลพิษหนาแน่น แล้วก็เหม็นมากด้วย ไม่รู้ว่าถูกจับส่งโรงพยาบาลครั้งนี้ พยาบาลจะเอาแอลกอฮอลล์มาราดตัวผมสักกี่ถัง? ผู้มีประสบการณ์อย่างผมหลับตาลง เฝ้ารอให้ตัวเองตกลงไปในน้ำเหม็นเน่า แล้วอีกอย่าง ถ้าถูกน้ำในนี้พัดไป บาดแผลที่เกิดขึ้นจะต้องเจ็บปวดมากแน่ๆ

ผมก็ซวยแบบนี้ทุกครั้ง

ผมมาทำอะไรที่นี่? ทำไมต้องกลายเป็นแบบนี้ทุกครั้ง?

ตอนที่กลิ่นเหม็นเน่าของน้ำเสียเข้ามากดทับจมูกผม สายลมและเสียงรอบๆ ตัวผมกลับเงียบสงบลง ผมรู้ว่ามันคืออะไร มันคือแสงที่จะนำผมไปสู่ปรโลก ผมเบิกตากว้าง รอคอยอาม่าที่ไม่รู้ว่ามากวักมือเรียกผมให้ไปอยู่ด้วยกี่ครั้งแล้ว

สายลมพัดผ่านไป กลิ่นเหม็นเน่าที่ไม่ใช่กลิ่นของน้ำเสียลอยมากับสายลมเย็นๆ

แล้วดวงตาสีทองคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าผม

นั่นคือดวงตาของเด็กคนหนึ่ง เด็กวัยประถมฯ ผิวขาวน่าหยิก เส้นผมสีดำขลับพลิ้วสะบัดไปตามสายลม คิ้ว ตา หู จมูก ปากบนใบหน้าดูเหมือนภาพวาดในสมัยโบราณ เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่คือชุดบัณฑิตน้อยของจีนโบราณ แขนเสื้อยาวปิดข้อมือ ส่วนกางเกงก็เหมือนกับกางเกงของชุดบัณฑิตทั่วไป แต่ดูอีกทีก็เหมือนพวกจอมยุทธ์

อย่าถามว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องเหล่านี้ด้วย เพราะแม่ของผมชอบดูงิ้ว ผมเลยไปหาข้อมูลมาอ่านบ้าง ไม่อย่างนั้นจะคุยกับแม่ไม่รู้เรื่อง

เด็กคนนั้นยืนอยู่กลางอากาศ ส่วนผมก็กำลังลอยกลับหัวอยู่กลางอากาศ เราสองคนหยุดอยู่กลางอากาศไม่ตกลงไป ใบหน้าของเขาหยุดอยู่ตรงใบหน้าที่กำลังตีลังกาของผม เราจ้องมองกันตาไม่กะพริบ

ภาพรอบๆ ตัวผมกลายเป็นสีขาวดำ ราวกับว่าทุกอย่างถูกฟอกสีออกจนหมด แม้แต่สะพานกับเพื่อนดวงดีของผมก็สีตกเหมือนกัน ทุกอย่างสงบนิ่ง บอกตามตรงนะ เวลาอ่านในหนังสือการ์ตูนก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่พอมาเห็นคนจริงๆ กลายเป็นสีขาวดำนี่มันน่าเกลียดชะมัด

โลกของผมทั้งใบกลายเป็นสีขาวดำ ถ้าทำตามโฆษณาในทีวี ตอนนี้ผมก็ควรจะไปตรวจสุขภาพว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า

(รูป)

ข้าหยุดโลกเอาไว้แล้ว วางใจเถิด จะไม่รบกวนผู้อื่นเด็กน้อยพูดเสียงน่ารัก แต่คำพูดที่ออกมาจากปากเขาฟังดูโบราณมาก เหมือนเป็นภาษาที่อากงอาม่าพูดกัน

ท่านรีบเตรียมตัวรับมือศัตรูเถิดเขาเอามือแนบตัว ชายแขนเสื้อยาวลงมาถึงหัวเข่า เหมือนกับแขนเสื้อยาวเฟื้อยของนางเอกงิ้วเลยล่ะ

เดี๋ยวนะ! เมื่อกี้เขาพูดว่าอะไรนะ?

ศัตรูมาถึงแล้ว รีบเตรียมตัวรับมือศัตรูเถิด

เผชิญกับศัตรู?

ผมเงยหน้าขึ้น ผีบ้าตัวนั้นที่สียังไม่ตกกระโดดลงมาหาผม

ฉันจะเอาอะไรไปสู้กับศัตรูเล่า!” รองเท้าผ้าใบหรือไง? ทั้งตัวก็มีแค่รองเท้าอย่างเดียวนี่แหละที่พอจะใช้เป็นอาวุธได้ เอาไปขว้างใส่ศัตรู แต่รองเท้าคู่นี้ผมเพิ่งซื้อมาจากร้านขายรองเท้าได้ไม่นาน เบอร์นี้หายากด้วย คู่นึงตั้งสามร้อยเก้าสิบเก้า จะขว้างทิ้งไปก็เสียดาย

เสียงตึงตังดังขึ้น เจ้าผีบ้านั่นร่วงลงมากลางอากาศในตำแหน่งเดียวกับที่พวกเรายืนอยู่ อากาศด้านล่างที่ผมมองไม่เห็นสั่นไหว เหมือนเกือบทำให้ผมตกลงไป

นี่คือลูกน้องของจอมปีศาจ รีบหาทางรับมือกับมันเถิด เด็กน้อยลอยอยู่กลางอากาศ ดวงตาสีทองจ้องมองผม ใบหน้าของเขาเคร่งเครียด ไม่มีความสดใสของเด็กหลงเหลืออยู่เลย มันดูเหี่ยวแห้งจนเหมือนผีตัวหนึ่ง ข้าได้ปิดโลกเอาไว้แล้ว จะไม่รบกวนถึงผู้อื่นและสิ่งรอบๆ วางใจเถิด

แล้วทำไมไม่กันเจ้าผีนั่นออกไปเลยเล่า!

ผมกำลังกรีดร้องอยู่ในใจ

แล้วอีกอย่าง จอมปีศาจที่ว่านี่คืออะไร?

ถ้าแปลตามตัวอักษร มันก็คือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ผมไม่อาจทำใจยอมรับได้ไม่สิ บางทีมันอาจไม่ใช่สิ่งมีชีวิตด้วยซ้ำ เจ้าผีบ้าไม่ให้เวลาผมคิดเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่รู้ว่ามันมายืนอยู่ตรงหน้าผมตั้งแต่เมื่อไหร่ รูม่านตาทั้งสี่จ้องมองพวกเรา ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้าง กว้างมากจริงๆ จนปากฉีกไปถึงหู เลือดสีดำไหลซิบๆ ออกมาจากรอยฉีกขาด กลิ่นเหม็นฉุนตลบอบอวล เหม็นยิ่งกว่าน้ำเน่าเสียอีก

เด็กน้อยคนนั้นยกมือขึ้น ผมมองเห็นโทรศัพท์มือถือของผมลอยไปอยู่บนแขนเสื้อของเขา เสียงตู๊ดตู๊ดดังออกมาจากโทรศัพท์ โทรศัพท์นั่นโทรเองได้ด้วย!

ฉู่หมิงหยางไม่มีความสามารถในการโจมตี ต่อสายไปหาชุดคลุมดำ

ผมไม่มีอารมณ์ไปแอบดูว่าเด็กน้อยคนนั้นโทรไปคุยกับใคร เพราะผีบ้าตัวนั้นปากฉีกไปถึงหู จนเผยให้เห็นฟันสีขาว เหมือนกับสัตว์ป่าที่เดินย่องบนผืนป่า กำลังหายใจแฮ่กๆ ด้วยความหิวโหย แต่เจ้าผีบ้านั่นกำลังจ้องมองผมอยู่

แกแกแกแกแกแกออกไป!” เสียงของผมสั่นเครือ โบกไม้โบกมือไล่มันออกไป ตอนนี้ผมรู้สึกว่าถูกหมากัดดีกว่าเยอะเลย ผมไม่อยากถูกผู้ชายปากฉีกกัด

ผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เดิมทีผมยังคิดว่ากลับมาจากโรงเรียนแล้วจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

แต่ว่าเจ้าผีบ้าที่ดูยังไงก็ไม่ใช่คนนี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่?

แฮ่แฮ่แฮ่…” เจ้าผีบ้าที่คุกเข่าอยู่บนพื้นส่งเสียงเหมือนกับเสียงพวกโรคจิตที่โทรมาก่อกวนกลางดึก รูม่านตาทั้งสี่ยังคงจ้องมองผมไม่กะพริบ

ผมกลัวจนตัวสั่น

จู่ๆ เด็กน้อยก็หันหลังกลับ เขาคงคุยโทรศัพท์เสร็จแล้ว ดวงตาสีทองคู่นั้นดูแปลกไปเตรียมพร้อมกลืนวิญญาณ สาม สอง หนึ่งผมยังไม่ทันจะรู้เลยว่าเด็กน้อยคนนั้นคิดจะทำอะไร

ไม่ถึงครึ่งวินาที ผมก็มองเห็นสิ่งที่ผมไม่ควรจะเห็น

แม่จ๋า!!!!!!!!!!!!”

เด็กน้อยตาสีทองคนนั้นอ้าปากกว้างอ้าปากกว้างมาก! กว้างจนกินสะพานทั้งสะพานเข้าไปได้

ผมช็อกจนเสียสติ ผมว่าเจ้าผีบ้าตัวนั้นก็คงตกใจจนเสียสติเหมือนกัน

กลืนกินเข้าไป พอพูดจบ เด็กคนนั้นก็กลืนเจ้าผีบ้านั่นเข้าไปต่อหน้าต่อผม

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

อ๊ากกกกกกก!” ผมไม่เล่นแล้ว

ความจริงสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นแค่รายการแกล้งคนเล่นใช่ไหม? ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความจริง ภาพที่ผมเห็นเกิดขึ้นเพราะผมไปกินยากล่อมประสาทโดยไม่รู้ตัวใช่ไหม มันเป็นแค่ภาพหลอนขอร้องล่ะ อย่าให้เป็นความจริงเลย

ผมเริ่มสติแตก

เด็กผีกินผีบ้าเสร็จก็เลียปาก ปากของเขากลับมาเป็นปกติ ทำลายศัตรูเสร็จสิ้น ถอนการปิดโลก

ถอนงั้นเหรอ?

เดี๋ยวก่อนนะ ด้านล่างมันคือน้ำเน่านี่?

พอเจ้าเด็กผีหายวับไปกับตาเหมือนกับฟองอากาศ ผมก็ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวินาทีเตรียมใจตกลงไปในน้ำเน่า แต่กลับผิดคาด ผมไม่ได้ตกน้ำแล้วรถพยาบาลก็วี้หว่อมารับ แล้วตามมาด้วยแอลกอฮอลล์ล้างแผล ผมตกลงบนพื้น ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโวยวายของเพื่อนดวงดีของผม เสียงของเขาค่อยๆ ไกลออกไปเหมือนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จนผมไม่ได้ยินในที่สุด

ผมลืมตาขึ้น สิ่งที่ผมเห็นคือสนามหญ้านุ่มๆ ที่นี่คือที่พายเรือเล่นซึ่งอยู่ห่างจากสะพานน้ำเน่าระยะหนึ่ง ทั้งด้านบนและด้านล่างของบังเกอร์มีสนามหญ้าสีเขียวขจี

สายลมพัดมา กลิ่นหอมของหญ้าก็ลอยเข้าจมูก

สนุกไหม?”

ผมมองตามเสียงไป

ไม่รู้ว่ารุ่นพี่มายืนรอผมตั้งแต่เมื่อไหร่

ตะวันกำลังจะลับฟ้า ท้องฟ้าเบื้องบนกลายเป็นสีแดงส้ม

ผมนั่งอยู่บนม้านั่งในสวนสาธารณะ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะปลอดภัยแล้ว แต่เหตุการณ์ถูกผีไล่ล่าและถูกผลักตกจากสะพานก็ทำให้ผมตัวสั่นจนถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าเพื่อนที่หวังดีคนนั้นของผมเป็นไงบ้าง เหตุการณ์น่ากลัวขนาดนั้น ไม่แน่ว่าเขาอาจจะไปแจ้งตำรวจแล้วก็ได้ อยู่ดีๆ ก็มีคนตกสะพานโดยไม่มีสาเหตุ แถมเขายังโดนลมโกรกจนบาดเจ็บ ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าพรุ่งนี้หนังสือพิมพ์จะพาดหัวข่าวกันครึกโครมแค่ไหน

ผมรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย

โทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นกลับมาอยู่ในมือของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

รุ่นพี่พาผมมาจากข้างแม่น้ำ ที่นี่อยู่ห่างจากบ้านของผมระยะหนึ่ง แต่ก็ถือเป็นสวนสาธารณะที่ใกล้บ้านผมที่สุดแล้ว ที่นี่มีคนน้อยมาก ตอนนี้เป็นเวลาเลิกงาน แต่ในสวนมีเพียงนักเรียนสองสามคนที่แวะเข้ามาเพราะเป็นทางผ่านกลับบ้านเท่านั้น

เอาไปสิจู่ๆ ก็มีกระป๋องเครื่องดื่มเย็นมาแนบแก้มผม ผมรีบรับมาทันที พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นรุ่นพี่เดินไปที่ตู้ขายเครื่องดื่ม เขาหยอดเหรียญลงในตู้ แล้วก็หันกลับมาพร้อมเครื่องดื่มสองกระป๋องเพื่อนของนายคนนั้นน่าจะเป็นเพื่อนใช่ไหม คนที่ยืนอยู่บนสะพานนั่น พวกเราเข้ามาจัดการอย่างเร่งด่วน เขาไม่มีอันตรายใดๆ แล้วก็จำไม่ได้แล้วว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ดังนั้นนายวางใจได้

แสงจากดวงอาทิตย์กระทบลงบนกระป๋องเครื่องดื่ม สะท้อนเป็นแสงสีทองสวยประหลาด

งั้นเหรอ ที่แท้เขาก็ยังปลอดภัยถ้างั้นก็ดีแล้ว

แล้วตัวเมื่อกี้…” ความสงสัยในใจผมผสมเข้ากับหนังสือการ์ตูนที่เคยอ่าน ทำให้ผมได้ข้อสรุปดังนี้

คงไม่ใช่การทดสอบนักเรียนใหม่มองเห็นผีอะไรพวกนั้นหรอกใช่ไหมฮะ?” มันมีความเป็นไปได้สูง ไม่อย่างนั้นเด็กผีนั่นคงไม่มาปรากฏตัวแล้วบอกให้ผมรับมือกับศัตรูอะไรนั่นหรอก

สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือการรับน้องใหม่งั้นเหรอ?

ขอร้องล่ะ บอกผมเถอะว่ามันเป็นอย่างที่ผมคิด ผมจะได้สบายขึ้นมาบ้าง

ฉันไม่ทำเรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอกรุ่นพี่ที่เพิ่งเปิดกระป๋องเครื่องดื่ม และเพิ่งดื่มไปแค่อึกเดียวหันมาบอกผมอย่างเย็นชา สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ เขาสวมชุดยาวสีดำเหมือนตอนที่เจอเขาที่สถานีรถไฟวันนั้นถงหลางไม่ได้บอกนายเหรอว่าเจ้าผีนั่นเป็นลูกน้องของจอมปีศาจ?”

จริงด้วย เหมือนว่าเด็กผีบอกผมว่าเจ้าผีบ้าเป็นลูกน้องของจอมปีศาจ ผมนึกถึงตอนที่ถูกเจ้าผีบ้าวิ่งไล่ แถมมันยังพูดอย่างมีความสุขทั้งๆ ที่ไม่มีใครตอบมัน

แล้วจอมปีศาจคืออะไรเหรอฮะ?” ผมรู้จักแต่ยมราชที่คอยปกครองเหล่าผี แต่ผมก็ไม่ได้เป็นผีสักหน่อย เขาจะส่งลูกน้องมาจัดการผมทำไม?

เดี๋ยวก่อนนะ หรือว่าตอนนี้ผมกลายเป็นผีไปแล้ว? ก็เลยตกอยู่ในความดูแลของยมราชแต่ผมไม่รู้ตัว?

“…ก็คือเจ้าแห่งผีปีศาจ

………

อาจเป็นเพราะสมองผมไม่ดี ผมถึงไม่เข้าใจสิ่งที่รุ่นพี่บอก

เจ้าบ้าเอ๊ยรุ่นพี่เห็นผมทำหน้างง เขาก็ลุกขึ้นยืนด้วยความหงุดหงิด แล้วเขวี้ยงกระป๋องเครื่องดื่มที่ไม่รู้ดื่มหมดตั้งแต่เมื่อไหร่ลงในถังขยะรีไซเคิล เกิดเสียงดังป๊อง แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนเส้นผมของเขาจนเกิดแสงสะท้อนแวววับ วินาทีนั้น ผมเห็นเส้นผมของเขากลายเป็นสีเลือด สีแดงสดทำให้เขาดูเหมือนปีศาจเล็กน้อยไม่ว่าโลกไหนก็มีวิญญาณ ผี ปีศาจ พ่อมดแม่มดทั้งนั้นนั่นแหละ

อ้อ อันนั้นผมรู้ฮะเหมือนกับในหนังและหนังสือการ์ตูนใช่ไหมล่ะ

นายดูจากพวกนั้นเป็นตัวอย่างก็ได้ สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะรวมตัวขึ้นตามสถานที่ อิทธิฤทธิ์ กลิ่นอาย รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ส่วนหัวหน้าสูงสุดที่พวกมันยกย่องขึ้นมาก็คือจอมปีศาจ หรืออาจจะมีชื่อเรียกอย่างอื่น

รุ่นพี่ไม่ได้ตำหนิในสิ่งที่ผมคิด แต่กลับอธิบายให้ชัดเจนขึ้นจอมปีศาจก็คือหัวหน้าของกลุ่มฝ่ายมืด ที่นายคิดเมื่อกี้ถือว่าเป็นเทพ คือเทพที่เป็นผีชนิดหนึ่ง แต่ที่มาทำร้ายนายไม่ใช่ผู้นำที่ได้รับการยอมรับพูดง่ายๆ ก็คือเป็นราชาของปีศาจชั่วร้ายที่พวกมนุษย์กลัวนั่นแหละ

ผมฟังจนงง แต่ก็พอเข้าใจความหมายของรุ่นพี่

แล้วอีกอย่าง จอมปีศาจมีหลายตน ที่ไล่ตามนายคือลูกน้องของจอมปีศาจบีสัน

ไม่เคยได้ยินแฮะ

คือชื่อแบรนด์หรือว่าชนิดของสิ่งมีชีวิต?

คำถามมากมายปรากฏขึ้นในสมองของผม แต่ตอนนี้ผมอยากรู้เรื่องนี้มากที่สุดแล้วทำไมจอมปีศาจคนนั้นต้องไล่ล่าผมด้วยล่ะฮะ?” ผมจำได้ว่าเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้คือศพเรียงรายหน้าห้องพยาบาลกับการไล่ตามห้องเรียนวิ่งได้ แต่ผมก็ไม่ได้เจอผีพวกนี้ที่โรงเรียนเลยนี่นา

เดี๋ยวก่อนนะ หรือผมไปล่วงเกินใครเอาไว้สมัยที่เรียนม.ต้น?

“…มันถูกดวงซวยๆ ของนายดึงดูดมาต่างหากรุ่นพี่ตอบผมโดยไม่ต้องคิด

………

ขอโทษฮะ ผมรู้ว่าผมมันซวยตอนนี้ซวยยิ่งกว่า แม้แต่ผียังมาวิ่งไล่ตามผม

รุ่นพี่หันมามองผมวางใจเถอะ นายไม่ใช่คนแรกที่โดนไล่ตาม

ได้ยินเขาพูดแบบนี้ ผมก็รู้สึกว่า ที่แท้ยังมีคนอื่นที่โดนไล่ล่าเหมือนกันด้วย มีเพื่อนร่วมชะตากรรมนี่มันดีจริงๆ

โชคชะตาของนายเปลี่ยนเพราะโรงเรียน แล้วจะค่อยๆ ดึงความสามารถของนายออกมา ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มมากขึ้น และไม่มีวันน้อยลง

หา?”

เพิ่มมากขึ้น และไม่มีวันน้อยลง

แม่จ๋า!

ทำไมผมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย? ผมก็แค่อยากจะใช้ชีวิตซวยๆ แบบคนธรรมดาที่ดวงซวยเท่านั้นเอง ทำไมต้องให้ผีมาไล่ตามผมด้วย?

เรื่องประหลาดเกิดขึ้นตั้งแต่ผมเข้าเรียน ชีวิตของผมกำลังดำเนินไปอย่างบิดเบี้ยว และไม่มีโอกาสหยุด ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมรู้สึกเหมือนถูกมือของใครบางคนลากไป ถึงผมจะไม่ยินยอม แต่มือนั้นก็ไม่ฟังความเห็นของผม

ความจริงแล้ว ผมแค่อยากจะเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

นายคิดว่านายจะเป็นคนธรรมดาได้หรือไง?” รุ่นพี่หันมามองหน้าผม ดวงตาสีแดงคู่นั้นมีเลศนัยไม่ใช่เพราะโรงเรียนเราทำผิดพลาด นายถึงได้มาเลือกที่นี่ คนที่พิเศษหรือมีความสัมพันธ์กับโรงเรียนเท่านั้นที่สามารถเลือกเรียนที่นี่ได้ ถึงวันนี้นายไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียนเรา พอนายโตขึ้นความสามารถของนายก็เพิ่มขึ้นตามอายุ ยังไงนายก็ต้องถูกผีไล่ตามวันยังค่ำ

ไม่รู้เพราะอะไร ผมถึงรู้สึกว่าเขาเริ่มโกรธแล้ว ถึงแม้ปกติเขาก็ดูหน้าตาบึ้งตึงตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เขาดูไม่พอใจอย่างมาก

ผมรู้ว่าเขาได้ยินว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่

ความเงียบค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาปกคลุม มันเงียบจนผมรู้สึกตึงเครียด ผมไม่กล้าพูดอะไรต่อ ไม่รู้ว่าควรจะทำลายความเงียบดีหรือเปล่า คนที่ไม่ค่อยมีเพื่อนอย่างผมรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ไม่ถูก

รุ่นพี่เงียบไปครู่ใหญ่ สุดท้ายก็พูดขึ้นว่าสักวันหนึ่งนายจะรู้คุณค่าของความสามารถนาย และเพื่อที่จะทำให้นายก้าวไปถึงขั้นนั้น โรงเรียนก็เตรียมการเอาไว้พร้อมแล้ว แค่รอให้นายก้าวเข้ามาเท่านั้น ส่วนจะเอายังไง นายก็ตัดสินใจเอาเองแล้วกัน

ผมมองรุ่นพี่ ความคิดต่างๆ มากมายปรากฏขึ้นในสมองผม

ก็เหมือนอย่างที่รุ่นพี่บอกนั่นแหละ ถ้าผมโชคร้ายจนไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบางอย่างอยู่ดีไม่ดีความสามารถที่ว่าก็คือซวยสะท้านภพหรืออะไรพวกนั้น ถึงจะผ่านไปนานแสนนาน ผีก็ยังจะมาตามไล่ล่าผมอยู่ดีผมนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ เจ้าผีบ้านั่นบุกมาถึงบ้านผมกลางวันแสกๆ ไม่ใช่แค่แม่ผมที่เกือบจะซวยไปด้วย ยังมีเพื่อนผมที่ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย

ผมไม่อยากให้เป็นแบบนี้ ไม่อยากให้ครอบครัวและเพื่อนของผมต้องมาเจ็บตัวเพราะผม ถ้าจะซวย ให้ผมซวยคนเดียวก็พอแล้ว เพราะไหนๆ ผมก็ชินกับมันแล้ว

แต่ถ้าต่อไปมีผีมาไล่ล่าผมเยอะขึ้น ผมควรจะทำอย่างไรล่ะ?

ผมหันไปมองรุ่นพี่ ความมุ่งมั่นปรากฏขึ้นในใจของผม พวกเขาเคยบอกว่า แอตแลนติส คือสถานบันสอนอิทธิฤทธิ์

คือโรงเรียนที่ผมสมัครเข้าเรียน

เดอะยูนีค เลเจ้น ตำนานพิทักษ์โลก (1-2)

บทที่เจ็ด ผีที่พบกันครั้งแรก

สถานที่ : ไต้หวัน

เวลา : หกโมงเย็น

ชู่ววว

ตอนที่ผมกำลังจะพูดสิ่งที่ผมคิดมานาน รุ่นพี่ก็ยกนิ้วขึ้น แล้วก็หรี่ตาลงมันตามมาอีกแล้วเสียงของเขาไม่ได้ดังมาก แต่ก็ไม่ถือว่าเบา เป็นระดับเสียงที่มีแค่เราสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน

ผมยังไม่รู้เลยว่ามันที่รุ่นพี่บอกคืออะไร

นั่นไงรุ่นพี่ยกมือขึ้น แล้วก็ชี้ไปที่จุดหนึ่ง

ผมหันไปมองอย่างสงสัย แล้วก็ต้องผงะ

เจ้าผีหน้าตายนั่นแยกร่างมาแล้ว ครั้งนี้พาพวกมาด้วย

นั่นมันนั่นมันนั่นมัน…” ฝันร้ายเมื่อกี้กลับมาอีกแล้ว ดวงตาสีเทาปรากฏขึ้นต่อหน้าผมอีกครั้ง ตอนนี้ผมติดอ่างอย่างรุนแรง ลมหายใจถี่เร็วขึ้นผะผะผะผะผี…”

ผีบ้าตาสีเทากว่าสิบตัวค่อยๆ เดินออกมาจากห้องน้ำสาธารณะ มีทั้งหญิงทั้งชาย ปากที่ฉีกไปถึงใบหูมีเลือดสีดำซึมออกมา

ผี!!!!!!!!” ผีห้องน้ำ!

น่ารำคาญ!” รุ่นพี่ถลึงตาใส่ผม อีกนิดเดียวก็ถีบผมแล้วแค่ลูกกระจ๊อกกลุ่มเดียวก็แหกปากโวยวายขนาดนี้ ตอนมิเคย่าที่นายชอบปะทะกับผีกลุ่มใหญ่ เธอยังไม่ร้องเลยสักแอะ

ก็เพราะพวกพี่ไม่ใช่คนไงล่ะ!

นึกถึงสาวน้อยยิ้มหวานอย่างเหมียวเหมียว ผมก็น้ำตาคลอเบ้า คิดว่าตัวเองได้พบกับสาวน้อยน่ารักธรรมดาคนหนึ่ง แต่แมวของเธอตัวใหญ่จนน่าตกใจ!

นายตั้งใจดูวิธีจัดการกับพวกผีเหล่านี้ด้วยรุ่นพี่ที่สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนเอียงตัวมาหาผมเล็กน้อย เขาหยิบกระดาษสีขาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ขนาดเท่ากับยันต์คุ้มกัน บนกระดาษมีตัวหนังสือต่างดาวที่ผมอ่านไม่ออกนี่คือยันต์ระเบิด ต่อไปถ้านายลงเรียนวิชาเขียนยันต์ก็จะได้เรียนวิธีการเขียนยันต์พื้นฐาน แน่นอนว่าฉันหวังว่านายจะลงเรียนวิชานี้

ผมจ้องมองกระดาษที่ถูกโยนลงบนมือของผม เส้นโค้งๆ บนกระดาษดูเหมือนเปลวไฟ จุดตรงกลางที่ส่องประกายดูเหมือนกับไหมสีทองไม่มีผิด พูดอีกแง่หนึ่ง ยังโชคดีที่กระดาษใบนี้เป็นสีขาว ถ้าเป็นสีเหลือง มันคงเหมือนกับแบงค์กงเต้กแน่ๆ

ฉู่ นายตั้งใจดูด้วยตอนที่รุ่นพี่บอกผม ผมไม่ทันสังเกตว่าเขาเรียกผมด้วย ผ่านไปสองสามวินาที ผมถึงนึกได้ว่าเขาเรียกแซ่ของผม น่าจะใช่นะ เพราะชาวต่างชาติก็ชอบเรียกแซ่กันนี่นา

โดยพื้นฐานแล้ว นายจะใช้สิ่งของอะไรมันไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นรุ่นพี่พูดประโยคที่ฟังเหมือนคำคมในตำราพิชัยยุทธ

มุ่งมั่น…” ผมจ้องมองยันต์ที่ดูเหมือนแบงค์กงเต้ก เส้นสีแดงสะท้อนแวบวับ มันแยงตาผมจนผมรู้สึกปวดตา

ความจริงผมไม่รู้ว่าผมต้องมุ่งมั่นอะไร บอกตามตรงนะ ตอนนี้ผมแค่อยากจะให้พวกผีบ้าที่ไล่ตามพวกเราหายไปให้หมดเท่านั้น

แต่จะว่าไปก็แปลก เวลาแบบนี้ คนในสวนสาธารณะควรจะเยอะขึ้น เพราะเป็นเวลาเลิกเรียนเลิกงานที่มีคนพลุกพล่าน แต่พวกเขาไม่ได้สนใจผีบ้ากลุ่มนั้น แม้แต่รุ่นพี่ที่หน้าตาดีเกินมนุษย์มาอยู่ตรงนี้ตั้งพักใหญ่แล้วก็ยังไม่มีเด็กสาวม.ต้นม.ปลายมาคอยตามกรี๊ด สถานการณ์ดูแปลกจริงๆ

ระเบิดไฟ จงไล่ศัตรูไปตามความมุ่งมั่นในใจของข้ารุ่นพี่หยิบกระดาษขึ้นมาอีกแผ่น แล้วก็บี้เป็นวงกลมและกำเอาไว้ในมือ

เดี๋ยวก่อนนะ ในการ์ตูนคนที่จะใช้เวทมนตร์ไม่ได้ต้องร่ายมนต์ยาวเหยียดด้วยภาษาสันสกฤตหรือไม่ก็ภาษาพ่อมดหรอกเหรอ? ทำไมรุ่นพี่ถึงได้ร่ายมนต์สั้นและกระชับแบบนี้?

ฉันบอกแล้วไงว่าความมุ่งสำคัญที่สุด ฟังไม่รู้เรื่องหรือไง!” รุ่นพี่ย้ำคำคมประโยคนั้นอีกครั้ง

พวกเราถูกผีบ้าล้อมเอาไว้ทั้งสี่ทิศ

อย่าพูดถึงความมุ่งมั่นเลย ตอนนี้แค่จะตดผมยังไม่กล้าตดออกมา

มีกลิ่นเหม็นเน่าลอยเข้ามา พวกมันคงไม่ได้ปีนออกมาจากส้วมสาธารณะหรอกใช่ไหม? กลิ่นคล้ายๆ กลิ่นคาวปลา แต่ก็คล้ายกลิ่นเหม็นบูดเหมือนเนื้อที่ทิ้งเอาไว้นาน มันทำให้ผมอยากอาเจียน

และตอนที่ผู้หญิงตาสีเทาคนแรกยื่นมือมาจับผม รุ่นพี่ก็ก้าวนำเธอไปหนึ่งก้าว เขาเพียงขยับมือเบาๆ แสงสีดำก็พุ่งผ่านหน้าของผมไป ภายใต้แสงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน ผมมองเห็นแสงเส้นสีดำเส้นหนึ่งพุ่งออกมาจากฝ่ามือของรุ่นพี่

มันคือปืนนั่นเอง แต่ไม่ใช่ปืนที่ยิงกระสุนดังปัง มันเหมือนปืนยาวในสมัยโบราณที่ถูกดัดแปลงให้กว้างขึ้น จู่ๆ ก็มีลายสีทองผสมกับสีแดงปรากฏขึ้นบนกระบอกปืนสีดำ ภายใต้แสงไฟของสวนสาธารณะ ปืนกระบอกนั้นส่องแสงเรืองๆ ราวกับมีหิ่งห้อยเกาะอยู่บนนั้น

พอปลายกระบอกปืนปรากฏรูกลม มันก็ไปจ่ออยู่ที่หน้าผากของผีบ้าหญิงตัวนั้น แค่เหนี่ยวไกปืน กระสุนต้องทะลุหัวแน่

ระเบิดไฟ ทำลายเสียงของรุ่นพี่ต่ำมาก เขาดูเหมือนกำลังร่ายเวทย์แต่มันสั้นกระชับ ผมคอยดูอยู่ข้างๆ ท่าทางของเขาดูเหมือนเทพเจ้าที่ได้รับการบวงสรวง ส่วนผีบ้าเหล่านั้นก็เป็นสัตว์ที่ถูกนำมาบวงสรวง

พอเสียงปืนดังขึ้น ผีตัวนั้นก็ส่งเสียงกรีดร้องเหมือนกับเสียงเล็บขูดกระจกออกมา เสียงมันดังมาก ดังจนรู้สึกเหมือนแก้วหูถูกฉีกขาด ผมทนฟังไม่ได้จึงรีบเอามือปิดหู

ผีสาวดวงตาสีเทาผงะไปสองก้าว แล้วจู่ๆ ก็ระเบิดขึ้นต่อหน้าต่อตาผม เครื่องในสีม่วง ขาว ดำ เขียวกระเด็นเลอะกลุ่มผีบ้าที่ตามมาด้านหลังไปทั่ว ส่วนรุ่นพี่ผู้แคล่วคล่องก็พุ่งไปจัดการผีตัวต่อไป

วินาทีที่ผมเห็นเครื่องในลอยออกมา ผมก็แทบจะอ้วก ยังดีที่ไม่ผมไม่ได้กินอะไร จึงมีแค่น้ำย่อยเปรี้ยวๆพุ่งขึ้นมาถึงคอหอย แต่ผมก็พยายามกลืนลงไป

ภาพที่ผมเห็นมันน่าสะเทือนใจยิ่งกว่าสารคดีสงครามเสียอีก ผมเข้าใจความหมายของยันต์ระเบิดแล้วล่ะ

แต่ถ้าจะระเบิดผีปีศาจ ทำไมไม่ใช้ระเบิดลูกใหญ่ๆ จัดการพร้อมกันทีเดียวเลยล่ะ? คอยระเบิดทีละตัวแบบนี้มันเสียเวลาไปหรือเปล่า? ถ้าใช้ลูกระเบิดจริงๆ ต้องเร็วกว่านี้แน่

ขณะที่ผมกำลังจินตนาการไปต่างๆ นาๆ รุ่นพี่ที่จัดการผีบ้าไปกว่าครึ่งก็หันขวับ ดวงตาสีแดงคู่นั้นสบตากับผมพอดี

แล้วเขาก็มองลงล่าง

ผมก็มองลงล่าง

เสียงเปลวไฟเผาไหม้ดังขึ้นอย่างปริศนา

อ๊ากกกก!!!!”

ผมร้องลั่น

เจ้าบ้าเอ๊ย!” รุ่นพี่แผดเสียงคำราม

ระเบิดระเบิดระเบิด!” ผมกระโดดออกจากเก้าอี้ แล้วก็กอดลูกระเบิดสีดำที่มีขนาดเท่ากับลูกบาสวิ่งไปวิ่งมา

ระเบิดลูกนี้หน้าตาเหมือนลูกระเบิดที่ในการ์ตูนชอบวาด ข้างบนมีเชือกเส้นหนึ่งที่กำลังเผาไหม้

จะบึ้มแล้วจะบึ้มแล้วจะบึ้มแล้ว!” ผมวิ่งวนไปวนมา ทันใดนั้น ผมก็คิดได้ว่าสิ่งที่ผมควรทำตอนนี้คือโยนลูกระเบิดออกไป ตามด้วยเสียงตู้ม แล้วพวกผีบ้าเหล่านั้นก็จะระเบิดตูม ตายเรียบทั้งกลุ่ม แล้วฝันร้ายก็จะสลายไปอย่างไร้ร่องรอย พอคิดถึงตรงนี้ผมก็รีบโยนระเบิดออกไปทันที

เสียงตึงดังสนั่นหวั่นไหว ระเบิดสีดำลอยออกไปเป็นวงสวยงาม แล้วก็กลิ้งอยู่บนพื้นหลายตลบ สุดท้ายก็หยุดลง

ความเงียบครอบคลุมเป็นเวลาหนึ่งวินาที

ฉันจะฆ่านาย!” รุ่นพี่จ้องมองลูกระเบิดที่หยุดอยู่ที่ปลายเท้าของเขา แล้วก็แผดเสียงคำรามใส่ผม น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอาฆาตและรังสีอำมหิต ผมรู้สึกได้ว่าเขาอยากจะแทงผมด้วยมีดพันเล่มจนตัวพรุน

ขอโทษฮะ ขอโทษฮะ ผมไม่ได้ตั้งใจเพราะรุ่นพี่ยืนอยู่กลางวงผีบ้าพวกนั้น ส่วนผมก็วิ่งแหกปากอย่างบ้าคลั่ง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว แล้วก็จ้องมองชนวนระเบิดที่ไหม้จนเหลือไม่ถึงสามเซนติเมตร

ผมว่ารุ่นพี่ต้องเอาปืนกระบอกนั้นมาเคาะหัวผมแน่ๆ

และตอนที่ชนวนระเบิดเหลือไม่ถึงสองเซนติเมตร รุ่นพี่ก็ใช้ปืนยิงผีที่อยู่ใกล้ตัวเขามากที่สุด แล้วก็จัดการพวกที่มายืนล้อมผม เขาไม่พูดไม่จา ได้แต่คว้ามือผมวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

เขาจะต้องเป็นแชมป์กีฬาแน่ๆ เลย!

นอกจากจะสามารถโต้คลื่นกลางอากาศได้แล้ว ยังวิ่งเร็วกว่าผีเสียอีก! แค่พริบตาเดียวพวกเราก็มายืนอยู่ข้างๆ กระดานลื่นรูปช้างที่อยู่ห่างออกมาเข้าไป!” รุ่นพี่ถีบผมจนลอยเข้าไปอยู่ในท้องของช้างที่ว่างเปล่า แล้วเขาก็กระโดดตามเข้ามา

ขณะที่ผมกำลังจะถอนหายใจอย่างโล่งอก เสียงดังโลกแตกก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงกระเบื้องระเบิด เสียงดังสนั่นจนพื้นสะเทือน หูของผมแทบจะระเบิด ตอนนี้เสียงตู้มๆ ยังคงก้องอยู่ในหูของผม

ช้างกำลังสั่นไหว ผมรู้สึกเหมือนมันกำลังจะถล่ม เศษหินดินทรายเล็กๆ ร่วงหล่นลงมาใส่หัวของผม เสียงระเบิดด้านนอกยังคงดังไม่หยุด รุ่นพี่ถอดเสื้อคลุมสีดำออก ไม่รู้ว่าเขาใช้อะไรขึงเสื้อเพื่อปิดทางเข้าท้องช้างเอาไว้ ผมมองเห็นอะไรบางอย่างพุ่งเข้าชนเสื้อลางๆ แต่ผมกลับไม่ได้ยินเสียงตึงตึงที่ควรจะดังขึ้น แล้วผมก็ได้กลิ่นไหม้ กับกลิ่นเหม็นคาว

ในท้องช้างมืดไปหมด มีเพียงแสงไฟจากด้านนอกส่องเข้ามาเรืองๆ

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เสียงและแรงสั่นไหวถึงได้หยุดลง ผมรู้สึกเวียนหัว ตาลายไปหมด ในหูของผมเหมือนมีผึ้งมาบินหึ่งๆ อยู่ตลอดเวลา

ผ่านไปครู่ใหญ่รุ่นพี่ถึงดึงเสื้อคลุมออก แล้วก็พาดไว้ที่แขน มุดออกไปจากท้องช้าง

พอผมหายเวียนหัวก็มุดตามรุ่นพี่ออกไป แล้วก็ชะงัก

ไม่จริงใช่ไหม…” ผมยืนตาค้าง ตำแหน่งที่เราดื่มเครื่องดื่มกันเมื่อกี้ถูกระเบิดจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ ทั้งตู้ขายน้ำและห้องน้ำสาธารณะโดนระเบิดจนน้ำไหลไม่หยุด หลุมขนาดใหญ่เริ่มกลายเป็นบ่อน้ำเพียงแต่ในบ่อน้ำนั้นมีลูกตากับเครื่องในที่ไม่ทราบเจ้าของลอยอยู่ ดูจากสถานการณ์แล้ว ผมต้องโดนรัฐบาลปรับใช่ไหม?

รุ่นพี่หันมาหาผมแกมันปัญญาอ่อน แกมันปัญญาอ่อน!” รุ่นพี่บีบคอผมแล้วก็โยกไปโยกมา! ภาพลักษณ์ของคุณชายแสนสง่างามหายไปจนหมดสิ้น

ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมไม่ได้ตั้งใจ!” ผมตะโกนลั่น ตาผมเหลือกแล้ว

ผมจะรู้ได้ไงว่ายันต์ระเบิดไฟจะกลายเป็นลูกระเบิดไปได้ ผมคิดว่ามันจะกลายเป็นปืนได้อย่างเดียวนี่! ฮือฮือ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองปัญญาอ่อน ทำจนสวนสาธารณะระเบิดไปหนึ่งในสี่

หนึ่งวินาทีผ่านไป รุ่นพี่คงจะบีบคอผมจนพอใจแล้ว เขาก็เลยดึงผมมาอยู่ข้างๆพูดตามตรง ฉันไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นแบบนี้

ขอโทษฮะ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้เหมือนกัน

และตอนที่คนขี้ขลาดอย่างผมกำลังจะขอกลับบ้านก่อน เสียงประหลาดก็ดังขึ้น ฟังดูเหมือนเสียงอะไรบางอย่างกำลังปีนขึ้นมา

หากได้ยินเสียงแบบนี้เวลาดูการ์ตูนหรือหนัง ประวัติศาสตร์ที่เขียนด้วยเลือดสอนเราว่าห้ามหันไปมองเด็ดขาด แต่ต้องรีบวิ่งหนีภายในหนึ่งวินาที แต่น่าเสียดายที่สิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์ไม่เคยรู้ว่าอะไรคือเจ็บแล้วจำ ผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ผมก็เลยหันกลับไป

ครั้งนี้อยากจะร้องก็ร้องไม่ออก

ภายใต้ท้องฟ้ามืดมน สวนสาธารณะที่ถูกระเบิดจนพลังเหลือเพียงแสงเรืองๆ เท่านั้น พอเสียงประหลาดดังขึ้น แสงนั้นก็หายไป สวนสาธารณะตกอยู่ในสภาพวังเวง

ดวงตาที่ลอยอยู่ในหลุมค่อยๆ สั่นไหว แล้วพื้นดินที่อยู่รอบๆ ก็สั่นไหวตามไปด้วยเหมือนกับเป็นโรคติดต่อ

รุ่นพี่หลับตาลง แล้วก็ลืมตาขึ้น ดวงตาสีแดงเลือดหนักแน่นและสงบนิ่ง แต่ก็ไม่มีใครอ่านออกว่าเขาคิดจะทำอะไรมาแล้วเขาพูดกับผมแบบนี้

ผมรีบเงยหน้าขึ้น ไม่รู้ว่าทำไมหนังหัวของผมถึงชาไปหมด ผมรู้สึกเหมือนว่าอุณหภูมิรอบๆ ตัวเราลดรงอย่างรวดเร็วอะไรมาเหรอฮะ?”

ดวงตาสีแดงสดหันมามองผมระเบิดลูกใหญ่ของนายดึงดูดลูกน้องของจอมปีศาจมา จะบอกว่าซากชิ้นส่วนของพวกนั้นดึงดูดมาก็ได้เขานิ่งมาก มันตรงข้ามกับความรู้สึกของผมตอนนี้อย่างสิ้นเชิง

ผมดึงดูดอะไรมา?

ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่ามือและเท้าของผมสั่นอย่างรุนแรง จะทำอย่างไรก็ไม่หยุด

ผมยังไม่ทันได้ถาม จู่ๆ ผีที่อยู่ใกล้ผมมากที่สุดก็ยื่นมือสีขาวซีดขึ้นมาจากน้ำ และตบพื้นดังปับ! ลูกตาที่ลอยออกมาจากน้ำถูกตีจนเละไม่เป็นรูป

ผมเห็นแล้วอยากจะอ้วก

มือซีดขาวเท้ากับพื้น แล้วหัวของมันก็ค่อยๆ โผล่ขึ้นเหนือน้ำ ผมเห็นเส้นผมหงอกยาว และหนังหัวที่ซีดจนกลายเป็นสีเขียว ดวงตาสีเหลืองซีดของมันโผล่ขึ้นมาจ้องมองผม ผมเหมือนกบที่กำลังถูกงูจ้องเอาชีวิต แม้แต่จะขยับตัวยังไม่กล้า เหงื่อเย็นเฉียบไหลอาบหน้าผากของผม ผมกลัวมาก มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นหวังแบบนี้

เผ่าพันธุ์ไลลิน หนึ่งในเจ็ดผีร้ายลูกน้องของจอมปีศาจบีสันเสียงของรุ่นพี่ลอยเข้าหูผม แล้วร่างที่ดูเหมือนผู้หญิงก็โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ เส้นผมสีขาวโพลนยาวแนบร่างของเธอ เธอไม่ได้สวมเสื้อผ้า แต่บนร่างซีดๆ ของเธอเต็มไปด้วยเกล็ดปลาสีขาวซีด ดวงตาของเธอมีรูม่านตาข้างละสองรู เหมือนกับผีบ้าที่ผมเจอ

ผมกลั้นหายใจ และผงะถอยหลังไปสองก้าว

ผีผู้หญิงตัวนั้นสูงมาก สูงจริงๆ นะ น่าจะประมาณสองเมตรกว่า แม้แต่รุ่นพี่ก็ยังเตี้ยกว่าเธอ

แล้วเธอก็ค่อยๆ อ้าปากออก อ้ากว้างจนฉีกเป็นรอยกว้าง เผยให้เห็นฟันสีเขียวคมกริบ และบางซี่ก็เปื้อนสีแดงสด

ผมพอจะเดาออกว่าสีแดงเป็นสีของอะไร

ใครกัน….”

เสียงยานคางโทนเดียวดังขึ้น ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว เสียงของเธอเหมือนกับเสียงของกระดาษถูกับกระจก ฟังแล้วเสียดหูมาก

มือของใครบางคนจับไหล่ผมดึงไปด้านหลังอย่างแรง รุ่นพี่ที่ไม่มีท่าทีหวาดกลัวขยับมายืนอยู่ข้างหน้าผม ป้องกันไม่ให้ผีตัวนั้นมองเห็นผมเผ่าพันธุ์สูงศักดิ์แห่งน้ำลึกไลลิน เจ้าคือลูกน้องของจอมปีศาจ ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า เจ้าบุกรุกที่นี่ ก็ควรเตรียมตัวตาย

รูม่านตาทั้งสี่รูจับจ้องมาที่ผม แล้วเธอก็หัวเราะ เสียงของเธอทุ้มต่ำพิลึกจนทุ้มต่ำกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว พื้นที่รอบๆ สั่นไหวไปพร้อมกับเสียงของเธอภายใต้อำนาจราชาของข้า ไม่มีที่ใดที่ข้าไปไม่ได้ เจ้าเด็กเมื่อวานซืน ข้าจะเอาเลือดของเจ้ามาสังเวยลูกๆ ที่น่ารักของข้าที่พวกเจ้าฆ่าตายไป

ถูกพวกเราฆ่า?

พูดตามตรงนะ ผมนึกออกแค่อย่างเดียวก็คือผีบ้าที่ไล่ล่าพวกเรา นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าแบบนั้นเรียกว่าน่ารักแต่ดูจากรูปร่างหน้าตาของเธอ ก็พอเข้าใจได้ว่าในสายตาของเธอ ผีบ้าพวกนั้นน่ารักน่าหยิก

รุ่นพี่ผลักผมไปข้างหลังสองสามก้าว ผมแอบเห็นมืออีกข้างของเขาถือปืนสีดำอยู่ระดับของเธอสูงกว่าพวกเมื่อกี้ นายรีบกลับไปซ่อนที่เดิมแล้วรุ่นพี่ก็โยนเสื้อคลุมสีดำให้ผมรีบไปสิ!”

ผมไม่มีเวลาแม้แต่จะผงกหัว  ตอนที่ผมกำลังก้าวขาวิ่ง เสียงกระทบดังสนั่นหวั่นไหวก็ลอยมาจากข้างกาย พอผมหันหลังกลับไป หน้าของผีผู้หญิงตัวนั้นก็แทบจะแนบเข้ากับแก้มของผมแล้ว ดวงตาที่มีรูม่านตาสี่รูกลอกไปมาเหมือนคนคลุ้มคลั่ง ที่เธอไม่กระโจนเข้ามาหาผมเพราะร่างของเธอถูกกระบอกปืนของรุ่นพี่ขวางเอาไว้ ทั้งสองยื้อยุดกันอยู่พักหนึ่ง

ยังไม่รีบไปอีก!”

ผมกลิ้งปนคลาน รีบไปซ่อนตัวอยู่ในท้องช้าง

พวกเจ้าซ่อนมันไว้!” วินาทีที่ผมมุดเข้าไปซ่อนตัว ผีผู้หญิงตัวนั้นก็แผดเสียงเสียดหู มันน่ากลัวเหมือนกับเสียงของสัตว์ป่าที่กำลังหิวกระหาย เสียงของเธอก้องอยู่ในท้องช้างเล็กๆ ทำเอาหูผมแทบระเบิด ผมรีบเอามือปิดหูทันที แต่เสียงนั้นมันก็ยังเล็ดลอดเข้ามาในหูของผมจนได้

ผมเห็นลำแสงพาดผ่านไป

ไลลินที่มีกำลังมหาศาลปัดปืนที่ขวางท้องของเธอออกไป บนปลายนิ้วที่เต็มไปด้วยเกล็ดปลามีเล็บสีเทาคมกริบยาวประมาณสิบเซนติเมตร กำลังพุ่งไปหารุ่นพี่ที่ยังไม่ทันไปซ่อนตัว ทันใดนั้นเล็บของเธอก็กรีดลงบนหลังมือของรุ่นพี่จนเลือดสีแดงไหลซึม

เลือดสีแดงสดค่อยๆ หยดลงพื้น

รุ่นพี่ไม่สนใจบาดแผลเลยสักนิด เขาเอาแต่จ้องมองผีผู้หญิงที่กำลังเลียเลือดบนปลายเล็บอยู่ แล้วก็ส่งเสียงเย็นยะเยือกออกมาเผ่าพันธุ์สูงศักดิ์แห่งน้ำลึกไลลิน เจ้าคงไม่อยากมีชีวิตแล้วล่ะมั้ง

ผมยังไม่กะพริบตา ก็เห็นรุ่นพี่พลิกตัวอย่างรวดเร็ว ผีผู้หญิงตัวนั้นยังไม่ทันตั้งตัว

ปัง! หัวกะโหลกหล่นลงตรงหน้าผม

ผมอยากร้องกรี๊ด อยากกรี๊ดจริงๆ นะ

ดวงตาที่มีรูม่านตาสี่รูบนหัวกะโหลกกำลังมองมาที่ผม

อย่าแตะต้อง! เธอยังไม่ตาย!” รุ่นพี่ใช้เท้าเตะกะโหลกของเธอตกลงน้ำ แล้วก็ใช้มือจ่อ ร่างสูงใหญ่ไร้หัวก็รีบกระโดดลงน้ำตามไปด้วยลูกน้องของจอมปีศาจตายยากมาก ลงคำสาปมัน ให้มันกลับไปที่ของมันก่อนแล้วเราค่อยหาทางจัดการต่อไป

รุ่นพี่เก็บปืน แล้วก็หยิบยันต์สีแดงออกมา อุณหภูมิรอบๆ กลับมาอุ่นเหมือนเดิม

มิติพิสดารจงหวนกลับยันต์สีแดงส่องแสงสว่าง จู่ๆ บนพื้นก็มีแสงสีแดงล้อมรอบสิ่งที่ไม่ควรอยู่บนโลกใบนี้ จงส่งมันกลับออกไป

พอเสียงของรุ่นพี่หยุดลง บ่อน้ำแห่งนั้นก็สั่นไหว หัวกะโหลกและร่างกายที่ยังอยู่เหนือน้ำถูกดูดลงไปด้านล่าง แล้วบ่อน้ำก็ค่อยๆ แห้งจนไม่เหลือ

เอ่อ ตอนนี้ถือว่าพ้นขีดอันตรายแล้วหรือยัง? ผมลองยื่นขาข้างหนึ่งออกไป รุ่นพี่ไม่ได้ห้ามผม ผมก็เลยค่อยๆ ปีนออกมาจากท้องช้าง

การต่อสู้ของรุ่นพี่รวดเร็วและเฉียบขาด แค่พริบตาเดียวก็สามารถจัดการได้อย่างราบคาบ ถ้าเทียบกับผมแล้วเฮ้อ ถึงตาจะเจ็บ แค่ดูก็รู้แล้วว่าเหนือชั้นกว่าผมหลายขั้น

รุ่นพี่ไม่สนใจผม เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วก็กดโทรฯ ออกเทียร์ เกิดเรื่องแล้วอืม นายติดต่อหน่วยงานของที่นี่มาจัดการที ใช่แล้ว มีการโต้ตอบจากลูกน้องของจอมปีศาจ ไลลินหนึ่งในเจ็ดเผ่าพันธุ์สูงศักดิ์น่ะ รบกวนนายช่วยรายงานเบื้องบนด้วย

ผมได้ยินชื่อของใครบางคนที่ฟังคุ้นหู แต่ผมก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร พอรุ่นพี่วางสาย ผมก็รีบกระโดดหลบทันที กลัวว่ารุ่นพี่นัยน์ตาสีแดงจะมาแก้แค้นผมต่อจากเมื่อกี้

กลับได้แล้วผิดคาด รุ่นพี่แค่หันมาพูดกับผมด้วยเสียงนุ่มนวล

หา?” คนที่มานิ่งๆ น่ากลัวกว่าคนที่โหวกเหวกโวยวายหลายเท่า

หรือว่านายอยากโดนจับได้?”

ไม่ครับ ไม่พอรุ่นพี่เตือน ผมถึงได้นึกออกว่าสวนสาธารณะถูกระเบิดเป็นหลุมใหญ่ จนพื้นที่รอบๆ สั่นสะเทือน ตอนนี้มีผู้คนเข้ามามุงดูที่ด้านนอกสวนสาธารณะ อีกไม่กี่วินาทีคงจะพุ่งเข้ามาดูด้านในแน่ๆ

งั้นก็รีบไปสิรุ่นพี่ที่ดูมีประสบการณ์เดินไปทางที่ยังไม่ค่อยมีคนอย่างรวดเร็ว ผมรีบวิ่งตามเขาไปทันที

ตอนที่เราก้าวเท้าออกจากฝูงชน ผมก็ได้ยินเสียงหวอของรถตำรวจ แค่พริบตาเดียว รถตำรวจสิบกว่าคันก็เข้ามาจอดล้อมสวนสาธารณะ พวกเขาเอาเส้นเหลืองมากั้นไม่ให้คนภายนอกเข้าไป แล้วรถดับเพลิงและรถพยาบาลก็ฝ่าฝูงชนเข้าไปในสวนสาธารณะ

ผมงงเป็นไก่ตาแตก ครั้งนี้พวกตำรวจทำงานกันเร็วมาก ปกติเคยรวดเร็วแบบนี้ด้วยเหรอ?

ระหว่างทาง รุ่นพี่เอาแต่เดินหน้าบูด ไม่พูดไม่จาเลยสักคำ

ผมรู้ว่าเขากำลังโกรธ เชื่อผมสิ ถ้าเป็นคนอื่นป่านนี้คงบีบคอผมตายไปแล้ว รุ่นพี่ยังถือว่ามีเมตตาต่อผม

ผมอยากจะขอโทษเขา แต่อีกใจก็กลัว แล้วผมก็ยังเป็นห่วงแผลบนหลังมือของเขาด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่มีเลือดไหลแล้ว แต่ควรทำแผลก่อนไม่ดีกว่าเหรอ?

นั่นคืออะไร?” จู่ๆ รุ่นพี่ก็หยุดเดินกะทันหัน ผมรีบเบรกหน้าทิ่มด้วยความตกใจ ตามมาด้วยความสงสัย ผมมองตามนิ้วของรุ่นพี่ แล้วก็เห็นป้ายที่เขียนว่าขนมเปี๊ยะถั่วแดงห้อยอยู่ เมื่อก่อนสามชิ้นสิบหยวน ตอนนี้อะไรๆ ก็แพงขึ้น ก็เลยขึ้นราคาเป็นสามชิ้นยี่สิบ หรือไม่ก็ชิ้นเดียวสิบหยวน ยี่สิบหยวน

ขนมเปี๊ยะถั่วแดงไงฮะ ข้างในมีไส้ถั่วแดง ไส้ถั่วเขียว ไส้เผือกก็มีนะฮะ ไส้ไชเท้าฝอย แต่ไส้กะหล่ำปลีบางครั้งก็มีบางครั้งก็ไม่มี ร้านนี้อร่อยนะฮะบังเอิญเป็นทางที่ผมต้องผ่านหลังเลิกเรียนพอดี เมื่อก่อนพอเลิกเรียนแล้วท้องว่าง แม่ผมก็จะให้เงินผมมาซื้อไปกินเล่น ผมก็เลยคุ้นเคยกับเถ้าแก่ร้านเป็นอย่างดีรุ่นพี่อยากลองชิมดูไหมฮะ?”

ผมรู้สึกแปลกใจ รุ่นพี่ไม่เคยกินขนมเปี๊ยะถั่วแดงเหรอ? ดูจากสีหน้าของเขา ผมเดาว่าเขาไม่รู้ว่าขนมเปี๊ยะถั่วแดงคืออะไร เขาจ้องมองรถเข็นอยู่นาน ถึงจะเป็นเมืองนอกก็เถอะนะ สมัยนี้ขนมเปี๊ยะก็น่าจะมีให้เห็นอยู่บ้างไม่ใช่เหรอ? ขนมไต้หวันออกจะโด่งดังไปทั่วโลก ไชน่าทาวน์ ชุมชนคนจีนก็น่าจะมีไม่น้อย

รุ่นพี่หันมามองผม แล้วก็ส่ายหัว เส้นผมสีเทาของเขาสะบัดเป็นคลื่นไม่กิน ฉันยังมีงานต้องทำ

งาน?” ผมงง รุ่นพี่ทำงานพาร์ทไทม์ด้วยเหรอ? แต่ทำไมไปทำงานแล้วกินไม่ได้ล่ะ?

สถาบันแอตแลนติสอนุญาตให้นักเรียนรับงานที่มีคนขอความช่วยเหลือ ระดับที่ต่ำที่สุดคือชุดคลุมขาว ระดับกลางชุดคลุมม่วง ส่วนระดับสูงสุดคือชุดคลุมดำ อย่างนายไม่ใช่แม้แต่ชุดคลุมขาว นายคงรับงานไม่ได้เร็วๆ นี้หรอก

ผมเข้าใจแล้ว คงเหมือนกับพวกจอมเวทย์กำจัดปีศาจในหนังสือการ์ตูนล่ะสิ

ไม่ใช่จอมเวทย์กำจัดปีศาจรุ่นพี่คัดค้านความคิดของผมงานที่ฉันต้องไปทำคือภารกิจปีศาจต้นไม้ที่ปีศาจแมวขอร้องมา ขอบเขตมันกว้างเกินกว่านายจะจินตนาการได้เขาแสยะยิ้มที่มุมปาก แล้วก็หัวเราะอย่างมีเลศนัย

ตอนนี้มันก็เกินกว่าผมจะจินตนาการได้อยู่แล้ว ดังนั้นผมก็จะไม่ไปคิดว่าขอบเขตของงานอยู่ตรงไหน

ที่นายถูกผีไล่ตามเมื่อกี้ ถึงแม้จะไม่นับว่าเป็นภารกิจของฉัน แต่พวกลูกน้องของจอมปีศาจก็วุ่นวายใช่ย่อย ฉันว่าโรงเรียนน่าจะให้เงินรางวัลกับนายรุ่นพี่ยกโทรศัพท์ขึ้น เขาจิ้มหน้าจอโทรศัพท์สองสามทีถ้านายเจออีก ถงหลางจะช่วยนายเอง เด็กที่กินเจ้าผีบ้าไปคนนั้นนั่นแหละ แค่นายบอกเขาให้กินก็เรียบร้อย

เด็กผีคนนั้น?

ผมตัวสั่น รู้สึกกลัวเล็กน้อย

งั้นก็แค่นี้นะ ฉันยุ่ง ลาก่อนเขาเก็บโทรศัพท์ แล้วก็โบกมือให้ผม

ผมหลุดจากภวังค์ ไม่รู้ว่าตัวเองกลับมายืนอยู่หน้าประตูบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่

รุ่นพี่!” ผมมองหลังของเขาที่กำลังเดินจากไป แล้วก็รวบรวมความกล้าเรียกเขา

รุ่นพี่หันหลังกลับมา ใบหน้าของเขาเหมือนกำลังพูดว่ามีอะไรอีกเล่า

ขอโทษนะฮะ วันนี้ทำให้รุ่นพี่ต้องลำบาก แล้วก็ เปิดเทอมเจอกันฮะ!” ถึงแม้ว่าผมยังลังเลอยู่ แต่ผมว่าตอนนี้ผมสามารถยอมรับเรื่องที่ต้องไปเรียนที่สถาบันแอตแลนติสได้แล้ว ส่วนเรื่องที่จะขอที่บ้านย้ายโรงเรียนก็ไว้ค่อยว่ากันวันหลัง รอดูไปสักพักหนึ่งก่อนดีกว่า อีกอย่าง ผมอยากเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเอง โดยไม่ต้องไปรบกวนคนอื่น

รุ่นพี่แสยะยิ้ม แล้วก็หัวเราะออกมาเจ้าโง่เอ๊ย

วินาทีต่อมา ร่างของเขาก็ถูกลมพัดสลายหายไป ราวกับว่าเขาไม่เคยมาที่นี่เลย

ผมรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก จึงเดินฮัมเพลงเข้าบ้าน

ผมเปิดประตู แม่ผมยืนมองผมอยู่ที่หน้าประตูบ้าน

หยางหยาง เกลือล่ะลูก?”

………

ซวยแล้ว

บทที่แปด ดวงจันทร์และความมุ่งมั่น

สถานที่ : ไต้หวัน

เวลา : แปดโมงสิบห้านาที

เวลาผ่านไปอีกสองสามวัน

อีกแค่สามวันก็จะถึงวันเปิดเทอมแล้ว ตอนที่ผมกำลังตั้งใจจะเตรียมตัวเตรียมใจต้อนรับวันเปิดเทอมอยู่ที่บ้านนั้น ก็มีแขกที่ไม่คาดคิดมาเยือนบ้านของเรา

หยางหยาง หยางหยาง ออกไปเที่ยวกันเถอะ!” เสียงของเด็กผู้หญิงดังเข้ามาจากด้านนอก น้ำเสียงของเธอใสแจ๋วน่าฟัง

ตอนนั้นผมกำลังกินข้าวเช้าอยู่ในห้องครัวชั้นล่าง พอแม่ผมได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงเรียกผม เธอก็รีบวิ่งออกไปที่หน้าประตูทันที แม่วิ่งเร็วเสียจนผมคิดว่าที่แม่ชอบบ่นว่าปวดเอวปวดแขนปวดขาเป็นเรื่องโกหก แต่อาจเป็นเพราะตั้งแต่ผมเกิดมา ก็ไม่เคยมีเด็กผู้หญิงมาหาผมที่บ้านเลยสักคนเดียว แค่ครึ่งคนก็ไม่มี เพื่อนผู้หญิงในห้องผมต่างก็กลัวความซวยของผมจะแพร่ไปติดพวกเธอ ก็เลยเลือกที่จะไปสนิทสนมกับเพื่อนผู้ชายคนอื่นมากกว่า ผมก็เลยเข้าใจว่าทำไมแม่ผมถึงได้รีบวิ่งขนาดนั้น

แต่ว่าปัญหามันไม่ใช่ตรงนี้

แม่จะทำอะไรครับ!” ผมรีบวิ่งไปที่หน้าประตูก่อนที่เสียงกึกก้องของแม่ผมจะดึงดูดให้เพื่อนบ้านออกมาดู

ที่จริงแม่ผมกังวลใจมานานแล้วที่ผมไม่เคยมีเพื่อนผู้หญิงมาหาเลย แม่มักจะพูดอย่างภูมิใจที่พี่สาวผมเป็นสาวฮอต มีคนมารุมจีบเธอตั้งแต่อนุบาลจนถึงตอนนี้ แต่ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงกลายเป็นของที่ไม่มีใครแล แม่ก็เลยไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่

แม่ก็จะช่วยเปิดประตูให้เพื่อนลูกไงล่ะจ๊ะแม่พูดอย่างตื่นเต้น

ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวผมเปิดเองใครจะไปรู้ ประโยคแรกที่แม่พูด อาจจะสอบถามถึงครอบครัวของเพื่อนผมก็ได้

ลูกยังกินข้าวเช้าไม่หมดเลยนะ!” เห็นได้ชัดว่าแม่ผมจริงจังมาก

แม่ไม่ได้บอกว่าจะไปทำพายผลไม้หรอกเหรอ รีบไปทำสิครับแม่ผมต้องห้ามยอมแพ้

เราสองแม่ลูกยื้อยุดกันอยู่พักใหญ่

หยางหยาง ไปเที่ยวกันเถอะ!” เด็กผู้หญิงข้างนอกตะโกนเข้ามาอีกครั้ง

ในที่สุดแม่ผมก็งัดอำนาจของผู้เป็นแม่ออกมาใช้เปิดประตู ไม่อย่างนั้นแม่จะทำของเน่าให้ลูกกินสามมื้อ

ใจร้าย

ผมได้แต่ยอมจำนนต่ออำนาจของแม่ แล้วก็เปิดประตูออกอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ด้านนอกมีเด็กผู้หญิงน่ารักยืนอยู่จริงๆ ด้วย เธอสวมชุดกระโปรงสีขาวมีลายดอกไม้เล็กๆ สีฟ้า ผมสีทองหยักศกมัดเป็นแกละสองข้าง ดูยังไงก็เหมือนเจ้าหญิงน้อย สิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้ก็คือใบหน้าที่มีเค้าของชาวต่างชาติ ดูรวมๆ แล้วเธอเหมือนกับสาวน้อยผู้สูงส่งในละครทีวีไม่มีผิด

เหมียวเหมียว? เธอมาได้ไง?” ผมงงมาก ไม่คิดว่าเหมียวเหมียวจะมาบ้านผมได้ แถมยังยืนตะโกนเรียกผมให้ออกไปเที่ยวด้วยอีก เธอรู้ที่อยู่บ้านผมได้อย่างไรกัน?

วันนี้ฉันไม่มีงาน ก็เลยมาชวนหยางหยางไปเที่ยวกันเหมียวเหมียวไม่สนใจสายตางุนงงของผม เธอฉีกยิ้มหวานหยาดเยิ้มสวัสดีค่ะคุณแม่ฉู่เธอสังเกตเห็นแม่ของผมที่กำลังยืนตาค้างพูดไม่ออกอยู่ด้านหลัง ก็เลยก้มหัวทำความเคารพผู้ใหญ่ตามมารยาท

แม่ผมหลุดจากภวังค์ทันทีว้าว สาวน้อยน่ารัก หนูชื่ออะไรจ๊ะลูก? เป็นเพื่อนของหยางหยางเหรอจ๊ะ?” แม่ยิ้มอย่างมีเลศนัย เอาศอกทิ่มหลังผมสองที แล้วก็หันไปทักทายเหมียวเหมียวอย่างเป็นมิตร

หนูชื่อมิเคย่าค่ะ เป็นเพื่อนห้องเดียวกันกับหยางหยางเหมียวเหมียวยกแขนขึ้น ที่ข้อมือของเธอมีตะกร้าผลไม้ห้อยอยู่นี่เป็นผลไม้ขายดีที่บ้านมิเคย่าปลูกเองค่ะ หวังว่าคุณแม่จะชอบนะคะเธอยื่นตะกร้าผลไม้ที่เต็มไปด้วยเชอร์รี่ราคาแพงให้แม่ผม

ผมหันไปมอง นั่นมันเชอร์รี่นำเข้าราคาแพงหูฉี่นี่

ของแพงขนาดนี้แม่ไม่กล้ารับไว้หรอกจ้ะ เสี่ยวย่าเอากลับไปกินเถอะลูกแม่ผมก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว เธอเรียกชื่อมิเคย่าเหมือนสนิทสนมกันมานาน

แล้วผมก็ถูกลืมเอาไว้ข้างๆ

เป็นของที่บ้านมิเคย่าปลูกเองค่ะ คุณพ่อสั่งเอาไว้ว่าให้เอามาฝาก คุณแม่รับเอาไว้เถอะนะคะเหมียวเหมียวยังคงยิ้มหวาน

ถ้างั้นแม่ก็ไม่เกรงใจแล้วนะจ๊ะแม่ผมรู้สึกว่ายื้อกันไปยื้อกันมามันดูไม่ดี สุดท้ายก็เลยยอมรับตะกร้าผลไม้เอาไว้หยางหยางกำลังทานข้าวเช้า เสี่ยวย่าทานมาหรือยังจ๊ะ? เข้าไปนั่งข้างในก่อนไหม?”

ได้ค่ะ

เดี๋ยวนะ แม่ถามผมหรือยัง?

ผมมองแม่กับเหมียวเหมียวเดินคุยกันอย่างสนุกสนาน คนที่ถูกลืมอย่างผมก็ได้แต่เซ็ง

ผมมีลางสังหรณ์ว่าวันนี้จะต้องไม่สงบแน่

ประมาณเก้าโมงเช้า ผมกินข้าวเช้าเสร็จก็เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็ถูกแม่ลากออกไปนอกบ้าน เหมียวเหมียวก็ตามผมออกมาด้วย

เธอมีธุระอะไรหรือเปล่า?” เราสองคนมุ่งหน้าไปตลาด สวนสาธารณะที่โดนระเบิดไปเมื่อสองสามวันก่อนยังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้ซ่อมเร็วกว่าปกติ ตอนนี้ใกล้จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว

ผมรู้สึกเหมือนมีพิรุธ แต่ก็บอกไม่ถูกว่ามันผิดปกติอย่างไร แล้วทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันแปลกๆ กันล่ะ?

มีสิ วันนี้เหมียวเหมียวไม่มีงานก็เลยมาชวนหยางหยางออกไปเที่ยวด้วยกันรอยยิ้มแสนหวานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แล้วเธอก็หยิบตั๋วสองใบออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างมีบัตรกำนัล พวกเราไปดูหนังกันก่อน พี่เกิงรอพวกเราอยู่ที่โรงหนังแล้ว

พี่เกิงก็คือรุ่นพี่แสนสวยที่กระโดดลงไปให้รถไฟชนคนนั้น

พี่เกิงก็มาด้วยเหรอ?” ทำไมเธอถึงมาด้วยล่ะ? ผมแทบไม่เคยคุยกับเธอเลย มีแค่วันแรกเท่านั้นที่เธอทำให้ผมตกใจจนเสียขวัญ ที่จริงผมก็แทบไม่รู้จักกับเหมียวเหมียวเหมือนกัน เธอมาปรากฏตัววันนี้ ผมถึงได้แปลกใจมาก

ใช่จ้ะ พี่เกิงบอกว่ารุ่นพี่ฝากของมาให้เธอน่ะ พอดีพวกเราว่าง ก็เลยมาชวนเธอไปดูหนังด้วยกันเหมียวเหมียวยิ้มพลางตอบคำถามผมพวกเราอ่านเรื่องย่อแล้ว มีหนังเรื่องหนึ่งเพิ่งเข้าฉายได้ไม่นาน แล้วก็อยากไปดูพอดี แต่เสียดายที่รุ่นพี่ไม่ได้มาด้วย รุ่นพี่ก็ชอบดูหนังแนวนี้เหมือนกัน

นึกไม่ถึงว่ารุ่นพี่จะชอบดูหนังผจญภัยด้วย ผมคิดว่าเขาจะชอบดูหนังสยองขวัญเสียอีก ไม่ใช่ว่าผมเข้าใจเขาดีหรอกนะ ผมก็แค่เดาตามความรู้สึกเท่านั้นเอง

บ้านของเธอปลูกเชอร์รี่ขายจริงๆ เหรอ?” ผลไม้สุดแพงที่เธอเอามาฝากยังทำให้ผมไม่หายสงสัย เพราะจะดูกี่ที เธอก็ไม่เหมือนชาวสวนเลยสักนิดเดียว

แล้วเป็นไปตามคาดจริงๆ เหมียวเหมียวส่ายหัวครอบครัวของเราเป็นเผ่าพันธุ์โบราณที่มีอิทธิฤทธิ์พิเศษพูดกันตามหนังสือการ์ตูนก็คือเป็นต้นตระกูลของผู้วิเศษ

ขอโทษนะ ทำให้เธอต้องเสียเงินเยอะเลยตะกร้านั้นอย่างน้อยก็ต้องหลายพัน มันถือว่าแพงมากเลยสำหรับผม

เปล่าสักหน่อย ไม่ได้ใช้เงินเลยเหมียวเหมียวยิ้มฉันมีญาติที่ทำอาชีพทั่วไปน่ะ เชอร์รี่ตะกร้านั้นก็เอามาจากบ้านของฉันเอง ฟรีจ้ะ เหมียวเหมียวแค่เอาของขวัญมาส่งต่อก็เท่านั้น

ผมว่านะ เหมียวเหมียวจะต้องเป็นคุณหนูบ้านรวยแน่ๆ

ตลาดอยู่ไม่ไกลจากบ้านของผมนัก เดินจากสวนสาธารณะที่โดนระเบิดก็แค่สิบห้านาทีเท่านั้น ปกติแล้วผมจะชอบขี่จักรยานไปเที่ยวเล่น แต่วันนี้มีเหมียวเหมียวมาด้วย ก็เลยไม่ได้ขี่ เราสองคนเดินไปคุยไป เลยไม่รู้สึกว่าระยะทางไกล

เกิงมาถึงแล้วล่ะ

วันนี้ไม่ใช่วันหยุด แล้วก็ยังเช้าอยู่ด้วย ที่ตลาดคนก็เลยไม่เยอะเท่าไหร่ หลังเที่ยงไปคนถึงจะเริ่มเยอะ

เหมียวเหมียวโบกไม้โบกมือให้เงาของใครบางคนที่โรงหนังฝั่งตรงข้าม แล้วฝ่ายนั้นก็ทำท่าเดียวกันกลับมา

พอเราสองคนเดินข้ามถนนไป ผมก็ได้เจอกับพี่เกิงแสนสวย เธอกำลังยืนรอพวกเราอยู่พอดี วันนี้พี่เกิงสวมชุดสีดำเข้าชุดกัน ดูสง่ามากเลยล่ะ เธอดูเด่นมากท่ามกลางฝูงชน คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างก็หันมามองเธอทั้งนั้น มีเสน่ห์ไม่เบาเลยทีเดียว

อรุณสวัสดิ์จ้ะหยางหยางพี่เกิงหันมายิ้มหวานให้ผม

อรุณสวัสดิ์ฮะรุ่นพี่ผมรีบทักทายกลับ ผมมองเธอ แล้วก็หันไปมองตารางฉายหนังวันนี้เหมียวเหมียวกับพี่เกิงมีหนังที่อยากดูเป็นพิเศษหรือเปล่าฮะ?” ผมรู้สึกเขินๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ออกมาเที่ยวกับผู้หญิงตามลำพัง แล้วยังมีสาวตั้งสองคน คนหนึ่งเป็นสาวสวยสง่างาม อีกคนก็เป็นเจ้าหญิงน้อยแสนน่ารัก ผมว่าพวกผู้ชายคนอื่นที่เดินผ่านไปผ่านมาคงจะอยากเอามีดมาแทงผมให้ตาย

ไม่มีจ้ะ ไม่ได้มาที่แบบนี้นานมากแล้ว รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนไปเยอะเลยพอพูดจบ พี่เกิงก็หยิบซองจดหมายออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างของเธอรุ่นพี่ของเธอฝากมาให้น่ะจ้ะ

ผมรับซองกระดาษสีขาวเหมือนซองที่ใช้ในงานศพ พอเปิดดู ข้างในมีกระดาษสองใบ

นี่คือ…” ผมหยิบกระดาษออกมาดู แล้วลูกตาของผมก็แทบถลนออกมาจากเบ้า

ใบหนึ่งเป็นใบเบิกเงิน อีกใบเป็นเช็คต่างประเทศ บนเช็คมีชื่อบริษัทที่ผมไม่รู้จัก แต่ตัวหนังสือสีทองที่พิมพ์อยู่บนนั้นดูไฮคลาสมาก

พวกเราได้ยินเทียร์เล่าให้ฟัง หยางหยางทำสวนสาธารณะพัง ใบหนึ่งเป็นเงินชดเชยค่าเสียหายที่โรงเรียนออก อีกใบเป็นเช็คค่าตอบแทนที่หยางหยางกำจัดผีได้เหมียวเหมียวเดินมาอธิบายให้ผมฟังข้างๆถึงเงินจะไม่มาก แต่ก็นับได้ว่าเป็นเงินรางวัลก้อนแรกที่หยางหยางได้รับใช่ไหมล่ะ เจ๋งมากเลยเธอปรบมือให้ผม

เงินไม่มากงั้นเหรอ?

ภาพ The Scream ในใจของผมปรากฏขึ้นอีกครั้ง

พระเจ้าช่วย! นี่เรียกว่าเงินไม่มากเหรอเนี่ย?

ตัวเลขที่พิมพ์ลงบนใบเบิกเงินของโรงเรียนเป็นจำนวนเงินมหาศาลที่ทำให้ผมแทบเป็นลม แต่ตัวเลขบนเช็คก็เป็นจำนวนเงินที่ไม่แพ้กัน

ผมหน้ามืดแล้ว

เดี๋ยวก่อนนะ! ผมเข้าใจแล้ว! ที่จริงกระดาษสองใบนี้เป็นแค่แบงค์กาโม่ใช่ไหมล่ะ?

ผมหยิบกระดาษสองแผ่นนั้นขึ้นมาส่องกับแสง เพื่อหาลายน้ำที่เป็นรูปการ์ตูน ดูไปดูมา ดูมาดูไป ดูยังไงก็หาหลักฐานที่จะบอกว่ามันเป็นแค่ของปลอมไม่เจอ นี่คือเช็คของจริงเหรอเนี่ย?

หักค่าชดเชยแล้วก็น่าจะยังพอมีเงินเหลือไว้ใช้พี่เกิงรีบช่วยผมคิดเลขค่าชดเชยครั้งนี้ถือว่าน้อยแล้ว ครั้งก่อนเหมียวเหมียวไปถล่มหมู่บ้านโบราณ ต้องใช้แรงและเวลามากมายกว่าจะทำให้หมู่บ้านฟื้นฟูกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แถมค่าชดเชยก็ยังเยอะมากอีกด้วย

เกิงเกิงก็เคยโดนเรียกเก็บค่าชดเชยเหมือนกันเหมียวเหมียวกับพี่เกิงแฉวีรกรรมของกันและกัน

ความจริงแล้วพวกเธอแค่อยากจะปลอบผมไม่ให้คิดมากใช่ไหมล่ะ? คนที่ปกติใช้เงินประหยัดอย่างผมไม่อาจเข้าใจได้ว่าเงินจำนวนเท่าไหร่ที่พวกเธอถึงจะรู้สึกว่าเยอะ

หยางหยาง เธอต้องขอบคุณรุ่นพี่ของเธอนะจ๊ะไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ พี่เกิงก็พูดแบบนี้ขึ้นมา เธอหันมามองผมแล้วก็ยิ้ม แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

ขอบคุณรุ่นพี่? อ๋อ ผมรู้แล้ว วันนั้นผมก่อเรื่องวุ่นวายให้เขาต้องมาช่วยสะสางนั่นเอง

พอเปิดเทอมแล้วค่อยไปขอบคุณเขาก็แล้วกัน ซื้อของอร่อยๆ ไปฝากเขาตอนที่ผมกำลังคิดว่าอยู่ว่าจะซื้ออะไรดี เหมียวเหมียวก็ถูกอะไรบางอย่างดึงดูดความสนใจ สายตาเธอจับจ้องไปที่อะไรบางอย่างซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเรานักตรงนั้นมีร้านแบกะดิน ยังไม่ทันเที่ยงก็มาปูเสื่อขายของแล้ว ปกติที่นี่คนจะเยอะหลังสิบเอ็ดโมงขึ้นไป ทางเดินโล่งๆ ที่แทบจะไม่มีคนเดินกลับมาปูเสื่อขายของ น่าแปลกชะมัด

บนเสื่อมีเครื่องประดับเล็กๆ ที่เด็กผู้หญิงชื่นชอบวางเรียงรายอยู่มากมาย ภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่อง เครื่องประดับเหล่านั้นส่องแสงสว่างเป็นประกาย

หนังผจญภัยเรื่องนั้นฉายไปสองชั่วโมงครึ่ง

เป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่เนื้อเรื่องกล่าวถึงวีรสตรีผู้กล้าหาญ สุดท้ายพระเอกก็ได้ครอบครองสมบัติที่ใฝ่ฝันมานาน แต่นางเอกกลับจากเขาไป แล้วเรื่องก็จบ

ตอนที่พวกเราสามคนออกมาจากโรงภาพยนตร์ ในมือก็กอดน้ำอัดลมและกล่องป๊อปคอร์นออกมาด้วย เหมียวเหมียวร้องไห้จนตาแดง เพราะพระรองที่เธอชอบดันมาถูกศัตรูฆ่าตายตอนจบ เธอจึงเศร้าใจอย่างหนัก

รอให้แผ่นดีวีดีออกแล้วฉันจะซื้อกลับไปดูที่บ้านอีกรอบเธอสะอึกสะอื้นยัยคนใจร้าย ถ้าฉันบังเอิญเจอยัยนั่น ฉันจะอัดเธอให้น่วมเลย

ปกติแล้ว เราคงไม่บังเอิญเจอดาราง่ายๆ หรอกมั้ง?

แต่ผมก็แอบกลัว กลัวว่าวันใดวันหนึ่งหนังสือพิมพ์จะพาดหัวข่าวแมวยักษ์บุกงับดาราหนังใหญ่กลางดึก เพราะผมรู้ว่าเหมียวเหมียวมีความสามารถพอที่จะทำเรื่องน่ากลัวแบบนั้นได้

ตงตายอย่างอนาถเหมียวเหมียวจับมือพี่เกิงขึ้นมา ไม่รู้ว่าเธอพูดประโยคนี้กี่ครั้งแล้ว

พี่เกิงก็ได้แต่หัวเราะ ไม่ได้พูดอะไร

ขอเล่าเสริมอีกสักหน่อย พระรองในหนังเมื่อกี้ สุดท้ายเขาถูกแส้ฟาดจนตาย

ร้านแบกะดินยังอยู่นี่พี่เกิงมองไปที่มุมถนน ผมก็มองตามไปด้วย เธอบอกว่าเป็นร้านขายเครื่องประดับร้านเดียวกับที่เราเห็นตอนแรก

ไปดูกันเถอะเหมียวเหมียวลืมพระรองคนนั้นไปจากสมองทันที แล้วก็หัวเราะคิกคัก เอามือคล้องแขนพี่เกิง ผมก็ได้แต่เดินตามไปอย่างว่านอนสอนง่าย

นั่นเป็นร้านขายเครื่องประดับ มีเครื่องประดับแบบที่กำลังเป็นที่นิยมวางเรียงรายอยู่มากมาย เช่น เครื่องเงิน เครื่องหนังสไตล์ชนเผ่า มีขายหมดทุกอย่าง จุดเด่นของสินค้าก็คือเป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมด เป็นของที่มีชิ้นเดียวในโลกไม่ซ้ำใคร

เชิญมาเลือกดูได้ตามสบายเลยจ้ะคุณหนูแม่ค้าทักทายพวกเธออย่างเป็นกันเอง ร้านของเธอมีลูกค้าไม่เยอะ พอเห็นเหมียวเหมียวกับพี่เกิงเดินมา เธอจึงตาลุกวาว

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร พี่เกิงและเหมียวเหมียวถึงไม่ตอบเธอ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเลือกเครื่องประดับอย่างตั้งใจ

สร้อยคอเส้นหนึ่ง เป็นสไตล์ชนเผ่า จี้รูปพระจันทร์ รอบๆ วงพระจันทร์มีหินหลากสีประดับอยู่  เหมือนพระจันทร์ค่อยๆ ถูกเงาเมฆบดบัง เห็นแล้วรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก

เกิงเกิง อันนี้…” เหมียวเหมียวหยิบสร้อยพระจันทร์ให้พี่เกิงดู เหมือนเธออยากจะถามอะไรจะซื้อกลับไปไหม?”

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเหมียวเหมียวถึงได้ถามเช่นนี้ แม่ค้าวางถ้วยน้ำชาลงแล้วรีบแนะนำทันทีคุณหนูตาถึงจังเลยนะคะ สร้อยเส้นนี้ฉันเพิ่งซื้อมาจากต่างประเทศ เป็นงานแฮนด์เมดที่มีจำนวนจำกัดค่ะ ไม่มีทางซ้ำกับใครแน่นอน วันนี้ยังไม่มีลูกค้ามาซื้อเลย ถ้าคุณหนูอยากประเดิมล่ะก็ เดี๋ยวแม่ค้าจะให้ราคาพิเศษเลยค่ะเธอฉีกยิ้มกว้าง แล้วก็หยิบเส้นที่วางอยู่บนกล่องเครื่องประดับออกมาให้เหมียวเหมียวดูลองใส่ดูไหมคะ กระจกอยู่ทางนี้ค่ะ

เหมียวเหมียวหยิบสร้อยเส้นนั้นขึ้นมาดู แล้วก็หันมาหาผมหยางหยาง เธอว่าสวยไหม?” เธอยื่นสร้อยมาให้ผมดูให้ชัด แต่ก็ไม่ได้คิดจะลองสวมสร้อยดูเลย

ผมพิจารณาสร้อยเส้นนั้น จะว่าไปก็แปลก ถึงสร้อยเส้นนี้ฝีมือประณีต แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าตรงไหนที่แปลก

ดูภาพรวมแล้วไม่สวยงั้นเหรอ? แต่ผมว่าเขาก็ออกแบบได้ดีนี่นาแล้วตกลงมันแปลกที่ตรงไหนกันแน่?

ลองดูเส้นอื่นไหมล่ะ?” ผมกวาดสายตามอง บนเสื่อยังมีสร้อยแบบคล้ายๆ กับสร้อยพระจันทร์เส้นนั้น

ฉันว่าเส้นนี้ดีกว่านะเป็นเครื่องประดับรูปพระจันทร์เหมือนกัน แต่เป็นกำไลที่ใช้หนังถัก ตรงกลางมีรูปพระจันทร์เล็กๆ ห้อยอยู่ ดูมีสไตล์ไม่ซ้ำใคร แล้วอีกอย่าง ผมก็ไม่รู้สึกว่ามันแปลกด้วย

พี่เกิงกับเหมียวเหมียวหันมาดู

จริงด้วย เส้นนี้ดีกว่านะพี่เกิงยิ้มหวานเหมียวเหมียว ไม่ต้องซื้อเส้นนั้นหรอกเธอหยิบกำไลขึ้นมาดู แล้วบอกกับเหมียวเหมียว

ความจริงนี่เป็นแค่บทสนทนาทั่วไปเวลาที่ผู้หญิงซื้อเครื่องประดับ แต่ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงรู้สึกว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในคำพูดของพวกเธอ พวกเธอต้องการสื่อความหมายอะไรกันแน่

เหมียวเหมียวยื่นสร้อยเส้นนั้นคืนแม่ค้าไปพวกเราซื้อเส้นอื่นละกันค่ะไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงดูดีใจผิดปกติหยางหยางตาถึงจริงๆ ด้วย

อะไรนะ? ผมทำหน้างง

แล้วจู่ๆ แสงวอบแวบทางขวามือของผมก็ดึงดูดความสนใจผมไป ผมหันไปมอง ข้างในกล่องมีสร้อยหนังซ่อนอยู่ในเงามืดๆ บนสร้อยมีจี้เงินแผ่นสี่เหลี่ยมห้อยอยู่ สมัยนี้ผู้คนนิยมจี้แบบนี้ แม่ผมชอบบอกว่ามันเหมือนปลอกคอสุนัข

แผ่นสี่เหลี่ยมสีเงินสะท้อนเข้าตาผม ที่มุมหนึ่งเป็นรูปธนูไฟสีเงิน แสงสีเงินของมันทำให้ผมนึกถึงใครบางคน แล้วผมก็หยิบมันขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

พ่อหนุ่มชอบเส้นนี้เหรอจ๊ะ? สร้อยเส้นนี้เอามาขายตั้งนานแล้ว ถ้าเธอชอบ แม่ค้าจะยอมขาดทุนให้เลย!” แม่ค้ารีบเดินมาหาผมทันทีเส้นนี้ใส่ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเลยนะจ๊ะ

จิตของผมบอกให้ผมซื้อ ผมเองก็รู้สึกแปลกใจกับตัวเองเหมือนกัน เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่ใช่คนชอบซื้อเครื่องประดับเล็กๆ แบบนี้เลยก็ได้ฮะ เอาเส้นนี้ผมยื่นสร้อยไปให้แม่ค้า

จี้แผ่นนี้เป็นเงินแท้เลยนะจ๊ะ เห็นแก่ที่พ่อหนุ่มถูกชะตากับมัน ฉันลดให้เหลือพันแปดเลยจ้ะ

ฮะ?” แพงโคตร!

ผมคิดว่าเส้นละร้อยห้าสิบเสียอีก เพราะของที่เอามาแบกะดินขายก็ราคาประมาณนี้

พี่เกิงหยิบสร้อยจากมือของผมขึ้นมาดูเป็นเงินแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์จริงๆ ด้วยดูเหมือนว่าเธอจะดูเป็น แล้วเธอก็รีบยื่นสร้อยมาคืนผมถึงจะแพงไปหน่อย แต่ราคานี้ก็ถือว่าโอเคเลยนะ

เธอพูดขนาดนี้แล้ว ผมเลยได้แต่ควักกระเป๋าสตางค์แบนๆ ออกมา แล้วก็หยิบแบงค์พันที่ได้เป็นเงินอั่งเปาออกมาให้แม่ค้า

หนูเอาเส้นนี้ค่ะเหมียวเหมียวไม่ได้ถามราคา เธอหยิบกำไลพระจันทร์ขึ้น แล้วก็ยื่นแบงค์ใหญ่พร้อมกับเหรียญจำนวนหนึ่งไปให้แม่ค้า

แม่ค้าเห็นเหมียวเหมียวหยิบเงินออกมาก็ตกใจเล็กน้อยพอดีเลยค่ะคุณหนู คำนวณราคาได้แม่นมากเลยนะคะ

เหมียวเหมียวได้แต่ยิ้มหวาน แล้วก็หันมากะพริบตาปริบๆ ให้ผม

หยางหยาง เธอเลือกสร้อยเส้นนั้นจากหลักการอะไรเหรอจ๊ะ?”

พอพวกเราเดินออกไปจากตลาด พี่เกิงก็พาพวกเราไปนักพักที่ร้านน้ำชาโบราณ มีเสียงน้ำพุในร้านให้ความรู้สึกสดชื่น

ฮะ? อะไรเหรอ?” เลือกของยังต้องมีหลักการด้วยเหรอ? ก็แค่เห็นว่าสวยก็เลยซื้อมาเท่านั้นเองไม่มีหลักการอะไรหรอกฮะก็แค่เห็นว่ามันสวยดี…”

เหมียวเหมียวหันไปสบตากับพี่เกิง ใบหน้าของทั้งสองคนปรากฏรอยยิ้มที่ดูคล้ายๆ กัน

ของที่ร้านนั้นมีแรงปรารถนารุนแรงมากเลยล่ะเหมียวเหมียวเล่นถ้วยชาสวยประณีตไปพูดกับผมไปฉันกับเกิงเกิงเดาว่าแม่ค้าจะต้องเดินทางไปทั่วสารทิศเพื่อเลือกสินค้าเองแน่ๆ เพราะเหตุผลบางอย่าง แหล่งสินค้าถึงไม่ได้มีมากเท่าไหร่

ผมไม่เข้าใจความหมายของเธอเอ่อเลือกสินค้าเองก็ทำให้สินค้ามีเอกลักษณ์ไม่ใช่เหรอฮะ?” สมัยนี้พวกแม่ค้าก็ไปรับของมาจากตลาดขายส่งทั้งนั้น ของแต่ละร้านก็เลยคล้ายๆ กันไปหมด

ก็ถูกพี่เกิงยิ้มหวาน แล้วก็วางถ้วยชาลงแต่เวลาที่เลือกสินค้า แรงปรารถนาและจิตวิญญาณบนสิ่งของเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเราควรระวัง เพราะที่ที่พวกเราอยู่ไม่ใช่ที่ของคน ดังนั้น แค่ของเล็กๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเราได้

ไม่ใช่ที่ของคน

หูของผมสามารถรับฟังประโยคข้างบนได้

ผมรู้ตั้งนานแล้ว ว่าโรงเรียนนั้นไม่ใช่ที่ที่คนควรจะอยู่!

เหมียวเหมียวดูออกว่าของที่เธอซื้อส่วนใหญ่เป็นงานแฮนด์เมด งานที่ทำด้วยมือแบบนี้นี่แหละที่มักจะเกิดปัญหาอยู่บ่อยๆพวกเธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้สมองของผมกำลังจะระเบิดอยู่แล้ว เหมียวเหมียวหยิบขนมเข้าปากอย่างสบายใจแต่ว่าสร้อยที่หยางหยางเลือกดีมากเลย ตาถึงจริงๆ นะเนี่ย

ตาถึงงั้นเหรอ?

พอเปิดเทอมแล้วเธอก็จะได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้ การมองสิ่งของเป็นวิชาที่สำคัญมากวิชาหนึ่ง รุ่นพี่ของเธอก็ลงเรียนตลอดเลยล่ะพี่เกิงบอกผมแค่หยางหยางรักษาเซ้นส์ของตัวเองเอาไว้ให้ได้ เชื่อว่าหยางหยางจะต้องตาถึงไม่เป็นสองรองใครแน่ๆ

เธอเชื่อมั่นในตัวผมเกินไปแล้ว ถ้าผมตาถึงจริงๆ ผมก็คงไม่บังเอิญไปกินข้าวกล่องบูด เลยต้องมาเรียนในโรงเรียนที่ไม่มีอยู่จริงแบบนี้หรอก

ผมคิดแบบนี้จริงๆ นะ

ตอนที่พี่เกิงกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าของเธอก็ดังขึ้น แล้วก็ตามมาด้วยรอยยิ้มขอโทษ เธอเดินออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก

ดูเหมือนว่าเกิงเกิงจะงานเข้าอีกแล้วนะเหมียวเหมียวบอกผม

แล้วก็เป็นไปตามคาด พอพี่เกิงคุยโทรศัพท์เสร็จ ก็กลับมายิ้มแหยๆ ขอโทษขอโพยฉันได้รับงานด่วน ต้องรีบไปก่อน ขอบคุณนะจ๊ะหยางหยาง ที่วันนี้อุตส่าห์ออกมาเที่ยวเป็นเพื่อนพวกเรา

โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกฮะผมหัวเราะแหะๆ ความจริงได้มาดูหนังวันนี้ผมมีความสุขมากเลยล่ะ

เหมียวเหมียวก็มีนัดตอนกลางคืนเหมือนกัน ขอบคุณนะจ๊ะหยางหยางเธอโค้งให้ผม แล้วก็ฉีกยิ้มน่ารักเจอกันตอนเปิดเทอมนะจ๊ะหยางหยาง

ผมชะงักไปชั่วขณะ แล้วก็รีบตอบเธอแล้วเจอกันนะ

พี่เกิงเดินไปจ่ายค่าอาหารแล้วค่อยไป ผมมองแผ่นหลังของเธอที่กำลังเดินจากไป ความจริงที่พี่เกิงกับเหมียวเหมียวมาชวนผมไปเที่ยววันนี้ก็ไม่ได้มีธุระอะไร หรือว่าพวกเขาจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่? รู้ว่าผมไม่กล้าพอที่จะไปเรียนที่นั่น? หรือว่าจะรู้ว่าผมลังเลตัดสินใจไม่ถูก?

หยางหยางต้องไปโรงเรียนนะเหมียวเหมียวหันมาโบกมือให้ผมจะได้เจอกันไงรอยยิ้มของเธอช่างสดใสและบริสุทธิ์ เหมือนกับอากาศด้านนอกไม่มีผิดเลย ไม่มีอะไรแปดเปื้อนเลยสักนิดเดียว

ถ้าผมยอมไปเรียน พวกเราก็จะได้เจอกันอีก

แล้วเงาของเหมียวเหมียวก็ค่อยๆ หายไป

สรุปแล้วผมควรจะไปเรียนหรือเปล่า?

ผมมองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา คำถามนี้วนเวียนอยู่ในสมองของผม ผมรวบรวมความกล้าไม่สำเร็จสักที แต่ผมกลับต้องเหยียบเข้าไปในโรงเรียนนั้น ผมรู้ว่าที่สถาบันนั้นมีคำตอบที่ผมต้องการอยู่ แล้วก็รู้ว่าที่นั่นไม่ได้น่ากลัวเหมือนอย่างที่ผมคิด แต่แค่นึกถึงเหตุการณ์อีนุงตุงนังในวันนั้น ผมก็อยากจะลาออก

แสงอาทิตย์ยามเที่ยงส่องกระทบกับกระจกร้านข้างๆ จนสว่างจ้าเข้าตาผม

ตอนนี้ผมเริ่มกังวลเกี่ยวกับสร้อยพระจันทร์เส้นนั้น ถ้าพูดตามประโยคฮิตในหนังสือการ์ตูน ก็คงต้องบอกว่าสร้อยเส้นนั้นถูกอาบไว้ด้วยความชั่วร้าย ดูจากภาพรวมมันดูเหมือนสิ่งของมีอาถรรพ์ นอกจากคำว่าชั่วร้ายแล้วก็ไม่อาจใช้คำอื่นมาพรรณนาได้อีก

แล้วผมก็เดินกลับไปใกล้ๆ ร้านแบกะดินโดยไม่รู้ตัว ดูจากสถานการณ์แล้ว ผมต้องโดนผีบังตาแน่ๆ

เธอมาทำอะไรที่นี่?” มีใครบางคนตบหลังผมอย่างแรง ผมตกใจจนเกือบร้องกรี๊ดออกมา ขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งเรียกผีออกมาตอนที่ผมกำลังกลัวอยู่ได้ไหม น่าขนลุกชะมัด

แม่บอกว่าเธอออกมาเที่ยวกับเพื่อน แล้วเพื่อนไปไหนล่ะ?” หมิงเยว่ที่ไม่รู้ว่าโผล่มาได้อย่างไรกอดอกถามผม เธอยังทำหน้าโหดเหมือนเดิม พูดตามตรงนะ นับวันผมก็ยิ่งรู้สึกว่าพี่สาวของผมมีส่วนคล้ายรุ่นพี่มาก ไม่ใช่ว่าหน้าตาเหมือนกัน แต่ทั้งสองคนทำให้ผมรู้สึกเหมือนกัน ดีไม่ดีพวกเขาอาจจะเป็นคนประเภทเดียวกันก็ได้ น่าจะเข้ากันดีนะผมว่า

เพิ่งกลับไปฮะ แล้วพี่มาทำอะไรที่นี่?” ผมมองซ้ายมองขวา ถึงได้มั่นใจว่าพี่สาวผมมาคนเดียว

มาเดินช้อปปิ้งกับเพื่อนน่ะ เธอไปซื้อของหมิงเยว่พยักหน้าไปอีกทาง ผมมองตามไป ที่ร้านไอศกรีมมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังกวักมือเรียกเธอ เป็นคนที่ผมไม่รู้จัก สงสัยจะเป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัยละมั้ง?

เธอบอกว่าเธอไม่เคยมาเดินเล่นที่ตลาดแห่งนี้ พี่ก็เลยออกมาเป็นเพื่อน เธอจะกลับบ้านแล้วเหรอ?” พี่สาวผมยื่นขนมในมือมาให้ผม ไม่รู้ว่าใครให้มาอีก ครั้งนี้เป็นพายร้านดัง

ผมจะกลับบ้านแล้วเหรอ? ที่จริงผมตั้งใจจะกลับบ้านแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมถึงเดินย้อนกลับมาที่เดิมอีก

ผมยังไม่ทันตอบเธอ ผู้หญิงที่ร้านไอศกรีมก็วิ่งหอบข้าวหอบของมาหาพวกเราเสี่ยวเยว่ คนนี้คือ…?”

น้องชายฉันเองหมิงเยว่บอกเธอ

เธอหันมายิ้มและผงกหัวให้ผมเบาๆ ผมก็ทักทายกลับตามมารยาท

น้องชายเธอหน้าเหมือนเธอมากเลยเพื่อนของพี่สาวผมพูด ผมได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนเป็นคำชม เรื่องที่แม่ผมทุกข์ใจมากที่สุดในโลกก็คือผมกับพี่สาวแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

อื้มฉู่หมิงเยว่ไม่ได้คัดค้านเขาชื่อฉู่หมิงหยาง ที่ฉันเคยเล่าให้เธอฟังน่ะ

ที่แท้ก็คือคนที่เธอเล่านั่นเองผู้หญิงคนนั้นหันมายิ้มให้ผม ผมถึงสังเกตเห็นว่าเธอมีอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น เธอเป็นชาวต่างชาติเหมือนกับเหมียวเหมียว แต่กลับมีเค้าโครงของคนเอเชีย ผมของเธอสีน้ำตาลอ่อน นัยน์ตาสีฟ้าเข้มเหมือนน้ำทะเลสวัสดีจ้ะน้องของเสี่ยวเยว่ ฉันเป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัยของเสี่ยวเยว่น่ะจ้ะ ฉันชื่อซินเซียร์ ไอเดอร์

ฝรั่งเหรอเนี่ย?

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมได้เจอกับเหมียวเหมียวมาก่อนหรือเปล่า ผมถึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเท่าไหร่

ฮะ สวัสดีฮะ ผมชื่อฉู่หมิงหยางถึงพี่สาวผมจะแนะนำไปแล้ว แต่ผมก็ควรจะแนะนำตัวเองด้วยเหมือนกัน

ผมรู้สึกว่าซินเซียร์เหมือนพี่เกิง แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเหมือนกันตรงไหน อาจจะเป็นคนแบบเดียวกันก็ได้ เหมือนพี่สาวข้างบ้านแสนอ่อนหวานอะไรแบบนั้น พี่สาวของผมมีเพื่อนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? น่าสงสัยจริงๆ เมื่อก่อนที่ผมเคยเจอ ก็ไม่เคยเห็นอ่อนหวานแบบนี้เลยสักคน หรือจะเป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามา?

นี่ ฉันเลี้ยงเธอละกันนะจ๊ะ หยางหยางเธอยื่นไอศกรีมแท่งโตมาให้ผม พร้อมกับรอยยิ้มแสนหวานคิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นคนรู้จักของเสี่ยวเยว่ ก็เลยซื้อมาเผื่อ

ผมรับไอศกรีมมา ในมือของพวกเธอก็มีกันคนละแท่ง

ถ้าเธอยังไม่อยากกลับ ก็รอพวกเราหน่อย เดี๋ยวไปซื้อของนิดเดียวก็กลับแล้วฉู่หมิงเยว่หันมาพูดกับผม

ซื้อของเหรอ?

ไม่นานหรอกจ้ะซินเซียร์บอกผม

สายตาของพวกเธอจับจ้องไปที่เดียวกัน ก็คือร้านขายเครื่องประดับที่ผมเพิ่งไปซื้อมา

เชิญเลือกได้ตามสบายเลยจ้ะ…”

พอแม่ค้าเห็นผมก็หยุดพูดทันที สีหน้าของเธอเหมือนคนเจอผีพ่อหนุ่ม เธอ…”

ผมรู้ว่าเธออยากจะว่าผมว่าการเปลี่ยนสาวควงบ่อยๆ นั้นไม่ดีนี่พี่สาวผมฮะผมรีบชี้แจงทันที ทุกครั้งที่ผมไปไหนมาไหนกับพี่สาวผม ก็มักจะถูกคนอื่นมองว่าเป็นนางฟ้ากับหมาวัดอยู่บ่อยๆ ผมชินแล้วล่ะ

อ๋อ อ๋อ ขอโทษจ้ะ พวกเธอหน้าตาไม่ค่อยเหมือนกันเลยเธอพูดแทงใจดำผมดูก่อนสิจ๊ะคุณหนู ถ้าชอบก็บอกฉันได้เลย เดี๋ยวฉันลดราคาให้จ้ะ

สินค้าบนเสื่อมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ตำแหน่งไม่เหมือนกับตอนที่ผมมาซื้อ เธออาจจะเปลี่ยนตอนที่เอาของมาใส่เพิ่มก็ได้

ซินเซียร์ไม่ได้ตั้งใจดูเท่าไหร่ เธอหยิบสร้อยเส้นหนึ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว บังเอิญมาก มันเป็นสร้อยเส้นเดียวกับที่เหมียวเหมียวเลือก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ ซึ่งก็คือสร้อยพระจันทร์ที่ผมรู้สึกว่ามันแปลกๆ เส้นนั้นนั่นแหละ

เสี่ยวเยว่ เธอดูสิเธอหยิบสร้อยมาให้พี่สาวผม มันส่องประกายแวววาวจนผมปวดตา

ผมก็ยังรู้สึกไม่ค่อยดีกับสร้อยเส้นนั้นเหมือนเดิม

พี่สาวผมหรี่ตามองครู่หนึ่งไม่ดีเท่าไหร่ ฉันว่าซื้อกลับไปดีกว่านะคำพูดของพี่สาวผมมันขัดแย้งในตัวเอง ของไม่ดีจะซื้อกลับไปทำไม?

แต่ก็ยังไม่ถึงมาตรฐานที่จะรับซื้อกลับคืนซินเซียร์หน้านิ่วคิ้วขมวด

ซื้อกลับคืน? ผมฟังแล้วงงเดี๋ยวก่อนนะ ซินเซียร์คงไม่ใช่คนที่ประดิษฐ์สร้อยเส้นนี้หรอกใช่ไหม?

ได้ยินว่าสินค้าที่ร้านนี้เป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมด ไม่แน่อาจจะเป็นของที่เธอทำขึ้นก็ได้ แล้วแม่ค้าก็ไปซื้อมาจากเธอ แบบนี้ก็สมเหตุสมผลดี เพราะผมนึกสาเหตุอื่นไม่ออกแล้วว่าทำไมต้องซื้อของไม่ดีกลับไปด้วย

ถ้าพวกเธอชอบ ฉันจะลดราคาให้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เส้นนี้ฉันซื้อมาจากเมืองนอกเลยนะจ๊ะ ที่ไต้หวันไม่มีขาย ฉันรับรองได้ว่าไม่ซ้ำใครแน่นอนแม่ค้าเห็นพวกเธอลังเล ก็เริ่มเสนอโปรโมชั่นปีนี้สไตล์ชนเผ่ากำลังมาแรง สร้อยเส้นนี้ใส่ง่ายจ้ะ เหมาะกับทุกชุดเลย ใส่ไปไหนก็ได้

เดี๋ยวลองดูเส้นอื่นก่อนดีกว่าค่ะประโยคนี้ของพี่สาวผมทำให้แม่ค้าหุบปากทันที ความจริงควรจะบอกว่ามาดของเธอทำให้แม่ค้าไม่กล้าส่งเสียงมากกว่า คงกลัวว่าถ้าไปยุ่งมากอาจจะซวยก็ได้

ซินเซียร์หยิบสร้อยขึ้นมาดูอยู่นานเอาเส้นนี้แหละแล้วเธอก็หยิบแบงค์ใหญ่ออกมาให้แม่ค้า

แม่ค้ายิ้มหน้าบาน แล้วก็ทอนเงินให้เธอ

ผมว่าพี่ผมจะต้องมีเซ้นส์ดียิ่งกว่าผม ถ้าผมรู้สึกว่าสร้อยเส้นนั้นมันแปลกๆ เธอจะสัมผัสไม่ได้เลยได้อย่างไรกัน?

ซินเซียร์รับกล่องสร้อยไป และใส่มันลงไปในกระเป๋าสะพาย แล้วเธอก็หันไปสบตากับพี่สาวผมไปกันเถอะ

พวกเธอจะไปกันแล้ว จะกลับบ้านแล้วใช่ไหม?

ตอนที่พวกเรากำลังเตรียมตัวกลับบ้าน อีกฝั่งหนึ่งของถนนก็เกิดเสียงเอะอะโวยวาย ตามด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คนและเสียงแตรของรถมอเตอร์ไซค์

แต่ตรงนี้มันเป็นถนนคนเดินนี่? มาขี่รถตรงนี้ไม่ได้

หยางหยาง ยืนเหม่ออะไรอยู่!” พอผมได้ยินประโยคนี้ ก็มีมือของใครบางคนดึงผมไปข้างหลังอย่างแรง

เสียงกรีดร้องดังมาจากถนนคนเดิน รถมอเตอร์ไซค์สองคันวิ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง ผมยังไม่ทันร้อง ซินเซียร์ที่อยู่ใกล้กว่าผมก็ร้องออกมาก่อน รถมอเตอร์ไซค์คันหน้ากระชากกระเป๋าสะพายของเธอไป รถคันนั้นก็ผลักเธอล้มลงกับพื้น

ขโมย!” เสียงของผู้หญิงที่ผมไม่รู้จักตะโกนออกมาจากถนนคนเดิน ผู้ชายหลายคนวิ่งเข้ามาขวางทาง แต่รถมอเตอร์ไซค์กลับพุ่งเข้าไปโดยไม่สนใจ แล้วก็จากไปอย่างรวดเร็ว

เป็นอะไรหรือเปล่า?” หมิงเยว่ปล่อยมือออกจากผม แล้วก็ก้มลงไปพยุงซินเซียร์ให้ลุกขึ้น ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองหรือเปล่า พวกเธอสองคนดูเหมือนไม่ได้ตกใจกับเหตุการณ์ชิงทรัพย์เท่าไหร่เลย หรือว่ากระเป๋าใบนั้นว่างเปล่า?

ไม่ใช่สิ ผมยังเห็นเธอใส่กล่องสร้อยลงไปในกระเป๋าอยู่เลย

ฉันไม่เป็นไร แค่เจ็บแขนนิดหน่อยซินเซียร์ปัดฝุ่นตามตัว ที่ข้อศอกของเธอมีรอยถลอกแดงแจ๋บ้าจริง ฉันเพิ่งซื้อชุดใหม่มาแท้ๆ อุตส่าห์ตั้งใจซื้อใส่มาเที่ยวที่นี่เลย

ปัญหามันอยู่ตรงนี้เหรอ?

ไปแจ้งตำรวจก่อนดีกว่าไหมฮะ?” ในกระเป๋าที่ถูกขโมยไปมีทั้งเงิน มีทั้งของ สิ่งแรกที่ควรคือแจ้งตำรวจ ไม่แน่รถมอเตอร์ไซค์อาจจะถูกตรวจ และอาจจะได้ของคืนก็ได้นะ

อ๋อ ในกระเป๋าไม่มีของสำคัญหรอกจ้ะ ไม่เป็นไรหรอกเธอหันมายิ้มให้ผม ซินเซียร์พูดแบบนี้ แสดงว่าผมคิดถูกแล้วสิ่งที่ควรจะกลับมาเดี๋ยวมันก็กลับมาเอง ถ้าต้องไปรบกวนคนอื่นมากมาย คงรู้สึกเกรงใจแย่เลย

ผมว่าถ้าทุกคนคิดแบบนี้ อาชีพโจรคงจะรุ่งเรืองน่าดู

วางใจเถอะ เดี๋ยวเสี่ยวเยว่ก็ช่วยฉันเอากลับคืนมาเองแหละซินเซียร์ยิ้มอย่างสดใส เธอพูดเหมือนกับว่า

พี่ฮะ พี่ติดตั้งเรดาร์ค้นหาทรัพย์สินอัตโนมัติไว้เหรอฮะ?” ผมหันไปถามพี่สาวผม

พี่สาวผมตอบโดยการใช้ศอกกระแทกผมอย่างแรง ไม่ถึงครึ่งวินาที ผมก็รู้สึกเหมือนโดนหมีขย้ำ ทั้งเจ็บทั้งหน้ามืด ผมใกล้จะถึงนรกแล้ว

นี่! ผมเป็นน้องของพี่นะ!

ไม่ถึงสองวินาที พวกเราก็ถูกล้อมไปด้วยผู้คน แต่ผมไม่ได้อยู่ในวงนั้น

หญิงสาวสองคนถูกชายหนุ่มล้อมรอบ มันเป็นภาพที่ผมคุ้นเคย พวกเขายื่นมือเข้ามาช่วย ถ้าวันนี้คนที่ถูกปล้นเป็นผู้หญิงหน้าตาไม่ดี จะมีสักกี่คนที่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเธอ?

คุณสองคนเป็นอะไรหรือเปล่า ไปทานของหวานทานให้สดชื่นก่อนดีไหมครับ?” สิ่งที่ผมได้ยินก็เป็นคำพูดประมาณนี้

ผ่านไปสิบวินาที…“น่ารำคาญจริงๆ ไสหัวออกไปให้หมดพี่สาวผมพูดจาก้าวร้าวไม่ไว้หน้าใครถ้ายังไม่ไป ฉันจะฆ่าพวกนายให้หมดเลย!”

บรรยากาศรอบๆ สงบลงทันใด ไม่มีใครกล้ากระตุกหนวดแม่เสือสาว ผมเห็นผู้คนค่อยๆ เปิดทางให้พวกเธอเดินออกมาจากวงล้อม พี่สาวของผมกับซินเซียร์ที่กำลังทำหน้างงเดินออกมาอย่างสง่างาม

ยืนอยู่ทำไมล่ะ รีบไปสิ!” เธอเตะขาผมหนึ่งที แล้วผมก็เด้งไปข้างหน้าอัตโนมัติ

เจ็บนะพี่!” แถมพี่ยังใส่ส้นสูงอีกด้วย! ผมกระโดดโหยงๆ ตามไปอย่างรวดเร็ว

ประสาท ถ้าไม่เจ็บ แล้วพี่จะเตะเธอทำไมหมิงเยว่หันมาค้อนผม

ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้นสักหน่อย ไอ้พี่บ้า!

เสี่ยวเยว่ ฉันต้องกลับแล้วล่ะพวกเราหยุดอยู่ที่มุมถนน แล้วซินเซียร์ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลาอ้อ หยางหยาง ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ วันนี้ฉันดีใจมากเลย ครั้งหน้าไว้มาเที่ยวด้วยกันใหม่นะจ๊ะ

โทรศัพท์มือถือของเธอดูคุ้นตามาก เป็นยี่ห้อของประเทศเกาหลีใต้ที่กำลังฮิตในปีนี้ ซึ่งผมก็มีหนึ่งเครื่องเหมือนกับของเธอ

เธอหมายความว่าดีใจเพราะได้มาซื้อของน่ะเหรอ? อีกอย่าง เธอเพิ่งถูกปล้นไปเองนะ แปลกคนจริงๆ

แล้วเจอกันนะพี่สาวคนนั้นบอกลาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แล้วซินเซียร์ก็หายไปจากหัวมุม

ท่าทางลึกลับแบบนี้เหมือนกับใครบางคนจริงๆ

ไปกันเถอะ

ไปไหนฮะ?” อยู่ดีๆ เธอก็บอกว่าไปกันเถอะ ผมจะรู้ไหมล่ะว่าเธอจะไปไหน?

ไปเอากระเป๋าของซินเซียร์คืนไงล่ะแล้วพี่สาวผมก็กอดอก เดินมุ่งหน้าไปยังถนนอีกเส้น

เอาคืน?

มันมาแล้ว! ความสามารถลึกลับชวนสยอง!

ที่จริงผมว่าพี่สาวผมเหมาะจะไปเรียนที่โรงเรียนนั้นมากกว่า! เธอจะต้องเรียนได้ดีแน่ๆ แล้ววันหนึ่งนักเรียนหัวกะทิอย่างเธอก็จะกลายเป็นแม่มดจอมร้ายกาจ

ปั้ก!

โอ๊ย!” ผมโดนรองเท้าส้นสูงเตะอีกแล้ว

บอกให้ตามมาก็รีบตามสิ มัวแต่เพ้อเจ้ออะไรอยู่ได้!” หมิงเยว่หันมาถลึงตาใส่ผม ดวงตาที่มีแต่คนชมว่าเพอร์เฟคกำลังแผ่รังสีอำมหิต

ผมได้แต่ตามไปอย่างเชื่อฟัง ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียนหรืออยู่ที่บ้าน ผมก็ยังเป็นคนชั้นล่าง น่าอนาถใจจริงๆ แต่จะว่าไป คนชั้นล่างก็ไม่ต้องใช้สมองคิดอะไรเลย แค่ทำตามคำสั่งก็พอ ความจริงมันก็สบายเหมือนกันนะ

ผมไม่รู้หรอกว่าพี่สาวผมจะไปเอากระเป๋าคืนที่ไหน เพราะทางที่เธอเดินไป ไม่ใช่ทั้งสถานีตำรวจและสถานที่เกิดเหตุ แต่เป็นทางที่ไม่มีคนพลุกพล่าน

อ้อ เธอจำลูกของน้าได้ไหม?” อยู่ดีๆ พี่สาวผมก็ถามขึ้น

ใคร?” ลูกพี่ลูกน้องเหรอ? ผมจำไม่ได้เลย นับตั้งแต่ผมเริ่มซวย ผมก็แทบไม่เคยได้เจอญาติคนไหนเลย

ลูกของน้องชายแม่ไงล่ะ เขามีศักดิ์เป็นพี่ของเธอ เมื่อก่อนพวกเราสนิทกันมากเลยนะ แต่ตอนนี้ห่างไปแล้วล่ะหมิงเยว่หันมามองผมแปลกๆ เหมือนว่าเขาเป็นคนที่ผมควรจะรู้จัก

บอกตามตรงนะ ผมจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่ามีคนคนนี้อยู่บนโลกด้วย

ซินเซียร์เป็นแฟนของเขา

หา!” ประโยคนี้ทำให้ผมตกใจ มิน่าล่ะ ก็ว่าแล้วว่าไม่เคยเห็นพี่สาวของผมคบเพื่อนแบบนี้ ที่แท้ก็รู้จักผ่านทางญาตินี่เอง

ตอนเด็กๆ เธอชอบเล่นกับเขาจะตายไป ตอนนี้กลับลืมไปแล้ว ถึงว่าคนถึงชอบพูดว่าพวกเด็กๆ ไร้เยื่อใย แค่พริบตาเดียวก็ลืมจนหมดเธอมองผมด้วยหางตาเมื่อเดือนก่อนตอนที่พี่ช่วยแม่เอาของไปให้พวกเขา ก็เลยได้รู้จักกับซินเซียร์ เขาฝากถามมาด้วยว่าเธอมีเวลาไปเที่ยวเล่นกับเขาบ้างหรือเปล่า ที่ไหนได้ เธอกลับลืมเขาไปแล้ว

ปัดโธ่! ใครจะไปจำเรื่องตอนเด็กได้กันล่ะ! สมองของผมก็มีแต่เรื่องซวยๆ ในสิบปีที่ผ่านมานี่แหละ ไม่มีที่ว่างพอจะจำว่าใครเป็นใครหรอก!

พอแล้ว คุยถึงแค่นี้พอหมิงเยว่หยุดฝีเท้ากะทันหัน ผมเพิ่งจะรู้ตัวว่าพวกเราเดินมาไกล รอบนอกตลาดผู้คนไม่เยอะเท่าไหร่ แต่รถที่ขับผ่านไปผ่านมากลับมีจำนวนมาก

มองซ้ายมองขวา ที่นี่ก็ดูไม่เหมือนที่ที่กระเป๋าจะงอกออกมาได้ ขณะที่ผมกำลังคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเบรกกะทันหันของรถยนต์ดังเอี๊ยด ดังมาจากสี่แยก ตามมาด้วยเสียงกระแทกดังสนั่น แล้วก็เสียงล้อรถเสียดสีกับถนนอีกหลายเสียง สุดท้ายก็คือเสียงคนขับเปิดกระจกตะโกนด่า

ผมใจหล่นไปที่ตาตุ่ม ถึงผมจะเคยประสบอุบัติเหตุรถยนต์บ่อย แต่ความรู้สึกมันคนละอย่างกับตอนที่ต้องมาเห็นคนอื่นประสบอุบัติเหตุ

รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งฝ่าไฟแดงออกมา รถยนต์คันอื่นเบรกไม่ทันก็เลยชนเข้าอย่างจัง คนขี่รถมอเตอร์ไซค์ลอยกระเด็นไปไกล ตอนนี้การจราจรกลายเป็นอัมพาต ผู้คนมากมายวิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์ ไม่นาน รถตำรวจจากสถานีที่ใกล้ที่สุดก็มาถึงที่เกิดเหตุ

รถมอเตอร์ไซค์ที่ขับตามมาก็รีบจอดทันที ผมจำได้ว่าเขาคือหัวขโมยคนนั้น!

ทุกอย่างล้วนมีเหตุมีผล พวกเขาขี่รถเร็วขนาดนั้น ก็ต้องเจออุบัติเหตุเข้าสักวันไม่ช้าก็เร็วหมิงเยว่ยังไม่ได้ขยับตัวไปไหน เธอก้มลมเก็บของชิ้นหนึ่งบนพื้น แสงสะท้อนสีเงินส่องเข้าตาผม

สร้อยพระจันทร์? ทำไมถึงได้…?

ผมมองตามไป แล้วผมก็เห็นกระเป๋าที่คงจะกระเด็นไปเพราะอุบัติเหตุเปิดอ้าอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งที่พวกเรายืนอยู่นัก สร้อยเส้นนี้คงจะกระเด็นออกมาจากกระเป๋า ฝูงชนมหาศาลเข้ามามุงดูเหตุการณ์ พวกเราเลยไม่ทันเห็นว่าไอ้หัวขโมยหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วไม่นานเสียงวี้หว่อของรถพยาบาลก็ดังขึ้น และฝ่าฝูงชนเข้ามายังที่เกิดเหตุ

ไปกันเถอะหมิงเยว่เดินไปสองก้าว เธอเก็บกระเป๋าขึ้นมาแล้วเอาสร้อยใส่ลงไปเหมือนเดิม

ฮะ

ผมรีบเดินตามเธอไป แล้วเสียงของรถพยาบาลก็ค่อยๆ เบาลง

สร้อยพระจันทร์คืออะไรกันแน่?

สัมผัสที่หกของผมบอกผมว่าสร้อยเส้นนั้นต้องเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุครั้งนี้แน่ เพราะมันเหมาะเจาะพอดี จนทำให้ผมรู้สึกกลัว

พี่สาวของผมเดินไประยะหนึ่ง พอออกนอกเขตตลาดแล้วถึงค่อยชะลอฝีเท้าลง บางทีเธออาจจะไม่ได้เดินเร็วตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่ผมตื่นตระหนกก็เลยคิดว่าเธอเดินเร็ว

เธอเคยได้ยินเรื่องดวงจันทร์แห่งสนามรบหรือเปล่า?” เธอหันหน้ามาถามผม

สีเลือดอะไรนั่นน่ะเหรอ?” ทั้งในนิยายและหนังสือการ์ตูนชอบเอ่ยถึงบ่อยๆ วันที่มีคนตายมากมาย พระจันทร์และพระอาทิตย์จะกลายเป็นสีเลือด แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็นนะ วันนั้นที่ห้องพยาบาลก็มีคนตายเยอะมาก แต่ผมไม่ทันได้สังเกตว่าท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเลือดหรือเปล่า แย่จริง!

หมิงเยว่พยักหน้าเครื่องประดับที่พวกเราซื้อเรียกว่าพระจันทร์เลือด ว่ากันว่าเป็นของของทหารคนหนึ่งในสนามรบ พอดูดซึมเลือดในสนามรบมากเกินไป ก็เลยเกิดคำสาป ใครที่ครอบครองมัน จะต้องแลกด้วยเลือดเธอเขย่ากระเป๋าสะพายในมือเบาๆ แล้วน้ำเสียงของเธอก็เปลี่ยนไปทันทีก็แค่พูดให้ฟังเท่านั้น เธอไม่ต้องเชื่อเป็นตุเป็นตะหรอกนะ

แต่ผมก็เชื่อไปแล้ว แค่วินาทีเดียวก็เชื่อแล้ว พวกพี่ไปอ่านมาจากนิตยสารเล่มไหนกันเนี่ย! มีแนะนำเครื่องประดับน่ากลัวๆ แบบนี้ด้วยเหรอ!

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมมองนาฬิกา ตอนนี้บ่ายสามโมงแล้ว สงสัยว่าจะเดินอยู่ในตลาดนานไปหน่อย

ตอนที่พวกเราเดินผ่านสวนสาธารณะระหว่างทางกลับบ้าน ที่นั่นก็เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อเช้ามาก การซ่อมแซมใกล้เสร็จแล้ว สนามหญ้าบางส่วนกลับมาเป็นเหมือนเดิม แล้วยังมีเด็กสองสามคนวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน

จู่ๆ หมิงเยว่ก็หยุดเดินกะทันหัน

แปลกคน แต่ผมก็ต้องหยุดตามเธอ

หยางหยาง พี่ถามอะไรหน่อยสิ เธอต้องตอบตามความจริงนะเธอเหวี่ยงกระเป๋าไปด้านหลัง แล้วก็หันมามองผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำหน้าจริงจังขนาดนั้นด้วย

พี่จะถามอะไรเนี่ย?

ฮะถ้าผมตอบว่าไม่ได้ต้องโดนด่าแน่ คำตอบก็เลยมีอยู่แค่ข้อเดียวเท่านั้น

หมิงเยว่มองหน้าผมอยู่ครู่ใหญ่ถึงยอมเปิดปากพูดออกมาวันรายงานตัวของนักเรียนใหม่ เธอไปโรงเรียน แต่กลับมาพี่ไม่เห็นว่าเธอจะเล่าอะไรให้ฟังเลย เธอว่าโรงเรียนเป็นไงบ้าง?”

จู่ๆ เธอก็ถามคำถามที่ตอบยากขึ้นมากะทันหัน ผมรู้สึกอย่างไรกับโรงเรียนน่ะเหรอ? ก็รู้สึกว่าถ้าต้องอยู่ที่นั่นอีกแค่วินาทีเดียว ผมจะต้องช็อกตายแน่ๆ ไงล่ะ

แม่เป็นห่วงเธอนะพี่สาวผมหรี่ดวงตาแสนสวยคู่นั้นของเธอเพราะทุกครั้งที่เธอต้องไปรายงานตัวก็มักจะเกิดเรื่อง แม่เลยกลัวว่าวันนั้นจะเกิดเรื่องกับเธอหรือเปล่า เอาแต่พูดว่าถ้าเธอกลับมาแล้วบอกไม่ยอม ก็จะช่วยทำเรื่องย้ายโรงเรียนให้ ถึงแม้ว่าวันนั้นพี่จะบอกว่าห้ามแม้แต่จะคิดพักการเรียน แต่สุดท้ายคนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจก็คือตัวเธอเอง

เธอหยุดไปครู่หนึ่งตกลงว่าไงล่ะ?”

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมรู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังจะให้ผมยืนยันอะไรบางอย่าง ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร ถ้าบอกว่าคำขู่ตอนนั้นเป็นแค่การล้อเล่น วันนี้ที่พูดก็เหมือนกับกำลังรอให้ผมยืนยันเรื่องอะไรบางอย่าง รุ่นพี่เป็นเหมือนตัวแทนของโรงเรียน เหมียวเหมียวเป็นเหมือนตัวแทนของเพื่อนๆ ในห้อง พี่สาวผมมาถามแบบนี้ ก็เหมือนเป็นตัวแทนของครอบครัวผม ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงรู้สึกเหมือนว่าทุกอย่างถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ราวกับว่ามีเส้นทางที่ผมมองไม่เห็น กำลังรอให้ผมเดินเข้าไป

ผมยังปรับตัวไม่ค่อยได้ แต่ผมก็อยากจะลองดูลองดูว่าผมสามารถก้าวไปได้ถึงขั้นไหนถ้าผมเล่าความจริง จะต้องไม่มีใครเชื่อผมแน่ แต่ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงได้รู้สึกว่าที่นั่นมันจะแตกต่างกับที่ที่ผมเคยไปอย่างสิ้นเชิง

บางทีผมอาจจะได้เรียนรู้อะไรมากมายที่นั่นก็ได้

แน่ใจนะว่าจะไม่เสียใจภายหลัง?”

ผมพยักหน้าอย่างแรง ตั้งแต่ผมได้เจอรุ่นพี่กับเหมียวเหมียว ผมก็มั่นใจลึกๆ แล้วว่าจะเรียนที่นี่ ไม่อย่างนั้นก็คงทำตามสิ่งที่พวกเขาบอกเอาไว้ไม่ได้ แต่ผมว่าพอเปิดเรียน วันไหนที่ผมถูกสัตว์ประหลาดไล่ล่า ผมคงต้องรู้สึกเสียใจทันที

หยางหยาง พี่มีบางอย่างจะบอกเธอหมิงเยว่ตบไหล่ผมเบาๆ แล้วก็ฉีกยิ้มอย่างอ่อนโยน ซึ่งทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าเธอไม่ใช่พี่สาวตัวจริง แต่เป็นมนุษย์ต่างดาวปลอมตัวมามีที่บางที่ ไม่ใช่ว่าแค่เราไป ก็สามารถอยู่ได้ หากเธอไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ทุกอย่างรอบตัวเธอก็ไม่อาจเชื่อมั่นในตัวเธอได้

อะไรนะ?” ผมงงเป็นไก่ตาแตก เพราะปกติแล้วพี่ผมจะไม่พูดอะไรแบบนี้

เราต้องเชื่อมั่นในตัวเองเสียก่อน โลกถึงจะเชื่อมั่นเราพี่สาวผมยกมือขึ้นมาตบไหล่ผมเบาๆเปิดเทอมใหม่เป็นการเริ่มต้น ทุกอย่างจะต้องราบรื่น มั่นใจในตัวเองหน่อยสิ ไม่ว่าจะอยู่โรงเรียนไหนก็เหมือนกัน

บางที เธออาจจะกำลังให้กำลังใจผมอยู่ก็ได้ ผมคิดว่าพี่สาวผมจะหัวเราะเยาะผมที่ซวยไปเข้าโรงเรียนนั้นเสียอีก คิดไม่ถึงว่าเธอจะเป็นห่วงผมเหมือนกัน

ฮ่าฮ่า ผมไม่เป็นไรสักหน่อย

บางที อาจจะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นในโรงเรียนใหม่ก็ได้

นี่พี่ ว่างๆ เราไปเยี่ยมน้ากันดีไหม?” จู่ๆ ผมก็อยากรู้ขึ้นมาว่าคนที่ผมติดตอนเด็กๆ เป็นคนแบบไหน เขาเป็นนักเรียนม.ปลายหรือไม่ก็นักศึกษามหาวิทยาลัยอายุไล่เลี่ยกับพวกเราหรือเปล่า? ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะยังจำพวกเราได้ไหม?

หมิงเยว่เหลือบตามองผม เธอเบิ๊ดกะโหลกผมอย่างแรง แล้วก็ก้าวเท้าเดินต่อ ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายแล้ว เงาของพวกเราถูกยืดจนยาวเหยียด พวกเด็กๆ ในสวนสาธารณะยังคงวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน

พูดมากจริงๆ

ชีวิตใหม่ของผมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

บทที่เก้า เปิดเทอมแล้ว!

สถานที่ : ไต้หวัน

เวลา : หกโมงยี่สิบนาที

ในวันหยุดวันสุดท้ายก่อนเปิดเทอม ผมได้รับชุดนักเรียนที่โรงเรียนส่งมา เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว ปกคอแหลมๆ บนเสื้อและเนกไทเป็นสีฟ้า เส้นขอบชายเสื้อกับตราสัญลักษณ์โรงเรียนที่บอกระดับชั้นปี ดูแตกต่างจากที่อื่นๆ อย่างสิ้นเชิง

ตราสัญลักษณ์โรงเรียนผมเคยเห็นบนชุดของรุ่นพี่ แต่บนชุดของผมเป็นสีฟ้าแกมเงินธรรมดา ของรุ่นพี่เป็นสีทองอร่าม เท่อย่าบอกใครเลย สีของแขนเสื้อยาวสั้นก็ไม่เหมือนกัน กางเกงของผมสีน้ำเงินเข้มเหมือนกางเกงนักเรียนทั่วไป แล้วก็มีเสื้อคลุมสีเข้มอีกหนึ่งตัว ออกแบบได้สวยจริงๆ มันเท่มากเลย ดูดีกว่าชุดนักเรียนตอนผมอยู่ม.ต้นตั้งเยอะ ฟังจากที่พี่สาวผมพูด โรงเรียนคงจะเสียค่าดีไซเนอร์ไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าแปลก ชุดนักเรียนก็มีแล้ว แต่ทำไมไม่มีชุดพละ?

คงไม่เหมือนของมหาวิทยาลัยของพี่สาวผมหรอกมั้ง? ที่แต่ละห้องต้องสั่งตัดกันเอง

เพราะชุดพละไม่มีความจำเป็นนี่คือประโยคแรกที่รุ่นพี่พูดกับผม วันนี้เขามาถึงสถานีรถไฟก่อนผมหนึ่งก้าว เขากำลังนั่งถือกล่องข้าวรอรถไฟอยู่ที่ชานชาลา บนตักของเขามีหนังสือภาษาต่างประเทศอยู่เล่มหนึ่งแต่ก่อนเคยมี แต่เป็นเพราะชุดพละถูกบริโภคไปอย่างรวดเร็ว เฉลี่ยแล้วต้องเปลี่ยนชุดใหม่คาบละชุด บางครั้งก็ยังขาดระหว่างคาบเรียน ต่อมาโรงเรียนก็เลยยกเลิกชุดพละไป แต่ชุดนักเรียนมีผลต่อหน้าตาและความเป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียน ก็เลยใช้มาจนถึงทุกวันนี้

หมายความว่าถ้าโรงเรียนไม่ใส่ใจเรื่องหน้าตา ป่านนี้ก็คงยกเลิกชุดนักเรียนไปด้วยแล้ว?

ฟังจากที่เขาพูด ผมก็เข้าใจเหตุผลที่ไม่มีชุดพละแล้ว มันทำให้ผมไม่กล้าจินตนาการต่อว่าคาบพละจะน่ากลัวแค่ไหน

อรุณสวัสดิ์ฮะรุ่นพี่ผมนั่งลงบนอีกด้านของเก้าอี้ ผมเริ่มชินกับการถูกรุ่นพี่แอบอ่านความคิดแล้วล่ะ

ฉันเคยบอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้อยากจะรู้ความคิดน่าเบื่อของนายหรอกเขาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วก็โยนข้าวกล่องมาให้ผมหนึ่งกล่องรับไปซะน้ำเสียงแย่มาก แต่ก็ยังถือว่าอ่อนโยนกว่าแต่ก่อน อาจเป็นเพราะวันนี้เขาอารมณ์ดีละมั้ง?

นี่คือ?” ผมเปิดกล่องข้าวดู ข้างในมีซูชิอยู่สองสามชิ้น ท้องว่างเปล่าของผมที่รีบออกจากบ้านจนลืมกินข้าวส่งเสียงร้องจ๊อกๆ ออกมาทันใด เพราะเมื่อวานแม่คอยเฝ้าน้ำซุปของแม่ทั้งคืน เช้านี้ก็เลยตื่นไม่ไหว แม่เลยให้ผมออกไปซื้อกินเอง แต่ผมรีบมาขึ้นรถ ก็เลยลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท

แม้แต่ของกินก็ยังไม่รู้จัก สมองนายมีไว้ทำอะไรบ้าง?” รุ่นพี่ปากร้ายยังคงพูดจารุนแรงเหมือนเดิม

ดูเหมือนว่าเขาจะเลี้ยงผมนะ ผมคิดเข้าข้างตัวเอง ที่จริงผมยังไม่ได้ดูเลยว่าแถวนี้มีอะไรขายหรือเปล่า ซูชิของรุ่นพี่ดูน่ากินมาก มีทั้งกุ้งทั้งเนื้อ มันต้องอร่อยแน่ๆ

แต่ประเด็นสำคัญคือกล่อง มันเป็นกล่องไม้สองชั้น ดูเหมือนของราคาแพง

รุ่นพี่ฮะ…” ผมยังกังวลอยู่เรื่องหนึ่ง

อะไรอีกล่ะ?”

เอ่อ ซูชิมันจะไม่ลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นใช่ไหมฮะ?” ผมกลัวว่าพอกินไปได้แค่ครึ่งหนึ่ง กุ้งตัวโตก็จะกระโดด หรือไม่ก็เนื้อกลายเป็นหมูตัวอ้วนลุกขึ้นมาฆ่าผม ผมไม่กล้ากินซูชิศพคืนชีพหรอกนะ เพราะผมไม่ได้มีหัวใจที่แข็งแกร่งและความกล้าหาญอยู่แล้ว

ดวงตาสีแดงสดของรุ่นพี่หรี่เล็กลง

“…นายจะให้ฉันเตะตาย หรือกระทืบตายดี

ผมรู้ดีว่าเท้าของรุ่นพี่มีพลังมหาศาล เอะอะก็หาอะไรมาเตะเล่น อะไรที่ว่าก็คือผมเอง

เอ่อถือว่าผมไม่ได้พูดอะไรนะฮะบางครั้ง คนเราก็ชอบหาเรื่องตาย ตอนนี้ผมก็เป็นแบบนั้น

จะว่าไปก็แปลก ความจริงแค่ชนรถไฟก็ถึงโรงเรียนแล้ว แต่ทำไมในคู่มือถึงได้กำหนดรถไฟเที่ยวเช้ากันนะ? ตั้งหกโมงครึ่ง

เพราะเวลานี้ไม่ค่อยมีคนรุ่นพี่เอามือกอดอก และอธิบายให้ผมฟังก่อนที่โรงเรียนจะกำหนดเวลา ก็มาสำรวจดูก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นมีคนกระโดดลงไปให้รถไฟชนทุกวัน จะเป็นที่ผิดสังเกตได้

ก็รู้เหมือนกันเหรอนี่! แล้วยังจะเอาประตูโรงเรียนมาตั้งไว้ตรงนี้อีก! จะใช้วิธีนี้ทดสอบความกล้าของนักเรียนงั้นเหรอ!

นายแน่ใจนะว่าจะไม่อยู่หอ?” พอรุ่นพี่อ่านเอกสารที่กรอกแล้วส่งให้เขาจบก็ถามขึ้นตอนนี้ใกล้เต็มแล้ว ถ้านายวันหลังคิดจะเปลี่ยนใจก็ไม่มีที่ให้อยู่แล้วนะ

ผมผงกหัวหงึกๆใช้รถไฟก็สะดวกดีนี่ครับ ไม่อยู่หอก็ไม่เป็นไร

รุ่นพี่แสยะยิ้มที่มุมปากตามใจนายสิ ถงหลาง

มีควันลอยผ่านตัวผมไป พริบตาเดียว เด็กผีก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้ารุ่นพี่ เขาลอยอยู่กลางอากาศ

อรุณสวัสดิ์ ชุดคลุมดำแล้วเขาก็หันมาหาผมอรุณสวัสดิ์ ฉู่หมิงหยาง

เอ่อ อรุณสวัสดิ์ผมเห็นผีแล้วก็รู้สึกกลัว ภาพที่เขาอ้าปากกว้างขนาดกินช้างได้ผุดขึ้นมาในสมองผม

เห็นได้ชัดว่าเด็กผีไม่ได้สนใจผมเท่าไหร่ เขาหันไปหารุ่นพี่เรียกข้ามามีธุระอะไรหรือ?” เขาเอามือประคองโทรศัพท์มือถือไว้ด้านหน้า ชายแขนเสื้อยาวโบกสะบัดไปมา

รบกวนเอานี่ไปส่งให้ทีรุ่งพี่ยื่นเอกสารให้เขา

ได้

แล้วผมก็ได้เห็นฝันร้ายของผมเด็กผีอ้าปากกว้าง แล้วก็กินเอกสารเข้าไปจนเกลี้ยงด้วยเวลาไม่ถึงศูนย์จุดหนึ่งวินาที!

กระเพาะของเขาเชื่อมต่อกับมิติเวลา! ชัวร์ป้าบ!

ถึงจุดหมายเรียบร้อยผ่านไปไม่กี่วินาที เด็กผีก็รายงานผล

งั้นก็เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณมาก

ผมได้ยินเสียงรถไฟดังโหวกเหวกกำลังเข้ามาใกล้ แล้วรุ่นพี่ก็ลุกขึ้นยืน ผมถึงรู้ว่ารถไฟกำลังมาแล้ว

ไม่ต้องเกรงใจ ขอให้ท่านทั้งสองมีความสุขแล้วเด็กผีก็กลายเป็นควันลอยผ่านผมไปอีกครั้ง ไม่นานก็สลายหายไป

รุ่นพี่หันมาหาผม แล้วก็แสยะยิ้มไปกันเถอะเขาบอกผมในวินาทีที่รถไฟกำลังจะเทียบชานชาลา

เวลาของการกระโดดให้รถไฟชนมาถึงแล้ว

บอกตามตรง ถึงจะรู้แล้วว่าถูกรถไฟชนไม่ทำให้ตาย แต่ความรู้สึกนั้นมันก็ประหลาดอย่างบอกไม่ถูก

ผมว่าผมควรจะเตรียมใจเอาไว้บ้างเพราะความจริงแล้วจิตใจของผมมันอ่อนแอ ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนคนอื่นที่กระโดดลงไปโดยไม่รู้สึกอะไร ผมต้องการเวลาปรับตัว

หยุดตัวสั่นสักที รีบกระโดดลงไปซะ!” รุ่นพี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังผมเห็นผมยึกๆ ยักๆ ก็เลยถีบผมอย่างแรง

อ๊ากกกก!” ผมยังไม่ทันกะพริบตา รถไฟก็พุ่งมาใส่หน้าผม แล้วก็ทับร่างผม

มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาดมากเลยล่ะ

เอ่อ ควรจะบอกว่าไม่มีความรู้สึกอะไรเลยถึงจะถูก

ถ้าใครอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ก็ลองไปทดสอบด้วยตนเองก็ได้ ถ้าโชคดีก็ไม่ตาย แต่ถ้าโชคร้ายก็ไม่ต้องมาหาผมนะ

………

เด็กๆ ไม่ควรลอกเลียนแบบ พี่ก็แค่พูดเล่นเท่านั้น มันอันตรายมากเลยนะหนูๆ

จงรักและหวงแหนชีวิตของตนเอง

เลิกเหม่อได้แล้วตอนที่ผมกำลังตกอยู่ในภวังค์ หมัดของรุ่นพี่ก็ตกลงมาบนหัวผมอย่างแรงถึงแล้ว

ไม่กี่วินาที พอผมตั้งสติได้ ประตูใหญ่ขนาดมหึมาของโรงเรียนก็มาอยู่ตรงหน้าผมแล้ว มันเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่มาก ประตูและรั้วที่ล้อมรอบโรงเรียนทำด้วยหิน แถมยังเป็นหินสีขาวโปร่งแสงเล็กน้อยอีกด้วย ที่ขอบประตูใหญ่ทรงโค้งมีตัวหนังสือที่ผมอ่านไม่ออกเรียงรายอยู่มากมาย แล้วก็มีรูปปั้นภูตสีขาว

ทำไมผมถึงรู้ล่ะว่าเป็นภูต?

มันง่ายมากเลย เพราะรูปปั้นที่นี่เหมือนกับภูตสีขาวๆ ในภาพยนตร์เป๊ะ ผมเลยไม่รู้สึกว่ามีอะไรแปลกใหม่

รูปปั้นภูตขนาดยักษ์นับสิบเรียงรายอยู่ที่ด้านซ้ายขวาของประตูใหญ่ ในมือของรูปปั้นต่างก็ถืออาวุธอยู่ มันดูน่ากลัว แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในจินตนาการ รูปปั้นเหล่านั้นเปล่งแสงเรืองๆ มันดูเหมือนแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ แต่ก็เหมือนแสงที่เปล่งออกมาจากตัวเอง

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นประตูใหญ่ของโรงเรียน เพราะครั้งก่อนผมเป็นลมสลบไปก่อนก็เลยไม่ได้เห็น ภาพที่เห็นทำให้ผมถึงกับอึ้ง เพราะผมไม่เคยเห็นสถาปัตยกรรมที่สร้างด้วยหินแบบนี้ แถวบ้านของผมไม่มี ปกติก็เคยเห็นแค่ในทีวี ภาพยนตร์หรือไม่ก็ตามนิตยสารเท่านั้น

รูปปั้นพวกนี้คือผู้ปกป้องประตูรุ่นพี่อธิบายให้ผมฟังหากเกิดเรื่องที่ด้านนอก พวกเขาจะเป็นคนสะสาง

ผมจ้องมองรูปปั้นภูตยักษ์เหล่านั้นแล้วก็ผงกหัวหงึกๆ ถ้ารูปปั้นเหล่านี้มีชีวิตขึ้นมาไล่ล่าคนจริงๆ ผมว่าผมก็คงไม่รู้สึกแปลกใจ

จริงๆ นะ ผมคงไม่ตกใจหรอก

ไม่เลยสักนิด

อรุณสวัสดิ์ทั้งสองท่านขณะที่ผมกำลังเดินตามรุ่นพี่เข้ามาโรงเรียน ใครบางคนน่าจะเป็นคนนะ ก็เดินมาทักทายพวกเรา คนที่นี่พูดภาษาจีนเก่งทุกคนเลยเหรอ? ทำไมถึงพูดได้เหมือนคนจีนเลย ไม่มีสำเนียงต่างชาติเลยสักนิด

เส้นผมสีบลอนด์ของเขายาวและหยักศกเล็กน้อย ดูยังไงก็เหมือนคนต่างชาติ นัยน์ตาสีฟ้า ผิวขาวโพลน ดูไปดูมาก็เหมือนกับภูตในหนังสือนิทานเหมือนกันนะ ขอเสริมอีกนิด หูของเขาแหลม หน้าตาจัดว่าหล่อเลยล่ะ เนื้อตัวสะอาดสะอ้านเหมือนภูตในตำนานจริงๆ

อรุณสวัสดิ์พอทักทายเขาเสร็จ รุ่นพี่ก็หันมาแนะนำเขาให้ผมรู้จักผู้นี้คือเซียคัสติโต้ ชื่อเต็มของเขานายคงจำไม่ได้หรอก ว่างๆ นายค่อยถามเขาเองก็แล้วกัน

ชื่อเต็มของเขาต้องยาวเป็นพรืดแน่ ผมมีประสบการณ์มาแล้ว

ฉันรู้จักเขา เมื่อสองสามวันก่อนได้ยินคนอื่นพูดถึงตอนที่รุ่นพี่กำลังจะแนะนำผมให้เขารู้จัก เขาก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนเรียกฉันว่าเซียคัสอย่างเดียวก็ได้ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะหยางหยางเขาโค้งให้ผม เป็นการทำความเคารพแบบตะวันตกแท้ๆ เลย

เซียคัสคือหัวหน้าฝ่ายบัญชีของโรงเรียน

ผมผงะไปสองก้าว ดวงตาเบิกกว้าง

หมายความว่าเขาเป็นคนส่งเช็คผีบ้านั่นให้ผม!

ครั้งหน้าก็อย่าวางระเบิดโลกมนุษย์ไปทั่วอีกล่ะ เพราะกว่าจะจัดการเสร็จมันไม่ง่ายเลยเซียคัสตบไหล่ผมเบาๆ แล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังยังไม่ทันเปิดเทอมก็ถูกเรียกเก็บเงินแล้ว นายเป็นคนที่สองต่อจากเขาเลยนะเขาเหลือบตาไปมองรุ่นพี่ รุ่นพี่ก็ได้แต่ยิ้มมุมปาก

รุ่นพี่ก็เคยระเบิดสวนสาธารณะเหมือนกันเหรอเนี่ย?

อ๋อ! ที่แท้ผมก็พวกเดียวกับเขา!

ฉันไม่ได้ปัญญาอ่อนเหมือนนายนะถึงจะระเบิดสวนสาธารณะน่ะ!” รุ่นพี่เบิ๊ดกะโหลกผมอย่างแรง จนผมเห็นดาวหมุนรอบหัว เขาคำรามลั่น ดูก็รู้ว่าเขาไม่อยากเป็นพวกเดียวกับผม

การมาเป็นพวกเดียวกับผมมันยากลำบากนักเหรอ?

ฮ่าฮ่า ก่อนเปิดเทอมสามวัน เขาไปปะทะกับจอมปีศาจระดับสามที่เขาเห็นแล้วรำคาญตาโดยพลการ สุดท้ายเขาก็ยิงหนึ่งในหัวโจกของเผ่าพันธุ์แวมไพร์ตายอย่างอนาถ แล้วเรื่องยังบานปลายจนผอ.ต้องออกหน้าสะสาง เรื่องถึงได้สงบลงเซียคัสกอดอกหัวเราะ เขารู้สึกสนุกที่ได้แฉวีรกรรมคนอื่นแต่ปีศาจตัวนั้นเป็นเป้าหมายที่ทุกมิติหมายหัว และให้เงินรางวัลนำจับมหาศาล พอหักค่าชดเชยไปแล้ว ก็ยังถือว่าเราได้กำไร

ฟังดูร้ายแรงกว่าระเบิดสวนสาธารณะเยอะเลย

พูดมากจริงๆรุ่นพี่ถลึงตาใส่เซียคัสอย่างไม่สบอารมณ์ เขาไม่กลัวว่าจะไปล่วงเกินคนอื่นรีบไสหัวไปนับเงินของนายเถอะ

ผมมองหน้ารุ่นพี่แล้วก็หันไปมองเซียคัส ดูเหมือนพวกเขาสองคนจะสนิทกันไม่น้อย

เฮ้อ เด็กวัยรุ่นอารมณ์ร้อนจริงๆเซียคัสยิ้มอย่างสง่างามถ้างั้นฉันไปทำงานแล้วนะ หยางหยาง ถ้านายมีธุระกับฉัน ก็มาหาฉันได้ที่ห้องบัญชี

ฮะ ขอบคุณฮะผมรีบหันไปขอบคุณเขา พอผมเงยหน้าขึ้น เซียคัสก็หายตัวไปแล้ว

ทางที่ดีนายอย่าไปสนิทสนมกับเจ้านี่ให้มากเห็นได้ชัดว่ารุ่นพี่ไม่พอใจที่ถูกเขาแฉ น้ำเสียงของเขาแย่มากถ้าไม่มีธุระก็อย่าไปหน่วยบัญชีส่งเดช

ผมว่าผมคงไม่มีธุระอะไรที่นั่นหรอกมั้ง?

หกโมงครึ่ง

ผมติดนิสัยชอบดูนาฬิกา ผมจึงเงยหน้าขึ้น เพราะที่ประตูใหญ่ของโรงเรียนจะต้องมีนาฬิกาขนาดใหญ่ติดอยู่แน่ ผมอยากจะเช็คสักหน่อยว่าเวลาที่นี่กับเวลาในโลกมนุษย์ตรงกันหรือไม่ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของนักเรียนทั่วไป

อย่าเงยหน้า!”

รุ่นพี่เตือนผม แต่สายไปแล้ว วินาทีที่ผมเงยหน้าขึ้น ผมก็เห็นนาฬิกาขนาดยักษ์ ถูกต้อง มันเป็นนาฬิกาที่ขยายใหญ่

เฮ้ยยย!!!” ผมกระโดดถอยหลังทันที เสียงโครมดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านหน้าของผม ฝุ่นจากพื้นลอยตลบอบอวล แสงสะท้อนของอะไรบางอย่างส่องเข้าตาของผม

นาฬิกาหล่นลงมา!

นาฬิกาตกลงมาทั้งเรือน ผมมองเห็นขอบนาฬิกาที่คมผิดปกติส่องแสงสะท้อนมาหาผม มันคมเหมือนกับมีดทำอาหารของแม่ผมที่กำลังรอจะสับเหยื่อบนเขียงไม่มีผิด

เดี๋ยวสิ! แล้วผมมายืนมองขอบนาฬิกาอยู่ทำไม! แต่ตอนนี้ขาของผมอ่อนแรง วิ่งหนีไปไม่ไหว

วินาทีนั้น ผมนึกถึงหนังสือการ์ตูนที่ผมเคยอ่าน เนื้อเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรใจโหดที่ใช้นาฬิกาหล่นทับเหยื่อ แล้วร่างของเหยื่อก็ถูกนาฬิกาตัดจนขาดเป็นสองท่อน ตอนนี้คงจะถึงคิวของผมแล้วขณะที่ผมกำลังเฝ้ารอให้อาม่ามารับผมไปอยู่ด้วยกัน มือของใครบางคนก็กระชากผมถอยไปด้านหลัง กำลังของเขามากจนปกคอเสื้อของผมแทบขาด ตามด้วยคมมีดของนาฬิกายักษ์ตัดผ่านเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แล้วนาฬิกาเรือนนั้นก็จมติดอยู่กับพื้น

ใหญ่มากจริงๆ ด้วย มันสูงกว่าผมอีก

นายปัญญาอ่อนหรือเปล่า!” รุ่นพี่ปล่อยมือออกจากคอเสื้อของผม ดวงตาสีแดงคู่นั้นมองผมเหมือนกำลังมองคนเสียสติคู่มือนักเรียนใหม่หน้าแรกเขียนเอาไว้ว่าไม่ให้เงยหน้ามองนาฬิกา!”

อ๋อ จริงด้วย ผมนึกออกแล้ว

เนื่องจากนาฬิกาของโรงเรียนชอบให้ผู้อื่นมองมัน มันจึงอยากให้คนผู้นั้นมองได้ชัดยิ่งขึ้น

ผมถลึงตามองนาฬิกาสังหารโหดเรือนโตที่จมอยู่ในพื้นครึ่งเรือน

แม่เจ้าโว้ย เห็นชัดเกินไปแล้ว!

เดี๋ยวก่อนนะ เหมือนว่าผมจะเห็นตัวเลขสีดำบนนาฬิกากำลังบิดเบี้ยวตัวเลขสีดำบนพื้นสีขาวกำลังกระดุกกระดิกไปมาเหมือนหนอนกระดึ๊บ เข็มวินาที เข็มนาทีและเข็มชั่วโมงก็กำลังขยับไปทั่ว ตรงกลางยังมีเข็มที่ผูกตัวเองจนกลายเป็นโบอีกด้วย

นาฬิกาบ้าอะไรเนี่ย!

เลิกเหม่อได้แล้ว ยังไม่รีบวิ่งหนีไปอีกฝ่ามือพิฆาตของรุ่นพี่ฟาดลงบนกะโหลกของผม จนเกิดเสียงดังผัวะ

วิ่ง?

นาฬิกาติดอยู่กับพื้นแล้วไม่ใช่เหรอผมถามในใจ

นาฬิกาหลงตัวเองที่ตัวเลขขยับได้โยกไปโยกมา มันค่อยๆ ขยับและผลักตัวเองขึ้นมาจากพื้นทีละนิดทีละนิด แล้วผมก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ประสบการณ์ของผมบอกว่า ถ้าเจ้านาฬิกาปีนขึ้นมาได้สำเร็จมันก็จะ

รีบวิ่งสิ!” รุ่นพี่แผดเสียงลั่น ไม่ถึงครึ่งวินาที นาฬิกาเรือนนั้นก็กระเด้งขึ้นมาจากพื้น แล้วขอบที่คมกริบของมันก็เล็งเป้ามาที่ผม

ว้ากกกก!!!!!!” คมมีดกำลังส่องแสงแวววับมาหาผม

ความรู้สึกที่ถูกมีดเล่มใหญ่ไล่ล่ามันเป็นแบบนี้นี่เอง ผมสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นของคมมีดและเสียงที่ชวนขนหัวลุกของใบมีดที่กำลังกลิ้งด้วยความเร็วสูงอย่าวิ่งไล่ฉัน อย่าวิ่งไล่ฉัน!” ต้องวิ่งร้อยเมตรตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้ หัวใจของผมมันรับไม่ไหวนะ!

แต่ที่แปลกก็คือทำไมมันไม่วิ่งไล่รุ่นพี่

ฉู่ วิ่งกลับมานี่!” รุ่นพี่ที่ยังยืนอยู่ที่เดิมตะโกนเรียกผม

วิ่งกลับไปงั้นเหรอ?

ไม่รู้ว่าทำไมรุ่นพี่ถึงได้สั่งผมแบบนี้ ผมวิ่งเป็นวงกลมหนึ่งรอบแล้วก็วิ่งกลับไปที่เดิมทันที

นาฬิกาสังหารโหดเรือนนั้นเบรกเอี๊ยด แล้วก็เลี้ยวกลับทันที ขอบที่คมกริบของมันมุ่งหน้ามาหาผม

ผมเห็นรุ่นพี่หยิบอะไรบางอย่างที่เล็กกระจิ๋วหลิวออกมา มันดูเหมือนกับอัญมณีขนาดเท่ากับถั่วลิสง แล้วเขาก็วางเอาไว้ที่กลางฝ่ามือ สิ่งที่มีพันธสัญญากับข้า จงทำให้ผู้ทำลายล้างได้เห็นฝีมือของเจ้า

ที่จริงรุ่นพี่ไม่ได้พูดภาษาจีน แต่ไม่รู้ทำไมพอเสียงของเขาลอยเข้าหูผม แล้วส่งผ่านเข้าไปถึงสมอง ผมกลับฟังภาษาที่เขาพูดออก

และตอนที่ผมวิ่งเข้าไปเฉียดรุ่นพี่ด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิต ผมก็ได้ยินเสียงนาฬิกาสังหารโหดเบรกกะทันหันเสียดหู

ผมหันหน้าไปดู ในมือของรุ่นพี่มีปืนกระบอกยาว รูปร่างคล้ายกับปืนยาวของจีนในสมัยโบราณ แตกต่างจากกระบอกยันต์ระเบิดเมื่อวันก่อนเล็กน้อย รูปทรงคล้ายๆ กัน แต่กระบอกนี้เป็นสีเงิน ด้านบนมีตัวหนังสือที่ดูเหมือนคำสาปและยันต์สีแดงเลือด มันดูลึกลับจริงๆ

นี่คืออาวุธสารพัดนึก เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการทำงานของพวกเรารุ่นพี่ที่ถือปืนอยู่โยนถั่วลิสงสีฟ้ามาให้ผมเอ่อ ผมหมายถึงอัญมณีสีฟ้าน่ะ

ผมจ้องมองถั่วเม็ดนั้น มันเป็นสีฟ้าน้ำทะเล ตรงกลางมีรอยสีขาวเหมือนน้ำแข็ง แล้วก็มีตัวหนังสือที่ผมอ่านไม่ออก

ยังไม่รีบกลับไปที่ของเจ้าอีก!” รุ่นพี่แผดเสียงลั่น กระบอกปืนของเขาชี้ไปที่นาฬิกาสังหารโหดเรือนนั้น ผมเห็นนาฬิกากลัวจนตัวสั่น แล้วก็โยกไปเยกมา ท่าทางดูไม่ค่อยเต็มใจนักไม่งั้นฉันจะยิงนายให้แตกเป็นเสี่ยงๆ!” นี่เป็นการเตือนครั้งสุดท้าย

ความจริงพิสูจน์แล้วว่านาฬิกาก็รู้จักอ่านสีหน้าของคน ไม่ถึงวินาที นาฬิกาเรือนนั้นก็รีบกระโดดขึ้นไปข้างบน แล้วก็กลับไปอยู่ในกรอบของตนเองอย่างว่านอนสอนง่าย เหมือนผมจะเห็นว่านาฬิกาทำปากเบ้ด้วย

มีอะไรบางอย่างสีดำๆ ร่วงลงมา ผมก้มลงไปเก็บมันขึ้นมา มันเป็นเลข “6” ที่ตกมาจากนาฬิกา มันกำลังกระดึ๊บกระดึ๊บอยู่บนมือผมเหมือนกับหนอน

มันรู้สึกดีกับนายรุ่นพี่เก็บปืนลงแล้วหันมาพูดกับผมแต่ว่าของนั่นนายเก็บเอาไว้ก็ได้ ไม่แน่อาจจะมีประโยชน์ในอนาคต

มีประโยชน์เหรอฮะ?” ผมจ้องมองตัวเลขที่ขยับได้ด้วยความสงสัย จู่ๆ ผมก็อยากหักมันขึ้นมา

ชื่อของนาฬิกาเรือนนั้นคือนาฬิกาย้อนกลับ ไม่รู้ว่าพวกผู้อำนวยการได้มาจากไหน มันเป็นนาฬิกามีชีวิตที่หายากมาก

นาฬิกามีชีวิตก็ได้เจอแล้ว ผมฟังคำแนะนำของรุ่นพี่ จึงเอาตัวเลขดุ๊กดิ๊กเก็บใส่กล่องดินสอแล้วถ้าผมโดนนาฬิกาหั่น ก็จะตายใช่ไหมฮะ?” ผมมองพื้นที่กลายเป็นหลุมเบ้อเร่อ กลัวว่าตัวเองจะเผลอเงยหน้าขึ้นไปมองนาฬิกาอีก

ตายแน่ๆรุ่นพี่ย้ำให้ผมมั่นใจแต่ว่านายวางใจเถอะ เทียร์จะดูแลนายอย่างดี

ในที่สุดผมก็นึกออกแล้วว่าทำไมชื่อนี้ถึงได้คุ้นหูนัก ที่แท้ก็เป็นชื่อของหัวหน้าห้องพยาบาลนี่เอง

ไม่เอา!” พอพูดถึงห้องพยาบาล ผมก็นึกถึงศพที่นอนเรียงรายเป็นแถวยาวที่ระเบียงทางเดิน ผมไม่อยากจะเป็นหนึ่งในนั้น

ถ้างั้นนายก็ตั้งใจเรียนสิ่งที่ควรรู้ ไม่อย่างนั้นนายต้องไปรายงานตัวกับเทียร์แน่นอนผมเห็นรุ่นพี่แสยะยิ้ม แล้วก็ก้าวเท้าเดินเข้าตึกเรียนไปรีบตามมา ฉันจะพานายไปที่ห้องเรียน

ผมนึกถึงห้องเรียนที่วิ่งได้ แล้วก็ตามรุ่นพี่ไปอย่างไม่เต็มใจนัก

ตอนที่ผมกำลังจะก้าวเท้านั้น ผมก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้น พอหันกลับไป ผมก็ได้เห็นสิ่งที่ผมไม่ควรจะเห็น พื้นที่ถูกนาฬิกาหล่นทับจนเป็นหลุมค่อยๆ สั่นไหว ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังดึงพื้นอยู่ ไม่กี่วินาทีผ่านไป พื้นก็ถูกมือที่มองไม่เห็นซ่อมแซมจนกลับมาเป็นเหมือนเดิม

ผมว่านอกจากจะต้องระวังนาฬิกายักษ์หล่นมาทับแล้ว ยังต้องระวังพื้นที่มีชีวิตจะลุกขึ้นมากินคนอีกด้วย

โดยปกติแล้วตอนเช้าห้องเรียนจะหยุดอยู่กับที่

รุ่นพี่พาผมเดินผ่านตึกหลายตึกในรั้วโรงเรียนที่กว้างใหญ่จนมาถึงตึกสีขาว ด้านบนมีตัวหนังสือที่ผมอ่านไม่ออกติดอยู่ ด้านนอกของตึกมีรูปปั้นภูตขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทั้งสี่ทิศ ราวกับเป็นทหารคอยปกป้องตึกเรียน รุ่นพี่พาผมขึ้นไปชั้นสี่ ระเบียงทางเดินเงียบกริบ อาจเป็นเพราะยังเช้าอยู่ มันเงียบจนไม่มีเสียงอะไรเลย

พอนักเรียนเข้าเรียนแล้ว ประตูโรงเรียนก็จะปิดลง แล้วห้องเรียนเหล่านี้ก็จะเริ่มออกไปเดินเล่นอย่างสบายใจรุ่นพี่เดินไปได้ครู่ใหญ่ ก็มาหยุดอยู่ที่ประตูห้องเรียนบานหนึ่ง

ถ้าการที่ห้องเรียนวิ่งไล่ล่าคนแบบตอนนั้นเรียกว่าเดินเล่น ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว

ห้องนี้ก็คือห้องเรียนหลักของชั้นเรียนนาย

วินาทีที่รุ่นพี่เปิดประตู ผมรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงประหลาดดังมาแว่วๆ แต่ผมอาจจะคิดไปเองก็ได้ ช่างมันเถอะ

ข้างในห้องเรียนเหมือนกับห้องเรียนทั่วไป โต๊ะและเก้าอี้ก็ธรรมดา แล้วก็ไม่มีการตกแต่งประหลาดๆ ด้วย

ผมแอบโล่งใจเบาๆ ทีแรกผมยังกลัวว่าเปิดประตูเข้าไปจะต้องเจอกับจูราสสิค พาร์คเสียอีก

ส่วนห้องเรียนวิชาเอก ช่วงเปิดเทอมใหม่อาจารย์ประจำชั้นจะพาพวกนายไปเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ดังนั้นนายไม่ต้องกลัว ฉันจะมาหานายหลังจากเลิกเรียน ถ้ามีปัญหาอะไรก็โทรศัพท์หาฉันได้

พอมาถึงห้องเรียน รุ่นพี่ก็กดอะไรบางอย่างข้างโต๊ะเรียนซึ่งดูเหมือนกลไกอะไรบางอย่าง หนึ่งวินาทีผ่านไป อากาศในห้องเรียนก็เย็นชื่นใจ

มันเจ๋งเกินไปแล้วมั้ง? แอร์ของโรงเรียนนี่ดีจริงๆ ประหยัดทั้งไฟทั้งเวลา ไม่รู้ว่านักเรียนอย่างผมมีสิทธิ์ฝากสั่งซื้อไหม? แอร์แบบนี้จะต้องประหยัดค่าไฟกว่ารุ่นอื่นแน่

บนโต๊ะนักเรียนมีป้ายชื่อติดอยู่ พอผมหาโต๊ะที่มีชื่อตัวเองเจอก็วางกระเป๋าลงรุ่นพี่ไม่ได้เรียนห้องนี้เหรอฮะ?” พอผมถามออกไป ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นคำถามที่โง่มาก

แล้วก็เป็นไปตามคาด รุ่นพี่มองผมด้วยหางตาฉันเองก็มีเรียนเหมือนกัน ไม่ได้ว่างมาตามนายยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอกนะเขาเอามือกอดอก พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองถามอะไรที่โง่มาก

พี่เลี้ยงจะทำหน้าที่แค่หนึ่งเดือนแรกเท่านั้น หลังจากเดือนหน้าเป็นต้นไป นายต้องหัดเรียนด้วยตนเอง

………

ผมไม่มีอะไรจะพูด

มันหมายความว่านับตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป ผมควรจะเตรียมตัวเตรียมใจตายใช่ไหม?

ว่างๆ นายก็ไปหามิเคย่าหรือไม่ก็เพื่อนคนอื่นที่เชี่ยวชาญ ให้พวกเขาสอนนายใช้อาวุธสารพัดนึกรุ่นพี่ที่รู้ดีว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่หยิบกระดาษที่พับสี่ทบออกมาจากชุดคลุมสีดำ แล้วโยนมาให้ผมมิเคย่าเป็นนักเรียนเก่าของที่นี่ เธอจึงรู้จักโรงเรียนดี แล้วอีกอย่าง ห้องนายก็มีนักเรียนหลายคนที่เป็นนักเรียนเก่าด้วยเหมือนกัน ว่างๆ นายลองไปปรึกษาพวกเขาก็ดี

นักเรียนเก่างั้นเหรอ? มิน่าล่ะ เหมียวเหมียวถึงได้ดูเก่งมาก มันช่างตรงข้ามกับคนสมองทึ่มอย่างผมอย่างสิ้นเชิง

อ้อ รุ่นพี่ฮะ ห้องเรียนของรุ่นพี่อยู่ที่ไหนเหรอฮะ?” พอรู้ว่าหลังจากนี้อีกหนึ่งเดือนเขาจะไม่มาดูแลผมแล้ว ผมก็เริ่มรู้สึกหวาดกลัว

รุ่นพี่ชูนิ้วขึ้น แล้วชี้ไปที่บนเพดานด้านบน เขตของนักเรียนปีสอง ถ้านายอยากมาหาฉัน ก็ทำได้ง่ายเขาหัวเราะ มันฟังดูพิกลเพราะทั้งชั้นปี มีฉันคนเดียวที่เป็นชุดคลุมดำ

นั่นก็หมายความว่าถ้าผมไปเขตของนักเรียนปีสอง แล้วถามหารุ่นพี่ชุดคลุมดำก็ต้องหาเจอแน่ๆ ใช่ไหม?

รู้สึกว่ามันเจ๋งชะมัดเลย

นายจำวิธีใช้ยันต์ระเบิดได้ใช่ไหมรุ่นพี่หยิบยันต์ที่ก่อนหน้านี้ถูกผมเปลี่ยนให้กลายเป็นลูกระเบิดออกมาจากกระเป๋าสองใบ แล้วก็เหลือบตามามองผมเหมือนกำลังจะเตือนอะไรบางอย่างอย่าคิดฟุ้งซ่าน สองแผ่นนี้นายเก็บเอาไว้ใช้ เกิดเรื่องอะไรจะได้ใช้ป้องกันตัว

ผมรับยันต์ระเบิดมา ในใจผมแอบกลัวเล็กน้อย เพราะผมได้เห็นพลังการทำลายล้างของลูกระเบิดแล้ว ตอนนี้ผมกำลังเก็บระเบิดเอาไว้กับตัวสองลูก มันทำให้ผมรู้สึกขนลุกขนพองไปทั้งตัว

อรุณสวัสดิ์ค่ะ!” น้ำเสียงสดใสดังตามเสียงเปิดประตูเข้ามา ผมเห็นเหมียวเหมียวยืนอยู่ด้านนอกประตูอรุณสวัสดิ์ค่ะรุ่นพี่ หยางหยางเธอยังคงยิ้มหวานหยาดเยิ้มเหมือนเดิม วันนี้เธอมาในชุดเครื่องแบบนักเรียน  ปกคอเสื้อและเนกไทสีแดงบนเสื้อสีขาว บนกระโปรงสั้นสีแดงจีบรอบตัวมีลายสีขาวดูน่ารัก เธอช่างดูสดใสมีชีวิตชีวา แต่ก็ยังไม่สูญเสียความสง่างามไป

รุ่นพี่ผงกหัวให้เธอฉันก็ต้องไปรายงานตัวที่ห้องเรียนแล้วเหมือนกัน ฝากเธอดูแลฉู่ด้วยนะ

ได้เลยค่ะเหมียวเหมียวผงกหัวอย่างแรง แล้วก็กระโดดมายืนอยู่ข้างผมเหมียวเหมียวเข้ากับหยาง หยางได้ดีอยู่แล้ว ถูกต้องไหม

ใช่ใช่ผมพยักหน้า

ถ้างั้นฉันไปก่อนนะแล้วรุ่นพี่ก็เดินออกไปจากห้องเรียน

ประตูห้องเรียนปิดลง

หยางหยาง เธอถืออะไรอยู่เหรอจ๊ะ?” เหมียวเหมียวเห็นกระดาษในมือของผมก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย

ผมเพิ่งนึกออกว่าผมยังไม่ได้ดูกระดาษที่รุ่นพี่ให้ผมเลย ผมก็เลยรีบแกะออกดูแผ่นหนึ่งเป็นตาราง อีกแผ่นหนึ่งเป็นวิชาเรียนที่กำหนดมาเรียบร้อยแล้ว แม้แต่วันและเวลาก็เขียนไว้อย่างละเอียด แถมยังมีหมายเหตุเอาไว้ด้วยว่าวิชาไหนที่นักเรียนปีหนึ่งเรียนไม่ได้

ตัวหนังสือภาษาจีนสวยงามตั้งใจเขียนเอาไว้ให้ผมอ่าน

นี่คือตารางเรียนของรุ่นพี่น่ะเหมียวเหมียวมองตัวหนังสือที่เป็นระเบียบบนกระดาษ แล้วดวงตาของเธอก็เป็นประกาย

พออ่านตัวหนังสือที่เขียนอธิบายตารางเรียนไว้อย่างละเอียด บอกตามตรงว่าผมรู้สึกตาลาย

สรุปแล้วรุ่นพี่เกลียดผม?

หรือว่าอะไรกันแน่…?

ว้าว รุ่นพี่ให้อาวุธสารพัดนึกเธอด้วยนี่

เหมียวเหมียวหันไปสนใจอย่างอื่น ก็คือเม็ดถั่วสีฟ้าในมือของผมดูแล้วน่าจะเป็นธาตุน้ำนะ สีบริสุทธิ์แบบนี้หายากมากเลยล่ะ

ผมมองเม็ดถั่วด้วยความฉงนมีแบ่งแบบนั้นด้วยเหรอ? นี่คงเป็นของที่รุ่นพี่ไม่ใช่แล้วใช่ไหม?” ผมว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะผมเป็นมือใหม่ ไม่จำเป็นต้องใช้ของดีหรอก แล้วอีกอย่างถ้าเอาของดีมาให้ผม ก็มีแต่จะสิ้นเปลือง

ไม่ใช่หรอก อาวุธสารพัดนึกบริสุทธิ์แบบนี้ราคาสูงมาก ฉันรู้ว่ารุ่นพี่มีอาวุธสารพัดนึกบริสุทธิ์สี่สีอยู่แล้ว ได้ยินมาว่าเขาได้มาจากตอนทำงาน แต่ฉันเคยเห็นแค่ตอนที่เขาใช้อาวุธสารพัดนึกธาตุน้ำแข็งอย่างเดียวเท่านั้นเหมียวเหมียวอธิบายให้ผมฟังปกติแล้วเวลาจะใช้อาวุธสารพัดนึกต้องใช้แรงและพลังอย่างมาก ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้ได้ แล้วอีกอย่างตอนที่ใช้อาวุธก็ต้องทำพันธสัญญากับธาตุนั้นๆ ก่อน อาวุธถึงจะมีรูปร่างขึ้นมาได้ ในเมื่อรุ่นพี่ให้สิ่งนี้แก่เธอ ก็หมายความว่าอาวุธสารพัดนึกชิ้นนี้ยังไม่มีใครเคยใช้ เพราะพอทำพันธสัญญาแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถเอาไปใช้ต่อได้อีก

คำพูดของเหมียวเหมียวทำให้ผมงงเป็นไก่ตาแตก สรุปแล้วก็คือถั่วเม็ดนี้ยังไม่เคยมีใครเคยใช้ แล้วก็เป็นไปได้ว่ามันสร้างขึ้นมาจากน้ำหมายถึงธาตุน้ำน่ะ ก่อนที่จะใช้งานก็ต้องทำพันธสัญญาก่อน

ไม่รู้ว่าแถมใบรับประกันสินค้าจากโรงงานด้วยหรือเปล่า

แล้วมันใช้ยังไงเหรอ?” ผมหยิบเม็ดถั่วสีฟ้าขึ้นมาดูด้วยความสงสัย

แบบนี้ไงแล้วเหมียวเหมียวก็แกะไข่มุกที่ดูเหมือนเม็ดถั่วออกมาจากสร้อยคอของเธอ เส้นสีเขียวเหลืองผสมผสานกันอย่างลงตัว มันสวยเหมือนสีน้ำหยดลงบนน้ำไม่มีผิดสิ่งที่ทำพันธสัญญากับข้า จงทำให้ผู้เรียนรู้ได้เห็นจิตวิญญาณของเจ้าด้านบนไข่มุกทั้งสองสีปรากฏตัวหนังสือที่ผมอ่านไม่ออก แล้วมันก็ค่อยๆ เปล่งแสง

ผมเห็นแสงสว่างที่ลอยมาจากไข่มุก กำลังกลิ้งอย่างรวดเร็วเหมือนกับลูกบอลไม่มีผิด แล้วปีกเล็กๆ ที่ดูอ่อนนุ่มเหมือนผ้าไหมก็ค่อยๆ กางออก แล้วผมก็เห็นคนตัวเล็กขนาดเท่าฝ่ามือของเหมียวเหมียว

นี่คือภูตซีเฟยจัวแห่งธาตุท้องทุ่งแล้วภูตตัวน้อยก็ โป๊ะ! หายไปในอากาศ และกลายเป็นไข่มุกเหมือนเดิมก่อนที่เธอจะเรียกอาวุธสารพัดนึก เธอต้องกำหนดรูปร่างของอาวุธก่อน แล้วค่อยใช้เลือดทำพันธสัญญา แบบนี้ภูตถึงจะยอมรับพันธสัญญาของเธอ

กำหนดรูปร่าง? เลือดและเนื้อ?

เธอพูดเหมือนเรื่องธรรมดา แต่ทำไมผมถึงนึกภาพพ่อมดชั่วร้ายเสกอาวุธก็ไม่รู้

มันหมายความว่าผมต้องคิดรูปร่างให้กับสิ่งที่ผมยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แล้วก็เรียกให้มันออกมากินเลือดและเนื้อของผม? ทำไมมันถึงฟังดูเหมือนหนังสยองขวัญก็ไม่รู้

แล้วต้องกำหนดยังไงเหรอ?” ผมจ้องมองถั่วสีฟ้าเม็ดใหญ่ ไม่รู้ว่าจะใช้มันอย่างไร

เหมียวเหมียวอธิบายอย่างชัดเจน แต่ผมฟังแล้วก็ยังงง

ต้องใช้ใจกำหนด

เป็นคำตอบที่เป็นนามธรรมมากๆ

แต่พูดถึงอาวุธ ก็ทำให้ผมนึกถึงปืนยาวที่รุ่นพี่ใช้ กระบอกสีขาวจนเกือบโปร่งแสงและตัวหนังสือสีแดงที่สลักอยู่ด้านบน มันช่างเหมาะกับรุ่นพี่จริงๆ แม้แต่อาวุธก็ยังดูงดงามและเฉียบคม พอกลับมานึกถึงผม แม้แต่ยันต์ระเบิดก็ทำจนกลายเป็นระเบิดลูกโตไปได้

ผมตัดสินใจแล้วว่าจะหยุดคิดเรื่องอาวุธสารพัดนึกชั่วคราว ถ้าผมเกิดไปกำหนดให้มันกลายเป็นลูกระเบิดยักษ์สีฟ้าน้ำทะเล ผมต้องโดนรุ่นพี่บีบคอตายแน่ๆ

หยางหยาง ห้องเราก็มีเพื่อนที่เชี่ยวชาญเรื่องอาวุธสารพัดนึก ถ้าเขามาแล้วพวกเราค่อยไปขอคำแนะนำจากเขาเหมียวเหมียวเห็นว่าผมไม่ค่อยอยากจะใช้มันนัก ก็ตบไหล่ผมเบาๆ แล้วก็ฉีกยิ้มหวานอาวุธสารพัดนึกใช้ยากกว่ายันต์ระเบิดมาก ไม่มีใครใช้เป็นตั้งแต่ครั้งแรกหรอก

ผมรู้ว่าเธอกำลังปลอบใจผมฉันเข้าใจ ขอบใจนะอย่าพูดถึงอาวุธสารพัดนึกเลย แม้แต่ยันต์ระเบิดผมยังไม่เป็นเลย

ตอนที่บทสนทนาเกี่ยวกับอาวุธสารพัดนึกจบลง ประตูห้องเรียนก็ส่งเสียงดังขึ้น

มีกบสี่ตาเดินเข้ามาในห้อง

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.