เหยี่ยวมาร สะท้านสิบทิศ (หน้า 1 - 12)

            สูญสิ้นอิสรภาพ

หลงอิง* ตัดสินใจประคองถือบันทึกโบราณที่จารึกเคล็ดวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารที่ซึ่งแบ่งเป็นภาคแรกกับภาคหลังสองฉบับ ยื่นส่งไปยังฟืนไฟที่ลุกโชนอยู่ในเตา มองดูบันทึกวิชาฝีมือทั้งสองภาคถูกเผาจนหงิกงอและไหม้เกรียม สุดท้ายกลายเป็นขี้เถ้า คลื่นความร้อนที่พลุ่งมาปะทะหน้า กลิ่นอายของการเผาไหม้ บันดาลให้เกิดความรู้สึกอดีตที่ผ่านมาล้วนมลายหายไปพร้อมกับเปลวไฟ ทุกประการล้วนเริ่มต้นใหม่

* หลงเป็นแซ่ แปลว่ามังกร อิงแปลว่าเหยี่ยว

เมื่อกลับเข้ามายังห้องรับแขก ซึ่งประกอบด้วยเครื่องเรือนหยาบกระด้างไม่กี่ชิ้น ก็จัดแจงสะพายห่อผ้าเล็กๆ ที่จดเตรียมไว้บนหลัง พกพาจิตใจที่ปลอดโปร่งคลายสาวเท้าออกจากบ้านศิลาในหุบเขาร้าง ซึ่งมันใช้ปลีกตัวเร้นกายเป็นเวลาห้าปีเต็ม กลิ่นอายจากการเผาไหม้ยังอัดแน่นอยู่ในรูจมูก

หลังจากไปจากที่นี้ หลงอิงจะไม่กลับมาอีกตลอดกาล ต่ำใต้กว้างใหญ่ไพศาล สามารถเสาะหาสถานที่ที่มีทิวทัศน์ตระการ ลืมเลือนเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นโดยสิ้นเชิง อาศัยวิชาความรู้ที่อ่านจากสรรพตำราในตำหนักเทพฤทธิ์ สมควรหาเงินหาทอง ตบแต่งภรรยาสะคราญโฉม ตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ส่วนเคล็ดวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารขั้นสูงย่อมฝึกปรือไม่สำเร็จแล้ว ผู้คนในโลกหล้าไหนเลยมีวิธีฝึกฝีมือที่ขู่ขวัญผู้คนจนแทบฝ่อตายเช่นนี้ อย่าว่าแต่ในบันทึกวิชาทั้งสิบสองบรรพ ยังขาดบรรพที่หกไป

ที่นอกห้องแสงอาทิตย์จรัสจ้า หุบเขาอันงดงามเงียบสงบดุจเดียวกับทุกเข้าตรู่ของห้าปีที่ผ่านมา แต่แล้วยามนั้น ในใจหลงอิงพลันบังเกิดความรู้สึกถึงวิกฤตการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ หากว่าเปลี่ยนเป็นผู้อื่น คงเข้าใจว่าตนเองหวาดระแวง เคลือบแคลงสงสัยไปเอง แต่หลงอิงทราบว่าพันธุมารซึ่งยังไม่สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นร้ายแรงต่อตนเอง ดังนั้นเงยหน้ามองขึ้นไป

จุดสีดำจุดหนึ่งขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว บินวนเหินร่อนลงมายังที่ซึ่งมันยืนอยู่ด้วยท่วงท่าที่สวยงาม กลับเป็นนกเหยี่ยวขนาดใหญ่ ที่พอกางปีกทั้งสองออกมีความยาวถึงหกเชียะ พอบินร่อนเข้ามาถึงเบื้องบนราวร้อยวา พลันกระพือบินโผบินขึ้น โบยบินไปยังปากหุบเขา

หลงอิงคล้ายสะดุ้งตื่นจากห้วงความฝันอันวาบหวาม กลับคืนสู่สภาพความจริงที่โหดร้าย ทราบดีว่าเคราะห์หามยามร้ายกล้ำกราย เป็นกับกัลป์ที่ยากรอดพ้น เพียงแต่เหตุใดประจวบเหมาะถึงเพียงนี้? หากแม้นจากไปก่อนหนึ่งวันมิใช่ไร้เรื่องราวหรอกหรือ?

ครุ่นคิดส่วนครุ่นคิด ในใจทราบแน่แก่ใจว่าจากไปก่อนหรือไปสายไม่มีข้อแตกต่าง ยามใดที่ฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ถึงการคงอยู่ของตนเอง ยังจะหลบลี้ไปได้ไกลสักเท่าใด? ศัตรูของมันมิใช่ยุทธจักรฝ่ายธัมมะ ยังมีอู่เจ้า* ซึ่งยุวกษัตริย์ยังต้องสดับฟังพระราชกระแสของพระนาง ทรงกุมอำนาจประหารทุกชีวิตในแผ่นดินไว้ ขอถามมันยังจะหลบหนีไปที่ใดได้?

* อู่เป็นแซ่ ภาษาแต้จิ๋วอ่านว่าบู๊ ส่วนคำว่าเจ้าเป็นตัวหนังสือที่บูเช็คเทียนทรงประดิษฐ์ขึ้นมา เพื่อใช้แทนคำว่าเจ้าที่แปลว่าสาดส่อง

หลงอิงบังเกิดความประหลาดใจ ถึงแม้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ยังสงบเยือกเย็น มิหวาดหวั่นมิพรั่นกลัว เพียงแต่ต้องใช้สมองความคิดให้มากกว่านี้ ยี่สิบปีที่ผ่านมา ถึงแม้มันไม่เกียจคร้านเฉื่อยชา ทั้งมุมานะโดยไม่ย่อท้อ แต่ก็ไม่ได้ซ่องเสพกับชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มฉกรรจ์เช่นนี้ เพียงแต่คิดหนีก็หนีไม่รอด ทั้งคาดว่า อาจารย์ของตนเองฉายาเทพศักดิ์สิทธิ์ตู้เอ้าและศิษย์พี่ทั้งหลาย ซึ่งมีเงื่อนไขในการหลบหนีเหนือกว่าตนเองในยามนี้ร้อยเท่า ใช่ประสบชะตากรรมถูกจับตัวหรือถูกฆ่าทิ้งหรือไม่ ไม่เช่นนั้นตนเองเฝ้ารออยู่ที่นี้นานถึงห้าปี ยังไม่เห็นร่องรอยของพวกเขาแม้แต่เงา เมื่อครู่ยังทำตามคำสั่งของตู้เอ้า เผาม้วนบันทึกทั้งสองภาคทิ้งไป

หลงอิงวกกลับเข้าห้อง จัดวางเสื้อผ้าเสบียงสิ่งของในห่อผ้าตำแหน่งเดิม จากนั้นต้มน้ำบนเตา เพื่อปกปิดสาเหตุที่ก่อไฟ แล้วค่อยเดินเข้าห้องนอน นอนบนเตียงหินเพียงหนึ่งเดียว โคจรพลังสลายกำลังภายในที่ฝึกปรือด้วยความยากลำบากไปสิ้น

นี่ความจริงเป็นด่านแรกของการฝึกเคล็ดวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมาร ที่ผ่านมามันคิดกระทำแต่ไม่กล้ากระทำ ยามนี้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก ได้แต่สลายพลังฝีมือไป

ปัง ปัง ปัง!

ประตูหน้าต่างถูกกระแทกทำลายพร้อมกัน หลงอิงสะกดกล้ำกลืนอาการเจ็บปวดหลังการสลายพลัง ซึ่งชำแรกลึกถึงไขกระดูก หลับตาทั้งสองลง พลันปรากฏพลังกระบี่คุกคามถึงตัว ถึงแม้มันเพิ่งสูญเสียพลังกระบี่คุกคามถึงตัว ถึงแม้มันเพิ่งสูญเสียพลังฝีมือ แต่ก็บังเกิดอาการตรงกับคำบรรยายในบันทึกโบราณ เมื่อพันธุมารไม่ถูกพลังธาตุแนวทางมาตรฐานผูกมัดไว้อีก คนกลับกลายเป็นปราดเปรียวกว่าเดิม พบว่าใต้พลังกระบี่ของฝ่ายตรงข้าม ในความเปลี่ยนแปลงซ่อนความเปลี่ยนแปลง นับเป็นวิชากระบี่ที่บรรลุถึงขั้นปล่อยออกรั้งเข้าตามใจปรารถนา เปรียบกับเทพศักดิ์สิทธิ์ตู้เอ้าหาได้เป็นรองไม่ หากตนเองยังไม่สูญเสียพลังฝีมือ ทะยานเข้าประมือกับฝ่ายตรงข้าม คงไม่อาจรับมือได้สิบกระบวนท่า ทอดตาไปทั่วหล้า ยอดฝีมือเช่นนี้ยากจะพบพาน

ผู้ที่จู่โจมทำร้ายพลันอุทานดังเอ๊ะ รั้งพลังกระบี่กลับไป ปลายกระบี่จี้ปราดใส่หลงอิงที่นอนบนเตียงสิบกว่าครา แต่ละครั้งคราควบคุมน้ำหนักพอดีเป็นที่สุด เพียงทำให้เลือดลมโคจรหมุนเวียนไม่สะดวก แต่ไม่ทำร้ายเส้นลมปราณของมัน จากนั้นตวาดสั่งว่า “หยุดมือ” เพียงแต่คนธรรมดาที่ไม่รู้จักวิชาการต่อสู้คนหนึ่ง

พริบตานั้นสรรพเสียงลมที่แหวกฝ่าอากาศภายในห้องล้วนรั้งกลับคืนไป แสดงว่าผู้ที่บุกรุกเข้าห้องมาเป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น

หลงอิงไม่อาจข่มความสงสัยอยากรู้ ลืมตาขึ้นมาสู้หน้ากับฝ่ายตรงข้าม ในความคาดคิดของมัน ที่ปรากฏแก่สายตาสมควรเป็นยอดฝีมือวัยเดียวกับตู้เอ้า มิคาดกลับเป็นมือกระบี่อายุเยาว์ ที่อายุมากกว่าตนเองสองสามปี คนยืนอยู่กลางเตียง ใช้สายตาที่ลึกล้ำสุดจะหยั่งมองดูตนเองด้วยความเสียใจ

คนผู้นี้มีหน้าตาหล่อเหลา รูปกายสูงสง่า ทั้งกอปรด้วยบุคลิกภาพที่ยากบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง คล้ายกับกวีผู้ลื่อนามที่ไม่ยอมก้มหัวให้ ที่สะพายกระบี่แต่งกายชุดนักบู๊เพียงเพื่อล้อเล่นเช่นทารก

หลงอิงไม่มีโอกาสมองดูมากกว่านี้ ก็ถูกผู้คนหิ้วขึ้นจากเตียง ยิ่งไม่ทราบเป็นผู้ใดสวมถุงผ้าสีดำใบหนึ่งลงมา พริบตานั้นเบื้องหน้าสายตามืดทะมื่น ต่อจากนั้นถูกนำตัวไปยังห้องรับแขก แล้วถูกบังคับให้คุกเข่าอยู่กลางห้อง สองมือถูกจับบิดไพล่หลัง ใช้วัตถุประเภทเชือกเอ็นวัวที่หยาบใหญ่มัดพันธนาการอย่างแน่นหนา สองเท้าก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน

ต่อจากนั้นร่างผ่อนคลายเบาสบาย จุดที่ถูกปิดสกัดไว้กลับคืนสู่ความปลอดโปร่ง สร้างความตื่นตระหนกแก่หลงเหลือ บุรุษหนุ่มยอดฝีมือผู้นี้มีความสามารถในการจี้จุดอย่างแยบคาย ควบคุมจังหวะเวลาอย่างแม่นยำ ล้วนอยู่เหนือความคาดหมายของมัน ยามนี้มันกลับกลายจากคนที่อิสรเสรีเป็นเชลยผู้ต้องขังแล้ว

ไม่มีผู้ใดกล่าววาจา เงียบสงบจนขัดกับหลักเหตุผลอยู่บ้าง คงเหลือแต่เสียงการรื้อค้นดังสวบสาบ

“ไท่ผิงกงจู่ (องค์หญิงสัตติสุข) มาถึง”

สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น บีบเสียงเล็กเสียงน้อยขัดกับบรรยากาศในหุบเขากลางป่าร้าง ตามด้วยเสียงคุกเข่าดังติดต่อกัน

สุ้มเสียงอันอ่อนหวานที่ปล่อยตัวปล่อยใจ สร้างความหวั่นไหวแก่ผู้คนเสียงหนึ่งกล่าวติติงว่า “พ่างกงกง (ขันทีอ้วน) ช่างเป็นไปเสียได้ ที่นี้มิใช่พระตำหนักภายในวัง ยังแสดงความเคารพเช่นเจ้าชีวิตขุนนางอันใด คุณชายฟง แม่ทัพชิว ทุกท่านตามสบาย”

หลงอิงจดจำออกว่ามือกระบี่อายุเยาว์นั้นกล่าวว่า “หากองค์หญิงไม่มีคำสั่งใด กว่อถิงขออนุญาตองค์หญิงรีบรุดกลับขึ้นเหนือ เพื่อสะสางเรื่องปลีกย่อยเล็กน้อย”

องค์หญิงไท่ผิงส่งเสียงหัวร่อที่ชวนลุ่มหลงออกมา กล่าวว่า “เรื่องที่ดึงดูดให้คุณชายฟง ซึ่งเพิ่งจู่โจมสังหารเทพอธรรมตู้เอ้าที่ปากแม่น้ำแยงซีเกียงรีบรุดกลับไปสะสาง ไม่สมควรเป็นเรื่องปลีกย่อยเล็กน้อย เราทราบว่าคุณชายฟงเห็นว่าตัวเองมากความสามารถ ถูกใช้สอยให้กระทำเรื่องเล็กน้อย ในใจไม่ปลอดโปร่งอยู่บ้าง”

คุณชายฟงรีบกล่าวว่า “กว่อถิงมิกล้า”

การขบคิดคาดเดาเรื่องหนึ่ง สภาพความจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลงอิงพอฟังว่าตู้เอ้าถูกสังหาร ทั้งยังจบชีวิตภายใต้เงื้อมมือของมือกระบี่อายุเยาว์เช่นนี้ อดบังเกิดความเศร้าหดหู่มิได้ สำหรับกับมัน นี่เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่น้อยครั้งจะบังเกิดขึ้น

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวสืบต่อ “นับตั้งแต่เสิ้งเสิน* ตั้งสัตย์ปฏิญาณก่อนที่ฮ่องเต้องค์ก่อนจะสวรรคต สาบานว่าจะกวาดล้างสำนักมารที่ก่อหวอดตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมาแบบขุดรากถอนโค่น ทั้งยึดคัมภีร์ฝีมือบันทึกลับของแต่ละสำนักกลับคืนสู่ราชสำนัก จัดการเผาทำลายเพื่อเซ่นสรวงฟ้า ปฏิบัติการล่าล้างมารก็เริ่มเปิดฉากขึ้น จนบัดนี้บุคคลสำคัญในสำนักมารถูกปลิดปลงสังหารไปแทบหมดสิ้น บันทึกอสูรฟ้าทั้งสิบเล่มได้มาเก้าเล่ม คงเหลือแต่เคล็ดวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝั่งมารเล่มเดียว ก็จะสำเร็จลุล่วงโดยสมบูรณ์ เนื่องด้วยเรื่องราวสำคัญยิ่งยวด บวกกับเวลากระชั้นเร่งร้อนไป จึงจำต้องพึ่งพาสายตาของเหยี่ยวตัวโปรดของคุณชายฟง ตลอดจนวิชาสืบเสาะค้นหาของคุณชายฟง เช่นเดียวกับที่เหตุการณ์ปากแม่น้ำแยงซีเกียง ถึงแม้ตู้เอ้าทะลวงฝ่าวงล้อมไปได้ ยังไม่อาจรอดพ้นจากเงื้อมมือของคุณชาย”

* เทพผู้ปรีชาสามารถ เป็นคำยกย่องบูเช็คเทียน

คุณชายฟงซึ่งมีนามฟงกว่อถิงกล่าวเสียงราบเรียบว่า “องค์หญิงชมเกินไป”

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวว่า “ตอนนี้เรื่องราวเป็นที่แน่นอนแล้ว ที่นี้ปล่อยให้เราจัดการเอง ขออวยพรให้คุณชายโชคดี”

ฟงกว่อถึงกล่าวขอบพระทัยองค์หญิง ปลีกตัวจากไป

หลังจากนั้นองค์หญิงไท่ผิงกล่าวราวพึมพำกับตัวเองว่า “มันไม่รู้จักวิชาฝีมือจริงๆ?”

ฟังจากน้ำเสียงของนาง ทราบว่านางกำลังขมวดคิ้วครุ่นคิด นึกเคลือบแคลงสงสัย หลงอิงคิดอ่านในใจ ‘มีอันใดน่าประหลาดใจ เหล่าตู้ (คนแซ่ตู้) ถ่ายทอดเคล็ดวิชาลมปราณแนวทางพรตลัทธิเต๋าต่อเรา โดยปิดบังศิษย์ผู้อื่นไว้ อย่างนั้นทุกประการที่เกี่ยวข้องกับตนเอง แสดงว่าไม่ได้เค้นถามจากเหล่าตู้ (คนแซ่ตู้) ย่อมเข้าใจว่าเราไม่รู้จักวิชาฝีมือ’

มืออวบอ้วนข้างหนึ่งยื่นมาทาบกับขม่อมของหลงอิง โดยที่กั้นด้วยถุงผ้าคลุมศีรษะ ชั่วพริบตากลับกลายจากอุ่นร้อนเป็นเยียบเย็น ตอนแรกหลงอิงยังไม่มีความรู้สึกอันใด แต่แล้วเส้นลมปราณทั่วร่างอัดแน่นด้วยพลังหยุ่นเยือกลึกล้ำ แว่วเสียงพ่างกงกง (ขันทีอ้วน) ดังขึ้นที่ข้างกายว่า “ประหลาด ประหลาดจริงๆ”

สุ้มเสียงองค์หญิงไท่ผิงเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นออกคำสั่งว่า “ถอยไปให้กับเรา”

มีคนถ่ายทอดบอกว่า “องค์หญิงมีคำสั่ง ทั้งหมดล่าถอยออกนอกห้อง”

บุคคลอื่นภายในห้องล่าถอยออกไปจนหมดสิ้น คงหลงเหลือองค์หญิงไท่ผิง พ่างกงกง (ขันทีและบุคคลที่สามซึ่งคาดว่าเป็นแม่ทัพชิว

พ่างกงกงชักมือที่อวบอ้วนกลับจากขม่อมหลงอิง กล่าวว่า “แม่ทัพชิวโปรดออกไปสังเกตการณ์ให้กับองค์หญิง ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามาในรัศมีร้อยก้าว”

แม่ทัพชิวงงงันวูบ คิดไม่ถึงว่าด้วยศักดิ์ฐานะและยศตำแหน่งของตนเอง ยังถูกขับออกไปร้อยวา ห้ามมิให้ร่วมรับฟัง พานอับจนปัญญา ได้แต่ล่าถอยออกไป

เพียงดูจากเรื่องที่มิต้องให้องค์หญิงไท่ผิงบอกใบ้ พ่างกงกงก็สามารถตัดสินใจ แสดงว่าขันทีผู้นี้ มิเพียงรู้ใจองค์หญิงไท่ผิง ทั้งยังกุมอำนาจใหญ่ ไม่เพียงเป็นบ่าวไพร่ที่ติดตามรับใช้ผู้เป็นใหญ่ คำนวณจากวิชาฝีมือที่เมื่อครู่มันตรวจสอบเส้นลมปราณของหลงอิง แสดงว่าความน่ากลัวของขันทีผู้นี้หาด้อยกว่าฟงกว่อถิงไม่

หลงอิงบังเกิดความรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง

ในที่สุดถุงผ้าถูกดึงออกไป หลงอิงพลันลืมตาขึ้น สภาพจากความมืดสู่แสงสว่างเสียดแทงมันจนมองไม่เห็นอันใด ตามคำเล่าลือ องค์หญิงไท่ผิงเป็นยอดหญิงงามของแดนจงหยวน (ภาคกลางของประเทศ) ยามนี้ตนเองแม้ตกเป็นเชลย แต่ว่าหากได้ยลโฉมสักครา ถือว่าเป็นการชดเชย หลงอิงเป็นบุคคลเช่นนี้เอง มันมีนิสัยปล่อยตัวตามสบาย ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ก็ยึดถือเป็นผ้าห่มคลุมกายา

รอจนเบื้องหน้ากลับคืนสู่ความชัดเจน หลงอิงอดผิดหวังมิได้ องค์หญิงไท่ผิงนั่งบนเก้าอี้ไท่ซือเนื้อหลิวมู่* ที่มันจัดสร้างกับมือ ใบหน้าคลุมไว้ด้วยแพรดำ ยังมีคนอ้วนเตี้ยใบหน้ากลมดุจเดือนเต็มดวง องคาพยพต่างๆ กระจุกรวมตัวกันผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านข้างตามสบาย มองดูมันอย่างยิ้มแย้ม

ถึงแม้รูปโฉมถูกปิดบังอำพรางไว้ แต่ว่าสตรีนางนี้ยังเย้ายวนใจยิ่ง เรือนร่างเลือดเนื้อที่ชวนให้ผู้คนวาบหวิวหวั่นไหว สุดที่แพรดำผืนเดียวจะบดบังได้ ชุดรัดกุมสีกลืนกับความมืดที่รับรูป ขับเน้นส่วนโค้งส่วนเว้าที่ชวนรัดรึงออกมาอย่างเต็มที่

พ่างกงกงอุทานออกมาคำหนึ่ง กล่าวว่า “องค์หญิงตู้เอ้ามีสายตาไม่เลว ผ่านพ้นไปเพียงห้าปี เสี่ยวเกอเอ๋อ (คำเรียกชายหนุ่ม) ก็เติบโตสูงใหญ่ ทั้งมีนรลักษณ์เลิศล้ำ สองตาเป็นประกาย ถึงแม้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ยังปราศจากความหวาดหวั่น เพียงแต่สีหน้าซีดเซียวไปบ้าง ใช่เป็นเพราะเมื่อคืนนอนหลับไม่เต็มอิ่มหรือไม่?”

องค์หญิงไท่ผิงไม่ตอบคำของมัน หากกล่าวกับหลงอิงว่า “ท่านเรียกว่าเสี่ยวผู่ (ผู่น้อย) ใช่หรือไม่?”

หลงอิงส่งเสียงกระแอมไอแล้วกล่าว “องค์หญิงโปรดพิจารณา นั่นเป็นชื่อเล่นเมื่อกาลก่อนของข้าพเจ้า เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าเค้นสมองนึกหาชื่อใหม่ เป็นเหตุให้นอนหลับไม่เต็มอิ่ม ตอนนี้ข้าพเจ้าเรียกว่าหลงอิง”

พ่างกงกงกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “ในสถานการณ์เช่นนี้เสี่ยวเกอเอ๋อ (คำเรียกชายหนุ่ม) ยังจำนรรจาไม่หยุด ท่านไม่หวาดกลัวจริงหรือ?”

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “หากว่าเชื่อฟังวาจาแต่โดยดี ก็มิต้องหวาดกลัว ขอเพียงส่งมอบเคล็ดวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารออกมา มิเพียงไม่ต้องรับทัณฑ์ทรมานจนคิดมีชีวิตไม่สำเร็จ คิดตายไม่สมปรารถนา เรายังจะนำท่านกลับสู่มหานครลั่วหยาง ให้ท่านเสพสุขวาสนาสัมผัสกับหญิงงามทั่วหล้า”

หลงอิงถูกน้ำเสียงอันไพเราอ่อนหวานของนางชอนไชเข้ารูหู จนหัวใจแทบหลอมละลาย คิดอ่านว่าในบรรดาหญิงงามใช่นับรวมองค์หญิงท่านด้วยหรือไม่ แต่มันย่อมไม่กล้าบอกกล่าวจากปาก เพียงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “จนบัดนี้ข้าพเจ้าค่อยได้ยินว่าในโลกมีตำราเช่นนี้ จะให้ข้าพเจ้ามอบต่อองค์หญิงได้อย่างไร?”

องค์หญิงไท่ผิงเงยหน้าขึ้นมองขื่อห้อง กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า ในโลกมียอดคัมภีร์บันทึกพิสดารสี่เล่ม ได้แก่ม้วนภาพเทพประยุทธ์ เคล็ดวิชาอมตะ บันทึกกระบี่เมตไตรย และวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมาร บันทึกกระบี่ถูกเก็บรักษาที่เรือนฌานเมตไตรยซึ่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเพศบรรพชิต ส่วนม้วนภาพเทพประยุทธ์เคยมีผู้คนพบเห็นมาก่อนหรือไม่ ยังไม่แน่ชัด สำหรับเคล็ดวิชาอมตะตกเป็นของปรมาจารย์แรกตั้งประเทศของราชวงศ์ถังเรา ได้แก่โค่วจงกับฉีจื่อหลิง* หลังจากที่พวกท่านเดินทางไกลสู่โพ้นทะเล สุดยอดวิชาพลอยหายสาบสูญ มีแต่วิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารที่เป็นของวิเศษประจำสำนักมารฝ่ายอธรรม จึงอยู่ในความครอบครองของเจ้าสำนัก ถึงแม้ว่ายังไม่มีผู้ใดฝึกปรือสำเร็จมาก่อน แต่ได้รับการวิจารณ์ว่ามีแต่เหนือล้ำกว่าบันทึกอสูรฟ้าของสำนักทศเย็นโดยไม่อ่อนด้อยกว่า หากมิใช่ค้นพบจากตัวตู้เอ้า เราไม่แน่ว่าจะหลงเชื่อคำพูดเพ้อเจ้อของท่าน เพียงตัดศีรษะของท่านเป็นอันยุติเรื่องราว พ่างกงกง (ขันทีอ้วน) โปรดแก้มัดให้กับมัน”

* รายละเอียดอยู่ในเรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศ

พ่างกงกงเคลื่อนกายมาถึงด้านหลังหลงอิง แก้เชือกที่มัดพันธนาการออก

องค์หญิงไท่ผิงตบที่เท้าแขนบนเก้าอี้ไท่ซือกล่าวเบาๆ ว่า “เก้าอี้เป็นท่านจัดสร้างขึ้นหรือ?”

หลงอิงผงกศีรษะโดยที่จิตใจไม่อยู่กับตัว ขบคิดไม่เข้าใจว่าองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ไฉนยอมเสียเวลามากมายกับตนเอง แทนที่จะรื้อบ้านพลิกพื้นหุบเขาค้นหาให้ทั่ว หากหาไม่พบก็ลงทัณฑ์ทรมานตนเองจะรวบรัดหมดจดกว่า

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวด้วยความยินดีว่า “ท่านมีมือที่คล่องแคล่วคู่หนึ่ง เราไม่เคยนั่งเก้าอี้ที่สุขสบายถึงเพียงนี้มาก่อน”

พ่างกงกงซึ่งแก้มัดให้กับมันกลับถึงข้างกายองค์หญิงไท่ผิง หัวร่อฮิฮะกล่าวว่า “หากเสี่ยวเกอเอ๋อ (คำเรียกบุรุษหนุ่ม) ยอมให้ความร่วมมือ องค์หญิงมิสู้ยกตำแหน่งขันทีช่างฝีมือให้กับมัน จะได้รับราชการให้สมอยาก เราอาสาดูแลเอาใจท่าน รับรองไม่มีผู้ใดกล้าข่มเหงรังแกท่าน”

หลงอิงลอบร้องคำร้ายกาจในใจ ทั้งสองหนึ่งกล่าวนำหนึ่งขานรับ ทั้งขู่ทั้งปลอบ ในความอ่อนแฝงความแข็ง สั่นไหวจิตใจผู้คนนัก แต่ก็สร้างความงุนงงสงสัยกว่าเดิม เหตุใดฝ่ายตรงข้ามให้ความสำคัญแก่ตนเองถึงเพียงนี้?

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวว่า “การถือสัตยธรรมเป็นความถูกต้อง แต่ต้องดูว่าเป้าหมายเป็นใคร ให้มันอ่านดูเองเถอะ”

ขณะที่หลงอิงทั้งมึนงงสงสัยทั้งตื่นตระหนก พ่างกงกงก็ล้วงบันทึกเบาบางจากอกเสื้อเล่มหนึ่ง เดินเข้ามายัดใส่มือมัน กล่าวว่า “องค์หญิงมีคำสั่ง ให้เสี่ยวเกอเอ๋อ (คำเรียกบุรุษหนุ่ม) อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ อย่าได้ตกหล่นแม้สักคำเดียว”

หลงอิงแม้ไม่ทราบว่าในบันทึกเขียนว่าอะไร แต่ทราบว่าต้องไม่ส่งผลดีต่อมันแน่นอน พริบตานั้นจิตใจว้าวุ่น สมองก็พองโต กวาดตามองดูบันทึกที่อีกฝ่ายส่งให้ ถึงกับเข่าอ่อนระทวย เปลี่ยนจากคุกเข่าเป็นนั่งพับเพียบลง

ที่ปรากฏแก่สายตาเป็นอักษรคำว่า “ลำดับหกปลูกฝังอื่น”

นี่เป็นบรรพที่ขาดหายไปของวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมาร หาใช่ฉบับดั้งเดิมไม่ หากเป็นฉบับคัดลอกจากต้นฉบับเดิม หลงอิงที่สมองพองโตพลิกดูหน้าต่อไป อ่านเพียงสองประโยคก็แน่ใจว่าเป็นบรรพที่ขาดหายไปของบันทึกโบราณทั้งสองภาค ต้องลอบคร่ำครวญในใจ

จริงดังคาดหมาย แว่วเสียงองค์หญิงไท่ผิงดังมาว่า “นี่เป็นฉบับคัดลอก ฉบับดั้งเดิมเก็บรักษาที่นครลั่วหยาง ค้นได้จากซากศพของตู้เอ้า หลังจากอ่านจบเราค่อยสนทนากับท่าน”

หลงอิงพลิกอ่านดูทีละหน้า ยิ่งอ่านยิ่งอกสั่นขวัญแขวน บังเกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดกว่าเดิม นั่นคือลายมือบนบันทึกทั้งปลดปล่อยตัวเอง หากยังแฝงความงามเฉิดฉัน ท่วงทำนองที่แตกต่างทั้งสองประการยิงจู่โจมถูกใจกลางของเป้าธนูอย่างแม่นยำ มันสังหรณ์ใจว่าผู้ที่คัดลอกเป็นสตรี อาจบางทีเป็นอู่เจ้าเอง ถึงแม้ว่าพระนางทรงมีภารกิจวุ่นวาย ไม่มีเหตุผลต้องทรงงานที่เหนื่อยยากถึงเพียงนี้ก็ตาม

พ่างกงกงหัวร่อฮาฮา หยิบฉวยบันทึกฉบับคัดลอกกลับคืนไป กล่าวว่า “เสี่ยวเกอเอ๋อ (คำเรียกบุรุษหนุ่ม) ยังมีคำพูดใดจะกล่าว?”

องค์หญิงไท่ผิงก็เพ่งสายตาทะลุแพรคลุมหน้าจับจ้องมองมันเขม็งนิ่ง

หลงอิงสั่นศีรษะ ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “เป้าหมายแห่งการถือสัตยธรรมของข้าพเจ้าผิดไปจริงๆ ดีที่ข้าพเจ้ายังทำความดีความชอบให้กับราชสำนักโดยไม่ตั้งใจ พวกท่านมิใช่ต้องการเผาทำลายวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารเพื่อเซ่นสรวงฟ้าหรอกหรือ ข้าพเจ้าเพิ่งนำไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับต้มน้ำแทนไม้ฟืน องค์หญิงยังจะปูนบำเหน็จข้าพเจ้าเป็นขันทีช่วงแรงงานหรือไม่?”

องค์หญิงไท่ผิงพลันผุดลุกขึ้น ตวาดคำ “บังอาจ” ออกมา

หลงอิงสู้สายตากับนางที่เปลี่ยนเป็นแม่เสือสาวโดยไม่พรั่นพรึง เนื่องเพราะทราบว่าตนเองแม้เดินหมากผิดไปตาหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงกับพ่ายแพ้ทั้งกระดาน ตอนนี้มันกลายเป็นวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารที่มีชีวิต ฝ่ายตรงข้ามต้องไม่อาจหักใจฆ่ามัน

จริงดังคาดหมายองค์หญิงไท่ผิงกลับคืนสู่ความสงบ ดวงตาที่ความจริงทั้งเล็กหยีทั้งเรียวยาวของพ่างกงกงพลันเบิกจกลมกว้าง สาดประกายเจิดจ้าดุจสายฟ้า สะท้อนความคิดฆ่าฟันออกมา

องค์หญิงไท่ผิงร้องเรียกว่า “แม่ทัพชิวเชิญเข้ามา” นางโคจรพลังถ่ายทอดเสียง สำเนียงกังวานไปไกลโข

แม่ทัพชิวเร่งรุดมาดุจเหินบิน

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “คุมตัวเด็กน้อยนี้ขึ้นรถนักโทษ ทิ้งผู้คนไว้หนึ่งพันคน ให้พวกมันตรวจค้นบ้านศิลาหุบเขาร้างให้ทั่ว ไม่ว่าข้าวของใดที่เกี่ยวข้องกับเด็กน้อยนี้ล้วนนำกลับไปยังนครลั่วหยางให้กับเรา” พลางเหลียวมองเก้าอี้ที่ด้านหลังแวบหนึ่ง ลังเลเล็กน้อยแล้วกล่าว “รวมทั้งเก้าอี้ตัวนี้”

กล่าวจบไม่เหลือบแลหลงอิงอีก เดินชดช้อยจากไป

หลงอิงลอบทอดถอนใจคำหนึ่ง ครุ่นคิดว่าฟงกว่อถิงถือเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตตนเอง หากมิใช่มันกำจัดฆ่าตู้เอ้า ตู้เอ้าคงลงมือปลิดชีวิตน้อยๆ ของตนเอง

เหยี่ยวมาร สะท้านสิบทิศ (หน้า 13 - 24)

            วิชาปลูกฝังมาร

ที่ว่ารถนักโทษแท้ที่จริงเป็นรถลงทัณฑ์คันหนึ่ง ตัวรถหุ้มแผ่นเหล็กอีกชั้นหนึ่ง ใช้ม้าสี่ตัวลากเทียม ประตูทางเข้าอยู่ทางด้านหลัง นอกจากผนังรถเจาะช่องระบายอากาศแล้ว ตลอดทั้งคั้นล้วนปิดผนึกแน่น

หลงอิงถูกคุมตัวขึ้นรถ ถูกบังคับให้นอนลงบนเตียงลงทัณฑ์ที่สามรถปรับระดับมุมลาดเท มือเท้าถูกเชือกรัดพันธนาการอย่างแน่นหนา พอบิดหมุนเครื่องกว้านซึ่งติดตั้งอยู่ใต้เตียงใกล้กับประตู ก็ดึงเชือกรัดไปทั้งสี่มุม ทำให้หลงอิงที่นอนอยู่เตียงลงทัณฑ์กางแขนถ่างขาออก นอกจากส่วนศีรษะที่ขยับเขยือนได้แล้ว กระทั่งคิดบิดขี้เกียจยังทำไม่ได้ แต่เมื่อเตียงลงทัณฑ์ถูกปรับระดับให้ส่วนหัวลาดเทลง โลหิตก็ไหลย้อนกลับ จนเลือดคั่งที่ส่วนศีรษะ ส่วนสัดเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถขยับเขยื้อนของหลงอิงพลอยเคลื่อนไหวเป็นความล้ำค่าถึงเพียงไหน

ผู้ที่ร่วมทางมาครั้งนี้มีขุนนางตุลาการในสังกัดพระนางบูเช็คเทียน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นยอดฝีมือลงทัณฑ์อันดับหนึ่งนามไหลจวิ้นเฉิน มันประดิษฐ์เครื่องมือลงทัณฑ์ และคิดค้นวิธีทรมานนับไม่ถ้วน ไม่ทราบมีขุนนางเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์ถังจบสิ้นใต้เงื้อมมือมันมากน้อยเท่าใด สุดท้ายล้วนแต่ยอมรับสารภาพทั้งที่ไม่ได้กระทำผิด ต้องตายด้วยความคับแค้น เพียงดูจากการที่จัดส่งขุนนางตุลาการเช่นนี้ร่วมทาง แสดงว่าพระนางบูเช็คเทียนหมายมั่นครอบครองวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารให้จงได้

องค์หญิงไท่ผิงที่ส่งตัวหลงอิงให้กับไหลจวิ้นเฉิน คาดว่าดูออกว่าหลงอิงเป็นบุคคลไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน ต้องไม่ยอมสยบโดยง่ายดาย ดังนั้นปล่อยให้มันรับความเจ็บปวดทรมานก่อน แล้วค่อยสนทนากับมัน

ไหลจวิ้นเฉินมีอายุสี่สิบกว่าปี รูปร่างสันทัด ลักษณะซูบผอม หน้าซีดราวไก่ต้ม เป็นสารรูปของนักศึกษาชั่วร้าย บวกกับสายตาลึกซึ้งเยือกเย็น ริมฝีปากเบาบางจมูกงองุ้ม พอยืนประจำอยู่ข้างเครื่องมือทรมาน ไม่ว่าผู้ใดล้วนสั่นสยิวด้วยความสยองขวัญ

มันปรนนิบัติหลงอิงด้วยตนเอง ตบหน้าหลงอิงเบาๆ ค่อยล้ววัตถุประหลาดที่จัดสร้างเป็นพิเศษสองชิ้นยัดเข้ารูหูของหลงอิง ตัดทำลายการได้ยินของอีกฝ่าย ทั้งยังใช้ผ้าดำผูกตาของฝ่ายตรงข้ามส่งเสียงหัวร่อแหลมเล็กดุจนกราตรีร่ำร้อง ผุดลุกขึ้นยืน

ไหลจวิ้นเฉินตวาดสั่งให้ออกรถ จากนั้นกล่าวกับสมุนบริวารที่ห้อมล้อมรอบว่า “ที่สนุกสนานน่าสนใจที่สุดคือลูกผู้ชายกระดูกเหล็กเช่นนี้”

หลงอิงเป็นบุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกไหลจวิ้นเฉินลงทัณฑ์ทรมาน หากยังสำนึกขอบคุณมัน

การที่วิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารเป็นยอดวิชาที่ดูเหมือนยังไม่มีผู้คนฝึกปรือสำเร็จมาก่อน สาเหตุสลับซับซ้อนยิ่ง โดยหลักทฤษฎีแล้วเป็นวิชาฝีมือที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ พอฝึกเคล็ดวิชาขั้นพื้นฐานจะเห็นผลทันตา มีทั้งสิ้นสิบสองบรรพ บรรพแรกคือลำดับแรกสู่มรรคา เป็นการฝึกวิชากำลังภายในแนวทางพรตอันมาตรฐานเพื่อเพาะสร้างเป็นกายธาตะรรมจิตแห่งธรรม เพียงบรรพแรกก็สะกดหยุดยั้งปรมาจารย์สำนักมารไม่กล้าล่วงล้ำเข้ามา เนื่องเพราะผู้ที่มีคุณสมบัติได้ถือครองบันทึกโบราณฉบับนี้ ล้วนเป็นผู้นำฝ่ายอธรรม แต่ละคนล้วนมีวิชามารอันลึกล้ำ ผู้ใดยินยอมละทิ้งทำลายวิชามารที่มีอยู่ ตั้งต้นฝึกปรือเคล็ดวิชากำลังภายในที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงใหม่

บรรพที่สองของวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารเรียกว่าลำดับสองปลูกฝังมาร เป็นการก่อตัวของวงศ์วานเต๋ากับพันธุมาร เฉกเช่นเหรียญกษาปณ์อันหนึ่งมีสองด้าน ดุจเดียวกับสุดปลายของชีวิต ได้แก่เป็นหรือตาย แนวทางเต๋าแนวทางพรตเน้นการเพาะพลังลมปราณ ประกอบด้วยแนวทางร้อยวันปรับพื้นฐาน กลับคืนสู่แรกเริ่ม วงรอบโอสถทอง จากหลังก่อเกิดกลับสู่แรกกำเนิด รักษาพลังชีวิตอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เป็นที่ยอมรับของผู้คน และสุดยอดของวิชาฝีมือนี้คือเคล็ดวิชาอมตะเอง

โดยหลักธรรมชาติเป็นที่ทราบดีว่า บุรุษสตรีร่วมอภิรมย์ อุ้มครรภ์ทศมาส กำเนิดกุมารเป็นตัวตน ขั้นตอนของการ “ก่อเกิด” ยาวนาน แต่ความตายฉับพลันทันด่วน บรรพแรกของวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารเป็นสร้างรากฐาน วัตถุธรรมเป็นตู้เอ้าถ่ายทอดแก่หลงอิงด้วยตนเอง เมื่ออายุสิบเก้าปีฝึกปรือสำเร็จเสร็จสิ้น หลังจากนั้นจึงฝึกปรือบรรพที่สอง ใช้เวลาเพียงสี่สิบเก้าวันก็ปลูกฝังมารสำเร็จ แต่หลังจากนั้นคืบหน้าอย่างยากลำบาก เนื่องเพราะบรรพที่สามได้แต่ลำดับสามสถิตมาร พอเริ่มต้นเปิดฉากก็ต้องทำลายพลังฝีมือทั้งหมดไป เพื่อเปิดโอกาสให้พันธุมารอันลี้ลับสุดจะหยั่งก่อหวอดขึ้น โดยที่ไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของลมปราณแรกกำเนิดอันเที่ยงแท้มาตรฐานของลัทธิเต๋าแนวทางพรต

หากจะกล่าวให้รวบรัดคือ พันธุมารเป็นเทพแห่งจิตที่เพาะขึ้นจากพลังแห่งความตาย ส่วนจิตแห่งธรรมเป็นเทพแห่งญาณ ที่เกิดจากพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยม ดังนั้นต่อให้หลงอิงไม่นำพาปรารมภ์สักเพียงไหน ยังไม่กล้าทดสอบเสี่ยงอันตรายที่อาจพลาดพลั้งเสียชีวิต อย่าว่าแต่มันไม่มีเหตุผลที่ต้องฝึกปรือวิชาปลูกฝั่งมารให้จงได้ แต่ตอนนี้มันสลายพลังฝีมือไปจนหมดสิ้น ดังนั้นพันธุมารที่ก่อตัวภายใต้รูปแบบวิธีการอันลึกลับจึงเริ่มก่อหวอดขึ้น

บรรพที่สี่ของวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารเรียกว่าลำดับสี่ผนึกมาร

หากไม่นับอุปสรรคของการสลายพลัง บรรพที่สี่ก็สะกดให้หลงอิงไม่กล้ามุ่งหน้าต่อไป บรรพที่สี่นี้เน้นการบำเพ็ญทุกขกิริยานานัปการ นับตั้งแต่ทิ่มแทงทำร้ายตัวเอง จนถึงการอดอาหารทนหิวโหย ลองนึกดู คนธรรมดาทั่วไปไหนเลยแส่หาความลำบากใส่ตัวเช่นนี้ ที่ประจวบเหมาะคือยอดฝีมือในการทรมานเช่นไหลจวิ้นเฉิน กลับหยิบยื่น “บริวาร” เช่นนี้แก่หลงอิง ดังนั้นหลงอิงสำนึกขอบคุณมันด้วยใจจริง เพียงแต่ไหลจวิ้นเฉินต้องคาดคิดไม่ถึงโดยเด็ดขาด

บรรพต่อไปเรียกว่าลำดับห้ากัลป์แห่งมาร ภาคปฏิบัติยังยากลำบากกว่าบรรพที่แล้วมา เป็นการพาตัวสู่จุดแตกดับแล้วค่อยพลิกฟื้นคืนชีวิต

ส่วนบรรพที่หกเป็นบันทึกที่ตู้เอ้าพกติดตัว หลังจากที่ถูกจู่โจมสังหาร พระนางบูเช็คเทียนค่อยค้นพบจากตัวมัน เรียกว่าลำดับหกปลูกฝังอื่น พอดีแก้ปัญหาให้กับปรมาจารย์สำนักมารที่ผ่านมา สอดคล้องกับแบบฉบับทำร้ายผู้คนเอื้อประโยชน์แก่ตนเองของสำนักมาร วิธีการคือเสาะหากายธาตุอื่น จากนั้นฉวยโอกาสก่อนที่กายธาตุจะแตกดับ ใช้วิธีการลักลอบถ่ายโอนพันธุมารเข้าไป ดังนั้นตู้เอ้าไม่ต้องการให้หลงอิงเห็นรายละเอียดของบรรพนี้ จึงถอนดึงบรรพนี้ไป คงเหลือบันทึกโบราณสิบเอ็ดบทมอบให้แก่หลงอิง

ตอนนี้หลงอิงไม่ยึดถือตู้เอ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่ควรแก่การเคารพ ในใจหันไปกราบอาจารย์อีกท่านหนึ่ง แต่มิใช่ม้วนบันทึกปลูกฝังมาร หากเป็นสั้งหวี่เถียน* ที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพอธรรมที่เด่นล้ำที่สุดของสำนึกมาร ซึ่งเขียนคำอรรถาธิบายอยู่ในม้วนบันทึกลับนี้

* เรื่องราวของสั้งหวี่เถียนอยู่ในเรื่องจอมคนแผ่นดินเดือด

ด้วยเหตุบังเอิญที่คาดไม่ถึง หลงอิงกลับฝึกปรือวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารสำเร็จ

ประตูรถเปิดออกทางด้านหลัง เตียงลงทัณฑ์ลดต่ำลง ในเสียงทำงานของเครื่องกว้าน มีคนขึ้นมาแก้มัด แก้ผ้าผูกตาและดึงวัตถุที่อุดใบหูให้กับหลงอิง

ไหลจวิ้นเฉินยกมือกอดอกยืนอยู่ที่ท้ายรถ สีหน้าแฝงแววกระหยิ่มยิ้มย่อง ตระเตรียมยินดีต่อคราเคราะห์ของผู้อื่น วิธีลงทัณฑ์นี้เรียกว่าสี่ม้าแยกสังขาร ไม่ว่าเป็นคนเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวสักเพียงไหน ก็ไม่อาจทนทานเกินหกชั่วยาม ผู้ถูกลงทัณฑ์พอได้รับการปล่อยตัวออกมา ปรากฏว่ามีปฏิกิริยาสารพัดสารพัน บางคนกุมศีรษะร้องไห้โฮ บางคนขดตัวสั่นระริก หาไม่ก็ร่างสั่นกระตุก คลื่นไส้อาเจียนสุดระงับ ยังมีคนที่ไม่อาจทนรับความทรมานตายค่าเตียงลงทัณฑ์ ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าให้มันสารภาพอะไรก็สารภาพหมดสิ้น ขอเพียงไม่ส่งตัวมันขึ้นเตียงลงทัณฑ์อีก

ไหลจวิ้นเฉินได้รับพระเสาวนีย์มาโดยเฉพาะ กลัวว่าองค์หญิงไท่ผิงตำหนิมันทำงานหย่อนยานจึงจ่ายยาแรงกว่าเดิม ยืดเวลาลงทัณฑ์เป็นสิบสองชั่วยาม คาดคิดว่าคราครั้งนี้ต้องประกอบความดีความชอบใหญ่หลวง

เห็นหลงอิงยกมือขยี้ตาลุกขึ้นนั่ง ท่ามกลางความตกตะลึงของไหลจวินเฉินและพวกอีกสิบกว่าคน มันบิดขี้เกียจ ลืมตากลมกว้าง พอเห็นสีหน้าอันตื่นเต้นสงสัยของไหลจวิ้นเฉินกับพวก ก็ยกมือลูบหน้าลูบหลัง กล่าวอย่างงุนงงว่า “มีอันใดไม่ถูกต้อง? คราครั้งนี้หลับสนิทนัก แทบไม่ต้องการลุกขึ้น เหตุใดจึงหยุดรถ? ถึงนครลั่วหยางแล้วหรือ? นี่เป็นสถานที่อุบาทว์อันใด?”

ไหลจวิ้นเฉินที่ปรกติช่างเจรจาพาที ยามนี้กลับอับจนถ้อยคำ ไม่ทราบสมควรมีปฏิกิริยาใดสมควรกล่าววาจาเยี่ยงไร วิชาลงทัณฑ์เน้นที่พลังสภาวะ ผู้ลงทัณฑ์ต้องเป็นฝ่ายกำหนด สะกดฝ่ายตรงข้ามโดยราบคาบ จึงบังเกิดผลโดยที่ลงแรงเพียงครึ่งหนึ่ง การ “สัประยุทธ์” กับหลงอิงครั้งนี้ ไหลจวิ้นเฉินพ่ายแพ้อย่างเลอะเลือนงมงาย เนื่องเพราะปฏิกิริยาที่มันคาดคิดไว้หาได้บังเกิดขึ้นไม่

สมุนของไหลจวิ้นเฉินตวาดว่า “บังอาจ ท่านนี้เป็นใต้เท้าไหล เจ้าไม่มีสัมมาคารวะ ใช่คิดถูกตบปากหรือไม่?”

หลงอิงหัวร่อฮาฮา ยื่นหน้าออกไปกล่าวว่า “ตบเถอะ”

องครักษ์นั้นถืออำนาจบาตรใหญ่ตลอดมาไหนเลยสะกดกลั้นใจได้ ยามบันดาลโทสะพลันรวบมือกำเป็นหมัด กระแทกใส่ใบหน้าหลงอิง

ไหลจวิ้นเฉินต้องการเห็นภาพหลงอิงหลั่งโลหิตโซมหน้ายิ่งกว่าผู้ใด เพียงแค้นที่องค์หญิงไท่ผิงมีคำสั่ง ห้ามมิให้ทำร้ายหลงอิง จึงใช้ข้อศอกกระทุ้งหมัดนี้เบียงเบนไป กล่าวกับหลงอิงว่า “ท่านกลัวไม่มีโอกาสหรือไม่?”

พลางออกคำสั่งต่อผู้ใต้บังคับบัญชาว่า “คุมตัวมันมา” กล่าวจบ สะบัดแขนเสื้อหมุนตัวจากไป

นี่เป็นสิ่งปลูกสร้างอันภูมิฐาน ประกอบด้วยตึกรวมเป็นหมวดหมู่ หลงอิงคาดว่าที่นี้สมควรเป็นตัวอำเภอทางตอนใต้ของเมืองหยางโจว จากนั้นโดยสารเรือขึ้นเหนือถึงนครลั่วหยาง ก่อนที่จะบรรลุถึงนครลั่วหยาง มันต้องหาทางหลบหนีไป

ไหลจวิ้นเฉินพลันหยุดเท้าแต่กลางคัน หลงอิงและเหล่าองครักษ์ที่คุมตัวมันได้แต่หยุดยั้งตาม ขุนนางตุลาการผู้นี้หมุนตัวเดินกลับมาถึงข้างกายหลออิง ยื่นหน้าถึงข้างใบหูมัน กระซิบถามว่า “อิงเกอเอ๋อ (คำเรียกบุรุษที่ชื่ออิง) ท่านนิยมเพศเดียวกันหรือไม่?”

หลงอิงลอบด่าทอในใจ ทราบว่าแผนแรกของมันไม่สำเร็จ จึงนึกหาแผนที่สอง หากแม้นมันดำเนินการตามแผน ก็ยากทนทานรับได้แล้ว

ไหลจวิ้นเฉินเห็นมันนิ่งเงียบงันไป ทราบว่าแผนข่มขู่บังเกิดผล จึงกล่าวด้วยความยินดีว่า “นิยมเพศเดียวกันหรือไม่หาเป็นไรไม่ ขอเพียงผู้อื่นนิยมเพศของท่านก็พอ ในกองทัพมีคนหนุ่มฉกรรจ์ที่มีรูปลักษณ์อันแข็งแกร่งอยู่หลายคน รับรองว่าจะจัดการกับท่านทะลุปรุโปร่ง รอสักครู่เราเพียงขออนุญาตองค์หญิง ก็จะดำเนินการในบัดดล”

หลงอิงไหนเลยยอมตั้งรับโดยไม่ตอบโต้กลับไป จึงกล่าว “ใต้เท้าไหลช่างเลอะเลือนงมงายหาล่วงรู้ความสัมพันธ์ระหว่างข้าพเจ้ากับองค์หญิงไม่ ตอนนี้ข้าพเจ้ามีวัตถุสิ่งหนึ่งที่องค์หญิงต้องการอยากได้ หากว่าข้าเจ้าเสนอเงื่อนไขให้ปลิดปลงศีราะของใต้เท้าไหล เชื่อว่าองค์หญิงจะรับไว้พิจารณา”

ไหลจวิ้นเฉินใจหายวาบ มันไม่แน่ใจว่าองค์หญิงไท่ผิงกระทำเช่นนี้หรือไม่ แต่สำหรับกับพระนางบูเช็คเทียนที่ฆ๋าแม้กระทั่งราชโอรสของพระนาง หากเป็นสิ่งของที่พระนางตอ้งการครอบคอรง ตอ้งยินดีเสียสละขุนนางเล็กผู้หนึ่งแน่นอน

ในที่สุดมันรับทราบความร้ายกาจของหลงอิง ต้องยิ้มประจบกล่าวว่า “เรากับอิงเกอเอ๋อ (คำเรียกบุรุษที่ชื่ออิง) ไม่มีความแค้นต่อกัน วันนี้เพียงทำตามหน้าที่ เพราะเพื่อเสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) เราแม้ต้องบุกน้ำลุยไฟไม่ขอบ่ายเบี่ยง เพียงแต่ทั้งหมดไยต้องแตกหัก ขอเพียงอิงเกอเอ๋อรับปากข้อเรียกร้องขององค์หญิง ก็จะเลิกราโดยสันติ ไม่แน่ว่าเราสามารถชักนำอิงเกอเอ๋อไปยังนครลั่วหยางสัมผัสเรื่องราวประโลมโลก ร่ำสุราขับสังคีตอย่างเต็มที่ ด้วยตำแหน่งหน้าที่ของเรา ยังมีหอนางโลมใดกล้าไม่ให้เกียรติเรา?”

หลงอิงได้ยินมันเอ่ยถึงหอนางโลม จึงกล่าว “นครลั่วหยางมีหอนางโลมเลื่องชื่อใด?”

ไหลจวิ้นเฉินสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ก็ทราบแน่แก่ใจ เคล็ดลับของวิชาลงทัณฑ์ของมันอยู่ที่ค้นหาจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “รอสักครู่แล้วค่อยว่ากล่าว อิงเกอเอ๋อโปรดรอสักครู่ ให้เราเข้าไปขออนุญาตองค์หญิงก่อน” กล่าวจบเดินเข้าตัวตึกเบื้องหน้าเพียงลำพัง

ท้องฟ้ามืดค่ำลงทีละน้อย ภายในตึกจุดโคมไฟขึ้น ทั้งหมดยืนอยู่ห่างจากประตูตึกประมาณยี่สิบก้าว ก่อนที่ไหลจวิ้นเฉินจะเข้าประตูไป หลงอิงเกิดความคิดอ่านว่าหากสามารถได้ยินคำสนทนาของพวกมัน จะส่งผลดีต่อตนเอง แต่ต่อให้พลังฝีมือยังคงอยู่ นอกจากฝ่ายตรงข้ามสนทนาด้วยเสียงอันดัง ไม่เช่นนั้นไม่มีทางสดับฟังคำสนทนาในห้องโถงของพวกมันเด็ดขาด

ความคิดนี้เพิ่งบังเกิดขึ้น ที่หว่างคิ้วพลันก่อกำเนิดพลังที่บอกไม่ถูกขุมหนึ่ง กระจายไปยังแขนขาทั่วร่าง เส้นลมปราณปรกติและเส้นลมปราณพิเศษสั่นสะเทือนขึ้นมา จุดช่องโพรงทุกแห่งขยายตัว นั่นมิใช่ลักษณะของการโคจรพลังเดินลมปราณ หากเป็นระดับชั้นที่มันไม่เคยคาดฝันมาก่อน ประสาทสัมผัสเพิ่มความปราดเปรียวขึ้นอีกหลายเท่า

หลงอิงล่วงรู้ด้วยปัญญาไวว่า ตนเองไม่เพียงฝึกฝีมือ “สิถิตมาร” ได้ มิหนำซ้ำยังรุดหน้าอีกขั้นหนึ่ง บรรลุถึงขอบเขตขั้น “ผนึกมาร” ตามคำอรรถาธิบายที่สั้งหวี่เถียนบันทึกไว้ ยามนี้พันธุมารหลอมรวมเป็นน้ำหนึ่งเดียวกับจิตสมาธิของมัน คล้ายกับบ่อน้ำที่ลึกสุดจะหยั่ง สามารถตักตวงขึ้นมาใช้ได้ไม่หมดสิ้น

พันธุมารคือพันธุมาร แตกต่างตรงกันข้ามกับวิชากำลังภายในทั่วไป ยามกบดานสงบนิ่งคล้ายคนธรรมดาที่ไม่มีพลังฝีมือติดตัว เมื่อหลอมรวมตัวกลับกลายเป็นมากด้วยอิทธิฤทธิ์ ไม่เช่นนั้นเหล่าปรมาจารย์สำนักมารแต่ละรุ่นล้วนมีวิชามารลึกล้ำ ผู้ใดยินยอมเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตคิดฝึกปรือสิ่งเหล่านี้

ลมเย็นโชยพัดผ่าน ผิวกายของหลงอิงบังเกิดรสชาติที่ทั้งแปลกประหลาดทั้งเบิกบานหรรษา ริมจมูกอัดแน่นด้วยกลิ่นอายของต้นไม้ใบหญ้าที่นอกตัวตึก ขณะที่มันยังสามารถบอกตำแหน่งที่มาของกลิ่นอาย คล้ายกับมองดูด้วยตาก็มิปาน

แต่ว่าหลงอิงไม่มีเวลาขบคิดมากความ เนื่องเพราะเสียงคุกเข่าลงของไหลจวิ้นเฉินดังมากระทบโสต จากนั้นเป็นเสียงพ่างกงกง (ขันทีอ้วน) ดังว่า “จวิ้นเฉินมีข่าวดีอันใดคิดเรียนต่อองค์หญิง?”

จากนั้นองค์หญิงไท่ผิงกล่าวว่า “ตามสบาย”

หลงอิงหลับตาลง อาศัยเส้นเสียงนึกวาดภาพในห้องโถงขึ้นในห้วงสมอง องค์หญิงไท่ผิงนั่งอยู่ตำแหน่งทางทิศตะวันออกในห้องโถง ส่วนพ่างกงกงนั่งอยู่ทางซ้ายด้านหลังของนาง ไหลจวิ้นเฉินยื่นอยู่ที่เบื้องหน้าองค์หญิงไท่ผิงห่างประมาณเจ็ดก้าว มันขบคิดไม่เข้าใจว่าเหตุใดเพียงอาศัยเส้นเสียง ก็คำนวณสภาพในห้องโถงได้อย่างแม่นยำถึงเพียงนี้ เช่นเดียวกับอาศัยกลิ่นอายก็จำแนกต้นไม้ใบหญ้าสองฟากข้างได้

ไหลจวิ้นเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่นอยู่บ้างว่า “ผู้น้อยต้องขออภัยโทษต่อองค์หญิง ทัณฑ์ทรมานที่ผู้น้อยตั้งชื่อว่าสี่ม้าแยกสังขารใช้ไม่ได้ผลกับมัน เรายืดเวลาลงทัณฑ์ออกไปอีกเท่าตัว พอแก้เครื่องพันธการออก มันกลับไม่มีเรื่องราวใด ทั้งยังขยี้ตาบิดขี้เกียจ บอกว่าหลับฝันไป”

หลงอิงลอบหัวร่อในใจ

หากมองจากมุมของวิชาลงทัณฑ์ ทัณฑ์ทรมานของไหลจวิ้นเฉินนี้ ถือเป็นผลงานขั้นสุดยอด มุ่งจู่โจมจุดอ่อนของร่างกายมนุษย์ รวมถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงของร่างกายที่คล้ายถูกฉีกกระชากออก แต่ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว เนื่องเพราะเลือดคั่งอยู่ในสมอง ทำให้ไม่สามารถขบคิดใคร่ครวญตามปรกติ โดยเฉพาะการมองไม่เห็นและไม่ได้ยิน เป็นความรู้สึกอันน่ากลัวที่บีบคั้นผู้คนจนเสียสติ แต่ที่เคี่ยวเข็ญทรมานที่สุดคือไม่ทราบว่าเมื่อใดความเจ็บปวดรวดร้าวจึงจะสิ้นสุดยุติ

ตอนแรกหลงอิงไม่อาจเผชิญการเคี่ยวกรำที่มีชีวิตมิสู้ตกตาย แต่หลังจากนั้นมันคล้ายมลายกลายเป็นอนุภาคนับไม่ถ้วนลอยขึ้นไป หลอมรวมเข้ากับความขมุกขมัวอันใด ตกอยู่ในห้วงอันเลอะเลือนเลื่อนลอย เมื่อฟื้นตื่นขึ้นมา ช่วงเวลาของการลงทัณฑ์คล้ายเพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่แท้การบำเพ็ญทุกขกิริยาตามเคล็ดวิชาผนึกมารกลับบังเกิดผลถึงเพียงนี้ ถึงแม้ว่าเส้นทางแห่งการเพาะสร้างพันธุมารยังเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากนาม แต่ว่ามันบังเกิดความเชื่อมั่นต่อวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารเป็นทวีคูณ

พ่างกงกงกล่าวถามว่า “สภาพที่มันถูกทรมานเป็นอย่างไร?”

ไหลจวิ้นเฉินกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “เนื่องด้วยเรื่องราวสำคัญยิ่งยวด ดังนั้นเราเฝ้าสดับฟังผ่านทางท่อทองเหลือง ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เด็กน้อยนี้ก็ครวญครางจะเป็นจะตาย ผู้คนทั่วไปพอถูกทรมานสองสามชั่วยาม ก็แผดร้องจนสุ้มเสียงแหบแห้งแต่แรก ถึงกับสลบเหมือดไป แต่เจ้าผู้นี้ร้องครวญครางตั้งแต่ต้นจนจบสิบสองชั่วยาม มิหนำซ้ำยิ่งครวญครางยิ่งแข็งขัน เพียงข้อนี้ก็ต่างกับผู้คนทั่วไป”

หลงอิงค่อยล่วงรู้สภาพที่ตนเองรับทัณฑ์ทรมาน คาดว่าพลังจิตสมาธิและวิญญาณคงหลุดพ้นจากกายเนื้อ ลอยขึ้นไปหลอมรวมเข้ากับพันธุมาร ที่แท้วิธีการฝึกเคล็ดวิชาสถิตมารเป็นเช่นนี้เอง

ไหลจวิ้นเฉินกล่าวอีกว่า “แต่ว่าเด็กน้อยนี้มีจุดอ่อนประการหนึ่ง นั่นคือมักมากามคุณ”

พ่างกงกงคึกคักอักโข ส่งเสียงดังกว่าเดิมซักถามรายละเอียดจากอีกฝ่าย ไหลจวิ้นเฉินก็เรียนบอกเรื่องที่หลงอิงสอบถามถึงหอนางโลมให้ทราบ หลงอิงถึงกับรับฟังจนฝืนยิ้มออกมา

องค์หญิงไท่ผิงที่กล่าวคำ “ตามสบาย” หลังจากนั้นก็ไม่เอ่ยปาก ยามนี้ค่อยกล่าวว่า “จวิ้นเฉินท่านออกไปรอสักครู่ คอยรับฟังคำสั่งเรา”

ไหลจวิ้นเฉินรับคำล่าถอยออกมา

หลงอิงลอบหัวร่อในใจ ไหลจวิ้นเฉินไม่เอยถึงเรื่องที่มันลั่นปากว่าพระนางบูเช็คเทียน แม้บุกน้ำลุยไฟไม่ขอบ่ายเบี่ยง แสดงว่าเป็นวาจาลมปากเท่านั้น

หลงอิงไม่มีเวลาสนใจไหลจวิ้นเฉินซึ่งสาวเท้าออกจากห้องโถง เนื่องเพราะองค์หญิงไท่ผิงกล่าวว่า “กงกง (คำเรียกขันที) ปรนนิบัติเสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) สามสิบปี ยังเข้าใจพระนางยิ่งกว่าเราที่เป็นบุตรีอีก พระนางก็ไม่ยึดถือกงกงเป็นคนนอก ลองบอกต่อเราว่า เหตุใดนางให้ความสำคัญกับวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารกว่าบันทึกลับอื่นของสำนักมาร? พระนางมิใช่ชาวยุทธจักร ระหว่างนี้ยิ่งไม่เอ่ยถึงวิชาการต่อสู้ เหตุใดจึงต้องการวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมาร?”

พ่างกงกงคล้ายมีความลำบากใจยากจะกล่าว ลังเลเล็กน้อยจึงกล่าวช้าๆ ว่า “เรื่องนี้…คาดว่าวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารเป็นสุดยอดวิชาของสำนักมาร ทั้งจัดอยู่ในสี่สุดยอดคัมภีร์วิชาฝีมือ ดังนั้นเสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) จึงเกิดความสงสัยอยากรู้”

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวอย่างขุ่นเคืองแง่งอนว่า “กงกงคงมีเรื่องปกปิดเรา เสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) จัดแจงคัดลอกข้อความในบันทึกที่ค้นได้จากตัวตู้เอ้าด้วยพระองค์เอง ทั้งกำชับเราว่าหากหยิบฉวยบันทึกวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารฉบับสมบูรณ์มาได้ ให้บรรจุลงยังกล่องทองเหลืองที่มอบต่อเรา ลั่นกุญแจขุนพลสวรรค์ที่จัดสร้างโดยปรมาจารย์ช่างฝีมือรุ่นก่อนเฉินเหล่าโหมว ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดอ่านดู รวมทั้งเราที่เป็นบุตรี กงกง (คำเรียกขันที) ท่านบอกต่อเราว่านี่เป็นเรื่องราวใด?”

พ่างกงกงคิดกล่าวกระไรแต่แล้วกล้ำกลืนไว้

องค์หญิงไท่ผิงพลุ่งพล่านใจขึ้นมา ส่งเสียงดังกว่าเดิมว่า “ที่ขบคิดไม่เข้าใจคือ พระนางคล้ายคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ในวันนี้ บอกว่าหากหาบันทึกลับไม่พบ ก็มอบต้นฉบับคัดลอกของพระนางต่อเด็กน้อยนาง รับรองว่ามันไม่อาจบิดพลิ้วบ่ายเบี่ยง”

พ่างกงกงกล่าวเสียงละห้อยว่า “มีเรื่องบางประการที่เราไม่อาจกล่าวจากปาก ไม่เช่นนั้นเราต้องตายอย่างอนาถ”

องค์หญิงไท่ผิงเงียบงันชั่วขณะ จึงทอดถอนใจกล่าวว่า “เราเข้าใจ แม้แต่เราที่เป็นบุตรีก็ไม่ทราบว่ายามใดที่พระนางทรงกริ้วขึ้นมา จะสั่งประหารชีวิตเรา”

นางฝืนยิ้มพลางกล่าวสืบต่อ “นับตั้งแต่พระนางออกประกาศกวาดล้างมารต่อยุทธจักร ภายใต้คำสั่งการของพระนางซึ่งล่วงรู้สภาพภายในของสำนักมารอย่างถ่องแท้ พวกเราช่วงชิงเป็นมีเปรียบตลอดเวลา แม้แต่เทพอธรรมคนปัจจุบันตู้เอ้าก็ไม่อาจรอดพ้นจากชะตากรรม มิคาดตู้เอ้าก็ไม่อาจรอดพ้นจากชะตากรรม มิคาดพอพบพานเด็กโสโครกที่ไม่มีมีพลังฝีมือติดตัว กลับอับจนปัญญา ถึงกับคิดฆ่ามันในดาบเดียว จนใจที่เสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) ต้องไม่ปล่อยปละละเว้นเราแน่นอน”

พ่างกงกงกล่าวว่า “เด็กโสโครกมิใช่ยังมีจุดอ่อนหรอกหรือ?”

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า “ตกลง นำตัวมันมาพบกับเราที่ห้องหนังสือ”

เหยี่ยวมาร สะท้านสิบทิศ (หน้า 25 - 36)

            ผู้อาวุโสสำนักมาร

พ่างกงกงเดินนำหน้า ชักนำหลงอิงผ่านประตูปวงเดือน เข้าสู่สวนดอกไม้อันประณีตงดงาม เดือนดวงเสี้ยวแขวนอยู่บนนภาดาว หวนนึกถึงองค์หญิงผู้เล่อโฉมนัดพบกับมันเพียงลำพัง บันดาลให้ผู้คนเกิดความรู้สึกว่าเป็น “คำนัดหมายหลังสนธยา”

ขันทีที่ปรนนิบัติรับใช้พระนางบูเช็คเทียนเป็นเวลาสามสิบปีผู้นี้ไม่รวบรัดธรรมดา โดยเฉพาะหลงอิงแอบฟังได้ยินว่ามันล่วงรู้เรื่องราวมา พระนางบูเช็คเทียน มากกว่าองค์หญิงไท่ผิงอีก ทั้งบอกว่าหากแพร่งพรายออกมาต้องพบจุดจบอย่างอนาถ ยิ่งสะท้อนเห็นถึงศักดิ์ฐานะพิเศษในกลุ่มบุคคลในสังกัดพระนางบูเช็คเทียน เป็นที่คาดคิดได้ว่าสามสิบกว่าปีมานี้ พ่างกงกงยืนหยัดอยู่บนแนวรบของพระนางบูเช็คเทียนอย่างมั่นคง ผ่านการต่อสู้ช่วงชิงด้วยเหลี่ยมเล่ห์เพทุบายในราชสำนักมาอย่างโชกโชน

ผู้ที่ฆ่าพ่างกงกงเพียงเสมอไหล่ของหลงอิง รูปกายอ้วนฉุ ส่วนท้องนูนออกมา ลักษณะภายนอกน่าตลกขบขัน เพียงแต่ยามนี้มันคล้ายถูกองค์หญิงไท่ผิงสะกิดความในใจบางประการขึ้นมา ฝีเท้าจึงหนักอึ้งเป็นพิเศษ

เมื่อพ่างกงกงเดินขึ้นสะพานน้อยที่ทอดข้ามลำธารกลางสวนดอกไม้ พลันชะงักเท้าลง วางมือลงบนราวสะพาน ก้มลงมองดูลำธารน้ำ เสียงปลาดำผุดดำโผล่ ประสานกับเสียงเรไรร่ำร้อง บรรเลงเป็นท่วงทำนองตามธรรมชาติ

หลงอิงชะงักเท้าตาม คิดอ่านว่าขันทีที่ซ่อนดาบในรอยยิ้มผู้นี้ไม่ทราบเล่นลวดลายอันใด

พ่างกงกงกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “คำพูดที่เราคิดกล่าวกับท่าน ความจริงไม่สมควรบอกกล่าวออกมา แต่ว่าเราไม่อาจควบคุมตัวเองไม่ ท่านทราบหรือไม่? ความอดกลั้นและการควบคุมตัวเองเป็นจุดเด่นที่สุดของเรา ดังนั้นอย่าได้ยึดถือคำพูดของเราเป็นเช่นลมพัดผ่านข้างหู” กล่าวจบเหลียวหน้ามาเหลือบมองหลงอิงแวบหนึ่ง

หลงอิงถูกสายตาของมันจ้องมองจนใจสั่นสะท้าน แต่มิใช่เป็นเพราะมันสายตาเกรี้ยวกราด หากทว่าเป็นความเศร้าโศกและอับจนปัญญาที่แฝงอยู่ภายใน หลงอิงมีความรู้สึกว่าสายตาของพ่างกงกงเกิดจากใจจริง เป็นเศษความเศร้าโศกศัลย์อันลึกล้ำเฉกเช่นกระต่ายตายสุนัขจิ้งจอกเศร้าโศก คนเลวคลุกคลีอยู่ร่วมกัน

หลงอิงคิดอ่านในใจ เหตุใดมันใช้สายตาเช่นนี้มองดูตนเอง ระหว่างมันกับพ่างกงกงมิใช่ญาติมิใช่มิตร ทั้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน ที่คาดคิดได้ว่าภายในวังหลวงไม่ทราบมีคนตายใต้เงื้อมมือมันทั้งทางตรงและทางอ้อมเท่าใด บุคคลเช่นนี้ต้องไม่หยิบยื่นความเวทนาปรานีต่อผู้คนเด็ดขาด

พ่างกงกงรั้งสายตากลับไปยังลำธารน้ำ กล่าวสืบต่อ “ยอมร่วมมือแต่โดยดีเถอะ จำได้เท่าใดก็คัดลอกออกมาเท่านั้น อย่าคิดหมายเล่นลวดลาย อย่างนั้นท่านร้องขอต่ออู่เจ้า* อันใด พระนางจะตอบสนองความต้องการของท่าน หากคิดยื้อเวลาไว้ ยามใดที่คัดลอกเขียนจบ จะเป็นวาระสุดท้ายของท่าน ไม่มีทางรอดเด็ดขาด”

* พระนามของบูเช็คเทียน

หลงอิงถามโพล่งว่า “กงกง (คำเรียกขันที) ไม่กลัวข้าพเจ้าเปิดเผยคำพูดเหล่านี้ต่ออู่เจ้หรือ?” ขอเพียงพระนางบูเช็คเทียนทรงเชื่อว่าพ่างกงกงกล้าเรียกขานพระนามของพระนางอย่างตรงๆ รับรองว่าพ่างกงกงไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้

พ่านกงกงเหลียวมองดูมัน คนคล้ายชราภาพไปหลายปี สีหน้าทอแววขมขื่น สั่นศีรษะทอดถอนใจกล่าวว่า “บอกต่อพระนางหรือไม่บอกต่อพระนาง หามีข้อแตกต่างสำหรับเราไม่ อย่าได้ถามไถ่เหตุผล เราจะไม่บอกต่อท่าน”

จากนั้นแหงนมองท้องฟ้าราตรี กล่าวราวรำพึงกับตนเองว่า เพราะเพื่ออุดมการณ์ เราเคยเสียสละทุกสิ่ง จัดการกับศัตรูคู่อริด้วยอำมหิต กระทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ จนได้รับชัยชนะและความสำเร็จขั้นเด็ดขาด หวนนึกถึงอดีตที่ผ่านมา มีแต่คาวเลือดและความแค้นที่คุกคามจิตใจ มองไปข้างหน้ายิ่งไม่มีเรื่องที่คู่ควรกับความยินดี อำนาจบารมีไม่ให้ความรู้สึกอันใดแก่เราอีก ได้แต่ดื่มกินอย่างไม่คิดชีวิต จวบจนอ้วนฉุถึงเพียงนี้”

หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวสืบต่อ “ที่เรากล่าวกับท่านเมื่อครู่ ถือเป็นคำน้อมเตือนสำหรับชะตากรรมของท่านในตอนนี้ หาทางถ่วงเวลาคัดลอกข้อความไปสักครึ่งปีก็ไม่เลว ประการสำคัญคือมีชีวิตอย่างสมใจ ต้องการหญิงงามเท่าใด เราจะจัดหาให้เท่านั้น นครลั่วหยางมีความบันเทิงเริงรมย์สารพัน ชีวิตอันฟุ่มเฟือยเหลวแหลกของผู้สูงศักดิ์ เกรงว่าท่านกระทั่งนึกฝันยังไม่เคยนึกฝันมาก่อน ท่านพอใจทำอย่างไรก็ทำเช่นนั้น ทุกค่ำคืนร่ำสุราขับสังคีต ชีวิตยืนยาวหรือกระชั้นสั้น พอผ่านไปก็ไม่มีข้อแตกต่าง หากเราสามารถใช้เวลาสามสิบปีที่ผ่านไปแลกกับชีวิตของท่าน เรากงกงจะไม่รีรอลังเล”

หลงอิงเห็นว่าตนเองเข้าใจขันทีชราที่กุมอำนาจใหญ่ผู้นี้ นั่นเป็นปฏิกิริยาอันเนื่องมาจากพันธุมาร แต่ไม่สามารถบ่งบอกว่าที่แท้เข้าใจอันใด เพียงขมวดคิ้วกล่าวว่า “หากกงกง (คำเรียกขันที) ดีต่อข้าพเจ้าจริง ไยไม่ชี้แนะข้าพเจ้าว่าจะหนีเอาชีวิตรอดอย่างไร”

พ่างกงกงหันมาจับจ้องมองมัน ทอดถอนใจกล่าวว่า “ไม่มีโอกาสแม้แต่น้อย ตราบใดที่อู่เจ้านั่งบัลลังก์ฮ่องเต้อยู่ ท่านก็ต้องตายแน่นอน เนื่องเพราะท่านเป็นเทพอธรรม ตามกฎของสำนักมาร ผู้ใดถือครองบันทึกวิชาฝีมือประจำสำนัก ผู้นั้นจะเป็นเจ้าสำนักนั้น ตอนนี้ตู้เจ้าตายแล้ว ย่อมถึงรอบของท่าน หลงอิงเอย ท่านถือเป็นบุคคลสุดท้ายของสำนักมาร เมื่อกำจัดท่านไป สำนักมารเท่ากับจบสิ้นอวสานแล้ว โอ เรากล่าวมากเกินไป องค์หญิงคงรอคอยจนขุ่นข้องรำคาญ ตามเรามาเถอะ”

จวบกระทั่งเดินเข้าห้องหนังสือ จิตใจของหลงอิงยังไม่สงบลง พ่างกงกงที่แท้ล่วงรู้ความลับอันใดของพระนางบูเช็คเทียน จนเป็นเหตุให้พระนางทรงบังเกิดเพลิงอำมหิตต่อบริวารที่จงรักภักดี พ่างกงกงพลันเกิดความสะท้อนใจ สมควรสืบเนื่องจากเรื่องที่องค์หญิงไท่ผิงแพร่งพรายต่อมัน ตนเองก็ไม่อาจรอดพ้นจากความรับผิดชอบ

ประตูห้องหนังสือปิดลง หลงอิงที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน ถึงกับอ้าปากอ้าตาค้างไป

องค์หญิงไท่ผิงที่ปลดแพรคลุมหน้าลงมา นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะยาวกลางห้อง พักตร์พริ้งที่งามหยาดเยิ้มสงบราวน้ำนิ่ง ตาหงส์เรียวยาวซึ่งอยู่เหนือคิ้วเรียวจรดจอนจ้องมองมันอย่างดุดัน คล้ายกับจะมองมันจนทะลุปรุโปร่ง

ความงดงามของนางอยู่เหนือธรรมดา ที่สร้างความหวั่นไหวใจแก่หลงอิงที่สุด ถึงแม้เป็นวัยสาวอันสดใส แต่ส่วนลึกของดวงตานางกลับฉายแววผ่านโลกมาอย่างโชกโชน บันดาลให้ผู้คนนึกเวทนา

หลงอิงแน่ใจว่าจวบจนบัดนี้นางเป็นหญิงงามที่สุดเท่าที่เคยพบพานมา

มุมปากองค์หญิงไท่ผิงปรากฏรอยยิ้มรวมเยาะเย้ยชนิดหนึ่ง กล่าวเสียงราบเรียบว่า “นั่ง”

ถึงแม้ทราบว่านางไม่มีเจตนาดี คิดอาศัยรูปโฉมความงามตามธรรมชาติผูกมัดจิตใจมัน แต่หลงอิงยังนิยมยินดี ทรุดนั่งลงที่ด้านตรงข้ามกับนาง โดยกั้นด้วยโต๊ะตัวหนึ่ง หวนนึกถึงนางเป็นองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ในรัชกาลปัจจุบัน ตนเองสามารถนั่งเคียงคู่กับนาง นับว่าทั้งแปลกประหลาดพิสดารทั้งตื่นเต้นเร้าใจ

องค์หญิงไท่ผิงตั้งใจสำรวจดูมัน เป็นการตอบโต้การเฝ้ามองดูโดยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงของมัน กล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “ใช่เป็นเพราะก่อนนี้ไม่ได้พินิจพิจารณาดู หรือว่าแววตาของท่านเปลี่ยนไป เหตุใดตอนนี้เรารู้สึกว่าท่านคล้ายเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง?”

หลงอิงใจหายวาบ ทราบว่ายากจะรับมือได้ หากว่ายิ่งอธิบายยิ่งสะกิดความสงสัยของนาง จึงรีบกล่าวว่า “องค์หญิงเรียกหาข้าพเจ้ามา คงมิใช่เพื่อสนทนาเรื่องสัพเพเหระ มิสู้ให้ผู้น้อยเจรจาทำความตกลงประการหนึ่ง”

องค์หญิงไท่ผิงหัวร่อคิกออกมา เม้มริมฝีปากกล่าวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินท่านเรียกตัวเองเป็นผู้น้อย ตอนแรกยโสตอนหลังนอบน้อม คาดว่าคงไม่มีเบื้องหลังอันดี ลองบอกมาดูว่าสามารถหารือกันหรือไม่”

หลงอิงกลับคืนสู่บุคลิกเดิม ยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยกล่าวว่า “องค์หญิงทำได้แน่นอน เพียงต่างกันที่ผงกศีรษะกับสั่นศีรษะเท่านั้น”

องค์หญิงไท่ผิงบังเกิดความตื่นตัวขึ้น ขมวดคิ้วกล่าวว่า “กล่าวกวนอ้อมค้อมอันใด?”

หลงอิงกล่าวขึงขังว่า “ก่อนอื่นคือการสาธิต ที่นี้สะสมหนังสือหนังหา สูดดมจนหนอนหนังสือในท้องข้าพเจ้ากำเริบขึ้นมา บวกกับกลิ่นกายหอมกรุ่น…อืมม์ ไม่มีใด องค์หญิงลองดึงหนังสือมาเล่มหนึ่ง ทั้งระบุเลขหน้าด้วย”

องค์หญิงไท่ผิงเฉลียวฉลาดหลักแหลม พลันเข้าใจด้วยปัญญาไว เดินไปยังตู้หนังสือซ้ายมือเลือกฉบับคัดลอกว่าด้วยการปรงกลั่นโอสถทิพย์ของลัทธิเต๋าแนวทางพรต ที่เนื้อกระดาษกลายเป็นสีเหลืองมาเล่มหนึ่ง พลิกเปิดออกแล้ววางลงบนโต๊ะหนังสือเบื้องหน้าหลงอิง

หลงอิงเพ่งสมาธิอ่านดูประมาณเกือบชั่วน้ำเดือด จากนั้นส่งฉบับคัดลอกคืนให้ องค์หญิงไท่ผิงต้องกล่าวอย่างเหลือเชื่อว่า “ทั้งสองหน้านี้มีตัวหนังสือเกือบพันตัว ท่านท่องจำได้จริงๆ?”

หลงอิงหลับตาลง ท่องออกมาว่า “ขณะที่จิตวิญญาณใกล้หลุดพ้น มีวิถีทางออก อันใดคือฝึกจิต อันใดคือคืนสู่ว่างเปล่า เมื่อลมหายใจต่อเนื่อง นานเนิ่นเกิดความสำเร็จ…”

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวด้วยความยินดีว่า “พอแล้ว คิดไม่เชื่อก็ทำไม่ได้ ท่านไม่เพียงอ่านผ่านตาไม่ลืมเลือน ทั้งยังจำได้โดยไม่ตกหล่น มิน่าเล่าท่านหักใจเผาบันทึกโบราณทิ้ง”

หลงอิงกล่าวอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องว่า “ข้าพเจ้าสามารถคัดลอกวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารออกมา แต่ต้องเป็นเรื่องหลังจากที่กราบพบเสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) ที่เมืองลั่วหยาง”

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เมื่อถึงเวลาทราบได้อย่างไรว่าท่านไม่เปลี่ยนใจ?”

หลงอิงยอมอ่อนข้อโดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าสามารถคัดลอกเคล็ดวิชาบรรพที่หนึ่ง ให้เสิ่งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) อ่านดูก่อน องค์หญิงค่อยเสนอเงื่อนไขของข้าพเจ้าต่อเสิ้งเสิน”

องค์หญิงไท่ผิงขมวดคิ้วกล่าวว่า “นี่เป็นคำร้องขอของท่านหรือ?”

หลงอิงกล่าวว่า “นี่เป็นเงื่อนไขข้อแรก องค์หญิงไม่ต้องหลอกข้าพเจ้าแล้ว ที่ว่าเสพสุขวาสนาไม่สิ้น ต้องไม่มีเรื่องเช่นนี้ ยามใดที่คัดลอกวิชาแล้วเสร็จ จะถึงเวลาข้าพเจ้าจบสิ้นชีวิต องค์หญิงไม่สามารถเปลี่ยนแปลง เสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) ก็ไม่ปล่อยให้คนที่ล่วงรู้เคล็ดวิชาอีกคนหนึ่งมีชีวิตอยู่ในโลก ดังนั้นข้าพเจ้ายินดีลดหย่อนจากเสพสุขวาสนาไม่สิ้นเป็นความสุขชั่วแล่น เพยงคิดเชยชิดกับ…โอย”

เสียงฉาดคราหนึ่ง ใบหน้าซีกซ้ายของหลงอิงเพิ่มรอยนิ้วมือห้าสายอย่างชัดเจน

หลงอิงมองดูองค์หญิงไท่ผิงที่ลืมตากลมกว้าง บังเกิดโทสะไม่คลาย ยกมือลูบคลำข้างแก้มที่บวมแดงขึ้น ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ็บปวดนั้นเจ็บปวดไม่เบา แต่นับว่าถูกองค์หญิงลูบไล้ผ่านแล้ว”

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวอย่างโกรธแค้นว่า “ยังกล้ากล่าวอีก นับตั้งแต่เราถือกำเนิดเกิดมายังไม่เคยมีคนกล้ากล่าวแทะโลมต่อเราแม้สักครึ่งคำ ท่าน…ท่าน…ใช้รำคาญในการมีชีวิตสืบไปหรือไม่?”

หลงอิงยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าคิดมีชีวิตสืบไป เพยงแต่ไม่อาจมีชีวิตได้”

องค์หญิงไท่ผิงตวาดว่า “ไสหัวไป”

พ่างกงกงที่เฝ้ารออยู่หน้าประตูห้องหนังสือตรงเข้ามารับหน้า กล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “เหตุใดจึงล่วงเกินองค์หญิง? เสียงตบหน้าดังไปไกลนับร้อยลี้ ให้เราชมดูสักครา”

หลงอิงลดมือที่กุมแก้มลงมา กล่าวเสียงละห้อยว่า “แทบถูกทำลายโฉมไปแล้ว” เอ่ยถึงตอนนี้ เห็นดวงตาพ่างกงกงทอแววตื่นเต้นสงสัยต้องกล่าวด้วยความตื่นตระหนกว่า “ไม่สามารถฟืนคืนรูปโฉมจริงหรือ?”

พ่างกงกงยื่นมือออกคว้าแขนของหลงอิง อาศัยเส้นทางเดิมล่าถอยจากมา ค่อยลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลงกล่าวว่า “ตรงกันข้าม เป็นทุเลาหายดีเร็วเกินไป ตอนแรกยังปรากฏเป็นรอยนิ้วมืออย่างชัดเจน ชั่วพริบตารอยนิ้วมือจางหายสิ้น ราวกับไม่ได้ถูกคนตบหน้ามาก่อน ดีที่องค์หญิงขับไล่ท่านออกมา ไม่เช่นนั้นต้องพบเห็นความผิดปรกติแน่นอน”

หลงอิงทราบแน่แก่ใจว่านี่เกิดจากเหตุผลกลใด แต่ไม่มีคำพูดจะกล่าว

พ่างกงกงฉุดดึงมันกลับมายังสะพานน้อยเมื่อครู่ ค่อยหยุดยั้งลง คว้ามือของมันไว้ แผ่พุ่งกำลังภายในเข้าไป ใช้พลังลมปราณหยุ่นเยือกเช่นของมัน หากยักสำรวจตรวจสอบอย่างละเอียดกว่าคราก่อน ชั่วครู่ค่อยคลายมือด้วยความตระหนก กล่าวอย่างเหลือเอว่า “ยังคงไม่มีพลังฝีมือติดตัว วิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารไม่รวบรัดธรรมดาจริงๆ ในความเห็นเรา ท่านบรรลุถึงขอบเจตขั้นผนึกมารแล้ว”

หลงอิงกล่าวอย่างงุนงงว่า “กงกง (คำเรียกขันที) รู้จักคำผนึกมารได้อย่างไร?”

พ่างกงกงไม่ตอบคำ ครุ่นคิดชั่วขณะจึงกล่าววาจาน่าตระหนกอกมาว่า “ท่านต้องหลบหนีไป”

หลงอิงกล่าวด้วยความยินดีว่า “กงกงไฉนเปลี่ยนความตั้งใจ? ท่านมิใช่บอกว่าข้าพเจ้าไม่มีโอกาสหรอกหรือ? ท่าน…ท่านไฉนยอมช่วยเหลือข้าพเจ้า?”

พ่างกงกงจับจ้องมองมัน สองตาทอแววเด็ด กล่าวย้ำทีละคำว่า “เนื่องเพราะท่านเป็นความหวังสุดท้ายของสำนักศักดิ์สิทธิ์เรา สถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้ายไม่อาจรอดพ้นจากชะตากรรมถูกคร่ากุมตัว แต่สามารถอาศัยอิทธิปาฏิหาริย์ของพันธุมาร ช่วงชิงเวลาให้มากที่สุด ขอเพียงฝึกถึงระดับชั้นสำเร็จมาร จะมีทุ่นรอนต่อกรกับอู่เจ้า (พระนางบูเช็คเทียน) กว่าเดิม”

ถึงแม้ว่าชาวยุทธจักรเรียกขานหมู่มารเป็นสำนักมาร แต่คนของสำนักมารเรียกตัวเองเป็นสำนักศักดิ์สิทธิ์

หลงอิงสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บกล่าวอย่างเหลือเชื่อว่า “กงกงเป็นคนของสำนักมารอย่างนั้นพระนาง…พระนาง”

พ่างกงกงทอดถอนใจยาวกล่าวด้วยความขมขื่นใจว่า “รู้แน่แก่ใจก็พอ ไม่จำเป็นต้องบอกออกมา และอย่าได้บอกต่อผู้อื่นโดยพลการ ชาติตระกูลของนางผ่านการเตรียมการอย่างแยบคาย ทุกประการมีหลักฐานแน่ชัด โอ ครั้งกระโน้นฮ่องเต้องค์ก่อนประชวรหนัก นางออกประกาศกวาดล้างมาร เรายังเข้าใจว่าจุดประสงค์เพื่อประจบเอาใจยุทธจักรฝ่ายธัมมะซึ่งนำโดยเรือนเมตไตรย มิคาดพระนางพูดจริงทำจริง รวบรวมกำลังของทางการและมือทุกค่ายพรรคสำนักในยุทธจักร ลงมืออย่างเฉียบขาด กำจัดสำนักศักดิ์สิทธิ์อย่างขุดรากถอนโคน”

พลางทอดถอนใจอีกครากล่าวว่า “ผู้ที่ตกเป็นเป้าจู่โจมอันดับแรก กลับเป็นสำนักทศเย็นที่เรากับพระนางล้วนสังกัดอยู่ เนื่องเพราะอู่เจ้า (พระนามของบูเช็คเทียน) รู้จักสำนักศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ โดยกระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือ บวกกับขุมกำลังที่มากกว่าอย่างเทียบไม่ติด สำนักศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายไหนเลยรับมือได้ พระนางช่างโหดเหี้ยมอำมหิตนัก”

หลงอิงกล่าวเสียงละห้อยว่า “พระนางกำลังรอให้เราคัดค้าน จะได้มีข้ออ้างกำจัดฆ่าเรา เพราะว่าพระนางมีความรู้สึกพิเศษต่อเราอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เราจึงได้แต่แสร้งเป็นโง่งม กล่าวชมพระนางเห็นแก่สถานการณ์โดยรวม ตัดใจฟันแขนตัวเอง แต่ว่าพระนางเข้าใจเรายิ่งกว่าผู้ใด เช่นเดียวกับที่เราเข้าใจพระนาง การร่วมทางมาครั้งนี้เป็นเราขันอาสาเอง พระนางไม่ต้องการให้เราระแวงสงสัยในตัวพระนาง จึงตอบตกลง”

หลงอิงกล่าอย่างไม่สบายใจว่า “อย่างนั้นหากกงกง (คำเรียกขันที) ช่วยข้าพเจ้าหลบหนี ไหนเลยตบตาพระนางได้?”

พ่างกงกงกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “พระนางมีสภาพจิตใจประหลาดพิกล คิดยกความดีความชอบในการกำจัดฆ่าคนของสำนักศักดิ์สิทธิ์คนสุดท้ายแก่เรา เพื่อตอบแทนน้ำใจที่เราเสี่ยงชีวิตสนับสนุนพระนางขึ้นครองบัลลังก์ อาจบางทีเราคาดเดาผิดไป แต่ก็ไม่นับเป็นอย่างไร เรากงกงอายุเจ็ดสิบสองปีแล้ว ตายด้วยอายุเจ็ดสิบสามปีกับเจ็ดสิบสี่ปีมีข้อแตกต่างอันใด?”

หลงอิงกล่าวว่า “กงกง (คำเรียกขันที) ไยไม่หลบหนีไปพร้อมกับข้าพเจ้า?”

พ่างกงกงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “หากว่าเราอยู่ในวัยเดียวกับท่าน แม้ทราบว่าต้องตายยังคงหลบหนีไปกับท่าน ตอนนี้เราจะส่งมอบท่านให้กับเด็กน้อยโฉดไหลจวิ้นเฉิน ค่อยคิดอ่านว่าจะไปหาท่านอย่างไร”

ไหลจวิ้นเฉินพอรับตัวหลงอิงจากพ่างกงกงก็วางตัวราวกับสหายเก่า ชักนำมันไปยังห้องโถงเล็กๆ ที่ตัวตึกตะวันตกหลังหนึ่ง จัดสุราอาหารมาให้กับมัน

หลงอิงไม่มีข้าวสักเม็ดตกถึงท้องเป็นเวลาสิบกว่าชั่วยามแล้ว ย่อมไม่เกรงอกเกรงใจ ยึดถือตำนานหอนางโลมที่ขุนนางตุลาการที่ดื่มกินเป็นเพื่อนมันเป็นเช่นสายลมพัดผ่านข้างหู จนกระทั่งมันเอ่ยถึงกระแสนิยมนักพรตหญิงที่นครฉางอานกับนครลั่วหยาง ค่อยสะกิดความสนใจขึ้นมา กล่าวว่า “อย่างนั้นอารามพรตไยมิใช่กลายเป็นหอนางโลมแล้ว?”

ไหลจวิ้นเฉินยิ้มอย่างลึกลับกล่าวว่า “มิใช่อารามพรต หากเป็นอารามหญิง รสชาติต่างกับหอนางโลม อิงเกอเอ๋อ (คำเรียกบุรุษที่ชื่ออิง) ทดลองดูจะทราบเอง”

หลงอิงไม่มีอารมณ์ฟังต่อไป หลังจากดื่มกินก็ถูกคุมตัวอยู่ในห้องศิลาเล็กๆ ที่ปลูกโดดเดี่ยวอยู่ใกล้กับสวนดอกไม้หลังหนึ่ง หน้าห้องจัดวางเวรยามอย่างเข้มงวด ภายในห้องไม่อนุญาตให้ดับโคมไฟ เมื่อเห็นการรักษาการณ์ไม่มีช่องโหว่ให้เล็ดลอดไป เพียงแต่ในฐานะเชลยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ นับว่ายังไม่เลว

หลงอิงล้มตัวลงนอนบนเตียง บังเกิดความคิดพลุ่งพล่านดุจมรสุม ต้องลำดับเรื่องราวที่ประเดประดังเข้ามาจนแทบทนทานรับไว้ไม่ได้เที่ยวหนึ่ง

ครั้งกระโน้นข่าวที่สำนักทศเย็นถูกกำจัดกวาดล้างสิ้น เทพอธรรมตู้เอ้าซึ่งไม่ให้ความสำคัญต่อประกาศกวาดล้างมารของบูเช็คเทียนค่อยได้คิด ล่วงรู้ว่าเภทภัยเยือนกราย

หลังจากที่ยอดหญิงสำนักมารนามวาวาหายสาบสูญไร้ร่องรอย สำนักทศเย็นมีสภาพตกต่ำลง แต่ยังมีรากฐานอันแน่นหนา เฉกเช่นตัวหนอนร้อยขา แม้ตายยังไม่แข็งทื่อ ต่อมาวาวาพลันปรากฏตัว ส่งมอบบันทึกอสูรฟ้าคืนให้ จากนั้นถอนตัวออกจากสำนักทศเย็นอย่างเป็นทางการ สำนักทศเย็นก็มีทีท่าฟื้นคืนมาใหม่ มิคาดยังไม่อาจทนทานการจู่โจมของขบวนกวาดล้างมารของพระนางบูเช็คเทียนแม้สักคราเดียว

ที่ตู้เอ้าขบคิดไม่เข้าใจคือ นับตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมา เรื่องที่ราชสำนักกับยุทธจักรคิดกระทำ เหตุใดพระนางบูเช็คเทียนจึงกระทำได้โดยง่ายดาย อย่าว่าแต่นับตั้งแต่หลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่าถังไท่จงฮ่องเต้ หน่วยงานของสำนักมารก็ระมัดระวังตัวยิ่งกว่ายามใด ทุกสามปีตำหนักเทพฤทธิ์จะย้ายสถานที่หนึ่งครั้ง มิให้ผู้ใดสืบทราบได้

ในที่สุดตู้เอ้าตัดสินใจหลบหนีไปยังโพ้นทะเล เพื่อหลบภัยสักครา โดยนำศิษย์ทั้งเจ็ดรวมทั้งหลงอิงกลางวันพักผ่อนกลางคืนเดินทาง จวบจนถึงเมืองเจียงหลิง ค่อยซื้อเรือลำหนึ่งล่องไปยังทิศตะวันออก ยังไม่ทันผ่านเมืองหลีหยาง ก็พบเห็นเรือของศัตรู ดังนั้นตู้เอ้าตามตัวหลงอิงเข้ามายังห้องท้องเรือ กล่าวอย่างจริงจังว่า “เสี่ยวผู่ (ผู่น้อย) ตอนนี้เราส่งมอบบันทึกศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเรา ซึ่งห่อด้วยห่อผ้าน้ำมันแก่เจ้า เจ้าต้องสาบานด้วยถ้อยคำสาหัสว่าจะไม่เปิดดูตลอดกาล ฝ่ายตรงข้ามร้ายเพียงไหน ก็ไม่ล่วงรู้การคงอยู่ของเจ้า อีกสักครู่เรากับศิษย์พี่ทั้งหลายของเจ้าจะปรากฏตัวบนดาดฟ้าเรือ ดึงดูดความสนใจของศัตรู ทำตามใบบอกของเรา ไปรอพวกเราตามสถานที่ที่กำหนดไว้เป็นเวลาห้าปี เมื่อถึงเวลายังไม่พบกัน ก็เผาทำลายสิ่งที่เรามอบต่อเจ้า แต่หากทุกประการดำเนินไปโดยราบรื่น พวกเราอยู่ที่โพ้นทะเลสักสองสามปี จะกลับมาหาเจ้า”

คำพูดเหล่านี้คล้ายเพิ่งกล่าวเมื่อวาน ชั่วพริบตาก็เป็นวันนี้ของห้าปีให้หลัง พ่างกงกงกล่าวถูกต้อง เวลายืดยาวหรือกระชั้นสั้น พอผ่านไปก็ไม่มีข้อแตกต่าง

หลงอิงพอขึ้นฝั่ง ก็หลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต จวบจนเข้าใจว่ารอดพ้นจากห้วงอันตราย บวกกับระหว่างทางไร้เรื่องราว มันยังรักการอ่านยิ่งชีวิตเห็นว่าคำสัตย์สาบานไม่พึงเชื่อถือ เฉกเช่นถูกบังคับให้ลงนามในใบกู้ยืม ไม่ถือว่าติดค้างเงินทอง ภายในใต้ความสงสัยอยากรู้ ทั้งครุ่นคิดว่าพลิกดูสักหน้าไม่ถือว่าละเมิดข้อห้าม เพียงต้องการทราบว่าสิ่งที่ตนเองพกติดตัวมาเป็นอันใดเท่านั้น

มิคาดพอเปิดดูหน้าแรก ที่ดึงดูดความสนใจของมันมิใช่บันทึกโบราณ หากเป็นข้อความที่เขียนด้วยอักษรชาดว่า “อย่าได้อ่านคำอรรถาธิบายของเรา จึงไม่ซ้ำรอยของเราสั้งหวี่เถียน จนตกอยู่ในห้วงกัปกัลป์”

หากเปลี่ยนเป็นเจ้าสำนักมารอื่น พอเห็นคำเตือนของสั้งหวี่เถียนนี้ ต้องหักห้ามใจไว้ แต่สำหรับกับหลงอิง พอดีสบอารมณ์ของมัน คิดหลอกตัวเองในใจ ‘เพียงอ่านดูคำอรรถาธิบายของสั่งหวี่เถียน โดยไม่แตะต้องต้นฉบับเดิม ถือว่าไม่ผิดคำสาบาน’

หลงอิงไม่อ่านดูยังพอทำเนา พออ่านดูก็ไม่อาจหยุดได้

สั้งหวี่เถียนมีความคิดอ่านลึกล้ำ นึกจินตนาการบรรเจิดเฉิดฉัน ความรอบรู้ที่กว้างขวาง ประสบการณ์จากการเดินทาง จิตใจที่เปิดกว้างล้วนอยู่เหนือความคาดคิดของผู้คน ที่น่าตื่นเต้นสงสัยคือ ชีวิตช่วงสั้นๆ ของสั้งหวี่เถียน กลับพบพานผู้คนและเรื่องราวมากมายปานนั้น ความคิดอ่านของตู้เอ้าถือว่าไม่เลวแล้ว แต่เปรียบกับสั้งหวี่เถียน เฉกเช่นหิ่งห้อยประชันแสงกับจันทรา ที่สร้างความลิงโลดยินดีแก่หลงอิงคือ หลังจากที่หลงอิงอ่านคำอรรถาธิบายหลายสิบหมื่นตัวของสั้งหวี่เถียน ขาดเพียงบรรพที่หก ก็ตีความว่าตนเองเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์สำนักมารที่ฝึกปรือวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมาร

เมื่อเป็นเช่นนี้หลงอิงไหนเลยสนใจมากความมุมานะฝึกปรือเคล็ดวิชา ปล่อยให้สั้งหวี่เถียนเป็นผู้กำหนดชีวิตของมัน

นึกถึงตอนนี้ ที่เบื้องนอกบังเกิดเสียงฝีเท้าดังลอดเข้ามากระทบโสต

ดึกดื่นปานนี้ผู้ใดมารบกวนความฝันของมัน หรือว่าองค์หญิงไท่ผิงเปลี่ยนความตั้งใจ คิดขออภัยต่อมัน?

เหยี่ยวมาร สะท้านสิบทิศ (หน้า 37 - 48)

            นักฆ่ามหาภัย

ผู้ที่มาหามันเป็นไหลจวิ้นเฉิน ขุนนางตุลาการผู้นี้มีสีหน้าประหลาดพิกล บอกให้สมุนบริวารรออยู่เบื้องนอก ตัวเองเดินเข้ามานั่งลงที่ข้างเตียง กล่าวว่า “อิงเกอเอ๋อ (คำเรียกบุรุษที่ชื่ออิง) ไฉนล่วงเกินองค์หญิง สำหรับกับวังหลวง ถือว่านางมีน้ำใจอยู่บ้าง”

หลงอิงใช้สองมือหนุนศีรษะนอนหงายอยู่บนเตียง กล่าวราวกับไม่มีเรื่องราวใดว่า “ไม่มีใด นางคิดทอดเสน่ห์ยั่วยวนข้าพเจ้า แต่เมื่อข้าพเจ้าคิด…”

ไหลจวิ้นเฉินหน้าแปรเปลี่ยนไป ตัดบทว่า “วิงวอนท่าน ขออย่าได้กล่าวต่อไป หากผู้คนทราบว่าเราเคยได้ยินมา เรามิใช่ถูกม้าฉีกสังขาร ก็ถูกตัดร่างเป็นสองท่อน ไม่แน่ว่ายังถูกทาบกับเสาที่ร้อนลวก ถูกจับต้มทั้งเป็น หาไม่ก็เฉือนจมูก ตัดลิ้น หรือตัดอวัยวะเพศ อย่างนั้นจะไปเที่ยวหอนางโลมได้อย่างไร?”

หลงอิงกล่าวอย่างขุ่นข้องใจว่า “เป็นท่านถามข้าพเจ้าเอง” เห็นมันร้อนรุ่มใจจนแทบเสียสติ ต้องกล่าวว่า “ท่านผู้นี้เป็นผู้ชำนาญการลงทัณฑ์อย่างแท้จริง พอเอ่ยปากก็เอ่ยถึงวิธีการมากมาย”

ไหลจวิ้นเฉินฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “เราน้อยครั้งจะชื่นชมผู้คน แต่ชื่นชมอิงเกอเอ๋อท่านจริงๆ หากเปลี่ยนเป็นเราตกอยู่ในสภาพเช่นท่าน ต้องไม่มีอารมณ์กล่าวหยอกล้อเล่น สำหรับกังเราที่ยากจัดการที่สุดเป็นบุคคลเช่นท่าน เนื่องเพราะค้นหาจุดอ่อนของท่านไม่ได้”

หลงอิงบังเกิดความสงสัยอยากรู้ กล่าวว่า “ท่านเป็นยอดฝีมือในการลงทัณฑ์ ลองบอกต่อข้าพเจ้าว่าที่ยากทนทานที่สุดเป็นทัณฑ์ทรมานอันใด?”

ไหลจวิ้นเฉินกล่าวโดยไม่ขบคิดว่า “ที่อเนจอนาถที่สุดไม่มีใดเกินทัณฑ์หลิงฉือ* ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำ ‘ฉือ’ (เชื่องช้า) แล่เนื้อแล่เนื้อออกมาทีละชิ้น แล้วค่อยตัดแขนตัดขา สุดท้ายจึงตัดศีรษะ ต่อให้เป็นคนที่เข้มแข็งที่สุด ยังต้องร้องคร่ำครวญขอความตาย”

* แปลตรงตัวว่าข่มเหงอย่างเชื่องช้า

หลิงอิงสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ ผุดลุกขึ้นนั่งร้องโพล่งว่า “อย่างนั้นแม้แต่ข้าพเจ้าก็ทนทานไม่ได้” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวถามว่า “ท่านมาหาผู้น้อง ที่แท้มีเรื่องใด?”

ไหลจวิ้นเฉินฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “เมื่อครู่องค์หญิงกับพ่างกงกงเบิกตัวเราไป องค์หญิงสอบถามเราว่ามีทัณฑ์ทรมานใดสร้างความเจ็บปวดแก่ท่าน โดยไม่ทำร้ายร่างกายท่านเกินไป”

หลงอิงร้องออกมาว่า “ว่ากระไร?”

คิดไม่ถึงองค์หญิงผู้เลอโฉมผูกใจอาฆาตถึงเพียงนี้ พอกล่าวผิดพลาดจะเกิดผลที่หนักหนาสาหัส

ไหลจวิ้นเฉินกล่าวว่า “เราเสนอการละเล่นกัลป์ทางน้ำต่อองค์หญิง แต่ไม่ได้รับการตอบรับ”

หลงอิงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “กัลป์ทางน้ำเป็นอย่างไร?”

ไหลจวิ้นเฉินอธิบายโดยละเอียดว่า “ก่อนอื่นให้ถอดเสื้อผ้าผู้คนออก จับโยนลงในคุกศิลาขนาดเล็กที่แทบปิดผนึกแห่งหนึ่ง จากนั้นปล่อยน้ำโสโครกเข้าไปจนท่วมถึงหัวเข่า อย่าได้ดูแคลนทัณฑ์ทรมานที่คล้ายกับไม่มีอำนาจการทำลายล้างใด สำหรบกับผู้ที่มีรสนิยมเลิศวิไลใช้ได้ผลที่สุด ในความทรงจำของเรา ผู้ที่ทนทานได้ยาวนานที่สุดไม่เกินห้าวัน”

หลงอิงนึกวาดภาพอันทารุณโหดร้ายได้ ยังดีที่องค์หญิงไท่ผิงไม่ตอบรับ นับว่ายังมีมโนธรรมอยู่บ้าง ยามนั้นฉุกใจคิดกล่าวว่า “ใต้เท้าไหลถือกำเนิดจากครอบครัวยากไร้กระมัง?”

ไหลจวิ้นเฉินผงกศีรษะกล่าวว่า “ไม่เพียงถือกำเนิดจากครอบครัวยากไร้ ทั้งยังเป็นครอบครัวยากไร้ในครอบครัวยากไร้ ดีที่บิดาผู้ล่วงลับส่งเราไปยังสถานศึกษาจงหลีซูเวี่ยนอันเลื่องชื่อ โดยไม่ต้องชำระค่าเล่าเรียน” กล่าวไปกล่าวไป บังเกิดความลิงโลดขึ้นมา กล่าวว่า “ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป ก่อนนี้โอกาสล้วนตกเป็นของลูกหลานตระกูลขุนนางชั้นสูง แต่นับแต่เสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) ผลักดันนโยบายใหม่ ให้การสนับสนุนพวกเราเหล่าลูกหลานครอบครัวยากไร้ ขอเพียงเป็นคนที่สถานศึกษาจงหลีซูเวี่ยนเสนอชื่อไป เสิ้งเสินล้วนพิจารณารับไว้ ทั้งทรงตรวจสอบด้วยพระองค์เอง วันนี้ยังเป็นสามัญชนในครอบครัวยากไร้ พรุ่งนี้ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางอันสูงศักดิ์ ไม่ทราบมีหน้ามีตาเพียงไหน โอ น่าเสียดายที่เราไม่ได้รับการบรรจุ ออกจะเฉไฉไปไกลแล้ว เรายังต้องลงทัณฑ์สถานเบาต่ออิงเกอเอ๋อ (คำเรียกบุรุษหนุ่มที่ชื่ออิง) ต้องขออภัยอย่างยิ่ง เราเพียงทำตามคำสั่ง”

หลงอิงร้องออกมาอีกคราว่า “ว่ากระไร?”

ไหลจวิ้นเฉินกล่าวอย่างกระอักกระอ่วนว่า “นี่เป็นข้อเสนอของพ่างกงกง ใช้ทัณฑ์ทรมานต่อนิ้วเท้าทั้งสองข้าง เรียกว่าหนีบกระชาก องค์หญิงความจริงไม่เห็นด้วย พ่างกงกงบอกว่าขณะลงทัณฑ์ ให้ลงมือเบากว่าเดิม เพียงดึงเล็บนิ้วเท้าหลุด แต่ไม่กระทบถึงกระดูก หลังจากนั้นมันจะใช้ตัวยาอย่างดีทำการรักษา รับรองว่าเมื่อไปถึงนครลั่วหยาง เท้าทั้งสองยังเดินได้ตามปรกติ”

หลงอิงความจริงรับฟังจนขนลุกเกรียว จากนั้นครุ่นคิด พ่างกงกงทราบว่าตนเองสามารถอาศัยพันธุมาร รักษาตัวเองทุเลาหายดีโดยเร็ว ที่เสนอให้ใช้ทัณฑ์เช่นนี้ สมควรมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการหลบหนี ดังนั้นลอบทอดถอนใจคำหนึ่ง ตัดใจกล่าวว่า “รีบด่วนเถอะ บิดายังคิดพักผ่อนนอนหลับ”

คราครั้งนี้ถึงรอบไหลจวิ้นเฉินร้องออกมาว่า “พักผ่อนนอนหลับ?”

หลงอิงไม่ทันตอบคำ พลันรู้สึกถึงภัยอันตราย จากนั้นบังเกิดเสียงแผดร้องโหยหวนดังจากนอกห้องติดต่อกันสามครา สร้างความตื่นตระหนกแก่ไหลจวิ้นเฉินจนกระโดดปราดขึ้นมา

เสียงครางหนักๆ กับเสียงแผดร้องดังติดต่อกันราวประทัดแตก เสียงสุดท้ายมาถึงหน้าประตูห้อง ยังได้ยินเสียงสมุนบริวารของไหลจวิ้นเฉินที่เฝ้าอยู่หน้าประตูตวาดพลางชักดาบกระบี่ออกมา เป็นที่คาดคิดได้ว่าคนร้ายเคลื่อนไหวด้วยระดับความเร็วที่น่าตระหนก บวกกับพลังฝีมืออันร้ายกาจที่ไม่มีผู้ใดรับมือไดแม้สักกระบวนท่าเดียว

ไหลจวิ้นเฉินชักกระบี่พลางโถมไปยังประตูห้อง หลงอิงก็ลงจากเตียง พลังพิสดารของพันธุมารกระจายไปทั่วร่าง โสตประสาทการรับฟังถูกเร่งเร้าถึงขีดสุด จนใจที่ไม่สามารถโคจรพลังมีกำลังวังชาไม่อาจใช้ออก จะอย่างไรพันธุมารที่เพาะสร้างขึ้น เพยงอยู่ในขั้นแรกของการผนึกมาร

ยามนั้นเสียงย่ำระฆังเตือนภัยดังขึ้น แต่ก็ชักช้าไปหลายก้าว

โครม!

ประตูห้องแตกระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเงาดำสายหนึ่งทลายประตูเข้ามาราวกับทะลุผ่านกระดาษเบาบางแผ่นหนึ่ง แสงไฟดับวูบไป ไหลจวิ้นเฉินตวาดก้อง กระบี่ในมือกระจายเป็นประกายเย็นเยียบหลายสิบสาย สาดครอบคลุมใส่นักฆ่าที่น่ากลัวผู้นี้ด้วยพลังที่เปี่ยมล้น แสดงว่าวิชาการต่อสู้ของมันหาอ่อนด้อยกว่าฝีมือลงทัณฑ์ไม่

หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เพียงเห็นเป็นเงาร่างที่รวดเร็วดั่งภูตพราย แต่เมื่อปรากฏแก่จักษุมารของหลงอิง กลับมองเห็นรูปร่างลักษณะของคนร้าย ความมืดหาเป็นอุปสรรคต่อมันไม่

คนร้ายกลับเป็นหญิงสาวอันเฉิดโฉมนางหนึ่งจู่โจมลงมือด้วยมือเปล่า สวมชุดรัดกุมสีทึบกลืนกับความมืด รูปกายอ่อนช้อยงดงาม ความเคลื่อนไหวงามเพียบพร้อมไร้ตำหนิ ทั้งไม่คลุมผ้าคลุมปกปิดรูปโฉม แต่เขียนใบหน้าเป็นเส้นสายสีดำกว้างนิ้วเศษรวมสิบกว่าเส้น ดูไปขีดเขียนโดยไม่ตั้งใจ แต่ไม่เพียงปกปิดโฉมหน้าไว้ หากยังเสริมแต่งความงาม ขับเน้นเส้นสายความงามบนใบหน้ารูปผลแตง หากยามนี้ดวงตาทั้งคู่ทอประกายอำมหิต ยามกลิ้งกลอกยังแวววับจับตากว่าดวงดาวบนท้องฟ้าราตรีอีก

ไหลจวิ้นเฉินโถมแทงใส่นางสิบกว่ากระบี่ ภาใต้การขยับเคลื่อนไหวอย่างพิสดารของนาง ทุกกระบี่ล้วนจู่โจมใส่อากาศธาตุ คนคล้ายกลับกลายเป็นมายาภาพ พริบตาต่อมาก็บรรลุถึงข้างกายไหลจวิ้นเฉินซึ่งยังไม่ทันรั้งกระบี่กลับ ใช้หัวไหล่กระทบไหล่ของไหลจวิ้นเฉินเบาๆ ดูเผินๆ ไม่เกิดผลอันใด แต่ไหลจวิ้นเฉินกลับถูกชนจนซวนเซไปทางขวาง เสียงโครมเมื่อปะทะชนกับผนังด้านขวามือ กระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง พบกับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ด้วยพลังฝีมือของนาง ได้แต่ชะลอการรุกรานของนางไปชั่วขณะเท่านั้น

นักฆ่าหญิงหมุนตัวขวับ ประกบนิ้วต่างมีด ประชิดถึงตัวไหลจวิ้นเฉินดุจสายลมหอบหนึ่ง ฟันมือใส่ก้านคอของไหลจวิ้นเฉินหากแม้นฟันถูกเป้าหมาย ขุนนางตุลาการผู้นี้คงเดินทางลงสู่ปรภพในบัดดล

หลงอิงไม่ทันครุ่นคิดว่าสมควรช่วยเหลือตุลาการที่สองมือชุ่มไปด้วยโลหิตเช่นไหลจวิ้นเฉินหรือไม่ พันธุมารพลันปะทุขึ้น พุ่งตัวเข้าหานักฆ่าหญิงดุจลูกธนูหลุดจากแหล่ง กระแทกสองหมัดใส่ น่าเสียดายที่ระดับความเร็วของมันจัดอยู่ในขั้นปลูกฝังมาร แต่พละกำลังจัดอยู่ในขั้นคนธรรมดาสามัญ หากคิดหนีเอาชีวิตรอดยังกระทำได้ แต่คิดจู่โจมลงมือรังแต่หาที่ตาย ไม่สามารถประสานเสริมกัน

ตาคู่งามของนักฆ่าหญิงฉายแววตื่นเต้นสงสัยที่เคลือบแคลงไม่เข้าใจ ผละจากไหลจวิ้นเฉินที่ไม่มีกำลังตอบโต้ หนึ่งนั้นเป้าหมายของนางอยู่ที่หลงอิง สอง นางสมควรดูออกว่าหากปล่อยให้หลงอิงถลันหลบหลีกด้วยระดับความเร็วเช่นนี้ ในเวลาอันสั้นไม่แน่ว่าจะฆ่าคนได้ พอเห็นมันเสนอตัวมาโดยไม่คำนึงถึงขีดความสามารถของตัวเอง ก็ไม่ปล่อยปละละเว้น

เสียงชายเสื้อปะทะลมอย่างแน่นหนาดังมาแต่ไกลเร่งรุดเข้าใกล้ แสดงว่ายอดฝีมือฝ่ายองค์หญิงไท่ผิงเร่งรุดมาถึง

ไม่เห็นนางมีความเคลื่อนไหวอันใด พริบตาต่อมานางก็พุ่งผ่านพื้นที่ช่องว่างอันคับแคบระหว่างสองมือของหลงอิง โผเข้ามายังอ้อมอกของหลงอิง หลงอิงรู้สึกมีกลิ่นหอมพลุ่งมากระทบนาสิก ทราบว่าต่อให้กลายเป็นภูตผีก็ไม่ลืมเลือนกลิ่นกายสาวที่หอมรัญจวนของนาง นักฆ่าหญิงชิงกระทุ้งศอกใส่ตำแหน่งหัวใจของมัน เสียงกระดูกหักดังขึ้น ชีพจรหัวใจของหลงอิงฉีกขาด ถูกทำร้ายอย่างหนักหน่วงที่แม้กระทั่งเซียนวิเศษก็ไม่อาจชุบชีวิตได ร่างลอยลิ่วไปปะทะชนกับผนังด้านหลังราวว่าวที่ขาดป่าน แล้วค่อยกระดอนกลับมาล้มฟุบลง

ขณะที่จะจบสิ้นชีวิตและสิ้นสติสัมปชัญญะไป หลงอิงคลับคล้ายเห็นพ่างกงกงพุ่งผ่านประตูเข้ามา โถมจู่โจมใส่นักฆ่าหญิง ที่ด้านหลังตามติดด้วยองค์หญิงไท่ผิงกับแม่ทัพชิว

เสียงโครมเมื่อหลงอิงล้มคว่ำกับพื้น ไม่มีความรู้สึกของคนมีชีวิตอีก

“ฟื้นคืนสติแล้ว ฟื้นคืนสติแล้ว”

จากนั้นเป็นสุ้มเสียงหญิงสาวอีกเสียงหนึ่งดังว่า “ข้าพเจ้าจะไปรายงานองค์หญิง”

หลงอิงฟื้นคืนสติมา ความคิดประการแรกคือ ‘เรายังไม่ตาย’ ความคิดประการสองคือ ‘ในที่สุดเราพบพานโฉมสะคราญที่ประชันกับองค์หญิงได้แล้ว’ จากนั้นพบว่าเรือใหญ่แล่นอยู่บนผิวน้ำ รู้สึกถึงระลอกคลื่นที่สะท้อนขึ้นลง ต่อจากนั้นสภาพแวดล้อมโดยรอบผุดขึ้นในห้วงสมองอย่างชัดเจน ถึงกับรับรู้ถึงคลื่นความร้อนของแสงอาทิตย์ที่เบื้องนอก นับเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงแม้ว่าจนบัดนี้มันยังไม่มีเรี่ยวแรงลืมตาขึ้น

แว่วเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล หลงอิงแน่ใจว่าเป็นเสียงฝีเท้าของพ่างกงกงกับองค์หญิงไท่ผิง องครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูผลักประตูห้องออก ผู้คนภายในห้องสมควรเป็นหญิงรับใช้เยาว์วัยคุกเข่าลงคำนับ

ทั้งสองมาถึงหน้าเตียง หลงอิงได้ยินเสียงเต้นของหัวใจพวกนาง ถึงกับแยกแยะสภาพจิตใจและความรู้สึกของนางได้ ส่วนหญิงรับใช้ล่าถอยออกจากห้องไป

ในที่สุดหลงอิงลืมตาขึ้น

ที่ปรากฏแก่สายตาเป็นสีหน้าอันห่วงใยตาคู่งามที่เศร้าหม่นหมอง ตลอดจนพักตร์พริ้งขององค์หญิงไท่ผิง

พ่างกงกงที่ยื่นอยู่ข้างกายนางกะพริบตาต่อมัน ด้วยท่าทางที่โล่งอก เป็นที่ทราบได้ว่ามันวิตกกังวลแทนตนเองมาระยะเวลาหนึ่ง พริบตานั้นหลงอิงพบว่าตนเองกับพ่างกงกงเพาะสร้างความสับพันธ์ที่ไว้วางใจและรักใคร่กันอย่างที่ผู้อื่นไม่มีวันบรรลุได้ คล้ายกับว่าพ่างกงกงเป็นญาติสนิทเพียงหนึ่งเดียวของมัน เป็นสายสัมพันธ์ที่แปลกพิสดารยิ่ง

องค์หญิงไท่ผิงแสร้งกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “เด็กน้อยมีชะตากล้าแข็งนัก”

พ่างกงกงปรายตาบอกใบ้ หลงอิงเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายอย่างไม่ยากเย็น ทราบว่ามันคิดกันองค์หญิงไท่ผิงออกไป จะได้สนทนากับตนเอง เพียงแต่เวลากระชั้นชิดถึงเพียงนี้หรือ ยามนั้นทอดถอนใจกล่าวว่า “นี่เป็นสถานที่ใด?”

พ่างกงกงชิงตอบว่า “ท่านอยู่บนเรือส่วนตัวขององค์หญิง เลียบคลองขุดอวิ่นเหอขึ้นเหนือภายในสองชั่วยามจะบรรลุถึงนครลั่วหยาง”

หลงอิงกล่าวด้วยความตื่นตระหนกว่า “ข้าพเจ้าสิ้นสติไปนานเท่าใด?”

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวด้วยความขมขื่นว่า “จนบัดนี้เป็นเวลาสี่สิบเก้าวัน ท่านไม่ทราบว่าค่ำคืนนั้นตัวเองมีสารรูปน่าตระหนกเพียงไหน ดวงตาจมูกปากเต็มไปด้วยโลหิต หน้าอกบวมช้ำคั่งเลือด พวกเราเสียเวลารั้งอยู่ที่นั้นเพราะท่านสิบกว่าวัน จนกระทั่งท่านอาการดีขึ้น ค่อยขึ้นเหนือไปยังเมืองหยางโจว”

นางหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวสืบต่อ “ท่านสมควรขอบคุณกงกง (คำเรียกขันที เป็นมันทำการรักษาเยียวยา ทั้งลงมือทำด้วยตัวเอง ห้ามมิให้หมอที่ร่วมทางมากระทบถูกท่าน”

หลงอิงย่อมทราบว่าพ่างกงกงกลัวว่าผู้อื่นสังเกตเห็นความผิดปรกติของตนเอง จึงถามว่า “จับตัวคนร้ายหญิงนั้นได้หรือไม่?”

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวอย่างประหลาดพิกลกว่าเดิม เหลือกตาทั้งสองขึ้น ทำท่าราวกับจะคลั่งใจตาย แสดงว่ามันทราบแต่แรกว่านักฆ่านั้นเป็นสตรี เพียงแต่ไม่ได้บอกออกมา

จากข้อนี้เป็นที่เห็นได้ว่า นอกจากพ่างกงกงแล้ว บุคคลอื่นยังไม่ทราบว่านักฆ่าเป็นบุรุษหรือสตรีสุดท้ายนางย่อมหลบหนีไปได้ ด้วยพลังฝีมือที่น่าตระหนกเช่นนี้ ต่อให้อยู่ท่ามกลางไพร่พลในกองทัพ คิดปลิดศีรษะแม่ทัพข้าศึก นับว่าง่ายดายราวหยิบฉวยวัตถุจากในถุงย่าม

หลงอิงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าคิดสนทนากับองค์หญิงเป็นการส่วนตัวสักครู่” นี่เรียกว่าจะจับแต่แสร้งปล่อย หากคิดสร้างความขุ่นเคืองแก่นางจนผละจากไปง่ายดายยิ่ง หวนถึงค่ำคืนที่ถูกลอบทำร้าย องค์หญิงผู้สูงศักดิ์นางนี้ยังเรียกตัวไหลจวิ้นเฉินมาลงทัณฑ์ต่อตนเอง ดังนั้นไม่ว่าปฏิบัติต่อนางอย่างไรล้วนชอบด้วยเหตุผล

พ่างกงกงมองดูองค์หญิงไท่ผิง เห็นนางไม่คัดค้าน จึงล่าถอยออกจากห้อง ปิดประตูลงเบาๆ

องค์หญิงไท่ผิงขมวดคิ้ว ดวงตาทอแววระแวดระวัง เนื่องเพราะทราบว่าด้วยนิสัยใจคอของมันต้องไม่กล่าววาจาดีงามอันใด

หลงอิงอดกล่าวมิได้ว่า “มีคนลงทัณฑ์แทนท่าน ข้าพเจ้าก็ยังไม่ตาย ท่านสามารถมีคำกราบทูลต่อเสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) องค์หญิงสมควรยินดีจึงถูกต้อง”

ที่น่าประหลาดคือองค์หญิงไท่ผิงไม่ได้บันดาลโทสะ กลับถอนใจเบาๆ กล่าวว่า “ท่านพอใจครุ่นคิดอย่างไรก็เชิญตามสะดวก ความผิดฐานเบื้องล่างละเมิดเบื้องสูง ความจริงมีโทษถึงตายอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ยังกล่าววาจาเยี่ยงนั้น เราถือว่าลงโทษท่านสถานเบาแล้ว ขอเตือนว่าเมื่อเข้าวังไปเฝ้าเสิ้งเสิน หากท่านรื้อฟื้นเอ่ยถึงคำพูดเหล่านั้นต่อพระนาง เราแม้ตายก็ต้องแล่เนื้อเถือหนังเด็กโสโครกที่ไม่มีสัมมาคารวะเช่นท่านให้จงได้”

หลงอิงลุกขึ้นนั่ง เอนพิงกับหัวเตียง ซึ่งความจริงมันทุเลาหายดีตั้งแต่แรก แต่ต้องแสร้งเป็นเคลื่อนไหวอย่างยากเย็น ก่อกวนจนองค์หญิงผู้สูงศักดิ์คิดประคองมันก็ใช่ที่ ไม่ประคองมันก็ใช่ที่ สุดท้ายไม่ยอมกระทบถูกมัน

สายตาของทั้งสองประสานสบกัน

องค์หญิงไท่ผิงสะท้านขึ้นเล็กน้อย สีหน้าฉายแววตื่นเต้นสงสัย

หลงอิงทราบว่าสายตาของตนเกิดความเปลี่ยนแปลงอีก ในใจนึกโชคดีที่อีกฝ่ายไม่ใช่พระนางบูเช็คเทียน ไม่เช่นนั้นคงย่ำแย่แล้ว ยามนั้นรีบหาทางรบกวนสมาธิจิตใจนาง สั่นศีรษะกล่าวว่า “องค์หญิงอย่าได้ดูแคลนเราหลงอิงไป ข้าพเจ้าไหนเลยยอมลดดัวกระทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนั้น เอ่ยถึงความรักฉันบุรุษสตรี ต้องเกิดจากความยินยอมทั้งสองฝ่าย บุรุษมีน้ำใจสตรีอ่อนไหวตามจึง…”

องค์หญิงไท่ผิงร้องอย่างขุ่นเคืองแง่งอนว่า “หุบปาก”

หลงอิงนึกประหลาดใจ คำหยอกเย้าหลายประโยคนี้ เปรียบกับเภทภัยที่ก่อขึ้นในคืนนั้นหาลดน้อยกว่าไม่ คราครั้งนี้นางเพียงแง่งอนหากไม่มีโทสะ จิตใจอิสตรียากหยั่งคะเนจริงๆ

องค์หญิงไท่ผิงมองดูสีหน้าอันกระหยิ่มยิ้มย่องของหลงอิง ต้องกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “เราเพียงไม่คิดถือสาคนที่มีชีวิตอีกไม่กี่วันผู้หนึ่ง เด็กน้อยที่น่าตายท่านยามอยู่หน้าพระพักตร์เสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) ทางที่ดีอย่าได้แสดงความหลักแหลมออกมา นั่นหาเป็นผลดีต่อท่านไม่ คนที่เลอะเลือนงมงายกลับมีชีวิตยืนยาว”

หลงอิงกล่าวด้วยความยินดีว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้น้องรู้สึกถึงความกังวลสนใจที่องค์หญิงมีต่อผู้น้อง”

องค์หญิงไท่ผิงสองแก้มแดงซ่านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กล่าวอย่างแง่งอนว่า “อย่าได้คิดเฉไฉไป ผู้ใดกังวลสนใจท่าน?” จากนั้นหน้าหม่นหมองลง กล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “ท่านมิใช่คิดสนทนากับเราเป็นการส่วนตัวหรอกหรือ? หรือว่ามีแต่วาจาไร้สาระเช่นนี้?”

หลงอิงมองดูนางยิ้มพลางกล่าวว่า “หากว่าเสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) ไม่สั่งประหารชีวิตข้าพเจ้าในบัดดล ไม่ทราบองค์หญิงยอมลดตัวลงมาพบปะคนธรรมดาเช่นข้าพเจ้าสักคราหรือไม่?”

องค์หญิงไท่ผิงบังเกิดความท้อแท้ กล่าวแบ่งรับแบ่งสู้ว่า “แล้วค่อยว่ากล่าวกันเถอะ”

หลงอิงเห็นนางไม่ปฏิเสธบอกปัด ไม่ว่าพยายามอย่างไร ก็ไม่อาจสร้างความขุ่นเคืองแก่นางจนสะบัดหน้าจากไป พลันรู้สึกหัวใจร้อนวูบกล่าวว่า “องค์หญิงเป็นห่วงเป็นใยข้าพเจ้าหรือ? เหตุใดท่าทางกลัดกลุ้มหม่นหมอง?”

องค์หญิงไท่ผิงตอนแรกงงงันวูบ จากนั้นพินิจพิเคราะห์สีหน้าที่มุ่งหวังรอคอยของมัน พลันได้คิดขึ้นมา มุมปากปรากฏรอยยิ้มอันซุกซนขึ้น จากนั้นหัวร่องอหาย กลับคืนสู่รูปลักษณ์ที่ลงมืออย่างยิ้มแย้ม ทั้งปล่อยตัวไม่สำรวมเช่นตอนอยู่ในบ้านศิลาหุบเขาร้างอีกครา

นางทางหนึ่งหัวร่อ ทางหนึ่งจับจ้องมองดูหลงอิงที่มึนงงสงสัย กล่าวว่า “บอกไปเด็กโสโครกจะได้เลิกล้มความคิดเพ้อฝัน เรามีความในใจอยู่เต็มอกจริง ทั้งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กโสโครกอยู่บ้าง แต่หาใช่เรื่องที่ท่านนึกเข้าข้างตัวเองไม่”

หลงอิงนิ่งอึ้งอับจนถ้อยคำ

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวอย่างแช่มช้าว่า “คนร้ายหญิงรุดมาอย่างกะทันหัน ไม่ว่าเวลาและสถานที่ล้วนไม่ผิดพลาด เป็นที่แน่ใจว่าต้องมีไส้ศึกป้อนข้อมูลข่าวสารให้ มีแต่ผู้ที่ล่วงรู้เส้นสนกลใน จึงทราบว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญ”

หลงอิงผงกศีรษะกล่าวว่า “สมควรเป็นเช่นนั้น”

องค์หญิงไท่ผิงกล่าวสืบต่อ “การเดินทัพของพวกเราครั้งนี้เป็นความลับสุดยอด ยอดฝีมือที่ร่วมทางมีไม่ถึงร้อยคน จนกระทั่งถึงเมืองหยางโจว ค่อยสมทบกับทัพม้าสามพันของแม่ทัพชิว ระหว่างทางไม่แวะเขตปกครองตัวอำเภอ กลางวันหยุดพักกลางคืนเดินทาง ที่นครลั่วหยางมีคนทราบเรื่องไม่กี่คน ตอนนี้ข่าวคราวกลับรั่วไหลออกไป ต้องก่อกวนเป็นเรื่องราวใหญ่โต ด้วยแบบฉบับของเสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) คราครั้งนี้ไม่ทราบมีคนรับเคราะห์ หรือได้รับผลกระทบมากน้อยเท่าใด สร้างความหนักอึ้งเคร่งเครียดแก่เรา แต่หาใช่เพราะเด็กโสโครกเด็กน้อยที่น่าตายเช่นท่านไม่”

หลงอิงรับฟังจนรู้สึกไร้รสชาติ ทั้งเห็นขณะที่นางด่าคำเด็กโสโครกเด็กน้อยที่น่าตาย ถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สร้างความทอดอาลัยตายอยาก หลับตาลงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเหน็ดเหนื่อยแล้ว องค์หญิงไม่ต้องสิ้นเปลื้องเวลาอันล้ำค่ากับเด็กโสโครกเด็กน้อยน่าตายเช่นข้าพเจ้าอีกต่อไป”

องค์หญิงไท่ผิงหัวร่อคิกออกมา กล่าวว่า “มีความเข้มแข็ง กลับกล้าโมโหโทโสต่อเรา ตกลง หากว่าเราอยู่ว่างไร้เรื่องราว ไม่แน่ว่าจะพบหน้าท่านสักครา”

หลงอิงถูกท่าทีที่บัดเดี๋ยวเย็นชาบัดเดี๋ยวร้อนแรงของนางเคี่ยวกรำจนสาหัส พอลืมตาขึ้น เงาหลังที่ตระเตรียมจากไปของนางก็ปรากฏแก่สายตา ค่อยพบว่านางแต่งกายเป็นสตรีสูงศักดิ์ แขนเสื้อกว้างใหญ่ใส่กระโปรงยาว หว่างเอวคาดสายรัด ขับเน้นองค์เอวอันอ้อนแอ้น เปรียบกับชุดกุมที่หลงอิงเห็นจนชินตา เป็นเสน่ห์ความงามอีกแบบหนึ่ง

ยังมีผมนุ่มสลวยดำขลับม้วนขึ้นมายังข้างหลัง ใช้ปิ่นหงส์เสียบไว้ เผยเห็นช่วงคอที่งามระหงยิ่งสร้างความลุ่มหลงงมงายแก่หลงอิงกว่าเดิม

พริบตานั้น มันลืมความคับข้องขุ่นเคืองไปสิ้น อดร้องมิได้ว่า “ต้องมีสักวันที่ข้าพเจ้าจะให้องค์หญิงหลั่งน้ำตาอาลัยต่อผู้น้อง”

องค์หญิงไท่ผิงหัวร่อเสียงเจื้อยแจ้ว กล่าวโดยไม่เหลียวหน้ากลับมาว่า “ตกลง พวกเราคอยดูไปเถอะ” กล่าวจบออกจากห้องไป

เหยี่ยวมาร สะท้านสิบทิศ (หน้า 49 - 60)

            มหานครลั่วหยาง

            พ่างกงกงมาถึงข้างเตียง พอพบหน้าก็ถามว่า “เราไม่เห็นยาโถว* ไท่ผิงปิติยินดีจนน่ารักเป็นนักหนามานานแล้ว ท่านใช้ฝีมือใดต่อนาง?”

* คำเรียกหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน

หลงอิงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ปีติยินดี? นางสมควรปั้นหน้าเคร่งเครียดโมโหโกรธาจึงถูกต้อง”

พ่างกงกงโคลงศีรษะราวกับจัดวางผลฟักอยู่บนลำคอที่อวบอ้วน ทรุดนั่งลงที่ข้างเตียงกล่าวว่า “ที่แท้เกิดเรื่องใด? ตอนนั้นท่านขาดใจสิ้นลมปราณไปจริงๆ”

หลงอิงย้อนถามอย่างหวาดหวั่นไมคลายว่า “ผู้อื่นทราบเรื่องหรือไม่?”

พ่างกงกงกล่าวว่า “ดีที่เราปกปิดให้กับท่าน เรายังถ่ายทอดพลังเข้าสู่ร่างของท่าน กลับถูกสะท้อนย้อนกลับมา จนตัวเองแทบรับบาดเจ็บ ดังนั้นไม่กล้าวู่วาม หนึ่งเดียวที่กระทำได้ คือตบแก้มของท่าน ร้องเรียกชื่อของท่าน”

หลงอิงถามว่า “ช่วงเวลาที่ขาดใจสิ้นลมปราณนานเท่าใด?”

พ่างกงกงตอบว่า “เท่ากับหายใจเข้าออกหกถึงเจ็ดครั้ง”

หลงอิงนึกทบทวน แล้วกล่าว “ความรู้สึกในตอนนั้นน่ากลัวยิ่ง คล้ายกับมีพลังอันมหาศาลขุมหนึ่งคิดฉุดกระชากข้าพเจ้าขาดไป ข้าพเจ้าดิ้นรนอย่างสุดชีวิต จากนั้นเจ็บปวดแทบตาย แต่แล้วมีชีวิตรอดกลับมา สุดท้ายสลบเหมือดไปจนถึงบัดนี้ ที่ว่าสลบเหมือดไม่ได้สลบเหมือดจริงๆ เพียงเป็นการหลอมรวมกับพลังที่ทั้งลี้ลับ ทั้งหลุดพ้นจากฟ้าดิน จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดไม่มีข้อแตกต่าง นี่เป็นสภาพที่บังเกิดขึ้น ระหว่างที่ฝึกลำดับห้ากัลป์แห่งมารถึงลำดับเจ็ดเพาะเลี้ยงมาร แปลงความพ่ายพินาศเป็นปราบพิชิต หลังทำลายล้างจึงริเริ่มจัดตั้ง จากหลับใหลเป็นตายค่อยฟื้นคืนสติ ผู้ที่ฝึกวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารล้วนต้องผ่านทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ไม่เช่นนั้นไม่อาจก้าวล้ำไปอีกขั้นหนึ่ง”

พ่างกงกงกล่าวว่า “เช่นนี้เป็นว่าท่านบรรลุถึงขอบเขตลำดับเจ็ดของวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารแล้ว ประเสริฐมาก ประเสริฐจริงๆ”

หลงอิงกล่าวถามว่า “กงกงเคยบอกว่าข้าพเจ้าต้องฝึกถึงลำดับเก้าสำเร็จมาร จึงมีทุนรอนต่อกรกับอู่เจ้า (พระนามของบูเช็คเทียน) ที่แท้มีหลักฐานอันใด? ท่านทราบได้อย่างไร?”

สีหน้าพ่างกงกงทอแววหวนรำลึก กล่าวช้าๆ ว่า “เราเข้าสำนักเมื่ออายุสิบหก เรื่องราวเกี่ยวกับจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารทราบจากอาจารย์ผู้ล่วงลับเหวยเหลียนเซียง เนื่องด้วยตอนที่ท่านผู้เฒ่าอายุยังเยาว์ เคยได้รับการชี้แนะจากสั้งหวี่เถียน สั้งหวี่เถียนบอกต่ออาจารย์ผู้ล่วงลับของเราว่า ตัวเขาฝึกปรือถึงขั้นสำเร็จมาร ขณะที่สั้งหวี่เถียนในตอนนั้นพิชิตโดยไร้ผู้ต่อต้าน ผู้ที่สามารถรับมือเขาได้สักสามสี่ท่า ถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งแว่นแคว้นหนึ่งแล้ว ถึงแม้ว่าอู่เจ้า (พระนามของบูเช็คเทียน) รวมปมเด่นของสำนักศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน เกรงว่ายังไม่อาจก้าวล้ำเหนือกว่าสั้งหวี่เถียน ดังนั้นเราจึงกล่าวเช่นนั้น”

หลงอิงกล่าวด้วยความพึงพอใจว่า “ข้าพเจ้าผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาแล้ว ส่วนลำดับแปดเร่งเร้ามารเป็นขั้นตอนที่ยาวนานที่สุด และสนุกสนานน่าสนใจที่สุด นั่นคือเมื่อลงมือประกระบวนท่ากับผู้คน จะเร่งเร้าพันธุมารถึงขีดสุด พันธุมารกับจิตใจคนเฉกเช่นน้ำกับน้ำนมเชื่อมประสาน จิตและวิญญาณบรรจบพบกัน เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด เมื่อถึงเวลานั้นคนมิใช่คน พันธุมารมิใช่พันธุมาร หากเป็น…หากเป็นวัตถุที่ไม่สามารถบ่งบอกบรรยายได้ชนิดหนึ่ง”

พ่างกงกงยิ้มพลางกล่าวว่า “ขอเพียงท่านแบกป้ายยี่ห้อของเทพอธรรมออกไป รับรองว่าจะได้ต่อยตีทั้งวันและคืนไม่สิ้นสุด”

หลงอิงกล่าวด้วยความกลัดกลุ้มใจว่า “ข้าพเจ้าไม่คิดใคร่เป็นเทพอธรรม”

พ่างกงกงกล่าวว่า “ท่านฝึกวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารมากว่าครึ่ง ยังมีทางเลือกอื่นหรือ? เรื่องที่ชะตากำหนดขึ้น ยังมีผู้ใดเปลี่ยนแปลงได้?”

หลงอิงพลันนึกถึงเรื่องหนึ่ง ถามว่า “กงกง ไฉนปกปิดเรื่องนักฆ่าหญิงเอาไว้?”

พ่างกงกงกล่าวว่า “เพราะว่าเราคาดเดาออกว่านางเป็นใคร”

หลงอิงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “นางเป็นใคร? ข้าพเจ้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าในโลกมียอดฝีมือที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้”

พ่างกงกงกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “วิชาประทับไม่ตายย่อมไม่รวบรัดธรรมดาอยู่แล้ว”

หลงอิงทวนคำว่า “วิชาประทับไม่ตาย?”

ดวงตาพ่างกงกงทอแววนิยมเลื่อมใส กล่าวหวนรำลึกว่า “ตั้งแต่ราชวงศ์สุย วิชาประทับไม่ตายก็พิชิตไปทั่วแผ่นดิน โดยไม่มีผู้ใดต้านทานรับได้ บัญญัติโดยยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักศักดิ์สิทธิ์เรา รวมปมเด่นของสำนักกุสุมาลย์กับสำนักเสริมเติมฟ้าเข้าด้วยกัน นั่นคือเทพอาถรรพ์สือจือเซวียน หวนนึกถึงครั้งกระโน้นที่วัดอู่โหลวซื่อแดนซีเลี่ยง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ถังหลี่เอียนนำทัพด้วยพระองค์เอง ทุ่มกำลังยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ ล้อมจู่โจมเทพอาถรรพ์สือจือเซวียนซึ่งถูกกักอยู่ในห้องเจ้าอาวาส สุดท้ายยังถูกเทพอาถรรพ์หนีรอดได้* ลองนึกดู เวรยามที่เฝ้าควบคุมท่านในคืนนั้นนับเป็นอย่างไรได้ที่ไม่ถูกสตรีกุสุมาลย์สังหารสิ้น เป็นเพราะนางยั้งมือไว้ไมตรี เพียงแต่หากเรากงกงลงมืออย่างสุดกำลัง นางคิดหลบหนีจากไปยังไม่ง่ายดาย”

* รายละเอียดปรากฏในมังกรคู่สู้สิบทิศ

หลออิงงงงันวูบจึงกล่าว “สำนักกุสุมาลย์? หลังการถึงแก่กรรมของคุณชายมากรักโหวซีไป่ สำนักกุสุมาลย์มิใช่สาบสูญจากการถ่ายทอดหรอกหรือ? มิหนำซ้ำสำนักกุสุมาลย์เพียงรับศิษย์บุรุษ ไฉนปรากฏสตรีนางหนึ่งขึ้นมา?”

พ่างกงกงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “เราก็เคลือบแคลงสงสัยเช่นเดียวกับท่าน แต่ว่าฝีมือที่สตรีกุสุมาลย์ใช้ออกเป็นวิชาประทับไม้ตายจริงๆ จุดประสงค์ในการลอบสังหารของนางแสดงมุ่งเป้าไปที่อู่เจ้า (พระนามของบูเช็คเทียน) หากฆ่าท่านสำเร็จอู่เจ้าจะไม่มีวันร่ำเรียนวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารได้ อย่าเพิ่งบอกว่านางไฉนล่วงรู้ว่าท่านมีประโยชน์ใช้สอยต่ออู่เจ้า ยังมีนางกับอู่เจ้ามีความแค้นอันใด?”

หลงอิงกล่าวว่า “สตรีกุสุมาลย์สมควรทราบว่าวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารมีความสำคัญต่ออู่เจ้าอย่างยิ่งยวด”

พ่างกงกงกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า “สมควรเป็นเช่นนั้น หากนางทราบว่าท่านยังไม่ตาย ตอนที่ท่านจะคัดลอกบันทึกโบราณออกไป นางต้องลอบสังหารท่านเป็นคำรบสอง อย่างนั้นท่านจะมีโอกาสสอบถามนาง คิดไม่ถึงนอกจากเราสองแล้ว ในสำนักศักดิ์สิทธิ์ยังมีปลาที่เล็ดลอดจากร่างแห ทั้งยังเป็นยอดฝีมืออันร้ายกาจถึงเพียงนี้ เมื่อเผชิญกับอู่เจ้า ยังสามารถหักหาญสักครา”

หลงอิงกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า “เพียงสามารถหักหาญสักคราหรือ?”

พ่างกงกงทอดถอนใจกล่าวว่า “ท่านทราบหรือไม่ว่า ผู้ที่ปลูกฝังอู่เจ้าเป็นใคร? อู่เจ้าไม่เพียงฝึกปรือบันทึกอสูรฟ้าของสำนักทศเย็นเราจนขั้นแตกฉาน ทั้งยังได้รับม้วนบันทึกของสำนักศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมปมเด่นของทุกสำนักอยู่ในตัว โอ เรื่องเหล่านี้รอไว้โอกาสหน้าค่อยสนทนา เราไม่อาจรั้งอยู่นานไป จนสะกิดความสงสัยของยาโถวไท่ผิง”

หลงอิงยังสนทนาไม่สมอยาก กล่าวว่า “นอกจากสตรีกุสุมาลย์กล้าลอบเขาวังหลวงไปปลงประชนม์อู่เจ้า ไม่เช่นนั้นไม่ต้องหวั่นวิตกว่านางจะเผยโฉมอีก”

พ่างกงกงยิ้มอย่างลี้ลับกล่าวว่า “หากว่าท่านคาดคิดเช่นนี้ ก็ผิดอย่างมหันต์แล้ว”

หลงอิงยังไม่มีโอกาสถามไถ่ให้รู้แน่ พลันบังเกิดเสียงเคาะประตูดังขึ้น หญิงรับใช้องค์หญิงไท่ผิงส่งเสียงที่เบื้องนอกว่า “เรียกถังกง (คำเรียกขันที องค์หญิงมีคำสั่ง ให้อิงแหย (นายท่านอิง) อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า”

พ่างกงกงยกมือตบไหล่หลงอิง หันกายออกจากห้อง

นครลั่วหยาง* ตั้งขึ้นในปีที่หนึ่งรัชสมัยต้าเย่ว์** ยุคราชวงศ์สุย หลังจากที่ถังไท่จงฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ ทรงทราบว่านครลั่วหยางตั้งอยู่ในชัยภูมิสำคัญ จึงมีพระบัญชาให้ซ่อมสร้างนครลั่วหยางเพิ่มเติม

* ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอหนาน

** ชื่อปีรัชกาลของสุยเหวินตี้ฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์สุย

ครั้งเมื่อพระนางบูเช็คเทียนร่วมบริหารราชการแผ่นดิน ทรงเสนอให้ถังเกาจงฮ่องเต้มีราชโองการตั้งนครลั่วหยางเป็นนครตะวันออก ทั้งขยับขยายนครลั่วหยาง สุมภูเขาสร้างตำหนัก ตำหนักซ่างหยางกงที่สร้างเลียบริมแม่น้ำลิ่วสุยยิ่งวิจิตรงดงาม หามีที่ใดเสมอเหมือน

นับตั้งแต่ปีหนึ่งในรัชกาลหย่งฉุน*** ถังเกาจงฮ่องเต้กับพระนางบูเช็คเทียนก็ย้ายราชธานีมาที่นครลั่วหยาง ไม่กลับไปยังนครฉางอานอีก พระนางบูเช็คเทียนที่ดำเนินการย้ายราชธานีมายังนครลั่วอยาง นอกจากคำนึงถึงปัญหาด้านการปกครอง ยังเป็นการปูทางขึ้นสู่บัลลังก์ฮ่องเต้

*** ชื่อปีรัชกาลของถังเกาจงฮ่องเต้ ตรงกับปีค.ศ.683

หากในความเป็นจริง เนื่องจากนครฉางอานมีประชากรเพิ่มขึ้น แดนกวนจง**** ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกจำกัด ไม่เพียงพอกับการป้อนอาหารเลี้ยงดู เกิดความอดอยากติดต่อกันหลายปี ตรงกันข้ามกับนครลั่วหยางเชื่อมโยงกับแม่น้ำแยงซีเกียง เฉียนถังเจียน ไหวเหอ ฮวงโหและไห่เหอทั้งห้า ทั้งยังขุดคลองขุดอวิ่นเหอ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางน้ำ ผลผลิตอุมดสมบูรณ์ ช่วยแก้ปัญหาความอดอยากได้

**** พื้นที่ที่อยู่ตรงกลางของด่านสี่แห่ง ปัจจุบันอยู่ในมณฑลส่านซี

เพียงดูจากแผนย้ายราชธานีมายังนครลั่วหยางที่ลั่นกระสุนนัดเดียวยิงนกสองตัว ก็แสดงเห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระนางบูเช็คเทียน ก่อนที่หลงอิงจะถูกคุมตัวมายังนครลั่วหยาง แผนก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์ของพระนางบูเช็คเทียนล้วนสุกงอมเต็มที่ ขุนนางใหญ่ที่กล้าคัดค้านหากมิใช่ถูกฆ่าล้างตระกูล ก็ถูกเนรเทศไปยังถิ่นทุรกันดาร เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ถังคงเหลือเพียงหลี่เสียนกับหลี่ต้านสองราชโอรส ดังนั้นภายใต้เสียงแซ่ซ้องสดุดี พระนางบูเช็คเทียนก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ เปลี่ยนชื่อราชวงศ์ถังเป็นราชวงศ์โจว พระนางบูเช็คเทียนทรงพระนามว่าเสิ้งเสินหวงตี้ (เทพกษัตริย์ผู้ปรีชาสามารถ)

พระนางไต่เต้าจากตำแหน่งเม่ยเหนียงไฉเหยิน เจาอี้ ฮองเฮา ฮองไทเฮาจนถึงเสิ้งเสินหวงตี้ ผ่านการต่อสู้ช่วงชิงทั้งภายในและภายนอกราชสำนักเป็นเวลาสามสิบกว่าปี บัดนี้ไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายพระราชอำนาจของพระนางอีก

เหลียวดูด้วยยุทธจักร นางกวาดล้างสองสำนักแรกกับหกสำนักหลังของสำนักมารซึ่งก่อหวอดมาเป็นเวลาหลายร้อยปี และทวีความรุนแรงขึ้นในต้นราชวงศ์ถัง บรรลุเป้าหมายของการรวมสำนกมารเป็นหนึ่งเดียว ช่วยเสริมพระบารมีของพระนางอีกทางหนึ่ง

ดังนั้นพริบตาที่หลงอิงขึ้นฝั่งด้านทิศเหนือของสะพานเทียนจินเฉียว ก็ทำความเข้าใจกับพระนางอย่างลึกซึ้ง แน่นอน นี่ยังมีเบื้องหลังที่หลงอิงกับองค์หญิงไท่ผิงและพ่างกงกงไม่เข้าใจ

แต่ว่าพระนางทรงให้ความสำคัญกับหลงอิงโดยมิต้องสงสัย ทรงมอบหมายให้ผู้บัญชาการกองกำลังหวี่หลินเว่ยนามหลี่ตวอจั่ว นำกำลังมือดีสองร้อยนาย รับตัวหลงอิงจากองค์หญิงไท่ผิงคุมตัวสู่วังหลวง

ลั่วหยางที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเทพนคร ใช้แม่น้ำลั่วสุ่ยเป็นเส้นแบ่งเขต แบ่งเมืองออกเป็นส่วนเหนือและใต้ เมืองพระราชวังตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนถนนหนทาง เขตพื้นที่ ตลาดร้านถิ่นกระจายไปยังตัวเมืองด้านใต้กับทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เขตที่อยู่อาศัยของราษฎรอยู่ทางเหนือสามสิบแห่ง ทางใต้เก้าสิบหกแห่ง จุดเด่นของนครลั่วหยางคือทางน้ำไขว้ตัดกัน แม่น้ำลั่วสุยตัดผ่านทั่วทั้งเมือง เชื่อมต่อกับทางน้ำใหญ่น้อยเช่นอีสุ่ย เชาชวี และหวงเต้าชวี ดังนั้นการคมนาคมทางน้ำสะดวก ส่วนการคมนาคมทางบกก็ตัดถนนเป็นระเบียบเรียบร้อย ถนนหลักกว้างร้อยก้าว ถนนรองกว้างสามสิบก้าว

จุดชมทิวทัศน์ที่มีชื่อที่สุดของนครลั่วหยางคือสะพานเทียนจินเฉียว เดือนรุ่งอรุณของเทียนจิวจัดอยู่อันดับแรกในทิวทัศน์ทั้งแปดของนครลั่วหยาง ด้านทิศใต้ของสะพานเป็นย่านการค้าอันครึกครื้น ปรารถนานางโลมตั้งประชัน ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวมาไม่ขาดสาย ประกอบกับพระนางบูเช็คเทียนเพิ่งอพยพราษฎรที่ไหน่หย่ง ถงเติ่งมาหลายสิบหมื่นหลังคาเรือน เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรของนครลั่วหยาง จนมีตัวเลขเกินร้อยหมื่น จึงเจริญรุ่งเรืองกว่าเดิม

น่าเสียดายหลงอิงไม่มีบุญตาชื่นชม ถูกส่งขึ้นรถม้า ปล่อยม่านหน้าต่างรถลง ความจริงแล้วยังเห็นทศนียภาพเบื้องนอกอยู่บ้าง กลับถูกทัพม้าที่คุ้มกันอยู่ทางซ้ายขวาบดบังสายตาไว้ จากนั้นค่อยได้คิด พระนางบูเช็คเทียนคงได้รับรายงานจากองค์หญิงไท่ผิงเรื่องคนร้ายหมายชีวิต จึงจัดกำลังอารักขาถึงเพียงนี้

ในที่สุดจะได้พบหน้าสตรีที่น่ากลัวที่สุดในโลกแล้ว อาศัยเทพอธรรมตัวปลอมเช่นตนเองจะถูกพระนางกำราบในไม่กี่กระบวนท่าหรือไม่ สองเทพเผชิญพบกัน ตนเองคงประสบเคราะห์กรรมมากกว่า จากนั้นนึกถึงสั้งหวี่เถียน หากเทพอธรรมตัวจริงตกอยู่ในสภาพเช่นตนเองจะทำประการใด

รถม้าชะลอความเร็วลง จวบจนหยุดนิ่งประตูรถเปิดออก ผู้บัญชาการกองกำลังหวี่หลินจวินหลี่ตวอจั่วขึ้นรถมานั่งคู่กับมัน กล่าวอย่างสนิทสนมว่า “ในที่สุดมาถึงประตูตวนเหมินแล้ว ตามกฎต้องรับการตรวจค้น ค่อยเข้าเมืองพระราชวัง เพื่อมุ่งสู่วังหลวง เราอ่านรายงานลับแล้ว พี่อิงมีชะตากล้าแข็งนัก อันว่าหลังคราเคราะห์ไม่ตาย ต้องมีวาสนาตามหลัง ดูว่าท่านพี่จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่”

รถม้าแล่นต่อไปอีก

หลงอิงกล่าวอย่างมึนงงสงสัยว่า “ข้าพเจ้ายังมีวาสนาตามหลังอันใด?”

ผู้บัญชาการหนุ่มผู้นี้มีอายุสามสิบเอ็ดสามสิบสองปี กลับมีตำแหน่งใหญ่โต ดูเผินๆ ไม่น่าดูเท่าใด เพียงแต่องคาพยพบนใบหน้าหมดจด บวกกับรูปร่างประเปรียว มีส่วนสูงเท่ากับหลงอิง สองตาเป็นประกายวาววับ ตลอดทั้งร่างเข้มแข็งเปี่ยมพลัง ดังนั้นเป็นที่โปรดปรานของพระนางบูเช็คเทียน รับหน้าที่รักษาความปลอดภัยในวังหลวง ผู้ที่สามารถรับตำแหน่งนี้ ไม่เพียงเป็นขุนพลคู่พระทัยพระนางบู๊เช็คเทียน ทั้งยังเป็นบุคคลสำคัญในกองทัพโจว

ที่สร้างความรู้สึกที่ดีแก่หลงอิง คือท่าทีที่สนิทสนม ไม่วางก้ามเขื่องโขของมัน แต่เนื่องจากตนเองตั้งประจันหน้ากับพระนางบูเช็คเทียน หลงอาศัยปฏิกิริยาของพันธุมาร พบว่าคนผู้นี้มีวิชากำลังภายในและภายนอกกล้าแข็ง หาเป็นรองฟงกว่อถิงนั้นไม่ จัดเป็นชนชั้นยอดฝีมือในยุทธจักร เพียงคนผู้นี้ก็ยากจัดการไม่ ยามนั้นนึกถึงเคล็ดวิชาเร่งเร้ามารในวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมาร ถึงกับคันไม้คันมือขึ้นมา

หลี่ตวอจั่วกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ฝ่าบาทเบิกตัวเราเข้าเฝ้า รับสั่งว่าเรายึดถือท่านเป็นแขกผู้มีเกียรติ ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญแก่พี่อิงถึงเพียงนี้ มิใช่วาสนาตามหลังเป็นอะไร?”

หลงอิงฝืนยิ้มในใจ ปากกล่าวว่า “มิใช่เรียกขานเป็นเสิ้งเสิน (เทพผู้ปรีชาสามารถ) หรอกหรือ?”

หลี่ตวอจั่วกล่าวอย่างประหลาดใจว่า “พ่างกงกงไม่ได้บอกต่อท่านหรือ?”

เพียงคำพูดนี้แสดงว่า หลี่ตวอจั่วหาทราบไม่ว่ามันตกเป็นเชลย หลงอิงจึงสั่นศีรษะเป็นความหมายว่าพ่างกงกงไม่ไดบอกต่อมัน

หลี่ตวอจั่วกล่าวว่า “ข้าราชบริพารทั่วไปพอแรกเข้าเฝ้า ต้องคุกเข่าสามครั้งโขกศีรษะเก้าครา พี่อิงเพิ่งทุเลาจากอาการบาดเจ็บ พิธีรีตองได้รับการยกเว้น”

หลงอิงถามอีกว่า “ต้าเจียนจวิน (ท่านแม่ทัพใหญ่) คิดนำผู้น้องไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทหรือ?”

หลี่ตวอจั่วยิ้มพลางกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงห่วงใยพี่อิง ทราบว่าท่านตรากตรำเดินทาง จึงรับสั่งให้ผู้น้องจัดให้ท่านพักผ่อนก่อน หลังสนธยาค่อยนำตัวไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักซ่างหยางกง”

หลงอิงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “อย่างนั้นตอนนี้พวกเราคิดไปที่ใด?” ตอนแรกยังเข้าใจว่าพระนางบูเช็คเทียนต้องการพบมันเสียอีก หรือว่าตนเองกับพางกงกงตีความผิดไป สร้างความคับข้องใจอยู่บ้าง จากนั้นรู้สึกน่าหัวร่อ ตนเองสมควรเบิกบานใจจึงถูกต้อง ความรู้สึกนี้ขัดแย้งกันเอง คล้ายกับเข้าใจว่าตนเองถือสิ่งของสำคัญอยู่ในมือ พอถือครองค่อยทราบว่าเป็นสิ่งของที่ไม่สลักสำคัญแต่อย่างไร

หลี่ตวอจั่วกล่าวว่า “หยงกงกงน้อมรอพี่อิงที่ประตูด้านทิศใต้ของเมืองพระราชวัง นับแต่นี้ด้านการกินอยู่หลับนอนเป็นมันคอยดูแลเอง”

หลงอิงสมองโตพองโต ก่อนที่มันจะเข้าวัง ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้

รถม้าเข้าสู่เมืองพระราชวัง ม่านหน้าต่างรถถูกเลิกขึ้น ภายใต้แสงอาทิตย์หลังเที่ยงสาดส่อง เห็นตัวตำหนักปลูกสร้างเป็นระเบียบเรียบร้อย สภาพอันวิจิตรตระการตา สะกดจนเด็กชนบทที่เพิ่งเข้าสู่แดนศิวิไลซ์เช่นหลงอิงจนปากอ้าตาค้างไป

ผู้บัญชาการหนุ่มเปลี่ยนเป็นหัวหน้าขันทีที่มีอายุเพียงสามสิบปีนามหยงกงกง คนผู้นี้มีหน้าตาไม่เลว ทั้งมีคารมคมคาย นั่งอยู่ข้างกายหลงอิง บอกชื่อตำหนักตามรายทางให้รู้จัก

หยงกงกงกล่าวว่า นี่เป็นพระตำหนักว่านเซียงกงเป็นตำหนักหลักภายในเมือง เมืองพระราชวังแบ่งออกเป็นตำหนัก หอสูงและเรือนรับรองสามสิบห้าห้าแห่ง ทุกหลังหันหาทิศใต้ หลังพิงทิศเหนือ มีความสูงไล่เลี่ยกัน อยู่สองฟากข้างราชวิถี ปลูกสร้างเป็นระเบียบเรียบร้อย”

หลงอิงชมดูจนระบายลมจากปากคำหนึ่งกล่าวว่า “ช่างใหญ่โตนัก”

หยงกงกงยื่นหน้ามาถึงข้างหูมันกล่าวว่า “ตอนแรกที่เข้าวัง เราหลงทางไม่หยุดหย่อน ตอนนี้ค่อยดีขึ้น หากผูกตาท่านส่งไปยังอุทยานเทพนครด้านทิศตะวันตก ภายในหนึ่งชั่วยามรับรองว่าไม่สามารถกลับออกมา พวกเราชมชอบเล่นการละเล่นเช่นนี้ที่สุด”

หลงอิงคิดอ่านในใจ นี่เป็นการละเล่นเฉพาะของผู้คนในวัง หากเปลี่ยนเป็นห้องศิลาของเรา ต่อให้ผูกตาไว้ก็หาทางออกได้ ยามนั้นชี้มือไปยังสิ่งปลูกสร้างที่อยู่หลังกำแพงเมืองตะวันออก กล่าวว่า  “นั่นเป็นสถานที่ใด? กลับประหลาดพิกลยิ่ง”

หยงกงกงกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “นั่นเป็นเมืองยุ้งฉางหานเจีย กำแพงตะวันออกยาวสี่ลี้กับอีกหนึ่งร้อยเก้าสิบเจ็ดก้าว กำแพงเหนือและใต้ยาวหนึ่งลี้กับอีกสองร้อยสามสิบก้าว กำแพงใต้เชื่อมกับวังตะวันออก ภายใต้เมืองมีคลังยุ้งฉางสี่ร้อยสามสิบหกแห่ง หลงเซียนเซิง (ท่านหลง) คงประหลาดใจที่ยุ้งฉางปากกว้างก้นแคบ หากสะสมเสบียงจนเต็ม จะรองรับเสบียงได้หกร้อยหมื่นต้าน เป็นคลังยุ้งฉางที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ”

หลงอิงลอบร้องโอยในใจ เพียงเสบียงที่เก็บสะสมในเมืองยุ้งฉางหานเจีย ก็เลี้ยงนครลั่วอยางได้หลายปี มิน่าเล่าก่อนที่พระนางบูเช็คเทียนจะขึ้นครองราชย์ เกิดเหตุการณ์ก่อกบฏหลายครั้ง ล้วนถูกพระนางปราบปรามอย่างรวดเร็ว ต้องลอบทอดถอนใจ ตอนแรกตนเองบังเกิดความคิดต่อสู้อย่างเต็มเปี่ยม แต่แล้วถูกภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์โจวลิดรอนจนอ่อนโทรมลง

หลงอิงอดชะโงกศีรษะออกไป สูดอากาศฤดูหนาวคำหนึ่งมิได้ สายตาเหลือบเห็นทิวทัศน์หนองบึงที่เบื้องหน้างามเลิศล้ำ ต้องร้องออกมาว่า “ยังมีสถานที่สวยงามเช่นนี้?”

หยงกงกงกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “นั่นเป็นสถานที่งดงามที่สุดในเมืองพระราชวัง ได้รับพระราชทานนามว่าบึงสวรรค์ ภายในเมืองมีเกาะแก่งสองแห่ง เกาะแก่งตะวันออกชื่อหอมุ่งวสันต์ เกาะแก่งตะวันตกชื่อหองามวิไล เป็นที่ซึ่งฝ่าบาทจัดให้หลงเซียนเซิง (ท่านหลง) เข้าพัก”

ที่เบื้องหน้ารถม้าปรากฏม้าแปดตัวเบิกทาง บรรทุกเทพอธรรมคนใหม่ล่วงลึกเข้าสู่เมืองพระราชวัง ทุกประการคล้ายความฝันคล้ายภาพลวงตา ระหว่างความจริงกับภาพลวงตาหามีข้อแตกต่างไม่

รถม้าแล่นผ่านสะพานเลิศวิไลความยาวสองร้อยก้าว มาถึงเกาะแก่งตะวันตกที่คล้ายภูเขาเซียนกลางทะเล หลงอิงลงจากรถม้า เหยียบย่ำทางโรยกราดที่ตัดผ่านพุ่มพฤกษ์ สองฟากข้างทางเพาะปลูกเต็มไปด้วยไม้ดอกนานนาพันธ์ ทั้งตู้เจวียน (ดอกนกแขกเต้า) และไป่เหอ (ดอกลิลลี่) ดอกไม้บานสะพรั่ง กลิ่นหอมชื่นนาสา จากนั้นที่เบื้องหน้าขยายกว้างออก เห็นตึกรามหอเก๋งรำไร เปรียบกับบ้านศิลากลางหุบเขาของมัน แทบเข้าใจว่าหลงพลัดมาถึงแดนสวรรค์

หยงกงกงกล่าวว่า “หลงเซียนเซิง (ท่านหลง) พักผ่อนให้สบาย ต้าเจียนจวิน (ท่านแม่ทัพใหญ่) สั่งไว้ รอจนเซียนเซิงรับประทานอาหารค่ำ จะมารับตัวเซียนเซิงไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทที่ตำหนักซ่างหยางกง”

หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “มีแต่เจ้าชีวิตและทูตพิเศษจากต่างแดน จึงได้รับการต้อนรับจากฝ่าบาทเช่นนี้ ด้านการรักษาความปลอดภัยไม่ต้องเป็นห่วง ขอเพียงเฝ้าสะพานเลิศวิไลภัย และวางกำลังอยู่ที่ริมบึง ต่อให้เซียนวิเศษก็รุกล้ำเข้ามาไม่ได้ เซียนเซิงรับพระมหากรุณาจากฝ่าบาทอย่างเต็มที่เถอะ”

หลงอิงร่ำพึงในใจว่าพระมหากรุณาของมารดาอันใด พลันได้ยินที่เชิงบันไดซึ่งอยู่ห่างไปบังเกิดสุ้มเสียงเจื้อยแจ้วดังพร้อมกันว่า “บ่าวน้อมคำนับอิงแหย (นายท่านอิง)”

หลงอิงกวาดตาไปตามเสียง ถึงกับปากอ้าตาค้างไป

เหยี่ยวมาร สะท้านสิบทิศ (หน้า 61 - 72)

            เหตุร้ายริมบึงสวรรค์

ผู้ที่น้อมรอต้อนรับหลงอิงเป็นนางกำนัลแรกรุ่นแปดนาง พวกนางสูงต่ำอ้วนผอมไม่เท่ากัน แต่ล้วนอยู่ในวัยสาวอันสดใส คุกเข่าอยู่สองฟากข้าง ที่ชวนให้ละลานตาคือพวกนางสวมชุดชาววังสีสันแตกต่าง หว่างเอวรัดสายรัดหยก ศีรษะเสียบปิ่นปักผม ขอเพียงเป็นบุรุษธรรมดา เมื่อเผชิญกับดงนางงามเช่นนี้ ล้วนวาบหวิวหวั่นไหวเกินห้ามใจ

หอเลิศวิไลปลูกสร้างตามแบบของสวนอุทยานแดนเจียงหนัน (ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง) หอเก๋งสวนหย่อมเชื่อมติดกัน ชักน้ำเข้ามาเป็นลำธารเป็นหนองบึง เพียงดูจากมุมหนึ่งของเมืองพระราชวังยังมีลักษณะเช่นนี้ เป็นที่คาดคิดถึงความรโหฐานของราชสำนักโจวได้

ห้องโถงหลักมีทั้งหมดสามห้องเจ็ดโครง เบื้องบนแขวนป้ายขวางจารึกคำ “ลี่ฉีเก๋อ” (หอเลิศวิไล) หลงอิงมองปราดเดียวก็จดจำออกว่าเป็นลายพระหัตถ์ของพระนางบูเช็คเทียน

หลงอิงยังไม่ทันเรียกสติกลับมา หยงกงกงก็บอกใบ้ให้เหล่านางกำนัลห้อมล้อมหลงอิงเข้าประตู ผ่านห้องโถงลอย บรรลุถึงห้องโถงหลัก ห้องโถงหลักวิจิตรงดงาม ขื่อคานสลักลวดลาย ผนังซ้ายขวาจัดตั้งฉากหินอ่อน แขวนม้วนภาพจัดตั้งแจกันโบราณ เครื่องเรือนจัดทำจากไม้แดง ชวนให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย

หยงกงกงมองดูแสงอาทิตย์นอกหน้าต่างกล่าวเบาๆ ที่ข้างหูหลงอิงว่า “อาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว ฟังว่าฝ่าบาทวันนี้มีราชกิจวุ่นวาย อิงแหย (นายท่านอิง) ไยไม่พักผ่อนให้สบาย รับการปรนนิบัติจากพวกนาง วันใดที่อิงแหยอยู่ในวัง พวกนางก็เป็นคนของอิงแหย เรารับพระบัญชาฝ่าบาท คัดสรรจากนางกำนัลนับหมื่นมาปรนนิบัติอิงแหย ล้วนเป็นสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ว่าอิงแหยเรียกร้องอันใด พวกนางล้วนตอบสนองด้วยความยินดี”

มันเปลี่ยนเป็นเรียกหลงอิงเป็นอิงแหย (นายท่านอิง) หลงอิงรับฟังจนได้แต่ฝืนยิ้ม ยามนั้นเหล่านางกำนัลจุดโคมไฟ หยิบยื่นผ้าเช็ดหน้าเนื้อแพรที่รมเครื่องหอมเช็ดมือเช็ดหน้าให้กับมัน วนเวียนอยู่รอบกายมันดุจผีเสื้อล้อบุปผา หากยังชม้ายชายตาเผยอยิ้มให้ หากบอกว่าองค์หญิงไท่ผิงแสร้งโปรยหว่านเสน่ห์ พวกนางกลับเป็นจริงเป็นจัง พร้อมกันนั้นมันนึกเคลือบแคลงสงสัยคำพูดของหยงกงกง ดูจากการที่พวกนางชายหูชายตา ยั่วยวนกวนราคะ ถึงแม้ว่าอายุยังเยาว์ แต่ทุกนางคล้ายช่ำชองเรื่องราวของบุรุษสตรี หาใช่หญิงสาวบริสุทธิ์ที่ขวยเขินเอียงอายไม่

หยงกงกงถอนตัวห่างจากข้างใบหูหลงอิงร้องบอกว่า “พวกเจ้าปรนนิบัติอิงแหยให้ดี หากอิงแหยกล่าวตำหนิติเตียน พวกเจ้าต้องถูกลงโทษสถานหนัก”

เหล่านางกำนัลรับคำโดยพร้อมเพรียง

หยงกงกงหันมากล่าวกับหลงอิงว่า “พวกนางล้วนรับการฝึกจากผู้ชำนาญการ มีความสามารถในการปรนนิบัติรับใช้ผู้เป็นนาย อิงแหยทดลองดูจะทราบเอง”

เหล่านางกำนัลหัวร่อคิกคัก บางคนทำท่าสะเทิ้นอาย บรรยากาศเต็มไปด้วยความสดใส

หลงอิงแทบทนทานรับไม่ได้ มันมิใช่วิญญูชนอันคร่ำครึ ทั้งอยู่ร่วมกับศิษย์พี่ทั้งหลายที่หมกมุ่นกับเรื่องทางเพศ ล้วนปล่อยตัวไม่สำรวมปัญหาอยู่ที่คราครั้งนี้มันเผชิญกับการท้าทายอย่างรุนแรง คู่ต่อสู้เป็นจักรพรรดินีแห่งยุค ยังต้องเจรจาต่อรองเงื่อนไขกับพระนาง ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หากร่วมอภิรมย์กับเหล่านางกำนัล ยังจะเชิดหน้ายืดอกต่อพระพักตร์ รักษาท่วงทำนองของเพทอาถรรพ์รุ่นใหม่ได้อย่างไร

หลงอิงได้ยินตัวเองกล่าวอย่างอ่อนแอว่า “เมื่อใดจึงได้เข้าเฝ้าฝ่าบาท?”

หยงกงกงกล่าวว่า “อิงแหยวางใจ ทางด้านต้าเจีนจวิน (ท่านแม่ทัพใหญ่) จะจัดการให้เอง” พลางเรียกหานางกำนัลนางหนึ่งเข้ามา กล่าวว่า “ลี่ลี่จัดอยู่อันดับแรกในนางกำนัลทั้งแปด ไม่ว่าอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า นวดเฟ้นร่างกาย อาหารมื้อหลักอาหารว่าง ขอเพยงออกปากคำเดียว จะได้รับการปรนนิบัติเป็นอย่างดี”

หลงอิงเห็นนางกำนัลนี้คิ้วเรียวโค้งตากลมโต รูปร่างสูงระหง รูปโฉมโนมพรรณล้ำเลิศกว่านางกำนัลอื่น ต้องครุ่นคิดว่าเพียงนางคนเดียวตนเองก็ไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้ ถึงกับคิดฉุดรั้งขันทีหนุ่มผู้นี้ไว้ อ้อนวอนมันอย่าได้ละทิ้งตนเองอยู่ท่ามกลางดงหญิงงาม

หยงกงกงคารวะแล้วขอตัวล่าถอยไป เหล่านางกำนัลก็ห้อมล้อมเข้ามา

หลงอิงตัดสินใจดำเนินแผนถ่วงเวลา หัวร่อดังยาวนานกล่าวว่า “ช้าก่อน ขอถามเจี่ยเจีย (พี่สาว) ทั้งหลาย จุดชมทิวทัศน์ที่ดีที่สุดของหอเลิศวิไลอยู่ที่ใด?”

ภายใต้แสงสีสายัณห์ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลาลับกับดงไม้ด้านตะวันตกของหนองบึงสาดส่อง ลานชมจันทร์นอกเรือนชมจันทร์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของหอเลิศวิไลมีทัศนียภาพงดงาม เป็นที่คาดคิดว่าเมื่อจันทรากระจ่างฟ้า คนเกาะราวลูกกรงชมจันทรา เป็นความซาบซึ้งดื่มด่ำถึงเพียงไหน

หลงอิงเอนกายบนเก้าอี้ ที่ด้านหลังปรากฏนางกำนัลสองนางนวดเฟ้นหัวไหล่ให้กับมัน เบื้องซ้ายขวายังมีนางกำนัลอีกสองนางคอยแนบข้าง ส่วนลี่ลี่คุกเข่าอยู่ข้างต้นขา คอยป้อนน้ำชาให้กับมัน หลงอิงค่อยเข้าใจว่าเหตุใดเจ้าชีวิตที่ผ่านมาตอนแรกปกครองแผ่นดินร่มเย็นเป็นสุข พอถึงตอนท้ายกลับเป็นฮ่องเต้โฉดที่ลุ่มหลงมัวเมา

ขั้นตอนการเจริญเติบโตของหลงอิงแตกต่างจากผู้อื่น มันไม่ทราบว่าบิดามารดาเป็นใคร เป็นตู้เอ้าสอนให้มันเล่าเรียนเขียนอ่าน ถ่ายทอดเคล็ดวิชากำลังภายในขั้นพื้นฐานในวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารให้ ทั้งกระตุ้นให้มันอ่านดูตำรับตำราในตำหนักเทพฤทธิ์ ตำราที่สำนักมารเก็บรักษาไว้ ย่อมมิใช่คำสอนของขงจื๊อเมิ่งจื๊อ หรือวิชาการของลัทธิหยู (บัณฑิต) อันใด ตรงกันข้ามกลับสะสมตำราซู่หนี่จิง* อี้ฟางปี้เย่า** และเผิงจู่เอี่ยนซิ่ง*** ไว้อย่างครบถ้วน

* ตำราถามตอบปัญหาทางเพศระหว่างหวงตี้กับซู่หนี่

** แปลตรงตัวว่าเคล็ดลับในหอหยก

*** แปลว่าเผิงจู่หล่อเลี้ยงชีวิต เผิงจู่เป็นผู้ชำนาญการด้านเพศศึกษา กล่าวกันว่ามีอายุยืนถึงแปดร้อยปี

ที่หลงอิงให้ความสนใจเป็นวิชาปรุงกลั่นโอสถทิพย์เมื่อครั้งราชวงศ์ไซจิ้นตั้งจิ้น ลุล่วงถึงราชวงศ์เหนือใต้ ซึ่งฉาบไล้ด้วยสีสันอันลี้ลับรวมทั้งแนวความคิดที่สุดปลายของจวงจื๊อ แม้กระทั่งวิชาดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ ธาตุทั้งห้า ตลอดจนอวิชชานอกรีตล้วนเคยอ่านดู ดังนั้นถึงแม้มันฝึกวิชาแนวทางพรตลัทธิเต๋า แต่แนวความคิดกลับหลุดพ้นจากกรอบ โดยไม่ถูกควบคุมบังคับ บวกกับพันธุมารเป็นสิ่งประหลาดที่หลุดพ้นจากความเป็นจริง ยังมีสั้งหวี่เถียนที่จุดประกายความคิดของมันเฉกเช่นมังกรเทพยดาเห็นหัวมิเห็นหาง จึงบ่มเพาะมันเป็นบุคคลไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน ไม่ยอมถูกจำกัดอยู่ในกรอบ ดังนั้นหลังจากใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังห้าปี พอพบพานองค์หญิงไท่ผิงผู้เลอโฉม ก็ไม่สนใจฐานันดรที่แตกต่าง หรือแบ่งแยกว่าเป็นมิตรหรือศัตรู ประพฤติตนเป็นวิญญูชนมุ่งหมายปอง สุดท้ายย่อมพบกับความผิดหวัง

นางกำนัลทางซ้ายมือด้านหลังซึ่งมีอายุน้อยที่สุดพลันโอบกอดมันไว้ แนบใบหน้ากับซอกคอมัน กล่าวด้วยความลุ่มหลงว่า “อิงแหย (นายท่านอิง) หอมยิ่ง ยังหอมกว่าดอกมะลิอีก”

หลงอิงฉุกใจคิด จำได้ว่าสั้งหวี่เถียนเคยบอกว่า ขั้นตอนของพันธุมารหลอมรวมกับผู้คนใช้เวลายาวนาน ทั้งเปลี่ยนแปลงกลิ่นกายผู้คนทีละน้อย เพียงแต่ตนเองสูดไม่ออก ตอนนี้เกิดอารมณ์ผ่อนคลาย กลิ่นกายจึงรั่วไหลออกไป จนถูกนางกำนัลน้อยสูดดมออก

ลี่ลี่ที่คุกเข่าอยู่ข้างต้นขามันฉวยโอกาสรุก วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเตี้ยข้างเก้าอี้ จากนั้นใช้สองมือกอดขามัน ใช้ข้างแก้มหนุนกับขาอ่อนของมัน ดวงตาครึ่งหลับครึ่งลืม แหงนเงยหน้าขึ้น พลันสะท้านขึ้นคราหนึ่ง อุทานว่า “มิใช่ดอกมะลิ หากเป็นอำพันขี้ปลา บ่าวไม่เคยสูดได้จากร่างผู้ใดมาก่อน”

หัวใจหลงอิงแทบถูกหลอมละลาย หวนนึกถึงเป็นวาสนามิใช่เคราะห์ เป็นเพราะหลบไม่พ้น ถึงอย่างไรตนเองไม่เคยอภิรมย์สมสู่กับหญิงใด มิสู้เริ่มตั้งแต่กลุ่มหญิงงามเบื้องหน้า แสร้งเป็นไม่อาจทนทานความยั่วยวนได้ จากนั้นค่อยพลิกแพลงตามสถานการณ์ แม้ทราบว่านี่เป็นการหาข้ออ้าง แต่มันไม่อาจต้านทานการกระตุ้นปลุกเร้าจากพวกนางจริงๆ ยามนั้นนางกำนัลที่ด้านหลังนางหนึ่งเคลื่อนตัวมาข้างหน้า มันสังหรณ์ใจว่าขั้นต่อไปของอีกฝ่ายคือนั่งลงบนต้นขา เสนอตัวเข้ามายังอ้อมอกมัน

ทันใด หลงอิงบังเกิดความตื่นตัวขึ้นมากวาดตาไปยังบึงสวรรค์

เสียงกราวเบาๆ เงาดำสายหนึ่งลอยขึ้นจากผิวน้ำอันราบเรียบ ยามนั้นท้องฟ้ามืดค่ำลงแล้ว คนร้ายลอยตัวขึ้นจากผิวบึงที่อยู่ห่างจากพวกมันสามร้อยก้าว ตลอดทั้งร่างห่อหุ้มด้วยผ้าดำ น้าวคันธนูพาดลูกศร เมื่อน้าวคันธนูจนสุดล้า ก็ปล่อยลูกธนูหลุดจากแหล่ง ยิงใส่มันดังเฟี้ยว

หลงอิงเข้าสู่ภาวะลืมตน มิเพียงลืมตัวเอง ยังลืมพันธุมาร จิตวิญญาณกระจ่างแจ่มแจ้ง ไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดเข้ามาได้ ลูกธนูคร่าชีวิตก็คล้ายเปลี่ยนเป็นเชื่องช้าลง มันนึกวาดภาพได้ว่าลูกธนูจะยิงทะลุร่างลี่ลี่ สุดท้ายปักใส่ตำแหน่งหัวใจของมันโดยไม่ผิดพลาด แสดงว่าคนร้ายเป็นมือธนูที่ทรงพลัง ยิงร้อยครั้งถูกเป้าร้อยครา

หลงอิงโน้มตัวไปข้างหน้า โอบเอวอ้อนแอ้นเพียงหยิบมือเดียวของลี่ลี่ ให้นางกำนัลผู้งดงามนั่งบนหัวเข่า ต่อจากนั้นขยับเคลื่อนย้ายนางมาด้านข้างเล็กน้อย ขณะเดียวกันยื่นมืออีกข้างหนึ่ง หยิบฉวยถ้วยสามสีที่ยังมีน้ำชาติดอยู่ก้นถ้วยขึ้นจากโต๊ะเตี้ย ยังมีเวลาดื่มน้ำชาที่เหลือจนหมดสิ้น ค่อยวางปากถ้วยอยู่ในระดับหน้าอก

ขณะที่ลี่ลี่ไม่อาจทนรับความสนิทสนมส่งเสียงครางออกมา พลันบังเกิดเสียงติง ธนูแกร่งยิงลอดช่องว่างบนราวลูกกรงใส่ถ้วยชา แล้วค่อยกระดอนกลับลงสู่พื้นลานที่ว่าง ถ้วยชาไม่เสียหายแม้แต่น้อย เพียงแต่มือที่ถือถ้วยของหลงอิงชาวูบ ลูกธนูนี้กลับบรรจุพลังเปี่ยมล้น อาศัยมันยังแทบรับไว้ไม่ได้

คนร้ายทิ้งตัวลงจากจุดสูงสุด จมหายลงในบึงน้ำ

ยามนั้นเหล่านางกำนัลค่อยทราบว่าเกิดเรื่องอันใด มองดูธนูเหล็กที่สะท้อนประกายใต้แสงโคมไฟ กรีดร้องออกมาโดยพร้อมเพรียง

หลงอิงก็ลอบร้องในใจว่า ‘จบสิ้นกัน’ คราครั้งนี้กลับเปิดเผยเส้นสนกลในออกมา

กองกำลังหวี่หลินเว่ยมีขีดความสามารถในการรับเปลี่ยนแปลง เพียงช่วงเวลาไม่ถึงชั่วน้ำเดือด บริเวณบึงน้ำก็ถูกล้อมไว้อย่างแน่นหนา ไพร่พลนับพันทำการตรวจค้นจากริมบึงถึงเกาะแก่งทั้งสองแบบปูพรม คนของกองกำลังหวี่หลินเว่ยสวมชุดกันน้ำหลายร้อยนายดำลงน้ำไปไม่ขาดสาย ทำการค้นหาก้นบึงอย่างละเอียด

หลี่ตวอจั่วพกความโกรธแค้นรีบรุดมา เห็นหลงอิงปลอดภัยไร้อันตราย ค่อยคลายใจลง หลังจากไล่คนทั้งหมดไป ก็ชักชวนหลงอิงมาถึงข้างราวลูกกรง ระบายลมจากปากกล่าวว่า “พี่อิงมีชะตากล้าแข็งจริงๆ ธนูเหล็กของคนร้าย ส่วนหัวธนูผสมโลหะทองคำ น้ำหนักรวมเก้าชั่ง คิดยิงลูกธนูเช่นนี้ ต้องใช้คันธนูเหล็กขนาดใหญ่ ทั้งยังผสานกับพลังข้อมือ ภายในวังหลวงมีผู้มีความสามารถยิงธนูเช่นนี้ไม่ถึงร้อยคน แต่พี่อิงรับมืออย่างหมดจดยิ่งกว่า ยังมีเวลาดื่มชา หลังจากต้านลูกธนูไว้ ถ้วยชาก็ไม่มีรอยแตก ฝีมือต้านธนูเหล็กของพี่อิง ในวังหลวงมีคนกระทำได้เพียงยี่สิบสามสิบคน แต่รับรองว่าไม่มีผู้ใดดื่มชาแล้วค่อยต้านลูกธนู”

หลงอิงชิงบอกกล่าวว่า “เรื่องที่ข้าพเจ้าซุกงำพลังฝีมือไว้ เป็นพระประสงค์ของฝ่าบาท ต้าเจียนจวิน (ท่านแม่ทัพใหญ่) ไม่แพร่งพรายออกไปได้หรือไม่?”

หลี่ตวอจั่วฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ข่าวคราวภายในวังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สุดที่คนนอกจะคาดคิดมาก่อน เรื่องนี้แม้แต่ฝ่าบาทก็สะกดระงับไม่ได้ คาดว่ายังเล็ดลอดออกไปนอกวัง สะท้านทั่วนครลั่วหยาง คิดไม่ถึงพี่อิงเพิ่งมาถึง ก็กลายเป็นคนมีชื่อเสียง”

หลงอิงพานยักไหล่กล่าวว่า “หวังว่าเรื่องนี้ไม่ส่งผลกระทบถึงต้าเจียนจวิน (ท่านแม่ทัพใหญ่)”

หลี่ตวอจั่วทอดถอนใจกล่าวว่า “ดีที่พี่อิงปลอดภัยไร้อันตราย ต้องขอบคุณที่ห่วงใย”

ยามนั้นพลันบังเกิดเสียงร้องขานดังมาว่า “พ่างกงกงมาถึง”

การมาของพ่างกงกงอยู่เหนือความคาดหมายของหลงอิง ทั้งคิดไม่ถึงว่าคนในวังหลวงก็เรียกขานเป็นพ่างกงกง มันในตอนนี้เฉกเช่นคนตาบอดขี่ม้าตาใส เมื่อมีพ่างกงกงช่วยชี้แนะย่อมประเสริฐสุด

พ่างกงกงเดินออกจากเรือน ร่างอ้วนฉุมาถึงข้างกายคนทั้งสอง หลี่ตวอจิ่วยืนสำรวมแสดงความเคารพ ยิ่งขับเน้นเห็นถึงอำนาจของพ่างกงกง

พ่างกงกงยิ้มอย่างปลอดโปร่ง ถามว่า “กราบทูลฝ่าบาทแล้วหรือไม่?”

หลี่ตวอจั่วกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ผู้น้อยใช้คนไปกราบทูลฝ่าบาทแล้ว แต่เกรงว่าฝ่าบาทยังต้อนรับทูตพิเศษจากเรือนฌาน หาทรงทราบเรื่องนี้ไม่”

หลงอิงฉุกใจคิด เรือนฌานเมตไตรยเป็นค่ายสำนักที่สำนักมารกริ่งเกรงที่สุด ตู้เอ้ากับพวกเคยเอ่ยถึง ดังนั้นมันรู้จักคุ้นเคยกบดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของสถานบันสงฆ์แห่งนี้ ฟังว่าหลังจากที่คนของเรือนฌานเมตไตรยเข้าสู่ยุทธจักรเมื่อต้นราชวงศ์ถัง เกือบร้อยปีนี้ไม่มีผู้ใดเข้าสู่ทางโลกอีก ตอนนี้กลับปรากฏทูตพิเศษของเรือนฌานมาพบกับพระนางบูเช็คเทียน แสดงว่าเรื่องราวไม่รวบรัดธรรมดา

พ่างกงกงก็ล่วงรู้เรื่องนี้ จึงไม่ใส่ใจนักกล่าวว่า “ดีที่มีนางเซียนของเรือนฌานมาแบ่งแยกสมาธิของฝ่าบาท ไม่เช่นนั้นต้าเจียนจวิน (ท่านแม่ทัพใหญ่) จะมากจะน้อยต้องรับความเจ็บปวดบ้าง ต้าเจียนจวินโปรดวางใจ เรากงกงรับรองว่าฝ่าบาทไม่ทรงลงโทษ”

หลี่ตวอจั่วค่อยโล่งอก รีบแสดงความขอบคุณ ราวกับว่าพ่างกงกงเป็นพยาธิในพระอุทร (ท้อง) ของพระนางบูเช็คเทียน คำพูดที่กล่าวจากปากเท่ากับพระเสาวนีย์ของพระนาง

พ่างกงกงกวาดตาไปยังผิวบึง กล่าวว่า “หากเรากงกงคาดเดาไม่ผิด ต้าเจียนจวิน (แม่ทัพใหญ่) จะค้นพบหลักฐานจากก้นบึง ขอเพียงต้าเจียนจวินรอจนฝ่าบาทพบกับนางเซียนจากเรือนฌาน นำพยานหลักฐานไปถวายฝ่าบาท ฝ่าบาทมิเพียงไม่รบสั่งตำหนิ ทั้งยังตรัสชมเชยว่าทำงานอย่างมีประสิทธิผล ฮาฮา”

เสียงหัวร่อยังไม่ขาดหาย ไพร่พลกองกำลังหวี่หลินเว่ยที่ตรวจค้นบึงผู้หนึ่งก็ทะลึ่งตัวขึ้นบนผิวน้ำ ในมือยกชูคันธนูเหล็กคันหนึ่งขึ้นสูงร่ำร้องด้วยความลิงโลดออกมา

หลี่ตวอจั่วกับหลงอิงที่ความจริงเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่งพอเห็นเช่นนั้น ต้องหันไปมองหน้ากัน เกิดความรู้สึกที่เหลือเชื่อ

หลี่ตวอจั่วคิดกล่าวกระไรแต่แล้วกล้ำกลืนไว้

พ่างกงกงตบไหล่มันด้วยความสนิทสนม ยิ้มพลางกล่าวว่า “ถามมากความไม่มีประโยชน์ ต้าเจียนจวินเข้าเฝ้าฝ่าบาทอย่างวางใจ เรากับอิงเกอเอ๋อ (คำเรียกบุรุษหนุ่มที่ชื่ออิง) จะตามไป”

หลี่ตวอจั่วน้อมคำนับจากไป พ่างกงกงมองดูเงาหลังมันหายลับไปในเรือน ทอดถอนใจกล่าวว่า “ภายในวังหลวงมีคนสัตย์ซื่อถือมั่นเช่นมันไม่กี่คน”

หลงอิงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ยากนักที่ท่านยังมีกะใจสนใจว่าผู้ใดเป็นคนดีหรือคนเลว ที่แท้เป็นผู้ใดส่งคนมาฆ่าข้าพเจ้า?”

พ่างกงกงเคลื่อนกายถึงตำแหน่งของหลี่ตวอจั่ว เกาะราวลูกกรงทอดตามองไกล จนหลงอิงหวั่นวิตกว่าซี่กรงไม้ไม่อาจทานรับน้ำหนักตัวของมัน ขันทีหมายเลขหนึ่งของวงหลวงผู้นี้กล่าวว่า “คาดว่าเป็นคนหนึ่งคนใดในอู่เฉิงซื่อกับอู่ซันซือ ส่วนคันธนูเหล็กเป็นวัตถุของหลูหลิงอ๋องหลี่เสียนหรืออวี้อ๋องหลี่ต้านที่ถูกลักขโมยมา”

หลงอิงค่อยเข้าใจในบัดดล ถึงแม้มันไม่ทราบว่าคนที่พ่างกงกงเอ่ยถึงทั้งสี่เป็นบุคคลเยี่ยงไร คาดว่าคงไม่อยู่นอกเหนือการต่อสู้ช่วงชิงในวังหลวง ที่ขบคิดไม่เข้าใจคือตนเองไฉนตกเป็นเป้าหมาย จึงกล่าว “เช่นนี้แสดงว่าเป็นแผนยัดเยียดของกลางป้ายความผิด ด้วยความหลักแหลมของอู่เจ้า (พระนามของบูเช็คเทียน) ไหนเลยถูกตบตาได้?”

พ่างกงกงกล่าวอย่างเฉื่อยชา “ที่อู่เจ้าต้องการมิใช่หลักฐานอันแน่นหนา หากเป็นข้ออ้างอันสวยหรู ไม่เช่นนั้นในเมืองพระราชวังคงไม่จัดตั้งตึกผลักดันเรื่องราว คอยกระจายความลับ และจัดการกับคู่อริ เด็กน้อยไหลจวิ้นเฉินก็คงไม่ได้เลื่อนยศร่ำรวยมหาศาล ตอนนี้มันมิเพียงเป็นผู้ดูแลตึกผลักดันเรื่องราว ทั้งยังรั้งตำแหน่งขุนนางอวี้ซื่อต้าฟูและขุนนางจึงปู้ตูเว่ยอีกสองตำแหน่ง”

หลงอิงทอดถอนใจกล่าวว่า “ท่านคล้ายไม่เป็นห่วงสภาพของข้าพเจ้าในตอนนี้แม้แต่น้อย”

พ่างกงกงเหลือกตาขึ้นกล่าวว่า “เทพอธรรมอันร้ายกาจของเรา ขึ้นรถไปแล้วค่อยว่ากล่าว

รถม้าอาศัยเส้นทางเดินแล่นไปยังเมืองพระราชวัง ไพร่พลกองกำลังหวี่หลินจวินที่ติดตามคุ้มกันนำโดยรองผู้บัญชาการนามจั่วเจ๋อฝ่า ม้าร้อยกว่าตัวห้อมหน้าล้อมหลังอย่างแข็งขัน

ทั้งสองนั่งเคียงคู่อยู่ภายในรถ พ่างกงกงลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลงกล่าวว่า “นี่เป็นรถม้าหุ้มเกราะที่จัดสร้างเป็นพิเศษ ไม่ต้องวิตกว่า “คนที่เบื้องนอกจะได้ยินคำสนทนาของพวกเรา”

หลงอิงถามว่า “คราครั้งนี้ควรทำอย่างไร?”

พ่างกงกงยิ้มพลางกล่าวว่า “อย่าลืมว่าตัวเองเป็นเทพอธรรมขนานแท้ ถึงแม้ไม่อาจเทียบเปรียบกับเทพอาถรรพ์สือจือเซวียนเมื่อกาลก่อน แต่ก็ไม่แตกต่างเท่าใด ท่านเคยได้ยินว่าสือจือเซวียนเกรงกลัวผู้ใดหรือ?”

หลงอิงยิ้มอย่างหดหู่กล่าวว่า “แต่ว่าสือจือเซวียนไม่โง่เขลาเช่นข้าพเจ้าที่ถูกกักขังอยู่ในสถานที่อุบาทว์เช่นนี้”

พ่างกงกงกล่าวอย่างจริงจังว่า “ทุกประการไม่ผิดแผกแตกต่าง อู่เจ้า (พระนามของบูเช็คเทียน) คาดคิดแต่แรกว่าท่านฝึกวิชาพันธุมาร แต่ยังเปลืองเรี่ยวแรงสมองคิดเกลี้ยกล่อมท่านเข้าเป็นพวก ย่อมมีแผนอุบายเคลือบแฝง พระนางเบิกตัวพวกเราทั้งสามเข้าเฝ้า ก่อนอื่นให้ไหลจวิ้นเฉินเข้าพบ ต่อจากนั้นเป็นองค์หญิงไท่ผิง สุดท้ายค่อยเป็นเรา ตอนนี้พระนางทำความเข้าใจกับท่านโดยกระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือ มิต้องเอ่ยถึงอื่นใด เพียงดูจากการที่ท่านไม่สะทกสะท้านต่อทัณฑ์ทรมานของไหลจวิ้นเฉิน ด้วยฝีมือของสตรีกุสุมาลย์ยังฆ่าท่านไม่ได้ หากไม่ทราบว่าท่านเป็นบุคคลเหนือธรรมดา คงเป็นตัวโง่งมแล้ว อย่าว่าแต่อู่เจ้า ตอนนี้ท่านได้แต่ยึดหลักทหารมาตั้งทัพสู้ น้ำมาก่อทำนบกั้น พลิกแพลงไปตามสถานการณ์ ทุนรอนเพียงหนึ่งเดียวคือพันธุมารที่แม้แต่ตัวท่านเองก็ไม่ทราบว่าลึกล้ำถึงเพียงไหน”

หลงอิงกล่าวว่า “ภายใต้มาตรการป้องกันของอู่เจ้า ข้าพเจ้ายังกระทำการอันใดได้?”

พ่างกงกงพลันตั้งคำถามขอหนึ่งว่า “ท่านทราบหรือไม่ว่าอู่เจ้าชิงแผ่นดินราชวงศ์ถังได้อย่างไร?”

หลงอิงความจริงคิดตอบว่าทราบ จนกระทั่งคิดบอกออกมา ค่อยพบว่าไม่ทราบกระจ่าง

พ่างกงกงกล่าวว่า “เมื่อครั้งถังเกาจงฮ่องเต้ยังเป็นไทจือ ถังไท่จงฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนัก ถังเกาจู่ฮ่องเต้เข้าไปดูแลพระบิดา ขณะที่ปลดทุกข์เบา อู่เจ้าซึ่งตอนนั้นยังเป็นไฉเหยิน (นางปัญญา) ของถังไท่จงฮ่องเต้ ฉวยโอกาสเข้ามารับใช้ ประคองอ่างทองเหลืองที่บรรจุน้ำร้อนคุกเข่าอยู่ด้านข้าง ถังเกาจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรว่าพระนางงดงามหยาดเยิ้ม ขณะที่ล้างมือ ไม่คำนึงถึงมารยาทธรรมเนียม สาดใสใบหน้าพระนาง ทั้งเอื้อนเอ่ยว่า ‘หยดน้ำใสพร่างพรมพักตร์’ อู่เจ้าก็ขานตอบว่า ‘แหงนรองรับหยาดพิรุณ’ บังเกิดสัมพันธ์สวาทกัน ด้วยศักดิ์ฐานะของถังเกาจงฮ่องเต้ ผ่านพบหญิงงามมาจนชาชิน บวกกับอยู่ข้างพระแท่นบรรทมของถังไท่จงฮ่องเต้ เหตุใดขาดความยับยั้งชั่งใจถึงเพียงนั้น?”

หลงอิงสั่นศีรษะเป็นความหมายว่าไม่ทราบ

พ่างกงกงกล่าวว่า “ประเด็นสำคัญอยู่ที่ก่อนที่อู่เจ้าจะเข้าวัง ก็ฝึกวิชาอิตถีเพศสำเร็จ นี่เป็นวิชาอันร้ายกาจที่รวมวิธีหาความสุขทางเพศกับการดึงดูดธาตุหยางบำรุงธาตุหยินเข้าด้วยกัน ครั้งกระโน้นแม้แต่ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ถังยังพลาดท่าเสียที ท่านทราบหรือไม่ หากมิใช่เราออกอุบายต่อหวังฮองเฮาในถังเกาจงฮ่องเต้ เสนอให้ถังเกาจงฮ่องเต้รับตัวอู่เจ้า เพื่อสะกดพิชิตพระสนมเซียวซูเฟยที่เป็นพระสนมคนโปรด จนบัดนี้ อู่เจ้าอย่าคิดหมายขึ้นเป็นจักรพรรดินีได้ หลังจากนั้นท่านย่อมคาดคิดได้ว่า อู่เจ้าอาศัยวิชาอิตถีเพศลิดรอนพระสุขภาพพลานามัยของถังเกาจงฮ่องเต้ ควบคุมราชสำนักไว้ตามลำดับ”

หลงอิงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องใดกับสภาพในปัจจุบัน?”

พ่างกงกงจับจ้องมองมัน กล่าวยำทีละคำว่า “หลังจากที่พระนางเข้าใจว่าพันธุมารของท่านเป็นเรื่องราวใด พระนางอาจใช้วิชาอิตถีเพศพรากพันธุมารของท่านไป ด้วยความสำเร็จของพระนางในตอนนี้ที่รวมยอดวิชาของสองสำนักแรกกับหกสำนักหลังเข้าด้วยกัน ผู้ใดกล้าปฏิเสธความเป็นไปได้นี้?”

เหยี่ยวมาร สะท้านสิบทิศ (หน้า 73 - 84)

            คืนนี้เป็นคืนใด

พระตำหนักซ่างหยางกงอยู่ทางมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองพระราชวัง ทิศใต้ติดกับแม่น้ำลั่วสุ่ย ทิศตะวันตกขวางแม่น้ำกู่สุ่ย ทิศตะวันออกเชื่อมกับเมืองพระราชวัง ประตูตำหนักหันหาตะวันออก ตัวตำหนักสร้างระเบียงคดเคี้ยวตามแม่น้ำลั่วสุ่ย มีความยาวหนึ่งลี้ กลายเป็นภาพอันตื่นตา ทั้งทดน้ำจากแม่น้ำลั่วสุ่ยและกู่สุ่ยเข้าวัง แต่งแต้มด้วยหอเก๋งเรือกสวน เพาะปลูกไม้ดอก อีกทั้งต้นไผ่ร่มรื่น ขับเน้นตัวตำหนักจนงามตระการกว่าเดิม

หลงอิงกับพ่างกงกงทยอยลงจากรถม้าที่หน้าประตูหลัก ก้าวข้ามซุ้มประตู ตำหนักอันโอ่อาโอฬารก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า ทหารองครักษ์ที่เฝ้าประตูยืนประจำบนบันไดหยกลงมา ล้วนถือหอกง้าว สวมชุดเกราะใหม่เอี่ยม บ่งบอกถึงพระบารมีแห่งจักรพรรดินีราชวงศ์โจว

ยามนั้นปรากฏหญิงสาวนางหนึ่งติดตามขันทีแผนกพิธีการเดินลงบันไดมา นางแต่งกายสมถะไม่พกพาอาวุธ ความจริงไม่ดึงดูดความสนใจผู้คน แต่ว่าสายตาทุกคนไม่คลาดคลาจากร่างนาง

มองแต่ไกลก็พบว่าหญิงสาวนางนี้โดดเด่นเหนือใคร ไม่เพียงเพราะนางกอปรด้วยช่องขาเรียวยาว รูปกายสูงโปร่ง มิหนำซ้ำนางไม่เกล้าผมเป็นมวย ปล่อยให้ผมยาวดำขลับสยายอยู่สองบ่า ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องปานเย้ยหิมะ จนชวนให้ผู้คนตาลายละลาน

รองผู้บัญชาการกองกำลังหวี่หลินจวินจั่วเจ้อฝ่าโบกมือต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่ติดตามมาทั้งแปด ตวาดว่า เป็นทูตพิเศษจากเรือนฌาน หลีกทาง”

หลงอิงกับพ่างกงกงก็หลบมาด้านข้างพร้อมกับพวกมัน คิดรอจนอีกฝ่ายเดินผ่านไป ค่อยเดินทางต่อ

ตามพิธีรีตอง โดยเฉพาะอีกฝ่ายเป็นสตรี ผู้ที่หลีกทางสมควรก้มสายตามองพื้น ห้ามมิให้มองตรง แต่ว่านางเซียนแห่งเรือนฌานมีนามกระเดื่องเกินไป โดยเฉพาะซือเฟยเซวียนที่สนับสนุนให้หลี่ซื่อหมินก้าวขึ้นครองบัลลังก์ยิ่งมีความงามเป็นที่เลื่องลือ สำหรับหลงอิงมิต้องเอ่ยถึง บุคคลอื่นรวมทั้งพ่างกงกงล้วนไม่อาจสะกดความสงสัยอยากรู้ ฉวยโอกาสที่หญิงสาวนั้นอยู่ห่างจากพวกมันช่วงหนึ่ง พากันมองดูอย่างพินิจพิเคราะห์

นางเซียนนั้นวางตัวตามธรรมชาติ ฝีเท้าอ่อนช้อยงดงาม ภายใต้สายลมแม่น้ำลั่วสุ่ยโชยพัด ผมยาวพัดพลิ้วตามลม ด้วยอิริยาบถอันเฉิดโฉม ยิ่งชวนให้ผู้คนคิดยลโฉมสักครา

จวบกระทั่งอยู่ห่างประมาณห้าสิบก้าว ในที่สุดทั้งหมดค่อยเห็นชัดตา ลมหายใจถึงกับแทบขาดห้วง ลืมทอดถอนชมเชยในใจ ความงามของนางไม่สมควรอยู่ในทางโลก ด้วยความพิสุทธิ์ดุจควันเมฆดั่งสายน้ำ ไม่อาจสรรหาค่าชมเชยได้ ตาคู่งามที่กลมโตดำขลับ ปรากฏอยู่บนรูปใบหน้าที่งามพร้อมไร้ตำหนิ คล้ายประทับตรายืนยันให้กับนาง อันว่าความงามพอล่มเมือง คงเป็นเช่นนี้นี่เอง พริบตานางทั้งหมดลืมเลือนพิธีรีตองสิ้น ลืมเลือนว่าตอนนี้สมควรหรุบสายตาลง

หลงอิงก็สะท้านสะเทือนต่อรูปโฉมอันงามสดใส และท่วงท่าที่หลุดพ้นของนาง จนลืมเลือนพระนางบูเช็คเทียนไป จดจ่ออยู่กับรูปโฉมโนมพรรณเฉพาะหน้า โดยเฉพาะดวงตาทั้งคู่ของนางคล้ายบึงน้ำใสที่ลึกไม่เห็นก้น ชวนให้ผู้คนคิดใคร่ค้นหาดู

ขันทีแผนกพิธีการที่รับหน้าที่ส่งแขกใช้สายตาที่ตำหนิกวาดมองมายังพวกมัน พอพบว่าคนนำขบวนเป็นพ่างกงกง ก็ไม่กล้าแสดงท่าทีเกินไป

นางเซียนแห่งเรือนฌาน ยังคงมีสีหน้าเป็นปรกติ สาวเท้าก้าวเนิบนาบ ราวกับไม่เห็นพวกมัน

พ่างกงกงค่อยรู้สึกตัวกัน ขณะจะทำตัวเป็นแบบอย่าง นำทั้งหมดแสดงความเคารพ นางเซียนแห่งเรือนฌานพอดีกวาดมองมายังพวกมัน จั่วเจ้อฝ่าและเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาพอสบสายตากับนาง พลันสะท้านขึ้นดุจถูกสายฟ้าฟาดใส่ เรียกสติกลับคืนมา ทั้งเกิดความละอายในตัวเองพากันก้มศีรษะหลบเลี่ยงจากสายตาที่แฝงวิถีแห่งกระบี่ของนาง

พ่างกงกงลอบร้องคำร้ายกาจในใจ ที่นางใช้ออกเป็นวิชาฝีมืออันลึกล้ำ ใช้สายตากำราบปราบมาร พิชิตศัตรูโดยมิต้องสู้รบ จากข้อนี้เป็นที่เห็นได้ว่า หญิงสาวนางนี้มีแบบฉบับที่ต่างกับซือเฟยเซียนที่เมตตาธรรม กลับลงโทษสั่งสอนผู้ที่เสียมารยาทต่อนาง

เมื่อสายตาของนางเซียนแห่งเรือนฌานเผชิญพบกับหลงอิงที่จังจ้องมองดูนางอย่างลืมตัว หญิงงามนางนี้พลันสะท้านขึ้นเล็กน้อย ตาคู่งามสาดประกายอันเจิดจ้า คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากันจนเกิดรอยย่นอันน่ารักบนหน้าผาก เพิ่มพูนกลิ่นอายมนุษย์อีกหลายส่วน เป็นลักษณะความงามที่น่าลุ่มหลงอีกแบบหนึ่ง

นางเซียนแห่งเรือนฌานรั้งสายตากลับมา สีหน้าทอแววตื่นเต้นสงสัย ปรากฏวูบก็หายวับคล้ายกับไม่ได้เกิดเรื่องใดมาก่อน เดินผ่านคนทั้งหมดไป

ทั้งหมดขณะจะสาวเท้าก้าวเดิน พลันพบว่าหลงอิงหลับตาทั้งสอง ตลอดทั้งร่างสั่นระริก ส่ายโงนเงนแทงล้มลง

พ่างกงกงคว้าแขนของมันไว้ กล่าวด้วยความตื่นตระหนกว่า “เรื่องอันใด?”

จั่วเจ้อ ฝ่าและพวกล้วนหน้าแปรเปลี่ยนไป หรือเมื่อครู่ตอนเพ่งพิศหญิงงาม หลงอิงถูกศัตรูลอบทำร้ายโดยไม่รู้ตัว

หลงอิงลืมตาเล็กน้อยอย่างยากเย็น ยื่นหน้าเข้าใกล้พ่างกงกง กล่าวคำ “เร่งเร้ามาร” ออกมา หลังจากกล่าวจบก็ล้มลงยังอ้อมอกของพ่างกงกง สิ้นสติสมประดีไป

เมื่อหลงอิงฟื้นคืนสติมา ยามกะทันหันยังเข้าใจว่าอยู่ในห้องท้องเรือขององค์หญิงไท่ผิง ทุกประการที่เกิดขึ้นในวังหลวงเพียงเป็นความฝันตื่นหนึ่ง

ต่อจากนั้นก้นบึ้งหัวใจปรากฏดวงตาคู่หนึ่งขึ้น หลงอิงพลันนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ต้องลุกขึ้นนั่งด้วยความตระหนก พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงที่ปล่อยม่านมุ่งลงมา ห้องหับที่ใหญ่โตราวกับห้องโถงไม่ว่าประตูหน้าต่าง ทั้งโต๊ะเก้าอี้ล้วนงามประณีต จัดสร้างอย่างพิถีพิถัน มีอยู่หลายชิ้นที่ชุบเงินเลี่ยมทอง แสดงออกถึงความเลิศหรูฟุ่มเฟือย

หลงอิงกวาดตามายังลายปักบนผ้าห่ม พบว่าประกอบด้วยอาทิตย์ ดวงจันทร์ ขุนเขา มังกรที่ผ่านการเสริมแต่งให้งดงาม หัวใจพลันสั่นสะท้านทราบว่านี่เป็นห้องบรรทมของพระนางบูเช็คเทียน ตนเองกลับนอนอยู่บนพระแท่นบรรทมของพระนาง ลวดลายบนผ้าห่มล้วนไม่รวบรัดธรรมดา แสดงว่าเป็นสิ่งของสำหรับเจ้าชีวิตโดยเฉพาะ หากผู้อื่นใช้สอยถือเป็นการล่วงละเมิด ยกตัวอย่างเช่นตนเองกลับมีโทษประหารชีวิต

พริบตานั้นความรู้สึกอันปราดเปรียวถูกเร่งเร้าถึงขีดสุด ทำการค้นหาทั้งใกล้ไกล ที่เหนือความคาดหมายคือไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้ใดหากว่านี่เป็นห้องบรรทมของพระนางบูเช็คเทียนตามเหตุผลสมควรมีขันทีนางกำนัลมากมายรอรับคำสั่งที่เบื้องนอก หรือว่านี่เพียงเป็นความฝันที่แจ่มใส ตนเองตื่นจากความฝันหนึ่งพลัดตกลงสู่ความฝันอีกตื่นหนึ่ง

“หลงอิง หลงอิง มาหาข้าทางด้านนี้”

หลงอิงแตกตื่นจนหลั่งเหงื่อเย็นเยียบโซมกาย ทราบว่านี่มิใช่ความฝัน เพียงดูจากการที่พระนางถ่ายทอดพระสำเนียงผ่านผนังกำแพงเข้ามายังรูหูของตนเอง อาศัยความสำเร็จก็เพียงพอกับการพิชิตทั่วแผ่นดินโดยไร้ผู้ต่อต้าน

หลงอิงมาถึงสวนอุทยานกลางลานตึก ท้องฟ้าราตรีดาดาษด้วยหมู่ดาว ลานตึกอันกว้างขวางว่างเปล่าไร้ผู้คน มีแต่เสียงแม่น้ำลั่วสุ่ยไหลหลั่งอยู่ที่ห่างไป เป็นความเงียบสงบจนผิดธรรมดา

ต๊ก ต๊ก ต๊ก!

เสียงเคาะไม้มู่หวี่* ดังมาจากที่ห่างไป หลงอิงสืบเสาะไปตามเสียง พอตัดผ่านป่าไผ่แถบหนึ่งห้องพระอันโอฬารหลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า ภายใต้แสงโคมไฟที่สาดลอดออกจากห้องพระสาดส่อง เห็นในกระถางสูงขนาดเท่าช่วงเอวปักธูปขนาดใหญ่สามดอก กลุ่มควันอบอวลไปทั่ว

* ภาษาแต้จิ๋วออกเสียงว่าบักฮื้อ แปลตรงตัวว่าปลาไม้ เป็นอุปกรณ์เคาะเสียงซึ่งทำด้วยไม้รูปตัวปลา ตรงกลางกลวง เหล่าหลวงจีนแม่ชีใช้เคาะตอนสวดมนต์

เบื้องซ้ายขวาของประตูห้องพระจัดตั้งรูปสลักจากศิลาของท้าวเทวราชสององค์ ล้วนสูงใหญ่น่าเกรงขาม

เสียงเคาะไม้มู่หวี่ดังลอดออกจากในห้องพระ

หลงอิงกัดฟันเดินเข้าห้องพระ เตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้าว่า หากมีอันใดไม่ถูกต้อง จะหลบหนีไปให้ไกลแสนไกล หากหนีไม่รอดได้แต่ยอมรับชะตากรรม ขณะที่ก้าวเท้าซ้ายขึ้นบนบันไดศิลาขั้นที่หนึ่ง เสียงเคาะมู่หวี่พลันหยุดชะงักลง ต่อจากนั้นหลงอิงและเห็นพระนาง

มันจดจำออกว่าพระนางคือบูเช็คเทียน เนื่องเพราะองค์หญิงไท่ผิงมีส่วนละม้ายคล้ายพระนาง อยู่ห้าหกส่วน เพียงแต่ไม่ว่าพิศดูอย่างไร พระนางบูเช็คเทียนคล้ายเป็นเจี่ยเจีย (พี่สาว) ขององค์หญิงไท่ผิง ทั้งมีอายุห่างกันไม่มากนัก วิชายังโฉมคงสภาพเช่นนี้ ช่วยให้หลงอิงได้เปิดหูเปิดตา องค์หญิงไท่ผิงสืบทอดตาหงส์ที่อยู่ใต้คิ้วเรียวโค้งจรดจอน และรูปกายที่ชวนให้ผู้คนฟุ้งซ่านรัญจวนของพระนาง หากว่าขาดรูปลักษณ์ที่ผ่านโลกมายังโชกเช่นพระนาง พระเนตรที่มุ่งมายังหลงอิงทอประกายพิสดาร ภายในเจือปนด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่พลุ่งพล่านหากสะกดระงับไว้

พระนางทรงนั่งขัดสมาธิบนอาสนะใบหนึ่งฉลองพระองค์ชุดลำลองสีขาว พระพักตร์ก็ซีดขาวไม่ได้ทรงพอกแป้งแต้มชาด ประดับประดาอันใดพระเกศาสีดำม้วนเกล้าเป็นมวย พระศอเรียวยาวงดงาม เปลือกพระเนตรบวมแดงอยู่บ่าง คล้ายกับทรงพระกันแสงมา มาตรแม้นเป็นเช่นนั้นยังไม่มีเค้าความชราแม้แต่น้อย

ที่ด้านหลังพระนาง ประดิษฐานด้วยองค์พระศรีศากยมุนีในปางนั่งขัดสมาธิ มีความสูงสองวา บนแท่นบูชาจุดโคมเก้าดวง แสงโคมทอทาบเงาของพระนางมายังข้างหน้า พุทธรูปกับจักรพรรดินี กอปรเป็นสภาพอันประหลาดลี้ลับ

นับตั้งแต่ฝึกฝีมือถึงขั้นผนึกมาร ความรุดหน้าอย่างเด่นชัดของหลงอิงคือประสาทสัมผัสและลักษณะอันประเปรียวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้กันกอปรด้วยขีดความสามารถอย่างที่ไม่เคยนึกฝันมาก่อน เพียงประสาทในการฟังและสูดดม ยังชัดเจนกว่ามองด้วยตา ความลับทั้งหลายของชีวิตคล้ายกุญแจตัวแล้วตัวเขา ขณะที่พันธุมารเป็นลูกกุญแจที่ไขกุญแจเหล่านั้น แต่ว่าจักรพรรดินีในห้องพรรพระองค์นี้ กลับเป็นกุญแจที่มันไม่มีปัญญาเปิดไขได้

มันทั้งสูดไม่ได้กลิ่นอายใด ไม่ได้ยินสุ้มเสียงใด ทั้งไม่รู้สึกถึงพระนาง พระนางดูเหมือนประทับนั่งอยู่ที่นั้น แต่เพียงเป็นเงามายาที่มีแต่รูปลักษณ์เท่านั้น วิชามารเช่นนี้บรรลุถึงขั้นสูงส่งสุดยอดแล้ว

หลงอิงชมดูจนเย็นเยือกไปทั่วร่าง

“นั่งลง”

พระนางรับสั่งคำหนึ่ง หลงอิงได้แต่ตัดใจเดินเข้าห้องพระ เห็นที่ซึ่งห่างจากพระนางห้าก้าวจัดวางอาสนะอีกใบหนึ่ง ได้แต่ลอกเลียนแบบตาม โดยทรุดนั่งขัดสมาธิลง ครุ่นคิดว่าพระนางในยามนี้คล้ายภูตสีชมพูผู้งดงามที่ปรากฏขึ้นยามวิกาล ตระเตรียมปลิดชีวิตคร่าวิญญาณผู้คน ต่อให้คิดหนีก็หนีไม่รอด

พระนางบูเช็คเทียนพระพักตร์หม่นหมองลง ปรากฏแววเศร้าโศกศัลย์ที่ไม่สามารถบ่งบอกบรรยายวูบหนึ่ง คล้ายกับทรงรำลึกถึงความหลังที่ช่วงหนึ่งที่ชวนให้วิญญาณสลาย ตรัสเสียงนุ่มนวลว่า “ในห้วงอันลี้ลับมีเทพลิขิต หลงเซียนเซิง (ท่านหลง) อาจประหลาดใจในตึกเซียนสถิตไม่มีผู้คน เนื่องเพราะวันนี้เป็นวันครบรอบการตายของญาติอาวุโสที่ข้าเคารพรักที่สุด ค่ำคืนนี้ของทุกปีข้าจะอยู่ตามลำพัง บุญคุณที่นางมีต่อข้าไม่มีวันตอบแทนได้หนึ่งเดียวที่ทำได้คือสืบสานปณิธานของนางที่รวมบันทึกลับอสูรฟ้าทั้งสิบเข้าด้วยกัน หลงเซียนเซิงยอมช่วยข้าบันดาลให้เรื่องราวลุล่วงหรือไม่?”

พระเสาวนีย์ของนางอ่อนโยนนุ่มนวล ไพเราะเสนาะหู หาได้ใช้อำนาจข่มขู่บีบคั้นไม่ ทั้งยังแฝงความรู้สึกที่ผ่านโลกมาอย่างช่ำชอง หากเกิดผลสะท้อนต่อผู้คน จนยากตัดใจปฏิเสธได้

หลงอิงคิดไม่ถึงมาก่อนว่าพระนางจะทรงเกรงอกเกรงใจตนเองถึงเพียงนี้ ทั้งยังรับสั่งเป็นเชิงขอร้อง แต่หากว่าตนเองตอบปฏิเสธ คงเผชิญกับสภาพสุราคารวะไม่ดื่ม ดื่มแต่สุราจับกรอกแล้ว หากพระกระแสรับสั่งของพระนางเป็นความจริง อย่างนั้นการพบพานในคืนนี้ออกจะประจวบเหมาะจนน่าประหวั่นพรั่นใจ มิน่าเล่าพระนางจึงตรัสว่าในห้องอันลี้ลับมีเทพลิขิต

หลงอิงตอบอย่างนอบน้อมว่า “ฝ่าบาทต้องการให้ผู้น้อยคัดลอกเมื่อใด ผู้น้อยจะคัดลอกเมื่อนั้น”

ซึ่งความจริงมันคิดอ่านอยู่ก่อนว่า ขอเพียงไม่คัดลอกคำอรรถาธิบายของสั้งหวี่เถียนออกมา เชื่อว่าพระนางบูเช็คเทียนทรงฝึกวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารไม่สำเร็จ ขณะเดียวกันก็บังเกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดประการหนึ่ง ห้องพระที่อาศัยอยู่นี้ คล้ายกับเป็นพื้นที่อันบริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับวังหลวงของพระนางบูเช็กเทียน มีแต่ประทับอยู่ที่นี้ พระนางจึงสามารถกลับคืนสู่ตัวของตัวเอง

พระพักตร์ของพระนางบูเช็คเทียนปรากฏรอยแย้มพระโอษฐ์ขึ้น คล้ายกับแสงอาทิตย์สาดทะลุชั้นเมฆลงมา ส่งผลให้พระพักตร์มีชีวิตชีวา ปรากฏเป็นความงามที่น่าลุ่มหลง รับสั่งว่า “อย่างนั้นข้าจะต้อนรับเซียนเซิง (คำยกย่องบุรุษ) เช่นราชอาคันตุกะ หลังจากที่ข้าเรียนรู้เคล็ดวิชาไม่แน่ว่ามีส่วนช่วยคลี่คลายเภทภัยกรายกล้ำให้กับเซียนเซิง”

หลงอิงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “เภทภัย?”

พระนางบูเช็คเทียนตรัสถามว่า “เซียนเซิง (คำยกย่องบุรุษ) ทราบหรือไม่ว่าไฉนสิ้นสติสมประดีที่หน้าตำหนัก?”

หลงอิงใจสั่นสะท้าน ที่ตื่นตระหนกมิใช่เภทภัยกรายกล้ำ หากแต่นับตั้งแต่ฟื้นคืนสติมา พระนางบูเช็คเทียนช่วงชิงเป็นฝ่ายรุก ทรงเป็นผู้กำหนดทุกสิ่ง พระนางต้องการให้มั่นไปทางซ้ายก็ไปทางซ้าย ต้องการให้ไปทางขวาก็ไปทางขวา

พระนางบูเช็คเทียนประสานสบกับสายตาที่สอบถามของหลงอิง ตรัสว่า “ครรภเซียนกับพันธุมารเป็นดาวข่มมาแต่กำเนิด ไม่ยอมดำรงอยู่รวมกัน โดยไม่มีช่องทางประนีประนอมได้ คิดไม่ถึงยาโถวตวนมู่หลิง* อายุเพียงยี่สิบปี กลับฝึกปรือครรภเซียนของบันทึกกระบี่เมตไตรย เข้าสู่สภาวะใจกระบี่กระจ่างแจ้ง ถือเป็นยอดฝีมือที่โดดเด่นที่สุดของเรือนฌานเมตไตรสืบต่อจากซือเฟยเซวียนโดยมิต้องสงสัย อย่าได้เห็นเปลือกนอกของนางงามพิสุทธิ์ดุจนางเซียน นี่เป็นภาพลักษณ์จากภายในสู่ภายนอกของครรภเซียน แท้ที่จริงตัวนางเฉกเช่นกระบี่ที่หลุดจากฝัก เมื่อครรภเซียนของนางกระทบกับพันธุมารของท่าน เนื่องเพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ยามกะทันหันนางยังไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องอันใด แต่ขอเพียงนางเข้าสู่ฌานบารมี ด้วยจิตแห่งปัญญาของนางจะเข้าใจกระจ่าง”

* ตวนมู่เป็นแซ่สองตัว หลิงแปลว่ากระจับ

หลงอิงกล่าวด้วยความตื่นตระหนกว่า “นางจะฆ่าข้าพเจ้าหรือ?”

พระนางบูเช็คเทียนรับสั่งเสียงราบเรียบว่า “คาดว่าคงทำลายพลังฝีมือของท่าน พันธุมารของท่านจะไม่มีวันฟื้นฟูกลับคืน” จากนั้นทอดถอนพระทัยตรัสว่า “ดูจากสีหน้าท่าทีของท่าน แสดงว่าไม่สนใจคำเตือนของข้า วิกฤตการณ์ของท่านเกี่ยวพันถึงศักดิ์ฐานะของตัวท่าน ความจริงแล้วขอเพียงข้าประกาศต่อทั้งแผ่นดิน ก็สามารถแก่ปัญหาทั้งหมดได้ จนใจที่ท่านเพาะสร้างพันธุมารขึ้นไม่ว่าท่านยินยอมหรือไม่ ท่านคือเทพอธรรมคนใหม่ ขอถามหลังจากที่ยุทธจักรทำลายล้างสำนักมารที่ก่อหวอดมานานปี จะยินยอมปล่อยให้เทพอธรรมคนใหม่ผุดขึ้นหรือ? นอกจากท่านไม่ก้าวเท้าออกจากวังแม้สักก้าวเดียว ไม่เช่นนั้นท่านยากขยับเคลื่อนตัวได้”

หลงอิงสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ นับตั้งแต่ถูกคุมตัวออกจากหุบเขาร้าง มันเฝ้าคิดอ่านว่าจะรับมือจักรพรรดินีที่เบื้องหน้าอย่างไร ตอนนี้ความสัมพันธ์ที่เขม็งเกรียวกับพระนางบูเช็คเทียน อย่างน้อยผ่อนคลายในระดับหนึ่ง แต่ก็ตกอยู่ในวิกฤตการณ์อีกประการหนึ่ง นี่นับเป็นชะตาอันใด?

พระนางบูเช็คเทียนพลันประทับยืนขึ้น สร้างความแตกตื่นแก่หลงอิงจนรีบลุกตาม ถึงกับมือไม้ปั่นป่วนอยู่บ้าง ไม่ทราบควรแสดงความเคารพอย่างไร ยิ่งไม่กล้าสำรวจดูพระวรกายที่ยังเย้ายวนใจกว่าองค์หญิงไท่ผิงของพระนาง

พระนางขยับพระวรกายอย่างช้าๆ ด้วยพระอิริยาบถอันแช่มช้อยมาถึงตำแหน่งที่หลงอิงพอเอื้อมมือก็สัมผัสถูกได้ ภายใต้มุมมองของพันธุมารของมัน พระนางแปลงร่างจากมายาภาพเป็นบุคคลที่มีชีวิตเลือดเนื้อ นี่เป็นครั้งแรกที่หลงอิงได้ยินเสียงเต้นของพระหทัย เสียงหายพระทัย จนถึงเสียงการไหลเวียนของพระโลหิตของพระนาง นาสิกสูดได้กลิ่นหอมพิเศษเฉพาะของพระนาง

หลงอิงขบคิดอย่างรวดเร็ว จากนั้นลอบร้องคำหวาดเสียวในใจ ทราบว่าเมื่อครู่พระนางโคจรพลังมาร ตระเตรียมว่าพอเจรจาแตกหัก จะทรงลงมือต่อมัน ดีที่การแสดงออกของตนเองเป็นที่พอพระทัยของพระนาง ทั้งยังกลับกลายเป็นราชอาคันตุกะของพระนาง

พระนางบูเช็คเทียนรับสั่งเสียงนุ่มนวลว่า “มองดูข้า ข้าอนุญาตให้ท่านมองดู”

หลงอิงลอบคร่ำครวญในใจ กระแสรับสั่งของพระนางแฝงความหมายสองแง่สองง่าม ยังเย้ายวนยิ่งกว่าถ้อยคำที่เปิดเผย คล้ายกับอนุญาตให้ชื่นชมตามความพอใจ ดังนั้นกวาดมองไปที่พระนาง

พระนางซุกงำประกายในพระเนตร ที่บังเกิดขึ้นแทนที่คือสายพระเนตรที่สลัวเลือนรางดั่งหมอกควัน ทำให้หลงอิงฉุกคิดถึงวิชาอิตถีเพศขึ้นมา

ความสูงของพระนางบูเช็คเทียนเท่ากับนางเซียนแห่งเรือนฌานตวนมู่หลิง บวกกับทรงเกล้าพระเกศาเป็นมวยสูง เพียงเตี้ยกว่ามันครึ่งนิ้ว ทรงเพ่งพระเนตรหงส์มาที่มัน หากปราศจากท่วงท่าปล่อยตัวเช่นองค์หญิงไท่ผิง แต่เคร่งขรึมจริงจังรับสั่งว่า “ข้ารู้สึกถึงพันธุมารของหลงเซียนเซิง (ท่านหลง) ทราบว่าจิตแห่งธรรมของท่านบริสุทธิ์งดงาม บังเกิดเป็นพลังชีวิตทีเต็มเปี่ยม ถือเป็นแก่นสารของยอดวิชา”

หลงอิงถามคำถามที่มิอาจไม่ถาม โดยแสร้งกล่าวอย่างตื่นเต้นสงสัยว่า “ฝ่าบาทไฉนล่วงรู้วิชาจิตแห่งธรรมปลุกฝังมารอย่างกระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือ?”

พระนางบูเช็คเทียนทรงเคลื่อนพระวรกายมาครึ่งกาย หากสาวพระบาทอีกก้าว เท่ากับเสนอพระองค์เข้าสู่อ้อมอกของหลงอิง พลางตรัสอย่างแผ่วเบาว่า “ตอนแรกยังไม่มีบันทึกมารทั้งสิบเล่ม มีแต่ม้วนแพรที่ใช้จดบันทึกเคล็ดวิชา ในม้วนแพรครอบคลุมสรรพชีวิต ครั้นถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น เทพอธรรมรุ่นที่หนึ่งเซี่ยเถียวตัดทอนส่วนที่รุงรัง คัดสรรเหลือแต่แก่นสาร อาศัยภูมิปัญญาที่สูงเทียมฟ้า เขียนตำราจิตแห่งธรรมปลูกฝังมาร กับบันทึกสารัตถะวิถีมารสองเล่ม ทั้งเรียกตัวเองเป็นมาร จนเป็นที่มาของสำนักมาร วิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารเป็นวิชาหลักของท่านเซี่ยส่วนบันทึกสารัตถะ เป็นวิชาปกิณกะของท่านเซี่ย บันทึกทั้งสองเล่มถือเป็นบ่อเกิดของบันทึกวิชาฝีมือทั้งหมดของสำนักมาร ท่านผู้เฒ่ายังรับศิษย์แปดคน แตกกิ่งก้านสาขาออกไป จวบกระทั่งถึงทุกวันนี้ ที่ผ่านการทดสอบของกาลเวลา คงเหลือเพียงบันทึกอสูรฟ้าสิบเล่ม แต่มิใช่ยอดวิชาสิบแขนง หากแต่เป็นการรวมภูมิปัญญาความคิดอ่านของผู้อาวุโสสำนักมาร แตกแขนงเป็นวิชาสารพัน ข้าเป็นบุคคลหนึ่งเดียวที่เคยเห็นบันทึกวิชาฝีมือทั้งหมดของสำนักมาร ขาดเพียงวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมาร ย่อมล่วงรู้ที่มาของวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารเป็นอย่างดี ฟ้าใกล้รุ่งสางแล้ว ข้าต้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ออกว่าราชการช่วงเช้าที่ตำหนักอู่เฉิงเตี้ยน”

หลงอิงกล่าวอย่างงุนงงว่า “อย่างนั้นข้าพเจ้าจะทำอย่างไร?”

พระนางบูเช็คเทียนยื่นพระหัตถ์ออกมา ลูบไล้ข้างแก้มของมัน พระหัตถ์ที่ขาวนวลเนียนร้อนลวกจนขัดกับเหตุผล แย้มพระโอษฐ์พลางรับสั่งว่า “เซียนเซิง (คำยกย่องบุรุษ) มิใช่คิดสืบสานปณิธานของข้าหรอกหรือ? ข้าจัดเตรียมห้องทรงพระอักษรของข้าให้เซียนเซิงตั้งแต่แรก ทั้งยังคัดเลือกนางกำนัลน้อยที่น่ารักที่สุดในเหล่างกำนัลตำหนักซ่างหยางกง ทำหน้าที่ฝนหมึกให้กับหลงเซียนเซิง หลังจากออกว่าราชการช่วงเช้า ข้าจะไปอยู่เป็นเพื่อนท่าน”

ตรัสจบทรงตบแก้มของมันสองครา ค่อยรั้งพระหัตถ์อันสูงส่งกลับมา ราวกับหลงอิงเป็นเครื่องเล่นของพระนางก็มิปาน

หลงอิงถูกพระนางลูบไล้จนปลอดโปร่งโลงใจลอบร้องว่าวิชาอัตถีเพศไม่ธรรมดา ขณะเดียวกันก็ลอบด่าทอตัวเอง ทั้งด่าทอตัวอุบาทว์ไหลจวิ้นเฉิน หากมิใช่ตนเองถามถึงเรื่องหอนางโลม ไหลจวิ้นเฉิงก็ไม่ลงความเห็นว่ามันมักมากกามคุณ และหากมิใช่ไหลจวิ้นเฉินกราบทูลจุดอ่อนของตนเองต่อพระนางบูเช็กเทียน ตอนนี้ก็ไม่ต้องรับมือกับแผนนางงามระลอกแล้วระลอกเล่าเช่นนี้

พระนางบูเช็คเทียนทรงหมุนพระวรกาย สาวพระบาทไปยังประตูใหญ่ รบสั่งว่า “ตามข้ามา”

หลงอิงตามติดอยู่ด้านหลัง พระนางบูเช็คเทียนทรงก้าวออกนอกประตูห้องพระแล้ว

พลันบังเกิดเสียงร้องแซ่ซ้องดังกระหึ่มว่า “ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์มีพระชนมายุหมื่นปีหมื่นๆ ปี”

หลงอิงกวาดตาข้ามพระอังสาของพระนางบูเช็คเทียน มองไปยังเบื้องนอก ต้องงงงันวูบใหญ่

เห็นนางกำนัล ขันที ราชองครักษ์ทั้งหลายคุกเข่าบนพื้นที่ว่างอันโล่งกว้างหลังกระถางธูป มีจำนวนกว่าร้อยคน

ขันทีผู้หนึ่งก้มศีรษะน้อมกาย ถวายชุดฉลองพระองค์ลงที่แทบพระบาทของจักรพรรดินีที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ทั้งอาจไม่มีในอนาคต ยังมีขันทีอีกสองคนคลุมชุดฉลองพระองค์ลายมังกร สวมพระมงกุฎให้กับพระนางอย่างระมัดระวัง จากนั้นล่าถอยไปคุกเข่าลงที่ด้านข้าง

พระนางบูเช็คเทียนตรัสเรียกว่า “เหลิ่งหวี่”

สุ้มเสียงหนึ่งขานรับด้วยเสียงอันดังว่า “กระหม่อมอยู่”

พระนางบูเช็คเทียนรับสั่งว่า “ปรนนิบัติรับใช้หลงเซียนเซิง (ท่านหลง) ให้กับข้าให้ดี” ตรัสจบเสด็จจากไปท่ามกลางการอารักขาของทั้งหมด

เหยี่ยวมาร สะท้านสิบทิศ (หน้า 85 - 96)

            ท่องชมเทพนคร

เหลิ่งหวี่มีอายุยี่สิบกว่าปี รูปร่างผอมสูง ให้ความรู้สึกว่าเข้มแข็งแกร่งกร้าว น้ำคำและท่าทีแฝงกลิ่นอายชาวยุทธจักร ไม่คล้ายเป็นรองผู้บัญชาการราชองครักษ์ ผิวเข้มฟันขาวสะอาด ดูไปหน้าตาธรรมดา แต่ยามยิ้มน่าดูยิ่ง แฝงความเกียจคร้านชนิดหนึ่ง ให้หวามรู้สึกที่ดีแก่ผู้คน

หลังจากโอภาปราศรัยอยู่หลายคำ เหลิงหวี่จึงกล่าว “อิงแหย (นายท่านอิง) คิดไปรับอาหารเช้าที่ใด? ฟังว่านับแต่อิงแหยมาถึงนครลั่วหยาง ยังไม่ได้รับประทานอะไรมาก่อน

หลงอิงกับมันเดินทอดน่องไปตามทางระเบียง พอพบพานขันทีนางกำนัล ต่างคารวะทักทายพวกมันเรียกหาหลงแหยไม่ขาดปาก คำ “อิงแหย” (นายท่านอิง) กลับกลายเป็นฉายานามของมัน เป็นเหตุให้หลงอิงต้องคารวะตอบไม่หยุดยั้ง ตรงกันข้ามกับเหลิ่งหวี่ที่วางก้ามเขื่องโข คล้ายไม่ได้ยินมองไม่เห็นก็มิปาน

หลงอิงถามดูว่า “มีสถานที่ใดบ้าง?”

เหลิ่งหวี่กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “สามารถรั้งอยู่ในวัง รับประทานอาหารที่ปรุงจากห้องเครื่อง เพียงแต่เงียบเหงาไปบ้าง หากหลงแหยชอบความครึกครื้น ในเมืองพระราชวัง ไม่ว่าไปที่ใด รับรองว่าจะสร้างความประทับใจแก่ท่าน”

หลงอิงเลียบเคียงถามว่า “สามารถออกนอกวังหรือ? ข้าพเจ้ายังไม่มีโอกาสท่องชมนครลั่วหยางมาก่อน”

เหลิ่งหวี่กล่าวราวกับไม่มีเรื่องราวใดว่า “ย่อมสามารถ เราคัดเลือกพี่น้องที่มีฝีมือติดตัวอยู่บ้างหลายคน หากอิงแหยคิดบุกถ้ำเสือวังมังกร พวกมันยินดีน้อมสนอง”

หลงอิงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ไม่ต้องกราบทูลฝ่าบาทจริงๆ?”

เหลิ่งหวี่ลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลงกล่าวว่า “ผู้น้อยไหนเลยกล้าตัดสินใจโดยพลการ ฝ่าบาทรับสั่งไว้ อิงแหยพอใจไปที่ใดก็ไปที่นั้น ต่อให้ออกจากนครลั่วหยางก็มิให้ขัดขวาง”

หลงอิงงุนงงสงสัย แต่พอระงับสติครุ่นคิดดู ค่อยทราบว่าตอนนี้ตนเองไม่หลบลี้หนีไป เนื่องเพราะหากรั้งอยู่ที่นี้ยังมีความหวังรำไร หากออกจากวังหลวง ขอเพียงพระนางบูเช็คเทียนประกาศต่อทั้งแผ่นดิน มันจะกลายเป็นศัตรูของส่วนรวม เมื่อถึงเวลานั้นยังมีความหมายอันใด

เหลิ่งหวี่กล่าวว่า “ผู้น้อยจะจัดเตรียมม้า เรียกระดมเหล่าพี่น้อง สามารถควบม้ากลางเทพนคร นับเป็นสุขสมใจประการหนึ่ง”

หลงอิงกล่าวถามว่า “สามารถนั่งเรือหรือไม่?”

เหลิ่งหวี่ยกมือตบหน้าผากตัวเอง กล่าวอย่างนึกได้ว่า “ผู้น้อยลืมเลือนว่าอิงแหยคิดท่องชมทิวทัศน์ การล่องแม่น้ำเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวขาดไม่ได้ มา พวกเราไปที่ท่าเรือหน้าตำหนักกัน”

เรือเร็วสามลำแล่นออกจากท่าหน้าพระตำหนักซ่างหยางกง ทั้งคณะประกอบด้วยผู้คนแปดคน ล้วนแต่งกายเช่นราษฎร ทุกคนคึกคักเข้มแข็ง ราวกับเป็นอันธพาลร้านถิ่น แต่ให้ความเคารพยำเกรงต่อหลงอิง แสดงว่าการแสดงฝีมือที่หอเลิศวิไลของมัน สร้างความตื่นตระหนกแก่พวกมัน สำหรับกับนักบู๊ มีแต่ชนชั้นยอดฝีมือจึงได้รับการยกย่องจากพวกมัน

หลงอิงนั่งที่หัวเรือ กวาดตามองรอบข้าง แม่น้ำลั่วเหออันกว้างขวางปรากฏสายลมโชยพัดใต้ท้องฟ้าที่สว่างทีละน้อย ฟากหนึ่งเป็นเมืองพระราชวังอันงามตระการ ฟากหนึ่งเป็นบ้านเรือนผู้คนที่รถราม้าต่างเริ่มหนาตาขึ้น สร้างความเบิกบานแจ่มใส เกิดความรู้สึกคล้ายหลุดพ้นจากกรงขัง

เหลิ่งหวี่นั่งอยู่ในห้องท้องเรือ ด้านหลังเป็นเหล่าราชองครักษ์ที่พายเรือ เรือเร็วลื่นไหลไปทางตะวันออก ทอดทิ้งตำหนักซ่างหยางกงไว้ด้านหลัง

เหลิ่งหวี่เสนอว่า “ตอนแรกล่องแม่น้ำหลังจากที่อิงแหยชมทิวทัศน์ของเทพนคร พวกเราค่อยไปรับประทานอาหารที่เหลาสุราตระกูลต่งที่มีชื่อที่สุด คิดจับจองที่นั่งที่นั้นไม่ง่ายนัก ดีที่ขันทีแผนกพิธีการจะดำเนินการให้กับพวกเรา”

หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวด้วยความยินดีว่า “พวกเราพึ่งพาบารมีของหลงแหย ค่อยมีโอกาสไปดื่มกิน ค่าอาหารเป็นกองคลังจ่ายให้”

เรือเร็วลดเลี้ยวขวา เข้าสู่สายน้ำแยก โลกทั้งใบคล้ายเปลี่ยนไป ถึงแม้เป็นสายน้ำแยก แต่ยังกว้างขวางยิ่ง ถึงปรากฏลำเรือแล่นขวักไขว่ การคมนาคมทางน้ำยังสะดวกราบรื่น

ที่ริมฝั่งเพาะปลูกต้นหยางต้นหลิวย้อย เลียบริมฝั่งเป็นถนนยาวสำหรับให้รถราม้าต่างวิ่งผ่าน ปลูกสร้างบ้านเรือนแน่นขนัด ผู้คนสัญจรคับคั่ง ความครึกครื้นรุ่งเรืองของมหานครล้วนปรากฏแก่สายตา

เรือเร็วแล่นจากสายน้ำแยกหนึ่งเข้าสู่อีกสายน้ำแยกหนึ่ง หลังจากนั้นลดเลี้ยวอีกสองครา หลงอิงถึงกับตาลายละลาน จำแนกตำแหน่งทิศไม่ออก แต่ก็ให้ความสุขสนุกสนาน ตั้งแต่เล็กจนโตวงชีวิตของมันคับแคบจำกัด ส่วนใหญ่รั้งอยู่ในตำหนักเทพฤทธิ์คนเดียว ห้าปีที่หุบเขาร้างยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ยามนี้พลันเพิ่มพูนเพื่อนร่วมทางมากมาย ทั้งยังอยู่ในมหานครที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของแดนจงหยวน (ภาคกลางของประเทศ) ให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง ถึงกับแทบไม่อาจหักใจจากมา

ด้านซ้ายมือปรากฏเป็นสวนอุทยานแถบหนึ่งภายในปลูกสร้างหอเก๋ง ทิวทัศน์น่ารื่นรมย์

หลงอิงถามว่า “นั่นเป็นตัวตึกของผู้ใด?”

ราชองครักษ์ที่พายเรือชิงกล่าวว่า “เรียนอิงแหย (นายท่านอิง) นั่นเป็นตัวตึกของผู้ที่จับจ่ายเงินเป็นหอนางโลมอันดับหนึ่งของเทพนครนามหอหอมเรืองรอง เถ้าแก่เนี้ยฟางหัว เคยเป็นนางคณิกาเลื่องชื่อ ต่อมาแต่งให้กับหัวหน้าพรรคลั่วหยาง ดีที่หัวหน้าพรรคด่านตายจาก นางจึงกลับมาประกอบอาชีพเดิม ไม่เช่นนั้นทุกวันนี้คงไม่มีแหล่งบันเทิงเริงรมย์เช่นนี้”

เหลิ่งหวี่ด่าอย่างยิ้มแย้มว่า “เสี่ยวหม่า (หม่าน้อย) พอเอ่ยถึงหอนางโลมก็ลิงโลดขึ้นมา ที่ผ่านมามันได้แต่อุดหนุนซ่องคณิกาทั่วไปเท่านั้น เด็กน้อยนี้ทั้งชมชอบก่อเรื่อง เมื่อวันก่อนเกิดความขัดแย้งกับคนของพรรคฮวงโห เราต้องเสนอหน้าออกไกล่เกลี่ย ถึงกับคิดทุบตีมันสักเที่ยวหนึ่งหรือโยกย้ายมันไปเฝ้าประตู จนใจที่เด็กน้อยนี้เป็นคนบ้านเดียวกับเรา บิดามารดามันยังกำชับให้เราดูแลมัน”

หลงอิงบังเกิดความอบอุ่นใจ ทุกประการที่นอกเมืองพระราชวังลานแตกต่าง ผู้คนที่ข้างกายก็เปลี่ยนเป็นตนเอง ปลดปล่อยออกจากเมืองพระราชวังที่เข้มงวดกวดขัน เปลี่ยนเป็นมีชีวิตเลือดเนื้อ จึงถามดูว่า “หากก่อเรื่องที่เบื้องนอก ทางราชสำนักไม่ยุ่งเกี่ยวหรือ?”

เหลิงหวี่กล่าวอย่างจริงจังว่า “เทพนครเราประกอบด้วยกองกำลังหลักห้ากอง ได้แก่ทัพม้าส่วนพระองค์ กองกำลังหวี่หลินซ้ายขวา ราชองครักษ์ซ้ายขวา กองกำลังรักษาเมืองและกองกำลังนอกเมืองล้วนต้องปฏิบัติตามกฎ ‘ห้ามสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎร’ ผู้ใดกล้าละเมิดกฎข้อห้าม สถานเบาคือปลดออกจากตำแหน่ง โทษสถานหนักคือประหารชีวิต ส่วนเรื่องราวในวงนักเลง พวกเราสามารถคลี่คลายตามวิธีการของวงนักเลง”

หลงอิงค่อยเข้าใจว่าเหตุใดพระนางบูเช็คเทียนจึงครองแผ่นดินอย่างมั่นคง เนื่องเพราะพระนางทรงเป็นจักรพรรดินีที่รักเมตตาต่อทวยราษฎร์ต้องบังเกิดความรู้สึกที่ดีต่อพระนางขึ้นอีกสามส่วน ไม่ว่าผู้ใดขอเพียงเดินทางมายังนครลั่วหยางสักครา ต่างยอมรับว่าพระนางปกครองบ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย บริหารราชการแผ่นดินลุล่วงด้วยดี ระหว่างราษฎรกับราชสำนักกลายเป็นภาพที่ตัดกันอย่างรุนแรง ผู้คนภายในวังล้วนหวาดหวั่นวิตก ราษฎรกลับอยู่เย็นเป็นสุข นี่นับเป็นชาติรัฐอันใดกันแน่

เหลิ่งหวี่เห็นหลงอิงนิ่งเงียบงันไป ยังเข้าใจว่ามันนึกถึงหอหอมเรืองรอง จึงกล่าวอย่างเสียงใจว่า “เรื่องหอหอมเรืองรองอภัยที่ผู้น้อยไม่อาจช่วยเหลือได้ เพราะทั้งไม่มีหนทาง และไม่กล้าร้องขอ ต่อผู้ดูแลกองคลังที่เข้มงวดกวดขัน”

หลงอิงความจริงไม่มีความคิดเช่นนี้ พอฟังพลันฉุกใจคิด หวนนึกถึงว่าสามารถหยิบยืมเงินจากพ่างกงกง จึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าอาจมีหนทาง”

เหลิ่งหวี่กล่าวด้วยความยินดีว่า “ล้วนพึ่งพาอิงแหยแล้ว คิดไม่ถึงเราจะได้สมมาดปรารถนา”

สะพานเทียนจินเฉียวปรากฏแก่สายตา เรือเร็วทั้งสามลำเข้าเทียบท่าอย่างช้าๆ ทุกผู้คนกระโดดขึ้นฝั่งราวกับเปิดการแสดงอันใด เหลิ่งหวี่ก็ถูกผู้ใต้บังคับบัญชาฉุดลากไปกระซิบกระซาบที่ด้านข้าง

หลงอิงฉุกคิดว่าเกิดเรื่องผิดปรกติขึ้นจริงดังคาดหมายเหลิ่งหวี่พอกลับมา ขณะที่ชักนำมันเข้าสู่ถนนยาว ก็กระซิบบอกว่า “พี่น้องเราเราพบว่ามีคนของผู้ปรนนิบัติภายในจับตาดูอยู่หน้าตำหนัก แสดงว่ามุ่งเป้ามาที่หลงแหย ทั้งยังสะกดรอยตามพวกเรามาระยะหนึ่ง ไม่แน่ว่ารอสักครู่มีเรื่องสนุกสนานให้ชมดู”

หลงอิงเห็นมันปลอดโปร่งสบายอารมณ์ ต้องนึกชมเชยว่าสมเป็นบุคคลหมายเลขสองของกองกำลังราชองครักษ์ สามารถรับสถานการณ์ทุกรูปแบบได้ ปากกล่าวว่า “ผู้ปรนนิบัติภายในเป็นตัวอะไร?”

เหลิ่งหวี่กล่าวอย่างเหยียดหยามว่า “ผู้ปรนนิบัติภายในคือ ‘ชายงามประจำวังหลัง’ ของฝ่าบาท พื้นที่ของพวกมันเรียกว่าตำหนักชุมนุมเซียน ผู้นำเป็นจางอี้จือกับจางชางจงสองพี่น้อง ล้วนเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท พฤติการณ์เหิมเกริมลำพอง แต่ยังไม่กล้าตอแยทัพม้าส่วนพระองค์ ฟังว่าหลงแหยได้รับการต้อนรับจากฝ่าบาท สร้างความไม่พอใจแก่พวกมัน ดังนั้นคิดก่อเรื่องขึ้น อันว่าผู้มาไม่มีเจตนาดี เจตนาดีไม่มา หากวันนี้กล้ามาตอแยพวกเรา คงต้องมีมือดีหนุนหลัง หากว่าหลงแหยกลัวเกิดเรื่องวุ่นวาย พวกเราจะเดินทางกลับตำหนักซ่างหยางกงกัน”

หลงอิงรับฟังจนขนลุกเกรียว คิดไม่ถึงตนเองถูกเหล่าชายงามยึดถือเป็นคู่แข่ง ไม่ทราบสมควรขุ่นเคืองหรือขบขันดี ปากกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “ฮู่ถงหลิ่ง (รองผู้บัญชาการ) กลัวเกิดเรื่องวุ่นวายหรือ?”

เหลิ่งหวี่ยิ้มจนเผยเห็นฟันขาวสะอาด กล่าวว่า “วันนี้ผู้น้อยจัดขบวนเช่นนี้ เพื่อตระเตรียมแตกหักกัน ทั้งถือว่าปฏิบัติตามพระเสาวนีย์ไม่ว่าก่อกวนเรื่องราวใหญ่โตเพียงไหนก็ไม่มีปัญหา ทุกประการล้วนแล้วแต่หลงแหย”

หลงอิงนึกถึงเคล็ดวิชาเร่งเร้ามาร หากเกิดการต่อสู้ จะได้ทดสอบวิชาฝีมือนี้ สร้างความฮึกเหิมขึ้นมา กล่าวว่า “พวกเราเลี้ยงปากท้องก่อนแล้วค่อยว่ากล่าว”

ในเสียงหัวร่อ ทั้งหมดเดินข้ามถนนยาว มุ่งหน้าไปยังสิ่งปลูกสร้างที่แขวนป้ายยี่ห้อ เหลาสุราตระกูลต่ง”

ย่านที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของนครลั่วหยาง รวมตัวอยู่ที่สองฝั่งแม่น้ำลั่วสุ่ย เรียกรวมว่าย่านลั่วสุ่ย

แม่น้ำลั่วสุ่ยเท่ากับเป็น “เส้นเลือด” ของนครลั่วหยาง มีท่าเรือใหญ่น้อยมากมาย ที่ใหญ่โตที่สุดคือท่าลั่วสุ่ยกับท่าซินถาน แต่ท่าชินถานสามารถรองรับเรือสินค้านับพัน ส่งผลให้ย่านลั่วสุ่ยเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทางราชสำนักยังจัดตั้งหน่วยเก็บส่วนอากรในที่นี้ เนื่องจากพระนางบูเช็คเทียนต้องการปฏิรูป จึงเรียกเก็บอากรเพียงเล็กน้อย ลดขั้นตอนต่างๆ ลง กระตุ้นให้กิจการค้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ดังนั้นย่านลั่วสุ่ยกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้า ปรากฏโรงเตี๊ยม เหลาสุราร้านแลกเงิน ร้านรถราม้าต่างเรียงรายแน่นขนัด สะพานเทียนจินเฉียวยังเชื่อมตลาดเหนือและใต้ของแม่น้ำลั่วสุ่ยเข้าด้วยกัน ทำให้นครลั่วหยางกลายเป็นเมืองที่ไม่หลับใหล ส่วนถนนรองลงไปเปิดหอนางโลม โรงรับจำนำหกสิบกว่าแห่ง คึกคักครึกครื้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ราชวงศ์โจวสืบทอดนโยบายของถังไท่จงฮ่องเต้ ประกาศห้ามเล่นพนัน ดังนั้นนครลั่วหยางมีแต่บ่อนส่วนตัว ไมมีบ่นอพนันที่เปิดเผย นักพนันที่นิยมเล่นได้เสีย ได้แต่ไปเสี่ยงโชคที่บ่อนส่วนตัว พระนางบูเช็คเทียนก็ทรงลืมพระเนตรข้างหลับพระเนตรข้าง ด้วยทรงทราบว่าการพนันกับเที่ยวสตรีเป็นการละเล่นที่มีมาแต่โบราณกาล ไม่มีวันห้ามขาดได้

นครลั่วหยางยังเป็นศูนย์กลางค้าขายผลผลิตทุกสารทิศ และของมีค่าทั้งสี่ทะเล ไม่ว่าแพรไหม โสมคน ดีวัวเหลือง* หนังกวาง นอแรด มีแต่ส่งมายังที่นี้จึงขายได้ราคาดี

* ยาสมุนไพรชั้นเลิศ มีราคาแพง

จุดเด่นอีกประการหนึ่งของนครลั่วหยางคือสิ่งปลูกสร้างหลายชั้น เหลาสุราตระกูลต่งเป็นเหลาสุราสูงสามชั้น คงไว้ซึ่งสีสันโบราณกาลบวกกับเมื่อครั้งกระโน้นโค่วจงกับฉีจื่อหลิงแวะกรายมาหลายครั้ง ดังนั้นชาวยุทธจักรยึดถือเป็นที่ต้องแวะมา ตั้งแต่เช้าจรดค่ำไม่เคยมีโต๊ะว่าง หากเป็นคนที่ไม่มีหนทาง อย่าคิดหมายจับจองที่นั่งได้

เป็นขันทีแผนพิธีการภายในวังเสนอหน้า ทางเหลาสุราตระกูลต่งย่อมต้องให้เกียรติ โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าผู้มาเป็นราชอาคันตุกะของพระนางบูเช็คเทียน ย่อมไม่กล้าเพิกเฉย จัดให้อยู่ห้องข้างชั้นที่สามที่ผู้ไม่มีคุณสมบัติอย่าคิด หมายเหยียบย่างเข้ามา

เหลิ่งหวี่เห็นห้องข้างสามารถชมทิวทัศน์ของสะพานเทียนจินเฉียว สร้างความพึงพอใจยิ่ง เชื้อเชิญหลงอิงนั่งประจำที่ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ได้ดีที่สุด จากนั้นอาหารที่ขันทีแผนกพิธีการสั่งไว้ทยอยยกมา

อันดับแรกเป็นหมั่นโถวที่ร้อนกรุ่นสุมซ้อนกันราวภูเขาเล็กๆ สองถาด ตามด้วยอาหารว่างรสเลิศ ชั่วพริบตาก็จัดเรียงรายเต็มโต๊ะ ทั้งหมดจึงดื่มกินอย่างเต็มที่

เสียงเคาะประตูพลันดังขึ้น

ทั้งหมดหันไปมองหน้ากัน ขบคิดไม่เข้าใจว่า เป็นผู้ใดไม่รู้จักดีชั่ว กลับกล้ามารบกวนพวกมัน

เหลิ่งหวี่ขณะจะสั่งคนไปเปิดประตู ที่เบื้องนอกก็บังเกิดเสียงเล็กเสียงน้อยเสียงหนึ่งดังว่า “หลงอิงจ้วงซื่อ (ท่านผู้เข้มแข็ง) พวกเราเป็นคนวิ่งเต้นรับใช้ของเสี่ยวฝอแหย (พระคุณเจ้าน้อย) ต่างนิยมเลื่อมใสในตัวจ้วงซื่อ โดยเฉพาะฝีมือที่จ้วงซื่อท่านโอบซ้ายกอดขวา ยังสามารถใช้ถ้วยชาต้านลูกธนู ยิ่งมากมีสีสัน ทำให้พวกเราเหล่าบุรุษคิดใคร่ยลโฉม ส่วนสตรีก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำตอนนี้เสี่ยวฝอแหยของพวกเราจัดโต๊ะที่ชั้นสอง คิดเรียนเชิญจ้วงซื่อท่านไปพบปะสนทนา ทั้งหมดคบหาเป็นสหายกัน”

ทุกผู้คนในห้องข้างเดือดดาลเป็นการใหญ่ วาจาประดานี้แสดงว่ากล่าวประชดแดกดัน เยาะเย้ยหลงอิงเป็นบุรุษคนโปรดของพระนางบูเช็คเทียน จงใจเรียกมันเป็นจ้วงซื่อ (ท่านผู้เข้มแข็ง) ทั้งกล่าวเป็นนัยว่าเรื่องใช้ถ้วยชาต้านลูกธนูอวดโอ่เกินจริง ยิ่งกล่าวยิ่งระคายหู บวกกับสำเนียงเสียงกล่าวที่น่ารังเกียจ จนผู้คนทนทานรับไม่ได้

เหลิ่งหวี่กล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ไม่ว่าเจ้าเป็นใคร หากได้ยินเจ้ากล่าวอีกคำเดียว รับรองว่าเจ้าจะนึกเสียใจที่ถือกำเนิดเป็นผู้คน”

หลงอิงสงสัยใจยิ่ง เหลิ่งหวี่ไฉนกล้ำกลืนโทสะเช่นนี้ได้ จากนั้นฉุกคิดว่าเหลิ่งหวี่คงนึกกริ่งเกรงต่อเสี่ยวฝอแหย (พระคุณเจ้าน้อย) อะไรนั่น แต่ว่ามันหามีข้อกริ่งเกรงไม่ ทั้งปรารถนาให้มีคนเสนอหน้า ตอนนี้มันเพาะสร้างพันธุมารขึ้นในตัว หากมีโอกาสลงมือ จะเข้าสู่ขอบเขตขั้นเร่งเร้ามาร ดังนั้นหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เสี่ยวฝอแหยอะไรนั่นของเจ้าหากต้องการพบเราผู้แซ่หลง ก็ไสหัวขึ้นมาหาบิดา เราผู้แซ่หลงจะคบหาเป็นสหายกับมัน”

แว่วเสียงฝีเท้าห่างหายออกไป ฝ่ายตรงข้ามไม่กล้ากล่าวมากความแม้สักครึ่งคำจริงๆ

ราชองครักษ์เสี่ยวเจิง (เจิงน้อย) แค่นหัวร่อกล่าวว่า “ตัวอุบาทว์น้อยคือตัวอุบาทว์น้อย”

ราชองครักษ์อีกคนหนึ่งเสี่ยวเจี้ย (เจี้ยน้อย) กล่าวอย่างโกรธแค้นว่า “สนใจไยกันว่าเสี่ยวฝอแหย (พระคุณเจ้าน้อย) มีสามหัวหกกร เมื่อสืบเสาะมาถึงถิ่น พวกเราไหนเลยไม่มีการแสดงออกได้?”

เหลิ่งหวี่ด่าทอว่า “พวกเจ้าเข้าใจอันใด อิงแหย (นายท่านอิง) กอปรด้วยสติปัญญาความกล้าหาญ ตอนนี้พวกมันสืบเสาะมาก็ใช่ที่ ไม่สืบเสาะมาก็ใช่ที่ นี่เรียกว่าฝ่ายกำหนดเป็นเรา เข้าใจหรือไม่?”

หลงอิงกล่าวเสริมว่า “ข้าพเจ้ามีข้อขอร้องประการหนึ่ง รอสักครู่พวกมันสืบเสาะมา ปล่อยให้ข้าพเจ้าจัดการกับพวกมันเอง”

ทุกผู้คนคัดค้านอย่างแข็งขัน ล้วนแล้วแต่ไม่ยินยอม

เหลิ่งหวี่กลัวว่ามันยังไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างถ่องแท้ จึงกล่าว “เสี่ยวฝอแหย (พระคุณเจ้า) ผู้นี้พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง อาจารย์เป็นหนึ่งในสี่ธรรมรักษ์สังกัดสังฆราชานามหยางเสอเหลิ่ง ตัวมันมีห้องพระที่ละแวกสะพานเทียนจินเฉียว ฝึกวิชาฮวนซี่ฉาน* มีการคบหากับสองพี่น้องตระกูลจาง ทั้งกลัวว่าในผู้คนที่มาก่อเรื่องเจือปนด้วยสมุนของสองพี่น้องตระกูลจาง ไม่เช่นนั้นทั้งที่ทราบว่าพวกเรามีกำลังกล้าแข็ง ไหนเลยกล้ามาหาเรื่อง?”

* วิชานอกรีตว่าด้วยการอภิรมย์สมสู่ของชายหญิง

หลงอิงยังคิดเกลี้ยกล่อมมัน ราชองครักษ์เสี่ยวหม่าพลันเบิ่งตามองไปยังสะพานเทียนจินเฉียว ร้องอย่างลืมตัวว่า “นางมารน้อยของพวกเรามาแล้ว”

ไม่มีผู้ใดสนใจพระคุณเจ้าใหญ่หรือพระคุณเจ้าน้อย รวมทั้งเหลิ่งหวี่ด้วย ทุกคนกรูกันไปยังหน้าต่างทั้งสองบานของห้องข้าง มองลงยังเบื้องล่าง

หลงอิงพลอยเกิดความสงสัยอยากรู้ กวาดตาออกนอกหน้าต่างไป

ม้าเจ็ดแปดตัวปรากฏขึ้นบนสะพานเทียนจินเฉียว ต่างเร่งม้าห้อตะบึง มุ่งหน้ามาทางเหลาสุราบนหลังม้าตัวแรกเป็นหญิงสาวชุดหลากสี หน้าตาหมดจดสดใส สามารถคร่าขวัญสะกดวิญญาณผู้คน ที่ติดตามอยู่ด้านหลัง เป็นชายหนุ่มรูปงามที่มองปราดเดียวก็ทราบว่าเป็นลูกหลานคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่หกเจ็ดคน ทุกคนสวมใส่เสื้อผ้าสีสด ประดุจหมู่ดาวล้อมเดือน ชั่วพริบตาก็ติดตามนางมารน้อยไปจนหายลับจากคลองจักษุ

เหลิ่งหวี่กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “อิงแหย (นายท่านอิง) อย่าได้โทษว่าพวกมัน นางงามน้อยที่น่าลุ่มหลงตายจริงๆ เป็นบุตรีคนโปรดของรัฐบุรุษตี้เหยินเจี๋ย ความงามเลื่องลื่อไปทั่วเมือง มีนิสัยชมชอบประลองฝีมือกับผู้คน คนที่พ่ายแพ้ใต้เงื้อมมือมันมีจำนวนไม่น้อย แต่ว่าแสร้งแพ้มากกว่า”

เสี่ยวหม่ายกมือกอดอก ทำท่าเคลิบเคลิ้มงมงาย กล่าวราวละเมอว่า “หากสามารถเชยชิดสนิทสนมกับนาง ต่อให้ทอนอายุเราสิบปีก็ยินยอม”

ราชองค์รักษ์อีกคนหนึ่งกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ทอนอายุร้อยปีก็ไม่ได้”

ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมากระทบโสต หนึ่งในจำนวนนั้นทิ้งเท้าหนักหน่วงเป็นพิเศษ กลบเสียงฝีเท้าของผู้คนอีกสิบกว่าคนไป หลงอิงยิ้มพลางกล่าวว่า “เสี่ยวฝอแหย (พระคุณเจ้าน้อย) มาแล้ว”

เหลิ่งหวี่เหลือบมองมันอย่างตื่นเต้นสงสัยแวบหนึ่ง เนื่องเพราะจนบัดนี้มันค่อยได้ยินเสียงฝีเท้า จึงกล่าว “ชักนำพวกมันเข้ามา อย่าได้ออกจากห้องไป”

เหล่าราชองครักษ์ผงกศีรษะรับคำ ล้วนกระเหี้ยนกระหือรือคิดลงมือ

ตรงกันข้ามกับหลงอิงบังเกิดความตื่นเต้นอยู่บ้าง เนื่องเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มันลงมือ อันว่าพันธุมารไม่อาจเปรียบเทียบว่าเป็นวิทยายุทธ์หรือเคล็ดวิชา หากเป็นพลังอันลี้ลับและอินทรีย์ญาณที่อยู่เหนือวิชาฝีมือทั้งมวล ทั้งไม่มีกระบวนท่า ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ทั้งไม่ถูกจำกัดด้วยอาวุธอันใด

ตามคำอรรถาธิบายของสั้งหวี่เถียน มีแต่พาตัวเองเข้าสู่ห้วงคับขันระหว่างความเป็นความตายไม่ว่าสู้กันตัวต่อตัว หรือว่าใช้คนน้อยสู้พวกมากจึงจะเข้าสู่ขอบเขตของพันธุมาร อาวุธของท่านไม่จำกัดที่พลังของตัวเอง หากแต่เป็นยุทธวิธีที่ครอบคลุมสภาพแวดล้อมทั้งหมด คนกับมารหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่ง หลังการต่อสู้ไม่หยุดหย่อนพันธุมารค่อยถูกปลดปล่อยออกมาทีละน้อย เมื่อพันธุมารถูกเร่งเร้าถึงขีดสุด จะเร่งเร้ามารจนสำเร็จเป็นมาร เมื่อถึงเวลานั้นคนกับพันธุมารไม่มีการแบ่งเขาแบ่งเรา ถือเป็นความสำเร็จขั้นเบื้องต้น

ผู้มาหยุดยืนที่หน้าประตู ที่หลงเหลือกระจายไปยังสองฟากข้าง

เหลิ่งหวี่โบกมือส่งสัญญาณ เหล่าราชองครักษ์พากันผุดลุกขึ้น ยึดตำแหน่งอันมีเปรียบในห้องข้างไว้ ตระเตรียมว่าหากศัตรูบุกเข้ามา จะชิงจู่โจมลงมือ ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นราชองครักษ์พระนางบูเช็คเทียน ล้วนผ่านการคัดสรรจากไพร่พลนับพันนับหมื่น กรำศึกมาอย่างโชกโชน ผ่านการฝึกอย่างเข้มงวด นี่เพียงเป็นการต่อสู้ในวงนักเลง ล้วนไม่จดจำใส่ใจ

คงเหลือแต่หลงอิงกับเหลิ่งหวี่ที่ยังนั่งกับที่เดิม

ที่นอกประตูบังเกิดเสียงหัวร่อดังยาวนาน ต่อจากนั้นเสียงหัวร่อชะงักขาดหาย กลับคืนสู่ความเงียบสงบ คล้ายกับว่าผู้คนที่เบื้องนอกพลันสาบสูญไป

ถึงแม้หลงอิงยังไม่เห็นศัตรู แต่ล่วงรู้สภาพของฝ่ายตรงข้ามโดยกระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือ รู้สึกว่าเส้นลมปราณทั่วร่างเต็มเปี่ยมด้วยพลัง หากไม่ระบายออกมา กลับสร้างความทรมานยิ่งกว่าทำศึกสัประยุทธ์อีก ยามนั้นในใจมันปราศจากข้อกริ่งเกรง ทั้งหวาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม ต้องการทดสอบว่าตอนนี้ตนเองร้ายกาจสักเพียงไหน

สุ้มเสียงอันเข้มแข็งเสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูว่า “ท่านพี่ราชองครักษ์มีอันใดต้องตื่นเต้น เราเสี่ยวฝอแหย (พระคุณเจ้าน้อย) มาเพราะได้ยินกิตติศัพท์ คิดทักทายกับหลงเสี่ยวตี้ (น้องเล็กหลง) ดูว่ามันจะคบหาเราเป็นสหายอย่างไร”

ในที่สุดประตูห้องถูกเปิดออก

หลวงจีนหนุ่มที่หล่อเหลา ครองจีวรสีเหลืองรูปหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู ประนมมือทั้งสอง ดวงตาทอประกายอันชั่วร้าย หาแยแสเหลือบแลเหลิ่งหวี่ เพียงจับจ้องมองหลงอิงแต่ผู้เดียว

หลงอิงยิ้มโดยไร้เสียงกล่าวว่า “วิธีคบหาสหายของข้าพเจ้า เกรงว่าหลวงจีนทุศีลท่านรับไว้ไม่ได้”

เสียงขาดคำ คนคล้ายควันเบาบางสายหนึ่งคุกคามถึงเบื้องหน้าเสี่ยวฝอแหย เหลิ่งหวี่ที่นั่งอยู่ด้านข้าง ยังไม่อาจเห็นชัดตาว่ามันลุกจากเก้าอี้ ผุดลุกขึ้นยืนอย่างไร

เสี่ยวฝอแหยหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ต่อให้หลวงจีนหนุ่มนี้มีฝีมือสูงเยี่ยมเพียงไหน ยังถลันหลบไปด้านข้าง หลงอิงกลับบุกฝ่าออกจากห้องข้างไป

เหลิ่งหวี่และพวกเพิ่งร้องผิดท่าในใจ บนทางระเบียงนอกประตูก็เกิดการต่อสู้ตะลุมบอนขึ้น

เหยี่ยวมาร สะท้านสิบทิศ (หน้า 97 - 108)

            แรกทดสอบฝีมือ

ในที่สุดหลงอิงเข้าสู่โลกแห่งการต่อสู้ภายใต้พันธุมารที่ปะทุขึ้นมา

พริบตาที่มันถลันออกจากประตูห้อง ทิ้งเท้าลงบนระเบียงยาว เสียวฝอแหย (พระคุณเจ้าน้อย) ที่อยู่ทางขวามือของมันตวัดเท้าจากเบื้องล่าง มุ่งใส่ตำแหน่งข้อเท้าของมัน ยังมีอีกคนหนึ่งจู่โจมจากทางซ้ายมือ มือหนึ่งทำท่าจู่โจม แท้ที่จริงเป็นท่าหลอกล่อ อีกมือหนึ่งรวบกำเป็นหมัด กระแทกใส่ข้างเอวของมัน ยังมีศัตรูอีกคนหนึ่งถลันมาจากด้านหน้า คิดสกัดขัดขวางมัน ใกล้บรรลุถึงตำแหน่งจู่โจมลงมือ

เมื่อเคลื่อนไหวต่างก็เคลื่อนไหว บนทางระเบียงมีศัตรูสิบสามคน ต่างคิดหาโอกาสเข้าร่วมวงต่อสู้ แต่เนื่องเพราะถูกจำกัดด้วยทางระเบียง ส่งผลกระทบถึงกันและกัน กีดขวางซึ่งกันและกัน ไม่อาจหยั่งคาดคำนวณสภาพของหลงอิงได้

เนื่องเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว บวกกับวิชาการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้ามมีข้อแตกต่าง บางคนขาดการประสานเสริม กลายเป็นกระทบกระทั่งกันเอง ไม่สามารถเปล่งอานุภาพของการใช้พวกมากข่มเหงคนน้อย กลับเปิดโอกาสให้หลงอิงฉวยได้

ประสาทสัมผัสของหลงอิงถูกกระตุ้นปลุกเร้าขึ้นกลิ่นอายระลอกแล้วระลอกเล่าชำแรกเข้ามายังช่องโพรงจมูกของมัน ประกอบเป็นภาพแผนที่ของกลิ่นขึ้นในห้วงสมอง ที่สร้างความสนใจแก่มันคือ เท้าที่เสี่ยวฝอแหยเตะกราดมาแฝงกลิ่นสมุนไพรอันฉุนเฉียว หลงอิงสังหรณ์ใจว่าความนี้ซ่อนความคิดฆ่าฟันไว้ พร้อมกันนั้นก็ฉุกใจได้คิดขึ้น

มันขบคิดไม่เข้าใจว่า เสี่ยวฝอแหยทั้งที่ทราบว่ามันเป็นราชอาคันตุกะของพระนางบูเช็คเทียน เหตุใดยังกล้าสืบเสาะมารังควานหาเรื่อง ตามเหตุผลต่อให้เสี่ยวฝอแหยมีขวัญกล้าเทียมฟ้า ก็ไม่กล้าฆ่าตนเอง ประเด็นสำคัญคือฝ่ายตรงข้ามไม่มีความคิดฆ่ามัน เพียงคิดวางยาต่อมัน การวางยานี้เพียงทำลายสมรรถภาพบางส่วนของตนเอง จุดประสงค์เพื่อทำลายความสัมพันธ์ของตนองกับพระนางบูเช็คเทียน

ความรู้สึกทางผิวกายของมันก็ไม่ธรรมดา แทบกล่าวได้ว่าต่อให้สูญเสียขีดความสามารถอาศัยลักษณะของแรงกดดัน นำไปสู่การคำนวณตำแหน่งแห่งที่ ระยะใกล้ไกลและระดับความเร็วที่ศัตรูบุกจู่โจมมา

ความรู้สึกของการได้ยินยังยอดเยี่ยมยิ่งกว่า ไม่ว่าพลังการฝึกปรือ สภาพการโคจรหมุนเวียนของพลังในเส้นลมปราณ ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของศัตรู ล้วนถูกส่งเข้ามายังใบหูอันประเปรียวของมัน

ขณะที่ความสามารถพิเศษของพันธุมาคือบังเกิดพลังลมปราณกระจายไปยังเส้นลมปราณปรกติกับเส้นลมปราณพิเศษ คล้ายไม่มีวันสิ้นสุดยุติเมื่อมันบังเกิดความคิดขึ้น พลังภายในกายจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สอดรับกับจิตแห่งธรรมของมัน เฉกเช่นน้ำกับน้ำนมเชื่อมประสาน บรรลุถึงขั้นใจล่วงรู้จิตกำหนด สำนึกถึงมือถึงซึ่งเป็นขอบเขตชั้นสูงของวิชาการต่อสู้

คุณลักษณะทั้งหลายนี้หนุนส่งให้หลงอิงมีขีดความสามารถในการหยั่งรู้ศัตรู ไม่ว่าตกอยู่ในสถานการณ์เยี่ยงไร สามารถทำการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ ช่วยให้กำหนดยุทธวิธีที่ดีที่สุด

หลงอิงพลันเคลื่อนกายไปยังด้านหลัง สภาวะจู่โจมสองฟากข้างล้วนจู่โจมใส่อากาศธาตุ เสี่ยวฝอแหยกับศัตรูทางซ้ายแทบปะทะชนกันเอง สร้างความตระหนกแก่ทั้งสองจนถอยห่างไป แต่หลงอิงชิงตวัดเท้าเตะใส่เท้าที่หดกลับไปของเสี่ยวฝอแหย เสียงเพียะพร้อมกับเข็มพิษที่เสี่ยวฝอแหยติดตั้งอยู่ที่หัวรองเท้าหักสะบั้นไป

ต่อจากนั้นหลงอิงหมุนตัวดังขวับ มาถึงกลางทางระเบียง ลอยตัวขึ้นไป พลิกตัวกลางอากาศ ทิ้งตัวลงยังด้านซ้ายมือ ศัตรูสองคนยังไม่ทันทำความเข้าใจ หลงอิงก็จี้นิ้วใส่ขม่อมของทั้งสองคนละดรรชนี ทั้งสองส่ายร่างโงนเงน โอนไปเอนมาราวกับร่ำสุราเข้าไป เป็นเหตุให้ขบวนศัตรูที่วุ่นวายอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มความชุลมุนวุ่นวาย จนแตกพ่ายไม่เป็นขบวน

หลงอิงอาศัยความชุลมุนวุ่นวายของศัตรูพาตัวมายังพื้นที่ช่องว่างทางซ้ายมือของศัตรูด้วยท่าร่างลี้ลับดุจภูตพราย ถลันไปทางซ้าย เคลื่อนย้ายไปทางขวา ใช้ยุทธวิธีการต่อสู้ในรูปแบบของพันธุมาร ก่อนที่ศัตรูคู่ต่อสู้จะกระทบถูกชายเสื้อมัน ก็ถูกโค่นล้มระเนระนาดลง

ยามนั้นเหลิ่งหวี่และพวกค่อยโถมออกจากห้อง เข้าร่วมวงต่อสู้ ทำการตัดขบวนศัตรูที่กลุ้มใสหลงอิงจนขาดเป็นสองท่อน พวกมันเห็นหลงอิงโค่นศัตรูล้มลงเกือบครึ่ง จึงบังเกิดขวัญและกำลังใจอักโข ทุกคนคล้ายพยัคฆ์หลุดจากกรง กลับกลายเป็นพวกมันใช้พวกมากข่มเหงคนน้อย เข่นฆ่าจนศัตรูร้องโอดโอย แตกฮือหลบหนีไปรอบข้าง

ผู้มาดื่มกินในห้องข้างหลังอื่นพบว่าบนทางระเบียงเกิดการต่อสู้ ก็มีคนผลักประตูชะโงกศีรษะออกมาชมดู แน่นอนไม่มีผู้ใดกล้าออกมา กลัวว่าพลาดท่าถูกทำร้ายด้วย

สถานการณ์พลันเปลี่ยนพลิก เสี่ยวฝอแหยที่พกพาความเหิมเกริมรุดมา กลับกลายเป็นเผชิญหน้ากับหลงอิงตัวต่อตัว พลันสะกิดนิสัยดุร้ายขึ้น ชักมีดสั้นที่พกติดตัวออกมา โถมจู่โจมใส่หลงอิง

หลงอิงถดถอยไปด้านหลังเล็กน้อย เปิดโอกาสให้เสี่ยวผอแหยจู่โจมลงมือ ปากหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “ไม่ต้องรีบร้อนคบหาสหายถึงเพียงนี้”

พลางโบกมืออย่างปลอดโปร่ง กวาดถูกมีดสั้นที่ฝ่ายตรงข้ามกรีดจู่โจมมา พลังมารที่อัดแน่นไว้ปะทุออกไป เสี่ยวผอแหยแค่นเสียงครวญคราง มีดสั้นหลุดลอยจากมือ ง่ามมืดฉีกขาดออก ยังไม่ทันบังเกิดความตื่นตระหนก ก็ถูกเท้าที่หลงอิงถีบออกมายันใส่หน้าท้อง ตลอดทั้งร่างปลิวลิ่วไปด้านหลังร่วงฟาดกับพื้นอย่างหนักหน่วง บังเกิดเสียงโครมใหญ่

การต่อสู้ยุติลง เหล่าศัตรูนอนเกลื่อนกลาดบนทางระเบียง แต่เพียงรับบาดเจ็บไม่ถึงกับเสียชีวิต เพียงแต่ไม่มีผู้ใดคืบคลานลุกขึ้นได้

ขณะที่เหลิ่งหวี่กำลังสะสางปัญหาหลังการต่อสู้ เจ้าหน้าที่มือปราบก็มาถึง ที่แท้พระนางบูเช็คเทียนทรงให้ความสำคัญกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของย่านลั่วสุย ดังนั้นกระจายสายสืบอยู่ทั่วทั้งย่าน ขอเพียงเกิดความผิดปรกติ ล้วนไม่อาจรอดพ้นจากหูตาของพวกมัน

เหลิ่งหวี่เปิดเผยศักดิ์ฐานะราชอาคันตุกะของหลงอิง และยศตำแหน่งของตนเอง เจ้าหน้าที่มือปราบไม่กล้าเพิกเฉย รีบเรียกระดมกำลัง ควบคุมตัวเสี่ยวฝอแหยที่สูญเสียความสามารถในการต่อสู้ ตระเตรียมนำตัวไปยังสถานที่ทำการในเมืองพระราชวัง

หลงอิงและพวกพกความกระหยิ่มยินดีลงจากเหลาสุรา มาถึงถนนใหญ่ที่มีผู้คนและรถราคับคั่ง

หลงอิงกล่าวถามว่า “เรื่องนี้ต้องกราบทูลฝ่าบาท สองพี่น้องตระกูลจางแบกรับไว้ได้หรือไม่?”

เหลิ่งหวี่กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “สองพี่น้องตระกูลจางคงต้องถูกตำหนิอย่างรุนแรง แต่เนื่องจากเรื่องราวเกี่ยวพันถึงวัดเจิงหวงซื่อ (วัดสังฆราชา) สุดท้ายยากที่จะบอกได้”

หลงอิงขณะจะซักถาม นาสิกพลันสูดได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคยจากกลิ่นอายอันสับสนบนท้องถนนต้องใจหายวาบ รีบฉุดดึงเหลิ่งหวี่ตัดข้ามถนนแต่กริ่งเกรงมันเกิดความตื่นตัว จึงกล่าวแบ่งแยกสมาธิของมันว่า “ก่อนนี้ตอนที่ออกจากตำหนักซ่างหยางกง พบว่ามีคนสะกดรอยตามอยู่ด้านหลัง ฝ่ายตรงข้ามที่แท้มีสารรูปอย่างไร?”

สายตาของเหลิ่งหวี่ถูกเจ้าหน้าที่มือปราบที่ควบม้ามาเป็นจำนวนมากดึงดูดไว้ ปากกล่าวโดยไม่ตั้งใจว่า “ไม่อาจเห็นชัดตา มันพายเรืออยู่ที่ท้ายเรือ ดึงขอบหมวกงอบลงมาปิดบังใบหน้า แต่ฝีมือการสะกดรอยตามสูงเยี่ยมยิ่ง พอทราบว่าพวกเราจับตาดูมัน ก็จอดเทียบท่าขึ้นฝั่งไป”

หลงอิงยิ่งพิสูจน์ยืนยันข้อสันนิษฐานในใจ

เหล่าเจ้าหน้าที่มือปราบลงจากหลังม้าที่หน้าเหลาสุรา ย่อมมีคนจูงม้าไปยังโรงม้าที่ด้านหลังเหลาสุรา ทุดผู้คนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพอย่างสูง ทั้งอยู่ในระเบียบวินัย หนึ่งในจำนวนนั้นยังเดินข้ามถนนมา

หลงอิงลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ทราบว่ารอดพ้นจากวิกฤตการณ์ลอบสังหารอีกครั้ง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเหล่าเจ้าหน้าที่มือปราบรุดมาอย่างทันท่วงที จึงกวาดตาไปยังผู้มา เห็นคนผู้นี้มีอายุสามสิบเศษ เค้าใบหน้าเหี้ยมหาญ ไว้เครารกครึ้มตาโปนปานกระดิ่ง ต่ำเตี้ยกว่าหลงอิงสองสามนิ้ว แต่ช่วงคอหยาบไหล่บ่ากว้าง ทำให้ร่างท่อนบนเป็นรูปสี่เหลี่ยม ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง แสดงว่าฝึกวิชาปรับร่างท่อนล่างม้า

เหลิ่งหวี่รู้จักคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี จึงแนะนำว่า “นี่เป็นผู้ตรวจการมือปราบเทพนครเราลู่สือฟูพี่ใหญ่ลู่ เป็นคนบ้านเดียวกับเราเช่นกัน”

ลู่สือฟูคารวะทักทายด้วยมารยาทอันดี

หลงอิงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ท่านมีคนบ้านเดียวกันอยู่ที่เทพนครมากหลาย”

ลู่สือฟูยิ้มพลางกล่าวว่า “ ระหว่างที่ฝ่าบาทยังอยู่ในตำแหน่งฮองเฮา มิเพียงทำลายการผูกขาดหน้าที่สำคัญในราชสำนัก ทั้งยังปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้คนที่ให้ความสำคัญกับภูมิภาค พวกเราเหล่าลูกหลานตระกูลยากไร้ทางกวนจง* ได้รับประโยชน์เป็นอันดับแรก ปรากฏผู้คนจำนวนมากรับเลือกให้มาดำรงตำแหน่ง พระมหากรุณาของฝ่าบาท พวกเราแม้ร่างแหลกลาญยังไม่อาจตอบแทนได้”

* หมายถึงพื้นที่ด้านตะวันออกของด่านหานกู่กวน

หลงอิงมีความคิดอ่านเกินคน พลันเข้าใจในบัดดล ควรทราบว่าขุนนางที่มีความดีความชอบเมื่อครั้งแรกสถาปนาราชวงศ์ถัง ส่วนใหย่เป็นชนชั้นปกครองเมื่อสมัยราชวงศ์สุย ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดคือตระกูลหลี่ กลับให้ความสำคัญกับตระกูลขุนนางชั้นสูงและลักษณะของภูมิภาค เมื่อพระนางบูเช็คเทียนต้องการเพาะสร้างคณะทำงานของพระนาง ย่อมต้องแสวงหาจากภายนอก ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ลู่สือฟูกับเหลิ่งหวี่จึงได้รับการใช้สอย จากพระนางบูเช็คเทียน มีแค่ชนชั้นปกครองที่เพิ่งผุดขึ้นมาใหม่จึงจงรักภักดีต่อพระนาง หลงอิงนับว่าทำความเข้าใจกับวิธีการปกครองแผ่นดินของพระนางบูเช็คเทียนอีกขั้นหนึ่ง

เหลิงหวี่ล้วงเข็มพิษที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุ และใช้ห่อขาวห่อไว้จากอกเสื้อ ยื่นส่งต่อลู่สือฟูกล่าวว่า “นี่เป็นหลักฐานที่ติดอยู่ที่หัวรองเท้าของเสียวฝอแหย (พระคุณเจ้าน้อย)”

ลู่สือฟูรับเข็มพิษมา ใช้จมูกสูดดมอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหลับตาลง

เหลิ่งหวี่ฉวยโอกาสกล่าวกับหลงอิงว่า “ผู้ที่คลุกคลีในเทพนคร ไม่มีผู้ใดไม่เห็นแก่หน้าพี่ใหญ่ลู่”

ฟูห่อเข็มพิษไว้อย่างระมัดระวัง หย่อนลงในถุงย่าม กล่าวว่า “เราเคยคลี่คลายคดีเช่นนี้มาแล้ว พิษชนิดนี้เรียกว่าลูกผู้ชายคับแค้น แม้ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ทำให้ผู้คนรับประทานอาหารไม่ลงที่หนักหนาสาหัสคือสูญเสียสมรรถภาพทางเพศไประยะหนึ่ง สองพี่น้องตระกูลจางชั่วร้ายยิ่ง แสดงว่ามุ่งเป้ามาที่อิงแหย (นายท่านอิง)”

หลงอิงอาศัยปฏิกิริยาอันประเปรียวของพันธุมาร คาดการณ์ได้โดยคร่าวๆ ดังนั้นหาใส่ใจไม่ตรงกันข้ามมันบังเกิดความตื่นเต้นสงสัยที่ลู่สือฟูก็เรียกขานมันเป็นอิงแหย จึงถามไถ่รายละเอียด

เหลิ่งหวี่ชิงตอบว่า “ฝ่าบาทให้ความสำคัญกับศักดิ์ฐานะของบุคคล ถึงแม้ประกาศว่าอิงแหยเป็นราชอาคันตุกะ ทั้งวางตัวเป็นยอดคนเหนือโลกแต่ไม่เอ่ยถึงฉายานาม สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่ขันทีฝ่ายพิธีการ ได้แต่สอบถามพ่างกงกงที่รู้พระทัยฝ่าบาทที่สุด คำอิงแหยเป็นพ่างกงกงกำหนดขึ้น เวลาไม่เช้าแล้ว เราต้องส่งอิงแหยไปยังห้องทรงพระอักษร”

เมื่อเดินทางถึงท่าเทียบเรือ หลงอิงก็เผชิญกับวิกฤตการณ์อีกครั้ง

กลิ่นหอมที่สูดได้เป็นหญิงงามสำนักกุสุมาลย์ เมื่อครู่นี้เป็นนางคิดลอบสังหารตนเอง แต่แล้วมันชิงเดินข้ามถนน ทำให้แผนการล้มเหลว บวกกับเจ้าหน้าที่มือปราบจำนวนมากรีบรุดมาถึงที่เกิดเหตุ ดังนั้นนางมิอาจไม่ปรับเปลี่ยนแผนการ จุดที่เหมาะกับการลอบสังหารที่สุดคือเส้นทางน้ำกลับสู่ตำหนักซ่างหยางกง สร้างความลำบากใจแก่หลงอิงยิ่ง มันต้องการให้นางเอาตัวรอดโดยปลอดภัย ทั้งไม่ต้องการให้นางทำร้ายราชองครักษ์ใด

หลังจากรับมือกับความท้าทายติดต่อตามกัน บวกกับปฏิกิริยาอันปราดเปรียวของพันธุมาร ช่วยให้มันมีไหวพริบในการรับเหตุเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น พอขมวดคิ้วครุ่นคิด ก็นึกได้แผนการหนึ่ง ฉวยโอกาสที่ผู้คนไปนำเรือโดยสารออกจากท่า กล่าวกับเหลิ่งหวี่ว่า “ให้ข้าพเจ้าพายเรือกลับ ลิ้มลองรสชาติของการพายเรือกลางแม่น้ำลั่วสุ่ยสักครา”

เหลิ่งหวี่กล่าวว่า “หากขันทีฝ่ายพิธีการเห็นท่านพายเรือส่งผู้น้อยกลับไป ต้องไม่ปล่อยปละละเว้นผู้น้อยแน่นอน”

หลงอิงนึกหาคำพูดไว้แต่แรก จึงกล่าว “นั่นยิ่งง่ายดาย ปล่อยให้ข้าพเจ้าพายเรือลำหนึ่ง ขันทีฝ่ายพิธีการยังจะกล่าวโทษผู้ใดได้?”

เหลิ่งหวี่ได้แต่รับคำ หากมิใช่มันรับทราบขีดความสามารถของหลงอิงมาแล้ว ต่อให้ฆ่ามันก็ไม่กล้าอยู่ห่างจากหลงอิงแม้สักก้าวเดียว

หลงอิงยืนอยู่ที่ท้ายเรือ โยกถ่อกลางสายลมในใจนึกสะทกสะท้อนยิ่ง

จากเด็กน้อยอันกระจ้อยร่อยของสำนักมาร ทั้งยังเป็นกระถางฝึกวิชาของเทพอธรรมตู้เอ้า พลันกลับกลายเป็นบุคคลสำคัญในนครลั่วหยาง จนบัดนี้ยังเกิดความรู้สึกว่าไล่ไป

ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงสองวัน เกิดวิกฤติการณ์ระลอกแล้วระลอกเล่า ทำให้มันไม่มีเวลาสงบจิตใจนึกถึงสภาพความเป็นอยู่ตัวเอง ขณะที่อนาคตยิ่งพร่ามัวเลือนร่าง

มันสามารถมีชีวิตอย่างสุขสมใจ และอาจกลายเป็นมุสิกวิ่งข้ามถนนที่ทุกผู้คนรุมทุบตี ความรู้สึกนั้นมีแต่ผู้ที่สัมผัสด้วยตนเองจึงทราบได้ ไม่ว่าอธิบายอย่างไรก็ไม่มีคนเข้าใจ เป้าหมายที่ระบายความในใจได้มีแต่พ่างกงกง

มีเรื่องมากหลายที่สับสนงุนงง แต่มีเรื่องหนึ่งที่แน่ชัดคือ ไม่ว่าตกอยู่ในสภาพอย่างไร ไม่อาจร่วมอภิรมย์กับพระนางบูเช็คเทียนเด็ดขาด ไม่เพียงเพราะกริ่งเกรงต่อวิชาอิตถ์เพศของพระนาง ทั้งยังเป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หากเป็นเช่นนั้นมันเท่ากับกลายเป็นผู้ปรนนิบัติ ภายในอีกคนหนึ่งของพระนางบูเช็คเทียน กลายเป็นหนึ่งในสนมบุรุษของพระนาง อย่างนั้นหากสั้งหวี่เถียนตกอยู่ในสภาพของมันจะทำอย่างไร

สำหรับหญิงอื่นละเว้นได้สมควรละเว้น ถึงแม้สามารถยึดถือเป็นการหาความสุขตามประสา แต่พวกนางถึงอย่างไรมิใช่นางคณิกา ตนเองรู้ตัวเองเป็นอย่างดี หากบังเกิดความสัมพันธ์ทางเพสหรือว่าตั้งครรภ์ขึ้นมา มันไม่สามารถทิ้งขว้างได้

มีแต่องค์หญิงไท่ผิงที่มีข้อยกเว้น เนื่องเพราะไม่ต้องวิตกกังวลแทนนาง

นึกถึงตอนนี้ พลันเกิดสัญญาณเตือนภัยขึ้น

ยามนี้เรือเร็วอยู่ห่างจากท่าประจำตำหนักซ่างหยางกงหนึ่งลี้ บนแม่น้ำลั่วสุ่ยมีลำเรือแล่นขวักไขว่ ดูไปไม่พบเห็นเรือที่ต้องสงสัยแต่อย่างไร แต่ด้วยความสูงส่งของสตรีกุสุมาลย์ สามารถใช้เรือลำอื่นเป็นเครื่องกำบัง หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เกรงว่าต้องรอจนนางลงมือค่อยรู้สึกตัว แต่หลงอิงกำลังก้าวสู่ขั้นตอนสำเร็จมาร ดังนั้นล่วงรู้ได้ในบัดดล

สตรีกุสุมาลย์ต่างกับเสี่ยวฝอแหย (พระคุณเจ้าน้อย) และพวกที่ไม่คิดร้ายหมายชีวิตมัน ตรงกันข้ามนางต้องการฆ่ามันอีกครั้ง หากลงมือสำเร็จ พันธุมารที่ยังไม่สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างจะถูกทำลายสิ้น

แม่น้ำลั่วสุ่ยตลอดช่วงผ่านเข้าสู่จิตใจ

เหลิ่งหวี่ที่อยู่บนเรือเร็วด้านหลัง ยังมีเหล่าพี่น้องบนเรือเร็วทั้งหน้าหลังหารู้สึกตัวไม่ ไม่ทราบว่านักฆ่าหญิงชั้นแนวหน้ากำลังเฝ้าจับตาดู สามารถเปิดฉากปฏิบัติการได้ทุกเมื่อ

ทันใด หลงอิงถอนพายขึ้นจากน้ำ ตอนแรกยกชูขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นกรีดวาดเป็นวง พริบตาที่พายไม้พ้นจากน้ำ หมวกงอบที่สานจากไม้ไผ่ซึ่งบรรจุพลังเปี่ยมล้นใบหนึ่งถูกซัดขว้างออกจากเรือสินค้าลำหนึ่ง แหวกฝ่าอากาศดังแหลมเล็ก ตัดเฉียงๆ มา ยังตรงกลางของเรือเร็วของมันดุจกังหันอันหนึ่ง หากแม้นจู่โจมถูกเป้าหมาย รับประกันว่าเรือเร็วจะถูกตัดกลาง พลังกระแทกที่แฝงมากับหมวกงอบ จะสลัดเหวี่ยงหลงอิงลงน้ำ ต้องพิสูจน์ฝีมือกับสตรีกุสุมาลย์ที่ใต้น้ำแล้ว

หลงอิงชิงสืบเท้าออกไปหนึ่งก้าว กวาดพายอย่างเร่งร้อน ขณะที่หมวกงอบอยู่ด้านบนของเรือเร็วห่างไม่ถึงห้าเชียะ พายไม้ก็ชิงจู่โจมถูกหมวกงอบ

ปง!

พลังลมทั้งสองฝ่ายพอปะทะ บังเกิดเสียงดังปานฟ้าร้อง หมวกกลับกลายเป็นเศษผงเต็มท้องฟ้า พายไม้หักสะบั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หลงอิงรู้สึกสองแขนชาด้าน ถูกพลังที่หลงเหลือของฝ่ายตรงข้ามแล่นผ่านเส้นลมปราณบนข้อมือเข้ามา ร่างเซถลาไปด้านหลังอย่างเสียหลัก ได้แต่กระแทกนั่งลงที่ท้ายเรือ อ้าปากกระอักโลหิตคำเล็กๆ ออกมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วก่อนไป เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น เหลิ่งหวี่และเหล่าราชองครักษ์บนเรือที่หลงเหลือตวาดพลางลอยตัวขึ้น ชักอาวุธออกมา เห็นเงาร่างอันแช่มช้อยที่รวดเร็วจนเห็นเพียงเงาจางๆ สายหนึ่งดีดตัวขึ้นจากริมกราบเรือสินค้า ดีดพุ่งเข้าหาหลงอิงราวลูกธนูหลุดจากแหล่ง ทั้งหมดได้แต่เบิ่งตาดูหลงอิงต่อสู้กับคนร้ายตัวต่อตัว

หลงอิงลอบร้องคำร้ายกาจในใจ พลังมารของตนเองเป็นรองฝ่ายตรงข้ามอย่างน้อยสองสามขั้น การปะทะระหว่างหมวกงอบกับพายไม้เมื่อครู่ ทั้งสองฝ่ายต่างทุ่มเทอย่างสุดกำลัง แต่เปรียบกับค่ำคืนนั้นที่ตนเองไม่อาจต้านทานรับการจู่โจมแม้สักคราเดียว มันในตอนนี้หาใช่ชนชั้นอันต่ำทรามไม่

เมื่อไม่สามารถปะทะด้วยกำลัง ได้แต่ช่วงชิงด้วยปัญญา

หลงอิงโคจรพลังมารภายในกายรอบหนึ่ง อาการบาดเจ็บบอบช้ำเพียงเล็กน้อยก็ทุเลาหายดี เป็นความพิสดารอย่างเหลือเชื่อ ขณะเดียวกันพลังมารแผ่พุ่งผ่านส้นเท้าถึงก้นเรือ เมื่อสตรีกุสุมาลย์อยู่ห่างจากมันประมาณครึ่งวา เรือเร็วพลันเคลื่อนขวางไปร่วมหนึ่งวา กดดันจนทราบเรือด้านขวาปรากฏสะเก็ดน้ำกระเซ็นซ่าน

การแต่งกายของสตรีกุสุมาลย์แตกต่างจากวันนั้น แต่งตัวเช่นหญิงชาวประมงธรรมดา ใช้สีลายพร้อยไขว้ตัดกัน ปกปิดรูปโฉมโนมพรรณไว้ ความช้อยของรูปร่างสุดที่จะบรรยายเป็นถ้อยร้อยวาจาได้ หากยังพุ่งตัวเข้ามาดังเดิม คนจะตกลงในน้ำแล้ว

นางพลันตวาดเสียงเจื้อยแจ้ว กลับโคจรพลังกลางอากาศ หยุดยั้งสภาวะไว้ ทะยานขึ้นไปเล็กน้อย พลิกตัวคราหนึ่ง

เหลิ่งหวี่มีปฏิกิริยารวดเร็วที่สุด ซัดกระบี่หลุดจากมือ ใส่ร่างหญิงงามที่ยังพลิกตัวอยู่ มุ่งเป้ามาที่เอวอ้อนแอ้นเพียงหยิบมือเดียวของนาง

มิคาดสตรีกุสุมาลย์หดตัวแล้วยืดออกคล้ายตะปูที่ถูกค้อนมหึมาที่มองไม่เห็นทุบใส่ ร่างปักเฉียงๆ ลง สองเท้าถีบยันออก เป้าหมายเป็นกราบซ้ายของเรือเร็วของหลงอิง เป็นเหตุให้กระบี่ของเหลิ่งหวี่เฉียดผ่านใบหน้านางไป

หลงอิงพบว่าพลังที่แท้จริงของนางไม่ได้รวมอยู่ที่เท้า หากแต่รวมตัวที่จุดตันเถียนท้องน้อยตระเตรียมปล่อยออกมา หากปล่อยให้นางแผ่พุ่งพลังผ่านสองเท้า ต้องสะกิดเรือเร็วพลิกคว่ำลง เมื่อถึงเวลานั้นมันต้องพิสูจน์ฝีมือกับสตรีกุสุมาลย์ตัวต่อตัวอีก

หากฝ่ายตรงข้ามมิใช่สตรี การต่อสู้จะมีส่วนเร่งเร้ามารให้รุดหน้า ถึงแม้ว่าพลังมารสู้นางไม่ได้ แต่สามารถอาศัยคุณลักษณะพิเศษของพันธุมารเข้าต่อกรกับศัตรู ใช้ความอ่อนสู้กับเข้มแข็ง หากแม้นว่าไม่ตาย จะเกิดประโยชน์เหลือคณา

จนใจที่ยามนี้ได้แต่ใช้ยุทธวิธีช่วงชิงด้วยปัญญาต่อไป ไม่อาจหักหาญกับศัตรูอย่างเต็มที่

หลงอิงล้มตัวไปยังกราบเรือด้านซ้าย ร่างท่อนบนยื่นออกนอกเรือ ยื่นมือซ้ายไปในน้ำ เร่งเร้าพลังมารสลัดมือวูบ ลำน้ำขนาดเท่าข้อแขนลำหนึ่งก็พุ่งเฉียงๆ ขึ้นจากน้ำ แปลงเป็นอาวุธลับตามธรรมชาติ สาดพุ่งใส่สตรีกุสุมาลย์ที่สองเท้าอยู่ห่างจากเรือเร็วเพียงสามเชียะ

ตำแหน่งมุมและจังหวะเวลาที่มันใช้ออกล้วนแม่นยำ พริบตาที่สองเท้าของหญิงงามยันใส่กราบเรือ ลำน้ำก็กระแทกถูกหว่างเอวของนาง

ต่อให้สตรีกุสุมาลย์ฝึกวิชาประทับไม่ตายสามารถต้านทานรับอาวุธลับวารีนี้ ก็ต้องถูกพลังลำน้ำกระแทกปลิวกระเด็นไปทางอื่น ถูกหลงอิงทำลายปฏิบัติการลอบสังหารของนางไป

สตรีกุสุมาลย์แสดงว่าคิดไม่ถึงว่าหลงอิงจะเดินหมากเช่นนี้ สร้างความขุ่นแค้นจนตวาดเสียงเจื้อยแจ้ว จากนั้นหดเท้าทั้งสอง แล้วยื่นเท้าข้างข้างหนึ่งออก เหยียบใส่ส่วนบนของลำน้ำ พลังลมพลันแตกปะทุออก ร่างของหญิงงามพุ่งเฉียงๆ ไปทางด้านหลัง

เหล่าราชองครักษ์สบโอกาสอีกครา พากันซัดกระบี่ต่างอาวุธลับใส่สตรีกุสุมาลย์

สตรีกุสุมาลย์ตาทอประกายพิสดาร เปล่งแสงอันเจิดจ้า แสดงว่าขุ่นแค้นถึงขีดสุด จนใจที่อับจนปัญญา พลิกตัวกลางอากาศอีกครา หยั่งเท้าบนคมกระบี่ที่บรรลุถึงก่อน หยิบยืมพลังเหินข้ามเรือสินค้าที่กำลังจะแล่นจากไป พุ่งตัวลงในน้ำห่างไปยี่สิบวา จมหายไปในน้ำ

รอจนเรือสินค้าแล่นจากไป แม่น้ำลั่วสุ่ยกลับคืนสู่ความสงบ คงเหลือแต่เรือว่างเปล่าที่นางสละละทิ้ง ลอยล่องไปทางตะวันออก ราวกับความฝันอันวาบหวามที่ไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้

ทุกผู้คนยังไม่ทันระงับขวัญอันแตกตื่นลง เหลิ่งหวี่กระโดดปราดมายังเรือเร็วของหลงอิงถามโพล่งว่า “อิงแหย (นายท่านอิง) ไม่เป็นไรกระมัง?”

หลงอิงยิ้มพลางกล่าวว่า “อาหารเช้ารับประทานอย่างมีสีสันถึงเพียงนี้ ไหนเลยมีเรื่องได้? เพียงกลัวว่าหลังจากที่ฮู่ถงหลิ่ง (รองผู้บัญชาการ) ไม่กล้าเป็นเพื่อนข้าพเจ้าออกจากวังอีก”

เหลิ่งหวี่ไม่มีกะใจกล่าวล้อเล่น ทอดตาไปยังที่ซึ่งสตรีกุสุมาลย์หายสาบสูญไป พึมพำว่า “ในโลกกลับมีพลังฝีมือที่น่ากลังถึงเพียงนี้”

เหยี่ยวมาร สะท้านสิบทิศ (หน้า 109 - 120)

            งามซึ้งอย่างบริสุทธิ์

            พระตำหนักซ่างหยางกงยึดครองพื้นที่กว้างขวาง เท่ากับหนึ่งในหกของเมืองพระราชวัง ตึกเซียนสถิตที่หลงอิงเคยเคยหลับใหลบนพระแท่นบรรทม ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตำหนักหลัก ส่วนทางทิศใต้เป็นติกฮว่าเฉิงเวี่ยน ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ประกอบด้วยตำหนักกานโหลวเตี้ยน เก๋งซองเย่าถิง ถัดไปเป็นตำหนักตะวันตกประกอบด้วยตึกเปิ่นจือเวี่ยน ตึกลี่ชุนเวี่ยน เก๋งฟู่หยงถิง และเก๋งอี้หนันถิง

อุทยานหลวงตั้งอยู่ตรงกลาง ห้องพระที่หลงอิงแรกพบกับพระนางบูเช็คเทียนอยู่ทางมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนห้องทรงพระอักษรวางอยู่ตรงกลาง ถึงแม้ชื่อว่าห้อง แท้ที่จริงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่แยกออกเป็นเอกเทศ

ประตูหลักของห้องทรงพระอักษรตั้งชื่อว่าจิงเทียนเหมิน หันหาทิศตะวันออก พอเข้าเข้าประตูสิ่งปลูกสร้างหลักของห้องทรงพระอักษรก็ตั้งตระหง่านที่เบื้องหน้า ความใหญ่โตโอฬารของสถานที่ เพียงรองจากตำหนักกวนฟงเตี้ยนซึ่งเป็นตำหนักหลัก

นับตั้งแต่ฮั่นอู่ตี้ฮ่องเต้ทรงสนับสนุนลัทธิหยู (บัณฑิต) เป็นต้นมา ทุกเรื่องราวล้วนถือพิธีรีตอง แบ่งที่ต่ำที่สูง ทั้งแสดงออกทางสิ่งปลูกสร้างในวังหลวง ยกให้ตำหนักกวนฟงเตี้ยนอยู่เหนือสิ่งปลูกสร้างอื่น รองลงมาเป็นห้องทรงพระอักษร จากข้อนี้เป็นที่เห็นถึงความสำคัญของห้องทรงพระอักษร

ห้องทรงพระอักษรซึ่งเป็นตัวแทนแสดงออกถึงพระปรีชาสามารถของเจ้าชีวิต ต่างกับสิ่งปลูกสร้างอื่นในพระตำหนักซ่างหยางกงที่วิจิตรงดงาม เปลี่ยนเป็นใช้สีสันอ่อนจ่าง กำแพงก่อด้วยอิธสีเทา กระเบื้องมุงหลังคาสีดำ ตัดขอบด้วยสีเขียว ชายคาทาสีเขียว ต้นเสาสีเขียว หน้าต่างใช้สีดำ ขาว เขียวสามสี กอปรเป็นบรรยากาศอันสงบรื่นรมย์

ด้านซ้ายขวาของห้องทรงพระอักษร มีหอเก็บตำราข้าและหลัง หลังห้องเป็นตึกช่วงที่สอง สร้างระเบียงเชื่อมต่อกัน ช่วงสุดท้ายเป็นเรือนเจวี้ยนฉินไจ เป็นสถานที่พักผ่อนพระอิริยาบถของพระนางบูเช็คเทียน

หากมิใช่หยงกงกงนำทาง หลงอิงคิดสืบเสาะมายังที่นี้ คงต้องใช้ความพยายามไม่น้อย

เหลิ่งหวี่ส่งมอบหลงอิงให้กับหยงกงกงที่ท่าเทียบเรือ ตัวมันรีบรุดกลับที่เกิดเหตุร้าย จากนั้นหยงกงกงนำหลงอิงมาทำงานที่ห้องทรงพระอักษร ห้องทรงพระอักษรรักษาการณ์อย่างเข้มงวดเนื่องด้วยเป็นสถานที่ซึ่งพระนางบูเช็คเทียนใช้ตรวจทานหนังสือกราบทูล เกี่ยวพันถึงความลับของราชสำนัก หากไม่มีพระเสาวนีย์ อย่าคิดหมายล่วงล้ำเข้ามาแม้สักครึ่งก้าว

แม้แต่ขันทีคนสนิทเช่นหยางกงกง หากมิใช่พระนางบูเช็คเทียนเบิกตัวเรียกหา ก็ไม่กล้าเข้ามาโดยพลการ เมื่อชักนำหลงอิงมาถึงเชิงบันไดหน้าห้องทรงพระอักษร ก็ลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวว่า “เหรินหยากำลังฝนหมึกให้กับอิงแหยอยู่ในห้อง นางจะคอยดูแลทุกอย่างเอง อืมม์ เหรินหยาเป็นนางกำนัลน้อยที่ฝ่าบาทคัดสรรให้กับอิงแหย อีกสองเดือนจะมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ สองชั่วยามให้หลังผู้น้อยจะยกอาหารเที่ยงจากห้องเครื่องมาให้กับอิงแหยด้วยตัวเอง เมื่อถึงเวลาขอเชิญอิงแหยไปรับอาหารที่ตึกกลาง

หลงอิงสอบถามดูว่า “ฝ่าบาทเสด็จมาเมื่อใด?”

หยงกงกงลดสุ้มเสียงเบากว่าเดิม กล่าวว่า “ฟังว่าฝ่าบาททรงต้อนรับคณะทูตจากแคว้นถูฟานที่พระตำหนักว่านเซี่ยงกง คาดว่าหลังเที่ยงค่อยมายังห้องทรงพระอักษร หัวหน้าคณะทูตเป็นผู้นำทัพนามเหิงคงมู่เยี่ย ทั้งเป็นมือกระบี่ที่มีฝีมือไร้ผู้ต่อต้านของแคว้นถูฟาน”

หลงอิงเห็นมันตื่นเต้นถึงเพียงนี้ ต่างกับเมื่อวานที่ปล่อยตัวตามสบาย ต้องบังเกิดความคึกคะนองขึ้นมา กล่าวว่า “กงกง (คำเรียกขันที) ทราบหรือไม่ว่าข้าพเจ้ามายังห้องทรงพระอักษรทำอะไร?”

หยงกงกงสะดุ้งเฮือกหนึ่ง รีบกล่าวว่า “ผู้น้อยไม่กล้ารับทราบ และไม่กล้ารับฟัง”

หลงอิงบังเกิดความกระดากอยู่บ้าง เปลี่ยนเป็นกล่าวว่า “ข้าพเจ้าต้องการพบพ่างกงกง ไม่ทราบต้องทำอย่างไร?”

หยงกงกงค่อยระงับขวัญอันแตกตื่นลงกล่าวว่า “ผู้น้องจะไปแจ้งต่อพ่างกงกง”

กล่าวจบโบกมือบอกใบ้ต่อราชองครักษ์ที่เฝ้าประตูทั้งสอง ราชองครักษ์ทั้งสองก็เปิดประตูกลางออก หลงอิงกวาดตามอง พบว่าสายตาถูกฉากกั้นขวางไว้ ไม่อาจเห็นสภาพภายใน

หยงกงกงน้อมกายกล่าวว่า “อิงแหยเชิญเข้า”

ประตูห้องปิดลงที่ด้านหลังมัน หลงอิงพกพาจิตใจท่องชมเดินอ้อมผ่านฉากกั้น ที่ปรากฏแก่สายตาเป็นห้องโถงที่ปลูกสร้างแบบตำหนักขนาดใหญ่ ด้านซ้ายขวามีหน้าต่างข้างละสี่บาน ขื่อเสาฝ้าเพดานทำจากไม้หนันมู่ รักษาสีเดิมของไม้เนื้อแข็งเอาไว้ เน้นเห็นถึงความเรียบง่ายแบบโบราณ

ตรงกลางห้องทรงพระอักษรจัดตั้งพระเก้าอี้ของพระนางบูเช็คเทียน หน้าพระเก้าอี้เป็นโต๊ะไม้แดงขนาดใหญ่ จัดวางกระดาษพู่กันจานฝนหมึกและแท่งหมึก สองฟากข้างตั้งตู้หนังสือ แขวนภาพวาด บนเสาแขวนโคมชาววังแปดเหลี่ยม ทุกที่วางสะอาดสะอ้านลึกล้ำ

นอกหน้าต่างเป็นระเบียบคดเคี้ยว ที่ด้านข้างปลูกต้นสนต้นป๋อ ขับเน้นห้องทรงพระอักษรเป็นธรรมชาติที่ทำงานของมันอยู่ใกล้กับประตู จัดตั้งหนึ่งโต๊ะหนึ่งเก้าอี้ คาดว่าจัดไว้สำหรับมันโดยเฉพาะ บนโต๊ะวางกระดาษปึกหนึ่ง ใช้ที่ทับกระดาษทับไว้ พู่กันขนาดต่างๆ หลายด้ามบรรจุในที่แขวนพู่กัน ข้างพู่กันเป็นจานฝนหมึกที่เปิดออก แต่หามีน้ำหมึกไม่

ภายในห้องเงียบสงบ หาพบเห็นนางกำนัลน้อยอายุไม่ถึงสิบเจ็ดปีที่พระนางบูเช็คเทียนคัดสรรให้กับมันไม่

หลงอิงมีนิสัยสงสัยอยากรู้ ชมชอบทำความรู้จักกับวัตถุเรื่องราวใหม่ๆ ดังนั้นไม่ปล่อยให้โอกาสชมห้องหนังสือส่วนพระองค์ของจักรพรรดินีแห่งยุคผ่านไป จึงกวาดตามองดู พบว่าในตู้หนังสือต่างๆ หากมิใช่บรรจุตำรักตำราของขงจื้อเมิ่งจื๊อหรือคำสอนของลัทธิหยู (บัณฑิต) ก็เป็นตำราว่าด้วยตัวบทกฎหมายและพิธีรีตองของราชสำนัก ทำให้รู้สึกหมดสนุกอยู่บ้าง

แต่ในจำนวนนี้มีตำรับตำราตู้หนึ่งผิดแผกแตกต่าง เช่นเลี่ยหนี่จ้วน (ลำดับยอดหญิง) เฉินกุย (วงจรขุนนาง) กวนเหลียวซินเจี๋ย (ข้อห้ามใหม่วงราชการ) เล่อซู* เส้าหยางเจิ้งฟ่าน (ขอบเขตแห่งเส้าหยาง) เจี้ยนเยี่ยนสือเอ้อซื่อ (สิบสองเรื่องเสนอแนะ) เจ้าเหยินเปิ่นเย่ว์ (กิจแห่งโอรสสวรรค์) ที่ดึงดูดความสนใจคือ หนังสือทุกเล่มล้วนกำกับอักษรว่า “อู่เจ้าซิวจ้วน” (ปรับปรุงเสริมแต่งโดยอู่เจ้า) ดังนั้นครุ่นคิดถึงแม้ผู้แต่งเป็นบุคคลอื่น ยังแสดงออกถึงพระสติปัญญาในการรองรับของพระนางบูเช็คเทียน

* หนังสือเล่มในบันทึกประวัติศาสตร์ซื่อจี้

ต่อจากนั้นสายตาของมันจ้องจับที่ม้วนภาพทางขวามือของภาพวาด พบว่ามิใช่ภาพอันวิจิตรงดงาม มองแต่ไกลแทบกระจายเต็มไปด้วยจุดแต้มสีขาว ตรงกลางคล้ายมีสิ่งใด ดังนั้นอดเดินเข้าไปมิได้

พอเดินเข้าใกล้ ค่อยพบว่าภายในภาพเป็นทิวทัศน์ของหิมะตกหนัก คาดว่าคนวาดภาพเป็นจิตรกรชั้นเยี่ยม ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ของเกล็ดหิมะเกลื่อนฟ้าออกมา สะกิดความรู้สึกอันลึกล้ำที่มีต่อหิมะตกขึ้นมา คล้ายกับฟ้าดินล้วนถูกชะล้างจนบริสุทธิ์เมื่อเพ่งมองให้ดี พบว่าส่วนลึกของทิวทัศน์หิมะปรากฏเงาหลังของบุรุษสามคน คนกึ่งกลางร่างสูงตระหง่าน ให้ความรู้สึกที่ประทับใจแก่ผู้คน

ยามนั้นประตูหลังบังเกิดเสียงเปิดประตู พอเปิดแง้มออกก็ปิดลงเบาๆ นางกำนัลน้อยนางหนึ่งเดินย่องฝีเท้าเข้ามา คนม้วนแขนเสื้อขึ้น เผยเห็นข้อแขนอันขาวผ่อง ประคองถือกาที่ส่งกลิ่นหอมของน้ำหมึกใบหนึ่ง

หลงอิงหมุนตัวมา เนื่องเพราะแทบยืนชิดกับม้วนภาพ ยามกะทันหันนางกำนัลน้อยยังไม่ล่วงรู้ถึงการคงอยู่ของมัน พอเดินอ้อมพระเก้าอี้ ค่อยประจันหน้ากับหลงอิง สร้างความแตกตื่นแก่นางจนหน้าถอดสี ไม่อาจประคองถือกาน้ำหมึกมั่น เห็นแน่ชัดว่าต้องร่วงหล่นลงสู่พื้นแล้ว

หากเป็นเช่นนั้นก็เป็นความเสียหายของห้องทรงพระอักษรแล้ว

ยามนี้หลงอิงค่อยเห็นนางชัดตา ถึงกับสมองลั่นอึงอล ลืมเลือนกฎระเบียบที่กำหนดไว้เมื่อตอนขามาว่าจะไม่ข้องแวะกับนางกำนัลภายในวังไปโดยสิ้นเชิง

ความงามของนางเป็นความงดงามที่ชวนให้ผู้คนหัวใจสลาย

คุณลักษณะของเหรินหยา* ไม่อยู่เหนือโลกีย์วิสัยเช่นตวนมู่หลิง ความงามงดก็ไม่คร่าขวัญกระชากวิญญาณผู้คนเช่นนางมารน้อย ความผุดผาดก็ไม่ชวนลุ่มหลงงมงายเท่ากับองค์หญิงไท่ผิง แต่ว่าลักษณะที่อ้อนแอ้นอ่อนแอ ท่วงท่าที่อ่อนโยนนุ่มนวล ผิวพรรณสีขาวอมชมพู ใบหน้าที่ขาวราวกับปริออก ยังมีรอยลักยิ้มอันลึกล้ำ ล้วนชวนให้ผู้คนพอแรกพบก็บังเกิดความนิยมชมชื่น นึกเวทนาจับใจ นางมีความงามบริสุทธิ์ที่เปล่งออกมาจากภายใน ปราศจากสิ่งอื่นเจือปน การต่อสู้ช่วงชิงในราชสำนัก หามีส่วนเกี่ยวข้องกับนางไม่ เพียงปราดแรกที่เห็น หลงอิงก็บังเกิดความรู้สึกว่าเพื่อคุ้มครองมิให้นางได้รับอันตรายใด มันยินยอมเสียสละทุกสิ่ง รวมทั้งชีวิตของตนเอง

* แปลว่าคนงามวิไล

พร้อมกันนั้นบังเกิดจิตสำนึก เคลื่อนกายไปเบื้องหน้า รับกาน้ำหมึกที่เพิ่งหลุดจากมือของนางไว้ ไม่ปล่อยให้น้ำหมึกกระเซ็นออกมา แม้แต่น้อย อีกมือหนึ่งคว้าแขนของนางกำนัลน้อยที่ส่ายร่างโงนเงนแทบล้มลงไว้ ที่สัมผัสถูกเป็นความนุ่มนิ่มราวไร้กระดูก ชวนให้ผู้คนใจวาบหวิวหวั่นไหว

เหรินหยาตระหนกจนหน้าถอดสี มือไม้ปั่นป่วนเป็นพัลวัน

หลงอิงได้ยินเสียงหัวใจนางเต้นตูมตามทั้งสูดได้กลิ่นหอมชื่นนาสา พริบตานั้นก็หัวหมุนงุนงง ลืมเลือนว่าตนเองอยู่ที่ใด ทั้งลืมคลายมือจากการยึดกุมนาง

เหรินหยาร้องอุทานว่า “อิงแหย” ยามว้าวุ่นใจเพียงยื่นมือหมายถือป้านน้ำหมึกไว้ ปฏิบัติตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา

ในที่สุดหลงอิงเรียกสติคืนมา ส่งกาน้ำหมึกไปในมือนาง คลายมือจากการยึดกุมนางไว้ ยิ้มพลางกล่าวว่า “เป็นข้าพเจ้าไม่ดีเอง ปล่อยให้แม่นางได้รับความตื่นตระหนก”

เหรินหยายังไม่อาจระงับขวัญอันแตกตื่นลง หอบหายใจไม่หยุดยั้ง ก้มศีรษะหลบเลี่ยงจากการจับจ้องมองของมัน ต่อจากนั้นใบหน้าร้อนผะผ่าว ลามถึงข้างใบหู ประคองกาน้ำหมึกมั่น คุกเข่าลงกล่าวว่า “เหรินหยาคำนับอิงแหย บ่าวทราบความผิด ขออิงหยาให้อภัยโทษ”

หลงอิงบังเกิดความเวทนาเห็นใจต่อนางกำนัลภายในวังเป็นครั้งแรก ภายใต้ชะตากลั่นแกล้งคนพวกนางถูกส่งตัวเข้าวัง สูญเสียอิสรภาพและความคิดอ่านของตัวเอง ชีวิตตกอยู่ในเงื้อมมือผู้อื่น กลายเป็นเครื่องเซ่นสังเวยของผู้มีอำนาจ ผ่านชีวิตในวังหลวงที่สงัดงัน เพียงรอเฝ้าโอรสสวรรค์

วังหลวงคล้ายเรือนจำหลังใหญ่ กักขังอิสรภาพของพวกนาง ฝังวัยสาวและความสุขของพวกนางไว้

ยามนี้ถึงแม้ว่าตัวมันยังยากเอาตัวรอด แต่หากมีสักวันที่สามารถจากไป จะชักจูงนางไปยังสุดขอบฟ้าหยิบยื่นความสุขหรรษาแก่นาง

เหรินหยาสะกิดความรู้สึกที่ส่วนลึกของจิตใจมันขึ้นมา

หลงอิงรีบกล่าวว่า “รีบลุกขึ้น ท่านไม่ได้ทำผิดอันใด”

เหรินหยาส่ายโงนเงนลุกขึ้นมา ก้มศีรษะต่ำกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “อิงแหยเชิญ”

หลงอิงทรุดนั่งลงที่หน้าตูข้างประตู กระดาษที่ปรากฏแก่สายตาเขียนหัวข้อว่า “เคล็ดวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมารภาคแรก” จดจำออกว่าเป็นลายพระหัตถ์ของพระนางบูเช็คเทียนเอง

มันลอบทอดถอนใจ หยิบพู่กันขึ้น เฝ้าดูนางกำนัลน้อยเหรินหยาที่เทหมึกดำซึ้งฝนเสร็จออกจากกาลงในจานฝนหมึกอย่างตั้งอกตั้งใจตาไม่กะพริบ รอจนนางกระทำแล้วเสร็จ ค่อยใช้มือซ้ายพลิกเปิดหน้าแรก อีกมือหนึ่งใช้พู่กันจุ่มน้ำหมึกขีดเขียนตัวหนังสือลงบนกระดาษเปล่า แต่สายตายังไม่คลาดคลาจากหญิงสาวที่งามงดนางนี้

ยิ่งพิศดูยิ่งรู้สึกว่านางน่าดู ยิ่งยลชมยิ่งรู้สึกว่านางน่ารัก องคาพยพบนใบหน้านางงามพร้อมสมบูรณ์ ประหนึ่งเขาเขินเนินไสล ธารน้ำใสไหลรินผ่าน

เหรินหยาชำเลืองมองมันแวบหนึ่ง ใบหน้าที่ความจริงกลับคืนสู่ความขาวผุดผ่องพลันร้อนผ่าวเป็นคำรบสอง ก้มศีรษะลงด้วยความสะเทิ้นอาย หลงอิงค่อยเบือนความสนใจมายังมวยผมของนาง เห็นผมเผ้าดำขลับเป็นประกาย ถึงกับเฝ้าดูจนใจเต้นระทึกหวั่นไหว โอ ตนเองเป็นไรไปแล้ว เหตุใดนางจึงสร้างความเย้ายวนใจแก่ตนเองยิ่งกว่าหญิงงามหอเลิศวิไลทั้งแปดนางรวมกันอีก?

เหรินหยาอดแอบดูมันอีกครามิได้ การมองครั้งนี้ต้องกล่าวด้วยความตื่นตระหนกว่า “อิงแหยมิต้องมองดูก็เขียนตัวหนังสือได้หรือ? โอ อิงแหยเขียนเร็วยิ่ง”

หลงอิงเห็นนางเอ่ยปากกล่าววาจาเอง ในใจไม่ทราบยินดีเพียงไหน สุ้มเสียงนางยังแฝงความไร้เดียงสา อ่อนหวานไพเราะจับใจ ความงามอันสดบริสุทธิ์สดใสของนาง ยิ่งเร่งเร้าให้จิตแห่งธรรมของหลงอิงยิ่งพิสุทธิ์พรางพราว แสงอาทิตย์อันอบอุ่นสาดส่องสวนอุทยานนอกห้องทรงพระอักษร สายลมโชยพัดมาจากทางแม่น้ำลั่วสุ่ย เสียงต้นสนต้นป๋อส่ายไหวโอนเอน ประจวบกับยามนี้เป็นฤดูหนาว ฟ้าเย็นเยือกดินน้ำแข็ง แต่หัวใจทั้งสองดวงกลับร้อนระอุราวอัคคี

หลงอิงอดสัพยอกหยอกล้อมิได้ว่า “เหรินหยาไม่กลัวข้าพเจ้าแล้วหรือ?”

เหรินหยาหรุบสายตาลงอย่างเอียงอาย ไม่กล้าตอบคำ หรือไม่ทราบว่าสมควรตอบอย่างไร สีแดงซ่านย้อมลำคอที่ขาวนวลราวกับหยก มันแน่ใจว่านั่นเป็นสีสันที่ประทับใจที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นมา

นางกำนัลน้อยที่พระนางบูเช็คเทียนทรงคัดสรรด้วยพระองค์เองนางนี้ สะกิดความหวั่นไหวใจของหลงอิงขึ้นมา หากว่าในโลกมีรักแรกพบ สมควรเป็นเช่นนี้เอง แสดงว่าปัญญาอันรู้แจ้งของพระนางบูเช็คเทียน ทรงสะกดควบคุมหลิงอิงไว้โดยสิ้นเชิง

ตัง ตัง ตัง!

สุ้มเสียงหนึ่งดังมา หลงอิงต้องหยุดการขีดเขียนอย่างงุนงง

เหรินหยาสะท้านขึ้นเล็กน้อย คุกเข่าหมอบกราบกับพื้น

ประตูห้องทรงพระอักษรเปิดออกแล้วปิดลง พระนางบูเช็คเทียนทรงอ้อมฉากกั้นเข้ามาดุจสายลมหอบหนึ่ง ตอนแรกพระพักตร์เย็นชา พระเนตรทอแววดุร้าย เมื่อเสด็จถึงเบื้องหน้าหลงอิงซึ่งนั่งอยู่หน้าโต๊ะ ตอนแรกสายพระเนตรเหรินหยาแวบหนึ่ง สุดท้ายหยุดนิ่งบนข้อความที่มันเขียนออกมาหนึ่งหน้าครึ่ง พระพักตร์ค่อยผ่อนคลาย จากนั้นทรงฉายแววฉงนพระทัย รับสั่งว่า “ลายมือของหลงเซียนเซิง (ท่านหลง) มีลักษณะของตัวเองแฝงความหยิ่งทะนง เฉกเช่นอาชาสวรรค์พาดผ่านไม่อยู่ภายใต้การผูกมัด ขอให้เซียนเซิง (คำยกย่องบุรุษ) เขียนต่อไป โดยไม่ต้องสนใจข้า”

จากนั้นมีพระเสาวนีย์ต่อเหรินหยาว่า “ล่าถอยไป”

หลังจากที่เหรินหยาล่าถอยไป หลงอิงตวัดพู่กันขีดเขียนต่อ ในใจเฝ้าครุ่นคิด พระนางมิใช่ต้อนรับทูตถูฟานนามเหิงคงมู่งเยี่ยหรอกหรือ? เหตุใดจึงเสด็จกลับมาด้วยทรงกริ้ว? ยิ่งขบคิดยิ่งรู้สึกว่าเรื่องราวไม่ปรกติธรรมดา

ยามนี้พระนางฉลองพระองค์ลายมังกร ทรงสวมมงกุฎเจ้าชีวิต ไขว้พระหัตถ์ทั้งสองไว้ด้านหลัง ประทับยืนอยู่เบื้องหน้ามัน เป็นลักษณะของราชันครองแผ่นดิน แม้แต่มันที่ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดินยังเผชิญความกดดันจนแทบหายใจไม่ออก

พระสำเนียงของพระนางบูเช็คเทียนเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลง ตรัสว่า “เคล็ดวิชาปลูกฝังมารไม่ธรรมดาจริงๆ เพียงเคล็ดลับในการฝึกพลังลมปราณตามแนวทางพรตลัทธิเต๋า ก็พิสดารลึกล้ำ”

หลงอิงทราบว่าพระนางกำลังทอดพระเนตรเคล็ดวิชาที่ตนเองคัดลอกจากความทรงจำ จึงกล่าว “ผู้น้อยคงเขียนได้วันละหนึ่งบรรพ ประมาณสิบเอ็ดวันจะแล้วเสร็จ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าฝ่าบาทจะเสด็จหลังเที่ยงเสียอีก”

พระนางบูเช็คเทียนรับสั่งเสียงราบเรียบว่า “เมื่อครู่ผู้ดูแลวัดม้าขาวเซวี่ยไหวอี้เข้าวังมาทวงถามคนจากข้า ข้าให้มันนำตัวเสี่ยวฝอแหย (พระคุณเจ้าน้อย) กับพวกไปแล้ว”

หลงอิงงงงันวูบ ไม่ทราบว่าเซวี่ยไหวอี้ผู้นี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่สารทิศใด กลับสามารถบีบบังคับพระนางบูเช็คเทียนปลดปล่อยคน

พระนางบูเช็คเทียนถอนพระทัยเบาๆ ตรัสว่า “คนผู้นี้เคยกระทำความดีความชอบให้กับข้า เพาะเป็นความเหิมเกริมลำพอง ยิ่งมายิ่งสะกดระงับ เมื่อครึ่งเดือนก่อนเดินทางมายังพระตำหนักซ่างหยางกงปรึกษาข้อราชการกับข้า พบเห็นเสี่ยวเหรินหยา (เหรินหยาน้อย) ที่ปรนนิบัติอยู่ข้างตัวข้า กลับร้องขอผู้คนจากข้า บอกว่าเด็กหญิงนี้กอปรด้วยความงามตามธรรมชาติ มีส่วนช่วยเสริมพลังธาตุของมัน ข้าตอบปฏิเสธ มันจึงพกพาความแค้นจากไป ครั้งนี้วางแผนจัดการกับเซียนเซิง (คำยกย่องบุรุษ) เพื่อแก้แค้นต่อข้า เซียนเซิงมีความสามารถน่าตื่นใจ ลายพู่กันยังหนักแน่นมั่นคง ไม่สับสนแม้แต่น้อย”

ซึ่งความจริงในใจหลงอิงบังเกิดมรสุมอันปันป่วน ทราบว่าพระนางมอบหมายให้เหรินหยามาปรนนิบัติตนเอง เพราะมีเบื้องหลังเคลือบแฝง จนบัดนี้การ “สัประยุทธ์” ที่ไม่ประกาศระหว่างมันกับพระนางบูเช็คเทียน มันตกเป็นฝ่ายตั้งรับ พบกับความเพลี่ยงพล้ำตลอดเวลา

พระนางบูเช็คเทียนประทับยืนอยู่ รับสั่งราวรายงานต่อมัน ให้ความรู้สึกที่ประหลาดพิกลนัก ทั้งหวนนึกถึงพระนางบูเช็คเทียนพอพระทัยฆ่าผู้ใดก็ฆ่าผู้นั้น ไหนเลยสนพระทัยว่าอีกฝ่ายมีความดีความชอบอันใด จากข้อนี้แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระนางกับเซวี่ยไหวอี้ต้องไม่รวบรัดธรรมดาตามที่พระนางตรัสออกมาไม่

พระนางบูเช็คเทียนทรงหันเหหัวเรื่องว่า “ฟังว่าเซียนเซิง (คำยกย่องบุรุษ) นิยมอ่านหนังสือ ศึกษาอย่างรอบด้าน ตำรับตำราในห้องทรงพระอักษรล้วนเป็นผลงานชั้นสุดยอด มีอยู่ไม่น้อยที่เหลืออยู่เพียงเล่มเดียว เซียนเซิงสามารถอ่านดูได้อย่างเต็มที่”

หลงอิงสั่นศีรษะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าหามีความสนใจต่อคำสอนของขงจื๊อเมิ่งจื๊อไม่”

พระนางบูเช็คเทียนแย้มพระโอษฐ์พลางตรัสว่า “นี่เป็นข้อบกพร่องของคนในสำนักมารท่าน เข้าใจว่าคำสอนของลัทธิหยู (บัณฑิต) คล้ายบทรำพึงรำพันหารู้ไม่ว่าในด้านการปกครอง พิธีรีตองของลัทธิหยูคือการใช้อำนาจของเจ้าชีวิต แบ่งแยกที่ต่ำที่สูง ยึดถือศักดิ์ฐานะอย่างเคร่งครัดไม่อาจล่วงละเมิดได้ พิธีรีตองถูกใช้ผ่านทางตัวบทกฎหมาย ไม่เพียงเป็นการจัดระเบียบการปกครอง ทั้งยังกำหนดวัฒนธรรมจริยธรรม สะกดผู้คนถือเป็นวัตถุประสงค์ขั้นพื้นฐานของความมั่นคงของบ้านเมืองกับพระราชอำนาจ

หลงอิงสะท้านขึ้นคราหนึ่ง กล่าวว่า “ฝ่าบาทรับสั่งถูกต้อง เหตุใดข้าพเจ้าไม่ได้นึกถึงด้านนี้มาก่อน”

พระนางบูเช็คเทียนตรัสเสียงนุ่มนวลว่า “เมื่อได้พบกับเซียนเซิง (คำยกย่องบุรุษ) ไม่ว่าโทสะใดล้วนสลายคลาย อย่าว่าแต่วาระสุดท้ายของเซวี่ยไหวอี้มาถึงแล้ว ข้าไยต้องมีโทสะต่อคนที่มีชีวิตอีกไม่กี่วันด้วย”

หลงอิงกล่าวอย่างงุนงงว่า “ฝ่าบาทคิดฆ่ามันหรือ?”

พระนางบูเช็คเทียนรับสั่งราวกับไม่มีเรื่องราวใดว่า “มิใช่ข้าฆ่ามัน หากเป็นท่านฆ่ามัน”

หลงอิงตื่นตระหนกจนวางพู่กันลง กล่าวอย่างเหลือเชื่อว่า “ข้าพเจ้าฆ่ามัน?”

พระนางบูเช็คเทียนตรัสอย่างอับจนปัญญาอยู่บ้างว่า “หากสามารถประหารชีวิต ข้าคงทำเช่นนั้นแต่แรก ข้าไม่อาจฆ่ามัน หรือให้ผู้คนล่วงรู้ว่าข้าคิดฆ่ามัน”

หลงอิงถามว่า “พลังฝีมือมันเป็นอย่างไร?”

พระนางบูเช็คเทียนตรัสว่า “เซวี่ยไหวอี้กับตี้เหยินเจี้ยมีสภาพเช่นน้ำกับไฟ รัฐบุรุษตี้เคยจัดยอดฝีมือไปซุ่มโจมตีเซวี่ยไหวอี้ ล้วนพบความล้มเหลวกลับมา คนผู้นี้เพาะสร้างศัตรูมากมาย มีความผิดสมควรตาย แต่ไม่มีผู้ใดทำอย่างไรมันได้ แสดงว่าอวิชชาของมันปรากฏขึ้นแล้ว”

หลงอิงลอบโห่ร้องในใจ พระนางคงหมายถึงเคล็ดวิชาเร่งเร้ามาร อย่าว่าแต่เซวี่ยไหวอี้คิดทำลายความบริสุทธิ์ของนางในดวงใจมัน สมควรกำจัดฆ่ามัน แต่ในใจยังเกิดความเคลือบแคลงสงสัยกล่าวว่า “ฝ่าบาทไม่กลัวว่ามันกลับเป็นฝ่ายฆ่าเราอย่างนั้นจะไม่มีผู้ใดคัดลอกเคล็ดวิชาให้หรอกหรือ?”

พระนางบูเช็คเทียนรีบสั่งว่า “ในประวัติศาสตร์สำนักมาร ท่านเป็นบุคคลที่สองที่ฝึกวิชาปลูกฝังมาร ผู้อาวุโสรุ่นก่อนของเซียนเซิงมีฝีมือไร้ผู้ต่อต้าน อาศัยเซวี่ยไหวอี้อย่างมากรับมือมันไม่ถึงสิบกระบวนท่า ต่อให้เซียนเซิงไม่อาจเทียบเปรียบกับคนผู้นั้น คงไม่แตกต่างสักเท่าใด ข้าต้องการให้เซียนเซิงตัดศีรษะของมัน เพื่อแน่ใจว่ามันตายสนิท หลังจากลงมือ เหรินหยาจะเป็นของท่าน เจ้าชีวิตมีวาจาสิทธิ์ ไม่ล้อเล่นเช่นทารกข้ายังมีเรื่องต้องสะสาง วันนี้ไม่สามารถพบกับท่านอีก ขอให้เซียนเซิงถือว่านี่เป็นบ้านของท่าน มิต้องสำรวมตัวไป” รับสั่งจบหันพระวรกายไป

หลงอิงร้องถามว่า “ข้าพเจ้าจะเสาะหาเจ้าผู้นั้นได้อย่างไร?”

พระนางบูเช็คเทียนรับสั่งมาว่า “ท่านไม่ต้องไปเสาะหามัน มันจะสืบเสาะมาหาท่านเอง”

หลงอิงสมองพองโตขึ้นมา ดูจากสภาพการณ์ นี่เป็นแผนยืมดาบฆ่าคนของพระนางบูเช็คเทียน จักรพรรดินีนี้ร้ายกาจไปแล้ว

โอ พระนางยังทรงทราบว่าสั้งหวี่เถียนฝึกวิชาปลูกฝังมารสำเร็จ นึกถึงตอนนี้ หัวใจต้องสั่นสะท้านขึ้นมา

เหยี่ยวมาร สะท้านสิบทิศ (หน้า 121- 132)

บอกต้นสายปลายเหตุ

หลังจากคัดลอกเคล็ดวิชาบรรพแรกกว่าครึ่ง ยังไม่พบเห็นเหรินหยา หลงอิงเข้าใจว่านางรออยู่ที่นี้ตึกกลาง มิคาดเมื่อไปรับประทานอาหารที่ตึกกลาง ในนางกำนัลที่ปรนนิบัติมันทั้งสี่หามีเหรินหยาไม่

หลงอิงออกปากถาม ค่อยทราบว่านางตามเสด็จพระนางบูเช็คเทียนไป แสดงว่าตราบใดที่ฆ่าเซวี่ยไหวอี้ไม่ได้ อย่าคิดหมายได้พบกับนาง ผู้อื่นถือไพ่เหนือกว่า ยังมีคำพูดใดจะกล่าว

เหล่านางกำนัลอายุเยาว์ หน้าตาหมดจดงดงาม สามารถประชันกับแปดหญิงงามหอเลิศวิไล ทั้งพากันปรนนิบัติเอาใจมัน แต่จิตใจมันผูกพันอยู่ที่เหรินหยา หาได้โอนเอนไปยังพวกนางไม่

โลกนี้ช่างอยุติธรรมนัก นางกำนัลน้อยเหรินหยาเป็นที่หมายปองของทุกผู้คน แต่พอทบทวนหวนนึก ความงามเป็นทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย มีคำกล่าวว่าโฉมสะคราญมักอาภัพ ในความอยุติธรรมแฝงความยุติธรรม ต้องหวั่นวิตกต่อโชคชะตาของเหรินหยา  กล่าวว่าตนเองไม่มีปัญญาปกป้องนาง

นางกำนัลนามซิ่วชิงหลังจากรินน้ำชาให้กับมัน ก็กระซิบที่ข้างหูมันอย่างยิ้มแย้มว่า “หยงกงกงสั่งไว้ หลังจากที่อิงแหย (นายท่านอิง) นอนกลางวันตื่นขึ้นมา ต้องอาบน้ำเปลี่ยนผ้าให้กับอิงแหย เพื่อที่อิงแหยจะได้มีสมาธิทำงานต่อ”

นางกำนัลซิ่วลุ่ยที่อีกฟากหนึ่งก็แอบอิงร่างเข้ามา ออดอ้อนว่า “อิงแหยต้องการให้บ่าวปรนนิบัติท่านเข้านอนหรือไม่? พวกเราทั้งสี่จะพยายามสร้างความพึงพอใจแก่ท่าน”

นางกำนัลอีกสองนางอยู่ที่ด้านหลังหัวร่อคิกคักออกมา

หลงอิงลอบคร่ำครวญในใจ มันที่เกิดความสนใจต่อหอนางโลม นอกจากเป็นความรู้สึกทั่วไปของปุถุชน สาเหตุสำคัญคือหลังจากเพาะสร้างพันธุมารขึ้น มักบังเกิดความต้องการทางเพศ คล้ายกับว่าสันดานดิบบางส่วนภายในกายถูกปลุกเร้าขึ้นมา ต้องใช้จิตแห่งธรรมสะกดไว้ มันเป็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้อื่น เห็นว่ามีแต่ไปยังหอนางโลม จ่ายเงินซื้อหาความสุข โดยไม่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้นถูกไหลจวิ้นเฉินยึดถือว่ามันมักมากกามคุณ

ยามนั้นหลงอิงหักห้ามความคิดฟุ้งซ่านไว้กล่าวว่า “เจี่ยเจีย (พี่สาว) ทั้งหลายยังไม่ทราบ เช้าวันนี้ข้าพเจ้าต่อสู้กับผู้คนที่เหลาสุราตระกูลต่ง ได้รับบอกช้ำภายใน ไม่อาจเคลื่อนไหวอย่างหักโหม น้ำใจของเจี่ยเจียทั้งหลาย หลงอิงขอรับด้วยใจ”

ซิ่วชิงมีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดกล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า “หลังจากที่อิงแหยพักฟื้นหายดี อย่าได้ลืมเลือนบ่าวไป”

หลงอิงกล้ำกลืนฝืนทน ผ่านด่านที่นางกำนัลทั้งสี่อาบน้ำชำระกายให้ ระหว่างที่เดินทางกลับห้องทรงพระอักษร ก็ถูกหยงกงกงสกัดตัวไว้ ที่แท้พ่างกงกงมาแล้ว รอมันอยู่ที่ห้องโถงข้าง

หลงอิงยินดียิ่ง รีบไปพบมันที่ห้องโถงข้าง พอทรุดนั่งเรียบร้อย พ่างกงกงก็กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ไม่ต้องไปยังหอนางโลมแล้ว”

หลงอิงได้แต่ฝืนยิ้ม หันเหหัวเรื่องโดยถ่ายทอดพระเสาวนีย์ของพระนางบูเช็คเทียน พร้อมทั้งบอกเล่าเหตุการณ์ที่มันแรกพบจอมจักรพรรดินีให้ทราบ

พ่างกงกงทอดถอนใจกล่าวว่า “เมื่อวานอู่เจ้า (พระนามของบูเช็คเทียน) ใช้คนส่งท่านไปยังพระแท่นบรรทมของพระนาง เราก็ฉุกคิดว่าผิดท่า ตึกเซียนสถิตเป็นพื้นที่หวงห้ามของพระนาง แม้ตัวอุบาทว์เช่นจางอี้จือกับจางชางจงยังห้ามล่วงล้ำ ส่วนถิ่นที่อยู่ของพระนางยิ่งเป็นที่หวงห้ามในที่หวงห้าม อย่าว่าแต่พระแท่นบรรทม ตอนนี้เราค่อยเข้าใจว่า พระนางคิดบีบบังคับให้สองพี่น้องตระกูลจางที่บังเกิดความหึงหวง เกลี้ยกล่อมเซวี่ยไหวอี้ผู้เป็นอาจารย์มาจัดการกับท่าน”

หลงอิงกล่าวอย่างงุนงงว่า “เซวี่ยไหวอี้กลับเป็นอาจารย์ของพวกมัน”

พ่างกงกงกล่าวว่า “ผู้ที่ล่วงรู้ความสัมพันธ์ของพวกมัน นอกจากตัวเราแล้ว มีเพียงพวกมันไม่กี่คน ส่วนต้นสายปลายเหตุสลับซับซ้อนยิ่ง เราสามารถบอกเล่าต่อท่านโดยคร่าวๆ แต่ท่านต้องบอกต่อเราก่อนว่า เมื่อคืนหลังจากสลบไสลเกิดเรื่องใด? เหตุใดตอนมู่หลิงมองดูท่านแวบเดียว ก็ปลุกเร้าพันธุมารของท่านขึ้นมา?”

หลงอิงทบทวนหวนนึกแล้วกล่าว “นั่นเป็นการเผชิญพบกันระหว่างครรภเซียนกับพันธุมาร รู้สึกว่าตำแหน่งหนีวาน ที่หลังหว่างคิ้วแตกปะทุเป็นพลังความร้อนดุจสายธารนับร้อยพันแผ่ซ่านจากบนลงล่าง กระจายไปยังเส้นลมปราณใหญ่น้อย จุดช่องโพรงพองโตขึ้นมา สุดท้ายทนทานไม่ได้ ต้องสิ้นสติสมประดี”

พ่างกงกงตื่นเต้นสงสัยยิ่ง แต่ไม่สามารถอธิบายได้ ขบคิดชั่วขณะแล้วบอกเล่าว่า “ทั้งหมดต้องเริ่มจากวิชาอิตถีเพศ นี่เป็นเคล็ดวิชาที่ดึงดูดธาตุหยางบำรุงธาตุหยิน ช่วยให้อู่เจ้า (พระนามของบูเช็คเทียน) ยังโฉมคงสภาพไว้ ปัญหาอยู่ที่จะหากระถางสำหรับปรุงกลั่นโอรสอย่างไร ประจวบกับเซวี่ยไหวอี้มีรูปลักษณ์พิเศษตามธรรมชาติ ทั้งช่ำชองเคล็ดลับบนเตียง พอดีเป็นตัวกระถางที่ดีที่สุด  ดังนั้นกลายเป็นบุรุษคนโปรดคนแรกของอู่เจ้า ความสัมพันธ์นี้ดำเนินเป็นเวลาหลายปี เซวี่ยไหวอี้ถือดีว่าเป็นที่โปรดปรานไม่ทราบมีขุนนางบุ๋นแม่ทัพบู๊ที่ล่วงเกินมันตายใต้เงื้อมมือมันเท่าใด แต่เนื่องเพราะเจ้าผู้นี้กับสังฆราชาฝ่าหมิงเคยอาศัยพลังของสถาบันสงฆ์ ช่วยให้อู่เจ้าก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ บวกกับอาลัยในชู้รัก ดังนั้นอู่เจ้าเพิกเฉยต่อพฤติการณ์อันชั่วร้ายของมัน”

หลงอิงระบายลมจากปากคำหนึ่ง กล่าวว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้”

พ่างกงกงกล่าวสืบต่อ “แต่ว่าวิชาอิตถีเพศของอู่เจ้าร้ายกาจเกินไป เซวี่ยไหวอี้รับไว้ไม่ได้ จึงนึกได้อุบายหนึ่ง คัดเลือกศิษย์ที่มีหน้าตาหล่อเหล่า บวกกับส่วนสัดลักษณะไม่ธรรมดาจากศิษย์ทั้งหลายมาสองคน ซึ่งคือสองพี่น้องตระกูลจาง ถ่ายทอดเคล็ดวิชาบนเตียงให้ ดังนั้นคนทั้งสองเข้าแทนที่มัน จนเกิดเป็นสภาพเช่นทุกวันนี้”

หลงอิงทอดถอนใจกล่าวว่า “เข้าใจแล้ว สำหรับกับอู่เจ้า เซวี่ยไหวอี้ในวันนี้ไม่มีคุณค่าให้ใช้สอย คนผู้นี้ก็ไม่รู้จักสงบเสงี่ยม ยังเหิมเกริมดุจเดิม สะกิดเพลิงอำมหิตของอู่เจ้าขึ้น แต่ก็ไม่ต้องการให้สองพี่น้องตระกูลจางทราบว่าพระนางคิดกำจัดฆ่าอาจารย์พวกนาง จึงกระตุ้นให้เซวี่ยไหวอี้มารังควานหาเรื่องกับข้าพเจ้า หากเซวี่ยไหวอี้ถูกฆ่าตาย ได้แต่โทษว่ามันฝีมืออ่อนด้อย ไม่รู้จักประมารตน หามีส่วนเกี่ยวข้องกับอู่เจ้าไม่”

พ่างกงกงกล่าวว่า “ท่านตกหล่นประเด็นสำคัญไปข้อหนึ่ง นั่นคือการมาเยือนของตวนมู่หลิง เซวี่ยไหวอี้เป็นผู้ดูแลวัดม้าขาว วัดดังกล่าวเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันสงฆ์ สถาบันสงฆ์ไหนเลยปล่อยให้หลวงจีนทุศีลผู้นี้สร้างความมัวหมองแก่วัดวาอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ติดขัดที่เซวี่ยไหวอี้ได้รับการหนุนหลังจากสังฆราชาฝ่าหมิง ส่วนสังฆราชาฝ่าหมิงได้ชื่อว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสถานบันสงฆ์นอกเหนือจากเรือนฌานเมตไตรย ยังมีผู้ใดกล้าลูบหนวดเสือ? คราครั้งนี้ตวนมู่หลิงเดินทางมาด้วยจุดประสงค์สองประการ หนึ่งในสองคือกล่าวโทษเซวี่ยไหวอี้ยึดครองวัดม้าขาวไว้ เนื่องด้วยตอนนี้อู่จยังครองบัลลังก์ไม่มั่นคง ไม่สมควรแตกหักกับเรือนฌานเมตไตรย มิสู้ดำเนินแผนถ่วงเวลา โดยกำจัดฆ่าเซวี่ยไหวอี้ ยกวัดม้าขาวให้กับตวนมู่หลิง หลังจากนั้นสังฆราชาฝ่าหมิงจะเสนอหน้าออกมาจัดการกับตวนมู่หลิงเอง เอ่ยถึงความร้ายกาจ ต่อให้เซวี่ยไหวอี้สิบคน ยังมิใช่คู่มือของสังฆราชาฝ่าหมิง”

หลงอิงแลบลิ้นด้วยความตระหนก กล่าวว่า “ฝ่าหมิงสูงส่งถึงเพียงนี้?”

พ่างกงกงกล่าวว่า “เราไม่สะดวกกับการอยู่นาน เรื่องของฝ่าหมิงรอไว้มีโอกาสแล้วค่อยว่ากล่าว เมื่อครู่อู่เจ้ามีพระเสาวนีย์ ห้ามมิให้เซวี่ยไหวอี้กับสองพี่น้องตระกูลจางเหยียบย่างพระตำหนักซ่างหยางกง ยิ่งเพิ่มพูนความแค้นของพวกมัน แม้ไม่ต้องล่วงรู้อดีตและอนาคตก็ทราบว่า ยามใดที่ท่านออกจากพระตำหนักซ่างหยางกง ยามนั้นเซวี่ยไหวอี้จะมาฆ่าท่าน”

หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “บอกต่อเราว่าท่านถนัดจัดเจนอาวุธอันใด ส่วนเซวี่ยไหวอี้ใช้กระบองเหล็กเป็นอาวุธ ในชีวิตไม่เคยสู้แพ้มาก่อน หากท่านสามารถตัดศีรษะของมันลงมา รับรองว่าท่านจะมีชื่อเสียงเลื่องลือ อย่างน้อยในสายตาเรา ถือว่าฟื้นฟูเกียรติภูมิของสำนักศักดิ์สิทธิ์คืนมา”

หลงอิงกล่าวว่า “ไม่ว่ามีอาวุธหรือไม่มีก็ได้ ดูเหมือนไม่ว่าวัตถุใดล้วนกลับกลายเป็นอาวุธถนัดมือของข้าพเจ้า รวมทั้งสภาพแวดล้อมด้วย”

พ่างกงกงกล่าวด้วยความยินดีว่า “อย่างนั้นประเสริฐแท้” พลางยื่นหน้าเข้ามา กระซิบกระซาบที่ข้างหูมันเที่ยวหนึ่ง

หลงอิงกลับมาทำงานที่ห้องทรงพระอักษร หวนนึกถึงคราก่อนนึกแผนถ่วงเวลา ยามนี้ประหวัดหวนนึก ออกจะน่าหัวร่ออยู่บ้าง

จากนั้นนึกถึงพระนางบูเช็คเทียนรับสั่งว่ามันเป็นบุคคลที่สองที่ฝึกวิชาปลูกฝังมารสำเร็จ บุคคลแรกย่อมหมายถึงสั้งหวี่เถียน แม้แต่พ่างกงกงยังไม่ทราบเรื่องนี้ ประเด็นสำคัญสมควรอยู่ที่พระนางบูเช็คเทียนมุ่งมั่นต้องการล่วงรู้วิชาปลูกฝังมารให้จงได้ นึกถึงตอนนี้ฉุกคิดว่าสั้งหวี่เถียนเคยเอ่ยถึงบุคคลชื่อเอี้ยนเฟย*

* เอี้ยนเฟยเป็นตัวเอกของจอมคนแผ่นดินเดือน

ขณะครุ่นคิด เหรินหยาก็กลับมา ยังคงย่องฝีเท้าเข้ามาทางประตูหลัง คาดว่านางคิดขู่ขวัญมันแก้แค้นที่ยามเช้าถูกมันขู่ขวัญแทบฝ่อตาย สีหน้าบริสุทธิ์น่ารักนัก หลงอิงแสร้งเป็นก้มหน้าขีดเขียนหนังสือ ช่วยให้แผนการของนางประสบผล

“คำนับอิงแหย (นายท่านอิง)”

ถึงแม้นางกล่าวด้วยเสียงอันดัง สุ้มเสียงยังคงสดใสไพเราะ หามีอำนาจขู่ขวัญผู้คนไม่

หลงอิงแสร้งเป็นถูกขู่จนขวัญหนีดีฝ่อ ร่างสะท้านขึ้นคราหนึ่ง มือที่ไม่ได้จับพู่กันกรีดวาดวุ่นวาย ที่น่าแค้นใจคือมืออีกข้างหนึ่งยังขีดเขียนไม่หยุดยั้ง

ตาทั้งสี่ข้างของคนทั้งสองประสานสบกัน

เหรินหยากล่าวอย่างไม่ยินยอมว่า “อิงแหยหลอกลวงคน”

หลงอิงหัวร่อฮาฮา วางพู่กันลง ขนย้ายเก้าอี้มาจากที่อื่นตัวหนึ่ง จัดวางอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะ บังคับให้เหรินหยานั่งลง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าชมชอบดูเหรินหยาฝนหมึกที่เบื้องหน้าข้าพเจ้า”

เหรินหยากล่าวด้วยความตื่นตระหนกว่า “นั่นจะได้อย่างไร หากถูกผู้คนพบเห็นก็แย่แล้ว”

หลงอิงกดไหล่นาง มิให้นางลุกขึ้น กล่าวว่า “หากถูกผู้คนพบเห็น เหรินหยาสามารถผลักภาระมาที่ข้าพเจ้า บอกว่าถูกข้าพเจ้าใช้กระบี่พาดคอ บังคับท่านนั่งฝนหมึกอยู่ที่นี้”

เหรินหยาหัวร่อ คิกออกมา ราวกับบุปผาบานสะพรั่ง เม้มปากกลั้นหัวร่อไว้กล่าวว่า อิงแหยมีกระบี่ที่ใด?”

หลงอิงนั่งลงกับที่เดิม ถือพู่กันขีดเขียนต่อปากกล่าวว่า “ชนชั้นยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้ม มือซ้ายถือดาบมือขวาดั่งกระบี่ เข้าใจหรือไม่?”

เหรินหยาเชื่อฟังวาจา หยิบจานฝนหมึกกับแท่งหมึกมา ม้วนแขนเสื้อขึ้น จัดแจงฝนหมึก แต่อดกล่าวเบาๆ มิได้ว่า “แต่ว่าอิงแหยมิใช่ยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้ม”

หลงอิงเห็นนางยอมพูดจากหยอกล้อกับตนเองแสดงว่าความสัมพันธ์มีความคืบหน้า สร้างความปีติยินดียิ่ง กล่าวว่า “ท่านทราบได้อย่างไรว่าข้าพเจ้ามิใช่ยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้ม?”

เหรินหยากล่าวว่า “ยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้มล้วนมีหน้าตาดุร้าย อิงแหยดูไปไม่คล้ายเป็นคนเช่นนั้น”

หลงอิงจับจ้องมองตาคู่งามที่ฉายแววบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของนาง ยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าคล้ายเป็นคนเยี่ยงไร?”

เหรินหยาคิดบอกความคิดอ่านในใจออกไป แต่แล้วสองข้างแก้มแดงซ่าน ก้มศีรษะด้วยความเอียงอาย สั่นศีรษะเป็นความหมายว่าไม่ทราบ

หลงอิงชมดูจนลุ่มหลงงมงาย

นับตั้งแต่จำความได้ มันไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เพียงหวังให้ภาพเบื้องหน้านี้ดำเนินต่อไป จวบกระทั่งฟ้าสิ้นดินสลาย

เพื่อมิให้นางบังเกิดความกระอักกระอ่วน หลงอิงจึงหันเหหัวเรื่องว่า “ข้าพเจ้ายังเข้าใจว่าวันนี้ เหรินหยาจะไม่กลับมาเสียอีก”

เหรินหยากล่าวด้วยความยินดีว่า “วันนี้บ่าวถูกเรียกตัวกลับตึกเซียนสถิตไปปรนนิบัติฝ่าบาท เข้าใจเช่นกันว่าไม่ได้มารับใช้อิงแหย ดีที่ฝ่าบาท…อืมม์”

หลงอิงถามว่า “ฝ่าบาทอันใด? ใช่ทรงพระกรุณาหรือไม่?”

เหรินหยาหน้าแดงจรดใบหู หลบสายตาอันร้อนแรงของมัน กล่าวว่า “อิงแหยมิใช่คนดี”

หลงอิงทอดถอนใจกล่าวว่า “ดังนั้นข้าพเจ้าเป็นยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้ม เนื่องเพราะมิใช่คนดี”

เหรินหยากระอักกระอ่วนยิ่ง ค้อนมันวงหนึ่ง

หลงอิงชมดูจนอกสั่นขวัญแขวน นึกถึงคำวิจารณ์ของเซวี่ยไหวอี้ที่ว่า “เด็กหญิงนี้กอปรด้วยความงามตามธรรมชาติ” ขึ้นมา

หลงอิงวางพู่กันลง บิดขี้เกียจคราหนึ่งกล่าวว่า “เสร็จงานแล้ว งานในวันนี้สิ้นสุดแต่เพียงนี้ พวกเราไปเล่นที่ใดดี?”

เหรินหยายังเข้าใจว่ามันพูดจริงทำจริง ต้องกล่าวว่า “ทำไม่ได้ หยงกงกงสั่งไว้ บ่าวต้องกลับไปยังตึกเซียนสถิตในบัดดล”

หลงอิงยักไหล่กล่าวว่า “อย่างนั้นพรุ่งนี้ค่อยไปเล่นกันเถอะ รับรองว่าเหรินหยาไม่ต้องกลับไปรายงานตัวที่ตึกเซียนสถิต หลังจากนี้ก็ไม่ต้องกลับไป”

เห็นเหรินหยามีสีหน้าเหลือเชื่อ ทั้งตื่นเต้นทั้งยินดี อดยื่นมือหยิกแก้มนางมิได้ นางกำนัลน้อยปล่อยให้มันลงไม้ลงมือ กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “อิงแหย”

หลงอิงแทบไม่อาจหักห้ามใจได้ ต้องกล่าวด้วยความรักเวทนาว่า “พรุ่งนี้จะเป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเหรินหยา”

ขณะที่เดินออกจากห้องทรงพระอักษร ห้วงสมองของมันยังวนเวียนด้วยเงาร่างของเหรินหยา ทั้งทราบว่าภายใต้การดำเนินการของพระนางบูเช็คเทียน มันยิ่งถลำยิ่งลึก ตนเองไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอน ยังนำเหรินหยาหนีไปที่ใดได้?

ที่น่าคลั่งใจคือแม้ทราบว่าเป็นหลุมพรางกับดักมันยังยินยอมกระโดดลงไป นี่นับเป็นโชคชะตาของมารดามันอันใด ตอนนี้ได้แต่ประพฤติเช่นหลวงจีนย่ำระฆังวันแล้ววันเล่า ขณะที่ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย ยังคิดสร้างอนาคตอันสดใส นางเป็นนางอสูร ส่วนตนเองเป็นเทพอธรรม อันใดที่ยังไม่พิสูจน์ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ยังไม่ทราบว่าผู้ใดตายผู้ใดรอด และทางออกเพียงหนึ่งเดียวมันคือโค่นพระนางบูเช็คเทียนลง แต่ด้วยสภาพการณ์ปัจจุบัน นี่เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้

ที่น้อมรอมันมิใช่หยงกงกง หากแต่เป็นเหลิ่งหวี่ เหลิ่งหวี่ชักนำมันมาถึงซอกมุมอันเงียบสงบในอุทยานหลวง จากนั้นยื่นส่งกล่องแพรรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าใบหนึ่งให้ กล่าวว่า “นี่เป็นพ่างกงกงใช้คนจัดส่งมา กงกง (คำเรียกขันที) ให้ความสำคัญแก่ท่านยิ่ง”

เห็นหลงอิงทำท่าคิดเปิดออกดู จึงรีบกล่าวว่า “ผู้น้อยของหลบไปก่อน”

หลงอิงกล่าวว่า “ไม่เป็นไร นี่เป็นเป็นปลอกแขนชื่อจักรวาลในแขนเสื้อ เป็นอาวุธประจำตัวที่สร้างชื่อให้กับตู้ฝูเว่ยแห่งเจียงไหว* เมื่อแปดสิบปีก่อน”

* ในเรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศ ตู้ฝูเว่ยมีศักดิ์เป็นบิดาบุญธรรมของโค่วจงกับฉีจื่อหลิง

เหลิ่งหวี่ตาเป็นประกายขึ้นมา กล่าวว่า “เราเคยได้ยินมา นั่นเป็นยอดอาวุธชนิดหนึ่ง มีราคาไม่เบา”

หลงอิงยิ้มพลางกล่าว “รอจนบิดาจัดการกับเซวี่ยไหวอี้ จะนำมันจำนำ เรียกราคาสักห้าร้อยตำลึง มิใช่นำไปจับจ่ายล้างผลาญด้วยกันได้หรอกหรือ?”

เหลิ่งหวี่รีบกล่าวว่า “นั่นเป็นของวิเศษที่มีเงินก็ซื้อหาไม่ได้ มิหนำซ้ำอิงแหยไยต้องไปเกลือกกลั้วที่หอนางโลม นั่นไหนเลยเทียบเปรียบกับนางกำนัลของพระตำหนักซ่างหยางกงได้?”

หลงอิงสงสัยใจยิ่ง ถามว่า “ฮู่ถงหลิ่ง (รองผู้บัญชาการ) ทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร?”

เหลิ่งหวี่ยักไหล่กล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องที่ผู้คนในพระตำหนักซ่างหยางกงล้วนทราบดี ฝ่าบาทยังคัดสรรเหรินหยามาปรนนิบัติอิงแหย พวกเราเหล่าพี่น้องล้วนอิจฉาแทบตาย”

หลงอิงลอบด่าทอในใจ พระนางบูเช็คเทียนตั้งพระทัยปล่อยข่าวออกไป เซวี่ยไหวอี้พอทราบเรื่องตอ้งสูญเสียเสียสติสัมปชัญญะทั้งมวล นี่ต้องบอกว่ามันยังมีสติสัมปชัญญะติดตัวอยู่

หลงอิงสวมปลอกแขนเอาไว้ ส่งกล่องเปล่าคืนให้แก่เหลิ่งหวี่ เดินไปยังทิศทางออกนอกวัง เห็นเหลิ่งหวี่คิดกล่าวกระไรแต่แล้วกล้ำกลืนไว้ จึงกล่าว “พี่น้องกันเอง มีคำพูดใดบอกได้อย่างเต็มที่ ข้าพเจ้าจะไม่บอกต่อผู้ใด”

เหลิ่งหวี่ทอดถอนใจกล่าวว่า “อิงแหยทางที่ดีอย่าได้ออกจากพระตำหนักซ่างหยางกง”

หลงอิงกล่าวว่า “ต่อให้หลบเลี่ยงได้ชั่วครั้งชั่วคราวก็ไม่อาจหลบเลี่ยงไปชั่วชีวิต ข้าพเจ้ายังคิดออกจากวังไปเที่ยวเตร่ดื่มกิน”

เหลิ่งหวี่ทอดถอนใจกล่าวว่า “ผู้น้อยทราบว่าอิงแหยองอาจหาญกล้า แต่ว่าเซวี่ยไหวอี้ มิใช่มือชั้นธรรมดา หากมันมาตอแยอิงแหย นอกจากฝ่าบาทมีรับสั่งมา ไม่เช่นนั้นไม่มีผู้ใดกล้าสอดมือยุ่งเกี่ยว รวมทั้งทัพม้าส่วนพระองค์ด้วย คนผู้นี้ทรงพลังภายนอก ที่น่าตระหนกคือสามารถฝึกวิชากำลังภายนอกแปลงเป็นวิชากำลังภายใน ไม่เกรงกลัวดาบกระบี่ พลังลมปราณทั่วไปไม่อาจทำอย่างไรมัน บวกกับกรำศึกอย่างโชกโชน ยังไม่เคยสู้แพ้มาก่อน ดังนั้นถึงแม้เพาะสร้างศัตรูอยู่ทุกแห่งหน จนบัดนี้ยังมีชีวิตเป็นปรกติสุข คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวฝอแหย (พระคุณเจ้าน้อย) เป็นคนของมันด้วย”

หลงอิงตบไหล่มัน ยิ้มพลางกล่าวว่า “ความโชคดีของมันจะสิ้นสุดในคืนนี้ ข้าพเจ้าจะตัดศีรษะโสโครกของมันลงมา หลังจากนั้นพวกเราไปดื่มสุรากัน”

เหลิ่งหวี่ทราบว่าเกลี้ยกล่อมมันไม่สำเร็จ หลังจากขบคิดแล้วกล่าว “วันนี้อิงแหยพอสอบถามถึงเรื่องที่มีคนสะกดรอยตาม ก็ร้องขอพายเรือเพียงคนเดียว ใช่ล่วงรู้ว่าระหว่างทางมีคนคิดลอบสังหารหรือไม่?”

หลงอิงเห็นมันมีน้ำใจไมตรีต่อตนเอง จึงไม่อาจหักใจปกปิดมัน ผงกศีรษะกล่าวว่า “เป็นเช่นนั้นจริง แต่อย่าได้ถามสาเหตุความนัยต่อข้าพเจ้า”

เหลิ่งหวี่มีสีหน้าตื่นเต้นสงสัยสุดระงับ ทอดถอนใจกล่าวว่า “อิงแหยเป็นยอดคนอย่างแท้จริง”

หลงอิงกล่าวถามว่า “หากเปรียบกับนักฆ่าหญิงนั้น เซวี่ยไหวอิงเป็นอย่างไร?”

เหลิ่งหวี่ไม่มีคำพูดจะกล่าว หันเหหัวเรื่องว่า “อิงแหย กับไหลจวิ้นเฉินแห่งตึกผลักดันเรื่องราวมีการคบหากระมัง?”

หลงอิงกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “ท่านทราบได้อย่างไร? ความจริงแล้วไม่ถือว่ามีการคบหาอันใด เพียงรู้จักโดยผิวเผินเท่านั้น”

ยามนี้ทั้งสองเดินเข้าสู่ลานกว้างหน้าตำหนักหลัก ห่างจากประตูกวนฟงเหมินหลายพันก้าว

เหลิ่งหวี่แสดงสีหน้าเป็นความหมายว่าสมควรเป็นเช่นนี้ ปากกล่าวว่า “เพราะว่า ไหลจวิ้นเฉินรออิงแหยอยู่ที่หน้าซุ้มประตู สำหรับบุคคลเช่นนี้ อิงแหยทางที่ดีหลบลี้หนีห่าง ภายในวังไม่มีผู้ใดชมชอบมัน มันเองก็ไม่มีสหายอันใด หากสักวันหนึ่งมันทอดร่างเป็นซากศพอยู่กลางถนน พี่ใหญ่ลู่ต้องจับตัวฆาตกรไม่ได้ เนื่องเพราะคนที่คิดฆ่ามันมีมากมายเกินไป”

หลงอิงได้แต่ฝืนยิ้ม นึกลำบากใจแทนไหลจวิ้นเฉิน ไม่ว่ามันเป็นขุนนางใหญ่โตเพียงไหน ยังมีความสุขอันใด แต่ว่าตัวการความผิดคือพระนางบูเช็คเทียน ตึกผลักดันเรื่องราวเป็นเครื่องมือที่พระนางใช้กำจัดศัตรูคู่อริ เพียงแต่ไหลจวิ้นเฉินยอมช่วยกระพือความชั่วร้าย ตัวเองย่อมมิใช่วิญญูชนอันเที่ยงธรรม

เมื่อห่างจากซุ้มประตูไม่ถึงพันก้าว เหลิ่งหวี่ก็ชะงักเท้าลง กล่าววาจาจากใจจริงว่า “อิงแหยใคร่ครวญให้ดี วันนี้ท่านทำศึกติดต่อกัน มิสู้พักผ่อนสักวัน พรุ่งนี้ค่อยออกจากวังเป็นอย่างไร?”

หลงอิงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ฮู่ถงหลิ่ง (รองผู้บัญชาการ) คล้ายกับทราบว่าข้าพเจ้าพอก้าวออกจากวัง ก็จะเผชิญกับเซวี่ยไหวอี้ก็มิปาน”

เหลิ่งหวี่ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “เพราะว่าหลังเที่ยงฝ่าบาทมีพระราชกระแส ห้ามมิให้เซวี่ยไหวอี้กับสองพี่น้องตระกูลจางเหยียบย่างเข้าพระตำหนักซ่างหยางกงโดยเด็ดขาด หลังจากนั้นเซวี่ยไหวอี้ ก็ประกาศว่า ขอเพียงอิงแหยออกจากพระตำหนักซ่างหยางกง มันจะพิสูจน์ความเป็นความตายกับอิงแหยในบัดดล”

หลงอิงครุ่นคิดว่าที่แท้เป็นเช่นนี้  แผนยืมมือมันกำจัดฆ่าเซวี่ยไหวอี้ของพระนางบูเช็คเทียนสำเร็จลุล่วงไปครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับฝีมือของตนเอง

เหลิงหวี่กล่าวว่า “ตอนนี้เมืองพระราชวังคึกคักครึกครื้น ไม่มีผู้ใดยอมกลับบ้านไป เนื่องเพราะหากอิงแหยคิดกลับหอเลิศวิไล ต้องผ่านเมืองพระราชวัง ดังนั้นขุนนางทั้งใหญ่น้อยต่างรั้งอยู่รอชมเรื่องสนุกสนาน”

หลงอิงหัวร่อดังยาวนานกล่าวว่า “คิดไม่ถึงในการศึกครั้งแรกในชีวิตของเราหลงอิง จะมีผู้คนนับหมื่นรอชมดู”

เหลิงหวี่หน้าแปรเปลี่ยนไป ทวนคำว่า “การศึกครั้งแรก?”

หลงอิงกล่าวอย่างปลอดโปร่งว่า “สำหรับกับข้าพเจ้าเป็นครั้งแรก สำหรับกับมันถือเป็นครั้งสุดท้าย ฮู่ถงหลิ่ง (รองผู้บัญชาการ) ไม่ต้องเกลี้ยกล่อมข้าพเจ้าแล้ว ขอให้เชื่อมั่นกว่านี้บ้าง”

กล่าวจบพกพาความคิดต่อสู้และการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว สาวเท้าไปยังซุ้มประตู

เพราะเพื่อผู้ที่ถูกหลวงจีนทุศีลนี้ทำร้ายถึงแก่ชีวิต เพราะเพื่อพ่างกงกง และเพราะเพื่อเหรินหยา การศึกครั้งนี้ต้องชนะ ไม่อาจพ่ายแพ้เด็ดขาด

เหยี่ยวมาร สะท้านสิบทิศ (หน้า 133- 143)

ลมฝนแปดทิศ

หลงอิงพอออกจากพระตำหนักซ่างหยางกง ก็กระทบถึงเมืองพระราชวัง คล้ายระลอกวงหนึ่งขยายตัวออกไป การต่อสู้ระหว่างมันกับเซวี่ยไหวขยายตัวออกไป การต่อสู้ระหว่างมันกับเซวี่ยไหวอี้คล้ายลูกธนูพาดสาย ตระเตรียมปล่อยออกไป

ไหลจวิ้นเฉินปราศจากสง่าราศีเช่นเมื่อวันก่อน ต้องกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “เกิดเรื่องอันใด? ในชั่วยามเช่นนี้ เมืองพระราชวังไม่เคยชุมนุมผู้คนมากมายถึงเพียงนี้มาก่อน คล้ายช่วงเวลาประกอบพิธีเซ่นสรวงก็มิปาน”

ดวงอาทิตย์ใกล้ลาลับกับขุนเขาประจิม แสงสีคราสายัณห์ย้อมชโลมครึ่งแผ่นฟ้า ลมหนาวโชยพัดจากแม่น้ำลั่วสุ่ยทางขวามือ อากาศแดงว่าเปลี่ยนเป็นเย็นลง ในช่วงก่อนการสัประยุทธ์จึงแฝงกลิ่นอายเยียบเย็นเป็นพิเศษ

หลงอิงที่เดินเคียงคู่กับมันต้องคิดอ่านในใจไม่ทราบว่าขุนนางตุลาการผู้นี้ไฉนขวัญกล้าเกินคน ในเวลาเช่นนี้กลับชักชวนตนเองไปรับประทานอาหารกน พอฟังจึงกล่าว “วันนี้ใต้เท้าไหลมีภารกิจอันใด?”

ไหลจวิ้นเฉินฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “บอกต่ออิงเกอเอ๋อ (คำเรียกบุรุษที่ชื่ออิง) ตามตรง ในการประชุมเช้าวันนี้ เกิดเรื่องราวคราวเคราะห์กับเรา เป็นเหตุให้เราต้องเก็บตัวอยู่ในที่ทำการตลอดทั้งวัน ตอนนี้กลัดกลุ้มใจนัก”

ก่อนหน้านี้หลงอิงอยู่ในวัง ปรากฏราชองครักษ์ห้อมหน้าล้อมหลัง มีแต่ครั้งนี้ที่ปล่อยให้มันออกจากตำหนักซ่างหยางกงแต่ผู้เดียว แสดงว่าพระนางบูเช็คเทียนทรงถอนกำลังอารักขามันไปจากข้อนี้เป็นที่คาดคิดได้ว่า ราชองครักษ์ในเมืองพระราชวังคงได้รับคำสั่ง ห้ามมิให้สอดมือยุ่งเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างมันกับเซวี่ยไหวอี้

หลงอิงล่วงรู้ถึงสถานะของตนเองยิ่งกว่าผู้ใดว่า “ฐานะราชอาคันตุกะเพียงเป็นตำแหน่งลอย ในความเป็นจริงผู้คนที่มันเคยสัมผัสมา นอกจากเหลิ่งหวี่และเหล่าราชองครักษ์แล้ว ผู้อื่นเพียงยึดถือหลงอิงเป็นเครื่องเล่นชิ้นใหม่ของพระนางบูเช็คเทียน ข้อพิพาทระหว่างมันกับเซวี่ยไหวอี้ เป็นการชิงรักหักสวาทของบุรุษคนโปรดใหม่กับคนเก่า ผู้ใดตายผู้ใดรอด หามีคนสนใจไม่ ถึงกับแม้ตายก็ไม่น่าเสียดาย ไหนเลยคาดคิดว่าพระนางบูเช็คเทียนทรงยืมมือเทพอธรรมคนใหม่ กำจัดชนวนเภทภัยข้างพระวรกายไป ทั้งดำเนินแผนก่อกวนเป็นมรสุมโลหิต สร้างความปั่นป่วนแก่ยุทธจักรอีกครั้ง

หลงอิงกล่าวถามว่า “ดูจากสีหน้าใต้เท้าไหลคล้ายกับมีเภทภัยกล้ำกรายก็มิปาน”

ที่เมืองพระราชวังด้านตะวันออก บริเวณทางเข้าสู่พระตำหนักซ่างหยางกงชุมนุมด้วยผู้คนจำนวนมาก มีอยู่ไม่น้อยที่สวมชุดลำลอง ดูท่าทีสมควรเป็นชาวยุทธจักร อาศัยความสัมพันธ์กับขุนนางทีรู้จักคุ้นเคย เดินทางมาชมดูการต่อสู้ พอเห็นหลงอิงปรากฏกาย ก็เกิดความปั่นป่วนขึ้นมา สายตาที่กวาดมองมายังหลงอิงแฝงแววเหยียดหยามดูแคลน โดยเฉพาะเห็นผู้ที่ร่วมทางมากับมัน ยังเป็นไหลจวิ้นเฉินที่ได้ชื่อว่าเป็นขุนนางตุลาการอำมหิต ที่ก่อกรรมทำเข็ญนับครั้งไม่ถ้วน

ภายใต้สายตาพวกมัน หลงอิงยังคงเพิกเฉยวางตัวเป็นปรกติ ไหลจวิ้นเฉินกลับถูกจ้องมองจนตะครั่นตะครอ เนื่องเพรานึกหวาดระแวงอยู่ในใจ

ไหลจวิ้นเฉินกล่าวเบาๆ ว่า “ที่แท้เป็นเรื่องราวใด? ทุกคนล้วนเฝ้าดูท่าน”

หลงอิงกล่าวว่า “ไม่ต้องสนใจพวกมัน พวกเราไปรับประทานอาหารที่ใดดี?”

เมื่อหลงอิงกับไหลจวิ้นเฉินขึ้นมายังชั้นที่สามซึ่งเป็นชั้นบนสุดของเรือนแปดทิศ บรรยากาศที่อึกทึกวุ่นวายในร้านอาหารพลันกลับกลายเป็นเงียบกริบลง ความเปลี่ยนแปลงจากเสียงดังโวยวายกลายเป็นเงียบสงัดงัน ก่อเกิดเป็นความกดดันจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก

โต๊ะเกือบหกสิบตัวบนชั้นสามไม่มีโต๊ะว่าง คงเหลือโต๊ะที่กลางห้อง หลงอิงกับไหลจวิ้นเฉินพอดื่มกินเพียงตัวเดียว หลงอิงกับไหลจวิ้นเฉินพอนั่งลง ทุกประการค่อยคืนสู่สภาพเดิม เพียงแต่ลดสุ้มเสียงเบาลง

ไหลจวิ้นเฉินกล่าวอย่างมึนงงสงสัยว่า “ไฉนผิดปรกติถึงเพียงนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับอิงเกอเอ๋อ?”

ผู้รับใช้เข้ามาต้อนรับขับสู้ ไหลจวิ้นเฉินสั่งอาหารหลายอย่างโดยที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หลงอิงกลับยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกมันกำลังรอดูเรื่องสนุกสนาน ไม่ต้องสนใจพวกมัน บอกความในใจของใต้เท้าไหลก่อน”

ไหลจวิ้นเฉินกล่าวเสียงละห้อยว่า “เช้าวันนี้ตี้เหยินเจี๋ยรื้อฟืนคดีหลิวซือลี่ เราความจริงไม่ใส่ใจ เนื่องเพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ที่ผ่านมาฝ่าบาทจะระงับเอาไว้ มิคาดคราครั้งนี้ฝ่าบาทกลับตอบรับ ทั้งมอบหมายให้ตี้เหยินเจี๋ยสะสางด้วยตัวเอง โอ ฝ่าบาทเท่ากับรื้อคดีของพระนางเอง แต่ว่าพระนางย่อมไม่มีเรื่องราวใด แม้แต่วุ่ยอ๋องอู่เฉิงซื่อที่คิดอ่านวางแผนก็ต้องปฏิเสธบอกปัด สุดท้ายผลักไสเราออกไปเซ่นธง ตี้เหยินเจี๋ยความจริงแค้นเราจับใจ ไหนเลยยอมปล่อยปละละเว้นเรา ยามนี้เราไม่ทราบขอความช่วยเหลือจากผู้ใด เพียงหวังอิงเกอเอ๋อยื่นมือเข้าช่วยเหลือสักครา”

หลงอิงค่อยเข้าใจในบัดดล ที่แท้ไหลจวิ้นเฉินมีเรื่องขอร้อง แต่เห็นแก่ว่าเคย “ไปมาหาสู่” กัน ลองฟังมันระบายความคับข้องใจออกมา ถือเป็นการแสดงน้ำใจฉันมิตร จากนั้นฉุกคิดว่าพ่างกงกงเคยบอกว่าตวนมู่หลิงเดินทางมาหาพระนางบูเช็คเทียนด้วยเรื่องสองประการ หนึ่งเป็นเซวี่ยไหวอี้ ยึดครองวัดม้าขาว ซึ่งเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันสงฆ์ อีกเรื่องหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับคดีปรักปรำป้ายผิดที่ไหลาจวิ้นเฉินดำเนินการ ไม่เช่นนั้นไหนเลยประจวบเหมาะถึงเพียงนี้ เช่นนี้เป็นว่าไหลจวิ้นประสบเภทภัยกล้ำกราย กลายเป็นเครื่องสังเวยถึงการเมือง

นึกถึงตอนนี้ ฉุกคิดว่าตวนมู่หลิงสมควรไม่พลาดชมการสัประยุทธ์ครั้ง บางทีอยู่ที่หนึ่งที่ใดในเมืองพระราชวัง หรืออาจอยู่ในเหลาสุราแห่งนี้ ดังนั้นกวาดตาสำรวจมอง ผู้คนที่เผชิญกับจักษุมารของมันต่างหรุบสายตาลง มีเพียงสายตาอันเจิดจ้าที่อยู่ละแวกใกล้เคียงคู่หนึ่งประสานสบตากับมันโดยไม่พรั่นพรึง

คนผู้นี้มีอายุยี่สิบกว่าปี รูปกายกำยำสูงใหญ่ เค้าใบหน้าเหี้ยมหาญดุร้าย สวมชุดนักบู๊สีเทา คลุมทับด้วยเสื้อคลุมต้านลม เป็นลักษณะของยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้ม ผู้ที่กล่าวกระซิบที่ข้างหูมันก็มีลักษณะราศีสูงส่ง แต่แต่งกายเช่นเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์

หลงอิงถามเสียงหนักๆ ว่า “พวกมันเป็นใคร?”

ไหลจวิ้นเฉินพกพาจิตใจอันเลื่อนลอย กวาดตามองตามสายตามัน จากนั้นรั้งสายตากลับมา กล่าวว่า “เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักกระบี่กวนจงนามว่านเยิ่นหวี่ ไดรับขนานนามว่าเป็นมือดาบอันเลิศล้ำถัดจากโค่วจง เป็นอาศัยวิชาสะกดรอยหมื่นลี้ จับตัวศิษย์พี่ใหญ่ของท่านฉิวเปิ่นชู คนที่กระซิบกระซาบกับมันเป็นบุตรชายของหลี่ต้านนามหลี่หลงจี มารดาของเรา ว่านเยิ่นหวี่มาที่นี้ทำอะไร?”

หลงอิงไม่ตอบคำ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะทำนายตัวหนังสือให้กับท่านสักคำ”

ไหลจวิ้นเฉินกล่าวอย่างงุนงงว่า “อิงเกอเอ๋อรู้จักทำนายตัวหนังสือหรือ?”

เนื่องด้วยตำหนักเทพฤทธิ์เก็บสะสมหนังสือแนวทางอธรรมมากมาย มีตำราเกี่ยวกับการทำนายตัวหนังสืออยู่หลายเล่ม หลงอิงเชื่อมั่นว่ามีความสำเร็จอยู่บ้าง บวกกับคราเคราะห์ของไหลจวิ้นเฉินจัดอยู่ประเภทแม้เซียนวิเศษยังช่วยไม่ได้ ได้แต่อาศัยความเชื่อที่เกี่ยวกับภูตเทพ ให้มันรู้แน่แก่ใจ

หลงอิงกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “เส้นขีดหนึ่งบอกความในใจ หนึ่งรูปภาพไขความลับฟ้า ใต้เท้าไหลนึกถึงตัวหนังสือใด ลองบอกจากปากมา”

ไหลจวิ้นเฉินกล่าวโดยไม่ขบคิดว่า “อย่างนั้นทำนายตัวหนังสือคำ ‘เหริน’ (คน) เถอะ”

หลงอิงกล่าวว่า “คำ ‘เหริน’ (คน) นี้สมควรค้างคาอยู่ในใจใต้เท้าไหลระยะเวลาหนึ่ง ไม่เช่นนั้นไหนเลยกล่าวจากปากโดยไม่ขบคิดได้?”

ยามนั้นกับแกล้มสามอย่างยกมาถึง ยังมีเหลิ่งผาน* สองอย่างกับน้ำแกงชามหนึ่ง ไหลจวิ้นเฉินทางหนึ่งเชื้อเชิญมันรับประทาน ทางหนึ่งกล่าวว่า “เพราะว่าเราเห็นว่าคนช่างเจ็บปวดรวดร้าว ตอนเข้ารับราชการไม่สนใจว่าเป็นขุนนางใด มิคาดคล้ายภูตผียัดเยียด เข้ามายังตึกผลักดันเรื่องราว สืบทอดพระประสงค์ของฝ่าบาทที่ว่า ‘บทลงโทษไม่เข้มงวด ไม่อาจปราบกังฉินยับยั้งทมิฬหินชาติ’ จนมีสภาพเช่นทุกวันนี้ สร้างความลำบากใจยิ่ง”

* ออเดิร์ฟ

หลงอิงรับประทานอาหารอยู่หลายคำ จากนั้นกล่าวว่า “ใต้เท้าไหลพอออกปากก็กล่าวคำ ‘เหริน’ (คน) คำเหริน (คน) หากครอบคำโข่ว (ปาก) จะกลายเป็นฉิว (คุมขัง) เกรงว่าใต้เท้ายากรอดพ้นจากคราเคราะห์”

ไหลจวินเฉินถูกขู่ขวัญจนหน้าถอดสี กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “ทำอย่างไรดี?”

หลงอิงกล่าวว่า “ใต้เท้าไหลมิต้องแตกตื่นลนลาน ข้าพเจ้ามิใช่เคยถูกคุมขังมาก่อนหรอกหรือ? คำว่าฉิว (คุมขัง) ไม่ได้แปลว่าฆ่า คำ ‘ฉิว’ (คุมขัง) หากเพิ่มเส้นขวางหนึ่งขีดจะกลายเป็นอิง (เหตุ) แสดงว่าเหตุและผลกำหนดแน่นอน ใต้เท้าไหลนึกเสียใจต่อเรื่องที่แล้วมาหรือ?”

ไหลจวิ้นเฉินทอดถอนใจกล่าวว่า “เราไม่เคยนอนตาหลับแม้สักคืนเดียว พอหลับตาลงก็ปรากฏวิญญาณอันคับแค้นตามมาทางชีวิต หากว่ากระทำได้ คืนนี้ถึงกับคิดกลืนยาพิษฆ่าตัวตาย พอนึกถึงทัณฑ์แล่เนื้อเถือหนัง ถึงกับยินยอมตายเสียประเสริฐกว่า แต่กลัวว่าพอตกนรกหมกไหม้ ยิ่งยากทนทานรับได้ หากว่าคราครั้งนี้สามารถรอดพ้นจากคราเคราะห์ เรายินดีบริจาคเงินทองที่ได้จากการขูดรีดออกไป จากนั้นปลงผมบวชเป็นหลวงจีน เพื่อไถ่บาปที่กระทำไว้ หากสามารถตั้งตนใหม่ ต่อให้นั่งขอทานข้างถนน ก็ไม่ขอเข้าสู่ตึกผลักดันเรื่องราว”

หลงอิงกล่าวว่า “ใต้เท้าไหลลองบอกตัวหนังสือมาอีกตัวหนึ่ง ดูว่าเภทภัยจะกล้ำกรายเมื่อใด”

ไหลจวิ้นเฉินกล่าวโดยไม่ขบคิดว่า “อย่างนั้นทำนายคำ ‘มู่’ (ไม้) เพราว่าชะตาของเราจัดอยู่ธาตุไม้”

หลงอิงกล่าวว่า “คำ ‘มู่’ (ไม้) หากเพิ่มเส้นขีดหนึ่งเส้นจะเป็นคำเว่ย หมายถึงเดือนเว่ย* กลางปีหน้า ใต้เท้าไหลยังมีเวลานึกหาหนทางอีกเจ็ดเดือน ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าช่วยเหลืออย่างไร?”

* เดือนเว่ยหรือที่อ่านออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋วว่านี่เป็นเดือนมะแม จัดอยู่ลำดับแปดในสิบสองนักษัตร

ไหลจวิ้นเฉินเห็นยังมีเวลายืดหยุ่น ค่อยระงับสติลง ลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลงกล่าวว่า “เราคิดขอให้อิงเกอเอ๋อ (คำเรียกบุรุษที่ชื่ออิง) ช่วยเราละทิ้งตำแหน่งหลบหนีไป”

หลงอิงกล่าวว่า “หากว่าคืนนี้ข้าพเจ้าไม่ตาย ส่วนใต้เท้าไหลคิดบริจาคทรัพย์สินปลงผมบวชเป็นหลวงจีนจริงๆ เรื่องนี้ก็สามารถหารือกัน”

ไหลจวิ้นเฉินงงงันวูบ ขณะจะตอบคำ พลันบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า “เพิ่งได้รับข่าวว่าอาจารย์เซวี่ยควบม้าออกจากวัดม้าขาว หากอิงแหย (นายท่านอิง) ยังคิดมาอุดหนุนเรือนแปดทิศในวันพรุ่งนี้ ไยไม่รีบรุดกลับพระตำหนักซ่างหยางกงไปเข้านอน ทั้งหมดก็จะได้กลับไปพักผ่อนแต่หัวค่ำ”

ชั้นสามของเหลาสุรา จนแม้กระทั่งใบไม้ร่วงหล่นยังได้ยิน

ในที่สุดไหลจวิ้นเฉินค่อยทราบว่าเป็นเรื่องราวใด สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป กล่าวเบาๆ ว่า “คนกล่าววาจาเป็นซ่งจือเวิ่น เป็นนักเกาะกินที่รับใช้สองพี่น้องตระกูลจาง มีความรู้ด้านบทกวีอยู่บ้าง”

หลงอิงหาเหลือบแลคนกล่าววาจาไม่ คนผู้นี้กล่าวประชดประชัน ทั้งแดกดันว่ามันมิใช่คู่มือของเซวี่ยไหวอี้ ทั้งเยาะเย้ยว่ามันเป็นเครื่องเล่นของพระนางบูเช็คเทียน แต่ว่ามันหามีโทสะไม่ ภายใต้ความกดดันก่อนพายุฝนโหมกระหน่ำ พลังของพันธุมารรวมตัวไม่หยุดยั้ง ตวาดว่า “คนกล่าววาจาเป็นใคร ไสหัวออกมาให้กับบิดา”

ซ่งจือเจิ่นจะอย่างไรเป็นนักศึกษา ถึงแม้ว่าสองพี่น้องตระกูลจางให้การหนุนหลัง แต่ก็ถูกน้ำเสียงที่แฝงความหมายข่มขู่ของหลงอิงสะกดจนระย่นย่อ ยามกะทันหันไม่กล้าตอบคำ

สุ้มเสียงแกร่งกร้าวอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านซ้ายมือของหลงอิงว่า เราฉู่หยวนเทียน ทำงานให้กับวุ่ยอ๋อง ซ่งเซียนเซิง (ท่านผู้แซ่ซ่ง) ที่กล่าววาจาเมื่อครู่ คิดน้อมเตือนอิงแหยด้วยกุศลเจตนา กลับสร้างความไม่พอใจแก่อิงแหย ช่างคับแค้นใจแทนมันนัก”

คำพูดเหล่านี้ยังยิ่งกว่าถ้อยคำของซ่งจื่อเวิ่นอีก เรียกเสียงหัวร่อดังครืนใหญ่ แสดงว่าผู้คนส่วนใหญ่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับหลงอิง ย่อมไม่ส่งผลเลิศต่อหลงอิง และไม่กลัวหลงอิงคิดแก้แค้น เนื่องเพราะในสายตาของพวกมัน หลงอิงในยามนี้ไม่ต่างกับคนตาย

คราครั้งนี้หลงอิงเกิดปฏิกิริยาแล้ว มันหันไปยังชายฉกรรจ์ที่กล่าววาจา กล่าวว่า “ที่แท้เป็นพี่ฉู่หากภายในสิบกระบวนท่า เราผู้แซ่หลงสามารถกระแทกกระบองเหล็กของหลวงจีนทุศีลนั้นหลุดจากมือพี่ฉู่จ่ายเงินแทนผู้เป็นนายแก่ข้าพเจ้าสิบตำลึงทอง ในทางกลับกัน เราผู้แซ่หลงจะชดใช้เงินให้กับท่านสิบตำลึงทอง”

กล่าวจบเผยอยิ้มอย่างเฉิดฉัน เผยเห็นฟันขาวทั่วทั้งปาก บันดาลให้ผู้คนเกิดความรู้สึกว่ามันไม่เพียงเผชิญศัตรูด้วยความเยือกเย็น ถึงกับไม่เห็นการศึกที่ใกล้ปะทุครั้งนี้อยู่ในสายตา

บนชั้นสามของเหลาสุราปั่นป่วนขึ้นมา

ฉู่หยวนเทียนสมเป็นชนชั้นยอดฝีมือ สีหน้ายังเป็นปรกติไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งยังหัวร่อออกมากล่าวว่า “หากว่าพี่หลงโชคร้ายถูกผู้คนฟันร่างเป็นแปดท่อน เราผู้แซ่ฉู่จะทวงหนี้กับผู้ใด?”

คราครั้งนี้ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงหัวร่อสนับสนุน เพราะทราบแล้วว่าหลงอิงไม่รวบรัดธรรมดา

ฉู่หยวนเทียนเปลี่ยนเป็นเรียกพี่หลง เรียกตัวเป็น “เราผู้แซ่ฉู่” แสดงว่าคิดสะสางเรื่องราวตามหลักเกณฑ์ของยุทธจักร

ไหลจวิ้นเฉินคิดเสนอหน้าออกไปชดใช้เงินให้กับหลงอิง จนใจที่หากมันเอ่ยปาก เท่ากับล่วงเกินวุ่ยอ๋องอู่เฉิงซื่อ ส่งผลให้สถานะของมันเลวร้ายลงกว่าเดิม ดังนั้นไม่กล้ากล่าววาจา

หลงอิงเข้าใจความจำเป็นของมัน หามีความคิดติเตียนไม่ เรื่องนี้ความจริงคลี่คลายได้โดยง่ายดาย ขอเพียงมันล้วงทองคำสิบตำลึงออกมาโยนลงบนโต๊ะ ก็จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ จนใจที่อย่าว่าแต่ทองคำ กระทั่งเงินหนึ่งตำลึงมันก็ไม่สามารถควักออกมา

ทันใดนันสุ้มเสียงที่จงใจลดจนแผ่วทุ้มเสียงหนึ่งดังจากโต๊ะที่นั่งซึ่งอยู่ติดหน้าต่างโต๊ะหนึ่งว่า “เรายินดีจ่ายเงินเดิมพันเอง แต่หลังจากที่พี่หลงเป็นฝ่ายชนะ ต้องแบ่งเงินให้กับเราครึ่งหนึ่ง

บนชั้นสามของเหลาสุราปั่นป่วนขึ้นมาอีกครา มีคนผุดลุกขึ้น หาไม่ก็ชะโงกศีรษะ ต้องการดูว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่สารทิศใด กลับกล้าล่วงเกินวุ่นอ๋องอู่เฉิงซื่อซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนผูกใจอาฆาต ถึงแม้ “มัน” นั่งอยู่ข้างกายมหาเสนาบดีตี้เหยินเจี๋ย แม้ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ก็ทราบว่าคนผู้นี้มีความเป็นมาใหญ่หลวง ฟังจากน้ำเสียงมัน แสดงว่าบังเกิดความเชื่อมั่นต่อหลงอิงอย่างเต็มเปี่ยม

หลงอิงกวาดมองแวบหนึ่ง ถึงกับสะท้านใจอย่างรุนแรง จดจำออกว่าคนสวมชุดบุรุษ ทั้งใส่หมวกหรุบหน้านั้นเป็นนางเซียนแห่งเรือนฌานตามมู่หลิง ที่แท้นางมาแล้วจริงๆ

หลังจากนั้นไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากอีก คนที่โต๊ะตี้เหยินเจี๋ยเมื่อเอ่ยปาก เท่ากับแบ่งค่ายอย่างชัดแจ้ง กลับกลายเป็นกลุ่มการเมืองที่นำโดยวุ่ยอ๋องอู่เฉิงซื่อ กับฝ่ายของตี้เหยินเจี๋ยทำการทดสองฝีมือผ่านการศึกของหลงอิง ขอถามยังมีผู้ใดกล้าสอดมือเข้ามา แม้แต่กลุ่มของสองพี่น้องตระกูลจางก็ไม่กล้ามล่วงเกินฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

หลังจากที่พระนางบูเช็คเทียนก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดินี สิ่งที่ตามมาคือปัญหารัชทายาท ตอนนี้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นไทจือคือหลี่ต้าน แต่ไม่ว่าผู้ใดล้วนทราบว่านี่เป็นแผนซื้อเวลาของพระนางบูเช็คเทียน

เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว วุ่ยอ๋องอู่เฉิงซื่อให้การสนับสนุนพระนางบูเช็คเทียน ทำการเข่นฆ่าเชื้อพระวงศ์ตระกูลหลี่ ตั้งตนเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ของราชวงศ์โจว เพียงแต่เหล่าขุนนางแม่ทัพใหญ่นำโดยตี้เหยินเจี๋ยคัดค้านอย่างรุนแรง พระนางบูเช็คเทียนมิอาจไม่คำนึงถึงสถานการณ์โดยรวม ชะลอการแต่งตั้งรัชทายาทไว้ก่อน

ตี้เหยินเจี๋ยกับพวกให้การสนับสนุนหลี่เสี่ยน หนึ่งนั้นหลี่เสี่ยนเคยขึ้นเป็นฮ่องเต้ชั่วคราว บวกกับมีศักดิ์เป็นพี่ จึงชอบด้วยหลักมณเทียรบาล ยามนี้การช่วงชิงในราชสำนักเริ่มเปิดฉากขึ้น ด้วยเรื่องของผู้สืบราชบัลลังก์

นักศึกษากลางคนที่คล้ายเป็นที่ปรึกษานั่งอยู่ข้างกายฉู่หยวนเทียนผู้หนึ่งพลันกล่าวว่า “เราผู้แซ่จางก็คิดเลียนแบบอิงแหย (นายท่านหลง) เรียนถามว่าคนกล่าววาจาเป็นใคร มีคุณสมบัติในการออกเสียงแทนท่านรัฐบุรุษหรือไม่ หลังการต่อสู้สามารถส่งมอบทองคำสิบตำลึงหรือไม่?”

ไหลจวิ้นเฉินกระซิบบอกต่อหลงอิงว่า “นี่เป็นที่ปรึกษาหมายเลขหนึ่งของวุ่ยอ๋อง นามจางเจียฟู”

ตี้เหยินเจี๋ยแม้ถูกพาดพิง แต่เพียงแย้มยิ้มไม่กล่าววาจา

ตวนมู่หลิงที่ปลอมเป็นบุรุษกล่าวเสียงราบเรียบว่า “มีทองคำหรือไม่มีทองคำ มีข้อแตกต่างอันใด? ข้าพเจ้าไม่เคยพนันมาก่อน เพียงเพราะการศึกครั้งนี้ต้องชนะ ไม่ต้องชดใช้ จึงร่วมสนุกด้วย”

ทั้งหมดบังเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย วิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา

สุ้มเสียงหนักแน่นเข้มแข็งเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น กลบเสียงอึกทึกวุ่นวายทั้งหลายลงว่า “จางเจียฟุเสียทีที่ท่านถือดีว่าทรงภูมิปัญญา ผู้ที่สามารถนั่งเคียงคู่กับท่านรัฐบุรุษ ไหนเลยเป็นชนชั้นธรรมดา เพียงสายตา ของนางก็มีค่ามากกว่าสิบตำลึงทอง ข้าพเจ้ากล้าใช้ชีวิตเป็นประกันว่านอกจากพี่หลงแล้ว นางเป็นอีกคนหนึ่งที่สามารถจัดการกับเซวี่ยไหวอี้ หากยังพิรี้พิไรอีก ก็มาทวงถามเงินเดิมพันจากเราผู้แซ่ว่านเถอะ”

คนกล่าววาจาเป็นผู้ที่ได้รับขนานนามว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในการใช้ดาบ นามว่านเยิ่นหวี่ มันกล่าวพลางล้วงถุงหนังอันหนักอึ้งจากอกเสื้อวางลงบนโต๊ะ ภายในถุงบรรจุอันใด ไม่มีผู้ใดทราบได้ แต่เพียงดูจากบุคลิกท่วงท่าอันยิ่งใหญ่ของมัน แม้แต่จางเจียฟุก็ไม่กล้าออกปากให้มันเททองคำออกมาดู

พริบตานั้นทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบลง

ว่านเยิ่นฟุพอเอ่ยปาก สถานการณ์ก็เปลี่ยนพลิกโดยสิ้นเชิง ฝ่ายของวุ่ยอ๋องอู่เฉิงซือล้วนถูกสะกดไว้ มันแสดงว่าทราบว่าคนที่ข้างกายตี้เหยินเจี๋ยเป็นใคร ที่น่าตระหนกคือว่านเยิ่นหวี่ได้ชื่อว่าเป็นยอดฝีมือระบือนาม ถึงแม้เซวี่ยไหวอี้ครองความยิ่งใหญ่ในนครลั่วหยาง แต่คิดเปรียบเทียบกับมันต้องชั่งน้ำหนักดูก่อน เพียงแต่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ต้องการล่วงเกินพระนางบูเช็คเทียน จึงไม่ลงมือสั่งสอนเซวี่ยไหวอี้ ตอนนี้ว่านเยิ่นหวี่กับคนที่ข้างกายตี้เหยินเจี๋ยต่างให้การสนับสนุนหลงอิง อย่างนั้นยังมีผู้ใดกล้าแสดงความเคลือบแคลงสงสัยอีก

ตวนมู่หลิงที่ปลอมเป็นบุรุษพลันกล่าวว่า “ขอถามพี่หลง อีกนานเท่าใดเซวี่ยไหวอี้ค่อยมาถึงที่นี้?”

ทั้งหมดรับฟังจนงุนงงสงสัย เรื่องเช่นนี้ไหนเลยคาดการณ์ได้

หลงอิงพลันหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “ได้รับคำถามไถ่จากเซียนวิเศษ เราที่เป็นสามัญชนได้แต่แสดงความทุเรศออกมา ภายในเวลาหายใจเข้าออกสามครา พวกเราจะได้ยินเสียงกีบม้าของมัน”

เสียงขาดคำ แว่วเสียงกีบม้าดังมาแต่ไกล ทวีความชัดเจนขึ้นทุกขณะ

หลงอิงตวาดสำทับว่า “หลวงจีนทุศีลเซวี่ยไหวอี้ ไสหัวขึ้นมาให้กับบิดา”

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.