เจินหวน #1

บทที่หนึ่ง เมฆาล่องวสันต์งาม

วันที่ข้าเข้าวังหลวงเป็นครั้งแรกเป็นวันที่อากาศสดใส วันที่ยี่สิบเดือนแปดแห่งรัชศกเฉียนหยวนปีที่สิบสอง ฤกษ์งามยามดี เมื่อยืนมองจากภายในกำแพงพระราชวังต้องห้าม เห็นท้องฟ้าสีครามใสราวอัญมณีชั้นดี ไร้เมฆหมอกบดบัง สูงขึ้นไปคือนกอินทรีที่บินผ่านไปมาเป็นครั้งคราว

ว่ากันว่า นกอินทรีที่บินสูงเสียดฟ้า เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี

หน้าประตูอวี้เสียนเต็มไปด้วยรถม้าที่มาส่งหญิงสาวผู้มารับการคัดเลือกจอดเรียงราย ทุกคนล้วนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ข้าและหญิงสาวที่มารับการคัดเลือกจากเมืองต่างๆ ยืนอยู่ด้วยกันแน่นขนัด แต่ละคนแต่งกายสีสันละลานตา ใบหน้าอ่อนเยาว์ทรงโฉม ประแป้งเครื่องหอมจรุงไปทั่ว น้อยคนนักที่จะเอ่ยปากพูด เพราะมัวแต่คอยดูว่าเสื้อผ้าอาภรณ์ของตนเรียบร้อยดีหรือไม่ หรือไม่ก็คอยแอบมองหญิงสาวคนอื่นๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

การคัดเลือกหญิงสาวเข้าวังหลวงเป็นชะตาของธิดาบ้านขุนนางทุกคน ซึ่งการคัดเลือกจะจัดขึ้นทุกๆ สามปี มีการคัดเลือกเป็นด่านๆ เพื่อให้ได้หญิงงามมากความสามารถเข้าไปเติมเต็มฝ่ายในของวังหลวง

สำหรับข้า การคัดเลือกหญิงสาวเข้าวังหลวงครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรนัก ข้าเพียงแต่มาเพื่อให้จำนวนผู้เข้าคัดเลือกเต็มจำนวนเท่านั้น จากนั้นข้าก็จะกลับบ้าน ท่านพ่อบอกว่า ธิดาของท่านถูกตามใจจนเคยตัว อยู่ในกฎระเบียบอันเข้มงวดของวังหลวงไม่ได้ ช่างเถิด แต่งงานไปกับบุรุษหนุ่มที่ดีสักคน มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขก็พอ

ท่านแม่มักจะพูดราวกับข้าเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในโลก ซ้ำยังเฉลียวฉลาดมากความสามารถ จะต้องหาบุรุษหนุ่มที่ดีที่สุดมาแต่งงานกับข้า ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับท่าน ข้าเจินหวนจะต้องแต่งงานกับบุรุษที่ดีที่สุดในโลก ได้ครองคู่อย่างสงบสุขไปจนแก่เฒ่า เท่านี้ข้าก็มีความสุขอย่างที่สุด ซึ่งข้าจะทำผิดต่อคำมั่นสัญญาของตัวเองไม่ได้

ถึงแม้ฮ่องเต้จะเป็นผู้ครอบครองทั้งใต้หล้า แต่ไม่ได้หมายความว่าฮ่องเต้จะเป็นบุรุษที่ดีที่สุดในใจข้า อย่างน้อย เขาไม่สามารถรักข้าได้เพียงคนเดียว

ดังนั้น วันนี้ข้าจึงแต่งกายอย่างเรียบง่าย เพียงแต่ทาแป้งบางๆ  สวมชุดสีเขียวอ่อนแบบใหม่ของราชสำนัก เป็นเสื้อและกระโปรงถูกแบบแผนเรียบร้อย ทั้งรูปแบบและสีที่ไม่ฉูดฉาด ทำให้ข้าไม่โดดเด่นเกินคนอื่น แต่ก็ไม่ได้ด้อยจนเกินไปนัก มีดอกพุดตานสีขาวเด็ดใหม่ประดับอยู่บนผม นอกจากนี้ก็มีเพียงปิ่นอัญมณีเจ็ดสีติดไข่มุกที่ร้อยด้วยลวดเงินห้อยลงมา ไม่สะดุดตา หากแต่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เครื่องประดับของหญิงสาวทั่วไป

ที่ข้าไม่ยอมทำให้ตัวเองงดงามเกินหน้าใครเช่นนี้ ก็เพื่อหวังว่าฮ่องเต้จะดึงป้ายออกให้ข้าตกรอบไป

สถานที่ที่ใช้สำหรับคัดเลือกนางในจัดขึ้นที่พระตำหนักอวิ๋นอี้ ซึ่งเป็นตำหนักหลักแห่งพระตำหนักฉางชุนที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงพระราชวังต้องห้าม หญิงสาวถูกแบ่งเป็นกลุ่มละหกคน จากนั้นขันทีจะพาพวกนางเข้าไปในตำหนัก ส่วนคนที่เหลือก็นั่งรออยู่ในเรือนรับรองที่ตั้งอยู่ทางซ้ายขวาของพระตำหนักฉางชุน การคัดเลือกไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่คุกเข่าถวายบังคมฮ่องเต้กับฮองเฮา จากนั้นก็ยืนรอฟังคำสั่ง หญิงสาวบางคนอาจจะถูกฮ่องเต้ถามคำถาม หรือบางคนอาจจะไม่ถูกถามอะไรเลย จากนั้นก็รอให้ฮ่องเต้ตัดสินใจว่าจะดึงป้ายออกหรือรั้งไว้  การดึงป้ายออกคือตกรอบ ส่วนการรั้งไว้คือได้รับคัดเลือก ผู้ได้รับคัดเลือกจะพักที่บ้านของตนชั่วคราว เพื่อรอฤกษ์ยามเข้าวังหลวง ถวายตัวเป็นนางใน

ฮ่องเต้อภิเษกสมรสมานาน ซ้ำยังมีสนมคนโปรดมากมาย การคัดเลือกหญิงสาวครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเพิ่มจำนวนนางในที่สามารถให้กำเนิดทายาทได้เท่านั้น

ภายในห้องที่เต็มไปด้วยหญิงสาว มีเพียงเสิ่นเหมยจวง ธิดาของเสิ่นจื้อซาน ข้าหลวงมณฑลฉีโจวเท่านั้นที่ข้าคุ้นเคยด้วย จวนของข้าอยู่ติดกับจวนท่านตาของนาง เราสองคนจึงเติบโตมาด้วยกัน และสนิทสนมกันยิ่งนัก นางส่งยิ้มให้ข้าแต่ไกล แล้วเดินมาจับมือข้าไว้ เอ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดีหวนเอ๋อร์ ข้าเห็นเจ้าอยู่ที่นี่ก็วางใจ คราวที่แล้วท่านยายบอกว่าเจ้าจับไข้ไม่สบาย หายดีแล้วหรือ

ข้าลุกขึ้นยืน เอ่ยตอบข้าเพียงไอไม่กี่ครั้ง หาได้เจ็บป่วยรุนแรงไม่ ท่านไม่ต้องห่วง ท่านเดินทางมาไกล คงลำบากมากกระมัง

นางพยักหน้า สำรวจข้าอย่างละเอียด ก่อนจะยิ้มบางข้าหยุดพักผ่อนที่เมืองหลวงสองวัน รู้สึกดีขึ้นมาก วันนี้เจ้าแต่งกายเรียบง่ายสะอาดตา โดดเด่นกว่าผู้อื่นยิ่งนัก

ข้าหน้าแดง ตอบนางอย่างขวยเขินท่านเองก็เป็นหญิงงามมิใช่หรือ พูดเช่นนี้ต้องการให้ข้าอับอายกระมัง

นางอมยิ้มไม่ตอบ ได้แต่ใช้ปลายนิ้วเขี่ยแก้มของข้า ครานี้ข้าเองถึงได้สำรวจนางอย่างละเอียด นางสวมเสื้อปักลายดอกกุหลาบและดอกเบญจมาศพันกลีบ กระโปรงจีบสีขาวนวลราวแสงจันทร์ เส้นผมสีดำสนิทเกล้าสูง ด้านข้างปักปิ่นดอกไม้ไหวรูปหงส์สีทอง บนหน้าผากแปะแผ่นทองรูปดอกไม้ จี้ต่างหูระย้าสีแดงแกว่งสะท้อนแสงเป็นประกาย ดูเรียบร้อยและอ่อนหวานยิ่งนัก

ข้าอมยิ้ม อดชมเชยนางไม่ได้ไม่ได้พบกันไม่กี่วัน ท่านดูงดงามขึ้นมาก ฝ่าบาททอดพระเนตรเห็นจะต้องจำได้ไม่รู้ลืม

เหมยจวงยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากบอกให้ข้าหยุดพูด แล้วเอ่ยเสียงเบาระวังคำพูดหน่อย! วันนี้หญิงสาวที่มาร่วมคัดเลือกมีมากมายนัก ข้าเองก็ไม่ได้งดงามไปกว่าพวกนางเท่าใด อาจจะไม่ได้รับคัดเลือกก็เป็นได้

ข้าเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดปากพูดสิ่งที่ไม่ควร จึงไม่เอ่ยเรื่องนี้อีก แล้วคุยกับนางเรื่องทั่วๆ ไปแทน

เสียงกระแทกโครมดังขึ้น พร้อมเสียงถ้วยชาหล่นลงพื้น ข้ากับเหมยจวงหยุดพูดคุยกัน เงยหน้าขึ้นเห็นหญิงสาวในชุดผ้าต่วนสีเขียวเข้ม ศีรษะเต็มไปด้วยเครื่องประดับมุก มือหนึ่งรั้งกระโปรงขึ้น อีกมือกำลังยื้อยุดหญิงสาวอีกคนหนึ่ง ปากตวาดแหวเจ้าไม่มีตาดูหรือ ถึงทำน้ำชาร้อนๆ รดใส่ข้า! อยากตายหรืออย่างไร เจ้าเป็นธิดาตระกูลไหนกัน

หญิงสาวที่ถูกต่อว่าแต่งกายเรียบง่ายไม่สะดุดตา ทว่าใบหน้ากลับงดงามน่าหลงใหล นางหน้าเสีย ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ก้มหน้าตอบเสียงเบาข้าชื่ออันหลิงหรง ท่านพ่อท่านพ่อคือคือ…”

เมื่อหญิงสาวผู้นั้นเห็นอีกฝ่ายแต่งกายธรรมดา ก็ไม่เห็นนางอยู่ในสายตา ตวาดใส่อย่างกราดเกรี้ยวแม้แต่ตำแหน่งของพ่อตัวเอง ก็ไม่กล้าบอกอย่างนั้นหรือ

อันหลิงหรงถูกรังแกจนทำอะไรไม่ถูก เอ่ยเสียงเบาหวิวท่านพ่ออันปี่ไหวนายอำเภอซงหยาง

หญิงสาวเชิดหน้า แค่นเสียงอย่างดูถูกที่แท้ก็ธิดาขุนนางเล็กๆ! ถึงได้ไร้มารยาทเช่นนี้

หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยแทรกเตือนอันหลิงหรงเจ้ารู้ตัวไว้ เจ้ากำลังล่วงเกินคุณหนูซย่าเยวี่ยชิง ธิดาข้าหลวงกองทัพประจำเมืองซินฝู

อันหลิงหรงตื่นตระหนก ได้แต่น้อมกายขอโทษหญิงสกุลซย่าหลิงหรงเพียงแต่คิดว่าอีกครู่หนึ่งต้องเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ ให้รู้สึกประหม่าจนทำน้ำชาหกใส่ท่าน หลิงหรงผิดไปแล้ว ขอท่านโปรดอภัย

หญิงสกุลซย่าขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้ารังเกียจอย่างเจ้าน่ะหรือจะได้เข้าเฝ้า หวังสูงเกินตัวไปกระมัง! เรื่องในวันนี้ข้าจะไม่ถือสาหาความ หากเจ้ายอมคุกเข่าคำนับข้า

ใบหน้าอันหลิงหรงขาวซีดในทันใด หยดน้ำตาเอ่อกลิ้งไปมาอยู่ในขอบตา ท่าทางอ่อนแอและหมดทางสู้ ดูแล้วช่างน่าสงสาร ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากช่วยนางสักคน เพราะทุกคนรู้ดีว่าฮ่องเต้ไม่มีทางเลือกธิดาของนายอำเภอเล็กๆ ให้เป็นพระสนมโดยเด็ดขาด ส่วนหญิงสกุลซย่านั้นมีโอกาสได้รับคัดเลือกมากกว่า เช่นนี้แล้ว จะมีใครกล้าล่วงเกินคุณหนูตระกูลข้าหลวงกองทัพเพื่อช่วยลูกสาวนายอำเภอเล็กๆ กันเล่า เห็นทีอันหลิงหรงคงต้องถูกย่ำยีศักดิ์ศรีเป็นแน่

ข้าทนไม่ได้ที่เห็นคนถูกรังแกเช่นนี้ คิ้วขมวดมุ่นโดยไม่รู้ตัว เมื่อเหมยจวงเห็นเข้าก็รีบคว้ามือข้าไว้ กระซิบเสียงเบาว่าอย่าเข้าไปยุ่งดีกว่า

แต่ข้าหาได้ฟังนางไม่ ข้าสะบัดมือนางออก เดินตรงไปยังฝูงชนที่กำลังเกาะกลุ่ม ดึงมืออันหลิงหรงให้มายืนข้างกาย ก่อนจะเอ่ยกับหญิงสกุลซย่าอย่างอ่อนหวานอาภรณ์เพียงชุดเดียว ท่านไม่จำเป็นต้องโมโหถึงเพียงนี้กระมัง ข้าเตรียมชุดสำรองมาอีกชุด ท่านจะนำไปเปลี่ยนที่ห้องด้านหลังก็ได้ วันนี้เป็นวันคัดเลือกครั้งสำคัญ หากท่านร้องโวยวายเช่นนี้ น่ากลัวว่าจะทำให้ระคายเคืองพระยุคลบาท หากฝ่าบาทกริ้วขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องที่ข้าหรือท่านจะรับผิดชอบได้ และถึงฝ่าบาทจะไม่ทรงทราบเรื่องในวันนี้ แต่เมื่อเรื่องนี้ถูกเล่าไปปากต่อปาก ก็จะทำให้ชื่อเสียงอันดีงามของท่านต้องหม่นหมอง อย่าทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะอาภรณ์เพียงชุดเดียวเลย ท่านลองตรองดูให้ดี

หญิงสกุลซย่าลังเลสักพัก ถึงสีหน้าจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้อาละวาดอีก นางเพียงแต่แค่นเสียงแล้วเดินหนีไป หญิงสาวที่มุงอยู่รอบๆ ต่างแยกย้ายไปสู่ที่ของตน ส่วนข้าก็หันไปยิ้มให้หญิงสกุลอันวันนี้เจินหวนพูดมาก น่าขายหน้าพี่หญิงอันยิ่งนัก หวนเอ๋อร์เห็นพี่หญิงอันมาที่นี่คนเดียว มาอยู่กับข้าและพี่เหมยจวงดีหรือไม่ เราจะได้ดูแลกันและกัน ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีคนคอยช่วยเหลือ

อันหลิงหรงมองด้วยความซาบซึ้ง นางก้มหน้าเอ่ยขอบคุณอย่างอ่อนหวานขอบคุณท่านมากที่ช่วยข้า แม้หลิงหรงจะฐานะต่ำต้อย แต่พระคุณในวันนี้ ข้าจะไม่มีวันลืม

ข้าตอบยิ้มๆข้าเพียงแต่ช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เราทุกคนล้วนเป็นหญิงสาวที่รอรับการคัดเลือก เหตุใดจึงต้องมาทะเลาะเบาะแว้งกันเช่นนี้ด้วย

นางมีสีหน้ากังวลท่านล่วงเกินนางเพราะข้า ข้าอาจจะทำให้ท่านต้องลำบาก

เหมยจวงเดินเข้ามาพูดกับข้าที่นี่คือวังหลวง เหตุใดเจ้าจึงทำอะไรไม่คิด! ข้าเป็นห่วงเจ้าแทบแย่รู้หรือไม่จากนั้นก็หันไปยิ้มให้หญิงสกุลอันที่นางก่อเรื่องเช่นนี้ เพราะนางไม่คิดจะได้รับคัดเลือก จึงไม่เกรงกลัวผู้ใด

ข้าสังเกตเครื่องแต่งกายของหญิงสกุลอัน เสื้อผ้าของนางดูใหม่ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งตัดมาใหม่ แต่เนื้อผ้ากลับธรรมดา เป็นผ้าที่หาซื้อได้ตามร้านขายผ้าทั่วไป ไม่ใช่ผ้าที่ถักทออย่างประณีต ส่วนเครื่องประดับศีรษะ นอกจากปิ่นเงินสองชิ้นที่ไม่มีอัญมณีประดับ ก็มีเครื่องประดับรูปดอกหางหงส์เสียบไว้ กับกำไลทองหนึ่งวงที่ข้อมือ นอกจากนี้ก็ไม่มีเครื่องประดับอื่นใดอีก เมื่อมาอยู่ท่ามกลางหญิงสาวที่ประโคมเครื่องแต่งกายกันอย่างเต็มที่ นางจึงดูด้อยกว่าคนอื่นๆ  ข้าขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็เหลือบไปเห็นดอกชิวไห่ถังในกระถางที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง จึงคว้ากรรไกรที่วางอยู่บนชั้นมาตัดดอกชิวไห่ถังสามกิ่งเสียบลงบนมวยผมของหลิงหรง ทำให้นางงามขึ้นหลายส่วน แล้วก็ถอดต่างหูหยกของตัวเองใส่ให้นางไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ท่านแต่งกายเรียบๆ คนเหล่านั้นจึงดูถูกท่าน ต่างหูคู่นี้ถือเป็นของที่ระลึกที่เราพบกันในวันนี้ ข้าหวังว่าท่านจะได้รับคัดเลือก

หญิงสกุลอันน้ำตาคลอ เอ่ยด้วยความซาบซึ้งลำบากท่านแล้ว ข้ามีชาติกำเนิดต่ำต้อย ถึงอย่างไรก็คงถูกดึงป้ายออกคงทำให้ท่านต้องเสียแรงเปล่า

เหมยจวงปลอบไม่มีใครถามชาติกำเนิดของวีรบุรุษ เจ้างามเช่นนี้ เหตุใดจึงดูถูกตัวเองนัก

ขณะสนทนา ขันทีก็มาเรียกอันหลิงหรงและหญิงสาวคนอื่นๆ เข้าไปในตำหนัก ข้าหันไปยิ้มให้กำลังใจนาง ก่อนจะเดินจูงมือเหมยจวงกลับมานั่งรอที่เดิม

เพิ่งจะนั่งได้ไม่นาน นางกำนัลเด็กก็เข้ามาตั้งน้ำชา ข้ากับเหมยจวงหยิบเศษเงินมาตกรางวัลให้นาง นางกำนัลคนนั้นยิ้มขอบคุณด้วยความยินดีก่อนจะเดินออกไป เมื่อเหมยจวงเห็นนางออกไปก็หันมาพูดกับข้าด้วยความกังวลเมื่อครู่เจ้าต่อล้อต่อเถียงกับนางเช่นนั้น ไม่กลัวว่าจะเป็นการล่วงเกินพระสนมคนใหม่หรือ

ข้ายกถ้วยชาขึ้น เป่าไอร้อนออกไป เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจ้องมองเราอยู่ จึงหันไปตอบนางเรียบๆข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า แต่ท่านลองคิดดูให้ดี การคัดเลือกนางในนั้น ถึงแม้ชาติตระกูลจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่คุณธรรมสตรีนั้นขาดไม่ได้ แม้ซย่าเยวี่ยชิงจะมีชาติตระกูลสูงส่ง แต่คนเช่นนางก็ยากจะเข้าตาเหล่าเชื้อพระวงศ์ ถึงนางจะได้รับคัดเลือก ช้าเร็วก็คงต้องพบกับจุดจบที่ไม่ดีนัก แล้วเช่นนี้จะหาว่าข้าล่วงเกินนางได้อย่างไร

เหมยจวงพยักหน้าอมยิ้มที่เจ้าว่าก็มีเหตุผล มิน่าท่านพ่อของเจ้าจึงคอยจับตาดูเจ้ามาตลอด ซ้ำยังเรียกเจ้าว่านักปราชญ์ในหมู่สตรีแต่จะว่าไป หญิงสกุลอันนั้นช่างน่าสงสารเหลือเกิน

ข้าพูดพร้อมยิ้มน้อยๆนี่เป็นเพียงเหตุผลหนึ่งเท่านั้น ทั้งชาติตระกูลและความงามของท่านจะต้องทำให้ท่านได้รับคัดเลือกเป็นแน่ ส่วนหญิงสกุลอันแม้จะมีชาติตระกูลไม่สูงส่ง แต่นางมีกิริยามารยาทเรียบร้อย ซ้ำยังงดงามไม่แพ้ผู้ใด น่าจะมีโอกาสได้รับคัดเลือกมากกว่าหญิงสกุลซย่ามากนัก ตัวข้านั้นไม่คิดจะเข้าวัง หากหญิงสกุลอันได้รับคัดเลือก ท่านเองจะได้มีคนคอยช่วยเหลือเกื้อกูล แน่นอนว่าครั้งนี้มีหญิงงามที่ร่วมการคัดเลือกมากมาย หญิงสกุลอันจะได้เข้าวังหรือไม่ไม่มีผู้ใดรู้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงความเห็นเล็กๆ ของข้าเท่านั้น

เหมยจวงรู้สึกซาบซึ้ง นางจับมือข้าไว้แล้วทอดถอนใจหวนเอ๋อร์ ขอบใจเจ้ามากที่เป็นห่วงข้าถึงเพียงนี้ แต่เจ้างดงามเช่นนี้ หากไม่ได้เข้าวัง กลับต้องแต่งงานกับคนธรรมดา ก็เหมือนเอาอัญมณีล้ำค่าไปทิ้งเสียเปล่าๆ

ข้าไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแต่ตอบยิ้มๆคนเรามีความคิดแตกต่างกัน ซ้ำหวนเอ๋อร์ก็โง่เขลานัก ไม่คุ้นชินกับชีวิตในวังหลวง หวังเพียงให้ท่านเจริญรุ่งเรืองเท่านั้น

วันนี้หญิงสาวที่มาร่วมการคัดเลือกมีจำนวนมาก กว่าจะถึงคราวเข้าเฝ้าของข้ากับเหมยจวงก็เป็นเวลาโพล้เพล้ หญิงสาวมากกว่าครึ่งหนึ่งเดินทางกลับบ้านของตนไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงสิบกว่าคนที่รออยู่ในเรือนรับรองด้วยความกระวนกระวาย โคมไฟในเรือนรับรองถูกจุดสว่าง ทางเดินจากเรือนรับรองไปยังประตูตำหนักใหญ่มีคบไฟนับร้อยจุดเรียงรายสองข้างทาง แต่ละคบมีขนาดเท่าแขนท่อนใหญ่ เทียนที่ใช้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เมื่อถูกจุดไฟให้ความร้อน กลิ่นหอมจึงจรุงไปทั่ว

ข้า เหมยจวง และหญิงสาวอีกสี่คนเดินเรียงกันเข้าไปอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็คุกเข่าถวายบังคมตามเสียงขันทีสั่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนสงบนิ่ง รอขันทีเรียกชื่อเบิกตัวเข้าเฝ้า เสียงแหบพร่าแหลมเล็กของขันทีชราร้องเรียกชื่อทีละคน

ธิดาของเยี่ยเจี่ยน ข้าหลวงฝ่ายเกลือแห่งเมืองเจียงซู เยี่ยฟางชุน อายุสิบแปดปี

ธิดาของซุนฉางเหอ ข้าหลวงฝ่ายแพรพรรณแห่งมณฑลซูโจว ซุนเมี่ยวชิง อายุสิบเจ็ดปี

ธิดาของฟู่ซูผิง ข้าหลวงพื้นที่เมืองเซวียนเฉิง ฟู่เสี่ยวถัง อายุสิบสามปี

ข้าก้มหน้าจ้องมองพื้น เห็นเพียงแผ่นหินที่ปูเรียงต่อกันไม่มีที่สิ้นสุด แผ่นกลางราบเรียบราวกระจก อีกสี่แผ่นรอบๆ สลักลายเมฆมงคล ได้ยินแต่เสียงหญิงสาวข้างๆ คุกเข่าถวายบังคม เสียงเสื้อผ้าเสียดสีกัน และเสียงเครื่องประดับศีรษะกระทบกัน ข้าเหลือบมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น หญิงสาวบางคนตื่นเต้นจนมือไม้สั่น ข้าเห็นดังนั้นก็อดแอบหัวเราะในใจไม่ได้

ข้าอดไม่ได้เหลือบมองฮ่องเต้กับฮองเฮาที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ พระตำหนักอวิ๋นอี้กว้างใหญ่ ทั้งผนังและเสาของตำหนักต่างสลักลวดลายก้อนเมฆงดงามรูปร่างต่างๆ  ไม่มีลวดลายมังกรหรือหงส์อย่างที่มักจะใช้ประดับประดาตามตำหนักทั่วไป ผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรสีทองอร่าม คือเสวียนหลิง ฮ่องเต้องค์ที่สี่แห่งราชวงศ์ต้าโจว ราชวงศ์ปัจจุบัน เขาสวมมงกุฎของโอรสสวรรค์ ระย้าไข่มุกสิบสองเส้นทิ้งตัวลงมาจนมองไม่เห็นสีหน้าของเขา ท่าทางของเขาดูอ่อนล้า คงจะเป็นเพราะจ้องมองหญิงงามมาทั้งวันจนตาลาย เมื่อหญิงสาวถวายบังคม เขาเพียงแต่ก้มหน้าเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือโดยไม่ถามอะไร พวกนางช่างน่าสงสาร อุตส่าห์ตื่นเต้นลนลานมาทั้งวัน ยอมอดทนไม่กินแม้แต่อาหารกลางวันเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียโฉม จากนั้นก็รอเข้าเฝ้าอย่างกระวนกระวายเพียงเพื่อจะถูกดึงป้ายออกเท่านั้น ฮองเฮานั่งอยู่ทางขวา สวมมงกุฎหงส์ที่ดูน่าเกรงขาม ท่าทางงามสง่า ดวงตาเปี่ยมเมตตา แม้จะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แต่ก็ยังฝืนนั่งตรงนิ่ง

ธิดาของเสิ่นจื้อซาน ข้าหลวงมณฑลฉีโจว เสิ่นเหมยจวง อายุสิบหกปี

เหมยจวงก้าวไปด้านหน้า เยื้องย่างอย่างงดงาม นางน้อมศีรษะ แล้วเอ่ยด้วยเสียงไพเราะราวนกขมิ้นหม่อมฉันเสิ่นเหมยจวงถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาทจงทรงพระเจริญหมื่นปี ขอฮองเฮาจงทรงพระเจริญพันปี

ฮ่องเต้ยืดตัวตรง เอ่ยถามอย่างสนใจเคยอ่านหนังสือใดบ้างตำหนักกว้างขวาง เสียงของฮ่องเต้ดังก้องกังวานจนคล้ายเสียงในโลกมายา

เหมยจวงตอบเสียงนุ่มหม่อมฉันโง่เขลา จึงอ่านหนังสือเพียงน้อยนิด เคยอ่านเพียงคุณธรรมสตรีและคำสอนสตรีเท่านั้น และอ่านออกเพียงไม่กี่ตัวเพคะ

ฮ่องเต้ตอบรับเป็นหนังสือสำหรับกุลสตรีทั้งสองเล่ม ไม่เลว

ฮองเฮาสำทับอย่างยินดีสตรีนั้นควรเก่งงานเย็บปักถักร้อยเป็นสำคัญ ถึงเจ้าจะรู้อักษรเพียงไม่กี่ตัวก็นับว่าดีมากแล้ว

เหมยจวงได้ยินดังนั้นก็ไม่กล้าแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า ได้แต่ยิ้มบางๆขอบพระทัยฝ่าบาทกับฮองเฮาที่ทรงชื่นชม

ฮองเฮาหันไปสั่งขันทีด้วยน้ำเสียงยินดียังไม่รีบจดชื่อรั้งไว้ลงไปอีก

เหมยจวงถอยออกมายืนอยู่ข้างข้า นางถอนหายใจแล้วหันมายิ้มให้ เหมยจวงมีกิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย ทั้งยังมีรูปโฉมงดงามเป็นเลิศ ข้าไม่กังวลแม้แต่น้อยว่านางจะไม่ได้รับคัดเลือก

ในขณะที่คิดอยู่นั่นเอง เสียงขันทีก็ร้องเรียกชื่อข้าธิดาของเจินหย่วนเต้า รองเจ้ากรมอักษร อายุสิบห้าปี

ข้าก้าวไปด้านหน้าสองก้าว ก่อนจะถวายบังคมแล้วก้มหน้ากราบทูลถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาทจงทรงพระเจริญหมื่นปี ขอฮองเฮาจงทรงพระเจริญพันปี

ฮ่องเต้ตอบรับเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามเจินหวนหรือ อักษรหวนตัวไหนหรือ

ข้ายังคงก้มหน้ากลอนของไช่เซินเพคะเอวอนงค์อ้อนแอ้นอรชร’ ( เชิงอรรถคำว่าหวน) มีความหมายว่าหญิงสาวผู้งดงามคือนามของหม่อมฉันเมื่อหลุดปากออกไปถึงเพิ่งรู้ตัวว่าพลาดเสียแล้ว แย่แล้ว การที่ข้าปากไวได้กลับมาทำร้ายตัวเอง ข้าท่องกลอนออกไปเช่นนี้ เกรงว่าฮ่องเต้คงจะหันมาสนใจข้าเป็นแน่ ข้าพลาดเสียแล้ว ช่างน่าเสียดาย!

ฮ่องเต้ตบมือพลางหัวเราะรอบรู้บทกวีดีมาก เจินหย่วนเต้าอบรมสั่งสอนบุตรสาวได้ดีทีเดียว หากแต่ไม่รู้ว่าเจ้าเหมาะสมกับชื่อนี้หรือไม่ เงยหน้าขึ้นสิ!”

ข้ารู้ดีว่าคราวนี้คงหลบหลีกไม่พ้นอีกต่อไป ได้แต่เสียใจที่เมื่อครู่ตัวเองปากไว จึงได้แต่เงยหน้าขึ้น หวังแต่เพียงว่าฮ่องเต้ผู้พบหญิงงามมาแล้วมากมาย จะไม่สนใจข้าผู้แต่งกายไม่สะดุดตาผู้นี้

ฮองเฮาสั่งว่าก้าวออกมาข้างหน้าพูดพลางเหลือบสายตา ขันทีด้านข้างตื่นตัวพร้อมถือถ้วยชาหนึ่งใบสาดน้ำตรงหน้าข้า ข้าไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร จึงทำเป็นไม่เป็นรู้ไม่ชี้ ก้าวผ่านแอ่งน้ำชานั้นมานิ่งๆ

ฮองเฮายิ้มน้อยๆสุขุมดี

ฮ่องเต้ยกมือขึ้นแหวกระย้ามุกออก ก่อนจะชะงัก เอ่ยชม “ ‘อนงค์นางงามล้ำโฉมสะคราญเจ้าเหมาะสมกับนามนี้ยิ่งนัก

ฮองเฮาพูดต่อแต่งกายสะอาดตางดงามนัก เจ้ากับหญิงสกุลเสิ่นราวกับท้อสีชาดกับกิ่งหลิวขจี เข้าคู่กันยิ่งนัก

ข้าก้มหน้านิ่ง รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว คิดในใจว่าถึงอย่างไรเรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าไม่ตอบอะไรจะดีกว่า สิ่งที่เห็นในตอนนี้คือร่างสีทองพร่าเลือน กับกลิ่นหอมโชยชายที่ปลายจมูก

ฮ่องเต้พยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะหันไปสั่งขันทีจดชื่อรั้งไว้

ฮองเฮาหันไปหาฮ่องเต้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มนางในที่เลือกมาในวันนี้ล้วนแต่เป็นหญิงงามทั้งสิ้นนะเพคะ มีทั้งแตกฉานด้านกาพย์กลอน ทั้งเป็นกุลสตรีผู้อ่อนโยน เป็นมงคลกับฝ่ายในเหลือเกินเพคะฮ่องเต้ไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มน้อยๆ

หัวใจของข้าหนักอึ้ง บุรุษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงขึ้นไปนั้น คือสามีที่ข้าต้องอุทิศทั้งชีวิตให้อย่างนั้นหรือ! ข้าถวายบังคมอีกครั้งก่อนจะกลับออกมา เหมยจวงยิ้มให้ข้าด้วยความดีใจ ข้าส่งยิ้มกลับไป แต่ทว่า ตอนนี้หัวใจของข้ากำลังสับสนวุ่นวาย ไม่รู้จะทำอย่างไรกับการถูกคัดเลือกอย่างกะทันหันเช่นนี้ ไม่มีแก่ใจจะสนใจผู้อื่น เมื่อการเข้าเฝ้าเสร็จสิ้นลง ไม่ว่าจะได้รับคัดเลือกหรือไม่ ก็ต้องโขกศีรษะถวายบังคมตามที่ขันทีบอกอีกครั้ง ก่อนจะเดินตามกันออกมาด้านนอก

เมื่อออกมาจากพระตำหนักอวิ๋นอี้ ก็ได้ยินเสียงโครมครามด้านหลัง เมื่อหันไปมอง ก็เห็นเยี่ยฟางชุน ธิดาข้าหลวงฝ่ายเกลือแห่งเมืองเจียงซูใบหน้าซีดขาว เหงื่อไหลเต็มหน้าผาก นอนหมดสติอยู่ด้านหลัง นางคงจะเสียใจที่ไม่ได้ถูกรั้งไว้จนเป็นลมหมดสติไป

ข้าทอดถอนใจคนอยากอยู่ไม่ได้อยู่ คนไม่อยากอยู่กลับได้อยู่ระหว่างที่พูดนั้น ขันทีที่ยืนยามอยู่หน้าประตูก็พยุงเยี่ยฟางชุนจากไป

เหมยจวงจับดอกพุดตานที่จะเลื่อนหลุดออกมาจากมวยผมให้ข้า เอ่ยเสียงเบาเหตุใดจึงทำน้ำเสียงปลดปลงเช่นนี้ โชคดีเพียงใดที่ได้เข้าวังหลวง มีอีกหลายคนที่ได้แต่หวัง ซ้ำข้ากับเจ้าได้เข้าวังพร้อมกัน จะได้ดูแลซึ่งกันและกัน เมื่อใดที่มีราชโองการออกไป ท่านลุงเจินจะต้องปีติยินดีเป็นแน่

นิ้วข้าพันป้ายหยกห้อยเอวรูปดอกเหมยเล่นโดยไม่พูดอะไร เนิ่นนานก่อนจะเอ่ยพี่หญิงเหมย ข้าหาได้มีความตั้งใจเช่นนั้นไม่

นางดึงแขนเสื้อข้า เอ่ยอย่างอ่อนโยนข้าเข้าใจ ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า ลำพังรูปโฉมของเจ้าก็มากพอที่จะได้รับคัดเลือกแล้วนางชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหุบยิ้มแล้วพูดอย่างระมัดระวังอีกอย่าง คุณสมบัติเช่นเจ้า จะยอมลดตัวแต่งงานกับบุรุษสามัญอย่างนั้นหรือ

ในขณะที่เหมยจวงกำลังปลอบข้าอยู่นั้น ก็มีนางกำนัลรุ่นใหญ่คนหนึ่งเดินถือโคมไฟเข้ามา พาพวกเราไปส่งนอกพระราชวัง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางย่อตัวคำนับเราสองคนยินดีกับนายหญิงน้อยทั้งสองที่ได้รับเลือกข้ากับเหมยจวงคลี่ยิ้ม ก้มลงหยิบเงินออกมาตกรางวัลให้นาง ก่อนจะจูงมือกันมุ่งหน้าไปทางประตูอวี้เสียน

ตอนนี้รถม้าที่จอดอยู่หน้าประตูอวี้เสียนเหลืออยู่เพียงไม่กี่คัน โคมไฟที่แขวนอยู่หน้ารถม้าแกว่งไปตามแรงลมประหนึ่งกำลังกระวนกระวายใจ คนที่รออยู่บนรถก็คือหลิวจูกับฮ่วนปี้ หญิงรับใช้คนสนิทของข้า เมื่อพวกนางเห็นข้ากับเหมยจวงเดินมาแต่ไกล ก็รีบคว้าชุดคลุม กระโดดลงจากรถม้าเข้ามาต้อนรับ ฮ่วนปี้เข้ามาประคองมือข้าไว้ เอ่ยอย่างอ่อนโยนลำบากคุณหนูแล้วส่วนหลิวจูคลุมชุดคลุมผ้าต่วนลงบนตัวข้า

ไฉ่เยวี่ย หญิงรับใช้ของเหมยจวง พยุงนายของตนขึ้นรถม้า ก่อนที่รถม้าของนางจะเคลื่อนออกไป คนบนรถก็แหวกผ้าม่านออกมา เอ่ยอย่างเป็นห่วงอีกไม่กี่วัน นางกำนัลอาวุโสจากวังหลวงจะไปที่จวนของเจ้าและข้าเพื่อสอนธรรมเนียมมารยาทในราชสำนัก ระหว่างที่รอราชโองการแต่งตั้ง เจ้ากับข้าจะไม่ได้พบกันอีก เจ้าจงรักษาตัวให้ดี

ข้าพยักหน้า หลิวจูกับฮ่วนปี้ช่วยกันพยุงข้าขึ้นรถม้า นางกำนัลที่อยู่ด้านล่างยืนประจำที่อย่างสงบเสงี่ยม เอ่ยพร้อมกันอย่างนอบน้อมน้อมส่งนายหญิงน้อย

ข้าแหวกม่านแล้วหันกลับไปมอง ท้องฟ้าครึ่งหนึ่งเป็นสีดำราวน้ำหมึก อีกครึ่งหนึ่งยังเป็นแสงสีม่วงอมทองของดวงอาทิตย์ยามอัสดง ราวกับผืนผ้าที่ถักทอด้วยสีสันคลี่ขยายเต็มท้องฟ้า กำแพงพระราชวังต้องห้ามถูกทาทับด้วยแสงสีทองอร่ามราวภาพมายา ทำให้ข้ารู้สึกหวาดกลัวอย่างประหลาด แต่ทว่ากลับกลายเป็นภาพที่ประทับอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ

บทที่สอง คืนเรือน

รถม้ายังไม่ทันถึงหน้าประตูจวนรองเจ้ากรมอักษร เสียงปี่กลองเคล้าเสียงประทัดก็ดังโหวกเหวกมาแต่ไกล หลิวจูเปิดผ้าม่านออกให้ข้ามอง โคมไฟสีแดงที่แขวนอยู่ตลอดเส้นทางสว่างไสวราวภาพฝัน ไกลออกไปคือคนในจวนทั้งเล็กใหญ่ที่ต่างออกมายืนรอกันหน้าประตู ดวงตาของข้าร้อนผ่าว หยดน้ำตาไหลคลออยู่ในเบ้า แต่ต่อหน้าทุกคน ข้าจึงได้แต่กลั้นเอาไว้

เมื่อรถม้าของข้าเคลื่อนตรงเข้าไป คนรับใช้ชายหญิงก็ก้าวเข้ามายื่นมือรอประคองข้าลงจากรถ ท่านพ่อท่านแม่ยิ้มทั้งน้ำตา จนไม่รู้ว่าท่านทั้งสองกำลังดีใจหรือเสียใจกันแน่ ขณะที่ข้ากำลังจะโผเข้าไปในอ้อมกอดของท่านแม่ ผู้คนตรงหน้าก็พากันคุกเข่า ข้าได้ยินท่านพ่อเอ่ยอย่างเคารพนบนอบกระหม่อมเจินหย่วนเต้าและครอบครัว ถวายบังคมนายหญิงน้อย

ข้ายืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ และนึกขึ้นได้ว่าตัวเองคือนางในของฮ่องเต้ อีกไม่กี่วันก็จะมีราชโองการแต่งตั้งลงมา ชั่วเวลาเพียงหนึ่งวัน ชีวิตของข้าก็กลับตาลปัตรไปหมด ความรู้สึกขมขื่นในใจทำให้หยดน้ำตาไหลริน ข้ายื่นมือออกไปประคองท่านพ่อกับท่านแม่ให้ลุกขึ้น

ท่านพ่อรีบโบกมือปฏิเสธมิได้พ่ะย่ะค่ะนายหญิงน้อย จักผิดธรรมเนียม

ฮ่วนปี้ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ข้าซับน้ำตา ข้าพยายามควบคุมเสียงตัวเองให้สงบที่สุดลุกขึ้นเถิด

เมื่อทุกคนลุกขึ้นยืน ท่านพ่อก็เชื้อเชิญข้าเข้าไปในจวนประดุจแขกคนสำคัญ จนกระทั่งภายในห้องเหลือเพียงคนในครอบครัว ท่านพ่อจึงสละที่นั่งตำแหน่งประมุขของบ้านให้กับข้า

ข้าทรุดตัวลงคุกเข่า เอ่ยทั้งน้ำตาลูกอกตัญญู ไม่อาจคุกเข่าปรนนิบัติท่านพ่อท่านแม่ ลูกไม่สบายใจแม้แต่น้อยที่ท่านพ่อท่านแม่ต้องเคารพนบนอบลูกเช่นนี้

ท่านพ่อท่านแม่รีบเข้ามาประคองข้าไว้ แต่ข้ายังคงคุกเข่าพูดต่อท่านพ่อท่านแม่ได้โปรดฟังลูกพูดให้จบ แม้ลูกจะเป็นคนของฝ่าบาท แต่ไม่อาจอกตัญญูต่อพวกท่าน ขอท่านพ่อท่านแม่โปรดอนุญาตให้ลูกได้ดูแลปรนนิบัติท่านก่อนเข้าวัง ไม่เช่นนั้นลูกจะคุกเข่าอยู่เช่นนี้ไม่ลุกไปไหน

ท่านแม่ร้องไห้ไม่หยุด ส่วนท่านพ่อพยักหน้าพูดทั้งน้ำตาได้ได้! ข้าเจินหย่วนเต้าไม่เสียทีที่มีลูกกตัญญูรู้คุณเช่นเจ้าจากนั้นท่านพ่อก็ส่งสัญญาณให้อวี้เหยาและอวี้เหราน้องสาวทั้งสองของข้าพยุงให้ข้าลุกขึ้นมารับประทานอาหาร

วันนี้ข้ามัวแต่ตื่นเต้น จิตใจว้าวุ่นมาทั้งวันจนไม่รู้สึกอยากอาหาร จึงได้ลาท่านพ่อท่านแม่กลับมาพักผ่อนที่ห้อง

หลิวจูกับฮ่วนปี้จัดที่นอนให้ข้าเรียบร้อย แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ข้ากลับไม่ง่วงแม้แต่น้อย หลังจากเปลี่ยนชุดนอน กำลังจะล้มตัวลงนอนพร้อมความรู้สึกว้าวุ่น ท่านพ่อก็เข้ามาในห้องพร้อมรังนกตุ๋นถ้วยหนึ่ง

ท่านพ่อเรียกข้าหวนเอ๋อร์พร้อมหยดน้ำตาคลอหน่วย ข้านั่งอยู่ข้างท่านพ่อ ซบหน้าร่ำไห้บนท่อนแขนของท่าน ท่านพ่อเอ่ยขึ้นลูกพ่อ ที่พ่อมาหาเจ้าดึกดื่นเพียงนี้ก็เพราะมีเรื่องจะบอกเจ้า แม้เจ้าจะอายุเพียงสิบห้า แต่ความคิดใหญ่โตเกินตัวมาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุเจ็ดขวบ เจ้าบอกว่าชื่ออวี้หวนไม่ไพเราะ เพราะเด็กหญิงส่วนใหญ่ใช้ชื่อที่มีอักษรอวี้จนซ้ำซาก เจ้าจึงไม่ยอมใช้ชื่อนี้ท่าเดียว เมื่อโตขึ้นมา ไม่ว่าเรื่องใดพ่อก็ตามใจเจ้าทั้งสิ้น ตอนนี้เจ้าจะได้ถวายตัวรับใช้ฝ่าบาท ต่อไปจะเอาแต่ใจตัวเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องใดจำต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ระมัดระวังรอบคอบให้มาก สุขุมให้ได้เหมือนเหมยจวง

ข้าพยักหน้า รับปากท่านลูกทราบแล้ว ลูกจะรู้จักประมาณตน เคารพและทำตามกฎระเบียบในวังหลวง

ท่านพ่อถอนใจยาวเดิมพ่อไม่อยากให้เจ้าเข้าวัง แต่ถึงอย่างไรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ คงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ฝ่ายในไม่ใช่สถานที่ธรรมดา ซ้ำในวันนี้ที่พระตำหนักอวิ๋นอี้ ฝ่าบาททรงสนพระทัยเจ้านัก น่ากลัวว่าต่อไปเจ้าคงลำบากไม่น้อย เจ้าจะต้องรอบคอบ ระวังตัวให้มาก

ข้าพยายามกลั้นน้ำตาขณะพูดปลอบท่านพ่อท่านพ่อเคยพูดไม่ใช่หรือ ว่าลูกเป็นนักปราชญ์ในหมู่สตรีฉลาดเฉลียวเกินใคร ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วงลูกนะคะ

สีหน้าท่านพ่อฉายแววกังวลสตรีในวังหลวงมีผู้ใดไม่เฉลียวฉลาด พ่อเป็นห่วงที่เจ้างดงามโดดเด่น เป็นเลิศทั้งอักษรและศิลปะ ยังไม่ทันถวายตัวก็เป็นที่ต้องพระทัย คงจะหนีความริษยาของผู้คนในวังหลวงไม่พ้น หากเจ้ายังใช้ปฏิภาณไหวพริบเข้าสู้ น่ากลัวว่าจะเป็นการทำลายตัวเจ้าเอง จงจำไว้ว่า หากเจ้าไม่สามารถทำตัวเป็นที่โปรดปรานได้อย่างแท้จริง ก็จงเก็บงำความฉลาดของเจ้าไว้ อย่าเปิดเผยออกมาให้ผู้ใดรู้ พ่อไม่หวังให้เจ้าทะเยอทะยานเพื่อให้ได้มาซึ่งความรุ่งเรืองและทรัพย์สมบัติ เพียงแต่หวังให้แก้วตาดวงใจของพ่ออยู่เย็นเป็นสุขจนแก่เฒ่าก็พอ

ข้าจ้องมองดวงตาของท่านพ่ออย่างจริงจัง แล้วเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าลูกไม่หวังจะได้รับการโปรดปราน หวังแต่เพียงจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ รักษาชีวิตของคนสกุลเจินเอาไว้อย่างดีที่สุด

ท่านพ่อมองข้าด้วยดวงตาเปี่ยมรัก พูดด้วยความเอ็นดูน่าเสียดายที่เจ้าต้องถวายตัว เข้าไปพบความลำบากตั้งแต่เด็ก พ่อเสียใจเหลือเกิน

ข้าใช้หลังมือปาดน้ำตา เอ่ยเสียงเบาเรื่องมาถึงขั้นนี้ ลูกไม่อาจถอยหลังได้อีก ได้แต่ก้าวเดินไปข้างหน้า

เมื่อท่านพ่อได้ยินก็วางใจขึ้น จากนั้นก็นิ่งใช้ความคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ยคนที่เจ้าพาเข้าวังหลวงไปด้วย จะต้องเป็นคนที่เจ้าไว้วางใจได้ ซ้ำต้องเฉลียวฉลาดคล่องแคล่ว เจ้าคิดหรือยังว่าจะให้ใครติดตามเจ้าไป

ข้าเข้าใจความหมายของท่านพ่อลูกคิดเอาไว้แล้ว หลิวจูกระตือรือร้น ฮ่วนปี้ละเอียดรอบคอบ ลูกคิดจะให้พวกนางติดตามลูกไป

ท่านพ่อถอนหายใจดีเหมือนกัน พวกนางล้วนเติบโตขึ้นมาพร้อมกับเจ้า ได้พวกนางติดตามไปด้วย พ่อก็วางใจ

ข้าก้มหน้าให้พวกนางอยู่ที่จวน ต่อไปอย่างดีก็ได้แต่งงานกับเด็กรับใช้บุรุษสักคน ถึงแม้ท่านพ่อจะหวังดีต่อพวกนางมากกว่านั้น ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก หากท่านพ่อออกหน้าออกตามากเกินไป ท่านแม่ก็จะคิดสงสัยได้ บ้านจะร้อนเป็นไฟเสียเปล่าๆใบหน้าชราของท่านพ่อฉายแววเศร้าเสียใจ ข้าจึงปลอบท่านด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนหากพวกนางติดตามลูกไป ถึงจะเป็นเพียงสาวใช้ แต่อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสให้นางได้แต่งงานกับคนดีๆ

ท่านพ่อทอดถอนใจเรื่องนี้พ่อรู้ คงได้แต่รอดูวาสนาของพวกนาง

ข้าบอกท่านพ่อว่าท่านพ่อวางใจเถิด ลูกกับพวกนางรักกันดุจพี่น้อง ลูกจะดีกับพวกนางให้มาก

เมื่อส่งท่านพ่อออกจากห้อง ข้าก็เป่าเทียนดับ จนทั้งห้องเหลือเพียงความมืดมิด

เช้าตรู่วันต่อมา หลิวจูกับฮ่วนปี้ปรนนิบัติให้ข้าอาบน้ำแต่งตัว ระหว่างนั้นข้าก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงคิดจะออกจากจวน แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ข้าเป็นถึงนายหญิงน้อย ไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ จึงเรียกสาวใช้ที่ชื่อปินเอ๋อร์มาสั่งเจ้าลองไปดูว่า หญิงที่มาคัดเลือกเป็นนางในครั้งนี้ ชื่ออันหลิงหรง ธิดาอันปี่ไหว นายอำเภอเมืองซงหยางได้รับคัดเลือกหรือไม่ ตอนนี้พักอยู่ที่ใด จงอย่าทำอะไรเอิกเกริก เสร็จแล้วรีบกลับมารายงานข้า

นางรับคำก่อนจะจากไป ผ่านไปครึ่งวันนางจึงกลับมารายงานเรียนนายหญิงน้อย คุณหนูอันได้รับคัดเลือกเจ้าค่ะ ตอนนี้พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมหลิวจี้ ในซอยจิ้งไป๋ ฝั่งตะวันตกของเมือง มีเพียงแม่รองของนางเท่านั้นที่เดินทางมาด้วยกัน แต่ก็ขัดสนเต็มที เมื่อวานนี้ไม่มีแม้แต่เงินจะตกรางวัลให้ใคร ต้องให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมออกให้ก่อนข้าขมวดคิ้ว มีอย่างที่ไหน นายหญิงน้อยแห่งวังหลวงอาศัยอยู่ในโรงเตี๊ยม หากขันทีที่ถือราชโองการกับนางกำนัลอาวุโสที่จะมาสอนเรื่องธรรมเนียมมารยาทในวังหลวงมาพบเข้า ต่อไปอันหลิงหรงคงจะวางตัวลำบาก

ข้านิ่งคิดก่อนจะสั่งปินเอ๋อร์ไปเชิญนายท่านมา

ชั่วเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป ท่านพ่อก็มาหา แม้ข้าจะพยายามห้ามปราม แต่ท่านพ่อก็ยังคำนับข้า ก่อนจะนั่งลงตรงหน้า เมื่อท่านพ่อคำนับข้าแล้ว ท่านก็กลับมาเป็นท่านพ่อผู้เอ็นดูข้า พร้อมรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าเหมือนเก่า

ข้าพูดกับท่านพ่อว่าท่านพ่อคะ ลูกมีเรื่องปรึกษาท่าน เมื่อวานนี้ลูกพบกับหญิงสาวผู้หนึ่ง และได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือนาง ตอนนี้นางได้รับคัดเลือกเป็นนายหญิงน้อยเช่นกัน เพียงแต่ชาติกำเนิดนางต่ำต้อย ทางบ้านฐานะไม่สู้ดี ตอนนี้พักอยู่ที่โรงเตี๊ยม ไม่ค่อยสะดวกสบายนัก ลูกอยากจะรับนางมาพักที่จวน ไม่ทราบว่าท่านพ่อจะว่าอย่างไร

ท่านพ่อลูบเครานิ่งคิดก่อนจะเอ่ยในเมื่อเจ้าต้องการ ก็ไม่มีอะไรเสียหาย พ่อจะให้พี่ชายของเจ้าไปรับนางมา

ตอนค่ำ เกี้ยวที่พาอันหลิงหรงกับแม่รองของนางก็มาถึงหน้าประตู ท่านแม่สั่งให้คนจัดการทำความสะอาดห้องชุนจี๋ พร้อมจัดเตรียมเสื้อผ้าเครื่องประดับ และสาวใช้อีกสองสามคนให้คอยรับใช้พวกนาง

หลังจากข้ารับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย พี่ชายก็พาอันหลิงหรงกับแม่รองของนางมาหาข้าที่ห้องไคว่เสวี่ยด้วยสีหน้าร่าเริง ทันทีที่หลิงหรงเห็นข้า ใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยหยดน้ำตา ทำท่าจะคุกเข่าคำนับ ข้ารีบเข้าไปประคองนางไว้ แล้วพูดพร้อมรอยยิ้มเจ้ากับข้าต่างมีศักดิ์เท่ากัน เหตุใดจึงต้องคำนับใหญ่โตเช่นนี้

หลิวจูคล่องแคล่วว่องไว นางรีบหลีกทางให้หลิงหรงนายหญิงน้อยหลิงหรงกับท่านแม่รองเชิญนั่งเจ้าค่ะหลิงหรงกับแม่รองสกุลเซียวนั่งลง

หลิงหรงเห็นพี่ชายข้าอยู่ข้างๆ ก็ยกแขนเสื้อขึ้นมาซับน้ำตาพี่หญิงเจินเมตตาข้า ข้าจึงได้มีที่พักอยู่ในเมืองหลวง ต่อไปเมื่อเข้าวังจะไม่ถูกผู้คนดูแคลน บุญคุณครั้งนี้หลิงหรงไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรแม่รองสกุลเซียวเองก็ดูจะซาบซึ้งเช่นกัน

พี่ชายข้ายิ้มเมื่อครู่ที่โรงเตี๊ยม เถ้าแก่ยังคิดว่านายหญิงน้อยหลิงหรงมาค้าขาย จะไม่ยอมให้พวกนางจากมาท่าเดียว สุดท้ายข้าจึงใช้กำลังจัดการไปพอหอมปากหอมคอ

ข้าแกล้งทำเป็นต่อว่าต่อหน้านายหญิงน้อยหลิงหรง เหตุใดจึงกล้าใช้กำลังให้ผู้อื่นตกอกตกใจเช่นนี้!”

หลิงหรงคลี่ยิ้มขัดเขินไม่เป็นไร โชคดีแค่ไหนแล้วที่ท่านจอมยุทธเจินช่วยข้าไว้!”

ข้าพูดพร้อมรอยยิ้มจอมยุทธหรือ ดีแต่ก่อเรื่องมากกว่ากระมังจากนั้นทุกคนก็หัวเราะออกมา

เวลาล่วงสู่ช่วงดึก ข้าพาหลิงหรงไปส่งที่ห้องด้วยตัวเอง แสงจันทร์ทาทาบระเบียงทางเดินจนดูคล้ายผิวน้ำ ข้าพูดกับหลิงหรงหลิงหรง อยู่ที่นี่ทำตัวให้เหมือนอยู่ที่บ้านเจ้าเอง ไม่ต้องเกรงใจ ขาดเหลือสิ่งใด หรือหากสาวใช้คนใดไม่เชื่อฟังก็ขอให้บอกข้า อย่าปล่อยให้ผู้ใดรังแก

หลิงหรงจับมือข้าอย่างตื้นตันหลิงหรงฐานะต่ำต้อย ไม่รู้ผลบุญที่ทำตั้งแต่ชาติปางใด ถึงได้ท่านมาคอยช่วยเหลือเกื้อกูล จนได้เข้าวังหลวงสมความตั้งใจ หลิงหรงมีเพียงน้ำใสใจจริงเท่านั้นที่จะตอบแทนท่านได้ ข้าขอติดตามปรนนิบัติท่านไปทั้งชาติ อยู่เป็นเพื่อนท่านในวังหลวง

ข้ากระชับมือของนางด้วยความอุ่นใจน้องข้า

ผ่านไปอีกหนึ่งวัน ขันทีจากวังหลวงก็เชิญราชโองการมา ท่านพ่อให้ท่านแม่ ข้า พี่ชาย และน้องสาวอีกสองคนไปคอยรับราชโองการที่ห้องโถง ขันทีประกาศว่า

วันที่ยี่สิบสองเดือนแปดแห่งรัชศกเฉียนหยวนปีที่สิบสอง มีราชโองการดังนี้ เจินหวน ธิดาเจินหย่วนเต้า รองเจ้ากรมอักษร อายุสิบห้าปี แต่งตั้งเป็นกุ้ยเหริน สนมขั้นหก ราชทินนามหวั่นเข้าวังวันที่สิบห้าเดือนเก้า จบราชโองการ

ข้าได้แต่น้อมรับราชโองการ โดยที่ไม่รู้ว่าตนเองดีใจหรือเสียใจอยู่กันแน่

จากนั้นหญิงชราในชุดนางกำนัลก็ก้าวขึ้นมา ใบหน้างดงามสะอาดสะอ้าน ท่าทางเป็นมิตร ข้ารู้ว่านางคือนางกำนัลอาวุโสที่จะมาสอนมารยาท จึงย่อตัวทำความเคารพกูกู่

นางชะงัก คงนึกไม่ถึงว่าข้าจะให้เกียรตินางถึงเพียงนี้ จึงรีบคุกเข่าทำความเคารพข้าหม่อมฉันฟางรั่ว ถวายบังคมนายหญิงน้อยตามธรรมเนียม นางกำนัลอาวุโสที่มีหน้าที่อบรมมารยาทนายหญิงน้อยที่เพิ่งได้รับคัดเลือกจะมีฐานะพิเศษ ระหว่างการอบรม พวกนางไม่ต้องทำความเคารพเต็มพิธีโดยการโขกศีรษะลงกับพื้น เพียงแค่คุกเข่าคำนับในครั้งแรกที่พบหน้าก็พอ

ท่านพ่อได้เตรียมสินน้ำใจให้ขันทีที่อัญเชิญราชโองการไว้แล้ว ส่วนท่านแม่ก็คิดเผื่อแผ่ไปถึงหลิงหรงที่มาอาศัย จึงได้ตระเตรียมส่วนของนางและมอบให้กงกงไปพร้อมกัน

หลังจากขันทีคำนับท่านพ่อกับท่านแม่ ก็อัญเชิญราชโองการไปยังห้องชุนจี๋ที่อยู่ถัดไป

วันที่ยี่สิบสองเดือนแปดแห่งรัชศกเฉียนหยวนปีที่สิบสอง มีราชโองการดังนี้ อันหลิงหรง ธิดาอันปี่ไหวนายอำเภอซงหยาง อายุสิบห้าปี แต่งตั้งให้เป็นส่วนซื่อ สนมขั้นที่เจ็ดรอง เข้าวังวันที่สิบห้าเดือนเก้า จบราชโองการ

หลิงหรงกับแม่รองสกุลเซียวดีใจจนน้ำตาไหล ข้ากับหลิงหรงอาศัยอยู่ด้วยกัน นางกำนัลอาวุโสที่สอนมารยาทจึงเป็นฟางรั่วกูกู่คนเดียวกัน

เมื่อจบราชโองการ ก็เชิญขันทีกับนางกำนัลอาวุโสไปดื่มน้ำชา ตระเตรียมห้องพัก รวมทั้งอาหารการกินไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

คนที่ข้าส่งไปให้สืบข่าวกลับมาแล้ว นางในที่เพิ่งได้รับคัดเลือกต่างมีตำแหน่งไม่สูงนัก ล้วนแต่มีตำแหน่งต่ำกว่าผินซึ่งเป็นสนมขั้นที่ห้าทั้งสิ้น เหมยจวงได้รับแต่งตั้งเป็นเสี่ยวอี๋ สนมขั้นที่ห้ารอง และเข้าวังหลวงวันเดียวกันกับข้า นายหญิงน้อยที่ได้รับคัดเลือกครั้งนี้มีทั้งหมดสิบห้าคน แบ่งเข้าวังทีละกลุ่มทั้งหมดสามกลุ่ม  ข้า หลิงหรงและเหมยจวงเป็นกลุ่มสุดท้าย

ข้ารู้สึกวางใจขึ้นมาก ไม่ใช่เพียงเพราะจะได้เข้าวังทีหลัง แต่เป็นเพราะเราสามคนสนิทสนมกันดี เมื่อเข้าไปอยู่ในวังหลวงจะได้ดูแลกันและกัน ไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง

หลังจากข้ากับหลิงหรงได้รับราชโองการ ห้องที่อยู่ของเราสองคนก็ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แม้จะยังอาศัยอยู่ในจวนของท่านพ่อ แต่ห้องไคว่เสวี่ยและห้องชุนจี๋กลับถูกล้อมเอาไว้ ด้านนอกมีองครักษ์จากวังหลวงคอยคุ้มกัน ด้านในมีนางกำนัลกับขันทีคอยรับใช้ ห้ามมิให้บุรุษคนใดเข้ามาด้านในเด็ดขาด มีเพียงนางกำนัลอาวุโสเท่านั้นที่คอยสั่งสอนมารยาท รอเข้าวังในวันที่สิบห้าเดือนเก้าที่จะมาถึง

หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้ง ระเบียบต่างๆ ก็เข้มงวดขึ้น นอกจากสาวใช้ที่ข้าจะให้ติดตามเข้าไปในวังหลวงแล้ว แม้แต่ท่านพ่อ พี่ชาย ยังต้องคุกเข่าอยู่นอกม่านเพื่อพูดคุยกับข้า ส่วนท่านแม่และน้องสาวสามารถพบข้าวันละหนึ่งครั้ง แต่ทุกครั้งจะต้องทำความเคารพข้าตามธรรมเนียม

ส่วนหลิงหรงกับข้าต่างเป็นนางในเหมือนกัน จึงสามารถไปมาหาสู่กันได้ และเรียนมารยาทในวังหลวงด้วยกัน

จะว่าไปหลิงหรงดูสบายกว่าข้ามาก นางไม่มีคนในครอบครัวที่เป็นบุรุษอยู่ข้างๆ  จึงไม่ต้องทนมองครอบครัวของตนคุกเข่าต่อหน้าตัวเอง

ธรรมเนียมของราชสำนักแห่งราชวงศ์ต้าโจว เชื้อพระวงศ์และขุนนางแยกออกจากกัน ขุนนางจะต้องเชื่อฟังเชื้อพระวงศ์ ตำแหน่งหวั่นกุ้ยเหรินเป็นตัวบ่งว่าข้าคือคนของฮ่องเต้ ถึงแม้จะเป็นนางในขั้นต่ำที่ยังไม่ได้เข้าวัง แต่ท่านพ่อท่านแม่ ญาติพี่น้องคนอื่นๆ ก็ต้องคุกเข่าทำความเคารพข้า ทุกครั้งที่เห็นท่านพ่อคุกเข่าอยู่นอกม่าน พูดกับข้าว่าถวายบังคมหวั่นกุ้ยเหริน ขอให้กุ้ยเหรินสุขภาพแข็งแรงจากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาคุยกับข้า ข้าก็ไม่สามารถทนมองภาพตรงหน้าได้ ในใจเต็มไปด้วยความอึดอัดและเสียใจจนไม่อาจบรรยาย

เมื่อหลายครั้งเข้า ข้าก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่พบท่านพ่อ แต่จะคอยถามไถ่เรื่องท่านพ่อจากอวี้เหยาและอวี้เหราแทน ซ้ำกำชับให้ท่านดูแลตัวเองให้ดี

ทุกวัน ข้ากับหลิงหรงจะตื่นแต่เช้ามาฟังการอบรมของฟางรั่วกูกู่ ตอนบ่ายหลังจากนอนกลางวันก็จะตื่นขึ้นมาฝึกมารยาท ทั้งการยืน การเดิน การถวายบังคม การกินอยู่ และอื่นๆ  ทั้งข้าและหลิงหรงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ยามว่างฟางรั่วกูกู่จะเล่าเรื่องต่างๆ ภายในวังหลวงให้ฟัง นางเคยรับใช้ไทเฮามาก่อน เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน เปิดเผย ใจกว้าง ปรนนิบัติข้ากับหลิงหรงได้อย่างเพียบพร้อม นางแทบจะไม่พูดถึงเรื่องราวในวังหลวง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เมื่ออยู่ด้วยกันนานเข้าจึงมีหลุดปากออกมา ทำให้ข้าพอจะเข้าใจสภาพของฝ่ายในบ้าง

ฮ่องเต้เสวียนหลิงปีนี้พระชนพรรษายี่สิบห้าพรรษา อภิเษกสมรสเมื่อสิบสองปีก่อน เจ้าสาวคือจูโหรวเจ๋อ หลานสาวห่างๆ ของไทเฮาองค์ปัจจุบัน แม้ฮองเฮาจะเจริญพรรษากว่าฮ่องเต้ถึงสองพรรษา แต่เพราะสุขุมสง่างาม ผู้คนล้วนยกย่องว่าเป็น กุลสตรีอ่อนหวาน โฉมสะคราญเปี่ยมเมตตา  ทั้งคู่ต่างรักและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ได้รับความเคารพรักจากทุกคนในฝ่ายใน แต่แล้ว ห้าปีต่อมาฮองเฮาสวรรคตยามให้กำเนิดพระโอรส แม้แต่องค์ชายน้อยยังสิ้นพระชนม์ตามไปด้วย ฮ่องเต้ทรงเสียพระทัยมาก จึงพระราชทานราชทินนามว่าฉุนหยวนฮองเฮาและแต่งตั้งกุ้ยเฟยจูอี๋ซิว น้องสาวของฮองเฮาเป็นฮองเฮาขึ้นปกครองฝ่ายในแทน แม้รูปโฉมของฮองเฮาองค์ปัจจุบันมิได้งดงามเป็นหนึ่ง แต่ด้วยใจกว้างและมีน้ำใจ ฮ่องเต้จึงยกย่องนางมาก หลังจากฉุนหยวนฮองเฮาสวรรคต ฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์ ฝ่ายในจึงเพิ่มจำนวนพระสนมนางในมากขึ้นเรื่อยๆ  บัดนี้พระสนมที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุดคือพระสนมหวาเฟยมู่หรงซื่อหลานแห่งตำหนักมี่ซิ่ว ว่ากันว่านางมีรูปโฉมงดงามเป็นหนึ่ง ต้องพระทัยฮ่องเต้ยิ่งนัก ไม่มีใครในวังหลวงกล้าเป็นปฏิปักษ์กับนาง อย่าว่าแต่พระสนมนางในเลย แม้แต่ฮองเฮายังต้องยอมให้

หากว่ากันตามหลัก ฮองเฮาเป็นถึงหลานสาวของไทเฮา การที่ไทเฮาเห็นผู้อื่นได้รับความโปรดปรานมากกว่าหลานสาวของตนก็ไม่น่าจะนิ่งดูดายเช่นนี้ ไทเฮาปรีชาสามารถไม่แพ้บุรุษ ฮ่องเต้ทรงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ไทเฮาจึงอยู่ว่าราชการหลังม่านนานถึงสามปี ยึดอำนาจมาจากผู้สำเร็จราชการได้อย่างรวดเร็ว ซ้ำยังประหารผู้สำเร็จราชการเองอีกด้วย นอกจากนี้ พรรคพวกของผู้สำเร็จราชการก็ถูกกวาดล้างจนสิ้น บัลลังก์จึงมั่นคงมาจนทุกวันนี้ แต่เมื่อผู้สำเร็จราชการถูกกำจัดจนหมด ไทเฮาก็ประชวรหนักเพราะตรากตรำมากเกินไป จึงพักผ่อนอยู่แต่ในตำหนัก หากไม่ใช่พิธีสำคัญ ก็จะเก็บตัวศึกษาพระไตรปิฎกอยู่ในตำหนัก ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องราชสำนักฝ่ายหน้าและตำหนักฝ่ายใน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฮ่องเต้กับฮองเฮา

ตำแหน่งของพระสนมนางในมีหลายลำดับขั้น  ข้า เหมยจวง และหลิงหรงเป็นเพียงนางในขั้นต่ำ ไม่มีตำหนักเป็นของตนเอง ชาววังเรียกขานว่านายหญิงน้อยอาศัยอยู่ในตำหนักรวม มีเพียงพระสนมขั้นสามขึ้นไปเท่านั้นที่ชาววังจะเรียกขานกันว่านายหญิงหรือพระสนมและจะได้เป็นนายตำหนัก มีอำนาจควบคุมทุกอย่างในตำหนักของตนเอง แม้ในวังหลวงจะมีพระสนมนางในมากมาย แต่หลังจากกุ้ยเฟยได้รับสถาปนาเป็นฮองเฮา ตำแหน่งกุ้ยเฟย ซูเฟย เสียนเฟย เต๋อเฟย ซึ่งเป็นตำแหน่งพระมเหสีทั้งสี่ก็ว่างลง ฟางรั่วกูกู่เคยแอบกระซิบบอกข้าว่า ด้วยรูปโฉมของข้าแล้ว น่าจะได้รับความโปรดปรานได้ไม่ยาก ตำแหน่งพระมเหสีทั้งสี่ อำนาจวาสนาต่างๆ อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ข้าเพียงแต่ยิ้มน้อยๆ แล้วเบนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นเสีย

หลังจากมีราชโองการแต่งตั้ง ท่านแม่ก็พาอวี้เหยาไปจัดเตรียมเสื้อผ้าเครื่องประดับที่จะให้ข้านำเข้าวัง ถึงจะไม่สามารถตระเตรียมสิ่งของมากมายจนดูเหมือนเป็นการโอ้อวด แต่ก็ไม่สามารถเตรียมไปน้อยเสียจนผู้อื่นดูถูกเอาได้ จึงต้องจัดเตรียมอย่างรอบคอบที่สุด ท่านแม่กับอวี้เหยาจึงเอาแต่ยุ่งวุ่นวายไม่จบสิ้น และเมื่อมีหลิงหรงมาอาศัยอยู่ด้วย ท่านแม่จึงต้องตระเตรียมให้หลิงหรงอีกส่วนหนึ่ง

ถึงข้าจะไม่สามารถพบหน้าเหมยจวงหรือคนในครอบครัวได้ตามใจชอบ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับหลิงหรงกลับแน่นแฟ้นมากขึ้น เราสองคนตัวติดกันไม่ห่าง รักกันเหมือนพี่น้อง กระทั่งเครื่องประดับผมยังแบ่งกันใช้

แต่ใจข้ากลับไม่มีความสุข รู้สึกวุ่นวายใจเหมือนถูกไฟรุมเร้า จนเป็นแผลร้อนในที่มุมปาก ร้อนใจไปถึงหลิงหรงและแม่รองสกุลเซียวต้องช่วยกันปรุงตำรับยาพื้นบ้านมาทาให้กลางดึก แผลร้อนในจึงค่อยๆ หายเป็นปกติ

บทที่สาม ตำหนักถังหลี

คืนก่อนที่ข้าจะเข้าวัง คนในครอบครัวสามารถมาพบข้าเพื่อร่ำลาได้อีกครั้ง ท่านพ่อท่านแม่พาพี่ชายและน้องสาวมาหาข้า ฟางรั่วพาคนรับใช้คนอื่นออกไปด้านนอก ปล่อยให้ครอบครัวของเราที่กำลังน้ำตานองหน้าอยู่ด้วยกันตามลำพัง

จากกันครั้งนี้ ข้าจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวง การจะได้พบหน้ากันอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย

ข้าพยายามกลั้นน้ำตามองดูอวี้เหยากับอวี้เหรา อวี้เหยาเพิ่งจะอายุครบสิบสองปี เริ่มจะเป็นสาว แม้จะไม่งดงามเท่าข้า แต่ก็จิ้มลิ้มพริ้มเพรา เพียงแต่นิสัยของนางอ่อนโยนไม่เด็ดขาด ต่อไปภายภาคหน้าคงไม่สามารถไต่เต้าเป็นใหญ่ได้ อวี้เหรายังเด็กนัก นางเพิ่งจะเจ็ดขวบ แต่แววตาเป็นประกาย นิสัยซุกซนดื้อดึงเป็นที่สุด ท่านพ่อท่านแม่บอกว่าคล้ายกับข้าเมื่อยังเล็กยิ่งนัก ต่อไปนางก็คงไม่ต่างจากข้า ข้าเอ็นดูนางมาก และนางก็สนิทกับข้ามากเช่นกัน

อวี้เหยาพยายามกลั้นน้ำตา ประคองท่านแม่ที่กำลังร้องไห้ อวี้เหรายังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรนัก จึงได้แต่กอดคอข้าร้องไห้ พร่ำบอกแต่เพียงว่าพี่รองอย่าหนีอาเหราไป

พวกนางยังเด็ก ไม่สามารถเป็นเรี่ยวแรงให้กับที่บ้าน โชคดีที่ยังมีพี่ชายของข้าเจินเหิง แม้จะอายุมากกว่าข้าเพียงสี่ปี แต่เก่งกาจสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ อีกสามเดือนข้างหน้าก็จะติดตามกองทัพไปประจำที่ชายแดน ทำประโยชน์เพื่อแผ่นดิน

ข้ามองดูท่านแม่ ท่านอายุสี่สิบปีแล้ว แต่ด้วยความเป็นอยู่ที่ดี มีทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ อาหารบำรุงไม่ขาด จึงทำให้ท่านดูอ่อนกว่าอายุจริง แต่ในเมื่อทั้งลูกชายลูกสาวจะต้องจากบ้านไปในอีกสามเดือนข้างหน้า ใบหน้าของท่านจึงเต็มไปด้วยความเศร้าโศก จอนผมเริ่มมีสีขาวประปราย ท่านยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่น้ำตาเจ้ากรรมก็ยังไหลรินออกมาไม่ขาดสาย เช็ดอย่างไรก็ไม่แห้งเสียที

ข้ารู้สึกเจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก กอดท่านแม่ทั้งน้ำตาท่านแม่ ลูกเข้าไปอยู่ในวังหลวงคงไม่ลำบากนัก พี่ใหญ่ก็ไปชายแดนเพื่อนำชื่อเสียงกลับมาให้ตระกูลของเรา อีกไม่นานก็จะกลับมา อีกอย่าง อวี้เหยากับอวี้เหราก็ยังอยู่ปรนนิบัติท่านท่านแม่กอดข้าพร้อมน้ำตาที่ยังไม่ยอมหยุดไหล

ท่านแม่พยายามเช็ดน้ำตา แล้วกำชับข้าว่าแม่ได้ยินบ่อยๆ ว่าวังหลวงลึกล้ำราวมหาสมุทรวันนี้กลับต้องมาพบเจอกับตัวเอง หวนเอ๋อร์จะต้องดูแลตัวเองให้ดี อยู่กับพระสนมนางในในวังหลวงจำต้องระวังตัวให้มาก สิ่งใดทนได้ก็ต้องทน อย่าไปมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับผู้ใด โดยเฉพาะพระสนมหวาเฟยซึ่งกำลังเป็นที่โปรดปราน ต่อไปหากเจ้าได้รับความโปรดปรานจนได้เป็นพระสนมก็ดี แต่แม่มีเจ้าเพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นเจ้าต้องระวังตัวให้มาก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรักษาชีวิตของตนเอาไว้ก่อน

ข้าฝืนยิ้มท่านแม่ไม่ต้องห่วง ลูกจะจดจำคำของท่าน ท่านพ่อท่านแม่รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

ท่านพ่อสีหน้าเศร้าโศก ยืนนิ่ง เพียงแต่พูดว่าหวนเอ๋อร์ ต่อไปทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเจ้า รวมทั้งเกียรติยศชื่อเสียงของสกุลเจินด้วย

ข้าพยักหน้า เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นพี่ชายมีสีหน้าลังเลเหมือนมีบางอย่างต้องการพูดแต่ไม่กล้า ปกติพี่ชายไม่ใช่คนละล้าละลังเช่นนี้ แสดงว่าคงมีเรื่องเร่งร้อนบางอย่าง ข้าเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นท่านพ่อท่านแม่พาน้องๆ ไปพักผ่อนเถิด หวนเอ๋อร์มีเรื่องต้องการพูดกับพี่ใหญ่สักหน่อย

ท่านพ่อกับท่านแม่ยังกำชับให้ข้าระวังตัวไม่เลิก สุดท้ายก็ยอมจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์

พี่ชายไม่คิดว่าข้าจะรั้งเขาเอาไว้ สีหน้าของเขาจึงประหลาดใจยิ่งนัก ข้าพูดกับเขาอย่างอ่อนหวานพี่ใหญ่มีอะไรจะบอกข้า โปรดพูดมาเถิด

เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะดึงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ มีกลิ่นสมุนไพรติดอยู่บนกระดาษ เพียงได้กลิ่นข้าก็รู้แล้วว่าเป็นจดหมายจากผู้ใด ในที่สุดพี่ชายก็ยอมเอ่ยปากเวินสือชูขอร้องให้ข้ามอบสิ่งนี้ให้กับเจ้า ข้าลังเลมาได้สองวันแล้ว ไม่รู้ว่าควรให้เจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่

ข้าเหลือบมองจดหมายเพียงแวบเดียวพี่ใหญ่ เขาโง่เขลา ท่านก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วยหรือ จดหมายลับเช่นนี้ สำหรับนางในมีโทษเพียงใดท่านรู้หรือไม่

เสียงของพี่ชายเบาลงเรื่อยๆ เหมือนกำลังทอดถอนใจข้ารู้ว่ากำลังทำผิดกฎของวังหลวง แต่ความตั้งใจของเขา…”

น้ำเสียงของข้าเย็นเยียบลงในทันใดเจินหวนรับความตั้งใจของเขาไม่ได้!” แต่เมื่อเห็นสีหน้าเสียใจของพี่ชาย น้ำเสียงของข้าก็อ่อนลงอย่างฉับพลันพี่ใหญ่ยังไม่รู้จักนิสัยหวนเอ๋อร์อีกหรือ พี่สือชูหาใช่คนที่ข้าหมายปอง ซ้ำหวนเอ๋อร์เองก็หาได้มีคนที่หมายปองไม่

พี่ชายพยักหน้าเบาๆเขาเองก็รู้ว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้คงแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ก็หวังเพียงให้เจ้ารู้ความในใจเท่านั้น ข้ากับสือชูคบหากันมานาน ย่อมไม่อาจทนเห็นเขาทนทุกข์ทรมานเช่นนั้นได้เขานิ่งไปก่อนจะวางจดหมายลงบนมือข้าเจ้าจัดการจดหมายฉบับนี้เองเถิด

ข้ารับคำเบาๆ แล้ววางจดหมายลงบนโต๊ะ เอ่ยเสียงเรียบฝากพี่ใหญ่ไปบอกเวินสือชู ให้เขาตั้งใจทำหน้าที่หมอหลวงของเขาให้ดี ไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับข้าอีก

พี่ชายจ้องมองข้าข้าไปบอกเขาแน่ แต่คนอย่างเขาย่อมไม่ฟังข้า

ข้าไม่ตอบ ได้แต่ดึงปิ่นปักผมออกมาเขี่ยไส้เทียน แล้วเป่าขี้เถ้าที่ติดอยู่บนปลายปิ่นออกไป

พี่ใหญ่บอกเขาเท่านี้ก็พอ เท่ากับเป็นการเตือนเขาว่า หากเขาทำได้ จะส่งผลดีต่อทั้งข้าและตัวเขาเอง หากทำไม่ได้ ข้าอาจจะไม่ได้รับผลกระทบอะไร เพียงแต่ให้เขารู้ว่าตอนนี้ฐานะของข้าและเขาแตกต่างกัน ไม่เหมือนแต่ก่อนอีกพอพูดจบก็หันไปหยิบชุดยาวสีครามออกมาวางไว้ในมือพี่ชาย ก่อนจะเอ่ยอย่างอ่อนโยนหวนเอ๋อร์เพิ่งตัดชุดนี้เสร็จ มอบให้พี่ใหญ่ไว้ดูต่างหน้า ที่ชายแดนเหน็บหนาวทุรกันดาร ชีวิตในวังหลวงโหดร้ายขมขื่น ทั้งท่านและข้าต่างต้องรักษาตัวให้ดี

พี่ชายรับชุดที่ข้าให้ไป มองข้าด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์อยู่อย่างนั้น ข้านิ่งเงียบไม่พูดไม่จา นึกถึงตอนที่ตัวเองอายุเพียงหกเจ็ดขวบ ยังผูกแกละสองข้าง พี่ชายอุ้มข้าขึ้นไปนั่งบนบ่า แล้วพาไปเก็บผลทับทิมเดือนห้าใบโต

ข้าพยายามตั้งสติ แล้วให้ฮ่วนปี้ออกไปส่งพี่ชาย ข้ามองแผ่นหลังของเขาด้วยความรู้สึกเจ็บปวด น้ำตาหยดใหญ่ไหลรินออกมา

ข้าสั่งให้หลิวจูยกเตาถ่านเข้ามาเพื่อเผาจดหมายของเวินสือชู ทันใดนั้นก็เห็นรอยน้ำตาหยดใหญ่อยู่ด้านหลังซองจดหมาย มันหยดลงบนภาพวาดรูปดอกพุดตาน ทำให้สีแดงสดเลอะเลือนจนดูคล้ายรอยเลือด ในที่สุดข้าก็ทนไม่ได้ เปิดจดหมายออกดู มีเพียงข้อความสองแถวสั้นๆ วังหลวงลึกล้ำดุจมหาสมุทร ชายรักกลายเป็นคนเดินถนน ตัวอักษรอ่อนไหวประดุจสายน้ำ จิตใจของผู้เขียนในตอนนั้นคงจะทุกข์ทนจนยากที่จะจรดพู่กันลงได้

ข้ารู้สึกโมโห คนอะไรช่างคิดไปเองได้เก่งนัก ข้ามิได้มีใจให้เขา แล้วเขาก็ไม่เคยเป็นชายรักของข้าด้วย! ข้าขยำจดหมายแล้วโยนลงในกองไฟ กระดาษแผ่นนั้นถูกไฟลามเลียจนหายไปในพริบตา

หลิวจูรีบยกเตาถ่านออกไป ฮ่วนปี้เข้ามาพร้อมชาดอกไม้ พูดกับข้าเสียงเบาใต้เท้าเวินทำให้คุณหนูโมโหอีกแล้วหรือเจ้าคะ ถึงเขาจะมีใจให้คุณหนูมากเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์ คุณหนูอย่าไปสนใจเขาอีกเลยเจ้าค่ะ

ข้าจิบชาด้วยความรู้สึกวุ่นวายใจ ภาพเมื่อครึ่งเดือนก่อน ก่อนการคัดเลือกนางในผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน เขามาหาข้าเพื่อตรวจสุขภาพเหมือนเคย ตามกฎของวังหลวง หมอหลวงไม่สามารถตรวจรักษาสามัญชนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เขาและคนในครอบครัวของข้ารู้จักกันมานาน จึงมักจะแวะเวียนมาหาอยู่เสมอ วันนั้นเขานั่งอยู่ในศาลาเล็กๆ ใกล้กับห้องของข้า หลังจากที่เขาจับชีพจรให้ข้าเสร็จก็นิ่งไปนาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นน้องหวน หากข้ามาสู่ขอเจ้า เจ้าจะยินดีแต่งงานกับข้าหรือไม่

ข้านิ่งงัน สองแก้มแดงก่ำด้วยความเก้อเขินระคนตกใจ จากนั้นก็พูดกับเขาด้วยสีหน้าถมึงทึงข้าจะถือเสียว่าไม่เคยได้ยินสิ่งที่ใต้เท้าเวินพูดในวันนี้

เขาทั้งอับอายและหวาดกลัว พยายามขอโทษขอโพยข้าไม่ดีเอง ทำให้น้องหวนตกใจ เจ้าอย่าเพิ่งโกรธ สือชูเพียงแต่หวังว่าน้องหวนจะไม่ต้องไปคัดเลือกเป็นนางในเท่านั้น

ข้าพยายามระงับความโกรธ แล้วเรียกปินเอ๋อร์เข้ามาข้าเหนื่อยแล้ว ส่งแขก!” เป็นการไล่เขากลับไป

ก่อนที่เขาจะจากไปยังมองข้าตาละห้อย พูดกับข้าว่าสือชูไม่กล้ารับปากสิ่งใด นอกจากจะดีกับน้องหวนไปชั่วชีวิต หวังว่าน้องจะพิจารณา หากน้องยินดี ก็ให้พี่เหิงไปบอกข้า แล้วข้าจะรีบมาสู่ขอ

ข้าหันหลังให้ จ้องมองฉากไม้อูสลักโดยไม่พูดไม่จา

จากนั้นข้าก็ไม่สนใจเรื่องนี้อีก และไม่บอกเรื่องนี้ให้ท่านพ่อท่านแม่รู้ด้วย

เวินสือชูไม่ใช่คนที่ข้าหมายปอง ข้าไม่อาจแต่งงานกับเขาเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าคัดเลือกเป็นนางใน หากชีวิตนี้ข้ามีเพียงสองทางเลือก ข้าขอเข้าวังถวายตัวเสียดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่กับชายที่ข้ารู้จักมาตั้งแต่เล็กทว่าไม่ต้องใจไปตลอดชีวิต ไม่ต้องเป็นสามีภรรยา อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าโดยไม่มีความรักให้แก่กัน ชีวิตของข้าไม่ควรจมอยู่กับชะตากรรมที่ตนเองรู้จุดจบดีอยู่แล้ว หากได้ถวายตัวเข้าไปอยู่ในวังหลวง อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตใหม่รอคอยข้าอยู่

ข้ารู้สึกวุ่นวายใจ จึงสวมเสื้อคลุมกันลมออกมายืนตากลมอยู่ที่ระเบียงทางเดิน โดยไม่สนใจว่าฮ่วนปี้จะพยายามบอกให้ข้ากลับไปนอน

หากเดินไปสุดระเบียงทางเดิน ก็จะเป็นห้องชุนจี๋ของหลิงหรง พรุ่งนี้เป็นวันเข้าวังหลวง นางคงกำลังร่ำลาแม่รองสกุลเซียว หากไปหานางคงไม่สะดวก คิดได้ดังนั้นจึงเดินมุ่งหน้าไปที่สวน อยู่ๆ ก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์จวนสกุลเจินที่ข้าอยู่มาตลอดสิบห้าปี ต้นไม้ใบหญ้าที่ข้าเห็นในวันนี้จะกลายเป็นเพียงภาพในวันวาน ทำให้ข้ารู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก

ข้าเดินเล่นจนดึก นึกขึ้นได้ว่าฟางรั่วกูกู่กับสาวใช้ทั้งหลายคงพากันตามหาตัวข้ากันให้วุ่น จึงรีบเร่งฝีเท้ากลับไปที่ห้อง เมื่อเดินผ่านห้องซวีหล่างของพี่ชาย ก็จะถึงห้องไคว่เสวี่ยของข้า ระหว่างนั้นเองข้าก็ได้ยินเสียงกอกแกกอยู่ตรงริมประตูห้องซวีหล่าง พร้อมเงาร่างของใครคนหนึ่ง ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นสาวใช้ของพี่ชาย จึงคิดจะส่งเสียงเรียก วินาทีต่อมาถึงรู้ว่าไม่ใช่ นั่นไม่ใช่สาวใช้ แต่เป็นหลิงหรงต่างหาก

ข้ารีบหลบอยู่หลังต้นอู๋ถง เห็นหลิงหรงแอบมองเงาร่างสูงโปร่งของพี่ชายจากหน้าต่างห้องนอน แสงจันทร์สีเงินยวงลอดผ่านใบอู๋ถงลงมา เงากิ่งก้านทาบลงบนร่างที่เห็นได้ลางๆ ของนาง ยิ่งทำให้ร่างของนางดูบอบบางอ้อนแอ้นยิ่งขึ้น ชายเสื้อของนางสะบัดขึ้นตามแรงลม ดูเหมือนนางจะไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่พัดต้องกายแม้แต่น้อย ตอนนี้ล่วงเข้าสู่กลางเดือนเก้า ใบไม้ในสวนของห้องซวีหล่างเริ่มร่วงหล่น ท่ามกลางความมืดที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงใบไม้สีน้ำตาลร่วงหล่นและเสียงสะอื้นแผ่วเบาของหลิงหรง ทันใดนั้นข้าก็สับสนยิ่ง นางมีใจให้พี่ชายตั้งแต่เมื่อใด น่ากลัวว่าชาตินี้นางจะไม่มีวาสนาได้ครองคู่กับเขาอีกแล้ว ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืนอันหนาวเหน็บ ข้าก็นึกถึงคำของเวินสือชูขึ้นมา วังหลวงลึกล้ำราวมหาสมุทร ชายรักกลายเป็นคนเดินถนน ประโยคนี้ดูจะตรงกับหลิงหรงเป็นที่สุด

ไม่รู้ว่าข้าจ้องมองอยู่นานเท่าใด สุดท้ายหลิงหรงก็เดินกลับห้องของตน

ข้าเงยหน้ามองโคมไฟในห้องพี่ชาย รู้สึกตกตะลึงเงียบๆ  ข้าเฉลียวฉลาดเกินใครมาตลอด เหตุใดจึงไม่เคยรู้ว่าชั่วเวลาสิบกว่าวันมานี้ หลิงหรงมีใจให้พี่ชายข้า ซ้ำยังมีใจให้ไม่น้อยเสียด้วย ถึงขนาดแอบยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องพี่ชายก่อนจะเข้าวัง ไม่รู้ว่าความเขินอายของหลิงหรงทำให้นางปิดบังหัวใจของตนได้ หรือเป็นเพราะช่วงนี้ข้ามัวแต่วุ่นวายจนไม่ได้สังเกตนาง ข้าไม่รอบคอบเอง หากพี่ชายกับหลิงหรงเกิดมีใจให้กันจริงๆ จะไม่เพียงแต่ทำลายพวกเขาสองคนเท่านั้น แต่ยังทำลายวงศ์ตระกูลอันและตระกูลเจินอีกด้วย

ข้าอดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้ แต่ดูจากสถานการณ์ในคืนนี้ พี่ชายไม่น่าจะรู้ว่าหลิงหรงมีใจให้ นางน่าจะมีใจให้เขาข้างเดียวมากกว่า แต่ข้าน่าจะเตือนนาง  การที่นางได้เข้าวังหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าทำให้เรื่องนี้มาทำลายอนาคตของตนเองจะดีกว่า

ข้ากลับถึงห้องและไม่พูดอะไรกับใครอีก ปกติข้าไม่ใช่คนหลับง่าย หากมีเรื่องในใจก็ยิ่งยากจะข่มตาลง ข้าจึงนอนพลิกไปพลิกมาจนกระทั่งฟ้าสว่าง

ข้าผ่านค่ำคืนสุดท้ายในบ้านของตัวเองไปเช่นนี้!

วันที่สิบห้าเดือนเก้า ทั้งคนและม้า ขุนนางฝ่ายพิธีการ ขันที และนางกำนัลพากันยกขบวนมารับข้ากับหลิงหรงเข้าวัง แม้จะเป็นเพียงตำแหน่งนางในเล็กๆ แต่ขบวนที่มารับก็ยิ่งใหญ่ไม่ใช่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าบ้านของข้ามีนางในถึงสองคน ชาวบ้านร้านตลาดในระยะสิบถนน ต่างพากันมาชมขบวนแห่กันอย่างคึกคัก

ข้าบอกลาทุกคนในครอบครัวทั้งน้ำตา จากนั้นก็ก้าวขึ้นไปบนเกี้ยวที่มารับ ทันใดนั้น เสียงประทัด ปี่ กลองก็ดังกระหึ่ม แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของท่านแม่และน้องๆ ดังลอดเข้ามา

หลิวจูกับฮ่วนปี้ติดตามข้าเข้าวังพร้อมกัน นางทั้งสองต่างเป็นสาวใช้ข้างกายข้าตั้งแต่เด็ก หลิวจูเป็นคนซุกซน นิสัยเด็ดเดี่ยว ปรับตัวเก่ง ฮ่วนปี้เป็นคนละเอียดรอบคอบ อ่อนหวานและเอาใจใส่ ทั้งสองคนเปรียบดังแขนซ้ายขวาของข้า ข้าคงอาศัยอยู่ในวังหลวงไม่ได้หากขาดพวกนางไป ชีวิตในวังหลวง หากขาดคนพึ่งพา ก็เหมือนมีชีวิตอยู่บนหน้าผาสูง สามารถหล่นลงมาร่างแหลกละเอียดได้ตลอดเวลา

เมื่อถึงฤกษ์งามยามดี ขุนนางฝ่ายพิธีการก็บอกให้ข้าลงจากเกี้ยวโดยพยุงแขนนางกำนัลคนหนึ่งเอาไว้ เกี้ยวหยุดลงที่หน้าประตูเจินซุ่นซึ่งเป็นประตูข้าง ไม่ใช่ประตูใหญ่ของวังหลวง เนื่องจากพวกเราเป็นเพียงนางสนม ไม่ใช่ฮองเฮา จึงไม่มีสิทธิ์เข้าวังทางประตูหลัก

เมื่อลงจากเกี้ยวก็มองเห็นเหมยจวงและหลิงหรง จึงรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก พวกเราได้แต่ยิ้มให้กัน เพราะตามธรรมเนียมแล้ว เราจะยังพูดคุยกันไม่ได้

วันนี้อากาศดีมาก ดียิ่งกว่าวันที่ข้าเข้ามาคัดเลือกเป็นนางในเสียอีก ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใส ไร้รอยเมฆหมอก แสงอาทิตย์ยามเช้าของฤดูใบไม้ร่วงให้ความอบอุ่นและเป็นประกายสีทองอร่าม

เมื่อมองจากประตูเจินซุ่นเข้าไปในกำแพงพระราชวังต้องห้าม ก็เห็นหลังคาตำหนักต่างๆ ทั้งสีเหลืองทองและสีครามสลับซับซ้อนสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยับ จนข้าแทบจะลืมตาไม่ขึ้น ช่างเป็นบรรยากาศงดงามและเป็นสิริมงคล

ข้าคิดในใจว่าต่อจากนี้ ที่นี่คือสถานที่สำหรับพำนักตลอดชีวิตของข้า จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็นนกอินทรีฝูงใหญ่กำลังบินผ่านท้องฟ้าสีครามใสประดุจสายน้ำ

หน้าประตูเจินซุ่นมีขันทีในชุดสีแดงเข้มมายืนพินอบพิเทารอต้อนรับ องครักษ์เสื้อแพรและราชองครักษ์เข้ามารายล้อมเพื่อพาข้าและนายหญิงน้อยคนอื่นๆ ไปยังที่พำนักของตน ข้าก้าวผ่านประตูเจินซุ่น ผ่านทางเดินที่มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตก กำแพงสีแดงสูงตั้งตระหง่านสองข้างทาง ประหนึ่งมังกรสีแดงที่กำลังเลื้อยวนจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ระหว่างทางคือตำหนักต่างๆ ที่ตั้งติดกันไม่ขาด เมื่อเดินไปได้ประมาณชั่วเวลาหนึ่งกาน้ำชา ก็มายืนอยู่หน้าตำหนักแห่งหนึ่ง บนประตูมีตัวอักษรสีทองที่เขียนบนป้ายสีแดงว่าตำหนักถังหลี

ตำหนักถังหลีคือตำหนักเล็กๆ แห่งหนึ่งภายในตำหนักใน ตั้งอยู่ตรงมุมเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของราชอุทยาน เป็นตำหนักที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง มีทางเข้าออกสองทาง เมื่อก้าวเข้ามาก็พบกับลานกว้างของตำหนักอิ๋งซินซึ่งเป็นตำหนักหลัก ด้านหลังคือสวนดอกไม้เล็กๆ  ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของตำหนักมีตำหนักขนาบข้าง ทางทิศใต้คือตำหนักอิ่นลวี่ ซึ่งเป็นสถานพักตากอากาศของพระสนมนางในยามฤดูร้อน  ระเบียงทางเดินของตำหนักหลักและตำหนักขนาบข้างมีทางเชื่อมกับระเบียงทางเดินของตำหนักอิ่นลวี่ จนมีลักษณะเป็นตำหนักล้อมสวน ด้านหน้าตำหนักอิ๋งซินมีต้นซีฝู่ไห่ถังสองต้นใหญ่ยืนตระหง่าน แม้ไม่ใช่ฤดูใบไม้ผลิที่ออกดอกเต็มต้น แต่ตอนนี้ทั้งต้นก็เต็มไปด้วยผลสีแดงขึ้นแทรกอยู่ตามใบที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด น่าดูชมเป็นที่สุด กลางสวนหน้าระเบียงทางเดินเรียงรายด้วยต้นหอมหมื่นลี้ ซึ่งเป็นเครื่องบรรณาการจากมณฑลอวี๋โจว แต่ละต้นปลูกอยู่ในกระถางใบยักษ์ ดอกหอมหมื่นลี้สีเหลืองบานสะพรั่ง ดอกเล็กๆ สีทองอัดแน่นแทรกอยู่ตามใบ กลิ่นหอมโชยมาจากที่ไกลๆ จนจิตใจล่องลอยไปด้วยความสุข สวนด้านหลังเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ  ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง แต่เมื่อใดที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้คงจะบานละลานตา กลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว งดงามสมกับชื่อตำหนักถังหลีซึ่งแปลว่าตำหนักชมดอกไม้ ช่างเป็นสถานที่ที่งดงามเกินบรรยาย

ข้ายืนนิ่งอยู่กลางสวน กวาดตามองเหล่านางกำนัลกับขันทีที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า จากนั้นก็ก้มหน้าน้อยๆ เอ่ยถามดอกหอมหมื่นลี้เพิ่งย้ายมาลงใหม่หรือ

นางกำนัลที่ประคองข้าตอบอย่างนอบน้อมฮองเฮารับสั่งว่าจะมีกุ้ยเหรินคนใหม่เข้ามาในวังหลวง จึงให้นำต้นหอมหมื่นลี้มาปลูกไว้ เพื่อเป็นการต้อนรับกุ้ยเหรินคนใหม่ เป็นสิริมงคลแก่ฝ่ายในเพคะ

ข้าคิดในใจว่า ทำอะไรให้เป็นสิริมงคลก็ดี แต่ฮองเฮาทำเช่นนี้ไม่มากเกินไปบ้างหรือ เหมือนต้องการทำให้ดูออกหน้าออกตาจนเกินไป แต่ข้าก็ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ปล่อยให้พวกนางประคองข้าเข้าไปนั่งในตำหนักหลัก

ตรงกลางของตำหนักหลักมียกพื้น หน้าฉากไม้สลักลายดอกไห่ถังคือบัลลังก์มังกร โต๊ะเล็ก พัด และเตาเครื่องหอม เหนือขึ้นไปคือตัวอักษรลายพระหัตถ์ของอดีตฮ่องเต้เขียนว่าศีลธรรมนำสุขที่ตรงนี้คือที่ที่ฮ่องเต้จะเสด็จเข้าออก

ข้านั่งลงในห้องหลัก มีหลิวจูกับฮ่วนปี้ประคองทั้งสองข้าง นางกำนัลสองคนยกชามาตั้งไว้ให้ หัวหน้าขันทีประจำตำหนักถังหลีที่ชื่อคังลู่ไห่กับหัวหน้านางกำนัลที่ชื่อชุยจิ่นซีเดินเข้ามาทางประตูทิศตะวันตก คุกเข่าโขกศีรษะคำนับข้ากระหม่อมคังลู่ไห่ ขันทีขั้นเจ็ด หัวหน้าขันทีประจำตำหนักถังหลี ถวายบังคมหวั่นกุ้ยเหริน ขอให้หวั่นกุ้ยเหรินจงเจริญ” “หม่อมฉันชุยจิ่นซี นางกำนัลขั้นเจ็ดตำแหน่งซุ่นเหริน หัวหน้านางกำนัลประจำตำหนักถังหลี ถวายบังคมหวั่นกุ้ยเหริน ขอให้หวั่นกุ้ยเหรินจงเจริญ

ข้ามองพวกเขาแวบหนึ่ง คังลู่ไห่อายุประมาณสามสิบปี มองผาดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนฉลาดหัวไว ดวงตาของเขากลอกกลิ้งไปมาตลอดเวลา ชุยจิ่นซีอายุประมาณสามสิบปี ใบหน้างดงาม ผิวขาวสะอาด ดวงตาสีดำเป็นประกาย ท่าทางสุขุมเป็นผู้ใหญ่ ทำให้ข้ารู้สึกชอบนางในทันที

หลังจากพวกเขาทำความเคารพข้าเสร็จเรียบร้อย ขันทีอีกสี่คนกับนางกำนัลอีกหกคนก็เข้ามาทำความเคารพและรายงานตัวทีละคน ข้านั่งนิ่งจิบชาลิ่วอันไปเรื่อยๆ ตามองไม้ระแนงฉลุลายโดยไม่พูดอะไรสักคำ

ข้ารู้ว่าการนิ่งเงียบเป็นวิธีข่มขวัญผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้ผล พวกเขาหลุบสายตาก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ  ทั้งตำหนักอิ๋งซินเงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงเข็มหล่น

ข้าจิบชาอีกสองอึก ก่อนจะยิ้มบางๆ พลางบอกให้พวกเขาลุกขึ้น

ข้าประคองถ้วยชาไว้ในมือ พูดกับพวกเขาโดยไม่มองหน้าจากวันนี้ไป พวกเจ้าคือคนของข้า การทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไวย่อมเป็นเรื่องดี ทว่า…” ข้าเงยหน้าขึ้น กวาดสายตามองพวกเขาอย่างเย็นชาสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความจงรักภักดี หากใจไม่อยู่กับนาย ห่วงแต่จะคิดเป็นอื่น หัวที่อยู่บนบ่าก็คงไม่มั่นคงนัก! แต่แน่นอนว่า หากพวกเจ้าซื่อสัตย์ต่อข้า ข้าก็จะเมตตาพวกเจ้าเช่นกัน

สีหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉายแววประหวั่นพรั่นพรึง พากันกล่าวว่ากระหม่อม/หม่อมฉันมิกล้าทำเรื่องผิดต่อนายหญิงน้อย จะปรนนิบัติรับใช้นายหญิงน้อยอย่างจงรักภักดี

ข้ายิ้มอย่างพอใจ แล้วพูดว่าตกรางวัล  หลิวจูกับฮ่วนปี้ได้ยินดังนั้นก็นำเงินที่เตรียมไว้แจกจ่ายให้พวกเขา จากนั้นเหล่านางกำนัลกับขันทีก็พากันกล่าวขอบคุณข้าเป็นการใหญ่

ข้าไม่รู้ว่าวิธีการที่ใช้ทั้งพระเดชพระคุณแบบนี้จะได้ผลหรือไม่ แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็พอจะสยบพวกเขาได้บ้าง ข้ารู้ว่าต่อไปหากต้องการให้พวกเขาปรนนิบัติข้าอย่างซื่อสัตย์ ก็ต้องคอยกำราบเอาไว้ ข้าจะไม่ยอมเป็นเจ้านายอ่อนแอที่ถูกบ่าวรับใช้ยุยงเด็ดขาด

จิ่นซีก้าวขึ้นมาพลางเอ่ยวันนี้นายหญิงน้อยเหนื่อยแล้ว เชิญตามหม่อมฉันไปพักผ่อนเพคะ

ข้าถามด้วยความสงสัยไม่ต้องพาข้าไปทำความเคารพนายหญิงของตำหนักนี้หรือ

จิ่นซีตอบนายหญิงน้อยคงยังไม่รู้ ที่ตำหนักถังหลีแห่งนี้ไม่มีนายตำหนักเพคะ ตอนนี้นายหญิงน้อยเป็นนายที่ตำแหน่งสูงที่สุด

ข้ากำลังจะเอ่ยถามว่าตำหนักนี้มีผู้ใดอาศัยอยู่บ้าง จิ่นซีก็ตอบขึ้นเหมือนรู้ใจนอกจากนี้ ตำหนักฝั่งตะวันออกคือที่พักของฉุนฉางไจ้ซึ่งเข้าวังมาเมื่อสี่วันก่อน ฝั่งตะวันตกคือที่พักของสื่อเหม่ยเหรินซึ่งเข้าวังมาได้สามปีแล้ว อีกสักพักคงมาพบนายหญิงน้อยเพคะ

ข้าอมยิ้มตอบเข้าใจแล้ว

ห้องนั่งเล่นฝั่งตะวันออกและตะวันตกถูกกั้นด้วยกรอบประตูไม้ฮวาหลีแกะสลักและม่านผ้าโปร่งลายต้นไผ่เนื้อหยกและลายบัวหลวง ห้องนั่งเล่นฝั่งตะวันออกใช้สำหรับเป็นที่ประทับพักผ่อนยามฮ่องเต้เสด็จมา ห้องนั่งเล่นฝั่งตะวันตกเป็นห้องพักผ่อนของข้า ส่วนห้องนอนอยู่ในตำหนักหลังของตำหนักอิ๋งซิน

จิ่นซีประคองข้าไปยังตำหนักหลัง ซึ่งมีฉากไม้ฮวาหลีสลักเป็นอักษรมงคลประดับกระจกบานใหญ่กั้นไว้ แบ่งห้องออกเป็นสองชั้น ตกแต่งไว้อย่างงดงาม

ข้าถามจิ่นซีด้วยสีหน้าอ่อนโยนชุยซุ่นเหรินเป็นคนที่ใดหรือ อยู่ในวังหลวงมานานเท่าใด

สีหน้าของนางประหวั่น รีบคุกเข่าลงทันทีหม่อมฉันมิกล้า นายหญิงน้อยเรียกชื่อหม่อมฉันก็พอเพคะ

ข้ายื่นมือประคองนางให้ลุกขึ้น พูดยิ้มๆเหตุใดจึงต้องหวาดกลัวข้าเช่นนี้ ข้าเองเป็นคนเคารพผู้อาวุโส แม้เราจะเป็นนายบ่าว แต่เจ้าอายุมากกว่าข้า ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่า ใจข้านับถือเจ้า เพราะฉะนั้นลุกขึ้นเถิด

นางจึงยอมลุกขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม ก่อนจะตอบอย่างเคารพนบนอบนายหญิงน้อยยกยอหม่อมฉันเกินไป หม่อมฉันเป็นคนหย่งโจว เข้าวังมาทำงานตั้งแต่เล็ก ก่อนหน้านี้ถวายงานรับใช้ชินเหรินไท่เฟย (เชิงอรรถไท่เฟย คือตำแหน่งพระสนมของฮ่องเต้พระองค์ก่อน) เนื่องจากหม่อมฉันพอจะทำงานใช้ได้อยู่บ้าง จึงถูกส่งตัวมารับใช้นายหญิงน้อยที่นี่เพคะ

ข้ายิ้มกว้างขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยนเจ้าเคยถวายงานรับใช้ไท่เฟย ต้องเป็นคนสุขุมรอบคอบเป็นแน่ มีเจ้าคอยปรนนิบัติข้างกายเช่นนี้ ข้าเองก็วางใจ จากนี้ไปเรื่องในตำหนักคงต้องรบกวนเจ้ากับคังกงกงแล้ว

ใบหน้าของนางเป็นสีแดงระเรื่อขณะพูดอย่างอ่อนน้อมถือเป็นบุญของหม่อมฉันที่ได้ปรนนิบัตินายหญิงน้อย หม่อมฉันจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพคะ

ข้าหันไปเรียกฮ่วนปี้หยิบต่างหูทองมาตกรางวัลให้ชุยซุ่ยเหรินจากนั้นก็สั่งให้ฮ่วนปี้หยิบก้อนทองตกรางวัลให้คังลู่ไห่

คังลู่ไห่เข้ามาขอบคุณพร้อมกับจิ่นซีด้วยความดีใจ เมื่อปรนนิบัติให้ข้าพักผ่อนแล้ว ก็ออกไปดูแลตำหนักต่อ

บทที่สี่ หวาเฟยซื่อหลาน

ข้าตื่นจากการนอนกลางวันด้วยความกระวนกระวายแกมเกียจคร้าน จิ่นซีให้นางกำนัลผิ่นเอ๋อร์ เพ่ยเอ๋อร์ จิงชิง และจวี๋ชิงปรนนิบัติข้าให้ลุกจากเตียงและเปลี่ยนเสื้อผ้า พวกนางอายุยังไม่มาก ผิ่นเอ๋อร์ เพ่ยเอ๋อร์เพิ่งจะสิบสี่สิบห้า จิงชิงและจวี๋ชิงอายุมากกว่าเล็กน้อย ประมาณสิบแปดปี จิ่นซีเป็นคนอบรมพวกนางทั้งสี่ ทำให้พวกนางทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว

แต่งตัวเสร็จไม่นาน ขันทีเสี่ยวอิ้นจื่อก็ประกาศอยู่หน้าประตูว่าสื่อเหม่ยเหรินและฉุนฉางไจ้มาขอพบ

สื่อเหม่ยเหรินรูปร่างสูงโปร่ง งดงามไม่น้อย โดยเฉพาะจมูกของนางนั้นงามเป็นพิเศษ เพียงแต่แววตาดูเหงาเศร้า ท่าทางวันเวลาในวังหลวงของนางจะไม่ค่อยมีความสุขนัก แต่นางก็ยังเกรงอกเกรงใจข้า จนเกือบจะคล้ายเอาอกเอาใจเข้าไปทุกที ส่วนฉุนฉางไจ้อายุยังน้อย เพิ่งจะสิบสามปีเท่านั้น รูปร่างเล็กบาง ท่าทางซุกซนมีชีวิตชีวา สีหน้าออกจะเป็นคนรั้น ทุกคนทักทายกันอย่างเกรงอกเกรงใจ จากนั้นก็นั่งลงดื่มน้ำชาด้วยกัน

ถึงสื่อเหม่ยเหรินจะมีตำแหน่งต่ำกว่าข้า แต่ถึงอย่างไรก็มีอายุมากกว่า ทั้งยังเข้าวังหลวงมาก่อน ข้าจึงต้องเกรงใจนางบ้าง เรียกนางว่าพี่หญิงสื่อทุกคำ ซ้ำยังให้คนนำของว่างมากินด้วยกันอีก ฉุนฉางไจ้อายุยังน้อย เพิ่งจะเข้าวังหลวง เป็นเด็กที่กำลังโต ข้าจึงให้คนยกชานมมาให้นางแทน นอกจากนี้ยังมีของว่างหน้าตาน่ากิน เช่น ซาลาเปาไส้หวาน ขนมเปี๊ยะไส้หวาน แป้งเกลียวทอด แป้งทอดคลุกน้ำตาล ขนมเปี๊ยะไส้ดอกพุดตาน มาให้ฉุนฉางไจ้ นางชื่นชอบมาก ไม่นานนางก็เรียกข้าว่าพี่หญิงหวั่นอย่างสนิทสนม

ข้าเอ็นดูนางด้วยใจจริง เพราะนางทำให้ข้านึกถึงอวี้เหยาและอวี้เหรา ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกสนิทสนมกับนาง ตอนที่พวกนางลุกขึ้นเตรียมจะลากลับ ข้ายังให้ผิ่นเอ๋อร์ห่อขนมกลับไปให้พวกนางด้วย

เมื่อพวกนางกลับไปยังตำหนักของตัวเองแล้ว ข้าก็หันไปพูดกับจิ่นซีสื่อเหม่ยเหรินงดงามนัก

นางชะงักก่อนจะรีบกลับมาเป็นปกติ แล้วกวาดตามองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นใคร ก็เดินมากระซิบข้างหูข้าพระสนมหวาเฟยต่างหากเพคะที่งามทั้งรูปโฉมและเก่งกาจสามารถ ทั้งยังเป็นที่รักของทุกคนในฝ่ายในข้านึกชมในใจว่านางเป็นคนระมัดระวังทั้งคำพูดและการกระทำ แม้จิ่นซีจะไม่ได้พูดตรงๆ แต่เท่านี้ข้าก็รู้แล้วว่าสื่อเหม่ยเหรินไม่ได้รับความโปรดปราน

มิน่า สีหน้าที่นางมองข้าเมื่อครู่ถึงดูแปลกพิกล ทั้งริษยาระคนคาดหวัง ดูน่าสงสาร นางคงจะหวังว่าเมื่อใดที่ข้าได้รับความโปรดปราน การที่นางอาศัยอยู่ในตำหนักเดียวกันกับข้า จะทำให้นางได้รับผลบุญไปด้วย ข้าส่ายหน้าเบาๆ รู้สึกเวทนาจนไม่อยากคิดถึงนางอีก

ข้ารับประทานอาหารเย็นคนเดียว จิ่นซีสอนหลิวจูกับฮ่วนปี้ให้คอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ ด้านนอกมีนางกำนัลกับขันทียืนอยู่หลายคน แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรแม้แต่น้อย แม้แต่เสียงหายใจก็ไม่มี แสดงว่ากฎในวังหลวงเข้มงวดมาก

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ นางกำนัลก็ยกถาดชาสีดำใบเล็กเข้ามา ฟางรั่วกูกู่เคยบอกว่าในวังหลวง ชาที่ยกมาหลังรับประทานอาหารเป็นชาสำหรับบ้วนล้างปาก จริงดังคาด ไม่นานนางกำนัลก็ยกกระโถนมาให้ข้าบ้วนปาก ก่อนจะยกน้ำชาสำหรับดื่มเข้ามา ข้าเม้มปากแล้วพูดยิ้มๆอย่าเพิ่งเอาอาหารไปเททิ้ง พวกเจ้าก็อย่ามัวแต่ยืนอยู่ เอาอาหารเหล่านี้ไปรับประทานเสีย อย่ามัวแต่รับใช้จนปล่อยให้ตัวเองหิว

พวกเขาพากันขอบคุณก่อนจะยกอาหารไปรับประทาน

จากนั้นข้าก็เดินไปเอนหลังพักผ่อนที่ห้องนั่งเล่น จ้องมองพนักพิงเก้าอี้ลายดอกไม้สีน้ำเงิน จิตใจล่องลอยราวสายน้ำ ว้าวุ่นเหมือนรอยปักกลีบดอกไม้ที่กระจัดกระจายบนพนักพิงเก้าอี้

อีกหนึ่งราตรีผ่านไปอย่างเงียบงัน

วันต่อมาข้าตื่นขึ้นมาล้างหน้าแต่งตัว รับประทานอาหารเช้า คังลู่ไห่ซึ่งอยู่ด้านนอกประกาศว่าเจียงฝูไห่ ขันทีคนสนิทของฮองเฮานำราชโองการมา ข้ารีบไปที่ตำหนักอิ๋งซินเพื่อรับพระเสาวนีย์ หากขันทีประจำฮองเฮามาด้วยตัวเอง แสดงว่าพระเสาวนีย์เรื่องนี้ต้องสำคัญมาก

ข้าคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม ฟังพระเสาวนีย์ด้วยพระเสาวนีย์แห่งฮองเฮา นางในที่เพิ่งเข้าวังให้ไปเข้าเฝ้าฮองเฮาและพระสนม ตำหนักเจาหยางแห่งตำหนักเฟิ่งอี๋ ยามเหม่า ในอีกสามวันให้หลัง

ฟางรั่วกูกู่เคยบอกว่า นางในที่เพิ่งได้รับคัดเลือกจะต้องเข้าเฝ้าฮองเฮาและพระสนมก่อน ถึงจะสามารถถวายการปรนนิบัติฮ่องเต้ ช่วงเวลาสามวันนี้ คือให้โอกาสนางในใหม่ปรับตัวให้คุ้นชินกับวังหลวง

ข้ารีบรับพระเสาวนีย์ แล้วสั่งให้จิ่นซีออกไปส่งกงกง

ขันทีประจำฮองเฮาเพิ่งจะกลับไปไม่นาน หวาเฟยก็ส่งของกำนัลมาให้

โจวหนิงไห่ ขันทีประจำตำหนักของหวาเฟยทำความเคารพข้า แล้วโบกมือให้ขันทีที่อยู่ด้านหลังยกกล่องของขวัญใบเล็กสามใบเข้ามา พูดกับข้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มพระสนมหวาเฟยสั่งให้กระหม่อมนำของกำนัลเหล่านี้มามอบให้นายหญิงน้อยพ่ะย่ะค่ะ

ข้าตอบกลับพร้อมรอยยิ้มขอบคุณมาก รบกวนกงกงขอบพระทัยพระสนมแทนข้า กงกง เชิญดื่มชา พักผ่อนแล้วค่อยกลับไปเถิด

โจวหนิงไห่โค้งตัวลงกระหม่อมจะนำกลับไปเรียนแน่นอน กระหม่อมยังต้องไปหานายหญิงน้อยท่านอื่นอีก ไม่อาจรับน้ำใจของนายหญิงน้อยได้พ่ะย่ะค่ะ

ข้ามองไปทางฮ่วนปี้ นางหยิบเงินออกมาสองก้อนให้โจวหนิงไห่ ข้าพูดยิ้มๆลำบากกงกงแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าคงไม่รบกวนเวลากงกงโจวหนิงไห่หลุบสายตาลง รีบเอาเงินสอดเข้าไปในแขนเสื้อก่อนจะลาจากไป

ผิ่นเอ๋อร์และเพ่ยเอ๋อร์เปิดกล่องออก ภายในกล่องมีทั้งเงิน ทอง เครื่องประดับ ผ้าแพรไหม  ผิ่นเอ๋อร์เอ่ยอย่างตื่นเต้นยินดีด้วยเพคะนายหญิงน้อย พระสนมหวาเฟยกรุณาต่อนายหญิงน้อยยิ่งนักข้ากวาดสายตามองคนอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่เต็มไปด้วยความยินดี จากนั้นก็สั่งให้พวกเขานำของไปเก็บแล้วลงบัญชีคลังเอาไว้

เมื่อบ่าวรับใช้ออกไปแล้ว หลิวจูจึงเอ่ยขึ้นข้าน้อยเพิ่งทราบมาว่า นอกจากคุณหนูกับนายหญิงน้อยเหมยจวง นายหญิงน้อยคนอื่นๆ ล้วนไม่มีผู้ใดได้ของกำนัลมากมายเช่นนี้อีกเลยเจ้าค่ะ

รอยยิ้มค่อยๆ จางหายไปจากใบหน้า หลิวจูเห็นสีหน้าของข้า จึงเอ่ยเสียงเบาพระสนมหวาเฟยประทานของรางวัลมากมายเช่นนี้ น่ากลัวว่าจะตั้งใจชักจูงนายหญิงน้อยเหมยจวงกับคุณหนูนะเจ้าคะ

ข้ามองกระดาษหนาที่ติดบนหน้าต่างไม้สีแดง เอ่ยเสียงเบาเร็วไปที่จะบอกว่าใช่หรือไม่

เมื่อข้าได้รับของกำนัลจากหวาเฟย ของกำนัลจากลี่กุ้ยผินและเฉาหรงหวาก็ตามมา ข้ารู้มาจากจิ่นซีว่าสองคนนี้เป็นคนสนิทของหวาเฟย เพราะเป็นคนที่หวาเฟยผลักดันให้ได้รับตำแหน่ง และได้รับความโปรดปรานไม่น้อย แม้จะสู้หวาเฟยไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าพระสนมนางในคนอื่นๆ

ของกำนัลจากพระสนมคนอื่นๆ ทยอยตามมาไม่ขาดสาย รถม้าและผู้คนเดินเข้าออกภายในตำหนักให้คึกคักตลอดทั้งเช้า

หลังเสียงกลองตีบอกเวลากลางวัน ข้าก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมา จึงบอกให้จิ่นซี หลิวจูและฮ่วนปี้คอยรับของแทน จากนั้นก็ไปเปลี่ยนเป็นชุดสบายๆ เอนตัวอ่านหนังสือที่ห้องนั่งเล่น สักพัก แสงอาทิตย์ก็หม่นลง เงาจากกิ่งดอกเหมยทำให้แสงสีทองแตกเป็นดวงๆ ข้ากำลังรู้สึกเกียจคร้าน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงประกาศว่าเสิ่นเสี่ยวอี๋มาขอพบ ข้าดีใจมาก รีบปิดหนังสือแล้วลุกขึ้นไปต้อนรับ ข้าเพิ่งจะเดินมาถึงห้องฝั่งตะวันตก ก็เห็นเหมยจวงเดินยิ้มร่าเข้ามาหาน้องหญิงช่างสบายเสียจริง

ข้าพูดยิ้มๆคนเพิ่งเข้าวัง มีอะไรให้ยุ่งมากมายนักหรือต่อด้วยหยอกเย้าพี่หญิงเหมยไม่รีบมาหาข้า ข้าเบื่อแทบแย่!”

เหมยจวงพูดยิ้มๆเจ้าน่ะหรือเบื่อแทบแย่ น่ากลัวว่าจะรับของกำนัลจนมือไม้อ่อนมากกว่า

ข้ายิ้มตอบรับ เมื่อเห็นว่าตอนนี้มีเพียงไฉ่เยวี่ย สาวใช้คนสนิทของเหมยจวง จึงเอ่ยขึ้นพี่หญิงไม่รู้หรือ ว่าข้าไม่ชอบเรื่องเหล่านี้

เหมยจวงดึงมือข้าให้นั่งลงพลางกระซิบข้าเองก็ได้รับของกำนัลมาไม่น้อย นี่เป็นเรื่องดี แต่ข้าเองก็กลัวว่าหากมากเกินไป จะทำให้นางในใหม่คนอื่นๆ ไม่พอใจเอาได้

ข้าถอนหายใจเบาๆข้ารู้ ก็ได้แต่ต้องระวังตัวให้ดีเท่านั้น

เราคุยกันได้สักพัก คังลู่ไห่ก็เข้ามาถามอาหารค่ำเตรียมเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ นายหญิงน้อยจะรับตอนนี้ หรืออีกสักพักค่อยรับพ่ะย่ะค่ะ

ข้าหันไปตอบจัดสำรับตอนนี้เถิด อาหารกำลังร้อนๆ ข้ากับนายหญิงน้อยเสี่ยวอี๋จะรับประทานด้วยกัน

เหมยจวงพูดยิ้มๆข้ามาเยี่ยมเจ้า ยังลำบากให้เจ้าหาข้าวหาปลาให้รับประทานอีก

ข้ามองนางมีพี่หญิงรับประทานอาหารเป็นเพื่อนถึงจะอร่อย มีพี่หญิงอยู่ ข้าถึงรับประทานข้าวได้เพิ่มอีกชาม

เหมยจวงถามด้วยความแปลกใจหมายความว่าอย่างไร

ข้าขยิบตา แล้วทำท่าลูบเคราเลียนแบบท่าทางของนักปราชญ์ไม่เคยได้ยินหรือความงามรับประทานได้’”

เหมยจวงหัวเราะเจ้าน่ะ ไม่เหลือเค้าคุณหนูตระกูลใหญ่แม้แต่น้อย!”

หลังรับประทานกินอาหารเสร็จ เหมยจวงก็นั่งดูแบบลายปักเป็นเพื่อนข้าโดยอาศัยแสงสว่างจากโคมไฟ

เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นอันหลิงหรงกำลังยิ้มละไมอยู่หน้าม่าน ข้ารีบเรียกนางให้มานั่งด้วยกันด้วยความดีใจ พลางแปลกใจว่าเหตุใดขันทีด้านนอกจึงไม่รายงานว่าอันหลิงหรงมา

หลิงหรงเอ่ยอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อยพี่หญิงหวั่นโปรดอย่าว่าพวกเขา ข้าเป็นคนบอกไม่ให้พวกเขารายงาน เพราะอยากให้พี่หญิงตื่นเต้น แต่กลับทำให้พี่หญิงโมโหเสียอย่างนั้น เป็นความผิดของหลิงหรงเพคะ

ข้ารีบพูดพร้อมรอยยิ้มเจ้าผิดที่ไหนกัน เจ้าไม่ได้คิดร้ายอะไร ข้าก็เพียงแต่ว่าไปอย่างนั้น เจ้าอย่าคิดมาก

หลิงหรงยิ้มออกและทรุดตัวลงนั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับเหมยจวงเมื่อครู่ข้าไปหาพี่หญิงที่ตำหนักชั่งอัน คิดจะชวนพี่หญิงมาหาพี่หญิงหวั่น แต่นางกำนัลที่ตำหนักฉุนจวี๋บอกว่าพี่หญิงมาที่นี่ เลยคลาดกับพี่หญิงไปก้าวหนึ่ง

เหมยจวงพูดยิ้มๆเจ้ามาพอดี เรากำลังดูแบบลายปักกันอยู่ ฝีมือของน้องหญิงหวนช่างงามนักข้าหน้าแดง ไม่เอ่ยวาจา

ฮ่วนปี้ยกน้ำชาเข้ามาอันส่วนซื่อเชิญดื่มชาเพคะ ฮ่วนปี้รู้ว่าส่วนซื่อไม่ชอบดื่มชาลิ่วอัน จึงเปลี่ยนมาชงชาดอกไม้แทนเพคะ

หลิงหรงยิ้มขอบใจมากที่จำได้

ฮ่วนปี้ย่อตัวลงนายหญิงน้อยหลิงหรง นายหญิงน้อยเหมยจวงกับคุณหนูของหม่อมฉันรักกันดุจพี่น้อง หม่อมฉันไม่กล้าละเลยเพคะ

เหมยจวงยิ้มพลางเอ่ยปากหวานเสียจริง! สมแล้วที่เป็นคนสนิทของเจ้า นายบ่าวเหมือนกันไม่มีผิด

ใบหน้าของข้ายิ่งแดงกว่าเดิมพี่หญิงเหมยชอบล้อข้าเล่นอยู่เรื่อย นางปากหวานเสียที่ไหน เพียงแต่นางปรนนิบัติข้ามานาน จึงจดจำเรื่องต่างๆ ได้ดีก็เท่านั้น

เหมยจวงว่ามีเพียงสาวใช้ที่รับใช้เรามาตั้งแต่เด็กเท่านั้นที่จะพอรู้ใจกันบ้างจากนั้นก็หันไปถามหลิงหรงเจ้าไม่ได้พาสาวใช้ข้างกายมาด้วย ตอนนี้มีนางกำนัลที่ตำหนักกี่คน ดูแลเจ้าดีหรือไม่

หลิงหรงตอบดีเพคะ มีอยู่สี่คน เพียงแต่สองคนในนั้นอายุเพียงสิบสองปี จึงหวังให้พวกนางทำอะไรมากไม่ได้ ยังดีที่ข้าเป็นคนไม่เรื่องมาก จึงนับว่าพอใช้เพคะ

ข้าขมวดคิ้วคนแค่นั้นจะใช้พอได้อย่างไร พาออกไปไหนก็ไม่เหมาะสม!”

ข้าเรียกจิ่นซีเข้ามาในห้องไปทูลฮองเฮาว่าข้าจะให้นางกำนัลที่อายุครบสิบแปดปีคนหนึ่งไปรับใช้อันส่วนซื่อ

จิ่นซีรับคำแล้วหายไปสักพัก ก่อนจะกลับมาบอกว่าหม่อมฉันให้จวี๋ชิงไปรับใช้นายหญิงน้อยอัน นางเคยทำงานที่ท้องพระคลังฝ่ายใน เป็นคนสุขุมใช้ได้เพคะ

ข้าพยักหน้าให้นางออกไป ก่อนจะหันมาพูดกับหลิงหรงประเดี๋ยวให้จวี๋ชิงตามเจ้ากลับไป หากมีอะไรขาดเหลือ บอกข้ากับพี่หญิงเหมยได้เสมอ

เหมยจวงพยักหน้าของของพวกเราก็เหมือนกับของของเจ้า ไม่ต้องห่วง วันนี้ข้าได้ของกำนัลมาไม่น้อย มีผ้าต่วนหลายพับที่เหมาะกับเจ้า ประเดี๋ยวจะให้คนส่งไปที่ตำหนักหมิงเซ่อ

หลิงหรงตอบด้วยความตื้นตันน้ำใจของพี่หญิงทั้งสอง หลิงหรงขอรับไว้ด้วยใจ

ข้าพูดต่อไม่ต้องเกรงใจ พี่น้องดูแลกันและกันเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว

เราสามคนมองตากันด้วยรอยยิ้ม มือสามคู่กุมกันไว้ เข้าใจจิตใจกันและกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย

สามวันให้หลัง ข้าลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่ตีสี่ นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าวังมาที่จะได้เข้าเฝ้าฮองเฮาและพระสนม นับเป็นโอกาสสำคัญยิ่ง คนทั้งตำหนักตื่นเต้นกันถ้วนหน้า ปรนนิบัติข้าอย่างระมัดระวังรอบคอบที่สุด

หลิวจูกับฮ่วนปี้แต่งหน้าทาปากให้ข้าอย่างรวดเร็ว เพ่ยเอ๋อร์เทินถาดเครื่องประดับขึ้นมาข้างๆ แล้วพูดว่านี่เป็นครั้งแรกที่นายหญิงน้อยจะได้เข้าเฝ้าฮองเฮา นายหญิงน้อยต้องแต่งตัวให้มากสักนิด ถึงจะงามโดดเด่นกว่าคนอื่นเพคะหลิวจูหันไปถลึงตามองนาง นางจึงรีบก้มหน้าไม่กล้าพูดต่อ

ข้ารวบผมไปด้านหลัง เอ่ยเรียบๆเกล้ามวยสูงทรงหรูอี้ให้ข้าก็พอผมทรงนี้เป็นทรงธรรมดาที่สุดในวังหลวง เพ่ยเอ๋อร์ทูนถาดเครื่องประดับ ข้าเลือกปิ่นคู่รูปดอกเบญจมาศทำจากกระดองเต่าที่กำลังเป็นที่นิยม ซ้ำสีสันก็เรียบง่าย ด้านหลังมวยผมติดปิ่นรูปแมลงที่ทำจากทองชิ้นเล็กๆ แล้วเลือกชุดพิธีการผ้าต่วนปักลายสีแดงอ่อน เป็นสีมงคลแต่ไม่ถึงกับสะดุดตา ไม่มีใครสามารถตำหนิข้าได้ ข้ารู้อยู่แก่ใจว่าข้าตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าพระสนมก่อนที่ข้าจะได้เข้าวังเสียอีก ซ้ำครั้งนี้ต้องพบกับหวาเฟย ทำให้ข้าต้องตกเป็นเป้าสายตาอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้น ยิ่งข้าทำตัวโดดเด่นน้อยเท่าไรก็ยิ่งดี เมื่อจิ่นซีเข้ามาเห็นข้าแต่งกายเช่นนี้ก็ยิ้ม ข้ารู้ทันทีว่านางเห็นด้วยที่ข้าแต่งกายเช่นนี้ ความรอบคอบทำให้เราเอาชนะทุกคนได้ ข้ารู้สึกชื่นชมจิ่นซี เพียงแต่ข้าเพิ่งรู้จักนางไม่นาน ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง จึงยังไม่กล้าเชื่อใจนางจนปล่อยให้ทำงานสำคัญได้

เกี้ยวรออยู่หน้าประตู ฉุนฉางไจ้ซึ่งแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยกำลังยืนรอข้า จากนั้นต่างคนก็ต่างขึ้นเกี้ยวของตน คังลู่ไห่และจิ่นซีเดินตามเกี้ยวมาตลอดทาง สักพักก็ได้ยินเสียงแหบแหลมร้องขึ้นถึงตำหนักเฟิ่งอี๋ เชิญหวั่นกุ้ยเหรินลงจากเกี้ยวจากนั้นก็มีขันทีแหวกม่านขึ้น คังลู่ไห่ประคองแขนข้างเดินไปยังตำหนักเจาหยาง

นางในใหม่ทั้งหมดสิบห้าคนมาถึงเกือบจะครบหมดแล้ว พระสนมทั้งหลายทยอยมาไม่ขาดสาย พวกนางนั่งลงตามตำแหน่งของตนอย่างเงียบเชียบ ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าเดินไปมา เสียงพวงหยกกระทบกัน และเสียงสายลมพัดผ่าน เมื่อฮองเฮานั่งบนบัลลังก์ ทุกคนก็พร้อมใจกันคุกเข่าถวายบังคมพลางเอ่ยอย่างพร้อมเพรียงถวายบังคมฮองเฮา

ฮองเฮาสวมมงกุฎหงส์สีทอง แต่งกายด้วยอาภรณ์สีแดงปักดิ้นเงินดิ้นทองลายหงส์ฟ้าตราประจำพระองค์ ดูเรียบร้อยน่าเกรงขาม นางยิ้มกว้างขณะยื่นมือออกมาทั้งสองข้างน้องหญิงทั้งหลายมาแต่เช้าเชียว ลุกขึ้นเถิด!”

เจียงฝูไห่นำนางในใหม่เข้ามาถวายบังคมฮองเฮา ฮองเฮารับสั่งให้ขันทีพระราชทานของกำนัล จากนั้นทุกคนก็ขอบพระทัยในพระกรุณา

ตำแหน่งทางซ้ายมือว่างเปล่า ฮองเฮาพยักหน้าเล็กน้อย เจียงฝูไห่กราบทูลทันทีวันนี้พระสนมตวนเฟยประชวร เสด็จมาเข้าเฝ้าไม่ได้อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ

ฮองเฮารับคำตวนเฟยไม่สบายอยู่เรื่อย เสร็จแล้วเจ้าไปดูสักครา

เจียงฝูไห่หันไปทางขวานายหญิงน้อยทั้งหลายถวายบังคมพระสนมหวาเฟย

ข้ารีบกวาดสายตามองหวาเฟยอย่างรวดเร็ว ดวงตาหงส์ชี้ขึ้นจนดูไม่ออกว่าดวงตานั้นยั่วเย้าหรือเฉี่ยวคม อาภรณ์ของหวาเฟยหรูหราเป็นรองแค่เพียงฮองเฮา กิริยาท่าทางงดงามสมตัว ผิวพรรณเนียนละเอียด ดวงหน้างามราวผลท้อต้องน้ำค้าง นิ้วเรียวดุจใบต้นหอมในฤดูใบไม้ผลิ ริมฝีปากแดง เส้นผมหนาพันเกล้าทรงหลี่ว์ลู่ ปิ่นปักผมล้วนทำด้วยทองและพลอยสีแดงประดับดูละลานตา งดงามสูงส่งไม่มีใครเทียบเคียงได้

หวาเฟยรับคำ แต่กลับไม่ยอมบอกให้ลุกขึ้น ได้แต่นั่งดึงแหวนหยกเล่นอย่างสบายอารมณ์ สักพักก็ยิ้มพลางหันไปหาฮองเฮาหยกที่สำนักฝ่ายในส่งมาให้ปีนี้ไม่ค่อยดีเลยเพคะ สีไม่งามเท่าใดนัก

ฮองเฮายิ้มน้อยๆหากแหวนหยกในมือเจ้ายังเรียกว่าไม่งาม แล้วหยกของผู้ใดจะงามได้อีก เจ้าให้น้องหญิงทั้งหลายลุกขึ้นก่อนเถิด

หวาเฟยทำท่าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ก่อนจะหันมาหาพวกเราข้ามัวแต่กราบทูลฮองเฮา จนลืมไปว่าพวกเจ้ายังคุกเข่ากันอยู่ น้องหญิงทั้งหลายจงอย่าถือสา ลุกขึ้นเถิด

คราวนี้นางในใหม่ถึงกล้าลุกขึ้นยืน ข้าพูดว่ามิกล้าแต่ในใจคิดว่านี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการข่มขู่! นอกจากฮองเฮาแล้ว พระสนมนางในทุกคนจะต้องอยู่ใต้อำนาจของนาง

เสียงของหวาเฟยถามขึ้นผู้ใดคือเสิ่นเสี่ยวอี๋และหวั่นกุ้ยเหริน

ข้ากับเหมยจวงรีบคุกเข่าลงพลางรับคำหม่อมฉันเสี่ยวอี๋เสิ่นเหมยจวง หม่อมฉันกุ้ยเหรินเจินหวน ถวายบังคมพระสนม ขอให้พระสนมจงเจริญ

หวาเฟยยิ้มละไมน้องหญิงทั้งสองงามเกินใคร มิน่าฝ่าบาทถึงได้ทรงสนพระทัย

สีหน้าของข้าและเหมยจวงเปลี่ยนไปทันที เหมยจวงตอบพระสนมทรงโฉมกว่าใครในใต้หล้า สูงส่งสง่างาม เป็นที่โปรดปรานกว่าใครเพคะ

หวาเฟยหัวเราะเบาๆน้องหญิงเสิ่นปากหวานเสียจริง แต่คำว่าทรงโฉมกว่าใครในใต้หล้า ควรจะคู่ควรกับฮองเฮามากกว่ามิใช่หรือ

ข้าลอบคิดในใจว่าหวาเฟยช่างร้ายกาจนัก เพียงไม่กี่คำก็ทำให้เหมยจวงกลายเป็นคนผิดได้ ข้ารีบตอบแก้สถานการณ์ฮองเฮาทรงเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน พระสนมสูงส่งสง่างาม ส่วนพวกเราเป็นเพียงธุลีดินเพคะหวาเฟยยิ้มบางๆ แล้วหันไปคุยกับพระสนมคนอื่นๆ แทน

คนถัดจากหวาเฟยคือพระสนมเชวี่ยเฟย ฮ่องเต้มีพระสนมคนโปรดหลายคน แต่ตำแหน่งพระสนมเอก ซึ่งเป็นตำแหน่งรองจากฮองเฮากลับมีเพียงสามคนเท่านั้น คือหวาเฟย ตวนเฟย และเชวี่ยเฟย ไม่เพียงตำแหน่งพระมเหสีทั้งสี่ ซึ่งเป็นตำแหน่งพระสนมขั้นหนึ่ง อันได้แก่ กุ้ยเฟย เต๋อเฟย ซูเฟย และเสียนเฟย ที่ยังไม่มีใครขึ้นครอง แม้แต่ตำแหน่งเจ้าจอมฟูเหริน ซึ่งเป็นตำแหน่งพระสนมขั้นที่หนึ่งรองก็ยังคงว่างอยู่ ตวนเฟยฉีเยวี่ยปิน ธิดาของฉีฟู แม่ทัพหู่เปินผู้คุ้มกันวังหลวง ถวายตัวรับใช้เป็นสนมคนแรก ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสนมตำแหน่งเฟยในวันเดียวกับฮองเฮา ถวายการปรนนิบัติฮ่องเต้มานานกว่าหวาเฟยและฮองเฮาทั้งสอง แต่สิบกว่าปีมานี้ ก็ยังเป็นได้เพียงเฟย เหตุผลหลักน่าจะเป็นเพราะนางไม่มีโอรสธิดา ว่ากันว่านางร่างกายไม่แข็งแรง ปีหนึ่งมีโอกาสถวายการปรนนิบัติไม่เกินสามครั้ง ส่วนเชวี่ยเฟยคือมารดาขององค์ชายใหญ่ แม้นางจะได้เป็นพระสนมตำแหน่งเฟยเพราะพระโอรส แต่องค์ชายใหญ่ไม่มีอะไรโดดเด่นจนเป็นที่โปรดปราน ทำให้มารดาพลอยไม่เป็นที่โปรดปรานไปด้วย แต่หวาเฟยแม้จะเข้าวังมาได้เพียงสามสี่ปี แต่กลับกลายเป็นพระสนมตำแหน่งเฟยที่มีตำแหน่งสูงสุด และเป็นที่โปรดปรานยิ่งนัก

ฮองเฮาองค์ปัจจุบันเคยเป็นพระมเหสีตำแหน่งกุ้ยเฟยมาก่อน ตำแหน่งเป็นรองพระพี่นาง ซึ่งก็คือฉุนหยวนฮองเฮา ทั้งไทเฮา ฮองเฮา และกุ้ยเฟยต่างมาจากตระกูลเดียวกัน ทำให้ตระกูลนี้มีอำนาจมากที่สุดในใต้หล้า ไม่มีใครเทียบเคียงได้ ตอนนั้นพระมเหสีที่มีตำแหน่งเท่ากุ้ยเฟย ซึ่งก็คือเต๋อเฟยกับเสียนเฟยต่างสิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน ว่ากันว่าการสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีทั้งสองเกี่ยวพันกับการสวรรคตของฉุนหยวนฮองเฮา ฮ่องเต้ทรงสูญเสียทั้งฮองเฮา พระมเหสีทั้งสอง และพระโอรสที่เพิ่งประสูติในวันเดียวกัน จึงทรงเสียพระทัยจนไม่คิดจะแต่งตั้งตำแหน่งพระมเหสีอีก นางในที่ถวายตัวเข้ามา หากไม่มีโอรสธิดา ตำแหน่งก็จะไม่สูงนัก

กว่าจะทำความเคารพพระสนมครบทุกคน ขาของข้าก็ล้าจนอ่อนแรงไปหมด ฮองเฮาพูดกับทุกคนว่าน้องหญิงทุกคนล้วนเฉลียวฉลาด ต่อไปจะต้องถวายการปรนนิบัติฝ่าบาทให้เต็มความสามารถ มีพระโอรสพระธิดาถวาย น้องหญิงทุกคนจะต้องมีจิตใจโอบอ้อมอารี สมัครสมานสามัคคีทุกคนรับคำอย่างนอบน้อมเพคะจากนั้นฮองเฮาก็หันไปถามเจียงฝูไห่ไทเฮาทรงว่าอย่างไรบ้าง

เจียงฝูไห่ตอบไทเฮาทรงซาบซึ้งน้ำใจของทุกท่านดี แต่ไทเฮาทรงต้องการความสงบเพื่อศึกษาพระธรรม นายหญิงน้อยและพระสนมไม่ต้องเข้าไปถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ

ฮองเฮาพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยกับทุกคนน้องหญิงคงเหนื่อยกันแล้ว กลับไปพักผ่อนเถิด

ไม่นานทุกคนก็แยกย้ายกลับตำหนักของตน  ข้า เหมยจวง และหลิงหรงเดินกลับตำหนักพร้อมกัน เสียงหัวเราะดังมาจากด้านหลังเมื่อครู่พี่หญิงทั้งสองพูดจาฉะฉาน น้องรู้สึกนับถือยิ่งนักเราสามคนหันกลับไปมอง ที่แท้คนพูดก็คือเหลียงไฉเหรินซึ่งมาคัดเลือกเป็นนางในในวันเดียวกันนั่นเอง นางก้าวยาวๆ ตรงมาหา เอ่ยอย่างท้าทายพี่หญิงทั้งสองให้บ่าวรับใช้ถือของกำนัลกลับไปมากมายเช่นนี้ ที่ตำหนักพอวางหรือเพคะ

เหมยจวงหัวเราะ ก่อนจะพูดอย่างถนอมน้ำใจข้ากับหวั่นกุ้ยเหรินคิดว่าทุกคนน่าจะได้รับพระกรุณาอย่างเท่าเทียมกัน กำลังคิดว่ากลับไปจะให้คนนำของกำนัลเหล่านี้ไปแจกจ่ายให้พี่หญิงน้องหญิงทุกท่านพอดี ในเมื่อน้องหญิงเหลียงมาหาข้าก่อน ก็เลือกของที่เจ้าชอบไปเถิดเมื่อพูดจบ ก็ให้ขันทียื่นของกำนัลจากฮองเฮาขึ้นตรงหน้าเหลียงไฉเหริน

แต่เหลียงไฉเหรินกลับไม่แม้แต่จะมอง นางยิ้มเย็นเอ่ยพี่หญิงช่างมีน้ำใจเหลือเกิน มิน่าเล่า ในวันคัดเลือก แม้แต่ฝ่าบาทยังตรัสชม ดูท่าพี่หญิงจะเชี่ยวชาญด้านการซื้อใจคน!”

เหมยจวงได้ยินคำพูดเสียดสีก็ได้แต่ยืนนิ่ง ใบหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ ข้าเองก็พลอยโมโหไปด้วย คนหยาบเช่นนี้ยังได้รับคัดเลือกให้เข้าวัง น่าเสียดายรูปโฉมของนาง! แต่ตอนนี้ทั้งข้าและเหมยจวงตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนมากเกินพออยู่แล้ว หากยังมีเรื่องกับคนอื่นอีก น่ากลัวว่าจะกลายเป็นเรียกภัยมาสู่ตัว ระหว่างที่กำลังละล้าละลังอยู่นั่นเอง เหมยจวงก็ขยำแขนเสื้อของข้าแน่น เพื่อห้ามไม่ให้ข้าทำอะไรมุทะลุ

ทันใดนั้น หลิงหรงผู้อ่อนหวานก็ก้าวขึ้นไปเผชิญหน้ากับเหลียงไฉเหริน เอ่ยยิ้มๆได้ยินมาว่าพี่หญิงเป็นธิดาตระกูลปราชญ์ น้องรู้สึกนับถือยิ่งนัก!”

เหลียงไฉเหรินตอบอย่างเย่อหยิ่งตระกูลข้าเป็นนักปราชญ์แห่งเมืองสวินหยางมาหลายชั่วอายุคน จะเอาลงไปเทียบกับธิดานายอำเภอต่ำต้อยเช่นเจ้าได้อย่างไร!”

หลิงหรงไม่มีท่าทีโมโหโกรธา ยังคงยิ้มน้อยๆ เช่นเดิม จากนั้นจึงพูดต่อน้องรู้สึกนับถือพี่หญิงมานาน น่าเสียดายที่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น น้องสงสัยเหลือเกินว่าเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับตระกูลของพี่หญิงเป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือไม่

เหลียงไฉเหรินยังไม่รู้ตัว ตอบว่าหากเจ้าไม่เชื่อ ก็ลองไปถามคนที่เมืองสวินหยางดูได้…” ข้า หลิงหรง และเหมยจวงอดหัวเราะออกมาไม่ได้ แม้แต่นางกำนัลกับขันทีที่อยู่ด้านหลังก็พลอยแอบหัวเราะไปด้วย ในโลกนี้ยังมีคนโง่เง่าเช่นนี้อยู่อีกหรือ ซ้ำยังได้รับแต่งตั้งเป็นถึงไฉเหริน น่าอายฟ้าดินเสียจริง! พอเหลียงไฉเหรินเห็นพวกเราหัวเราะก็เริ่มคิดได้ นางโกรธขึ้งจนเงื้อมือจะตบหน้าหลิงหรง ข้ารีบเข้าไปปัดมือนางออก แต่นางกลับเร็วกว่า เงื้อมืออีกข้างขึ้นทำท่าจะตบข้า ข้ารู้สึกว่าคงหลบไม่พ้นเป็นแน่ แต่ทว่า มือของนางกลับค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ เพราะมีคนจับเอาไว้จนขยับไม่ได้

ข้ามองไปทางด้านหลังเหลียงไฉเหริน จากนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันทีถวายบังคมพระสนมหวาเฟย!” หลิงหรง เหมยจวง และบ่าวรับใช้คนอื่นๆ ต่างตกใจการกระทำของเหลียงไฉเหริน เมื่อพวกเขาเห็นข้าคุกเข่า ต่างคนก็ต่างได้สติและรีบหันมาทำความเคารพหวาเฟย

มือของเหลียงไฉเหรินถูกขันทีคนสนิทของหวาเฟยที่ชื่อโจวหนิงไห่จับเอาไว้ แม้จะถูกจับมือไว้จนขยับไปมองด้านหลังไม่ได้ แต่เมื่อเห็นพวกเราคุกเข่าลง นางก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ร่างกายอ่อนยวบ หวาเฟยตวาดเสียงดังปล่อยนาง!”

เหลียงไฉเหรินทรงตัวไม่อยู่จนถลาศีรษะโขกกับพื้น พูดจาไม่รู้เรื่อง ได้แต่พยายามเปล่งเสียงว่าพระสนมหวาเฟยโปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย

เราสามคนนั่งก้มหน้า ไม่รู้ว่าหวาเฟยจะลงโทษพวกเราอย่างไร หวาเฟยนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่นางกำนัลยกเข้ามา พูดอย่างสบายอารมณ์พอฤดูใบไม้ร่วง ทิวทัศน์ในวังหลวงช่างน่าชมยิ่งนัก เหตุใดเหลียงไฉเหรินจึงไม่ชื่นชม กลับมาวางท่าสามหาวอยู่ที่นี่เล่า

เหลียงไฉเหรินน้ำตาไหลพราก สะอื้นไห้ตอบอันส่วนซื่อพูดจาล่วงเกินหม่อมฉัน หม่อมฉันเพียงแต่จะสั่งสอนนางเท่านั้นเพคะ

หวาเฟยเอ่ยอย่างอ่อนโยน โดยไม่ปรายตามามองนางด้วยซ้ำข้าไม่รู้มาก่อนว่าข้าไม่ได้อยู่ในวังหลวงแห่งนี้แล้ว ถึงต้องรบกวนเหลียงไฉเหรินมาคอยสั่งสอนนางในทั้งหลาย ลำบากเจ้าจริงๆนางเหลือบตามองเหลียงไฉเหรินซึ่งกำลังตัวสั่นเทาเพียงแต่ข้าเกรงว่าเจ้าจะทนรับความลำบากเช่นนี้ไม่ไหว มิสู้ให้โจวกงกงพาเจ้าไปยังที่ที่ดีกว่านี้ดีกว่า!” น้ำเสียงของนางไม่เหมือนหยอกเย้า ทุกถ้อยคำล้วนแต่ทำให้รู้สึกสะท้านใจยิ่งนัก ราวกับว่าภายใต้น้ำเสียงยั่วเย้านั้น ซ่อนอันตรายร้ายแรงเอาไว้

นางเหม่อมองไปทางราชอุทยานตรงต้นเฟิง (ต้นเมเปิล) ที่เต็มไปด้วยใบไม้แดงใกล้ร่วงหล่นเต็มที ก่อนจะเอ่ยเนิบๆต้นเฟิงปีนี้สีแดงเจิดจ้า เช่นนั้นก็ตกรางวัลหนึ่งไม้แดงให้เหลียงไฉเหรินก็แล้วกัน

ข้าได้ยินถึงกับตื่นตกใจ  หนึ่งไม้แดงคือการลงทัณฑ์สนมนางในในวังหลวงวิธีหนึ่ง โดยใช้ไม้กระดานหนาสองนิ้ว ยาวห้าฉื่อตีร่างกายท่อนล่างตั้งแต่สะโพกลงไปโดยไม่ต้องนับจำนวนครั้ง ตีจนกว่าเนื้อจะเละ กระดูกจะหักถึงจะหยุด หากมองจากที่ไกลๆ จะเห็นเป็นเลือดสีแดงสดกองใหญ่ จึงเรียกว่าหนึ่งไม้แดงขาทั้งสองข้างของเหลียงไฉเหรินต้องพิการอย่างไม่ต้องสงสัย

โจวหนิงไห่รับคำ ก่อนจะช่วยขันทีร่างใหญ่อีกสองสามคนลากเหลียงไฉเหรินจากไป รอบด้านเงียบสนิทราวป่าช้า ส่วนเหลียงไฉเหรินนั้นหมดสติไปนานแล้ว!

ใจของข้าเต้นตึกตักด้วยความหวาดผวา หวาเฟยช่างเหี้ยมโหดยิ่งนัก นางสามารถสั่งทำลายขาของเหลียงไฉเหรินได้ทั้งๆ ที่ยังยิ้มละไม ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว หลังจากเงียบไปนาน เสียงของหวาเฟยก็ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อครู่เหลียงไฉเหรินคิดจะตบตีกุ้ยเหรินราวไพร่สามัญ ทำให้น้องหญิงทั้งสามตกใจ พวกเจ้าไปพักผ่อนเถิด

ทุกคนรีบจากมาด้วยความหวาดหวั่น ข้าได้ยินเสียงร้องด้วยความตกใจ เมื่อหันไปดู ก็เห็นหลิงหรงตกใจจนขาอ่อนแรง ส่วนหวาเฟยก็กำลังหัวเราะสะใจ

ข้ากับเหมยจวงรีบพยุงหลิงหรงเดินจากมา จนเวลาสักหนึ่งก้านธูปจึงได้หยุดเดิน ข้าสั่งให้ผู้ติดตามทั้งหมดกลับไปก่อน แล้วเข้าไปนั่งในศาลาซงเฟิงซึ่งอยู่ลึกเข้ามาในราชอุทยาน จากนั้นจึงดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อบนหน้าผากจนผ้าเปียกไปทั้งผืน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าซีดขาวของเหมยจวง นางมีท่าทางเหมือนเพิ่งหายจากอาการตกใจสุดขีด ส่วนหลิงหรงตัวสั่นระริก เราสามคนมองหน้ากัน รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงจนพูดอะไรไม่ออก เนิ่นนานกว่าหลิงหรงจะเอ่ยขึ้นข้าตกใจแทบแย่

ข้าเงียบไปนานก่อนจะเอ่ยได้ยินมาว่าหวาเฟยได้รับความโปรดปรานจนไม่มีใครกล้าตอแย แต่คิดไม่ถึงว่านางจะโหดเหี้ยมเช่นนี้…”

เหมยจวงถอนหายใจน่าสงสารเหลียงไฉเหริน ถึงนางจะโง่เง่าร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่ควรรับโทษหนักถึงเพียงนี้

หลิงหรงรีบมองไปรอบๆ ราวกับกลัวว่าจะมีหูมีตาของหวาเฟยมาดักฟังอยู่แถวนี้ เมื่อแน่ใจว่ารอบข้างปลอดคน จึงกระซิบเสียงเบาที่หวาเฟยลงทัณฑ์เหลียงไฉเหรินเช่นนี้ เหมือนต้องการเอาใจพวกเรา

ข้านิ่งเงียบไปนาน เหมยจวงท่าทางเหมือนกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง นางกระซิบว่าต่อไปทำอะไรต้องระวังตัวให้ดี ไม่เช่นนั้นชีวิตจะลำบาก…”

เราสามคนได้แต่นิ่งเงียบ ฟังเสียงลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านใบเฟิง ไม่พูดไม่จากันสักคำ

บทที่ห้า หาทางหลบศัตรู

กว่าจะกลับถึงตำหนักอิ๋งซินก็เป็นเวลาพลบค่ำ จิ่นซีและบ่าวรับใช้คนอื่นๆ ไม่เห็นข้ากลับมาสักที ต่างร้อนรนกระวนกระวายนั่งไม่ติด พอเห็นข้ากลับมาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก บอกว่าฮองเฮามีพระเสาวนีย์ รับสั่งให้นางในใหม่เริ่มถวายการปรนนิบัติตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป แล้วบอกให้ข้ารีบเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ  ข้าได้ยินดังนั้นก็ยิ่งว้าวุ่นใจ หลังจากดื่มน้ำแกงไปไม่กี่คำ ข้าก็เดินออกไปที่ลานหน้าตำหนักเพื่อสงบจิตใจ

ดอกหอมหมื่นลี้จากมณฑลอวี้โจวในลานบานสะพรั่ง แสงจันทร์ทอทาบทับทำให้ดอกหอมหมื่นลี้กลายเป็นสีเหลืองทองอร่าม ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว แต่ข้ากลับไม่มีอารมณ์จะชมดอกไม้ ได้แต่เหม่อมองไปยังหลังคาตำหนักต่างๆ ที่ขึ้นสลับซับซ้อนอยู่ด้านนอกด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

หวาเฟยปฏิบัติต่อข้ากับเหมยจวงอย่างดี แต่ไม่น่าไว้วางใจ ราวกับต้องการดึงให้เราสองคนกลายเป็นพวกเดียวกัน และอยู่ใต้อาณัติของนาง ถึงได้พยายามข่มพวกเราต่อหน้าธารกำนัลในตำหนักเจาหยาง จากนั้นที่ราชอุทยานยังลงโทษเหลียงไฉเหรินอย่างหนักเพื่อช่วยเรา แต่นางช่างร้ายกาจเหลือเกิน ถึงเหลียงไฉเหรินจะลงไม้ลงมือกับหลิงหรงก็เพียงแค่ต้องการสั่งสอน แต่เหตุผลที่หวาเฟยลงโทษนางกลับเป็นเพราะนางล่วงเกินข้า สิ่งหนึ่งที่ข้าแน่ใจได้คือ ตอนนี้ข้ามีศัตรูไม่น้อย เรื่องของเหลียงไฉเหรินทำให้ข้าตระหนักได้ว่าคนอื่นๆ ริษยาและไม่พอใจข้ามากเพียงใด เพียงแต่เหลียงไฉเหรินเป็นคนใจร้อนไม่คิดหน้าคิดหลัง ถึงได้กล้าพูดจาสามหาวและลงไม้ลงมือต่อหน้าคนอื่น อาวุธในที่แจ้งยังพอหาทางรับมือได้ แต่ในวันพรุ่งนี้ คนที่ได้รับเลือกให้ถวายการปรนนิบัติเป็นคนแรกจะมีคนมากมายจ้องทำร้าย แล้วจะหาทางป้องกันได้อย่างไร น่ากลัวว่าจุดจบของข้าจะน่ากลัวยิ่งกว่าเหลียงไฉเหรินเสียอีก!

พอคิดมาถึงตรงนี้ข้าก็รู้สึกกลัว ถึงหวาเฟยจะดีกับข้า แต่ตอนนี้เป็นเพียงการหยั่งเชิงเท่านั้น นางยังไม่กล้าลงมือทำอะไร แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งที่ข้าได้รับความโปรดปรานจนตำแหน่งของนางเริ่มสั่นคลอน ถึงตอนนั้นข้าก็จะกลายเป็นหนามยอกอกที่ต้องถูกกำจัดโดยเร็วที่สุด ตอนนี้ฝ่ายในเต็มไปด้วยคนเกลียดชังข้า ไม่ใช่เรื่องดีแม้แต่น้อย ท่านพ่อท่านแม่ต้องการให้ข้ารักษาตัวให้ดี หากวันหนึ่งข้าถูกลงทัณฑ์ขึ้นมา คนสกุลเจินก็จะพลอยติดร่างแหไปด้วย!

ข้ามองดูดอกหอมหมื่นลี้สีทองที่ร่วงหล่นเต็มพื้นด้วยความรู้สึกสับสน

สายลมยามค่ำคืนพัดมาทำให้ข้าเริ่มรู้สึกหนาว แต่แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึกอุ่นขึ้นมาในทันใด เพราะมีเสื้อนอกผ้าต่วนคลุมทับลงมาอีกชั้น เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็นฮ่วนปี้ยืนอยู่ด้านหลังด้วยความเป็นห่วงยิ่งดึกลมยิ่งแรง คุณหนูระวังจะจับไข้

ข้ายิ้มอย่างอ่อนล้าข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย ไปบอกให้เสี่ยวอวิ่นจื่อเชิญหมอหลวงมาพบข้า จำไว้ ต้องเป็นหมอหลวงเวินสือชูเท่านั้นฮ่วนปี้รีบหันไปเรียกหลิวจูมาช่วยประคองข้าเข้าไป พร้อมสั่งให้เสี่ยวอวิ่นจื่อไปเชิญเวินสือชูมา

เวินสือชูมาถึงตำหนักอย่างรวดเร็ว ข้าให้หลิวจูกับฮ่วนปี้คอยรับใช้ ส่วนคนอื่นให้ออกไปเฝ้าด้านนอก เวินสือชูจับชีพจรข้า จากนั้นก็มองดูสีหน้า แววตาของเขาฉายแววสงสัย ถามขึ้นไม่ทราบว่านายหญิงน้อยรู้สึกไม่สบายตรงไหนพ่ะย่ะค่ะ

ข้าตอบเรียบๆเมื่อเช้าข้าเจอเรื่องที่ทำให้ตกใจ พอตกค่ำก็รู้สึกไม่ค่อยสบาย

ข้าเหลือบมองเขา เขารีบหลุบสายตาลงไม่กล้าสบตา ข้าพูดต่อตอนอยู่ในห้องไคว่เสวี่ย ใต้เท้าบอกข้าว่าจะดีต่อเจินหวนไปตลอดชีวิต ไม่ทราบว่าคำพูดนั้นยังเป็นจริงอยู่หรือไม่

ใบหน้าของเวินสือชูกระตุก คิดไม่ถึงว่าข้าจะถามเขาเช่นนี้ เขารีบคุกเข่าลงนายหญิงน้อย กระหม่อมไม่อาจรับเกียรติถึงเพียงนั้นได้ แต่นายหญิงน้อยเองก็ทราบดีว่ากระหม่อมเป็นคนยึดมั่นในสัจจะ…” เสียงของเขาเบาลง แต่หนักแน่นไม่ว่านายหญิงน้อยจะอยู่ที่ใด ความรู้สึกที่กระหม่อมมีต่อนายหญิงน้อยจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ข้ารู้สึกสบายใจขึ้น เวินสือชูเป็นคนรักมั่น ข้าไม่ได้มองคนผิดไป ข้ายื่นมือออกไปบอกให้เขาลุกขึ้นลำพังเพียงความรู้สึก ไม่สามารถทำให้มีชีวิตรอดปลอดภัยอยู่ในวังหลวงได้ ขอเพียงท่านจงรักภักดีต่อข้าดังที่เคยให้สัญญาก็พอข้าพูดอย่างอ่อนโยนวันนี้ข้ามีเรื่องจะขอร้องท่าน ไม่ทราบว่าใต้เท้าจะยอมช่วยเหลือข้าหรือไม่

เขาตอบนายหญิงน้อยสั่งมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ

ข้ามองเปลวเทียนที่ไหววูบด้วยสายตาไร้อารมณ์ พูดเสียงเบาข้าไม่อยากถวายการปรนนิบัติ

เขาตกตะลึง แต่แล้วสีหน้าก็กลับเป็นปกติอย่างรวดเร็วนายหญิงน้อยต้องพักผ่อนให้มาก เมื่อกระหม่อมเตรียมยาเรียบร้อยแล้ว จะให้ห้องยาส่งมาให้พ่ะย่ะค่ะ

ข้าหันไปสั่งหลิวจูออกไปส่งใต้เท้าแล้วให้ฮ่วนปี้มอบทองหนึ่งแท่งให้เวินสือชู เขาทำท่าจะปฏิเสธ ข้ากระซิบบอกเขาว่านี่เป็นน้ำใจเล็กน้อย ซ้ำหากท่านออกไปมือเปล่าก็จะดูไม่ดีเขาถึงยอมรับเงินไว้

ฮ่วนปี้ปรนนิบัติให้ข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้านอน ยาของเวินสือชูส่งมายังตำหนักอย่างรวดเร็ว เสี่ยวอิ้นจื่อต้มยาเสร็จก็นำมาให้ข้า วันต่อมาอาการป่วยก็ยิ่งกำเริบหนัก เวินสือชูทำหนังสือกราบทูลฮ่องเต้ว่าหวั่นกุ้ยเหรินได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนัก ซ้ำลมหนาวทำให้โรคเก่ากำเริบ ต้องการการพักฟื้นอย่างเงียบสงบ ฮองเฮาส่งหลิวอันเหรินคนสนิทมาเยี่ยม กล่าวตำหนิว่าข้าป่วยผิดเวลาจริงๆ  ข้าพยายามจะลุกขึ้นขอบพระทัยแต่กลับไม่มีแรง หลิวอันเหรินจึงรีบลุกขึ้นและนำความไปกราบทูลฮองเฮา

ฮองเฮาให้เวินสือชูเป็นคนดูแลอาการป่วยของข้า ซ้ำสั่งให้ฉุนฉางไจ้และสื่อเหม่ยเหรินย้ายออกจากตำหนักถังหลีเพื่อให้ข้าได้พักผ่อนอย่างสงบ ข้าให้จิ่นซีไปขอบพระทัยฮองเฮาที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ จากนั้นก็เริ่มใช้ชีวิตตามลำพังภายในตำหนักถังหลี

เมื่อข่าวอาการป่วยของข้ากระจายออกไป คนในวังหลวงก็เริ่มหัวเราะเยาะข้า บอกว่าถึงข้าจะงดงามเพียงใด แต่กลับขี้ขลาดตาขาว เจอเรื่องกระทบจิตใจเพียงเล็กน้อยก็ล้มป่วยเสียแล้ว เหมือนหมอนปักลายดอกไม้แสนสวยแต่ใช้งานจริงไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผู้คนหวาดกลัวหวาเฟยเพิ่มมากขึ้น

ตอนเริ่มแรกยังดี พระสนมที่ตำแหน่งต่ำกว่าหวาเฟยพากันมาเยี่ยมเยียนถามไถ่อาการป่วยของข้า หวาเฟยเองก็ส่งนางกำนัลมาเยี่ยม ทำให้ตำหนักของข้าคึกคักมากขึ้น แต่หนึ่งเดือนต่อมา อาการป่วยของข้ายังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ยังคงล้มหมอนนอนเสื่ออยู่เหมือนเก่า ฝีมือการแพทย์ของเวินสือชูถือได้ว่าเป็นที่ชื่นชมของเหล่าพระสนมนางใน ซ้ำเขาก็พยายามรักษาข้าอย่างเต็มที่ แต่อาการป่วยของข้ากลับสามวันดีสี่วันไข้ เวินสือชูได้แต่กราบทูลฮ่องเต้ว่าข้าร่างกายอ่อนแอ จึงไม่กล้าใช้ยาขนานแรงกับข้า จำต้องค่อยๆ บำรุงอย่างช้าๆ ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาว่าอาการจะดีขึ้นเมื่อใด เมื่อข่าวกระจายออกไป คนที่มาเยี่ยมข้าก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ สุดท้ายนอกจากฉุนฉางไจ้ซึ่งมาเยี่ยมเป็นบางครั้ง ก็มีเพียงเหมยจวง หลิงหรง และเวินสือชูเท่านั้น ทำให้ทั้งตำหนักถูกทิ้งร้างไร้ผู้คนเข้าออก ใครๆ ก็รู้ว่านางในที่ป่วยอยู่ตลอดเวลา ต่อให้งดงามราวเทพธิดาก็ไม่สามารถเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้รับความโปรดปราน! ดีที่ข้าคาดผลลัพธ์นี้ไว้อยู่แล้ว แม้จะเสียใจอยู่บ้างที่คนในวังหลวงหาความจริงใจได้ยาก แต่ข้าก็มีความสุขดี วันๆ อยู่แต่ในตำหนัก อ่านหนังสือ ปักผ้า ค่อยๆบำรุงร่างกายตัวเอง

ถึงข้าจะเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนัก แต่ข่าวคราวภายนอกก็ยังเล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยินอยู่เสมอ เพราะเหมยจวงกับหลิงหรงจะเป็นคนนำข่าวเหล่านั้นมาบอก เพียงแต่พวกนางกลัวว่าจะรบกวนเวลาพักผ่อนของข้า จึงเล่าเพียงครึ่งๆ กลางๆ แต่เพียงคำพูดไม่กี่คำของพวกนาง ก็พอจะทำให้ข้าเข้าใจอะไรหลายอย่าง หลังจากเรื่องของเหลียงไฉเหรินและเรื่องที่ข้าถูกกระทบกระเทือนจิตใจแพร่กระจายออกไป อำนาจของหวาเฟยก็เป็นที่ประจักษ์แก่นางในใหม่ทั้งหลาย  ในหมู่นางในที่เพิ่งเข้าวังมาใหม่ เหมยจวงได้รับความโปรดปรานมากที่สุด หลังถวายการปรนนิบัติได้เพียงครึ่งเดือนก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผิน ราชทินนามฮุ่ยนอกจากนี้ก็มีเหลียงหยวนหลิวลิ่งเสียน และเถียนกุ้ยเหรินตู้เพ่ยจวิน แต่ก็ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานมากนัก ก่อนหน้านี้ในหมู่พระสนม จะมีซินกุ้ยผิน ลี่กุ้ยผิน และฉินฟางอี๋ที่ได้รับความโปรดปราน ส่วนเหมยจวงเข้าวังมาได้เพียงหนึ่งเดือน ยังไม่มีอำนาจพอจะคานอำนาจกับหวาเฟย ดังนั้น ไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรจึงได้แต่อดทนอดกลั้น เรื่องทะเลาะเบาะแว้งระหว่างพระสนมนางในในฝ่ายในเกิดขึ้นไม่ขาด เรื่องราวต่างๆ ทำให้ผู้คนค่อยๆ ลืมกุ้ยเหรินที่นอนป่วยซมคนนี้ไป

วันเวลาที่แสนสบายผ่านไปหลายเดือน ข้าเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป คังลู่ไห่และเสี่ยวอิ้นจื่อศิษย์ของเขาเริ่มเหิมเกริม ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตามากขึ้นทุกที เวลาข้าสั่งงานอะไร พวกเขาจะเพียงแต่รับคำแต่ไม่ปฏิบัติตาม งานทุกอย่างภายในตำหนักตกเป็นของเสี่ยวอวิ่นจื่อกับขันทีระดับล่างอีกคน เมื่อคังลู่ไห่และเสี่ยวอิ้นจื่อเป็นแกนนำ ก็เริ่มมีนางกำนัลบางคนพลอยกระด้างกระเดื่อง คนพวกนี้อาศัยที่ข้าป่วยจนไม่มีเวลามากำกับดูแลก่อเรื่องไม่ขาด และมีปากเสียงกับหลิวจูกับฮ่วนปี้อยู่เนืองๆ

ช่วงสายของวันหนึ่ง ข้ากำลังกินโจ๊กถั่วลิสงที่จิ่นซีทำมาให้อยู่ในห้องนั่งเล่นฝั่งตะวันตก คังลู่ไห่กับเสี่ยวอิ้นจื่อเข้ามาทำความเคารพ แล้วทิ้งตัวลงคุกเข่าร้องไห้ร้องห่มกระหม่อมไม่อาจรับใช้นายหญิงน้อยได้อีกแล้ว!”

ข้าตื่นตกใจ รีบบอกให้พวกเขาลุกขึ้น คังลู่ไห่กับเสี่ยวอิ้นจื่อยืนขึ้นพูดทั้งน้ำตาว่าลี่กุ้ยผินสั่งให้พวกเขาไปรับใช้ ข้ากวาดตามองพวกเขานิ่งๆ เขารีบยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตา แต่ข้าตาไวพอจะเห็นว่าที่แขนเสื้อของเขาไม่มีน้ำตาสักหยด แม้จะรู้ว่าคนคนนี้กำลังเสแสร้ง แต่ก็ไม่อยากเปิดโปงให้ยุ่งยาก จึงเอ่ยเสียงราบเรียบข้ารู้แล้ว นี่เป็นเรื่องดี พวกเจ้าจะได้มีอนาคตที่ดี ไปเก็บข้าวของ หลังตีกลองเที่ยงก็ไปเถิด จงปรนนิบัติลี่กุ้ยผินให้ดีข้ารู้สึกรังเกียจ พอพูดจบจึงไม่แม้แต่จะปรายตามอง และกินโจ๊กถั่วลิสงต่อไป เมื่อโจ๊กหมดชาม ข้านิ่งคิดสักพัก ก็เรียกบ่าวรับใช้ทั้งหมดมาคุกเข่าตรงหน้า

ข้าพูดด้วยสีหน้ามีเมตตาจะว่าไป ข้าก็ป่วยมาเกือบสองเดือนกว่า ซ้ำช่วงนี้ก็ไม่รู้สึกว่าอาการจะดีขึ้นสักเท่าไร กลัวแต่ว่าโรคที่เป็นอยู่จะไม่มีวันหายขาด บ่าวรับใช้ที่ตำหนักก็มีมากมายเหลือเกิน ข้าเองไม่จำเป็นต้องมีคนปรนนิบัติมากมายเช่นนี้ ว่ากันตามจริง ข้ารู้สึกว่าการที่มีคนเดินสวนไปมาตลอดทั้งวันเช่นนี้ช่างน่ารำคาญนัก วันนี้ข้าเรียกพวกเจ้ามา เพื่อถามพวกเจ้าว่า ข้าอยากจะให้บ่าวรับใช้จำนวนหนึ่งย้ายไปปรนนิบัติรับใช้พระสนมคนอื่นๆ จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับข้า ผู้ใดอยากไปก็มารับเงินกับข้า แล้วไปเสีย

นางกำนัลสองสามคนมีท่าทีลังเล แต่กลับไม่มีใครกล้าขยับตัว ได้แต่มองหน้ากันไปมา

ข้าพูดต่อวันนี้ทางตำหนักของลี่กุ้ยผินได้มาขอตัวคังกงกงและอิ้นกงกงไปปรนนิบัติ ประเดี๋ยวเก็บของเสร็จก็จะไปกันแล้ว พวกเจ้ายังไม่แสดงความยินดีกับพวกเขาอีกหรือ

ทุกคนได้แต่อ้อมแอ้มยินดีด้วยในที่สุดหลิวจูก็อดไม่ไหว กัดฟันโพล่งขึ้นคังกงกง นายหญิงน้อยเมตตาเจ้าไม่น้อย มีอะไรก็ตกรางวัลให้เจ้าเป็นคนแรก เหตุไฉนบทจะไปก็ไปเช่นนี้เล่า

เสี่ยวอิ้นจื่อเห็นหลิวจูโมโห ผงะถอยหลังไปสองก้าว แต่คังลู่ไห่กลับตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าแม่นางหลิวจูเข้าใจผิดแล้ว กระหม่อมเองก็จนปัญญา กระหม่อมจงรักภักดีต้องการปรนนิบัติรับใช้เพียงหวั่นกุ้ยเหริน แต่ลี่กุ้ยผินเจาะจงว่าต้องเป็นกระหม่อม กระหม่อมเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

หลิวจูแค่นเสียงเย็นไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ข้ากลับไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีวัวที่ไหนไม่อยากดื่มน้ำ แต่มีคนกดหัวมันลงไป! ในเมื่อเจ้าต้องการรับใช้นายหญิงน้อย ข้าจะให้โอกาสเจ้าแสดงความจริงใจ เจ้าไปบอกลาลี่กุ้ยผินเสีย บอกนางว่าเจ้าเป็นบ่าวรับใช้ที่จงรักภักดี มีเจ้านายได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ลี่กุ้ยผินคงไม่ว่าอะไรเจ้า ซ้ำยังจะชื่นชมที่เจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ด้วยซ้ำ!” คังลู่ไห่และเสี่ยวอิ้นจื่อหน้าแดงสลับซีด เพราะถูกหลิวจูพูดจี้ใจดำเข้า

ข้าแกล้งทำเป็นดุหลิวจู ข้าซาบซึ้งความจงรักภักดีของคังกงกงดีอยู่แล้ว เอาเงินให้ไป!”

ฮ่วนปี้เดินไปด้านหน้าช้าๆ วางเงินลงบนมือของคังลู่ไห่ พูดยิ้มๆคังกงกงรับไว้ให้ดี เงินก้อนนี้คือน้ำใจของหวั่นกุ้ยเหรินที่ซาบซึ้งต่อความจงรักภักดีของเจ้า เจ้าเองก็ต้องซาบซึ้งในน้ำใจของนายหญิงน้อย เก็บเอาไว้ให้ดี ต่อไปอย่าเอาไปปนกับรางวัลของลี่กุ้ยผิน เพราะมันแสดงถึงจิตใจที่จงรักภักดีของเจ้าจากนั้นก็เอาเงินให้เสี่ยวอิ้นจื่ออิ้นกงกง เจ้าเองก็รักษาเงินนี้ไว้ให้ดี ต่อไปก็เอาอย่างอาจารย์ของเจ้า จะได้มีอนาคตยาวไกลคังลู่ไห่ทั้งโมโหทั้งอับอาย แต่ก็ไม่กล้าโวยวายต่อหน้าข้า ได้แต่รีบลากตัวเสี่ยวอิ้นจื่อออกไปจากตำหนักถังหลี

ข้าหันกลับมามองคนที่เหลือ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาวันนี้ผู้ใดอยากไปจงรีบไปเสีย ข้ายังพอมีเงินให้พวกเจ้า ต่อไปหากจะไปเพราะทนลำบากอยู่กับข้าไม่ไหว ก็มีแต่จะถูกส่งไปใช้แรงงานที่สำนักลงทัณฑ์ พวกเจ้าคิดเอาเองก็แล้วกัน

แสงแดดเริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตก ทอดลงบนพื้นจนกลายเป็นแสงสีขาวทาทาบ ห้องนั่งเล่นของข้าเงียบราวสุสาน สุดท้ายก็มีเสียงผู้หญิงเอ่ยขึ้นแผ่วเบาหม่อมฉันโง่เขลา กลัวจะปรนนิบัตินายหญิงน้อยได้ไม่ดีข้าเหลือบตามองฮ่วนปี้โดยที่ไม่มองนาง ฮ่วนปี้โยนเงินลงพื้นเสียงดัง ก้อนเงินค่อยๆ กระเด็นไปไกล นางกำนัลคนนั้นพยายามคลานไปเก็บอย่างระมัดระวัง และมีนางกำนัลอีกสองคนได้เงินแล้วออกไปพร้อมกัน

เสียงเงียบไปนาน ข้าหันกลับมาอีกครั้ง จิ่นซี ผิ่นเอ๋อร์ เพ่ยเอ๋อร์ จิงชิง ขันทีเสี่ยวอวิ่นจื่อและเสี่ยวเหลียนจื่อยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม ข้ากวาดสายตามองทีละคน พวกเขาคุกเข่าอย่างนอบน้อมอยู่ที่พื้น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง ข้าเอ่ยขึ้นพวกเจ้ายังไม่ไปอีกหรือ

จิ่นซียืดตัวขึ้น พูดสั้นๆ ว่าหม่อมฉันขอจงรักภักดีรับใช้หวั่นกุ้ยเหรินจนกว่าชีวิตจะหาไม่เพคะ!”

ผิ่นเอ๋อร์ เพ่ยเอ๋อร์ และจิงชิงพูดเสียงดังพร้อมกันหม่อมฉันขอจงรักภักดีรับใช้นายหญิงน้อยจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ไม่ทำเรื่องผิดศีลธรรมเด็ดขาดเพคะ

เสี่ยวอวิ่นจื่อคลานเข่าเข้ามา ดึงชายเสื้อข้าร้องไห้กระหม่อมได้รับความกรุณามหาศาลจากกุ้ยเหริน จะไม่มีวันทอดทิ้งกุ้ยเหรินเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ

ข้าพยักหน้าเจ้ารู้แล้วหรือ

เสี่ยวอวิ่นจื่อโขกศีรษะลงกับพื้นเมื่อเดือนก่อน พี่ชายกระหม่อมป่วยอยู่ที่ห้องเครื่อง แต่ไม่มีใครเหลียวแล มีเพียงนายหญิงน้อยที่แม้จะป่วยก็ยังนึกถึง ซ้ำยังขอให้ใต้เท้าเวินไปรักษา นายหญิงน้อยกรุณากระหม่อมถึงเพียงนี้ พระคุณนี้กระหม่อมไม่มีวันทดแทนได้หมดในชาตินี้ ทำได้เพียงรับใช้นายหญิงน้อยอย่างสุดความสามารถ แม้นตายก็ขอเป็นวิญญาณติดตามรับใช้

ข้าหลุดหัวเราะออกมาช่างเจรจานัก!”

เสี่ยวอวิ่นจื่อโขกศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่ากระหม่อมพูดจากใจจริงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่กล้าโกหกนายหญิงน้อยพ่ะย่ะค่ะ!”

ข้าโบกมือให้เขาลุกขึ้นถ้ายังโขกเช่นนี้ต่อไป มีหวังคงได้เชิญใต้เท้าเวินมาดูอาการเจ้าจริงๆจากนั้นทุกคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

ข้าถามเสี่ยวเหลียนจื่อแล้วเจ้าเล่าเสี่ยวเหลียนจื่อตอบด้วยท่าทางจริงจังนายหญิงน้อยเมตตาพวกกระหม่อม กระหม่อมรู้อยู่แก่ใจและรู้สึกซาบซึ้งใจนัก กระหม่อมมิใช่คนเนรคุณพ่ะย่ะค่ะ

ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ คนในวังหลวงใช่ว่าจะไร้ความจริงใจไปเสียหมด! ข้านิ่งคิดก่อนจะเอ่ยขึ้นคืนนี้อากาศหนาว เสี่ยวอวิ่นจื่อกับเสี่ยวเหลียนจื่อไปนอนเฝ้ายามที่ระเบียงทางเดินเห็นจะไม่เหมาะ หาผ้าห่มหนาๆ ให้พวกเขาอีกสักผืน แล้วให้ไปนอนที่ตำหนักปีก ไม่ต้องมานอนตรงระเบียงทางเดินทั้งสองคนรีบขอบคุณข้า ข้าลุกขึ้นประคองคนที่ยังคุกเข่าอยู่ พูดอย่างอ่อนโยนพวกเจ้าติดตามข้า แทบไม่เคยมีความสุขสักครั้ง ข้าเป็นเพียงกุ้ยเหรินที่ดีแต่เจ็บป่วย แต่พวกเจ้าก็ยังดีกับข้า ข้าเองย่อมต้องดีกับพวกเจ้าเช่นกัน ขอเพียงยังมีข้าอยู่ ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าถูกผู้ใดในวังหลวงรังแกเป็นอันขาดทุกคนขอบคุณข้ากันยกใหญ่ ข้าหันไปพูดกับหลิวจูกับฮ่วนปี้พวกเจ้าไปจัดสำรับอาหารสุราให้พร้อม วันนี้คนในตำหนักถังหลีจะนั่งกินอาหารด้วยกันสักมื้อ ไม่ต้องแบ่งแยกนายบ่าว!” พอข้าพูดจบ ทุกคนก็น้ำตารื้น ข้าเองก็พลอยตื้นตันไปกับพวกเขาด้วย

ตำหนักถังหลีกลายเป็นสถานที่ที่ถูกทิ้งโดยสมบูรณ์ อากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลางคืนที่มีลมเย็นจัดพัดผ่าน ฉุนฉางไจ้ เหมยจวง และหลิงหรงเองก็น้อยครั้งที่จะมาเยี่ยมข้าในตอนกลางคืน เมื่อถึงเวลาปิดประตูวัง ตำหนักแห่งนี้ก็กลายเป็นที่ที่ไม่มีใครเหยียบย่างเข้ามาอีก

หลังมื้ออาหาร ทุกคนเมามาย น่ากลัวว่านี่จะเป็นครั้งแรกในวังหลวงที่นายบ่าวร่วมกินดื่มจนเมามายเช่นนี้ อาการป่วยที่เป็นๆ หายๆ ของข้าทำให้จิ่นซีและคนอื่นๆ ไม่ยอมให้ข้าดื่มมากนัก แต่ข้าก็ยังยืนยันที่จะดื่ม แต่เพียงไม่กี่จอกข้าก็ผล็อยหลับไป

วันต่อมากว่าจะตื่นพระอาทิตย์ก็สว่างจ้า ข้ายังรู้สึกมึนหัวไม่หาย จิ่นซีจึงตัดแผ่นยาสีแดงเป็นวงกลมมาแปะที่ขมับทั้งสองข้างให้ข้า นำก้อนเกลือมาให้ข้าถูฟัน ก่อนจะให้ข้าอมน้ำบ้วนปาก เมื่อได้ยินเสียงลมด้านนอกพัดแรง ข้าจึงทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งอย่างเกียจคร้าน

ไกลออกไปมีเสียงพูดคุยหัวเราะดังเข้ามาหนาวแทบแย่! กุ้ยเหรินหลับสบายเชียว!” จิ่นซีซ้อนหมอนอีกใบให้ข้านั่งเอนๆ  ส่วนจิงชิงนำคนสองคนในชุดคลุมสีแดงขลิบริมขนนกเดินเข้ามา เมื่อพวกนางดึงหมวกคลุมลง ก็เห็นใบหน้าของเหมยจวงกับหลิงหรง เหมยจวงเดินเข้ามาลูบใบหน้าข้ารู้สึกดีขึ้นหรือไม่

ข้ายิ้มน้อยๆเหมือนเดิม

หลิงหรงแก้ชุดคลุมพลางเอ่ยพี่หญิงแปะยาไว้เช่นนี้ดูน่ารักยิ่ง แก้มแดงระเรื่อเชียว

เหมยจวงหัวเราะน่ารักเสียที่ไหน ช่วงนี้ไม่มีใครคอยดูแล จึงคล้ายคนเสียสติเข้าไปทุกที! เจ้าอย่าไปชมนาง เดี๋ยวนางจะได้ใจ!”

ข้ามองเครื่องแต่งกายเหมยจวงแล้วยิ้มผ้ากับเครื่องประดับชิ้นใหม่ที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ใช่หรือไม่นางหน้าแดงระเรื่อ ยิ้มไม่ตอบ ข้าเม้มปากอมยิ้มมองดูปิ่นหยกสีเขียวใสรูปปีกอีกาปิ่นรูปปีกนกนี้งามนัก สีหยกก็ดูดี

หลิงหรงยิ้มคิดเหมือนข้าไม่มีผิด เมื่อครู่ข้าก็พูดเช่นนี้ ฝ่าบาทโปรดปรานพี่หญิงเหมยยิ่งนัก!”

เหมยจวงหน้าแดงระเรื่อ รีบเปลี่ยนเรื่องพูดเมื่อครู่ข้าให้คนนำถ่านเงินมาไว้ที่ตำหนักของเจ้า ตำหนักนี้ห่างไกลผู้คน ต้นไม้ใบหญ้าก็มาก อีกสองสามวันน่ากลัวอากาศคงจะหนาวกว่านี้ ไม่ดีต่อสุขภาพเจ้าเป็นแน่

ข้ายิ้มเอามาให้สิ้นเปลือง ส่วนแบ่งถ่านไม้เพิ่งส่งมาถึงไม่นานนี้เอง

หลิงหรงว่าของพวกนั้นสำหรับใช้ด้านนอกเพคะ! พวกนั้นเป็นถ่านดำ ควันมาก ไม่เหมาะใช้ในตำหนัก พี่หญิงเหมยน่าจะกราบทูลฮองเฮาบ้าง ว่าพวกบ่าวรับใช้รังแกพี่หญิงหวั่นอย่างไร!”

ข้ารีบห้ามนางบ่าวรับใช้ที่ไหนก็ล้วนแต่เป็นเช่นนี้ ยังดีที่ท่านได้รับความโปรดปราน พวกบ่าวรับใช้จึงไม่กล้ารังแกข้ามากนัก ส่วนแบ่งที่ได้มาก็นับว่าไม่น้อย อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่จะดีกว่า พวกท่านก็เอาของเหล่านั้นมาส่งให้ข้าแล้วมิใช่หรือ น้ำใจในยามยากเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ทำให้ข้าดีใจมากกว่าถ่านเงินเหล่านั้นเป็นร้อยเท่า

เหมยจวงถามด้วยความแปลกใจเหตุใดตอนเข้ามาในตำหนัก รู้สึกว่าบ่าวรับใช้หายไปไหนกันหมด ต้องให้เสี่ยวอวิ่นจื่อออกมารับถ่าน คังลู่ไห่กับเสี่ยวอิ้นจื่อเล่า

หลิงหรงพูดแทรกขึ้นแล้วหวนเอ๋อร์ที่มีหน้าที่ยกน้ำชา กับสาวใช้อีกสองคนที่มีหน้าที่เก็บกวาดเล่าเพคะ

ข้ายิ้มบางๆคังลู่ไห่และเสี่ยวอิ้นจื่อถูกลี่กุ้ยผินเรียกตัวไปรับใช้ จะไปอยู่รอมร่อกลับเพิ่งมาบอกให้ข้ารู้ ส่วนคนอื่นๆ ข้าไล่ออกไปหมดแล้ว

เหมยจวงตกใจมากคังลู่ไห่กับเสี่ยวอิ้นจื่อเป็นคนของเจ้า เหตุใดลี่กุ้ยผินจึงเรียกคนของเจ้าไปโดยไม่บอกเจ้าสักคำ แล้วคนเนรคุณสองคนนั้นก็ยอมไปเสียด้วย!” จากนั้นก็ถามอีกว่าแล้วเหตุใดเจ้าถึงไล่นางกำนัลเหล่านั้นออกไปเล่า

ในเมื่อใจพวกนางไม่อยู่ที่นี่ หากไม่ปล่อยให้พวกนางกางปีกโบยบิน มัวแต่กักขังพวกนางไว้ คนเช่นนี้เลี้ยงไว้ต่อไปรังแต่จะเป็นภัยกับตัว ไม่สู้ไล่ออกไปเสียตั้งแต่แรกดีกว่า

เหมยจวงพึมพำความหมายของเจ้าคือ…”

ข้าพูดเสียงเบาบ่าวรับใช้ขอเพียงมีใจก็พอ หากพวกนางไม่มีใจจะอยู่ที่นี่ ก็สู้ปล่อยไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า หนึ่งเพื่อเหลือบ่าวรับใช้ที่จงรักภักดีจริงๆ สองหากที่นี่มีคนมากไปจะไม่เป็นการดี พวกท่านไปมาหาสู่ที่นี่บ่อยๆ หากบ่าวรับใช้พวกนั้นถูกผู้ใดซื้อตัวไป แล้วกลับมาทำร้ายพวกเราเห็นจะไม่ดี

เหมยจวงพยักหน้าถือว่าเจ้ารอบคอบ! ข้าไม่เคยระวังเรื่องนี้มาก่อน ดูท่ากลับไปจะต้องคอยจับตาดูพวกบ่าวรับใช้ให้ดี หลิงหรงเองก็เหมือนกัน

หลิงหรงพูดเสียงเบาว่าเพคะจากนั้นก็มองหน้าข้าพลางถอนหายใจขนาดพี่หญิงป่วยเช่นนี้ยังมีเรื่องให้ร้อนใจ มิน่าถึงไม่หายเสียที หรือเป็นเพราะท่านคิดมากไปทำให้อาการไม่ดีขึ้น

เหมยจวงมองข้าด้วยสีหน้ากังวลฝีมือของหมอหลวงเวินเป็นเลิศ แต่เหตุใดอาการของเจ้าถึงไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย

ข้าปลอบนางสามวันดีสี่วันไข้ก็อย่างนี้ ยิ่งช่วงนี้อากาศเย็นจึงยิ่งหายช้า แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกดีกว่าแต่ก่อนมากแล้ว

จากนั้นจึงถามขึ้นหวาเฟยไม่ได้ทำอะไรพวกท่านใช่หรือไม่

เหมยจวงมองดูหลิงหรงก็เหมือนเดิม ยังพอมองหน้ากันได้

ข้าพูดเสียงเบาข้ารู้ว่าท่านเป็นคนหนักแน่น หลิงหรงก็เป็นคนระมัดระวังรอบคอบ แต่สิ่งใดที่ไม่ควรอดทนก็ต้องพูดออกมา อย่ามัวแต่เก็บเงียบปล่อยให้คนอื่นรังแก

เหมยจวงเหมือนนึกอะไรได้ จึงถามข้าโสมที่ข้าให้เมื่อครั้งที่แล้ว กินแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

ข้ายิ้มต้องให้ท่านมาคอยเป็นห่วง ข้าดีขึ้นมาก

พวกเรานั่งคุยกันสักพัก จนท้องฟ้าเริ่มมืดลง เหมยจวงจึงลุกขึ้นบอกลาพร้อมรอยยิ้มคุยกันนาน เจ้าคงจะเหนื่อย พวกเรากลับก่อน ไม่รบกวนเจ้าแล้ว

ข้าอมยิ้มสั่งให้หลิวจูออกไปส่งพวกนาง ฮ่วนปี้ยกถ้วยยาเข้ามา พูดด้วยทีท่าลังเลคุณหนู ยังจะดื่มยานี้หรือไม่เจ้าคะ

ข้าตอบว่าดื่ม เหตุใดจึงไม่ดื่ม

นางสีหน้าไม่ดีดื่มยานี้เข้าไปจะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายหรือเจ้าคะ

ข้ายิ้มบางๆไม่เป็นไร ยาของเขาเพียงแต่ทำให้สีหน้าของข้าดูคล้ายคนป่วย ร่างกายไร้เรี่ยวแรงเท่านั้น ซ้ำนานๆ ข้าถึงจะดื่มสักครั้ง ไม่มีผลเสียใดๆข้าเหลือบมองนางนอกจากเจ้ากับหลิวจู ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนี้ใช่หรือไม่

ฮ่วนปี้พยักหน้ายาของใต้เท้าเวินดีมากเจ้าค่ะ ไม่มีใครระแวงสงสัยแม้แต่น้อย แต่เหตุใดคุณหนูจึงต้องปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้ฮุ่ยผินกับอันส่วนซื่อรู้เล่าเจ้าคะ

ข้าตอบเสียงเบาเพราะข้ารักพวกนางเหมือนพี่น้อง ถึงได้ไม่บอกเรื่องนี้กับพวกนาง หากเกิดเรื่องใดขึ้น จะได้ไม่ทำให้พวกนางพลอยติดร่างแหไปด้วย คนยิ่งรู้มากเท่าใด ก็มีโอกาสที่เรื่องจะเล็ดลอดออกไปได้มากเท่านั้น ซึ่งล้วนไม่ดีกับผู้ใด

ยาในชามเป็นสีดำเข้มข้น ส่งกลิ่นหวานอมเปรี้ยวกำจาย ข้ายกดื่มจนหมดถ้วย

บทที่หก คืนหิมะกลางสวนดอกเหมย

ไม่ทันไรข้าก็เข้าวังมาได้สามเดือนแล้ว ตอนนี้ใกล้เข้าสู่ช่วงปีใหม่ ภายในวังหลวงเริ่มเข้าสู่บรรยากาศฉลองงานมงคล มีพระมาสวดมนต์ที่ตำหนักทงหมิงทั้งวันทั้งคืนเพิ่มมากขึ้นทุกที จนกระทั่งวันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบสอง เงินประจำปีก็ถูกส่งมาที่ตำหนัก ถึงข้าจะเป็นเพียงกุ้ยเหรินป่วยที่ไม่ได้รับความโปรดปราน แต่เงินพระราชทานที่ได้มาก็ไม่น้อย บวกกับของที่เหมยจวง หลิงหรง และฉุนฉางไจ้ส่งมาให้ ก็มากพอที่ข้าจะจัดงานปีใหม่ในตำหนักของตัวเองได้ ถึงตำหนักถังหลีจะถูกคนอื่นหมางเมิน แต่จิ่นซีและคนอื่นๆ ก็ยังยิ้มชื่นบานขณะทำความสะอาด แขวนโคมมงคล และเขียนอักษรคำว่าฝูที่แปลว่ามงคลแปะประดับตำหนัก

หิมะตกหนักต่อเนื่องสองวัน อากาศหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ  ข้ายืนกุมเตาอุ่นมืออยู่ข้างหน้าต่าง มองละอองหิมะที่ค่อยๆ ร่วงหล่นจนผืนดินกลายเป็นสีเงินยวง จิงชิงเดินเข้ามาพูดกับข้าพร้อมรอยยิ้มนายหญิงน้อยกำลังคิดอะไรเพลินอยู่เพคะ ลมหนาวพัดเข้ามาทางหน้าต่าง ท่านยืนเหม่อเช่นนี้อาจจะจับไข้ได้เพคะ

ข้ายิ้มข้ากำลังคิดว่าตำหนักของเราอะไรก็ดี ขาดก็แต่ต้นเหมยกับต้นสน ลานหน้าตำหนักเลยดูโล้นไปหมด ไม่มีดอกไม้ใบไม้ขึ้นแม้แต่น้อย เห็นแต่หิมะขาวโพลน

จิงชิงตอบตอนที่สื่อเหม่ยเหรินอยู่ที่นี่ นางไม่ชอบดอกไม้ต้นไม้เพคะ นางบอกว่าดอกไม้งามกว่าคน และนางไม่ชอบดอกเหมยมากที่สุด บอกว่าดอกมันจะบานตอนหน้าหนาว แต่คนกลับหนาวจนตัวสั่น จมูกแดงไปหมด สู้ไม่มีดอกไม้ให้เห็นจะงามกว่า และบอกว่าต้นสนมีกลิ่นเหม็น จึงให้คนถอนทิ้งไปหมดเพคะ

ข้ายิ้มสื่อเหม่ยเหรินช่างน่าสนใจยิ่ง!”

จิ่นซีเดินเข้ามาถลึงตาใส่จิงชิงปากไม่มีหูรูดขึ้นทุกวัน! จำเอาไว้ บ่าวรับใช้ไม่มีสิทธิ์พูดถึงเจ้านายลับหลัง

จิงชิงแลบลิ้นแผล็บข้าเพียงแต่พูดให้คนในตำหนักฟัง ไม่ได้พูดให้คนอื่นฟังสักหน่อย

จิ่นซีพูดเสียงเฉียบขาดหากเคยชินกับการพูดในตำหนัก ต่อไปก็จะเผลอพูดให้คนอื่นฟังเช่นกัน สุดท้ายจะนำภัยมาสู่นายหญิงน้อย

ข้ายิ้ม พยายามสงบศึกจะปีใหม่อยู่แล้ว อย่าดุนางนักเลยจากนั้นก็หันไปพูดกับจิงชิงต่อไปเจ้าต้องจำคำสอนของกูกู่ให้ดี

จิ่นซีเดินเข้ามาหาข้ากุ้ยเหรินรู้สึกว่าทิวทัศน์ด้านนอกไม่งาม ประเดี๋ยวพวกหม่อมฉันตัดกระดาษมาติดประดับหน้าต่างดีหรือไม่เพคะ

ข้าพูดอย่างนึกสนุกข้าเองก็ตัดเป็นเหมือนกัน พวกเราช่วยกันตัด ช่วยกันจะได้สนุก

จิ่นซีรับคำอย่างเบิกบานก่อนจะถอยออกไป ไม่นานก็กลับมาพร้อมกระดาษหลากสีหอบใหญ่ ชาววังทั้งหลายมักจะนั่งตัดกระดาษเป็นรูปต่างๆ เพื่อฆ่าเวลาอันยาวนานในวังหลวง ทำให้ชาววังส่วนใหญ่เชี่ยวชาญการตัดกระดาษ ดังนั้น เมื่อคนในตำหนักได้ยินว่าข้าจะตัดกระดาษ จึงพากันล้อมวงอยู่ที่ตั่งร้อนอย่างกระตือรือร้น

สองชั่วยามผ่านไป บนโต๊ะเต็มไปด้วยกระดาษหลากสีตัดเป็นรูปต่างๆ ทั้งสาลิกาบนยอดเหมย” “มังกรคู่ไล่แก้ว” “นกยูงรำแพนหาง” “อัปสรโปรยบุปผา” “ปลาคู่มงคล” “สองเซียนคู่” “ห้ามงคลหน้าเรือนนอกจากนี้ยังมีรูปดอกบัว ดอกกล้วยไม้ ต้นไผ่ ดอกเบญจมาศ ดอกสุ่ยเซียน ดอกโบตั๋น และสามไม้ฤดูหนาวอันได้แก่ ต้นไผ่ ต้นสน และต้นเหมย

ข้ามองดูผลงานของทุกคนแล้วเอ่ยชมจิ่นซีตัดออกมาได้ไม่เลว สมแล้วที่อยู่ในวังมานาน

จิ่นซีหน้าแดงระเรื่อสู้ภาพสองเซียนคู่ของกุ้ยเหรินไม่ได้หรอกเพคะ ตัดออกมาราวกับมีชีวิตอย่างไรอย่างนั้น

ข้าเอ่ยยิ้มๆโลกนี้ไม่มีสองเซียนคู่ข้าเพียงแต่ตัดไปตามความหมายเท่านั้น หากตัดกระดาษออกมาเหมือนคนจริงถึงจะนับว่ามีฝีมือ

ข้าเพิ่งจะพูดจบ เพ่ยเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นลอยๆเสี่ยวอวิ่นจื่อตัดภาพเหมือนได้เพคะ

เสี่ยวอวิ่นจื่อรีบหันไปถลึงตาใส่คนพูดอย่าเพ้อเจ้อต่อหน้านายหญิงน้อย ข้าทำเป็นที่ไหนกัน

เพ่ยเอ๋อร์ไม่พอใจหม่อมฉันเพิ่งเห็นเสี่ยวอวิ่นจื่อตัดรูปนายหญิงน้อยอยู่แท้ๆ  เขาเก็บไว้ในแขนเสื้อเพคะ!”

เสี่ยวอวิ่นจื่อหน้าแดงก่ำ พูดเสียงเบากระหม่อมไม่กล้าล่วงเกินนายหญิงน้อยพ่ะย่ะค่ะ

ข้าหัวเราะอะไรกัน ข้าไม่ถือสาเรื่องพวกนี้ รีบเอาออกมาให้ข้าดูเร็วเข้า

เสี่ยวอวิ่นจื่อหยิบออกมาให้ข้าดูด้วยความขัดเขิน พอข้าเห็นก็ยิ้มเล็กน้อยงามจริง! เสี่ยวอวิ่นจื่อ เจ้าฝีมือไม่เลวเลยจริงๆ

เสี่ยวอวิ่นจื่อตอบขอบคุณนายหญิงน้อยที่ชม แต่กระหม่อมมือหยาบ ไม่สามารถตัดเลียนแบบความงามของนายหญิงน้อยได้พ่ะย่ะค่ะ

ข้าพูดยิ้มๆคำหวานไม่กี่คำก็ทำให้ข้าเหลิงได้แล้ว ตัดรูปข้าออกมาได้งดงามถึงเพียงนี้ ถูกใจข้านัก

หลิวจูยิ้มถามคนเจ้าเล่ห์อย่างเจ้า คิดอย่างไรถึงตัดกระดาษรูปนายหญิงน้อย

เสี่ยวอวิ่นจื่อตอบอย่างจริงจังตั้งแต่นายหญิงน้อยกรุณาให้ท่านหมอเวินไปช่วยชีวิตพี่ชายกระหม่อม กระหม่อมกับพี่ชายต่างซาบซึ้งในบุญคุณของนายหญิงน้อยยิ่งนัก กระหม่อมจึงตั้งใจตัดรูปของนายหญิงน้อยไว้ตั้งโต๊ะ บูชาทั้งเช้าเย็น

ข้าตอบอย่างจริงจังข้าขอรับความจริงใจของเจ้ากับพี่ชาย แต่ทำเช่นนี้ออกจะไม่ถูกนัก ผู้ใดได้ยินเข้าจะไม่งาม มิสู้ติดไว้ในตำหนักของข้าก็พอ

จิ่นซีลุกขึ้นเอ่ยในวังหลวงมีประเพณีอย่างหนึ่งเพคะ วันที่สามสิบให้นำของรักไปแขวนไว้บนต้นไม้ เพื่อขอพรวันปีใหม่ ในเมื่อนายหญิงน้อยชอบภาพเหมือนของเสี่ยวอวิ่นจื่อ มิสู้นำไปแขวนบนต้นไม้เพื่อขอพร เช่นนี้เสี่ยวอวิ่นจื่อก็จะพลอยได้หน้าไปด้วยเพคะ

ข้ายิ้มน้อยๆความคิดดีจากนั้นก็ให้ฮ่วนปี้นำของมาตกรางวัลให้จิ่นซีและเสี่ยวอวิ่นจื่อ

ระหว่างที่กำลังสนุกสนานกันอยู่ ก็มีคนแหวกม่านเข้ามาขอพบ เป่าเจวียน นางกำนัลข้างกายหลิงหรงยกกระถางดอกสุ่ยเซียนเข้ามาสองกระถางนายหญิงน้อยปลูกต้นสุ่ยเซียนนี้เองกับมือ วันนี้ดอกไม้บาน จึงให้หม่อมฉันนำมามอบให้หวั่นกุ้ยเหรินเพคะ

ข้ายิ้มบังเอิญจริง วันนี้พวกเราก็เพิ่งตัดกระดาษรูปดอกสุ่ยเซียน นายหญิงน้อยของเจ้าก็ให้เจ้านำดอกสุ่ยเซียนมาให้ข้า นำไปให้ฮุ่ยผินที่ตำหนักแล้วหรือยัง

เป่าเจวียนตอบให้จวี๋ชิงนำไปมอบให้สองกระถางแล้วเพคะ และส่งไปให้ฉุนฉางไจ้อีกหนึ่งกระถาง

ข้าพยักหน้ากลับไปบอกนายหญิงน้อยของเจ้าว่าถูกใจข้านัก แล้วนำกระดาษพวกนี้กลับไปให้นายหญิงน้อยของเจ้าติดประดับหน้าต่าง ข้างนอกหิมะตกหนัก เจ้าพักอยู่ข้างในให้ร่างกายอบอุ่นสักครู่เถิด ออกไปตอนนี้คงหนาวแย่เป่าเจวียนรับคำก่อนจะถอยออกไป

วันที่สามสิบมาถึงอย่างรวดเร็ว เหมยจวง หลิงหรง และฉุนฉางไจ้ได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงปีใหม่ที่ฮ่องเต้กับฮองเฮาเป็นเจ้าภาพ ก็เลยมาเยี่ยมข้าไม่ได้ และการที่ข้าป่วยหนัก ฮองเฮาจึงอนุญาตให้ข้าพักรักษาตัวอยู่ที่ตำหนัก ไม่ต้องไปร่วมงานเลี้ยง เมื่อกินข้าวส่งท้ายปีเสร็จ ข้ากับบ่าวรับใช้ในตำหนักก็ฉลองปีใหม่ร่วมกัน ผิ่นเอ๋อร์ต้มน้ำร้อนเดินถือเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะนายหญิงน้อย หิมะหยุดตกแล้วเพคะ ท้องฟ้ามีดาวพร่างพราว ท่าทางวันพรุ่งนี้ท้องฟ้าคงสดใสเพคะ

อย่างนั้นหรือข้ายิ้มอย่างมีความสุขฟ้าใสเช่นนี้ ไม่ออกไปชมไม่ได้กระมัง!”

จิ่นซีพูดอย่างตื่นเต้นกุ้ยเหรินจะได้นำภาพเหมือนไปแขวนบนต้นไม้เพื่อขอพรพอดีเลยเพคะ

ข้าว่าต้นไม้ในลานไม่เห็นน่าแขวน มิสู้ออกไปหาว่าที่ใดมีดอกเหมยบาน แล้วนำภาพเหมือนไปแขวนดีกว่า

เสี่ยวอวิ่นจื่อว่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของราชอุทยานมีดอกเหมยบานพอดี ซ้ำอยู่ไม่ไกลจากที่นี่พ่ะย่ะค่ะ

ข้าถามเหมยขาวหรือ

เสี่ยวอวิ่นจื่อตอบล่าเหมยพ่ะย่ะค่ะ หอมยิ่ง

ข้าขมวดคิ้วล่าเหมยสีไม่สวย กลิ่นหอมแรงเหมือนกลิ่นเหล้า มีดอกเหมยชนิดอื่นหรือไม่

เสี่ยวอวิ่นจื่อทำไม้ทำมือทางตะวันออกเฉียงใต้ของราชอุทยานมีสวนดอกเหมย เป็นเหมยสีแดง ออกดอกสะพรั่งราวก้อนเมฆสีแดงชาด งามนักพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่อยู่ไกลจากที่นี่

ราตรีที่เต็มไปด้วยหิมะ แสงจันทร์สีเงินยวงสะท้อนลงบนดอกเหมยแดงที่ส่งกลิ่นระรวย ช่างเป็นภาพที่งดงามนัก ข้าลุกขึ้นยืน แล้วคว้าเสื้อคลุมสีเงินปักลายเขียวคลิบริมขนนกมาคลุม พลางเอ่ยข้าจะออกไปดูสักหน่อย

เสี่ยวอวิ่นจื่อตกใจจนหน้าถอดสี รีบคุกเข่าตบปากตัวเองสองครั้งกระหม่อมปากมาก นายหญิงน้อยไม่สบาย อย่าออกไปตากลมเลยพ่ะย่ะค่ะ เมื่อวันก่อนหวาเฟยสั่งว่านายหญิงน้อยไม่สบายห้ามออกไปเดินข้างนอก หากหวาเฟยได้ยินเรื่องนี้เข้า กระหม่อมต้องถูกลงโทษเป็นแน่

ข้าอมยิ้มเจ้าไม่มีความผิดเหตุไฉนจึงถูกลงโทษเล่า ตอนนี้ดึกดื่นไร้ผู้คน พระสนมทุกคนล้วนอยู่ในงานเลี้ยง ข้าสวมชุดคลุมสีนี้กลืนกับสีหิมะ ซ้ำข้านอนป่วยมานาน ออกไปเดินเล่นบ้างคงไม่เป็นไรกระมังเสี่ยวอวิ่นจื่ออ้าปากทำท่าจะอ้อนวอน แต่ข้าก้าวสวบๆ เดินข้ามประตู ก่อนจะหันกลับมาพูดว่าข้าจะไปคนเดียว ห้ามผู้ใดตามมาเด็ดขาด หากผู้ใดกล้าขวางทางข้า ข้าจะลงโทษให้พวกเจ้าฉลองปีใหม่บนพื้นหิมะทั้งคืน

เมื่อข้าเดินมาถึงหน้าประตูตำหนักถังหลี จิ่นซีกับหลิวจูก็วิ่งกระหืดกระหอบตามมา จากนั้นก็ย่อตัวคำนับหม่อมฉันไม่กล้ารั้งกุ้ยเหรินเพคะ แต่ขอร้องกุ้ยเหรินโปรดถือโคมไฟนำทางไปด้วย หิมะตกเช่นนี้เดินทางลำบากนัก

ข้ายื่นมือออกไปรับตะเกียงเล็กๆ แต่สว่างไสว ไม่ต้องกลัวว่าลมจะพัดไฟดับ ข้ายิ้มตอบรับพวกเจ้ารอบคอบนัก

หลิวจูวางเตาอุ่นมือไว้ในมือข้าคุณหนูนำติดตัวไปด้วยเจ้าค่ะ จะได้ไม่หนาว

ข้าตอบยิ้มๆถ้าห่วงข้าถึงเพียงนี้ เจ้าไม่ยกผ้าห่มกับเตาถ่านมาด้วยเลยเล่า

หลิวจูหน้าแดงระเรื่อ บ่นอุบอิบคุณหนูชอบล้อข้าน้อยอยู่เรื่อย หากข้าน้อยทนไม่ไหว ร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไรเจ้าคะ

ข้ายิ้มตอบพูดอะไรเหลวไหล พอข้าตามใจเข้าหน่อยก็เริ่มไม่รู้จักกฏเกณฑ์แล้วหรือ

หลิวจูยิ้มออกสาวใช้เช่นข้าน้อยไม่ใส่ใจเรื่องกฎเกณฑ์หรอกเจ้าค่ะ สนใจแต่ว่าคุณหนูจะเป็นอย่างไรเท่านั้นจิ่นซีก็พลอยหัวเราะไปด้วย

ข้าว่านำกลับไปเถิด ประเดี๋ยวเดียวข้าก็กลับมา ยังไม่ทันรู้สึกหนาวด้วยซ้ำพอพูดจบก็หมุนตัวเดินจากมาทันที

หิมะบนทางเดินและตรอกซอกซอยต่างๆ ของวังหลวงถูกกวาดออกเรียบร้อยแล้ว แต่พื้นก็ยังลื่นเพราะมีน้ำแข็งเกาะบางๆ จึงต้องเดินอย่างระมัดระวัง ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว เหล่าพระสนมนางในทั้งหลายอยู่ในงานเลี้ยงกับฮ่องเต้และฮองเฮา เหล่านางกำนัลกับขันทีหลบหนาวอยู่ในตำหนัก มีแต่ราชองครักษ์และขันทีที่อยู่เวรเดินผ่านไปมาเป็นครั้งคราว แต่ก็น้อยกว่าทุกวัน ทำให้ข้าพอจะหลีกเลี่ยงได้ สวนดอกเหมยค่อนข้างไกลจากตำหนักของข้า คืนนี้ลมไม่แรง แม้จะรู้สึกหนาวบ้าง แต่เสื้อผ้าชุดหนาของข้าก็พอช่วยให้อุ่นได้ หลังจากประมาณครึ่งของครึ่งชั่วยามผ่านไป ข้าก็ถึงที่หมาย

ยังไม่ทันได้เข้าไปในสวน กลิ่นหอมสดชื่นก็ลอยมาแต่ไกล กลิ่นหอมอ่อนๆ ดึงดูดให้เร่งฝีเท้าเข้าไปด้านใน ยิ่งเข้าไปใกล้ก็ยิ่งดื่มด่ำ ยังไม่มีผู้ใดเข้ามากวาดหิมะในสวนดอกเหมย หิมะที่เพิ่งหยุดตกยังไม่จับเป็นก้อนแข็ง เมื่อรองเท้าหนังแกะปักลายดอกย่ำลงบนหิมะ จึงทำให้เกิดเสียงดังเป็นระยะ  บรรยากาศเงียบสงัด มีแต่เสียงข้าย่ำหิมะ ดอกเหมยแดงในสวนบานสะพรั่ง แสงดาวสุกใสเป็นประกาย จนดอกไม้สีแดงส่องแสงเปล่งปลั่ง บนกลีบดอกมีละอองหิมะเล็กๆ ส่องแสงราวมีเกสรเป็นอัญมณี ทำให้ตัวดอกสีแดงสดใสราวกับมีชีวิต งดงามจนแทบลืมหายใจ ไม่รู้ว่าหิมะทำให้ดอกเหมยดูงามขึ้น หรือดอกเหมยทำให้หิมะดูงามขึ้นกันแน่ ช่างเหมือนภาพในสรวงสวรรค์อย่างที่มีคนบรรยายไว้ว่า เงากิ่งเหมยทาทาบชลธาร จันทร์ตระการอวลกลิ่นรสสุคนธ์

ข้าก้าวไปด้านหน้าอย่างไม่รู้ตัว กลิ่นหอมยวนใจราวกับจะละลายกระดูกข้าให้สลายกลายเป็นน้ำ ข้าชอบเหลือเกิน ข้าเลือกยอดดอกเหมยที่สูงที่สุดเพื่อแขวนภาพเหมือน จากนั้นก็วางตะเกียงลง คุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่สนว่าจะเปียก ก่อนจะขอพรอธิษฐานในใจ

คำอธิษฐานข้อหนึ่ง เจินหวนขอให้ท่านพ่อท่านแม่สุขภาพร่างกายแข็งแรง พี่ชายและน้องสาวมีแต่ความสงบสุข

คำอธิษฐานข้อสอง ขอให้มีชีวิตอยู่ในวังหลวงอย่างสงบสุขตลอดไป เมื่อคิดถึงตรงนี้ข้าก็อดเศร้าใจไม่ได้ เพราะข้าเลือกที่จะไม่เข้าไปสู่วังวนของฝ่ายในเพื่อรักษาชีวิตตนเอง จึงต้องเลือกที่จะป่วยเช่นนี้ไปตลอดชีวิต กลายเป็นหญิงผมขาวแก่คาตำหนัก อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายตลอดไป

คำอธิษฐานข้อสามคือวอนขอหนึ่งรักแท้มั่นคง รักยืนยงคู่เคียงจนแก่เฒ่าแต่คิดดูแล้วคงเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น ข้ารู้แต่แรกแล้วว่า ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าวังหลวง ข้าก็ไม่มีความหวังอะไรกับชีวิตอีกต่อไป จิตใจก็พลอยปวดร้าวจนพูดไม่ออก ได้แต่เอ่ยอย่างทอดถอนใจลมหนาวหากเห็นใจ จงละเว้นทำลายกัน

เมื่อข้าพูดจบ ไกลออกไปก็มีเสียงบุรุษคนหนึ่งพูดขึ้นเบาๆผู้ใดอยู่ตรงนั้น!” ข้าตื่นตกใจ ที่นี่มีคนอื่นอยู่! ซ้ำยังเป็นบุรุษ! ข้ารีบปิดปาก เป่าตะเกียงดับ เบี่ยงตัวหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่อย่างรวดเร็ว คนผู้นั้นเงียบไปสักพักก่อนจะถามขึ้นอีกครั้งนั่นใคร

รอบด้านเงียบสงัด ได้ยินแต่เสียงสายลมพัดผ่านกิ่งเหมยจนโยนไปมา แต่กลับไม่มีเสียงคน ข้าใช้ชุดคลุมห่อตัวเองไว้อย่างมิดชิด แสงดาวหม่นลง หิมะบนพื้นขาวโพลน เงากิ่งเหมยในสวนขึ้นทแยงสลับซับซ้อน ราวกับกิ่งปะการัง การจะหาตัวข้าจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ข้ากลั้นหายใจ ค่อยๆ ยื่นเท้าออกก้าวเดินเพื่อหลบออกไปด้านนอก กลัวจับใจว่าเสียงฝีเท้าที่ย่ำบนหิมะจะเปิดเผยตัวข้า

แต่ฝีเท้าของคนผู้นั้นกลับยิ่งเข้ามาใกล้ จนข้ามองเห็นรองเท้าลายมังกรเขียวแหวกมหาสมุทร คนผู้นั้นหยุดยืนห่างออกไปไม่กี่พุ่มไม้ น้ำเสียงของเขาเข้มงวดขึ้นหากยังไม่ตอบ ข้าจะให้คนมาควานหาตัวของเจ้า

ข้าตัวแข็งทื่อ สองมือกำแน่น รู้สึกเหมือนถูกลมหนาวแช่จนกลายเป็นน้ำแข็ง ถัดจากพุ่มดอกไม้ไม่ไกล ข้าเห็นชายชุดสีเทาเงินยืนอยู่ไม่ห่างจากข้า ใกล้จนเห็นลายมังกรที่ปักอยู่บนชุดได้รำไร ยิ่งทำให้ข้าตื่นตกใจมากขึ้น เมื่อหันกลับไปด้านหลังก็เห็นนางกำนัลในชุดสีเขียววิ่งหายไปหลังประตูเล็ก ข้าจึงตอบออกไปหม่อมฉันเป็นนางกำนัลประจำสวนดอกเหมย ออกมาเพื่อขอพร ไม่กล้ารบกวนขบวนเสด็จ ขอพระองค์โปรดอภัยเพคะ

คนผู้นั้นถามอีกเมื่อครู่เจ้าท่องกลอนอะไร เจ้าชื่ออะไร

ข้ารู้สึกหวาดกลัว แต่พยายามสงบจิตสงบใจชื่อของหม่อมฉันต่ำต้อย เกรงจะระคายหูพระกรรณเพคะ

คนผู้นั้นก้าวเข้ามาอีก ข้าจึงรีบร้องขึ้นโปรดอย่าเข้ามาเพคะตอนนี้รองเท้าหม่อมฉันเปียก กำลังเปลี่ยน สภาพไม่น่าดูเพคะคนผู้นั้นหยุดเดินและไม่พูดอะไรอีก สักพักเสียงฝีเท้าของเขาก็ค่อยๆ ห่างออกไป และเงียบไปในที่สุด จากนั้นสติถึงค่อยกลับมา หัวใจเต้นระส่ำราวจะหลุดออกมานอกอก ข้ารีบคว้าตะเกียงแล้ววิ่งฝ่าความมืดออกมา หวาดกลัวเหมือนมีใครบางคนวิ่งไล่ตามหลังมาตลอดเส้นทางหนาวเหน็บขณะกลับตำหนัก

จิ่นซี ฮ่วนปี้ และคนอื่นๆ เมื่อเห็นข้ากลับเข้ามาในตำหนักเหมือนคนขวัญเสีย ผมเผ้ายุ่งรุงรัง สีหน้าหวาดผวา ก็พากันถามนายหญิงน้อยเป็นอะไรไปเพคะ

ฮ่วนปี้รีบรินชามาให้ ข้าดื่มลงไปให้รู้สึกอุ่นขึ้นในซอยหย่งเซี่ยงมีแมวสองตัวหลบอยู่ข้างกองหิมะ ไม่รู้ผู้ใดเลี้ยงเอาไว้ อยู่ๆ ก็กระโจนใส่ข้า ข้าตกใจแทบแย่!”

หลิวจูพูดยิ้มๆคุณหนูกลัวแมวมาตั้งแต่เด็ก พอเห็นทีเดียวสองตัวก็เลยยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่จากนั้นก็ร้องเรียกเพ่ยเอ๋อร์ ไปต้มน้ำขิงเข้มๆ มาสักถ้วย ให้กุ้ยเหรินดื่มไล่ความตกใจเพ่ยเอ๋อร์รับคำก่อนจะออกไปด้านนอก

จิ่นซีว่าคนในวังหลวงนิยมเลี้ยงแมว แต่แมวเป็นสัตว์ไม่เชื่อง กุ้ยเหรินต้องระวังตัวเพคะจากนั้นก็ถามต่อนายหญิงน้อยได้ขอพรหรือไม่เพคะ

ข้าพยักหน้าขอไปสามข้อ ไม่รู้ว่าสวรรค์จะหาว่าข้าโลภเกินไปหรือไม่

จิ่นซีคุกเข่าคำนับ เอ่ยพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้ายินดีกับนายหญิงน้อยด้วยเพคะ โบราณว่าไว้แมวนำโชค  นายหญิงน้อยได้ขอพร ซ้ำยังเจอแมวถึงสองตัว คำอธิษฐานจะต้องกระโจนมาหานายหญิงน้อยเป็นแน่เพคะ

ข้าตอบยิ้มๆเรื่องใดไม่ดี พอเจ้าพูดก็กลับกลายเป็นเรื่องดีทุกที หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าตกใจเสียบ้างก็คงไม่เป็นไรพูดพลางให้จิงชิงยกกะละมังน้ำเข้ามาเปลี่ยนชุดให้ข้า จากนั้นก็นั่งลงเล่นไพ่นกกระจอกด้วยกัน

เมื่อจิตใจสงบลง ก็เริ่มสงสัยขึ้นมาว่า วันนี้ในพระราชวังมีจัดงานเลี้ยง แต่หาได้เชิญเชื้อพระวงศ์อื่นๆ มาร่วมงานไม่ นอกจากฮ่องเต้ ก็ไม่มีบุรุษคนใดสามารถเข้ามาในฝ่ายในได้อีก ภาพรองเท้าลายมังกรแหวกมหาสมุทรลอยขึ้นมาชายเสื้อสีเทาเงินลายมังกร ทันใดนั้นก็ตกตะลึง ลายมังกรเช่นนี้ แม้แต่ชินอ๋องก็ไม่สามารถใช้ได้ หรือว่าคนในสวนดอกเหมยผู้นั้นโชคดีที่ข้าหลบออกมาได้ มิฉะนั้น การที่ข้าพยายามหลบเลี่ยงสงครามของฝ่ายในมาตลอดก็สูญเปล่า จิ่นซีกับเสี่ยวอวิ่นจื่อเห็นสีหน้าข้าไม่ดีจึงถามด้วยความเป็นห่วง พอเห็นข้าเริ่มเบื่อ จึงแกล้งทำเป็นแพ้ให้ข้าดีใจ ข้าเลิกเล่นก่อนจะบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย ต้องการพักผ่อน จิ่นซีจึงตามเข้ามาจัดที่นอนให้

ข้าถามขึ้นลอยๆงานเลี้ยงในวังวันนี้ ฝ่าบาททรงเชิญใครมาร่วมงานบ้างหรือ

จิ่นซีตอบตามหลักแล้ว จะมีท่านอ๋องไม่กี่องค์เสด็จเพคะข้ารับคำเบาๆ

ท่านอ๋องที่จิ่นซีพูดถึงคือพระโอรสของอดีตฮ่องเต้ ได้แก่ องค์ชายใหญ่ฉีซานอ๋อง นามเสวียนสวิน องค์ชายสามหรู่หนานอ๋อง นามเสวียนจี่ องค์ชายหกชิงเหออ๋อง นามเสวียนชิง และองค์ชายเก้าผิงหยางอ๋อง นามเสวียนเฝิน อดีตฮ่องเต้มีพระโอรสเจ็ดพระองค์ และพระธิดาสองพระองค์ องค์ชายห้า องค์ชายเจ็ด และองค์ชายแปดสิ้นพระชนม์ไปแล้ว

ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีนามว่าเสวียนหลิง เป็นพระโอรสองค์ที่สี่ พระองค์และองค์หญิงใหญ่เจินหนิงต่างเป็นพระสายโลหิตของไทเฮาองค์ปัจจุบัน

ฉีซานอ๋องเสวียนสวินประสูติแต่พระสนมอี๋เฟยหรือชินเหรินไท่เฟย แม้จะเป็นพระโอรสองค์โต แต่เพราะนิสัยอ่อนแอ ไม่กระตือรือร้น จึงเป็นได้เพียงชินอ๋องผู้รักสงบและเสพย์สุขไปวันๆ

เซียงเฉิงอ๋องเสวียนจี่ประสูติแต่เจ้าจอมอวี้เอ้อฟูเหริน ซึ่งเป็นน้องสาวคนเล็กของปั๋วหลิงโหว รัชศกหลงชิ่งปีที่สิบปั๋วหลิงโหวก่อกบฏ อวี้เอ้อฟูเหรินจึงพลอยติดร่างแหไปด้วย สุดท้ายก็สิ้นพระชนม์เพราะสิ้นความโปรดปราน เสวียนจี่เชี่ยวชาญด้านการทหาร แต่นิสัยรักสันโดษ ไม่สนว่าจะได้รับความโปรดปรานหรือไม่ ได้รับตำแหน่งเซียงเฉิงอ๋องหลังอดีตฮ่องเต้สวรรคต ตอนนี้ศึกเหนือใต้กำลังติดพันอย่างหนัก ทำให้เซียงเฉิงอ๋องมีกำลังทหารไม่น้อย และเป็นกำลังสำคัญของฮ่องเต้

ชิงเหออ๋องเสวียนชิงฉลาดหลักแหลม พระมเหสีซูกุ้ยเฟยผู้เป็นมารดาเป็นที่โปรดปราน พระโอรสจึงเป็นที่โปรดปรานของอดีตฮ่องเต้ หลายครั้งที่มีพระดำริจะแต่งตั้งองค์ชายเสวียนชิงเป็นรัชทายาท แต่เพราะซูกุ้ยเฟยมีชาติกำเนิดต่ำต้อย เหล่าขุนนางรวมตัวคัดค้าน องค์ชายเสวียนชิงจึงไม่ได้เป็นรัชทายาท หลังอดีตฮ่องเต้สวรรคต ซูกุ้ยเฟยขอออกจากวังเพื่อศึกษาคำสอนของลัทธิเต๋า พระสนมหลินเฟยหรือไทเฮาองค์ปัจจุบันผู้เป็นสหายสนิทของซูกุ้ยเฟยรับเลี้ยงองค์ชายเสวียนชิงเหมือนเป็นพี่น้องท้องเดียวกันกับองค์ชายเสวียนหลิงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งสองพระองค์จึงสนิทสนมกันมาก องค์ชายเสวียนชิงมีนิสัยรักสันโดษ เชี่ยวชาญแตกฉานงานศิลปะทุกแขนง ไม่สนใจเรื่องการเมือง โปรดแต่อ่านหนังสือ ท่องกลอน เล่นดนตรี ซ้ำยังเป่าขลุ่ยได้เลอเลิศไม่มีใครเทียม ผู้คนต่างให้สมญานามว่าท่านอ๋องเจ้าสำราญ

ผิงหยางอ๋องเสวียนเฝินเป็นพระโอรสองค์เล็ก อายุเพิ่งจะสิบสามปี สนมเอินผินผู้เป็นมารดามีชาติกำเนิดต่ำต้อย เป็นเพียงนางกำนัลในห้องตัดเย็บ หลังจากอดีตฮ่องเต้สวรรคตได้รับการแต่งตั้งเป็นซุ่นเฉินไท่เฟย แต่ผิงหยางอ๋องกลับถูกเลี้ยงดูโดยจวงเหอไท่เฟย มารดาขององค์ชายห้า

ข้านั่งฟังเงียบๆ รู้สึกจิตใจพะว้าพะวงอย่างประหลาด จึงได้แต่ข่มตานอนลง บ่าวรับใช้พากันถอยออกไป ระหว่างที่กำลังสะลึมสะลืออยู่นั้น ข้าก็สะดุ้งตื่นด้วยความตื่นตระหนก เพราะข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีของสิ่งหนึ่งที่ข้าลืมทิ้งไว้ในสวนดอกเหมยภาพเหมือนของข้า!

บทที่เจ็ด เมี่ยวอินเหนียงจื่อ

ข้าสะดุ้งตื่นจากฝันด้วยจิตใจพะว้าพะวง จึงสั่งให้จิงชิงไปที่สวนดอกเหมยเพื่อดูว่าภาพเหมือนที่แขวนไว้ยังอยู่หรือไม่ โดยไม่สนว่าตอนนี้จะดึกแค่ไหน เมื่อจิงชิงเห็นข้าร้อนใจ ก็รีบเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าตัวหนา แล้วออกไปโดยไม่ถามอะไรสักคำ เมื่อนางรีบร้อนออกไป คนในตำหนักพากันตกอกตกใจ ข้าจึงบอกว่าตัวเองฝันร้ายจนสะดุ้งตื่น

เวลาผ่านไปนานแสนนานราวกับผ่านไปทั้งคืน จิงชิงกลับมาบอกว่าภาพเหมือนของข้าหายไปแล้ว น่ากลัวว่าคงถูกสายลมพัดปลิวหายไป ข้ารู้สึกเหมือนมีใครเอาน้ำเย็นๆ สาดหน้า ได้แต่นิ่งเงียบพูดอะไรไม่ออก จิ่นซีและคนอื่นๆ คิดว่าข้ากังวลว่าจะโชคร้ายเพราะภาพเหมือนปลิวหายไป จึงช่วยกันพูดหยอกล้อให้ข้ารู้สึกดีขึ้น ข้าได้แต่นึกปลอบใจตัวเองว่า บางทีสายลมอาจจะพัดภาพเหมือนปลิวหายไปจริงๆ หรือนางกำนัลอาจจะเห็นว่าสวย จึงเก็บกลับไปเล่นก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้นจิตใจของข้าก็ไม่ยอมสงบเสียที ยังดีที่วันต่อมาตำหนักของข้ายังคงสงบเหมือนเก่า ไม่มีเรื่องมารบกวน ข้ายังคงพักฟื้นอยู่ในตำหนัก แม้แต่ธรรมเนียมที่ต้องไปถวายบังคมในวันปีใหม่ก็ได้รับการงดเว้นไม่ต้องไปเข้าเฝ้า

วันที่หนึ่งของปีใหม่ หลังจากกินอาหารกลางวัน ข้าก็พักผ่อนอยู่ในห้องนั่งเล่น เหมยจวงแหวกม่านเข้ามา สีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้มมีเรื่องประหลาดจะเล่าให้เจ้าฟัง

ข้ายืดตัวขึ้นถามมีเรื่องใหม่เกิดขึ้นในวังหลวงอีกแล้วหรือ

เหมยจวงยิ้มบางๆฝ่าบาททรงติดพระทัยนางกำนัลห้องดอกไม้คนหนึ่ง แซ่อวี๋ ทรงพบในสวนดอกเหมย ตอนนี้นางได้รับแต่งตั้งเป็นเกิงอี ถึงจะเป็นนางในขั้นต่ำสุด แต่อย่างน้อยก็ได้เป็นนายหญิงน้อย ไม่ใช่นางกำนัลธรรมดาอีกต่อไป

ข้าดึงเตาอุ่นมือออกมาการจะแต่งตั้งนางกำนัลที่โปรดปรานให้เป็นนางในไม่ใช่เรื่องแปลก ทั้งซุ่นเฉินไท่เฟย…” เหมยจวงเหลือบตามอง ข้ายิ้มเอ่ยดูท่านสิ จริงจังเหลือเกิน เห็นทีจะมีแต่ตำหนักของข้าที่ท่านพอจะมาพูดอะไรได้บ้างกระมัง

เหมยจวงก้มหน้าลูบลายปักบนกระโปรง เอ่ยช้าๆตอนนี้ฝ่าบาทโปรดปรานนางยิ่งนัก

นางงามมากหรือ

ไม่มากนัก แต่ได้ยินมาว่านางร้องเพลงได้ไพเราะยิ่ง

ข้าอมยิ้มไม่พูดไม่จา ใช้ปลอกเล็บฝังหยกที่นิ้วก้อยเขี่ยคางตัวเองเบาๆ นานช้ากว่าจะพูดต่อฝ่าบาทคงจะทรงตื่นเต้นที่ได้ของใหม่ แต่ถึงจะโปรดปรานอย่างไร นางกำนัลที่ได้รับการแต่งตั้ง ก็มีสิทธิ์เลื่อนขั้นได้ทีละขั้นเท่านั้น ไม่มีทางมีตำแหน่งนำหน้าท่านเป็นแน่

เหมยจวงหัวเราะเรื่องนี้ข้ารู้ เพียงแต่ตอนนี้หลิงหรงเสียใจนัก

ข้ารู้สึกแปลกใจหลิงหรงยังไม่ได้ถวายการปรนนิบัติอีกหรือ

เหมยจวงพยักหน้าเบาๆนางเข้าวังมานาน แต่ฝ่าบาทยังไม่เคยรับสั่งให้ถวายการปรนนิบัติพูดจบก็ถอนหายใจเบาๆคนอื่นจะได้รับความโปรดปรานก็ช่างเถิด แต่กลับกลายเป็นนางกำนัลที่มีศักดิ์ต่ำกว่า นางย่อมรู้สึกไม่ดีเป็นธรรมดา

ข้านึกถึงหลิงหรงที่ยืนตากลมในคืนก่อนเข้าวัง ความรู้สึกที่นางมีต่อพี่ชายหรือนางต้องการหลบเลี่ยงไม่ต้องการถวายการปรนนิบัติเหมือนกับข้า ข้าถามขึ้นอย่างลังเลหรือว่านางไม่อยากถวายการปรนนิบัติ

เหมยจวงมองข้าด้วยสายตากังขาจะเป็นไปได้อย่างไร แม้นางจะดูเงียบๆ แต่ลึกๆ ก็น่าจะอยากถวายการปรนนิบัติ ไม่อย่างนั้นครอบครัวเล็กๆ ของนางจะมีที่ยืนอยู่ในวังหลวงได้อย่างไร

ข้าเอ่ยอย่างลังเลท่านแน่ใจหรือว่านางไม่มีใครที่ชอบพออยู่

เหมยจวงตกใจกับคำพูดข้า ใบหน้าแดงระเรื่ออย่าพูดเล่นเช่นนี้ พวกเราล้วนเป็นคนของฝ่าบาท ทั้งร่างกายและจิตใจล้วนเป็นของฝ่าบาท นางจะมีคนที่ชอบพออยู่ได้อย่างไร

ข้าก็พลอยอายหน้าแดงไปด้วยข้าแค่ลองถามดูเท่านั้น เหตุใดท่านจึงร้อนใจเช่นนี้

เหมยจวงนิ่งคิดแล้วส่ายหน้าข้าไม่รู้ว่านางมีคนชอบพออยู่หรือไม่ แต่จากท่าทีของนาง ก็ไม่น่าจะมีพอพูดจบ นางก็หาหัวข้ออื่นมาคุยต่อ

หลังจากส่งเหมยจวงกลับไปแล้ว เพ่ยเอ๋อร์ก็ยกถ่านเข้ามาเปลี่ยน ข้าจึงแสร้งทำเป็นถามขึ้นลอยๆได้ยินมาว่านางกำนัลที่สวนดอกเหมยได้รับแต่งตั้งเป็นเกิงอีหรือ

เพ่ยเอ๋อร์ตอบเพคะ มีแต่คนบอกว่านางโชคดี ได้ยินมาว่านางได้สนทนากับฝ่าบาทอยู่ประโยคสองประโยคในคืนวันสิ้นปี พอวันที่สองฝ่าบาทก็รับสั่งให้หลี่กงกงออกตามหาคน นางตอบคำถามได้ ก็ถูกพาตัวไป แล้วก็ไม่ได้กลับไปอีก จากนั้นคนอื่นๆ ก็ได้ข่าวว่าฝ่าบาทโปรดให้นางถวายตัว แต่งตั้งเป็นเกิงอี

ข้ายิ้มบางๆ  เป็นนางกำนัลจริงๆ เสียด้วย ซ้ำยังเฉลียวฉลาดนัก! ถึงได้สวมรอยเป็นข้า ดูท่าวังหลวงแห่งนี้คงมีคนที่อยากเป็นปลาทองเข้าประตูมังกรกันมากมาย ระหว่างการสนทนาจิ่นซีก็เข้ามา คุกเข่าลงบีบขาให้ข้า เมื่อเพ่ยเอ๋อร์ถือถ่านออกไป ในห้องนั่งเล่นก็เหลือเพียงข้าและนาง นางจึงเอ่ยขึ้นคืนนั้นนายหญิงน้อยไปที่สวนดอกเหมย ไม่ได้พบใครหรือเพคะ

ข้าหยิบผลไม้แห้งเข้าปากจะเจอหรือไม่ สำคัญด้วยหรือ

จิ่นซีลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยยิ้มๆหม่อมฉันคงคิดมากไป แต่ในวังหลวงแห่งนี้มีเรื่องใส่สีตีไข่มากมาย หม่อมฉันกลัวเพียงว่าจะต้องเสียเปรียบเพราะผู้อื่นเพคะ

ข้าคายเมล็ดลงในกระโถนที่วางอยู่ข้างๆอาจจะเสียเปรียบเพราะผู้อื่น แต่ก็อาจจะได้เปรียบเพราะผู้อื่นเช่นกัน

อีกหนึ่งเดือนต่อมา หลิงหรงก็ยังคงไม่ได้ถวายการปรนนิบัติเช่นเดิม ด้วยความที่อวี๋เกิงอีเฉลียวฉลาด เชี่ยวชาญการขับร้อง ทำให้ฮ่องเต้โปรดปรานนางมากขึ้น ภายในหนึ่งเดือน นางได้เลื่อนตำแหน่งเป็นไฉ่หนี่ว์ ส่วนซื่อ และสุดท้ายก็ได้เป็นเหนียงจื่อ สนมขั้นเจ็ด ราชทินนามเมี่ยวอินทั้งยังได้รับพระราชทานตำหนักหงหนีเป็นที่พำนัก มีหน้ามีตาภายในชั่วเวลาสั้นๆ  แม้แต่หวาเฟยยังส่งของกำนัลไปให้นางด้วยตัวเอง อวี๋เหนียงจื่อเองก็รู้จักเอาอกเอาใจ ทำให้ทั้งสองสนิทสนมกันมาก นางเริ่มทำตัวเย่อหยิ่งจองหอง แม้แต่เหมยจวง หลิวเหลียงหยวน เถียนกุ้ยเหริน และคนอื่นๆ นางก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา แม้แต่เหมยจวงที่ได้รับการอบรมมาดี ยังอดโมโหโทโสไม่ได้

ถึงตอนนี้จะเริ่มเข้าสู่เดือนสอง แต่อากาศก็ไม่มีทีท่าว่าจะอุ่นขึ้นแต่อย่างใด ซ้ำสองวันมานี้อากาศยังหนาวขึ้นอีก ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆหมอกคลุมไม่แจ่มใส ราวกับจะมีพายุเข้าเร็วๆ นี้ กระทั่งตกค่ำ หิมะก็โปรยปรายลงมาติดต่อกันหนึ่งวันหนึ่งคืน พอถึงคืนวันที่สอง หิมะก็ค่อยซาลง เสี่ยวอวิ่นจื่อและเสี่ยวเหลียนจื่อกวาดหิมะเสร็จเข้ามาตัวเปียกปอน หนาวจนสั่นสะท้าน ปากพึมพำว่าอากาศบ้าแล้วรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะกลับมาผิงไฟ

ข้าวางผ้าเช็ดหน้าที่กำลังปักอยู่ลงปีนี้อากาศไม่ดี เข้าเดือนสองแล้วแต่หิมะยังตกอยู่ สงสัยต้นไม้ใบหญ้าคงแข็งตายหมดเป็นแน่

หลิวจูพูดยิ้มๆคุณหนูไม่ต้องห่วงพวกต้นไม้ใบหญ้าหรอกเจ้าค่ะ ตอนสิ้นฤดูใบไม้ร่วง พวกขันทีได้นำหญ้ามาคลุมไว้หมดแล้ว ไม่แข็งตายหรอกเจ้าค่ะ

ข้ายิ้มบางๆ แล้วก้มหน้าปักลายนกขมิ้นบนผ้าเช็ดหน้าต่อ เมื่อได้ยินเสียงกุกกักเหมือนเสียงลากรถดังแต่ไกลก็รู้สึกแปลกใจ ตำหนักถังหลีห่างไกลผู้คน น้อยครั้งที่จะมีรถลากผ่านมาแถวนี้ ดึกดื่นเช่นนี้เหตุใดจึงยังมีเสียงรถ เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นจิ่นซียืนประสานมืออยู่ตรงหน้า พูดเสียงเบาเรียนนายหญิงน้อย เป็นเสียงรถหงส์เหินวสันต์เพคะข้านิ่งเงียบ รถหงส์เหินวสันต์คือรถที่ใช้รับส่งพระสนมนางในที่จะเข้าถวายการปรนนิบัติในคืนนั้น

ข้าเหม่อฟังอยู่สักพัก เสียงรถนั้นก็ยิ่งดังใกล้เข้ามาทุกที เสียงกระดิ่งที่แขวนอยู่บนรถฝ่าผ่านค่ำคืนหิมะตกอันเงียบสงัด เสียงหญิงสาวร้องเพลงแว่วดัง เสียงร้องสูงอ่อนหวาน เป็นบทกวีบทใหม่ของราชสำนักเตาถ่านไม้จันทร์หอมลุกไหม้ นอกม่านมุกหิมะโปรยปลิวไสว ตำหนักในสังสรรค์ร่ำสุรา หงษ์ร่ายมังกรรำเต็มอาภรณ์ข้าเงี่ยหูฟังสักพักก็เอ่ยขึ้นร้องได้ไม่เลว มิน่าจึงได้รับราชทินนามว่าเมี่ยวอิน’ ”

เสี่ยวอวิ่นจื่อก้มหน้าพูดเสียงเบาการร้องเพลงเสียงดังในวังหลวงยามวิกาลเช่นนี้ผิดกฎของวังหลวง

ข้าพูดโดยไม่เงยหน้านางทำเช่นนี้ ก็เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าฝ่าบาทโปรดปรานนางมากเพียงใด!” เมื่อไม่มีใครพูดอะไรต่อ ภายในห้องก็เงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงฟืนที่ถูกไฟเผาจนแตกดังเปาะ ด้านนอกมีเสียงสายลมหนาวพัดเคล้าไปกับเสียงหัวเราะคิกคัก นางหัวเราะอย่างหยิ่งผยอง เสียงหัวเราะของนางดังสะท้อนไปตลอดเส้นทางและทะลุไปยังทุกตำหนักในวังหลวง

นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินเสียงรถหงส์เหินวสันต์ ช่างเป็นเสียงที่ไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก ไม่รู้ว่าจะดึงความสนใจของพระสนมนางในทั้งหลายได้มากเพียงใด รถเล็กๆ คันหนึ่งแต่กลับอัดแน่นไปด้วยความหวัง ความผิดหวัง หยาดน้ำตา และเสียงหัวเราะของหญิงสาวมากมาย เมื่อถึงเวลาค่ำ พระสนมนางในมากมายจะยืนนิ่งอยู่กลางลานตำหนักของตน หวังว่ารถคันนั้นจะจอดหน้าตำหนักและรับพวกนางขึ้นไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ตอนเด็กๆ ข้าเคยไปแอบอยู่ข้างหน้าต่างกับพี่ชาย ฟังท่านพ่ออ่านจารึกวังจิ๋นซีมีบางประโยคที่ข้าฟังแล้วรู้สึกตกใจอย่างยิ่ง ฟ้าคำราม ราชรถเลยผ่าน เสียงล้อไกลห่าง ไม่รู้ไปไหน หญิงงามชะเง้อหา หวังพบองค์ไท้ มิได้พบพระทรงชัย สามสิบหกปี!” สามสิบหกปี! แทบจะเป็นชีวิตทั้งชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง! จะว่าไป พระสนมนางในคนใดบ้างที่ไม่ได้งามราวเซียนสวรรค์ ความงามไม่ใช่สิ่งที่วังหลวงแห่งนี้ขาดแคลน เมื่อคนเก่าแก่ชราลง ก็จะมีคนงามหน้าใหม่เข้ามาแทนที่ ร่างกายอ่อนเยาว์กว่า ใบหน้าใสกระจ่างกว่า ริมฝีปากสีแดงสด ดวงตาเป็นประกาย รูปร่างอ้อนแอ้นอรชรแต่สิ่งที่พวกนางทำกันเป็นประจำมากที่สุดกลับเป็น หญิงงามชะเง้อหา หวังพบองค์ไท้ เท่านั้น  ในวังหลวง หญิงสาวที่ไม่ได้รับความโปรดปรานก็เหมือนเป็นเพียงหุ่นกระดาษไร้ค่า เพียงสายลมหนาวแผ่วเบาในฤดูใบไม้ร่วงพัดมา พวกนางก็อาจจะพังทลายได้อย่างง่ายดาย แล้วคนที่ได้รับความโปรดปรานเล่า จะมีความสุขกายสบายใจจริงๆ หรือ น่ากลัวว่าพวกนางอาจจะอยู่อย่างเป็นทุกข์ยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้รับความโปรดปรานเสียอีก สิ่งใดแลกด้วยความงาม ฤาจะจีรัง  นั่นก็เพราะพวกนางกลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง และยิ่งไปกว่านั้นก็คือกลัวความแก่ชรา กลัวว่าจะมีหญิงงามคนใหม่เข้ามาแทนที่ หากไร้ซึ่งความรัก ความโปรดปรานของฮ่องเต้ก็มิได้มั่นคงแข็งแรงไปกว่ากระดาษแผ่นบางแม้แต่น้อย ความรักเป็นสิ่งที่ขาดแคลนที่สุดในวังหลวงแห่งนี้ หญิงสาวในวังหลวงจึงยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ และโอกาสใกล้ชิดฮ่องเต้ แต่ทว่า พวกนางกลับไม่เคยกล้าที่จะทุ่มเทเพื่อความรัก

ข้ารู้สึกเครียด จึงวางเข็มในมือลงแล้วพูดกับฮ่วนปี้กลิ่นถ่านไม่ดีเลย ข้าดมจนมึนหัวไปหมด จุดเครื่องหอมกฤษณาดีกว่า

ฮ่วนปี้ลังเลคุณหนู เครื่องหอมของเดือนนี้ยังไม่มีใครส่งมาเลยเจ้าค่ะ ทางนู้นก็ผลัดมาหลายเดือนแล้ว จะให้ข้าน้อยไปทวงหรือไม่เจ้าคะ

ข้าเข้าใจในทันที สำนักฝ่ายในคงจะเห็นว่าข้าไม่ได้รับการโปรดปราน ถึงได้แกล้งไม่ส่งของมาให้ช่วงนี้หิมะตกหนัก ไม่แปลกหรอกหากพวกเขาจะไม่ส่งของมา ช่างเถิด มีเครื่องหอมอะไรก็จุดไปก่อน

ฮ่วนปี้รับคำก่อนจะรีบออกไป เมื่อถึงหน้าประตูนางก็ร้องว้าย!” ตามด้วยเสียงพูดด้วยความตกใจฉุนฉางไจ้ เหตุใดจึงไปยืนตากลมอยู่คนเดียวเพคะ อาจจะไม่สบายได้ รีบเข้ามาเถิดเพคะ

ข้าได้ยินจึงรีบลุกขึ้นไปดู ก็เห็นฉุนฉางไจ้ยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก จมูกเย็นจนแดงก่ำ แก้มทั้งสองข้างขาวซีด ยืนนิ่งไม่พูดไม่จา ข้ารีบถามด้วยความร้อนใจฉุนเอ๋อร์ เหตุใดจึงมาที่นี่คนเดียว

ฉุนฉางไจ้ค่อยๆ หันมามอง ดวงตาของนางเลื่อนลอย สีหน้าค่อยๆ แสดงอารมณ์ ก่อนจะร้องไห้เสียงดังพี่หญิงหวั่น ข้ากลัวเหลือเกิน!”

ข้าเห็นสีหน้าของนางไม่สู้ดี จึงพาเข้ามาในห้องนั่งเล่น ให้จิงชิงนำเตาอุ่นมือมาให้นางกอดไว้ แล้วให้ผิ่นเอ๋อร์นำนมร้อนมาให้ดื่ม ก่อนจะค่อยๆ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ที่แท้เมื่อหลังอาหารค่ำ หิมะเริ่มซาลง สื่อเหม่ยเหรินซึ่งกินอาหารค่ำกับฉุนฉางไจ้เสร็จกำลังจะกลับตำหนัก ฉุนฉางไจ้จึงออกไปส่ง ท้องฟ้ามืดสนิท ทางเดินเปียกลื่น อยู่ๆ โคมไฟในมือนางกำนัลของสื่อเหม่ยเหรินถูกลมพัดจนไฟติด พอดีกับที่เมี่ยวอินเหนียงจื่อนั่งรถหงส์เหินวสันต์ผ่านมา เมื่อม้าลากรถเห็นไฟลุกโชนก็ตกใจ ยังดีที่เป็นม้าที่ถูกฝึกมาอย่างดี และคนขับหยุดม้าไว้ได้ทัน แต่ก็ทำให้รถม้าสะเทือน ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่เมี่ยวอินเหนียงจื่อกลับไม่ยอมเลิกรา ด้วยความที่สื่อเหม่ยเหรินเข้าวังมาก่อน ตำแหน่งสูงกว่าเมี่ยวอินเหนียงจื่อ ซ้ำอีกฝ่ายกำลังเป็นที่โปรดปราน จึงยิ่งทำให้สื่อเหม่ยเหรินไม่พอใจ น้ำเสียงที่โต้ตอบจึงแข็งกร้าว เมี่ยวอินเหนียงจื่อโกรธมาก จึงออกคำสั่งให้นำสื่อเหม่ยเหรินไปห้องจองจำ  ข้าได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง  ห้องจองจำคือสถานที่สำหรับกักขังและใช้แรงงานพระสนมนางในที่ถูกปลดและนางกำนัลกับขันทีที่ทำผิด แต่สื่อเหม่ยเหรินไม่ได้ถูกปลด และไม่ใช่นางกำนัลที่กระทำผิด จะถูกส่งตัวไปห้องจองจำได้อย่างไร

ข้ารีบถามมีใครไปกราบทูลฝ่าบาทหรือฮองเฮาหรือไม่ ฝ่าบาทกับฮองเฮาไม่ทรงว่าอะไรหรือ

ฉุนฉางไจ้ส่ายหน้าน้ำตาคลอนางเมี่ยวอินเหนียงจื่อพูดว่าเรื่องแค่นี้ไม่ต้องไปกราบทูลให้ระคายพระเนตรพระกรรณ หากความทราบถึงฝ่าบาท นางจะเอาเรื่องสำนักฝ่ายใน

ข้ารู้สึกขัดใจยิ่งนัก เมี่ยวอินเหนียงจื่อออกคำสั่งให้นำนางในไปห้องจองจำโดยไม่มีราชโองการ ช่างน่าโมโหนักที่นางทำตัวเหิมเกริมได้ถึงเพียงนี้!

ข้าค่อยๆ คลี่ยิ้ม ท่าทางกลับมาเป็นปกติ คนที่ได้รับความโปรดปรานแต่กลับทำตัวร้ายกาจเช่นนี้ ไม่นานก็ต้องแพ้ภัยตัวเอง!

ข้าปลอบฉุนฉางไจ้สักพัก สั่งให้เสี่ยวเหลียนจื่อและผิ่นเอ๋อร์พานางกลับไปส่ง ช่างน่าสงสารเหลือเกิน อายุแค่นี้กลับต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ในวังหลวง

เช้าวันต่อมา เหมยจวงกับหลิงหรงมาหาข้าแต่เช้า ข้ากำลังกินอาหารเช้า เมื่อเห็นพวกนางก็ทักทายพร้อมรอยยิ้มพวกท่านประสาทสัมผัสไวนัก! อย่างกับรู้ว่าจิ่นซีตุ๋นกระดูกเนื้อใบชา ถึงได้รีบมาหาข้าแต่เช้า

เหมยจวงว่าทั้งวังหลวงเห็นทีจะมีแต่เจ้าเท่านั้นที่ยังมีความสุขอยู่ได้ ด้านนอกวุ่นวายจนแผ่นดินจะพลิกอยู่รอมร่อ!”

ข้าจิบน้ำแกงก่อนจะเอ่ยยิ้มๆมีอะไรหรือ แม้แต่ท่านก็ยังตื่นเต้น

หลิงหรงว่าเมื่อคืนพี่หญิงได้ยินเสียงร้องเพลงหรือไม่

ข้าอมยิ้มตอบได้ยิน เสียงหวานสมชื่อเมี่ยวอิน ช่างไพเราะนัก

เหมยจวงนิ่งเงียบสักพัก ก่อนจะเอ่ยได้รับความโปรดปรานแล้วกำเริบเสิบสาน กล้าร้องเพลงในวังหลวงตอนค่ำมืดดึกดื่น! ซ้ำยังสั่งคุมขังสื่อเหม่ยเหรินที่เคยอยู่ตำหนักเดียวกับเจ้าไว้ในห้องจองจำด้วย

ข้าตอบยิ้มๆออกจะเป็นเรื่องดี

เรื่องดีหรือเหมยจวงขมวดคิ้ว ส่วนหลิงหรงมองด้วยความสงสัย

การที่นางวางอำนาจสามหาวเช่นนี้ ทำให้ฝ่ายในหลายคนไม่พอใจ นางทำตัวเสี่ยงเช่นนี้เพียงเพราะได้รับความโปรดปราน ไม่เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวหรือ ปล่อยให้นางรนหาที่ตายเอง ดีกว่าที่ท่านจะทนไม่ไหวจนต้องลงมือข้าพูดต่อคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นนี้โง่งมนัก คนเช่นนี้ไม่มีทางทำอะไรท่านได้ ท่านอยู่รอดปลอดภัยเป็นแน่ อย่าได้กังวลไปข้ายกถ้วยขึ้นพลางพูดยิ้มๆเรื่องดีเช่นนี้ ท่านต้องดื่มฉลองสักหน่อยถึงจะถูก

เหมยจวงว่าถึงอย่างนั้น แต่ฝ่าบาทไม่เห็นจะทรงลงพระอาญานาง ซ้ำนางยังสนิทสนมกับหวาเฟย

ข้าเอ่ยเรียบๆไม่ช้าก็เร็วนางจะต้องถูกลงอาญาเป็นแน่ เรื่องนี้ทำให้ฝ่าบาทกับฮองเฮาทรงเสียพระพักตร์ ทั้งยังกระทบกระเทือนระบบอาวุโสของฝ่ายใน ถึงหวาเฟยต้องการปกป้องนางก็คงทำไม่ได้ อีกอย่าง คนฉลาดอย่างหวาเฟย คงไม่เอาเรือไปขวางน้ำเชี่ยว

หลิงหรงพูดต่อบางที การที่นางได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ หวาเฟยอาจจะกำลังไม่พอใจอยู่ก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น หวาเฟยไม่ช่วยนางเป็นแน่พอพูดจบก็ยกถ้วยขึ้นหลิงหรงขอดื่มชาถ้วยนี้แทนเหล้า เป็นการเฉลิมฉลอง

เหมยจวงยิ้มออกถ้าเช่นนั้น ก็ไม่มีเรื่องต้องกังวลอีกแล้ว

บ่ายวันนั้น ฮ่องเต้รับสั่งให้ปล่อยหญิงสกุลสื่อออกมาจากห้องจองจำ ซ้ำยังปลอบโยนด้วยพระองค์เอง พร้อมรับสั่งกักบริเวณหญิงสกุลอวี๋ และริบราชทินนามเมี่ยวอิน ถึงนางจะยังเป็นเหนียงจื่อ สนมขั้นเจ็ด แต่เมื่อไร้ซึ่งราชทินนาม ตำแหน่งของนางก็ต่างไปจากเดิมมาก

บทที่แปด วสันต์พบ

อากาศอุ่นขึ้นเรื่อยๆ  ชีวิตความเป็นอยู่อันสุขสงบทำให้ข้าเริ่มลดจำนวนและความถี่ของยาลง จึงรู้สึกดีขึ้นมาก หลิวจูแอบพูดกับข้าว่าคุณหนูดื่มยานั่นแล้วเอาแต่นอนอยู่ในห้อง ใบหน้าซีดเซียวลงไปมาก ควรจะออกไปเดินตากแดดบ้างนะเจ้าคะ สีหน้าจะได้แจ่มใสขึ้น

ทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ผลิงดงามน่าชมที่สุด ต้นสาลี่และต้นไห่ถังเพิ่งแตกใบ ดอกบัวยังไม่โผล่พ้นผิวน้ำ แต่ดอกไม้ส่วนใหญ่ในราชอุทยานเริ่มผลิบานแล้ว กลิ่นหอมลอยอบอวลไปตามสายลม ต้นไม้ดอกไม้ผลิบานเต็มที่ น้ำพุใสแจ๋วพร่างพราย งดงามราวภาพวาด น่าเพลินตาเพลินใจ วังหลวงนิยมปลูกดอกมณฑาขาว ไห่ถัง โบตั๋น หอมหมื่นลี้ ไผ่ กล้วย เหมย และกล้วยไม้ เป็นความหมายมงคลที่ว่าราชสำนักร่ำรวยสงบสุขหรือที่เรียกกันว่าราชอุทยานไม้มงคลทั้งแปด  ตำหนักถังหลีอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของราชอุทยาน น้อยคนที่จะเดินผ่านบริเวณนี้ ข้าจึงเดินเล่นอยู่บริเวณใกล้ๆ ตำหนัก จะได้ไม่ต้องพบเจอผู้ใดให้วุ่นวาย

ไม่ไกลจากตำหนักคือทะเลสาบไท่เยี่ย ทะเลสาบไท่เยี่ยใสจนเห็นก้นบึ้งสะท้อนแสงเป็นประกาย หากมองจากที่ไกลๆ จะเห็นผิวน้ำสะท้อนสีของท้องฟ้าจนกลืนเป็นผืนเดียวกัน มีเกาะเล็กเกาะน้อยกระจายอยู่หลายแห่ง บนเกาะมีศาลาพักร้อนที่ก่อสร้างอย่างงดงามตั้งอยู่ ซ้ำยังมีต้นไม้ใบหญ้าพันธุ์แปลกๆ ทำให้ดูแปลกหูแปลกตา ทิวทัศน์รอบทะเลสาบไท่เยี่ยจะงดงามที่สุดช่วงเดือนสามเดือนสี่ กิ่งหยางกิ่งหลิวโน้มตัวลงมาตลอดรอบฝั่ง แต่ละกิ่งมีใบอ่อนสีเขียวแตกออกมา เหมือนคิ้วงามที่เหล่าพระสนมนางในบรรจงวาด เมื่อสายลมพัดผ่าน กิ่งเขียวราวสายสร้อยหยกจะพัดไหวเริงระบำดั่งชายกระโปรง แม้แต่ฮ่วนปี้ยังเอ่ยว่า “ ‘หยกเขียวเรียงร้อยเป็นพฤกษา ดั่งเส้นไหมระย้างามไสวที่แท้ก็งดงามเช่นนี้เอง ต้นหลิวมากมายเช่นนี้ เห็นจะมีเพียงในวังหลวงเท่านั้นต้นหลิวและดอกไม้บานสะพรั่ง เมื่อมีสายลมเย็นพัดผ่าน กลิ่นของยอดอ่อนใบไม้และดอกไม้ที่เพิ่งผลิบานจึงอบอวลไปทั่ว ทำให้จิตใจแช่มชื่น ราวกับยืนอยู่ท่ามกลางอากาศยามเช้าตรู่

หลังแวะเวียนไปไม่กี่ครั้ง ข้าก็ตกหลุมรักที่นั่น ข้ากลับมาที่ตำหนักและสั่งให้เสี่ยวเหลียนจื่อและเสี่ยวอวิ่นจื่อไปผูกชิงช้าบนต้นไม้ เสี่ยวอวิ่นจื่อฉลาด เขาพันชิงช้ากับดอกจื่อเถิงและดอกตู้รั่ว ดอกสีม่วงพร่างพราวหอมกรุ่น กิ่งก้านอ่อนโยน กลิ่นหอมลอยไปไกล เมื่อสายลมพัดมา กลิ่นหอมจะอบอวลราวกับอยู่บนก้อนเมฆ

บ่ายวันนี้อากาศดีมาก ท้องฟ้าแจ่มใสราวผืนน้ำเรียบสนิท แสงอาทิตย์สว่างจ้าเป็นประกายราวทองคำ ปุยดอกหลิวสีขาวลอยฟ่องตามสายลมเต็มท้องฟ้า ข้านั่งอยู่บนชิงช้า ใช้ปลายเท้าเขี่ยกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นหญ้า หลิวจูแกว่งชิงช้าเบาๆ พลางคุยเล่น สายลมอบอุ่นพัดมาแผ่วเบาราวกับมืออันอบอุ่นที่พัดปัดกิ่งดอกซิ่งให้ไหวเอน กลีบดอกเบาบางร่วงหล่นลงบนตัวข้า สัมผัสแผ่วเบาเหมือนปลายนิ้วของท่านแม่ที่กำลังลูบไล้ใบหน้าของข้า

ข้าเงยหน้าขึ้นมองดอกไม้สีชมพูที่บานสะพรั่งแน่นขนัดจนเห็นท้องฟ้าสีฟ้าเป็นเพียงจุดเล็กๆ ผ่านช่องว่าง  ใต้ร่มดอกซิ่ง เป่าขลุ่ยถึงยามเช้า ดูเหมือนโบราณจะว่าไว้เช่นนี้ ข้าหันไปสั่งหลิวจูไปหยิบขลุ่ยมาให้ข้าหลิวจูรับคำแล้วจากไป ข้าแกว่งชิงช้าอยู่คนเดียว ทันใดนั้นก็เห็นเงาร่างใครคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง อารามตกใจ ข้ารีบกระโดดลงจากชิงช้าและหันไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ เขาสวมชุดสีเขียวครามและมงกุฎสีทองอร่าม ร่างสูงโปร่งมีสง่าราศรี ดวงหน้าสะอาดสะอ้าน ดวงตาของเขาจ้องมองข้าเหมือนกำลังประเมิน ทว่า ข้ากลับดูไม่ออกว่าเขามีฐานะอะไร

ใบหน้าแดงก่ำโดยไม่รู้ตัว ข้าย่อตัวเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรจะเรียกคนตรงหน้าว่าอะไร ได้แต่คำนับพอเป็นพิธี ผ่านไปพักหนึ่ง ใบหน้าของข้าร้อนผ่าวราวถูกไฟลน หัวเข่าเริ่มปวด จึงจำใจเอ่ยถามไม่ทราบว่าหม่อมฉันควรเรียกพระองค์ว่าอย่างไรเพคะ

แต่อีกฝ่ายกลับไม่ตอบ ข้าเองก็ไม่กล้าเงยหน้า ได้แต่เอ่ยถามอีกครั้ง เขาร้องอ้อมาคำหนึ่งเหมือนเพิ่งได้สติ ก่อนจะพูดว่าลุกขึ้นเถิด

ข้าเหลือบสังเกตสีชุดของเขา ขณะที่เขาเอ่ยตอบข้าคือชิงเหออ๋อง

เมื่อรู้ว่าเขาคือชิงเหออ๋อง ข้าก็ยิ่งรู้สึกแย่ลงกว่าเดิม การที่นางในอยู่ตามลำพังกับท่านอ๋องเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง ข้าถอยหลังอีกสองก้าว ย่อตัวลงอีกครั้งหม่อมฉันหวั่นกุ้ยเหรินสกุลเจิน ถวายบังคมท่านอ๋อง

เขานิ่งคิดก่อนจะเอ่ยขึ้นเจ้าคือกุ้ยเหรินที่ไม่สบายหรือ

ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงรู้สึกแปลกใจ เอ่ยถามเรื่องของฝ่ายในปกปิดแน่นหนา ไม่ทราบว่าท่านอ๋องทราบได้อย่างไรเพคะ

เขานิ่งงัน แล้วรีบตอบยิ้มๆข้าได้ยินฮองเฮารับสั่งถึง เมื่อคืนสิ้นปีเสด็จพี่ก็รับสั่งถาม ข้าอยู่ตรงนั้นพอดีข้าได้ฟังก็วางใจลง

เขาถามสีหน้าร่าเริงตอนนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง อากาศยังหนาวอยู่ เหตุใดจึงไม่สวมชุดคลุมอีกสักตัว

ท่านอ๋องไม่ต้องห่วงเพคะ หม่อมฉันดีขึ้นมากแล้วในขณะที่ข้ากำลังจะบอกลา หลิวจูก็ถือขลุ่ยเดินเข้ามา เมื่อเห็นบุรุษแปลกหน้ายืนอยู่ก็ตกตะลึง ข้ารีบพูดขึ้นยังไม่รีบทำความเคารพชิงเหออ๋องอีกหรือหลิวจูจึงรีบคุกเข่าถวายบังคม

เมื่อเขาเห็นขลุ่ยหยกสีเขียวเข้มก็ถามยิ้มๆเจ้าเป่าขลุ่ยเป็นหรือ

ข้าส่ายหน้าเบาๆอยู่ในห้องไม่มีอะไรทำ จึงเป่าเล่นไปอย่างนั้นเพคะ

เป่าให้ข้าฟังสักเพลงได้หรือไม่ดูเหมือนเขาจะรู้ตัวว่าตัวเองพลั้งปาก จึงรีบพูดต่อข้าชอบขลุ่ยยิ่งนัก

ข้าลังเลเล็กน้อยหม่อมฉันเป่าไม่เก่ง เกรงจะทำให้ท่านอ๋องรำคาญ

เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าอมยิ้มอากาศฤดูใบไม้ผลิแจ่มใสเช่นนี้ หากมีเสียงขลุ่ยเคล้าคลอ จะยิ่งเติมเต็มบรรยากาศงดงาม ขอกุ้ยเหรินอย่าได้ปฏิเสธ

เมื่อมิอาจปฏิเสธ ข้าจึงถอยออกมาอีกระยะ นิ่งลังเลอยู่สักพัก เมื่อมองเห็นทิวทัศน์เบื้องหน้า จึงเลือกเป่าเพลงดอกซิ่งเงานภาขลุ่ยหยกอยู่หนใด นภาลัยรวมผืนน้ำ ดอกฉยงขาวสล้างชั่วข้ามคืน

กิ่งหลิวคละคล้อยชายฝั่ง เถาเยี่ยเคยเรียกสั่งเรือข้ามฟาก ฝากลมวสันต์พัดความทุกข์ เอนพิงเรือน้อยลอยจากฝั่ง คลื่นลมกระหน่ำดุจใจข้า

ทางสู่จินหลิง วิหคบินว่อนผ่าน สายธารรินไหล รู้ใจอันชอกช้ำ กอหญ้าริมตลิ่งยากหวนกลับ วันวานหรือหวนคืน เรือน้อยเคลื่อนคล้อยสู่แห่งหนใด

เมื่อครั้งยังเด็ก ข้าเคยไปพักบ้านท่านแม่รองที่เจียงหนาน ท่านเคยสอนข้าเป่าเพลงนี้โดยใช้ขลุ่ยสวิน เสียงของมันแหลมสูงเบาสบาย ตอนนี้ข้าใช้ขลุ่ยยาวเป่าแทน ทำให้จังหวะทำนองลดความหม่นเศร้าลง ราวละอองหิมะที่ถูกสายลมพัดวน จังหวะอ่อนช้อยสดใส ทว่าเมื่อเพลงจบลง ชิงเหออ๋องกลับเหม่อลอยไม่พูดไม่จา

ข้านิ่งไปสักพักก่อนจะเรียกเบาๆท่านอ๋องเพคะ

คราวนี้เขาถึงได้สติ

ข้าพูดเสียงเบาหม่อมฉันเป่าไม่เก่ง ขอท่านอ๋องโปรดอภัย

เขามองข้าพลางเอ่ยเจ้าเป่าได้ยอดเยี่ยม แต่พอถึงท่อนกอหญ้าริมตลิ่งยากหวนกลับเสียงขลุ่ยของเจ้าสั่นไหวติดขัดคล้ายเสียงสะอื้นไห้ เจ้าคงคิดถึงบ้านกระมัง

คำพูดช่างจี้ใจดำ ใบหน้าข้าแดงระเรื่อเคยได้ยินว่าเพลงผิดเพี้ยน โจวหลางได้ยินนึกไม่ถึงเลยว่าท่านอ๋องจะความรู้สึกไวถึงเพียงนี้

เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มบางข้าเองก็ไม่ได้ยินเสียงขลุ่ยดีๆ เช่นนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ฉุนหยวนฮองเฮาสวรรคต ก็ไม่มีใครเป่าขลุ่ยได้ไพเราะเช่นนั้นอีกถึงเขาจะยืนอยู่ไม่ห่างจากข้า แต่เสียงของเขากลับแผ่วเบาเหมือนล่องลอยมาจากแสนไกล เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

ข้าก้าวไปด้านหน้าสองก้าว เอ่ยยิ้มๆขอบพระทัยท่านอ๋อง แต่หม่อมฉันไม่กล้าเทียบเคียงฉุนหยวนฮองเฮาเพคะจากนั้นก็ย่อตัวลงเล็กน้อยสายมากแล้ว หม่อมฉันคงต้องทูลลากลับตำหนัก เชิญท่านอ๋องตามสบายเพคะ

เขาก้มหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเดินจากไป

หลิวจูประคองข้าเดินผ่านสวนดอกไม้และกิ่งหลิวกลับตำหนัก เมื่อนั่งลงในตำหนักอิ๋งซิน ข้าก็เรียกจิงชิงเข้ามาไปสืบมาว่าวันนี้ชิงเหออ๋องเข้าวังหรือไม่ ตอนนี้อยู่ที่ใดจิงชิงรับคำก่อนจะออกไป

หลิวจูถามด้วยความสงสัยคุณหนูสงสัยว่าคนที่เจอวันนี้ไม่ใช่ชิงเหออ๋องหรือเจ้าคะ

ข้าตอบระวังตัวไว้ก่อนดีกว่า

จิงชิงหายไปนาน ก่อนจะกลับมารายงานว่าวันนี้ท่านอ๋องเข้าวังเพคะ ตอนนี้เข้าเฝ้าฝ่าบาทอยู่ที่พระตำหนักอี๋หยวน ทอดพระเนตรภาพวาดกันอยู่ข้าพยักหน้าเงียบๆ จากนั้นก็กินอาหารอย่างวางใจ

วันต่อมา ข้าไปนั่งชิงช้าฆ่าเวลาอีก อากาศยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิสดชื่น ไอน้ำจากทะเลสาบทำให้อากาศชื้น กลิ่นหอมละมุนของกิ่งหลิวที่เพิ่งแตกใบและมวลดอกไม้ที่เพิ่งผลิบานกรุ่นกำจาย ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกสดชื่น ดอกจื่อเถิงและดอกตู้รั่วยังมีหยดน้ำค้างแตะแต้ม ชิงช้าไกวเบาๆ แต่สายลมเย็นกลับปะทะใบหน้าและบ่าของข้า เหมือนเป็นละอองฝนบางเบา นกขมิ้นกระโดดไปมาตามกิ่งไม้ ส่งเสียงร้องอย่างมีความสุข หากต้องการชื่นชมแสงอาทิตย์ยามเช้า เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด

อยู่ๆ ก็มีคนเข้ามาผลักชิงช้าของข้า ทำให้ชิงช้าแกว่งแรงขึ้น ข้าตกใจจนกำเชือกเอาไว้แน่น ชิงช้าโผนไปด้านหน้า สายลมปะทะใบหน้าของข้าอย่างแรง กระโปรงที่สวมอยู่สยายขึ้นเหมือนปีกผีเสื้อ ข้าหัวเราะออกมาหลิวจู เจ้าเด็กซุกซน แกล้งข้ารึ!” ข้าหัวเราะชอบใจสูงอีก! หลิวจู สูงกว่านี้!” พอข้าพูดจบ ชิงช้าก็ทิ้งตัวไปด้านหลังผ่านเงาร่างหนึ่ง ยิ่งชิงช้าแกว่งไปด้านหลังมากเท่าใดก็ยิ่งมองเห็นชัดขึ้น ข้าร้องด้วยความตกใจท่านอ๋อง!” หากไม่ใช่ชิงเหออ๋องแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก ข้าปล่อยเนื้อปล่อยตัวเช่นนี้ทำให้ยิ่งตื่นตระหนกมากกว่าเดิม มือไม้อ่อนยวบจนตกลงมาจากชิงช้า

ชิงเหออ๋องคว้าตัวข้าไว้ มองข้าพร้อมรอยยิ้มบางหากกลัวก็ลงมาเสีย

ข้ารู้สึกโมโหขึ้นมาทันที จึงจับเชือกไว้แน่นแล้วพูดเสียงดังท่านอ๋องแกว่งชิงช้าก็พอ หม่อมฉันไม่กลัวเพคะ!”

เขาเดินเข้ามาใกล้พร้อมดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะออกแรงผลักมากกว่าเดิม เสียงสายลมหวีดหวิวอยู่ข้างหู ปอยผมสะบัดพลิ้วไปตามแรงเหวี่ยง ยิ่งรู้สึกกลัว ข้าก็ยิ่งบังคับให้ตัวเองลืมตาโต ชิงช้าเผ่นโผนเข้าไปหาต้นซิ่งที่ออกดอกบานสะพรั่ง ข้ารู้สึกสนุก จึงยื่นเท้าออกไปเตะดอกซิ่งที่ออกดอกแน่นขนัดราวปุยเมฆ เมื่อเท้าสัมผัสดอกไม้ กลีบดอกบางก็ร่วงพรูราวสายฝน นกขมิ้นพากันบินแตกฮือด้วยความตกใจ ก่อนจะโผทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าใสกระจ่างด้วยแสงตะวัน

กลีบดอกไม้ร่วงโรยราวสายฝน มีดอกหนึ่งลอยแปะดวงตาข้า ข้าจึงยกมือขึ้นปัด แต่ทันทีที่ปล่อยมือ ตัวของข้าก็ร่วงหล่นจากชิงช้า วินาทีนั้นความหวาดผวาพุ่งเข้ามา ข้าหลับตาแน่น คิดในใจว่าชีวิตของข้าจบลงแล้ว!

แต่เมื่อตกกระแทกพื้นกลับไม่รู้สึกเจ็บ ข้ายังไม่กล้าลืมตา รู้สึกว่าแก้มข้างหนึ่งร้อนข้างหนึ่งเย็น เสียงใครบางคนร้องด้วยความตกใจ รู้สึกเหมือนสายลมอุ่นพัดมาท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ จากนั้นรอบด้านก็เงียบสงัด เหมือนมีดอกไม้ร่วงหล่นลงบนแขนเสื้อ เมื่อลืมตาขึ้น ก็เห็นนัยน์ตาดำสนิทคู่หนึ่ง เป็นประกายใสราวน้ำหมึก แฝงรอยยิ้มบางๆ ไว้ ข้าไม่ได้หันหน้าหนี วินาทีนั้น ข้ามองเห็นเงาตัวเองในดวงตาคนอื่น นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นตัวเองในแววตาคนอื่น ข้าไม่หลบสายตา เอาแต่จ้องเงาตัวเองอยู่อย่างนั้น จากนั้นก็เริ่มดึงสายตาออกห่าง เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ของชิงเหออ๋อง ดวงตาขำขันจับจ้องข้า ข้าเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในอ้อมกอดของเขา ข้าผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ นึกอยากแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด ได้แต่กระซิบออกไปว่าถวายบังคมท่านอ๋อง

เขาหัวเราะชอบใจเหตุใดจึงอายเสียแล้ว เมื่อครู่บอกไม่กลัวไม่ใช่หรือ ท่าทางกล้าหาญราววีรสตรีเชียว

ข้าก้มหน้างุด เอ่ยเสียงเบาหม่อมฉันเสียมารยาท ไม่รู้ว่าท่านอ๋องมักจะแอบยืนอยู่ด้านหลังไม่ให้คนอื่นรู้ตัว

เขาพูดเสียงแช่มชื่นเจ้าโทษว่าเป็นความผิดของข้าอย่างนั้นหรือจากนั้นก็ยื่นมือมาประคองให้ข้าลุกขึ้นข้าไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่ บังเอิญเดินผ่านมาแถวนี้ พอดีนึกถึงเสียงขลุ่ยที่กุ้ยเหรินเป่าในวันนั้น จึงให้คนไปนำขลุ่ยมา หวังจะได้พบกุ้ยเหรินอีกสักครั้ง จะได้ฟังเจ้าเป่าขลุ่ยอีกสักเพลงพร้อมกับยื่นขลุ่ยหยกหลานเถียนให้ข้า ตัวหยกสีขาว มีลายสีม่วงอ่อนเห็นอยู่รำไร ห้อยเชือกถักสีแดงสดแทรกดิ้นทอง ช่างเป็นขลุ่ยหยกที่งดงามยิ่ง!

ข้ารับมาไม่ทราบท่านอ๋องต้องการฟังเพลงใดเพคะ

กุ้ยเหรินเลือกเพลงที่กุ้ยเหรินชอบเถิด

ข้านิ่งคิดสักพัก ก็เลือกเป่าเพลงหลิวแตกใบ

ทุ่งหญ้าบูรพากว้าง ทินกรคล้อยดาราพราย ทูลราชันวสันต์กราย หลิวผลิใบใต้หมอกงาม ผกาฉายน้ำค้างเกาะ เขียวขจีตัดแดงชาดงามหนักหนา หอสูงตั้งอยู่กลางมวลพฤกษา ดั่งหัตถ์เทพบรรจงวาดล้ำค่าใด

วังหลวงสอบขุนนางล้วนเสร็จสิ้น ขุนนางใหม่เรียงหน้างามเหลือหา พระพายโชยพัดพาในสวนซิ่ง ดอกท้อบานสีชาด ต่างล้วนเปรมปรีดิ์ คล้อยหลังเที่ยวท่องในพารา ขี่อาชาโลดแล่นธุลีปลิว

เดิมเพลงหลิวแตกใบเป็นบทกวีชื่นชมทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ผลิ จังหวะรื่นเริงมีชีวิตชีวา เขาฟังอย่างมีความสุข มุมปากอมยิ้มพูดว่า “ ‘พระพายโชยพัดพาในสวนซิ่งดอกซิ่งอีกแล้วหรือ เจ้าชอบดอกซิ่งมากกระมัง

ข้าเงยหน้าขึ้นมองพรรณพฤกษ์รอบตัวดอกซิ่งตอนผลิตาจะเป็นเม็ดใสๆ เมื่อเป็นดอกตูมจะเป็นสีแดงอ่อน ไม่ได้งดงามเท่าดอกท้อ หรือทนอากาศหนาวได้เหมือนดอกเหมย แต่อ่อนหวานเหมือนหญิงสาวผู้อ่อนโยนดวงตาของเขาจับจ้องข้าคนเหมือนดอกไม้ ดอกไม้ก็เหมือนคน มีเพียงคนอ่อนโยนเท่านั้น จึงจะชอบดอกไม้ที่อ่อนโยน

ข้านิ่งไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นแต่หม่อมฉันไม่กล้าชอบดอกซิ่งเพคะ

หือเขาเงยหน้าขึ้นถามด้วยความสนใจเพราะเหตุใด

แม้ดอกซิ่งจะงดงาม แต่ผลของมันมีรสเปรี้ยวและเมล็ดมีรสขม หากชีวิตของคนเรางดงามเพียงตอนเริ่มต้น หลังจากนั้นต้องทุกข์ระทม เช่นนี้จะมีความหมายอันใด ไม่สู้ต้นสนที่ตั้งตระหง่านเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี ถึงไร้ผลไร้ดอกก็ไม่เห็นเป็นไร

คิ้วของเขาเลิกขึ้นข้าเพิ่งเคยได้ยินคำพูดเช่นนี้เป็นครั้งแรก ไม่เหมือนใครจริงๆ

ข้าอมยิ้มหม่อมฉันเพียงแต่เพ้อเจ้อไปเท่านั้น ขายหน้าท่านอ๋องแล้วเพคะ หากท่านอ๋องอยากฟังหม่อมฉันเป่าขลุ่ยอีก คราวหน้าอย่าทำให้หม่อมฉันตกใจก็พอ

เขายิ้มกว้างวันนี้ข้าเสียมารยาท ข้ามีเพลงอยู่สองบท พรุ่งนี้หลังเที่ยงจะนำมาให้เจ้าเป็นรางวัล หวังว่ากุ้ยเหรินจะมาพบข้าที่นี่

รอยยิ้มของเขางดงาม ราวแสงสีทองที่ลอดผ่านชั้นเมฆลงมายังสวนในฤดูใบไม้ผลิแห่งนี้ จนข้าไม่อาจปฏิเสธได้ ข้านิ่งงันก่อนจะตอบว่าเพคะ

ข้าเดินจากมาได้สองก้าว ก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงหันกลับไปอีกครั้งหม่อมฉันมีเรื่องขอร้อง ขอท่านอ๋องโปรดรับปาก

ว่ามา

การพบกันของหม่อมฉันและท่านอ๋องผิดธรรมเนียม ท่านอ๋องโปรดอย่าให้ผู้ใดรู้ จะได้ไม่ทำลายชื่อเสียงของกันและกันเพคะ

หากบริสุทธิ์ใจเหตุใดจึงต้องกลัวด้วยเล่า

ข้าส่ายหน้าท่านอ๋องอาจจะไม่รู้ แม้หม่อมฉันและท่านอ๋องจะพบกันอย่างเปิดเผย ไม่มีอะไรน่าละอายเกิดขึ้น แต่ผู้คนในวังหลวงมากหน้าหลายตา อาจจะเกิดคำครหาได้เพคะ

เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะรับปากอย่างรวดเร็ว

บทที่เก้า คำทำนาย

ตอนที่ข้ากลับถึงตำหนักยังเป็นเวลาเช้าอยู่ นางกำนัลกับขันทีในตำหนักกำลังยุ่งอยู่กับการพรวนดินและรดน้ำต้นไม้ ข้าจึงพูดยิ้มๆ ว่าดอกสาลี่เพิ่งจะผลิตา พวกเจ้าก็เร่งให้มันบานเสียแล้ว

ฮ่วนปี้เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้าคุณหนู วันนี้มีเรื่องดีเจ้าค่ะ! ต้นไห่ถังหน้าตำหนักสองต้นเริ่มมีตุ่มดอกผลิออกมาแล้วเจ้าค่ะ

ข้าพูดด้วยความดีใจจริงหรือ เมื่อครู่ข้ามัวแต่เดินเข้ามาจึงไม่ทันสังเกต ประเดี๋ยวออกไปดูพร้อมกันเถิดคนในตำหนักข้าล้วนแต่เป็นคนหนุ่มสาวที่ชอบความสนุกสนาน เมื่อได้ยินข้าเสนอเช่นนี้ จึงพากันออกไปชมดอกไม้ ตามช่องว่างระหว่างใบไม้สีเขียวอ่อนมีตุ่มดอกสีแดงขึ้นมา เหมือนมีใครแต้มจุดแดงเล็กๆ ลงไป งดงามทรงเสน่ห์ราวสาวพรหมจรรย์ ดอกไม้ยังไม่ทันบาน แต่กลิ่นหอมกลับโชยชาย ข้ายิ้มพลางเอ่ยคนโบราณจารึกลงในจารึกของหอมว่าต้นไห่ถังมีสี่พันธุ์ คือซีฝู่ไห่ถัง ซุ่ยซือไห่ถัง มู่กวาไห่ถัง และเทียเกิ่งไห่ถังแม้ดอกไห่ถังจะงามต้องใจคน แต่ส่วนใหญ่ไม่มีกลิ่นหอม มีเพียงซีฝู่ไห่ถังเท่านั้นที่มีกลิ่นหอม ถือเป็นต้นไห่ถังพันธุ์ดีที่สุด

เสี่ยวอวิ่นจื่อพูดต่อทันทีนายหญิงน้อยรอบรู้ยิ่งนัก พวกกระหม่อมได้ฟังก็พลอยได้ความรู้ไปด้วย เวลาไปคุยกับบ่าวตำหนักอื่นๆ พวกเราก็พลอยได้หน้า

ข้าดีดหน้าผากเขาพร้อมหัวเราะ ทำให้คนอื่นพากันหัวเราะตาม

หลิวจูพูดอย่างขำขันคนปากหวานอย่างเสี่ยวอวิ่นจื่อทำให้คุณหนูเบิกบาน คุณหนูจึงไม่รักคนพูดไม่เป็นอย่างพวกเราเสียแล้ว

เสี่ยวอวิ่นจื่อเงยหน้าขึ้นมองนางถ้าคนอย่างพี่หลิวเรียกพูดไม่เป็น ปากอย่างพวกเราก็เรียกเป็นใบ้กระมัง ข้าไม่กล้าพูดมากต่อหน้าพี่หลิวหรอก

หลิวจูถูกชมจนดีใจปากหวานเช่นนี้ พรุ่งนี้ข้าจะรีบเย็บพื้นรองรองเท้าให้เจ้าเป็นรางวัล

เสี่ยวอวิ่นจื่อโค้งตัวคำนับเอาใจขอบคุณพี่หลิว รองเท้าที่พี่หลิวเย็บใครจะกล้าสวมกันเล่า มีแต่จะวางไว้บนหัวเตียง ไว้รำลึกถึงความดีของพี่หลิวเท่านั้น

หลิวจูยิ้มอย่างอดไม่ได้รู้จักเอาใจข้าเช่นนี้ ข้าคงแอบอู้ไม่ได้ ต้องรีบเย็บรองเท้าให้เจ้าสักคู่

ข้าพูดว่าในเมื่อจะลงมือแล้ว ก็เย็บให้เสี่ยวเหลียนจื่ออีกสักคู่สิ

ทั้งสองคนรีบขอบคุณหลิวจู สักพักทุกคนก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน

พริบตาเดียวก็ตกค่ำ หลังอาหารเย็น ข้าก็มานั่งอ่านกวีนิพนธ์บนโต๊ะลายอู่ฝูเฟิ่งโซ่วสีแดง แสงจันทร์นอกหน้าต่างบางเบา กลิ่นหอมโชยมาตามลม ช่างเป็นค่ำคืนที่เงียบสงบเหลือเกิน คัมภีร์กวีนิพนธ์สีขาวหมึกสีดำ หลายวันมานี้ข้าอ่านอย่างสนุกสนาน แต่วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร ความคิดจึงว้าวุ่นไปหมด แสงจันทร์งาม สายลมพัดต้นไม้ที่อยู่นอกหน้าต่าง เงาที่ทาทาบบนบานหน้าต่างดูคล้ายเงาร่างสูงของใครบางคน ระหว่างที่ความคิดล่องลอยไปไกล ตัวอักษรดำตรงหน้าก็รวมตัวกันดูคล้ายนัยน์ตาของใครบางคน เงาร่างท่ามกลางกลีบดอกซิ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า ใจประหวัดคิดถึงเรื่องเมื่อเช้า หัวใจก็อ่อนยวบเหมือนผ้าแพรไหม แสงเทียนตรงหน้าสลับภาพกับประกายสะท้อนจากชุดผ้าต่วน ในที่สุดข้าก็ดึงสติกลับมาและพบว่าตัวเองยังอยู่ในตำหนักอิ๋งซิน จึงพยายามสงบจิตสงบใจ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ข้าถึงได้รู้สึกใบหน้าร้อนเห่อไปหมด หน้าหนังสือที่ค้างอยู่ คือบทกวีชื่อไหมรัดรึง

ไหมรัดกองฟืน ดาราส่องฟ้า วันนี้วันใด ได้พบคนรัก ท่านเอยท่าน ให้ข้าทำฉันใด

ไหมรัดกองฟืน ดาราสู่อาคเนย์ วันนี้วันใด ได้พบทิวทัศน์งาม ท่านเอยท่าน ให้ข้าทำฉันใด

ไหมรัดกองฟืน ดาราส่องเรือน วันนี้วันใด ได้พบคนงาม ท่านเอยท่าน ให้ข้าทำฉันใด

ข้าทั้งอายทั้งสับสน ราวกับมีคนมาเปิดโปงหัวใจข้า มือรีบปิดหนังสืออย่างร้อนตัว โมโหตัวเองขึ้นมาทันที ข้ากับเขามีฐานะแตกต่างกัน จะเรียกเขาว่าคนรักได้อย่างไร แล้วยังดาราส่องฟ้าอีก ยิ่งนึกถึงคำของเวินสือชูที่ว่า วังหลวงลึกล้ำราวมหาสมุทร ข้าก็ตบหนังสือแล้วดันเข้าไปใต้หมอน จิ่นซีได้ยินเสียงถึงกับสะดุ้ง รีบยกน้ำบ๊วยใส่น้ำผึ้งเข้ามานายหญิงน้อยเหนื่อยแล้ว ดื่มน้ำผึ้งสักนิดเพคะ

ข้าดื่มน้ำจนหมด แต่ยังโมโหตัวเองไม่หายจนไม่ต้องการพูดคุยกับใคร ข้าเหลือบไปเห็นรอยกระดำกระด่างบนโต๊ะแดง จึงเอ่ยขึ้นโต๊ะตัวนี้ทาสีไม่ดี เหตุใดสำนักฝ่ายในถึงไม่เอาไปซ่อมแซมทาสีใหม่เสียที

จิ่นซีทำหน้าลำบากใจเสี่ยวอวิ่นจื่อไปแจ้งเรื่องแล้วเพคะ ทางโน้นบอกว่าอีกไม่กี่วันจะมารับไปซ่อมเพคะ

ข้าพยักหน้าเรื่องในวังหลวงมีมากมาย เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาอาจจะยุ่งจนไม่มีเวลา

ข้ายังคงนั่งนิ่ง พอดีได้ยินเพ่ยเอ๋อร์กระซิบกับเสี่ยวอวิ่นจื่อเหตุใดเมื่อตอนบ่ายเสี่ยวเหลียนจื่อกลับมาสีหน้าไม่ดีเลยเล่า

สีหน้าจิ่นซีเปลี่ยนไป นางทำท่าจะออกไปห้าม แต่ข้าหันไปจ้องให้นางหยุด นางจึงไม่กล้าส่งเสียง

เสี่ยวอวิ่นจื่อถอนหายใจก็ไปสำนักฝ่ายในมาไงเล่า ถูกแดกดันกลับมาเหมือนเดิม

เพ่ยเอ๋อร์ถามด้วยความแปลกใจเรื่องทาสีโต๊ะน่ะหรือ ไม่ใช่ไปขอร้องตั้งสามสี่รอบแล้วหรือ

เจ้าจะไปรู้อะไรเสี่ยวอวิ่นจื่อพูดเสียงเบาลง แต่ยังคงความเดือดดาลสุนัขพวกนั้นชอบดูถูกคน จะว่าเสี่ยวเหลียนจื่อบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก แต่แม้แต่นายหญิงน้อยก็ยังถูกพูดจาสามหาวใส่!”

จิ่นซีหน้าเสียมากกว่าเดิม นางขมวดคิ้วทำท่าจะออกไป แต่เมื่อเห็นสีหน้าข้า จึงได้แต่อดทนยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

เพ่ยเอ๋อร์บ่นอย่างหงุดหงิดพวกบ้านั่นไม่เห็นนายหญิงน้อยอยู่ในสายตาหรืออย่างไร ฤดูหนาวก็ตัดส่วนแบ่งถ่านของนายหญิงน้อย ถ้าไม่ได้ถ่านที่นายหญิงน้อยฮุ่ยผินส่งมาให้ มีหวังคงสำลักควันถ่านดำกันพอดี ซ้ำตอนนี้ยังกล้าสามหาว เพียงโต๊ะตัวเดียวยังต้องมารังแกกันเช่นนี้!”

เสี่ยวอวิ่นจื่อพูดอย่างร้อนใจเบาเสียงลงหน่อย นายหญิงน้อยอยู่ด้านใน ได้ยินเข้านายหญิงน้อยจะเสียใจ

เพ่ยเอ๋อร์ลดเสียงเบาลง พูดด้วยความเสียใจแล้วจะทำอย่างไรดี เวลาอีกยาวนาน บ่าวรับใช้อย่างเราจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถิด แต่นายหญิงน้อยขนาดป่วยไข้ยังถูกรังแกถึงเพียงนี้จากนั้นก็พูดด้วยความเคียดแค้นเจ้าหวงกุยฉวนนั่น ถือดีว่าตัวเองเป็นญาติห่างๆ ของนายหญิงหวา ถึงได้วางโตสามหาว ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นนี้!”

เสี่ยวอวิ่นจื่อว่าแม่นางคนดี เจ้าอดทนหน่อยได้หรือไม่! ถ้านายหญิงน้อยได้ยินเข้าจะไม่สบายใจ เวลาเสี่ยวเหลียนจื่อเข้าไปปรนนิบัตินายหญิงน้อยก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าเองก็ไม่ควรทำอะไรให้นายหญิงน้อยระแคะระคาย

สองคนคุยกันสักพักก่อนจะแยกย้ายไปทำงาน ข้ารู้สึกเหมือนถูกแทงใจ ทั้งซาบซึ้งและเศร้าใจในเวลาเดียวกัน แต่ต้องทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน พูดเรียบๆ ว่าในเมื่อสำนักฝ่ายในงานยุ่ง มีอะไรก็ใช้อย่างนั้นเถิด ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร

จิ่นซีตอบเพคะ

ข้าเงยหน้ามองนางเรื่องคืนนี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน เจ้าเองก็ไม่ได้ยินเหมือนกัน ห้ามไปต่อว่าพวกเขาแม้แต่คำเดียวจิ่นซีรับปาก

ข้าถอนหายใจติดตามนายหญิงน้อยเช่นข้า พวกเจ้าจึงต้องลำบาก

จิ่นซีคุกเข่าลงอย่างร้อนรนเหตุใดนายหญิงน้อยจึงกล่าวเช่นนี้ หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ พวกเราติดตามนายหญิงน้อย ไม่รู้สึกลำบากแต่อย่างใดเพคะ

ข้าให้นางลุกขึ้นคนในฝ่ายในต่างแสวงหาอำนาจ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเหยียบหัวคนอื่นเพื่อขึ้นไปสู่สิ่งที่ต้องการ เช่นนี้แล้ว พวกเขาจะเห็นนางในที่เจ็บออดๆ แอดๆ เช่นข้าอยู่ในสายตาหรือ พวกเราอยู่อย่างสงบดีกว่า

จิ่นซีนิ่งเงียบไปนาน น้ำตาคลอเบ้าหากนายหญิงน้อยไม่เจ็บป่วยเช่นนี้ ทั้งรูปโฉมและความสามารถของท่าน ไม่มีทางแพ้หวาเฟยเป็นแน่เพคะพอพูดจบนางเองก็ตกใจ เพราะรู้ตนว่าพลั้งปากไป

ข้าว่าชะตาชีวิตของแต่ละคนต่างกัน จะฝืนไปให้ได้อะไรขึ้นมา

จิ่นซีได้ยินดังนั้นก็เปลี่ยนเรื่องคุยนายหญิงน้อยอ่านหนังสือเหนื่อยแล้ว เปลี่ยนมาปักผ้าดีหรือไม่เพคะ

จ้องเข็มมากไปก็ปวดตา

ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันจะไปยกพิณมาให้นายหญิงน้อยเล่น

ข้าไม่มีอารมณ์เล่น

จิ่นซีสังเกตสีหน้าข้านายหญิงน้อยรู้สึกเบื่อเช่นนี้ ให้เชิญนายหญิงน้อยฮุ่ยผิน นายหญิงน้อยอัน และนายหญิงน้อยฉุนมาเล่นเสี่ยงทายด้วยกันดีหรือไม่เพคะ

ข้านิ่งคิดและรู้สึกว่าเป็นความคิดที่ดีเจ้าไปเตรียมของว่าง แล้วบอกให้ผิ่นเอ๋อร์และคนอื่นๆ ไปเชิญนายหญิงน้อยทั้งหลายมานางกำนัลเล็กๆ ต่างชอบการละเล่นอยู่แล้ว จึงรีบถือโคมไฟวิ่งออกไป

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตรงเข้ามา ข้าจึงลุกขึ้นไปยืนต้อนรับหน้าตำหนัก เสียงหัวเราะคิกคักของฉุนฉางไจ้ดังขึ้นพี่หญิงหวั่นช่างคิดนัก ข้ากำลังเบื่อไม่รู้จะฆ่าเวลาอย่างไรดี

ข้าพูดพร้อมรอยยิ้มแค่เจ้าไม่ง่วงนอนก็พอแล้ว วันๆ เอาแต่หลบไปนอนอยู่ในห้อง จนจะกลายเป็นแมวเซาอยู่รอมร่อ

ฉุนฉางไจ้ยิ้มพลางจูงมือข้าพี่หญิงชอบล้อข้าอยู่เรื่อย ข้าไม่ยอมนะเพคะ

เหมยจวงซึ่งมีไฉ่เยวี่ยประคองเดินยิ้มเข้ามาได้ยินเสียงออดอ้อนของฉุนเอ๋อร์ดังออกไปถึงข้างนอกจากนั้นก็ถามเหตุใดหลิงหรงจึงยังมาไม่ถึง

ข้ายิ้มตอบจะเชิญท่านมาทั้งทีไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องให้นางกำนัลของข้าแอบไปดูก่อนว่าจะขัดขวางขบวนเสด็จของฝ่าบาทหรือไม่

เหมยจวงว่าข้าพลางหัวเราะปากร้ายขึ้นทุกวันพลางยื่นมือออกมาจะหยิกหน้าข้า ข้าเบี่ยงตัวหลบพลางหมุนไปรอบๆ

ระหว่างที่กำลังสนุกกันอยู่นั้น จวี๋ชิงก็ประคองหลิงหรงค่อยๆ ก้าวเข้ามา ในมือของจวี๋ชิงมีช่อดอกกุหลาบพันปี หลิงหรงชี้ไปที่ดอกไม้ในมือนางกำนัลพลางเอ่ยดอกกุหลาบพันปีในตำหนักของข้ากำลังผลิบาน ข้าเห็นว่าสีสวย ก็เลยให้คนเด็ดมาให้พี่หญิงหวั่นไว้ปักแจกัน

ข้ารีบให้พวกนางเข้าไปในตำหนัก แล้วให้จิงชิงไปหยิบแจกันมาปักดอกไม้ จิงชิงกับจวี๋ชิงสนิทสนมกันอยู่แล้ว เมื่อยกแจกันมาปักเรียบร้อยก็พากันถอยออกไปคุยเล่นกันสองคน

ข้าอมยิ้มมองหลิงหรงขอบใจเจ้ามากที่นึกถึงข้าอยู่เสมอ ดอกสุ่ยเซียนที่เจ้าให้คนนำมาเมื่อตอนสิ้นปีงดงามยิ่ง ทำให้กลิ่นยาในห้องของข้าจางลงไปมาก ไม่อย่างนั้นห้องของข้าคงมีแต่กลิ่นยา จนทนอยู่แทบไม่ไหว

เหมยจวงว่ายังจะพูดไป ข้าว่ายานั่นกลิ่นออกจะหอม หอมกว่าถุงหอมของข้าเสียอีก

เมื่อพวกเราเข้ามานั่งในห้องนั่งเล่น ก็เห็นจิ่นซีจัดอาหารว่างเสร็จเรียบร้อย บนโต๊ะมีทั้งถั่วลิสงเคลือบน้ำผึ้ง ถั่วเคอเถาตัด ผิงกั่วเชื่อม ขนมโก๋หยก ขนมเปี๊ยะไส้เกาลัด และขนมโก๋สองสี

ฉุนฉางไจ้เอ่ยขึ้นอาหารที่ห้องเครื่องส่งมารสชาติไม่ได้เรื่อง กินแล้วช่างไร้รส

เหมยจวงว่าอาหารที่พวกเขาทำในวันงานเลี้ยงฉลองก็ไม่เลว หากแต่จะให้อร่อย ก็สู้ห้องครัวประจำตำหนักของเราเองไม่ได้

ข้าหันไปพูดกับฉุนฉางไจ้จะให้ถูกปากทุกคนในวังคงเป็นไปไม่ได้ เจ้าเองก็ชอบมากินของที่ตำหนักข้าไม่ใช่หรือ

ฉุนฉางไจ้หยิบขนมโก๋หยกใส่เข้าปาก อีกมือถือผิงกั่วเชื่อม แต่ตากลับจ้องถั่วเคลือบน้ำผึ้งตาเป็นมันหากตำหนักของพี่หญิงหวั่นไม่มีของอร่อยๆ ให้ข้ากิน ข้าคงอดตายไปนานแล้ว

เหมยจวงหยิบถ้วยชานมให้นางด้วยความเอ็นดู ข้าตบหลังนางเบาๆค่อยๆ กิน ประเดี๋ยวติดคอเข้าก็มิวายร้องไห้

หลิวจูยกกระบอกไม้หวงหยางเข้ามา มีแท่งไม้ไผ่เหลาใส่ไว้กำหนึ่ง นางเขย่าก่อนจะวางลงบนโต๊ะ เหมยจวงเอ่ยยิ้มๆข้าขอบอกไว้ก่อน เราเล่นกันแต่เพียงในห้องนี้ ห้ามถือเป็นจริงเป็นจังเด็ดขาด

ทุกคนโวยวายใครถือเป็นจริงเป็นจังกัน เราแค่เล่นกันเท่านั้น ท่านกลัวอะไรหรือ

ถ้าจะว่าไป ในหมู่พวกเรานี้ เหมยจวงอายุมากที่สุด รองลงมาคือข้า จากนั้นก็คือหลิงหรงและฉุนเอ๋อร์ เหมยจวงเขย่ากระบอกไม้พลางเอ่ยข้าเริ่มก่อน ข้าดวงไม่ค่อยดี จับอะไรไม่ค่อยได้พอดึงไม้ออกมานางก็อ่านเองรอบหนึ่ง จากนั้นก็พูดยิ้มๆเป็นเพียงของเล่นจริงๆ ด้วยจากนั้นก็ยื่นให้พวกเราอ่าน บนไม้ไผ่แท่งนั้นวาดรูปดอกเบญจมาศสีเหลืองทอง ถัดลงมาเป็นกลอนสมัยราชวงศ์ถังเขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็ก สีดอกเบญจมาศ กลิ่นหอมกำจายเรือน

หลิงหรงพูดยิ้มๆท่านชอบดอกเบญจมาศเป็นพิเศษ ตำหนักของท่านก็ชื่อฉุนจวี๋ซึ่งแปลว่าห้องเก็บดอกเบญมาศ ซ้ำตอนนี้ยังเป็นที่โปรดปราน ไม่ผิดกับประโยคที่ว่ากลิ่นหอมกำจายเรือน’”

เหมยจวงบ่นดูสิ หลิงหรงเอาใหญ่แล้ว ข้าพูดเพียงหนึ่งประโยคเดียว นางกลับตอบเป็นสิบประโยค

ฉุนฉางไจ้ว่าพี่หญิงฮุ่ยชอบดอกเบญจมาศนี่

หลิงหรงยกมือปิดปากหัวเราะเห็นหรือไม่ ข้าพูดผิดเสียที่ไหน น้องหญิงฉุนยังคิดเช่นเดียวกับข้า

เหมยจวงตัดบทพอเถิด ถึงตาหวนเอ๋อร์แล้วพูดพลางผลักกระบอกไม้มาตรงหน้าข้า

ข้ายิ้มพลางเอ่ยถึงตาข้าแล้วข้าหยิบโดยไม่เล็ง เมื่อยกขึ้นดู ก็เห็นภาพดอกซิ่งสีชมพูอ่อน มีอักษรเขียนไว้ว่าเจริญรุ่งเรืองพร้อมกับกลอนสมัยราชวงศ์ถังอีกประโยค นวลนางเปิดหัวใจ ได้พบยอดผกางาม ข้ามองดูภาพดอกซิ่ง ใจก็พลันนึกไปถึงเรื่องเมื่อเช้า ใบหน้าแดงร้อนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

ฉุนฉางไจ้ถามด้วยความแปลกใจพี่หญิงหวั่นไม่ได้ดื่มเหล้าสักหน่อย เหตุใดจึงเมาแล้วเล่า

หลิงหรงแย่งไม้ไปดูยินดีกับพี่หญิง! โชคกำลังเดินทางมาหาท่าน ดอกซิ่งเป็นดอกไม้ที่มีความหมายว่าจะได้รับการโปรดปราน

เหมยจวงยื่นหน้าเข้ามาดู แล้วก็พูดด้วยความดีใจจริงหรือ ท่าทางเจ้าก็ดูอาการดีขึ้นแล้ว หลังจากที่ป่วยซมอยู่นาน ตอนนี้อากาศอุ่นขึ้น น่าจะใกล้หายเต็มที

ฉุนฉางไจ้คว้าขนมเปี๊ยะไส้พุทราแดงบนไม้ก็เขียนไว้ว่ายอดผกางามไม่ใช่หรือ แสดงว่าพี่หญิงจะได้สอบเป็นจอหงวน แต่เป็นจอหงวนด้านการทำของหวาน

หลิงหรงอดหัวเราะไม่ได้ จากนั้นก็กอดฉุนฉางไจ้ไว้เจ้าน่ะคิดแต่เรื่องกิน  ยอดผกางามหมายถึงว่าฤดูใบไม้ผลิของพี่หญิงหวั่นของเจ้ากำลังจะมาถึงแล้วต่างหาก

ข้ารีบยื่นมือออกไปปิดปากหลิงหรงพูดจางมงาย แถมยังสอนให้ฉุนเอ๋อร์พลอยเป็นอย่างเจ้าไปด้วยจากนั้นก็หันไปพูดกับเหมยจวงครั้งนี้ไม่นับ ข้าไม่ได้ตั้งใจหยิบ เพียงแต่ลองมือเท่านั้น

ข้าเห็นคนดีแต่ปากมามาก แต่ไม่เคยเห็นใครดีแต่ปากเท่าเจ้ามาก่อนเหมยจวงพูดกลั้วหัวเราะใครใช้ให้เจ้าเป็นเจ้าภาพเล่า ข้ายอมให้เจ้าจับใหม่ก็ได้ แต่ครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามเปลี่ยน ตกลงหรือไม่

ข้าพูดว่าขอบคุณมากก่อนจะเลือกหยิบแท่งไม้ขึ้นมาอีกครั้งคราวนี้คงดีเป็นแน่พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นรูปดอกไห่ถัง ถัดลงมาเขียนว่าไห่ถังเล่าความนัยและมีกลอนบทเล็กๆ ประโยคหนึ่งเขียนไว้ ลมตะวันออกพาโชคลาภ ข้าเม้มปากยิ้มไม่เลวเลย ข้าอยู่ที่ตำหนักถังหลี ตอนเช้าต้นไห่ถังสองต้นหน้าตำหนักเริ่มออกดอกพอดี

เหมยจวงมองดูแล้วยิ้มร่าความหมายดียิ่ง ดอกไห่ถังเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าดอกไม้อธิบายความนัยส่วนเจ้าก็เป็นดอกไม้แห่งความนัยตัวน้อยๆ ไงเล่า

หลิงหรงยกจอกเหล้าจ่อริมฝีปากข้ามาเถิด ดื่มจอกนี้เป็นการเฉลิมฉลองดีกว่า

เข้าเงยหน้ากระดกจอกเหล้า แล้วเรียกหลิวจูกับฮ่วนปี้เข้ามา พูดยิ้มๆ กับพวกนางกลอนของตงพัวบทหลังกล่าวไว้ว่ายามราตรีกลัวผกาจะหลับใหล จึงจงใจจุดเทียนส่องบุปผางามพวกเจ้าไปจุดโคมแดงสักสองโคม เลือกโคมขนาดใหญ่ จากนั้นก็นำไปแขวนไว้ที่ต้นไห่ถัง อย่าให้มันนอนหลับทั้งสองรับคำแล้วรีบไปทำตามคำสั่ง

เหมยจวงลูบแก้มข้าเจ้านี่เล่นพิเรนทร์ขึ้นทุกวันจากนั้นก็หันไปทางหลิงหรงเจ้าจับไม้บ้างสิ

หลิงหรงยิ้มตอบเพคะจากนั้นก็หยิบไม้หนึ่งแท่งขึ้นมาอ่าน แต่มือกลับอ่อนปวกเปียกจนไม้ตกลงพื้น ใบหน้าแดงก่ำเล่นแบบนี้ไม่สนุกเลย ถึงจะเล่นกันเองในห้อง แต่มีแต่คำพูดเพ้อเจ้ออะไรก็ไม่รู้

ทุกคนมองนางด้วยความงงงัน ฉุนเอ๋อร์รีบก้มตัวลงไปเก็บ เป็นไม้รูปไผ่กับท้อ เขียนไว้ด้านล่างว่า กิ่งไม้อ่อนไหว วัจจะหวานอยากเอื้อนเอ่ย เงาบางห่างร้างไกล พายุใจโหมกระหน่ำ เหมยจวงยกผ้าเช็ดหน้าแตะริมฝีปาก ยิ้มน้อยๆข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ท่อนวัจจะหวานอยากเอื้อนเอ่ยนี้ข้าเข้าใจดี แต่ไม่รู้ว่าน้องหญิงหลิงหรงมีผู้ใดที่อยากจะกล่าววัจจะหวานนี้ด้วยหรือ

ข้าพลันนึกถึงเรื่องเก่าขึ้นมาทันที เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเบาๆ ของหลิงหรงในคืนก่อนเข้าวังดังขึ้นในหูของข้าอีกครั้งจนหัวใจของข้าสั่นไหว แต่ใบหน้ายังคงแสร้งยิ้ม หันไปพูดกับเหมยจวงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นวัจจะหวานของนางมีไว้ถวายฝ่าบาท ไม่อย่างนั้นจะให้ผู้ใดได้อีก พวกเราล้วนเป็นนางในของโอรสสวรรค์ นอกจากฝ่าบาทแล้ว พวกเราจะมีชายอื่นใดได้อีกเล่า

ถึงข้าจะหันหน้าไปทางเหมยจวง แต่หางตาคอยลอบสังเกตสีหน้าของหลิงหรง นางเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมามองข้าพร้อมรอมยิ้มร่าหลิงหรงยังเด็ก จะรู้จักวัจจะหวานที่พวกท่านพูดถึงได้อย่างไรข้ายิ้มน้อยๆ โดยไม่ตอบอะไร ข้าพูดถึงขนาดนี้แล้ว หลิงหรงน่าจะเข้าใจ

เหมยจวงว่าหลิงหรงทำไม้เสี่ยงทายตก อย่างนี้ต้องทำโทษให้นางดื่มสามจอก

หลิงหรงรีบปฏิเสธข้าดื่มได้ไม่มาก เพียงจอกเดียวก็รู้สึกมึน จะดื่มถึงสามจอกได้อย่างไร ไม่ดีกว่าเพคะ

ข้าเห็นว่าเทียนที่จุดวางอยู่บนโต๊ะเริ่มหม่นแสงลง จึงดึงปิ่นเงินออกมาเขี่ยไส้เทียนให้ลุกโชติช่วงขึ้นอีกครั้ง ไส้เทียนแตกปะทุ และกลับมาสว่างไสวกลายเป็นไฟดวงใหญ่ เหมยจวงเอ่ยขึ้นวันนี้เป็นวันอะไรกัน เหตุใดจึงเกิดเรื่องมงคลในตำหนักเจ้ามากมายเช่นนี้

หลิงหรงท่าทางดีใจท่าทางพี่หญิงจะได้เป็นใหญ่ก็คราวนี้ เช่นนี้ดีกว่า ข้าจะร้องเพลงให้พี่หญิงฟังสักเพลง

ดีเหลือเกิน ข้าไม่เคยได้ยินน้องหญิงหลิงหรงร้องเพลงเลยสักครั้ง ถ้าอย่างนั้นเจ้าร้องให้ข้าฟังสักเพลงเถิด

หลิงหรงจัดเสื้อผ้าเรียบร้อย แล้วเริ่มต้นร้องเพลงเรื่องดีอยู่ใกล้

ผกางามบานสล้างสองขุนเขา ไม้เขียวรายล้อมโอบกอดไว้ สายฝนโปรยปรายบนทะเลสาบ ขอบฟ้าสว่างกระจ่างใส

วาดพายแล่นเรือไปตามน้ำ เพลงลำนำขับขานเสียงใส เงยพักตร์มองเมฆาไกล เห็นขุนเขาสายน้ำงามติดตรึง

เมื่อเสียงเพลงเงียบลง หลิงหรงร้องจบ ฉุนเอ๋อร์ก็นิ่งงันก่อนจะเอ่ยขึ้นพี่หญิงอัน ท่านร้องเพลงได้ไพเราะเหลือเกิน แม้แต่ถั่วเคอเถาตัดที่ข้าชอบข้ายังไม่อยากกินแล้ว

ข้าพูดอย่างร่าเริงหลิงหรง! เจ้ามีของดีแต่ไม่ยอมบอกใครหรือนี่ ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าเจ้าร้องเพลงได้ไพเราะถึงเพียงนี้  เหมือนคนโบราณว่าไว้บทเพลงถวายฟ้า มนุษย์ใดได้ยินยล’!”

เหมยจวงฟังอย่างเคลิบเคลิ้มหากได้ฟังเจ้าร้องเพลงตั้งแต่แรก เมี่ยวอินเหนียงจื่อนั่นไม่มีทางเทียบเทียมเจ้าได้ คำว่าเมี่ยวอินควรคู่กับเจ้ามากกว่า

หลิงหรงหน้าแดงขัดเขินร้องได้พอแก้ขัดเท่านั้น ขายหน้าพี่หญิงแล้ว

ขายหน้าที่ไหนกัน ข้าฟังเพลงที่เจ้าร้องแล้วแทบไม่อยากลิ้มรสเนื้อไปสามเดือน

พวกเราหยอกล้อกันอีกสักพัก ก่อนจะบอกให้ฉุนฉางไจ้ดึงไม้ขึ้นมา นางหยิบขึ้นมาแล้ววางบนมือของข้าพี่หญิงหวั่นดูให้ข้าหน่อย ข้าอ่านไม่รู้เรื่องข้าดูให้นาง ภาพบนไม้คือรูปดอกมะลิ ข้างๆ เขียนว่า แม้นไร้สีไร้เสน่ห์ต้องตา หากกลิ่นหอมรวยรินกลบสารทเดือนเก้า และมีตัวอักษรเล็กๆ เขียนว่า หญิงทอผ้าทัดดอกไม้ในวันบูชาฟ้า

ข้าใจหายวาบ รู้สึกไม่เป็นมงคล แต่ก็รีบคลี่ยิ้มพูดกับนางดียิ่งจากนั้นก็โอ๋นางเจ้าชอบกินอะไรก็หยิบกินอีก ห้องครัวประจำตำหนักของข้ายังมีเหลืออีกมาก ประเดี๋ยวเจ้าไปเลือกให้นางกำนัลห่อกลับไปเถิดนางได้ยินก็รีบวิ่งไปห้องครัวประจำตำหนักด้วยความดีใจ

เหมยจวงถามด้วยความเป็นห่วงเป็นอะไรไป นางหยิบได้ไม่ดีหรือ

ข้ายิ้มไม่มีอะไร เพียงแต่ไม่ดีเท่าของพวกเราเท่านั้นข้านิ่งคิดก่อนจะเอ่ยเสริมดอกไม้น่ะดี แต่ประโยคเล็กๆ นั่นออกจะไม่เป็นมงคล

หลิงหรงถามว่าทำไมหรือ

หญิงทอผ้าทัดดอกไม้ในวันบูชาฟ้า ตำนานเล่าว่าในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก หญิงสาวที่ทัดดอกไม้ในวันบูชาฟ้าก็เพื่อมางานศพหญิงทอผ้า

หลิงหรงหน้าเปลี่ยนสี เหมยจวงฝืนหัวเราะเราแค่เล่นกันเท่านั้น ไม่ควรถือเป็นจริงเป็นจังนัก

ระหว่างนั้นเอง ไฉ่เยวี่ยนางกำนัลของเหมยจวงก็เข้ามาหาเรียนนายหญิงน้อย คืนนี้ฝ่าบาทประทับที่ตำหนักหงหนีเพคะ

เหมยจวงพูดเรียบๆ ว่ารู้แล้ว เจ้าออกไปก่อน

เมื่อไฉ่เยวี่ยออกไปแล้ว นางก็เอ่ยขึ้นช้าๆอวี๋เหนียงจื่อร้ายกาจนัก กลับมาเป็นที่โปรดปรานเร็วถึงเพียงนี้เชียว!”

หลิงหรงถามด้วยความสงสัยนางเพิ่งจะพ้นโทษกักบริเวณไม่ใช่หรือ

เหมยจวงหยิบถั่วลิสงมาวางไว้บนมือหนึ่งเม็ด แต่ไม่กิน กลับใช้นิ้วอีกข้างเขี่ยไปมา ทำให้เปลือกสีแดงที่หุ้มอยู่ค่อยๆ หลุดลงมาบนฝ่ามือของนาง กลายเป็นผงสีแดงแหลกละเอียด เหมยจวงตบมือพลางตอบถึงได้บอกว่านางร้ายกาจอย่างไรเล่า คืนนี้เป็นคืนที่สามแล้ว เพิ่งจะพ้นโทษกักบริเวณไม่นานก็ได้ถวายการปรนนิบัติถึงสามครั้ง…” เหมยจวงกัดฟันเบาๆ ไม่พูดอะไรต่อ

เหตุใดนางจึงกลับมาเป็นที่โปรดปรานเร็วนักข้าถาม

ว่ากันว่านางคุกเข่าอยู่หน้าพระตำหนักอี๋หยวน ร้องเพลงอยู่ทั้งคืนจนเสียงแหบแห้ง ฝ่าบาทเลยทรงสงสาร

หลิงหรงขมวดคิ้วเล็กน้อย นิ้วมือพันผ้าเช็ดหน้าในมืออีกข้างคนคนนั้นไม่ถูกกับพี่หญิงฮุ่ย ถึงนางจะต่ำศักดิ์กว่า แต่กลับหยิ่งผยองนัก น่ากลัวว่าฝ่าบาทจะดำริคืนฐานะเดิมให้นางนะเพคะระหว่างที่พูด นางก็แอบเหลือบมองสีหน้าของเหมยจวงไปด้วย

ข้าลุกขึ้นยืน ยื่นมือไปปัดเศษเปลือกถั่วบนเสื้อของนางแม้แต่ท่านยังไม่ชอบนาง แสดงว่าคนอื่นจะต้องยิ่งกว่าท่าน หากนิสัยหยิ่งผยองของนางยังไม่เปลี่ยน คงจะมีคนอื่นอดรนทนไม่ไหว ลงมือกำจัดนางโดยที่ไม่ต้องให้ท่านเสียแรงแม้แต่น้อย

เหมยจวงว่าหากไม่จวนตัวจริงๆ  ข้าไม่ลงมือทำอะไรง่ายๆ เป็นแน่

ข้าคลี่ยิ้มให้นางเพียงแมลงตัวเล็กตัวหนึ่ง ไม่คู่ควรให้ท่านเก็บมันมาใส่ใจ

จากนั้นก็ไม่มีใครพูดจากันอีก ได้แต่นั่งนิ่งฟังเสียงนาฬิกาน้ำหยดดังติ๋งๆ  เหมยจวงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มดึกแล้ว พวกเรากลับก่อนดีกว่า

ข้าส่งพวกนางกลับไป ก่อนจะกลับมานอนที่เตียงของตัวเอง ในฝัน ข้าเหมือนได้ยินเสียงตีกลองครั้งแล้วครั้งเล่า เงาร่างพร้อมรอยยิ้มสว่างไสวเดินเข้ามา กลีบดอกซิ่งพัดโปรย แสงสีทองจากคนผู้นั้นสาดมาโดนตัวข้า

บทที่สิบ ดอกซิ่ง

เช้าวันต่อมา เมื่อข้าตื่นขึ้นก็พบว่าฝนตก ตอนแรกเพียงตกปรอยๆ แต่ยิ่งนานก็ยิ่งตกหนักจนกลายเป็นพายุฝน เม็ดฝนสาดซัด หยดฝนนับไม่ถ้วนไหลกลิ้งจากหลังคากระเบื้องกระทบราวเหล็กบนหลังคาดังเกร๊งๆ  เมื่อใบไม้ใบหญ้าเปียกน้ำฝนก็พากันเบ่งบาน ส่งกลิ่นหอมเย็นไปทั่ว

หลังเที่ยงฝนยิ่งตกหนักขึ้น ข้ามองดูท้องฟ้า ก่อนจะพูดเบาๆ ว่าหลิวจู ไปหยิบร่มแล้วออกไปกับข้า

หลิวจูถามด้วยความสงสัยคุณหนู ฝนตกหนักเช่นนี้ออกไปข้างนอกไม่ได้นะเจ้าคะ!”

จิงชิงเข้ามาช่วยพูดอีกแรงนายหญิงน้อยจะไปไหนเพคะ ฝนตกหนักขนาดนี้ หากตัวเปียกขึ้นมาจะกลับมาป่วยหนักอีกนะเพคะ

จิ่นซีเองก็พยายามห้ามข้ารอให้ฝนเบาลงอีกสักนิด นายหญิงน้อยค่อยออกไปดีกว่าเพคะ

ข้าจึงพูดแค่เดี๋ยวข้ากลับมาจากนั้นก็ไม่สนว่าพวกนางจะพูดอะไรอีก หลิวจูพูดอย่างไม่มีทางเลือกว่าคุณหนูของพวกเราก็เป็นเสียอย่างนี้ พูดอะไรก็ต้องทำอย่างนั้นจากนั้นนางก็ไปหยิบร่มคันใหญ่ ประคองข้าออกไปด้านนอก

เมื่อเดินมาถึงชิงช้า ก็ไม่เห็นใครอยู่แถวนั้นสักคน ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกซิ่ง มีเพียงเสียงสายฝนกระหน่ำลงมา ข้าก้มมองรองเท้าปักและชายกระโปรงเปียกแฉะ แล้วถอนหายใจเบาๆ  เขาไม่มาจริงๆ เสียด้วย น่าขำชะมัด เขาเป็นถึงท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ ฝนตกหนักเช่นนี้คงกำลังนั่งอ่านบทกวีชมสายฝนอยู่ที่ตำหนักกระมัง อยู่ดีๆ จะออกมาตากฝนเพราะสาเหตุใด บางทีเมื่อวานเขาอาจจะแค่พูดเล่น มีแต่ข้าเท่านั้นที่คิดเป็นจริงเป็นจัง หรือเขาอาจจะเชิญข้ามาและต้องการจะมอบเนื้อเพลงให้ข้าจริงๆ แต่อากาศเช่นนี้คงจะไม่สะดวกออกนอกตำหนัก หลังจากยืนฟุ้งซ่านได้สักพัก เขาก็ยังไม่มา สายลมที่มาพร้อมกับสายฝนทำให้ข้ารู้สึกเหน็บหนาว หลิวจูกระซิบอ้อนวอนคุณหนู เรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ

ข้ามองภาพสายฝนรางเลือนตรงหน้า หลิวจูไม่กล้าพูดอะไรอีก ข้าเอียงหน้าเล็กน้อย ก็เห็นว่าไหล่ของนางเปียกฝนไปข้างหนึ่ง ร่างสั่นสะท้าน ข้ารู้สึกผิดน้อยๆลำบากเจ้าแล้ว พวกเรากลับกันเถิด

หลิวจูรีบรับคำเจ้าค่ะจากนั้นก็ประคองข้ากลับไป เมื่อจิ่นซีเห็นข้ากลับมา ก็รีบนำน้ำขิงเข้มข้นมาให้พวกเราดื่ม แล้วข้าก็ให้หลิวจูออกไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

คืนวันฝนตกอันแสนน่าเบื่อ ข้านั่งเล่นพิณอยู่ในห้องนั่งเล่น กำลังเล่นเพลงสายฝนพรำเพลินๆ  เมื่อได้ยินเสียงเม็ดฝนกระทบหน้าต่างอย่างรุนแรงก็รู้สึกตกใจ มือจึงพลอยผ่อนจังหวะลง ฮ่วนปี้ยกผลไม้เข้ามา เอ่ยถามคุณหนูเล่นเพลงภูผาสูงอยู่หรือเจ้าคะ

ข้าได้สติพอเข้ามาอยู่ในวังหลวง หูเจ้าก็เพี้ยนไปเลยหรือ นี่เพลงสายฝนพรำต่างหาก

ฮ่วนปี้ตกใจคุณหนูลองฟังสิเจ้าคะ ว่าใช่เพลงสายฝนพรำหรือไม่

ข้าตกตะลึง นี่ข้าเล่นเพลงภูผาสูงตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดถึงไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ข้าเรียกหลิวจูเข้ามาถามเพลงที่ข้าเล่นเมื่อครู่เป็นอย่างไรบ้าง

หลิวจูตอบคุณหนูหมายถึงเพลงภูผาสูงหรือเจ้าคะ เมื่อก่อนก็รู้สึกว่าเพลงนี้ไม่ได้ไพเราะกว่าเพลงอื่นเท่าใด แต่ไม่รู้เหตุใดวันนี้ถึงฟังแล้วรู้สึกใจหวิวๆ พิกล

ข้าตกตะลึง นานช้ากว่าจะเอื้อนเอ่ยไปจุดเครื่องหอมแก่นจันทน์มาสักกระถาง

หลิวจูตอบว่าเจ้าค่ะส่วนฮ่วนปี้พูดเสียงเบาตอนนี้ฤดูใบไม้ผลิ ไม่ใช่ฤดูจุดเครื่องหอมแก่นจันทน์ คุณหนูไม่สบายใจหรือเจ้าคะ

ข้าเหลือบตามองนางข้าเหนื่อยแล้ว ไปนอนเถิด

ข้านอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงเพราะไม่สามารถข่มตาหลับ เครื่องหอมแก่นจันทน์คือสิ่งที่ทำให้จิตใจสงบลงได้ ข้ารู้ดีว่าเหตุใดข้าถึงว้าวุ่นใจ ภูผาสูง จันทราน้อย จันทราน้อย งามเหลือหา! ขวัญเอยลอยไป หนึ่งทิวามิได้พบ โอ้ใจข้าหลุดลอย แต่ไหนแต่ไรมาเสียงพิณก็มักติดอยู่ในใจคน ข้ามีความในใจ ไม่ได้เจอหน้ากันเพียงวันเดียว ข้าก็คิดถึงเขาเสียแล้วหรือ เรื่องนี้เป็นเรื่องน่ากลัวและเสี่ยงอันตรายมากที่สุดสำหรับข้า!

เขาคือชิงเหออ๋อง ส่วนข้าคือหวั่นกุ้ยเหริน เราสองคนมิอาจสานความสัมพันธ์ แม้ข้าจะเป็นเพียงกุ้ยเหรินที่ไม่ได้รับความโปรดปรานก็ตาม ข้ารู้ดีว่าตั้งแต่วันที่ข้าถูกบันทึกชื่อที่พระตำหนักอวิ๋นอี้  ชีวิตข้าก็จะเป็นของบุรุษที่ข้าไม่เคยเห็นหน้าอย่างฮ่องเต้  ทว่า ครานี้ข้ากลับมีใจให้บุรุษอื่น ซ้ำบุรุษผู้นั้นก็คือพระอนุชาของฮ่องเต้ ซึ่งไม่เป็นการดีสำหรับข้าแม้แต่น้อย ข้าผุดลุกขึ้นนั่งทันที นั่งมองเปลวเทียนที่อยู่บนชั้นวางเทียนสีแดง นั่งคิดเงียบๆ ภายในความมืดสลัว จากนี้ไป ในขณะที่ข้ายังสามารถรักษาระยะห่างกับเขาได้ ข้าจะไม่ไปพบเขาอีก

เมื่อตัดสินใจแล้ว ข้าก็ไม่ไปเล่นชิงช้าเสียหลายวัน เหมยจวงเองก็ไม่มาหาข้า ได้ยินว่าฮ่องเต้ตากฝนจนประชวร นางจึงต้องไปถวายการดูแล ข้ารู้ว่าหากฮ่องเต้ประชวร ชิงเหออ๋องจะต้องมาเข้าเฝ้าเป็นแน่ ข้าจึงไม่ยอมออกจากตำหนักแม้แต่ก้าวเดียว เพราะกลัวจะบังเอิญพบกัน

ระหว่างนั้นข้าก็ใช่ว่าจะมีความสุข หลังจากอึดอัดอยู่หลายวัน ก็ได้ยินว่าฮ่องเต้ทรงหายประชวร ท่านอ๋องทั้งหลายที่มาเข้าเฝ้าต่างเสด็จกลับตำหนักของตน ครานี้ข้าจึงวางใจออกมาเดินเล่น

ข้าเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในตำหนัก จึงสวมเพียงชุดลำลองสีเรียบ มีเพียงไข่มุกประดับผมเล็กน้อย ปราศจากเครื่องแต่งกายหรูหรา ทว่า ตอนออกจากตำหนักกลับรู้สึกเกร็งเล็กน้อย คล้ายกับรอคอยอะไรบางอย่าง อีกใจก็กลัวว่าอาจจะบังเอิญพบเขาเข้า ข้าจึงกลับไปนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งอีกครั้ง เลือกปิ่นหยกมาเสียบ หยิบปิ่นเงินรูปก้นหอยมาเสียบเรียงเป็นรูปครึ่งวงกลมซึ่งเป็นแบบที่กำลังเป็นที่นิยม ในขณะที่กำลังหยิบต่างหูไข่มุกมาใส่ ก็เหลือบไปเห็นลายกรอบกระจกรูปฉางเอ๋อลอยสู่ดวงจันทร์ ก็พลันคิดถึงบทกวีโบราณ มองทะเลแลฟ้ายามราตรี ใจข้านี้หนาวสั่นเกินทน ความรู้สึกหม่นเศร้าซึมซาบเข้ามาในหัวใจ มือข้างที่จับต่างหูชะงัก ทำให้ไข่มุกร่วงลงบนโต๊ะกลิ้งไปมา ส่องแสงประกายวาววาม จิตใจข้าหม่นหมองลง รู้สึกว่าการมานั่งประทินโฉมเช่นนี้เป็นเรื่องโง่เขลานัก ว่ากันว่า หญิงงามแต่งกายให้ชายรักชม ข้ากำลังทำเช่นนั้นทั้งๆ ที่ข้าไม่ควรเห็นเขาเป็นชายรักของตนเองด้วยซ้ำ

เจินหวนเอ๋ยเจินหวน คนอย่างเจ้าฉลาดหลักแหลมมาทั้งชีวิต แต่กลับโง่เขลาในเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้หรือ เมื่อถามตัวเองเช่นนี้ก็เริ่มรู้สึกผิดหวังในตัวเอง ความจริงข้าหาได้โง่เขลาไม่ ข้ารู้ตัวดีทุกอย่าง เพียงแต่ไม่สามารถดึงตัวเองขึ้นมาได้เท่านั้น นี่ข้าเป็นอะไรไป ข้าไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน เขาก็เป็นเพียงบุรุษที่ผ่านมาและผ่านไปโดยที่ข้าไม่สามารถอาจเอื้อม ยิ่งคิดเช่นนี้ก็ยิ่งเจ็บใจ ข้ารู้สึกเบื่อหน่ายอย่างที่สุด จึงตัดสินใจออกไปข้างนอกคนเดียว หลิวจูเห็นข้าเดินออกมา ก็รีบวิ่งตามมาด้านหลัง

เมื่อฝนในฤดูใบไม้ผลิผ่านไป ต้นไม้ใบหญ้าก็ยิ่งผลิบาน ภายในคืนเดียวดอกไม้เริ่มผลิตา ส่วนดอกซิ่งที่เจอพายุฝนไปทั้งคืน ก็ไม่ได้ร่วงหล่นจนหมดต้น แต่กลับยิ่งเบ่งบานสะพรั่ง ทิวทัศน์งดงามจับตา แต่เขาคนนั้นกลับไม่อยู่ตรงนี้เหมือนเก่า

จิตใจหม่นหมองลง เมื่อหลิวจูเห็นสีหน้าข้าไม่ดีจึงถามขึ้นข้าน้อยไกวชิงช้าให้คุณหนูดีหรือไม่เจ้าคะ จะได้ยืดเส้นยืดสาย

หลิวจูไม่รู้เป็นเพราะกำลังเหม่อลอยหรืออย่างไร นางจึงไกวชิงช้าอย่างเนิบนาบ แต่ไม่ทันไร ก็ได้ยินหญิงสาวคนหนึ่งกรีดเสียงถามจากด้านหลังผู้ใดอยู่บนชิงช้า! เหตุใดพบอวี๋เหนียงจื่อจึงไม่คุกเข่าคำนับ!”

พอได้ยินคนพูดจาเช่นนี้กับข้า ก็ให้รู้สึกไม่พอใจ แต่ถึงกระนั้นก็ยังพยายามอดกลั้นขณะหันกลับไปมอง หญิงสาวคนหนึ่งร่างสูงเพรียว สวมอาภรณ์ของนางใน มีเครื่องประดับผมหรูหรา กำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง นางกำนัลข้างกายชี้หน้าข้าแล้วเรียกยังไม่รีบมาอีก ข้าหมายถึงเจ้านั่นแหละข้าพยายามข่มโทสะที่คุกรุ่น ก่อนจะดึงตัวลุกขึ้น ยิ้มบางๆ แต่ยังยืนอยู่ที่เดิม

หลิวจูขมวดคิ้วพูดนายหญิงน้อยของข้าคือหวั่นกุ้ยเหรินแห่งตำหนักถังหลี

นางกำนัลคนนั้นดูหวาดกลัวขึ้นมาทันที นางมองข้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นข้าแต่งตัวเรียบง่ายก็มีท่าทีไม่เชื่อ หันไปหาอวี๋เหนียงจื่อ อีกฝ่ายแค่นเสียงยิ้มเยาะในวังหลวงแห่งนี้มีกุ้ยเหรินที่ชื่อหวั่นด้วยหรือ ข้าไม่เห็นเคยได้ยิน

นางกำนัลคนนั้นทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ รีบบอกนายของตนเรียนนายหญิงน้อย ที่ตำหนักถังหลีมีกุ้ยเหรินอยู่ท่านหนึ่งเพคะ แต่ว่าป่วยกระเสาะกระแสะมานาน จึงแทบไม่ได้ออกจากตำหนัก

แววตาของอวี๋เหนียงจื่อเป็นประกายวาบ จากนั้นก็เดินตรงมาหาถวายบังคมหวั่นกุ้ยเหรินแต่สีหน้ากลับไร้ซึ่งความนอบน้อม เพียงก้มศีรษะให้ข้าเล็กน้อยเท่านั้น แม้แต่เข่าก็ไม่ย่อลง

ข้ายิ้มบางอรุณสวัสดิ์อวี๋เหนียงจื่อ ลมอะไรพัดเจ้ามาหรือ เหตุใดถึงมาเดินอยู่ในมุมอับแถวนี้

อวี๋เหนียงจื่อตวัดสายตาพลางเอ่ยอย่างดูแคลนน้องต้องถวายการปรนนิบัติ ไม่ว่างเช่นพี่หญิงเพคะนางหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อน้องมีบางอย่างต้องการแนะนำพี่หญิง ในเมื่อพี่หญิงไม่ค่อยสบาย ก็อย่าออกมาเพ่นพ่านนำโรคไปติดคนอื่นให้เป็นที่รังเกียจมากกว่านี้เลยเพคะพอพูดจบก็ยิ้มเยาะเดินจากไป ข้ารู้สึกโกรธจนหัวหมุนที่อยู่ๆ ก็ถูกนางพูดจาดูหมิ่น ส่วนหลิวจูนั้นโกรธจนตัวสั่น

ข้านิ่งคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆขอบใจน้องหญิงที่เตือน พี่หญิงเช่นข้ารู้ตัวเองดี แต่ข้าก็มีเรื่องต้องการเตือนน้องหญิงเช่นกัน

นางร้องอ้อ หยุดเดิน แล้วหันมามองข้าอย่างเย่อหยิ่งไม่ทราบพี่หญิงมีอะไรจะชี้แนะหรือ

ข้าอมยิ้มตอบได้ยินมาว่าฝ่าบาทโปรดสตรีที่มีกิริยามารยาทเรียบร้อย ข้าจึงอยากบอกน้องหญิงว่า เมื่อครู่นี้น้องหญิงคำนับข้าไม่ถูกวิธี คงเป็นเพราะน้องหญิงยังไม่คุ้นกับมารยาทธรรมเนียมในวังหลวงกระมัง เช่นนั้นแล้ว ข้าจะให้หลิวจู นางกำนัลของข้าแสดงให้ดูสักครั้งพอพูดจบข้าก็เหลือบมองหลิวจู

หลิวจูหันไปหาอวี๋เหนียงจื่อเชิญนายหญิงน้อยรับชมพอพูดจบก็หันมาย่อตัวคุกเข่าตรงหน้าข้า ก้มหน้าพูดว่าอวี๋เหนียงจื่อแห่งตำหนักหงหนีถวายบังคมหวั่นกุ้ยเหริน

ข้าอมยิ้มพูดได้ยินเสียงชื่นชมมานักต่อนักว่าน้องหญิงอวี๋เป็นคนฉลาดหลักแหลม เพียงตัวอย่างครั้งเดียวก็ทำตามได้แล้วกระมัง น้องหญิงคำนับข้าตามอย่างหลิวจูอีกสักครั้งเถิด

อวี๋เหนียงจื่อฟังข้าพูดจบ โกรธจนหายใจฟึดฟัด กรีดเสียงร้องขึ้นกุ้ยเหรินที่ไม่เคยได้รับความโปรดปรานเช่นเจ้า หาได้คู่ควรให้ข้าย่อตัวคำนับเช่นนั้นไม่!”

นางกำนัลข้างกายรีบกระตุกแขนเสื้อนายของตนนายหญิงน้อย นางหวั่นกุ้ยเหรินมีตำแหน่งสูงกว่าท่าน…”

อวี๋เหนียงจื่อตวัดมือตบหน้านางกำนัลของตนอย่างโกรธขึ้ง จนอีกฝ่ายหน้าบวมแดงผงะถอยหลังพวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา! คนขี้ขลาด ใช้การไม่ได้สักอย่างจากนั้นก็หันมายิ้มเย็นใส่ข้าหวั่นกุ้ยเหรินคิดว่าตำแหน่งสามารถแสดงถึงฐานะสูงต่ำได้จริงหรือ ฝ่าบาทโปรดปรานผู้ใด ผู้นั้นต่างหากที่สูงส่งจริง ไม่เช่นนั้นต่อให้มีตำแหน่งสูงเพียงใด ก็ไม่ต่างอะไรกับศพไร้ค่า! ซ้ำตำแหน่งของเจ้าก็สูงกว่าข้าเพียงสองขั้นเท่านั้น ถือดีอย่างไรมาสั่งสอนข้า

ข้ากำลังจะอ้าปากตอบโต้ แต่แล้วเสียงคุ้นหูเยียบเย็นก็ดังขึ้นหากเราเป็นคนสั่งให้เจ้าคุกเข่าคำนับหวั่นกุ้ยเหรินเล่า?!”

ข้าหันไปตามเสียง ก็เห็นใบหน้าคุ้นตาปรากฏขึ้น หัวใจพลันว้าวุ่นสับสน รู้สึกหนาวร้อนสลับกันเหมือนเมื่อครั้งเป็นไข้ตอนเยาว์วัย  ข้าไม่กล้าจ้องมองเขาตรงๆ และไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ข้าแทบไม่อยากเชื่อเหตุการณ์ตรงหน้า แต่จะไม่เชื่อได้อย่างไร ใต้หล้านี้จะมีผู้ใดกล้าเรียกตัวเองว่าเราอีกหรือ

อวี๋เหนียงจื่อชะงัก รีบดึงนางกำนัลให้คุกเข่าลงพร้อมตน พูดอย่างนบนอบถวายบังคมฝ่าบาท

ฮ่องเต้พยักหน้า แต่กลับไม่รับสั่งให้นางลุกขึ้น นางเอ่ยถามอย่างหวาดกลัวฝ่าบาทเสด็จมาได้อย่างไรเพคะ

ฮ่องเต้เลิกคิ้วแล้วเจ้าเล่ามาได้อย่างไร

อวี๋เหนียงจื่อตอบด้วยความหวาดกลัวหม่อมฉันได้ยินว่าฝ่าบาทโปรดเสด็จมาทางนี้ หม่อมฉันคิดว่าทิวทัศน์แถวนี้คงงดงามเป็นแน่ จึงมาเดินชมเพคะ

ฮ่องเต้ยิ้มน้อยๆ ทว่าวาจากลับทิ่มแทงเจ้าพูดปด ไม่ได้พูดความจริง

อวี๋เหนียงจื่อเห็นฮ่องเต้ยังคงยิ้ม จึงไม่คิดมาก เอ่ยตอบอย่างออเซาะหม่อมฉันเพียงแต่อยากถวายการปรนนิบัติอยู่ใกล้ๆ ฝ่าบาทเพคะ

แม้ใบหน้ามีรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงกลับเยียบเย็น แววตาคมกล้าเหตุใดเจ้าถึงรู้ดีนักว่าเราจะไปไหนบ้าง

อวี๋เหนียงจื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี จึงรีบก้มหน้าไม่พูดไม่จา ตัวสั่นเป็นลูกนก

ฮ่องเต้หันมายิ้มบางๆ ให้ข้า ข้าได้แต่มองอย่างนิ่งงัน พูดอะไรไม่ออก หลิวจูสะกิดเอวข้าอย่างร้อนใจ ข้าถึงได้สติ รีบคุกเข่าลงหม่อมฉันหญิงสกุลเจินแห่งตำหนักถังหลี ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์จงทรงพระเจริญหมื่นปีหลิวจูก็รีบคุกเข่าโขกศีรษะถวายบังคม

ฮ่องเต้ประคองข้าลุกขึ้น สีหน้ายินดีเจ้าไม่ค่อยสบาย เหตุใดต้องถวายบังคมเต็มพิธีเช่นนี้จากนั้นก็ก้มลงกระซิบข้างหูข้าวันนั้นเราไม่ได้ตั้งใจผิดนัดเจ้า

ใบหน้าข้าแดงก่ำหม่อมฉันมิกล้า

หลายวันนี้ข้ามาคอยเจ้าที่นี่ เหตุใดเจ้าจึงไม่มา

ข้ารีบเอ่ยฝ่าบาทแล้วเหลือบมองอวี๋เหนียงจื่อ เพื่อบอกทางอ้อมว่ายังมีคนอื่นอยู่

ฮ่องเต้สั่งให้หลิวจูลุกขึ้นดูแลนายหญิงน้อยของเจ้าให้ดี นางร่างกายอ่อนแอจากนั้นรอยยิ้มก็หายไปจากใบหน้าขณะหันไปทางอวี๋เหนียงจื่อซึ่งตอนนี้ไม่มีท่าทางเย่อหยิ่งให้เห็นอีกแล้ว ฮ่องเต้เอ่ยช้าๆนิสัยของเจ้าแก้ไม่หายสักที ดูท่าคราวที่แล้วเราคงลงโทษเจ้าเบาเกินไป

อวี๋เหนียงจื่อได้ยินดังนั้น เหงื่อกาฬแตกพลั่ก น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเด็ดขาดทำให้นางรีบคลานเข่าเข้ามาเกาะชายฉลองพระองค์ ปากคร่ำครวญไม่หยุดฝ่าบาท หม่อมฉันผิดไปแล้ว วันนี้ความโง่งมบดบังจิตใจหม่อมฉัน ถึงได้เสียมารยาทกับพี่หญิงหวั่น หม่อมฉันยินดีขอโทษพี่หญิง ฝ่าบาทโปรดทรงอภัยให้หม่อมฉันด้วยเพคะ

ฮ่องเต้มองนางด้วยความรังเกียจ ไม่พูดอะไรอีก อวี๋เหนียงจื่อรู้ว่าสถานการณ์ไม่ดี จึงดึงปิ่นไข่มุกออกมา แล้วคลานมาร้องไห้ตรงหน้าข้าวันนี้น้องทำผิดมหันต์ ไม่กล้าขอร้องให้กุ้ยเหรินอภัยให้ เพียงแต่ขอร้องให้กุ้ยเหรินเห็นแก่ที่เราต่างเป็นบาทบริจาริกา ช่วยขอร้องฝ่าบาทให้ทรงอภัยโทษน้องด้วยเถิดเพคะ

ข้าเหลือบมองอวี๋เหนียงจื่อซึ่งผมเผ้ายุ่งเหยิง ร้องไห้อย่างน่าเวทนา ก็รู้สึกใจอ่อน จึงประคองมือหลิวจูเข้าไปหาฮ่องเต้คนผิดรู้จักแก้ไขถือเป็นเรื่องดี หม่อมฉันเห็นว่าอวี๋เหนียงจื่อรู้สึกผิดจากใจจริง ขอฝ่าบาททรงอภัยโทษให้นางเถิดเพคะ

ฮ่องเต้เหลือบตามองนางในเมื่อหวั่นกุ้ยเหรินออกปากขอร้อง เราก็จะเห็นแก่นาง แต่นิสัยเสียของเจ้ายังแก้ไม่หาย ปล่อยเอาไว้ไม่ได้!” ฮ่องเต้เดินออกไปสองสามก้าว แล้วปรบมือเป็นสัญญาณ สิ้นเสียง ขันทีอายุประมาณห้าสิบกว่าปี และราชองครักษ์อีกสิบกว่านายก็ก้าวออกมาจากหลังพุ่มไม้ พวกเขาถวายบังคมฮ่องเต้ จากนั้นก็หันมาคำนับข้า ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว เอ่ยขึ้นเรารู้อยู่แล้วว่าพวกเจ้าต้องตามมา ช่างเถิด หลี่ฉาง มีราชโองการลงไป ลดตำแหน่งหญิงสกุลอวี๋เป็นเกิงอี แล้วให้ย้ายออกจากตำหนักหงหนี!”

หลี่ฉางก้มหน้าพ่ะย่ะค่ะจากนั้นก็เดินจากไป ฮ่องเต้เหลือบมองอวี๋เหนียงจื่อซึ่งกำลังตัวสั่นแวบหนึ่งช้าก่อน อวี๋เกิงอี เจ้าบอกว่าหวั่นกุ้ยเหรินมีตำแหน่งสูงกว่าเจ้าเพียงสองขั้นใช่หรือไม่ หลี่ฉาง มีราชโองการไปยังสำนักฝ่ายใน แต่งตั้งหวั่นกุ้ยเหรินเป็นหวั่นผิน

หลี่ฉางตกใจสะดุ้ง สีหน้าลำบากใจฝ่าบาท หวั่นนายหญิงน้อยยังไม่เคยถวายการปรนนิบัติ น่ากลัวว่าจะผิดธรรมเนียม หากได้รับการเลื่อนตำแหน่ง…”

ฮ่องเต้เปลี่ยนสีหน้าขณะเอ่ยเสียงเย็นเดี๋ยวนี้เจ้าทำงานเก่งขึ้น แม้แต่ราชโองการของเราก็ยังกล้าตั้งคำถาม

หลี่ฉางตื่นตระหนก รีบโขกศีรษะขอพระราชทานอภัยโทษก่อนจะนำราชโองการออกไป

ฮ่องเต้หันมายิ้มให้ข้าอะไรกัน ดีใจจนลืมขอบคุณเลยหรือ

ข้ารีบคุกเข่าลงด้วยสีหน้าจริงจังหม่อมฉันไร้สามารถ ยังไม่เคยมีพระโอรสธิดาถวาย ซ้ำไม่เคยถวายการปรนนิบัติ หม่อมฉันไม่กล้ารับพระกรุณาครั้งนี้เพคะ

ฮ่องเต้เอ่ยยิ้มๆเอะอะอะไรก็คุกเข่า เจ้าไม่เหนื่อยหรือ เราบอกว่าเจ้าเป็นได้ เจ้าก็ต้องเป็นได้

ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจ ฮ่องเต้หันไปสั่งนางกำนัลของหญิงสกุลอวี๋โดยไม่แลเจ้านายของนางแม้แต่น้อยสุนัขรับใช้เช่นเจ้า ไปทำงานที่สำนักลงทัณฑ์เสีย!” ทั้งสองคนขอบพระทัยก่อนจะรีบถอยออกไป

บทที่สิบเอ็ด หวั่นผินแห่งตำหนักถังหลี

เมื่อทุกคนเห็นดังนั้นจึงรีบพากันถอยออกไป ไม่รู้หลิวจูหายตัวไปตั้งแต่เมื่อใด เหลือเพียงข้ากับฮ่องเต้เสวียนหลิง ข้าเริ่มทำอะไรไม่ถูก สายลมอบอุ่นพัดปอยผมมาปิดหน้าจนรู้สึกจั๊กจี้ ฮ่องเต้จูงมือข้าแล้วพาออกเดิน เสียงย่ำต้นหญ้าและเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันดังสวบสาบ มือของเขาอบอุ่นแนบแน่นจนรู้สึกได้ถึงเส้นลายบนฝ่ามือ ข้าไม่กล้ากระชับมือเข้า ใบหน้าร้อนผะผ่าว ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินพลางจ้องมองรองเท้าปักของรักของหวงที่ปักไว้ยามว่าง ดิ้นเงินอ่อนบางกับเส้นไหมสีม่วงดอกกุหลาบที่เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิปักเป็นกลีบดอกไห่ถังบางเบา เหมือนหัวใจของข้าในตอนนี้ที่กำลังรู้สึกเบาหวิว บริเวณหัวรองเท้าปักลายผีเสื้อคู่มีไข่มุกสีเงินเม็ดเล็กปักเป็นลายปีก ทุกฝีเท้าที่ย่ำลงบนผืนหญ้าสีเขียวอ่อนนุ่ม มีเสียงกระดิ่งดังแว่วๆ ราวกับทุกย่างก้าวจะมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับ เจ้าผีเสื้อคู่นั้นโผบินอย่างเริงร่าไม่ต่างจากหัวใจของข้าที่กำลังสั่นไหวอย่างร้ายกาจ เขาพาข้าเดินมาหยุดอยู่หน้าศาลาจี้หลานซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ระยะทางเพียงไม่กี่สิบก้าว แต่ข้ากลับรู้สึกยาวไกลเหมือนอยู่บนเส้นทางบนภูเขาวกวน สองขาอ่อนแรงจนแทบก้าวไม่ออก

เมื่อเข้ามาในศาลา ฮ่องเต้ก็ปล่อยมือข้า ข้าจึงรีบซ่อนมือเข้าไปในแขนเสื้อ ปลายนิ้วชุ่มไปด้วยเหงื่อ ฮ่องเต้ไขว้มือไว้ด้านหลัง มองข้าพลางเอ่ยเบาๆวันฝนตกวันนั้น เราไม่ได้ตั้งใจผิดนัดเจ้าข้าไม่กล้าตอบ แต่การไม่ตอบอะไรเลยก็เป็นการไม่สมควร จึงได้แต่ก้มหน้ารับคำเพคะฮ่องเต้พูดต่อวันนั้นเรามาถึงที่ราชอุทยานนี้แล้ว แต่ไทเฮารับสั่งให้เราไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักของฮองเฮา เราจึงต้องรีบไป สุดท้ายเลยตากฝนจนเป็นหวัด

ข้าได้ยินดังนั้นจึงร้อนใจ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาหายดีและกำลังยืนอยู่ตรงหน้า แต่ก็ยังอดถามไม่ได้ฝ่าบาททรงหายประชวรแล้วหรือเพคะพอพูดจบก็รู้สึกว่าตัวเองโง่เขลานัก พอรู้ว่าตัวเองเสียกิริยา ข้าก็หน้าแดงเอ่ยอ้อมแอ้มหม่อมฉันช่างโง่เขลา

ฮ่องเต้ยิ้มอย่างใจดีต่อมาเราคิดว่าวันนั้นฝนตกหนักเหลือเกิน เจ้ากำลังพักฟื้น คงไม่ออกมารอเรา

ข้าตอบเสียงเบาหวิวแทบไม่ได้ยินหม่อมฉันไม่ได้ผิดนัดเพคะ

ดวงตาของเขาเป็นประกาย เอ่ยอย่างยินดีจริงหรือ ถ้าเช่นนั้นเจ้าเปียกฝนไม่สบายหรือไม่

พอได้ยินเขาถามเช่นนั้น หัวใจข้าก็ซาบซึ้งยินดี ราวกับว่าความรู้สึกว้าวุ่นอึดอัดในหลายวันที่ผ่านมาถูกแสงอาทิตย์เจิดจ้าทำลายไปจนสิ้นเป็นพระกรุณา หม่อมฉันสบายดี ไม่ได้เปียกฝนแต่อย่างใดเพคะ

ตอนนี้ข้าแทบจะก้มหน้าติดหน้าอกจนลายปักตรงคอเสื้อทิ่มคาง บนนิ้วหัวแม่มือขวาของเขาสวมแหวนหยกสีเขียวใสดั่งน้ำในทะเลสาบเงียบสงบ นิ้วที่เหลือเชยคางข้าขึ้น สายตาเป็นประกายขณะจับจ้องข้า ดวงตาของเขาดำดิ่งลึกจนยากจะหาจุดสิ้นสุด เห็นแต่เพียงเงาสะท้อนของตัวเอง และดอกซิ่งที่บานสะพรั่งอยู่เบื้องหลัง หัวใจเต้นรัวเร็ว ใบหน้าแดงระเรื่อ ข้าหลุดปากออกไปโดยไม่รู้ตัวเหตุใดฝ่าบาทจึงปดหม่อมฉันเพคะ

ริมฝีปากหยักแย้มเป็นรอยยิ้มขบขันหากเราบอกเจ้า เจ้าก็จะเกรงกลัวเราไม่ต่างจากสนมคนอื่นๆ  ไฉนเลยจะกล้ามาเป่าขลุ่ยชมดอกไม้ เป็นตัวของตัวเองเช่นนั้น

ข้าก้มหน้าจ้องมองรองเท้าฝ่าบาททรงกลั่นแกล้งหม่อมฉัน ทรงเห็นเป็นเรื่องตลกที่เห็นหม่อมฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

ฮ่องเต้หัวเราะเสียงก้อง ก่อนจะค่อยๆ หยุดลงพลางจับจ้องข้าหากเราบอกเจ้า เจ้าก็จะเอาแต่กลัวเรา เกรงเรา และหว่านเสน่ห์ใส่เรา ซึ่งไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าเขาหันไปวางมือพาดราวไม้สีแดง ทอดสายตาไปไกลเหมือนกำลังมองผ่านหมู่มวลดอกไม้เหล่านั้นไปยังขอบฟ้าไกลเราเห็นความสำคัญของเจ้าเพราะตัวตนที่แท้จริงของเจ้า หากเจ้าไม่มีอะไรแตกต่างจากนางสนมคนอื่นๆ  เราก็คงไม่นัดเจ้าออกมาอีก

ข้าก้มลงมองชายฉลองพระองค์สีแดงปักลายสีดำยาวรอบพระองค์ เอ่ยตอบทั้งๆ ที่ใบหน้าและใบหูแดงก่ำเพคะจากนั้นก็พูดต่อหม่อมฉันโง่เขลายิ่งนัก ไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย

ฮ่องเต้ยิ้มบางในเมื่อเราคิดจะปิดบังเจ้า แล้วจะให้เจ้ารู้ได้อย่างไร เพียงแต่ต้องลำบากน้องหก ที่ถูกเราเรียกเข้าวังมาบ่อยๆ

ข้าคุกเข่าลงพระทัยฝ่าบาทยากแท้หยั่งถึง กว้างใหญ่และลึกลับดุจท้องนภา หม่อมฉันไม่อาจล่วงรู้ได้เลยเพคะ

ฮ่องเต้ยื่นมือมาจับมือข้า ก่อนจะเอ่ยถามเหตุใดมือเจ้าถึงได้เย็นนัก หรือเป็นเพราะออกมาโดนลม

ข้ารีบตอบหม่อมฉันไม่หนาวเพคะ

เขารับคำในลำคอเจ้าออกมาข้างนอกนานแล้ว เราจะพาเจ้ากลับไปส่งที่ตำหนัก

ข้ารีบร้อนตอบหม่อมฉันมิกล้าแต่ทันใดนั้น ฮ่องเต้ก็อุ้มข้าขึ้นมา ข้าร้องเบาๆ ด้วยความตกใจ สองมือโอบรอบคอของเขาโดยไม่รู้ตัว กระโปรงยาวสยายพลิ้วอย่างงดงามเหมือนปีกผีเสื้อ ฮ่องเต้ยิ้มกว่าจะเดินกลับไปถึงคงเหนื่อยแย่ เราอุ้มเจ้ากลับไปเอง

ข้าแม้จะหวาดกลัวแต่ก็ไม่กล้าขัดขืน ได้แต่เอ่ยว่าคงไม่ดีกระมัง คนอื่นๆ จะวิจารณ์กันได้ หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ

ฮ่องเต้ยังคงยิ้มเราอยากดูแลนางสนมที่ต้องใจ คนอื่นอยากจะพูดอะไรก็ช่างจากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์อีกอย่าง เราก็ไม่ได้อุ้มเจ้าเป็นครั้งแรกสักหน่อย

ข้าอายจนไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเสวียนหลิง ปล่อยให้พากลับไปที่ตำหนัก ตัวข้าแนบชิดกายของเขาจนได้กลิ่นหอมแปลกๆ  แม้จะเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่คล้ายจะออกมาจากกายของเขา ทำให้รู้สึกอุ่นใจ แขนเสื้อกว้างสีทองขลิบแดงกับชายกระโปรงจีบสีเขียวน้ำทะเลพัดไปตามสายลมยามเดินผ่านซอยหย่งเซี่ยงอันยาวเหยียด พู่ไหมสีเขียวอ่อนที่ห้อยอยู่ตรงเอวสะบัดเสียดสีกับฉลองพระองค์ เหล่านางกำนัลกับขันทีระหว่างทางพากันคุกเข่าลงแล้วพูดว่าทรงพระเจริญไม่กล้าแม้แต่เงยหน้าขึ้นมอง แต่หางตาก็อดเหลือบดูไม่ได้ เสวียนหลิงเดินอย่างไม่รีบร้อน เสียงปิ่นและต่างหูกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋งเคล้าไปกับสายลม

บรรยากาศของตำหนักถังหลีเปลี่ยนไป เพราะนอกจากหมอหลวงที่เป็นบุรุษเพียงคนเดียวที่เคยเข้ามาในตำหนักนี้ ก็มีแต่ฮ่องเต้เสวียนหลิงเท่านั้น เขาอุ้มข้าก้าวเข้าไปในลานหน้าตำหนักที่ปกติจะปิดประตูสนิท นางกำนัลกับขันทีที่กำลังทำความสะอาดลานตำหนักพากันตื่นตระหนก คุกเข่าถวายบังคมและแสดงความยินดีกับข้าอย่างตื่นเต้น แสดงว่าหลิวจูได้นำข่าวที่ข้าได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผินมาบอกแล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าข้าจะกลับมาด้วยวิธีคาดไม่ถึงเช่นนี้

ยิ่งต้องเผชิญหน้ากับคนคุ้นเคยก็ยิ่งรู้สึกเขินอาย ข้าขยับตัวเล็กน้อย แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่ยอมปล่อยข้าลง และไม่เหลือบมองพวกเขาแม้แต่น้อย ได้แต่รับสั่งลอยๆ ว่าลุกขึ้นจากนั้นก็เดินเข้าไปในตำหนักอิ๋งซิน วางข้าลง หันไปมองคนที่เดินก้มหน้าตามเข้ามา ก่อนจะเอ่ยถามข้าเรียบๆตอนที่เจ้าเป็นกุ้ยเหริน มีคนปรนนิบัติเท่านี้เองหรือ

ข้าตอบหม่อมฉันต้องการพักฟื้นเงียบๆ จึงไม่จำเป็นต้องมีคนปรนนิบัติมากมายเพคะ

ไม่ได้ ใครเป็นหัวหน้าขันทีกับหัวหน้านางกำนัลของที่นี่

จิ่นซีคุกเข่าลงหม่อมฉันชุยจิ่นซี หัวหน้านางกำนัลประจำตำหนักถังหลี นางกำนัลขั้นเจ็ดตำแหน่งซุ่นเหริน ถวายบังคมฝ่าบาท ทูลฝ่าบาท ตำหนักถังหลีไม่มีหัวหน้าขันทีเพคะฮ่องเต้มีสีหน้าสงสัย จิ่นซีจึงทูลต่อเดิมมีขันทีคังลู่ไห่เป็นหัวหน้าขันทีของที่นี่ แต่ลี่กุ้ยผินมีรับสั่งเรียกตัวเพคะ

สีหน้าของเขายังไม่เปลี่ยนขณะเอ่ยเรียบๆไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรจากนั้นก็หันมาหาข้าตำหนักของเจ้าไม่มีหัวหน้าขันทีคอยดูแลไม่ได้ เราจะให้สำนักฝ่ายในเลือกขันทีที่ใช้ได้มาสักสองสามคน ให้เจ้าเลือกว่าจะให้ใครเป็นหัวหน้า

ข้าอมยิ้มไม่ต้องยุ่งยากถึงเพียงนั้นเพคะ หม่อมฉันเห็นว่าควรให้เสี่ยวอวิ่นจื่อทำหน้าที่นี้ไปก่อน เขาทำงานใช้ได้ เหมาะสมกับตำแหน่งนี้เพคะ

เสี่ยวอวิ่นจื่อรีบคุกเข่าถวายบังคมอย่างรวดเร็วเป็นพระกรุณา ขอบคุณนายหญิงน้อยที่เมตตา กระหม่อมจะดูแลนายหญิงน้อยอย่างดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ

ฮ่องเต้หันมายิ้มให้ข้าเจ้าว่าอย่างไรก็อย่างนั้นเถิด ให้คนนอกคัดคนมาให้เจ้า จะพลอยปรนนิบัติไม่ถูกใจเปล่าๆจากนั้นก็หันไปรับสั่งกับเสี่ยวอวิ่นจื่อนายหญิงน้อยของเจ้าตกรางวัลถึงเพียงนี้ เจ้ายิ่งต้องทำงานให้ดี อย่าทำให้นายหญิงน้อยของเจ้าผิดหวัง

เสี่ยวอวิ่นจื่อโขกศีรษะสามครั้ง ทูลตอบเสียงดังพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมรับราชโองการ

ฮ่องเต้เอ่ยในเมื่อตอนนี้เป็นผิน ก็ควรมีคนปรนนิบัติเพิ่มขึ้น พรุ่งนี้เราจะให้สำนักฝ่ายในส่งคนมาเพิ่ม

ข้ายิ้มเป็นพระกรุณาเพคะ

ฮ่องเต้เอ่ยทิ้งท้ายเจ้ารีบพักผ่อนเถิด รักษาตัวให้ดี อีกสองวันเราจะมาหา

ข้าเดินไปส่งเสด็จหน้าตำหนัก ซึ่งมีพระเสลี่ยงสีเหลืองอร่ามจอดอยู่ พร้อมทั้งนางกำนัล ขันที และราชองครักษ์ราวสิบกว่านายที่กำลังยืนรอรับเสด็จนิ่งราวรูปสลัก เมื่อเห็นฮ่องเต้เสด็จออกมาก็พากันคุกเข่าถวายบังคม ข้าย่อตัวลงน้อมส่งฝ่าบาท

เมื่อขบวนเคลื่อนออกไป จนพระเสลี่ยงสีเหลืองห่างออกไป ข้าจึงกลับเข้าตำหนัก

ทุกคนคุกเข่าแสดงความยินดี เสี่ยวอวิ่นจื่อน้ำตานองหน้ายินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะนายหญิงน้อย ในที่สุดก็หมดทุกข์หมดโศกเสียที

ทุกคนน้ำตาคลอ ข้าอมยิ้มเอ่ยวันนี้เป็นวันดี เหตุใดพวกเจ้าจึงร้องไห้แล้วหันไปพูดกับเสี่ยวอวิ่นจื่อวันนี้เจ้าได้เลื่อนตำแหน่ง ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เจ้ายังอายุน้อยนัก มีปัญหาอะไรก็เรียนรู้จากชุยซุ่นเหริน อย่ามัวแต่ทำปากหวานล้อเล่นไปทั่ว ต้องรู้จักเป็นผู้ใหญ่เสียที

เสี่ยวอวิ่นจื่อตอบรับอย่างหนักแน่น

จากนั้นข้าก็บอกว่าข้าเหนื่อยแล้วก่อนจะสั่งให้พวกเขาแยกย้ายกันไป

ข้าเดินไปที่ห้องนั่งเล่นช้าๆ  สิ่งที่เก็บไว้ในใจค่อยๆ เผยออกมา สุดท้ายข้าก็หลบไม่พ้นความวุ่นวายของฝ่ายในจริงๆ หรือ หรือว่าชะตากำหนดเอาไว้แล้วว่าข้าจะต้องเป็นคนของฮ่องเต้ การต่อสู้แข่งขันของฝ่ายในทำให้ข้าหวาดกลัวและหงุดหงิดเป็นที่สุด

ข้ารู้ดีว่า ในวันนี้ วินาทีที่ฮ่องเต้รับสั่งเช่นนั้น ข้าก็จะไม่ใช่หวั่นกุ้ยเหรินที่เจ็บออดๆ แอดๆ แห่งตำหนักถังหลีอีกต่อไป น่ากลัวว่าตอนนี้คงจะรู้กันทั้งฝ่ายในแล้วว่าข้าคือคนโปรดคนใหม่ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผินทั้งที่ไม่เคยถวายการปรนนิบัติ ซ้ำฮ่องเต้ยังอุ้มข้ากลับตำหนักด้วยพระองค์เอง ตอนนี้ทั่วทั้งฝ่ายในคงพากันวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อยู่เป็นแน่

แต่จะว่าไป ใช่ว่าข้าจะไม่ดีใจ เพราะคนที่ข้าแอบหมายปองนั้นเป็นคนที่เหมาะสมกับข้าทุกประการ ไม่จำเป็นต้องคอยปิดบังหัวใจของตัวเองอีกต่อไป เพียงแต่ความรักครั้งนี้กลับผลักให้ข้าเข้าสู่การต่อสู้ชิงดีชิงเด่นที่ไม่มีวันสิ้นสุด เช่นนั้นแล้ว ข้ายังต้องการความรักครั้งนี้อยู่อีกหรือ แต่ถึงอย่างไรทั้งข้าและเสวียนหลิงก็คงปฏิเสธหัวใจตัวเองไม่ได้อีกต่อไป เขาโปรดปรานข้าถึงเพียงนี้ แล้วข้าจะใจร้ายตัดรอนเขาได้ลงคอหรือ ข้าเคยอธิษฐานว่าวอนขอหนึ่งรักแท้มั่นคง รักยืนยงคู่เคียงจนแก่เฒ่าแต่คนที่ข้ารัก กลับเป็นเพียงคนเดียวในโลกที่ไม่สามารถมีรักเพียงหนึ่งได้ เพราะเขามีสตรีมากมายที่รอรับความโปรดปราน ข้าเหม่อมองทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ผลินอกหน้าต่างด้วยจิตใจว้าวุ่นสับสนเต็มทน

ในขณะที่กำลังคิดไม่ตกอยู่นั้น เหมยจวงกับหลิงหรงก็เดินจูงมือกันเข้ามาหา เหมยจวงเต็มไปด้วยความยินดี นางดีใจจนใบหน้าแดงก่ำ คว้ามือข้าไปบีบไว้แน่น พูดทั้งน้ำตาว่าประเสริฐ! ประเสริฐ! ในที่สุดเจ้าก็มีวันได้เชิดหน้าชูตาเสียที!”

หลิงหรงรีบคำนับข้าถวายบังคมนายหญิงน้อยหวั่นผิน

ข้ารีบร้อนพยุงนางให้ลุกขึ้นเจ้าทำอะไร ตอนนี้จะทำตัวห่างเหินกับข้าแล้วหรือ

หลิงหรงพูดพร้อมรอยยิ้มพี่หญิงเหมยดีใจจนแทบคลั่ง แต่ข้ายังพอมีสติ ถึงอย่างไรธรรมเนียมก็ต้องรักษาไว้ คนที่รู้อาจจะคิดว่าพี่หญิงใจกว้าง ไม่คิดเล็กคิดน้อย แต่คนไม่รู้จะหาว่าข้าไม่รู้จักธรรมเนียมเพคะ

เราสามคนจับมือกันแล้วนั่งลง ฮ่วนปี้ยกน้ำชาเข้ามาทักทาย เหมยจวงยิ้มเอ่ยดีเหลือเกิน พอคุณหนูของพวกเจ้าได้รับความโปรดปราน พวกเจ้าก็จะพลอยมีหน้ามีตาฮ่วนปี้ยิ้มขอบคุณก่อนจะถอยออกไป

หลิงหรงตัดพ้อพี่หญิงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผินทั้งที แต่กลับปิดบังไม่ยอมบอกพวกเราสักคำ

ข้าตอบยิ้มๆน้องหญิง ข้าเองก็ไม่รู้มาก่อนเหมือนกัน ข้าเพียงแต่บังเอิญพบฝ่าบาทที่ราชอุทยานเท่านั้น

เหมยจวงพูดอย่างร่าเริงโบราณว่าไว้ไม่ร้องไม่สน เมื่อร้องสะดุ้งใจคนคำนี้เหมาะกับเจ้าไม่มีผิด ตอนที่ข้าได้ข่าวที่ตำหนัก ยังนึกว่าเป็นเพียงข่าวลือ

หลิงหรงพูดต่อจนขันทีของฝ่าบาทมาประกาศราชโองการเราถึงจะเชื่อ ก็เลยรีบพาพี่หญิงเหมยมาแสดงความยินดีกับท่านจากนั้นนางก็หันไปหาเหมยจวงข้าบอกท่านแล้ว ว่าเราสองคนต้องมาถึงที่นี่เป็นคนแรก มาแสดงความยินดีกับพี่หญิงหวั่นก่อนใครเพื่อนเป็นแน่

เหมยจวงพูดยิ้มๆที่เสี่ยงทายกันวันนั้นก็พอจะเป็นจริงอยู่บ้าง เห็นหรือไม่ ไม่ทันไรเจ้าก็เป็นที่โปรดปรานแล้วจากนั้นนางก็มองซ้ายมองขวา ก่อนจะพูดเสียงเบาเจ้าถวายการปรนนิบัติฝ่าบาทแล้วหรือ

ข้าใบหน้าแดงก่ำอย่างควบคุมไม่อยู่ หลิงหรงเองก็พลอยหน้าแดงไปด้วย ข้าก้มหน้าต่อว่านางพี่หญิงเหตุใดจึงถามข้าเช่นนี้

ไม่เห็นจะเป็นไร พี่น้องกันทั้งนั้นจะมามัวอายอะไรเล่าข้าส่ายหน้า

เหมยจวงถามด้วยความแปลกใจยังหรือ เจ้าไม่ได้ปดข้ากระมัง

ข้าหน้าแดง พูดเสียงเบาข้ากำลังป่วย จะถวายการปรนนิบัติได้อย่างไร

เหมยจวงปรบมือแสดงว่าฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับเจ้านัก! ในราชวงศ์ต้าโจวมีนางในไม่มากนักที่ได้เลื่อนตำแหน่งทั้งที่ไม่เคยถวายการปรนนิบัติ!”

ทว่า ข้ากลับไม่ดีใจเท่าเหมยจวง หลังจากนิ่งไปสักพัก ข้าก็เอ่ยขึ้นเพราะข้าได้เลื่อนตำแหน่งทั้งที่ไม่เคยถวายการปรนนิบัติ ฝ่าบาทโปรดปรานข้าเช่นนี้ น่ากลัวว่าคงไม่เป็นผลดีต่อข้า

หลิงหรงขมวดคิ้วข้ากลัวว่าคงเริ่มมีการเคลื่อนไหวกันบ้างแล้วกระมัง

เหมยจวงหน้าเปลี่ยนสี พูดเสียงเบาตอนนี้เจ้าเป็นที่โปรดปราน พวกนางยังไม่กล้าทำอะไรเจ้า หากยังได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ทำอะไรระวังตัวสักหน่อย พวกนางไม่มีทางทำอะไรเจ้าได้เป็นแน่จากนั้นก็เอ่ยถามได้ยินมาว่าอยู่ๆ อวี๋เหนียงจื่อก็ถูกลดตำแหน่งเป็นเกิงอี ซ้ำยังมีราชโองการพร้อมกับการเลื่อนตำแหน่งของเจ้า เรื่องนี้มีอะไรเกี่ยวพันกันหรือไม่

ข้าถอนหายใจนางพยายามทำให้ข้าอับอาย ฝ่าบาทจึงเกิดสนพระทัยขึ้นมา

เหมยจวงเลิกคิ้วแค่นเสียงเย็นนางเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง แม้แต่คนตำแหน่งสูงกว่าก็ยังกล้ากำเริบเสิบสาน สุดท้ายก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว!”

หลิงหรงพูดต่อเช่นนี้ยิ่งดี มีตัวอย่างเช่นนี้ จะได้ไม่มีผู้ใดกล้ามารังแกพี่หญิงอีก

แต่ข้ายังไม่สบายใจแต่หากข้าทำอะไรผิดพลาด เกิดฝ่าบาทกริ้วข้าขึ้นมา จะทำให้ตระกูลเจินต้องพลอยลำบากไปด้วย

เหมยจวงกุมมือข้า เอ่ยอย่างจริงจังเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว คงจะหลบเลี่ยงไปไหนไม่พ้นอีก ตอนนี้ทุกคนกำลังจับตาดูเจ้า หากเจ้าคิดหนีตอนนี้ เท่ากับเปิดโอกาสให้คนอื่นทำร้ายเจ้าได้นางกระชับมือแน่นเข้าอีกอย่าง การมีฝ่าบาทคอยคุ้มครองอยู่ ดีกว่าการที่เจ้าต้องต่อสู้เพียงคนเดียวมิใช่หรือ

หลิงหรงแตะมือข้าเป็นการปลอบใจพี่หญิงอย่ากังวลไป ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือรักษาสุขภาพให้แข็งแรง จะได้เป็นหวั่นผินที่แท้จริงเสียที

ดวงตาของเหมยจวงเป็นประกาย นางพยักหน้าหลิงหรงพูดถูกต้อง ขอเพียงเราสามคนสามัคคีกัน จะต้องยืนหยัดอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ได้อย่างแน่นอน

บทที่สิบสอง ประคองร่างแน่งน้อยอ่อนระทวย

หลังจากเหมยจวงกับหลิงหรงกลับไปแล้ว ตำหนักถังหลีก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งเป็นเพราะของพระราชทานมากมายที่ล้วนแต่สวยสดงดงาม และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ตำหนักของข้าคึกคักยิ่งกว่าตอนที่ข้าเข้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ

การที่ข้าได้รับการแต่งตั้งอย่างกะทันหัน และได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ สร้างความตื่นตกใจให้กับฝ่ายในที่ดูเพียงฉากหน้าเหมือนจะสงบสุขเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้คนที่วันๆ ไม่มีอะไรทำเกิดสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา วินาทีที่ข่าวเรื่องการแต่งตั้งของข้าแพร่กระจายออกไป เรื่องที่อวี๋เกิงอีถูกลดตำแหน่งดูเหมือนจะถูกพายุหมุนม้วนตลบหายเข้าไปในพุ่มไม้แทบจะในทันที

ช่วงหัวค่ำ ในที่สุดฮ่องเต้ก็มีราชโองการลงมาว่า นอกจากฮ่องเต้กับหมอหลวงแล้ว ให้ข้าปิดตำหนักไม่ต้องต้อนรับแขก เพื่อให้ข้าได้พักฟื้นรักษาตัวอย่างเต็มที่ ในที่สุดข้าก็ได้อยู่อย่างสงบเสียที

ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมา ความประหลาดใจ ความเป็นศัตรู และการยกยอปอปั้น ทำให้ข้าตัดสินใจสิ่งสำคัญลงไป ข้าตัดสินใจยอมรับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ โดยพร้อมจะรับมือกับการโจมตีที่จะมาถึง ข้าจะรักและเทิดทูนเขาด้วยหัวใจของข้า ไม่รู้ว่าทางเลือกนี้จะเป็นทางเสี่ยงอันตรายมากเพียงใด แต่แสงสว่างไสวในฤดูใบไม้ผลิ และรอยยิ้มของฮ่องเต้เสวียนหลิงได้เปิดประตูอีกบานหนึ่ง เป็นประตูสู่โลกที่เต็มไปด้วยสิ่งยั่วเย้าและลาภยศสรรเสริญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน แม้ว่าในเวลาเดียวกัน โลกนั้นจะเต็มไปด้วยคมกระบี่และเครื่องหอมผสมยาพิษ แต่ข้าก็ไม่อาจห้ามมิให้ตัวเองโผเข้าไปในนั้น

คืนนั้น ข้ายืนหน้าบานกระจกอยู่นาน และทำเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือปิดตัวเองไว้ในห้องตามลำพัง จุดเทียนสีแดงไว้เต็มห้อง แล้วมองดูตัวเองในกระจก ข้าสวมชุดที่งดงามที่สุด สวมเครื่องประดับผมที่หรูหราที่สุด จากนั้นก็เปลี่ยนชุดครั้งแล้วครั้งเล่า จ้องมองใบหน้าและรูปร่างอันงดงามและอ่อนเยาว์ของตัวเอง แล้วสงสัยว่าข้าต้องการอยู่เงียบเหงาคนเดียวในตำหนักเช่นนี้ไปจนตายหรือ พลันนึกถึงสุภาษิตที่เคยอ่านเจอในหนังสือท่อนหนึ่ง ชมตนงามดังบุปผา เหลียวดูเงาอุราแสนเศร้า

เมื่อเสวียนหลิงก้าวเข้ามาในชีวิต ข้าก็เริ่มหลงรักบทกวีที่เกี่ยวกับความงดงามของความรักในคัมภีร์กวีนิพนธ์และบทเพลงของสำนักดนตรี แม้ข้าจะเคยคิดตัดใจตอนที่ข้าคิดว่าเขาคือชิงเหออ๋อง แต่ข้าก็ไม่อาจห้ามความคิดของตัวเองได้ ในจินตนาการของข้า พระเอกนางเอกในนิยายรักกลายเป็นข้าและเขา ตอนนั้นข้าสงสัยว่าความคิดนี้จะอยู่กับข้าไปตลอดชีวิต กลายเป็นสิ่งบันเทิงเพียงอย่างเดียวในชีวิตของข้าหรือไม่ บางครั้งข้ายังคิดว่าการขอแต่งงานของเวินสือชูและเหตุการณ์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งนั้น จะเป็นสิ่งที่ข้าไม่มีทางลืมไปตลอดชีวิตหรือเปล่า ข้าถึงกับคิดว่า ด้วยพระราชอำนาจของฮ่องเต้ จะทำให้ครอบครัวของข้ามีอนาคตที่ดี ชีวิตของข้าจะมีความหมายขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปตามความโปรดปรานที่เขามีให้อย่างที่เหมยจวงว่าไว้หรือไม่

ข้าพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างบนใบหน้าและร่างกายข้าที่หลับใหลมานานกำลังตื่นตัวขึ้น ดีมาก พวกมันคิดเหมือนกับข้า

ในเมื่อตัดสินใจแล้ว ข้าก็ต้องเปิดฉากเส้นทางในวังหลวงที่เต็มไปด้วยพายุฝนและการนองเลือดที่ข้าจะต้องเดินผ่านให้ดีที่สุด

ข้าสวมเสื้อผ้าทีละชิ้นอย่างหนักแน่น เมื่อเปิดประตูห้องออกมาอีกครั้ง สีหน้าของข้าก็ไม่ต่างอะไรจากเมื่อวันวาน ข้าหันไปสั่งเสี่ยวเหลียนจื่อไปสำนักหมอหลวงเชิญใต้เท้าเวินมาที่นี่

เวินสือชูมาถึงตำหนักเร็วกว่าทุกครั้ง ข้าไล่ทุกคนออกไปด้านนอก เหลือเพียงหลิวจูกับฮ่วนปี้ เมื่อเห็นสีหน้าร้อนรนของเขา ก็รู้ทันทีว่าเขารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว

ข่าวคราวภายในวังหลวงเป็นสิ่งไร้เท้าที่เดินทางได้เร็วที่สุด มันสามารถเดินทางไปได้ทุกซอกทุกมุมของวังหลวงแห่งนี้ แม้แต่จุดเล็กที่สุดที่มีประตูปิดกั้น ข่าวคราวของฝ่ายในก็ยังสามารถเล็ดลอดเข้าไปได้

ข้าเปิดฉากอย่างตรงไปตรงมาหนีไม่พ้นเสียแล้ว

สีหน้าของเขาหมองลงอย่างเห็นได้ชัด แต่พริบตาต่อมาแววตาของเขาก็เป็นประกายกระหม่อมจะกราบทูลฝ่าบาทว่าร่างกายนายหญิงน้อยยังไม่แข็งแรงพอจะถวายการปรนนิบัติ

ข้ามองเขาหากฝ่าบาททรงส่งหมอหลวงคนอื่นมาตรวจอาการเล่า ข้าไม่สบายก็เพราะยา ร่างกายของข้าแข็งแรงดีทุกอย่าง หากหมอหลวงตรวจพบ หัวบนบ่าของท่านกับข้าจะยังรักษาไว้ได้อีกหรือ ไหนจะคนในครอบครัวของท่านกับข้าอีกเล่า!”

เขาอ้าปากค้าง นิ่งงัน พูดอะไรไม่ออก

ข้าเหลือบมองเขา เอ่ยเรียบๆใต้เท้าเวินมีคำชี้แนะหรือไม่

เขานิ่งเงียบ ก่อนจะลุกขึ้นโค้งคำนับกระหม่อมพร้อมทำตามบัญชาของนายหญิงน้อยพ่ะย่ะค่ะ

ข้าพูดอย่างอ่อนโยนใต้เท้าเวินเกรงใจไปแล้ว ข้ายังต้องการการดูแลจากท่าน ไม่เช่นนั้นทุกย่างก้าวของหวนเอ๋อร์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการนำชีวิตไปแขวนบนเส้นด้าย

เวินสือชูตอบกระหม่อมจะไม่ผิดสัญญา จะคอยดูแลนายหญิงน้อยด้วยชีวิตพ่ะย่ะค่ะ

ข้าอมยิ้มตอบเช่นนั้นก็ดี รบกวนใต้เท้าเวินรักษาหวนเอ๋อร์ให้หาย แต่อย่าเพิ่งรักษาให้หายไวนัก ประมาณหนึ่งเดือนแล้วกัน

เช่นนั้นกระหม่อมจะค่อยๆ ลดตัวยาลงแล้วจะเสริมยาบำรุงเมื่อถึงเวลาสมควร เท่านี้ก็จะไม่มีอันตรายอะไรพ่ะย่ะค่ะ

เมื่อฮ่วนปี้ออกไปส่งเขา หลิวจูก็เอ่ยขึ้นในเมื่อคุณหนูมีใจให้ฝ่าบาท เหตุใดถึงไม่รีบรักษาตัวให้หายดี หรือกลัวว่าคนอื่นจะระแคะระคายเจ้าคะ

ข้าพยักหน้านั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง สิ่งสำคัญกว่านั้นคือความจริงใจของฝ่าบาท หากข้าหายป่วยเร็ว ทุกอย่างจะดำเนินอย่างรวดเร็วเกินไป สำหรับบุรุษ สิ่งใดได้มายาก ก็จะยิ่งทะนุถนอมสิ่งๆ นั้น ฝ่าบาททรงมีพระสนมนางในมากมาย สตรีแบบใดบ้างที่ทรงไม่เคยพบ หากข้ายอมถวายทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนหญิงคนอื่นๆ ก็จะทรงพอพระทัยเร็วขึ้น และหมดความสนพระทัยในตัวข้าเร็วตามไปด้วย แต่หากยืดเวลานานเกินไป ก็จะทรงหันเหพระทัยไปทางอื่นเช่นกัน นอกจากนี้ การแก่งแย่งชิงดีของฝ่ายใน ทำให้เวลาเป็นสิ่งล้ำค่ามากที่สุด ถ้าระหว่างนี้มีคนชิงตัดหน้าไป ก็คงต้องเสียดายไปตลอดชีวิต

หลิวจูพยักหน้าเงียบๆข้าน้อยจะจำเอาไว้

ข้าถามด้วยความแปลกใจเจ้าจะจำไปทำไมกัน

หลิวจูหน้าแดงระเรื่อ พูดไม่เต็มปากต่อไปหากข้าน้อยแต่งงาน ก็ต้องเรียกรู้วิธีผูกใจสามีสิเจ้าคะ

ข้าหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเจ้าเด็กโง่ อายุเท่าไรเชียว คิดจะมีสามีเสียแล้ว

หลิวจูบิดตัวเหตุใดคุณหนูจึงว่าข้าน้อยเช่นนี้ ข้าน้อยอุตส่าห์พูดความในใจ ท่านก็หัวเราะเยาะข้าน้อยเสียได้

ข้าพยายามกลั้นหัวเราะได้ ข้าไม่หัวเราะแล้ว ต่อไปข้าจะหาคนดีๆ ให้เจ้า เจ้าจะได้สมใจ

วันต่อมา หวงกุยฉวน หัวหน้าสำนักฝ่ายในพานางกำนัลกับขันทีใหม่มาที่ตำหนักด้วยตัวเอง พอเห็นข้าก็รีบคุกเข่าคำนับถวายบังคมนายหญิงหวั่น!” ข้าพูดยิ้มๆท่านหัวหน้าหวงจำผิดแล้วกระมัง ข้าเป็นเพียงผิน เป็นเพียงนายหญิงน้อย จะเรียกข้าว่านายหญิงได้อย่างไร

หวงกุยฉวนทำเป็นเพิ่งนึกได้ ฉีกยิ้มร่ากระหม่อมช่างขี้ลืมนัก แต่ถึงอย่างไรกระหม่อมก็คิดว่านายหญิงน้อยได้รับความโปรดปรานถึงเพียงนี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องได้เป็นนายหญิงอย่างแน่นอน กระหม่อมจึงเรียกไว้ก่อนเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยพ่ะย่ะค่ะ

ข้าอมยิ้มตอบข้ารู้ว่าท่านหวังดี แต่ใครไม่รู้มาได้ยินเข้า จะคิดว่าท่านเป็นหัวหน้าสำนักฝ่ายในมานานปี แต่กลับไม่รู้จักขนบธรรมเนียม แล้วจับท่านไปลงทัณฑ์มันจะไม่ดี ซ้ำคนอื่นยังมองว่าข้ากำเริบเสิบสาน

พอพูดจบ หวงกุยฉวนก็รีบโขกศีรษะลงกับพื้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะจดจำคำสอนของนายหญิงน้อย

ข้าให้หวงกุยฉวนลุกขึ้น เขาโน้มตัวลงมา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สีหน้าระแวดระวัง แล้วพูดอย่างนอบน้อมเรียนนายหญิงน้อย นางกำนัลกับขันทีเหล่านี้กระหม่อมคัดเลือกมาอย่างดี ล้วนแต่ทำงานคล่องแคล่ว เชิญนายหญิงน้อยเลือกขันทีแปดคนและนางกำนัลหกคนพ่ะย่ะค่ะ

ข้ากวาดสายตามองกลุ่มคนที่ยืนแน่นขนัด แล้วเลือกคนที่หน้าตาสะอาดสะอ้าน ดูเป็นคนซื่อสัตย์จงรักภักดี และท่าทางคล่องแคล่วมาสิบกว่าคน ก่อนจะหันไปพูดกับเสี่ยวอวิ่นจื่อและจิ่นซีพาพวกเขาไปอบรมให้ดี

เมื่อหวงกุยฉวนเห็นเสี่ยวอวิ่นจื่อพาคนออกไป ก็ยิ้มแหยๆ ชี้ไปที่ขันทีเด็กที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังกระหม่อมไม่รอบคอบ สองสามวันก่อนมัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องหยุมหยิมในสำนักฝ่ายใน จึงมอบหมายเรื่องทาสีโต๊ะเก้าอี้ของนายหญิงน้อยให้เสี่ยวลู่จื่อรับผิดชอบ คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าบ่าวชั่วคนนี้ไม่เอาใจใส่ กลับลืมงานที่ได้รับมอบหมาย กระหม่อมจึงพามันมาให้นายหญิงน้อยลงโทษ เชิญนายหญิงน้อยบัญชาพ่ะย่ะค่ะ

ข้ายังไม่ทันตอบ เพ่ยเอ๋อร์เห็นพู่ไหมที่ป้ายหยกสมปรารถนาตรงเอวข้าถูกลมพัดจนยุ่งเหยิง จึงคุกเข่าลงเพื่อจัดเรียงใหม่ ปากก็ว่าพวกเราไฉนเลยจะกล้ารับน้ำใจหวงกงกง ลงโทษคนของท่านเล่า ไม่เช่นนั้นลับหลังคงมีคนครหานินทา ได้ยินแล้วมีแต่จะว้าวุ่นใจ!”

ข้าต่อว่านางเดี๋ยวนี้ไม่รู้จักเก็บปากเก็บคำ เพ้อเจ้ออะไร!” เพ่ยเอ๋อร์ได้ยินดังนั้น ถึงจะยังบึ้งตึงอยู่ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก

หวงกุยฉวนหน้าซีดเผือด สีหน้ากระอักกระอ่วน ได้แต่ฝืนยิ้มแหยดูแม่นางเพ่ยพูดเข้า เป็นเพราะกระหม่อมสั่งสอนลูกน้องไม่ดีเอง

ข้ายิ้มบางกงกงพูดเกินไป กงกงต้องคอยดูแลสำนักฝ่ายใน วันๆ มีเรื่องจุกจิกให้คอยจัดการเป็นร้อยเรื่อง จะดูแลทั่วถึงได้อย่างไร ไม่จำเป็นต้องลงโทษแต่อย่างใด นางกำนัลของข้าไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำขายหน้าต่อหน้ากงกง

หวงกุยฉวนถอนหายใจอย่างโล่งอกมิได้พ่ะย่ะค่ะ ขอบพระคุณนายหญิงน้อยที่เมตตา ต่อไปกระหม่อมจะดูแลนายหญิงน้อยเป็นอย่างดีจากนั้นก็พูดยิ้มๆกระหม่อมให้คนนำโต๊ะตัวใหม่มา หวังว่านายหญิงน้อยจะไม่รังเกียจพ่ะย่ะค่ะ

ข้าพยักหน้าขอบคุณท่านมากที่ยังนึกถึง ไปเถิด

เมื่อหวงกุยฉวนเห็นข้าไม่พูดอะไรอีกก็บอกลาหากนายหญิงน้อยหวั่นผินไม่มีอะไรแล้ว กระหม่อมขอตัวกลับก่อน ขอให้นายหญิงน้อยหวั่นผินสุขภาพร่างกายแข็งแรงพ่ะย่ะค่ะ

พอหวงกุยฉวนออกไป ข้าจึงหันไปดุเพ่ยเอ๋อร์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเหตุใดจึงเสียมารยาทเช่นนี้! พูดอะไรไม่รู้จักคิด

นี่เป็นครั้งแรกที่เพ่ยเอ๋อร์ถูกข้าดุ จึงอดหวาดกลัวไม่ได้ นางรีบคุกเข่าร้องไห้หวงกุยฉวนหน้าไหว้หลังหลอก เมื่อก่อนเขาเอาแต่กลั่นแกล้งตัดส่วนแบ่งของนายหญิงน้อย วันนี้นายหญิงน้อยได้รับความโปรดปราน กลับหาคนอื่นมาเป็นแพะรับบาปให้ตัวเอง…”

คิดว่าข้าไม่รู้หรือ เรื่องเช่นนี้รู้อยู่แก่ใจ ใช้เป็นเครื่องเตือนสติก็พอ เหตุใดต้องฉีกหน้าเขาเช่นนั้น คนเขาเป็นถึงหัวหน้าสำนักฝ่ายใน เรื่องนี้ใครได้ยินเข้าจะหัวเราะเยาะเอาได้ว่าพวกเราเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย กลายเป็นที่ติฉินนินทาเสียเปล่าๆข้าถอนหายใจเบาๆข้ารู้ว่าเจ้าทำเพื่อข้า แต่ก็ไม่ควรตกเป็นทาสอารมณ์ชั่ววูบ คนในวังหลวงที่โผเข้าไปหาแต่คนมีวาสนา ข้าเห็นมานักต่อนักแล้ว หาใช่เพียงหวงกุยฉวนคนเดียวไม่

เพ่ยเอ๋อร์ก้มหน้าสำนึกผิด พูดเสียงเบาหม่อมฉันสำนึกผิดแล้วเพคะ

สำนึกได้ก็ดีแล้ว แต่ความจริงการตักเตือนเจ้าบ่าวคนนั้นสักประโยคสองประโยคก็ดีเหมือนกัน จะได้เกรงกลัวเสียบ้าง แต่จะทำอะไรเกินงามไม่ได้

ข้าเรียกจิ่นซีเข้ามาเจ้าไปบอกคนอื่นๆ ว่าห้ามไปทำกำเริบเสิบสานที่ไหน ห้ามเรียกข้าเกินฐานะ น่ากลัวว่าตอนนี้ต้องมีคนกำลังจับผิดพวกเราอยู่เป็นแน่

จิ่นซีตอบเพคะจากนั้นก็เอ่ยขึ้นมีเรื่องที่หม่อมฉันอยากจะเรียนนายหญิงน้อยเพคะ

ว่ามา

หวงกุยฉวนเป็นญาติห่างๆ ของพระสนมหวาเฟย…”

ข้ายกมือบอกให้นางไม่ต้องพูดต่อข้ารู้แล้ว กำลังจะพูดเรื่องนี้กับเจ้าอยู่พอดี เหล่านางกำนัลกับขันทีใหม่ ถึงข้าจะเป็นคนเลือกเอง แต่ก็เป็นคนที่ส่งมาจากที่อื่น เจ้ากับเสี่ยวอวิ่นจื่อคอยจับตาดูพวกเขาไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้พวกนั้นมาทำอะไรในตำหนักเราได้ แล้วให้พวกเขาทำแต่งานปัดกวาดเช็ดถู ส่วนเรื่องปรนนิบัติข้า ให้เป็นหน้าที่พวกเจ้าเช่นเดิม

จิ่นซีตอบหม่อมฉันและอวิ่นกงกงจะคอยระวังเพคะ

ข้าถามต่อยาของวันนี้ต้มเสร็จหรือยัง ถ้าเสร็จแล้วให้หลิวจูเอามาให้ข้าดื่ม

ตั้งแต่เสวียนหลิงสนใจในอาการป่วยของข้า ทางสำนักหมอหลวงก็เริ่มรอบคอบ ไม่กล้าให้มีเรื่องผิดพลาด เวินสือชูจึงต้องมาตรวจอาการข้าที่ตำหนักทุกวัน

เรื่องปริมาณยาก็ไม่ให้ใครยื่นมือเข้ามายุ่ง เขาค่อยๆ ลดปริมาณยาลง ชั่งตวงตัวยาด้วยตนเอง จากนั้นก็ให้นางกำนัลรับมาต้ม พร้อมกันนั้นก็เสริมยาบำรุงให้ข้า

อีกหนึ่งวันฮ่องเต้ต้องเสด็จมาเยี่ยมข้าเป็นแน่ ข้ารู้สึกกระปรี้กระเปร่า ใบหน้าเริ่มมีเลือดฝาดด้วยความรู้สึกปีติยินดี

เช้าตรู่วันต่อมา ข้าเพิ่งจะลุกจากที่นอน เสี่ยวเหอจื่อ ขันทีส่วนพระองค์ก็นำรับสั่งมาพร้อมใบหน้ายินดี บอกว่าหลังฮ่องเต้ออกว่าราชการแล้วจะเสด็จมาหาข้า ให้ข้าเตรียมตัวรับเสด็จ

จิงชิงเอ่ยขึ้นฝ่าบาทจะเสด็จ นายหญิงน้อยไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าคอยรับเสด็จหรือเพคะ หม่อมฉันช่วยนายหญิงน้อยเกล้าผมดีหรือไม่เพคะ

ข้ายิ้มไม่ตอบ แล้วหันไปถามจิ่นซีพระสนมส่วนใหญ่ เวลารอรับเสด็จล้วนแต่งตัวแต่งหน้าครบเครื่องทั้งนั้นหรือ

เพคะ ได้เข้าเฝ้าทั้งที พวกนางย่อมแต่งตัวงดงามเพื่อให้เป็นที่โปรดปราน

ข้าอมยิ้มพยักหน้า แล้วให้ฮ่วนปี้ไปหยิบเสื้อผ้ามา เป็นเสื้อสีเขียวอ่อนปักลายดอกไม้ผีเสื้อสีเงิน ตรงแขนเสื้อกว้างออกเล็กน้อย โบกสะบัดตามแรงลม มีผ้าพันรอบเอวแน่น ท่อนล่างเป็นกระโปรงยาวสีเปลือกไข่หงส์ปักลายดอกมณฑาขาว เกล้าผมเป็นมวยทรงเถาซินเรียบง่าย ประดับด้วยสร้อยพลอยและไข่มุกไม่กี่เม็ด แต่กลับเป็นประกายวาววามเหมือนก้อนเมฆที่ต้องแสงอาทิตย์ และเสียบปิ่นหยกที่มีพู่เงินละเอียดยิบ

จิงชิงมองแล้วเอ่ยชมนายหญิงน้อยงามเหลือเกินเพคะ เพียงแต่อาจจะดูเรียบไปบ้าง

ข้ายิ้มเช่นนี้แหละดีแล้วหญิงสาวในวังหลวงต่างใช้ความงามในการแข่งขัน การที่ข้าแต่งตัวเรียบง่าย ฮ่องเต้จะได้รู้สึกแปลกตาประทับใจ

หลังจากแต่งตัวเสร็จไม่นาน ฮ่องเต้ก็เสด็จมาถึง ข้าออกไปรอรับเสด็จที่หน้าตำหนัก เมื่อเห็นฮ่องเต้เดินยิ้มตรงมาก็คุกเข่าถวายบังคม ฮ่องเต้รีบเข้ามาประคองข้าด้านนอกลมแรงเช่นนี้ เหตุไฉนจึงออกมาตากลม รีบตามข้าเข้าไปด้านในเถิด

ข้าขอบพระทัยก่อนจะลุกขึ้น เสวียนหลิงเห็นการแต่งกายของข้า ดวงตาเป็นประกาย เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ ‘ปทุมผ่องแผ้วพ้นธารา ท้องนภาประดับเกศีหวั่นผินของเราไม่เหมือนใครจริงๆ

เมื่อได้ยินคำชม ข้าก็รู้สึกดีใจปนเขินอายฝ่าบาทไม่ทรงรังเกียจหม่อมฉันก็พอเพคะ

เมื่อเข้ามาในตำหนัก ก็เห็นนางกำนัลนำเบาะมาวางบนที่ประทับ และจุดเครื่องหอมรุ่ยเหน่าซึ่งเป็นเครื่องบรรณาการมาจากแคว้นซีเยวี่ยในกระถางเครื่องหอมที่ทำจากทองสัมฤทธิ์เปอร์เซียเรียบร้อยแล้ว ควันขาวบางเบาลอยอวลในอากาศ ทำให้ทั้งห้องบดบังไปด้วยหมอกควัน เมื่อเห็นเสวียนหลิงนั่งลงแล้ว ข้าจึงนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ฮวาหลี

เสวียนหลิงพยักหน้าน้อยๆหอมเหลือเกิน ข้าฟังฎีกามาตั้งแต่เช้า รู้สึกเหมือนหัวจะระเบิดข้าเม้มปากยิ้ม ดูท่าที่ข้าให้คนเตรียมไว้คงจะไม่ผิด

ข้าเอ่ยเสียงหวานฝ่าบาททรงว่าราชการเสร็จก็รีบเสด็จมาที่นี่ คงจะทรงเหนื่อย หม่อมฉันจะไปเตรียมพระสุธารสชามาถวาย

เสวียนหลิงหัวเราะน้อยๆเรื่องพวกนี้ให้บ่าวรับใช้ทำก็ได้ เหตุใดเจ้าต้องลงมือเองด้วยเล่า

พระสุธารสของหม่อมฉัน จะเหมือนกับคนอื่นได้อย่างไรเพคะ ทรงรอสักครู่เพคะข้ายิ้มก่อนจะเดินไปที่ห้องนั่งเล่น หยิบกาน้ำชากับถ้วยชาหยกสีขาวเดินกลับมาพระสุธารสที่หม่อมฉันปรุงถวาย ไม่ทราบว่าจะถูกพระทัยหรือไม่ ขอเพียงพระองค์อย่ากริ้วเป็นพอเพคะข้าพูดไปเช่นนั้น แต่ในใจกลับพะว้าพะวง หวังว่าเขาจะชอบชาของข้า แต่อีกใจก็กลัวว่ารสชาจะไม่เป็นที่ถูกใจ หากเขาไม่พอใจขึ้นมา ข้าจะทำอย่างไรดี

เสวียนหลิงว่าเพียงเจ้าลงมือทำเอง ก็ถูกใจเราเหลือเกินแล้วเขารับถ้วยชาสีขาวราวหยกไปเปิดออก ไอน้ำสีขาวลอยฟุ้ง กลิ่นหอมของชาอบอวลหอมเหลือเกินเมื่อจิบ คิ้วก็ขมวดเหมือนกำลังครุ่นคิด จากนั้นก็จิบอีกคำ หัวใจข้าหล่นวูบ เพราะคิดว่าเขาคงไม่ชอบ ระหว่างที่กำลังหวาดกลัวอยู่นั่นเอง คิ้วที่ขมวดมุ่นก็ค่อยๆ คลายออก แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างชานี้หอมและอ่อนกว่าปกติ เราชิมดูแล้ว นี่เป็นใบชาฤดูหนาวจากมณฑลเยวี่ยโจว มีกลิ่นใบสนกับดอกเหมย แต่อย่างอื่นเราแยกไม่ออก เจ้าบอกเราสิว่าใส่อะไรลงไปอีก

ข้าตอบพร้อมรอยยิ้มฝ่าบาททรงพระปรีชา ชานี้เรียกว่าชาเหมันต์สามสหายนำใบสน ใบไผ่ และดอกเหมยมาต้มกับน้ำ ซึ่งเป็นน้ำที่เก็บในฤดูร้อน จากน้ำค้างบนใบบัวก่อนพระอาทิตย์ขึ้น รสชาติถึงได้อ่อนเบาเช่นนี้เพคะ

โบราณว่าไว้ชาชะล้างจิตใจวันนี้ได้ดื่มชาของยอดรัก เราถึงได้รู้ว่าคนโบราณว่าไว้ไม่มีผิด

ใบหน้าข้าแดงระเรื่อฝ่าบาททรงชมเกินไปเพคะ นับว่าบังเอิญยิ่ง หม่อมฉันเก็บน้ำค้างไว้สองไห ยังตัดใจเอามาดื่มไม่ลง จึงนำเข้าวังมาหนึ่งไห ฝังไว้ใต้ต้นสาลี่ เพิ่งจะให้คนขุดขึ้นมาเมื่อสองวันก่อนนี้เองเพคะ

เจ้าอยู่ที่ตำหนักถังหลีนี้คุ้นชินหรือไม่ เราว่าที่นี่ออกจะห่างไกล

เป็นพระกรุณา หม่อมฉันชอบที่นี่เพคะ เงียบสงบร่มรื่นข้าลดเสียงลงหม่อมฉันไม่ค่อยชอบที่คึกคักนัก

เสวียนหลิงไล้มือลงบนแก้มข้า แล้วจับปอยผมที่หลุดร่วงลงมา รอยร้อนวาบไปตามรอยมือ ได้ยินเขาเอ่ยเสียงเบาเราเข้าใจ ที่นี่เงียบสงบ อากาศดี เหมาะแก่การรักษาตัวเขายิ้ม ดวงตาจับจ้องข้าไม่วางตา ก่อนจะเอ่ยขึ้นเราว่าสีหน้าของเจ้าดีขึ้นมาก คงใกล้หายดีแล้วกระมัง

หม่อมฉันมิได้ป่วยหนัก เพียงแต่ร่างกายอ่อนแอมาแต่เดิมเพคะ ตอนนี้ได้พระบารมีปกเกล้า ทำให้หายป่วยเร็วขึ้น

เสวียนหลิงยิ้มขณะมองข้าเงียบๆ  สายตาฉายแววบางอย่าง ทำให้ข้ารู้สึกแปลกๆ  ระหว่างนั้นข้าก็เหลือบไปเห็นจิ่นซีเม้มปากยิ้มหน้าแดง ข้าเข้าใจในทันที ใบหน้าร้อนผะผ่าวอย่างช่วยไม่ได้ จนรู้สึกเหมือนมีลมออกจากหูทั้งสองข้าง

เสวียนหลิงเห็นข้าเขินอาย เอ่ยยิ้มๆยามเจ้าเขินอายเช่นนี้ เราไม่อยากจะละมือออกไปเลย

ข้านึกขึ้นได้ว่ารอบๆ ยังมีนางกำนัลกับขันทีเฝ้าอยู่ จึงดึงมือกลับแล้วร้องว่าฝ่าบาท…”

รอยยิ้มของเขากว้างขึ้นกลัวอะไร

ข้าหันไปมอง ไม่รู้พวกจิ่นซีที่ยืนอยู่เมื่อครู่ออกไปยืนด้านนอกตั้งแต่เมื่อใด เสวียนหลิงดึงมือข้าให้ลุกขึ้น แล้วดึงข้าเข้าสู่อ้อมกอดอย่างอ่อนโยน ฉลองพระองค์มีกลิ่นหอมของเครื่องหอมหลงเสียนปะปนกับกลิ่นเครื่องหอมรุ่ยเหน่าและกลิ่นกายของชายหนุ่มวัยกำหนัด ทำให้ข้ารู้สึกแปลกใจระคนอ่อนระทวย ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ที่ลำคอจนรู้สึกร้อนชื้น ราวกับสวมเสื้อผ้าเนื้อบางเย็นสบายกลางอากาศในฤดูร้อน

นอกหน้าต่าง ดอกไห่ถังกำลังผลิตาเป็นจุดเล็กๆ สีแดงเรียงราย เสวียนหลิงโอบกอดข้าอย่างแผ่วเบา อากาศอบอุ่น ม่านหน้าต่างในตำหนักเพิ่งเปลี่ยนเป็นผ้าโปร่งสีฟ้าหลังฝนซึ่งเป็นเครื่องบรรณาการจากเจียงหนิง ทำให้ภายในห้องราวกับปกคลุมด้วยเมฆหมอก เมื่อสายลมอุ่นพัดโชยเข้ามา ผ้าโปร่งปลิวขึ้นราวกับลักยิ้มของสาวน้อย เสียงลมพัดผ่านต้นไม้ใบหญ้าเหมือนคนกำลังกระซิบกระซาบแก่กัน แต่เหมือนเสียงนั้นจะดังมาจากที่ไกลแสนไกลราวกับอยู่คนละฟากฝั่ง ร้องเรียกข้าอย่างอ่อนโยน ถึงข้าจะไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่เมื่อผ้าคลุมกายค่อยๆ คลายออกจากร่าง สมองของข้าก็พลันว่างเปล่า แต่หัวใจกลับแช่มชื่น อบอวลไปด้วยความรู้สึกหอมหวาน ปรารถนาแต่เพียงได้หลับตาจมอยู่กับความสุขนี้ มือที่กำไว้จึงคลายออกโดยไม่รู้ตัว

บทที่สิบสาม เมื่อได้รับพระกรุณา

หลังจากเสวียนหลิงกลับไป จิ่นซีก็มากระซิบข้างหูข้าได้ยินว่าทางสำนักพระบรรทมเตรียมป้ายชื่อของนายหญิงน้อยไว้แล้ว ดูท่าอีกไม่กี่วันฝ่าบาทน่าจะมีราชโองการให้นายหญิงน้อยถวายการปรนนิบัติเพคะนางว่าพลางยิ้มกว้าง จากนั้นก็ย่อตัวคำนับยินดีกับนายหญิงน้อยเพคะ

ข้าหน้าแดงด้วยความเขินอาย ต่อว่านางด้วยน้ำเสียงขัดเขินอย่าพูดเหลวไหลสายลมจากลานหน้าตำหนักพัดโชยจนเชือกผูกเอวของข้าโบกสะบัดเหมือนปีกผีเสื้อ ข้าใช้นิ้วม้วนปลายเชือกไว้ นิ่งไปนานก่อนจะเอ่ยข้าควรไปเข้าเฝ้าฮองเฮาหรือไม่

จิ่นซีตอบเสียงเบาในเมื่อฝ่าบาทยังไม่มีรับสั่งอะไร นายหญิงน้อยก็ยังไม่จำเป็นต้องเข้าเฝ้าเพคะ จะได้ไม่เป็นการยุ่งยากนางนิ่งคิดก่อนจะเสริมฝ่าบาททรงมีรับสั่งกับทางสำนักพระบรรทมแล้ว ทางฮองเฮาก็น่าจะทรงทราบเรื่อง ตามธรรมเนียมนายหญิงน้อยจะต้องเข้าเฝ้าฮองเฮาในเช้าวันที่สองถัดจากคืนที่ถวายการปรนนิบัติเพคะ

ข้ารับคำลมแรงแล้ว กลับเข้าข้างในเถิด

สองสามวันมานี้ เสวียนหลิงมักจะมาที่ตำหนักของข้าเพื่อสนทนากับข้าเล็กน้อย หรือไม่ก็ดื่มชาและวิจารณ์บทกวี หากแต่ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องที่จะให้ข้าถวายการปรนนิบัติเลยสักครั้ง ข้าก็ทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว ได้แต่สนทนาเรื่องต่างๆ ไปตามปกติ

วันนั้นเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ในขณะที่กำลังสะลึมสะลือก็ได้กลิ่นดอกไม้หอมยวนใจ ราวกลับเป็นกลิ่นดอกซีฝู่ไห่ถังด้านนอกที่กำลังบานสะพรั่ง แต่ในนี้มีผ้าม่านหนาหนักกั้นไว้ แล้วกลิ่นหอมของดอกไม้ที่เพิ่งเบ่งบานจะเล็ดลอดเข้ามาด้านในได้อย่างไร ข้าคงคิดไปเอง บางทีอาจจะเป็นกลิ่นเครื่องหอมก็เป็นได้ ในขณะที่ลุกขึ้นมาล้างหน้าหวีผม ข้าก็ถามฮ่วนปี้ว่าดอกไห่ถังที่หน้าลานบานแล้วหรือ

ฮ่วนปี้ตอบยิ้มๆนายหญิงน้อยถามเหมือนเห็นด้วยตาทิพย์ ยังไม่ทันได้ออกจากห้องก็รู้แล้วว่าดอกไห่ถังผลิบาน ข้าน้อยเองก็เพิ่งเห็นตอนตื่นนอนเจ้าค่ะ

ข้าหันกลับมาถามด้วยความแปลกใจจริงหรือ ข้าถามไปอย่างนั้นเอง หากดอกไม้บานจริงๆ คงต้องออกไปดูสักหน่อย

เมื่อหวีผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ข้าก็ออกไปนอกตำหนัก เห็นดอกไห่ถังกำลังผลิบาน ดอกไม้แรกแย้มสวยงามราวเกล็ดหิมะ เพียงแต่เป็นเกล็ดหิมะสีแดง อ่อนบางจนเกือบมองทะลุ สะท้อนแสงวาววาม อยู่ๆ ข้าก็รู้สึกยินดีเหมือนคาดเดาอะไรบางอย่างได้สมแล้วที่ฟูมฟักอย่างดี ในที่สุดก็ผลิบาน

ตกค่ำ ข้ากำลังนั่งเล่นอยู่ข้างหน้าต่าง มองดูต้นไห่ถังส่งกลิ่นหอมลอยมายวนใจ

ทันใดนั้น ก็มีขันทีคนหนึ่งรีบร้อนวิ่งเข้ามา นำราชโองการมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแต่เร่งร้อนมีราชโองการ พระราชทานราชานุญาตให้หวั่นผินไปอาบน้ำที่บ่อน้ำพุร้อนเฉวียนลู่ ให้หัวหน้านางกำนัลชุยจิ่นซีติดตามเมื่อจบราชโองการ ข้ากับจิ่นซีก็มองหน้ากัน เหมือนรู้อยู่แล้วว่าถึงอย่างไรราชโองการนี้ก็ต้องมาถึงเข้าสักวัน ขันทีคนนั้นพูดกับจิ่นซีอย่างเกรงอกเกรงใจรบกวนชุยซุ่นเหรินรีบเตรียมตัวให้นายหญิงน้อยเถิด ตอนนี้รถม้ามาคอยอยู่หน้าตำหนักแล้ว

บ่อน้ำพุร้อนสร้างจากหยกสีขาว โดยต่อท่อน้ำจากน้ำพุร้อนบนเขาเช่อเหมยบวกกับน้ำค้างยามเช้าตรู่ พระเจ้าฮั่นอู่ตี้เชื่อว่าการอาบน้ำพุร้อนเป็นยาอายุวัฒนะ มีรับสั่งให้เซียนนำถาดหยกบรรจุน้ำค้างจากสรวงสวรรค์ลงมาถวาย จึงเรียกว่าน้ำค้างเซียนและตั้งชื่อบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ว่าเฉวียนลู่เพื่อระลึกถึงโลกของเทพเซียน การที่ฮ่องเต้พระราชทานราชานุญาตแก่พระสนมนางใน จึงนับว่าเป็นเกียรติอย่างสูง

บ่อน้ำร้อนเฉวียนลู่มีทั้งหมดสามบ่อ เป็นบ่อของฮ่องเต้ ฮองเฮา และพระสนมนางใน บ่อของฮ่องเต้มีชื่อว่าสระเหลียนฮวาเป็นน้ำที่มาจากตาน้ำ ที่ก้นสระสลักเป็นรูปดอกบัว สระของฮองเฮามีชื่อว่าสระโบตั๋นเป็นน้ำที่มาจากน้ำพุร้อนชั้นรองจากตาน้ำ ก้นสระสลักเป็นรูปดอกโบตั๋น สระของพระสนมนางในมีชื่อว่าสระไห่ถังเป็นน้ำมาจากน้ำพุร้อนชั้นที่สาม

ในตำหนักเฉวียนลู่รายล้อมด้วยเครื่องหอม ควันขาวคละคลุ้ง ทั้งตำหนักเงียบสงบ มีเพียงเสียงคลื่นน้ำอ่อนโยน ก้นสระไห่ถังแกะสลักลวดลายกิ่งดอกไห่ถังเกี่ยวกระหวัดไม่มีที่สิ้นสุด ผิวน้ำใสราวแสงจันทร์ เมื่อแสงเทียนไหววูบก็เกิดประกายแสงสีระยิบระยับ ราวสายรุ้งที่พาดผ่านจากฟากฟ้าสะท้อนกลีบดอกไห่ถังที่อยู่ใต้สระให้ไหววับราวกับเคลื่อนไหวได้

ข้ายิ้มน้อยๆ  เมื่อเช้าข้าได้กลิ่นดอกไห่ถังบาน ทำให้ตอนนี้รู้สึกเคยคุ้นกับที่ที่เต็มไปด้วยกลีบดอกไห่ถังแห่งนี้ แต่ละกลีบของดอกไห่ถังเป็นสิ่งเคยคุ้นสำหรับตำหนักถังหลี แต่กลับเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับตำหนักเฉวียนลู่ เมื่อผิวบอบบางสัมผัสลายหินแข็งร้อน ข้าก็ลดความหวาดกลัวและพะว้าพะวงลง ราวกับว่ากลีบดอกไม้เหล่านี้กำลังดึงเอาความหวาดกลัวออกไปจากหัวใจของข้าทีละน้อย น้ำอุ่นร้อนเหมือนกำลังปลอบโยนหัวใจของหญิงสาวไร้เดียงสา ไอน้ำสีขาวเหมือนกำลังเกาะกุมหัวใจ จนลืมไปว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ใด

ทันใดนั้น ข้าก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งสะท้อนอยู่หลังม่าน ไม่ใช่นางกำนัลหรือขันทีที่คอยเฝ้าปรนนิบัติ ด้านในม่านมีจิ่นซีเพียงคนเดียว ผู้ใดกันที่เข้ามาในนี้โดยไม่ให้สุ้มให้เสียง ข้าหันขวับกลับมาด้วยความหวาดระแวง เงาร่างนั้นดูคุ้นตาเหลือเกิน ข้าทำอะไรไม่ถูก เพราะข้าจะรับเสด็จทั้งที่ยังเปลือยอยู่เช่นนี้ไม่ได้ เวลาผ่านไปสักพัก ข้าไม่เห็นคนผู้นั้นมีทีท่าจะเข้ามาก็รู้สึกวางใจ จึงลุกขึ้นจากสระ จิ่นซีเอาชุดคลุมอาบน้ำมาสวมให้ด้วยท่าทางจริงจัง ข้าจึงหัวเราะเบาๆ เอ่ยขึ้นฝ่าบาทจะทรงเลียนแบบพระเจ้าฮั่นเฉิงตี้หรือเพคะ หม่อมฉันไม่กล้าเป็นเจ้าเหอเต๋อนะเพคะ

เมื่อได้ยินข้าพูดดังนั้น เหล่านางกำนัลกับขันทีก็พากันคุกเข่าลง มีเพียงเสวียนหลิงที่ไขว้มือไว้ด้านหลังพลางหัวเราะ จากนั้นก็แสร้งทำเป็นดุบังอาจนัก กล้าเทียบเรากับพระเจ้าฮั่นเฉิงตี้หรือ

ข้าไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย แต่ก็ตอบด้วยน้ำเสียงน่าสงสารฝ่าบาททรงพระปรีชา พระบารมีปกเกล้า จะเทียบกับพระเจ้าฮั่นเฉิงตี้ได้อย่างไร แม้แต่พระเจ้าฮั่นเฉิงตี้เอง หากมาพบฝ่าบาทเข้า ก็ต้องยอมให้ครึ่งหนึ่งเพคะ

แม้สีหน้าของเสวียนหลิงจะเครียดขมึง แต่น้ำเสียงกลับไร้ความขุ่นเคือง เขาเอ่ยตอบอย่างรวดเร็วในเมื่อชมเรา เราก็พร้อมรับฟัง แต่เจ้าอยู่แต่ฝ่ายใน เช่นนั้นเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเราเก่งกล้าสามารถ เราห้ามเจ้าก้าวก่ายราชกิจรู้หรือไม่

ข้าก้มหน้าหม่อมฉันไม่ได้ออกไปไหน จะรู้เรื่องราชการงานเมืองได้อย่างไรเพคะ แต่ฝ่าบาททรงปกครองใต้หล้า พระสนมนางในล้วนงดงามเหนือเจ้าเฟยเยี่ยนและเจ้าเหอเต๋อ เพียบพร้อมด้วยศีลธรรมเหนือปานเจี๋ยอวี๋ เช่นนี้แล้ว พระเจ้าฮั่นเฉิงตี๋จะเทียบฝ่าบาทได้อย่างไรเพคะ

เขาหัวเราะเสียงดังหวั่นยอดรักของเราช่างเจรจานัก!” ก่อนจะโบกมือให้ข้าลุกขึ้น ฝ่ามือของเขานาบอยู่ตรงจอนผมของข้าเจ้าช่างงดงามนัก แม้แต่เฟยเยี่ยนยังต้องอายกลับไปประทินโฉมใหม่

ข้าผงะถอยหลังแล้วยืนนิ่ง เอ่ยพลางมองเสวียนหลิงหม่อมฉันไม่อาจนำตัวเองไปเทียบกับเฟยเยี่ยนและเหอเต๋อเพคะ หม่อมฉันอยากเป็นปานเจี๋ยอวี๋มากกว่าแต่แล้วข้าก็พลันนึกขึ้นได้ว่าสุดท้ายปานเจี๋ยอวี๋ก็สูญเสียความโปรดปราน ได้แต่คอยรับใช้ไทเฮาที่ตำหนักฉางซิ่นจนสุดท้ายก็ตรอมใจตาย ทำให้ข้ารู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันใด

แต่เสวียนหลิงกลับยิ้มน้อยๆรูปงามล่มแผ่นดิน ซ้ำยังฉลาดหลักแหลม ช่างเป็นโชคดีของเราเหลือเกินเขายื่นมือขวาให้ข้า รอให้ข้ายื่นมือไปจับ

ข้าลังเล เขาจะประคองข้าหรือ ไอร้อนจากน้ำพุร้อนพุ่งมาที่ร่างกายทำให้เกิดรอยเหงื่อชื้นบนหน้าผาก เส้นผมเปียกแนบกับเสื้อผ้า ไอร้อนวนอยู่รอบตัว ชุดคลุมอาบน้ำผ้าซู่หลัวแนบติดร่างจนเห็นรูปร่างของข้าได้อย่างชัดเจน ข้าเขินอายเป็นอย่างมาก จึงกระซิบเสียงเบาว่าขอฝ่าบาทโปรดประทานอนุญาตให้หม่อมฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนขึ้นรับเสด็จเพคะ

เขาดึงมือข้าโดยไม่อธิบายใดๆ  บ่าวรับใช้ทั้งหลายพากันก้มหน้า ข้าไม่รู้ว่าเขาต้องการทำอะไร จึงรีบหันไปมองจิ่นซี แต่จิ่นซีก็ไม่กล้าเอ่ยปาก ข้าหยิบเสื้อคลุมตัวนอกทำท่าจะเดินตาม เสวียนหลิงเห็นดังนั้นก็หันมาถามข้านางกำนัลคนสนิทของเจ้าเล่า

จิ่นซีทูลตอบเพียงแค่เพคะจากนั้นก็รีบไปหยิบเสื้อคลุมมาห่มให้ข้า เสื้อคลุมตัวใหญ่ยาวระไปกับพื้น น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งขณะหันไปสั่งคนด้านนอกไปพระตำหนักอี๋หยวนจากนั้นก็จูงมือข้าให้เดินตาม

ซอยหย่งเซี่ยงยามราตรีเงียบสงัด ความมืดปกคลุมไม่มีที่สิ้นสุด แสงเทียนในโคมไฟหินที่ตั้งอยู่สองข้างทางส่องแสงจนทางเดินสว่างไสว ดวงจันทร์เสี้ยวเรียวเล็กลอยอยู่บนขอบฟ้า สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นดอกไม้หอมละมุน ทำให้ราตรีนี้คล้ายกับภาพฝันในบทกวี ฝ่ามืออบอุ่นจับจูงข้าให้ก้าวเดินไปด้วยกัน โดยที่เราไม่ได้หันหน้ามาพูดกันสักคำ ลายปักตรงชายแขนฉลองพระองค์เสียดสีกับแขนเสื้อของข้าจนเกิดเสียงเป็นบางครั้งโดยไม่ตั้งใจ บ่าวรับใช้ที่เดินตามเสด็จต่างนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา

ระยะทางจากตำหนักเฉวียนลู่ไปยังพระตำหนักอี๋หยวนห่างกันไม่ไกลนัก เมื่อก้าวขึ้นบันไดหยกสีขาว ก็เห็นดอกมณฑาขาวและดอกมณฑาป่าต้นแล้วต้นเล่า กลีบดอกไม้สีขาวที่ต้องแสงเทียนดูราวกับปีกนกพิราบสีขาวบริสุทธิ์

ข้าเดินตามขึ้นบันไดทีละขั้น รอคอยสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างกังวล ข้าเดินอย่างเชื่องช้า ทุกฝีก้าวเหยียบขั้นบันไดเต็มฝ่าเท้าด้วยแรงทั้งหมดที่มี

พระตำหนักอี๋หยวนคือที่ประทับของฮ่องเต้ ตำหนักปีกทางฝั่งตะวันตกคือห้องทรงพระอักษรส่วนห้องทรงพระสำราญอยู่ทางฝั่งตะวันออก ซึ่งก็คือห้องพระบรรทม ภายในพระตำหนักไม่ได้ตกแต่งอย่างหรูหราจนเป็นสีทองอร่าม แต่ตกแต่งอย่างประณีตสง่างาม ข้าเดินเข้าไปพร้อมเสวียนหลิง พื้นหินสีดำปูเรียงชิดสนิทจนแทบไม่เห็นรอยต่อ สะอาดเป็นเงาราวพื้นกระจก สุดทางเดินด้านตะวันออกคือคานประตูสีแดง เมื่อก้าวข้ามผ่านไปก็รู้สึกพื้นยวบลงคล้ายจะลอยได้ ผืนพรมสีเหลืองแดงอ่อนนุ่มทำให้ข้าตาลายคล้ายจะเป็นลม

กลิ่นหอมอ่อนๆ หอมฟุ้งไปทั่วทุกมุมห้อง กลิ่นหอมอันคุ้นเคย กลิ่นกายของเสวียนหลิงนั่นเอง เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นตะขอทองคำรวบผ้าม่านโปร่งสีขาวสะอาดขึ้นจนเห็นทะลุไปถึงห้องพระบรรทม

เมื่อเดินผ่านม่านชั้นหนึ่ง นางกำนัลในนั้นก็จะปล่อยตะขอทอง ผ้าโปร่งบางทิ้งตัวลงด้านหลัง ยิ่งเดินลึกเข้าไปด้านใน ม่านผ้าโปร่งก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น กั้นเป็นชั้นราวหมอกหิมะพร่างพรายที่ขวางกั้นเราสองคนออกจากโลกภายนอก

แท่นพระบรรทมกว้างใหญ่มากกว่าสามฉื่อ กระถางเครื่องหอมตัวกิเลนทองแดงขนาดใหญ่มีควันหอมพวยพุ่งออกมาทางปาก ที่หน้าแท่นพระบรรทมคือแท่นจุดเทียนแกะสลักลายนกกระยางดั้นเมฆ เห็ดหลินจือ และดอกไม้ล้อมรอบ เทียนสีแดงเพิ่งถูกจุดขึ้นใหม่ โคมไฟปักลายมงคลทำให้กลิ่นและควันเทียนไม่ฟุ้งกระจาย กรอบแท่นพระบรรทมทำด้วยไม้เนื้อแข็ง แกะสลักเป็นรูปน้ำเต้าและรากบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ม่านปักลายมังกรสีเหลืองแหวกขึ้นสูง ผ้านวมแพรต่วนปักลายห้ามงคลปูไว้อย่างเรียบร้อย เพียงข้ามองแวบแรกก็รู้สึกเขินอายไปหมด

เสวียนหลิงปล่อยมือข้าแล้วยืนนิ่ง ทันใดนั้นก็มีนางกำนัลเดินเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง เพื่อเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นฉลองพระองค์พระบรรทม ข้าเห็นเขาเปลี่ยนฉลองพระองค์ต่อหน้าต่อตา ได้แต่หันหน้าหนีด้วยความตกใจ เสวียนหลิงหัวเราะขบขันอยู่ด้านหลัง ทำให้ข้ายิ่งรู้สึกเขินอาย จิ่นซีรีบเข้ามาถอดชุดคลุมของข้าออก ครั้นมือนางสัมผัสมือข้า นางก็สบตาข้าอย่างรวดเร็ว ข้ารู้ว่าตอนนี้มือข้าคงเย็นราวน้ำแข็ง พริบตาต่อมาเสวียนหลิงก็โบกมือ นางกำนัลน้อมกายถวายบังคมก่อนจะถอยออกไป เมื่อเสียงประตูปิดลง ข้าพยายามห้ามตัวเองไม่ให้หันไปมองจิ่นซีที่อยู่นอกประตูด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น

น้ำเสียงขบขันดังอยู่หลังใบหูเจ้ากลัวหรือ

ข้าพยายามทำใจให้สงบที่สุด เอ่ยตอบเรียบๆ ว่าหม่อมฉันไม่กลัวเพคะ

ไม่กลัวได้อย่างไร เจ้าไม่กล้ามองข้าด้วยซ้ำเขาชะงักเล็กน้อยนางในที่มาที่นี่เป็นครั้งแรก ล้วนแต่หวาดกลัวกันทั้งนั้น

ข้าหันมามองเขานิ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าฟังหม่อมฉันไม่ได้กลัวเพคะ หม่อมฉันไม่ได้เห็นว่าคืนนี้เป็นเพียงการที่นางในคนหนึ่งถวายการปรนนิบัติฝ่าบาท สำหรับฝ่าบาท หม่อมฉันอาจจะเป็นเพียงนางสนมคนหนึ่ง แต่หม่อมฉันเห็นฝ่าบาทเป็นสามีของหม่อมฉัน คืนนี้เป็นคืนเข้าหอของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงรู้สึกตื่นเต้นเพคะ

เสวียนหลิงอึ้งไป คงคิดไม่ถึงว่าข้าจะตอบเช่นนี้ คำพูดต่อมาจึงเต็มไปด้วยความอ่อนหวานไม่ต้องกลัว ไม่ต้องตื่นเต้น ข้าคิดว่านางกำนัลที่รับใช้เจ้า คงสอนเจ้าแล้วว่าจะดูแลเราอย่างไร

ข้าส่ายหน้าหม่อมฉันเกรงว่า นางจะสอนเพียงการถวายการปรนนิบัติฝ่าบาท แต่ไม่ได้สอนวิธีการปรนนิบัติสามีเพคะข้าค่อยๆ คุกเข่าลงหม่อมฉันบังอาจนัก กล้าพูดจาเลอะเทอะ ขอทรงอภัยด้วยเพคะ

ทันทีที่หัวเข่าแตะพื้น อ้อมแขนก็อ้าออกมาพยุงข้าไว้ เสวียนหลิงดูซึ้งใจไม่น้อยแต่ไหนแต่ไรมาสนมนางในทั้งหลายไม่เคยแสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็น พวกนางล้วนแต่สงบนิ่ง ไม่เว้นแม้แต่ฮองเฮา ไม่เคยมีผู้ใดพูดเช่นนี้กับเรามาก่อนน้ำเสียงของเขาอ่อนโยนราวสายน้ำในเมื่อเจ้าเห็นเราเป็นสามี ต่อหน้าสามี เจ้าไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวถึงเพียงนี้

กระแสอบอุ่นก่อตัวในหัวใจ น้ำตารื้นที่หางตา แม้จะอยู่ในห้องพระบรรทม แต่ชุดนอนตัวบางทำให้รู้สึกเย็น ตัวข้าสั่นน้อยๆ จนเสวียนหลิงรู้สึกได้ เขากระชับอ้อมกอด กระซิบเสียงหวานไม่ต้องกลัว

ผ้าม่านโปร่งสีขาวทิ้งตัวลงมาเงียบๆ  รอบด้านเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง เงียบเสียจนได้ยินเสียงนาฬิกาน้ำ ซึ่งนานๆ ครั้งจะได้ยินสักหยดหนึ่ง ซึ่งทำลายความเงียบสงัดของความฝันอันแสนหวาน

ผ้าห่มแพรต่วนเรียบลื่นราวกับล่องหน ให้สัมผัสบางเบาแปลกๆ บนผิวหนัง ยิ่งทำให้ความหวาดหวั่นชัดเจนขึ้น เมื่อริมฝีปากของเขาประทับลงบนริมฝีปากของข้า ลมหายใจก็ติดขัด ร่างกายร้อนผ่าวขึ้นทันใด ราวกับมีใครจุดไฟโหมกระหน่ำภายในร่าง ยิ่งจุมพิตดูดดื่มมากเพียงใด ก็ยิ่งรู้สึกเย็นวาบที่ฝ่ามือ ข้ารู้สึกเหมือนเสวียนหลิงดูดกลืนลมหายใจของข้าไปจนหมด ไม่เหลือทิ้งไว้ให้ข้าแม้เพียงนิด ข้าเอียงใบหน้าเล็กน้อย เห็นแท่นพระบรรทมสีเหลืองอร่าม มังกรเผ่นโผนโจนทะยานไปทั้งแผ่นดิน ข้ารู้สึกสายตาพร่ามัว ตอนนี้เหลือเพียงข้าและเสวียนหลิง เสียงครางหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว ร่างกายที่แสนเจ็บปวดงอขึ้นมา ฝ่ามือของเขาลูบไล้ปลอบโยน เช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนหน้าผากของข้าอย่างอ่อนหวาน ริมฝีปากขบเม้มริมหูของข้า สอดลึกเข้าไปจนแทบหาทางออกไม่พบ

กลางดึกวังหลวงเงียบสงัด ความเจ็บปวดในร่างกายยังไม่จางหายไป มหาบุรุษข้างกายข้ากำลังหลับสนิท ข้าพลิกตัวลุกขึ้น แหวกม่านที่ต้องแสงเทียนวาววามออกไป แต่ข้ากลับไถลตัวตกลงมา ข้ารีบหันกลับไปมองด้วยความตกใจ เสวียนหลิงยังคงหลับสนิท ไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย ข้าค่อยวางใจลง ขยับผ้าห่มคลุมตัวเขาอย่างเบามือ เทียนสีแดงบนแท่นเทียนแกะสลักถูกจุดมาครึ่งคืน น้ำตาเทียนหยดลงมาซ้อนกันเป็นชั้นๆ ดูคล้ายปะการัง หยดน้ำตาเทียนเหล่านั้นดูจะเขินอายปนสุขสันต์ แสงเทียนสว่างไสวราวกับไม่มีวันดับ ความเงียบสงัดในวังหลวงทำให้แสงเทียนนี้ดูอ่อนโยนหาใดเปรียบ

ทำอะไรอยู่หรือเสวียนหลิงเอ่ยถามน้ำเสียงงัวเงีย

ข้าหันไปยิ้มอย่างมีความสุขหม่อมฉันกำลังดูเทียนเพคะ

เขายันกายกึ่งเอน มือคว้าฉลองพระองค์เทียนมีอะไรน่าดูหรือ เจ้าถึงได้ดูมีความสุขนัก

ตอนอยู่บ้าน หม่อมฉันเคยได้ยินว่ายามราษฎรแต่งงานกัน จะต้องจุดเทียนสีแดงไว้คู่หนึ่ง ห้ามดับจนกว่าจะถึงเช้า หากเทียนทั้งคู่ดับลงพร้อมกัน แสดงว่าคู่สามีภรรยาจะได้ครองคู่กันไปจนถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชรเพคะ

หืมเขาอุทานด้วยความสนใจ

ข้าตอบอย่างเอียงอายแต่ชาวบ้านล้วนแต่ใช้เทียนมังกรคู่หงส์ เทียนสีแดงคู่นี้ จะถือว่าเป็นเทียนคู่มงคลก็ได้เพคะ

เจ้าเห็นเทียนสว่างไสว จึงดีใจหรือข้าก้มหน้าไม่ตอบฝ่าบาททรงกำลังเยาะเย้ยที่หม่อมฉันโง่เขลาหรือเพคะ

เสวียนหลิงโอบไหล่ข้าอย่างแผ่วเบาเรารู้สึกว่าเจ้าช่างไร้เดียงสา น่ารักเหลือเกินเขาลดเสียงลงในชีวิตนี้ เราเคยจุดเทียนมังกรคู่หงส์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ข้าชะงัก ก่อนจะโพล่งถามออกไปไม่ใช่สองครั้งหรือเพคะ

เขาสั่นศีรษะ ตอบด้วยน้ำเสียงคงเดิมอี๋ซิวเป็นลูกอนุ จึงไม่สามารถเข้าพิธีอภิเษกได้ข้ารู้สึกสะเทือนใจจนพูดอะไรไม่ออก กลัวเขาจะเสียใจเรื่องฉุนหยวนฮองเฮา และจะทำให้บรรยากาศในตอนนี้เสียไป ข้าจึงไม่พูดอะไร ได้แต่เหลือบมองสีหน้าของเขาอย่างเงียบๆ

แต่เสวียนหลิงกลับไม่มีทีท่าไม่พอใจหรือเสียใจแม้แต่น้อย เพียงแต่เอ่ยเรียบๆบุรุษในใต้หล้า นอกจากพระภิกษุและนักพรต ก็ล้วนแต่มีคืนเข้าหอด้วยกันทั้งนั้นเขาชะงัก ก่อนจะหันมาหาข้าเจ้าอยากจะถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชรไปกับเราหรือ

ข้านิ่งเงียบไม่ตอบ แต่เหลือบตาขึ้นมอง แสงเทียนไหววูบ ดวงหน้าของเขางดงามสงบนิ่ง แสงสลัวฉาบต้องใบหน้าดูอบอุ่น ไม่มีรอยหยอกเย้าแม้เพียงนิด

ข้าตอบเสียงเบาเพคะมุมปากหยักยิ้มบางสตรีทุกคนในใต้หล้า ล้วนแต่ปรารถนาเช่นนี้ หม่อมฉันเองก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งแม้ใบหน้าของข้าจะเปื้อนรอยยิ้ม แต่ความเจ็บปวดกลับค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในหัวใจ เต็มไปด้วยความหวังและความผิดหวัง หวังไปก็เท่านั้น หวังไปก็ไม่มีประโยชน์ นิ้วมือที่จับมือของเขาจึงคลายออกโดยไม่รู้ตัว

เสวียนหลิงมองข้า แววตามีแสงดาวผ่านวับ เหมือนดาวตกพาดผ่านท้องฟ้า พริบตาเดียวก็หายไป เขาบีบมือของข้าแน่นเข้า จนข้าต้องกัดริมฝีปากเพราะความเจ็บปวด น้ำเสียงแผ่วเบาของเขาเต็มไปด้วยการทอดถอนใจเจ้ารู้หรือไม่ ความปรารถนาธรรมดาเช่นนี้ของเจ้า เป็นสิ่งที่เรามีน้อยที่สุดเขากอดข้าแน่นพลางเอ่ยอย่างจริงจังเรามองความปรารถนาของเจ้าเป็นดั่งมณีล้ำค่า เราจะไม่ทำให้เจ้าเสียใจเด็ดขาด

ข้ารู้สึกดีใจจนเหมือนกำลังลอยอยู่บนก้อนเมฆ ราวกับสิ่งที่ได้ยินเป็นเพียงความฝัน แต่ข้ากลับได้ยินมันเต็มทั้งสองหู ไม่รู้เพราะสาเหตุใด หยดน้ำถึงได้ไหลรินออกทางหางตา หยดลงบนหมอนสีเหลืองและซึมหายไปอย่างรวดเร็ว

เสวียนหลิงโอบกอดข้า วางคางลงบนหน้าผากของข้า และตบแผ่นหลังข้าเบาๆอย่าร้องไห้

ข้ายิ้มทั้งน้ำตา หัวใจเอ่อล้นไปด้วยความสุขและความยินดี ราวกับได้รับยอดมณีล้ำค่าโดยไม่เคยคาดคิดมาก่อน ข้าเงยหน้าขึ้นฝ่าบาท ในห้องพระบรรทมมีหมึกกับพู่กันหรือไม่เพคะ

จะเอาหมึกกับพู่กันมาทำอะไรหรือ

หม่อมฉันจะจดเอาไว้ มีหลักฐานไว้ดูต่างหน้า ฝ่าบาทจะได้ไม่ทรงปฏิเสธหม่อมฉันภายหลังเพคะ

เสวียนหลิงหัวเราะเสียงก้องเด็กน้อยเอ๋ย เราเป็นถึงโอรสสวรรค์ กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ เราจะปฏิเสธเจ้าได้อย่างไร

ข้าเองก็รู้สึกว่าน่าขำ จึงหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยทรงรีบพักผ่อนเถิดเพคะ พรุ่งนี้ต้องเสด็จออกว่าราชการแต่เช้า

เสวียนหลิงกดนิ้วลงบนริมฝีปากของข้าพลางยิ้มน้อยๆมีเจ้าอยู่ข้างๆ เช่นนี้ แล้วเราจะพักผ่อนได้อย่างไร

ข้าพลิกตัวด้วยความขวยเขินพลางหัวเราะออกมาเบาๆ

บทที่สิบสี่ ห้องหอ

เมื่อข้าตื่นขึ้นมา ขอบฟ้าเพิ่งเริ่มจะจับแสงเงินแสงทอง แต่บนเตียงกลับเหลือข้าอยู่เพียงคนเดียว ข้าร้องเรียกอย่างร้อนใจผู้ใดอยู่ด้านนอกจากนั้นก็มีนางกำนัลกลุ่มหนึ่งถืออุปกรณ์ล้างหน้าและเครื่องแต่งตัวเข้ามา คนแรกคือฟางรั่ว เมื่อเห็นคนเคยคุ้น ข้าจึงหลุดปากเรียกนางด้วยความดีใจฟางรั่วกูกู่

ฟางรั่วเองก็ดูจะยินดีมากเช่นกัน แต่ก็ยังนำทุกคนคุกเข่าลงอย่างรู้ธรรมเนียมถวายบังคมนายหญิงน้อย

ข้ารีบบอกให้นางลุกขึ้น ฟางรั่วอมยิ้มเอ่ยฝ่าบาทเสด็จออกท้องพระโรงตั้งแต่ตีห้าแล้วเพคะ เห็นนายหญิงน้อยกำลังหลับสนิท จึงมีรับสั่งไม่ให้ปลุกเพคะ

เมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำให้เหนื่อยอ่อนถึงเพียงนี้ ข้าก็ก้มหน้าด้วยความเขินอาย แต่ฟางรั่วทำเป็นมองไม่เห็นหม่อมฉันจะปรนนิบัตินายหญิงน้อยเปลี่ยนเสื้อผ้าเองเพคะว่าพลางช่วยจิ่นซีพยุงข้าลุกขึ้น

ข้าปล่อยให้พวกนางล้างหน้าแต่งตัวให้ แล้วถามฟางรั่วว่าท่านมาทำงานที่นี่ได้อย่างไร

ฟางรั่วตอบเดิมหม่อมฉันมีหน้าที่อ่านพระไตรปิฎกถวายไทเฮา เพิ่งจะมาถวายงานรับใช้ฝ่าบาทไม่กี่เดือนเพคะ

เป็นเรื่องดีจริง ได้รับตำแหน่งใดหรือ

ด้วยพระกรุณาของฝ่าบาทและไทเฮา ตอนนี้หม่อมฉันเป็นนางกำนัลขั้นห้าตำแหน่งเวินเหรินเพคะ

ข้าถอดกำไลทองจากข้อมือวางไว้บนฝ่ามือของนางไม่คิดเลยว่าจะได้พบท่านที่นี่ จึงไม่ได้เตรียมของกำนัลไว้ให้ ขอให้ท่านรับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้าด้วย

ฟางรั่วคุกเข่าลงหม่อมฉันมิกล้า

ข้าอมยิ้มพร้อมดึงมือนางขึ้นตอนนี้ข้าและท่านจะไม่พูดถึงเรื่องนายหรือบ่าว แต่จะพูดถึงมิตรภาพในวันวานเท่านั้น

เมื่อฟางรั่วได้ยินเช่นนี้ จึงยอมรับของกำนัลไว้ จากนั้นก็ยกยาถ้วยหนึ่งวางไว้ตรงหน้าข้านี่คือยาระงับปวด นายหญิงน้อยดื่มก่อนเถิดเพคะ หลังอาหารเช้าจะต้องไปเข้าเฝ้าฮองเฮาที่ตำหนักเจาหยางเพคะ

ฮองเฮาไม่โปรดกลิ่นเครื่องหอมและกลิ่นเครื่องประทินโฉมของพระสนมนางในที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นฮองเฮาจึงโปรดให้วางผลไม้ไว้ในห้อง อ่างน้ำ หรือบนโต๊ะตัวเล็ก สื่อเหม่ยเหรินบอกว่าความคิดอันเฉียบแหลมของฮองเฮาทำให้กลิ่นหอมนั้นอบอวลไปตลอดฤดูร้อน แม้แต่สูดลมหายใจยังได้กลิ่นหอมหวานที่ทำให้สบายใจ หากเป็นฤดูหนาว เมื่อแหวกม่านกันหนาวเข้ามาภายในตำหนัก กลิ่นหอมอบอุ่นก็จะฟุ้งกำจาย ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด เป็นกลิ่นหอมสดชื่นที่ไม่เคยได้กลิ่นที่ใดมาก่อน

ตามธรรมเนียม นางในที่ถวายการปรนนิบัติครั้งแรกจะต้องมาเข้าเฝ้าถวายบังคมฮองเฮาในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยการคุกเข่าสามครั้ง โขกศีรษะคำนับเก้าครั้ง ซึ่งเป็นการถวายบังคมเต็มพิธี ฮองเฮานั่งอยู่บนเบาะผ้าที่วางปูไว้บนบัลลังก์หงส์ เมื่อข้าถวายบังคมเสร็จ ฮองเฮาก็สั่งให้นางกำนัลรีบประคองข้าลุกขึ้น

ฮองเฮาบอกให้ข้านั่งลงด้วยท่าทีเกรงใจ เอ่ยสีหน้าแจ่มใสลำบากเจ้าแล้ว ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงแล้วยังต้องคุกเข่าคำนับข้าอีก เพียงแต่ธรรมเนียมมีมาตั้งแต่โบราณ จะไม่ทำก็ไม่ได้

ข้าตอบเบาๆ ว่าเพคะและพูดต่อหม่อมฉันมิกล้าเอ่ยคำว่าลำบากเพคะ ฮองเฮาทรงเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน เป็นใหญ่ในฝ่ายใน การได้เข้าเฝ้าถือเป็นบุญล้นเกล้าเพคะ

ฮองเฮายิ้มมิน่าฝ่าบาทจึงโปรดปรานเจ้านัก รู้จักพูดเอาใจเช่นนี้นี่เองจากนั้นก็ถอนใจทั้งความสามารถและรูปลักษณ์ของหวั่นผิน น่าจะได้รับความโปรดปรานตั้งนานแล้ว แต่ต้องรอจนถึงวันนี้แต่ก็ดี แม้จะต้องผ่านเรื่องราวอะไรมากมาย แต่สุดท้ายก็ได้พบฟ้าหลังฝนเสียที

ข้าคำนับขอบพระทัย

ฮองเฮาพูดต่อตอนนี้เจ้าได้ถวายการปรนนิบัติฝ่าบาทแล้ว ร่างกายของเจ้าจะไม่เป็นเพียงของเจ้าผู้เดียวอีกต่อไป เพราะฉะนั้นจะต้องดูแลตัวเองให้ดี ต่อไปจะได้มีพระโอรสพระธิดาถวาย

หม่อมฉันจะจดจำรับสั่งของฮองเฮา ไม่กล้าละเลยเพคะ

เมื่อฮองเฮาเอ่ยจบ นางกำนัลก็ยกชาเข้ามา นางก้มลงดื่มชา ส่วนนางกำนัลคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างฮองเฮาอมยิ้มพูดว่าตั้งแต่นายหญิงน้อยไม่สบาย ฮองเฮาทรงตั้งพระทัยจะเสด็จไปเยี่ยมอยู่หลายครั้ง แต่หมอหลวงทูลห้ามปรามไว้ บอกว่านายหญิงน้อยป่วยอยู่ในระยะติดต่อกันได้ เกรงว่าจะประชวรเข้า ก็เลยไม่ได้เสด็จสักที แต่ในพระทัยของฮองเฮามีนายหญิงน้อยอยู่เสมอเพคะ

ข้าเดาว่านางน่าจะอายุประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี แต่งกายหรูหรากว่านางกำนัลคนอื่นๆ อยู่มาก หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ซ้ำยังรู้จักพูดจา คงจะเป็นนางกำนัลคนสนิท ข้าจึงรีบลุกขึ้นพูดว่าหม่อมฉันทำให้ทรงเป็นห่วง แต่ด้วยพระบารมีของฮองเฮาปกเกล้า หม่อมฉันถึงอาการดีขึ้น เป็นพระกรุณาเพคะ

ฮองเฮายิ้มพลางพยักหน้าสตรีในวังหลวงล้วนแต่ได้รับความโปรดปรานอย่างง่ายดาย แต่ยากนักที่จะรักษาไว้ หวั่นผินจะต้องถวายการปรนนิบัติฝ่าบาทให้เต็มความสามารถ ระวังรอบคอบให้มาก จะต้องคอยดูพระอารมณ์ของฝ่าบาท ระหว่างพระสนมนางในด้วยกันก็ห้ามมีการทะเลาะเบาะแว้งหึงหวง ทำลายความสงบสุขสามัคคีของฝ่ายในข้านิ่งฟังจนจบ หลังจากที่สั่งสอนอยู่นาน พระสนมนางในคนอื่นๆ ก็ทยอยมาเข้าเฝ้า ข้าจึงอาศัยจังหวะนั้นลุกขึ้นทูลลา

ฮองเฮาหันไปสั่งนางกำนัลคนเมื่อครู่เจี่ยนชิว ออกไปส่งหวั่นผิน

เจี่ยนชิวนำทางข้าไปทางซ้าย แล้วพูดพร้อมรอยยิ้มวันนี้นายหญิงน้อยมาเข้าเฝ้าแต่เช้า ฮองเฮาทอดพระเนตรเห็นนายหญิงน้อยรู้จักกาลเทศะเช่นนี้ รู้สึกพอพระทัยยิ่งเพคะ

เหตุใดพระสนมนางในจึงยังมาเข้าเฝ้ากันไม่ครบ หรือว่าข้ามาเช้าเกินไป

เจี่ยนชิวเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้มพระสนมหวาเฟยจะมาช้ากว่าคนอื่นเพคะ หลายวันมานี้ยิ่งพิเศษกว่าวันอื่นๆ

ข้ารู้สึกแปลกใจ เหตุไฉนอยู่ๆ นางจึงพูดเรื่องนี้กับข้า จึงทำเป็นไม่ได้ยินเสียพระสนมมีหน้าที่ช่วยเหลือฮองเฮาดูแลฝ่ายใน ก็ต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา หากมาเข้าเฝ้าช้าบ้างคงไม่แปลกกระมัง

เจี่ยนชิวหัวเราะเบาๆ  ดวงตาเป็นประกายนายหญิงน้อยหวั่นได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ น่ากลัวว่าพระสนมหวาเฟยคงจะกระวนกระวายทีเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ไม่กล้าขาดเข้าเฝ้าอยู่ดี

ข้าตวัดสายตามองนาง เจี่ยนชิวก้มหน้าทันทีนายหญิงน้อยโปรดอภัย หม่อมฉันเสียมารยาท

ข้าเปลี่ยนความคิดทันที ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนของฮองเฮา แล้วข้าจะปั้นปึ่งใส่นางได้อย่างไร จึงรีบคลี่ยิ้มเอ่ยเหตุใดแม่นางเจี่ยนชิวจึงกล่าวเช่นนี้ แม่นางชี้แนะข้า ข้ารู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก แม้ข้าจะเข้าวังมาได้เพียงครึ่งปี แต่ก็มัวแต่เก็บตัวเองอยู่ในตำหนัก จึงต้องขอร้องให้แม่นางช่วยชี้แนะ ถึงจะไม่ทำอะไรพลั้งพลาด

เจี่ยนชิวได้ยินดังนั้น ยิ้มอย่างใจดีนายหญิงน้อยกล่าวเช่นนี้เท่ากับประหารชีวิตหม่อมฉันเสียแล้ว

ไม่นานเราสองคนก็ออกมานอกตำหนักเฟิ่งอี๋ เจี่ยนชิวเดินกลับเข้าไป ส่วนจิ่นซีประคองมือข้าเดินช้าๆ กลับตำหนักถังหลี  ข้าถามนางเจ้าคิดอย่างไร

เจี่ยนชิวเป็นนางกำนัลคนสนิทของฮองเฮา ตามหลักแล้วไม่น่าจะพลั้งปากพูดอะไรไม่ระวังเช่นนั้นเพคะ

ข้ารับคำฮองเฮาทรงสุขุมหนักแน่น ไม่น่าจะให้เจี่ยนชิวมาพูดเรื่องนี้กับข้า

หวาเฟยได้รับความโปรดปรานมานานปี จึงทำอะไรเกินขอบเขตไปบ้าง ถึงฮองเฮาจะทรงพระทัยกว้างเพียงใด แต่ก็ห้ามไม่ให้คนรอบข้างเป็นเดือดเป็นร้อนแทนไม่ได้ จึงอาจมีบ้างที่บ่าวรับใช้พลั้งปากพูดจาเช่นนี้

ข้าหัวเราะเบาๆหรือไม่ก็ต้องการเตือนข้าว่า หวาเฟยรู้สึกเป็นศัตรูกับข้ามากเพียงใด แต่ถึงหวาเฟยจะร้ายกาจเพียงใด ก็ทำอะไรฮองเฮาไม่ได้ เพราะทรงเป็นถึงประมุขแห่งฝ่ายใน พวกเราฟังแล้วก็แล้วไปเถิด

เมื่อเดินใกล้ถึงซอยหย่งเซี่ยง ก็เห็นเสี่ยวอวิ่นจื่อยืนรออยู่แต่ไกล เมื่อมองเห็นข้าก็รีบสาวเท้าเข้ามาหา จิ่นซีถามด้วยความแปลกใจเวลานี้เหตุใดจึงไม่อยู่เฝ้าตำหนัก ออกมาเดินเกะกะอะไรข้างนอก

เสี่ยวอวิ่นจื่อตอบอย่างตื่นเต้นข้ามาแสดงความยินดีกับนายหญิงน้อยเป็นคนแรก

จิ่นซีหัวเราะเจ้าลิงนี่ วิ่งมาตั้งไกลเพื่อจะขอรางวัล ไม่มีใครเกินเจ้าหรอก

กูกู่เข้าใจผิดแล้ว กระหม่อมเพิ่งรับราชโองการ นายหญิงน้อยอย่าเพิ่งกลับตำหนักพ่ะย่ะค่ะ

ข้าถามด้วยความแปลกใจเพราะเหตุใด

เสี่ยวอวิ่นจื่อทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ขอนายหญิงน้อยโปรดอย่าเพิ่งถาม เชิญนายหญิงน้อยไปเดินเล่นที่ราชอุทยานก่อน อีกประเดี๋ยวค่อยกลับตำหนักพ่ะย่ะค่ะ

การจัดสวนในราชอุทยานแห่งนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลิ่นอายทางเจียงหนานซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ที่จัดอย่างงดงามโปร่งสบาย ใบไม้ใบหญ้าและดอกไม้แข่งกันผลิบานสะพรั่ง มีศาลาพักร้อนตั้งอยู่เป็นระยะ ดูโดดเด่นท่ามกลางหมู่ไม้หลากสีสัน ข้าเดินรอบทะเลสาบไท่เยี่ย มีต้นไม้ร่มครึ้มทั้งสองฝั่ง กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยอบอวลอยู่ทุกอณูของอากาศ เมื่อสายลมพัดผ่าน ผิวน้ำสีเขียวลึกจนไม่เห็นก้นสระกระเพื่อมเป็นลอน เหมือนหัวใจที่ถูกคลื่นซัดสาด

ตอนนี้ยังเป็นเวลาเช้า ภายในราชอุทยานจึงไม่มีผู้คนผ่านไปผ่านมาเท่าใดนัก อากาศเดือนสามทำให้พรรณไม้เบ่งบาน กลิ่นสายลมเคล้ากลิ่นดอกไม้หอมหวานจนน่าหลงใหล ข้าเดินอยู่เงียบๆ  เหตุการณ์เมื่อคืนดูจะกระจ่างชัดขึ้น เมื่อมองจากตรงนี้ จะเห็นเงาสะท้อนจากมุมหลังคาสีเหลืองทองแสบตาของพระตำหนักอี๋หยวน โลกแห่งความจริงค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทีละน้อย ข้าถึงแน่ใจว่าเรื่องเมื่อคืนไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นความจริงทุกประการ

ระหว่างกำลังเดินคิดเหม่อลอย อยู่ๆ ก็มีคนโผล่พรวดเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า ก้มหน้าก้มตาทำความเคารพถวายบังคมนายหญิงน้อยหวั่นผินพ่ะย่ะค่ะเป็นเสียงที่ข้าคุ้นหูเหลือเกิน แต่อีกฝ่ายกำลังก้มหน้า ข้าจึงมองไม่เห็นว่าเป็นใคร

ข้าสั่งให้เขาลุกขึ้น ถึงได้เห็นว่าเขาคือคังลู่ไห่ เมื่อเสี่ยวอวิ่นจื่อเห็นเข้าก็อดทำสีหน้ารังเกียจไม่ได้ แต่ข้ากลับทำเป็นเฉย และพูดกับเขายิ้มๆอรุณสวัสดิ์คังกงกง เหตุใดจึงไม่ติดตามลี่กุ้ยผินเล่า

พระสนมลี่ไปเข้าเฝ้าฮองเฮาพร้อมเฉาหรงหวาพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมรู้ว่านายหญิงน้อยจะต้องเดินกลับตำหนักทางนี้ จึงได้มารอเพื่อแสดงความยินดีพ่ะย่ะค่ะ

เอ๋ข้าพูดด้วยความแปลกใจหรือนายหญิงของเจ้าสั่งให้เจ้ามาบอกอะไรข้าหรือ

คังลู่ไห่ยิ้มร่า พูดเสียงเบานายหญิงลี่มิได้มีคำสั่งใดๆ พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่กระหม่อมมีเรื่องขอร้องนายหญิงน้อย

ข้าเหลือบตามองเขาก่อนพูดว่าว่ามา

คังลู่ไห่เหลือบมองจิ่นซีและเสี่ยวอวิ่นจื่อซึ่งยืนขนาบข้างซ้ายขวา บิดมือไปมาอย่างลังเล ในที่สุดก็เอ่ยขึ้นกระหม่อมขอแสดงความยินดีที่นายหญิงน้อยได้รับความโปรดปรานพ่ะย่ะค่ะ ตั้งแต่กระหม่อมได้ยินว่านายหญิงน้อยได้รับแต่งตั้งเป็นผิน ก็อยากจะมาแสดงความยินดีกับนายหญิงน้อยมาตลอด แต่งานในมือเยอะจนปลีกตัวไม่ได้ ซ้ำฝ่าบาทก็มีราชโองการมิให้ผู้ใดไปรบกวนนายหญิงน้อยพักฟื้น กระหม่อมจึงได้แต่เฝ้ารอโอกาส คิดแต่ว่าจะต้องมาคำนับนายหญิงน้อยสักครั้งให้ได้…”

พอเขาเริ่มพูดวกไปวนมา ข้าจึงเอ่ยแทรกขึ้นเจ้าต้องการพูดเรื่องอะไรกันแน่

พอได้ยินข้าถามตรงๆ เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ยิ้มแหยๆ ตอบครานี้นายหญิงน้อยได้รับแต่งตั้งเป็นผิน เห็นทีบ่าวรับใช้ในตำหนักคงไม่พอใช้ ซ้ำคนที่มาใหม่คงทำอะไรไม่ค่อยเป็น กระหม่อมระลึกถึงนายหญิงน้อยเสมอไม่เคยลืม และคิดว่าตัวเองเคยเป็นบ่าวรับใช้นายหญิงน้อยมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าควรจะปรนนิบัตินายหญิงน้อยได้อย่างไรมากกว่าบ่าวใหม่ๆ เหล่านั้น หากนายหญิงน้อยไม่รังเกียจที่กระหม่อมโง่เขลา ขอเพียงนายหญิงน้อยเอ่ย กระหม่อมยินดีจะกลับไปรับใช้นายหญิงน้อย ไม่มีวันทอดทิ้งพ่ะย่ะค่ะ

ยิ่งฟังข้าก็ยิ่งรู้สึกขยะแขยง แม้แต่จิ่นซีซึ่งเก็บงำความรู้สึกได้ดียังอดขมวดคิ้วไม่ได้

ข้าเอ่ยถามนายหญิงของเจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าคิดเช่นนี้

คือ…”

ตอนนี้เจ้าเป็นคนของนายหญิงลี่ หากนายหญิงของเจ้ารู้ว่าเจ้าคิดเช่นนี้ น่ากลัวว่านางคงจะไม่ชอบใจเป็นแน่ แล้วข้าจะไปเอ่ยปากขอคนของลี่กุ้ยผินให้มาอยู่กับข้าได้อย่างไร

คังลู่ไห่ก้าวเข้ามาหานายหญิงน้อยไม่ต้องห่วง ตอนนี้นายหญิงน้อยกำลังเป็นที่โปรดปราน เพียงนายหญิงน้อยเอ่ยปาก จะมีผู้ใดกล้าคัดค้าน ขอเพียงคำเดียวจากนายหญิงน้อยเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ

ในใจข้ากำลังหัวเราะอย่างเย็นชา พวกหน้าไม่อาย ไร้ความจงรักภักดี ก็คือคนอย่างคังลู่ไห่นี่แหละ

ทันใดนั้น เสียงเย็นชาพลันดังกังวานขึ้นทางด้านหลัง เหมือนมีใครบางคนขว้างหินลงไปในน้ำจนเกิดคลื่นซัดสาดถึงว่า ข้าไปถึงตำหนักเจาหยางแล้วไม่เห็นเจ้าคอยรับใช้ ที่แท้ก็แอบมาหานายเก่านี่เอง!”

ข้าหันไปตามเสียง เห็นหญิงงามสะโอดสะอง ผิวพรรณเปล่งปลั่ง หากไม่ใช่ลี่กุ้ยผินแล้วจะเป็นใครไปได้อีก ข้างๆ ลี่กุ้ยผินคือเฉาหรงหวา หากเทียบกันแล้ว แม้เฉาหรงหวาจะรูปร่างงามระหงกว่า แต่ก็ยังงามไม่เท่าลี่กุ้ยผิน ข้าเข้าไปทำความเคารพพวกนางอย่างไม่หวาดกลัว ลี่กุ้ยผินยืนนิ่งโดยมีนางกำนัลคอยประคอง ยิ้มเย็นชาไม่พูดไม่จา ในขณะที่เฉาหรงหวากลับบอกให้ข้าลุกขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความเกรงใจ

ลี่กุ้ยผินไม่พูดอะไรสักคำ เพียงแต่เหลือบไปมองคังลู่ไห่ อีกฝ่ายรีบถลาไปคุกเข่าตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว

ลี่กุ้ยผินหันมาพูดกับข้าได้ยินมาว่าฝ่าบาทโปรดให้คัดเลือกบ่าวรับใช้คนใหม่ไปที่ตำหนักของหวั่นผิน บ่าวรับใช้ที่ได้ไปยังไม่พอใช้อีกหรือ ถึงได้จะมาเอาตัวบ่าวไม่ได้เรื่องของข้าไป

ข้ายิ้มน้อยๆ ตอบเรียบๆพี่หญิงกุ้ยผินเข้าใจผิดแล้วเพคะ เดิมคังลู่ไห่เป็นบ่าวรับใช้ที่ตำหนักของข้า แต่ได้รับความเมตตาจากพี่หญิง จึงได้ไปรับใช้ที่ตำหนักของท่าน ในเมื่อเขาเป็นบ่าวรับใช้ของพี่หญิงแล้ว น้องจะกล้าดึงตัวเขากลับมาได้อย่างไร ถึงน้องจะอายุยังน้อยไม่ค่อยประสีประสา แต่เรื่องแค่นี้น้องพอรู้อยู่บ้างเพคะ

ลี่กุ้ยผินแค่นเสียงเย็นน้องหญิงเรียกได้ว่ารู้จักธรรมเนียมดี มิน่าฝ่าบาทถึงได้โปรดปรานเจ้านัก ยังไม่ทันได้ถวายการปรนนิบัติก็ได้เลื่อนตำแหน่ง ข้าไม่อาจทำตัวเทียบเคียงเจ้าได้หรอก

พี่หญิงกล่าวเช่นนี้ น้องจะกล้ารับได้อย่างไร ฝ่าบาทเพียงแต่สงสารที่น้องนอนป่วยซมมานานเท่านั้น ในพระทัยของฝ่าบาท ทรงเห็นความสำคัญของพี่หญิงมากกว่าน้องเป็นร้อยเท่าเพคะ

เมื่อลี่กุ้ยผินได้ยินดังนั้น สีหน้าก็อ่อนลง ก่อนจะหันไปอีกทาง และเงื้อมือตบหน้าคนที่คุกเข่าอยู่ ใบหน้าของคังลู่ไห่ปูดบวมขึ้นทันที นางกำนัลที่ประคองแขนนางอยู่รีบพูดว่านายหญิงระวังเจ็บมือเพคะจากนั้นก็ถลึงตาใส่คังลู่ไห่เจ้าบ่าวโง่ ยั่วโมโหนายหญิงแต่เช้าตรู่! ยังไม่รีบตบปากตัวเองอีก!” คังลู่ไห่ตกใจไม่กล้าเถียง รีบยกมือซ้ายขวาตบปากตัวเองอย่างรวดเร็ว นางกำนัลคนนั้นอายุยังไม่มาก ไม่มีทางจะมีตำแหน่งสูงกว่าคังลู่ไห่เป็นแน่ การที่นางกล้าขึ้นเสียงกับเขาเช่นนี้ แสดงว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคังลู่ไห่คงไม่ค่อยดีนัก

ข้าเพียงแต่เหลือบมองด้วยสายตาเย็นชา ถึงจะสงสารอยู่บ้าง แต่ก็ไม่คิดจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าหากเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วเหตุไฉนตอนแรกจึงตัดสินใจเช่นนั้น

อารมณ์ของลี่กุ้ยผินค่อนข้างคล้ายหวาเฟย เวลาโกรธนางมักจะหุนหันพลันแล่น อารมณ์ทุกอย่างเห็นได้ชัดจากสีหน้า ไม่มีความอดทนอดกลั้น มักจะลงไม้ลงมือกับบ่าวรับใช้เสมอ เฉาหรงหวาคงจะเห็นภาพเหล่านี้จนชิน จึงพูดปลอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเหตุไฉนพี่หญิงลี่จึงต้องโมโหพวกบ่าวรับใช้ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ รังแต่จะทำให้เสียสุขภาพเปล่าๆ เพคะ

ลี่กุ้ยผินว่าคนมักใหญ่ใฝ่สูง ไม่คิดจะซื่อสัตย์กับใครทั้งนั้น! เจ้าขันทีชั่วผู้นี้นอกจากจะไม่คิดภักดีแล้ว ยังลืมบุญคุณคนอีกด้วย! ข้าเลี้ยงดูมันไม่ดีหรืออย่างไร

เมื่อเฉาหรงหวาได้ยินอีกฝ่ายพูดจาไม่สุภาพ คิ้วงามของนางก็ขมวดเล็กน้อย แต่ไม่ตอบอะไรสักคำ ได้แต่ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากตัวเอง

ลี่กุ้ยผินสูดลมหายใจ พูดอย่างเคียดแค้นเดี๋ยวนี้พวกบ่าวรับใช้ชักจะไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา พากันกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา คิดว่าข้าตายไปแล้วหรืออย่างไร พอตอนนี้เห็นอีกฝ่ายกำลังได้ดิบได้ดีก็คิดจะกลับไป ไม่ได้คิดเลยว่าข้าช่วยให้มันหลุดพ้นจากที่ซังกะตายแห่งนั้นมาได้อย่างไร วันนี้กลับมาเป็นนกสองหัวเสียได้!”

นางพูดอย่างโจ่งแจ้งจนเห็นได้ชัดว่ากำลังด่ากระทบข้าด้วย บรรยากาศเริ่มอึดอัด เฉาหรงหวาเห็นท่าไม่ดี จึงกระตุกแขนเสื้อของลี่กุ้ยผิน พูดเบาๆ ว่าพี่หญิงลี่

ลี่กุ้ยผินกระชากแขนกลับ หันมาเลิกคิ้วพูดกับข้าข้าสั่งสอนบ่าวรับใช้ ช่างน่าขายหน้าหวั่นผินนัก

ระหว่างที่พูดอยู่นั้น คังลู่ไห่ก็ตบหน้าตัวเองไปประมาณสี่สิบห้าสิบครั้ง และเพราะเขายังอยู่ต่อหน้าลี่กุ้ยผิน จึงไม่กล้าตบเบาๆ ทำให้ใบหน้าบวมแดง เริ่มมีเลือดไหลซึมออกมา ข้าเห็นเช่นนี้ก็อดรู้สึกเวทนาไม่ได้

ข้าคลี่ยิ้มบางราวกับว่าคนที่ลี่กุ้ยผินถากถางนั้นไม่ใช่ข้าในเมื่อบ่าวรับใช้ของพี่หญิงทำผิด พี่หญิงจะลงโทษก็เป็นเรื่องที่สมควร จะเฆี่ยนตีหรือฆ่าให้ตายก็แล้วแต่ใจพี่หญิง แต่น้องเกรงว่าที่นี่มีคนเดินผ่านไปผ่านมามากมายนัก อาจจะกลายเป็นเรื่องนินทาของคนอื่นจนสนุกปาก หากพี่หญิงอยากจะลงโทษบ่าวรับใช้ น้องว่าพากลับไปลงโทษต่อที่ตำหนักดีหรือไม่เพคะ

ลี่กุ้ยผินชะงักเล็กน้อย ดวงตาเหลือบมองคังลู่ไห่ช่างเถิดพูดจบก็ผงกศีรษะให้ข้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินจากไป

เมื่อคังลู่ไห่เห็นนางเดินจากไปไกลก็คลานเข่าเข้ามาหาข้า โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรงขอบคุณนายหญิงน้อยที่ช่วยชีวิต

ข้าพูดโดยไม่มองหน้าเขาเจ้าสำนึกให้ดี

คังลู่ไห่หมอบอยู่กับพื้นหากนายหญิงน้อยไม่เอ่ยปาก นายหญิงลี่ไม่มีทางปล่อยกระหม่อมอย่างง่ายดายเช่นนี้เป็นแน่

จิ่นซีประคองมือข้าเตรียมจะเดินกลับ ข้าเอ่ยโดยไม่หันไปมองไม่แน่ว่าลี่กุ้ยผินจะยอมเลิกราไม่เอาความกับเจ้าเพียงเท่านี้ เจ้าระวังตัวเองก็แล้วกัน

นายหญิงน้อย…” ข้าชะงักฝีเท้า เสียงแผ่วเบาดังสายลมพัดผ่านที่ริมหูนายหญิงน้อยระวังตัวให้มากนะพ่ะย่ะค่ะ นายหญิงน้อยเพิ่งจะได้รับความโปรดปราน ลี่พวกนางต่างไม่พอใจกันมาก เกรงว่า…”

คังลู่ไห่ลังเลและไม่พูดอะไรอีก ข้าค่อยๆ เดินต่อไป เอ่ยเสียงเบาไม่มีผู้ใดสมความปรารถนาอย่างไร้อุปสรรค ข้าขอเพียงแค่ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยดั่งที่ตั้งใจก็พอแล้ว

เมื่อเสี่ยวอวิ่นจื่อเห็นข้าเดินไปเรื่อยๆ ก็ถามข้าอย่างลังเลโดยสีหน้ายังนิ่งเฉยคำพูดของลี่กุ้ยผินเมื่อครู่…”

ข้าหยักยิ้มมุมปากไม่มีอะไร ข้าออกจะชอบนิสัยของลี่กุ้ยผินเสียด้วยซ้ำเสี่ยวอวิ่นจื่อได้ฟังข้าพูดก็แปลกใจ จึงเงยหน้าขึ้นมอง

เรื่องแก่งแย่งชิงดีในวังหลวงนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา จะว่าไป เรื่องเหล่านี้ไม่เคยหยุดเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าจะได้พบกับศัตรูที่ใช้วิธีการเช่นใดเท่านั้น นิสัยอย่างลี่กุ้ยผิน เป็นคนที่เก็บงำสีหน้าไม่เป็น คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น แต่คนที่ทำร้ายคนอื่นโดยไม่พูดอะไรเลยต่างหากที่น่ากลัวยิ่งกว่า

ข้าแอบกัดฟันเงียบๆ  เมื่อคืนเพิ่งจะได้รับความโปรดปราน วันนี้ก็ต้องปะทะกับศัตรูแล้วหรือ ลี่กุ้ยผินนั้นช่างเถิด แต่มีผู้ใดในวังหลวงบ้างที่ไม่รู้ว่าลี่กุ้ยผินเป็นคนของหวาเฟย หากข้าต้องการอยู่ในวังหลวงอย่างสงบสุข ก็จะต้องเคารพนางประดุจฮองเฮา ไม่เช่นนั้นคงมีเรื่องให้ทุกข์ร้อนลำบากใจไม่หยุด แต่ในเมื่อข้าเป็นเพียงนางในเล็กๆ จึงได้แต่อดทนให้ผ่านพ้นไปเท่านั้น

ภายในตำหนักถังหลีเต็มไปด้วยบ่าวรับใช้ที่กำลังคุกเข่า สีหน้าของพวกเขาต่างเต็มไปด้วยความยินดี แม้แต่หวงกุยฉวนก็อยู่ที่นี่ ข้าเริ่มรู้สึกอึดอัด เมื่อก้าวเข้ามาด้านในก็เริ่มรู้สึกว่าวันนี้ตำหนักถังหลีดูแปลกตาไป

หวงกุยฉวนปัดแขนเสื้อลงคุกเข่าคำนับ ใบหน้ายับย่นคลี่ยิ้มร่า เสียงพูดดังกว่าปกติยินดีกับเรือนหอของนายหญิงน้อย ถือเป็นเกียรติสูงสุดของนายหญิงน้อยพ่ะย่ะค่ะพูดจบก็พาข้าเข้าไปในตำหนักอิ๋งซิน ภายในตกแต่งใหม่ทั้งหมด ผนังห้องทาสีใหม่ทับอีกชั้น กลิ่นหอมตลบอบอวล

หวงกุยฉวนว่าฝ่าบาทมีราชโองการแต่เช้า ให้พวกกระหม่อมรีบจัดเตรียมทั้งหมดนี้ให้นายหญิงน้อยพ่ะย่ะค่ะ

จิ่นซีพูดพร้อมรอยยิ้มมีแต่พิธีอภิเษกสมรสครั้งใหญ่เท่านั้น วังหลวงถึงจะจัดเรือนหอถวาย นอกจากฮองเฮาแล้ว พระสนมนางในคนอื่นๆ ก็ไม่ได้รับพระเมตตานี้ ในราชวงศ์ต้าโจว คนที่เคยได้รับพระเมตตานี้เห็นจะมีเพียงซูกุ้ยเฟยจากรัชกาลก่อนกับหวาเฟยเท่านั้น ถือได้ว่านายหญิงน้อยเป็นคนที่สามที่ได้รับเกียรตินี้เพคะ

เรือนหอถือเป็นเกียรติอันสูงสุดของฝ่ายใน พริกและโคลนที่ทาบนกำแพงมีความหมายถึงความอบอุ่นหอมหวาน และมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง พริกมัดใหญ่ เมล็ดพันธุ์คณานับ เมื่อคิดถึงตรงนี้ข้าก็อดหน้าแดงไม่ได้ เสวียนหลิง ท่านต้องการให้ข้าสืบเชื้อสายทายาทของเราหรือ

หวงกุยฉวนผายมือนำทางมาถึงหน้าเตียงนอนขอนายหญิงน้อยโปรดสังเกตให้ดีพ่ะย่ะค่ะ

ม่านหน้าเตียงถูกเปลี่ยนเป็นม่านไหมปักลายผลอิงเถาสีแดงเรียงราย ภาพนกเป็ดน้ำยวนยางปักสีแดงเดินเส้นด้วยดิ้นทองอยู่ตรงกึ่งกลางม่าน ข้ารู้ว่าลายปักเหล่านี้มีความหมายเป็นมงคลสำหรับนางในที่ได้รับความโปรดปราน แต่นอกจากนั้นข้าก็ไม่เห็นความแตกต่างอะไรอีก จึงเลิกผ้านวมขึ้นดูด้วยความแปลกใจ บนเบาะมีเหรียญทองแดงส่องแสงเป็นประกาย กับลำไย พุทราจีน เม็ดบัว ถั่วลิสง และธัญพืชอื่นๆ กระจายอยู่เต็มไปหมด หัวใจของข้ารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในทันใด เขาจำสิ่งที่ข้าพูดได้ น้ำอุ่นๆ เอ่อล้นเบ้าตา ข้าหันตัวหนีเพราะกลัวคนอื่นจะเห็นนี่คือ…”

ฝ่าบาททรงเคยได้ยินมาว่าเวลาชาวบ้านแต่งงานกัน จะมีประเพณีสาดมุ้งจึงได้มีรับสั่งให้พวกกระหม่อมมาจัดเตรียมไว้พ่ะย่ะค่ะ

ข้าพยักหน้าน้อยๆ  จิ่นซีเอ่ยขึ้นนายหญิงน้อยเหนื่อยมากแล้ว พวกเจ้าถอยออกไปก่อน หลิวจู ฮ่วนปี้ เจ้าสองคนคอยปรนนิบัตินายหญิงน้อยจากนั้นนางก็พาคนอื่นๆ ออกไปจากห้อง

หลิวจูดีใจเสียจนจับมือข้าและพูดได้เพียงคำว่าดีเหลือเกินดวงตาของฮ่วนปี้เป็นประกายแวววามดูท่า ฝ่าบาทคงจะโปรดคุณหนูมากนะเจ้าคะ พวกเราลำบากมาครึ่งปี ในที่สุดก็วางใจได้เสียที

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและงดงาม มากมายเกินกว่าที่ข้าคาดคิดไว้ จนรู้สึกตั้งรับไม่ทัน ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆ ความรู้สึกมากมายประดังประเดเข้ามาฝ่าบาททรงเมตตาข้าเช่นนี้ ข้าคิดไม่ถึงเลยจริงๆ

ในวังหลวงแห่งนี้ การได้รับความโปรดปรานไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การรักษาความโปรดปรานเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า สิ่งใดกันที่ทำให้เสวียนหลิงโปรดปรานข้า ความงาม ความฉลาดเฉลียว หรือความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เชยชมสิ่งที่ได้มาอย่างยากลำบาก บางทีอาจจะใช่ทั้งหมด หรืออาจจะไม่ใช่แม้แต่ข้อเดียวก็เป็นได้ ข้านวดขมับอย่างอ่อนล้า ก่อนจะสั่งให้หลิวจูกับฮ่วนปี้เก็บรักษาของทุกอย่างไว้ จากนั้นจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าพักผ่อน ข้าเหลือบตาขึ้นมองผ้าม่านสีแดงสด ลายปักรูปนกเป็ดน้ำยวนยางและผลอิงเถา ที่มีความหมายมงคลว่าให้ครองรักอย่างมีความสุข มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง นกเอ๋ยนกยวนยาง ปรารถนาผ้าไหมชาดสักพันพับ น้องจะปักนกยวนยางให้เต็มผืน

บทที่สิบห้า หวนหวน

ฟ้ายังไม่ทันมืด สวีจิ้นเหลียงขันทีหัวหน้าสำนักพระบรรทมก็มาแจ้งให้ข้าเตรียมถวายการปรนนิบัติคืนนี้ รถหงส์เหินวสันต์มารออยู่ด้านนอกนานแล้ว เพื่อพาข้าไปยังห้องฝั่งตะวันออกของพระตำหนักอี๋หยวน เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินในซอยหย่งเซี่ยงทำให้ข้านึกถึงคืนฤดูหนาวที่หิมะตกหนัก กับเสียงขับร้องบทเพลงอย่างมีความสุขของเมี่ยวอินเหนียงจื่อ ไม่รู้เพราะสาเหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าที่นางสูญเสียความโปรดปรานนั้นเป็นเพราะข้า เมื่อก่อนนางได้รับความโปรดปรานจนหยิ่งผยอง แต่ตอนนี้กลับไม่รู้ว่าไปลำบากลำบนอยู่ที่ใด กลายเป็นเพียงสตรีที่ถูกฮ่องเต้ทอดทิ้งเมื่อนึกถึงความจองหองของนาง ข้าก็อดรู้สึกเวทนาไม่ได้ รถม้าคันนี้ ก็เคยเป็นรถที่นางนั่งอย่างเย่อหยิ่งและมีความสุขพร้อมความหวังอันยิ่งใหญ่ แต่ภายในไม่กี่สิบวัน คนที่นั่งอยู่บนรถหงส์เหินวสันต์ เตรียมตัวไปถวายการปรนนิบัติกลับเป็นข้า ความหวาดหวั่นกังวลก่อตัวขึ้นในใจ ข้ากำลังเหยียบไปบนรอยเท้าของนาง เพราะฉะนั้นไม่ว่าเมื่อใด ต่อให้ข้าเป็นที่โปรดปรานจนมีอำนาจมากที่สุดในฝ่ายใน ข้าก็จะต้องหนักแน่นและระมัดระวังตัวอย่างดีที่สุด

ฟางรั่วมารอรับอยู่หน้าพระตำหนัก เมื่อเห็นข้ามาถึงก็รีบเข้ามาประคอง พูดเสียงเบาว่าฝ่าบาทยังทรงอ่านฎีกาอยู่ที่ห้องฝั่งตะวันตกเพคะ อีกประเดี๋ยวก็เสร็จ เชิญนายหญิงน้อยรอที่ห้องฝั่งตะวันออกสักครู่เพคะ

ฟางรั่วพาข้าไปส่งที่ห้องฝั่งตะวันออกแล้วถอยออกไป ปล่อยให้ข้ารออยู่นาน แต่เสวียนหลิงก็ยังไม่มาเสียที ข้าจึงเดินออกไปจากห้อง เห็นแสงไฟจากห้องฝั่งตะวันตกสว่างไสว แต่ห้องฝั่งตะวันตกเป็นห้องทรงพระอักษร พระสนมนางในจึงไม่สามารถเข้าไปได้ ข้าเองก็ไม่กล้าฝ่าฝืนกฏ จึงเดินออกมาด้านนอกพระตำหนัก แล้วเดินเลาะไปตามเสาสีแดงสลักมังกรทองไปเรื่อยๆ

ดวงจันทร์เสี้ยวทอแสงสีเงินยวงสว่างไสวทอดตัวลงมาจนทั่วทั้งพระราชวังต้องห้ามกลายเป็นสีเรืองรองประดุจผิวน้ำ หอเลี้ยงนกอินทรีและหอดูดาวตั้งตระหง่านห่างกันคนละโยชน์ แยกออกไปทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในพระราชวังแห่งนี้ นอกจากนั้นก็คือพระตำหนักอี๋หยวนซึ่งเป็นที่ประทับ ข้ายืนอยู่ด้านหน้าพระตำหนัก เหม่อมองไปไกล เห็นหอสูงสลับซับซ้อนมากมายราวขุนเขาไม่มีที่สิ้นสุด กระเบื้องหลังคาของแต่ละตำหนักกระทบแสงจันทร์เป็นประกายระยิบระยับราวแสงดาว

ดอกมณฑาขาวและดอกมณฑาป่าแรกแย้มหน้าพระตำหนักงดงามบริสุทธิ์ สายลมยามค่ำคืนพัดแรง จนเส้นผมที่ปล่อยยาวพัดมาแยงตาที่กำลังหรี่ ข้าสั่งจิ่นซีเบาๆไปเด็ดดอกมณฑาป่ามาสักกิ่ง

กิ่งดอกมณฑาป่าที่เด็ดมามีทั้งดอกยาวใกล้จะแย้มบานกับดอกตูมเหมือนเพิ่งผลิออกมาจากกิ่ง ลักษณะคล้ายดอกบัวตูม ข้าเกล้าผมขึ้นโดยใช้กิ่งดอกมณฑาป่าเสียบไว้ ทำให้ผมของข้ามีกลิ่นหอมเย็นลอยออกมา ลมยิ่งพัดแรงขึ้น ทำให้กระโปรงยาวสีหยกขาวเหลือบน้ำตาลสะบัด เสื้อตัวบนแนบไปกับลำตัว แขนเสื้อกว้างทำให้แขนของข้ายกขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เสียงเสวียนหลิงลอยมาจากด้านหลังคืนฤดูใบไม้ผลิอากาศยังหนาวนัก อย่ามัวแต่ยืนตากลม ตามเราเข้าไปข้างในดีกว่าจากนั้นก็ยิ้มน้อยๆเราเตรียมของไว้ให้เจ้า

ข้าเดินตามเข้าไปในห้องฝั่งตะวันออกด้วยความแปลกใจ เห็นบนโต๊ะมีเกี๊ยวน้ำร้อนๆ ชามหนึ่งวางอยู่ เสวียนหลิงนั่งลงพร้อมข้า เอ่ยถามหิวหรือไม่ เราสั่งให้ห้องเครื่องเตรียมของว่างไว้ให้เจ้า

ท่าทางน่ากิน แต่กลับมีเพียงชามเดียว ข้ามองเสวียนหลิง  หม่อมฉันไม่หิว ฝ่าบาทเสวยก่อนเถิดเพคะ

เรากินที่ห้องฝั่งตะวันตกมาแล้ว เจ้าลองชิมดูว่าถูกปากหรือไม่

ข้ากัดคำหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วพร้อมคายออกมา ก่อนจะผลักถ้วยออกไปยังดิบอยู่เลย

เสวียนหลิงหัวเราะเสียงดังเจ้าพูดเองนะ

ข้าเพิ่งรู้ตัวว่าติดกับดักเข้าให้แล้ว จึงก้มหน้าบ่นด้วยความเขินอาย แล้วหันหน้าหนีอย่างแง่งอน เสวียนหลิงเดินมาหยุดตรงหน้าข้า ข้าหันหนี เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้งจนข้าเองเริ่มรู้สึกไม่ดี จึงนั่งก้มหน้านิ่งๆ  เขาก้มลงมองข้า หัวเราะเบาๆยอดรักของเรายามแง่งอนขึ้นมาช่างน่ารักน่าหลงเสียจริง

ข้าก้มหน้าฝ่าบาททรงกลั่นแกล้งหม่อมฉัน

เอาละเขาตบหลังข้าเบาๆเราไม่ได้ตั้งใจแกล้งเจ้า ความจริงเกี๊ยวชามนี้ควรจะให้เจ้ากินตั้งแต่เมื่อวานนี้ เราได้ยินมาว่าเวลาราษฎรแต่งงาน เกี๊ยวชามนี้จะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่ในวังหลวงมีกฏเกณฑ์มากมาย เราจึงไม่สามารถจัดเตรียมทุกอย่างให้เจ้าได้ สิ่งใดที่ทำได้เราก็พยายามทำให้เจ้าทุกอย่าง

เมื่อนึกถึงการสาดมุ้งเมื่อวานก็รู้สึกซาบซึ้ง จึงเอียงไปซบอกของเขา เอ่ยเสียงเบาฝ่าบาททรงเอ็นดูหม่อมฉันเช่นนี้…” หัวใจในจุดที่ลึกที่สุดอ่อนยวบจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่อิงแอบอยู่อย่างนั้น

ความสนุกสนานหายไปจากน้ำเสียง กลายเป็นจริงจังมากขึ้นวันที่เราเห็นเจ้าเป็นครั้งแรก เจ้ายืนอยู่ใต้ร่มเงาของดอกซิ่งเพียงลำพังด้วยท่าทางผ่อนคลายสบายใจ ราวกับว่าเรื่องวุ่นวายต่างๆ ในวังหลวงแห่งนี้ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า ประหนึ่งมีเพียงเจ้าที่หลุดพ้นจากความวุ่นวายทั้งปวง

ข้าก้มหน้าหม่อมฉันไม่ได้ดีถึงเพียงนั้น วังหลวงแห่งนี้เต็มไปด้วยหญิงสาวผู้งดงามและแสนดี หม่อมฉันยังห่างไกลพวกนางนัก

เหตุใดจึงต้องไปเปรียบกับคนอื่นด้วยเล่า เจินหวนก็คือเจินหวน นั่นต่างหากถึงจะดีที่สุดมหาบุรุษตรงหน้าข้า สวมฉลองพระองค์ผ้าฝ้ายสีเหลืองของโอรสสวรรค์ ดวงหน้างดงาม สายตาฉายแววแข็งแกร่ง น้ำเสียงล้ำลึกจนข้าไม่กล้าโต้แย้ง

ข้าเงยหน้าขึ้นมอง เสวียนหลิงยังมองข้าอยู่อย่างนั้นราวกับกำลังใจลอย แววตาที่ล่องลอยไปไกลเป็นประกายวับวาวจนหัวใจข้าถลำลึกเข้าไปด้านใน นานช้า มือของเขาก็ลูบลงบนเส้นผมของข้าอย่างแผ่วเบา จนไปสะดุดกับกิ่งดอกมณฑาป่า เขาหัวเราะน้อยๆไม่เหมือนใครจริงๆจากนั้นก็ดึงกิ่งดอกมณฑาป่าออกวางไว้บนโต๊ะ เส้นผมยาวทิ้งตัวลงมา ริมฝีปากอุ่นร้อนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

เจ็ดคืน รถหงส์เหินวสันต์มาจอดเทียบหน้าตำหนักถังหลี พาข้าไปยังพระตำหนักอี๋หยวนติดต่อกันถึงเจ็ดคืนเต็ม เสวียนหลิงปฏิบัติต่อข้าอย่างอ่อนโยนที่สุด เขามองข้าอย่างอ่อนหวานราวกับทะเลสาบในฤดูใบไม้ผลิ แววตาของเขาสะท้อนเงาของข้า กลิ่นเครื่องหอมหลงเสียนราวกับกำซาบเข้าไปถึงกระดูก

ยังไม่มีใครเคยถวายการปรนนิบัติเป็นเวลาเจ็ดวันติดต่อกันเช่นนี้มาก่อน แม้แต่หวาเฟยที่ว่าได้รับความโปรดปรานมากที่สุด ก็ยังไม่เคยถวายการปรนนิบัติติดต่อกันเกินสามวัน ดังนั้นเมื่อชาววังทั้งหลายรู้ว่าหวั่นผินที่เพิ่งได้รับความโปรดปรานกลายเป็นนางในที่ได้รับความโปรดปรานสูงสุด การปรนนิบัติดูแลและการประจบประแจงทั้งหลายจึงเพิ่มมากขึ้น แม้แต่คนในตำหนักของข้ายังเป็นที่ยำเกรงของคนอื่น แต่ข้าเคยเตือนพวกเขาไว้แล้ว พวกเขาจึงไม่กล้าวางอำนาจบาตรใหญ่

เช้าวันที่เจ็ด ข้าไปเข้าเฝ้าฮองเฮาตามปกติ วันนั้นพระสนมนางในทุกคนมากันพร้อมหน้า ถึงข้าจะไม่ได้ไปสาย แต่พระสนมนางในส่วนใหญ่ก็มาถึงกันแล้ว ทำให้ข้ารู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง ข้าถวายบังคมตามธรรมเนียม นั่งลงที่ตำแหน่งของตัวเอง ก่อนจะหันไปทักทายกับพระสนมนางในคนอื่นๆ ตามมารยาท หลังจากนั้นไม่นานทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ

เหมยจวงกับข้าเดินจูงมือกันกลับตำหนัก แต่เมื่อออกจากตำหนักเฟิ่งอี๋ ก็พบกับหวาเฟยและลี่กุ้ยผินกำลังเดินช้าๆ อยู่ด้านหน้า เราสองคนจึงย่อตัวคำนับ หวาเฟยบอกให้ลุกขึ้น ส่วนลี่กุ้ยผินเอ่ยน้องหญิงหวั่นผินมาเข้าเฝ้าฮองเฮาแต่เช้าเสมอ เหตุใดวันนี้จึงมาสายนัก น่าเสียดายจริง

ข้ารู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย ก่อนจะอมยิ้มตอบขอพี่หญิงทั้งสองโปรดอภัยที่น้องเกียจคร้านเพคะ

ลี่กุ้ยผินหัวเราะเย็นชาข้าจะกล้าต่อว่าว่าน้องหญิงหวั่นผินเกียจคร้านได้อย่างไรต้องถวายการปรนนิบัติหลายวันติดกันเช่นนี้ก็ต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา จะมาว่างเหมือนพวกเราที่ไม่ต้องเข้าถวายการปรนนิบัติได้อย่างไร

ข้ารู้สึกโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ลี่กุ้ยผินคนนี้พูดจาแทงใจคน ไม่คิดทบทวนก่อนพูดแม้แต่น้อย หากอดทนอดกลั้นเช่นนี้ต่อไปรังแต่จะทำให้นางยิ่งวางอำนาจบาตรใหญ่ จึงตอบไปว่าพี่หญิงถวายการปรนนิบัติมานาน ย่อมรู้ว่าคำพูดใดควรไม่ควรเพคะ

สีหน้าของลี่กุ้ยผินแข็งขืน ข้าเอ่ยยิ้มๆน้องเพิ่งเข้าวังไม่นาน ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรนัก หากพูดจาอะไรผิดไป หวังว่าพี่หญิงจะใจกว้าง ไม่หาความน้องเพคะลี่กุ้ยผินเหลือบมองหวาเฟย เพราะไม่กล้าพูดจาหยาบคายต่อหน้าอีกฝ่าย ได้แต่ฝืนยิ้มออกมา

หวาเฟยทำเป็นไม่ได้ยิน หันไปหาเหมยจวงช่วงนี้ฮุ่ยผินคงว่างมากกระมัง ไม่ทราบว่าพอมีเวลาว่างช่วยข้าคัดคัมภีร์คำสอนสตรีหรือไม่ จะได้เป็นการเตือนใจฝ่ายในทุกคนให้ระวังกิริยาวาจาของตัวเอง

เหมยจวงตอบตกลงอย่างเชื่อฟังหม่อมฉันพร้อมปฏิบัติตามบัญชาของพระสนมเพคะ ไม่ทราบว่าพระสนมต้องการเมื่อใด

หวาเฟยยกมือขึ้นจับแก้มเหมือนกำลังใช้ความคิด สักพักจึงเอ่ยตอบไม่ต้องรีบ เจ้าค่อยๆ คัดไป ข้าต้องการเมื่อใดจะให้คนไปตามจากนั้นก็นิ่งมองเหมยจวงสักพักดูเหมือนฮุ่ยผินจะผอมลง คงเป็นเพราะช่วงนี้ฝ่าบาทไม่มีรับสั่งหากระมัง

เหมยจวงอึ้งไปเล็กน้อย แต่ยังพอรักษากิริยาไว้ได้พระสนมล้อหม่อมฉันเล่นแล้วเพคะ เพียงแต่ตอนฤดูหนาวหม่อมฉันใส่เสื้อผ้าหนาจึงดูอ้วน ตอนนี้อุ่นขึ้น เสื้อผ้าบางลง จึงดูผอมลงเป็นธรรมดา

หวาเฟยหัวเราะเบาๆ อย่างร่าเริงเช่นนี้นี่เอง ฮุ่ยผินกับหวั่นผินสนิทสนมกันดี ข้านึกว่าฮุ่ยผินจะกระวนกระวายใจที่หวั่นผินได้รับความโปรดปรานจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเสียอีกพอพูดจบก็หันมาทางข้าหวั่นผินทั้งฉลาดเฉลียวทั้งงดงาม จึงเป็นที่โปรดปรานนักนางเปลี่ยนเรื่องทันทีคนอื่นน่ะช่างเถิด แต่หวั่นผินกับฮุ่ยผินสนิทสนมรักใคร่ดั่งพี่น้อง เหตุใดเมื่อตนได้รับความโปรดปรานแต่กลับไม่รู้จักเผื่อแผ่ให้พี่น้องของตนบ้าง เทียบก่วนฟูเหรินกับเจ้าจื่อเอ๋อร์ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

หวาเฟยพยายามพูดให้ข้ากับเหมยจวงแตกคอกัน ไม่รู้ว่าเหมยจวงจะไม่พอใจที่ข้าได้รับความโปรดปรานหรือไม่ ข้าเหลือบมองนาง พอดีกับที่เหมยจวงมองมาทางข้า เมื่อสบตากัน จึงรู้ว่าต่อให้หวาเฟยจะพยายามหาเรื่องมาทิ่มแทง แต่มิตรภาพของพวกเราก็จะไม่มีวันเปลี่ยนไป

เหมยจวงเอ่ยยิ้มๆพระสนมให้หม่อมฉันคัดคัมภีร์คำสอนสตรีเพื่อเป็นการตักเตือนพระสนมนางในทั้งหลาย แล้วหม่อมฉันจะไม่รู้โทษของการอิจฉาริษยาหญิงอื่นได้อย่างไร แม้หม่อมฉันจะโง่เขลา แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรผิดศีลธรรมเพคะ

หวาเฟยว่าถึงเจ้าจะยึดถือศีลธรรม แต่คนอื่นไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนเจ้า ข้าอยู่ในวังนี้มานาน พวกคนจิตใจโลเลกลับกลอกนั้นเห็นมานักต่อนัก

คำพูดแต่ละคำช่างทิ่มแทงนัก เหมยจวงยังไม่ทันโต้ตอบ ข้าก็พูดแทรกขึ้นขอบพระทัยพระสนมที่สั่งสอน พระสนมให้พี่หญิงคัดลอกคัมภีร์คำสอนสตรีก็เพื่อตักเตือนพระสนมนางในทั้งหลาย และเพื่อไม่ให้ฝ่ายในมัวแต่แย่งชิงความโปรดปรานจนต้องทะเลาะเบาะแว้งกันเอง พระสนมใส่ใจเช่นนี้ พวกเราทั้งหลายต่างน้อมรับคำสั่ง ผู้ใดจะกล้าฝ่าฝืนรับสั่งของพระสนมเล่า ซ้ำ…” ข้ามองดูปิ่นหงส์สีทองของหวาเฟยหลี่ว์ฮองเฮาโหดเหี้ยม พระสนมชีเฟยได้รับความโปรดปราน ก่วนฟูเหรินกับเจ้าจื่อเอ๋อร์ถึงได้มีจุดจบไม่ดีนัก แต่ตอนนี้ฮองเฮากับพระสนมหวาเฟยล้วนเปี่ยมเมตตา คงจะนำฝ่ายในของพระเจ้าฮั่นเกาจู่มาเทียบกับราชสำนักของเราไม่ได้หรอกเพคะ

รอยยิ้มของหวาเฟยแข็งค้าง ลี่กุ้ยผินชักสีหน้า ก้าวออกมาโต้ตอบทันที แต่หวาเฟยกลับตวัดสายตา ชิงเอ่ยขึ้นวันนี้กุ้ยผินพูดมาไม่น้อยแล้ว ระวังลิ้นจะหลุดออกมาเสียก่อนลี่กุ้ยผินได้ยินดังนั้นจึงได้แต่ฮึดฮัดถอยกลับไป หวาเฟยคลี่ยิ้มน้องหญิงพูดได้น่าฟังนักนางว่าพลางเบนสายตาไปจับจ้องเหมยจวงฮุ่ยผินสนิทสนมกับหวั่นผินมานานปี ปากคอจึงว่องไวขึ้นทุกวัน ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ

มุมปากของเหมยจวงกระตุกน้อยๆ เหมือนต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา ได้แต่นิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น

หวาเฟยคลึงขมับต้องตื่นแต่เช้ามาเข้าเฝ้าฮองเฮา ซ้ำยังต้องมาพูดอะไรตั้งมากตั้งมายอีก เหนื่อยเหลือเกิน กลับกันเถิดว่าพลางประคองแขนนางกำนัลเดินผ่านผู้คนที่ยืนเปิดทางผ่านไป

เมื่อเหมยจวงเห็นหวาเฟยจากไปไกลก็พยักหน้าน้อยๆ  เหล่านางกำนัลกับขันทีเห็นดังนั้นจึงพากันถอยออกไป เหมยจวงจับจ้องทางที่หวาเฟยจากไปพร้อมถอนหายใจในที่สุดนางก็ทนไม่ไหวจากนั้นก็จูงมือข้าเดินกลับด้วยกันเถิด

ฝ่ามือของเหมยจวงชื้นเหงื่อเย็นเฉียบ ข้าหยิบผ้าเช็ดหน้าวางลงบนมือของนาง เหมยจวงเอ่ยเสียงเบาเจ้าเห็นแล้วใช่หรือไม่

สายลมของฤดูใบไม้ผลิอบอุ่น แต่หัวใจของข้ากลับเย็นเฉียบไม่ต่างจากมือของเหมยจวง ข้าเอ่ยเสียงเบาหวาเฟยน่ะช่างเถิด พี่หญิงข้ามองนางด้วยสายตาสงสัยท่านโกรธข้าหรือ

เหมยจวงนิ่งมองข้าอย่างเศร้าสร้อย นางเคยเป็นที่โปรดปรานก่อนข้า หวาเฟยชอบกดขี่นาง คนรอบกายก็ไม่สนใจไยดี หากไม่มีความโปรดปรานของฮ่องเต้ เหมยจวงจะยืนอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ได้อย่างไร หากเหมยจวงตีตัวออกห่างเพราะเรื่องระหว่างข้ากับเสวียนหลิงข้าไม่กล้าคิดต่อ มือข้าบีบมือของเหมยจวงแน่นโดยไม่รู้ตัว

เหมยจวงตบหลังมือข้าเบาๆหากไม่ใช่เจ้า ก็ต้องเป็นคนอื่น หากเป็นคนอื่น ข้ายินดีจะให้เป็นเจ้าน้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อยอย่าหาว่าข้าพูดจาเห็นแก่ตัวเลย หากเป็นคนอื่นได้รับความโปรดปราน สุดท้ายก็มีแต่จะกลับมาทำร้ายข้า แต่เจ้าจะไม่ทำเช่นนั้น

หัวใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันทีพี่หญิงเหมย ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น ไม่มีวัน

ข้าเชื่อว่าเจ้าจะไม่ทำความโศกเศร้าและอ่อนล้าในน้ำเสียงของเหมยจวงสลายหายไปกับบรรยากาศอันอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ กลายเป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจหวนเอ๋อร์ ในวังหลวงแห่งนี้มีผู้คนมากมาย แต่คนที่ข้าเชื่อใจได้มีเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้น แม้หลิงหรงจะสนิทสนมกับพวกเราดี แต่ก็ไม่ได้โตมาด้วยกัน หากข้ากับเจ้าไม่พึ่งพาอาศัยกัน แล้วเราจะผ่านชีวิตอันเงียบเหงาหลายสิบปีในวังหลวงไปได้อย่างไร

พี่หญิงเหมย…” ข้าซาบซึ้งใจ โชคดีเหลือเกินที่ยังมีเหมยจวง ดีเหลือเกินที่ข้ายังมีเหมยจวงเรื่องบางเรื่องแม้จะไม่ใช่สิ่งที่ข้าคาดคิด บางเรื่องข้าอาจไม่สามารถหลบเลี่ยงได้เพียงลำพัง แต่ไม่ว่าข้าจะได้รับความโปรดปรานหรือไม่ มิตรภาพระหว่างข้ากับท่านจะไม่มีวันเปลี่ยนไป แม้ข้าจะกลายเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเหินห่างกับข้า

เหมยจวงเหม่อมองทะเลสาบไท่เยี่ย พันกิ่งหลิวกิ่งหนึ่งไว้กับมือทั้งข้าและเจ้าต่างมีดีพอที่จะเป็นที่โปรดปราน เห็นทีคงไม่ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก แต่ถึงไม่ได้เป็นที่โปรดปรานก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ต้องรักษาชีวิตเอาไว้ อย่าทำให้ครอบครัวต้องลำบาก…”

ข้ายิ้มขมขื่น ตอบด้วยความหม่นหมองยิ่งตอนนี้หวาเฟยเห็นท่านกับข้าเป็นหนามยอกอก พวกเรายิ่งต้องมีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

เหมยจวงพยักหน้าไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหรือข้า น่ากลัวว่าในสายตาคนอื่น แม้แต่หลิงหรงกับฉุนเอ๋อร์ก็คงเดือดร้อนไปด้วยเหมยจวงว่าพลางระมือกับกิ่งหลิวเล่น จนมีเสียงกิ่งไม้ดังพึ่บพั่บไปตลอดทาง

เสียงกิ่งหลิวหักทิ่มแทงเข้าไปในเนื้อหัวใจจนสะดุ้ง ข้ายื่นมือออกไปหยิบกิ่งหลิวที่หักคามือเหมยจวง แล้วเอามาดัดไปดัดมาจนโค้งเป็นรูปรอยยิ้ม หากใช้แรงมากเกินไป ต่อให้เป็นไม้ดีเพียงใดก็ต้องหัก ข้าเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์สีแดงฉานอีกฝั่งของทะเลสาบ เอ่ยเสียงเบาขอบคุณพี่หญิงมาก

เหมยจวงถามด้วยความสงสัยขอบคุณข้าเรื่องอะไร

ข้าเงียบ พลางเดินเลาะริมฝั่งทะเลสาบไปกับเหมยจวง ทะเลสาบแห่งนี้กว้างใหญ่ จนข้ารู้สึกว่าถนนสายนี้ยาวไกลนัก ไกลจนดูเหมือนไร้จุดสิ้นสุด

คืนนี้หน้าที่ถวายการปรนนิบัติยังเป็นของข้า กลางดึก สายฝนโปรยปราย  เรื่องที่อยู่ในใจทำให้ข้านอนไม่หลับ เมื่อรู้สึกตัวตื่นจึงข่มตาไม่หลับอีก ยิ่งข้าเป็นที่โปรดปรานมากเท่าใด ก็ยิ่งผลักตัวเองไปยืนอยู่ท่ามกลางอันตรายมากเท่านั้น ตอนนี้หวาเฟยเริ่มไม่พอใจข้า หากข้าเริ่มมีอำนาจมากตั้งแต่ทีแรก น่ากลัวว่าต่อไปอำนาจเหล่านี้จะหมดลงอย่างรวดเร็ว เหมือนกับสายพิณที่ตึงเกินไป ในที่สุดก็ต้องขาดออกจากกัน

ข้าพลิกตัวเบาๆ  กลีบดอกไม้ที่โรยอยู่บนหมอนส่งเสียงกรอบแกรบ ทำให้เสวียนหลิงรู้สึกตัวตื่น เขาถามอย่างงัวเงียเหตุใดถึงตื่นขึ้นมากลางดึก

หม่อมฉันได้ยินเสียงฝนตกด้านนอกเพคะเสียงฝนดังกระทบต้นไม้ใบหญ้าดังเปาะแปะ

เจ้ามีเรื่องในใจหรือ

ข้าส่ายหน้าเบาๆเปล่าเพคะเส้นผมยาวดุจเส้นไหมแผ่อยู่บนไหล่ท่ามกลางแสงเทียนสีส้ม

ห้ามโกหกเรา

ข้าพลิกกลับมาอิงแอบอกของเขา ฉลองพระองค์ไหมสีเหลืองคลายออก เผยให้เห็นผิวหนังผุดผ่อง ข้ายื่นมือออกไปผูกฉลองพระองค์ฝ่าบาท หม่อมฉันกลัว

เสวียนหลิงเอ่ยเรียบๆ  มีเราอยู่ทั้งคน เจ้ากลัวอะไร

ฝ่าบาททรงเมตตาหม่อมฉันเช่นนี้ หม่อมฉัน…” เสียงของข้าค่อยๆ เบาลงจนเกือบไม่ได้ยินฝ่าบาททรงเคยสดับคำพูดที่ว่าโปรดปรานเพียงหนึ่ง เกลียดแค้นเพียงหนึ่งหรือไม่เพคะ

เขาถามเสียงเฉียบขาดเกิดอะไรขึ้น ผู้ใดรังแกเจ้าหรือ

ไม่มีใครรังแกหม่อมฉันเพคะข้ารู้สึกขมขื่น แต่ถึงอย่างไรก็ต้องพูด สุดท้ายจึงยอมเอ่ยช้าๆหากฝ่าบาททรงเมตตาพี่หญิงน้องหญิงทุกคนอย่างเท่าเทียม ฝ่ายในก็จะอยู่เย็นเป็นสุข พระโอรสธิดาผู้สืบทอดราชวงศ์ก็จะเพิ่มขึ้น ทุกคนจะมีความสุขกันทั่วหน้า หม่อมฉันจึงไม่กล้าเป็นที่โปรดปรานแต่เพียงผู้เดียวเพคะ

อ้อมกอดที่โอบล้อมข้าอยู่คลายลง เขาค่อยๆ เลื่อนสายตาลงมาจับจ้องข้าหากเราไม่ยอมเล่า

แต่ข้ารู้ว่าเขาจะยอม ราชสำนักฝ่ายหน้าและฝ่ายในแยกกันไม่ออก เหมือนดึงผมเพียงหนึ่งเส้นแต่กลับสะท้านไปทั้งร่าง เขาไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้นเป็นแน่ หัวใจของข้าหม่นหมอง เหมือนอากาศยามฝนตกนอกหน้าต่างในตอนนี้ นานช้าข้าจึงเอ่ยฝ่าบาททรงเป็นราชาผู้ทรงธรรม

ราชาผู้ทรงธรรมอย่างนั้นหรือเขาแค่นเสียงเหมือนประชดประชัน ขื่นขมเหมือนรสชาติน้ำมันใบสะระแหน่ที่เขาชอบใช้สูดดมให้มีชีวิตชีวา

แปดวันแล้ว ฝ่าบาททรงตรากตรำกับราชกิจ หากฝ่ายในยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไม่นานคงลุกเป็นไฟเป็นแน่ รังแต่จะทำให้ทรงไม่สบายพระทัยเปล่าๆเขานิ่งฟังเงียบๆ  ข้าพูดต่อหากฝ่าบาทโปรดปรานหม่อมฉัน แต่ละทิ้งพระสนมนางในคนอื่นๆ  เช่นนั้นแล้ว คนอื่นจะพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่าพระองค์ทรงใจร้าย ได้ใหม่ลืมเก่ามือข้ากำชายฉลองพระองค์แน่น น้ำเสียงติดขัดหม่อมฉันไม่ต้องการให้ฝ่าบาทต้องทรงไม่สบายพระทัยเพราะหม่อมฉัน หม่อมฉันมิอาจทนได้เพคะเมื่อพูดถึงประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของข้าก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า

ด้านนอกลมพัดแรง ผ้าม่านบังแท่นพระบรรทมปลิวไสว สายลมพัดเข้ามาเหมือนฝ่ามือใหญ่ที่คอยปัดม่านให้ไหวโยก เปลวเทียนสีแดงไหววูบ ทำให้เงาหน้าของเขาเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง ขาเปลือยทั้งสองข้างที่โผล่พ้นผ้าห่มหดเข้ามาเพราะความหนาวเย็นที่ค่อยๆ คืบคลานขึ้นมา

เสวียนหลิงกระชับอ้อมกอด ใบหน้าของข้าซุกแนบลงกับอกของเขา ขาของเขาพันเกี่ยวกับขาของข้าจนรู้สึกอุ่น เขาหลับตาลง นานช้าจึงตอบเข้าใจแล้ว

ข้าหลับตาลงเช่นกัน ไม่พูดอะไรอีก

คืนต่อมา เสวียนหลิงไม่ได้พลิกป้ายชื่อของข้า เมื่อเสี่ยวอวิ่นจื่อไปแอบสืบข่าวมา ก็รายงานว่าฝ่าบาทเสด็จไปหาเชวี่ยเฟยที่ไม่ได้ถวายการปรนนิบัติมานาน แม้จะเหนือความคาดหมาย แต่ขอเพียงไม่ใช่ข้า ข้าก็รู้สึกสบายใจขึ้น

ไม่ได้กลับมานอนที่ตำหนักถังหลีมาเจ็ดแปดคืน ออกจะไม่ชินเท่าไร ข้าเปลี่ยนชุดนอน แต่กลับไม่รู้สึกง่วงแม้แต่น้อย รู้สึกเหมือนหัวใจขาดหายอะไรไปสักอย่าง เชวี่ยเฟยเชวี่ยเฟยซึ่งไม่ได้พบหน้าฮ่องเต้มานานจะดีใจสักเพียงใด นางจะรับพระกรุณาครั้งนี้อย่างไร

ข้าถอนใจยาว แล้วพรมนิ้วลงบนพิณเฟิ่งอู๋ที่วางอยู่บนโต๊ะ สายพิณลื่นราวเส้นไหม เมื่อกรีดนิ้วลงไป เสียงลื่นไหลราวสายน้ำก็ดังกังวาน กลายเป็นเพลงลำนำโศก

สิบห้าปีเข้าวังฮั่น งามสะพรั่งราวบุปผา ราชาเลือกคนงาม ปรนนิบัติในห้องทอง ทอดกายอยู่หลายเดือน หลงระเริงในวสันต์ ครั้นมีเจ้าเฟยเยี่ยน แย่งชิงความโปรดปราน ความทุกข์ทำร้ายคน เกศาเปลี่ยนสีพลัน จากนั้นไม่พบพักตร์ โลกนี้จึงว่างเปล่า แปรอาภรณ์เป็นสุรา ชุดระบำปักมังกรได้พักผ่อน โศกนี้ยากเอื้อนเอ่ย จึงบรรเลงพิณถวาย ใจบางแตกสลาย ทุกข์โศกร้าวระทม

เล่นไปเพียงไม่กี่ท่อน ความรู้สึกในใจก็เอ่อล้นขึ้นมา และรู้สึกว่าเนื้อเพลงนี้ช่างไม่เป็นมงคลเสียเลย เนื้อเพลงนั้นกล่าวถึงชีวิตที่น่าสงสารของสตรีผู้หนึ่งในวังหลวง นิ้วมือของข้าสั่นราวถูกเข็มแหลมที่ซ่อนอยู่ทิ่มตำ จนไม่สามารถเล่นเป็นเพลงได้

ลำนำโศก ลำนำโศก ความรักความแค้นของสตรีในวังหลวงไม่สามารถแสดงออกอย่างที่ใจต้องการ แล้วนับประสาอะไรกับความเศร้า เพียงเพราะพวกเราเกิดเป็นสตรีที่ข้อกำหนดต่างๆ มากมายเท่านั้น มีอะไรน่าเศร้ากัน ข้าเป็นคนทูลขอให้เสด็จไป แล้วเหตุใดยังต้องมาทุกข์ใจเองเช่นนี้

ข้าสงบจิตสงบใจ ก่อนจะเปลี่ยนมาเล่นเพลงภูผาสูง

ภูผาสูง จันทราน้อย จันทราน้อย งามเหลือหา! ขวัญเอยลอยไป หนึ่งทิวามิได้พบ โอ้ใจข้าหลุดลอย

ข้าเล่นเพลงนี้ซ้ำไปซ้ำมา จนหลิวจูถามด้วยความแปลกใจคุณหนู เหตุใดจึงเล่นวนอยู่เพียงท่อนเดียวเจ้าคะ

ใจข้ายังคงอยู่กับเสียงพิณ ข้าตอบโดยไม่ละสายตาข้าชอบแค่ท่อนนี้

หลิวจูไม่กล้าถามอะไรอีก เพียงแต่วางโคมกระดาษลงบนโต๊ะ แล้วยืนอยู่ด้านข้างเงียบๆ  ข้านั่งเล่นพิณอยู่นาน แขนเสื้อกว้างไหลลงมากองที่ข้อพับ แสงจันทร์ทอดผ่านชั้นผ้าม่านเข้ามากระทบลงบนท่อนแขน ทำให้ดูเหมือนมีเกล็ดหิมะทอแสงเป็นประกายระยิบระยับอยู่บนแขนของข้า ข้ารู้สึกเจ็บที่ปลายนิ้ว เมื่อยกขึ้นมาดู จึงเห็นรอยกดทับสีแดงระเรื่อ

ข้าผลักพิณออก แล้วลุกเดินออกไปด้านนอก ชายกระโปรงของชุดนอนสีนวลลากยาวอยู่บนพื้นอย่างไร้สุ้มเสียง ข้าเงยหน้ามองดูท้องฟ้า ดวงจันทร์ลอยตัวอยู่เหนือยอดต้นหลิว วันนี้วันขึ้นสิบสี่ค่ำ ดวงจันทร์กลมมนราวเหรียญเงิน ทอแสงเป็นประกายจนแสงดาวหม่นลงกว่าเคย ความจริงดวงจันทร์คืนนี้ยังไม่กลมโตเต็มที่ แต่ดูเผินๆ แล้วเหมือนดวงจันทร์เต็มดวงทั่วไป พรุ่งนี้ต่างหากจึงจะเป็นวันดวงจันทร์เต็มดวง ตามธรรมเนียมแล้ว ทุกวันขึ้นสิบห้าค่ำ ฮ่องเต้จะเสด็จไปหาฮองเฮาที่ตำหนักเจาหยาง หลังจากเฝ้ามองอยู่เงียบๆ มานานกว่าครึ่งปี ข้ารู้สึกได้ว่าเสวียนหลิงยังคงปฏิบัติต่อฮองเฮาไม่เคยเปลี่ยนเขาให้เกียรติฮองเฮาราวกับเป็นนายทหาร เพียงแต่อาจจะเหมือนทหารมากเกินไป จนทั้งคู่มีแต่ความนับถือและเกรงใจซึ่งกันและกัน วันขึ้นสิบห้าค่ำน่าจะเป็นวันที่ฮองเฮาเฝ้ารอคอยมากที่สุด คิดได้ดังนั้นก็อดรู้สึกเห็นใจและสงสารฮองเฮาไม่ได้

ตอนนี้สายลมโชยอย่างแผ่วเบา ดอกไห่ถังสองต้นหน้าตำหนักเบ่งบานสะพรั่ง กิ่งก้านแทงยอดเต็มไปด้วยใบไม้สีเขียวขจี ดอกไม้สีแดงบอบบางราวหญิงพรหมจรรย์ แสงจันทร์ทอประกายจับต้อง ดูราวกับหยาดน้ำค้างและหิมะ แสงจันทร์เย็นราวหยดน้ำค้าง ก่อให้เกิดแสงเงารางเลือน

ลมยิ่งพัดแรงขึ้น กลีบดอกไม้ร่วงพรูราวสายฝนลงมาเกาะอยู่บนแขนเสื้อ ไหลผ่านผิวหนังลงไป เส้นผมปลิวไสวราวกิ่งหลิวยามต้องลม ข้ายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ปล่อยให้สายลมพัดทะลุเนื้อผ้าเข้าไปถึงกระดูก บางครั้งเสียงร้องของนกอินทรีที่บินผ่านยามค่ำคืนจะดังขึ้นท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีที่กระจ่างดุจผืนน้ำ

ข้ารู้ว่าเขากำลังมา กลิ่นเครื่องหอมอื่นๆ ไม่สามารถกลบกลิ่นหอมของเครื่องหอมหลงเสียนที่ข้าคุ้นเคยไปได้ ในเมื่อเขาไม่ปริปาก ข้าจึงยืนนิ่งทำทีเหมือนไม่มีใครเดินเข้ามา

ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้นเจ้าจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานเท่าใดข้าไม่ได้หันกลับไป เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ เสียงรองเท้ากระทบพื้นแผ่วเบา ข้าหยักยิ้มมุมปาก เขามาจริงๆ เสียด้วย ข้าหุบยิ้ม ค่อยๆ หันกลับไป ก่อนจะทำท่าตกใจ ร้องอึกอักฝ่าบาท

เขาอ้าแขนมาแต่ไกล ขาทั้งสองของข้าก้าวเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว มงกุฎของเขามีละอองน้ำแตะแต้ม เมื่อกระทบแสงจันทร์จึงเป็นประกายวาววาม มือของเขาลูบไหล่ของข้าอย่างแผ่วเบาเจ้าทำให้เราเป็นห่วง ทำเช่นนี้แล้วเราจะวางใจได้อย่างไร

ข้าผละออกจากอ้อมกอดเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ฝ่าบาทเสด็จไปหาเชวี่ยเฟยไม่ใช่หรือเพคะ แล้วเสด็จมาที่ตำหนักถังหลีได้อย่างไร

เขายิ้มไปมาแล้ว ตอนเดินกลับมาเห็นวันนี้ดวงจันทร์งามนัก จึงมาดูว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่เขาแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากข้าหากเราไม่มา คงเสียดายที่ไม่ได้ฟังเพลงภูผาสูงของเจ้า โชคดีที่เราไม่พลาดเสียงพิณที่ไพเราะเช่นนี้

ข้าเบือนหน้าหนี หัวเราะเบาๆ สองแก้มร้อนผ่าวเหมือนดื่มเหล้าเข้าไปอึกใหญ่ฝ่าบาทรับสั่งเช่นนี้ หม่อมฉันละอายใจนักข้าวนนิ้วบนหน้าของเขาเล่นเป็นถึงมหาบุรุษแท้ๆ แต่กลับเลียนแบบพวกถ้ำมองไปได้

เขากำมือของข้าแล้วแสร้งทำเป็นโกรธชักจะบังอาจใหญ่แล้ว! เราจะให้เจ้าเล่นพิณอีกหนึ่งเพลงเป็นการลงโทษ

จากนั้นก็จูงข้ากลับตำหนักอิ๋งซิน จิ่นซีและคนอื่นๆ ได้เตรียมน้ำชากาใหม่และผลไม้ต่างๆ รอไว้อยู่แล้ว จากนั้นขันทีประจำพระองค์ก็มาเปลี่ยนฉลองพระองค์ให้เสวียนหลิง หลังจากทุกคนออกไปด้านนอก ข้าก็ขมวดคิ้วเอ่ยฝ่าบาทเสด็จจากมาเช่นนี้ เชวี่ยเฟยจะเสียใจนะเพคะ

เขาใช้นิ้วชี้เชยคางข้าขึ้น ดวงตาหรี่ลงด้วยท่าทางขบขันเจ้าทนได้หรือที่เราไปหาหญิงอื่น

ข้าผลักเขาออกก่อนจะก้าวถอยหลัง เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังหม่อมฉันทูลแล้วว่าทรงเป็นราชาผู้ทรงธรรม

เสวียนหลิงยิ้ม เอ่ยเบาๆ ที่ข้างหูข้าราชาผู้ทุรยศย่อมมีข้อดีของตัวเองพรุ่งนี้เราค่อยเป็นราชาผู้ทรงธรรม

ในที่สุดข้าก็อดยิ้มไม่ได้ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้หม่อมฉันค่อยเป็นกุลสตรี ไปขอโทษพี่หญิงเชวี่ยเฟยเพคะข้าเอียงคอถามท่านพี่ วันนี้ท่านอยากฟังข้าเล่นเพลงอะไรหรือ

เขาชะงัก ราวกับได้ยินที่ข้าพูดไม่ชัดเมื่อกี้เจ้าเรียกเราว่าอะไรนะ

ข้าเพิ่งจะรู้ตัวว่าหลุดปากไป อดรู้สึกขวัญเสียไม่ได้ ข้ารีบคุกเข่าลงทันทีหม่อมฉันเสียมารยาท…”

เขายื่นมือออกมาดึงไม่ให้ข้าคุกเข่า แล้วก้มลงอุ้มข้าขึ้นมา ดวงตาเป็นประกายอย่างที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนดีมาก เรียกเราเช่นนี้ ถูกใจเรานักจากนั้นก็อุ้มข้าให้นั่งบนตัก น้ำเสียงอบอุ่นราวแสงอาทิตย์เดือนสี่ชื่อของเจ้าคือเจินหวน แล้วชื่อเล่นเล่า

หม่อมฉันไม่มีชื่อเล่นเพคะ ทุกคนเรียกหม่อมฉันว่าหวนเอ๋อร์

ถ้าเช่นนั้น เราเรียกเจ้าว่าหวนหวนดีหรือไม่

ข้าก้มหน้างุด มองเห็นแต่แสงเทียนที่สะท้อนลงบนร่างของข้ากับเสวียนหลิง หัวใจแช่มชื่นราวดอกไห่ถังผลิบาน ข้ารับคำเบาๆ

ข้าอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของเสวียนหลิงอย่างเกียจคร้าน น้ำเสียงราวกับกำลังมึนเมา เขาพรมจูบลงบนลำคอของข้าเมื่อครู่เรามองดูเจ้าอยู่นาน หวนหวน เจ้ายืนอยู่ใต้ต้นไห่ถังราวกับเทพเซียนบนสวรรค์ หวนหวน เล่นเพลงเทพสวรรค์ก็แล้วกัน

ข้าลุกขึ้นไปที่พิณอย่างว่าง่าย เมื่อทดสอบเสียงพิณเรียบร้อยก็หันไปพูดกับเขายิ้มๆ  ความจริงหวนหวนเล่นได้ไม่ไพเราะนัก ฝีมือการเล่นพิณของพี่หญิงเหมยจวงเหนือชั้นกว่าข้าหลายเท่า ข้ายังต้องให้พี่หญิงคอยชี้แนะเพคะ

เขาตาโตฮุ่ยผินหรือ วันหลังจะให้นางเล่นให้ฟังสักเพลง

เสียงพิณดังขึ้น แสงจากโคมไฟสว่างไสวโอบล้อมทั้งตำหนัก

เมื่อจะล้มตัวลงนอน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เสียงแหลมเล็กของขันทีดังขึ้นจากด้านนอกฝ่าบาท

สีหน้าเสวียนหลิงฉายแววเบื่อหน่ายมีเรื่องด่วนอะไร พรุ่งนี้ค่อยรายงาน

ข้าท้วงฝ่าบาททรงฟังก่อนเถิดเพคะ อาจจะเป็นเรื่องด่วนเพคะ

เสวียนหลิงลุกขึ้นนั่ง หันมาบอกข้าว่าเจ้าไม่ต้องลุกจากนั้นก็หันไปสั่งเสียงดังเข้ามา

คนที่เข้ามาคือฟางรั่ว เพราะข้ายังอยู่ด้านใน ปกติคนที่มีหน้าที่เข้ามากราบทูลเรื่องต่างๆ คือขันทีประจำพระองค์ ฟางรั่วจึงได้แต่ทูลท่าทางอึกอักทูลฝ่าบาท นายหญิงน้อยฮุ่ยผินตกน้ำเพคะ

ข้าผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ แหวกม่านเตียงออกร้องเสียงหลงท่านพี่ พี่หญิงเหมยว่ายน้ำไม่เป็นเพคะ!”

Close Menu