จอมทัพ พลิกแผ่นดิน (หน้า 1 - 29)

เราคงไม่รอดแล้ว

พื้นพสุธาเบื้องหน้าขาวเวิ้งว้าง หลอมกลืนเข้ากับหิมะเต็มท้องฟ้า หวงสือ* เหยียบย่ำพื้นหิมะ ไม้พลองในมือลื่นไหล ต้องรวบรวมกำลังทั่วร่าง ค่อยควบคุมมันไว้ได้ มิให้ไม้พลองหลุดจากมือ ลมหนาวกระโชกจนหวงสือแทบลืมตาไม่ขึ้น แต่ยังปลุกปลอบตัวเองยืนหยัดต่อไป เนื่องเพราะหลังความยาวเวิ้งว้างที่เบื้องหน้า ปรากฏเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

* หวงเป็นแซ่ สือแปลว่าก้อนหิน

เราคงไม่รอดแล้ว…’

หิมะหอบหนึ่งโชยมาปะทะหน้า เปลือกตาของหวงสือปิดลงอย่างช้าๆ มองไม่เห็นอันใดอีก เมื่อตกอยู่ในความมืดมิดสนิททั่ว ร่างของมันถูกพื้นพสุธาอันอ่อนร่วนรองรับไว้ อาการเย็นเฉียบบนใบหน้าคล้ายกับจะพราบพาความเหนื่อยล้าบนร่างไป

ท่านพ่อ ท่านแม่

ก่อนออกจากบ้าน หวงสือยังรับประทานข้าวกับบิดามารดา ในปากยัดไว้ด้วยอาหาร ส่งเสียงอู้อี้ว่า

คืนนี้ผมนัดกับเพื่อนหลายคน ไม่กลับมาทานข้าวแล้ว

แต่แล้วเกิดการระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุ ปรากฏเป็นประกายสีขาวสว่างวาบ จนบัดนี้หวงสือยังไม่ทราบว่าคนเมาที่พบพานในร้านเหลาที่แท้เป็นมนุษย์ต่างดาวหรือคนในอนาคต สุดท้ายอีกฝ่ายทำวัตถุที่อ้างว่าสามารถส่งคนไปยังโลกอื่นหลุดจากมือ เกิดการระเบิดขึ้น ตัวมันก็ย้อนเวลากลับมายังราชวงศ์หมิง

นั้บแต่นั้นหวงสือเผชิญการเคี่ยวกรำทั้งทางร่างกายและจิตใจ สารรูปก็ไม่ต่างกับขอทาน

ต้าแหย (นายท่าน) ขออาหารสักเล็กน้อยเถอะ

คนที่ถูกขวางทางสำรวจมองมันอย่างเย็นชา สะบัดหน้าจากไป

หวงสือปลุกปลอบสมาธิ สกัดบุรุษอีกผู้หนึ่งยิ้มให้กับอีกฝ่าย บุรุษนั้นก็ยิ้มตอบแล้วผละจากไป หวงสือได้แต่บากหน้าร้องขอต่อคนผ่านทางอีกคนหนึ่ง

หวงสือนั่งยองๆ อยู่มุมกำแพง รับประทานไก่ที่ขโมยมา บนท่อนแขนเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงปิดบังขนคิ้ว เท้าที่ไม่มีรองเท้าสวมใส่เกิดผิวตะปุ่มตะป่ำและตุ่มพุพอง

เนื่องเพราะไม่มีใบผ่านทาง* ไม่ว่าที่ใดก็ไม่รับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถเป็นครูสอนหนังสือ สามารถทำบัญชี เพียงขออาหารสองมื้อกับที่พักพิงเท่านั้น

หวงสือแสดงความจำนงต่อพ่อบ้านผู้หนึ่ง พ่อบ้านนั้นกล่าวว่าที่นี้เพียงรับคนขายตัวเป็นทาส

หวงสือแม้สวมเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง สองแก้มตอบลึกลง แต่ยังไม่ยอมขายตัวเป็นทาส พอฟังได้แต่หันกายไป

พ่อบ้านนั้นพลันเรียกรั้งไว้ กล่าวว่าที่หลังบ้านมีเศษอาหารเหลืออยู่ เจ้าคิดรับประทานหรือไม่?”

หวงสือพอฟัง ต้องคุกเข่าโขกศีรษะกล่าวว่าต้าแหยมีอายุยืนร้อยปี

พ่อบ้านนั้นด่าอย่างยิ้มแย้มว่าเจ้าผู้นี้น่าสนใจนัก ยินยอมเป็นขอทาน ไม่ยอมขายตัวเองเป็นทาส

เมื่อลำแสงสุดท้ายดับวูบ โลกของหวงสือก็คืนสู่ความว่างเปล่า

เกล็ดหิมะตกลงบนร่างมัน ไม้พลองในมือตกหล่นอยู่ด้านข้าง สายลมโชยพัดร่างที่ขาวโพลน หลอมมันเข้ากับสภาพโดยรอบ นี่เป็นพื้นที่กว่างหนิงแดนเหลียวตง** ทุกประการเป็นสีเงินยวง

ขณะนั้นเป็นเดือนอ้ายปีที่สี่สิบหกในรัชกาลว่านลี่***

* ตามกฎหมายต้าหมิงลวี่ที่บัญญัติโดยหงอู่ฮ่องเต้ การเดินทางของราษฎรที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อออกใบผ่านทางให้ ผู้ใดปลอมแปลงใบผ่านทาง ต้องถูกฟาดโบยแปดสิบที

** ชื่อสถานที่ ตั้งอยู่ทางใต้ของภาคอีสานของจีน อยู่ติดกับประเทศเกาหลี สมัยราชวงศ์หมิงเป็นหนึ่งในเก้าเมืองชายแดนที่มีความสำคัญทางทหาร

*** ชื่อปีรัชกาลของหมิงเสินจงฮ่องเต้

คนที่นอนอยู่บนเตียงคลุมผ้าห่มเก่าขาด ใต้ร่างยังปูผ้าปูที่นอนที่ขาดวิ่น ใบหน้าของมันขาวซีดราวกับปลาตาย คนป่วยส่งเสียงคราวคำหนึ่ง พยายามลืมตาขึ้น

ท่านฟื้นแล้วหรือ

แว่วเสียงอ่อนเยาว์คล้ายดังมาจากที่ห่างไกล หวงสือปิดเปลือกตาลงใหม่ คนตกอยู่ในความมืดมิดอีกครั้ง

ท่านฟื้นแล้วหรือ?”

ครั้งนี้สุ้มเสียงดังขึ้นที่ข้างหู หวงสือกระทั่งเรี่ยวแรงกระดิกนิ้วยังไม่มี ไม่สามารถหมุนศีรษะไป เมื่ออ้าปากคิดถามไถ่ ได้แต่ส่งเสียงลมหายใจที่แหบพร่าออกมา ต่อจากนั้นรู้สึกมีของเหลวถูกขับออกจากร่าง ถึงแม้มันสูดไม่ได้กลิ่น แต่ทราบว่าต้องมิใช่น้ำ ก่อนที่จะม่อยหลับไป มันทำความเข้าใจเรื่องประการหนึ่ง นั่นคือเรายังมีชีวิตอยู่

เมื่อสามารถลืมตาขึ้น อาการปวดทั่ว่รางก็ประดังรุมเร้า หวงสือกลอกตาอยู่หลายตลบ พร้อมกับการขยับแขนของมัน เตียงที่เก่าคร่ำคร่าบังเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ผ้าห่มใต้จมูกส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว แต่ไม่ฉุนเฉียวเท่าใด พร้อมกับการหมุนคอของมัน ที่เบื้องหน้าปรากฏเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีผู้หนึ่ง

เด็กหนุ่มคางแหลมจมูกโด่งคนหนึ่งสบสายตากับมัน ลูกตาดำขลับจ้องมองมันตาไม่กระพริบ มองดูอยู่ครู่หนึ่งจึงวิ่งออกไป ก่อนจากไปกล่าวว่าเราจะไปนำยามา

นี่เป็นห้องเล็กๆ หลังหนึ่ง คล้ายกับเป็นช่วงหน้าของบ้าน

หลังจากที่ยกชามยามา เด็กหนุ่มเริ่มป้อนให้กับมัน พลางกล่าวว่าท่านพ่อช่วยเหลือท่านมาจากพื้นหิมะ ท่านแม่เป็นคนต้มยาให้กับท่าน

ถึงแม้คนโบราณบอกว่าพระคุณยิ่งใหญ่ไม่กล่าวตอบแทน แต่หวงสือยังคงกล่าวขอบคุณคำหนึ่ง

เด็กหนุ่มคล้ายกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่าท่านนอนเตียงของข้าพเจ้า

หวงสือยิ้มพลางกล่าวขอบคุณอีกครา

เด็กหนุ่มกล่าวอีกว่าข้าพเจ้าจะไปบอกต่อท่านแม่

ไม่นานให้หลัง ปรากฏสตรีนางหนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา พลางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนที่คาดเอว นางเดินถึงข้างเตียง ใช้สายตาที่ยังไม่ขุ่นมัวมองดูหวงสือ ระบายลมหายใจอย่างโล่งอกกล่าวว่าเสี่ยวเกอ (คำเรียกชายหนุ่ม) เป็นคนที่ใด?”

หวงสือโป้ปดว่าข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองไคหยวน เร่ร่อนมาถึงที่นี้ ขอบพระคุณต้าเหนียง (คำเรียกสตรีวัยกลางคน) ที่ช่วยชีวิต

สตรีนางนั้นมองดูมันกล่าวว่าเสี่ยวเกอนอนพักผ่อนเถอะ

หวงสือกล่าวว่าต้าเหนียง ข้าพเจ้าไม่เป็นไร ไม่ต้องต้มยาให้กับข้าพเจ้าอีก เพียงต้มน้ำร้อนมาก็พอ

หลังจากที่มันย้อนเวลามาถึงราชวงศ์หมิง เคยเป็นหมอรักษาอยู่สองวัน ล่วงรู้ราคายารักษาโรคอยู่บ้าง แต่ตามวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน โรคปอดอักเสบรักษาด้วยการดื่มน้ำกับรับประทานเว่ยเซิงซู่* การต้มยาสมุนไพรไม่มีประโยชน์ใด สตรีนางนั้นพอฟังไม่กล่าวกระไร เพียงถอนหายใจจากไป

* วิตามิน

** นับแต่ราชวงศ์เหนือใต้เป็นต้นมา พลทหารกับคนในครอบครัวต้องขึ้นทะเบียนทหาร ทั้งไม่มีฐานะทางสังคม

หลังเที่ยงวันนั้น ปรากฏชายชราผู้หนึ่งกับชายหนุ่มทั้งสองคนกลับบ้านมา ทั้งแวะมาดูหวงสือ จากเครื่องแต่งกายพวกมัน แสดงว่าพวกมันขึ้นทะเบียนเป็นทหาร**

หลังจากนั้นอีกหลายวัน หวงสือจะได้รับแบ่งปันข้าวต้มกับผักดอง เด็กหนุ่มนั้นยังคงยกยามาชามหนึ่ง มองดูหวงสือดื่มลงไป จากนั้นลากม้านั่งมาฟังมันเล่านิทาน สำหรับกับคนที่เพิ่งฟื้นจากอาการป่วยหนัก หากสนทนาเป็นเวลานานจะสร้างความอ่อนเพลีย แต่มันเห็นว่านี่เป็นวิธีเดียวที่จะแสดงความสำนึกขอบคุณได้

ชายชราที่ช่วยเหลือหวงสือกลับมาแซ่จาง ถูกขึ้นทะเบียนเป็นทหารต้าหมิง มันมีบุตรชายสามคน คนโตเรียกว่าโหย่วตี้ (มีน้องชาย) คนรองเรียกว่าโยวตี้ (น้องชายอีก) สุดท้ายสวรรค์จึงประทานบุตรชายแก่มันอีกคนหนึ่ง ชายชราจึงตั้งชื่อว่าไจ้ตี้ (น้องชายอีกแล้ว)

หลังจากนั้นหวงสือใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชายชราแซ่จาง ทั้งครอบครัวล้วนเป็นมิตรต่อหวงสือ ทั้งไม่เคลือบแคลงสงสัยต่อประวัติความเป็นมาที่หวงสือปั้นแต่งขึ้น ก่อนที่หวงสือจะได้พบกับครอบครัวตระกูลจาง เคยพบพานขอทานใกล้ตายผู้หนึ่ง ขอทานใกล้ตายนั้นเป็นชาวเมืองไคหยวน ทัพนีเจิน* พอตีเมืองไคหยวนแตกก็ฆ่าล้างเมือง ขอทานนั้นซ่อนตัวอยู่ในกองซากศพค่อยหนีเอาชีวิตรอด หวงสือจึงสวมรอยเป็นมัน ชะตากรรมของมันสร้างความเห็นอกเห็นใจแก่ครอบครัวตระกูลจาง พอถึงเดือนสามอากาศอบอุ่น เหล่าจาง (คนแซ่จาง) ก็จัดซื้อวัสดุ บุตรชายทั้งหลายช่วยกันลงแรงปลูกบ้านเล็กๆ ให้กับหวงสือหลังหนึ่ง ทั้งอาศัยศักดิ์ฐานะที่ขึ้นทะเบียนทหาร วิ่งเต้นให้หวงสือมีสำมะโนครัว

* ชื่อชนเผ่าหนึ่งของจีน เป็นบรรพบุรุษของชาวแมนจู เมื่อสมัยราชวงศ์ซ้อง ได้สถาปนาเป็นประเทศไต้กิมหรือต้าจินขึ้น

เดือนเจ็ดปีที่สี่สิบแปดในรัชกาลว่านลี่ หวงสือออกไปตัดฟืนบนเขาอีก ขวานที่ใช้ได้รับการฝึกฝนจากเฉินเถี่ยเจี่ยน (ช่างเหล็กแซ่เฉิน)ดังนั้นคมกล้ายิ่ง ขณะที่ตัดขวาน อดนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานมิได้

เฉินเถี่ยเจี่ยนมีบุตรีอายุสิบเจ็ดปีคนหนึ่ง เมื่อวานขณะที่หวงสือไปนั่งรอที่ร้านของมัน เฉินเถี่ยเจี่ยนใช้ให้บุตรียกน้ำชามา ตอนนั้นมันมีความรู้สึกว่าท่าทีของหญิงสาวไม่ใคร่ถูกต้อง รอจนหญิงสาวกลับเข้าไป เฉินเถี่ยเจี่ยนก็ชมเชยบุตรีขยันขันแข็ง มีคนดูนรลักษณ์ของนาง ทำนายว่าจะให้กำเนิดบุตรชาย หวงสือมีรูปร่างสูงใหญ่ หากทำงานทำการ จะมีรายได้มากกว่าตัดฟืน หากว่ามีความคิดก้าวหน้า จะยกบุตรีให้ ส่วนเงินสินสอดรอไว้อีกหลายปีค่อยจ่ายให้ก็ไม่มีปัญหา

นี่ย่อมไม่มีปัญหา เฉินเถี่ยเจี่ยนมีบุตรีสามคน บุตรชายคนเดียว จึงต้องใส่ใจต่ออนาคตของบุตรีทั้งหลาย หวงสือก็คิดถึงการแต่งงานมีครอบครัว แต่พอนึกถึงประวัติศาสตร์ เกรงว่าสุดท้ายทุกประการล้วนว่างเปล่า

ตามประวัติศาสตร์จีน หลังจากที่หมิงเสินจงเสด็จสวรรคต หมิงซี่จงขึ้นครองราชย์สืบแทน ตั้งชื่อปีรัชกาลว่าเทียนฉี ปีที่หนึ่งในรัชกาลเทียนฉี ผู้นำชนเผ่านีเจินนูรฮาชื่อก็กรีธาทัพบุกเข้าแดนเหลียวตง หกปีหลังจากนั้นชาวเมืองเหลียวตงจำนวนห้าร้อยหมื่นถูกเข่นฆ่าเหลือห้าสิบหมื่น ครั้นถึงปีที่สองในรัชกาลฉงเจิน* ข่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งโฮ่วจิน** หวงไท่จี๋บุกเข้าด่านซันไห่กวน หลังจากนั้นอีกสิบห้าปี ชาวฮั่นถูกสังหารโหดไปเจ็ดร้อยหมื่นคน ถูกกวาดจับไปเป็นทาสสามร้อยหมื่นคน ครั้นถึงปีที่สิบเจ็ดในรัชกาลฉงเจิน เชื้อพระวงศ์แมนจูตวอเอ่อกุนตราทัพเข้าด่าน ยี่สิบปีหลังจากนั้น ชาวฮั่นจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบแปดล้านคนเสียชีวิตไปถึงหนึ่งร้อยกว่าล้านคน

* แปลว่าจินยุคหลัง เนื่องเพราะก่อนหน้านี้ชาวนีเจินสถาปนาราชวงศ์จินสมัยราชวงศ์ซ้อง นักประวัติศาสตร์จึงเรียกว่าราชวงศ์ที่ตั้งขึ้นใจภายหลังว่าโฮ่วจิน

** ชื่อปีรัชกาลของหมิงซื่อจงฮ่องเต้

ปีหน้าจะเป็นปีที่หนึ่งในรัชกาลเทียนฉีแล้ว

ทั้งที่ล่วงรู้ว่าประวัติศาสตร์ต้องเดินไปในทางนี้ แต่ต้องเบิ่งตามันเกิดขึ้น เป็นความรู้สึกที่ยากทนทานรับได้ พานหยุดการตัดฟืน เดินทางกลับบ้านก่อนกำหนด ขณะที่เดินถึงริมดง ก็ถูกภาพประหลาดแปลกตาภาพหนึ่งดึงดูดความสนใจไว้ จึงคิดเดินเข้าไปชมดูโดยละเอียด พลันบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งขู่คำรามว่า

อย่าได้แตะต้องนกของเรา

หวงสือหมุนตัวไป สุ้มเสียงเปล่งจากปาก ชายหนุ่มอายุยี่สิบเศษคนหนึ่ง บนศีรษะสวมหมวกหนังกวางสีเทา ดูจากการแต่งกายคล้ายเป็นลุกหลานของนายพรานล่าสัตว์

ชายหนุ่มนั้นวิ่งมาอย่างโกรธแค้น พอเห็นร่างที่สูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้ากงเฟิน* ของหวงสือ ต้องชะงักงันลง

* เซนติเมตร

หวงสือยิ้มอย่างเป็นมิตรกล่าวว่านี่เป็นนกของท่าน?”

เห็นในพื้นหิมะมีตัวนกสี่ตัว ล้วนแต่กระดกก้นขึ้น ขาทั้งสองเหยียดตรง ส่วนคอที่ยืดยาวปักไปในหลุม

ชายหนุ่มนั้นรับคำ สายตาที่มองดูหวงสือเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หวงสือกลับสำรวจดูนกเหล่านั้น พบว่าพวกมันยืดคอลงในหลุมแห่งหนึ่ง บนพื้นโดยรอบมีรูเล็กๆ หลายรู เพียงแต่ไม่สะดุดตา เมื่อครู่จึงไม่ทันสังเกต

เห็นลูกหานนายพรานนั้นยังเฝ้ามองดูตนเอง หวงสือจึงผายมือเป็นเชิงเชื้อเชิญ ชายหนุ่มนั้นค่อยอ้อมผ่านข้างกายหวงสือ ถอนดึงนกกระจอกเทศขนาดเล็กเหล่านั้นขึ้นจากหลุม พลางหักคอของมัน

บ้านตระกูลจางไม่ได้รับประทานเนื้อมานาน หวงสือพบเห็นนกขนาดเล็กเหล่านั้น ถึงกับน้ำลายสอแทบหยดหยาด กล่าวว่าเสี่ยวเกอ (คำเรียกชายหนุ่ม) ข้าพเจ้าใช้ฟืนแลกกับนกสองตัวได้หรือไม่?”

ชายหนุ่มนั้นตอบตกลง โยกนกมาให้สองตัว จากนั้นก้มลงรื้อไม้ฟืนที่แทบเท้าหวงสือสองมัด ทั้งริดใบที่ติดอยู่หลายใบทิ้ง

หวงสือเดาะดูนกในมือ พบว่าทั้งสองตัวหนักราวหนึ่งชั่ง จึงถามว่านี่เรียกว่านกอะไร?”

ชายหนุ่มนั้นบอกว่าเรียกว่าส่าปั้นจิน (โง่ครึ่งชั่ง) จากนั้นแบกไม้ฟืนไว้บนบ่า เดินจากไปโดยไม่เหลียวหน้ากลับมาอีก

หวงสือรอจนชายหนุ่มนั้นจากไปไกล ค่อยย่อกายลงตรวจดูหลุมที่ดักนกไม่ได้ พบว่าภายในหลุมโรยข้าวสารไว้หลายเม็ด จึงแยกย้ายกันยกนกข้างละตัว พบว่ามีน้ำหนักครึ่งชั่ง สมชื่อส่าปั้นจิง (โง่ครึ่งชั่ง) จริงๆ

หลังจากนั้นเมื่อหวงสือออกไปตัดฟืนอีก จะนำจางไจ้ตี้ไปด้วย นับแต่นั้นเป็นต้นมา อาหารค่ำของบ้านตระกูลจางจะเพิ่มเนื้อนกย่างอีกจานหนึ่ง

สองเดือนต่อมา เหยื่อที่ดักได้ลดน้อยลง คาดว่าอาหารในท้องทุ่งเพิ่มมากขึ้น เพียงข้าวสารไม่กี่เม็ด ไม่อาจล่อลวงนกมาติดกับ สร้างความหงุดหงิดใจแก่จางไจ้ตี้ มักวิ่งไปดูที่ข้างหลุม ยิ่งตรวจดูหลุม ผลรับก็ยิ่งน้อยลง

วันนี้จางไจ้ตี้วิ่งไปดูอีกหลายเที่ยว ครั้งนี่ไปเป็นเวลานานไม่กลับมา หวงสือขณะจะวางขวานลงรุดไปตามหา ก็ได้ยินสุ้มเสียงโต้เถียงดังมา พอรุดไปชมดู เห็นจางไจ้ตี้ทุ่มเถียงกับคนผู้หนึ่งจนหน้าแดงคอพอง ฝ่ายตรงข้ามคือส่าปั้นจินนั่นเอง

ส่าปั้นจินพอเห็นหวงสือ ก็ชี้มือไปที่เหยื่อในมือจางไจ้ตี้และหลุมที่ขุดไว้ ร้องว่านี่เป็นวิธีที่เรานึกขึ้นมา ท่านลอกเลียนแบบของเรา

หวงสือยิ้มพลางกล่าวว่าวิธีขึ้นอยู่กับโชค ผู้ใดใช้ออกถือว่าเป็นของผู้นั้น

จางไจ้ตี้พอเห็นหวงสือมาถึง ก็ปิดปากลง อ้อมไปถึงด้านหลังส่าปั้นจิน หวงสือพอกล่าวจบ จางไจ้ตี้ก็ต่อยใส่ต้นคอส่าปั้นจินหมัดหนึ่ง

ส่าปั้นจินร้องโอยออกมา ถลาล้มลงกับพื้น จางไจ้ตี้ยังเก็บกิ่งไม้ท่อนหนึ่งหวดใส่ ส่าปั้นจินถูกหวดจนกลิ้งตัวไปตามพื้นดิน หวงสือค่อยเรียกสติคืนมา ร้องห้ามปรามว่าหยุดมือ เสี้ยวตี้ (น้องเล็ก) รีบหยุดมือ

พลางประคองส่าปั้นจินลุกขึ้นมา ส่าปั้นจินกรีดวาดมืออยู่ครึ่งค่อนวัน สุดท้ายกระทืบเท้าคราหนึ่ง หันไปนวดเฟ้นตำแหน่งที่ถูกทำร้าย

หวงสือแบ่งไม้ฟืนครึ่งมัด ยื่นส่งให้กับส่าปั้นจิน กล่าวว่าเช่นนี้เถอะ หลังจากนี้เสี่ยวเกอมารับไม้ฟืนจำนวนนี้ไปทุกวัน ถือเป็นค่าชดใช้ของเรา เป็นอย่างไร?”

ส่าปั้นจินมองดูหวงสืออย่างเคลือบแคลงสงสัย แล้วยื่นมือออกไป ได้ยินจางไจ้ตี้แค่นเสียงอย่างดุร้าย จึงรีบหดมือกลับมา หวงสือหันไปถลึงตาใส่จางไจ้ตี้ พลางยัดไม้ฟืนให้กับส่าปั้นจิน

ส่าปั้นจินโอบไม้ฟืนไว้ กล่าวว่าตกลงตามนี้ ท่านไม่อาจคืนคำ

หวงสือกล่าวว่าย่อมแน่นอน พวกเราถือว่ารู้จักกันแล้ว เสี่ยวเกอมีคำเรียกหาว่ากระไร?”

ส่าปั้นจินยืดอกขึ้นกล่าวว่าเราเรียกว่าเจ้าม่านสงจากนั้นกล่าวเสริมว่าเจ้าที่เป็นเจ้าจื่อหลง* แห่งเสียงสัน ม่านที่แปลว่าเชื่องช้า สงที่แปลว่าหมีหมา

* จูล่งในสามก๊ก

หวงสือกล่าวว่าที่แท้เป็นเจ้าเสี่ยวเกอ เราเรียกว่าหวงสือ ท่านเรียกเป็นสือโถว (ก้อนหิน) ก็ได้ เจ้าเสี่ยวเกอผู้นี้เรียกว่าไจ้ตี้

เจ้าม่านสงผงกศีรษะเรียกหาว่าสือโถวเหล่าเกอ (พี่ชายก้อนหิน) จางเสี่ยวตี้ (น้องเล็กแซ่จาง)”

เมื่อรู้จักกัน หวงสือก็ฉุดลากเจ้าม่านสงไปสนทนากัน ทั้งก่อไฟย่างนกที่ล่าได้ในวันนี้

หลังจากนั้นขบวนของหวงสือเพิ่มเป็นสามคน เจ้าม่านสงแม้มีกำลังวังชาอ่อนด้อย แต่เจ้าอุบายความคิด ขุดหลุมเล็กดักนก ขุดหลุมใหญ่ดักกระต่าย บางครั้งยังนึกหาวิธีจับปลา มันยังจัดสร้างเครื่องมือสำหรับขุดหลุม ล้วนแต่มีประโยชน์ใช้สอย

เมื่อล่าสัตว์ได้ หวงสือจะแบ่งออกเป็นสามส่วน เจ้าม่านสงพึงพอใจกับการจัดสรรเช่นนี้ แต่ว่าจางไจ้ตี้ไม่ยินดี มันเห็นว่าเจ้าม่านสงแม้ออกความคิด แต่คนลงแรงคือหวงสือ ดังนั้นทุกครั้งที่แบ่งส่วนแบ่ง ต้องกล่าวประชดแดกดันสักหลายคำ

การหาเลี้ยงชีพนี้ช่วยให้หวงสือลืมเลือนวิกฤติที่คุกคามถึงตัว แต่กงล้อประวัติศาสตร์ยังคงหมุนต่อไป อย่างรวดเร็วเมืองเหลียวหยางถูกตีแตก ชนเผ่านีเจินสถาปนาราชวงศ์โฮ่วจินขึ้น ถึงแม้พวกมันยังไม่โจมตีพื้นที่เหอซี แต่หวงสือทราบว่าสุดท้ายต้องมาถึง จึงเตรียมอพยพไปยังสถานที่อันปลอดภัยก่อนที่เรือชำรุดลำนี้จะอัปปางลง

หวงสือจำได้ว่า ตามบันทึกประวัติศาสตร์ ก่อนที่เมืองกว่างหนิงจะถูกตีแตก แม่ทัพรักษาเมืองกว่างหนิงนามเหมาเหวินหลงชิงจากไปก่อน แผนการของมันคือหาทางเข้าสังกัดแมทัพเหมาผู้นี้ มันยังจำได้ว่าเหมาเหวินหลงนำหน่วยกล้าตายร้อยกว่าคนออกทะเล แล้วรุกกลับมา เพียงไม่กี่ปีก็มีกำลังหลายสืบหมื่น ถึงแม้ว่าสุดท้ายต้องตายไม่มีทางรอด แต่ก็เป็นม้ามืดที่ควรแก่การทุ่มแทง

ปัญหาอยู่ที่ตระกูลจางไม่ยินยอมให้บุตรชายทั้งหลายเข้าร่วมสู้รบ หวงสือลองเกลี้ยกล่อมเหล่าจาง (คนแซ่จาง) หลายครั้ง ล้วนพบกับความล้มเหลว สร้างความร้อนใจแก่มันยิ่ง

ตอนรับประทานอาหารเที่ยง บ้านตระกูลจางถกเถียงถึงปัญหานี้อีกรอบหนึ่ง เมื่อหวงสือนำจางไจ้ตี้ขึ้นเขาไปตัดฟืน จางไจ้ตี้ยังขุ่นเคืองไม่คลายกล่าวว่าพี่ใหญ่หวงกล่าวไม่ผิดอยู่แล้ว แต่พี่ใหญ่กับพี่รองไม่รู้ความ

หวงสือมีความในใจอยู่เต็มอก จึงไม่แยแสสนใจมัน

จางไจ้ตี้กล่าวอีกว่าใช่แล้ว ข้าพเจ้าบอกเรื่องของส่าปั้นจินต่อพวกมันแล้ว

อ้อ

ท่านแม่บอกว่าข้าพเจ้าไม่รู้ความ พี่ใหญ่ตระเตรียมเรียนวิชาจากส่าปั้นจินจนครบถ้วน จากนั้นเตะมันออกไป แต่ข้าพเจ้าบอกว่ามิใช่เช่นนี้

ท่านคิดเห็นอย่างไร?”

พี่ใหญ่หวงมิใช่บอกว่าคนต้องรักษาคำพูดหรอกหรือ ข้าพเจ้าย่อมทราบว่าพี่ใหญ่หวงมิใช่คนเช่นนี้

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องสมัครเข้าเป็นทหาร เจ้าม่านสงกลับบังเกิดความกระตือรือร้นสนใจ คิดติดตามหวงสือเข้าสู่กองทัพ

วันนี้ดักจับได้กระต่ายสองตัว นกกระทาห้าตัว กับสัตว์สี่เท้าขนาดเล็กที่ไม่ทราบชื่อตัวหนึ่ง เจ้าม่านสงบอกว่าจะนำส่วนแบ่งของมันมาเลี้ยงแขก จากนั้นนำเหยื่อไปทำความสะอาดที่ริมลำธาร ส่วนหวงสือเก็บรวบรวมไม้ฟืนที่ตัดโค่นมาได้ พลันได้ยินเสียงโต้เถียงดังมา พอรุดไปชมดู เห็นคนแต่งกายเช่นนายพรายสามคนทุ่มเถียงกับเจ้าม่านสง ทั้งผลักทั้งดันคล้ายกับจะต่อยตีกัน

หวงสือเดินเข้าไป ขวางกั้นอยู่ตรงกลางถามว่าพวกท่านเป็นใคร?”

นายพรานทั้งสามมีหน้าตาคลับคล้าย ดูเหมือนเป็นพี่น้องกัน คนที่อายุสูงวัยกว่าเหลือบทองหวงสือแวบหนึ่ง กล่าวว่าท่านเป็นตัวอะไร ที่นี้ไม่มีเรื่องของท่าน

หวงสือหน้าเคร่งเครียดลง ขณะจะตีฝีปากตอบ คนที่อายุน้อยที่สุดพลันแผดเสียงร้องออกมา ที่แท้จางไจ้ตี้เดินอ้อมมาถึงด้านข้างพวกมัน ใช้ไม้พลองหวดมันล้มลง จากนั้นเกิดการตะลุมบอนหมู่ขึ้น รอจนคนทั้งสามล้มลง เจ้าม่านสงค่อยร้องบอกว่าอย่าได้ต่อยตีแล้ว

หวงสือหยุดมือลง จางไจ้ตี้ยังไม่ยอมเลิกรา เตะใส่อีกหลายเท้า เจ้าม่านสงต้องพุ่งโถมออกไป สวมกอดจางไจ้ตี้ไว้ ร้องบอกต่อคนทั้งสามว่ายังมิรีบหนีไปอีก

คนทั้งสามทั้งเกลือกกลิ้งทั้งคืบคลานหลบหนีจากไป หวงสือเห็นเช่นนั้น ต้องหัวร่อดังๆ กล่าวว่าเจ้าม่านสง ท่านเล่นลวดลายใด?”

เจ้าม่านสงก็หัวร่อออกมา กล่าวว่าจางเสี่ยวตี้ (น้องเล็กแซ่จาง) ถือว่าระบายแค้นให้กับข้าพเจ้าแล้ว

จากนั้นบอกกล่าวว่าพวกมันเป็นนายพรานหมู่บ้านเดียวกับข้าพเจ้า แต่แย่งชิงเหยื่อและเครื่องมือของข้าพเจ้า หากไม่ให้พวกมันก็ทุบตีคน

จางไจ้ตี้ร้องเพ้ยกล่าวว่าช่างเป็นอันธพาลอันป่าเถื่อนนัก

หวงสือมองดูจางไจ้ตี้ เหลียวดูเจ้าม่านสง มีความรู้สึกว่าคำพูดนี้กลายเป็นพูดเข้าตัวเอง

เจ้าม่านสงเห็นว่าไม่สามารถล่วงเกินอันธพาลเหล่านี้ แต่ก็ไม่อาจแสดงความอ่อนแอเกินไป ดังนั้นหลายปีนี้มันช่วยจัดทำเครื่องมือให้กับมันสามพี่น้องไม่น้อย แต่ก็ช่วยเหลือในระดับพอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป

จางไจ้ตี้พอฟัง ต้องกล่าวว่าอย่างนั้นไฉนบอกให้ข้าพเจ้าหยุดมือ ไยไม่ทุบตีพวกมันเป็นการระบายโทสะ?”

เจ้าม่านสงกล่าวว่าไม่ว่าทำอะไรไม่อาจรุนแรงเกินไป เมื่อมีพวกท่านช่วยเหลือ ข้าพเจ้าก็ไม่กลัวพวกมันอีก ตอนนี้สมควรเป็นพวกมันเกรงกลัว ถึงอย่างไรเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียง ไม่สะดวกกับการฉีกหน้ากัน

หวงสือเห็นพ้องด้วย กล่าวว่าน้องแซ่เจ้ากล่าวถูกต้อง

เจ้าม่านสงพอได้รับการสนับสนุน จึงกล่าวสืบต่อพวกมันพอกลับไปนึกถึงเรื่องที่ถูกทุบตี ยิ่งนึกคงยิ่งขุ่นแค้น อาจลงมือก่อกวน ข้าพเจ้าจึงคิดยกไม้หนีบให้พวกมันสักหลายอัน เมื่อพวกมันนึกทบทวนดู จะเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้เสียเปรียบอันใด

หลังจากตบหน้าฉาดหนึ่ง ก็หยิบยื่นผลจ๊อให้เม็ดหนึ่ง กลับสอดคล้องกับหลักจิตวิทยา หวงสือต้องมองดูชายหนุ่มผู้นี้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

หลังจากทำความสำอาดกระต่ายกับนกกระทาที่ริมธาร หวงสือก็ร้อยสัตว์เหล่านั้นกับท่อนไม้ ปิ้งย่างเหนือกองไฟ เห็นเนื้อกระต่ายกับนกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองไหม้ทีละน้อย หวงสือถึงกับน้ำลายสอแทบหยดหยาด จางไจ้ตี้เห็นเนื้อใกล้สุกแล้ว จึงล้วงเสบียงที่พกติดตัวมาอุ่นร้อน

ขณะที่ทั้งสามรอรับประทานอาหาร พลันปรากฏคนผู้หนึ่งเดินมาดื่มน้ำที่ริมธาร คนผู้นี้แต่งเครื่องแบบทหารเนื้อหยาบ ศีรษะสวมหมวกสักหลาดของพลทหาร ที่กลางหลังสะพายถุงผ้าที่นูนออกมาใบหนึ่ง มันพอก้มกายวักน้ำดื่มจนพอใจ ก็เงยหน้ามองมาทางหวงสือกับพวกทั้งสาม จากนั้นก้าวยาวๆ มา

นี่เป็นคนหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับเจ้าม่านสงผู้หนึ่ง มันประสานมือต่อคนทั้งสาม กล่าวว่าข้าพเจ้ารู้สึกหิว คิดขอแบ่งปันเนื้อจากท่านทั้งสาม

สำเนียงของคนผู้นี้แปลกประหลาดยิ่ง แต่ทั้งสามยังคงยกที่นั่งให้กับมันที่หนึ่ง คนผู้นั้นกล่าวขอบคุณ ทรุดกายนั่งลง ทางหนึ่งทุบต้นขาตัวเอง ทางหนึ่งถอนหายใจอย่างอ่อนล้า ยามนั้นหวงสือแล่เนื้อที่ย่างเสร็จชิ้นหนึ้ง ยื่นส่งให้กับแขก พร้อมด้วยขนมเปียะแป้งหมี่ที่อุ่นร้อนให้อันหนึ่ง เจ้าม่านสงเห็นมีคนมากขึ้น จึงปิ้งเนื้อเพิ่มขึ้น

คนผู้นั้นรับขนมเปียะและเนื้อมาด้วยความขอบคุณ ฉีกเนื้อส่งเข้าปาก ทางหนึ่งดูดนิ้วที่ถูกลวกจนเจ็บปวด หวงสือให้เจ้าม่านสงกับจางไจ้ตี้แบ่งเนื้อเสร็จ ค่อยถึงรอบของตัวเอง รอจนมันแล่เนื้อที่ส่วนของตนเอง แขกผู้นั้นก็รับประทานส่วนของมันหมดสิ้นแล้ว

หวงสือส่งมีดให้ แขกผู้นั้นยื่นสองมือรับไป จากนั้นแล่น่องกระต่ายชิ้นใหญ่ให้กับตัวเอง หวงสือสังเกตเห็นว่า แขกผู้นี้แม้หิวโหย แต่ท่าทางรับประทานยังสุภาพกว่าเจ้าม่านสงกับจางไจ้ตี้มากนัก

น้องท่านนี้…”

หวงสือพอแยปาก แขกผู้นี้ก็วางเนื้อและขนมเปียะลง เงี่ยหูฟังคำพูดของหวงสือด้วยมารยาทอันดี หวงสือจึงกล่าวไม่ทราบว่าน้องเราเป็นชาวเมืองใด คิดไปที่ใด?”

แขกผู้นั้นนั่งตัวตรง กล่าวว่าเรียนพี่ใหญ่ ข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองซูโจว ถูกเนรเทศมายังแดนเหลียวตงได้สามปี

จากคำบอกเล่าของมัน มันขึ้นทะเบียนทหารที่เมืองเหลียวตง รอนแรมเดินทางไกลหลบหนีมายังพื้นที่เหลียวซี เมื่อวานเพิ่งข้ามแม่น้ำเหลียวเหอ ไม่ได้รับประทานอาหารมาสองวันแล้ว

ขณะที่ชาวซูโจวผู้นี้บอกกล่าว เจ้าม่านสงกับจางไจ้ตี้ยังคงรับประทานเนื้อ แต่หวงสือหยุดรับประทานนิ่งรับฟัง ได้ยินชาวซูโจวที่ด้านตรงข้ามกล่าวว่าข้าพเจ้าแซ่จินนามฉิวเต๋อ เมื่อวานหลังจากข้ามแม่น้ำเหลียวเหอ ได้ยินว่าราชสำนักเรียกตัวทหารที่แตกพ่ายไปรวมตัวที่เมืองกว่างหนิง จึงคิดไปรายงานตัว

หวงสือฟังว่าจินฉิวเต๋อก็หลบหนีมายังแดนเหลียวตงเพียงลำพังเช่นกัน ต้องกล่าวว่าที่แท้เป็นจ่วงซื่อ (ผู้เข้มแข็ง) ท่านหนึ่ง เสียคารวะแล้ว

จินฉิวเต๋อกล่าวว่าคำจ่วงซื่อมิกล้ารับ แต่เมื่อเป็นลูกผู้ชายชาวฮั่น ไหนเลยยอมก้มเกล้าประนมกรให้กับอริราช?”

หลังจากบอกกล่าวหลายคำ ทั้งสองก็ก้มหน้ารับประทานต่อ

คนทั้งสี่รับประทานเนื้อจนเหลือแต่กระดูกกองหนึ่ง จินฉิวเต๋อพออิ่มหนำสำราญ ก็หันไปแก้ปากถุงซึ่งปลดจากกลางหลังมาวางอยู่บนพื้นออก มันล้วงมือเข้าไป ล้วงหยิบศีรษะมนุษย์หัวหนึ่งออกมา วางลงตรหน้าหวงสือ กล่าวว่าข้าพเจ้าไม่มีข้าวของเงินทอง ขอมอบสิ่งนี้ให้เป็นการตอบแทน

หวงสือมองดูศีรษะมนุษย์หัวนั้น เห็นเส้นผมที่ท้ายทอยถูกโดนหมดสิ้น ตรงกลางขม่อมกับช่วงกะโหลกต้นคอมีผมสองกระจุก ทั้งยังให้หินปูนหมักศีรษะ ป้องกันมิให้เน่าเปื่อย ยังเห็นหนั่นเนื้อและรอยแผลเป็นบนใบหน้าได้ มองปราดเดียวก็ทราบว่าเป็นทหารเหลียวตงของทัพหมิงที่เพิ่งเข้าร่วมกับข้าศึก ศีรษะเช่นนี้แม้ไม่มีราคา แต่ยังนำไปรับเงินรางวัลคงได้สักหนึ่งหรือสองตำลึง

จินฉิวเต๋อพอวางศีรษะหัวนั้นลง ก็ผูกปากถุงใหม่ ภายในถุงยังนูนออกมา คล้ายมีศีรษะอีกหลายหัว จินฉิวเต๋อพาดถุงผ้ากับหัวไหล่ ผุดลุกขึ้นหมายจากไป

จางไจ้ตี้พลันส่งเสียงร้องออกมาว่าท่านคนเดียวกลับตัดศีรษะมากมายปานนี้ ช่างเหี้ยมหาญนัก

จินฉิวเต๋อยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่าน้องผู้นี้ชมเกินไป เรายังไม่มีเรี่ยวแรงปราบเสือร้าย พลางแก้เชือกที่ผูกอยู่ใต้คางออก เผยเห็นว่าใต้หมวกสักหลาดเป็นศีรษะอันล้านเลี่ยน จากนั้นผูกเชือกบนหมวกใหม่ ยื่นมือตบถุงผ้าอีกกล่าวว่าศีรษะเหล่านี้อยู่ที่จุดเวรยามเดียวกับข้าพเจ้า พวกมันคิดเข้าร่วมกับข้าศึก ข้าพเจ้าเห็นว่าคนน้อยสู้พวกมากไม่ได้ จึงแสร้งเป็นคล้อยตาม โกนผมไว้เปียพร้อมกับพวกมัน พอสบโอกาสก็ฆ่าพวกมันทิ้ง จากนั้นหลบหนีจากมา

หวงสือปรบมือชมเชยว่าสมกับเป็นจ้วงซื่อ กอปรด้วยสติปัญญาความกล้าหาญ

เจ้าม่านสงก็กล่าวว่าหากว่าข้าพเจ้าประสบเหตุเช่นนี้ คงต้องรีบหนีเอาตัวรอด ไม่กล้าพัวพันกับโจรกบฏมากความ

จินฉิวเต๋อหัวร่อฮาฮากล่าวว่าลูกผู้ชายอาจรับประทานเนื้อห้ากระถาง* ก็ต้องต้มเนื้อห้ากระถาง นี่เป็นความดีความชอบที่อยู่ในมือชัดๆ ยังปล่อยให้โบยบินไปได้หรือ?”

* สมัยโบราณตอนประกอบพิธีเซ่นสรวง จะใช้กระถางบรรจุวัว สุกร เนื้อสัตว์ และเนื้อตากแห้งบรรจุใส่กระถางทั้งห้า ต่อมาใช้เปรียบเปรยว่าเป็นอาหารที่ฟุ่มเฟือยของขุนนางเชื้อพระวงศ์

ที่แท้มันคิดใช้ศีรษะเหล่านี้เป็นบันไดไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งนายทหาร หรือทหารคนสนิทของแม่ทัพคุมกำลัง

รอจนจินฉิวเต๋อจากไป จางไจ้ตี้กล่าวถามว่านี่เป็นจ้วงซื่ออันเข้มแข็ง เหตุใดพวกท่านไม่คบค้าสมาคมด้วย?”

เจ้าม่านสงไม่กล่าวกระไร หวงสือกลับตบไหล่จางไจ้ตี้ กล่าว่าคนผู้นี้มีจิตปณิธานสูงเทียมฟ้า ต่อให้พวกเราคิดคบหามันก็ไม่ยินยอม

วันที่สอง หวงสือกับเจ้าม่านสงออกเดินทางเข้าเมืองกว่างหนิง

เจ้าม่านสงคิดอ่านว่าจะนำเงินที่มีอยู่ในบ้าน บวกกับเงินเดือนทหารหนึ่งตำลึงสี่สลึงไปซื้อที่ดินรกร้าง หรือซื้อเมล็ดพันธุ์กับเครื่องมือกสิกรรม ราวกับว่าวันพรุ่งนี้จะกลายเป็นเจ้าของที่ดิน มีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข

ในประกาศรับสมัครทหารของเมืองกว่างหนิง หวงสือเห็นชื่อของเหมาเหวินหลงสมความตั้งใจ แม่ทัพเหมากำลังรับสมัครหน่วยกล้าตายเพื่อดจมตีตลบหลังข้าศึก ผู้ที่ขันอาสาจะได้รับเงินรางวัลยี่สิบตำลึง

เมื่อไปถึงสถานที่ตรวจคัดเลือก นายทหารเมืองเหลียวตงพอใจรูปร่างอันสูงใหญ่ของหวงสือ มอบเอกสารให้ฉบับหนึ่ง รับเป็นพลทหารเมืองกว่างหนิง แต่เจ้าม่านสงไม่โชคดีเท่า รูปร่างของมันไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ได้แต่กลับไปด้วยความผิดหวัง

เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ หวงสือเกลี้ยกล่อมเหล่าจ่างนำบุตรชายสมัครเข้าประจำทัพเหมาเหวินหลงเป็นครั้งสุดท้าย เหล่าจางยืนกรานไม่ยินยอม หวงสือได้แต่บอกว่าตนเองสมัครเข้าเป็นหน่วยกล้าตายของเหมาเหวินหลง อีกหลายวันจะไปรายงานตัว เงินที่ขายชีวิตให้ล้วนมอบต่อภรรยาของเหล่าจาง อ้างว่าเป็นค่าซักล้างเสื้อผ้า และจัดเตรียมเสบียงกรัง เพียงเก็บไว้สองตำลึง

เหล่าจางปฏิเสธไม่สำเร็จ ได้รับเงินของหวงสือไว้ สั่งภรรยาจัดอาหารค่ำอันโอชะ มีทั้งสุราและเนื้อ เป็นการเลี้ยงส่งหวงสือ หลังอาหารก็ส่งหวงสือออกเดินทาง

หวงสือรายงานตัวต่อนายทหารยศเชียนจ่งเมืองกว่างหนิงนามจางหยวนจื้อ ตระเตรียมเข้าร่วมกับกองกำลังของเหมาเหวินหลง

เดือนห้าปีที่หนึ่งในรัชกาลเทียนฉี ก่อนเคลื่อนทัพใหญ่ หวงสือขออนุญาตจางหยวนจื้อกลับบ้านไปนำสิ่งของติดตัว หลังจากได้รับอนุญาต ก็ตระเตรียมออกเดินทาง พลันปรากฏแม่ทัพนายหนึ่งเลิกม่านเข้ากระโจมเข้ามา

แม่ทัพนี้สวมหมวกทองใส่เกราะเงิน ตาโปนโตไว้เคราสีเหลืองเข้ม จางหยวนจื้อพอพบเห็นผู้มา รีบกระโดดปราดขึ้น ประสานมือน้อมคำนับกล่าวว่าผู้น้อยคำนับใต้เท้า

หวงสือเห็นเช่นนั้น เข้าใจว่าผู้มาเป็นเหมาเหวินหลง จึงน้อมคำนับเช่นกัน

ผู้มาพอเห็นรูปร่างอันสูงใหญ่ของหวงสือ ก็ตากระจ่างวูบ เดินสำรวจดูมันรอบหนึ่ง ถึงกับกล่าวชมเชยคำหนึ่ง จากนั้นกล่าวถามว่าหยวนจื้อ คนผู้นี้เป็นใคร?”

จางหยวนจื้อตอบว่าเป็นทหารคนสนิทที่ผู้น้อยเพิ่งรับไว้ เรียกว่าหวงสือ

หยวนจื้อ เราชมชอบคนผู้นี้ยิ่ง ท่านยินยอมยกให้หรือไม่?”

ใต้เท้ามีคำสั่ง ผู้น้อยไหนเลยกล้าไม่ปฏิบัติตาม หวงสือ ยังมิรีบกราบขอบคุณใต้เท้าอีก?”

หวงสือเข้าใจว่าเป็นทหารคนสนิทของเหมาเหวินหลง ย่อมเหนือกว่าติดตามรับใช้จางหยวนจื้อ จึงกล่าวเสียงกังวานว่าขอบพระคุณใต้เท้าเมตตา ผู้น้อยต้องถวายชีวิตรับใช้

แม่ทัพนั้นบอกให้ตามสบาย จางหยวนจื้อก็ยิ้มประจบกล่าวว่าใต้เท้ามีภารกิจวุ่นวาย วันนี้ไฉนแวะมา?”

เราฟังว่าใต้เท้าหวังคิดส่งพวกท่านออกศึก จึงแวะมาดูว่ามีปัญหาอันใด?”

ใต้เท้าโปรดวางใจ ผู้น้อยทางด้านนี้เตรียมการพร้อมสรรพแล้ว

หยวนจื้อท่านมิต้องเรียกตัวเองเป็นผู้น้อยแล้ว ตอนนี้ท่านขึ้นตรงต่อเหมาเหวินหลง หากมันล่วงรู้ เราคงยากวางตัวได้

จางหยวนจื้อน้อมกายอีกครากล่าวว่าใต้เท้าเป็นใต้เท้าของผู้น้อยตลอดไป

แม่ทัพนั้นยิ้มเล็กน้อย กวาดตามายังหวงสือใหม่ หวงสือรับฟังถึงตอนนี้พบว่าไม่ถูกต้อง จริงดังคาดหมาย แม่ทัพนั้นกล่าวว่าหวงสือ รับฟังให้ดี เราแม่ทัพรั้งตำแหน่งอิ๋วชีเมืองหว่างหนิง นามซุนเตอกง

เดือนห้าปีที่หนึ่งในรัชกาลเทียนฉี แม่ทัพยศอิ๋วชีนำผู้ใต้บังคับบัญชาหนึ่งร้อยเก้าสิบแปดคนกับลูกเรือร้อยคน โดยสารเรือสามลำแล่นออกจากแม่น้ำซันชา กางใบออกทะเล เป้าหมายขั้นต่ำที่สุดของมันคือถ่วงเวลามิให้ทัพนีเจินโจมตีเมืองกว่างหนิง เป้าหมายรองลงมาคิดสร้างป้อมหัวสะพานที่แดนเหลียวตง รองรับกำลังหนุนที่ยกมาจากมณฑลชานตุง เป้าหมายสูงสุดคือผนึกกำลังกับทัพกว่างหนิง ตีชิงพื้นที่เหลียวตงกลับมาจากข้าศึก

ขณะที่เหมาเหวินหลงออกทะเล มุ่งสู่อนาคตอันเวิ้งว้าง หวงสือกลับเซื่องซึมเซาราวคนสูญเสียวิญญาณ มันยังมีความทรงจำต่อชื่อซุนเตอกง ถึงแม้หวงสือจำไม่ได้ว่าคนผู้นี้เคลื่อนไหวเมื่อใด แต่ทราบว่าซุนเตอกงเป็นโจรขายชาติ ทรยศเพื่อนทหารแลกกับลาภยศสรรเสริญ

ซุนเตอกงเพิ่งได้รับมอบหมายภารกิจหนึ่ง ให้หาทางเกลี้ยกล่อมแม่ทัพหลี่หย่งฟางยอมจำนน ซุนเตอกงคาดคำนวณว่าการเดินทางไปยังเมืองเหลียวหยางทำหน้าที่ไส้ศึก คงยากจะมีชีวิตรอดกลับมา แต่เบื้องบนมีคำสั่งลงมา มิอาจไม่ปฏิบัติตาม ดังนั้นมันตัดสินใจใช้สอยหวงสือไป เมื่อใช้สอยคนใหม่ แม้ตายก็ไม่เจ็บปวดใจ หากกระทำสำเร็จถือเป็นความดีความชอบประการหนึ่ง

ยามนี้ในห้องหนังสือมีเพียงหวงสือ ซุนเตอกงกับหัวหน้าทหารคนสนิทของซุนเตอกงนามเฟยลี่กว๋อสามคน

ซุนเตอกงกล่าวว่าที่นี้มีจดหมายฉบับหนึ่ง ให้ท่านส่งมอบไปยังเมืองเหลียวหยาง

มันพอกล่าวจบ เฟยลี่กว๋อก็ถือกล่องใบหนึ่งเดินมามอบให้

หวงสือรับคำว่าทราบแล้ว

พอข้ามแม่น้ำเหลียวเหอ จะมีคนมาติดต่อกับท่าน ให้ท่านติดตามคนผู้นั้นไป ตอนนี้เราจะบอกจุดนัดพบและรหัสติดต่อแก่ท่าน

ทราบแล้ว

หวงสือพอปฏิบัติหน้าที่สำเร็จกลับมา เราต้องสมนาคุณอย่างงาม

ผู้น้อยขอบคุณใต้เท้าล่วงหน้า

ท่านออกเดินทางคืนพรุ่งนี้ ตอนนี้หวงสือมีคำเรียกร้องอันใดหรือไม่?”

รอให้ผู้น้อยทำตามคำสั่งใต้เท้าสำเร็จลุล่วง ค่อยมาขอรับรางวัลจากใต้เท้า

ซุนเตอกงพึงพอใจยิ่ง โบกมือเป็นความหมายให้หวงสือไปได้

หวงสือท่องจำสถานที่และรหัสติดต่อจนขึ้นใจ จากนั้นออกเดินทาง มันทราบดีว่าผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ยากจะมีชีวิตรอดกลับมา ซุนเตอกงจึงใช้สอยคนใหม่ผู้หนึ่งทำงานครั้งนี้

ความคิดประการแรกของหวงสือคือหลบหนี แต่แล้วเลิกล้มความคิดนี้ หากว่าหนีทหาร มันคงต้องกลับไปใช้ชีวิตขอทานอีก

หวงสือนอนไม่หลับทั้งคืน ฟ้าพอรุ่งสางก็ควบม้าถึงแม่น้ำแหลียวเหอ เสาะพบไส้ศึกที่จุดนัดพบ ติดตามไส้ศึกนั้นเดินทางกลางคืนพักผ่อนกลางวันถึงละแวกเมืองเหลียวหยาง ทั้งถูกแนะนำให้รู้จักกับชายกลางคนผู้หนึ่ง

ชายกลางคนนั้นแต่งกายเช่นพ่อค้า มันสำรวจดูหวงสือโดยละเอียกแล้วกล่าวคืนนี้ท่านพักอยู่กับเราในที่นี้ พรุ่งนี้เราจะนำท่านปะปนเข้าเมือง ชาวนีเจินทราบว่าเราเป็นพ่อค้า มีครอบครัวมีบ้านช่องอยู่ในเมือง ท่านอ้างว่าเป็นจ่างกุ้ย (เสมียน) ของเราเถอะ

หวงสือกล่าวว่าข้าพเจ้าทราบชื่อของท่าน แต่หากชาวนีเจินซักถามถึงคนอื่นเล่า?”

พ่อค้านั้นเห็นหวงสือละเอียดรอบคอบถึงเพียงนี้ สร้างความพึงพอใจยิ่ง กล่าวว่าจดจำไว้ จู่มู่ (นายหญิง) ของท่านแซ่ว่า…”

หวงสือตัดบทว่าท่านมีกระดาษพู่กันหรือไม่ เขียนออกมาไยมิใช่ประเสริฐกว่า?”

พ่อค้านั้นมองดูหวงสือด้วยความประหลาดใจ กล่าวว่าท่านรู้จักหนังสือ?”

หวงสือยิ้มพลางกล่าวว่าจ่างกุ้ยไหนเลยไม่รู้จักหนังสือได้?”

พ่อค้านั้นเขียนรายชื่อผู้คนจำนวนมาก ทั้งระบุอายุ บรรยายรูปโฉมของคนเหล่านั้นอย่างละเอียด หวงสือก็ท่องออกมาได้โดยไม่ตกหล่นแล้วกล่าวเป็นอย่างไร?”

พ่อค้านั้นกล่าวชมเชยว่าท่านผู้นี้มีไหวพริบปัญญาจริงๆ

หวงสืออ้าปากหาวคำหนึ่ง กล่าวว่าเมื่อทุกประการตระเตรียมเรียบร้อย ก็พักผ่อนแต่หัวค่ำเถอะ

พ่อค้านั้นถูกมือทั้งสอง ผุดลุกขึ้นหมายกลับเข้าห้องไป

หวงสือสังเกตเห็นว่าคนผู้นี้ชมชอบถูมือจึงกล่าวท่านตื่นเต้นตึงเครียดหรือ?”

พ่อค้านั้นนั้นฝืนยิ้มพลางกล่าวว่าไหนเลยไม่ตื่นเต้นตึงเครียดได้?”

วันที่สองบนเส้นทางที่ทอดสู่เมืองเหลียวหยาง พ่อค้านั้นชี้ชวนให้ชมดูสถานที่ต่างๆ หวงสือลองถามถึงที่มาของชื่อสถานที่ พ่อค้านั้นก็อธิบายต่อมันอย่างละเอียดว่า

ถนนสายนี้ตัดตั้งแต่แรก บนสะพานมีตัวหนังสือที่เราแกะสลักไว้เมื่อวัยเด็ก เรายังนำภรรยามาท่องเที่ยวที่นี้…”

หวงสือกวาดตามอง พบว่าเป็นลายมือของเด็กซุกซน เขียนว่าเคยเดินทางผ่านมาเมื่อวันเดือนปีใด พ่อค้านั้นถูมือพลางหัวร่อฮาฮาออกมา หวงสือก็หัวร่อเป็นเพื่อนมัน

ต่อให้เส้นทางที่ยาวไกลกว่านี้ ก็มีเวลาเดินถึงสุดทาง อย่าว่าแต่โรงเตี๊ยมที่เป็นจุดเริ่มต้นของพวกมันอยู่ห่างจากเมืองเหลียวหยางไม่ไกล พ่อค้านั้นพลันชะงักเท้า สูดลมหายใจลึกๆ สองคราแล้วกล่าวพวกเราเข้าไปกันเถอะ

หวงสือกล่าวถามว่าท่านเพิ่งนำคนเข้าเมืองเป็นครั้งแรกกระมัง?”

ถูกแล้ว

ไม่ต้องตื่นเต้นเกินไป ต้องไม่เกิดเรื่องแน่นอน

พ่อค้านั้นหน้าเผือดขาวอยู่บ้าง แต่ยังหัวร่อกลบเกลื่อน ประสานมือกล่าวว่าเป็นที่หัวร่อเยาะของท่านแล้ว

เมื่อมาถึงหน้าประตูเมือง เห็นเจาหน้าที่และทหารโฮ่วจินตรวจค้นผู้คนเข้าออกอย่างเข้มงวด พ่อค้านั้นต้องถูมืออีกครา พอเหลียวหน้ามอง เห็นหวงสือมีสีหน้าเป็นปรกติ ต้องยิ้มอย่างกระดาก เดินเชิดหน้ายืดอก ก้าวยาวๆ ออกไป

เมื่อถึงรอบตรวจค้นหวงสือ มันยกชูมือทั้งสอง ปล่อยให้ทหารโฮ่วจินต้บค้นร่างกาย สีหน้าท่าทียังคงเป็นปรกติ แต่ในใจอดเขม็งตึงเครียดมิได้

รอสักครู่

เจ้าหน้าที่ชาวนีเจินนายหนึ่งวิ่งปราดมาย่อตัวลง ยื่นมือคีบจับมุมกระดาษที่โผล่พ้นออกจากร่องรองเท้าของหวงสือ ดึงกระดาษแผ่นออกมา

หวงสือกับพ่อค้านั้นล้วนหน้าแปรเปลี่ยนไป พ่อค้านั้นไม่รอให้หวงสือเอ่ยปาก ชิงแผดเสียงร้องว่าต้าแหย (นายท่าน) เราไม่ทราบอันใดทั้งสิ้น เจ้าผู้นี้คงต้องเป็นไส้ศึก

ยามนั้นเหล่าทหารโฮ่วจินรายล้อมเข้ามา หนึ่งในจำนวนนั้นชักดาบจากฝัก ถึงกับขู่ขวัญหวงสือจนล้มระทวยลง อุจจาระปัสสาวะเล็ดออกมา

เจ้าหน้าที่นั้นเหลือบมองหวงสือด้วยความรังเกียจแวบหนึ่ง คลี่กระดาษออกอ่านดู เห็นเขียนเป็นภาษาฮั่น จึงยื่นส่งให้กับเจ้าหน้าที่ชาวฮั่นผู้หนึ่ง เจ้าหน้าที่ชาวฮั่นรับมาอ่านดูสีหน้าก็แปรเปลี่ยนไป มองดูหวงสือที่ล้มระทวยกับพื้น และพ่อค้าที่ตัวสั่นงันงกอยู่ด้านข้าง จากนั้นยื่นหน้าไปกระซิบที่ข้างหูเจ้าหน้าที่ชาวนีเจินนั้น

เจ้าหน้าที่ชาวนีเจินนั้นหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลายไม่หยุดหยั้ง พลันเดินถึงเบื้องหน้าหวงสือ ยื่นเท้าเตะใส่ ให้อีกฝ่ายคุกเข่ากับพื้นด่าทอว่าสุนัขฮั่น เสียทีที่มีรูปร่างสูงใหญ่ กลับใฝ่ต่ำถึงเพียงนี้

เอ่ยถึงตอนนี้ต้องยกมืออุดจมูกล่าถอยกลับไป เปลี่ยนเป็นหัวร่อฮาฮากล่าวว่าวันนี้แหยแหย (คำเรียกตัวเองเป็นปู่) อารมณ์ดี จะละเว้นชีวิตสุนัขของเจ้า อย่าได้นอนตายอยู่ที่นี้ ไสหัวไป

หวงสือทั้งเกลือกกลิ้งทั้งคืบคลานไปหลายสิบก้าว ค่อยลุกขึ้นมาหนีหัวซุกหัวซุน เมื่อจากมาไกลโข ขณะจะแสดงความยินดีต่อพ่อค้าที่ป่านด่านมาได้ ที่ประตูเมืองบังเกิดเสียงหัวร่อครืนใหญ่ พอหันกลับไป เห็นเหล่าทหารโฮ่วจินชี้มือมาที่พวกมัน ส่งเสียงหัวร่อเยาะเย้ยออกมา

ทั้งสองล้วนโล่งอก พ่อค้านั้นกระซิบบอกว่าท่านผู้นี้วางแผนแยบคายนัก

หวงสือประสานมือกล่าวว่ามิกล้ารับ อภัยที่ล่วงเกิน

ที่แท้หวงสือปลอมลายมือของฮูหยินพ่อค้า เขียนจดหมายรักถึงตนเองซึ่งเป็นจ่างกุ้ย (เสมียน) ของร้าน จงใจให้ถูกเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูเมืองพบเห็น ช่วยให้จดหมายลับที่เขียนถึงหลี่หย่งฟางไม่ถูกค้นพบ

พ่อค้านั้นยิ้มพลางกล่าวว่าถูกผู้คนหัวร่อเยาะว่าถูกสวมหมวกเขียว* ยังดีกว่าถูกตัดศีรษะ อย่างน้อยยังรักษาศีรษะไว้สวมหมวกเขียวได้หยุดเล็กน้อยจึงชักชวนว่ารีบตามเรามาเถอะ พอถึงบ้านจะได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า

* แผลงว่าภรรยาคบชู้

ก่อนออกเดินทาง หวงสือจงใจดื่มน้ำลงไปมากมาย รอจนอั้นไม่ไหว ค่อยชักชวนกันมาเล่นละครที่หน้าประตูเมือง

นูรฮาชื่อหลังจากยึดเมืองเหลียวหยางไว้ ยังให้ความเกรงอกเกรงใจต่อพ่อค้าวาณิช เนื่องเพราะโฮ่วจินต้องพึ่งพาพวกมันลักลอบขนเสบียง เหล็กหล่อ และยุทธปัจจัยต่างๆ จากเขตแดนของต้าหมิง

พ่อค้านั้นเดินผ่านถนนใหญ่หลายสาย มาถึงหน้าตึกใหญ่หลังหนึ่ง จึงกล่าวชักชวนว่าท่านที่นับถือเชิญเข้า

หลังจากเข้าตัวตึก ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ปรากฏหญิงรับใช้นางหนึ่งยกถาดเข้ามา บนถาดจัดวางถ้วยชาสองใบ พ่อค้านั้นหยิบฉวยถ้วยชาใบหนึ่ง จากนั้นหญิงรับใช้นั้นมาถึงเบื้องหน้าหวงสือคุกเข่าลง หญิงรับใช้นางนี้มีอายุสิบหกสิบเจ็ดปี รุปกายอ้อนแอ้นแช่มช้อย หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้งเพรา หวงสือนึกชมเชยในใจว่ายาโถว (คำเรียกหญิงรับใช้) ที่คมขำนัก พลางหยิบถ้วยชาอีกใบหนึ่งมา หญิงรับใช้ยืดกายขึ้น ย่อกายคารวะแล้วล่าถอยไป

พ่อค้านั้นจับตาดูอยู่ด้านข้าง เห็นหวงสือช้อนตาเหลือบมองแวบหนึ่ง จึงถามว่าท่านเห็นว่ายาโถวของเราผู้นี้เป็นอย่างไร?”

หวงสือกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่างดงามยิ่ง

พ่อค้านั้นขบคิดแล้วกล่าวเราย่อมไม่อาจถามไถ่ศักดิ์ฐานะของท่าน แต่ในสายตาเรา ท่านที่นับถือคงมิใช่ไพร่พลทหารธรรมดา

หวงสือไม่ตอบคำ เพียงจิบดื่มชาอึกหนึ่ง

พ่อค้านั้นกล่าวว่าท่านที่นับถือเจนจบอักษร คิดอ่านมองการณ์ไกล หากบอกว่าเป็นคนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม เราไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมเชื่อ

หวงสือกล่าวอย่างจริงจังว่าหากว่าเรามีตำแหน่งสำคัญอยู่ในบ้านเมือง ไยต้องทำหน้าที่เช่นนี้?”

พ่อค้านั้นนิ่งเงียบงันไป สุดท้ายทอดถอนใจกล่าวว่าท่านมีลายมือสวยงาม เจรจาแยบคาย ทั้งที่พบเห็นความงาม ยังมีสีหน้าเป็นปรกติ เราผ่านโลกมาหลายสิบปี ยังยอมรับว่าดูคนผิดไป

หวงสือใจเขม็งตึงเครียดขึ้น ฉุกคิดว่าหากตนเองยามอยู่เบื้องหน้าหลี่หย่งฟางมีการแสดงออกเช่นนี้ จะตกอยู่ในอันตรายแล้ว

พ่อค้านั้นไม่ชวนสนทนาสืบต่อ กล่าวว่าท่านที่นับถือเหน็ดเหนื่อยมาแล้ว ยังคงพักผ่อนเถอะ

วันที่สองตื่นขึ้นมา หวงสือกล่าวคำอำลาพ่อค้านั้น เดินทางถึงหน้าตึกที่ทำการของทางราชการซึ่งอยู่ใจกลางเมืองเหลียวหยางแห่งหนึ่ง

ที่ป้ายทางเหนือศีรษะจารึกอักษรสีทองห้าตัวว่าตึกฝู่ซันฟู่หม่า

หวงสือสูดลมหายใจคำหนึ่ง ล้วงเทียบ (นามบัตร) ของซุนเตอกง แสดงต่อทหารเฝ้าประตู

หวงสือรอคอยไม่นาน ก็ปรากฏทหารชุดสีครามผู้หนึ่งออกมาชักนำมันเข้าไป จวบจนถึงหน้าประตูไม้แดงบานหนึ่ง ค่อยหยุดยั้งลงรายงานว่าใต้เท้า ผู้คนมาถึง

หวงสือเดินก้มศีรษะเข้าประตูไป โดยไม่กล้าเงยหน้ามองดู พอได้ยินเสียงปิดประตูที่ด้านหลัง ก็คุกเข่าคำนับกล่าวว่าหลี่เจียงจวิน (แม่ทัพแซ่หลี่) ผู้น้อยถือสารมามอบให้

ได้ยินสุ้มเสียงทรงอำนาจเสียงหนึ่งดังว่าเสนอขึ้นมา

หวงสือล้วงลูกกลมข้ผึ้งจากอกเสื้อลูกหนึ่ง ประคองส่งถึงโต๊ะหนังสือ แต่ไม่กล้าช้อนตาขึ้น หากล่าถอยกลับมายืนสำรวมแน่วนิ่ง

เงยหน้าขึ้น

หวงสือพอได้ยินเสียงค่อยเงยหน้าขึ้น สำรวจดูผู้ที่มีศักดิ์เป็นราชบุตรเขย ทั้งมีการคบหากับนูรฮาชื่อเป็นการส่วนตัว เห็นคนผู้นี้หน้าสี่เหลี่ยมใบหูใหญ่ ใต้คางไว้เครายาว คิ้วดกหนาตาโต มีลักษณะของลูกผู้ชายชาตรีอยู่บ้าง

หลี่หย่งฟางยกมือลูบเครา มองดูหวงสือแวบหนึ่ง จากนั้นบีบลูกกลมขี้ผึ้งล้วงหยิบจดหมายลับที่ซ่อนอยู่ภายในออกมาอ่านดู ชั่วครู่จึงหัวร่อเฮอะฮะกล่าวว่ากลับกล้ามากลางวันแสกๆ ช่างขวัญกล้าบังอาจนัก

หวงสือครุ่นคิด ตนเองเมื่อกล้าส่งสารมาแต่ผู้เดียว หากแสดงความขลาดเขลาเกินไป ย่อมขัดกับเหตุผล จึงกล่าวผู้น้อยครุ่นคิด พอถึงยามค่ำคืน ตัวตึกของหลี่เจียงจวินคงต้องเพิ่มความเข้มงวดกวดขัน จัดเวรยามมากขึ้น ผู้น้อยรุดมาตอนกลางวัน แม้แต่หลี่เจียงจวินยังคาดไม่ถึง ผู้อื่นยิ่งคาดคิดไม่ถึง

ดวงตาหลี่หย่งฟางทอแววตื่นเต้นสงสัยวูบหนึ่ง ถามว่าเจ้าเรียกว่าอะไร?”

ผู้น้อยหวงสือ เป็นทหารคนสนิทใต้ร่มธงของซุนเจียงจวิน (แม่ทัพแซ่ซุน) เมืองกว่างหนิง

หลี่หย่งฟางไม่ถามมากความ ร้องเรียกทหารองครักษ์เข้ามา ให้นำหวงสือไปเข้าพักที่ห้องเล็กๆ ไร้ผู้คนหลังหนึ่ง

พอถึงเวลาอาหารเที่ยง มีทหารองครักษ์สองนายยกข้าวปลาอาหารมา พอวางลงก็ล่าถอยออกไป หลังจากนั้นอาหารค่ำก็เป็นเช่นนี้ วันที่สองไม่มีผู้คนมาทักทายหวงสือ วันที่สามและสี่ก็ผ่านไปในลักษณะนี้

จวบกระทั่งวันที่ห้า หลี่หย่งฟางค่อยตามตัวหวงสือเข้าพบ พอพบหน้าก็ถามว่าเจ้าทราบหรือไม่ว่าคำตอบของเราเป็นอะไร?”

หวงสือครุ่นคิด หากว่าหลี่หย่งฟางคิดต่อสู้ขัดขืนทัพโฮ่วจิน คงไม่ต้องใช้เวลาใคร่ครวญถึงห้าวัน คาดว่าหลายวันนี้มันคงเดินทางไปพบกับนูรฮาชื่อ เพื่อหารือรายละเอียดกัน พอฟังจึงกล่าวสองประเทศทำสงคราม ไม่ฆ่าทูตเจรจา

นี่นับเป็นคำพูดร้องขอชีวิต หลี่หย่งฟางต้องยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่าเจ้าเฉลียวฉลาดนัก วางใจเถอะ หากเราคิดฆ่าเจ้า ก็ไม่ตามตัวเจ้ามาแล้ว

นับตั้งแต่ย้อนเวลากลับมายังราชวงศ์หมิง หวงสือต้องตกระกำลำบาก ใช้ชีวิตเช่นขอทาน ความถือดีของคนบุคปัจจุบันถูกกัดกร่อนจนหมดสิ้น จึงคุกเข่าลงกล่าวว่าขอบพระคุณใต้เท้าช่วยชีวิต ผู้ต่ำต้อยไม่มีวันลืมเลือน

หลี่หย่งฟางหัวร่อฮาฮา โบกมือสั่งคนยกถาดใบหนึ่ง บนถาดจัดวางจดหมายฉบับหนึ่ง และทองคำเหลืองอร่ามแท่งหนึ่ง หลี่หย่งฟางกล่าวว่าทองคำเป็นของเจ้า ส่วนจดหมายให้มอบต่อซุนเจียงจวิน

น้อมรับคำสั่ง ผู้ต่ำต้อยจะส่งสารถึงซุนเจียงจวิน

หลี่หย่งฟางกล่าวเสียงอ่อนลงว่าท่านข่านจะประทานตึกหลังหนึ่งให้กับเจ้า เจ้ายินยอมทำงานเล็กน้อยแก่ท่านข่านหรือไม่?”

หากว่าหลี่หย่งฟางไม่เข้าร่วมกับโฮ่วจิน คงไม่กล่าวเช่นนี้ หวงสือพอฟังต้องลอบหลับตาลง กล่าวเบาๆ ว่ายินยอม

หลี่หย่งฟางล่าวคำประเสริฐแล้วกล่าวลุกขึ้น เราจะบอกต่อเจ้าว่าควรทำอย่างไร

หวงสือกลับมายังบ้านของพ่อค้านั้น ยกมือลูบคลำห่วงทองเหลืองบนประตู

ตามบันทึกประวัติศาสตร์ คนเหล่านี้ล้วนต้องตาย ไม่ว่ามีเราหรือไม่ พวกมันต้องตายหมดสิ้น นี่มิใช่ความรับผิดชอบของเรา…’

หวงสือบอกต่อตัวเองในใจ สุดท้ายยกมือเคาะห่วงประตู

พ่อค้านั้นเห็นหวงสือกลับมาโดยปลอดภัย ในใจทั้งแตกตื่นทั้งยินดี ชักนำมันเข้าสู่ตึกใน ถามว่าท่านทำได้อย่างไร?”

หวงสือกล่าวอย่างคลุมเครือว่าถือว่าทำงานสำเร็จลุล่วง

อย่างนั้นท่านใช่คิดกลับเมืองกว่างหนิงหรือไม่?”

ข้าพเจ้าจะเดินทางกลับในบัดดล รบกวนท่านช่วยจัดการให้

พ่อค้านั้นรับปากว่าจะจัดการให้ พลางถูมือทั้งสองกล่าวว่าเรามีข้อบกพร่องประการหนึ่ง

ท่านโปรดบอกมา

พ่อค้านั้นขอตัวครู่หนึ่ง จากนั้นกลับมาพร้อมกับเด็กชายผู้หนึ่ง เด็กชายผู้นี้มีอายุราวสิบขวบ พ่อค้านั้นวางมือลงบนหัวไหล่ของเด็กชายกล่าวว่านี่เป็นบุตรคนเล็กของเรา หวังให้ท่านนำมันไปยังเมืองกว่างหนิง รักษาผู้สืบตระกูลของเราไว้ ตระกูลเราจะสำนึกบุญคุณอย่างสูง

หวงสือมองดูเด็กชายนั้น เห็นมันเม้มปากสนิท สองมือกำเป็นหมัด ใบหน้าที่ไร้เดียงสาทอแววอันเด็ดเดี่ยว ต้องทอดถอนใจคำหนึ่งกล่าวว่าเรารับปากท่าน

พ่อค้านั้นกล่าวขอบคุณ จูงมือเด็กชายออกไป ชั่วครู่กลับมาคนเดียว กล่าวว่าบุตรเราไปล่ำลามารดากับพี่น้องของมัน ตลอดรายทางต้องรบกวนท่านแล้ว

กล่าวพลางกราบกรานต่อหวงสือ จากนั้นล้วงห่อเงินห่อหนึ่งลงบนโต๊ะกล่าวว่านี่เป็นค่าเดินทางเล็กน้อย ขอท่านโปรดยิ้มรับไว้

หวงสือเงียบงันชั่วขณะ จึงหยิบห่อเงินขึ้นมา กล่าวว่าท่านสามารถบอกต่อเราหรือไม่ว่าจะออกจากเมืองเหลียวหยางอย่างไร?”

พ่อค้านั้นรับคำ บอกกล่าวอย่างละเอียด หวงสือหยิบกระดาษพู่กันจดบันทึกไว้ หลังจากจดบันทึกแล้วเสร็จ ก็ผุดลุกขึ้นกล่าวว่าสามารถเปิดหน้าต่างให้เราชมดูเมืองเหลียวหยางอีกเที่ยวหนึ่งหรือไม่?”

พ่อค้านั้นเดินไปเปิดหน้าต่างออก หวงสือกวาดตามองดูภาพถนนหนทางเบื้องล่าง บอกต่อตัวเองในใจเราไม่อาจช่วยชีวิตคนเหล่านี้ หากกระทำการโดยวู่วาม รังแต่ตายเปล่า

ทันใด บนท้องถนนบังเกิดเสียงร้องดังว่าจับตัวไส้ศึกต้าหมิงไว้

อย่างรวดเร็ว แว่วเสียงกระแทกประตูดังมา หวงสือมองผ่านหน้าต่างออกไป เห็นทหารโฮ่วจินนับร้อยทลายประตูใหญ่เข้ามา ที่ข้างหูแว่วเสียงร่ำไห้ของสตรีและเด็กดังมากระทบโสต ค่อยกวาดตาไปยังพ่อค้านั

จอมทัพ พลิกแผ่นดิน (หน้า 30 - 58)

พ่อค้านั้นกระแทกนั่งบนเก้าอี้ ทหารโฮ่วจินถืออาวุธครบมือขบวนหนึ่งเตะประตูห้องหนังสือเปิดออกฮือเข้ามา พ่อค้านั้นหัวร่ออย่างหดหู่ หยิบฉวยมีดตัดกระดาษบนโต๊ะเล่มหนึ่ง ตัดผมเปียของตัวเองลงมา โยนปอยผมลงที่แทบเท้าของหวงสือ ตวาดว่าเจ้าคนทรยศ นำไปเถอะ

หวงสือก้มศีรษะอย่างเงียบงัน มองดูปอยผมบนพื้น เมื่อเงยหน้าขึ้นใหม่ พ่อค้านั้นก็มาถึงเบื้องหน้ามัน พ่อค้านั้นขยับเขยื้อนริมฝีปาก พลันถ่มน้ำลายใส่หน้าหวงสือ ร้องเพ้ยกล่าวว่าเจ้าคนทรยศต้องไม่ตายดี

หวงสือยืนซึมเซา หาได้ยกมือปาดเช็ดไม่ ปล่อยให้น้ำลายนั้นไหลย้อยผ่านหางตาลงมา

พ่อค้านั้นเดินผ่านหน้าหวงสือไป ทหารโฮ่วจินหลายนายตรงเข้ามาคว้าจับสองมือมันบิดไพล่หลังคุมตัวออกไป ถึงแม้พ่อค้านั้นจะได้รับความเจ็บปวด ยังคงปิดปากสนิท ไม่ส่งเสียงร้องขอความกรุณา

หวงสือยืนอยู่ริมหน้าต่าง จากตำแหน่งนี้พอเห็นมองเห็นประตูใหญ่ เห็นพ่อค้านั้นกับครอบครัวถูกจับมัดร้อยเป็นเส้นสาย คุมตัวขึ้นรถนักโทษที่ข้างหูมันแว่วเสียงทหารโฮ่วจิน กล่าวอย่างนอบน้อมว่าใต้เท้า เชิญออกเดินทาง

หวงสือค่อยยกมือลูบใบหน้า น้ำลายที่พ่อค้าถ่มใส่ใบหน้าเหือดแห้งแล้ว ที่แท้รสชาติของน้ำลายถ่มใส่ใบหน้าเหือดแห้งไปเอง* เป็นเช่นนี้เอง เมื่อเดินทางออกจากประตูใหญ่ มันกวาดตามองตามทิศทางที่รถนักโทษแล่นจากไป คิดอ่านในใจขออภัยด้วย

* เป็นสุภาษิตบทหนึ่ง หมายความว่าอดทนรับการสบประมาท โดยไม่มีปฏิกิริยาใด

หวงสือกลับมาที่ห้องหนังสือของหลี่หย่งฟาง มอบบันทึกของพ่อค้านั้นให้กับอีกฝ่าย

หลี่หย่งฟางรับไปเก็บรักษาไว้ จากนั้นล้วงป้ายประจำตัวอันหนึ่งยื่นส่งให้ กล่าวว่านี่เป็นวัตถุที่ท่านข่านมอบต่อเจ้า

หวงสือยื่นสองมือรับป้ายประจำตัวไปซุกเก็บไว้ หลี่หย่งฟางถามว่าท่านพอกลับไปจะบอกกล่าวอย่างไร?”

ผู้ต่ำต้อยจะเรียนบอกว่าที่เสียสละไส้ศึก เพื่อสร้างความไว้วางใจแก่โฮ่วจิน เป็นจารชนซ่อนกล สุดท้ายหลอกป้ายประจำตัวอันนี้มาได้ หลังจากนี้สามารถเดินทางมาสืบข่าวของฝ่ายโฮ่วจินง่ายดายกว่าเดิม

ดวงตาหลี่หย่งฟางทอแววตื่นเต้นสงสัยวูบหนึ่ง ชมเชยว่าประเสริฐมาก

ขอบคุณใต้เท้าที่ชมเชย

ตัวตึกของพ่อค้าทรยศนั่นเป็นอย่างไร เรายังมอบให้แก่เจ้าเถอะ

ขอบพระคุณใต้เท้า

หลี่หย่งฟางเพียงยิ้มเล็กน้อยไม่กล่าวกระไร หวงสือค่อยได้คิด เปลี่ยนเป็นกล่าวว่าขอบคุณท่านข่าน ขอบคุณใต้เท้า

หลี่หย่งฟางหัวร่อฮาฮากล่าวว่าท่านข่านบอกว่าเจ้าเมื่อเป็นคนสนิทของซุนเตอกง ก็ไม่อาจเฉยเมยได้

ค่ำคืนนั้นหลี่หย่งฟางจัดโต๊ะเลี้ยงดูหวงสือ ทั้งยังเรียกหานางระบำสองนางมาปรนนิบัติมัน ตอนแรกหวงสือยังหวาดหวั่นวิตกไม่กล้าดื่มสุรา จากนั้นหวนนึกถึงชีวิตตกอยู่ในมือผู้อื่น ขอเพียงฝ่ายตรงข้ามบังเกิดความคิดฆ่าฟัน ตนเองถึงอย่างไรต้องตาย จึงพานดื่มกินอย่างเต็มที่ สุดท้ายดื่มจนเมามายล้มพับกลางงานเลี้ยง หลี่หย่งฟางจึงสั่งคนหอบหิ้วหวงสือไปพักผ่อน

หวงสือยามเคลิ้มหลับ รู้สึกมีคนวางมือลงบนหน้าผากของตนเอง สร้างความแตกตื่นจนลุกขึ้นนั่ง เห็นนางระบำในงานเลี้ยงทั้งสองอยู่ทางซ้ายขวา ค่อยเช็ดเนื้อเช็ดตัวซึ่งแปดเปื้อนอาหารที่อาเจียนออกมา ทั้งใช้ผ้าชุบน้ำโปะลงบนหน้าผากมัน

นางระบำทั้งสองเห็นมันฟื้นคืนสติมา ก็น้อมกายกล่าวว่าเหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) ใต้เท้าสั่งให้บ่าวปรนนิบัติรับใช้ท่าน

หวงสือกล่าวคำไม่ต้อง โบกมือหมายไล่พวกนางออกไป แต่เอ่ยถึงกลางคันก็กล้ำกลืนคำพูดไว้ มันหวั่นวิตกว่าหากปฏิเสธนางระบำของหลี่หย่งฟางทั้งสองนาง จะชักนำเภทภัยใส่ตัวเองถึงแก่ชีวิต

นางระบำทั้งสองคล้ายไม่ได้ยินหวงสือกล่าวปฏิเสธ บอกให้มันนอนลงใหม่ จากนั้นยื่นมือนวดเฟ้นหว่างคิ้วมัน ช่วยให้หวงสือสร่างเมา

เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองกว่างหนิง หวงสือเข้าพบซุนเตอกง มอบจดหมายของหลี่หย่งฟางออกไป

ซุนเตอกงอ่านจดหมายอยู่ครึ่งค่อนวัน จากนั้นโบกมือให้ทหารองครักษ์ข้างกายทั้งหมดออกไป ค่อยกล่าวว่าหวงสือ

ผู้น้อยอยู่

ในจดหมายของหลี่เจียงจวิน (แม่ทัพแซ่หลี่) ให้เราถามคำถามท่านสักหลายข้อ หนึ่ง ท่านเห็นว่าตัวตึกของหลี่เจียงจวินเป็นอย่างไร?”

หวงสือเงียบงันชั่วขณะจึงตอบว่าเรียนใต้เท้า วิจิตรงดงามยิ่ง

สอง ตึกที่ยกให้แก่ท่านเล่า อืมม์ หลี่เจียงจวินยกบ้านให้กับท่านด้วย?”

หวงสือเงียบงันอีกครา ค่อยขานรับว่าถูกแล้ว

ซุนเตอกงจับจ้องมองหวงสือที่ยืนอยู่เบื้องหน้า พลางเอนร่างพิงกับพนักเก้าอี้ ซักถามว่าเป็นตัวตึกเยี่ยงไร ใหญ่โตหรือไม่?”

ตัวตึกใหญ่กว่าของใต้เท้าสองเท่า

นอกจากนั้นยังมอบอัญมณีจินดาแก่ท่านจำนวนมาก?”

ถูกแล้ว

ซุนเตอกงกวาดตาไปยังจดหมายของหลี่หย่งฟาง กล่าวว่าซุนเจียงจวินบอกว่าที่มอบของเหล่านี้แก่ท่าน เพราะว่าท่านเป็นคนสนิทของเรามันพลันตบโต๊ะตวาดว่าหวงสือท่านกลับกล้าเป็นทูตเจรจาให้กับชาวนีเจิน ไม่ต้องการมีชีวิตสืบไปหรือ?”

หวงสือพอฟังคุกเข่าโครมกล่าวว่าผู้น้อยรักตัวกลัวตาย สร้างความผิดหวังแก่ใต้เท้า มีความผิดสมควรตาย

ก่อนออกจากเมืองเหลียวหยาง หวงสือก็ทราบว่าตนเองไม่มีทางถอยอีก เมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นไส้ศึกของราชวงศ์หมิง เท่ากับถูกต้อนลงเรือโจรของทัพโฮ่วจิน พอกล่าวจบคำ พลันได้คิดขึ้นเราที่กล้ำกลืนฝืนอัปยศมีชีวิตอยู่ เพราะไม่ต้องการถูกเชือดเฉือนราวกับสุนัขตัวหนึ่ง

ตามบันทึกประวัติศาสตร์ ซุนเตอกงเป็นคนทรยศ

ต่อให้ไม่มีหวงสือ ซุนเตอกงยังคงทรยศ

หวงสือขออภัยโทษจากคนทรยศผู้หนึ่ง ไหนเลยมีผลสรุปที่ดีได้?

หวงสือบังเกิดความคิดนานัปการ ซุนเตอกงพอตวาดขาดคำ หวงสือก็ปรับเปลี่ยนจิตใจ ตอบว่าผู้น้องไม่กล้า ใต้เท้าถามอันใด ผู้น้อยล้วนตอบตามความสัตย์

มันเงยหน้าขึ้นสบสายตากับซุนเตอกง กล่าวว่าใต้เท้า นูรฮาชื่อให้ความสำคัญต่อใต้เท้า จึงมอบสมบัติแก่ผู้น้อยมากมายถึงเพียงนี้ ผู้น้อยเพียงเป็นสุนัขของใต้เท้าตัวหนึ่ง ทุกประการที่ผู้น้อยได้รับ ล้วนเป็นใต้เท้าประทานให้ ดังนั้นไม่ว่าใต้เท้าถามวาจาใด ผู้น้อยล้วนไม่กล้าปิดบัง

ดวงตาซุนเตอกงทอแววเย้ยหยันวูบหนึ่ง กล่าวว่าหวงสือท่านสมควรทราบ ทุกประการที่ท่านได้รับล้วนมาจากเรา

หวงสือลอบทอดถอนใจ ปากกลับสัตย์สาบานถ้อยคำสาหัสว่าขอฟ้าเป็นสักขี หากผู้น้อยเอาใจออกห่างจากใต้เท้า ขอให้สวรรค์ลงทัณฑ์

ซุนเตอกงค่อยบังเกิดความพึงพอใจ บอกให้หวงสือล่าถอยไปก่อน รอฟังคำเรียกตัวจากมัน

วันนี้ซุนเตอกงชักชวนหวงสือไปขอพบหวังฮว่าเจิน ที่ทำการซวินฝู่อวี้เหมิน

ในสมัยราชวงศ์หมิง ขุนนางซวินฝู่มีอำนาจอย่างสูง ดูแลการทหาร การปกครองทัณฑสถานและความเป็นอยู่ของราษฎรประจำมณฑลหนึ่ง

ระหว่างที่ยืนรออยู่ในห้องโถง หวงสือมองดูตัวเองในกระจก วันนี้มันแต่งเครื่องแบบนายทหารใหม่เอี่ยม ศีรษะสวมหมวกแวววาว กดต่ำลงมาถึงระดับคิ้ว ใต้ขนคิ้วเป็นดวงตาอันลึกล้ำ จมูกที่โด่งเป็นสัน ข้างแก้มไว้หนวดเคราสีดำ ลำคอผูกผ้าแดง ใต้เท้าสวมรองเท้าทหารทำจากหนังควาย ดูไปเป็นชายชาตรีผู้หนึ่ง

หวังฮว่าเจินเดินเข้าสู่ห้องโถง หวงสือแสดงความเคารพ จากนั้นยืนสำรวมอยู่ด้านข้าง พลางสำรวจดูขุนนางซวินฝู่แดนเหลียวตงที่ได้ชื่อว่าเป็นเหตุให้ต้าหมิงสูญเสียไพร่พลสิบหมื่น ทั้งเสียดินแดนของเหลียวตงถึงสามพันลี้ อดครุ่นคิดมิได้การขายชาติสมควรเป็นอาชีพที่ให้ผลตอบแทนเร็วที่สุดในโลกแล้ว

เห็นคนที่เบื้องหน้าเป็นบัณฑิตผู้คงแก่เรียน ใต้คางไว้เคราขาวดอกเลา หางตามีรอยย่นรูปหางตา ดวงตาทั้งคู่ทอแววหม่นหมองอยู่บ้าง

หวังฮว่าเจินสั่งให้คนยกม้านั่งให้หวงสือนั่งลง จากนั้นกล่าวว่าเราทราบการปฏิบัติหน้าที่ของท่านแล้ว หวงสือท่านทำงานได้ดียิ่ง นอกจากเลื่อนตำแหน่งท่านเป็นนายทัพเชียนจ่ง ยังมอบเงินรางวัลให้ยี่สิบตำลึง

ขอบพระคุณใต้เท้าซวินฝู่

เรากับซุนเจียงจวินล้วนยินดีที่หลี่หย่งฟางแสดงความจงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิง เมื่อมันคิดลงมือตอบโต้โฮ่วจิน หากท่านพบกับมันอีก ให้แสดงความเคารพนบนอบ อย่าได้ทำร้ายจิตใจของผู้ที่คิดผละจากความมืดสู่แสงสว่าง

ผู้น้อยจะจำคำสอนของใต้เท้าไว้

ซุนเตอกงที่ด้านข้างกล่าวเสริมว่าเพื่อเป็นการคุ้มกันหลี่หย่งฟาง จะแสร้งเป็นถูกหลี่หย่งฟางซื้อตัวไป อย่างนั้นต่อให้ถูกทัพโฮ่วจินพบเห็น ทางโฮ่วจินก็เห็นว่าชอบด้วยเหตุผล หวังฮว่าเจินเห็นพ้องด้วย ขอเพียงหลี่หย่งฟางได้รับความไว้วางใจจากทัพโฮ่วจินต่อไป หลังจากนี้ฝ่ายตนจะล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของทัพโฮ่วจิน ทั้งอาศัยช่องทางสายนี้ส่งข้อมูลเท็จให้แก่ทัพโฮ่วจิน

หลังจากเข้าพบหวังฮว่าเจิน ซุนเตอกงแจ้งต่อหวงสือว่ามันจะมีกองกำลังของตัวเอง ทั้งยังจะจัดสรรกำลังคนให้แก่หวงสือโดยเร็ว

ซุนเตอกงเห็นว่าหวงสือเฉกเช่นตั๊กแตนที่ถูกผูกโยงเข้ากับมัน ทั้งยังถลำลึกกว่ามัน เมื่อวันหน้าซุนเตอกงคิดหันไปเข้าร่วมกับทัพโฮ่วจิน สมควรจัดสรรกำลังให้กับคนที่ไม่มีทางถอยเช่นหวงสือจึงถูกต้อง

แต่ซุนเตอกงหารู้ไม่ว่าหวงสือก็ดีดลูกคิดรางแก้วไว้เช่นกัน หลังจากกลับจากเมืองเหลียวหยาง สภาพจิตใจของหวงสือเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ก่อนหน้านี้มันมีความรู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง ได้แต่ปล่อยให้ไหลไปตามกระสารของประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้หวงสือคิดกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง อาศัยความรู้ด้านประวัติศาสตร์ สู้รบตบมือกับราชวงศ์หมิงและทัพโฮ่วจินสักครา

ไม่ว่าหลี่หย่งฟาง ซุนเตอกงกับหวังฮว่าเจินล้วนเป็นบุคคลสำคัญในราชวงศ์หมิง แต่หวงสือไม่ต้องใช้สมองความความคิด ก็คาดเดาความเคลื่อนไหวขั้นต่อไปของพวกมันออก ไม่ว่าผู้ใดในตอนนี้ หาได้มองการณ์ไกลเท่ากับหวงสือไม่

ราชวงศ์หมิงใกล้ล่มสลายแล้ว หวงสือคาดว่านอกจากตนเอง คงไม่มีผู้ใดได้คิดเช่นนี้ หากว่าตนเองเตรียมการแต่แรก ไม่แน่ว่าสามารถร่วมช่วงชิงกับกลุ่มต่างๆ ได้ แม้กระทั่งย้อนเวลากลับมาเมื่อหลายร้อยปีก่อนยังกระทำได้ ยังมีอันใดที่เป็นไปไม่ได้ ถือว่าตนเองผ่านการตายครั้งหนึ่งแล้ว

ซุนเตอกงชักนำหวงสือถึงลานตึกหน้า เห็นที่ลานตึกยืนไว้ด้วยไพร่พลรูปกายกำยำหลายสิบคน ซุนเตอกงชี้มือไปกล่าวว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นทหารหาญใต้ร่มธงเรา หวงเชียนจ่ง (นายทัพเชียนจ่งแซ่หวง) คัดลเอกไปเป็นทหารคนสนิทสักหลายคนเถอะ

เหล่าไพร่พลพอฟัง แม้ไม่กล้าจ้องมองมายังหวงสือ แต่ในดวงตาล้วนทอแววคาดหวัง ทุกคนเชิดหน้ายืดอก สองเท้าแนบชิดติดกัน หวงสือกวาดตามอง พบว่าจดจำคนผู้หนึ่ง กลับเป็นจินฉิวเต๋อที่รับประทานเนื้อย่างกับตนเองและเจ้าม่านสง

หวงสือเดินออกไป สำรวจดูไพร่พลเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหันมาประสานมือต่อซุนเตอกง กล่าวว่าผู้น้อยความจริงขึ้นทะเบียนทหาร เมื่อหลายปีก่อนยังต้องขอทานอยู่ข้างถนน เพราะได้รับการส่งเสริมจากใต้เท้าค่อยมีวันนี้ ผู้น้อยไม่ทราบคัดเลือกผู้คนอย่างไร ขอใต้เท้าโปรดชี้แนะ

ซุนเตอกงรับฟังจนสั่นศีรษะกล่าวว่าหวงสือท่านตามเรามา

มันชักนำหวงสือเข้าห้องข้างหลังหนึ่ง สั่งคนปิดประตูลง ค่อยหันมาตำหนิอย่างยิ้มแย้มว่าท่านผู้นี้ช่างเลอะเทอะนัก ต่อให้คิดสอบถามเรา ก็ต้องอยู่ในห้องหับมิดชิด ไหนเลยบอกกล่าวต่อหน้าผู้คนได้?”

หวงสือยิ้มอย่างกระดากกล่าวว่าผู้น้อยเลอะเลือนโง่งม ขอใต้เท้าโปรดชี้แนะ

ซุนเตอกงกล่าวว่าคนเหล่านี้จะเป็นทหารคนสนิทของท่าน วันหน้าท่านถือเป็นฟ้าของพวกมัน ไหนเลยให้พวกมันเห็นว่าท่านไม่รู้ความอันใด กระทั่งคัดเลือกผู้คนสักหลายคนยังทำไม่ได้

มันขบคิดแล้วขานชื่อบุคคลหลายคน หวงสือจึงออกไปคัดเลือกทหารคนสนิทรวมแปดนาย ในจำนวนนี้รวมทั้งจินฉิวเต๋อด้วย

ส่วนคนทั้งแปดนี้ผู้ใดเป็นสายให้กับซุนเตอกง หวงสือคร้านที่จะครุ่นคิด ถึงอย่างไรเป็นไปไม่ได้ที่ไม่ส่งสายเข้ามา ดังนั้นมันพานให้ซุนเตอกงเลือกให้กับมัน ซุนเตอกงคงไม่โง่เขลาจนส่งสายมาสี่ห้าคน คาดว่าในคนทั้งแปดเป็นสายให้กับซุนเตอกงอยู่สองคน หลังจากที่ใช้เวลาทำความเข้าใจกับทหารคนสนิทอยู่หลายวัน หวงสือเห็นว่าคนที่ชื่อหยางหลูฮว่อดูไปสัตย์ซื่อถือมั่น จึงคัดเลือกมันเป็นหัวหน้าทหารคนสนิทของตน

ขณะที่หวงสือเตรียมเพาะสร้างกองกำลังของตนเอง แม่ทัพกว่างหนิงเหมาเหวินหลงก็ออกทะเลถึงเมืองหลงชวนแคว้นโชซอน* พอถึงเดือนเจ็ด ได้รับการประสานจากสายที่วางอยู่ในนามเฉินเหลียงเช่อ เหมาเหวินหลงนำกำลังเก้าสิบแปดนายบุกตีเมืองเจิ้นเจียงยามวิกาล ตัดศีรษะศัตรูสามสิบกว่าคน แม่ทัพรักษาเมืองเจิ้นเจียงถงเอี่ยนเจิน กับบุตรชายถงสงเหนียนและพวกหกสิบกว่าคนถูกจับเป็น พอฟ้าสางสว่าง ทหารชาวฮั่นภายในเมืองเห็นทัพหมิงได้ชัย จึงยอมอ่อนน้อมทั้งหมด

* เกาหลี

เหมาเหวินหลงหลังจากจัดหมวดไพร่พลใหม่ ก็นำกำลังเข้าตีทัพโฮ่วจินข้างเคียง ใช้เวลาไม่กี่วันตีป้อมค่ายแตกไปสิบเอ็ดแห่ง ตัดศีรษะศัตรูร้อยกว่าคน ทหารชาวฮั่นที่ยอมอ่อนน้อมมีจำนวนวามพันกว่าคน ตีชิงพื้นที่กลับมาสี่ร้อยกว่าลี้ ปลอบขวัญชาวฮั่นร่วมสามหมื่นคน

เหมาเหวินหลงทางหนึ่งจัดกำลังเฝ้าเมืองเจิ้นเจียง ทางหนึ่งสมควรส่งสารถึงขุนนางซวินฝู่มณฑลเหลียวตงหวังฮว่าเจิน ขอให้ราชสำนักจัดสรรไพร่พล หมวกเกราะและเสบียงให้กับมัน ขณะเดียวกันก็รุกคืบมายังตะวันตก เตรียมผนึกกำลังกับเมืองกว่างหนิง กลุ้มกระหนาบเมืองเหลียวหยางที่ตกเป้นของทัพโฮ่วจิน

ข่าวสู้รบชนะของเหมาเหวินหลงพอถูกส่งมาถึงเมืองกว่างหนิง ซุนเตอกงก็เรียกตัวหวงสือเข้าพบ มอบจดหมายให้ฉบับหนึ่ง กล่าวว่าเมื่อหลายวันก่อนโฮ่วจินใช้คนส่งหนังสือมา ขอเจรจาสงบศึก ใต้เท้าหวังตอบปฏิเสธไป ท่านผู้เฒ่าให้ท่านถือจดหมายส่งไปยังเมืองเหลียวหยางด้วยตนเอง

เห็นหวงสืองุนงงสงสัย จึงลดสุ้มเสียงเบาลงกล่าวว่าใต้เท้าหวังให้ท่านฉวยโอกาสหยั่งความตื้นลึกหนาบางของโฮ่วจิน แสดงว่าท่านผู้เฒ่าให้ความสำคัญแก่ท่าน หากใช้สอยผู้อื่นไปยังไม่ไว้วางใจ ยังมีเรามีจดหมายฉบับหนึ่งถึงหลี่หย่งฟาง

หวงสือรับคำสั่ง มอบหมายให้ทหารคนสนิททำการฝึกไพร่พลทหาร ตนเองแต่งเครื่องแบบนายทหารใหม่เอี่ยมออกเดินทาง

เมื่อหวงสือขี่ม้าถึงดงไม้ที่มาตัดฟืน ได้ยินเสียงร้องคำหนึ่ง จางไจ้ตี้วิ่งออกจากดงไม้ หวงสือจึงพลิกตัวลงจากหลังม้า กางแขนทั้งสองออก คิดสวมกอดเด็กหนุ่มผู้นี้เช่นกาลก่อน จางไจ้ตี้กลับหยุดกึกแต่กลางคัน สำรวจดูเครื่องแบบนายทหารของมัน

หวงสือต้องหดแขนกลับมา เดินเข้าไปตบไหล่มัน กลับถูกจางไจ้ตี้สวมกอดดดยแรง

ยามนั้นเจ้าม่านสงก็เดินเข้ามาสมทบ กล่าวถามว่าพี่ใหญ่หวง ท่านขึ้นเป็นแม่ทัพแล้วหรือ?”

หวงสือกล่าวว่าเพียงเป็นนายทหารเชียนจ่งของเมืองกว่างหลิง

จางไจ้ตี้ลิงโลดขึ้นมากล่าวว่าคุมไพร่พลมากน้อยเท่าใด?”

หวงสือตอบว่าสองร้อยนาย สร้างความอิจฉาเลื่อมใสแก่คนหนุ่มทั้งสองยิ่ง

เจ้าม่านสงกล่าวว่าพี่ใหญ่หวงรับข้าพเจ้าเป็นทหารคนสนิทด้วย ข้าพเจ้าถนัดในการยิงธนู ทั้งจัดเจนในการวางกับดัก

หวงสือหวั่นไหวใจขึ้นมา มันที่เกิดความสนใจ ไม่เพียงแต่สนิทสนมคุ้นเคยกับเจ้าม่านสง ประการสำคัญคือคนหนุ่มผู้นี้มีความคิดอ่านละเอียดรอบคอบ

จางไจ้ตี้ก็กล่าวว่าพี่ใหญ่หวง นำข้าพเจ้าไปด้วย

หวงสือกล่าวว่ารอจนเราหลับมาแล้วค่อยว่ากล่าวเถอะมันไม่ต้องการลากตระกูลจางเข้ามา ได้แต่ปฏิเสธเจ้าม่านสงด้วย

หวงสือไม่อาจหักใจทนดูสีหน้าอันผิดหวังของเจ้าม่านสง หันไปหยิบฉวยถุงผ้าลงจากหลังม้าสองใบ ส่งให้กับคนทั้งสอง กล่าวว่าใบนี้มอบต่อน้องแซ่เจ้า ใบนี้มอบต่อจางเสี่ยวตี้ (น้องเล็กแซ่จาง) เสี่ยวตี้ถือถุงให้ดี เรามีภารกิจติดตัว ไม่อาจรอคอยบิดาท่านกลับมา ในถุงผ้ามีเงินที่มอบให้พี่รองท่าน ให้มันรีบแต่งงานเถอะ ทั้งจัดงานอย่างเอิกเกริก

ที่แท้เหล่าจางมีบุตรชายถึงสามคน เรียกว่าโหย่วตี้ โยวตี้และไจ้ตี้ ก่อนหน้านี้หวงสือจะแยกจากมา เหล่าจางกำลังกลัดกลุ้มกังวลต่อเรื่องการแต่งงานของบุตรชายคนรอง

จางไจ้ตี้พอรับถุงผ้าไว้ เงินอันหนักอึ้งที่บรรจุอยู่ภายในถ่วงจนมันเสียหลักคราหนึ่ง ต้องร้องว่าพี่ใหญ่หวง เงินที่มากมายนัก ตอนนี้ทั้งหมดหวั่นวิตกว่าทัพโฮ่วจินจะเข่นฆ่ามา ดังนั้นไม่ยอมยกบุตรีให้กับครอบครัวพวกเราที่ขึ้นทะเบียนทหาร

หวงสืออธิบายว่าดังนั้นเรามอบเงินให้แก่ท่าน เชื่อว่ามีหญิงสาวยอมแต่งให้กับตระกูลจาง ยังมิบอกให้ทั้งหมดวางใจ ก่อนที่ทัพโฮ่วจินจะปราบความวุ่นวายทางแนวหลังลง ต้องไม่โจมตีเมืองกว่างหนิง

จางไจ้ตี้พอฟังค่อยเกิดความยินดี กล่าวว่าทราบแล้ว

หวงสือลูบศีรษะมัน พลิกตัวขึ้นบนหลังม้า ขณะจะออกเดินทาง เจ้าม่านสงที่นิ่งครุ่นคิดพลันถามว่าหลังจากที่โฮ่วจินปราบความวุ่นวายทางแนวหลังแล้วเสร็จเล่า?”

ไม่มีผู้ใดตอบคำถามนี้ได้ หวงสือเพียงยิ้มให้กับเจ้าม่านสง จากนั้นใช้เท้าหนีบท้องม้า บังคับม้าออกเดินทาง

บนทางหลวงที่ทอดสู่เมืองเหลียวหยาง ปรากฏทหารโฮ่วจินหลายขบวนรีบรุดเดินทางอย่างเงียบงัน ที่แท้นูรฮาชื่อมีคำสั่ง เรียกระดมกำลังกลุ่มต่างๆ หลังจากรวบรวมกำลังพร้อมสรรพ จะยกไปปราบกลุ่มแข็งข้อที่เมืองเจิ้นเจียง

หวงสือเดินทางถึงวังท่านข่าน ยื่นส่งจดหมายของหวังฮว่าเจินไป ไม่นานมีคนแจ้งให้มันไปได้ ให้ไปรอฟังข่าวที่ตึกฝู่ซุนฟู่หม่า

เพิ่งเข้าตึกฝู่ซุนฟู่หม่าไปไม่นาน เห็นหลี่หย่งฟางกับบัณฑิตนักศึกษาชุดเขียวร่างอ้วนฉุผู้หนึ่งเดินเข้ามา หลี่หย่งฟางนั่งประจำที่อย่างเขื่องโข บัณฑิตชุดเขียวซุกมือไว้ในแขนเสื้อ หยุดยืนอยู่ด้านหลังมัน

หลี่หย่งฟางทางหนึ่งเปิดอ่านจดหมายลับของซุนเตอกง ทางหนึ่งแค่นหัวร่อกล่าวว่าต้องการทราบหรือไม่ว่าจดหมายที่หวังฮว่าเจินเขียนถึงท่านข่านเป็นอย่างไร ถึงแม้เป็นวาจาไร้สาระ แต่ว่าท่านข่านอ่านจนหัวร่อออกมา บอกว่าวันหน้าจับตัวคนผู้นี้ได้ จะให้มันอ่านให้ท่านข่านฟังด้วยตัวเอง

หลังจากที่มันอ่านจดหมายลับก็ส่งต่อบัณฑิตนั้น บัณฑิตนั้นรับจดหมายลับมาอ่านดูเที่ยวหนึ่ง ต้องร้องว่าขอแสดงความยินดีต่อใต้เท้า สวรรค์อยู่ฝ่ายโฮ่วจินเรา ท่านข่านมีบารมีแผ่ไพศาล ต่อให้ตัดต้นไม้ภูเขาหนันซานมาทำเป็นพู่กัน ก็จาระไนไม่หมดสิ้น…”

มันกล่าวราวกางตำราอยู่ครึ่งค่อนวัน ค่อยสังเกตเห็นหลี่หย่งฟางกับหวงสือใช้สายตาที่ประหลาดพิกลมองดูมัน จึงเปลี่ยนเป็นกล่าวว่าข้าพเจ้าแสดงความยินดีต่อใต้เท้า ซุนเตอกงส่งสารมายอมอ่อนน้อม ท่านข่านพอทราบเรื่องต้องยินดี

หลี่หย่งฟางหัวร่อกล่าวว่าหวงสือไปรับรางวัลเถอะ วันนี้พักยังจุดที่พักของทางการก่อน อย่าเพิ่งเรียกหานางระบำทั้งสองไปปรนนิบัติ

ดูเหมือนว่าปฏิบัติภารกิจลุล่วงอีกครั้ง หวงสือจึงจากมาด้วยความยินดี เพิ่งออกจากห้องหนังสือ ที่ด้านหลังบังเกิดเสียงร้องเรียกดังว่าหวงเจียงจวินชะงักเท้า

หวงสือเหลียวหน้าไป เห็นบัณฑิตที่ปรึกษานั้นเดินมาอย่างยิ้มแย้ม กล่าวว่าใต้เท้าหลี่บอกว่า หลังจากนี้หวงเจียงจวินกับข้าพเจ้าถือเป็นพวกเดียวกัน ควรสนิทสนมให้มากไว้ ดังนั้นคิดเชิญหวงเจียงจวินไปดื่มสุราสักจอก

คนผู้นี้ย่อมมาล้วงความลับจากมัน หวงสือตระเตรียมตัวอยู่ก่อน จึงผงกศีรษะรับ ทั้งสองเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไป ระหว่างทางบัณฑิตนั้นขุดหลุมพรางหลอกให้หวงสือกระโดดลงไป หวงสือก็รีบมือได้อย่างแนบเนียน จนบัณฑิตนั้นคลายใจลง กล่าววาจาโดยปราศจากข้อกริ่งเกรงอีก

หวงสือทำความเข้าใจว่านี่เป็นนักศึกษาชาวฮั่น ใช้เวลาหลายสิบปี ยังสอบเป็นบัณฑิตซิ่วไฉไม่สำเร็จ จึงเกิดความเคียดขึ้งต่อต้าหมิง หันไปสดุดีทัพโฮ่วจิน ยกย่องนูรฮาชื่อ หวงสือนึกชิงชังรังเกียจในใจ เปลือกนอกได้แต่กล่าวคล้อยตาม

บัณฑิตผู้นี้สอดมืออยู่ในแขนเสื้อตลอดเวลา ยามเดินเหินจึงกระบิดกระบวนยิ่ง ดีที่มาถึงห้องข้างโดยเร็ว บ่าวไพร่ยกสุราอาหารมาจากนั้นล่าถอยไป คงเหลือแต่พวกมันทั้งสอง หวงสือคิดกรอกสุรามัน บัณฑิตนั้นก็ไม่ปฏิเสธ ดื่มกินชั่วขณะก็มึนเมา แต่จนบัดนี้ยังยึดแขนเสื้อไว้ เพียงยื่นนิ้วหัวแม่มือออกมาจับถ้วยสุราอย่างสุภาพ

หวงสือปั้นรอยยิ้มประจบประแจง รับฟังบัณฑิตนั้นประดคมโอ่ว่าตนเองได้รับความไว้วางใจจากหลี่หย่งฟาง หลี่หย่งฟางไม่เพียงมีศักดิ์ฐานะเป็นฟู่หม่า (ราชบุตรเขย) ทั้งยังได้รับการแต่งตั้งจากนูรฮาชื่อให้สังกัดกองธงคราม คุมกำลังจำนวนมาก ทั้งรับหน้าที่ฝึกทหารชาวฮั่นส่วนใหญ่ นับว่าอยู่ในตำแหน่งสูงมีอำนาจมาก

ปกสื้อท่านเขียวสดใส ใจเราเฝ้าครุ่นคำนึง* ใต้เท้าหลี่เคยกล่าวกับข้าพเจ้าเช่นนี้

* วรรคทองในบทกวีจื่อจินในกวีนิพนธ์ซือจิน เป็นสตรีนางหนึ่งแสดงความคิดถึงต่อชายคนรัก ต่อมาโจโฉแต่งลำนำต้วนเกอสิง จึงดีดเอาข้อความนี้มาเพื่อแสดงความชื่นชมต่อผู้มีความรู้ความสามารถ

บัณฑิตนั้นบอกกล่าวกับหวงสือ หวงสือต้องลอบแค่นหัวร่อในใจ หลี่หย่งฟางเป็นแม่ทัพบู๊ เป็นไปไม่ได้ที่ท่องบทกวีของโจโฉนี้ ปากยังกล่าวว่าเซียนเซิง (คำยกย่องบุรุษ) ได้รับความไว้วางใจจากใต้เท้าหลี่ ต้องมีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถออกมา

บัณฑิตนั้นหัวร่อฮาฮา จากนั้นส่งเสียงเรอคำหนึ่ง ยามมึนเมาแสดงออกถึงความดูแคลนต่อแม่ทัพบู๊ กล่าวแดกดันว่าหวงเจียงจวินศึกษาบทกวีมาหรือไม่ บทกวีที่ข้าพเจ้าเอื้อนเอ่ยนี้มีที่มาอย่างใหญ่หลวง

หวงสือแค่นหัวร่อในใจอีกครา ครุ่นคิดขึ้นนี่เป็นลำนำต้านเกอสิง (ลำนำคีตสั้น) เราไหนเลยไม่รู้จัก?’

บัณฑิตนั้นมิใช่พยาธิในท้องของหวงสือ ย่อมไม่ล่วงรู้ความคิดอ่านของมัน จึงกล่าวหวงเจียงจวินไม่ทราบจริงๆ สมควรปรับให้ดื่มสุราสามจอก

กล่าวพลางบังคับให้หวงสือรินสุรา หวงสืออดกล่าวมิได้ว่าฟังว่าขณะที่โจโฉแต่งบทกวีนี้เริ่มมีความคิดกระด้างกระเดื่อง ไม่ทราบถูกต้องหรือไม่?”

บัณฑิตนั้นงงงันวูบ เปลี่ยนเป็นดื่มสุรากลบเกลื่อน หวงสือต้องลอบยินดีที่มันเกิดความกระอักกระอ่วน

แต่หลังจากนั้นไม่นาน บัณฑิตนั้นเริ่มประโคมโอ่อีกครา กล่าวว่าจูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) ปลูกกระท่อมกลางพงไพร เล่าปี่ไปเยือนสามครั้งครา เราก็ได้รับเชื้อเชิญจากใต้เท้าหลี่ ให้เป็นที่ปรึกษาอันดับหนึ่ง นี่เรียกว่าฟ้าประทาน ภารกิจยิ่งใหญ่ต่อผู้คน ต้องเคี่ยวกรำจิตใจ…”

หวงสือรับฟังอยู่ครึ่งค่อนวัน ค่อยสบโอกาสเยินยอว่าเซียนเซิงรอบรู้กว้างขวาง แตกฉานสรรพตำรา เราเป็นนักบู๊หยาบกร้านรู้สึกนับถือเลื่อมใส

บัณฑิตนั้นแสดงท่าทีโอหังออกมากล่าวว่าเราคิดเสนอต่อใต้เท้าหลี่ว่า เหมาเหวินหลงแห่งเจิ้นเจียงเฉกเช่นตัวตลก รากฐานของทัพหมิงอยู่ที่เมืองกว่างหนิง ขอเพียงท่านข่านตีเมืองกว่างหนิงแตก ที่เหลือย่อมแตกสานซ่านเซ็นไปเอง หวงเจียงจวินคิดเห็นอย่างไร?”

หวงสือถึงกับคิดจับตัวโจรขายชาติเหล่านี้ไปฟาดโบยสักครา ปากกล่าวว่าเซียนเซิงคล้ายนั่งดูเหตุเพลิงไหม้ที่อีกฝั่งหนึ่ง เห็นซึ้งกระจ่างชัด เรียกว่าวางแผนกำหนดยุทธการพิชิตชัยที่ห่างไปพันลี้ เซียนเซิงสมควรเสนอขึ้นไปในบัดดล

บัณฑิตนั้นกล่าวว่าเราค้นพบกวีของหยวนไท่จู่บทหนึ่ง มีใจความว่าระบอบการปกคลุมคลุมหมื่นลี้ เจียงหนันทางใต้ไม่ควรแยกตัวอยู่ เคลื่อนทัพร้อยหมื่นเหนือซีหู หยุดม้าบนภูที่หนึ่งแห่งอู๋ซัน เมื่อเราเสนอแผนการต่อท่านอ๋อง จะมอบบทกวีนี้ต่อท่านผู้เฒ่า

หวงสือรับฟังจนงงงุนวูบ มันแม้อ่านบทกวีไม่มากนัก แต่ทราบว่านี่ต้องมิใช่ผลงานของหยวนไท่จู่กุบไลข่าน หากเป็นผลงานของไห่หลิงอ๋องแห่งราชวงศ์ต้าจิน ไห่หลิงอ๋องเพิ่งแต่งกวีบทนี้ ก็ถูกทัพซ้องโจมตีแตกพ่าย เสียชีวิตระหว่างการสู้รบ หากเสนอบทกวีที่ไม่เป็นมงคลนี้ต่อนูรฮาชื่อ เจ้าผู้นี้คงต้องถูกสำเร็จโทษแน่นอน

เห็นคนผู้นี้เรียกตัวเองเป็นนักศึกษา วิชาความรู้ยังไม่เท่าตนเอง มิน่าเล่าเข้าสอบหลายสิบปี ยังไม่ได้เป้นบัณฑิตซิ่วไฉ ดังนั้นหวงสือรินสุราจอกหนึ่งประคองส่งให้ กล่าวว่าเซียนเซิงฉลาดปราดเปรื่อง ท่านข่านพอฟังต้องยินดี เมื่อเซียนเซิงเจริญก้าวหน้า ขออย่าได้ลืมเลือนข้าพเจ้า

บัณฑิตนั้นกลับไม่รับถ้วยสุราไป ยิ่งไม่เอ่ยปากกล่าววาจา รอยยิ้มบนใบหน้าสลายคลาย สายตากลับกลายเป็นกระจ่างสุกใส จากนั้นรวมตัวแนเข็มอันแหลมคม ทิ่มแทงมายังใบหน้าหวงสือ

ชั่วครู่ให้หลัง บัณฑิตนั้นค่อยยิ้มให้กับหวงสือ ยื่นมือจากในแขนเสื้อ รินสุราถ้วยหนึ่ง หวงสือรู้สึกมีกลิ่นอายฆ่าฟันปกคลุมทั่วบริเวณ ต้องผุดลุกขึ้น โยนถ้วยสุราในมือทิ้ง บังเกิดเสียงตกแตก มันล่าถอยถึงมุมห้อง เลื่อนมือชักดายจากข้างเอวออกมา

บัณฑิตนั้นคล้ายมองไม่เห็นก็มิปาน ยังคงดื่มสุราจนหมดถ้วยแล้วกล่าวซึ่งความจริงหากไห่หลิงอ๋องยิ่งใหญ่เท่าหลิวอวี้* เพียงอาศัยผู้คนสิบเจ็ดคน ก็ล้มล้างราชวงศ์จิ้นได้ ไยต้องจัดทัพร้อยหมื่น หากมิใช่ชายชาติชาตรี ต่อให้คุมแม่ทัพนายกอง สุดท้ายยังคงพลีชีพในสมรภูมิ หวงเซียนเซิง ท่านว่าใช่หรือไม่?”

* ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ใต้เป็นตัวเอกในจอมคนแผ่นดินเดือด

กล่าวพลางหยิบตะเกียบคีบกับ มือที่จับตะเกียบสงบมั่นคง แสดงว่ากรำศึกอย่างโชกโชน ปากกล่าวว่าท่านสังกัดสำนักเจิ้นฝูซือแดนเหลียวตง หรือว่าเป็นสายสืบสังกัดกรมความมั่นคงแผ่นดิน?”

มันสำรวจดูหวงสือแล้วกล่าวไม่ถูกต้อง สายสืบกรมความมั่นคงแผ่นดินล้วนมีรูปลักษณะพื้นเพธรรมดา ไม่มีใดสะดุดตา ท่านสมควรสังกัดสำนักเจิ้นฝู่ซือแดนเหลียวตง

หลังจากคีบกับรับประทาน ร่างของบัณฑิตยิ่งแผ่ซ่านกลิ่นอายฆ่าฟันอย่างรุนแรง ดวงตาทอแววเศร้าเสียดายวูบหนึ่งกล่าวว่าถึงอย่างไรคนหนุ่มหุนหันวู่วามไป ท่านพอพบเห็นคนยอมรับโจรเป็นบิดา ต้องแสดงออกทางแววตา ปรารถนาให้ผู้คนตกตายต่อหน้า แสดงว่าในใจท่านถือว่าโฮ่วจินเราเพียงผุดขึ้นช่วงสั้นๆ ราชวงศ์หมิงจะดำรงคงอยู่ต่อไป

มือที่จับดาบของหวงสือเริ่มสั่นระริก มีอยู่หลายครั้งคิดฟันดาบใส่ แต่บัณฑิตนั้นหาเหลือบแลดาบคมกล้าไม่ สีหน้าที่สงบราบเรียบยังยิ่งกว่าขุนพลกรำศึกในสมรภูมิ หวงสือค่อยมีสติแจ่มใสขึ้นมาบ้าง กล่าวว่าข้าพเจ้ามิใช่สายสืบกรมความมั่นคงแผ่นดิน

บัณฑิตนั้นหัวร่อเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยแววเย้ยหยันกล่าวว่าฟังว่าต้าหมิงกำเนิดอัจฉริยะบุรุษ คิดไม่ถึงแม้แต่ทหารเล็กๆ สังกัดทัพกว่างหนิงยังรู้จักหนังสือ ทั้งเคยอ่านบทกวี และช่างเจรจากว่าบัณฑิตผู้คงแก่เรียน นับว่าหายากยิ่ง

หวงสือใช้ความคิดไม่หยุดหย่อน คนที่เบื้องหน้ากล่าวภาษาฮั่นอย่างฉะฉาน ล่วงรู้ตำนานเล่าขานของประเทศจีน ทั้งยังแผ่ซ่านกลิ่นอายฆ่าฟันเช่นแม่ทัพบู๊ผู้หนึ่ง นึกถึงตอนนี้สามารถคำนวณศักดิ์ฐานะของอีกฝ่ายได้แล้ว

หวงสือปั้นรอยยิ้มพลางสอดดาบคืนฝัก ฝ่ายตรงข้ามเมื่อกล้ากล่าวเปิดโปง แสดงว่าไม่กลัวมันลงมือ หากว่ามันไม่สามารถผ่านด่านทดสอบเบื้องหน้า คงต้องตายสถานเดียว

หลังจากซุกเก็บดาบ หวงสือต้องขยับนิ้วที่แข็งทื่อทั้งห้า เมื่อครู่มันเห็นฝ่ายตรงข้ามยื่นมือจากในแขนเสื้อ ค่อยคาดเดาว่าคนผู้นี้เป้นชนชั้นแม่ทัพบู๊ ตอนนี้ค่อยฉุกคิดว่ามือของตนเองฝึกเขียนตัวหนังสือขนาดใหญ่เป็นเวลาสิบกว่าปี จนผิดรูปไปจากเดิม ขณะที่ตนเองส่งจดหมายลับออกไป ฝ่ายตรงข้ามก็สังเกตออก นับเป็นสายตาที่คมกล้านัก

ก่อนหน้านี้ในหนังสือเคยเห็นภาพวาดของคนผู้นี้จากในวังเก่าของแมนจูที่เมืองเสิ่นหยาง แต่คนที่เบื้องหน้าไม่คับคล้ายกับภาพวาดอย่างน้อยไม่อ้วนถึงเพียงนี้ ยามนั้นกล่าวว่าผู้น้อยคำนับซื่อเป้ยเล่อ*”

* แปลว่าเป้ยเล่อที่สี่ เป้ยเล่อเป็นบรรดาศักดิ์ของแมนจู นูรฮาชื่อแต่งตั้งเป้ยเล่อสี่คน ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งรัฐมนตรี

คราครั้งนี้ถึงรอบบัณฑิตนั้นงงงันวูบ จากนั้นไม่ปกปิดอีกต่อไป เพียงถามว่าท่านล่วงรู้ศักดิ์ฐานะของเราได้อย่างไร?”

ที่แท้คนผู้นี้มิใช่บัณฑิตที่ปรึกษาอันใด หากเป็นราชโอรสที่แปดของนูรฮาชื่อนามหวงไท่จี๋

หวงสือเมื่อกล่าวเปิดโปง ย่อมนึกหาคำบอกกล่าวเอาไว้ ซึ่งความจริงจากสีหน้าท่าทีของหลี่หย่งฟาง ก็พอสังเกตออกได้ ยังมีข่าวลือในแดนเหลียวตงที่ได้ยินมา จึงนำมาประสบประเสบอกกล่าวออกไป

กลิ่นอายฆ่าฟันของหวงไท่จี๋ยิ่งมายิ่งอ่อนจาง รอจนหวงสือกล่าวจบ มันก็ผงกศีรษะชมเชยว่าเพียงเห็นวี่แววก็ล่วงรู้เรื่องราว เซียนเซิงยอดเยี่ยมิย่ง นั่งลงสนทนากัน

หวงสือปลดดาบทิ้งอยู่ด้านข้าง ทรุดนั่งลงที่ข้างโต๊ะใหม่ หวงไท่จี๋รอจนมันนั่งลงค่อยกล่าวว่าเซียนเซิงมีชื่อเสียงใด มายังเมืองเหลียวหยางเราด้วยจุดประสงค์ใด?”

นับตั้งแต่หวงสือได้รับมอบหมายมาเป็นไส้ศึกในดินแดนของโฮ่วจิน ก็แต่งประวัติความเป็นมาไว้แต่แรก ยามนี้จึงสามารถบอกกล่าวออกไป หากมิใช่ตระเตรียมอยู่ก่อน คงไม่อาจตบตาผู้ยิ่งใหญ่ที่เบื้องหน้า

หวงสือกล่าวว่าหวงสือเป็นชาวเมืองจื๋อลี่เหนือ เกิดจากตระกูลพ่อค้า เคยเล่าเรียนหนังสือ ฝึกเขียนลายพู่กัน ท่านพ่อถูกขุนนางโฉดให้ร้าย ต้องโทษประหารชีวิต ท่านแม่ถูกเนรเทศ ออกจากถิ่นฐานสามพันลี้…”

หวงไท่จี๋พอฟัง เกิดความเห็นใจอยู่บ้าง กล่าวว่าหวงสือท่านอาภัพถึงเพียงนี้ เหตุใดยังอาลัยอาวรณ์ต่อต้าหมิงอีก?”

เห็นหวงสือก้มศีรษะไม่กล่าววาจา มันจึงทอดถอนใจกล่าวว่าต้าหมิงจะอย่างไรเป็นแผ่นดินแม่ นี่เป็นความรู้สึกของปุถุชนอย่างนั้น ท่านไฉนสังกัดทัพกว่างหนิง ทั้งเป็นคนสนิทของซุนเตอกง?”

หวงสือฝืนยิ้มพลางกล่าวว่าคนที่บ้านแตกสาแหรกขาด มีชีวิตอยู่ในห้วงกลียุค เพียงคิดรักษาบนบ่าไว้ มีอาหารอิ่มท้องก็พอ

หวงไท่จี๋ผงกศีรษะกล่าวว่านี่สมควรเป็นวาจาจากใจจริงของหวงสือท่าน แต่หยกงามเช่นนี้ต้องถูกละทิ้ง เป็นที่น่าเสียดายนักจากนั้นหันไปสอบถามกิจการทางทหาร และแนวทางการปกครองจากหวงสือ

หวงสือก็ปลุกปลอบสมาธิ นำหลักทฤษฎีที่อนุชนรุ่นหลีงบันทึกไว้มาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน กลับสนทนาเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม สุดท้ายหวงไท่จี๋ยิ้มพลางกล่าวว่าที่นี้เป้นตึกฝู่ซุ่นฟู่หม่า ไม่สะดวกกับการสนทนา เรื่องในวันนี้ขอให้เป็นความลับระหว่างพวกเรา อย่าได้เปิดเผยต่อบุคคลที่สาม วันพรุ่งนี้ให้ท่านไปยังตัวตึกที่ท่านข่านยกให้ อย่าได้กระโตกกระตากไป

ผู้น้อยรับคำสั่ง

หวงสือออกจากตึกฝู่ซุนฟู่หม่า ไม่ทราบกลับมายังจุดที่พักของทางการอย่างไร คิดไม่ถึงว่าศักดิ์ฐานะแท้จริงของตนเองจะถูกเปิดโปง แต่ก็เกิดขึ้นจริงๆ ได้แต่ครุ่นคิดคนผู้นี้สมเป็นยอดคนแห่งยุค…’

วันที่สอง หวงสือผลัดเปลี่ยนเครื่องแบบของทหารฮั่นที่ทัพโฮ่วจินกำหนดให้ ลอบไปยังตัวตึกของพ่อค้า ซึ่งท่านข่านโฮ่วจินประทานให้

บ้านช่องใหญ่โตมีเพียงนางระบำทั้งสองกับสตรีสูงอายุและบ่าวไพร่ไม่กี่คน หวงสือไม่บอกกล่าวมากความ เพียงสั่งให้พวกมันปัดกวาดห้องรับแขกกับห้องหนังสือ ทั้งจัดเตรียมใบชาไว้ ไม่นานหวงไท่จี๋ที่แต่งตังธรรมดาก็เดินทางมาถึง หวงสือไม่แสดงความเคารพอันใด นำมันเดินชมตัวตึกรอบหนึ่ง จากนั้นทั้งสองเข้าสู่ห้องหนังสือ สนทนาหัวข้อต่อจากเมื่อวาน

เนื่องจากวันนี้มีเวลาเหลือเฟือ หวงสือจึงบอกกล่าวได้อย่างเต็มที่ มันต้องการเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่หวงไท่จี๋คิดดึงตัวไปใช้สอย ในยุคสมัยที่อันตราการรู้จักหนังสือมีไม่ถึงเศษห้าส่วนร้อย ไม่ว่าผู้มีการศึกษาใดล้วนควรแก่การรับตัวไว้ใช้สอย

หวงไท่จี๋คล้ายพึงพอใจยิ่ง ถึงกับประหลาดใจต่อความรอบรู้ของหวงสือ สุดท้ายต้องกล่าวชมเชยออกมา เมื่อบ่าวไพร่ยกน้ำชามา หวงไท่จี๋จิบดื่มคำหนึ่ง พลันทอดถอนใจกล่าวว่าบ้านช่องของหวงสือท่านเล็กเกินไป ใบชานี้ก็ไม่คู่ควรกับความคิดความอ่านของท่าน

นี่เท่ากับเป็นการบอกใบ้ว่าตนเองมีช่องทางใหม่ หวงสือปั้นสีหน้าเป็นสำนึกขอบคุณ กล่าวว่าเป้ยเล่อแหย (ท่านเป้ยเล่อ) คงรักเมตตาผิดไปแล้ว

หวงไท่จี๋กล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่าเราเป้ยเล่อไม่เคยดูคนผิดมาก่อนจากนั้นออกคำสั่งว่าฟู่ฮ่าน (ท่านข่านที่เป็นบิดา) สั่งให้เราเป้ยเล่อออกจากเมืองเหลียวหยางไปยังเมืองเจิ้นเจียง ให้หวงสือท่านตามเราไป

ทราบแล้ว

ท่านเมื่อต้องรั้งอยู่ข้างกายเราระยะหนึ่ง ท่านคิดอธิบายต่อหวังฮว่าเจินอย่างไร?”

หวงสือทราบว่านี่เป็นคำถามทดสอบไหวพริบของตนเอง จึงกล่าวผู้น้อยจะขอให้ซุนเจียงจวิน (แม่ทัพแซ่ซุน) ส่งสารลับถึงหวังฮว่าเจินว่า ผู้น้อยได้รับความไว้วางใจจากเบื้องบน ครั้งนี้ติดตามทัพใหญ่ไปยังเมืองเจิ้นเจียง จะทำการสืบหยั่งข้าศึกดู?”

หวงไท่จี๋คล้ายพึงพอใจต่อไหวพริบของหวงสือยิ่ง จึงกล่าวเราเป้ยเล่อจะให้หวังฮว่าเจินเขียนตามนี้มันขบคิดแล้วกล่าวอีกว่าอีกสองวันจะเคลื่อนทัพ จึงต้องเตรียมการล่วงหน้า ท่านไม่เคยทำสงครามสู้รบมาก่อนกระมัง?”

ถูกแล้ว

หวงไท่จี๋ล้วงแผนที่ออกมาฉบับหนึ่ง ยิ้มเป็นเชิงให้กำลังใจ กล่าวถามว่าตอนนี้เหมาเหวินหลงอยู่ทางตะวันออก เมืองกว่างหลิงอยู่ทางตะวันตก ส่วนมองโกลอยู่ทางเหนือ ท่านเห็นควรจัดการอย่างไร?”

หวงสืออธิบายว่าสภาพในตอนนี้คล้ายกับยุคสามก๊ก ตอนโจโฉกับอ้วนเสี้ยวตั้งประจันหน้าที่กัวต่อ ส่วนเล่าปี่เตรียมยึดชีจิ๋ว ตอนนั้นมีเสนาธิการเสนอโจโฉว่า อ้วนเสี้ยวเป็นศัตรูสำคัญ ไม่ควรแบ่งกำลังไปโจมตีเล่าปี่ แต่โจโฉเห็นว่าควรจัดการกับเล่าปี่ก่อน เพราะว่าเล่าปี่เคลื่อนไหว ส่วนอ้วนเสี้ยวสงบนิ่ง กำลังของเล่าปี่กล้าแข็งขึ้นทุกขณะ ขณะที่กำลังของอ้วนเสี้ยวขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว

หวงไท่จี๋ผงกศีรษะเป็นความหมายให้บอกต่อไป หวงสือจึงกล่าวดังนั้นเป้ยเล่อแหยสมควรตีเหมาเหวินหลงก่อน สภาพของมันคล้ายเล่าปี่ ส่วนมองโกลคล้ายกับเล่าเปียว หากโจมตีพวกมัน รังแต่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นฉกฉวย ส่วนเมืองกว่างหนิงแม้มีกำลังพลเพิ่มขึ้น แต่ขุนนางซวินฝู่แดนเหลียวตงหวังฮว่าเจินเพียงเป็นมหาบัณฑิต รู้หลักการปกครอง แต่ไม่ถนัดในการรบทัพจับศึก

หวงไท่จี๋กล่าวว่ากล่าวถูกต้อง ตอนนี้โฮ่วจินเผชิญศัตรูสามทาง ในความเห็นท่านควรทำอย่างไร?”

คำถามนี้เป็นยุทธศาสตร์ในเชิงลึก หวงสือนึกทบทวนแนวนโยบายที่ทัพโฮ่วจินยึดถือแล้วกล่าวหากคิดทำลายวงล้อมของต้าหมิง ต้องใช้กำลังต่อเหมาเหวินหลง และดึงตัวมองโกลเข้าเป็นพวก ทั้งเจรจาสงบศึกกับต้าหมิง

ใบหน้าหวงไท่จี๋ประดับรอยยิ้มตลอดเวลา พอฟังถึงตอนนี้คล้ายงงงันวูบ ชั่วครู่จึงถามว่าหวงสือท่านไฉนกล่าวเช่นนี้?”

หวงสือบอกกล่าวว่าเหมาเหวินหลงนำกำลังน้อยนิดออกทะเลแล้วค่อยวกกลับมา ตั้งจิตปณิธานคิดจัดการกับทัพโฮ่วจิน สำหรับกับผู้นำทัพเช่นนี้ ได้แต่ใช้กำลังสถานเดียว ตราบใดที่เหมาเหวินหลงยังอยู่ แคว้นโชซอนเป็นเมืองขึ้นของต้าหมิง หากว่าเหมาเหวินหลงไม่คงอยู่ แคว้นโชซอนต้องหันมาเป็นเมืองขึ้นของโฮ่วจิน ดังนั้นผู้น้อยเห็นสมควรจู่โจมเหมาเหวินหลง และข่มขู่ให้ชาวเกาหลียอมเป็นเมืองขึ้น

บอกต่อไป

ถูกแล้ว มองโกลมีกำลังพวกมาก สมควรดึงตัวมาเป็นพวก ส่วนต้าหมิงอยู่ภายใต้การครอบงำของขุนนางบุ๋น ขุนนางบุ๋นขาดศักดิ์ศรี หากเป้ยเล่อแหยสามารถโจมตีทัพหมิงแตกพ่าย ย่อมมีคนเสนอให้เจรจาสงบศึกกับทัพโฮ่วจินเอง

หวงไท่จี๋ผงกศีรษะกล่าวว่าคราครั้งนี้เราได้รับคำสั่งท่านข่านโจมตีเหมาเหวินหลง เรากับอาหมิ่น* จะยกกำลังกองธงสามพันไป ส่วนหลี่หย่งฟางคุมทหารฮั่นห้าพัน หวงสือท่านลองบอกว่าควรเข้าตีเหมาเหวินหลงอย่างไร?”

* เป้ยเล่ออันดับสองของโฮ่วจิน มีศักดิ์เป็นหลานของนูรฮาชื่อ

หวงสือแสร้งเป็นครุ่นคิด จากนั้นบอกกล่าวตามบันทึกประวัติศาสตร์ว่าให้ทัพม้าสามพันจ่อประชิดเมืองเจิ้นเจียง สะกดเหมาเหวินหลงหดหัวอยู่ภายใน จากนั้นให้หลี่หย่งฟางกวาดล้างพื้นที่โดยรอบ รอจนเมืองเจิ้นเจียงอยู่โดดเดียว ค่อยทุ่มกำลังเข้าตี จัดการกับเหมาเหวินหลงให้ราบคาบ

หวงไท่จี๋นิ่งเงียบงันไป จากนั้นกล่าวถามอย่างจริงจังว่าเช่นนี้จะให้เวลามันตั้งรับรอกำลังหนุนยกมา ไยไม่รีบยึดครองเมืองเจิ้นเจียงไว้?”

หวงสือกล่าวโดยไม่ขบคิดว่าเป้ยเล่อแหยคงหวั่นวิตกว่าทัพหมิงจะยกกำลังมาช่วยเหลือ พร้อมด้วยยุทโธปกรณ์จำนวนมาก แต่ผู้น้อยเห็นว่าราชสำนักหมิงเกิดการแย่งชิงภายใน โจมตีซึ่งกันและกัน ภายในเวลาอันสั้นต้องไม่ส่งกำลังมาช่วยเหลือ

มันพอกล่าวจบ หวงไท่จี๋พลันตบโต๊ะร้องว่าหวงสือ

หวงสือสะดุ้งเฮือก ถอยกายไปสองก้าว ก้มศีรษะขานรับว่าผู้น้อยอยู่

หวงไท่จี๋เพ่งตาถามว่าก่อนนี้ท่านไม่เคยบัญชาการรบมาก่อนหรือ?”

หวงสือกล่าวอย่างระมัดระวังว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผู้น้อยเข้าร่วมหารือทางทหาร

หวงไท่จี๋เงียบงันนิ่งนาน สุดท้ายหยิบห่อผ้ามา พอแก้ห่อออก ภายในเป็นพัดขนนก กับผ้าโพกศีรษะที่ติดไหมสีเขียว** ชุดหนึ่ง หวงไท่จี๋กล่าวว่าหวงสือ นี่เป็นของที่เราส่งคนเร่งจัดทำตลอดทั้งคืน หวังให้ท่านรับไว้

** มีอีกชื่อหนึ่งว่าผ้าโพกศีรษะขงเบ้ง กล่าวกันว่าเป็นขงเบ้งออกแบบขึ้น

หวงสือย่อมทราบว่าของขวัญนี้แฝงความหมายอันใด มันนึกไม่ถึงว่าหวงไท่จี๋จะให้ความสำคัญกับตนเองถึงเพียงนี้ หวงไท่จี๋วางสิ่งของลงบนโต๊ะ หยิบพัดขนนกขึ้น งอนิ้วดีดใส่เบาๆ กล่าวว่าขนนกเหล่านี้เป็นเราเป้ยเล่อคัดเลือกด้วยตัวเอง มีความยาวสั้นเท่ากัน สีสันก็กลมกลืน หวงสือท่านเห็นเป็นอย่างไร?”

กล่าวพลางยื่นส่งพัดขนนกมา หวงสือรับมาอย่างนอบน้อม ห้วงสมองเกิดความคิดหลายประการหักล้างกัน ก่อนอื่นเตือนสติให้ระวังตัว หากว่าเผอเรอ จะถูกก่าด่าเป็นคนขายชาติ แต่ก็บังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นว่า ลาภยศสรรเสริญอยู่ที่เบื้องหน้า พอยื่นมือออกก็ไขว่คว้าไว้ได้

เนื่องเพราะเกิดความคิดหักล้างกันเอง หวงสือจึงลืมตอบคำ ทั้งไม่แสดงความขอบคุณอันใด สร้างความประหลาดใจแก่หวงไท่จี๋อยู่บ้าง มันตรวจจับความคิดอ่านของอีกฝ่ายแล้วกล่าวท่านไม่ชมชอบหรือ?”

หวงสือค่อยพบว่าตนเองเสียกิริยาไป จึงรีบคุกเข่าลง กล่าวกลบเกลื่อนว่าเป้ยเล่อรักเมตตา ผู้น้อยละอายไม่กล้ารับ ยามพลุ่งพล่านใจจึงเสียมารยาท ขอเป้ยเล่อโปรดให้อภัย

รู้สึกมีมือคู่หนึ่งวางลงบนหัวไหล่ของมัน ประคองมันขึ้นมา แว่วเสียงหวงไท่จี๋ดังว่าหวงสือท่านนั่งลง

หลังจากกดให้หวงสือนั่งลง หวงไท่จี๋ก็ทรุดกายนั่งลง โบกพัดขนนกในมือกล่าวว่าเมื่อคืนสนทนากับหวงสือท่านเป็นเวลานาน ส่วนใหญ่หารือถึงการปกครองภายใน มีอยู่มากมายเป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนไม่ได้นึกถึงมาก่อน หลังจากที่เราเป้ยเล่อกลับไปนึกทบทวนดู เห็นว่าท่านมีกลิ่นอายนักศึกษามากเกินไป แต่เป็นเพราะท่านยังขาดประสบการณ์ ส่วนเราเห็นว่าเสาะพบท่านฮกหลง* ของตัวเอง จึงสั่งให้เร่งจัดทำพัดขนนกกับผ้าโพกศีรษะนี้ออกมา

* แปลว่ามังกรซ่อนกาย เป็นฉายานามของขงเบ้ง

พลางวางพัดขนนกลง บอกใบ้ให้หวงสือดื่มน้ำชา ทำตัวตามสบาย จากนั้นกล่าวต่อเราที่คิดนำท่านไปยังเมืองเจิ้นเจียง เพียงต้องการให้ท่านเห็นความลำบากของการปกครองบ้านเมือง คิดไม่ถึงท่านมีความคิดอ่านทางทหารถึงเพียงนี้ กลับสอดคล้องกับมุมมองของท่านข่านกับเราเป้ยเล่อ นี่เป็นผลจากการหารือของพวกเรา ทำการแยกแยะนิสัยใจคอของเจ้าชีวิตกับขุนนางต้าหมิง ค่อยกำหนดเป็นนโยบาย แต่ว่าท่านไม่มีข้อมูลมาก่อน กลับมองทะลปรุโปร่ง นับว่าหายากยิ่ง

คำชมเชยเหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกแก่หวงสือไม่น้อย แต่หลังจากนั้นหวงไท่จี๋กลับสั่นศีรษะกล่าวว่าหวงสือท่านงำประกาย คงคิดหลบหลีกหูตาของโฮ่วจินเรา จากที่ทำเมื่อวานแสดงว่า ท่านนึกดูแคลนต่อคนที่ทรยศต่อแผ่นดินแม่ นี่เป็นความรู้สึกของคน เราเป้ยเล่อไม่โทษว่าท่าน แต่ดูจากท่าทีของท่านตอนนี้ แสดงว่าท่านไม่ยอมรับใช้เรา

หวงสือรับฟังจนขนลุกเกรียว รู้สึกว่าตนเองพูดมากเกินไป จนหวงไท่จี๋ให้ความสำคัญกับตนเอง มันทราบว่าตามหลักแล้วหากเจ้าชีวิตไม่ใช้สอยผู้มีความสามารถ ต้องกำจัดฆ่าทิ้ง

ขณะที่คิดฟุ้งซ่านเหลวไหล หวงไท่จี๋ก็กล่าวสืบต่อหวงสือ หากท่านคิดฝังความรู้ความสามารถของตัวเองไว้ เราเป้ยเล่อจะถือว่าไม่ได้พบกับท่านมาก่อน ให้ท่านกลับไปยังข้างกายของซุนเตอกง เป็นอย่างไร?”

หวงสือว้าวุ่นใจยิ่ง สภาพเช่นนี้เป็นสิ่งที่มันคาดคิดไม่ถึงมาก่อน ไม่ทราบสมควรรับมืออย่างไร

เมื่อคืนหวงสือนึกหาวิธีเอาตัวรอด เห็นว่ามีแต่สะกิดให้หวงไท่จี๋เกิดความชื่นชมผู้มีความสามารถ จึงจะรักษาชีวิตไว้ได้ ดังนั้นวันนี้จึงแสดงออกอย่างไม่คิดชีวิต กลับกลายเป็นยกก้อนหินทุ่มใส่เท้าตัวเอง ต้องนึกเสียใจภายหลัง หลังจากใคร่ครวญดู เห็นว่ายามอยู่เบื้องหน้าบุคคลเช่นนี้ ไม่สมควรพูดปดมดเท็จ จึงขบกรามกล่าวว่าผู้น้อยเพียงคิดรักษาชีวิตอยู่ในห้วงกลียุค ไม่มีใจทะเยอทะยานคิดเป็นใหญ่

หวงไท่จี๋ยังคงรักษารอยยิ้มบนใบหน้าไว้ คล้ายกับคาดเดาคำตอบเช่นนี้ได้แต่แรก จึงกล่าวเราเป้ยเล่อเมื่อลั่นปากย่อมไม่คืนคำ แต่ว่าท่านยังต้องตามเราไปยังเมืองเจิ้นเจียง เพราะว่าการสนทนาในวันนี้เกี่ยวพันถึงความลับทางทหารของโฮ่วจินเรา มิใช่เราไม่ไว้วางใจท่าน แต่ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้น

หวงสือความจริงคิดบ่ายเบี่ยงปฏิเสธ เพื่อแสดงออกถึงนิสัยใจคอของจัวเอง จากนั้นฉวยโอกาสที่หวงไท่จี๋กล่าวเกลี้ยกล่อม สร้างความตื้นตันใจแก่ตนเอง ตอบตกลงยอมรับใช้ แต่ปฏิกิริยาของหวงไท่จี๋เช่นนี้ เท่ากับว่าหวงสือต่อยหมัดใส่อากาศธาตุ ต้องลอบหวั่นวิตก ไม่ทราบว่าหวงไท่จี๋เกิดความคิดฆ่าฟันหรือไม่ ดังนั้นกล่าวโดยที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวว่าถูกแล้ว

หวงไท่จี๋คล้ายมองทะลุถึงจิตใจมัน ต้องหัวร่อฮาฮากล่าวว่าเจ้าชีวิตกุมอำนาจการฆ่าฟัน หากต้องกอปรด้วยราชธรรม ต่อให้เป็นกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง มีแต่ผู้ทรงธรรมจึงใช้ออกได้ แผ่นดินให้กำเนิดผู้มีความรู้ความสามารถ โฮ่วจินไม่ถึงกับขาดหวงสือท่านไม่ได้ เราจึงไม่ล่าววาจากทดสอบ ท่านวางใจได้อย่างเต็มที่ เมื่อทำงานให้กับซุนเตอกง เท่ากับรับใช้โฮ่วจินเราเช่นกัน

กล่าวจบผุดลุกขึ้นหมายจากไป ก่อนไปส่งเสียงทอดถอนใจ คล้ายรำพึงกับตนเองว่าข้อห้ามระหว่างชาวฮั่นกับชนชาติอี้กลับลึกล้ำถึงเพียงนี้

หวงสือหยิบสิ่งของที่หวงไท่จี๋ทิ้งไว้ขึ้นมาชมดู แสดงว่าจัดทำอย่างรีบเร่ง แต่ขนนกทุกอันล้วนผ่านการคัดสรร แสดงออกถึงความตั้งใจของหวงไท่จี๋อย่างแท้จริง

หวงสือลูบคลำพัดขนนกอยู่ครึ่งค่อนวัน ค่อยฉุกคิดขึ้นนักสู้ยอมตายเพื่อผู้รู้ใจหรือ น่าเสียดายที่เรามาจากยุคปัจจุบัน ไม่มีจักรพรรดิราชันอีก คนในยุคนี้ไม่สมควรทำตัวเป็นบ่าวทาสต่อไป

เดือนแปดปีที่หนึ่งในรัชกาลเทียนฉี นูรฮาชื่อส่งเป้ยเล่อทั้งสี่มายังแดนเหลียวหนันกับเหลียวตง ในจำนวนเป้ยเล่อที่สองอาหมิ่นกับเป้ยเล่อที่สี่หวงไท่จี๋พร้อมด้วยหลี่หย่งฟางรวมกำลังแปดพันคน เข้าตีทัพกว่างหนิงซึ่งประจำอยู่ที่เมืองเจิ้นเจียง ส่วนกำลังที่เหลือคอยสะกดตรึงอยู่รองเมือบเจิ้งเจียง คราครั้งนี้ทัพโฮ่วจินใช้มีดฆ่าโคมาเชือดไก่ แสดงว่าคิดกวาดล้างกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบให้ราบคาบ

เห็นทัพใหญ่ของโฮ่วจินรุกคืบเข้ามา ทัพหมิงซึ่งขาดแคลนทั้งหมวกเกราะ ทั้งไม่ได้รับการจัดสรรเสบียงเริ่มระส่ำระสาย ทหารฮั่นที่ความจริงเข้าร่วมกับเหมาเหวินหลงพากันหันกลับไปยอมอ่อนน้อม หวงไท่จี๋ก็รับตัวทั้งหมดไว้ มอบหมายหน้าที่สำคัญให้ ราวกับไม่ได้เกิดเรื่องอันใดมาก่อน ป้อมค่ายรอบเมืองเจิ้งเจียงหันไปปักธงของทัพโฮ่วจินใหม่ ทัพกว่างหนิงถอยร่นเข้าเมืองเจิ้งเจียง ขุดหลุมพรางจัดตั้งสิ่งกีดขวาง ป้องกันการโจมตีของทัพโฮ่วจิน

หวงไท่จี๋ทางหนึ่งสั่งให้จัดทำเครื่องมือสำหรับตีเมือง ทางหนึ่งสั่งการถึงหลี่หย่งฟางให้กวาดล้างกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบรอบเมืองเจิ้งเจียง กองทัพธรรมชาวฮั่นที่อยู่โดยรอบส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านมือเปล่าไร้อาวุธ เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางเมืองเจิ้นเจียง คงไม่อาจยืนหยัดอยู่นาน

หวงไท่จี๋มักนำหวงสือไปตรวจแนวป้องกันของเมืองเจิ้งเจียง หวงสือล้วนขี่ม้าตามติดอยู่ดินหลัง หลายวันต่อมา หวงไท่จี๋กลับกระทำความผิดพลาดประการหนึ่ง มันจับตาดูมาตรการรักษาเมืองที่เบื้องหน้า กลับเปิดเผยเรื่องหลังต่อหวงสือ

หวงสือรู้สึกมีเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกจากใจกลางฝ่ามือ โอกาสที่จะเปลี่ยนประวัติศาตร์อยู่ห่างจากตนเองไม่ถึงหนึ่งเชียะ

หวงสือจำได้ว่า ตามบันทึกประวัติศาสตร์ นูรฮาชื่อเคียดขึ้งต่อชาวฮั่น จึงกำหนดนโยบายปกครองเยี่ยงทาส กดขี่ต่อราษฎรอย่างหนัก ภายในเวลาไม่กี่ปี ปรชากรในแดนเหลียวตงลดจากหลายร้อยหมื่นเหลือไม่กี่สิบหมื่น ราษฎรที่สิ้นหวังต่างพากันเข้าร่วมกับเหมาเหวินหลง

หวงสือจับจ้องมองเงาหลังที่อยู่เบื้องหน้า คนผู้นี้เป็นคนปรับเปลี่ยนนโยบายต่อชนชาติของนูรฮาชื่อ เปลี่ยนเป็นปกครองแดนเหลียวตงอย่างละมุนละม่อน อนุญาตให้ชาวนีเจินแต่งงานกับชาวมองโกล ทั้งรับบัณฑิตซิ่วไฉชาวฮั่นเข้ารับราชการเป็นขุนนาง ขอเพียงฆ่าคนผู้นี้ ไม่ว่าโฮ่วจินแต่งตั้งผู้ใดขึ้นเป็นรัชทายาทสืบแทน ล้วนเป็นคนที่รู้จักแต่กดขี่ข่มเหงประชาราษฎร เหตุการณืความวุ่นวายรังแต่ขยายวงกว้างออกไป

ดาบนี้พอฟังลง ประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

แต่ว่าผู้ใดทราบได้ ผู้ใดทราบว่าเราเป็นขุนนางคุณูปการที่กอบกู้ต้าหมิงกลับคืนมา?’

หากว่าฆ่าหวงไท่จี๋ไม่สำเร็จมีแต่หนทางตายสายเดียว ต่อให้ฆ่ามันได้ไม่แน่ว่าจะหนีรอดได้?’

หวงสือร่ำร้องในใจ ยังไม่ทันตัดสินใจ แว่วเสียงหวงไท่จี๋ดังว่าหวงสือ พวกเรากลับกันเถอะพลางหันหัวม้าควบขับกลับค่ายใหญ่

เมื่อกลับถึงค่ายใหญ่ หวงไท่จี๋กระโดดลงจากหลังม้า โยนแส้ม้าให้กับบ่าวทาสผู้หนึ่ง ก้าวยาวๆ เข้ากระโจม ปากกล่าวว่าหวงสือ ท่านมองเหมาเหวินหลงอย่างไร?”

หวงสือความจริงมีความทรงจำต่อเหมาเหวินหลงอย่างผิวเผิน แต่เห็นมันนำกำลังสองร้อยคนโจมตีเมืองเจิ้นเจียง สร้างความรับถือเลื่อมใสยิ่ง เห็นว่าเป็นกำลังขวัญและกุศโลบายที่ยากพบพาน อย่างน้อยช่วงชิงเวลาให้กับทัพกว่างหนิงมากมาย จึงกล่าวนับเป็นวีรบุรุษผู้กล้า

เราเป้ยเล่อก็เห็นว่ามันเป็นวีรบุรุษผู้กล้า จึงขออนุญาตท่านข่านยกกำลังมาจัดการมัน แต่ว่ามันสร้างความผิดหวังแก่ผู้คนนัก กลับรั้งรออยู่ในจุดอับเช่นนี้ หรือเข้าใจว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น?”

น้ำเสียงแฝงความหมายประชดแดกดัน หวงสืออดโต้แย้งมิได้ว่าผู้น้อยไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเป้ยเล่อแหย

อ้อ หวงสือท่านบอกได้อย่างเต็มที่

หวงสือกล่าวเสียงกังวานว่าหากหลบหนีโดยไม่ทันสู้รบ เป็นพฤติการณ์ของคนขลาดเขลา ราชสำนักจะมองผู้นำทัพที่ขวัญอ่อนราวมุสิกนี้อย่างไร ไพร่พลในสังกัดจะมองผู้บังคับบัญชาของตนเองอย่างไร ดังนั้นยินยอมสู้แพ้ตกตาย ยังต้องแสดงความกล้าที่จะสู้รบออกมา

หวงไท่จี๋ยิ้มพลางกล่าวว่าเราไม่ถกเหตุผลกับท่าน และไม่เห็นว่าท่านจะเชื่อเรื่อองเช่นนี้จริงๆ เหมาเหวินหลงเพียงคิดหวังโชคช่วย ไม่อาจปล่อยวางความดีความชอบเหล่านี้ ถึงกับเพ้อฝันว่าจะรักษาเมืองเจิ้นเจียงไว้ได้ ผู้นำทัพไม่รู้จักพิเคราะห์สถานการณ์ ในใจปล่อยให้ความคิดอันครอบงำ ไม่อาจถือเป็นผู้นำทัพ เหมาเหวินหลงเป็นชนชั้นมุสิก ครั้งนี้เราต้องจับตามันให้จงได้

หวงสือลอบผงกศีรษะ คิดอ่านในใจ เหมาเหวินหลงเป็นชนชั้นใด ไหนเลยเทียบเปรียบกับเป้ยเล่อที่สี่แห่งโฮ่วจินได้?

หวงไท่จี๋ยิ้มพลางกล่าวว่าคำพูดของเรานี้เกิดผลอันใดต่อจิตใจท่าน?”

หวงสือถูกอีกฝ่ายล่วงรู้ความในใจ ต้องก้มศีรษะกล่าวว่าขอบพระคุณเป้ยเล่อแหยที่ชี้แนะ

หวงไท่จี๋กล่าวอีกว่าถึงแม้หวงสือท่านไม่คิดสร้างชื่อเสียง แต่เราไม่เชื่อว่าคนที่มีความรู้ความสามารถจะยอมจมปลักอยู่ หากว่าท่านมีความสงสัยใดให้ถามไถ่อย่างเต็มที่ เราจะขานไขให้กระจ่าง

หวงไท่จี๋หยิบยื่นน้ำใจให้ ไหนเลยรับเอาใว้ได้ นี่เป็นพ่อค้านักลงทุน สุดท้ายต้องรีดผลประโยชน์กลับไป

หวงสือรีบคุกเข่าลงกล่าวว่าผู้น้อยมีคุณสมบัติใด ไหนเลยรับคำพูดนี้ได้?”

หวงไท่จี๋ไม่ประคองมันกลับไป หากเดินไปนั่งโต๊ะ อ่านตำราพิชัยสงคราม หวงสือที่คุกเข่าอยู่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น หากหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา นึกทบทวนว่าตนเองกล่าวผิดไป

ผ่านไปเนิ่นนาน หวงสือที่คิดฟุ้งซ่านวุ่นวายเขม็งตึงเครียดจนหัวใจแทบขาดรอด ค่อยได้ยินคำถามคำหนึ่งว่าหากว่าเราเป็นชาวฮั่น หวงสือท่านใช่ยอมรับใช้เราหรือไม่?”

จอมทัพ พลิกแผ่นดิน (หน้า 59 - 84)

สุ้มเสียงดังทำลายความเงียบงันที่สร้างความอึดอัดแก่ผู้คนแทบขาดใจตาย หวงสือต้องระบายความขัดข้องในอกออกมาว่าถูกแล้ว

ในสายตาเรา หามีการแบ่งแยกชาวฮั่นกับนีเจินไม่

คำพูดนี้คุ้นหูยิ่ง หวงสือจำไม่ได้ว่าเคยได้ยินจากละครโทรทัศน์เรื่องใด คังซีฮ่องเต้กับเฉียนหลงฮ่องเต้ใช่เคยรับสั่งเช่นนี้หรือไม่ แต่ในความรู้สึกของหวงสือ หลายปีมานี้มันมีชีวิตอย่างลำเค็ญในแดนเหลียวตง ลาภยศที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมมีความเย้ายวนต่อมันอย่างใหญ่หลวง

หวงสือ ท่านเงยหน้าขึ้น

สุ้มเสียงของหวงไท่จี๋ดึงดูดสายตาของหวงสือไป จนประสานสบตากับอีกฝ่าย

หวงไท่จี๋กล่าวอย่างหนักแน่นว่าหากวันใดที่เรากุมอำนาจใหญ่ จะปฏิบัติต่อชาวนีเจินกับฮั่นอย่างเท่าเทียมกัน

หวงสือรับฟังจนตะลึงลาน

หวงสือท่านมีความรู้ความสามารถ แต่ยังขาดประสบการณ์ ยกตัวอย่างแผนยกทัพบุกเมืองเจิ้นเจียง ท่านกล้ารับประกันว่าราชสำนักหมิงไม่ส่งกำลังมาช่วยเหลือ หากว่าทัพหมิงยกมาจริงๆ ท่านไยมิใช่ต้องตัดศีรษะตัวเองลงมา ยุทธวิธีอื่นของท่านก็อาศัยข้อวินิจฉัยของตัวเอง ถึงแม้ว่าความรู้สึกของท่านถูกต้อง แต่ก็ไม่มีพื้นที่แสดงออก มีแต่เราสามารถหยิบยื่นโอกาสแก่ท่าน ให้ท่านแสดงฝีมือ สร้างชื่อลือเลื่องทั้งแผ่นดิน คนมีชีวิตอยู่ในโลก มิใช่คาดหวังสิ่งเหล่านี้หรือ?”

หวงไท่จี๋กล่าวอย่างยืดยาว เห็นหวงสือยังคงนิ่งเงียบงัน หวงไท่จี๋ก็ไม่ร้อนใจ ผุดลุกขึ้นกล่าวด้วยความสะท้อนใจว่าหากห่วงใยชื่อเสียงหลังจากที่หามีชีวิตไม่ นั่นเป็นความขลาดเขลาของบัณฑิตอันคร่ำครึ ลูกผู้ชายชาตรีไม่รู้รักษาตัวรอด เมื่อพบเห็นเรื่องอยุติธรรม ชักดาบลงมือให้สมใจ จึงเป็นพฤติการณ์ของชายชาติ

หวงไท่จี๋เดินมาถึงเบื้องหน้าหวงสือ จับจ้องมองตาของหวงสือ กล่าวเบาๆ ว่าหากท่านไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลง ท่านสามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ เหตุใดจึงไม่ช่วยเหลือชาวฮั่น หรือท่านไม่ต้องการให้เราเป็นปากเสียงให้กับชาวฮั่นในราชสำนักจิน ท่านไม่คิดหรือว่าไม่ต้องการช่วยเหลือพวกมัน ลูกผู้ชายชาตรีขอเพียงไม่ละอายแก่ใจ สามารถสู้หน้าฟ้าดินก็พอ ใช่หรือไม่?”

มีศาสนาหนึ่งเผยแผ่คำสอนว่า เมื่อหมอกุ่ย* ยื่นมือออกชักชวน ภาพลักษณ์อันบริสุทธิ์ของมันยังสร้างความละอายใจแก่เทียนซื่อ** แต่ว่าผู้คนธรรมดาไหนเลยเห็นซึ้งถึงโฉมหน้าของหมอกุ่ย ไหนเลยแยกแยะมันกับเทียนซื่อออกได้?

*ซาตาน

**ทูตสวรรค์

หวงสือที่คุกเข่ากับพื้น ต้องถามตัวเองในใจหวงไท่จี๋กล่าวถูกหรือผิดกันแน่?’

ไม่ว่าหวงไท่จี๋แสดงออกถึงลักษณะของราชันอย่างไร หวงสือยังรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ เห็นว่าไม่ควรเอารัดเอาเปรียบคนผู้นี้ หากท่านฮุบเหยื่อของมัน จะถูกมันกลืนกินลงไปทั้งหนังทั้งกระดูก

หวงสือขานรับว่าเป้ยเล่อแหยทำถูกต้อง แต่ว่าผู้น้อยมีเรื่องหนึ่งคิดเรียนถาม

ท่านบอกมา

ฟังว่าท่านข่านยังไม่กำหนดตัวรัชทายาท ใช่เป็นเช่นนี้หรือไม่?”

หวงไท่จี๋ไม่ตอบคำ หากย้อนถามว่าหากว่าเราสามารถสืบทอดตำแหน่งข่านโฮ่วจิน หวงสือท่านยอมรับใช้เราหรือไม่?”

ถูกแล้ว ผู้น้อยยอมรับใช้เช่นม้าลา

หวงไท่จี๋กล่าวคำประเสริฐ ประคองหวงสือขึ้นมา ทั้งยังตบฝุ่นละอองบนร่างมัน กล่าวว่าก่อนหน้านี้หวงสือท่านต้องช่วยเราเป้ยเล่อสร้างกิจการ เพื่อให้ฟูฮ่าน (ท่านข่านที่เป็นบิดา) ให้ความสำคัญกับเราเป้ยเล่อ เราจึงจะสืบตำแหน่งท่านข่านได้

ถูกแล้ว ผู้น้อยจะรับใช้เป้ยเล่อแหยจนกว่าชีวิตจะหาไม่

นับตั้งแต่พบกับหวงไท่จี๋ที่ตึกฝู่ซุ่นฟู่หม่า หวงสือไม่เคยมีวันหลับสนิทมาก่อน ยามนี้ค่อยบังเกิดความยินดี คิดอ่านในใจเรารอดชีวิตแล้ว เท่ากับมีชีวิตรอดจากความตาย

ทั้งสองฝ่ายล้วนเกิดความยินดี ระหว่างนี้หวงไท่จี๋ทางหนึ่งวางมาตรการทางทหาร ทางหนึ่งถือโอกาสรับตัวหวงสือไว้ ในประสบการณ์ของหวงไท่จี๋ ยังไม่เคยสัมผัสกับรูปแบบความคิดเช่นหวงสือมาก่อน เมื่อหวงสือยอมรับใช้ หวงไท่จี๋ย่อมเกิดความกระหยิ่มใจ

หวงสือล่วงรู้อนาคตทางการเมืองของหวงไท่จี๋ ตนเองกลับได้รับการเหลือบแลจากยอดคนท่านนี้ ย่อมเกิดความกระหยิ่มใจ ยามพลุ่งพล่านใจยังไม่ลืมเตือนสติตัวเอง ในสายตาหวงไท่จี๋ ตนเองไม่ต่างกับมดเล็กๆ ตัวหนึ่ง ยามอยู่เบื้องหน้าผู้ทรงภูมิปัญญาเช่นนี้ ต้องเก็บงำประกายไว้

หวงไท่จี๋กล่าวอีกว่าหลังจากกวาดล้างเหมาเหวินหลง ท่านยังต้องกลับเมืองกว่างหนิง ไม่เช่นนั้นจะสะกิดความสงสัยของหวังฮว่าเจิน

ทราบแล้ว

หลังจากที่กลับไป หวังฮว่าเจินต้องถามถึงการทหารของโฮ่วจิน ท่านต้องตอบตามความสัตย์ เช่นนั้นหวังฮว่าเจินจึงจะพึ่งพาหลี่หย่งเจินให้เป็นสายมากกว่าเดิม

หวงไท่จี๋ยิ้มด้วยความเมตตา กล่าวเสริมว่าความเชื่อมั่นมาจากการช่วงชิงของตัวเอง เช้าวันนี้ท่านได้รับความเชื่อมั่นจากเรา

คำพูดประโยคสุดท้ายของหวงไท่จี๋ ทำให้หวงสือนอนไม่หลับอีกหนึ่งคืน เช้าวันนี้มันคิดฆ่าหวงไท่จี๋ จากนั้นเข้าร่วมกับเหมาเหวินหลง ยามใดที่นึกถึงเรื่องนี้ หวงสือต้องด่าทอตัวเองโง่เขลาเบาปัญญา บุคคลเช่นหวงไท่จี๋ไหนเลยไว้วางใจผู้อื่นโดยง่ายดาย และไหนเลยไม่ระวังตัวได้

ผ่านไปสองวัน หลี่หย่งฟางส่งข่าวมาว่า กองทัพธรรมรอบเมืองเจิ้นเจียงรัศมีหลายร้อยลี้ล้วนไม่อาจต้านทานการจู่โจมแม้สักคราเดียว หลังจากกวาดล้างกองทัพธรรมโดยราบคาบ จะรุดมาสมทบกับหวงไท่จี๋

นอกจากข่าวดีนี้ ยังมีรายงานที่สร้างความขุ่นข้องใจแก่หวงไท่จี๋ นั่นคือเฉินจี้เสิ้งซึ่งเป็นขุนพลใต้ร่มธงของเหมาเหวินหลงฉวยโอกาสยึดทุ่งควนเตี้ยน เสริมแนวป้องกันโดยรอบ ตอนนี้ทัพโฮ่วจินไม่อาจแบ่งกำลังจัดการกับเฉินจี้เสิ้ง ได้แต่ให้ม่านกู่เอ่อไท่ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเป้ยเล่อที่สามนำกำลังจะจำกัดสะกดตรึงเฉินจี้เสิ้งไว้ มิให้ยกมาช่วยเหลือเหมาเหวินหลงได้

ยังมีขุนพลใต้ร่มธงของเหมาเหวินหลงอีกคนหนึ่งนามจางผาน โจมตีแม่ทัพต้าหมิงที่แปรพักตร์เข้าร่วมกับทัพโฮ่วจินนามหลิวซิงจว่อแตกพ่าย หลิวซิงจว่อละทิ้งเมืองจินโจวหลบหนี ยกเมืองและราษฎรให้กับจางผาน

เพราะเหตุนี้นูรฮาชื่อมิอาจไม่สั่งการให้ไต้สั้ง ซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นเป้ยเล่อใหญ่ยกกำลังไปกวาดล้างจางผาน เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งเพิ่มความกดดันแก่หวงไท่จี๋และอาหมิ่น ให้เร่งจัดการเหมาเหวินหลง เพื่อนำกำลังเข้าสู่สมรภูมิอื่น

หลี่หย่งฟางนำทหารฮั่นห้าพันนายมาถึงแล้ว ดังนั้นทัพโฮ่วจินเริ่มทำลายสิ่งกีดขวางนอกเมืองเจิ้นเจียง บนกำแพงเมืองปรากฏลูกธนูยิงตอบโต้อย่างประปราย หวงสือชมดูจนสั่นศีรษะ เห็นว่ากำลังต่อต้านของอีกฝ่ายอ่อนด้อยเกินไป

ทัพโฮ่วเจินทำลายกำแพงต่ำเตี้ยและคูเมืองนอกประตูเมืองตะวันตกก่อน วันที่สองก็ผลักดันหอสูงสำหรับใช้ยิงธนูซึ่งจัดสร้างแล้วเสร็จออกไป เหล่าไพร่พลผลัดกันปีนป่ายขึ้นบนหอยิงธนูใส่ ทั้งยังจัดกำลังขุดดิน ขนย้ายไปสุมที่เชิงกำแพงเมือง

การสู้รบคำเนินถึงตอนพลบค่ำ คูเมืองถูกถมเป็นระยะทางหลายสิบวา ทัพกลางของโฮ่วจินบังเกิดเสียงรัวม้าล่อสั่งถอนกำลัง บนหอสูงระดมยิงธนู คุ้มกันไพร่พลที่ปีนขึ้นกำแพงล่าถอย จากนั้นผลักดันหอสูงกลับมา

วันที่สองพอตื่นนอน หวงสือไปกราบพบหวงไท่จี๋ หวงไท่จี๋ที่กำลังรับประทานอาหารฉุดดึงมันนั่งลง ชักชวนให้รับประทานด้วยกัน

รอจนหวงสือรับประทานไม่ลง หวงไท่จี๋ค่อยสั่งให้ไพร่พลยกเหล้านมมา พลางกล่าวว่าในการบุกตีเมืองเมื่อคืน หวงสือท่านมีความเคลือบแคลงสงสัยหรือไม่?”

ดูเหมือนว่าทัพเราไม่ทุ่มเทอย่างสุดกำลัง

เห็นได้อย่างไร?”

ไพร่พลรักษาเมืองมีกำลังน้อยนิด เหตุใดไม่เข้าตีทั้งสี่ด้าน จะเพิ่มความกดดันแก่ฝ่ายที่ตั้งรับ?”

หวงไท่จี๋ยิ้มออกมา กล่าวว่าหากมุ่งตีด้านเดียว จะเกิดการบาดเจ็บล้มตายน้อยกว่า ไพร่พลเรามีค่า ไม่อาจสูญเสียโดยใช่เหตุ แต่ว่าท่านกล่าวไม่ผิด ทัพเราไม่ได้เข้าตีอย่างสุดกำลัง เพื่อให้เหมาเหวินหลงเกิดความคิดโชคช่วย

หวงสือครุ่นคิดแล้วค่อยเข้าใจเจตนาในเชิงลึก หวงไท่จี๋ดูออกว่าเหมาเหวินหลงไม่ต้องการฝ่าวงล้อม จึงคิดบั่นทอนกำลังรักษาเมือง จากนั้นโหมตีอย่างสุดกำลัง มิให้เหมาเหวินหลงฝ่าวงล้อมหลบหนีได้

วันนี้การต่อต้านในเมืองเจิ้นเจียงยังแข็งขัน บนหอสังเกตการณ์เหนือประตูเมืองชูธงสีแดง ปักอักษรคำรองแม่ทัพจ่งตูเมืองกว่างหนิงเหมาทหารพลเรือนบนกำแพงเมืองทุ่มก้อนหินทิ้งไม้ซุง คุกคามนักรบโฮ่วจินที่บุกขึ้นกำแพงเมืองถอยร่นขบวนแล้วขบวนเล่า สร้างความสะท้อนใจแก่หวงสือยิ่ง หากว่าแมนจูได้ครองแผ่นดิน ภายในสามร้อยปีข้างหน้ามีคนแซ่ซ้องสดุดีทัพกว่างหนิงที่สู้ตายหรือไม่?

นายทหารชาวนีเจินผู้หนึ่งวิ่งมารายงานหวงไท่จี๋อยู่หลายคำ หวงสือฟังไม่เข้าใจแม้แต่น้อย รอจนคนผู้นี้ล่าถอยไป หวงไท่จี๋ก็กล่าวกับหวงสือโดยไม่เหลียวหน้ามาว่าบนแท่นสังเกตการณ์เห็นพวกมันฉุดลากสตรีขึ้นมาบนก้อนหินไม้ซุง แสดงว่าภายในเมืองไม่มีกำลังหลงเหลืออีก

เห็นทัพโฮ่วจินสุมซ้อนภูเขาดินสุงกว่าเดิม ยิ่งมายิ่งเข้าใกล้กำแพงเมือง แต่ยังอยู่นอกขอบเขตจู่โจมของฝ่ายรักษาเมือง หวงสือกวาดมองแวบหนึ่งแล้วกล่าวเป้ยเล่อแหยเตรียมบุกตีเมืองอย่างสุดกำลังหรือไม่?”

หากว่าหลังเที่ยงโจมตีอย่างสุดกำลัง อาจตีเมืองแตก แต่ต้องเกิดความสูญเสียอย่างหนัก เที่ยงวันนี้กับยามวิกาลเพียงจู่โจมรบกวน พรุ่งนี้เช้าเปลี่ยนกำลังที่สดชื่นเข้าแทนที่ หลังเที่ยงสมควรยุติการสู้รบได้

อย่างนั้นหลังเที่ยงกับยามวิกาลยังออมกำลังไว้ ให้ฝ่ายที่รักษาเมืองเข้าใจว่าสามารถตั้งรับได้อีกหลายวัน

หวงไท่จี๋ชมเชยว่าหวงสือท่านเรียนรู้เร็วยิ่ง เป็นเช่นนี้เองกล่าวจบหันหัวม้ากลับค่าย ไม่ชมดูการสู้รบอีก

รุ่งเช้าวันที่สาม เสียงกลองศึกดังเป็นจังหวะจะโคน ทหารโฮ่วจินทุกคนแบกถุงดินใบหนึ่งโถมขึ้นภูเขาดิน เคลื่อนเข้าใกล้กำแพงเมืองโดยเร็ว ฝ่ายรักษาเมืองอยู่หลังปีกกาบนกำแพง ยิงธนูที่แน่นหนากว่าสองวันก่อน แต่ก็ถูกโล่ใหญ่ที่ริมเนินดินต้านทานไว้ หลังจากนั้นหอสูงของทัพโฮ่วจินสะกดตรึงฝ่ายรักษาเมืองไว้ได้

ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ภูเขาดินที่สูงกว่าบนกำแพงยิ่งสูงตระหง่านกว่าเดิม แต่แล้วทหารโฮ่วจินถอยร่นลงจากภูเขาดิน สร้างความสงสัยใจแก่หวงสือยิ่ง เห็นธงประจำตัวของหวงไท่จี๋โบกสะบัดหลายครา ทหารโฮ่วจินที่สองฟากข้างของภูเขาดินพากันลากดึงเส้นเชือกหยาบใหญ่จำนวนมาก ถึงแม้หวงสือไม่อาจเห็นสภาพเบื้องหน้าชัดตา แต่ดูออกว่าไม้ขนาดใหญ่ที่ข้างภูเขาดินล้มลงมาหลายต้น แผ่นไม้ที่ค้ำยันมันไว้ก็ล้มตามลงมา

พร้อมกับเสียงครืนครันเลื่อนลั่น เชิงกำแพงเกิดผงคลีคละคลุ้ง ไม้ขนาดใหญ่หน้าภูเขาดินนับร้อยต้นถูกดึงลงมา ภูเขาดินเกิดการสั่นคลอน ต่อจากนั้นโถมทับใส่กำแงเมืองเจิ้นเจียงที่อยู่ห่างไปไม่กี่เชียะ

ได้ยินเสียงระเบิดกึกก้อง หวงสือเห็นแต่หมอกสีเหลืองคละคลุ้ง ตามด้วยเสียงกลองสะท้านแก้วหูแทบแตกทำลาย ทหารโฮ่วจินหลายพันนายส่งเสียงโห่ร้อง โถมเข้ากลุ่มหมอกควันนั้น จนกลืนหายเข้าไปหมดสิ้น

ผงคลีโชยถึงเบื้องหน้าหวงไท่จี๋ หวงสือเห็นมันยกมือโบกไล่ หวงไท่จี๋ซึ่งเงี่ยหูสดับฟังตลอดเวลาพลันยืดตัวยืนตรง กล่าวว่าเมืองเจิ้นเจียงแตกแล้ว

จากนั้นใช้ภาษาแทนจูกล่าวกับไพร่พลที่ด้านข้าง ธงใหญ่สีเหลืองของทัพโฮ่วจินพลันโบกสะบัด ทัพม้านีเจินขบวนใหญ่ก็ควบขับไปทางประตูเมือง ทั้งคนและม้ากลืนหายไปในผงคลี

หลังการสู้รบ ทหารโฮ่วจินสองนายฉุดลากตัวมนุษย์โลหิตคนหนึ่งมา คนผู้นี้ถูกฟันแขนขาขาด ก้มศีรษะต่ำ ผมยาวยุ่งเหยิงเลียดไปตามพื้นดิน จนถึงหน้าม้าศึกของหวงไท่จี๋ ทหารโฮ่วจินทางขวากระชากผมเผ้ารั้งดึงศีรษะของมันขึ้นมา หวงสือก็จดจำออกว่าคนผู้นี้เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของตนเอง เป็นนายทัพเชียนจ่งทัพกว่างหนิง นามจางหยวนจื้อ

จางหยวนจื้อหลับตาลง โลหิตสีแดงฉานไหลออกจากร่องผมของมันมาถึงเปลือกตา แล้วไหลซึมเข้าปากมัน มือที่ยึดจับเส้นผมมันพอคลายออก ศีรษะของมันก็ตกห้อยลงอย่างอ่อนแรง เมื่อทัพโฮ่วจินตีประตูเมืองแตก จางหยวนจื้อร่ายรำดาบคู่สู้ตาย สังหารข้าศึกหลายคน ทำร้ายนายทหารโฮ่วจินนายหนึ่ง สุดท้ายถูกจับกุมที่ใต้ผืนธงของเหมาเหวินหลง ทหารโฮ่วจินที่จับตัวมันได้จึงฉุดลากมันมารับความดีความชอบ

หลังจากยืนยันศักดิ์ฐานะของมัน หวงไท่จี๋กวาดมองมนุษย์โลหิตด้วยความรังเกียจแวบหนึ่ง ปรากฏทหารฮั่นเข้าไปเค้นถามมัน จางหยวนจื้อที่ลืมตาไม่ขึ้นยังส่งเสียงหัวร่ออย่างเยียบเย็น กล่าวว่าเจ้าชาวตาด ใต้เท้าเหวินจากไปโดยปลอดภัยแล้ว

หวงสือเห็นทหารฮั่นกล่าววาจาอีกหลายคำ จางหยวนจื้อพลันแผดเสียงหัวร่ออกมากล่าวว่าเราไม่ได้ขายชีวิตให้กับใต้เท้าเหวิน เราเป็นนายทหารต้าหมิง ย่อมต้องเฝ้ารักษาเมืองเจิ้นเจียงให้กับเจ้าชีวิตต้าหมิง…”

คำพูดนี้ทำให้หวงสือฉุกคิดว่า เมื่อบรรพบุรุษของชาวนีเจินบุกตีเมืองจิ้นหนิง แม่ทัพบู๊ที่เฝ้ารักษาเมืองก่อนยอมจำนน ก่อนพลีชีพเพื่อชาติก็กล่าวคำเราเฝ้ารักษาผืนแผ่นดินให้กับเจ้าชีวิตเจี้ยนเยี่ยน*…” หวงสือเคยได้ยินคำนี้ หวงไท่จี๋ย่อมเคยได้ยินคำนี้เช่นกัน สร้างความโกรธแค้นแก่หวงไท่จี๋จนหวดแส้ม้าใส่อากาศธาตุคราหนึ่ง

*ชื่อปีรัชกาลของซ้องเกาจงฮ่องเต้ ซึ่งเคยทำศึกกับไต้จิน

ทหารโฮ่วจินจึงฉุดลากจางหยวนจื้อที่ปางตายไปมัดติดกับต้นเสา จากนั้นนายทหารที่ถูกมันฟันทำร้าย ซึ่งได้รับการพันบาดแผลแล้ว ลงมือแล่เนื้อมันออกมาทีละชิ้น สร้างความเจ็บปวดแก้จาวงหยวนจื้อจนสะท้านตื่นขึ้นมา พอถูกแล่ดาบหนึ่ง ก็แผดเสียงร้องคำหนึ่งว่าฆ่าทาสนีเจิน

นอกจากนายทหารที่ตั้งอกตั้งใจแล่เนื้อแล้ว มีแต่หวงสือที่แอบดูจางหยวนจื้อตลอดเวลา แต่ว่าบุคคลอื่นล้วนเห็นซึ้งชืดชาต่อการแล่เนื้อคนเป็นเช่นนี้ หาได้แยแสเหลือบแลไม่

หวงสือพยายามกล้ำกลืนน้ำตาไว้ บอกต่อแม่ทัพต้าหมิง ทั้งให้คำยืนยันต่อตนเองในใจใต้เท้าจาง สักวันหนึ่งเราจะให้ผู้คนจดจำทุกสิ่งที่เราเห็นในวันนี้

ทหารโฮ่วเจินยังมัดตัวนายทหารต้าหมิงนายหนึ่งมาถึง เมื่อพบหน้าหวงไท่จี๋ คนผู้นี้ยังเชิดหน้าไม่ยอมสยบ ทหารโฮ่วจินทางซ้ายเตะใส่ข้อพับเท้าซ้ายของมัน นายทหารนั้นเพียงเซถลาออกไปหนึ่งก้าว ยังไม่ยอมคุกเข่าลง ทหารโฮ่วจินใช้ด้ามทวนกวาดใส่รอบหนึ่ง พร้อมกับเสียงกระดูกหักดังเกรียวกราว ในที่สุดนายทหารนั้นถูกจับกดล้มลงกับพื้น

หวงสือมองดูใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของนายทหารนั้น รู้สึกหัวเข่าสั่นระริกอยู่บ้าง มันลอบปรับลมหายใจตัวเอง ไม่แสดงสีหน้าผิดปรกติออกมา ได้ยินหวงไท่จี๋ถามว่าเจ้าเรียกว่าอะไร?”

นายทหารนั้นเห็นหวงไท่จี๋สามารถพูดภาษาฮั่น ต้องงงันวูบ จากนั้นเงยหน้าขึ้นร้องว่าแหยแหย (คำเรียกตัวเองเป็นปู่) เรียกว่าเฉินจง

เหมาเหวินหลงอยู่ที่ใด?”

แหยแหยท่านเรียกว่าเฉินจง

เหมาเหวินหลงจากไปเมื่อใด?”

เราแหยแหยเรียกว่าเฉินจง

หากตอบคำถาม จะให้ท่านตายอย่างรวบรัดสมใจ

แหยแหยเรียกว่าเฉินจง ท่านย่ามันเถอะ

ขณะที่เฉินจงถูกลากตัวไป ยังด่าทอไม่ขาดปาก ต่อจากนั้นทหารโฮ่วจินลากตัวนายทหารมาอีกหลายคน ทุกคนล้วนมีปฏิกิริยาเช่นนี้ แต่สุดท้ายมีคนไม่อาจรับทัณฑ์ทรมาน สารภาพว่าเหมาเหวินหลงหลบหนีไปตั้งแต่สองวันก่อน ทิ้งนายทัพยศเชียนจ่งนามซูฉีเม่ย จางหยวนจื้อกับเฉินจงอยู่รักษาเมือง ซูฉีเม่ยถูกห่าธนูยิงทะลุร่างบนกำแพง ส่วนจางหยวนจื้อกับเฉินจงถูกแล่เนื้อทีละชิ้นแล้วตัดศีรษะ นายทหารที่เหลือก็ถูกประหารชีวิต

หวงไท่จี๋คิดจู่โจมโดยมิให้เหมาเหวินหลงตั้งตัว หารู้ไม่ว่าเหมาเหวินหลงเคยเป็นคนจรหมอนหมิ่น ยึดอาชีพหมอดูหลอกต้มคน เมื่อวันที่ทัพโฮ่วจินบุกตีเมือง เหมาเหวินหลงดูออกว่าสถานการณ์ยากกอบกู้ จึงตัดสินใจหลบหนียามวิกาล ตอนนี้กลับไปยังแคว้นโชซอนแล้ว ส่วนนายทัพที่รักษาเมืองทั้งสามสาบานสู้ตาย ทุกคนคิดอ่านตรงกันว่า พวกมันเฝ้ารักษาเมืองเจิ้นเจียงยิ่งนาน ยิ่งเปิดโอกาสให้เหมาเหวินหลงรวบรวมกำลังหวนคืนมาใหม่

หวงไท่จี๋หลังจากได้รับรายงาน ก็ออกคำสั่งติดต่อกัน รอจนที่ข้างกายเพียงหลงเหลือหวงสือคนเดียว ต้องแค่นหัวร่อกล่าวว่ากลับประเมินเหมาเหวินหลงต่ำทรามไป ยังเข้าใจว่ามันมีแต่ทิฐิอันดื้อรั้นเสียอีก

เห็นหวงสือนิ่งเงียบงัน จึงเปลี่ยนเป็นกล่าวเสียงอ่อนลงว่าการล้างเมืองในคืนนี้ หวงสือท่านคิดเข้าร่วมหรือไม่?”

หวงสือทราบว่านี่เป็นประเพณีปฏิบัติของทัพโฮ่วจิน แต่สีหน้ายังปรากฏแววไม่อาจหักใจอำมหิตได้ หวงไท่จี๋สังเกตเห็นเช่นนั้น ต้องสะกดความไม่พอใจไว้ กล่าวว่าเราดูไม่ผิดจริงๆ นี่เป็นลักษณะธาตุแท้ของท่าน หากท่านมิใช่คนเช่นนี้ เราก็ไม่ให้ความสำคัญกับท่าน แต่ว่านี่มิใช่มุ่งเป้าไปที่พวกท่านชาวฮั่น หากแต่เพื่อสะกดชาวบ้านข้างเคียง เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกมันจะไม่ร่วมรบกับทัพหมิง สามารถประกอบสัมมาชีพต่อไป อย่างนั้นการล้างเมืองเจิ้นเจียง จะช่วยชีวิตชาวฮั่นมากกว่านี้ หวงสือท่านเข้าใจหรือไม่?”

ผู้น้อยเข้าใจแล้ว

การล้างเมืองของทัพโฮ่วจินมีรายละเอียดปลีกย่อย หวงไท่จี๋สั่งห้ามฆ่าคนตามอำเภอใจ หลังจากที่เมืองแตก ทำลายการต่อต้านขัดขืนทั้งหมด ค่อยจัดสรรพื้นที่ให้ตามความดีความชอบของหน่วยต่างๆ ผู้ที่ไม่ได้ออกแรงแข็งขัน หรือไม่กล้ารุกคืบหน้า ถูกจัดให้เฝ้ารักษาเมือง ป้องกันศัตรูบุกโจมตี และขัดขวางมิให้ชาวบ้านหลบหนี

สามวันให้หลัง ทัพโฮ่วจินเก็บงานที่เหลือเสร็จสิ้น บุรุษในเมืองถูกสังหารสิ้น สามวันนี้หวงสือยืนบนกำแพงเมือง มองดูเมืองเจิ้นเจียงซึ่งมีสภาพคล้ายลานฆ่าสัตว์ รับฟังสรรพเสียงที่คล้ายดังจากขุมนรก เฝ้าถามไถ่ตัวเองในใจเราไม่ทำอะไรจริงหรือ?’

ก่อนการศึกที่เจิ้นเจียง หวงสือเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดประสงค์หลอกใช้กันและกัน มันทั้งไม่คิดเป็นโจรขายชาติ และไม่ต้องการกอบกู้เรือผุเช่นต้าหมิง แต่ตอนนี้หวงสือพบว่าหากเกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเมืองอีก มันคงยากจะรับได้ ดังนั้นขออนุญาตหวงไท่จี๋กลับเมืองกว่างหนิง

หวงไท่จี๋กล่าวถามว่าท่านเตรียมบอกกล่าวกับหวังฮว่าเจินอย่างไร ต้องการให้เราเป้ยเล่อช่วยเหลือหรือไม่?”

หวงสือกล่าวว่ามิต้องรบกวนเป้ยเล่อแหย ผู้น้อยคิดเสนอแผนการให้เป้ยเล่อพิจารณาดู

ขณะจะเสนอแผนการออกไป หวงไท่จี๋ชิงกล่าวว่าไม่ต้องแล้ว เราเชื่อในขีดความสามารถของท่าน อย่าว่าแต่เรื่องราวเกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของท่าน ย่อมต้องนึกหาข้ออ้างอย่างแนบเนียน เพียงแต่หากท่านต้องการใช้เงิน ขอให้ออกปากมา

ผู้น้อยคิดขอเงินสักร้อยตำลึง

หวงไท่จี๋ไม่ถามว่ามันคิดใช้ในทางใด เพียงกล่าวว่าเราจะเขียนใบสั่งจ่ายให้กับท่าน

ขอบพระคุณเป้ยเล่อแหยไว้วางใจ ผู้น้อยจะจารึกซึ้งใจ

หวงไท่จี๋กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่าเราได้ยินว่ามีคำกล่าวว่า หากหวังให้ประชาชาติตอบแทน ควรพบปะประชาชาติก่อน หวงสือท่านคิดตอบแทนเราอย่างไรเป็นเรื่องของท่าน แต่เราจะปฏิบัติต่อท่านอย่างไรเป็นปัญหาของเรา

หวงสือสูดลมหายใจคำหนึ่ง ขณะจะกล่าวคำสาบาน หวงไท่จี๋ก็กล่าวสืบต่อระหว่างนี้เราครุ่นคิดว่า หากท่านเข้าร่วมกับโฮ่วจินเราตั้งแต่หลายปีก่อน ตำแหน่งราชบุตรเขยคงไม่ตกแก่หลี่หย่งฟางแล้ว ทำงานให้ดีเถอะ เราไม่ได้มีเม่ยจื่อ (น้องสาว) คนเดียว

หวงสือพอรับเงินออกเดินทาง ปรากฏคนผู้หนึ่งถลันเข้ากระโจมของหวงไท่จี๋ กล่าวว่าจู่จื่อ* ต้องการให้บ่าวจัดคนสะกดรอยตามไปหรือไม่?”

*คำเรียกเจ้านาย

หวงไท่จี๋ยิ้มพลางสั่นศีรษะกล่าวว่าไม่ต้องแล้ว หากถูกพบเห็นกลับไม่เหมาะไม่ควร นี่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เราจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากมาย

บ่าวไพร่นั้นไม่กล่าวกระไร แต่สีหน้าทอแววคับข้องใจ หวงไท่จี๋จึงกล่าวควอเคอ เอ่ยถึงความเหี้ยมหาญองอาจ คนผู้นี้ย่อมไม่อาจเทียบเปรียบกับเจ้า แต่มันรอบรู้กว้างขวาง มีหลายสิ่งที่แม้แต่เรายังไม่เคยได้ยินมา คาดว่ามันคงเล่าเรียนหนังสือมากมาย เคยไปยังสถานที่มากหลาย

ควอเคอกล่าวด้วยสีหน้าเหยียดหยามว่าเพียงเป็นนักศึกษาผู้หนึ่งเท่านั้น…”

หวงไท่จี๋กล่าวว่าเป็นนักศึกษาจริง แต่มิใช่นักศึกษาธรรมดามันใช้ความอดทนอธิบาย คล้ายกับทบทวนเหตุผลที่คิดดึงตัวหวงสือเข้าร่วมว่าบัณฑิตต้าหมิงส่วนใหญ่รู้จักแต่กล่าวประโคมโอ่ บอกว่าเรียนรู้ลุ่นอวี่* ครึ่งเล่มสามารถปกครองแผ่นดินช่างน่าหัวร่อนัก แต่หวงสือผู้นี้เคยอ่านหนังสือมากมาย แต่ใส่ใจกับขั้นตอนการดำเนินการ บัณฑิตนักศึกษาความจริงหายากยิ่ง แต่บุคคลเช่นนี้หายากยิ่งกว่า

*หนังสือที่ขงจื่อกับสานุศิษย์จัดทำขึ้น เป็นหนึ่งในสี่ตำราหลักของจีน

หวงไท่จี๋หวนนึกถึงตนเองถามถึงยุทธวิธีตกหวงสือ หวงสือกลับยกอ้างเหตุการณ์ในสามก๊กมาอุปมาอุปไมย ต้องหัวร่อฮาฮากล่าวว่าคนผู้นี้แม้มีความคิดอ่านไม่เลว แต่ไม่รู้จักทำศึกสงคราม

ในความเห็นของหวงไท่จี๋ ย่อมต้องศึกษาการศึกสงครามจากการทำสงคราม แต่ว่าแต่ละการศึกมีลักษณะเฉพาะ ไม่อาจนำเอาตัวอย่างมาใช้ออก ดูจากการอุปมาอุปไมย แสดงว่าหวงสือไม่เคยผ่านศึกสงครามมาก่อน

ควอเคอกล่าวถามว่าจู่จื่อเมื่อให้ความสำคัญต่อมันถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่รั้งตัวมันไว้?”

หวงไท่จี๋กล่าวว่าปัญหาเฉพาะหน้าคือพิชิตเมืองกว่างหนิง ไม่ควรเกิดเหตุแทรกซ้อน สำหรับหวงสือ คนผู้นี้ไม่ได้ยึดถือความรักชาติบ้านเมือง หรือจงรักภักดีต่อเขจ้าชีวิต แต่ว่ามันดีต่อผู้ที่มีบุญคุณต่อมัน เรายึดถือมันเป็นประชาชาติ มันต้องตอบแทนเราอย่างแน่นอน

บนเส้นทางกลับสู่เมืองกว่างหนิง หวงสือรู้สึกผ่อนคลาย เห็นว่าสลัดหลุดจากหวงไท่จี๋มาได้แล้ว

หวงสือเข้าพบหวังฮว่าเจิน รายงานสิ่งที่ได้ยินได้เห็นในทัพโฮ่วจิน บรรยายระบบทหาร ตลอดจนยุทโธปกรณ์ของทัพโฮ่วจินให้ทราบ

หวังฮว่าเจินพึงพอใจยิ่ง เห็นว่าหวงสือล่วงลึกเข้าถ้ำเสือ ล่วงรู้ความลับทางทหารของข้าศึก นับเป็นความดีความชอบประการหนึ่ง จึงเลื่อนตำแหน่งหวงสือขึ้นเป็นรองแม่ทัพเชียนฮู่เมืองกว่างหนิง

แต่แล้วไม่นานมีข่าวร้ายจากแคว้นโชซอน ทัพโฮ่วจินส่งทัพม้าห้าพัน บุกเข้าเมืองหลงชวนของโชซอน โจมตีเหมาเหวินหลงแตกพ่ายอีกครั้ง เหมาเหวินหลงต้องปลอมตัวเป็นไพร่พล ค่อยหนีรอดจากการค้นหาของทหารโฮ่วจิน นูรฮาชื่อพอขจัดการคุกคามจากทางข้างหลัง ขั้นต่อไปเตรียมนำกำลังบุกตีเมืองกว่างหนิง

หวงสือก็เฝ้ารอช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์นี้ มันใช้ทหารคนสนิทไปยังหมู่บ้านหลิวเหอ รับตัวเจ้าม่านสงเข้าสังกัดขบวนทหารคนสนิท เช่นนี้มันจะมีคนที่ไว้วางใจอยู่ข้างกาย

วันนี้ซุนเตอกงบอกให้หวงสือมารับประทานอาหารค่ำที่บ้านของตนเอง อวดโอ่ว่าพ่อครัวของตนเองมีฝีมือในการปรุงอาหารไม่เลว

หวงสือกลับถึงบ้าน เปิดเผยคำเชิญนี้ต่อเหล่าทหารคนสนิท หัวหน้าขบวนทหารคนสนิทหยางหลูฮว่อบอกว่านี่เป็นการซื้อใจผู้คนธรรมดา จินฉิวเต๋อไม่มองเช่นนี้ หากกล่าวว่านี่แสดงว่าหาข้ออ้างให้ใต้เท้ามอบของขวัญให้ ใต้เท้าทางที่ดีจัดเตรียมของขวัญชิ้นหนึ่ง

หยางหลูฮว่อไม่เห็นด้วย กล่าวว่าใต้เท้าซุนไหนเลยหวังของขวัญจากใต้เท้าพวกเรา ตอนนี้ยังไม่ถึงเทศกาลอันใด

จินฉิวเต๋อกล่าวเสียงเย็นชาว่าอยู่ดีๆ เอาอกเอาใจ ต้องมีจุดประสงค์เคลือบแฝง

หวงสือตบโต๊ะผุดลุกขึ้น ตวาดว่าเจ้าผู้นี้ไฉนกล่าวให้ร้ายใต้เท้าซุ่น ทุกประการของเราในวันนี้ล้วนเป็นใต้เท้าซุ่นหยิบยื่นให้

จินฉิงเต๋อกล่าวเสียงแข็งว่าแต่ทุกประการของผู้น้อยเป็นใต้เท้าหยิบยื่นให้ เมื่อใต้เท้าถามถึง ผู้น้อยไม่กล้าบอก

หวงสือร้องว่าลากตัวเจ้าผู้นี้ออกไปฟาดโบย…” เหล่าทหารคนสนิทขณะจะลากตังจินฉิวเต๋อออกไป เจ้าม่านสงกลับซ่อนตัวอยู่ด้านหลังทั้งหมด ปรายตาบอกใบ้ต่อหวงสือ

หวงสือเห็นเช่นนั้น จึงเปลี่ยนเป็นกล่าวว่าหยางหลูฮว่อคุมตัวมันไว้ก่อน เจ้าม่านสงเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับเรา รอให้เรากลับจากงานเลี้ยงค่อยจัดการมัน

เมื่อภายในห้องเหลือเพียงหวงสือกับเจ้าม่านสง หวงสืออดถามมิได้ว่ามีอันใดไม่ถูกต้อง?”

เจ้าม่านสงเปลี่ยนคำเรียกหาต่อหวงสือว่าใต้เท้าท่านใช่ระวังป้องกันซุนเตอกงหรือไม่?”

หวงสือลอบตื่นตระหนก ตนเองย่อมระวังป้องกันซุนเตอกง แต่ไม่เคยบอกต่อผู้ใด ไม่ทราบว่าเจ้าม่านสงดูออกได้อย่างไร จึงผงกศีรษะคราหนึ่ง

คำตอบนี้แสดงว่าอยู่ในความคาดหมายของเจ้าม่านสง จึงกล่าวอย่างนั้นวันนี้ใต้เท้าจัดการไม่ชาญฉลาดแล้ว

หวงสือก็พบเห็นปัญหา แต่ยามกะทันหันไม่อาจสะสางความคิดอ่าน จึงถามว่าเพราะเหตุใด?”

เจ้าม่านสงไม่ตอบคำ หากย้อนถามว่าใต้เท้าคาดว่าในขบวนทหารคนสนิทมีสายของซุนเตอกงกระมัง?”

มิผิด

อย่างนั้นใต้เท้าถือว่ากระทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ตามเหตุผลนี่เป็นเรื่องเล็กน้อย ใต้เท้าไม่ควรหารือกับเราคนเดียว หากเรียกตัวทหารคนสนิททั้งหมดมา แสดงออกถึงความเที่ยงธรรม ยังมีข้อเสนอของจินฉิวเต๋อไม่ได้เกินเลยไป ใต้เท้ากลับกระโดดปราดขึ้นมาราวกับเข็มแหลมทิ่มแทงใส่ ปฏิกิริยาเช่นนี้เท่ากับว่าในใจใต้เท้าเฝ้าระวังป้องกันซุนเตอกงตลอดเวลา จึงยึดถือการหารือธรรมดาเป็นแผนอุบายประการหนึ่ง

หวงสือได้แต่ฝืนหัวร่อ กล่าวว่านี่คงเรียกว่าเป็นโจรใจหวั่นหวาดกระมัง?”

เจ้าม่านสงกล่าวอย่างจริงจังว่าถูกแล้ว ผู้คนไม่กระทำผิดมโนธรรม ไม่กลัวภูตผีเคาะประตูยามวิกาล การแสดงของใต้เท้าในวันนี้ย่ำแย่เกินไป หากว่าซุนเตอกงมิใช่ตัวโง่งม จะทราบว่าเบื้องหลังของความผิดปรกตินี้บ่งบอกว่าอะไร

ซุนเตอกงย่อมมิใช่ตัวโง่งมอยู่แล้ว ดังนั้นหวงสือถามว่ามีวิธีแก้ไขหรือไม่?”

เจ้าม่านสงกระทำเช่นกาลก่อน ก้มศีรษะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเงยหน้าขึ้นกล่าวว่าเรายังไม่มีวิธีการที่เป็นรูปธรรม แต่ชิงลงมือสยบก่อนสมควรไม่ผิดพลาด

หวงสือกล่าวอย่างสงสัยใจว่าชิงลงมือสยบก่อน?”

เจ้าม่านสงรับคำ ถ่ายทอดบอกวิธีการของมันออกมา

ค่ำวันนั้นมาถึงตึกตระกุลซุน หวงสือพอเข้าประตูใหญ่ เห็นซุนเตอกงออกมารอรับที่หน้าประตูชั้นกลาง ต้องรีบเข้าไปคารวะกล่าวว่าผู้น้องไหนเลยกล้ารบกวนให้ใต้เท้ามาต้อนรับ?”

ซุนเตอกงบอกอย่างสนิทสนมว่าไม่เป็นไร จากนั้นกล่าวกับทหารคนสนิทของตนเองว่านำคนของหวงเชียนจ่ง (แม่ทัพเชียนจ่งแซ่หวง) ไปยังด้านหลัง ต้อนรับให้ดี

คำพูดพอกล่าว เห็นหวงสือมีสีหน้าซึมเซาอยู่บ้าง จึงกล่าวด้วยความประหลาดใจว่าหวงสือ ท่านเป็นไรแล้ว?”

หวงสือฝืนหัวร่อ บอกว่าไม่มีใด แล้วกล่าวกับทหารคนสนิทของตนเองว่ายังมิรีบขอบคุณใต้เท้า

ซุนเตอกงยิ้มพลางกล่าวว่าหวงสือ พวกเราก็เข้าไปกันเถอะ

ถูกแล้ว

ทั้งสองแยกย้ายเป็นหนึ่งหน้าหนึ่งหลังเดินเข้าสู่ตึกใน ซุนเตอกงยิ้มพลางกล่าวว่าหวงสือ ท่านถือเป็นรองแม่ทัพเชียนฮู่แล้ว เมื่อมารับประทานข้าวที่บ้านเรา กลับรุดมามือเปล่า ไม่กลัวผู้ใต้บังคับบัญชาหัวร่อหรือ วันหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาพลอยเลียนแบบ ไปบ้านท่านด้วยมือเปล่าบ้าง ฮาฮา

หลังจากหัวร่อจบ พบว่าที่ด้านหลังปราศจากสุ้มเสียงอันใด ต้องเหลียวหน้าไป เห็นหวงสือหยุดเท้าแต่แรก อยู่ห่างจากตนเองราวสิบก้าว แม้ไม่เห็นสีหน้ามันชัดตา แต่ดูออกว่าหวงสือร่างสั่นระริก ซุนเตอกงจึงเดินกลับไปที่เบื้องหน้าหวงสือ กล่าวว่าหวงสือท่านเป็นไรแล้ว เรากล่าวผิดไปหรือ?”

หวงสือกล่าวอย่างสะกดข่มเพลิงโทสะไว้ว่าใต้เท้าย่อมกล่าวไม่ผิดอยู่แล้ว

ซุนเตอกงแค่นเสียงหนักๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่าหวงสือท่านเป็นคนที่เราสนับสนุนขึ้นมา มีบุญคุณน้ำใจต่อท่าน เราไม่ทราบว่าท่านมีโทสะจากที่ใด แต่เราเห็นว่าไม่ได้กระทำผิดต่อท่าน…”

มันความจริงเพียงกล่าวหยอกล้อ หวงสือกลับบันดาลโทสะขึ้นมา สร้างความความสงสัยใจแก่มันยิ่ง ขณะจะตำหนิหวงสือมีนิสัยประหลาดพิกล พลันเห็นหวงสือเงยหน้าขึ้น สองตาคล้ายกับจะมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมา

หวงสือส่งเสียงดังกว่าเดิมว่าผู้น้อยก็ไม่ได้กระทำผิดต่อใต้เท้า ใต้เท้ามอบหมายภารกิจแก่ผู้น้อย ไม่ว่าอันตรายเพียงไหน…”

เอ่ยถึงตอนนี้กล้ำกลืนคำพูดไว้ เพียงมองดูซุนเตอกงอย่างโกรธแค้น หน้าอกสะท้อนขึ้นลงตลอดเวลา

ซุนเตอกงอาศัยแสงไฟสาดส่อง เห็นประกายน้ำตาในดวงตาหวงสือ สร้างความตื่นเต้นสงสัยยิ่ง กล่าวเสียงอ่อนลงว่าเสี่ยวหวง (หวงน้อย) นี่เป็นเรื่องราวใด พวกเราไปที่ห้องหนังสือแล้วค่อยว่ากล่าว

เมื่อครู่ตอนหารือกับเจ้าม่านสง หวงสือกับมันเห็นพ้องต้องกันว่าหากพูดความจริงหลังเมามาย ออกจะซ้ำรอยเดิมเกินไป ผู้คนยามโกรธแค้น กล่าววาจาไม่ยั้งคิด กลับน่าเชื่อถือยิ่งกว่า

เมื่อมาถึงห้องหนังสือ เพลิงโทสะของหวงสือคล้ายสงบลงบ้าง แต่เอาแต่ตำหนิตัวเองสมควรตาย ร้องขอให้ซุนเตอกงเปลืองคารมมากมาย ค่อยทำความเข้าใจกับเรื่องราว

ซุนเตอกงเห็นว่าหวงสือได้รับความกดดันมากเกินไป เห็นว่ามันเป็นคนที่หวังฮว่าเจิน หาไม่ก็เป็นซุนเตอกงส่งมาสอดแนม เหตุการณ์ของทหารคนสนิทในวันนี้เป็นชนวนเหตุให้มันมีโทสะขึ้นมา พอมาถึงตึกตระกูลซุน คำกล่าวโดยไม่ตั้งใจของซุนเตอกง ทำให้หวงสือเข้าใจว่ามันคิดเคาะภูเขาสะเทือนถึงเสือ*

*ตรงกับสุภาษิตไทยว่าตีวัวกระทบคราด

ซุนเตอกงพอทราบต้นสายปลายเหตุ ต้องลอบระบายลมหายใจโล่งอก ในสายตามัน หวงสือยังคงเป็นนกโง่งมตัวหนึ่ง เห็นว่าหวงสือทั้งกระหายลาภยศสรรเสริญ ทั้งกลัวถูกลงโทษฐานไส้ศึก ถูกกดดันจนพังทลายลง ถึงแม้หวงสือระวังป้องกันมัน สร้างความขุ่นข้องใจแก่มันอยู่บ้าง แต่มันเมื่อค้นพบต้นเหตุ ก็คลี่คลายได้ไม่ยากนัก

ซุนเตอกงถามว่าหวงสือท่านทราบหรือไม่ว่าเราไฉนเรียกตัวท่านมา?”

หวงสือตอบตามความสัตย์ว่าผู้น้อยไม่ทราบ

ซุนเตอกงยิ้มพลางกล่าวว่าเพราะว่าฮูหยินเราต้องการพบท่าน อีกสักครู่ในงานเลี้ยง ฮูหยินเราจะออกมา นางต้องการรับฟังความคิดอ่านของท่าน

หวงสือมองดูซุนเตอกงอย่างเหลือเชื่อ ซุนเตอกงกล่าวให้กำลังใจว่าหวงสือท่านเป็นคนสนิทของเรา เราพึงพอใจในจรียะความประพฤติของท่าน คิดยกบุตรีให้แก่ท่าน ปีนี้นางอายุสิบเจ็ดแล้ว แต่ว่าฮูหยินเราต้องการพบท่านก่อน

ใต้เท้า ผู้น้อย…”

ซุนเตอกงยิ้มอย่างอ่อนโยนกล่าวว่าเราความจริงคิดรอจนฮูหยินพบกับท่านแล้วค่อยบ่งบอก แต่ท่านเมื่อมีเงื่อนปมในใจ เรายังคงบอกต่อท่านห่อน

หวงสือผุดลุกขึ้นคุกเข่าลงที่เบื้องหน้าซุนเตอกง จงใจสูดลมหายใจลึกๆ แล้วกล่าวใต้เท้า ผู้น้อยความจริงเพียงเป็นทหารเล็กๆ นายหนึ่ง หากปราศจากใต้เท้า ผู้น้อยจะไม่มีอันใด และมิใช่อันใดทั้งสิ้น สำหรับกับผู้น้อย ใต้เท้าถือเป็นบิดามารดาคนที่สอง ตอนนี้ใต้เท้ายังคิดยกคุณหนูให้ ผู้น้อยไม่มีสิ่งใดตอบแทนได้

หลังจากกล่าวอย่างยืดยาว ค่อยหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวสืบต่อขอฟ้าเป็นสักขี บรรพชนเป็นพยาน หากหวงสือลืมพระคุณใต้เท้า ขอให้ถูกอสนีบาตฟาดร่าง

เหมาเหวินหลงมิเพียงเป็นแม่ทัพชาญศึก ทั้งยังเป็นเป้าที่ผู้นำทัพแดนเหลียวตงสองคนใช้โจมตีกันและกัน ผู้นำทัพทั้งสองได้แต่หวังฮว่าเจินกับสงถิงปี้

หวังฮว่าเจินรั้งตำแหน่งขุนนางซวินจู่ ดูแลกิจการด้านการปกครองและการทหาร ส่วนสงถิงปี้รั้งตำแหน่งขุนนางจิงเลวี่ย รับผิดชอบด้านการทหารโดยเฉพาะ

หวังฮว่าเจินให้การสนับสนุนเหมาเหวินหลง เห็นว่าสมควรให้ชาวเหลียวเฝ้ารักษาแดนเหลียว แต่สงถิงปี้เห็นว่าชาวเหลียวไม่ควรใช้สอย เหมาเหวินหลงรังแต่ก่อความวุ่นวาย จึงไม่ยอมส่งกำลังมาช่วยเหลือเหมาเหวินหลง

คราครั้งนี้เหมาเหวินหลงพบความพ่ายแพ้ที่เมืองเจิ้นเจียงกับที่แคว้นโชซอน สงถิงปี้จึงกล่าวประชดแดกดันหวังฮว่าเจิน ยืนยันว่าไม่สมควรใช้สอยชาวเหลียว ทั้งกล่าวหาหวังฮว่าเจินกล้าตีชิงเมืองเหลียวหยางกลับคืน ยิ่งอย่าว่าแต่คิดบุกจู่โจมทัพโฮ่วจิน

หวังฮว่าเจินโต้แย้งว่าความพ่ายแพ้ที่แคว้นโชซอนของเหมาเหวินหลง สืบเนื่องจากสงถิงปี้ไม่ยอมส่งกำลังไปช่วยเหลือเหมาเหวินหลง ดังนั้นพานสนับสนุนเหมาเหวินหลง แต่งตั้งเป็นรองแม่ทัพคุมทัพกว่างหนิง ควบตำแหน่งเหลียวตงจื่อฮุยทงจือ ทั้งตระเตรียมขยายกำลังไพร่พลในเมืองกว่างหนิงถึงสิบสองหมื่น

ทัพโฮ่วจินกระหายต้องการทราบข้อมูลของเมืองกว่างหนิง หน่วยสอดแนมที่กบดานอยู่ในเมืองพากันเคลื่อนไหว สืบเสาะมาตรการรักษาเมือง และไพร่พลที่ประจำการอยู่ภายใน ไม่เพียงแต่ทัพโฮ่วจินต้องการข้อมูลเหล่านี้ แม้แต่ขุนนางซวินฝู่แดนเหลียวตงหวังฮว่าเจินก็ต้องการทราบ

ความจริงแล้วการสอบทานประจำปีจะกระทำในเดือนสิบสอง แต่หวังฮว่าเจินเลื่อนขึ้นมาเป็นเดือนสิบเอ็ด มันมอบหมายภารกิจนี้ให้กับแม่ทัพคนสนิทซุนเตอกง ซุนเตอกงก็มอบหน้าที่ตรวจสอบยุทโธปกรณ์ต่างๆ ให้แก่หวงสือ

นายทหารที่รับหน้าที่สอบทานประจำปี ความจริงจงใจหาข้อบกพร่อง จากนั้นนั่งรอให้ผู้อื่นเสนอค่าน้ำร้อนน้ำชาให้ ดังนั้นเหล่าทหารคนสนิทของหวงสือพอได้รับหน้าที่เหล่านี้ ล้วนยิ้มระรื่นออกมา

แต่แล้วพวกมันยิ้มไม่ออก หวงสือต้องการให้ตรวจสอบค่ายต่างๆ อย่างละเอียด หยางหลูฮว่อได้แต่รวบรวมนำส่งต่อหวงสือ แต่ที่ข้างหลังบังเกิดเสียงด่าทอดังระงม ทุกคนบอกว่าขุนนางใหม่เช่นหวงสือคล้ายสุนัขป่าอันหิวโหย ต้องการกัดเนื้อของทั้งหมดออกมาคำหนึ่ง

หวงสือทางหนึ่งจิบชา ทางหนึ่งพลิกดูสมุดบัญชีในมือ พบว่าลงบัญชีว่ามีหอกยาวสามพันหกร้อยเล่ม แท้ที่จริงมีเพียงสองพันสามร้อยยี่สิบห้าเล่ม ขาดไปสามส่วน ลงบัญชีว่ามีคันธนูหนึ่งพันห้าร้อยคัน แท้ที่จริงมีเพียงแปดร้อยสิบสองคัน ขาดไปห้าส่วน ชุดเกราะก็ขาดไปเจ็ดส่วน

หลังเที่ยงวันนี้ หวงสืออ่านตัวเลขเหล่านี้ต่อนายทหารที่ดูแลคลังอาวุธ นายทหารเหล่านั้นล้วนมีสีหน้าเป็นปรกติ หลังจากนั้นผู้บังคับบัญชาพวกมันรุดมาเจรจากับหวงสือ บอกว่าคุณภาพของยุทโธปกรณ์มีปัญหา อาวุธชำรุดเสียหายไปเอง จำต้องคัดออกไป

นายทหารระดับสูงเหล่านั้นยังกล่าวเป็นนัยว่า หากหวงสือเก่งกล้าสามารถ ก็ทำหนังสือถึงเบื้องบน ขอให้จัดสรรอาวุธมาใหม่ ชดเชยจำนวนที่ขาดไป

หลายวันนี้หวงสือยังสอบถามไพร่พลต่างๆ พบว่าไพร่พลที่เรียกชื่ออาวุธเพลิงได้มีเพียงหนึ่งส่วน ไพร่พลที่สามารถในอาวุธเพลิง ในร้อยคนมีเพียงสามสี่คน เมื่อมันเสนอปัญหานี้ออกมา นายทหารระดับสูงกลับกล่าวว่าน้องแซ่หวงเพิ่งมาถึง หาล่วงรู้รายละเอียดไม่ ยามปรกติหากไม่มีคำสั่งเบื้องบน พวกเรายิ่งไม่อาจยิงปืนไฟและปืนใหญ่

คำถามของหวงสือแลกมาซึ่งคำอธิบายที่ประหลาดพิกล ทั้งหมดถกเถียงถึงยามค่ำคืน หวงสือค่อยหงายไพ่ออกมาว่า ให้พวกมันอธิบายต่อขุนนางซวินฝู่แดนเหลียวตงเอง

นายทหารที่อายุสูงวัยที่สุดเสนอหน้าออกมา บอกว่าเวลาไม่เช้า ทั้งหมดไปดื่มสุราด้วยกัน หวงสือกลับปฏิเสธโดยไม่ไว้หน้า สุดท้ายเป็นเหล่าหัวหน้าขบวนทหารคนสนิทของนายทหารเหล่านั้นเชิญหยางหลูฮว่อไปดื่มสุราแทน

ทหารคนสนิทในสังกัดหวงสือล้วนชุมนุมอยู่หน้าประตู รอคอยหยางหลูฮว่อกลับมา พวกมันทราบว่าหยางหลูฮว่อพอกลับมา ต้องมีค่าน้ำร้อนน้ำชามามอบต่อทั้งหมด

ที่หน้าประตูพลันบังเกิดเสียงอึกทึกวุ่นวาย หวงสือทราบว่าหยางหลูฮว่อกลับมาแล้ว จริงดังคาดหมาย ได้ยินสุ้มเสียงมันดังขึ้นที่หน้าประตู จึงกล่าวเข้ามาเถอะ

หยางหลูฮว่อรับคำ เข้ามาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ

หวงสือกล่าวว่าให้พวกมันเข้ามาเถอะ ไม่ต้องแอบฟังที่เบื้องนอกแล้ว

เหล่าทหารคนสนิทกรูกันเข้ามา ทุกคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ดูท่าคราครั้งนี้ร่ำรวยแล้ว

หวงสือถามว่าเป็นอย่างไร หยางหลูฮว่อถูไม้ถูมือกล่าวว่าด้วยบารมีใต้เท้าคุ้มครอง พวกเราได้ค่าสุรามาบ้าง แต่ว่าใต้เท้าคงไม่เหลือบแลเงินเล็กน้อยเพียงนี้

ต่อจากนั้นรายงานผลการเจรจาต่อหวงสือว่า นายทหารดูแลคลังอาวุธยืนยอมจ่ายเงินสองร้อยตำลึง แลกกับรายงานตรวจสอบที่เข้าเกณฑ์มาตรฐานฉบับหนึ่ง

หวงสือล่วงรู้เรื่องหนึ่งว่า หากตนเองปฏิเสธไม่รับสินบน เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาต้องไม่พอใจ หนังสือประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ขุนนางมือสะอาดถูกผู้ใต้บังคับบัญชาขายทิ้ง หรือถูกทำร้าย ขุนนางที่ไม่รับสินบนคุกคามถึงตำแหน่งของผู้อื่น ทั้งขวางเส้นทางโชคลาภของผู้ใต้บังคับบัญชา หากคนผู้หนึ่งล่วงเกินผู้คนรอบข้าง อย่างนั้นแสดงว่ามันไม่พบความสำเร็จอันใด

แต่ว่าหวงสือยังคงบอกกล่าวคำพูดที่คิดอ่านไว้แต่แรกออกไปว่าเราคิดรายงานขึ้นไปตามความเป็นจริง

คำพูดพอกล่าว รอยยิ้มของเหล่าทหารคนสนิทล้วนชะงักค้าง หยางหลูฮว่อกล่าวว่าใต้เท้าโปรดพิจารณา เงินสองร้อยตำลึงถือว่าไม่น้อยแล้ว ผู้น้อยยื้อแย่งตลอดทั้งคืนค่อยได้มา

หวงสือใช้มือซ้ายหยิบต้นฉบับขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ใช้นิ้วชี้ข้างขวาดีดใส่แผ่นกระดาษเป็นเสียงดัง กล่าวว่าสิ่งที่ขาดไปมีมูลค่าหลายกมื่นตำลึง อย่างน้อยมูลค่าหลายหมื่นตำลึง เพียงขบวนนายทัพเชียนจ่งที่ประตูตะวันออกก็เกิดรูโหว่หลายหมื่นตำลึง

เหล่าทหารคนสนิทนิ่งเงียบงัน สุดท้ายเจ้าม่านสงกล่าวช้าๆ ว่าใต้เท้า นี่เกิดจากการสะสมติดต่อกันหลายรุ่น มิหนำซ้ำมีอยู่ไม่น้อยที่…”

หวงสือตัดบทว่าเราทราบว่ามีอยู่ไม่น้อยที่ถูกไพร่พลทหารขายออกไป เพราะว่าพวกมันต้องคารวะต่อผู้บังคับบัญชามันขยับแผ่นกระดาษในมือ กล่าวว่าแต่ว่าเราไหนเลยพอใจเพียงไม่กี่ร้อยตำลึงเท่านั้น?”

เหล่าทหารคนสนิทล้วนเบิกตาค้าง ชั่วครู่ค่อยเลียบเคียงถามว่าความหมายของใต้เท้าคือ…”

วันนี้หวงสือรวบรวมข้อมูลรายงานต่อซุนเตอกง ซุนเตอกงพอเอ่ยปาก ก็กล่าวสำยอกว่าครั้งนี้กวาดทรัพย์ได้ไม่น้อยกระมัง?”

หวงสือกวาดมองเหล่าทหารคนสนิทรอบกายซุนเตอกงแวบหนึ่ง ร้องขอขอสนทนากับซุนเตอกงเป็นการส่วนตัว รอจนเหล่าทหารคนสนิทล่าถอยออกไปแล้วปิดประตูลง หวงสือค่อยเสนอรายงานที่คลังอาวุธประตูตะวันออกสร้างความเสียหายหลายหมื่นตำลึงออกไป

ซุนเตอกงมีสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย รับรายงานมาอ่านดูแวบหนึ่ง ก็ทอดถอนใจกล่าวว่าหวงสือเอย ท่านเพิ่งมาถึงที่นี้ ไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ มากมาย เรื่องนี้ไม่อาจดำเนินการเช่นนี้จากนั้นใช้ความอดทนอธิบายว่าเหล่านายทหารที่ดูแลคลังอาวุธมีความผิดจริง แต่ตัวบทกฎหมายไม่ลงโทษผู้คนหมู่มาก สุดท้ายกลับกลายเป้นคลื่นกระทบฝั่ง ตำแหน่งขุนนางซวินฝู่สับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดเวลา แต่เพื่อนทหารด้วยกันอยู่ร่วมกันชั่วชีวิต หากล่วงเกินเพื่อนทหารด้วยกัน แม้ตายยังไม่ทราบว่าตายอย่างไร…”

หวงสือกล่าวตัดบทว่าเพื่อนทหารด้วยกันอันใด เพื่อนนายทหารด้วยกันของต้าหมิงหรือ?”

หวงสือเห็นว่าในเวลาเช่นนี้ต้องมีการแสดงออก จึงจะรักษาชีวิตไว้ได้ ซุนเตอกงรับฟังจนปากอ้าตาค้าง ชั่วครู่ค่อยหยิบฉวยรายงานของหวงสือไปอ่านดูอีกเที่ยวหนึ่ง สุดท้ายยกมือตบโต๊ะร้องว่านี่เป็นความดีความชอบประการหนึ่ง

ซุนเตอกงวางรายงานลง กล่าวถามว่าหวงสือ ตอนนี้ห่างจากเดือนสิบสองไม่ถึงสิบวัน ท่านมีความมั่นใจหรือ?”

หวงสือกล่าวว่าใต้เท้าวางใจ ต่อให้ผู้น้อยไม่ดื่มกินไม่หลับนอน ก็ต้องทำงานให้สำเร็จลุล่วง

ซุนเตอกงร้องคำประเสริฐ ปรบมือเรียกหาทหารคนสนิทเข้ามา ออกคำสั่งหลายคำ ไม่นานให้หลังผู้ใต้บังคับบัญชาของซุนเตอกงต่างรุดมาพร้อมหน้า

ซุนเตอกงประกาศว่าเราพบว่าการสอบทานในปีนี้มีข้อบกพร้องมากมาย จึงมีคำสั่งให้สอบใหม่จากนั้นร้องเรียกว่าหวงสือ

หวงสือขานรับว่าผู้น้อยอยู่

รองแม่ทัพเชียนฮู่เมืองกว่างหนิงหวงสือรับฟังคำสั่ง เราแต่งตั้งท่านเป็นขุนนางตูซือ มีหน้าที่สอบทานประจำปีซ้ำ ภายในห้าวันเราต้องการรายงานโดยละเอียด

ผู้น้อยรับคำสั่ง

หลังจากนั้นอีกหลายวัน เมืองกว่างหนิงปั่นป่วนวุ่นวาย ซุนเตอกงจัดสรรนายทัพเชียนจ่งหลายนายช่วยงานหวงสือ หวงสือก็เร่งรัดพวกมันตรวจสอบ ส่วนตนเองซุ่มตรวจนายทัพเชียนจ่ง พอถึงวันที่สองพบว่านายทัพเชียนจ่งผู้หนึ่งทำข้อตกลงกับผู้อื่นเป็นการส่วนตัว หวงสือจึงรายงานต่อซุนเตอกง ซุนเตอกงก็สั่งปลดนายทัพเชียนจ่งนั้นออกจากตำแหน่ง เปลี่ยนเป็นคนสนิททำงานแทน

วันนี้แม่ทัพโซ่วปี้ประจำประตูทิศเหนือเข้าพบหวงสือ พร้อมกับเสนอรายงานตรวจสอบในส่วนของตนเองขึ้นไป

หวงสือรับรายงานมา ตรวจทานทีละบรรทัด ทั้งตั้งคำถามอยู่หลายข้อ ทหารคนสนิทก็ดีดลูกคิดอยู่ด้านข้าง เสียงลูกคิดกระทบรางสร้างความตื่นเต้นตึงเครียดแก่แม่ทัพโซ่วปี้นั้นจนกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกเข้าหากัน

ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด เสียงดีดลูกคิดค่อยขาดหาย หวงสือกวาดมองปฏิกิริยาของผู้ใต้บังคับบัญชาแล้วกล่าวไม่มีปัญหาแล้ว

แม่ทัพโซ่วปี้ที่อายุสี่สิบเศษนั้นระบายลมหายใจโล่งอก ปาดหยาดเหงื่อบนใบหน้า หยางหลูฮว่อก็ส่งมันถึงประตูใหญ่

เมื่อหยางหลูฮว่อกลับมา ในมือเพิ่มเงินแท่งหนึ่ง กล่าวว่าใต้เท้า หลายวันนี้ผู้น้อยได้ค่าน้ำร้อนน้ำชาเท่ากับผู้อื่นได้รับชั่วชีวิต ตอนเข้ามามอบให้ส่วนหนึ่ง ขากลับออกไปยังมอบให้ส่วนหนึ่ง นับว่าไม่เคยมีมาก่อน

พร้อมกับงานสอบทานใหม่ คนของหวงสือยิ่งมายิ่งกระตือรือร้นคึกคัก หวงสือก็นึกยินดี มันไม่ได้ตรวจสอบว่าซุนเตอกงส่งผู้ใดมาเป็นสาย แต่เชื่อว่าสามารถชิงตัวสายผู้นี้มาได้

หวงสือตรากตรำตลอดทั้งวัน รู้สึกเหนื่อยล้า ปากยังถามว่าผู้อื่นเล่า?”

หยางหลูฮว่อเข้ามาทุบหลังทุบไหล่ให้กับหวงสือ พลางกล่าวว่าผู้ที่ทำงานสอบทานล้วนได้รับทั่วหน้า วันนี้ยังมีแม่ทัพหลายนายนำมาคารวะใต้เท้า บางส่วนถูกผู้น้อยตีกลับไป ใต้เท้า ผู้น้อยจะแจ้งตัวเลขให้ทราบ

หวงสือกล่าวว่าไม่ต้องแล้ว เราไม่มีเวลาสนใจเรื่องเหล่านี้ ท่านจัดการเองเถอะ

หลังจากเสร็จงาน หยางหลูฮว่อขอลาพัก ถือเงินไปดื่มสุรา หวงสือเรียกตัวจินฉิวเต๋อมา สั่งให้สะกดรอยตามหยางหลูฮว่อ หลังเหตุการณ์ในวันนี้ จินฉิวเต๋อกลายเป็นทหารคนสนิทที่มันไว้วางใจ จินฉิวเต๋อรับคำสั่งจากไป มันยังจับตาดูทหารคนสนิทรายอื่น ดูว่าพวกมันไปหาซุนเตอกงหรือไม่

จอมทัพ พลิกแผ่นดิน (หน้า 85 - 109)

รายงานสองฉบับส่งถึงมือซุนเตอกงตามกำหนดเวลา ฉบับหนึ่งมอบต่อขุนนางซวินฝู่หวังฮว่าเจิน ยังมีอีกฉบับหนึ่งมอบต่อซุนเตอกง ซึ่งย่อมส่งถึงทัพโฮ่วจิน สวนข้อมูลดิบทั้งหมด หวงสือเขียนเป็นภาษาอิงเหวิน* เขียนด้วยตัวเลขอาลาป๋อ** มันเชื่อว่าไม่มีผู้ใดอ่านออก หวงสือย่อมไม่ส่งให้กับซุนเตอกง หากว่ามีประโยชน์ใช้สอยอื่นอีก

* ภาษาอังกฤษ

** ตัวเลขอารบิค

ตอนนี้ซุนเตอกงเดินไปมาในห้องหนังสือ พลางพลิกดูรายงานอันหนาเตอะ ในรายงานบรรยายยุทโธปกรณ์ของหน่วยต่างๆ ทั้งแจกแจงบันทึกการฝึก ขวัญและกำลังใจของไพร่พล ตลอดจนตัวเลขที่นายทหารทั้งหลายติดสินบนให้ สุดท้ายหวงสืออาศัยข้อมูลเหล่านี้ ทำการจัดลำดับขีดความสามาถในการรบของหน่วยต่างๆ

สุดท้ายซุนเตอกงวางรายงานลง เรียกหาตำแหน่งล่าสุดของหวงสือว่าหวงตูซือ รายงานนี้เป็นท่านเขียนขึ้นหรือ?”

ถูกแล้ว เป็นผู้น้อยเขียนขึ้นเอง

ซุนเตอกงกสาดตาไปยังรายงานฉบับนั้นกล่าวว่าหวงตูซือเขียนได้ดียิ่ง

หวงสือรู้สึกว่าสายตาที่ซุนเตอกงมองดูมันเป็นครั้งสุดท้ายแปลกประหลาดอยู่บ้าง หลังจากเดินออกจากห้องหนังสือ ก็คิดวิเคราะห์สีหน้าแววตานี้

หวงสือเพิ่งลดเลี้ยวทางระเบียงไป ที่ข้างกายบังเกิดสุ้มเสียงสดใสเสียงหนึ่งดังว่าใต้เท้าหวงกระมัง?”

เห็นทางออกของระเบียงยืนไว้ด้วยหญิงสาวแต่งกายเช่นหญิงรับใช้นางหนึ่ง นางสวมชุดนวมสีเขียวขจีกับกระโปรงร้อยจีบปักลายดอกเล็กๆ หญิงรับใช้นั้นย่อกายคารวะต่อหวงสือ กล่าวว่าขอถามใต้เท้าท่านนี้ใช่ใต้เท้าหวงหรือไม่?”

หวงสือรับคำ หญิงรับใช้นั้นย่อกายคารวะอีกครา กล่าวเบาๆ ว่าบ่าวขออุกอาจถามใต้เท้าหวงสักหลายเรื่อง ได้หรือไม่?”

คำถามหลังจากคือความรักชอบด้านอาหารการกินของหวงสือ สร้างความประหลาดใจแก่หวงสืออยู่บ้าง หญิงสาวนางนี้แสดงว่าเป็นหญิงรับใช้ที่บุตรีของซุนเตอกงส่งมา ถึงแม้หวงสือได้ยินซุนเตอกงเอ่ยถึงเรื่องนี้ แต่ยังไม่มีความก้าวหน้าอันใด ตอนนี้อีกฝ่ายสอบถามถึงชีวิตประจำวันของตนเอง คล้ายเป็นการก้าวล่วงอยู่บ้าง

หญิงรับใช้ซักไซ้ไล่เลียงถึงที่สุด จากนั้นย่อการคารวะขอตัวล่าถอยเข้าสู่ตึกหลัง ทิ้งให้หวงสือยืนอยู่บนทางระเบียงแต่ผู้เดียว

ทราบมาว่าหวงสือแห่งทัพกว่างหนิงตั้งใจทำงาน มีผลงานโดดเด่น ทัพหมิงเรามีความดีความชอบต้องปูนบำเหน็จ มีข้อผิดพลาดต้องแก้ไข จึงพิชิตชัยโดยไร้ผู้ต่อต้าน ดังนั้นมอบเงินแก่หวงสือสิบตำลึง ผ้าห้าพับ ดาบวิเศษหนึ่งเล่ม เลื่อนเป็นแม่ทัพเชียนฮู่เมืองกว่างหนิง ขอให้อย่าลืมเลือนพระคุณของราชสำนัก ปฏิบัติหน้าที่เต็มความสามารถ ลงชื่อขุนนางเหลียวตงซวินฝู่

รายงานที่หวงสือส่งถึงหวังฮว่าเจินแม้ไม่ครบถ้วน แต่ก็ทำการแยกแยะขีดความสามารถในการรบของทัพหมิงประจำเมืองกว่างหนิง ทั้งจัดทำช่องตารางเช่นยุคปัจจุบัน ทำการแยกแยะประเภหน่วยต่างๆ ถึงแม้หวังฮว่าเจินไม่มีความรู้ด้านการทหาร แต่วิธีการเขียนนี้ทั้งกระชับทั้งแปลกใหม่ สร้างความยินดีแก่หวังฮว่าเจินยิ่ง ดังนั้นหลังจากที่หวังฮว่าเจินอ่านรายงานจบ ก็เรียกตัวซุนเตอกงกับหวงสือเข้าพบ

หวงสือกล่าวตอบว่าใต้เท้าหวังให้การสนับสนุน พระคุณนี้ผู้น้อยไม่ขอลืมเลือน

หวังฮว่าเจินยกมือลูบเคราหัวร่อออกมา ผายมือให้หวงสือนั่งลง ซุนเตอกงที่ด้านข้างก็กล่าวว่าขอแสดงความยินดีต่อหวงเชียนฮู่ (แม่ทัพเชียนฮู่แซ่หวง) ท่านสมัครเข้าเป็นทหารไม่กี่เดือน ก็ไต่เต้าจากไพร่พลทหารขึ้นเป็นแม่ทัพเชียนฮู่ ถึงแม้ว่าเป็นความรู้ความสามารถของท่าน แต่ก็สืบเนื่องจากได้พบกับใต้เท้าหวัง ซึ่งเฉกเช่นป๋อเล่อ* รู้จักจำแนกผู้ทรงปัญญา ค่อยมีโอกาสแสดงความสามารถออกมา

* ป๋อเล่อเป็นคนรัฐฉินยุคเลียดก๊ก ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ลักษณะของม้าดี

หวงสือรีบผุดลุกขึ้น กล่าวขอบคุณหวังฮว่าเจิน จากนั้นหันไปคารวะต่อซุนเตอกง กล่าวว่าขอบคุณใต้เท้าซุนที่สนับสนุน

หวังฮว่าเจินหัวร่อดังๆ กล่าวว่าซุนเจียงจวิน (แม่ทัพแซ่ซุน) ท่านชมเชยหวงเชียนฮู่เช่นนี้ ใช่รักบ้านเผื่อแผ่ถึงนกกาหรือไม่?” จากนั้นหันมาถามหวงสือว่าหวงเชียนฮู่แต่งงานแล้วหรือไม่?”

หวงสืองงงันวูบจึงกล่าวยังยังไม่

หวังฮว่าเจินยิ้มพลางกล่าวว่าหลังจากเรื่องส่วนรวม สมควรสนทนาถึงเรื่องส่วนตัวแล้ว หวงเชียนฮู่อายุยี่สิบเอ็ด ใกล้ยี่สิบสองแล้ว อันว่าอกตัญญูมีอยู่สาม ไร้ทายาทอยู่อันดับแรก อีกประการท่านเป็นแม่ทัพเชียนฮู่ จะไม่มีภรรยาได้อย่างไร?”

พลางหันไปทางซุนเตอกง กล่าวว่าซุนเตอกงมีบุตรีคนหนึ่ง ปีหน้าจะมีอายุสิบแปด ถึงเวลาออกเรือนแล้ว

ซุนเตอกงผงกศีรษะติดต่อกัน หวังฮว่าเจินหันมาทางหวงสืออีกครั้งกล่าวว่าบุรุษเติบโตพึงแต่งงาน สตรีเติบใหญ่ควรวิวาห์ วันนี้เราขอเป็นเยี่ยเหลา** สักครั้ง หวงสือท่านเห็นว่าบุตรีของซุนเจียงจวินใช่คู่ควรกับท่านหรือไม่?”

** แปลว่าผู้เฒ่าใต้แสงจันทร์ เป็นคำเรียกพ่อสื่อ

หวงสือสมองเลอะเลือนอลวนไม่ทราบว่าซุนเตอกงเล่นละครอันใด เหตุใดขอให้หวังฮว่าเจินเป็นสักขีพยานการแต่งงาน หวังฮว่าเจินเห็นหวงสือนิ่งอึ้งไป จึหันไปกล่าวกับซุนเตอกงว่าหวงเชียนฮู่ยินดีจนตะลึงลาน อย่างนั้นเราถามซุนเจียงจวินก่อนว่ายินยอมยกบุตรีให้กับชายหนุ่มผู้นี้หรือไม่?”

ซุนเตอกงยิ้มพลางกล่าวว่าล้วนแล้วแต่ใต้เท้าหวัง

หวังฮว่าเจินเดินทางมาหวงสือ เน้นเสียงว่าหวงเชียนฮู่ ท่านคิดดีแล้วหรือไม่?”

หวงสือแม้ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องราวใด แต่เห็นสมควรรับปากก่อน จึงกล่าวเป็นความปรารถนาของผู้น้อยอยู่แล้ว ขอบพระคุณใต้เท้าหวังที่ส่งเสริมพลางประสานมือคารวะต่อหวังฮว่าเจินจนจรดพื้น

ต่อจากนั้นหวงสือหันมาทางซุนเตอกงยืนสองเท้าแนบชิดกัน น้อมคำนับกล่าวว่าใต้เท้าชั่วชีวิตของผู้น้อยจะรักถนอมบุตรีท่าน มิให้นางได้รับความคับแค้นแม้แต่น้อย

หวังฮว่าเจินหัวร่อด้วยความยินดี หยิบพู่กันจุ่มหมึก ขีดเขียนอักษรหวัดงดงามลงบนกระดาษปากกล่าวว่าเมื่อเป็นคนดีก็ประพฤติถึงที่สุด ให้เราเขียนฮุนซู* เอง

* ปัจจุบันเป็นทะเบียนสมรส

ฮุนซูมีทั้งสิ้นสองฉบับ หวงสือกับซุนเตอกงต้องประทับตราลงนาม ต่างถือไว้ฉบับหนึ่ง ตามพิธีรีตองในหนังสือลี่จี่ การแต่งงานแบ่งเป็นหกขั้นตอน เมื่อดำเนินมาถึงราชวงศ์หมิง นอกจากราชสำนักแล้ว ผู้คนทั่วไปลดขั้นตอนเหลือเพียงถามชื่อ แจ้งวันมงคล และขอกำหนดเวลา ตอนนี้ถือว่าผ่านขั้นตอนแรกในพิธีรีตองโบราณ ได้แก่หมั้นหมายแล้ว

หลังจากนี้เป็นพิธีมอบสินสอด ฝ่ายบุรุษจะแจ้งต่อเยี่ยฟู่เยี่ยมู่ (พ่อตาแม่ยาย) ว่าผู้เขยสามารถเลี้ยงดูภรรยา นำเงินจำนวนนี้มา ขอพวกท่านให้ข้าพเจ้ารับตัวภรรยาไปเถอะ

ตามหลักการแล้ว ฝ่ายหญิงต้องตั้งข้อรังเกียจครอบครัวฝ่ายชายยากจน ไม่สามารถจัดสินสอดมา จึงขอถอนหมั้น แต่เรื่องเช่นนี้ต้องถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่ว่าสินสอดมากน้อยเท่าใด หาเป็นปัญหาสำหรับซุนเตอกงกับหวงสือ รอจนซุนเตอกงรับสินสอดของหวงสือ บุตรีของมันจะเป็นคู่หมั้นหมายของหวงสือ หวงสือคิดรับนางกลับบ้านไปเมื่อใดก็ได้ แต่นี้เพียงเป็นวิธีการ พิธีรีตองสุดท้ายคือรับเจ้าสาว ยามนี้ผู้เป็นบุตรจะร้องห่มร้องไห้ต่อบิดามารดา หมายความว่าหลังจากนี้จะอาศัยอยู่บ้านอื่น ตายที่บ้านอื่น ฝังศพที่สุสานของบ้านอื่นแล้ว

หวังฮว่าเจินกล่าวแสดงความยินดีต่อทั้งสอง จากนั้นนึกถึงเรื่องหนึ่ง ในสมัยราชวงศ์หมิง การเรียกชื่อผู้อื่นเป็นการเสียมารยาท หากว่าหวงสือเป็นคนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม หวังฮว่าเจินย่อมสามารถเรียกชื่อตรงๆ หากว่าหวงสือเป็นทหารชั้นผู้น้อย หวังฮว่าเจินยังสามารถเรียกชื่อของมัน แต่ตอนนี้หวงสือเป็นแม่ทัพเชียนฮู่ หวังฮว่าเจินยังเล็งผลเลิศต่อมัน จึงไม่ต้องการเรียกชื่อแซ่ของมันอีก

ดังนั้นหวังฮว่าเจินกล่าวว่าหวงเชียนฮู่ใช่มีสมญานามหรือไม่?”

หวงสืออึ้งไปวูบจึงกล่าวผู้น้อยไม่มี

หวังฮว่าเจินพึมพำว่าตอนนี้หวงเชียนฮู่เป็นแม่ทัพบู๊ของต้าหมิง ไหนเลยไม่มีสมญานามได้?”

หวงสือขบคิดแล้วกล่าวใต้เท้า ข้าพเจ้าใช้สมญานามอู๋ตี้ (ไร้ผู้ต่อต้าน) เป็นอย่างไร?”

หวังฮว่าเจินพึมพำคำหวงอู๋ตี๋ จากนั้นสั่นศีรษะกล่าวว่าไม่ดีนัก ออกจะลำพองไป

หวงสือก้มศีรษะครุ่นคิด หวังฮว่าเจินพลันตบโต๊ะกล่าวว่ามิสู้เรียกว่าอู๋ซัง (ไม่บาดเจ็บ) ขอให้พระโพธิสัตว์คุ้มครองท่านออกรบทุกครั้ง ล้วนกลับมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ

หวงสือกล่าวว่านี่ผู้น้อยเป็นแม่ทัพบู๊ หากออกรบทุกครั้งล้วนกลับมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ ออกจะ ออกจะ…”

หวังฮว่าเจินรู้สึกว่าฉายานามนี้ไม่ถูกต้อง จึงกล่าวออกจะคล้ายคนขลาดเขลาใช่หรือไม่?” พลางขมวดคิ้วกล่าวว่าอย่างนั้นเรียกว่าชี่ปิ้ง (ขจัดโรคา) เป็นอย่างไร?”

ฉายานามนี้ดีขึ้นบ้าง กอปรกับหวงสือเกิดความเลื่อมใสในตัวยอดขุนพลฮั่วชี่ปิ้ง* จึงกล่าวขอบพระคุณใต้เท้าประทานฉายานามให้ ผู้น้อยขอใช้ชื่อหวงชี่ปิ้งเถอะ

* ยอดขุนพลยุคไซ่ฮั่น เจ้าของอมตะวาจาที่ว่าไม่ปราบชนเผ่าซงหนู ไฉนมีครอบครัวได้หลังจากที่ตายแล้ว ฮั่นอู่ตี้มีพระบัญชาให้แกะสลักรูปม้าศึกเหยียบพวกซงหนูอยู่หน้าหลุมฝังศพฮั่วชี่ปิ้ง

หวงสือกับซุนเตอกงพออำลาจากไป หวังฮว่าเจินนึกกระหยิ่มยินดีที่รับตัวแม่ทัพแกร่งไว้คนหนึ่ง ทั้งยังกระชับความสัมพันธ์กับเหล่าแม่ทัพเมืองกว่างหนิง เห็นว่ากองกำลังนี้สามารถจัดการกับทัพโฮ่วจินแล้ว

หวังฮว่าเจินยังสั่งให้ซ่อมสร้างป้อมค่ายบนพื้นที่เหอซีหลายสิบหลัง สะสมเสบียงและดินระเบิด ทั้งสร้างหอสังเกตการณ์เลียบแม่น้ำเหลียวเหอเป็นจำนวนมาก จนเกิดความมั่นใจต่อการศึกสงครามในวันหน้า

ซุนเตอกงก็ชักชวนหวงสือกลับมายังที่พักกล่าวว่าหวังฮว่าเจินให้ความสำคัญกับท่านยิ่ง เมื่อวันก่อนถามถึงเรื่องการแต่งงานของท่าน เราบอกว่าเราคิดยกบุตรีให้กับท่าน คิดไม่ถึงวันนี้หวังฮว่าเจินอาสาเป็นพ่อสื่อ ทั้งยังเขียนฮุนซูให้ด้วยตนเอง

พลางหยิบคำสั่งแต่งตั้งของหวังฮว่าเจินออกมาอ่านดู พึมพำว่าเพียงเวลาไม่กี่เดือน ท่านไต่เต้าจากไพร่พลทหารขึ้นเป็นแม่ทัพเชียนฮู่ ด้วยระดับความเร็วเช่นนี้ ปีนี้คงได้ขึ้นเป็นแม่ทัพจื่อฮุยซื่อแล้ว

หวงสือกล่าวว่าล้วนเป็นใต้เท้าให้การสนับสนุน แต่ว่าเป็นแม่ทัพตระกูลจู* มีอันใดดี?”

* แซ่จูเป็นแซ่ของฮ่องเต้ราชวงศ์หมิง

ซุนเตอกงกล่าวว่าอย่างนั้นสิ่งนี้เล่า นี่เป็นหนังสือชมเชยของท่านข่าน

หวงสือยื่นหนังสือรับกระดาษมา นี่เป็นหนังสือชมเชยของนูรฮาชื่อที่เขียนถึงซุนเตอกงกับหวงสือ ในหนังสือกล่าวชมเชยประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูลของหวงสือเป็นพิเศษ คิดไม่ถึงว่าการทำงานรอบหนึ่ง แล้วเขียนรายงานเท็จสองฉบับ จะได้รับคำชมเชยจากต้าหมิงกับทัพโฮ่วจินพร้อมกัน

สุดท้ายซุนเตอกงส่งจดหมายปิดผนึกให้กับหวงสือฉบับหนึ่งกล่าวว่านี่เป็นซื่อเป้ยเล่อ (เป้ยเล่อที่สี่) เขียนถึงท่าน กำหนดให้ท่านเปิดอ่านแต่ผู้เดียว

หวงสือก้มศีรษะรับจดหมายมา พบว่าดวงตาซุนเตอกงแววเคลือบแคลงสงสัย น้ำเสียงคล้ายแปลกประหลาดอยู่บ้าง เป็นความอิจฉาหรืออะไร หวงสือคิดอ่านพลางซุกเก็บจดหมายไว้ในอกเสื้อ

ก่อนออกจากประตูใหญ่ หวงสือถูกหญิงรับใช้ที่พบพานเมื่อครั้งก่อนเรียกรั้งไว้ นางวิ่งกระหืดกระหอบถึงเบื้องหน้าหวงสือ กล่าวว่าขอถามใต้เท้าท่านนี้ใช่เป็นหวงชี่ปิ้งใต้เท้าหวงหรือไม่?”

หวงสือยิ้มพลางกล่าวว่าท่านก็ทราบดีว่าเป็นข้าพเจ้า

หญิงรับใช้นั้นกล่าวอย่างจริงจังว่าเรื่องนี้ยังคงถามให้แน่ชัด บ่าวจำไมได้ว่าใต้เท้าหวงมีฉายานามว่าชี่ปิ้ง

ท่าทางอันขึงขังของหญิงรับใช้ กระตุ้นให้หวงสือหัวร่อออกมากล่าวว่าข้าพเจ้าคือหวงชี่ปิ้ง

หญิงรับใช้นั้นหัวร่อด้วยความเบิกบานใจ กล่าวว่าบ่าวยังกลัวว่าหวงชี่ปิ้งมิใช่ใต้เท้าหวง อย่างนั้นก็ย่ำแย่แล้ว

นางปรับลมหายใจเป็นปรกติ เปลี่ยนเป็นเรียกหวงสือว่ากูแหย (คำเรียกสามีของคุณหนูของตัวเอง) พลางช้อนตามองหวงสืออย่างขลาดเขลา ประคองส่งห่อแพรใบหนึ่งกล่าวว่าคุณหนูฟังว่ากูแหยมาถึง จึงใช้ให้บ่าวมอบสิ่งนี้ให้แก่กูแหย

หวงสือยื่นมือรับห่อแพรมา รู้สึกมีน้ำหนักอยู่บ้าง ตามหลักแล้วสมควรซุกเก็บเอาไว้ หญิงรับใช้นั้นกระซิบบอกว่าคุณหนูต้องการให้กูแหยเปิดออกดู

หวงสือได้แต่แก้ห่อแพรออก ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง เห็นเป็นกำไลหยกขาววงหนึ่ง เมื่อถืออยู่ในมือ ให้ความรู้สึกที่เย็นเฉียบ ผิวนอกของหยกคล้ายโปร่งใส เส้นสายใยไหมที่อยู่ข้างในคล้ายแปรสภาพตามนิ้วมือที่ลูบไล้ ราวกับผนึกหมอกควันอยู่ภายใน ทั้งยังลอยขึ้นมา สายใยเป็นตัวแทนของความคิดถึง นับเป็นความหมายอันลึกล้ำ

หญิงรับใช้นั้นยืนสำรวมอยู่ข้างกายมันถามเบาๆ ว่ากูแหยชมชอบหรือไม่?”

บ่าวไพร่โดยรอบล้วนหลบลี้หนีห่าง ดูท่าหญิงรับใช้ประจำตัวคุณหนูนางนี้มีอำนาจอยู่ในตึกตระกูลซุนไม่น้อย แต่ยามอยู่เบื้องหน้าหวงสือกลับเชื่อฟังยิ่ง อาจบางทีนางต้องแต่งตามคุณหนูมา จึงคิดฝากความทรงจำอันดีแก่ผู้เป็นนาย

หวงสือยิ้มพลางกล่าวว่างดงามยิ่ง ขอบคุณคุณหนูแทนข้าพเจ้าด้วยดูท่ากำไลหยกในมือมีราคาไม่เบา แต่ต่อให้คุณหนูซุนมอบหุ่นฟางให้ตัวหนึ่ง หวงสือยังนิยมยินดี ยามนั้นกล่าวอีกว่าข้าพเจ้าสมควรเรียกหาท่านอย่างไร?”

หญิงรับใช้นั้นยิ้มพลางกล่าวว่าบ่าวจะถ่ายทอดคำพูดของกูแหยต่อคุณหนูนางพอแย้มยิ้ม ดวงตาก็โค้งราวกับวงเดือน ปากกล่าวว่ากูแหยเรียกหาบ่าวอย่างไรก็ได้ หากวันหน้ากูแหยตั้งชื่อให้ บ่าวก็นิยมชมชอบ

นางพลันชี้มือมาที่กำไลหยกในมือหวงสือกล่าวอีกว่าคุณหนูบอกว่ากูแหยต้องเข้าใจความหมายของกำไลหยกนี้

หวงสืองงงันวูบ ใช้ความคิดอย่างเร่งร้อน แต่นึกไม่ออกว่ามีหนังสือประโลมโลกเล่มใสเขียนถึงกำไลหยก ขณะจะบอกว่าไม่ทราบ เห็นหญิงรับใช้นั้นลืมตากลมโตมองดูมัน ดูเหมือนตื่นเต้นอยู่บ้าง ท่าทางอันซุกซนนี้ทำให้หวงสือนึกถึงคนผู้หนึ่ง คนที่มีศักดิ์ฐานะเดียวกับหญิงรับใช้ที่เบื้องหน้านี้หงเหนียงนั่นเอง

เมื่อนึกถึงหงเหนียง มิอาจไม่นึกถึงหอตะวันตก* เมื่อนึกถึงหอตะวันตก หวงสือก็เข้าใจกระจ่าง

* วรรณกรรมเรื่องเอกของจีน เขียนถึงความรักระหว่างนักศึกษาจางเซินกับคุณหนูชุยอิงอิง โดยมีหญิงรับใช้หงเหนียงเป็นแม่สื่อ

หินหยกเนื้อแกร่ง ละมุนไม่แปรผัน…”

หวงสือเอ่ยเอื้อนออกมา พลางจับตาดูสีหน้าของหงเหนียงเห็นขนตางอนยาวของนางหรุบลง ซ่อนตากลมโตอยู่ทางด้านหลัง พลางเม้มปากซ่อนรอยยิ้มไว้ ดูท่าเป็นแฟนนักอ่านเรื่องหอตะวันตกแล้ว

หวงสือลอบหัวร่อในใจ กล่าวสืบต่อกำไลจากจุดเริ่มไม่มีวันสิ้นสุด

หญิงรับใช้นั้นไม่อาจรอยยิ้มของนาง ต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดปาก สีหน้าท่าทีสร้างความงุนงงสงสัยแก่หวงสืออยู่บ้าง หวงสือเข้าใจความรู้สึกของคุณหนูซุนที่ตั้งคำถามผู้คน หญิงสาวในยุคสมัยนั้นคล้ายชมชอบตั้งหัวข้อทดสอบชายคนรัก หากว่าสามารถตอบถูก จะสร้างความปลาบปลื้มยินดีแก่นาง

แต่ว่ายาโถว (คำเรียกหญิงรับใช้) ท่านยินดีอันใด?

หวงสือแม้ขบคิดไม่เข้าใจ แต่ยังกล่าวว่าท่านกลับไปบอกต่อคุณหนูตามนี้เถอะ

หญิงรับใช้นั้นผงกศีรษะรับคำ ในน้ำเสียงอันสดใสเต็มไปด้วยความปีติยินดี

หวงสือยิ้มอย่างอับจนปัญญา เดินจากไปโดยไม่เหลียวหน้ากลับมาอีก เหตุผลเพียงหนึ่งเดียวที่หญิงรับใช้นี้เกิดความยินดีคือ สามีของคุณหนูนางมิใช่ชิวปา* ที่ปราศจากอารมณ์อันสุนทรีย์

* คำชิวปารวมกันจะอ่านว่าปิง แปลว่าทหารเป็นคำเรียกทหารในเชิงดูถูกเหยียดหยาม

เมื่อกลับถึงบ้าน หวงสือเปิดอ่านจดหมายที่หวงไท่จี๋เขียนถึงมัน ในจดหมายแสดงความสนใจที่หวงสือตีช่องตารางแยกประเภทของกำลังพลกับวัตถุสิ่งของ ทั้งถามคำถามเกี่ยวกับด้านนี้ ขณะเดียวกันก็ระบุว่าหวงสือทำความเข้าใจกับขีดความสามารถในการรบไม่ครบถ้วน ทั้งยังยกตัวอย่างประกอบและอธิบายเพิ่มเติม

หวงสืออ่านทบทวนหลายเที่ยว จวบกระทั่งฟ้ามืดค่ำลง ทหารคนสนิทเข้ามาจุดตะเกียงน้ำมันให้กับหวงสือ พวกมันพอล่าถอยออกไป หวงสือก็ทอดถอนใจคำหนึ่ง ยื่นจดหมายจ่อกับเปลวไฟ เผาจดหมายเป็นเถ้าถ่าน

เปลวไฟส่องต้องดวงตาของมัน ดวงตาคู่นี้คล้ายเห็นภาพของหวงไท่จี๋ขีดเขียนตัวหนังสือใต้เปลวเทียน สุดท้ายลงชื่อตัวเองไว้ที่ริมโสตคล้ายแว่วเสียงหวงไท่จี๋ดังว่า

หากหวังให้ประชาชาติตอบแทน ควรพบปะประชาชาติก่อน

หวงสือเข้าร่วมกับซุนเตอกง สามารถเข้าร่วมกับเหมาเหวินหลง ถึงกับเข้าร่วมกับฮ่องเต้ต้าหมิงองค์ปัจจุบัน แต่มันไม่กล้าเข้าร่วมกับหวงไท่จี๋ เพราะว่าหวงไท่จี๋น่ากลัวเกินไป อาจกลืนกินมันลงไปทั้งหนังกระดูก วิธีที่ชาญฉลาดคือหลีกลี้หนีห่าง

เปลวไฟดับวูบลง สายลมโชยพัดผ่าน เศษขี้เถ้าปลิวว่อนอยู่ในอากาศ หวงสือคิดอ่านในใจขออภัย ท่านปฏิบัติต่อเราเช่นประชาชาติ แต่เราไม่อาจตอบแทนท่านเช่นประชาชาติ

หลังจากนั้นไม่นาน หวงสือได้รับดจหมายเชิญจากตระกูลจางฉบับหนึ่ง บุตรชายคนที่สองของเหล่าจางกำลังจะแต่งงาน เชื้อเชิญหวงสือไปร่วมงาน หวงสือก็จัดของขวัญล้ำค่า เรียกตัวหยางหลูฮว่อกับพวกหลายคนร่วมทาง ทั้งกำชัยให้แต่งตัวภูมิฐาน

เมื่อเดินทางถึงหมู่บ้านหลิวเหอ หวงสือกับพวกในเครื่องแบบหใม่เอี่ยม ได้รับความเคารพจากชาวบ้านทั้งหลาย เหล่าจางก็เชื้อเชิญหวงสือนั่งประจำที่อันทรงเกียรติ ทหารคนสนิททั้งหลายก็ได้รับการจัดสรรสุราอาหารอย่างดี

เหล่าจางพลันกล่าวเสียงแผ่วเบาว่าสือโถว (ก้อนหิน)”

จางสู (อาแซ่จาง) โปรดบอกมา

ไม่ทราบว่าโหย่วตี้กับโยวตี้สามารถติดตามท่านไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองกว่างหนิงหรือไม่?”

คำถามนี้สร้างความลำบากใจแก่หวงสือยิ่ง ก่อนหน้านี้มันเคยคิดชักชวนบุตรของตระกูลจางไปเป็นทหาร แต่หลังจากที่ตนเองทำงานเป็นไส้ศึกให้กับทัพโฮ่วจิน ก็ไม่ต้องการให้พวกมันเสี่ยงอันตรายร่วมกับตนเอง

หวงสือนิ่งอึ้งไป ไม่ทราบนึกหาคำพูดอย่างไร เห็นดวงตาเหล่าจางทอแววผิดหวัง ต้องตัดใจกล่าวว่าจางสู ทหารคนสนิทของเราเป็นเบื้องบนแต่งตั้งลงมา เราไม่อาจเสนอชื่อบุคคลตามอำเภอใจ

เหล่าจางฝืนใจกล่าวว่าถูกแล้ว เราทราบว่าสือโถวท่านมีความลำบากใจ

สีหน้าที่ผิดหวังของเหล่าจาง สร้างความเสียใจแก่หวงสือยิ่ง นี่เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตตนเอง แต่ตนเองกลับตอบปฏิเสธมัน ทั้งยังเป็นวันมงคลสมรสของบุตรชายมัน

ระหว่างทางที่เดินทางกลับ หยางหลูฮว่ออดกล่าวมิได้ว่าใต้เท้า ถึงแม้ว่าพี่น้องตระกูลจางไม่มีผลงานอันใด รูปร่างก็ไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐาน แต่ขอเพียงเบื้องบนไม่ไต่ถาม ก็สามารถบรจุพวกมันอยู่ในตำแหน่งปาจ่ง* ของพวกเรา

* คำเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาของนายทหารยศจ่งปิง

หวงสือปฏิเสธว่าไม่ได้ ผู้ที่รับตำแหน่งปาจ่ง ต้องได้รับการยอมรับจากผู้คน

ใต้เท้าสามารถนึกหาวิธีสนับสนุนพวกมัน

หวงสือกล่าวว่าบุญคุณของตระกูลจางเป็นบุญคุณส่วนตัว เราจะตอบแทนเป็นการส่วนตัว ไม่อาจอาศัยเรื่องส่วนรวมทำการตอบแทน

หยางหลูฮว่อกวาดมองหวงสือแวบหนึ่ง กล่าวว่าใต้เท้าแบ่งแยกเรื่องส่วนตัวกับส่วนรวมอย่างชัดเจน ผู้น้อยนับถือเลื่อมใส

เนื่องเพราะหวงสือรายงานต่อซุนเตอกงว่าจะไปดื่มสุรามงคล ดังนั้นเมื่อซุนเตอกงมาตรวจแถวทหาร ก็สอบถามว่าเมื่อคืนดื่มถึงระดับใด เหตุใดไม่มีท่าทีเมาค้าง หวงสือบอกกล่าวว่าตนเองดื่มสุราน้อยนิด หาได้เมามายไม่

ซุนเตอกงฉวยโอกาสถามว่าหวงสือท่านเตรียมตบแต่งบุตรีเราเมื่อใด?”

หวงสือยิ้มอย่างกระดากกล่าวว่ายังเข้าใจว่าใต้เท้ากล่าวล้อเล่นเสียอีก

ซุนเตอกงกล่าวว่าเรื่องนี้ไหนเลยบอกกล่าวแล้วปล่อยผ่านไปได้ ออกจะไม่เป็นมงคลไปแล้ว

หวงสือกล่าวว่าใต้เท้ารักเมตตาผิดไป ผู้น้อยไม่กล้ารับ

ซุนเตอกงเน้นเสียงว่าไม่ได้ ท่านให้คนเลือกวัน จากนั้นเขียนบอกต่อเรา

หวงสือไม่คิดรีบร้อนตบแต่งบุตรีของซุนเตอกง เนื่องเพราะหวงสือทราบว่าซุนเตอกงทรยศต่อต้าหมิง จึงคิดจัดการกับมัน ดังนั้นต้องการดูว่า ระหว่างบิดากับสามี สตรีนางนี้จะเลือกผู้ใด?

วันชิวสี่* ของปีใหม่

* วันขึ้นสี่ค่ำเดือนอ้าย

ใต้เท้ามีอายุยืนร้อยปี

ในค่ายทหารบังเกิดเสียงอวยพรดังขึ้น ไพร่พลสองร้อยกว่าคนกำลังรับประทานเนื้อสุกรกับเหล้าข้าวเหนียว กล่าวอวยพรต่อผู้บังคับบัญชาที่หยิบยื่นทุกสิ่งให้กับพวกมัน

หวงสือหวงตูซือยิ้มตอบ ในใจกลับนึกเสียใจที่ไม่ได้ซื้อใจไพร่พลจนหมดสิ้น

ยุคสมัยนั้นไพร่พลต้าหมิงเกิดปมด้อย เห็นว่าตนเองเป็นราษฎรชั้นต่ำ พอถึงเทศกาลวันตรุษ พวกมันยากไร้จนไม่มีปัญญาจัดเครื่องเซ่นไหว้รำลึกถึงบรรพบุรุษ เกิดความละอายต่อบรรพชน

ผู้ใต้บังคับบัญชาของหวงสือยังดีกว่าบ้าง พวกมันเพิ่งได้รับเงินช่วยเหลือครอบครัวกับเงินเดือน คนที่มีบ้านเกิดทางเหนือซื้อหาเนื้อสุกรกับเกี๊ยว ส่วนไพร่พลที่มาจากทางใต้ก็ซื้อข้าวสารกับเหล้าข้าวเหนียว

เมื่อวานจินฉิวเต๋อลอบรายงานต่อหวงสือว่า ขณะที่เซ่นไหว้บรรพบุรุษ ไพร่พลที่ข้นแค้นต่างก็หลั่งน้ำตา นึกละอายที่ไม่มีเครื่องเซ่นไหว้ที่อุดมสมบูรณ์ หวงสือก็ยอมรับว่าวางแผนผิดพลาด หากทราบเช่นนี้แต่แรก ควรจ่ายเงินให้เหล่าไพร่พลจัดหาสิ่งของเซ่นไหว้บรรพบุรุษอย่างเต็มที่

มันความจริงเข้าใจว่าเมื่อจ่ายเงินเดือนให้ เหล่าไพร่พลจะได้ฉลองวันตรุษอย่างเบิกบานใจ ยุคสมัยนั้นการหยิบยื่นพระคุณแก่ไพร่พล มิสู้หยิบยื่นพระคุณแก่บรรพบุรุษพวกมัน

วันนี้เหล่าไพร่พลต่างได้รับเงินหนึ่งตำลึง เนื้อสุกรหนึ่งชั่ง ไก่ตัวหนึ่ง ส่วนสุราดื่มกินได้เต็มที่ เพื่อจัดเตรียมสิ่งเหล่านี้ หวงสือจับจ่ายเงินในมือออกไปจนหมดสิ้น แต่ที่หวงสือต้องการมิใช่เงินทอง หากต้องการให้เหล่าไพร่พลถวายชีวิตให้

หวงสือปล่อยให้เหล่าไพร่พลดื่มกินอย่างเต็มที่ ตนเองชักนำจินฉิวเต๋อกับเจ้าม่านสงออกจากค่าย เดินทางกลับบ้าน ส่วนหยางหลูฮว่ออยู่เฝ้าบ้าน

ทั้งหมดเพิ่งมาถึงหน้าบ้าน ได้ยินสุ้มเสียงสตรีเสียงหนึ่งกรีดร้องว่าหยางหลูฮว่อ ท่านไปตายเถอะ

เห็นหยิงสาวนางหนึ่งยืนอยู่กลางลานบ้าน ร้อนรุ่มขุ่นเคืองจนน้ำตาคลอหน่วย หยางหลูฮว่อกับพวกล้วนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน พอเห็นหวงสือมาถึง ก็ลอบล่าถอยออกไป

ที่แท้ยาโถวนางนี้ส่งจดหมายมา เห็นหวงสือไม่อยู่บ้าน จึงบอกให้ทหารคนสนิทที่อยู่เฝ้าบ้านไปตามตัวหวงสือมา นางต้องการส่งมอบจดหมายต่อหวงสือกับมือ ทหารคนสนิททั้งสามได้รับคำสั่งให้อยู่บ้าน หากไม่มีเรื่องสำคัญไม่อาจไปหาหวงสือ ส่วนค่ายทหารเป็นสถานที่หวงห้าม ยิ่งไม่อาจนำนางไป ดังนั้นนางจึงอาละวาดออกมา

หวงสือพูดถามไถ่ต้นสายปลายเหตุ ต้องกล่าวอย่างไม่พอใจว่าท่านอาละวาดอันใด หรือไม่อาจสงบจิตใจรอจนข้าพเจ้ากลับมา?”

หญิงรับใช้นั้นพอถูกตำหนิ ค่อยมีสีหน้าแตกตื่นลนลาน กล่าวว่าบ่าวทราบความผิดแล้ว ขอเหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) โปรดลงโทษคำพูดนี้กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ตาคู่งามก็เอ่อคลอด้วยน้ำตา

หวงสือเห็นเช่นนั้น กลับมือไม้ปั่นป่วนขึ้นมา ได้แต่กล่าวปลอบโยนนาง

หญิงรับใช้นางยิ้มออกมากล่าวว่าทั้งหมดนี้เป็นความผิดของบ่าวเองพลางล้วงจดหมายออกมาฉบับหนึ่ง กล่าวอีกว่านี่เป็นจดหมายของบ่าว

หวงสือรับจดหมายมา พลางกล่าวขอบคุณ หญิงรับใช้กลับคุกเข่าลง กล่าวว่าบ่าวมิกล้ารับ

หวงสือค่อยได้คิดว่า ผู้บังคับบัญชาไม่กล่าวขอบคุณ และไม่ต้องกล่าวกับผู้ใต้บังคับบัญชา ตนเองกลับรักษามารยาทของคนในศตวรรษที่ยี่สิบเจ็ด

หวงสือดึงจดหมายออกอ่านดู ที่แท้วันขึ้นหกค่ำเดือนอ้ายเป็นวันเทพเจ้าชุนเทียน หญิงสาวในหอห้องจะออกไปไหว้พระขอพร และท่องเที่ยวที่ชานเมือง คุณหนูซุนยังบอกว่าเวลาที่ตัวเองจะออกจากบ้านอีกด้วย

หวงสือผงกศีรษะกล่าวว่าทราบแล้ว สร้างความลำบากแก่ท่านแล้ว

หญิงรับใช้เผยอยิ้มกล่าวว่านี่เป็นหน้าที่ของบ่าวอยู่แล้ว

จากนั้นเดินชดช้อยจากไป ก่อนออกจากบ้าน ยังถลึงตาใส่หยางหลูฮว่ออย่างดุดัน ขู่ขวัญจนเด็กน้อยนี้หน้าซีดเผือด

หวงสือเห็นเช่นนั้นอดสัพยอกมิได้ว่าบุรุษใหญ่โตผู้หนึ่งถูกยาโถวอายุสิบกว่าปีนางหนึ่งด่าจนโงหัวไม่ขึ้น หากบอกออกไปไม่กลัวถูกผู้อื่นหัวร่อเยาะหรือ?”

ที่เหนือความคาดหมายคือ คำพูดของหวงสือไม่ได้เรียกเสียงหัวร่อของผู้คน หวงสือต้องส่งเสียงกระแอม กล่าวถามว่าเรากล่าวผิดอันใด?”

หยางหลูฮว่อกล่าวว่าใต้เท้า นางมิใช่เป็นหญิงรับใช้ประจำตัวของคุณหนูซุนหรอกหรือ?”

มิผิด เป็นไรหรือ?”

“…ไมมีใด

หวงสือขระจะถามต่อ เจ้าม่านสงชิงกล่าวว่าใต้เท้า ในจดหมายเขียนว่าอะไร ต้องการให้ผู้น้อยรับใช้หรือไม่?”

หวงสือส่งเสียงดังอืมม์ กล่าวว่ารบกวนน้องหลูฮว่าร่วมทางกับเราสักครา

ซุนเสี่ยวเหนียงจื่อ* ข้าพเจ้าขอคารวะแล้ว

หวงสือกล่าวกับหญิงสาวที่ยืนก้มศีรษะอยู่เบื้องหน้า รู้สึกมีกลิ่นหอมของแป้งฝุ่นโชยมาตามลม

คุณหนูซุนเบี่ยงตัวไปด้านข้าง เลี่ยงจากการคำนับของหวงสือ จากนั้นย่อกายคารวะตอบ กล่าวว่าหวงเจียงจวิน (แม่ทัพแซ่หวง) มีมารยาทไปแล้ว เชี่ยเซิน** ไม่กล้ารับ

* คำเรียกหญิงสาวอายุเยาว์แซ่ซุน

** คำเรียกตัวเองของหญิงสาว

หลังจากคำนับทักทาย ทั้งสองต่างนิ่งเงียบงันไป ลมในเดือนอ้ายหนาวเย็นยิ่ง หวงสือกลัวคู่หมั้นหมายถูกความเย็นแทรกซึม จึงกล่าววุนเสี่ยวเหนียงจื่อ พวกเราเดินพลางสนทนาพลาง เป็นอย่างไร?”

คุณหนูซุนรับคำว่าล้วนแล้วแต่หวงเจียงจวินจะสั่ง

ดังนั้นทั้งสองเดินช้าๆ ไปอย่างเงียบงัน คุณหนูซุนระมัดระวังตัว อยู่ล้าหลังหวงสือหนึ่งก้าว หวงสือพอชะลอฝีเท้าลง นางก็เดินช้ากว่าเดิม

หวงสือกล่าวว่าซุนเสี่ยวเหนียงจื่อ ข้าพเจ้ามีคำถามหนึ่ง ไม่ทราบสมควรถามหรือไม่?”

หวงเจียงจวินเชิญถามไถ่ เชี่ยเซินยินดีตอบทุกประการ

นางยังคงเคร่งขรึมจริงจัง แต่หวงสือนึกหาวิธีทำลายสภาพชะงักงันแล้ว มันเชื่อว่าต้องได้ผล จึงกล่าวที่ข้าพเจ้าคิดถามคือ ตอนนี้ซุนเสี่ยวเหนียงจื่อใช้แซ่ซุน หรือว่าใช้แซ่หวง?”

คุณหนูซุนกล่าวเสียงแผ่วเบาจนแทบไมได้ยินว่าเชี่ยเซินแซ่หวง

หวงสือกล่าวว่าใช่แล้ว ข้าพเจ้าก็ครุ่นคิดเช่นนี้ เมื่อหมั้นหมายกัน ท่านก็ถือเป็นคนของตระกูลหวง เมื่อครู่ข้าพเจ้าเรียกซุนเสี่ยวเหนียงจื่อ ท่านกลับขานรับ หรือว่าท่านคิดกลับคำหมั้นหมาย?”

คุณหนูซุนตอบว่าเหล่าแหยเข้าใจผิดแล้ว เชี่ยเซินไม่กล้าหันหลังให้กับสามี เพียงแต่เหล่าแหยเรียกหาอย่างไร เชี่ยเซินก็ตอบรับเช่นนั้น

หวงสือเปลี่ยนเป็นถามว่าอย่างนั้นข้าพเจ้าสมควรเรียกท่านว่าเหนียงจื่อ (คำเรียกภรรยา) ใช่หรือไม่?”

คุณหนูซุนเงยหน้าขึ้น สบสายตากับหวงสือกล่าวสั่นเครือว่าสือหลาง (ชายคนรักสือ) กล่าวถูกต้อง

เมื่อเดินต่อไป ระยะห่างของทั้งสองก็ย่นใกล้กว่าเมื่อครู่ ภายใต้คำเรียกร้องของหวงสือ คุณหนูซุนเปลี่ยนเป็นเดินเคียงคู่กับหวงสือ ทั้งสองหยุดพักที่ศาลเจ้าป้าเจ้าเขาหลังหนึ่ง ส่วนหยางหลูฮว่อและหญิงรับใช้นั้นรั้งรออยู่นอกประตู

หวงสือกล่าวว่าเหนียงจื่อมีนามว่าอะไร สามารถบอกต่อเราหรือไม่?”

คุณหนูซุนรับคำว่าย่อมสามารถ เชี่ยเซินมีชื่อตัวเดียวว่าฉิน*”

* แปลว่าพิณ

** คำเรียกพ่อตาด้วยความเคารพ

ยุคสมัยโบราณชื่อส่วนตัวของหญิงสาวเป็นความลับ ในชีวิตนอกจากบิดามารดาแล้ว ได้แต่บอกต่อสามีคนเดียว แม้แต่จักรพรรดินีเพียงพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ ก็ไม่มีผู้ใดทราบชื่อจริงของพระนาง เมื่อทราบชื่อของสตรีนางหนึ่ง หมายความว่าต้องดูแลนางไปชั่วชีวิต หวงสือขบคิดแล้วกล่าวเหนียงจื่อย่อมมีอายุน้อยกว่าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเรียกหาเหนียงจื่อเป็นเสี่ยวฉิน (ฉินน้อย) เป็นอย่างไร?”

ซุนฉินมองดูหวงสือ สีหน้าทอแววอับจนปัญญาอยู่บ้างกล่าวว่าหากว่าเหล่าแหยชมชอบ ก็เรียหาเช่นนี้เถอะ

หวงสือส่งเสียงดังอ้อกล่าวว่าดูท่าเหนียงจื่อไม่ชมชอบ ไม่ทราบว่าใต้เท้าไท่ซาน** กับใต้เท้าเยี่ยมู่เรียกหาเหนียงจื่อว่าอย่างไร?”

ซุนฉินกล่าวว่าท่านพ่อท่านแม่ล้วนเรียกข้าพเจ้าว่าอาฉินหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวเสริมว่าบางครั้งก็เรียกเฉินเอ๋อเช่นกัน

หวงสือยื่นสองมือออกโอบกอดซุนฉิน ซุนฉินสั่นสะท้านเล็กน้อย แต่ไม่ต่อต้านแข็งขืน หวงสือจึงโอบรั้งนางเข้ามาในอ้อมอก ก้มศีรษะลงสูดดมกลิ่นหอมจากเรือนผมของนาง กล่าวว่าฉินเอ๋อให้ข้าพเจ้าจูบปากสักครา

ซุนฉินพอฟัง รีบเบี่ยงศีรษะไปด้านข้าง ทางหนึ่งยกแขนกีดกัน กล่าวว่านี่ทำไม่ได้

เหตุใดทำไม่ได้ ฉินเอ๋อเป็นเหนียงจื่อของเราแล้ว อย่าว่าแต่จูบปากสักครา ต่อให้เฮอะ เฮอะก็กระทำได้

ทำไมได้จริงๆ สือหลางยังไม่ตบแต่งเชี่ยเซินเข้าบ้าน ขอสือหลางอภัยละเว้นเชี่ยเซินเถอะ

หวงสือเห้นนางขัดขืนดิ้นรน ก็ไม่บังคับขืนใจ จึงคลายมือจากการโอบกอด ซุนฉินก็ยุติการขัดขืน ขดตัวอยู่ในวงแขนของมัน หวงสือกลับกล่าวด้วยความขุ่นข้องใจอยู่บ้างว่าเมื่อเป็นสามีภรรยาในนามแล้ว ขาดเพียงพิธีรีตองสุดท้ายเท่านั้น ผลสุดท้ายกระทั่งจูบปากสักครายังไม่ได้

ซุนฉินกล่าวเสียงนุ่มนวลว่าขาดพิธีรีตองสุดท้าย ถือว่าพิธีรีตองไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ หากสือหลางรักถนอมเชี่ยเซิน ก็รีบตบแต่งเชี่ยเซินเข้าบ้านนางกะพริบตาถามว่าโปรดบอกเล่าบรรพบุรุษต่อตระกูลหวงต่อเชี่ยเซินเถอะ

หวงสือกล่าวอย่างสงสัยใจว่าเหตุใดถามถึงเรื่องนี้?”

บรรพบุรุษของสือหลางจะเป็นบรรพบุรุษของเชี่ยเซิน เชี่ยเซินย่อมต้องทราบคุณงามความดีของบรรพบุรุษ

อย่างนั้นเริ่มจากบิดาเรา ท่านพ่อเป็นครูสอนหนังสือ

มันไม่ได้บอกว่าบิดาสอนวิชาวูหลี่* เนื่องเพราะในราชวงศ์หมิง ยังไม่มีวิชาสาชานี้

* วิชาฟิสิกซ์

ซุนฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจอยู่บ้างว่าที่แท้กงกง (คำเรียกพ่อผัว) เป็นครูสอนหนังสือ

หวงสือค่อยนึกออกว่าตนเองเคยเป็นขอทาน มิน่าเล่าหญิงสาวนางนี้เพียงถามถึงบรรพบุรุษของตระกูลหวง ไม่ถามถึงบิดามารดามัน เพราะกลัวหวงสือเกิดความกระดากนั่นเอง

กลิ่นกายสาวที่หอมจรุงสร้างความเคลิบเคลิ้มแก่หวงสือ นับตั้งแต่ย้อนเวลากลับมายังยุคราชวงศ์หมิง นี่เป็นครั้งแรกที่มันรู้สึกผ่อนคลาย สลายแนวป้องกันทางจิตใจไป แต่มันยังคงถามคำถามที่ตระเตรียมไว้ว่าหากว่าข้าพเจ้ากับใต้เท้าไท่ซานรับบาดเจ็บ ท่านจะช่วยเหลือผู้ใดก่อน?”

ซุนฉินลังเลเล็กน้อยแล้วกล่าวย่อมต้องช่วยเหลือสือหลาง ส่วนท่านพ่อมีท่านแม่ดูแลเอง

หากว่ามีแต่ท่านเล่า?”

ซุนฉินครุ่นคิดแล้วกล่าวคำถามของสือหลางยากตอบได้ อย่าได้สร้างความลำบากแก่เชี่ยเซินแล้ว

หวงสือยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่าข้าพเจ้าเพียงถามดู ท่านเมื่อเป็นคนของตระกูลหวง ข้าพเจ้าย่อมต้องการให้ท่านเห็นตระกูลหวงเป็นสำคัญ

อืมม์ อันว่าแต่งออกคล้อยตามสามี ตอนนี้ยังไม่ได้แต่งออก ทุกคนล้วนเป็นสามีได้

คำกล่าวนี้สร้างความตื่นตระหนกแก่หวงสือ ต้องร้องโพล่งว่าท่านว่าอะไร ทุกคนล้วนเป็นสามีได้ นี่ไม่สมควรกล่าวจากปากกุลสตรีดีงามเช่นท่าน

ซุนฉินกล่าวอย่างสงสัยใจว่าสือหลางไม่เคยได้ยินตำนานบทนี้หรือ?”

ไม่ไม่ทราบ ท่านลองบอกมา

ซุนฉินก็บอกเล่าตำนานเรื่องราวออกมา หวงสือไม่เคยได้ยินชื่อตัวบุคคลนี้มาก่อน คล้ายกับบันทึกอยู่ในหนังสือจั่วจ้วน* บรรยายว่าบุตรเขยวางแผนฆ่าพ่อตา สร้างความเสียใจแก่ผู้เป็นบุตรี ยามฉงนงงงวยสอบถามมารดาว่า ระหว่างบิดากับสามีผู้ใดใกล้ชิดกว่า มารดานางตอบว่าทุกคนล้วนเป็นสามีได้ บิดามีเพียงหนึ่งเดียว ไหนเลยเทียบเปรียบได้?” บุตรีจึงเปิดโปงแผนร้ายของสามีต่อบิดา สุดท้ายบิดาชิงลงมือฆ่าบุตรเขยตนเอง

* ชื่อบันทึกประวัติศาสตร์ แต่งโดยจั่วกงหมิงแคว้นหลูยุคเลียดก๊ก

หลังจากกล่าวจบ ซุนฉินกล่าวอย่างหดหู่ว่าสตรีนางนั้นช่างน่าสงสาร ต้องเลือกระหว่างบิดาผู้เฒ่ากับสามีตัวเอง

หวงสือกลางหลังเย็นวะวาบ ตำนานเรื่องนี้คล้ายแต่งขึ้นให้กับตัวเองโดยเฉพาะ ต้องถามว่าท่านเห็นว่านางทำถูกหรือ?”

ซุนฉินส่ายหน้ากล่าวว่าสือหลางอย่าได้ถามแล้ว เชี่ยเซินไม่ต้องการนึกถึงเรื่องนี้

หวงสือคล้อยตามว่าถูกแล้ว ช่างน่าสงสารนักมันค่อยสะท้านตื่นจากความรักฉันบุรุษสตรี เมื่อครู่ทั้งสองตกอยู่ในห้วงอันเคลิบเคลิ้ม ทำให้หวงสือแทบลืมเลือนว่าตนเองกับซุนเตอกงต้องสู้รบคราหนึ่ง

ซุนฉินกล่าวว่าเชี่ยเซินก็เพียงกล่าวสมมติ ความหมายของเชี่ยเซินคือ บางโอกาสต้องเชื่อฟังบิดา แต่รอจนสือหลางแต่งเชี่ยเซินเข้าบ้าน เชี่ยเซินย่อมต้องถือคำพูดของชายคนรักเป็นสำคัญ

หวงสือไม่มีอารมณ์พร่ำพรอดคนรัก เห็นว่าเวลาไม่เช้า สมควรส่งซุนฉินกลับบ้านจึงกล่าวใช่แล้ว ยาโถวของฉินเอ๋อเรียกว่าอะไร?”

ซุนฉินกล่าวด้วยความไม่พอใจอยู่บ้างว่าสือหลางครอบครองหลงมองแดนสู* หรือ?”

* เป็นสุภาษิตบทหนึ่ง หมายความว่าได้คืบเอาศอก ละโมบไม่รู้จักพอ

** ต้นเชอร์รี่จีน

หวงสือยิ้มพลางกล่าวว่ามิกล้า อย่าว่าแต่แดนหลงยังไมได้ครอบครอง ไหนเลยคิดมองแดนสู?”

ซุนฉินก็ยิ้มพลางกล่าวว่าสือหลางคงหลอกตัวเอง ยาโถวนางนี้เรียกว่าไห่ถัง**”

ทั้งสองออกจากประตูศาลเจ้า เห็นไห่ถังกับหยางหลูฮว่อยืนรอบนระเบียงข้างประตู หยางหลูฮว่อถอดเสื้อคลุมออกมา วางพับกับพื้นให้ไห่ถังนั่ง ส่วนตนเองยืนต้านลมให้กับนาง

หวงสือประคองคุณหนูซุนขึ้นม้า ทั้งให้หยางหลูฮว่อจูงม้าให้กับไห่ถัง หยางหลูฮว่อทำตามคำสั่ง จัดแจงจูงม้ามา แต่ไห่ถังไม่ยอมขึ้นมา หยางหลูฮว่อก็ยืนอยู่หน้าม้าพาหนะ ถือสายบังเหียนไว้ ไม่ประคองนางขึ้นม้า

หวงสือค่อยฉุกคิดว่านี่เป็นยุคสมัยที่บุรุษสตรีไม่อาจสนิทชิดใกล้ทั้งการให้รับ จึงคิดจูงม้าให้กับคู่หมั้นหมาย ซุนฉินกลับกล่าวว่านี่จะได้อย่างไร?”

สุดท้ายให้หยางหลูฮว่อจูงม้าแทน ส่วนไห่ถังจูงม้าอีกตัวหนึ่ง หวงสือขี่ม้าพ่วงพีอีกตัวหนึ่ง

วันนี้หวงสือแสดงเรื่องขายหน้าไม่น้อย จึงไม่กลัวแสดงออกอีก จึงกระตุ้นม้าถึงข้างกายซุนฉิน บอกว่าตนเองไม่เข้าใจอันใด หากมีเรื่องใดขอให้บอกตรงๆ แต่คุณหนูซุนไม่ใคร่เชื่ออยู่บ้าง

ที่แท้ซุนฉินต้องการของที่ระลึก ไม่ทราบว่าเป็นประเพณีปฏิบัติในยุคนั้น หรือว่านางอ่านหนังสือประโลมโลก เห็นว่าตัวเองสมควรมอบสิ่งของหมั้นหมายรักให้ หวงสือทราบว่าประเพณีพอดำเนินถึงยุคหลังกลับกลายเป็นการแลกภาพถ่ายกัน แต่ตอนนี้ยังไม่มีกล้องถ่ายรูป ตนเองมีเพียงดาบคู่มือ แต่หากสิ่งของนี้ให้ก็ไม่เหมาะสม

หวงสือเด็ดดอกเหมยช่อหนึ่งมอบให้ มันสังเกตเห็นความผิดหวังในแววตานาง ถึงแม้นางบอกว่าชมชอบของขวัญชิ้นนี้ แต่ดูเหมือนว่าไม่

สุดท้ายหวงสือค่อยทำความเข้าใจว่ายุคสมัยนั้นไม่นิยมมอบดอกไม้ หากทว่าเป็นสิ่งของที่ดำรงคงอยู่เป็นเวลานาน ส่วนสิ่งที่คงอยู่เพียงไม่กี่วัน ฝ่ายหญิงถือว่าไม่เป็นมงคลอยู่บ้าง ขณะที่นางจำต้องบอกความจริง ต้องกล่าวเสียงอ้อยอิ่งว่าดอกเหมยใกล้โรยราแล้ว

หลังจากแยกทางกับคุณหนูซุน หยางหลูฮว่อกล่าวว่าคุณหนูตระกูลซุนสุภาพเรียบร้อย ใต้เท้ากับนางสนทนาเป็นเวลานาน คงพูดจาอย่างถูกคอ

เพียงแค่สนทนาปราศรัยธรรมดา

หยางหลูฮว่อส่งเสียงดังอ้อ กลับลากหางเสียงจนยาวเหยียด

หวงสือบอกกล่าวว่าเราผู้นี้กล่าววาจาไม่ยั้งคิด ทั้งไม่ล่วงรู้หลักการครองตัวในสังคม ตอนนี้คิดเรียนถามว่า เมื่อครู่เราสั่งท่านจูงม้าให้กับยาโถวนั้น พวกท่านไฉนมีปฏิกิริยาประหลาดพิกลนัก?”

หยางหลูฮว่อประสานมือ ประสานมือกล่าวว่าใต้เท้าเป็นคนทำการใหญ่ ไม่ต้องใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้

ลองบอกมาฟังดูเถอะ

หยางหลูฮว่อรับคำ มันเป็นหัวหน้าทหารองครักษ์ของหวงสือ เท่ากับเป็นมือซ้ายขวาของหวงสือ จึงกล่าวใต้เท้ายังจำภาพเหตุการณ์ที่คุณหนูซุนใช้หญิงรับใช้ของนางมาหรือไม่?”

หวงสือหวนนึกถึงเหล่าทหารคนสนิทของตนเองเคารพนบนอบต่อไห่ถัง วันนี้หยางหลูฮว่อยังทนเหน็บหนาว ยืนต้านลมให้กับนาง จึงแสร้งกล่าวอย่างปลอดโปร่งว่าพวกท่านกลัวนางหรือ?”

ถูกแล้ว ใต้เท้าเป็นวีรบุรุษผู้กล้า ไม่นำพาเรื่องเล็กน้อย แต่พวกเราไม่อาจเทียบเปรียบได้ ทางที่ดีอย่าได้ล่วงเกินคน พวกเราอาจล่วงเกินฮูหยิน แต่ต้องไม่กล้าล่วงเกินฮูหยินรอง

หวงสือทวนคำฮูหยินรอง ยกมือเกาศีรษะกล่าวว่าเราถือกำเนิดจากตระกูลยากไร้ ไม่กลัวหลูฮว่อท่านหัวร่อเยาะ ท่านบอกกล่าวเรื่องเหล่านี้ต่อเราอย่างละเอียด

หยางหลูฮว่อเกิดความประหลาดใจอยู่บ้าง มันเมื่อกล่าวเช่นนี้ คนในราชวงศ์หมิงสมควรเข้าใจ เหตุใดมันรับฟังไม่เข้าใจ

ตามประเพณีนิยมของราชวงศ์หมิง หญิงรับใช้ที่แต่งตามคุณหนูเช่นนี้ต้องเป็นอนุภรรยาเสียเก้าส่วน หากว่าหวงสือตบแต่งภรรยา เมื่อภรรยาหลวงพอตั้งครรภ์ หากเป็นครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง จะเลือกเวลานี้รับอนุภรรยา ผู้ที่รับหน้าที่นี้เป็นภรรยาหลวง นางย่อมต้องเลือกจากคนที่ตัวเองไว้วางใจ

โดยทั่วไปแล้ว หญิงรับใช้ที่แต่งตามผู้เป็นนาย มักเป็นหญิงรับใช้ส่วนตัวของคุณหนู ทำหน้าที่เฝ้าควบคุมสามีให้กับนาง สมัยราชวงศ์หมิงสตรีเป็นคนดูแลบ้าน ทุกการตัดสินใจของภรรยาถือเป็นข้อยุติ แต่ว่าภรรยาหลวงไม่อาจเผยโฉมออกไปตลอดทั้งวัน จึงใช้สอยหญิงรับใช้ประจำตัวเป็นหูเป็นตาแทน ขนบธรรมเนียมเช่นนี้แทบเป็นกฎที่ไม่ได้ประกาศ ขณะที่ครอบครัวผู้มีอันจะกินเลือกหญิงรับใช้ประจำตัวให้กับบุตรีตัวเอง ไม่เพียงต้องเฉลียวฉลาด ทั้งยังต้องมีหน้าตาหมดจด จะได้ช่วยผูกมัดจิตใจของสามีไว้

หยางหลูฮว่อพออธิบายบอกกล่าวอย่างละเอียด หวงสือต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่พบกับไห่ถังหลายครั้ง มิน่าเล่าไห่ถังชมชอบซักไซ้ถึงที่สุด ที่แท้ในนามแล้วนางถามให้กับคุณหนู แท้ที่จริงเป็นการศึกษาสามีของตัวเอง

หยางหลูฮว่อกล่าวสรุปว่าหากฮูหยินรองรังเกียจผู้ใด ผู้นั้นยากทนทานรับได้

ทุกคนคาดการณ์ว่าหวงสือจะเจริญก้าวหน้า กิจการยิ่งมายิ่งใหญ่โต ทางบ้านเป็นพื้นที่ของฮูหยินรอง ต่อให้เหล่าทหารคนสนิทได้เลื่อนเป็นนายทหารชั้นผู้น้อย แต่หากว่าฮูหยินรองฟ้องร้องต่อฮูหยิน ทั้งสองช่วยกันเป่าหูจู่เหยินข้างหมอน ก็ไม่อาจทนทานรับได้แล้ว

หยางหลูฮว่อกล่าวอีกว่าวันนั้นผู้น้อยสร้างความขุ่นเคืองใจแก่ฮูหยินรอง หากว่าฮูหยินรองผูกใจจดจำ ผู้น้อยคงย่ำแย่แล้ว ดังนั้นผู้น้อยคิดแอบบอกเรื่องของใต้เท้าต่อฮูหยินรอง คาดว่านางคงสำนึกขอบคุณผู้น้อยแล้ว

หวงสืออดอมยิ้มมิได้ ตนเองมีศักดิ์ฐานะเพียงนี้ ผู้คนทางบ้านก็ใช้ความคิดอ่านแล้ว จึงกล่าวแล้วแต่ท่านเถอะ

หยางหลูฮว่อกล่าวว่าขอบคุณใต้เท้า อย่างนั้นผู้น้อยจะรุดไปบอกกล่าวในคืนนี้

หวงสือขบคิดแล้วกล่าวท่านบังบอกต่อทั้งหมดว่า ฮูหยินรองจดจำทหารคนสนิทของเรา เราไม่พอใจยิ่ง ทั้งบอกต่อคุณหนูซุนแล้ว

หยางหลูฮว่อรับคำ จากไปด้วยความยินดี

การนัดพบระหว่างหวงสือกับคุณหนูซุน จึงแพร่กระจายออกไป ทั้งล่วงรู้ถึงหูซุนเตอกง ผู้คนต่างเข้าใจว่าหวงสือกับซุนเตอกงมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่น

เดือนอ้ายปีที่สองในรัชกาลเทียนฉี* ทัพใหญ่ของนูรฮาชื่อยกออกจากเมืองเหลียวหยาง มุ่งสู่แดนไห่โจว หน่วยสอดแนมของต้าหมิงรีบรายงานกลับถึงที่ทำการขุนนางซวินฝู่แห่งเหลียวตง

* ชื่อปีรัชกาลของหมิงซี่จงฮ่องเต้

หวงสือแจ้งต่อกำลังฝ่ายตนว่าทัพโฮ่วจินมีทหารเกาะสองหมื่น ทหารชาวฮั่นหนึ่งหมื่น กำลังสำรองสี่หมื่น มีทั้งหมดราวเจ็ดหมื่น จากนั้นออกคำสั่งว่าให้ทุกฝ่ายเตรียม ทั้งหมดล้วนเข้าประจำการ

ทราบแล้ว

เงินทองที่หวงสือขุดรีดจากหวงไท่จี๋ ล้วนแจกจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคลังอาวุธ ส่วนเงินสินบนที่ได้จากการตรวจสอบค่ายทหาร ล้วนแปลงเป็นยุทโธปกรณ์

มีคำกล่าวว่าเลี้ยงทหารพันวัน เพื่อใช้ในฉับพลันหวงสือเพาะสร้างกำลังสองร้อยนาย มิใช่เพื่อรับศึกใหญ่ครั้งนี้ หากเตรียมปะทะกับซุนเตอกง มันเห็นว่าตนเองไม่สามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ และไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้หวังฮว่าเจินเชื่อ ได้แต่ลงมือต่อซุนเตอกง

ในฐานะคนสนิทของซุนเตอกง หวงสือมั่นใจว่าสามารถจู่โจมประสบผล มันพลิกดูบันทึกการตรวจสอบประจำปีของตนเองใหม่ ซึ่งใช้ภาษาอิงเหวิน (อังกฤษ) กับตัวเลขอาลาป๋อ (อารบิค) จดบันทึกตัวเลขของปืนใหญ่ และปริมาณของดินระเบิด คิดอ่านในใจหลังจากจัดการกับซุนเตอกง จะขอดูพวกท่านแล้ว

หวงสือล่วงรู้มาตรการป้องกันของเมืองกว่างหนิงโดยกระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือ ในรายงานที่มันส่งถึงหวงไท่จี๋บังวางกับดักไว้ไม่น้อย อาศัยปืนใหญ่และอาวุธเพลิงที่เก็บรักษาในเมืองกว่างหนิง สามารถสร้างความเสียหายแก่ทัพโฮ่วจินอย่างหนัก

ตอนนี้ทุกประการดูเหมือนสะดวกราบรื่น หวงสือต้องครุ่นคิดหลังจากจัดการกับซุนเตอกง สมควรหันอาวุธหาหวงไท่จี๋สักครา

จอมทัพ พลิกแผ่นดิน (หน้า 110- 137)

กลางเดือนอ้าย ทัพหน้าของโฮ่วจินยกออกจากเขตไห่โจว มุ่งหน้ามาทางแม่น้ำเหลียวเหอ

วันเดียวกันนั้นเมืองกว่างหนิงมีคำสั่งเตรียมพร้อม ขนเส้นทางหลวงเขตเหอซี (พื้นที่ตะวันตกของแม่น้ำ) ห้ามพ่อค้าชาวบ้านเดินทางสัญจร ให้หมู่บ้านต่างๆ เพิ่มการตรวจสอบบุคคลต้องสงสัย

ที่ทำการเหลียวตงตูซื่อชุมนุมเหล่าแม่ทัพนายทอง ขุนนางซวินฝู่หวังฮว่าเจิน นั่งอยู่ตรงกลาง ด้านหลังนั่งไว้ด้วยแม่ทัพจ่งปิงเมืองกว่างหลิงนามเฉินชวี สองฟากข้างยืนไว้ด้วยแม่ทัพบู๊สามสิบกว่านาย

ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ทราบว่าแนวป้องกันริมแม่น้ำสามารถต้านทานทัพโฮ่วจินได้นานเท่าใด ดังนั้นรองแม่ทัพกว่างหนิงนามหลออี้ก่วนเสนอว่า “ใต้เท้าซวินฝู่ ผู้น้อยคาดว่าทัพโฮ่วจินต้องใช้ทางหลวงเลียบแม่น้ำซันซาคุกคามใส่เมืองกว่างหนิง อย่างนั้นต้องผ่านป้อมค่ายซีผิง ผู้น้อยคิดวางกำลังอยู่ที่ป้อมค่าย ต้านทานข้าศึกไว้ที่นอกประตู”

หวังฮว่าเจินกล่าวว่า “หลอเจียงจวิน (แม่ทัพแซ่หลอ) หากว่าทัพโฮ่วจินไม่ใช้เส้นทางสายนี้เล่า?”

หลออี้ก่วนกล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ พวกมันยกทัพใหญ่มาเจ็ดหมื่น หาใช่ส่งหน่วยสอดแนมมาเจ็ดร้อยไม่ ต่อให้ทัพม้าสามารถผละจากทางหลวง แต่สัมภาระหนักของพวกมันจะเคลื่อนที่อย่างไร ขอเพียงสามารถหยุดการเคลื่อนสัมภาระหนักของโฮ่วจิน พวกมันไม่มีโอกาสให้ฉกฉวย ย่อมต้องล่าถอยกลับไป”

เหล่าแม่ทัพเห็นว่าหลออี้ก่วนกล่าวมีเหตุผล ยามนั้นซุนเตอกงเดินออกมากล่าวว่า “ใต้เท้าซวินฝู่ ผู้น้อยเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่จะสร้างความเสียหายแก่ทัพโฮ่วจิน ถึงกับสามารถนำความสงบกลับคืนสู่แดนเหลียงตง”

มันยังเสนอเพิ่มเติม ให้จัดทัพแกร่งส่วนหนึ่งอยู่เฝ้าที่ราบตะวันตก จากนั้นวางกำลังหลักที่ป้อมเจิ้นอู่ อย่างนั้นหากทัพโฮ่วจินจัดทัพพิสดารออกจากเขตแดนมองโกล อ้อมที่ราบตะวันตกเข้าสู่พื้นที่เหอซี ก็จะถูกทัพหมิงที่ป้อมเจิ้นอู่ยันเอาไว้ หากว่าทัพโฮ่วจินเตรียมโอบล้อมที่ราบตะวันตก ป้อมเจิ้นอู่ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามก็จะยกกำลังไปถึง

คราครั้งนี้ทัพโฮ่วจินยกมาจากแดนไกล ส่วนฝ่ายตนนิ่งเฉยแทนลำบาก ขณะที่ทัพโฮ่วจินเตรียมวางกำลังประจำที่ป้อมซีผิง ฝ่ายตนจะกลุ้มกระหนาบทั้งในและนอก โค่นศัตรูผู้รุกรานในคราเดียว

หลออี้ก่วนกล่าวสนับสนุนว่า “ใต้เท้าซวินฝู่ ตามแผนของซุนเจียงจวิน ไม่อาจสูญเสียป้อมซีผิง ผู้น้อยขออาสานำกำลังไปวางแนวป้องกันที่ป้อมซีผิงเอง”

หวังฮว่าเจินอนุญาตตามที่ร้องขอ หลออี้ก่วนพอออกจการกระโจมทัพกลาง ซุนเตอกงก็กล่าวว่า “จากป้อมเจิ้นอู่ถึงป้อมซีผิง ใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งชั่วยาม เมื่อทัพโฮ่วจินล้อมตีป้อมซีผิง พวกเราจะยกไปช่วยเหลือ ตอนนั้นทัพเราต้องได้ชัยแน่นอน”

หวังฮว่าเจินตบโต๊ะเห็นชอบด้วย สุดท้ายส่งทัพหมิงประจำยี่สิบค่ายจำนวนสี่หมื่นไปยังป้อมเจิ้นอู่ ซุนเตอกงพอรับคำสั่ง กลับถึงบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้า เรียกตัวหวงสือไปหารือ

หวงสือรอที่ห้องหนังสือในตึกตระกูลซุนอยู่ก่อน ซุนเตอจงเข้าห้องหนังสือปิดประตูซุนอยู่ก่อน ซุนเตอจงเข้าห้องหนังสือปิดประตูลงกล่าวว่า “พวกเราหารือเรื่องสำคัญกัน”

พลางคลี่แผนที่ของแดนเหลียวตงออก ชี้มือไปที่ตำแหน่งของป้อมซีผิง ถ่ายทอดผลการหารือทางทหารในวันนี้ต่อหวงสือแล้วกล่าว “ป้อมซีผิงแม้อาจเป็นเส้นทางเดินทัพที่เป็นไปได้ที่สุดของทัพโฮ่วจิน แต่เราเสนอต่อหวังฮว่าเจินว่า ให้ระวังโฮ่วจินจัดทัพพิสดาร ยังคงวางกำลังสำคัญที่ป้อมเจินอู่จะปลอดภัยกว่า”

หวงสือทราบว่านี่เป็นมาตรการอันรัดกุม แต่มันทราบว่าซุนเตอกงเป็นไส้ศึก ดังนั้นทัพโฮ่วจินคงต้องใช้เส้นทางหลัก ยึดป้อมซีผิงไว้ ดังนั้นกล่าวว่า “หลอเจียงจวินเป็นแม่ทัพชาญศึก เมื่อมันอาสารักษาการณ์ คงยากตีหักป้อมซีผิงได้”

ซุนเตอกงกล่าวโดยไม่นำพาว่า “หวังฮว่าเจินสั่งให้ทิ้งทัพแกร่งอยู่เฝ้ารักษาเมืองกว่างหนิง ดังนั้นหลออี้ก่วนเพียงนำทหารคนสนิทของตัวเองรุดไป กำลังที่ป้อมซีผิงเพียงเป็นกำลังรักษาการณ์ หาใช่กองกำลังสายตรงของหลออี้ก่วนไม่ คาดว่าไม่มีขีดความสามารถในการรบเท่าใด”

หวงสือแสดงความเห็นว่า “ระหว่างป้อมเจิ้นอู่กับป้อมผิงซีใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งชั่วยาม หากหน่วยสอดแนมของทัพหมิงล่วงรู้เส้นทางของทัพใหญ่ท่านข่าน คงรีบรายงานต่อหวังฮว่าเจิน ท่านข่านยังมีเวลาตีหักป้อมซีผิงหรือ?”

ซุนเตอกงยิ้มอย่างลึกลับแฝงเลศนัยกล่าวว่า “นี่เป็นเหตุผลที่เราตามตัวท่านมา” พลางชี้มือไปจุดหลายจุดบนภาพแผนที่ ซึ่งอยู่ระหว่างป้อมซีผิงกับป้อมเจิ้นอู่ บอกกับหวงสืออยู่หลายประโยค

“เหล่าแหย (นายผู้เฒ่า)

หวงสือพอออกจากห้องหนังสือ ก็ถูกไห่ถังชักนำมายังลานตึกที่ปลอดผู้คนแห่งหนึ่ง

หวงสือชิงกล่าวว่า “อย่าได้เรียกเราเป็นเหล่าแหย เหล่าแหยของท่านคือใต้เท้าซุน”

ไห่ถังรับคำ เปลี่ยนเป็นเรียกกูแหย (คำเรียกเขยขวัญของคุณหนู) จากนั้นก้มศีรษะกล่าวว่า “บ่าวทราบความผิดแล้ว หลังจากนี้บ่าวไม่กล้าประพฤติอีก”

นางบอกกล่าวในฐานะผู้สำนึกผิดว่า วันนั้นหลังจากกลับจากส่งจดหมาย นึกทบทวนพฤติการณ์ของตัวเอง รู้สึกนึกเสียใจ จึงสารภาพต่อคุณหนูซุน ทั้งตั้งใจว่าจะรับใช้ตระกูลหวงอย่างเต็มกำลังความสามารถ

หวงสือกลั้นหัวร่อไว้ หญิงสาวนางนี้ไม่มีโอกาสแสดงภาพยนตร์ ออกจะน่าเสียดายเกินไป ในคำบอกกล่าวที่ยืดยาว กลับจับพิรุธอันใดไม่ออก

หวงสือกล่าวถามว่า “ท่่านทราบได้อย่างไรว่าเรามีโทสะต่อเรื่องนี้ เป็นหยางหลูเจินบอกต่อท่านหรือ?”

ไห่ถังตอบว่า “มิใช่ กูแหยไฉนคาดคิดเช่นนี้?”

“เพราะว่าเราเพียงบอกเรื่องนี้ต่อหยางหลูฮว่อ ท่านไม่ต้องปิดบังอีกต่อไปแล้ว”

“บ่าวไม่รู้จักหยางหลูฮว่อ และบ่าวเองไม่เคยบอกต่อผู้อื่นมาก่อน”

หวงสือดูไม่ออกว่านางเป็นหญิงสาวที่ถือคุณธรรมนัก สร้างความขุ่นข้องใจยิ่ง ร้องบอกว่า “หากไม่พูดความจริง อย่าคิดหมายเข้าบ้านเรา รีบบอกมาว่าใช่เป็นหยางหลูฮว่อบอกต่อท่านหรือไม่?”

ไห่ถังก้มศีรษะกล่าวอย่างยืนกรานว่า “มิใช่”

หวงสือบังเกิดโทสะพลุ่งขึ้นกล่าวว่า “อย่างนั้นเราไม่ถามต่อ ท่านไม่ต้องแต่งตามคุณหนูของท่านแล้ว”

ยาโถวในราชวงศ์หมิงถูกบิดามารดาขายทิ้ง ได้รับการเลี้ยงดูจากผู้เป็นนายจนเติบใหญ่ ถูกกดขี่ข่มเหงจนชาชิน โดยปรกติแล้ว ยาโถวที่มีรูปโฉมงดงามเช่นไห่ถัง ต้องตกเป็นเครื่องเล่นของเหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) หรือเส้าแหย (นายน้อย) ตลอดจนเปี่ยวเส้าแหย (ลูกพี่ลูกน้องของเส้าแหย) สุดท้ายอาจถูกยกให้แก่บ่าวไพร่ ถึงกับขายให้กับหอนางโลม

ที่ผ่านมาน้อยคนที่โชคดีได้เป็นหญิงรับใช้ประจำตัวของคุณหนู ไม่ต้องหวั่นวิตกว่าจะถูกหยามย่ำยี หากเป็นที่โปรดปรานของคุณหนูกับนายเหนือ เท่ากับปูทางให้กับตัวเอง ได้เป็นยาโถวที่แต่งออกพร้อมกับคุณหนู

ครอบครัวใหญ่ทั่วไปยอมไม่ผลักไสบุตรีตัวเองออกไปรับความลำบาก ดังนั้นผู้ที่แต่งตามคุณหนูออกไปไม่ต้องวิตกว่าจะอดอยากหิวโหย หรือถูกทิ้งขว้างเช่นผ้าเช็ดโต๊ะผืนหนึ่ง ทารกที่เกิดจากบ้านรองก็ไม่ถูกข่มเหง อย่างน้อยมีฐานะอยู่ในบ้านไม่ต่ำทราม ถึงแม้ว่านางไม่มีอิสระในการเลือกคู่ครอง แต่ในยุคสมัยนั้นผู้ใดมีทางเลือกได้?

แต่ว่าหวงสือกล่าวเพียงคำเดียว ก็ทำลายอนาคตของไห่ถัง นางเงยหน้าขึ้นช้าๆ ริมฝีปากขาวซีดไร้สีเลือด ความคับแค้นขมขื่นและเศร้าเสียใจข้ามพื้นที่ว่างระหว่างทั้งสอง ผ่านเข้าสู่คลองจักษุ ผ่านเข้าปากลำคอของหวงสือ สร้างความอัดอั้นตันใจแก่มัน จนต้องเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง

“ทราบแล้ว กูแหย”

สุ้มเสียงที่พยายามสะกดข่มกลั้นเสียงหนึ่งถ่ายทอดเข้าหูมัน ต่อจากนั้นเป็นเสียงลมหายใจอันเร่งร้อน และเสียงขยับจัดแจงเสื้อผ้าของไห่ถัง

หวงสือค่อยฉุกคิดว่าตนเองอยู่ในราชวงศ์หมิง การกระทำเช่นนี้เท่ากับเคี่ยวกรำทรมานหญิงสาวที่น่าสงสารนางหนึ่ง ต้องร้องบอกว่า “รอสักครู่”

ไห่ถังความจริงซุกมือทั้งสองซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ย่อกายต่ำลง พอฟังจึงจับจ้องมองดูหวงสือเป็นเชิงถามไถ่

หวงสือกล่าวว่า “เราถามเป็นครั้งสุดท้าย เป็นผู้ใดบอกต่อท่านว่าเรามีโทสะ?”

ไห่ถังหลับตาลง น้ำตาสองสายไหลรินลงอาบแก้ม กล่าวเสียงกระท่อนกระแท่นว่า “ไม่มีจริงๆ กูแหยอย่าได้เข้าใจคนผิดไป”

หวงสืออับจนปัญญาต่อนาง จึงกล่าว “เราไม่คิดสืบสาวอีกต่อไป แต่การพูดปดต่อเราถือว่าไม่ถูกต้อง กลับไปขอรับโทษจากคุณหนูท่านเถอะ”

“ทราบแล้ว กูแหย”

หวงสือพอกล่าวจบ สีหน้าอันเคร่งเครียดปรากฏรอยยิ้มขึ้น ไห่ถังลอบชำเลืองมองนางต้องกลั้นหัวร่อไว้

หวงสือถามว่า “ท่านไม่คิดแต่งให้กับผู้อื่นเป็นภรรยาหรือ?”

ไห่ถังสั่นศีรษะระรัว ตอบว่าไม่คิดพลางกล่าวด้วยความน่าเวทนาว่า “บ่าวทราบความผิดแล้ว ขออย่าได้ขับไล่บ่าวไป”

หวงสือบอกกล่าวว่า “เราไม่มีความคิดไล่ท่านไป แต่ว่าใต้บังคับบัญชาเรามีแม่ทัพบู๊ที่หนุ่มแน่น ส่วนใหญ่ยังไม่แต่งงาน ท่านไม่ต้องการให้มีการตบแต่งสู่ขอตามธรรมเนียมหรือ?”

“กูแหยอย่าได้หยอกล้อบ่าวอีกต่อไปแล้ว”

“นี่เป็นคำพูดจากใจจริงของเรา หากไม่ยินยอม เราก็ไม่คุกคามบังคับ”

“ในโลกมีหญิงใดไม่ต้องการเป็นภรรยาที่เปิดเผย แต่ว่าบ่าวไม่มีวาสนาเช่นนี้ ขอกูแหยอย่าได้จงใจบอกต่อบ่าวแล้ว”

หวงสือผงกศีรษะรับ เปลี่ยนเป็นสอบถามถึงท่าทีของซุนฉิน หวังว่าจะได้ทำความเข้าใจกับตัวซุนเตอกง วันนั้นหลังจากที่คุณหนูซุนพบปะหวงสือเป็นครั้งแรก ซุนเตอกงสนทนากับบุตรีอยู่ครึ่งค่อนวัน ตอนที่จากมาบุตรีมันเอาแต่ร้องไห้

ไห่ถังกล่าวว่า “คุณหนูบอกว่าจะรออีกสองวันรอรับสินสอดของกูแหย กูแหยเตรียมจัดสินสอดให้หรือไม่?”

หวงสือรู้สึกนิ้วมือเย็นเฉียบ ไห่ถังบอกต่อหวงสือว่า คุณหนูซุนต้องการพบหน้าหวงสืออีกครั้ง หวงสือขบคิดแล้วรับคำ

ไห่ถังเป็นคนเลือกสถานที่ เป็นภูเขาจำลองในสวนหลัง ภูเขาจำลองบดบังสายตาผู้คนที่อยู่บนทางระเบียง คุณหนูซุนพอมาถึงหลังภูเขาจำลอง ไห่ถังก็ชักนำหวงสือมาถึง จากนั้นปลีกตัวจากไป

ซุนฉินมอบผ้าคลุมไหล่ใหม่เอี่ยมตัวหนึ่งให้แก่หวงสือ หลายวันนี้คุณหนูซุนเร่งงานจนแล้วเสร็จ บนต่วนสีครามเย็บหนังจิ้งจอกสีขาวปลอดอันอ่อนนุ่มไว้ เมื่อถืออยู่ในมือ มีน้ำหนักไม่มากนัก แต่ให้ความอบอุ่นยิ่ง

หวงสือรับผ้าคลุมไหล่มา กล่าวขอบคุณคำหนึ่ง พอเงยหน้าขึ้น พบว่าซุนฉินหลั่งน้ำตาหลุดไข่มุกหลุดจากสาย สร้างความว้าวุ่นใจแก่หวงสือยิ่ง ปลอบโยนว่า “ฉินเอ๋อไม่ต้องเป็นห่วงไป”

ซุนฉินยกมือปิดปาก ผ่านไปครึ่งค่อนวันค่อยส่งเสียงออกมาว่า “สือหลางเป็นคนดี ฟ้าดินต้องคุ้มครอง”

หวงสือต้องครุ่นคิด ขณะที่ซุนฉินอำนวยพรให้กับตนเอง เท่ากับสาปแช่งบิดาตัวเอง

ขณะที่หวงสือหันกายจากไป แว่วเสียงซุนฉินดังขึ้นที่ด้านหลังว่า “หากสือหลางเป็นไรไป เชี่ยเซินก็ไม่ขอมีชีวิตอยู่”

หวงสือเหลียวหน้ามา เห็นซุนฉินร่ำไห้ราวดอกส้มถูกฝนพรม ต้องฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “วางใจเถอะ เราต้องมีชีวิตรอดกลับมา”

ทัพกว่างหลิงพอยกมาถึงป้อมเจิ้นอู่ การข่าวก็แจ้งมาว่า ทัพหน้าของโฮ่วจินมาถึงแม่น้ำซันซา กองกำลังประจำแม่น้ำซันซาเริ่มถอยร่นกลับมา

พร้อมกับการศึกที่คืบใกล้เข้ามา ทัพกว่างหนิงตกอยู่ในความหวาดหวั่นพรั่นพรึง รุ่งเช้าวันนี้หลออี้ก่วนเห็นฝั่งตรงข้ามปรากฏทหารโฮ่วจินในชุดเกราะมีจำนวนนับหมื่น ทั้งพาดสะพานข้ามบนผิวน้ำแข็งของแม่น้ำ แสดงว่าเตรียมขนยุทโธปกรณ์กับสัมภาระหนักข้ามแม่น้ำมา หลออี้ก่วนจึงจัดม้าด่วนร้องขอให้ใต้เท้าซวินฝู่ส่งกำลังมาช่วยเหลือ ขณะเดียวกันแบ่งกำลังโจมตีป้อมหัวสะพานของทัพโฮ่วจิน เพื่อประวิงเวลาไว้

แม่ทัพจ่งปิงเมืองกว่างหนิงเฉินชวีพอได้รับข่าว จึงเสนอต่อหวังฮว่าเจินว่า “ใต้เท้า ฉวยโอกาสที่ทัพใหญ่ของโฮ่วจินเพิ่งข้ามแม่น้ำ ตั้งประจันกับกำลังที่ป้อมซีผิง พวกเราควรส่งกำลังเข้าประจำพื้นที่ผิงซี ตั้งประจันเป็นรูปมุมแหลม”

แต่ว่าซุนเตอกงเห็นควรรอให้ทัพโฮ่วจินเข้าตีป้อมซีผิง ค่อยปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของทัพโฮ่วจิน ฉวยโอกาสที่ข้าศึกอ่อนเปลี้ย ทำการจู่โจมซ้ำเติม

ซุนเตอกงยังแสดงความเคลือบแคลงสงสัยต่อการสอดแนมของป้อมซีผิง กล่าวว่า “ใต้เท้า มิใช่ผู้น้อยเคลือบแคลงสงสัยต่อความองอาจของหลอเจียงจวิน แต่ด้วยประสบการณ์ของผู้น้อย แม่ทัพทั่วไปพอพบเห็นข้าศึก แทบทุกคนเข้าใจว่าตนเองเผชิญกับกำลังหลักของข้าศึกขณะที่วางแนวป้องกัน ทุกคนหวั่นวิตกว่าข้าศึกจะจู่โจมแนวป้องกันของตนเอง ตอนนี้หลอเจียงจวินรายงานว่าพบเห็นนับรบโฮ่วจินหนึ่งหมื่น อย่างนั้นนักรบโฮ่วจินที่เหลืออยู่ที่ใด ไพร่พลหนึ่งหมื่นนี้เป็นนักรบทั้งหมดหรือไม่ หลอเจียงจวินพบว่าข้าศึกพาดสะพานข้าม อย่างบนหน่วยสอดแนมของหลอเจียงจวินพบเห็นข้าศึกลำเลียงยุทโธปกรณ์ตีเมืองมาหรือไม่?”

คำถามเหล่านี้ถามจนเหล่าแม่ทัพในกระโจมผงกศีรษะ แม้แต่เฉินชวีก็ลังเลขึ้นมา ซุนเตอกงฉวยโอกาสกล่าวเตือนหวังฮว่าเจินระมัดระวัง อย่าได้รีบร้อนจู่โจม มิให้หลงกลล่อเสือออกจากถ้ำของทัพโฮ่วจิน หวังฮว่าเจินพอฟังต้องลังเลขึ้นมา

ซุนเตอกงยังเสนอข้อเสนอที่น่าตระหนกออกมาว่า “ใต้เท้า ผู้น้อยเห็นสมควรส่งคนไปรายงานสงจิงเลวี่ย (ขุนนางจิงเลวี่ยแซ่สง)”

คำพูดพอกล่าว ในกระโจมเกิดความปั่นป่วนขึ้นมา ขุนนางใหญ่หวังฮว่าเจินกับสงถิงปี้ มีสภาพเฉกเช่นน้ำกับไฟ หวังฮว่าเจินซึ่งคุมทัพกองกู้เหลียวจำนวนสิบสามหมื่น กับสงถิงปี้ซึ่งคุมทัพปราบปรามเหลียวจำนวนสิบหมื่น เคยถูกเถียงถึงชื่อของกองทัพ จนกระทั่งหมิงซี่จงฮ่องเต้ต้องเสนอตัวออกมา สงถิงปี้กับหวังฮว่าเจินจึงยอมถอยก้าวหนึ่ง แบ่งพื้นที่กันดูแล แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ยอมส่งกำลังไปช่วยเหลืออีกฝ่าย

ซุนเตอกงไม่สนใจคำซุบซิบโดยรอบ กล่าวสืบต่อ “ใต้เท้า การศึกครั้งนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของไพร่พลเมืองกว่างหนิงทั้งสิบหมื่น รวมทั้งความร่มเย็นของชาวบ้านแดนเหอซีอีกนับไม่ถ้วน ผู้น้อยขอให้ใต้เท้ายอมร่วมมือกับสงจิงเลวี่ย หากว่าได้ชัย ผู้คนทั้งแผ่นดินจะยกย่องในความใจกว้างของใต้เท้า”

หวังฮว่าเจินครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายสั่นศีรษะกล่าวว่า “เรามิใช่คนใจคับแคบ เพียงแต่สงจิงเลวี่ยต้องไม่ยอมช่วยเหลือเรา หากว่ารุดไปรังแต่แส่หาความอัปยศใส่ตัว”

ซุนเตอกงรีบกล่าวว่า “ใต้เท้า ทดลองสักครั้งจะเป็นไร ต่อให้ไม่สำเร็จ จิตใจที่เปิดกว้างของใต้เท้ายังคงได้รับคำชมเชยจากผู้คน”

ในที่สุดหวังฮว่าเจินยิ้มออกมากล่าวว่า “ซุนเจียงจวิ้นกล่าวประเสริฐ ตอนนี้ควรนึกถึงชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ”

ซุนเตอกงพอได้รับอนุญาต ก็เรียกตัวหวงสือเข้าพบ กล่าวว่า “ใต้เท้าหวังต้องการฟังความเห็นของสงจิงเลวี่ย ทั้งขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย ใต้เท้าหวังมอบหน้าที่นี้แก่เรา ตอนนี้ท่านรีบรุดไปเข้าพบสงจิงเลวี่ยซึ่งประจำการอยู่ที่กว่างหนิงโย่วถุน” จากนั้นมอบจดหมายให้กับหวงสือฉบับหนึ่ง

หวงสือกล่าวถามว่า “หากสงจิงเลวี่ยยกกำลังมา ผู้น้อยสมควรหาทางถ่วงเวลาหรือไม่?”

ซุนเตอกงยิ้มพลางกล่าวว่า “สงจิงเลวี่ยต้องไม่ส่งกำลังมาแน่นอน ท่านไปอย่างวางใจเถอะ”

หวงสือพอรับคำสั่งล่าถอยออกมา บอกให้จินฉิวเต๋อจัดเตรียมม้าร่วมทางกับตนเอง หวงสือความจริงคิดเรียกหาเจ้าม่านสง แต่ว่าเจ้าม่านสงวุ่นวายทั้งคืน ตอนนี้ยังหลับใหลไม่ตื่น

พอออกจากป้อมเจิ้นอู่ หวงสือควบม้านำหน้า จินฉิวเต๋อติดตามหลัง กล่าวว่า “ใต้เท้า พวกเราจะไปที่ใด?”

หวงสือกล่าวว่า “ไปยังกว่างหนิงโย่วถุนเข้าพบสงจิงเลวี่ย”

ตอนนี้พื้นที่เหอซีอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม บนทางหลวงปราศจากผู้คนสัญจร ไพร่พลประจำจุดรับส่งข่าวสารประจำการตลอดเวลา หวงสือพอมาถึงจุดรับส่งข่าวสาร ก็กระโดดลงจากหลังม้า เจ้าหน้าที่ประจำจุดรับส่งข่าวสารก็จูงม้าตัวใหม่มามอบต่อพวกมัน หวงสือคิดรีบรุดเดินทาง กลับควบม้าทั้งยามวิกาล จินฉิวเต๋อต้องจุดคบไฟตามติดอยู่ด้านหลัง

หวงสือบังเกิดความลิงโลดยินดี กว่างหนิงเป็นเมืองสำคัญที่ยังเหลืออยู่ในแดนเหลียวตง ขอเพียงรักษาเมืองกว่างหนิงไว้ได้ แม่ทัพประจำเมืองกว่างหนิงจะได้ครอบครองกองกำลังที่กล้าแข็งที่สุดของทัพหมิง มิหนำซ้ำคนผู้นี้สามารถแปลงกำลังทหารนี้เป็นกองกำลังส่วนตัว

จากการตรวจสองของหวงสือ นอกจากอาวุธที่ทัพกว่างหนิงพกติดตัวออกมา ภายในเมืองกว่างหมิงยังมีปืนใหญ่สองร้อยกระบอก สมควรรักษาเมืองกว่างหนิงไว้ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะหาประโยชน์จากการนี้อย่างไร

ตามบันทึกประวัติศาสตร์ ซุนเตอกงแปรพักตร์ไปเข้าร่วมกับโฮ่วจิน หากสามารถฆ่าซุนเตอกง ได้รับความไว้วางใจจากหวังฮว่าเจิน จากนั้นระวังป้องกันการจู่โจมจากทัพโฮ่วจิน ขอเพียงตั้งรับได้สักหลายวันก็พอ นอกจากนั้นเหมาเหวินหลงก็รวบรวมกำลัง เตรียมโจมตีเขตเจี้ยนโจว ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของโฮ่วจิน หงสือจำได้ว่านูรฮาชื่อถึงกับยกทัพม้ากลับไปด้วยพระองค์เอง ค่อยขับไล่หน่วยจรยุทธ์ของเหมาเหวินหลงกลับไป ดังนั้นทัพโฮ่วจินมีเวลาตีเมืองกว่างหนิงไม่มากนัก

ภายใต้การวางแผนของซุนเตอกง ทัพหมิงต้องพบกับความพ่ายแพ้ เรื่องนี้สะท้านถึงราชสำนักหมิง หวังฮว่าเจินเพื่อผลักความรับผิดชอบ บวกกับราชสำนักคิดปลุกขวัญและกำลังใจผู้คน ต้องเพาะสร้างวีรบุรุษผู้หนึ่งขึ้น ขอเพียงหวงสือสวมบทบาทนี้ให้ดี จะได้รับทั้งชื่อเสียงและตำแหน่ง วันนี้มันเดินทางไปพบกับสงถิงปี้ ก็เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายนี้ คิดไม่ถึงซุนเตอกงจะหยิบยื่นโอกาสนี้แก่มัน นึกถึงตอนนี้ หวงสือต้องยิ้มออกมา

จินฉิวเต๋อพลันกล่าวทำลายความคิดของหวงสือว่า “ใต้เท้า เช่นนี้ไม่ถูกต้อง”

หวงสือกวาดมองจินฉิวเต๋ออย่างประหลาดใจแวบหนึ่ง กล่าวว่า “มีอันใดไม่ถูกต้อง?”

จินฉิวเต๋อคล้ายตัดสินใจอันใด จึงร้องว่า “ผู้น้อยเห็นว่าใต้เท้าเรียกหาผู้น้อย ไม่เรียกหาหยางหลูฮว่อไปเป็นเพื่อนไม่ถูกต้อง ใต้เท้าเพียงเรียกหาผู้น้อยไปเป็นเพื่อนใต้เท้ายิ่งไม่ถูกต้อง”

หวงสือพลันหยุดม้าไว้ เป็นเหตุให้จินฉิวเต๋อพุ่งผ่านข้างกายหวงสือไป จากนั้นบังคับม้าวิ่งวกกลับมา แล้วพลิกตัวลงจากหลังม้ายืนอยู่เบื้องหน้าม้าพาหนะของหวงสือ

หวงสือมองดูใบหน้าของจินฉิวเต๋อ ซึ่งถูกแสงคบไฟสาดส่องจนบัดเดี๋ยวมืดมิดบัดเดี๋ยวสว่าง กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ไฉนไม่ถูกต้อง ท่านบอกกล่าวให้ชัดแจ้ง”

จินฉิวเต๋อกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ผู้น้อยเห็นว่าต่อให้ใต้เท้าระวังซุนเตอกง ก็ไม่สมควรกระทำอย่างโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้”

ต่อให้เกิดฟ้าผ่าลงตรงหน้าหวงสือ ก็ไม่สร้างความตื่นตระหนกแก่มันเท่ากับคำพูดของจินฉิวเต๋อนี้ หวงสือต้องเลื่อนมือจับดาบที่ข้างเอว

จินฉิวเต๋อคล้ายไม่ทันสังเกต หากยืดตัวตรง ชูคบไฟในมือขึ้นสูง กล่าวว่า “ใต้เท้า ผู้น้อยขออุกอาจคาดเดาความคิดของใต้เท้า ขอใต้เท้าฟังผู้น้อยให้จบความ”

มันหวั่นวิตกว่าหวงสือเข้าใจมันผิดไป ดังนั้นขอให้หวงสืออย่าได้เอ่ยปาก เพียงรับฟังวาจามันก่อน

หวงสือค่อยคลายท่าทีลงบ้าง กล่าวว่า “ท่านบอก”

“ครั้งก่อนผู้น้อยแสดงความเห็นเรื่องถือของขวัญไปร่วมงานของซุนเตอกง ใต้เท้าพลันโกรธกริ้ว คิดลงโทษผู้น้อย ภายหลังเหตุการณ์ผู้น้อยทบทวนดูเห็นว่าไม่ได้กล่าวผิด ต่อจากนั้นใต้เท้าเปลี่ยนเป็นโปรดปรานผู้น้อย ต่างกับที่แสดงต่อทหารคนสนิทอื่น ผู้น้อยยามสำนึกขอบคุณ ในใจนึกประหลาดใจอยู่บ้าง ทหารคนสนิทของใต้เท้าเป็นซุนเตอกงคัดเลือกให้ ใต้เท้าดีต่อทหารคนสนิท แต่ไม่ไว้วางใจ เพียงแต่กับผู้น้อยและเจ้าม่านสงมีข้อแตกต่าง”

หวงสือครุ่นคิด ที่แท้มีคนช่างสังเกตอยู่ไม่น้อย ไม่ทราบว่าทหารคนสนิทอื่นใช่สังเกตเห็นด้วยหรือไม่?

จินฉิวเต๋อกล่าวสืบต่อ “คำอธิบายมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือใต้เท้าต้องการให้ทหารคนสนิทและสายที่ซุนเตอกงวางอยู่ในกลุ่มทหารคนสนิทเข้าใจว่า ใต้เท้ากับตระกูลจางมีความสัมพันธ์อันแนบแน่น ใต้เท้ามักใช้ให้ผู้น้อยจับตาดูทหารคนสนิทอื่น ถึงแม้ใต้เท้าไม่ได้เจาะจงให้จับตาดูอันใด แต่เมื่อดูจากความเปลี่ยนแปลงที่ใต้เท้ามีต่อผู้น้อย แสดงว่าใต้เท้าระวังป้องกันซุนเตอกง ใต้เท้าสงสัยว่าหยางหลูฮว่อเป็นคนของซุนเตอกง อย่างนั้นการไปเข้าพบสงจิงเลวี่ย สมควรนำมันไปเป็นเพื่อน ไม่เช่นนั้นรังแต่สะกิดความสงสัยของซุนเตอกง…”

หวงสือทราบว่าหลังจากนี้ จินฉิวเต๋อคิดกล่าวอันใด จึงกล่าวว่าหยุดก่อน ในทัพกว่างหมิงทราบดีว่า สงถิงปี้ไม่พอใจซุนเตอกง เห็นว่าซุนเตอกงเป็นคนต่ำช้า หากว่าหวงสือคิดฟ้องร้องต่อสงถิงปี้ ก็มีความจำเป็นต้องกันตัวบุคคลที่ไม่ไว้วางใจออกไป

หวงสือสำรวจดูคนที่เบื้องหน้า มีความรู้สึกว่าตนเองประเมินผู้คนต่ำทรามไป แต่คนผู้นี้เมื่อกล้ากล่าวเช่นนี้ แสดงว่าอย่างน้อยมันมิใช่สายของซุนเตอกง

หวงสือนึกปลอบใจตัวเอง จากนั้นส่งเสียงกระแอมกล่าวว่า “ท่านกล่าวได้ประเสริฐ ตอนนี้ที่ท่านต้องกระทำคือ บอกต่อเราว่าเหตุใดต้องไว้วางใจท่าน หากไม่อาจบอกได้ ก็ชักดาบเชือดคอตัวเองเถอะ”

“ใต้เท้าชมเกินไป ผู้น้อยที่ล่วงรู้มาตรการของใต้กล้า เพราะว่าผู้น้อยไม่ไว้วางใจ ใต้เท้า หากนึกสงสัยใต้เท้าตลอดเวลา”

คำพูดนี้ก็คล้ายฟ้าผ่าลงตรงหน้าหวงสืออีกครา ต้องกล่าวเสียงแหบพร่าว่า “ท่านเป็นคนที่ซุนเตอกงส่งมาจับตาดูเรา?”

“ถูกแล้ว ซุนเตอกงสั่งให้ผู้น้อยจับตาดูความเคลื่อนไหวของใต้เท้ากับทหารคนสนิทที่ข้างกาย คำพูดที่ผู้น้อยกล่าวก็เป็นแผนของซุนเตอกง เพื่อให้ใต้เท้าไว้วางใจในตัวผู้น้อย”

หวงสือกล่าวสรุปว่า “ท่านไม่สมควรเป็นสายเพียงคนเดียว”

“ต้องไม่มีผู้น้อยเพียงคนเดียว”

จินฉิวเต๋อเพียงเป็นสายคนหนึ่ง ซุนเตอกงย่อมไม่บอกชื่อของสายคนอื่นต่อมัน ดังนั้นหวงสือไม่คิดเปลืองคารมซักถามมากความ

หวงสือเพียงกล่าวว่า “ดังนั้นตอนนี้ท่านแสดงความภักดีของท่านออกมา แต่ว่าเพราะเหตุใด เหตุใดท่านทรยศต่อซุนเตอกง แทนที่จะทรยศเรา?”

จินฉิวเต๋อกล่าวว่า “เพราะว่าใต้เท้าเป็นคนที่มีจิตปณิธานใหญ่เท่าที่ผู้น้อยเคยพบเห็นมา เป็นคนที่สร้างตัวด้วยมือเปล่าอย่างที่ผู้น้อยไม่เคยเห็นมาก่อน”

มันทราบว่าต่อให้มันขายหวงสือ ซุนเตอกงก็ไม่ยกตำแหน่งแม่ทัพเชียนจ่งแก่มัน ซุนเตอกงเป็นแม่ทัพบู๊ที่สืบบรรดาศักดิ์ชั่วลูกชั่วหลาน ย่อมต้องญาติสนิทมิตรสหาย ดังนั้นจินฉิวเต๋อเลือกอยู่ฝ่ายหวงสือ

จินฉิวเต๋อกล่าวอีกว่า “ผู้น้อยเชื่อว่าใต้เท้ามีอนาคตยาวไกลสุดจะหยั่ง ใต้เท้าต้องการสมุนบริวารฟันฝ่าขวากหนามมุ่งไปข้างหน้าส่วนผู้น้อยเชื่อมั่นตัวเองว่า ผู้น้อยไม่ได้เพียงเป็นสายคนหนึ่ง ผู้น้อยจะแสดงความสามารถต่อใต้เท้า ผู้น้อยต้องเป็นสมุนบริวารที่เข้มแข็งที่สุดของใต้เท้า”

น้ำเสียงของมันแสดงความทะเยอทะยานออกมา สอดรับกับความทะเยอทะยานของหวงสือ หวงสือต้องคลายมือจากการจับดาบ ผงกศีรษะรับกล่าวว่า “ความทะเยอทะยานของท่าน…” มันหยุดเล็กน้อย ค่อยนึกหาคำพูดได้ว่า “เป็นที่น่าชื่นชมนัก”

จินฉิวเต๋อกล่าวว่า “ชนชาวโลกเห็นว่าคำทะเยอทะยานเป็นถ้อยคำในเชิงลบ แต่ว่าใต้เท้ามิใช่ ผู้น้อยก็มิใช่คนธรรมดา”

มันลอบจับตาดูหวงสือ ถูกคุณลักษณะของหวงสือดึงดูดความสนใจ ยามนี้หวงสือก็เผชิญกับแรงดึงดูดเดียวกัน จนยอมรับพวกเดียวกัน

หวงสือกล่าวว่า “ท่านไม่ทราบว่าเราทะเยอทะยานเพียงไหน นั่นสุดที่ท่านจะคาดคิดได้”

จินฉิวเต๋อ กล่าว่า “หากใต้เท้าคิดชิงแผ่นดิน ผู้น้อยขอถวายชีวิตเข้าร่วมด้วย”

ตามบันทึกประวัติศาสตร์ ปลายราชวงศ์มองโกลมีหลวงจีนเลื่องชื่อสองท่าน หนึ่งคือปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงจูหยวนจาง หนึ่งคือเหยากว่างหลี่* เหยากว่างหลี่ศึกษาวิชาประหารมังกร เป็นวิชาว่าด้วยการก่อกบฎ หวงสือกับจินฉิวเต๋อพอพบปะสนทนา พบว่าต่างมีอุดมการณ์ร่วมกัน

* เหยากว่างหลี่คือหลวงจีนเต้าเยียน ติดตามรับใช้เจ้าเอี้ยนอ๋องจูตี้ ทั้งช่วยเจ้าเอี้ยนอ๋องก่อการโค่นเจี้ยนเหวินฮ่องเต้ รายละเอียดอยู่ในพยัคราชซ่อนเล็บ

จินฉิวเต๋อเป็นชาวเมืองซูโจว ทางบ้านมีฐานะไม่เลว มันศึกษาวิชาประหารมังกรตั้งแต่เล็ก หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีโอกาสใช้ออก มันเห็นว่าตนเองเกิดมาเพื่อกอบกู้ต้าหมิง มีคำกล่าวว่า ทุกสามร้อยปีประเทศจีนจะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ หลังความวุ่นวายใหญ่จะเกิดการปกครองใหญ่ หากมองตามหลักวัตถุนิยมเชิงประวัติศาสตร์ นี่เป็นผลจากการวิวัฒนาการทางเกษตร ปรากฏประชากรเพิ่มขึ้น จนสังคมไม่อาจแบกรับได้ ขณะที่ราชสำนักเกิดความฟ่อนเฟะ จนไม่อาจปกครองประเทศสืบไป ปรากฏกองกำลังลุกฮือขึ้น นำมาสู่การล่มสลายของราชวงศ์

แต่ในยุคสมัยนั้นย่อมไม่มีความเข้าใจเช่นนี้ ยกตัวอย่างจินฉิวเต๋อเข้าใจว่าตนเองเกิดมาเพื่อกอบกู้ภัย ดังนั้นฝึกฝีมือ หัดขี่ม้ายิงธนู ดีที่ทางบ้านมีฐานะมั่งคั่ง สามารถตอบสนองความต้องการของมัน แต่พอถึงอายุสิบหกปี จินฉิวเต๋อก็แปรความคิดเป็นเคลื่อนไหว ออกจากบ้านามายังพื้นที่เลี่ยงไหว

จินฉิวเต๋อเชื่อมั่นในหลักการที่ว่าใจคนต้องการอิ่มท้อง จึงแจกจ่ายหมั่นโถว รับสมัครชาวบ้านที่ยากจน จัดตั้งกองกำลังขึ้น แต่ว่ามันเพิ่งเคลือ่นไหว ก็ถูกผู้ทรงอิทธิพลท้องถิ่นจับตัวไว้ ส่งตัวให้กับทางการ กล่าวโทษมันคิดกบฎ สร้างความตื่นตระหนกแก่ครอบครัวมัน ดีที่เงินทองเป็นแก้วสารพัดนึก บวกกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่เชื่อว่าเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีผู้หนึ่งสามารถก่อกบฎ จึงตั้งข้อหามันจัดตั้งสมาคมลับ เนรเทศจินฉิวเต๋อมายังแดนเหลียวตง ทางตระกูลก็ขับมันออกจากภูมิลำเนา

หลังจากที่จินฉิวเต๋อถูกเนรเทศมายังแดนเหลียวตง มิเพียงไม่นึกเสียใจ กลับเห็นว่านี่เป็นลางบอกเหตุว่าสวรรค์มอบภารกิจใหญ่ให้แก่ตนเอง เห็นไฟสงครามจ่อคุกคามเมืองกว่างหนิง จึงถือศีรษะข้าศึกเข้าร่วมกับทัพกว่างหนิง ได้รับการบรรจุเข้าสังกัดซุนเตอกง เริ่มใช้ชีวิตของหน่วยสอดแนม

ซุนเตอกงที่มอบหมายภารกิจนี้ให้แก่จินฉิวเต๋อ เพราะเห็นว่ามันมีนิสัยตื่นตัว หารู้ไม่ว่าจินฉิวเต๋อนึกระวังป้องกันทุกผู้คน ดังนั้นความเคลื่อนไหวที่ผิดปรกติของซุนเตอกงสะกิดความสนใจของจินฉิวเต๋อขึ้น ผลจากการจับตาดู ยิ่งมายิ่งพบว่าซุนเตอกงน่าสงสัย

หวงสือตั้งคำถามว่า ไท่านตัดสินใจเข้าร่วมกับเราเมื่อใด?”

จินฉิวเต๋อบนหลังม้ากล่าวว่า “ใต้เท้ายังจำคำสนทนาเกี่ยวกับการสอดแนมได้หรือไม่?”

“เมื่อใดกัน?”

“ประมาณครึ่งเดือนก่อน ใต้เท้าสนทนาถึงปัญหาการสอดแนมระหว่างที่เดินทัพกับพวกเราเหล่าทหารคนสนิท”

“อืมม์ เราจำได้ แต่ว่าท่านคล้ายไม่ได้เอ่ยปาก”

จินฉิวเต๋อกล่าวว่า ไเพราะว่าผู้น้อยไม่มีประสบการณ์สอดแนมระหว่างเดินทัพ หยางหลูฮว่อบอกว่าการสอดแนมโดยทั่วไปไม่มีประโยชน์ เพราะการพบเห็นเข้าศึกเกิดจกาสถานการณ์พิเศษ เวลาส่วนใหญ่ล้วนเปลืองเรี่ยวแรงสูญเปล่า แต่เจ้าม่านสงบอกว่าไม่ถูกต้อง นี่เรียกว่าเตรียมการพร้อมสรรพปราศจากเภทภัย”

“เจ้าม่านสงกล่าวไม่ผิด”

“มันกล่าวไม่ผิด แต่ว่าใต้เท้ากล่าวถูกต้องยิ่งกว่า”

“อ้อ เรากล่าวอันใด ตอนนั้นเพียงพูดออกไป เวลานี้จำไม่ได้แล้ว”

“อย่างนั้นใต้เท้าลองพูดออกมาอีกเที่ยวหนึ่ง”

หวงสือก้มศีรษะครุ่นคิดแล้วกล่าว “เราจำไม่ได้ว่าเรากล่าวอันใด แต่ตอนนี้เราเห็นว่าการสอดแนมไม่เพียงต้องพบว่าที่ใดอันตราย ทั้งยังต้องพบว่าที่ใดปลอดภัย ทั้งสองส่วนนี้ล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ยกตัวอย่างการค้นพบแหล่งน้ำมีความสำคัญ แต่การพิสูจน์ว่าที่ใดไม่มีแหล่งน้ำก็มีความสำคํญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เมื่อเราคลี่กางแผนที่ออก ถึงแม้ว่าที่ซึ่งทำเครื่องหมายไว้ควรแก่การสนใจ ที่ซึ่งไม่ได้ทำเครื่องหมายไว้ก็มิใช่หมายความว่าไม่มีสิ่งใด”

จินฉิวเต๋อกล่าวว่า ไอย่างนั้นใต้เท้าเห็นว่าผู้ที่สืบเสาะทราบได้ควรปูนบำเหน็จอย่างไร?”

“นั่นขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่พวกมันสืบทราบได้ ที่เราให้ความสนใจ ไม่เพียงแต่ระดับของความไม่ปลอดภัย ยังให้ความสนใจกับระดับที่ปลอดภัย”

จินฉิวเต๋อกล่าวว่า “วันนี้ ใต้เท้าบอกกล่าวละเอียดกว่าเดิม แต่โดยหลักใหญ๋ตรงกับคำกล่าวในวันนั้น ซุ่นเตอกงไม่ให้ความสนใจต่อการทำงานของเรา เพียงแต่พอพบเห็นปัญหา ค่อยปูนบำเหน็จหรือให้การสนับสนุน”

มันทอดถอนใจแล้วกล่าว “ผู้น้องต่อให้ทำงานแข็งขัน หรือแยกแยะอย่างชัดเจนกว่าเดิม ก็ไม่ได้โชคดีกว่าตัวโง่งมหรือคนเกียจคร้านเท่าใด ก่อนนี้ผู้น้อยเข้าใจว่าตนเองโชคไม่ดีต้องใช้ความพยายามอีกเท่าตัว จึงอาจจะโชคดี แต่คำพูดของใต้เท้าในวันั้น ทำให้ผู้น้อยได้คิดว่ามิใช่โชคไม่ดี หากแต่ไม่ได้ติดตามนายเหนือที่ประเสริฐ หากว่าซุนเตอกงมีความคิดอ่านเช่นใต้เท้า ผู้น้อยไม่สมควรถูกจับแช่แข็งไว้”

หวงสือกล่าวว่า “ดังนั้นท่านค่อยตัดสินใจ?”

“ถูกแล้ว แต่ไม่เพียงครั้งนี้เท่านั้น ความคิดอ่านอันหลากหลายของใต้เท้า เป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในคนรุ่นก่อน มักช่วยให้ผู้น้อยเกิดความรู้สึกพ้นจากความโง่เขลา”

หวงสือยิ้มพลางกล่าวว่า “นี่เป็นความโชคดีของเรา หากความโชคดีมาเยือน ก็อย่าได้ปล่อยให้หลุดลอยไป”

จินฉิวเต๋อกล่าวว่า “ผู้น้อยก็เคยได้ยินใต้เท้ากล่าวเช่นนี้ บทบัญัติของใต้เท้า ทำให้ผู้น้อยรู้สึกถึงความทะเยอทะยานของใต้เท้า” มันทอดถอนใจแล้วกล่าว “หากว่าซุนเตอกงมีความคิดอ่านเช่นใต้เท้าสักครึ่งหนึ่ง ผู้น้อยคงไม่มีโอกาสติดตามใต้เท้าแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นลิขิตของฟ้า กำหนดให้ผู้น้องติดตามใต้เท้า กระทำการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน…”

เมื่อเดินทางถึงกว่างหนิงโย่วถุน ซึ่งสงถิงปีประจำการอยู่ ฟ้าเพิ่งรุ่งสางรำไร หวงสือจัดแจงหมวกเกราะ ยืนสำรวมอยู่หน้าค่ายใหญ่ของขุนนางเหลียวตงจิงเลวี่ย แสดงความจำนงขอเข้าพบสงถิงปี้

เมื่อได้รับอนุญาต หวงสือก็สาวเท้าเข้าค่ายประสานมือคารวะจนจรดพื้น กล่าวว่า “แม่ทัพกว่างหนิงใต้ร่มธงเต๋อกง รั้งตำแหน่งขุนนางตูซือฝึกไพร่พลหวงสือ ขอกราบพบใต้เท้าจิงเลวี่ย

สงถิงปี้รูปร่างไม่สูงนัก ผิวกายดำเข้ม อยู่ในเครื่องแบบสีแดง ใช้สายตาที่เคร่งขรึมมองดูหวงสือ หวงสือก้มศีรษะต่ำ ไม่กล้าสบสายตากับสงถิงปี้ สงถิงปี้อ่านดูจดหมายของหวังฮว่าเจินก่อน หลังจากอ่านจบก็แค่นเสียงเบาๆ คล้ายกับว่าทุกประการไม่อยู่เหนือความคาดหมายของมัน

ต่อจากนั้นสงถิงปี้แค่นหัวร่อกล่าวว่า “หวังซวินฝู่เคยคุยโอ่ว่าจะกวาดล้างทัพโฮ่วจินจำนวนหกหมื่นหราบคาบ ตอนนี้ทัพโฮ่วจินเสนอตัวมาแล้ว มันยังไม่กล้ายกกำลังไปช่วยเหลือค่ายผิงซีหรือ?”

หวงสือก้มศีรษะกล่าวว่า “ใต้เท้าซวินฝู่ออกเดินทางไปยังป้อมเจิ้นอู่ เตรียมสู้รบขั้นแตกหักกับทัพโฮ่วจิน ครั้งนี้ใต้เท้าซวินฝู่ใช้ผู้น้อยมา เพื่อชักชวนใต้เท้าจิงเลวี่ยเข้าร่วมกวาดล้างทัพโฮ่วจิน”

สงถิงปี้แค่นเสียงอีกคำ หลังจากนั้นปราศจากสุ้มเสียงใด หวงสือได้ยินเสียงขีดเขียนตัวหนังสือ พอเงยหน้าขึ้น เห็นสงถิงปี้จรดพู่กันลงบนกระดาษ เขียนจดหมายตอบฉบับหนึ่งสั่งให้ทหารองครักษ์มอบต่อหวงสือ จากนั้นกล่าวอย่างเกียจคร้านว่า “ที่เราคิดกล่าวล้วนเขียนในจดหมายแล้ว พวกท่านกระทำแต่สิ่งอันควรเถอะ”

หวงสือขานรับว่า “น้อมรับคำสั่ง ผู้น้อยต้องนำส่งจดหมายของใต้เท้าจิงเลวี่ยกลับไป”

สงถิงปี้ยิ้มพลางกล่าวว่า “หากว่าเราจำไม่ผิด หวงเชียนฮู่ (แม่ทัพเชียนฮู่แซ่หวง) เพิ่งสมัครเข้าเป็นทหารเมื่อไม่กี่เดือนก่อน”

“ใต้เท้าเปรื่องปราดยิ่ง”

สงถิงปี้แบะปากกล่าวว่า “หวงเชียนฮู่ได้เลื่อนตำแหน่งเร็วยิ่ง”

“ใต้เท้าจิงเลวี่ยโปรดพิจารณา ผู้น้อยสร้างผลงานจนได้เลื่อนเป็นแม่ทัพเชียนอู่เมืองกว่างหนิง”

สงถิงปี้กวาดมองหวงสือแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ด้วยความสามารถของท่าน สามารถควบคุมกองกำลังทหาร แต่คิดนำทัพออกรบ ออกจะน่าหัวร่อไปแล้ว”

เห็นสีหน้าหวงสือไม่ยอมรับนับถือ จึงกล่าว “แต่ว่าเรายังชื่นชมในตัวหวงเชียนฮู่ หากว่าหวงเชียนฮู่มีชีวิตรอดกลับมา เราจะจัดสรรตำแหน่งในทัพกอบกู้เหลียวให้กับท่าน”

หวงสือประสานมือกล่าวว่า “กุศลเจตนาของใต้เท้าจิงเลวี่ยขอรับด้วยใจ หากใต้เท้าจิงเลวี่ยไม่มีคำสั่งใด ผู้น้อยจะกลับไปรายงานใต้เท้าซวินฝู่แล้ว”

สงถิงปี้กล่าวด้วยสีหน้าอับจนปัญญาว่า “ทัพปราบปรามเหลียวไม่รู้จักอื่นใด แต่ทุกคนรู้จักประโคมโอ่เช่นเดียวกับหวังซวินฝู่ ขอเพียงหวงเชียนฮู่มีชีวิตรอดกลับมาก็ไม่เลวแล้ว”

หวงสือคิดอ่านในใจ พอเดินถึงหน้าประตูกระโจม พลันหันกลับมาคุกเข่าลง กล่าวว่า “ใต้เท้า ผู้น้อยมีเรื่องลับคิดเรียนบอก”

สงถิงปี้กล่าวโดยไม่ตระหนกตื่นเต้นว่า “บอกมาเถอะ”

หวงสือไม่เรียนบอกในบัดดล หากกล่าวว่า ผู้น้อยบังอาจร้องขอให้ใต้เท้าสั่งผู้ติดตามล่าถอยไปก่อน”

สงถิงปี้สั่งให้ทั้งหมดออกไปก่อน รอจนในกระโจมไม่มีบุคคลที่สามอาศัยอยู่ สงถิงปี้จึงกล่าว “ท่านบอกได้แล้ว”

หวงสือกล่าวว่า “ผู้น้อยทราบว่าตามกฎของทัพหมิง ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ร้ายผู้บังคับบัญชาต้องตาย ผู้น้อย…”

สงถิงปี้ตัดบทว่า “ท่านาเพียงบอกเรื่องที่ท่านคิดกล่าวก็พอ”

หวงสือหวังว่าเมื่อวุนเตอกงแปรพักตร์ ตนเองสามารถขีดเส้นแบ่งเขตว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงคิดสร้างความไว้วางใจจากสงถิงปี้ ดังนั้นกล่าวว่า “ผู้น้อยเห็นว่าหลี่หย่งฟางน่าสงสัย”

สงถิงปี้หน้าแปรเปลี่ยนจนปั้นยาก ผ่านไปเนิ่นนานจึงกล่าว “ท่านใช่รายงานเรื่องนี้ต่อใต้เท้าซวินฝู่หรือไม่?”

หวงสือกล่าวว่า “ผู้น้อยไม่กล้าเรียนต่อใต้เท้าหวัง หนึ่งนั้นไม่มีหลักฐาน สอง…” มันขบกรามกรอดกล่าวว่า “ผู้น้อยยังระแวงสงสัยว่าซุนเจียงจวินมีปัญหา จนใจที่ไม่มีหลักฐานแน่ชัด”

สงถิงปี้ค่อยเกิดความตื่นเต้นสงสัย กล่าวว่า “เงยหน้าขึ้นตอบวาจา”

หวงสือเงยหน้าขึ้น เห็นสงถิงปี้มีท่าทีผ่อนคลาย กล่าวว่า “ไม่มีหลักฐานาแน่ชัดหาเป็นไรไม่ ท่านบอกมาว่าไฉนระแวงสงสัย?”

หวงสือเรียบเรียงถ้อยคำในใจ พริบตาที่ลังเล สงถิงปี้กล่าวให้กำลังใจว่า “ไม่ว่าที่ท่านกล่าวน่าขบขันเพียงไหน เราล้วนไม่โทษว่าตำหนิ ดังนั้นท่านไม่ต้องหวั่นวิตกว่ามีความผิด บอกกล่าวได้อย่างวางใจ”

หวงสือกล่าวว่า “ใต้เท้าหวังเคยสั่งให้ผู้น้อยติดต่อกับไส้ศึกของทัพโฮ่วจิน แต่ระหว่างนี้ซุนเจียงจวินมิให้ผู้น้อยยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป กลับใช้หผู้น้อยตรวจตราแนวป้องกันตัวเมือง ยังมี…”

มันบอกข้อน่าสงสัยออกไป จากนั้นกล่าวสืบต่อ “เมื่อปีก่อนซุนเจียงจวินยังคิดยกบุตรีให้กับผู้น้อย ผู้น้อยยามแตกตื่นลนลาน รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง…”

สงถิงปี้ปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยชิงกล่าวว่า “ซุนเตอกงมีบุญคุณต่อท่าน ทั้งให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ ใช่หรือไม่?”

“ถูกแล้ว”

“มิน่าเล่าท่านจึงเกิดความลังเล ซุนเตอกงเป็นคนสนิทของใต้เท้าซวินฝู่ ต่อหท่านบอกออกไป ใต้เท้าซวินฝู่ก็ไม่เชื่อ ถึงอย่างไรท่ามีความซื่อสัตย์ภักดีต่อราชสำนัก”

จากนั้นบอกให้ลุกขึ้น หวงสือพอลุกขึ้นยืน สงถิงปี้กล่าวอย่างครุ่นคิดว่า “เราความจริงนึกสงสัยท่าน เคยตรวจสอบตัวท่าน แต่ท่านพอกล่าวเช่นนี้ เรากลับวางใจแล้ว ท่านก็วางใจ ซุนเจียงจวินเคยรายงานต่อเราหลีหย่งฟางไม่น่าไว้วางใจ…”

สงถิงปี้คล้ายคิดกล่าวกระไร แต่แล้วกล้ำกลืนไว้ เพียงกล่าวว่า “สรุปแล้วการศึกใกล้ปะทุ ท่านไม่ควรเคลือบแคลบสงสัยต่อซุนเจียงจวิน ให้กลับไปอย่างวางใจ วันหน้าย่อมเข้าใจเอง”

หวงสือหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา สงถิงปี้เข้าใจผิดคิดว่ามันเกิดความหวาดหวั่นวิตกจึงกล่าว เราย่อมไม่ทำลายความสัมพันธ์ของพวกท่านพ่อตาบุตรเขย ท่านเห็แก่ส่วนรวมไม่คำนึงถึงเรื่องส่วนตัว กลับน่ายกย่องสรรเสริญ”

หวงสือได้แต่อำลาจากมา เหตุใดสงถิงปี้จึงไว้วางใจซุนเตอกง เพียงเพราะมันรายงานว่าหลี่หย่งฟ่างไม่น่าไว้วางใจหรือ น่าเสียดายที่สงถิงปี้ไม่กล่าวจนจบความ หวงสือครุ่นคิดตีความ ยังไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใด

เมื่อออกจากกว่างหนิงโย่วถุน หวงสือถ่ายทอดบอกเหตุดการณ์ที่เข้าพบสงถิงปี้ต่อจินฉิวเต๋อ ทั้งยังบอกข้อสงสัยของตนเองออกไป จินฉิวเต๋อรับฟังจนหัวหมุนงุนงง กล่าวว่า “ใต้เท้าหมายความว่าซุนเตอกงคิดก่อความวุ่นวายหรือ ผู้น้อยไม่เข้าใจความหมายของใต้เท้า”

หวงสือค่อยฉุกคิดว่า จินฉิวเต๋อเป็นหน่วยสอดแนมเล็กๆ คนหนึ่ง หาล่วงรู้ความลับที่จุดศูนย์กลางไม่ จึงกล่าว “ท่านฟังคำบอกเล่าของเราให้ดี อย่าได้แตกตื่นตระหนกไป ยิ่งอย่าได้ถ่ายทอดบอกต่อผู้ใด”

หลังจากนั้นบอกเล่าเรื่องที่ซุนเตอกงทรยศต้าหมิง สิ่งที่ให้จินฉิวเต๋อล่วงรู้ได้ล้วนบอกกล่าวให้ทราบ เมื่อจินฉิวเต๋อแสดงความจงรักภักดีต่อมัน หวงสือก็ตอบแทนด้วยการให้ความไว้วางใจในตัวมัน

จินฉิวเต๋อใช้เวลาอันยาวนาย ค่อยย่อยสลายข้อมูลที่ได้รับ ข้อมูลเหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกแก่มัน ทั้งสะท้อนถึงความทะเยอทะยานของหวงสือ ซึ่งขายต้าหมิงกับโฮ่วจินพร้อมกัน ความทะเยอทะยานนี้จึงคึควรให้จินฉิวเต๋อติดสอยห้อยตาม

หวงสือรอตนมันย่อยสลายข้อมูล ค่อยถามว่า “ท่านเห็นว่าปัญหาอยู่ที่ใด?”

จินฉิวเต๋อกล่าวว่า “สงจิงเลวี่ยไม่มีปัญหา” หากว่าสงถิงปี้มีปัญหา เมื่อครู่หวงสือคงจบชีวิตไปแล้ว

หวงสือกล่าวว่า “ประการนี้เราทราบ”

จินฉิวเต๋อกล่าวสืบต่อ “ที่ข้างกายสงจิงเลวี่ยคงมีไส้ศึกของโฮ่วจินอยู่ด้วย ทั้งเป็นผู้ทรงอำนาจที่ได้รับความไว้วางใจจาดสงจิงเลวี่ย”

หวงสือกล่าวสนับสนุนว่า “กล่าวได้ไม่ผิด” ข้อสันนิษฐานของจินฉิวเต๋อใกล้เคียงกับตนเอง ที่ข้างกายสงถิงปี้ต้องมีไส้ศึกของทัพโฮ่วจิน คอยปิดบังให้กับซุนเตอกง ไส้ศึกผู้นี้เมื่อล่วงรู้ศักดิ์ฐานะของซุนเตอกง แสดงว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งเช่นกัน

หวงสือถือจดหมายตอบของสงถิงปี้กลับป้อมเจิ้นอู่ หวังฮว่าเจินพออ่านจดหมายจบ ก็โกรธแค้นจนด่าทอออกมา สั่งเคลื่อนทัพใหญ่ไปสนับสนุนป้อมซีผิง และเพื่อป้องกันทัพโฮ่วเจินส่งกำลังโจมตี หวังฮว่าเจินจึงนำไพร่พลหนึ่งหมื่นหกพันนายไปประจำการที่เมืองกว่างหลิง ทั้งมอบอำนาจทางทหารให้แก่เฉินชวี ให้ซุนเตอกงเป็นผู้ช่วย

เฉินชวีพอได้รับอำนาจทางทหาร ก็สั่งเคลื่อนกำลังสู่ห้อมผิงซี เนื่องเพราะทัพกว่างหนิงไม่ได้เตรียมการเคลื่อนกำลังอยู่ก่อน เฉินชวีจึงทิ้งพลทหารปืนใหญ่กับไพร่พลขนสัมภาระหนักรั้งอยู่ ทั้งจัดนักรบหลายพันนายคอยคุ้มกัน ส่วนทัพม้ากับพลเดินเท้าล้วนรีบรุดเดินทาง เมื่อเป็นเช่นนี้เท้ากับทิ้งกำลังอยู่ที่ป้อมเจินอู่หนึ่งหมื่นนาย

หวงสือพบเห็นด้วยความตระหนกว่าทัพหมิงถูกแบ่งกำลังออกไป ทัพกอบกู้เหลียวซึ่งมีทั้งสิ้นสิบสามหมื่น ต้องส่งไพร่พลเจ็ดหมื่นไปประจำอยู่ตามป้อมค่ายต่างๆ หลายสิบแห่ง นักรบที่เหลือหกหมื่นถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน สุดท้ายไพร่พลที่ยกไปสู่รบกับทัพโฮ่วจินที่ป้อมซีผิงมีเพียงสามหมื่นห้าพันคน

ทัพโฮ่วเจินยังเลือกช่วงเวลาในการทำศึก พวกมันดำเนินการกวาดล้างกองกำลังของเหมาเหวินหลงซึ่งคอยคุกคามอยู่ทางด้านหลัง แล้วค่อยเคลื่อนกำลังออกมา คราครั้งนี้ทัพโฮ่วจินระดมนักรบชุดเกราะสองหมื่น และกำลังสำรองอีกสี่หมื่น สำหรับกับชนเผ่านีเจินซึ่งมีบุรุษเพศเพียงหกหมื่นคน เท่ากับว่าบุรุษที่ถึงวัยอันเหมาะสมล้วนถูกส่งเข้าสู่สมรภูมิ

ส่วนทัพกว่างหนิงมิเพียงไม่สามารถระดมกำลังพลสิบสามหมื่นเข้ารับศึก แม้แต่กำลังรบหกหมื่นก็ถูกตัดแบ่งเป็นหลายส่วน ตอนนี้ที่เดินเข้าสู่สมรภูมิมิเพียงเป็นกำลังสำรองจำนวนสามหมื่นห้าพันนาย ด้านจำนวนพลเท่ากับตกเป็นรอง

หวงสือยังเห็นว่าการจัดสร้างป้อมค่ายบนพื้นที่เหลียวตง ไม่เพียงสิ้นเปลืองเงินทองจำนวนมาก ทั้งยังต้องจัดสรรกำลังคนและวัตถุเพื่อรักษาป้อมค่ายไว้ แต่เมื่อถึงยามศึกสงคราม กลับดึงกำลังพลของต้าหมิงไป ด้วยความรู้ด้านการทหารของหวงสือในยามนี้บอกไม่ถูกว่ามีที่ใดไม่ถูกต้อง แต่มีความรู้สึกว่าสถานการณ์ล่อแหลมยิ่ง

เนื่องเพราะไม่ได้เรียกระดมกำลังสำรองก่อน ทหารนับหมื่นนายที่ป้อมเจิ้นอู่จิงไม่สามารถช่วยเหลือกำลังสำรองสาหมื่นห้าพันนาย ทั้งหมดได้แต่สวมหมวกเกราะ มุ่งสู่ป้อมซีผิง มาตรการเช่นนี้เป็นเหตุให้ไพร่พลของหวงสือต่างก็ตัดพ้อต่อว่า ดีที่ป้อมเจินอู่กับป้อมซีผิงอยู่ห่างไม่ไกล ทั้งหมดเดินทางไม่นานก็บรรลุถึงที่หมาย

ทัพหน้าของทัพกว่างหนิงอยู่ในความควบคุมของซุนเตอกง ซุนเตอกงจึงแต่งตั้งหวงสือเป็นหน่วยสอดแนมล่วงหน้าไปก่อน ผู้นำขบวนเป็นหวงสือกับเฟยลี่กว๋อ เฟยลี่กว๋อก็ขึ้นเป็นนายทัพเชียนจ่ง ตอนนี้หวงสือคุมกำลังสองร้อยนาย ส่วนเฟยลี่กว๋อคุมกำลังหนึ่งร้อยยี่สิบคน ซุนเตอกงเมื่อมอบหมายให้เฟยลี่กว๋อร่วมทางกับหวงสือ แสดงว่าไม่ไว้วางใจหวงสืออย่างเต็มที่

ก่อนออกเดินทาง ซุนเตอกงกำชับให้หวงสือเคลื่อนไหวตามมาตรการที่มันวางไว้ หวงสือเห็นเฟยลี่กว๋ออยู่เป็นก้างขวางคอ ก็ไม่มีโอกาสเคลื่อนไหว พานมอบอำนาจสั่งการออกไป ให้เฟยลี่กว๋อตัดสินใจ

เดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เฟยลี่กว๋อก็ควบม้ากลับมา กล่าวกับหวงสือว่า “ถึงที่หมายแล้ว”

พลางคลี่กางแผนที่เดินทัพออก เนินเขาที่เบื้องหน้าเป็นจุดแรกที่ซุนเตอกงแสดงต่อหวงสือเมื่อวันก่อนเอง

เฟยลี่กว๋อเพิ่งกล่าวจบ หน่วยสอดแนมที่ล่วงหน้าไปก่อน พลันรีบรุดกลับมา ไพร่พลสอดแนมร้องบอกว่า “ใต้เท้าหวง บนเนินเขามีบุคคลน่าสงสัยเคลื่อนไหว”

หวงสือพอฟัง จึงสั่งให้หยุดทัพ จากนั้นออกคำสั่งว่า “สืบต่อไป”

ประมาณชั่วธูปไหม้หมดดอก ไพร่พลสอดแนมสองนายห้อม้ากลับมา ในมือยังหอบสิ่งของมาด้วย รายงานว่า “เรียนใต้เท้า ไม่พบคนต้องสงสัย แต่พบเห็นสิ่งเหล่านี้”

สิ่งของเป็นเสื้อผ้าชาวบ้านหลายชุด ยังมีกีบม้าที่ชำรุดอันหนึ่ง ขบวนม้าที่กระจายออกค้นหา ก็รายงานว่าพบเห็นร่องรอยความเคลื่อนไหวของหน่วยสอดแนมทัพโฮ่วจิน แม่ทัพหน้าซุนเตอกงย่อมสั่งให้หยุดการคืบหน้า ส่งหน่วยสอดแนมออกค้นหาอยู่ครึ่งค่อนวันค่อยเดินทางต่อ

เดินทัพไม่ถึงหนึ่งเค็ก* ก็ถึงจุดที่สองที่ซุนเตอกงกำหนดไว้ กลับพบเห็นธงสัญลักษณ์ของทัพโฮ่วจินอยู่ในดงไม้ หลังจากตรวจค้นค่อยพิสูจน์ว่าเป็นแผนลวง แต่ครั้งนี้ต้องหยุดทัพเกือบสองเค็ก ต่อจากนั้นพบเห็นร่องรอยน่าสงสัยนานัปการ ล้วนแต่เป็นภาพลวง แต่ว่าทัพใหญ่เดินๆ หยุดๆ เกือบสามชั่วยาม ระดับความเร็วเท่ากับเศษหนึ่งส่วนสามของการเดินทัพทั่วไป

* หนึ่งเค็กมีสิบห้านาที

ไพร่พลหน่วยสอดแนมกลายเป็นเขม็งตึงเครียด คล้ายกับจะเผชิญการซุ่มโจมตีได้ทุกเมื่อ ส่วนทัพหน้าที่ตามหลังยิ่งส่งเสียงตัดพ้อวุ่นวาย

ต่อให้เดินช้ากว่านี้ ก็ต้องเดินถึงสุดทาง แต่แล้วหวงสือพบว่าทิศทางที่ตั้งของป้อมซีผิงปรากฏควันไฟลอยขึ้น อย่างรวดเร็วมันพบเห็นหน่วยสอดแนมของโฮ่วจินหลายสิบนายอยู่ที่เบื้องกับสองปีก ด้านหลังของพวกมันเป็นป้อมซีผิงที่เกิดเพลิงไหม้

หวงสือสั่งให้หยุดการคืบหน้า เพิ่มหน่วยสอดแนมไปทางสองปีก จากนั้นสอบถามเฟยลี่กว๋อว่า “พี่เฟย สมควรหยุดทัพหรือมุ่งหน้าต่อไป?”

เฟยลี่กว๋อฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “น้องแซ่หวงสร้างความลำบากแก่เราแล้ว เราไม่เคยเข้าสู่สมรภูมิมาก่อน”

หวงสือทราบว่าหน่วยสอดแนมทั้งหมดไม่มีผู้ใดมีประสบการณ์สู้รบ นับตั้งแต่ทัพหมิงทำสงครามกับโฮ่วจิน ต้าหมิงสูญเสียทัพแกร่งไปแทบหมดสิ้น ทัพกว่างหนิงประกอบด้วยไพร่พลที่รับสมัครใหม่ หาไม่ก็เป็นไพร่พลที่ทำไร่ไถนาให้กับทางการ แทบไม่มีทหารเก่าที่ผ่านสมรภูมิสู้รบมาก่อน

หวงสือขบกรามกรอด สั่งหใหน่วยสอดแนมมุ่งหน้าต่อไป พร้อมทั้งออกคำสั่งว่า “กลับไปรายงานทัพหน้าว่าหน่วยเราเผชิญกับทัพโฮ่วจิน อาจต้องขอกำลังสนับสนุน”

หน่วยสอดแนมของโฮ่วจินก็พบเห็นหวงสือกับพวก เมื่อทัพหมิงหลายร้อยนายรุกคืบออกไปอย่างระมัดระวัง พวกมันก็ล่าถอยไปทางตะวันตกอย่างช้าๆ

หวงสือรู้สึกว่าใจกลางฝ่ามือปรากฏเหงื่อเย็นเยียบไหลซึม มันกวาดมองไพร่พลโดยรอบ เห็นทุกคนหน้าขาวซีด หลายคนเลือ่นมือจับอาวุธ ชักดาบออกมาครึ่งหนึ่งแล้วสอดกลับคืน บังเกิดเป็นเสียงดังระคายหู

หวงสือไม่อาจทนทานรับบรรยากาศอันตึงเครียดได้ ออกคำสั่งว่า “ทั้งหมดชักดาบ” คำสั่งพอถ่ายทอดออก หน่วยสอดแนมชักอาวุธออกถือมั่น จากนั้นตวาดเบาๆ สร้างขวัญและกำลังใจให้กับตนเอง

หวงสือหยีตามองดู เห็นหน่วยสอดแนมทัพโฮ่วจินที่ด้านตรงข้ามกระจายกำลังออก จนปูพรมทั่วพื้นพสุธา ส่วนทัพหมิงกระจุกรวมกัน ดูเผินๆ คล้ายกับหน่วยสอดแนมโฮ่วจินหลายสิบคนล้อมทัพหมิงสี่ร้อยคนเอาไว้

จากนั้นทัพใหญ่ของโฮ่วจินเริ่มปรากฏแก่สายตาทั้งหมด

เฟยลี่กว๋อจึงกล่าว “น้องแซ่หวง พวกเราสมควรหยุดคืบหน้าแล้ว”

หวงสือยืนบนบังโกลนม้า ทอดสายตามองทัพใหญ่ของโฮ่วจินแล้วกล่าว “ทัพข้าศึกยังอยู่ห่างจากพวกเรา เราไม่อาจเห็นจำนวนที่แน่ชัด จะรายงานต่อทัพกลางอย่างไร?”

พลันได้ยินไพร่พลนายหนึ่งร้องบอกว่า “ใต้เท้า ท่านดู” มันชี้มือไปยังทัพม้าของโฮ่วจินที่เคลื่อนเข้าหาทัพหมิง ดูเหมือนมีจำนวนสามสี่ร้อยคนเช่นกัน

ไพร่พลที่อยู่ทางด้านหลังนายหนึ่งก็ร้องว่า “ด้านหลังพวกเราก็มีข้าศึก”

สุ้มเสียงพอดัง บังเกิดเสียงร้องอุทานด้วยความแตกตื่นลนลานดังขึ้น

หวงสือขู่คำรามว่าล้วนหุบปาก ทางหนึ่งบังคับม้ากลับไป หน่วยสอดแนมของทัพหมิงเนื่องจกากระจุกรวมตัว จึงแยกจากทัพหน้าช่วงหนึ่ง เห็นหน่วยสอดแนมของโฮ่วจินสองสามคนสอดเข้ามาคั่นกลาง รุดไปตรวจสอบทัพหน้าของต้าหมิง

จนบัดนี้หวงสือยังไม่อาจเห็นรูปขบวนและจำนวนคนของทัพโฮ่วจิน แต่ทัพม้าที่คุกคามเข้าหาพวกมันอยู่ห่างไม่ถึงสองลี้แล้ว

ทหารคนสนิทหลายนายกล่าวเร่งรัดว่า “ใต้เท้า รีบออกคำสั่งเถอะ”

ไพร่พลโดยรอบก็ร้องออกมาว่า “ใต้เท้าออกคำสั่งเถอะ”

หวงสือทราบว่าพวกมันต้องการให้ออกคำสั่งใด ได้แต่กล่าวว่า “ล่าถอยกลับไปสมทบกับทัพหน้า”

หน่วยสอดแนมของโฮ่วจินโดยรอบยังคงรักษาระยะห่างจากพวกมัน ส่งพวกมันกลับไปยังทัพหน้าของต้าหมิง

จอมทัพ พลิกแผ่นดิน (หน้า 138- 163)

พอกลับถึงทัพกลาง ซุนเตอกงชิงถามว่าทัพหน้าของฝ่ายตรงข้ามมีมากน้อยเท่าใด?”

เรียนใต้เท้า มีสามสี่พันคน

อย่างนั้นทัพใหญ่ของโฮ่วจินมีมากน้อยเท่าใด?”

หวงสือไม่เห็นชัดตาแต่ยังตอบว่ามีจำนวนสี่หมื่น

ซุนเตอกงขู่คำรามว่าเหลวไหล ท่านไหนเลยเห็นชัดตาได้ ท่านเคลื่อนใกล้เข้าไปชมดูแล้วหรือ?”

หวงสือประสานมือกล่าวว่าผู้น้อยไม่กล้าคุยโอ่ ทัพโฮ่วจินมีจำนวนสี่หมื่นจริงๆพลางชี้มือไปยังเฟยลี่กว๋อที่ด้านข้างกล่าวว่าเฟยเชียนจ่ง (นายทัพเชียนจ่ง) ก็เห็นแล้ว

เฟยลี่กว๋อสนับสนุนว่าถูกแล้ว ทัพโฮ่วจินมีจำนวนสี่หมื่นนาย

ซุนเตอกงทวนคำสี่หมื่น กล่าวว่าเฟยลี่กว๋อ นี่เป็นเรื่องสำคัญทางทหาร อย่าได้ปิดบังเราแม่ทัพ

เฟยลี่กว๋อตอบว่าผู้น้อยมิกล้า

ซุนเตอกงพลันออกคำสั่งว่าทัพหน้าหยุดการคืบหน้า สมทบกับทัพกลาง

หวงสือก็ออกคำสั่งต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ในใจนึกเคลือบแคลงสงสัยต่อคำโต้ตอบระหว่างซุนเตอกงกับเฟยลี่กว๋อยิ่ง

อย่างรวดเร็ว ซุนเตอกงแบ่งทัพม้าออกเป็นสองขบวน วางอยู่ทางสองปีก ผู้บัญชาการปีกซ้ายคือซุนเตอกง ส่วนปีกขวาอยู่ในความดูแลของจู่ต้าโซ่ว พลเดินเท้าของทัพหมิงจำนวนหลายหมื่นเป็นทัพกลาง อยู่ในความควบคุมของแม่ทัพจ่งปิง

ผู้คนหลายหมื่นคนลากแนวยืดยาวออกไปกลายเป็นรูปขบวนตีฝ่าจากตรงกลาง หวงสือนึกไม่ถึงว่าผู้คนหลายหมื่นคนพอยืนเรียงรายเป็นแถวเดียวจะยืดยาวถึงเพียงนี้ จากท้ายแถวที่มันยืนอยู่มองไปยังตรงกลาง เห็นแต่ผืนธงแน่นขนัด ธงประจำตำแหน่งจ่งปิงกลายเป็นเล็กกระจ้อยร้อยนัก

ทัพโฮ่วจินที่อยู่ตรงกลางหยุดการเคลื่อนไหว ส่วนสองปีกยังคงรุกคืบต่อ

ซุนเตอกงพลันใช้ทหารคนสนิทมาเรียกตัวหวงสือไป ออกคำสั่งว่าอีกสักครู่การสู้รบพอเปิดฉากขึ้น ให้ท่านนำกำลังออกจากทัพหมิง โถมเข้าหาทัพโฮ่วจิน จากนั้นหันอาวุธกลับ

หวงสือตื่นตระหนกจนร้องออกมาว่าหันอาวุธกลางสมรภูมิหรือ?”

ซุนเตอกงกล่าวว่าถูกต้อง ท่านโพกผ้าแดงอยู่บนศีรษะ ทัพโฮ่วจินพอเห็นผ้าแดงจะทราบว่าเป็นคนของเราพลางชี้มือไปยังผ้าแดงที่โพกอยู่บนศีรษะตนเอง

หวงสือว้าวุ่นใจอยู่บ้าง แผนการนี้ฉุกละหุกไปแล้ว ต้องกล่าวว่าอย่างนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าพเจ้าเล่า ตอนนี้ไม่ทันเกลี้ยกล่อมพวกมันแล้ว

ซุนเตอกงใช้สายตาที่ประหลาดพิกลมองดูหวงสือกล่าวว่าตอนนี้เป็นเวลาใด ยังสนใจผู้ใดบังคับบัญชาอันใด ท่านจัดการกับสนิทของท่านผูกผ้าแดงเข้าหาทัพโฮ่วจิน จากนั้นร้องบอกว่าผู้ที่วางอาวุธจะรอดตายบวกกับเราที่หลังขบวนหนีอาวุธจู่โจม ทัพใหญ่ต้องระส่ำระสาย ขอเพียงได้ชัย ทัพกว่างหนิงก็จบสิ้นแล้ว

เป็นเช่นนี้หรือ?”

ซุนเตอกงยิ้มพลางกล่าวว่าเป็นเช่นนี้เอง บนสมรภูมิเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหวของพวกท่านจะสร้างความตะลึงลานแก่ทัพหมิง เพียงนี้ก็พอแล้ว นี่เป็นแผนการที่ท่านข่านกำหนดขึ้นด้วยตัวเอง เพื่อรักษาเป็นความลับ เรารอถึงตอนนี้ค่อยบอกต่อท่าน รีบไปเตรียมตัวเถอะ

หวงสือฝืนใจรับคำว่าทราบแล้ว จากนั้นอดถามมิได้ว่าใต้เท้าเล่า?”

ซุนเตอกงกล่าวโดยไม่ขบคิดว่าเราอยู่ที่หลังขบวนจะร้องบอกว่าทัพหมิงแพ้แล้ว พวกท่านก่อกวนทางด้านหน้า ส่วนเราก่อกวนทางด้านหลัง

เห็นหวงสือยังนิ่งคุร่นคิด จึงเร่งรัดว่ายังมิรีบไปเตรียมตัวอีก?”

หวงสือกล่าวโดยที่จิตใจไม่อยู่กับตัวว่าถูกแล้ว ผู้น้อยจะไปในบัดดล

ซุนเตอกงหัวร่อฮาฮากล่าวว่าเสี่ยวหวง (หวงน้อย) นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ท่านเรียกตัวเองเป็นผู้น้อย หลังจากเสร็จศึกครั้งนี้ เราจะจัดพิธีวิวาห์ให้กับท่าน

ขอบคุณใต้เท้า

ซุนเตอกงกำชับว่าอย่าได้รีรอลังเล พอร่ำร้องจบ ให้รีบหลบไปหลังทัพโฮ่วจิน ไม่เช่นนั้นพอเกิดการตะลุมบอนขึ้น ท่านก็คับขันอันตรายแล้ว เราไม่ต้องการให้บุตรีกลายเป็นม่าย

หวงสือพอกลับมายังขบวนของตนพบว่าการจัดการนี้ไม่ถูกต้อง มันจำได้ว่าตามประวัติศาสตร์บันทึกว่า ซุนเตอกงลุกขึ้นที่เมืองกว่างหนิง ทั้งคิดจับตัวหวังฮว่าเจินไปมอบต่อนูรฮาชื่อ การหันอาวุธกลางสมรภูมิแม้สร้างความโกลาหลวุ่นวายขนานใหญ่ แต่หากว่าผู้ที่หันอาวุธกลางสมรภูมิเป็นไพร่พลของซุนเตอกง จะสะกิดความสงสัยของผู้อื่น อย่างนั้นก็ไม่สามารถลุกฮือขึ้นที่เมืองกว่างหนิงแล้ว

น้องแซ่หวง

สุ้มเสียงเรียกหาเสี่ยงหนึ่งดังทำลายความคิดของหวงสือ ที่แท้เฟยลี่กว๋อที่โพกผ้าแดงบนศีรษะบังคับม้ามา มันมองดูผ้าโพกศีรษะของหวงสืออย่างยิ้มแย้ม ทั้งขยิบตาให้กับหวงสือ

หวงสือเค้นรอยยิ้มขึ้นกล่าวว่าพี่เฟยก็เข้าร่วมกับเราหรือ?”

เฟยลี่กว๋อกล่าวว่าใช่แล้ว เราได้รับภารกิจเดียวกัน

เฟยลี่กว๋อเป็นคนสนิทของซุนเตอกง ดูท่าการเตรียมการเช่นนี้ไม้ผิดพลาดแล้ว

หวงสือขมวดคิ้ว เมื่อเคลื่อนไหวเช่นนี้ตนเองไม่อาจผลักไสว่าไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับซุนเตอกงอีก

เฟยลี่กว๋อกล่าวว่ายังมิรีบให้คนของท่านโพกผ้าแดงอีก?”

หวงสือกล่าวว่าพอถึงหน้าขบวนค่อยโพกผ้า ตอนนี้ออกจะสะดุดตาไปหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่าใจคนกั้นด้วยหนังท้อง หากว่ามีคนชิงร่ำร้องออกมา ไยมิใช่วุ่นวายทั่วหน้า เราคิดรอถึงนาทีสุดท้ายค่อยบอกกล่าว

เฟยลี่กว๋อพอฟังค่อยเลิกล้มความคิดแจ้งต่อผู้ใต้บังคับบัญชา กล่าวว่าเราก็จะรออีกสักครู่

จากนั้นมันพบว่าตนเองยืนอยู่ข้างกายหวงสือจึงกล่าวเราจะไปตระเตรียมตัวพลางกระตุ้นม้าเข้าหักไพร่พลที่ถือธงของตนเอง

ยามนั้นทัพหมิงกับโฮ่วจินล้วนหยุดยั้งลงตั้งประจันหน้ากัน หวงสือยังใคร่ครวญว่าจะผ่านด่านเฉพาะหน้าอย่างไร หลังจากที่ทัพหมิงแตกพ่าย ตนเองต้องรีบรุดไปยังเมืองกว่างหนิง แต่ที่นี้มีผู้คนจำนวนมากเห็นพฤติการณ์ของตนเอง ไม่สามารถอธิบายต่อราชสำนักได้

หวงสือสั่งให้ไพร่พลโพกผ้าแดง ขณะจะกล่าวกับทหารคนสนิท พลันฉุกใจได้คิด เปลี่ยนเป็นควบม้ากลับไปหาเฟยลี่กว๋อ

เฟยลี่กว๋อขณะจะสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาใช้ผ้าแดงโพกศีรษะ พลันเห็นหวงสือควบม้ามาต้องตำหนิว่าท่านมาทำอะไร?”

หวงสือกล่าวถามว่าก่อนนี้ใต้เท้าซุนเคยรีบร้อนถึงเพียงนี้หรือไม่?”

ว่ากระไร?”

พี่เฟย ท่านติดตามใต้เท้าซุนมานานปี ใต้เท้าซุนใช่เป็นคนชะล่าใจหรือไม่?”

เฟยลี่กว๋อมีสีหน้ามึนงงสงสัย แต่ยังตอบว่าย่อมไม่

หวงสือไม่กล่าวกระไร หันไปกล่าวชักชวนเจ้าม่านสงและพวกว่าตามเรามาจากนั้นอ้อมผ่านปีกข้างไปยังหลังขบวน

ขณะที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของหวงสือพากันควบม้าตามมา ในทัพหมิงบังเกิดเสียงย่ำกลองศึกดังขึ้น ไพร่พลสังกัดทัพหมิงที่อยู่ทางปีกข้างต่างพากันมองดูหวงสืออย่างงุนงง แต่หวงสือไม่แยแสสนใจ ยังคงโถมเข้าหาขบวนทัพของซุนเตอกง พลางร้องบอกต่อทัพหมิงที่เบื้องหน้าว่าหลีกทาง หลีกทาง

สายตาของหวงสือจ้องจับที่ธงประจำตัวของซุนเตอกง พลางชักดาบคู่มือออก ร้องบอกว่าทั้งหมดชักดาบ

ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปแล้ว

แต่แล้วธงประจำตัวของซุนเตอกงล้มพังลงมา ในขบวนทัพบังเกิดเสียงร้องดังว่าแพ้แล้ว ทัพหมิงแพ้แล้ว

ขณะเดียวกันทัพม้าของโฮ่วจินเข่นฆ่าเข้ามา พวกมันโอบล้อมมายังสองปีกของทัพหมิง ทัพหมิงยามแตกตื่นลนลานพากันแตกฮือหลบหนี

ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แต่มิใช่เปลี่ยนแปลงเพราะเรา หากแต่เปลี่ยนแปลงเพื่อเรา เปลี่ยนแปลงเพราะเพื่อฆ่าเรา

หวงสือร่ำร้องในใจ มองดูธงประจำตัวสีแดงประจำทัพกลาง เห็นธงใหญ่ประจำตัวเฉินชวีล้มพับลง ต้องหยุดม้าแต่กลางคัน พึมพำว่าเฉินชวีถูกซุนเตอกงทำร้ายถึงแก่ชีวิตแล้วหรือ เมื่อธงประจำตำแหน่งจ่งปิงล้มลง ทัพหมิงทั้งหลายหมื่นนายยังเข้าใจว่าแนวป้องกันจุดอื่นถูกโจมตีแตกพ่าย ขณะที่ทัพกลางปรากศจากผู้บัญชาการศึก ทุกคนได้แต่ถอยร่น หรือว่าแยกย้ายรับมือข้าศึก

ยามนั้นเฟยลี่กว๋อนำผู้ใต้บังคับบัญชาติดตามมาถามว่านี่เป็นเรื่องราวใด?”

หวงสือแค่นเสียงดังเฮอะ ไม่กล่าวว่ากระไร ควบม้าไปทางตะวันตก ผู้ใต้บังคับบัญชาของมันรีบตามมา ถัดไปเป็นเฟยลี่กว๋อกับพวก ถัดไปอีกเป็นเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังสะเทือนเลื่อนลั่น

ที่เบื้องหน้าพวกมันทัพม้าที่ชูธงปักอักษรคำจู่ควบขับจากไปอย่างรวดเร็ว ธงของพวกมันกระพือพัดพลิ้ว แต่ทหารม้านับพันยังรักษารูปขบวนเอาไว้

ถึงแม้อยู่ระหว่างการหลบหนี เฟยลี่กว๋อยังอดถามมิได้ว่านี่เป็น…”

หวงสือแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่าเป็นแม่ทัพเหลียวซีจู่ไท่โซ่ว

ในการศึกครั้งนี้ จู่ไท่โซ่วแสดงออกถึงความสามารถในการล่าถอยที่เบื้องหน้าข้าศึก นำผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหมดออกจากสมรภูมิ ยังรวดเร็วกว่าซุนเตอกงที่สมคบคิดกับทัพโฮ่วจินอีก

หวงสือยังนึกโยงไปถึงสิบปีให้หลัง ในการศึกที่แม่น้ำต้าหมิง ทัพหมิงที่มาจากเจ๋อเจียงกับเลี่ยงไหวและเสฉวนจำนวนหลายหมื่นคิดคลายวงล้อมให้กับทัพกว่างหนิง แต่น้องเขยกับหลานชายของจู่ไท่โซ่วนามอู๋เชียงกับอู๋ซันกุ้ยชิงหลบหนี ทัพหมิงที่ยกมาช่วยเหลือแดนเหลียวตงจำนวนสี่หมื่นถูกทัพโฮ่วจินบดขยี้ทำลายสิ้น จู่ต้าโซ่วได้แต่ยอมจำนน นี่เป็นครั้งที่หนึ่ง

ยี่สิบปีให้หลัง จู่ต้าโซ่วกับทัพกว่างหนิงถูกล้อมที่เขตจิ่นโจว แม่ทัพนามหงเฉิงโฉวนำทัพแกร่งชุดสุดท้ายมาช่วยเหลือ เปิดฉากสู้รบกันที่ภูเขาสงซาน ปรากฏว่าอู๋ซันกุ้ยกับหวังฝู่อาศัยความมืดหลบหนีอีกครั้ง ทัพหมิงนับสิบหมื่นพินาศย่อยยับสิ้น หงเฉิงโฉวถูกจับกุม จู่ต้าโซ่วยอมจำนนอีกครั้ง

อู๋ซันกุ้ยพิสูจน์ยืนยันถึงความสามารถในการหลบหนี เปรียบกับจู่ต้าโซ่วในวันนี้หาเป็นรองไม่

แต่ว่าหวงสือไม่มีเวลานึกโยงอีกต่อไป มันไม่เห็นธงประจำตำแหน่งของซุนเตอกง สร้างความร้อนรุ่มใจยิ่ง เนื่องเพราะมันต้องกลับเมืองกว่างหนิงไป

เสียงโห่ร้องฆ่าฟันถูกทอดทิ้งอยู่ทางด้านหลัง ผู้ใต้บังคับบัญชาส่วนหนึ่งของหวงสือตามมาไม่ทัน หวงสือค่อยได้คิดว่าต่อให้ตามซุนเตอกงทัน อาศัยกำลังที่มีอยู่ หากรุดไปรังแต่หาที่ตาย ส่วนจู่ต้าโซ่วลดเลี้ยวลงใต้ ไปทางเมืองหนิงเอ๋อ มาตรว่าหวงสือเร่งม้าจนตายก็ตามพวกมันไม่ทัน

เมืองกว่างหนิงอยู่ทางตะวันออก หวงสือต้องไปยังเมืองกว่างหนิง ไม่เช่นนั้นแผนการทั้งหมดล้วนกลายเป็นอากาศธาตุ มันหยุดม้าหอบหายใจ พร้อมกับใคร่ครวญถึงความเคลื่อนไหวขั้นต่อไป

เฟยลี่กว๋อไล่กวดตามมาร้องว่าเราต้องการทราบว่าที่แท้เป็นเรื่องราวใด?”

หวงสือย้อนถามว่าท่านไม่ทราบเป็นเรื่องราวใดจริงๆ?”

เฟยลี่กว๋อผงกศีรษะ จากนั้นสั่นศีรษะกล่าวว่าเราไม่เชื่อว่าใต้เท้าซุนจะ…”

หวงสือกล่าวเสียงเย็นชาว่ามันต้องการให้พวกเราตาย

กล่าวจบไม่แยแสสนใจมันอีก หันไปทางไพร่พลซึ่งติดตามมา ร้องบอกว่าพี่น้องทั้งหลาย พวกเราถูกซุนเตอกงขายทิ้งแล้ว มันให้เรากับเฟยเชียนจ่งสู้รอบแรก แต่ตัวเองหลบไปหลังขบวน

หวงสือบ่งบอกบรรยายว่ามันคิดหนีตั้งแต่แรก แต่กลัวใต้เท้าซวินฝู่สืบสาวเอาผิด จึงใช้ให้พวกเราไปตาย อย่างนั้นจะได้มีข้ออ้างว่าสู้ข้าศึกไม่ได้

มันกระชากดึงผ้าแดงที่โพกศีรษะลงมา พลางช้มือไปยังเฟยลี่กว๋อกล่าวว่าเรากับเฟยชียนจ่งล้วนหลงเชื่อ ดังนั้นโพกผ้าแดงบนศีรษะเข่นฆ่าใส่ศัตรู สุดท้าย…”

เฟยลี่กว๋อกล่าวเสริมว่าซุนเตอกงบอกว่าจะเป็นแนวหน้า แต่ก่อนการศึกกลับวิ่งไปด้านหลัง สุดท้ายปีกซ้ายของทัพเราพังทลายลง แต่ว่าผู้บัญชาการปีกซ้ายเป็นมันเอง

หวงสือโบกมือกล่าวว่าตอนนี้ไม่ต้องกล่าวมากความ พวกเราล่าถอยออกจากพื้นที่อันตรายแล้วค่อยว่ากล่าว

เฟยลี่กว๋อกระตุ้นม้าถึงข้างกายหวงสือกล่าวว่าก่อนจะกลับเมืองกว่างหนิง พวกเราต้องหารือกันเป็นส่วนตัว

หวงสือผงกศีรษะกล่าวว่าเราทราบ แต่ต้องไปจากที่นี้ก่อน

เฟยลี่กว๋อยกแส้ม้าชี้ไปทางตะวันตก กล่าวว่าที่ห่างไปห้าลี้เป็นสันเขาซาหลิ่ง พอข้ามซาหลิ่ง จะเป็นทางหลวงทอดสู่เมืองกว่างหนิง พวกเราไปถึงรุดรับส่งข่าวสารที่ตั้งอยู่บนทางหลวง หาอาหารรองท้องกัน

คำสันเขาซาหลิ่งคล้ายฟ้าผ่าลงตรงหน้าหวงสือ ต้องร้องว่าท่านบอกว่าที่เบื้องหน้าเป็นสันเขาซาหลิ่ง?”

มิผิดเป็นสันเขาซาหลิ่ง

หวงสือพลันนึกถึงความตอนหนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์ว่าซาหลิ่งเป็นทางลัด ช่วยให้ครอบครองเมืองกว่างหนิงนี่เป็นคำที่ขุนนางโฮ่วจินกล่าวกับนูรฮาชื่อเอง

ใช่แล้ว ทัพโฮ่วจินเพียงโจมตีทัพกว่างหนิงแตกพ่าย ล่อให้พวกมันหลบหนีไปทางสันเขาซาหลิ่ง เมื่อไปถึงที่นั้น ทัพหมิงล้วนหมดเรี่ยวสิ้นแรง ถูกทัพโฮ่วจินที่อ้อมทางมาอุดเอาไว้เข่นฆ่าสังหารสิ้น

หวงสือพลันฉุดดึงเฟยลี่กว๋อมายังด้านข้างกระซิบบอกว่าพวกเราไม่อาจไปยังสันเขาซาหลิ่ง ที่นั้นต้องวางกับดักไว้

เฟยลี่กว๋อลืมตาค้างกล่าวว่าท่านทราบได้อย่างไร?”

หวงสือไม่แน่ใจ แต่เชื่อว่าเป็นไปได้เมื่อมีหนอนบ่อนไส้เช่นซุนเตอกง ทัพโฮ่วจินอาจจัดกำลังวุ่มโจมตีอ้อมทางไป แต่ว่ายังไม่ทันตอบคำ เหล่าไพร่พลพากันร้องว่าใต้เท้า มาแล้ว มาแล้ว

เห็นทางสองปีกปรกาฏผงคลีคละคลุ้ง ทัพหมิงที่แตกพ่ายยามแตกตื่นลนลาน ไม่มีเวลาสงบจิตใจแยกแยะว่า ทัพม้าของโฮ่วจินที่ด้านหลังไฉนเพียงติดตามมาอย่างช้าๆ

หวงสือมองดูผงคลีทั้งสองสาย ทอดถอนใจกล่าวว่าพวกมันคิดบีบคั้นพวกเราไปทางสันเขาซาหลิ่ง ปล่อยให้พวกเราหลบหนีจนสิ้นเรี่ยวแรง

ในฐานะผู้ย้อนเวลากลับมายังราชวงศ์หมิง ความรู้ทางประวัติศาสตร์กลายเป็นของวิเศษและยันต์ป้องกันตัวของหวงสือ

ขณะที่หวงสือกับเฟยลี่กว๋อสนทนากัน ปรากฏทหารม้าสังกัดทัพหมิงหลบหนีมา บางคนหนีเตลิดไปทางสันเขาซาหลิ่ง บางคนหยุดม้าให้พาหนะคู่ขาพักผ่อนสักครู่ อย่างแช่มช้าทั้งหมดรวมตัวเป็นทหารม้าสี่ร้อยกว่านาย ทั้งหมดเฝ้ามองดูผงคลีทั้งสองสายที่ม้วนตัวใกล้เข้ามาด้วยความหวาดหวั่นวิตก

หวงสือกระตุกสายบังเหียนม้า ควบม้าถึงเบื้องหน้าเหล่าทหาร ชี้มือไปยังผงคลีทั้งสองสาย ร้องบอกว่าพี่น้องทั้งหลาย ทัพโฮ่วจินแสดงว่าคิดบีบคั้นพวกเราไปทางสันเขาซาหลิ่ง ดังนั้นที่นั้นต้องมีกับดักอย่างแน่นอน

คำพูดนี้กระตุ้นให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น ทหารหมิงนายหนึ่งร้องถามว่าท่านเป็นใคร?”

หวงสือกล่าวว่าเราเรียกว่าหวงสือ ท่านนี้เป็นนายทัพเชียนจ่งเฟยลี่กว๋อพลางชี้มือไปยังผงคลีด้านทิศใต้กล่าวว่าเราคิดตีฝ่าทัพโฮ่วจินด้านั้นไป

ที่สร้างความผิดหวังแก่หวงสือคือ เหล่าไพร่พลมีสีหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง ถดถอยไปอย่างลืมตัว ราวกับว่าหวงสือเป็นทัพโฮ่วจินก็มิปาน

หวงสือร้องบอกว่านี่เป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียวของพวกเรา หากไปยังสันเขาซาหลิ่งรังแต่ตายเปล่ามันคิดนำไพร่พลไปให้มากกว่านี้ เนื่องเพราะนี่เป็นทหารม้าที่ทรงคุณค่า

แต่ว่าไพร่พลส่วนใหญ่ไม่คล้อยตาม รวมทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาของหวงสือก็นิ่งเฉยเป็นการคัดค้าน ถึงแม้ว่าเวลามีค่า หวงสือยังคิดเกลี้ยกล่อมอีกครัง

เฟยลี่กว๋อที่นิ่งเงียบงันพลันกระตุ้นม้าเข้ามา กล่าวเสียงเย็นชาว่าพวกเราเพียงนำไพร่พลที่พกอาวุธไป ผู้ที่ไม่มีอาวุธไม่ต้องตามมา

พลางปลดเสื้อคลุมลงมา โยนให้กับทหารคนสนิทนายหนึ่ง ออกคำสั่งว่าโบกสิ่งของนี้แทนธงประจำตัวเรา ผู้ที่ถืออาวุธตามเรามา ที่เหลือไปเสี่ยงโชคที่สันเขาซาหลิ่งเถอะ

ทหารคนสนิทที่ทำธงประจำตัวตกหล่น รีบเสาะหาไม้พลองด้ามหนึ่ง ยกชูเสื้อคลุมสีแดงขึ้น ไพร่พลที่ทำอาวุธตกหล่นนายหนึ่งร้องโอดครวญว่าใต้เท้าเฟย เราจงรักภักดีต่อท่าน ท่านไม่อาจละทิ้งเราไป

เฟยลี่กว๋อกล่าวอย่างไรไมตรีว่าผู้ใดให้เจ้าทำอาวุธตกหล่น ติดตามไปรังแต่เป็นเครื่องถ่วงพลางหันหัวม้าไปทางใต้ ก่อนไปกะพริบตาให้กับหวงสือคราหนึ่ง

คราครั้งนี้ปรากฏผู้ใต้บังคับบัญชาของหวงสือร้องว่าใต้เท้าหวง เรามีวิชาขับขี่เป็นเลิศ หาเป็นเครื่องถ่วงไม่

เมื่อครู่ตอนหลบหนี มันพลัดตกลงจากหลังม้า ดีที่มือเท้าไม่หัก ม้าพาหนะก็หยุดยั้งลง มันพอติดตามมา พอดีได้ยินคำพูดประโยคนี้

หวงสือผงกศีรษะกล่าวว่าเราจะไม่ละทิ้งพวกท่าน ล้วนตามมาเถอะจากนั้นหันไปกล่าวกับไพร่พลที่ถูกเฟยลี่กว๋อด่าว่าเป็นเครื่องถ่วงว่าท่านติดตามอยู่หลังขบวนไพร่พลที่ถืออาวุธ ขอเพียงไม่รบกวนขบวนของพวกเราก็พอ

ไพร่พลที่ถืออาวุธพากันติดตามอยู่ด้านหลังทหารคนสนิทที่มีหน้าที่ถือธงประจำตัวหวงสือกับเฟยลี่กว๋อ ทั้งสองล้วนยกชูเสื้อคลุมแทนธงประจำตัว

ที่ติดตามอยู่หลังขบวนกว่าครึ่งเป็นไพร่พลที่ไม่มีอาวุธ ทุกคนล้วนก้มศีรษะต่ำ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น

หวงสือนำทหารเลวเหล่านี้ไปเปรียบกับจู่ต้าโซ่วที่เมื่อครู่ถือธงพัดพลิ้ว นับว่าไม่อาจเทียบเปรียบได้ ยามนั้นเร่งม้าติดตามเฟยลี่กว๋อจนทัน ชมเชยเบาๆ ว่ายังคงเป็นท่านยอดเยี่ยม

เฟยลี่กว๋อแบะปากกล่าวว่าท่านเห็นว่าพวกเรามีโอกาสหรือ?”

หวงสือกล่าวว่ามีโอกาสอย่างมาก พวกเรามีจำนวนไม่น้อย ทั้งมิใช่เป้าหมายหลัก ต่อให้พวกมันขัดขวางไม่ได้ ก็ไม่ไล่กวดตาม อย่าว่าแต่กำลังหลักของทัพโฮ่วจินอยู่ทางตะวันออก ส่วนทางเหนือและใต้สมควรสร้างภาพลวง พวกเราล้วนเป็นทหารม้า ฝ่าออกไปได้โดยง่ายดาย

เฟยลี่กว๋อผงกศีรษะกล่าวว่าอย่างนั้นพวกเราฝ่าออกไปเถอะ

ขบวนม้าเร่งความเร็วขึ้น โถมไปทางทิศใต้

ทัพโฮ่วจินทั้งสองปีกส่วนใหญ่เป็นทัพม้าที่กระจัดกระจาย ผูกกิ่งไม้กับหางม้า ก่อกวนเป็นผงคลีคละคลุ้ง สร้างภาพลวงตาขึ้น ประการสำคัญคือทัพโฮ่วจินคาดคิดไม่ถึงว่าข้าศึกจัดกำลังม้ารวมกำลังกันทะลวงฝ่า

ยังมีทัพม้าที่เพิ่งรุดมาติดตามหวงสือกับเฟยลี่กว๋อกับพวกทะลวงฝ่าออกจากวงล้อม ทัพโฮ่วจินไม่กล้าไล่กวดตาม เพียงวางแนวป้องกันใหม่ หวงสือพอตรวจนับจำนวนคน พบว่าเสียหายเพียงเล็กน้อย คงเหลือทัพม้าสี่ร้อยเจ็ดสิบสามนาย

หวงสือสั่งให้ทั้งหมดหยุดพักผ่อน จากนั้นน้อมคำนับต่อเฟยลี่กว๋อ กล่าวว่าดีที่ท่านให้การสนับสนุนเรา

เฟยลี่กว๋อยิ้มพลางกล่าวว่าขอบอกตามตรง คำพูดของท่านในตอนนั้น เราเพียงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เมื่อลงเรือลำเดียวกัน แม้ไม่เชื่อก็ต้องสนับสนุนท่านหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวเสริมว่าตอนนี้พวกเราควรสนทนาสักครา

ทั้งสองมายังตำแหน่งที่เงียบสงบ จับจ้องมองหน้ากัน

หวงสือกล่าวอย่างคลุมเครือว่าเราเห็นว่าซุนเตอกงคิดเข้าร่วมกับข้าศึก มันเคยเอ่ยถึงข้อนี้ต่อเรา

อืมม์ มันก็คล้ายเคยเอ่ยถึงต่อเรา

หวงสือกล่าวว่าหากไม่ทำความเข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใด พวกเราจะช้าเร็วต้องกลายเป็นคนตายมันกล่าวเสริมว่าเราท่านสมควรทราบแน่แก่ใจว่าการใช้ผ้าแดงโพกศีรษะหมายความอย่างไร?”

เฟยลี่กว๋อยกมือลูบคางกล่าวว่าท่านบอกมาก่อนว่าหมายความอย่างไร?”

หวงสือขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวว่าซุนเตอกงบอกว่าคนที่ใช้ผ้าแดงโพกศีรษะล้วนปลอดภัยไป แต่ตอนนี้เราทราบดีว่า หากพวกเราโถมออกไป ต้องถูกยิงร่างปรุพรุนดั่งตัวเม่น

เฟยลี่กว๋อกล่าวเสริมว่ามันให้เราโถมออกไปก่อน มิให้ถูกทัพหมิงที่ด้านหลังลากถ่วงไว้ เราคาดว่ามันคงกล่าวกับท่านเช่นนี้

จากนั้นเฟยลี่กว๋อบอกต่อหวงสือว่า ซุนเตอกงสั่งให้เฟยลี่กว๋อจับตาดูหวงสือ หากว่าหวงสือมีท่าทีผิดปรกติ ซุนเตอกงสามารถอาศัยวินัยทหารสำเร็จโทษหวงสือ

เฟยลี่กว๋อกล่าวว่าแต่ว่าท่านไม่มีท่าทีผิดปรกติ ท่านทำตามภารกิจที่ซุนเตอกงมอบหมายให้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

เอ่ยถึงตอนนี้ พลันเงยหน้าขึ้นจับจ้องมองหวงสือ หวงสือก็กล่าวว่าปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเที่ยงวันนี้

เฟยลี่กว๋อกล่าวว่าซุนเตอกงดูออกว่าท่านมีปัญหา มันเข้าใจว่าเราปกปิดให้กับท่าน สุดท้ายมันเห็นว่าสถานการณ์คับขัน จึงวางแผนกำจัดเราก่อน

หวงสือทราบว่าตอนนี้มิใช่เวลาหักเล่ห์ชิงเหลี่ยมกัน จึงถ่ายทอดคำพูดที่กล่าวกับสงถิงปี้ออกไป เฟยลี่กว๋อพอฟังต้องร้องว่าสวรรค์ ท่านคิดขายซุนเตอกงหรือ?”

หวงสือย่อมไม่บอกแผนการของตนเองออกไป เพียงกล่าวว่าซุนเตอกงไม่ได้บอกอันใดต่อเรา เราเพียงเว้นทางถอยให้กับตัวเอง

เฟยลี่กว๋อทำการแยกแยะว่าที่ข้างกายสงจิงเลวี่ยคงมีคนช่วยเหลือซุนเตอกง จนได้รับความไว้วางใจจากสงจิงเลวี่ย วันนี้มันคงแจ้งต่อซุนเตอกงว่าท่านส่งผลคุกคามต่อมัน ซุนเตอกงจึงวางแผนเช่นนี้จากนั้นกระโดดปราดขึ้นมา ร้องว่าท่านทำร้ายเราสาหัสนัก เนื่องเพราะเช้าวันนี้เราไม่เห็นท่าทีผิดปรกติของท่าน ซุนเตอกงพลอยเข้าใจว่าเรามีปัญหาด้วย

หวงสือพอสงบเยือกเย็นลง ก็พบเห็นพิรุธจึงกล่าวพี่เฟย ท่านยังปิดบังเราอันใดกระมัง?”

เฟยลี่กว๋อกลับรวบรัดชัดเจน ยอมรับว่าเราจับตาดูท่านเป็นเวลานานแล้ว ยังมีจินฉิวเต๋อ

มันเปิดเผยชื่อนี้ออกไปแล้วกล่าวมันใช้แผนของซุนเตอกง จนได้รับความไว้วางใจจากท่าน ตัวมันได้รับตำแหน่งนายทหารปาจ่ง มันจะรายงานความเคลื่อนไหวของท่านต่อเราทุกระยะ แต่ครึ่งเดือนมานี้มันแจ้งต่อเราว่าไม่พบเห็นความผิดปรกติ

เห็นหวงสือคล้ายยิ่มไม่เชิงยิ้ม จึงกล่าวอ่ยางได้คิดว่ามันเข้าร่วมกับท่านแล้ว?”

หวงสือยอมรับว่าถูกแล้ว

เฟยลี่กว๋อด่าทอว่าเดรัจฉานนี้ทำร้ายบิดาจนสาหัสนักคำพูดเปล่งจากปากก็นึกเสียใจรีบกล่าวว่าดีที่เป็นเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นคงต้องทำร้ายน้องแซ่หวงแล้ว

คำพูดพอกล่าว พบว่าตรรกะนี้ใช้ไม่ได้ จึงยิ้มอย่างกระดาก แจ้งชื่อของทหารคนสนิทนายหนึ่งออกมา

หวงสือแค่นหัวร่อกล่าวว่าที่แท้เป็นมัน ยังมีหรือไม่?”

ไม่มีแล้ว

หลังการแยกแยะ ทุกประการล้วนสมเหตุสมผล วันนี้ซุนเตอกงได้รับรายงานว่าหวงสือมีปัญหา แต่เฟยลี่กว๋อแจ้งว่าหวงสือไม่มีความเคลื่อนไหวผิดปรกติ ต่อให้ซุนเตอกงคิดส่งเฟยลี่กว๋อไปตาย เพื่อไม่สะกิดความสงสัยของหวงสือ ต่อให้หวงสือคิดเคลื่อนไหว เมื่อมีเฟยลี่กว๋ออยู่ด้านข้าง คงต้องขัดมือขัดเท้าหวงสือ

หวงสือระบายลมจากปากคำหนึ่ง ก่อนนี้มันนึกสงสัยหยางหลูฮว่อ ยามนี้ค่อยทราบว่าเข้าใจผิดไป จึงนึกเสียใจต่อหยางหลูฮว่อ

เฟยลี่กว๋อนึกถึงปัญหาหนึ่งถามว่าท่านดูออกได้อย่างไรว่าซุนเตอกงคิดเข้าร่วมกับทัพโฮ่วจิน เรายังเข้าใจว่าซุนเตอกงจะเคลื่อนไหวตามหลัง ท่านไฉนดูออกว่ามันคิดส่งพวกเราไปตาย?”

หวงสือย่อมไม่อาจบอกว่าประวัติศาสตร์มีบันทึกไว้ ได้แต่ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่าอย่าได้เห็นว่าเราเป็นบุตรเขยในนามของมัน เราไม่เคยไว้วางใจมันมาก่อน ไม่ว่ามันกล่าวอันใด เราล้วนต้องตรึกตรองดู

เฟยลี่กว๋อนิ่งเงียบงันไร้วาจา แผนการของซุนเตอกงเต็มไปด้วยพิรุธ ขอเพียงสงบจิตใจครุ่นคิดจะดูออก

เฟยลี่กว๋อกล่าวว่าดีที่ท่านคาดเดาถูกต้อง ไม่เช่นนั้น…” กล่าวพลางสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ

หวงสือกล่าวตัดบทมันว่าดีที่เราคาดเดาถูกต้อง

เฟยลี่กว๋อกล่าวถามว่าท่านยังคาดเดาอันใด ยกตัวอย่างท่านคาดเดาคนที่ร่วมมือกับซุนเตอกงเป็นใคร?”

หวงสือสั่นศีรษะเป็นความหมายว่าคาดเดาไม่ออก

เฟยลี่กว๋อพลันร้องออกมาว่าจู่ต้าโซ่ว ต้องเป็นจู่ต้าโซ่ว ซุนเตอกงรักษาปีกซ้าย มันรักษาปีกขวาแต่ว่ามันหบหนีเป็นคนแรก หากว่าบิดามีชีวิตรอดกลับไป ต้องฟ้องร้องมันแน่นอน

หวงสือตัดบทว่ามิใช่จู่ต้าโซ่วในความคาดคิดของมัน จู่ต้าโซ่วคงเสพติดกับการหลบหนีออกจากสมรภูมิสู้รบ

เฟยลี่กว๋อกล่าวถามว่าเพราะเหตุใด?”

หวงสือไม่อาจบอกต่อเฟยลี่กว๋อว่าตนเองอ่านประวัติของจู่ต้าโซ่วมาก่อน เพียงกล่าวว่าปัญหาเฉพาะหน้าของพวกเราคือขั้นต่อไปควรทำอย่างไร?”

เฟยลี่กว๋อขบคิดแล้วกล่าวตอนนี้พวกเราไม่อาจกลับเมืองกว่างหนิง ไม่เช่นนั้นซุนเตอกงต้องฆ่าพวกเราปิดปาก พวกเราเปลี่ยนเป็นเข้าร่วมกับโฮ่วจินก็ทำไม่ได้ ซุนเตอกงยังคงฆ่าพวกเราทิ้ง สวรรค์ พวกเราอับจนสิ้นหนทางแล้ว

หวงสือกล่าวด้วยความเยือกเย็นว่าซุนเตอกงคงคิดหลบหนีกลับเมืองกว่างหนิง ทั้งยังคิดฆ่าปิดปากพวกเรา หมายความว่า…”

เฟยลี่กว๋อหาโง่เขลาไม่ ชิงกล่าวว่าหมายความว่ามันยังมีแผนตามหลัง

มิผิด ไม่เช่นนั้นมันสามารถยอมสวามิภักดิ์ต่อนูรฮาชื่อโดยตรง เมื่อถึงเวลานั้นคิดฆ่าพวกเรา ไม่ต่างกับการฆ่าสุนัขสองตัว

เฟยลี่กว๋อยกมือเกาศีรษะ ไล่กวดตามความคิดของหวงสือกล่าวว่าดังนั้นมันยังมีแผนการที่เมืองกว่างหนิง

หวงสือกล่าวชักจูงความคิดของมันว่าถูกต้อง มันเมื่อมีคิดฆ่าพวกเรา แสดงว่าพวกเราคุกคามต่อแผนการของมัน แผนการของมันคือ…”

เฟยลี่กว๋อตามความคิดของหวงสือไม่ทันกล่าวว่านึกไม่ออกแล้ว พวกเราคาดเดาแผนการหลังจากนี้ของมันไม่ออก

หวงสือล่วงรู้ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ ดังนั้นกล่าวว่าซุนเตอกงเมื่อหลบหนีกลับเมืองกว่างหนิง แสดงว่าคิดยกเมืองกว่างหนิงให้กับข้าศึก หากคิดยกเมืองให้กับข้าศึก ก็ต้องจับตาหวังฮว่าเจินไว้ ความพ่ายแพ้ในวันนี้คงเป็นเหตุให้ทัพกว่างหนิงย่อยยับสิ้น ดังนั้นแผนขั้นต่อไปของซุนเตอกงคือก่อหวอดในเมืองกว่างหนิง…”

มันหยุดเล็กน้อยค่อยกล่าวสืบต่อข้อกริ่งเกรงเพียงหนึ่งเดียวของมันคือสงถิงปี้ สงถิงปี้ดูแลเหลียวนานปี มีบารมีเพียงพอที่จะระงับเหตุได้ แต่พวกเราเมื่อเข้าใจว่าโฮ่วจินจะระงับเหตุได้ แต่พวกเราเมื่อเข้าใจว่าโฮ่วจินวางคนอยู่ข้างกายสงถิงปี้ สงถิงปี้คงไมไปยังเมืองกว่างหนิงแล้ว ซุนเตอกงบังเกิดจิตคิดร้าย แต่หวังฮว่าเจินไม่ทันระวัง ย่อมต้องพลาดท่าเสียที เพียงแต่ซุนเตอกงไม่ทันคาดคิดว่าพวกเรายังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังล่วงรู้แผนการของมัน มันพอก่อหวอด พวกเราเปิดฉากโจมตีมัน มันก็จะไม่ทันระวังป้องกันเช่นกัน

หวงสือทบทวนแผนการของมันใหม่ พบว่าตำแหน่งตนเองคลาดเคลื่อนกว่าเดิม แต่ขอเพียงเกลี้ยกล่อมเฟยลี่กว๋อสำเร็จ จะมีขุมกำลังกล้าแข็งขึ้น

เฟยลี่กว๋อพอฟังต้องร้องว่าท่านคิดฆ่าซุนเตอกง ใช่เสียสติหรือไม่ พวกเราเป็นพวกเดียวกับมัน ทัพหมิงต้องไม่ปล่อยปละละเว้นพวกเรา

หวงสืออธิบายว่าพวกเรารอจรซุนเตอกงก่อหวอด ค่อยลงมือฆ่ามัน เท่ากับล้างมลทินให้กับตัวเอง บวกกับชะตากรรมของพวกเราในวันนี้ แสดงว่ามิใช่พวกพ้องของซุนเตอกง ทั้งยังยื่นมือช่วยเหลือหวังฮว่าเจิน หวังฮว่าเจินยิ่งไม่มีเหตุผลที่ระแวงสงสัยพวกเรา

เฟยลี่กว๋อขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง พบว่าเป็นไปตามคำบอกของหวงสือ พวกมันสามารถล้างมลทินให้กับตัวเอง ขอเพียงผลักภาระไปที่ซุนเตอกงก็พอ

เฟยลี่กว๋อหารู้ไม่ว่าหวงสือเป็นคนย้อนเวลากลับมายังราชวงศ์หมิง หลังจากทำความเข้าใจกับแผนการของหวงสือ ยังเข้าใจว่านี่เป็นแผนการที่หวงสือเพิ่งครุ่นคิดขึ้น ในใจต้องลอบตื่นตระหนก

เฟยลี่กว๋อพลันพบเห็นปัญหาข้อหนึ่งจึงกล่าวแต่เรื่องการติดต่อกับหลี่หย่งฟาง ท่านคงไม่ผลักความรับผิดชอบมาที่เรากระมัง?”

หลังการศึกที่เมืองเจิ้นเจียง หน้าที่ติดต่อกับหลี่หย่งฟางถูกเปลื่อนมือจากหวงสือไปที่เฟยลี่กว๋อ เฟยลี่กว๋อพอถามถึง หวงสือจึงกล่าวพี่เฟยคงไม่ได้ไปพบกับหลี่หย่งฟางที่เมืองเหลียวหยางกระมัง?”

เฟยลี่กว๋อผงกศีรษะกล่าวว่าเราเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ไม่ได้ไปด้วยตัวเองนึกถึงตอนนี้ บังเกิดความคิดฆ่าคนปิดปากขึ้น

หวงสือสังเกตสีหน้ามัน ก็คาดเดาความคิดของมันออก จึงกล่าวเราไม่ทราบว่าคนที่ติดต่อระหว่างซุนเตอกงกับหลี่หย่งฟางเป็นใคร ราชสำนักหมิงคิดคาดเดาผู้ใดคาดเดาผู้นั้น เราเมื่อมิใช่ไส้ศึก ย่อมไม่ทราบอันใดทั้งสิ้น

เฟยลี่กว๋อส่งเสียงดังอืมม์ กล่าวว่าใช่แล้ว ผลักความรับผิดชอบทั้งหมดไปที่ซุนเตอกง

ตอนนี้มันมีความรู้สึกว่าหวงสือลึกล้ำสุดจะหยั่ง ต้องมองดูหวงสือ กล่าวว่าเช้าวันนี้ท่านบอกกล่าวกับสงถิงปี้ แสดงว่าท่านคิดอ่านมองการณ์ไกลนัก

หวงสือกล่าวว่าพี่เฟย กระต่ายยังขุดโพรงสามโพรง พวกเราหาใช่คนโง่เขลาไม่

ซึ่งความจริงมันที่ล่วงรู้ทุกย่างก้าวของซุนเตอกง เป็นเพราะมันล่วงรู้ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ ไม่เช่นนั้นมันในตอนนี้คงกลับกลายเป็นซากศพแล้ว

เฟยลี่กว๋อกล่าวว่าเราไม่ทราบเรื่องระหว่างท่านกับซุนเตอกง แต่ว่าซุนเตอกงตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่าน ถือเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์

หวงสือยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่าชมเกินไป ตอนนี้พวกเรายังคงหารือว่าจะจู่โจมซุนเตอกงอย่างไร

เฟยลี่กว๋อหลังจากครุ่นคิดในเชิงลึก ต้องกล่าวว่าพวกเราไยต้องฆ่าซุนเตอกง หากซุนเตอกงคิดก่อหวอดในเมืองกว่างหนิง คงเลือกเวลาคืนนี้หรือเช้าวันนี้ อย่างนั้นพวกเรามิสู้หลบหนีไปยังพื้นที่เหลียวซี เราจึงไม่คิดเสี่ยงอันตรายไป

หวงสือกล่าวกระตุ้นเตือนว่าท่านไม่ได้นึกถึงจู่ต้าโซ่วเฟยลี่กว๋อเมื่อปักใจเชื่อว่าจู่ต้าโซ่วเป็นไส้ศึกของโฮ่วจิน อย่างนั้นการหลบหนีไปยังพื้นที่เหลียวซีหาปลอดภัยไม่

เฟยลี่กว๋อกล่าวถามว่าหากฆ่าซุนเตอกงจะมีประโยชน์อันใด?”

ดูท่าทีหากไม่บอกกล่าวผลประโยชน์ที่จะได้รับ เฟยลี่กว๋อต้องไม่เสี่ยงอันตราย หวงสือจึงกล่าวแม่ทัพจ่งปิงเฉินชวีกับรองแม่ทัพหลออี้ก่วนคงเสียชีวิตแล้ว หากซุนเตอกงก่อหวอด แม่ทัพสังกัดกว่างหนิงอื่นคงประสบเภทภัยมากกว่าวาสนา ไม่เพียงมีตำแหน่งว่างลง ทรัพย์สินของคนเหล่านี้ล้วนอยู่ที่เมืองกว่างหนิง

เฟยลี่กว๋อกล่าวว่าหากเมืองกว่างหนิงถูกยึดครอง พวกเราไม่แน่ว่าจะขนย้ายทรัพย์สินพวกมันไปได้ ยิ่งอย่าคิดหมายตำแหน่งอันใด

หวงสือดูออกว่าเฟยลี่กว๋อเริ่มหวั่นไหวใจ จึงกล่าวกระตุ้นว่าพวกเรารวมกันมีไพร่พลสี่ร้อยนาย ทั้งมีม้าศึกที่เพียงพอ ยังมีหากตัดศีรษะซุนเตอกงได้ ท่านคาดว่าจะได้รับการปูนบำเหน็จอย่างไร?”

ในที่สุดเฟยลี่กว๋อตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวกล่าวว่าภรรยาและเม่ยจื่อ (น้องสาว) ของเราล้วนอยู่ที่เมืองกว่างหนิง หากมีโอกาสลงมือสำเร็จ เราก็จะทดลองดู

ต่อจากนั้นแยกแยะว่าซุนเตอกงคุมกำลังหนึ่งพันหนึ่งร้อยนาย เพื่อตัดกำลังของพวกเราไป ตอนนี้คงเหลือเจ็ดร้อยนาย หากรวบรวมไพร่ในตึกตระกูลซุนร้อยนาย บวกกับติดต่อกับแม่ทัพนายกองอื่น คงรวบรวมกำลังได้พันคน ไม่ทราบท่านคิดอ่านอย่างไร?”

หวงสือกล่าวว่าขณะที่พวกเราออกจากเมืองกว่างหนิง ภายในเมืองยังมีกำลังสำรองหนึ่งหมื่นห้าพันนาย บวกกับองครักษ์ประจำตัวหวังฮว่าเจินอีกร้อยนาย ซุนเตอกงคิดใช้กำลังเจ็ดร้อยคนควบคุมประตูเมืองต่างๆ ทั้งจัดการกับไพร่พลนับหมื่นภายในเมือง ยังต้องจัดการกับหวังฮว่าเจิน และควบคุมคลังอาวุธ คลังดินระเบิด รวมทั้งที่ทำการต่างๆ ต้องแบ่งกำลังกระจัดกระจายออกไป

เฟยลี่กว๋อคิดอ่านในใจแล้วกล่าวอย่างนั้นที่ข้างกายมันอย่างมากมีผู้คนร้อยคนหรือไม่กี่สิบคน ถึงกับมีเพียงทหารคนสนิท แต่ว่ามันคิดขอยืมกำลังจากทัพโฮ่วจินหรือไม่?”

มันไม่เวลาพอ ตอนนี้เมืองกว่างหนิงมีแม่ทัพนายกองเพียงสองสามคน ซุนเตอกงพอจัดการพวกมัน เมืองกว่างหนิงก็กลายเป็นเมืองว่าง เราคาดว่าซุนเตอกงต้องประกาศว่าทัพกว่างหนิงพินาศย่อยยับสิ้น ทัพโฮ่วจินยกมาจ่อประชิดเมืองแล้ว

หากไพร่พลนับหมื่นในเมืองกว่างหนิงฟังว่าทัพโฮ่วจินยกมา คงแตกฮือหลบหนี หาไม่สวามิภักดิ์ต่อซุนเตอกง ฝ่ายกบฏขอเพียงมีกำลังพันคน ก็ควบคุมประตูเมือง และยึกคลังอาวุธไว้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้กำลังไม่กี่ร้อยคนของพวกเราจะกลายเป็นทัพโดดเดี่ยว

หวงสือกระตุ้นว่าหากว่าพวกเราฆ่าซุนเตอกงได้ ไพร่พลที่เข้าร่วมกับมันกลับหันมาเข้ากับฝ่ายเรา ฝ่ายกบฏจะกลายเป็นทัพโดดเดี่ยวไป

เฟยลี่กว๋อขบคิดอล้วกล่าวขอเพียงพวกเราประกาศว่าสงถิงปี้โจมตีทัพโฮ่วจินแตกพ่าย ตีชิงป้อมซีผิงกลับมา ฝ่ายกบฏก็จะกลายเป็นทัพโดดเดี่ยว พวกเราจะมีโอกาสแล้ว

แผนอุบายนี้พอดีตรงกับหวงสือ จึงกล่าวใช่แล้ว นายทัพใต้บังคับบัญชาของซุนเตอกงย่อมเข้าร่วมกับมัน แต่ไพร่พลทั่วไปเพียงคิดมีชีวิตอยู่สืบไป ขอเพียงบอกว่าสงถิงปี้ยกทัพปราบปรามเหลียวเจ็ดหมื่นมา อย่าว่าแต่ไพร่พลทั่วไปที่ถูกกระหนาบอยู่ตรงกลาง แม้แต่ฝ่ายกบฏเองก็เกิดความระส่ำระสาย

เฟยลี่กว๋อลุกขึ้นยืนกล่าวว่าปัญหาเพียงหนึ่งเดียวของเราคือจะเข้าเมืองอย่างไร เราคาดว่าซุนเตอกงต้องควบคุมประตูเมืองเอาไว้

หวงสือยอมรับว่าใช่แล้ว นี่เป็นปัญหาเพียงหนึ่งเดียวของพวกเรา

เมืองกว่างหนิงเพื่อระดมกำลังพลรับมือกับทัพโฮ่วจิน จึงดึงตัวไพร่พลประจำฐานที่มั่นและเจ้าหน้าที่จุดรับส่งข่าวสารไป ข่าวทัพกว่างหนิงแตกพ่ายพอมาถึง ไพร่พลที่ประจำการอยู่ก็หลบหนี ดังนั้นหวงสือกับพวกทำการกวาดล้างฐานที่มั่นและจุดรับส่งข่าวสารโดยรอบได้โดยไม่ลำบากกินแรง หากมีคนขัดขืน จินฉิวเต๋อก็นำกำลังบุกเข้าไปฆ่าทิ้ง จากนั้นม้วนกวาดเจ้าหน้าที่และพาหะเข้ามา จนมีกำลังพลเพิ่มขึ้นอีกเกือบสองร้อยคน

ระหว่างทางพวกมันยังรับตัวทหารที่แตกทัพของกว่างหนิงไว้ จนมีกำลังเจ็ดร้อยคน เฟยลี่กว๋อบอกต่อทั้งหมดว่า มีแต่เข่นฆ่ากลับเมืองกว่างหนิง จึงจะรอดพ้นจากการกวาดล้างของทัพโฮ่วจิน หวงสือยังรับปากว่าหากเข่นฆ่าเข้าเมืองกว่างหนิงได้ ไม่เพียงปูนบำเหน็จรางวัล ยังจะจัดสรรสมบัติและสตรีของฝ่ายกบฏให้กับทั้งหมด

ฟ้ายังไม่รุ่งสาง หวงสือกับเฟยลี่กว๋อก็ยกกำลังกลับเมืองกว่างหนิง

เวลายามจี๋ (สิบนาฬิกา) กำแพงเมืองกว่างหนิงปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า หวงสือส่งกำลังกลุ่มย่อยไปตรวจสอบประตูเมือง พบว่าประตูเมืองทั้งสี่บานล้วนปิดสนิท

ถึงแม้ว่าเรื่องราวอยู่ในความคาดหมาย แต่เฟยลี่กว๋อยังเกิดความผิดหวังอยู่บ้าง กล่าวว่าหากว่าเมื่อวานซุนเตอกงควบคุมตัวใต้เท้าหวังไว้ หรือว่าวันนี้ผู้คนในภายเมืองเข่นฆ่าออกมาไม่ได้ พวกเราก็ไม่อาจทำอย่างไรได้

หวงสือกล่าวว่าวางใจเถอะ เมื่อวานซุนเตอกงอย่างมากวางมาตรการต่างๆ เอาไว้ จวบจนเช้าวันนี้ค่อยลงมือ ภายในเมืองที่ทำการซวินฝู่ ตลอดจนที่ทำการกรมเมืองมีผู้คนนับร้อยคน บวกกับไพร่พลที่ไม่ยอมเข้าร่วม สมควรตีชิงประตูเมืองบานหนึ่งได้

ขณะที่สั่งการให้ทั้งหมดพักผ่อนฟื้นฟูกำลัง เฟยลี่กว๋อต้องเดินพล่านไปมา กองกำลังของมันกับหวงสือล้วนรับสมัครเข้ามาใหม่ พอครุ่นคิดว่าต้องต่อกรกับกองกำลังส่วนตัวของซุนเตอกง ก็บังเกิดจิตขลาดเขลาขึ้นมา

พลันปรากฏไพร่พลสอดแนมผู้หนึ่งควบม้ากลับมา ร่ำร้องแต่ไกลว่าประตูทิศเหนือ ประตูทิศเหนือ

ที่แท้ไพร่พลสอดแนมที่ซุ่มอยู่ละแวกประตูเมืองทิศเหนือพบเห็นผู้คนสิบกว่าคนกับม้าล่อสี่ห้าตัวโถมออกจากในเมือง คล้ายอารักขาขุนนางผู้หนึ่งมาด้วย ตอนนี้พี่น้องทั้งหลายบุกเข้าไปชิงประตูเมืองแล้ว

ไพร่พลสอดแนวไม่ทันกล่าวจบ เฟยลี่กว๋อกับพวกก็พลิกตัวขึ้นม้า ดงไม้ที่พวกมันซ่อนตัวอยู่ อยู่ห่างจากประตูเมืองทิศเหนือเพียงสิบลี้ อึดใจเดียวก็บรรลุถึง มองแต่ไกลเห็นผู้คนหลายคนกำลังหลบหนี ประตูเมืองทิศเหนือมิเพียงเปิดค้างไว้ บนกำแพงชั้นนอกที่สร้างล้อมประตูเมืองยังมีคนของฝ่ายตนโบกธงแดงส่งสัญญาณต่อพวกมัน

หวงสือร้องบอกว่าพี่เฟย รีบยึดประตูเมืองไว้ เราจะไปสกัดใต้เท้าหวัง

หวงสือกับพวกพอโถมถึงเบื้องหน้าไม่กี่สิบวา คนเหล่านั้นทราบว่าหนีไม่รอด พานหยุดยั้งลงเตรียมรับศึก เป็นผู้คนสิบกว่าคนห้อมล้อมชายชราคล้ายขุนนางผู้หนึ่งไว้ ในจำนวนนี้เป็นทหารเมืองกว่างหนิงสี่ห้าคน ที่เหลือเป็นบ่าวไพร่คนรับใช้ ยังมีลาหลายตัวกับอูฐอีกสองตัว ทุกคนสวมหมวกเสื้อผ้ายับย่น คนที่นำหน้าผ่านการต่อสู้จนหลั่งโลหิตโซมกาย

หวงสือเห็นเช่นนั้นรีบหยุดม้า พลิกตัวลงจากหลังม้ากล่าวว่าใต้เท้าได้รับความตระหนกแล้ว ผู้น้อยรุดมาอารักขาใต้เท้า

ไพร่พลที่ด้านหลังเห็นเช่นนั้น ก็หยุดยั้งที่ด้านหลังหวงสือ ส่วนผู้คนที่ด้านตรงข้ามไม่กล่าววาจา เพียงถืออาวุธตระเตรียมพร้อม

หวงสือจึงปลดดาบคู่มือ ถอดหมวกเกราะลงมาโยนทิ้งกับพื้น จากนั้นก้าวยาวๆ เข้าหา คนเหล่านั้นค่อยหายใจโล่งอก เปิดทางให้หวงสือเข้าไป

หวงสือพอเห็นขุนนางนั้นชัดตา ต้องงงงันวูบจึงกล่าวใต้เท้าฟาง?”

ที่แท้ผู้ที่หวงสือสกัดไว้มิใช่ขุนนางซวินฝู่แดนเหลียวตงหวังฮว่าเจิน หากเป็นขุนนางที่มีตำแหน่งรองลงมา เป็นขุนนางซวินอั้น (ผู้ตรวจการ) นามฟางเจิ้นหยู เห็นใบหน้าฟางเจิ้นหยูมีรอยฟกช้ำหลายจุด ชุดขุนนางก็ถูกเกี่ยวขาดไปหลายแห่ง

ฟางเจิ้นหยูกล่าวเสียงกระด้างว่าหวงสือ เจ้าได้รับพระคุณบ้านเมือง ไม่คิดตอบแทนยังพอทำเนา กลับติดต่อกับทัพโฮ่วจิน ไม่กลัวเสื่อมเสียวงศ์ตระกูลหรือ?”

หวงสือรับฟังจนงงงันวูบ จากนั้นค่อยได้คิดว่าฟางเจิ้นหยูตีความว่าอารักขาของมันผิดไป

ฟางเจิ้นหยูคล้ายตัดใจอย่างเด็ดเดี่ยว กล่าวอีกว่าใต้เท้าซวินฝู่จากไปโดยปลอดภัยแล้ว เราเป็นขุนนางบ้านเมือง ไม่ยอมรับความอัปยศ ยินดีฆ่าตัวตายต่อหน้าเจ้า เจ้านำศีรษะเราไปขอรับความดีความชอบเถอะ

เหล่าทหารและบ่าวไพร่พอฟัง พากันส่งเสียงร้องออกมา สายตาที่มองดูหวงสือเปลี่ยนเป็นดุร้ายหมายขวัญ

ฟางเจิ้นหยูโบกมือสะกดพวกมันไว้ ค่อยกล่าวกับหวงสือว่าหากเจ้ายังมีมโนธรรมอยู่บ้าง ก็ปล่อยตัวบ่าวไพร่เราไปเถอะ

หวงสือน้อมกายกล่าวว่าใต้เท้าฟาง โจรแซ่ซุนกระทำความผิด คนเทพล้วนคลั่งแค้น ผู้น้อยตัดความสัมพันธ์กับมันแต่แรก ผู้น้อยอาบเลือดฝ่าวงล้อมหน้าป้อมซีผิง เพิ่งกลับถึงเมืองกว่างหนิง หากว่าใต้เท้าไม่ไว้วางใจผู้น้อย ผู้น้อยจะเข่นฆ่าเข้าเมืองกว่างหนิงไปตัดศีรษะของโจรแซ่ซุนเอง

ฟางเจิ้นหยูรับฟังจนหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลายตลอดเวลา เห็นหวงสือพอกลาวจบ ยังหยุดยืนกับที่ จึงสะกิดความสงสัยขึ้นมา กล่าวว่าอย่างนั้นเจ้ายังมิรีบไปอีก?”

หวงสือกล่าวเสยงหนักๆ ว่าใต้เท้า คิดฆ่าโจรแซ่ซุนง่ายดาย แต่คิดรักษาเมืองกว่างหนิงยากเย็น หากว่าใต้เท้าจากไปในลักษณะนี้ อาศัยกำลังของผู้น้อยเพียงนี้ยังทำไม่ได้

ดูท่าทีหวังฮว่าเจินหลบหนีไปแล้ว หากว่าฟางเจิ้นหยูหลบหนีอีกคนหนึ่ง จะไม่มีขุนนางบ้านเมืองอยู่ควบคุมสถานการณ์ ดังนั้นหวงสือต้องรั้งตัวมันไว้ จึงจะควบคุมไพร่พลนับหมื่นในเมืองกว่างหนิงได้

ดังนั้นหวงสือคุกเข่าลงสัตย์สาบานว่าขอฟ้าเป็นสักขี เราหวงสือจงรักภักดีต่อต้าหมิง หากมีจิตคิดเป็นอื่น ขอให้ตายใต้คมดาบ ตกนรกชั้นที่สิบแปดไม่ได้ผุดเกิด

ยุคสมัยนั้นผู้คนเชื่อในคำสาบาน หวงสือพอกล่าวจบ ฟางเจิ้นหยูกับผู้คนรอบข้างค่อยมีสีหน้าผ่อนคลาย

หวงสือกล่าวอย่างจริงจังว่าใต้เท้าฟาง ผู้น้อยคิดขอให้ใต้เท้าอยู่ที่นี้ก่อน ผู้น้อยจะเข้าเมืองไปฆ่าโจรแซ่ซุน หากว่าผู้น้อยโชคร้ายถูกโจรแซ่ซุนฆ่าตาย ใต้เท้าค่อยจากไปก็ยังไม่สาย

เห็นฟางเจิ้นหยูหวั่นไหวใจอยู่บ้าง หวงสือจึงกล่าวใต้เท้าฟาง ถึงแม้ว่าขุนนางสวินอั้น (ผู้ตรวจการ) ไม่มีหน้าที่รักษาพื้นที่ แต่หลายปีมานี้อยู่ร่วมกับใต้เท้าซวินฝู่ ตอนนี้ใต้เท้าซวินฝู่ไม่อาจอาศัยอยู่ในเมืองกว่างหนิงหลบหนีจากไป หากใต้เท้าผละจากไปอีกคนหนึ่ง ผืนแผ่นดินของเหลียวตง ตลอดจนชีวิตนับร้อยหมื่นต้องเป็นของข้าศึก ราชสำนักยังจะให้อภัยใต้เท้าซวินฝู่กับใต้เท้าฟางหรือ?”

บ่าวไพร่ที่ข้างหายฟางเจิ้นหยูผู้หนึ่งตวาดว่าบังอาจ เจ้า…”

ฟางเจิ้นหยูตวาดสั่งให้หุบปาก พลางจับจ้องมองหวงสืออย่างลึกซึ้งกล่าวว่าท่านบอกต่อไป

หวงสือกล่าวว่าใต้เท้าโปรดพิจารณา การศึกที่ป้อมซีผิง ทัพหมิงต้องพบกับความพ่ายแพ้ แต่หามีส่วนเกี่ยวข้องกับใต้เท้าฟางไม่ ตอนนี้เมืองกว่างหนิงอยู่ในสภาพง่อนแง่น ผู้น้อยคิดร้องขอให้ใต้เท้าร่วมกอบกู้ ต่อให้ประสบเหตุเภทภัย ราชสำนักยังจะจดบันทึกความอาจหาญของใต้เท้าไว้ ในทางกลับกัน หากใต้เท้าละทิ้งเมืองกว่างหนิง ต่อให้หนีรอดจากบทลงโทษของราชสำนัก แต่ว่าทนทานรับการประณามจากผู้คนทั้งแผ่นดินได้หรือ?”

ฟางเจิ้นหยูเป็นคนของกลุ่มตงหลิน* นับตั้งแต่รับตำแหน่งขุนนางสวินอั้นแดนเหลียวตง ก็โจมตีขุนนางจิงเลวี่ยสงถิงปี้ ทำหนังสือปกป้องขุนนางซวินฝู่หวังฮว่าเจิน วันนี้ซุนเตอกงก่อหวอด หวังฮว่าเจินได้รับความคุ้มครองจากเหล่าองครักษ์หลบหนีออกจากเมืองกว่างหนิง ฟางเจิ้นหยูความจริงตระเตีรยมหลบหนีกลับเข้าด่าน พอฟังต้องร้องบอกว่ากล่าวได้ประเสริฐ เราจะกลับเข้าเมืองกว่างหนิงไปหยุดเล็กน้อยจึงร้องเรียกว่าหวังเชียนฮู่

ผู้น้อยอยู่

* ปลายราชวงศ์หมิง เว่ยจงเสียนถืออำนาจบาตรใหญ่ จึงเกิดกลุ่มบุคคลในราชสำนักรวมตัวกันต่อต้าน เนื่องจากคนเหล่านี้มาจากสถานศึกษาตงหลิน จึงถูกขนานนามว่าเป็นกลุ่มตงหลิน

รีบไปจับตัวโจรกบฏซุนเตอกง กวาดล้างกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบให้ราบคาบ

หวงสือขานรับว่าผู้น้อยรับคำสั่งพลางผุดลุกขึ้น เก็บหมวกเกราะและดาบคู่มือขึ้นจากพื้น นำกำลังรีบรุดไปยังประตูเมืองทิศเหนือ

ตามแผนการของหวงสือกับเฟยลี่กว๋อ หากคิดเชือดซุนเตอกง ไม่ปล่อยให้ซุนเตอกงหนีรอดได้ ก็ต้องแบ่งกำลังออกไปยึดประตูเมืองทั้งสี่บานไว้ อย่างนั้นกำลังทหารที่เหลือมิเพียงน้อยนิด หากยุทธการชิงเมืองล้มเหลว แทนที่วาดเสือสำเร็จต้องกลับกลายเป็นสุนัข อีกประการหากซุนเตอกงคิดฝ่าวงล้อมหลบหนี สามารถรวบรวมกำลังหลายร้อยคนตีฝ่าออกไป ไพร่พลที่เฝ้าประตูไม่แน่ว่าจะสกัดมันไว้ได้

ดังนั้นหวงสือเสนอแผนสร้างภาพลวง ผนึกกองกำลังเป็นหมัดอันแข็งแกร่ง จัดการกับศัตรูกลุ่มย่อย แล้วรุดไปสมทบกับกำลังในเมืองเสริมให้เข้มแข็งใหญ่โต ขู่ขวัญซุนเตอกงเตลิดเปิดหนี ขอเพียงซุนเตอกงหลบหนี ก็จะยึดเมืองกว่างหนิงกลับคืนสำเร็จ

แต่หวงสือพอผ่านเข้ากำแพงชั้นนอก ก็ได้ยินโห่ร้องฆ่าฟันดังจากในเมือง ทั้งแว่วเสียงยิงปืนใหญ่ดังมา ไพร่พลที่เฝ้ารักษากำแพงเมืองชั้นนอกต่างมองเข้าไปในเมือง สีหน้าท่าทีล้วนวิตกกังวล

หยางหลูฮว่อบนกำแพงเมืองเห็นหวงสือมาถึง จึงนำไพร่พลหลายสิบนายแสดงความเคารพร้องเรียกว่าใต้เท้า

หวงสือรีบถามว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร?”

หยางหลูฮว่อบอกว่าใต้เท้าเฟยนำกำลังหลักบุกคลังอาวุธ แต่ดูเหมือนถูกสกัดเอาไว้ ที่ต่างๆ ภายในเมืองเกิดการสู้รบ เหตุการณ์วุ่นวายยิ่ง

มันรับหน้าที่เฝ้าทางถอยไว้ แต่แบ่งกำลังครึ่งหนึ่งติดตามเฟยลี่กว๋อเข่นฆ่าเข้าเมืองไป

หวงสือก็สั่งให้ชักธงของขุนนางซวินฝู่ และทิ้งกำลังสี่สิบคนช่วยหยางหลูฮว่อเฝ้ารักษาธงของขุนนางซวินฝู่ เมื่อเกิดการสู้รบตะลุมบอนขึ้น ก็พานเสี่ยงชีวิต ไม่คำนึงถึงวินัยอันใดแล้ว

หลังจากวางกำลังแล้วเสร็จ หวงสือก็ยกแส้ม้าชี้ไปในเมืองร้องบอกว่าทั้งหมดเข้าเมือง

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.