ตงกง (เล่ม 1)

ตงกง ตำหนักบูรพา

ราบเรียบ

 

ข้าทะเลาะกับหลี่เฉิงอิ๋นอีกแล้ว ทุกครั้งที่เราทะเลาะกัน เขามักจะไม่แยแสข้า ซ้ำยังไม่อนุญาตให้ผู้ใดสนทนากับข้าทั้งสิ้น

ข้าเบื่อหน่ายยิ่งนัก จึงแอบหนีออกไปเที่ยวข้างนอก อาตู้ไปกับข้าด้วย นางอยู่ข้างกายข้าตลอดเวลา ไม่ว่าไปที่ใดก็สลัดไม่หลุด ราวกับเป็นเงาตามตัวอย่างไรอย่างนั้น

โชคดีที่ข้าไม่รำคาญอาตู้ผู้นี้ นอกจากนางออกจะดื้อรั้นอยู่บ้าง ที่เหลือล้วนแต่ประเสริฐ ทั้งยังมีพลังฝีมือ สามารถช่วยข้าจัดการคนชั่ว

เราไปฟังนิทานที่ร้านน้ำชา นักเล่านิทานเล่าเรื่องอย่างออกรส เล่าเสียจนเห็นภาพว่าเซียนกระบี่ตัดศีรษะคนในระยะพันก้าวอย่างไร

ข้าหันไปถามอาตู้ “นี่ เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าใต้หล้านี้มีเซียนกระบี่”

อาตู้สั่นศีรษะ

ข้าเองก็ไม่เชื่อเช่นกัน

แน่นอนว่าแผ่นดินนี้มีจอมยุทธยอดฝีมือ เช่นดาบฝังทองเล่มนั้นของอาตู้ ข้าเคยเห็นนางลงมือ รวดเร็วปานอสนีบาต แต่การตัดศีรษะคนในระยะพันก้าว ข้ารู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ

ตอนออกจากโรงน้ำชาเราเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูอะไรสักอย่างอยู่ริมถนน แต่ไหนแต่ไรมาข้าเป็นคนรักสนุก ย่อมต้องเบียดฝ่าผู้คนเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ที่แท้เป็นสตรีสวมชุดไว้ทุกข์นางหนึ่งกำลังคุกเข่าสะอื้นไห้ ด้านหลังนางคือเสื่อฟางเก่าขาดม้วนหนึ่งซึ่งห่อศพแข็งทื่อศพหนึ่งไว้ มีเพียงเท้าแข็งทื่อโผล่ออกมาให้เห็น แม้แต่รองเท้าก็ไม่มีสวม ผู้คนโดยรอบล้วนแต่ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ ขณะชี้มือชี้ไม้ไปทางอักษรสี่ตัวบนผ้าขาวตรงหน้านางที่เขียนด้วยหมึกดำเป็นคำว่า “ขายตัวฝังบิดา”

“โอ้ ขายตัวฝังบิดาหรือ! เช่นนั้นขอเรียนถาม แม่นางท่านนี้ตั้งใจจะขายตัวเองในราคาเท่าใด”

ทุกคนล้วนหันมาถลึงตาใส่ข้าอย่างเคืองขุ่น ข้าลืมไปว่าตัวเองอยู่ในอาภรณ์บุรุษ จึงได้แต่ยักไหล่เล็กน้อยพลางแลบลิ้น

ตอนนั้นเองที่อาตู้ดึงชายเสื้อข้า ข้าเข้าใจความหมายของนาง อาตู้กลัวว่าข้าจะก่อเรื่อง อันที่จริงแม้ข้าจะเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกทั้งวัน แต่นอกจากปราบม้าพยศหนึ่งครั้ง สู้กับอันธพาลสองครั้ง ส่งเด็กหลงทางกลับบ้านสามครั้ง ไล่จับขโมยสี่หรือห้าครั้งแล้ว ก็ไม่เคยยุ่งเรื่องชาวบ้านเลยจริงๆ…

ข้าค่อยๆ เดินย่องอ้อมไปด้านหลังฝูงชน พินิจมองศพที่อยู่ใต้เสื่อเก่าขาดผืนนั้นอย่างพิจารณา จากนั้นก็ทรุดตัวนั่งยองๆ  ยื่นมือเด็ดหญ้าแห้งบนเสื่อฟางออกมาก้านหนึ่ง ก่อนจะใช้หญ้าแห้งก้านนั้นเขี่ยฝ่าเท้าแข็งทื่อคู่นั้นเบาๆ

ค่อยๆ เขี่ย ค่อยๆ เขี่ย…ค่อยๆ เขี่ยไปเรื่อยๆ…

ข้าเขี่ยอยู่อย่างนั้นด้วยความอดทนอย่างยิ่ง กระทั่ง “ศพ” ใต้เสื่อฟางทนไม่ไหวตัวสั่นระริก ก่อนจะสั่นแรงขึ้น แรงขึ้นเรื่อยๆ…

ในที่สุดผู้คนโดยรอบก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ มีคนกรีดร้องพลางชี้ไปยังเสื่อฟางที่กำลังสั่น ฟันกระทบกันดังกึกกัก พูดอะไรไม่ออก แล้วก็มีคนโพล่งขึ้นเสียงดังลั่นว่า “ผีหลอก” คนที่เหลือล้วนตกตะลึง ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน

ข้ายังคงเขี่ยต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ จนในที่สุด “ศพ” ใต้เสื่อฟางก็รู้สึกจั๊กจี้จนทนไม่ไหว สะบัดเสื่อออกก่อนจะด่าเสียงดัง “ตัวบัดซบใดเขี่ยฝ่าเท้าข้า”   

ข้าโต้กลับทันควัน “บัดซบด่าใครมิทราบ”

เขาหลงกลตามคาด “บัดซบด่าเจ้า!”

ข้าปรบมือหัวเราะ “บัดซบกำลังด่าข้าจริงๆ ด้วย!”

เขาลุกพรวดขึ้นและเหวี่ยงเท้ามาที่ข้าทันที อาตู้รีบปราดเข้ามาขวางกลาง ข้าแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขา “นักต้มตุ๋นจอมลวงโลก ลงทุนนอนตัวแข็งทื่อ เอาไปสามอีแปะแล้วกัน!”

นักต้มตุ๋นโกรธจัด เขากับสตรีที่สวมชุดไว้ทุกข์ผู้นั้นย่างสามขุมมาทางพวกเรา

แต่ไหนแต่ไรอาตู้ก็ไม่ต้องการมีเรื่องกับผู้อื่นกลางท้องถนน จึงดึงมือข้าวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว

บางครั้งข้าก็ไม่ชอบอยู่กับอาตู้เลยจริงๆ  เพราะบ่อยครั้งเมื่อทำเรื่องสนุกไปได้เพียงครึ่งหนึ่ง นางเป็นต้องดึงมือข้าวิ่งหนีทุกครั้ง แต่มือนางแข็งแรงราวคีมเหล็ก สะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด จึงได้แต่ปล่อยให้นางลากข้าวิ่งหนีโซซัดโซเซไปตามถนน

ขณะที่เราวิ่งผ่านฝูงชนคลาคล่ำมาได้ครึ่งถนน ทันใดนั้นข้าก็เห็นว่าหน้าโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง มีคนผู้หนึ่งกำลังจ้องมองข้า

คนผู้นั้นหน้าตาหล่อเหลา สวมชุดยาวสีขาวนวล กำลังใช้นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องมองข้าเงียบๆ

ไม่รู้เพราะเหตุใด อยู่ๆ ใจข้าก็เต้นระรัว

เมื่อมาถึงซุ้มประตู อาตู้ถึงยอมปล่อยมือข้า ข้าหันกลับไปมองคนผู้นั้นอีกครั้ง แต่ว่าเขาหายไปแล้ว

อาตู้ไม่ได้ถามว่าข้ากำลังมองอะไร นางมีข้อดีตรงนี้ ตรงที่ไม่เคยรบเร้าไต่ถาม

ข้ารู้สึกว่าวันนี้ตัวเองใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว เห็นทีคงเป็นเพราะทะเลาะกับหลี่เฉิงอิ๋น แม้ทุกครั้งเขาจะไม่เคยเถียงชนะข้า และข้าก็สามารถทำให้เขาโมโหจนพูดไม่ออกได้เสมอ แต่เขาก็จะใช้วิธีอื่นมาเอาคืนข้า เช่นสั่งห้ามทุกคนไม่ให้สนใจข้า ราวกับไม่มีผู้ใดมองเห็นข้า ราวกับข้าไม่มีตัวตน

รสชาติการถูกหมางเมินช่างทรมานยิ่งนัก หากข้าไม่แอบหนีออกมาเที่ยวข้างนอก ไม่ช้าก็เร็วต้องอึดอัดจนขาดใจตายแน่นอน

ข้าคิดอย่างเบื่อๆ พลางก้มหน้าเตะก้อนหิน ก้อนหินกลิ้งหลุนๆ ไปอีกทางราวกับลูกหนัง หลี่เฉิงอิ๋นเป็นยอดฝีมือด้านการเตะลูกหนัง ลูกหนังเล็กจิ๋วที่อยู่บนปลายเท้าเขา ราวกับสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวได้ ปล่อยให้เขาเตะไปมาด้วยลีลาท่าทางไม่ซ้ำกัน

ข้าเตะลูกหนังไม่เป็น แล้วก็ไม่เคยเรียนมาก่อน เพราะหลี่เฉิงอิ๋นไม่ต้องการสอนข้า แล้วก็ไม่ต้องการให้คนอื่นสอนข้าเช่นกัน เขาใจแคบเช่นนี้มาตลอด

ข้าออกแรงมากเกินไป เตะก้อนหินจนกระเด็นลงไปในแอ่งน้ำส่งเสียงดัง “ซู่” ตอนนั้นเองที่ข้าเพิ่งสังเกตเห็นว่าตัวเองเดินหลงเข้ามาในตรอกแห่งหนึ่ง สองข้างทางล้วนก่อด้วยกำแพงสูง บ้านเรือนของที่นี่มักจะสร้างเสียสูงใหญ่ ซ้ำยังมีรั้วรูปทรงประหลาดๆ 

อยู่ๆ ข้าก็รู้สึกกลัวขึ้นมา…เป็นความรู้สึกคล้ายขนบนต้นคอกำลังชี้ชัน

ข้าหันกลับไปมอง แต่กลับไม่เห็นอาตู้ ข้าตะโกนเรียกเสียงดัง “อาตู้!”

ในตรอกว่างเปล่า มีเพียงเสียงของข้าสะท้อนกลับมา ข้ารู้สึกกลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หลายปีมานี้อาตู้อยู่เคียงข้างข้าไม่ห่างกาย แม้แต่ตอนไปเข้าห้องน้ำ นางก็ไปกับข้าด้วย ตอนข้าตื่นนอนนางอยู่เป็นเพื่อนข้า ตอนข้าเข้านอนนางนอนอยู่หน้าเตียงข้า นางไม่เคยอยู่ห่างจากข้ามากกว่าหนึ่งจั้งโดยไม่บอกกล่าว ทว่าตอนนี้ อยู่ๆ อาตู้ก็หายตัวไป

แล้วข้าก็เห็นคนผู้นั้น คนที่สวมชุดยาวสีขาวนวล เขายืนอยู่อีกด้านหนึ่งของตรอก จ้องมองข้าอยู่ไกลๆ

ข้าตกใจทำอะไรไม่ถูก หันกลับไปตะโกนเรียก “อาตู้!”

ข้าไม่รู้จักคนผู้นี้ แต่ท่าทางของเขาตอนมองข้าอยู่ริมถนนเมื่อครู่นี้ ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ข้ารู้สึกว่าท่าทางของเขาตอนนี้ที่กำลังมองข้า ก็แปลกประหลาดไม่ต่างกัน

“นี่!เจ้าเห็นอาตู้หรือไม่” ข้าถามเขา

เขาไม่ตอบคำ แต่กลับเดินช้าๆ เข้าหาข้า แสงอาทิตย์ทาบทับลงบนใบหน้าของเขา หน้าตาของเขาหล่อเหลายิ่งนัก หล่อเหลายิ่งกว่าหลี่เฉิงอิ๋นเสียอีก คิ้วของเขาเรียวยาวราวกระบี่ นัยน์ตาดำวาวราวอัญมณี จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางทว่างดงามยิ่ง สรุปแล้วนับเป็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง เขาเดินตรงมาหยุดเบื้องหน้าข้า พลันนั้นก็ยิ้มน้อยๆ “แม่นาง มิทราบว่าเจ้ากำลังตามหาอาตู้คนไหนหรือ”

ใต้หล้านี้ยังมีอาตู้อื่นอีกหรือ ข้าตอบ “แน่นอนว่าอาตู้ของข้า เจ้าเห็นนางหรือไม่ นางสวมชุดสีเหลือง เหมือนนกขมิ้นตัวน้อยๆ”

เขาเอ่ยเนิบนาบ “สวมชุดสีเหลือง เหมือนนกขมิ้นตัวน้อยๆ…ข้าเหมือนจะเห็นอยู่คนหนึ่ง”

“นางอยู่ที่ใด”

“อยู่ตรงหน้าข้านี้” เขาอยู่ใกล้ข้ามากเกินไปแล้ว ใกล้เสียจนข้ามองเห็นประกายสุกสกาวในแววตาของเขา “มิใช่เจ้าหรอกหรือ”

ข้าก้มหน้ามองชุดที่ตัวเองสวม ชุดที่ข้าสวมคืออาภรณ์บุรุษสีเหลืองอ่อนเหมือนชุดของอาตู้ คนผู้นี้ช่างพิลึกคนยิ่ง

เขาเอ่ย “เสี่ยวเฟิง มิได้พบกันหลายปี เจ้ายังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย”

ข้าอดไม่ได้สะดุ้งสุดตัว เสี่ยวเฟิงคือชื่อเล่นของข้า นับแต่มาอยู่ซั่งจิง(* เชิงอรรถ – ชื่อเรียกเมืองหลวงในสมัยโบราณ)ก็ไม่มีผู้ใดเรียกข้าเช่นนี้อีก ข้ากะพริบตา มองเขาอย่างงุนงง “เจ้าเป็นใคร”

เขายิ้มบาง “หืม เจ้าไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร”

“เจ้าคือคนที่ท่านพ่อข้าส่งมาหรือ” ข้ากะพริบตามองเขา ก่อนจากกันท่านพ่อรับปากข้าว่าจะส่งคนมาเยี่ยมข้า นำของอร่อยมาให้ข้า ผลปรากฏว่าเขาไม่ทำตามคำพูด ไม่เคยส่งผู้ใดมาสักครั้ง

เขาไม่ตอบคำถามข้า แต่กลับเอ่ยถาม “เจ้าอยากกลับบ้านหรือไม่”

ข้าต้องอยากกลับบ้านอยู่แล้ว แม้กระทั่งตอนหลับฝันก็นึกอยากกลับบ้าน

“เจ้าคือคนที่พี่ชายข้าส่งมาหรือ” ข้าถามเขาอีกครั้ง

เขายิ้มให้ข้า เอ่ยถาม “เจ้ายังมีพี่ชายอีกหรือ”

แน่นอนว่าข้ามีพี่ชาย ทั้งยังมีถึงห้าคน โดยเฉพาะพี่ห้ารักข้าที่สุด ก่อนจากกันเขายังร้องไห้เสียยกใหญ่ ใช้แส้ฟาดพื้นทรายจนเป็นหลุมเป็นบ่อไปหมด ข้ารู้ว่าเป็นเพราะเขาทำใจไม่ลง ที่ต้องทนเห็นข้าจากมาไกลถึงเพียงนี้

คนผู้นี้แม้แต่เรื่องที่ข้ามีพี่ชายยังไม่รู้ ดูท่าจะมิใช่คนที่ครอบครัวข้าส่งมา ข้ารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “เจ้ารู้ชื่อข้าได้อย่างไร” ข้าถามเขา

“เจ้าเป็นคนบอกข้าเอง” เขาตอบ

ข้าเป็นคนบอกเขา? ข้าเคยรู้จักเขาด้วยหรือ

เหตุใดข้าจึงจำอะไรไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

หากแต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ข้ากลับไม่รู้สึกว่าคนผู้นี้เป็นนักต้มตุ๋น เห็นทีคงเป็นเพราะไม่มีนักต้มตุ๋นคนใดพิลึกเช่นนี้ นักต้มตุ๋นในใต้หล้านี้ล้วนพยายามแสดงว่าตนเป็นคนปกติ พวกเขาจะไม่ทำตัวแปลกประหลาด เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นพิรุธ ถูกจับผิดได้ง่าย

ข้าเอียงคอพินิจมองเขา เอ่ยถาม “เจ้าเป็นใครกันแน่”

“ข้าคือกู้เจี้ยน” เขาตอบ

เขาไม่พูดอะไรอีก ราวกับว่าคำสี่คำนี้เป็นคำตอบของทุกคำถาม

ชื่อนี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ข้าเอ่ยขึ้น “ข้าจะไปตามหาอาตู้”

“ข้าตามหาเจ้ามาสามปีกว่าจะพบเจ้า เจ้าไม่คิดจะพูดอะไรกับข้าบ้างหรือ” เขาเอ่ย

ข้าแปลกใจอย่างยิ่ง “เหตุใดเจ้าถึงต้องตามหาข้า ไยเจ้าจึงต้องตามหาข้าถึงสามปี สามปีก่อนข้ารู้จักเจ้าหรือ”

เขายิ้มอ่อนบาง เอ่ยตอบ “สามปีก่อนข้าทำเจ้าโกรธจนหนีไป จึงจำต้องตามหาเจ้าให้พบ จวบกระทั่งวันนี้ถึงพบเจ้า แต่เจ้ากลับจำข้าไม่ได้แล้ว”

ข้ารู้สึกว่าเขากำลังโกหก อย่าว่าแต่เรื่องราวเมื่อสามปีก่อน ต่อให้เป็นเรื่องเมื่อสิบสามปีก่อนข้าก็ล้วนจำได้แม่นยำ ข้าเป็นคนความจำดียิ่ง ตอนข้าอายุสองสามปี เพิ่งรู้ความไม่นาน ก็จดจำเรื่องราวได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น ท่านแม่เคยให้ข้าดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเข็ดฟัน ข้าไม่ชอบอย่างยิ่ง หรือไม่ก็ตอนที่ท่านแม่อุ้มข้า มองท่านพ่อขี่ม้ากลับมา แสงทองยามรุ่งอรุณฉาบร่างท่านพ่อ ทำให้เขาดูเหมือนสวมชุดเกราะทอง ท่วงท่างามสง่าน่าเกรงขาม

ข้าตัดสินใจไม่พูดกับเขาอีก หมุนตัวเดินหนีออกมาทันที อาตู้ไปไหนแล้ว ข้าคิดพลางหันไปชำเลืองมองเขา คนที่ชื่อกู้เจี้ยนผู้นั้นยังคงยืนมองข้าอยู่ที่เดิม สายตาของเขาไม่ละไปจากข้าแม้เพียงวินาที เมื่อเขาเห็นข้าหันกลับไปมองก็ส่งยิ้มให้ข้าเหมือนเคย เขาส่งยิ้มให้ข้าหลายครั้งแล้ว ข้าพลันรู้สึกว่ารอยยิ้มของเขาประหนึ่งเกล็ดน้ำแข็งที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ คล้ายกับว่าการยิ้มให้ข้า แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ทำให้เขาทรมานอย่างยิ่ง

ช่างพิลึกคนนัก ทั้งยังยืนกรานเสียงแข็งว่าข้ารู้จักเขา ข้าไม่มีทางรู้จักคนประหลาดเช่นนี้อย่างแน่นอน

พอเดินพ้นตรอกข้าถึงเห็นว่าอาตู้นั่งอยู่ริมสะพาน นางมองข้าด้วยสายตาเลื่อนลอย ข้าถามนาง “เจ้าไปไหนมา ข้าเป็นห่วงเจ้าแทบแย่”

อาตู้นั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ข้าเขย่าตัวนางนางก็ไม่ตอบสนอง ตอนนั้นเองที่กู้เจี้ยนผู้นั้นเดินออกมา เขาดีดนิ้วไปทางอาตู้เบาๆ หนึ่งครั้ง เสียง “ฟึ่บ” ดังขึ้น อาตู้ลุกพรวดขึ้นทันที มือข้างหนึ่งชักดาบฝังทองออกจากฝัก มืออีกข้างคว้าตัวข้าไปหลบด้านหลัง

คนที่ชื่อกู้เจี้ยนยิ้มอย่างสบายอารมณ์พลางเอ่ย “สามปีก่อนเราก็เคยประมือกัน เมื่อครู่ข้าเพียงแต่ดีดนิ้วก็สามารถจี้สกัดจุดเจ้าได้ เช่นนี้เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือว่า หากข้าคิดจะทำอะไรจริงๆ  ลำพังเพียงเจ้าไม่มีทางขัดขวางข้าได้”

อาตู้ไม่พูดอะไร เอาแต่ถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน ท่าทางเช่นนั้นไม่ต่างจากจงอางหวงไข่ มีครั้งหนึ่งหลี่เฉิงอิ๋นทำให้ข้าโกรธ ตอนนั้นอาตู้ก็ถลึงตาใส่เขาเช่นนี้เหมือนกัน

ข้านึกไม่ถึงว่ากู้เจี้ยนผู้นี้จะสามารถจี้สกัดจุดอาตู้ อาตู้มีพลังฝีมือมิใช่ชั่ว คนธรรมดาไม่มีทางเข้าใกล้นางได้ จะบังคับควบคุมนางยิ่งไม่ต้องพูดถึง เช่นนั้นพลังฝีมือของกู้เจี้ยนผู้นี้นับว่าสูงล้ำอย่างไม่น่าเชื่อ ข้ามองเขาอย่างอึ้งงัน

ทว่าเขาเพียงแต่ถอนใจยาว มองอาตู้ซึ่งชักดาบชี้หน้าเขาสลับกับมองข้าซึ่งชะเง้อคอมองอยู่ด้านหลังอาตู้…จากนั้นเขาก็เหลือบมองข้าอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

ข้ายืนมองเขาเดินห่างออกไป ในตรอกว่างเปล่า สุดท้ายคนพิลึกที่ชื่อกู้เจี้ยนผู้นั้นก็เดินจากไปจนลับสายตา

ข้าถามอาตู้ “เจ้าไม่เป็นอะไรกระมัง ได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”

อาตู้ส่ายหน้า ก่อนจะส่งภาษามือให้ข้า

ข้าเข้าใจความหมายของภาษามือนั้น นางกำลังถามว่าข้าเสียใจมากใช่หรือไม่

เหตุใดข้าจึงต้องเสียใจด้วยเล่า

ข้ารู้สึกว่านางถามอะไรแปลกๆ  จึงมองค้อนนางวงใหญ่

ความมืดค่อยๆ โรยตัวลงมาจากฟ้า ข้าพาอาตู้ไปกินเนื้อย่างที่ภัตตาคารเวิ่นเยวี่ย

ทุกครั้งที่เราออกมาเที่ยวเล่นข้างนอก มักจะแวะไปกินเนื้อย่างที่ภัตตาคารเวิ่นเยวี่ยเสมอ เพราะว่ารวมมิตรเนื้อย่างของที่นี่รสชาติเป็นเลิศ

พอนั่งลงกินเนื้อย่าง ก็เห็นลุงเหอนักรับจ้างร้องเพลงพาพี่ฝูลูกสาวของเขาเข้ามาในภัตตาคาร

ลุงเหอเป็นคนตาบอด หากแต่มีฝีมือการดีดกู่ฉิน (*เชิงอรรถ – เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง) ที่ยอดเยี่ยม ทุกครั้งเมื่อมาดื่มเหล้าที่ภัตตาคารเวิ่นเยวี่ย ข้าเป็นต้องรบกวนให้พี่ฝูร้องเพลงทุกครั้ง

พี่ฝูสนิทกับเรามานานแล้ว นางค้อมตัวเล็กน้อยให้ข้ากับอาตู้พลางเอ่ยทักทายข้า “คุณชายเหลียง”

ข้าเอ่ยขออย่างสุภาพให้นางร้องเพลงสองเพลง นางจึงเริ่มร้องเพลง “เก็บใบหม่อน”

กินรวมมิตรเนื้อย่าง จิบเหล้าเหลียนฮวาไป๋ พลางฟังเพลงที่พี่ฝูร้อง นับเป็นความรื่นรมย์ที่สุดในชีวิต

เนื้อที่อยู่บนเตาส่งเสียงฉ่าร้อนอาตู้ใช้ตะเกียบพลิกเนื้อแต่ละชิ้นไปมา ก่อนจะนำเนื้อที่ย่างสุกแล้วจิ้มน้ำจิ้มและคีบใส่จานข้า ข้ากินเนื้อย่างพลางดื่มเหล้าเหลียนฮวาไป๋ ตอนนั้นเองที่มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในภัตตาคาร คนพวกนั้นเดินกระทืบเท้าดังโครมคราม พลางพูดคุยหัวเราะเสียงดัง ดึงดูดทุกสายตาในที่นั้น

ข้าเริ่มชวนอาตู้คุยไปเรื่อยเปื่อย “เจ้าดูคนพวกนั้น แค่ดูก็รู้แล้วว่ามิใช่คนดี”

อาตู้มองข้าอย่างไม่เข้าใจ

ข้าอธิบาย “คนพวกนี้แม้สวมเสื้อผ้าธรรมดา ทว่าทุกคนล้วนสวมรองเท้ายาวพื้นขาว มีดาบเหน็บอยู่ที่เอว ซ้ำเกือบทุกคนล้วนสวมที่รัดข้อมือ และพันหนังกวางที่นิ้วโป้ง คนพวกนี้นิยมสวมรองเท้ายาวทรงสั้น ทั้งสันทัดการขี่ม้ายิงธนู ทั้งยังพกดาบเดินกร่างไปทั่วเมือง…แล้วยังชอบทำตัววางมาดไร้มารยาท เช่นนั้นคนพวกนี้ต้องเป็นราชองครักษ์อย่างแน่นอน”

อาตู้เองก็ไม่ชอบราชองครักษ์เช่นกัน นางจึงพยักหน้าเห็นด้วย

ทันทีที่ราชองครักษ์เหล่านั้นนั่งลง หนึ่งในนั้นก็ตะโกนสั่ง “เฮ้ แม่นักร้อง! มาร้องเพลง ‘ขึ้นเนินคะนึงรัก’ ให้พวกเราฟัง!”

ลุงเหอรีบเอ่ยขอโทษขอโพยเสียงสั่น “คุณชายท่านนี้ขอให้ร้องเพลงสองเพลง เมื่อครู่เพิ่งจะร้องจบไปเพลงหนึ่ง รอเราร้องเพลงนี้จบจะรีบมารับใช้พวกท่าน”

ราชองครักษ์ผู้นั้นตบโต๊ะอย่างแรง “บัดซบ!ข้าไม่สนว่าจะร้องจบหรือไม่! รีบมาร้องเพลงให้พวกเราฟังเดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้นข้าจะตัดหัวเฒ่าตาบอดเจ้า”

อีกคนหนึ่งปรายตามองข้า หัวเราะชอบใจพลางเอ่ย “พวกเจ้าดูคนผู้นั้น ผิวนวลเนียนราวสตรี หน้าตาหรือก็งดงามหมดจด” คนที่ตะโกนคนแรกเหลือบมองข้าแวบหนึ่ง เอ่ยยิ้มๆ “จะว่างามนั้นงามอยู่ ทั้งยังงดงามยิ่งกว่าแม่นักร้องผู้นั้นเสียอีก นี่!เจ้าหนุ่มน้อยหน้าสวย มาดื่มเป็นเพื่อนพวกเราสักจอก”

ข้าถอนหายใจ เดิมวันนี้ข้าไม่อยากมีเรื่องมีราวกับใคร แต่เห็นทีคงเลี่ยงไม่ได้ ข้าวางตะเกียบลง เอ่ยน้ำเสียงเรื่อยๆ “ร้านอาหารดีๆ ไยอยู่ๆ จึงปล่อยให้เหล่าคนที่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่องเข้ามาได้ ช่างเสียบรรยากาศนัก!”

คนพวกนั้นได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด พากันตบโต๊ะเสียงดังลั่น “เจ้าว่าใคร”

ข้าส่งยิ้มให้พวกเขา “อ้อ ขอโทษที ข้าลืมไปว่าพวกเจ้าไม่ใช่คน”

คนที่เริ่มเอ่ยปากหาเรื่องทนไม่ไหวเป็นคนแรก ชักดาบได้ก็โถมเข้าใส่เราทันที อาตู้ตบโต๊ะเบาๆ ครั้งหนึ่งถ้วยชามบนโต๊ะล้วนไม่ขยับเขยื้อน มีเพียงที่ใส่ตะเกียบกระเด้งขึ้นมาเพราะแรงสั่นสะเทือน นางตวัดมือฉวยตะเกียบข้างหนึ่งมาคีบไว้ ที่ใส่ตะเกียบยังไม่ทันสัมผัสโต๊ะ ปลายดาบวาววับของคนผู้นั้นก็พุ่งมาจ่อหน้าเรา ชั่ววินาทีนั้นเอง อาตู้พลันเสือกตะเกียบไปด้านล่างอย่างแรง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น ตามด้วยเสียง “เคร้ง” ดาบยาวตกกระทบพื้น พร้อมกับฝ่ามือของคนผู้นั้นถูกตะเกียบตอกติดอยู่กับโต๊ะ เลือดสดๆ พลันพุ่งกระฉูด คนผู้นั้นร้องเสียงหลงพลางยื่นมือหมายจะดึงตะเกียบออก ทว่าตะเกียบทิ่มผ่านฝ่ามือปักทะลุโต๊ะประหนึ่งตะปูยาว ไม่ว่าดึงอย่างไรก็ไม่ขยับเขยื้อน

เพื่อนร่วมกลุ่มของคนผู้นั้นเดิมพากันชักดาบทำท่าจะพุ่งเข้ามา อาตู้วางมือลงบนที่ใส่ตะเกียบ พลางชำเลืองมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นเยียบคนกลุ่มนั้นหวาดกลัวท่าทางของอาตู้ ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้ามา

ผู้ที่ถูกตอกติดอยู่กับโต๊ะยังคงส่งเสียงร้องโหยหวนราวหมูถูกเชือด ข้ารำคาญอย่างยิ่ง จึงคีบขนมหอมหมื่นลี้ชิ้นหนึ่งยัดใส่ปากเขา เขาสำลักจนตาเหลือก สุดท้ายก็ร้องไม่ออก

ข้าถือตะเกียบที่เมื่อครู่ใช้คีบขนมหอมหมื่นลี้ ใช้ปลายด้านหนึ่งของตะเกียบเคาะฝ่ามือตัวเองเบาๆ พลางกวาดตามองทุกคนในที่นั้น เอ่ยถาม “ตอนนี้ยังมีผู้ใดคิดจะดื่มเหล้ากับข้าอีกหรือไม่”

คนกลุ่มนั้นตระหนกจนไม่กล้าหายใจ ข้าลุกขึ้นยืน ก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว พวกเขาก็ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ข้าก้าวไปด้านหน้าอีกก้าว พวกเขาก็ก้าวถอยหลังอีกก้าว กระทั่งถอยไปจนถึงริมบันได หนึ่งในนั้นพลันร่ำร้องขึ้น “หนีเร็ว!” คนเหล่านั้นล้วนตื่นตกใจและวิ่งหนีไปราวกับผึ้งแตกรัง

ไม่สนุกเอาเสียเลย…ข้ายังไม่ทันบอกพวกนั้นเลยว่า ข้าใช้ตะเกียบตอกมือคนอย่างอาตู้ไม่เป็น ข้าเพียงแต่ขู่พวกเขาเล่นเท่านั้น

ข้านั่งลงที่โต๊ะและกินเนื้อย่างต่อ ผู้ที่ถูกตอกฝ่ามือติดกับโต๊ะยังคงเลือดไหลไม่หยุด กลิ่นคาวเลือดเหม็นคาวเกินจะรับไหว

 ข้าขมวดคิ้วน้อยๆ  อาตู้เข้าใจความหมายของข้า นางดึงตะเกียบออกก่อนจะถีบคนผู้นั้นไปอีกทาง คนผู้นั้นประคองฝ่ามือที่ได้รับบาดเจ็บ กระเสือกกระสนวิ่งหนีลงบันไดไป แม้แต่ดาบของตัวเองยังลืมหยิบ อาตู้ใช้ปลายเท้าตวัดดาบเล่มนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือ จากนั้นก็ยื่นส่งให้ข้า

บ้านเกิดของเรามีกฎอยู่ข้อหนึ่ง ผู้ที่แพ้การต่อสู้ต้องทิ้งดาบของตัวเองไว้ อาตู้มาอยู่ซั่งจิงกับข้าสามปี กระนั้นก็ยังไม่ลืมธรรมเนียมปฏิบัติของบ้านเกิด 

ข้าเหลือบมองอักษรที่สลักด้วยทองเหลืองบนด้ามดาบ อดขมวดคิ้วน้อยๆไม่ได้

อาตู้ไม่เข้าใจว่าที่ข้าขมวดคิ้วครั้งนี้หมายถึงอะไร ข้ายื่นดาบส่งให้อาตู้พลางเอ่ย “คืนให้เขาเถิด” ตอนนั้นเองที่คนผู้นั้นตะเกียกตะกายมาถึงหัวบันไดพอดี อาตู้เงื้อมือขึ้น ดาบเล่มนั้นพลันพุ่งปักเสาที่อยู่ข้างคนผู้นั้นทันที คนผู้นั้นร้องเสียงหลง ไม่กล้าแม้แต่จะหันมามอง วิ่งตาลีตาเหลือกลงบันไดไปราวกับลูกกลมแพรปักก็ไม่ปาน

กว่าจะออกจากภัตตาคารเวิ่นเยวี่ย แสงจันทร์ก็ทับทาบอาบไล้ทั่วผืนดิน จันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยเด่นเหนือยอดไม้ ทอประกายขาวผ่องนวลตา ราวกับขนมเปี๊ยะที่ถูกใครบางคนกัดจนแหว่งเว้า

ข้ากินอิ่มเกินไป รู้สึกเสียดท้องอย่างยิ่งได้แต่ยกมือกุมท้องด้วยท่าทางทรมาน พลางเดินโงนเงนตามหลังอาตู้ ดูจากท่าเดินเชื่องช้าราวเต่าคลานของข้าตอนนี้ มีหวังฟ้าคงสางก่อนกลับถึงที่หมายเป็นแน่ แต่อาตู้ก็มีความอดทนสูงยิ่ง นางจะเดินสลับหยุดเพื่อรอข้า เราสองคนเพิ่งจะเดินมาถึงหัวเลี้ยวมุมถนน ทันใดนั้นคนกลุ่มหนึ่งพลันโผล่พรวดออกมาท่ามกลางความมืด สามสี่คนที่นำหน้าในมือล้วนถือดาบวาววับ ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น “เป็นสองคนนี้!”

เมื่อเพ่งสายตามอง ถึงรู้ว่าคือพวกราชองครักษ์เมื่อครู่นี้ ที่แท้พวกนั้นก็ไปเกณฑ์คนมาช่วย

เหตุใดทุกครั้งที่ออกมาเที่ยวข้างนอก เป็นต้องปิดฉากด้วยการทะเลาะวิวาทอยู่เรื่อย ข้ารู้สึกว่าตัวเองก็หาใช่คนที่ชอบหาเรื่องใส่ตัวไม่!

ดูจากกลุ่มคนที่แห่แหนกันออกมาน่าจะมีจำนวนหลายสิบคน ข้าถอนหายใจเฮือกใหญ่

อาตู้คว้าดาบฝังทองที่เหน็บอยู่ตรงเอว มองข้าด้วยสายตาถามความเห็น

ข้าไม่ได้บอกอาตู้ ว่าอักษรที่สลักด้วยทองเหลืองบนด้ามดาบที่เห็นเมื่อครู่นั้น ทำให้ข้าไม่มีแก่จิตแก่ใจจะมีเรื่องกับพวกนั้นอีก ในเมื่อไม่อยากมีเรื่อง เช่นนั้นก็ต้องเผ่น…วิ่งอย่างไรเล่า!

ข้ากับอาตู้วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต หากพูดถึงการใช้กำลัง เราสองคนไม่กล้าอ้างตนว่าเป็นหนึ่งในแผ่นดิน ทว่าการวิ่งหนี หากเราบอกว่าเป็นที่สองในซั่งจิงคาดว่าคงไม่มีผู้ใดกล้ายกตนเป็นที่หนึ่ง สามปีมานี้เราวิ่งเข้าตรอกนั้นออกตรอกนี้แทบทุกวัน ประสบการณ์ด้านถูกคนไล่จับนับว่าโชกโชนยิ่ง ตอนวิ่งหนีก็เลือกตรอกซอกซอยขนาดเล็กเข้าไว้ พอแทรกตัวเข้าไปก็จะทางสะดวก ไม่นานก็จะสามารถสลัดพวกที่ไล่ตามมาได้

ทว่าราชองครักษ์ที่เราเจอคราวนี้ก็ร้ายกาจไม่ใช่น้อย นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะไล่ตามอย่างไม่ลดละ ข้ากับอาตู้วิ่งอ้อมรอบใหญ่ก็ยังสลัดพวกเขาไม่หลุด…ข้ากินอิ่มเกินไป ทั้งยังถูกตัวบัดซบเหล่านี้วิ่งไล่อยู่เป็นนานจนแทบจะอาเจียน อาตู้ลากข้าวิ่งตัดตรอกเล็กทะลุมายังถนนสายหนึ่ง ปะทะเข้ากับกลุ่มคนขี่ม้าด้านหน้าที่ควบมาทางพวกเราพอดี คนขี่ม้ากลุ่มนี้มองไกลๆ ดูเหมือนจะเป็นราชองครักษ์เช่นกัน

ไม่ใช่กลุ่มที่ตัวบัดซบเหล่านั้นส่งมาดักซุ่มโจมตีกระมัง ข้าก้มตัวยันมือกับหัวเข่าพลางหอบหายใจ เห็นทีคราวนี้คงต้องใช้กำลังเสียแล้ว

เสียงโหวกเหวกด้านหลังค่อยๆ ดังใกล้เข้ามา ตัวบัดซบเหล่านั้นตามมาทันแล้ว ขณะเดียวกัน กลุ่มคนขี่ม้าซึ่งถือตะเกียงและคบเพลิงที่อยู่ด้านหน้าก็เคลื่อนเข้ามาใกล้เช่นกัน ผู้นำกลุ่มขี่ม้าสีขาวตัวสูงใหญ่ ข้าค่อยสังเกตเห็นว่าข้ารู้จักคนผู้นี้ ร้องเรียกทันทีด้วยความดีใจ “เผยเจ้า! เผยเจ้า!” 

เผยเจ้าซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าดูท่าคงมองเห็นไม่ชัด เพียงเหลือบมองข้าด้วยแววตาสงสัย ข้ากระโดดไปมาพลางตะโกนเรียกชื่อเขาอีกครั้ง คนที่อยู่ข้างเขาถือตะเกียงก้าวออกมาด้านหน้า ส่องใบหน้าข้าจนมองเห็นชัดเจน

ข้าเห็นว่าเผยเจ้าสะดุ้ง เขากระโดดลงจากหลังม้าทันที ก่อนจะทำความเคารพข้าอย่างรวดเร็ว “ไท่…”

เขายังไม่ทันเอ่ยพยางค์ที่สอง ข้าก็รีบเอ่ยตัดบท  “ไท่อะไรกันเล่า มีตัวบัดซบกลุ่มหนึ่งกำลังไล่ตามข้ามา รีบช่วยข้าสกัดพวกนั้นไว้เร็วเข้า!”

เผยเจ้าตอบ “พ่ะย่ะค่ะ!” จากนั้นก็ลุกขึ้นชักกระบี่ยาวที่เหน็บอยู่ตรงหว่างเอว ออกคำสั่งเสียงยะเยียบ“ตั้งรับศัตรู!”

คนที่อยู่ด้านหลังเขาพลันชักดาบออกมาอย่างพร้อมเพรียง ตอนนั้นเองที่ตัวบัดซบเหล่านั้นไล่ตามมาทัน เห็นทางนี้สว่างเจิดจ้าด้วยแสงจากตะเกียงและคบเพลิง มีเผยเจ้ายืนถือกระบี่นำหน้า ต่างพากันชะลอฝีเท้า หัวหน้ากลุ่มสามสี่คนยังคงฝืนยิ้ม ทว่าน้ำเสียงสั่นเครือ “ทะ…ท่าน…ท่านแม่ทัพเผย…”

เผยเจ้าเห็นว่าอีกฝ่ายกลับเป็นกลุ่มราชองครักษ์ สีหน้าฉายแววไม่พอใจ เอ่ยถาม “พวกเจ้ากำลังทำอะไร”

เผยเจ้าคือแม่ทัพตำแหน่งจินอู๋ มีหน้าที่ควบคุมดูแลราชองครักษ์ นับเป็นคราวเคราะห์ของอันธพาลเหล่านี้แล้ว ข้าคว้ามืออาตู้ อาศัยจังหวะที่ทุกคนไม่ทันสังเกตย่องหนีออกมา

ข้ากับอาตู้ปีนกำแพงกลับ วิชาตัวเบาของอาตู้ยอดเยี่ยมเป็นเลิศ ทั้งยังเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง กำแพงจะสูงเพียงใดก็ไม่คณามืออาตู้ นางเพียงแต่ฉุดมือข้าเบาๆ เราสองคนก็ขึ้นไปได้แล้ว เวลานี้คือยามวิกาล รอบด้านเงียบสงัดจนน่าตกใจ ที่นี่ทั้งโล่งทั้งกว้างใหญ่ และมักจะเงียบสนิทเช่นนี้เสมอ

เราสองคนย่องเข้าไปอย่างเงียบกริบ รอบด้านล้วนมืดสนิท มีเพียงแสงตะเกียงสองสามดวงกะพริบวูบไหวอยู่ไกลๆ  บนพื้นปูด้วยพรมหนานุ่ม ให้ความรู้สึกอ่อนนุ่มทว่าไร้สุ้มเสียงเมื่อสัมผัส ข้าค่อยๆ คลำหาเตียงนอน เตียงนอนที่สุดแสนจะอุ่นสบายของข้า…

เพียงนึกถึงข้าก็อ้าปากหาว “ง่วงเหลือเกิน…”

แต่แล้วอยู่ๆ อาตู้ก็ชะงัก ปฏิกิริยาของนางทำให้ข้าสะดุ้ง

ทันใดนั้นรอบด้านพลันสว่างจ้าด้วยแสงไฟ ใครบางคนจุดเทียน ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งถือโคมไฟกรูกันเข้ามา

ผู้ที่เข้ามาเป็นคนแรกคือหย่งเหนียง ทันทีที่ก้าวเข้ามาก็ทรุดตัวคุกเข่าทั้งน้ำตานองหน้า “ไท่จื่อเฟย (*เชิงอรรถ – ตำแหน่งชายาเอกขององค์รัชทายาท)โปรดรับสั่งประหารชีวิตหม่อมฉันเถิด”

ข้าไม่ชอบเห็นคนคุกเข่า ข้าไม่ชอบหย่งเหนียง ข้าไม่ชอบให้คนเรียกข้าว่าไท่จื่อเฟย ข้าไม่ชอบเวลาที่เอะอะก็รับสั่งประหารชีวิต

“โอ นี่ข้าก็กลับมาอย่างปลอดภัยแล้วมิใช่หรือ”

ทุกครั้งเมื่อข้ากลับมาหย่งเหนียงเป็นต้องมาไม้นี้ นางไม่เบื่อแต่ข้าเบื่อยิ่ง

แล้วก็เป็นไปตามคาด หยาดน้ำตาพลันจางหายไปจากใบหน้าหย่งเหนียง นางรีบสั่งให้สาวใช้เข้ามาประทินโฉมให้ข้า ถอดอาภรณ์บุรุษที่ข้าสวมออกโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

จากนั้นก็ให้ข้าสวมอาภรณ์ที่ข้าไม่ชอบอย่างยิ่ง สวมด้านในสามชั้นด้านนอกสามชั้น สวมชั้นนี้ทับชั้นนั้นตามด้วยอีกชั้น ประหนึ่งขนมชั้นก็ไม่ปาน แกะอยู่นานสองนานก็ยังไม่เห็นถั่วลิสงที่อยู่ด้านใน

หย่งเหนียงเอ่ยกับข้า “พรุ่งนี้เป็นวันเกิดเจ้าเหลียงตี้ (*เชิงอรรถ – เหลียงตี้สกุลเจ้า เหลียงตี้คือตำแหน่งชายารองขององค์รัชทายาท)ไท่จื่อเฟยโปรดอย่าลืมว่า ถึงอย่างไรก็ต้องทำตามมารยาท”

ข้าง่วงเสียจนศีรษะโงนเงนไปมา สาวใช้เหล่านั้นยังคงล้างหน้าให้ข้า ข้ามีผ้าผืนใหญ่พันรอบหน้าอก เส้นผมด้านหลังถูกปล่อยยาว ปล่อยให้พวกนางใช้หวีงาช้างหวีอย่างแผ่วเบายิ่งหวีข้าก็ยิ่งง่วง

ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหุ่นกระบอกตัวหนึ่ง ซึ่งพวกนางสามารถบงการได้ตามอำเภอใจ หย่งเหนียงพล่ามอะไรให้ข้าฟังอีกมากมาย ทว่าข้าไม่รับรู้สักประโยค เพราะในที่สุดข้าก็ผล็อยหลับไปจนได้

ข้าหลับสบายอย่างยิ่ง กินอิ่มหนังท้องตึง ซ้ำยังถูกคนวิ่งไล่ตามตั้งครึ่งค่อนคืน วิ่งหนีไปมาเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก

ขณะที่ข้ากำลังหลับฝันหวานอยู่นั้น พลันนั้นก็ได้ยินเสียง “โครม” ดังสนั่น

ข้าสะดุ้งตื่นทันที สายตาปะทะเข้ากับแสงตะวันเจิดจ้า ถึงรู้ว่าข้านอนตื่นสายจนตะวันโด่ง ข้าเห็นหลี่เฉิงอิ๋นก้าวฉับๆ เข้ามาด้วยท่าทางหงุดหงิด หย่งเหนียงกับบรรดาสาวใช้รีบคุกเข่าต้อนรับเขาอย่างหวาดหวั่น

ข้าผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าก็ยังไม่ได้ล้าง กระนั้นก็ทำได้เพียงยันกายลุกจากเตียง มิใช่เป็นเพราะข้ากลัวหลี่เฉิงอิ๋น แต่เป็นเพราะหากทะเลาะกับเขาขณะนอนอยู่บนเตียง นอกจากข้าจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ยังดูคล้ายกับเป็นเบี้ยล่างเขาอีกด้วย

เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจมาหาเรื่อง มองข้าด้วยสายตาเย็นชา “เจ้ายังหลับลงอีกหรือ”

ข้าอ้าปากหาวฟอดใหญ่ ก่อนจะเอ่ย “แล้วเหตุใดข้าถึงต้องหลับไม่ลงด้วยเล่า”

“สตรีเช่นเจ้าไยจึงอำมหิตถึงเพียงนี้” เขาขมวดคิ้วมองข้า แววตาดุจลูกธนูเยียบเย็น แข็งกระด้างราวกับต้องการจะทะลวงร่างข้า “เจ้าเลิกทำเป็นตีหน้าซื่อเสียที!”

นี่มิใช่คำพูดที่เขามักจะใช้ต่อปากต่อคำกับข้า ข้าเอ่ยอย่างงุนงง “เกิดอะไรขึ้น”

“เกิดอะไรขึ้นหรือ” เขากัดฟันกรอดขณะเอ่ย “เจ้าเหลียงตี้กินหมี่ซั่วที่เจ้าส่งไปให้ ตอนนี้ท้องเสียอาเจียน ไยเจ้าจึงโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้”

ข้าค้อนตาหลับตาเหลือกใส่เขา “ข้ามิได้ส่งหมี่ซั่วไปให้ผู้ใด ผู้ใดจะท้องเสียก็ไม่เกี่ยวกับข้า!”

“กล้าทำมิกล้ารับหรือ” น้ำเสียงเขาเจือแววดูแคลน “ที่แท้สตรีชาวซีเหลียงต่างก็ไร้ยางอายเช่นนี้!”

ข้าโกรธจัด หลี่เฉิงอิ๋นทะเลาะกับข้ามาสามปี รู้ดียิ่งกว่าผู้ใดว่าทำอย่างไรถึงจะยั่วโมโหข้าได้

ข้าลุกพรวดขึ้น “สตรีชาวซีเหลียงหาใช่คนที่กล้าทำมิกล้ารับไม่ เรื่องที่ข้ามิได้ทำเหตุใดข้าจึงต้องยอมรับด้วยเล่า สตรีชาวซีเหลียงเช่นพวกเราแต่ไหนแต่ไรก็กระทำการณ์โดยเปิดเผย อย่าว่าแต่เจ้าเหลียงตี้ หากข้าต้องการทำร้ายผู้ใด มีแต่จะคว้ามีดสู้กับนางซึ่งหน้าเท่านั้น ไม่มีทางใช้วิธีสกปรกเช่นวางยาลับหลัง! ว่าแต่เจ้าเถิด ยังไม่ทันถามไถ่ก็ใส่ร้ายผู้อื่นเช่นนี้นับเป็นวิถีแห่งบุรุษชาวซั่งจิงอย่างนั้นหรือ”

หลี่เฉิงอิ๋นเอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่กล้าปลดเจ้า! ต่อให้ต้องสูญเสียตำแหน่งรัชทายาท ข้าก็ไม่มีทางปล่อยงูพิษเช่นเจ้าไว้แน่!”

ข้าโต้กลับเสียงดัง “แล้วแต่จะบัญชา!”

หลี่เฉิงอิ๋นสะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างโกรธเกรี้ยว  ข้าเองก็โมโหจนนอนต่อไม่หลับ ซ้ำอยู่ๆ ก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมา อาตู้รีบเข้ามานวดให้ข้า

หย่งเหนียงยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม เห็นได้ชัดว่านางตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ซ้ำยังตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า ข้าเอ่ยขึ้น “ไม่ต้องไปสนใจ เขาก็พูดว่าจะปลดข้าเช่นนี้ทุกปี ปีนี้ยังมิได้พูดมิใช่หรือ”

หยาดน้ำตาเอ่อคลอดวงตาของหย่งเหนียงอีกครั้ง “ไท่จื่อเฟยโปรดอภัย…หมี่ซั่วนั้นหม่อมฉันเป็นคนสั่งให้คนนำไปให้เองเพคะ…”

ข้าตกตะลึง หย่งเหนียงเอ่ยเสริม “แต่หม่อมฉันมิได้ใส่อะไรลงไปจริงๆ  หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า วันนี้เป็นวันเกิดเจ้าเหลียงตี้ หากไท่จื่อเฟยไม่ประทานของกำนัลสักเล็กน้อย จะดู…จะดู…ไท่จื่อเฟยกำลังหลับพักผ่อน หม่อมฉันจึงถือวิสาสะตัดสินใจเอง สั่งให้คนนำหมี่ซั่วไปให้ มิคาดคิดมาก่อนว่าเจ้าเหลียงตี้รับประทานแล้วจะท้องเสียอาเจียน…ขอไท่จื่อเฟยโปรดรับสั่งประหารชีวิตหม่อมฉัน…”

ข้าเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ในเมื่อพวกเรามิได้ทำอะไร เช่นนั้นที่นางท้องเสียก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา ไยจึงต้องรับสั่งประหารชีวิตด้วยเล่า เจ้ารีบลุกขึ้นเถิด เอาแต่คุกเข่าเช่นนี้น่ารำคาญจะตาย”

หย่งเหนียงลุกขึ้นยืน ทว่าน้ำตายังคงปริ่มรื้น “ไท่จื่อเฟย คำนั้นคนเขาถือ พูดมิได้เพคะ”

ก็แค่คำว่าตายมิใช่หรือ ใต้หล้านี้มีผู้ใดไม่ตายบ้างเล่า กฎระเบียบเหล่านี้ของตำหนักบูรพาช่างน่ารำคาญเป็นที่สุด นี่ก็พูดไม่ได้นั่นก็ทำไม่ได้ ข้าอึดอัดจะตายอยู่แล้ว

เนื่องจากเจ้าเหลียงตี้มีอาการท้องเสียอาเจียน วันเกิดของนางจึงมิได้จัดขึ้นตามที่ตั้งใจ สุดท้ายหลี่เฉิงอิ๋นก็ทนไม่ไหว โวยวายเสียใหญ่โต เรื่องที่เขาต้องการปลดข้าแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ ไม่ต้องให้เสด็จพ่อของเขาเอ่ยปากแม้แต่เหล่าราชครูยังเอ่ยทัดทาน กระนั้นข้าก็ยังโชคร้ายอยู่ดี เพราะหลี่เฉิงอิ๋นนำเรื่องข้าไปฟ้องไท่หวงไท่โฮ่ว (*เชิงอรรถ – ผู้มีศักดิ์เป็นย่าของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) ไท่หวงไท่โฮ่วจึงสั่งให้คนนำตำราจำพวก “คำสอนสตรี” และ “ตำราสอนหญิง” มาให้ข้าหลายเล่ม และสั่งให้ข้าคัดทุกเล่มเล่มละสิบจบเป็นการลงโทษ ข้าถูกขังอยู่ในห้อง หนีไปไหนก็ไม่ได้ คัดตำราอยู่หลายวันจนเมื่อยมือก็ยังคัดไม่เสร็จ

ตอนที่ข้าคัดตำราทุกเล่มจนถึงจบที่ห้า หย่งเหนียงก็มาบอกข่าวข้าว่า ซวี่เหนียงสาวใช้ที่ปรนนิบัติหลี่เฉิงอิ๋นมีข่าวดีแล้ว คราวนี้เจ้าเหลียงตี้ต้องลำบากแน่

“อะไรคือมีข่าวดีหรือ” ข้าถามนางอย่างสงสัย

หย่งเหนียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางอธิบายให้ข้าฟังอย่างอ้อมค้อมอยู่พักใหญ่ ข้าถึงกระจ่างแจ้ง ที่แท้มีข่าวดีก็คือตั้งครรภ์นั่นเอง

ข้าตื่นเต้นอย่างยิ่ง ทำท่าจะออกไปร่วมแสดงความยินดี มาอยู่ซั่งจิงหลายปี ข้ายังไม่เคยเห็นคนข้างกายคนใดกำลังจะตั้งครรภ์สักคน เรื่องหายากเช่นนี้ข้าย่อมต้องมีส่วนร่วม ผลปรากฏว่าถูกหย่งเหนียงรั้งตัวไว้แน่น “ไท่จื่อเฟย ไปมิได้เพคะ! ว่ากันว่าองค์รัชทายาทไท่จื่อเคยรับปากเจ้าเหลียงตี้ไว้ว่าจะไม่ปันใจเป็นอื่นเป็นอันขาด วันนั้นเป็นเพราะองค์รัชทายาทไท่จื่อดื่มเหล้าเมาถึงได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับซวี่เหนียง เวลานี้เจ้าเหลียงตี้กำลังร้องไห้ฟูมฟาย โวยวายยกใหญ่ หากไท่จื่อเฟยไปเยี่ยมซวี่เหนียงตอนนี้ เจ้าเหลียงตี้จะเข้าใจว่าไท่จื่อเฟยจงใจแสดงตนเป็นปฏิปักษ์นะเพคะ…”

ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดหย่งเหนียงจึงคิดเช่นนี้ ทุกคนในตำหนักบูรพาล้วนแต่แปลกพิลึก พวกนางไม่ยอมคิดอะไรตรงๆ แต่มักจะอ้อมค้อมวกไปวนมา

ข้าถอนหายใจ หย่งเหนียงบอกว่าเจ้าเหลียงตี้อาจคิดเช่นนั้น ไม่แน่นางอาจคิดเช่นนั้นจริงๆ ก็ได้ ข้าไม่ต้องการทะเลาะกับหลี่เฉิงอิ๋นอีก เพราะหากเขานำเรื่องข้าไปฟ้องไท่หวงไท่โฮ่วอีกครั้ง ข้ามิต้องถูกทำโทษให้คัดตำราไปจนตายหรอกหรือ

ตกเย็น ฮองเฮารับสั่งให้ข้าเข้าวัง

น้อยครั้งนักที่ข้าจะไปพบฮองเฮาตามลำพัง เพราะทุกครั้งจะไปเข้าเฝ้าพร้อมหลี่เฉิงอิ๋น สิ่งที่ฮองเฮาเอ่ยกับข้าก็มีเพียงคำว่า “ลุกขึ้น” “นั่งลงได้” และ “กลับไปพักผ่อนเถิด”

คราวนี้นางให้ข้าไปเข้าเฝ้าเพียงคนเดียว หย่งเหนียงมีท่าทีไม่สบายใจอย่างยิ่ง ถึงกับลงทุนไปเข้าเฝ้าฮองเฮาเป็นเพื่อนข้า

อาตู้รอพวกเราอยู่นอกตำหนักหย่งอัน เนื่องเพราะนางไม่ต้องการปลดดาบฝังทองที่พกติดตัว และไม่เต็มใจอยู่ห่างจากข้ามากนัก

อันที่จริงฮองเฮามีรูปโฉมงดงามยิ่ง นางมิใช่มารดาผู้ให้กำเนิดหลี่เฉิงอิ๋น มารดาผู้ให้กำเนิดหลี่เฉิงอิ๋นคือซูเฟย ว่ากันว่าเป็นสตรีรูปงามที่เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและความสามารถอย่างไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ เป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งของฮ่องเต้ น่าเสียดายที่เมื่อให้กำเนิดหลี่เฉิงอิ๋นไม่นานก็ล้มป่วยสิ้นชีวิต ฮองเฮาไม่มีทายาท จึงนำหลี่เฉิงอิ๋นกลับตำหนักมาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ จากนั้นหลี่เฉิงอิ๋นก็กลายเป็นรัชทายาทไท่จื่อที่ถูกทำนองคลองธรรม

ฮองเฮาพูดอะไรกับข้าตั้งมากมาย พูดตามจริงคือข้าฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะนางกล่าววาจาราวกับกางตำรา…ดูท่าฮองเฮาเองคงสังเกตเห็นสีหน้างุนงงของข้าเช่นกัน เพราะในที่สุดนางก็ถอนใจยาว “ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังเยาว์วัย แต่เรื่องราวในตำหนักบูรพา เหตุใดจึงไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ช่างเถิด ข้าจะสั่งให้คนจัดเตรียมตำหนักเงียบสงบสักแห่ง ให้ซวี่เหนียงเข้าวังมารอคลอดแล้วกัน ส่วนทางด้านเจ้าเหลียงตี้ เจ้าต้องคอยปลอบใจนางให้มาก อย่าให้อิ๋นเอ๋อร์ต้องกลุ้มใจ”

ภาษาชาวบ้านไม่กี่ประโยคนี้ในที่สุดข้าก็ฟังเข้าใจเสียที ฮองเฮาหันไปพูดกับหย่งเหนียงต่ออีกครู่หนึ่ง ยังคงกล่าววาจาราวกับกางตำราเช่นเดิม

 ข้าพอจะเดาออกว่านางกำลังตำหนิหย่งเหนียงที่สั่งสอนข้าไม่ดี เพราะหย่งเหนียงหน้าซีดเผือด คุกเข่าอยู่ตรงนั้นพลางเอ่ยซ้ำๆ “หม่อมฉันสมควรตาย”

เข้าเฝ้าฮองเฮาว่าน่าเบื่อแล้ว ถูกตำหนิยิ่งน่าเบื่อกว่า ข้าแอบใช้ปลายเท้าวาดเป็นรูปวงกลมบนพรมปูพื้น พรมของที่นี่ล้วนเป็นเครื่องบรรณาการจากทู่หัวหลู่เมื่อปลายเท้าสัมผัสขนสัตว์นุ่มยาวจะรู้สึกอ่อนนุ่มราวสัมผัสละอองหิมะ ครั้นวาดเท้าเป็นรูปวงกลม ลายดอกไม้บนพรมจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ครั้นวาดเท้าย้อนกลับมา ลายดอกไม้บนพรมก็จะเปลี่ยนกลับเป็นสีเดิม…และเมื่อใช้ปลายเท้าวาดอีกครั้ง ลายดอกไม้ก็เปลี่ยนเป็นสีขาวอีก…ข้ากำลังเล่นเพลินๆ พลันนั้นก็ได้ยินเสียงฮองเฮากระแอม เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่านางกำลังจ้องข้าเขม็ง

ข้ารีบยืดตัวนั่งหลังตรง เก็บเท้าเข้าไปในกระโปรงอย่างรวดเร็ว

ออกจากตำหนักหย่งอัน หย่งเหนียงเอ่ยกับข้า “ไท่จื่อเฟย ขอท่านโปรดเห็นใจหม่อมฉัน หากท่านยังก่อเรื่องตามอำเภอใจเช่นนี้อีก หม่อมฉันตายไม่เป็นไร…”

ข้าเอ่ยอย่างรำคาญ “รู้แล้ว รู้แล้ว หลายวันมานี้ข้าถูกสั่งให้คัดตำราอยู่แต่ในห้อง จะเอาเวลาที่ไหนไปก่อเรื่องเล่า!”

หย่งเหนียงเอ่ยปลอบข้า “จริงอยู่ที่หลายวันมานี้ไท่จื่อเฟยว่านอนสอนง่ายยิ่ง หากแต่ฮองเฮาทรงกำชับให้ไท่จื่อเฟยไปปลอบโยนเจ้าเหลียงตี้ ทางที่ดีไท่จื่อเฟยควรจะไปเยี่ยมนางบ้าง”

ข้านับนิ้วตัวเองอย่างเบื่อๆ  เอ่ยอย่างหงุดหงิด “หลี่เฉิงอิ๋นไม่อนุญาตให้ข้าเข้าใกล้ที่พำนักของสตรีผู้นั้น เพราะเหตุนี้ข้าถึงไม่อยากไปเยี่ยมนาง หาไม่แล้วประเดี๋ยวหลี่เฉิงอิ๋นก็จะมาหาเรื่องข้าอีก”

“คราวนี้ไม่เหมือนกัน คราวนี้ไท่จื่อเฟยทำตามพระเสาวนีย์ของฮองเฮา ไปเยี่ยมเจ้าเหลียงตี้ได้โดยไม่มีความผิด อีกทั้งไท่จื่อเฟยควรจะอาศัยโอกาสนี้แสดงมิตรไมตรีกับเจ้าเหลียงตี้ เจ้าเหลียงตี้กำลังกลุ้มใจเรื่องซวี่เหนียง หากไท่จื่อเฟยแสดงท่าทีเป็นมิตร เจ้าเหลียงตี้ย่อมซาบซึ้งใจ หากตอนนี้ไท่จื่อเฟยสามารถผูกมิตรกับเจ้าเหลียงตี้ได้ ถึงตอนนั้นต่อให้ซวี่เหนียงให้กำเนิดบุตรชาย ก็ทำอะไรมิได้…”

ข้าไม่รู้ว่าวันๆ หย่งเหนียงคิดอะไรอยู่กันแน่ ทว่าแต่ก่อนนางคือนางกำนัลขั้นสูงผู้เป็นที่ไว้วางใจสูงสุดของไท่หวงไท่โฮ่ว ก่อนข้าได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อเฟย นางก็ถูกส่งตัวมารับใช้ข้า คอยให้คำแนะนำเวลาข้าศึกษาธรรมเนียมปฏิบัติในพิธีแต่งตั้ง

หลังจากนั้นนางก็อยู่ข้างกายข้าในช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดในตำหนักบูรพา ตอนนั้นหลี่เฉิงอิ๋นไม่แยแสข้าแม้แต่น้อย และผู้คนในตำหนักบูรพาก็ล้วนแต่ประจบเอาใจผู้ที่มีอำนาจ ข้าเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ ทั้งยังเป็นชาวซีเหลียง ไม่ว่าทำอะไรมักถูกคนหัวเราะเยาะ แม้แต่บ่าวรับใช้ยังกล้ารังแกข้า

ข้าคิดถึงบ้านอย่างยิ่ง วันๆ เอาแต่กอดอาตู้ร้องไห้ ร้องจนไม่สบายหนัก กระนั้นหลี่เฉิงอิ๋นก็ยังยืนกรานว่าข้าแกล้งป่วย ไม่ให้ผู้ใดบอกสำนักหมอหลวงหรือแจ้งเรื่องไปยังวังหลวง กระทั่งสุดท้ายข้ากินอะไรไม่ลง ผู้ที่เฝ้าอยู่หน้าเตียงข้าก็คือหย่งเหนียงกับอาตู้ คอยป้อนยาข้าทีละคำ และยื้อชีวิตข้ามาจากพญามัจจุราชได้สำเร็จ

ฉะนั้นแม้บางครั้งนางจะมีความคิดแปลกๆ  แต่ข้าก็จะเชื่อฟังนาง เพราะถึงอย่างไรในตำหนักบูรพาแห่งนี้ นอกจากอาตู้ ก็มีเพียงหย่งเหนียงที่ดีกับข้าด้วยใจจริง

“เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะไปเยี่ยมนาง”

“มิเพียงแต่ไปเยี่ยม ไท่จื่อเฟยควรจะนำของกำนัลล้ำค่าหายากสักสองสามชิ้นไปให้เจ้าเหลียงตี้ ทั้งนี้ก็เพื่อมัดใจนาง”

ของล้ำค่าหายาก ของอะไรเล่าที่นับว่าล้ำค่าหายาก

ข้าใช้ความคิดอย่างหนัก

ข้าเลือกเฟ้นอย่างเอาจริงเอาจัง สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกคันธนูและลูกธนูชุดหนึ่งที่เป็นเครื่องบรรณาการจากเกาชาง นอกจากนี้ยังมีหมากหินหยกสองกล่อง หมากเก็บสองสามคู่ แล้วก็เหล้าสร้อยไพลินเครื่องบรรณาการจากไป่อี๋ ตอนหย่งเหนียงเห็นสิ่งของเหล่านี้ สีหน้านางแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

“เอ่อ…ของพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าเห็นว่าล้ำค่าหายาก” ข้าลอบสังเกตสีหน้าหย่งเหนียง “เจ้าว่าไม่ดีหรือ”

หย่งเหนียงถอนหายใจก่อนจะเอ่ย “ให้หม่อมฉันเลือกของกำนัลแทนไท่จื่อเฟยแล้วกันนะเพคะ”

ของกำนัลที่หย่งเหนียงเลือกมีอะไรบ้างน่ะหรือก็กำไลข้อมือหยกเหอเถียน ปิ่นระย้าทองเนื้อเก้า ปิ่นกัลปังหาลายจันทร์ครึ่งเสี้ยวฝังทับทิม สร้อยคอลายมังกรฝังมุก…แล้วก็แป้งสีชาดกับแป้งดอกมะลิ ไม่แวววาวก็หอมฟุ้ง ข้าไม่รู้สึกว่าของเหล่านี้จะล้ำค่าหายากตรงไหน แต่หย่งเหนียงกลับเอ่ยอย่างมั่นใจว่า “เจ้าเหลียงตี้ต้องซึ้งใจในน้ำใจของไท่จื่อเฟยแน่นอน”

จะว่าไปแล้ว การไปพบเจ้าเหลียงตี้ครั้งนี้ข้าเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย ข้าเคยพบเจ้าเหลียงตี้เพียงครั้งเดียว นั่นคือวันรุ่งขึ้นหลังข้าได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อเฟย นางได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเหลียงตี้ ตามธรรมเนียมต้องมาทำความเคารพข้า ภาพของนางเท่าที่ข้าจำได้คือสตรีสวมชุดพิธีการผู้ทำความเคารพข้าท่ามกลางผู้คนห้อมล้อม และเพราะอยู่ไกลเกินไป ทำให้ข้ามองเห็นไม่ชัดว่านางรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

แต่หลี่เฉิงอิ๋นชอบนางยิ่งนัก ได้ยินว่าตอนแรกเขาไม่เต็มใจแต่งงานกับข้า แต่ฮองเฮารับปากเขาว่า หากแต่งตั้งข้าเป็นไท่จื่อเฟย เขาจะสามารถเลื่อนตำแหน่งเจ้าเหลียงตี้เป็นเหลียงตี้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงกลายเป็นผู้ที่น่ารังเกียจที่สุด

หลี่เฉิงอิ๋นกลัวว่าข้าจะรังแกเจ้าเหลียงตี้ ปกติแล้วจะไม่ยอมให้นางมาที่ตำหนักของข้า ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่อนุญาตให้ข้าไปตำหนักที่นางพำนัก ไม่รู้เขาฟังผู้ใดมาว่าสตรีชาวซีเหลียงมีนิสัยอิจฉาริษยา ซ้ำยังชำนาญการใช้คุณไสยทำร้ายผู้คน และเพราะเหตุนี้ ทุกครั้งที่ข้าทะเลาะกับเขา เพียงข้าเอ่ยถึงเจ้าเหลียงตี้ เขาก็จะสะดุ้งโหยงราวกับแมวถูกเหยียบหาง กลัวว่าข้าจะไปทำร้ายเจ้าเหลียงตี้เข้าจริงๆ

บางครั้งข้ายังอดอิจฉาเจ้าเหลียงตี้ไม่ได้ ไม่ใช่อิจฉาอะไร เพียงแต่อิจฉาที่มีคนดีกับนางถึงเพียงนี้ ข้าอยู่ซั่งจิงตัวคนเดียว โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิง หย่งเหนียงแม้จะดีกับข้า แต่ข้าไม่ชอบคุยกับนาง เรื่องบางอย่างต่อให้พูดไปนางก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

อย่างเช่นยามค่ำคืนที่ซีเหลียง ขี่ม้าพุ่งทะยานกลางทะเลทราย สายลมโฉบปะทะกอหญ้าส่งเสียงเสียดสี ท้องฟ้ายามราตรีสีน้ำเงินเข้มอยู่ใกล้เพียงเอื้อม มันขลับและใสกระจ่าง ประหนึ่งวุ้นองุ่นรสเปรี้ยวเย็น เพียงสัมผัสรสชาติก็แผ่ซ่านไปทั้งปาก

หย่งเหนียงไม่เคยเห็นองุ่น นางจะรู้ได้อย่างไรว่าวุ้นองุ่นเป็นอย่างไร อาตู้แม้จะเข้าใจความหมายของข้า แต่ข้าจะคุยสนุกเพียงใด อย่างมากนางก็ทำได้เพียงมองข้าเงียบๆ  ทุกครั้งเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะคิดถึงบ้านมากเป็นพิเศษ คิดถึงซีเหลียงอันครึกครื้นของข้า ยิ่งข้าคิดถึงซีเหลียงมากเท่าใด ก็ยิ่งรังเกียจตำหนักบูรพาอันเงียบเหงาแห่งนี้มากเท่านั้น

ข้าไปเยี่ยมเจ้าเหลียงตี้ตอนบ่ายวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใส หย่งเหนียงไปเป็นเพื่อนข้า มีสาวใช้ยี่สิบสี่คนเดินตาม บ้างถือเตาอุ่น บ้างโบกพัดขนนก บ้างประคองหีบใส่ของกำนัล เราเดินขบวนอยู่ในตำหนักบูรพาเช่นนี้ เป็นที่ดึงดูดสายตาอย่างยิ่ง เมื่อถึงลานหน้าตำหนักของเจ้าเหลียงตี้ ดูท่านางคงได้ยินข่าวแล้วว่าข้าจะมา จึงเปิดประตูใหญ่ออกกว้าง ยืนรอรับข้าอยู่ที่เชิงบันได

ลานหน้าตำหนักของนางมีต้นส้มสามใบที่มีกลิ่นหอมโชยชายอยู่ต้นหนึ่ง ตอนนี้ออกผลส้มสีเขียวขนาดเล็กมากมาย ประหนึ่งโคมไฟเล็กจิ๋วจำนวนนับไม่ถ้วน ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน รู้สึกสนใจจึงชะเง้อคอมอง ทันทีที่เบนความสนใจไปทางอื่น ไม่ทันระวังจังหวะการก้าวเดินจึงเผลอเหยียบกระโปรงตัวเอง สะดุดล้มเสียงดังสนั่น

แม้สามปีมานี้ข้าจะฝึกฝนอย่างหนัก กระนั้นก็ยังคงเหยียบกระโปรงตัวเองเป็นประจำ คราวนี้สะดุดล้มอย่างหมดท่า เจ้าเหลียงตี้รีบก้าวเข้ามาประคองข้า “พี่หญิง! พี่หญิงไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”

ความจริงแล้วข้าเด็กกว่านางสองปี…แต่ขนาดมีนางช่วยประคอง ใบหน้าข้าก็ยังบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บ

เจ้าเหลียงตี้ประคองข้าเข้ามาในตำหนัก จากนั้นก็สั่งให้สาวใช้ไปชงน้ำชา

เมื่อครู่ข้าสะดุดล้มอย่างแรง เมื่อนั่งเก้าอี้ก็ไม่กล้าขยับตัว เพราะทันทีที่ขยับจะเจ็บปวดอย่างยิ่ง

หย่งเหนียงอาศัยจังหวะนั้นสั่งให้คนนำของกำนัลเข้ามา เจ้าเหลียงตี้ลุกจากที่นั่งทำความเคารพข้า “ขอบพระทัยในน้ำใจของพี่หญิง น้องมิกล้ารับไว้เพคะ”

ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ยังดีที่มีหย่งเหนียง นางประคองเจ้าเหลียงตี้ลุกขึ้น “เหลียงตี้เชิญลุกขึ้น ความจริงไท่จื่อเฟยอยากมาเยี่ยมเหลียงตี้ตั้งนานแล้ว เพียงแต่ไม่มีโอกาส คราวนี้ฮองเฮามีรับสั่งรับซวี่เหนียงไปพำนักในวัง ไท่จื่อเฟยเป็นห่วงเหลียงตี้ กลัวว่าที่นี่จะขาดคนดูแล จึงตั้งใจมาเยี่ยมเยียน ของกำนัลสองสามอย่างนี้ ไท่จื่อเฟยเป็นคนเลือกเฟ้นด้วยตนเอง แม้มิได้ล้ำค่ามากมายอะไร แต่ก็ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ  ภายหน้าหากเหลียงตี้ขาดเหลือสิ่งใด ให้คนไปเบิกได้ตามต้องการ ในตำหนักบูรพาแห่งนี้ ไท่จื่อเฟยมองเหลียงตี้เป็นมิตรสหาย หวังว่าเหลียงตี้จะไม่มองเราเป็นคนอื่น”

“น้ำใจอันดีงามของพี่หญิง น้องเข้าใจดีเพคะ” เจ้าเหลียงตี้เอ่ย

พูดตามจริง สิ่งที่พวกนางคุยกันข้าเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง รู้สึกเพียงว่าช่างน่าอึดอัดยิ่ง

จะว่าไปแล้วเจ้าเหลียงตี้ก็มิได้งดงามเท่าที่ข้าคิดไว้ แต่นางเป็นคนสุภาพอ่อนน้อม น้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มนวล แม้ข้าจะไม่ชอบนาง แต่ก็ยังไม่อาจเกลียดนาง

ข้าอยู่ตำหนักของเจ้าเหลียงตี้ตลอดทั้งบ่าย ฟังเจ้าเหลียงตี้คุยกับหย่งเหนียง หย่งเหนียงดูเหมือนจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของเจ้าเหลียงตี้ นางพูดจาน่าฟัง เจ้าเหลียงตี้ฟังแล้วยิ้มไม่หยุด จากนั้นเจ้าเหลียงตี้ก็ชมว่าข้ามีนางกำนัลที่เปี่ยมฝีมือ

ออกจากตำหนักของเจ้าเหลียงตี้ ข้าพบเผยเจ้าโดยบังเอิญ วันนี้เขาอยู่เวร กำลังนำกองราชองครักษ์ออกมาจากห้องประจำการ เขาเห็นข้ายกขบวนออกมาจากตำหนักของเจ้าเหลียงตี้ มีท่าทางประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร เนื่องจากมีเสื้อเกราะสวมทับ จึงเพียงแต่ประสานมือคำนับเป็นเชิงทำความเคารพ “กระหม่อมถวายบังคมไท่จื่อเฟย”

“มิต้องมากพิธี”

นึกถึงคราวก่อนที่เขายื่นมือเข้าช่วยเหลือ ข้าก็อดซาบซึ้งใจไม่ได้ “แม่ทัพเผย คืนนั้นขอบใจเจ้ามาก!”

หาไม่แล้วมีหวังข้าคงถูกตัวบัดซบเหล่านั้นไล่ตามไม่หยุดหย่อนเป็นแน่ แม้อย่างมากจะแค่สู้กันแล้วค่อยคิดหาทางหนี แต่ตัวบัดซบเหล่านั้นล้วนเป็นราชองครักษ์ของตำหนักบูรพา หากสู้กันแล้วพวกนั้นมีใจคิดแค้น มารู้ตอนหลังว่าข้าคือไท่จื่อเฟย เช่นนั้นย่อมไม่เป็นการดี

แต่เผยเจ้ากลับไม่แสดงท่าทีใดๆ “ไท่จื่อเฟยพูดเรื่องอะไรหรือ กระหม่อมหาเข้าใจไม่”

ข้ายังไม่ทันพูดอะไรกับเขามากกว่านี้ก็ถูกหย่งเหนียงลากตัวออกมา เมื่อกลับถึงตำหนักหย่งเหนียงถึงอบรมข้า “บุรุษสตรีมิอาจแตะเนื้อต้องตัวไท่จื่อเฟยมิควรมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับแม่ทัพจินอู๋”

บุรุษสตรีมิอาจแตะเนื้อต้องตัว หากหย่งเหนียงรู้ว่าตอนข้าแอบหนีออกไปเที่ยวข้างนอก มักจะดื่มเหล้า แลกหมัด ฟังเพลง มีเรื่องชกต่อยกับบุรุษเป็นประจำ คงตกใจจนเป็นลมกระมัง

ขาของข้าเป็นรอยเขียวช้ำจากการสะดุดล้ม อาตู้ทายาให้ข้า ข้าคิดจะหนีออกไปเที่ยวข้างนอกอีก เพราะในที่สุดก็คัดตำราเสร็จเสียที แต่ช่วงนี้หย่งเหนียงเข้มงวดอย่างยิ่ง ข้าจึงตั้งใจจะแอบหนีออกไปตอนกลางดึกแต่แล้วกลับทำไม่สำเร็จ เพราะคืนนี้อยู่ๆ หลี่เฉิงอิ๋นก็แวะมาหา 

เขาไม่เคยมาหาข้าตอนกลางคืน จึงไม่มีผู้ใดอยู่ต้อนรับ หย่งเหนียงกลับห้องไปนอนแล้ว สาวใช้ที่อยู่เวรตอนกลางคืนก็แอบหลับ ข้ากำลังเล่นไพ่ใบไม้ (*เชิงอรรถ – การละเล่นชนิดหนึ่ง)อยู่กับอาตู้ เราตกลงกันว่าหากผู้ใดแพ้ต้องกินส้ม อาตู้ชนะสี่ครั้งรวด ทำให้ข้าต้องกินส้มผลใหญ่ติดต่อกันถึงสี่ผล กินจนรู้สึกเปรี้ยวฝาดไปหมด และตอนนั้นเองหลี่เฉิงอิ๋นก็โผล่มา

ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ข้าท่องจำก่อนวันจัดพิธีแต่งตั้ง ก่อนเขามา ทางข้าจะต้องเตรียมการต้อนรับให้พร้อม ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย กระถางเครื่องหอม เครื่องหอมกำยาน น้ำชา ตลอดจนน้ำบ้วนปากที่ต้องใช้ในวันรุ่งขึ้น…ล้วนแต่เป็นกฎข้อบังคับที่บันทึกไว้อย่างละเอียดชัดเจน แต่นั่นล้วนเป็นหน้าที่ของนางกำนัล หน้าที่ข้ามีเพียงควบคุมให้พวกนางจัดการให้เรียบร้อยเท่านั้น

ปัญหาอยู่ที่ว่าหลี่เฉิงอิ๋นไม่เคยมาหาข้าตอนกลางคืน ดังนั้นนับแต่ข้าไปจนถึงหย่งเหนียงไปจนถึงทุกคนต่างก็ค่อยๆ คลายความเข้มงวดกวดขันในเรื่องนี้ลง พวกบ่าวรับใช้ยิ่งแล้วใหญ่ มักจะแอบอู้เป็นประจำ ไม่มีผู้ใดเตรียมการตามกฎข้อบังคับอันเคร่งครัดนั้นสักคน ดังนั้นตอนที่เขามาถึง จึงมีเพียงข้ากับอาตู้นั่งอยู่ที่โต๊ะ กำลังเล่นไพ่ใบไม้กันอย่างสนุกสนาน

ขณะที่ข้ากำลังมือขึ้น สายตาพลันเหลือบไปเห็นหลี่เฉิงอิ๋น ข้านึกว่าตัวเองตาฝาด จึงวางไพ่ลงและเงยหน้ามองอีกครั้ง เป็นหลี่เฉิงอิ๋นจริงๆ!

อาตู้ลุกขึ้นยืน ทุกครั้งที่หลี่เฉิงอิ๋นมาหาเป็นต้องทะเลาะกับข้า มีอยู่สองสามครั้งที่เราสองคนเกือบจะสู้กัน ดังนั้นพอเขาก้าวเข้ามา นางก็จับดาบฝังทองที่เหน็บอยู่ตรงเอวทันที พลางจ้องมองเขาอย่างระแวดระวัง

หลี่เฉิงอิ๋นยังคงมีสีหน้าบึ้งตึงเหมือนเคย ขณะกระแทกตัวนั่งลงบนเตียงนอน

ข้าไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร ได้แต่มองเขาอย่างงุนงง

เขาดูเหมือนโทสะอัดแน่นไร้ที่ระบาย เอ่ยเสียงขุ่น “ถอดรองเท้า!”

สาวใช้ที่อยู่เวรพลันสะดุ้งตื่น เห็นหลี่เฉิงอิ๋นนั่งอยู่ หน้าถอดสีราวกับเห็นผี เมื่อได้ยินเขาออกคำสั่งค่อยได้สติ รีบเข้าไปถอดรองเท้าให้เขา หารู้ไม่กลับถูกหลี่เฉิงอิ๋นยกเท้าถีบอกเข้าเต็มแรง “ไปเรียกนายหญิงของเจ้ามา!”

นายหญิงของนางมิใช่ใครอื่น อย่างน้อยผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนายหญิงของตำหนักแห่งนี้ ก็น่าจะเป็นข้า

ข้าประคองสาวใช้ผู้นั้นลุกขึ้น จากนั้นก็ตบโต๊ะ “เหตุใดเจ้าถึงถีบคนอื่น”

“ข้าจะถีบมีอะไรหรือไม่!แล้วข้าก็จะถีบเจ้าด้วย!”

อาตู้ชักดาบฝังทองออกจากฝักทันที ข้าเอ่ยถามเสียงเย็น “เจ้าตั้งใจมาหาเรื่องข้าอีกแล้วหรือ”

อยู่ๆ เขาก็ยิ้ม “ข้ามิได้มาหาเรื่องเจ้า ข้ามานอนค้างที่นี่ต่างหาก”

จากนั้นเขาก็ชี้ไปทางอาตู้ “ออกไป!”

ข้าไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร แต่ดูแล้วไม่ได้มาดี พอโวยวายเช่นนี้ เสียงก็ดังไปถึงด้านนอก คนที่หลับไปแล้วล้วนสะดุ้งตื่น รวมถึงหย่งเหนียง

หย่งเหนียงเห็นเขาแวะมากลางดึก ทั้งตกใจทั้งดีใจ ตกใจที่เห็นสีหน้าบึ้งตึงของเขา ส่วนดีใจ คาดว่าคงเป็นเพราะหย่งเหนียงเห็นว่าการที่เขามาหาข้านับเป็นเรื่องดี ต่อให้ตั้งใจมาหาเรื่องข้าก็ตาม 

เมื่อหย่งเหนียงมาถึงบรรยากาศก็คลายความตึงเครียดลง นางสั่งให้คนเตรียมน้ำชา เตรียมน้ำบ้วนปาก เตรียมน้ำล้างหน้า เตรียมชุดนอน…ทุกคนยุ่งวุ่นวาย วิ่งวุ่นทำตามคำสั่ง

ข้าถูกคนกลุ่มหนึ่งห้อมล้อม ล้างหน้าหวีผมและเปลี่ยนมาสวมชุดนอน เมื่อข้าออกมาก็เห็นหย่งเหนียงกำลังลากอาตู้ออกไป เดิมอาตู้ไม่เต็มใจ หย่งเหนียงไม่รู้กระซิบอะไรบางอย่างกับอาตู้ อาตู้หน้าแดงก่อนจะยอมเดินตามนางออกไปโดยดี สรุปแล้วหลังผ่านความโกลาหลครั้งใหญ่ ในตำหนักก็เหลือเพียงข้ากับหลี่เฉิงอิ๋น

ข้าไม่เคยอยู่กับบุรุษสองต่อสองในชุดนอนเช่นนี้มาก่อน ข้ารู้สึกหนาว ซ้ำการประทินโฉมครั้งใหญ่เมื่อครู่ก็ทำให้ข้าเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง

ข้าอ้าปากหาว ก่อนจะก้าวขึ้นเตียงห่มผ้าห่มและหลับตานอน

ส่วนหลี่เฉิงอิ๋นจะนอนหรือไม่ มิใช่เรื่องที่ข้าจะต้องกังวลแต่อย่างใด

แต่ข้ารู้ว่าตอนหลังหลี่เฉิงอิ๋นก็ขึ้นมานอนบนเตียงเช่นกัน เพราะมีผ้าห่มเพียงผืนเดียว แล้วเขาก็เตะข้าอย่างแรง “เขยิบไป!”

ข้ากำลังจะหลับแล้วเชียว กลับต้องสะดุ้งตื่นเพราะถูกเขาเตะ

ตอนใกล้หลับข้าจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ข้าจึงไม่หงุดหงิดใส่เขา ทั้งยังแบ่งผ้าห่มให้เขาครึ่งหนึ่ง เขาห่มผ้าห่ม นอนหันหลังให้ข้า และหลับไปอย่างรวดเร็ว

คืนนั้นข้านอนหลับไม่สนิท เพราะหลี่เฉิงอิ๋นมักจะพลิกตัวไปมา แล้วข้าก็ไม่ชินที่ต้องนอนในผ้าห่มผืนเดียวกับคนอื่น พอตกดึกเขาก็แย่งผ้าห่มข้าไป ทำให้ข้าหนาวจนตัวสั่น ข้าจึงทำได้เพียงเตะเขากลับแล้วแย่งผ้าห่มกลับมา จากนั้นเราสองคนก็ลุกขึ้นมาทะเลาะกันกลางดึกเพราะเรื่องแย่งผ้าห่ม

เขาเอ่ยอย่างหงุดหงิด “หากมิใช่เซ่อเซ่อขอให้ข้ามา ข้าก็ไม่มาที่นี่หรอก!”

เซ่อเซ่อคือชื่อของเจ้าเหลียงตี้ ตอนที่เขาเรียกชื่อนาง สีหน้าและน้ำเสียงมักจะอ่อนโยนเป็นพิเศษ

ข้านึกถึงเมื่อบ่ายวันนี้ ทั้งคำพูดของเจ้าเหลียงตี้ และคำพูดของหย่งเหนียง ในที่สุดข้าก็พอเข้าใจความหมายของพวกนางแล้ว แต่ไม่รู้เพราะอะไร อยู่ๆ ข้าก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมา

อันที่จริงข้าไม่สนใจหรอกว่าเขาจะมาหรือไม่ แต่ก่อนตอนเขาไม่มา ข้าก็ไม่รู้สึกน้อยใจอะไร แต่แล้วคืนนี้พอเขามา ข้ากลับรู้สึกน้อยใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ข้ารู้ว่าสามีภรรยาควรจะนอนด้วยกัน ทว่าขณะเดียวกันข้าเองก็รู้ ว่าเขาไม่เคยมองข้าเป็นภรรยาของเขา

ภรรยาของเขาคงจะเป็นเจ้าเหลียงตี้ วันนี้ข้าไปเยี่ยมเจ้าเหลียงตี้ ทั้งยังนำของกำนัลไปให้นางมากมาย นางสงสารข้า จึงขอให้เขามา

สตรีชาวซีเหลียงเช่นเราๆ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ต้องการให้ผู้ใดเวทนาสงสาร

ข้าลุกขึ้น เอ่ยกับเขา “เจ้าไปเสียเถิด”

“เจ้าไม่ต้องห่วง ฟ้าสางเมื่อใดข้าจะไปทันที” เขาเอ่ยเสียงเย็นชา

พูดจบก็หันหลังให้ข้าและผล็อยหลับไป

ข้าเลยทำได้เพียงลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุม นั่งลงที่โต๊ะ

บนโต๊ะมีโคมไฟดวงหนึ่งตั้งอยู่ เทียนไขสีแดงที่มีผ้าโปร่งหุ้มห่อทอประกายวาววามอบอุ่น นุ่มละมุนราวหยดน้ำปริ่มรื้น เช่นเดียวกับใจของข้าที่คล้ายกับมีอะไรบางอย่างรื้นปริ่มออกมา ข้าเริ่มคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ คิดถึงพี่ชาย คิดถึงเจ้าม้าแดงน้อยของข้า คิดถึงซีเหลียงของข้า

ทุกครั้งที่ข้ารู้สึกโดดเดี่ยว ข้าจะคิดถึงซีเหลียง วันเวลาในซั่งจิงมักจะผ่านไปอย่างอ้างว้างโดดเดี่ยว ดังนั้น ข้าจึงมักจะคิดถึงซีเหลียง

และทันใดนั้น ข้าก็หันไปเห็นเงาของใครคนหนึ่งนอกหน้าต่าง

ข้าสะดุ้ง รีบยื่นมือผลักหน้าต่างเปิดออก

สายลมเย็นยามค่ำคืนโฉบปะทะจนข้าตัวสั่นด้วยความหนาว ด้านนอกไม่มีใคร มีเพียงแสงจันทร์ส่องสะท้อนอย่างเงียบเหงา

ขณะที่ข้ากำลังจะปิดหน้าต่าง พลันนั้นก็เหลือบไปเห็นเงาร่างสีขาวบนต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไป เมื่อเพ่งสายตามอง ค่อยเห็นว่าเป็นคนสวมชุดสีขาวผู้หนึ่ง

ข้าตกใจนิ่งอึ้ง ที่นี่คือตำหนักบูรพา มีการคุ้มกันแน่นหนา จะมีคนร้ายกล้าบุกเข้ามาหรือ

คนร้ายในชุดขาวผู้นี้จะใจกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว

ข้าเพ่งมองเขา เขาจ้องมองข้า ยามดึกเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงสายลมโชยผ่าน เปลวเทียนบนโต๊ะถูกลมโฉบปะทะกะพริบวูบไหว เขายืนอยู่บนยอดไม้ มองข้าเงียบๆ 

สายลมโบกโบยจนใบไม้สั่นไหว แสงจันทร์ที่อาบไล้ไปทั่วร่างกายเขากระเพื่อมไหวตามแรงลม เบื้องหลังเขาคือดวงจันทร์กระจ่าง สายลมโชยปะทะแขนเสื้อและผมยาวของเขา ขับให้เขาราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ก็ไม่ปาน

ข้าจำเขาได้แล้ว เขาก็คือกู้เจี้ยน คนพิลึกผู้นั้น

เขามาที่นี่ได้อย่างไร

ข้าเกือบเผลอกัดลิ้นตัวเอง และเพียงวินาทีที่ข้ากะพริบตา กู้เจี้ยนผู้นั้นก็หายไปแล้ว

หากข้าไม่ได้ตาฝาด ข้าก็คงฝันไป

ข้ารู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นโรคคิดถึงบ้าน ไม่ว่าทำอะไรล้วนไร้ชีวิตชีวา วันรุ่งขึ้นหลี่เฉิงอิ๋นกลับออกไปทันทีที่ฟ้าสาง และนับจากนั้นก็ไม่เคยแวะมาอีกเลย

หย่งเหนียงมองเรื่องคืนนี้เป็นเรื่องมงคล ยิ้มแย้มแจ่มใสทุกครั้งที่เอ่ยถึง ข้าจึงทำใจบอกนางไม่ลงว่าความจริงแล้วคืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อย

อย่ามองว่าข้าอายุยังน้อย ตอนข้ากับอาตู้แอบหนีไปเที่ยวข้างนอก เคยไปยืนดูหน้าสถานเริงรมย์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น อาจไม่มีประสบการณ์ กระนั้นก็พอรู้อยู่บ้าง

หย่งเหนียงซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้าเหลียงตี้ จึงตั้งใจเอาใจนางโดยการเชิญนางมาเล่นไพ่ใบไม้กับข้า

แล้ววันนั้นก็ไม่รู้เป็นอะไร ข้าเล่นแพ้ตลอด ไม่ชนะเลยสักตาเดียวพ่ายแพ้ในสนามรักยังไม่พอ ยังพ่ายแพ้ในสนามรบอีก หากแต่หย่งเหนียงนึกว่าอยู่ๆ ข้าก็คิดตก จงใจเล่นแพ้เจ้าเหลียงตี้เพื่อเอาใจนาง

นับแต่นั้นเจ้าเหลียงตี้ก็แวะมาเล่นไพ่ใบไม้กับข้าเป็นประจำ ความจริงแล้วนางก็ช่างพูดช่างเจรจาไม่น้อย เช่นตอนนางเอ่ยชมว่ารองเท้ายาวของซีเหลียงที่ข้าสวมงดงาม“ดินแดนจงหยวนเรา หาได้มีหนังฟอกที่งามวิจิตรเช่นนี้ไม่”

อารามดีใจ ข้าจึงรับปากนางว่าคราวหน้าหากท่านพ่อส่งคนมา ข้าจะให้พวกเขานำรองเท้ายาวที่งดงามเช่นนี้มาให้นางหลายๆ คู่

เจ้าเหลียงตี้เล่นไพ่ใบไม้ไปพลางเอ่ยถามข้าไปพลาง “ไท่จื่อเฟยจะเข้าวังไปเยี่ยมซวี่เหนียงเมื่อใดหรือ”

ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดข้าถึงต้องเข้าวังไปเยี่ยมซวี่เหนียง นางอยู่ในวังของนางดีๆ  ทั้งยังมีฮองเฮาคอยดูแล เหตุไฉนข้าถึงต้องไปเยี่ยมนาง

อีกอย่างคือหย่งเหนียงบอกข้าว่า เจ้าเหลียงตี้เคยโวยวายเรื่องซวี่เหนียงเสียใหญ่โต ร้องไห้ฟูมฟายอยู่หลายวัน ทำให้หลี่เฉิงอิ๋นลั่นวาจาสาบานว่าต่อให้ซวี่เหนียงให้กำเนิดบุตรชาย เขาก็ไม่มีวันเหลือบแลซวี่เหนียง ข้ารู้สึกว่าเจ้าเหลียงตี้ต้องเกลียดซวี่เหนียงเป็นแน่ แต่แล้วนางกลับเอ่ยถึงเรื่องนี้ต่อหน้าข้า แสร้งทำเป็นใจกว้าง

หย่งเหนียงซึ่งอยู่ข้างๆ เอ่ย “ตอนนี้ซวี่เหนียงพำนักอยู่ในวัง หากไม่มีรับสั่งจากพระนางฮองเฮา ไท่จื่อเฟยก็ไม่สะดวกจะเข้าวังไปเยี่ยมเพคะ”

เจ้าเหลียงตี้ร้อง “อ้อ” เป็นเชิงตอบรับ ท่าทางเหมือนไม่ติดใจอะไร วันนั้นข้ามือขึ้นใช้ได้ เล่นได้เงินมาจำนวนหนึ่ง พอเจ้าเหลียงตี้กลับไป หย่งเหนียงก็เอ่ยกับข้า “ไท่จื่อเฟยจำต้องระมัดระวัง อย่าตกเป็นเครื่องมือของเจ้าเหลียงตี้”

บางครั้งคำพูดของหย่งเหนียงข้าก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่นคำว่า “ตกเป็นเครื่องมือ” ในประโยคนี้

หย่งเหนียงว่า “เจ้าเหลียงตี้เกลียดซวี่เหนียงถึงเพียงนี้ ย่อมต้องคิดหาวิธีมิให้ลูกของนางถือกำเนิด นางคิดจะทำอะไร ทางที่ดีไท่จื่อเฟยควรจะปล่อยเลยตามเลย พายเรือตามน้ำไปเสีย หากแต่ไท่จื่อเฟยเองก็ต้องระมัดระวัง อย่าตกหลุมพรางที่นางวางไว้เป็นอันขาด”

ข้าไม่เข้าใจอีกแล้ว เด็กอยู่ในครรภ์ของซวี่เหนียงแท้ๆ  เจ้าเหลียงตี้จะมีวิธีทำให้เด็กมิอาจถือกำเนิดได้อย่างไร

“วิธีมีมากมาย ไท่จื่อเฟยเป็นผู้ดีมีตระกูลมิควรฟังเรื่องพวกนี้” หย่งเหนียงตอบ

ข้ารู้สึกว่าหย่งเหนียงจงใจเอ่ยเช่นนี้ เพราะข้าไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าตัวเองเป็นผู้ดี แต่พอนางเอ่ยเช่นนี้ ข้าจึงไม่กล้าบากหน้าถามต่อ

อากาศเย็นลงทีละน้อย ในที่สุดข้าก็หาโอกาสแอบออกไปเที่ยวข้างนอกกับอาตู้ได้สำเร็จ

อย่างไรเสียข้างนอกก็ดีกว่า ผู้คนสัญจรไปมา รถม้าพลุกพล่านคลาคล่ำ บรรยากาศครึกครื้นอย่างยิ่งเราไปฟังนิทานที่ร้านน้ำชา นักเล่านิทานคนเดิมไม่รู้ไปไหนแล้ว เปลี่ยนเป็นนักเล่าอีกคนแทน เรื่องที่เล่าก็ไม่ใช่เรื่องเซียนกระบี่ แต่เป็นเรื่องเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนราชสำนักยกทัพบุกดินแดนตะวันตก

“นับจากซีเหลียงพ่ายแพ้ก็หวาดกลัวทัพใหญ่ของเทียนเฉา (*เชิงอรรถ- คำว่า “เทียนเฉา” หมายถึงราชวงศ์อันสูงส่ง ในอดีตเป็นคำที่แคว้นต่างๆ ใช้เรียกขานประเทศจีน)จนหัวหดยอมสวามิภักดิ์ส่งเครื่องบรรณาการ พระเจ้าเซวียนทรงเมตตากรุณา ตกลงให้มีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีกับซีเหลียง ทั้งยังยกหมิงหย่วนกงจู่องค์หญิงแห่งเทียนเฉาให้เค่อหานแห่งซีเหลียง ทั้งสองแผ่นดินอยู่ร่วมกันอย่างสันติมาสิบกว่าปี แต่แล้วเมื่อเค่อหานอาวุโสแห่งซีเหลียงถึงแก่กรรม เค่อหานคนใหม่ถือตนว่ามีอำนาจสูงสุด คิดจะเปิดศึกกับเทียนเฉา ทัพใหญ่แห่งเทียนเฉาจึงยกทัพปราบปรามชายแดน เมื่อเค่อหานคนใหม่เห็นแสนยานุภาพของเทียนเฉาก็รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ริอ่านคิดเช่นนั้น จึงตัดสินใจยกธิดาของตนแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี ด้วยเหตุนี้เทียนเฉาถึงได้ยอมเมตตาไม่เอาความ…”

ทุกคนในร้านน้ำชาต่างหัวเราะชอบใจ อาตู้ลุกพรวดขึ้นพลางปัดถ้วยน้ำชาทิ้ง ปกติแล้วนางจะเป็นคนห้ามข้าไม่ให้มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง คราวนี้กลับกลายเป็นข้าที่กลัวว่านางจะระงับอารมณ์ไม่อยู่จนเผลอลงมือทำร้ายผู้อื่น จึงรีบลากนางออกมาจากร้านน้ำชา 

แสงแดดด้านนอกสว่างเจิดจ้า ข้าจำหมิงหย่วนกงจู่ได้ นางคือสตรีรูปงาม ทั้งการแต่งกายและการประทินโฉมล้วนแตกต่างจากสตรีชาวซีเหลียง ตอนนางล้มป่วยสิ้นชีวิต ท่านพ่อเสียใจอย่างยิ่ง

ท่านพ่อดีกับนางยิ่งนัก ท่านพ่อบอกว่า ดีกับนาง ก็เท่ากับดีกับจงหยวน

ชาวซีเหลียงเช่นเราๆ มักคิดว่าหากเราทำดีกับผู้ใด ผู้นั้นย่อมทำดีกับเราเช่นกัน ไม่เหมือนชาวซั่งจิง ที่มักคิดวางแผนอะไรอยู่ในใจตลอดเวลา ต่อหน้าพูดอย่าง แต่ลับหลังกลับทำอีกอย่าง

หากเป็นเมื่อสามปีก่อน ข้าคงมีเรื่องกับคนในร้านน้ำชาไปแล้ว ทว่าตอนนี้ กลับไม่มีแก่จิตแก่ใจจะทำเช่นนั้น

ข้ากับอาตู้นั่งพักอยู่ริมสะพาน เรือใบที่ล่องอยู่กลางแม่น้ำถูกสายลมโชยผ่าน ผู้คุมเรือใช้ไม้พายขนาดยาวพุ้ยน้ำ ไม่นานเรือทั้งลำก็ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป

จำได้ว่าตอนข้ามาซั่งจิงใหม่ๆ  เพียงเห็นเรือพายก็รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง สงสัยว่าเหตุไฉนรถจึงสามารถแล่นอยู่บนผิวน้ำได้ และเมื่อเห็นสะพานข้าก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ ราวกับสายรุ้งอย่างไรอย่างนั้น ผู้ใดกันที่คิดนำก้อนหินมาก่อเป็นสายรุ้ง

ที่ซีเหลียงแม้มีแม่น้ำ แต่น้ำในแม่น้ำมักจะตื้นใส ประหนึ่งผ้าโปร่งเงินที่ปูทับทุ่งหญ้า น้ำในแม่น้ำจะส่งเสียงซู่ซ่า เพียงขี่ม้าก็สามารถข้ามผ่านไปได้ ที่นั่นไม่มีทั้งเรือ ไม่มีทั้งสะพาน

หลังมาอยู่ซั่งจิง ข้าได้เห็นอะไรหลายอย่างที่กาลก่อนไม่เคยเห็น ทว่าข้ากลับไม่มีความสุขแม้แต่น้อย

ขณะที่ข้ากำลังเหม่อลอย พลันได้ยินเสียง “ตูม” ดังขึ้นไม่ไกลนัก ตามด้วยเสียงคนร้องตะโกน “ช่วยด้วย! พี่ชายข้าตกน้ำ!ใครก็ได้ช่วยที!”

ข้าเงยหน้ามอง ไม่ไกลนักมีเด็กหญิงอายุราวเจ็ดแปดปีผู้หนึ่งยืนอยู่ กำลังร้องตะโกนทั้งน้ำตา “ช่วยพี่ชายข้าด้วย! เขาตกลงไปในแม่น้ำ!”

ข้าเห็นศีรษะของเด็กผู้หนึ่งผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในน้ำ ข้ากระโดดลงน้ำทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด ลืมเสียสนิทว่าตนเองว่ายน้ำไม่เป็น กว่าข้าจะจับแขนเด็กผู้นั้นได้ ตัวเองก็สำลักน้ำไปไม่รู้เท่าไร ข้าคิดว่าแย่แน่คราวนี้ ช่วยคนไม่สำเร็จ ซ้ำตัวเองยังจะจมน้ำตายเสียอีก ข้าจมน้ำตายไม่เป็นไร แต่หากข้าตายก็จะไม่มีผู้ใดดูแลอาตู้ นางอยู่ตัวคนเดียว ไม่รู้ว่าจำทางกลับซีเหลียงได้หรือไม่…

ข้ากลืนน้ำเข้าไปหลายอึก ตัวทั้งตัวจมดิ่งลงไปเบื้องล่าง

ตอนที่อาตู้ดึงข้าขึ้นมาจากแม่น้ำ ข้าแทบไม่รู้สึกตัว อาตู้จับข้าวางนอนบนหินใหญ่ก้อนหนึ่งริมแม่น้ำ ข้าคายน้ำออกมาไม่รู้เท่าไร นึกย้อนไปถึงครั้งแรกที่เห็นปลาทองที่เลี้ยงไว้ในอ่างแก้วในตำหนักบูรพา ตอนนั้นข้าแปลกใจอย่างยิ่ง เหตุไฉนพวกมันถึงมีท้องกลมใหญ่ที่น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนั้น ทั้งยังพ่นฟองช้าๆ ตลอดเวลา ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้ในท้องของพวกมันล้วนเต็มไปด้วยน้ำ

อาตู้เปียกไปหมดทั้งตัว นางคุกเข่าอยู่ข้างกายข้า มีน้ำหยดลงมาจากเสื้อผ้าไม่หยุด นางมองข้าด้วยสีหน้ากังวล ข้ารู้ว่าหากข้ายังไม่ได้สติ เด็กโง่คนนี้มีหวังคงร้อนใจจนร้องไห้

“อาตู้…” ข้าคายน้ำออกมาอึกใหญ่ทั้งที่ยังไม่ได้สติดี “เด็กผู้นั้นเล่า…”

อาตู้คว้าตัวเด็กที่ตกน้ำมาตรงหน้าข้า เขาเองก็เปียกไปหมดทั้งตัวเช่นกัน ดวงตาดำสนิทคู่นั้นเอาแต่จ้องมองข้านิ่ง

ข้าตะเกียกตะกายลุกขึ้นทั้งที่ยังวิงเวียน รอบด้านมีฝูงชนยืนห้อมล้อม ดูท่าคงจะมามุงดูว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าเคยแต่ไปยืนมุงดูคนอื่น นึกไม่ถึงเลยว่าคราวนี้จะเป็นฝ่ายถูกมุงดูเสียเอง

ขณะที่ข้ากับอาตู้กำลังบิดน้ำออกจากชุดที่เปียก ทันใดนั้นก็ได้ยินคนตะโกนสลับกับสะอื้นไห้ พลางวิ่งโซซัดโซเซเบียดฝ่าฝูงชนเข้ามา “ลูกข้า! ลูกชายข้า!”

ดูจากท่าทางน่าจะเป็นสามีภรรยากัน ทั้งคู่ถลาเข้าไปกอดเด็กที่ตกน้ำก่อนจะปล่อยโฮเสียงดังลั่น ส่วนเด็กหญิงผู้นั้นยืนขยี้ตาอยู่ข้างๆ

ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า ข้ารู้สึกปลาบปลื้มอย่างยิ่ง ปกติเคยแต่ฟังเรื่องผู้ผดุงคุณธรรมในร้านน้ำชา ไม่คาดคิดมาก่อนว่าวันนี้ตัวเองจะได้เป็นผู้ผดุงคุณธรรมกับเขาเหมือนกัน หารู้ไม่ว่าข้ายังไม่ทันหายจากอาการปลื้มใจ อยู่ๆ เด็กที่ตกน้ำก็ร้องไห้โฮ “ท่านพ่อ คนชั่วผู้นั้นผลักข้าตกน้ำ!” พูดพลางชี้มือมาทางข้า

ข้าอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน

“ข้าก็เห็น เขาผลักพี่ใหญ่ลงไปในน้ำ!” เสียงของเด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้น ประหนึ่งสายฟ้าผ่าฟาดโสตประสาทของข้าก็ไม่ปาน

“คนสมัยนี้จิตใจช่างโหดเหี้ยมอำมหิตนัก!”

“เด็กตัวเล็กๆ ไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรือ”

“ดูไม่ออกจริงๆ  ท่าทางก็ดูเป็นคนดีมีความรู้ แต่กลับทำเรื่องชั่วช้าถึงเพียงนี้!”

“หน้าเนื้อใจเสือ! เดรัจฉานในคราบมนุษย์!”

“อย่าปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้เป็นอันขาด!”

“ใช่!”

“อย่าปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้!”

ผู้คนโดยรอบกรูกันเข้ามาทั้งผลักทั้งดันพวกเรา เห็นได้ชัดว่าอาตู้ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นางเอาแต่มองข้า เส้นเลือดบนขมับข้าเต้นตุบๆ  นึกไม่ถึงว่าประพฤติตนเป็นวิญญูชนแต่กลับถูกมองเป็นคนต่ำช้า ช่างน่าโมโหนัก!

“รีบพาเด็กไปส่งโรงหมอ ให้หมอตรวจอาการ!”

“เช่นนี้ต้องจ่ายค่าทำขวัญ! อยู่ดีๆ ก็ผลักลูกคนอื่นตกน้ำ จ่ายค่าทำขวัญมาเดี๋ยวนี้!”

ข้าโต้ “เห็นๆ อยู่ว่าเราเป็นคนช่วยชีวิตเด็กผู้นี้ เหตุใดจึงกล่าวหาหน้าด้านๆ ว่าข้าเป็นคนผลักเขาตกลงไปในน้ำ!”

“ถ้าเจ้าไม่ได้เป็นคนผลัก ไยเจ้าจึงต้องช่วย”

ข้าแทบจะกระอักเลือดเมื่อได้ยิน นี่มัน…เหตุผลบ้าอะไรกัน

“ลูกชายข้าได้รับความกระทบกระเทือนเช่นนี้ ต้องพาไปหาหมอ!”

“ใช่!ก่อนอื่นต้องเชิญหมอมาตรวจ ดูว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่!”

“ก็เห็นอยู่ว่าเด็กผู้นี้สบายดี ได้รับบาดเจ็บที่ไหนกัน อีกอย่าง เห็นชัดๆ ว่าข้าเป็นคนช่วยชีวิตเขา…”

“คนชั่วผู้นี้ปากแข็งยิ่ง!ไม่ยอมจ่ายค่าทำขวัญ ไม่ยอมเชิญหมอใช่หรือไม่ เช่นนั้นก็ดี ไปเจอกันที่ว่าการอำเภอ!”

ผู้คนโดยรอบโห่ร้อง “จับตัวพวกมันไปที่ว่าการอำเภอ!”

ตามด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวาย “ไปที่ว่าการอำเภอ!”

ข้าขุ่นแค้นแล้ว ไปก็ไป ไม่ได้ทำผิดมีอะไรต้องกลัวมีเหตุผลเสียอย่างจะต้องกลัวอะไร

การที่พวกเรายกโขยงเดินไปตามถนนพลางเอะอะโวยวายเดิมก็เป็นที่ดึงดูดสายตาซ้ำพ่อแม่ของเด็กยังอุ้มลูกเดินไปพลางสะอื้นไห้ไปพลาง “รีบมาดูเร็ว…พวกทำอะไรไม่เกรงกลัวกฎหมาย…ผลักเด็กตกแม่น้ำ ซ้ำยังยืนกรานว่าตัวเองเป็นคนช่วย เด็กๆ โกหกเป็นที่ไหนกัน…”

ด้วยเหตุนี้ ข้ากับอาตู้จึงเกือบจะกลายเป็นจำเลยโดยปริยาย คนขายผักต่างพากันขว้างเศษผักใส่พวกเรา ผู้คนที่เดินสัญจรไปมาก็พากันถ่มน้ำลายใส่พื้น โชคดีที่อาตู้มีพลังฝีมือยอดเยี่ยม เศษผักพวกนั้นจึงไม่โดนตัวพวกเรา แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ข้าก็ยิ่งเดือดดาล

เมื่อมาถึงที่ว่าการอำเภอว่านเหนียน โทสะข้าถึงพอคลายลงได้บ้าง ถึงอย่างไรก็ต้องว่ากันด้วยเหตุผล และจะว่าไปที่แห่งนี้ข้าก็เพิ่งเคยมาครั้งแรก ดูแล้วใหญ่โตโอ่อ่าไม่เลว

ผู้ว่าการเมืองมีอำนาจปกครองอำเภอฉางอันและอำเภอว่านเหนียน ชื่ออำเภอทั้งสองนี้รวมมีความหมายว่า “ร่มเย็นเป็นสุขชั่วกาลนาน” ด้วยเหตุนี้ อำเภอฉางอันและอำเภอว่านเหนียนจึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นอำเภอที่มีอิทธิพลที่สุดในแผ่นดิน

บรรยากาศยามเปิดศาลยิ่งใหญ่น่าเกรงขามเริ่มจากเจ้าหน้าที่ร้องประกาศเปิดศาลด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน จากนั้นนายอำเภอว่านเหนียนจะค่อยๆ ก้าวออกมา ทรุดตัวลงนั่งอย่างไม่เร่งร้อน ก่อนจะเริ่มไต่ถามชื่อแซ่ของผู้ร้องทุกข์และจำเลย

ข้าถึงเพิ่งรู้ว่าสามีภรรยาคู่นั้นแซ่เจี่ย อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ มีอาชีพขายปลาเลี้ยงชีพ

เมื่อถามข้า แน่นอนว่าข้าต้องใช้ชื่อปลอม โดยเรียกตัวเองว่า “เหลียงซี” ปกติเวลาออกมาเที่ยวเล่นข้างนอก ข้ามักจะใช้ชื่อนี้ แต่แล้วเมื่อนายอำเภอว่านเหนียนถามว่าข้าทำอาชีพอะไร ข้ากลับอึ้งงันไม่รู้จะตอบอย่างไร ที่ปรึกษานายอำเภอที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นท่าทางของข้า อดไม่ได้เอ่ยแทรกขึ้น “แสดงว่าไร้อาชีพใช่หรือไม่”

ไร้อาชีพหรือ ก็ไม่ถือว่าผิดเสียทีเดียว ข้าพยักหน้าเล็กน้อย

นายอำเภอว่านเหนียนฟังสามีภรรยาคู่นั้นพูดเหลวไหลจนจบ ต่อด้วยสอบถามเด็กสองคนนั้น ทั้งคู่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าข้าเป็นคนผลักเด็กผู้พี่ตกลงไปในน้ำ นายอำเภอว่านเหนียนเลิกถามพวกเขา แต่กลับหันมาถามข้า “เจ้าว่ายน้ำเป็นหรือไม่”

“ไม่เป็น”

นายอำเภอว่านเหนียนเอ่ยพลางพยักหน้า “เจ้าผลักคนตกน้ำโดยไร้เหตุผล จนเกือบจะทำให้อีกฝ่ายถึงแก่ชีวิต เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่”

ข้ากระทืบเท้าด้วยความโกรธ “เห็นอยู่ชัดๆ ว่าข้าเห็นเขาตกลงไปในน้ำถึงกระโดดลงไปช่วย แล้วข้าจะผลักเขาตกน้ำได้อย่างไร ข้าจะทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร”

นายอำเภอว่านเหนียนเอ่ย “เจ้าว่ายน้ำไม่เป็นแต่กลับกระโดดลงไปช่วย หากเจ้ามิได้เป็นคนผลักเขาลงไป เหตุไฉนจึงต้องเสี่ยงชีวิตช่วยเขาด้วยเล่า”

ข้าตอบ “ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ไฉนเลยจะมีเวลาคิดอะไรมากมายเช่นนั้น! ข้าเห็นเขาตกลงไปในน้ำ ก็รีบกระโดดลงไปช่วยทันที ไฉนเลยจะมีเวลาคิดว่าตัวเองว่ายน้ำเป็นหรือไม่!”

นายอำเภอว่านเหนียนว่า “เหลวไหลสิ้นดี!คนทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว คนทุกคนต่างก็รักตัวกลัวตาย เจ้ากับเขาไม่เคยรู้จักกัน แล้วเจ้าก็ว่ายน้ำไม่เป็น แต่กลับกระโดดลงไปช่วยเขา มิใช่กลัวความผิดแล้วคืออะไร หากเจ้ามิได้เป็นคนผลักเขาลงไป เหตุไฉนจึงต้องกินปูนร้อนท้อง ในเมื่อกินปูนร้อนท้อง เช่นนั้นก็แสดงว่าเจ้านั่นเองที่เป็นคนผลัก!”

ข้ามองอักษรขนาดใหญ่ที่สลักเป็นคำ “บริสุทธิ์ยุติธรรม” ซึ่งอยู่ด้านหลังเขา เส้นเลือดบนขมับเริ่มเต้นตุบๆ อีกครั้ง ทุกครั้งที่เต้น ข้าก็นึกอยากจะสะบัดแขนเสื้อใส่หน้าเขาแรงๆ

นายอำเภอว่านเหนียนเห็นข้าไม่โต้ตอบ จึงเอ่ย “เจ้าผลักคนตกน้ำโดยไร้เหตุผล ทำให้ทายาทของผู้อื่นได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ข้าขอตัดสินให้เจ้าจ่ายเงินจำนวนสิบเตี้ยว (*เชิงอรรถ- หน่วยเงินของจีนในสมัยโบราณ)ให้ครอบครัวสกุลเจี่ยเพื่อเป็นค่าทำขวัญ”

ข้ายิ้มทั้งที่โกรธจัด “ที่แท้ท่านก็ตัดสินคดีเช่นนี้เองหรือ”

นายอำเภอว่านเหนียนเอ่ยเนิบนาบ “เจ้าคิดว่าข้าตัดสินไม่ยุติธรรมหรือ”

“แน่นอนว่าไม่ยุติธรรรม!ขุนนางจำต้องมีความเที่ยงธรรมทั้งที่ข้าเป็นคนช่วยชีวิตเด็กผู้นี้แต่ท่านกลับฟังความข้างเดียว ทั้งไม่ยอมเชื่อคำพูดข้า”

“เจ้ายืนกรานเสียงแข็งว่าเจ้ามิได้เป็นคนผลักเด็กลงไป เจ้ามีพยานหลักฐานหรือไม่”

ข้าเหลือบมองอาตู้ ก่อนจะเอ่ย “พยานของข้าก็คืออาตู้ผู้นี้ นางเห็นข้ากระโดดลงไปช่วยคน แล้วนางก็เป็นคนช่วยข้ากับเด็กผู้นี้ขึ้นมาจากน้ำ”

“เช่นนั้นให้นางออกมาให้การ” นายอำเภอว่านเหนียนสั่ง

ข้าพยายามระงับโทสะขณะเอ่ย “นางพูดไม่ได้”

นายอำเภอว่านเหนียนหัวเราะเสียงดัง “ที่แท้ก็เป็นใบ้!”

ทันทีที่เขาหัวเราะข้าก็รู้ทันทีว่าไม่ได้การ เป็นไปตามคาด อาตู้พลันกระชากดาบฝังทองออกจากฝัก หากมิใช่ข้าตาไวดึงนางไว้ได้ทันท่วงที เห็นทีนางคงตัดหูของนายอำเภอผู้นั้นไปแล้ว

อาตู้ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นจ้องมองนายอำเภอว่านเหนียนอย่างดุดัน เจ้าหน้าที่โดยรอบเห็นดังนั้นก็ตวาดเสียงดัง “อยู่ในศาลมิอาจพกอาวุธ!”

อาตู้ขยับตัวโดยไม่สลัดมือข้า เพียงแต่ขยับปลายดาบอย่างรวดเร็วก่อนจะชักมือกลับ ปฏิกิริยาของนางรวดเร็วปานอสนีบาต ทุกคนยังไม่ทันได้สติ กระบอกใส่ไม้ติ้วบนโต๊ะพิจารณาคดีประจำที่ว่าการอำเภอว่านเหนียนก็ส่งเสียงดัง “เป๊าะ” ก่อนจะแตกออกไม้ติ้วที่อยู่ด้านในร่วงกระจายเต็มพื้น และที่ไม่น่าเชื่อก็คือไม้ติ้วทุกแท่งล้วนถูกฟันขาดเป็นสองท่อน กล่องไม้ติ้วใบนี้มีไม้ติ้วบรรจุอยู่อย่างน้อยหลายสิบแท่ง แต่แล้วเพียงชั่วพริบตาเดียว ไม้ติ้วทุกแท่งล้วนหักสะบั้นด้วยคมดาบของอาตู้ ซ้ำทั้งหมดล้วนถูกฟันขาดตรงกึ่งกลางแท่งพอดี ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย ผู้คนในศาลต่างตกตะลึงอ้าปากค้าง ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่ด้านนอกต่างพากันโห่ร้อง “เล่นกลได้ยอดเยี่ยม!”

หากแต่เจ้าหน้าที่หน้าประตูมองออกว่านี่มิใช่การเล่นกล แต่คือเพลงดาบ

นายอำเภอว่านเหนียนตกใจจนใบหน้าเผือดซีด กระนั้นก็ยังฝืนทำเป็นใจเย็น “จะ…เจ้าหน้าที่! อยู่ในศาล ไยจึงปล่อยให้ใช้อาวุธ!”

เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งรวบรวมความกล้าก้าวเข้ามา ทำท่าจะแย่งดาบไปจากอาตู้

ข้าเอ่ยขึ้น “หากพวกเจ้ากล้าเข้ามา ข้าจะปล่อยให้นางตัดหูของพวกเจ้าทิ้งเสีย”

นายอำเภอว่านเหนียนเอ่ย “ที่นี่คือที่ว่าการอำเภอว่านเหนียน พวกเจ้าทำเช่นนี้คิดจะก่อกบฏหรือ”

“ใต้เท้า ท่านเข้าใจข้าผิดแล้ว” ข้าเอ่ยตอบ

นายอำเภอว่านเหนียนโต้ “มิได้คิดก่อกบฏก็รีบส่งดาบให้…” พูดยังไม่ทันจบ อาตู้ก็ถลึงตาใส่เขา เขาจึงรีบเอ่ยแก้ “รีบเก็บดาบไปเสีย!”

อาตู้เหน็บดาบฝังทองไว้ที่เอวตามเดิม ข้าคิดว่าวันนี้เราก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้ว ไม่รู้เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

เมื่อนายอำเภอว่านเหนียนเห็นอาตู้เก็บดาบก็มีท่าทางโล่งใจ เขาส่งสายตาให้ที่ปรึกษา จากนั้นที่ปรึกษาก็เดินลงมากระซิบถามข้า “ท่านจอมยุทธทั้งสองมีพลังฝีมือสูงส่ง มิทราบว่าอุทิศตัวสร้างคุณูปการอยู่ในจวนของใต้เท้าท่านใด”

ข้ามิสู้จะเข้าใจนัก ค้อนตาหลับตาเหลือกใส่เขา “พูดจาให้รู้เรื่องกว่านี้!”

ที่ปรึกษาพยายามอดกลั้น ลดเสียงลงขณะเอ่ย “ความหมายของใต้เท้าของพวกเราคือ วิชาฝีมือของท่านทั้งสองเพียงดูก็รู้ทันทีว่าโดดเด่นเหนือผู้อื่น มิทราบว่าท่านทั้งสองทำงานให้ใต้เท้าท่านใดหรือ”

ข้าได้ยินดังนั้นก็ลิงโลด ที่แท้นายอำเภอว่านเหนียนก็เป็นคนชอบรังแกผู้น้อยและหวาดกลัวผู้มีอิทธิพล พวกเราก่อเรื่องเช่นนี้ แต่เขากลับคิดว่าพวกเรามีผู้มีอิทธิพลหนุนหลัง ดูท่าคงจะคิดว่าเราสองคนเป็นจอมยุทธที่อาศัยอยู่ในจวนของขุนนางสักคนเป็นแน่

ข้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง หากบอกชื่อหลี่เฉิงอิ๋น นายอำเภอผู้นี้ต้องไม่เชื่ออย่างแน่นอน พลันนั้นความคิดบางอย่างก็บังเกิด มีทางแล้ว!

ข้ากระซิบตอบเขา “ใต้เท้าของพวกเรา คือแม่ทัพจินอู๋เผยเจ้า”

ที่ปรึกษามีสีหน้ากระจ่างแจ้งในบัดดล ถึงขนาดที่ว่าแม้จะหันกลับไป ก็ยังลอบประสานมือคำนับข้าพลางเอ่ยเสียงเบา “ที่แท้ก็คือราชองครักษ์ในสังกัดของใต้เท้าเผย มิน่าพลังฝีมือถึงล้ำเลิศปานนี้”

ราชองครักษ์บัดซบเหล่านั้นน่ะหรือ ข้าไม่มีทางนับตัวเองเป็นพวกเดียวกับพวกนั้นเป็นแน่! แต่ประโยคนี้ข้าพูดออกไปตอนนี้ไม่ได้ จงหยวนมีคำกล่าวหนึ่งกล่าวได้ประเสริฐบุรุษผู้เปี่ยมสติปัญญาต้องรู้จักเอาตัวรอด

ที่ปรึกษาเดินกลับไปด้านหลังที่พิจารณาคดี จากนั้นก็กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูนายอำเภอ

สีหน้าของนายอำเภอว่านเหนียนค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นบูดบึ้ง สุดท้ายก็กระแทกกรับไม้กับโต๊ะเสียงดัง “ในเมื่อรับคำสั่งจากแม่ทัพจินอู๋ เช่นนั้นก็เชิญแม่ทัพเผยมาเป็นพยานที่นี่แล้วกัน!”

ข้าลอบสะดุ้ง นึกไม่ถึงว่านายอำเภอจะมาไม้นี้ คิดในใจว่าหากวันนี้เผยเจ้าอยู่เวรที่ตำหนักบูรพา เช่นนั้นเรื่องคงยิ่งยุ่งไปกันใหญ่แต่หากเขาไม่มา หรือส่งคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมา ข้าต้องแย่แน่ๆ  หรือว่าข้าควรจะใช้กำลังกลางที่ว่าการอำเภอแล้วแอบหนีออกไปดี?

ภายหลังเผยเจ้าบอกข้า ข้าถึงรู้ว่านายอำเภอว่านเหนียนแม้จะเป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ด แต่เนื่องจากอยู่ใกล้เขตแดนของวังหลวงอันเป็นที่พำนักของโอรสสวรรค์ จึงนับเป็นหน้าที่ที่ยุ่งยากอย่างยิ่ง ผู้ที่สามารถรับหน้าที่นี้ได้ ล้วนเป็นพวกที่ถูกเรียกว่าขุนนางจอมกะล่อน นายอำเภอว่านเหนียนเห็นพวกเราก่อเรื่องเช่นนี้ หาทางลงไม่ได้ พอได้ยินว่าข้าเป็นคนของเผยเจ้า จึงตัดสินใจให้คนไปเชิญเผยเจ้ามาที่นี่เสีย เรื่องยุ่งวุ่นวายของบรรดาขุนนาง ต่อให้เผยเจ้าอธิบายให้ข้าฟังทั้งวัน ข้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

บังเอิญวันนี้เผยเจ้าไม่ได้อยู่เวรพอดี นึกไม่ถึงว่าเขาจะมาตามคำเชิญจริงๆ

วันนี้เผยเจ้าไม่ได้สวมเสื้อเกราะ สวมเพียงเครื่องแบบขุนนางฝ่ายบู๊ทั้งชุด ข้าไม่เคยเห็นเขาแต่งกายเช่นนี้มาก่อน และแต่ก่อนข้ากับเขาก็เคยพบกันเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นตอนเขาอยู่เวรในตำหนักบูรพา มีเกราะอ่อนสวมทับ ฉะนั้นตอนเขาเดินเข้ามา ข้าจึงจำเขาแทบไม่ได้ เพราะท่าทางของเขาแตกต่างไปจากปกติอยู่มาก สุภาพเรียบร้อยราวกับบัณฑิตผู้คงแก่เรียนอย่างไรอย่างนั้น

เมื่อเขาเห็นข้ากับอาตู้ก็ไม่แสดงท่าทีมีพิรุธอันใด นายอำเภอว่านเหนียนลุกจากที่นั่งมายืนรอต้อนรับอยู่แล้ว ฉีกยิ้มกว้างพลางเอ่ย “หากมิใช่มีความจำเป็นจริงๆ  พวกเราคงมิกล้ารบกวนท่านแม่ทัพ”

“ได้ยินว่าคนของข้าผลักเด็กไม่ประสีประสาผู้หนึ่งตกลงไปในแม่น้ำ ข้าย่อมมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น”

“ขอรับ ขอรับ! ท่านแม่ทัพเชิญนั่ง!”

“ที่นี่คือที่ว่าการอำเภอว่านเหนียน เชิญท่านพิจารณาคดีต่อเถิด ข้าจะยืนฟังอยู่ตรงนี้”

“ขอรับ ขอรับ!”

จากนั้นนายอำเภอว่านเหนียนก็ไต่สวนผู้ร้องทุกข์และจำเลยด้วยคำถามเดิมอีกรอบหนึ่ง

ข้ารู้สึกเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะตอนที่นายอำเภอผู้นั้นเอ่ยว่า “คนทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว คนทุกคนต่างก็รักตัวกลัวตาย เจ้ากับเขาไม่เคยรู้จักกัน แล้วเจ้าก็ว่ายน้ำไม่เป็น แต่กลับกระโดดลงไปช่วยเขา มิใช่กลัวความผิดแล้วคืออะไร หากเจ้ามิได้เป็นคนผลักเขาลงไป เหตุไฉนจึงต้องกินปูนร้อนท้อง ในเมื่อกินปูนร้อนท้อง เช่นนั้นก็แสดงว่าเจ้านั่นเองที่เป็นคนผลัก!”

ข้ากลอกตาใส่เขาอีกครั้ง

สุดท้ายเด็กสองคนนั้นก็ยังคงยืนกรานเสียงแข็งว่าข้าเป็นคนผลัก ส่วนข้าก็ยืนกรานปฏิเสธ

นายอำเภอว่านเหนียนแสร้งทำทีเป็นลำบากใจขณะเอ่ยถามเผยเจ้า “แม่ทัพเผย ท่านเห็นว่า…”

“ข้าขอถามคำถามเด็กสองคนนั้นได้หรือไม่” เผยเจ้าถาม

นายอำเภอว่านเหนียนตอบ “เชิญท่านแม่ทัพถามตามสบาย!”

เผยเจ้าจึงเอ่ย “รบกวนใต้เท้าพาเด็กหญิงผู้นั้นไปรับประทานขนมเปี๊ยะที่โถงหลัง รอข้าถามคำถามพี่ชายนางเสร็จแล้วค่อยให้นางออกมา”

แน่นอนว่านายอำเภอว่านเหนียนย่อมตอบตกลง เมื่อเด็กหญิงผู้นั้นถูกพาออกไป เผยเจ้าก็หันไปถามเด็กชายที่ตกน้ำ “เมื่อครู่เจ้าบอกว่า เจ้ากำลังวนั่งเล่นอยู่ริมแม่น้ำ แต่แล้วคนผู้นี้กลับผลักเจ้าตกแม่น้ำใช่หรือไม่”

เด็กชายไม่มีท่าทีหวาดกลัวขณะตอบ “ใช่”

“เช่นนั้นเขาผลักเจ้าจากด้านหลังหรือ”

“ใช่แล้ว”

“ในเมื่อเขาผลักเจ้าจากด้านหลัง แล้วหลังของเจ้าก็ไม่มีตา เช่นนั้นเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนผลักคือเขา มิใช่ผู้อื่น”

เด็กชายอึ้งไป นัยน์ตากลอกไปมารอบหนึ่ง “ข้าจำผิดไป เขาผลักข้าจากด้านหน้า ทำให้ข้าหงายหลังตกแม่น้ำ”

“อ้อ ที่แท้ก็หงายหลังตกแม่น้ำ” เผยเจ้าถามจบก็หันไปเอ่ยกับนายอำเภอ “ใต้เท้า พาเด็กผู้นี้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด เขาเปียกไปทั้งเนื้อทั้งตัวเช่นนี้ หากไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า เกรงว่าจะไม่สบาย”

นายอำเภอจึงสั่งให้คนพาเด็กชายออกไป จากนั้นเผยเจ้าก็สั่งให้คนพาเด็กหญิงออกมา เขาชี้มาทางข้าพลางถามเด็กหญิง “เจ้าดูให้ดี คนผู้นี้คือคนที่ผลักพี่ชายเจ้าตกน้ำใช่หรือไม่”

“ใช่แล้ว!”

“เช่นนั้นตอนพี่ชายเจ้านั่งเล่นอยู่ริมแม่น้ำ ถูกผลักตกน้ำได้อย่างไร”

“ก็ถูกผลักแบบนั้นอย่างไรเล่า เขาผลักพี่ชายข้า แล้วพี่ชายข้าก็ตกลงไปในน้ำ”

“เขาผลักไหล่พี่ชายเจ้าหรือว่าผลักหลังพี่ชายเจ้า” เผยเจ้าถาม 

เด็กหญิงคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างมั่นใจ “เขาผลักหลังพี่ชายข้า”

“เจ้าแน่ใจหรือ ตกลงผลักไหล่หรือผลักหลังกันแน่”

เด็กหญิงลังเลชั่วครู่ เอ่ยตอบ “เอาเป็นว่าถ้าไม่ผลักไหล่ก็ผลักหลัง พี่ใหญ่นั่งอยู่ตรงนั้น เขาเดินไปหาพี่ใหญ่ทางด้านหลัง จากนั้นก็ผลักพี่ใหญ่ตกลงไปในน้ำ”

เผยเจ้าประสานมือคำนับ “ใต้เท้า ข้าถามจบแล้ว เด็กสองคนนี้ให้การไม่ตรงกัน พูดจาสับสนวกวน มีพิรุธมากมาย ขอใต้เท้าโปรดวินิจฉัย”

ใบหน้านายอำเภอว่านเหนียนบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำสลับขาวซีด รีบเอ่ยเป็นพัลวัน “ท่านแม่ทัพกล่าวถูกต้อง!” พูดจบก็กระแทกกรับไม้เสียงดังลั่น สั่งให้คนพาเด็กชายเข้ามา จากนั้นก็ตวาดว่าเหตุใดจึงต้องโกหก เดิมเด็กชายยังแก้ตัวไปเรื่อย ภายหลังนายอำเภอขู่ว่าจะจับเขาไปโบย ในที่สุดเขาก็ร้องไห้สารภาพว่าบิดามารดาของเขาอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ มักจะออกอุบายเช่นนี้เป็นประจำ

เขากับน้องสาวว่ายน้ำเป็นตั้งแต่เด็ก มักจะแสร้งทำเป็นพลัดตกน้ำหลอกให้คนมาช่วย เมื่อมีคนมาช่วย พวกเขาก็จะยืนกรานเป็นเสียงเดียวกันว่าถูกคนผลักตกน้ำ จากนั้นสามีภรรยาแซ่เจี่ยก็จะฉวยโอกาสนั้นรีดไถเงิน คนทั่วไปที่มาช่วยไร้หนทางจะแก้ต่าง ได้แต่ยอมรับว่าตนเองโชคร้าย มักจะยอมจ่ายเงินเพื่อให้จบเรื่อง นึกไม่ถึงว่าวันนี้ข้ากลับไม่ยินยอม ยืนกรานจะมาที่ว่าการอำเภอให้ได้ แต่ต่อให้มาที่ว่าการอำเภอ สามีภรรยาแซ่เจี่ยก็ไม่เกรงกลัว เพราะคนส่วนใหญ่ล้วนเชื่อว่าเด็กพูดโกหกไม่เป็น ยิ่งไม่มีทางออกอุบายเหลวไหลเช่นนี้

ข้ายืนอยู่มุมหนึ่ง ยืนตะลึงอ้าปากค้าง ไม่คาดคิดมาก่อนว่าใต้หล้านี้จะมีพ่อแม่เช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่นึกไม่ฝันว่าใต้หล้านี้จะยังมีอุบายรีดไถเงินเช่นนี้อยู่อีก

เผยเจ้าว่า “บัดนี้ความจริงกระจ่างแล้ว คนของข้าเสี่ยงชีวิตช่วยชีวิตคนแต่กลับถูกใส่ความ นับว่าถูกปรักปรำ เชิญใต้เท้าตัดสินต่อ ข้าจะพาคนของข้ากลับ”

สีหน้านายอำเภอฉายแววรู้สึกผิด เอ่ยพลางประสานมือคำนับ “เชิญท่านแม่ทัพตามสบาย”

ทว่าข้ากลับเอ่ย “ข้ามีเรื่องจะพูด”

เผยเจ้าชำเลืองมองข้า ข้าก้าวออกมาด้านหน้า เอ่ยกับนายอำเภอ “เมื่อครู่ท่านบอกว่า คนทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว คนทุกคนต่างก็รักตัวกลัวตาย ข้ากับเขาไม่เคยรู้จักกัน แล้วข้าก็ว่ายน้ำไม่เป็น แต่กลับกระโดดลงไปช่วยเขา มิใช่กลัวความผิดแล้วคืออะไร คำพูดนี้ผิดอย่างยิ่ง! ที่ข้าเสี่ยงชีวิตช่วยเขา เพราะเขาอายุน้อยกว่าข้า ข้าเห็นเขาพลัดตกน้ำ จึงไม่ทันคิดอะไร ปกป้องผู้ที่อ่อนแอ ช่วยคนยามคับขัน เดิมก็นับเป็นวิถีแห่งคุณธรรม ตัวท่านรักตัวกลัวตาย แต่กลับไม่รู้ว่าใต้หล้านี้ยังมีคนที่เต็มใจช่วยชีวิตผู้อื่นยามคับขันโดยไม่ห่วงชีวิตตัวเอง การที่ตอนแรกท่านตัดสินคดีอย่างขอไปที ลงโทษปรับเงินข้าเช่นนั้น มิเท่ากับทำให้ผู้คนทั้งแผ่นดินต้องผิดหวังท้อใจหรอกหรือ ภายหน้าจะมีผู้ใดเต็มใจเสี่ยงชีวิตช่วยผู้อื่นอีกเล่า ข้ามิกล้าถือตนว่าสิ่งที่ข้าทำเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อะไร แต่ข้ากล้าพูดอย่างเต็มปากว่า ข้าไม่รู้สึกผิดต่อสิ่งที่ข้าทำ ข้าจะบอกให้ท่านรู้ คราวนี้แม้ข้าจะถูกหลอก แต่คราวหน้าหากเจอเรื่องเช่นนี้อีก ข้าก็จะช่วยชีวิตคนก่อนอยู่ดี!”

ตอนที่ข้าหมุนตัวเดินไปด้านนอก ชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็ปรบมือชื่นชมข้ากันยกใหญ่

ข้ายิ้มกว้าง ประสานมือคำนับไปทางผู้คนที่ปรบมือชื่นชมข้า

เผยเจ้าหันกลับมามองข้าแวบหนึ่ง ข้าแลบลิ้นใส่เขา ก่อนจะรีบเดินตามเขาไป

ที่แท้เมื่อครู่เขาขี่ม้ามา ข้าเห็นว่าม้าของเขาสูงใหญ่สง่างาม อดไม่ได้เอ่ยอย่างตื่นเต้น “แม่ทัพเผย ม้าตัวนี้ขอข้ายืมขี่สักครู่ได้หรือไม่”

เมื่อออกจากศาลที่พิจารณาคดี เผยเจ้าก็มีท่าทีสุภาพกับข้ายิ่งนัก เขาเอ่ยตอบ “คุณชาย ม้าตัวนี้หงุดหงิดง่าย ข้าน้อยเลือกม้าตัวอื่นให้ท่านดีกว่า…”

ไม่รอให้เขาพูดจบ ข้าก็กระโดดขึ้นหลังม้าทันที ม้าตัวนั้นหูลีบร้องคราง ท่าทางเชื่องอย่างยิ่ง เผยเจ้าอึ้งไปเล็กน้อย เอ่ย “คุณชายฝีมือล้ำเลิศ ม้าตัวนี้นิสัยมุทะลุ คนทั่วไปรับมือไม่ไหว นอกจากข้าน้อยแล้ว มักไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้”

“ม้าตัวนี้ส่งมาจากซีเหลียง” ข้าตบคอม้าเบาๆ  ลูบแผงคอนุ่มยาวของมันอย่างรักใคร่เอ็นดูพลางเอ่ย “ตอนข้าอยู่ซีเหลียงก็มีม้าแดงน้อยที่งดงามยิ่งอยู่ตัวหนึ่ง ตอนนี้น่าจะอายุเจ็ดปีแล้ว”

เผยเจ้าสั่งให้คนนำม้ามาเพิ่มอีกสองตัว ตัวหนึ่งให้อาตู้ ตัวหนึ่งของเขาเอง ข้าเห็นท่วงท่าของเขายามกระโดดขึ้นหลังม้า อดไม่ได้อุทานด้วยความชื่นชม บุรุษชาวซีเหลียงพิถีพิถันเรื่องการขี่ม้าอย่างยิ่ง เมื่อเห็นท่าทางของเผยเจ้า ข้าก็รู้ทันทีว่าเขามีทักษะที่สูงล้ำ

เนื่องจากถนนมีคนพลุกพล่าน ขี่ม้าได้ไม่เร็วจึงได้แต่บังคับบังเหียนเดินไปด้านหน้าช้าๆ  ซั่งจิงมีผู้คนคึกคัก อากาศแจ่มใส บนถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เดิมเผยเจ้าขี่ม้าอยู่ด้านหลังข้ากับอาตู้ แต่ม้าของข้าค่อนข้างติดเขา ไม่ยอมเดินห่างจากเขามากนัก ไม่นานเราก็กลายเป็นขี่ม้าเคียงกันไป

ข้าถอนใจเอ่ย “วันนี้นับว่าข้าได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ ไม่คิดมาก่อนเลยว่าใต้หล้านี้จะมีพ่อแม่เช่นนี้ มีอุบายรีดไถเงินเช่นนี้”

เผยเจ้ายิ้มอ่อนบาง “ใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง ภายหน้าคุณชายต้องระวังให้มาก”

“ข้าไฉนเลยจะระวังไหว” ข้าเอ่ย “ผู้คนในซั่งจิงมักจะปากไม่ตรงกับใจ สตรีชาวซีเหลียงเช่นพวกเราล้วนมีนิสัยแบบเดียวกัน รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้น ให้ข้าทำตัวเหมือนชาวซั่งจิง ข้าคงขาดใจตายก่อน”

เผยเจ้าได้ยินดังนั้นก็เพียงแต่ยิ้มบาง

ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองพูดอะไรผิดไป จึงรีบเอ่ยเสริมอีกประโยค “แม่ทัพเผย แต่เจ้าไม่เหมือนพวกเขา เจ้าเป็นคนดี ข้าดูออก”

“คุณชายชมเกินไปแล้ว”

ตอนนั้นเองที่มีลมโชยผ่าน ชุดที่ข้าสวมเดิมล้วนเปียกชื้น แต่เพราะถูกไต่สวนอยู่ในที่ว่าการอำเภอว่านเหนียนเสียนาน จึงเริ่มแห้งไปส่วนหนึ่ง หากแต่เสื้อซับในยังเปียกอยู่ เมื่อถูกลมเย็นโฉบปะทะจึงหนาวจับใจจนถึงกับจามออกมา

เผยเจ้าเอ่ยขึ้น “ข้างหน้ามีโรงเตี๊ยมอยู่แห่งหนึ่ง หากคุณชายไม่รังเกียจ ข้าน้อยจะไปซื้อชุดมาให้คุณชายเปลี่ยน เปลี่ยนเสร็จแล้วเราค่อยเดินทางต่อดีหรือไม่ อากาศเช่นนี้ สวมชุดเปียกชื้นน่ากลัวว่าจะล้มป่วยเอาได้”

ข้านึกขึ้นได้ว่าชุดของอาตู้ก็เปียกเช่นกัน จึงรีบตอบตกลง

เผยเจ้าพาเราไปยังโรงเตี๊ยม เปิดห้องหนึ่งห้อง ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็นำเสื้อผ้าสองชุดมาส่งด้วยตัวเอง “ข้าน้อยไล่คนที่พามาออกไปหมดแล้ว เผื่อพวกเขาคิดจับผิดนำไปพูดจาเสียๆ หายๆ  เชิญท่านทั้งสองตามสบาย ข้าน้อยจะรออยู่ข้างนอก มีอะไรเรียกใช้ได้ตามสะดวก”

เขาเดินออกไปก่อนจะปิดประตู อาตู้ลงกลอนประตู ข้าเปิดห่อผ้าออกดู นับแต่เสื้อซับใน เสื้อชั้นนอก ตลอดจนถุงเท้ารองเท้า ล้วนเป็นของใหม่ทั้งสิ้น วางพับอย่างเป็นระเบียบ เราสองคนเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ จากนั้นอาตู้ก็เกล้าผมให้ข้าใหม่ สบายตัวอย่างยิ่ง

ข้าเปิดประตู ส่งเสียงเรียก “แม่ทัพเผย”

นอกห้องคือระเบียงยาว เผยเจ้ายืนอยู่อีกฝั่งของระเบียงทางเดิน ไม่พบกันครู่เดียว เขาเองก็เปลี่ยนชุดแล้วเช่นกัน เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าธรรมดาแบบชาวบ้านทั่วไป เกล้าผมมวย ดูไปคล้ายบัณฑิตยิ่งกว่าเดิม

เขาหันหน้าไปทางหน้าต่าง ท่าทางคล้ายกำลังชมวิวทิวทัศน์ เมื่อได้ยินข้าเรียกจึงหันกลับมา ท่าทางอึ้งไปเล็กน้อยขณะมองข้ากับอาตู้

ข้าคิดว่าเขาคงมีเรื่องอะไรในใจ เพราะสายตาของเขาแปลกไป แต่เพียงครู่เดียวเขาก็หลบสายตา ก้มหน้าเล็กน้อย “ข้าน้อยน้อมอารักขาพาคุณชายกลับตำหนัก”

“กว่าข้าจะออกมาได้มิใช่เรื่องง่าย เรื่องอะไรจะกลับไปตอนนี้!” ข้าเท้าแขนกับหน้าต่าง มองถนนสายยาวที่สุดแสนจะคึกคัก “เราไปดื่มเหล้ากันดีหรือไม่ ข้ารู้จักอยู่ร้านหนึ่งเหล้าขาวของที่นั่นรสชาติเป็นเลิศ!”

“ข้าน้อยต้องทำตามหน้าที่ ขอคุณชายโปรดเห็นใจ คุณชายเชิญกลับเถิด”

“วันนี้เจ้าไม่ได้อยู่เวร ฉะนั้นวันนี้เจ้ามิใช่แม่ทัพจินอู๋ และข้าก็มิใช่เฟยอะไรนั่นด้วย แล้ววันนี้ข้าก็เจอเรื่องโชคร้ายมามาก ทั้งเกือบจะจมน้ำตาย ทั้งเกือบจะถูกนายอำเภอว่านเหนียนสั่งลงโทษทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด หากไม่ดื่มเหล้าแก้ตกใจสักสามสี่จอก ข้าคงอึดอัดตายแน่”

เผยเจ้าว่า “เพื่อความปลอดภัย ข้าน้อยเห็นว่าส่งคุณชายกลับดีกว่า”

ข้ารู้สึกขัดใจอย่างยิ่งจึงฟุบหน้ากับหน้าต่างท่าทางไม่สนใจเขา ตอนนั้นเองที่ท้องข้าส่งเสียงร้อง ข้าถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน หิวจนแสบท้องไปหมด เผยเจ้าดูท่าคงได้ยินเสียงท้องข้าร้องเช่นกัน เพราะเขาหน้าแดง เดิมเขายืนอยู่ห่างจากข้าหลายก้าว แต่แสงสว่างที่ส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาสะท้อนลงบนใบหน้าของเขาพอดี ข้าจึงมองเห็นชัดเจน

ข้าไม่เคยเห็นบุรุษอกสามศอกคนใดหน้าแดงมาก่อน อดรู้สึกขำไม่ได้ เอ่ยยิ้มๆ “แม่ทัพเผย ตอนนี้เจ้าเต็มใจไปหาอะไรกินเป็นเพื่อนข้าแล้วหรือไม่”

เผยเจ้าชั่งใจครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “ขอรับ”

ข้าไม่ชอบน้ำเสียงเช่นนี้ของเขาเอาเสียเลยเพราะทั้งสุภาพทั้งห่างเหิน บางทีคงเป็นเพราะเขาช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง ข้าจึงซึ้งใจในน้ำใจของเขามากเป็นพิเศษ

ข้ากับอาตู้พาเขาเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย เข้าตรอกนั้นออกตรอกนี้ กระทั่งมาถึงร้านเหล้าของหมี่หลัว

ทันทีที่หมี่หลัวเห็นข้าก็ก้าวเข้ามาต้อนรับอย่างสนิทสนม เครื่องประดับศีรษะของนางส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง กระดิ่งทองที่ห้อยอยู่ที่คอยิ่งส่งเสียงกังวานใส หมี่หลัวกอดข้า เอ่ยพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ข้าเก็บเหล้าชั้นดีไว้ให้เจ้าสองไห”

นางเห็นเผยเจ้ายืนอยู่หลังอาตู้ อดไม่ได้ชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง หมี่หลัวมีดวงตาสีเขียว ทุกคนที่พบนางเป็นครั้งแรกมักจะตระหนกตกใจ แต่เผยเจ้ากลับดูไม่ตกใจแม้แต่น้อย ภายหลังข้ามาคิดดูว่า เผยเจ้าเกิดในครอบครัวขุนนาง ใช้ชีวิตในเมืองหลวง ย่อมต้องเห็นโลกมามาก ซั่งจิงเจริญรุ่งเรือง ต้องมีหญิงขายเหล้าตามท้องถนนอยู่แล้ว เผยเจ้าย่อมไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก

ร้านเหล้าร้านนี้นอกจากมีเหล้ารสเลิศ เนื้อวัวก็รสชาติยอดเยี่ยม หมี่หลัวสั่งให้คนหั่นเนื้อวัวสองชั่งมาให้เรากินแกล้มเหล้า แต่แล้วพอนั่งลงไม่นาน อยู่ๆ สายฝนก็โปรยปรายลงมาจากฟ้า

สายฝนยามฤดูใบไม้ร่วงมักจะอ้อยอิ่งเนิบนาน เม็ดฝนสาดกระทบไม้ไผ่มุงหลังคา แขกสามสี่คนที่นั่งโต๊ะข้างๆ คือพ่อค้าชาวปัวซือ (*เชิงอรรถ – เปอร์เซีย)ซึ่งกำลังล้วงขลุ่ยเหล็กออกมาเป่าเคล้าจังหวะ ท่วงทำนองแปลกประหลาดทว่าไพเราะ เคล้าคลอเสียงฝนสาดกระทบ ฟังแล้วเปี่ยมเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก

หมี่หลัวฟังเสียงขลุ่ยอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจวางไหเหล้าและกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะ ก่อนจะเริ่มร่ายรำทั้งเท้าเปล่า รูปร่างของนางเดิมก็อรชรอ้อนแอ้น เมื่อระบำเคล้าเสียงเพลงก็ยิ่งชดช้อยราวไร้กระดูก งดงามยวนตายิ่งนัก กระดิ่งทองที่ข้อมือและข้อเท้าส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งราวเสียงฝนโปรยปราย ครั้นคลอเคล้าท่วงทำนองจากขลุ่ยเหล็ก ประหนึ่งงูทองเริงระบำ พ่อค้าชาวปัวซือเหล่านั้นล้วนปรบมือชื่นชม หมี่หลัวกระโดดแผ่วเบามาหยุดหน้าโต๊ะพวกเรา ก่อนจะร่ายรำล้อมรอบเราสามคน

นับแต่จากซีเหลียงมา ข้าก็ไม่เคยหัวเราะอย่างเต็มที่เช่นนี้มาก่อน ท่วงท่าของหมี่หลัวแคล่วคล่องทว่าอ่อนโยน ดุจดั่งสายผ้าไหมอ่อนนุ่มที่พาดผ่านรอบกายข้า เฉกเช่นผีเสื้อตัวน้อยที่โผบินไปมารอบกาย

ข้าเริ่มร่ายรำตามนาง ทำท่าทางเลียนแบบนางประกอบจังหวะดนตรี ทว่าหาได้งดงามอ่อนช้อยเช่นนางไม่ขณะที่หมี่หลัวร่ายรำ อาตู้ก็หยิบปี้ลี่ (*เชิงอรรถ – เครื่องดนตรีประเภทเป่าชนิดหนึ่ง) เล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อยัดใส่มือข้า ข้าพลันนึกสนุก เป่าปี้ลี่ประกอบเสียงเพลง

ชาวปัวซือกลุ่มนั้นเห็นข้าเป่าปี้ลี่ ต่างพากันปรบมือประกอบจังหวะ ข้าเป่าไปครู่หนึ่ง ได้กลิ่นเนื้อวัวหอมกรุ่นในจานโชยมาเป็นระยะ จึงยัดปี้ลี่ใส่มือเผยเจ้า “เจ้าเป่า! เจ้าเป่า!” จากนั้นก็หยิบตะเกียบและลงมือกินอย่างตะกละตะกลาม

นึกไม่ถึงเลยว่าเผยเจ้าจะเป่าปี้ลี่เป็นจริงๆ  ทั้งยังเป่าได้อย่างยอดเยี่ยม เสียงปี้ลี่เดิมก็นุ่มนวลหม่นเศร้า ส่วนเสียงขลุ่ยเหล็กนั้นหนักแน่นกังวาน แต่เครื่องดนตรีทั้งสองชนิดกลับเข้ากันได้เป็นอย่างดี

แรกเริ่มเดิมทีเสียงปี้ลี่ของเผยเจ้าไล่จังหวะตามเสียงขลุ่ยเหล็ก แต่ไม่ช้าไม่นานเสียงขลุ่ยเหล็กของชาวปัวซือผู้นั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาไล่จังหวะตามเสียงปี้ลี่ของเผยเจ้า ท่วงทำนองเปลี่ยนจากนุ่มนวลเป็นฮึกเหิม ประหนึ่งนอกด่านอวี้เหมิน มองเห็นทะเลทรายอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ ได้ยินเสียงกระดิ่งคล้องคออูฐแว่วดังอยู่ไกลๆ  อูฐฝูงหนึ่งปรากฏตัวเหนือเนินทราย เสียงกระดิ่งคล้องคออูฐเดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกล ค่อยๆ รวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ ทันใดนั้นประตูด่านพลันเปิดออก ทัพทหารพันหมื่นสะบัดธงตั้งขบวนรบ เสียงตะโกน เสียงกีบม้า เสียงเสื้อเกราะกระทบกัน เสียงลม เสียงกู่ร้อง…สรรพสำเนียงผสานเป็นเสียงดนตรี คลี่ตัวแผ่ปกคลุมแผ่นฟ้าผืนปฐพีประหนึ่งพายุหมุนพลันอุบัติ หมี่หลัวเร่งจังหวะการร่ายรำตามท่วงทำนองที่เร็วขึ้น หมุนตัวอย่างรวดเร็วราวกับแมลงเม่าสีทองจนข้าหน้ามืดตาลาย

เสียงดนตรียิ่งทวีความเศร้าสลดระคนฮึกเหิม ประหนึ่งนกอินทรีเพศผู้ตัวหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นไปจนสุดฟ้า ชำเลืองมองทัพทหารพันหมื่นกลางทะเลทราย ยิ่งบินยิ่งสูง สูงขึ้นเรื่อยๆ  ลมกระโชกพัดพาฝุ่นทรายม้วนตัวใกล้เข้ามา…ตอนข้ากินจนอิ่ม นกอินทรีตัวนั้นก็บินไปถึงภูเขาหิมะที่สูงที่สุด ดอกบัวหิมะบนภูเขากำลังผลิบาน นกอินทรีกางปีกขนาดใหญ่ของตัวเองโฉบผ่าน ขนนกเส้นหนึ่งร่วงลงมาจากปีกของนกอินทรี ลอยละล่องอย่างแช่มช้าตามสายลม จวบจนร่วงหล่นหน้าดอกบัวหิมะ ขนนกอินทรีร่วงหล่นกลางหิมะ พายุพัดพาละอองหิมะโปรยทับขนนกอินทรี กลีบดอกบัวหิมะสั่นไหวน้อยๆ ตามแรงลม พายุทรายในระยะพันลี้ สุดท้ายแล้วก็หยุดนิ่ง ณ ยอดเขาหิมะแห่งนี้…

เสียงปี้ลี่กับเสียงขลุ่ยเหล็กพลันหยุดลง ร้านเหล้าเงียบสนิทจนแม้แต่เสียงเม็ดฝนหยดจากชายคายังได้ยินชัดเจน หมี่หลัวฟุบตัวลงกับโต๊ะ หอบหายใจไม่หยุด นัยน์ตาสีเขียวแวววาวราวจะกลั่นออกมาเป็นน้ำ เอ่ย “ข้ารำต่อไม่ไหวแล้ว”

พ่อค้าชาวปัวซือกลุ่มนั้นพากันยิ้มให้กำลังใจ คนหนึ่งรินเหล้าให้หมี่หลัว หน้าอกหมี่หลัวยังคงกระเพื่อมขึ้นลงขณะเงยหน้าดื่มรวดเดียวหมด ก่อนจะหันไปยิ้มอย่างอ่อนหวานให้เผยเจ้า “ท่านเป่าได้ยอดเยี่ยมยิ่ง!”

เผยเจ้าไม่ตอบคำ เพียงใช้เหล้าเช็ดปี้ลี่ช้าๆ จนสะอาด จากนั้นจึงส่งคืนข้า

“ดูไม่ออกจริงๆ ว่าเจ้าเป่าเจ้านี่เป็น มีชาวซั่งจิงไม่กี่คนที่สามารถเป่าได้” ข้าเอ่ย

เผยเจ้าตอบ “บิดาข้าเคยไปเป็นทูตที่ซีอวี้ (*เชิงอรรถ – ดินแดนตะวันตก) ในบรรดาเครื่องดนตรีที่นำกลับมามีปี้ลี่อยู่ด้วย ตอนข้ายังเด็กเคยลองฝึกเป่ายามว่าง”

ข้าปรบมือเอ่ยยิ้มๆ “ข้ารู้แล้ว ท่านพ่อเจ้าคือเผยค่วงแม่ทัพตำแหน่งเซียวฉี ท่านพ่อข้าเคยประมือกับเขา ชมเชยว่าเขามีความสามารถด้านการนำทัพ”

“เค่อหานชมเกินไปแล้ว” เผยเจ้าว่า

ข้าเอ่ย “ท่านพ่อข้าไม่เอ่ยชมผู้ใดโดยง่าย  เขาเอ่ยชมท่านพ่อเจ้า นั่นแสดงว่าท่านพ่อเจ้ามีความสามารถด้านการรบอย่างแท้จริง”

“ขอรับ” เผยเจ้าตอบ

พอเขาตอบว่า “ขอรับ” ข้าก็รู้สึกไม่อยากคุยต่อ บังเอิญพ่อค้าชาวปัวซือกลุ่มนั้นเริ่มร้องเพลงอีกครั้งพอดี ท่วงทำนองนุ่มนวลทว่าสร้อยเศร้า บีบหัวใจอย่างยิ่ง

หมี่หลัวดื่มเหล้าอีกจอกหนึ่ง รู้ว่าพวกเราฟังไม่เข้าใจ นางจึงใช้ภาษาทางการอันได้แก่ภาษาจงหยวนอันแปร่งหูของนางร้องเสียงเบาให้พวกเราฟัง ที่แท้บทเพลงที่ชาวปัวซือกลุ่มนั้นร้องก็คือ

“แสงจันทราส่องสะท้อนเปล่งประกาย

แสนใจหายจากถิ่นแดนแผ่นดินเกิด

จันทร์เต็มดวงแหว่งเว้างามพริ้งเพริศ

จากบ้านเกิดห่างไกลไร้พบพาน

แสงดาราแวววาวพราวระยับ

มิอาจกลับไร้ประสบพบประสาน

หมู่ดาราสุกสกาวดั่งวันวาน

แสนร้าวรานไร้หนทางหวนกลับไป

สายลมอุ่นโบกโบยโชยสัมผัส

โฉบโชยพัดแผ่นดินเกิดณหนไหน

แสงอาทิตย์ทอแสงอุ่นละไม

ฉายประกายอาบไล้ภูมิลำเนา

มิอาจรู้บทสรุปตัวข้านี้

สิ้นชีวีแห่งหนใดในขุนเขา

จักฝังร่างไว้แห่งใดหรือตัวเรา

แสนโศกเศร้าร้าวรานล้าระทม…”

ข้าร้องตามหมี่หลัวสองสามท่อน อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้ ฟังพ่อค้าชาวปัวซือกลุ่มนั้นร้องอย่างโศกสลด ดื่มเหล้าอีกจอกอย่างลืมตัว เผยเจ้าพยักหน้าน้อยๆ พลางเอ่ย “ความรู้สึกคิดถึงบ้านเกิด ไม่ว่าผู้ใดล้วนมีทั้งสิ้น ชาวปัวซือกลุ่มนี้คิดถึงบ้านเกิดถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่กลับบ้าน”

ข้าถอนหายใจ “ใต้หล้านี้ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนกับเจ้า เกิดมาก็ไม่ต้องจากบ้านเกิดไปไกล พวกเขาต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ผู้ใดจะรู้ว่าเพราะมีความจำเป็นมากมายเพียงใด”

เผยเจ้าเงียบไปครู่หนึ่ง เห็นข้ารินเหล้าเพิ่มอีกจอก จึงอดเอ่ยไม่ได้ “คุณชายดื่มมากไปแล้ว”

ข้าทอดถอนใจเสียงดัง “สิ่งใดช่วยคลายโศกา มีเพียงสุราชั้นดี!”

ข้าเห็นเผยเจ้าเหมือนจะมองข้าอย่างนิ่งอึ้งจึงชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว พลางเอ่ย “อย่าคิดว่าข้ารอบรู้ ความจริงแล้วข้าท่องกลอนได้ทั้งหมดสามวรรคเท่านั้น วรรคนี้คือหนึ่งในนั้น”

ในที่สุดเขาก็ยิ้ม

เหล้าของหมี่หลัวฤทธิ์แรงอย่างที่คาดไว้ ข้าดื่มมากเกินไป ตอนเดินออกจากร้านเหล้าจึงเซเล็กน้อย ตัวลอยๆ ราวกับกำลังเหยียบย่างอยู่บนกองหิมะกลางทะเลทราย สายฝนยังคงโปรยปราย ความมืดค่อยๆ โรยตัวลงมาจากฟ้า บริเวณที่อยู่ไกลออกไปปกคลุมด้วยไอหมอกสีขาวขุ่น ทำให้บ้านเรือนน้อยใหญ่ที่ตั้งเรียงราย รวมถึงสะพานงามวิจิตรและศาลาทั้งสองฝั่งน้ำล้วนตกอยู่ในไอหมอกท่ามกลางสายฝนพรำ

สายลมพัดพาเม็ดฝนสาดกระทบแก้มอุ่นร้อนของข้า พลันรู้สึกเย็นสบายอย่างยิ่ง ข้ายื่นมือออกไปรองน้ำฝนที่ใสกระจ่างราวกระเบื้องแก้ว เม็ดฝนสัมผัสฝ่ามือชวนให้รู้สึกจั๊กจี้ บ้านเรือนที่อยู่ไกลออกไปเริ่มทยอยจุดตะเกียง เช่นเดียวกับร้านเหล้าโรงน้ำชาริมถนนที่ล้วนแต่สว่างไสวด้วยแสงไฟ ส่วนเรือที่แล่นอยู่บนแม่น้ำก็เริ่มแขวนโคมไฟสีแดง ส่องสว่างสาดกระทบควันไฟที่เกิดจากการปรุงอาหารของคนในเรือที่กำลังกระจายตัวอย่างแช่มช้ากลางไอหมอก

ซั่งจิงที่พร่าเลือนด้วยไอหมอกงดงามราวภาพเขียน จิตรกรของซีเหลียงจะมีความสามารถมากเพียงใด กระนั้นก็มิอาจจินตนาการภาพเขียนเช่นนี้ออกมาได้

ความเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้ ความอบอุ่นละมุนละไมเช่นนี้ เฉกเช่นเมืองหลวงแห่งสรวงสวรรค์ ดุจดั่งเมืองวิเศษที่เทพสวรรค์เมตตารักใคร่ ที่นี่คือซั่งจิงเมืองหลวงแห่งเทียนเฉาดินแดนอันสูงส่ง เป็นจุดศูนย์กลางที่ยิ่งใหญ่และคึกคักที่สุดในแผ่นดิน เป็นที่ที่ทุกแคว้นล้วนให้ความเคารพยำเกรง เป็นที่ที่ผู้คนล้วนชื่นชมเลื่อมใส ทว่าข้ารู้ดี ข้าไม่มีวันลืมซีเหลียง ต่อให้ซั่งจิงจะงดงามกว่านี้ประเสริฐกว่านี้ ก็มิใช่ซีเหลียงของข้า

เผยเจ้าพาพวกเรามาส่งที่ประตูข้างของตำหนักบูรพา มองเราเข้าไปด้านในถึงยอมกลับไป ข้ารู้สึกว่าตัวเองวิงเวียนด้วยฤทธิ์เหล้า แล้วตอนนั้นเองฤทธิ์เหล้าก็พลันออกฤทธิ์อย่างกะทันหัน ข้ารู้สึกทนไม่ไหวอยากจะอาเจียน อาตู้ตบหลังข้าเบาๆ  เราสองคนนั่งยองๆ อยู่ในสวนดอกไม้ครู่หนึ่ง ตากลมจนรู้สึกสร่างเมาเล็กน้อย จึงค่อยๆ ย่องกลับตำหนัก

ทันทีที่ก้าวพ้นประตูข้าก็สะดุ้ง เพราะหย่งเหนียงกำลังยืนรออยู่ตรงนั้น เมื่อนางเห็นข้าก็ไม่ตำหนิที่ข้าแอบหนีไปเที่ยวข้างนอก ไม่ตำหนิที่ตัวข้าเหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้า แล้วก็ไม่ตำหนิที่ข้าสวมอาภรณ์บุรุษ เพียงแต่เอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ไท่จื่อเฟยทราบหรือไม่ว่าในวังเกิดเรื่องแล้ว”

“เกิดอะไรขึ้นหรือ” ข้าถามทันที

“ลูกของซวี่เหนียงจากไปแล้ว”

ข้าตกตะลึง ส่วนหย่งเหนียงยังคงมีสีหน้าไร้ความรู้สึกเช่นเดิม เพียงแต่เอ่ย “หม่อมฉันถือวิสาสะตัดสินใจแทน ส่งคนเข้าวังไปปลอบโยนซวี่เหนียงเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เกรงว่าฮองเฮาคงจะมีรับสั่งเรียกไท่จื่อเฟยเข้าวังไปตรัสถาม”

ข้าไม่เข้าใจ “ฮองเฮาต้องการตรัสถามอะไรข้า”

“ฮองเฮาทรงเป็นประมุขแห่งฝ่ายใน หากฝ่ายในเกิดเรื่อง ฮองเฮาย่อมทรงรับผิดชอบดูแล ประมุขแห่งฝ่ายในของตำหนักบูรพาก็คือไท่จื่อเฟย บัดนี้ฝ่ายในของตำหนักบูรพาเกิดเรื่อง ฮองเฮาย่อมต้องตรัสถามไท่จื่อเฟย”

แต่ข้าไม่เคยพบซวี่เหนียงผู้นี้มาก่อน จะถามอะไรข้าเล่า

หากแต่คำพูดหย่งเหนียงนั้นมีเหตุผลเสมอ นางบอกว่าฮองเฮาต้องการถามข้า เช่นนั้นฮองเฮาต้องสั่งคนมาตามตัวข้าไปเข้าเฝ้าเป็นแน่ ตอนนี้สภาพข้าย่ำแย่เช่นนี้ จะไปเข้าเฝ้าฮองเฮาได้อย่างไร ข้าย่ำเท้าไปมาด้วยความร้อนใจ “เร็ว!เร็วเข้า!ข้าจะอาบน้ำ!แล้วก็ไปต้มยาสร่างเมารสเข้มมาให้ข้าถ้วยหนึ่ง!”

บรรดาสาวใช้รีบแยกย้ายไปทำตามคำสั่ง ข้าไม่เคยอาบน้ำอย่างเร่งรีบเช่นนี้มาก่อนในชีวิต เมื่อเห็นว่าเตรียมน้ำร้อนเสร็จเรียบร้อยก็กระโดดลงไปในถังอาบน้ำและจุ่มตัวลงไปในน้ำทันที หย่งเหนียงเห็นข้าทำทุกอย่างอย่างฉุกละหุก เอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “หากปกติไท่จื่อเฟยปฏิบัติตามกฎระเบียบ ไฉนเลยจะต้องกอดบาทพระเมื่อจวนตัว (*เชิงอรรถ – สำนวนจีน หมายถึง ปกติไม่เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อจวนตัวจึงรีบทำอย่างร้อนรน)เช่นนี้”

“กอดบาทพระเมื่อจวนตัว” คำกล่าวนี้แยบคายยิ่ง ข้าไม่เคยรู้สึกว่าหย่งเหนียงพูดจาน่าสนใจเช่นนี้มาก่อน ข้าเอ่ย “กฎระเบียบไร้สาระพวกนั้น หากต้องทำตามทุกวันมีหวังอึดอัดแย่ กอดบาทพระเมื่อจวนตัวก็ดีไปอย่าง อย่างน้อยสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะได้คุ้มครองข้า”

หย่งเหนียงยังคงหน้าบึ้ง แต่ข้ารู้ว่านางกำลังกลั้นยิ้ม จึงยื่นมือเปียกชุ่มขึ้นมาจากถังอาบน้ำ สะกิดชายเสื้อนาง “หย่งเหนียง ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนดี เจ้าต้องช่วยพูดกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แทนข้าบ่อยๆ รู้หรือไม่ ข้าขอขอบใจเจ้าล่วงหน้า!”

“อมิตาภพุทธ! สิ่งศักดิ์สิทธิ์นำมาเอ่ยล้อเล่นได้อย่างไร!” หย่งเหนียงพนมมือ “บาปกรรม บาปกรรม!” แม้นางจะเอ่ยเช่นนี้ กระนั้นก็ยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่

นางรับยาสร่างเมามาจากสาวใช้ยื่นส่งให้ข้า “รีบดื่มเสีย หากเย็นแล้วจะยิ่งเปรี้ยวเพคะ”

ยาสร่างเมารสชาติเปรี้ยวเข็ดฟัน ข้าบีบจมูกพลางยกดื่มรวดเดียวหมด หย่งเหนียงสั่งให้คนอบเสื้อผ้ารออยู่แล้ว เมื่อข้าอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย เพิ่งเกล้าผมเสร็จไม่นาน ยังไม่ทันสวมเครื่องประดับศีรษะและชุดพิธีการ นางกำนัลที่ฮองเฮาส่งมาก็มาถึงหน้าประตูหลักของตำหนักบูรพา

ข้าให้หย่งเหนียงลองดมดูว่าตามตัวข้ายังมีกลิ่นเหล้าหลงเหลืออยู่หรือไม่ หย่งเหนียงทำตามอย่างตั้งใจ ก่อนจะฉีดน้ำค้างหอมบนยอดดอกไม้ให้ข้า ตามด้วยหยิบยาหอมหิมะใสเม็ดหนึ่งยัดใส่ปากข้า ยานั้นขมยิ่ง แต่พอกินแล้วลมปากก็หอมสดชื่นอย่างที่คาดไว้ นับว่าได้ผลดียิ่ง

คราวนี้ฮองเฮาเรียกข้ากับหลี่เฉิงอิ๋นไปเข้าเฝ้าพร้อมกัน

ข้าไม่เจอหลี่เฉิงอิ๋นหลายวันแล้ว ดูเหมือนเขาจะสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากต้องเข้าวัง เขาจึงแต่งกายเสียเรียบร้อย สวมมงกุฎประดับหยกนพเก้า พร้อมด้วยเครื่องประดับทอง แต่เขากลับไม่แม้แต่จะหันมามองข้าก็ก้าวขึ้นเสลี่ยงไป

เมื่อพบฮองเฮาข้าถึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ที่แท้อยู่ๆ ซวี่เหนียงเกิดเจ็บท้อง หมอหลวงวินิจฉัยว่าเป็นเพราะเผลอรับอาหารที่มีฤทธิ์เร่งคลอดเข้าไป ฮองเฮาจึงสั่งให้นำตัวบ่าวรับใช้ทุกคนของซวี่เหนียงไปขังไว้ จากนั้นก็สั่งเก็บอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด ให้หัวหน้าสำนักฝ่ายในสืบหาสาเหตุอย่างละเอียด ในที่สุดก็สืบพบว่ามีคนวางยาในข้าวกล้องจุดประสงค์เพื่อกำจัดเด็กในครรภ์ แน่นอนว่าฮองเฮาย่อมกริ้วหนัก ออกคำสั่งให้ไต่สวนอย่างเข้มงวด ในที่สุดบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งก็ทนการทรมานของสำนักฝ่ายในไม่ไหว สารภาพว่าทำไปเพราะมีคนบงการ

น้ำเสียงของฮองเฮายังคงสุขุมนุ่มนวล “ข้ารับซวี่เหนียงมาอยู่ในวัง ก็เพราะเป็นห่วงกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกนางแม่ลูก ถึงอย่างไรก็นับเป็นทายาทคนแรกของตำหนักบูรพา นึกไม่ถึงเลยว่าอยู่ในวังแท้ๆอยู่ใต้จมูกข้าแท้ๆ  กระนั้นก็ยังถูกลอบทำร้าย ตลอดระยะเวลาร้อยกว่าปีของราชวงศ์เรา มิเคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แม้สักครั้ง!”

แม้น้ำเสียงนางจะนุ่มนวล แต่วาจาเคร่งขรึมจริงจัง ข้าไม่เคยได้ยินฮองเฮาพูดจาลักษณะนี้มาก่อน ถึงกับอึ้งงันด้วยความตกใจ ทุกคนในตำหนักก็เป็นเช่นเดียวกับข้า ล้วนแต่กลั้นหายใจไม่กล้าเอ่ยวาจา

ฮองเฮาเอ่ย “พวกเจ้ารู้หรือไม่ บ่าวรับใช้ผู้นั้นสารภาพว่าใครเป็นผู้บงการ”

ข้าเหลือบมองหลี่เฉิงอิ๋น แต่หลี่เฉิงอิ๋นกลับมิได้มองข้า เพียงแต่เอ่ยเสียงเรียบ “ลูกมิทราบ”

ฮองเฮาสั่งนางกำนัล “อ่านคำสารภาพให้ไท่จื่อกับไท่จื่อเฟยฟัง”

นางกำนัลผู้นั้นเริ่มอ่านคำสารภาพ ตอนแรกข้ายังฟังไม่เข้าใจ จึงฟังต่ออีกครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็ทนไม่ไหวเอ่ยแทรกขึ้น “ฮองเฮา เรื่องนี้ข้ามิได้เป็นคนทำ! ข้ามิได้ให้คนติดสินบนนางสั่งให้นางวางยาซวี่เหนียง”

ฮองเฮาเอ่ยเสียงเรียบ “บัดนี้พยานหลักฐานพร้อมมูล เจ้าบอกว่ามิได้เป็นคนทำ เจ้ามีหลักฐานหรือไม่”

นี่ข้าจะถูกใส่ร้ายไปถึงไหนกัน ข้าแย้ง “เช่นนั้นเหตุใดข้าถึงต้องทำร้ายนาง ข้าไม่รู้จักนางด้วยซ้ำ แล้วแต่ก่อนก็ไม่เคยพบหน้าค่าตานาง อีกอย่างนางเองก็อาศัยอยู่ในวัง แม้แต่นางอาศัยอยู่ที่ใดข้าก็ไม่รู้…”

ข้าถูกใส่ร้ายชัดๆ! อยู่ๆ ก็ถูกใครไม่รู้ใส่ร้ายป้ายสีเช่นนี้

“อิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเห็นว่าอย่างไร” ฮองเฮาถามหลี่เฉิงอิ๋น

ในที่สุดหลี่เฉิงอิ๋นก็ชำเลืองมองข้า จากนั้นก็ทรุดตัวคุกเข่า “แล้วแต่เสด็จแม่จะทรงวินิจฉัย”

ฮองเฮาว่า “ไท่จื่อเฟยแม้จะมีสถานะต่างจากพวกเราทั้งยังเป็นถึงองค์หญิงแห่งซีเหลียง แต่การตกเป็นทาสอารมณ์ชั่ววูบ กระทำเรื่องเช่นนี้ เห็นทีจะไม่เหมาะปกครองตำหนักบูรพาอีกต่อไป”

หลี่เฉิงอิ๋นไม่พูดอะไร

ข้าโกรธจนตัวสั่น “เรื่องนี้ข้ามิได้เป็นคนทำ ต่อให้วันนี้พวกท่านประหารข้า ข้าก็ไม่มีทางยอมรับ! ส่วนเรื่องปกครองตำหนักบูรพาอะไรนั่น พูดตามจริงข้าก็ไม่คิดจะสนใจอยู่แล้ว แต่ข้าจะไม่ยอมให้พวกท่านใส่ร้ายข้าเช่นนี้เป็นอันขาด!”

“คำสารภาพอยู่ตรงนี้แล้ว อิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเห็นว่าอย่างไร” ฮองเฮาถามอีกครั้ง

“แล้วแต่เสด็จแม่จะทรงวินิจฉัย” หลี่เฉิงอิ๋นตอบคำเดิม

ฮองเฮายิ้มน้อยๆ “เป็นสามีภรรยาเพียงวันหนึ่ง ความผูกพันแน่นแฟ้นมิเสื่อมคลาย เจ้าจะไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของเจ้าสองคนแม้แต่น้อยเชียวหรือ”

หลี่เฉิงอิ๋นตอบเสียงเบา “ลูกเองก็ทำใจไม่ลง เพียงแต่บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง ลูกมิกล้าเห็นแก่ความสัมพันธ์ส่วนตัว”

ฮองเฮาพยักหน้าพลางเอ่ย “ประเสริฐ ประเสริฐ บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง ประโยคนี้ประเสริฐยิ่ง” นางค่อยๆ หุบยิ้ม หันไปสั่งนางกำนัล “ปลดเจ้าเหลียงตี้เป็นสามัญชน ขับออกจากตำหนักบูรพา!”

ข้าตกตะลึง สีหน้าหลี่เฉิงอิ๋นยิ่งประหนึ่งถูกสายฟ้าผ่าฟาด “เสด็จแม่!”

“คำสารภาพเมื่อครู่จริงอยู่ที่ไม่ผิด หากแต่หลังจากบันทึกคำสารภาพนี้เสร็จสิ้น บ่าวรับใช้ผู้นั้นก็กัดลิ้นปลิดชีพตนเอง อย่านึกว่าพอตายแล้วจะไร้ซึ่งพยานหลักฐาน สำนักฝ่ายในทำงานอย่างเต็มที่ ยังคงสืบความเรื่องนี้ต่อ ถึงได้รู้ว่าบ่าวรับใช้ผู้นี้เมื่อปีก่อนเคยติดหนี้บุญคุณตระกูลเจ้า อันที่จริงพอนางตาย เดิมต้องประหารเก้าชั่วโคตรแต่พอสืบดูถึงรู้ว่าบ่าวรับใช้ผู้นี้ไร้ญาติขาดมิตร มีมารดาบุญธรรมเพียงคนเดียว บัดนี้ค้นเจอเงินตราขุนนางหนึ่งร้อยแท่งจากห้องใต้ดินในบ้านนางเงินหนึ่งร้อยแท่งนี้คือเงินตราขุนนาง มีบันทึกการหลอมเงินตราสามารถตรวจสอบได้…และหลังจากจับตัวมารดาบุญธรรมผู้นั้นมาลงโทษ นางก็ให้การสารภาพว่าเจ้าเหลียงตี้เคยส่งคนไปที่บ้าน เจ้าเหลียงตี้ช่างเชี่ยวชาญการยิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัว ช่างสันทัดการโยนความผิดให้ผู้อื่นยิ่งนัก จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้ช่างน่ารังเกียจยิ่ง หากปล่อยไว้ต่อไป ทายาทตระกูลเชื้อพระวงศ์เรามีหวังคงสูญสิ้นในไม่ช้า!”

ข้ายังไม่ทันทำความเข้าใจว่าคำพูดของนางหมายความว่าอย่างไร หลี่เฉิงอิ๋นก็เอ่ยแทรกขึ้นเสียก่อน “เสด็จแม่โปรดอย่าพิโรธ ลูกเห็นว่าเรื่องนี้ต้องมีคนใส่ร้ายเจ้าเหลียงตี้เป็นแน่ ควรจะส่งคนไปสืบอย่างละเอียด ขอเสด็จแม่อย่าพิโรธจนกระเทือนถึงพระวรกาย”

คำพูดนี้หากเขาไม่พูดยังไม่เป็นไร แต่พอพูดก็เฉกเช่นราดน้ำมันลงบนกองไฟ

“เจ้าถูกนางจิ้งจอกผู้นั้นยั่วยวนจนเลอะเลือนถึงเพียงนี้เชียวหรือ!เจ้าเหลียงตี้ผู้นั้น เดิมก็ร้องไห้โวยวายเพราะเรื่องซวี่เหนียง บัดนี้ก็ติดสินบนบ่าวรับใช้ลอบทำร้ายซวี่เหนียง! ซ้ำยังโยนความผิดให้ไท่จื่อเฟย ต่อให้มิใช่ผู้ลงมือ แต่เป็นผู้บงการวางแผน ก็นับว่าสมควรตาย!”

หลี่เฉิงอิ๋นแย้งทันที “เสด็จแม่โปรดอย่าพิโรธ ลูกทราบดีว่าเจ้าเหลียงตี้มิใช่คนเช่นนั้น ขอเสด็จแม่โปรดทรงวินิจฉัย”

“ยังต้องวินิจฉัยอะไรอีก เด็กในครรภ์ซวี่เหนียงไปขัดหูขัดตาผู้ใดเล่า มิใช่นางหรอกหรือที่เห็นเป็นเสี้ยนหนาม เป็นหนามยอกอกมาตลอด! คนเช่นนี้อยู่ในตำหนักบูรพาก็ไม่ต่างจากกาลกิณีของแผ่นดิน!” ฮองเฮายิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ “เมื่อครู่ตอนอ่านคำสารภาพของบ่าวรับใช้ผู้นั้น เจ้าหาได้แก้ต่างแทนไท่จื่อเฟยแม้เพียงครึ่งคำไม่หากแต่บัดนี้เมื่อบอกความจริงกับเจ้า เจ้ากลับยืนกรานว่านางจิ้งจอกผู้นั้นถูกใส่ร้าย บัดนี้เจ้าเป็นรัชทายาท ภายหน้าต้องครองตำแหน่งโอรสสวรรค์ ไยจึงลำเอียงเห็นแก่ความสัมพันธ์ส่วนตัวเช่นนี้! จัดการเรื่องราวเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน! กาลกิณีผู้นี้มิอาจไม่ประหาร หากไม่ประหารนาง น่ากลัวว่าภายหน้าคงจะมอมเมาเจ้าจนถึงขั้นยอมสละแผ่นดิน!”

หลี่เฉิงอิ๋นตกใจหน้าถอดสี ข้าเองจึงทำได้เพียงคุกเข่าลงเอ่ย “เสด็จแม่โปรดอย่าพิโรธ คาดว่าเจ้าเหลียงตี้คงทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ หากรับสั่งประหารชีวิตเจ้าเหลียงตี้ เกรงว่า…เกรงว่า…” คำพูดต่อจากนั้นข้าคิดไม่ออกว่าควรพูดอย่างไร หลี่เฉิงอิ๋นรีบเอ่ยเสริมทันที “เสด็จแม่โปรดตรึกตรอง บิดาและพี่ชายของเจ้าเหลียงตี้ล้วนอยู่ในราชสำนัก ทั้งยังเป็นขุนนางคนสนิทที่เสด็จพ่อให้ความสำคัญ ขอเสด็จแม่โปรดตรึกตรอง”

ฮองเฮาแค่นยิ้ม “เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดเอง!บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง เจ้ามิกล้าเห็นแก่ความสัมพันธ์ส่วนตัว!”

หลี่เฉิงอิ๋นหน้าซีดเผือด เอาแต่คุกเข่าอยู่ตรงนั้น เอ่ยเรียก “เสด็จแม่”

ฮองเฮาว่า “เรื่องของตำหนักบูรพา เดิมควรให้ไท่จื่อเฟยเป็นคนตัดสินใจ ที่ข้าทำเกินหน้าที่เช่นนี้ก็เพราะความจำเป็น คนสามานย์เช่นนี้ ปล่อยให้ข้าเป็นคนจัดการแล้วกัน” พูดจบก็ทำท่าจะสั่งนางกำนัลไปถ่ายทอดคำสั่ง

ข้าเห็นท่าไม่ดี กอดขาฮองเฮาพลางเอ่ย “เสด็จแม่จะอนุญาตให้ข้าพูดอะไรได้หรือไม่ ในเมื่อเสด็จแม่ตรัสว่า เรื่องของตำหนักบูรพาให้ข้าเป็นคนตัดสินใจ ข้ารู้ตัวว่าข้ามิเคยทำได้ดี หากแต่วันนี้ ขอเสด็จแม่โปรดอนุญาตให้ข้าพูดอะไรสักประโยค”

โทสะของฮองเฮาดูเหมือนจะคลายลงเล็กน้อย “เจ้าว่ามา”

“องค์รัชทายาทรักเจ้าเหลียงตี้ด้วยใจจริง หากเสด็จแม่รับสั่งประหารชีวิตเจ้าเหลียงตี้ เกรงว่าชั่วชีวิตนี้องค์รัชทายาทคงไม่มีวันมีความสุข” อารามร้อนใจ ข้าจึงพูดจาวกไปวนมา “ลูกกับองค์รัชทายาทเป็นสามีภรรยากันมาสามปี แม้มิเป็นที่โปรดปรานขององค์รัชทายาท ทว่าข้ารู้ดี องค์รัชทายาทมิอาจไม่มีเจ้าเหลียงตี้ หากไม่มีเจ้าเหลียงตี้ องค์รัชทายาทยิ่งไม่มีทางชอบข้า อีกทั้งเรื่องราวมากมายข้าทำไม่ไหว เจ้าเหลียงตี้ล้วนทำแทนข้า สมุดบัญชีทั้งหลายของตำหนักบูรพา ข้าไม่เข้าใจแม้แต่น้อย ล้วนแต่มอบหมายให้เจ้าเหลียงตี้ดูแล หากไม่มีเจ้าเหลียงตี้ ตำหนักบูรพาไม่มีทางสงบราบรื่นเช่นทุกวันนี้…”

ข้าร้อนใจจนไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไร รีบหันไปเรียกหย่งเหนียง “หย่งเหนียง เจ้าพูดให้ฮองเฮาฟัง!”

หย่งเหนียงตอบรับอย่างนบนอบ “เพคะ” นางโขกศีรษะครั้งหนึ่งก่อนจะเอ่ย “พระนางเพคะ ความหมายของไท่จื่อเฟยคือ เจ้าเหลียงตี้ปรนนิบัติองค์รัชทายาทไท่จื่อมาหลายปี แม้ไม่มีความดีความชอบ แต่ก็นับว่าลำบากไม่น้อย อีกทั้งเหลียงตี้ก็ประพฤติตนอย่างเหมาะสม มิเคยล่วงเกินผู้ใด ทั้งยังเคารพไท่จื่อเฟยยิ่งนัก อีกทั้งยังคอยช่วยไท่จื่อเฟยดูแลตำหนักบูรพาเรื่อยมา ขอพระนางโปรดทรงถือเสียว่านางกระทำไปเพราะความเลอะเลือนชั่วขณะ ลงโทษสถานเบาเถิดเพคะ”

ฮองเฮาเอ่ยช้าๆ “เจ้าเหลียงตี้ผู้นี้ มิอาจปล่อยปละละเว้น หากปล่อยนางไป ตำหนักบูรพาต้องเกิดหายนะขึ้นเป็นแน่ คราวก่อนตอนพิธีแต่งตั้งไท่จื่อเฟย ฝ่าบาทเคยตรัสว่า คู่บุตรสะใภ้อันประเสริฐเช่นนี้ นับเป็นวาสนาของตระกูลเชื้อพระวงศ์เราโดยแท้ น่าเสียดายที่พวกเจ้าแต่งงานกันมาสามปี แต่กลับไร้วี่แววจะมีทายาท ซ้ำบัดนี้ยังเกิดเรื่องซวี่เหนียงขึ้นอีก ช่างหาเรื่องให้ข้ากลุ้มใจนัก”

สายตาหลี่เฉิงอิ๋นจับจ้องที่พื้น ขณะที่ปากเอ่ยตอบ “เป็นเพราะลูกไร้กตัญญู”

ฮองเฮาว่า “หากเจ้ามีใจกตัญญู เช่นนั้นก็จงใกล้ชิดไท่จื่อเฟยให้มาก คอยอยู่ห่างจากนางจิ้งจอกผู้นั้น”

“พ่ะย่ะค่ะ” หลี่เฉิงอิ๋นตอบรับเสียงเบา

ข้าทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่หย่งเหนียงสะกิดชายกระโปรงข้าจากด้านหลัง เป็นเชิงมิให้ข้าพูดอะไร มุมปากหลี่เฉิงอิ๋นเผยอเล็กน้อย แต่กระนั้นก็ไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมา

ฮองเฮาว่า “ล้วนลุกขึ้นเถิด”

แต่หลี่เฉิงอิ๋นไม่ยอมลุกขึ้น ข้าจึงทำได้เพียงคุกเข่าอยู่อย่างนั้น

ฮองเฮาไม่มองเขา เพียงแต่เอ่ย “เรื่องซวี่เหนียงเจ้ามิต้องเสียใจจนเกินไป ถึงอย่างไรพวกเจ้าก็อายุยังน้อย”

หลี่เฉิงอิ๋นไม่เอ่ยวาจา ข้าคิดว่าเขาคงไม่เห็นว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าใจอะไร หากจะเสียใจ ก็คงเป็นเพราะเจ้าเหลียงตี้มากกว่า

“ซวี่เหนียงดูๆ ไปก็น่าสงสารนักเช่นนั้นแต่งตั้งนางเป็นเป่าหลิน (*เชิงอรรถ – ชื่อเรียกตำแหน่งนางใน) แล้วกัน” ฮองเฮาเอ่ย

หลี่เฉิงอิ๋นดูทุกข์ใจยิ่ง “ลูกมิต้องการ…ลูกอายุยังน้อย หากตำหนักบูรพาแต่งตั้งอนุภรรยามากเกินไป ลูกเห็นว่าไม่สมควร”

ข้ารู้ว่าเขาเคยรับปากเจ้าเหลียงตี้ไว้ว่าจะไม่รับอนุภรรยาคนใดอีก ดังนั้นเขาจึงมเอ่ยเช่นนี้

แล้วก็อย่างที่คาดไว้ โทสะฮองเฮาปะทุขึ้นอีกครั้ง “ภายหน้าเจ้าต้องขึ้นเป็นฮ่องเต้ ไฉนจึงทำตัวไม่รู้ความเช่นนี้” จากนั้นก็หันมาเอ่ยกับข้า “ไท่จื่อเฟยลุกขึ้นก่อน ไปเยี่ยมซวี่เหนียงแทนข้าที แล้วก็อย่าลืมปลอบโยนนางให้มาก”

ต่อให้ข้าซื่อบื้อกว่านี้ก็มองออกว่านางต้องการไล่ข้า เพื่อจะได้อบรมหลี่เฉิงอิ๋น ดังนั้นจึงลุกขึ้นยืน ถวายบังคมทูลลา

ขันทีน้อยพาข้าไปยังที่พำนักของซวี่เหนียง ซึ่งเป็นตำหนักที่ตั้งอยู่ในมุมลับตาคน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้พบสตรีที่ชื่อซวี่เหนียง นางนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าอิดโรย แต่กระนั้นก็ยังพอมองออกว่าเดิมนางมีรูปโฉมงดงามยิ่ง เมื่อบ่าวรับใช้ที่ดูแลนางเอ่ยรายงาน “ไท่จื่อเฟยเสด็จ” นางก็พยายามฝืนยันกายลุกขึ้น หย่งเหนียงซึ่งเดินตามหลังข้าเห็นดังนั้นก็รีบก้าวเข้าไปประคองนางนอนลงตามเดิม

ข้าไม่รู้จะปลอบโยนนางอย่างไรดี ได้แต่เอ่ยทวนคำพูดของฮองเฮา “เจ้ามิต้องเสียใจจนเกินไป ถึงอย่างไรเจ้าก็อายุยังน้อย”

ซวี่เหนียงน้ำตาริน “ขอบพระทัยไท่จื่อเฟย หม่อมฉันด้อยวาสนา ตอนนี้หวังแต่เพียงว่าอยากตายตามลูกไป”

ข้าเอ่ยตะกุกตะกัก “อันที่จริง…ไยจึงต้องอยากตายด้วยเล่า เจ้าดูข้าก็ยังอยู่ดีมิใช่หรือ…”

ข้าได้ยินหน่งเหนียงกระแอม จึงรู้ว่าตัวเองคงพูดอะไรผิดอีกแล้ว จึงเปลี่ยนไปถามนาง “เจ้าอยากกินอะไรหรือไม่ ข้าจะให้คนไปปรุงมาให้”

คราวก่อนตอนข้าล้มป่วย ฮองเฮาส่งคนมาเยี่ยม มักจะถามว่าข้าอยากกินอะไรหรือไม่ ขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่ อันที่จริงมีสิ่งใดที่ตำหนักบูรพาไม่มีบ้างเล่า ดูท่าคงจะเป็นวาจาที่ใช้แสดงถึงความห่วงใยกระมัง ข้าไม่รู้ว่าควรปลอบโยนผู้ป่วยอย่างไร จึงได้แต่เลียนแบบคำพูดผู้อื่น

“ขอบพระทัยไท่จื่อเฟย” ซวี่เหนียงตอบ

ข้ามองสภาพนาง ท่าทางท้อแท้สร้อยเศร้า ราวกับสูญสิ้นซึ่งความหวังกำลังใจทั้งปวง สุดท้ายหย่งเหนียงก็ก้าวเข้าไป เอ่ยปลอบประโลมนางอยู่ครู่ใหญ่ ซวี่เหนียงเอาแต่เช็ดน้ำตา แม้แต่ตอนเรากลับออกมา นางก็ยังคงร้องไห้ไม่หยุด

ตอนเรากลับถึงตำหนักฮองเฮา พบว่าฮองเฮากำลังสั่งให้คนร่างรับสั่งแต่งตั้งเป่าหลิน ขณะที่หลี่เฉิงอิ๋นมีสีหน้าบูดบึ้งอย่างยิ่ง

ฮองเฮาเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “ตำหนักบูรพาควรจะสามัคคีปรองดอง ไท่จื่อเฟยยังเยาว์วัย มีหลายเรื่องที่ดูแลไม่ทั่วถึง มีคนช่วยนางอีกคนนับเป็นเรื่องดี” นางเงยหน้าเห็นข้าเดินเข้ามาพอดี จึงกวักมือเรียกข้า ข้าก้าวเข้าไปถวายบังคมนาง นางมิได้ให้นางกำนัลด้านหลังประคองข้า แต่กลับยื่นมือออกมาประคองข้าลุกขึ้นด้วยตัวเอง ข้าอดตกใจไม่ได้ที่ฮองเฮาเมตตาข้าถึงเพียงนี้ ปกติฮองเฮาจะสุขุมไว้ตัว น้อยครั้งนักจะปฏิบัติต่อข้าอย่างสนิทสนมเช่นนี้

“เจ้าเหลียงตี้ผู้นั้น โทษตายอาจละเว้น แต่โทษเป็นมิอาจละเว้น” ฮองเฮาเอ่ยเสียงเรียบ “เช่นนั้นก็ปลดนางเป็นสามัญชน กักบริเวณชั่วคราวเป็นเวลาสามเดือน ห้ามย่างกรายออกนอกตำหนัก และไท่จื่อก็ห้ามไปเยี่ยมนาง มิเช่นนั้นข้าจะออกคำสั่งขับนางออกจากตำหนักบูรพา”

ข้าเห็นหางตาหลี่เฉิงอิ๋นกระตุกน้อยๆ  แต่เขาก็ยังคงก้มหน้า ตอบรับเสียงขุ่น “พ่ะย่ะค่ะ”

ทันทีที่ก้าวพ้นตำหนักฮองเฮา หลี่เฉิงอิ๋นก็ตบหน้าข้า ข้ายังไม่ทันตั้งตัว ก็ถูกเขาตวัดฝ่ามือใส่จนมึนงงไปชั่วขณะ

อาตู้ชักดาบโถมเข้าหา เพียงพริบตาคมดาบคมกริบก็พาดจ่อลำคอของเขา หย่งเหนียงตกใจร้องเสียงหลง “อย่า!”

ไม่รอให้นางพูดอะไรมากไปกว่านี้ ข้าก็ตวัดฝ่ามือใส่ใบหน้าหลี่เฉิงอิ๋นเต็มแรง แม้ข้าจะไม่รู้วิชาฝีมือ แต่ก็ใช่ว่าจะรังแกข้าได้โดยง่ายในเมื่อเขากล้าตบข้า ข้าก็กล้าตบเขากลับ!

หลี่เฉิงอิ๋นแค่นเสียง “เช่นนั้นก็ฆ่าข้าเสียเลยสิ!” เขาชี้มาที่ข้า “เจ้ามันคนจิตใจอำมหิต ข้ารู้ว่าเป็นเจ้า! เป็นกับดักที่เจ้าวางเอาไว้ ทั้งกำจัดเด็กในครรภ์ซวี่เหนียง แล้วก็ใส่ร้ายเซ่อเซ่อ!”

ข้าโกรธจนตัวสั่น “เจ้าพูดอะไร”

“วันๆ เจ้าก็ทำเป็นแต่ทำตัวน่าสงสารต่อหน้าเสด็จแม่ แสร้งทำตัวน่ารักไร้เดียงสา แสร้งทำเป็นตีหน้าซื่อ! อย่านึกว่าข้าไม่รู้พอลับหลังเจ้าก็แอบไปฟ้องเสด็จแม่ หาว่าข้าไม่ดูดำดูดีเจ้า เจ้าอิจฉาเซ่อเซ่อ ถึงได้ออกอุบายชั่วช้าเช่นนี้ใส่ร้ายป้ายสีนาง เจ้ามันจิตใจอำมหิตเสียยิ่งกว่างูพิษทุกตัวบนโลก! ตอนนี้คงสาแก่ใจเจ้าแล้วกระมังอุตส่าห์คิดหาวิธีขับไล่เซ่อเซ่อ ทำทุกวิถีทางเพื่อพรากเราจากกัน! หากเซ่อเซ่อเป็นอะไรไป ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่ ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ วันใดที่ข้าได้เป็นฮ่องเต้ ข้าจะปลดเจ้าทันที!”

ข้าโกรธจนหน้ามืด ข้าผลักอาตู้ออก ยืนประจันหน้ากับหลี่เฉิงอิ๋น “เช่นนั้นเจ้าก็ปลดข้าเสียตั้งแต่ตอนนี้ เจ้านึกว่าข้าอยากแต่งงานกับเจ้ามากนักหรือ เจ้านึกว่าข้าอยากเป็นไท่จื่อเฟยมากนักหรือ บุรุษชาวซีเหลียงของพวกเรามีนับพันนับหมื่น แต่ละคนล้วนหาญกล้าสามารถ ไม่มีผู้ใดทำตัวไร้ประโยชน์เช่นเจ้าสักคน! นอกจากอ่านโคลงกลอนบทกวี เจ้ายังทำอะไรเป็นอีกเล่า เจ้ายิงธนูไม่แม่นเท่าข้าด้วยซ้ำ! ฝีมือการขี่ม้าของเจ้าก็สู้ข้าไม่ได้! หากอยู่ที่ซีเหลียง บุรุษเช่นเจ้า แม้แต่ภรรยาสักคนก็ไม่อาจหาได้ ไม่ว่าผู้ใดก็รักไม่ลง!”

หลี่เฉิงอิ๋นสะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างโกรธเกรี้ยว

หัวใจพลันสะท้าน สามปีมานี้เราสองคนทะเลาะกันบ่อยครั้ง ข้ารู้ว่าเขาไม่ชอบข้า แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะเกลียดข้า รังเกียจข้าถึงเพียงนี้ ถึงขนาดกล่าวหาว่าข้าเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนั้น

หย่งเหนียงประคองข้าขึ้นเสลี่ยง เอ่ยปลอบโยนเสียงเบา “เพราะเรื่องเจ้าเหลียงตี้ องค์รัชทายาทไท่จื่อจึงพาลกริ้วไท่จื่อเฟย ไท่จื่อเฟยโปรดอย่านำมาใส่ใจ”

ข้ารู้ ข้ารู้ดี เพราะเขารู้สึกว่าเจ้าเหลียงตี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถึงได้พาลนำความโกรธมาลงที่ข้า แต่ว่าข้าไม่ได้ทำอะไรจริงๆ  เขามีสิทธิ์อะไรมาระบายอารมณ์ใส่ข้าเช่นนี้

เขาบอกว่าข้าอิจฉาเจ้าเหลียงตี้ จริงอยู่ที่ข้าอิจฉานางอยู่บ้าง แต่ข้าก็แค่อิจฉาที่มีคนดีกับนาง ดีจนถึงขนาดที่ว่าไม่ว่าเมื่อใด ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เต็มใจเชื่อใจนาง ปกป้องนาง ดูแลนาง แต่ว่านอกจากนี้แล้ว ข้าก็มิได้อิจฉาอะไรนางอีกและยิ่งไม่มีทางคิดทำร้ายนาง

เจ้าเหลียงตี้ดูเป็นคนสุภาพอ่อนโยน ตอนนางมาเล่นไพ่ใบไม้กับข้า ข้าก็รู้สึกแต่เพียงว่านางเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดยิ่งผู้หนึ่ง ไยจึงทำเรื่องโหดเหี้ยมเช่นนี้ได้ แล้วข้าเองก็ไม่รู้สึกว่าวิธีของฮองเฮาเป็นวิธีที่ดี

ซวี่เหนียงท่าทางดูเป็นคนอ่อนแอ ต่อให้ได้รับแต่งตั้งเป็นเป่าหลิน แต่หลี่เฉิงอิ๋นมิได้ชอบนาง ทำเช่นนั้นก็เท่ากับทำให้ตำหนักบูรพามีคนอาภัพเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งเท่านั้น

ตกเย็น ข้าคิดเรื่องนี้จนมิอาจข่มตาหลับ จึงตัดสินใจลุกจากเตียงมาถามอาตู้ “เจ้าว่าเจ้าเหลียงตี้ดูเหมือนคนไม่ดีหรือไม่”

อาตู้พยักหน้า แต่แล้วก็ส่ายหน้า

“สตรีชาวจงหยวนคิดอะไร ข้าไม่เข้าใจแม้แต่น้อย บุรุษชาวซีเหลียงเราแม้จะสามารถมีภรรยาหลายคนแต่หากทุกคนเข้ากันไม่ได้ ก็สามารถแต่งงานกับบุรุษอื่น”

อาตู้พยักหน้า

“อีกอย่าง หลี่เฉิงอิ๋นมีอะไรดีเล่า นอกจากหน้าตาพอดูได้แล้ว นิสัยก็สุดแสนจะย่ำแย่ ทั้งยังจิตใจคับแคบ…” ข้าล้มตัวลงนอน “หากให้ข้าเป็นคนเลือก ข้าไม่มีทางแต่งงานกับเขาแน่”

ข้าพูดจากใจจริง หากให้ข้าเป็นคนเลือก ข้าไม่มีทางเลือกให้ตัวเองตกที่นั่งลำบาก กลายเป็นคนน่าสงสารถึงเพียงนี้เป็นแน่ ทั้งๆ ที่เขามีคนรักอยู่แล้ว แต่ข้ากลับมิอาจไม่แต่งงานกับเขา ผลก็คือทำให้เขารังเกียจ ชีวิตของข้าก็ไม่มีความสุข บัดนี้เจ้าเหลียงตี้ถูกกักบริเวณ หลี่เฉิงอิ๋นเกลียดข้าเข้ากระดูกดำ ข้าไม่ต้องการสามีที่เกลียดข้าเข้ากระดูกดำเช่นนี้

หากให้ข้าเป็นคนเลือก ข้าขอแต่งงานกับบุรุษชาวซีเหลียงธรรมดาๆ ดีกว่า อย่างน้อยเขาก็รักข้าด้วยใจจริง ขี่ม้าพาข้าไปล่าสัตว์ เป่าปี้ลี่ให้ข้าฟัง จากนั้นข้าก็มีลูกให้เขาโขยงหนึ่ง ครอบครัวมีความสุขตามอัตภาพ…

หากทว่า วันเวลาเช่นนี้ ข้ารู้ดีว่าดำรงอยู่ได้เพียงในความฝันเท่านั้น

ทันใดนั้น อาตู้พลันจับมือข้า ก่อนจะชี้ไปทางหน้าต่าง

ข้านึกสงสัยจึงผลักหน้าต่างเปิดออก เห็นว่าบนหลังคากระเบื้องเคลือบของตำหนักฝั่งตรงข้าม มีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่

คนผู้นั้นสวมชุดสีขาวทั้งชุด นั่งอยู่บนกระเบื้องเคลือบสีดำ สะดุดตาอย่างยิ่ง

แล้วข้าก็จำเขาได้ คนผู้นั้นก็คือกู้เจี้ยน!

ข้ากำลังลังเลว่าจะตะโกนบอกว่า “มีคนร้าย” ดีหรือไม่ ฉับพลันนั้นเขาก็ถลาลงจากหลังคาประดุจนกยักษ์ ราวกับขี่บังคับสายลม ลงมาหยุดหน้าหน้าต่างห้องข้าอย่างคล่องแคล่วทว่านุ่มนวล 

ข้าถลึงตาใส่เขา “เจ้าคิดจะทำอะไร”

เขาไม่ตอบ เอาแต่จับจ้องใบหน้าข้า

ข้ารู้ว่าหน้าข้ายังบวมอยู่ หลังกลับถึงตำหนักบูรพา หย่งเหนียงนำไก่ต้มสุกมานวดคลึงให้ข้าอยู่นานสองนาน กระนั้นรอยนิ้วมือสีแดงก็ยังคงปรากฏอยู่บนแก้ม ไม่จางหายไป

แต่ข้าก็ไม่เสียเปรียบเท่าไร ฝ่ามือนั้นของข้าคงจะทำให้ใบหน้าหลี่เฉิงอิ๋นบวมเป่งเช่นกัน เพราะตอนนั้นข้าใช้แรงทั้งหมดที่มี เจ็บจนชาไปทั้งฝ่ามือ

เสียงของเขาแฝงไว้ซึ่งโทสะคุกรุ่น คล้ายกับกำลังฝืนกลั้นอะไรบางอย่างอย่างเต็มที่ “ผู้ใดตบเจ้า”

ข้ายกมือลูบแก้ม เอ่ยตอบ “ไม่เป็นไร ข้าตบกลับไปแล้ว”

เขายังคงรบเร้า “ผู้ใด”

“เจ้าถามไปทำอะไร” ข้าย้อน

สีหน้าของเขายังคงไร้ความรู้สึกเช่นเดิม “ฆ่ามัน”

ข้าสะดุ้ง ส่วนเขาถามย้ำ “ในเมื่อเจ้าเป็นถึงไท่จื่อเฟย จะมีผู้ใดกล้าตบเจ้า ฮ่องเต้? ฮองเฮา? หรือว่าผู้อื่น”

ข้าสั่นศีรษะ เอ่ยตอบ “เจ้าเลิกถามเสียที ข้าไม่มีทางบอกเจ้า”

แต่เขากลับถามข้าว่า “เจ้าเต็มใจไปกับข้าหรือไม่”

คนผู้นี้พิลึกคนยิ่งนัก ข้าส่ายหน้า ทำท่าจะปิดหน้าต่าง แต่เขากลับยื่นมือออกมาขวาง เอ่ยถามข้า “เจ้ายังโกรธข้าอยู่ใช่หรือไม่”

ข้าตามเขาไม่ทัน “เหตุใดข้าถึงต้องโกรธเจ้าด้วย”

“เรื่องเมื่อสามปีก่อน เจ้าไม่โกรธข้าหรือ”

ข้าบอกเขาด้วยท่าทางจริงจัง “ข้าไม่รู้จักเจ้าจริงๆ  เจ้าเลิกมาที่นี่ยามวิกาล เลิกพูดจาแปลกๆ เช่นนี้เสียที ที่นี่คือตำหนักบูรพา หากมีคนเห็นเข้า เจ้าอาจจะถูกธนูยิงตายเพราะนึกว่าเป็นคนร้าย”

เขายิ้มดูแคลน “ตำหนักบูรพาหรือ ต่อให้เป็นวังหลวง ข้าก็เข้าออกได้สบาย ผู้ใดจะทำอะไรข้าได้”

ข้ามองเขา คนผู้นี้นับว่าใจกล้าบ้าบิ่นถึงขีดสุด แต่ดูจากพลังฝีมือของเขา ข้าเชื่อว่าสำหรับเขาแล้ว คงสามารถเข้าออกวังหลวงได้ตามสบายอย่างที่เขาว่าจริงๆ  ข้าถอนหายใจ “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”

“ข้าแค่อยากมาพบเจ้า” เขาถามย้ำอีกครั้ง “เจ้าเต็มใจไปกับข้าหรือไม่”

ข้าส่ายหน้า

เขาดูโมโหอย่างเห็นได้ชัด พลันนั้นก็คว้าข้อมือข้า “เจ้าอยู่ที่นี่ไม่เคยมีความสุขแม้สักวัน เหตุใดถึงไม่ยอมไปกับข้า”

“ผู้ใดบอกว่าข้าไม่มีความสุข อีกอย่างเจ้าเป็นใคร ไยจึงต้องสนใจว่าข้ามีความสุขหรือไม่”

เขายื่นมือออกมาจับมือข้า ข้าเอ็ดเสียงต่ำ “ปล่อย!” อาตู้ก้าวเข้ามา แต่เขาเพียงโบกแขนเสื้อเบาๆ หนึ่งครั้ง อาตู้ก็เซไปอีกทาง เขาไม่รออาตู้ก้าวเข้ามาอีกครั้ง ก็ฉุดมือข้าพุ่งไปด้านหน้า ข้ารู้สึกราวกับว่าเนื้อตัวพลันเบาหวิว ประหนึ่งว่าวน้อยที่ถูกเขาลากออกไปนอกหน้าต่าง

วิชาตัวเบาของเขาลึกล้ำยิ่ง จูงข้าก้าวฝ่าสายลม ข้ารู้สึกว่าเสียงลมโฉบผ่านข้างหูไม่หยุด ไม่นานเท้าก็สัมผัสอะไรบางอย่าง สิ่งนั้นคือกระเบื้องเคลือบที่ทั้งเย็นทั้งลื่น นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะพาข้ามาหยุดอยู่บนยอดหลังคาตำหนักหลัก หรือก็คือจุดที่สูงที่สุดในตำหนักบูรพา เมื่อทอดสายตามอง ตำหนักน้อยใหญ่ หลังคาโค้งเว้า กระเบื้องชายคา ล้วนแต่จมอยู่ในม่านราตรีอันเงียบสนิทและมืดมิดราวน้ำหมึก

ข้าสลัดมือเขาออก จนเกือบจะลื่นไถลลงไปเบื้องล่าง ได้แต่ถลึงตาใส่เขาอย่างโกรธๆ “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”

แต่เขากลับชี้ไปยังตำหนักน้อยใหญ่ที่อยู่เบื้องล่าง พลางเอ่ย “เสี่ยวเฟิง เจ้าดู เจ้าดูที่นี่ กำแพงสูงถึงเพียงนี้ รายล้อมรอบด้าน ประหนึ่งบ่อน้ำลึกที่มิอาจเห็นเดือนเห็นตะวัน จะคุมขังเจ้าไว้ได้อย่างไร”

ข้าไม่ชอบอย่างยิ่งที่เขาเรียกชื่อข้า เพราะมักจะทำให้ข้ารู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด ข้าเอ่ย “ถึงอย่างนั้นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า”

“ตกลงว่าต้องทำอย่างไร เจ้าถึงจะยอมไปกับข้า” เขาถาม

ข้ามองค้อนเขา “ข้าไม่มีทางไปกับเจ้าเจ้าอย่านึกว่าตัวเองพลังฝีมือล้ำเลิศ หากข้าตะโกนเสียงดังจนราชองครักษ์ได้ยิน ลูกธนูนับพันหมื่นจะพุ่งตรงมาที่เจ้าทันที เจ้าจะกลายสภาพเป็นตัวเม่นในพริบตา”

เขายิ้มอ่อนบางพลางเอ่ย “เจ้าลืมแล้วหรือว่าข้าเป็นใคร ข้ามีกระบี่อยู่ในมือ ต่อให้เจ้าเรียกราชองครักษ์ทั้งตำหนักบูรพาออกมา กระนั้นก็มิอาจทำอะไรข้าได้”

ข้าเกือบลืมไปว่า คนผู้นี้ใจกล้าบ้าบิ่นถึงขีดสุด ข้าพลันคิดอะไรได้บางอย่าง จงใจเอ่ยเอาใจเขา “พลังฝีมือของเจ้าสูงล้ำถึงเพียงนี้ เรียกว่าไร้ผู้ต่อต้านใช่หรือไม่ มิเคยพ่ายแพ้แก่ผู้ใดเลยหรือ”

พลันนั้นเขาก็ยิ้ม เอ่ยตอบ “เจ้าจำอะไรมิได้เลยจริงๆ หรือ สามปีก่อนข้าประลองกระบี่แพ้เจ้า”

ข้าตกใจอย่างยิ่ง ยกมือชี้ตัวเอง เอ่ยอย่างงุนงง “เจ้า? แพ้ข้า?” คำพูดนี้จะเกินจริงเกินไปแล้ว ข้าไม่รู้วิชาฝีมือแม้แต่น้อย เขาเพียงแต่กระดิกนิ้ว ก็สามารถทำให้ข้ากลิ้งตกไปเบื้องล่าง ไฉนเลยจะประลองกระบี่แพ้ข้า แม้แต่วิธีจับกระบี่ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำ

“ใช่แล้ว” เขามีท่าทางสบายๆ  คล้ายกับผ่อนคลายอย่างยิ่ง “ตอนนั้นเราประลองกระบี่กัน เดิมพันด้วยชีวิตทั้งชีวิต ข้าแพ้เจ้า ข้าจึงต้องเป็นสามีเจ้า รักและดูแลเจ้า ทะนุถนอมเจ้า อยู่เคียงข้างเจ้าไปชั่วชีวิต”

ข้าอ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งลูก เอ่ยถามอย่างลืมตัว “แล้วหากตอนนั้นข้าเป็นฝ่ายแพ้เล่า”

“หากเจ้าเป็นฝ่ายแพ้ เจ้าย่อมต้องแต่งงานกับข้า ให้ข้ารักและดูแลเจ้า ทะนุถนอมเจ้า อยู่เคียงข้างเจ้าไปชั่วชีวิต”

ข้าส่ายหน้ารัว เฮอะ จะหลอกก็มิควรหลอกกันเช่นนี้

เขาเอ่ย “ข้ามิได้ยอมต่อให้เจ้า แต่พอเจ้าลงมือก็แย่งกระบี่ของข้าไป คราวนั้นจึงจำต้องนับว่าข้าแพ้เจ้า”

ข้าแย่งกระบี่ของเขาไปหรือ สาบานให้ตายข้าก็ไม่เชื่อ!

ข้าเอ่ยตัดบท “เอาเป็นว่าไม่ว่าครานั้นใครแพ้ใครชนะ สรุปว่าข้าจำไม่ได้ว่ามีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น อีกอย่างข้าเองก็ไม่รู้จักเจ้าลำพังเพียงคำพูดของเจ้าไยข้าจึงต้องเชื่อ”

เขายิ้มบาง หยิบพวงหยกคู่หนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ เอ่ย “ตอนที่เจ้ากับข้าตกลงปลงใจกัน เคยนำพวงหยกนกเป็ดน้ำยวนยางคู่นี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ข้าเก็บพวงหยกนกเป็ดน้ำตัวผู้ เจ้าเก็บพวงหยกนกเป็ดน้ำตัวเมีย เราสองคนเดิมตกลงกันว่า เมื่อถึงคืนสิบห้าค่ำเดือนหกคืนจันทร์เต็มดวง ข้าจะรอเจ้าอยู่นอกด่านอวี้เหมิน เพื่อพาเจ้ากลับไปบ้านข้า”

ข้ามองพวงหยกในมือเขา ซีเหลียงเดิมก็เต็มไปด้วยพ่อค้าต่างถิ่น ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากเมืองเหอเถียนแหล่งผลิตหยก ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงเห็นหยกมามากมายนับไม่ถ้วน

นับแต่มาอยู่ซั่งจิง อัญมณีล้ำค่าในตำหนักบูรพายิ่งนับว่าเหลือคณานับ หากแต่หยกทั้งหมดที่ข้าเคยเห็นมา ดูเหมือนจะไม่ขาวนวลละมุนละไมเท่าพวงหยกคู่นี้ หยกขาวชั้นดีที่อบอุ่นนุ่มนวลเมื่อสัมผัส กำลังเปล่งประกายวาววามภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง

“พวงหยกคู่นี้ข้าไม่เคยเห็น” แต่แล้วอยู่ๆ ข้าก็นึกสงสัย “เจ้าบอกว่าเราสองคนตกลงจะหนีไปด้วยกัน แล้วเหตุใดภายหลังถึงไม่ได้ไปด้วยกันเล่า”

เขาค่อยๆ ทิ้งมือลง น้ำเสียงพลันเปลี่ยนเป็นแผ่วเบา “เพราะข้าทำผิดต่อเจ้า วันนั้นข้ามีธุระสำคัญกะทันหัน จึงมิอาจไปรอเจ้าที่นอกด่าน กว่าข้าจะไปถึงก็ผ่านวันที่เรานัดกันมาสามวันสามคืนแล้ว ข้าไปถึงที่ที่เรานัดกัน เห็นเพียงพวงหยกคู่นี้ตกอยู่กลางผืนทราย ส่วนเจ้าไม่รู้หายไปที่ใดแล้ว…”

ข้าเอียงคอมองเขา ท่าทางเขาดูไม่เหมือนคนพูดโกหก ยิ่งตอนพูดถึงตอนผิดนัด สีหน้าของเขาทอประกายเจ็บปวดระคนโศกศัลย์ คล้ายกับอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกผิดอันมิอาจเอื้อนเอ่ย

ข้ารู้สึกว่าเรื่องที่เขาเล่าช่างไร้สาระยิ่ง “ในเมื่อเจ้าเป็นคนผิดนัด เช่นนั้นยังมีอะไรต้องพูดอีก เรื่องที่เจ้าเล่าไม่น่าสนใจแม้แต่น้อย ข้าไม่เคยรู้จักเจ้าจริงๆ  ดูท่าเจ้าคงจำคนผิดแล้ว”

ข้าหันไปแหงนหน้ามองฟ้า “ข้าจะกลับไปนอนแล้ว แล้วต่อไปเจ้าก็อย่ามาที่นี่อีก หากมีคนเห็นเข้าข้าจะเดือดร้อน เท่านี้ข้าก็มีเรื่องเดือดร้อนมากเกินพอแล้ว”

เขาจับจ้องใบหน้าข้า มองอยู่เช่นนั้นครู่ใหญ่ เอ่ยถาม “เสี่ยวเฟิง เจ้ายังโกรธข้าอยู่ใช่หรือไม่”

“ข้าไม่มีเวลาว่างไปโกรธเจ้าหรอก! ข้าไม่รู้จักเจ้าจริงๆ”

เขาเงียบไป สุดท้ายก็ถอนหายใจยาว ล้วงเกาทัณฑ์สัญญาณดอกหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เอ่ยกับข้า “หากเจ้าพบเจออันตราย จงยิงสิ่งนี้ขึ้นฟ้า แล้วข้าจะมาช่วยเจ้า”

ข้ามีอาตู้อยู่ข้างกาย จะพบเจออันตรายอะไรเล่า ข้าไม่ต้องการเกาทัณฑ์สัญญาณของเขา แต่เขากลับยัดมันใส่มือข้า คว้ามือข้าอย่างแผ่วเบาดังเช่นตอนมา ข้ายังไม่ทันส่งเสียงร้อง ก็รู้สึกว่าตัวทั้งตัวก้าวฝ่าสายลม เพียงไม่นานก็ถึงพื้น

เขาพาข้ามาส่งถึงในตำหนัก ไม่รอให้ข้าหันไปมอง เขาก็ถอยห่างออกไปหลายจั้ง ไปมาไร้สุ้มเสียง เพียงพริบตาเดียวก็ถอยไปหยุดยืนบนกระเบื้องหลังคา เขาหันมาชำเลืองมองข้าแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวจากไป

ข้าปิดหน้าต่าง ยื่นเกาทัณฑ์สัญญาณให้อาตู้พลางเอ่ย “กู้เจี้ยนผู้นี้แม้พลังฝีมือเป็นหนึ่ง หากแต่นิสัยประหลาดยิ่ง ยืนกรานเสียงแข็งว่าแต่ก่อนข้ารู้จักเขา หากข้าเคยรู้จักเขาจริง เป็นไปได้อย่างไรที่ข้าจะจำอะไรไม่ได้แม้แต้น้อย”

อาตู้มองข้า แววตาอ่อนโยนเปี่ยมล้นไปด้วยความสงสารเห็นใจ ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ ข้าถอนหายใจ ล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง

อาตู้พูดไม่ได้ จะบอกข้าได้อย่างไรว่ากู้เจี้ยนผู้นี้เป็นใครกันแน่

คงเป็นเพราะคืนนี้เกิดเรื่องมากมาย จึงทำให้ข้านอนหลับไม่สนิท ทั้งยังฝันอะไรไม่รู้มั่วไปหมด ในฝันมีคนผู้หนึ่งกำลังเป่าปี้ลี่อย่างแผ่วเบา ข้าอยากเดินเข้าไปใกล้เขา แต่รอบด้านล้วนปกคลุมไปด้วยไอหมอกหนา ทำให้ข้ามองเห็นหน้าตาเขาไม่ชัด

เขายืนอยู่ตรงนั้น ไม่ห่างจากข้า ทว่ากลับดูไกลแสนไกล ข้ารู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนั้น แต่กลับมิอาจเดินเข้าไปใกล้ ได้แต่ยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางไอหมอก

สุดท้ายก็ตามหาเขาจนเจอ ในขณะที่ข้ากำลังจะวิ่งไปหาเขาด้วยความดีใจ พลันนั้นปลายเท้าก็สะดุดล้ม พลัดตกลงไปในเหวลึก

ชั่ววินาทีที่ความสิ้นหวังพุ่งเข้ากัดกินจิตใจ ทันใดนั้นใครคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามารับตัวข้าไว้กลางอากาศ เสียงลมหวีดหวิวโฉบผ่านข้างหูคนผู้นั้นกอดข้าไว้ ค่อยๆ ร่วงสู่เบื้องล่างอย่างช้าๆ…เขาช่วยชีวิตข้าไว้เขาโอบกอดข้า เราสองคนหมุนคว้างอย่างแช่มช้ากลางอากาศ…ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน…หมู่ดาวดารดาษเต็มท้องฟ้าทอดตัวลงมาราวสายฝน…ใต้ผืนดินและผืนฟ้ามีเพียงเขาจ้องมองดวงตาของข้า…

นัยน์ตาของเขามีเพียงข้าเท่านั้น…

ข้ากำลังเคลิบเคลิ้ม และใกล้จะละลายเต็มทีเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของเขาเช่นนี้ ข้ารู้ว่าเขาก็คือคนผู้นั้น…คนที่ข้ารักและรักข้าสุดหัวใจ ขอเพียงมีเขาอยู่ ข้าก็รู้สึกปลอดภัยอย่างที่สุด

กว่าจะตื่นฟ้าก็สว่างแล้ว ข้าเคยฝันเช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องผิดหวังทุกครั้ง เพราะข้าไม่เคยมองเห็นหน้าตาของผู้ที่ช่วยชีวิตข้าในฝันอย่างชัดเจนแม้แต่ครั้งเดียว ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ทุกครั้งที่ฝันเช่นนี้ ข้ามักจะพยายามเพ่งมองใบหน้าเขา ทว่ามิเคยสำเร็จสักครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน

ข้าพลิกตัว พบว่าข้างหมอนของตัวเองมีดอกไม้หอมละมุนกิ่งหนึ่งวางอยู่ กลีบดอกไม้ยังคงมีหยาดน้ำค้างฉ่ำเย็น ข้าตกใจ อาตู้นอนอยู่หน้าเตียงข้า แทบไม่มีผู้ใดหลุดรอดสายตานางได้ ยกเว้นเพียงคนเดียวก็คือกู้เจี้ยนผู้นั้น ข้ารีบลุกไปเปิดหน้าต่าง แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของบุรุษสวมชุดขาว กู้เจี้ยนผู้นั้นไม่รู้หายไปไหนแล้ว

ข้านำดอกไม้กิ่งนั้นไปปักแจกัน รู้สึกอารมณ์เบิกบานขึ้นเล็กน้อย แต่อารมณ์เบิกบานของข้าก็คงอยู่ไม่นานนัก เพราะไม่นานหย่งเหนียงก็มาบอกข้าว่า เมื่อวานหลี่เฉิงอิ๋นดื่มเหล้าทั้งคืน ตอนนี้เมาหนักกำลังอาละวาดอยู่ในห้อง

ข้าดูแคลนบุรุษผู้นี้อย่างยิ่ง หากเป็นข้า ข้าจะไม่อาละวาดเช่นเขา แต่จะลอบย่องไปหาเจ้าเหลียงตี้ เพราะถึงอย่างไรนางก็ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าอย่างไรย่อมต้องมีหนทางได้อยู่ด้วยกันต่อไป

ตราบใดที่ยังชีวิต อนาคตย่อมมีหวัง

ข้าบอกหย่งเหนียงว่าไม่ต้องสนใจหลี่เฉิงอิ๋น ให้เขาดื่มเหล้าจนเมาตายไปแล้วกัน

แม้จะเอ่ยไปเช่นนั้น แต่หลี่เฉิงอิ๋นดื่มเหล้าหนักติดต่อกันสามวัน เมามายไม่ได้สติ จวบจนวันที่สี่ ในที่สุดก็ล้มป่วยลง

ทุกครั้งที่เขาดื่มเหล้าเมา มักจะไล่บ่าวรับใช้ทุกคนออกไปจากตำหนัก ไม่อนุญาตให้พวกเขาเข้าใกล้ ด้วยเหตุนี้ พอเมาไม่ได้สติจึงติดหวัด เดิมก็เพียงแต่ไอและเจ็บคอ ต่อมาก็ตัวร้อนไข้ขึ้น พอดีที่พำนักของข้าอยู่ห่างจากเขาแทบจะคนละฝั่ง ซ้ำข่าวคราวก็ล่าช้า ฉะนั้นกว่าข้าจะรู้ เขาก็ป่วยหนักมากแล้ว แต่ในวังกลับยังไม่รู้เรื่อง

“องค์รัชทายาทมิยอมเสวยพระโอสถ แล้วก็มิยอมแจ้งเรื่องไปทางวังหลวง” หย่งเหนียงเอ่ยเสียงเบา “เพราะเรื่องเจ้าเหลียงตี้ องค์รัชทายาทยังเคืองพระนางฮองเฮาอยู่ไม่น้อย”

ข้ารู้สึกทั้งโมโหทั้งนึกขัน “เขาก็เลยทรมานตัวเองเช่นนี้ เพื่อเป็นการแก้แค้นแทนเจ้าเหลียงตี้อย่างนั้นหรือ”

หย่งเหนียงว่า “องค์รัชทายาทเป็นคนเมตตากรุณา ทั้งยังเป็นที่รักของฝ่าบาทและพระนางฮองเฮา จึงเป็นธรรมดาที่จะ…” นางไม่สะดวกพูดถึงหลี่เฉิงอิ๋นในทางไม่ดี เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้จึงหยุดพูดด้วยท่าทางลำบากใจ

ข้าตัดสินใจไปเยี่ยมหลี่เฉิงอิ๋น เพราะกลัวเขาจะป่วยตายขึ้นมาจริงๆ  เขาป่วยตายไม่สำคัญ ข้าเพียงแต่ไม่อยากเป็นแม่ม่าย

หลี่เฉิงอิ๋นป่วยหนักจริงๆ เสียด้วย เพราะตอนข้าเดินไปหยุดหน้าเตียงเขา เขาไม่ได้อารมณ์เสียใส่ข้า แต่ก่อนพอข้าก้าวเข้ามาในห้องเขา เขาก็จะรีบไล่ข้าออกไปทันทีราวกับข้าเป็นหนูที่หลุดเข้ามา

นางกำนัลช่วยข้าเลิกผ้าม่านขึ้น ข้าเห็นหลี่เฉิงอิ๋นใบหน้าแดงก่ำราวปูต้มสุก

พูดถึงปูข้าเคยทำเรื่องหน้าแตกเรื่องหนึ่ง ก่อนมาซั่งจิง ข้าไม่เคยเห็นปูมาก่อน ตอนเทศกาลฉงหยาง(*เชิงอรรถ – เทศกาลเก่าแก่ของจีน ตรงกับวันที่เก้าเดือนเก้าตามปฏิทินจันทรคติ)ปีแรกในวังจัดงานเลี้ยง หนึ่งในนั้นมีปูนึ่ง ข้ามองปูนึ่งสีแดงสดอย่างไม่รู้ว่าต้องกินอย่างไร หลี่เฉิงอิ๋นยกเรื่องนี้มาเหน็บแนมข้าเป็นประจำ มักจะบอกว่าข้าเป็นสตรีชาวซีเหลียงที่ไม่เคยเห็นแม้กระทั่งปู

ข้ายื่นมือออกไปแตะหน้าผากหลี่เฉิงอิ๋น ตัวเขาร้อนจัด

ข้าส่งเสียงเรียก “หลี่เฉิงอิ๋น!”

เขาก็ไม่ตอบข้า

ดูท่าจะไข้ขึ้นจนหมดสติไปจริงๆ  เขานอนอยู่ตรงนั้น หายใจกระชั้นถี่ แม้แต่ริมฝีปากยังแห้งแตกเพราะฤทธิ์ไข้

ขณะที่ข้ากำลังจะชักมือกลับ พลันนั้นเขาก็คว้ามือข้าไปจับไว้ ฝ่ามือของเขาก็ร้อนจัดเช่นกัน ราวกับแผ่นเหล็กที่ถูกเผาจนร้อนแดง เขาหายใจรัวเร็ว กระนั้นก็ยังได้ยินเสียงเรียกเลือนราง “ท่านแม่…ท่านแม่…”

เขาไม่ได้เรียกว่าเสด็จแม่ ข้าไม่เคยได้ยินเขาเรียกว่า “ท่านแม่” มาก่อน ฮองเฮาถึงอย่างไรก็เป็นฮองเฮา แล้วเขาก็เป็นถึงผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ทั้งคู่จึงสนทนากันด้วยความสุภาพเกรงใจเรื่อยมา บัดนี้พอมาคิดดูแล้ว ฮองเฮาก็ปฏิบัติต่อเขาไม่ต่างจากข้าเท่าใด นอกจากคำว่า “ลุกขึ้น” “นั่งลงได้” และ “กลับไปพักผ่อนเถิด” ก็คือคำสอนในตำราไม่ก็คำอบรมยาวเหยียด

ข้ารู้สึกว่าหลี่เฉิงอิ๋นเองก็น่าสงสารยิ่งนัก

เป็นไท่จื่อเฟยนับว่าน่าเบื่อแล้ว นี่ก็ทำไม่ได้ นั่นก็ไม่ให้ทำ ซ้ำทุกปียังต้องไปร่วมพิธีการสารพันนับไม่ถ้วน ไหนจะต้องสวมอาภรณ์นกหงส์กับประดับมงกุฎหงส์ทั้งวัน ปวดเมื่อยไปทั้งหลังทั้งเอว และอันที่จริงฮองเฮาก็เมตตาข้าไม่น้อย บอกว่าข้ายังเยาว์วัย ทั้งยังย้ายมาจากซีเหลียง จึงไม่ค่อยเข้มงวดกับข้าเท่าใด หากแต่เป็นไท่จื่อนั้น น่าเบื่อหน่ายยิ่งกว่าไท่จื่อเฟยไม่รู้กี่ร้อยพันเท่า เพียงตำราพวกนั้นอย่างเดียวข้าเห็นก็ปวดศีรษะแล้ว แต่หลี่เฉิงอิ๋นกลับต้องท่องให้ได้ทุกเล่ม ทักษะด้านบุ๋นต้องแตกฉานด้านแต่งกลอนวาดภาพ ทักษะด้านบู๊ต้องเชี่ยวชาญการขี่ม้ายิงธนู ข้าคิดว่าตอนเขาเป็นเด็กต้องมีความสุขไม่เท่าข้าเป็นแน่ ต้องเรียนอะไรมากมายปานนั้น คงน่าเบื่อยิ่งนัก

ข้าชักมือออกมาไม่ได้เพราะหลี่เฉิงอิ๋นจับมือข้าแน่นยิ่ง พอดีบ่าวรับใช้ยกยาเข้ามา หย่งเหนียงรับถ้วยยามาถือ เอ่ยกับข้าเสียงเบา “ไท่จื่อเฟย พระโอสถมาแล้วเพคะ”

ข้าจึงได้แต่ร้องบอกเขา “หลี่เฉิงอิ๋น! ลุกขึ้นมาดื่มยาได้แล้ว!”

แต่หลี่เฉิงอิ๋นไม่ตอบข้า เอาแต่จับมือข้าแน่นไม่ยอมปล่อย หย่งเหนียงสั่งให้คนนำหมอนสองสามใบมารองเพิ่มตรงหัวเตียง ก่อนจะสั่งให้บ่าวรับใช้ประคองหลี่เฉิงอิ๋นขึ้นนั่งพิงหมอน

หย่งเหนียงใช้ช้อนหยกตักยาป้อนเขา แต่เขาไม่ยอมอ้าปาก ป้อนไปคำหนึ่ง ยากว่าครึ่งช้อนก็หยดลงมาจากริมฝีปากของเขา

ข้าเอ่ยขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว “ข้าเอง”

มือข้างขวาของข้ายังคงถูกหลี่เฉิงอิ๋นจับไว้แน่น จึงทำได้เพียงใช้มือซ้ายถือถ้วยยา ข้าหันไปเรียกอาตู้ “บีบจมูกเขา”

อาตู้ก้าวเข้ามาบีบจมูกหลี่เฉิงอิ๋นตามคำสั่ง เขาถูกบีบจนหายใจไม่ออก ผ่านไปครู่หนึ่งปากก็อ้าขึ้น ข้ารีบอาศัยจังหวะนั้นกรอกยาทั้งถ้วยใส่ปากเขาทันที เขาถูกบีบจมูก ได้แต่กลืนยาลงไปรวดเดียวหลายอึก

ข้ากรอกเร็วเกินไป ทำให้เขาสำลักไอโขลกๆ ไม่หยุด กระทั่งในที่สุดเขาก็ลืมตา “ร้อน…ร้อนยิ่ง…”

ถูกยาลวกปากตายก็ยังดีกว่าป่วยตายมิใช่หรือ

ข้าส่งสายตาให้อาตู้ปล่อยมือ หลี่เฉิงอิ๋นยังคงจับมือข้าแน่น แต่กลับไม่ยอมมองข้าแม้เพียงแวบเดียวและไม่นานเขาก็หลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

หย่งเหนียงยกเก้าอี้กลมไร้พนักมาให้ข้านั่งหน้าเตียง ข้านั่งไปครู่หนึ่ง รู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง เพราะต้องยืดแขนตลอดเวลา ข้าบอกให้อาตู้ยกเก้าอี้กลมออกไป ก่อนจะตัดสินใจทรุดตัวนั่งบนแท่นวางเท้าเสียเลย เช่นนี้จะได้ไม่ต้องงอตัว สบายกว่าเดิมไม่น้อย

แต่หลี่เฉิงอิ๋นจับมือข้าไว้ตลอดเวลา จนข้าชาไปทั้งแขน ข้าลองชักมือออกมา แต่ทันทีที่ขยับตัวหลี่เฉิงอิ๋นก็จะจับแน่นกว่าเดิม อาตู้ชักดาบออกจากฝัก ชี้ไปที่ข้อมือหลี่เฉิงอิ๋น ข้าส่ายหน้ารัวเร็วเป็นเชิงไม่อนุญาต หากนางฟันแขนเขา เสด็จพ่อของเขามีหวังกริ้วจัดจนยกทัพบุกซีเหลียงเป็นแน่

ข้าเริ่มคิดถึงเจ้าเหลียงตี้ อย่างน้อยหากนางอยู่ ข้าก็ไม่ต้องดูแลหลี่เฉิงอิ๋น ต่อให้เขาป่วยหนักจนหมดสติ ก็ไม่มีทางจับมือข้าไม่ปล่อยเช่นนี้

หนึ่งชั่วยามผ่านไป แขนของข้าด้านชาจนไร้ความรู้สึก ข้าเริ่มคิดหาวิธีว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถช่วยเจ้าเหลียงตี้ออกมา ให้นางรับหน้าที่ยุ่งยากนี้แทนข้า

สองชั่วยามผ่านไป ลำตัวครึ่งหนึ่งของข้าด้านชาจนไร้ความรู้สึก ข้าทนไม่ไหวอีกต่อไป เอ่ยเรียกหย่งเหนียงเสียงเบา นางก้าวเข้ามาก้มหน้าตั้งใจฟังคำสั่งของข้า ข้าบอกนางด้วยน้ำเสียงอึกอัก “หย่งเหนียง…ข้าอยากปลดทุกข์…”

หย่งเหนียงเอ่ยทันที “หม่อมฉันจะสั่งให้คนนำกระโถนเข้ามา”

แล้วนางก็ก้าวฉับๆ ออกไป ข้าเรียกนางไว้ไม่ทัน รู้ตัวอีกทีนางก็สั่งให้บ่าวรับใช้ยกฉากกันลมมาวางกั้นเรียบร้อยแล้ว จากนั้นทุกคนก็ถอยออกไป ปิดประตูห้องแน่นหนาทว่าข้ากลับทำหน้ามุ่ยด้วยความยุ่งยากใจ “หย่งเหนียง…ทำเช่นนี้ไม่ได้…”

“หม่อมฉันปรนนิบัติพระชายา…”

ข้าแทบจะร้องไห้ออกมา “ไม่ได้! ที่นี่ไม่ได้! หลี่เฉิงอิ๋นยังอยู่ตรงนี้…”

“องค์รัชทายาทไท่จื่อหาใช่ผู้อื่นไม่…อีกทั้งตอนนี้ก็กำลังบรรทม” หย่งเหนียงปลอบข้า “อีกทั้งองค์รัชทายาทกับไท่จื่อเฟยก็เป็นสามีภรรยากัน อันว่าสามีภรรยาก็นับเป็นคนคนเดียวกัน…”

ข้าไม่มีแก่จิตแก่ใจจะฟังนางพล่าม ข้าอั้นต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ  แต่ต่อหน้าหลี่เฉิงอิ๋น ต่อหน้าบุรุษผู้หนึ่ง จะให้ข้า…ข้าอยากร้องไห้…อยากร้องไห้เสียจริงๆ…

“หย่งเหนียง เจ้ารีบหาวิธี…รีบหาวิธีเร็วเข้า!”

หย่งเหนียงนิ่งเงียบครุ่นคิด ส่วนข้าก็เร่งนางไม่หยุด สุดท้ายนางก็คิดวิธีที่ดีกว่านี้ไม่ออก ส่วนข้าก็อั้นต่อไปไม่ไหว ได้แต่เอ่ยอย่างร้อนรน “ช่างเถิด ช่างเถิด ตรงนี้ก็ตรงนี้ เจ้ามายืนบังข้าที”

หย่งเหนียงเอียงตัวเขยิบเข้ามายืนระหว่างข้ากับหลี่เฉิงอิ๋น แต่เป็นเพราะหลี่เฉิงอิ๋นยังคงจับมือข้า และตามกฎวังนางก็มิอาจหันหลังให้ข้ากับหลี่เฉิงอิ๋น ฉะนั้นจึงทำได้เพียงยืนบังเพียงส่วนหนึ่ง ข้าปลดสายคาดเอวอย่างหวาดหวั่น ชะเง้อคอมองหลี่เฉิงอิ๋นตลอดเวลา อาตู้ช่วยข้าปลดสายคาดเอว ก่อนจะจับกระโปรงให้ข้า

ข้าท่องกลอนได้ทั้งหมดสามวรรค หนึ่งในนั้นข้าเคยท่องอวดเผยเจ้ามาแล้ว ซึ่งก็คือวรรคที่ว่า “สิ่งใดช่วยคลายโศกา มีเพียงสุราชั้นดี”

ส่วนอีกวรรคหนึ่งก็คือ

“เสียงซอใหญ่ดังอื้ออึง

ประหนึ่งฝนโหมกระหน่ำ

เสียงซอเล็กดังพึมพำ

ดั่งถ้อยคำกระซิบแผ่ว

เสียงอื้ออึงปนพึมพำ

ประสานนำดังแว่วแว่ว

ราวไข่มุกเรียงเป็นแถว

ร่วงเป็นแนวบนถาดหยก”

เพราะอะไรข้าถึงท่องกลอนวรรคนี้ได้น่ะหรือ นั่นก็เพราะตอนเริ่มเรียนภาษาจงหยวนแรกๆ นั้น กลอนวรรคนี้อ่านออกเสียงยากยิ่ง ข้าเลยถือเป็นบทฝึกอ่าน อ่านซ้ำไปซ้ำมาจนท่องได้

เสียงซอใหญ่ดังอื้ออึงประหนึ่งฝนโหมกระหน่ำเสียงซอเล็กดังพึมพำดั่งถ้อยคำกระซิบแผ่วเสียงอื้ออึงปนพึมพำ ประสานนำดังแว่วแว่วราวไข่มุกเรียงเป็นแถวร่วงเป็นแนวบนถาดหยก…เป็นอย่างที่ว่าไว้จริงๆ…เบาสบายไปทั้งตัว…สบายตัวยิ่งนัก

ขณะที่ข้ากำลังผ่อนคลายอย่างที่สุด และรู้สึกว่าการที่ตัวเองสามารถจดจำบทกลอนที่ออกเสียงยากขนาดนี้ได้นั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจยิ่ง ทันใดนั้นหลี่เฉิงอิ๋นก็ขยับตัว ก่อนจะลืมตาขึ้น

“กรี๊ด!”

ข้ากรีดร้องเสียงดังลั่น

อาตู้พลันดีดตัวเข้าหาพร้อมชักดาบออกจากฝัก หย่งเหนียงสะดุ้งเพราะตกใจเสียงร้องของข้า นางยังไม่ทันทำอะไรก็ถูกอาตู้ผลักไปอีกทาง พริบตานั้นดาบฝังทองของอาตู้ชี้จ่อลำคอหลี่เฉิงอิ๋น ข้ารีบจับกระโปรงอย่างลนลานพลางร้องตะโกน “อย่า! อาตู้อย่า!”

ข้าลุกลี้ลุกลนผูกสายคาดเอว แต่ชุดของชาวจงหยวนสวมยากยิ่ง เดิมข้าเองก็สวมไม่ค่อยจะเป็นอยู่แล้ว เพราะปกติจะมีนางกำนัลฝ่ายอาภรณ์ช่วยสวมให้ อารามร้อนรน ข้าจึงผูกสายคาดเอวเป็นเงื่อนตาย กระนั้นก็ไม่มีเวลาสนใจ ถลาเข้าไปดึงตัวอาตู้ทันที “อาตู้! อย่า! เขาแค่ทำให้ข้าตกใจเท่านั้น”

อาตู้เก็บดาบ หลี่เฉิงอิ๋นมองข้า ข้ามองหลี่เฉิงอิ๋น เขาดูเหมือนยังเบลออยู่เล็กน้อย สายตาเลื่อนลอย เริ่มจากมองฉากกันลมด้านหลัง จากนั้นก็มองหย่งเหนียงซึ่งกำลังนิ่งอึ้ง ต่อด้วยมองกระโถนหน้าเตียง จากนั้นสายตาก็หยุดนิ่งที่มือของข้าซึ่งยังถูกเขาจับไว้แน่น สุดท้ายก็เบนสายตาไปที่เงื่อนตายบนสายคาดเอวที่ข้าผูกอย่างลวกๆ  ริมฝีปากของหลี่เฉิงอิ๋นพลันกระตุกน้อยๆ

หมดกัน…ภาพลักษณ์ของข้า!

สามปีมานี้ไม่ว่าโต้เถียงหรือใช้กำลัง ข้าไม่เคยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบหลี่เฉิงอิ๋นสักครั้ง แต่วันนี้ภาพลักษณ์ของข้าล้วนเสียหายป่นปี้

โทสะของข้าพุ่งปะทุถึงขีดสุด กระแทกเสียงใส่เขา “หากเจ้ากล้าหัวเราะ ข้าจะให้อาตู้ฆ่าเจ้าเสีย!”

ริมฝีปากของเขากระตุกมากขึ้นเรื่อยๆแม้ข้าจะถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน แต่สุดท้ายเขาก็ยังระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น เขาหัวเราะชอบใจอย่างที่สุด ข้าไม่เคยเห็นเขาหัวเราะเช่นนี้มาก่อน เสียงหัวเราะของเขาสะท้อนดังไปทั้งตำหนัก

ข้าทั้งโกรธทั้งอาย แย่งดาบมาจากมืออาตู้ หย่งเหนียงอุทานอย่างตระหนก ข้าหันสันดาบจ่อติดลำคอหลี่เฉิงอิ๋น “เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าทำร้ายเจ้าหรือ เจ้าคิดว่าเจ้าป่วยแล้วข้าจะไม่กล้าทำอะไรเจ้าหรือ ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ หากมิใช่กลัวว่าเสด็จพ่อผู้นั้นของเจ้าจะยกทัพโจมตีท่านพ่อของข้า วันนี้ข้าบั่นคอเจ้าแน่!”

หย่งเหนียงทำท่าจะเข้ามาดึงตัวข้า แต่ถูกอาตู้รั้งตัวไว้ แม้ข้าจะใช้ฝั่งที่เป็นสันดาบ แต่หากฟาดลงบนลำตัวก็เจ็บปวดไม่น้อย หลี่เฉิงอิ๋นถูกข้าฟาดหลายครั้ง แต่เขากลับไม่ด่าข้า ซึ่งนับว่าผิดวิสัยยิ่ง ทว่าเขาเองก็ไม่ยอมถูกเอาเปรียบฝ่ายเดียว ทำท่าจะแย่งดาบไปจากข้า เราสองคนตะลุมบอนอยู่บนเตียง ดาบฝังทองในมือข้าทอประกายวาบวับ เมื่อหวดผ่านอากาศจะส่งเสียงฟึ่บฟั่บ

หย่งเหนียงย่ำเท้าไปมาด้วยความร้อนใจ “ไท่จื่อเฟย ไท่จื่อเฟย ระวังจะพลาดถูกองค์รัชทายาทไท่จื่อนะเพคะ! องค์รัชทายาท พระองค์ทรงระวังด้วย!”

หลี่เฉิงอิ๋นออกแรงหมายจะฉวยดาบไปจากข้า ขณะชุลมุนข้ายังมิวายร้องเรียกอาตู้ “ลากหย่งเหนียงออกไป!”

หากไม่ลากนางออกไป การต่อสู้ครั้งนี้คงดำเนินต่อไปไม่ได้

อาตู้ลากหย่งเหนียงออกไปอย่างรวดเร็ว ข้าผมเผ้าหลุดลุ่ย แล้วอยู่ๆ ปิ่นหงส์ทองบนศีรษะก็ลื่นเกี่ยวมวยผมของข้า และเพียงชั่วขณะที่เสียสมาธิ หลี่เฉิงอิ๋นก็แย่งดาบไปจากมือข้าได้สำเร็จ

ข้าโมโหอย่างยิ่ง พลันโถมตัวเข้าใส่หมายจะแย่งดาบกลับมา หลี่เฉิงอิ๋นเอี้ยวตัวหลบอย่างรวดเร็วก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนบนเตียง มือหนึ่งชูดาบขึ้นสูง เดิมเขาก็สูงกว่าข้ามาก ข้าเขย่งปลายเท้าก็ยังเอื้อมไม่ถึง พอข้ากระโดดหมายจะคว้าดาบ เขาก็เปลี่ยนไปถือไว้ในมืออีกข้าง พอข้ากระโดดอีก เขาก็เปลี่ยนอีก…

ข้ากระโดดอยู่อย่างนั้นสี่ห้าครั้งติดต่อกัน ทุกครั้งล้วนคว้าน้ำเหลว คราวนี้เขาเลยกลายเป็นฝ่ายเยาะเย้ยข้าบ้าง “กระโดดอีก! กระโดดอีกสิ!”

ข้าโกรธจัด เห็นเขาสวมเพียงชุดนอนผ้าต่วนบางสีเหลือง ด้านล่างมีสายคาดเอวสีแดงโผล่ออกมา พลันนั้นความคิดบางอย่างก็บังเกิด ข้ายื่นมือออกไปดึงสายคาดเอวของเขาออกทันที คราวนี้หลี่เฉิงอิ๋นเป็นฝ่ายตระหนก “เจ้า เจ้าทำอะไร” พูดพลางคว้าสายคาดเอวไว้มั่น ข้าอาศัยจังหวะนั้นยกเท้าถีบเข่าของเขาเต็มแรง ขาเขางอและล้มลง ข้าพุ่งตัวเข้าไปคว้าข้อมือเขาและแย่งดาบกลับมาได้

บังเอิญอาตู้กลับเข้ามาในห้องพอดีนางเลิกม่านขึ้นเห็นข้ากำลังโน้มตัวอยู่บนตัวหลี่เฉิงอิ๋นพลางดึงสายคาดเอวของเขา ใบหน้านางพลันแดงก่ำหมุนตัวเดินหายไปจากห้อง

“อาตู้!”

ข้าลุกพรวดขึ้นตั้งใจจะตะโกนเรียกนาง แต่หลี่เฉิงอิ๋นทำท่าจะแย่งดาบไปจากข้าอีกครั้ง เราสองคนสู้กันอุตลุด ตั้งแต่อยู่บนเตียงจนลงจากเตียง นึกไม่ถึงว่าหลี่เฉิงอิ๋นจะสู้เก่งถึงเพียงนี้ แต่ก่อนเราสองคนก็มีลงไม้ลงมือกันบ้าง แต่ปกติก็แค่ทำท่าทำทางพอหอมปากหอมคอเท่านั้นยังไม่ทันลงมือก็ถูกจับแยกกัน วันนี้จึงนับเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์

แม้เขาจะกำลังล้มป่วย แต่บุรุษก็คือบุรุษ เรี่ยวแรงมหาศาลปานอูฐ แม้ข้าจะสู้เก่ง แต่เสียเปรียบตรงที่มีแรงไม่มาก พอสู้กันนานเข้าเรี่ยวแรงก็หดหาย

สุดท้ายหลี่เฉิงอิ๋นก็แย่งดาบไปได้ ข้าออกแรงแกะมือเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาจึงคลายมือออกและโยนดาบไปอีกทางก่อนจะยกขาเตะดาบไปเสียไกล คราวนี้เราสองคนไม่ว่าผู้ใดก็เอื้อมไม่ถึง

ข้าหอบตัวโยน หลี่เฉิงอิ๋นยังคงจับแขนข้าไม่ปล่อย เราสองคนดูคล้ายโซ่ยักษ์สองเส้นที่ม้วนบิดอยู่บนพรม หน้าผากเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดพราย ประเสริฐนัก ออกแรงจนเหงื่อไหลโซมกายเช่นนี้ อาการหวัดของเขาคงจะหายในไม่ช้า

เราสองคนนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม เขาไม่ยอมปล่อยมือ ส่วนข้าก็ไร้เรี่ยวแรงจะขัดขืน สุดท้ายหลี่เฉิงอิ๋นก็เห็นสายอาภรณ์ที่ข้าใช้รัดหน้าอก จึงยื่นมือข้างหนึ่งออกมาดึงสายอาภรณ์เส้นนั้น ข้าตกใจร้องลั่น “เจ้าจะทำอะไร”

เขาดึงสายอาภรณ์ออกมามัดข้อมือข้าอย่างลวกๆ  ข้าร้อนใจยิ่ง กลัวเขาจะจับข้ามัดแล้วใช้กำลังกับข้า ข้าร้องโพล่งขึ้น “นี่!วิญญูชนวิวาทไม่คิดแค้น หากเจ้าทำอะไรข้า ข้าจะให้อาตู้มาบั่นคอเจ้าจริงๆ ด้วย!”

“เงียบ!”

“อาตู้!” ข้าตะโกน “อาตู้เข้ามาเร็ว!”

หลี่เฉิงอิ๋นดูจะกลัวอยู่เหมือนกันว่าข้าจะเรียกอาตู้เข้ามาจริงๆ  เพราะเขาสู้อาตู้ไม่ได้ จึงหันซ้ายหันขวามองหาอะไรบางอย่าง

ข้าคาดว่าเขาคงอยากหาอะไรมาอุดปากข้า แต่บนเตียงและบนพื้นล้วนเกลื่อนกลาดยุ่งเหยิง หมอนและผ้าห่มกระจัดกระจายเต็มพื้น ไฉนเลยจะหาสิ่งที่ต้องการเจอได้ทันท่วงที แม้มือข้าจะถูกมัด แต่ขายังขยับได้ ข้าถีบเท้าไปมาราวกับปลาเกยตื้น อาศัยจังหวะนั้นตะโกนลั่น “อาตู้! รีบมาช่วยข้าเร็ว! อาตู้!”

หลี่เฉิงอิ๋นร้อนใจ โถมตัวเข้ามาจับตัวข้าไว้ ก่อนจะอุดปากข้าด้วยปากของเขา

ข้าตกตะลึง

ตัวของเขามีกลิ่นเหงื่อ กลิ่นเครื่องหอมกฤษณา กลิ่นยา แล้วก็กลิ่นอะไรอีกไม่รู้ ริมฝีปากของเขาอ่อนนุ่มรุ่มร้อน ราวกับเนื้อย่างที่เพิ่งย่างสุกใหม่ๆ  แต่นุ่มละไมยิ่งกว่าเนื้อย่าง ข้าตกตะลึง นิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก ดวงตาเบิกกว้าง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าล้วนเป็นใบหน้าของหลี่เฉิงอิ๋น ไม่ ล้วนแต่เป็นนัยน์ตาของเขา

เราสองคนต่างจ้องมองอีกฝ่าย

ข้ารู้สึกว่า ข้ากำลังจะลืมหายใจ ได้แต่มองเขาอย่างอึ้งงัน

เขาเองก็ดูจะลืมหายใจเช่นกัน ได้แต่มองข้าอย่างอึ้งงัน

สุดท้ายข้าก็อ้าปาก ตั้งใจจะส่งเสียงร้อง แต่เขากลับกระชับวงแขน คว้าตัวข้าเข้าไปใกล้มากขึ้น ทันทีที่ข้าอ้าปาก ลิ้นของเขาก็เบียดแทรกเข้ามา

น่าขยะแขยงยิ่ง!

ข้าขนลุกไปทั้งตัว แต่เขากลับและเล็มริมฝีปากของข้าอยู่อย่างนั้น!

นั่นคือปากของข้า! ไม่ใช่ขาหมู! ไม่ใช่ไก่ย่าง! แล้วก็ไม่ใช่ขาเป็ด!

แต่เขากลับกอดข้าพลางและเล็มอย่างเอร็ดอร่อย…ขณะที่เขาเล็มริมฝีปากข้า มือก็ลูบไล้ไปมาตามเสื้อผ้าของข้า โชคดีที่ข้าผูกสายคาดเอวเป็นเงื่อนตาย หาไม่แล้วสายรัดหน้าอกของข้าถูกเขาดึงขาดไปแล้ว หากตอนนี้แม้แต่กระโปรงยังถูกเขากระชากออก ข้าขอตายเสียดีกว่า

เกิน!จะ!ทน!แล้ว!

ข้ากัดเขาอย่างแรง จากนั้นก็งอเข่า ถีบเขาเต็มแรง!

เขาถูกข้าเตะไปอีกทาง ไม่เข้ามาใกล้ข้าอีก ข้าผุดลุกขึ้น รีบพุ่งเข้าไปคว้าดาบของอาตู้ หันคมดาบหั่นสายอาภรณ์ที่มัดข้อมือจนขาด ก่อนจะใช้ดาบชี้คอเขา “หลี่เฉิงอิ๋น! วันนี้เจ้ากับข้าต้องตายกันไปข้าง!”

หลี่เฉิงอิ๋นเหลือบมองข้าอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะก้มมองดาบเล่มนั้นแวบหนึ่ง ข้าขยับดาบเข้าไปมากยิ่งขึ้น เอ่ยขู่ “เรื่องวันนี้ห้ามเจ้าพูดออกไป มิเช่นนั้นคืนนี้ข้าจะสั่งอาตู้ไปฆ่าเจ้าเสีย!”

หลี่เฉิงอิ๋นยกมือเท้าคาง ราวกับว่าลำคอของตนไม่มีดาบคมกริบชี้จ่ออยู่กระนั้นพลันนั้นเขาก็เปลี่ยนท่าทีเป็นกวนโทสะ “เรื่องอะไรของวันนี้…ที่มิให้ข้าพูดออกไป”

“เรื่องที่เจ้าจูบข้า แล้วก็…แล้วก็…โอ๊ย! เอาเป็นว่าห้ามเจ้าพูดเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ทั้งหมด! หาไม่แล้วข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!”

แต่เขากลับเอียงคอเข้ามาใกล้คมดาบ “เช่นนั้นเจ้าก็ฆ่าเสียสิ…นี่เจ้ากำลังลอบสังหารสามีชัดๆ! แล้วก็ หากเจ้ากล้าแตะต้องตัวข้าแม้แต่ปลายเล็บ เสด็จพ่อของข้าก็จะยกทัพบุกซีเหลียงของเจ้าทันที”

ชั่ว!ช้า!ยิ่ง!นัก!

ข้าโกรธจนทำอะไรไม่ถูกไม่รู้ควรจะแทงเขาตอนนี้ดีหรือเรียกอาตู้ไปจัดการเขาคืนนี้ดี

“แต่ว่า…”เขาเอ่ย“บางทีหากข้าอารมณ์ดี…ข้าอาจจะไม่บอกเรื่องวันนี้ให้ใครรู้”

ข้ามองเขาอย่างไม่ไว้ใจ“เช่นนั้นต้องทำอย่างไรเจ้าถึงจะอารมณ์ดี”

หลี่เฉิงอิ๋นลูบคาง“ขอข้าคิดดูก่อน…”

ข้าเอ่ยเสียงเขียว“ยังต้องคิดอะไรอีก! ข้าบอกเจ้าไว้ก่อนหากเจ้ากล้าพูดออกไปข้าจะให้อาตู้บั่นคอเจ้าทันที!”

“เว้นแต่ว่าเจ้าจะจูบข้า!”

“เจ้าพูดอะไร”

“หากเจ้าจูบข้าข้าจะไม่บอกเรื่องวันนี้ให้ใครรู้”

ข้ามองเขาอย่างระแวงหลี่เฉิงอิ๋นในวันนี้ช่างไม่เหมือนหลี่เฉิงอิ๋นแต่ก่อนเราสองคนคุยกันไม่ถึงสามประโยคก็ทะเลาะกันแล้วหลี่เฉิงอิ๋นในตอนนั้นช่างน่าโมโหน่าโมโหน่าโมโหยิ่งนัก…แต่วันนี้กลับกวนโทสะกวนโทสะกวนโทสะอย่างยิ่ง

ข้าแข็งใจตัดสินใจลองดูสักตั้ง“เจ้าต้องทำตามคำพูด”

“ลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้น”

เช่นนั้นก็ได้ข้าวางดาบลงก่อนจะหลับตาและงับหน้าเขาแรงๆจนเกิดเป็นรอยฟันเขาสะดุ้งด้วยความเจ็บพอข้าจูบเสร็จก็เตรียมคว้าดาบทำท่าจะเดินออกไปแต่เขากลับยื่นมือออกมาคว้าแขนข้าดึงตัวข้าเข้าสู่อ้อมกอดของเขา

จากนั้นก็และเล็มริมฝีปากของข้าอีกครั้ง!

เขาเล็มอยู่นานกว่าจะปล่อยข้าข้าถูกเขาเล็มปากจนหายใจหายคอไม่ทันริมฝีปากร้อนผะผ่าวราวถูกเผาไหม้คนผู้นี้ต้องเล็มปากข้าจนบวมเป่งเป็นแน่!

เขาไล้นิ้วไปตามริมฝีปากข้าพลางเอ่ย“เช่นนี้ถึงจะเรียกว่าจูบรู้หรือไม่”

ข้าอยากแทงเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอดหากมิใช่เป็นเพราะกลัวว่าสองแผ่นดินจะเกิดสงครามชาวบ้านบาดเจ็บล้มตายโลหิตหลั่งรินทั่วพื้นพสุธาโครงกระดูกกองเท่าภูเขา…ดังนั้นจึงได้แต่ฝืนทนอดกลั้นกัดฟันเอ่ยกับเขา“ขอบคุณที่สอน!”

“ไม่เป็นไร”เขายังกวนโทสะไม่เลิก“ตอนนี้เจ้าทำเป็นแล้วตาเจ้าจูบข้าบ้าง”

“เมื่อครู่ก็จูบไปแล้วนี่!”ข้าโกรธจนตัวสั่น“เจ้าไม่ทำตามคำพูด!”

“เมื่อครู่ข้าจูบเจ้ามิใช่เจ้าจูบข้า”

เพื่อสันติสุขแห่งสองแผ่นดินจำต้องอดทน!

ข้าจับเสื้อเขาไว้ก่อนจะลงมือเล็มริมฝีปากเขาแรงๆ แบบที่เขาทำเมื่อครู่น่องไก่ชิ้นโต น่องไก่ชิ้นโต น่องไก่ชิ้นโตๆ…ถือเสียว่ากำลังเล็มน่องไก่แล้วกัน! ข้าจะเล็ม! จะเล็ม! จะเล็มๆๆๆ!

ในที่สุดก็เล็มเสร็จข้าปล่อยมือเห็นว่าคอของเขาแดงก่ำลามไปถึงใบหูแม้แต่นัยน์ตาก็เต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดงก่ำลมหายใจพลันเปลี่ยนเป็นถี่กระชั้น

“เจ้าไข้ขึ้นอีกแล้วหรือ”

“มิใช่!”เขาปฏิเสธเสียงแข็ง“เจ้าไปได้แล้ว”

ข้าสำรวจเสื้อผ้า ยกมือจัดผม คว้าดาบมาถือก่อนจะเชิดหน้าก้าวฉับๆ ออกไป

ด้านนอกไม่มีผู้ใดอยู่ ข้าเดินมุ่งหน้ากลับไปยังตำหนักของตัวเอง ถึงเห็นว่าบรรดาสาวใช้ล้วนอยู่ที่นี่ พอพวกนางเห็นข้าต่างก็ตกตะลึงตาค้างจนแทบจะลืมทำความเคารพข้า

ต้องบอกก่อนว่าพวกนางล้วนเป็นผู้ที่หย่งเหนียงคัดเลือกมา แต่ละคนก็เหมือนกับหย่งเหนียง ต่างจดจำกฎระเบียบได้ขึ้นใจ มิเคยหลงลืมแม้สักครา

ข้าส่องกระจก ถึงรู้ว่าเหตุใดพวกนางถึงมีท่าทางเช่นนั้น

นี่มันผีดิบชัดๆ…ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ริมฝีปากบวมเป่ง หลี่เฉิงอิ๋นเจ้าคนบัดซบ ทำปากข้าบวมเป่งจริงๆ เสียด้วย บรรดาบ่าวรับใช้รีบกรูเข้ามาเปลี่ยนชุดและหวีผมให้ข้า โชคยังดีที่ไม่มีผู้ใดกล้าถามข้าว่าเกิดอะไรขึ้น หากพวกนางรู้เข้า ข้าคงไม่มีหน้าอยู่ในตำหนักบูรพาอีกต่อไป

ขณะที่ข้ากำลังคิดอย่างเจ็บใจ ทันใดนั้นเสียงรายงานก็ดังขึ้นหน้าประตู บอกว่าหลี่เฉิงอิ๋นใช้ขันทีน้อยนำของมาให้ข้า เรื่องนี้นับว่าผิดแปลกไปจากธรรมดาและพวกนางเองต่างก็รู้ดีว่าหลี่เฉิงอิ๋นไม่ชอบข้า ไม่เคยใช้ผู้ใดนำของมาให้ข้าสักครั้ง

ข้ารู้สึกไม่ชอบมาพากล ปกติเวลาทะเลาะกับหลี่เฉิงอิ๋น เขาจะไม่เหลือบแลข้าไปหลายวัน วันนี้เราสู้กันอย่างดุเดือด แต่เขากลับใช้คนนำของมาให้ข้า นับเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่ง

แต่คนเช่นข้า ไม่มีทางกลัวหลี่เฉิงอิ๋นอยู่แล้ว ดังนั้นข้าจึงเอ่ย “ให้เขาเข้ามา”

ขันทีน้อยซึ่งรับคำสั่งให้มาส่งของกำลังประคองถาดใบหนึ่งอยู่ในมือ บนถาดมีผ้าแดงคลุมไว้ ข้ามองไม่ออกว่าสิ่งที่อยู่ใต้ผ้าแดงคืออะไร เนื่องจากขันทีน้อยรับคำสั่งจากหลี่เฉิงอิ๋น จึงมีท่าทางจริงจังเป็นการเป็นงานยิ่ง

เขายืนตรง เอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “องค์รัชทายาทตรัสว่า ทรงเผลอทำสายอาภรณ์ของไท่จื่อเฟยขาดไปด้วยไม่ทันระวังทรงรู้สึกผิดอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงตั้งพระทัยพระราชทานสายอาภรณ์ลายยวนยางคู่หนึ่งแก่ไท่จื่อเฟยเป็นการไถ่โทษ องค์รัชทายาทตรัสว่า เดิมควรผูกให้ไท่จื่อเฟยด้วยพระองค์เอง หากแต่เป็นเพราะเมื่อครู่ทรงเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง ทั้งยังมีเหงื่อออกมาก เกรงว่าอาการหวัดจะกำเริบ จึงมิสะดวกเสด็จมา องค์รัชทายาทยังตรัสอีกว่า เรื่องวันนี้พระองค์ไม่มีทางตรัสกับผู้อื่น ขอไท่จื่อเฟยโปรดวางใจ”

ข้าโมโหจนเลือดแทบขึ้นหน้า บรรดาสาวใช้บ้างเหลือบมองฟ้า บ้างหลุบตามองพรม บ้างเม้มริมฝีปากอย่างเอาเป็นเอาตาย บ้างฝืนทำเป็นเคร่งขรึม บ้างใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะพยายามกลั้นยิ้ม…สรุปว่าไม่มีผู้ใดมองข้าสักคน แต่ละคนล้วนทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่ขันทีน้อยพูด

หลี่เฉิงอิ๋นเจ้าช่างอำมหิตนัก!

นี่น่ะหรือที่เจ้ารับปากว่าจะไม่บอกใคร เจ้าทำเช่นนี้แทบจะเป็นการป่าวประกาศให้รู้กันทั่วทั้งแผ่นดินแล้ว! ซ้ำยังจงใจพูดจา…ล่อแหลมเช่นนั้นอีก!จะไม่ให้คนอื่นคิดไปถึงไหนต่อไหนได้อย่างไร!

ข้ากัดฟันฝืนยิ้ม “หม่อมฉันขอบพระทัยองค์รัชทายาท”

ขันทีน้อยคุกเข่าถวายบังคมข้าอย่างเคารพนบนอบ ก่อนจะเทินถาดในมือขึ้นเหนือศีรษะ ข้าเองก็ไม่เรียกใช้ผู้ใด ยื่นมือออกไปเลิกผ้าแดงขึ้น และก็เป็นไปอย่างที่คาดไว้ ในนั้นมีสายอาภรณ์ลายยวนยางที่เย็บปักอย่างวิจิตรประณีตคู่หนึ่งวางอยู่ จัดวางอย่างงดงามเป็นรูปหัวใจ ข้าเห็นดังนั้นโทสะก็พุ่งปะทุ โมโหจนเลือดแทบขึ้นหน้าส่วนสาวใช้ข้างกายก็รีบก้าวเข้ามารับถาดใบนั้นไปถือไว้

ข้ารู้อยู่แล้วว่าหลี่เฉิงอิ๋นไม่มีทางปล่อยให้ข้าอยู่อย่างมีความสุข ข้าเพียงแต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะอำมหิตถึงเพียงนี้ นึกไม่ถึงว่าเขาจะใช้วิธีสกปรกเช่นนี้จัดการข้า

ตกเย็นในที่สุดอาตู้ก็กลับมา นางพาหย่งเหนียงกลับมาด้วย หย่งเหนียงกลับมายังไม่ทันถึงครึ่งถ้วยชา ก็มีคนปากไวบอกนางเรื่องสายอาภรณ์ลายยวนยาง

หย่งเหนียงไม่กล้าถามอะไรข้า กระนั้นก็อดยิ้มแก้มปริไม่ได้ นางเห็นริมฝีปากข้ายังบวมอยู่ ก็รีบสั่งให้เตรียมน้ำแกงเพิ่มในสำรับมื้อเย็นของข้า ข้ากล้าพูดเลยว่าทั่วทั้งตำหนักบูรพาไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าข้าออกมาจากห้องนอนของหลี่เฉิงอิ๋นด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย แม้แต่สายอาภรณ์ก็ไม่รู้หายไปไหน แล้วจากนั้นหลี่เฉิงอิ๋นก็ส่งสายอาภรณ์ลายยวนยางคู่หนึ่งมาให้ข้า

สายอาภรณ์ลายยวนยาง เพียงนึกถึงข้าก็ขนลุกชูชันไปทั้งตัว หากหลี่เฉิงอิ๋นส่งผ้าขาวยาวสามฉื่อมาให้ข้า ข้ายังไม่รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใดหากแต่สายอาภรณ์ลายยวนยาง เห็นชัดๆ ว่าเป็นแผนการที่ชั่วร้ายอย่างยิ่ง

แต่คนอื่นๆ ในตำหนักบูรพากลับไม่คิดเช่นนี้ โดยเฉพาะบรรดาสาวใช้ที่ทำงานรับใช้ข้า ระยะนี้พวกนางล้วนแต่ยินดีปรีดา เข้าใจว่าในที่สุดข้าก็พิชิตใจหลี่เฉิงอิ๋นได้เสียที

“ในที่สุดองค์รัชทายาทก็ตาสว่างเสียที อมิตาภพุทธ!”

“สามัญชนสกุลเจ้าจะต้องทำเสน่ห์ใส่องค์รัชทายาทเป็นแน่ เจ้าเห็นหรือไม่ พอสามัญชนสกุลเจ้าถูกกักบริเวณ องค์รัชทายาทก็หันมาทำดีกับพระชายาไท่จื่อเฟย”

“ใช่แล้ว! พระชายาของพวกเรารูปโฉมงดงามถึงเพียงนี้ จะมิได้รับความโปรดปรานจากองค์รัชทายาทได้อย่างไร ช่างไม่มีเหตุผลเสียเลย!”

“เจ้าเห็นหรือไม่ พอพระชายาเห็นสายอาภรณ์ลายยวนยางใบหน้าก็แดงระเรื่อ ดูท่าคงเขินอายยิ่ง…”

“เป็นข้าข้าก็เขิน องค์รัชทายาทช่างใจกล้ายิ่ง…กลางวันแสกๆ ยังรับสั่งให้คนนำของสิ่งนี้มาให้พระชายา…”

“ยังมีที่ใจกล้ากว่านี้อีก…เจ้าไม่เห็นตอนพระชายากลับมาหรือ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าก็ถูกดึงจนขาด…แสดงว่าองค์รัชทายาท…ช่างใจร้อนยิ่ง…ฮิๆ…”

ข้าลุกพรวดขึ้น ฟังสาวใช้ที่อยู่เวรตอนกลางคืนกระซิบกระซาบกัน ใจอยากตะโกนบอกพวกนางเหลือเกินว่า นั่นมิใช่ความจริง มิใช่ความจริง! ข้าหน้าแดงเพราะโมโห!ชุดขาดเพราะต่อสู้! ไม่ใช่แบบที่พวกนางคิดแม้แต่น้อย!

หลี่เฉิงอิ๋นหาได้ชอบข้าจากใจจริงไม่ เขาจงใจทำให้ข้าถูกเข้าใจผิดเช่นนี้ต่างหาก

นึกไม่ถึงเลยว่าหลี่เฉิงอิ๋นไม่เพียงแต่จงใจทำให้ข้าถูกเข้าใจผิด ซ้ำยังจงใจโยนความเดือดร้อนมาให้ข้าด้วย

เมื่อถึงวันที่สาม ฮองเฮาก็เรียกข้าเข้าวัง หลังจากข้าถวายบังคม นางก็ไม่สั่งให้คนประคองข้าเหมือนเคยทั้งยังไม่เอ่ยอนุญาตให้นั่งลง

ฮองเฮานั่งอยู่บนบัลลังก์ พูดอะไรไม่รู้ตั้งมากมาย แม้ถ้อยคำจะสุภาพนุ่มนวล แต่ข้าก็พอฟังออกว่านางกำลังอบรมข้า

ข้าจึงได้แต่คุกเข่าฟังคำอบรมของนาง

นี่นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ก่อนนางก็มีอบรมข้าบ้าง ส่วนใหญ่เป็นเพราะข้าทำเรื่องไม่สมควร เช่นลืมกฎระเบียบบางอย่างในพิธีการสำคัญ ไม่ก็ตอนบูชาบรรพชนเผลอพูดจาไม่เป็นมงคลออกมา แต่การให้ข้าคุกเข่าฟังคำอบรมเช่นนี้ ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก

ตอนแรกนางอ้างอิงคำสอนใน “คำสอนสตรี” และ “ตำราสอนหญิง” ต่อมาก็ยกเรื่องจางฮุ่ยฮองเฮา ฮองเฮาผู้เปี่ยมคุณธรรมแห่งราชวงศ์นี้ซึ่งเป็นที่ชื่นชมกล่าวขานไปทั่วมาพูดให้ข้าฟัง

พร่ำบรรยายราวกับกางตำราอยู่พักใหญ่จนข้าง่วงนอน คุกเข่าจนปวดเมื่อยก็ไม่กล้ายื่นมือออกไปนวด อันที่จริงนางเองก็รู้ว่าข้าไม่เข้าใจความนัยในคำพูดนาง

แล้วก็เป็นไปตามคาด พอสาธยายถ้อยคำเลิศหรูเป็นการเป็นงานเสร็จสิ้น ในที่สุดฮองเฮาก็ถอนใจยาว เอ่ย “เจ้าเป็นถึงไท่จื่อเฟย ชายาเอกแห่งตำหนักบูรพา เป็นแบบอย่างแก่ผู้คนทั้งแผ่นดิน อิ๋นเอ๋อร์เยาว์วัยไม่รู้ความ เจ้าควรจะช่วยตักเตือน ไฉนจึงปล่อยให้เขาก่อเรื่องตามอำเภอใจ ไม่ต้องพูดถึงตระกูลเชื้อพระวงศ์เรา ต่อให้เป็นสามีภรรยาสามัญชน ก็ควรรู้จักสำรวมกิริยา…”

ในที่สุดข้าก็พอเข้าใจความหมายของนาง เอ่ยแทรกขึ้นอย่างอดไม่ได้ “มิใช่เช่นนั้นเพคะ คือว่าเขา…”

ฮองเฮาเหลือบมองข้าด้วยสายตาราบเรียบ เอ่ยตัดบทคำพูดข้า “ข้ารู้ว่าเขาเป็นเริ่ม แต่เขากำลังล้มป่วย เจ้าไม่รู้จักปฏิเสธหรืออย่างไร หากโชคร้ายเกิดเขาร่างกายอ่อนแอ ป่วยหนักกว่าเดิมจะทำเช่นไร ต่อไปเจ้าต้องขึ้นเป็นฮองเฮา ต้องปกครองดูแลฝ่ายใน ต้องเป็นแบบอย่างอันประเสริฐแก่ผู้คนทั้งตำหนักใน เจ้าทำเช่นนี้ ภายหน้าผู้คนจะยอมรับนับถือในตัวเจ้าหรือ”

ข้าทั้งโกรธทั้งอาย อยากมุดดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด ฮองเฮากำลังด่าว่าข้าหน้าไม่อาย รู้ทั้งรู้ว่าหลี่เฉิงอิ๋นไม่สบายยังจะ…ยังจะ…ทำเรื่อง…อย่างว่า…แต่ฟ้าดินล้วนรู้ดี! เราสองคนหาได้ทำเรื่อง…เช่นนั้นไม่!

ข้าถูกใส่ร้าย เห็นชัดๆ ว่าข้าถูกใส่ร้าย!

ฮองเฮาเห็นข้าใกล้จะร้องไห้เต็มที นางเองก็คงรู้สึกว่าสั่งสอนพอแล้ว จึงเอ่ย “ลุกขึ้นเถิด! ข้าเองก็ทำไปเพราะหวังดีกับเจ้า เจ้าต้องรู้ว่าหากเรื่องนี้แพร่ออกไปจะเสื่อมเสียเพียงใด สามีภรรยาเยาว์วัยสนิทชิดใกล้ไม่นับเป็นเรื่องไม่ดี แต่ก็ต้องดูกาลเทศะด้วยเช่นกัน ชาวจงหยวนเราไม่เหมือนซีเหลียง คำพูดประโยคหนึ่งเชือดเฉือนราวคมมีด โดยเฉพาะในวังหลวง คำครหานินทาสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้”

ข้าขอบตาแดงก่ำ “ข้าไม่เหมาะจะเป็นไท่จื่อเฟย ข้าไม่เป็นแล้ว”

ฮองเฮาทำเป็นไม่ได้ยิน หันไปสั่งหย่งเหนียง “ดูแลไท่จื่อเฟยให้ดี แล้วก็ช่วงนี้ไท่จื่อกำลังล้มป่วย ไท่จื่อเฟยยังเยาว์วัย ทั้งมีกิจธุระมากมาย มิต้องให้นางปรนนิบัติเรื่องหยูกยาของไท่จื่อ ให้ไท่จื่อเฟยคัด ‘คำสอนสตรี’สิบจบแล้วกัน”

ข้าโกรธจนเลือดแทบขึ้นหน้า ทำอย่างกับข้าเป็นนางจิ้งจอกผู้ชอบยั่วยวนอย่างนั้น! ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว หลี่เฉิงอิ๋นวางแผนทั้งหมดนี้ขึ้นมา ก็เพื่อล่อให้ข้าเข้าไปติดกับ

สายอาภรณ์ลายยวนยางอะไรกัน โหดร้ายยิ่งกว่าผ้าขาวเสียอีก ไหนจะต้องคัด “คำสอนสตรี” อีกสิบจบ เช่นนี้มิเท่ากับเอาชีวิตข้าหรอกหรือ!

ทันทีที่กลับถึงตำหนักบูรพา ข้าก็กะจะคว้าดาบไปสู้กับหลี่เฉิงอิ๋นให้ตายกันไปข้าง บังอาจออกอุบายทำร้ายข้า คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง! แต่หย่งเหนียงตามเฝ้าข้าไม่ห่าง ทั้งยังสั่งให้นางกำนัลฝนหมึกเตรียมกระดาษให้ข้า ข้าจึงทำได้เพียงคัด “คำสอนสตรี” อย่างคับแค้นใจ

อักษรภาษาจงหยวนเดิมก็เขียนยากยิ่ง ทุกครั้งที่เขียนตัวอักษรตัวหนึ่ง ข้าก็จะด่าหลี่เฉิงอิ๋นในใจรอบหนึ่ง พอคัดไปสามบรรทัดห้าบรรทัด ข้าก็ด่าหลี่เฉิงอิ๋นในใจไปแล้วหลายร้อยรอบ

ตกกลางคืน ช่างนานแสนนานกว่าจะถึงยามวิกาลที่เงียบสงัด ข้าสวมเสื้อคลุมอย่างเงียบกริบ อาตู้ได้ยินข้าลุกจากเตียง ลุกขึ้นนั่งมองข้าอย่างไม่เข้าใจ ข้าเอ่ยเสียงกระซิบ “อาตู้ นำดาบเจ้ามาให้ข้า”

อาตู้ไม่รู้ว่าข้าคิดจะทำอะไร แต่ก็ยื่นดาบฝังทองของนางให้ข้าโดยดี ข้าค่อยๆ ซ่อนดาบไว้ในเสื้อ ก่อนจะคลุมผ้าคลุมทับชุดนอนอีกชั้นหนึ่ง หากไม่มีอาตู้ ข้าไม่มีทางหลุดรอดสายตาราชองรักษ์ที่เฝ้าตำหนักบูรพาไปได้ ดังนั้นข้าจึงพาอาตู้ไปด้วย เราสองคนย่องออกไปทางประตูข้าง เดินผ่านสะพานที่มีหลังคา มุ่งหน้าไปยังตำหนักของหลี่เฉิงอิ๋น แต่ทันทีที่ขึ้นสะพานอาตู้ก็ชะงัก

ที่แท้หย่งเหนียงกำลังถือกระถางธูปเดินมาทางนี้พอดี พอเราแอบย่องขึ้นมาอย่างไร้สุ้มเสียงเช่นนี้ จึงชนกับนางเข้าเต็มๆ

ช่างโชคไม่ดีเอาเสียเลย ข้าลืมไปว่าคืนนี้เป็นคืนขึ้นสิบห้าค่ำ หย่งเหนียงมักจะออกมากราบไหว้เทพจันทราในเวลานี้ ขณะที่ข้ากำลังชั่งใจว่าจะให้อาตู้ตีนางให้สลบดีหรือไม่ เพราะไม่แน่ใจว่านางจะร้องโวยวายเรียกราชองครักษ์มาจับตัวเราสองคนกลับไปหรือไม่ 

ทว่าหารู้ไม่ พอหย่งเหนียงเห็นว่าเป็นเราสองคน ตอนแรกก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองทิศทางที่เรากำลังไป ซึ่งก็คือตำหนักของหลี่เฉิงอิ๋น ในนั้นมีเงาคนเลือนรางท่ามกลางแสงไฟสลัว

ข้าอาศัยจังหวะนั้นส่งสายตาให้อาตู้ ให้นางจัดการหย่งเหนียง ทว่าหารู้ไม่ ข้ายังไม่ทันส่งสายตาให้อาตู้ ก็เห็นหย่งเหนียงถอนใจแผ่วเบา ก่อนจะถือกระถางธูปเดินผ่านพวกเราไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

ข้าแปลกใจอย่างยิ่ง หย่งเหนียงเดินไปสองสามก้าว พลันนั้นก็หันกลับมา เอ่ยกับข้า “กลางคืนอากาศเย็น ไท่จื่อเฟยเยี่ยมองค์รัชทายาทเสร็จแล้วก็รีบกลับเถิด จะได้มิเป็นหวัด”

ข้าอึ้งไป นึกไม่ถึงว่านางจะเข้าใจผิด คิดว่าข้าแอบไปพบหลี่เฉิงอิ๋น!

นี่มัน…นี่มัน…นี่มัน…

ช่างเถิด!

ข้าจูงอาตู้ก้าวฉับๆ ไปทางตำหนักของหลี่เฉิงอิ๋น หากไม่ได้แก้แค้นเขาอย่างสาสม ก็ยากจะบรรเทาความอัปยศที่ถูกใส่ร้ายในครั้งนี้

เมื่อมาถึงนอกกำแพงตำหนัก อาตู้ก็ฉุดมือข้าขึ้นไปบนกำแพง เราสองคนยังไม่ทันยืนทรงตัว ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนตะโกน “มีคนร้าย!” ตามด้วยเสียงลูกธนูแหลมคมพุ่งแหวกผ่านอากาศ

ข้าชะงัก มองธนูจำนวนนับไม่ถ้วนที่กำลังพุ่งตรงมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน แสงจากตะเกียงและคบเพลิงพลันสว่างเจิดจ้าทั่วทุกสารทิศ

อาตู้ยืนบังข้าพร้อมปัดลูกธนูทิ้ง นางคงสกัดได้อีกไม่นาน อารามร้อนใจ ข้าคิดจะหมุนตัวกระโดดกลับลงไป เพราะกลัวอาตู้จะบาดเจ็บเพราะข้า หารู้ไม่ว่ากลับเสียหลักก้าวพลาด พลัดตกร่วงดิ่งลงมาจากกำแพงสูงชัน

จะสูงอะไรขนาดนี้!

ได้ยินเพียงเสียงลมหวีดหวิวโฉบผ่านข้างหู…คราวนี้…มีหวังกลายเป็นก้อนเนื้อแหลกเหลวเป็นแน่

ข้าหงายหลังร่วงตกจากกำแพง จึงยังมองเห็นใบหน้าหวาดหวั่นขวัญเสียของอาตู้ นางกระโดดลงมาหมายจะคว้าตัวข้าไว้ ด้านหลังนางคือม่านราตรีสีดำสนิท หมู่ดาวดารดาษราวเมล็ดงาสีขาวผ่อง ซึ่งเคลื่อนห่างจากตัวข้ามากขึ้นทุกที ส่วนแสงจันทร์ก็ถูกบดบังด้วยมุมหลังคาตำหนัก พลันนั้นก็ลับหายไปจากสายตา

ข้าคิดว่าอาตู้คงคว้าตัวข้าไว้ไม่ทัน เพราะข้าพลัดตกอย่างรวดเร็วและไม่ทันตั้งตัว ขณะที่ข้ากำลังท้อแท้สิ้นหวัง พลันนั้นใครคนหนึ่งก็คว้าเอวข้าไว้ ทำให้การเคลื่อนไหวชะลอลงในฉับพลัน

คนผู้นั้นหมุนตัวประคองตัวข้าไว้มั่น มวยผมของข้าถูกสายลมโฉบปะทะจนแผ่สยาย เส้นผมปลิวสัมผัสบดบังใบหน้าข้า ทำให้ข้ามองเห็นเพียงประกายวาววับของเกราะเงินที่เขาสวมใส่ ซึ่งมีแสงสว่างเจิดจ้าของเปลวเพลิงสะท้อนอยู่ภายใน แสงไฟบนเสื้อเกราะแวบผ่านอย่างรวดเร็ว ประดุจดอกไม้ไฟเล็กจิ๋วที่กำลังผลิบาน ดอกไม้ไฟเล็กจิ๋วเหล่านั้นสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาของเขา ขณะที่สายตาของเขากำลังจ้องมองข้านิ่ง

ข้าเคยฝันเช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน…วีรบุรุษพิทักษ์โฉมสะคราญ เขาโอบกอดข้า เราสองคนหมุนคว้างอย่างแช่มช้ากลางอากาศ…ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน…หมู่ดาวดารดาษเต็มท้องฟ้าทอดตัวลงมาราวสายฝน…ใต้ผืนดินและผืนฟ้ามีเพียงเขาจ้องมองดวงตาของข้า…

นัยน์ตาของเขามีเพียงข้าเท่านั้น…

ข้ากำลังเคลิบเคลิ้ม และใกล้จะละลายเต็มที เมื่ออยู่ในอ้อมกอดของเขาเช่นนี้คนผู้นี้ก็คือคนที่ข้าเฝ้าฝันถึงอย่างนั้นหรือ…

“ไท่จื่อเฟย!”

เท้าของข้าพลันสัมผัสพื้นดิน ข้ามองคนตรงหน้าอย่างนิ่งงันราวกับคนเพิ่งตื่นจากความฝัน เขาสวมชุดเกราะเงินทั้งชุด ใบหน้าหล่อเหลา ท่วงท่าสง่าผ่าเผย เขาก็คือคนผู้นั้นหรือ ผู้ที่ปรากฏตัวในความฝันของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า วีรบุรุษที่ปกป้องข้าจากภยันตรายทุกครั้งคราว

เผยเจ้าโค้งตัวทำความเคารพข้า ลูกธนูจากทุกทิศล้วนหยุดลงไปนานแล้ว เขาจับตัวข้ายืนบนพื้น ข้าถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองคว้าแขนเขาไว้ไม่ยอมปล่อย

อาตู้ก้าวเข้ามาดึงมือข้า มองสำรวจข้าอย่างละเอียดว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ข้ารู้สึกเก้อกระดากอย่างยิ่ง หรือว่าวีรบุรุษในฝันของข้าจะเป็นเผยเจ้า?

แต่ว่า…เหตุใดข้าถึงไม่รู้ตัวเล่า แต่เผยเจ้าเองก็หน้าตาหล่อเหลา ซ้ำพลังฝีมือก็ล้ำเลิศ แต่ว่าจะเป็นเขาได้อย่างไร ข้ารู้สึกใบหูร้อนผ่าว อดไม่ได้ชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง

คืนนี้นับว่าฤกษ์ยามไม่เป็นใจเสียจริงๆ  เมื่อครู่ก็พบหย่งเหนียง ตอนนี้ก็พบเผยเจ้า

เผยเจ้าโบกมือหนึ่งครั้ง เหล่าราชองครักษ์ที่ถือดาบง้างคันธนูเหล่านั้นพลันหายไปในพริบตา ข้ารู้สึกว่าตัวเองควรจะพูดอะไรบางอย่าง จึงได้แต่เอ่ยชมตามมารยาท “ฝีมือการบัญชากองทหารของแม่ทัพเผยล้ำเลิศเป็นหนึ่ง”

“ขอไท่จื่อเฟยโปรดอภัยที่กระหม่อมทำให้ตกใจ” เผยเจ้าประสานมือคำนับ “กระหม่อมมิทราบว่าไท่จื่อเฟยจะเสด็จเข้ามาทางกำแพง ขอไท่จื่อเฟยโปรดอภัย”

“มิใช่ความผิดของเจ้า ผู้ใดใช้ให้ข้ากับอาตู้ปีนกำแพงเข้ามาเล่า ไม่แปลกที่เจ้าจะคิดว่าพวกเราเป็นคนร้าย”

“มิทราบไท่จื่อเฟยมาที่นี่กลางดึกด้วยกิจอันใดหรือ”

ข้าไม่ซื่อบื้อถึงขนาดบอกเขาว่าข้ามาที่นี่เพื่อคิดบัญชีหลี่เฉิงอิ๋น ฉะนั้นจึงแสร้งทำเป็นหัวเราะ “ข้ามาทำอะไรที่นี่น่ะหรือ ข้าไม่บอกเจ้าหรอก”

สีหน้าเผยเจ้ายังคงเหมือนเดิม เขาก้มหน้าตอบรับคำหนึ่ง “พ่ะย่ะค่ะ”

ข้าเชิดหน้าวางมาด จูงอาตู้ก้าวอาดๆ ไปด้านหน้า เผยเจ้าพลันเอ่ยเรียกข้า “ไท่จื่อเฟย”

“มีอะไรหรือ”

“ห้องบรรทมขององค์รัชทายาทไท่จื่อมิได้อยู่ทางนั้น แต่อยู่ทางนี้พ่ะย่ะค่ะ”

ข้าทั้งโมโหทั้งขายหน้า ถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน  แต่เขายังคงยืนอย่างนบนอบอยู่ที่เดิม คล้ายกับไม่เห็นท่าทางไม่พอใจของข้า ข้าเลยได้แต่หมุนตัวกลับมา ก่อนจะก้าวฉับๆ ไปตามทางที่เขาชี้

ในที่สุดก็มาหยุดยืนหน้าห้องนอนของหลี่เฉิงอิ๋น ข้าสั่งอาตู้ “เจ้าเฝ้าอยู่หน้าประตู อย่าให้ผู้ใดเข้ามา”

อาตู้พยักหน้า ส่งภาษามือให้ข้า ข้าเข้าใจว่านางกำลังบอกข้าว่าไม่ต้องเป็นห่วง

ข้าเข้าไปด้านใน สาวใช้ที่อยู่เวรตอนกลางคืนยังไม่นอน พวกนางกำลังเล่นทายอักษรกันอยู่ ข้าแอบย่องผ่านด้านหลังพวกนางเข้าไป ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นข้า ไม่นานข้าก็ย่องเข้าไปในห้องในได้สำเร็จ

มุมหนึ่งในห้องในมีตะเกียงตั้งอยู่ เปลวเทียนวูบไหวส่องสะท้อนอย่างเลือนรางลงบนผืนผ้าม่าน ราวกับคลื่นน้ำพลิ้วกระเพื่อมแผ่วเบา ข้ากลั้นหายใจย่องเข้าไปหยุดยืนหน้าเตียง ค่อยๆ เลิกม่านขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง

ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียง “ฟึ่บ” ดังขึ้น ข้าเอี้ยวตัวหลบตามสัญชาตญาณ ลมเยียบเย็นพลันโฉบผ่านใบหน้าอย่างรวดเร็วรุนแรงจนข้ารู้สึกเจ็บแปลบ

ข้ายังไม่ทันส่งเสียงร้อง พริบตานั้นตัวทั้งตัวก็ถูกจับกดลงบนเตียงอย่างแน่นหนาคมดาบเยียบเย็นจ่อติดลำคอของข้า เกรงว่าวินาทีถัดไปเจ้าสิ่งนี้คงตัดหลอดลมข้าจนขาดเป็นแน่แท้ ข้าหวาดกลัวเสียจนขนลุกชันไปทั้งร่าง

ข้าจ้องมองหลี่เฉิงอิ๋น ท่ามกลางความมืดสลัวใบหน้าของเขาดูแข็งกร้าวอย่างประหลาด ราวกับเป็นคนละคนก็ไม่ปาน

เขาจ้องตาข้าเขม็ง ข้าไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าหลี่เฉิงอิ๋นจะพกดาบติดตัว แม้แต่ตอนนอนก็ระวังตัวถึงเพียงนี้

“เจ้าเองหรือ”

หลี่เฉิงอิ๋นเก็บดาบ สีหน้าท่าทางคล้ายจะกลับไปเป็นคนเดิมที่ข้าเคยคุ้น เอ่ยถามข้าอย่างสบายอารมณ์ “เจ้ามาหาข้าถึงที่นี่ตอนกลางดึก มาทำอะไรหรือ”

“เอ่อ…ไม่ได้ทำอะไร” ข้าจะบอกออกไปได้อย่างไร ว่าข้ามาเพื่อมัดตัวแก้แค้นเขาเป็นการระบายอารมณ์ที่เขาเป็นต้นเหตุทำให้ข้าถูกเข้าใจผิด

เขาเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม เหลือบมองข้าแวบหนึ่ง “อ้อ ข้ารู้แล้ว เจ้าคิดถึงข้า เลยมาหาข้า ใช่หรือไม่”

ข้าโมโหอย่างยิ่ง นึกถึงเรื่องที่เขาอาศัยสายอาภรณ์ลายยวนยางมาใส่ร้ายข้า ทำให้ข้าต้องถูกฮองเฮาต่อว่า แล้วยังถูกลงโทษให้คัดตำราอีก

คัดตำรา! ข้าเกลียดการคัดตำราที่สุด!

ข้าชักดาบของอาตู้ที่ซ่อนไว้ในเสื้อออกมา กัดฟันเอ่ย “เจ้าเดาถูกแล้ว ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน!”

เขาไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ซ้ำยังหัวเราะเสียงเบา “ที่แท้สตรีชาวซีเหลียงเช่นพวกเจ้า ก็แสดงความคิดถึงด้วยการใช้ดาบชี้หน้าผู้อื่นหรือ!”

“หยุดพล่ามได้แล้ว!” ข้าชี้ดาบพาดจ่อลำคอของเขา “ส่งดาบของเจ้ามาให้ข้า”

เขาเขยิบเข้ามาใกล้ “เจ้าบอกให้ข้าให้ ข้าก็ต้องให้เจ้าหรือ”

“อย่าเข้า…อุ๊บ…” คำพูดต่อจากนั้นล้วนหายไปหมด เพราะเขาพลันก้าวเข้ามาจับไหล่ข้า ข้ายังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเขาเล็มริมฝีปากอีกครั้ง!

จะ…มากเกินไปแล้ว!

คราวนี้เขาและเล็มอย่างแช่มช้า ราวกับกำลังลิ้มรสปูอย่างไรอย่างนั้น ข้าเคยเห็นหลี่เฉิงอิ๋นกินปู เรียกได้ว่าเชี่ยวชาญเป็นหนึ่ง ขนาดเขากินเสร็จยังสามารถนำเศษเปลือกของมันมาต่อเป็นปูทั้งตัวได้ เรียกได้ว่าฝีมือประณีตยิ่งกว่าสตรีชาวจงหยวนตอนเย็บปักถักร้อยเสียอีก

ข้าโบกดาบไปมาอยู่ด้านหลังเขา แต่กลับหักใจแทงเขาไม่ลง ข้ามิได้กลัวอย่างอื่น กลัวอยู่อย่างเดียวคือเกิดสงคราม ท่านพ่อแก่แล้ว หากต้องสู้รบกับจงหยวนอีกครั้ง เกรงว่าท่านพ่อจะพ่ายแพ้ เกรงว่าซีเหลียงจะพ่ายแพ้ข้าจำต้องอดทน…จำต้องอดกลั้น…

เขาเล็มริมฝีปากข้าอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ปล่อยข้า ข้ายังไม่ทันถอนหายใจโล่งอก เขาก็หันไปและเล็มลำคอของข้าแทน

แย่แล้ว แย่แล้ว เขาคงเห็นข้าเป็นปู คิดจะลิ้มรสข้าอย่างช้าๆ เป็นแน่ คอของข้าถูกเขาเล็มจนทั้งเจ็บแปลบทั้งจั๊กจี้ ทรมานอย่างบอกไม่ถูก

จากนั้นเขาก็ค่อยๆ และเล็มใบหูของข้า คราวนี้แย่แน่แล้ว ข้ากลัวถูกคนจั๊กจี้ใบหูที่สุด เขาพ่นลมหายใจรดใบหูของข้า จนข้าแทบจะหลุดหัวเราะออกมา ทั้งเนื้อทั้งตัวอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงจะต้านทาน แม้แต่ดาบก็ถูกเขายึดไป เขาโยนดาบทิ้งไปอีกทาง จากนั้นก็เริ่มเล็มริมฝีปากข้าใหม่

ข้าเริ่มรู้สึกแปลกๆ  เพราะไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่มือของเขาเริ่มเลื้อยไต่เข้าไปในเสื้อผ้าของข้า ซ้ำยังจับเอวข้าไว้แน่นจนข้าขยับตัวไม่ได้

ด้วยความตกใจข้าร้องโพล่งขึ้น “เจ้า! เจ้า! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้! ไม่เช่นนั้นข้าจะเรียกอาตู้!”

หลี่เฉิงอิ๋นเอ่ยยิ้มๆ “เจ้าก็เรียกสิ! ต่อให้เจ้าเรียกทุกคนในตำหนักบูรพามา ข้าก็ไม่สนใจ ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นฝ่ายมาหาข้าถึงที่เตียง”

ข้าโมโหจนเลือดแทบขึ้นหน้า

น่าโมโห น่าโมโห น่าโมโหอะไรอย่างนี้!

ไม่ว่าคำพูดใดพอเขาเป็นคนพูดจะกลายเป็นไม่น่าฟังทันที หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าข้าเป็นฝ่ายมาหาเขาถึงที่เตียง ข้า…ข้า…เช่นนี้มิเท่ากับว่าข้าถูกกล่าวหาซ้ำยังมิอาจแก้ต่างหรอกหรือ

ขณะที่ข้าคิดจะใช้ดาบฟาดเขาแรงๆ  ทันใดนั้นลมวูบหนึ่งก็พุ่งผ่านม่านหน้าเตียงเข้ามา

พริบตานั้นเอง หลี่เฉิงอิ๋นพลันผลักข้าไปอีกทางอย่างแรง ข้าล้มไปกองอยู่มุมเตียง ถึงเห็นว่าแท้จริงแล้วคือกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง เนื่องจากเขารีบร้อนผลักข้า ตัวเองจึงหลบไม่ทัน กระบี่ยาวเล่มนั้นแทงทะลุหน้าอกฝั่งขวาของเขาพอดิบพอดี

ข้ากรีดร้องดังลั่น อาตู้พุ่งเข้ามาทันที คนร้ายเงื้อกระบี่ทำท่าจะแทงหลี่เฉิงอิ๋นอีกครั้ง ดาบของอาตู้อยู่ที่ข้า ชั่ววินาทีหน้าสิ่วหน้าขวานนางจึงคว้าเชิงเทียนบนโต๊ะซัดไปทางคนร้าย แรงแขนของอาตู้รวดเร็วแม่นยำ เชิงเทียนนั้นประหนึ่งสามง่ามเล่มยาวพุ่งแหวกอากาศ คนร้ายเอี้ยวตัวหลบ ขณะที่ข้าร้องตะโกน “ทหาร! มีคนร้าย!”

ราชองครักษ์ที่อยู่เวรพังประตูเข้ามาทันที อาตู้กับคนร้ายต่อสู้กันอุตลุด เสียงกรีดร้องนอกตำหนักก้องดังไปทั่วบริเวณ บรรยากาศพลันวุ่นวายโกลาหล ผู้คนจำนวนมากกรูกันเข้ามา คนร้ายเห็นท่าไม่ดีจึงกระโดดหน้าต่างหนีไป มีอาตู้พุ่งตามไปติดๆ

ข้าประคองหลี่เฉิงอิ๋นขึ้นมา ลำตัวครึ่งหนึ่งของเขาเต็มไปด้วยเลือด เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกมาจากบาดแผลไม่หยุด

ข้าทั้งร้อนใจทั้งหวาดกลัว แต่เขากลับถามข้า “เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่…” พูดยังไม่ทันจบ ก็กระอักเลือดสดๆ ออกมา หยดเลือดเหล่านั้นกระเซ็นเปื้อนเสื้อผ้าของข้า หยาดน้ำตาพลันไหลริน ข้าร้องเรียกชื่อเขา “หลี่เฉิงอิ๋น!”

ข้ารำคาญหลี่เฉิงอิ๋นมาตลอด แต่ไม่เคยนึกอยากให้เขาตาย

ข้าจับมือเขาอย่างขวัญเสีย มุมปากเขาเต็มไปด้วยเลือด กระนั้นก็ยังคงฝืนยิ้ม “ข้าไม่เคยเห็นเจ้าร้องไห้สักครั้ง…หรือเจ้าจะกลัวว่า…กลัวว่าจะเป็นม่าย…”

ป่านนี้แล้วเขายังล้อเล่นอยู่อีก น้ำตาข้ายิ่งหลั่งรินไม่ขาดสาย แต่ข้าไม่มีแก่จิตแก่ใจจะสนใจ ได้แต่กดแผลห้ามเลือดให้เขาอย่างลนลาน หากแต่ไฉนเลยจะห้ามได้

เลือดสีแดงสดที่ทั้งอุ่นทั้งข้นไหลทะลักลอดผ่านฝ่ามือของข้าไม่หยุด เขาเลือดออกมากเช่นนี้ ยิ่งทำให้ข้าหวาดกลัวจับใจ

บรรดาสาวใช้พอได้ยินเสียงก็กรูกันเข้ามา บางคนพอเห็นเลือดก็กรีดร้องก่อนจะหมดสติไปในตำหนักพลันวุ่นวายโกลาหล ข้าได้ยินเผยเจ้าออกคำสั่งเสียงดังอยู่ด้านนอก จากนั้นก็พุ่งตัวเข้ามา เมื่อข้าเห็นเขาก็ราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิตก็ไม่ปาน “แม่ทัพเผย!”

เผยเจ้าเห็นสภาพตรงหน้า ออกคำสั่งทันที “ไปตามหมอหลวงเร็วเข้า!”

จากนั้นเขาก็ก้าวเข้ามา ยื่นมือออกมาจี้สกัดจุดรอบบาดแผลของหลี่เฉิงอิ๋น เขาเห็นข้ายังคงกอดหลี่เฉิงอิ๋นไว้แน่น เอ่ยขึ้น “ไท่จื่อเฟย โปรดปล่อยองค์รัชทายาทก่อน กระหม่อมจะได้ตรวจอาการบาดเจ็บให้พระองค์”

ข้าทำอะไรไม่ถูก แต่เผยเจ้ากลับสงบสติอารมณ์ได้ดียิ่ง สุขุมเยือกเย็นจนข้ารู้สึกอุ่นใจขึ้น

ข้าปล่อยหลี่เฉิงอิ๋น เผยเจ้าถอดเสื้อหลี่เฉิงอิ๋น พลันนั้นก็ขมวดคิ้ว ข้าไม่รู้ว่าที่เขาขมวดคิ้วหมายความว่าอย่างไร แต่ไม่นานข้าก็เข้าใจ เพราะหมอหลวงมาถึงอย่างรวดเร็ว แทบจะแห่กันมาที่นี่หมดทั้งสำนักหมอหลวง ในวังเองก็รู้ข่าวแล้ว ตำหนักบูรพาเปิดออกกลางดึกเพื่อรอรับฮ่องเต้กับฮองเฮาในอาภรณ์ลำลองซึ่งเร่งรุดมาเยี่ยม

ข้าได้ยินหมอหลวงรายงานฮ่องเต้ “บาดแผลลึกยิ่ง ขอฝ่าบาทโปรดทรงอภัยที่พวกกระหม่อมโง่เขลาไร้สามารถ เกรงว่า…เกรงว่า…องค์รัชทายาท…อาจมีอันตรายถึงชีวิต…”

ฮองเฮาน้ำตาไหล แม้แต่ตอนร้องไห้นางก็ร้องไห้อย่างเงียบกริบ เอาแต่ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาไม่หยุด ฮ่องเต้สีหน้าเครียดขมึง ส่วนข้าหยุดร้องไห้แล้ว ข้าจะรออาตู้กลับมา

เผยเจ้าส่งคนจำนวนมากไปตามจับคนร้ายแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าจับตัวได้หรือไม่ ข้าไม่เพียงแต่เป็นห่วงหลี่เฉิงอิ๋น ข้ายังเป็นห่วงอาตู้ด้วย

เมื่อถึงรุ่งสาง ในที่สุดอาตู้ก็กลับมา นางได้รับบาดเจ็บสาหัส คนของเผยเจ้าเป็นคนแบกนางกลับมา

ข้าเรียกชื่ออาตู้ นางเพียงแต่เผยอเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย มองข้าเพียงแวบหนึ่ง นางอยากจะยกมือขึ้น แต่เพราะไร้เรี่ยวแรง จึงได้แต่ขยับนิ้วมือไปมา ข้ามองตามสายตานาง นางกำลังมองชุดที่ข้าสวม

ชุดของข้าเต็มไปด้วยเลือด ล้วนแต่เป็นเลือดของหลี่เฉิงอิ๋น ข้าเข้าใจความหมายของอาตู้ ข้ากุมมือนาง เอ่ยกับนางทั้งน้ำตา “ข้าไม่เป็นไร”

อาตู้เหมือนจะถอนหายใจโล่งอก นางพยายามยัดอะไรบางอย่างใส่มือข้า จากนั้นก็หมดสติไป

ข้าทั้งเจ็บปวดทั้งเสียใจทั้งโกรธแค้น

หลี่เฉิงอิ๋นถูกคนร้ายทำร้ายต่อหน้าข้า เขาผลักข้าออก ข้าต้องทนเห็นกระบี่ยาวเล่มนั้นแทงทะลุร่างเขาโดยที่ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ คนผู้นั้นก็ทำร้ายอาตู้อีกคน

ล้วนเป็นความผิดของข้า ก่อนข้ามาข้ายืมดาบมาจากอาตู้ อาตู้ไม่มีแม้แต่อาวุธ กระนั้นก็ยังไล่ตามคนร้ายไป

อาตู้ซึ่งติดตามข้าเรื่อยมา อาตู้ซึ่งปกป้องข้าด้วยชีวิต

เป็นเพราะข้าทำผิดต่อนาง เป็นเพราะข้าชอบก่อเรื่อง ทำให้นางต้องเจ็บตัวแทนข้าเสมอ

ข้าร้องไห้สะอึกสะอื้น

ไม่มีผู้ใดมาปลอบใจข้า ทั้งตำหนักบูรพากำลังสับสนอลหม่าน ทุกคนล้วนกำลังเป็นห่วงอาการหลี่เฉิงอิ๋น เขาบาดเจ็บสาหัสเจียนตาย

อาตู้กำลังจะตาย

หลี่เฉิงอิ๋นสามีของข้า ก็กำลังจะตายเช่นกัน

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.