สงครามตำนานเทพ ภาค 1 เล่ม 1

สงครามตำนานเทพ ตอนที่ 1

เมื่อขวานของนักรบทำลายประตูเมืองลงได้ทั้งนอกเมืองและในเมืองต่างส่งเสียงร้องกึกก้องไปทั่วทว่าเสียงหนึ่งเป็นเสียงแห่งชัยชนะอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงแห่งความสิ้นหวัง

เมืองสุดท้ายของกองทัพกบฏได้ถูกพวกเรายึดครองไว้แล้วนับจากวันนี้เป็นต้นไปกองทัพพันธมิตรจะต้องเหลือแต่ชื่อที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

ข้าดึงขวานออกจากประตูเมืองเศษแผ่นไม้ได้กระเด็นมากระทบหน้าข้าทำไมข้าไม่รู้สึกปลาบปลื้มยินดีกับชัยชนะแม้แต่น้อยในใจกลับรู้สึกว้าเหว่

ก้อนหินและกระเบื้องล้มลงมาในพริบตาทหารเฝ้าประตูเมืองอาจจะรู้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วจึงหนีกระจัดกระจายกันไปคงต้องเข้าใจว่าเมืองถูกล้อมไว้เป็นระยะเวลาสามเดือนเสบียงภายในเมืองหมดไปมากกว่าครึ่งพวกเขาไม่มีแรงมากพอแม้แต่จะโยนก้อนหินอีกแล้ว

ข้าบุกเข้าไปในประตูเมืองมีเสียงชุดเกาะกระทบกันดังพึบพึบจากบนตัวข้า

ทหารเฝ้าประตูสองนายถือหอกยาววิ่งเข้ามาเพื่อสกัดข้าถึงแม้ว่ากำลังใจของพวกเขาจะฮึกเหิมเพียงใดแต่เมืองถูกล้อมไว้ตั้งสามเดือนเสบียงในเมืองเกาจิ้วถูกตัดขาดประชาชนอยู่อย่างยากลำบากด้วยความหิวโหยวิชาเพลงหอกของพวกเขาจึงเกิดจุดบอดมากมายข้าแค่ยกขวานขึ้นสะบัดไปเร็วดั่งสายฟ้าแลบสิ้นเสียงของเกราะเหล็กที่ถูกขวานฟันเข้าไปร่างของทหารสองนายนั้นก็หลุดออกจากกันทันที

ขณะนี้กองทัพจักรพรรดิดันประตูออกแล้วบุกเข้าไปข้างในบนกำแพงเมืองเกิดเสียงร้องห่มร้องไห้จากความสิ้นหวังของทหารที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดถึงแม้ว่าตอนเฝ้าประตูเมืองพวกเขาแต่ละคนจะไม่กลัวความตายแต่ความตายได้ใกล้เข้ามาทุกขณะทำให้พวกเขาแตกตื่นจนทำอะไรไม่ถูก

ข้าสังหารทหารของศัตรูที่วิ่งเข้ามาอีกสองนายตอนนี้ทหารติดตามของข้าจูงม้ามาให้ข้ากระโดดขึ้นหลังม้าโยนขวานทิ้งไปเปลี่ยนเป็นถือหอกในบรรดาทหารมีทหารถ่ายทอดคำสั่งวิ่งขึ้นมาพร้อมตะโกนว่าท่านอู่โหวมีคำสั่งให้ฆ่าล้างเมือง

ถึงแม้ว่าไฟสงครามจะหลอมใจของข้าให้แข็งดั่งเหล็กแต่ข้าก็ยังรู้สึกตกใจเมืองเกาจิ้วเป็นหนึ่งในสิบสองเมืองที่มีชื่อเสียงณขณะนั้นหรือว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเมืองแห่งนี้

ผู้ใต้บังคับบัญชาของข้ากลับไม่คิดเช่นนั้นพวกเขาพร้อมใจกันเปล่งเสียงเฮออกมาดังลั่นในความคิดของพวกเขาการฆ่าล้างเมืองเป็นรางวัลที่ดีที่สุดหลังการตีเมืองแตกได้ซึ่งแฝงด้วยเงินทองผู้หญิงรวมถึงการเข่นฆ่าเพื่อระบายความกลัดกลุ้มใจที่อยู่ในอก

ตั้งแต่ข้าติดตามท่านอู่โหวยกทัพลงใต้มาระหว่างทางได้ฆ่าล้างเมืองไปถึงแปดแห่งซึ่งทั้งแปดเมืองนี้ยอมตายแต่ไม่ยอมจำนนด้วยความโหดร้ายทารุณของท่านอู่โหวย่อมหนีไม่พ้นความโชคร้ายที่จะถูกฆ่าล้างเมืองถึงแม้ว่าข้าไม่อยากฆ่าคนไปมากกว่านี้แต่ระหว่างทางทหารที่ตายในเงื้อมมือของข้าผู้เป็นทัพหน้ามีไม่ต่ำกว่ายี่สิบศพทุกๆครั้งที่ฆ่าคนข้ารู้สึกว่ากลิ่นเลือดในมือข้าคาวหนักเข้าไปอีกโดยเฉพาะคู่ต่อกรจำนวนไม่น้อยที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นในโรงเรียนทหารพวกเขาล้วนตายเพราะมือของข้าในใจข้ายิ่งรู้สึกว้าเหว่

การทำศึกคงต้องเป็นแบบนี้เสมอไป

ฉีเลี่ยทหารติดตามของข้าจูงม้ามาอยู่ตรงหน้ากล่าวว่าท่านขุนพลรีบไปกันเถอะขอรับ

ข้ามองไปที่เขาเขาอายุเพียงสิบเก้าปีอาจบางทียังไม่รู้ว่าชีวิตมีค่าขนาดไหนข้าไม่พูดอะไรหรอกการฆ่าล้างเมืองเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่หลังการตีเมืองแตกข้าไม่อยากขัดความสุขของพวกเขา

เจ้านำทัพไปเถอะข้ารู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยข้าไม่ไปล่ะ

ท่านขุนพลฉู่เมื่อก่อนท่านมักเป็นคนนำพวกเราไปไม่ใช่หรือ?”

ข้าหันหน้าไปมองเขาด้วยสายตาเย็นชาแล้วกล่าวว่าข้าไม่ไป

ฉีเลี่ยตกใจกล่าวว่าอย่างนั้นข้าขอตัวเขาขี่ม้าไปใช้หอกโบกให้สัญญาณแล้วกล่าวว่าพี่น้องทั้งหลายไปกับข้า

ข้านำทหารมาร้อยนายผ่านศึกใหญ่หลายครั้งยังเหลืออยู่แปดสิบกว่านายแปดสิบกว่านายนี้อยู่ในทัพหน้าของจักรพรรดิมาโดยตลอดสำหรับพวกเขาแล้วบางทีการฆ่าคนก็เป็นความสุขของพวกเขาพวกเขาเฮลั่นห้อมล้อมตามฉีเลี่ยไปข้าเห็นกองทัพของจักรพรรดิบุกเข้าไปตามซอกตามซอยราวกับกระแสน้ำในเมืองเกาจิ้วไฟลุกรอบด้านมีเสียงกรีดร้องของสตรีและเด็กน้อยทำให้ข้ารู้สึกว่าที่ตามีน้ำเอ่อล้นขึ้นมา

นี่คือการทำศึกสงครามหรือ?ในโรงเรียนทหารอาจารย์ของข้าเคยสอนพวกข้าว่าสามารถสยบข้าศึกได้โดยปราศจากการสู้รบถือเป็นจุดสูงสุดของวิชาการทหารแต่ทว่าข้าอยู่ในกองทัพมาหลายปีผ่านศึกมาสิบกว่าครั้งแต่ละครั้งล้วนต้องสู้ท่ามกลางเปลวเพลิงและหยาดเลือดเหยียบย่ำอยู่บนร่างของคนตาย

ข้าหันหัวม้ากลับเตรียมกลับไปที่ค่ายทหารบนกำแพงเมืองทหารพันธมิตรกลายเป็นเชลยยกมือขึ้นแล้วค่อยๆเดินลงมายังกำแพงอย่างทุลักทุเลกองทัพจักรพรรดิหัวเราะเยาะต้อนเชลยศึกราวกับต้อนฝูงแกะมีเชลยนายหนึ่งบาดเจ็บที่ขาพอขาอ่อนแรงก็ล้มลงบนขั้นบันไดทหารจักรพรรดินายหนึ่งเข้าไปตะคอกด่าว่าใช้มีดฟันเข้ากลางหลังเชลยนายนั้นแต่คล้ายกับว่าเลือดในตัวเชลยไหลหมดไปก่อนหน้านั้นแล้วเพราะถึงร่างกายเกือบจะขาดเป็นสองส่วนกลับไม่เห็นมีเลือดไหลหลั่งออกมามากเท่าที่ควร

ไม่ฆ่าเชลยศึกเมื่อครั้งที่จักรพรรดิองค์แรกได้แผ่นดินกฎของกองทัพข้อที่สามก็คือประโยคที่ว่านี้แต่ทว่าเวลาผ่านไปสองร้อยปีกลับไม่มีใครจำกฎข้อนี้ได้อีกแล้ว

เชลยนายนั้นยังไม่ตายยกมือขึ้นมาแล้วเปล่งร้องด้วยความเจ็บปวดแต่ก็เหมือนไปกระตุ้นความอำมหิตในตัวทหารเขาถือมีดแล้วฟันลงไปอีกที

ข้าก้มหน้าลงไม่อยากเห็นภาพของการเข่นฆ่าเช่นนี้

เดินได้แค่สองก้าวข้างหูก็มีคนกล่าวขึ้นมาว่าบังอาจ

ข้าตกใจเงยหน้ามองที่อยู่ต่อหน้าข้าเป็นคนขี่ม้าสามคนคนที่คล้ายองครักษ์ติดตามใช้หอกยาวชี้มาที่ข้าแล้วกล่าวว่ากล้าเสียมารยาทเช่นนี้หรือ?”

ข้าหยุดม้าไว้คนที่อยู่ตรงกลางคือท่านอู่โหวข้าล่วงเกินท่านอู่โหวเข้าแล้ว

ข้ากระโดดลงจากม้าคุกเข่าข้างเดียวกล่าวว่าท่านอู่โหวข้าน้อยฉู่ซิวหงผู้คุมทัพหน้าสมควรตาย

ท่านอู่โหวไม่ได้ใส่หน้ากากแต่บนใบหน้าของเขาไร้ความโกรธเคืองแต่อย่างใดกล่าวว่าเจ้าคือฉู่ซิวหงคนแรกที่บุกเข้าไปในเมืองหรือ?แล้วเหตุใดจึงไม่เข้าไปฆ่าล้างเมืองด้วยเล่า

เรียนนายท่านข้าน้อยเพิ่งบุกโจมตีไปตอนนี้รู้สึกอ่อนล้าอยากพักสักครู่

ท่านอู่โหวหัวเราะแล้วกล่าวว่าเจ้าคงรู้สึกว่าที่ข้าสั่งให้ฆ่าล้างเมืองนั้นโหดร้ายทารุณเกินไปสินะ

ข้าตะลึงไปชั่วครู่ท่านอู่โหวได้ชื่อว่ากล้าหาญชาญชัยมาโดยตลอดนึกไม่ถึงว่าเขากลับอ่านความคิดของข้าออกข้าตอบว่าข้าน้อยมิกล้า

ท่านอู่โหวกล่าวอย่างจริงจังว่ากลุ่มผู้ก่อการกบฏผู้ใดก็มีสิทธิ์ฆ่าได้ข้าออกคำสั่งฆ่าล้างเมืองไม่ใช่เพราะความสะใจแต่เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับคนที่คิดจะกบฏอีก

ข้าทำใจกล้าเข้าไว้กล่าวว่านายท่านประชาชนในเมืองไม่ได้เป็นทหารตอนที่จักรพรรดิได้แผ่นดินได้ออกกฎไม่ฆ่าเชลยศึกดังนั้นจึงได้ใจประชาราษฎร์

เจ้าว่าสิ่งที่ข้าทำนั้นไม่ได้ใจประชาราษฎร์งั้นหรือ?”

สีหน้าของท่านอู่โหวเข้มขรึมขึ้นใจข้าหล่นวูบรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันทีไม่กล้าพูดอะไรอีกได้แต่บอกว่าข้าน้อยจะกล้าพูดเหลวไหลได้อย่างไรก็แค่ความเห็นเล็กๆน้อยๆอาจเพราะข้าใจอ่อนไปหน่อยแต่ข้าน้อยเห็นว่าคำสั่งของนายท่านจะต้องมีความหมายแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน

ท่านอู่โหวหัวเราะแล้วกล่าวว่าใจอ่อนงั้นหรือ?ฮ่าๆในหลักการเป็นแม่ทัพทั้งเจ็ดข้อข้อแรกกล่าวว่าไม่ควรใจอ่อนเด็ดขาดตอนเจ้าบุกโจมตีกล้าหาญเกินใครแต่บัดนี้กลับไม่เด็ดขาดเอาเสียเลย

เขาหยิบดาบที่เหน็บเอวออกมากล่าวว่าดาบนี้มีชื่อว่าดาบไป่ปี้ข้ามอบให้เจ้าวันหน้าจงใช้ดาบเล่มนี้ตัดความใจอ่อนของเจ้าเสีย

ดาบเล่มนั้นลอยกลางอากาศข้าใช้สองมือรับไว้กำลังจะคุกเข่าท่านอู่โหวก็ควบม้าผ่านไปองครักษ์ติดตามสองนายนั้นก็ตามไปด้วย

ได้รับรางวัลจากท่านอู่โหวอาจจะเป็นเรื่องดีแต่ในใจของข้ากลับรู้สึกว้าเหว่มากยิ่งขึ้น

กลับถึงค่ายทหารกองพลาธิการกำลังตรวจตราสิ่งของเตรียมขนเข้าไปในเมืองตามหลักแล้วหลังฆ่าล้างเมืองเสร็จจะหยุดพักและปรับปรุงทัพหลายวันจึงจะเคลื่อนพลอีกแต่ว่าหลังเสร็จสิ้นศึกสุดท้ายแล้วที่เหลือก็แค่พวกทหารทำความสะอาดของกองทัพพันธมิตรการยกทัพลงใต้ของท่านอู่โหวครั้งนี้ราบรื่นเกิดความคาดหมายยกทัพในเดือนยี่ระหว่างทางรบอย่างดุดันไม่ถึงสิบเดือนก็รบมาไกลถึงสองพันลี้กองทัพนับแสนเกือบจะกลับมาครบจำนวนต่อให้เป็นท่านอู่โหวก็เป็นผลงานการรบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

กองทัพพันธมิตรเริ่มขึ้นเมื่อสามปีก่อนตอนนั้นชังเยว่กงที่ป้องกันอยู่ทางแดนใต้คิดก่อกบฏชูธงว่าเป็นกองทัพพันธมิตรขณะนั้นชังเยว่กงเป็นหนึ่งในสามขุนนางใหญ่ของแคว้นจักรพรรดิการแต่งตั้งตำแหน่งของแคว้นจักรพรรดิตำแหน่งอ๋องจะแต่งตั้งเฉพาะเชื้อพระวงศ์ตามด้วยสามขุนนางใหญ่ที่ใช้คำว่ากงสืบทอดต่อโดยลูกหลานตำแหน่งขั้นที่สองคือเหวินโหวฝ่ายบุ๋นและอู่โหวฝ่ายบู๊ต่อไปคือขุนนางขั้นที่สามป๋อสิบสามตำแหน่งชังเยว่กงเป็นถึงขุนนางขั้นหนึ่งดูแลแคว้นเล็กแคว้นน้อยซึ่งตำแหน่งนี้ในทุกยุคทุกสมัยถูกมองว่าเปรียบเสมือนกำแพงเมืองจีนที่คอยปกป้องแผ่นดินใครก็คาดไม่ถึงว่าเขาจะคิดก่อการกบฏทำให้แคว้นจักรพรรดิตั้งตัวไม่ทันการก่อกบฏในช่วงต้นของชังเยว่กงนั้นราบรื่นดีแค่สองเดือนก็ปราบทางใต้ของแม่น้ำแยงซีได้หมดกลายเป็นสถานการณ์แบบเหนือใต้กับแคว้นจักรพรรดิโดยมีแม่น้ำแยงซีเป็นเส้นแบ่งเขตดินแดน

จักรพรรดิในยุคนี้มีพระนามว่าไท่หยางอ๋องถึงแม้ว่าไท่หยางอ๋องเปรียบตัวเองไว้ว่าจะสว่างไสวดั่งดวงอาทิตย์แต่การเป็นถึงผู้ปกครองนั้นอาจจะไม่ได้ถูกคนรุ่นหลังยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิที่ดีเสมอไปแต่ว่าสำหรับไท่หยางอ๋องแล้วคงต้องใช้ความสามารถในเรื่องเพศอันยอดเยี่ยมเพื่อจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์วังหลังของพระองค์มีนางสนมนับพันคนมีการบันทึกไว้ว่าในการเสวยอาหารแต่ละครั้งบรรดาโอรสธิดาของพระองค์ต้องนั่งกันถึงหลายสิบโต๊ะแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเหลวไหวที่เล่ากันในหมู่ชาวบ้านด้วยที่เป็นถึงผู้ปกครองแคว้นเหล่าองค์ชายองค์หญิงคงไม่มานั่งเสวยอาหารพร้อมหน้ากันเหมือนชาวบ้านทั่วไปในหมู่ชาวบ้านเล่ากันว่าชาติที่แล้วของไท่หยางอ๋องต้องเป็นพ่อพันธุ์ม้าแน่ๆกำลังวังชาของพระองค์อาจจะถูกเหล่าหญิงงามสูบไปจนสิ้นตอนที่ชังเยว่กงเริ่มก่อกบฏพระองค์กลับเลอะเลือนจนเห็นว่านั่นเป็นเพียงข่าวลือหากไม่เป็นเพราะว่าท่านเหวินโหวพยายามกราบทูลให้ทราบและเสนอแผนให้ใช้กองกำลังหนึ่งทัพไปเผาทำลายเรือของชังเยว่กงที่รวมตัวกันอยู่ที่ฝั่งทางใต้ของแม่น้ำแยงซีจนหมดสิ้นเกรงว่าประวัติศาสตร์ของแคว้นจักรพรรดิคงจะอวสานไปแล้วบางทีถึงแม้ว่าข้าจะต้องบุกโจมตีอยู่ข้างหน้าในการทำศึกแต่ละครั้งอันที่จริงในใจของข้ายังคงอยู่ทางฝ่ายกองทัพพันธมิตรเสมอซึ่งมันทำให้ข้ารู้สึกหวาดกลัวกลัวว่าความไม่ซื่อสัตย์ที่อยู่ในใจข้านั้นจะปรากฏออกมาบนใบหน้า

คิดไปเรื่อยเปื่อยนำชุดเกราะไปเก็บไว้ในลังเดิมทีเรื่องแบบนี้ต้องให้ฉีเลี่ยเป็นคนทำแต่ข้าไม่ชอบให้ผู้ชายอกสามศอกมายุ่งกับเสื้อผ้าของข้าต่อให้เป็นเกราะเหล็กก็เหมือนกันด้วยเหตุนี้ข้ามักจะเป็นคนจัดการเสียเองทหารที่ไม่ทราบเรื่องนี้ยังหาว่าข้าคล้ายเป็นสามัญชนและไม่มีมาดเอาเสียเลยว่าแล้วก็น่าขำสิ้นดีตำแหน่งไป่ฟูจ่าง(คุมทหารร้อยนาย)เป็นเพียงตำแหน่งต่ำต้อยในกองทัพแต่กลับถูกผู้อื่นมองว่าเป็นชนชั้นสูง

ในตอนนี้เองผ้าม่านในกระโจมข้าถูกเปิดออกเป็นท่านพลาธิการพอเขาเห็นข้าก็กล่าวว่าท่านขุนพลฉู่อยู่ด้วยหรือนี่ท่านอู่โหวมีคำสั่งให้รื้อถอนค่ายแล้วยกพลเข้าเมือง

อันที่จริงหน้าที่นี้ไม่เกี่ยวกับข้าเลยสักนิดการรื้อถอนค่ายเป็นงานของกรมพลาธิการอยู่แล้วแต่ข้ากลับตอบไปว่าได้เดี๋ยวข้าช่วยอีกแรง

เหมือนกับว่าการได้ทำนู่นทำนี่จะสามารถทำให้ข้าลืมความว้าเหว่ที่อยู่ในใจ

หน้าที่ของกรมพลาธิการคือการจัดเก็บและขนส่งท่านอู่โหวปกครองทหารอย่างเข้มงวดทุกครั้งที่ออกรบกับท่านอู่โหวทุกยี่สิบกระโจมจะมีรถใหญ่จอดไว้หนึ่งคันในสนามรบที่แม้แต่คนยังเอาชีวิตกันไม่รอดด้วยเหตุนี้ข้าวของจึงมีไม่มากอย่างข้าก็มีแค่เกราะเหล็กเกราะหนังของทหารทั่วไปตามปรกติแล้วจะไม่ถอดออกจากตัว

ขุนพลทั้งสี่ของท่านอู่โหวสามารถบุกโจมตีและยึดเมืองเกาจิ้วไว้ได้แต่เสียทหารไปเกือบพันนายข้าเก็บข้าวของไปด้วยพลางฟังผู้อื่นบ่นไปด้วยประเดี๋ยวเดียวก็เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว

คนของกรมพลาธิการขาดทุนที่สุดทุกๆครั้งที่มีการฆ่าล้างเมืองพวกเขากลับไม่ได้มีส่วนแบ่งหลังเสร็จศึกก็ได้แค่เงินทองเล็กน้อยแบ่งๆกันไปดังนั้นจึงมีทหารพลาธิการที่มีพละกำลังจำนวนไม่น้อยอยากติดตามข้าไปอยู่ทัพหน้าเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้มาก่อนหรืออาจจะรู้แล้วแต่ไม่ได้ไตร่ตรองว่าอัตราการรบเสียชีวิตของทัพหน้ามีสูงมากก่อนท่านอู่โหวออกรบทัพหน้ามีทหารสองพันนายไป่ฟูจ่างยี่สิบนายตายไปแล้วเจ็ดนายและทหารที่รบเสียชีวิตไปทั้งหมดเป็นทหารจากทัพหน้าประมาณสามหรือสี่ในสิบของทหารทั้งค่ายอาจจะเพราะเหตุนี้ท่านอู่โหวจึงมอบหมายการฆ่าล้างเมืองให้เป็นหน้าที่ของทัพหน้า

ข้าเห็นขบวนรถของกรมพลาธิการอันยาวเหยียดแล่นเข้าเมืองไปประตูเมืองที่ทำจากไม้ยังกองอยู่กับพื้นข้างบนยังมีรอยขวานของข้าเศษเนื้อรอยเลือดและรอยไฟไหม้

อย่างไรก็ตามแต่สงครามได้สิ้นสุดแล้วกองทัพพันธมิตรเหลือเพียงชื่อที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์เท่านั้น

มีทหารพลาธิการนายหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่าท่านขุนพลฉู่นั่นคืออะไรขอรับ?”

ที่ทหารชี้ไปเป็นเงาคนอยู่บนหลังคาบ้านที่อยู่ไกลๆเงานั้นอยู่ห่างออกไปประมาณหลายสิบก้าวดูลักษณะแล้วเหมือนยืนอยู่บนหลังคา

บ้านในเมืองเกาจิ้วส่วนใหญ่เป็นบ้านเก่าๆคนๆหนึ่งยากที่จะยืนอยู่บนนั้นได้บางทีอาจเป็นทหารที่หลงเหลืออยู่ของกองทัพพันธมิตรในสถานการณ์อันวุ่นวายภายในเมืองเขายากจะหนีออกไปได้

หัวหน้าพลาธิการได้ยินเสียงลูกน้องตัวเองก็หันไปมองแล้วกล่าวว่าหุบปากไม่ใช่ธุระอะไรของเจ้ารีบเร่งมือเข้าทหารนายนั้นรีบปิดปากแล้วทำงานต่อไป

เพิ่งจะลากรถขนข้าวของเข้าไปในศาลาประชาชนทันใดนั้นเกิดเสียงดังกึกก้องขึ้นมาปะปนกับเสียงร่ำไห้ของผู้คนข้าตกใจมากมองคนข้างๆทหารพวกนั้นเมื่อสักครู่ยังเสียงดังฮึกเหิมอยู่เลยตอนนี้กลับยืนอึ้งกันไปหมด

ข้ารู้แล้วต้องเกิดเรื่องแน่ๆ

ตอนที่กองทัพพันธมิตรรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดมีทหารนับล้านแต่ส่วนมากจะเพิ่งเข้าร่วมกองทัพแม้ว่าตอนอยู่ในสนามรบจะสู้ไม่ถอยแต่กำลังในการรบยังห่างไกลนักหากเทียบกับทหารเกราะดำสองหมื่นนายของชังเยว่กงการบุกโจมตีราวกับการฆ่าตัวเองแบบนั้นแม้แต่ข้าเห็นแล้วก็อดตกใจไม่ได้บางทีในบางจุดของเมืองอาจค้นพบที่หลบซ่อนของทหารที่หลงเหลืออยู่และกำลังเริ่มเข่นฆ่ากันอีกแล้ว

ข้าโดดลงจากม้าวิ่งไปตามเสียงเสียงนั้นอยู่ไม่ไกลนักแต่ทางมันเล็กและคดเคี้ยวไปมาตามหาลำบากเสียงนั้นยิ่งอยู่ยิ่งดังปะปนมากับเสียงร้องไห้ของผู้คน

นี่มันไม่ใช่เสียงของการฆ่าล้างเมือง

ข้าผ่านโค้งนั้นไปที่ด้านหน้าของบ้านหลังใหญ่นั้นมีคนยืนเบียดกันไม่น้อยเสียงร้องมาจากข้างในข้าเห็นฉีเลี่ยอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยข้าเดินเบียดเข้าไปถามว่าฉีเลี่ยเกิดอะไรขึ้น?”

ฉีเลี่ยเห็นว่าเป็นข้ากล่าวออกมาว่าท่านขุนพลมีทหารพันธมิตรสิบกว่านายซ่อนตัวอยู่ข้างในพวกเขาขุดหลุมกับดักจับพี่น้องของเราไปหลายคนขอรับ

ในตอนนี้เองมีเสียงคนข้างในกล่าวออกมาว่าพวกเจ้ารีบถอยออกไปมิเช่นนั้นข้าจะฆ่าพวกนี้ซะ

ผู้คนถอยห่างกันออกไปบ้านนี้มีบริเวณกว้างพอสมควรตรงกลางมีหลุมขนาดใหญ่มีทหารจักรพรรดิห้าหกนายอยู่ในนั้นมีคนถือดาบยาวสิบกว่านายยืนชี้ไปที่หลุมมีคนหนึ่งเหมือนจะเป็นหัวหน้าทำท่าจะฆ่าพวกนั้น

มีทหารมาเบียดข้างหลังข้ามากขึ้นพวกทหารพันธมิตรอาจจะรู้ว่ายังไงก็หนีไม่รอดที่หัวหน้าคนนั้นตะโกนออกมาแค่ทำให้ทหารจักรพรรดิล้อมเป็นวงกว้างขึ้นแต่ว่าเพียงแค่พวกศัตรูขยับดาบเพียงเล็กน้อยก็สามารถสังหารทหารที่อยู่ในหลุมได้ดังนั้นทหารจักรพรรดิจึงไม่กล้าวู่วาม

ขณะนี้มีคนที่อยู่ข้างหลังตะโกนออกมาว่าท่านอู่โหวอยู่นี่แล้วรีบถอยออกไปด่วน

เป็นเสียงของหนึ่งในองครักษ์ติดตามของท่านอู่โหวท่านอู่โหวมาแล้วทุกคนรีบให้ทางข้าก็ถอยออกข้างไปเห็นท่านอู่โหวขี่ม้าอยู่ไม่ไกลกันนัก

ท่านอู่โหวมองดูรอบๆสีหน้าเคร่งขรึมกล่าวว่าลงมือสิในมือพวกเจ้าไม่มีดาบหรืออย่างไร?”

มีคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่าเรียนท่านอู่โหวพวกเขาจับพี่น้องเราไว้หลายคน

ท่านอู่โหวมองที่คนพูดแล้วสั่งการว่าเป็นตายแล้วแต่ฟ้าลิขิตยิงธนูได้

ในกองทัพคำสั่งของท่านถือว่าเด็ดขาดเดิมทีทหารที่อยู่รอบๆล้อมเข้ามาบางคนอยู่ในตัวบ้านบางคนอยู่บนกำแพงได้ยินหัวหน้าคนนั้นกล่าวขึ้นว่าพวกเจ้า…”

เขายังไม่ทันได้พูดจบก็เกิดเสียงร้องอันน่าเวทนา

รอจนลานบ้านเงียบสงบลงท่านอู่โหวมองไปยังซากศพที่กองอยู่กลางลานบ้านกล่าวว่าพี่น้องที่ถูกจับเป็นอย่างไรบ้าง?”

มีคนแบกศพที่ชุ่มไปด้วยเลือดเดินมาแล้วตอบว่าเรียนท่านอู่โหวเหล่าพี่น้องที่ถูกจับทั้งหมดห้านายตายไปแล้วสี่นายอีกหนึ่งนายยังมีลมหายใจอยู่

พาคนเจ็บไปที่ค่ายเพื่อรักษาคนตายให้บันทึกไว้ว่ารบตาย

ท่านอู่โหวกล่าวจบก็ควบม้าจากไปอย่างรวดเร็วองครักษ์ติดตามของเขาก็ตามไปด้วย

ข้ายืนอยู่ในฝูงคนท่านอู่โหวอาจจะไม่ได้สังเกตเห็นข้าข้าเหลียวมองภาพด้านหลังของท่านจนหายลับไปสิ่งเหล่านั้นทำให้ข้ารู้สึกเย็นจับใจ

ในลานบ้านซากศพกองกันระเนระนาดแต่ละศพมีลูกธนูปักอยู่เจ็ดแปดสิบดอกหากทหารพันธมิตรเหล่านั้นรบตายในสนามรบพวกเขาอาจจะไม่โดนลูกธนูเยอะขนาดนี้ก็ได้

เป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกว่าการได้เป็นเยี่ยงท่านอู่โหวไม่ใช่ความใฝ่ฝันของข้า

การฆ่าล้างเมืองต้องดำเนินต่อไปอีกหลายวันในหลายวันนี้กองทัพจักรพรรดิที่อยู่ในเมืองเกาจิ้วสามารถทำตามใจชอบได้การทำตามใจชอบนั้นจะหมายถึงอะไรได้อีกคงไม่ต้องให้บรรยายออกมาในทุกๆแห่งเต็มไปด้วยไฟสงครามเลือดไหลดั่งสายน้ำมากพอที่จะทำให้เศษซากไม้ชิ้นเล็กลอยขึ้นมาได้

ทำไมคนเราถึงอยากจะทำลายล้างมากกว่าที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา

ฟ้ามืดแล้วแต่ว่าความปรารถนาที่จะเข่นฆ่ายังไม่ลดหย่อนลงมีเมฆดำมาปกคลุมเมืองนี้มองไปไกลๆเหมือนมีมังกรดำปรากฏขึ้นที่หัวเมือง

ข้าล้มตัวนอนอยู่ในห้องเล็กๆห้องหนึ่งเจ้าของห้องเดิมต้องเป็นชนชั้นปัญญาชนแน่ๆเพราะในห้องนี้ข้าพบหนังสือที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณหนังสือเหล่านี้ต้องใช้วัสดุพิเศษที่ทั้งแข็งแกร่งและเหนียวแน่นในการสร้างเป็นเล่มขึ้นมาตามการบันทึกของบรรพบุรุษได้กล่าวไว้ว่าในยุคดึกดำบรรพ์บรรพบุรุษของพวกเราเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพสามารถใช้อุปกรณ์ช่วยเพื่อบินบนท้องฟ้าและวิ่งบนพื้นได้เร็วกว่าม้าเสียอีกต่อมาถูกสวรรค์ลงโทษทุกคนแทบจะฆ่ากันในภัยพิบัติครั้งนั้นจนหมดสิ้นคนที่เหลืออยู่ก็จำวิชาเหล่านั้นของบรรพบุรุษไม่ได้หลังผ่านการแพร่ขยายของมนุษย์เป็นเวลากว่าสองพันปีจึงกลายเป็นโลกที่เห็นอยู่ณทุกวันนี้

ตำนานนี้ถูกยืนยันด้วยหนังสือเหล่านั้นบรรดานายช่างใหญ่ของแคว้นจักรพรรดิต่อให้พวกเขาอ่านตัวอักษรที่ปรากฏบนหนังสือออกมาได้แต่กลับไม่สามารถไขปริศนาที่ซ่อนอยู่ในตัวเล่มบางทีปริศนานี้คงต้องผ่านอีกหลายสิบปีจึงจะมีคนไขออกมาได้

ข้าหยิบจับหนังสือดูหนังสือสองเล่มนี้น่าจะมีประวัติความเป็นมากว่าสองพันปีจับดูแล้วยังคงลื่นมือดีนักเพียงแต่เนื้อหาในหนังสือไม่น่าสนใจก็แค่บรรยายถึงคนๆหนึ่งที่ผ่านเรื่องราวมามามายข้ามองแค่ผ่านๆก็เจอคำศัพท์ที่ยากจะทำความเข้าใจอยู่มากมาย

เมื่อปิดหนังสือแล้วก็อดคิดไม่ได้พวกเรามัวแต่ฆ่าฟันกันจนลืมเรื่องราวที่มีคุณค่าไปมากมายนัก

ในตอนนี้หน้าประตูเกิดเสียงดังอึกทึกครึกโครมข้าขมวดคิ้วด้วยความสงสัยข้าไม่ชอบพักอยู่ในบริเวณที่มีศพอยู่ล้อมรอบด้วยเหตุนี้รอบๆบริเวณที่ข้าอาศัยอยู่จึงถูกรื้อถอนจนเป็นที่โล่งเกือบหมดใครกันจะมาที่นี้ได้

มีคนพยายามเคาะประตูอย่างสุดชีวิต

ข้าถือดาบไป่ปี้ที่ท่านอู่โหวมอบให้เดินไปหน้าประตูหัวหน้าพลาธิการรู้ว่าข้าพักอยู่ที่นี้แต่ตอนนี้เขาน่าจะยุ่งจนปลีกตัวไปไหนไม่ได้ไม่น่าจะใช่เขา

ข้าตะโกนถามว่านั่นใคร?”

นอกประตูเป็นเสียงของฉีเลี่ยท่านขุนพลขอรับข้าเอง

ข้าเปิดประตูออกฉีเลี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจว่าท่านขุนพลพวกเราเอาสิ่งนี้มาฝากท่าน

ข้าขมวดคิ้วเล็กน้อยอันที่จริงข้าไม่ได้ชอบของรางวัลที่ติดคาวเลือดพวกนั้นจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งข้าเห็นทหารจักรพรรดิยื้อแย่งกำไรทองบนข้อมือของหญิงสาวเพราะถอดออกมายากเลยใช้มีดฟันไปที่แขนข้างนั้นมันทำให้ข้ามักจะฝันถึงแขนเปื้อนเลือดข้างนั้นอยู่เสมอ

พวกเจ้าเอาไปแบ่งกันเถอะ

ฉีเลี่ยมองไปที่พวกพ้องหัวเราะพลางกล่าวว่าของแบบนี้แบ่งกันไม่ได้ขอรับพวกเจ้าขนมาให้ท่านขุนพลหน่อย

ทหารสองนายไม่พูดพร่ำทำเพลงแบกกระสอบใบหนึ่งเข้ามาวางไว้บนเตียงอย่างระมัดระวังข้าตกใจมากถึงแม้ว่าข้างนอกตัวกระสอบจะดูสะอาดสะอ้านแต่ไม่แน่ว่าในกระสอบนั้นอาจเป็นจำพวกเงินทองที่เปื้อนเลือดอยู่ก็เป็นได้

ข้ารีบกล่าวขึ้นมาว่าพวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี้

ฉีเลี่ยขยี้ตาแล้วตอบว่าท่านเต๋อหยางเป็นคนบอกขอรับ

ท่านเต๋อหยางก็คือหัวหน้าพลาธิการบางทีอาจเป็นเพราะว่าพวกนี้ติดสินบนเขาแต่ข้าไม่ได้พูดออกมาก็เห็นพวกเขารีบออกไปอย่างมีเลศนัยตอนที่ฉีเลี่ยออกไปยังปิดประตูให้ด้วย

ข้ากลับเข้ามาในห้องอยากใช้ให้คนอื่นเอากระสอบนี้ไปทิ้งเสียกำลังคิดจะลากลงมาจากเตียงกลับสังเกตเห็นว่าที่ปากถุงขยับเองได้

ข้างในนั้นเป็นคนนี่เอง

ทันใดนั้นข้าก็รู้ความหมายของฉีเลี่ยแล้วข้างในกระสอบเป็นคนถ้าเป็นเช่นนั้นต้องเป็นหญิงงามที่พวกนั้นเจอมาแน่นอนมิน่าล่ะถึงบอกว่าแบ่งไม่ได้

นางเหมือนเป็นเหยื่อที่สัตว์ร้ายจองตะปบหวาดกลัวสุดขีดข้ายิ้มออกมาแล้วคิดจะปลอบนางเสียหน่อยแต่นางกลับหนีข้าสุดชีวิต

ไม่ต้องกลัว

พอพูดคำนี้ออกมาข้าก็อยากจะต่อว่าตัวเองเหลือเกินพูดเหมือนตาแก่บ้ากามไปเสียได้นางจ้องมองข้านัยน์ตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

ข้ายื่นมือไปเพื่อแก้มัดให้นางนางขดตัวลงเพื่อหลบข้าข้ายิ้มแบบเขินอายเล็กน้อยแล้วกล่าวว่าข้าไม่มีเจตนาร้ายเจ้าไปเถอะ” 

นางมองข้านัยน์ตายังเต็มไปด้วยความระแวงและความเคียดแค้นข้าจนปัญญาชักดาบขึ้นมากล่าวว่ายื่นมือออกมา

นางอาจจะคิดว่าข้าต้องการตัดแขนนางจึงยื่นออกมาแบบไม่ลังเลข้าฟันลงไปหนึ่งทีตัดเชือกที่มัดข้อมือนางขาดสะบั้นลงแต่ไม่ระคายผิวนางแม้แต่น้อยแล้วกล่าวว่าเจ้าไปซะ

นางคงคิดว่าตัวเองฟังผิดไปจึงถามกลับว่าให้ข้าไปหรือ?”

ข้าเก็บดาบเขาฝักแล้วกล่าวว่าเจ้าน่าจะเข้าใจในคำพูดของข้า

นางตกใจเล็กน้อยเปิดประตูออกแล้วกล่าวว่าข้าจะไปจริงๆแล้วนะ

ข้าหยิบชุดคลุมยาวที่ข้างเตียงแล้วโยนไปให้นางนั่นคือชุดทั่วไปของทหารจักรพรรดิหากนางออกไปในสภาพนี้แค่ก้าวเท้าออกไปเกรงว่าจะต้องถูกทหารจับตัวไปแน่

นางรับชุดคลุมไว้มองข้าด้วยความประหลาดใจข้าหันหัวกลับแล้วกล่าวว่าเจ้าไม่อยากไปแล้วใช่ไหม?”

นางเอาชุดคลุมคลุมบนร่างของตัวเองจัดแต่งให้เรียบร้อยกลับเหมือนทหารทั่วไปของกองทัพจักรพรรดิมองดูนางเดินออกไปไม่รู้เป็นเพราะอะไรข้ากลับไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์นางเลยสักนิด

ในสนามรบการเมตตาศัตรูเท่ากับรนหาที่ตายแต่หลังสิ้นสุดสงครามแล้วไม่ควรเหลือเมตตาจิตแม้แต่น้อยอย่างนั้นหรือ?ข้าปลดดาบเหน็บเอวที่ท่านอู่โหวให้ข้าถือเล่นอย่างระมัดระวังบนฝักดาบมีอักษรสองตัวที่ปักด้วยไหมทองอ่านว่าไป่ปี้และตอนนี้เองข้าถึงรู้ว่าข้างล่างนั้นยังมีอักษรอีกแปดตัวมีความหมายว่าดาบตัดได้ทุกสิ่งเว้นตัดใจซึ่งปักด้วยไหมทองเส้นเล็กมากหากไม่สังเกตก็จะมองไม่เห็น

คำพูดนั้นดูเหมือนจะเข้าใจง่ายแต่ข้ากลับไม่รู้ว่ามีความหมายอะไรแฝงอยู่เมื่อก่อนอาจารย์ที่ค่ายทหารบอกพวกเราว่าการเป็นแม่ทัพหากเพียบพร้อมด้วยบุ๋นและบู๊ถือเป็นยอดขุนพลเก่งบุ๋นบู๊ย่อมอ่อนเก่งบู๊บุ๋นย่อมอ่อนถึงแม้ข้าจะชอบการตีรันฟันแทงแต่เหมือนกับว่ายังมีจุดอ่อนอยู่บ้างอย่างที่ปล่อยนางไปนั่นคือจุดอ่อน

ข้าถอนหายใจยาวแล้วเดินออกจากประตูไปปิดประตูบ้านมองป้ายขุนพลฉู่ที่ท่านเต๋อหยางติดให้ตรงหน้าประตูบ้านไม่รู้ว่าเป็นอะไรในใจกลับรู้สึกเย็นวูบ

บ้านของข้านั้นถึงแม้จะอยู่นอกตัวเมืองแต่ไม่เกินร้อยก้าวก็เป็นค่ายทหารตอนนี้อยู่ในช่วงฆ่าล้างเมืองทุกๆที่ล้วนมีกลิ่นคาวเลือดกับกลิ่นไฟไหม้ค่ายทหารในแถบนี้ถือว่าสะอาดแต่กลิ่นคาวเลือดยังคงแรงมากทำให้คนอยากจะอาเจียนข้าเดินไปบนกองเศษอิฐเศษกระเบื้องบางทียังเจอแขนขาดที่ปะปนอยู่กับเศษกระเบื้อง

ข้าถือมือเดินผ่านค่ายทหารทหารเกินครึ่งออกไปฆ่าล้างเมืองแล้วเมืองเกาจิ้วที่ดำรงมากว่าสองร้อยปีมีประชากรสามแสนคนเสียชีวิตไประหว่างสงครามก็ไม่น้อยผู้ลี้ภัยที่หนีมาเมืองเกาจิ้วก็มีประมาณห้าหกแสนคนตอนนี้ในเมืองมีทั้งหมดประมาณแปดแสนคนจะฆ่าล้างเมืองแห่งนี้อย่างน้อยต้องใช้เวลาห้าหกวันสำหรับกองทัพจักรพรรดิที่ผ่านสนามรบมานานฆ่าคนจนชินก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยาก

ตอนนี้ภายในค่ายทหารว่างเปล่าเหมือนค่ายร้างตอนไปฆ่าล้างเมืองนอกจากกรมพลาธิการที่ต้องมาประจำการข้างนอกใช้ทหารจำนวนน้อยในการสลับหมุนเวียนกันรวมถึงทหารประจำการที่เฝ้าประตูเมืองทั้งสี่ทิศก็หมุนเวียนเช่นกันไม่ได้ทำไปเพื่อสิ่งอื่นใดเพียงเพื่อต้องการให้ทุกคนได้เสพสุขจากการปล้นฆ่าข่มขืนและเผาทำลาย

แต่ว่าตั้งแต่วันแรกที่ข้าสมัครเป็นทหารข้าก็เกลียดชังการเข่นฆ่าเช่นนี้

กำลังคิดอยู่ทันใดนั้นมีลมแรงพัดมาทางด้านหลังของข้าข้าตกใจมากหรือจะเป็นทหารที่หลงเหลือของพันธมิตร

ข้าไม่ได้หันไปมองความเยือกเย็นของอาวุธแม้มีเสื้อผ้ากั้นอยู่ก็ยังรู้สึกได้ฟังเสียงลมแล้วเป็นเสียงของหอกยาวหากข้าหันไปเกรงว่าจะโดนหอกนี้แทงเข้าพอดีข้าเอนตัวไปข้างหน้าแล้วล้มตัวลงไปหอกนั้นเฉี่ยวหลังข้าไป

ฝ่ายตรงข้ามแทงพลาดจึงชักหอกกลับเพื่อแทงซ้ำข้าหันหลังเตะเข้าที่ด้ามหอกหอกของเขาถูกข้าเตะจนกระเด็นข้าไม่รอให้เขาลงมือซ้ำชักดาบไป่ปี้ออกมาและในตอนนี้ข้างๆมีหอกอีกอันแทงเข้ามาแต่ข้าใจจดใจจ่อกับการป้องกันตัวแล้วสำหรับข้าแล้วหอกนี้มันกระจอกมากมือซ้ายข้าจับไปที่ด้ามหอกหมุนตัวไปตามจังหวะดาบในมือขวาเตรียมฟันไปที่แขนทั้งสองข้างของเขา

นี่คือวิชาทำลายเพลงหอกของครูฝึกอู่จาวเจ้าของฉายาเพลงหอกอันดับหนึ่งในกองทัพที่สอนพวกเราในโรงเรียนทหารจะใช้กระบวนท่านี้บนหลังม้านั้นยากนักแต่ถ้าใช้บนพื้นดินแทบจะไม่ต้องออกแรงแต่อย่างใดผู้ชำนาญการใช้หอกย่อมมีวิธีแก้ทางหอกแต่เกรงว่าสองนายนั้นเป็นเพียงทหารกระจอกเพลงหอกยังด้อยนักไม่สามารถทำอะไรข้าได้นอกจากทีแรกที่ข้าตั้งหลักไม่ทันต้องออกแรงเยอะหน่อยแต่หากจะฆ่าพวกเขาตอนนี้ล่ะก็กลับง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ

ดาบข้ากำลังจะฟันลงไปหางตากลับเหลือบไปเห็นลักษณะการแต่งกายของพวกเขาเป็นทหารจักรพรรดิสองนายข้าทั้งโกรธและอดหัวเราะไม่ได้มิน่าล่ะถึงถูกลอบจู่โจมหน้าค่ายยังไม่กล้าวางหอกที่จับอยู่ตะโกนออกมาว่าหยุดนะ

ทหารที่ถูกข้าเตะจนหอกกระเด็นไปก่อนหน้านี้หยิบหอกขึ้นมาเห็นข้าตะโกนใส่ก็ตะลึงไปข้าชิงเอาหอกในมือทหารไปมือขวาเก็บดาบเข้าฝักพูดขึ้นมาว่าข้าคือฉู่ซิวหงไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้าสังกัดทัพหน้าพวกเจ้าดูข้าให้ดีสิ

ทหารสองนายนั้นตะลึงไปอีกผ่านไปชั่วครู่ทหารนายหนึ่งกล่าวว่าท่านท่านคือขุนพลฉู่ที่บุกเข้าไปในเมืองก่อนใครนั้นหรือ?ทำไมไม่ใส่ชุดเกราะเล่า?”

ข้าหยิบป้ายประจำตำแหน่งออกมาจากอกพร้อมกล่าวว่าสงครามจบแล้วก็ไม่ต้องใส่พวกเจ้าเป็นคนของผู้ใดกัน?”

พวกเขาเห็นป้ายของข้ารีบคุกเข่าลงพื้นนายหนึ่งตอบว่าพวกเราเป็นคนของขุนพลผู่ค่ายที่สามวันนี้ถึงเวรพวกเรายืนยามพวกเราเห็นขุนพลฉู่มาคนเดียวคิดว่าเป็นทหารหลงเหลือของพันธมิตรไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินท่านขุนพลเลยขอรับ

ได้ยินชื่อขุนพลผู่ที่พวกเขาพูดข้าอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วขุนพลผู่ที่พวกเขากล่าวถึงเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่โรงเรียนทหารชื่อว่าผู่อันหลี่ดำรงตำแหน่งไป่ฟูจ่างค่ายที่สามสังกัดทัพหน้ามียศศักดิ์เหมือนกับข้าเขาเกิดในชนชั้นสูงเป็นบุตรชายของผู่ซื่อซึ่งเป็นถึงไคเซี่ยนป๋อ(ขุนนางขั้นสาม) ตอนอยู่ที่ค่ายทหารเขาเคยมีความบาดหมางกับข้าแม้ตอนนี้จะรับราชการเหมือนกันแต่ก็ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันสักเท่าไรพวกเขาเป็นไป่ฟูจ่างที่มาจากชนชั้นสูงพวกเราเป็นเพียงไป่ฟูจ่างที่มาจากสามัญชนแบ่งค่ายทัพหน้าออกเป็นสองฝ่ายผู้ใต้บังคับบัญชาก็เกิดเรื่องชกต่อยกันบ่อยครั้งยังมีไป่ฟูจ่างอีกหลายนายที่ไม่เข้าข้างใครวางตัวเป็นกลางแต่ว่าเรื่องส่วนตัวต้องแยกออกจากเรื่องส่วนรวมการล้อมเมืองในศึกนี้ข้ากับผู่อันหลี่ประสานงานกันได้ไม่เลวที่ข้าสามารถบุกเข้าไปในเมืองก่อนใครนั้นก็เพราะทหารของเขาที่ตรึงทหารหน้าประตูเมืองไว้

ข้าถามไปว่าขุนพลผู่ของพวกเจ้าตอนนี้อยู่ที่ใด?”

พวกเขามองหน้ากันแล้วตอบว่าขุนพลผู่นำพี่น้องที่เหลือไปไล่ตามหญิงสาวนางหนึ่งท่านขุนพลฉู่หากท่านได้พบกับขุนพลผู่ฝากเรียนท่านด้วยให้พวกเราได้รีบเปลี่ยนเวรด้วยเถอะ

ข้ามองพวกเขาแล้วกล่าวว่าก็ได้ขอเพียงพวกเจ้าตั้งใจยืนยามเจอพวกเดียวกันก็แยกแยะให้ออกก่อนลงไม้ลงมือ

พวกเขารีบตอบรับตอนที่ข้าเดินจากไปก็รู้สึกเห็นใจพวกเขาเหมือนกันข้าไม่ได้ใส่ชุดเกราะมันก็มองไม่ออกจริงๆว่าเป็นพวกเดียวกันตอนนี้ในเมืองมีแต่ทหารจักรพรรดิที่ไล่เข่นฆ่าคนไปทั่วหากข้าได้รับบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆแล้วมันไม่คุ้มเอาเสียเลย

ข้ากำลังจะหันตัวกลับนึกคำพูดที่พวกเขาพูดขึ้นมาว่าผู่อันหลี่ไปไล่ตามหญิงสาวคนหนึ่งข้ากล่าวขึ้นมาว่าแล้วหญิงสาวที่ท่านขุนพลผู่ไล่ตามอยู่นั้นเป็นใครกัน?”

ทหารนายหนึ่งตอบว่าก่อนหน้านี้ท่านขุนพลผู่เห็นหญิงสาวรูปร่างเล็กคนหนึ่งใส่ชุดทหารเดินออกนอกเมืองด้วยความรีบร้อนท่านตะโกนเรียกไว้แต่คนผู้นั้นกลับรีบวิ่งหนีไปทันทีไม่นึกเลยว่าจะเป็นสตรีนางน่าจะขโมยชุดทหารจากที่อื่นแล้วคิดจะหนีท่านขุนพลฉู่พาพี่น้องในค่ายสิบกว่านายไล่ตามไป

ข้าชักแน่ใจต้องเป็นหญิงสาวนางนั้นแน่ข้ารีบถามว่าพวกเขาไปทางไหนกันแล้ว?”

ทหารนั้นชี้ไปทางด้านซ้ายข้าไม่รอให้เขาพูดจบก็รีบวิ่งตามไป

ทางด้านซ้ายเป็นทางไปกำแพงเมืองข้าวิ่งไปได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงอึกทึกจากด้านหน้าเป็นเสียงคนหัวเราะดังลั่นพลางกล่าวว่าแม่นางน้อยอย่าวิ่งหนีสิเจ้าหนีไม่รอดหรอก

เสียงนั้นเป็นเสียงของผู่อันหลี่พวกเขาอยู่บนหัวเมืองพอดีข้าวิ่งขึ้นไปบนหัวเมืองเลือดที่ชุ่มไปทั่วขั้นบันไดทำให้ข้าสะดุดบ้างแต่ข้าก็ยังวิ่งต่อไปในใจข้าคิดเพียงว่าในเมื่อหญิงสาวคนนั้นเป็นคนที่ข้าปล่อยไปถ้าหากตกอยู่ในเงื้อมมือผู้อื่นก็เท่ากับว่านางโดนข้าทำร้ายทางอ้อม

ตอนที่ข้าขึ้นไปถึงหัวเมืองเห็นผู่อันหลี่กระชากเส้นผมนางพอดีนางพยายามดิ้นรนกลับเหมือนสัตว์ตัวน้อยที่ตกลงไปในกับดักทำอย่างไรก็หนีไม่ได้ข้ากล่าวไปว่าท่านขุนพลผู่ปล่อยนางซะ

ผู่อันหลี่หันมามองข้าพูดเหน็บแนมว่าเป็นท่านขุนพลฉู่นี่เองจมูกของท่านไวจริงๆพอได้กลิ่นหญิงสาวก็รีบมาเชียวนะท่านไยต้องรีบร้อนรอพวกข้าหนำใจแล้วจะส่งไปให้ถึงเรือนของท่านขุนพลเลย

ระยะทางที่วิ่งมาทำให้ข้าหอบเล็กน้อยข้าสะกดความเหนื่อยไว้แล้วกล่าวว่าท่านขุนพลผู่ต้องขออภัยจริงๆหญิงสาวนางนี้เป็นของข้าเองขอให้ท่านปล่อยนางซะ

ของท่านหรือ?” เขามองไปที่หญิงสาวนางนั้นแล้วปล่อยนางไปถึงแม้ข้าจะทำเกินไปหน่อยแต่เรื่องแค่นี้เขาก็น่าจะไว้หน้าข้าได้เขาได้แต่พูดทำนองเสียดสีกับลูกน้องตัวเองว่าที่แท้หญิงที่พวกเราไล่ตามอยู่นั้นเป็นของท่านขุนพลฉู่นี่เองเฮ้ยพวกเราถือซะว่าพวกเราวิ่งออกกำลังกายก็แล้วกันฮ่าๆ

พอผู่อันหลี่ปล่อยนางข้าก็วิ่งเข้าไปถามนางว่าเจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

นางยืนขึ้นใช้มือสาวผมตัวเองจัดทรงเล็กน้อยเงยหน้าแล้วกล่าวว่าข้าไม่ได้เป็นของเจ้า

ข้าตะลึงงันไปนางบ้าไปแล้วหรือ?หรือว่านางอยากตกอยู่ในมือของผู่อันหลีผู่อันหลี่ใช้มือตบที่ไหล่ของข้าแล้วกล่าวว่าท่านขุนพลฉู่ตกลงเป็นผู้หญิงของเจ้าหรือเปล่า

นางตอบอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่ข้าเป็นประชาชนของแคว้นพันธมิตรไม่ได้เป็นของใครทั้งนั้น

ข้ากล่าวขึ้นมาว่าเจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ?” ข้ากำลังจะพูดต่อผู่อันหลี่ก็ผลักข้าออกไปแล้วกล่าวว่าขุนพลฉู่พอกันทีถ้าอยากได้ก็ไปหาเอาเองนี่เป็นหญิงที่พวกเราหามาเอง

ข้าโดนเขาผลักออกมาโซเซจนเกือบล้มลงไปลูกน้องของผู่อันหลียืนหัวเราะเยาะข้าทำให้ข้ารู้สึกโกรธเคืองข้ายืนขึ้นได้ก็กล่าวไปว่าท่านขุนพลผู่ฉีเลี่ยเป็นคนส่งนางมาให้ข้าคิดหรือว่าข้าจะพูดโกหกหลอกท่าน

ผู่อันหลีหันตัวกลับมาตบไปที่มีดที่บริเวณเอวกล่าวว่าฉู่ซิวหงเจ้าอยากได้หน้าข้าก็ให้ไปแล้วหากยังจะขัดขวางข้าอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ

ทันใดนั้นความโกรธเคืองในใจของข้าก็ปะทุขึ้นดั่งภูเขาไฟระเบิดข้าชักมีดออกมากล่าวว่าขุนพลผู่เรื่องอื่นข้ายอมท่านได้แต่กับนางข้ายอมท่านไม่ได้

ผู่อันหลีหันมาจ้องข้าแล้วพูดช้าๆว่าขุนพลฉู่ท่านอยากจะประลองกับข้าจริงหรือ?”

ตามกฎของแคว้นจักรพรรดิการประลองฝีมือขอเพียงยินยอมทั้งสองฝ่ายก็ไม่ถือว่าผิดกฎยามที่บ้านเมืองสงบก็มักจะได้ยินข่าวการเสียชีวิตจากการประลองฝีมือกันแต่ในค่ายทหารเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนักเพราะท่านอู่โหวเกรงว่าการประลองจะส่งผลเสียต่อวินัยทหารจึงมีคำสั่งว่าหากมีผู้ใดประลองกันไม่ว่าเพราะสาเหตุใดผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรวมถึงลูกน้องจะต้องถูกลดยศหนึ่งขั้นการลงโทษเช่นนี้แม้จะไร้ความปราณีแต่กลับทำให้คนได้คิดทบทวนก่อนทำการประลองเพราะว่าหากคนๆหนึ่งคิดจะประลองผลเสียที่ตามมานั้นไม่ใช่แค่ชื่อเสียงและตำแหน่งของตัวเองเท่านั้น

ข้าวู่วามไปชั่วขณะถึงกับชักดาบออกมาซึ่งนั่นหมายถึงการท้าประลองกันแต่ถ้าให้ข้าเก็บดาบตอนนี้ข้าคงทำไม่ได้ข้าจึงกล่าวขึ้นมาว่าท่านขุนพลผู่ข้าไม่อยากมีเรื่องกับท่านหวังแค่ท่านไว้หน้าข้าด้วย

เขาแสยะยิ้มแล้วกล่าวว่าข้าก็ให้ท่านไปแล้วหากข้าไม่ประลองกับท่านในตอนนี้ลูกน้องข้าจะหาว่าข้ากลัวท่านแล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนพี่น้องทั้งหลายจัดเตรียมสถานที่เอาชุดเกราะให้ท่านขุนพลฉู่หน่อยดูสิช่างคล้ายบัณฑิตกระจอกงอกง่อยเสียจริง

พวกลูกน้องของผู่อันหลี่หัวเราะขึ้นมามีทหารนายหนึ่งถอนชุดเกราะบนตัวออกมาแล้วยื่นให้ข้าข้ารู้สึกตกใจเล็กน้อยกล่าวว่าท่านขุนพลผู่ท่านจะประลองกับข้าให้ได้เชียวหรือ?”

ผู่อันหลี่กล่าวว่าไม่ใช่ข้าที่อยากจะประลองกับท่านท่านต่างหากที่อยากประลองกับข้าอย่ามัวเสียเวลาเลยรีบใส่ชุดเกราะเถอะ

ลูกน้องของผู่อันหลี่กระจายออกไปสองข้างตรงกลางมีพื้นที่โล่งแต่นางถูกทหารสองนายจับตัวไว้แน่นยืนอยู่ข้างกำแพงบนหัวเมืองมองมาที่เราสองคนสองมือของข้ากุมดาบไว้พูดน้ำเสียงเชิงขอร้องว่าท่านขุนพลผู่…”

เขาสวนกลับมาว่าอย่าลีลาให้มันมากนักหากท่านยังไม่ใส่ชุดเกราะอีกข้าก็จะลงมือแล้วนะ

ข้ารู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้เสมือนดั่งลูกธนูที่พร้อมจะพุ่งออกจากเกาทัณฑ์เกินจะเยียวยาได้ข้าวางมีดลงกับพื้นแล้วค่อยๆสวมชุดเกราะ

ร่างกายของเขาและข้าห่างกันไม่มากเพียงแต่ข้าผอมกว่าเล็กน้อยแต่ชุดเกราะนี้รู้สึกว่ามันคับไปรอจนข้ารัดเชือกชุดเกราะเสร็จข้าก็กล่าวขึ้นมาว่าท่านขุนพลผู่ต้องขออภัยด้วย

ในโรงเรียนทหารวิชาศิลปะการต่อสู้แบ่งออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆได้แก่ตำราพิชัยสงครามการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และวิชาหมัดมวยอาวุธยุทโธปกรณ์หลักๆมีสองประเภทคือการใช้หอกบนหลังม้ากับการใช้ดาบบนพื้นดินการประลองก็แบ่งเป็นบนหลังม้ากับบนพื้นดินฝีมือบนหลังม้าของข้านั้นไม่ได้แกร่งมากอยู่ในโรงเรียนทหารห้าปีทุกๆปีจะมีการทดสอบประจำปีในบรรดาเพื่อนทหารร่วมรุ่นเพลงหอกของข้าอยู่ประมาณอันดับที่ยี่สิบมาตลอดแต่เพลงดาบเคยได้อันดับสองถึงสองสมัยส่วนผู่อันหลีนั้นตรงข้ามกับข้าพอดีเพลงหอกของเขาอยู่ที่สิบอันดับแรกแต่เพลงดาบกลับไม่อยู่ในสิบอันดับแรกตอนอยู่ในโรงเรียนทหารข้าก็เคยประลองเพลงดาบกับเขามาแล้วถึงสามครั้งเขาไม่เคยชนะข้าเพลงดาบของเขานั้นใช้แต่กำลังแม้ว่ากระบวนท่าจะไวแต่ขาดความคล่องตัวเขาไม่เลือกวิธีการประลองที่เขาถนัดมีจุดประสงค์อะไรกันแน่

ข้าก็ไม่อยากคิดอะไรมากในตอนนี้ผู่อันหลีตะโกนเสียงลั่นพร้อมกับกระโจนเข้ามาหาข้าข้าเล็งไปที่ดาบในมือของเขารอให้เขาวิ่งเข้ามาแล้วใช้ดาบตัวเองต้านทานไว้

เสียงดังเคร้งคมของดาบปะทะกันจนเกิดสะเก็ดไฟขึ้นมาถึงแม้ว่าดาบของเขาจะไม่ได้เยี่ยมเท่าดาบไป่ปี้แต่ก็ต้านดาบของข้าได้เช่นกันข้าเพียงรู้สึกชาที่แขนและสะเทือนไปทั้งร่างกาย

พละกำลังของเขามีมากขนาดนี้เชียว

ข้าเริ่มรู้สึกกังวลเล็กน้อยถึงแม้ว่าข้าจะรู้ว่าผู่อันหลีเป็นคนที่มีพละกำลังเหนือใครในค่ายทหารทีแรกก็คิดว่าน่าจะเอาอยู่แต่นึกไม่ถึงว่าพละกำลังของเขากลับมีมากขนาดนี้หรือว่าไปฝึกพลังเหล่านี้จากการฆ่าคนแม้ว่าข้าจะฝึกวิชาอยู่เป็นประจำแต่หากเทียบกับเขาแล้วก็สามารถเห็นถึงความแตกต่าง

เขาใช้กำลังกดดาบลงมาที่ตัวข้าข้ากระโดดถอยออกไปถอยออกไปถึงสามสี่ก้าวในใจเกิดความกังวลขึ้นมา

เขาหัวเราะฮ่าๆแล้วเดินเข้ามาหาข้าท่าเดินของเขาดั่งคลื่นพายุที่พร้อมจะถล่มเข้าใส่ข้าข้าวิตกจนหายใจไม่ทั่วท้อง

เขาต้องมีจุดอ่อนแน่ๆ

ข้าพยายามหาจุดอ่อนในตัวเขาหากข้าแพ้ในวันนี้นอกจากต้องสูญเสียตำแหน่งของข้าแล้วพวกฉีเลี่ยก็ต้องถูกลดยศไปพร้อมกับข้าฉะนั้นข้าจึงแพ้ไม่ได้ต้องสู้เพื่อพี่น้องทั้งแปดสิบกว่าชีวิตของข้า

ผู่อันหลี่กำลังเดินเข้ามาข้ากัดฟันแน่รีบพุ่งเข้าหาไม่รอให้เขาตั้งตัวได้

เมื่อกี้เขาเป็นฝ่ายจู่โจมก่อนตอนนี้ถึงทีข้าล่ะ

ข้าวิ่งเข้าถึงตัวเขาอย่างรวดเร็วเขาเหมือนไม่ได้ระวังตัวแต่อย่างใดไม่ขยับเขยื้อนดาบของข้าจะฟันเข้าที่อกเขาอยู่แล้วแต่กลับมืออ่อนทันใดนั้นเขาก็ใช้ดาบต้านดาบข้าเมื่อดาบกระทบดาบกันเขาพยายามใช้ตัวดันดาบให้มาประชิดตัวข้าข้ารู้สึกมีพลังมหาศาลกำลังพุ่งเข้ามาที่ตัวข้าดาบข้าแทบจะหลุดออกจากมืออยู่แล้วเขาไม่รอให้ข้าได้เปลี่ยนท่าพลิกดาบของข้าแล้วไล่ตามคมดาบลงมา

หากข้าไม่ทิ้งดาบไปนิ้วของข้าคงเสร็จแน่

ข้ากัดฟันสู้ใช้ความคล่องตัวของมือมือขวานั้นปล่อยดาบไปแล้วชักออกมาทันทีดาบของเขากำลังกดลงมาหาตัวข้าบริเวณอกของเขาเกิดช่องว่างขึ้นมาทันทีมือขวาข้านั้นกำหมัดแน่แล้วต่อยเข้าไปเต็มกำลัง

หมัดนี้ถือว่าไม่เสียแรงดาบของเขานั้นกำลังฟันลงมาหาข้าถ้าข้าออกหมัดช้ากว่านี้คงไม่โดนตัวเขาแน่ความเร็วของเขานั้นย่อมสู้ข้าไม่ได้หมัดนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้หนักมากแต่บนตัวเขามีเพียงชุดเกราะเท่านั้นเสียงดังตุบหมัดนี้ต่อยโดนหน้าอกเต็มๆเขาโซเซจนถอยไปด้านหลังดาบของเขาสะบัดไปบริเวณหน้าอกหมายจะฟันแขนของข้าข้าดึงมือกลับมาแล้วรีบยื่นออกไปรับดาบไป่ปี้ของข้าซึ่งดาบนั้นร่วงลงไปเพียงฝ่ามือเดียว

หมัดนี้ไวมากจริงๆคิดว่านอกจากผู่อันหลี่แล้วคนรอบข้างน่าจะมองไม่ทันลูกน้องของเขาได้แต่เปล่งเสียงออกมาพร้อมกันว่าเสียดายบางทีพวกเขาอาจจะคิดว่าผู่อันหลีฟันพลาดไปข้าจึงรอดตัวมาได้แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่ได้หมายถึงเสียดายที่ข้าไม่ได้ต่อยผู่อันหลีจนร่วงลงไป

ไม่ทันสิ้นเสียงของพวกเขามือขวาของข้าก็ดึงดาบไป่ปี้คืนมาแล้วใช้ปลายดาบแทงไปที่หน้าอกของเขาเขาร้องด้วยความตกใจถอยหลังไปหนึ่งก้าวเสียงของเขานั้นสะเทือนไปถึงแก้วหูข้าแต่ดาบของข้ายังคงมุ่งเข้าใส่

ผู่อันหลีคงนึกไม่ถึงว่าดาบของข้าจะเหมือนเงาตามตัวสีหน้าถึงกลับถอดสีเขาได้ถอยไปด้านหลังอีกดาบในมือก็สะบัดไปมั่วเพื่อสกัดการจู่โจมของข้าจังหวะนั้นข้าได้ละมือขวาออกจากด้ามจับแล้วกำหมัดต่อยเขาที่หน้าอกของเขาอีกครั้ง

หมัดนี้ซ้ำลงไปที่เดิมพอดิบพอดีเขาไม่สามารถทำเป็นทองไม่รู้ร้อนได้อีกต่อไปความเร็วในการเปลี่ยนกระบวนท่าของเขาสามารถต้านทานข้าได้อยู่หมัดบัดนี้ข้าชักมือขวากลับมากุมที่ด้ามจับและเล็งไปที่ยอดอกเกิดเสียงดังเคร้งดาบของเขาดันลงมาที่ดาบของข้า

ลูกน้องของเขายืนเชียร์อยู่ข้างๆว่าเยี่ยมไปเลยข้าไม่รอให้เขาหลงดีใจหรือสิ้นเสียงเชียร์มือขวาละด้ามจับอีกครั้งแล้วต่อยเข้าที่อกเขาดังตุบทั้งสามหมัดเข้าที่ตำแหน่งเดียวกันพอดี

เจอหมัดนี้เข้าไปเขาถึงกับทรุดตัวลงแม้พลังของข้าจะสู้เขาไม่ได้แต่เขาก็เป็นมนุษย์ทั่วไปโดนไปสามหมัดในเวลาอันสั้นถึงกับต้องถอยตัวออกไปข้าก็ยืนมือขวาไปชักดาบกลับมาเสียงเชียร์ของลูกน้องทั้งหลายเงียบลงทันที

ข้าใช้มือทั้งสองกุมดาบอยู่เหนืออกตัวเองกล่าวว่าท่านขุนพลผู่ฝีมือล้ำเลิศจริงๆพวกเราไม่มีใครแพ้ชนะพอกันแค่นี้เถอะแต่ข้ายังจะขอให้ท่านขุนพลช่วยยกหญิงสาวคนนี้ให้กับข้าด้วย

สีหน้าของผู่อันหลี่ไม่สู้ดีนักแต่ยังไม่วายหน้าด้านเลียนคำพูดข้าที่ว่าไม่มีใครแพ้ชนะแต่ถ้าหากเขายอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้แล้วข้าไปรายงานต่อท่านอู่โหวรับรองว่าเขาจะต้องได้รับโทษหนักแน่ๆผ่านไปชั่วครู่เขาจึงกล่าวขึ้นมาว่าฝีมือท่านขุนพลฉู่ก็เยี่ยมไม่แพ้กันเฮ้ยพวกเราหญิงคนนี้ยกให้ท่านขุนพลก็แล้วกัน

ข้าหันหน้าไปที่นางเมื่อครู่นางมองพวกเราตลอดเวลาตอนนี้ทหารสองนายนั้นจากไปแล้วนางพิงกำแพงไว้ไม่ขยับตัวเวลานี้เป็นช่วงพลบค่ำแสงแดดอ่อนๆสาดส่องมาที่ตัวนางหน้าตาของนางนั้นสวยสะดุดใจคนมิน่าเล่าฉีเลี่ยถึงส่งนางมาให้ข้าใจข้าอดไม่ได้ที่จะหวั่นไหวข้าเก็บดาบเข้าฝักเดินไปหานางพร้อมยื่นมือออกไปพูดว่ามาไปกับข้า

นางกล่าวออกมาอย่างกับเห็นผีว่าอย่ามาแตะต้องตัวข้า

ข้าตะลึงไปชั่วขณะดูเหมือนว่าหญิงสาวจะหยิ่งศักดิ์ศรีในตัวเองข้ากล่าวอย่างยิ้มแย้มว่าไม่ต้องกลัวหรอกตอนนี้เจ้าเป็นคนของข้าแล้ว

มือทั้งสองของนางจับที่ขอบกำแพงแล้วดันตัวเองขึ้นไปนั่งนางสวมชุดคลุมยาวของทหารจักรพรรดิทำให้นางดูสะดุดตายิ่งขึ้นข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะปลอบใจนางนางกลับลุกขึ้นยืนบนขอบกำแพงแล้วเปล่งเสียงดังออกมาว่าไม่ข้าไม่ใช่ของเจ้าข้าต้องเป็นอิสระ

นางตะโกนออกไปตัวก็กระโดดไปข้างหน้าเหมือนนกที่กำลังถลาบินข้ากล่าวด้วยความตกใจว่าอย่าทำเรื่องโง่ๆนะนางกระโดดออกไปแล้วจะจับตัวนางทันได้อย่างไร

ท่ามกลางเสียงตกใจของผู้คนนางเสมือนนกที่โดนหักปีกตัวหนึ่งหล่นจากบนกำแพงเมืองสูงประมาณสิบกว่าตึ๋ง(ราว30–40เมตร) บนเรือนร่างนางยังคงเต็มไปด้วยแสงของตะวันยามสายัณห์

สงครามตำนานเทพ ตอนที่ 2

บนโต๊ะของแต่ละคนวางสุราหนึ่งกาและจอกเหล้าเซรามิคที่สุกใสแวววาวหนึ่งใบ มีไป่ฟูจ่างค่ายที่สี่นั่งคั่นกลางระหว่างผู่อันหลี่กับข้า ผู่อันหลี่มองข้าด้วยสายตาโกรธเคืองตลอดเวลา คาดว่ายังเคืองเรื่องหญิงสาวคนเมื่อวานไม่หาย

แต่นี่คืองานเลี้ยงของท่านอู่โหว ไม่ว่าเขาจะกล้าดีอย่างไรย่อมไม่กล้าหาเรื่องข้าในงานนี้

เมื่อเช้านี้ฉี่เลี่ยบอกกับข้าว่า คืนนี้ท่านอู่โหวจะจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะให้กับเหล่าไป่ฟูจ่างทั้งยี่สิบนายของทัพหน้า แต่การฆ่าตัวตายของหญิงสาวนางนั้นยังทำให้ใจข้าสงบลงไม่ได้จนถึงตอนนี้ ในยามบ่ายข้าหลับเพลิน กว่าข้าจะเร่งฝีเท้าไปถึงหน้างานเลี้ยงก็เห็นว่าตัวเองเป็นคนสุดท้ายที่มาถึง แต่ท่านอู่โหวมิได้กล่าวโทษแต่อย่างใด ท่านคงคิดว่าข้าไปเข้าร่วมการฆ่าล้างเมืองเพื่อขจัดความใจอ่อนที่อยู่ในใจ จะให้รู้ได้อย่างไรว่าอาการใจอ่อนของข้ากำเริบอีกแล้ว หากท่านรู้ว่าข้าใช้ดาบที่ท่านมอบให้ไปแย่งชิงหญิงสาวกับผู่อันหลี่ล่ะก็ เกรงว่าจะโกรธยิ่งกว่านี้

เมื่อพวกข้าเข้าประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว ท่านอู่โหวตบมือดึงความสนใจแล้ว กล่าวในค่ายไร้ความรื่นเริงมานาน ข้ามีเพียงสุราหนึ่งจอก ขอดื่มคารวะขุนพลทุกท่าน ขอให้ทุกท่านโปรดอภัยด้วย

ในบรรดาไป่ฟูจ่างยี่สิบนาย มีเจ็ดนายเพิ่งเลื่อนขั้นจากเสินจ่าง (นายสิบ) ขึ้นมาแทนหัวหน้าของตนที่รบเสียชีวิตไป ท่านอู่โหวคงจะถือโอกาสนี้ผูกมัดจิตใจพวกเขากระมัง ตำแหน่งไป่ฟูจ่างในทัพหน้าแม้จะไม่ได้ใหญ่โต แต่กลับเป็นทหารฝีมือดีที่ท่านอู่โหวภาคภูมิใจที่สุด สร้างคุณงามความดีก็ง่าย หลังสิ้นสุดศึกนี้ ต้องมีทหารเกินกว่าครึ่งได้รับการเลื่อนยศ งานในครั้งนี้เกรงว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเรามาร่วมฉลองในฐานะไป่ฟูจ่าง

พ่อครัวในงานนี้เป็นพ่อครัวที่ท่านอู่โหวพามาจากเมืองหลวง ท่านอู่โหวโปรดปรานอยู่สามสิ่ง ได้แก่ สุราชั้นยอด ดาบหายาก และม้าพันธุ์ดี ท่านกลับไม่ให้ความสำคัญกับสตรีที่บรรดาผู้ชายชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง นางรำที่อยู่ข้างหลังตัวท่านก็เป็นคณะชั่วคราว เสียงดนตรีอันไพเราะนั้นมิอาจลบเลือนคราบน้ำตาบนใบหน้าของพวกนาง

ตอนที่ท่านชูแก้วขึ้น พวกเราก็ชูแก้วด้วย พร้อมอวยพรท่านอู่โหวว่าขอให้ท่านอู่โหวทรงเกษมสำราญข้าสังเกตเห็นว่าองครักษ์ติดตามสองนายของท่านอู่โหว มีเพียงหนึ่งนายที่ยืนอยู่หลังท่าน อีกหนึ่งนายไม่ปรากฏตัวให้เห็น

กำลังจะดื่มสุราจอกนี้ เสียงดนตรีอันไพเราะเกิดเสียงสะดุดขึ้นมา เหมือนดั่งภูเขาหมื่นยอดแล้วมีเพียงหนึ่งเดียวที่ตั้งตระหง่านอยู่สูงกว่าใครๆ ข้าไม่ได้ชื่นชอบดนตรีเป็นพิเศษ แต่เพลงเยว่อิ้งชุนเจียง” (แสงจันทร์สะท้อนในแม่น้ำเจียง) นั้นข้าได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ด้วยเหตุนี้ข้าจึงมองไปที่คณะนางรำเหล่านั้น

คนที่ทำให้เสียงเกิดเสียงสะดุดเป็นหญิงดีดผีผาคนที่สี่จากซ้ายมือ สีหน้านางเหมือนปกติ ถึงเสียงจะสะดุดแต่นางก็บรรเลงต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดิมทีเสียงนี้ควรจะเป็นเสียงกง แต่กลับเปลี่ยนเป็นเสียงซาง ฟังดูแล้วเหมือนมีการสะดุดของเสียงแต่กลับสามารถบรรเลงต่อไปได้อย่างไร้ที่ติราวกับว่าควรเป็นเสียงนี้ตั้งแต่แรก ข้ามองไปที่ท่านอู่โหว ท่านดูเป็นปกติ คิดว่าคงฟังไม่ออกกระมัง

หญิงสาวผู้นั้นใบหน้างดงามดั่งหยกขาว สวมชุดผ้าแพรสีเหลืองอ่อน นางรำคณะนั้นล้วนงามหมดจด นางนั้นงามโดดเด่นกว่าทุกคน เพียงแต่ใบหน้านางไร้ความรู้สึก สีหน้าประดุจโดนสะกดเอาไว้ บางทีนางอาจจะกำลังคิดถึงบ้านเกิดที่ถูกไฟเผาวอด หรือพ่อแม่พี่น้องที่ถูกฆ่าอย่างทารุณกระมัง

ข้านิ่งไปครู่ใหญ่ จากนั้นก็กระดกสุราหมดจอกในคราเดียว รสชาติของสุราทั้งเปรี้ยวทั้งฝาด เดิมทีเป็นถึงยอดสุรา แต่บัดนี้ดื่มแล้วกลับคล้ายสุราพิษ

ในตอนนี้เอง องครักษ์ติดตามอีกนายก็รีบวิ่งเข้ามาจากทางด้านหลัง เข้าไปกระซิบข้างหูท่านอู่โหว อู่โหวได้ยิน ถึงกับตบโต๊ะดังสนั่นแล้วกล่าวว่านี่เป็นความจริงรึ?”

ความแรงในการตบโต๊ะนั้น ขนาดจอกสุราที่ตั้งอยู่ยังกระดอนลอยขึ้นจากโต๊ะ

ท่านอู่โหวเดือดดาลขึ้นมาทันที ข้าเองก็เห็นไม่บ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่ท่านเกิดอาการเช่นนี้จะต้องมีการหลั่งเลือด ศพตายเกลื่อนกลาด ข้าสังเกตเห็นว่า แม้แต่องครักษ์ติดตามทั้งสองนายนั้นก็มีอาการหน้าถอดสีออกมาให้เห็น

พวกเราทั้งยี่สิบนายก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงงัน ไม่รู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้น

ท่านอู่โหวกล่าวขึ้นมาว่าเจ้าลองบอกข่าวนี้ให้เหล่าผู้กล้าของทัพหน้ารับทราบ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เขาเดินมาข้างหน้า ประกาศเสียงดังฟังชัดว่าลู่จิงอวีผู้บัญชาการทัพซ้าย รับหน้าที่รักษาการณ์ประตูเมืองด้านตะวันออก บัญชาการพกพร่อง เปิดประตูเมืองโดยพลการ เป็นเหตุให้ชังเยว่กงหัวหน้ากลุ่มกบฏและทหารอีกสองพันนายหนีรอดไปได้

ผู้ที่อยู่ในงานตะลึงลานไปหมด ลู่จิงอวีเป็นถึงขุนพลเอกของท่านอู่โหว เป็นศิษย์พี่ข้าที่จบจากโรงเรียนทหารก่อนข้ายี่สิบปีและเป็นอาจารย์สอนวิชาตำราพิชัยสงครามให้แก่ข้า ได้ยินมาว่าปีที่เขาจบจากโรงเรียนทหาร ในบรรดานักเรียนทหารพันกว่านาย คะแนนของเขาสูงเป็นอันดับหนึ่ง ได้รับรางวัลพระราชทานจากจักรพรรดิองค์ก่อน เมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยมีโจรเถื่อนเผ่าฮั่นหลัวนับแสนจากทางภาคเหนือมารุกรานชายแดน จักรพรรดิองค์ก่อนรับสั่งให้ท่านอู่โหวยกทัพไปปราบ ในตอนนั้นเขาเป็นผู้บัญชาการทัพหน้า การปราบโจรในช่วงต้นสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ต่อมาทหารทัพหน้าบุกโจมตีอย่างต่อเนื่องและกำชัยถึงสิบเจ็ดครั้ง พลิกสถานการณ์กลับมาได้ จากนั้นบุกโจมตีออกไปอีกเจ็ดร้อยลี้ สังหารโจรเถื่อนได้สองหมื่นนาย ขับไล่โจรเถื่อนฮั่นหลัวไปจนถึงดินแดนขั้วโลกเหนือ ตอนที่กองทัพอู่โหวโหมโจมตีได้ทำลายเมืองน้ำแข็งของเผ่าฮั่นหลัวถึงสิบแห่ง ในการฆ่าล้างเผ่าฮั่นหลัวครั้งนั้น เขามีความดีความชอบมากที่สุด ถูกยกย่องว่าเป็นมังกรแห่งทะเลน้ำแข็ง ได้รับการแต่งตั้งเป็นอิงหยางป๋อ ชื่อเสียงเกรียงไกร หาตัวจับได้ยาก

เขาเปรียบเสมือนแขนทั้งสองข้างของอู่โหว อยู่ในค่ายก็ขึ้นชื่อทั้งในการปกครองทหารและความมีน้ำใจต่อผู้คน มีคนพูดว่า เพราะว่าเขาฐานะยากจนตั้งแต่เด็ก และท่านอู่โหวเป็นคนเลี้ยงเขามากับมือ บุญคุณของการช่วยเหลือและชุบเลี้ยงส่งผลให้เขาซื่อสัตย์ต่อท่านเสมอ มิฉะนั้น เขาคงขึ้นมาแทนตำแหน่งของท่านอู่โหวไปแล้ว ต่อมา แม้ว่าบ้านเมืองจะสงบ นักรบจะไร้ความหมาย แต่การยกทัพมาปราบครั้งนี้ ทัพซ้ายของเขาเป็นทัพแรกที่เคลื่อนพลมาถึงประตูเมืองก่อนใคร และสูญเสียกำลังทหารน้อยที่สุด ชื่อเสียงของเขาสมคำร่ำลือเสียจริง หากจะกล่าวหาว่าเขาบัญชาการบกพร่องนั้นช่างตลกสิ้นดี

ข้ากำลังคิดไปเรื่อยเปื่อย ผู่อันหลี่ได้ลุกออกจากที่นั่งแล้วคุกเข่าต่อหน้าท่านอู่โหว ทูลว่าท่านอู่โหว ขุนพลลู่ไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ เรื่องนี้เกรงว่าจะเป็นเพียงข่าวลือ   

แม้ว่าข้ากับผู่อันหลี่จะไม่ลงรอยกันนัก แต่คำพูดของเขากินใจข้าเสียจริง

ท่านอู่โหวกล่าวว่าขุนพลผู่ไม่ต้องพูดอีก เรื่องนี้มีที่มาที่ไปแน่นอน ตอนกลางวันข้าได้ยินข่าว ทีแรกยังไม่เชื่อ แต่บัดนี้ข้าชักแน่ใจแล้ว ฉู่ซิวหงไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้าของทัพหน้า รับคำสั่ง

ข้าตกตะลึง ลุกออกจากที่นั่งแล้วคุกเข่าลงต่อหน้าท่านอู่โหว ตอบรับว่าท่านอู่โหว ข้าน้อยพร้อมรับคำสั่ง

ท่านอู่โหวโยนป้ายคำสั่งทางทหารออกมา สั่งว่าข้าขอสั่งให้เจ้ารีบไปนำตัวลู่จิงอวีมาให้ข้า หากมีผู้ใดขัดขืน ประหารผู้นั้นเสีย

เขาโยนป้ายออกมาอย่างรุนแรง ป้ายคำสั่งที่ทำจากเหล็กทั้งอันกระแทกลงพื้นจนเกิดเป็นหลุมเล็กๆ ข้าหยิบป้ายคำสั่งขึ้นมาแล้วตอบไปว่าข้าน้อยน้อมรับคำสั่ง

ตอนข้าลุกขึ้นยืน กลับเห็นผู่อันหลี่จ้องข้าอย่างเคียดแค้น ตอนอยู่ที่โรงเรียนทหาร เขาและพวกอยู่ในสังกัดของลู่จิงอวี ทำให้พวกเขาทระนงตัววางมาด ท่านอู่โหวก็คงคำนึงถึงความเป็นศิษย์อาจารย์ของพวกเขา ถึงได้มอบหมายให้ข้าไปจับตัวลู่จิงอวีมากระมัง หากจะให้จับตัวผู้อื่น ข้าคงยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้ข้ากลับอยากให้ผู่อันหลี่แย่งหน้าที่นี้ไป

แต่ว่าผู่อันหลี่กลับเข้าที่ไปแล้ว มีไป่ฟูจ่างถึงสี่นายที่อยู่ร่วมสังกัดเดียวกับเขา แต่ละคนล้วนจ้องมาที่ข้า ราวกับข้าเป็นคนคาบข่าวมาบอกท่านอู่โหวเสียเอง

ข้าถือป้ายคำสั่งเดินออกจากกระโจมของท่านอู่โหว ฉีเลี่ยกับเสินจ่างหลายนายรอข้าอยู่หน้ากระโจม ที่ท่านอู่โหวจัดงานเลี้ยงฉลองไม่ใช่เรื่องเล็ก พวกเขาเองต้องยืนรออยู่ด้านนอก ฉีเลี่ยเห็นข้าออกมาแบบรีบร้อนจึงกล่าวถามข้าว่าท่านขุนพล เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?”

ท่านอู่โหวมีคำสั่งสั่งให้ข้าไปจับตัวอิงหยางป๋อ ลู่จิงอวี

อะไรนะ

ฉีเลี่ยตกใจ ชื่อของลู่จิงอวีแทบจะเป็นตำนานของกองทัพ ชื่อเสียงเรียงนามเกือบจะแซงหน้าท่านอู่โหว ถึงแม้ว่าท่านอู่โหวจะอารมณ์แปรปรวน แต่บัดนี้ลู่จิงอวีเป็นถึงผู้บัญชาการทัพซ้าย ให้ข้าไปจับตัวเขาตอนนี้ หากผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาเกิดต่อต้านขึ้นมา เกรงว่าชีวิตของข้าคงจะหาไม่

ข้ารู้สึกงุนงงเล็กน้อย ได้แต่บอกพวกเขาว่าไปกันเถอะ

ข้าพาฉีเลี่ยและพวกเสินจ่างอีกสิบนายรุดหน้าไปทางประตูตะวันออก ยังไม่ทันถึงก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ กองทัพของลู่จิงอวีเป็นรองเพียงทัพหลวงของท่านอู่โหวที่บุกเข้าเมืองไปก่อน กองทัพพันธมิตรป้องกันแน่นหนาที่ประตูเมืองด้านตะวันออก คงคาดไม่ถึงว่าทัพหลวงของท่านอู่โหวจะอ้อมไปทางประตูเมืองทางทิศใต้ มิฉะนั้นต้องเป็นลู่จิงอวีที่บุกเข้าเมืองไปคนแรกเป็นแน่

ทหารสองหมื่นนายของลู่จิงอวีเฝ้าประจำการอยู่ข้างประตูเมือง ตั้งกระโจมเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ด้อยไปกว่าทัพหลวงของท่านอู่โหว ตรงกันข้าม พวกเราเป็นทหารค่ายทัพหน้า อยู่ในสังกัดท่านอู่โหวโดยตรง มีความทระนงตัวอยู่บ้าง ถึงแม้ว่ากระโจมจะจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยเพียงใด แต่พวกเรามักจะทำเรื่องวุ่นวายเล็กๆน้อยๆ กลายเป็นว่าทัพซ้ายนั้นมีความเคร่งครัดทางวินัยที่สุด

ข้าเดินมาถึงหน้ากระโจม มีนายทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาถามพวกเจ้าเป็นใครกัน

ฟ้าก็มืดลงไปแล้ว ภายใต้แสงคบเพลิง เห็นเพียงว่าคนๆนั้นมีสีหน้าเคร่งครัด รูปร่างไม่ใหญ่มาก มองดูแล้วกลับให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม

เขาน่าจะเป็นเหอจง จงจวินกวน(ตำแหน่งผู้รักษาการ) นายทหารคนสนิทของลู่จิงอวี

ข้าชูป้ายคำสั่งแล้วกล่าวว่าข้าคือฉู่ซิวหงไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้าของทัพหน้า รับคำสั่งจากท่านอู่โหวมาเรียนเชิญท่านขุนพลลู่ไปหารือที่ค่าย ท่านคือ…”

นายทหารตอบกลับมาว่าข้าน้อยเหอจง จงจวินกวนของทัพซ้าย ได้ยินมาว่าขุนพลฉู่กล้าหาญไร้เทียมทาน ข้าน้อยเลื่อมใสท่านนัก

เหอจงรับป้ายคำสั่งเพื่อตรวจดูให้แน่ใจแล้วคืนให้ข้าอย่างนอบน้อม แจ้งว่านายท่านอยู่บนกำแพงเมือง ข้าจะนำทางให้ พวกท่านเชิญทางนี้

ทหารในสังกัดของลู่จิงอวีนั้นสมคำร่ำลือจริงๆ ทหารเหล่านั้นหลีกทางให้โดยไม่มีการส่งเสียงใดๆ ข้าตามเหอจงขึ้นบันไดไป ศึกที่ผ่านมา การบุกโจมตีทางประตูตะวันออกถือว่าดุเดือดที่สุด แม้ว่าลู่จิงอวีจะมีความเชี่ยวชาญทางการทหารเพียงใด แต่ทหารกล้าของกองทัพพันธมิตรเกือบทั้งหมดได้รวมตัวอยู่ที่ประตูแห่งนี้ ทำให้กองทัพจักรพรรดิเสียไพร่พลไปพันกว่านาย ในจำนวนนั้นมีครึ่งหนึ่งเป็นทหารจากทัพซ้าย บนขั้นบันไดเต็มไปด้วยคราบเลือดที่แห้งเหือด บนผนังกำแพงมีแต่รอยแตกร้าว ข้าคิดไม่ตกจริงๆ ลู่จิงอวีจัดระเบียบกองทัพได้รอบคอบเช่นนี้กลับปล่อยให้ชังเยว่กงและทหารกว่าสองพันนายหนีรอดออกไปได้อย่างไร หรือว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาหลับกันหมดแล้ว?

ขึ้นไปถึงบนกำแพงเมือง เห็นมีคนหนึ่งนั่งอยู่บนสันกำแพง ทอดสายตาไปทางทิศเหนือ เหอจงเดินเข้าไปหา แล้วกล่าวเสียงแผ่วเบาว่านายท่าน ท่านอู่โหวส่งคนมาตามท่าน ซึ่งคนนั้นตามข้ามาแล้ว

นายท่านลุกขึ้นยืน หันมากล่าวว่าพี่เหอลงไปก่อนเถอะ ข้าจะไปกับพวกเขาเอง

เหอจงไม่พูดอะไร เดินลงบันไดไป พอเหอจงไปแล้ว ลูกน้องข้าก็ทำท่าจะเข้าไปจับตัวเขาไว้ ข้ารีบห้ามปรามแล้วกล่าวว่าท่านขุนพลลู่ ท่านอู่โหวรับสั่งให้ข้ามาพาท่านไปหารือที่ค่ายสักครู่

ลู่จิงอวีเงยหน้าขึ้นมามองข้า กล่าวถามว่าท่านคือ…”

ข้าคำนับก่อนแล้วตอบว่าข้าน้อยฉู่ซิวหงไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้าของทัพหน้า คารวะท่านขุนพล

ลู่จิงอวีพูดขึ้นมาว่าที่แท้เป็นท่านขุนพลฉู่ที่บุกเข้าไปในเมืองเป็นคนแรกนี่เอง กองทัพนับแสนต่างเล่าลือถึงเกียรติศักดิ์ของท่าน

ในใจข้าอดไม่ได้ที่จะหลงดีใจเล็กน้อย โค้งคำนับแล้วพูดต่อไปว่าข้าน้อยมิกล้ารับ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะท่านอู่โหวบัญชาการได้ยอดเยี่ยม ถึงได้กำจัดกองทัพกบฏจนสิ้นซาก

ลู่จิงอวีหัวเราะแล้วกล่าวว่าบัญชาการได้ยอดเยี่ยมงั้นหรือ เหอะๆ ก็แค่ฆ่าคนได้ยอดเยี่ยมกระมัง

คำพูดของเขาแฝงแววเสียดสีไว้ แต่ข้าไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงกล่าวว่ากลุ่มกบฏทั้งหลาย ผู้ใดก็มีสิทธิ์ฆ่าได้ทั้งนั้น

ถึงตอนนี้ ข้าถึงมองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน ตอนอยู่ในโรงเรียนทหาร เขาไม่ค่อยสวมชุดทหาร ใส่แต่ชุดทั่วๆไป แต่ตอนนี้เขาสวมใส่ชุดเกราะเต็มยศ หมวกเหล็กวางอยู่ข้างๆ บนเกราะทองแดงยังมีคราบเลือดติดอยู่ ภายใต้แสงของคบเพลิงที่อยู่ด้านล่างของเมือง เสื้อเกราะได้สะท้อนแสงสีที่แตกต่างออกมา

ขุนพลฉู่ นั่งลงเถอะลู่จิงอวีเดินไปยังกำแพงที่อยู่ด้านใน ใช้มือปัดเศษหินที่อยู่บนสันกำแพง ยังไม่มีทีท่าว่าจะไปกับข้า

ข้านั่งอยู่ข้างกายเขา ในใจสับสนยิ่งนัก คำสั่งของท่านอู่โหวนั้นขัดไม่ได้ แต่ถ้าเขาไม่ยอมไปกับข้า จะให้ข้าฆ่าคนที่ไร้อาวุธป้องกันตัวเลยได้อย่างไรกัน ข้าลงมือไม่ได้จริงๆ

นั่งบนกำแพงเมือง มองลงไปด้านล่าง สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นซากปรักหักพัง และที่ลานกว้างของเมืองเกาจิ้ว ทหารกำลังก่อไฟเพื่อเผาทำลายซากศพ มองออกไปไกลโพ้น ก็เห็นแต่ซากศพตายเกลื่อนกลาด หลายๆ แห่งในเมืองยังมีเสียงร้องไห้เบาบางออกมาให้ได้ยิน ฟังเสียงดังกล่าวท่ามกลางแสงสายัณห์ ดั่งน้ำที่เย็นยะเยือกรดลงมาที่กลางใจ อาจจะเป็นเสียงของการตรวจพบชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่ของเมืองเกาจิ้วกระมัง เมืองเกาจิ้วผ่านคราวเคราะห์นี้ไปแล้ว เกรงว่าจะไม่มีวันกลับมาเฟื่องฟูอีกเป็นแน่

ลู่จิงอวีมองลงไปที่ด้านล่างของเมือง กล่าวช้าๆว่าท่านอู่โหวคงสั่งให้ท่านมาจับตัวข้ากระมัง

ข้าถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่นั่งอยู่อย่างนั้น มือคลำไปที่ก้อนอิฐบนกำแพง ที่แคว้นจักรพรรดิมีเมืองแกร่งอยู่สองแห่ง ได้แก่ เมืองอู้อวิน และเมืองเสินเวย และเมืองเกาจิ้วแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ไม่มีวันล่มสลาย เป็นรองเพียงสองเมืองที่กล่าวมา กำแพงเมืองแม้จะไม่สูงเท่าทั้งสองเมือง แต่ก็สร้างขึ้นมาจากก้อนหินชนิดพิเศษของทางแดนใต้ทั้งนั้น ได้ยินมาว่าชังเยว่กงรุ่นแรกที่สร้าง ใช้แรงงานถึงสองสามแสน ใช้เวลาสร้างสองปีจึงแล้วเสร็จ บัดนี้ ก้อนอิฐบนกำแพงเต็มไปด้วยรอยแตกหักของการถูกทำลาย สันกำแพงแตกหักไปซะส่วนใหญ่ เมื่อมือข้าลงไปสัมผัสก็รู้สึกเจ็บที่ผ่ามือ

เขามองไปที่คูเมือง กล่าวเสียงค่อยว่าล้อมเมืองมาเป็นเวลาสามเดือน ข้าเห็นประชาชนภายในเมืองทำทุกวิถีทางเพียงต้องการที่จะหนีออกไปให้ได้ ท่านอู่โหวรับสั่งไว้ว่า ผู้ใดหนีออกไปให้ประหารผู้นั้นเสีย ข้าเป็นคนรับคำสั่งนี้มา ก็ต้องรับผิดชอบกับผลที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลัง เพียงแต่จักรพรรดิองค์แรกได้ตั้งกฎไว้ว่า ห้ามฆ่าเชลยที่ยอมจำนน แล้วนับประสาอะไรกับประชาชนผู้บริสุทธิ์เหล่านั้น

กว่าจะเคลื่อนทัพออกจากเมืองหลวงตอนเดือนสิบ เมืองแห่งนี้ก็โดนล้อมมาแล้วสามเดือน ก่อนยกทัพมา ท่านเหวินโหวได้เตือนว่าเมืองเกาจิ้วแข็งแกร่งเหมาะแก่การป้องกัน ยังสอนวิธีการรบให้กับท่านอู่โหวพร้อมด้วยแผนต้อนศัตรูให้จนมุม ซึ่งก็คือการต้อนพวกทหารหลงเหลือและผู้ลี้ภัยให้มารวมอยู่ที่เมืองเกาจิ้ว ชังเยว่กงคงไม่คาดคิดมาก่อนว่า ในเมืองของเขามีคนเพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหัน เสบียงที่เพียงพอต่อการต้านทัพได้เป็นแรมปีนั้นหมดลงไปในพริบตา มิฉะนั้น ด้วยความแข็งแกร่งของเมืองเกาจิ้ว เกรงว่าแผนล้อมเมืองทั้งสี่ทิศของท่านอู่โหวคงยากที่จะเอาชนะได้ เพราะว่าเสบียงในเมืองเกาจิ้วยังไม่ทันหมด เสบียงของพวกเราคงหมดไปเสียก่อน

ข้านั่งนิ่งต่อไป เพราะความเมตตาของเขาแท้ๆที่นำภัยมาสู่ตัวเขาเอง เขาลุกขึ้นหัวเราะแล้วกล่าวว่าขุนพลฉู่ พวกเรารีบไปกันเถอะ ป่านนี้ท่านอู่โหวคงรอแย่แล้ว

ฉีเลี่ยเดินขึ้นหน้าหมายจะใช้เชือกมัดตัวเขา ข้าตวาดใส่ฉีเลี่ยไปว่าถอยไป อย่าได้เสียมารยาทกับท่านขุนพลลู่

ฉีเลี่ยกลับไม่ยอมถอยแล้วกล่าวว่าท่านขุนพลฉู่ ท่านอู่โหวสั่งให้พวกเรามาจับตัวขุนพลลู่ หากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ เกรงว่าท่านจะมีปัญหากับท่านอู่โหวได้

ลู่จิงอวีหันมามองข้าแล้วกล่าวว่าท่านขุนพลฉู่ นายทหารคนสนิทของท่านกล่าวถูกแล้ว คำสั่งทหารศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก หากมีผู้ใดได้รับการยกเว้น เกรงว่าจะถูกผู้คนครหาเอาได้

เขายื่นมือออกมาให้ฉีเลี่ยผูกมัด ข้าได้แต่ยืนดู เมื่อฉีเลี่ยมัดเสร็จแล้ว ลู่จิงอวีกล่าวขึ้นมาว่าขุนพลฉู่ ไปกันเถอะ

ข้ามองไปที่เขา รู้สึกสงสารขึ้นมาทันที ข้าได้แต่กล่าวออกมาว่าท่านขุนพลลู่ ข้ายินดีที่จะใช้ลาภยศบรรดาศักดิ์ของข้าเพื่อไถ่ชีวิตให้กับท่าน

ในค่ายทัพหน้า ข้าอาจจะไม่กินเส้นกับพวกของผู่อันหลี่ แต่ไป่ฟูจ่างอีกห้าถึงหกนายเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายของข้า หากพวกเขารู้ว่าข้ากระทำเช่นนี้ ต้องอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ข้าแน่

ลู่จิงอวีพูดว่าท่านขุนพลฉู่ ข้าซาบซึ้งในน้ำใจของท่านนัก แต่ด้วยวินัยทหารอันเข้มงวดของท่านอู่โหว ท่านกระทำเช่นนี้ก็เปล่าประโยชน์ วางใจเถอะ ด้วยคุณงามความดีที่ข้าสั่งสมมาก่อน ท่านอู่โหวคงไม่ประหารข้าแน่

ขณะนี้ ด้านล่างของกำแพงเมืองเกิดแสงสว่างขึ้นด้วยคบเพลิงมากจนนับไม่ถ้วน ข้าตกใจมาก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นเพียงเหอจงวิ่งขึ้นมาด้วยความรีบร้อนแล้วกล่าวว่านายท่าน…”

สีหน้าของลู่จิงอวีขรึมลงทันทีแล้วกล่าวว่าพี่เหอ พี่ทำอะไรลงไป?”

เหอจงตอบว่านายท่าน พี่น้องของเราทั้งหนึ่งหมื่นแปดพันสองร้อยสามนาย พร้อมฆ่าตัวตายไปกับท่าน

สีหน้าของข้าเริ่มถอดสี คำพูดของเหอจงดูเหมือนน่าเห็นใจ แต่แฝงความหมายข่มขู่ข้าในทางอ้อม เห็นที งานนี้ไม่ง่ายเสียแล้ว

ลู่จิงอวีเสียงดังขึ้นมาว่าเหลวไหล พี่เหอ ท่านอู่โหวเปรียบเสมือนพ่อของข้า พวกพี่จะพูดเช่นนี้ให้ท่านลำบากใจได้อย่างไรกัน รีบถอยไปเสียเถอะ

เหอจงกลับไม่ยอมถอยแล้วกล่าวว่านายท่าน ท่านไปครั้งนี้คงรอดกลับมาได้ยาก นายท่านมีบุญคุณต่อข้ามากนัก ข้ายังไม่ทันได้ทดแทนบุญคุณ รู้สึกละอายใจนัก ขอให้ข้าได้ฆ่าตัวตายเพื่อท่านก็แล้วกัน

ลู่จิงอวีสีหน้าเงียบขรึม กล่าวว่าเหลวไหลสิ้นดี ข้าขอสั่งให้เจ้ารวบรวมกำลังพล รอฟังคำสั่งจากท่านอู่โหว ห้ามทำการอื่นใดนอกเหนือคำสั่ง

แม้ตัวเขาจะถูกมัดอยู่ แต่คำพูดคำจายังคงมีอนุภาพสมกับเป็นผู้บัญชาการของเหล่าทหาร เหอจงทำท่าจะพูดขึ้นมาอีก แต่ลู่จิงอวีตัดบทไปว่าขุนพลฉู่ เราไปกันเถอะ

เขาเดินลงไปทางด้านล่าง ซึ่งด้านล่างผู้คุมทหารทัพซ้ายมาถึงแล้ว เห็นลู่จิงอวีเดินลงมา รีบคุกเข่ากันจ้าละหวั่น ท่ามกลางแสงจากคบเพลิง ข้าเห็นนัยน์ตาของลู่จิงอวีมีน้ำตาแห่งการอาลัยอาวรณ์หลั่งออกมา

ข้าไม่เอ่ยอะไร เดินตามลู่จิงอวีไป

พอเข้าไปในกระโจมของท่านอู่โหว ไป่ฟูจ่างที่เหลือยังอยู่กันครบ นางรำถอยออกไปก่อนหน้านี้แล้ว ทุกคนกำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ลู่จิงอวีคุกเข่าอยู่ต่อหน้าที่ประทับของท่านอู่โหว กล่าวว่าข้าน้อยลู่จิงอวี คารวะท่านอู่โหว

บนใบหน้าของท่านอู่โหวไร้อารมณ์แต่อย่างใด ท่านกล่าวช้าๆว่าขุนพลลู่ เมื่อวานมีทหารหลงเหลือของพันธมิตรสองพันนายเศษหนีออกทางประตูเมืองด้านตะวันออกที่ท่านเฝ้าประจำการอยู่ เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่

ลู่จิงอวีก้มหน้ากล่าวว่าเป็นความจริงขอรับ เพียงแต่ขณะนั้นข้าเห็นว่าในบรรดาสองพันคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรี จึงเกิดใจอ่อนขึ้นมาชั่วขณะ

ท่านอู่โหวใช้ฝ่ามือตบไปที่โต๊ะด้วยความรุนแรงแล้วขึ้นเสียงใส่ว่าท่านรู้หรือไม่ว่าชังเยว่กงหัวหน้ากบฏก็ปะปนอยู่กับคนเหล่านี้แล้วหนีออกจากเมืองไปได้ หากศึกนี้มิอาจปราบกบฏจนสิ้นซาก ท่านยากที่จะพ้นผิดไปได้

ลู่จิงอวียังคงกล่าวอย่างนิ่งสงบว่าการขัดขืนคำสั่งนั้นต้องโทษประหาร ข้าน้อยมิกล้าแก้ตัวแต่อย่างใด เชิญท่านลงอาญาเถอะขอรับ

ข้ากำลังจะคุกเข่าขอร้องท่านอู่โหว แต่พวกของผู่อันหลี่ทั้งสี่นายชิงตัดหน้าคุกเข่าลงก่อน แล้วกล่าวว่าท่านอู่โหว ถึงแม้ท่านขุนพลลู่มีความผิดจริง แต่ขอให้เห็นแก่ความดีความชอบที่แล้วมาของท่าน ได้โปรดลงโทษสถานเบาด้วยเถอะ

  ในตอนนี้ ข้ากับไป่ฟูจ่างที่เหลือคุกเข่าลงพร้อมกันแล้วกล่าวว่าขอให้ท่านอู่โหวได้โปรดพิจารณาด้วย

อาการโกรธของท่านอู่โหวค่อยๆลดลงจนเป็นปกติ แต่แล้วท่านกลับกล่าวขึ้นมาว่าลู่จิงอวี หากทุกคนใช้ความดีความชอบที่แล้วมาเป็นข้ออ้างในการเอาตัวรอด แล้วกฎของกองทัพจะมีไว้ทำไม ท่านอยู่ในกองทัพมานาน เหตุผลแค่นี้ท่านน่าจะทราบดี

ลู่จิงอวีตอบว่าข้าน้อยทราบดีขอรับ ขอให้ท่านอู่โหวลงอาญาตามเห็นสมควร ข้าน้อยไม่โกรธเคืองท่านแต่อย่างใด

อารมณ์ของท่านมีแนวโน้มว่าจะสงบลง พูดกับลู่จิงอวีว่าลู่จิงอวี การเป็นถึงแม่ทัพ คำสั่งทางทหารถือว่าสิ้นสุด หากขัดคำสั่ง แล้วจะปกครองเหล่าทหารได้อย่างไร ความผิดของเจ้าในครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก แต่เห็นแก่ความดีความชอบของเจ้าที่ผ่านมา ละโทษไว้ก่อน ข้าขอสั่งให้เจ้านำทหารม้าหนึ่งพันนายของทัพซ้ายพร้อมกับมอบทหารทัพหน้าของข้าให้เจ้าเอาไปบัญชาการ ภายในสิบวัน หากไม่สามารถตัดหัวของชังเยว่กงมาให้ข้า เจ้าจงนำหัวของตัวเองมาให้ข้าก็แล้วกัน

การทำคุณไถ่โทษเช่นนี้ดูเหมือนเข้มงวดเกินควร แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่สำเร็จ ทหารที่เหลือของชังเยว่กงไร้กำลังใจในการทำศึก บวกกับมีประชาชนตามกันไปเป็นจำนวนมาก การจะคว้าชัยกลับมาช่างง่ายดายเหลือเกิน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าภายในสิบวันจะต้องตามหาตัวชังเยว่กงให้เจอ นี่ค่อนข้างเป็นปัญหา

ลู่จิงอวีพูดว่าขอบพระคุณท่านอู่โหว ข้าน้อยจะรีบไปจัดการ เหล่าขุนพลจากทัพหน้ากรำศึกต่อเนื่องมาหลายวัน ข้าน้อยมิกล้ารบกวน ขอใช้แค่ทหารม้าของข้าก็แล้วกัน

ในใจข้าเกิดความคิดผุดขึ้นมาว่า ลู่จิงอวีไม่ต้องการให้พวกเราติดตามไปด้วย อาจจะมีความคิดที่จะหนีเอาตัวรอด ข้อเรียกร้องเช่นนี้เกรงว่าท่านอู่โหวจะไม่เห็นด้วย

ใครจะคาดว่าท่านอู่โหวคิดทบทวนแล้วกล่าวขึ้นมาว่าก็ได้ เจ้ารีบออกเดินทาง สิบวันให้หลัง จะเป็นหัวของชังเยว่กงหรือว่าเป็นหัวของเจ้า เจ้าเลือกเอาเองก็แล้วกัน ทหาร แก้มัดให้ท่านขุนพล

องครักษ์ติดตามของท่านอู่โหวเข้ามาแก้มัดให้ ลู่จิงอวียืนขึ้น คารวะท่านอู่โหวอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวว่าขอบพระคุณท่านอู่โหว ข้าน้อยขอตัวเขาทำท่าเอามือกุมกำปั้นให้กับพวกข้าแล้วกล่าวว่าขุนพลทั้งหลาย ข้าขอบใจทุกท่านเป็นอย่างสูง

มองเขาเดินจากไป ในใจของข้าเกิดความว้าเหว่ขึ้นมาเล็กน้อย เกรงว่าจากนี้ไปจะไม่ได้ยินชื่อของขุนศึกเจ้าของฉายามังกรแห่งทะเลน้ำแข็งในค่ายทหารอีกต่อไปแล้ว

ในตอนนี้ ท่านอู่โหวประทับอยู่บนที่นั่งแล้วกล่าวว่าขุนพลทุกท่านเชิญนั่งตามสบาย ดื่มฉลองกันให้เต็มที่

นางรำเหล่านั้นออกมาอีกครั้ง หญิงสาวที่สวมชุดผ้าแพรทั้งหกคนบรรเลงบทเพลงอันไพเราะขึ้นมา นั่นคือเพลงโบราณที่ชื่อว่าจั้วชุนเฟิง” (รับลมในฤดูใบไม้ผลิ) เป็นเพลงโบราณที่แต่งโดยนักดนตรีที่มีชื่อเสียงเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน ตามสถานบันเทิงต่างๆ ผู้คนมักเลือกบรรเลงเพลงนี้กันมาก การที่ท่านอู่โหวเลือกให้นางรำบรรเลงเพลงนี้ เพราะต้องการลดความตึงเครียดของบรรยากาศเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา

ข้ายกจอกสุราขึ้นมา สุรานี้เป็นสุราชั้นยอดที่ท่านอู่โหวสั่งให้หมักขึ้นเป็นพิเศษ วิธีการหมักก็เอามาจากเนื้อหาบนหนังสือโบราณ ได้ยินมาว่า สุรารสเลิศที่สุดสามารถจุดไฟติดได้ แม้ว่าบรรดาช่างเทคนิคในโรงกลั่นจะทำทุกวิถีทาง หมักสุราตามคำบันทึกบนหนังสือโบราณที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อหมักแล้วกลับจุดไฟไม่ติดเลยสักนิด คิดไม่ออกจริงๆว่าคนสมัยก่อนหมักสุราแบบนั้นได้อย่างไรกัน

สุราเหล่านี้บรรจุไว้ในกาเหล้า ด้านล่างของกามีเตาถ่านเล็กๆ ทำให้สุราอุ่นตลอดเพื่อรักษารสชาติ ข้ารินมาหนึ่งจอก กระดกหมดในคราเดียว หญิงสาวสองคนที่สวมชุดแพรสีเหลืองกับสีแดงกำลังเต้นรำอยู่ บรรยากาศภายในกระโจมเปี่ยมล้นไปด้วยความสำราญ แต่ว่าในส่วนลึกของจิตใจข้ากลับรู้สึกแย่ มองไปที่หญิงสาวชุดเหลืองที่ดีดผีผาเป็นบางคราว สีหน้านางยังคงไร้ความรู้สึก แต่มือนางบรรเลงคล่องนัก บรรเลงเสียงเพลงออกมาต่อเนื่อง จังหวะของเพลงให้ความรู้สึกดั่งสายธารที่จับตัวกันเป็นธารน้ำแข็ง ไร้ความหมายของความเป็นฤดูใบไม้ผลิที่แสนจะอบอุ่น เหมือนกับว่าเป็นความหนาวในต้นฤดูใบไม้ผลิ ฝนตกในยามราตรี บรรยากาศช่างน่าเศร้าสลดใจนัก

พวกเราดื่มกันไปคนละประมาณครึ่งไหกระมัง ไป่ฟูจ่างหลายนายที่คออ่อนเริ่มมีอาการมึนเมาแต่มิกล้าลาขอกลับก่อน เห็นพวกเขาเหล่านั้นไม่อาจเสพสุขกับการดื่มได้อีก ข้าเป็นคนคอแข็งแต่ก็มีอาการมึนเล็กน้อย สายตามองไปข้างๆ เห็นผู่อันหลี่ยังนิ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก สุราไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนคนธรรมดาจะมีปัญญาหามาดื่มกัน มีแต่พวกคนมีฐานะเช่นผู่อันหลี่จึงจะมีโอกาสดื่มตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งนั่นไม่ทำให้พวกเขาถึงกับเมามายจนไม่รู้สึกตัว

ท่านอู่โหวก็มีอาการเมาเล็กน้อย เกิดหัวเราะขึ้นมาแล้วกล่าวว่ากวาดล้างกลุ่มโจรกบฏ ขุนพลทุกท่านล้วนมีความดีความชอบ อีกไม่กี่วันเราก็จะยกทัพกลับเมืองหลวง วันนี้ขอให้ทุกท่านทำตัวตามสบาย ทหาร เอาสุรามาอีก” 

ท่านอู่โหวกล่าวเช่นนี้ พวกนักดื่มตัวยงก็ดีอกดีใจ ส่วนพวกคออ่อนนั้นสีหน้าอมทุกข์ ข้ามุ่งความสนใจไปที่คำพูดของท่านอู่โหวประโยคนั้น ท่านกล่าวว่าอีกไม่กี่วันก็จะยกทัพกลับเมืองหลวง หากเป็นเช่นนั้น ก็หมายความว่าท่านอนุญาตให้ลู่จิงอวีหนีไปโดยปริยาย แต่ด้วยคนประเภทไร้ความปรานีอย่างท่านอู่โหว ภายในใจก็อาจมีอารมณ์ความรู้สึกเช่นคนธรรมดาเหมือนกัน

ไม่รู้ว่างานเริ่มมานานแค่ไหนแล้ว ข้าก็เริ่มรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย จนงานเลี้ยงเลิก พวกเราทั้งยี่สิบนายต่างเดินออกจากกระโจมในสภาพเมามาย นายทหารคนสนิทกับเสินจ่างต่างพากันเดินเข้ามาเพื่อพยุงนายของตน อากาศทางใต้อบอุ่น แต่ก็ยังอยู่ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศหนาวเล็กน้อยในยามราตรี โดนลมเย็นจากข้างนอกพัดเข้ากลับรู้สึกสบายตัวขึ้น ฉีเลี่ยเข้ามาถามว่าท่านขุนพลฉู่ ท่านพอจะขี่ม้าไหวไหม?”

ข้ากล่าวเชิงหยอกเล่นว่าเจ้าชักดูถูกข้าเกินไปแล้ว

แม้มีอาการเมาเล็กน้อย แต่การขี่ม้ายังไม่เป็นอุปสรรค ข้าเหวี่ยงตัวขึ้นอานม้า มือกลับลื่นเกือบตกลงมา ฉีเลี่ยคอยดันตัวข้าจากด้านล่าง กล่าวว่าท่านขุนพลฉู่ หากท่านขี่ม้าไม่ไหว ข้าว่าข้าไปยืมรถจากท่านเต๋อหยางมาจะดีกว่า

    ข้าส่ายหน้าแล้วกล่าวว่าเกรงว่าป่านนี้ท่านเต๋อหยางคงเข้านอนไปแล้ว เจ้าอย่าไปรบกวนจะดีกว่า

    นั่งอยู่บนหลังม้ากลับไปยังกระโจมของตัวเอง กองทัพนับแสน แบ่งกันไปประจำการที่ประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ทิศละสองหมื่นนาย พวกเราเป็นนักรบของท่านอู่โหวโดยตรงทำให้ได้ประจำการอยู่ใจกลางเมือง การฆ่าล้างเมืองในสองวันที่ผ่านมา ไล่ฆ่าตั้งแต่ทางใต้ไปยังทางเหนือ ในยามค่ำคืนยังได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องของเด็ก ข้าเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ไม่รู้ว่าตัวข้าเกิดอยู่ในยุคไหนกันแน่

บนท้องฟ้า ดาวและเดือนระยิบระยับ ก้อนเมฆบางเบาล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าสีคราม แต่เพราะภายในเมืองยังมีเปลวเพลิงที่ลุกไหม้จากทั่วสารทิศ ทำให้ท้องฟ้าแดงจ้าไปหมดทั้งผืน

การฆ่าล้างเมืองยังต้องดำเนินต่อไปอีกสองวันกระมัง สองวันหลังจากนั้น พวกเราจะบรรทุกแก้วแหวนเงินทอง ผู้หญิง รวมถึงพวกช่างฝีมือกลับแคว้น

ก่อนฆ่าล้างเมืองแต่ละครั้ง แม้จะบอกว่าไม่ฆ่าผู้หญิงที่อายุยังน้อยกับช่างฝีมือต่างๆ แต่พอเอาเข้าจริงใครจะไปมัวคำนึงอยู่ ทหารสองนายแย่งหญิงสาวคนเดียวกัน ต่างคนต่างไม่ยอม ถึงกับฟันนางให้กลายเป็นสองซีกแล้วแบ่งกันไป การกระทำที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้บางครั้งก็ได้ยินมาเหมือนกัน ส่วนช่างฝีมือยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง

    ไม่รู้เป็นอะไร ข้ามักจะนึกถึงหญิงสาวนางนั้น นางกระโดดลงจากบนกำแพงเมือง บนเรือนร่างยังมีแสงยามสายัณห์สาดส่องต้องตัวนาง ภาพของเหตุการณ์นั้นข้ายากจะลืมมันไปได้ ยังคงปรากฏออกมาให้เห็นอยู่ร่ำไป

ฉีเลี่ยกับเสินจ่างสิบนายตามอยู่ข้างหลังข้า ระยะห่างพอดิบพอดี พวกมันก็ดื่มไปหลายจอก ต่างกำลังเพลิดเพลินไปกับอาการเมาเล็กๆน้อยๆ มีเสินจ่างนายหนึ่งร้องเพลงขึ้นมาทันที ข้าไม่รู้ว่าพวกมันร้องเพลงอะไรกัน แต่เสียงที่ปะปนมากับเสียงร้องไห้เหล่านั้น ทำให้ใจคนรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก

กำลังนั่งบนหลังม้าด้วยอาการมึนเมา เสินจ่างสองนายที่อยู่ด้านหลังเกิดทะเลาะขึ้นมากะหันทัน เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับว่ากำลังเถียงกันว่าสิ่งที่ประดับอยู่บนหลังคาบ้านคืออะไร นายหนึ่งบอกว่ามังกร อีกนายกลับบอกว่าเป็นพยัคฆ์

ข้าหันหน้าไปถามว่าพวกเจ้าเถียงอะไรกัน?” 

เสินจ่างตอบว่าท่านมองตรงนั้นดูขอรับ

ท่ามกลางแสงสายัณห์ บนหลังคาบ้านหลังหนึ่งมีเงาดำยื่นยาวออกมา เห็นไม่ชัดว่าคือสิ่งได รูปร่างคล้ายคนแต่ไม่น่าเป็นไปได้ ข้าจึงหัวร่อแล้วกล่าวว่าเถียงกันไปทำไมเล่า เข้าไปดูใกล้ๆก็จะรู้เอง

เสินจ่างตอบว่ามืดเกินไป จะเห็นชัดเจนได้อย่างไรกัน

ข้าเอ่ยขึ้นมาว่าฉีเลี่ย คันธนูก้วนยื่อของข้า เจ้าได้นำมาด้วยหรือไม่?”

คันธนูนั้นเป็นอาวุธวิเศษของข้า คันธนูทั่วไปยิงไกลแค่ประมาณสองร้อยก้าว คันธนูที่ดีที่สุดอย่างมากก็ยิงได้ถึงสี่ร้อยก้าว แต่คันธนูของข้านี้ได้ยินมาว่าหากแผลงศรเต็มที่สามารถยิงได้ไกลถึงแปดร้อยก้าว แต่พละกำลังของข้าแผลงศรออกไปอย่างมากก็แค่ประมาณห้าร้อยก้าว ระยะของสิ่งปริศนานั้นถึงตรงจุดนี้ห่างกันไม่เกินร้อยก้าว จะยิงให้โดนสิ่งนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

ฉีเลี่ยกล่าวอย่างเสียดายว่าเสียดายนัก วันนี้ไม่ได้นำมาเสียด้วยมีเสินจ่างนายหนึ่งเป็นนักแม่นธนูนามว่าถานชิงกล่าวขึ้นมาว่าท่านขุนพล ข้ามีคันธนูติดมาด้วยขอรับ

เขาหยิบคันธนูให้ข้า ข้าลองดึงสายธนูดู แม้จะด้อยกว่าคันธนูก้วนยื่อของข้า แต่ก็ยังพอใช้ได้ ถานชิงได้ชื่อว่าเป็นยอดพลธนูในระยะร้อยก้าว ความแม่นเหนือกว่าข้า แต่กำลังในการแผลงศรกลับเทียบข้าไม่ติด

ข้ากล่าวว่าให้นำคบเพลิงผูกติดกับลูกศร รอข้ายิงออกไปให้พวกเจ้าได้เห็นชัดๆ

ผู้คนต่างร้องเชียร์ด้วยความตื่นเต้น ที่แถบนี้โดนเข่นฆ่าไปแล้วสองรอบ ไม่น่าจะมีผู้ใดหลงเหลืออยู่อีก ค่ายทหารก็ห่างไกลจากที่นี้ บริเวณรอบๆก็โดนทำลายไปจนราบเป็นหน้ากลอง ต่อให้เกิดไฟไหม้ขึ้นมาก็ลามไปไม่ถึง ข้านำลูกศรที่ผูกติดคบเพลิงมาวางบนสายธนู ออกแรงเต็มที่ เห็นแค่มีแสงไฟแวบๆไวดั่งสายฟ้าแลบท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด ศรนั้นพุ่งไปยังที่หมายแล้ว

ฉีเลี่ยและพวกต่างพากันตบมือส่งเสียงโห่ร้อง ขณะที่ศรกำลังจะยิงโดน สิ่งปริศนานั้นกลับเคลื่อนไหวกะทันหัน เกิดเสียงดัง ปั้บ ศรถูกปัดไปทางอื่น ไม่รู้ว่าพุ่งไปตกที่แห่งใดแล้ว

เสียงโห่ร้องเหล่านั้นเงียบลงทันที ชั่วพริบตาเดียวที่คบเพลิงส่องผ่าน พวกเราต่างได้เห็นสิ่งปริศนานั้น มันเป็นคนรูปหน้าประหลาด บนตัวสวมชุดเกล็ดสีเขียวแวววาว เมื่อสักครู่ที่เห็น ใบหน้านั้นน่าสยดสยองมาก เป็นหน้าที่ไม่น่าจะมีอยู่บนโลกนี้

ข้ารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว กล่าวว่าพวกเจ้าเห็นชัดเจนหรือไม่ว่านั่นคืออะไร?”

พวกเขาต่างมองหน้ากันไปมา จะบอกว่าเป็นมนุษย์ แล้วจะขึ้นไปอยู่บนหลังคาได้อย่างไร? และรูปร่างมันก็เตี้ยไปสักหน่อย สูงราวครึ่งตัวคน ฉีเลี่ยกล่าวออกมาทันทีว่าข้ารู้แล้ว นั่นเป็นพวกทหารหลงเหลือของพันธมิตร ปกติชอบซ่อนตัวอยู่ระหว่างใต้หลังคากับบนหลังคา มันเปิดช่องลมไว้บนหลังคา โผล่ออกมาครึ่งตัวเพื่อสอดแนม จึงถูกพวกเราเห็นเข้าพอดี

คำพูดนี้ก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง ใจข้านั้นก่อเกิดจิตวิญญาณแห่งนักรบขึ้น สั่งออกไปว่าเร็วเข้า จับตัวไว้ อย่าให้มันหนีไปได้

ถ้าเป็นที่ผ่านมา แม้แต่การฆ่าล้างเมืองข้าก็ไม่อยากเข้าร่วมด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไปค้นจับกุมพวกทหารหลงเหลือของพันธมิตรในยามวิกาลแบบนี้ แต่ตอนนี้ข้ากึ่งเมากึ่งรู้สึกตัว รู้สึกเกิดความกระหายเลือดไปทั่วทั้งร่างกาย เคียดแค้นที่ไม่สามารถหาสักคนสองคนมาลองคมดาบของข้า บัดนี้

ความกระหายเลือดในตัวพวกเขาถูกข้าปลุกระดมขึ้นมา ถานชิงกล่าวว่าเขาไหวตัวแล้ว พวกเราปิดล้อมทางออกทุกจุด อย่าให้มันหนีไปได้

บ้านไม่กี่หลังนี้ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางที่โล่งแจ้ง หากล้อมไว้ทั้งสี่ทิศ สิ่งใดที่วิ่งออกมาจากข้างในล้วนมองเห็นได้ทันควัน คนที่อยู่บนหลังคากำลังจะมุดตัวกลับเข้าไปจริงๆ ข้าสั่งไปว่าถานชิง ข่งไคผิง เซินถูอี้ หวังตง พวกเจ้าทั้งสี่คนเฝ้าอยู่ด้านนอก คนอื่นๆตามข้าเข้าไปค้น

ข้ากระโดดลงจากม้า รู้สึกว่าสุราที่ดื่มไปเมื่อครู่ร้อนระอุไปทั่วร่างกาย

เหยียบย่ำอยู่บนเศษอิฐเศษกระเบื้อง ข้ากำดาบไป่ปี้ไว้ในมือ พาทหารเจ็ดนายบุกเข้าไปในบ้านหลังนั้น ข้าคิดว่าบ้านย่านนี้ต้องเป็นที่อยู่อาศัยของคนรวยมาก่อน และเป็นที่ที่ถูกฆ่าล้างก่อนใคร แต่เนื่องจากบ้านนั้นใหญ่โตทนทาน หลายๆที่ยังคงสมบูรณ์เหมือนเคย มือซ้ายข้าถือคบเพลิงไว้ วนหาบ้านหลังนั้นที่เห็นจากภายนอก ฉีเลี่ยวิ่งเข้ามา บอกว่าท่านขุนพล บ้านหลังนั้นขอรับ

พวกเราวิ่งไปที่นั่น เห็นเพียงประตูใหญ่ของบ้านหลังนั้นถูกปิดไว้แน่น ประตูแบบนั้นต้องเป็นแบบเปิดออกนอก ข้างในต้องใส่กลอนไว้แน่นอน ฉีเลี่ยเดินขึ้นไปเพื่อเปิดประตู แต่เปิดอย่างไรก็เปิดไม่ออก นี่ช่างเป็นเรื่องแปลกหลังผ่านการฆ่าล้างเมืองมาแล้ว ข้ากล่าวว่าหลีกไป

ข้าเดินขึ้นหน้า ยื่นดาบไป่ปี้ออกมา เสียบเข้าไปที่ช่องประตูแล้วกรีดลงไป ดาบสัมผัสกับกลอนประตู ซึ่งกลอนชนิดนี้สามารถใส่กุญแจได้ทั้งสองด้าน ถ้าหากใส่กุญแจ เห็นทีจะต้องพังประตูเพื่อเข้าไปข้างใน ข้าลองขยับดาบดู รู้สึกว่ากลอนไม่ได้ใส่กุญแจไว้ ข้าออกแรงขยับกลอน กลอนถูกปลดออกแล้ว ข้าบอกฉีเลี่ยว่าดึงประตูออก

ฉีเลี่ยเข้าไปดึงประตูออก

ประตูถูกเปิดออก รู้สึกได้ว่ามีกลิ่นเหม็นคาวเลือดโชยเข้ามาเหมือนฝันร้ายเลยทีเดียว มีคนคล้ายโคลงกระดูกมนุษย์พุ่งเข้ามาใส่ตัวข้า

ข้าตกใจเป็นอย่างมาก คิดไม่ถึงว่าเวลานี้ยังมีคนกล้าลอบโจมตีข้าอีก ข้ากระโดดถอยหลังออกไปพร้อมสะบัดดาบไป่ปี้เข้าให้ แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย คมดาบนั้นช่างไร้เทียมทาน สะบัดดาบออกไปทีเดียว ศีรษะของคนที่พุ่งเข้าใส่ข้าก็หลุดออกมาเสียแล้ว

หากเป็นคนปกติจะต้องมีเลือดพุ่งออกมาจากลำคอ แต่ข้าฟันศีรษะของเขาหลุดออกมา กลับไม่เห็นเลือดแม้แต่หยดเดียว ร่างนั้นล้มลงมาข้างหน้า ศีรษะก็กลิ้งตามมา ในตอนนี้เองพวกเราถึงรู้ว่า ที่จริงคนผู้นั้นเสียชีวิตมานานแล้ว ข้างหลังมีแผลฉกรรจ์ขนาดใหญ่ ศพน่าจะเกาะอยู่ที่ประตู คิดว่าเขาคงอยากจะหนีออกมา ขณะที่กำลังจะผลักประตูออกกลับถูกคนฆ่าตายจากทางด้านหลัง

ฉีเลี่ยเข้าไปตรวจดูแล้วกล่าวว่าตายได้สักพักแล้วล่ะ เนื้อหนังบนตัวของเขาเกือบจะเน่าเปื่อยไปหมดแล้ว น่าจะเสียชีวิตก่อนที่เมืองจะถูกตีแตก

ล้อมเมืองมาสามเดือน ตอนที่เสบียงในเมืองขาดนั้น อยู่ต่อไปอีกสิบกว่าวันก็เคยเห็นชายฉกรรจ์นำผู้หญิงมาเชือดและล้างอวัยวะบนกำแพงเมืองเพื่อทำเป็นซุปเนื้อมนุษย์ ภาพนั้นขนาดข้าอยู่ใต้กำแพงเมืองยังทนดูไม่ได้ คิดว่าคนๆนี้ก็คงเสียชีวิตในลักษณะเดียวกันกระมัง แค่เสื้อผ้าของเขานั้นยังอยู่ครบสมบูรณ์ ไม่เหมือนเคยถูกแล่เอาเนื้อไป

ฉีเลี่ยกล่าวขึ้นมาว่าท่านขุนพล ท่านได้ยินเสียงอะไรบ้างไหม

ข้าเอี้ยวหูฟังตาม กลับไม่ได้ยินอะไรเลย คนที่เห็นเมื่อสักครู่นี้เกรงว่ายังหลบอยู่ในบ้าน ข้าส่องดูแล้ว ห้องนี้เป็นห้องรับแขก ไม่มีฝ้าเพดาน มองขึ้นไปเห็นแต่ขื่อ ข้าจึงบอกต่อลูกน้องว่าไปดูข้างในกันเถอะ

พวกเราแยกเป็นสองทีมเข้าไปดูห้องนอนที่อยู่ซ้ายขวา ข้าเดินไปทางซ้าย เพิ่งเข้าห้องนอนไปส่องได้ครู่เดียว เสินจ่างนายหนึ่งถึงกับทำท่าเอามือปิดปากและอาเจียนออกมา

ข้างในห้องนอนมีซากศพผู้หญิงอยู่ไม่กี่ศพ แม้จะบอกว่ามีไม่มาก อันที่จริงคือแยกแยะจำนวนไม่ถูก เห็นมีแขนขาดตกอยู่หลายข้าง มีอวัยวะภายในกึ่งเน่าเปื่อยของคนกองอยู่บนเตียง ยังมีกระดูกที่ดูเหมือนจะถูกแทะมาแล้วจำนวนหนึ่ง คล้ายกับว่าเคยมีสัตว์ร้ายผ่านมาและเลือกกินเฉพาะส่วนที่อ่อนนุ่มเท่านั้น ที่เหลือก็โยนกองเอาไว้ข้างๆ แม้ว่าพวกเราจะผ่านศึกมานักต่อนัก แต่ละคนฆ่าคนมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบศพ แต่ภาพอันน่าสยดสยองเช่นนี้ เพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก

ฉีเลี่ยยืนอยู่ข้างตัวข้า กล่าวว่าท่านขุนพล นี่มันอะไรกัน

ข้าเอามือกำดาบไว้แน่น ใช้คบเพลิงที่อยู่ในมือซ้ายส่องลงไปที่ซากเหล่านั้น เตือนทุกคนด้วยเสียงเบาๆว่าบอกพี่น้องให้ระวังตัวกันด้วย

เตือนยังไม่ทันขาดคำ ห้องนอนที่อยู่ทางด้านขวามีคนส่งเสียงร้องประหลาดขึ้นมา ข้ากับพวกรีบตามไปหา พอเข้าไปในห้องนอนด้านขวา เห็นเสินจ่างสามนายยืนตัวสั่นกันเป็นแถว

ในห้องนั้น มีชายหนึ่งศพหญิงหนึ่งศพนอนตายอยู่ ท่อนบนนอนอยู่บนเตียง ท่อนล่างห้อยออกมานอกเตียง แม้ศพอยู่ครบทุกส่วน แต่ใบหน้าเขียวคล้ำ กระดูกทิ่มทะลุเนื้อหนังออกมา สีหน้าของศพนั้นมีอาการหวาดกลัวสุดขีดปรากฏออกมา มองดูแล้วคล้ายกับว่าถูกผ้าพับใหญ่ๆรัดตัวจนตายไป ซึ่งมันทำให้กระดูกเหล่านั้นแตกหักหมด และบริเวณขาของทั้งสองเหลือแต่กระดูก มีเศษเนื้อติดอยู่บ้าง เหมือนกับว่าถูกแล่เอาเนื้อไป

ฉีเลี่ยกล่าวเสียงเบาว่าช่างโหดเหี้ยมเสียจริง ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ด้วยเล่า

ข้ามองหน้าฉีเลี่ยแล้วไม่กล้าวิจารณ์อะไรทั้งนั้น กองทัพจักรพรรดิแทบจะไม่มีสิทธ์ที่จะกล่าวหาผู้อื่นว่าโหดเหี้ยม แต่การฆ่าคนด้วยวิธีการนี้ มันไม่เหมือนเป็นการฆ่าให้ตาย แต่เป็นการทรมานคนเพื่อความสนุกมากกว่า

ข้ามองไปรอบๆ ที่ตัวศพทั้งสองยังมีน้ำเมือกติดอยู่ ข้าเข้าไปดูใกล้ๆ ฉีเลี่ยบอกกับข้าว่าท่านขุนพล ระวังตัวด้วย

ข้าใช้ปลายดาบแตะเมือกมาเล็กน้อย เมือกนั้นมีกลิ่นเหม็นคาว น่าจะเป็นน้ำลายของพวกหนอนแมลงมากกว่า ข้ากล่าวขึ้นมาว่าคนนั้นต้องยังอยู่ในห้องแน่ๆ ทุกคนระวังตัวกันด้วย

พวกเราไม่กล้าแตกแถว ค้นห้องไปด้วยกัน บ้านหลังนี้น่าจะเป็นครอบครัวใหญ่ นับรวมๆแล้วมีสิบกว่าคน แต่ทั้งหมดเสียชีวิตไปแล้ว และไม่มีศพไหนที่มีสภาพสมบูรณ์เลย

ค้นเสร็จไปแล้วรอบหนึ่ง พวกเรามารวมตัวกันที่ห้องโถง ฉีเลี่ยถามว่าท่านขุนพล ทำอย่างไรกันดีขอรับ

ขณะนี้ความเมาในตัวข้าถูกขับออกมาเป็นเหงื่อไหลอาบลงแผ่นหลัง ข้าบอกไปว่าเผาซากศพเหล่านั้นเสียเถอะ ระวังอย่าให้เผาโดนส่วนอื่นๆ

ฉีเลี่ยพยักหน้า พวกเขาหาไม้ขนาดยาว นำเศษซากศพเหล่านั้นมากองไว้ที่ห้องโถง ศพที่อยู่บนเตียงก็ใช้ผ้าห่มหรือผ้าปูเตียงห่อเอาไว้ สิบกว่าซากนั้นกองกันเหมือนภูเขาขนาดเล็ก ข้าหยิบเชื้อไฟขนาดพกพาออกมา จุดไฟบนกองซากศพเหล่านั้น

ไม่ว่าศพเหล่านั้นจะเป็นผู้ใด จะเป็นเจ้านายหรือคนรับใช้ บัดนี้ก็ต้องกลายเป็นเถ้าถ่านเหมือนกัน ไม่สามารถแยกแยะได้อีกต่อไป

ข้าหยิบไม้มาท่อนหนึ่ง คอยเขี่ยชิ้นส่วนซากศพที่ล้นออกมาให้เข้าไปในกองไฟ

ไฟกำลังเผาซากศพอยู่ ทันใดนั้นได้ยินเสียงประหลาดจากด้านบน คล้ายเสียงหายใจรุนแรง ตามมาด้วยเสียงร้องของฉีเลี่ยว่าท่านขุนพล ระวัง

มีเสียงลมพุ่งเข้ามาจากด้านบน

มือซ้ายของข้าถือไม้เขี่ยกระดูกอยู่ แรงลมนั้นพุ่งมาหาอย่างกระชั้นชิด ข้าไม่กล้าเงยหน้ามอง กลัวว่ามองแล้วจะหลบไม่ทัน

แรงจากมือซ้ายแม้จะน้อยกว่ามือขวา แต่แรงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะส่งให้ข้ากลิ้งไปข้างหน้า ได้ยินเสียงดัง ปั้ง หอกเล่มหนึ่งแทงลงมาโดนตำแหน่งที่ข้ายืนอยู่เมื่อสักครู่ พื้นกระเบื้องแตกละเอียดไปทั้งแผ่น ความแรงนั้นส่งผลให้เศษเถ้าถ่านกระเด็นไปบางส่วน ถ้าข้าช้าไปเพียงก้าว หอกนี้อันตรายพอที่จะแทงทะลุตัวข้า

ข้าบังเกิดโทสะขึ้นมาทันที มือซ้ายดันตัวเองขึ้นมา มือขวากำดาบไป่ปี้เตรียมประจัญบาน ข้าคิดไว้แล้ว หอกนี้ทรงอนุภาพเช่นนี้ คนร้ายย่อมต้องกระโดดตามลงมา ที่ข้าฟันลงไปเหมือนเตรียมจังหวะไว้แล้ว มันต้องหนีไม่พ้นดาบของข้าแน่

ใครจะรู้ว่าจังหวะที่ฟันลงไป ดันฟันโดนด้ามหอกดัง เคร้ง สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแขนข้า หอกนั้นก็ถูกดึงกลับขึ้นไปบนขื่อ คนร้ายกลับไม่ได้กระโดดลงมาสู่พื้น ซึ่งทำให้ข้าอดที่จะตกใจไม่ได้ หอกนั้นเป็นหอกชนิดสั้น ระยะห่างจากหลังคาสูงราวหนึ่งจ้างกว่า มือของคนร้ายคงไม่ยาวขนาดนั้นแน่ หรือว่าเขาพุ่งหอกลงมางั้นหรือ แต่ตอนที่ข้ากลิ้งตัวไปข้างหน้า หางตาเห็นมือของเขาจับหอกไว้อยู่

ข้าลุกขึ้นมา เห็นฉีเลี่ยกับเสินจ่างกำลังยืนอึ้ง ไม่ขยับตัว ข้าตวาดเสียงใส่พวกฉีเลี่ยว่ามัวยืนอึ้งทำอะไร รีบลงมือสิคนร้ายเดิมทีอยู่บนขื่อ พอพวกเราเผาซากศพ ควันไฟนั้นพุ่งขึ้นไปข้างบน เขาคงทนควันไฟไม่ไหว ตอนนี้เกรงว่าจะหาที่ซ่อนใหม่แล้วเตรียมจู่โจมพวกเราอีกเป็นแน่

ใครจะคาดว่าที่ข้าตวาดเสียงไปนั้น พวกฉีเลี่ยยังคงยืนอึ้งกันต่อไป ข้าจึงตวาดไปอีกครั้งว่าตื่นได้แล้ว หลับกันหมดแล้วหรืออย่างไร

ตวาดไปรอบนี้ฉีเลี่ยถึงได้สติกลับคืนมา เขามองมาที่ข้าแล้วพูดเสียงสั่นว่าผี ต้องเป็นผีแน่เลย

คำพูดของฉีเลี่ยทำเอาข้าสับสนไปหมด ฉีเลี่ยไม่ใช่เพิ่งออกศึกครั้งแรก ทำไมถึงหวาดกลัวเช่นนี้ ข้าตบหน้าฉีเลี่ยไปหนึ่งฉาดพลางกล่าวว่าอย่าพูดเหลวไหล อย่าให้มันหนีรอดไปได้ เฝ้าทางเข้าออกให้ดี

ข้ากำลังสั่งการอยู่ แต่ยังไม่ละความสนใจจากด้านบน ในตอนนี้ข้าเล็งเห็นเงาของคนร้ายบริเวณขื่อ แสงไฟลุกไหม้อยู่ใต้ขื่ออย่างสว่างไสว ส่องแสงวูบๆเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด ข้ามองอะไรไม่ชัดเจนเอาเสียเลย ในขณะนี้เอง คนร้ายได้พุ่งหอกออกมาอีกครั้ง

ซึ่งข้าได้เตรียมการป้องกันไว้แล้ว เห็นคนร้ายกระโดดลงมาจากขื่อ พุ่งดิ่งลงมาทางด้านบนของข้า ต่อให้คราวนี้คนร้ายเอาขาผูกเชือกไว้กับขื่อก็คงกลับขึ้นไปไม่ง่าย ข้าเฝ้ารอจนหอกเข้ามาประชิดตัว ข้าใช้ดาบผลักหอกออกไป หอกนั้นแทงดิ่งลงมาตามจังหวะ คมดาบขูดกับด้ามหอก เกิดเสียงครูดชวนเสียวฟัน

ตอนนี้ข้าสวนหน้ากับคนร้ายเข้าให้แล้ว    

ข้าเห็นหน้าของคนร้ายอย่างชัดเจนจึงเข้าใจว่าทำไมพวกพญามารที่ฆ่าคนไม่กระพริบตาอย่างพวกฉีเลี่ยรู้สึกหวาดกลัวนัก 

นั่นมันไม่ใช่มนุษย์ แม้มีรูปหน้าคล้ายคน แต่กลับมองไม่เห็นลูกตา บนหน้ามีเกล็ดติดอยู่บ้างและไม่มีริมฝีปาก จมูกก็มีเพียงสองรูบนใบหน้า

นี่ยังไม่เท่าไร ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ท่อนล่างของมันไม่ใช่ขา แต่กลับเป็นร่างงูที่พันอยู่บนขื่อ

แม้เป็นข้าก็กลัวจนตัวสั่นเช่นกัน ไม่กล้ามองหน้ามันอีก กระโดดถอยห่างออกมา ในมือกำดาบไว้แน่น ตะโกนถามออกไปว่าเจ้าเป็นใครกัน

สัตว์ประหลาดนั่นห้อยตัวอยู่บนขื่อ ใช้หอกเขี่ยกองไฟ คิดว่าคงจะเขี่ยเพื่อเบาไฟกระมัง แต่กลับเขี่ยจนสะเก็ดไฟบินว่อนไปทั่ว มันคำรามออกมาแล้วหดเข้าไปบนขื่อ ทะลุขึ้นหลังคาไป

มันคงทนไอร้อนไม่ไหวจึงคิดหนี

ข้าสั่งลูกน้องไปว่าถอยออกไป เฝ้าหน้าประตูไว้

พวกเราออกจากประตูใหญ่ เห็นสัตว์ประหลาดนั้นเลื้อยออกจากหลังคาพอดี มันขดตัวอยู่ข้างบน ที่แท้เมื่อครู่มันโผล่มาครึ่งตัวจึงทำให้พวกเราเข้าใจผิดว่าเป็นของประดับที่อยู่ตามหลังคาบ้าน ตอนนี้มันขดตัวอยู่บนหลังคา เห็นได้ว่ารูปร่างของมันใหญ่พอสมควร มันเลื้อยไปด้านข้างของหลังคา พวกเราวิ่งตามมันอยู่ข้างล่างเหนื่อยเอาการเลยทีเดียว

ข้ากล่าวออกไปว่าเร็วเข้า หนุนตัวข้าขึ้นไป

  ฉีเลี่ยกับเสินจ่างนายหนึ่งเอามือประสานกัน ข้าขึ้นเหยียบที่มือของพวกเขา พวกเขาทั้งสองออกแรงหนุนข้าขึ้นไป ข้ากระโดดขึ้นไปอยู่บนหลังคา

หลังคาทำจากกระเบื้องแผ่นหนา แต่เหยียบแล้วรู้สึกลื่นเล็กน้อย สัตว์ประหลาดอยู่ด้านหน้าพอดี มันกำลังมุ่งคลานไปข้างหน้า ข้าตะโกนบอกไปว่าจะหนีไปไหน

มันหันหัวกลับมา ลูกตาทั้งสองข้างมีแสงสีเหลืองขุ่น บนใบหน้าไร้อารมณ์ ท่อนบนของมันมีแขนงอกออกมาคล้ายมนุษย์ ท่อนล่างกลับเป็นร่างงูทั้งตัว มันถือหอกไว้ จ้องมาที่ตัวข้า ข้าอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกขึ้นมาทันที

  ทันใดนั้น มันโค้งท่อนบนขึ้นมา พุ่งตัวเข้าหาข้าด้วยความเร็ว กำลังในการใช้หอกของมันดูมั่นคง ดูไม่ด้อยไปกว่าทหารกล้าในกองทัพ ข้ารู้ดีว่าใต้ฝ่าเท้านั้นลื่น ไม่สามารถยื้อกับมันได้นาน ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเล็งไปที่ปลายหอกของมันให้แม่น ใช้ดาบไป่ปี้ฟันเข้าไปที่บริเวณปลายหอกดัง เคร้ง ตอนที่ข้ารู้สึกว่าดาบบนมือมีความรู้สึกหน่วง ข้าอาศัยแรงนั้นดีดตัวกระโดดขึ้นไป ซึ่งข้ากระโดดได้สูงกว่าตัวมันเสียอีก

สัตว์ประหลาดคงคิดไม่ถึงว่าข้าจะใช้ไม้นี้ แขนทั้งสองข้างของมันยื่นออกไปเต็มที่ แต่กลับแทงพลาด ดาบของข้าฟันลงไปดัง ฉับ ฟันแขนทั้งสองข้างของมันขาดสะบั้นลง หอกของมันก็กลิ้งหล่นตกจากหลังคาทันที

มันเจ็บจนดิ้นไปทั้งตัว ข้ากำลังหลงระเริง เตรียมสงเคราะห์ให้อีกสักแผล แต่รู้สึกมีลมหนาวโชยมาจากด้านหลัง ท่อนล่างของมันยกตัวขึ้น ม้วนเข้าหาลำตัวของข้าเหมือนมัดด้วยเชือก แม้ว่าดาบจะอยู่ที่มือ แต่กลับไม่สามารถขยับดาบได้เลย

มันรัดตัวข้าไว้แล้ว

พลังของสัตว์ประหลาดตัวนี้เยอะจนน่าตกใจ ตอนที่มันรัดตัวข้าไว้ ข้ารู้สึกว่ามีอาการหน้ามืด เริ่มหายใจไม่ออก ข้าได้แต่สะบัดดาบไปมั่วๆ ตั้งแต่ช่วงหัวไหล่ลงมาถูกรัดไว้จนหมดสิ้น มือทั้งสองได้แต่ขยับไปมาอยู่ข้างกาย ทำยังไงก็ไม่โดนตัวมันเลยสักนิด ตอนนี้มันขดตัวเข้ามาหาข้าพร้อมอ้าปากออก

ในปากของมันมีฟันสีขาวเรียงรายเป็นแถว ซึ่งต่างกับฟันของมนุษย์ ฟันเหล่านี้แหลมคมเป็นอย่างมาก คล้ายมีดขนาดเล็กสองแถว ข้านึกถึงพวกซากศพเหล่านั้นที่อยู่ภายในบ้าน พวกนั้นน่าจะเป็นอาหารของมันมาแล้วกระมัง

ในปากของมันส่งกลิ่นเหม็นเน่าออกมารุนแรง ท่อนล่างรัดตัวข้าไว้ คล้ายกับว่าจะส่งข้าเข้าไปในปากของมัน ข้าพยายามดิ้นรน แต่ร่างงูของมันเหมือนทำมาจากโลหะ ทำให้ข้าไม่สามารถดิ้นหลุดได้เลย

หมดกัน

ตอนนี้ข้าถึงรู้สึกว่าความตายได้มาเยือนข้าแล้ว คิดไม่ถึงจริงๆว่าข้าจะจากไปเช่นนี้ มันทำให้ข้ารู้สึกว่าตลกสิ้นดี อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เช่นนี้ข้าหัวเราะไม่ออกจริงๆ

มีลูกศรพุ่งเขามาพร้อมเสียงดัง ฟิ้ว ปักเข้าที่ตาข้างซ้ายของสัตว์ประหลาด มันคงคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ท่อนล่างที่รัดตัวข้าค่อยๆคลายออก ข้าหล่นลงมาอยู่บนหลังคา รู้สึกเหมือนกระดูกแหลกไปหมด เจ็บปวดไปทั้งตัว

ขณะนี้ก็มีลูกศรพุ่งเข้ามาอีก ซึ่งผู้ที่ยิงนั้นคือถานชิง วิชาธนูของเขาขึ้นชื่อในค่ายทัพหน้า แม้ว่าระยะจะค่อนข้างไกล แต่ก็ไม่เคยพลาดเป้า ถ้าหากให้ข้าเป็นคนยิง แม้จะสามารถยิงโดนเป้าหมายเช่นกัน แต่ตอนนั้นระยะห่างระหว่างตัวข้ากับสัตว์ประหลาดนั้นใกล้ขนาดนี้ หากยิงไม่ดูตาม้าตาเรือ เกรงว่าลูกศรลูกนี้คงจะยิงโดนศีรษะข้าก่อน

ลูกศรดอกหลังยิงไม่โดนตัวมัน พอมันสะบัดหัวหลบ ลูกศรก็ผ่านด้านข้างออกไป แต่การขยับตัวของมันครั้งนี้ หน้าอกกลับเปิดช่องโหว่ ตอนที่ข้าหล่นลงมา ข้าอยู่ข้างตัวมันพอดี โอกาสนี้หาได้ยากนัก ข้าใช้ดาบแทงไปที่หน้าอกของมัน และรู้สึกขาเกิดลื่นขึ้นมา บนหลังคาเดิมทีก็ลาดชันอยู่แล้ว ตอนข้าปกติก็ทรงตัวลำบากอยู่แล้ว ตอนนี้ข้าปวดไปทั้งตัว ยิ่งทรงตัวยากเป็นทวีคูณ

พอดาบนี้แทงโดนหน้าอกของมันข้าก็ลื่นไถลลงมา ตกลงไปด้านล่าง บนหลังคาดังโครมครามชั่วครู่

ข้ากำลังกังวลว่าหากตกลงไปเช่นนี้ต้องบาดเจ็บสาหัสแน่ๆ รู้สึกว่าหลังของข้ามีอะไรมารั้งเอาไว้ ที่แท้คือฉีเลี่ยกับเสินจ่างอีกสองนายรับตัวข้าไว้ ตอนนี้พวกเรามองไม่เห็นเหตุการณ์บนหลังคา แต่ได้ยินเสียงโครมคราม ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะกำลังสงสัยอยู่นั้น มีเสียงดังโครมขึ้นมาทันที สัตว์ประหลาดนั้นหล่นทะลุหลังคาลงมา

ดาบข้าที่แทงเข้าบริเวณหน้าอกของสัตว์ประหลาดถึงกับผ่าท้องของมันออกมาเป็นทางยาว มันต้องทนความเจ็บปวด ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนหลังคา ซึ่งหลังคานั้นรับน้ำหนักมันไม่ไหว กระเบื้องหลังคาแตกเป็นวงกว้าง มันจึงหล่นร่วงลงมา

ประตูใหญ่เปิดอ้าไว้อยู่ สัตว์ประหลาดชนนู้นชนนี่อยู่บนขื่อ แล้วก็มีเสียงดัง ปัง มันหล่นลงไปอยู่ในกองไฟที่กำลังลุกไหม้พอดิบพอดี ไฟลุกไหม้ลามไปทั้งตัวของมัน

ตอนนี้ ข้างหลังข้ามีเสียงเท้าเดิน พวกเราหันไปมอง ที่แท้เป็นพวกถานชิงที่เฝ้าอยู่ด้านนอก

สัตว์ประหลาดลุกไหม้อยู่ในกองไฟ พอโดนข้าผ่าท้องเป็นแนวยาว อวัยวะภายในก็ไหลออกมาด้วย ข้างในยังมีเด็กที่ครบสมบูรณ์อยู่หนึ่งคน น่าจะเป็นเด็กที่เจ้าสัตว์ประหลาดกลืนเข้าไปก่อนหน้านี้แล้วยังไม่ถูกย่อย เดิมทีไฟก็ลุกไหมรุนแรงอยู่แล้ว มันยิ่งดิ้นรนไปมีแต่จะทำให้ไฟลุกไหม้แรงกว่าเดิม ผ่านไปสักพักก็แน่นิ่งไป มันถูกเผาจนเหลือแต่เถ้าถ่าน

พวกถานชิงยังคงงงงันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกมันถามข้าว่าท่านขุนพล นั่นมันคืออะไรกัน?”

ข้าไม่รู้ว่าจะอธิบายเช่นไร ได้แต่ทำท่าทางหดหู่

ข้าเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้า แสงจันทร์กลับกลายเป็นสีแดงสด

สงครามตำนานเทพ ตอนที่ 3

ท่านอู่โหวเห็นซากไหม้เกรียมที่พวกข้าลากมาไว้หน้ากระโจม ยืนคิดอยู่ชั่วครู่แล้วกล่าวอย่างกะทันหันว่าต้าอิง เจ้าไปตามท่านเกาที่ปรึกษาทางการทหารมาดูหน่อยสิ

องครักษ์ติดตามที่อยู่ด้านหลังของท่านอู่โหวขานรับว่าขอรับ

ท่านเกาผู้นี้มีนามว่า เกาเถี่ยชง เดิมเป็นบัณฑิต ต่อมาสมัครเข้าร่วมกองทัพ เป็นจอมวางแผนอันดับหนึ่งในจวนของท่านอู่โหว ได้ยินมาว่าเขาพิการ ไม่สามารถถูกแสงอาทิตย์ จึงออกงานน้อยมาก นี่คือสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกถึงความลึกลับเกี่ยวกับท่านเกาผู้นี้ ในการรบครั้งนี้ แผนการใช้สี่ขุนพลล้อมเมืองทั้งสี่ทิศ เขาเป็นคนแรกที่เสนอออกมา

สักครู่หนึ่ง ภายในกระโจมเล็กๆที่อยู่ทางด้านซ้ายของกระโจมของท่านอู่โหว ทหารเข็นรถเข็นออกมา มีคนใส่หมวกใบใหญ่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ด้านหน้าของหมวกยังมีผ้าแพรสีเขียวบังเอาไว้ ทำให้พวกข้ามองเห็นใบหน้าของท่านเกาผู้นั้นไม่ชัดเจน

คนผู้นั้นมาอยู่ด้านหน้าของท่านอู่โหว กล่าวว่านายท่าน ข้าน้อยเกาเถี่ยชง นายท่านมีอะไรจะรับสั่งต่อข้าน้อย

ท่านอู่โหวบอกว่าท่านเกา ท่านดูสิ่งนี้สิ

ซากไหม้เกรียมถูกไฟเผาจนจำหน้าตาไม่ได้แล้ว แต่ยังส่งกลิ่นเหม็นเน่าเป็นระยะๆ เกาเถี่ยจงออกแรงลุกขึ้นจากรถเข็น ทหารคนสนิทของเขาเข้าไปพยุงตัว เดินไปที่หน้าซากไหม้เกรียม เขาย่อตัวนั่งลงข้างๆแล้วกล่าวว่าส่งดาบมาให้ข้าสิทหารคนสนิทชักดาบออกมาแล้วส่งให้ท่านเกา เขาใช้มือซ้ายเปิดผ้าที่ใช้คลุมซากเหล่านั้นออก มือขวาใช้ดาบเขี่ยดู เขาผ่าปากของซากออกมาดูแล้วกล่าวว่าโอ้ สวรรค์ นี่มันมนุษย์งู!”

มนุษย์งู ข้ารู้สึกแปลกใจไม่น้อย ท่านอู่โหวถามไปว่าท่านเกา ท่านแน่ใจหรือ

เกาเถี่ยชงตอบว่าเรียนนายท่าน ไม่ผิดแน่นอน หนังสือที่ท่านนักพรตเทียนจีทิ้งไว้ให้ มีรูปภาพของมนุษย์งู ลิ้นของมันต้องเป็นแฉก ซึ่งซากไหม้เกรียมนี้เหมือนกับรูปภาพที่อยู่ในหนังสือไม่มีผิด

ท่านเกาลุกขึ้นยืน ทหารคนสนิทหยิบผ้าสีขาวให้หนึ่งผืน เขานำมาเช็ดมือแล้วกล่าวว่าเมื่อห้าสิบปีก่อน ตอนที่จักรพรรดิองค์ก่อนยังเป็นรัชทายาทเคยท่องเที่ยวไปใต้หล้า เมื่อไปถึงแดนใต้ได้จับตัวสัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งงูมาตัวหนึ่ง ตอนนั้นท่านนักพรตเทียนจีเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาทได้ติดตามเดินทางไปด้วย เมื่อกลับมาจึงเขียนหนังสือหวังอวี่โจวสิงจี้” (บันทึกการเดินทางของฮ่องเต้) ข้างในมีรูปภาพมนุษย์งู ตามคำบอกเล่าของชังเยว่กงคนก่อนที่ติดตามจักรพรรดิองค์ก่อนนั้นกล่าวไว้ว่า ตัวประหลาดนี้สามารถพบเจอได้ในป่าลึกเป็นบางครั้งบางคราว สามารถกลืนกินสัตว์น้อยใหญ่ คิดว่าต้องเป็นทายาทของพวกสัตว์ประหลาดหายาก

ท่านอู่โหวกล่าวว่าช่างเป็นเศษสวะเสียจริง มาสร้างความวุ่นวายในยามนี้ ฮ่าๆ ดันมาเจอกับขุนพลฉู่ของค่ายทัพหน้าที่กล้าหาญชาญชัย ถือว่าเจ้ามนุษย์งูนี้โชคร้ายยิ่งนัก

ได้รับคำชมจากท่านอู่โหว ในใจข้าย่อมมีความรู้สึกยินดีปรีดา ข้าคุกเข่าลงแล้วกล่าวว่าท่านอู่โหวชมเกินไปแล้ว

แม้ว่าในใจข้าจะไม่ได้รู้สึกสบายเหมือนกับท่านอู่โหว เพราะเจ้ามนุษย์งูนั้นไม่เหมือนสัตว์ป่าทั่วไป มันสามารถจู่โจมข้าได้ นอกจากนั้นยังใช้หอกยาวได้ มันเหมือนมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง หากมีแค่ตัวหรือสองตัวย่อมไม่เป็นที่น่ากังวล แต่หากมาสิบกว่าตัวในคราเดียว เกรงว่าไม่ใช่กองทัพเดียวที่จะสามารถรับมือมันได้

เมื่อกราบลาท่านอู่โหวแล้ว ข้ายังรู้สึกจิตใจไม่สงบ ฉีเลี่ยที่รออยู่ข้างนอก เห็นข้าเดินออกมา จึงเข้ามาถามข้าว่าท่านอู่โหวว่าอย่างไรบ้างขอรับ?”

ข้าตอบไปว่าท่านอู่โหวไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เอาเถอะ นี่ก็ดึกแล้ว ทุกคนกลับไปพักผ่อนกันเถอะ

ฉีเลี่ยหัวร่อแล้วกล่าวว่าใช่สิ คืนนี้เป็นคืนแห่งความสุขของท่านขุนพลฉู่ เมื่อครู่มัวแต่เสียเวลากับเจ้านั่นมาค่อนคืน พวกเรากลับกันเถอะ

ทุกคนหัวเราะขึ้นมาทันที ข้าปกครองทหารไม่ได้เข้มงวดเท่าท่านอู่โหว ก็เพราะว่าข้าอายุยังน้อย มีเสินจ่างหลายนายอายุเกินเลขสามมาแล้ว ข้าก็เกรงใจพวกเขาไม่กล้าเข้มงวดเกินเหตุ ในสนามรบ พวกเขาย่อมไม่กล้าเสียมารยาทต่อข้า แต่ยามปกติพวกเขาไม่ค่อยเห็นข้าเป็นไป่ฟูจ่างสักเท่าไร แต่ว่าหญิงสาวนางนั้น

พอนึกถึงหญิงสาวนางนั้น ในใจข้าเกิดงงงวยขึ้นมา ข้าเลยกล่าวออกไปว่ากลับไปนอนกันได้แล้ว และพรุ่งนี้ไม่ต้องไปฆ่าล้างเมืองอีก

ฉีเลี่ยตะลึงงันไปแล้วรีบตอบว่านั่นสิ พรุ่งนี้พักกันให้เต็มที่ ฆ่าล้างเมืองมาแล้วสามวัน ทุกคนต่างเหนื่อยกันแล้วสินะ

ถานชิงกล่าวขึ้นมาว่าประชาชนในเมืองเกาจิ้วช่างกล้าหาญเสียจริง หิวจนแทบยืนไม่รอดยังกล้าต่อกรกับพวกเราอีก เมื่อวานข้าพาพี่น้องเก้าคนบุกเข้าไปในครอบครัวหนึ่ง ในนั้นเหลือเพียงชายห้าหญิงสอง แต่กลับยื้อเวลากับพวกเราถึงครึ่งชั่วยาม แม้แต่ผู้หญิงก็ไม่ยอมจำนน เฮ้อ เสียดาย หนึ่งในหญิงสองนางนั้น มีคนหนึ่งเป็นดรุณีน้อย หน้าตาสะสวย แต่กลับถูกข้ายิงทะลุคอหอย

มันทำท่าจะเล่าต่อไปไม่เลิก ข้าจึงตวาดไปทันทีว่าพอได้แล้ว!”

พวกมันล้วนตะลึงงันไปหมด มองข้าด้วยความอึ้ง ข้าไม่พูดอะไรอีกและไม่รู้จะพูดอะไร สำหรับทหารที่อยู่ในกองทัพ การฆ่าล้างเมืองหลังได้รับชัยชนะนั้นถือเป็นรางวัลรูปแบบหนึ่ง ก่อนหน้านี้ ตอนที่ข้าติดตามท่านอู่โหวบุกตีเมืองหลายแห่งแตก ก็พาพวกเขาไปฆ่าล้างเมือง แต่บัดนี้ข้าเบื่อหน่ายกับการหลั่งเลือด ถึงกระทั่งรู้สึกละอายใจกับกลิ่นคาวเลือดที่ติดมือข้ามาตลอด

คำพูดเหล่านั้นจะพูดกับพวกเขาได้หรือ?

ข้ากระโดดขึ้นม้า เดินทางต่อไปโดยไม่เอ่ยอะไรทั้งสิ้น ฟ้าใกล้สางแล้ว บนท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกมีแสงอรุณค่อยๆสว่างขึ้น แต่ว่าช่วงเวลาก่อนอรุณรุ่งกลับเป็นช่วงที่ท้องฟ้ามืดมิดที่สุด

เมื่อถึงที่พักแล้ว พวกเขาก็กลับค่ายกันไปหมด ข้าพักอยู่นอกค่ายคนเดียว อยู่ในห้องเพียงลำพัง ข้าจุดตะเกียงน้ำมันขึ้นมา มองไปยังห้องที่สะอาดหมดจดห้องนั้น ทันใดนั้น ในใจข้ารู้สึกวังเวงขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เจ้าของห้องคนก่อน ข้าคาดว่าคงกลายเป็นซากศพและถูกเผาเป็นเถ้าธุลีที่ลานกว้างกั๋วหมิงไปแล้วกระมัง ชีวิตคนเราช่างบอบบางเหลือเกิน

นั่งไปสักพัก ข้าไม่รู้สึกง่วงแต่อย่างใดจึงเดินออกมาข้างนอก ฝั่งค่ายทหารแสงไฟสว่างไสว ผู้คนส่งเสียงดังอึกทึกเป็นระลอก การที่คนจากค่ายทัพหน้าฆ่าล้างเมืองไม่หลับไม่นอนเป็นเวลาสามวันสามคืน กลางวันไล่ฆ่า กลางคืนเคล้านารี เล่นการพนัน แทบจะกลายเป็นธรรมเนียมหลังจากที่บุกตีเมืองสำเร็จ

ข้าเดินออกจากห้องแล้วมุ่งหน้าไปยังค่ายทหาร

วันนี้ถึงคิวของค่ายที่หนึ่งเป็นยามเฝ้าประจำการ ลู่กงสิงไป่ฟูจ่างค่ายที่หนึ่งปีนี้อายุยี่สิบเจ็ดปี เป็นรุ่นพี่ข้าตอนอยู่ที่โรงเรียนทหาร เขายังพ่วงตำแหน่งผู้คุ้มค่ายทัพหน้าอีกด้วย การจัดสรรตำแหน่งของค่ายทัพหน้าเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ผู้ที่เป็นผู้คุมมักจะเป็นไป่ฟูจ่างของค่ายที่หนึ่งเสมอ ซึ่งนั่นเป็นกฎเกณฑ์ที่ท่านอู่โหวกำหนดไว้ ท่านอู่โหวเคยรับสั่งไว้ ในสนามรบ นายทหารที่มีตำแหน่งต่างๆไม่ควรยืนอยู่ข้างหลัง แม้แต่ทัพหลวงของท่านเองก็วิ่งเข้าไปประจัญบานกับศัตรูอยู่ด้านหน้า

ลู่กงสิงเป็นบุตรชายของลู่หยาง มีตำแหน่งเป็นหู่เวยป๋อ นับว่าเป็นลูกคนมีฐานะ แต่ว่าเขาไม่ได้คบหาอยู่กับพวกผู่อันหลี่และเข้ากันได้ดีกับนายทหารสามัญชนอย่างพวกข้า นับว่าเป็นผู้นำของพวกเป็นกลางในค่ายทัพหน้า ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาสองนายเฝ้าประจำการอยู่หน้าค่าย เห็นข้าเดินเข้ามาก็ยืนตัวตรงทำความเคารพต่อข้าพร้อมกล่าวว่าท่านขุนพลฉู่   

ข้าทำความเคารพตอบแล้วถามว่านายของพวกเจ้าหลับแล้วหรือ

ทหารนายหนึ่งตอบว่ายังขอรับ กำลังหารือกับท่านเต๋อหยางอยู่

ข้าเดินเข้าไปในค่าย รอบๆมีเสียงร้องห่มร้องไห้ของผู้หญิงและเสียงหัวเราะชอบใจของผู้ชาย หลังฆ่าล้างเมืองเสร็จ ตามกฎแล้วทหารทัพหลวงจะส่งคนมาคัดเลือกหญิงงามที่กวาดต้อนมาได้เพื่อรับเข้าทัพหลวง ที่เหลือล้วนแจกจ่ายให้กับทหารทุกฝ่าย ท่านอู่โหวไม่ค่อยใฝ่กามา เพียงแต่จักรพรรดิเคยรับสั่งไว้ว่า เมื่อยกทัพกลับเมืองต้องนำหญิงงามพร้อมแก้วแหวนเงินทองมาถวาย คณะนางรำที่ใช้ต้อนรับพวกข้าก็น่าจะจัดเตรียมไว้เพื่อจักรพรรดิกระมัง

ไม่รู้เหตุใด ข้ากลับคิดถึงหญิงที่ดีดผีผาและสีหน้าที่ไร้อารมณ์ของนางขึ้นมา

นางรอดจากคราวเคราะห์ครั้งนี้ เข้าวังไปไม่น่าจะดีไปกว่าตอนนี้หรอก

ใจของข้าเกิดอาการปวดแปลบ

ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้าส่ายหน้า ไม่อยากเชื่อในความรู้สึกนี้

ข้างหน้าเป็นกระโจมของลู่กงสิง เขาไม่ชอบสันโดษเหมือนข้า มักจะพักรวมกับลูกน้อง ข้าตะโกนถามอยู่หน้ากระโจมว่าท่านผู้คุมอยู่หรือไม่?”

ลู่กงสิงเดินออกมา พอเห็นเป็นข้าก็ยิ้มให้ กล่าวว่าท่านขุนพลฉู่ ท่านช่างคอแข็งนัก ตอนนี้ข้ายังรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย ท่านกลับไม่เป็นอะไร ฮ่าๆ มา เข้ามานั่งข้างใน   

ข้าจำต้องฝืนยิ้มตอบ ความสามารถในการดื่มสุราของข้าจะเทียบกับเขาได้อย่างไรกัน เพียงแต่ต่อให้ใครเจอสัตว์ประหลาดตัวนั้นเข้า มึนเมาอย่างไรล้วนตกใจจนหายเป็นปลิดทิ้ง

ข้างในกระโจม ท่านเต๋อหยางกำลังถือจอกสุรา นั่งดื่มจนใบหน้าเริ่มแดง มีหญิงสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งยืนปรนนิบัติอยู่ข้างๆ คิดว่าคงเป็นผลพลอยได้จากการฆ่าล้างเมืองของเขากระมัง ข้าขมวดคิ้วอยู่ลับๆ ท่านเต๋อหยางก็กล่าวขึ้นมาว่าท่านขุนพลฉู่ ท่านก็มาด้วยหรือ มา ดื่มสุรากัน

ข้านั่งลงไป หญิงสาวนางนั้นถือสุรามาให้ข้าหนึ่งจอก ลู่กงสิงกล่าวว่าลมอะไรพาท่านขุนพลมาถึงที่นี่กันเล่า?”

ข้าวางจอกสุราไว้บนโต๊ะ ตอบไปว่าผู้คุมลู่ ท่านรู้จักสัตว์ประหลาดที่เรียกกันว่ามนุษย์งูหรือไม่?”

คำพูดนี้เพิ่งพูดจบ ท่านเต๋อหยางก็เบิกตากว้างแล้วกล่าวว่าใช่มนุษย์ที่มีรูปร่างคล้ายงูหรือไม่?”

ข้าตอบท่านเต๋อหยางว่าใช่แล้ว

ลู่กงสิงกล่าวขึ้นมาว่าขุนพลฉู่รู้จักด้วยหรือ ข้ากับท่านเต๋อหยางกำลังพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่

ข้ารู้สึกตกใจ กล่าวว่าพวกท่านก็ทราบเรื่องนี้ด้วยหรือ?”

ลู่กงสิงตอบว่าเมื่อตอนกลางวัน พี่น้องในสังกัดของข้าไปเจอเข้าหนึ่งตัว สิบกว่าคนล้อมมันไว้ แต่ก็ปล่อยมันหนีไปจนได้ แถมทำร้ายคนของข้าจนได้รับบาดเจ็บไปสองนาย

ข้าถามไปว่าพวกท่านไปเจอมันที่ไหนกัน?”

ลู่กงสิงตอบว่าทางด้านตะวันตกของเมือง

เขตตะวันตกของเมืองอยู่ในการดูแลของเสิ่นซีผิง มีตำแหน่งเป็นจงอี้ป๋อ เสิ่นซีผิงกับลู่จิงอวีมีชื่อเสียงทัดเทียมกัน ทั้งคู่ได้สมญานามร่วมกันว่า สองมหากาฬแห่งกองทัพ ทุกคนต่างยกย่องว่าเป็นสองขุนพลกล้าของท่านอู่โหว ลู่จิงอวีเพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ เสิ่นซีผิงกลับดุดันดั่งเพลิงอัคคีจนได้ฉายาพยัคฆ์ไฟเขาไม่สันทัดในการบุกโจมตีเมือง แต่การรบในสมรภูมินั้นไร้คู่ต่อกร ท่านเหวินโหวเคยพูดถึงทั้งสองคนนี้ไว้ว่า หากเป็นการโจมตีลู่ไม่อาจเทียบเสิ่นได้ หากเป็นการตั้งรับเสิ่นย่อมสู้ลู่ไม่ได้ ถ้านำทหารคนละร้อยนายไปสู้รบ ความสามารถในการบุกโจมตีของเสิ่นผิงซี เป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใคร การล้อมเมืองด้วยสี่ขุนพลครั้งนี้ เสิ่นซีผิงนำทัพขวาไปบุกโจมตีประตูเมืองด้านตะวันตก อู่โหวเองก็กลัวว่าเสิ่นซีผิงจะไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งทหาร ได้ย้ำอีกครั้งว่าห้ามทำการอื่นใดโดยพลการ ทำได้เพียงป้องกันอย่างกวดขันอยู่นอกเมืองเพราะเหตุนี้ทัพขวาของเขาจึงออกรบน้อยที่สุด คิดว่าเหล่าทหารของเขาคงจะเก็บกดมานาน พอเข้าเมืองมาได้ ทหารของเขาจึงฆ่าล้างเมืองโหดเหี้ยมที่สุด

ลู่กงสิงกล่าวว่าขุนพลฉู่ ท่านไปเจอเจ้ามนุษย์งูได้อย่างไรกัน?” 

ข้าเล่าเรื่องที่ไปเจอเจ้ามนุษย์งูให้พวกเขาฟัง เมื่อเล่าจบก็เห็นลู่กงสิงสีหน้าหนักแน่น ข้าจึงบอกไปว่าข้าได้รายงานต่อท่านอู่โหวแล้ว แต่เห็นว่าท่านไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร

ลู่กงสิงคิดทบทวนสักครู่หนึ่ง หันกลับมากล้าวว่าท่านเต๋อหยาง ท่านนั่งคนเดียวสักครู่ ข้าและขุนพลฉู่จะไปตรวจดูบริเวณตะวันตกของเมือง

เดินออกจากกระโจม ลู่กงสิงให้ลูกน้องเตรียมม้าสองตัว พวกเรามุ่งหน้าไปทางประตูเมืองด้านตะวันตก ฟ้าค่อยๆสว่างขึ้น แถบบริเวณนี้นอกจากผู้หญิงกับช่างฝีมือที่กวาดต้อนมาได้ ก็ไม่มีประชาชนหลงเหลืออีกแล้ว ได้ยินเสียงอึกทึกจากทหารทัพหน้าแต่ละค่าย ข้าถามลู่กงสิงว่าขุนพลลู่ เรื่องราวของมนุษย์งูมันน่าเกรงขามขนาดนั้นเชียวหรือ?”

ลู่กงสิงมองไปที่ท้องฟ้า ด้านตะวันออกมีแสงอรุณฉายออกมา พระจันทร์เสี้ยวยังคงเห็นอยู่ที่ปลายฟ้า ดวงดาวทั้งหลายเลือนรางลับตา เขามองท้องฟ้าแล้วกล่าวว่าสมัยก่อน บรรพชนของข้าเคยคบหากับท่านนักพรตเทียนจี ก่อนที่ท่านนักพรตจะมรณภาพได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งไว้ที่บ้านของข้า ข้าเคยเห็นเมื่อตอนเด็กๆ เนื้อหาภายในส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกเรื่องราวที่ท่านไปประสบพบเจอ อ่านแล้วสามารถเพิ่มพูนความรู้ได้

ข้าไม่รู้ว่าลู่กงสิงพูดถึงสิ่งเหล่านั้นเพื่ออะไร ข้าอ่านหนังสือมาน้อย วิธีการผลิตกระดาษเพื่อใช้ทำหนังสือได้หายสาบสูญไปแล้ว หนังสือในปัจจุบันเกินกว่าครึ่งทำมาจากหนังสัตว์ เป็นการนำหนังของวัวและแพะมาทุบแล้วรีดจนมีสีซีด หนังสือที่หนาหน่อยต้องใช้หนังแพะถึงห้าหกตัว ต้นทุนพอๆกับค่าใช้จ่ายทั้งเดือนของครอบครัวที่มีสมาชิกสามคน เพราะฉะนั้นจึงมีคนจำนวนมากที่ไม่เคยเห็นหนังสือมาก่อน การที่ลู่กงสิงพูดทำนองนี้ ย่อมไม่ใช่ต้องการโอ้อวดว่าเขามีหนังสือมากมายก่ายกอง แต่ข้าก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง

เขากล่าวอีกว่าหนังสือเล่มนั้นของท่านนักพรตเทียนจีบันทึกเกี่ยวกับมนุษย์งูไว้อย่างละเอียด ข้างหลังยังเขียนต่อไปว่า ขณะนั้นเขาติดตามองค์รัชทายาทไปท่องเที่ยวทั่วหล้า ตอนที่ไปจับมนุษย์งูที่แดนใต้ ได้ใช้ทหารองครักษ์ถึงสองร้อยนายและทหารของชังเยว่กงอีกหนึ่งร้อยนาย ต่อให้ใช้กำลังมากเช่นนี้ก็ยังทำอะไรมันไม่ได้ เพราะพลังของมนุษย์งูนั้นมากจนน่าตกใจ กว่าจะจับมันได้ทหารก็บาดเจ็บไปสิบกว่านาย ท่านนักพรตเทียนจีเคยทูลเสนอต่อองค์รัชทายาทไว้ว่า หากสามารถฝึกกองกำลังมนุษย์งูให้เชื่องได้ น่าจะไร้เทียมทานในใต้หล้า เพียงแต่ในขณะนั้นบ้านเมืองสงบและมนุษย์งูก็พบเจอได้ยาก จักรพรรดิองค์ก่อนจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

ข้าแทรกไปว่ามันก็ไม่น่าจะทำได้กระมัง มนุษย์งูดุร้ายปานนี้ จะฝึกให้เชื่องเกรงว่าจะเสียเวลาเสียเปล่า ไหนจะเรื่องจำนวนที่มีน้อยขนาดนี้ จะฝึกกองกำลังมนุษย์งูนับหมื่น เกรงว่าจะยากกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก

ลู่กงสิงกล่าวว่าอย่างไรก็ตาม ข้าได้ยินมาว่าตอนที่ท่านเต๋อหยางเข้าเมืองมา เคยเห็นมีเงาคนโผล่อยู่บนหลังคาบ้าน ไม่รู้ว่าทำไมจึงนึกถึงมนุษย์งูขึ้นมา ตอนนี้ในเมืองก็มีร่องรอยของมนุษย์งูอยู่จริง ฟังจากที่ท่านว่าน่าจะมีมากกว่าหนึ่งตัว ถ้าเป็นเช่นนั้น ในกลางป่าเขาต้องมีจำนวนมากเป็นแน่

ข้าบอกไปว่ามีมากเป็นอย่างไร? อย่างไรกองทัพก็จะยกทัพกลับแคว้นอยู่แล้ว ไม่น่ามีอะไรร้ายแรง

ลู่กงสิงกล่าวเพียงว่าเตรียมการป้องกันไว้จะดีกว่าเขากระตุกสายบังเหียน ม้าเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเพื่อมุ่งไปข้างหน้า

รอบๆล้วนเป็นบ้านพักที่ชำรุดทรุดโทรม กำแพงผุพัง เต็มไปด้วยเศษกระเบื้องกับรอยคราบเลือด เจอเศษซากศพที่เน่าเปื่อยเป็นครั้งคราว น่าจะหลงเหลือจากการฆ่าล้างเมืองแล้วไม่ได้เก็บไปเผาทำลาย แถบบริเวณค่ายทหารยังถือว่าจัดการกับซากศพได้อย่างสะอาดเรียบร้อย ที่นี่ห่างจากค่ายมาค่อนข้างไกล คนของกรมพลาธิการจึงขี้เกียจมากวาดล้างทำความสะอาด ข้ามองตามลู่กงสิงที่รุดหน้าไปก่อน ไม่รู้เพราะเหตุใด ข้าเกิดรู้สึกว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก ผู้คุมทัพหน้าที่ร่วมรบกันมาถึงสองปีกลับรู้สึกเหมือนห่างเหินไปเป็นคนละคน

ข้าก็กระตุกบังเหียนม้าวิ่งตามไป

หากบอกว่าลู่จิงอวีเป็นดั่งน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ยามเดินเข้าไปในเขตป้องกันของเขาแล้ว จะต้องรู้สึกถึงคามเข้มงวดกวดขันทางวินัยทหาร งั้นเสิ่นซีผิงก็เป็นดั่งเพลิงอัคคีที่พร้อมจะแผดเผาไปทั้งทุ่ง กองทหารทัพขวาของเขามีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก ทุกห้านายจะมีอู๋จ่างรับผิดชอบดูแล หากมีคนไหนหนีจากสนามรบต้องถูกประหารทั้งกลุ่ม ด้วยเหตุนี้ ในการบุกโจมตีหลายครั้งที่ผ่านมา ทหารทัพขวาทุกนายล้วนบุกโจมตีแบบทะลุทะลวง แต่ว่าหลังเสร็จสิ้นสงคราม วินัยทางทหารของเขากลับย่ำแย่ถึงขีดสุด ปกติฆ่าล้างเมืองกันแค่ห้าวัน แต่วันที่หกยังเห็นมีทหารทัพขวาไล่ฆ่าคนไปทั่ว

พวกเรามาถึงเมืองด้านตะวันตกใกล้ๆกับค่ายที่พักของทัพขวา ได้ยินเสียงผู้คนดังลั่น ครึกครื้นกว่าตลาดสดเสียอีก หน้าประตูค่ายก็ไม่มีทหารเฝ้าประจำการ ค่ายทัพหน้าถือว่ามีวินัยทางทหารหย่อนยานแล้ว นี่ที่กลับแย่กว่าเสียอีก

พอเข้าไปในค่าย เห็นแต่ทหารที่ดื่มจนเมามายเต็มไปหมด เดิมทีเมืองเกาจิ้วมีขื่อเสียงด้านการผลิตสุราที่เรียกกันว่า สุรามู่จู๋จื่อ ผลมู่จู๋จื่อเป็นผลไม้ที่ปลูกเฉพาะทางใต้ของแคว้นจักรพรรดิ รูปร่างคล้ายผลผีผาแต่มีขนาดใหญ่กว่า ออกผลในช่วงฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาว มีรสชาติหอมหวานกว่าผีผา แต่อายุของผลไม้นั้นสั้นนัก สามวันให้หลังก็จะเน่าเสีย องค์จักรพรรดิเคยสั่งให้ชังเยว่กงถวายผลไม้ชนิดนี้เป็นจำนวนร้อยชั่งในช่วงเวลาออกผลของทุกปี ผลไม้นี้เก็บไว้ได้ไม่นาน ทุกๆปีชังเยว่กงต้องจัดส่งมาอย่างด่วนที่สุด ผลมู่จู๋จื่อยามอยู่ในแดนใต้เป็นนับว่าเป็นเพียงผลไม้ทั่วไป ราคาไม่แพง แต่พอขนส่งไปถึงเมืองอู้หวิน ราคาของผลมู่จู๋จื่อหนึ่งชั่งแพงพอๆกับทองคำหนึ่งชั่ง ซึ่งนี่ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชังเยว่กงต้องก่อกบฏ

ช่วงฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาวของทุกปี ในเมืองเกาจิ้วมีจำนวนผลผลิตมู่จู๋จื่อมากมายก่ายกอง ชาวพื้นเมืองถึงขนาดนำมากินแทนข้าว ต่อมา ไม่ทราบว่ามันเริ่มคิดค้นขึ้นในปีไหน ก็มีคนทดลองนำผลไม้นี้มาหมักเป็นสุรา สุราที่หมักออกมา ตามคำบันทึกในหนังสือหวางอวี่โจวสิงจี้ของท่านนักพรตเทียนจีได้เขียนไว้ว่า สุรามีสีดั่งทองคำ ใสสะอาดเหมือนวารี กลิ่นหอมเย้ายวน บ้านไหนหมักสุรานี้ คนเดินผ่านไปมาย่อมเกิดความรู้สึกเคลิ้มไปกับกลิ่นสุรา แน่นอนว่าสุรามู่จู๋จื่อนี้ก็เป็นเครื่องบรรณาการที่องค์จักรพรรดิรับสั่งไว้เช่นกัน สุรานี้นับว่าขายดิบขายดีในเมืองอู้หวิน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการจัดงานเลี้ยงของบรรดาขุนนางชั้นสูง มีคนจากแดนใต้จำนวนไม่น้อยที่ร่ำรวยจากการขนสุราชนิดนี้มาขาย ตอนที่เมืองเกาจิ้วรุ่งเรืองสุดขีด ภายในเมืองมีโรงกลั่นถึงสามสิบแห่ง ซึ่งในจำนวนนั้นมีโรงกลั่นขนาดใหญ่ถึงสิบเก้าแห่งตั้งอยู่ที่เมืองด้านตะวันตก ตอนที่ท่านนักพรตเทียนจีติดตามองค์รัชทายาทมาถึงที่แห่งนี้ เคยกล่าวไว้ว่าเมื่อต้นฤดูฝนได้กลิ่นสุรามู่จู๋ ประชากรค่อนเมืองกำลังเคลิ้มไปกับฤทธิ์สุราคืนที่ท่านอู่โหวจัดงานดื่มฉลอง สุราที่ใช้ในงานต้องเป็นมู่จู๋จื่อแน่ แม้แต่ช่างฝีมือที่กวาดต้อนมาได้ก็มีเกือบครึ่งที่มาจากโรงกลั่นเหล้า

พวกเรากระโดดลงจากม้า ลู่กงสิงเห็นเหตุการณ์วุ่นวายเช่นนี้ ได้ดึงทหารนายหนึ่งที่เดินเซไปเซมาแล้วถามว่าข้าคือผู้คุมทัพหน้าลู่กงสิง อยากทราบว่าท่านผู้คุมของจงอี้ป๋ออยู่ที่ใด?”

ทหารนายนั้นดื่มจนพูดจาไม่เลอะเลือน ตอบด้วยอาการมึนเมาว่าเจ้าถามหาใต้เท้าเสิ่นหรือ? ตอนนี้ท่านไม่ขอรับแขก

ข้ามองไปยังรอบๆ ในค่ายทัพขวาช่างวุ่นวายเสียจริง ทุกคนดื่มจนเมามายเต็มที่ ทหารสองหมื่นนายนี้คงจะดื่มสุราจากโรงกลั่นจนเกลี้ยงแล้ว ยังมีจำนวนไม่น้อยที่โอบผู้หญิงไว้ในอ้อมกอด อีกมือยังจับน้ำเต้าที่ใช้ใส่สุรา ดื่มไปด้วยเล่นการพนันไปด้วย การเสพสุขเช่นนี้คงมีเพียงทัพขวาจึงจะมีโอกาสได้ลิ้มลอง ทหารในส่วนอื่นๆต่อให้พวกเขาอยากดื่มสุรา ก็คงดื่มได้ไม่มากขนาดนี้

ลู่กงสิงเก็บอารมณ์แล้วถามว่างั้นผู้คุมการทหารอยู่หรือไม่?”

ทหารตอบว่าเจ้าพูดถึงขุนพลเถียนหรือ อยู่ทางนั้นแหนะ

ทหารชี้ไปที่กระโจมที่อยู่ไม่ไกล ตรงนั้นมีนายทหารอยู่จำนวนหนึ่ง บนร่างกายยังสวมชุดเกราะอยู่ พวกมันกำลังล้อมวงเล่นการพนัน และทุกคนก็โอบผู้หญิงไว้และอีกมือถือน้ำเต้าเช่นกัน

ลู่กงสิงกับข้าผูกม้าไว้กับก้อนหิน เดินไปหานายทหารกลุ่มนั้น เมื่อเดินมาถึงข้างหน้า พวกนั้นกลับไม่มีใครเงยหน้าขึ้นมามอง ลู่กงสิงถามว่าไม่ทราบว่าขุนพลเถียนอยู่หรือไม่?”

มีคนไว้หนวดไว้เคราเต็มไปหมดเงยหน้าขึ้นมาตอบว่าข้าเอง เจ้าเป็นใครกัน?”   

ลู่กงสิงกล่าวว่าข้าคือลู่กงสิง ผู้คุมทัพหน้าและไป่ฟูจ่างค่ายที่หนึ่ง ท่านนี้คือฉู่ซิวหง ไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้า

เมื่อคนผู้นั้นได้ยินชื่อของข้า รีบผลักผู้หญิงออกจากอ้อมกอดแล้วลุกขึ้นกล่าวว่าเป็นท่านขุนพลฉู่นี่เอง ฮ่าๆ ข้าน้อยเถียนเวย เป็นผู้คุมการทหารของทัพขวา ชื่อเสียงของท่านตอนนี้กระจายไปทั่วกองทัพ หากแต่ดูหน้าตาไม่ค่อยน่าเกรงขามสักเท่าไร

ข้าสังเกตเห็นว่าลู่กงสิงมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ คำพูดของเถียนเวยดูไม่ค่อยให้เกียรติข้า ข้ากล่าวไปว่าขุนพลเถียน พวกเรามีธุระมาหาท่านขุนพลเสิ่น ไม่ทราบว่าจะเจอตัวท่านได้อย่างไร?”

เถียนเวยหัวร่อแล้วกล่าวว่าใต้เท้าท่านไม่ขอรับแขก นอกเสียจากพวกท่านมีป้ายคำสั่งจากท่านอู่โหว

ข้ากับลู่กงสิงสบตากัน พวกข้าแค่อยากจะมาสอบถามเล็กน้อย จะมีป้ายคำสั่งใดกัน จะไปขอป้ายคำสั่งเพื่อเรื่องแค่นี้ เกรงว่าจะโดนท่านอู่โหวต่อว่ากลับมา

ตอนนี้ นายทหารคนหนึ่งที่นั่งข้างเถียนเวยพูดด้วยอาการหัวเสียว่าเจ้าหนวดเถียน ถึงคราเจ้าแล้ว หากเจ้าไม่ทอยลูกเต๋าอีกจะถือว่าเจ้าแพ้แล้วนะ

เถียนเวยรีบตอบไปว่ามาแล้ว มาแล้วเขาไม่สนใจใยดีพวกเราอีก ยื่นมือไปโอบกอดหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ อีกมือหนึ่งกำลูกเต๋าไว้

การพนันที่พวกเขาเล่นอยู่คือการเล่นทอยลูกเต๋าสามลูก ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดในแคว้นจักรพรรดิ การพนันรูปแบบนี้แพร่หลายมานานแล้ว แต่ละหน้าของลูกเต๋าสลักหลุมเล็กๆตั้งแต่หนึ่งไปจนถึงหก หน้าที่มีหลุมเดียวให้แต้มสีแดงไว้ โยนลูกเต๋าทั้งสามลูกลงไปในชาม หากลูกเต๋าทั้งสามลูกออกหน้าเหมือนกัน เรียกว่า ตอง ตองหกถือว่าใหญ่ที่สุด รองลงมามีชื่อเรียกแต้มลูกเต๋าอีกมากมายและซับซ้อน นอกจากคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการพนันแล้ว คนทั่วไปคงจำกันไม่ได้ การพนันรูปแบบนี้เป็นที่นิยมในค่ายทหาร เพราะว่ามันเล่นง่าย อุปกรณ์ก็พกพาสะดวก ลูกเต๋าที่พวกเขาใช้ทำมาจากกระดูก น่าจะเพิ่งทำลูกเต๋าขึ้นมาใหม่ เพราะสียังขาวสะอาดอยู่

ลู่กงสิงกำลังจะพูดต่ออีก เถียนเวยก็ยื่นมือไปทอยลูกเต๋าลงไปในชามแบบไม่สนใจ ปากก็พึมพำไปว่าตองหก ตองหก

ลูกเต๋าทั้งสามลูกกลิ้งอยู่ในชามสักพัก ตัวเลขที่ออกมานั้นแตกต่างกันไป แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าแต้มมันใหญ่แค่ไหน แต่ดูจากเสียงหัวเราะชอบใจของนายทหารที่อยู่ร่วมวง ก็รู้ได้ว่าต้องเล็กมากแน่ๆ สงสัยจะต้องจ่ายรอบวง

นายทหารคนหนึ่งพูดทั้งหัวเราะว่าเจ้าหนวดเถียน มือเจ้าไม่ขึ้นเอาเสียเลย

เถียนเวยตอบกลับไปว่าเออว่ะ สงสัยต้องปรับเปลี่ยนอะไรสักหน่อย

เขาเอามือของหญิงสาวที่กอดอยู่ในอ้อมกอดกดลงไปที่โต๊ะ ชักดาบออกมาอย่างว่องไว ข้ายังไม่ทันอุทานออกมา ดาบก็ฟันลงไปแล้ว ดาบตัดมือข้างซ้ายของนางขาดออกจากกัน หญิงสาวคนนั้นส่งเสียงร้องอย่างน่าเวทนานัก เลือดพุ่งเต็มหน้าเถียนเวย เขาเอามือปาดเลือดที่ติดบนหน้า ผลักนางล้มลง ยื่นมือไปหยิบมือที่ขาดแล้วโยนให้ทหารที่อยู่ข้างๆ กล่าวกับทหารว่าเซวียกงเจิ้ง ทำลูกเต๋าขึ้นมาใหม่อีกสามลูก

ลูกเต๋าที่พวกเขาทอย อันที่จริงทำมาจากกระดูกมนุษย์หรือนี่?

ข้าชักทนดูไม่ได้ ตวาดเสียงออกไปว่าขุนพลเถียน

เถียนเวยมองมาที่ข้า พูดเชิงเยาะเย้ยว่าขุนพลฉู่มีอะไรจะชี้แนะหรือ?”

ข้าไม่ทันเห็นลู่กงสิงทำสีหน้าเชิงห้ามปรามข้า ข้าได้ด่าออกไปว่าไอ้เดรัจฉาน

เถียนเวยลุกขึ้นมา กล่าวว่าฉู่ซิวหง อย่าคิดว่าเจ้าเป็นคนโปรดของท่านอู่โหวแล้วพวกเราจะกลัวเจ้า ในสนามรบ ข้าเจอมานักต่อนักแล้ว เจ้าก็แค่ไอ้เด็กเมื่อวานซืน

ข้ารู้สึกว่าเลือดพล่านไปทั้งตัว กล่าวต่อไปว่าเถียนเวย เจ้ายังถือว่าเป็นคนอยู่อีกหรือ? ต่อให้เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็คงไม่ทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนี้หรอก

เถียนเวยเริ่มมีอาการโกรธเล็กน้อย กล่าวว่าไอ้คนแซ่ฉู่ หากเจ้ายังด่าว่าส่งเดชอีก ข้าจะไม่เกรงใจกับเจ้าแล้ว ทัพหน้าดูเก่งกาจ แต่พวกเราก็ไม่ใช่กระจอกหรอกนะ

ลู่กงสิงดึงข้าไว้แล้วกล่าวว่าขุนพลฉู่ อย่าวู่วาม

ข้าสะบัดมือทิ้งแล้วกล่าวต่อว่าท่านผู้คุมลู่ ต่อให้ต้องถูกท่านอู่โหวลงโทษ ข้าก็ไม่สน

ข้ามองไปที่หญิงสาวเคราะห์ร้าย หญิงสาวที่ถูกกวาดต้อนมา หากงามสะคราญน่าจะลงเอยได้ดีหน่อย หน้าตาของนางก็ดูไม่เลว แต่บัดนี้นางขาดมือไปข้างหนึ่ง เกรงว่านางคงหมดค่าไปแล้ว นางกองอยู่กับพื้น อีกมือหนึ่งกุมข้อมือที่ถูกตัดขาด ไม่ขยับเขยื้อน ราวกับว่าไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ข้าคลำที่อกเสื้อ ซึ่งไม่ได้พกผ้ามาด้วย ได้แต่ชักมีดออกมาตัดชายเสื้อของตัวเองออกมาแล้วเดินเข้าไปพันแผลให้นาง

หากไม่พันแผลไว้นางคงต้องตายเพราะเสียเลือดมาก แต่ข้าทำเช่นนี้แล้ว เถียนเวยคงไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด แต่ข้าไม่อยากคำนึงถึงสิ่งเหล่านั้น ข้ากระทำไปเพราะความจำเป็น   

คล้ายกับว่าทำแบบนี้แล้วข้าจะสบายใจขึ้นมาบ้างกระมัง

เมื่อข้าพันแผลให้นางเสร็จ กำลังลุกขึ้นยืน ก็เหมือนกับว่ามีแสงสะท้อนจากดาบแวบผ่าน

ดาบนี้ไวนัก ข้าไม่ทันได้ตั้งตัว ยื่นมือจะไปชักดาบไป่ปี้ออกมาจากเอว มือเพิ่งจะสัมผัสกับด้ามจับ แสงสะท้อนนั้นก็หายแวบไป หัวของนางก็ร่วงหล่นถึงพื้น

ข้าหันกลับมา เถียนเวยกำลังเป่าเลือดที่ติดอยู่บนคมดาบ เลือดหยดนั้นเกาะอยู่บนคมดาบอันเงาวับ กลิ้งเหมือนลูกปัด ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน

ข้ากดดาบเอาไว้แล้วกล่าวว่าขุนพลเถียน โปรดเตรียมตัวให้ดี

ข้าโมโหสุดขีด แต่น้ำเสียงกลับนิ่งเหมือนปกติ

เถียนเวยหัวร่อแล้วกล่าวว่าได้สิ เพื่อความสบายใจ เรามาลงนามในใบยินยอมกันก่อน

ข้าตวาดตอบรับว่าลงก็ลง

คนรอบข้างเริ่มมีเสียงโห้ร้องดังขึ้นมา มีคนมุงดูมากมาย ลู่กงสิงคงคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะบานปลายถึงขนาดนี้ ปรามข้าว่าขุนพลฉู่ ท่านอย่าวู่วามไป

ข้าตอบไปว่าท่านผู้คุมลู่ เชิญท่านเป็นพยานให้ข้าด้วยเถอะ

สีหน้าของลู่กงสิงมีแววโกรธเคืองเล็กน้อย ตวาดใส่ข้าว่าขุนพลฉู่ ท่านทำเกินไปแล้ว

เขาไม่เคยพูดจาเคร่งขรึมและรุนแรงเช่นนี้มาก่อน ทำเอาข้าหยุดชะงักไปและจ้องมองลู่กงสิง ลู่กงสิงพูดกับเถียนเวยว่าขุนพลเถียน ขุนพลฉู่นั้นเสียมารยาท ขอให้ท่านโปรดอภัยให้ด้วยเขาหันมาหาข้าแล้วกล่าวว่าฉู่ซิวหงไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้าของทัพหน้า ขอโทษขุนพลเถียนเดี๋ยวนี้” 

เขาขานตำแหน่งของข้าตรงๆ นั่นเป็นการเอายศตำแหน่งมากดขี่ข้า ต่อให้ในใจข้าจะไม่เต็มใจก็ตาม แต่ข้าก็ต้องเดินขึ้นหน้าไปหนึ่งก้าว เอามือกุมขึ้นมาแล้วกล่าวว่าขุนพลเถียน ขอให้ท่านโปรดให้อภัย ข้าผิดไปแล้ว

ข้าไม่ได้มีคนหนุนอยู่เบื้องหลังเช่นผู่อันหลี่ จึงไม่เคยกล้าล่วงเกินผู้ที่มียศตำแหน่งสูงกว่า

สีหน้าของเถียนเวยมีรอยยิ้มปริออกมาแล้วกล่าวว่าขุนพลฉู่อย่าใส่ใจไปเลย ผู้หญิงเดิมทีก็แค่ของเล่น อย่าไปสนใจพวกนางให้มาก ท่านผู้คุมลู่ พวกท่านจะมาสนุกด้วยกันหรือไม่?”

ลู่กงสิงตอบว่าไม่ล่ะ ขุนพลเถียน พวกเรามาที่นี้ก็แค่ต้องการจะถามว่าพวกท่านเคยเจอสัตว์ประหลาดที่ท่อนบนเหมือนมนุษย์ ท่อนล่างเหมือนงูหรือไม่

นี่คือจุดประสงค์ที่พวกเรามาหา รอจนถึงวินาทีนี้ถึงถามออกมา เจ้าเถียนเวยกลับพูดจาดูมีมารยาทขึ้นมาว่าท่านผู้คุม พวกท่านก็เคยเห็นหรือ?”

พวกเราล้วนตกใจ ถามเกือบจะพร้อมกันว่าแล้วพวกท่านล่ะ?”

เถียนเวยตอบว่ามันก็ไม่มีอะไรหรอก เมื่อวานเห็นมีคนหนึ่งจะหนีออกนอกเมือง พวกเราไล่ตามมันไปไม่ทัน คิดว่าคงเป็นสัตว์ประหลาดที่คนในเมืองนี้เลี้ยงไว้กระมัง คนแดนใต้พิลึกนัก

คำพูดของเขาดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ในใจของพวกเรานั้นหนักหน่วงถึงขีดสุด

คิดๆดูแล้วเจ้ามนุษย์งูที่อยู่ในเมืองต้องมีจำนวนไม่น้อย สัตว์ประหลาดเหล่านั้นไม่ธรรมดาอย่างที่คิด พวกมันเริ่มใช้อาวุธเป็น เกือบจะนับว่าเป็นมนุษย์เต็มตัวแล้ว

ตอนเดินกลับออกมา ข้ายังรู้สึกโกรธเคืองอยู่เล็กน้อย ลู่กงสิงถามข้าว่าขุนพลฉู่ ท่านยังเคืองข้าอยู่อีกหรือ

ข้าตอบไปว่าท่านผู้คุม ท่านมีตำแหน่งสูงกว่าข้า ข้ามิกล้าเถียงอะไรท่าน แต่ว่าตอนที่จักรพรรดิองค์แรกได้แผ่นดินมาครอง ได้ออกกฎว่าห้ามฆ่าเชลย ตอนนี้พวกเราไม่เห็นพวกนั้นเป็นคนเช่นพวกเรา แล้วจะได้ใจเหล่าประชาได้อย่างไร? กบฏครั้งนี้ถูกกวาดล้างไปเรียบร้อย วันหน้าหากมีการก่อกบฏขึ้นมาอีก เกรงว่าผู้คนคงยากที่จะยอมจำนนต่อพวกเราอีกเป็นแน่

ลู่กงสิงถอนหายใจหนักหน่วงแล้วกล่าวว่าเรื่องนั้นข้าก็ทราบดี แต่ว่า ท่านอู่โหวย่อมมีหลักการของเขา ตอนนี้ในแคว้นมีข่าวลือหนาหู หากใจอ่อนไป จะปกครองผู้อื่นได้อย่างไรกัน ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ตอนที่จักรพรรดิองค์แรกออกกฎนี้มา เพราะเพิ่งตั้งแคว้นได้ไม่นาน จำต้องใช้เมตตาธรรมในการสยบเหล่าประชา ตอนนี้บ้านเมืองสงบสุขมานาน ยุคสมัยนี้ มีเพียงผู้ที่แกร่งกว่าจึงจะได้รับความเคารพ ขุนพลฉู่ ตอนท่านอยู่ในสนามรบนั้นกล้าหาญชาญชัย แต่หากพูดกันตามตรง หลังจบศึก นิสัยของท่านกลับดูอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด

ข้าพูดอะไรไม่ออก คำพูดของลู่กงสิงเหมือนกับคำพูดของท่านอู่โหวที่ใช้ตำหนิข้าไม่มีผิด บางที ในธาตุแท้ของข้าอาจจะมีความอ่อนแออยู่จริงก็เป็นได้ แม้ว่าอยู่ในสนามรบจะลืมความเป็นความตาย แต่ยามสงบแล้วกลับปรากฏความอ่อนแอออกมาอย่างชัดเจน 

บางที สิ่งนี้อาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้ข้าไม่สามารถกลายเป็นแม่ทัพกระมัง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ลู่จิงอวีก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้ว

ลู่กงสิงกล่าวว่าท่านกลับก่อนเถอะ ข้าจะไปรายงานเรื่องมนุษย์งูให้ท่านอู่โหวทราบ หวังว่าท่านจะรับไว้พิจารณา

ข้ามองไปที่ท้องฟ้าแล้วกล่าวว่ายังเช้าอยู่ ข้าไปเป็นเพื่อนท่านก็แล้วกัน ข้าจะรอท่านอยู่ข้างนอก

ลู่กงสิงบอกว่าก็ดี ข้ารู้สึกว่าพวกมนุษย์งูเหล่านั้นคงไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาดที่ไร้พิษสงแน่นอน

ข้ากล่าวว่ามนุษย์งูแม้จะร้ายกาจ แต่ไม่น่าจะมีพิษมีภัยมากนัก ท่านกลัวว่าทหารพันธมิตรจะฝึกพวกมนุษย์งูนี้ไว้หรือ?”

ลู่กงสิงตอบว่าใช่สิ มนุษย์งูที่อยู่ในเมืองไม่ใช่มีแค่ตัวเดียวหรือสองตัว พวกมันยังใช้อาวุธได้อีกด้วย หากอยู่ในหุบเขาบางแห่ง พวกทหารพันธมิตรฝึกกองกำลังมนุษย์งูขึ้นมา ข้าคิดไม่ออกเลยจริงๆว่าจะให้รับมือกับมันอย่างไร

ข้าหัวเราะแล้วกล่าวว่าต่อให้พวกมันฝึกให้เชื่อง คิดว่าคงสำเร็จได้ยาก อย่างน้อยตอนที่พวกเราบุกโจมตีเมืองอยู่ มนุษย์งูพวกนั้นไม่ได้ออกมาช่วยรบ และที่สำคัญคือมนุษย์งูเหล่านั้นดุร้ายมาก เกรงว่าคงไม่มีใครฝึกพวกมันให้เชื่องได้

ตอนนี้พวกเรามาอยู่หน้ากระโจมของท่านอู่โหว ลู่กงสิงกระโดดลงจากม้าแล้วกล่าวว่าขุนพลฉู่ ท่านโปรดรอข้าสักครู่

คำสั่งทางทหารของท่านอู่โหวเคร่งครัดนัก นายทหารชั้นล่างหากไม่ได้ถูกเรียกให้มาเข้าพบ ห้ามเข้าไปในกระโจมเด็ดขาด เมื่อวานข้ารีบร้อนไปชั่วขณะ ไปเข้าพบท่านอู่โหว ท่านอู่โหวอาจจะมีอาการเมาอยู่จึงไม่ได้เอาผิดข้า หากตอนนี้ข้าเข้าไปเพราะเรื่องนี้อีก เกรงว่าท่านอู่โหวจะโกรธเคืองข้าไม่น้อย

ผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่กงสิงเดินออกมาด้วยสีหน้าซึมเศร้า ข้าถามไปว่าเป็นอย่างไรบ้าง?”

ลู่กงสิงตอบว่าท่านอู่โหวดื่มสุราอยู่ พอข้าเข้าไปรายงานเรื่องนี้ ท่านเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องตลก

ข้าจึงกล่าวว่าท่านผู้คุมหาว่าข้าอ่อนแอ ข้ายอมรับ แต่ข้าก็อยากจะบอกกับท่านว่า ท่านก็คิดมากไปหน่อย ฮ่าๆ

ปกติลู่กงสิงก็เป็นคนไม่วางมาด แม้ว่าเขาจะเป็นผู้คุมทัพหน้า แต่ยามอยู่กับพวกเรา เขาเห็นตัวเองเป็นเพียงไป่ฟูจ่างมาโดยตลอด พวกเรามักจะหยอกล้อกับเขาเป็นประจำ แต่ตอนนี้เขากลับถอนหายใจแล้วกล่าวว่าหวังว่าข้าคงคิดมากไปจริงๆ

  ข้ามองไปบนฟ้า ดวงอาทิตย์อยู่กลางท้องฟ้าพอดี นี่เป็นเวลาเที่ยงตรง ตั้งแต่เมื่อคืนเป็นต้นมา ข้ายังไม่ได้พักผ่อนเลย ข้าเกิดง่วงขึ้นมาจึงกล่าวไปว่าข้าเหนื่อยจะแย่แล้ว ขุนพลลู่ ท่านไม่พักผ่อนบ้างหรือ?”

เขาก็ง่วงเช่นกัน กล่าวว่าอืมม์ เมื่อคืนดื่มไปเต็มท้อง จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่ได้หลับเสียที ถึงเวลานอนพักแล้วล่ะ

ถึงกระโจมของลู่กงสิง เขากล่าวกับข้าว่าข้าขอตัวก่อน ท่านจะกลับไปที่ห้องนั้นอีกหรือ?”

ข้ากล่าวว่าใช่สิ

ลู่กงสิงหาวอีกครั้งแล้วกล่าวว่าท่านช่างทนต่อความเหงาได้ดีจริงๆ ห้องแบบนั้นท่านก็อยู่ได้ด้วย?”

ข้ากล่าวว่าไม่ว่าท่านจะว่าเช่นไร ข้าก็รู้สึกว่าที่นี้มันหนวกหู

คืนม้าให้กับลู่กงสิง ข้าเดินกลับห้องไปเพียงลำพัง ตอนนี้เป็นยามบ่าย รอบๆถือว่ามีความสงบอยู่บ้าง ต่อให้ทหารของจักรพรรดิเป็นยอดมนุษย์ เมื่อฆ่าล้างเมืองแบบไม่หยุดหย่อนถึงวันที่สาม ย่อมมีคนจำนวนมากเหนื่อยเช่นกัน ตอนนี้ได้ยินเพียงเสียงร้องไห้จากแดนไกล เดี๋ยวมีเดี๋ยวหาย

ไม่รู้ว่าหลับไปนานเพียงไร ตื่นขึ้นมาอีกทีก็รู้สึกว่าหิวจนแสบท้อง ข้าเอื้อมมือไปหยิบเปี๊ยะทอดในถุงเสบียงแล้วหยิบน้ำเต้าที่ใช้ใส่น้ำดื่มออกมา ด้านนอกของหน้าต่าง ท้องฟ้าได้มืดลงไปแล้ว ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งวัน

ฆ่าล้างเมืองมาห้าวัน ยังเหลืออีกสองวัน สิ่งแรกที่ข้านึกขึ้นมาได้กลับเป็นสิ่งนี้ อาจจะเป็นเพราะข้าเบื่อหน่ายกับการเข่นฆ่ากระมัง ข้าไม่อาจยับยั้งการฆ่าล้างเมือง ทำได้เพียงรอคอยเวลาที่จะสิ้นสุดลง

ข้าเดินออกมาจากห้อง ตะวันยามสายัณห์จากด้านนอกนั้นร้อนเหลือเกิน ทางแดนใต้ท้องฟ้าจะมืดช้ากว่า ไม่เหมือนที่เมืองหลวงที่ตกเย็นก็มืดเลย เพียงครู่เดียวตะวันก็ลับฟ้าไปทางตะวันตก เมฆที่เป็นชั้นๆก็ถูกย้อมจนมีสีแดงจ้า ภายใต้แสงตะวันยามสายัณห์ สันกำแพงที่แตกหักบนหัวเมือง มองไปมีเพียงเงาที่หลงเหลืออยู่ น่าสลดใจยิ่งนัก

ข้าบิดตัวไปมา เดินขึ้นไปบนหัวเมือง กัดเปียะทอดไปหลายคำ ทรัพย์สินเงินทองที่กวาดค้นมาได้กองเท่าภูเขา แต่เสบียงน้อยจนน่าสงสาร ปกติก็ได้แต่กินเสบียงกรังเพื่อประทังชีวิตไป ข้าชักนับถือเหล่าทหารพันธมิตรที่ป้องกันเมืองอยู่ก่อนหน้านี้ ภายใต้สถานการณ์อันเลวร้ายเช่นนั้น ยังสามารถป้องกันเมืองได้หลายวัน

ประตูเมืองทางทิศใต้เป็นที่ประจำการของทัพหลวง ข้าเหยียบเศษกระเบื้องที่ร่วงหล่นมาเต็มพื้น เดินขึ้นไปบนหัวเมือง มองลงไปด้านล่าง ที่ข้างประตูเมือง ค่ายทหารถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย กองทัพที่จะมาเทียบเรื่องวินัยทางทหารกับทัพหลวงเห็นทีมีเพียงทัพซ้ายของลู่จิงอวีเท่านั้น ข้าเลือกสันกำแพงที่ค่อนข้างสะอาดแล้วขึ้นไปนั่งข้างบน ดื่มน้ำเข้าไปเพื่อทำให้เปียะทอดที่ทั้งแห้งและแข็งเคี้ยวง่ายขึ้น แม้รสชาติจะออกเค็มเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง ข้าค่อยๆกัดกินเปียะทอดทีละน้อย มองตะวันที่ค่อยๆลับฟ้าไป

องค์จักรพรรดิมีฉายาว่า ไท่หยางอ๋อง แสงจากตัวท่านคงส่องถึงแค่พวกขุนนางชนชั้นสูงและเหล่าสนมที่อยู่วังหลังกระมัง ข้าลองคิดแบบเข้าข้างตัวเอง สำหรับประชาชนคนธรรมดา จะให้พวกเขาสรรเสริญจักรพรรดิว่ามีบุญบารมีแผ่ไพศาล มันช่างฝืนใจเสียจริง แต่จะมีทางเลือกอื่นอีกไหม? หากพูดถึงการจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ ต้องทำให้เหมือนท่านอู่โหวที่จิตใจไร้ความปรานี ฆ่าคนเหมือนผักปลางั้นหรือ? คนที่ไม่เต็มใจทำเช่นนี้ มีทางเลือกอื่นหรือไม่? หากพิจารณาทั้งหมดแล้ว การก่อกบฏของชังเยว่กงนั้นก็น่าเห็นใจอยู่บ้าง

ข้าละมือที่ถือของกินลง หรือว่าการคิดเช่นนี้ถือว่าไม่มีความจงรักภักดีเชียวหรือ? ใจของข้าเต้นขึ้นอย่างรุนแรง บางที หากข้าอยู่ในสถานภาพเดียวกับชังเยว่กง ข้าก็คงต้องก่อกบฏกระมัง 

ข้ามองไปที่เปียะทอดในมือ เปียะนั้นถูกข้ากินจนเหลือเพียงคำเดียว ข้าถอนหายใจแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวต่อไป เปียะทอดที่ข้าเคี้ยวอยู่ทั้งแข็งและแห้งเหมือนกรวดทราย ข้าดึงจุกของน้ำเต้าออก ดื่มน้ำตามเข้าไป

ท้องฟ้ามืดลงแล้ว ตะวันลับฟ้าไปเหลือเพียงครึ่ง แสงตะวันบนท้องฟ้ายิ่งเจิดจ้าดั่งสีโลหิต ช่องว่างระหว่างฟ้ากับดินยังมีก้อนเมฆลอยผ่านไปมา

ข้ากำลังดื่มน้ำ ทันใดนั้น ค่ายทหารที่อยู่ด้านล่างกลับโกลาหลขึ้นมา

มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?

ข้าตกใจมาก ปิดจุกน้ำเต้าแล้วสะพายไว้ที่เอว วิ่งลงไปด้านล่าง

เมื่อลงมาถึง เห็นมีม้าหนึ่งตัววิ่งอย่างบ้าคลั่งไปทางค่ายทัพหลวง หน้าประตูค่ายมีทหารจำนวนหนึ่งมุงกันเป็นกอง ข้าวิ่งเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ?”

มีนายทหารคนหนึ่งมองมาที่ข้า เมื่อครั้งข้าถูกทหารของผู่อันหลี่ลอบจู่โจมเพราะเข้าใจผิด ข้ากลัวว่าจะถูกเข้าใจผิดซ้ำสอง บนตัวจึงสวมชุดเกราะไว้ตลอด นายทหารมองข้าแล้วถามว่าเจ้าคือ…”

ข้าหยิบป้ายประจำตำแหน่งออกมา กล่าวว่าข้าคือฉู่ซิวหงไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้าของทัพหน้า เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

นายทหารทำความเคารพแล้วกล่าวว่าเป็นท่านขุนพลฉู่นี่เอง หลายวันที่ผ่านมาชื่อเสียงเรียงนามของท่านนับว่าเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วกองทัพ

ข้ารู้สึกเบื่อหน่ายกับคำชมเหล่านี้ แต่ผู้อื่นเยินยอข้า ข้าก็ไม่ควรเสียมารยาท ข้ากล่าวว่าขอบใจ ว่าแต่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”

เขาตอบมาว่าที่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว คล้ายกับว่ามีทัพใหญ่มาเยือน

อะไรนะ

ข้าตกใจมาก แถบตะวันตกเฉียงใต้เป็นเทือกเขาสูงที่ไร้ผู้คนอาศัย สัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ มีเพียงนายพรานบางส่วนที่อาศัยอยู่บริเวณตีนเขา ตอนที่ท่านอู่โหวใช้แผนให้สี่ขุนพลไปล้อมเมืองก็เคยส่งทหารสอดแนมไปตรวจสอบดูแล้ว  ที่นั่นไม่มีทหารดักซุ่มอยู่เลย ไหนจะพวกเราล้อมเมืองไว้ตั้งหลายวัน หากกองทัพพันธมิตรมีทหารดักซุ่มอยู่จริง คงออกมาไล่ฆ่านานแล้ว ไม่ต้องรอจนถึงวันนี้ แต่หากไม่ใช่กองกำลังของพันธมิตร แล้วกองกำลังทัพนี้มาจากไหนกัน?

ในขณะนี้ มีเสียงแตรดังมาจากค่ายทัพหลวงอย่างกะทันหัน นั่นคือสัญญาณรวมตัวฉุกเฉิน หากได้ยินเสียงแตรนี้ ทุกเหล่าทัพต้องรีบกลับไปประจำตำแหน่งของตัวเอง นายทหารระดับสูงต้องเข้าไปหารือในค่ายทัพหลวงเป็นการด่วน

ข้าละจากคู่สนทนาแล้วรีบวิ่งไปที่ค่ายทัพหน้า

พอถึงหน้าประตูค่ายทัพหน้า เจอลู่กงสิงกำลังขี่ม้าออกมาพอดี เขาไม่ทันได้ทักทายข้า รีบขี่ม้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ข้าเข้ามาในค่าย ทหารในค่ายที่ออกไปข้างนอกกำลังทยอยกันกลับเข้ามา ข้าหากระโจมของตัวเองจนเจอ ฉีเลี่ยก็อยู่ข้างใน กำลังรีบเก็บกวาดสถานที่ เมื่อสักครู่น่าจะกำลังเล่นการพนันอยู่กระมัง ข้างๆมีหญิงสาวคนหนึ่งสีหน้าตื่นกลัว คงเป็นหญิงสาวที่ฉีเลี่ยจับมาได้ ฉีเลี่ยอายุยังน้อย กลับเลียนแบบคนอื่นไปตามจับหญิงสาวมาเช่นกัน

  พอฉีเลี่ยเห็นข้าก็กล่าวว่าท่านขุนพล ท่านมาแล้วหรือ?”

ข้ากล่าวว่ารีบเก็บให้เรียบร้อย มีทัพใหญ่มุ่งหน้ามาทางนี้

เขาก็ตกใจเช่นกัน ถามข้าว่าอะไร เป็นทัพจากที่ใดกัน?”

ข้ากล่าวว่าข้าไม่รู้ รีบไปตามพี่น้องมารวมตัวกัน

ฉีเลี่ยขานรับว่าขอรับเขาไปดันตัวหญิงสาวคนนั้น บอกนางว่าเจ้าไปรอที่กรมพลาธิการก่อน ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ข้าจะไปรับเจ้า

ทุกๆครั้งที่กวาดต้อนเชลยมาได้ ช่างฝีมือจะขังไว้ที่ค่ายทัพหลวง เชลยที่อยู่ตามค่ายต่างๆล้วนเป็นผู้หญิง แต่ต่อให้เป็นผู้หญิงก็ต้องระวังพวกนางไว้ ดังนั้นหากมีคำสั่งฉุกเฉินใดๆ ผู้หญิงเหล่านี้จะต้องไปอยู่ในความดูแลของกรมพลาธิการ นี่เป็นกฎระเบียบที่ท่านเหวินโหวตั้งเอาไว้ เดิมทีข้าคิดว่ามันคุมเข้มเกินไป แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ท่านเหวินโหวช่างคิดการไกลเสียจริง ท่านคิดครอบคลุมแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆ

ข้าเดินออกจากกระโจม เห็นข้างนอกมีพี่น้องของค่ายที่ห้ายืนรวมตัวกันอยู่หลายสิบนาย ค่ายที่ห้ายังเหลือพี่น้องแปดสิบสามนาย ในการออกศึกครั้งที่ผ่านมา ทั้งกองทัพสูญเสียทหารไปสี่พันกว่านายและเป็นของทัพหน้าจำนวนห้าร้อยนายโดยประมาณ ซึ่งทั้งค่ายทัพหน้ามีทหารเพียงสองพันนาย เรียกได้ว่าสูญเสียไปมากพอสมควร ในส่วนของข้าเองถือว่าสูญเสียไปน้อยที่สุด หลังยกทัพกลับแคว้นย่อมต้องมีการเสริมกำลังทหารใหม่ ตอนนี้คงต้องทำใจไปก่อน ข้ามองไปที่เสินจ่างที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุด มีเสินจ่างอีกสามนายยังมาไม่ถึง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนักแม่นธนูถานชิงอยู่ด้วย

แต่ละค่ายของทัพหน้าจะมีเสินจ่างสิบนาย ทุกนายล้วนมีม้าและใช้หอกยาวทั้งนั้น แต่ก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง มีเสินจ่างเจ็ดนายไว้สำหรับบุกโจมตี ตอนบุกตีเมืองจะใช้ขวานคอยสู้รบอยู่ข้างหน้าสุด เสินจ่างคนที่แปดกับเก้านั้นเป็นพวกทหารโล่ ถานชิงที่เป็นเสินจ่างคนที่สิบคอยดูแลควบคุมพลธนู ยามสู้รบกันในสมรภูมิ จะใช้พลธนูยิงไปก่อน พลโล่ตั้งแนวป้องกัน พอเคลื่อนที่เข้าใกล้เป้าหมายแล้วถึงจะใช้งานเสินจ่างทั้งเจ็ด ที่สำคัญคือพลธนูสิบนายของถานชิงล้วนเป็นนักธนูฝีมือดีทั้งสิ้น นี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้าได้บุกเข้าไปในเมืองก่อนใคร

ข้ามองทหารเหล่านี้ หลายวันที่ผ่านมาฆ่าล้างเมืองจนดวงตาแดงก่ำ ชุดเกราะก็สวมใส่ไม่เรียบร้อย แต่ก็ไม่สามารถว่าอะไรพวกเขาได้ ขนาดข้าเองก็ใส่เพียงชุดเกราะธรรมดาไม่ได้ใส่ชุดเกราะเหล็ก

ขณะนี้ได้ยินเสียงคนโวยวายเดินเข้ามาเป็นกลุ่ม เป็นพวกเขานี่เอง ทหารของถานชิงมากันครบ เสินจ่างอีกสองนายเนื่องจากสูญเสียพลทหารไปมาก เสินจ่างทั้งสามนายรวมกันแล้วเหลือเพียงยี่สิบสี่คน นั่นก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาทั้งสามออกไปด้วยกันกระมัง พอถานชิงเห็นข้าก็ถามว่าท่านขุนพลฉู่ ได้ยินว่ามีคนยกทัพมาตี?”

ข้าตอบไปว่าข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เพียงแต่เห็นว่ามีกองทัพจำนวนหนึ่งมุ่งหน้ามาทางนี้ รอฟังคำสั่งก็แล้วกัน

รอไปครึ่งค่อนวัน ทันใดนั้นได้ยินเสียงคนแหกปากอยู่ข้างนอกว่าทหารของค่ายทัพหน้าฟังเอาไว้ ท่านอู่โหวมีคำสั่ง เตรียมม้าเตรียมอาวุธให้เรียบร้อย ทหารทั้งหมดขึ้นไปบนหัวเมืองคนที่แหกปากคือนายทหารถ่ายทอดคำสั่งของทัพหลวงนามว่าเหลยไป่ฮุย พลังเสียงของเขาขึ้นชื่อในกองทัพ จึงทำให้ทุกคนล้วนเรียกเขาว่าฟ้าคำราม

ค่ายทหารในขณะนั้นเต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจ้ ต่างไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนเหลยไป่ฮุยก็วิ่งออกไปถ่ายทอดคำสั่งให้กับค่ายต่อไปรับทราบ ได้ยินเสียงของลู่กงสิงกล่าวว่าทุกค่ายขึ้นหัวเมืองไปตามลำดับ ห้ามส่งเสียงเอะอะโวยวาย

เสียงของเขาไม่ได้ดังมาก แต่ฟังแล้วรู้สึกน่าเกรงขาม ในค่ายเงียบลงไปชั่วขณะ พวกเราค่อยๆขึ้นหัวเมืองไปตามลำดับ

ข้ากระซิบบอกกับฉีเลี่ยว่าฉีเลี่ย เจ้าวิ่งไปที่ห้องของข้าที

ฉีเลี่ยส่งสายตาให้ข้า กล่าวพลางหัวร่อว่าเพราะหญิงนางนั้นสินะขอรับ ขุนพลฉู่ ท่านช่างไม่รู้จักทะนุถนอมผู้หญิงเอาเสียเลย ตอนนี้นางอยู่คนเดียวก็ช่างนางไปเถอะ

สีหน้าข้าขรึมลงแล้วกล่าวว่าข้าจะให้เจ้าไปเอาชุดเกราะเหล็กของข้ามา หญิงนางนั้นตายไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว

เขาตกใจ อ้าปากเหมือนจะถามข้าถึงสาเหตุการตายของนาง เห็นข้าสีหน้าเย็นชา กลับไม่กล้าถาม มันหันตัวกลับแล้วรีบวิ่งไปที่ห้องของข้า

การรวมตัวครั้งนี้ฉุกละหุกเกินไป ทหารหลายๆนายแต่งกายยังไม่เรียบร้อย พวกเราจูงม้าศึกมาอยู่ใต้กำแพงเมือง มองขึ้นไปบนหัวเมือง มีทหารจำนวนมากกำลังจัดแต่งชุดเกราะ ข้าขึ้นมาบนหัวเมือง มองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ท้องฟ้าได้มืดสนิทแล้ว ข้ามองอะไรไม่เห็นเลย แม้ว่าบนหัวเมืองจะมีคบเพลิงอยู่มาก แต่กลับส่องไปไม่ถึง

ฉีเลี่ยนำชุดเกราะมาให้ ข้าสวมใส่เรียบร้อย ถึงตอนนี้ไม่ต้องดูก็รู้สึกถึงเสียงการเคลื่อนทัพ

ขณะนี้ เหลยไป่ฮุยขี่ม้าวิ่งมา พร้อมตะโกนออกมาว่าทหารทุกนายระวัง หยิบอาวุธขึ้นมา เตรียมการตั้งรับ อย่าได้พลาดพลั้ง

ข้าพิงตัวอยู่ที่ข้างกำแพง แสงไฟจากคบเพลิงรอบๆทำให้เหล่าทหารดูคล้ายมัจจุราช เกราะเหล็กเหล่านั้นไม่ได้เช็ดล้างมานาน รอยเลือดที่เกาะอยู่บนเกราะเหล็กสะท้อนแสงไฟออกมาหลายครั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ข้ารู้สึกเหมือนเป็นความฝัน

ไม่รู้ว่าเป็นกองทัพอะไรที่มุ่งหน้ามายังเมืองเกาจิ้วในยามค่ำ หากเป็นทัพของศัตรูจริง กำแพงที่ใช้ป้องกันนั้นแตกหักไปหมดแล้ว แถมเสบียงทหารก็อยู่ได้อีกไม่กี่วัน พวกเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับตอนที่ล้อมเมืองกองทัพพันธมิตรพอดี ในใจของทหารทุกนายย่อมต้องรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง

กองกำลังทัพไกลจากตัวเมืองประมาณห้าลี้แล้ว ในยามมืดมองอะไรไม่เห็นเลย แต่รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากบนพื้น ข้ากำลังจ้องมองไปที่พลังมืดนั่น ทันใดนั้น ด้านหลังมีคนกล่าวขึ้นมาว่าท่านอู่โหว

ข้าหันกลับไปมอง เห็นท่านอู่โหวกับองครักษ์ติดตามกำลังเดินขึ้นมาบนหัวเมือง พวกเราทั้งหลายรีบคุกเข่าลงแล้วกล่าวว่าท่านอู่โหว

ท่านอู่โหวมองมาที่พวกข้า โบกมือแล้วพูดว่าลุกขึ้นเถอะ

บนใบหน้าของท่านมีความโหดเหี้ยมปรากฏออกมา เขามองไปยังลู่กงสิงที่คุกเข่าอยู่แล้วกล่าวว่าขุนพลลู่ ค่ายทัพหน้าเตรียมการไปถึงไหนแล้ว?”

ลู่กงสิงตอบท่านไปว่าทหารจากค่ายทัพหน้ามีทั้งสิ้นหนึ่งพันสี่ร้อยเจ็ดสิบสามนาย อยู่ที่นี้หมดแล้วขอรับ

ท่านอู่โหวกล่าวว่าดีมาก

ท่านมองลงไปด้านล่าง คำรามหนักหน่วงแล้วกล่าวว่าไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นอะไร เดี๋ยวจะให้พวกเจ้าจะรับรู้ถึงความร้ายกาจของทหารม้าแคว้นจักรพรรดิ

ใจของข้าเต้นแรงขึ้นมา ฟังจากคำพูดของท่านอู่โหวแล้ว เหมือนจะเผชิญกับกองทัพที่ไม่รู้ที่มาที่ไป

นี่อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องก็ได้ แม้ว่าภูมิประเทศของทางใต้จะไม่เป็นที่ราบ ไม่เหมาะกับการสู้รบด้วยม้าศึก แต่หากว่าพวกเราอยู่แต่ในเมืองแล้วใช้วิธีตั้งรับ กำแพงเมืองนี้ถูกพวกเราตีจนพังไปเสียเยอะ ใช้การไม่ได้ มิสู้เผชิญหน้ากับพวกมัน แต่ว่ากองกำลังนี้มาจู่โจมตอนที่พวกเราบุกตีเมืองแตกแล้วพอดี ได้เปรียบในเรื่องของเวลา ใช้แผนการจู่โจมโดยไม่ให้ตั้งตัวซึ่งเป็นแผนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในตำราพิชัยสงคราม ทำไมพวกเขาจึงคาดการณ์ได้แม่นยำเช่นนี้?

ขณะนี้เอง องครักษ์ติดตามของท่านอู่โหวตั้งกระโจมชั่วคราวขึ้นมา ที่ปรึกษาทางทหารรวมถึงผู้เสนอแผนการล้วนเข้าไปข้างใน ข้าสังเกตเห็นว่า เกาเถี่ยชงไม่ได้เข้าไปด้วย

เหลยไป่ฮุยขี่ม้าเข้ามาถึงหน้ากระโจมชั่วคราวของท่านอู่โหว เขากระโดดลงจากม้าแล้วคุกเข่าลง กล่าวว่าเรียนท่านอู่โหว ข้าน้อยได้แจ้งไปยังประตูทั้งสี่ทิศ เหล่าทหารได้เตรียมการตั้งรับไว้เรียบร้อยแล้ว

ท่านอู่โหวอยู่ข้างในกล่าวว่าดี เจ้าไปพักก่อน

เหลยไป่ฮุยยังไม่ทันได้ถอยลงไป ก็มีทหารสอดแนมวิ่งเข้ามาคุกเข่าอยู่หน้ากระโจม พูดด้วยอาการเหนื่อยหอบว่าเรียนท่านอู่โหว กองกำลังนั้นตั้งค่ายไกลจากเมืองนี้เป็นระยะทางสองลี้ ทัพหน้ากำลังเคลื่อนพลต่อเนื่อง

คงเป็นเช่นนั้นแหละ พวกเราอยู่บนหัวเมืองยังรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้น คำนวณจากเสียงนี้แล้ว น่าจะมีกำลังพลมากกว่าแสนนาย

ข้าพยายามไม่จินตนาการถึงลางร้ายพวกนี้ ในสมองกลับนึกถึงประโยคหนึ่งในตำราเจ็ดข้อสำคัญของการเดินทัพความว่า ทหารที่ทระนงตัวไม่ควรออกรบ ทหารล้าไม่ควรตั้งรับ ในการยกทัพของท่านอู่โหวครั้งนี้ ทหารทั้งหมดไม่เกินแสนนาย บุกโจมตีมาตลอดทาง แต่เสียทหารไปน้อยมาก เสียไปเพียงสี่พันนาย เรียกได้ว่าเหมือนไม่มีการสูญเสีย แต่ตอนนี้ ทหารทั้งหมดมีไม่ถึงหนึ่งแสนนาย หากฝ่ายตรงข้ามยกทหารมาแสนนาย พวกเราซึ่งมีทั้งความเหนื่อยล้าและทระนงตัว การจะตัดสินแพ้ชนะนั้นยากที่จะคาดเดาได้

ข้ามองไปรอบๆ ทุกๆคนล้วนมีสีหน้าหนักแน่น ไม่ค่อยมีอาการกระวนกระวาย

ก็ดี ข้าคิดไว้ว่า หากทุกคนล้วนมองแต่ในทางแง่ร้ายเช่นข้า ไม่ต้องสู้รบก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว

ข้ากัดฟันแน่น ไม่ว่าอย่างไร มาถึงขนาดนี้แล้ว ต่อให้เป็นทหารที่มีความทระนงตนก็ต้องลองสักตั้ง

ข้าคลำไปที่ดาบไป่ปี้ ไม่รู้ทำไม จู่ๆก็นึกถึงสองประโชคนั้นขึ้นมา  ดาบตัดได้ทุกสิ่ง ยกเว้นตัดใจ

สงครามตำนานเทพ ตอนที่ 4

กองกำลังนั้นขยับใกล้เข้ามาถึงระยะสองลี้แล้ว แปลกมาก กองกำลังนั้นไม่ยอมจุดคบเพลิง ถ้าหากว่าพวกเขาอยากจะลอบโจมตีก็ไม่ควรส่งเสียงเคลื่อนทัพดังขนาดนี้

ยามดึกดื่น ทหารในเมืองเกาจิ้วไม่มีผู้ใดกล้าหลับนอน ทัพหลวงประจำการอยู่นอกประตูเมืองทิศใต้ ทหารเกือบทั้งหมดกำลังวิพากษ์วิจารณ์ถึงกองกำลังที่ไม่รู้ที่มาที่ไปทัพนั้น

ท่านอู่โหวส่งหน่วยสอดแนมออกไปหลายนาย ตอนนี้ทหารสอดแนมของเราทยอยกันกลับมารายงานอย่างต่อเนื่อง กองทัพปริศนาตั้งค่ายห่างไกลจากเมืองเกาจิ้วประมาณสองลี้ ส่วนทัพหน้ายังคงเคลื่อนพลต่อเนื่อง พวกเขามีการถือธงกองทัพ แต่มองไม่ชัดในยามมืด พวกเขาก็ไม่ได้ส่งทหารมาแจ้งข่าวและทหารที่เราส่งไปแจ้งข่าวกลับหายลับไปไม่มีข่าวคราวแต่อย่างใด คิดว่าคงต้องเป็นศัตรูอย่างแน่นอน

ขณะนี้ มีทหารสอดแนมนายหนึ่งวิ่งขึ้นหัวเมืองมาอย่างทุลักทุเล รายงานต่อท่านอู่โหวว่าท่านอู่โหว แย่แล้ว แย่แล้วขอรับ นั่นมันพวกปีศาจ

ท่านอู่โหวอยู่ในกระโจมตวาดออกมาว่าต้าอิง ประหารเจ้าคนที่มาทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพผู้นี้เสีย

ทหารสอดแนมตกใจ รีบกล่าวว่าท่านอู่โหว พวกนั้นไม่ใช่มนุษย์ เป็นพวกปีศาจทั้งสิ้น

มนุษย์งู นั่นต้องเป็นกองทัพมนุษย์งูแน่นอน ข้ามีความคิดนี้ขึ้นมาทันที ข้ามองไปยังลู่กงสิงที่ยืนอยู่ข้างค่ายที่หนึ่ง สีหน้าของเขาเป็นกังวล คิดว่าเขาก็คงสงสัยอยู่เช่นกันว่านั่นต้องเป็นกองทัพมนุษย์งู พวกของฉีเลี่ยก็มีอาการตกใจเล็กน้อย เพียงแต่ไม่ได้ตกใจมากเท่าข้า

ท่านอู่โหวอยู่ในกระโจมกล่าวหนักแน่นว่าประหารซะต้าอิงเดินออกมาจากกระโจม เข้าไปกระชากผมของทหารสอดแนมคนนั้นไว้แน่น ทหารสอดแนมคนนั้นกล่าวด้วยความตกใจว่าท่านอู่โหว ข้าน้อยไม่ได้โกหก…”

ต้าอิงไม่รอให้เขาพูดจบ ชักดาบออกมาฟันไปที่ลำคอของเขา เลือดของทหารสอดแนมคนนั้นกระเด็นเต็มพื้น ต้าอิงส่งหัวไปให้กับทหารที่เฝ้าอยู่ข้างกระโจมและสั่งไปว่าเอาหัวของผู้นี้ไปเสียบประจาน

ขณะนี้ ท่านอู่โหวเดินออกมาจากกระโจม พวกเรารีบคุกเข่าลงบนพื้น ท่านมองมาที่พวกเรา พูดเสียงดังกึกก้องว่าทหารทั้งหลายของทัพหน้า ไม่ว่าผู้มาเยือนเป็นใคร พวกเจ้ามีความมั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถยับยั้งพวกมันไว้ได้

ทหารทัพหน้าทั้งค่ายเปล่งเสียงออกมาพร้อมเพรียงกันว่ามีขอรับ

ข้าก็เปล่งเสียงออกมาเช่นกัน แม้ว่าในใจข้าจะรู้สึกกระสับกระส่ายอยู่บ้าง ลำพังแค่มนุษย์งูตัวเดียวก็รับมือยากเช่นนี้ ถ้ามากันเป็นแสนตัว พวกเราคงต้องตายอย่างไร้ที่ฝัง

ถานชิงและพวกเสินจ่างที่เคยไปฆ่าเจ้ามนุษย์ตัวนั้นกับข้า ตอนนี้ยังมีอาการนิ่ง ท่านอู่โหวกล่าวว่าเปิดประตูเมือง ค่ายทัพหน้าออกไปรบกับพวกมัน ทัพหลวงคอยคุมเชิงอยู่ด้านหลัง

รูปร่างอันสูงใหญ่ของท่านอู่โหวยืนอยู่บนหัวเมือง องอาจดั่งเทพสวรรค์ ต่อให้เป็นภูตผีปีศาจที่มาจากขุมนรก เมื่อมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าท่านอู่โหว ก็คงต้องหลีกทางให้กับท่าน ข้าหัวเราะเยาะตัวเองและรู้สึกว่าตัวเองนั้นขี้ขลาดเกินไป

ค่ายทัพหน้าเดินลงไปตามลำดับ กระโดดขึ้นม้าและเดินออกจากเมืองไปอย่างเป็นระเบียบ ตอนนี้ ด้านล่างของเมืองมีม้าเร็ววิ่งเข้ามา คนที่อยู่บนหลังม้าสวมเกราะสีดำทั้งตัว มองดูแล้วน่าจะเป็นนายทหารระดับสูง

ค่ายที่สองและสามกำลังเดินตามกันลงไป ข้าก็กำลังพาพี่น้องจากค่ายที่ห้าเตรียมเดินลงไปรวมพลด้านล่าง ทหารม้าเกราะดำกลับวิ่งขึ้นมาบนหัวเมืองอย่างรีบร้อน เห็นเขาขึ้นมาแล้วก็คุกเข่าอยู่ต่อหน้าท่านอู่โหว กล่าวว่าท่านอู่โหว ข้าน้อยเสิ่นซีผิงมีเรื่องจะขอให้ท่านช่วยสงเคราะห์ให้ด้วย

เขาคือเสิ่นซีผิงเหรอนี่ ข้ารู้สึกตกใจเล็กน้อย แม้ว่าเสิ่นซีผิงจะบุกทะลวงทัพอยู่แดนหน้าประจำ แต่ข้ากลับไม่เคยมองเขาจากระยะใกล้เช่นนี้ ตอนนี้ข้ากับเขาอยู่ใกล้กันเพียงคืบ ดูๆแล้ว เขาก็ไม่เหมือนขุนพลกล้าที่มีฉายาเป็นพยัคฆ์ไฟเลยสักนิด หน้าตาดูสะอาดสะอ้านคล้ายบัณฑิต ไม่รู้ว่ามาหาท่านอู่โหวในยามนี้มีธุระใดกัน

ท่านอู่โหวกล่าวว่าซีผิง เจ้ามีอะไรก็ว่ามา

ตอนนี้ถึงคราวพวกข้าแล้ว ข้าพาพี่น้องทั้งแปดสิบสามนายเดินลงไป ได้ยินไม่ชัดว่าเสิ่นซีผิงพูดอะไรกับท่านอู่โหวบ้าง พอลงมาถึงด้านล่าง กลับเห็นว่ามีทหารม้าเกราะดำยืนอยู่ข้างๆกำแพง น่าจะมีประมาณห้าหกร้อยคน คนนำหน้าไม่ใช่ใคร แต่เป็นเถียนเวยนั่นเอง พอเขาเห็นข้าก็ยิ้มให้ คงถือว่าเป็นการทักทายกระมัง

บัดนี้ข้าเข้าใจถึงเจตนารมของเสิ่นซีผิงแล้ว เสิ่นซีผิงมีทหารม้าเกล็ดมังกรอยู่ห้าร้อยนาย เมื่ออยู่ในค่ายทัพขวาเสมือนทหารทัพหน้าของท่านอู่โหว ถูกขนานนามว่าเป็นทหารไร้เทียมทานของแคว้นจักรพรรดิมาโดยตลอด เมื่อก่อนหากเสิ่นซีผิงต้องการปราบจลาจลใดๆ ทหารม้าพวกนี้เป็นเหมือนอาวุธวิเศษในการคว้าชัยทีเดียว การปราบกองทัพพันธมิตรครั้งนี้ ตลอดทางที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นการบุกตีเมือง เสิ่นซีผิงคงอยากได้ความดีความชอบจากงานนี้

พวกเราขึ้นม้าเตรียมออกจากเมืองไป ทัพหลวงประจำการอยู่ที่หน้าประตูเมืองเรียบร้อยแล้ว กำลังรอการรวมพลของทหารทัพหน้า เหลยไป่ฮุยก็วิ่งออกมาอีก ตะโกนอยู่หน้าค่ายทัพหน้าว่าทหารของค่ายทัพหน้าฟังเอาไว้ ท่านอู่โหวมีคำสั่งให้จงอี้ป๋อ เสิ่นซีผิงทำหน้าที่เป็นทัพหน้าแทน ทหารทัพหน้าถอยต่ำลงมาร้อยก้าว คอยคุมเชิงเป็นขวัญกำลังให้กับท่านขุนพลเสิ่น

เป็นเหมือนที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด ข้าอดไม่ได้ที่จะโกรธเคืองขึ้นมาเล็กน้อย บางทีอาจเป็นเพราะความหยิ่งยโสของเถียนเวยที่ทำให้ข้าไม่พอใจกระมัง ข้ามองตามเสิ่นซีผิงที่พาทหารม้าเกล็ดมังกรห้าร้อยนายนั้นเดินผ่านค่ายพวกเราไปข้างหน้า

หากไม่มีอคติส่วนตัว ทหารม้าของเสิ่นซีผิงเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งจริงๆ ทหารทั้งห้าร้อยนายนี้ร่างกายกำยำ สวมชุดเกราะสีดำ อาวุธของพวกเขาแตกต่างกับพวกเราอยู่บ้าง มีครึ่งหนึ่งใช้ดาบที่มีด้ามจับยาว อาจจะเพราะว่าทหารเกล็ดมังกรเหล่านี้ถนัดในการบุกโจมตี ยามบุกเข้าใส่ หากใช้หอกคงมีอานุภาพไม่เท่าดาบกระมัง

ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย แสงของคบเพลิงดูแล้วไม่ได้สว่างเหมือนในตอนกลางคืน มองลงไปจากบนหัวเมือง กองทัพของศัตรูใกล้เข้ามาแล้ว มองจากด้านล่างยังมีระยะพอสมควร เมื่อมองออกไปไกลๆ กลับเห็นฝุ่นตลบอบอวน แทบจะตลบไปทั้งเส้นขอบฟ้า

กองทัพเกล็ดมังกรของเสิ่นซีผิงตั้งขบวนรบอยู่หน้าพวกเราประมาณร้อยก้าว ทหารของเขาเมื่อเทียบกับกองทัพที่อยู่ท่ามกลางฝุ่นตลบ ก็เหมือนยักษ์เล็กเจอยักษ์ใหญ่ ข้างๆเสิ่นซีผิงมีทหารสองนายแบกหอกมาหนึ่งมัดใหญ่ ยืนอยู่ไม่ห่าง

เมื่ออยู่ในสนามรบ เสิ่นซีผิงถนัดการขว้างหอก ขุนศึกที่สามารถใช้การขว้างหอกมีไม่มากนัก พวกข้าก็เคยฝึกการขว้างหอกตอนอยู่ที่โรงเรียนทหาร แต่หอกที่ใช้ฝึกมีขนาดเล็ก จะเรียกมันว่าหอกมิสู้เรียกว่าเป็นลูกธนูขนาดใหญ่เสียดีกว่า หอกที่เสิ่นซีผิงใช้เป็นหอกที่ทหารราบใช้กันทั่วไป หอกยาวห้าฟุตห้านิ้ว เขาต้องมีทหารรับใช้ถึงสามคน คนหนึ่งคอยแบกหอกใหญ่ที่ยาวขนาดหนึ่งจั้งกว่า อีกสองคนแบกหอกสำหรับขว้างคนละยี่สิบอัน ศึกที่รบกับเผ่าฮั่นหลัวเขาก็เข้าร่วมด้วย ได้ยินมาว่าในการสู้รบครั้งสุดท้าย กองทัพเกล็ดมังกรรับหน้าที่สำคัญในการบุกทะลวงเป็นครั้งแรก เขารบอยู่แนวหน้า ศึกนั้นเขาขว้างหอกออกไปทั้งสี่สิบอัน ขว้างออกไปแต่ละครั้งต้องฆ่าได้หนึ่งคน ทำให้พวกเผ่าฮั่นหลัวเสียขวัญ ทหารแตกตื่น กองทัพจักรพรรดิถือโอกาสนี้บุกโจมตีครั้งใหญ่ หากไม่เป็นเพราะศึกนั้นลู่จิงอวีมีความดีความชอบมากอยู่ก่อน การประทานรางวัลหลังเสร็จศึก ต้องเป็นเสิ่นซีผิงที่ได้อันดับหนึ่งไปครอง

ขณะนี้ กองทัพเกล็ดมังกรตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าอย่างองอาจ ตรงกลางมีธงผืนใหญ่สะบัดไปมา ในใจของข้ากลับอดไม่ได้ที่จะกระวนกระวาย หากพวกศัตรูเป็นมนุษย์งูขึ้นมา เสิ่นซีผิงจะยังสามารถแผลงฤทธิ์ความเป็นพยัคฆ์ไฟออกมาได้หรือไม่

กองกำลังนั้นเริ่มใกล้เข้ามาแล้ว

ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นจนสามารถเห็นกองกำลังของศัตรู พวกมันกลับใช้รถศึกนำหน้าทัพ

การใช้รถศึกไม่ได้แปลกประหลาดแต่อย่างใด ทางแดนใต้ไม่เหมาะที่ใช้ม้าศึกในการสู้รบ ด้วยเหตุนี้ทหารม้าก็ไม่ค่อยได้ใช้งาน ม้าส่วนใหญ่จะนำมาใช้ลากรถศึก แต่รถศึกนั้นเคลื่อนที่ลำบาก เหมาะแก่การตั้งรับไม่เหมาะแก่การบุกโจมตี และไม่เคยมีผู้ใดเอามานำหน้าทัพมาก่อน

ห่างจากกองทัพเกล็ดมังกรประมาณสามร้อยก้าว กองกำลังนั้นหยุดการเคลื่อนที่

ท่ามกลางฟ้าสาง กองทัพอันยาวเหยียดนั้นไม่รู้มีกองกำลังเท่าใด จะเป็นกองทัพมนุษย์งูจริงๆหรือ ข้าพยายามมองอย่างสุดความสามารถ กลับมองไม่ชัดเจนท่ามกลางฝุ่นตลบอบอวน เห็นแต่แสงสะท้อนจากอาวุธทั้งหลาย เมื่ออยู่ท่ามกลางฝุ่นควันคล้ายแสงดาวที่ปะปนอยู่กลางฟ้าสาง

หากพวกเขาบุกโจมตีมาในตอนนี้ ต่อให้พวกเราเตรียมการตั้งรับไว้ดีแค่ไหน จะสามารถต้านทานสถานการณ์ที่ถาโถมเข้ามาเป็นหมื่นเป็นพันได้จริงหรือ ข้าอดไม่ได้ที่จะกังวลเล็กน้อย ข้าไม่รู้ว่ากองทัพเกล็ดมังกรของเสิ่นซีผิงจะมีฝีมือเก่งกาจตามที่เล่าขานกันหรือไม่ ข้าลองพิจารณาถึงกำลังที่มีอยู่จริงของทหารทัพหน้า แม้ไม่ถึงกับแพ้จนราบคาบแต่ก็ย่อมปั่นป่วนแน่นอน

กองทัพศัตรูกลับไม่มีการเคลื่อนไหว มันน่าแปลกใจเสียจริง แม้ว่ากองทัพนั้นจะยืนกันไม่เป็นระเบียบ ไร้รูปขบวน แต่มองจากท่ามกลางแสงฟ้าสาง กองทัพนั้นแน่นหนาเป็นปึกแผ่นไม่ขยับแม้แต่น้อย ผ่านไปครู่ใหญ่ มีรถศึกหนึ่งคันแล่นออกมาจากกองทัพ

บนรถศึกปักธงผืนใหญ่ ธงโบกสะบัดไปตามลม

ฟ้าเริ่มสว่าง ทำให้มองเห็นรถศึกคันนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น บนรถมีเพียงคนใส่ชุดเกราะหนึ่งคน มือหนึ่งถือธง อีกมือหนึ่งกุมบังเหียนไว้ รถม้าหยุดห่างจากกองทัพเกล็ดมังกรประมาณหนึ่งร้อยก้าว คนบนรถยื่นมือไปปักธงไว้บนพื้น ขนาดข้ายืนอยู่ตรงนี้ยังได้ยินเสียงดังก้อง มันปักธงลงไปในดินค่อนข้างลึก ข้าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เกือบทุกคนล้วนหายใจเข้าพร้อมกัน

ธงถูกลมพัดพา บนธงปักรูปคนสองคนใส่ชุดโบราณ แต่ว่าท่อนล่างของพวกมันล้วนเป็นร่างงู

ซึ่งนั่นก็ไม่มีอะไรเป็นที่น่ากังวล รูปภาพที่อยู่บนธงไม่ทำให้คนตื่นกลัว สิ่งที่ทำให้ตื่นกลัวคือคนปักธงต่างหาก

คนผู้นั้นสวมหมวกนักรบ ลำตัวก็สวมใส่ชุดเกราะ ตอนอยู่บนรถก็ดูปกติดี แต่พอเขาลงจากรถ ค่อยสังเกตเห็นว่า ท่อนล่างของมันเหมือนกับรูปภาพที่อยู่บนธง เป็นร่างงูเช่นกัน!

แม้ว่าข้าจะสังหรณ์ใจอยู่ก่อนแล้ว แต่พอเผชิญหน้ากับกองทัพมนุษย์งูเข้าจริงๆ ข้าก็ตื่นกลัวจนแทบหายใจไม่คล่อง ลู่กงสิงเคยกล่าวไว้ว่า มนุษย์งูนับหมื่นก็สามารถเป็นใหญ่ในใต้หล้า ตอนนี้มนุษย์งูไม่ใช่มีแค่หมื่นตัว หากไม่ถึงแสนก็น่าจะมีสักสองสามหมื่น หรือว่าคราวนี้พวกเราจะต้องมาตายอย่างไร้ที่ฝังจริงๆหรือ?

มนุษย์งูตัวนั้นยืดตัวขึ้น ปกติท่อนล่างของงูล้วนกองอยู่กับพื้น ความสูงที่ยืนขึ้นมามีเพียงหนึ่งในสี่ของความยาวทั้งตัว สูงราวๆกับมนุษย์ทั่วไป ตอนนี้เขามีเพียงหนึ่งในสามของลำตัวที่กองอยู่บนพื้น ซึ่งดูสูงกว่ามนุษย์หลายเท่าตัว ท่อนบนของมันคล้ายกับมนุษย์ ภาพของเหตุการณ์เช่นนี้ยิ่งปรากฏให้เห็นถึงความผิดปกติ

ในมือของมนุษย์งูถือหอกยาวหนึ่งอัน ขณะนี้มันใช้หอกยาวชี้มายังพวกเรา การทำท่าทางเช่นนี้ต่อให้เป็นทหารที่ไม่เคยผ่านศึกมาก่อนก็ยังรู้ว่ามันคือการท้ารบ

เสิ่นซีผิงกล่าวเสียงดังว่าผู้คุมเถียน เจ้ารับมือกับมันไหวหรือไม่?”

เถียนเวยก็ตอบเสียงดังเช่นกันว่าใต้เท้าเสิ่น เถียนเวยจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง

เขาตะโกนดังขนาดนั้น แน่นอนว่าอยากจะให้พวกเราได้ยินเช่นกัน

ทหารค่ายทัพหน้าทั้งยี่สิบค่ายยืนอยู่ข้างหลังกองทัพเกล็ดมังกร ตอนที่เถียนเวยวิ่งออกไป ทหารเกล็ดมังกรตะโกนส่งเสียงโห่ร้องให้กำลังใจอย่างเป็นจังหวะว่าเถียนเวย เถียนเวยแทบจะตะโกนออกไปพร้อมกัน ค่ายทัพหน้าก็ตะโกนส่งเสียงโห่ร้อง เสียงนั้นดังกระหึ่ม ทัพหลวงที่อยู่หลังสุดก็ส่งเสียงมาเช่นกัน

ฟ้าสางจนสว่าง ส่องแสงสะท้อนเงาของเถียนเวย ตอนนี้เถียนเวยน่าจะคงความได้เปรียบ มนุษย์งูถูกแสงแดดส่องหน้าคงมีผลกระทบด้านการมองเห็น แม้ข้าจะเห็นเพียงเงาลางๆของเถียนเวย กลับรู้สึกถึงความองอาจของเขาที่ฉายออกมา

แต่ว่า ข้าไม่ได้มองโลกในแง่ดีเช่นเขา

เหตุใดมนุษย์งูไม่เคลื่อนพลบุกเข้ามากลับส่งมนุษย์งูแค่ตัวเดียวมาท้ารบก่อน บางทีนี่อาจจะเป็นการทำศึกครั้งแรกระหว่างมนุษย์งูกับกองทัพแคว้นจักรพรรดิ พวกมันคงคิดจะหยั่งเชิงฝีมือของฝ่ายตรงข้ามกระมัง บอกได้เลยว่าขวัญกำลังใจของทหารทั้งหมดฝากไว้บนตัวเถียนเวยแต่เพียงผู้เดียว แม้ข้าไม่มีทัศนคติที่ดีต่อตัวเขานัก แต่ก็หวังว่าเขาจะคว้าชัยมาได้

เถียนเวยทำท่าควงหอกเหนือศีรษะแล้วตะโกนออกไปว่าเจ้าตัวประหลาด ลองหอกของข้าดูหน่อย

เขาเร่งฝีเท้าม้าเพื่อวิ่งเข้าหามนุษย์งูตัวนั้น เขาสวมชุดเกราะสีดำ ม้าก็วิ่งไวเสียด้วย ท่าทีในการบุกทะลุทะลวงเช่นนั้นไวแทบจับตามองไม่ทัน แม้ว่าเถียนเวยจะยโสโอหัง แต่ก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง เมื่อวาน หากข้าเกิดประลองกับเขาขึ้นมาจริงๆ ข้าก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะเขาได้

ดูจากสถานการณ์แล้ว เจ้ามนุษย์งูไม่ได้เปรียบแต่อย่างใด มิน่า เสิ่นซีผิงถึงมั่นใจขนาดนั้น ใช้เถียนเวยไปสู้ศึกแรก

ตอนนี้เถียนเวยควบม้าไปอยู่หน้ามนุษย์งู มนุษย์งูยืนอยู่บนพื้น ท่อนบนกับช่วงท้องยืดตัวขึ้นมาสูงพอๆกับเถียนเวย เถียนเวยกล่าวว่าเจ้าตัวประหลาด ตายเสียเถอะหอกในมือแทงไปยังมนุษย์งูตัวนั้น

ตอนที่ท่านอู่เจาสอนวิชาเพลงหอกให้พวกเรา เคยกล่าวถึงวิธีการใช้หอกว่ามี แทง ฟาด กระแทก วาด จิ้ม และการแทงนั้นทรงอานุภาพมากที่สุด ท่านอู่เจาเคยแสดงให้พวกเราดู หอกที่แทงออกไปเต็มกำลังสามารถแทงทะลุแผ่นไม้ที่หนาสองนิ้วถึงสิบแผ่นด้วยกัน การแทงหอกออกไปของเถียนเวยครั้งนี้ อานุภาพของหอกไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านอู่เจา

หากไม่เป็นเพราะพละกำลังของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันเกินไป ไม่มีผู้ใดกล้าใช้วิธีนี้ในการโจมตี การที่เถียนเวยแทงออกไปทรงพลังไม่ใช่น้อย หากจะใช้มือเดียวเพื่อจับปลายหอกให้อยู่ พละกำลังของอีกฝ่ายอย่างน้อยต้องมีมากกว่าเถียนเวยถึงเท่าตัว พลังของเจ้ามนุษย์งูตัวนี้จะมากถึงขนาดนั้นเชียวหรือ ข้าอดไม่ได้ที่จะวิตกกังวล   

การกระทำนั้นไวกว่าการพูดเสียอีก หอกของเถียนเวยเข้าถึงตัวมนุษย์งู แม้ว่าพลังของมนุษย์งูจะมีมาก แต่ก็จับหอกของเขาไม่อยู่ ทำได้เพียงแต่ปัดออกไปเล็กน้อย หอกนั้นเร็วดั่งสายฟ้าฟาด แทงเข้าที่ไหล่ของมนุษย์งูพอดี เสียงดัง จึก แทงทะลุแม้กระทั่งชุดเกราะที่ใส่อยู่

เลือดไหลออกมาเพียงเล็กน้อย

ไหล่ของมนุษย์งูแคบกว่ามนุษย์มาก หอกที่เถียนเวยแทงไปอย่างมากก็แค่เฉี่ยวทะลุผิวหนังของมัน แต่ก็เพียงพอที่จะเรียกเสียงโห่ร้องจากทหารทั้งหลายได้ การที่เถียนเวยแทงโดนฝ่ายตรงข้ามก่อน ถือว่ามีผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหาร

เสียงโห่ร้องยังไม่ทันสงบ มนุษย์งูก็แทงหอกเข้าใส่เถียนเวย พลังในการแทงหอกของมัน ดูแล้วไม่ได้อ่อนกว่าเถียนเวยสักเท่าไร เถียนเวยอยู่บนหลังม้าพยายามจะดึงหอกกลับมา เขาออกแรงจนเลือดขึ้นหน้า

หอกของมนุษย์งูจะแทงโดนหน้าของเขาอยู่แล้ว เถียนเวยไม่รู้จะรับมืออย่างไร แม้ว่าระยะมันจะไกลพอสมควร แต่ข้าก็มองเห็นได้ว่าสีหน้าของเขาตกใจเช่นกัน

ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว มือทั้งสองเลือกที่จะปล่อยหอกให้หลุดมือไปแล้วล้มตัวไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว หอกผ่านหน้าไปฉิวเฉียด แต่ทันใดนั้นมนุษย์งูก็กดหอกลงไป ซึ่งลงมือได้ไวมาก เถียนเวยหงายอยู่บนหลังม้า ส่งเสียงร้องออกมา จากนั้นก็กลิ้งหล่นลงมาจากหลังม้า

ทั้งค่ายแทบจะเงียบเป็นปลิดทิ้ง เมื่อสักครู่เถียนเวยแทงโดนก่อน แต่การสวนกลับของมนุษย์งูทำให้ผู้คนตื่นตระหนกตกใจ ตอนนี้ไม่ว่าผู้ใดก็บอกได้เพียงว่าเถียนเวยปราชัยอย่างราบคาบ

ข้ามองไปที่เสิ่นซีผิง สีหน้าของเขากลับเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้าคิดอยู่ในใจ หรือว่าเถียนเวยจะมีแผนอะไรซ่อนอยู่ มีดีพอที่จะพลิกสถานการณ์กลับคืนมาได้?

มือทั้งสองของมนุษย์งูล้วนถือหอกอยู่ หอกในมือขวากดอยู่บนหลังม้า ม้าตัวนั้นส่งเสียงร้องเจ็บปวด ขาหน้าทั้งสองข้างคุกเข่าลงกับพื้น มนุษย์งูหมุนหอกในมือซ้าย เดิมทีหอกนี้ถือกลับด้าน ตอนนี้ปลายหอกได้เปลี่ยนมาอยู่ด้านหน้า มันขว้างหอกออกจากมือ พุ่งไปยังตัวของเถียนเวยที่ล้มตัวอยู่บนพื้น

หอกนี้มาไวจนแทบจะจับตามองไม่ทัน กองทัพเกล็ดมังกรรวมถึงค่ายทัพหน้าล้วนตกใจพร้อมกัน เถียนเวยยื่นมือออกมาจับที่ปลายหอก แม้จะจับโดนปลายหอกแต่ก็มิอาจต้านทานต่อแรงที่พุ่งเข้าหา หอกนั้นมาด้วยพลังทั้งหมดของมนุษย์งู แทงเข้าที่หน้าอกของเถียนเวย ปักเถียนเวยไว้กับพื้น

ขณะนี้ ในกองทัพเกล็ดมังกรมีทหารม้าหนึ่งนายวิ่งออกไปไวราวกับสายฟ้าแลบ ฉีเลี่ยอยู่ข้างๆข้ากล่าวว่าเสิ่นซีผิงออกโรงแล้ว

น้ำเสียงของฉีเลี่ยก็แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นที่อดกลั้นไว้ไม่อยู่อีกต่อไป

ม้าของเสิ่นซีผิงวิ่งไวมาก ทหารรับใช้ของเขาแทบจะวิ่งตามไม่ทัน ชั่วพริบตาเดียวเขาก็มาอยู่ต่อหน้ามนุษย์งู พวกเรามองไม่ทัน ได้ยินเพียงเสิ่นซีผิงกล่าวว่าเจ้าตัวประหลาด ตายซะเถอะ

เหมือนมีแสงสีฟ้าแลบออกมาจากมือของเขา มนุษย์งูถูกหอกปักอยู่กับพื้นเหมือนกับเถียนเวย มันร้องดิ้นรนอยู่บนพื้น พยายามดิ้นให้หลุด ร่างกายอันยาวเหยียดของมันพันรอบด้ามหอก แต่หอกนี้ได้ปักลงไปเกือบครึ่งอัน นอกจากหักหอกนั้นทิ้งเสีย ไม่เช่นนั้นไม่มีทางดึงออกมาได้

มนุษย์งูขยับไปมา ทันใดนั้น ร่างกายของมันโค้งตัวขึ้นมา แม้ว่าหอกจะแทงทะลุร่างของมัน แต่มันยังลุกขึ้นมาได้ หอกที่ปักดิ่งกับพื้นคล้ายกับงมขึ้นมาจากทะเลเลือด หอกนั้นแดงไปทั้งอัน ที่ปลายด้ามจับยังมีเลือดหยดลงมา มองจากตำแหน่งที่ข้ายืนอยู่ หอกนั้นมีสีแดงคล้ำไปทั้งอัน

เสิ่นซีผิงบังคับม้าให้ถอยมาหนึ่งก้าว ตะโกนขึ้นมาว่าตายซะเถอะ

ในมือของเขายังมีหอกอีกหลายอัน ตอนนี้เขาขว้างหอกออกไปสองอันพร้อมกัน มนุษย์งูตัวนั้นไม่ว่องไวเหมือนเมื่อครู่ หอกทั้งสองอันเข้าเป้าพร้อมกัน ปักมันไว้กับพื้นอีกครั้ง

คราวนี้มันดิ้นไม่หลุดอีกต่อไปแล้ว

การกระทำของเสิ่นซีผิงไร้คุณธรรมสิ้นดี มันเป็นการลอบจู่โจมชัดๆ อันที่จริงเป็นการเสียเกียรติของนักรบ แต่กลับไม่มีทหารคนใดตำหนิในการกระทำของเขา ไหนจะเป็นการรับมือกับสัตว์ประหลาดแบบนั้น ขวัญกำลังใจของทหารที่เมื่อสักครู่ผิดหวังกับความพ่ายแพ้ของเถียนเวย ประเดี๋ยวเดียวก็ฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง

เสิ่นซีผิงไม่สนใจใยดีเถียนเวยที่ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น เขากระชากบังเหียน ตะโกนออกไปว่าเหล่าผู้กล้าของกองทัพเกล็ดมังกร พวกเราบุก

นี่ดูเหมือนฟ้าผ่าในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ประเดี๋ยวเดียวเหล่าทหารเกล็ดมังกรคำรามออกมา ทหารม้าเกราะดำทั้งห้าร้อยนายวิ่งเข้าใส่เหมือนคลื่นที่กระหน่ำเข้าซัดชายฝั่ง

เมื่อยามที่ทัพใหญ่เผชิญหน้ากัน ทหารจำนวนห้าร้อยนายเหมือนเป็นตัวเลขที่น้อยมาก แต่กองทัพเกล็ดมังกรกลับทำให้ผู้คนรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นน้ำป่าที่ไหลทะลักเข้าใส่ ยากจะต้านทานได้ ชุดเกราะที่ดำแวววาว เมื่ออยู่ใต้แสงอาทิตย์กลับส่องแสงระยิบระยับ ทั้งกองทัพเสมือนธนูยาวที่พุ่งเข้าไปในขบวนทัพของศัตรู

เมื่อกองทัพเกล็ดมังกรบุกขึ้นไปแล้ว ทัพหลวงที่อยู่ต่อจากพวกเราก็บุกขึ้นมาเช่นกัน แต่ว่าลู่กงสิงกลับไม่ออกคำสั่งให้ทัพหน้าบุกโจมตี ข้ามองไปยังทัพหลวงที่เคลื่อนพลขึ้นมา อดร้อนใจไม่ได้ หลบหนียามสู้รบต้องโทษประหาร นี่เป็นคำสั่งทางทหารของท่านอู่โหว หากไม่ตามทัพหลวงออกไปบุกโจมตีก็ต้องโทษตายเช่นกัน ข้าควบม้าเข้าไปถามว่าผู้คุมลู่ เหตุใดยังไม่สั่งให้บุกอีก?” 

ลู่กงสิงนั่งอยู่บนหลังม้า กำลังจ้องมองไปยังกองทัพเกล็ดมังกรที่ฝ่าเข้าไปในกองทัพมนุษย์งู เขาหันมากล่าวว่าท่านคิดว่าตอนนี้เหมาะแก่การบุกโจมตีอย่างนั้นหรือ?”

ข้ามองไปยังฝั่งตรงข้าม การบุกทะลวงทัพของทหารเกล็ดมังกรเหมือนดั่งคลื่นยักษ์ คล้ายกับว่าพร้อมจะทำลายทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้าให้แหลกเป็นผง แต่กองทัพมนุษย์งูที่ดูยุ่งเหยิงกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง กองทัพมนุษย์งูที่รออยู่ที่เส้นขอบฟ้าเหมือนบ่อน้ำที่ไม่อาจประเมินความลึกได้ สามารถกลืนทุกสิ่งอย่างให้จมหายไป

ข้าถามด้วยความสงสัยว่าพวกมันยังไม่ได้สู้เต็มที่อย่างนั้นหรือ?”

ลู่กงสิงพยักหน้าด้วยความหนักแน่น กล่าวว่าพวกมันเหมือนกับว่ายังหยั่งเชิงอยู่

ทำไมพวกมันไม่จู่โจมก่อน ถึงป่านนี้ยังหยั่งเชิงอยู่อีก? มันเสียโอกาสอันดีไปแล้ว

ลู่กงสิงกล่าวช้าๆว่าไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่า ผู้ที่ฝึกมนุษย์งูเหล่านี้ให้เชื่องได้ช่างเป็นคนที่ร้ายกาจจริงๆ

ขณะนี้ทัพหลวงเคลื่อนพลบุกขึ้นมาแล้ว ข้าบอกไปว่าผู้คุมลู่ หากท่านไม่ออกคำสั่งอีก ท่านคงยากที่จะชี้แจงกับท่านอู่โหว

ลู่กงสิงก้มหน้าลงด้วยความเจ็บปวดใจ กล่าวว่าข้าทำเช่นนั้นไม่ได้

เพราะเหตุใด?”

ข้าแปลกใจเล็กน้อย ในตอนนี้ ผู่อันหลี่ก็ขี่ม้าเข้ามาถามว่าผู้คุมลู่ เหตุใดยังไม่สั่งให้บุก?”

ลู่กงสิงมองมาที่พวกข้า กัดฟันกล่าวว่าก็ได้ เป็นไงเป็นกัน

พวกเรากลับมาที่เดิม อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นดีใจ ผู่อันหลี่ถึงกับยิ้มให้ข้า ตอนนี้ข้าได้ยินเสียงตะโกนจากลู่กงสิงว่าพี่น้องทั้งหลาย บุกเข้าไป ระวังตัวกันด้วย

ตั้งแต่บุกโจมตีกันมาไม่เคยมีคำประเภทระวังตัวกันด้วยมาก่อน ข้ารู้สึกโกรธเคืองเล็กน้อย ข้าไม่สนว่าลู่กงสิงจะนึกอะไรขึ้นมา การที่มาพูดทำนองท้อใจเช่นนี้ มันเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจของทหารชัดๆ ข้าขี่ม้ามาอยู่ข้างๆฉีเลี่ย แล้วกล่าวว่าไปกันเถอะ

ทหารส่งสัญญาณจากค่ายที่หนึ่งเป่าแตรขึ้นมา แตรของค่ายทัพหน้าทำมาจากเขาควายลูกใหญ่ เป่าแล้วเสียงทุ้มกึกก้อง หากเป่าได้จังหวะ เสียงจะดังกังวานขึ้นเรื่อยๆ ดังขึ้นมาเหมือนเสียงฟ้าผ่า ค่อยๆกระจายเสียงออกไป เสียงตะโกนของทัพหลวงที่บุกขึ้นมาจากด้านหลังก็ไม่สามารถกลบเสียงแตรนั้นได้

ข้าจับบังเหียนม้าแล้วกล่าวว่าฉีเลี่ย ตามติดข้าไว้

คันธนูก้วนยื่อของข้าทั้งใหญ่ทั้งหนัก ปกติจะให้ฉีเลี่ยเป็นคนถือ บนม้าของข้าแขวนเพียงหอกยาวกับขวานตีเมืองและแบกลูกธนูสิบดอก ตอนนี้ขวานไม่น่าจะได้ใช้งาน หากต้องการใช้ธนูขึ้นมา ต้องให้ฉีเลี่ยมาค่อยอยู่ข้างกาย

ข้าบุกขึ้นไป ตามค่ายที่สามของผู่อันหลี่และค่ายที่หนึ่งของลู่กงสิงไปติดๆ เมื่อค่ายทัพหน้าบุกโจมตี จะแปรขบวนรบเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีสี่แถว ค่ายที่หนึ่งอยู่หน้าสุด ตามด้วยสองและสาม สี่ห้าหกเป็นหนึ่งแถว ด้านหลังตามมาด้วยอีกสามค่าย เรียงตามลักษณะนี้ไป สองแถวที่อยู่หลังสุดจะมีแถวละสี่ค่ายด้วยกัน ซึ่งนี่เป็นขบวนบุกทะลวงทัพตามรูปที่บันทึกอยู่ในบทที่ห้าของหนังสือเจ็ดข้อสำคัญในการเดินทัพ แต่บัดนี้ขบวนรบแตกรูปขบวนเสียแล้ว ค่ายที่อยู่ข้างหลังกลับวิ่งแซงค่ายที่อยู่ข้างหน้า

ลู่กงสิงคิดจะทำอะไรกันแน่?

ในใจของข้าเกิดความโกรธเคืองขึ้นมา หรือว่าเขากลัวมนุษย์งูจนขวัญเสียไปแล้ว?

ในตอนนี้ พวกเราก็บุกมาถึงหน้ากองทัพมนุษย์งู

พอเห็นมนุษย์งูเข้า ข้าอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกตกใจ

พวกมนุษย์งูที่สวมชุดเกราะมีอยู่ไม่มาก ส่วนใหญ่จะเปลือยให้เห็นแผ่นเกล็ดสีเขียวแวววาว ในมือหยิบจับอาวุธที่แปลกประหลาด มีเกือบครบทุกรูปแบบ บางส่วนใช้มือเปล่าในการต่อสู้ กองทัพเกล็ดมังกรกำลังสู้กับมนุษย์งูอย่างสุดกำลัง แต่มองออกได้ว่าเริ่มจะสู้ไม่ไหวแล้ว ทั้งกองทัพถูกกันออกเป็นหลายส่วน ทหารเกล็ดมังกรที่อยู่รอบตัวเสิ่นซีผิงเหลือเพียงไม่กี่สิบนาย ที่เหลือล้วนแยกกันไปสู้ฟัน แม้จะสูญเสียทหารไปไม่มากแต่ก็ยากที่จะบุกทะลวงเข้าไปได้อีก

หากจะเรียกกองทัพเกล็ดมังกรว่าเป็นตะปู ตอนนี้สิ่งที่ตะปูเผชิญหน้าอยู่คือแผ่นเหล็กกล้า

สัตว์ประหลาดเหล่านั้นเก่งกาจขนาดนี้จริงหรือ? แม้แต่กองทัพเกล็ดมังกรที่ชื่อเสียงโด่งดังด้านการโจมตีก็ได้ลิ้มรสความลำบาก ข้าอดไม่ได้ที่จะกังวลเล็กน้อย แต่ในใจกลับรู้สึกดีใจที่พวกเขาควรจะได้รับบทเรียนเสียบ้าง

ตอนที่ค่ายทัพหน้าบุกทะลวงเข้าไปในกองทัพของศัตรู  พวกเราก็ตะโกนส่งเสียงไปพร้อมกัน เสียงนี้ทำให้กองทัพเกล็ดมังกรถึงกับชะงักงัน ลู่กงสิงสั่งไปว่าพี่น้องทั้งหลาย คุ้มกันท่านขุนพลเสิ่นไว้ก่อน” 

สิ้นเสียงของเขา ผู่อันหลี่ก็กล่าวขึ้นมาว่าผู้ใดไม่กลัวตายให้บุกไปกับข้า บุกทะลวงไปถึงทัพหลวงของสัตว์ประหลาดพวกนี้

คำพูดของเขาแฝงด้วยความไม่พึงพอใจในความขี้ขลาดของลู่กงสิง

ทัพหลวงของกองทัพมนุษย์งูตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของขบวนทัพ ซึ่งไม่รู้ว่ามีจำนวนมนุษย์งูเท่าใด จะบุกทะลวงทัพหลวงเหมือนฝันกลางวัน ข้ายังสองจิตสองใจอยู่ แต่ผู่อันหลี่นำทัพบุกขึ้นไปแล้ว

เดิมที่ค่ายที่ห้าฝ่ามาถึงด่านที่สองแล้ว ผู่อันหลี่บุกขึ้นไปต่อเนื่อง พวกไป่ฟูจ่างที่อยู่พวกเดียวกับเขาก็บุกตามกันไป ข้าลองคิดๆดูแล้ว สะบัดหอกแล้วสั่งว่าพวกเรา ฝ่าเข้าไป

ค่ายที่หนึ่งของลู่กงสิงกำลังรับมือกับมนุษย์งู ตอนที่พวกเราฝ่าเข้าไป เห็นทหารนายหนึ่งของค่ายที่หนึ่งถูกมนุษย์งูแทงทะลุอก ร่วงลงมาจากม้า ข้ากัดฟันแล้วเร่งฝีเท้าของม้า ฝ่าเข้าไปด้วยความดุดัน

มนุษย์งูใช้หอกเสียบทะลุอกแล้วยกตัวทหารให้ลอยขึ้น ท่อนล่างก็ยืนอย่างสบายใจ ซึ่งไม่ใช่คนทั่วไปจะทำเช่นนี้ได้ น้ำหนักตัวของทหารน้อยๆก็ร้อยกว่าชั่ง เสียบอยู่ที่ปลายหอก แล้วยกขึ้นมาอย่างง่ายดาย แขนของมันต้องมีแรงมหาศาล ทหารยังไม่สิ้นลม แต่เลือดไหลทะลักออกมาทางปากและจมูก คิดว่าคงไม่รอดเป็นแน่

เมื่อม้าของข้าวิ่งเข้าหาพวกมัน มือทั้งสองของข้าถือหอกไว้แน่น ใช้กำลังทั้งหมดของร่างกายอยู่ที่หอกอันนี้

หากเทียบพละกำลัง ข้าไม่ใช่คู่ต่อกรของมนุษย์งูแน่ วันก่อนที่ข้าถูกมนุษย์งูรัดตัวไว้ รู้สึกเหมือนถูกล่ามด้วยโซ่เหล็ก ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้

แต่ข้ารู้ว่าความเร็วของข้าเหนือกว่ามนุษย์งู บัดนี้ข้าทำได้เพียงใช้ความเร็วของตัวเองผนวกกับความเร็วของม้าเข้าด้วยกันจึงจะมีโอกาสชนะ

มนุษย์งูเห็นข้าวิ่งเข้ามา มันหันหัวมาทางข้า ลูกตาทั้งสองของมันมีสีเหลืองอ่อน ไม่ค่อยเหมือนลูกตาของมนุษย์ ใบหน้าเย็นชา มันสะบัดหอก ทหารที่เสียบอยู่ปลายหอกพุ่งเข้ามาหาข้าอย่างกะทันหัน

หากข้าใช้หอกปัดศพที่ลอยมา ความเร็วของข้าย่อมลดลงแน่ ตอนที่ข้าวิ่งฝ่าไปก็คาดการเอาไว้ว่ามันต้องมาไม้นี้ ข้าใช้ขาหนีบม้าไว้แน่น ลำตัวเอียงไปทางด้านขวาอย่างว่องไว เกราะอยู่ที่ลำตัวด้านขวาของม้า ตอนนี้ศพนั้นลอยผ่านหลังม้าไป หากข้าช้าไปเพียงเสี้ยววินาที ศพนี้คงต้องลอยมาโดนข้าเป็นแน่

ตอนที่ศพลอยผ่านหลังม้าไป ข้าได้สบตากับศพนั้น สีหน้าของศพนั้นทั้งแตกตื่นตกใจ บางทีก่อนที่ทหารจะเสียชีวิตคงมีความกลัวอยู่ก่อนแล้ว

ข้าไม่มีเวลามาคิดอย่างอื่นแล้ว ตอนนี้ม้าวิ่งเข้าไปใกล้มนุษย์งู ข้าไม่ได้ดันตัวเองขึ้นมานั่งบนหลังม้า แต่ว่าแทงหอกไปทางอกของมนุษย์งู

พละกำลังของข้าก็มีไม่มาก แต่อาศัยแรงวิ่งเข้าหาของม้า ข้ามั่นใจว่าอานุภาพไม่ด้อยไปกว่าการพุ่งหอกของเสิ่นซีผิง มนุษย์งูกลับเฉื่อยลงมาก บางทีมันอาจจะคาดไม่ถึงหรืออาจะไม่ได้คิดเลยว่าศพที่สะบัดมาใส่ข้าไม่ทำให้ความเร็วของข้าลดลงเลยสักนิด ยังไม่ทันตั้งตัว หอกของข้าก็มาถึงอกของมัน

มนุษย์งูถือหอกขวางลำตัวหวังจะปัดหอกข้าขึ้นบนไป แต่จังหวะของข้าไวกว่ามันมาก พลังก็เยอะ มันกำลังจะยกหอก หอกของข้าก็จวนจะถึงอยู่แล้ว ปลายหอกข้าสัมผัสกับด้ามหอกของมนุษย์งู

ระยะประชิดขนาดนี้ ต่อให้มันปัดโดน ยังไงปลายหอกของข้าก็ต้องแทงเข้าที่ศีรษะอยู่ดี มันคงรู้ว่าตัวเองใกล้ถึงที่สิ้นสุดแล้ว นัยน์ตาอันเย็นช้ากลับมีความหวาดกลัวปรากฏออกมาเช่นกัน

ซึ่งนั่นเป็นส่วนที่คล้ายกับมนุษย์

ข้ากำลังคิดอยู่ ทันใดนั้นมีเสียงดัง จึ๊ก ปลายหอกแทงโดนของแข็งอะไรสักอย่าง

มันเป็นแขนซ้ายของมนุษย์งู

ยามคับขันมันหมุนตัวหลบ หลบพ้นจุดสำคัญ แต่แขนซ้ายหลบไม่พ้น

ปลายหอกของข้ายาวกว่าหอกทั่วๆไปเกือบครึ่ง เกือบจะเหมือนมีดปลายแหลมสองคมเล่มหนึ่ง มือซ้ายของข้าหนุนแรงไปข้างหน้า ด้ามหอกวางอยู่บนแขนซ้าย มือขวาถ่วงแรงลงไป หอกนั้นขยับดัง กึก แขนซ้ายของมันถูกข้าตัดขาด เหลือเพียงผิวหนังบางส่วนที่ติดอยู่กับร่างกาย

เลือดของมันกระเด็นออกมา มีบางส่วนกระเด็นมาโดนหน้าของข้า เลือดนั้นไม่อุ่นอย่างที่คิด

มนุษย์งูเสียแขนซ้ายไป มันจับหอกไม่อยู่แล้ว ตอนนี้ม้าของข้าพัวพันกับมัน ข้าดึงหอกกลับมา ถือโอกาสที่มนุษย์งูยังเฉื่อยอยู่แทงเข้าไปอีกที

ความเร็วของหอกนี้ปราศจากแรงหนุนของม้า ความเร็วจึงลดลงไปบ้าง

หอกของข้ากำลังแทงออกไป ในมือกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรมาหน่วงเอาไว้จนเกือบจะดึงข้าร่วงจากม้า ข้าหนีบหลังม้าไว้ มันกลับวิ่งต่อไปไม่ได้ มันยกขาหน้าขึ้นมา ร้องดังลั่น

แทงโดนขอนไม้หรือ ข้าออกแรงดึงหอก หอกนั้นเหมือนมีรากติดอยู่และพยายามดึงให้ข้าเข้าไปหา

ข้าหันหน้ากลับมามอง เป็นมือขวาของมนุษย์งูที่จับหอกของข้าไว้

พลังของมนุษย์งูมีมากขนาดนี้เชียว ทำให้ข้าอึ้งไปไม่น้อย มันออกแรงดึง ข้าถูกดึงจนเกือบจะหล่นจากหลังม้า ข้าถือโอกาสปล่อยมือ มันแย่งชิงหอกไปได้ ข้าไม่รอให้เจ้ามนุษย์งูนั่นใช้หอกของข้าเพื่อแทงกลับมาหา ข้ายื่นมือไปจับขวานที่ห้อยมากับม้า ขาทั้งสองผละจากที่วางเท้า ออกแรงกระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนหลังม้า เหวี่ยงขวานออกทางขวามือตามจังหวะ

ขวานนี้ฟันเข้าที่คอของมนุษย์งู

คอของมนุษย์งูทั้งหนาและสั้น แต่ข้าก็เหวี่ยงออกไปเต็มแรง เสียงดัง ฉับ ฟันเข้าที่คอของมนุษย์งู แผลที่บริเวณคอมีเลือดพุ่งออกมา ตอนนี้มันไม่สามารถตอบโต้อีกต่อไป

เลือดของมันกลับเป็นเลือดเย็น ไม่รู้ว่าทำไม ข้ากลับคิดอย่างชะล่าใจขึ้นมากะทันหัน ปกติมนุษย์บางคนถูกยกย่องว่าเป็นเยาวชนเลือดร้อน หากว่ามนุษย์งูก็มีคำยกย่องเหมือนมนุษย์ ไม่แน่มันอาจจะถูกเรียกว่า เยาวชนเลือดเย็น 

ข้าอดไม่ได้ที่จะคิดไปเพ้อเจ้อ ข้าเพิ่งจัดการกับมนุษย์งูตัวนี้เสร็จก็มีหอกยาวหนึ่งอันแทงมาจากด้านข้าง

ตอนนี้ม้าของข้ายังหยุดไม่นิ่ง ข้าก็ยังยืนอยู่บนหลังม้า หอกนี้แทงมาที่บริเวณช่วงท้องของข้า ข้ารู้ดีว่าหลบไม่พ้น ได้แต่ขยับตัวหันข้างบนหลังม้า ขวานที่เปื้อนเลือดของมนุษย์งูก็เหวี่ยงออกไปอีกครั้ง เกิดเสียงดัง เคร้ง ปลายหอกถูกข้าฟันจนหัก

มนุษย์งูไม่รอช้า หันหอกที่หักปลายแทงเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง หอกเมื่อสักครู่มาด้วยความแรง มิเช่นนั้นข้าก็คงฟันปลายหอกมันหักไม่ง่าย หากมนุษย์งูคิดเป็นต้องรู้แน่ๆว่าลำพังแค่ไม้ธรรมดาหนึ่งอัน ก็เพียงพอที่จะแทงทะลุตัวข้ากระมัง

ขณะนี้ข้านั่งอยู่บนหลังม้า เดิมทีคิดว่าขวานนี้จะสามารถปัดหอกออกไปได้ นึกไม่ถึงว่าจะสามารถฟันปลายหอกของมันทิ้งไป ตอนนี้อยากจะหลบก็หลบไม่ทันเสียแล้ว จะดึงขวานกลับมาป้องกัน แรงคงไม่พอ ข้ากัดฟันไว้ เหวี่ยงขวานออกไปตามจังหวะ เพื่อโน้มตัวออกข้างไป

ประเดี๋ยวเดียวขวานของข้าก็ฟันเข้าที่หัวของมนุษย์งู จังหวะต่อเนื่องเมื่อสักครู่ ตอนกระทำลงไปไม่รู้สึกเหนื่อย แต่ตอนนี้ข้าสวมเกราะหนัก รู้สึกหมดแรงขึ้นมากะทันหัน ต่อให้หมดแรง ขวานก็ยังคงเป็นขวาน ที่ข้าฟันลงไปทำเอาหัวของมนุษย์งูแตกออกเป็นสองซีก ขณะเดียวกัน หอกที่ปลายหักแทงเข้ามาที่ท้องด้านซ้าย

ข้าเอียงกายได้ทันเวลา หอกนี้แทงเฉียดเกราะของข้า แม้จะมีชุดเกราะคั่นอยู่ ข้าก็รู้สึกว่าเหมือนท้องน้อยถูกมีดกรีด รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที

ไม่ทันรอให้ข้าขยับตัว ด้านหน้าของตัวม้ามีมนุษย์งูปรากฏออกมาอีกหนึ่งตัว

มนุษย์งูตัวนี้ดูคล้ายกับมนุษย์งูที่ออกมาท้ารบเมื่อสักครู่ มีเพียงหนึ่งในสามของร่างกายที่อยู่บนพื้น ขณะนี้ ตัวของมันสูงกว่าข้าที่นั่งอยู่บนหลังม้าเกือบครึ่ง ข้ายื่นมือไปคลำหาหอกที่ห้อยข้างลำตัวม้า แต่กลับคลำไม่เจอ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อสักครู่หอกนั้นถูกมนุษย์งูตัวแรกแย่งไป

ขณะนี้ ข้าไร้ซึ่งอาวุธป้องกันตัว

มองไปยังเจ้ามนุษย์งูตัวนั้น ข้ารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ในมือของมันถือหอกยาว เล็งมาที่ข้า ข้ารู้ดีว่าพลังของข้าไม่อาจเทียบเท่ามนุษย์งู ตอนนี้ม้าก็ยืนนิ่งเสียแล้ว ไม่สามารถยืมแรงจากม้าเพื่อต่อสู้กับมนุษย์งู เมื่อสักครู่ข้าใช้พลังมากเกินไป ตอนนี้ข้ารู้สึกหมดแรงไปทั้งตัว เกรงว่าแม้แต่หลบอาวุธก็ยังทำไม่ได้

ข้าหลับตาลง

ข้างหูได้ยินเสียงฉีเลี่ยกล่าวขึ้นมาว่าท่านขุนพล ระวัง ระวังตัวด้วยข้าตกใจ รีบลืมตาขึ้นมา เห็นเพียงเจ้ามนุษย์งูกำลังเลื้อยมาหาข้า ข้าดึงบังเหียนม้า ม้าถอยหลังไปหลายก้าว เกิดเสียงดัง ปัง เจ้ามนุษย์ก็ล้มลงไปกองอยู่กับพื้น

บนหลังของมันมีหอกปักอยู่

เป็นเสิ่นซีผิงที่ช่วยข้าเอาไว้ ข้ามองไปด้วยความตื้นตันใจ เห็นเสิ่นซีผิงอยู่ข้างหน้าข้าประมาณสิบกว่าก้าว

ปกติสิบกว่าก้าวเป็นระยะที่ใกล้มาก แต่สามารถพุ่งหอกที่ทรงอานุภาพขนาดนี้ได้ นอกจากเสิ่นซีผิงแล้วคาดว่าไม่มีผู้อื่นทำได้ ตอนนี้ฉีเลี่ยเก็บหอกของข้าขึ้นมา กล่าวว่าท่านขุนพล…”

ข้ารับหอกยาวมา เห็นมีมนุษย์งูสี่ตัวไปจู่โจมเสิ่นซีผิงพร้อมกัน

น่าจะเป็นเพราะเมื่อสักครู่เขาพุ่งหอกช่วยข้าไว้กระมัง เสิ่นซีผิงถือหอกเพียงมือเดียว แต่หอกของมนุษย์งูทั้งสี่ตัวเข้ามาจากสี่ทางพร้อมกัน ข้าได้ยินเสียงทหารเกล็ดมังกรที่อยู่ข้างๆกล่าวขึ้นมาว่าใต้เท้า ระวังตัวด้วย

ในมือทหารคนนั้นถือดาบเล่มใหญ่ เดิมทีมันยืนอยู่ด้านขวาของเสิ่นซีผิง ฟันดาบลงไป มนุษย์งูที่อยู่ทางด้านขวาถูกเขาฟันเข้าที่หัว แต่หอกจากอีกสามตัวกลับโดนเข้าที่เกราะของเสิ่นซีผิงพร้อมกัน มีหนึ่งอันแทงจากด้านหน้า ทะลุออกด้านหลังของเสิ่นซีผิง

ข้าตะโกนด้วยความตกใจ ทหารเกล็ดมังกรเกือบทั้งหมดก็ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจพร้อมกัน เห็นเสิ่นซีผิงเซไปมาอยู่บนหลังม้า มันยื่นมือไปหมายจะชักดาบออกมา แต่พอมือไปจับที่เอว ร่างกายท่อนบนก็เอียงลงมา เสิ่นซีผิงหล่นลงมาจากหลังม้า

เสิ่นซีผิงพลีชีพแล้ว

นี่เหมือนฟ้าผ่าลงมาอย่างจัง แม้ว่าข้าจะไม่เห็นว่ากองทัพเกล็ดมังกรจะสามารถรบชนะได้ แต่ก็ไม่นึกว่าเสิ่นซีผิงจะมารบตายที่นี่ ซึ่งนี่ทำให้ข้าตะลึงงันไปจนไม่ขยับตัว

ในบรรดาทหารเกล็ดมังกร มีนายทหารนายหนึ่งตะโกนทั้งน้ำตาว่าใต้เท้า ใต้เท้าพลีชีพเพื่อชาติไปแล้ว” 

คำพูดที่นายทหารตะโกนออกมาเหมือนเป็นเวทมนต์ที่ทำให้ทหารเกล็ดมังกรทุกคนชะงักไปชั่วขณะ ทันใดนั้น ในสนามรบก็มีเสียงร้องของความเจ็บปวดตามมา ซึ่งเป็นเสียงของทหารเกล็ดมังกรที่ชะงักไปแล้วถูกมนุษย์งูฟันร่วงจากหลังม้า

ข้าไม่รู้ว่าตัวเองเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ตะโกนออกไปว่าตามข้ามาข้าเฆี่ยนม้าให้มันวิ่งไป

มนุษย์งูก็คงรู้ว่าขุนพลกล้าของเรารบตายไปแล้ว ประเดี๋ยวเดียวก็เข้ามามุงดูกัน ข้าฝ่าการสกัดกั้นของมนุษย์งูสองตัว วิ่งไปถึงจุดที่เสิ่นซีผิงเสียชีวิต ศพของเสิ่นซีผิงถูกมนุษย์งูจับขึ้นมา มีทหารเกล็ดมังกรกำลังจะวิ่งไปชิงเอาศพคืนมา มนุษย์งูอีกสิบกว่าตัวขวางทหารพวกนั้นเอาไว้ ข้ากล่าวว่าฉีเลี่ย หยิบธนูก้วนยื่อให้ข้าที

ฉีเลี่ยโยนธนูมาให้จากด้านหลัง ข้ารับธนูมา กระโดดขึ้นไปอยู่กลางเวหา ข้าหยิบลูกธนูไม่ทันเลยใช้หอกแทนลูกธนู ใช้แรงทั้งหมดดึงสายเต็มที่ เล็งไปยังตัวที่จับศพเสิ่นซีผิงอยู่ พร้อมร้องพั่ว

ระยะขนาดนี้ ธนูที่ยิงออกมาย่อมมีอานุภาพมากกว่าการพุ่งหอกของเสิ่นซีผิง หอกนั้นพุ่งออกจากคันธนู ยิงโดนมนุษย์งูและปักมันไว้กับพื้น ข้าลงมานั่งบนหลังม้า โยนธนูให้ฉีเลี่ยและหันไปบอกว่าขอขวานข้าที

ฉีเลี่ยรับธนูไปแล้วหยิบขวานขึ้นมา แต่ไม่รู้จะส่งให้ข้าอย่างไง ข้าบอกว่าโยนมาสิ

ขณะนี้ข้าวิ่งไปขึ้นข้างศพของเสิ่นซีผิง มนุษย์งูสองตัวถือหอกขวางข้าไว้ พวกมันแทงออกมาพร้อมกัน ข้ามาด้วยความเร็ว ในมือก็ไร้อาวุธจึงรีบดึงบังเหียนม้า ขาหน้าของม้ายกตัวขึ้น หอกของสองตัวนั้นแทงเข้าที่อกม้าพอดี

ข้าไม่รอให้ม้าล้มตัวลง สองขาออกแรงกระโดดออกจากอานม้า ตอนนี้ได้ยินเสียงลมพัดผ่าน ขวานเล่มนั้นหมุนผ่านศีรษะข้าไป ตอนนี้ข้าลงมาถึงพื้นแต่ขวานอยู่สูงขนาดนั้น ข้าจะคว้ามันมาอย่างไร?

ขณะนี้เกิดเสียงดัง ปัง มนุษย์งูสองตัวนั้นอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมามอง เห็นเพียงลูกธนูยิงโดนขวานพอดี ขวานหยุดการหมุนและยังคงลอยไปด้านหน้า ข้าได้ยินถานชิงกล่าวว่าท่านขุนพล รับไว้

เป็นพี่น้องจากค่ายที่ห้ามาสมทบข้าแล้ว เมื่อสักครู่นี้ ข้าแทบจะสู้รบอยู่เพียงลำพัง ตอนนี้อุ่นใจขึ้นมาแล้ว ข้ายื่นมือไปจับขวานที่ถานชิงโยนมาให้ วิ่งไปข้างหน้าด้วยความดุดัน

เดิมทีมนุษย์งูสู้กับข้าซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้า ต่างยืดตัวไว้สูงมาก แต่ตอนนี้ข้าอยู่บนพื้น ข้าอาศัยจังหวะที่หอกของพวกเขายังปักอยู่บนตัวของม้า ฟันเข้าไปยังมนุษย์งูตัวที่อยู่ด้านซ้าย

ขวานนี้ฟันลงไป มนุษย์งูตัวนั้นส่งเสียงร้องออกมา ร่างกายที่ทั้งใหญ่และยาวล้มลงไปด้านหลัง มนุษย์งูอีกตัวกำลังรอจังหวะจู่โจมข้ากลับมีธนูสามสี่ดอกยิงเข้าที่หัวของมันพร้อมกัน มีสองดอกยิงโดนลูกตาทั้งสองของมัน ไม่ต้องรอให้ข้าลงมือก็มีหอกยาวอันหนึ่งแทงเข้าที่หน้าอกของมัน ข้าได้ยินเสียงลู่กงสิงกล่าวว่าขุนพลฉู่ ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า

ทัพหน้าก็มาแล้ว ในใจข้ายินดีนัก กำลังจะเอ่ยวาจากลับเห็นมีมนุษย์งูตัวหนึ่งถือดาบอยู่ และกำลังลากศพของเสิ่นซีผิงล่าถอยออกไป

หากปล่อยให้มันพาศพหนีกลับไปยังทัพหลวงมนุษย์งูได้ เกรงว่าพวกเราคงชิงเอาศพกลับคืนมาไม่ได้อีกแล้ว

ถึงตอนนี้ทุกคนคงคิดเหมือนกัน เกือบทุกคนวิ่งเข้าหามนุษย์งูตัวนั้น ข้ากับลู่กงสิงอยู่ใกล้กันมาก ลู่กงสิงขี่ม้าอยู่กลับเคลื่อนที่ไม่สะดวก และเป็นข้าที่วิ่งเข้าใส่ มนุษย์งูที่จะมาสกัดกั้นข้า ส่วนใหญ่ถูกทหารคนอื่นๆรับมือแทนไปแล้ว ข้าเป็นคนแรกที่วิ่งตามศพได้ทันพอดี

แขนทั้งสองข้างของมนุษย์งูหนีบศีรษะของเสิ่นซีผิงเอาไว้ มันกำลังออกแรงลากถอยกลับทัพ แต่ข้าจับขาของเสิ่นซีผิงเอาไว้ ส่วนขวานในมือขวาข้าก็เหวี่ยงออกจากมือไป ข้ารู้เพียงว่าหากคว้าศพของเสิ่นซีผิงไว้ได้ ย่อมมีคนมาช่วยข้าจัดการกับมนุษย์งูตัวอื่นๆ

มนุษย์งูเห็นขวานของข้าลอยมา มือทั้งสองปล่อยออกกะทันหัน เดิมทีข้าออกแรงเต็มที่เพื่อเยื้อศพเอาไว้ บัดนี้ข้ากลับหงายหลังไปอย่างจัง ข้ากำลังจะออกแรงเพื่อดึงเสิ่นซีผิงกลับมาอีกครั้ง กลับเห็นมนุษย์งูจับหมวกของเสิ่นซีผิง ฟันลงไปหนึ่งที ถึงกับตัดศีรษะของเสิ่นซีผิงหลุดออกมา

ข้าตะโกนเสียงออกมา กำลังจะวิ่งขึ้นหน้าไปเพื่อชิงเอาศีรษะของเสิ่นซีผิงกลับคืนมา มนุษย์งูนั้นวิ่งถอยไปอย่างรวดเร็ว หนีเข้าไปในกองทัพมนุษย์งูที่กำลังบุกเข้ามาหา ก่อนจากไปมันหันกลับมายิ้มเยาะเย้ยใส่ข้า

ในใจข้ารู้สึกแค้นนัก ในตอนนี้ ลู่กงสิงฝ่าเข้ามาหา ข้างๆมีทหารหนึ่งนายจูงม้ามาด้วย ลู่กงสิงกล่าวว่าขุนพลฉู่ รีบนำตัวใต้เท้าเสิ่นแล้วถอยด่วน

ข้าอุ้มศพของเสิ่นซีผิงแล้วกระโดดขึ้นม้า ลู่กงสิงสั่งการว่าทหารทั้งหลายถอยทัพ ทัพหน้าคุ้มกันหลังให้ด้วย

ในตอนนี้ คำพูดของเขาถือเป็นคำสั่งสูงสุด พวกเราถอยไปอย่างรวดเร็ว มนุษย์งูพวกนั้นกำลังจะไล่โจมตีพวกเรา ทหารทัพหน้าพยายามต้านไว้สุดชีวิต

ทหารทั้งหมดรบไปถอยไป ถอยมาถึงเมืองเกาจิ้ว ทหารเกล็ดมังกรที่หลงเหลืออยู่คุ้มกันข้าเข้าเมือง

พอพวกเราถอยมาถึงคูเมือง บนหัวเมืองสาดธนูเข้าใส่ดั่งฝนกระหน่ำลงจากฟ้า พวกมนุษย์งูไล่ตามมาถึงตรงนี้จึงค่อยๆล่าถอยกลับไป

อยู่บนหัวเมือง ข้ายกศพไร้ศีรษะของเสิ่นซีผิงลงจากบ่าของข้า มอบศพให้กับนายทหารของกองทัพเกล็ดมังกร นายทหารนายนั้นกอดศพเสิ่นซีผิงเอาไว้แล้วตะโกนทั้งน้ำตาว่าใต้เท้า

บัดนี้ทหารเกล็ดมังกรเหลือเพียงสองร้อยกว่านาย ตอนนี้ล้วนยืนอยู่บนหัวเมือง พวกเขาล้วนคุกเข่าลง ร้องตะโกนออกมาพร้อมว่าใต้เท้า

ท่านอู่โหวก็อยู่บนหัวเมือง สีหน้าหนักแน่นดั่งน้ำ ขณะนี้ เวยเหวี่ยนป๋อ หม่อเจิ้นอู่ ผู้บัญชาการทหารทัพหลวงวิ่งขึ้นมาบนหัวเมือง คุกเข่าแล้วกล่าวว่าท่านอู่โหว…”

ท่านอู่โหวเพียงโบกมือเล็กน้อยแล้วกล่าวว่าหารือเรื่องงานศพของเสิ่นซีผิงกันเถอะ

แม้ว่าสีหน้าของเขายังคงเย็นชาแต่ก็มีความโศกเศร้าปรากฏออกมาอยู่บ้าง ข้ารู้สึกว่าท่านอู่โหวเหมือนมีสิ่งที่อยากกล่าวมากมาย แต่ก็เงียบไม่เอ่ยอะไรออกมา ท่านอู่โหวมองมาที่ข้า ไม่พูดไม่จาแล้วหันหลังเข้ากระโจมไป ต้าอิง เสี่ยงอิงองครักษ์ติดตามที่ไม่เคยห่างท่านก็ตามเข้าไปด้วย

ข้าหันมามอง ขณะนี้ ทหารทั้งหมดถอยเข้ามาในเมืองหมดแล้ว ประตูเมืองค่อยๆปิดลง

ไม่รู้ทำไม นัยน์ตาของข้ากลับปรากฏภาพของเจ้ามนุษย์งูตัวที่ตัดหัวของเสิ่นซีผิงขึ้นมา ที่มันหันกลับมาเยาะเย้ยข้าตอนหนีกลับไป มันดูเหมือนไม่ต่างอะไรกับรอยยิ้มของคนเจ้าเล่ห์

ตอนนี้ใกล้เวลาเที่ยงตรง ข้ายังอดไม่ได้ที่จะกลัวจนสั่นไปทั้งตัว

จากบนหัวเมืองมองลงไปด้านล่าง บนพื้นว่างผืนนั้น สิ่งที่ไขว้กันอยู่ล้วนเป็นซากศพของมนุษย์งูและทหารจักรพรรดิ เศษชิ้นส่วนอาวุธหล่นเกลื่อนไปทั่ว เหมือนกับปกคลุมหน้าดินเอาไว้ ต่างมองไม่เห็นสีเดิมของดินทราย เลือดสาดไปทั่ว แม้แต่เลือดที่อยู่บนชุดเกราะของข้า บัดนี้ก็กลายเป็นลิ่มเลือดไปแล้ว มันเหมือนผ้าคลุมสีแดงที่สวมทับชุดเกราะเอาไว้

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเลือดของมนุษย์ หรือจะเป็นเลือดของมนุษย์งู เมื่อรวมอยู่ด้วยกันแล้วก็ยากที่จะแยกแยะออกจากกันได้

สงครามตำนานเทพ ตอนที่ 5

มนุษย์งูถอยกลับทัพไป ข้าไม่รู้ว่าพวกมันจะบุกมาอีกเมื่อไร แม้ว่าอัตราการสูญเสียของทหารทั้งสองฝ่ายจะดูไล่เลี่ยกัน แต่การจากไปของเสิ่นซีผิงส่งผลกระทบต่อจิตใจของทหาร เกรงว่าขณะนี้ไม่มีผู้ใดกล้าออกศึกสู้รบกับมนุษย์งูอีกเป็นแน่ ท่านอู่โหวก็คงคำนึงถึงจุดนี้เช่นกัน ตอนที่พวกเราออกไปรับศึก ท่านก็รับสั่งให้ช่างฝีมือซ่อมแซมแนวป้องกันเป็นการด่วน

ศึกครั้งนี้ กองทัพเกล็ดมังกรเสียหายใหญ่หลวงนัก ทหารห้าร้อยนายเหลือเพียงสองร้อยยี่สิบเอ็ดนาย ทหารทัพหน้าก็มีการสูญเสียเช่นกัน ตอนนี้เหลือเพียงหนึ่งพันสองร้อยกว่านาย ไป่ฟูจ่างตายไปสามนาย ซึ่งสองในสามเป็นไป่ฟูจ่างที่เพิ่งเลื่อนตำแหน่งขึ้นมา ส่วนอีกหนึ่งนายเป็นถึงบุตรชายของผู้ว่าการการคลัง ซึ่งไม่รู้ว่าท่านอู่โหวกลับไปคราวนี้จะชี้แจงท่านเช่นใด

ในค่ายที่ห้าของข้า มีเสินจ่างสองนายจากไป สมาชิกทั้งหมดของเซินถูอี้ไม่มีเหลือรอดกลับมา ขณะนี้ค่ายที่ห้าเหลือทหารห้าสิบเจ็ดนาย เรียกได้ว่าเหลือเพียงครึ่งกองร้อย แต่ก็ไม่ได้นับว่าสาหัสที่สุด เพราะแต่ละค่ายล้วนเสียทหารไปเกินกว่าครึ่ง ค่ายที่สามของผู่อันหลี่ที่บุกอยู่แถวหน้าเหลือเพียงสามสิบเอ็ดนาย หากไม่เป็นเพราะความละเอียดรอบคอบของลู่กงสิง เกรงว่าจุดจบของพวกเราคงไม่ต่างอะไรกับกองทัพเกล็ดมังกร

ข้ามองไปยังทหารค่ายทัพหน้าที่เดินเรียงกันเป็นแถว แม้จะมีความฮึกเหิมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับมีดที่ผ่านศึกมานาน บนคมมีดเต็มไปด้วยรอยบิ่น ทหารไม่รู้เท่าไรต้องมาตายในต่างแดน ไม่สามารถกลับไปยังบ้านเกิดได้อีก แต่ว่าศึกครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ต่อจากนี้ไม่รู้จะมีทหารอีกเท่าไรที่ต้องมาสังเวยในที่แห่งนี้

ข้ากำลังตรวจตราจำนวนทหารของค่ายที่ห้าที่ถอยเข้าเมืองมา ขณะนี้มีคนกล่าวขึ้นมาอย่างกะทันหันว่าท่านขุนพลเสิ่น

ข้าถึงกับตกใจ คิดว่าเป็นวิญญาณของเสิ่นซีผิงออกมาปรากฏตัว เมื่อหันไปมอง ก็เห็นทหารจากค่ายที่หนึ่งหลายนายชี้ไปยังค่ายของกองทัพมนุษย์งูที่อยู่แสนไกล

มองออกไปสุดสายตา ยามนี้เป็นยามบ่าย ในค่ายมนุษย์งูยังคงมีฝุ่นตลบอบอวนอยู่อย่างนั้น ข้าเห็นภายในไม่ชัด แต่หน้าค่ายมีการปักเสาธงไว้หนึ่งอัน ข้างบนมีธงผืนใหญ่ที่มีภาพมนุษย์งูสองตัวโบกสะบัดไปมา ใต้ธงมีศีรษะมนุษย์ห้อยอยู่ ระยะไกลขนาดนั้นย่อมเห็นไม่ชัดเจน แต่ใครก็คงเดาออกได้ว่านั่นต้องเป็นศีรษะของเสิ่นซีผิงอย่างแน่นอน

หากไม่เป็นเพราะเสิ่นซีผิงต้องการช่วยข้า เขาก็ไม่ต้องมาทิ้งชีวิตอยู่ที่นี้ นึกถึงจุดนี้ ใจข้าแสนจะเจ็บปวด ตามมาด้วยอาการปวดที่บริเวณเอว เหมือนถูกดาบฟันไปหนึ่งที แสนจะทรมาน ข้ากัดฟันฝืนทนต่อไป แต่ความเจ็บปวดยังคงมาเป็นระลอก ทำเอาข้าถึงกับเหงื่อตก

ฉีเลี่ยเห็นสีหน้าข้าไม่สู้ดี ถามว่าท่านขุนพล ท่านเป็นอะไรไปขอรับ

ข้าเอามือกุมที่เอวแล้วตอบว่าไม่มีอะไร

คำพูดนี้เพิ่งพูดออกไป ข้าก็รู้สึกเจ็บจนทรงตัวไม่ได้ ทำท่าเหมือนจะล้มลงไป ฉีเลี่ยเข้ามาพยุงข้าเอาไว้ กล่าวด้วยอาการตกใจว่าท่านขุนพล ท่านขุนพลขอรับ

เหล่าเสินจ่างของค่ายที่ห้าไม่สนอะไรอีกแล้ว รีบกรูกันเข้ามา ขณะนี้ ลู่กงสิงที่กำลังตรวจตราทหารของค่ายอื่นๆก็เดินเข้ามา ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

ฉีเลี่ยกล่าวอย่างตกใจว่าท่านผู้คุมลู่ ท่านขุนพลฉู่จู่ๆก็ล้มลง

ข้าพยายามจะยืนขึ้น แต่บาดแผลที่เอวกลับทำให้ข้ายืนขึ้นไม่ไหว ได้แต่งอตัวอยู่บนพื้น ลู่กงสิงเดินเข้ามา เปิดชุดเกราะของข้าออกมา เมื่อเห็นบาดแผลจึงกล่าวด้วยความตกใจว่าท่านได้รับบาดเจ็บ อย่าเพิ่งขยับ พวกเจ้ารีบนำตัวขุนพลฉู่กลับค่ายของกรมพลาธิการ ตามแพทย์ทหารมาดูอาการ

ข้าอยากจะบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่อาการเจ็บที่เอวทำเอาข้าพูดอะไรไม่ออก ฉีเลี่ยกับถานชิงปลดชุดเกราะของข้าออก พยุงข้าไปยังค่ายพลาธิการ แม้ว่าข้าจะรู้สึกเสียหน้าไปบ้างแต่ก็ต้องให้ความร่วมมือกับพวกเขา

หน่วยแพทย์ก็อยู่ในค่ายพลาธิการ หลายวันนี้ในหน่วยแพทย์มีคนไข้จำนวนไม่น้อย ซึ่งนี่เป็นจำพวกบาดเจ็บสาหัส หากบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เพียงทำแผลก็กลับไปได้แล้ว ข้าเข้ามาในหน่วยแพทย์ แพทย์ทั้งยี่สิบกว่าคนกำลังรักษากันจ้าละหวั่น

ฉีเลี่ยพยุงตัวข้าขึ้นมานอนบนเปล ตะโกนออกไปว่าเร็วเข้า ท่านหมอ รีบดูอาการให้ขุนพลฉู่

แพทย์ทหารที่อยู่ข้างๆกำลังทำแผลให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวไหล่ เขาไม่เงยหน้ามามอง แต่กล่าวว่าโปรดรอสักครู่

ฉีเลี่ยกล่าวด้วยความโกรธว่าเจ้าเข้ามาเร็วหน่อย ขุนพลของพวกเรา…”

ข้ากัดฟันกล่าวว่าฉีเลี่ย เจ้าอย่าเพิ่งรบกวนคนอื่น

ฉีเลี่ยตอบว่าท่านขุนพล ท่านบาดเจ็บขนาดนี้ รอช้าไม่ได้ขอรับ

นายทหารที่กำลังเข้ารับการทำแผล วางชุดเกราะไว้ข้างๆ เขาก็บาดเจ็บไม่เบาแต่ยังมีอาการนิ่งสงบ ขณะนี้เขากลับพูดด้วยน้ำเสียงปกติว่าก็ไม่ได้เป็นอะไรมากนี่ ต้องเอะอะโวยวายขนาดนั้นเชียวหรือ

  ฉีเลี่ยกล่าวอย่างโกรธเคืองว่าหุบปาก เจ้าโดนมาแค่นี้ทำเป็นอวดเก่ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าขุนพลของพวกเราเป็นใครกัน

ข้าเริ่มทนไม่ได้ กล่าวว่าฉีเลี่ย ห้ามกล่าววาจาเหลวไหล ให้เขาทำแผลให้เสร็จก่อน ข้ายังทนไหว

แม้จะบอกว่าทนไหว แต่อาการเจ็บที่เอวยังคงทำให้ข้าเหงื่อแตกพลั่ก เมื่อนายทหารคนนั้นจะทำแผลเสร็จ แพทย์ทหารจึงค่อยเข้ามาถามว่าบาดเจ็บตรงไหน?”

ข้าพูดไม่ออก ใช้นิ้วชี้ไปที่เอว แพทย์ทหารแก้ชุดคลุมของข้าออก เสื้อผ้าที่อยู่ข้างในชุ่มไปด้วยเลือด แม้แต่ข้าเองก็ตกใจ ตอนอยู่ในสนามรบ ข้าไม่นึกว่าแผลจะใหญ่ขนาดนี้

แพทย์ทหารตัดเสื้อของข้าออก ตรวจดูแล้วกล่าวว่าเป็นแผลที่เกิดจากโลหะแฉลบโดน เป็นเพียงแผลถลอก ไม่สาหัสนัก แต่จะเจ็บเล็กน้อย ท่านก็ช่างเก็บอาการได้เก่งเหลือเกิน

ฉีเลี่ยพูดด้วยอาการหลงระเริงว่าขุนพลของพวกเราเป็นถึงท่านฉู่ซิวหง ผู้ที่ฝ่าเข้าเมืองเป็นคนแรก

คนแรกที่ฝ่าเข้าไปในเมืองเกาจิ้วสมควรแก่การยกยอก็จริง แต่จนถึงวันนี้แล้วฉีเลี่ยก็ยังภูมิใจกับเหตุการณ์นี้ ข้าอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงขึ้นมา เห็นนายทหารคนเมื่อสักครู่เดินมาอยู่ต่อหน้าข้า คุกเข่าลงแล้วคารวะ กล่าวว่าท่านก็คือขุนพลฉู่หรือ ข้าน้อยเสียมารยาทไปแล้วขอรับ

ข้ารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทหารนายนี้กลับทำตัวนอบน้อมเช่นนี้ น่าแปลกใจเหมือนกัน ข้าถามไปว่าท่านคือ?”

เขาตอบกลับมาว่าข้าน้อยฉินเชวียน นายทหารด่านหน้าของกองทัพเกล็ดมังกร เมื่อสักครู่เสียมารยาทต่อท่านขุนพลฉู่ รู้สึกละอายยิ่ง

นายทหารด่านหน้าของกองทัพเกล็ดมังกร หากเทียบเรื่องตำแหน่งแล้วไม่ได้เป็นรองข้า ต่างก็เป็นนายทหารขั้นที่สิบเอ็ดในบรรดาทหารฝ่ายบู๊ทั้งสิบสามขั้น แม้ว่าค่ายทัพหน้าจะมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าเล็กน้อย แต่เคารพข้าเหมือนผู้ใต้บังคับบัญชาเจอผู้บังคับบัญชา รู้สึกว่าถ่อมตนเกินไป

ข้ากล่าวว่าขุนพลฉิน เกรงใจเกินไปแล้ว เราต่างก็เป็นนายทหารยศเท่ากัน

ฉินเชวียนกล่าวตอบว่าข้าคุกเข่าให้ท่าน เป็นเพราะใต้เท้าเสิ่นขอรับ

ใบหน้าของข้าปรากฏแววเสียใจขึ้นมาทันที การตายของเสิ่นซีผิงพูดได้ว่าเป็นเพราะช่วยข้าแท้ๆ แม้ว่าเขาอาจจะไม่สามารถรับมือกับมนุษย์งูที่เข้ามาจู่โจมพร้อมกันถึงสี่ตัว แต่หอกที่เขาขว้างมาช่วยข้าในขณะนั้นกลับทำให้เขาเสียสมาธิ

อย่างไรก็ตาม ข้ารู้สึกซาบซึ้งในตัวเสิ่นซีผิง   

ข้าพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นว่าท่านใต้เท้าเสิ่นเป็นวีรบุรุษ ข้าไม่สามารถรักษาศพของท่านให้สมบูรณ์ รู้สึกละอายใจนัก ขุนพลฉินไม่ต้องซาบซึ้งข้าหรอก

ฉินเชวียนยิ้มแล้วกล่าวว่าพวกเราเป็นทหารเกล็ดมังกรที่ใต้เท้าฝึกมากับมือ จักไม่ยอมปล่อยให้ใต้เท้าต้องเป็นศพไร้หัว ท่านขุนพลฉู่ ท่านวางใจได้ขอรับ

ข้าตกใจ ใช้ข้อศอกค้ำเปลไว้ แพทย์ทหารกล่าวขึ้นมาว่าท่านอย่าขยับตัว หรือว่าท่านไม่อยากหายเป็นปกติ?”

ฉินเชวียนกล่าวว่าท่านขุนพลฉู่ ท่านพักรักษาตัวไปก่อน

ไหล่ซ้ายของเขาพันผ้าพันแผลเอาไว้ บัดนี้กลับดูเหมือนเป็นคนปกติ หยิบชุดเกราะที่วางไว้เมื่อสักครู่ขึ้นมาสวมใส่ มัดเชือกชุดเกราะไปพลางกล่าวว่าศีรษะของท่านขุนพลเสิ่น พวกเราจะต้องนำกลับมาให้ได้

แพทย์ทหารกำลังล้างแผลให้ข้า แม้ว่าแผลจะไม่ลึก แต่ก็เกิดจากการที่มนุษย์งูใช้หอกไร้หัวแทงแฉลบชุดเกราะ ก่อให้เกิดแผลบริเวณช่องท้อง แม้จะเป็นเพียงแผลภายนอก กำลังแขนของมนุษย์งูช่างน่ากลัวเสียจริง แพทย์โปรยยาสมานแผลให้ข้า จากนั้นใช้เข็มเย็บแผลให้ติดกัน ซึ่งเป็นภาพที่น่าหวาดเสียว แต่ข้ากลับไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด ข้ารู้สึกตะลึงเล็กน้อยจึงถามออกไปว่าพวกท่านคิดจะไปลอบจู่โจมค่ายมนุษย์งูหรือ?”

ฉินเชวียนยิ้มออกมาเล็กน้อย ทำความเคารพแก่ข้าแล้วเดินออกไป

แพทย์ทหารใช้ผ้าพันรอบแผลข้า พันเสร็จแล้วกล่าวว่าท่านขุนพล เสร็จแล้วขอรับ ไม่มีอะไรน่ากังวล หลายวันนี้ท่านต้องพักผ่อนให้มาก กินของบำรุงเสียบ้าง หากฟื้นฟูได้ไว วันรุ่งขึ้นแผลก็จะหายสนิท

ข้าฝืนยิ้มตอบ พักผ่อนอย่างนั้นหรือ หากมนุษย์งูไม่มาบุกโจมตี ข้าอาจจะได้พักผ่อนหลายวัน ข้าคลำไปที่เอวที่พันผ้าเอาไว้ เหมือนถูกห่วงโลหะครอบ แม้ไม่สบายตัวนัก แต่บาดแผลในขณะนี้ไม่ได้เจ็บอะไรมากแล้ว ข้าลองขยับตัวดูแล้วกล่าวว่าท่านหมอ ฝีมือในการรักษาของท่านล้ำเลิศนัก ข้าไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใดแล้ว

แพทย์ทหารตอบว่าท่านอย่าเอาชีวิตของตนเองมาล้อเล่นขอรับ ที่ท่านไม่รู้สึกเจ็บแผล เพราะข้าโปรยผงยาแก้ปวดไว้บนแผลของท่าน พรุ่งนี้ยาแก้ปวดจะหมดฤทธิ์ ท่านก็จะรู้สึกปวดอีก

ข้ากล่าวว่าถ้าเป็นเช่นนั้นวันนี้ก็ไม่มีอาการปวดสินะ

   ถานชิงกับฉีเลี่ยกล่าวขึ้นมาพร้อมกันว่าท่านขุนพล ท่านคิดจะทำอะไรหรือขอรับ

ข้ากล่าวว่าถึงเวลาค่อยว่ากันอีกทีข้าเห็นสีหน้าของพวกเขางงงันจึงบอกไปว่าเป็นอะไรกันไป คิดว่าข้าจะลอบเข้าไปในค่ายมนุษย์งูยามดึกเพื่อเอาศีรษะของของท่านขุนพลเสิ่นกลับมาอย่างนั้นหรือ?”

พวกเขาทั้งสองไม่พูดอะไร แต่ข้าก็พอรู้ว่าพวกเขาคิดเช่นนั้น ข้าหัวร่อและกล่าวว่าข้าคงไม่ดูแคลนชีวิตตัวเองขนาดนั้นหรอก

พวกเขาทั้งสองล้วนสบายใจขึ้นมา

พวกเขาคงไม่รู้ว่าเมื่อสักครู่ข้ามีความคิดแบบนั้นจริงๆ แต่ข้าก็ทราบดี ด้วยสภาพร่างกายของข้าตอนนี้ วิ่งก็วิ่งไม่ได้ หากไปค่ายมนุษย์งูก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้ง

ขุนพลเสิ่น ข้าต้องพาท่านกลับมาให้ได้

ข้าตกลงกับตัวเองอย่างลับๆว่าจะต้องกระทำอย่างที่คิดเอาไว้

ขณะนี้ได้ยินเสียงขี่ม้าอึกทึก ตะโกนอยู่ข้างนอกว่าท่านอู่โหวมีคำสั่ง ทหารทุกนายหยุดการเข่นฆ่า หากมีประชาชนหลงเหลืออยู่ ให้ไปรวมตัวกันที่ลานกั๋วหมินภายในสามวัน ท่านอู่โหวรับประกันความปลอดภัยของพวกเจ้า หากถึงกำหนดแล้วยังมีผู้ที่หลบซ่อนอยู่ให้ประหารผู้นั้นเสีย

มันตะโกนแจ้งข่าวเสร็จ ก็วนไปแจ้งข่าวทางอื่นต่อ

ได้ยินคำพูดของมันแล้วข้ารู้สึกโล่งอกไป การฆ่าล้างเมืองสิ้นสุดก่อนกำหนด ยามนี้ท่านอู่โหวไม่กล้าจะเผชิญทั้งศึกนอกศึกในกระมัง แม้ว่าอาจจะเป็นแผนการของท่านอู่โหว แต่ข้าก็รู้สึกปลาบปลื้มใจนัก

ไม่ทราบว่าในเมืองยังมีคนหลงเหลืออีกเท่าใด หากไม่นับช่างฝีมือกับผู้หญิงที่กวาดต้อนมาได้ อาจจะมีไม่ถึงแสนคน อย่างไรก็ตาม ในที่สุดประชาชนแสนคนนี้ก็สามารถหนีรอดจากคมดาบและรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้

กลับมายังหัวเมือง ทั้งกองทัพกำลังเร่งมือในการซ่อมแซมกำแพง มนุษย์งูยังไม่มีทีท่าจะมาบุกโจมตี พวกเราต่างก็ทราบดี มันเหมือนเป็นความสงบก่อนที่พายุฝนจะมาเยือน มนุษย์งูพวกนั้นสามารถบุกมาโจมตีได้ทุกเมื่อ ท่านอู่โหวออกคำสั่งให้เหล่าทหารที่เฝ้าประจำการประตูทั้งสี่ทิศให้เร่งมือซ่อมแซมแนวป้องกัน ศึกใหญ่ที่ผ่านมาวันนี้แม้จะไม่ได้อลังการมากนัก แต่ท่านอู่โหวก็คงเสียความมั่นใจเช่นกัน

เหล่าทหารกำลังซ่อมแซมแนวป้องกัน ค่ายทัพหน้าก็ไม่ได้รับการยกเว้น ประตูทิศเหนือกับทิศตะวันตกโยกทหารมาสองพันนาย ประตูทิศตะวันออกยังไม่พบเหตุผิดปกติ บวกกับลู่จิงอวีไม่อยู่ ตอนนี้ทหารทั้งหมดอยู่ในความดูแลของป๋ออู่ รองผู้บัญชาการทัพซ้าย ป๋ออู่เป็นคนรอบคอบมาโดยตลอด ไม่มีการบุกหรือรับโดยพลการและยังมีความสามารถในการโยกย้ายกำลังทหาร ท่านอู่โหวได้โยกทหารหมื่นนายจากทัพซ้ายมาประจำการที่ประตูทิศใต้ชั่วคราว ตอนนี้ทหารของทัพหลวงมีทั้งสิ้นห้าหมื่นนาย เรียกได้ว่ามีจำนวนทหารเกือบครึ่งมาประจำการอยู่ที่ประตูทิศใต้ แม้ว่าก่อนหน้านี้ทหารพันธมิตรที่เฝ้าประตูอยู่จะมีไม่มากแต่ก็ต้านไว้สุดฤทธิ์ ตอนที่พวกเราบุกเข้าไป ข้าเป็นคนทำลายกำแพงเมืองกับมือ ประตูทิศใต้นับว่าเสียหายมากที่สุดในบรรดาประตูเมืองทั้งสี่ ตอนนี้ช่างฝีมือของกรมพลาธิการกำลังเร่งมือซ่อมแซมประตูเมืองบานดังกล่าว

ฉีเลี่ยหาเก้าอี้มาให้ข้านั่ง ยังไงก็ไม่ยอมให้ข้ามีส่วนร่วมในการซ่อมกำแพง ข้านั่งอยู่บนหัวเมืองมองพวกทหารที่กำลังยุ่งอยู่กับงานซ่อม ฝีมือในการรักษาของแพทย์ทหารนายนั้นล้ำลึกไม่เบา ตอนนี้ข้าไม่รู้สึกปวดแผลแต่อย่างใด รู้สึกเพียงชาเล็กน้อย กระโจมชั่วคราวของท่านอู่โหวตั้งอยู่ที่ตำแหน่งของค่ายที่สิบ ขณะนี้ท่านก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่มีพนักพิงคอยสังเกตการณ์ องครักษ์ติดตามสองนายนั้นก็ยืนอยู่ด้านหลังของท่าน

ทันใดนั้น ทหารที่ซ่อมแซมแนวป้องกันอยู่นอกเมืองส่งเสียงวุ่นวายขึ้นมา ท่านอู่โหวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ตะโกนถามว่าเกิดเรื่องอะไร?”

มีคนกล่าวอยู่ข้างกายท่านว่าแย่แล้วขอรับ พวกมันบุกมาแล้ว

ประเดี๋ยวเดียวทหารที่อยู่รอบๆก็ส่งเสียงอึกทึกขึ้นมาทันที ข้ามองออกไป จริงด้วย ที่ค่ายของมนุษย์งูเกิดฝุ่นตลบขึ้นมาอีกแล้ว มองออกไปไกลๆไม่รู้ว่ามีทหารจำนวนเท่าใดที่บุกเข้ามา

ท่านอู่โหวกล่าวเสียงดังว่าสั่งการลงไป เตรียมพร้อมรับมือ” 

ท่านนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม ไม่ขยับตัวอีกเลย ขณะนี้ เหลยไป่ฮุยกระโดดขึ้นหลังม้า วิ่งพลางตะโกนบอกว่าทหารทั้งหลาย ไม่ต้องแตกตื่น ศัตรูบุกมาประชิดเมือง ทุกคนจงเตรียมพร้อมรับมือ

การบุกโจมตีของมนุษย์งูท่านอู่โหวคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นท่านจึงไม่แตกตื่นแต่อย่างใด ข้ามองไปที่ประตูเมือง ประตูทั้งสองข้างตอกแผ่นไม้เพื่อปิดรอยแผลเดิม จึงดูหนาขึ้นกว่าเดิม อันที่จริงทำเช่นนี้เพียงเพื่อให้ทหารสบายใจขึ้น หากมนุษย์งูบุกถึงประตูเมืองขึ้นมา ต่อให้เป็นประตูเหล็กก็ไร้ประโยชน์

เวลาผ่านไปไม่นาน ทหารเกือบทั้งหมดถอยกับเข้าเมือง กองทัพมนุษย์งูชุดแรกก็บุกมาประชิดคูเมือง เดิมทีมนุษย์งูนั่งอยู่บนรถศึก พอถึงระยะที่ห่างจากคูเมืองไม่กี่สิบก้าวก็ลงจากรถ เมื่อพวกมันอยู่บนพื้นก็เคลื่อนที่คล้ายกับงู แต่ความเร็วนั้นช้ากว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก

ฉีเลี่ยกล่าวขึ้นมาว่าท่านขุนพล ท่านลงจากหัวเมืองไปก่อนขอรับ ที่นี่มีพวกเราคอยรับมือพวกมัน” 

ข้ายืนขึ้นมา กล่าวว่ามีศึกใหญ่มาเยือนจะให้ข้าหลบไปได้อย่างไรกัน

ฉีเลี่ยกล่าวว่าแต่ว่าแผลของท่าน…”

ข้าลองขยับแขนแล้วกล่าวว่าไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ

เสินจ่างของค่ายที่ห้ายังเหลือเจ็ดนาย ทั้งกองร้อยเหลือเพียงห้าสิบกว่าคน ระบบนายสิบก็ถูกทำลายลงแล้ว ข้าหยิบหอกยาวออกจากขาตั้งอาวุธที่อยู่ข้างๆ ปลายหอกของหอกนี้เล็กกว่าหอกที่ข้าใช้เป็นประจำอยู่บ้าง แต่พอหยิบจับขึ้นมาก็ถนัดมือนัก

ด้านล่างของเมือง ทัพหน้าของมนุษย์งูเคลื่อนพลมาถึงข้างคูเมือง จากนั้นก็หยุดพัก

ฉีเลี่ยกล่าวเบาๆอยู่ข้างหลังข้าว่าพวกมันจะทำอะไรหรือขอรับ?”

ข้าส่ายหัวแล้วกล่าวว่าอย่าไปสนใจว่าพวกมันจะทำอะไร เตรียมพร้อมรับมือเอาไว้

ทันใดนั้น กองทัพมนุษย์งูส่งเสียงดังสนั่นออกมา ข้าคิดไม่ถึงมาก่อนว่ามนุษย์งูจะมีพลังเสียงเช่นนี้ หลังจากนั้น มนุษย์งูก็บุกเข้ามา มองจากด้านบน นอกประตูทิศใต้เหมือนลำธารเขียวที่ไหลทะลักเข้ามา

ข้ากำหอกไว้แน่น กล่าวกับฉีเลี่ยว่าฉีเลี่ย หยิบธนูก้วนยื่อมาให้ข้า

ฉีเลี่ยส่งธนูก้วนยื่อให้ข้า ข้าหยิบลูกธนูจากกระบอกที่สะพายหลังเอาไว้ออกมา ตะโกนออกไปว่าทุกคนเตรียมพร้อม รอให้พวกมันลงไปในคูเมืองก็ยิงธนูได้เลย

อันที่จริงไม่ต้องรอให้ข้าออกคำสั่ง ทหารทั้งสองหมื่นนายที่อยู่บนหัวเมืองต่างถือธนูเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว ข้ามองไปด้านข้าง ทหารของถานชิงทั้งสิบนายที่ผ่านศึกเมื่อเช้ามาหมาดๆกลับไม่มีคนไหนหายไป ลูกน้องในสังกัดของถานชิงล้วนเป็นยอดพลธนูทั้งสิ้น ซึ่งนั่นทำให้ข้าเบาใจไปไม่น้อย

ขณะนี้ มนุษย์งูทยอยกันลงน้ำ พวกมันเชี่ยวชาญทางน้ำเป็นอย่างดี ข้าพูดยังไม่ทันขาดคำก็มีมนุษย์งูหลายตัวว่ายผ่านคูเมือง เข้าใกล้ประตูเมืองเสียแล้ว ข้าเล็งไปยังตัวที่อยู่หน้าสุดแล้วปล่อยธนูออกไป ขณะนี้ บนหัวเมืองราวกับได้รับคำสั่ง กระหน่ำสาดลูกธนูเข้าใส่ มนุษย์งูที่ว่ายนำหน้ามาก่อนคงคาดไม่ถึงว่าจังหวะในการยิงของพวกเราจะพร้อมเพรียงกันขนาดนี้ มีบางตัวพยายามจะสะบัดดาบในมือเพื่อปัดลูกธนู แต่จะปัดได้อย่างไรกันเล่า มนุษย์งูที่ขึ้นฝั่งมา บนตัวเต็มไปด้วยลูกธนู พวกที่อยู่ในน้ำก็มีจำนวนไม่น้อยที่ได้รับบาดเจ็บ สักครู่หนึ่ง มนุษย์งูทั้งหลายก็ถอยกลับเข้าฝั่งไปอย่างรวดเร็วและถอยออกห่างไปอีกหลายสิบก้าว คล้ายกับว่ายังหวาดกลัวกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ในน้ำมีซากมนุษย์งูลอยขึ้นมาหลายสิบตัว

บนหัวเมืองส่งเสียงเฮออกมา คราวนี้พวกเราไม่มีการสูญเสียแต่อย่างใด และสามารถฆ่ามนุษย์งูได้สิบกว่าคนตัว เรียกได้ว่าเป็นฝ่ายมีชัยเหนือกว่า

แต่ข้าไม่ได้มองโลกในแง่ดีเช่นนั้น ตอนที่พวกเรายกพลออกจากแคว้น กรมพลาธิการขนลูกธนูมาหนึ่งล้านดอก หลังผ่านศึกเล็กศึกใหญ่มา แม้จะมีการเพิ่มลูกธนูต่อเนื่อง แต่ก็ใช้ไปเกินกว่าครึ่ง เมื่อสักครู่พวกเรายิงออกไปหลายพันดอก พวกมนุษย์เหล่านั้นทรหดเหลือเกิน พวกที่ไม่ถูกยิงโดนจุดสำคัญ พอกลับเข้าฝั่งก็ดึงลูกธนูออกมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากคำนวณเช่นนี้ พวกเรามีลูกธนูอยู่ห้าแสนดอก อย่างมากก็ทำลายพวกมันได้เพียงหนึ่งพันถึงสองพันตัว และเมื่อสักครู่เป็นเพราะพวกเรายิงใส่ทั้งที่พวกมันไม่ทันได้ตั้งตัว คราวหน้าอาจจะไม่ได้ประสบผลสำเร็จเท่าครั้งนี้แน่

พอนึกถึงจุดนี้แล้ว ข้าก็อดไม่ได้ที่จะหวาดเกรงพวกมัน บางทีที่พวกมันบุกมาอย่างบุ่มบ่าม อาจจะเป็นแผนที่ต้องการบั่นทอนจำนวนลูกธนูของฝั่งเรา แม้ว่าพวกมนุษย์งูเหล่านั้นมองดูแล้วแสนจะโง่เขลานัก แต่ก็ไม่ควรละความคิดนี้ออกไป

ข้าหันไป กล่าวว่าคราวหน้าหากพวกมันยกมาบุกอีก ทุกคนต้องระวังให้ดี ต้องเล็งให้โดนเป้าหมายค่อยออกแผลงศรออกไป

มนุษย์งูเหล่านั้นไม่บุกโจมตีอีกแล้ว เห็นเพียงมีธงโบกสะบัดขึ้นมา จากนั้นก็ทยอยถอยกลับทัพไป

แม้ว่ากองทัพมนุษย์งูจะไร้กฎระเบียบ แต่ทหารเลื้อยคลานทัพนี้ ใครประสบพบเห็นล้วนต้องตื่นตระหนกตกใจ พวกเราก็สงสัยอยู่บ้าง เดิมทีข้าคิดว่ามนุษย์งูเป็นเพียงสัตว์ดุร้าย บุกขึ้นไปแบบไม่คิดชีวิต ไม่คิดว่าพวกมันก็รู้จักทางหนีทีไล่ คล้ายกับว่าเรียนรู้ตำราพิชัยสงครามมาก่อน การโจมตีเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา คงเป็นเพียงการทดสอบกระมัง มนุษย์งูที่บุกเข้ามาก็มีไม่มาก น่าจะมีประมาณห้าพันตัว

ผู้ที่ฝึกกองทัพมนุษย์งูนี้ ตกลงเป็นผู้ใดกัน จะอยู่ในกองทัพมนุษย์งูด้วยหรือเปล่า?

ข้ากำลังคิดอยู่ บนหัวเมืองก็ส่งเสียงเฮลั่นออกมา

ในที่สุดพวกเราก็ชนะศึกนี้

ยามค่ำคืน พวกเราไม่มีใครกล้าหลับนอน ค่ายทัพหน้าเฝ้าประจำการจนพระจันทร์เคลื่อนที่มาตรงกลางค่อยเปลี่ยนเวรให้ทัพหลวงรับช่วงต่อ คนอื่นๆต่างลงจากบนหัวเมืองไปพักผ่อน

ฉีเลี่ยขนสัมภาระของข้าจากห้องเล็กห้องนั้นมาไว้ในค่าย ตอนนี้ข้าไม่กล้าพักอยู่ข้างนอกเพียงลำพังแล้ว หญิงสาวที่ฉีเลี่ยจับมาได้ยังคงอยู่ในการดูแลของกรมพลิการ ฉีเลี่ยไปส่งเสบียงบางส่วนให้กับนาง

ข้าเพิ่งปลดชุดเกราะอันหนักหน่วงออก ทันใดนั้น เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นมาจากใจกลางของค่ายทหาร

มนุษย์งูบุกเข้าเมืองมาแล้ว

ข้าตกใจ รีบกระโดดลงจากเตียง แผลได้รับการกระเทือน มีอาการปวดขึ้นมาเล็กน้อย ข้าวิ่งออกไปนอกกระโจม เห็นทหารค่ายหน้าต่างวิ่งออกมาดูเหตุการณ์ ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ ถามกันว่าเกิดอะไรขึ้น?”

ขณะนี้ข้าได้ยินเสียงของท่านเต๋อหยางกล่าวว่าท่านทั้งหลาย ไม่มีอะไรหรอกขอรับ เป็นคนของพลาธิการที่จุดเตาแล้วเตาเกิดระเบิดขึ้นมา

ทหารค่ายหน้าบ่นพึมพำแล้วแยกย้ายกันกลับไปนอนต่อ ข้ามองไปยังท่านเต๋อหยาง เห็นเขากำลังตำหนิทหารว่าเจ้าทึ่ม วันๆหาแต่เรื่อง งานการไม่รู้จักทำ ยังจะมาก่อเรื่องในยามนี้อีก ไม่รู้จักเวล่ำเวลาเอาเสียเลย โธ่เอ้ย คราวนี้ข้าช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว พวกเจ้าเอาตัวมันไปประหารเสีย

ข้าเดินเข้าไป กล่าวว่าท่านเต๋อหยาง มีเรื่องอะไรกันหรือ?”

ท่านเต๋อหยางหันมาเห็นข้า กล่าวขึ้นมาว่าท่านขุนพลฉู่ ท่านก็ตื่นมาด้วยหรือนี่ ไม่มีอะไรหรอกขอรับ

ข้าเห็นทหารสองนายข้างกายท่านเต๋อหยางจับตัวชายหน้าตามอมแมมเอาไว้ เสื้อผ้าของคนนี้ไฟเผาจนเป็นรูพรุน หน้าตาเปื้อนควันดำ เห็นได้ว่ามีอาการตื่นกลัว ข้าถามไปว่าเขาเป็นใครกัน?”

ท่านเต๋อหยางกล่าวว่ามันเป็นทหารในสังกัดกรมพลาธิการ นามว่าจางหลงโหย่ว ฉายาเจ้าทึ่ม มันชอบทำอะไรพิเรนทร์ เมื่อก่อนเห็นว่าขยันทำงาน ข้าเลยไม่ได้ไล่ออกจากค่าย แต่วันนี้ก่อเรื่องแบบนี้ขึ้นมา ข้าต้องประหารเสียให้ได้

ข้าถามไปว่าเขาทำอย่างไรจึงเกิดเสียงดังเช่นนี้ขึ้นมาได้?”

ท่านเต๋อหยางตอบว่าไม่รู้เหมือนกันขอรับ วันๆเห็นเขาเอาแต่เผาสิ่งของเล่น สุดท้ายเกิดเสียงดังกระหึ่มแบบเมื่อสักครู่ ทำลายขวัญกำลังใจของทหาร ต้องโทษประหารเท่านั้น

แม้ว่าท่านเต๋อหยางไม่ใช่ทหารออกรบ แต่เขาก็เป็นถึงผู้คุมกรมพลาธิการ เมื่ออยู่ในค่ายของเขา เขาย่อมมีสิทธิตัดสินชีวิตผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาได้ ข้าเดินเข้าไปหาจางหลงโหย่ว เขาอายุยังน้อย รูปร่างไม่สูง ดูก็รู้ว่าไม่สามารถปลุกปั้นให้เป็นนายทหารได้ ไม่รู้ว่ามาสมัครเป็นทหารได้อย่างไรกัน แต่นัยน์ตาของเขาดูเป็นคนฉลาด ไม่น่าจะซื่อบื้อหรือซุ่มซ่ามอย่างที่พูด

ข้าบอกไปว่าท่านเต๋อหยาง ตอนนี้กำลังต้องการใช้คน ให้เขามาเข้าร่วมทัพหน้าก็แล้วกัน อย่าประหารเขาเลย

ท่านเต๋อหยางกล่าวว่าขุนพลฉู่มีเจตนารมณ์เช่นนี้ ข้าย่อมต้องเห็นดีเห็นงามด้วยอยู่แล้ว เจ้าทึ่ม ยังไม่รีบขอบคุณท่านขุนพลอีก

ทันทีที่จางหลงโหย่วถูกปล่อยตัว กลับวางมาดใหญ่โต ทำความเคารพแก่ข้าแล้วกล่าวว่าขุนพลฉู่ ขอบใจ

ท่านเต๋อหยางกล่าวด้วยความโกรธเคืองว่าเจ้าทึ่ม ไว้ชีวิตเจ้าแล้วยังทำตัวโอ้อวด กลัวอายุยืนหรือ!”

ข้ากล่าวว่าท่านเต๋อหยาง อย่าไปเอาเรื่องกับเขาเลย จางหลงโหย่ว เจ้าไปเก็บข้าวของ พรุ่งนี้มาพบข้าที่ค่ายของข้า

พูดจบ ข้าก็หาวขึ้นมาทันทีแล้วเดินกลับไปนอนต่อ

ตื่นมาอีกทีฟ้าก็สว่างขึ้นมาแล้ว ข้ารู้สึกตกใจ ตั้งแต่ทำศึกมาไม่เคยมีค่ำคืนที่สงบเช่นนี้มาก่อน ข้าเดินออกจากกระโจม เห็นฉีเลี่ยซ้อมฝีมืออยู่ด้านนอก พอเขาเห็นข้าก็กล่าวว่าท่านขุนพล ตื่นแล้วหรือ แผลดีขึ้นบ้างไหมขอรับ

ข้าเอามือกดไปที่แผลเบาๆ ยังรู้สึกปวดเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด แพทย์ทหารนายนั้นคงวินิจฉัยผิดพลาด ข้าถามไปว่าฉีเลี่ย เมื่อคืนมีเหตุการณ์อะไรหรือไม่?”

ฉีเลี่ยตอบว่าไม่มีคำสั่งรวมพล คิดว่าคงไม่มีเหตุอะไรขอรับ

ค่ำคืนที่ผ่านมามนุษย์งูกลับไม่มาก่อกวน ซึ่งมันก็แปลกอยู่บ้าง ข้าขยับแข้งขยับขาแล้วกล่าวว่าฉีเลี่ย หยิบเกราะหนังมาให้ข้า

วันๆสวมแต่ชุดเกราะเหล็กช่างเหนื่อยเหลือเกิน ตอนนี้ต่อให้มีศึก ก็คงเป็นการตั้งรับเสียมากกว่า แค่ชุดเกราะหนังก็เพียงพอแล้ว ฉีเลี่ยหยิบชุดเกราะจากด้านในแล้วสวมให้ข้า ข้าบอกไปว่าเรียกพวกเขามารวมตัว พวกเราต้องไปเปลี่ยนเวรแล้ว

เพิ่งเดินมาถึงด้านล่างของหัวเมือง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดเกราะ วิ่งมาอยู่หน้าข้าแล้วกล่าวว่าขุนพลฉู่ ข้ามาแล้วขอรับ

ข้ามองเขาอย่างละเอียด รู้สึกว่าไม่คุ้นหน้าคุ้นตา จึงถามไปว่าเจ้าเป็นใครกัน?”

เขาตอบว่าข้าน้อยจางหลงโหย่ว เมื่อคืนท่านบอกให้ข้ามาเข้าร่วมกับท่านขอรับ

ข้าบอกไปว่าเจ้ามาที่นี่ทำอะไร รีบกลับไปก่อน รอข้ากลับมาคืนนี้ค่อยมาคุยกับเจ้า

จางหลงโหย่วกลับตอบว่าท่านขุนพลฉู่ ข้าก็ใช้อาวุธเป็น ให้ข้าขึ้นไปด้วยคนเถอะขอรับ

ขณะนี้ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากด้านบน มีคนตะโกนบอกว่าตัวประหลาดบุกมาอีกแล้ว

บุกมาอีกแล้วหรือ ข้าตกใจมาก กลางวันแสกๆแท้ๆ ทำไมมนุษย์งูไม่มาบุกโจมตีในยามมืด กลับมาบุกในตอนกลางวัน หรือว่าอยากเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ แม้ว่าพวกเราจะได้เปรียบในด้านภูมิประเทศ แต่หากจะป้องกันเมืองจนมนุษย์งูถอยร่นไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ไม่มีเวลาจะคิดสิ่งเหล่านั้นแล้ว ที่ด้านนอกของเมืองส่งเสียงอึกทึกออกมา ข้าวิ่งขึ้นไปบนหัวเมืองพลางพูดกับจางหลงโหย่วว่าไม่กลัวตายก็ตามขึ้นมา ขนหินมาด้วยก็ดีข้าวิ่งได้ไม่กี่ก้าวก็หันมาบอกฉีเลี่ยว่าเจ้าเลี่ย มีชุดเกราะเหลืออยู่ เจ้ารีบเอาให้เขาหนึ่งตัว

ข้าวิ่งขึ้นไปถึงบนหัวเมือง ขณะนี้มนุษย์งูอยู่ข้างคูเมืองแล้ว คราวนี้มากันเยอะมาก มนุษย์งูมากกว่าครึ่งบุกมาเพื่อโจมตีเมืองเสียแล้ว

พวกมันยังอยากจะซ้ำรอยฉากเมื่อวานนี้หรือ?

ข้ากำลังนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน เห็นกองทัพมนุษย์งูเริ่มเคลื่อนไหว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้มนุษย์งูที่อยู่แถวหน้าหลีกทางออกอย่างกะทันหัน ด้านหลังมีพวกถือแผ่นไม้วิ่งออกมามากมาย

นั่นมันเป็นแผ่นโล่

แม้จะสร้างได้ไม่สวย แต่มันก็มองออกว่าเป็นแผ่นโล่

มนุษย์งูยกแผ่นโล่เหล่านั้นเหนือหัว และเริ่มข้ามคูเมือง

พอมนุษย์งูข้ามคูเมืองมา บนหัวเมืองก็เริ่มยิงธนูเข้าใส่ คราวนี้ ลูกธนูเหล่านั้นล้วนปักอยู่บนแผ่นโล่ ยิงไม่โดนตัวของมนุษย์งูเสียเลย

มนุษย์งูคิดแผนรับมือได้ไวขนาดนี้เชียวหรือ

ข้าสะบัดหอกในมือ กล่าวว่าใช้หอกยาว เอาขวานวางไว้ข้างกาย ทุกคนระวังตัวกันด้วย

ขณะนี้ ข้าได้ยินจางหลงโหย่วถามข้าแบบมึนงงว่าท่านขุนพล ข้าควรยืนอยู่ตรงไหนหรือขอรับ?”

มนุษย์งูชุดแรกจำนวนหลายร้อยตัวข้ามคูเมืองมาแล้ว ข้าหันไปมองจางหลงโหย่ว เขาสวมใส่ชุดเกราะหนังที่ดูไม่พอดีกับตัวเขา ในมือกำหอกยาวไว้หนึ่งอัน หน้าตาของเขาดูอย่างไรก็ไม่เหมือนทหาร ข้าถอนหายใจแล้วกล่าวว่าเจ้าอยู่ข้างหลัง ช่วยขนหินก้อนหินมาให้ข้า

ครั้งนี้เป็นการรับมือระยะประชิด ยามที่พวกเราตั้งรับ อาวุธที่ใช้บนหัวเมืองมากที่สุดก็คือก้อนหิน แต่ละค่ายต้องส่งคนไปขนก้อนหินขึ้นมา เรียกจางหลงโหย่วไปทำงานนี้ ถือว่าเหมาะสมแล้ว

มนุษย์งูเข้ามาประชิดกำแพงแล้ว พวกมันโยนโล่ไปในคูเมือง จากนั้นเริ่มปีนขึ้นกำแพงเมือง เพิ่งปีนขึ้นมา ก้อนหินบนหัวเมืองก็โยนลงมาดั่งสายฝน มนุษย์งูพวกนั้นมุ่งมั่นสุดขีด อย่างไรก็ไม่ยอมถอยร่น เนื่องจากหินกระหน่ำลงมา มนุษย์งูตัวหนึ่งปีนได้ครึ่งทางก็หล่นลงไป แต่พวกมันยังคงปีนต่อเนื่องไม่มีถอย ต่อให้ตกลงมาก็แค่ตีลังกาแล้วก็ปีนขึ้นมาใหม่

ขณะนี้ มีมนุษย์งูหนึ่งตัวปีนขึ้นมาบนหัวเมืองส่วนที่ค่ายที่ห้าประจำการอยู่ ก้อนหินที่โยนเข้าใส่มัน มันกลับไม่สนใจ ข้าเห็นว่ามันใกล้จะปีนขึ้นมาได้ ข้าจึงหยิบหอกขึ้นมา เล็งไปยังเป้าหมาย ตะโกนออกไปว่าลงไปซะ เจ้าตัวประหลาด

ข้าแทงหอกเข้าใส่ ลำพังแค่ปีนขึ้นมาก็ยากอยู่แล้ว ข้าแทงไปครั้งนี้ มันจนปัญญาที่จะหลบได้ ได้แต่ใช้ลูกตาสีเหลือสว่างจองมาที่ข้า

ซึ่งนั่นเหมือนกับมนุษย์ไม่มีผิด

ข้าอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง แต่มือยังจับหอกไว้แน่นแล้วแทงเข้าใส่ ปลายหอกจะโดนตัวมันอยู่แล้ว ทันใดนั้น มันยื่นมือออกมาข้างหนึ่ง จับหอกของข้าไว้ แล้วออกแรงเพื่อดึงข้าเข้าหาตัวมัน

แรงของมันมากผิดปกติ ข้าถูกมันดึงจนเกือบจะหล่นลงไปข้างล่าง ข้าถึงกับตีลังกา เกือบจะจับหอกไว้ไม่อยู่ ขณะนี้ ข้างๆมีหอกสองอันแทงเข้ามา

หอกทั้งสามอันแทงไปยังมนุษย์งูพร้อมกัน มันต้านไม่ไหวจึงสะบัดดาบยาวในมือขวาออกมา ข้าปล่อยหอกให้หลุดจากมือไป เดิมทีมันจับหอกของข้าอยู่ ตอนนี้จึงหงายหลังหล่นลงไปด้านล่าง หล่นลงไปครั้งนี้ ชนเอาพวกเดียวกันหล่นลงไปด้วยอีกหลายตัว 

แต่พอพวกมันหล่นถึงพื้นก็ลุกขึ้นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปีนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

บนหัวเมืองมีแต่เสียงของโลหะกระทบกันดัง เคร้ง เคร้ง ไปทั่ว ยังดีที่มนุษย์งูพวกนี้ไม่ชำนาญในการปีนกำแพง พวกมันมีเพียงแขนหน้าสองข้างไม่มีขา หากพวกมันบุกตีเมืองดุดันเหมือนตอนเจอกันในสนามรบ เมืองนี้เกรงว่าคงตกเป็นของพวกมันนานแล้ว ครั้งก่อนที่พวกเราไม่แพ้ ต้องขอบคุณกองทัพเกล็ดมังกรที่บุกทะลวงอย่างกล้าหาญจนทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพมนุษย์งู   

ข้าไม่สามารถวางหอกในมือได้อีกต่อไป มนุษย์งูปีนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เกือบจะขึ้นมากันเป็นพวง การจู่โจมของพวกมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ข้าตีร่วงไปหลายตัว แต่ขณะนี้กลับมีห้าถึงหกตัวปีนขึ้นมาพร้อมกัน พวกมันเริ่มฉลาดขึ้น ให้คนนำหน้าถือโล่ไม้ ข้างหลังตามขึ้นมาเรื่อยๆ คนแรกไม่ต้องถืออาวุธใดๆ เพียงแต่ยื่นโล่ไม้เพื่อกำบังด้านบนเอาไว้ ต่อให้โยนก้อนหินลงมาดั่งสายฝน พวกมันยังคงบุกขึ้นมาทีละก้าวทีละก้าว หากปล่อยให้หลุดขึ้นหนึ่งตัว ต้องสามารถเยื้อกับทหารได้หลายสิบนายแน่ๆ หากเป็นเช่นนี้ แนวป้องกันต้องถูกพวกมันเจาะเข้ามาแน่นอน ข้าไม่อยากจะนึกถึงภาพแบบนั้นเลย

ข้าวางหอกไว้ข้างๆ หยิบก้อนหินที่จัดเตรียมไว้ขึ้นมา โยนลงไปด้านล่าง มนุษย์งูทนทานเสียจริง ก้อนหินกระหน่ำลงมาใส่โล่ไม้ต่อเนื่อง พวกมันกลับไม่มีทีท่าถอดใจ ยังคงขึ้นมาต่อเนื่อง มนุษย์งูอื่นๆก็เลียนแบบเช่นนี้ ปีนขึ้นมาโดยใช้โล่เป็นกำบัง ฝั่งค่ายที่เก้าที่อยู่ทางนั้นมีมนุษย์งูขึ้นมาได้แล้ว กำลังปะทะกับทหารของค่ายที่เก้า บนหัวเมืองมีทหารจากทัพหลวงรีบวิ่งขึ้นมาเสริมกำลัง

โยนก้อนหินลงไปต่อเนื่อง มนุษย์งูยิ่งโหมบุกหนักมากขึ้น ก้อนหินที่ตกลงไปอยู่ด้านล่างกำแพงกองเป็นภูเขา ยิ่งส่งผลดีต่อการปีนกำแพง ข้ากังวลอยู่ในใจ ก้อนหินที่กองอยู่ด้านล่างตอนนี้สูงเท่าหัวเข่าแล้ว หากเป็นเช่นนี้เรื่อยไป เกรงว่ามนุษย์งูแค่ยืดตัวก็สามารถแตะถึงหัวเมืองเสียแล้ว แต่หากหยุดการโยน พวกเราอาจจะเสียเมืองไปในชั่วพริบตาเดียว

ใจข้าเต้นอย่างรุนแรง คล้ายจะกระเด็นออกมาอยู่ข้างนอกเสียแล้ว แม้ว่าข้าจะผ่านศึกมาโชกโชน แต่บัดนี้ก็มีอาการตื่นกลัว

ขณะนี้ มีทหารทัพหลวงขึ้นมาสมทบอีก การป้องกันกำแพงเมืองของทหารทัพหน้านับว่าสำคัญที่สุด การบุกของมนุษย์งูก็ดุเดือดไม่แพ้กัน ท่านอู่โหวต้องสังเกตเห็นได้แน่นอน ท่ามกลางความโกลาหล ข้าเงยหน้าไปมองดูบนหอคอย ท่านอู่โหวกำลังยืนอยู่ที่นั่น มือหนึ่งค้ำหอกเอาไว้ อีกมือหนึ่งจับที่ระเบียง กำลังจับตาสถานการณ์ ทหารถ่ายทอดคำสั่งวิ่งขึ้นวิ่งลงอย่างไม่หยุดหย่อน

ท่านอู่โหวกำลังบัญชาการศึกอยู่หรือนี่ ข้าเริ่มใจชื้นขึ้นมาทันที ยื่นมือลงไป หมายจะจับก้อนหินที่อยู่ข้างๆ กลับจั่วลมเสียเอง เดิมทีจางหลงโหย่วรับผิดชอบขนก้อนหินมาให้ข้า แต่ตอนนี้ไม่รู้หายหัวไปไหนแล้ว อาศัยการทิ้งช่วง พวกมนุษย์งูก็ปีนขึ้นมาอีกหลายคืบ ทหารขนก้อนหินที่อยู่ข้างหลังเห็นสถานการณ์คับขัน ต่างวิ่งเข้ามาช่วยป้องกัน โยนก้อนหินที่อยู่ในมือลงไป ซึ่งก้อนหินบนหัวเมืองเหลือไม่มากแล้ว หากมนุษย์งูยังบุกขึ้นมาต่อเนื่อง เกรงว่าจะรับมือพวกมันไม่ไหว ข้ารู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที ตวาดเสียงออกไปว่าจางหลงโหย่ว เจ้าทึ่ม เจ้าหายหัวไปอยู่หนใด

ทันใดนั้นได้ยินเสียงของจางหลงโหย่วกล่าวว่าท่านขุนพล ข้ามาแล้วขอรับ

ข้าหันไปมอง เห็นจางหลงโหย่วถือถังน้ำสองใบวิ่งขึ้นมา แม้ว่าระยะจะห่าง แต่ก็ได้กลิ่นสุราที่อยู่ในถังสองใบนั้น ดูแล้วต้องเป็นสุราอย่างแน่นอน

ข้าโกรธจนพูดอะไรไม่ออก ท่านเต๋อหยางเรียกเขาว่าเจ้าทึ่มเรียกไม่ผิดเลยจริงๆ เขาถือสุรามาทำอะไร? ถ้าจะบอกว่าเอาไว้ดื่มฉลองหลังเสร็จศึก ตอนนี้ยังไม่แน่ว่าฝั่งไหนจะเป็นฝ่ายมีชัย ข้ากำลังอยากจะดุด่าเขาสักครั้ง บังเอิญได้ยินเสียงฉีเลี่ยกล่าวว่าท่านขุนพลขอรับ

น้ำเสียงของเขาเหมือนตกใจสุดขีด ข้าก็รู้สึกมีลมพัดเข้ามาทางศีรษะ ข้าไม่หันไปมอง เอนตัวออกข้างแล้วถอยออกไปหลายก้าว ได้ยินเสียงดัง ปัง เจ้ามนุษย์งูที่ถือโล่ไม้ปีนขึ้นมาแล้ว

แม้ว่าพวกมันจะไม่ชำนาญในการปีนป่าย แต่มีข้อได้เปรียบอยู่บ้าง ช่วงลำตัวของพวกมันยาวกว่ามนุษย์อยู่มากและสามารถขดตัวได้อีกด้วย บางทีพวกเราเห็นมันอยู่ต่ำกว่าหัวเมืองมาก แต่พอป้องกันหย่อนยาน มันแค่ยืดตัวก็เกือบจะขึ้นหัวเมืองได้อยู่แล้ว เมื่อสักครู่ข้าไม่ทันระวัง มนุษย์งูจึงมีโอกาสปีนขึ้นมาจนได้

ท่อนล่างของมนุษย์งูตัวนั้นยังห้อยอยู่นอกกำแพงเมือง ข้าโยนก้อนหินออกไปเต็มแรงจนโล่ไม้แตกเป็นเสี่ยงๆ ขณะนี้ ด้านหลังของมันมีมนุษย์งูโผล่ขึ้นมาอีกสองตัวพร้อมกัน ดูจากด้านหน้าคล้ายเป็นตัวประหลาดสามหัว ข้าตกใจกลัว มองไปยังรอบๆ ข้างมือมีเพียงขวาน ข้าฉวยขวานขึ้นมาแล้วตวาดเสียงไปว่าลุย

ข้ากำลังจะวิ่งเข้าหา แต่พอขยับก็รู้สึกเจ็บแผลขึ้นมาทันใด

อยู่ตั้งนานไม่รู้สึกปวดดันมาปวดแผลเอาตอนนี้จนได้

อาการปวดนี้คล้ายเป็นเชือกเส้นหนึ่งที่ผูกขาข้าเอาไว้ ยากจะก้าวออกไปได้ ข้าล้มตัวลงไป ลำตัวของมนุษย์งูตัวที่สองพันอยู่บนสันกำแพงเสียแล้ว

ทหารทั้งหมดของค่ายที่ห้ากรูกันเข้าไป

อาวุธของค่ายทัพหน้าล้วนเป็นหอกยาว ขณะนี้มีทหารสิบกว่านายถือหอกล้อมเป็นครึ่งวงล้อม เพื่อจัดการกับมนุษย์งู พวกเขาตะโกนส่งเสียงแล้วแทงหอกออกไปพร้อมกัน ดัง เคร้ง แทงเข้าที่อกของมนุษย์งูพอดี

หอกหลายสิบอันแทงเข้าไปพร้อมกัน ชุดเกราะของมนุษย์งูตัวนั้นก็ต้านไว้ไม่อยู่ ข้าเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจน มีสองสามอันแทงทะลุเกราะ แต่แทงเข้าไปได้ไม่ลึก มนุษย์งูขยับตัว แทงหอกออกไปบ้าง ซึ่งหอกที่แทงออกไปไวดั่งสายฟ้าแลบ ทหารที่อยู่ทางซ้ายกำลังทำท่าจะแทงมนุษย์งู ยังไม่ได้แทงก็ถูกมันแทงทะลุร่างเสียแล้ว เกิดเสียงร้องอันน่าเวทนาขึ้นมา มนุษย์งูยกตัวทหารขึ้นมาแล้วสะบัดออกไป ศพนั้นเหมือนหนอนที่เสียบอยู่บนต้นหญ้า ถูกโยนลงไปด้านล่าง

คนนั้นคือเสินจ่าง หวังตง

คนที่เหลืออดไม่ได้ที่จะถอยหลังออกไป ในค่ายทัพหน้าบอกได้ว่าไม่มีคนขี้ขลาด เมื่อก่อนรบตายในศึกสงครามยังพอจะอ้างว่ามีจำนวนพลน้อยกว่า แต่ตอนนี้พวกเรามีมากกว่า หวังตงก็ถูกแทงตายอย่างง่ายดาย ตกลงว่ากำลังในการรบของมนุษย์งูเก่งกาจขนาดไหนกันเล่า?

ตั้งแต่เข้าร่วมค่ายทัพหน้ามา พวกเราก็รู้ดีว่าชีวิตของพวกเราสามารถสิ้นสุดลงได้ทุกเมื่อ แต่หวังตงถูกมนุษย์งูแทงตายอย่างง่ายดาย มันทำให้พวกเราตกตะลึงเช่นกัน

ข้ารู้ว่าสถานการณ์แย่ลงแล้ว ขณะนี้ ค่ายอื่นๆที่อยู่ข้างๆเห็นพวกเราตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก จึงวิ่งมาเสริมกำลัง ข้ากำลังจะวิ่งเข้าไป เห็นจางหลงโหย่ววิ่งเข้ามาก่อนพอดี เขาวางเหล้าหนึ่งถังไว้กับพื้น มือทั้งสองข้างยกอีกถังขึ้นมา เกิดเสียงดัง โครม ทำเอามนุษย์งูทั้งสามตัวเปียกชุ่มไปทั้งร่าง

ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นสุรา

เขาบ้าไปแล้วหรือ

ข้ากำลังสงสัย เห็นจางหลงโหย่วหยิบหินเหล็กไฟออกมาจากเสื้อ พยายามเคาะไฟให้ติด ตอนนี้มนุษย์งูที่อยู่หน้าสุดเอามือไปปาดหน้า ขว้างหอกที่อยู่ในมือไปทางจางหลงโหย่ว

จางหลงโหย่วตะลึงงันไป มือยังเคาะหินเหล็กไฟอยู่ แต่ตัวไม่ขยับหลบ ข้าเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งเข้าไป มือทั้งสองของข้ายกขวานขึ้นมา ได้ยินเสียงดัง เคร้ง เพียงแค่รู้สึกว่าเจ็บที่เอว จากนั้นก็ชาไปทั้งตัว ร่างล้มลงไปกองกับพื้น

แต่หอกนี้ข้ารับไว้ได้ทันท่วงที

ขณะนี้ จางหลงโหย่วเคาะจนไฟติดแล้วโยนไปหามนุษย์งู

ข้าอดไม่ได้ที่จะตกใจ หรือว่าเขาต้องการใช้ไฟเพื่อเผามนุษย์งู? ไฟแค่นี้ ลำพังแค่นิ้วมือสองอันก็สามารถทำให้ไฟมอดลงได้

จะว่าไปก็แปลกดีนัก พอมนุษย์งูเจอไฟก็ถอยห่างออกไป บนใบหน้ามีอาการหวาดกลัวปรากฏออกมาให้เห็น ซึ่งขณะนี้ไฟโยนไปถึงตัวมนุษย์งู ได้ยินดัง ฟู่ ไฟลุกไหม้ไปทั้งตัวมนุษย์งูคล้ายกับเทียนไขติดไฟ แต่เปลวไฟที่เห็นกลับมีสีฟ้า

ข้าตกใจ ไม่รู้ว่าจางหลงโหย่วเล่นพิเรนทร์อะไร ได้ยินข้างๆมีคนบอกมาว่าขุนพลฉู่ หลบเร็วเข้า

ข้าหันกลับไปมอง เห็นกองไฟกำลังคืนคลานมาหาข้า ข้ากระโดดหลบ ความสงสัยที่อยู่ภายในใจมากขึ้นเป็นทวีคูณ

มนุษย์งูทั้งสามตัวถูกไฟเผา เดิมทีเพลิงนั้นไม่ได้รุนแรงแต่อย่างใด แต่พวกมันเหมือนถูกสะกดจิตเอาไว้ ไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย ทันใดนั้นเกิดเสียงประหลาดขึ้นมา มนุษย์งูทั้งสามพันกันเองแล้วตกลงไปด้านล่าง พวกเราวิ่งไปดูที่ข้างกำแพง เห็นกลุ่มไฟนั้นหล่นใส่มนุษย์งูที่กำลังปีนขึ้นมาร่วงตามกันไป มนุษย์งูที่ถูกชนล่วงลงไปไม่ได้ถูกไฟไหม้ไปด้วย แต่ก็ร้องด้วยเสียงตกใจแล้วคลานถอยหนี

ข้ากำลังตะลึงลานกับภาพที่เห็น จางหลงโหย่วก็วิ่งเข้ามา ยกเหล้าอีกถังราดตามไป พอเหล้าสาดลงไปในกองไฟ ไฟก็ลุกไหม้กว่าเดิม คราวนี้ แม้แต่มนุษย์งูที่อยู่ข้างๆก็ลุกไหม้ไปด้วย พวกมันส่งเสียงร้องโหยหวน พยายามดิ้นรนหมายจะหนีให้ได้ มีหนึ่งตัวถอยกลับไปเร็ว ว่ายลงไปในคูเมือง ไฟบนตัวก็ดับไปด้วย

ข้าหยิบหอกที่วางอยู่ข้างๆ ตะโกนออกไปว่าจะหนีไปไหน

การขว้างหอกของข้าย่อมสู้เสิ่นซีผิงไม่ได้ แต่ตอนนี้ข้าอยู่บนที่สูง พลังของหอกย่อมมากกว่าปกติ หอกนี้แทงโดนท่อนล่างของมนุษย์งูตัวหนึ่ง ปักมันไว้กับพื้น มนุษย์งูตัวนั้นส่งเสียงร้องออกมา มันยืดตัวขึ้นแล้วพันรอบหอกเอาไว้ คล้ายเทียนไขที่ถูกไฟเผา

เสียงร้องดังสนั่น ทหารของทั้งสองฝ่ายต่างหันมามอง ท่ามกลางเปลวเพลิง มนุษย์งูตัวนั้นอ้าปากออกกว้าง ส่ายตัวไปมา บนร่างเต็มไปด้วยเปลวไฟ คล้ายดั่งมังกรไฟที่อยู่ในตำนาน

ขณะนี้ ได้ยินเสียงดัง ตุ้บตั้บ มนุษย์งูที่กำลังปีนกำแพงเมืองอยู่ต่างถอยออกไปอย่างรวดเร็ว หลายตัวที่ขึ้นมาบนหัวเมืองก็คิดจะหนีเช่นกัน แต่ทหารที่ล้อมพวกมันเอาไว้มีหรือจะปล่อยให้หนีไปง่ายๆ ด้วยที่มนุษย์งูกำลังตกใจกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อสักครู่ ส่งผลให้พวกมันถูกสังหารจนหมดสิ้น

ข้าปาดเหงื่อบนหน้า ยังไม่อยากเชื่อในสายตาของตัวเอง มองไปรอบๆ เห็นแต่ละคนมีอาการตื่นตะลึง หากไม่มีเงาของมนุษย์งูที่ถอยกลับทัพกับพวกที่กำลังถูกไฟเผาไหม้อยู่ ข้าก็เกือบจะคิดว่ามันเป็นเพียงฝันร้ายเท่านั้น

สักครู่ใหญ่ บนหัวเมืองส่งเสียงเฮลั่น มองออกไปแดนหน้า เห็นมนุษย์งูหนีไปอย่างอดสู เลื้อยหนีจนฝุ่นตลบอบอวล

ตามหลักแล้ว พวกเราควรเปิดประตูเมืองแล้วไล่โจมตีเพื่อคว้าชัยต่อเนื่อง แต่ท่านอู่โหวไม่ได้ออกคำสั่งแต่อย่างใด ข้ามองไปยังลู่กงสิง เขากำลังมองมนุษย์งูที่ร่นถอยไป สีหน้าเป็นกังวล

ขณะนี้ข้าได้ยินผู่อันหลี่วิ่งเข้ามา กล่าวเสียงดังว่าขุนพลลู่ ทำไมไม่ไล่ตามไปเล่า?”

ลู่กงสิงหันมากล่าวว่าท่านมั่นใจว่าจะเอาชนะได้แน่หรือ?”

ผู่อันหลี่ตอบว่าตัวประหลาดพวกนั้นกลัวไฟ พวกเราใช้ไฟในการโจมตีได้

ทันใดนั้น ข้าก็เกิดความคิดบางประการขึ้นมา

มนุษย์งูกลัวไฟ

มิน่า พวกมันถึงไม่ยอมบุกมาจู่โจมในยามราตรี เพราะว่าพวกเราจะจุดคบเพลิงในช่วงกลางคืน ดูแล้ว มนุษย์งูแม้จะคล้ายมนุษย์ แต่คงหนีไม่พ้นสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ ยังคงกลัวไฟอยู่วันยังค่ำ เมื่อสักครู่พวกเราแค่เผาตายไปหนึ่งตัว และฆ่าได้จำนวนไม่มาก ผลการรบแทบจะเป็นศูนย์ พวกเราบาดเจ็บและเสียชีวิตมากกว่ามนุษย์งูเสียอีก แต่มนุษย์งูยังคงตื่นกลัวกับเปลวไฟ จึงหนีไปอย่างไร้ร่องรอย

ข้ากล่าวว่าขุนพลลู่ ขุนพลผู่กล่าวถูกต้องแล้ว ให้ทหารค่ายไฟทุกนายถือคบเพลิงคนละอันแล้วรีบตามไปโจมตี

มนุษย์งูสูญเสียรถศึกไปแล้ว ความเร็วในการเลื้อยคลานก็ไม่ไว แต่ก็หนีไปได้ไกลพอสมควร หากไม่รีบไล่ตามจะเสียโอกาสนี้ไป ลู่กงสิงขมวดคิ้ว เหมือนไม่อยากสั่งการเช่นนี้

การตายของเสิ่นซีผิง ทำให้ทุกคนเสียความมั่นใจไปแล้ว

ขณะนี้ ด้านหลังมีคนกล่าวขึ้นมาว่าพูดได้ดีมาก จุดคบเพลิงแล้วไล่จู่โจม

ข้าหันไปมอง เป็นท่านอู่โหวนี่เอง ข้างหลังของท่านยังมีต้าอิง เสี่ยวอิง องครักษ์ติดตามเดินมาด้วย พวกเราคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวพร้อมกันว่าท่านอู่โหว

ท่านอู่โหวกล่าวว่ารีบไปเร็วเข้า

ลู่กงสิงเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ตะโกนออกไปว่าทหารกล้าของค่ายทัพหน้า ทุกคนถือคบเพลิงคนละอัน จุดไฟแล้วบุกไป

เดิมทีบนหัวเมืองมีคบเพลิงมากอยู่แล้ว ข้าพาทหารของค่ายที่ห้าวิ่งลงจากหัวเมือง กระโดดขึ้นม้าศึก ด้านล่างของเมืองมีทหารหลายพันนายวิ่งออกไปแล้ว เสียงของท่านอู่โหวอึกทึกกึกก้อง ทำให้ความกล้าในตัวทหารพรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็ว

ข้ากระโดดขึ้นม้า เห็นจางหลงโหย่วที่อยู่ข้างๆมีอาการแตกตื่นเล็กน้อย เขาคงไม่มีม้าศึก ข้าจึงกล่าวไปว่าจางหลงโหย่ว เจ้าพักก่อนก็แล้วกัน

พูดเสร็จ ข้าก็นำทหารบุกออกจากเมืองไป

ทหารที่บุกออกไปชุดแรกเป็นทหารราบของทัพหลวง เป็นพวกทหารเดินเท้า แม้จะออกมาก่อนพวกเรา แต่ทหารทัพหน้ามีม้าศึกกันทุกคน ตอนข้าไล่ตามไป ผู่อันหลี่วิ่งอยู่หน้าสุด ตะโกนบอกว่าหลีกทาง หลีกทางทำให้ทหารราบหลีกทางเดินให้กับพวกเรา

ค่ายทัพหน้ายังเหลือทหารพันกว่านาย แต่พันกว่านายนี้ยังคงเป็นทหารแกร่งที่ยากจะต้านทาน โดยเฉพาะศึกเมื่อคืน เพราะมีลู่กงสิงคอยบัญชาการ แม้จะพ่ายแต่ก็ไม่เสียขบวนทัพ แทบจะเรียกได้ว่าไม่ได้รับศึกแต่อย่างใด

พวกเราไล่ตามมนุษย์งูมาทัน มนุษย์งูที่อยู่หลังสุดยืนนิ่ง เหมือนเตรียมพร้อมรับศึก ลู่กงสิงสั่งออกไปว่าโยนคบเพลิงเข้าไปในทัพมนุษย์งู

ค่ายทัพหน้าที่ถึงก่อนมีประมาณสองสามร้อยคน คบเพลิงทั้งสองสามร้อยอันที่โยนออกไป แยกกองทัพมนุษย์งูออกจากกัน หลายสิบตัวที่อยู่หลังสุดถูกตัดขาดจากทัพ คบเพลิงเหล่านั้นชุบน้ำมันมาอย่างดี ตกถึงพื้นก็ไม่ดับ กลับจุดเอาเศษหญ้าของปีกลายติดขึ้นมา กลายเป็นกำแพงไฟที่สูงไม่มากนัก

มนุษย์งูกลัวไฟจริงเสียด้วย มนุษย์งูที่ถูกกำแพงไฟกันออกไป พอเห็นไฟก็ถอยหนีกันจ้าละหวั่น เดิมทีเพลิงไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ก็ขวางทางหนีของมนุษย์งูได้หลายสิบตัว มนุษย์งูที่หนีไปได้ไม่สนใจพวกที่อยู่ท้ายขบวน รีบหนีไปอย่างรวดเร็ว ทหารที่ตามมาทีหลังก็โยนคบเพลิงออกไปเช่นกัน ช่วยเพิ่มความสูงให้กับกำแพงไฟ

มนุษย์งูหลายสิบตัวนั้นรู้ว่าไม่มีทางหนี ต่างหันหลังกลับมา ชูอาวุธในมือขึ้น ต่อให้พวกเรายังมีคบเพลิงอยู่ในมืออีกมาก แต่พวกมันถูกกำแพงไฟนั้นบีบจนไร้ทางหนีรอด จึงไม่ยำเกรงคบเพลิงของพวกเราอีกต่อไป ลู่กงสิงกล่าวว่าพวกมันต้องการทุ่มสุดตัว ระวังตัวกันด้วย

ยังไม่ทันสิ้นเสียง ก็มีทหารม้าวิ่งออกไปราวสายฟ้าแลบ แทงหอกเข้าใส่มนุษย์งู มนุษย์งูตัวนั้นคิดจะต้านเอาไว้ แต่หอกนี้แทงเข้าที่หน้าอกของมันเสียแล้ว พลังของทหารม้ามากจนเป็นที่น่าตกตะลึง มันสามารถยกตัวมนุษย์งูขึ้น แล้วโยนเข้าไปในกองไฟ เกิดเสียงดัง ฟู่ ทหารนายนั้นกล่าวว่าเจ้าตัวประหลาดที่ไม่ได้เรื่อง

นั่นคือผู่อันหลี่

แม้ว่าหอกนี้จะยืมแรงจากม้า แต่การจะยกตัวมนุษย์งูขึ้นมา พลังของเจ้าตัวก็ต้องมากจนเป็นที่น่าเกรงขาม

คล้ายกับว่าได้กำลังใจจากการกระทำของผู่อันหลี่ เหล่าทหารตะโกนส่งเสียงออกไปพร้อมกัน แล้วบุกเข้าใส่ ข้าบุกอยู่หน้าสุด เห็นมนุษย์งูตัวหนึ่งเล็งหอกมาที่ข้า คบเพลิงในมือข้ายังไม่ได้โยนออกไป ข้าจึงร้องออกไปว่าตายซะเถอะ

ข้าโยนคบเพลิงไปทางมนุษย์งูตัวนั้น หอกในมือซ้ายส่งมาอยู่ในมือขวา คบเพลิงลอยไปทางมนุษย์งู ประกายไฟกระจายไปทั่ว แม้จะเป็นกลางวัน ก็ยังสามารถเห็นเปลวไฟที่แลบแปลบปลาบ มนุษย์งูตัวนั้นตะลึงงันไป ไม่ขยับเขยื้อน ข้าแทงหอกเข้าใส่ ปลายหอกเพิ่งเข้าถึงตัวมนุษย์งู ข้างๆก็มีหอกหลายสิบอันแทงเข้าร่างกายของมันพร้อมกัน

ตอนนี้ลำพังแค่ทหารทัพหน้าก็มีมากกว่ามนุษย์งูอยู่มาก ยังมีทหารราบที่บุกตามมาสมทบอีก ขณะนี้ กลายเป็นการไล่เข่นฆ่าไปเสียแล้ว

วันนี้มนุษย์งูคงไม่โจมตีอีกแน่ ทุกคนกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ แต่ให้เตรียมรับคำสั่งทุกเมื่อ ลำบากทุกคนแล้ว

หลังรวมตัวกัน ลู่กงสิงประกาศคำสั่งเลิกแถวแก่พวกเรา ทหารที่บาดเจ็บล้มตายของพวกเราหากเทียบกับมนุษย์งู อันที่จริงไม่ได้น้อยกว่าแต่อย่างใด แต่ว่าทุกคนได้ความมั่นใจกลับคืนมา ผู้คนเริ่มถกถึงภารกิจที่ต้องทำหลังมีชัยเหนือกว่ามนุษย์งู ขณะที่พวกเรากำลังจะแยกย้าย ได้ยินเสียงของลู่กงสิงเดินเข้ามา กล่าวว่าขุนพลฉู่ เมื่อสักครู่ผู้ใดเป็นคนเผามนุษย์งูจนตาย?”

ข้าชี้ไปที่จางหลงโหย่วแล้วกล่าวว่ามันผู้นั้น

ลู่กงสิงมองจางหลงโหย่วแล้วกล่าวว่าไม่น่าเชื่อจริงๆ เจ้ามีนามว่าอะไร?”

สีหน้าของจางหลงโหย่วมีอาการหลงระเริงอยู่บ้าง กล่าวว่าเรียนท่านขุนพล ข้าน้อยนามว่าจางหลงโหย่ว เป็นสมาชิกของค่ายที่ห้าของทัพหน้า

ลู่กงสิงหัวเราะแล้วกล่าวว่าเจ้าควรจะขอบคุณท่านขุนพลฉู่ เขานำความโชคดีมาให้เจ้าแล้วล่ะ ท่านอู่โหวได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเจ้า ท่านต้องการเรียกตัวเจ้าไปพบ

อะไรนะ?” พวกเราล้วนตกใจไปพร้อมกับจางหลงโหย่ว จวนของท่านอู่โหวเรียกได้ว่ามีผู้มีความสามารถมาก คอยรับใช้อู่โหวในการเสนอแผนการต่างๆ มีตำแหน่งสูงศักดิ์ในกองทัพ แม้ว่ามียศทหาร แต่หากเจอผู้ที่มียศตำแหน่งสูงกว่า สมาชิกของจวนท่านไม่ต้องทำความเคารพแต่อย่างใด จางหลงโหย่วกระโดดข้ามขั้น จากทหารพลาธิการกระโดดไปอยู่ในสังกัดของท่านอู่โหว ซึ่งมันไม่เคยปรากฏที่ใดมาก่อน

จางหลงโหย่วพูดด้วยอาการติดอ่างว่าข้าข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหมขอรับ?”

ลู่กงสิงกล่าวว่าไม่ผิดแน่นอน ท่านอู่โหวต้องการให้เจ้าไปพบเดี๋ยวนี้ เจ้าคงไม่ปล่อยให้ท่านรอจนโมโหนะ

จางหลงโหย่วพยักหน้าด้วยความดีใจ กล่าวว่าขอบคุณท่านผู้คุมขอรับ

เขารีบจนไม่ทันได้ทักทายข้า หันหลังแล้วรีบวิ่งไปยังกระโจมของท่านอู่โหว ข้าอดไม่ได้ที่จะอิจฉาและโกรธเคือง กล่าวออกไปว่าดวงของเจ้าเด็กหนุ่มนี้ช่างดีเหลือเกิน

ลู่กงสิงมองไปที่จางหลงโหย่วแล้วกล่าวว่าขุนพลฉู่ เขาเป็นคนของเจ้าหรือ ข้ารู้สึกเหมือนไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน

ข้าบอกไปว่าเดิมเขาเป็นคนของกรมพลาธิการ เป็นผู้ที่ก่อเรื่องเมื่อคืน ท่านไม่ได้ยินเสียงที่ดังสนั่นหรือ?”

ลู่กงสิงกล่าวว่าเป็นฝีมือของมันเองหรือ

ข้าพยักหน้าแล้วกล่าวว่าท่านเต๋อหยางจะประหารเขาเสีย ข้าจึงขอท่านเต๋อหยางเอาไว้ ให้เขามาอยู่ค่ายทัพหน้า นึกไม่ถึงว่าเขาก็พอมีดวงอยู่บ้าง

ลู่กงสิงขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่าสุราจุดไฟไม่ติดหรอก ข้าเคยอ่านตำราโบราณ ในตำราบันทึกไว้ว่ามีสุราชนิดหนึ่งสามารถจุดไฟติดได้ แต่วิธีการหมักหายสาบสูญไปนาน หรือว่าเขาค้นพบวิธีการหมักสุราชนิดนั้น?”

ข้าเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้าง กล่าวว่าท่านอู่โหวรับตัวเขาเข้าไปอยู่ในจวน ต้องการจะให้เขาหมักสุราชนิดที่จุดไฟติดกระมัง?”

สุราชั้นยอด ม้าพันธุ์ดีและอาวุธวิเศษของท่านอู่โหวเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งหลาย หลังตีเมืองแตก ช่างฝีมือที่ท่านอู่โหวกวาดต้อนมามีมากกว่าครึ่งที่เป็นช่างหมักสุรา

ลู่กงสิงกล่าวว่าท่านอู่โหวคงไม่รับตัวเขาเข้าจวนเพื่อเรื่องแค่นี้หรอก ไม่แน่ว่า…” เขาหยุดชะงักไป มองไปยังหัวเมือง ตะวันอยู่ใกล้ภูผา เมฆที่ล้อมรอบแดงดั่งสีโลหิต ท้องฟ้าในแดนใต้มืดช้า ตอนนี้อยู่ในช่วงสายัณห์ เขาหันมาแล้วกล่าวว่าไม่แน่ว่า ผลแพ้ชนะของศึกนี้ เขาอาจจะเป็นคนตัดสิน

สงครามตำนานเทพ ตอนที่ 6

พวกเราสามารถต้านทานการบุกโจมตีของมนุษย์งูถึงสองครั้งสองครา ทหารทั้งหลายต่างมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาบ้าง บวกกับตอนนี้ค้นพบจุดอ่อนของมนุษย์งู ทำให้แม้แต่ยามกลางวัน บนหัวเมืองก็มีคบเพลิงวางเต็มไปหมด

แต่ทว่า การตายของเสิ่นซีผิง ยังคงเหมือนคำสาปของลางร้ายที่แขวนอยู่บนคอพวกเรา

การตั้งรับวันนี้ ค่ายทัพหน้าสูญเสียสาหัสนัก แม้ว่าภายหลังจะไล่โจมตีศัตรูกู้หน้ากลับคืนมาได้บ้าง แต่การสรุปยอดทหารหลังเสร็จศึก เมื่อเปรียบกับอัตรากับการสูญเสียของข้าศึก อยู่ที่ประมาณหกต่อสี่ หรือเปรียบเทียบง่ายๆคือ ต้องเสียทหารของแค้วนจักรพรรดิหกนายเพื่อแลกกับหัวของมนุษย์งูสี่ตัว หากเป็นเมื่อก่อน ฝ่ายตั้งรับสูญเสียมากขนาดนี้ ถึงจะชนะก็ไม่ต่างอะไรกับแพ้ ขณะนี้กองทัพเต็มเปี่ยมไปด้วยเสียงเฮฮา ราวกับว่าพวกเราได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ มีนายทหารชั้นสูงและชั้นกลางของทัพขวาเข้ามาขอคำสั่งจากท่านอู่โหว พวกเขาต้องการไปลอบโจมตีมนุษย์งูในยามราตรี แต่ท่านอู่โหวไม่อนุญาตให้กระทำอะไรทั้งนั้น ท่านสั่งการให้เคลื่อนย้ายโลงศพของเสิ่นซีผิงกลับไปยังค่ายทัพขวา ตลอดทางเดิน ทหารทั้งกองทัพต้องไว้อาลัยให้แก่ขุนพลเสิ่นด้วย

ทหารเกล็ดมังกรไม่กี่นายเข้าไปยกโลงศพของเสิ่นซีผิง หลวนเผิงผู้รักษาการแทนเสิ่นซีผิงเป็นผู้นำทาง ท่านอู่โหวเดินทางมาด้วย ขบวนแห่จะยกโลงศพไปยังค่ายทัพขวาซึ่งเป็นที่ที่ขุนพลเสิ่นเคยประจำอยู่ การที่ขุนศึกรบตาย เดิมทีเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเสิ่นซีผิงแล้ว เขาเองก็น่าจะรู้ว่าตัวเองจะต้องมีจุดจบแบบนี้กระมัง ตลอดทางที่ผ่าน พวกเรายืนดูโลงศพของเสิ่นซีผิงถูกหามออกไป ในใจไว้อาลัยให้แก่ขุนพลกล้าผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง

พิธีฌาปนกิจศพของแคว้นจักรพรรดิไม่ได้ยิ่งใหญ่แต่อย่างใด โดยเฉพาะกับทหาร แคว้นจักรพรรดิเชื่อว่า วิญญาณของมนุษย์สิงสถิตอยู่ที่ศีรษะ หากสูญเสียสิ่งนั้นไป วิญญาณจะไม่สามารถกลับคืนร่าง ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่สามารถฝังเสิ่นซีผิงได้ และท่านอู่โหวก็ไม่ได้พูดว่าจะฝังเมื่อใด ได้แต่วางไว้อย่างนี้ บางที ท่านอู่โหวคงหวังว่าจะสามารถโจมตีมนุษย์งูให้ถ่อยร่นไปแล้วชิงเอาศีรษะของเสิ่นซีผิงกลับคืนมาแล้วพากลับแคว้นไปพร้อมกันกระมัง แต่ว่า การบุกโจมตีของมนุษย์งูดุดันอย่างเห็นได้ชัด ความหวังนี้คงกลายเป็นความเพ้อฝันเสียแล้ว

โลงศพของเสิ่นซีผิงเคลื่อนย้ายเข้ามาทางด้านตะวันตกของเมือง ซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบของทัพขวา ทหารทุกนายส่งเสียงร้องโศกเศร้าออกมาทันที

กองทัพของเสิ่นซีผิง หากเทียบกับกองทัพของลู่จิงอวี ทหารของเสิ่นซีผิงนับว่าเป็นตัวอย่างอันยอดแย่ของกองทัพ แม้แต่ทหารอื่นๆของแคว้นจักรพรรดิที่ได้เจอกับทหารในปกครองของเขา ก็รู้สึกเอือมระอาไปตามกัน แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ทุกครั้งที่ออกรบ ทหารที่ดูเหลวแหลกของเขากลับมีวินัยขึ้นมาทันที พวกมันไม่ได้ด้อยไปกว่าทหารทัพซ้ายของลู่จิงอวีเลย

บางทีการปกครองทหารก็ควรลดหย่อนกันบ้าง ข้าคิดแล้วก็ถอนหายใจออกมา สำหรับข้าแล้ว ข้าชื่นชอบวิธีการปกครองของลู่จิงอวี แต่ก็ไม่ส่งผลให้ข้าศรัทธาในตัวเสิ่นซีผิงน้อยลง

ข้ามองตามโลงศพที่เคลื่อนจากไป

หากมีวันนั้น ข้าก็อยากจะเป็นแม่ทัพชื่อดังกับเขาบ้าง ข้าสัญญากับใจของข้าอย่างลับๆ

การตั้งรับของค่ายทัพหน้าในวันนี้ รับบทบาทเป็นแกนกลาง การป้องกันศึกรอบนี้ ค่ายทัพหน้าสูญเสียไปไม่มากนัก รบตายไปเพียงยี่สิบกว่านาย ค่ายของข้านอกจากหวังตงแล้ว ยังสูญเสียทหารไปอีกสองนาย แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่ได้รับเกียรติยศเช่นเสิ่นซีผิง โลงศพของพวกเขาหามโดยพี่น้องของค่ายทัพหน้า ไปฝังไว้ในที่ดินเปล่าผืนหนึ่งในเมือง

ที่ดินผืนนั้นกลายเป็นที่ฝังศพของผู้กล้าที่ล่วงลับไปแล้ว ข้างๆเป็นหลุมศพของทหารพันธมิตรและเถ้ากระดูกของประชาชนที่ถูกเข่นฆ่าในช่วงฆ่าล้างเมือง ตรงกลางเป็นที่ฝังศพของทหารจักรพรรดิที่ล่วงลับไป

อย่างน้อย ศพของเสิ่นซีผิงยังได้ส่งกลับถึงบ้านเกิด แต่พวกนั้นเหลือเพียงเถ้าก็ยังกลับบ้านเกิดไม่ได้

ข้าเทเหล้าหน้าหลุมศพ ในใจอดไม่ได้ที่จะระทมทุกข์

หน้าหลุมศพมีแผ่นไม้หยาบๆตั้งอยู่หลายแผ่น ด้านบนจารึกชื่อของผู้ล่วงลับ ผ่านไปไม่กี่ปี แผ่นไม้เหล่านี้ก็จะพังไปตามกาลเวลา ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าในหลุมมีผู้ใดบ้าง

ข้าเอากาเหล้าวางไว้ข้างๆ พาพี่น้องที่เหลือทั้งห้าสิบสี่นายคุกเข่าลง ข้างๆมีไป่ฟูจ่างของอีกหลายๆค่ายกำลังฝังพี่น้องของพวกเขา ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เริ่มร้องเพลงไว้อาลัยวีรชนของแคว้นจักรพรรดิขึ้นมา แต่เกือบทั้งหมดก็ช่วยกันประสานเสียง

บนสถานที่ฝังศพ เหมือนมีเสียงฟ้าร้องครืนครัน นั่นเป็นเสียงของเพลงกั๋วจือซาง” (ความสูญเสียของชาติ)

ตัวนั้นตายไป ฝังไว้บนแผ่นดิน ขุนเขาสูงใหญ่ นภากว้างไกล ภูเขามีต้นไม้ บ้านเมืองมีทหาร วิญญาณจงกลับคืนถิ่น เพื่อมาปกป้องบ้านเมือง

นี่เป็นเพลงของน่าถิงเทียน ผู้มีความดีความชอบใหญ่หลวงในยุคบุกเบิกแคว้นจักรพรรดิ เขาได้รับการยกย่องจากชนรุ่นหลังว่าเป็นจวินเซิ่ง (เทพแห่งกองทัพ) ยามปัจฉิมวัยได้แต่งเพลงนี้ตอนอยู่หน้าแท่นวีรชน ปัจจุบันกลายเป็นเพลงไว้อาลัยของกองทัพ เสียงเพลงทั้งเศร้าและฮึกเหิม แม้จะมีทำนองเสียงเรียบง่าย แต่กลับดูมีพลัง ตอนที่ข้าร้องถึงท่อนสุดท้าย กลับรู้สึกว่า ความหมายที่แฝงอยู่ในเนื้อเพลงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าระทมทุกข์

เบื้องหลังรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งของน่าเทียนถิง ก็คงมีศพทหารนับพันนับหมื่นกระมัง ช่วงปัจฉิมวัยของจวินเซิ่ง จะรู้สึกผิดต่อทหารที่ล่วงลับไปหรือ? บ้านเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ได้มามีเพียงแค่การเปลี่ยนยุคเปลี่ยนผู้ปกครองใหม่ แต่กลับต้องมีทหารและประชาชนมาสังเวยชีวิตนับหมื่นนับแสนคน คนเหล่านั้นได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทนหรือ? ตอนที่จักรพรรดิได้แผ่นดินมา ท่านปกครองเรียบง่าย ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข แต่เพื่อได้มาซึ่งแผ่นดิน ต้องสูญเสียมากมายขนาดนั้นเพื่อบรรลุจุดประสงค์เชียวหรือ?

ใจข้ารู้สึกเจ็บปวดนัก

มองไปแดนไกล แสงสายัณห์ตะวันลา สิ้นสุดลงแล้วอีกหนึ่งวัน 

กลับมาที่กระโจมของตัวเอง เตรียมตัวจะไปเปลี่ยนผ้าพันแผลที่เอว เพิ่งเดินไปถึงหน้าประตูค่าย ได้ยินเสียงคนเรียกว่าขุนพลฉู่

เป็นจางหลงโหย่วนั่นเอง

ข้าหันกลับมา เห็นเขาสวมชุดคลุมของที่ปรึกษาทางการทหาร เจ้าหนุ่มคนนี้ยังพอมีมาดของความเป็นนายทหารชั้นกลางอยู่บ้าง ยศของที่ปรึกษามีตำแหน่งใหญ่กว่าข้า เพียงแค่ค่ำคืนเดียว เขาก็กระโดดจากพลทหารเล็กๆมาเป็นนายทหารที่อยู่เหนือกว่าข้า ต่อให้ข้ามีนิสัยใจคอดีแค่ไหน ก็ต้องเกิดความอิจฉาอยู่บ้าง ข้าอยากจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่จางหลงโหย่วก็เดินเข้ามาหาเสียแล้ว มันทำความเคารพแก่ข้าแล้วกล่าวว่าท่านขุนพลฉู่ จางหลงโหย่วขอคารวะท่าน

เขาทำความเคารพเช่นนี้ช่างเกรงใจเสียจริง มันเป็นการทำความเคารพของผู้น้อยที่มีต่อผู้ใหญ่ ทำเอาข้าตกใจ จึงกล่าวออกไปว่าท่านจาง ไม่ต้องเกรงใจไป ตอนนี้ท่านมีตำแหน่งใหญ่กว่าข้าเสียอีก ข้าควรจะทำความเคารพแก่ท่านจึงจะถูก

จางหลงโหย่วบอกว่าหลงโหย่วมิกล้าลืมบุญคุณของท่านขุนพล หากไม่มีท่าน เมื่อวานข้าคงถูกประหารไปเสียแล้ว ข้าจะมีวันนี้ได้อย่างไรกัน

ข้ายิ่งตกใจ เขามีตำแหน่งเป็นถึงที่ปรึกษา มียศเท่ากับท่านเต๋อหยาง แต่บัดนี้เขาเป็นคนของจวนท่านอู่โหวเสียแล้ว หากต้องการหาเรื่องท่านเต๋อหยางก็ไม่ใช่เรื่องยาก ข้าจึงกล่าวออกไปว่าท่านอย่าถือสาท่านเต๋อหยางเลย…”

เขาหัวเราะแล้วกล่าวว่าข้าย่อมไม่ถือสาท่านเต๋อหยางอย่างแน่นอน ท่านขุนพลฉู่โปรดวางใจได้

แม้ว่าเขาจะบอกให้ข้าวางใจ แต่ข้าก็วางใจไม่ลงจริงๆ ข้าจึงแกล้งถามไปว่าท่านจาง ท่านกลับมาเก็บข้าวของหรือ?” เดิมทีข้าให้เขาเก็บข้าวของแล้วย้ายมาที่ค่ายของข้า แต่ว่าเขายังไม่ทันได้ย้ายมาก็ต้องเข้าไปอยู่ในจวนของท่านอู่โหวเสียแล้ว

จางหลงโหย่วตอบว่าข้ามีเตาหลอมยากับสมุนไพรที่ต้องขนไปที่นั่น

ท่านอู่โหวยังไม่ได้หาทหารติดตามให้ท่านหรือ?”

เขาตอบว่ายังเลย แต่ว่าท่านอู่โหวได้พูดไว้แล้ว พรุ่งนี้จะเลือกทหารติดตามมารับใช้ข้า

ข้ากล่าวว่าข้าไปเป็นเพื่อนท่านก็แล้วกันข้าไม่รอให้เขาปฏิเสธก็รีบหันมาบอกฉีเลี่ยว่าฉีเลี่ย เจ้ากลับค่ายไปต้มน้ำให้ข้า ข้าไปเป็นเพื่อนท่านจางเดี๋ยวก็กลับมา

จางหลงโหย่วกล่าวว่าท่านขุนพลฉู่ ท่านอย่าเรียกข้าว่าท่านจางเลย เรียกข้าจางหลงโหย่วเถอะ

ข้าหัวร่อพลางกล่าวว่ามิกล้า มิกล้า

ค่ายทัพหน้ากับค่ายพลาธิการของท่านเต๋อหยางเดิมทีก็อยู่รวมเป็นค่ายใหญ่ เดินเข้าไปในค่ายพลาธิการ ได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้หญิงเป็นระลอก ผู้หญิงที่กวาดต้อนมาได้ จะขังรวมอยู่ที่นี่ชั่วคราว พวกนางถูกขังไว้ในกรงไม้ใหญ่ มองดูแล้วหน้าตามอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง สีหน้าเซ่อซ่า อันที่จริงผู้หญิงเหล่านี้ล้วนเป็นหญิงงาม เพราะมีเพียงหญิงงามที่จะมีชีวิตอยู่รอดจนถึงบัดนี้

ตอนเดินผ่านพวกนางไป ข้าอดสงสารไม่ได้ แต่ทำได้เพียงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน จางหลงโหย่วก็ดูเหมือนสงสารพวกนางเช่นกัน จึงบ่นพึมพำออกมาว่าเปิดศึกสองแคว้น พวกที่ลำบากที่สุดยังคงเป็นประชาชนอยู่ร่ำไป

ได้ยินคำพูดนี้ออกจากปากของเขา ข้ารู้สึกตกใจอยู่บ้าง กำลังคิดจะตอบกลับ เขาก็รีบเดินผ่านไป

กระโจมหลังเดิมของเขาถูกไฟเผาจนเป็นรูพรุน พอจางหลงโหย่วเดินถึงหน้ากระโจม มีทหารของค่ายพลาธิการกล่าวว่าเจ้าทึ่ม ทำไมเจ้ากลับมาแล้วล่ะ?” แต่พอเห็นข้าเดินอยู่ข้างหลังเขา ก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงไป

ทหารอีกคนหนึ่งกล่าวเบาๆว่าอย่าพูดจาเหลวไหล ตอนนี้เขาเป็นที่ปรึกษาของท่านอู่โหวแล้ว มียศตำแหน่งเท่ากับท่านเต๋อหยางของพวกเรา

ทหารสองนายมองพวกเราเดินเข้าไปในกระโจมด้วยความเคารพและยำเกรง พวกเขาคงรู้สึกว่า ยศของข้าเล็กกว่าจางหลงโหย่ว ข้าอาจจะถูกจางหลงโหย่วเรียกตัวมาช่วยงาน อันที่จริงตำแหน่งของไป่ฟูจ่างต่ำกว่าที่ปรึกษา แต่ค่ายทัพหน้าจะพิเศษกว่าค่ายอื่นๆ นอกจากอู่โหวแล้ว ไม่มีผู้ใดกล้ามาออกคำสั่ง

พอเข้าไปในกระโจมของจางหลงโหย่ว ทหารที่นอนอยู่บนเตียงรีบกระโดดขึ้นมาแล้วกล่าวว่าใต้ใต้เท้าจาง

มันคงได้ยินเสียงสนทนาเมื่อสักครู่ จางหลงโหย่วกล่าวว่าเสี่ยวจู ไม่มีอะไรหรอก ข้ามาเอาของเล็กน้อย เจ้านอนต่อเถอะ

เสี่ยวจูผู้นั้นจะกล้านอนต่อเชียวหรือ มันย้ายไปยืนอยู่ด้านข้างตั้งนานแล้ว โอกาสของชีวิตคนเราก็มหัศจรรย์เสียจริง สองวันก่อน จางหลงโหย่วอยู่ในกระโจมแห่งนี้ อาจจะถูกพวกเขาเรียกเจ้าทึ่มไปเจ้าทึ่มมา แต่พอได้รับการชื่นชมจากท่านอู่โหว คนก็ดูน่าเกรงขามขึ้นมาทันที

ข้าวของของจางหลงโหย่วมีไม่มาก มีเพียงเตาและหม้อที่รูปร่างแปลกประหลาดหลายใบ ยังมีทรายอีกสองถุง ข้าหิ้วเตาขึ้นมาหนึ่งลูก ข้างในเตาก็ถูกเผาจนดำสนิท ข้างๆมีเศษหม้อที่เกิดจากการระเบิด ข้าเก็บเรียบร้อย หิ้วขึ้นมาพร้อมกันแล้วกล่าวว่าเสร็จแล้วหรือยัง?”

­­­­­จางหลงโหย่วกำลังแบกของสองถุงนั้นไว้ที่หลัง กล่าวว่าเสร็จแล้ว เสร็จแล้ว หมดแล้วล่ะ

รถเข็นในค่ายพลาธิการมีไม่น้อยจึงยืมมาหนึ่งคัน เอาของไว้ข้างบนแล้วข้าไปช่วยเขาลากรถ เดินออกจากค่ายพลาธิการพร้อมกัน ทันใดนั้นข้ารู้สึกว่าตัวเองโง่ไปหน่อย ดูท่าแล้ว จางหลงโหย่วไม่น่าจะเป็นคนที่จะทำอะไรไม่ดีต่อท่านเต๋อหยาง ต่อให้เขามีความคิดที่จะแก้แค้น ก็ไม่น่าจะก่อเรื่องอะไรได้ ข้าช่างระแวงเกินเหตุ แต่เมื่อพูดว่าจะช่วยจางหลงโหย่วเอาของ ข้าก็ไม่ควรหนีเอาตัวรอดไปกลางคัน ข้ากล่าวว่าท่านจาง…”

จางหลงโหย่วกล่าวว่าท่านเอาอีกแล้ว ท่านขุนพลฉู่ ท่านอย่าเรียกข้าว่าท่านจางเลย

ข้าบอกไปว่าก็ได้ จางหลงโหย่ว ท่านเอาเตาพวกนี้ไปทำอะไรหรือ?”

จางหลงโหย่วตอบว่านั่นเป็นเตาหลอมยา ข้าเป็นลูกศิษย์ของสำนักซ่างชิงตันติ่ง

สำนักซ่างชิงตันติ่ง เป็นสำนักของเจินกุยจื่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในสองอำมาตย์ของช่วงนี้ เมื่อก่อนสำนักของทางนักพรตเทียนจีไม่เชื่อในเรื่องการหลอมยา คิดว่าเตาหลอมยาจำต้องใช้ร่างกายของตัวเองเป็นเตาหลอม ยาที่หลอมได้เรียกว่าฝ่ายธรรมะ ด้วยเหตุนี้พวกเขาถูกเรียกว่าเป็นสำนักชิงซวีถู่น่า เจินกุยจื่อตรงข้ามกับนักพรตเทียนจีโดยสิ้นเชิง สำนักของเขาเห็นว่าสามารถหลอมยาเพื่อให้มนุษย์กินแล้วเหาะเหินกลางเวหาได้ หลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าอำมาตย์ของทั้งสองสำนักจะไม่ทะเลาะกันเหมือนแม่ค้าตามท้องตลาด แต่ก็ชิงดีชิงเด่นกันอยู่ลับๆ หลายร้อยปีที่ผ่านมา นักพรตของสำนักชิงซวีถู่น่าแม้จะไม่สามารถเหาะเหินกลางเวหา แต่ว่านักพรตแต่ละรุ่นก็อายุยืนกันทั้งสิ้น และทางฝั่งสำนักซ่างชิงตันติ่ง มีนักพรตน้อยนักที่จะมีอายุเกินสี่สิบ ปัจจุบันก็ไม่ค่อยมีผู้ใดศรัทธาอีกแล้ว นับตั้งแต่นักพรตเทียนจีถูกแต่งตั้งให้เป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท สำนักซ่างชิงตันติ่งค่อยๆลดบทบาทน้อยลง สำนักชิงซวีถู่น่ามีอำนาจพอสมควรในราชสำนัก หากไม่เป็นเพราะจักรพรรดิองค์ปัจจุบันให้เจินกุยจื่อถวายโอสถเพื่อบำรุงร่างกายเป็นบางครั้งบางคราว เกรงว่าสำนักซ่างชิงตันติ่งคงหายไปนานแล้ว

ข้ากล่าวว่าขออภัยที่เสียมารยาท ที่แท้ท่านเป็นคนของท่านอำมาตย์ แล้วเหตุใดจึงมาสมัครเป็นทหารเล่า?”     

จางหลงโหย่วกล่าวว่ายาที่ข้าหลอมต้องใช้ชาดชนิดหนึ่ง ของสิ่งนี้พบในเขตออกตกและเหนือยาก มีเฉพาะในแดนใต้ ได้ข่าวว่าพวกท่านจะมาปราบกบฏแดนใต้ ข้าก็เลยมาด้วย

ข้าหัวเราะแล้วกล่าวว่าหลอมยาหรือ? ท่านอยากเป็นเซียนล่ะสิ

จางหลงโหย่วส่ายหัวแล้วกล่าวว่าข้าชื่นชอบอุปกรณ์หลอมยาของสำนักตันติ่งมาก รู้สึกว่าภายในย่อมมีเคล็ดลับอะไรที่สืบทอดมาแต่โบราณ เพียงแต่พวกเรารู้ว่ามันเป็นเช่นนี้ แต่ไม่รู้วิธีที่จะให้เป็นเช่นนี้ ข้าอยากจะวิจัยถึงเคล็ดลับนี้ ไม่แน่ว่า…” พูดถึงตรงนี้ บนใบหน้าของเขามีแสงปรากฏออกมา เหมือนมีอาการตื่นเต้นเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อไปว่าไม่แน่ว่า วันหน้าข้าอาจจะถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์เพราะสิ่งนี้

แม้ว่าหากหัวเราะออกมาตอนนี้จะเสียมารยาทไปบ้าง แต่ข้าก็กลั้นเอาไว้ไม่อยู่ ข้าหัวร่อ ฮา ฮา ออกมา เขากลับไม่สนใจ แต่ข้ารู้สึกเกรงใจจึงชวนเปลี่ยนเรื่องคุยว่าเมื่อวานท่านทำอะไรอยู่หรือ? เกิดเสียงดังขนาดนั้น

จางหลงโหย่วกล่าวว่าเมื่อวานหรือ เดิมทีเมื่อวานข้าอยากจะหลอมยาอู่ไฉ ไม่ทันระวังปล่อยให้ไฟเข้าไปในเตาหลอม สุดท้ายไฟไหม้ขึ้นมา

ข้าขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่าเสียงมันจะดังขนาดนั้นเชียวหรือ?”

จางหลงโหย่วกล่าวว่ายาอู่ไฉต้องหลอมเก็บไว้ในเตาหลอม บังเอิญข้าปิดฝาไม่สนิท ปล่อยให้ไฟวิ่งเข้าไป สุดท้ายเตาหลอมก็ระเบิด ยังดีที่ข้าหลอมไว้เพียงยี่สิบห้าเม็ด เตาหลอมมีเพียงรอยร้าว ไม่ได้แตกกระจายออกไป ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องรอให้ท่านเต๋อหยางประหารฆ่าหรอก ข้าเองก็คงถูกระเบิดตายไปเสียแล้ว

ยาอู่ไฉสามารถระเบิดคนให้ตายได้หรือ?”

จางหลงโหย่วกล่าวว่าได้สิ อาจารย์อาของข้าก็ตายเพราะยาอู่ไฉนี้แหละ เขาหลอมห้าร้อยเม็ดในเตาเดียว สุดท้ายบ้านระเบิดไปครึ่งหลัง

ข้าหยุดเดินแล้วกล่าวว่ายาอู่ไฉมีอานุภาพมากเช่นนี้เชียวหรือ? แล้วต้องหลอมอย่างไรกัน หลอมสำเร็จง่ายหรือไม่?”

จางหลงโหย่วเห็นข้าหยุดเดิน ในรถเกิดเสียงดัง โครมคราม เขารีบร้องว่าระวัง ระวัง เตาหลอมของข้า

ข้าบอกไปว่ารีบบอก ยานี้ทำขึ้นมาจากอะไร

จางหลงโหย่วตอบแบบลังเลว่าใช้กำมะถัน ดินประสิวกับน้ำผึ้ง บวกกับขี้เถ้าของพืชหญ้า แล้วเพิ่มสมุนไพรไปอีกหลายชนิด หลอมออกมาเป็นยาชนิดหนึ่ง สามารถรักษาอาการไม่ย่อย ทำไมหรือ?”

ข้ากล่าวว่าเจ้ายานั่นต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะหลอมสำเร็จ?”

จางหลงโหย่งจับรถเอาไว้ มองข้าด้วยความสงสัยแล้วกล่าวว่าท่านขุนพลฉู่ ท่านก็ต้องการจะหลอมยาด้วยหรือ?”

ข้าร้อนใจ แต่จางหลงโหย่วเหตุใดพูดจาชักช้า ข้ากล่าวว่าข้าไม่ได้ต้องการหลอมยา ท่านรีบบอกข้ามา ยาอู่ไฉต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะหลอมสำเร็จ

เจ็ดวัน

ข้าเกือบจะทรุดลงกับพื้น หลอมยาแค่นั้นต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวัน เกรงว่าถึงเวลานั้นมนุษย์งูคงบุกเข้าเมืองมาได้แล้ว ข้ารู้สึกซึมเซาเล็กน้อย กล่าวว่าช้าเกินไป

จางหลงโหย่วถามว่าท่านจะใช้สิ่งนี้ในสนามรบหรือ?”

จางหลงโหย่วถูกพวกพ้องเรียกว่า เจ้าทึ่ม ข้ากลับรู้สึกว่าเขาฉลาดหลักแหลมนัก ข้าบอกไปว่าใช่ ท่านบอกว่ายายี่สิบเม็ดก็มีอานุภาพรุนแรงเช่นนี้ หากหลอมเพิ่มอีกสักหน่อยแล้วโยนออกไปตอนเผชิญหน้ากับข้าศึก อานุภาพนั้นย่อมไม่มีสิ่งใดจะเทียบได้ แต่ท่านบอกว่าต้องใช้เวลาเจ็ดวันจึงจะหลอมสำเร็จ เกรงว่าจะไม่ทันการเสียแล้ว

จางหลงโหย่วบอกว่าท่านคงต้องการยาที่โดนไฟแล้วจะลุกไหม้ขึ้นมากระมัง อันนั้นไม่ต้องหลอม ใช้เพียงการผสม

คำพูดนี้ทำเอาข้าทั้งตื่นเต้นและดีใจ ข้าวางรถลากไว้บนพื้นแล้วกล่าวว่าผสมอย่างไรกัน รีบบอกกับข้ามา

จางหลงโหย่วร้องขึ้นมาอีกว่าระวังเตาหลอมของข้าเขาจับรถเอาไว้ กล่าวต่อไปว่าสิ่งนั้นข้าผสมขึ้นมาเอง เพียงแค่ท่านนำกำมะถัน ดินประสิวกับผงถ่านมาบดจนเป็นผง จากนั้นใช้ผงถ่านหนึ่งส่วนผสมกับผงกำมะถันและดินประสิวอีกอย่างละหกส่วนก็ใช้ได้แล้ว แต่ตอนที่ท่านบดส่วนผสมอยู่ อย่าให้มันติดอยู่บนโลหะ

ข้ากล่าวว่าเยี่ยมจริงๆ ท่านรีบผสมมาให้ข้าสักชุดสิ

กระโจมของจางหลงโหย่วไม่เป็นที่ลับตาคน เขาก็ไม่กล้าบดในกระโจม ได้แต่แบ่งผงกำมะถันกับผงดินประสิวมาให้ข้าอย่างละชั่ง กล่าวว่าผงถ่านท่านต้องไปหาเอาเอง ระวังด้วยล่ะ ยาชนิดนี้รุนแรงมาก หากถูกไฟก็จะเผาไหม้ขึ้นมาทันที

ข้าถือยาผงทั้งสองถุงแล้วกล่าวว่าจางหลงโหย่ว ท่านจาง หากยาชนิดนี้สำเร็จขึ้นมาจริงๆ ท่านจะได้สร้างความดีความชอบอีกแล้วสินะ

เขากล่าวว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่ท่านคิดหรอก นั่นมันเป็นเพียงผง ถูกลมพัดก็กระจายไป ไร้ซึ่งประโยชน์

ข้าหัวร่อฮา ฮา แล้วกล่าวว่าข้าย่อมมีวิธี

ตอนเดินออกจากกระโจมของเขา ข้าหันไปกล่าวกับเขาว่ายาชนิดนี้ ท่านเคยตั้งชื่อหรือไม่?”

จางหลงโหย่วกำลังถือเตาหลอม เขาเงยหน้าขึ้นมา กล่าวว่ายาชนิดนี้เกิดประกายไฟได้ ข้าเรียกมันว่า ฮั่วเอี้ยว ซึ่งเป็นชื่อเรียกดินปืนนั่นเอง

กลับมาถึงกระโจมในค่ายทัพหน้า ข้าเพิ่งจะเข้าประตู ฉีเลี่ยก็ทักขึ้นมาว่าท่านขุนพลฉู่ ท่านกลับมาแล้ว ขุนพลลู่กำลังตามหาท่านอยู่ขอรับ

ข้าวางยาผงสองถุงนั้นไว้ข้างๆ กล่าวถามว่ามีธุระอะไรหรือ?”

ฉีเลี่ยบอกว่าคล้ายกับมีธุระจะปรึกษากับท่าน เขาสั่งข้าไว้ หากท่านกลับมาให้ไปหาเขาที่กระโจมขอรับ

จะมีธุระด่วนอะไรหรือ? ข้าเริ่มกังวลใจเล็กน้อย หันหลังจะเดินออกจากกระโจม ก่อนออกไป หันกลับมาสั่งฉีเลี่ยไว้ว่าฉีเลี่ย เจ้าไปช่วยข้าหาถ่านไม้แล้วบดให้เป็นผง ยิ่งละเอียดยิ่งดี ต้องการประมาณหนึ่งชั่ง

ฉีเลี่ยงงงันวูบ จึงถามว่าเอามาทำอะไรหรือขอรับ?”

ข้าไม่ได้อธิบายอะไร รีบเดินไปยังกระโจมของลู่กงสิง

ลู่กงสิงเรียกพวกเรามาประชุมยามนี้ จะมีธุระอะไรกัน?

ไม่รู้ว่ามนุษย์งูจะมาบุกโจมตีอีกเมื่อใด ค่ายทัพหน้ารับหน้าที่ดูแลป้องกันให้กับทัพหลวงของท่านอู่โหว บางที ลู่กงสิงคงเรียกพวกเรามาเพื่อเตรียมแผนรับมือล่วงหน้ากระมัง

พอมาถึงกระโจมของลู่กงสิง ข้าอยู่หน้าประตูได้ยินเสียงผู่อันหลี่กล่าวว่าไม่ได้ ค่ายทัพหน้าของเรา ยอมรบจนตายก็ไม่ยอมถอยเด็ดขาด

เสียงของเขาดังกังวาน ดูเดือดดาลจนหายใจลำบากอยู่บ้าง ข้ารู้สึกตกใจ เปิดม่านออกแล้วเดินเข้าไป

กระโจมของลู่กงสิงใหญ่เท่ากับของพวกเรา ตอนนี้ข้างในรวมลู่กงสิงไปด้วย มีไป่ฟูจ่างนั่งอยู่ทั้งสิ้นสิบหกคน มองดูแล้วแน่นขนัดไปบ้าง ผู่อันหลี่กำลังยืนอยู่ โกรธจนใบหน้าแดงฉานไปหมด

ลู่กงสิงเห็นข้าเดินเข้ามา พยักหน้าให้ข้า ปากยังคงกล่าวกับผู่อันหลี่ว่าขุนพลผู่ ทำงานตามสถานการณ์ นี่มันไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอให้ศัตรูเห็น กองทัพยกพลมาครั้งนี้ เดิมทีเสบียงก็มีไม่มาก หากตอนนี้ตกอยู่ในวงล้อม พวกเราได้แต่รอวันตาย ข้าเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้คับขันนัก มิสู้ถอยทัพชั่วคราว ยกเมืองเกาจิ้วแห่งนี้ให้มนุษย์งู วันหน้าเราค่อยจัดทัพมาใหม่ เพื่อประลองกับมนุษย์งูให้ถึงที่สุด

ข้าถามเฉียนเหวินอี้ ไป่ฟูจ่างค่ายที่เจ็ดที่มาจากสามัญชนด้วยเสียงเบาว่ามีอะไรกันหรือ?”

เฉียนเหวินอี้ตอบเสียงเบาว่าผู้คุมลู่ใคร่จะเรียนท่านอู่โหวเพื่อขอให้ถอยทัพ บัดนี้ต้องการขอความคิดเห็นจากไป่ฟูจ่างทั้งหมด

แม้ว่าในเรื่องการทหารข้าจะไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็น แต่ข้าเห็นว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมาะที่จะเผชิญหน้ากับมนุษย์งูโดยตรง ซึ่งข้าเองก็เห็นด้วยกับการถอยทัพ

ผู่อันหลี่กล่าวว่าแม้ว่าเสบียงขาดจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็สามารถส่งคนไปขนเสบียงมา ตอนนี้มนุษย์งูบุกมาประชิดตัวเมือง พวกเราซึ่งอยู่ในเมืองสามารถป้องกันไว้ได้ หากไม่โจมตีแล้วคิดถอยกลับ ปล่อยจนพวกมันไล่ตามมา พวกเราจะไม่ตายทั้งกองทัพหรือ?”

แม้ว่าผู่อันหลี่จะเป็นคนบุ่มบ่าม แต่เขากล่าวเช่นนี้ก็ถูก หากพวกเราถอยจากเมืองเกาจิ้วไปและมนุษย์งูไล่ตามมาโจมตี เกรงว่าพวกเราคงยากจะเอาชนะพวกมัน

ลู่กงสิงกล่าวว่าคำพูดของขุนพลผู่ก็มีเหตุผล แต่ข้าคิดแผนไว้รอบคอบแล้ว มนุษย์งูกลัวไฟ หากทหารที่อยู่หลังสุดจุดเพลิงไว้ตลอดทาง มนุษย์งูย่อมไม่กล้าไล่ตามเรามา เอาล่ะ ขุนพลทุกท่าน ใช้การลงคะแนนเสียงตัดสินกันเถอะ ผู้ที่เห็นด้วยกับการอยู่ในเมืองเพื่อสู้ตายกับมนุษย์งูมีกี่คน

ผู่อันหลี่ยกมือขึ้นมาแล้วกล่าวว่าพี่น้องทุกท่าน หากถอยกลับตอนนี้ ชื่อเสียงรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งของค่ายทัพหน้าก็จะป่นปี้บนมือของพวกเรา พวกเราจะยังมีหน้าไปพบเหล่าขุนพลอาวุโสอีกหรือ?”

คำพูดของเขาโน้มน้าวใจคนได้ดี ขณะนี้มีคนยกขึ้นมาถึงห้าหกมือ แต่ทั้งหมดมีสิบเจ็ดคน ตัวเลขนั้นยังนับว่าเป็นเสียงข้างน้อย ลู่กงสิงกล่าวว่าแม้จะพูดเช่นนี้ก็ตาม แต่คนที่เห็นด้วยกับการถอยทัพมีจำนวนเสียงมากกว่า ข้าจะไปเรียนท่านอู่โหวว่าทหารทัพหน้าเห็นด้วยกับการถอยทัพ

ผู่อันหลี่นั่งลงด้วยความไม่พอใจ ขณะนี้ เหลากั๋วจีไป่ฟูจ่างค่ายที่สิบสามกล่าวขึ้นมาว่าผู้คุมลู่ ข้าไม่เห็นด้วยกับการทำศึกกับมนุษย์งูและไม่เห็นด้วยกับการถอนทัพในเวลานี้

ลู่กงสิงขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่าขุนพลเหลา ท่านมีความคิดเห็นอื่นใดหรือ?”

เหลากั๋วจีเป็นรุ่นพี่ข้าห้าปี ในรุ่นที่เขาจบมา มีนักเรียนทหารโดดเด่นอยู่สี่คน เขาเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ทั้งสี่คนได้ฉายาว่า ดินน้ำลมไฟ แต่น้ำ ลม ไฟต่างเป็นลูกหลานของคนมีฐานะ หลังเรียนจบก็เข้ารับราชการตำแหน่งเล็กๆในราชสำนัก ปัจจุบันล้วนกลายเป็นขุนนางชั้นกลางในสังกัดของท่านเหวินโหว มีเพียงคนที่อยู่หน้าสุดอย่างเหลากั๋วจี เนื่องจากฐานะต่ำต้อย แม้จะมีความสุขุมรอบคอบแต่ก็มีมากเกินควร เขามาสมัครเป็นทหารของท่านอู่โหว ตอนนี้ก็เลื่อนขึ้นมาเป็นเพียงไป่ฟูจ่าง แต่ว่า ตามการประเมินของค่ายทัพหน้าแล้ว ในบรรดาไป่ฟูจ่างทั้งยี่สิบคน ผู้ที่เพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ เหมาะแก่การทำการใหญ่ นอกจากลู่กงสิงก็มีเพียงเหลากั๋วจี ข้ากับผู่อันหลี่เป็นได้เพียงขุนพลที่มีฝีมือในการรบเท่านั้น เพราะฉะนั้นคำพูดของเหลากั๋วจี ลู่กงสิงย่อมต้องให้ความสำคัญ

เหลากั๋วจีกล่าวว่าผู้คุมลู่ ข้าเห็นว่าพวกเราไม่มีความจำเป็นที่จะมาแย่งเมืองเกาจิ้วกับมนุษย์งู แต่เวลานี้ ก็เป็นเหมือนที่ขุนพลผู่กล่าวเอาไว้ พวกเรายังถอยไม่ได้ การถอยทัพนอกจากยากที่จะชี้แจงกับคนทั้งแคว้นแล้ว หากมนุษย์งูไล่ตามหลังมาก็เป็นเรื่องที่น่าหนักใจมิใช่น้อย เรื่องนี้พวกเราต้องค่อยๆปรึกษาหารือกันก่อน

ข้ารู้สึกขำนัก ค่อยๆปรึกษาหารืออย่างนั้นหรือ มันช่างกำกวมไม่กระจ่างแจ้ง จะเริ่มวางแผนจากจุดไหนดีล่ะ ลู่กงสิงกล่าวขึ้นมาว่าในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นคอยฟังดูอีกครั้ง เห็นด้วยกับการถอยทัพในเวลานี้มีกี่คน

ขณะนี้มีคนยกมือขึ้นมาสิบคน ข้าก็ยกมือด้วย ลู่กงสิงกล่าวว่าดี สิบคนเห็นด้วย หกคนไม่เห็นด้วย หนึ่งคนต้องการหารือต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ค่ายทัพหน้าถือว่าเห็นด้วยกับการถอยทัพ ข้าจะเรียนท่านอู่โหวให้ทราบเรื่อง ทุกคนกลับไปพักผ่อนก่อน เตรียมพร้อมรับมือมนุษย์งูทุกเวลา

ผู่อันหลียืนขึ้นมา เดินออกจากกระโจมพร้อมพวกของเขา เดินถึงหน้าประตูกลับหันกลับมากล่าวว่าเจ้าคนขี้ขลาด ข้าผู่อันหลี่เป็นถึงชายชาติทหาร ละอายที่จะต้องร่วมทัพกับพวกเจ้า

ยศตำแหน่งของเขาแม้จะเล็กกว่าลู่กงสิง แต่ด้วยที่พ่อของเขาก็เป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงเช่นกัน ลู่กงสิงจึงไม่อยากจะกล่าวว่าอะไร ทุกคนเดินออกไปกันหมด ข้าก็เตรียมจะเดินออกไป ลู่กงสิงกล่าวว่าขุนพลฉู่ โปรดรอก่อน

ทุกคนต่างออกไปกันหมด ลู่กงสิงกล่าวกับข้าว่าขุนพลฉู่ ท่านไปพบท่านอู่โหวเป็นเพื่อนข้าเถอะ

ข้ารู้สึกกังวลเล็กน้อย กล่าวว่าขุนพลลู่ ข้าก็แค่ไป่ฟูจ่าง ไม่มีสิทธิ์ขอเข้าพบท่านอู่โหว

ลู่กงสิงกล่าวว่าไม่เป็นไร ไปเป็นเพื่อนข้า

พวกเราจูงม้ามาสองตัวแล้วขี่ออกจากค่ายไปพร้อมกัน มุ่งหน้าไปยังค่ายทัพหลวงของท่านอู่โหว ลู่กงสิงกล่าวขึ้นมาอย่างกะทันหันว่าขุนพลฉู่ ขอบใจท่านที่สนับสนุนข้า เดิมทีข้าคิดว่าท่านจะไม่เห็นด้วยกับการถอยทัพเสียอีก

ข้ากล่าวว่าหากมีทางเอาชนะได้ ข้าก็เห็นว่าควรจะโจมตีก่อนแล้วค่อยถอยทัพกลับ แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ต่อให้มนุษย์งูกลัวไฟ แต่พวกเราจะใช้ไฟในการจู่โจมพวกมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ในห้วงสมองของข้ากำลังนึกถึงดินปืนของจ่างหลงโหย่ว มนุษย์งูกลัวไฟ ดินปืนอาจจะเป็นคู่ต่อกรของพวกมัน แต่ข้าไม่เคยทดลองมาก่อน ด้วยยศตำแหน่งอันต่ำต้อยอย่างข้า มิกล้าออกความคิดเห็นในด้านการทหารอย่างแน่นอน

ลู่กงสิงเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้า กล่าวว่าความคิดผู่อันหลี่ไร้เดียงสาเกินไป พอรู้ว่ามนุษย์งูกลัวไฟก็คิดว่ามีทางเอาชนะได้อย่างแน่นอน อันที่จริง ฤดูฝนในแดนใต้ใกล้มาเยือนแล้ว” 

ฤดูฝนอย่างนั้นหรือ

คำพูดนี้เหมือนยกภูเขามาไว้บนอกของข้า ดินแดนทางใต้ไม่เหมือนกับดินแดนของแคว้นจักรพรรดิ หลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ น้ำฝนจะมีปริมาณมาก พวกเราเคลื่อนพลมาในฤดูหนาว ตลอดทางมามีฝนไม่มากนัก ตอนล้อมเมืองเกาจิ้วสองเดือนฝนก็ตกเพียงไม่กี่ครั้ง ยิ่งในหลายวันนี้ที่มนุษย์งูบุกโจมตีมา ฝนไม่ตกแม้แต่หยดเดียว แต่พอเข้าสู่ฤดูฝน แดนใต้ก็จะมีฝนตกต่อเนื่อง ได้ยินมาว่าอาจจะตกติดต่อกันถึงสองสามเดือน ถึงตอนนั้นจะใช้ไฟในการจู่โจมอย่างไร เกรงว่ายามถอยทัพคิดจะก่อไฟเพื่อเป็นสิ่งกีดขวางก็กระทำไม่ได้ มิน่า ลู่กงสิงคิดจะถอยทัพ ตอนนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะถอยทัพกลับไปครบทั้งกองทัพ

ข้ากล่าวว่าแล้วเหตุใดท่านไม่อธิบายให้พวกเขาเข้าใจ

เขาฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่าตอนนี้ขวัญทหารกำลังฮึกเหิม จะพูดถึงเรื่องนี้ได้อย่างไรกัน ท่านอู่โหวก็คงรู้สึกได้อย่างแน่นอน ข้าสังเกตเห็นว่าบนใบหน้าของท่านก็มีเจตนารมณ์ที่จะถอยทัพ เพียงแค่ไม่รู้ว่าเขาจะปล่อยวางชื่อเสียงจอมปลอมของการรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งลงได้หรือไม่ ถือโอกาสถอยตั้งแต่ยามนี้ มิฉะนั้นอาจจะไม่มีโอกาสให้ถอยทัพอีกก็เป็นได้

ข้าพูดอะไรไม่ออก จริงอย่างที่เขาว่า สถานการณ์ยามนี้ก็คล้ายจะมีพายุฝนเข้ามาเยือน ข้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อจากนี้ เมื่อสักครู่ยังหวังจะพึ่งดินปืนได้บ้าง แต่ตอนนี้ลืมไปอย่างสนิทใจ

ถึงกระโจมของท่านอู่โหว ข้ารออยู่ด้านนอก ลู่กงสิงเข้าไปเรียนท่านอู่โหว พอเขาเดินออกมากลับหน้าม่อยคอตก ข้าจึงถามไปว่าท่านอู่โหวว่าอย่างไรบ้าง?”

ลู่กงสิงถอนหายใจ กล่าวว่าท่านอู่โหวไม่เห็นด้วยกับการถอยทัพ

ข้ากล่าวว่าใช่สิ สำหรับท่านอู่โหวแล้ว ศีรษะของขุนพลเสิ่นยังอยู่กับพวกมนุษย์งู ขุนพลลู่จะให้ท่านอู่โหวไปชี้แจงกับคนทั้งแคว้นได้อย่างไรกัน

ลู่กงสิงถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุผลนี้กระมัง แต่ถ้าหากไม่ถอยทัพในเวลานี้ เกรงว่าจะต้องมีทหารตายเพิ่ม พวกทหารที่รบตายบนสนามรบ แม้แต่ชื่อก็ไม่มีใครจดจำเอาไว้ ครอบครัวของพวกเขาจะไปเอาเรื่องกับใครได้เล่า

เขากระโดดขึ้นม้าแล้ววิ่งออกไป ตะวันบ่ายคล้อย ก้อนเมฆกลับทับซ้อนกันแน่นหนาที่ขอบฟ้า

ต้นฤดูใบไม้ผลิ แม้จะสวมเกราะหนังไว้บนตัวก็ยังรู้สึกถึงความหนาว เครื่องหนังเหล่านั้นเริ่มแข็งตัว แต่ก็ยังไม่ถึงกับเคลื่อนไหวลำบาก

ข้าใช้เชือกยาวผูกไว้กับสันกำแพงแล้วหย่อนลงไปด้านล่าง กล่าวกับฉีเลี่ยว่าดูเชือกให้ด้วย

ฉีเลี่ยกล่าวเสียงเบาว่าท่านขุนพลฉู่ ท่านจะลงไปจริงๆหรือ แผลของท่านจะเป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ

ข้ากดไปที่บริเวณเอวแล้วกล่าวว่าไม่เป็นอะไรหรอก

แผลบนเอวใช้ผงแก้ปวดที่ขอมาจากแพทย์ทหาร แพทย์บอกไว้ว่า ผงชนิดนี้ใช้ถี่ไม่ได้ แต่ระงับอาการปวดได้ดี นอกเสียจากรู้สึกแข็งที่บริเวณเอว ส่วนอื่นๆล้วนเป็นปกติ

หากไม่สามารถนำศีรษะของเสิ่นซีผิงกลับคืนมา เกรงว่าท่านอู่โหวจะยอมเสียทั้งกองทัพก็ไม่ยอมถอยทัพเด็ดขาด แม้ว่าข้าจะไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็รู้ว่า พวกเราอย่างมากก็ทำได้เพียงเฝ้าเมืองเกาจิ้วต่อไป หากคิดจะจู่โจมมนุษย์งูเพื่อทำให้พวกมันถอยร่นกลับไป ช่างเป็นความหวังที่ริบหรี่นัก เพื่อให้ท่านอู่โหวกู้หน้าคืนมาได้บ้าง ตอนนี้คงทำได้เพียงเท่านี้

คงมีเพียงวิธีนี้ จึงจะทำให้ทหารนับแสนกลับสู่มาตุภูมิกระมัง

ฉีเลี่ยกล่าวว่าข้าไปด้วย

ข้าทำหน้าเคร่งขรึมแล้วกล่าวว่าเหลวไหล นั่นมันอันตรายถึงแก่ชีวิต เจ้าไปด้วยมีแต่จะเป็นตัวถ่วง

เนื่องจากเป็นการลอบเข้าไป ข้าจึงพกเอามาแค่ดาบไป่ปี้กับดินปืนที่ผสมเสร็จแล้วอีกหนึ่งชุด หลังผสมเสร็จยังไม่ได้ทดลอง ไม่รู้ว่าได้ผลหรือไม่ ข้าดึงเชือกเอาไว้เพื่อทดสอบความทนของเชือก จากนั้นสองมือจับเชือกไว้แน่นแล้วไต่อยู่บนกำแพง

ช่วงนี้เป็นช่วงข้างแรม ท้องฟ้ามืดจนมองอะไรไม่เห็น แถบนี้อยู่ในความดูแลของค่ายทัพหน้า คืนนี้เป็นเวรของค่ายทัพห้าพอดี บนหัวเมืองมีคบเพลิงสว่างอยู่หลายแห่ง เป็นแสงจากการเดินลาดตระเวนตอนกลางคืนของทหาร แม้ว่ามนุษย์งูจะไม่มาลอบโจมตีในยามราตรี แต่ท่านอู่โหวก็ไม่กล้าชะล่าใจ

ตอนโหนตัวลงจากกำแพงเมือง ข้าเกิดงงงวยขึ้นมากะทันหัน ข้ามองไปที่ฉีเลี่ย เขาคงรู้สึกว่าข้าต้องตายแน่ๆ มันร้องไห้น้ำตาร่วง ข้าจึงด่าไปว่าฉีเลี่ย ไม่ต้องทำหน้าเศร้าเหมือนกับว่าข้าจะไปตาย

ฉีเลี่ยฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่าท่านขุนพล ระวังตัวด้วย

ระหว่างกำแพงเมืองกับคูเมืองมีพื้นที่ขนาดสามเชียะ เมื่อตอนกลางวัน การจู่โจมของมนุษย์งูทำให้พื้นที่ข้างกำแพงมีแต่หลุมเต็มไปหมด ยังมีก้อนหินกองอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ข้าทิ้งเชือกที่เหลือไว้บนพื้น พอเท้าถึงพื้นก็ถีบเพื่อให้ตัวเองลอยออกไป ร่างกายก็เหวี่ยงออกไปพร้อมเชือก พอเห็นว่าตัวเองกระโดดข้ามคูเมืองมาได้ก็รีบปล่อยเชือกในมือออก ลงถึงพื้นแบบไม่มีเสียง

หากไม่เป็นเพราะสถานการณ์ยามนี้คับขันนัก ข้าจะต้องหลงระเริงไปกับวิชาตัวเบาของตัวเองแน่ๆ แต่ตอนนี้ไม่ควรเสียเวลามานั่งชมตัวเอง ข้าหันหน้ากลับไปมอง เชือกถูกดึงกลับขึ้นไปแล้ว ฉีเลี่ยคงรู้ว่าข้ากระโดดข้ามคูเมืองแล้วล่ะ แต่มองดูแล้ว เชือกยาวเส้นนั้นคล้ายงูที่กำลังเลื้อยขึ้นกำแพง

ข้าตกลงกับฉีเลี่ยไว้แล้ว ก่อนฟ้าสาง ไม่ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ข้าต้องกลับมาให้ทันเวลา ถึงตอนนั้นเขาจะใช้ธนูเพื่อส่งเชือกมาให้ข้า เพื่อให้ข้าจับเชือกแล้วไต่ขึ้นกำแพงไป แต่ไม่ได้บอกเขาไว้ว่าหากข้าไม่กลับมาจะต้องทำอย่างไรต่อไป

หวังว่าข้าคงโชคดีก็แล้วกัน ข้าเงยหน้าขึ้นมองฟ้า พระจันทร์เพียงเสี้ยวเคลื่อนไปยังขอบฟ้า เวลาดึกดื่น บรรยากาศนี้เหมาะแก่การลอบโจมตีค่ายทหารของข้าศึก แต่ว่าทหารของแคว้นจักรพรรดิ ยามนี้คงไม่มีใครกล้ามาลอบโจมตีค่ายของมนุษย์งู

ค่ายใหญ่ของมนุษย์งูอยู่ห่างออกไปสองลี้ พวกมันตั้งค่ายชั่วคราวห่างจากเมืองประมาณเจ็ดร้อยถึงแปดร้อยก้าว ตอนข้าเดินผ่านค่ายชั่วคราว เห็นระเกระกะเต็มไปหมด ทัพขวาของเสิ่นซีผิงนับว่าวินัยหย่อนแล้ว แต่ก็ไม่วุ่นวายอะไรขนาดนี้

ระยะสองลี้ไม่ไกลนัก ผ่านสถานที่แห่งนี้ไปก็จะเจอป่าผืนใหญ่ หน้าเมืองเกาจิ้วมีที่ราบกว้างขนาดนี้ อยู่ทางแดนใต้นับว่าหายาก ดังนั้นเจ้าเมืองรุ่นแรกจึงเลือกสถานที่นี้ในการตั้งเมืองขึ้นมา หากมีคนยกทัพมาตี จะสามารถมองเห็นข้าศึกในระยะไกล ทางแดนใต้มีเขตเมืองจำนวนหนึ่ง มีผืนป่าปิดล้อมทั้งสามด้าน พวกเราเคยซุ่มโจมตีอยู่หลายครั้ง เมื่อเคลื่อนที่เข้าไปถึงใต้กำแพงเมือง ทหารในเมืองก็ยังไม่รู้สึกผิดสังเกต เมื่อถึงทางเข้าป่า ข้าหันกลับมามองเมืองเกาจิ้ว ภายใต้แสงดาวอันมืดสลัว เห็นเพียงเค้าโครงของเมืองแบบรางๆ กลับรู้สึกถึงความเงียบสงบ ไม่รู้เพราะเหตุใด ใจข้ารู้สึกระทมทุกข์ขึ้นมาอย่างกะทันหัน

หรือว่าข้าจะกลับมาไม่ได้อีกแล้วจริงๆ?

ข้าก้มหน้าลงแล้วเดินต่อไป

ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่ข้ารู้สึกระทมทุกข์ ที่นึกถึงไม่ใช่บิดามารดา ไม่ใช่พี่น้องในค่าย แต่กลับเป็นหญิงสาวนางนั้น

คนที่ข้าเคยเจอในงานเลี้ยงของท่านอู่โหวมาแล้วครั้งหนึ่ง หญิงที่ดีดผีผาคนนั้น

เดินอยู่ในป่าในเขา แสงจันทร์ยิ่งมืดกว่าเดิม แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งเส้นทางเห็นได้เพียงรอยทางเท้าที่มีแสงสว่างอยู่บ้าง ข้าเดินไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเดินสะดุดสิ่งกีดขวาง เดินมาได้ระยะหนึ่ง ทางข้างหน้ากลับมีแสงสว่างขึ้นมาอย่างกะทันหัน

แมลงที่บินออกมาส่งเสียงร้องข้างหูของข้า ข้าดึงกิ่งไม้ออก ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเบาๆจากด้านหลัง

มีคน

ข้ากระโดดขึ้น มือจับกิ่งไม้ใหญ่ที่อยู่เหนือศีรษะ ส่งตัวเองขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้ จังหวะเมื่อสักครู่ทำได้แยบยลนัก ตัวข้าก็อดไม่ได้ที่จะหลงระเริงไปบ้าง

ข้ากำลังนั่งลง มีคนกล่าวเบาๆว่าตัวอะไร

ข้างตัวข้ามีเสียงดัง ฮู้ นกตัวหนึ่งบินออกไป เหมือนกับขานรับเสียงของเขา แม้ว่าเสียงของผู้นั้นจะเบามาก แต่ข้าก็จำเสียงนั้นได้ว่านั่นเป็นเสียงของฉินเชวียน

ฉินเชวียน นายทหารด่านหน้าของกองทัพเกล็ดมังกร

ข้างๆตัวเขามีคนกล่าวขึ้นว่านกฮูก

เสียงของผู้นี้กลับฟังไม่ออกว่าเป็นใคร คิดว่าคงเป็นทหารของกองทัพเกล็ดมังกร

พวกเขาก็ต้องการมาขโมยศีรษะของเสิ่นซีผิงกระมัง หวังว่าพวกเขาจะทำสำเร็จ ข้าจะได้ไม่ต้องไปเสี่ยงอันตราย

ฉินเชวียนกล่าวขึ้นมาว่าในค่ายมนุษย์งู เหตุใดจึงมีแสงไฟ

ทันใดนั้นข้าก็คิดออก เมื่อสักครู่ข้าไม่ทันสังเกต คิดเพียงว่าในค่ายก็คงต้องมีคบเพลิงเช่นกัน แต่มนุษย์งูกลัวไฟ เหตุไฉนจึงมีแสงไฟจากคบเพลิงอีกเล่า

ข้านั่งอยู่เหนือศีรษะพวกเขา ก็รู้สึกกังวลใจเล็กน้อย

คนผู้นั้นกล่าวขึ้นอีกว่าอย่าไปสนใจ ไปกันเถอะ

พวกเขาเดินไปข้างหน้าอย่างระวังตัว

พวกเขามีทั้งหมดห้าคน ฉินเชวียนกับคนผู้นั้นเดินอยู่ด้านหน้า อีกสามนายเดินตามหลัง

ควรเรียกพวกเขาหรือไม่

ข้ากำลังลังเล ฉินเชวียนและพวกเดินไปถึงข้างๆค่ายมนุษย์งู ข้ากำลังคิดจะตามพวกเขาไป ทันใดนั้นมีเงาดำสองร่างลงมาอยู่ด้านหลังของพวกเขา

เป็นมนุษย์งู

ฉินเชวียนและพวกก็รู้สึกได้ทันควัน พอสองคนที่อยู่ข้างหลังหันหน้าไป มนุษย์งูสองตัวที่กระโดดลงมาจากต้นไม้ก็รัดคอของมันไว้แล้ว

แม้จะห่างกันไกลมาก แต่ข้าก็ได้ยินเสียงทุกข์ทรมานที่พวกเขาร้องออกมา ตามมาด้วยเสียงกระดูกแตก ข้ามองเห็นท่อนล่างสีเขียวของมนุษย์งูคล้ายเชือกเส้นใหญ่รัดคอของพวกเขาไว้แน่น แล้วบีบรัดเข้าหากันจนคอขาด

มนุษย์งูพวกนั้นคงเป็นทหารลาดตระเวนกระมัง บนหลังของข้าเหมือนมีหนอนไต่ผ่าน มันรู้สึกชา ข้ารู้สึกหดหู่ทันที มนุษย์งูพวกนี้ยังมีทหารลาดตระเวนอีกหรือ? นั่นใช่สัตว์ร้ายที่ถูกฝึกจนเชื่องเท่านั้นแน่หรือ? มันเกือบจะเหมือนกับมนุษย์ไม่มีผิด

ฉินเชวียนเดินอยู่หน้าสุด เขาดึงดาบออกมาแล้วพุ่งเข้าหามนุษย์งู บางทีเขาคิดจะช่วยคนออกมาจากเงื้อมมือของมนุษย์งู มนุษย์งูสองตัวนั้นก็ถือดาบเช่นกัน ขณะที่ฉินเชวียนวิ่งเข้าหา ดาบของมนุษย์งูตัวหนึ่งก็ฟันลงมาหนึ่งที ฉินเชวียนไม่กล้าใช้ดาบเพื่อรับมือ เขาหันออกข้างแล้วกระโดดขึ้นไป จับกิ่งไม้ที่อยู่เหนือศีรษะ โหนตัวไปยืนอยู่บนกิ่งไม้

จังหวะของเขาพอๆกับของข้าเมื่อสักครู่ เพียงแต่กิ่งไม้ที่เขาจับอยู่ต่ำกว่า จึงดูคล่องตัวกว่าเล็กน้อย คาดว่าฉินเชวียนคงคิดจะหนีทางด้านบนของมนุษย์งู

จริงสินะ ทางกลับถูกปิดตาย ก็ต้องดิ้นรนออกตัวรอดด้วยวิธีนี้แหละ

มนุษย์งูคงคิดไม่ถึงว่าฉินเชวียนจะมาไม้นี้ มันมองด้วยอาการตะลึงงันและไม่ไล่ตามไป ขณะนี้ ในค่ายมีมนุษย์งูเลื้อยออกมาอีกหลายตัว ทหารอีกสองนายออกตัวช้าเกินไป หนึ่งในนั้นถูกดาบของมนุษย์งูฟันเข้าที่บ่าลงมาถึงเอว ส่งเสียงร้องอันน่าเวทนาออกมา ได้ยินเสียงร้องนี้ มือของฉินเชวียนที่โหนกิ่งไม้ไว้เกิดลื่นขึ้นมา เดิมทีสามารถอาศัยแรงจากกิ่งไม้ดีดตัวไปข้างหน้า เขาช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีเดียว มนุษย์งูก็ยืดตัวขึ้นมาฟันเข้ากลางหลังของฉินเชวียน

เวลามนุษย์งูยืดตัวขึ้นมา เดิมทีก็สูงพอๆกับคนสามคน บัดนี้มนุษย์งูตัวนั้นยังโหนกิ่งไม้ไว้อีก ประเดี๋ยวเดียวก็สูงกว่าฉินเชวียน ฉินเชวียนช้าไปเพียงก้าว ดาบฟันเข้ากลางหลังของเขา ทั้งๆที่เกือบจะหนีรอดอยู่แล้ว  แต่ตอนนี้กลับต้องร่วงตกลงมาสู่พื้น

มนุษย์งูกระโดดลงถึงพื้น ท่อนร่างลากพื้น ความสูงพอๆกับมนุษย์ มันเลื้อยเข้ามาหา จับขาของฉินเชวียนไว้ ฉินเชวียนถูกฟันเข้าที่หลัง ดิ้นรนอยู่บนพื้น ดาบของมนุษย์งูกดลงบนแผ่นหลังของเขาแล้วใช้แรงกรีดลงไป

ฉินเชวียนส่งเสียงเศร้ารันทดออกมา ดาบเล่มนั้นทั้งใหญ่และกว้าง เหมือนมีดเฉือนเนื้อ กรีดเอาชุดเกราะหนังของเขาออกมา ยังไม่ทันทะลุแผ่นหลัง หนังบนหลังของฉินเชวียนก็ถูกแยกออกจากกัน มือซ้ายของมนุษย์งูยื่นเข้าไปในร่างกายของเขา เหมือนกำลังหาอะไรอยู่ ฉินเชวียนในตอนนี้ได้แต่ชักกระตุกอยู่อย่างนั้น มนุษย์งูหยิบสิ่งของที่มีลักษณะกลมๆออกจากร่างกายของเขา แล้วโยนเข้าปากไป

วินาทีนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะของข้าดังเปรี้ยง

มนุษย์งูตัวนั้นกินหัวใจของฉินเชวียน ท่ามกลางแสงจันทร์แสนจะบางเบาในป่า เห็นเพียงของเหลวที่ไหลลงมาจากปากของมนุษย์งู

ในเมืองเกาจิ้ว ข้าก็รู้ว่ามนุษย์งูกินคน แม้แต่ทหารพันธมิตรก็กินเนื้อคนในตอนหลัง แต่การกินคนสดๆที่แดงฉานไปด้วยเลือดเช่นนี้ ข้าเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก ข้ากัดริมฝีปากไว้แน่น พยายามไม่ให้ตัวเองส่งเสียงใดๆออกมา

มนุษย์งูเคี้ยวอยู่สักครู่ จากนั้นลากศพของฉินเชวียนเลื้อยออกไป

ทหารเกล็ดมังกรแทบจะไม่มีการตอบโต้แต่อย่างใด ก็ตายยกกลุ่มเสียแล้ว ทุกสิ่งมันเกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น

มนุษย์งูพวกนั้นลากศพทั้งห้าซากกลับค่ายไปแบบเงียบๆ รอบๆเหลือเพียงกลิ่นคาวเลือดบางๆ

ขณะนี้ รอบๆไม่มีมนุษย์งูอีกแล้ว บางทีอาจจะเป็นเพราะฉินเชวียนและพวกถูกฆ่าตาย มนุษย์งูพวกนั้นจึงคิดว่าคงไม่มีใครมาอีกแล้ว การระวังป้องกันจึงลดหย่อนลงมาบ้าง

บนขอบฟ้าเริ่มมีแสงสว่างขึ้นมาเล็กน้อย หากไม่รีบลงมือ ข้าคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว และโอกาสนี้ เรียกได้ว่าแลกมาด้วยชีวิตของพวกเขาทั้งห้าคน

ข้ากัดฟันไว้แน่น กระโดดตีลังกาลงจากกิ่งไม้ เดินขึ้นหน้าไป

ข้าไม่กล้าเดินบนพื้นเหมือนพวกฉินเชวียน แต่ละก้าวของข้าแทบจะแนบกับต้นไม้ พยายามไม่ให้เกิดเสียง

ค่ายของมนุษย์งูดูยุ่งเหยิงมาก ไม่มีรั้วป้องกัน แต่กระโจมเหล่านั้นดูคล้ายกับของกองทัพจักรพรรดิ เมื่อเดินเข้าใกล้แล้วจึงเห็นว่าไฟเหล่านั้นเป็นเพียงคบเพลิงที่ทำมาจากกิ่งสน เป็นไฟที่อ่อนมาก ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไร

บางทีมนุษย์งูคงกลัวไฟที่แผดเผารุนแรงกระมัง แต่ตอนเช้าที่มนุษย์งูบุกโจมตี จางหลงโหย่วเผาโดนมนุษย์ตัวหนึ่ง แม้ว่าไฟจะลุกไหม้รุนแรง แต่มนุษย์งูตัวอื่นๆห่างอยู่ตั้งไกล เหตุใดจึงกลัวจนวิ่งหนีกัน?

แม้จะคิดไม่ตก ข้าก็ทำได้เพียงปล่อยให้ปัญหานี้ผ่านไปก่อน

หน้าค่ายมนุษย์งู ไม่มีแม้แต่เงามนุษย์งู พื้นที่ทั้งค่ายเหมือนถูกความตายครอบงำเอาไว้ เมื่อสักครู่ที่มนุษย์งูลาดตระเวนเดินกลับเข้าไป ก็เหมือนหายลับไป ไม่มีข่าวคราวอีกเลย

จะเข้าไปดีหรือไม่?

การตายของพวกฉินเชวียนเมื่อสักครู่ยังทำให้ข้าตกใจไม่หาย จะให้ข้าเสี่ยงบุกเข้าไป ข้าก็รู้สึกลังเลอยู่บ้าง ค่ายของมนุษย์งูดูเงียบสงัด ใครจะไปรู้ว่าข้างในเป็นอย่างไร

ฟ้าใกล้สางแล้ว ที่ขอบฟ้ามีแสงอรุณค่อยๆฉายแสงออกมา พระจันทร์เคลื่อนไปทางตะวันตก ท้องฟ้าที่อยู่เหนือศีรษะยิ่งดูมืดขึ้นมา นี่เป็นช่วงที่มืดที่สุดก่อนที่รุ่งอรุณจะมาเยือน

ในค่ายมนุษย์งูเงียบสงัดเหมือนไม่มีผู้ใดอยู่

วิเคราะห์ตามประสบการณ์ เงียบสงัดขนาดนี้ หากไม่เป็นเพราะวินัยเคร่งครัด ก็ต้องเป็นค่ายร้าง

ข้าไม่เชื่อว่ามนุษย์งูจะหนีไปหมดแล้วในชั่วพริบตาเดียวอย่างแน่นอน หากเงียบสงัดเช่นนี้ก็ไม่น่าแปลกแต่อย่างใด ข้าระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง พยายามไม่ให้เกิดเสียงอะไรออกมา

เสาธงที่แขวนศีรษะของเสิ่นซีผิงอยู่กลางค่าย เสาธงนั้นสูงมาก ตั้งตระหง่านอยู่บนขาไม้ขนาดใหญ่ คิดไม่ออกว่ามนุษย์งูสร้างสิ่งของแบบนี้ออกมาได้อย่างไรกัน บนเสาธง ธงใหญ่ผืนกำลังโบกสะบัดไปตามลม แต่ฟ้ามืดเกินไปทำให้มองไม่เห็นภาพที่อยู่บนธง

ข้ามองไปรอบๆ ยังไม่มีความผิดปกติ ข้ายืนอยู่ใต้เสาธงและยื่นมือไปจับดู ข้างบนมีเชือกที่หนามากเส้นหนึ่ง นั่นเป็นเชือกที่ขึงธงเอาไว้กระมัง เพราะว่าธงถูกลมพัดพา เชือกก็ต้องถูกดึงจนตึงขึ้นมา

ข้าชักดาบไป่ปี้ออกมาอย่างระมัดระวัง วางทับไว้บนเชือก เฉือนลงไปเบาๆเชือกก็ขาดออกจากกัน

แต่เรื่องราวมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่ข้าคิดไว้ ไม่ใช่ศีรษะของเสิ่นซีผิงตกลงมา แต่เป็นธงผืนนั้นร่วงลงมาตามเสาธงต่างหาก

ข้าตกตะลึงไป แอบด่าถึงความโง่เขลาในตัว เชือกที่ผูกธงกับเชือกที่ผูกศีรษะต้องไม่ใช่เชือกเส้นเดียวกันแน่ ข้ากลับตัดโดนเชือกที่ผูกธง ข้ากระโดดขึ้นไป จับปลายเชือกที่ผูกธง แล้วออกแรงดึง

หากรู้ล่วงหน้าข้าไม่จับเชือกเสียดีกว่า พอจับไว้ ลูกรอกที่อยู่บนยอดธงเกิดเสียงแสบแก้วหู ดัง กิ๊กๆ เหมือนคณะดนตรีมาบรรเลงกลางดึก ข้าเพิ่งผูกเชือกไว้กับเสาธง ค่ายมนุษย์งูที่เมื่อสักครู่เงียบสงัดก็เกิดเสียงอึกทึกขึ้นมา ปะปนมาด้วยภาษาแคว้นจักรพรรดิแบบเสียงไม่ชัด มีเสียงตะโกนขึ้นมาว่ามีคนมาชิงธง

ข้าอดขำไม่ได้ ธงของมนุษย์งูมีหน้าตาแปลกประหลาดเช่นนี้ ข้าจะเอามันมาทำอะไรกัน? ไหนยังจะมีน้ำหนักมากขนาดนี้อีก ขโมยไปก็หนีออกจากค่ายไม่รอด แต่ว่าข้ายังไม่ทันส่งเสียงหัวเราะออกมา หอกยาวอันหนึ่งก็แหวกอากาศดัง ฟิ้ว มันพุ่งเข้ามากลางหน้าข้า!

เป็นการขว้างหอกที่ร้ายกาจมาก

ข้าอดไม่ได้ที่จะตกใจ วิชาขว้างหอกของเสิ่นซีผิงก็น่าจะมีอานุภาพมากขนาดนี้ แต่ในบรรดามนุษย์งู ทั่วไป กลับสามารถขวางหอกออกมาโดยมีอานุภาพมากเช่นเดียวกับการขว้างหอกของเสิ่นซีผิง

ข้าหลบผ่านปลายหอก หมายจะจับปลายด้ามหอกเอาไว้ แต่ว่าหอกพุ่งมาด้วยความแรง ข้าออกแรงไปไม่มากจึงไม่สามารถจับหอกไว้ทัน เกิดเสียงดัง ปัง หอกแทงโดนหินที่อยู่ใต้เสาธง ประกายไฟกระเด็นไปทั่วทิศ หอกแทงเข้าไปเหลือเพียงครึ่งอัน

ในกระโจมเหล่านั้น มนุษย์งูกำลังทยอยกันออกมา มนุษย์งูย่อมไม่มีปัญหาเรื่องการแต่งกายแน่นอน แต่มองมนุษย์งูที่เลื้อยออกมาจากกระโจม ข้าก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่

ขณะนี้ มนุษย์งูล้อมรอบเสาธงเป็นวงใหญ่ มนุษย์งูหลายตัวที่ถือหอกยาวเลื้อยเข้ามาหาข้า มนุษย์งูที่ขว้างหอกมาไม่โดนเป้าเมื่อสักครู่ ก็ไม่รู้ว่าไปถือหอกมาจากไหนอีก มนุษย์งูทั้งเจ็ดแปดตัวเข้ามารุมโจมตีข้าพร้อมกัน

ไร้ซึ่งหนทางหนีแล้ว

ความคิดแวบแรกของข้าเป็นเช่นนี้ หากข้าอยู่ในเงื้อมมือของมนุษย์งู จะโดนควักหัวใจออกมาเหมือนกับฉินเชวียนหรือไม่?

ไม่ปล่อยให้ข้าได้ครุ่นคิด มีหอกหนึ่งอันแทงเข้ามาทางหน้าอกของข้า มนุษย์งูข้างหลังอีกหลายตัวก็แทงเข้ามาด้วย

ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่ยอมปล่อยให้โดนเชือดง่ายๆหรอก ต่อให้ต้องตายก็จะหาพวกมันสักตัวสองตัวมาตายเป็นเพื่อน ข้าส่งดาบไป่ปี้ไปอยู่ในมือซ้าย มือขวาจับที่ปลายหอก ไล่ตามหอกเข้าไปใกล้ตัวมนุษย์งู หอกถูกข้าหนีบไว้ใต้รักแร้ มือซ้ายควงดาบไป่ปี้แล้วฟันลงไปเต็มแรง

มนุษย์งูคงคาดไม่ถึงว่าข้าจะกระทำเช่นนี้ เพราะทำแบบนี้เท่ากับเอาชีวิตมาล้อเล่น มือทั้งสองข้างยังจับอยู่ที่ด้ามหอก ซึ่งหอกนี้ถูกข้าหนีบเอาไว้แล้ว หากมันต้องการชักหอกกลับไป ข้าก็จะถูกมันดึงเข้าไปหา ซึ่งทำให้ดาบของดาบแทงเข้าไปลึกขึ้น

มนุษย์งูคงไม่ฉลาดขนาดนั้น แต่หลักการง่ายๆเช่นนี้มันคงรู้อยู่แล้ว

ขณะนี้ ข้ากับมนุษย์งูยืนชิดกันมาก ข้าสามารถมองเห็นรอยเลือดที่มุมปากของมัน ไม่รู้ว่าเมื่อสักครู่มันกินอะไรเข้าไป ข้าคำรามออกมาแล้วฟันเข้าไปทางด้านบนของมัน

นี่อาจจะเป็นการฟันครั้งสุดท้ายของข้ากระมัง ดาบนี้ฟันมันตายได้ หอกของมนุษย์งูที่อยู่ข้างหลังก็ต้องแทงทะลุตัวข้าอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ข้าไม่สนอะไรทั้งสิ้น ต่อให้ต้องตายก็ขอฆ่าสักตัวก่อน

แววตาของมนุษย์งูยังคงเยือกเย็นสุดขีด ทันใดนั้น ข้ารู้สึกตัวเบา ร่างกายลอยขึ้นมาจากพื้น

มนุษย์งูยกข้าขึ้นมา

ข้าห้อยตัวอยู่บนหอก สูงขึ้นจากพื้น ดาบไป่ปี้ในมือฟันไม่โดนหัวมนุษย์งู หอกยาวที่มาจากด้านหลังก็แทงผ่านใต้ฝ่าเท้า

พลังของมนุษย์งูช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก

ข้ารู้ดีว่าหากห้อยตัวอยู่บนหอก ก็คงตกอยู่ในสภาพพร้อมถูกเชือดเฉือน ขณะนี้ หอกอยู่สูงกว่าหัวของมนุษย์งู หากมันปล่อยหอกลงมาอย่างกะทันหัน คนก็ตกลงมา ดูท่าแล้วมนุษย์คงออกแรงไปจนสิ้นแล้ว ข้าคงอยู่เช่นนี้ได้อีกไม่นาน

หากตกลงมาอยู่บนพื้น ข้าต้องถูกสับจนเละแน่ๆ ข้าใช้หางตาชำเลืองมองด้านล่าง หอกที่แทงมาจากด้านหลังยังไม่ทันจะชักกลับออกมา ข้ากะจังหวะให้ดี ปล่อยมือแล้วกระโดดลงมา

หอกหลายอันกำลังซ้อนกันอยู่ ข้าเหยียบอยู่บนหอกพวกนั้น มนุษย์งูหลายตัวคงตกใจไม่น้อย ข้ารู้สึกว่าข้าเหมือนถูกยกตัวขึ้นมาอีก ไม่รอให้พวกมันได้ออกแรง ข้ารีบกระโดดไปทางเสาธง

เสาธงห่างจากตัวข้าไม่ไกลนัก แต่เวลานี้ข้าจะมองทันได้อย่างไร กระโดดครั้งนี้ไม่ได้เล็งทิศทางให้ดี ข้ากระโดดห่างออกไปประมาณสองเชียะ กำลังจะเลยเสาธงออกไปทางซ้าย ข้ายื่นมือขวาออกไป พยายามจะจับเสาธงไว้สุดชีวิต ทันใดนั้นปลายนิ้วสัมผัสกับเชือกที่ข้าผูกไว้เมื่อสักครู่นี้ ข้าจับเอาไว้ได้ มือขวารีบพันรอบเชือกสองสามรอบ เชือกรัดข้อมือข้าไว้ ขณะนี้ แม้ว่าตัวข้าจะเลยเสาธงออกไป แต่มือขวาคว้าเชือกไว้ จึงสามารถโหนตัวกลับมาได้

ข้าใช้ปากคาบดาบไป่ปี้เอาไว้ จนโหนตัวกลับมา มือซ้ายจับที่เสาธง เสาธงนี้ใหญ่พอๆกับท่อนแขนของข้า รู้สึกว่ามันแข็งแรงผิดปกติ ปลายเท้าซ้ายแตะที่เสาธง มือขวาพันรอบเชือกอีกหลายรอบเพื่อดึงเชือกให้แน่น

ในที่สุดก็ปีนขึ้นบนเสาธงได้แล้ว

ข้าใช้ทั้งแขนและขา ปีนขึ้นข้างบนอย่างสุดชีวิต ได้ยินด้านล่างส่งเสียงร้องกันระงม เหนือศีรษะมีเสียงดัง กิ๊กๆ เชือกที่ผูกธงหลวม และกำลังหลุดลงไปด้านล่าง

น้ำหนักของธงต้องหนักมากแน่ๆ ตอนที่ข้าปีนขึ้นไปก็รู้สึกว่าธงช่างหน่วงมือของข้านัก คล้ายกับมีคนดึงข้าเอาไว้ ทำให้ข้าปีนง่ายขึ้นกว่าเดิม

ปีนได้ครึ่งทาง ธงก็ตกลงมาห้อยอยู่เหนือศีรษะของข้า มันโดนลมพัดโบกสะบัดไปมา ข้าคว้าเชือกเอาไว้ มือซ้ายหยิบดาบที่คาบเอาไว้ กำลังคิดจะตัดเชือกให้ขาด กลับได้ยินเสียงโห่ร้องด้วยความตกใจจากด้านล่าง เมื่อก้มหน้าลงไปมอง ด้านล่างกลับเต็มไปด้วยมนุษย์งู แต่ละตัวล้วนเงยหน้าขึ้นมามอง ไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าใด

เมื่อมองในเวลากลางวัน ก็แค่รู้สึกกลัวเล็กน้อย แต่มองดูจากตอนนี้แล้ว กลับยิ่งทำให้คนรู้สึกตื่นตระหนกตกใจ

สงครามตำนานเทพ ตอนที่ 7

มิควรตัดธงตอนนี้หรือ?

ทันใดนั้นข้าก็มีความคิดนี้เกิดขึ้นมาในใจ ข้ามีลางสังหรณ์ว่า ตอนที่มนุษย์งูร่นถอยกลับค่ายชั่วคราวกันอุตลุด ยังไม่ลืมที่จะนำธงผืนนี้กลับมาด้วย หากเป็นเช่นนั้น พวกมันต้องเห็นธงนี้สำคัญกว่าชีวิตของตัวเองเสียอีก ตอนนี้ พวกมันส่งเสียงร้อยด้วยความตกใจเพราะเห็นว่าข้ากำลังจะตัดธงผืนนี้ทิ้งกระมัง

นึกถึงจุดนี้ ข้าอดไม่ได้ที่หลงระเริงไปบ้าง หากเป็นอย่างที่คิดจริงๆ ข้าก็จะมียันต์คุ้มกันอย่างไม่ต้องสงสัย สถานการณ์พลิก กลายเป็นข้าเป็นฝ่ายได้เปรียบ มือขวาของข้าพันเชือกอีกหลายรอบ เพื่อให้เชือกผูกติดกับข้อมือ ชักธงขึ้นสูงไปอีกหน่อย จากนั้นก็ปีนขึ้นไปต่อ

เสาธงนี้หากมองจากด้านล่างดูสูงมากนัก แต่หากมองจากด้านบนกลับไม่รู้สึกว่าสูงแต่อย่างใด ข้าผูกธงไว้บนยอดเสาเพื่อไม่ให้มันตกลงไปอีก ไม่เช่นนั้นข้าก็จะเสียยันต์คุ้มกันไป ที่บนยอดเสา ศีรษะของเสิ่นซีผิงแขวนอยู่ตรงนั้นพอดี มันถูกลมพัดส่ายไปส่ายมา ข้ายื่นมือไปหยิบศีรษะของเสิ่นซีผิง แล้วผูกไว้กับเอว

ลมพัดเป็นระลอก ข้าอยู่บนยอดเสารู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บ บัดนี้ใจของข้าจึงจะสงบนิ่ง เกาะอยู่บนเสาธงเพื่อให้ตัวเองไม่คลอนแคลนแล้วพินิจพิเคราะห์บริเวณรอบๆ

ค่ายของมนุษย์งูตั้งอยู่บนที่ราบกลางป่า มองจากด้านบน กินพื้นที่ยาวออกไปหลายลี้ ไม่ทราบว่ามีจำนวนมนุษย์งูอยู่เท่าใด กระโจมเหล่านั้นจัดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยตลอดแนวไปถึงแดนไกล แต่หากคำนวณตามธรรมเนียมทหารของแคว้นจักรพรรดิ กระโจมเท่านี้อย่างมากก็สามารถรองรับได้เพียงหนึ่งหมื่นถึงสองหมื่นคน แต่ว่า กระโจมของมนุษย์งูน่าจะสามารถรองรับได้มากกว่านี้ มีกระโจมอยู่หลังหนึ่ง ข้าเห็นมีมนุษย์งูเลื้อยออกมาถึงสามสิบกว่าตัว

ท่ามกลางแสงอันมัวซัว มองไม่ชัดว่ามีกระโจมทั้งหมดเท่าใด ระหว่างสองสามกระโจมก็จะมีคบเพลิงต้นสนอยู่หนึ่งกิ่ง แสงไฟมืดสลัว ข้าลองนับจำนวนอย่างรวดเร็ว น่าจะมีประมาณหลายพันกิ่งกระมัง

ถ้าเป็นเช่นนี้ ต่อให้มนุษย์งูมีจำนวนไม่ถึงหลักแสน ก็คงต้องมีห้าหมื่นถึงหกหมื่นตัวสินะ แต่ทำไมบุกโจมตีอยู่หลายครั้ง พวกมันกลับไม่โจมตีให้เต็มอัตราศึก? ข้าเกิดความสงสัยขึ้นมา หากมนุษย์งูบุกมาครั้งแรกก็ใช้เต็มกำลังพล พวกเราคงถูกตีแตกไปนานแล้ว

รู้สึกว่าลมหนาว อยู่บนยอดเสา ธงผืนนั้นถูกพัดจนตั้งฉากกับพื้น เกิดเสียงเสียดสีคล้ายเสียงน้ำไหล ข้ามองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออย่างสุดสายตา

มนุษย์งูพวกนั้นเห็นข้าไม่ตัดธงอีก ก็คล้ายกับว่าโล่งอกไปที มนุษย์งูหลายตัวรวมหัวล้อมวงขึ้นมา คล้ายกับว่ากำลังปรึกษาอะไรกันอยู่

มนุษย์งูก็พูดได้ด้วยหรือ? ข้านึกถึงประโยคที่ได้ยินเมื่อสักครู่ขึ้นมาทันที นั่นเป็นภาษาของแคว้นจักรพรรดิ แม้ว่าสำเนียงจะไม่คล้ายคลึง แต่ก็เป็นภาษาของแคว้นจักรพรรดิอยู่ดี ถ้าเป็นเช่นนั้น มนุษย์งูก็พูดได้สินะ

สามารถพูดคุยได้ ยังนับว่าเป็นสัตว์ป่าอีกหรือ?

ข้าอดไม่ได้ที่จะกลัวขึ้นมา เมื่อก่อนมักจะเข้าใจว่าตัวเองกำลังรบกับสัตว์ป่า จึงไม่ค่อยให้เกียรติพวกมันนัก หากแต่มองจากตอนนี้แล้ว มนุษย์งูนอกจากมีรูปร่างต่างจากมนุษย์ ยังมีสิ่งใดที่ต่างกันอีก? มนุษย์งูลงมือโหดเหี้ยมหรือ? กองทัพพันธมิตรที่อ้างตัวเองว่าเห็นประชาเป็นสำคัญ ยามที่ในเมืองขาดเสบียงก็กินคนเช่นกัน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงกองทัพจักรพรรดิที่ฆ่าคนเหมือนผักปลา อย่างนั้น มนุษย์ยังจะมีสิ่งใดที่สมควรแก่การภาคภูมิใจหรือ?

ขณะนี้ มีมนุษย์งูตัวหนึ่งปีนขึ้นมา เสาธงลำต้นเท่าแขน ท่อนล่างของมนุษย์งูพันเสาเอาไว้ สองมือจับหอกยาวเอาไว้ เลื้อยขึ้นมาอย่างช้าๆ

ดาบไป่ปี้ของข้ามีขนาดยาวแค่หนึ่งศอก เป็นเพียงดาบที่พกไว้ที่เอว ความยาวไม่อาจเทียบกับหอกยาวของมนุษย์งู แม้ว่ามนุษย์งูจะบุกขึ้นมาจากด้านล่าง ที่อยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ แต่มันสามารถเข้ามาถึงตัวข้าได้ ข้าทำได้เพียงเป็นฝ่ายตั้งรับ ถ้าสู้กันเป็นเวลานาน ข้าย่อมไม่ใช่คู่ต่อกรของมนุษย์งู

สถานการณ์ตอนนี้คับขันนัก ข้าเกิดความคิดขึ้นมาในทันทีทันใด ยื่นดาบออกไปตัดเชือกให้มีความยาวเท่าคนออกมาหนึ่งเส้น ปลายเชือกหนึ่งผูกตายกับห่วงที่อยู่ปลายด้ามจับ อีกด้านหนึ่งผูกไว้กับข้อมือ ในมือกำด้ามจับของดาบเอาไว้ จ้องมองไปที่มนุษย์งูที่กำลังปีนขึ้นมา

มนุษย์งูหยุดอยู่กับที่ ห่างจากข้าสักประมาณหลายเชียะ เงยหน้าขึ้นมามองข้า ลูกตาของมันมีสีเหลืองขุ่น นัยน์ตาแฝงไปด้วยความเย็นชาเหมือนแววตาของคนตาย ทันใดนั้น มันยื่นออกมาทั้งสองมือ แทงหอกเข้ามาหา

หอกนี้แทงมาทางช่วงท้องของข้า ขาทั้งสองของข้าเกาะอยู่ที่เสา รอจนปลายหอกพุ่งเข้ามาหา มือซ้ายจับเสาเอาไว้ ขาออกแรงถีบเสาธง ยืมแรงจากเสาโหนตัวออกไป

นี่เป็นวิธีที่เสี่ยงมาก แม้ว่ามือซ้ายของข้ายังจับเสาธงอยู่ แต่หากพลาดพลั้ง คนจะต้องตกลงไปด้านล่าง แต่ว่าข้าก็ยังทำสำเร็จ หอกของมนุษย์งูแทงพลาดเป้า มันแกว่งหอกออกไปอย่างกับไม้กระบอง 

ตอนนี้ข้ามีเพียงมือซ้ายที่จับเสาไว้ ทั้งตัวโหนอยู่กลางเวหา ไม่มีที่ให้หลบอีกแล้ว มนุษย์งูก็คงเห็นว่าข้าต้องฆ่ามันอย่างแน่นอน หอกนี้จึงแกว่งออกไปแบบไม่ต้องกลัวเกรงใดๆ

ข้าเล็งจังหวะปลายหอกไว้แม่น มือซ้ายผละออกจากเสาแล้วจับด้ามหอกเอาไว้ ขณะนี้ขาทั้งสองข้างโหนกลับมายังเสาธง พอข้ารู้สึกว่าปลายเท้าแตะโดนเสาก็ใช้ขาทั้งสองข้างพันรอบเสา เกาะรัดเสาธงไว้แน่น

ขณะนี้ร่างกายของข้าเกือบจะขนานกับพื้น  เมื่อรวมกับหอกแล้วกลายเป็นรูปสามเหลี่ยมพอดี มนุษย์งูออกแรงแกว่งหอกออกนอก เพื่อสะบัดตัวข้าออกจากเสา แต่มันจับปลายด้ามหอกเอาไว้ ข้าออกแรงเพียงหนึ่งส่วน มันจำเป็นต้องออกแรงถึงสิบส่วนถึงจะเอาชนะแรงของข้า ไฉนจะแกว่งข้าออกได้

หลักการนี้มนุษย์งูย่อมไม่มีวันเข้าใจ มันทำได้เพียงใช้แรงทั้งหมดเพื่อต่อกรกับข้า ข้าอดยิ้มออกมาไม่ได้ ต่อให้มนุษย์งูใกล้เคียงกับมนุษย์เพียงไร ก็ยังคงเป็นสัตว์อยู่วันยังค่ำ โง่อยู่เหมือนเดิม

แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่พลังของมนุษย์งูยังคงเป็นที่น่าเกรงขาม ข้ารู้สึกว่าลำพังมือเพียงข้างเดียวเริ่มจะต้านไว้ไม่อยู่เสียแล้ว ไม่รอให้หอกหลุดมือไป ข้าตะโกนออกมาว่าโดน!” ดาบในมือขวาดิ่งลงไปหามันด้วยความเร็ว

จังหวะเมื่อสักครู่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ มือทั้งสองของมนุษย์งูจับหอกเอาไว้ ใบหน้าโผล่ออกมาแบบไม่มีอะไรกำบัง มันคงคิดไม่ถึงว่าข้าจะใช้วิธีนี้ ดาบไป่ปี้ดิ่งลงไปหาดั่งสายฟ้าฟาด มันส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ สองมือผละออกจากหอก หมายจะจับคมดาบไว้อยู่หมัด ดาบไป่ปี้สามารถตัดทุกสิ่งอย่างให้ขาดได้ ดาบที่ดิ่งลงไปสามารถตัดนิ้วของมันออกไปสองนิ้ว แต่ก็ถูกฝ่ามือของมันหนีบเอาไว้

หอกในมือซ้ายของข้าสูญเสียแรงค้ำ ลำพังขาทั้งสองข้างจะรักษาร่างกายให้ขนานกับพื้นได้อย่างไรกัน สุดท้ายข้าจึงตกลงไปด้านล่าง ตลอดทาง ขาทั้งสองออกแรงหนีบเสาธงไว้แน่น พยายามหนีบไว้สุดชีวิต แต่ร่างกายยังคงดิ่งลงไปอีก เดิมทีมนุษย์งูห่างจากข้าประมาณสามถึงสี่เชียะ แต่เพียงประเดี๋ยวเดียวข้าก็มาอยู่ต่อหน้าของมนุษย์งู

มือทั้งสองของมนุษย์งูยังหนีบดาบของข้าอยู่ ข้าแบฝ่ามือขวาออกแล้วกดไปที่ปลายด้ามจับของดาบ กดลงไปด้วยความแรง

พลังที่กดลงไป นอกจากพลังของตัวข้าแล้วยังพ่วงไปด้วยน้ำหนักตัวของข้า คราวนี้มนุษย์งูคงหนีบไว้ไม่อยู่ ดาบไป่ปี้แทงเข้าที่ระหว่างคิ้วของมันอย่างรวดเร็วแล้วทะลุเข้าไปในสมองของมัน มนุษย์งูคำรามออกมา ร่างกายที่สูงใหญ่ลื่นลงไปด้านล่าง ข้าชักมือขวากลับ เชือกที่ผูกไว้บนข้อมือก็ดึงดาบไป่ปี้ออกจากหน้าของมนุษย์งู เลือดของมันพุ่งออกมาจากบาดแผล ร่างกายไหลลงไปด้านล่าง บนเสาธงชุ่มไปด้วยเลือด

ข้าอาศัยฝ่ามือนี้ในการหยุดการไหลของร่างกาย ขาทั้งสองหนีบเสาธงเอาไว้ ยังไม่ทันได้ดึงดาบกลับมาสู่มือก็พลิกตัวขึ้นไป มือขวาจับเสาเอาไว้ ลำตัวกลับมาอยู่ด้านบนของเสาธงอีกครั้ง แล้วปีนขึ้นไปอีกสองช่วงตัว

การต่อสู้ครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่สำหรับข้าแล้ว กลับรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปช้ามาก ใจข้าเต้นอย่างรุนแรง แต่ในที่สุดข้าก็เอาชนะจนได้และชิงหอกมาได้หนึ่งอัน เรียกได้ว่าชนะอย่างราบคาบ

มนุษย์งูพวกนั้นกรูกันเข้ามา ยกตัวมนุษย์งูที่เกือบตายขึ้นมา มีหลายตัวมองขึ้นมาด้านบน ฟ้ายังมืด แสงอรุณบางเบา แต่ก็เพียงพอที่จะมองเห็นความหวาดกลัวในแววตาของมนุษย์งูหลายตัวนั้น

ข้าใช้มือซ้ายกอดเสาธงไว้ มือขวากระตุกเชือกบนข้อมือ ดาบไป่ปี้ดีดขึ้นมา ข้าจับด้ามจับของดาบไว้ บนคมดาบไม่มีเลือดติดอยู่ ข้าใช้ธงผืนนั้นในการเช็ดดาบ รวบรวมสติให้ดี ในใจเต็มไปด้วยความองอาจกล้าหาญที่ไม่เคยมีมาก่อน

หากเมื่อก่อนข้ามีความหวาดเกรงต่อมนุษย์งู บัดนี้ความหวาดเกรงเหล่านั้นก็ถูกขจัดไปจนสิ้นแล้ว เป็นเพราะกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงไม่เกรงกลัวความตายที่จะมาเยือนกระมัง

ขณะนี้ มีมนุษย์งูอีกตัวเดินออกมาจากพวก ปีนเสาขึ้นมา ตอนนี้ข้ามั่นใจว่า ธงใหญ่ผืนนั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อพวกมัน ที่มนุษย์งูพวกนั้นฆ่าข้าเป็นเพียงหน้าที่ แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคงต้องการชิงธงกลับคืนไป มิฉะนั้น หากพวกมันโค่นเสาธงให้ล้ม ข้าต้องเละเป็นเนื้อสับแน่ๆ อันที่จริงไม่ต้องยุ่งยากขนาดนี้ แม้ว่ามนุษย์งูจะโง่ แต่ก็ไม่ถึงกับคิดเรื่องแค่นี้ไม่ออก ข้าอดไม่ได้ที่จะดีใจกับตัวเองที่เลือกปีนเสาธง หากปีนอยู่บนเสาต้นอื่น เกรงว่าป่านนี้ข้าคงถูกสับจนเป็นแป้งหมี่ไปแล้ว

มนุษย์งูค่อยๆปีนขึ้นมา เลือดของตัวเมื่อสักครู่ติดอยู่บนเสา ทำให้มนุษย์งูตัวนี้ต้องออกแรงในการปีนมากขึ้น แต่มนุษย์งูตัวนี้ปีนขึ้นมาทีละนิดทีละนิด ไม่คิดจะถดถอย

การตายของมนุษย์งูเมื่อสักครู่คงทำให้มนุษย์งูระวังตัวมากขึ้นอย่างแน่นอน แต่ละก้าวของมันล้วนปีนขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าละสายตาจากตัวข้า ปลายหอกอยู่สูงกว่าหัวของมันไม่เกินครึ่งเชียะ หากข้าจู่โจม มันก็สามารถสวนกลับมาได้ทันที

หอกในมือซ้ายเล็งไปที่ตัวของมัน ดาบไป่ปี้ในมือขวาก็เตรียมพร้อมเช่นเดิม อาศัยเพียงขาทั้งสองข้างเกาะเสาเอาไว้ ย่อมเคลื่อนตัวไม่คล่องนัก ไม่สามารถหลบอาวุธเหมือนเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา หากเป็นเช่นนั้น มีเพียงกำจัดมันเสียก่อนที่มันจะทำอันตรายข้าได้

แม้จะคิดเช่นนี้ ใคร่จะสังหารมนุษย์งูตัวนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน

ร่างกายของมนุษย์งูยืดได้หดได้เหมือนกับงูไม่มีผิด มันกำลังปีนขึ้นมาอย่างช้าๆ เลือดที่ติดอยู่บนเสาบางส่วนก็เริ่มแห้งแล้ว ทำให้ไม่ลื่นเหมือนเมื่อสักครู่นี้ แต่มันกลับเคลื่อนที่ช้ากว่าเดิม

เมื่อถึงระยะห้าเชียะ มนุษย์งูตัวนั้นก็หยุดการเคลื่อนที่

หอกนั้นมีความยาวเจ็ดเชียะ สามารถแทงโดนตัวข้าจากจุดนี้ แต่หอกของข้าก็ยาวเท่ากัน ข้าก็สามารถจู่โจมโดนตัวมันเช่นกัน สิ่งที่ต่างกันคือ มันสามารถแทงโดนบริเวณขาของข้า แต่ข้าสามารถแทงโดนหัวของมัน

มันกำลังลังเลกระมัง มองดูแล้ว ทำตัวคล้ายมนุษย์ก็มีผลดีอยู่บ้าง แต่นั่นก็ทำให้มันขาดความห้าวหาญไม่กลัวตายของสัตว์

ข้าไม่รอให้มันใช้ความคิด แทงไปที่หัวของมัน ข้าอยู่บน มันอยู่ล่าง ข้าได้เปรียบในเรื่องตำแหน่งที่อยู่ แถมลงมือก่อนย่อมได้เปรียบเสมอ ต่อให้มันเป็นมนุษย์งูที่มีพลังมากกว่าข้าหลายเท่าตัว ก็ยากที่จะรับมือข้าได้

ท่อนล่างของมนุษย์งูพันอยู่บนเสา ทันใดนั้นท่อนบนของมันก็ยื่นออกไปข้างนอก เหมือนต้นไม้ที่งอกกิ่งออกไป หอกนี้ข้าแทงพลาดจึงรีบชักหอกกลับมาแล้วซ้ำลงไปอีกครั้ง เดิมทีหอกแรกที่ข้าแทงไปก็ไม่ได้ออกแรงมากแต่อย่างใด ท่อนบนของมันหลบหอกแรกของข้าได้แล้ว กลับไม่สามารถตอบโต้ข้าได้อีก หอกที่สองจึงแทงไปที่อกของมัน

หน้าอกของมนุษย์งูแม้จะไม่ได้กว้างเท่ามนุษย์ แต่ก็หลบยากอยู่ดี ท่อนบนของมันยื่นเฉียงออกไป เปิดช่องว่างที่หน้าอกพอดี ข้าแทงออกไปหอกนี้ แม้จะเป็นเพียงมือซ้าย แต่การแทงจากด้านบนลงด้านล่าง ทำให้มันไม่กล้าเอาร่างกายมาเสี่ยง จึงหดตัวกลับไป

ข้าดึงหอกกลับมาแล้วพักสักครู่ ข้าอยู่บนเสาธง ในด้านสถานที่อาจจะได้เปรียบสุดขีด มนุษย์งูที่ต้องการโจมตีข้าก็ขึ้นมาได้เพียงทีละตัว หากเป็นการสู้แบบตัวต่อตัว ข้ามั่นใจว่าหากข้าไม่ได้เปรียบในเรื่องสถานที่ ข้าก็ย่อมสังหารพวกมันได้ ไหนยังจะได้เปรียบในการอยู่ด้านบนอีก

สิ่งเดียวที่เป็นกังวลคือ หากมนุษย์งูเหล่านั้นไม่สนใจธงประหลาดผืนนั้นอีกแล้ว การที่ข้าได้เปรียบในเรื่องสถานที่คงกลายเป็นเสียเปรียบขึ้นมาทันที ทำได้เพียงรอความตาย ยังโชคดีที่มนุษย์งูพวกนี้ศรัทธาในธงผืนนี้เป็นอย่างมาก ตอนที่ข้าใช้ธงผืนนี้เช็ดดาบ พวกมันแต่ละตัวโกรธกันยกใหญ่ ตัวนี้ที่กำลังปีนขึ้นมาก็ให้ความสนใจกับธงเช่นกัน

ขณะนี้ มนุษย์งูที่เมื่อสักครู่หดตัวลงไปก็เคลื่อนตัวขึ้นมาช้าๆอีกครั้ง มันต้องไม่ยอมถอยร่นลงไปอย่างแน่นอน ต่อให้มนุษย์งูจะคล้ายมนุษย์เพียงใด กล้าหาญกว่ามนุษย์เท่าใด ก็ย่อมมีความกลัวเช่นกัน แต่ดูมนุษย์งูตัวนี้ระวังตัวมากเป็นพิเศษ การจะสังหารมันดูท่าจะไม่ง่ายเสียแล้ว

ข้ามองไปบนยอดธง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเสาธงของแคว้นจักรพรรดิ ด้านบนสุดมีลูกรอกอยู่หนึ่งตัว สร้างขึ้นมาอย่างประณีต เชือกที่ร้อยผ่านลูกรอก เดิมทีมีเส้นหนาและเส้นบางอย่างละเส้น เส้นบางผูกศีรษะของเสิ่นซีผิง ถูกข้าตัดขาดจนเชือกที่เหลือร่วงลงไปกองกับพื้น ส่วนเชือกเส้นหนายังคงผูกอยู่บนเสาธง มัดเป็นปมขนาดใหญ่ ขาของข้าเหยียบอยู่บนปมพอดี

  มนุษย์งูตัวนั้นบีบเข้ามาอีกสองคืบ ขณะนี้มือทั้งสองข้างของมันจับหอกเอาไว้ จองข้าอย่างไม่ละสายตา มือซ้ายของข้ากำหอก มือขวากำดาบ แขนขวายังกอดเสาธงเอาไว้ มันหยุดการเคลื่อนไหว เอาแต่จ้องมองข้าอยู่นิ่งๆ

ข้าอดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ มนุษย์งูก็คล้ายมนุษย์อยู่บ้าง แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วช่างต่างกับมนุษย์มากนัก ตอนนี้พวกเราเกือบจะสบตากัน ข้าไม่กล้าจ้องนานขนาดนั้น แต่รู้สึกว่าลูกตาสีเหลืองของมันเหมือนประกายไฟที่กำลังจะลุกไหม้ขึ้นมา

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สักครู่หนึ่งข้าก็รู้สึกเวียนหัวหน้ามืด หนังตาหย่อนขึ้นมา ขณะที่กำลังสะลึมสะลืออยู่ ข้าสะดุ้งตื่นอย่างกะทันหัน รู้ว่าแย่แล้ว แต่ในหัวเหมือนถูกกรองน้ำเข้าไป หนักจนเงยหัวไม่ขึ้น

ต่อให้ข้าทั้งเหนื่อยทั้งง่วง ก็ไม่เป็นมากขนาดนี้ ข้าพยายามลืมตาแต่ก็ลืมไม่ได้ ในใจรู้ดีว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็เหมือนรอคอยความตาย ท่ามกลางสติเลอะเลือน นิ้วมือของข้าเกิดกระตุกขึ้นมา

นิ้วมือเหมือนถูกอะไรมัดเอาไว้ แต่ยังพอขยับได้บ้าง พอขยับมือขวา ดาบไป่ปี้ก็หลุดออกจากมือไป แม้ว่าจะกึ่งหลับกึ่งตื่น ข้าก็อดไม่ได้ที่จะร้องออกมาด้วยความตกใจ ขณะนี้รู้สึกเจ็บที่บริเวณขา แม้ไม่เจ็บปวดมากนัก แต่อาการเจ็บนี้เหมือนผ่าหัวข้าออกแล้วเอาน้ำเย็นราดลงไป ทำเอาข้าตื่นขึ้นมาทันที

พอลืมตาขึ้น เห็นหอกยาวพุ่งเข้ามาใส่หน้าข้า มนุษย์งูตัวนั้นเห็นดาบในมือข้าหลุดมือไป คงรู้ว่านี่เป็นโอกาสดีกระมัง

มือขวาข้าว่าง มือซ้ายยังจับหอกยาวอยู่ วาดหอกออกไปปะทะดัง เคร้ง หอกทั้งสองปะทะกัน ข้ารู้สึกสั่นสะเทือนไปทั้งตัว คนก็เกือบจะร่วงลงไป มือทั้งสองข้างกอดเสาไว้ตามสัญชาตญาณ หอกอันนั้นถูกมนุษย์งูหวดกระเด็นออกไป

พออาวุธหลุดมือไป ข้ารู้ว่าแย่แล้ว หอกยาวของมนุษย์งูแทงเข้ามาหา ปลายหอกมีเสียงดังหวืดหวือเบา

นั่นเป็นเสียงของหอกที่แทงออกมาเต็มแรง หากหอกนี้แทงโดน ตัวข้าต้องทะลุอย่างแน่นอน ข้ากัดฟันแล้วปล่อยมือออก กระโดดออกห่างจากเสาธง ดิ่งลงไปเหมือนก้อนหิน

หล่นลงมาสองเชียะ ลำตัวข้าก็ขนานกับหอกของมนุษย์งู ข้ารีบยื่นมือขวาไปคว้าหอกของมัน ซึ่งจังหวะนั้นเหมือนเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา แต่จังหวะของมนุษย์งูตัวนี้ทำได้เร็วกว่าตัวที่ผ่านมา มือข้าเพิ่งจะยื่นออกไป หอกก็ถูกดึงกลับไปแล้ว มือขวาของข้าคว้าน้ำเหลว

ต้องตายแล้วหรือนี่

มือขวาของข้าไวกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก คว้าโดนเชือกที่ผูกธง เชือกนี้ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง ผูกเป็นปมใหญ่อยู่บนยอดเสา จังหวะที่ข้าคว้าเชือกได้ หอกของมนุษย์งูแทงเข้ามาหาอีกแล้ว

ครั้งนี้ มนุษย์งูจู่โจมเข้ามาทั้งตัว มันต้องเห็นว่าข้าหมดสิ้นหนทางแล้ว และทำได้เพียงรอความตาย จึงแทงหอกเข้ามาที่บริเวณท้องของข้า

ในใจของมนุษย์งู ธงผืนนั้นอาจจะสำคัญกว่าตัวของข้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่ต้องจับเป็น

ข้ามีเพียงมือขวาที่จับเชือกไว้มือเดียว มือซ้ายว่าง แต่ดาบไป่ปี้ดันผูกอยู่ที่ข้อมือขวา มือซ้ายของข้าแม้จะจับด้ามจับของดาบไว้ แต่เนื่องจากเชือกที่ผูกห่วงดาบยาวประมาณเมตรกว่า ดาบนี้อย่างมากก็ถึงแค่ขาของข้า

ขณะนี้ หอกยาวของมนุษย์งูแทงจะถึงท้องข้าอยู่แล้ว

ข้าไม่รู้ว่าเอาแรงมาจากไหน ดาบในมือซ้ายตวัดเข้าหาตัวเองหมายจะตัดเชือกที่ผูกดาบไว้ บังเอิญว่าจังหวะลงมือไวไปหน่อย ดาบนี้กลับเฉือนโดนปมเชือกที่อยู่บนยอดเสา ดาบไป่ปี้ตัดได้ทุกสิ่ง ประเดี๋ยวเดียวปมเชือกก็ขาดกระจาย เชือกในมือขวาหย่อนแล้ว ทำให้ข้าแกว่งตัวไปมาอยู่กลางเวหา

หอกของมนุษย์งูแทงมาถึงตัวแล้ว แต่ข้าไม่มีสิ่งใดจะมากำบัง ลำพังแค่อาศัยมือขวาในการจับเชือกก็แทบจะเหนื่อยหอบอยู่แล้ว แต่แล้วมีความคิดเกิดขึ้นในสมองแวบหนึ่ง ข้าเตะขาออกอย่างไว เตะโดนหอกพอดี ร่างกายของข้าดั่งหินที่ผูกอยู่กับเชือก ลอยตัวออกนอกไป รอดพ้นจากหอกนี้อย่างหวุดหวิด

มนุษย์งูตัวนั้นไม่ระมัดระวังเหมือนเมื่อสักครู่แล้ว ตัวมันปีนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มาอยู่บนยอดเสา ซึ่งอยู่สูงกว่าข้า ขณะนี้ มันถือหอกยาวมือเดียวยกเหนือหัว ทำท่าจะแทงมาหาข้า

ตอนนี้ ข้าไม่ได้อยู่สูงกว่ามัน ความได้เปรียบในเรื่องสถานที่พังทลายไปจนสิ้นแล้ว มือข้างหนึ่งยังจับเชือกอยู่ กำลังโหนตัวกลับมาช้าๆ หอกนี้ของมัน คงเตรียมพร้อมเพื่อข้ากระมัง

รอจนข้าโหนกลับมาถึงเสาธง มนุษย์งูก็แทงหอกลงมาด้วยความเร็ว ข้าพยายามเบี่ยงตัวเพื่อหลบ แต่หอกมาเร็วเกินไป ข้าเบี่ยงศีรษะหลบได้ แต่แขนซ้ายหลบไม่ทันจึงโดนหอกแทงทะลุเข้าไป ปลายหอกทะลุแขนซ้ายออกมาสองนิ้ว เลือดพุ่งออกมาดั่งน้ำพุ แขนซ้ายเหมือนถูกตะปูลูกใหญ่เจาะเข้าไป ที่น่าแปลกใจคือ ข้ากลับไม่ค่อยรู้สึกเจ็บสักเท่าไร

นั่นคงเป็นฤทธิ์ของยาผงแก้ปวดกระมัง ก่อนมา ข้าไปขอยาผงชนิดนี้จากแพทย์ทหาร ครึ่งหนึ่งทาบนบาดแผล อีกครึ่งให้รับประทานลงไป แพทย์บอกไว้ว่า อันที่จริงผงแก้ปวดนี้ไม่มีสรรพคุณในการสมานแผล แค่มีสรรพคุณในการระงับความปวด หลังรับประทานยาเข้าไปแล้วจะเห็นผลดียิ่ง แต่จะเกิดอาการติดยาชนิดนี้ขึ้นมา ฉะนั้นจึงไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก ก่อนมาข้าขอเพียงบาดแผลไม่มีอาการปวดกำเริบขึ้นมา ไม่ได้สนใจเรื่องติดยาหรือไม่ ข้ารับประทานเข้าไปไม่น้อย ดูจากตอนนี้ ยานั่นคงออกฤทธิ์แล้วสินะ

เมื่อสักครู่ที่ข้าเบี่ยงตัว ตัวข้าหมุนดั่งพายุ แกว่งไปแกว่งมา แต่หอกนี้แทงโดนแขนข้ากลับทำให้ข้าเกิดความคิดขึ้นในทันทีทันใด ข้ากัดฟันแน่น ใช้เท้าเตะที่เสาธงในขณะที่มนุษย์งูกำลังจะดึงหอกกลับ ตอนที่หอกหลุดออกจากแขนซ้ายข้า เนื้อหนังก็ติดออกมาด้วย แต่ข้าไม่ได้สนใจแต่อย่างใด ข้าโหนตัวออกข้างด้วยความเร็ว ประเดี๋ยวเดียวก็เหมือนลูกข่างพันรอบเสาธงไปหนึ่งรอบ

มือขวาของข้ายังคงจับเชือกเอาไว้ การพันรอบเสาครั้งนี้ เชือกก็พันรอบตัวมนุษย์งูพอดี มนุษย์งูคงเข้าใจถึงความคิดของข้า ยื่นมือออกมาเพื่อจะกระชากเชือกที่รัดตัวมันออก แต่ตอนนี้ข้าพันรอบเสาเป็นรอบที่สองแล้ว ครั้งนี้ เชือกก็รัดแขนซ้ายของมันเข้าไปด้วย

เนื่องจากร่างกายของข้าทั้งหมดห้อยอยู่บนเชือกจึงพันรอบเสาได้แน่น แม้ว่าพลังของมนุษย์งูจะมาก แต่ก็ยากที่จะดิ้นหลุด ข้าได้ยินมันส่งเสียงออกมาแบบทุรนทุราย ไม่รอให้มันมีปฏิกิริยาอื่นใด ข้าเอาเท้าแตะเสาแล้วพันรอบเสาไปอีกสองรอบ

ธงประหลาดผืนนั้นหน่วงมาก เชือกเส้นนี้ก็ทนทานแข็งแรง หลังพันไปสี่รอบ ตัวข้าก็อยู่สูงขึ้นมาอีก จนตอนนี้อยู่เท่ากับหน้าอกของมนุษย์งู ตอนที่ข้าเงยหน้าขึ้นมอง มือทั้งสองของมันถูกเชือกรัดอยู่ ขยับไม่ได้ แต่หัวสามารถขยับได้ มันกำลังอ้าปากกว้างจนเห็นฟันขาวอันแหลมคม ลิ้นสองแฉกสีแดงอ่อนกำลังยื่นออกมา คงคิดที่จะงับข้า แต่ก้มหัวลงล่างไม่ได้

ใจข้าเย็นวูบ รู้สึกร่างกายเบาหวิว คนแกว่งกลับไปในทิศทางเดิม

เชือกที่เหลืออยู่สั้นมาก พันไปสี่รอบก็ยากที่จะผูกปมอีกแล้ว ขณะนี้กำลังแกว่งตัวกลับไปในลักษณะแก้มัด พอร่างกายข้าเคลื่อนที่ก็รู้สึกได้ว่าแย่แล้ว มือซ้ายยื่นไปจับดาบไป่ปี้ที่ห้อยอยู่ หมายจะแทงเข้าที่อกของมนุษย์งู แต่แทงเข้าไปได้เพียงนิดเดียว ได้ยินมนุษย์งูคำรามออกมา ข้ารู้สึกว่าแขนหมดเรี่ยวแรง ผนวกกับร่างกายกำลังแกว่งกลับไป จะแทงให้ลึกกว่านี้ได้อย่างไรกัน แขนซ้ายข้าถูกหอกแทงทะลุเข้าไป แม้จะไม่ค่อยรู้สึกเจ็บ แต่ได้รับบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้น จะเอาเรี่ยวแรงจากไหนอีกเล่า

ข้ารู้สึกว่าร่างกายกำลังหมุนกลับไปยังทิศทางเดิม เมื่อสักครู่ที่รัดมนุษย์งูไว้หลายรอบก็เท่ากับเสียเปล่า ข้าห้อยตัวกลับได้ครึ่งรอบ ดาบในมือซ้ายก็กระทบกับเสาธง ข้าดึงกลับเข้ามาแล้วแทงเข้าหามนุษย์งูอีกครั้งแต่ก็แทงไม่เข้าอยู่ดี ตอนนี้สายตาพร่ามัว มองอะไรก็ไม่ชัด เห็นเพียงแผ่นเกล็ดสีเขียวๆของมนุษย์งู

รอจนหมุนกลับมาสามรอบ ข้าถอนหายใจออกไป รู้ว่าไม่สามารถพลิกกลับมาชนะอีกแล้ว เมื่อหมดซึ่งกำลังใจจึงแบมือซ้ายออก ปล่อยดาบไป่ปี้ร่วงลงไป เดิมทีดาบนี้ผูกติดกับข้อมือขวาของข้า พอตกลงไปมันก็ห้อยเสมอหัวเข่าข้า ดูแล้ว ดาบก็หมดแรง ขาทั้งสองก็หมดแรงเช่นกัน เห็นหน้าขามีบาดแผลที่ไม่ลึกมากอยู่แห่งหนึ่ง นั่นคงเกิดขึ้นตอนที่ข้าสะลึมสะลือเมื่อสักครู่กระมัง

ขณะนี้ ข้าเห็นร่างของมนุษย์งูกำลังไหลลงมาด้านล่าง มันจะลงมาฟันข้าให้ตายหรือ เพราะรู้ว่าความตายกำลังจะมาถึง ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะหลับตารอ รอคอยหอกนั้นที่กำลังจะมาปลดปล่อยชีวิตข้า

ใครจะรู้ว่าเสียงการไหลลงไปของมนุษย์งูยังคงดังขึ้นต่อเนื่อง ข้าลืมตาขึ้นมา ปลายด้ามหอกในมือของมนุษย์งูกำลังอยู่ต่อหน้าข้า ข้ายื่นมือซ้ายไปจับเอาไว้ มนุษย์งูตัวนั้นก็ไม่ออกแรงดึงกลับ ตัวมันยังคงไหลลงมาเรื่อยๆ ที่ที่ไหลผ่านล้วนมีคราบเลือดติดอยู่

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

ข้ารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ได้ยินเสียงตกอกตกใจจากด้านล่าง แต่สถานการณ์ตอนนี้ข้าต้องรีบทรงตัวให้ได้ ข้าใช้ขาทั้งสองรัดเสาธงไว้ รู้สึกว่าบนเสามีกลิ่นคาวเลือด พอขาพันอยู่บนเสา น้ำหนักของธงก็ยิ่งปรากฏออกมาชัดเจน มือขวาของข้าเหมือนถูกคนออกแรงดึงไว้ ข้าเอาเชือกไปผูกตัวข้าไว้กับเสาแล้วมองดูบาดแผลบนร่างกาย

นอกจากแผลบริเวณท้อง บาดแผลบนหน้าขาเลือดก็หยุดไหลแล้ว แขนซ้ายยังคงแปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด เนื้อหนังโผล่ออกมานอกแผล ยังดีที่บาดแผลบนหน้าขาไม่ส่งผลกระทบมากนัก ข้าปล่อยมือทั้งสองข้าง มือขวากระตุกหนึ่งที ดาบไป่ปี้ก็กลับขึ้นมาอยู่บนมือ

ขณะนี้ พระอาทิตย์ขึ้นมาทางฝั่งตะวันออก ธงผืนนั้นสะบัดไปตามแรงลม ข้าดึงธงเข้ามา เฉือนผ้าบนธงออกมาเป็นเส้น พันไว้บนแผล พอข้าเฉือนผ้าบนธง มนุษย์งูที่อยู่ด้านล่างส่งเสียงออกมา ทั้งตกใจและโกรธเคือง ข้ารู้สึกว่าน่าขำสิ้นดี

ตอนนี้ มนุษย์งูหลายตัวยกศพมนุษย์งูออกไป ขณะนี้แสงอรุณเริ่มสว่างขึ้นมา ข้าอยู่บนยอดเสาก็สามารถมองเห็นสถานการณ์ด้านล่างอย่างชัดเจน ด้านล่างดำทะมื่น ล้วนเป็นมนุษย์งู อย่างน้อยๆก็ต้องมีนับพันตัว จะบอกว่าดำทะมื่น อันที่จริงควรจะบอกว่าเขียวสะท้อนแสง เหมือนสีน้ำคลำในท่อระบาย มนุษย์งูที่ไหลลงไปเมื่อสักครู่กองอยู่กับพื้น ร่างกายยังคงชักกระตุกอยู่ แต่ทั้งตัวเกือบจะขาดเป็นสองท่อน อวัยวะภายในไหลออกมาจากบาดแผล

ทีแรกข้ายังสงสัยอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เข้าใจขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมื่อสักครู่ที่ข้าหมุนย้อนกลับไป ดาบไป่ปี้แม้จะแทงไม่ทะลุ แต่ก็กรีดรอบตัวมันไปหลายรอบ มนุษย์งูถูกเชือกรัดตัวไว้ ขยับไม่ได้ ร่างกายถูกข้ากรีดจนเหลือเพียงกระดูกสันหลังที่ยังไม่ขาดออกจากกัน

บังเอิญจริงๆ ข้าแอบดีใจอยู่ภายใน ขณะนี้ มนุษย์งูรีบแยกออกเป็นสองฝั่งทันที

จะมีผู้ใดต้องการขึ้นมาหรือ?

เป็นเช่นนั้นจริงๆด้วย มีรถศึกแล่นเข้ามา บนรถมีมนุษย์งูตัวหนึ่ง

ข้าเข้าใจว่ามนุษย์งูมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกตัวมาโดยตลอด แต่เมื่อมองดูอย่างละเอียด มนุษย์งูก็มีหน้าตาแตกต่างกันไป มนุษย์งูที่เข้ามาตัวนี้ พูดได้ว่าพอดูดีอยู่บ้าง แน่นอนว่าไม่ใช่ดูดีในแบบฉบับของมนุษย์ รอบตัวของมันดูสมมาตรมาก บนตัวสวมเกราะหนัง

ซึ่งในบรรดามนุษย์งูนับว่าเห็นได้ยากนัก คงต้องมีตำแหน่งที่ค่อนข้างสูงจึงจะสามารถสวมใส่เกราะหนัง สำหรับมนุษย์งู แผ่นเกล็ดเขียวขจีทั่วร่าง อันที่จริงก็เปรียบได้กับเกราะหนังหนึ่งตัว

มนุษย์งูตัวนี้มาถึงใต้เสาธง กระโดดลงจากรถ มนุษย์งูอื่นๆล้วนหมอบอยู่กับพื้น มันมองไปยังศพที่กองอยู่บนพื้นแล้วเงยหน้าขึ้นมามองข้า

นั่นเป็นดวงตาแบบไหนกันนะ มันเหมือนประกายไฟสองดวง แผดเผาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ข้าไม่ได้ขยับตัว ทันใดนั้นมนุษย์งูชี้มาที่ข้าแล้วตะโกนออกมาว่าเจ้าฆ่าปาทุนตาย

มนุษย์งูพูดได้ด้วย

แม้ว่าข้าจะเดาได้แต่ทีแรก แต่ตอนที่ได้ยิน ยังคงเป็นเสียงเอะอะโวยวายไม่ชัดเจน

ภาษาที่เขาใช้เป็นภาษาของแคว้นจักรพรรดิ แม้จะออกเสียงไม่ชัดแต่ก็ไม่ใช่จะฟังไม่ออก มันน่าจะเรียนมาจากในหนังสือ ข้ากล่าวว่าใครคือปาทุน?”

มันไม่สนใจข้า กล่าวเพียงว่าเจ้ารู้หรือไม่ ตอนที่เจ้าลบหลู่ธงศักดิ์สิทธิ์ของฝูซี วันตายของเจ้าก็มาถึงแล้ว

ข้าไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร แต่มนุษย์งูไม่หันมามองข้าอีกแล้ว มันตะโกนบอกกับมนุษย์งูตัวอื่นๆว่าขนฟืน

ขณะนี้ มนุษย์งูตัวหนึ่งที่อยู่ข้างๆเงยหน้าขึ้นมา กล่าวว่าท่านขุนพลซานตู จะเผาจริงๆหรือขอรับ

มนุษย์งูตัวนั้นก็พูดภาษาของแคว้นจักรพรรดิเช่นกัน แม้ว่าสำเนียงจะฟังดูแย่กว่าขุนพลซานตู แต่ก็เพียงพอที่จะให้ข้าฟังเข้าใจ ข้าอยู่บนยอดเสา อดไม่ได้ที่จะตกใจ ได้แต่หวังว่าตัวเองหูฝาดไป ซานตูกล่าวว่าใช่ ขนฟืน ธงศักดิ์สิทธิ์ของฝูซีด่างพร้อยเพราะมนุษย์คนนั้น ได้แต่อัญเชิญจู้หรงเทพแห่งอัคคีลงมาชะล้าง

มนุษย์งูตัวนั้นตอบรับด้วยอาการติดอ่างว่าท่านขุนพลซานตู ท่านนักพรตเทียนเคยกล่าวไว้ว่า ธงศักดิ์สิทธิ์เผาไม่ได้ขอรับ

ข้ามองไปยังธงที่มีรอยขาดเล็กน้อย ภาพครึ่งมนุษย์ครึ่งงูบนธงสวมชุดโบราณ กำลังโบกสะบัดอยู่เหมือนมีชีวิตชีวา ตอนนี้ถูกข้าตัดไปหนึ่งเส้น สัตว์ประหลาดที่อยู่บนธงก็ยิ่งแปลกตามากขึ้น

สำหรับมนุษย์งูแล้ว นี่เป็นของศักดิ์สิทธิ์กระมัง แคว้นจักรพรรดิก็มีของศักดิ์สิทธิ์อยู่มากมาย จุดนี้มนุษย์งูดูคล้ายมนุษย์เหลือเกิน

ซานตูตวาดไปว่ากฎศักดิ์สิทธิ์ข้อที่สิบเจ็ดของท่านนักพรตเทียนยังเคยกล่าวไว้ว่า หากของศักดิ์สิทธิ์เกิดด่างพร้อยขึ้นมา ต้องใช้พลังของจู้หรงมาชะล้าง รีบไปขนฟืนมาเร็ว

มนุษย์งูพวกนั้นมองซานตูด้วยอาการงงเล็กน้อย มีหลายตัวเลื้อยไปขนฟืนมาแล้ว ฟืนเหล่านั้นน่าจะเพิ่งตัดมาสดๆร้อนๆ กองอยู่บนขาตั้งเสาธง ประเดี๋ยวเดียวกองฟืนก็สูงราวๆครึ่งตัวคน

ซานตูเงยหน้าขึ้นมามองข้า ตะโกนออกมาว่าเอาไฟศักดิ์สิทธิ์มาให้ข้า

พูดคำนี้ออกไปกลับไม่มีมนุษย์งูตัวไหนขยับตัวเลย ซานตูรออยู่สักครู่ พูดด้วยอารมณ์โกรธเคืองว่าพวกเจ้าฟังคำสอนของท่านนักพรตเทียนมาตั้งนาน หรือว่ายังเกรงกลัวอำนาจของจู้หรงอยู่อีก?”

มีมนุษย์งูตัวหนึ่งหยิบคบเพลิงกิ่งสนจากข้างกระโจมหลังหนึ่งมาด้วยความลังเล ไฟจากกิ่งสนเบาบางมาก ประกายไฟใหญ่เท่าเม็ดถั่ว แสงไฟเล็กขนาดนี้ คงใช้ส่องอะไรไม่ได้หรอก แต่มันคงมีไว้เพียงเพื่อให้มนุษย์งูไม่กลัวไฟอีกกระมัง มนุษย์งูตัวนั้นกลัวกระทั่งไฟแค่นั้น ตอนที่ถือมาอยู่ต่อหน้าซานตูก็เกือบจะเป็นลมล้มลงไป

มนุษย์งูจะเผาเสาธงแล้วหรือ?

ข้าเกาะอยู่บนเสาธง ข้ารู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมเต็มแก่แล้ว ไม่รู้ว่าหากท่านอู่โหวทราบเรื่องที่พวกมนุษย์งูกำลังพยายามฝึกตัวเองให้เคยชินกับแสงไฟจะรู้สึกอย่างไรบ้าง และข้าก็ยิ่งไม่รู้ว่าจะหนีรอดจากค่ายนี้ไปได้หรือไม่

ข้าคลำไปที่หน้าอก ห่อดินปืนที่อยู่ในอกถูกห่อไว้อย่างแน่นหนาเหมือนข้าวห่อ ขณะนี้ ซานตูนำคบเพลิงกิ่งสนไปจุดบนกองฟืน มนุษย์งูที่อยู่ข้างๆราวกับเจอะเจอสิ่งที่อันตรายถึงขีดสุด หนีไปหลบอยู่มุมไกล

คงมีเพียงวิธีนี้แล้วล่ะ

ข้าใช้มือขวาหยิบยาห่อนี้ออกมาแล้ววางบนมือ ใช้ปากกัดผ้าที่ห่อดินปืนเอาไว้ ฉีกออกมาได้หนึ่งรูแล้วเทลงไปด้านล่าง ดินปืนที่ดำมืดไหลลงไปเป็นเส้นตรง โปรยอยู่บนกองฟืน

ซานตูกำลังจุดไฟ ไฟจากกิ่งสนมีน้อยมาก ฟืนก็แห้งไม่สนิท จุดไฟติดเพียงเล็กน้อย ดินปืนกำลังโรยอยู่บนกองฟืน ซานตูเงยหน้าขึ้นมามอง คงไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร

ฟืนไม้ไม่มีอาการผิดสังเกตแต่อย่างใด หรือว่าดินปืนไม่ได้ยอดเยี่ยมอย่างที่จางหลงโหย่วคุยโวเอาไว้

ข้ากำลังรู้สึกถึงความผิดหวัง ทันใดนั้นในกองฟืนก็เกิดเสียงดัง ซือมีไฟพุ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน ลุกไหม้ขึ้นมาสูงพอๆกับคนหนึ่งคน ซานตูก็ตกใจเช่นกัน ร่างกายอันยาวเหยียดกลับกระโดดขึ้นมาแล้วเลื้อยถอยไปด้านหลัง ต่อให้มันไหวตัวทัน แต่บนร่างกายของมันก็ติดไฟไปหลายแห่ง 

ไฟลุกไหม้ไปทั้งกองฟืน อานุภาพของดินปืนกลับมีมากเช่นนี้ หากปล่อยให้มันแผดเผาต่อไป เสาธงนี้คงต้องถูกเผาจนหักในอีกไม่ช้า ขณะนี้ มนุษย์งูที่อยู่รอบๆเสาธงได้ถอยห่างออกไปสิบกว่าก้าว เหมือนว่าพวกมันกำลังกลัวไฟกันอยู่ แต่ไม่ถึงกับวิญญาณแตกซ่านเหมือนเมื่อวันก่อน

ข้าปล่อยมือออกแล้วไหลลงไปด้านล่าง เลือดที่ติดบนเสาธงยังเหนียวติดมืออยู่ ตอนที่ข้าไหลลงมา เกราะหนังสีกับเสาจนแดงขึ้นมาหนึ่งแถว เมื่อจวนจะถึงกองไฟ ข้าใช้หอกยาวแทงลงไปด้านล่างเพื่อค้ำตัวเอง เกิดเสียงดัง ปัง จากนั้นยื่นหอกลงไปเขี่ยฟืนเหล่านั้นออก

เหมือนกับว่ามนุษย์งูยังจุดไฟไม่เก่ง ฟืนไม้กองแบบหลวมๆ เพียงแค่วางไว้บนขาตั้ง พอหอกข้าแทงเข้าไปในกองฟืน ออกแรงสะบัดเล็กน้อย ฟืนไม้ที่ติดไฟก็กระจัดกระจายออกไป บนขาตั้งเหลือเพียงเศษฟืนไฟเล็กน้อย จะเผาติดได้อย่างไรกัน

มนุษย์งูเห็นเปลวไฟกระจัดกระจายและพุ่งออกไปบางส่วน แต่ว่าฟืนไม้ที่กระจายออกไป ต่อให้ยังติดไฟอยู่ ประเดี๋ยวเดียวก็ดับมอดลงไป ข้ากัดฟันแน่น ห่อดินปืนที่เหลือให้ดีแล้วเสียบไว้บนปลายหอก ยื่นเข้าไปในเศษกองไฟที่อยู่ใต้ขาตั้ง ผ้าที่ห่ออยู่ติดไฟขึ้นมาทันที

ตอนนี้ยังไหม้ไม่ถึงดินปืนที่อยู่ข้างใน แต่คงไหม้ถึงในอีกไม่นาน ข้ามองไปยังรอบๆ ได้ตัดสินใจไว้แล้ว ข้ายกหอกยาวขึ้นแล้วโยนเข้าไปในกระโจมที่อยู่ใกล้ๆ

เพิ่งโยนหอกออกไป ห่อดินปืนที่อยู่ปลายหอกเกิดเสียงดัง ซือแล้วระเบิดขึ้นมา เสียงระเบิดนี้ไม่ดังมาก แต่ก็พอๆกับก้อนหินใหญ่ที่ตกลงไปในน้ำ สะเก็ดไฟแตกปะทุ ระเบิดกระจายออกไปหลายแห่ง กระโจมที่อยู่ใกล้ๆต่างลุกไหม้ขึ้นมา สะเก็ดไฟบางส่วนกระเด็นไปตกบนตัวมนุษย์งูที่อยู่ไม่ไกล พวกมันส่งเสียงร้องประหลาดออกมาแล้วเลื้อยออกไปข้างนอก

ท่ามกลางเหตุการณ์วุ่นวาย ทันใดนั้นได้ยินซานตูตะโกนออกมาว่าไม่ต้องตกใจ ค่ายซ้ายดับไฟ ค่ายขวาบุกขึ้นไป จับตัวประหลาดนั่นให้ได้

ข้าเป็นตัวประหลาดหรือ? ขณะนี้ข้ารู้สึกอยากจะหัวเราะออกมา แต่เสียงตะโกนของซานตูดูเหมือนจะสามารถทำให้มนุษย์งูเหล่านั้นสงบอารมณ์ลงมา มนุษย์งูจำนวนหนึ่งวิ่งไปทางกระโจมที่ไฟลุกไหม้อยู่ พยายามดับไฟ อีกจำนวนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาข้า

พวกที่ดับไฟอยู่ดูแล้วก็รู้ว่ายังกลัวไฟอยู่บ้าง แต่พวกที่วิ่งเข้ามาหาข้าดูแน่วแน่กว่ามาก

ซานตูตัวนี้แม้จะเป็นมนุษย์งูที่แปลกประหลาด แต่กลับมีมาดของนักรบเต็มเปี่ยม ข้าอดไม่ได้ที่จะชื่นชมมัน ในค่ายทหารของจักรพรรดิ ผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาดเช่นนี้ก็มีเพียงท่านอู่โหว ลู่จิงอวี เสิ่นซีผิง แค่ไม่กี่คนนี้เอง

มนุษย์งูสองตัวมาถึงข้างเสาธง ด้านล่างของขาตั้งยังมีไฟติดอยู่บ้าง มนุษย์งูสองตัวนี้รู้สึกหวาดเกรงเหมือนกัน ซานตูตวาดไปว่าบุกเข้าเร็วเข้า

ซานตูเลื้อยเข้ามาอย่างรวดเร็ว

เมื่อสักครู่ซานตูถูกสะเก็ดไฟไหม้ไปหลายจุด เกราะหนังที่อยู่บนร่างกายมีรอยไหม้หลายแห่ง ใบหน้าก็ดูมอมแมมไปหมด มันเลื้อยเข้ามาไวมาก ตอนนี้ซานตูเลื้อยเข้ามาประชิดมนุษย์งูสองตัวที่อยู่หน้าสุดแล้ว มันแทงหอกเข้ามาหาข้า ข้าใช้ทั้งแขนและขาปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็วจึงหลบหอกนี้ไปได้ ซานตูกลับกล่าวขึ้นมาว่าเอาดาบมาให้ข้า

มนุษย์งูตัวหนึ่งที่อยู่ข้างๆบอกว่าท่านขุนพลซานตู ท่านนักพรตเทียนบอกไว้ว่า ไม่ว่าเวลาไหน ธงศักดิ์สิทธิ์แตะพื้นไม่ได้ขอรับ

มนุษย์งูตัวนี้ยังนับว่าพูดคล่อง บนร่างกายของมันก็สวมเกราะหนังเช่นกัน คงเป็นผู้นำเช่นกันกระมัง ซานตูกล่าวว่าเข้ามาสี่ตัวสิ จับเสาธงไว้ โค่นลงมาทีละท่อน

ข้าตกใจ รีบจับธงใหญ่ผืนไว้แล้วกล่าวว่าพวกเจ้าหยุดนะ ไม่เช่นนั้นข้าจะตัดธงผืนนี้เป็นชิ้นๆ

ซานตูเงยหน้าขึ้นมามองแล้วกล่าวว่าเอาสิ ธงศักดิ์สิทธิ์ต้องด่างพร้อยเพราะตัวประหลาดเช่นเจ้า ไม่สามารถบัญชาการทั้งกองทัพอีกแล้ว

มนุษย์งูที่อยู่ข้างๆส่งดาบเล่มหนึ่งมาให้ ดาบของมนุษย์งูมีลักษณะไม่ต่างกับดาบของแคว้นจักรพรรดิ ซานตูรับดาบมาแล้วกล่าวว่าพวกเจ้าจับให้ดีล่ะ

ข้างเสาธง มนุษย์งูสี่ตัวล้อมเป็นวงกลมจับเสาธงเอาไว้ ซานตูเริ่มโค่นเสาธงท่อนที่อยู่บนขาตั้ง

ลำต้นของเสาใหญ่มากและทำขึ้นมาจากไม้ที่แข็งแรงทนทาน ซานตูจะโค่นก็ไม่ใช่ว่าจะโค่นได้ง่ายๆ ทันทีที่มันฟันดาบลงไป แรงสะเทือนก็มาถึงตัวข้าซึ่งอยู่บนยอดเสา ข้ายื่นมือไปกอดเสาธงไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองหล่นลงไป

มันฟันลงไปหนึ่งครั้ง แม้จะเกิดแผลเล็กๆที่เสาธง แต่หากฟันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ช้าเร็วเสาธงนี้ต้องถูกมันฟันขาดอย่างแน่นอน

หอกยาวที่ข้าแย่งมาได้ก็ขว้างออกไปแล้ว ตอนนี้มนุษย์งูก็ไม่เสี่ยงบุกขึ้นมา เกรงว่าจะไม่มีหอกยาวให้ใช้งานอีกแล้ว หากข้าลงไปด้านล่าง ต่อให้ข้าอวดดีเช่นไรก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะมนุษย์งูที่ล้อมอยู่ข้างล่างถึงห้าตัวได้ ไหนยังจะมีมนุษย์งูอีกจำนวนมากที่คอยจ้องเล่นงาน

หรือว่าหมดสิ้นหนทางแล้วจริงๆ?

ข้าเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ฟ้าสว่างแล้ว มองไปสุดลูกหูลูกตา ผืนป่าผืนนั้นเหมือนสระบึงสีเขียวที่กันเมืองเกาจิ้วออกไป หากมองจากบนยอดเสา นั่นเหมือนเป็นระยะที่ใกล้แค่เอื้อม

ข้ามองไปยังศีรษะของเสิ่นซีผิงที่แขวนอยู่บนเอวของข้า ศีรษะของเขาถูกลมโกรกจนแห้งแล้ว หน้าตาเริ่มเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ยังคงมองเห็นมาดของนักรบผู้องอาจ

แม่ทัพผู้มีชื่อเสียงดังกระฉ่อน หรือเป็นทหารปลายแถว ตายไปก็เหมือนกัน

ข้าฝืนยิ้มเล็กน้อย หากข้าตายไป ศีรษะจะถูกแขวนอยู่บนเสาธงเหมือนกันหรือไม่? ไม่แน่ว่าท่านอู่โหวอาจจะปูนบำเหน็จให้ข้าหลายขั้น แต่ถึงตอนนั้นแม้แต่ศพข้าก็เอากลับไปไม่ได้ ปูนบำเหน็จสักสิบขั้นก็ไร้ประโยชน์

ข้ากัดฟันไว้แล้วคลำดาบไป่ปี้ที่อยู่ในมือขวา

ต่อให้ต้องตาย ก็ปล่อยให้มนุษย์งูพวกนั้นตัดหัวของข้าลงมาง่ายๆไม่ได้

ข้าโค้งตัวลง เตรียมพร้อมปล่อยมือ มนุษย์งูทั้งสี่ตัวเบียดกันเป็นกอง ต่างจับเสาธงไว้ ไร้ซึ่งอาวุธ ที่ข้าต้องระวัง มีเพียงซานตูตัวเดียวเท่านั้น

นึกถึงจุดนี้ ข้าก็อดไม่ได้ที่จะเผลอยิ้มออกมา

ข้าคิดง่ายเกินไปเสียแล้ว ตอนนี้บนตัวข้ามีบาดแผลถึงสามแห่ง ต่อให้เป็นมนุษย์งูที่ไร้อาวุธ ก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะมันได้ บางทีแค่กระโดดลงไป ยังไม่ทันได้ลงมือ ข้าก็ถูกมนุษย์งูฉีกร่างออกเป็นสองส่วนเสียแล้ว

ตอนนี้ข้าปล่อยมือออกแล้ว คนก็ไหลลงไปหลายเชียะ ข้างๆมีมนุษย์งูร้องขึ้นมาว่าท่านขุนพลซานตู ตัวประหลาดระวังด้วยขอรับ

ซานตูเงยหัวขึ้นมา ข้าตวาดเสียงไปว่าโดน

ดาบไป่ปี้บินออกจากมือไป พุ่งไปยังหัวของมัน

ดาบนี้พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วและอาจจะเป็นการโจมตีครั้งสุดท้ายของข้าก็ว่าได้ ซานตูตะลึงงันไป ยื่นมือจะใช้ดาบมาต้าน แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว มองดาบที่กำลังจะแทงเข้าไปในหัวของมัน ทันใดนั้นมนุษย์งูที่อยู่ข้างๆยืดตัวขึ้น ใช้มือจับคมดาบเอาไว้ มือข้ากระตุกขึ้นมาหนึ่งที เดิมทีดาบนั้นผูกกับข้อมือไว้แน่น พอข้าออกแรงดึงกลับมา มือของมนุษย์งูถูกคมดาบบาดผ่าน มีนิ้วมือกระเด็นออกมาสองนิ้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จู่โจมซานตูไม่โดนอีกแล้ว ข้าไม่รอให้พวกมันตั้งตัวติด รีบปีนกลับขึ้นข้างบนอีกครั้ง มนุษย์งูตัวหนึ่งทำท่าจะปีนตามขึ้นมา ซานตูบอกไปว่าไม่ต้องขึ้นไป

ใบหน้าของซานตูแม้จะเป็นมนุษย์งู แต่ก็มองเห็นไฟแห่งความโกรธที่กำลังจะระงับไว้ไม่อยู่ มันตวาดเสียงออกมาว่าเข้ามาอีกสองตัว คอยระวังเจ้าตัวประหลาดนี้ไว้จากนั้นก็ก้มหน้าฟันเสาธงต่อไป

มันคงคิดไม่ถึงว่าเวลานี้แล้วข้ายังจะจู่โจมอีกกระมัง

มนุษย์งูถือหอกยาวสองตัวเลื้อยเข้ามา ล้อมอยู่รอบนอก มนุษย์งูตัวที่มือได้รับบาดเจ็บถอยออกไปแล้วเปลี่ยนอีกตัวเข้ามา ได้ยินเสียงดาบของซานตูฟังลงบนเสาดัง ฉับๆ

ตอนนี้ มีเสียงดังกึกก้องมาจากแดนไกลกะทันหัน มีมนุษย์งูตัวหนึ่งวิ่งมาจากทางป่าไม้ กล่าวว่าท่านขุนพลซานตู บุก…”

มนุษย์งูตัวนี้พูดไม่ค่อยคล่อง พูดมาจะค่อนวัน ไม่รู้จะสื่ออะไรกันแน่ ข้าลองมองออกไป เห็นบนหัวเมืองเกาจิ้วมีกองทัพขบวนหนึ่งวิ่งมาอย่างรวดเร็ว ดูจากสัญลักษณ์ธงแล้ว เป็นทหารจากค่ายทัพหน้า

โง่เง่าที่สุด

ข้าอดไม่ได้ที่จะแอบด่าในใจ การจู่โจมเช่นนี้ ทหารเกล็ดมังกรก็แพ้จนราบคาบมาแล้ว ค่ายทัพหน้ากล้าหาญชาญชัย แต่ก็ใช่ว่าจะแข็งแกร่งไปกว่าทหารเกล็ดมังกร คงต้องแพ้อีกตามเคย ทำไมพวกเขาต้องเคลื่อนพลมาจู่โจมแบบเอาชีวิตมาทิ้งเปล่าล่ะนี่ หรือว่าค่ายทัพหน้าเห็นข้าไม่กลับกองทัพ จึงละทิ้งทุกอย่างเพื่อมาช่วยข้าหรือ? แล้วพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าถูกล้อมอยู่บนยอดเสาธง 

ซานตูหยุดมือแล้วกล่าวว่าค่ายซ้าย เฝ้าอยู่ทางนี้ ฟันเสาต่อไป ค่ายขวาตามข้าไปรบ

คำพูดของมันดูหนักแน่นมาก แต่ข้าก็พอฟังออกมีความรู้สึกหวาดเกรงปะปนมาด้วย

ต่อให้ค่ายทัพหน้าจะรบสู้กองทัพมนุษย์งูไม่ได้ แต่การจู่โจมครั้งนี้ กลับเป็นการโจมตีแบบไม่ให้พวกมันได้ตั้งตัว

ซานตูวางดาบลง นำมนุษย์งูจำนวนมากเลื้อยไปในป่า ขณะนี้มีมนุษย์งูสวมเกราะหนังอีกตัวรับดาบมาแล้วฟันเสาธงต่อไป

ลู่กงสิงจู่โจมครั้งนี้ คงเสียเปล่ากระมัง ข้ารู้สึกซึมเซาเล็กน้อย

มนุษย์งูเพิ่งฟันลงไปไม่กี่ที ทันใดนั้นมีมนุษย์งูหลายตัวส่งเสียงร้องด้วยความตกใจออกมา ทุกตัวต่างเงยหน้ากันขึ้นมา ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เงยหน้ามองตามไป

เห็นบริเวณป่าไม้มีสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่สีดำบินเข้ามา รูปร่างยาว เหมือนงูยักษ์ที่เคลื่อนไหวได้ มันกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้

นั่นไม่ใช่สัตว์ประหลาด ข้าเริ่มสังเกตได้ว่านั่นเป็นว่าวยักษ์ที่ทำมาจากหนัง ดูท่าทางแล้วเหมือนมีคนติดมาด้วยหนึ่งคน

ว่าวเป็นของเล่นที่สืบทอดมาแต่โบราณชนิดหนึ่ง ตามเทศกาลท่าชิงหรือเทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิของทุกปี แคว้นจักรพรรดิทั้งหมดจะไปเซ่นไหว้สุสานของบรรพบุรุษตามท้องทุ่ง เด็กๆเหล่านั้นก็จะเล่นว่าวไปด้วย แม้ว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเทศกาลท่าชิง แต่แรงลมก็มีพอสมควรจนสามารถทำให้ว่าวบินขึ้นมาได้

แต่ว่าวตัวนี้ไม่ใช่ของเล่นอย่างแน่นอน

มนุษย์งูก็มองไม่ออกว่านั่นคือตัวอะไร มีตัวหนึ่งหมอบอยู่กับพื้นแล้วกล่าวว่าเทพซี

มันคงต้องการจะสื่อว่าเทพฝูซีกระมัง คล้ายกับว่าเสียงนี้แพร่กระจายออกไป มนุษย์งูพวกนั้นรีบหมอบลงกับพื้น แต่ละตัวต่างยกมือกราบไหว้ แม้แต่มนุษย์งูที่กำลังฟันเสาธงอยู่ก็วางดาบลงแล้วหมอบกับพื้น

ว่าวงูบินมาถึงข้างเสาธง ข้ามองเห็นชัดเจนแล้ว ข้างบนมีคนอยู่จริงๆ

ทันใดนั้น มีธนูยิงออกมาจากตัวว่าว

ว่าวตัวนี้กำลังบินอยู่กลางเวหาอย่างต่อเนื่อง แต่ธนูดอกนี้กลับยิงมาได้อย่างแม่นยำไม่ขาดไม่เกิน พุ่งมาหาข้า ปลายลูกธนูยังมีเชือกผูกติดมาด้วย

ธนูดอกนี้จะยิงมาถึงตัวข้าอยู่แล้ว แม้จะยังห่างจากตัวอีกประมาณสามเชียะ ข้ารู้ดีว่าต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่แน่ๆ ในมือข้าไม่มีสิ่งของอะไร ไม่รอช้า รีบคว้าธงพื้นนั้นมารับลม เกิดเสียงดัง ฟึบ ธงก็กางออกมา สัตว์ประหลาดสองตัวที่หน้าเป็นมนุษย์ตัวเป็นงูบนธง ขณะนี้กางออกเหมือนอยู่บนท้องฟ้าท่ามกลางสายตาของมนุษย์งู ลูกธนูยิงมาโดนธงพอดี ธงผืนนั้นพันลูกธนูเอาไว้เช่นกัน    

ข้าดึงมือกลับมาแล้วจับลูกธนูไว้

นั่นเป็นลูกธนูที่ถอดหัวออกแล้ว บนลูกธนูได้แกะสลักตัวอักษรไว้ว่าชิงครึ่งบนของตัวอักษรนี้แกะเป็นรูปขนนก ครึ่งล่างเป็นแบบปิดตาย คล้ายสัญลักษณ์ลูกธนู

นี่เป็นลูกธนูของถานชิง มิน่าล่ะ อยู่ในตำแหน่งเช่นนี้ก็ยังสามารถยิงได้ยอดเยี่ยมตามเคย

ข้ารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา มองดูบนเชือกเส้นบางยังมีเชือกเส้นหนาพ่วงมาด้วย

จะใช้ว่าวเพื่อพาข้าหนีอย่างนั้นหรือ?

ข้าช่างนับถือคนที่คิดวิธีนี้ออกมาได้ คนผู้นี้ช่างเก่งกาจเสียจริง วิธีนี้ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปที่จะคิดออกมาและใช้ได้ผล ข้ารีบดึงเชือกมาแล้วจับเชือกเส้นหนาไว้ในมือ

ขณะนี้ ได้ยินมนุษย์งูที่ฟันเสาธงอยู่เมื่อสักครู่ตะโกนขึ้นมาว่าเป็นปีศาจที่แปลงร่างเป็นเทพฝูงซี รีบยิงธนูเร็วเข้า

เสียงตะโกนของมันดังมาก แต่มนุษย์งูพวกนั้นกำลังก้มเงยกราบไหว้ ส่งเสียงร้องประหลาดของมา เสียงตะโกนของมันจึงไม่เกิดผล มันกระโดดลงจากขาตั้งเสา หยิบคันธนูออกมาแล้วกล่าวว่ายิงธนู

ข้ายังไม่เคยเห็นธนูของมนุษย์งู มนุษย์งูตัวนี้ยิงธนูขึ้นไป ธนูดอกนั้นบิดๆเบี้ยวๆ พอเข้าใกล้ตัวว่าวก็ก็พุ่งต่อไปไม่ไหว ร่วงตกลงมา

มิน่ามนุษย์งูจึงใช้ธนูกันน้อยมาก พวกมันอาจจะไม่สันทัดในการยิงธนู

ขณะนี้ ถานชิงอยู่บนตัวว่าวยิงธนูลงมาอย่างกะทันหัน ธนูของเขาย่อมเหนือกว่ามนุษย์งูอย่างเห็นได้ชัด ธนูดอกนี้พุ่งเข้าหามนุษย์งู มนุษย์งูตัวนั้นตกใจจนอ้าปากกว้าง ลิ้นสองแฉกสีแดงสดโผล่ออกมา

เกิดเสียงดัง ฉึก ธนูดอกนี้ปักลงพื้นซึ่งห่างจากตัวมันเพียงเชียะเดียว แม้ถานชิงมีฝีมือในการยิงธนูอันยอดเยี่ยม แต่เมื่ออยู่บนตัวว่าวก็อาจพลาดเป้าได้บ้าง

ข้ากำลังรู้สึกเสียดาย แต่ก็ไม่รอช้ารีบลองดึงเชือกเส้นหนาที่อยู่ในมือ

เดิมคิดว่าเชือกเส้นนี้ผูกไว้หนาแน่น แต่พอออกแรงดึงกลับทำให้ตัวว่าวบินต่ำลงมา

ตัวว่าวคงรับน้ำหนักสองคนไม่ไหว

ตอนนี้ใจข้าเหมือนถูกน้ำเย็นราดอย่างจัง เดิมคิดว่าจะรอดพ้นจากความตาย แต่พอเป็นเช่นนี้เท่ากับสิ่งที่ทำมาทั้งหมดล้วนเสียเปล่า นอกเสียจากถานชิงจะกระโดดลงมา ข้าจึงจะหนีไปได้

แต่ถานชิงจะยอมเสียสละชีวิตเพื่อช่วยข้าหรือ?

ตอนนี้ มนุษย์งูที่อยู่ด้านล่างพากันยืนขึ้น มีจำนวนหนึ่งหยิบธนูออกมาแล้วยิงไปที่ตัวว่าว วิชาธนูของพวกนั้นยังแย่กว่ามนุษย์งูตัวเมื่อสักครู่อีก

แม้ว่าถานชิงจะถูกข้าดึงจนบินต่ำลงมา แต่ก็ไม่มีธนูดอกไหนยิงถึงตัวเขา

ข้าขบคิดจนหัวแตกก็ยังคิดหาวิธีที่จะให้ตัวว่าวแบกรับน้ำหนักสองคนไม่ได้เสียที ขณะนี้ ได้ยินเสียงอาวุธพุ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน เป็นหอกยาวที่ถูกยิงขึ้นมา

หอกยาวอันนี้ยาวกว่าลูกธนูมากนัก กำลังพุ่งไปหาถานชิง จวนจะถึงตัวว่าวอยู่แล้วก็ร่วงลงมาตามเคย จากนั้นก็มีมนุษย์งูหลายตัวใช้หอกยาวซัดขึ้นไป ยังเคราะห์ดีที่ไม่ใช่มนุษย์งูทุกตัวจะมีพลังในการยิงมากขนาดนั้น มีหอกหลายอันขึ้นไปไม่ถึงธนูที่ยิงออกไปเมื่อสักครู่เสียอีก แต่ก็มีอันสองอันที่ยิงไปถึงข้างตัวถานชิง หากไม่เป็นเพราะมนุษย์งูขาดความแม่นยำ หอกยาวสองอันนี้ก็เพียงพอที่จะคร่าชีวิตเขาได้

ขณะนี้มีหอกยาวหนึ่งอันพุ่งผ่านตัวข้าไป เป็นฝีมือของมนุษย์งูที่สวมเกราะหนัง พลังเต็มเปี่ยม ข้าสะบัดมือขวาออกไป ดาบไป่ปี้บินออกจากมือ อ้อมผ่านหอกยาวแล้วพันบนด้ามหอกหลายรอบ

ช่วงพริบตาเดียว แขนของข้าเหมือนจะถูกกระชากออกจากร่าง สะเทือนไปทั้งตัว บริเวณหัวไหล่เจ็บจนยากจะทนไหว

ขณะนี้ ข้าก็รู้สึกว่าทั้งร่างกายมีอาการเจ็บปวดขึ้นมา หรือว่าฤทธิ์ยาของผงแก้ปวดหมดฤทธิ์แล้ว?

ข้าดึงดาบกลับมา ใช้มือซ้ายจับหอก ตัวเองก็เริ่มเหนื่อยหอบเพราะอาการเจ็บ แม้จะแย่งหอกยาวมาได้ แต่ก็หมดแรงที่จะใช้งานมันอีก ข้ารีบคว้าเชือกมาผูกกับด้ามหอกเพื่อให้ตัวเองจับสะดวก

หากยังคิดหาวิธีหนีไม่ได้ ข้าคงต้องปล่อยมือ เพื่อไม่ให้ถานชิงต้องลอยอยู่กลางเวหา

ขณะนี้ ธนูสาดเข้าใส่ดั่งพายุฝน แต่ก็ยิงห่างจากสายธงพอสมควร พวกมันคงไม่ต้องการทำลายธงผืนนี้กระมัง ข้ามองไปยังธงผืนใหญ่ที่กำลังรับลม ตอนนี้ถูกลมพัดจนตรงแน่วเหมือนกับแผ่นไม้

ทันใดนั้นได้ยินเสียงเฮของพวกมนุษย์งู ข้าเงยหน้าขึ้นไปมอง ถึงกับตะลึงงันไป บนตัวว่าวมีหอกยาวอันหนึ่งปักอยู่ ดูท่าแล้วน่าจะยิงทะลุร่างกายของถานชิง

ข้าตกใจมาก หอกยาวนั้นปักนิ่งอยู่บนตัวว่าว ว่าวเริ่มบินวนลงมาต่อเนื่อง ถานชิงถูกยิงตายไปแล้วหรือ? ข้าอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วตะโกนเรียกไปว่าถานชิง

เหมือนมีการตอบรับเสียงเรียกของข้า มีเงาคนร่วงลงมาจากตัวว่าว

ถานชิงร่วงลงมาเสียแล้ว

ข้ารู้สึกว่าหัวใจของข้าจะหลุดออกมาจากอก บริเวณที่เขาตกลงมาอยู่ใกล้ๆเสาธง เขาหล่นลงมาครั้งนี้ หอกยาวในมือของข้าถูกว่าวกระชากขึ้นบนจนเกือบจะหลุดมือออกไป แต่ในมือของข้ามีหอกเพียงแค่หนึ่งอัน ทำอย่างไรจึงจะรับตัวเขาไว้ได้ล่ะ

ข้าไม่ทันคิดอะไรแล้ว รีบนำหอกยาวแทงเข้าที่มุมซ้ายบนของธง กำด้ามหอกกับมุมซ้ายล่างของธงเข้าด้วยกัน ยังไม่ทันได้มัดรวมกันก็ยื่นออกไป

ด้านขวาของธงมีกระบองไม้เสียบอยู่ เชือกที่ใช้สำหรับชักธงก็ผูกอยู่บนกระบองไม้ ข้าเสียบหอกยาวที่ด้านซ้าย คล้ายลักษณะหาบของอยู่บ้าง

ข้าไม่คำนึงถึงองค์ประกอบร่วมอื่นๆ ถานชิงตกลงมาจากความสูงขนาดนั้น ข้าใช้วิธีเรียบง่ายเช่นนี้จะรับอยู่ได้อย่างไรกัน ต่อให้รับได้แล้ว น้ำหนักที่ตกลงมาก็พาเอาข้าตกลงไปด้วย แต่ ขณะนี้ ข้าไม่ได้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เลยจริงๆ คิดเพียงยื่นธงออกไปเพื่อรับตัวเขาไว้

เสียงดัง ฟู้ว ร่างกายของถานชิงร่วงผ่านข้างธงลงไป ด้ามหอกไม่สัมผัสตัวเขาแม้แต่น้อย

ช่วงพริบตาเดียว กินเวลาพอๆกับสายฟ้าแลบ แต่ข้ากลับรู้สึกว่ามันเนิ่นนานเหลือเกิน

หน้าอกของถานชิงมีหอกยาวอันหนึ่งปักอยู่ มือขวายังคงกำคันธนูไว้ เขาหลับตา บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มบางๆ

ถานชิง

ข้าตะโกนร้องออกไป แต่ว่าร่างกายของเขาตกถึงพื้นดัง ตุบ

พอเขาตกถึงพื้น มนุษย์งูก็กรูกันเข้ามาดั่งสายน้ำ ข้ามองไม่เห็นสถานการณ์ด้านล่าง แต่ได้ยินเสียงของอาวุธที่ทิ่มแทงเข้าไปในเนื้อหนัง

ข้ากำหมัดไว้แน่น กำจนข้อมือซีดเผือด อยากจะชกออกไปเต็มแรง แต่หมัดนี้ไม่มีที่ให้ระบายออก มุมขอบตาก็รู้สึกชื้นขึ้นมา

ลมแรงพัดผ่าน ธงผืนนั้นกางออกมาแล้ว ลมระลอกนี้ส่งผลให้ตัวข้าเซไปเซมาบนยอดเสา

ถานชิงร่วงลงมาแล้ว ตอนนี้บนตัวว่าวไม่มีใครควบคุม แม้จะเหลือข้าแค่คนเดียวก็พาข้าหนีไปไม่ได้ นอกเสียจากข้าจะปีนขึ้นไปบนว่าวได้ แต่ว่า หากว่าวลดความสูงลงมาถึงเสาธง เกรงว่าก็บินออกไปไม่ได้อยู่ดี ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งเสียใจ สถานการณ์ที่เร่งด่วนตอนนี้ คือข้าต้องทำอย่างไรจึงจะนำศีรษะของเสิ่นซีผิงหนีออกไปด้วยกัน มิฉะนั้นการตายของถานชิงก็นับว่าเสียเปล่า

ข้ามองไปที่ธงผืนนั้น มีลมพัดผ่านอีกระลอก ผืนธงปลิวสะบัดไปตามลม ข้าจับเสาธงไว้แน่น ทันใดนั้นก็เกิดความคิดขึ้นมาในสมอง

ถานชิง ลำบากเจ้าแล้วล่ะ

ข้ามองดูใต้เสาธง พูดอะไรไม่ออก บริเวณที่ถานชิงตกลงไป เหลือเพียงรอยเลือดกับเนื้อหนังที่ถูกสับจนเละเป็นกอง

ข้าตัดเชือกออกมาหนึ่งท่อน ผูกมุมซ้ายบนและขวาบนของธงไว้กับหอกยาว จากนั้นนำเชือกที่ห้อยมากับว่าวมาผูกอยู่ระหว่างกลางของด้ามหอก

ถานชิง ข้าต้องแก้แค้นให้เจ้าแน่ ต้องสังหารมนุษย์งูพวกนี้ให้สิ้นซาก

ข้าพูดคำเหล่านี้ออกมาจากใจ ข้าใช้ดาบตัดเชือกชักธงขาด จากนั้นใช้มือจับที่ปลายด้ามหอก นำหอกยาวมาพาดบนบ่าแล้วยืนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

หากจะรักษาท่ายืนนี้บนยอดเสาคงลำบากไม่ใช่น้อย แต่ข้าขอแค่ช่วงเวลาสั้นๆก็เพียงพอแล้ว

พอข้ายืนตัวตรง เท้าซ้ายเกี่ยวมุมหนึ่งของธงไว้ อาศัยมีลมพัดผ่านมาก็กระโดดออกไป เท้าขวาก็เกี่ยวอีกมุมหนึ่งของธง

ตอนนี้ธงผืนนั้นแนบอยู่บนร่างกายของข้า คล้ายกับว่าวตัวหนึ่ง น้ำหนักที่ว่าวตัวบนต้องแบกรับลดน้อยลง สามารถลอยตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

ด้านล่างมีเพียงเสียงร้องตกใจของมนุษย์งู ข้ารู้สึกว่าเสาธงเหมือนแท่นหินที่กำลังเคลื่อนที่ลงไปในดิน พริบตาเดียวข้าก็ลอยตัวขึ้นไปสิบกว่าตึ๋ง*

*1ตึ๋งมีขนาด 3.33 เมตร

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.