บทนำ

ยามที่โลกยังไร้รูปร่าง ไร้สรรพชีวิต แรกเบิกฟ้า ใต้หล้ามีจักรพรรดิเพียงหนึ่ง คือผานกู่ผู้เบิกฟ้า แยกแผ่นฟ้าออกจากผืนดินและสร้างโลกแห่งนี้ขึ้น

ตอนนั้นผืนฟ้าและแผ่นดินไม่ได้อยู่ไกลกันจนสุดเอื้อม มนุษย์อาศัยบนผืนดิน เทพอาศัยบนภูเขาเทพ มนุษย์สามารถไต่บันไดฟ้าไปพบทวยเทพได้ เทพ มนุษย์และปีศาจต่างอาศัยอยู่ร่วมกันในโลกแห่งนี้

จักรพรรดิผานกู่มีข้ารับใช้สามคนซึ่งรักใคร่กันประดุจพี่น้อง ผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์สูงสุดเป็นสตรี เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ชื่อของนางได้สาบสูญไร้ร่องรอยและหลักฐานอ้างอิง รู้เพียงต่อมานางได้สร้างแคว้นหัวซวีขึ้น ชนรุ่นหลังจึงต่างเรียกขานนางอย่างยกย่องว่า หัวซวีซื่อ ข้ารับใช้อีกสองคนเป็นบุรุษ คนหนึ่งคือเสินหนงซื่อ เฝ้าพิทักษ์ที่ราบภาคกลางให้สงบรบเย็น อีกคนคือเกาซินซื่อ เฝ้าพิทักษ์พื้นที่ตะวันออกอันเป็นที่ตั้งของทังกู่จุดที่พระอาทิตย์ขึ้น และกุยซวีตาน้ำอันเป็นแหล่งกำเนิดของสายน้ำทั้งปวง

หลังจักรพรรดิผานกู่สิ้น ใต้หล้าเกิดไฟสงครามไม่หยุดหย่อน หัวซวีซื่อเหนื่อยหน่ายกับการศึกที่ไม่จบสิ้นจึงเร้นกายจากไปสร้างแคว้นอันงดงามซึ่งมีแต่ความสงบสุขอย่างแคว้นหัวซวี ทว่าสิ่งที่ทำให้ชนรุ่นหลังจดจำนางได้ กลับมิใช่แคว้นหัวซวี แต่เป็นบุตรและบุตรีของนาง ฝูซีและหนี่ว์วา

ฝูซีกับหนี่ว์วาใช้ทั้งพระเดชพระคุณทำให้ผู้กล้าทั่วทั้งใต้หล้ายอมสยบทั้งยังยอมรับนับถือ สุดท้ายจึงยุติสงครามได้ และถูกยกย่องเป็นจักรพรรดิฝูซีและจักรพรรดินีหนี่ว์วา

แผ่นดินต้าฮวางที่รกร้างกว้างใหญ่เต็มไปด้วยบาดแผลโทรมกาย สุดท้ายก็ได้ต้อนรับความสุขสงบ และค่อยๆ ฟื้นฟูสู่สภาพความมีชีวิตชีวาดังเดิม

หลายพันปีผ่านไป จักรพรรดิฝูซีสิ้น จักรพรรดินีหนี่ว์วาเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก จึงเร้นกายไปอาศัยยังแคว้นหัวซวี นับแต่นั้นก็ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นนางอีก เป็นตายล้วนเป็นปริศนา เผ่าของฝูซีและหนี่ว์วาจึงเสื่อมถอยลงทุกวัน

เมื่อสิ่งหนึ่งดับอีกสิ่งย่อมถือกำเนิดขึ้นแทน เมื่อเผ่าฝูซีเสื่อมถอยลง เผ่าเสินหนงในที่ราบภาคกลางและเผ่าเกาซินในพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้จึงขึ้นแทนที่ กลายเป็นสองเผ่าใหญ่ผู้ครองอำนาจ ภายนอกแม้ทั้งสองเผ่าจะยังคงรักษาสัญญาเลือดที่ได้ให้แก่กันไว้ต่อหน้าฝูซีและหนี่ว์วาว่าจะไม่รุกรานกัน ทว่าภายในกลับซุกซ่อนความทะเยอทะยานคิดฮุบกลืนอีกฝ่ายอยู่อย่างเงียบๆ

ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้าฮวาง มีภูเขาที่ไม่เป็นที่รู้จักลูกหนึ่ง นามภูเขาเซวียนหยวน บริเวณตีนเขามีเผ่าเซวียนหยวนซึ่งเป็นเผ่าเทพเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจอาศัยอยู่ หลังพิธีบวงสรวงใหญ่ครั้งหนึ่ง ผู้เฒ่าสูงสุดของเผ่าไม่สนคำทัดทานของทุกคนยกผู้กล้าวัยเยาว์ที่สุดของเผ่าขึ้นเป็นผู้นำ แต่กระทั่งตัวผู้เฒ่าเองก็คงนึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ให้บังเกิดขึ้นได้

เพียงเวลาไม่กี่พันปี เด็กหนุ่มได้นำพาเผ่าเซวียนหยวนที่ไร้ชื่อเสียงให้เติบโตและแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว รอจนเสินหนงและเกาซินรู้ถึงความน่ากลัวของเขา ก็พลาดโอกาสดีที่จะกำจัดเขาไปแล้ว จึงได้แต่เฝ้าดูเผ่าเซวียนหยวนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสามเผ่าเทพใหญ่เคียงคู่กับสองเผ่าเทพโบราณอย่างเสินหนงและเกาซิน

ในเผ่าเทพมหาอำนาจทั้งสาม เผ่าเสินหนงถือเป็นเผ่าเทพอันดับหนึ่งเพราะเป็นทายาทของเสินหนงซื่อซึ่งรับคำสั่งจากผานกู่ให้เฝ้ารักษาที่ราบภาคกลาง ผู้นำเผ่าทุกยุคจะถูกขนามนามว่าเหยียนตี้ เสินหนงซื่อเหยียนตี้ปกครองดินแดนด้วยความการุณย์ รองมาคือเผ่าเกาซิน ทายาทของเกาซินซื่อซึ่งรับหน้าที่เฝ้ารักษาพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ ผู้นำเผ่าทุกรุ่นจะถูกขนานนามว่าซุ่นตี้ ซุ่นตี้ปกครองดินแดนด้วยขนบ พิธีกรรมและมารยาท สุดท้ายคือเผ่าเซวียนหยวนที่เพิ่งผงาดขึ้นเทียบเคียงกับสองเผ่าแรก เผ่าเซวียนหยวนครอบครองดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ ผู้นำเผ่าถูกขนานนามว่าหวางตี้ หวางตี้ปกครองดินแดนด้วยกฎและระเบียบ

นับแต่นั้น ใต้หล้าก็แบ่งเป็นสามส่วน ภาคกลางเป็นของเสินหนง ตะวันออกเฉียงใต้เป็นของเกาซิน และตะวันตกเฉียงเหนือเป็นของเซวียนหยวน

บทที่หนึ่ง ข้านั้นคือคนเถื่อนไร้อารยะ

แคว้นเสินหนงตั้งอยู่ในที่ราบภาคกลางซึ่งอุดมสมบูรณ์ที่สุดของต้าฮวาง ทั้งยังเป็นแคว้นซึ่งมีประชากรมากที่สุดและมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ที่สุดของต้าฮวางด้วย

ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเสินหนงมีเถือกเขาสูงชันซับซ้อน ห้วยธารละหานสลับขวักไขว่ แมลงพิษชุกชุม สัตว์ร้ายเพ่นพ่านอาละวาด การเดินทางยากลำบากและอันตรายอย่างมาก จึงโดดเดี่ยวตัดขาดจากโลกภายนอกและถูกมองเป็นดินแดนเถื่อนไร้อารยะ สถานที่แห่งนี้มีชาวจิ่วอี๋อาศัยอยู่ ขนบธรรมเนียมและประเพณีของชาวจิ่วอี๋แตกต่างจากชนเผ่าภายนอกอย่างสิ้นเชิง ทั้งล้าหลังและป่าเถื่อนอย่างยิ่ง เผ่าเทพจึงจัดให้พวกเขาเป็นชนชั้นที่มีฐานะต่ำที่สุด ชายหญิงทุกคนเกิดมาล้วนต้องเป็นทาส

หนึ่งร้อยกว่าปีก่อน เผ่าจิ่วอี๋ไม่พอใจเผ่ามนุษย์ที่โหดร้ายทารุณกับทาส กว่าร้อยค่ายจากทุกหุบเขาในดินแดนจิ่วอี๋จึงรวมตัวกันต่อต้าน และเพราะมีสัตว์ปีศาจที่ดุดันโหดเหี้ยมเป็นกำลังหนุนให้จิ่วอี๋ จึงทำให้ขุนพลจากเผ่าเทพสิบกว่านายที่เร่งรุดไปรักษาความสงบต้องพ่ายแพ้คอตกกลับไปทุกครั้ง สุดท้ายเรื่องร้อนไปถึงเหยียนตี้ จู้หรงยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเผ่าเสินหนงจึงอาสาขอไปปราบสัตว์ปีศาจที่ก่อความไม่สงบตนนั้น

บนทะเลเมฆ ขุนพลเทพสิบกว่านายควบขี่สัตว์พาหนะประจำกายบินเรียงแถวทะยานไปในอากาศ

มองไปไกล ภูเขาของจิ่วอี๋ทอดยาวต่อเนื่องไกลพันลี้ เลี้ยวลดคดเคี้ยวท่ามกลางหมู่เมฆและสายหมอก ตัวภูเขาซ้อนทับกันเป็นทิวแถว หน้าผาสูงชันตระหง่าน ยอดเขาดำทะมึนเห็นเป็นจุดใกล้ไกล เข้มบ้างอ่อนบ้าง ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางทะเลหมอกสีขาวขุ่น สายลมพัดเอื่อยเป็นระลอกคล้ายมีคล้ายไม่มี ให้ความรู้สึกราวกับเป็นภาพวาดสีน้ำหมึกอันงดงาม

ขุนพลเทพชุดดำร่างเล็กผอมนายหนึ่งยิ้มกล่าวคิดไม่ถึงสถานที่ชั้นต่ำอย่างจิ่วอี๋จะมีทัศนียภาพงดงามเพียงนี้ มิน่าเล่าทาสหญิงชาวจิ่วอี๋จึงมีใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราเป็นที่ชื่นชอบของตระกูลคหบดีใหญ่เผ่ามนุษย์ เมื่อก่อนทุกปีจะมีทาสใหม่ แต่พอเจ้าเดียรัจฉานตนนั้นออกอาละวาด ร้อยกว่าปีแล้วที่จิ่วอี๋ไม่ได้ส่งทาสไปเป็นบรรณาการ ได้ยินว่าตอนนี้ทาสหญิงชาวจิ่วอี๋แท้ๆ คนหนึ่งสามารถแลกปะการังน้ำเงินใต้ทะเลลึกกุยซวีได้หนึ่งต้นปะการังใต้ทะเลลึกกุยซวีสำหรับเผ่ามนุษย์เป็นเพียงสมบัติสูงค่า แต่สำหรับเผ่าเทพกลับเป็นของวิเศษที่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บ ขณะที่พูดดวงตาของเขาก็เป็นประกายวาว เห็นชัดว่ามีแผนการในใจ

บุรุษชุดน้ำเงินที่อยู่ด้านข้างกล่าวเตือนอย่าถูกทัศนียภาพตรงหน้าบังตา ภูเขาในจิ่วอี๋มีภัยอันตรายรอบด้าน เผ่าเทพเราไม่เกรงกลัวสัตว์ร้าย ทว่าไอพิษและพิษร้ายต่างๆ ยังสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่าง ไม่อาจไม่ป้องกัน เถาเยวี่ยข้ารับใช้ขององค์ชายอวี๋หวั่งถูกกับดักไอพิษที่เดียรัจฉานตนนั้นวางไว้ จนบัดนี้พลังวิเศษยังไม่ฟื้นคืน…”

บุรุษซึ่งนำอยู่หน้าขบวนแค่นเสียงฮึเย็นชาคำหนึ่ง บุรุษชุดน้ำเงินรู้ตัวว่าพูดผิดไปจึงรีบหุบปากเงียบ ขุนพลเทพที่แค่นเสียงเย็นผู้นั้นหน้าตาหล่อเหลาคมคาย ทว่าหว่างคิ้วมีเค้าความโหดเหี้ยมอำมหิตแฝงอยู่ ทำให้ผู้คนไม่กล้าเหลือบมอง เท้าเขาเหยียบอยู่บนสัตว์ปีกดุร้ายขึ้นชื่อของต้าฮวาง นกปี้ฟาง เขาสวมชุดศึกสีดำปลอดตลอดร่าง บริเวณหน้าอกปักสัญลักษณ์เปลวเพลิงสีทองห้าเฉดดวงใหญ่ เพียงเห็นสัญลักษณ์นี้ก็รู้ได้ว่าเขาคือจู้หรง ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของแคว้นเสินหนง แม้อวี๋หวั่งจะเป็นองค์ชาย แต่จู้หรงมีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง ในมือมีกำลังทหาร ที่ผ่านมาจึงไม่เห็นอวี๋หวั่งในสายตา

ขุนพลเทพชุดดำร่างเล็กผอมมีชื่อว่า เฮยอวี่ เก่งการประจบสอพลอ รู้ใจจู้หรง จึงยิ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูกว่ามิใช่ไอพิษและสัตว์พิษร้ายกาจ แต่เป็นข้ารับใช้ขององค์ชายช่างใช้การไม่ได้นัก! ร้อยกว่าปีมาแล้ว แค่เดียรัจฉานที่ยังไม่บรรลุฌาณตัวเดียวก็ยังสังหารไม่ได้ ยังสูญเสียขุนพลสำคัญไปหลายนาย ครั้งนี้ท่านแม่ทัพจู้หรงออกโรงด้วยตนเอง เดียรัจฉานตนนั้นอย่าได้หวังจะเห็นอาทิตย์รุ่งของวันพรุ่งนี้ได้ พรุ่งนี้เมื่อท่านแม่ทัพนำหัวของมันไปโยนต่อหน้าขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลายในตำหนักจื่อจิน อวี๋หวั่งจะต้องอับอายขายหน้ามากเป็นแน่!”

ดวงตาของจู้หรงปรากฏแววยิ้มบางเบา ขณะตวาดตำหนิเสียงเย็นกล่าวเหลวไหล! ข้าเพียงปฏิบัติตามบัญชาของเหยียนตี้เท่านั้น พวกเจ้าต้องทุ่มเทสุดกำลังความสามารถ สังหารเดียรัจฉานตนนั้นได้ ต้องการรางวัลใด ข้าล้วนมอบให้ แค่ปะการังกุยซวีนับเป็นสิ่งใดได้?”

ขุนพลเทพทั้งหลายต่างแย้มยิ้มยินดีตะโกนกล่าวขอบคุณ บุรุษชุดน้ำเงินที่กล่าววาจาเมื่อครู่ก่อนมีชื่อว่า หลันเถียน เป็นคนระมัดระวังละเอียดรอบคอบ เขากล่าวดินแดนจิ่วอี๋เป็นภูเขาสูงชัน ป่ารกชัฎ ภูมิประเทศสลับซับซ้อน เดียรัจฉานตนนั้นคุ้นเคยกับสภาพภูมิประเทศแถบนี้ดี ทั้งยังชำนาญการหลบซ่อนตัว ต่อให้ใช้พลังวิเศษของเผ่าเทพค้นหาก็ไม่พบ ดังนั้นก่อนหน้า ขุนพลทั้งหลายที่ตามไล่ล่าสังหารมันกว่าร้อยปีจึงสังหารมันไม่สำเร็จ หากมันไม่ปรากฏกาย เร้นกายหลบซ่อนอยู่ในภูเขานับร้อยลูกนี้เกรงว่าพวกเราคงไม่อาจหามันพบในระยะเวลาอันสั้น

ขุนพลเทพทั้งหลายต่างมองหน้ากันนิ่ง แล้วหันไปมองเฮยอวี่ เฮยอวี่ก้มหน้าอย่างเป็นกังวล ด้วยเกรงว่าจู้หรงจะถามเอาแผนการจากมัน

คิดไม่ถึงจู้หรงจะยิ้มเย็นกล่าวข้าได้คิดวิธีรับมือมันเอาไว้แล้ว รับมือกับเดียรัจฉานย่อมต้องใช้กระต่ายเป็นเหยื่อล่อ พวกเราแค่เฝ้ารอให้มันมาติดกับเองก็พอ พวกเจ้าจงไปจับตัวหนุ่มฉกรรจ์ชาวจิ่วอี๋มาให้หมด หากเจ้าเดียรัจฉานไม่มาปรากฏตัวก่อนอาทิตย์ตกดิน หลังอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทุกชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปเราจะสังหารหนุ่มฉกรรจ์สิบคนจนกว่ามันจะปรากฏตัวขึ้น

หลันเถียนมีสีหน้าตกใจ ขุนพลเทพนายอื่นสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยน มีเพียงเฮยอวี่ที่ยิ้มสอพลอกล่าวท่านแม่ทัพช่างปรีชาสามารถนัก! เดียรัจฉานตนนี้เป็นพวกชั้นต่ำจิ่วอี๋ปล่อยออกมา ใช้ชีวิตของพวกมันมาจัดการเก็บกลับไปนับเป็นเรื่องสมควร ข้าน้อยได้ยินว่าวันนี้เป็นวันเทศกาลโดดบุปผาของจิ่วอี๋ พวกชั้นต่ำเหล่านั้นไม่มีพิธีแต่งงาน หนุ่มสาวจึงจะไปรวมตัวกันที่หุบเขาโดดบุปผาเพื่อมั่วสุมมีสัมพันธ์กันราวสัตว์ป่า หากเราไปกันตอนนี้จะประหยัดกระทั่งเวลาจับคน

หลันเถียนกล่าวอึกอักว่าเทพไม่อาจเข่นฆ่าสังหารผู้บริสุทธิ์ หากเหยียนตี้ทรงทราบเรื่อง จะเป็นเรื่องใหญ่…”

เหยียนตี้จะทรงทราบได้อย่างไร? หรือเจ้าจะไปทูลบอก?” จู้หรงมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ

หลันเถียนรีบคุกเข่าลงทีนทีข้าน้อยภักดีต่อท่านแม่ทัพ

จู้หรงส่งเสียงฮึเย็น ออกคำสั่งว่าพวกเราไปเยี่ยมชมเทศกาลโดดบุปผาของพวกชั้นต่ำจิ่วอี๋กัน

ขอรับ!” ขุนพลเทพทุกนายต่างส่งเสียงรับพร้อมเพรียงกัน

หุบเขาลึกแดนจิ่วอี๋

ต้นไม้สูงใหญ่แน่นขนัด แม้แสงแดดภายนอกจะเจิดจ้า ทว่าในหุบเขาแห่งนี้กลับมืดสลัวราวสนธยา อูหวังแห่งเผ่าจิ่วอี๋คุกเข่าบนกองใบไม้หนา หันหน้าเข้าหาขุนเขาด้วยท่าทางเคารพนบนอบ

หลังโขกศีรษะคำนับหลายครา ก็ส่งเสียงตะโกนขึ้นว่าไป่โซ่วหวัง ขอท่านโปรดสดับฟังคำอ้อนวอนแห่งข้า!”

สายลมกรรโชก ขุนเขากระเพื่อมไหว ทว่าไร้เสียงโต้ตอบ

อูหวังเห็นเป็นเรื่องปกติ เพราะไม่มีผู้ใดเคยเห็นโซ่วหวังมาก่อน ไม่มีใครรู้ว่าท่านเป็นพยัคฆ์ร้ายหรือหมียักษ์ พวกเขาเพียงแต่เชื่อมั่นในการคงอยู่ของท่านมาทุกรุ่นทุกยุค อูหวังกล่าวด้วยสีหน้าหมองเศร้าไป่โซ่วหวัง ท่านโปรดรีบหนีไปเถิด! เหยียนตี้มีบัญชาให้เทพอัคคีจู้หรงนำขุนพลเทพมาสังหารท่านแล้ว จู้หรงเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเผ่าเสินหนง ร่ำลือว่าเขาสามารถควบคุมไฟในใต้หล้า เพียงประกายไฟสะเก็ดหนึ่งก็สามารถทำลายล้างเมืองๆ หนึ่งได้ นับจากมวลเทพไปจนถึงเหล่ามารปีศาจ ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินเขา ท่านคงยากจะต่อกรเขาได้ ฉะนั้นโปรดจงรีบหนีไปเถิด!”

ตุบตับ ตุบตับ

ผลไม้ป่าและเกาลัดภูเขากองใหญ่บินลอยใส่ร่างอูหวัง กระทบถูกหน้าผากแตกจนเลือดไหล

เจี๊ยกๆ…” วานรหลายตัวห้อยโหยบนกิ่งไม้ แยกเขี้ยวยิงฟันด้วยท่าทีดุร้าย พลางโยนของไล่อูหวัง

อูหวังไม่หลบ แต่กลับคุกเข่าเดินหน้าไปโขกศีรษะอย่างแรง ร่ำไห้พลางกล่าวไป่โซ่วหวัง เดิมท่านไปมาอย่างอิสรเสรีไร้สิ่งผูกพันอยู่ท่ามกลางขุนเขา พวกเราชาวจิ่วอี๋เป็นชนชั้นต่ำ หญิงชายเกิดมาล้วนต้องเป็นทาส ร้อยกว่าปีก่อนเป็นเพราะพวกเราคิดเพ้อฝันเกินตัวจึงทำให้ท่านต้องพลอยประสบเคราะห์ใหญ่ครั้งนี้ด้วย มาบัดนี้เผ่าเทพโกรธเคืองไม่พอใจท่าน ส่งเทพอัคคีจู้หรงมาสังหารท่าน จู้หรงมีอิทธิฤทธิ์สุดจะหยั่ง สามารถพลิกฟ้าคว่ำดิน ร่ำลือว่าเมื่อเก้าร้อยปีก่อนมีปีศาจมังกรตนหนึ่งปรากฏขึ้นที่ภูเขาฝูอวี้ริมทะเลตงไห่ นำพาปีศาจน้อยใหญ่กว่าพันตนอาละวาดสร้างความวุ่นวายไปทั่ว เหยียนตี้ส่งขุนพลเทพกว่าร้อยนายไปปราบก็ไม่อาจสยบได้ จู้หรงที่เพิ่งเจริญวัยได้ไม่นานอาสาขอไปปราบ เพียงอาศัยค่ายกลอัคคีอย่างเดียวก็เผาปีศาจเหล่านั้นจนสิ้นซากเหลือแต่เถ้าถ่าน

อูหวังเกรงโซ่วหวังจะไม่เข้าใจ ไม่กลัวจะกล่าววาจาล่วงเกินท่านเกิดและเติบโตในหุบเขาลึก ไม่รู้ถึงความร้ายกาจที่แท้จริงของยอดฝีมือเผ่าเทพ หากเปรียบท่านเป็นพยัคฆ์ที่ดุร้ายที่สุดในหุบเขา นักล่าที่มาในครานี้ก็คือนายพรานที่ร้ายกาจที่สุดในโลก ท่านควรทราบว่าต่อให้พยัคฆ์ดุร้ายเพียงใด ก็ไม่อาจต่อกรกับนักล่าที่เก่งกาจได้ ไป่โซ่วหวัง ท่านโปรดไปจากดินแดนจิ่วอี๋นี้เถิด พวกเรายินดีเป็นทาสให้คนจับไปใช้สอย…”

เขาพร่ำร่ำไห้อ้อนวอน ขณะที่ฝูงวานรกลับยังคงเล่นสนุกปาสิ่งของใส่เขาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่อย่างนั้น

อูหวังโขกศีรษะอีกหลายครา จากนั้นจึงเดินโซเซออกจากป่า ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสี่คนเดินรี่มาประคองเขาอูหวัง โซ่วหวังไปแล้วหรือไม่?”

อูหวังกล่าวข้าได้กล่าวอย่างชัดแจ้งแล้ว พวกเราไม่ต้องการการคุ้มครองจากท่านอีก ขอให้ท่านโปรดจากไป

สีหน้าของชายฉกรรจ์ทั้งสี่ล้วนหมองลง อูหวังกล่าวพวกเจ้าอย่าได้คิดเพ้อฝันไร้สาระอีก เทพที่มาสังหารโซ่วหวังในครั้งนี้คือเทพอัคคีจู้หรง ใต้หล้านี้มีผู้ใดกล้าเป็นศัตรูกับเทพอัคคี? หรือพวกเจ้าต้องการให้โซ่วหวังของจิ่วอี๋เราต้องสิ้นชีพหรือไร?”

ชายฉกรรจ์ทั้งสี่กล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันว่าพวกเรายินดีพลีชีพก็ไม่ยอมให้โซ่วหวังถูกเผ่าเทพสังหาร

อูหวังพยักหน้าเมื่อวานข้าได้ให้อูซือพาบุรุษสตรีอย่างละหนึ่งร้อยไปมอบให้พวกผู้ดีนอกหุบเขา ร่ำลือว่าเหยียนตี้มีใจเมตตาการุณย์ยิ่งนัก ขอเพียงพวกเราไม่ก่อความวุ่นวายอีก เขาย่อมต้องอภัยโทษให้เรา ยอมล้มเลิกการสังหารโซ่วหวังเขาฝืนทำใจเข้มแข็ง ตบไหล่ชายฉกรรจ์ทั้งสี่ ยิ้มกล่าววันนี้เป็นวันเทศกาลโดดบุปผา พวกเจ้าล้วนเป็นผู้กล้าของจิ่วอี๋ หญิงสาวจากค่ายต่างๆ ในหุบเขาล้วนรอคอยพวกเจ้าอยู่ รีบไปหุบเขาโดดบุปผาหาหญิงที่พึงใจให้กำเนิดผู้กล้าน้อยสักหลายคน!”

ชายฉกรรจ์ทั้งสี่แม้จะเก่งกล้าห้าวหาญ แต่ไม่เคยได้ย่างเท้าไปนอกหุบเขา ทั้งชาวจิ่วอี๋ยังมีจิตใจสัตย์ซื่อบริสุทธิ์มาแต่กำเนิด พอได้ยินคำสั่งของอูหวัง พวกเขาจึงวางใจ กระทุ้งหยอกล้อซึ่งกันและกันอย่างเริงร่าขณะเร่งรุดไปยังหุบเขาโดดบุปผา

เทศกาลโดดบุปผา วันที่แปดเดือนสี่ เป็นช่วงที่มวลบุปผชาติเบ่งบานปกคลุมทั่วผืนดิน เต็มไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่นของฤดูใบไม้ผลิ

หุบเขาโดดบุปผา ทุกเนินเขาล้วนแต่งแต้มด้วยดอกไม้หลากสีนานาพันธุ์ เหล่าหญิงสาวแต่งตัวเต็มยศหลบอยู่ใต้ต้นไม้ขับร้องบทเพลงแห่งขุนเขาเสาะหาชายคนรัก เหล่าชายหนุ่มบ้างก็เกาะกลุ่มสามคนห้าคนยืนบนชะง่อนหินต่อเพลงกับกลุ่มหญิงสาวปากกล้า บ้างก็ยืนลำพังใต้ต้นไม้เป่าขลุ่ยหลูเซิง ส่วนชายหญิงที่มีคู่หมายแล้วก็จะจูงมือกันหลบไปพรอดรักในดงดอกไม้

อาทิตย์คล้อยสู่ทิศตะวันตกสาดส่องหุบเขาจนงดงามตระการ สายลมฤดูใบไม้ผลิอันอ่อนโยนพัดพากลิ่นหอมของดอกไม้และสุราขจรไปทั่วทั้งหุบเขา บนเนินเขาหญิงสาวและชายหนุ่มฉกรรจ์กำลังร้องรับขับขานบทเพลงแห่งขุนเขากันอย่างกระตือรือร้น ทั้งเป่าบรรเลงเพลงขลุ่ยหลูเซิงอย่างเริงร่าในหุบเขาเต็มไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่นรื่นเริงราวกระทั่งนกน้อยบนกิ่งไม้ก็ยังยิ้มร่าเริงระบำ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าหุบเขาที่เต็มไปด้วยความสุขแห่งนี้กำลังจะกลายเป็นลานประหารที่นองไปด้วยเลือด

ทันใดนั้น เปลวไฟพลันพวยพุ่งขึ้นทั่วทั้งสี่ทิศ ผู้คนที่กำลังอยู่ในห้วงแห่งความสุขไม่ทันได้ตั้งตัว ตื่นตระหนกหนีไฟกันจ้าละหวั่น อย่างช้าๆ ฝูงชนถูกเปลวไฟไล่ต้อนมารวมกลุ่มกัน แล้วถูกเปลวไฟวงใหญ่ล้อมไว้ เปลวไฟพวยพุ่งราวกับรั้วแดงเพลิงกักขังทุกคนไว้ในคุกอัคคี

ผู้กล้าหลายคนพยายามฝ่าเปลวเพลิงออกไปอย่างไม่ยอมแพ้ แต่ราวกับเปลวเพลิงมีชีวิตลามเลียไปทั่วร่างของพวกเขา พวกเขาถูกเพลิงเผา ส่งเสียงร้องอย่างโหยหวนน่าเวทนา แล้วล้มลงกับพื้น แต่ไม่ว่าจะพยายามกลิ้งตัวดับไฟอย่างไร ไฟก็ไม่ดับ สุดท้ายก็ถูกเผาตายทั้งเป็น

ฝูงชนมองภาพตรงหน้าอย่างตระหนกพรั่นพรึง ไม่รู้ที่แท้เกิดอะไรขึ้นแน่

จู้หรงบังคับสัตว์พาหนะประจำกายลงจากฟ้า พลางเหยียดมองผู้คนที่อยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง

จู้หรงหันไปกล่าวกับขุนเขาที่รายล้อมว่าเจ้าเดียรัจฉาน ก่อนอาทิตย์ตกดินจงรีบมาปรากฏกายตรงหน้าข้า มิเช่นนั้นทุกชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปจะมีพวกชั้นต่ำตายสิบคน กระทั่งไม่เหลือเผ่าจิ่วอี๋เสียงของเขากังวานก้องไปไกลระลอกแล้วระลอกเล่าราวกัมปนาท ฝูงนกตื่นตระหนก สัตว์น้อยใหญ่ตะเลิดหนี ผู้คนในหุบเขาต่างปิดหูคู้ตัวลงกับพื้นอย่างเจ็บปวดทุรนทุราย ตลอดร่างไร้เรี่ยวแรงแม้เพียงเสี้ยวกระผีก

ผู้กล้าเผ่าจิ่วอี๋คนหนึ่งดิ้นรนฝืนยันตัวขึ้น คำรามอย่างโกรธแค้นโซ่วหวังได้จากไปแล้วเจ้าอย่าได้หมายจะใช้พวกเราไปข่มขู่ท่าน!”

จู้หรงยิ้มเย็นแค่นเสียงกล่าวข้าจะสังหารพวกชั้นต่ำที่ชมชอบสร้างความวุ่นวายเช่นพวกเจ้าก่อน ถึงมันจะหนีไปไกลสุดหล้า ข้าก็จะตามไปเด็ดหัวมันให้จงได้

ผู้กล้าจิ่วอี๋ซึ่งหาญกล้าที่สุดสี่คนสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ดวงตาของพวกเขาแดงก่ำไปด้วยเลือดขณะมองคนในเผ่าตกอยู่ในวงล้อมไฟ จากนั้นจึงมองไปยังขุนเขาใหญ่ กระทั่งตนยังไม่รู้ว่าที่แท้พวกตนต้องการให้โซ่วหวังปรากฏกายหรือไม่

อาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก ยิ่งมาดวงยิ่งเล็กลง ปกติในยามนี้ทุกครัวเรือนจะก่อไฟทำอาหาร หัวเราะพูดคุยกัน ทว่าวันนี้เหลือเพียงเสียงหอบหายใจหนักอึ้ง อย่างช้าๆ กระทั่งเสียงหอบหายใจก็ยังแผ่วลงทุกขณะ ทุกคนกลั้นหายใจนิ่ง ราวกับทำเช่นนี้จะสามารถทำให้ดวงอาทิตย์เคลื่อนช้าลง คนในเผ่าจะได้มีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มมากขึ้น

ลำแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงกำลังจะหมดไป จู้หรงแค่นเสียงเย็นกล่าวช่างเป็นเดียรัจฉานตนหนึ่งที่ขี้ขลาดโดยแท้!” เขาโบกมือให้สัญญาณผู้ใต้บังคับบัญชาสังหารคนสิบคนแรก

เฮยอวี่เดินหน้าขึ้นมา จู้หรงกับขุนพลเทพที่เหลือต่างลอบระวังป้องกัน หากเจ้าเดียรัจฉานนั้นเป็นเทพพิทักษ์ของเผ่าจิ่วอี๋จริง นี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่มันจะมาช่วยเหลือคนได้แล้ว

เฮยอวี่เงื้อดาบขึ้นช้าๆ เทพที่อยู่นอกวงล้อมไฟกับผู้คนที่อยู่ในวงล้อมไฟต่างกลั้นใจรอคอย ทั่วทั้งหุบเขานิ่งเงียบไร้สรรพสำเนียง

ขวับ

หัวคนสิบคนกลิ้งหล่นสู่พื้นอย่างพร้อมเพรียงตามคมดาบ

ท่านใช่เทพหรือไม่? กระทั่งปีศาจร้ายยังไม่โหดเหี้ยมไร้คุณธรรมเช่นท่าน!” โลหิตเป็นชนวนกระตุ้นฝูงชนให้ลุกฮือ ทุกคนลืมความกลัวที่มีต่อเทพ ด่าทอสาปแช่งด้วยสภาพน่าเวทนา ทั้งตะโกนทั้งร่ำไห้

จู้หรงมองไปยังขุนเขารอบด้านด้วยสายตาผิดหวัง ลดการระวังตัวลง ดูท่าเดียรัจฉานก็คือเดียรัจฉาน แล้งน้ำใจไร้คุณธรรม ไม่มีทางเสี่ยงตายมาช่วยคนแน่

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป จู้หรงพยักหน้าให้เฮยอวี่ เฮยอวี่เดินไปยังวงล้อมไฟอีกครั้ง ประกายดาบวาบผ่าน หัวคนสิบคนกลิ้งหล่นสู่พื้นอย่างพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง

สู้ตายกับพวกมันเลย!”

ได้โปรดเถิดท่านเทพผู้สูงส่ง!”

เหล่าบุรุษก่นด่าสาปแช่งอย่างโกรธแค้น เหล่าสตรีครวญครางร่ำไห้อย่างโศกศัลย์ ตรงโนบ้าง ตรงนี้บ้าง ดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา

แล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป จู้หรงกระทั่งเหลือบมองยังคร้านจะทำ ในใจเพียงคำนวณว่าเดียรัจฉานตนนั้นจะหนีไปที่ใด

เฮยอวี่เดินเข้าไปใกล้วงล้อมไฟอีกครั้ง ชายฉกรรจ์หลายคนดึงหญิงสาวที่ยืนอยู่รอบนอกไปด้านหลัง จากนั้นก็ยืนเรียงแถวหน้ากระดานพอดีสิบคนไม่ขาดไม่เกิน ใบหน้าของพวกเขาแม้จะสงบนิ่งราวเห็นความตายเป็นการกลับคืนสู่มาตุภูมิ ทว่าดวงตากลับถลึงจ้องเฮยอวี่อย่างเคียดแค้น แสดงออกว่าไม่ยอมศิโรราบ

หัวใจของเฮยอวี่กระตุกวูบ กัดฟันเตรียมลงดาบ จู่ๆ ก็เกิดเสียงตูมดังขึ้น ทั้งเงาและร่างของเฮยอวี่หายไปโดยพลัน เห็นเพียงหลุมดำบนพื้นที่แยกออก

หลันเถียนกับขุนพลเทพหลายนายรีบเดินขึ้นหน้าไปสำรวจ หลุมนั้นทั้งแคบและลึกยากที่แสงจะส่องเข้าไปถึง ตัวนิ่มหลายตัวโผล่หัวออกมา จากนั้นก็รีบหดหัวกลับเข้าไปทันที

เฮยอวี่เล่า?”

ตะตายแล้ว!” น้ำเสียงผู้พูดฟังดูประหลาดคล้ายไม่อาจกล่าววาจา คำพูดสั้นๆ สองคำกลับกล่าวได้อย่างลำบากระคายหูนัก ฝูงคนในวงล้อมไฟตะโกนโห่ร้องอย่างยินดีปรีดาเป็นโซ่วหวัง!” “โซ่วหวังมาแล้ว!”

จู้หรงบันดาลโทสะออกฝ่ามือซัดลูกไฟเข้าไปในหลุมอย่างรวดเร็ว

โอ๊ย!” เสียงร้องโหยหวนน่าเวทนาดังขึ้น ทั้งยังคุ้นหูอย่างยิ่ง

หลันเถียนอาศัยแสงไฟมองไปในหลุมเห็นคล้ายมีคนผู้หนึ่งฟุบอยู่ อาวุธคู่กายของเขา แส้สมใจนึก เพิ่มความยาวออกไปไม่หยุดจนม้วนพันเอาตัวคนผู้นั้นขึ้นมาได้ มันคือศพของเฮยอวี่ซึ่งไหม้เกรียมด้วยเพลิงสายฟ้าของจู้หรง

ปะ เป็นเฮยอวี่

ขุนพลเทพต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ยามนั้นจู้หรงจึงรู้ว่าได้หลงกลเจ้าเดียรัจฉานเข้าให้แล้ว เจ้าเดียรัจฉานที่เดิมหลบอยู่ในหลุม ยามนี้ได้หนีหายไปแต่แรก ด้วยโทสะ จู้หรงเงื้อมือขึ้นหมายจะสังหารชาวบ้านที่เหลือให้หมดสิ้น หญิงสาวนางหนึ่งกรีดร้องขึ้นท่านกล่าวไว้ว่าขอเพียงโซ่วหวังปรากฏกายจะปล่อยพวกเราไป โซ่วหวังได้ปรากฏกายแล้ว!”

แม้จู้หรงจะมีนิสัยดุดันใจร้อน โหดเหี้ยมชมชอบการฆ่าฟัน แต่ก็ทระนงถือดี ไม่เคยกลับกลอกผิดคำพูด โทสะที่อัดแน่นจึงไร้ที่ระบาย เขาโกรธจนเต้นผางคำรามใส่ฟ้าอย่างโกรธแค้นเจ้าเดียรัจฉาน ข้าจะต้องเด็ดหัวเจ้าลงมากับมือให้จงได้ ทั้งยังจะควักหัวใจเจ้าออกมาด้วย!” พลังฝ่ามือเปลี่ยนทิศไปกะทันหัน เปลวเพลิงพุ่งทะยานไปยังหลุมลึกดังเปรี้ยง จากนั้นปากหลุมก็พังทะลายลง

หลันเถียนเพ่งมองปลายเท้านิ่ง ขณะพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ เกรงว่าทันทีที่พวกเขามาถึงจิ่วอี๋ เจ้าเดียรัจฉานก็คงลอบสังเกตพวกเขาอยู่แต่แรกแล้ว ตอนที่ชาวจิ่วอี๋ยี่สิบคนถูกสังหาร พวกชาวบ้านทั้งด่าทอและร่ำไห้ เกิดเป็นเสียงดังอึกทึกวุ่นวาย พวกเขาคิดว่าแผนการคงล้มเหลวแล้วเป็นแน่ จึงคลายความระวังลง เจ้าเดียรัจฉานตนนั้นก็ใช้ให้ตัวนิ่มมาขุดกับดัก เมื่อเฮยอวี่ตกลงไปกลายเป็นเป้านิ่งของมันในความมืดก็ไม่กล้าส่งเสียงเพราะกลัวจะถูกลอบทำร้าย เจ้าเดียรัจฉานกลับจงใจส่งเสียงยั่วยุให้จู้หรงบันดาลโทสะเพื่อยืมดาบฆ่าคน หากพลังเทพของจู้หรงอ่อนด้อยกว่านี้ บางทีเฮยอวี่อาจมีโอกาสอธิบายได้ทัน แต่พลังเทพของจู้หรงนั้นสูงส่งยิ่ง แค่พริบตาก็เอาชีวิตของเฮยอวี่ไป

เจ้าเดียรัจฉานตนนี้ทั้งโหดเหี้ยมและเจ้าเล่ห์อย่างยิ่ง ยามนี้ปล่อยให้มันหนีไปได้ก็ไม่อาจใช้ชีวิตของตัวประกันล่อมันออกมาได้อีก ภูเขาที่ทอดยาวติดต่อกันนับพันลี้ในจิ่วอี๋ล้วนเป็นบ้านของมัน ต่อให้พลังเทพของพวกเขาสูงส่งกว่านี้ก็ยากจะหามันได้พบในสภาพงมเข็มในมหาสมุทรเช่นนี้

สีหน้าของขุนพลเทพทุกนายหดหู่หมองคล้ำด้วยเกรงว่าจะถูกจู้หรงตำหนิ ทว่าจู้หรงกลับปิดตาลงแล้วชี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้พลางกล่าวเจ้าเดียรัจฉานหนีไปทางนั้น พวกเราไล่ตามมันไป! ตอนที่มันซ่อนตัวในหลุมร่างของมันโดนไอเพลิงของข้าสัมผัสถูก ไม่มีทางหนีรอดเงื้อมมือของข้าไปได้!”

จิตใจของขุนพลเทพทุกนายฮึกเหิมขึ้นในพลัน ฌาณตบะของเดียรัจฉานตนนั้นห่างไกลจากจู้หรงราวฟ้ากับเหว ข้อได้เปรียบเดียวที่มันมีก็คือชำนาญภูมิประเทศ เชี่ยวชาญในการปกปิดร่องรอย ยามนี้มันไม่อาจซ่อนตัวได้ ก็เท่ากับสูญสิ้นการป้องกันตัวทุกอย่างไปไม่เหลือ

จู้หรงออกคำสั่งกับเหล่าขุนพลเทพว่าพวกเจ้าจงแกล้งทำเป็นไม่รู้ ไล่ตามหามันต่อไป ปล่อยให้มันหนีไปเรื่อยๆ ข้าจะไปดักรออยู่ด้านหน้า ดูว่ามันเป็นตัวอะไร ไม่ว่ามันจะเป็นมารหรือปีศาจ ข้าจะให้มันได้ลิ้มรสชาติของการถูกไฟเผาจนไหม้เกรียมอย่างช้าๆ รอจนมันเจ็บปวดหวนไห้อ้อนวอนขอชีวิต ค่อยเด็ดหัวมันลงมาจู้หรงกุมกำลังทหารไว้ในมือ กระทั่งองค์ชายยังต้องเกรงใจมันอยู่สามส่วน วันนี้กลับถูกเดียรัจฉานตนหนึ่งปั่นจนหัวหมุน หากไม่ได้สังหารมันกับมือ ย่อมไม่อาจระบายความแค้นได้หมด

ขอรับ!” ขุนพลเทพส่งเสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน

จู้หรงสะกดลมหายใจและเก็บงำกลิ่นไอ จากนั้นก็บังคับนกปี้ฟางเร่งรุดไปเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบเพื่อดักหน้าเจ้าเดียรัจฉาน

เมื่อลงสู่พื้น ก็สำรวจมองไปรอบทิศเที่ยวหนึ่ง สองด้านเป็นผาชันสูงเสียดฟ้า ต่อให้เป็นเทพ หากไม่อาศัยสัตว์พาหนะช่วยก็ยากจะข้ามไปได้ มีทางสายเล็กเพียงด้านหน้าและด้านหลังรวมสองสาย ขอเพียงปิดตายเส้นทางทั้งสองไว้ก็ไม่มีทางให้หนีได้อีก ทว่าบนหน้าผาชันมีเถาวัลย์พันรกทั้งยาวและสั้นไม่เสมอกันห้อยย้อยสู่พื้นประดุจม่านลูกปัดสีเขียวสด

จู้หรงเพ่งมองเถาวัลย์แล้วแค่นยิ้มเย็น ขณะฝ่ามือทั้งสองร่ายออกพร้อมกันแล้วดีดนิ้วเบาๆ ประกายไฟนับไม่ถ้วนพุ่งลอยออกไปราวกับหิ่งห้อยเข้าพัวพันพุ่มเถาวัลย์ จากนั้นทั้งเถาวัลย์และสะเก็ดไฟจึงค่อยๆ สลายหายไปจนสิ้น

หลังจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ก็เข้าไปซ่อนตัวในป่าชัฏรอคอยการมาของเจ้าเดียรัจฉานอย่างเงียบๆ

การเคลื่อนไหวของเจ้าเดียรัจฉานคล่องแคล่วว่องไวยิ่งนัก เพียงระยะเวลาชั่วกาน้ำชาเดือดเสียงแผ่วเบาแทบสังเกตไม่ออกดังลอยมา จู้หรงเพ่งสมาธิสำรวจอย่างละเอียด เห็นที่ในป่ามีสิ่งหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ ขนยาวรุงรังตลอดร่าง ทั้งคล้ายและไม่คล้ายมนุษย์วานร วิ่งกระโดดพุ่งทะยานมา

จู้หรงคิดรอให้มันเข้าใกล้มากว่านี้ค่อยจู่โจมไม่ให้มันทันตั้งตัว ทว่าจู่ๆ มันกลับหยุดชะงักนิ่งมองมาทางทิศที่จู้หรงซ่อนตัวอยู่อย่างระแวดระวัง พลังเทพของจู้หรงสูงส่ง หลังสะกดลมหายใจและเก็บงำพลังไว้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือเผ่าเทพยังยากจะรู้ตัว แต่เดียรัจฉานตนนี้กลับคล้ายเพียงใช้จมูกสูดดมก็สามารถดมกลิ่นของภัยอันตรายออก

ในเมื่อถูกพบเห็นแล้ว จู้หรงจึงไม่ซ่อนกายอีก เขาเผยตัวเดินออกมา

เจ้าเดียรัจฉานแยกเขี้ยวคำรามอย่างโกรธแค้น กางกรงเล็บพุ่งทะยานมาด้วยพละกำลังมหาศาลขนาดฉีกกระชากพยัคฆ์ร้ายให้กระจุยได้ ทว่าที่มันเผชิญหน้าด้วยคือเทพอัคคีจู้หรง จู้หรงดีดนิ้วกลางเบาๆ สะเก็ดไฟหลายลูกบินลอยไป เจ้าเดียรัจฉานเองก็มีพลังวิเศษ มันเสกใบไม้ออกมาบังลูกไฟไว้

ฉวยโอกาสตอนไฟถูกหยุดไว้ เจ้าเดียรัจฉานพลันกระโดดขึ้นสูง คว้าเถาวัลย์เส้นหนึ่งแล้วโหนตัวไปคว้าจับเถาวัลย์อีกเส้นที่อยู่สูงกว่าในพริบตา เพียงโหนไม่กี่ทีมันก็สามารถโหนตัวข้ามหน้าผาไปจนลับตา ส่วนจู้หรงนั้นต้องเรียกสัตว์พาหนะมา ทั้งที่นี่ยังเต็มไปด้วยขวากหนามและเถาวัลย์ เกรงว่านกปี้ฟางซึ่งมีขนาดใหญ่โตกระทั่งจะกระพือปีกยังยาก

โฮกโฮก…” เจ้าเดียรัจฉานที่โหนตัวสูงอยู่เบื้องบน แยกเขี้ยวยิงฟันใส่จู้หรง ไม่รู้ว่ากำลังทำหน้าทะเล้นหรือยิ้มเยาะใส่จู้หรงกันแน่

จู้หรงยิ้มเย็นเดียรัจฉานก็คือเดียรัจฉาน!” ไม่ทันสิ้นเสียง เปลวไฟก็ลุกพรึบไหม้เส้นเถาวัลย์ราวกับอสรพิษเพลิง พันรัดเจ้าเดียรัจฉานและเผาไหม้ขนยาวๆ บนร่างมัน

เถาวัลย์ที่ห้อยย้อยจากหน้าผากลายเป็นเถาวัลย์เพลิงโหมลุก เจ้าเดียรัจฉานไม่กล้าคว้าจับเถาวัลย์อีก มันกระโดดกลับลงพื้นแล้ววิ่งหนีอย่างรวดเร็วราวเสียสติ ว่องไวกว่าเสือดาวตอนล่าเหยื่อ เป็นความเร็วที่เทพยังยากจะตามทัน ทว่าท่ามกลางความมืดในป่า แสงจากเปลวไฟบนร่างมันเด่นสะดุดตาราวกับดวงอาทิตย์จนยากจะหลบซ่อนได้

จู้หรงหัวร่อฮ่าๆ ไล่ตามไปด้านหลังอย่างใจเย็นไม่เร่งร้อนเจ้าเล่นตลกกับข้า ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสชาติของการถูกเล่นตลกใส่บ้าง

เจ้าเดียรัจฉานหนีพลางเสกใบไม้จำนวนมากออกมา คิดใช้อาคมดับไฟ แต่จู้หรงนั้นถูกขนานนามเป็นเทพอัคคี ไฟของเขามีหรือจะดับได้ง่ายๆ?

เนื้อหนังและกระดูกถูกไฟเผาเกรียม เจ้าเดียรัจฉานเจ็บปวดจนดึงทึ้งขนบนร่างไม่หยุดขณะแหงนหน้าคำรามร้อง ในป่าเกิดเสียงคำรามร้องของสัตว์ป่านานาชนิดดังสูงต่ำขึ้นทั่ว  กระทั่งยังมีหมาป่าและหมาจิ้งจอกโผล่ออกมาขวางทางจู้หรง ทว่าก็ต้องกลายเป็นซากดำตอตะโกไปก่อนที่จะได้เข้าใกล้ร่างของจู้หรง

ยามนั้นจู้หรงจึงเข้าใจ เสียงร้องของโซ่วหวังไม่ใช่แค่เสียงร้องที่ไร้ความหมาย มันสามารถบัญชาหมู่มวลสัตว์ มิน่าเล่ามันจึงหลบซ่อนตัวได้เก่งนัก นั่นเพราะสัตว์ทุกตัวในป่าล้วนเป็นหูเป็นตาให้มัน

เจ้าเดียรัจฉานไร้ที่หลบซ่อน เพราะมีไฟลุกติดอยู่บนร่าง มันเจ็บปวดจนความเร็วค่อยๆ ลดลงและถูกจู้หรงตามทัน จู้หรงปล่อยอาวุธอาคมแหเพลิงสลายเวทย์ดักจับเจ้าเดียรัจฉานไว้ เขายิ้มรื่นขณะเร่งความแรงไฟ เจ้าเดียรัจฉานกรีดร้องโหยหวนในแห ทว่าสัญชาติญาณเถื่อนพยศที่ไม่ยอมสยบ ทำให้มันดิ้นรนยื่นมือออกจากแหจู่โจมใส่จู้หรงอย่างไม่สนความเจ็บปวดจากไฟที่แผดเผาเนื้อหนังและกระดูก ที่ผ่านมาจู้หรงไม่เคยพบเทพหรือปีศาจที่กล้าต่อต้านเขายามติดอยู่ในแหเพลิงมาก่อน จึงประมาทถูกกรงเล็บอันแหลมคมของเจ้าเดียรัจฉานตะปบใส่ ท่อนแขนปรากฏรอยเลือดยาวห้าสาย จู้หรงบันดาลโทสะ พลิกแขนหลบแล้วออกแรงหักแขนของเจ้าเดียรัจฉาน จากนั้นก็เหยียบไปที่น่องของมันอย่างแรง สะเก็ดไฟเล็กๆ สีขาวหลายดวงผุดออกจากปลายเท้าเขาแล้วแทรกเข้าไปในผิวของเจ้าเดียรัจฉานโดยไม่ทำร้ายโดนผิวหนังมันแม้แต่น้อย ทว่ากลับเผาทำลายเอ็นเท้าของมันจนขาดออกจากกันอย่างช้าๆ

สีหน้าจู้หรงดุดันโหดเหี้ยมขณะเค้นเสียงกล่าวข้าจะค่อยๆ เผาเอ็นมือเอ็นเท้าเจ้าให้ขาด แล้วค่อยเลาะกระดูกเจ้าออกมาเผาทีละน้อย ให้เจ้าแม้กลายเป็นเถ้าถ่านก็ยังต้องจดจำความร้ายกาจของข้าจู้หรง

เจ้าเดียรัจจฉานถลึงตาจ้องจู้หรงอย่างโกรธแค้นโดยไม่ยอมสยบหรือหวาดกลัว

จู้หรงเผาเอ็นเท้าข้างหนึ่งของเจ้าเดียรัจฉานจนขาดแล้วยกขาเหยียบขยี้ไปที่ข้อมือมัน วินาทีนั้นเจ้าเดียรัจฉานพลันโถมตัวสุดแรงใช้หัวเป็นอาวุธกระแทกใส่หว่างขาของจู้หรง

ทั่วร่างของจู้หรงล้วนมีเปลวเพลิงปกคลุม มีเพียงตำแหน่งนั้นซึ่งมีความสำคัญยิ่งในแง่อื่นที่ไม่อาจฝึกให้ไฟปรากฏได้ เขารีบหลบหลีกในพลัน เจ้าเดียรัจฉานอาศัยโอกาสนั้นพลิกตัวลอยขึ้นกลางอากาศสลัดแหเพลิงออก ทว่ามันคล้ายกับเหลือเรี่ยวแรงไม่มากนัก พลิกตัวลอยไปได้ไม่ไกลก็หล่นตุบลงไปในพุ่มไม้ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

จู้หรงไล่ตามไปดูซิ เจ้าจะหนีไปที่ดะ…” คำพูดเขาชะงักค้าง

เจ้าเดียรัจฉานอาศัยพุ่มไม้พรางตาขณะมุดลงไปใต้ดิน จนเมื่อจู้หรงตามไป มันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว

นั่นเป็นกับดักที่นายพรานทำไว้ดักหมีดำ ในกับดักมีลูกกวางตัวหนึ่งพลัดตกไปติดกับ หลายวันนี้ทุกหมู่บ้านในหุบเขาต่างยุ่งกับการเตรียมส่งคนไปเป็นทาสบรรณาการ นายพรานจึงไม่มีเวลามาเก็บสัตว์ที่ดักได้ เลือดสดๆ ของกวางเป็นเหยื่อล่อให้หมาป่ามา พวกมันไม่กล้าลงมาจากด้านบน ทั้งไม่กล้าเข้าใกล้กับดัก จึงขุดรูจากด้านข้างมาขโมยกินเหยื่อ เจ้าเดียรัจฉานจึงอาศัยหลุมที่คนและหมาป่าช่วยกันขุดไว้โดยไม่ตั้งใจนี้หนีไปได้

ดูซิ เจ้าจะหนีพ้นเงื้อมมือข้าได้อย่างไร!” จู้หรงใช้พลังเทพค้นหาแต่กลับหาเจ้าเดียรัจฉานไม่พบ จึงเอะใจคิดได้ว่าเหตุใดซากกวางที่เหลืออยู่จึงกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เดียรัจฉานที่เจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกตนนี้รู้ดีถึงการประลองปัญญาและความกล้าระหว่างสัตว์ป่าและนายพราน มันเดาได้ว่าที่จู้หรงมาดักซุ่มรอมันตรงนี้ได้ ย่อมต้องเพราะบนร่างมันมีสิ่งซึ่งชักนำให้จู้หรงตามรอยมาได้ ดังนั้นขณะจะหนีมันจึงเลียนแบบนายพรานมากประสบการณ์ที่ใช้ฉี่สัตว์มากลบกลิ่นบนตัว ด้วยการฉีกซากกวางเอาเลือดมาทาตัวจนทั่วเพื่อปกปิดร่องรอยจากกลิ่นของตน

เพลิงวิเศษของจู้หรงใช้เวลาสร้างนับพันปี โดนลมโดนน้ำไม่ดับ เลือดกวางย่อมไม่อาจดับได้ ทว่าทุกสิ่งในโลกล้วนมีคู่ปรับ ธาตุทั้งห้า (ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน) ต่างเกื้อหนุนและหักล้างกันได้ เจ้าเดียรัจฉานซึ่งมีเลือดเปรอะเปื้อนทั่วกายมุดและหมอบคลานอยู่ใต้ดิน ตลอดร่างจึงถูกดินเปื้อนซ้ำ เลือดสดๆ ผสมกับดินพอดีสามารถดับไฟของจู้หรงได้ ไม่รู้ว่าเจ้าเดียรัจฉานรู้เรื่องธาตุทั้งห้าดีหรือบังเอิญลองผิดจนถูก สุดท้ายจู้หรงก็ตามรอยของเจ้าเดียรัจฉานไม่ได้อีก

จู้หรงซัดฝ่ามือออกไปอย่างโกรธเกรี้ยว ประกายไฟบินว่อนไปทั่ว พงหญ้ารอบด้านถูกไฟเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน

หลันเถียนนำขุนพลเทพที่เหลือเร่งรุดตามมา ได้ยินจู้หรงสาปแช่งด่าทอจะสับเจ้าเดียรัจฉานเป็นพันชิ้นหมื่นชิ้นก็รู้ว่าจู้หรงคงพลาดท่าเสียทีให้เจ้าเดียรัจฉานอีก จึงไม่กล้าพูดอะไร

รอจนจู้หรงสงบลง หลันเถียนจึงถามต้นสายปลายเหตุเจ้าเดียรัจฉานมือข้างหนึ่งบาดเจ็บ เอ็นเท้าข้างหนึ่งถูกเผาทำลาย ถึงหนีก็หนีได้ไม่เร็ว พวกเราค้นหาให้ดี จะต้องหามันจนพบได้แน่

จู้หรงรีบออกคำสั่งให้ค้นหาพื้นที่ทั่วทุกตารางนิ้วอย่างละเอียด สิ่งผิดปกติเพียงเล็กน้อยก็ห้ามให้รอดพ้นสายตาไปเด็ดขาด

เป็นอย่างที่หลันเถียนวิเคราะห์ เจ้าเดียรัจฉานเคลื่อนไหวไม่สะดวก ระหว่างหลบหนีระวังหน้าไม่ถึงหลังจึงเหลือเค้าร่องรอยให้ติดตาม แม้สภาพภูมิประเทศที่ซับซ้อนจะเอื้อประโยชน์ในการซ่อนตัว ทว่ากลุ่มเทพที่ตามไล่ล่ามันไม่ใช่ธรรมดา แต่เป็นขุนพลเทพที่มีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง

เจ้าเดียรัจฉานใช้ทุกวิถีทางล้วนไม่อาจสลัดหลุดการติดตามของพวกเขา

มันหลบหนีโดยไม่นอนไม่หยุดพักถึงเจ็ดวัน จนอ่อนล้าสิ้นเรี่ยวแรง บาดแผลบนร่างมีแต่จะแย่ลงเพราะไม่ได้หยุดพัก เท้าซ้ายที่ถูกจู้หรงเผาจนเอ็นขาดทวีความเจ็บปวดยิ่งขึ้น ทุกครั้งที่ขยับราวมีเปลวไฟระอุโหมขึ้นแผดเผากระดูกจนเจ็บปวด

เจ้าเดียรัจฉานแหงนมองหน้าผาสูงชันนับพันจั้ง ข้ามเขาลูกนี้ไปก็จะออกพ้นเขตจิ่วอี๋ หลายปีก่อนมันเคยไปที่นั่นมาแล้ว บางทีหากหนีไปถึงที่นั่น มันอาจสลัดขุนพลเทพที่ตามติดมาด้านหลังได้พ้น

มันสูดหายใจลึก ลากเท้าที่เอ็นขาดไปที่หน้าผาแล้วปีนไต่ ยอดเขาที่ปกติกระโดดเพียงไม่กี่ครั้งก็ข้ามพ้น ยามนี้กลับทำได้แค่ค่อยๆ เคลื่อนไปทีละคืบอย่างช้าๆ

มันคว้าจับชะง่อนหินก้อนหนึ่งซึ่งยื่นออกมา ท่อนแขนอ่อนล้าสิ้นเรี่ยวแรง มือสั่นจับได้ไม่มั่นกลิ้งตกลงไป ดีที่มีกิ่งไม้รองรับจึงไม่พลัดตก เจ้าเดียรัจฉานเหลือบมองลงไป ก้อนหินหลายก้อนที่ร่วงหล่นกระแทกพื้นแตกเป็นเสี่ยง หากมันตกลงไป ร่างของมันย่อมต้องแหลกเหลวไปด้วยอย่างแน่นอน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบาดเจ็บหรืออ่อนล้า มันจึงรู้สึกมึนหัวอยู่บ้าง มันกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็ตะเกียกตะกายปีนหน้าผาต่อ

อาศัยเท้าข้างหนึ่งมือข้างหนึ่งปีนขึ้นไปจนถึงยอดเขา มันไม่มีกระทั่งเรี่ยวแรงจะเงยหน้าขึ้น ฟุบหมอบบนยอดผาอย่างอ่อนแรง มันสูดหายใจเฮือกใหญ่ คิดแต่จะนอนให้หลับลึกไปเท่านั้น

ในป่ามีเสียงนกฮูกและหมาป่าดังขึ้น เสียงของพวกมันบ่งบอกว่ามีคนนอกบุกรุกเข้ามา จู้หรงและพวกตามมาทันอีกคราแล้ว

เจ้าเดียรัจฉานออกแรงยันตัวขึ้น เงยหน้ามองไปยังหน้าผาฝั่งตรงข้าม หากแขนของมันไม่ได้ถูกทำร้ายบาดเจ็บ เอ็นเท้าไม่ได้ถูกเผาขาด ความกว้างของหน้าผาเพียงเท่านี้ มันสามารถกระโดดข้ามไปได้อย่างง่ายดาย แต่ตอนนี้ทั่วร่างมันมีแต่บาดแผล กระทั่งแรงจะเดินเพียงก้าวเดียวยังไม่มี

ยามนี้ มันเข้าใจในที่สุดว่าตนเองไม่มีทางหนีรอด

เวลาหลายร้อยปีที่มันติดตามฝูงสัตว์ป่าหลบหนีนับครั้งไม่ถ้วน มันเห็นมามากว่านายพรานจับและสังหารพวกพ้องของมันอย่างไร ท่ามกลางการดิ้นรนระหว่างความเป็นตายครั้งแล้วครั้งเล่า มันเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอดทุกรูปแบบ ทว่าต่อให้เป็นพยัคฆ์ที่ดุร้าย หากบาดเจ็บก็ถูกนายพรานจับได้

มันสูดหายใจลึก สะกดความเจ็บปวดรุนแรงขณะคลานลุกขึ้น มือและเท้าทั้งสี่สัมผัสพื้น ทว่ามีเพียงหนึ่งมือหนึ่งขาที่ออกแรงได้ มันคืบคลานไปข้างหน้าราวกับหมาป่าที่บาดเจ็บ จนไปถึงริมหน้าผา

มันยอมกระโดดลงไปร่างแหลกเหลว ให้เลือดและเนื้อถูกแม่หมาป่านำไปเลี้ยงลูก แต่จะไม่ยอมให้หนังถูกถลกไปทำเป็นเบาะรองนั่ง หัวถูกตัดไปเป็นเครื่องประดับบ้านของนายพราน

มันแหงนหน้ามองฟ้า ท้องฟ้าเป็นสีดำคราม จันทร์เต็มดวงสุกสกาว หลายร้อยปีที่ผ่านมามันมีพวกพ้องมากมายนับไม่ถ้วน แต่ก็ตายไปฝูงแล้วฝูงเล่า ท่ามกลางป่าเขา การมีชีวิตอยู่ในตอนเช้าตายไปในตอนค่ำเป็นเรื่องปกติ มันเริ่มต้นจากแย่งอาหารจากสัตว์อื่นไม่ได้จนกลายมาเป็นเจ้าป่าในวันนี้ ไม่เหลืออะไรให้มันต้องเสียใจ ทว่านี่เป็นฤดูใบไม้ผลิที่มักจะทำให้มันกระสับกระส่ายโดยไม่รู้สาเหตุ

เสียงนกฮูกกรีดร้องดังขึ้น มันหลับตากระโดดลงไป

สายลมพัดผ่านหูตามความเร็วของร่างที่ร่วงหล่นราวบทเพลงส่งวิญญาณ อาจเพราะมองไม่เห็น ประสาทรับรู้กลิ่นของมันจึงเฉียบคมเป็นพิเศษ บางทีมันคงยังอาลัยชีวิตอยู่ ทุกกลิ่นในอากาศมันจึงล้วนแยกแยะออกได้อย่างชัดเจน กลิ่นหอมที่ขจรขจายเป็นกลิ่นของดอกไม้ที่เบ่งบานรอการผสมพันธุ์ กลิ่นคาวหอมหวานอ่อนๆ เป็นกลิ่นที่สัตว์ป่าลากซากสัตว์ซึ่งล่าได้กลับรังไปเลี้ยงดูลูกน้อย กลิ่นหอมของนมซึ่งคล้ายมีคล้ายไม่มี เป็นกลิ่นของตัวอ่อนที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน ยังมีกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยกลิ่นหนึ่งที่มันจำแนกไม่ออกลอยมาตามสายลม กลิ่นของอะไรบางอย่างที่หอมสดชื่นและอบอุ่นอย่างประหลาด ทำให้ร่างของมันเร่าร้อนกระสับกระส่าย

ขณะที่มันกำลังสงสัยว่ากลิ่นที่มันจำแนกไม่ออกซึ่งลอยมาจากในป่านั้นเป็นกลิ่นของสิ่งใด พลันก็ได้ยินเสียงหัวเราะใสเสนาะหูราวระฆังเงินดังลอยมาพร้อมสายลมฤดูใบไม้ผลิ มันสะดุ้งยื่นมือไปคว้ากิ่งไม้ไว้ได้ตามสัญชาตญาณ ด้วยสัญชาตญาณที่เพาะสร้างมาหลายร้อยปี ร่างของมันพลิกม้วนไปห้อยอยู่บนกิ่งไม้อย่างรวดเร็วเป็นธรรมชาติ

กลางลำธารในหุบเขา มีก้อนหินรูปทรงประหลาดเรียงรายซ้อนกันอยู่ทั่ว ธารน้ำไหลหลาก พื้นที่สองฝากของหุบเขามีทั้งแคบทั้งกว้าง บัดเดี๋ยวธารน้ำจึงเชี่ยวกราก บัดเดี๋ยวก็ไหลเอื่อย  ดรุณีน้อยชุดเขียวนางหนึ่งเดินเข้ามาในหุบเขา มือข้างหนึ่งถือรองเท้า ข้างหนึ่งเลิกชายกระโปรง เขย่งเท้ากระโดดไปมาบนก้อนหินกลางลำธารพร้อมรอยยิ้ม แสงจันทร์วับแววสะท้อนสายน้ำส่องกระทบปลายเท้าเปลือยเปล่าขาวพิสุทธิ์ประดุจหิมะของนาง ร่างของนางพลิ้วไหวลอยล่องราวภูตวารี งดงามเหมือนภาพฝันราวภูตบุปผา

นั่นเป็นช่วงที่ดอกท้อกำลังเบ่งบาน ใต้แสงจันทร์สองฝากของหน้าผามีต้นท้อออกดอกบานสะพรั่งงามเด่นตระการตาราวกับภาพฝัน เห็นชัดว่าดรุณีชุดเขียวตกหลุมรักในทัศนียภาพของสถานที่แห่งนี้ นางย่อตัวบนก้อนหินใหญ่กลางลำธารวักน้ำแล้วลุกขึ้น ปลดปิ่นปักผม สยายผม แก้สายรัดเอว ถอดเสื้อ เปลือยกายกระโดดลงในลำธารราวกับมัจฉาเริงร่ายในสายน้ำ บัดเดี๋ยวดำผุด บัดเดี๋ยวทะลึ่งพรวด หรือไม่ก็นอนลอยตัวบนสายน้ำพลางฮัมเพลงอย่างสุขใจ ปล่อยให้ดอกท้อโปรยปรายสัมผัสต้องกายนางอย่างอ่อนโยน

กลิ่นไม่คุ้นเคยในอากาศเข้มข้นขึ้น อะไรประหลาดบางอย่างทำให้ร่างกายของมันสั่นไหว กระสับกระส่าย ทว่าก็มีทั้งความตื่นเต้นและยินดีแฝงปนมาด้วย

เสียงร้องของนกฮูกโหยหวนขึ้นทุกที จู้หรงกำลังตามรอยใกล้เข้ามา เจ้าเดียรัจฉานรู้สึกเลือนราง ลืมเลือนสิ้นทุกสิ่ง ความงามของดอกท้อต้องแสงจันทร์ใต้หุบเขาที่เบื้องหน้าเป็นราวกับดอกไม้ป่าดอกแรกในดินแดนอันรกร้าง เป็นราวกับเสียงสายฟ้าแรกในฤดูใบไม้ผลิหลังฤดูแล้ง ทำให้บางสิ่งที่ทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยในใจมันพลันเอ่อทะลักล้นออกมา

หลายร้อยปีมานี้ทุกฤดูใบไม้ผลิจู่ๆ นิสัยของพวกสัตว์ป่าก็จะพลันเปลี่ยนไป ไม่ว่ามันจะไปที่ใด ก็จะเห็นพวกสัตว์อยู่กันเป็นคู่ ในช่วงเวลานั้นพวกพ้องที่สนิทสนมกับมันที่สุดก็ยังแยกเขี้ยวคำรามใส่มัน ขู่เตือนให้มันออกห่าง และทิ้งมันไปโดยไม่ลังเล มันไม่เข้าใจ ทั้งยังสงสัย จึงวิ่งสำรวจไปทั่วเพียงลำพัง ทว่ายิ่งดูก็ยิ่งสับสน มันไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้านกน้อยตัวงามจึงยืดอกหน้ารังที่มันสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน ชูขนหางหลากสีขณะครวญเพลงให้นกอีกตัวอย่างเจียมตน เพื่ออ้อนวอนขอให้อีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในรังที่มันสร้างขึ้น ทั้งไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าจิ้งจอกขนแดงที่เจ้าเล่ห์และใจแคบจึงมอบไก่ที่มันแอบขโมยจากหมู่บ้านให้จิ้งจอกอีกตัว มันผลักไก่ไปเบื้องหน้าอย่างคะยั้นคะยอ ทั้งร้องทั้งกระโดด อ้อนวอนขอให้อีกฝ่ายกินไก่ ยิ่งไม่เข้าใจว่าพยัคฆ์ขาวที่ปกติไปมาเพียงลำพัง เหตุใดจึงกล้าต่อสู้กับพยัคฆ์ใหญ่หลายตัวจนบาดเจ็บไปทั้งร่างก็ไม่ยอมถอยหนี เพียงเพื่อปกป้องพยัคฆ์เพียงตัวเดียว

ท่ามกลางความเงียบเหงา โดดเดี่ยวและสับสน มันมักรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ที่ไหนสักแห่งที่เบื้องหน้า ขอเพียงมันคว้าจับเอาไว้ได้ มันก็จะเข้าใจ เข้าใจว่าทำไมพวกมันจึงได้มีความสุขปานนั้น เข้าใจว่ามันเป็นอะไร เข้าใจถึงความหมายของฤดูใบไม้ผลิ เข้าใจว่าทำไมมันจึงรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย แต่ไม่ว่ามันจะพยายามคว้าจับเท่าไร ก็ไม่อาจคว้าจับไว้ได้

ตอนนี้มันเข้าใจแล้ว ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ชีวิตกำลังสุกงอมเต็มที่ สรรพสิ่งล้วนต้องการสืบพันธุ์ มันก็เป็นเหมือนกับสัตว์ทั้งหลายในป่าที่พอเห็นตัวเมียก็เข้าใจ

ดรุณีในลำธารนางนี้ ทำให้สัญชาตญาณที่หลับลึกในจิตวิญญาณของมันตื่นขึ้น

มันอยากอุ้มนางไปที่รังบนต้นไม้ พานางไปที่ถ้ำในหุบเขา ครวญเพลงดุจเดียวกับนกตัวนั้นเพื่อบอกกับนาง รังที่มันสร้างทั้งมั่นคงและปลอดภัย สามารถป้องกันภัยจากนกอินทรี ปกป้องไข่ที่นางจะฟูมฟัก มันอยากจะจับกระต่ายที่รสชาติโอชะที่สุดมอบให้ที่เบื้องหน้านาง กัดเอาส่วนอกที่นุ่มและอุดมที่สุดมอบแก่นาง อ้อนวอนขอให้นางกินมันดุจเดียวกับจิ้งจอกขนแดงตัวนั้น มันอยากจะวนฉี่ให้ทั่วทุกที่รอบลำน้ำ ที่ต้นไม้ทุกต้น ก้อนหินทุกก้อน เพื่อทิ้งกลิ่นของมันไว้ ประกาศให้สัตว์และนายพรานทั้งหลายรู้ว่านี่คืออาณาเขตของมัน นางจะได้เล่นระเริงและหากินอยู่ที่นี่ได้อย่างอิสระ มันจะไม่อนุญาตให้ผู้ใดมาทำร้ายนางได้ หากมีใครกล้าก้าวเข้ามาในอาณาเขตของมันคุกคามนาง มันก็จะเป็นเหมือนกับพยัคฆ์ขาวตัวนั้นต่อสู้กับพวกมันจนตายกันไปข้าง

ความคิดที่ถาโถมเป็นราวสายฟ้าแลบปลาบที่พาดผ่านท้องฟ้ายามมืดมิดครั้งแล้วครั้งเล่า ใจที่เลอะเลือนอ้างว้างพลันสว่างไสว

ฤดูใบไม้ผลิ ที่แท้นี่ก็คือฤดูใบไม้ผลิ!

มันแหงนหน้ากู่ร้องต่อดวงจันทร์ เสียงร้องสูงทอดยาวทำให้สัตว์ทั้งหลายในป่าหมอบราบด้วยความหวั่นเกรง ป่าพลันเงียบราวป่าช้า ความเงียบนั้นทำลายความสงบของลำธารในหุบเขา ดรุณีในน้ำเงยหน้ามองไปบนหน้าผา แต่เพราะระยะทางค่อนข้างไกลจึงเห็นเพียงเงาดำของสัตว์ป่าคล้ายหมาป่าคล้ายพยัคฆ์ตัวหนึ่งยืนอยู่บนยอดผา ด้านหลังมันคือดวงจันทร์กลมโตดวงใหญ่ มันแหงนหน้ากู่ร้องราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางดวงจันทร์ ขนบนแผงคอมันตั้งชูชันแผ่บารมีน่าเกรงขาม

บางทีคงเพราะอยู่ไกลถึงก้นหุบเขา หญิงสาวจึงไม่กลัว นางกลับหัวเราะเบาๆ ขณะกางแขนตีบนผิวน้ำทำให้ดอกท้อแดงกับหยดน้ำกระจายลอยขึ้นผสานกับเสียงกู่ร้องของสัตว์ป่า จากนั้นก็เริงระบำอย่างสนุกสนานท่ามกลางคลื่นน้ำและดอกไม้ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง เดี๋ยวหมุนตัวเดี่ยวย่อตัว ราวกับกำลังเต้นระบำดอกท้อใต้แสงจันทร์มอบแด่เจ้าเดียรัจฉาน

เจ้าเดียรัจฉานหยุดมองนางอย่างเศร้าสร้อย จากนั้นก็หันกายไปอย่างเด็ดเดี่ยว ขณะกระโดดลงจากหน้าผา มันลากเท้าเดินไปในทิศตรงข้ามซึ่งไกลจากลำธารในหุบเขาอย่างทุลักทุเล ตลอดทางไม่เพียงไม่ปกปิดร่องรอย แต่กลับหยุดนิ่งหลายคราเพื่อเงี่ยหูฟังให้แน่ใจว่าจู้หรงและพวกได้ออกห่างจากลำธาร และกำลังตามรอยของมันมา

ในฤดูใบไม้ผลิที่ดอกไม้ป่าออกดอกงดงาม นกน้อยและผีเสื้อโบยบิน ความเงียบเหงาโดดเดี่ยว รวมทั้งความสับสนไม่เข้าใจในหลายร้อยปีได้มลายหายไป ทว่าในยามที่มันเพิ่งเข้าใจว่าในฤดูใบไม้ผลิที่งดงามสมควรทำสิ่งใด มันกลับไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ถึงฤดูใบไม้ผลิหน้า สิ่งเดียวที่มันทำได้ก็คือไม่ให้นางถูกทำร้าย

บทที่สอง พลัดสู่ห้วงโลกียะ

สองร้อยปีให้หลัง เขาเสินหนง

เขาเสินหนงเป็นเขาซึ่งเชื้อพระวงศ์เผ่าเสินหนงพำนักอาศัย ตั้งอยู่ตอนกลางของแคว้นเสินหนง รายล้อมด้วยแม่น้ำสี่สาย ภูเขาเก้าลูก ดอยยี่สิบแปดดอย ดอยจื่อจินอันเป็นดอยที่สูงที่สุดเป็นสถานที่พำนักและว่าราชการของเหยียนตี้

หลายปีนี้เพราะเหยียนตี้หมกมุ่นทุ่มเทกับเรื่องสมุนไพรและการแพทย์ งานเมืองหรือเรื่องน้อยใหญ่จึงถูกส่งมอบให้องค์ชายอวี๋หวั่งดูแลจัดการ อวี๋หวั่งเป็นบุตรชายโทนของเหยียนตี้ มีพลังเทพไม่สูงนัก กระทั่งยังไม่ติดหนึ่งในร้อยอันดับแรกของเผ่า ทว่าเป็นผู้มีคุณธรรม จิตใจกว้างขวาง กระทำเรื่องราวใดล้วนอารีมีเมตตา เป็นที่รักสนับสนุนของเหล่าขุนนางและเจ้าครองแคว้นทั้งหลายอยู่มาก

วันนี้หลังว่าราชการเสร็จ อวี๋หวั่งไม่ได้ลงจากเขา เขาสลัดผู้ติดตามขึ้นขี่สัตว์พาหนะมุ่งไปยังเขตหวงห้ามดอยเฉ่าอาว

สองร้อยปีก่อน ดอยเฉ่าอาวถูกเหยียนตี้ประกาศให้เป็นเขตหวงห้าม ทว่าอวี๋หวั่งกลับชำนาญเส้นทางเป็นอย่างดี เขาบังคับสัตว์พาหนะให้หยุดลงตรงที่ว่างลับตา แหวกพงหนามและหญ้ารกไปยังชะง่อนหินตรงหน้าผาแล้วปีนขึ้นไป

ที่ยอดดอยมีกระท่อมสร้างติดอยู่ริมผา ภายในไร้ผู้คน นอกกระท่อมเมฆหมอกลอยล่องสุดลูกหูลูกตา ขณะที่เบื้องหน้าไม่ไกลนักคือหน้าผาสูงชัน ริมหน้าผามีต้นสนเขียวเข้มขึ้นเป็นแนวระเกะระกะ ลิงกังหูขาวหลายตัวกำลังกัดกินผลไม้ป่ากันอย่างเอร็ดอร่อย เหยี่ยวเล็กสองตัว ตัวหนึ่งบินหน้า ตัวหนึ่งบินหลัง ทยอยบินร่อนลงมาเกาะบนกิ่งไม้แล้วกู่เสียงร้อง

อวี๋หวั่งยืนอยู่ริมผามองไปยังทะเลหมอก ขณะรอคอยอย่างเงียบๆ สักพักให้หลังจึงพูดกับลิงกังและนกเหยี่ยวว่าเกรงว่าตอนที่ข้าอยู่บนฟ้า พวกเจ้าคงส่งข่าวบอกชือโหยวแล้ว ไฉนจึงยังไม่เห็นเขาอีกเล่า?”

ลิงกังแทะผลไม้ป่า นกเหยี่ยวจิกแต่งขน เห็นชัดว่าไม่เข้าใจภาษา ไม่อาจตอบคำถามของอวี๋หวั่ง แต่ที่ใต้หน้าผากลับมีเสียงตอบดังลอยมาว่าข้าไม่ได้กลิ่นหอมของสุรา ย่อมต้องมาช้า

ลมพัดโชยวูบ ไอชื้นทบทวี เมฆหมอกกระเพื่อมไหวราวกับม่านไหมปกคลุมทั่วทั้งสี่ทิศ ต้นสนพลิ้วสั่น เงาของชะง่อนผาตกทอดทั่วบริเวณเกิดเป็นภาพที่พร่ามัวเลือนราง เงาแดงประดุจโลหิตสายหนึ่งเป็นราวอาทิตย์เจิดจ้าโผล่มาท่ามกลางทะเลหมอก ลอยเนิบมาตรงหน้าอวี๋หวั่งดุจไม่อนาทรร้อนใจ ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นกลับรวดเร็วยิ่ง

รอจนเงาแดงร่อนลง เมฆหมอกสลายไป เห็นบุรุษร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งยืนอยู่อย่างเกียจคร้าน เสื้อผ้ายับย่น ผมเผ้าสยายยุ่งเหยิง ตลอดร่างเผยให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจ ทว่าดวงตากลับคมกล้าไม่ธรรมดา อวี๋หวั่งซึ่งมีศักดิ์ฐานะสูงส่งยังต้องก้มศีรษะลงเล็กน้อยหลบสายตาเขา

บุรุษชุดแดงก็คือชือโหยวที่อวี๋หวั่งกำลังรออยู่ พอเขาเห็นอวี๋หวั่งมามือเปล่าก็บ่นว่าไม่ได้นำสุรามา แล้วท่านแอบเข้าเขตหวงห้ามมาหาข้าด้วยเหตุใด?”

อวี๋หวั่งยิ้มกล่าวหากเจ้าช่วยข้าตรวจสอบเรื่องๆ หนึ่งได้สำเร็จ ข้าจะแอบไปขโมยสุราบรรณาการซึ่งเป็นของชั้นเลิศที่เก็บอยู่ในห้องใต้ดินในตำหนักเสด็จพ่อมาให้เจ้า

ท่านมีผู้ใต้บัญชาฝีมือเยี่ยมมากมาย ข้าจะช่วยอะไรท่านได้?”

ได้ยินว่าจู้หรงโลภอยากได้แหล่งเพลิงจากเขาป๋อฟู่ ทั้งยังนำเอายอดเขาทั้งลูกมาเป็นเตาฝึกวิชา จนรอบรัศมีหลายร้อยลี้ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นแม้สักต้น ราษฎรแคว้นป๋อฟู่อยู่มิสู้ตาย ทว่าตลอดเวลากลับไม่มีขุนนางคนใดกล้าถวายรายงานต่อเสด็จพ่อ ข้าจึงคิดส่งเทพไปตรวจสอบเรื่องนี้ให้แน่ชัด หากเป็นเรื่องจริง จะได้รีบทูลรายงานเสด็จพ่อให้ทรงตำหนิและรับสั่งให้จู้หรงทำลายเตาฝึกวิชานั้นทิ้งเสีย เรื่องมิได้ใหญ่โต แต่เจ้าก็รู้ จู้หรงมีนิสัยใจร้อนวู่วาม อารมณ์รุนแรง จะมีเทพสักกี่ตนที่กล้าล่วงเกินเขา ข้าคิดไปคิดมาก็มีแต่เจ้าที่ไม่กลัวเขา

ชือโหยวส่งเสียงดังสองครั้ง ลิงกังหูขาวตัวหนึ่งกระโดดขึ้นมาที่ยอดผา ประคองผลไม้ป่าสีแดงสดหลายลูกส่งให้ตรงหน้าชือโหยวอย่างนอบน้อม ชือโหยวคว้าผลไม้ป่าโยนใส่ปาก แล้วกล่าวเสียงอู้อี้ว่าข้าไม่กลัวเขา ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมไปหาเรื่องเขา ความแค้นระหว่างข้ากับเขาเท่าที่มีอยู่ก็มากพอแล้ว ท่านน่าจะรู้ที่อาจารย์ประกาศให้ที่นี่เป็นเขตหวงห้าม ก็เพราะไม่ต้องการให้จู้หรงเจอกับข้า ด้วยเกรงเขาจะควบคุมตนไม่ได้แล้วสังหารข้า

อวี๋หวั่งรู้นิสัยชือโหยวดีว่าชอบไม้นวมไม่ชอบไม้แข็ง เขาทั้งค้อมตัวทั้งประสานมือคารวะด้วยใบหน้าอมทุกข์ งัดฝีมือออกมาใช้อย่างเต็มที่พี่น้องอันประเสริฐ เจ้าก็ช่วยข้าเถิด

ชือโหยวยิ้มส่ายหน้าเอาเถิด เอาเถิด เอาเถิด! ข้าจะช่วยไปเขาป๋อฟู่ให้ท่านสักครั้ง

เมื่อเห็นชือโหยวรับปาก อวี๋หวั่งกลับไม่วางใจขึ้นมาระมัดระวังด้วย เพียงแอบสืบให้รู้ว่าข่าวลือเป็นจริงหรือเท็จก็พอ เรื่องอื่นปล่อยให้ข้าเป็นผู้จัดการ อย่าได้ปะทะซึ่งหน้ากับจู้หรงอย่างเด็ดขาด ยังมี เจ้าก็หวีผมแต่งตัวเสียหน่อย ด้านนอกเป็นสถานที่ซึ่งมนุษย์อยู่อาศัย ไม่เหมือนบนภูเขา อย่าได้ทำให้ผู้คนไม่รู้เรื่องรู้ราวเหล่านั้นต้องตกใจ…”

ชือโหยวย่นคิ้วดีดผลไม้ป่าลูกหนึ่งส่งเข้าปากอวี๋หวั่ง แล้วพุ่งตัวกระโดดลงทางหน้าผา พริบตาก็หายไปท่ามกลางทะเลเมฆ อวี๋หวั่งอ้าปากค้าง ชะงักนิ่งไปชั่วครู่ จากนั้นก็ยิ้มเคี้ยวผลไม้ป่าขณะจากไป

พื้นที่ร้างนอกแดนป๋อฟู่ ชือโหยวสองเท้าสัมผัสผืนดินยืนนิ่งแหงนหน้าดูฟ้าขณะสำรวจหาพลังเพลิงวิเศษที่ไหลเวียนอย่างท่วมท้น ทั้งยังสัมผัสได้ถึงเสียงร้องไห้ดิ้นรนกระเสือกกระสนของสรรพสิ่ง จู้หรงมาฝึกวิชาอยู่ที่นี่จริงดังคาด

เขาไม่คิดว่าจู้หรงทำอะไรผิด เดิมโลกนี้ผู้แข็งแกร่งย่อมกลืนกินผู้อ่อนแอ อวี๋หวั่งใจดีและใจอ่อนเกินไป จึงมักชอบสอดมือยุ่งเกี่ยวไปทั่ว แต่หากอวี๋หวั่งไม่มีนิสัยเสียเช่นนี้ คงไม่ไล่ตามเขาเพื่อพากลับเขาเสินหนงท่ามกลางคืนฟ้าพร่างดาว และก็คงจะไม่มีชือโหยวในวันนี้

เขาเก็บพลังวิเศษพลางหันหน้ากลับอย่างไม่ใส่ใจ แต่แล้วก็กลับเห็น

ที่ข้างทางซึ่งมีสายลมโชยพัด ดรุณีชุดเขียวนางหนึ่งเยื้องกรายมาท่ามกลางแสงสีชมพูยามสนธยา รอบด้านรกร้างเป็นป่าชัฏมืดครึ้ม ทว่านางกลับดูสดใสมีชีวิตชีวาราวกับดอกไม้ป่าที่แย้มบานรับลมบนยอดผา

สายลมพัดผมนางตลบขึ้น นางกวาดสายตามองไปโดยรอบ กระทั่งมองเห็นเขาจึงเผยรอยยิ้มออกมา พริบตานั้น อาทิตย์อัสดงพราวแสง สนธยางามเจิดจ้า เส้นทางสายเก่าที่ขมุกขมัวด้วยหมอกควันคล้ายมีต้นท้อออกดอกเบ่งบานนับพันนับหมื่นต้น ก่อให้เกิดสีสันงดงามจับตา กลีบดอกและเกสรโปรยปรายปลิวว่อนล้อสายลม

ในใจของชือโหยวเต็มไปด้วยสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิ ทว่าสีหน้ากลับดูชืดชาแห้งแล้งประดุจผืนดินที่เหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า เขากวาดตามองเลยดรุณีชุดเขียว ขณะเร่งเท้าเดินผ่านนางไป เตรียมตัวจะกลับเขาเสินหนง สองร้อยปีที่ผ่านมา จากสัตว์เดียรัจฉานตัวหนึ่งเขาเรียนรู้การเป็นคน สิ่งที่เขารู้ซึ้งเป็นอย่างแรกคือความป่าเถื่อนโหดร้ายของมนุษย์มักซุกซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้ม เขาจึงเรียนรู้ที่จะใช้รอยยิ้มปกปิดความป่าเถื่อนโหดร้ายของตนเป็นอันดับแรก เขาไม่คิดอยากสำรวจความหมายเบื้องหลังรอยยิ้มของนาง

ทว่าดรุณีชุดเขียวกลับเร่งฝีเท้าตามมายิ้มก่อนกล่าวว่าคุณชาย ไม่ทราบแคว้นป๋อฟู่ไปอย่างไร?”

เขาหยุดเท้าเงียบไปนานไม่ตอบคำ ไม่หันหนี แต่ก็ไม่ได้เดินจากไป เพียงแค่ยืนนิ่งมองแสงตะวันสีแดงฉานยามพลบค่ำที่ขอบฟ้าด้วยสีหน้าเย็นชา  ในดวงตาฉายแววขัดขืนเล็กน้อย

หญิงสาวงุนงงไม่เข้าใจ จึงดึงชายแขนเสื้อชือโหยวเบาๆ พลางกล่าวคุณชาย? ท่านไม่สบายหรือ?” นางไม่รู้เลยว่าที่นางรั้งไว้อาจเป็นเคราะห์หนักถึงชีวิต

ประเสริฐ ดูโฉมหน้าที่แท้จริงของนางเสียให้รู้ชัด! วินาทีที่หันมา ชือโหยวเปลี่ยนใจ ทั้งยังปรับเปลี่ยนสีหน้าใหม่ เขายิ้มทะเล้นกล่าวพอดีข้าเป็นชาวป๋อฟู่ แม่นางเอ่อ หากคุณหนูไม่รังเกียจ จะร่วมทางไปด้วยกันก็ได้

ประเสริฐยิ่ง ข้าชื่อซีหลิงเหิง เป็นคนบ้านนอกไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไม่ต้องมากพิธีรีตอง เรียกข้าว่าอาเหิงก็พอ

ชือโหยวพิศมองซีหลิงเหิงชั่วครู่แล้วจึงกล่าวช้าๆข้าชื่อชือโหยว

อาเหิงกับชือโหยวร่วมทางไปด้วยกัน รุ่งขึ้นเมื่อเดินทางถึงเมืองป๋อฟู่ก็หาโรงเตี๊ยมพัก

เขาป๋อฟู่ซึ่งเห็นแต่ไกลมีเปลวไฟพวยพุ่ง ส่องจนท้องฟ้าสว่างไสว ไม่ว่าจะกลางวันกลางคืนต่างมีแสงสว่างวูบวาบพร่าตา

เพราะความที่ร้อนมาก เสี่ยวเอ้อร์ในร้านจึงพากันนั่งอยู่อย่างหมดอาลัยตายอยาก เห็นหนึ่งหญิงหนึ่งชายเดินคู่กันเข้ามา ฝ่ายชายสวมชุดยาวสีแดงที่เก่าจนเปลี่ยนสี ท่าทางตกอับยากไร้ พวกเขากระทั่งลุกขึ้นต้อนรับยังขี้เกียจ จึงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น

ชือโหยวตะโกนขึ้นเอาน้ำมาเร็ว หิวน้ำจะตายแล้ว!”

เสี่ยวเอ้อร์กลอกตาอย่างดูแคลนพร้อมชูมือที่แบออกห้านิ้วน้ำสะอาดหนึ่งกาห้าเหรียญหยก!” ความหมายคือเจ้ามีปัญญาดื่มหรือไม่?

ชือโหยวกลอกตากลับด้วยความไม่พอใจ ไม่มีปัญญาดื่มจริงเสียด้วย! เขาหันไปทำหน้าเป็นมองซีหลิงเหิง ตลอดทางที่มาด้วยกันเขากินดื่มไม่เคยจ่ายเงินจนซีหลิงเหิงเห็นเป็นเรื่องปกติ นางหยิบเงินจากถุงเงินออกมานับ นับได้ห้าเหรียญหยกพอดี

จะดื่มแต่น้ำไม่กินข้าวไม่ได้ชือโหยวกล่าวอย่างเอาใจใส่

เช่นนั้นท่านมีเงิน…” ซีหลิงเหิงพูดยังไม่ทันจบ ชือโหยวก็แบมือแล้วกระดิกนิ้วไปยังตุ้มหูหยกบนหูนางใช้พวกมันเถอะ แม้เนื้อหยกจะไม่ดีนัก แต่ก็น่าจะแลกข้าวกินได้สักมื้อ

ซีหลิงเหิงยิ้มแห้งขณะปลดตุ้มหูวางบนมือชือโหยว

เสี่ยวเอ้อร์รีบเก็บเหรียญหยกและตุ้มหูไปอย่างไม่รอช้า ก่อนไปยังกลอกตาใส่ชือโหยวอย่างดูแคลน เขาเคยเห็นพวกหน้าด้านหน้าทนมามาก แต่ไม่เคยเห็นใครที่หน้าด้านหน้าทนปานนี้!

หลังจากเสี่ยวเอ้อร์ยกน้ำและอาหารมา ชือโหยวก็รีบเทน้ำให้ตัวเองดื่มก่อนแก้วหนึ่ง ขณะที่ซีหลิงเหิงขมวดคิ้วมองไปยังภูเขาเพลิงซึ่งอยู่ตรงหน้าแต่ไกล

ชือโหยวค่อยๆ จิบน้ำในแก้ว ขณะหรี่ตามองซีหลิงเหิง แววตาซ่อนประกายประดุจเสือดาวที่เพิ่งตื่นเฝ้ามองเหยื่ออย่างเกียจคร้าน

ซีหลิงเหิงคล้ายรู้ตัวจึงหันหน้ามาเห็นชือโหยวกำลังแอบเทน้ำแก้วใหม่อยู่

ชือโหยวถูกนางจับได้ก็ปะเหลาะยิ้มถามจะดื่มหรือไม่?” พลางยื่นน้ำส่งให้ตรงหน้า

ซีหลิงเหิงส่ายหน้าอย่างคนใจเย็นท่านดื่มไปเถิด!”

ซีหลิงเหิงเรียกหาเสี่ยวเอ้อร์ข้าได้ยินว่าแคว้นป๋อฟู่ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านอยู่กันอย่างสงบสุขร่มเย็น เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ได้?”

หลายสิบปีก่อนแคว้นป๋อฟู่ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่เขาป๋อฟู่เกิดมีเปลวไฟพวยพุ่ง สภาพอากาศนับวันยิ่งแห้งแล้ง น้ำก็น้อยลงทุกที ทุกวันคนจะตีกันแย่งน้ำ ที่นี่น้ำมีค่ายิ่งกว่าชีวิตคน!” เสี่ยวเอ้อร์เหลือบมองไปยังเปลวไฟที่ขอบฟ้าแวบหนึ่ง พลางถอนใจกล่าวผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าเปลวไฟบนเขาป๋อฟู่เป็นเปลวไฟที่เทพบนสวรรค์จุดขึ้นเพื่อลงโทษพวกเรา แต่ที่แท้พวกเราทำสิ่งใดผิดกัน?”

ชายชราเคราแพะอายุประมาณหกสิบปีคนหนึ่งสะพายซอสามสายเดินเข้ามาในโรงเตี้ยม ใบหน้าแดงก่ำ หน้าผากมีเหงื่อผุดเต็ม กล่าวเสียงสั่นเทิ้มกับเสี่ยวเอ้อร์ว่าพี่ชายน้อย ได้โปรดทำทานน้ำให้ข้าสักคำเถิด

เสี่ยวเอ้อร์พบเห็นเรื่องเช่นนี้มาจนชิน จึงชักสีหน้าใส่ชายชราอย่างไม่ไยดี ชายชราค้อมเอวก้มหลังอ้อนวอนแขกที่มีอยู่น้อยนิดในร้านแขกท่านใดพอจะทำทานน้ำสักคำได้หรือไม่?”

ทุกคนต่างเบือนหน้าหนี

ท่านมานั่งตรงนี้เถิด!”

ชายชรารีบปราดมาที่ข้างโต๊ะ ซีหลิงเหิงตั้งท่าจะรินน้ำให้ชายชรา แต่ชือโหยวคว้ากาน้ำไว้แน่น ขณะส่งสายตาบอกใบ้ซีหลิงเหิงไม่หยุดว่าพวกตนหมดเงินแล้ว ซีหลิงเหิงคว้ากามา ชือโหยวก็ดึงกลับ กาน้ำเดี๋ยวไปทางซ้ายเดี๋ยวมาทางขวา ลูกตาของชายชราก็มองตามไปซ้ายขวา

ซ้ายๆ ขวาๆ   ซ้ายๆ ขวาๆ

หลายรอบเข้า ดวงตาของชายชราก็พร่าพราง จนแทบจะหมดสติล้มไป

ซีหลิงเหิงตีชือโหยวอย่างแรงทีหนึ่ง เขาจึงยอมปล่อยมืออย่างไม่เต็มใจ ชายชราค่อยผ่อนลมหายใจนั่งลงอย่างอ่อนแรง

ชายชราดื่มน้ำลงท้องไปแก้วหนึ่ง สีหน้าจึงค่อยดีขึ้น เขากล่าวขอบคุณซีหลิงเหิงขอบคุณคุณหนูที่ช่วยต่อชีวิต เราผู้เฒ่าไม่มีทรัพย์สินติดตัว ได้แต่สีซอเล่าเรื่องพิสดารให้คุณหนูฟังเพื่อแสดงความขอบคุณเขาปรับสายซอ ทำคอให้โล่งพอดีเมื่อครู่ได้ยินคุณหนูถามถึงเปลวไฟที่เขาป๋อฟู่ เราผู้เฒ่าจึงขอเสี่ยงตายเล่าความจริงให้คุณหนูฟัง ความจริง เปลวไฟที่เขาป๋อฟู่มิใช่เปลวไฟลงทัณฑ์จากสวรรค์ แต่เป็นเปลวไฟที่เทพอัคคีจู้หรงหักหาญจุดขึ้นอย่างไร้เหตุผล เพราะเขาป๋อฟู่กับแหล่งเพลิงใต้ดินเชื่อมต่อกันจึงมีพลังเพลิงอันอุดม เพื่อฝึกพลังเพลิงวิเศษของตนจู้หรงจึงดึงเอาเปลวเพลิงขึ้นมาทำให้เขาทั้งลูกกลายเป็นเตาฝึกวิชาของตน หมู่บ้านใกล้เคียงที่เดิมเคยอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบ มาบัดนี้เพื่อแย่งน้ำดื่มถึงกับทะเลาะเบาะแว้งกันไม่หยุดหย่อน ชายฉกรรจ์ถ้าไม่ตายด้วยคมมีดคมขวาน ก็พิการแขนขาดขาขาด คนที่พอมีลู่ทางต่างย้ายหนีไปที่อื่น ที่เหลืออยู่ล้วนเป็นแม่ม่ายลูกกำพร้า ไม่ก็ต้นไม้ใบหญ้าที่ไร้แขนไร้ขา หนีไปที่ใดไม่ได้…”

ชือโหยวชิงตัดบทชายชรา สีหน้าเต็มไปด้วยความหวั่นเกรงอย่าได้พูดอีกเลย! ห้ามวิพากษ์วิจารณ์เผ่าเทพ ท่านไม่อยากมีชีวิต แต่พวกเรายังอยากมีชีวิต!”

ชายชราพิศมองซีหลิงเหิงนิ่งไม่พูดจา คล้ายกำลังรอคอยสิ่งใด สักพักจึงเก็บซอแล้วจากไปอย่างเงียบงัน

ซีหลิงเหิงทอดตามองไปยังภูเขาเพลิงพลางนิ่งครุ่นคิด ไฟนั้นดับไม่ยาก แต่จู้หรงยากจะรับมือ! จู้หรงเป็นยอดฝีมือติดสิบอันดับแรกของเผ่าเทพ เล่าลือว่าเขามีจิตใจคับแคบ เจ้าคิดเจ้าแค้น หากดับเตาฝึกวิชาของเขา เกรงว่าคงต้องชดใช้ด้วยชีวิต

ชือโหยวยื่นหน้าไปกระซิบที่ข้างหูซีหลิงเหิงข้าว่าตาเฒ่าผู้นี้มีปัญหา บอกว่าหิวน้ำแทบตาย แต่กลับมีเหงื่อผุดเต็มหน้า ดูไม่คล้ายคนขาดน้ำ ไม่รู้มีแผนการอะไรในใจ

ซีหลิงเหิงพยักหน้ารับข้าดูออก เขาไม่ใช่คนไม่ใช่คนแก่ทั่วไปชายชราเป็นเผ่าปีศาจ อาคมไม่อ่อนด้อย เสียดายที่เป็นปีศาจธาตุไม้จึงเกรงกลัวไฟ คาดว่ามันคงดูออกว่านางมีพลังวิเศษและมาที่นี่เพื่อช่วยเหลือเหล่าพันธุ์พืช แม้มันจะเข้าหานางโดยมีเจตนาแอบแฝง แต่ก็มิใช่เจตนาร้าย

ฉวยโอกาสตอนที่ชือโหยวพักผ่อน ซีหลิงเหิงแอบหนีออกมาและเร่งรุดไปยังเขาป๋อฟู่

เพราะความร้อนใต้พื้นดิน รอบๆ เขาป๋อฟู่จึงเป็นพื้นที่อันตราย ตามรอยแยกของผืนดินมักจะมีไอร้อนลวกพวยพุ่งเป็นระยะ ผืนดินที่แลดูมั่นคงอาจอ่อนตัวยุบฮวบได้ทุกเวลา

ซีหลิงเหิงระวังตัวอ้อมผ่านเสาไอร้อนที่พวยพุ่ง ขณะมุ่งหน้าไปยังเขาป๋อฟู่อย่างยากลำบาก ตอนขาขวาของนางกำลังจะสัมผัสพื้น นางพลันได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังลอยมา นางหันไปเห็นชือโหยวโดนเสาไอร้อนลวกล้มลงกับพื้น จึงรีบเดินกลับไปพยุงเขาขึ้นมาท่านมาได้อย่างไร?”

ที่ด้านหลังเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง ไอร้อนลวกลอยตลบมาเป็นระลอก ซีหลิงเหิงรีบเอาตัวเข้ากันชือโหยว กอดเขาแล้วกลิ้งออกมา

จุดที่นางเกือบสัมผัสเหยียบเมื่อครู่กลายเป็นหลุมลึกไม่เห็นก้น ไอร้อนสายใหญ่ดุจพญามังกรขาวลอยพุ่งสู่ท้องฟ้า กระทั่งชะง่อนหินที่มั่นคงแข็งแกร่งยังถูกกระแทกแหลกเป็นผุยผง

ซีหลิงเหิงตกใจเหงื่อโซมกาย ไม่กล้าคิดว่าหากเมื่อครู่นางเหยียบเท้าลงไปจะเป็นเช่นไร

ชือโหยวโอบซีหลิงเหิงไว้พลางกล่าวอย่างกระมิดกระเมี้ยนว่าแม่นางซีหลิง ข้ายังไม่ได้แต่งงาน หากท่านอยากเป็นภรรยาข้า ข้าต้องกลับไปถามท่านแม่ข้าดูก่อน

หา?” ซีหลิงเหิงใจลอยไม่รู้ตัว ไม่ทันเข้าใจความหมายของชือโหยว ทว่าเห็นตนทับอยู่บนร่างชือโหยว สองมือโอบกอดเขาแน่น จึงหน้าแดงรีบลุกขึ้นข้าไม่ได้ข้าทำเพื่อช่วยท่าน ใช่แล้ว ท่านมาได้อย่างไร?”

แล้วท่านมาได้อย่างไร?” ชือโหยวถามกลับ

ข้าอยากดับ…” ซีหลิงเหิงหายใจสะดุดข้าถามท่านอยู่นะ!”

ข้าเองก็ถามท่านอยู่! ท่านตอบข้าก่อน แล้วข้าค่อยตอบ!”

ซีหลิงเหิงรับทราบความหน้าทนของชือโหยวมาแต่แรก จึงหันกายเดินหนีไปท่านก็เห็น ที่นี่อันตรายมาก รีบกลับไปเสียเถิด

นางเดินทางต่ออย่างระมัดระวังไปอีกช่วงระยะหนึ่ง ก็เห็นผืนโคลนเป็นหลุมเป็นบ่อทอดยาว พอทดสอบดูแล้วว่าไม่มีอันตราย จึงคิดจะก้าวข้ามไป ตอนที่กำลังจะก้าวข้ามไปนั้น นางก็ได้ยินเสียงร้องดังมาจากด้านหลังอีกครา

ชือโหยวกอดขาที่โดนลาวาลวก กระโดดอย่างเจ็บปวดไปพลางแยกเขี้ยวยิงฟันโบกมือให้ซีหลิงเหิงไปพลาง

ทำไมท่านยังตามมาอีก? ไม่กลัวตายหรือ?”

คนรู้เห็นย่อมมีส่วนแบ่ง ข้าไม่ได้อยากได้ส่วนแบ่งมากมาย แค่สี่ส่วนก็พอ!”

รู้เห็นสิ่งใด ส่วนแบ่งอะไร?”

สมบัติไง! ท่านทำลับๆ ล่อๆ หลบๆ ซ่อนๆ หรือมิใช่จะไปขุมสมบัติ?”

ข้าไม่ได้จะไปขุดสมบัติ!”

ชือโหยวส่ายหน้าจนหัวคลอนขณะกล่าวนกตายเพราะอาหาร คนตายเพราะทรัพย์สิน ท่านอย่าได้คิดมาหลอกข้า ข้าฉลาดนะจะบอกให้!”

มาถึงตรงนี้ จะกลับไปก็ลำบาก ซีหลิงเหิงจนปัญญาได้แต่ต้องเดินไปหาชือโหยวตามข้ามา อย่าเที่ยวเดินเปะปะไป

ชือโหยวพยักหน้ารับหงึกๆ แล้วจับชายแขนเสื้อของซีหลิงเหิงไว้แน่นด้วยสีหน้าตื่นเต้น

เพราะชือโหยวยืดยาดตื่นกลัว ใช้เวลาพักใหญ่ซีหลิงเหิงจึงกลับไปยังผืนโคลนเมื่อครู่ได้อีกครั้ง เห็นฟองสีเหลืองมากมายแข่งกันผุดขึ้นจากผืนโคลน ชือโหยวตั้งท่าจะวิ่งปราดเข้าไปอย่างตื่นเต้นยินดีช่างน่าดูยิ่ง!”

ซีหลิงเหิงรีบคว้าตัวเขาไว้ทันทีนี่เป็นไอพิษจากใต้ดิน มีพิษร้ายแรง!” นางลอบยินดี หากไม่ใช่ถูกอันธพาลผู้นี้ทำให้เสียเวลา นางคงเดินลุยเข้าไปแล้ว

ซีหลิงเหิงพาชือโหยวเดินอ้อมไป เดินอยู่หนึ่งวันเต็ม ในที่สุดก็หวิดตายเดินมาถึงตีนเขาป๋อฟู่จนได้

คลื่นความร้อนลอยปะทะมาเป็นระลอก ร้อนจนแทบจะย่างร่างกายให้สุกได้ ชือโหยวร้องโวยวายไม่หยุด อาเหิงได้แต่จับมือเขาแน่นขณะพยายามใช้อาคมป้องกันร่างของเขา ส่วนตัวนางรู้สึกแย่ขึ้นทุกขณะ ดีที่นางสวมเสื้อซึ่งทอจากไหมน้ำแข็งที่มารดานางทอให้จึงข่มไฟจากพื้นพิภพได้

เดินต่อไปอีกช่วงหนึ่ง ชือโหยวใบหน้าแดงก่ำ หายใจติดขัดขะ ข้าเดินไม่ไหวแล้ว ท่านไม่ต้องสนข้า ขึ้นเขาไปขุดสมบัติเองคนเดียวเถิด ข้าจะอยู่รอท่านที่นี่

ข้าบอกท่านแล้วว่าไม่ได้จะไปขุดสมบัติ!” ทิ้งชือโหยวไว้ที่นี่ เกรงว่าไม่ถึงชั่วกาน้ำชาเดือด เขาก็คงถูกพลังเพลิงกัดกินจนสลายเป็นผุยผง ซีหลิงเหิงหยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วถอดเสื้อตัวนอกออก

ชือโหยวไม่ยินยอมเอาชุดสตรีมาคลุมตัว แต่ซีหลิงเหิงบังคับคลุมให้เขา ชือโหยวพลันรู้สึกเย็นสบายขึ้นสิ่งนี้คือสิ่งใด?”

ท่านจงคลุมไว้ให้ดีเถิด!” ซีหลิงเหิงฝืนฉีกยิ้มให้เขานิดหนึ่ง เดิมพลังวิเศษของนางก็ไม่สูงนัก ตอนนี้เมื่อไม่มีเสื้อไหมน้ำแข็ง ทั้งยังต้องคอยดูแลชือโหยว จึงกินแรงอย่างมาก

ชือโหยวเดินไปพลางมองซีหลิงเหิงไปพลาง ใบหน้านางแดงก่ำ เห็นชัดว่าหลังเอาเสื้อให้เขาแล้ว นางดูแย่ลงมาก

ชือโหยวเดินไปๆ พลันก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาแวบหนึ่ง พอรอยยิ้มเลือนหายไป เขาก็ก้าวพลาดล้มลงกับพื้น ซีหลิงเหิงคิดจะพยุงเขาขึ้นมา แต่เขากลับร้องลั่น

ซีหลิงเหิงคลำเท้าเขาเพื่อตรวจดูอาการ ถามเขาว่าเจ็บที่ตรงไหน ชือโหยวร้องครวญคราง สีหน้าซีดขาว เห็นชัดว่าเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว

ให้ข้าแบกท่านเถอะ!” ซีหลิงเหิงย่อตัวลง

ชือโหยวไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ยิ้มดีใจไปเกาะหลังซีหลิงเหิงรบกวนแล้วๆ!”

ซีหลิงเหิงปีนขึ้นเขาอย่างยากลำบาก ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเพราะใช้พลังวิเศษมากไป จึงรู้สึกว่าชือโหยวหนักขึ้นทุกที จนท้ายที่สุดนางก็รู้สึกว่าสิ่งที่แบกอยู่ไม่ใช่คนผู้หนึ่ง แต่เป็นภูเขาลูกย่อมๆ ลูกหนึ่งที่ทับจนนางแทบจะล้มลงคลุกดิน

ทำไมท่านหนักอย่างนี้?”

แผ่นหลังของชือโหยวกลายเป็นแผ่นหินดึงเอาน้ำหนักของภูเขารอบด้านมารวมทับไว้ที่ร่างซีหลิงเหิง ขณะที่ปากของเขากล่าวอย่างไม่พอใจว่าท่านหมายความว่ากระไร หากท่านไม่อยากแบกก็ปล่อยข้าลง! ข้าอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตขึ้นเขาเป็นเพื่อนท่านขุดขุมทรัพย์ แต่ท่านกลับคิดจะทิ้งข้าเพราะข้าบาดเจ็บ!”

ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าเพียงแต่รู้สึกว่าตัวท่านหนักอย่างยิ่ง…”

ท่านรู้สึกว่าข้าหนักยิ่ง? หรือข้าไม่ควรให้ท่านแบกข้าแต่แรก? แต่ข้าบาดเจ็บเพราะท่าน! ท่านเห็นข้าเป็นภาระ แทบจะอยากให้ข้ารีบตายไปโดยไว! เช่นนั้นท่านก็โยนข้าทิ้งเถิด ปล่อยให้ข้าตายอยู่ที่นี่เสีย! สงสารก็แต่มารดาวัยแปดสิบปีของข้าที่รอข้ากลับบ้านอยู่…” ชือโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ช่างเถอะ ถือว่าข้าผิด!”

อะไรคือถือว่าท่านผิด?” ชือโหยวไม่ยอมปล่อยผ่าน ดิ้นรนจะลงมา

เพื่อให้เรื่องสงบซีหลิงเหิงได้แต่ฝืนข่มใจกล่าวเป็นความผิดของข้าเอง

ซีหลิงเหิงแบกชือโหยวเดินไปอย่างยากลำบาก ทั้งต้องคอยระวังลูกไฟที่ลอยมา ทั้งต้องคอยหลบกับดักบนพื้นดิน ตลอดทางมีอันตรายวนเวียนเกิดขึ้น หลายครั้งพวกเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ชือโหยวกลับร้องโวยวายหาว่านางแบกเขาไม่ดีพอ

ซีหลิงเหิงโกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่จะไม่ดูดำดูดีเขาก็ไม่ได้ เลยได้แต่ลอบด่าเขาในใจไปพลางลอบสาบานในใจไปพลาง ต่อไปนางจะไม่คลุกคลีกับอันธพาลผู้นี้อีกแล้ว!

ซีหลิงเหิงปีนขึ้นไปเกือบถึงยอดเขาลูกข้างๆ อย่างยากลำบาก เมื่อถึงก็วางชือโหยวลง

นางเหงื่อไหลโซมกาย ตลอดร่างเปื้อนฝุ่นมอมแมม สารรูปดูแทบไม่ได้ ต่างกับชือโหยวที่ดูสดชื่นสะอาดสะอ้านเพราะไม่ได้ออกแรงขยับเท้าเดินเลยสักก้าว

ซีหลิงเหิงเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วพลันรู้สึกไม่ถูกต้อง ตอนนั้นเองที่นางพบว่าชือโหยวที่ปกติพูดมากได้นิ่งเงียบไปนาน จึงหันหน้าไปมองอย่างสงสัย เห็นชือโหยวกำลังจ้องนางอยู่ด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง ทั้งยังวางอำนาจคุกคาม ราวไม่เห็นโลกทั้งโลกในสายตา

ซีหลิงเหิงสะดุ้งวาบ รู้สึกราวชือโหยวเปลี่ยนไปเป็นคนละคนทะ ท่านเป็นอะไร?”

ชือโหยวฉีกยิ้มกว้าง จับมือซีหลิงเหิงแล้วกล่าวอย่างหน้าไม่อายว่ามิสู้ท่านมาเป็นภรรยาข้าเถิด ท่านแรงดีเหมาะจะทำงานเก็บเกี่ยว

เขายังคงเป็นอันธพาลหน้าทนคนนั้น!

ซีหลิงเหิงคร้านจะสนใจเขา สะบัดมือเขาแล้วแหงนหน้ามองเปลวไฟลูกใหญ่ที่พวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้าพลางทอดถอนใจ จู้หรงมิเสียทีที่เป็นเทพอัคคี แค่เตาฝึกวิชายังมีอานุภาพมากถึงเพียงนี้ หากนางดับไฟทิ้ง เกรงว่าคงยากจะหนีการไล่ล่าของจู้หรง ได้แต่ต้องเดินก้าวคิดก้าวแล้ว

ซีหลิงเหิงหยิบเอากล่องหยกออกมา สิ่งนั้นแลดูคล้ายหยกขาว ความจริงคือน้ำแข็งหมื่นปี ราชาไหมน้ำแข็งสองตัวที่เกือบจะโปร่งใสคลานออกมาจากก้อนน้ำแข็งหนา บนตัวยังมีปีกบางใสราวแผ่นน้ำแข็งติดอยู่

อากาศรอบบริเวณคล้ายลดลงถึงจุดเยือกแข็งในพลัน ชือโหยวกอดอกร่างหนาวสั่น ซีหลิงเหิงส่งกล่องหยกให้ชือโหยวไปยืนด้านหลังข้า

นางโคจรพลังวิเศษบังคับให้ราชาไหมน้ำแข็งสองตัวนั้นบินวนไปพ่นใยเป็นแหรอบเปลวเพลิง ยิ่งแหนั้นถี่ขึ้นเท่าไร ใบหน้าของซีหลิงเหิงก็ยิ่งแดงก่ำ เหงื่อเม็ดโป้งไหลรินจากหน้าผาก

ในที่สุดแหไหมน้ำแข็งขนาดมหึมาก็ทอเสร็จ ซีหลิงเหิงเร่งพลังดันแหลงไป  เปลวเพลิงค่อยๆ ถอยกลับลงไปทีละน้อย กระทั่งเกือบถึงปล่องภูเขาไฟ ทว่าเปลวไฟกลับระเบิดปะทุขึ้นทลายแห ซีหลิงเหิงถูกแรงระเบิดกระแทกจนถอยร่นไปสามก้าวติดกัน อีกนิดเดียวก็จะตกหน้าผา ดีที่ชือโหยวคว้าตัวนางไว้ได้ทัน

ซีหลิงเหิงไม่มีเวลากล่าววาจา จึงพยักหน้าแสดงความขอบคุณ จากนั้นก็ฝืนดึงพลังบังคับกดให้แหไหมน้ำแข็งดันตัวลง แต่เปลวเพลิงยังคงไม่ยอมถอยกลับลงไป  กลับยิ่งดันตัวสูงขึ้น ซีหลิงเหิงสีหน้าเปลี่ยนจากแดงเป็นขาว และขาวขึ้นทุกขณะ ร่างของนางโยกคลอน

ลำคอนางบังเกิดกลิ่นคาวและรสหวานปะแล่ม เลือดสดๆ พ่นกระเด็นใส่แหไหมน้ำแข็ง เสียงระเบิดดังกระหึ่ม ไหมน้ำแข็งระเบิดแสงสีขาวจ้าออกมา  ขณะที่แสงสีแดงก็ระเบิดตูมกลืนกินแสงสีขาว เปลวเพลิงทลายแหไหมน้ำแข็งขาด แล้วพุ่งเข้าใส่ซีหลิงเหิง ซีหลิงเหิงถูกกระแสความร้อนจู่โจมใส่ เบื้องหน้าพลันดำวูบ หมดสติล้มลงกับพื้น

เวลานั้นผู้คนบนถนนต่างมองไปที่เขาป๋อฟู่กันตาค้าง

ที่แท้แสงสีแดงที่สุกสว่างราวแสงอรุณรุ่งถูกแสงของสิ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนแหสีขาวกดทับจนค่อยๆ หดเล็กลง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นมืดสลัว เห็นแสงไฟกำลังจะดับสนิท แต่แล้วก็พลันเกิดระเบิดขึ้น แหสีขาวสลายไป เปลวไฟแดงฉานพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า

ขณะที่เปลวไฟกำลังร่ายรำอย่างเริงร่าย่ามใจ จู่ๆ ก็เกิดมีแสงสีขาวจ้าบาดตาพุ่งขึ้นมา ทุกผู้คนต่างหันหน้าหนีตามสัญชาตญาณ พร้อมหลับตาแน่น

รอจนทุกคนลืมตาขึ้น พบว่าทั้งแสงสีขาวและแสงสีแดงต่างหายไป ทั่วทั้งโลกเปลี่ยนเป็นมืดสนิทอย่างยากจะปรับตัว

ท้องฟ้าเป็นสีดำครามราวผลึกแก้วสีดำอันบริสุทธิ์ ดวงดาวส่องประกายวาววับบนท้องฟ้า สายลมเย็นอ่อนๆ สดชื่นยามราตรีโบกโชยปะทะหน้า

สิ่งนี้คือค่ำคืนธรรมดาซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป แต่สำหรับแคว้นป๋อฟู่กลับเป็นสิ่งที่ไม่ได้พบเห็นมานานหลายสิบปี

ทุกคนยืนตะลึงนิ่งแหงนหน้ามองฟ้าราวกับคนทั่วทั้งแคว้นต้องมนตร์สะกด

ผ่านไปพักใหญ่ ตามรอยแยกของผืนดินที่แห้งแตกก็มีสายน้ำพุ่งออกมา สูงบ้างต่ำบ้าง กลายเป็นคลื่นฟองน้ำอันงดงามที่แตกกระจายท่ามกลางทัศนียภาพยามค่ำคืน ไม่ได้งดงามบาดตา ทว่างามงดอย่างที่สุดในสายตาของผู้ที่แล้งน้ำมานาน

เมื่อเห็นน้ำ ผู้คนบนถนนก็พลันเริ่มโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง ทั้งคนรู้จักและไม่รู้จักต่างโอบกอดซึ่งกันและกัน คนสูงอายุน้ำตาไหลอาบหน้าขณะเอามือไปรองน้ำเข้าปาก เด็กๆ กระโดดโลดเต้นแย้มยิ้มผุดลอดไปมาท่ามกลางเสาน้ำ เด็กเผ่ายักษ์ยกรางหิน เด็กมนุษย์ยกถังไม้ ยิ้มแย้มตักน้ำสาดใส่กันและกันอย่างสนุกสนาน

ตอนที่ซีหลิงเหิงได้สติตื่นขึ้น นางเห็นดวงดาวพร่างพราวเต็มฟ้า ทั้งเงียบสงบและงดงาม

นางชะงักไปชั่วครู่จึงรู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหนดับแล้ว ไฟดับแล้ว!” นางเขย่าตัวชือโหยวซึ่งนอนสลบไม่ได้สติอย่างตื่นเต้น ชือโหยวลืมตาอย่างงุนงง แล้วเบิ่งตากว้างอย่างประหลาดใจ จากนั้นก็พูดตะกุกตะกักว่าฟะ ไฟไม่มีแล้ว ท่านดับไฟภูเขาหรือ?”

ซีหลิงเหิงมองชือโหยวอย่างสงสัยข้าไม่รู้ว่าใครเป็นคนดับไฟ บางทีอาจเป็นท่านก่อนหมดสติ เห็นชัดว่าเปลวไฟม้วนตัวพุ่งเข้าใส่นาง เดิมนางยังคิดว่าตนเองถึงไม่ตายก็ต้องเจ็บหนัก

ชือโหยวรีบดีดตัวลุกขึ้นตบอกตัวเองอย่างภาคภูมิเป็นข้าเอง! ข้าเห็นเจ้าไหมอ้วนสองตัวนั้นกำลังจะถูกเปลวไฟกลืนกินเลยทุ่มพลังวิเศษจนหมดตัวขว้างกล่องในมือออกไป ไฟภูเขาเลยถูกพลังวิเศษอันยิ่งใหญ่ของข้าดับลงได้!” ชือโหยวคล้ายคิดถึงอีกสักครู่เมื่อลงเขาไปแล้วจะถูกผู้คนเคารพกราบไหว้ ใบหน้าจึงแสดงความดื่มด่ำยินดีออกมา

การที่เขาด่วนแย่งรับความดีความชอบทำให้ซีหลิงเหิงสิ้นความสงสัย หัวเราะพรืดออกมา ดูท่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ คนผู้นี้กระทั่งราชาไหมน้ำแข็งยังไม่รู้จัก เรียกไฟจากพื้นพิภพว่าไฟภูเขา ทั้งไม่รู้ว่าแอบไปขโมยเรียนวิชาแปลกๆ นอกรีตเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มาจากที่ใด แต่กลับคิดเสียแล้วว่าอาคมของตนนั้นสูงส่ง

ชือโหยวกล่าวอย่างไม่พอใจท่านหัวเราะอะไร?”

ซีหลิงเหิงแย้มยิ้มกล่าวท่านลืมไปแล้วหรือไฟภูเขานี้เป็นของผู้ใด? สิ่งนี้คือไฟที่จู้หรงเป็นผู้จุดขึ้น นิสัยของเทพอัคคีจู้หรงยังรุนแรงป่าเถื่อนกว่าไฟของเขาเสียอีก เพียงเขาดีดนิ้วเบาๆ…” ซีหลิงเหิงจ้องชือโหยวก็เผาท่านให้กลายเป็นเถ้าธุลีได้!”

ชือโหยวขนลุกตัวสั่น สีหน้าหวาดหวั่น อิดเอื้อนกล่าวปัดความรับผิดชอบความจริงตอนนั้นข้าตกใจจนขาดสติ พอเห็นไฟจู่ๆ ก็พุ่งขึ้นสูงเลยโยนกล่องแล้ววิ่งหนี จากนั้นก็ล้มลงแล้วไม่รู้เรื่องอะไรอีก

ซีหลิงเหิงเห็นอันธพาลผู้นี้ในที่สุดก็มีวันเสียท่ายอมแพ้ จึงหัวเราะพลางผลักเขาเดินลงเขาแล้วร้องตะโกนว่าวีรบุรษผู้ดับไฟมาแล้ว!”

ชือโหยวจับมือซีหลิงเหิงแน่น ใบหน้าซีดขาวอะ อย่าตะโกนส่งเดช ข้าไม่ได้เป็นคนดับไฟซีหลิงเหิงหัวเราะจนตัวโยน และยังคงตะโกนร้องไม่หยุดวีรบุรุษผู้ดับไฟอยู่ตรงนี้!”

ทุกคนต่างกรูกันเข้ามาล้อมคุกเข่าตรงหน้าพวกเขา

ซีหลิงเหิงออกแรงผลักชือโหยวเข้าไปในฝูงชน แล้วเดินไปข้างหน้าพลางกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำว่าข้าเป็นคนดับไฟเอง

นางหันไปกะพริบตาให้ชือโหยว ข้าล้อท่านเล่น คนขวัญอ่อน!

ทุกผู้คนพากันสาดน้ำใส่ซีหลิงเหิง นางหลบไปพลางหัวเราะอย่างมีความสุขไปพลางทุกคนจงจำไว้ ข้าชื่อซีหลิงเหิง หากมีใครถามพวกท่านใครเป็นผู้ดับไฟ พวกท่านก็จงตอบไปว่าเป็นข้าซีหลิงเหิง

ผู้คนที่กำลังจมอยู่ในความยินดีอย่างบ้าคลั่งสาดน้ำและหัวเราะพลางตะโกนว่าซีหลิง ซีหลิง ซีหลิงช่วยพวกเราไว้

ชือโหยวที่ถูกเบียดอยู่ท่ามกลางฝูงชนมองซีหลิงเหิงที่กำลังหลบน้ำและหัวเราะอยู่อย่างเงียบๆ นัยน์ตาเขาเคร่งขรึมและดำเข้มอย่างประหลาด ริมฝีปากที่แต้มยิ้มเกียจคร้านปรากฏแววอบอุ่นอ่อนโยนเลือนรางคล้ายมีคล้ายไม่มี

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ตอนที่ชือโหยวตื่นขึ้นมา ซีหลิงเหิงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มเบิกบานหิ้วกาน้ำมาให้ชือโหยวแม่นางซีหลิงไปแล้ว วันนี้ไม่มีใครจ่ายเงินซื้อน้ำให้เจ้า แต่น้ำของแคว้นป๋อฟู่เราตอนนี้ ให้ดื่มไม่คิดเงิน

ชือโหยวรับกาน้ำมาแล้วขอบคุณเรียบๆ

เสี่ยวเอ้อร์ชะงักงง รู้สึกราวคนตรงหน้าคล้ายต่างไปจากเมื่อวาน

บนท้องฟ้าได้ยินเสียงนกร้องดังลอยมา ไม่มีใครสนใจเสียงเหล่านั้น แต่ชือโหยวกลับรีบลุกยืนขึ้นผลักหน้าต่างออก

บนท้องฟ้าสีครามใส ด้วยสายตาของมนุษย์จะเห็นเพียงจุดสีดำเล็กๆ จุดหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่ใส่ใจอาจไม่สังเกตเห็น แต่เขาสามารถมองเห็น สิ่งนั้นคือนกยักษ์ปี้ฟาง ที่ขี่อยู่บนหลังมันคือจู้หรงผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ควบคุมไฟทั้งมวลในใต้หล้า

ชือโหยวรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาคิดไว้แล้วว่าจู้หรงจะต้องโกรธ แต่ไม่คิดว่าจู้หรงจะโกรธจนไม่คำนึงถึงฐานะจนตามมาไล่ล่าซีหลิงเหิงที่ดับเตาฝึกวิชาของตนด้วยตัวเอง หากซีหลิงเหิงถูกจับได้ จะต้องตายอย่างไม่มีข้อสงสัย

ชือโหยวรีบวางแก้วน้ำลงแล้วก้าวเท้าเดินจากไป  แลดูคล้ายไม่เร็วนัก ทว่าพริบตาก็หายไปบนที่ราบอันเวิ้งว้าง

บทที่สาม วาสนาชักพา

หนึ่งเดือนให้หลัง ริมฝั่งแม่น้ำหมิ่น

หญ้าเขียวชอุ่มสดใส ดอกซิ่งสีขาวร่วงกองเต็มพื้น อาทิตย์อัสดงสีแดงฉานคล้อยปริ่มริมขอบน้ำ เปลี่ยนท้องฟ้าให้เป็นสีชมพูอมส้ม ท้องน้ำครึ่งหนึ่งเป็นสีแดงอมทอง อีกครึ่งเป็นสีเขียวใสกระจ่าง บนผิวน้ำมีเรือแล่นผ่านไปมา เรือสำปั้นหลังคาดำลำหนึ่งจอดนิ่งอยู่ริมท่าน้ำ

คนเรือตะโกนเรียกแขกอยู่หลายครั้ง จากนั้นจึงแจวเรือออกจากท่า

รอก่อน! คนเรือรอก่อน! ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย!” ดรุณีชุดเขียวนางหนึ่งวิ่งพลางตะโกนร้องสุดเสียงอย่างน่าเวทนา

ตอนที่คนเรือกำลังลังเลว่าจะหยุดเรือรับนางดีหรือไม่ ก็เห็นบุรุษชุดแดงคนหนึ่งไล่ตามหลังดรุณีชุดเขียวมาพร้อมตะโกนอย่างมาดร้ายหยุด จงหยุดให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

คนเรือส่ายหัวถอนใจ โลกเราเดี๋ยวนี้นับวันมีแต่แย่ลง ศีลธรรมคนเสื่อมทรามลงทุกที!

คนเรือผ่อนฝีพายรอจนดรุณีชุดเขียวกระโดดลงเรือก็รีบออกแรงจ้ำ เรือแล่นไปเร็วมาก แต่บุรุษชุดแดงกลับกระโดดตามขึ้นเรือมาทันในช่วงสุดท้าย

ดรุณีชุดเขียวหน้าสลดขณะพยายามเบียดตัวหลบไปในกลุ่มคน

บุรุษชุดแดงคว้าตัวดรุณีชุดเขียวไว้ดูสิท่านยังจะหนีไปไหนได้?”

คนเรือแอบยื่นมือไปคลำมีดผ่าฟืนที่ซ่อนไว้ใต้ท้องเรือ

แม่นางซีหลิง บุญคุณช่วยชีวิตไม่มีสิ่งใดตอบแทน โปรดให้ข้าได้ใช้ร่างกายตอบแทนท่านเถิดบุรุษชุดแดงใบหน้าจริงใจ ดรุณีชุดเขียวใบหน้าสลด มีดในมือคนเรือชะงักค้างกลางอากาศ

บุรุษชุดแดงหันไปมองคนเรือท่านถือมีดทำไม พวกเรามิใช่ไม่จ่ายเงิน?” พูดพลางโยนเงินเบี้ยหอยสองพวงใส่อกคนเรือ

พอดรุณีชุดเขียวคิดหนีก็ถูกบุรุษชุดแดงจับไว้หลังขึ้นฝั่งพวกเราค่อยหาโรงเตี๊ยมพัก จากนั้นค่อยคุยรายละเอียดเรื่องแต่งงานกัน

ดรุณีชุดเขียวคล้ายหมดแรงจะต่อต้านอีก จึงกอดห่อสัมภาระนั่งลงพรึบ

บุรุษชุดแดงนั่งคู้เข่าย่อตัวลงข้างนาง ปากก็พล่ามไม่หยุดว่าท่านดู หน้าตาข้าหล่อเหลา ฐานะทางบ้านไม่เลว วิชาอาคมแกร่งกล้า เป็นบุรุษดีหนึ่งในพัน…”

คนทั้งเรือต่างพากันสำรวจบุรุษชุดแดงขึ้นลง แต่อย่างไรก็ไม่อาจนำวาจาที่ได้ยินมาจับคู่กับคนตรงหน้าได้

อีกอย่าง เราสองคนโอบกันก็แล้ว กอดกันก็แล้ว ท่ามกลางป่าเขารกร้าง แผ่นหลังท่านแนบชิดกับแผ่นอกข้า ร่างกายเราสนิทแนบชิดกัน…”

คนทั้งเรือต่างพากันหันไปมองดรุณีชุดเขียวด้วยสีหน้าท่าทางดูถูก มิน่าเล่าอันธพาลผู้นี้จึงตามระรานนาง ที่แท้เป็นเพราะนางไม่รักดีเอง

เป็นแผ่นอกท่านกดทับแผ่นหลังข้า ไม่ใช่แผ่นหลังข้าอิงแนบแผ่นอกท่าน!” ดรุณีชุดเขียวตะโกนหน้าดำหน้าแดง

มันต่างกันตรงที่ใด? คนทั้งเรือจ้องมองนางอย่างดูแคลนขึ้นทุกขณะ

เขาได้รับบาดเจ็บ ข้าช่วยแบกเขา…” ท่ามกลางสายตาดูแคลนอย่างพร้อมเพรียงของทุกคน เสียงของดรุณีชุดเขียวเบาจนแทบไม่ได้ยิน นางไม่กล้าสำรวจสีหน้าของทุกคน จึงแหงนหน้ามองฟ้าอย่างจนคำพูด

เรือแล่นไปตลอดทาง บุรุษชุดแดงก็พล่ามไปตลอดทาง เรือยังไม่ทันจะเทียบฝั่ง ดรุณีชุดเขียวก็กระโดดขึ้นฝั่งและวิ่งหนีไปอีก

บุรุษชุดแดงหันไปมองขอบฟ้าคล้ายกำลังสำรวจอะไรบางอย่างให้แน่ชัด พริบตาก็กระโดดขึ้นจากเรือไล่ตามดรุณีชุดเขียวไปหยุด! หยุด! จงหยุดให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

คนเรือส่ายหัวถอนใจ โลกเราเดี๋ยวนี้นับวันมีแต่แย่ลง มีแต่จะแย่ลง!

ดรุณีชุดเขียววิ่งหอบเข้าไปในโรงเตี๊ยม เพิ่งจะนั่งลง บุรุษชุดแดงก็ตามเข้ามานั่งตรงข้ามนาง

ดรุณีชุดเขียวสั่งอาหารจำนวนมากอย่างดุเดือด จากนั้นชี้ไปที่บุรุษชุดแดงแล้วบอกกับเสี่ยวเอ้อร์ข้าไม่มีเงิน เก็บเงินที่เขาทันใดนั้นนางก็ยัดน้ำเปล่าชามหนึ่งใส่มือบุรุษชุดแดงท่านพูดพล่ามมาทั้งวันแล้วคงกระหายไม่น้อย ควรดื่มน้ำสักหน่อย

ดรุณีชุดเขียวคือซีหลิงเหิง บุรุษชุดแดงย่อมต้องเป็นอันธพาลชือโหยวที่นางพบที่ชายแคว้นป๋อฟู่

หลังซีหลิงเหิงดับไฟที่แคว้นป๋อฟู่แล้วก็ลอบหนีไปกลางดึก ทว่าเย็นวันเดียวกันก็ได้เจอกับชือโหยวอีกครั้ง ชือโหยวซาบซึ้งในบุญคุณนางบอกว่านางช่วยเขา ช่วยพี่ชายเขา ช่วยน้องชายเขา ช่วยหลานชายเขา ช่วยสุนัขของหลานชายเขา ช่วยหนูที่สุนัขตัวนั้นจับเป็นเหยื่อไม่ได้สรุปของสรุปคือช่วยคนทั้งบ้านเขา ช่วยแคว้นป๋อฟู่ทั้งแคว้น เขาเป็นลูกผู้ชายอกสามศอกต้องรู้จักสำนึกและทดแทนบุญคุณ พอดีกับทั้งคู่เคยสัมผัสใกล้ชิดกัน ทั้งยังเข้ากันได้ดี เขาจึงยินดีจะเสียสละตนใช้ร่างกายตอบแทนนางด้วยการแต่งงาน

ตอนแรกซีหลิงเหิงคิดว่านี่คงเป็นแค่การล้อเล่น แต่หลังจากถูกเขาไล่ตามเป็นบ้าเป็นหลังนานถึงหนึ่งเดือน นางก็รู้ว่านี่ไม่ใช่การล้อเล่น คนบ้าผู้นี้ได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว

ชือโหยวดื่มน้ำชามโตหมดกำลังจะเอ่ยวาจา ซีหลิงเหิงตาไวมือเร็วรีบยัดน่องไก่ชิ้นโตใส่ปากเขาคนดี! พวกเรากินข้าวกันก่อน เสร็จแล้วค่อยคุยเรื่องที่ท่านจะตอบแทนข้าด้วยร่างกาย

โรงเตี๊ยมที่อึกทึกวุ่นวายพลันเงียบสนิท สายตาทุกคู่พร้อมเพรียงกันกวาดมาทางพวกเขา เพื่อดูว่าใครเป็นผู้พูด

ซีหลิงเหิงเหลือบมองไปมาตามสายตาของทุกคน แล้วแสร้งทำเป็นว่านางไม่ได้เป็นผู้กล่าวาจานั้น

ทุกคนมองพวกเขาหลายแวบ จากนั้นก็วิพากษ์วิจารณ์เรื่องภัยแล้งกันต่อ ชื่อเส้าเฮ่าพลันโดดมาเข้าหูซีหลิงเหิง พาให้นางเพ่งสมาธิตั้งใจฟัง

ปีนี้เกิดภัยแล้งใหญ่ไปทั่ว บริเวณซึ่งเกิดภัยแล้งหนักที่สุดคือจุดตัดระหว่างแคว้นเสินหนงและแคว้นเกาซิน ผู้ประสบภัยไร้ทางไปจึงรวมตัวกันก่อจลาจล กระทั่งเทพยังกล้าเข่นฆ่าสังหาร ซุ่นตี้พิโรธ องค์ชายใหญ่เส้าเฮ่าจึงอาสานำทัพไปปราบจลาจล

ตั้งแต่หนึ่งพันแปดร้อยปีก่อน เส้าเฮ่าก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ลือกันว่าเขาแต่งชุดขาวปลอดตลอดร่าง พกกระบี่ยาว อาศัยเพียงกำลังตนบีบให้ทัพใหญ่เรือแสนของแคว้นเสินหนงที่เข้าประชิดเมืองต้องล่าถอย ความโดดเด่นไร้เทียมทานนี้จนปัจจุบันมีแต่ผู้กล้าแซ่ซ้องแย่งกันศิโรราบ ทว่าเขากลับเป็นประดุจดาวตกบนท้องฟ้าอันมืดมิด หลังสร้างชื่อแล้วก็หายสาบสูญไป กระทั่งบัดนี้หนึ่งพันปีล่วงผ่านยังไม่เคยปรากฏกายอีก

หนึ่งพันปีที่ผ่านมา เส้าเฮ่าได้กลายเป็นตำนาน ลือว่าเส้าเฮ่าชมชอบหมักสุราและบรรเลงพิณ สุราที่เขาหมักสามารถทำให้คนเป็นลืมทุกข์ คนตายแย้มยิ้ม พิณที่เขาบรรเลงสามารถทำให้วสันต์หวนคืน มวลบุปผชาติเบ่งบาน เส้าเฮ่ายังชมชอบตีเหล็ก เผ่าเกาซินเป็นเผ่าเทพซึ่งเชี่ยวชาญในการทำศัสตราวุธที่สุด ศัสตราวุธกว่าครึ่งบนโลกล้วนถือกำเนิดจากน้ำมือช่างชาวเกาซิน และช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุดของเผ่าเกาซินก็คือเส้าเฮ่า พลังเทพของเขาแข็งแกร่งและสูงส่ง ศัสตราวุธทุกชิ้นที่ตีขึ้นล้วนเป็นของชั้นเลิศไร้ที่ติ ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดเขามักทำลายศัสตราวุธที่เพิ่งออกจากเตาหลอมทิ้งทันที ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดเคยเห็นศัสตราวุธฝีมือเส้าเฮ่า แต่เผ่าเทพยังคงเชื่อมั่นอย่างไม่คลอนแคลนว่าเส้าเฮ่าเป็นช่างตีเหล็กที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ดูจากการแต่งกายบุรุษที่กล่าววาจาน่าจะเป็นชาวเกาซิน น้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยความเทิดทูนบูชาเส้าเฮ่า ขณะกล่าววาจาอย่างออกรส เขาถึงกับลืมว่าตนอยู่ในเขตแคว้นเสินหนง ชาวเสินหนงจำนวนมากจึงฟังแล้วแสลงหูประชดว่าโกหกทั้งเพ!”

น้ำผึ้งหยดเดียวก่อให้เกิดระลอกคลื่นแผ่ขยายไปทั่ว ชาวเสินหนงในโรงเตี๊ยมพากันวิพากษ์วิจารณ์เส้าเฮ่าอย่างสนุกปาก บ้างบอกว่าไม่เคยได้ยินเสินหนงส่งทัพใหญ่ไปบุกเกาซิน จึงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าลำพังแค่เส้าเฮ่าคนเดียวจะอาศัยเพียงพลังของตนบีบให้ทัพเรือนแสนของเสินหนงล่าถอยได้ ชาวเกาซินจะต้องโอ่โม้เกินจริงเป็นแน่ บ้างก็ว่าเส้าเฮ่าสู้จู้หรงไม่ได้ เกรงว่าแค่เห็นจู้หรงก็ต้องร้องขอชีวิตทันที

ชาวเกาซินช่างน่าหัวร่อนัก! หากเส้าเฮ่าร้ายกาจเช่นนั้นจริง ไฉนไม่เห็นเขาไปร่วมงานเลี้ยงลูกท้อของเจ้าแม่หวังหมู่? นอกจากการศึกซึ่งไม่รู้ว่าจริงเท็จ เขาเคยชนะผู้กล้าใดในต้าฮวางบ้าง? จู้หรงของเสินหนงเราจึงเป็นผู้ชนะยอดฝีมือนับไม่ถ้วนในงานเลี้ยงลูกท้อติดต่อกันมาร้อยปี!”

ข้าว่าเส้าเฮ่าต้องไม่กล้าพบจู้หรง บอกเป็นวีรบุรุษ ที่แท้ก็เป็นแค่หมีหมาที่ขวัญอ่อนราวมุสิก!”

ใช่แล้วๆ! ช่างตีเหล็กที่ดีที่สุดอะไร เกรงว่าแค่เห็นจู้หรงก็ต้องคุกเข่าร้องขอชีวิตทันที

ทั้งหมดยิ่งกล่าววาจายิ่งไม่น่าฟัง ซีหลิงเหิงจู่ๆ มือก็สั่นทำชามตกใส่พื้นดังเพล้งเสียงพูดคุยเงียบลง ทุกคนหันมองมาตามเสียง

ซีหลิงเหิงทางหนึ่งวุ่นกับการเช็ดรอยเปื้อนที่กระโปรง ทางหนึ่งยิ้มถามบุรุษหนุ่มชาวเสินหนงที่กล่าววาจาเมื่อครู่ท่านเคยเห็นอาวุธที่เส้าเฮ่าตีขึ้นหรือไม่?”

ย่อมต้องไม่เคย!”

ในเมื่อท่านไม่เคยเห็นอาวุธที่เส้าเฮ่าตี ไฉนจึงรู้ว่าเขาไม่ใช่ช่างตีเหล็กที่ดีที่สุด? แล้วไฉนจึงกล่าวว่าเขาขวัญอ่อนราวมุสิกมิใช่คู่มือของจู้หรง?”

บุรุษหนุ่มถามกลับอย่างไม่แยแสเช่นนั้นท่านเคยเห็นหรือ?”

ซีหลิงเหิงเชิดคางข้าย่อมต้อง…” หยุดชะงักนิดหนึ่งแล้วกล่าวเสียงแผ่วว่าข้าย่อมต้องไม่เคยเห็นอยู่แล้ว!”

บุรุษหนุ่มยิ้มเย็นในเมื่อท่านไม่เคยเห็นอาวุธที่เส้าเฮ่าตี อาศัยอะไรกล่าวว่าเขาเป็นช่างตีเหล็กที่ดีที่สุด? ไฉนจึงรู้ว่าเขาไม่ได้ขวัญอ่อนราวมุสิก ไม่ได้เกรงกลัวจู้หรง?”

ผู้คนในโถงต่างคล้อยตามหัวเราะเสียดสี

ซีหลิงเหิงขบริมฝีปากไม่พูดจา

จู่ๆ พลันก็มีเสียงแหบชรากล่าวดังขึ้นคำเล่าลืออาจไม่เป็นจริงทั้งหมด ทว่าชาวต้าฮวางคงไม่ถึงขั้นปั้นน้ำเป็นตัวชื่นชมเส้าเฮ่าเกินจริง

ทุกคนพอได้ยินก็มองไปที่มุมโถงร้าน เห็นชายชราไว้เคราแพะหน้าตาอมทุกข์ที่หลังสะพายซอสามสายคนหนึ่ง ชายชราลุกขึ้นค้อมกายมาทางซีหลิงเหิงและชือโหยว

ที่แท้คือผู้เฒ่าที่เคยเจอหน้ากันครั้งหนึ่งที่เมืองป๋อฟู่ ซีหลิงเหิงผงกหน้าทักทายกลับ ชือโหยวกลับทำแค่กอดอกยิ้มเท่านั้น

บุรุษหนุ่มตะโกนว่าผู้เฒ่า มาทางนี้กล่าววาจาให้แน่ชัด หากกล่าวได้ไม่กระจ่างแม้เพียงนิด อย่าได้โทษพวกเราไร้มารยาท!”

ผู้เฒ่าเดินมากลางโถงและนั่งลงอย่างไม่เกรงใจ ทางหนึ่งสีซอทางหนึ่งกล่าวแม้ในต้าฮวางจะมีคำโบราณกล่าวไว้หนึ่งขุนเขา สองแคว้น สามราชวงศ์ สี่ตระกูลใหญ่แต่ทุกวันนี้ใต้หล้าแบ่งเป็นสาม คือ เสินหนง เกาซินและเซวียนหยวน ยอดฝีมือติดอันดับของเผ่าเทพล้วนมาจากสามเผ่านี้ทั้งสิ้น…”

ทุกคนในโถงต่างเงี่ยหูตั้งใจฟัง ชือโหยวแทะน่องไก่พลางใช้มือเปื้อนคราบมันเขย่าเรียกซีหลิงเหิงหนึ่งสองสามสี่อะไร พูดอะไรไม่เห็นรู้เรื่อง?”

ทุกคนหันมาถลึงตาใส่ชือโหยว ชายชรายิ้มกล่าวคำกล่าวนี้กล่าวถึงขุมกำลังใหญ่ในหมู่เทพ สามราชวงศ์ทุกคนต่างรู้จักกันดี เสินหนง เกาซิน เซวียนหยวน หนึ่งขุนเขาหมายถึงเขาอวี้ซาน สองแคว้นหมายถึงแคว้นหัวซวีกับแคว้นเหลียงจู่ สี่ตระกูลใหญ่คือชื่อสุ่ย ซีหลิง กุ่ยฟางและถูซาน หากพูดถึงความเป็นมา พวกเขาล้วนมีความเป็นมาเก่าแก่กว่าทั้งสามราชวงศ์ เพียงแต่หนึ่งขุนเขาเป็นเอกเทศไม่สนใจทางโลก สองแคว้นเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ สี่ตระกูลใหญ่ฉลาดรักษาตัวรอด ดังนั้นพวกเราปุถุชนธรรมดาจึงมักลืมเลือนพวกเขาไป

ชือโหยวพยักหน้าติดๆ กัน ขณะคิดจะถามต่อซีหลิงเหิงกดมือเขาเบาๆ แล้วโน้มตัวไปกระซิบข้างหูเขาเรื่องพวกนี้หากจะกล่าวให้กระจ่าง เกรงว่าต้องกล่าวกันหลายวันหลายคืน ฟังก่อนเขาจะว่ากระไร

ชือโหยวแกล้งบีบมือซีหลิงเหิงจนมือนางเปื้อนน้ำมัน ซีหลิงเหิงขมวดคิ้วเชิดปากถลึงตาใส่ชือโหยว แล้วจู่ๆ ก็อมยิ้มแล้วเอามือสกปรกไปเช็ดที่แขนเสื้อชือโหยวอย่างแรง

ชือโหยวในใจหวั่นไหว กระซิบถามศรีภรรยาอันประเสริฐ ดูเหมือนท่านจะรู้เรื่องลับวงในไม่น้อย ท่านแซ่ซีหลิง ใช่มีความสัมพันธ์กับตระกูลซีหลิงนั่นหรือไม่?”

ถือว่ามีได้กระมัง ข้ากับพวกเขามีสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่ข้าไม่ได้มาจากสายตระกูลตรง ดังนั้นจึงถูกท่านรังแกจนต้องหนีเตลิดไปทั่ว!” อาเหิงเคาะหน้าผากชือโหยวทีหนึ่ง จากนั้นก็จุปากบอกเขาไม่ให้เอะอะ แล้วฟังชายชรากล่าวต่อ

“…แต่เล็กเส้าเฮ่าหลงใหลการตีเหล็ก มักจะแฝงตัวไปอยู่ในร้านตีเหล็กของมนุษย์เพื่อขโมยเรียนวิชา ทว่าฝีมือตีเหล็กของเขาไม่ได้เกิดจากการดูเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการฝึกตีเหล็กนับร้อยนับพันครั้ง เส้าเฮ่าเร้นกายในหมู่บ้านชนบท เปิดร้านตีเหล็กทำอุปกรณ์ครัวให้แม่บ้าน ทำอุปกรณ์เกษตรให้ชาวนา และเพราะสิ่งของที่ทำนั้นใช้งานได้ดี ชาวบ้านมากมายจึงนิยมมาหาเขา เส้าเฮ่าเป็นช่างตีเหล็กอยู่หลายปี ชาวบ้านที่มาขอให้เขาซ่อมอุปกรณ์เกษตรให้เหล่านั้นไม่มีใครรู้ว่าเขาคือเส้าเฮ่า กระทั่งซุ่นตี้ที่หกป่วยหนัก แคว้นเสินหนงถือโอกาสยกทัพใหญ่มาประชิดชายแดน เผ่าเทพเสาะหามาจนถึงร้านตีเหล็ก ชาวบ้านต่างตกใจหลังได้ข่าว เผ่าเทพเกาซินชมชอบการกล่าวถึงเรื่องราวที่เส้าเฮ่าถอดเสื้อกันหนาวตัวสั้น โยนค้อนตีเหล็กทิ้ง สวมใส่ชุดราชัน จับกระบี่ยาว ฉายเดี่ยวไปโจมตีทัพใหญ่เรือนแสนของเสินหนงจนล่าถอย ทว่าในหมู่ชาวบ้านเกาซินกลับชมชอบบอกเล่าถึงเรื่องราวการตีเหล็กของเส้าเฮ่ามากกว่า

ชายชราเคราแพะดื่มน้ำแก้วหนึ่งทำคอให้โล่งแล้วเล่าต่ออาจเพราะฐานะโดนเปิดโปง เส้าเฮ่าจึงไม่เคยกลับไปที่นั่นอีก แต่ที่นั่นกลับเปลี่ยนชื่อเป็นร้านตีเหล็กหนึ่งเพราะระลึกถึงช่างตีเหล็กเส้าเฮ่า สองเพราะตอนที่เส้าเฮ่าอยู่ที่นั่นขอเพียงมีคนมาขอให้สอนตีเหล็ก เขาล้วนชี้แนะอย่างตั้งใจ ทำให้ที่นั่นเกิดมีช่างตีเหล็กฝีมือดีนับไม่ถ้วน ร้านตีเหล็กถือกำเกิดขึ้นมากมาย ผู้ดีชาวมนุษย์ต่างชมชอบไปที่นั่นหาซื้ออาวุธคู่กายเพื่อแสดงถึงศักดิ์ฐานะ อาวุธติดกายของพี่ชายทั้งหลายซึ่งนั่งอยู่ในที่นี้ดูแล้วไม่ธรรมดา เกรงว่าคงมีบ้างที่เป็นงานจากร้านตีเหล็ก’ ”

บุรุษหนุ่มหลายคนชะงักนิ่งไป ขณะยื่นมือไปจับกระบี่คู่กายอย่างภาคภูมิ ชายชรายิ้มน้อยๆ กล่าวแคว้นเกาซินให้ความสำคัญกับพิธีและมารยาท การแบ่งลำดับชั้นเคร่งครัดสูงต่ำชัดเจน แต่เส้าเฮ่าซึ่งมีศักดิ์เป็นถึงองค์ชายกลับมาตีเหล็กทำข้าวของเครื่องใช้ให้ชาวบ้าน ทั้งยังตั้งใจชี้แนะสอนสั่งให้แก่ช่างที่ไปขอความรู้ พันปีที่ผ่านมา เส้าเฮ่าดูเหมือนเร้นกายไม่ปรากฏตัว ทว่าภายในแคว้นเกาซินต่างมีข่าวลือที่เขาลงโทษคนชั่ว ปราบปรามปีศาจ ช่วยเหลือผู้อ่อนแอและผู้ยากไร้อยู่ทั่ว การปราบจลาจลจากภัยแล้งครั้งนี้เป็นเรื่องกินแรงที่ไม่ใครเห็นดี เทพอื่นมีแต่จะหลีกเลี่ยงแทบไม่ทัน แต่เส้าเฮ่ากลับอาสานำทัพ เห็นได้ว่าเขาต้องมิใช่ผู้ขลาดเขลากลัวมีเรื่องเด็ดขาด เราผู้เฒ่าเห็นพี่ชายหลายท่านแต่งกายคล้ายจะเดินทางไกล วาจาที่พวกท่านกล่าวเมื่อครู่หากอยู่ในแคว้นเสินหนงก็ไม่เป็นไร แต่ห้ามคะนองกล่าวในแคว้นเกาซินอย่างเด็ดขาด ราษฎรชาวเกาซินนั้นเคารพยกย่องเส้าเฮ่ายิ่งนัก เกรงว่าจะทำให้ฝูงชนโกรธแค้นเอาได้

สีหน้าบุรุษหนุ่มชาวเสินหนงดูแทบไม่ได้ ชายชรารีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันทีพูดถึงภัยแล้ง ต้องชื่นชม อวิ๋นซัง องค์หญิงใหญ่ของเสินหนง ทั้งเสินหนงและเกาซินต่างโดนภัยแล้งหนัก แต่องค์หญิงเข้าใจความทุกข์ยากของประชา ทำทุกอย่างเพื่อประชา บัดนี้จึงมีเพียงภัยธรรมชาติไร้เภทภัยจากมนุษย์ ส่วนเกาซินเพราะเหล่าองค์ชายจัดการเรื่องราวได้ไม่เหมาะสมจึงเกิดจลาจล ขุนนางเผ่าเทพในที่นั้นโดนตีตาย โชคดีที่ตอนนี้เส้าเฮ่าอาสานำทัพไปปราบ ไม่เช่นนั้นภัยจากมนุษย์ครั้งนี้เกรงว่าคงหนักหนากว่าภัยธรรมชาตินัก

ยามนั้นบุรุษหนุ่มชาวเสินหนงจึงค่อยรู้สึกได้กู้หน้าคืนมาบ้าง สีหน้าจึงดีขึ้น หลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเส้าเฮ่า เอาแต่พูดชื่นชมอวิ๋นซังกันจากใจ

ซีหลิงเหิงก้มหน้า ไม่รู้กำลังคิดถึงสิ่งใด สีหน้าคล้ายยินดีคล้ายกลัดกลุ้ม

ชือโหยวเองก็ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จู่ๆ ก็ขมวดคิ้วลุกขึ้นเดินไปยืนกลางที่ว่างด้านนอกตั้งสมาธิเงี่ยหูฟัง

เพื่อหลบชือโหยวซีหลิงเหิงเปลี่ยนทิศทางการเดินทางกลางคันหลายครั้ง และทุกครั้งก็หลบหลีกจู้หรงมาได้โดยไม่รู้ตัว ทว่าจู้หรงคล้ายรู้สึกถึงสิ่งใด ครั้งนี้จึงติดตามหาร่องรอยของพวกเขาพบอย่างรวดเร็ว ดูท่าแค่หนีคงไม่ได้ ต้องคิดหาทางแก้ปัญหา

ตอนชือโหยวกลับเข้าไป ซีหลิงเหิงถามว่าท่านออกไปทำอะไร?”

ชือโหยวฉีกยิ้มทำกระบิดกระบวนกล่าวจู่ๆ ข้าก็นึกขึ้นได้ เรื่องใหญ่ในชีวิตต้องฟังความเห็นจากบิดามารดา ดังนั้นเมื่อครู่จึงรีบไปไหว้วานคนส่งจดหมายกลับบ้านเกิดให้พวกท่านรีบเร่งรุดมาดูหน้าท่าน

ซีหลิงเหิงเพิ่งกินน้ำแกงไปช้อนหนึ่ง พอได้ยินก็แทบสำลัก นางชี้นิ้วไปที่ชือโหยวอย่างอ่อนแรง โกรธจนพูดอะไรไม่ออกไปครู่ใหญ่

หลังกินข้าวเสร็จ ซีหลิงเหิงกับชือโหยวเข้าพักในห้องซึ่งอยู่ติดกัน

ตกดึก ซีหลิงเหิงนอนพลิกตัวไปมาบนเตียง ตลอดเวลาคิดถึงคำพูดที่ได้ยินมาเมื่อครู่ เส้าเฮ่าแห่งเกาซินเดินทางไปปราบจลาจล จากนั้นก็คิดถึงคนบ้าชือโหยว นางรู้สึกหนาววูบและตัดสินใจจากไปทันที วกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ไปดูเส้าเฮ่าแห่งเกาซินคนที่นางได้ยินเรื่องของเขาตั้งแต่เล็กจนโตว่าที่แท้หน้าตาเป็นเช่นไร

เพื่อจะสลัดชือโหยวให้หลุด นางตัดสินใจออกเดินทางกลางดึก

ทนจนดึกดื่นไร้ผู้คน ซีหลิงเหิงสะพายสัมภาระย่องออกจากโรงเตี๊ยม

เดินไปๆ พลันรู้สึกไม่ถูกต้อง นางหยุดเท้าหันขวับไปมองทางด้านซ้าย ไม่เห็นใคร หันขวับไปมองทางด้านขวา ไม่เห็นใคร จึงผ่อนลมหายใจอย่างวางใจ นางยิ้มขณะหันหน้ากลับ แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง

ชือโหยวมายืนอยู่ตรงหน้านาง สีหน้าสงสัยขณะยื่นหน้าไปมองด้านหลังนางคล้ายไม่เข้าใจทำไมนางต้องทำลับๆ ล่อๆ เช่นนั้น เขายื่นหน้ามาข้างหูนางลดเสียงแล้วถามอย่างตื่นเต้นว่าเกิดอะไรขึ้น? เกิดอะไรขึ้น? มีคนร้ายตามพวกเรามาหรือ?”

ซีหลิงเหิงสูดหายใจลึก ปิดหน้าก้มหน้างุดแล้วเดินเร็วๆ จากไปโดยไม่มองชือโหยวด้วยกลัวว่าตนจะอดใจฆ่าอันธพาลผู้นี้ไม่ได้

ชือโหยวเดินตามนางมา ทอดถอนใจกล่าวมีเรื่องหนึ่งที่ข้ารู้สึกผิดนัก เมื่อครู่ข้าเพิ่งได้รับจดหมายจากผู้ใหญ่ทางบ้านให้ไปทำธุระบางอย่าง เกรงว่าจะต้องจากท่านไปหลายวัน

ซีหลิงเหิงรีบเอามือลงยิ้มหน้าบานไม่เป็นไรๆ ชายชาตรีต้องมีปณิธานยิ่งใหญ่ไปทั่วสี่คาบสมุทร ต้องสร้างชื่อไว้ลายให้เป็นที่โจษขาน เป็นแบบให้ผู้คนเอาเยี่ยงอย่าง ทิ้งชื่อไว้แม้ต้องตายเพื่อคุณธรรมเอ่อสรุปคือธุระสำคัญต้องมาก่อน!”

ในดวงตาชือโหยวมีรอยยิ้มแวบผ่าน แต่ใบหน้ากลับอมทุกข์แต่ข้ามาคิดดู ธุระแม้สำคัญ แต่การแทนคุณก็สำคัญไม่แพ้กัน…”

สีหน้าซีหลิงเหิงเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที นางตบไหล่ชือโหยวกล่าวความจริงใจข้าไม่อยากแยกจากท่านเลย เพียงแต่ธุระสำคัญต้องมาก่อน ธุระสำคัญต้องมาก่อน!”

ใบหน้าชือโหยวเต็มไปด้วยความตื้นตัน เขากุมมือซีหลิงเหิงกล่าวอาเหิง ในเมื่อท่านไม่อยากแยกจากข้า ข้าจะอยู่กับท่านก็แล้วกัน!”

ปากและเปลือกตาของซีหลิงเหิงกระตุกไม่หยุดท่านจะอยู่จริงหรือ?”

ข้าจะอยู่จริงๆ!”

จริงหรือ?”

จริงสิ! เพื่อแม่นางซีหลิง ข้ายินดี…”

ซีหลิงเหิงพลันชกใส่ใบหน้าชือโหยวหนึ่งหมัด ชือโหยวสลบล้มตึงใส่พื้น

ซีหลิงเหิงย่อตัวลงตบแก้มชือโหยวเบาๆ อย่างได้ใจ พลางยิ้มเย็นกล่าวพ่อตัวร้าย! ต่อไปขอให้พวกเราอย่าได้พบเจอกันอีกเลย!”

นางสะพายสัมภาระขึ้นหลัง รู้สึกตัวเบาสบายจึงกระโดดโลดเต้นไปตลอดทาง แต่เมื่อมาคิดดูก็รู้สึกไม่ถูกต้อง หากมีคนร้ายหรือสัตว์ร้ายผ่านมา หาก

นางได้แต่รีบย้อนกลับไป ทว่าบนพื้นไม่มีร่างที่สลบไสลของชือโหยวอยู่อีก

นางตกใจมองหาไปโดยรอบ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นตัวอักษรแถวหนึ่งเขียนอยู่บนต้นไม้

ภรรยาอันประเสริฐ เร็ววันนี้พวกเราค่อยพบกัน!” ที่ข้างตัวอักษรมีรูปวาดคนชุดแดงตัวเล็กฉีกยิ้มอยู่

ซีหลิงเหิงโกรธจนเตะเท้าไปที่รูปคนชุดแดงตัวเล็กบนต้นไม้โอ๊ยนางร้องดังลั่น เจ็บจนแยกเขี้ยวกอดเท้ากระโดดเหย็งไปทั่ว

สองวันให้หลัง ซีหลิงเหิงเดินทางเข้าแคว้นเกาซิน

แม่น้ำล้วนแห้งขอด ท้องนาไร้ซึ่งพืชผล ซากศพนอนตายเกลื่อน กลิ่นอายชั่วร้ายคละคลุ้ง จิตใจซีหลิงเหิงหนักอึ้งแต่ไร้กำลังจะทำอะไรได้ นี่มิใช่ภัยจากน้ำมือมนุษย์ แต่เป็นทัณฑ์จากสวรรค์ ต่อให้เป็นเทพก็ไม่อาจฝืนลิขิตฟ้าได้

นางไม่อยากเห็นภาพที่น่าเศร้านี้อีก จึงเลี่ยงเดินทางสายหลักที่มีผู้คนพลุกพล่านไปเดินในป่าลึก

เดินทางมาหนึ่งวันเต็ม ขณะคิดหาที่พัก ซีหลิงเหิงได้ยินเสียงกลองทุ้มต่ำดังรัวระทึก นางเดินตามเสียงกลองไป และเริ่มได้ยินเสียงเพลงก้องกังวานรวมทั้งเสียงโห่ร้องของฝูงชน

ซีหลิงเหิงอดยิ้มและเร่งฝีเท้าไม่ได้ แต่ตอนที่นางเดินเข้าไปในหมู่บ้านเก่าแก่ สิ่งที่นางเห็นกลับไม่ใช่ภาพที่น่ายินดี แต่เป็นภาพแห่งความโหดร้ายซึ่งทำให้นางตื่นตระหนก

ดรุณีแต่งชุดเต็มยศสองนางนอนนิ่งอยู่บนแท่นบูชา นางหนึ่งถูกแบะอกผ่าท้องตายไป ผู้ทำพิธีสวมหน้ากากมือข้างหนึ่งถือมีดสั้นโชกเลือด อีกข้างถือหัวใจที่ยังเต้นอยู่เอาไว้ ขณะร้องเพลงร่ายระบำ ดรุณีอีกนางหลับตาแน่น ริมฝีปากขมุบขมิบไม่หยุด ไม่รู้กำลังฮัมเพลงหรือสวดอ้อนวอน

ซีหลิงเหิงเคยได้ยินมาว่าเผ่ามนุษย์บางเผ่าจะใช้คนบูชาฟ้าดินเพื่อขอให้ฟ้าดินคุ้มครอง นี่เป็นประเพณีท้องถิ่นที่นางไม่อาจแก้ไขได้ แต่จะให้นางทนมองหญิงสาวที่งดงามราวบุปผานางหนึ่งต้องตายอย่างทรมานไปต่อหน้า นางทำไม่ได้

ซีหลิงเหิงใช้พลังวิเศษบังคับท่อนไม้จำนวนมากให้ลอยขึ้น ผู้คนรอบแท่นบูชาต่างพากันหลบหนีจ้าละหวั่น นางอาศัยช่วงชุลมุนเข้าไปช่วยหญิงสาวบนแท่นบูชา

ดรุณีนางนั้นชื่อสัวหม่า เป็นหญิงสาวที่ฉลาดหลักแหลมที่สุดในเผ่า ถูกเลือกมาเป็นเครื่องบูชาก่อนการรบใหญ่เพื่อขอให้รบชนะ

ซีหลิงเหิงถามพวกท่านจะต่อต้านทัพที่เส้าเฮ่านำมาหรือ?”

สัวหม่ากล่าวข้าไม่รู้ชื่อของเผ่าเทพเหล่านั้น ข้ารู้แต่ว่าพวกเขาช่วยชนชั้นสูงข่มเหงรังแกพวกเรา ตัดทางน้ำไม่ให้เรามีน้ำดื่ม ต่างเป็นพวกที่ชั่วร้าย

ซีหลิงเหิงอดแก้ตัวแทนเส้าเฮ่าไม่ได้เทพที่มาในครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ เขาจะต้องคิดหาวิธีแบ่งสรรน้ำให้พวกท่าน รับรองต้องไม่เข้าข้างชนชั้นสูงแน่ พวกท่านไม่จำเป็นต้องพลีชีพต่อต้าน

สัวหม่านิ่งเงียบไปนานแล้วพลันแย้มยิ้มกล่าวท่านเป็นเทพที่ดี ข้าเชื่อท่าน! รอให้ฟ้ามืดข้าจะแอบกลับบ้านไปบอกท่านพ่อ พี่สาวอันประเสริฐ ท่านสามารถทำให้ต้นไม้ใบหญ้าฟังคำสั่งท่าน ท่านฝึกอาคมสายไม้หรือ?”

ซีหลิงเหิงพยักหน้ารับ

สัวหม่าเห็นฟ้าใกล้มืดจึงเข้าป่าไปเก็บกิ่งไม้แห้งและของป่ามาเพื่อทำอาหารเย็นให้ซีหลิงเหิง ซีหลิงเหิงไม่อยากให้นางยุ่งยาก แต่สัวหม่ากลับกล่าวว่าท่านช่วยข้าไว้ ข้าไม่มีสิ่งใดติดกาย นี่เป็นหนทางเดียวที่ข้าจะตอบแทนท่านได้ ไม่ว่าท่านจะกินหรือไม่ ข้าก็จะทำให้ท่าน

สัวหม่าใช้ก้อนหินซึ่งลึกเป็นหลุมมาแทนหม้อทำน้ำแกงของป่าซึ่งยังไม่สุกดีขึ้นหม้อหนึ่ง แล้วใช้กระบอกไม้ไผ่สองกระบอกตักน้ำแกงออกมา นางดื่มน้ำแกงก่อนครึ่งกระบอกจากนั้นเงยหน้ามองซีหลิงเหิงด้วยแววตาน่าสงสาร

ซีหลิงเหิงไม่อาจหักใจปฏิเสธจึงดื่มน้ำแกงตามอย่างนาง

หลังดื่มน้ำแกงของป่าหมด ซีหลิงเหิงก็รู้สึกเวียนหัวตัวอ่อน อาคมสูญสิ้นท่านให้ข้าดื่มอะไร?”

สัวหม่ากล่าวเสียงเรียบเฉยเห็ดป่าหายากชนิดหนึ่งที่ขึ้นบนเถ้าหลังฟ้าผ่า พวกเรามนุษย์กินไม่เป็นไร แต่พวกท่านเผ่าเทพที่ฝึกอาคมสายไม้ไม่อาจกิน กินแล้วจะไม่อาจใช้พลังได้และกลายมาเป็นเหมือนพวกเรา

เป็นครั้งแรกที่ซีหลิงเหิงเข้าใจอย่างถ่องแท้ ทำไมเผ่าเทพจึงได้ดูแคลนเผ่ามนุษย์ ทั้งยังเฝ้าระวังและหวาดระแวง นั่นไม่เพียงเพราะเผ่ามนุษย์มีจำนวนมากมายมหาศาล แต่เพราะสรรพสิ่งในโลกหนุนส่งและหักล้างกันได้ สวรรค์ได้ประทานสิ่งวิเศษให้มนุษย์ไว้สยบเทพแต่แรก ขอเพียงพวกเขารู้จักนำมาใช้ ใช่จะไม่อาจเอาชนะเผ่าเทพได้ ก็เหมือนกับเขื่อนที่สามารถกั้นสายน้ำเชี่ยวกราก กลับถูกทำลายได้โดยง่ายด้วยมดปลวกเล็กๆ อย่างแทบไม่กินแรง

ซีหลิงเหิงมองสัวหม่าเงียบๆ สัวหม่าไม่กล้าสบตาซึ่งเป็นประกายสุกใสของซีหลิงเหิง จึงหยิบท่อนไม้ขึ้นมาตีนางจนสลบ

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ตอนซีหลิงเหิงได้สติตื่นขึ้นพบว่าตนเองถูกมัดอยู่บนแท่นบูชาที่สัวหม่าเคยนอนเมื่อวาน นางยังคงไม่อาจใช้อิทธิฤทธิ์ได้

เสียงกลองดังกระหึ่ม ผู้ทำพิธีซึ่งสวมหน้ากากกลุ่มหนึ่งร้องเพลงและเต้นระบำรอบตัวนาง ประกายเย็นเยียบของมีดสั้นส่องเข้าหน้าจนตานางพร่าพราย

สัวหม่ากล่าวกับนางว่าท่านเป็นเครื่องบูชาที่ดีกว่าข้ามากนัก เลือดของท่านไม่เพียงสามารถบูชาฟ้าดิน ยังสามารถทำให้ผู้กล้าของเผ่ามนุษย์เรารู้ว่าเผ่าเทพไม่ได้เก่งกาจเลิศเลออะไร!”

เหล่าผู้ทำพิธีครวญร้องบทเพลงเก่าแก่ขณะเต้นเข้าประชิดตัวนาง

ตามพิธีกรรมเซ่นไหว้บูชา เหล่าผู้ทำพิธีจะกรีดชีพจรมือเท้าทั้งสี่ของซีหลิงเหิงให้เลือดไหลจากรางหินบนแท่นลงสู่ดิน เรียกว่าปลอบดินสุดท้ายค่อยควักหัวใจนางออกมาถวายแด่ฟ้า เรียกว่าบูชาฟ้าผ่านการปลอบดินบูชาฟ้าแล้วก็จะได้ตามสิ่งที่ขอ

ข้อมือข้อเท้าของซีหลิงเหิงถูกกรีดออก แต่เพราะลงมีดเร็วนางจึงไม่รู้สึกเจ็บ

พลังวิเศษในตัวนางค่อยๆ ไหลออกไปตามเลือดที่หลั่งริน นางรู้สึกถึงความตายที่รุกคืบเข้ามา และพยายามดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายท่ามกลางความหวาดกลัว ขณะเดียวกันก็รู้สึกน่าขำอย่างประหลาด นางจะต้องตายด้วยน้ำมือมนุษย์ธรรมดาเหล่านี้จริงหรือ?

เลือดสดๆ ไหลชุ่มแท่นบูชา ซีหลิงเหิงไม่มีแรงจะดิ้นรนอีกต่อไป นางหยุดดิ้นรนและใช้พลังเฮือกสุดท้ายมองท้องฟ้าสีครามเหนือศีรษะอย่างอาลัย มารดา บิดา พี่ชายกระทั่งอันธพาลชุดแดงชือโหยวก็ยังปรากฏให้เห็นที่เบื้องหน้าสายตา นางอดยิ้มอย่างขมขื่นไม่ได้ พ่อตัวร้าย ข้าบอกแล้วว่าพวกเราจะไม่ได้พบกันอีก!

ผู้ทำพิธีใช้มีดสั้นแทงไปที่อกซีหลิงเหิงอย่างแรง ร่างของนางพลันหดเกร็ง ดวงตามองท้องฟ้าอย่างเลื่อนลอย รูม่านตาขยายกว้างด้วยความเจ็บปวด ฟ้าสีครามในดวงตานางกระจายออกเป็นดาวตกหลากสีจำนวนนับไม่ถ้วน สติของนางค่อยๆ บินหายไปสู่ความมืดพร้อมกับดาวตก

ตอนที่นางกำลังจะถูกดูดไปสู่ความมืดอันนิรันดร์ ร่างของนางก็ถูกวงแขนอันอบอุ่นแข็งแรงคู่หนึ่งอุ้มขึ้น

บรรยากาศสดใสบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างยามอรุณรุ่ง น้ำเสียงไพเราะเสนาะใสดุจสายน้ำกระทบหยกหยกขอโทษด้วย อาเหิง ข้ามาช้าไป!”

ได้ยินเสียงนักรบเผ่าเทพดังขึ้นว่าองค์ชาย จะฆ่าล้างเผ่าพวกมันเหล่านี้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

พวกเขาเพียงต้องการให้เผ่าของตนอยู่รอดเท่านั้น ต้นเหตุไม่ได้เกิดจากพวกเขา ปล่อยพวกเขากลับหมู่บ้านไปน้ำเสียงของบุรุษนั้นแฝงไว้ด้วยความเมตตาสงสาร

บุรุษนั้นทางหนึ่งใช้พลังวิเศษสกัดพลังวิเศษของอาเหิงไว้ ทางหนึ่งพูดที่ข้างหูอาเหิงอาเหิง ข้าคือเกาซินเส้าเฮ่า

เส้าเฮ่า เส้าเฮ่าที่ใจนางคิดอยากเจอมาโดยตลอดซีหลิงเหิงพยายามเบิกตาขึ้นอย่างเต็มที่ ทว่าสติของนางกลับเลือนหายไปท่ามกลางความมืด

ยามเย็น ชือโหยวในชุดอาภรณ์แดงกระโดดลงจากหลังนกยักษ์เผิงซึ่งกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า

ภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงสีแดงฉาน แท่นบูชาโบราณอาบเลือดดูเตะตางดงามน่าเกรงขาม

พลังวิเศษจำนวนมากลอยกรุ่นในอากาศ นั่นเป็นการประกาศถึงข่าวร้ายของเจ้าของพลังนั้น

ชือโหยวเดินไปหน้าแท่นบูชาแล้วนอนลงบนกองเลือดซึ่งยังคงสดใหม่นั้นด้วยทีท่าสบายๆ เขาหลับตารวมสมาธิค้นหากลิ่นอายชีวิตของซีหลิงเหิงท่ามกลางกองเลือด จากนั้นก็แผ่พลังวิเศษของตนออกไปสู่ผืนดินและพันธุ์พืชเพื่อค้นหาร่องรอยแห่งชีวิตของนาง

จากท้องฟ้ายังพอมีแสงสว่างจนท้องฟ้ามืดสนิท เขาใช้พลังวิเศษที่มีทั้งหมดค้นหาซ้ำๆ ไปมาหลายต่อหลายครั้งก็ไม่พบกลิ่นอายชีวิตของนางเลย

นางตายไปแล้วจริงๆ?!

คิดไม่ถึงวาจาล้อเล่นจะกลายเป็นจริง พวกเขาจะไม่มีวันได้พบกันอีกแล้วจริงๆ!

เขาลูบไล้แท่นบูชาเบาๆ ราวสัมผัสคู่รัก ปล่อยให้เลือดสดๆ ซึมผ่านร่องนิ้ว ปากก็กล่าวเสียดสีว่าหากรู้เป็นเช่นนี้แต่แรก มิสู้ปล่อยให้ท่านตายตกในเงื้อมมือจู้หรง

ชือโหยวพลิกกายมองจันทร์เพ็ญที่ลอยเด่นเหนือยอดไม้ คิดถึงครั้งแรกที่เขาเจอซีหลิงเหิงคืนนั้นก็เป็นคืนจันทร์เต็มดวง พริบตานั้นเขาพลันรู้สึกเหนื่อยล้าสุดแสน เป็นความเหนื่อยล้าซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในชั่วเวลาหลายร้อยปี กระทั่งยังรู้สึกหน่ายโลก

เขาปิดตาหลับลึกไปท่ามกลางกองเลือดนาง

กลางดึก ชือโหยวตื่นขึ้น ได้กลิ่นคาวเลือดหอมหวานกรุ่นจมูก

เขาเอามือทั้งสองประสานทับไว้ใต้ศีรษะ นอนหงายบนแท่นบูชา มองจันทร์เพ็ญสุกสกาวอันโดดเดี่ยว แล้วพลันรู้สึกเดียวดายอย่างหาที่สุดมิได้ ทำไมสวรรค์ต้องให้เขาได้พบกับนางอีกครั้งที่นอกแคว้นป๋อฟู่

เขาหลับตากระซิบว่าซีหลิงเหิง หากรู้เป็นเช่นนี้แต่แรก มิสู้ไม่พานพบ!”

พลังวิเศษไหลตามรอยเลือดของนางลงสู่ดินไม่ขาดสาย ต้นไม้ทั่วทั้งหมู่บ้านเจริญเติบโตอย่างบ้าคลั่ง ปกคลุมถนน ห้อมล้อมกำแพง ปิดตายประตูหน้าต่าง ผู้คนที่อยู่ในห้วงฝันสะดุ้งตื่น ตกใจพบว่าทั่วทั้งบ้านเต็มไปด้วยพืชพันธุ์สีเขียว พวกมันยังคงเติบโตไม่หยุด พืชพันธุ์ที่แลดูคล้ายอ่อนนุ่มกลับมีพละกำลังมหาศาล บีบรัดตู้จนแตก บิดเก้าอี้จนหัก พันรัดร่างกายทุกผู้คนไม่เว้นหญิงชาย คนแก่หรือเด็ก

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องทั่วหุบเขา นกจำนวนนับไม่ถ้วนในภูเขารู้สึกถึงความหวาดกลัว ส่งเสียงร้องแหลมพลางบินหนีไปไกล หมู่บ้านในหุบเขาเงียบสงัดราวกลายเป็นแดนปีศาจ ชือโหยวเพียงหนุนนอนบนที่ซึ่งซีหลิงเหิงเคยหนุนนอนมาก่อนและยิ้มอย่างเกียจคร้านขณะมองท้องฟ้า

เสียงร้องโหยหวนค่อยๆ เงียบหายไป หุบเขากลับคืนสู่ความสงบเงียบ หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านหายไปไม่เหลือร่องรอย มีเพียงต้นไม้เขียวเข้มแน่นขนัดขึ้นแทนที่

เขากระโดดขึ้นหลังนกเผิง นกยักษ์เผิงสยายปีกบินขึ้นสูง พริบตาเงาร่างของมันก็หายไปจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว

ใต้แสงจันทร์ แท่นบูชาและพื้นที่โดยรอบล้วนถูกต้นไม้ใบหญ้าปกคลุมมิดจนสายลมแทบไม่อาจพัดผ่าน มองจากด้านบนลงไป แลดูคล้ายสุสานสีเขียวขนาดมหึมา

บทที่สี่ มอบใจแด่นวลนาง

ตะวันตกของต้าฮวางมียอดเขาอันงดงามยอดหนึ่ง ชื่อว่า อวี้ซาน อวี้ซานเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณกาล มีบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษ ศัสตราเทพทุกชิ้นเพียงนำเข้ามาในอวี้ซานก็จะสูญสิ้นอิทธิฤทธิ์ทันที เป็นแดนสุขาวดีที่ไร้ซึ่งการต่อสู้แย่งชิง สตรีที่ถือสิทธิ์ขาดดูแลอวี้ซานล้วนยึดถือปฏิบัติตามคำสอนโบราณ ไม่มุ่งทางโลก แยกตัวห่างไกลจากความขัดแย้ง ในความขัดแย้งที่ผ่านมาของเผ่าเทพ อวี้ซานซึ่งอยู่วงนอกปกป้องทั้งเทพและปีศาจไว้จำนวนไม่น้อย ทั้งเผ่าเทพโบราณอย่างเสินหนงและเกาซินต่างเคยได้รับบุญคุณจากอวี้ซาน ดังนั้นอวี้ซานจึงมีสถานะอันสูงส่งในต้าฮวาง จักรพรรดิทั้งสาม เหยียนตี้ ซุ่นตี้และหวางตี้ ยังต้องให้เกียรติอวี้ซานอยู่สามส่วน

สตรีที่ถือสิทธิ์ดูแลอวี้ซานจะถูกยกย่องเป็นเจ้าแม่หวังหมู่ เพราะอวี้ซานอยู่ทิศตะวันตก ผู้คนจึงมักเรียกเจ้าแม่หวังหมู่ว่าเจ้าแม่หวังหมู่ตะวันตก ทุกสามสิบปีเจ้าแม่หวังหมู่จะจัดงานเลี้ยงลูกท้อขึ้นครั้งหนึ่งโดยเชิญผู้กล้าทั่วหล้ามารวมกันอย่างพร้อมเพรียง หลายวันนี้งานเลี้ยงลูกท้อที่จัดขึ้นสามสิบปีครั้งจะเวียนมาบรรจบครบอีกรอบ บรรดาแขกเหรื่อจากทั่วทั้งต้าฮวางต่างเร่งรุดมา บนอวี้ซานจึงมีแขกไปมาคึกคัก

ชือโหยวในชุดอาภรณ์แดงเดินก้าวเท้ายาวๆ ผ่านมาทางริมทะเลสาบเหยาฉือ สีหน้าเย็นชา ดวงตาคมกริบ

ริมทะเลสาบเหยาฉือปลูกต้นท้ออยู่ทั่ว พันปีผลิดอกไม่รู้โรย บนตลิ่งดอกไม้บานสะพรั่ง ใต้ตลิ่งผิวน้ำเขียวใสเป็นระลอกคลื่น ดอกไม้สะท้อนบนผืนน้ำ ผืนน้ำสะท้อนเห็นดอกไม้ ทั้งบนและใต้ตลิ่งพุ่มช่อของดอกไม้สะท้อนภาพกันและกันเกิดเป็นทัศนียภาพอันบรรเจิดงามงด

พอลมโชยพัด กลีบดอกท้อก็ร่วงพรูราวสายฝน ปัดผ่านคิ้ว แก้มและไหล่ของชือโหยวอย่างแผ่วเบา ฝีเท้าเขาผ่อนช้าลงขณะมองห่ากลีบฝนดอกไม้ แววตาเขาเปลี่ยนเป็นเลื่อนลอยคละเคล้ากับความเศร้าซึ่งคล้ายมีคล้ายไม่มี

สายตาของเขามองตามกลีบดอกท้อที่โปรยปรายท่ามกลางสายลมและมองไปยังสถานที่ซึ่งห่างไกลท้องน้ำสีเขียวกว้างใหญ่ ไอน้ำปกคลุมเลือนราง ป่าท้อสิบลี้สุดลูกหูลูกตา ระเบียงยาวคดเคี้ยว เพิงสีแดงริมน้ำ หญิงสาวชุดเขียวนางหนึ่งยืนพิงราว ถือดอกท้อกิ่งหนึ่งเล่นในมือ ขณะก้มหน้าดึงเกสรหยอกปลาหลากสีในทะเลสาบเล่น

หัวใจของชือโหยวพลันเต้นแรง เขาก้าวเท้ายาวๆ เดินไป ทางหนึ่งก้าวเท้าฉับทางหนึ่งมองหญิงสาวชุดเขียว แต่เมื่อมองผ่านม่านดอกไม้ เงาร่างสีเขียวนั้นคล้ายคงอยู่คล้ายเลือนหาย ให้ความรู้สึกไม่เป็นจริง รอจนเขาเดินปราดไปถึงเพิงน้ำ ก็ไม่เห็นหญิงสาวชุดเขียวแล้ว

เขากวาดตามองไปทั่วอย่างร้อนใจ เสียงหัวเราะกังวานใสดังลอยมาจากในป่าท้อเป็นระยะ ชือโหยวรีบทะยานไป หญิงสาวกลุ่มหนึ่งกำลังหยอกล้อกันเล่น ในจำนวนนั้นมีหญิงสาวชุดเขียวรวมอยู่ด้วย ชือโหยวยื่นมือไปหมายจะคว้านางอาเหิง!” หญิงสาวยิ้มหันหน้ามา

มือของชือโหยวชะงักค้างกลางอากาศ ไม่ใช่นาง!

เงาที่เห็นตรงระเบียงเกือบจะเหมือนกันไม่ผิด เขาเลยหน้ามืดคิดไปว่าเป็นอาเหิง อาเหิงจากโลกนี้ไปได้สองปีแล้ว วินาทีที่หัวใจเต้นแรงที่แท้ก็เป็นแค่เงาหลอนใต้แสงอาทิตย์ยามพลบค่ำท่ามกลางมวลหมู่ดอกไม้เท่านั้น

เขามีท่าทางโศกเศร้าขณะหันกายเดินจากมา ดอกท้อสีแดงสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นริมทะเลสาบเจิดจ้าแดงฉาน ทว่าในสายตาเขาแสงสีงดงามตรงหน้าล้วนสูญสิ้นซึ่งสีสัน ทั้งยังมีความเงียบเหงาที่ยากจะเอื้อนเอ่ย

ในป่าท้อ สตรีสองนางเดินเคียงคู่กันมา มองจากภายนอกทั้งคู่อายุดูไม่ต่างกัน แต่ความจริงอายุคนละรุ่น นางหนึ่งคือองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเสินหนง อวิ๋นซัง นางหนึ่งคือเจ้าแม่หวังหมู่แห่งอวี้ซาน

ลือกันว่าของวิเศษบนอวี้ซานมีมากมายเหลือคณานับ อวิ๋นซังถามเจ้าแม่หวังหมู่อย่างอยากรู้อยากเห็นที่แท้อวี้ซานเก็บสะสมอาวุธวิเศษใดไว้บ้าง

เจ้าแม่หวังหมู่บอกรายการของวิเศษแต่ละอย่างแก่อวิ๋นซังอย่างวางใจโดยไม่ปิดบัง

อวิ๋นซังถือกำเนิดในเผ่าเทพโบราณจึงมีความรู้กว้างขวาง ของวิเศษที่เจ้าแม่หวังหมู่กล่าวถึงนางต่างเคยได้ยินมาบ้าง มีเพียงของวิเศษศัสตราเทพอันดับหนึ่งนางกลับไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน มันถึงกับเป็นคันธนูซึ่งไร้ลูกศรคันหนึ่ง

อวิ๋นซังถามเจ้าแม่หวังหมู่เคยได้ยินแต่ว่าจักรพรรดิผานกู่มีขวานผานกู่ซึ่งใช้เบิกฟ้าผ่าแผ่นดินด้ามหนึ่ง แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องคันธนูของผานกู่มาก่อน หรือในโลกจะไม่มีลูกศรที่คู่ควรกับคันธนูนี้? ในเมื่อไม่มีลูกศร เช่นนั้นจะมีคันธนูนี้ไว้เพื่อการใด?”

เจ้าแม่หวังหมู่มีนิสัยเคร่งขรึมไม่ชมชอบแย้มยิ้มกล่าววาจา แต่กับอวิ๋นซังกลับนุ่มนวลเป็นกันเอง นางกล่าวอย่างอ่อนโยนคันธนูนี้มิได้มีไว้เพื่อเข่นฆ่า แต่มีไว้เพื่อเสาะหา ในบทความลายมือท่านปรมาจารย์กล่าวไว้ หลังจักรพรรดิผานกู่เบิกฟ้าผ่าแผ่นดิน เพราะมัวยุ่งอยู่กับการจัดสรรสรรพสิ่งในโลกจึงสูญเสียสตรีอันเป็นที่รักไป เพื่อจะพบนางอีกครั้งจักรพรรดิผานกู่จึงทุ่มเทกำลังและจิตใจทำธนูคันนี้ขึ้น เล่าว่ายามดึงคันธนูนี้จนสุดสาย ในใจคิดถึงผู้ใด ไม่ว่าจะอยู่ไกลเพียงไหน จะเป็นเทพเป็นมาร อยู่หรือตาย ล้วนสามารถพานพบและอยู่ร่วมกันได้อีก

จะพานพบกันได้เช่นไร? หรือธนูคันนี้จะสามารถชี้นำทิศทางเสาะหาที่ถูกต้องได้?”

มิรู้ได้ เล่าว่าปีนั้นหลังจักรพรรดิฝูซีลาโลกไป จักรพรรดินีหนี่ว์วามิอาจคลายความคิดถึงจึงขึ้นเขาอวี้ซานมาขอยืมธนู ทว่าแม้จะใช้ออกซึ่งพลังเทพทั้งหมดดึงสายธนูจนสุดและปล่อยออกไปก็ไม่อาจรับรู้ถึงจิตสัมผัสของจักรพรรดิฝูซีแม้เพียงน้อย ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องพบพานและอยู่ร่วมแล้ว

อวิ๋นซังแม้จะหนักแน่นมั่นคง แต่อย่างไรก็ยังมีจิตใจของสาวน้อย พอได้ฟังก็เกิดความสนใจถอนใจกล่าวที่แท้จักรพรรดินีหนี่ว์วาก็เหมือนหญิงสาวทั่วไป สามารถอับจนปัญญาเพราะความคิดถึง เพียงแต่จักรพรรดิผานกู่นั้นมีอิทธิฤทธิ์ไร้ขอบเขต มิมีสิ่งใดไม่ล่วงรู้ ไฉนจึงเสาะหาหญิงในดวงใจมิพบเล่า?”

มิรู้ได้

หลังจักรพรรดิผานกู่สร้างคันธนูแล้วท่านได้พบหญิงอันเป็นที่รักหรือไม่?”

เจ้าแม่หวังหมู่ยิ้มกล่าวข้าจะรู้ได้อย่างไร? เด็กน้อยนี้อย่าได้คิดจริงจังไป! ท่านปรมาจารย์เพียงเขียนบันทึกตามคำเล่าลือ ที่แท้เป็นเรื่องจริงเรื่องเท็จล้วนไม่อาจรู้ บางทีอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าเหลวไหลที่ไร้มูลความจริงเรื่องหนึ่งเท่านั้น

ชือโหยวฟังถึงตรงนี้ก็แหวกกิ่งท้อเดินออกมาข้าต้องการคันธนูผานกู่นี้

เจ้าแม่หวังหมู่ลอบตกใจ นางถึงกับไม่รู้ว่าเขาอยู่ใกล้ตัวเพียงนี้ น้ำเสียงนางยังคงนุ่มนวลขณะกล่าวนั่นเป็นศัสตราเทพอันดับหนึ่งที่อวี้ซานสะสมไว้ ไม่อาจมอบให้เจ้า

อวิ๋นซังรีบแย่งพูดก่อนชือโหยวจะเอ่ยปากหวังหมู่ ของวิเศษซึ่งเป็นของรางวัลในงานเลี้ยงลูกท้อครั้งนี้คือสิ่งใด?” จากนั้นนางก็หันไปกล่าวกับชือโหยวหากเจ้าอยากได้ของวิเศษ ตอนนั้นค่อยไปแย่งชิงเอามา

ย่อมต้องมิใช่คันธนูผานกู่แน่นอน แต่ก็เป็นของวิเศษซึ่งหาได้ยากชิ้นหนึ่งเจ้าแม่หวังหมู่เตรียมผละจากไปองค์หญิงเผ่าเซวียนหยวนเพิ่งจะมาอวี้ซานเป็นครั้งแรก ข้าต้องไปดูนางหน่อย พวกเจ้าทำตัวตามสบายเถิด

ตอนเด็กอวิ๋นซังเคยติดตามเรียนวิชาเลี้ยงตัวไหมและทอผ้าจาก เหลยจู่ ฮองเฮาแห่งเซวียนหยวน เป็นเพื่อนอยู่ด้วยกันเช้าค่ำกับเซวียนหยวนป๋าองค์หญิงแห่งเซวียนหยวนนานสิบปี จึงสนิทสนมรักใคร่กันมาก นางกล่าวอย่างยินดีที่แท้น้องป๋าก็มาด้วย ข้าไม่ได้เจอหน้านางหลายปีแล้ว อีกสักครู่ค่อยไปสนทนารำลึกความหลังกับนาง

อวิ๋นซังเห็นเจ้าแม่หวังหมู่จากไปไกลแล้ว จึงเอ่ยปากกึ่งกล่าวเตือนกึ่งขอร้องชือโหยวข้ารู้ว่าเจ้าไม่เห็นแก่หน้าใคร ทำอะไรตามอำเภอใจ แต่ที่นี่ไม่ใช่เขาเสินหนง เจ้าอย่าได้ทำอะไรเหลวไหลเด็ดขาด มิเช่นนั้นหากเกิดเรื่อง ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้

รู้แล้วชือโหยวยิ้มอย่างขอไปที แล้วสำรวจตำแหน่งการจัดตั้งป่าท้อ

อวิ๋นซังมีไหวพริบเฉลียวฉลาด รอบรู้กว้างขวาง ตัดสินใจเด็ดขาด จู้หรงยังต้องเกรงใจนางอยู่สามส่วน แต่นางกลับทำอะไรชือโหยวไม่ได้ เห็นรอยยิ้มของเขาใจนางก็ยิ่งตุ๋มๆ ต้อมๆ ได้แต่ลอบสวดอ้อนวอนในใจหวังว่านางจะคิดมากไปเองเสด็จพ่อให้ข้าพาเจ้ามาร่วมงานเลี้ยงลูกท้อ เพราะอยากให้เจ้าคุ้นเคยกับสภาพการณ์ทั่วไปของต้าฮวาง ไม่ได้ให้เจ้ามาก่อเรื่อง ในต้าฮวางมีสตรีไม่กี่นางที่ไม่อาจล่วงเกินอย่างเด็ดขาด หนึ่งคือเจ้าแม่หวังหมู่ เจ้าอย่าได้…”

ชือโหยวกล่าวตัดบทนางแล้วสองเล่า?”

เซวียนหยวนป๋าองค์หญิงแห่งเผ่าเซวียนหยวน

ชือโหยวกล่าวอย่างนึกสนุกว่ามิใช่ท่านหรอกหรือ?”

อวิ๋นซังค้อนใส่ชือโหยวหวางตี้แห่งเซวียนหยวนมีสนมนางในมากมาย มีสี่นางที่ได้แต่งตั้งเป็นสนม สี่นางนี้ให้กำเนิดองค์ชายทั้งสิ้นเก้าองค์ แต่มีองค์หญิงเพียงองค์เดียวคือเซวียนหยวนป๋า ทั้งยังเป็นธิดาที่เหลยจู่ซึ่งเป็นภรรยาเอกให้กำเนิด พี่ชายร่วมอุทรของเซวียนหยวนป๋าคือเซวียนหยวนชิงหยางซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะรับสืบทอดราชสมบัติ แต่เด็กเซวียนหยวนป๋าได้หมั้นหมายกับเผ่าเกาซิน ว่าที่สามีคือเกาซินเส้าเฮ่า ผู้มีโอกาสสูงจะได้รับสืบทอดตำแหน่งต่อจากซุ่นตี้

สายตาของชือโหยวกวาดมองไปมาในป่าท้อ ขณะกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนักเซวียนหยวนป๋าผู้นี้ตอแยมิได้จริงๆ

อวิ๋นซังอมยิ้มกล่าวแต่นางนิสัยดีมาก ผิดกับหวังหมู่ที่…”

พอชือโหยวได้ยินนางจะเปลี่ยนเรื่องวกมาเกลี้ยกล่อมเขาไม่ให้ทำเหลวไหล ก็รีบหมุนตัวเดินหนี อวิ๋นซังขมวดคิ้ว แต่พริบตาก็ยิ้มแล้วส่ายหน้า ด้วยนิสัยของชือโหยวแค่ทนฟังนางมาถึงตรงนี้ได้ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว

อวิ๋นซังกะเวลาว่าเซวียนหยวนป๋าน่าจะว่างแล้ว จึงสอบถามจนรู้ว่านางพักอยู่ที่หอนูนเว้า จากนั้นก็เดินไปพบเซวียนหยวนป๋าตามทางที่หญิงรับใช้ชี้ให้ตามลำพัง

อวิ๋นซังมีความรู้กว้างขวางได้ยินได้เห็นเรื่องราวมามาก ทั้งยังพบเห็นสวนป่าพิสดารซึ่งมีชื่อเสียงมาไม่น้อย รู้ว่าชื่อกับทิวทัศน์ต้องสอดคล้องจึงนับเป็นชื่อที่ดี หอที่ใช้ชื่อว่านูนเว้าสองคำ นับว่าประหลาดแปลกใหม่ เพียงแต่คิดภาพไม่ออกทิวทัศน์จะนูนเว้าอย่างไรจึงสมชื่อ

ตลอดทางที่เดินไกลจากทะเลสาบเหยาชือ พื้นที่ยิ่งมายิ่งวิเวกรกร้าง ต้นไม้ใบหญ้าเห็นชัดว่าถูกปล่อยให้ขึ้นตามยถากรรม ถนนหินกรวดสายเล็กคดเคี้ยวเวียนวน ลำธารสายน้อยไหลซู่ เดี๋ยวปรากฏเดี๋ยวลับหาย เดินไปไม่นานบนหน้าผาซึ่งอยู่ไม่ไกลมีสะพานน้อยกับธารน้ำไหล ศาลาและระเบียงชมทิวทัศน์ รอบด้านก็มีต้นท้อปลูกไว้ด้วยเช่นกัน แต่ต่างจากสีสันเข้มข้นของดอกท้อแดงต้องแสงอาทิตย์ยามตะวันรอนและป่าท้อทอดยาวนับสิบลี้ริมทะเลสาบ ที่นี่มีแต่ดอกท้อขาวซึ่งปลูกหลวมๆ ห่างกัน ดอกท้อขาวแต่ละต้นให้ความรู้สึกสุขสงบและสะอาดบริสุทธิ์ ราวกับสาวงามซึ่งเร้นกายในหุบเขา บ้างก็เบ่งบานเงียบๆ อยู่เหนือบานหน้าต่าง บ้างก็เพียงส่งกลิ่นหอมไม่เห็นดอก จนเมื่อหันไปแลหาจึงพบว่าใต้หลังคาสีดำตรงกำแพงหินมีกิ่งดอกไม้แย้มบานชูช่อล้ำเข้ามาอย่างเอียงอาย

อาจเพราะไม่อยากทำลายความสงบของสถานที่นี้ หญิงรับใช้จึงมีจำนวนไม่มาก ตลอดทางที่อวิ๋นซังเดินมาถึงกับไม่พบหญิงรับใช้แม้สักนางซึ่งสมใจอวิ๋นซังอย่างยิ่ง เพียงแต่นางยังคงมองไม่เห็นสิ่งที่สื่อถึงคำว่านูนเว้า ทว่าผู้รังสรรค์สถานที่แห่งนี้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจิตใจที่ละเอียดอ่อนคิดว่าต้องไม่ตั้งชื่อนี้ขึ้นมาลอยๆ เป็นแน่

ค่อยๆ เดินไปตามทางดอกไม้ จะได้ยินเสียงน้ำพุแต่ไม่เห็นสายน้ำ พอเลี้ยวผ่านเส้นทางบนภูเขาไปจะเห็นสระน้ำใสลึกมาแต่ไกล  น้ำในสระเขียวใสประดุจหยก ก้อนหินข้างสระสลักคำว่าสระผลึกเว้าเอาไว้ อวิ๋นซังตื่นเต้นยินดีรีบเร่งฝีเท้าไปยืนข้างสระ เพียงรู้สึกถึงความเย็นที่สัมผัสใบหน้าเย็นสบายสุดจะกล่าว อย่างไม่ตั้งใจนางก้มหน้าเห็นเงาสะท้อนในสระแล้วต้องสะดุ้งตกใจ เพราะมีตัวนางหลายคนสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ บ้างก็ตัวเล็กเหมือนคนแคระ บ้างก็ตัวใหญ่ราวมนุษย์ยักษ์ บ้างก็คอเล็กท้องใหญ่รูปร่างเหมือนคนโทน้ำ บ้างก็หัวโตคอยาวแขนขายาวเหมือนฟักบนลำไม้ไผ่แต่ละรูปร่างล้วนตลกน่าขันทั้งสิ้น

พอรู้ถึงความพิสดารของมัน อวิ๋นซังก็แทบจะปรบมือโห่ร้อง ที่แท้ที่นี่ไม่แค่น้ำเขียวใสประดุจหยก แต่หยกยังเขียวใสประดุจน้ำ สระน้ำใสตรงหน้าดูคล้ายมีระลอกคลื่นกระเพื่อมไหว  ทั้งที่ความจริงตรงกลางมีหยกวางตกแต่งอยู่นับไม่ถ้วน ผู้ออกแบบใช้ประโยชน์จากความเว้าโค้งของหยกและแสงทำให้น้ำในสระดูสูงบ้างต่ำบ้าง เกิดเป็นรูปทรงเว้านูนจำนวนนับไม่ถ้วน ผิวน้ำเป็นดุจกระจกหยกสะท้อนภาพราวกระจกนูนเว้าจำนวนมาก ส่วนที่เว้าภาพที่สะท้อนจะหดเล็ก ส่วนที่นูนภาพที่สะท้อนจะขยายใหญ่

อวิ๋นซังเห็นรอบด้านไร้ผู้คน จึงนึกสนุกเดินวนไปมารอบสระ ยืดมือเตะเท้า พลางมองเงาสะท้อนในน้ำของตนบัดเดี๋ยวอ้วน บัดเดี๋ยวผอม แล้วหัวเราะจนตัวงอ นางหัวเราะ ภาพในรูปลักษณ์ประหลาดทั้งหลายของนางก็พลอยหัวเราะ อวิ๋นซังเลยยิ่งหัวเราะไม่หยุดจนน้ำตาแทบไหล

ดรุณีชุดเขียวนางหนึ่งแอบอยู่ในที่ลับลอบมองอวิ๋นซังอย่างเงียบๆ

นางเห็นอวิ๋นซังตั้งแต่ตอนที่เดินเล่นอยู่บนเขา เพียงแต่นึกสนุกอยากเห็นอวิ๋นซังที่เรียบร้อยสำรวมยามเห็นสระน้ำประหลาดนี้ครั้งแรกจะตื่นเต้นยินดีหัวเราะจนตัวโยนเหมือนนางหรือไม่ ดังนั้นจึงแอบซ่อนตัวรอเวลาที่อวิ๋นซังหัวเราะไม่ทันระวังตัวปรากฏกายให้นางตกใจเล่น

แต่พอได้เห็นอวิ๋นซังหัวเราะอย่างมีความสุข นางกลับไม่นึกอยากรบกวน มารดาของอวิ๋นซังตายจากไปตั้งแต่นางยังเด็ก หนี่ว์หวาน้องสาวคนเล็กจมน้ำตายตอนไปเล่นน้ำที่ริมทะเลตงไห่ เหยาจีน้องสาวคนรองพอเกิดมาก็ขี้โรคร่างกายอ่อนแอ อวิ๋นซังแต่เล็กมาจึงมีเรื่องในใจให้ต้องกลัดกลุ้มอยู่เสมอน้อยนักที่จะได้หัวเราะเสียงดังอย่างลืมตัวเช่นนี้

จู่ๆ เสียงหัวเราะของอวิ๋นซังก็พลันชะงักลง นางตีหน้าเย็นชาขณะตวาดกล่าวผู้ใด? จงออกมา!”

ดรุณีชุดเขียวตกใจ ขณะกำลังจะออกไปรับผิดแต่โดยดี กลับเห็นบุรุษท่าทางสุภาพสง่างามใบหน้าผ่อนคลายปลอดโปร่งคนหนึ่งแหวกดงดอกไม้เดินทอดขาช้าๆ ออกมาจากป่าท้อ ริมฝีปากและนัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มองค์หญิง โปรดทรงอภัย เห็นองค์หญิงทรงหัวเราะตื่นเต้นยินดีราวเด็กน้อย กระหม่อมจึงไม่อาจหักใจรบกวน

อวิ๋นซังสองแก้มแดงเรื่อ ทว่าสีหน้ากลับเย็นชายิ่งกว่าเดิมในเมื่อรู้ฐานะของข้า ยังกล้าบังอาจแอบมองอีก?”

ใบหน้านวลแฝงแววโทสะ ดวงตากลัดกลุ้มเป็นกังวล นางใส่เสื้อผ้าสีขาวยืนอยู่ริมสระผลึกเว้า ที่ด้านหลังคือกิ่งดอกท้อขาวนับพันดอกซึ่งขาวบริสุทธิ์กว่าหิมะ ทว่าท่วงท่ากิริยาของนางกลับสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งกว่า

บุรุษหนุ่มแสดงการคารวะอย่างงดงามพร้อมกล่าวอย่างจริงใจว่ามิใช่กระหม่อมบังอาจ เพียงตอนนั้นที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจออกแบบหอนูนเว้านี้ก็ด้วยหวังว่าสระน้ำนี้จะสามารถทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นลืมเลือนความทุกข์ หัวเราะอย่างเบิกบาน วันนี้ได้เห็นความปรารถนาเป็นจริงจึงเสียกิริยา ขอองค์หญิงโปรดทรงอภัย

อวิ๋นซังชะงักงัน งานฝีมือชั้นเลิศซึ่งแฝงความหมายของคำว่านูนเว้านี้เป็นฝีมือเขา? โทสะนางคลายไปโดยไม่รู้ตัว

เงาในน้ำมีอ้วนมีผอม มีสูงมีเตี้ย อวิ๋นซังกล่าวเสียงเบาว่าเงารูปร่างพิลึกเหล่านี้ไม่คล้ายพวกเรา แต่กลับเป็นพวกเรา เมื่อไร้ซึ่งอาภรณ์งามหรู ไร้ซึ่งรูปโฉมงดงามอัปลักษณ์ เวลานั้นเราจะลืมเลือนชื่อตน ฐานะตน เพียงหัวเราะอย่างเบิกบานเพื่อตนเอง เจ้าบอกว่าความปรารถนาเป็นจริง การหัวเราะอย่างเบิกบานเมื่อครู่เป็นความปรารถนาเพียงครึ่งเดียว เพื่อขอบคุณเจ้าที่ทำให้ข้าหัวเราะอย่างเบิกบาน ข้าจึงจะทำความปรารถนาอีกครึ่งของเจ้าให้เป็นจริง

บุรุษหนุ่มถามความปรารถนาอีกครึ่ง?”

อวิ๋นซังยิ้มน้อยๆ ขณะชี้ไปที่เงาของบุรุษหนุ่มและเงาของตนในน้ำในสระน้ำนี้ไม่มีสิ่งอื่นประดับให้เกะกะ ข้าเป็นเพียงข้า เจ้าเป็นเพียงเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องขออภัยข้า เพราะข้าไม่มีสิทธิ์ให้อภัยเจ้า

หัวใจบุรุษหนุ่มเต้นเร็วผิดจังหวะ ดวงตาปรากฏแววยินดีและประหลาดใจแวบผ่าน ทว่าเขาทำเพียงยิ้มน้อยๆ โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน

อวิ๋นซังพิศดูน้ำในสระพลางกล่าวสถานที่นี้เว้านูนสอดประสาน แม้จะยอดเยี่ยมทว่ายังคงอยู่ในแอ่งเว้าใหญ่ หากเพียงอาศัยสิ่งนี้ตั้งชื่อเป็นหอนูนเว้าก็ออกจะคิดน้อยเกินไปซึ่งเจ้าคงไม่ทำเช่นนั้น หากสระนี้เป็นเว้า คิดว่าภูเขาน่าจะเป็นนูน น้ำเว้าภูเขานูนประกอบรวมเป็นทัศนียภาพอันงดงามจึงจะควรแก่การเรียกขานว่าหอนูนเว้าอวิ๋นซังพูดพลางเดินเลียบสระผลึกเว้าไปยังยอดเขาสูงชันที่อยู่อีกด้านของสระ

ในใจบุรุษหนุ่มทั้งตื่นเต้นและยินดีขณะเฝ้ามองอวิ๋นซังอย่างเงียบๆ

อวิ๋นซังมองหาเส้นทางขึ้นเขาไปทั่วเพราะต้นไม้ใบหญ้าขึ้นรก หาอยู่สักพักจึงพบเส้นทางคดเคี้ยวสายเล็กซึ่งใหญ่พอให้คนคนหนึ่งเดินผ่านได้อยู่ใต้หน้าผา บนหน้าผาสลักคำว่าเขานูนขจีเอาไว้ อวิ๋นซังท่องคำว่าสระผลึกเว้า เขานูนขจีอยู่ในใจขณะปีนบันไดหินขึ้นไปบนยอดเขา

เขาทั้งลูกเป็นหินหยกนูนสูงตระหง่าน หันหน้าไปทางสระน้ำซึ่งมีทั้งเว้าและนูน จุดที่นูนเป็นสีอ่อน จุดที่เว้าเป็นสีเข้ม เพราะมุมแสงตกกระทบไม่เท่ากันทำให้ความเว้านูนในน้ำพอดีดูเสมอกัน ประกอบกับเมื่อมองจากมุมสูงจะเห็นความเว้านูนนั้นไม่เด่นชัด ฉะนั้นเมื่อมองจากจุดนี้ลงไปผิวน้ำจึงเรียบดุจกระจก และสะท้อนให้เห็นภาพชายหนึ่งหญิงหนึ่งยืนคู่กัน

อวิ๋นซังครุ่นคิดชั่วครู่จึงรู้ว่าบนยอดผานี้จะต้องมีลูกเล่นอื่นแฝงอยู่อีก มันเป็นการใช้การหักเหของแสงซึ่งสะท้อนจากกระจกหยกอย่างมีชั้นเชิง ทั้งที่นางกับผู้ชายคนนั้น คนหนึ่งยืนอยู่บน คนหนึ่งยืนอยู่ล่าง ทั้งยังยืนกันคนละฝั่งของสระ แต่เงาสะท้อนที่อวิ๋นซังเห็นกลับเป็นภาพที่นางกับเขายืนคู่กันอย่างสนิทชิดใกล้

แรกเริ่มอวิ๋นซังถอนใจชื่นชมในความรู้อันกว้างขวางของบุรุษหนุ่มที่นำศิลปะแขนงต่างๆ มาหลอมรวมไว้ด้วยกัน แต่ต่อมาพอเห็นการสนิทชิดใกล้ของนางและชายในน้ำ ทั้งที่รู้ว่าเขามองไม่เห็นภาพนี้จากมุมนั้น แต่นางก็ยังอดแก้มแดงไม่ได้ นางค้อนใส่บุรุษหนุ่มทีหนึ่งพลางคิดในใจว่าที่เขาออกแบบเช่นนี้ต้องเพราะมีใจคิดไม่ซื่อแน่! นางกระโดดลงจากเขาอย่างรวดเร็วด้วยไม่คิดอยากจะชิดใกล้กับบุรุษหนุ่มอีกแม้เพียงแวบ ด้วยความเร่งร้อนนางจึงมองไม่เห็นตัวอักษรเล็กๆ เลือนรางที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำ —— จันทราในน้ำ เงาภาพในกระจก เกิดขึ้นด้วยไร้เจตนา

ตอนอวิ๋นซังกลับไปถึงริมสระน้ำ สีหน้ายังคงไม่ดีนัก นางกล่าวประชดว่าความคิดอ่านนับว่าไม่ธรรมดา เสียดายนำไปใช้ผิดทาง!”

บุรุษหนุ่มกลับมีสีหน้าท่าทางเรียบเฉย เขายื่นกล่องหยกใบหนึ่งส่งให้อวิ๋นซังพลางกล่าวเสียงเรียบกระหม่อมรับบัญชาจากองค์ชายนำสิ่งนี้มาถวายแด่องค์หญิง สิ่งของส่งมอบแล้ว กระหม่อมขอทูลลาพูดจบเขาก็จากไปอย่างไร้มารยาททันที ต่างจากท่าทางยิ้มแย้มสุภาพเป็นกันเองเมื่อครู่ก่อนหน้ามือเป็นหลังมือ

อวิ๋นซังโกรธจนแน่นอก ขณะมองเงาหลังของเขาอย่างเจ็บแค้น นางบอกไม่ถูกว่าตนโกรธเพราะเหตุใด พักใหญ่ให้หลัง ยามก้มหน้าลงเห็นตรานกเสวียนสีดำบนกล่องหยกอันเป็นตราสัญลักษณ์ของราชวงศ์เกาซิน นางจึงรู้ในพลันนี่ เจ้าจำคนผิดแล้ว ข้าไม่ใช่องค์หญิงแห่งเซวียนหยวน ข้าเป็นองค์หญิงแห่งเสินหนง

ดรุณีชุดเขียวกระโดดลงจากถ้ำบนเขา ทางหนึ่งปรบมือทางหนึ่งหัวเราะร่าการเว้านูนอันประเสริฐ ออกแบบได้ประเสริฐ คำอธิบายยิ่งประเสริฐ ข้าเที่ยวเล่นอยู่ริมสระน้ำกว่าครึ่งค่อนวันยังดูไม่ออกว่าน้ำเว้าเขานูน

ไม่รู้เหตุใดอวิ๋นซังจึงทั้งโกรธทั้งอาย มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่นางไม่เคยพบพานมาก่อน นางโยนกล่องหยกใส่ดรุณีชุดเขียวอย่างไม่สบอารมณ์พลางกล่าวประชดว่าองค์หญิงเซวียนหยวน ว่าที่สามีอันประเสริฐของท่านใช้ลูกน้องเอาของขวัญจากแดนไกลมาส่งให้ มิน่าท่านจึงได้หัวเราะร่าอยู่เช่นนี้!”

เซวียนหยวนป๋าเปิดกล่องหยกออกดู หน้าแดงพลางกล่าวของขวัญอันใด? แค่ยาลูกกลอนเท่านั้นนางเงยหน้าเห็นอวิ๋นซังยืนเหม่ออยู่กับที่ เรียกหลายครั้งก็ยังไม่ได้ยิน

เซวียนหยวนป๋าเขย่านางพี่สาว ท่านเป็นอะไร?”

อวิ๋นซังกล่าวคุณชายเมื่อครู่เป็นเส้าเฮ่าใช้มาส่งของให้เจ้า?”

น่าจะใช่

เขาเห็นข้าแต่งกายหรูหรา ทั้งยังอยู่ในหอนูนเว้า เรียกข้าว่าองค์หญิง ข้าก็ตอบรับ ความจริงเขาเข้าใจผิดคิดว่าข้าเป็นเจ้า

ใช่ ท่านมิใช่รู้แล้วหรอกหรือ?” เซวียนหยวนป๋างุนงง ไม่รู้อวิ๋นซังคิดกล่าวสิ่งใด

เช่นนั้นเขาย่อมต้องคิดว่าข้าเป็นคู่หมั้นของเส้าเฮ่า คิดว่าข้าเป็นหญิงที่มีคู่หมายแล้ว

อือเซวียนหยวนป๋าพยักหน้ารับ ยังคงไม่เข้าใจว่าอวิ๋นซังคิดกล่าวสิ่งใด

อวิ๋นซังแย้มยิ้มในพลัน นัยน์ตาแฝงแววยินดี

พี่สาว ทำไมท่านเดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็เหม่อ เดี๋ยวก็ยินดี? แตกต่างจากเมื่อก่อนยิ่งนัก

อวิ๋นซังอมยิ้มไม่ตอบคำ สักพักจึงกล่าวเจ้ากลับยังเหมือนเมื่อก่อนไม่ผิด เอ๊ะ? ยาลูกกลอน? เหตุใดเส้าเฮ่าต้องใช้คนส่งยามาให้เจ้าโดยเฉพาะ? เจ้าป่วยหรือ? มิน่าสีหน้าจึงดูซีดขาวเช่นนี้

เฮ้อ! อย่าเอ่ยถึงเลย เอ่ยแล้วก็ช่างน่าขำ! ตอนข้าไปเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ถูกเส้าเฮ่าช่วยไว้

อวิ๋นซังเขี่ยจมูกเซวียนหยวนป๋าเบาๆ ทีหนึ่งเช่นนี้ก็ประจวบเหมาะ วีรบุรุษช่วยสาวงาม สาวงามใช้ร่างกายตอบแทน

เซวียนหยวนป๋าเชิดปากกล่าวประจวบเหมาะอะไร? ข้าไม่ได้เห็นเลยว่าเขาสูงหรือเตี้ย อ้วนหรือผอม ตอนนั้นการจลาจลที่เกาซินเพิ่งสงบ พี่ใหญ่บอกว่าเส้าเฮ่ายังมีเรื่องต้องจัดการ ไม่รอให้ข้าได้สติก็จากไป เขาเห็นข้าแต่ข้าไม่เห็นเขา ขาดทุนจะแย่!”

อวิ๋นซังยิ้มกล่าวอย่าตื่นเต้นไป แม้ข้าจะไม่เคยเห็นเส้าเฮ่า แต่ข้ากล้ารับประกันว่าเส้าเฮ่าจะต้องไม่ทำให้เจ้าผิดหวังอย่างแน่นอน

ฮึ ท่านไม่เคยเห็นเขาจะรับประกันได้อย่างไร?”

เจ้าว่าชายเมื่อครู่เป็นเช่นไร?”

กิริยาวาจาของเขาทำให้ข้านึกถึงท่านลุงจือเว่ยจือเว่ยช่วยหวางตี้สร้างประเทศจนถูกขนานนามเป็นราชครู คำวิจารณ์นี้ของเซวียนหยวนป๋ามากพอจะสื่อให้รู้ว่านางชื่นชมบุรุษเมื่อครู่อยู่ไม่น้อย

อวิ๋นซังกล่าวนกดีเลือกไม้ทำรัง ในบรรดาองค์ชายยี่สิบกว่าองค์ของเกาซิน ชายที่มีความคิดอ่านไม่ธรรมดาผู้นี้เลือกจะรับใช้เส้าเฮ่า ฉะนั้นเจ้าจงวางใจเถอะนางลังเลชั่วครู่แล้วจึงอึกอักถามเจ้าพอจะสืบได้หรือไม่ว่าเขาคือผู้ใด?”

ข้าให้พี่สี่ไปถามดูก็รู้ ไม่พูดถึงความรู้ความสามารถ แค่พูดถึงรูปร่างหน้าตา คุณชายที่หล่อเหลางดงามปานนั้นที่เกาซินก็น่าจะมีไม่มาก

อวิ๋นซังหน้าแดงเรื่อขึ้นมาในพลันข้ายังมีเรื่องอยากรบกวนเจ้าอีก

เรื่องอันใด?”

อวิ๋นซังยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูเซวียนหยวนป๋า เซวียนหยวนป๋าบัดเดี๋ยวขบขันบัดเดี๋ยวประหลาดใจ สุดท้ายก็พยักหน้ารับ หญิงสาวทั้งสองนั่งคุยกันที่ริมสระน้ำกว่าหนึ่งชั่วยามจนอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตก อวิ๋นซังจึงจากไป

ตกดึก ก้อนเมฆบดบังดวงจันทร์ หุบเขาเต็มไปด้วยสายหมอก

ดอกท้อในสวนท้อประหนึ่งมีผ้าแก้วบางๆ ปกคลุมไว้ มองไปคล้ายทั่วทั้งหล้าล้วนกลายเป็นควันหมอกเลือนรางสีแดง

ชือโหยวบินทะยานเข้าไปยืนตรงใจกลางสวนท้อ หยิบผ้าแดงผืนหนึ่งมาผูกปิดตาไว้ ตอนกลางวันเขาพบว่าทั้งอวี้ซานและสวนท้อเป็นค่ายกลใหญ่ หากไม่อยากถูกภาพลวงตาลวงให้สับสนก็ห้ามมอง อาศัยได้เพียงดวงจิตสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงอันแสนอัศจรรย์ของอาคมวิเศษ

เขาเดินๆ หยุดๆ ในป่าท้อ บ้างเดินหน้า บ้างเดินอ้อม บ้างวกกลับ ในที่สุดก็ทลายค่ายกลป่าท้อเข้าไปในตำหนักใต้ดินของอวี้ซานได้สำเร็จ สิ่งที่เขาทำคล้ายง่ายดายยิ่ง ทว่าในความเป็นจริงขอเพียงย่างเท้าเข้าไป ก้าวผิดเพียงก้าวเดียวก็คือความตาย หลายหมื่นปีที่ผ่านมาเขาเป็นเพียงผู้เดียวที่ฝ่าค่ายกลนี้ได้สำเร็จ

ตำหนักใต้ดินแห่งนี้สร้างขึ้นจากหยกล้วน แม้ไม่มีมุกราตรี ก็มีแสงสว่างเรืองรอง ภายในมีห้องหับมากมาย เส้นทางเคี้ยวคดลดเลี้ยว มีของวิเศษเก็บสะสมอยู่มากมายหลายหลาก จนไม่รู้ควรเริ่มจากที่ใด ชือโหยวคิด ในเมื่อคันธนูผานกู่เป็นศัสตราเทพ เช่นนั้นก็น่าจะเก็บอยู่ในคลังอาวุธ เขาเพ่งสมาธิใช้พลังวิเศษสัมผัสหาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็มุ่งไปยังทิศที่มีรังสีเข่นฆ่ารุนแรงที่สุด

ลงไปตามขั้นบันได สองข้างทางมีศัสตราวิเศษที่มวลเทพทั้งหลายต่างหมายปองประดับไว้ แต่ชือโหยวกลับไม่เหลือบแลแม้สักแวบ เพียงมองไปข้างหน้าตรงสุดทาง

สุดทางเป็นกำแพงหยกขาวซึ่งมีธนูคันหนึ่งแขวนไว้

ธนูตัวดำวาว บนคันธนูสลักลวดลายโบราณสีแดงเรียบง่าย ราวกับมันรู้ตัวว่าตกเป็นเป้าหมายของชือโหยว จึงระเบิดแสงสีแดงออกมาเป็นระยะ คันธนูเดี๋ยวใหญ่เดี๋ยวเล็ก ยามใหญ่ใหญ่กว่าตัวคน ยามเล็กเล็กแค่เพียงนิ้ว เวลานั้นชือโหยวจึงได้รู้ถึงสาเหตุที่เจ้าแม่หวังหมู่กล่าวว่าคันธนูนี้ไร้ลูกศรที่คู่ควรขนาดของมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในโลกหล้าไหนเลยจะมีลูกศรที่คู่ควรได้?

ชือโหยวนิ่งมองมันพักหนึ่ง จากนั้นมือหนึ่งก็รวบรวมพลังวิเศษสร้างอาคม อีกมือก็ปลดธนูลงมาอย่างรวดเร็ว มิรู้ไปสัมผัสถูกค่ายกลใด ตำหนักใต้ดินจึงเริ่มสั่นสะเทือน ก้อนศิลาแหลมคมห่าใหญ่ร่วงใส่จากเพดาน เขารีบพลิ้วกายหลบ ขณะที่หลบพ้นอย่างหวุดหวิด ก้อนศิลาเหล่านั้นก็เปลี่ยนเป็นกระบี่นับพันเล่มบินพุ่งเข้าใส่ เขาหนีพลางโปรยใบจากต้นท้อที่เตรียมไว้ ใบท้อเหล่านี้ถือกำเนิดจากอวี้ซานสามารถกลบกลิ่นอายของเขาได้

ชือโหยวหนีออกจากตำหนักใต้ดินอย่างทุลักทุเล ตลอดร่างมีแต่บาดแผล สภาพดูแทบไม่ได้ หน่วยลาดตระเวนเร่งรุดมาถึง ชือโหยวยังไม่ทันได้หยุดพักหายใจก็ต้องรีบหนี ทว่าทหารที่ตามมามีแต่จะมากขึ้นทั้งยังล้อมมาจากรอบทิศ

ในป่าไม่มีที่ให้ซุกซ่อนอีก เขาจึงได้แต่ต้องหนีไปทางทะเลสาบเหยาฉือ

จันทร์เพ็ญกระจ่างกลางฟ้า ส่องแสงนวลลูบไล้ทะเลสาบและป่าท้ออย่างอ่อนโยน ลมราตรีโชยพัดเอื่อยระเรื่อย ก่อให้เกิดระลอกคลื่นบนผิวน้ำไม่ขาดสาย กลีบดอกท้อร่วงหล่นโปรยปราย

ท่ามกลางกลีบดอกไม้โปรยปราย ดรุณีชุดเขียวนางหนึ่งนั่งห้อยตัวอยู่บนราวระเบียงริมน้ำ มือทั้งสองของนางยกชายกระโปรงขึ้น สองเท้าเปลือยเปล่าขณะเตะน้ำเล่น ละอองน้ำกระเซ็นสูง แสงจันทร์และหยดน้ำอาบไล้ปลายเท้าที่ขาวประดุจหิมะของนาง

พริบตานั้น เสียงต่างๆ ล้วนเลือนหายไปจากหูชือโหยว ดวงตาเขาเห็นเพียงดรุณีชุดเขียวที่อยู่ท่ามกลางแสงจันทร์และดอกท้อ ทุกอิริยาบถของนางล้วนแจ่มชัดและเชื่องช้าในสายตาเขา หลายครั้งชือโหยวสงสัยว่านี่คือความฝัน เขาวิ่งพลางมองนางไม่กะพริบตาด้วยเกรงว่าหากกะพริบตาแล้วนางจะหายไป

เสียงตะโกนเอะอะดังลอยมาทำลายความเงียบสงบยามค่ำคืนของทะเลสาบเหยาฉือ ดรุณีชุดเขียวแย้มยิ้มขณะหันไปตามเสียง ร่างของชือโหยวสั่นสะท้าน ชะงักหยุดฝีเท้าลง

ใต้แสงจันทร์ใบหน้าของหญิงสาวกระจ่างชัด นั่นคือซีหลิงเหิงที่เขาเฝ้าตามหาแต่ไม่พบและคิดว่านางตายจากไปแล้ว

ชือโหยว? ท่านอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” ซีหลิงเหิงกระโดดลุกขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ ดูคล้ายชักสีหน้าไม่พอใจ แต่ในดวงตากลับแฝงไว้ด้วยความยินดีที่ปิดไม่มิด

ชือโหยวชะงักค้างไปชั่วครู่ จากนั้นก็ทะยานไปตรงหน้านางอย่างรวดเร็ว คว้าตัวนางไว้แล้วพิศดูนางอย่างละเอียด จึงกล้าปักใจว่าทุกสิ่งคือเรื่องจริงท่านเล่าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

ซีหลิงเหิงไม่สนใจตอบ แต่ชี้ไปที่หน่วยลาดตระเวนในป่าท้อพวกเขาตามล่าท่านอยู่หรือ? ท่านขโมยสิ่งใดมา?”

ชือโหยวยักไหล่กล่าวอย่างไม่อนาทรร้อนใจว่าข้าหยิบเอาธนูคันหนึ่งมาจากตำหนักใต้ดินของอวี้ซาน แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว อีกเดี๋ยวค่อยคืนให้พวกเขาก็แล้วกัน

ซีหลิงเหิงหน้าพลันเปลี่ยนสีทะท่านท่านรนหาที่ตาย! สถานที่นี้คือแดนศักดิ์สิทธิ์อวี้ซาน ขนาดหวางตี้ เหยียนตี้ ซุ่นตี้เสด็จมาก็ยังต้องทรงเคารพในกฎของอวี้ซาน!” ซีหลิงเหิงร้อนใจจนหัวหมุน แต่ชือโหยวกลับไม่ทุกข์ร้อนเลยสักนิด เอาแต่ยิ้มมองซีหลิงเหิงที่กำลังร้อนใจอย่างสบายอารมณ์

เห็นหน่วยลาดตระเวนประชิดใกล้เข้ามาทุกที ซีหลิงเหิงจึงเตะชือโหยวลงน้ำไปอย่างรวดเร็วรีบหนีเร็ว! ข้าจะขวางทหารที่ไล่ตามมาเอง! รีบหนีลงจากอวี้ซานแล้วโยนธนูบ้าๆ นี่ทิ้งไปเสีย! ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นท่านต้องไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าได้เข้าไปขโมยของวิเศษจากตำหนักใต้ดินของอวี้ซาน หากท่านยอมรับคงต้องตายอย่างไร้ข้อกังขา!”

ชือโหยวทำหน้าตายลอยคอบนผิวน้ำขณะกล่าวอย่างตื่นเต้นภรรยาอันประเสริฐ หากท่านเกิดโชคร้าย อย่าได้เปิดเผยเรื่องของข้าออกไปอย่างเด็ดขาด

ซีหลิงเหิงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์รีบไสหัวไปเร็ว!”

เห็นหน่วยลาดตระเวนตีวงล้อมเข้ามา ซีหลิงเหิงแอบเหลือบมองบนผิวน้ำ เห็นชือโหยวหายตัวไปแล้วจึงค่อยผ่อนลมหายใจออก ในใจรู้สึกมีบางสิ่งไม่ถูกต้อง แต่ถูกทหารล้อมไว้ไม่มีเวลาให้คิดมาก ได้แต่หาทางพัวพันเพื่อถ่วงเวลาไว้

วันรุ่งขึ้น ภายนอกทุกอย่างในอวี้ซานยังคงเดิม แต่แขกเหรื่อทั้งหลายต่างรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ

อวิ๋นซังสั่งสาวใช้ไปสืบข่าว สาวใช้กลับมารายงานเมื่อคืนมีของวิเศษชิ้นหนึ่งหายไปจากตำหนักใต้ดินของอวี้ซานเพคะ

อวิ๋นซังโกรธจนตาแทบจะไฟลุก นางถลึงตาใส่ชือโหยว ขณะกำลังจะระบายโทสะ สาวใช้ก็กล่าวต่อได้ยินว่าจับตัวขโมยได้แล้วเพคะ

อวิ๋นซังเบาใจ หันไปยิ้มขออภัยให้ชือโหยวอย่างขัดเขิน แล้วกล่าวตำหนิสาวใช้คราวหน้าอย่ากล่าวทิ้งช่วงนาน กล่าวทีเดียวเสียให้จบ

สาวใช้เพิ่งมารับใช้อวิ๋นซังได้ไม่นาน ยังไม่รู้อวิ๋นซังมีนิสัยเย็นนอกร้อนใน จึงตอบรับอย่างขลาดๆเพคะ!”

อวิ๋นซังถาม  ใครใจกล้าเพียงนั้น ถึงกับกล้าล่วงเกินอวี้ซาน?”

สืบไม่ได้เพคะ เพราะเรื่องนี้หนักหนาสาหัสนัก ได้ยินพี่สาวที่รับใช้เจ้าแม่หวังหมู่เล่าว่าเจ้าแม่หวังหมู่สอบสวนขโมยกว่าค่อนคืนก็ไม่ได้ผลลัพธ์อะไร ของกลางก็หาไม่พบ เลยต้องปล่อยตัวขโมยไปก่อน ทั้งยังห้ามไม่ให้สาวใช้กล่าวถึงเรื่องนี้อีก ตะแต่…” เพราะสาวใช้กล่าววาจารวดเดียวจนหายใจไม่ทัน ทั้งหน้าจึงแดงก่ำ

อวิ๋นซังกล่าวอย่างจนปัญญาเจ้าพักหายใจก่อนค่อยกล่าวต่อ

สาวใช้ทำอะไรไม่ถูกตั้งท่าราวกับจะร้องไห้ แต่ตัวการอย่างชือโหยวกลับหัวเราะออกมาแต่อะไร?”

สาวใช้สูดหายใจลึกแล้วรีบกล่าวตอบอย่างรวดเร็วแต่เจ้าแม่หวังหมู่กล่าวว่าตอนของวิเศษหายไปจากตำหนักใต้ดินมีนางเพียงผู้เดียวอยู่ในที่เกิดเหตุ จึงน่าสงสัยที่สุด หากนางไม่อาจพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน ก็จะกักบริเวณนางหนึ่งร้อยยี่สิบปี

ชือโหยวคล้ายกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใดกักบริเวณหนึ่งร้อยยี่สิบปี?”

อวิ๋นซังโบกมือให้สาวใช้ล่าถอยไปแล้วกล่าวเสียงเรียบนี่ถือเป็นโทษสถานเบาแล้ว การทำผิดบนอวี้ซาน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การลงโทษจากหวังหมู่ แต่เป็นการที่หวังหมู่ไม่ลงโทษ เมื่อหวังหมู่นำตัวขโมยไปมอบให้กับตระกูลของคนร้าย พวกเขาย่อมต้องแสดงความรับผิดชอบต่ออวี้ซาน ภายใต้การจับตามองของทุกคน การลงโทษมีได้เพียงหนักไม่มีเบา

ชือโหยวนิ่งมองผ่านหน้าต่างไปยังดอกท้อพันปีและทะเลสาบเหยาฉือที่ไกลออกไปร้อยลี้โดยไร้ซึ่งวาจา

งานเลี้ยงลูกท้อเริ่มขึ้นในตอนค่ำ ที่นั่งจัดอยู่ริมทะเลสาบเหยาฉือ ในหอและศาลามีโต๊ะเตี้ยและตั่งสลับตั้งไว้ไม่เป็นระเบียบ คล้ายจัดวางตามใจ แต่ความจริงจัดวางโดยมีแบบแผนอย่างยิ่ง

โต๊ะประธานมีที่นั่งสี่ที่ หวังหมู่นั่งในตำแหน่งประธาน ขวามือคือองค์ชายจี้หลีแห่งเผ่าเกาซิน ซ้ายมือคือองค์หญิงอวิ๋นซังแห่งเผ่าเสินหนง ถัดจากอวิ๋นซังคือองค์ชายชังอี้แห่งเผ่าเซวียนหยวน โต๊ะที่อยู่ติดกับพวกเขาคือโต๊ะของสี่ตระกูลใหญ่ ไกลออกไปจึงเป็นโต๊ะของแขกเหรื่อจากเผ่าต่างๆ ที่เหลือ

ชือโหยวนั่งในโต๊ะของเผ่าเสินหนง จิบสุราไปพลางสำรวจหาซีหลิงเหิงไปพลาง แต่ก็หาไม่พบ นางคงถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมงานเลี้ยงเพราะกระทำผิด

บนเวทีการประลองอาคมเริ่มต้นขึ้น ผู้ชนะจะได้รางวัลจากเจ้าแม่หวังหมู่ชิ้นหนึ่ง นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของงานเลี้ยงลูกท้อซึ่งมีมาโดยตลอด บางทีในตอนแรกอาจเป็นเพียงการละเล่นเสริมบรรยากาศแก่งานเลี้ยง ทว่าหลายพันปีผันผ่าน สิ่งนี้กลับกลายเป็นโอกาสดีอันหายากที่ยอดฝีมือจากเผ่าต่างๆ จะได้พิสูจน์ฝีมือให้ทุกคนได้เห็น กระทั่งอาจติดทำเนียบยอดฝีมือของต้าฮวาง

เจ้าแม่หวังหมู่สั่งสาวใช้ให้เปิดกล่องของวิเศษออก ภายในบรรจุดอกท้อที่มีสีสันงดงามบาดตาดอกหนึ่ง เจ้าแม่หวังหมู่กล่าวสิ่งนี้คือดอกคงโฉมซึ่งถือกำเนิดจากพลังวิเศษบนเขาอวี้ซาน ไม่เพียงสามารถใช้เป็นอาวุธ ยังสามารถช่วยเจ้าของให้คงโฉมอันเยาว์วัยไว้ได้โดยไม่ต้องเปลืองพลังวิเศษแม้เพียงน้อย

สตรีทุกนางล้วนใฝ่ฝันอยากคงความงามไว้ตลอดกาล เมื่อได้ยินจึงอดอุทานร้องเบาๆ อย่างชื่นชมยินดีไม่ได้

เดิมชือโหยวใช้การปลดทุกข์เป็นข้ออ้างหลบเลี่ยงออกจากงาน แต่พอได้ยินเสียงถอนใจอย่างชื่นชมจากเหล่าสตรี จึงหันไปมองดอกคงโฉม พลันในใจก็สั่นไหวและชะงักเท้าหยุดลง

     ชือโหยวหลบไปยืนด้านข้างเฝ้ามองการประลองอย่างเงียบๆ กระทั่งผลแพ้ชนะในรอบสุดท้ายปรากฏ จึงทะยานขึ้นเวทีประมือกับผู้ชนะ เพียงไม่กี่กระบวนเขาก็บีบให้อีกฝ่ายต้องล่าถอย และแย่งชิงดอกคงโฉมไปได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้า จากนั้นจึงยกดอกไม้ที่อยู่กลางหว่างนิ้วขึ้นกล่าวกับเจ้าแม่หวังหมู่ขอบคุณ!” กล่าวจบก็กระโดดลงจากเวที แล้วพลิ้วกายจากไป

ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างตกใจ!

ผู้ชนะเมื่อครู่นับเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของเผ่าเทพ แต่กลับพ่ายแพ้ให้ชือโหยวในไม่กี่กระบวนท่า โดยไม่มีแขกคนไหนรู้จักชือโหยว ทุกคนหันไปซุบซิบสืบข่าวกันให้อื้ออึงว่าเขาเป็นใคร

ในใจอวิ๋นซังลอบด่าชือโหยว แต่ภายนอกกลับยังคงปกป้องเขาอย่างเต็มที่ นางพยายามหาข้อ้างให้การกระทำที่เสียมารยาทครั้งนี้ของเขา

ทว่าเจ้าแม่หวังหมู่กลับไม่ใส่ใจ นางเพียงประกาศเสียงเรียบว่าผู้ชนะคือชือโหยวแห่งเผ่าเสินหนง

เมื่อคืนตอนเจอกับซีหลิงเหิง ชือโหยวได้กุมมือนาง แม้ท่าทางคล้ายไม่ใส่ใจ แต่ความจริงทางหนึ่งใช้พลังสำรวจอาการบาดเจ็บของนาง ทางหนึ่งทำเครื่องหมายไว้บนร่างนาง ยามนี้หากตามร่องรอยของเครื่องหมายไปก็ง่ายที่จะหาตัวนางพบ

ตกดึก ซีหลิงเหิงกำม้วนผ้าไหมเดินเลียบไปตามริมทะเลสาบเหยาฉือ เดินไปพลางหันหลังมองไปพลางคล้ายกำลังดูว่ามีใครตามหลังมาหรือไม่ ยิ่งเดินก็ยิ่งไปในที่เปลี่ยว

ชือโหยวเห็นนางมีท่าทีผิดปกติจึงไม่ได้ส่งเสียงทัก แต่ลอบตามหลังนางไปเงียบๆ

ใต้แสงจันทร์ ข้างป้ายศิลา คุณชายในอาภรณ์แพรไหมผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายลม ใบหน้าหล่อเหลาหมดจด ท่วงท่าสง่าเรียบเรื่อยสบายอารมณ์

ซีหลิงเหิงเดินไปตรงหน้าเขาอย่างช้าๆขุนพลนั่วไน่?”

เป็นผู้น้อยเอง

ข้าคือซีหลิงเหิง สหายสนิทขององค์หญิงเซวียนหยวนซีหลิงเหิงสำรวจมองนั่วไน่ขึ้นลงตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับสำรวจชายคนรักแทนสหาย

เนื่องเพราะนั่วไน่มีใบหน้าหล่อเหลาโดดเด่น ความรู้ความสามารถและชื่อเสียงขจรไกล ยามอยู่ในเกาซิน ทุกครั้งที่ออกนอกบ้านจะต้องถูกผู้คนห้อมล้อมจนเขาชาชินกับการถูกจ้องมองมาแต่แรก ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดสายตาของซีหลิงเหิงทำให้ภาพขององค์หญิงเซวียนหยวนที่สระผลึกเว้าและเขานูนขจีปรากฏขึ้นในใจ ทำให้เขาถึงกับรู้สึกเกร็งไม่เป็นสุข รีบคารวะกล่าวองค์หญิงทรงส่งสาส์นแจ้งว่ามีธุระสำคัญ ให้ข้าไม่ต้องไปร่วมงานเลี้ยง แต่ให้มารอองค์หญิงอยู่ที่นี่ ไม่ทราบองค์หญิงมีธุระสำคัญใด?”

ธุระสำคัญนี้ก็คือไม่ให้ท่านได้พบกับนางในงานเลี้ยง ซีหลิงเหิงเอามือไพล่หลัง เอียงคอ แย้มยิ้มถามท่านเห็นองค์หญิงเป็นเช่นไร?”

องค์หญิงมีจิตใจบริสุทธิ์สูงส่ง รูปโฉมงดงามหมดจด

มิเสียทีที่องค์หญิงเห็นท่านต่างจากผู้อื่นซีหลิงเหิงส่งม้วนผ้าไหมในมือให้นั่วไน่นี่คือสิ่งที่องค์หญิงใช้ข้ามาส่งต่อให้ท่าน

นั่วไน่ถอยหลังไปก้าวใหญ่ ไม่รับม้วนผ้าไหม สีหน้าเย็นชา วาจาแฝงนัยองค์ชายเส้าเฮ่าไม่ว่าจะในด้านนิสัยใจคอหรือความรู้ความสามารถล้วนเป็นหนึ่งไม่มีสอง เหมาะสมจะเป็นคู่ครองกับองค์หญิงอย่างยิ่ง หากองค์หญิงมีธุระใดล้วนสามารถบอกแก่องค์ชาย ไม่จำเป็นต้องให้ผู้น้อยรับใช้

ซีหลิงเหิงพยักหน้าอมยิ้ม อวิ๋นซังกำชับนางไว้หากนั่วไน่ยินดีรับสิ่งของที่มอบให้ ไม่เพียงอย่ามอบสิ่งของให้เขา ยังให้ด่าว่าเขาอย่างรุนแรง หากนั่วไน่ไม่ยินดีรับ กลับกันให้นางคิดหาทางยัดเยียดสิ่งของให้เขา

ซีหลิงเหิงบังคับยัดม้วนผ้าไหมใส่มือนั่วไน่ท่านกลัวสิ่งใด? องค์หญิงทรงบังเอิญสนพระทัยด้านค่ายกลและการจัดสวนเป็นอย่างยิ่ง สิ่งนี้คือแบบที่องค์หญิงได้ทรงร่างไว้ในหลายปีนี้ อยากขอให้ท่านช่วยชี้แนะ

สีหน้านั่วไน่ดีขึ้นเล็กน้อยมีอาจารย์ชื่อดังมากมายในราชสำนัก ผู้น้อยไม่บังอาจให้คำชี้แนะส่งเดช

ซีหลิงเหิงถอนใจยาวเบาๆท่านเองยังกล่าวว่าไม่บังอาจ คิดว่าผู้สูงส่งทั้งหลายที่ว่าเหล่านั้นจะกล้าบังอาจหรือ? อีกอย่าง ไม่ต้องพูดถึงในเผ่าเซวียนหยวน ต่อให้มองไปทั่วทั้งใต้หล้า จะมีสักกี่คนมีความรู้ความสามารถเช่นนั่วไน่ท่าน? ท่านดูภาพร่างแล้วก็จะรู้ เกรงว่าจะไม่แพ้ให้หอนูนเว้าของท่าน ต่อให้พวกเขากล้าบังอาจก็ไม่มีความสามารถให้บังอาจ!”

นั่วไน่ฟังถึงตรงนี้ประดุจผู้ฝึกยุทธ์พบกระบี่วิเศษ ในใจคันยุบยิบยากจะเกา ถึงกับเกือบอดไม่อยู่รีบแกะม้วนผ้าไหมออกดูให้ละเอียดในพลันเช่นนั้นรอข้าดูให้ละเอียดแล้วค่อยตอบต่อองค์หญิง

ซีหลิงเหิงพยักหน้ารับ ยิ้มเจ้าเล่ห์พลางกล่าวองค์หญิงทรงไปมาไม่แน่นอน อีกไม่กี่วันอาจส่งคนเดินสาส์นมาขอพบ ท่านขุนพลจงอย่าได้ปิดประตูปฏิเสธอย่างไร้มารยาทอีก

นั่วไน่ยิ้มคารวะลาแล้วจากไป

ซีหลิงเหิงเห็นเขาจากไปไกลแล้วจึงค่อยเดินย้อนกลับไปทางเดิมอย่างช้าๆ ในสมองยังคงคิดเรื่อยเปื่อยเรื่องอวิ๋นซังและนั่วไน่ ที่แท้พี่อวิ๋นซังก็มีเวลานึกสนุกกลั่นแกล้งผู้อื่นเช่นนี้ด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งขำจนอดไม่ได้ต้องวาดมือวาดเท้า หัวเราะคิกไม่หยุด

พลันใบหน้าก็รู้สึกถึงสัมผัสเย็นๆ ที่ตกใส่ เมื่อเงยหน้าขึ้น เห็นเพียงใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง กลีบดอกท้อสีขาวโปรยปรายเต็มท้องฟ้า ปลิวว่อนพลิ้วไหวม้วนตัวเริงระบำกลางสายลม ราวกับเหมันต์พลันมาถึง ทั่วหล้าปกคลุมด้วยหิมะขาว แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือความอ่อนโยน งดงามและนุ่มนวล

ซีหลิงเหิงยื่นมือทั้งคู่ออกไปรองรับกลีบดอกไม้อย่างลิงโลด แล้วนำขึ้นจรดจมูกสูดกลิ่นเบาๆ กลิ่นหอมสดชื่นอ่อนๆ ซึมซาบเข้าจมูก สิ่งนี้มิใช่มนตร์ลวงตา แต่เป็นดอกไม้จริง

นางอดไม่ได้ที่จะเริงระบำกลางกลีบหิมะชายแขนเสื้อยาวเดี๋ยวกระเพื่อมเปิดกระเพื่อมปิด ท่วงท่างดงาม ฝีเท้าแผ่วพลิ้วราวกับภูตดอกไม้

นางแย้มยิ้มพลางตะโกนร้องชือโหยว ใช่ท่านหรือไม่?”

ร่างของชือโหยวค่อยๆ ปรากฏขึ้น ที่กลางหว่างนิ้วเขาหนีบดอกคงโฉมเอาไว้ เขายืนยิ้มอยู่ท่ามกลางหิมะดอกท้อที่โปรยปรายทั่วฟ้า หนักแน่นมั่นคง โดดเด่นงามสง่า ทำให้เพิ่มความองอาจแข็งแกร่งแก่ความงามละมุนของดอกท้ออีกหลายส่วน

ซีหลิงเหิงคล้ายตกอยู่ในความฝัน หยุดเต้นรำ ตะลึงมองชือโหยว

ทั้งสองจ้องมองกันผ่านกลีบหิมะ นิ่งเงียบไม่พูดจา มีเพียงดอกไม้สีขาวโปรยปรายร่วงหล่นไม่ขาดสาย ไม่รู้เป็นเพราะหักใจทำลายความงามในชั่วเวลานี้ไม่ลง หรือเพราะในใจมีความรู้สึกอื่น

ผ่านไปพักใหญ่ ซีหลิงเหิงจึงถอนใจเบากล่าวข้ารู้ท่านต้องไม่ฟังคำข้าหนีลงเขาไป

ชือโหยวยิ้มน้อยๆ ไม่กล่าววาจา

ซีหลิงเหิงเดินไปตรงหน้าเขาช้าๆ สำรวจเขาอย่างละเอียดเมื่อคืนพอท่านจากไปข้าจึงนึกได้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือเผ่าเทพ ก็มีเพียงไม่กี่รายที่สามารถขโมยของจากตำหนักใต้ดินของอวี้ซานแล้วหนีรอดมาได้อย่างปลอดภัย ที่เขาป๋อฟู่ท่านก็ช่วยข้าไว้ใช่หรือไม่? ที่แท้ท่านคือใครกันแน่?”

ข้าก็คือข้า

ซีหลิงเหิงโกรธไม่พอใจอย่าได้หลอกข้าอีก ข้าถามถึงนามที่แท้จริงของท่าน!”

เหล่าพ่อมดเผ่าจิ่วหลีเรียกข้าว่าโซ่วหวัง เทพบนเขาเสินหนงบ้างเรียกข้าว่าสัตว์ บ้างเรียกข้าว่าเดียรัจฉาน อาจารย์กับอวี๋หวั่งเรียกข้าว่าชือโหยว

ชือโหยวกล่าวเสียงเรียบ แต่ซีหลิงเหิงกลับรู้สึกปวดหนึบในใจอย่างบอกไม่ถูก นางกล่าวเสียงแผ่วพลังวิเศษท่านไม่อ่อนด้อย ข้ายังคิดว่าท่านเป็นผู้กล้าซึ่งมีชื่อเสียงของเผ่าเทพใดเผ่าเทพหนึ่ง คิดไม่ถึงท่านจะไร้ชื่อเสียง

ชือโหยวเป่าลมใส่ดอกคงโฉมที่หว่างนิ้ว ดอกคงโฉมค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้นจนสูงราวศอก กิ่งก้านผลิดอกตูมออกเต็ม มีทั้งสีแดงสีขาว งดงามยิ่ง เขาส่งมันให้ซีหลิงเหิง

ไม่มีหญิงสาวคนไหนไม่ชอบความงามของดอกไม้ ซีหลิงเหิงยื่นมือรับไปอย่างยินดีให้ข้าหรือ?”

ชือโหยวพยักหน้า

ขอบคุณซีหลิงเหิงพอกล่าวขอบคุณแล้วก็กลับเบ้ปากถลึงตาใส่ชือโหยว นางหันกายเดินจากไปทันทีจอมโกหก! ท่านออกเก่งกล้าปานนั้น แต่กลับรังแกข้าตอนอยู่แคว้นป๋อฟู่!”

นางปีนไปถึงยอดเขา หาก้อนหินที่พอจะเรียบไม่มีเหลี่ยมนั่งลง ชือโหยวตามไปนั่งข้างนางแล้วเรียกนางเบาๆอาเหิง

ซีหลิงเหิงหันหน้าหนีไม่สนเขา เอาแต่เล่นดอกคงโฉมในมืออย่างสนอกสนใจพลางมองกลีบหิมะที่ตกหนักขึ้นทุกที

ชือโหยวนั่งมองนางพักหนึ่ง จากนั้นจึงยกมือขึ้นป้องปากแล้วทำเสียงนกร้องหลายครั้ง สักพักให้หลังมีนกสองตัวช่วยกันคาบกิ่งท้อกิ่งหนึ่งมา ใบมันเขียวชอุ่มราวชุ่มด้วยหยาดน้ำค้างยามค่ำคืน ตรงกลางมีลูกท้อสีชมพูสดอ่อนวาวน้ำลูกหนึ่งห้อยอยู่ แค่เห็นก็รู้ว่าต้องอร่อยมาก

เผ่าเทพสามารถอาศัยอิทธิฤทธิ์บงการสัตว์และนกปีศาจ แต่คิดจะสั่งการสัตว์ปีกและสัตว์สี่เท้าทั่วไปที่ยังบำเพ็ญเพียรไม่สำเร็จกลับเป็นไปไม่ได้ ซีหลิงเหิงมองดูจนตาค้าง นกสองตัวกระพือปีกบินตรงหน้าส่งเสียงร้องอ้อนราวกับกำลังเชิญชวนให้นางกินผลท้อ

ซีหลิงเหิงอดกลืนน้ำลายเอื๊อกไม่ได้ นางเหลือบมองชือโหยวแวบหนึ่ง แล้วรับลูกท้อมากัดคำหนึ่ง ลูกท้อหอมหวานสดชื่นกำซาบไปถึงหัวใจ อร่อยกว่าผลไม้ทุกชนิดที่นางเคยกินมาทั้งหมด

อร่อยจัง!”

ชือโหยวนิ่งมองอาเหิง ยิ้มไม่พูดจา นี่คือลูกท้อที่อร่อยที่สุดบนเขาอวี้ซาน ครั้งหนึ่งเขาเคยไม่เข้าใจว่าทำไมจิ้งจอกขนแดงตัวนั้นจึงมอบสิ่งที่ดีที่อร่อยที่สุดออกไป แต่ตอนนี้พอได้เห็นอาเหิงยิ้มจนตาหยี เขาก็เข้าใจ

ในใจอาเหิงหวั่นไหวโดยไม่รู้สาเหตุ นางถึงกลับไม่กล้ามองชือโหยวอีก ก้มหน้าเล่นดอกท้อไปเงียบๆ พลางกินผลท้อ รู้สึกตื่นเต้น หวาดกลัวและอ่อนหวานในใจอย่างบอกไม่ถูก

กลีบหิมะโปรยปรายพรั่งพรู พวกเขานั่งกระทบไหล่กันบนก้อนหินที่ยอดผา ชือโหยวแหงนหน้ามองจันทร์สุกใสนวลกระจ่าง ในใจรู้สึกสงบและเป็นสุข ราวกับได้ย้อนกลับไปอยู่ในป่าลึก ใช้ชีวิตอิสระเสรีตามแต่ใจ แต่กลับไม่ต้องรู้สึกเดียวดายอีกต่อไป

บทที่ห้า สาส์นสั้นรักลึกซึ้ง ความในใจยากส่งถึง

หลังงานเลี้ยงลูกท้อ แขกเหรื่อทั้งหมดต่างแยกย้ายไป เมื่อไม่มีแขกแล้วย่อมไม่จำเป็นต้องใช้นางกำนัลหุ่นกระบอกอีก ในตำหนักนางกำนัลที่มีชีวิตมีไม่มาก เคลื่อนไหวไปมาไร้ซุ่มเสียง ปกติตลอดทั้งช่วงเช้ามักจะไม่ได้ยินเสียงพูดคุยเลยแม้สักประโยค

เมื่อไม่มีเสียงอึกทึกจอมปลอม หอและศาลาทอดยาวร้อยลี้อันงดงามจึงเต็มไปด้วยความเวิ้งว้างวังเวง กระทั่งดอกท้อพันลี้ที่สดใสสวยงามก็ปกปิดความวังเวงนั้นไม่มิด บางที นี่จึงเป็นโฉมหน้าที่แท้จริงของอวี้ซาน

ซีหลิงเหิงพลันเข้าใจ เหตุใดเจ้าแม่หวังหมู่จึงต้องจัดงานเลี้ยงลูกท้อขึ้นทุกสามสิบปี ช่างเงียบเหงานัก! แม้จะเป็นผู้ไม่มีความเกี่ยวข้องก็สามารถอาศัยความคึกคักจากผู้คนเหล่านั้นคลายความเหงาให้ตนได้

คิดถึงต้องอยู่อวี้ซานอีกหนึ่งร้อยยี่สิบปี รวมเป็นเวลาหลายหมื่นวันคืน ขนาดนางซึ่งมองโลกในแง่ดียังเริ่มรู้สึกกลัดกลุ้ม

ชือโหยวคล้ายเดาได้นางต้องรู้สึกเหงา จึงให้คนส่งตัวปี้ปี้ที่ผอมโซและอ่อนแอตัวหนึ่งมาให้ แม่ของมันตายตอนต่อสู้ปกป้องอาณาเขต ก่อนตายยังไม่คลอด เพื่อให้ลูกรอดชีวิตจึงรวมพลังเฮือกสุดท้ายใช้เล็บที่แหลมคมผ่าท้องของตนเอาลูกซึ่งยังไม่ครบกำหนดคลอดออกมา พอดีถูกชือโหยวช่วยไว้ แต่ทารกเช่นนี้จะสามารถมีชีวิตรอดได้ล่ะหรือ?

ปี้ปี้น้อยหายใจรวยริน ซีหลิงเหิงอุ้มมันไปให้เจ้าแม่หวังหมู่ดู เจ้าแม่หวังหมู่กล่าวอย่างเย็นชาเผ่าจิ้งจอกบอบบางเลี้ยงยากยิ่ง คงไม่อาจรอดชีวิตได้

ปี้ปี้น้อยที่ดวงตายังไม่ลืมเต็มที่ ตอนซีหลิงเหิงใช้นิ้วมือแหย่มัน มันจะดูดนิ้วของซีหลิงเหิงไม่ปล่อยราวแสดงความปรารถนาที่ต้องการมีชีวิตอยู่

ซีหลิงเหิงนำผลท้อกับน้ำแร่หยกที่คนทั่วหล้าต่างใฝ่ฝันถึงป้อนให้ปี้ปี้ นางไม่รู้สึกว่าเสียเปล่า ในเมื่อมันไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้นาน เช่นนั้นก็ให้มันได้ดื่มกินอย่างเต็มที่

เจ้าแม่หวังหมู่ปล่อยตามใจนาง เพียงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ ไม่ยุ่งเกี่ยว

ผลท้อและน้ำแร่หยกรวมเอาไอวิเศษจากฟ้าและดินไว้ แต่เพราะมีไอวิเศษทะลักล้น หากร่างกายไม่อาจดูดซับกลับจะทำให้ถึงแก่ความตาย จริงดังนั้น ไม่นาน หนังและขนของปี้ปี้น้อยก็ฟูพองใหญ่ขึ้นทุกที ยิ่งมายิ่งกลมใหญ่คล้ายลูกหนังซึ่งใกล้จะระเบิด และเพราะเจ็บปวดทรมาน สองตาของปี้ปี้น้อยจึงแดงก่ำ อารมณ์หงุดหงิดทุรนทุราย

ซีหลิงเหิงร้อนใจปลอบโยนมัน มันทั้งตะปบทั้งกัด มือของซีหลิงเหิงถูกตะปบจนเลือดไหลไม่หยุด ปี้ปี้น้อยดูดเลือดของซีหลิงเหิงโดยไม่เจตนาแล้วรู้สึกดีขึ้น เจ็บปวดทรมานน้อยลง มันจึงกัดมือซีหลิงเหิงแน่นไม่ปล่อยแล้วดูดเลือดนางอย่างเต็มที่ ซีหลิงเหิงกลับไม่ใส่ใจปล่อยให้มันดูด ทั้งยังไม่กักเก็บพลังวิเศษของตนไว้ อย่างช้าๆ ร่างของปี้ปี้ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม มันคลอเคลียซีหลิงเหิงอย่างอิ่มอกอิ่มใจพลางผล็อยหลับไป

มันถึงกับค้นหาทางรอดได้โดยไม่คาดฝัน ช่างเป็นตัวโง่งมซึ่งมีบุญยิ่งนัก! เจ้าแม่หวังหมู่ส่ายหน้าแล้วหันกายจากไป

ทุกวันซีหลิงเหิงจะนำผลท้อและน้ำแร่หยกไปป้อนให้ปี้ปี้ หากปี้ปี้ร่างพองโตขึ้น นางก็จะป้อนเลือดของนางให้มันดื่ม แต่ละวันผ่านไป ปี้ปี้ที่เดิมต้องตายแน่ถึงกับเริ่มวิ่งเล่นไปทั่ว ขนของมันดำขำเป็นพิเศษ สองปีกที่หลังก็แตกต่างจากปี้ปี้ตัวอื่น ชีพจรของมันแข็งแรงมีพลังอย่างยิ่ง

ตอนมันอายุได้ขวบกว่า ปี้ปี้ก็ตัวใหญ่เท่าแมว ซีหลิงเหิงเรียกมันว่าอาปี้

วันหนึ่ง ตอนซีหลิงเหิงแหย่มันเล่น เอามันไปไว้บนต้นท้อแล้วแอบหนีมา อาปี้ส่งเสียงร้องเรียกนางอย่างน่าสงสารอยู่หลายครั้ง แล้วพลันก็สยายปีกบินโคลงเคลงตามหลังซีหลิงเหิงมา

แม้ปี้ปี้จะเกิดมาพร้อมปีก แต่ปีกมันไร้เรี่ยวแรง ไม่อาจบินได้ ทว่าอาปี้ที่โตมาด้วยการกินผลท้อและน้ำแร่หยกกลับสามารถบินได้!

ซีหลิงเหิงประหลาดใจหัวเราะยกใหญ่ แล้ววิ่งหนีไปทั่ว หลอกล่อให้อาปี้ได้ฝึกบิน ทำให้ป่าท้อต้องพลอยรับเคราะห์

เหล่านางกำนัลต่างพากันมาดูอาปี้ที่บินได้ อาปี้แม้อายุยังน้อย แต่มีความงามอันโดดเด่นตามธรรมชาติของเผ่าจิ้งจอก รูปร่างหน้าตาเป็นที่น่ารักน่าเอ็นดูแก่ทุกผู้คน เหล่านางกำนัลเรียกมันว่าจิ้งจอกน้อยเหินหาวอย่างตื่นเต้นยินดี โดยไม่คาดฝัน เจ้าแม่หวังหมู่เองก็หยุดยืนดูมันแวบหนึ่งด้วยนัยน์ตาแฝงแววประหลาดใจ

ซีหลิงเหิงทำหน้าทะเล้นใส่เจ้าแม่หวังหมู่แล้วหัวเราะชอบใจ ยิ้มล้อเจ้าแม่หวังหมู่ว่าเจ้าแม่ก็ผิดได้ ปี้ปี้น้อยไม่เพียงมีชีวิตรอด ทั้งร่างกายยังแข็งแรงอย่างยิ่ง

ซีหลิงเหิงถูกกักตัวในเขาลึก มีเพียงอาปี้อยู่เป็นเพื่อน ทุกวันเฝ้ารอจะได้รับจดหมาย

พี่ใหญ่ชิงหยางงานการรัดตัว อย่าว่าแต่เขียนจดหมาย กระทั่งคำพูดปลอบใจสักคำยังไม่มี พี่สี่ชังอี้กลับเป็นห่วงเป็นใยนางอย่างยิ่ง แต่ส่วนมากจะส่งของกินของเล่นแก้เหงามาให้ไม่ค่อยเขียนจดหมาย มีแต่ชือโหยวที่เขียนจดหมายมาสม่ำเสมอไม่เคยขาด ปกติในหนึ่งเดือนมักจะเขียนมาหานางหลายฉบับ เรื่องที่เขียนครอบคลุมถึงทัศนียภาพในท้องถิ่นต่างๆ ไปจนถึงเรื่องตลกที่เขาได้ยิน อาหารที่เขาได้กิน ทุกอย่างล้วนเขียนเล่าในจดหมาย จดหมายสั้นยาวไม่แน่นอน ที่ยาวมีเขียนถึงหลายร้อยตัวอักษร ที่สั้นมีเขียนแค่ประโยคเดียวดอกถานบนโต๊ะบานแล้ว สีขาว หอมมาก

บางครั้งยังสร้างความประหลาดใจให้นาง ชือโหยวบอกกับนาง แม่น้ำฮั่นมีสัตว์ประหลาดน้ำยักษ์กินคนออกอาละวาด เขาอาสาขอไปปราบ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนสัตว์ประหลาดนั้นตาย เขาเอาเขี้ยวของสัตว์ประหลาดมาทำกระดิ่งลมให้นาง

ซีหลิงเหิงแขวนกระดิ่งลมอันนั้นไว้ที่ชายคา ทุกครั้งที่ลมพัด เสียงกรุ๊งกริ๊งเสนาะหูจะทำให้นางเกิดมโนภาพอันสมจริง คลื่นยักษ์สูงเสียดฟ้า ชือโหยวต่อสู้กับสัตว์ประหลาดยักษ์ ท่อนแขนได้รับบาดเจ็บ เลือดสดๆ ย้อมแม่น้ำฮั่นเป็นสีแดงฉาน แต่บนริมฝีปากเขายังคงมีรอยยิ้มยโสไม่ใส่ใจใครประดับอยู่เช่นเคย

ซีหลิงเหิงค่อยๆ ยึดติดกับจดหมายของชือโหยว แม้จะเป็นคำพูดสั้นๆ ประโยคเดียวก็นำพาสีสันและความมีชีวิตชีวาจากภายนอกมาให้ ส่วนจดหมายตอบของนางนั้นพันฉบับแทบไม่แตกต่าง เนื้อหาคือ นางกับอาปี้ทำอะไร และนางกับอาปี้ทำอะไร

บางครั้งซีหลิงเหิงก็คิด หากนำจดหมายทั้งหมดของนางมาอ่านพร้อมกัน คงทำให้ชือโหยวเบื่อตายเป็นแน่ แต่นางเขียนมันอย่างมีความสุขยิ่ง ชือโหยวเองก็ไม่เคยรำคาญจนไม่ตอบจดหมายนาง

อาจเพราะพวกเขาสองคนส่งจดหมายหากันถี่มาก แม้เจ้าแม่หวังหมู่จะไม่ติดใจ ทุกครั้งที่นกชิงของนางขึ้นเขามาจะต้องช่วยส่งจดหมายให้อาเหิง แต่ชือโหยวกลับรู้สึกไม่สะดวก เขาบอกอาเหิงว่าได้หานกส่งสาส์นที่ยอดเยี่ยมไว้ให้นางตัวหนึ่งแล้ว

หลายเดือนให้หลัง นกหลางที่ถูกจับมัดแน่นตัวหนึ่งถูกส่งขึ้นมายังอวี้ซาน

ซีหลิงเหิงยืนอ่านจดหมายหน้านกตัวนั้น ชือโหยวเล่าว่ารับคำสั่งจากเหยียนตี้ให้ไปป่าดิบชื้นรกทึบทางตะวันตกเฉียงใต้ สถานที่นั้นยังไม่เคยมีขุนนางเผ่าเทพคนไหนไปมาก่อน จึงไม่รู้ว่าต้องไปนานเพียงใด เดิมคิดจะฝึกนกตัวนี้ให้เชื่องก่อนค่อยส่งมอบให้นาง แต่ตอนนี้ไม่อาจนำนกตัวนี้เดินทางไปด้วยได้ จึงได้แต่ต้องส่งมันมาให้นางก่อนกำหนด

ซีหลิงเหิงอ่านจดหมายจบก็เอียงคอมองนก นางนึกภาพไม่ออก ด้วยความสามารถของชือโหยวไฉนจึงทำให้นกตัวหนึ่งเชื่องไม่ได้

นกหลางมีสีขาวปลอดตลอดร่าง นัยน์ตาสีเขียว เนื่องเพราะมีรูปร่างงดงาม อุปนิสัยเชื่องเชื่อ ดังนั้นหญิงสาวเผ่าเทพจึงมักเลี้ยงมันไว้ในห้องนอน แต่นกหลางตัวนี้หยิ่งทระนง มันแหงนหน้าขึ้นฟ้า ไม่มองซีหลิงเหิงแม้สักแวบ

ซีหลิงเหิงป้อนอาหารให้นกหลาง มันเชื่องอย่างยิ่ง ยอมกินปลาห้าสีสองตัวแต่โดยดี ซีหลิงเหิงรู้สึกยินดี ฝึกไม่ยากนี่! ตอนที่ป้อนปลาตัวที่สาม นกหลางใช้ความเร็วปานสายฟ้าจิกใส่มือซีหลิงเหิงกระชากเนื้อนางหลุดไปชิ้นหนึ่ง

มือซีหลิงเหิงเลือดไหลโกรก นกหลางร้องอย่างลิงโลด เสียงของมันประหลาดสุดทน ทว่านกรอบด้านเมื่อได้ยินกลับบินมาตามเสียง และหยุดเกาะบนกิ่งไม้อย่างหวาดเกรง

เจ้าแม่หวังหมู่ได้ยินเสียงร้องของนกหลาง ก็เดินออกจากห้องมาอย่างแปลกใจ นางพิศดูมันครู่หนึ่งแล้วกล่าวนกหลางตัวนี้คล้ายมีที่มาอยู่บ้าง

ซีหลิงเหิงรีบขอคำชี้แนะอย่างเจียมตน เจ้าแม่หวังหมู่กล่าวนกหลางเดิมมีเสียงร้องไพเราะเสนาะหู แต่นกหลางตัวนี้มีเสียงร้องไม่น่าฟังถึงปานนี้เนื่องเพราะมันไม่เห็นตัวเองเป็นนกหลาง คิดก้าวข้ามขีดความสามารถของตนด้วยการส่งเสียงร้องแบบหงส์ ทุกห้าร้อยปีหงส์จะวางไข่ใบหนึ่ง ไม่รู้ด้วยสาเหตุใดไข่ใบหนึ่งของนกหลางจึงตกไปอยู่ในรังของหงส์ ประจวบกับที่ไข่ของหงส์หายไป หงส์เข้าใจผิดฟักไข่นกหลางด้วยคิดว่าเป็นลูกตน จากนั้นจึงเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ นกตัวนี้พยายามเรียนรู้การร้องแบบหงส์ ดังนั้นจึงเป็นเช่นนี้เจ้าแม่หวังหมู่มองนกบนกิ่งไม้ที่อยากไปแต่ไม่กล้าไปเหล่านั้น ยิ้มพลางกล่าวหากเป็นหงส์จริง สมควรมีเสียงร้องเสนาะราวเสียงพิณ มวลหมู่นกได้ยินเคารพไหว้ ด้วยจิตใจนบน้อมและยินดี มิใช่เป็นเช่นนี้

นางกำนัลต่างปิดปากหัวเราะกันเบาๆ ส่วนซีหลิงเหิงกลับรู้สึกเศร้า สงสารและเห็นใจนกหลาง นกหลางที่แท้จริงไม่กล้าเข้าใกล้มัน หงส์ก็ดูถูกไม่เห็นมันเป็นพวก ความจริงมันไหนเลยเคยคิดอยากเป็นหงส์?

ซีหลิงเหิงกล่าวกับนกหลางเจ้าสามารถต่อสู้กับชือโหยว เห็นได้ว่าเจ้ามิใช่นกธรรมดา ข้าไม่มีกำลังและแรงใจจะฝึกเจ้า แต่ชือโหยวอุตส่าห์มีใจจับเจ้ามาให้ข้า ข้าไม่อาจทำลายความตั้งใจของเขา ปล่อยเจ้าไปง่ายๆ เจ้าจงอยู่ที่อวี้ซานชั่วคราวก่อน ช่วยข้าส่งสาส์น รอวันที่ข้าลงจากเขา เจ้าจะอยู่หรือไปก็ตามแต่เจ้าจะเลือก หากเจ้ารับปากตอนนี้ข้าจะคลายเชือกให้เจ้า หากเจ้าไม่รับปากข้าจะมัดเจ้าไว้ร้อยปี

นกหลางอ้าปาก พ่นลูกไฟใส่ซีหลิงเหิงแทนคำตอบ

เจ้าแม่หวังหมู่ส่ายหน้าถอนใจ น่าสงสารหัวอกคนเป็นบิดามารดาทั่วหล้า เดาได้ว่าหงส์คู่นั้นกระทั่งตายก็คงไม่เข้าใจทำไมบุตรชายจึงไม่คล้ายพวกมัน แต่เพื่อช่วยบุตรชาย พวกมันถึงกับไม่เสียดายที่จะเสียสละตบะร้อยปีของตนให้นกหลาง

ซีหลิงเหิงขยับตัวหลบลูกไฟ ไม่โกรธ เพียงกล่าวกับอาปี้พวกเราไป

เจ้าแม่หวังหมู่มองหญิงรับใช้ที่อยู่รายล้อม พวกนางรีบก้มหน้าเดินจากไปทันที

นกหลางอยู่อย่างอิสระจนชิน แม้ถูกชือโหยวจับ แต่ทุกวันมันต่อสู้ขัดขืน ใช้ชีวิตอย่างตื่นเต้นดุเดือด ตอนนี้กลับถูกมัดอยู่ในพื้นที่เล็กๆ คับแคบ ทุกคนไม่มีใครสนใจมัน ทุกวันซีหลิงเหิงจะมาเพียงครั้งเดียว โยนอาหารไว้แล้วจากไป ไม่ว่ามันจะยั่วยุนางแค่ไหน สีหน้านางก็ยังคงเรียบเฉย

ตอนแรกนกหลางยังมีแก่ใจตะโกนร้องโหวกเหวก ต่อมากระทั่งความสนใจจะส่งเสียงยังไม่มี ทุกวันได้แต่นิ่งมองทิวทัศน์ที่ไร้ความเปลี่ยนแปลงรอบตัว

ตะวันขึ้น ตะวันรอน

ลึกไปในป่าท้อมักมีเสียงร้องอย่างร่าเริงของปี้ปี้ดังลอยมา

บางครั้งปี้ปี้จะบินผ่านหัวนกหลางจนเงาตกใส่หัวมัน นกหลางไม่เห็นการบินเก้กังของปี้ปี้ในสายตา แต่พอปี้ปี้หายไป มันจะเงยหน้าเหม่อมองท้องฟ้าซึ่งว่างเปล่าไร้สิ่งใด

ร้อยกว่าวันผ่านไป ตอนซีหลิงเหิงวางอาหารไว้ให้แล้วเตรียมจากไป มันใช้จะงอยปากคาบชายเสื้อซีหลิงเหิงไว้

ซีหลิงเหิงหันหน้าไปมองมันเจ้ารับปากแล้ว?”

มันเชิดหน้า ไม่ส่งเสียง

ซีหลิงเหิงไม่เก็บนิสัยเสียของมันมาใส่ใจ นางยิ้มละไมกล่าวแม้เจ้าจะมีนิสัยดุดัน แต่ก็หยิ่งในศักดิ์ศรี ย่อมไม่คิดลดศักด์ศรีด้วยการผิดคำพูดนางโบกมือแก้เชือกบนร่างมันตอนมีธุระข้าจะเรียกหาเจ้า ยามปกติหากเจ้าไม่อยากเห็นข้า เจ้าสามารถบินเล่นตามแต่ใจภายในอาณาเขตของอวี้ซาน

ตอนมันกำลังจะบินไป ซีหลิงเหิงก็กล่าวอีกเจ้าไม่ใช่นกหลาง ทั้งไม่ใช่หงส์ เจ้าก็คือเจ้า หนึ่งเดียวในใต้หล้า ข้าจะขอตั้งชื่อชั่วคราวให้เจ้าว่าเลี่ยหยาง วันหน้าหากเจ้ามีวาสนาบำเพ็ญเพียรกลายร่างเป็นคนได้สำเร็จ เจ้าสามารถเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นที่เจ้าชอบได้

เลี่ยหยางยืนเหม่ออยู่กับที่คล้ายกำลังขบคิดถึงคำพูดของซีหลิงเหิง ซีหลิงเหิงมือถือกิ่งท้อเขียนอักษรสองตัวบนพื้นเลี่ยหยาง

นกหลางนิ่งมองคำว่าเลี่ยหยางบนพื้นครู่หนึ่ง จากนั้นจึงสยายปีกบินไป

ซีหลิงเหิงสูดหายใจเบาๆ ขณะส่ายศีรษะถอนใจกับอาปี้นิสัยมันช่างดื้อดึงนัก สัตว์ปีกที่รักอิสระถึงกับดึงดันทนได้กว่าร้อยวัน! ข้าเองยังเกือบทนไม่ไหวคิดเขียนจดหมายถึงชือโหยวขอให้เขายอมให้ข้าปล่อยมันไป

อาปี้แยกเขี้ยวยิ้ม ดวงตาเต็มไปด้วยแววหัวเราะ

อาปี้เป็นเผ่าจิ้งจอก เดิมก็เป็นพวกที่ฉลาดเป็นหนึ่งในหมู่มวลสัตว์ ทั้งยังเติบโตบนอวี้ซานที่เปี่ยมไปด้วยไอวิเศษ กินผลท้อ ดื่มน้ำแร่หยก ได้รับการสั่งสอนจากซีหลิงเหิง แม้จะไม่อาจกล่าววาจาของมนุษย์ แต่ความจริงฉลาดไม่แตกต่างจากเด็กเผ่ามนุษย์เลย

ซีหลิงเหิงวิ่งไปในห้องอย่างลิงโลดข้าจะไปเขียนจดหมายถึงชือโหยว หากเขาเห็นเลี่ยหยางไปส่งจดหมายให้จะต้องแปลกใจมาก และนึกอยากรู้ว่าข้าฝึกเลี่ยหยางให้เชื่องได้เร็วปานนี้ได้อย่างไร เจ้าว่าเราควรบอกเขาถึงสัญญาระหว่างข้าและเลี่ยหยางหรือไม่? ยังไม่บอกดีกว่า ปล่อยให้เขาอยากรู้ไปก่อน!”

เลี่ยหยางรักษาสัญญาจริงดังคาด พอได้ยินซีหลิงเหิงเรียกก็บินมา

หลังซีหลิงเหิงมอบจดหมายให้มัน จากนั้นก็เตรียมกระบอกน้ำแร่หยกกระบอกหนึ่งแขวนไว้บนคอมัน เดิมเลี่ยหยางคิดว่านั่นเป็นของขวัญที่มันต้องส่ง คิดไม่ถึงซีหลิงเหิงจะกล่าวนี่เป็นน้ำให้เจ้าดื่ม เจ้าบินเร็ว วันเดียวก็คงถึง ชือโหยวที่ได้รับจดหมายแล้วจะช่วยปลดมันลงมาให้เจ้า เช่นนี้เจ้าจะได้ไม่ต้องกินสิ่งของที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อเจ้า

เลี่ยหยางสยายปีกทั้งสองบินออกจากหน้าต่างไปเงียบๆ ความเร็วของมันไวประดุจสายฟ้าฟาด แค่ลมวูบผ่านก็หายลับตาไป กระดิ่งลมใต้ชายคายังคงส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง

ซีหลิงเหิงนั่งลงที่หน้าโต๊ะ มือหนึ่งเท้าคาง เพ่งมองกระดิ่งลม สองแก้มค่อยๆ แดงระเรื่อขึ้น

ที่อวี้ซาน ทุกวันปีดอกไม้ดูไม่แตกต่าง บรรยากาศล้วนเป็นเช่นเดิม แต่เบื้องล่างอวี้ซานวสันต์ไปสารทมาเยือน วนเวียนอยู่เช่นนี้ สามสิบปีผันผ่าน จนถึงงานเลี้ยงลูกท้ออีกครั้ง

เพื่อจัดเตรียมงานเลี้ยงเจ้าแม่หวังหมู่ได้สร้างนางกำนัลหุ่นกระบอกหลายตัวไว้ใช้สอย ภายในตำหนักคึกคักขึ้นทันตา

ซีหลิงเหิงรู้สึกว่าน่าสนใจเลยหัดทำหุ่นกระบอกด้วย เจ้าแม่หวังหมู่สอนนาง ก่อนอื่นต้องหยดเลือดและพลังชีวิตจากหัวใจ ทำให้หุ่นกระบอกมีชีวิต แล้วค่อยใช้พลังวิเศษควบคุมการทำงานของมัน หุ่นกระบอกทำไม่ยาก  แต่การควบคุมมันนั้นทำได้ยาก ยังไม่ต้องพูดถึงเลือดและพลังชีวิตจากหัวใจซึ่งเกี่ยวพันถึงชีวิต แค่พลังวิเศษจำนวนมากที่ต้องใช้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ชาวเผ่าเทพธรรมดาจะรับได้ แม้ด้วยความสามารถของเจ้าแม่หวังหมู่ หากที่นี่ไม่ใช่อวี้ซานที่มีไอวิเศษล้นเหลือ หากหุ่นกระบอกแหล่านี้ล้วนไม่ได้รับใช้ใกล้ชิด นางเองก็ไม่อาจบังคับหุ่นกระบอกได้มากมายปานนี้

เจ้าแม่หวังหมู่ยิ้มเย้าซีหลิงเหิงเดี๋ยวก็ไม่ต้องเขียนจดหมายแล้ว สามารถพูดจากันต่อหน้าได้ ดีใจหรือไม่?”

ซีหลิงเหิงชะงักค้าง คล้ายยินดีคล้ายกลัดกลุ้ม แล้วก้มหน้าลง

เจ้าแม่หวังหมู่ส่ายหน้ายิ้ม

ซีหลิงเหิงพลันเงยหน้าถามหวังหมู่องค์ก่อนๆ ไม่จัดงานเลี้ยงลูกท้อ งานเลี้ยงลูกท้อเริ่มขึ้นในสมัยของท่าน ทุกสามสิบปีจะจัดขึ้นครั้งหนึ่ง ต้องเสียทั้งแรงกายแรงใจ เทพหรือปีศาจที่ท่านต้องการพบอย่างแท้จริงนั้นเคยมาหรือไม่?”

เจ้าแม่หวังหมู่พลันหน้าเปลี่ยนสี หุ่นกระบอกในมือร่วงหล่น นางกำนัลที่ยกชามาในห้องโถงสลายกลายเป็นผง

อย่าคิดว่าข้าพูดจาดีกับเจ้า เจ้าก็ลืมไปว่าสถานที่นี้คือที่ใด ระวังข้าจะขังเจ้าอีกร้อยยี่สิบปี!”

เจ้าแม่หวังหมู่พิโรธสะบัดชายแขนเสื้อจากไป เหล่านางกำนัลหวาดกลัวจนไม่กล้าส่งเสียง ซีหลิงเหิงกลับหันไปแอบยิ้มกับอาปี้เหตุใดข้าจึงรู้สึกคล้ายจะชมชอบปีศาจเฒ่านางนี้ขึ้นมาบ้างแล้วนะ?”

งานเลี้ยงลูกท้อเปิดฉากขึ้น ผู้กล้าจากทั่วสารทิศเดินทางกันมาตามกำหนด

ซีหลิงเหิงดีใจมากเพราะตัวแทนเผ่าเซวียนหยวนที่มาคือพี่สี่ชังอี้ ตามเหตุผลครั้งก่อนชังอี้เคยมาแล้ว ครั้งนี้เขาไม่สมควรได้มา เพื่อนาง พี่สี่จะต้องขอร้องเสด็จพ่อเป็นพิเศษเพื่อขอมาอวี้ซานเป็นแน่

ทว่าเผ่าเสินหนงมีก้งกงมาร่วมงานเพียงผู้เดียว

ก้งกงกล่าวขออภัยต่อเจ้าแม่หวังหมู่องค์หญิงรองประชวรสิ้นพระชนม์ เหยียนตี้โทมนัสจนประชวร ข้าราชบริพารในเผ่าแต่ละตำแหน่งมิกล้าละทิ้งหน้าที่ จึงมีผู้น้อยมาผู้เดียว

เจ้าแม่หวังหมู่มอบลูกท้อชะลอมหนึ่งให้ก้งกง ให้เขานำไปมอบให้เหยียนตี้ข้าขอฝากแสดงความเสียใจต่อเหยียนตี้ ให้เขาหักห้ามใจด้วย

ก้งกงทำความเคารพอย่างนอบน้อมแล้วลาจากไป เจ้าแม่หวังหมู่ยืนริมหน้าผาเหม่อมองไปยังหมู่เมฆไพศาล เงาร่างนางให้ความรู้สึกเงียบเหงาโศกเศร้ายากเอื้อนเอ่ย นางยืนอยู่ตรงนั้นทั้งวันไม่ขยับไปไหน ไม่มีนางกำนัลสักคนกล้าไปรบกวนนาง

ซีหลิงเหิงเดินเข้าไปยืนหลังเจ้าแม่หวังหมู่

เจ้าแม่หวังหมู่ส่งกล่องไม้กล่องหนึ่งให้นางสิ่งนี้เป็นสิ่งที่นกชิงเพิ่งนำมาจากเบื้องล่าง ดูท่าชือโหยวแม้ตัวไม่มา แต่ของขวัญกลับส่งมาถึง

ซีหลิงเหิงเปิดกล่องออกด้านในบรรจุหงส์ไม้สลักคู่หนึ่งไว้

ตอนแรกซีหลิงเหิงไม่เข้าใจ ต่อมาพลันนึกรู้จึงวางพวกมันลงบนพื้น

พอหงส์คู่นั้นสัมผัสไอจากผืนดินก็กลายร่างใหญ่ขึ้นจนเหมือนหงส์ที่มีชีวิตปกคลุมด้วยรัศมีรุ้งห้าสี ส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว บินวนขึ้นลงไปมาดุจร่ายรำ

หงส์สูงศักดิ์เป็นถึงเจ้าแห่งมวลปักษา มีนิสัยหยิ่งทระนง แต่หงส์คู่นี้กลับสนิทสนมใกล้ชิดกับซีหลิงเหิงอย่างยิ่ง บางครั้งบินไปไกลเพื่อร่ายรำให้นางดู บางครั้งคลอเคลียบินเข้าใกล้หมุนวนรอบตัวนาง เสียงร้องของหงส์ราวเสียงพิณ ไพเราะเสนาะหู พวกมันส่งเสียงร้องพลางเริงระบำ อย่าว่าแต่ซีหลิงเหิง ขนาดเจ้าแม่หวังหมู่ยังเผยยิ้มออกมา

เวลาครึ่งก้านธูปผ่านไป พลังวิเศษที่ใส่ไว้ในตัวหงส์ถูกใช้ออกจนหมด การร้องเพลงและร่ายรำจึงจบลง มันหุบปีกร่วงลงกลับเป็นหงส์ไม้สลักดังเดิม

เจ้าแม่หวังหมู่เหม่อดูหงส์ไม้สลัก ซีหลิงเหิงถามทำไมหรือ?”

เจ้าแม่หวังหมู่กล่าวเสียงเย็นชาสหายของเจ้านับว่าไม่ธรรมดา ถึงกับสามารถบังคับหุ่นไม้ได้แม้อยู่ห่างไกลพันลี้ โดยเฉพาะยากนักจะมีเสียงด้วยความจริงสิ่งที่ทำให้เจ้าแม่หวังหมู่ทอดถอนใจมิใช่เรื่องนี้ ขอแค่ยินดีจ่ายค่าตอบแทน หุ่นไม้สามารถลงมือสังหารฉกฉวยสิ่งของแม้อยู่ไกลนับพันลี้ ทั้งหมดล้วนเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ แต่ชือโหยวไม่เสียดายจะสละเลือดและพลังชีวิตเพียงเพื่อให้ซีหลิงเหิงได้แย้มยิ้ม

ซีหลิงเหิงยิ้มเก็บหงส์ไม้สลักขึ้น แม้พวกมันจะหมดประโยชน์แล้ว

อย่างรวดเร็ว งานเลี้ยงลูกท้อสามวันก็จบลง

สำหรับซีหลิงเหิงที่กินลูกท้อมาสามสิบปีจนเบื่อ จึงไม่สนใจงานเลี้ยงลูกท้อนัก แต่ตอนงานเลี้ยงจบลง นางกลับรู้สึกแย่บอกไม่ถูกว่าเพราะอะไร บางทีอาจเป็นเพราะพี่ชังอี้กำลังจะจากไป

หลังซีหลิงเหิงส่งพี่ชายจากไปอย่างอาวรณ์ นางแอบไปหลบลึกในป่าท้อเพียงลำพัง กระทั่งอาปี้ก็ไม่พาไป ไม่รู้เจ้าแม่หวังหมู่กลับหานางพบได้อย่างไรคิดถึงบ้านหรือ?”

ซีหลิงเหิงคาใจคำพูดประโยคหนึ่งของเจ้าแม่หวังหมู่มานาน ตอนที่เจ้าแม่หวังหมู่ตัดสินโทษนางเคยกล่าวว่าเห็นแก่หน้ามารดาเจ้า ข้าจะรักษาเกียรติให้เจ้า ไม่ประกาศต่อภายนอกว่าเจ้าเป็นขโมย เพียงลงโทษให้เจ้าช่วยดูแลป่าท้อให้ข้าหนึ่งร้อยยี่สิบปีแต่เล็กจนโตซีหลิงเหิงเพียงได้ยินคนกล่าวว่าเห็นแก่หน้าบิดาซึ่งมีชื่อเสียงขจรไกลไปทั่วทั้งสี่คาบสมุทรของนาง เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำพูดว่าเห็นแก่หน้ามารดาเจ้าทั้งยังเป็นคำที่เอ่ยจากปากของเจ้าแม่หวังหมู่ ดังนั้นนางจึงสงสัยอยากรู้มาโดยตลอด

นางฝืนทำใจกล้าถามเจ้าแม่หวังหมู่ท่านรู้จักมารดาข้าหรือ?”

นานมาแล้ว พวกเราเคยเป็นสหายสนิทกันอย่างยิ่ง

จริงหรือ?” ซีหลิงเหิงมิใช่ไม่เชื่อ แต่รู้สึกแปลกใจ

ตอนนี้กล่าวถึงบิดาเจ้า ใต้หล้าไม่มีใครไม่รู้จัก แต่ตอนนั้นจะมีสักกี่คนที่เคยได้ยินชื่อของเขา ส่วนมารดาเจ้ากลับมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า ทุกคนต่างรู้ว่าตระกูลซีหลิงมีบุตรีอัจฉริยะ เหยียนตี้ ซุ่นตี้ต่างส่งคนไปสู่ขอนางให้บุตรของตน หากมารดาเจ้าตกลง ตอนนี้บางทีเจ้าอาจเป็นองค์หญิงแห่งเสินหนงหรือเกาซินไปแล้ว

ซีหลิงเหิงแปลกใจมาก นางแทบไม่อยากเชื่อตอนนั้น มารดาข้าเป็นเช่นไร? บิดาข้าเล่าเป็นเช่นไร?”

เจ้าแม่หวังหมู่หรี่ตาคล้ายกำลังหวนรำลึกถึงความหลังมารดาเจ้าเป็นสตรีที่กล้าหาญและฉลาดที่สุดซึ่งข้าเคยพบ บิดาเจ้าเป็นบุรุษหนุ่มที่หล่อเหลาองอาจซึ่งข้าเคยพบ ตอนนั้น…” คำพูดของเจ้าแม่หวังหมู่ขาดหายไป ผ่านไปนานก็ไม่กล่าวต่อ แสงแดดลอดผ่านดอกท้อแดงเป็นจุดสีทองกระจายไปทั่วพื้น ลมพัดเงาไม้ไหว บนใบหน้าของเจ้าแม่หวังหมู่ปรากฏร่องรอยในวัยเยาว์อันแสนไกลพาดผ่านเป็นความเศร้าซึ่งซีหลิงเหิงไม่อาจเข้าใจ

เหตุใดมารดาข้าจึงไม่เคยเอ่ยถึงท่าน?”

รอยยิ้มปัดผ่านริมฝีปากของเจ้าแม่หวังหมู่พริบตาก็เลือนหายเพราะพวกเราไม่ใช่สหายสนิทกันอีกแล้ว

ท่านไม่ได้พบพวกเขานานเพียงใดแล้ว?”

สองพันกว่าปีแล้ว นับจากที่ข้ารับสืบทอดอวี้ซาน ข้าก็ไม่เคยลงจากเขาอีกเลย พวกเขาก็ไม่เคยขึ้นเขามา

ซีหลิงเหิงหันไปมองรอบทิศ พูดอะไรไม่ออก เวลาเป็นพันปีนางต้องอยู่เฝ้าดอกท้อที่สดชื่นงดงามหาใดเปรียบเหล่านี้ทุกวันทุกปีเพียงลำพัง?

เจ้าแม่หวังหมู่ลังเลพักหนึ่งแล้วจึงถามมารดาเจ้าสบายดีหรือไม่?”

ซีหลิงเหิงเอียงศีรษะคิดพลางกล่าวก็คงสบายดี นางชอบความสงบ ไม่เคยลงจากเขา น้อยนักจะพบแขก

ใบหน้าของเจ้าแม่หวังหมู่ยังคงเหมือนหญิงสาววัยยี่สิบแปด ต่อให้เป็นเผ่าเทพ ผลท้อก็ไม่อาจทำให้พวกเขาไม่แก่ไม่ตาย ทว่าเมื่อกินเป็นประจำจะสามารถช่วยให้คงโฉมไว้ได้ ซีหลิงเหิงมองเจ้าแม่หวังหมู่แล้วโพล่งถามขึ้นเส้นผมของมารดาข้าขาวโพลนมานานแล้ว

บิดาเจ้า บิดาเจ้า…” เจ้าแม่หวังหมู่กล่าวไม่ครบประโยคก็ไม่กล่าวต่ออีก

ซีหลิงเหิงกลับเข้าใจนางคิดถามถึงสิ่งใดมารดาชมชอบความสงบ บิดาน้อยครั้งจะไปรบกวนนาง

เจ้าแม่หวังหมู่กับซีหลิงเหิงมองหน้ากันไร้วาจา เจ้าแม่หวังหมู่ไม่อาจลงจากเขาเพราะกฎของอวี้ซานห้ามไว้ มารดาเล่า? สิ่งใดเป็นเหตุให้นางวาดอาณาเขตกักขังตนเองไว้?

เจ้าแม่หวังหมู่พลันนึกอยากเมามายสักครั้ง นางตะโกนเรียกหญิงรับใช้ให้ไปนำสุรามา

เจ้าแม่หวังหมู่เมามายแล้ว เป็นการเมามายครั้งแรกในรอบหลายพันปี

ซีหลิงเหิงมองนางร่ายรำพลิ้วไหวกลางป่าท้อ ชายแขนเสื้อยาวของนางปลิวไสว

เจ้าแม่หวังหมู่ยิ้มพลางร้องเรียกนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าอาเหลย มาเร็ว อาเหลย มาเร็วเข้า…”

เป็นครั้งแรกที่ซีหลิงเหิงรู้ว่าที่แท้มารดานางครั้งหนึ่งเคยถูกสหายสนิทเรียกอย่างน่ารักน่าเอ็นดูว่าอาเหลยนางลุกขึ้นเป็นเพื่อนเต้นรำไปพร้อมกับเจ้าแม่หวังหมู่ แต่ไม่อาจตอบรับคำเรียกของนางได้ หลายปีก่อนเมื่อนาน นาน นานมาแล้ว เจ้าแม่หวังหมู่ก็น่าจะเคยมีชื่อที่ไพเราะอ่อนหวาน แต่เพราะไม่มีคนเรียกมานาน ดังนั้นทุกคนจึงล้วนไม่รู้ชื่อนาง ซีหลิงเหิงไม่อยากเรียกนางว่าหวังหมู่ อย่างน้อยก็ไม่อยากตอนนี้ ดังนั้นนางจึงไม่กล่าววาจา เอาแต่เต้นรำเป็นเพื่อนนาง

หลังงานเลี้ยงลูกท้อ อวี้ซานกลับคืนสู่สภาพเดิม หนาวเย็นเวิ้งว้างจนไร้ความเมตตา เงียบสงัดจนนิ่งไร้ชีวิตชีวา

ทุกวันล้วนเหมือนวันก่อนๆ อย่างไรอย่างนั้น อาหารแบบเดิม ทิวทัศน์แบบเดิม เนื่องเพราะสี่ฤดูประดุจวสันต์ กระทั่งร้อนหนาวล้วนเสมอกันไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงน้อย

สามสิบปีแรก ซีหลิงเหิงเพราะอายุยังน้อย ผ่านเรื่องมาน้อย จึงไม่เข้าใจถึงความทุกข์ที่ต้องสูญเสียอิสรภาพไปอย่างถ่องแท้ ในเมื่อไร้ซึ่งความกริ่งเกรง ความทุกข์ก็ย่อมเจือจาง แต่พอสามสิบปีที่สองทั้งที่เพิ่งเริ่ม คิดถึงยังต้องมีสามสิบปีอีกสามครั้ง นางก็รู้สึกวันเวลาเบื้องหน้าช่างยาวนานจนชวนให้หวาดหวั่น และเพราะหวาดหวั่น ความทุกข์ของนางจึงเปลี่ยนเป็นหนักหน่วง

อวี้ซานตัดขาดจากโลก ซีหลิงเหิงจึงถูกตัดขาดจากโลกภายนอกด้วย นางมักจะคิดว่าบางทีรอจนนางลงจากเขา นางคงไม่มีวาจาจะกล่าวกับสหายทั้งหลายได้อีก เพราะสิ่งที่พวกเขารู้ นางล้วนไม่รู้ทั้งสิ้น

ต่อให้เป็นเผ่าเทพ ชั่วชีวิตจะมีเวลาร้อยยี่สิบปีอันมีค่าให้เสียได้สักเท่าไรกัน?

จดหมายที่ซีหลิงเหิงเขียนถึงชือโหยวนับวันก็ยิ่งสั้น นับวันก็ยิ่งน้อย จนท้ายที่สุดก็เลิกเขียน

แต่ชือโหยวกลับยังคงเขียนจดหมายหานางเป็นครั้งคราวอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาด เขาไม่เคยแม้แต่จะถามว่าเหตุใดซีหลิงเหิงจึงไม่ยอมตอบจดหมายอีก เขาเพียงแต่เขียนถึงชีวิตปกติเรียบง่ายของตน บางครั้งก็ส่งของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มาให้นาง

แม้ซีหลิงเหิงจะไม่ตอบจดหมาย แต่ทุกครั้งที่ได้รับจดหมายจากชือโหยว อารมณ์ของนางก็จะดีขึ้น

สามปีกว่า เวลาพันกว่าวัน ซีหลิงเหิงไม่เคยเขียนตอบชือโหยวแม้สักคำ แต่ชือโหยวกลับยังคงเขียนหานางเหมือนเช่นเคย

สี่ปีต่อมา บนอวี้ซานยังคงเป็นทิวทัศน์ซึ่งพันปีไม่แปรเปลี่ยน ด้านล่างอวี้ซานกลับเพิ่งผ่านเหมันต์ซึ่งเหน็บหนาวกว่าปกติ และต้อนรับวสันต์อันอบอุ่นเข้ามาแทนที่

ในป่าท้อซีหลิงเหิงหรี่ตามองพระอาทิตย์ นกชิงนำจดหมายของชือโหยวมา

จดหมายยาวมาก เขียนเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านทั่วไปตามท้องถิ่นต่างๆ อย่างเรียบง่ายเป็นธรรมชาติและเล่าเรื่องบางเรื่องอย่างสนุกสนานเป็นกันเอง ประโยคหนึ่งในนั้นดูคล้ายธรรมดาแต่กลับแผดเผาสายตานาง

เดินทางผ่านชิวซัง ดอกท้อเบ่งบานงามสดใสเต็มสองฟากฝั่ง มีสตรีลงแป้งเสื้อผ้าอยู่ริมฝั่งน้ำ และข้าก็คิดถึงเจ้าขึ้นมาอีก

คำว่าอีกที่เขียนถึงโดยไม่ตั้งใจทำให้ซีหลิงเหิงพลิกตัวนอนกระสับกระส่ายทั้งคืน

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เลี่ยหยางนำจดหมายของนางออกบินไปจากอวี้ซานอีกครั้ง

หลายสิบปีที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน อาปี้กับเลี่ยหยางต่างสนิทคุ้นเคยกันดีแล้ว เลี่ยหยางมีนิสัยประหลาดอยู่ด้วยยาก แต่อาปี้ชอบเลี่ยหยาง ไม่ว่าเลี่ยหยางจะทำอย่างไรกับมัน มันก็ยังเกาะติดเลี่ยหยางแจ เลี่ยหยางถูกเกาะจนหมดอารมณ์จะโกรธ อย่างช้าๆ จึงค่อยยอมรับอาปี้

ตอนอาปี้กับเลี่ยหยางเล่นกันอยู่ ซีหลิงเหิงทางหนึ่งเฝ้าป่าท้อทางหนึ่งเลี้ยงตัวไหม

หลายสิบปีมานี้นางรับของขวัญจากชือโหยวมากมาย แต่ไม่เคยมอบของขวัญตอบแทนเลยสักชิ้น บนอวี้ซานมีหยกเนื้องาม สมุนไพรหายากและของล้ำค่าต่างๆ ให้เสาะหา แต่สิ่งของเหล่านั้นล้วนเป็นของหวังหมู่ ไม่ใช่ของนาง

มารดานางเชี่ยวชาญการเลี้ยงไหมและทอผ้า ก่อนที่นางจะหัดพูดก็รู้จักแยกแยะชนิดของตัวไหมได้แล้ว นางขบคิดว่าบางทีอาจอาศัยไอวิเศษของอวี้ซานเลี้ยงไหมซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้าเพื่อทำอาภรณ์ยาวที่มีเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้าให้ชือโหยว

บนอวี้ซานไม่มีความรู้สึกของวันเดือนที่เคลื่อนผ่าน ดอกท้อบานครั้งหนึ่งก็พันปี ซีหลิงเหิงนับคำนวณเวลาจากจดหมายที่นางโต้ตอบกับชือโหยว

เขาเขียนจดหมายให้ข้า ข้าเขียนจดหมายให้เขา เขาเขียนจดหมายให้ข้าอีก ข้าก็เขียนจดหมายให้เขาอีกวันเวลาอันยาวนานผ่านไปด้วยการโต้ตอบจดหมายกันไปมา

เลี้ยงไหมดอกท้อสิบหกปี ปั่นด้ายห้าปี ทอผ้าสามปี ตัดเสื้อหนึ่งปี ซีหลิงเหิงใช้เวลาทั้งหมดยี่สิบห้าปีกว่าจะเตรียมอาภรณ์ยาวให้ชือโหยวเสร็จ

ตอนทำอาภรณ์ยาวเสร็จ รัศมีสีแดงแผ่ครอบคลุมไปทั่วอวี้ซานจนทำให้เหล่าหญิงรับใช้แตกตื่นคิดว่าเกิดเพลิงไหม้ พวกนางร้องและวิ่งหนีกันชุลมุน หวังหมู่รีบเร่งรุดมาเห็นอาภรณ์ยาวสีแดงตัวหนึ่งที่เรียบง่าย ทว่าสีแดงนั้นคล้ายมีชีวิตเปล่งรัศมีอย่างพยศดุดันร้องหาการปลดปล่อย เผลอจ้องนานไปก็รู้สึกราวกับตนจะถูกสีแดงนั้นกลืนหายไป

กระทั่งหวังหมู่ก็เพิ่งเคยเห็นสีแดงเช่นนี้เป็นครั้งแรก นางนิ่งมองอยู่นานแล้วจึงกล่าวกับซีหลิงเหิงเจ้าสมแล้วที่เป็นบุตรีของอาเหลย

ซีหลิงเหิงใช้เลี่ยหยางนำอาภรณ์ยาวไปมอบให้ชือโหยวโดยไม่บอกถึงที่มาของมัน เพียงบอกว่าเป็นของขวัญตอบแทนเขาหวังว่าเขาจะชอบ

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.