จอมนางจารชน หน่วย 11 (เล่ม 1)

บทนำ

บทที่ 1 ขึ้นศาลทหาร

เวลาถูกกำหนดไว้ที่สองนาฬิกา วันที่ 12 เดือน 5 ปี 2009 สถานที่คือนครตี้ตู ชานเมืองรกร้างแห่งหนึ่งนอกศูนย์กลางราชอาณาจักร

รถยนต์สีดำเจ็ดคันมุ่งออกนอกเมืองด้วยความเร็วสูง สองคันนำหน้า สองคันตามหลัง อีกสองคันขนาบข้าง คุ้มกันรถเบนซ์สีดำตรงกลาง เครื่องยนต์ประสิทธิภาพเยี่ยมที่ใช้ในกิจการทหารส่งเสียงดังสม่ำเสมอ ตัวถังรถผลิตจากโลหะผสมชั้นดี กระจกกันกระสุนรอบคัน ไม่มีป้ายทะเบียน ไม่มีตราสัญลักษณ์ทางทหาร ชวนให้ผู้คนอดสงสัยไม่ได้ว่า ขบวนรถแบบนี้แล่นออกมาจากประตูใหญ่ของเมืองหลวงซึ่งมีทหารยามป้องกันอย่างแน่นหนาได้อย่างไร

หนึ่งชั่วโมงให้หลัง ขบวนรถแล่นถึงตึกสีเหลืองซึ่งไม่เป็นที่สะดุดตาหลังหนึ่งแถบชานเมือง พลทหารสวมชุดลายพรางสี่นายเดินขึ้นหน้ามา ทำสัญญาณให้คนขับหยุดรถ  ประตูรถคันหน้าเปิดออก ชายหนุ่มสวมชุดสากลสีดำลงจากรถยื่นป้ายสีแดงเข้มแผ่นหนึ่งให้ ทหารยามตรวจดูอยู่นาน ค่อยกล่าวเสียงขรึมว่าผมจำเป็นต้องรายงานต่อเบื้องบน

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ย้อนถามเสียงขุ่นเล็กน้อยว่าบนนี้มีลายเซ็นของผู้บัญชาการหร่วน คุณยังต้องรายงานใครอีก

ทหารยามกล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่าผู้พันครับ เบื้องบนเพิ่งมีคำสั่งลงมา เว้นแต่ท่านผู้บัญชาการมาด้วยตัวเอง คนอื่นๆ หากต้องการเข้าเขตหวงห้ามทางทหารจำเป็นต้องมีลายเซ็นร่วมของผู้บัญชาการหร่วนและเสนาธิการจิน ไม่อย่างนั้นใครก็เข้าไปไม่ได้ครับ

นี่คุณ…”

หลี่หยาง

ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำจากในรถคันหลังพลันดังขึ้น เบนซ์สีดำเคลื่อนตรงมาช้าๆ คนขับกดเปิดหน้าต่าง เผยให้เห็นใบหน้าสูงวัยที่แฝงความเหนื่อยล้าเล็กน้อยภายในรถ ทหารยามเห็นเข้าก็สะดุ้ง รีบยืนตรงและทำความเคารพทันทีสวัสดีครับท่านผู้บัญชาการ!”

ผู้บัญชาการหร่วนพยักหน้าเนือยๆตอนนี้พวกเราเข้าไปได้แล้วใช่ไหม?”

ทหารยามออกอาการลังเล ก่อนกล่าวว่าเรียนท่านผู้บัญชาการ เสนาธิการจินมีคำสั่งว่าเขตหวงห้ามทางทหารไม่อาจนำรถเข้าไป ทุกคนต้องเดินเท้าครับผม

ผู้บัญชาการหร่วนขมวดคิ้วน้อยๆ พลางตบเข่าตัวเองผมก็ต้องเดินเข้าไป?”

ทหารยามเริ่มหน้าเสีย กลอกตามองขาข้างนั้นของผู้บัญชาการหร่วนจากหน้าต่างรถ ก่อนกล่าวเสียงแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้ขอโทษครับท่านผู้บัญชาการ เบื้องบนระบุลงมา ไม่ว่าใครก็นำรถเข้าไปไม่ได้ ต้องเดินเท้าเข้าไปครับผม

หลี่หยางโมโหสุดขีด ผู้บัญชาการหร่วนโบกมือเบาๆ เมื่อหันไปกล่าวกับหลี่หยางว่าหลี่หยาง คุณเข้าไปเองแล้วกัน ถือเอกสารของผมไป ยังไงก็ต้องพา 005 ออกมาอย่างปลอดภัยให้ได้ หน่วยข่าวกรองจะยอมรับความเสียหายเหมือนเมื่อครั้ง 003 ไม่ได้อีกแล้ว พวกเธอคือสมบัติของประเทศชาติ

ความประทับใจฉายชัดบนสีหน้าของหลี่หยาง เขาหันไปวันทยหัตถ์ด้วยความเคารพให้กับชายสูงวัยผมขาวโพลนซึ่งมีสีหน้าอิดโรย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังว่าท่านผู้บัญชาการโปรดวางใจ ผมจะปฏิบัติภารกิจนี้ให้ลุล่วง!”

ทว่า ทันใดนั้น ปรากฏเสียงระเบิดตูมสนั่นหวั่นไหว เหนือแสงไฟจัดจ้าแสบตา ปรากฏกลุ่มควันดำทะมึนเหมือนเห็ดยักษ์พวยพุ่งขึ้นสู่กลางฟ้าราตรี หลี่หยางตาเบิกกว้าง เอ็นเขียวปูดโปนเหนือขมับ ไม่ทันไรก็หมุนตัววิ่งปราดเข้าไปในเขตหวงห้าม

ค่ำคืนนี้ ผู้คนในเมืองหลวงยังคงหลับใหลอย่างเป็นสุข แต่ภายในเรือนจำของกองพลที่ 4 ซึ่งอยู่นอกเมือง กลับเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่เพียงพอจะสั่นสะเทือนไปทั้งโลกขึ้น ท่ามกลางความมืดมิด สายตาของแต่ละประเทศล้วนกำลังจับจ้องอยู่ จุดเดียว รอคอยวันพรุ่งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

สี่ชั่วโมงก่อน

ในห้องพิจารณาคดีของเรือนจำกองพลที่ 4 แห่งราชอาณาจักร มีนายทหารระดับสูงในเครื่องแบบทหารเจ็ดนายนั่งอยู่ ดาวบนบ่าเปล่งประกายเงาวับ แสดงถึงลำดับยศชั้นสูง บนบัลลังก์คือผู้พิพากษาทหารจำนวนห้าคน ทั้งหมดมาจากคนละเขตพื้นที่ทหาร และไม่ขึ้นตรงต่อระบบทหาร ด้านล่างคือทหารจากกองกำลังพิเศษชั้นหนึ่งแห่งราชอาณาจักรที่พกปืนโคลท์ 5.56 มม. รุ่น MOD733 จำนวนยี่สิบกว่านาย สีหน้าท่าทางเตรียมพร้อม ราวกับกำลังเผชิญหน้าศัตรู

บรรยากาศภายในห้องสอบสวนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด แววตาของทุกคนจับจ้องอยู่ที่คอกจำเลย ประธานผู้พิพากษาในชุดทหารกระแอมเบาๆ ก่อนเปล่งเสียงขรึมชื่อแซ่

ฉู่เฉียว

เสียงเยือกเย็นเฉยชาตอบกลับไป แม้แหบพร่าอยู่บ้าง แต่พอฟังก็สามารถแยกแยะเพศของผู้พูดได้

จริงดังคาด เจ้าของเสียงเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง ครึ่งล่างสวมกางเกงทหารสีเขียวอ่อน ครึ่งบนสวมเชิ้ตขาวทบปลายแขนขึ้นครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นผิวพรรณขาวใส นั่งอยู่ในคอกจำเลยด้วยสีหน้าสงบนิ่ง มองไม่เห็นอารมณ์ตึงเครียดแม้แต่น้อย

ประธานผู้พิพากษาดำเนินขั้นตอนอันน่าเบื่อต่อไปเพศ

หญิง

วันเดือนปีเกิด

วันที่ 8 ตุลาคม 1982”

ภูมิลำเนาเดิม

อวิ๋นโจว เมืองหลัวซิง

ประวัติการเป็นทหาร

ปี1999 สอบเข้าโรงเรียนทหารนครตี้ตู ปี 2001 ถูกย้ายไปเรียนที่หน่วยข่าวกรองที่ 5 ศูนย์บัญชาการทหารนครตี้ตู กลางปี 2001 เข้ารับการฝึกอบรมในกลุ่มเฟยอิงกองพลที่ 7 วันที่ 27 สิงหา 2003 เข้าทำงานในหน่วยข่าวกรองที่ 5 อย่างเป็นทางการ โดยถูกจัดสรรให้อยู่กลุ่มย่อย 2 รับหน้าที่ประสานงานและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรอง เดือนธันวาคม 2003 ถูกย้ายไปที่หน่วยข่าวกรองเป่ยเจียง เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจกับหน่วยข่าวกรองที่ 9 เดือนมิถุนายน 2004 ออกนอกประเทศเพื่อดักซุ่มโจมตี ปี 2007 กลับประเทศและเข้าทำงานในหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ตำแหน่งรองผู้บัญชาการจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง คุณได้ปฏิบัติภารกิจอะไรบ้าง

จากปี 2007 ถึงเมษายน 2009 หน่วยฯ 11 ปฏิบัติภารกิจใหญ่น้อยรวมทั้งสิ้น 97 ภารกิจ ผ่านมือฉัน 29 ภารกิจ ในจำนวนนี้เป็นงานระดับหนึ่งดาว 11 ครั้ง ระดับสองดาว 9 ครั้ง ระดับสามดาว 5 ครั้ง ระดับสี่ดาว 4 ครั้ง ระดับห้าดาวไม่มี

ช่วยแจกแจงภารกิจระดับสี่ดาวของคุณตามจริง

เดือนสิงหาคม ปี 2007 หน่วยข่าวกรองที่ 7 เป็นผู้จัดหาข้อมูล หน่วยข่าวกรองที่ 9 เป็นผู้ปฏิบัติงาน โดยมีฉันและพันเอกหลี่ของหน่วยฯ 9 ร่วมกันคิดแผนเกลือทะเลประสบความสำเร็จ ได้รับแร่ยูเรเนียมจำนวน 3 ตัน เดือนพฤศจิกายน ปี 2007 หน่วยฯ 11 ร่วมมือกับอีก 6 หน่วยนอกประเทศใช้ยุทธวิธีล่อจับ กระทั่งได้ตัวหัวหน้าแก๊งขายชาติที่ใช้ชื่อว่ามิกะป้านสู่ และระเบิดทำลายเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูของประเทศ K เดือนเมษายน ปี 2008 ดำเนินแผนโน้มน้าวผู้มีพลังพิเศษได้เป็นผลสำเร็จ นำรหัสลับที่รั่วไหลของธนาคารตี้ตูกลับคืนมา เดือนมิถุนายน ปี 2008 ภายใต้การช่วยเหลือของประเทศ X หน่วยฯ 11 เป็นผู้วางแผน โดยความร่วมมือของผู้มีพลังพิเศษ และมี 003 ของหน่วยเฉพาะกิจที่ 9 เป็นหัวหน้าทีมของแผนปฏิบัติการเชมัส ประสบความสำเร็จได้รับภาพร่างการประดิษฐ์หุ่นยนต์สังหาร HK47”

ประธานผู้พิพากษาดันแว่นเบาๆ ก่อนตรวจเทียบเอกสารพลางกล่าวเสียงหนักๆ ว่าช่วยอธิบายอย่างละเอียด เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับจารชน 003 ของหน่วยเฉพาะกิจที่ 9”

หญิงสาวได้ยินก็เลิกคิ้วเล็กน้อย สีหน้าที่ราบเรียบมาตลอดเปลี่ยนเป็นเย็นชา แววตาของเธอกวาดผ่านนายทหารคณะลูกขุนทั้งเจ็ดทีละคน ก่อนเอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่าปี 2001 ช่วงที่ฝึกอบรมอยู่ในกองพลที่ 7 ฉันกับจารชน 003 จารชน 007 และผู้พันหวงหมิ่นรุ่ยเจ้าหน้าที่เสนาธิการหน่วยฯ 11 ได้อยู่ร่วมห้องพักเดียวกัน เดือนมีนาคม ปี 2004 จารชน 003 มาที่ฝ่ายข่าวกรองเป่ยเจียงเพื่อปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการร้ายเตอร์กิสตะวันออก พวกเราร่วมงานกันสองเดือน และในปี 2008 ร่วมกับจารชน 003 ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเชมัส

ประธานผู้พิพากษาซักต่อว่าความสัมพันธ์ของพวกคุณเป็นอย่างไร เป็นเพื่อนนักรบ เพื่อนร่วมงาน หรือแค่คบกันผิวเผิน?”

หญิงสาวหน้าเครียด เลิกคิ้วขึ้น สักพักค่อยเอ่ยตอบเสียงขรึมว่าพวกเราเป็นเพื่อนกัน

เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ ในกลุ่มคณะลูกขุน สายตาของหญิงสาวพุ่งไปทางสองคนในจำนวนนั้น แววตาคมกริบทันได้เห็นรอยยิ้มที่ยังไม่จางหายจากมุมปากของพวกเขา

ก็หมายความว่า คุณกับ 003 คบหาสนิทสนม เป็นเพื่อนรู้ใจที่คุยกันทุกเรื่อง ถูกไหม

ผู้พิพากษาหญิงอายุราวสี่สิบเศษในเครื่องแบบทหารสีเขียวขี้ม้าคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น

ฉู่เฉียวเบือนหน้ามา จับจ้องใบหน้าที่แลดูเป็นมิตรของผู้พิพากษาคนนั้นรอบหนึ่ง ก่อนตอบเสียงหนักแน่นว่าท่านผู้พิพากษา ฉันกับ 003 ล้วนเป็นนายทหารมืออาชีพที่ผ่านการฝึกอบรมของราชอาณาจักรโดยเฉพาะ พวกเราตระหนักดีว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด ดังนั้น สำหรับคำว่าคุยกันทุกเรื่องในคำถามเมื่อครู่ ฉันคิดว่าเป็นการดูถูกจรรยาบรรณของพวกเรา และเป็นการลบหลู่อันสูงสุดต่อนักรบผู้เสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ

ผู้พิพากษาหญิงหน้าซีดทันใด ริมฝีปากเม้มสนิท ไม่กล่าวอะไรอีก บรรยากาศกลายเป็นอึดอัด

ประธานผู้พิพากษากล่าวต่อว่าฉู่เฉียว ตอนนี้ คุณช่วยชี้แจงถึงแผนปฏิบัติการ M1N1 อย่างคร่าวๆ

ถึงตอนนี้ค่อยนับว่าถามเข้าประเด็นสำคัญแล้ว ลูกขุนอายุห้าสิบเศษสองคนพอได้ยินก็โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ทำท่าทางตั้งใจฟัง ฉู่เฉียวก้มศีรษะ  ครู่ใหญ่ค่อยเชิดหน้าลำคอตั้งตรง แล้วกล่าวด้วยเสียงชัดถ้อยชัดคำฉันขอพบเบื้องบนของฉัน หรือไม่ก็ขอรับการไต่สวนแบบสาธารณะโดยศาลทหารชั้นสูง และก่อนหน้านั้น ฉันจะไม่ชี้แจงใดๆ เกี่ยวกับปฏิบัติการ M1N1”

ประธานผู้พิพากษาได้ยินเข้าก็ขมวดคิ้ว กล่าวเนิบๆ ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดว่านี่คุณกำลังเคลือบแคลงอำนาจของศาลทหารซึ่งถูกส่งมาจากเขตทหารทั้งห้า และจัดตั้งขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายใช่ไหม?”

ฉันเปล่าฉู่เฉียวเชิดหน้า ทวนซ้ำอีกครั้งว่าฉันแค่ขอพบเบื้องบนของฉันก่อน และในขณะที่ยังไม่มีเอกสารปลดรหัสลงลายมือชื่อโดยผู้บัญชาการหร่วน ต้องขออภัยที่ฉันไม่อาจเปิดเผยเนื้อหาและข้อมูลของปฏิบัติการ M1N1 ได้

ประธานผู้พิพากษาขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม กล่าวต่อไปว่าถ้างั้นคุณช่วยชี้แจงถึงการกระทำของตัวเอง ที่ออกคำสั่งให้ลูกน้องระเบิดตึกบัญชาการใหญ่ ส่งผลให้ตัวประกันหลายชาติรวมยี่สิบสามคนถึงแก่ชีวิต

พวกเขาไม่ใช่ตัวประกัน

ฉู่เฉียวเงยหน้าขึ้น เอ่ยเสียงหนักๆ ว่าคำสั่งของดิฉันสอดคล้องกับระเบียบทหารทุกประการ ไม่ได้ฆ่าผู้บริสุทธิ์แม้แต่คนเดียว ขอแค่ได้เห็นเอกสารที่ลงนามโดยผู้บัญชาการหร่วนและเบื้องบนของฉัน ฉันก็จะให้การต่อศาลทหารอย่างครบถ้วนที่สุด แต่ก่อนหน้านั้น ฉันไม่ขอรับการสอบสวนใดๆ ทั้งสิ้น

การพิจารณาคดีเข้าสู่ภาวะชะงักงัน หลังจากนำตัวฉู่เฉียวออกไป ผู้พิพากษาและคนอื่นๆ ทั้งหมดก็ทยอยออกจากห้องโถงใหญ่ อุปกรณ์สังเกตการณ์ที่ซ่อนมิดชิดได้บันทึกภาพทั้งหมดไว้ แต่ใต้เก้าอี้ยาวในมุมหนึ่งซึ่งเป็นที่นั่งของนายทหารระดับสูงเมื่อครู่นี้ อุปกรณ์ขนาดเล็กจิ๋วชิ้นหนึ่งกำลังส่องแสงแดงวาบ เต้นระริกอย่างเงียบเชียบ

เวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว

ฉู่เฉียวนั่งก้มหน้านิ่งอยู่บนเตียงเหล็ก ผนังสี่ด้านของห้องขังเป็นกระจกเสริมใยเหล็กคุณภาพสูง ข้างนอกสามารถมองเห็นสภาพภายในทุกอย่าง แต่คนข้างในกลับไม่เห็นความเคลื่อนไหวของด้านนอกแม้แต่น้อย ปราศจากความเป็นส่วนตัวโดยสิ้นเชิง

และระดับความแข็งแกร่งของกระจกในห้องนี้ ต่อให้เอาปืนอาก้ากระหน่ำยิงติดต่อกันหนึ่งวันเต็ม ก็ทำได้แค่เจาะเป็นรูกลมขนาดเล็กจิ๋วรูหนึ่งเท่านั้น คิดจะหนีออกไปด้วยการทลายกระจก คงต้องขอความช่วยเหลือจากระเบิดปรมาณู

แม้จะมองไม่เห็นและไม่ได้ยิน แต่ในฐานะที่เป็นนายทหารระดับสูงของหน่วยข่าวกรองลับสุดยอดแห่งราชอาณาจักร ทำให้เธอแจ่มแจ้งสภาพพื้นที่ด้านนอกเป็นอย่างดี มือแตะชีพจร นับเวลาในใจ เธอรู้ว่าใกล้ถึงเวลากินข้าวแล้ว

เสียงคลิกดังขึ้นตามคาด ส่วนล่างของกระจกเปิดออกเป็นช่องเล็ก มือข้างหนึ่งยกจานผ่านช่องนั้นเข้ามาวางลงช้าๆ

ฉู่เฉียวนั่งอยู่บนเตียง ก้มหน้านิ่ง ดูเหมือนไม่ไหวติง แต่เศษหินก้อนหนึ่งจู่ๆ กลับดีดกระเด็นออกไป กระแทกใส่ตัวล็อกนาฬิกาข้อมือของทหารที่นำข้าวมาส่งอย่างแม่นยำและปราศจากสุ้มเสียง ได้ยินเสียงวืด นาฬิกาข้อมือร่วงลงพื้นห้อง

ทหารที่ด้านนอกตกใจสะดุ้ง ยื่นแขนเข้ามาควานหา แต่ก็เอื้อมไม่ถึง ฉู่เฉียวได้ยินเสียงก็หันมองตามสัญชาตญาณ คิ้วขมวดด้วยความสงสัย เธอรู้ดี นอกจากคนนี้ ข้างนอกยังมียืนอยู่อีกคน กำลังจ้องจับอากัปกิริยาของเธอ

ตามกฎแล้ว ขณะที่ส่งอาหาร ห้ามไม่ให้นักโทษเข้าใกล้ประตูห้องเด็ดขาด แต่เวลานี้ ฉู่เฉียวกลับยกมือชี้มาที่ตัวเอง ทหารที่ด้านนอกเห็นอย่างชัดเจน เขายื่นมือออกไปควานอีกครั้ง แต่ก็ยังเอื้อมไม่ถึงนาฬิกาอยู่ดี จึงกำมือทุบลงไปบนพื้นสองที หมายถึงตกลง

ฉู่เฉียวกระโดดลงจากเตียง เก็บนาฬิกาข้อมือบนพื้นส่งให้ถึงมือทหารคนนั้น พลางยิ้มกับกระจกเสริมใยเหล็กที่มองไม่เห็นด้านนอกคราหนึ่ง แล้วยกชามข้าวขึ้นมาถอยกลับไปที่เตียง

ภายนอก กลับสู่ความสงบอย่างรวดเร็ว

ทุกอย่างเหมือนปกติ ไม่มีอะไรผิดแผก

ฉู่เฉียวกินข้าวเสร็จก็เดินไปที่ห้องน้ำด้านข้าง ดึงประตูเปิดออก

รัฐบาลนับว่ายังพอมีมนุษยธรรม ห้องน้ำตกแต่งได้มิดชิดพอสมควร ตั้งแต่หัวไหล่ลงมา เป็นบานประตูพลาสติกทึบแสงทั้งหมด ฉู่เฉียวนั่งบนโถ ก้มหน้าลงมานิดๆ เธอรู้ดี ข้างนอกมีคนเฝ้ามองเธออยู่ และเวลาเข้าห้องน้ำของเธอจะเกินยี่สิบนาทีไม่ได้เด็ดขาด

ในห้องน้ำที่คนนอกไม่มีทางมองเห็น เธอยื่นฝ่ามือขาวผ่องออกมาเบาๆ บนนิ้วมือที่สัมผัสกับนิ้วมือของทหารคนนั้น ปรากฏแผ่นฟิล์มโปร่งแสงที่บางเฉียบชิ้นหนึ่ง ด้านบนมีรอยนิ้วมือที่เธอได้มาจากความเผอเรอของอีกฝ่าย ฉู่เฉียวรู้ว่ามีเวลาไม่มาก เธอต้องลงมือแล้ว

บทที่ 2 พายุก่อตัว

ตีหนึ่งยี่สิบนาที ฉู่เฉียวปิดประตูห้องน้ำ เธอเดินถึงอ่างล่างหน้าแล้วเริ่มล้างมือ

ในห้องขังเงียบสงัด ปราศจากสุ้มเสียงใด ช่วงนี้คือเวลาที่มนุษย์จะอ่อนเพลียที่สุดของวัน ต่อให้เป็นทหารกองกำลังเฉพาะกิจที่เคยผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มงวด ความตื่นตัวและพละกำลังจะลดต่ำลงจากปกติ ฉู่เฉียวสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อล้างมือเสร็จ หยิบผ้าขนหนูบนชั้นมาบรรจงเช็ด เสียงน้ำวนในโถชักโครกดังครืด นิ้วของเธอยังแตะอยู่บนชีพจรข้อมือ นับเวลาเงียบๆ

สิบ เก้า แปดห้า สี่

ได้เวลาแล้ว ฉู่เฉียวหมุนตัวอย่างเยือกเย็น เดินตรงไปที่เตียง

พริบตานั้นปรากฏเสียงตูมดังสนั่น น้ำพุยักษ์พวยพุ่งแตกกระจาย สะเก็ดไฟยิบย่อยทะลักออกมาจากท่อน้ำ ตัวของฉู่เฉียวอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ถูกแรงอัดจากน้ำพุกระแทกใส่เต็มๆ ร่างกระเด็นหวือ ตกบนพื้นแน่นิ่งไป

ผู้คุมด้านนอกตกใจสุดขีด เห็นท่อน้ำในห้องขังจู่ๆ ระเบิดขึ้นมา นักโทษถูกแรงกระแทก เป็นตายไม่แน่ชัด จึงแตกตื่นลนลาน ผู้คุมสองนายรีบกดรหัสเปิดห้องทันที มือหนึ่งถือปืนกล อีกมือถืออินเตอร์โฟนวิ่งถลาเข้าไป แต่ทว่าแรงระเบิดของท่อน้ำทำให้ขาดการติดต่อชั่วคราว ภายในห้าวินาที ทางศูนย์ควบคุมจะได้ยินแค่เสียงสัญญาณซ่าๆ

โอกาสไม่รอท่า เวลาไม่รอใคร ขณะที่ผู้คุมทั้งสองวิ่งมาตรวจสอบสาเหตุ หญิงสาวซึ่งเดิมหมดสติอยู่ที่พื้นพลันลืมตาโพลง จากนั้นร่างที่ประเปรียวเหมือนแมวดาวก็กระโดดผลุงไปที่ประตูห้อง ผู้คุมสองนายแตกตื่นตกใจ แต่ว่าพวกเขายังไม่ทันได้ส่งเสียงตะโกน ประตูห้องขังก็ปิดโครม ตามด้วยเสียงลงกลอนดังคลิก

ฉู่เฉียวไม่แม้แต่จะเหลือบมองสองคนที่กำลังเต้นเร่าอยู่ข้างใน เร่งซอยเท้าเข้าห้องสังเกตการณ์ เอาภาพวิดีโอที่บันทึกเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนถ่ายข้อมูลเข้ากล้องดีวีดีขนาดเล็ก ทำการตัดต่อและลบทิ้งให้เหลือช่วงสั้นๆ แล้วลากเก้าอี้มาปีนขึ้นไปตรงหน้ากล้องวงจรปิดที่อยู่นอกห้องขัง เอากล้องดีวีดีหันหน้าเข้าหากล้องวงจรปิดแล้วกดเปิด จากนั้นกลับไปตัดสายสัญญาณอินเตอร์โฟนในห้องสังเกตการณ์

เวลากำลังดี สิบห้าวินาทีเพิ่งผ่านไป เครื่องจุดระเบิดขนาดจิ๋วซึ่งซ่อนอยู่ในเรือนผมเริ่มซ่อมแซมตัวเองหลังการจุดระเบิด จุดที่น้ำทะลักของท่อน้ำถูกของเหลวผสานติดกันอย่างรวดเร็ว ภายในห้องขังที่ผนึกแน่นมิดชิด เสียงคำรามอย่างโกรธแค้นของผู้คุมสองนายเหมือนเสียงยุง ไม่มีทางเล็ดลอดออกจากห้องขัง กล้องวงจรปิดกลับมาทำงานตามปรกติ ภาพที่ปรากฏยังศูนย์ควบคุมคือเหตุการณ์เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน นักโทษหญิงกำลังนั่งสงบนิ่งอยู่บนเตียง ผู้คุมสองนายเดินตรวจตราอยู่ข้างนอก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบงันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ฉู่เฉียวมองสำรวจโดยรอบด้วยแววตาคมกริบ ปลอดภัย!

กลับถึงห้องสังเกตการณ์ เปิดกล่องสำรองของผู้คุมเรือนจำ ผลัดชุดที่เปียกชุ่มบนตัวออก เปลี่ยนเป็นเครื่องแบบตำรวจผู้คุมเรือนจำกองพลที่ 4 หลังสวมหมวกเรียบร้อยก็หยิบปืนกล K74U ขึ้นมาบรรจุอุปกรณ์เก็บเสียง เหน็บที่เอวแล้วหมุนตัวเดินออกไป

เรือนจำกองพลที่ 4 ตั้งอยู่ใกล้กับนครตี้ตู ค่อนข้างเร้นลับห่างไกลชุมชน ผู้ที่ถูกคุมขังอยู่ในนี้ทั้งหมดล้วนเป็นนักโทษฉกรรจ์ซึ่งรอการพิจารณาไต่สวนของศาลทหารชั้นสูงแห่งราชอาณาจักร ระดับความสำคัญคงไม่ต้องพูดถึง ระบบการป้องกันของแต่ละห้องขังล้วนหาที่ติไม่ได้ ทุกห้องแยกเป็นสัดส่วน อาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นสูง เจ้าหน้าที่ฝีมือสุดยอด ทุกห้องขังมีทหารหน่วยเฉพาะกิจแห่งราชอาณาจักรสามคนเฝ้าดู แบ่งประตูเป็นสองชั้นนอกใน เหมือนกับห้องของฉู่เฉียว แค่กดรหัสก็สามารถเปิดได้ แต่ประตูห้องสังเกตการณ์ด้านนอก จำเป็นต้องมีลายนิ้วมือของคนที่ล็อกประตูคนล่าสุดถึงจะเปิดออกได้

ผู้คุมทั้งสามจะผลัดกันเข้าเวร ตอนนี้ในห้องขังมีสองคน ฉู่เฉียวจับฟิล์มใสลายนิ้วมือที่เตรียมไว้ก่อนหน้า แตะกับเครื่องสแกน เสียงคลิกดังขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ฉู่เฉียวในเครื่องแบบทหารเดินอาดๆ ออกจากประตูใหญ่ของห้องสังเกตการณ์ ต่อหน้าต่อตาทหารแห่งราชอาณาจักรสองนายที่กำลังเดือดแค้นสุดขีด

เมื่อผ่านประตูออกมา เป็นทางเดินยาวเหยียดสายหนึ่ง ตอนนี้เธออยู่ลึกจากใต้ดินลงไปสี่ชั้น หากคิดบรรลุเป้าหมาย ยังต้องผ่านเส้นทางอีกช่วงหนึ่ง เทปวิดีโอห้องสังเกตการณ์มีความยาวแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น เธอต้องทำเวลาให้ดี

นักโทษที่ถูกขังอยู่ชั้นสี่ ล้วนเป็นจารชนลับและนายทหารชั้นสูงซึ่งรอการตัดสินของศาลทหาร ชั้นสามเป็นนักโทษกระทำความผิดอุกฉกรรจ์ ชั้นหนึ่งเป็นห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมเรือนจำ ส่วนชั้นสองเป็นห้องรับรองสำหรับต้อนรับแขกที่มายังเรือนจำกองพลที่ 4 เป้าหมายของปฏิบัติการครั้งนี้ของฉู่เฉียว ก็คือที่นั่น

เดินอยู่ประมาณสองนาทีก็พ้นจากห้องขังทั้งหมด สุดทางเดินรอบนอกมีทหารถือปืนอาก้าสี่นาย ในเรือนจำกองพลที่ 4 นี้ไม่มีช่องทางเดินเครื่องปรับอากาศ ไม่มีทางน้ำใต้ดิน นอกจากระเบียงยาวเส้นนี้แล้ว มีแต่ต้องขุดอุโมงค์ใต้ดินมุดหนี ดังนั้นคิดไปจากที่นี่อย่างปลอดภัยไร้กังวล โอกาสแทบเป็นศูนย์

กลุ่มทหารที่ประจำการอยู่เห็นฉู่เฉียวซึ่งเป็นคนแปลกหน้า พลันหน้าเคร่งขึ้นมา ทหารที่เป็นหัวหน้ากลุ่มชี้ปากกระบอกปืนดำสนิทตรงมาและตวาดว่าหยุด! นั่นใคร? รหัส!”

ฉู่เฉียวเดินตรงไปด้วยสายตาแน่วแน่ แผ่นหลังตั้งตรง ในมือมีเอกสารปึกใหญ่ ก้าวเท้าพลางเอ่ยเสียงขรึมว่าฉันคือพันเอกหลิวซือเหวยของสำนักกฎหมายทหาร นำเอกสารเลขที่ 12658 เกี่ยวกับคดีค้าอาวุธเถื่อนของทหารมาส่ง ช่วยต่อสายถึงพันโทถานจงหมิงให้ฉัน ฉันมีเอกสารสำคัญจะส่งมอบให้เขา

ทหารชะงักไป ก่อนขมวดคิ้วด้วยความสงสัยผู้พันครับ พันโทถานจงหมิงคืนนี้ไม่ได้เข้าเวร เส้นทางติดต่อของเขาถือเป็นความลับส่วนบุคคล ท่านโปรดแสดงบัตรด้วยครับ

สำนักกฎหมายทหารไม่เคยต้องแสดงบัตรเมื่ออยู่ในเรือนจำกองพลที่ 4 ฉันได้รับคำเชิญจากพัศดีหลี่ของเรือนจำให้มาช่วยทำคดี พันเอกหลี่ว์ฟางฮ่าวเป็นคนพามาส่งที่ห้องตรวจสำนวนด้วยตัวเอง คุณไม่รู้หรือ?” ฉู่เฉียวขมวดคิ้ว หรี่ตาสำรวจทหารคนนั้นรอบหนึ่ง ค่อยกล่าวเสียงเข้มว่าคุณอยู่หน่วยไหน เคยท่องระเบียบทหารหรือเปล่า รายงานเลขที่และรหัสหมายเลขหน่วยงานของคุณต่อฉันเดี๋ยวนี้

ทหารได้ยินก็ตกใจผงะ ในกองทัพมีการแบ่งแยกลำดับชั้นยศชัดเจน ทหารหญิงคนนี้ท่าทางไม่ธรรมดา แถมเอ่ยเรียกผู้พันถานอย่างสนิทปาก อดรู้สึกกริ่งเกรงขึ้นมาไม่ได้ จึงตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่ารายงานผู้พัน เลขที่ของผมคือ 0475 สังกัดกองพลภาคใต้ที่ 8 กอง 309 กลุ่ม 571 พวกเราเพิ่งย้ายมาประจำการที่นี่เมื่อสองวันก่อน ดังนั้นไม่ทราบว่าท่านเป็นคนที่พันเอกหลี่ว์ฟางฮ่าวพามาส่งด้วยตัวเองครับ

ฉู่เฉียวพอได้ยินวงคิ้วก็คลาย พยักหน้าเล็กน้อย กล่าวว่าคุณอยู่กองพลภาคใต้ที่ 8? รองผู้บัญชาการหลิวสบายดีไหม? พวกคุณคงมาพร้อมเขาล่ะสิ เข้าเมืองหลวงคราวนี้ คงพักอยู่หลายวันใช่ไหม?”

ทหารคนนั้นได้ยินเข้าก็ทำท่าวันทยหัตถ์แสดงความเคารพ พลางคิดในใจว่าสำนักกฎหมายทหารไม่ธรรมดาจริงๆ ก่อนตอบว่ารายงานผู้พัน ท่านหลิวสบายดีครับ พวกเรากลุ่มย่อยติดตามเสนาธิการเหยียนมา คงไม่ได้กลับภาคใต้พร้อมท่านหลิวครับ

อ้อฉู่เฉียวผงกศีรษะฉันก็เริ่มงานจากกองพลที่ 8 เคยรับผิดชอบด้านข่าวกรองของที่นั่น จะว่าไปพวกเราก็เหมือนพวกเดียวกัน ถ้ายังไงฝากสวัสดีท่านหลิวของพวกคุณด้วย เอาล่ะ ฉันยังมีงานสำคัญ คุณช่วยนำเอกสารชุดนี้ไปส่งแฟกซ์ที่แผนกสื่อสาร โดยส่งเป็นสองชุด แจ้งต่อห้องเลขาฯ ของหัวหน้าเสนาธิการจินกับผู้บัญชาการหร่วน บอกว่าหกโมงเช้าพรุ่งนี้ พันเอกหลิวซือเหวยสำนักกฎหมายทหารมีธุระขอเข้าพบ

พูดจบก็หมุนตัวเดินหน้าไป

ทหารทั้งกลุ่มตะลึงลานกับที่ มือที่หอบเอกสารซึ่งประทับตราลับเฉพาะด้านบนถึงกับสั่นเทาเล็กน้อย

หัวหน้าเสนาธิการจินผู้บัญชาการหร่วน

ขณะที่ออกจากห้องขังชั้นใต้ดินที่สี่ เสื้อที่แนบติดแผ่นหลังของฉู่เฉียวชุ่มไปด้วยเหงื่อ เธอหยุดพิงผนัง ผ่อนลมหายใจช้าๆ จากนั้นยกข้อมือดูนาฬิกา สิบนาทีผ่านไปแล้ว เวลาเหลืออีกไม่มาก เธอสูดหายใจลึกๆ แล้วยืนตรง เดินหน้าต่อไป

หลังผ่านการตรวจสอบทีละชั้น สุดท้ายเธอก็มาถึงห้องรับรองแขกชั้นสอง เมื่อเห็นห้องซึ่งแขวนป้ายสำนักกฎหมายทหาร ฉู่เฉียวอดยกมุมปากขึ้นเบาๆ ไม่ได้

ดีมาก เวรมีเจ้าเวร หนี้มีเจ้าหนี้ ในที่สุดเธอก็หาตัวต้นเหตุเจอแล้ว

บทที่ 3 พลีชีพเพื่อชาติ

หลังปลดรหัสได้อย่างง่ายดาย ฉู่เฉียวหมุนลูกบิดประตูเบาๆ แล้วเบี่ยงตัวเข้าไป แม้จะดึกมากแล้ว แต่ไฟทางเดินกลับสว่างจ้า ยังมีคนผ่านไปมาจำนวนมาก ฉู่เฉียวเดินเชิดหน้าไปตามทางเดินด้วยท่าทีปลอดโปร่ง พยักหน้าทักทายเจ้าหน้าที่เรือนจำที่เดินสวนมาทุกคน

แม้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นไม่รู้จักเธอ แต่เห็นสีหน้าเรียบเฉยของเธอ บวกกับเครื่องแบบทหาร ต่างพากันเข้าใจว่าเธอคือเจ้าหน้าที่ของเรือนจำแห่งนี้เช่นกัน ไม่สะกิดความสงสัยแม้แต่น้อย

ห้านาทีผ่านไป เดินพ้นทางเดินหลัก ห้องพักของเจ้าหน้าที่สำนักกฎหมายทหารก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา พร้อมกับกลิ่นเหล้าจางๆ อวลอยู่ในอากาศ ฉู่เฉียวทราบว่าเธอมาถูกที่แล้ว

ทันใดนั้น ห้องนอนด้านข้างมีเสียงบางอย่าง ฉู่เฉียวประสาทสัมผัสไว รีบเบี่ยงตัวชิดประตูห้อง พร้อมกับฝ่ามือเรียวยาวยกแตะ AK ที่เอว

ผู้ชายรูปร่างเล็กเตี้ยในชุดสูทสีดำคนหนึ่งชะโงกหน้าออกมา ท่าทางระแวดระวังสุดขีด  คล้ายรู้สึกถึงความผิดปกติบนทางเดิน แต่ปฏิกิริยาต่อมาของเขากลับโง่มาก เขาหันมองมาทางฉู่เฉียว ดังนั้นสิ่งที่ต้อนรับเขาในพริบตาถัดมาก็คือปากกระบอกปืนดำมืด กระสุนพุ่งออกจากลำกล้องอย่างรวดเร็วปราศจากเสียงใดๆ เพราะอุปกรณ์เก็บเสียง

กระสุนระเบิดหน้าอกของเขาเป็นรูเลือดขนาดใหญ่ ลูกตาดำของชายคนนั้นเบิกค้าง ฉู่เฉียวพุ่งเข้าไปพยุงร่างพร้อมกับอุดปากเขาไว้ในชั่วพริบตา จนกระทั่งชีพจรของเขาหยุดเต้น ค่อยพยุงเขาเดินเข้าไป

ภายในห้องกว้างไม่ถึงร้อยตารางเมตร กลับมีคนพักอยู่ถึงสิบหกคน นอกจากคนที่เพิ่งตาย ที่เหลือล้วนอยู่ในห้วงนิทรา คนเหล่านี้แม้ยามฝันก็คิดไม่ถึงว่าจะมีใครกล้าบุกเข้ามาถึงในห้องนอน หากแต่ตอนนี้ เทพมรณะได้หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขาอย่างเปิดเผย ปราศจากความเมตตาเห็นใจใดๆ

ฉู่เฉียวไม่เคยปราณีศัตรูเสมอมา หลายปีนี้แม้เธอจะทำงานด้านการวางแผนอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่กล้ายิงปืน ปืนถูกยกขึ้นอย่างมั่นคง ฉู่เฉียวหรี่ตาช้าๆ ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ ปากกระบอกปืนเล็งไปที่ชายกลางคนบนเตียง เสียงทึบๆ ดังขึ้นคราหนึ่ง ร่างของชายคนนั้นซึ่งกำลังหลับสนิทพลันสะท้านเฮือก รูเลือดขนาดใหญ่ปรากฏบนหน้าผาก ของเหลวแดงขาวสาดกระจาย

เธอสืบเท้าขึ้นหน้าโดยไม่หยุดชะงัก เสียงทึบๆ ดังขึ้นไม่ขาดหู สิบวินาทีให้หลัง ภายในห้องชั้นนอกก็ปราศจากผู้มีลมหายใจ

เปิดประตูห้องด้านใน เห็นชายห้าคนนอนอยู่บนเตียง กำลังหลับอย่างเป็นสุข หลายครั้งการฆ่าคนยังง่ายกว่ากินข้าวหรืออาบน้ำ เสียงทึบๆ สั้นๆ ดังติดต่อกันห้านัด คล้อยหลังเสียงนั้นคือเสียงเลือดสดๆ ทะลักปรี่ออกมา อากาศในขณะนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่ชวนสะอิดสะเอียน

ฉู่เฉียวค้นกล้องดีวีดีขนาดเล็กจากกระเป๋าหนังของชายคนหนึ่ง เธอยืนอยู่ท่ามกลางซากร่างที่นอนแน่นิ่ง เปิดสวิตช์แล้วเริ่มดูภาพที่ปรากฏขึ้น

เมื่อตรวจดูจนมั่นใจ ฉู่เฉียวจึงนำกล้องยัดใส่กระเป๋าเสื้อขนาดใหญ่ จากนั้นค้นระเบิด C4 จากกระเป๋าหนังของผู้ตาย ติดตั้งไว้ในห้องและเปิดสวิตช์ แสงสีแดงบนกล่องดำก็เริ่มกะพริบทันที

ฉู่เฉียวกวาดมองผู้ตายในห้องอีกแวบหนึ่ง เมื่อมั่นใจแล้วก็เปิดประตูเดินออกไป แต่จังหวะนั้นเอง ความเย็นเยียบสายหนึ่งจู่ๆ ก็เฉียดผ่านลำคอของเธอไป!

ฉู่เฉียวย่อตัวแล้วล้มกลิ้งไปข้างหลังอย่างเร็ว รอดพ้นจากกระสุนจู่โจมไปได้อย่างฉิวเฉียด ความเย็นเยียบยังยิงกระหน่ำมาไม่หยุดยั้ง ฉู่เฉียวยกเท้าถีบบานประตู สิ้นเสียงดังปึง ประตูห้องปิดสนิท ฉู่เฉียวกึ่งคุกเข่าบนพื้น แว่วเสียงหายใจจากด้านตรงข้าม เธอรู้ดี ขณะนี้ความแตกแล้ว

กล้ามเนื้อของฉู่เฉียวเขม็งตึง จังหวะหายใจผ่อนช้า สองตาจ้องจับอยู่ที่ประตูตรงหน้าแน่วนิ่ง เธอไม่ใช่ 003 ไม่ใช่จารชนฝีมือฉกาจของหน่วยเฉพาะกิจที่ 9 สิ่งที่เธอฝึกฝนจากโรงเรียนทหารคือการลอบสังหารด้วยระเบิด ด้วยแผนอุบาย ด้วยการใช้สภาพแวดล้อม ด้วยข่าวกรองและเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์สูงสุด แต่เวลานี้ วิกฤตที่ห่างจากเธอไม่ถึงสามเมตรซึ่งกำลังเผชิญหน้าอยู่ เธอประจักษ์ดีว่าการปะทะซึ่งๆ หน้าไม่ใช่เรื่องฉลาดสักนิด

สายตาค่อยๆ กวาดมองชายน่าสงสารที่นอนตายอยู่ท่ามกลางฝันหวานคนนั้น

เสียงตึงดังขึ้น ประตูใหญ่ถูกถีบเปิด หญิงสาวยืนอยู่หน้าประตู มองชายสองคนที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องรับรองแขกชั้นนอกด้วยแววตาหยิ่งผยอง

สองคนนั้นคิดไม่ถึงว่าเธอจะเดินออกมาเอง สีหน้าตื่นตะลึงอย่างเห็นได้ชัด

เสียงวัตถุกระทบพื้นดังขึ้นสองครา ฉู่เฉียวโยนมีดสั้นและปืนกลในมือลงพื้นด้วยท่าทีเยาะหยัน เท้าหลังเหยียดข้างเล็กน้อย สองมือผลักออกด้านหน้า ตั้งกระบวนท่าไท่จี๋ ก่อนแค่นเสียงเย็นชาใส่ชายสองคนตรงหน้า กวักมือเบาๆ ความหมายชัดเจนเข้ามาพร้อมกัน!

ชายสองคนที่กุมปืนกลประสิทธิภาพสูงในมือพลันเดือดดาลขึ้นมา เหวี่ยงปืนทิ้ง ตั้งท่าแบบมวยญี่ปุ่น แววตาดุดัน ก่อนโถมเข้าหาด้วยความเร็วถึงขีดสุด

ในห้องที่เล็กแคบจู่ๆ เหมือนลมหนาวเคล้าคาวเลือดโชยพัด ม่านหน้าต่างปลิวไสว แสงไฟมืดสลัว รังสีสังหารขุมยักษ์ตามติดมากับท่าร่างของชายทั้งสองคุกคามใส่ฉู่เฉียว ดูจากกล้ามเนื้อที่เต้นระริกและความอำมหิตของกระบวนท่า ก็สามารถคะเนถึงจุดจบของหญิงสาวที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้ได้

ทว่า ในพริบตานั้น  หญิงสาวที่สีหน้าเคร่งขรึมมาตลอดพลันผุดยิ้มบางเบา มุมปากของเธอหยักยิ้มอย่างเย็นชา ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มผยองที่เย็นเยียบ ปืนพก M609 สัญชาติญี่ปุ่นจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นในมือเธอ M609 เจ้าแห่งอาวุธสังหารระยะประชิด ไม่ยิงทะลุ แต่ระเบิดสมองโดยตรง!

ได้ยินเสียงปังๆ สองนัด เพียง 0.05 วินาทีก็สามารถทำให้สองคนนั้นหมดสิทธิ์แผดร้องแม้แต่คำเดียว หัวกะโหลกสองใบระเบิดโพละ เนื้อสมองสาดกระจาย กระเซ็นใส่ร่างฉู่เฉียว

เท้าข้างหนึ่งเตะใส่ร่างที่ขวางทางอย่างขยะแขยง ฉู่เฉียวเปิดประตูห้องน้ำอย่างว่องไว แม้มีสองคนโผล่มาแบบไม่คาดฝัน แต่ปฏิบัติการยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ยังเหลือเวลามากกว่าที่คำนวณไว้ยี่สิบนาที พอให้เธอทำความสะอาดแบบลวกๆ ได้สบายๆ

จากนั้นอีกสิบห้านาที หญิงสาวในชุดสูทสีดำของสำนักกฎหมายทหารก็เดินออกมาจากห้องรับรองแขก เธอเดินอยู่บนระเบียงของฝ่ายรับรองแขกชั้นสอง ส่งยิ้มทักทายเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ผ่านไปผ่านมา สามนาทีต่อมา เธอเปิดประตูใหญ่ของชั้นสอง เดินออกไปอย่างเยือกเย็น

ลมดึกเย็นชื่น โชยผ่านผิวหน้าอย่างนุ่มนวล ฉู่เฉียวเดินอยู่ในโถงใหญ่ชั้นหนึ่งของเรือนจำกองพลที่ 4 ผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาล้วนเป็นทหารชั้นยอดของราชอาณาจักร เมื่อยกข้อมือขึ้นดู เวลาจุดระเบิดที่ตั้งไว้ยังเหลืออีกสิบวินาที

ฉู่เฉียวเดินต่อไปเรื่อยๆ โดยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ระหว่างที่เดินก็คว้าหนังสือพิมพ์ของเมื่อวานจากชั้นวางติดมือมาด้วย

10…9…8…

วันที่ 11 พค. ตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อ M1N1 อีกหนึ่งรายในนครตี้ตู ถือเป็นผู้ติดเชื้อรายที่ 47 ท่าเรือและเที่ยวบินบางส่วนได้ประกาศหยุดชั่วคราว อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนัก หุ้นร่วงกราว ตลาดหุ้นซบเซา…”

7…6…5…

สำนักข่าวซินหวารายงานว่า จากการสรุปยอดจนถึงวันนี้ ประเทศ AA ได้ตรวจพบผู้ติดเชื้อ M1N1จำนวน 689 คน สันนิษฐานว่าติดเชื้ออีก 1,272 คน เสียชีวิตแล้ว 68 คน ขณะนี้จำนวนผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศ BB ตรวจพบผู้ติดเชื้อ 252 คน สันนิษฐานว่าติดเชื้ออีก 561 คน เสียชีวิตแล้ว 97 คน ประเทศ CC…”

4…3…

สำนักข่าวXX ประเทศ M รายงานว่า จากการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญประเทศ M สงสัยว่าเชื้อ M1N1 ถูกแพร่ออกมาจากประเทศ Z เพราะแผ่นดินไหวของประเทศเทียนฮว๋าทำลายสมดุลของสภาพอากาศ ก่อให้เกิดเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ รัฐบาลเทียนฮว๋าไม่สามารถจัดการกับภัยธรรมชาติครั้งนี้ได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้การแพร่กระจายของเชื้อโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว รัฐบาลประเทศ M มีท่าทีปฏิเสธที่จะคบค้ากับประเทศเทียนฮว๋าเป็นการชั่วคราว ทั้งขับไล่คนเทียนฮว๋าออกจากประเทศ M ไม่อนุญาตให้คนเทียนฮว๋าเข้าประเทศ ที่ประชุมรัฐสภากำลังถกเรื่องนี้กันอย่างเคร่งเครียด เชื่อว่าจะสามารถหาทางออกในการแก้ปัญหานี้ได้โดยเร็ว

2…1…0…

ทันใดนั้น ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือนรุนแรง เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทดังเสียดแก้วหู สัญญาณเตือนภัยสีแดงส่งเสียงร้องแหลม กลุ่มควันหนาทึบและเปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นมา เรือนจำกองพลที่ 4 ทั้งหลังสั่นไหวอย่างหนักเพราะแรงระเบิด

กลุ่มควันอำพรางสายตา เจ้าหน้าที่ทั้งหมดของเรือนจำหยิบอาวุธขึ้นมาอย่างเป็นระเบียบ วิ่งตรงไปยังจุดที่เกิดเหตุระเบิด ฉู่เฉียวซึ่งมอมแมมไปด้วยฝุ่นทั้งตัว สีหน้าตื่นตระหนกเมื่อดึงแขนชายในเครื่องแบบทหารคนหนึ่งไว้ ตะโกนถามว่าคุณ! เกิดอะไรขึ้น

ชายคนนั้นมองชุดสูทสำนักกฎหมายทหารที่เปรอะเปื้อนของฉู่เฉียวแวบหนึ่ง ทราบว่าเธอไม่ใช่คนของเรือนจำแห่งนี้ จึงประคองเธอพลางถามว่าคุณอยู่สำนักกฎหมายทหาร? ตามผมมา เดี๋ยวผมพาคุณออกไปเอง

หลังปะปนกับกลุ่มคนที่วิ่งกระเจิงออกมาจากโถงใหญ่ชั้นหนึ่ง ขณะจะวิ่งไปข้างหน้าต่อ ทั้งสองกลับชนเข้ากับชายคนหนึ่งที่กำลังแตกตื่นอยู่หน้าโถงเต็มแรง!

อา! ขอโทษ อา! ผู้พันหลี่!” ชายหนุ่มพยุงอีกฝ่ายไว้พลางละล่ำละลัก

ข้างในเกิดอะไรขึ้นหลี่หยางขมวดคิ้วแน่น สายตาเหลือบไปด้านข้าง ประสานกับดวงตากลมโตของฉู่เฉียวพอดี พลันชี้นิ้วไปที่ฉู่เฉียว ปากอ้ากว้างอย่างตกตะลึงฉู่…”

คุณมาหาฉันใช่ไหม ข้างในเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ออกไปก่อนค่อยว่ากัน

ฉู่เฉียวรีบตัดบทคำพูดของหลี่หยาง ทหารคนนั้นได้ยินจึงกล่าวว่างั้นผมไม่ส่งพวกคุณแล้วนะครับ ข้างในไม่รู้เป็นยังไงบ้าง ผมต้องรีบเข้าไปดูก่อน

หลี่หยางพยักหน้า เห็นทหารคนนั้นไปไกลแล้ว จึงดึงแขนฉู่เฉียว ถามเสียงเครียดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมศาลทหารถึงสอบสวนคุณ แล้วคุณหนีออกมาได้ยังไง

เชื้อ M1N1 ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือมนุษย์ ประเทศตะวันตกทั้ง M,R,F,Y ล้วนเกี่ยวพันทั้งหมด  พวกมันยังส่งสายลับแทรกซึมเข้ามาในหน่วยทหารระดับสูงของประเทศเรา คราวก่อนที่ไล่ล่ากลุ่ม X  คนเหล่านั้นที่กลุ่ม X จับไปไม่ใช่ตัวประกัน แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อโรคของศูนย์วิจัยทางทหารที่ซ่อนตัวอยู่ในแต่ละประเทศ พวกเขาต้องการแพร่เชื้อโรคชนิดนี้ไปทั่วโลก โจมตีเศรษฐกิจของประเทศศัตรู จากนั้นให้บริษัทจดทะเบียนเป็นผู้จำหน่ายยาต้านเชื้อ M1N1 เพื่อโกยกำไรมหาศาล คนของฉันได้หลักฐานการกระทำผิดของพวกเขามาแล้ว อยู่นี่

ฉู่เฉียวพูดพลางหยิบกล้องดีวีดีเครื่องนั้นใส่มือหลี่หยาง แล้วกล่าวต่อว่าเสี่ยวซือลอบสังหารหัวหน้ากลุ่ม X ที่โตเกียวครั้งก่อน ของที่จะนำกลับมาก็คือหลักฐานที่คนของเราแลกมาด้วยชีวิต เสียดายเสี่ยวซือกลับต้องมาตายที่โตเกียวทั้งที่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น จอมบงการเบอร์หนึ่งเรื่องเชื้อ M1N1 ก็คือกลุ่ม X  เบื้องหน้าพวกมันซื้อขายอวัยวะมนุษย์ แต่เบื้องหลังกลับแอบวิจัยเชื้อโรคร้ายคร่าชีวิต พวกมันส่งคนลอบเข้าประเทศเรา ปลอมแปลงเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักกฎหมายทหาร โดยมีสายของพวกมันคอยคุ้มกัน เพื่อขโมยหลักฐานของฉันในเรือนจำแห่งนี้ ตอนนี้ถูกฉันกำจัดเรียบร้อยแล้ว

หลี่หยางตาเบิกกว้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อว่าคุณหมายความว่า คนที่ฆ่าเสี่ยวซือก็คือ…?”

ใช่!” ฉู่เฉียวพยักหน้า ก่อนกล่าวย้ำว่าคนที่ออกคำสั่งให้ทิ้ง 003 ก็คือสายลับของประเทศศัตรูที่แฝงตัวอยู่ในกระทรวงกลาโหม และเขาก็เป็นคนสั่งขังฉันไว้ในเรือนจำกองพลที่ 4 แย่งเอาหลักฐานความผิดของแต่ละประเทศไป เพื่อปกปิดการกระทำอันชั่วช้าของพวกมัน

หลี่หยางยังตะลึงไม่หาย หัวคิ้วขมวดแน่น ดวงตาดำขลับเต็มไปด้วยความโกรธผู้เชี่ยวชาญด้านกระสุนปืนใหญ่ของประเทศ M มาที่นครตี้ตูเพื่อเยี่ยมชมเทคโนโลยี เสธฯ เฉียนกับผมยังต้อนรับเสียดิบดี คิดไม่ถึงว่าพวกเขา…”

คุณว่าไงนะฉู่เฉียวตะเบ็งเสียงถาม

หลี่หยางผงะแล้วย้อนถามอะไร

คุณบอกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านกระสุนปืนใหญ่ของประเทศ M มานครตี้ตู?”

หลี่หยางพยักหน้าพร้อมกล่าวใช่ มาถึงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

ฉู่เฉียวหน้าถอดสี ก่อนค้นบนตัวเขาพกเครื่องจีพีเอสทหารหรือเปล่า?”

คุณจะเอาไปทำอะไร

ฉู่เฉียวเดือดขึ้นมาทันควัน ตะคอกเสียงกร้าวมีหรือไม่มี?”

ผมจะพกเครื่องแบบนั้นไว้กับตัวทำไมเห็นสีหน้าร้อนใจของฉู่เฉียว หลี่หยางจึงรีบกล่าวต่อคุณตามผมมา ผมรู้ที่ไหนมี

ทั้งสองตรงไปขึ้นรถกอล์ฟคันหนึ่ง ก่อนสตาร์ทเครื่องท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่านในลานใหญ่ สองนาทีต่อมา เมื่อฉู่เฉียวเห็นไฟสีแดงบนเครื่องจีพีเอสกะพริบไม่หยุด เธอรู้สึกในหัวมีแต่ความว่างเปล่า

นี่มันเรื่องอะไรกัน ห้องพิจารณาคดีทำไมถึงมีอุปกรณ์ระเบิดติดตั้งอยู่

ฉู่เฉียวลุกขึ้นวิ่งไปหาอาวุธที่เหมาะมือในโกดัง แล้วเดินลิ่วออกข้างนอกพลางเอ่ยเสียงเครียดว่าประเทศ M ไม่เชื่อใจกลุ่ม X ของประเทศ R แม้แต่นิดเดียว พวกเขากลัวว่าประเทศ R จะลงมือไม่สำเร็จ ทำให้เรื่องปูดออกไป ดังนั้นจึงตั้งเครื่องจีพีเอสไว้ในห้องพิจารณาคดี เมื่อถึงเวลา ระเบิดก็จะทำงาน ถึงตอนนั้นเรือนจำแห่งนี้ก็จะถูกระเบิดจนราบ รวมทั้งหลักฐาน และรวมทั้งฉันด้วย

แล้วตอนนี้ทำไงดี เดี๋ยวผมไปแจ้งหน่วยเก็บกู้ระเบิด แจ้งหน่วยเฉพาะกิจให้ส่งทหารมาช่วยควบคุมตัวแทนของประเทศ M ไว้ก่อน

ไม่ทันแล้วฉู่เฉียวกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเตรียมเฮลิคอปเตอร์ให้ฉันเดี๋ยวนี้ แล้วต้อนคนออกไปให้หมด เรื่องสำคัญที่ฉันต้องทำตอนนี้ก็คือ เอาหลักฐานส่งให้ถึงมือผู้บัญชาการหร่วน ชีวิตของเสี่ยวซือ ชีวิตของจารชนที่มีพลังพิเศษของหน่วยฯ 11 ทั้ง 14 คน ชีวิตของคนที่ตายเพราะเชื้อ M1N1และคนทั้งโลก ฝากไว้ในมือคุณแล้ว ดังนั้นจะผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด

หลี่หยางตะลึงงัน ควันฝุ่นตลบฟุ้งและฝูงชนที่โกลาหลอลหม่านในที่ไกลออกไป เขาเห็นใบหน้าที่เรียวบางและแววตาเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงตรงหน้า ในใจรู้สึกเศร้าสะเทือนใจสุดจะกล่าว อึดใจใหญ่ค่อยกล่าวเสียงหนักแน่นว่าผมต้องทำให้ได้ ฉู่เฉียว คุณระวังตัวด้วย

คุณก็เหมือนกัน

พูดจบ หญิงสาวก็ออกวิ่งอย่างแน่วแน่ พุ่งกลับไปที่ห้องควบคุมตัวชั้นสี่ที่เธอเพิ่งหนีออกมาด้วยความลำบากยากเย็นอีกครั้ง

สิบนาทีต่อมา เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบนลานจอดของเรือนจำกองพลที่ 4 ก็ทะยานขึ้นฟ้า บินออกไปด้วยความเร็วสูงสุด มุ่งหน้าสู่ชานเมืองที่รกร้างปราศจากผู้คน

หลี่หยางนั่งอยู่ในรถ ประคองเครื่องจีพีเอสทหารไว้ในมือ มองดูจุดแดงเล็กๆ ที่เคลื่อนออกจากห้องพิจารณาคดีชั้นสี่ทีละนิด มาถึงลานกว้าง ผ่านแนวสิ่งปลูกสร้าง แล้วบินขึ้นฟ้ามุ่งหน้าสู่ชานเมืองอย่างรวดเร็ว อึดใจถัดมา เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวดังแหวกอากาศ จุดแดงบนเครื่องจีพีเอสดับวูบ กลายเป็นภาพหัวกะโหลกที่มืดดำ

หลี่หยางที่นั่งอยู่ในรถไม่ได้หันมอง มีเพียงน้ำตาสายหนึ่งที่รินไหลลงมาช้าๆ ท่ามกลางความมืด

รัตติกาลของนครตี้ตู เงียบสงัดวังเวง

ตอนที่ 1 ราชวงศ์ต้าเซี่ย

บทที่ 1 ล้อมล่า

แหล่งกำเนิดอารยธรรมของต้าเซี่ยคือบริเวณต้นน้ำเหิงสุ่ยทิศเหนือของที่ราบสูงหงชวน แรกเริ่มบรรพบุรุษใช้ชีวิตด้วยการเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ตามทุ่งหญ้า บูชาการใช้กำลัง อุปนิสัยองอาจห้าวหาญ แต่เพราะภูมิประเทศตั้งอยู่ในพื้นที่หนาวเย็น ความเจริญก้าวหน้าจึงถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อม บวกกับชนเผ่าเฉวี่ยนหรงรุกรานชายแดนอยู่เสมอ หลายร้อยปีที่ผ่านมา ชาวเซี่ยดำรงชีวิตอย่างแร้นแค้นบนดินแดนหงชวนที่ทุรกันดารผืนนี้ จนกระทั่งเผยหลัวเจินหวงถือกำเนิดบนโลก สถาปนาอาณาจักรต้าเซี่ย ทำให้ชนเผ่าที่ปากกัดตีนถีบนี้ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก

ประวัติศาสตร์ของต้าเซี่ย เหมือนว่าทุกตัวอักษรจะถูกหล่อหลอมขึ้นจากหยาดเลือดและหยดน้ำตา ด้วยธรรมชาติของชนเผ่าเร่ร่อนส่งผลให้ความผูกพันระหว่างพวกเขากับผืนแผ่นดินค่อนข้างจืดจาง และเพราะเหตุนี้ทำให้พวกเขามีจิตใจกว้างขวาง ยอมรับความแตกต่างทางเผ่าพันธุ์ได้ดีกว่าอาณาจักรเปี้ยนถังฝั่งใต้และอาณาจักรไหวซ่งฝั่งตะวันออก

หลายร้อยปีที่ผ่านมา ชาวเซี่ยอพยพประชากรลงใต้ด้วยการทำศึกสงครามนับครั้งไม่ถ้วน ต่อสู้กับชนต่างเผ่าต่างพันธุ์ แผ่ขยายอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาล ทุกวันนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นแว่นแคว้นที่กอปรด้วยกองทัพเกรียงไกรที่สุดในแผ่นดิน เหนือกว่าอาณาจักรไหวซ่งซึ่งการค้าเจริญรุ่งเรืองสุดขีดและอาณาจักรเปี้ยนถังซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าหนึ่งพันปี

เมื่อน้ำขึ้นเรือย่อมลอยสูง นครเจินหวงที่ตั้งตระหง่านอยู่บนที่ราบสูงหงชวน กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการเมืองของผืนแผ่นดินใหญ่อย่างรวดเร็ว กิจการค้าเจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ บนถนนจิ่วเวยคลาคล่ำไปด้วยชนชั้นสูงและคหบดีเศรษฐีต่างแคว้น จอแจคับคั่ง คึกคักอย่างยิ่ง

เสียงบอกเวลาแรกยามเช้าตรู่ดังขึ้น เสียงทอดยาวไกล ทุ้มกังวานหนักแน่น ประตูเมืองค่อยๆ เปิดกว้างพร้อมๆ เสียงบอกเวลา ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า วันใหม่ของนครเจินหวงเริ่มต้นขึ้นภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดของราชอาณาจักร

ไป!” เสียงตวาดดังขึ้นฉับพลัน อาชาพ่วงพีสีดำควบเกือกเหล็กเงาวับเหยียบย่างไปบนผืนหิมะนอกนครเจินหวง เศษหิมะตลบฟุ้ง เสียงย่ำเกือกดังสนั่น ทิ้งผู้ติดตามสิบกว่าคนไว้เบื้องหลัง

เยียนซื่อจื่อ( เชิงอรรถ – *ซื่อจื่อ คำเรียกทายาทสืบทอดตำแหน่งหวังของเจ้าครองหัวเมือง หรือเขตปกครอง 

) ท่านมาสายแล้ว!”

จูเก่อไหวหัวเราะยาวคราหนึ่ง กระตุ้นม้าขึ้นหน้า กล่าวพลางส่งยิ้มให้ผู้มา ที่ข้างกายเขายังมีหนุ่มน้อยอีกสี่คน เด็กสุดสิบเอ็ดสิบสองขวบ โตสุดไม่เกินสิบสามสิบสี่ แต่ละคนสวมอาภรณ์แพรไหมเลิศหรู รูปโฉมหล่อเหลา บุคลิกสง่างาม ด้านหลังมีผู้ติดสอยห้อยตาม เมื่อได้ยินเสียงของเขาก็พากันหันมองตาม

เยียนสวินกระตุกบังเหียน ร้องหยุดคำหนึ่ง อาชาพลันยกขาหน้าร้องเสียงแหลม ก่อนหยุดบนพื้นหิมะอย่างมั่นคง เยียนสวินในชุดยาวหรูหราสีเขียวเข้ม ริมชุดด้านล่างปักดิ้นเงินดิ้นทองรูปปลาจิ่นหลี่ ชั้นนอกคลุมด้วยเสื้อขนสัตว์สีขาวหิมะ แย้มยิ้มสดใส กล่าวว่าตอนได้รับแจ้งจากพี่จูเก่อ องค์หญิงแปดกำลังอยู่ที่จวน คิดจะปลีกตัวไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านรอนานน้ำเสียงของเขาร่าเริง รอยยิ้มยิ่งแฝงความสดใสอ่อนวัย มีเพียงดวงตาที่พริ้มน้อยๆ ทอแววคมปลาบหลายส่วน รอบลำคอพันไว้ด้วยขนเตียว ( เชิงอรรถ – *สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จัดอยู่ในวงศ์เพียงพอน ขนมีราคาแพง ) สีเงินยวง ยิ่งขับความสูงสง่า อายุแค่สิบสามสิบสี่ กลับแลดูผึ่งผาย เปี่ยมสง่าราศีเกินวัย

ที่แท้ก็นัดหมายกับหญิงงาม ดูเหมือนพวกเราจะรบกวนความสุขของเยียนซื่อจื่อเสียแล้วคุณชายอ่อนวัยในชุดแพรยาวสีเขียวใบสนเดินตรงมา น้ำเสียงยังเจือความอ่อนเยาว์ มองดูไม่เกินสิบสองสิบสามขวบ ดวงตาโค้งเรียวดุจจิ้งจอก กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มกริ่ม

เยียนสวินยิ้มจางๆ กล่าวด้วยเสียงเรียบเรื่อยว่าคุณชายรองเว่ยล้อเล่นแล้ว งานเลี้ยงวันก่อน หากไม่ใช่เพราะคุณชายรองแกล้งข้าจนทำถ้วยกระจกขององค์หญิงแตก วันนี้ก็คงไม่มีหญิงงามมาหาถึงที่ จะว่าไป ทั้งหมดนี่เป็นคุณชายรองกำนัลให้โดยแท้

คุณชายอ่อนวัยหัวเราะเบาๆ มิได้ขัดเคืองแต่อย่างใด เพียงหันไปกล่าวกับหนุ่มน้อยชุดเขียวอมครามอีกคนหนึ่งว่าเห็นหรือยังมู่อวิ่น ข้าบอกแล้วว่าเยียนซื่อจื่อไม่ยอมเลิกรา อย่างไรต้องมาตัดพ้อเรื่องนี้กับข้าแน่นอน

มู่อวิ่นเลิกคิ้วเล็กน้อยคนในเมืองนี้ที่ต้องตกที่นั่งลำบากเพราะท่านยังน้อยหรือ? เยียนซื่อจื่อยังใจเย็น ถ้าเป็นข้า คืนวันก่อนคงบุกฆ่าท่านถึงจวนแล้ว

ตกลงจะแข่งหรือไม่แข่ง? ถ้ามัวแต่สนทนาก็กลับเถอะ

หนุ่มน้อยชุดแพรสีดำผู้หนึ่งเดินเข้ามาสมทบ ข้างเอวห้อยธนูใหญ่สีเหลืองสด มองก็รู้ว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับล่าสัตว์ เยียนสวินคล้ายเพิ่งสังเกตเห็นเขา จึงกระโดดลงจากหลังม้า คำนับอย่างนบนอบที่แท้องค์ชายเจ็ดก็อยู่ด้วย อภัยที่เยียนสวินเสียมารยาท

จ้าวเช่อปรายตามองเยียนสวินแวบหนึ่ง ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยถือเป็นการทักทาย ก่อนกล่าวกับจูเก่อไหวโดยตรงว่าข้ากับน้องแปดต้องไปหอตำราตอนอาหารค่ำ ไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น

จูเก่อไหวยิ้มกล่าวว่าในเมื่อเยียนซื่อจื่อมาแล้ว พวกเราก็เริ่มเถอะ

คุณชายเว่ยยิ้มพลางตบมือท่านมีของเล่นแปลกใหม่อะไรอีก รีบนำออกมาให้ข้าชมดู

จ้าวเจวี๋ยเอ่ยขึ้นว่าข้าเห็นทางนั้นลำเลียงกรงสัตว์เข้ามา คงไม่ใช่เรียกพวกเรามาล่าสัตว์กระมัง นั่นไม่น่าสนใจเท่าใด มิน่าเจ้าสี่ของบ้านท่านถึงไม่ยอมมา

จูเก่อไหวส่ายหน้าพลางกล่าวอย่างมีเลศนัยว่าเจ้าคนนิสัยประหลาดนั่น เคยมาร่วมวงกับพวกเรากี่ครั้งกัน แต่วันนี้ข้ากลับทุ่มเทความคิดไม่น้อย พวกท่านดูจบคำ ก็ยื่นมือออกมาตบสองครา เสียงกังวานใส สะท้อนไกลกลับไปกลับมาบนทุ่งหิมะขาวซีด

ที่ไกลออกไป ระแนงไม้ที่ล้อมรอบลานกว้างถูกเปิดออก เหล่าบริวารของจูเก่อไหวเข็นรถม้าขนาดใหญ่ห้าหกคันเข้ามาในลานล้อมคอก ก่อนนำกรงยักษ์ทั้งหกออกมาเรียงหน้ากระดาน บนกรงคลุมด้วยผ้าดำมิดชิด มองไม่เห็นว่าภายในคือสิ่งใด

คุณชายเว่ยรู้สึกสนใจขึ้นมาข้างในใส่อะไรไว้ จูเก่อท่านก็เลิกทำเป็นลึกลับได้แล้ว

จูเก่อไหวยิ้มตอบ โบกมือให้ผู้ติดตามที่อยู่ไกลออกไป ได้ยินเสียงดังพรึ่บ ผ้าดำทั้งหมดถูกตลบขึ้นโดยพร้อมเพรียง คุณชายเว่ยอุทานคำหนึ่ง ตะลึงไปเล็กน้อย ตามด้วยรอยยิ้มเบิกบานใจในพริบตาถัดมา

สิ่งที่บรรจุอยู่ในกรงยักษ์นั้น ที่แท้เป็นดรุณีน้อยวัยไม่เกินเจ็ดแปดขวบจำนวนหนึ่ง แต่ละกรงมียี่สิบคน แต่ละคนสวมชุดกว้าจื่อ ( เชิงอรรถ – *ชุดแบบจีน แยกเป็นเสื้อขนาดสั้นกับกางเกงหรือกระโปรง ) เนื้อหยาบ บริเวณหน้าอกเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ยักษ์เหมือนกับพวกนักโทษ ในแต่ละกรงจะเขียนตัวอักษรต่างกัน มีคำว่า มู่ เว่ย เยียน จูเก่อ ส่วนจ้าวเช่อกับจ้าวเจวี๋ยใช้คำว่าเช่อกับเจวี๋ยเป็นตัวแบ่ง เด็กพวกนั้นถูกขังไว้ในกรงมืดเป็นเวลานาน พอเห็นแสงสว่าง พลันหลับตาแน่น ตื่นตระหนกจนเบียดเป็นกระจุก แววตาหวั่นหวาดเหมือนกระต่ายน้อยที่ขวัญอ่อนฝูงหนึ่ง

จูเก่อไหวยิ้มพลางกล่าวคราก่อนมีกลุ่มพ่อค้าเร่ร่อนจากแดนซีอวี้มาที่จวน การละเล่นนี้เป็นพวกเขาสอนข้า อีกเดี๋ยวข้าจะสั่งคนเอากรงออก ปล่อยหมาป่าในกรงสัตว์ออกมา เดรัจฉานพวกนั้นอดอยากหิวโหยมาสามวันแล้ว กำลังดุร้ายที่สุด พวกเราทั้งสามารถยิงสัตว์ และสามารถยิงทาสในกรงของคนอื่น หลังธูปไหม้หมดดอก ดูว่าใครเหลือทาสมากที่สุด ถือเป็นผู้ชนะ

คุณชายเว่ยหัวเราะฮาๆ ตบมือก่อนเป็นคนแรกน่าสนใจไม่เบา ต้องสนุกแน่

จูเก่อไหวกล่าวต่อว่าอย่างนั้นก็เริ่มได้แล้ว ทุกคนมีธนูสามสิบดอก เปิดกรง

เหล่าบริวารรับใช้ได้รับคำสั่งก็ยกกรงถอยออกไปจากคอกล่าสัตว์ บรรดาเด็กน้อยยืนนิ่งกับที่ตัวสั่นผวา คล้ายว่าพวกนางยังถูกขังอยู่ในกรงกระนั้น ไม่กล้าขยับเขยื้อน

ทันใดนั้น ปรากฏเสียงคำรามดังสนั่น ระแนงไม้สองด้านถูกเปิดออก หมาป่าดุร้ายยี่สิบกว่าตัววิ่งพรวดเข้ามาในคอก อ้าปากคำรามลั่นกระโจนใส่กลุ่มเด็ก!

เสียงร้องแตกตื่นอึงอลทั่วบริเวณ ดรุณีน้อยเจ็ดแปดขวบประสานเสียงแหลมดัง เนื้อตัวสั่นสะท้านเบียดเข้าหากัน ก่อนชักเท้าวิ่งไปยังจุดที่มีคนยืนอยู่ ขณะเดียวกัน เกาทัณฑ์คมกริบจากนอกระแนงไม้ก็ยิงกระหน่ำเข้าสู่ภายในด้วยความเร็วสูง เพียงแต่ว่าทิศทางกลับมิใช่หมาป่าดุร้ายที่หิวโหยเหล่านั้น แต่เป็นเด็กที่กำลังวิ่งมาหาตัวเอง

คาวเลือดฉุนแรงโชยคลุ้งอบอวล เสียงร้องโหยหวนน่าเวทนาดังก้องถึงสรวงสวรรค์ ลูกธนูแทงทะลุไหปลาร้าและหน้าท้องช่องอกของเหล่าเด็กน้อย เลือดแดงสดทะลักไหล บนร่างที่ผอมโซของพวกนางเบ่งบานด้วยบุปผาสีแดงสดใสดอกแล้วดอกเล่า ฝูงหมาป่าถูกกระตุ้นความหิวด้วยกลิ่นคาว ยิ่งทวีความดุเดือดเหี้ยมเกรียม หมาป่าสีดำอมเขียวตัวหนึ่งกัดกระชากแขนของเด็กคนหนึ่งจนขาดกระจุย เด็กคนนั้นยังไม่ทันกรีดร้องก็โดนหมาป่าอีกตัวฉีกทึ้งขาไปหนึ่งข้าง ศีรษะโดนกัดแหว่งไปครึ่งใบ เนื้อสมองขาวใสกับเลือดสดไหลปนเป กระเซ็นสาดราดรดบนผืนดินที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน!

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นไม่ขาดหู หลังไหล่เจ็บร้าวสุดทน หนังตาหนักอึ้งราวกับถ่วงด้วยหินพันชั่ง เรือนร่างเล็กๆ ของจิงเยว่เอ๋อร์ถูกลูกศรแทงทะลุ ตอกตรึงกับพื้น ลมหายใจของนางค่อยๆ แผ่วโหย เหมือนตกตายไปแล้ว แต่หัวคิ้วของนางกลับขมวดเข้าหากัน ยิ่งขมวดยิ่งแน่น หมาป่าดุร้ายตัวหนึ่งย่างเข้ามาช้าๆ ดวงตาของมันทอประกายแวววามจับจ้องอยู่ที่เด็กน้อยคนนี้ น้ำลายที่เหม็นสาบไหลยืด หยดติ๋งบนคอของเด็กน้อย

ในความลี้ลับที่มองไม่เห็น คล้ายมีดวงตาสวรรค์กำลังเพ่งมองละครฉากสยองบนโลกหล้า!

ชั่วขณะที่จุมพิตหมาป่ากำลังประทับลงมา สองตาของเด็กน้อยพลันเบิกโพลง วาวใสดั่งใบมีด ปราศจากความอ่อนแอและขลาดกลัวเยี่ยงเด็กทารกอื่น นางยื่นมือออกมาตามสัญชาตญาณ บีบรัดกรามทั้งบนล่างของหมาป่าจนแน่น จากนั้นผงกหัวขึ้น อ้าปากงับลิ้นที่เหยียดยาวของมัน แล้วสะบัดเต็มแรง!

เสียงแผดแหลมแสบหูพลันก้องดัง ทุกผู้คนล้วนหันขวับ เพ่งสายตามาทางเด็กที่กัดลิ้นหมาป่าคนนั้น ในห้วงตะลึงงัน ถึงกับลืมน้าวยิงเกาทัณฑ์

จ้าวเช่อตื่นจากภวังค์เป็นคนแรก เห็นบนร่างเด็กคนนั้นมีตัวอักษรเช่อพลันแหงนหน้าหัวร่อดังก้อง โก่งสายธนูแล้วดีดผึงปักตรึงคอหอยของหมาป่าจอมโหด

หมาป่าแผดเสียงร้องอย่างน่าอนาถคำหนึ่ง ล้มตึงกับพื้นดิน ฉากสยองบนคอกล่ายังคงดำเนินต่อ หมาป่าที่เหลือไล่ล่าอยู่ด้านหลังดรุณีน้อยอื่นๆ ทั่วแผ่นพื้นเกลื่อนกลาดไปด้วยซากสังขารและแขนขาที่ขาดกระจุย เสียงโหยไห้ด้วยความเจ็บปวดปานถูกฉีกทึ้งตับไตก้องดังเต็มสองหู จิงเยว่เอ๋อร์ลุกยืนโงนเงน เบิกตากลมกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ราวกับถูกเสกเป็นหินศิลา ร่างกายที่เล็กจ้อย เสื้อผ้าแหว่งวิ่นเป็นรูโพรง ผมเผ้ากระเซิงหลุดลุ่ย ดวงหน้าซีดขาว เต็มไปด้วยลิ่มเลือดมอมแมม ลมหนาวพัดหวีดหวิว ไม่ต่างจากหญ้าอ่อนที่ร่องแร่งต้นหนึ่ง

เสียงฟิ้วดังขึ้น ลูกศรดอกหนึ่งพุ่งยิงมา จิงเยว่เอ๋อร์กระโดดถอยอย่างประเปรียว หลบรอดสภาวะคร่าชีวิตไปได้หวุดหวิด ทว่าร่างเล็กแรงน้อย ยังคงโดนลูกศรถากใส่น่องขา เลือดไหลปรี่เป็นทาง

คุณชายเว่ยหัวเราะฮิฮะ พาดลูกศรบนสาย ยิงออกอีกครั้ง

จ้าวเช่อเลิกคิ้ววูบ แค่นเสียงเย็นชาคำหนึ่ง เสียงดังปึกกระแทกก้านธนูของคุณชายเว่ยจนหักกลาง

หมาป่าที่อยู่ข้างหลังราวกับเงาตามตัว กลิ่นสาบจู่โจมจมูกรุนแรง จิงเยว่เอ๋อร์ไม่ทันสำรวจแผลบนน่อง เท้าก็รีบถลาไปทางจ้าวเช่อ

หากทว่า นางเพิ่งก้าวไปได้สองก้าว ธนูดอกหนึ่งก็พุ่งมา ปักตรึงตรงเบื้องหน้าฝ่าเท้านาง เด็กหญิงผงะอึ้ง ถึงกับหยุดเท้า จากนั้นเงยหน้าขึ้นพร้อมย่นหว่างคิ้ว มองไปยังหนุ่มน้อยชุดดำบนอาชาสีแดงพุทราคนนั้น

จ้าวเช่อแค่นเสียงเหยียดหยันคำหนึ่ง กวาดมองนางด้วยหางตา ศรดอกหนึ่งทะลุแผ่นหลังของเด็กหญิงอีกคนที่กำลังวิ่งหนี เด็กคนนั้นยังไม่ถึงห้าหกขวบด้วยซ้ำ เพียงกรีดร้องคำหนึ่งก็ล้มฟุบแทบพื้น อักษรเยียนตัวใหญ่บนแผ่นหลังถูกเลือดสดย้อมจนแดงฉาน ก่อนโดนหมาป่าทึ้งร่างอย่างรวดเร็ว

ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่ง เด็กน้อยยืนนิ่งงงงงัน สีหน้าตะลึงค้าง ฉับพลัน นางเม้มปากสนิท หมุนตัวหันขวับกลับไป อาศัยความเร็วสุดขีดและความประเปรียวของเรือนร่างซึ่งแผลบนน่องไม่อาจส่งผลกระทบ หมาป่าตัวหนึ่งที่ไล่กวดตามหลัง กระโจนพรวดเข้าใส่ นางหลุดรอดไปได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด

มุมหนึ่งของคอกล่ามีฟางแห้งสำหรับเลี้ยงม้าและท่อนไม้วางสุมอยู่กองหนึ่ง เด็กน้อยหยิบท่อนไม้ขึ้นมา เงื้อสูงสุดมือแล้วซัดผัวะลงไปกลางหลังของหมาป่าตัวหนึ่งที่ลอบจู่โจมเข้ามา

หมาป่าแผดร้องลั่นคำหนึ่ง กระเจิงไปอีกทางอย่างโซเซ เห็นชัดว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส

มานี่! มานี่!” เด็กน้อยตะโกนเรียก นั่งยองๆ เก็บหินขึ้นมาสองก้อน จับกระทบกันดังเพียะๆ ประกายไฟลุกพรึ่บ ฟางแห้งติดไฟลุกโชนขึ้นมา เด็กน้อยจุ่มปลายท่อนไม้กับไฟ ยกชูขึ้นออกวิ่งไปทั่วสนาม ขับไล่หมาป่าที่กำลังโจมตีเหล่าเด็กน้อย พลางตะโกนเรียกมาทางนี้! มาทางนี้!”

เหล่าเด็กน้อยเยาว์วัยร้องไห้โฮพลางวิ่งไปหาจิงเยว่เอ๋อร์ แต่ละนางล้วนได้รับบาดเจ็บ บ้างโดนหมาป่ากัด ทว่าส่วนใหญ่กลับเป็นแผลจากธนู เวลาเพียงครู่ เหลืออยู่ไม่ถึงยี่สิบคน

ฝูงหมาป่าหวาดกลัวเปลวไฟ จิงเยว่เอ๋อร์คุ้มกันเด็กๆ ไว้ตรงกลาง ท่าทางลังเลไม่กล้าขึ้นหน้า พวกมันหิวมาหลายวันแล้ว พอล้อมเด็กๆ ได้ครู่หนึ่งก็ทยอยกันบ่ายหน้าวิ่งไปทางซากศพกลางลาน เริ่มสวาปามอาหารมื้อใหญ่

จูเก่อไหวหรี่นัยน์ตาเรียวยาว พลันเอ่ยเบาๆ ว่าเดรัจฉานไม่ได้ความหยิบลูกธนูพาดสายแล้วยิงใส่กลุ่มหมาป่า

ลูกธนูกระหน่ำมาเป็นระลอก ฝูงหมาป่าได้รับการโจมตีแบบเฉียบพลัน หลังเสียงโหยหวนและคาวเลือดหอบหนึ่งผ่านไป ฝูงหมาป่าทยอยล้มลง ปราศจากลมหายใจแม้แต่ตัวเดียว

กลุ่มเด็กน้อยที่โชคดีรอดมาได้ต่างลิงโลดยกใหญ่ ไม่สนใจรอยแผลทั่วร่าง ไชโยโห่ร้องดังกระหึ่ม

หากทว่า เสียงของพวกนางยังไม่หมดสิ้น ฝนธนูระลอกใหม่ก็พลันกระหน่ำมา ยิงใส่ร่างกายเล็กๆ ของพวกนาง เหล่าชนชั้นเชื้อพระวงศ์และผู้ดีมีสกุลล้วนสายตาแหลมคม วิธีการเผ็ดร้อน เล็งเป้าแม่นยำทั้งไร้ความปรานี เหือดกระหายหมายสังหารเด็กน้อยทุกคน

ธนูดอกหนึ่งแหวกอากาศมา สภาวะชวนให้ผู้คนตื่นตระหนก เสียงดังฉึกปลายศรปักกะโหลกเด็กน้อยคนหนึ่ง จากตาขวาทะลุผ่านหลังศีรษะ ก่อนหยุดสนิทที่ปลายจมูกของจิงเยว่เอ๋อร์ โลหิตอุ่นๆ กระเซ็นต้องผิวหน้านาง นางอ้าปากกว้าง ในมือยังถือท่อนไม้ติดไฟท่อนนั้น ตัวแข็งทื่อปานศิลา เสียงแหกปากโหยไห้ของพวกเด็กๆ อึงอลข้างหู ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนฝันร้ายฉากหนึ่ง

ลูกธนูค่อยๆ บางตา คุณชายเว่ยและมู่อวิ่นผุดยิ้มพร้อมเพรียง พาดศรบนสาย เล็งไปที่เด็กหญิง แล้วยิงมาอย่างเร็วแรงสุดเปรียบ

จ้าวเช่อย่นคิ้ว ควบม้าขึ้นหน้า มือจับซองธนู พบว่าเหลือเพียงหนึ่ง เขาแค่นเสียงเย็นชา หักก้านธนูนั้นดังเปาะ แล้วพาดทั้งสองส่วนบนสาย ดีดผึงออกไปด้วยฝีมือระดับไร้เทียมทาน กระแทกเอาลูกธนูของคุณชายเว่ยและมู่อวิ่นร่วงหล่นในคราเดียว

จูเก่อไหวหัวเราะร่วน ร้องว่าเยี่ยมยอด!”

เพิ่งจบคำ เสียงร้องอนาถทั้งหมดพลันหยุดชะงัก ลมหนาวกวาดผ่านผืนดินขาวโพลน กลิ่นคาวเลือดอวลตลบทั่วอากาศ ภายในคอกล่าสัตว์ที่แดงเถือก เพียงเหลือแค่ดรุณีจิงเยว่เอ๋อร์ เรือนผมของนางยุ่งเหยิง ในนั้นยังแซมด้วยกิ่งหญ้า เสื้อผ้าย้อมโลหิต สีหน้าขาวเผือด มือถือท่อนไม้ยืนแน่วนิ่งกับที่ เหม่อมองมาทางนี้ด้วยท่าทีแข็งค้าง คล้ายตกใจจนตะลึงงันไปแล้ว

จ้าวเจวี๋ยกล่าวขึ้นว่าพี่เจ็ดร้ายกาจจริงๆ ลูกธนูข้าหมดแล้ว วันนี้ดูท่าพี่เจ็ดคงคว้าชัย

คุณชายเว่ยเลิกคิ้ว มองตัวเองแวบหนึ่ง มองมู่อวิ่นอีกแวบ สุดท้ายหันไปทางจูเก่อไหว

จูเก่อไหวที่ใบหน้าหมดจด พริ้มตายิ้มกล่าวของข้าหมดไปนานแล้ว

เยียนซื่อจื่อยังมีไม่ใช่หรือ? เวลายังไม่หมด ใครแพ้ใครชนะ ยังตัดสินไม่ได้

มู่อวิ่นโพล่งขึ้น สายตาของทุกคนจึงรวมศูนย์ไปที่ร่างของเยียนสวิน จ้าวเช่อเขม่นมองเยียนสวินอย่างเย็นชา ก่อนกล่าวเสียงราบเรียบว่าเยียนซื่อจื่อมักสร้างความแตกตื่นดีใจแก่ผู้คนอย่างเหนือความคาดหมายเสมอ

เวลาหนึ่งก้านธูปเพิ่งผ่านพ้นได้กึ่งหนึ่งพอดี ลูกธนูของผู้ร่วมแข่งขันล้วนหมดเกลี้ยง มีแต่ในซองธนูของเยียนสวิน ที่ยังปรากฏธนูสีขาวหิมะอยู่หนึ่งดอก

เยียนสวินนั่งงามสง่าบนอาชา แม้อายุเพียงสิบสามปี แต่แผ่นหลังตั้งตระหง่าน เรียวคิ้วดุจกระบี่ ดวงตาสุกใส จมูกโด่งเป็นสัน แววตาคมกล้า อาภรณ์งามหรูสวมใส่บนเรือนร่างอย่างเหมาะเจาะ ยิ่งขับให้โดดเด่นเป็นสง่า บุคลิกทีท่าองอาจเยือกเย็น ยามนี้สีหน้าชืดเฉย เขากระตุ้นม้าขึ้นหน้าช้าๆ น้าวเกาทัณฑ์เล็งไปที่เด็กน้อยกลางลานคนนั้น

สายลมโชยผ่าน พัดเสื้อผ้าที่แหว่งวิ่นและเส้นผมรุ่ยร่ายของนางปลิวไสว อายุของนางยังเยาว์ ดูราวไม่ถึงหกเจ็ดขวบ ผิวพรรณซีดเหลืองเพราะขาดการบำรุง เหมือนลูกหมาป่าเพิ่งเกิดขนยังไม่งอกตัวหนึ่ง ท่อนแขน ลำคอ น่องเท้าเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผล หลายแห่งบนหลังไหล่แทบติดกับช่องหัวใจ นางยืนอยู่กลางลานยมทูตที่เหี้ยมโหดผืนหนึ่ง ห้อมล้อมด้วยแขนขาขาดวิ่น แวดล้อมด้วยเลือดสดและซากศพ กลิ่นคาวเลือดแผ่กระจายไปโดยรอบ บรรยากาศอันน่าสยดสยอง สร้างอารมณ์อกสั่นขวัญแขวนชวนสิ้นหวัง ฉีกกระชากแววตาที่อ่อนแอของเด็กน้อย

ลูกศรอันคมกริบและกระหายโลหิตดอกหนึ่ง กำลังเล็งมาที่คอหอยของเด็กหญิง หนุ่มน้อยบนหลังอาชา สายตาคมกล้า สองคิ้วขมวดแน่น เอ็นเขียวบนท่อนแขนปูดชัด ค่อยๆ น้าวจนสุดสาย

นางหมดหนทางหลบเลี่ยง ความคิดร้อยแปดเวียนวนในห้วงสมองอย่างบ้าคลั่ง ความงุนงงสงสัยทั้งหมดทั้งมวลพลันสาบสูญไปกับภาพการเข่นฆ่าที่อุบัติขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวตรงหน้า นางเงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาที่บาดลึกแฝงความชิงชังและคั่งแค้น จ้องเขม็งไปทางหนุ่มน้อยคนนั้น ปราศจากความพรั่นพรึงแม้แต่น้อย

วันนั้น ตรงกับรัชศกไป๋ชางปีเจ็ดร้อยเจ็ดสิบ เดือนหนึ่งวันที่สี่ ชาวนครเจินหวงเพิ่งผ่านพ้นการฉลองปีใหม่ของพวกเขา บนสนามล่าสัตว์ของราชตระกูลซึ่งอยู่นอกนครเจินหวง นางกับเขา ประสบพักตร์เป็นครั้งแรก

กาลเวลาทะลุผ่านห้วงประวัติศาสตร์ แหวกผ่านประตูน้ำแห่งมิติเวลา นำพาวิญญาณสองดวงที่เดิมทีไม่ควรเกี่ยวพันพบพาน มาจัดวางบนเวทีเดียวกัน

เยียนสวินขมวดคิ้วเล็กน้อย นิ้วมือเบนออก ปล่อยธนูดอกนั้นออกไป

ศรเกาทัณฑ์พุ่งแหวก ชักนำลมหนาวในอากาศตามติด เกิดเป็นเสียงดังขวับ สายตาของทุกผู้คนล้วนติดตามไป จนถึงร่างเด็กน้อยที่หยัดยืนแน่วนิ่งคนนั้น

เสียงบาดเนื้อดังขึ้นคราหนึ่ง ริ้วโลหิตถากเป็นแนวยาว ลูกธนูเฉียดผ่านก้านคอของเด็กหญิง บาดเป็นรอยเลือดซึมแนวหนึ่ง ร่างเด็กหญิงโคลงไปเล็กน้อย ก่อนซวนเซสองก้าว ทว่ายังคงหยัดยืนอยู่เช่นเดิม

ฮาฮา! ยินดีด้วยพี่เจ็ด!” จ้าวเจวี๋ยหัวเราะก้อง

จ้าวเช่อมองเหยียดเยียนสวินแวบหนึ่ง หัวเราะอย่างเย็นชาพลางกล่าวเยียนซื่อจื่อวันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับโคลงกลอนทำนองเพลง คงหลงลืมแล้วว่าบรรพชนตระกูลจ้าวหยิบจับเกาทัณฑ์เช่นไร

เยียนสวินวางเกาทัณฑ์ยาวลง หันมากล่าวเสียงราบเรียบว่าบรรพชนตระกูลจ้าวหยิบจับเกาทัณฑ์เช่นไร มีลูกหลานตระกูลจ้าวจดจำได้ก็พอแล้ว เยียนสวินมิกล้ากระทำเกินหน้าที่

จูเก่อไหวยิ้มพลางกล่าวเช่นนี้แล้ว ชัยชนะก็ต้องตกเป็นขององค์ชายเจ็ด ข้าได้จัดเตรียมงานเลี้ยงที่คฤหาสน์ ทุกท่านเชิญไปร่วมร่ำสุราด้วยกัน

ทั้งหมดรับคำแล้วพากันขึ้นม้า ราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก่อนเป็นแค่การละเล่นที่ธรรมดาสามัญฉากหนึ่งก็มิปาน

สายลมหอบใหญ่พัดกรูเกรียว ม้วนตลบเสื้อคลุมของบรรดาผู้ล่าจนพลิกพลิ้ว ผืนหิมะเวิ้งว้างอบอวลด้วยกลิ่นคาว ไกลออกไป เยียนสวินเบือนหน้ากลับมา เห็นเด็กหญิงที่ชุ่มเลือดทั้งตัวยังคงยืนนิ่งอยู่บนทุ่งร้าง สายตาสะกดนิ่งมาทางนี้อย่างลึกล้ำ เนิ่นนานไม่ไหวติง

บทที่ 2 เริ่มกลืนกิน

ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ลมเหนือกรรโชกพัด หนาวเหน็บถึงกระดูก พัดพาหิมะขาวลอยล่อง เสียงลมคร่ำครวญหวนโหย ราวกับสัตว์ประหลาดที่คลุ้มคลั่ง

บ่าวรับใช้ของบ้านตระกูลจูเก่อกำลังเก็บกวาดคอกล่าสัตว์ พวกเขาใช้พลั่วแซะศพเล็กๆ เหล่านั้นขึ้นมา โยนใส่รถม้า ไม่ไกลออกไปได้ขุดหลุมขนาดไม่ใหญ่เตรียมรอไว้แล้ว หญ้าเฮาเฉ่าติดไฟดังเพียะพะ ควันดำหนาทึบลอยคลุ้ง นั่นคือสถานที่สำหรับกลบฝังพวกเด็กๆ แม้แต่เดรัจฉานกระหายเลือดเหล่านั้นก็ฝังรวมไว้ด้วยกัน ชีวิตที่ไร้ค่าดั่งเศษหญ้าเหล่านี้ ก็เหมือนกับลูกหนังแต่ละใบ เจ้าของผู้มีอันจะกินพวกนั้นเพียงเล่นครั้งเดียวก็เบื่อหน่าย ดังนั้นจึงกำจัดทิ้งทั้งหมด

จิงเยว่เอ๋อร์คลุมร่างด้วยถุงกระสอบปุปะใบหนึ่ง ก้มศีรษะต่ำสงบนิ่ง นั่งพิงข้างกรงเงียบงัน นางได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อให้เกิดขึ้นบนตัวคนหนุ่มสาว ก็ไม่แน่ว่าจะอดกลั้นได้ถึงระดับไม่ครางออกมา บ่าวรับใช้ของบ้านตระกูลจูเก่อเข้าใจว่านางคงใกล้ตายแล้ว แต่แวะเวียนมาดูหลายครั้ง กลับพบว่าทรวงอกของเด็กคนนั้นยังกระเพื่อมขึ้นลงเบาๆ พวกเขารู้ดี นั่นแปลว่ายังหายใจอยู่ มีพลังประหลาดบางอย่างกำลังผลักดันเด็กน้อยที่ใกล้ตายคนนี้ให้ดำรงชีวิตต่อไป พวกเขาจึงไม่ได้จับนางโยนลงหลุม แต่จับนางกลับเข้ากรงแล้วนำออกไป

กรงที่ก่อนหน้านี้เบียดเสียดยัดเยียด บัดนี้เวิ้งว้างว่างเปล่า พวกเด็กๆ ล้วนตายเกลี้ยง เหลือแค่คนเดียว พวกบ่าวรับใช้พากันทอดถอนใจกับความโชคดีของเด็กน้อย ขณะเดียวกันก็แอบชะโงกหน้าสำรวจนางเป็นระยะอย่างระมัดระวัง

แม้จะไม่กล่าวออกมา  แต่พวกเขาพอรู้สึกได้ว่า เด็กคนนี้เทียบกับตอนแรกก่อนเข้ามา มีบางอย่างผิดแผกแปลกไป

คฤหาสน์ตระกูลจูเก่อมีอาณาบริเวณกว้างขวาง เมื่อผ่านเข้าประตูหลัง จูซุ่นก็มอบจิงเยว่เอ๋อร์ให้กับคนงานทั่วไปสองคน กำชับสองสามประโยค ก่อนมองจิงเยว่เอ๋อร์ด้วยสายตาเย็นเยียบแวบหนึ่ง แล้วหมุนตัวออกไป

สิ้นเสียงเปิดกลอนประตู จิงเยว่เอ๋อร์โดนผลักเข้าไป นางยังไม่ทันได้ลุกขึ้น ประตูก็ปิดโครมลงกลอนอย่างแน่นหนา

ความมืดดำปกคลุมสี่ทิศ ในมุมหนึ่งกองสุมด้วยไม้ฟืนเป็นมัดใหญ่ ได้ยินเสียงหนูร้องจี๊ดๆ เด็กหญิงกลับมิได้แหกปากร้องกรีดเพราะความตื่นผวา นางนั่งอยู่กลางห้อง ปลดถุงกระสอบปุปะลงจากไหล่ ใช้ฟันกัดไว้ จากนั้นออกแรงฉีกเป็นชิ้น นำมาพันแผลตามเนื้อตัวอย่างรวดเร็ว ฝีมือชำนาญจนน่าตกใจ

เวลายืดยาวปานนี้ พอให้จารชนที่ได้มาตรฐานคนหนึ่งสงบสติอารมณ์ลง ก่อนใช้ความคิดที่รอบจัดและอารมณ์ที่เยือกเย็นมาเผชิญหน้ากับเรื่องราว แม้ว่าสถานการณ์ที่ต้องเผชิญจะเหลือเชื่อเหนือคาดก็ตาม

แน่นอน จิงเยว่เอ๋อร์ในยามนี้ ก็คือพันตรีฉู่เฉียวรองผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ซึ่งพลีชีพเพื่อชาติ ชะตาชีวิตคนเรา บางครั้งก็สุดจะคาดฝัน ในห้วงปลักอันล้ำลึกไม่แน่ว่าจะซ่อนแฝงด้วยความตายเสมอไป บางที อาจเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็ได้

ฉู่เฉียวชูมือขึ้นมา อาศัยแสงสว่างจากภายนอกพินิจมองฝ่ามือน้อยๆ ข้างนี้ ความซึมเศร้าสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นกลางใจ หากแต่ไม่รู้ว่า ที่แท้ตัวเองเศร้าสลดเพื่อตัวเอง หรือเพื่อเด็กน้อยที่น่าสังเวชคนนี้

ที่นี่ไม่มีใครแล้ว อนุญาตให้ตัวเองทุกข์โศกและหวาดกลัวได้ แต่ว่า จะต้องย่นเวลาให้เหลือสั้นที่สุด

เด็กหญิงพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา น้ำตารินลงมาเอื่อยๆ ไหลผ่านใบหน้าที่ดำคล้ำซูบผอม แล้วกอดเข่าฟุบศีรษะลงไป เอาดวงหน้าซุกซบกับสองแขน ปราศจากสุ้มเสียง แต่แผ่นหลังกลับค่อยๆ สั่นเทาขึ้นมา

นี่เป็นค่ำคืนแรกที่ฉู่เฉียวมาถึงราชวงศ์ต้าเซี่ย ในห้องเก็บฟืนที่ลมหนาวเข้าออกสะดวกของคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อ  เป็นครั้งแรกที่เธอหลั่งน้ำตาอย่างหมดทางสู้เพราะความอ่อนแอและหวาดกลัว เธอให้เวลาตัวเองหนึ่งชั่วยาม สาปแช่งชะตากรรม รำลึกถึงความหลัง วิตกกังวลถึงอนาคต และปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ หลังหนึ่งชั่วยามผ่านไป เธอจะไม่ใช่ฉู่เฉียวนายทหารบัญชาการชั้นสูงแห่งหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 อีกแล้ว แต่เป็นทาสเด็กที่อ่อนวัยและไร้ที่พึ่งพิงคนนี้ ต้องดำรงชีวิตอยู่ในราชวงศ์ที่ดิบเถื่อน ปราศจากมนุษยธรรม กระหายเลือดและไร้กฎระเบียบแห่งนี้

ชะตาชีวิตผลักไสเธอลงสู่หล่มเลน เธอบอกกับตัวเองว่า เธอต้องปีนออกมา

สถานการณ์ที่ย่ำแย่ไม่เปิดโอกาสให้เธอวิตกทุกข์ร้อนหรือถอนใจรำพึงรำพัน หากไม่ฮึดสู้ เธออาจมีชีวิตไม่พ้นคืนนี้

เธอยื่นมือน้อยออกไปในความมืด เก็บท่อนไม้เล็กๆ ขึ้นมา เริ่มขีดเขียนบนพื้น

จูเก่อ เว่ย มู่ เจวี๋ย เช่อ เขียนถึงตรงนี้ เธอขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ข้างนอกมืดแล้ว เสียงใบไผ่ต้องลมดังแว่วมาแต่ไกล ในนั้นยังมีเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วของนางโลมนางรำ หวนคิดเงียบๆ อยู่นาน ในที่สุดก็เขียนตัวสุดท้ายลงไปเยียน

กลางโถงใหญ่คฤหาสน์ตระกูลจูเก่อที่เต็มไปด้วยเสียงชนจอกอันครึกครื้น ตาขวาของเยียนสวินพลันกระตุกวูบรุนแรง เขาย่นหัวคิ้วที่ชวนมอง ก่อนหันศีรษะไปช้าๆ จ้องเขม็งไปทางแสงสีราตรีที่มืดสนิท

รัตติกาลมรณะ แร้งกาโบยบิน ราชวงศ์ที่อัปลักษณ์โสมมนี้ ได้เริ่มฟอนเฟะจากข้างในแล้ว

ทุกสิ่งที่เก่าคร่ำถูกกำหนดให้ต้องเสื่อมสลาย เพื่อให้ระเบียบใหม่ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นอีกครั้งในเถ้าธุลี

แม้เนื้อตัวแสบระบมด้วยบาดแผลเจียนขาดใจ ฉู่เฉียวยังคงฝืนทนลุกยืนขึ้น วิ่งวนในห้องเก็บฟืนเล็กๆ นั้นรอบแล้วรอบเล่า นานๆ ก็หยุดพักบีบนวดไปตามผิวหนัง ไม่ให้แข็งตายอยู่ในห้องเก็บฟืนที่โกโรโกโสแห่งนี้

เสียงเคาะบอกเวลายามสามเพิ่งผ่านไป หน้าต่างที่สูงท่วมหัวพลันถูกยกขึ้นช้าๆ จากนั้นปรากฏศีรษะน้อยๆ ใบหนึ่ง ฉู่เฉียวสะดุ้งเฮือก แหงนมองไป เห็นแค่ดวงตาสดใสของผู้มา กำลังกวาดมองในห้องเก็บฟืนรอบหนึ่ง ครั้นเห็นฉู่เฉียว ความลิงโลดก็ฉายชัดออกมาทันที เขายกมือทำท่าเป็นเชิงห้ามส่งเสียง จากนั้นพลิกตัวกระโดดเข้ามาในห้องอย่างปราดเปรียว

เด็กชายซอยเท้าวิ่งเข้ามา ยื่นแขนรั้งร่างฉู่เฉียวเข้าไปกอด ก่อนปลอบโยนด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้นทว่าหนักแน่นเยว่เอ๋อร์ไม่ต้องกลัว พี่ห้ามาแล้ว

เด็กชายผอมโซ อายุไม่มาก ดูเหมือนแค่แปดเก้าขวบเท่านั้น มันสวมชุดสีเทาหลวมโพรกทั้งตัว ยิ่งเน้นความผ่ายผอมกว่าเดิม รูปร่างของเขายังโตไม่เต็มที่ เพียงสูงกว่าฉู่เฉียวครึ่งศีรษะ ใบหน้ากลับเผยริ้วรอยทรหดอดทนต่อความยากลำบากนานัปการ เขากอดเด็กน้อยในอ้อมแขนแน่น พลางลูบหลังไหล่ของนางไม่หยุด ปลอบแล้วปลอบอีกว่าไม่ต้องกลัว พี่ห้ามาแล้ว

ไม่ทราบเพราะอะไร ขอบตาของฉู่เฉียวพลันรื้นชื้น น้ำตาเม็ดโป้งหยดลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่วงบนเสื้อที่หยาบกระด้างของเด็กชาย ไม่ทราบเป็นการตอบสนองของร่างนี้หรือเป็นความรู้สึกแท้จริงของเธอ ในคืนที่เหน็บหนาวและแปลกแยก อ้อมแขนที่เรียวเล็กทว่าอบอุ่นนี้ ช่างล้ำค่าเหลือเกิน

แสงจันทร์นวลผ่องส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา สะท้อนบนร่างเด็กน้อยที่เล็กเตี้ย รอบด้านเย็นยะเยือก มีเพียงในอ้อมอกที่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นอันน้อยนิด ร่างกายเล็กๆ ของเด็กชายคล้ายภูผาที่หนักแน่น ในค่ำคืนที่เหน็บหนาวนี้ แม้หวั่นหวาดจนตัวสั่นเทา ทว่ายังคงกอดน้องสาวของตัวเองไว้ สองแขนรัดแน่นไม่คลอนแคลน

เยว่เอ๋อร์ คงหิวแย่แล้ว

เด็กชายคลายวงแขน ยื่นนิ้วมือดำปี๋ออกมาเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มของฉู่เฉียวอย่างแผ่วเบา พลางฉีกยิ้มที่ชวนมอง กล่าวเสียงสดใสว่าเจ้าดู พี่ห้าเอาอะไรมาฝาก

กล่าวจบก็หยิบถุงผ้าจากด้านหลัง เด็กชายนั่งลงที่พื้น เปิดถุงผ้าอย่างรวดเร็ว กลิ่นอาหารหอมฉุยพลันโชยออกมา เขาเงยหน้ามองฉู่เฉียวที่ยังยืนนิ่ง เลิกคิ้วกล่าวว่านั่งลงเถอะ

ชามกระเบื้องเนื้อหยาบใบหนึ่ง ลวดลายด้านข้างสึกหรอจนหมดสี ตรงขอบยังมีรอยบิ่นเล็กๆ หลายรอย ข้าวสวยพูนชาม ด้านบนโปะด้วยผักสีเขียว ไม่มีน้ำมันเยิ้ม แต่กลิ่นที่โชยออกมาช่างหอมหวนนัก เด็กชายยื่นตะเกียบยัดใส่มือฉู่เฉียวพลางเร่งว่ารีบกิน

ฉู่เฉียวก้มหน้าพุ้ยข้าวเข้าปาก ในปากเค็มปร่า ยังมีรสชาติของน้ำตา ในคอตีบตัน ขบเคี้ยวเหมือนเครื่องจักร จากนั้นสะอื้นเบาๆ คราหนึ่ง เด็กชายมองดูด้วยสายตาอาทร ทุกครั้งที่ฉู่เฉียวอ้าปากกินคำหนึ่ง เด็กชายก็จะอ้าปากตามเบาๆ เหมือนสอนกินข้าวกระนั้น พอเห็นฉู่เฉียวกลืนลงไป ก็ยิ้มกว้างจนตาหยี

ตะเกียบที่พุ้ยข้าวในชาม ทันใดนั้นกระทบโดนบางสิ่ง พองัดขึ้นมา ถึงกับเป็นหมูแดงที่ควันกรุ่นชิ้นหนึ่ง

เนื้อหมูติดมันขนาดเท่านิ้วโป้ง โดนย่างจนเกรียมเล็กน้อย ในคืนที่หนาวเย็นมืดหม่นแบบนี้ กลับยั่วน้ำลายผู้คนเหลือเกิน

เสียงท้องร้องดังจ๊อก ฉู่เฉียวเงยหน้ามองไปทางเด็กชาย เห็นเด็กชายลูบท้องตัวเองอย่างเก้อเขิน พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่สนใจสักนิดว่าข้าเพิ่งกินข้าวมา ไม่หิวหรอก

ฉู่เฉียวยื่นตะเกียบไปท่านกินเถอะ

เด็กชายสั่นหน้าทันควันคืนนี้พวกเราได้กินดีเป็นพิเศษ นายน้อยสี่เพิ่มกับข้าวให้พวกเรา ปลาหลี่อวี๋น้ำแดง กระดูกหมูสามรส สันในหมูผัดพริก น้ำแกงเป็ดตุ๋น มีกับข้าวหลายอย่างนัก ข้ากินจนท้องแทบแตก ตอนนี้กินอะไรไม่ลงแล้ว

ฉู่เฉียวยังดึงดันยื่นตะเกียบไปข้าไม่ชอบกินหมูติดมัน

เด็กชายผงะไปเล็กน้อย จ้องหน้าฉู่เฉียว แล้วมองหมูแดงชิ้นนั้น ก่อนกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว นานมาก ค่อยยื่นมือออกมารับตะเกียบของฉู่เฉียว อ้าปากกัดตรงส่วนที่ติดมัน จากนั้นยื่นส่วนที่เป็นเนื้อล้วนกลับมา ฉีกยิ้มจนเห็นฟันขาวสองแถวเยว่เอ๋อร์ ตอนนี้กินได้แล้ว

ฉู่เฉียวจู่ๆ ก็แสบจมูกขึ้นมา นางรีบก้มหน้าลงอย่างเร็ว น้ำตาเอ่อขังปริ่มขอบ สุดท้ายร่วงลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่

นานครู่ใหญ่ ก่อนนางจะเงยหน้าขึ้นช้าๆ ส่งยิ้มให้เด็กชาย อ้าปากงับเนื้อชิ้นนั้น เคี้ยวพลางแย้มยิ้มกว้าง

เยว่เอ๋อร์ อร่อยหรือไม่?” ดวงตาของเด็กชายเป็นประกายแจ่มจ้า เหมือนดวงดาราที่ปลายขอบฟ้า

ฉู่เฉียวพยักหน้าโดยแรง ลำคอตีบตัน สุ้มเสียงติดสะอื้นอร่อย เป็นเนื้อหมูที่อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมาชั่วชีวิต

เด็กโง่เด็กชายยื่นมือไปขยี้ผมเด็กหญิง สีหน้าเจือความอาดูรเมื่อกล่าวว่าเจ้าเพิ่งกี่ขวบกัน กลับพูดคำว่าชั่วชีวิต ไม่ต้องพูดถึงอนาคต เฉพาะตอนพวกเรายังเด็กก็เคยกินอาหารชั้นหนึ่งมาแล้ว ตอนนั้นเจ้ายังเล็กคงจำไม่ได้ แต่เจ้าไม่ต้องห่วง วันหนึ่งข้างหน้า พี่ห้าจะให้เจ้าได้กินอยู่สุขสบาย ของอร่อยบนโลกจะหามาให้เจ้ากิน ไม่ใช่แค่หมูแดง ยังมีโสม ปลาเป๋าฮื้อ รังนก หูฉลาม ต้องการสิ่งไหนมีสิ่งนั้น ถึงตอนนั้นใครก็อย่าหมายข่มเหงพวกเรา เยว่เอ๋อร์ เจ้าเชื่อพี่ห้าหรือไม่?”

ฉู่เฉียวผงกศีรษะ ก่อนก้มหน้าพุ้ยข้าวจนเต็มปาก รสชาติขื่นขม แต่กลับอุ่นละมุนปานนั้น

เยว่เอ๋อร์ ไม่ต้องกลัวเด็กชายถอดเสื้อชั้นนอกบนร่างออกมา คลุมบนไหล่ของฉู่เฉียว น้ำเสียงอ่อนใส ทว่าหนักแน่นทุกคำพี่ห้าจะปกป้องเจ้า พี่จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าตรงนี้ ไม่ต้องกลัว

พระจันทร์ซึมเศร้า เงาแสงเคลื่อนคล้อย สะท้อนผ่านรอยแตกเข้ามาในห้องเก็บฟืน ส่องให้เห็นเด็กน้อยตัวเล็กจ้อยสองคนอิงแอบกันอย่างชิดใกล้ แลดูกะจิริด ทว่าอุ่นอิ่มนัก

ไกลออกไป แสงไฟสว่างเจิดจ้า เสียงเพลงบรรเลงขับขาน กลิ่นสุราอาหารคละคลุ้ง นครเจินหวงที่ไม่หลับไม่นอน ในที่สุดก็มาถึงจุดเร้าใจของงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่มโหฬาร ภายใต้แสงโคมไฟที่สว่างเรืองรอง ไม่มีใครจดจำเด็กหญิงที่โชคดีรอดชีวิตจากสนามล่าสัตว์มาได้คนนั้น ลมหนาวกระโชกแรง พัดพลิ้วผืนธงแห่งต้าเซี่ยปลิวไสว

วันถัดมาเมื่อตื่นขึ้น เด็กชายหายไปแล้ว บนพื้นมีตัวอักษรเล็กๆ เขียนไว้แถวหนึ่งพี่ห้ามาใหม่ตอนค่ำ ใต้ฟืนมีหมั่นโถว

ฉู่เฉียวคลานไปที่กิ่งไม้แห้งตรงมุมห้อง เห็นหมั่นโถวที่เริ่มเหลืองห่ออยู่ในกระดาษน้ำมัน สองมือกำพวกมันไว้ สีหน้านิ่งเฉย แววตากลับเริ่มแฝงเร้นไออุ่น

ชีวิตที่ปราศจากผู้คนถามไถ่ผ่านไปเช่นนี้สามวัน ทุกค่ำเด็กชายจะเอาของกินเข้ามาและอยู่เป็นเพื่อนนาง วันรุ่งขึ้นค่อยจากไปเงียบๆ พอวันที่สาม เสียงเปิดประตูห้องเก็บฟืนก็ดังขึ้น จูซุ่นมองเหยียดฉู่เฉียวที่สามวันยังคงรอดชีวิตอยู่ได้ หัวคิ้วขมวดแน่น สุดท้ายค่อยสั่งบ่าวรับใช้ปล่อยเด็กหญิงออกไป

ชั่วขณะที่ย่างเท้าออกจากห้องเก็บฟืน ฉู่เฉียวหยุดยืนหน้าประตู มองดูห้องเก่าคร่ำผุพังนั้นแวบหนึ่ง ริมฝีปากเม้มแน่นเมื่อบ่ายหน้ากลับไป

ยิ่งเดินไปข้างหน้า เรือนที่เห็นยิ่งซอมซ่อ ตลอดทางเห็นเด็กกลุ่มใหญ่ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ข้างทางเดินอย่างขลาดกลัว แอบมองมาทางฉู่เฉียว เมื่อเดินถึงเรือนเล็กหลังหนึ่ง คล้อยหลังพวกบ่าวของพ่อบ้านจู เด็กจำนวนหนึ่งก็กรูเข้ามา แย่งกันกอดนางไว้

เจ้าหก ได้กลับมาเสียที

พี่หก พวกเราคิดว่าพี่จะไม่กลับมาอีกแล้ว

พี่เยว่เอ๋อร์ ฮือ…”

เด็กๆ แย่งกันพูดเสียงระงม ปล่อยโฮอย่างไม่ปิดบัง ทำเอาฉู่เฉียวตกใจแทบสะดุ้ง ชั่วขณะนั้นได้แต่ยืนกับที่ในวงล้อมของพวกนาง อดทนกับเด็กน้อยที่น้ำมูกน้ำตาไหลย้อยกลุ่มนี้

เอาล่ะ หยุดร้องได้แล้ว

เสียงเด็กชายพลันดังขึ้น เหล่าเด็กน้อยพากันหันขวับ เปล่งเสียงร้องเรียกกระหึ่มว่าพี่ห้า!”

เด็กชายวิ่งเข้ามาจากด้านนอก ในมืออุ้มห่อผ้า เพิ่งวิ่งได้สองก้าว ได้ยินเสียงร่วงกราวเต็มพื้น ที่แท้เป็นเม็ดแตงหอบหนึ่ง เด็กๆ พลันฮือฮาด้วยความตื่นเต้น ทิ้งฉู่เฉียวทันทีแล้ววิ่งถลาเข้าไป

ไม่ต้องแย่งกัน มีให้ทุกคนเด็กชายทำท่าเหมือนผู้ใหญ่ กล่าวว่าเยว่เอ๋อร์เพิ่งรอดจากความตาย ซ้ำยังเจ็บหนัก ทุกคนอย่าส่งเสียงหนวกหู หลายวันนี้ทุกคนต้องช่วยกันทำงานแทนนาง

เด็กๆ ผงกศีรษะระรัว  เด็กหญิงถักเปียสองเส้นคนหนึ่งแหงนหน้าขาวใส ยิ้มกว้างพลางกล่าวพี่ห้า ท่านวางใจเถอะ พวกเราจะช่วยพี่หกเอง

เจ้าเจ็ด แผลหายแล้วหรือ? ไฉนลงจากเตียงแล้วเด็กชายย้อนถาม

พี่ห้า หายดีแล้วเด็กน้อยยิ้มรื่น พลางถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยแส้เขียวอมม่วง บางจุดเห็นเนื้อปริแตก ยังไม่ทันสมานสนิท เสี่ยวชี (น้องที่เจ็ด) ยิ้มพลางกล่าวว่ายาที่ท่านเอามาใช้ดีมาก พอทาก็หายเจ็บ เมื่อวานตอนเจ้าแปดไปป้อนอาหารม้า โดนจี๋เฟิงเตะที่เอว ข้าต้องไปช่วยนาง

หลินซี เจ้าเข้ามา ข้ามีเรื่องจะพูดด้วยเด็กหญิงคนหนึ่งเดินปราดเข้ามา ฉุดมือเด็กชายไว้

เด็กชายหันมองฉู่เฉียวแวบหนึ่ง กล่าวว่าเยว่เอ๋อร์ ข้างนอกลมแรง เจ้าเข้าไปด้วยกันเถอะ

เรือนพักที่เล็กแคบและเก่าคร่ำ เตียงคั่ง ( เชิงอรรถ – *เตียงที่ก่อด้วยอิฐ เจาะเป็นช่องข้างใต้สำหรับใส่ฟืนเพื่อให้ความอบอุ่น ) ขนาดใหญ่ ข้างบนมีฟูกและผ้าห่มสิบกว่าชุดวางอยู่ เด็กชายที่ชื่อว่าหลินซีเอ่ยขึ้นพี่จือเซียง มีเรื่องอะไร

จือเซียงก็อายุไม่มาก ดูท่าทางประมาณสิบขวบเศษ นางย่อตัวลงไปเปิดช่องใต้เตียงที่มืดสนิท ล้วงเอากล่องเล็กๆ ใบหนึ่งออกมาอีกห้าวันก็จะถึงวันครบรอบวันตายของพวกท่านพ่อท่านแม่และลุงป้าน้าอาทั้งหลาย ธูปเทียนและเงินกระดาษที่เจ้าให้พวกเราแอบเตรียมไว้ พวกเราล้วนเตรียมเสร็จแล้ว

หลินซีพยักหน้าระวังหน่อย อย่าให้พ่อบ้านจูมาเห็นเข้า

อืม ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครมาแถวนี้หรอก เจ้าต่างหาก อยู่รับใช้ข้างกายนายน้อยสี่ต้องระวังให้มาก วันก่อนข้าได้ยินซื่อถาวของโรงซักล้างบอกว่า ที่เรือนนายน้อยสามเฆี่ยนบ่าวน้อยตายไปอีกสองคน นายน้อยสี่แม้ไม่เหมือนนายน้อยสาม แต่นิสัยแปลกประหลาด เดาอารมณ์ไม่ถูก นายท่านไม่อยู่ นายน้อยใหญ่ก็ไม่สนใจเรื่องในคฤหาสน์ พวกเขาก็ยิ่งไม่เกรงกลัว เมื่อเดือนก่อนนายท่านผู้เฒ่าก็ทำดรุณีทาสตายไปยี่สิบกว่าคน บ้านตระกูลตู้ที่ถูกซื้อเข้ามาพร้อมพวกเราล้วนไม่เหลือแล้ว ข้าวิตกว่าสักวันคงถึงคราวพวกเราแน่

ขณะที่กล่าว พลันได้ยินเสียงกรีดร้องตกใจดังจากด้านนอก ตามด้วยเสียงแหลมเล็กตะคอกขึ้นว่าดีจริง เจ้าพวกทาสชั้นต่ำ บังอาจขโมยของ ไม่อยากมีชีวิตแล้วใช่หรือไม่?”

หลินซีย่นคิ้ว ขณะจะเดินออกไป จือเซียงกลับฉุดเขาไว้พลางกระซิบว่ารีบออกไปทางด้านหลัง อย่าให้ใครเห็นเจ้าอยู่ที่นี่ นายน้อยสี่จะเฆี่ยนเจ้าจนตาย

ข้า…”

รีบไป!”

เรือนที่โกโรโกโสปานนี้ถึงกับมีประตูหลังบานหนึ่ง เมื่อผลักหลินซีพ้นประตู จือเซียงก็ดึงแขนฉู่เฉียวพลางบอกเสียงเครียดว่าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามออกไปจากนั้นซอยเท้าวิ่งออกนอกห้อง

เสียงร้องครางกับเสียงแส้ดังขึ้น หญิงกลางคนพุงพลุ้ยคนหนึ่งสะบัดแขนพร้อมตะคอกด่านี่มิใช่พวกคุณหนูบ้านตระกูลจิงเมื่อครั้งกระโน้นหรอกหรือ? วันนี้ไฉนตกต่ำปานนี้ บรรดาพี่สาวของพวกเจ้าเป็นนางคณิกาอยู่ในหอนางโลม พวกเจ้ากลับเป็นหัวขโมยอยู่ที่นี่ ชั่วช้าสารเลวทั้งโคตรเหง้าจริงๆ

ซ่งต้าเหนียง (ท่านป้าแซ่ซ่ง) พวกเราสำนึกผิดแล้ว พวกเราไม่กล้าทำอีกแล้วจือเซียงยืนขวางอยู่ด้านหน้าเด็กคนอื่นๆ ใบหน้าโดนฟาดไปหลายแส้ เลือดไหลซึมเป็นแนว นางคุกเข่าดึงชายกระโปรงของหญิงกลางคน วิงวอนเสียงดังว่าพวกเราไม่กล้าทำอีกแล้ว

สำนึกผิด? ข้าว่าไม่ตีก็ไม่รู้จักหลาบจำ!”

แส้แล้วแส้เล่าหวดใส่เนื้อตัวเด็กๆ อย่างทารุณ เสี่ยวชีคนที่ถักเปียสองเส้นเดิมก็เจ็บอยู่แล้ว โดนซ้ำไม่กี่แส้ก็ชักตาตั้งหมดสติไป คนอื่นๆ พลันแหกปากร้องจ้า หญิงกลางคนกลับยิ่งตียิ่งคึก ตะคอกคำหนึ่งแล้วเงื้อแส้ขึ้นสูงอีกครั้ง

เสียงดังฟึ่บ ทว่าไม่มีเสียงร้องตามมา ซ่งต้าเหนียงก้มมอง เห็นเด็กหญิงเสื้อผ้ารุ่งริ่งคนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าตน รูปร่างผอมโซ แววตากลับเย็นยะเยียบ มือน้อยดำปี๋สองข้างกำแส้ของตนไว้แน่น กล่าวเสียงเข้มด้วยสีหน้าดุดันว่าพอได้แล้ว

ซ่งต้าเหนียงเลือดขึ้นหน้านางเด็กเลว อยากตายใช่ไหม?”

เยว่เอ๋อร์ เยว่เอ๋อร์ปล่อยมือจือเซียงคลานเข่าเข้ามา ดึงชายเสื้อของฉู่เฉียวสุดชีวิต ร่ำไห้พลางตวาดว่ารีบขอโทษซ่งต้าเหนียง

ฉู่เฉียวไม่สะทกสะท้าน เพียงจ้องจับหญิงกลางคนไม่วางตา น้ำเสียงแข็งกร้าวเจ้าลองตีพวกนางอีกที

ซ่งต้าเหนียงหางตากระตุกวูบ ตะคอกว่าข้าไม่ตีพวกมัน แต่จะตีเจ้า!” พูดจบก็สะบัดแส้ฟาดลงมาอย่างเกรี้ยวกราด ฉู่เฉียวหัวเราะเย็นชาคำหนึ่ง ก่อนดึงผ้าคาดเอวของหญิงกลางคนพร้อมกับขัดขานาง ร่างอ้วนพีของหญิงกลางคนก็ล้มคว่ำคะมำลงพื้นเสียงดังพลั่ก!

เสียงร้องแหลมอย่างกับหมูถูกเชือดดังขึ้นทันใด ฉู่เฉียวเดินช้าๆ ถึงเบื้องหน้าของหญิงกลางคน หัวร่องอหายเมื่อกล่าวว่ายังไม่รีบไปฟ้องนาย?”

ซ่งต้าเหนียงกระโดดผลุงขึ้นมา ตะเบ็งเสียงว่าเจ้าคอยดูไปเถอะ!” หมุนตัวแล้วเดินลิ่วๆ ออกไป

จือเซียงวิ่งมาหาด้วยความร้อนรุ่ม น้ำตาแทบหลั่งเมื่อกล่าวว่าเยว่เอ๋อร์ เจ้าก่อเรื่องใหญ่แล้ว ทำอย่างไรดี

ท่านดูแลพวกนางฉู่เฉียวสั่งคำหนึ่งแล้วหมุนกายไล่ตามหลังหญิงกลางคนผู้นั้นไป

เมื่อตอนขามา นางจดจำเส้นทางไว้อย่างแม่นยำแล้ว เดินผ่านระเบียงไปสองเลี้ยวก็เห็นหญิงกลางคนกำลังก้าวฉับๆ อยู่บนสะพาน นางรูปร่างท้วมใหญ่ เพิ่งวิ่งได้ไม่เท่าไรก็หอบเหนื่อย ฉู่เฉียวนั่งยองๆ อยู่ในพงหญ้า มองสำรวจซ้ายขวารอบหนึ่ง แน่ใจว่าปลอดภัย จึงเก็บหินก้อนหนึ่ง หรี่ตาเล็งไปที่เท้าเปลือยเปล่าของหญิงกลางคน ก่อนเหวี่ยงหินออกไปเต็มแรง

เสียงดังปึก ก้อนหินกระแทกใส่ข้อเท้าของซ่งต้าเหนียงอย่างหนักหน่วง นางอุทานตกใจคำหนึ่ง เท้าก็ลื่นพรวด ร่างหล่นร่วงจากสะพาน

ยามนี้เข้าสู่ช่วงหลงตง ( เชิงอรรถช่วงที่อากาศหนาวเย็นที่สุด ) ผิวน้ำในบึงเกาะตัวเป็นชั้นน้ำแข็งหนาเตอะ หลังจากที่นางตกลงไปกลับมิได้กระแทกชั้นน้ำแข็งจนปริแตก เพียงคลานสี่ขาร้องโอดโอยอยู่บนนั้น

ฉู่เฉียวลุกขึ้นแล้วเดินขึ้นสะพานศิลาอย่างเนิบช้า มองเหยียดนางพลางตะโกนถามว่านี่ จะให้ข้าไปตามคนหรือไม่?”

หญิงกลางคนหันหน้ากลับมา พลันเอ่ยน้ำเสียงอ่อนหวานว่าเด็กดี รีบไปเรียกคนมาช่วยต้าเหนียง โอ๊ย เจ็บแทบตายแล้ว

ฉู่เฉียวหัวเราะ ผุดรอยยิ้มหยาดเยิ้ม ก่อนก้มตัวอุ้มก้อนหินยักษ์ขึ้นมา พยายามเงื้อสูงจนสุดมือ หญิงกลางคนเห็นเข้าก็ตกใจหน้าถอดสี ละล่ำละลักว่าเจ้าเจ้าทำอะไร

ไม่รอให้นางแหกปากโวยวาย ฉู่เฉียวคลายมือออกเบาๆ ก้อนหินหล่นกระแทกชั้นน้ำแข็งดังเปรี๊ยะ ผิวน้ำแข็งพลันปริแยก หญิงกลางคนตกใจร้องกรีดคำหนึ่ง ก่อนจมดิ่งลงน้ำที่เย็นยะเยือก เหลือเพียงฟองอากาศผุดขึ้นมา

ฉู่เฉียวหยัดยืนบนสะพาน สีหน้าสงบ แววตานิ่งเฉย มองไม่เห็นประกายสั่นไหวแต่อย่างใด

นี่ก็คือโลกของคนกินคน คิดหมายมีชีวิตสืบต่อ ขั้นแรกต้องเขมือบสัตว์ป่าที่กินคนเข้าไปเสียก่อน

นางหมุนกายแล้วเดินกลับไปโดยไม่รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย เพิ่งย่างเท้าเข้าลาน เด็กๆ ก็วิ่งกรูมาหา แต่ละคนพกพาบาดแผล กระจองอแงน้ำตานอง ฉู่เฉียวยื่นมือไปโอบเสี่ยวชีที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาและอยู่หน้าสุด หายใจลึกคำหนึ่งก่อนกล่าวเบาๆ ว่าทุกคนไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรแล้ว

ในเรือนทาสชั้นต่ำของคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อ เหล่าทาสตัวน้อยที่ชีวิตมีค่าเหมือนหมูหมาฝูงหนึ่ง พากันปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น

บทที่ 3 พระจันทร์สีเลือด

ช่วงมื้อค่ำ เด็กๆ ตระกูลจิงโดนคนของพ่อบ้านจูตามไปทำงาน แม้แต่เสี่ยวชี (น้องที่เจ็ด) และจือเซียงที่กำลังบาดเจ็บก็ต้องไปเช่นกัน เหลือเพียงฉู่เฉียวกับเสี่ยวปา (น้องที่แปด) ที่เจ็บเอวนอนสลบอยู่ในห้อง

จนกระทั่งค่อนดึก เด็กๆ ค่อยกะปลกกะเปลี้ยกลับมา เมื่อกินข้าวเสร็จ พวกเด็กๆ ก็ปีนขึ้นเตียงนอนอย่างรู้หน้าที่ จือเซียงนั่งยองๆ เติมฟืนใส่ใต้เตียง รอยแผลบนใบหน้าบวมแดงจนน่าตกใจ เหมือนกับลูกงูหลายตัว

ภายในห้องเงียบสงัด เสียงกรนหลับของเด็กน้อยค่อยๆ ดังขึ้น ฉู่เฉียวสวมชุดที่จือเซียงเพิ่งยกให้นาง คลานลุกขึ้นมา เอ่ยเบาๆ ว่าใบหน้าท่านถ้าไม่รีบดูแล จะกลายเป็นแผลเป็นได้

แสงไฟใต้เตียงสาดสะท้อนผิวหน้าของจือเซียง ดวงหน้าที่ซูบเซียวยิ่งขับเน้นดวงตาให้กลมโตและดำขลับ นางเงยหน้าขึ้นเมื่อกล่าวเยว่เอ๋อร์ ทาสไม่สามารถใช้ยาได้ คราวก่อนเสี่ยวชีแอบใช้ยาที่หลินซีเอามาให้ ไม่รู้พวกเราต้องเสี่ยงอันตรายแค่ไหน หากโดนจับได้ขึ้นมา ทุกคนคงจบชีวิตแน่ บาดแผลบนหน้าข้า จะทายาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้

ขณะที่พูด บนเตียงปรากฏเสียงแว่วมา ทั้งสองหันกลับไป พบว่าเป็นเสี่ยวชีนอนดิ้นเตะผ้าห่ม จือเซียงรีบวิ่งเข้าไปห่มผ้าให้เสี่ยวชี จากนั้นเช็ดเหงื่อเหนือหน้าผาก กลับมานั่งใส่ฟืนที่หน้าเตียงต่อ

ฉู่เฉียวมองดูจือเซียง ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคำพูดหลุดออกมา เด็กคนนี้ยังไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำ สองบ่ากลับแบกภาระหนักปานนี้ เด็กๆ ทั้งหมดในห้อง โตสุดไม่เกินสิบขวบ เล็กสุดแค่ห้าหกขวบ ตระกูลจูเก่อที่เปี่ยมล้นด้วยบารมีทรัพย์สินจะเอาเด็กห้าหกขวบตั้งมากมายไปทำอะไร

พี่จือเซียงฉู่เฉียวลงจากเตียงมานั่งข้างๆ เอ่ยถามว่าท่านเคยไปเจียงหนานหรือไม่?”

เจียงหนาน?” จือเซียงขมวดคิ้ว หันมาถามว่าเจียงหนานคือที่ไหน

อย่างนั้นท่านรู้จักภูเขาหวงซานหรือไม่? หรือท่านรู้ไหมว่าแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) อยู่ที่ไหน

จือเซียงสั่นหน้าพลางกล่าวข้ารู้แค่ว่าตะวันตกของที่ราบสูงหงชวนคือภูเขาหงซาน เชิงเขาหงซานมีแม่น้ำชางหลี เยว่เอ๋อร์ เจ้าถามเรื่องพวกนี้ทำไม

ฉู่เฉียวตะลึงงัน ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนส่ายหน้าพลางกล่าวว่าไม่มีอะไร แค่ถามไปอย่างนั้นเอง ใช่แล้ว พี่จือเซียง จักรพรรดิองค์ปัจจุบันพระนามว่าอะไร ท่านรู้ไหม?”

จักรพรรดิก็คือจักรพรรดิ พวกเราไหนเลยเรียกพระนามของจักรพรรดิได้ แต่ข้ารู้ว่าหวังเย(เชิงอรรถ – *คำเรียกผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นหวัง)  ที่มาที่นี่บ่อยๆ เป็นบุตรชายคนที่เจ็ดของจักรพรรดิ ชื่อจ้าวเช่อ เป็นองค์ชายซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์ชั้นหวังที่อายุน้อยที่สุดของต้าเซี่ย

ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาแฝงแววเยาะหยันผุดวาบขึ้นในห้วงสมอง ฉู่เฉียวหรี่ตาเล็กน้อย ถามย้ำว่าจ้าวเช่อหรือ?”

เยว่เอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไป กลับมาคราวนี้ดูแปลกพิกล ตกลงเจ้าพูดอะไรกับซ่งต้าเหนียง นางไฉนยอมละเว้นพวกเราง่ายๆ แบบนี้

ฉู่เฉียวหันกลับมาส่งยิ้มบางๆข้าไม่เป็นไร ท่านไม่ต้องห่วง ส่วนซ่งต้าเหนียงนั่นไม่ได้ยอมละเว้นพวกเรา แต่จมน้ำในบึงตายไปแล้ว ข้าเห็นกับตาว่านางตายแล้ว ดังนั้น เรื่องที่ซ่งต้าเหนียงมาหาพวกเราที่นี่ ห้ามไปพูดกับใครเด็ดขาด

ตายแล้ว?” จือเซียงตกใจหน้าซีด อุทานเสียงดัง

ฉู่เฉียวรีบปิดปากนาง มองซ้ายมองขวาแวบหนึ่ง เห็นเด็กๆ ตระกูลจิงยังหลับสนิท จึงเอ่ยเสียงขรึมว่าเรื่องนี้มีแต่ฟ้ารู้ดินรู้ท่านรู้ข้ารู้ อย่าไปพูดเข้าหูคนนอกเด็ดขาด นางจิตใจโหดเหี้ยม ตายก็สมควร ไม่ต้องไปใส่ใจ

เยว่เยว่เอ๋อร์จือเซียงตะกุกตะกักเจ้าเจ้าไม่ได้ฆ่านางกระมัง เป็นนางตกลงไปในน้ำเอง? ลูก ลูกชายของนางเป็นหัวหน้าผู้คุ้มกันฝ่ายหน้า พวกเราล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด

ฉู่เฉียวหัวเราะพลางชี้ที่อกตัวเองท่านคิดว่าอาศัยข้าคนเดียวก็ฆ่านางได้? เอาล่ะ อย่าคิดมากเลย นางชั่วช้าสามานย์ ต่อให้ไม่มีใครฆ่านาง สวรรค์ก็ต้องลงทัณฑ์ ท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว รีบเข้านอนเถอะ

จือเซียงสั่นหน้ารัวๆไม่ได้ ข้ายังต้องเติมฟืน

ข้าทำให้เอง ข้าบาดเจ็บ พรุ่งนี้ยังได้พักผ่อน ท่านรีบไปเถอะ

ฉู่เฉียวนั่งนิ่งบนเก้าอี้เตี้ย คอยเติมฟืนใส่ใต้เตียงเป็นระยะ ไม้ฟืนติดไฟดังเพียะพะ วูบวาบจนใบหน้าเป็นสีแดงจัด เงยศีรษะขึ้นมามองดูเด็กๆ ทั้งห้อง รู้สึกแปลบยอกที่กลางอก เจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้ ตนมาถึงยุคสมัยใดก็ไม่รู้ ซ้ำยังถูกกักอยู่ในร่างกายเล็กๆ ของเด็กที่ชื่อว่าจิงเยว่เอ๋อร์ ฝีมือก็ไม่เหลือ ฐานะก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เอาตัวเองให้รอดยังลำบาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงช่วยคนอื่น ทุกสิ่งที่ทำในวันนี้ คิดเสียว่าทดแทนบุญคุณส่งข้าวส่งน้ำสามวันของหลินซีแล้วกัน ถัดจากนี้ ตนจำเป็นต้องไปจากที่นี่ทันที

ฉู่เฉียวปิดตาลงช้าๆ ทำอะไรก็ตามต้องรู้จักประมาณตัวเอง ตนเองในตอนนี้ ยังไม่มีพละกำลังเพียงพอแบกรับภาระใหญ่หลวงได้

ไก่โก่งคอขัน แสงตะวันสว่างรำไร เหล่าเด็กน้อยตระกูลจิงตื่นนอนตรงเวลา สวมใส่เสื้อผ้าชุดบ่าวไพร่ เตรียมตัวเริ่มงานของวันนี้ ฉู่เฉียวมองส่งพวกนางยิ้มแย้มจากไป อดปวดแปลบในใจมิได้

หยิบอาหารที่เพิ่งขโมยออกมา ฉู่เฉียวมองเสี่ยวปาที่ยังนอนสลบไสลอยู่บนเตียงแวบหนึ่ง ก่อนหมุนตัวจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว

แม้ฝีมือเยี่ยมยุทธ์จะสูญสิ้น แต่สมองที่ปราดเปรื่องยังดำรง ฉู่เฉียวแม้ไม่ใช่จารชนขั้นสูงของหน่วยเฉพาะกิจที่ 9 แต่ดีชั่วก็เคยเข้ารับการฝึกฝนในหน่วยทหาร คฤหาสน์ตระกูลจูเก่อกินพื้นที่กว้างขวาง ปริมาณคนแม้หนาแน่น ทว่าสำหรับคนที่ตัวเล็กบอบบางอายุไม่ถึงแปดขวบ แต่มีตรรกะความคิดวิเคราะห์เป็นเลิศและมีมุมมองเฉียบคมแล้ว ยังคงไม่ต่างจากสวนสนุกที่ไม่มีมาตรการป้องกันแห่งหนึ่ง

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นางก็เดินพ้นเรือนด้านหลังของทาสชั้นต่ำ มาถึงบริเวณเรือนชั้นนอก การจัดวางเวรยามค่อนข้างเข้มงวด ผู้คุ้มกันที่พกดาบสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ตระกูลจูเก่อไม่เหมือนกับตระกูลใหญ่ทั่วไป ดูจากจูเก่อไหวที่สามารถเรียกขานจ้าวเช่อซึ่งเป็นองค์ชายว่าพี่น้อง ก็รู้ถึงความไม่ธรรมดา ฉู่เฉียวยืดหลังตรง เรือนร่างเล็กบางราวกับต้นไม้เล็กต้นหนึ่ง จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ ยืดอกเชิดคอเดินหน้าต่อไป

หยุดตรงนั้น! อยากตายหรือ? นี่เป็นสถานที่ให้เจ้าเดินเตร่ไปทั่วได้หรือ?”

ผู้คุ้มกันร่างสูงใหญ่คนหนึ่งพลันเดินมา ใบหน้าทมิฬ รูปร่างอ้วนฉุ ฉู่เฉียวชะงักเท้า เงยหน้าขึ้น ดวงหน้าขาวใสน่าเอ็นดู ดวงตาดำขลับเป็นประกายระยับ น้ำเสียงอ่อนหวาน กล่าวออดอ้อนออเซาะว่าพี่ชายท่านนี้ ข้าได้รับคำสั่งให้ไปที่คฤหาสน์นอกของนายท่านผู้เฒ่า คนที่มาถ่ายทอดคำสั่งบอกว่า ไปไม่ถึงในหนึ่งชั่วยาม เขาจะเอาศีรษะข้า

ผู้คุ้มกันขมวดคิ้วแน่น มองฉู่เฉียวขึ้นๆ ลงๆ พลางคิดในใจนายท่านผู้เฒ่าเปลี่ยนรสนิยมตั้งแต่เมื่อใด เกิดจะชอบเด็กหญิงที่ยังไม่โตแบบนี้ขึ้นมาแต่ถามเสียงฉงนว่าใครให้เจ้าไป เจ้ารู้หรือว่าคฤหาสน์ของนายท่านผู้เฒ่าอยู่ที่ใด

ข้ามีที่อยู่เด็กหญิงควานหาในห่อผ้าเล็กๆ ของตัวเอง ล้วงกระดาษขาวแผ่นหนึ่งออกมา พึมพำพลางวาดมือประกอบจากคฤหาสน์ออกประตูไป ถึงทางแยกที่สามเลี้ยวซ้าย ข้างหน้าคือเหลาสุราฝูเซียง…”

เอาล่ะผู้คุ้มกันตวาดอย่างรำคาญใครเป็นคนบอกเจ้า ไฉนไม่มีใครพาเจ้าไป

เด็กหญิงตอบน้ำเสียงใสซื่อว่าซ่งต้าเหนียงเป็นคนมาบอกข้า เดิมทีนางจะพาข้าไป แต่เมื่อครู่ตอนเดินผ่านสะพานหิน นางพลัดตกน้ำ ร่างกระแทกถูกชั้นน้ำแข็งแตก ข้าเห็นนางจมดิ่งลงไป คาดว่านางคงพาข้าไปไม่ได้แล้ว

อะไรนะ!” ผู้คุ้มกันร้องเสียงหลง คว้าแขนฉู่เฉียวไว้แน่น ตะคอกถามว่าเจ้าว่าใครตกจากสะพานลงไป

ซ่งต้าเหนียง ผู้ดูแลเรือนบ่าวไพร่ข้างหลัง

เสียงดังเพียะ ฝ่ามือของบุรุษสะบัดใส่แก้มเด็กหญิงเต็มแรง ก่อนแผดด่าเจ้าเด็กสารเลว ไฉนไม่บอกแต่แรก ใครอยู่แถวนี้ รีบตามข้าไปช่วยคน!”

ฉู่เฉียวโดนตบลงไปกองที่พื้น เสียงอื้ออึงดังก้องสองหู มองดูคนกลุ่มใหญ่วิ่งตะบึงไป เด็กหญิงหยักยกมุมปากเบาๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบและชืดชา

หนึ่งฉาดนี้ นางจะจารึกไว้

ผุดลุกขึ้นเร็วรี่ อุ้มห่อผ้าในมือ ย่างเท้าไปทางประตูใหญ่โดยไม่เหลียวหลัง บานประตูสีแดงขอบทองสูงเท่าสามคนต่อกัน สองฝั่งประดับสิงโตหินน่าเกรงขาม สีน้ำมันแดงสดสะดุดตา คล้ายแฝงวิญญาณหฤโหดอันลี้ลับ ตัวอักษรคฤหาสน์จูเก่อขนาดใหญ่ส่องประกายมลังเมลือง เหลืองทองอร่ามตา

ฉู่เฉียวก้าวเท้าเล็กๆ ข้ามธรณีประตูอย่างยากเย็น เท้าหนึ่งอยู่นอกประตู เท้าหนึ่งรั้งอยู่ด้านใน แสงอาทิตย์เจิดจ้าสาดส่องบนเรือนร่าง เหมือนว่าแม้แต่อากาศก็สดชื่นขึ้นทันตา นับจากวันนี้ไป ชีวิตจะได้เริ่มต้นในที่ใหม่ ความอัปยศอดสูที่เคยได้รับ โลหิตน้ำตาที่เคยหลั่งไหล นางจะจดจารชั่วนิรันดร์

เด็กหญิงเม้มปาก หายใจลึกคำหนึ่ง เมื่อยกเท้าหลังขึ้น เท่ากับก้าวออกจากกรงขังที่ฟอนเฟะหลังนี้

ในชั่ววูบนั้นเอง เสียงกรีดร้องที่เคยคุ้นทิ่มแทงรูหู มันแว่วดังจากฝั่งขวา ในสำเนียงเคล้าเสียงร้องโฮอย่างตื่นตระหนกของเด็กน้อย ประตูเข้าสู่เรือนทางด้านนั้นเปิดกว้าง เสียงทึบๆ จากไม้กระดานกระทบเนื้อหนังดังก้องทั่วคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อ!

บ่าวไพร่ที่เดินผ่านต่างพากันชะโงกมอง เป็นผู้ใดกันที่ได้รับเกียรติปานนี้

ฉู่เฉียวหยัดยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ เพียงก้าวเดียวก็สามารถเดินออกจากสถานที่กินคนแห่งนี้ แต่เสียงร้องโหยหวนนั้นวนเวียนอยู่ในหูไม่จางหาย คิ้วเรียวของเด็กหญิงยิ่งมายิ่งย่นยู่ สุดท้ายก็ชักเท้าเล็กๆ กลับเข้ามา หมุนตัววิ่งไปทางต้นเสียงอย่างเร็ว

บ่อยครั้งชะตาชีวิตล้วนให้โอกาสทางเลือกกับผู้คน เพียงก้าวเดียว ก็สามารถผกผันปรวนแปร

จูเก่อเยว่ในชุดแพรหรูหราสีเขียวอ่อน สาบเสื้อปักลายบัวบานเรียงซ้อนสีเขียวเข้ม เส้นผมเงางามมัดรวบไว้ด้านหลัง ใบหน้าขาวนวลดุจหยก นัยต์ตาดำขลับดั่งน้ำหมึก ริมฝีปากแดงเรื่อกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย แม้อายุเพียงสิบสามสิบสี่ ทว่ากลับแลดูร้ายลึกและเย็นชา ดวงตาพริ้มปรือ เหมือนว่าทุกสิ่งบนโลกล้วนไม่อยู่ในสายตา เย็นเฉียบราวกับหิมะขาวโพลนในช่วงหลงตง เขาเอกเขนกบนเก้าอี้ไม้จันทน์เดินลายสีทอง ศอกหนุนอยู่หลังศีรษะ สาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มสองนางคุกเข่าประคองชาหอมชั้นดีอยู่ด้านข้าง ทั้งคอยปอกลิ้นจี่สดใหม่ที่เพิ่งส่งตรงจากอาณาจักรเปี้ยนถังด้วยม้าเร็วให้เขาเป็นระยะ

เบื้องหน้าเขาออกมายี่สิบก้าว เด็กน้อยในชุดบ่าวรับใช้โดนเฆี่ยนตีจนเนื้อตัวแตกยับ แม้แต่เสียงครางก็แผ่วลงทุกที ดรุณีทาสอายุหกเจ็ดขวบคุกเข่าอยู่ด้านข้าง โขกศีรษะวิงวอนตลอดเวลา หน้าผากปริแตก เลือดแดงสดไหลรินผ่านดวงตาสุกใสที่ปริ่มน้ำ

ดวงตะวันค่อยๆ ลอยสูง นครเจินหวงตั้งอยู่บนที่ราบสูงหงชวน แม้เป็นช่วงหลงตง พระอาทิตย์กลับยังคงแผดแสงแรงกล้า จูเก่อเยว่เงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วเบาๆ หรี่ตาลงเล็กน้อย สาวใช้สองนางด้านข้างพลันรีบกางร่มอย่างลนลาน บดบังเหนือศีรษะเขา จูเก่อเยว่ขยับนั่งตรง โบกมือสั่งผู้ติดตามทั้งสองด้าน แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้

ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองนายพลันก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อม หนึ่งหน้าหนึ่งหลังช่วยกันยกเก้าอี้ของจูเก่อเยว่ขึ้น มุ่งหน้ากลับเรือน

เด็กหญิงที่คุกเข่าโขกศีรษะอยู่บนพื้นเห็นเข้าก็ตกใจใหญ่ ร่ำร้องน้ำเสียงตื่นตระหนก คลานขึ้นหน้ามาดึงชายเสื้อของจูเก่อเยว่ สะอึกสะอื้นกล่าวว่านายน้อยสี่ วิงวอนท่านได้โปรดละเว้นหลินซี เฆี่ยนต่อไปเขาอาจตายได้เจ้าค่ะ

จูเก่อเยว่เลิกคิ้วคราหนึ่ง หางตาชำเลืองไปยังมือน้อยที่ดำปี๋และเปรอะเปื้อนด้วยเลือดแดง

เด็กหญิงพลันรู้สึกกระแสไอเย็นที่ไม่อาจควบคุมขุมหนึ่งแล่นจู่โจมทั่วศีรษะ เพียงเห็นเหนือรองเท้าขาวสะอาดของจูเก่อเยว่คู่นั้น ปรากฏรอยนิ้วมือสีแดงประทับอยู่ห้าแนว แลดูโดดเด่นสะดุดตา

เด็กหญิงสะดุ้งเฮือก ลิ้นจุกปากทันใด ครู่ใหญ่ค่อยใช้แขนเสื้อเช็ดถูรองเท้าของจูเก่อเยว่ด้วยอาการแตกตื่นลนลาน พลางร่ำไห้กล่าวว่าขออภัยนายน้อยสี่ เสี่ยวชีจะเช็ดให้สะอาดเดี๋ยวนี้

เสียงดังพลั่ก ชายฉกรรจ์ที่หามเกี้ยวยกเท้าเตะเด็กหญิงกลิ้งออกไป สาวใช้ทั้งสองข้างรีบวิ่งมาคุกเข่าด้านหน้า ถอดรองเท้าที่เปรอะเปื้อนคู่นั้นออก จูเก่อเยว่พินิจเด็กน้อยแวบหนึ่งแล้วเบือนหน้ากลับมา แววตาเฉยเมย มองไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์ใด

สาวใช้ที่ติดตามข้างกายเปล่งเสียงเย็นเยียบว่าลากนางออกไปตัดมือ

เด็กหญิงลืมร้องไห้ไปชั่วขณะ ปากอ้าตาค้างนั่งกับที่ ผู้คุ้มกันปราดเข้ามาอย่างเร็ว ชักดาบยาวข้างเอวออกจากฝักในพริบตา เพียงเห็นโลหิตสายหนึ่งสาดพุ่งขึ้นฟ้า มือน้อยผอมซูบข้างหนึ่งก็หลุดร่วงลงดิน!

เสียงกรีดร้องทิ่มแทงโสตดังทะลุชั้นเมฆ สะท้อนก้องจนอีแร้งทั่วฟ้าแผดร้องโหยหวน

ส่วนหนุ่มน้อยผู้นั้น กลับนั่งปิดตาสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ เหมือนไม่เห็นและไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น

ฉู่เฉียวยืนตะลึงค้างที่ปากประตูราวกับรูปปั้นหิน เท้าที่วิ่งตะบึงมาหยุดชะงักไปเฉยๆ สองตาเบิกกว้าง มือปิดปากแน่น ไม่อาจเคลื่อนขยับได้อีก

นายน้อยสี่ เจ้าเด็กน้อยนี่หมดลมแล้ว

จูเก่อเยว่กวาดมองซากไร้ชีวิตของหลินซีแวบหนึ่ง พลางยกนิ้วมือเรียวสวยคลึงขมับช้าๆ เอ่ยอย่างชืดชาเอาไปเลี้ยงปลาในบึงด้านหลัง

ขอรับ

บุรุษร่างกำยำยกเก้าอี้ของจูเก่อเยว่ เดินฝีเท้าเชื่องช้า ผ่านบรรดาบ่าวรับใช้ที่คุกเข่าลนลาน แต่ละคนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า

เดี๋ยวก่อนขณะผ่านประตูหน้าของเรือนฝั่งขวา จูเก่อเยว่พลันโพล่งขึ้น ผินมองไปทางฉู่เฉียวที่ยืนจ้องเขม็งมาที่ตน หัวคิ้วขมวดแน่น กล่าวเสียงหนักๆเจ้าเป็นทาสในเรือนใด พบข้าทำไมไม่คุกเข่า

ลมอรุณโชยผ่าน ตลบเอาละอองเล็กจิ๋วที่มุมกำแพงคลุ้งขึ้นมา แสงอาทิตย์แยงตา ประดุจเข็มเงินแหลมคมมหาศาล เหนือเวหามีสกุณาบินผ่าน สองปีกขาวบริสุทธิ์ เหมือนหิมะเมื่อแรกเหมันต์ ฉู่เฉียวหายใจเข้าลึกๆ ขบริมฝีปากแน่น กล้ำกลืนความโกรธแค้นลงไปทีละน้อย

เสียงเข่ากระแทกพื้นดังพลั่ก สองตาจับจ้องก้อนอิฐสีเขียวบนพื้นแน่วนิ่ง ม่านตาเบิกกว้าง ก่อนใช้สำเนียงตื่นตระหนกเหมือนเด็กน้อยเอ่ยขึ้นว่าเยว่เอ๋อร์เป็นบ่าวของเรือนด้านหลัง นายน้อยสี่โปรดอภัยที่เยว่เอ๋อร์เบาปัญญา เยว่เอ๋อร์เพิ่งเคยพบนายน้อยเป็นครั้งแรก ยังคิดว่าตัวเองได้ประสบกับเทพเซียนเข้า

สีหน้าจูเก่อเยว่ผ่อนคลายลง เห็นเด็กหญิงหน้าตาน่าเอ็นดู อายุน้อยนิด วาจาก็ยังไม่ค่อยฉะฉาน อดรู้สึกสนใจขึ้นมามิได้ จึงถามว่าเจ้ากี่ขวบแล้ว ชื่ออะไร

เรียนนายน้อยสี่ เยว่เอ๋อร์ปีนี้เจ็ดขวบแล้ว แซ่จิงเจ้าค่ะ

จิงเย่วเอ๋อร์?” จูเก่อเยว่กล่าวสืบต่อต่อไปให้เปลี่ยนชื่อแล้วมารับใช้ข้า ให้ชื่อชื่อว่าซิงเอ๋อร์

ฉู่เฉียวรีบโขกศีรษะกับพื้น เปล่งเสียงดังกังวานว่าซิงเอ๋อร์ขอบคุณนายน้อยสี่

จูเก่อเยว่ถอนสายตากลับมา พวกบ่าวก็ยกเก้าอี้ขึ้น อ้อมระเบียงทางเดินจากไปไม่เห็นแม้เงา

ความระทึกปิดฉาก ก็แค่ทาสชั้นต่ำตายไปคนหนึ่ง บรรดาบ่าวไพร่ในคฤหาสน์จูเก่อพบเห็นจนเป็นเรื่องปกติ ไม่ถึงอึดใจก็พากันแยกย้ายสลายตัว บ่าวที่รับผิดชอบปัดกวาดหลายคนช่วยกันยกซากเด็กน้อย ห่อด้วยถุงกระสอบ ลากไปตามพื้น มุ่งหน้าสู่บึงน้ำด้านหลัง

เด็กน้อยยังอ่อนเยาว์ เนื้อตัวถูกเฆี่ยนตีจนเละเทะ เลือดสดๆ ซึมซ่านออกมาจากถุงกระสอบ เกาะติดบนพื้นอิฐอย่างแน่นเหนียว กลายเป็นรอยเลือดอันเหยียดยาวสายหนึ่ง

เยว่เอ๋อร์ไม่ต้องกลัว พี่ห้ามาแล้ว

คืนนี้พวกเราได้กินดีเป็นพิเศษ นายน้อยสี่เพิ่มกับข้าวให้พวกเรา ปลาหลี่อวี๋น้ำแดง กระดูกหมูสามรส สันในหมูผักพริก น้ำแกงเป็ดตุ๋น มีกับข้าวหลายอย่าง  ข้ากินจนท้องแทบแตก ตอนนี้กินอะไรไม่ลงแล้ว

เจ้าไม่ต้องห่วง วันหนึ่งข้างหน้า พี่ห้าจะให้เจ้าได้กินอยู่สุขสบาย ของอร่อยบนโลกจะหามาให้เจ้ากิน ไม่ใช่แค่หมูแดง ยังมีโสม ปลาเป๋าฮื้อ รังนก หูฉลาม ต้องการสิ่งไหนมีสิ่งนั้น ถึงตอนนั้นใครก็อย่าหมายข่มเหงพวกเรา เยว่เอ๋อร์ เจ้าเชื่อพี่ห้าหรือไม่?’

พี่ห้าจะปกป้องเจ้า พี่จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าตรงนี้ ไม่ต้องกลัว

ความสะเทือนใจและเคียดแค้นชิงชังโถมทะลักดั่งคลื่นน้ำมหาสมุทร แต่นางรู้ดี จะร้องไห้ไม่ได้ จะเปิดเผยความขุ่นแค้นแม้แค่เสี้ยวธุลีออกมาในเวลานี้ไม่ได้ ฉู่เฉียวใช้หลังมือปาดเช็ดใบหน้า แล้วลุกยืนทันที ข้างลานรับแสงที่เวิ้งว้าง เสี่ยวชี (น้องที่เจ็ด) ซึ่งถูกตัดมือนอนสลบไสลอยู่ตรงนั้น เลือดแดงสดไหลโชกออกมาจากข้อมือที่ขาดวิ่น ทว่าหามีผู้ใดเหลียวแลไม่

ฉู่เฉียวรีบฉีกเสื้อกดที่จุดชีพจร พันแผลห้ามเลือดให้เด็กน้อยอย่างแคล่วคล่อง หลังเสร็จสิ้นทุกอย่าง นางค่อยแบกเสี่ยวชีใส่หลัง กัดฟันเดินกลับเรือนด้านหลังไป

เพิ่งพ้นประตูเรือน สุ้มเสียงดุดันพลันร้องถามขึ้นหยุดตรงนั้น! ใครอนุญาตให้เจ้าพานางกลับมา

ฉู่เฉียวเงยหน้า เป็นจูซุ่นคนที่จับตนไปขังเมื่อสามวันก่อน เด็กหญิงขมวดคิ้วน้อยๆ เอ่ยเสียงเย็นชาว่านายน้อยสี่ไม่ได้สั่งให้ฆ่านาง

เจ้านายก็ไม่ได้สั่งให้ละเว้นนาง!” จูซุ่นจ้องหน้าฉู่เฉียวเขม็ง น้ำเสียงเย็นเยือกเดาใจเจ้านายส่งเดช ชักจะโอหังใหญ่แล้ว ใครก็ได้ จับนางไว้!”

คนงานสองนายถลันเข้ามาฉุดดึงแขนฉู่เฉียว ฉู่เฉียวรีบถอยหลบ ช่วงที่ฉุดกระชาก เสี่ยวชีครางแผ่วออกมาคำหนึ่ง เลือดที่เพิ่งหยุดก็พลอยไหลซึมออกมา

ใครกล้าเข้ามา! ข้าเป็นคนของนายน้อยสี่ หรือพวกเจ้าไม่อยากมีชีวิตแล้ว?”

จูซุ่นแค่นหัวเราะคำหนึ่งยังไม่ทันไรทำเป็นออกคำสั่ง พรุ่งนี้เช้านายน้อยสี่ยังจำเจ้าได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ บังอาจเอาเจ้านายมาข่มขู่ข้า

ฉู่เฉียวเลิกคิ้ววูบ กระชับเสี่ยวชีบนหลัง ก่อนถอยร่นราวกับลูกเสือดาว ลูกตากลอกไปมา หว่างคิ้วขมวดแน่น

พ่อบ้านจู ไหนว่าจะไปรายงานนายน้อยไหวให้ท่านซื่อจื่อเจ้านายข้า แล้วไยมายืนวุ่นวายอยู่แถวนี้ ดูท่าท่านคงว่างงานมากกระมัง

สุ้มเสียงดังขึ้นกะทันหัน ฉู่เฉียวมองไปที่ต้นเสียง เพียงเห็นเด็กรับใช้คนหนึ่งวางท่าใหญ่โต ไม่ไกลออกไป หนุ่มน้อยรูปร่างสูงสง่านามหนึ่ง สวมชุดหม่างผาว ( เชิงอรรถ – *ชุดพิธีของขุนนางชั้นสูงสมัยโบราณ ปักลายงูเหลือม)  สีดำอมเขียว ยืนหันหลังให้กลุ่มคนอยู่ที่ด้านหน้าผนังบังตา ข้างกายมีผู้ติดตามสี่นาย

จูซุ่นสะดุ้งเฮือก ก่อนรีบหันกลับไปค้อมเอวต่ำศีรษะแทบติดดิน ผงกศีรษะพลางเอ่ยเยียนซื่อจื่อ บ่าวไพร่ไม่อยู่ในโอวาท เป็นที่อับอายต่อเยียนซื่อจื่อแล้ว

ตกลงเรื่องสั่งสอนบ่าวไพร่ของท่านสำคัญ หรือเจ้านายข้าสำคัญ? จูซุ่น ข้าว่าท่านชักเลอะเลือนใหญ่แล้ว

จูซุ่นตกใจใหญ่ คุกเข่าโขกหัวกับพื้น รีบกล่าวตอบว่าข้าน้อยมิบังอาจ ข้าน้อยมิบังอาจ ข้าน้อยสำนึกผิดแล้ว

เด็กรับใช้แค่นเสียงเย็นชาว่าสำนึกผิดแล้วยังยืนทำอะไรอยู่

จูซุ่นได้ยินเข้าก็รีบลุก แล้ววิ่งถลาไปที่ห้องหนังสือของจูเก่อไหวราวกับไฟลนก้น บ่าวรับใช้ของคฤหาสน์จูเก่อพากันล่าถอยไปอีกทาง หนึ่งในนั้นกล่าวอย่างนอบน้อมว่าเชิญเยียนซื่อจื่อรอที่ห้องรับแขกขอรับ

หนุ่มน้อยชุดแพรพยักหน้า หมุนตัวกลับมาช้าๆ ดวงเนตรเข้มดำดั่งน้ำหมึก กวาดมองแวบหนึ่ง เมื่อเห็นฉู่เฉียวก็หรี่ตาเล็กน้อย คล้ายนึกอะไรได้ จึงเดินตรงมา

ฉู่เฉียวสองตาสงบนิ่ง ถอยหลังสองก้าวอย่างประหม่า เยียนสวินเห็นนางก้าวถอยก็ชะงักเท้าหยุดยืน ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนล้วงขวดกระเบื้องสีขาวจากอกเสื้อ บนขวดแกะเป็นลวดลายกล้วยไม้ ฝีมือประณีตอ่อนช้อย หนุ่มน้อยยื่นส่งให้พลางผงกศีรษะเบาๆ เป็นเชิงให้นางรับไว้

ฉู่เฉียวพิศมองอีกฝ่าย ภาพเหตุการณ์ในคอกล่าสัตว์วันนั้นแวบผ่านเข้ามา ในความระแวดระวัง มิได้เดินเข้าหา

เยียนสวินชะงักไป ตามด้วยหยักยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบางๆ ก้มเอววางขวดกระเบื้องไว้บนพื้น แล้วหมุนตัวชักนำผู้ติดตามเข้าห้องรับแขกไป

อือ…” เสียงครางแผ่วดังขึ้นที่เบื้องหลัง เสี่ยวชีปรือตาเห็นใบหน้าฉู่เฉียวรางๆ น้ำเสียงเบาหวิวเหมือนเสียงยุง แฝงความหวาดกลัวสุดพรรณนา สะอื้นไห้กล่าวว่าพี่เยว่เอ๋อร์เสี่ยวชีเสี่ยวชีใกล้ตายแล้วหรือ?”

ฉู่เฉียวย่อตัวหยิบขวดกระเบื้องใบนั้นขึ้นมากำแน่น ร่างอันแบบบางเขม็งเกร็ง ดวงตาหม่นหมองจ้องมองไปทางเรือนหลักของคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อ เอ่ยเสียงเนิบช้าแต่หนักแน่นว่าเสี่ยวชี พี่ขอรับรองต่อเจ้า เจ้าจะไม่เป็นไร

ฉู่เฉียวแบกเสี่ยวชีวิ่งกลับเรือนทาส ตรงดิ่งเข้าห้องอย่างรวดเร็ว ล้างแผลและพันผ้าให้นาง ยาของเยียนสวินได้ผลดีมาก ไม่เพียงมีสรรพคุณห้ามเลือด ยังเป็นยาชาอ่อนๆ เสี่ยวชีครางอยู่ไม่นานก็ม่อยหลับไป

เสี่ยวปา (น้องที่แปด) ที่นอนป่วยมาตลอดรู้สึกตัวตื่น พอจะฝืนลุกจากเตียงได้แล้ว เด็กคนนี้คราก่อนได้รับความตกใจ หลังตื่นมาก็ไม่ยอมพูดจา ได้แต่มองดูฉู่เฉียววิ่งวุ่นกับการดูแลเสี่ยวชีด้วยแววตาเหม่อลอย เหมือนเด็กเสียสติ

ท้องฟ้าเริ่มมืด ฉู่เฉียวปาดเหงื่อบนหน้าผาก บาดแผลบนหัวไหล่ปวดแสบปวดร้อน นางพิงฝาฟังเสี่ยวชีครวญครางอยู่ในฝัน หัวใจดวงหนึ่งราวกับถูกคนบีบรัด จากนั้นควักออกมาอย่างไม่ปรานี เหวี่ยงทิ้งลงพื้นหิมะ เมื่อปิดตา ใบหน้าของหลินซีพลันปรากฏวนเวียนในห้วงสมอง เด็กชายที่ดวงหน้าสดใสรอยยิ้มบริสุทธิ์คนนั้น เด็กชายที่พร่ำรำพันว่าจะปกป้องตนคนนั้น เด็กชายที่โดนเฆี่ยนตีเลือดเนื้อแหลกเละจนจำหน้าไม่ได้คนนั้น

น้ำตาสายหนึ่งรินไหลเอื่อยเฉื่อยจากดวงตาที่ปิดสนิท ไหลเรื่อยลงมาถึงปลายคาง หยดใส่รองเท้าผ้าหยาบกระด้าง

ทันใดนั้น เสียงร้องแตกตื่นสุดขีดดังขึ้นที่นอกประตู ฉู่เฉียวรีบเปิดประตูออกไปด้วยความตกใจ เห็นเด็กหญิงอายุสิบสองสิบสามยืนอยู่ในลาน พอเห็นฉู่เฉียวก็ราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต ซอยเท้าวิ่งมาปล่อยโฮเยว่เอ๋อร์ จือเซียงกับเด็กๆ บ้านตระกูลจิงของเจ้าถูกพ่อบ้านจูสั่งคนมาจับตัวไปแล้ว

ฉู่เฉียวได้ยินก็ขมวดคิ้วแน่น ถามเสียงเครียดว่าจับไป? ตั้งแต่เมื่อไร

ตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ข้าเจอแต่หลินซี จึงบอกให้เขาไปขอร้องต่อนายน้อยสี่ แต่นี่จะหมดวันแล้วยังไม่มีข่าวคราวอะไรเลย ทำอย่างไรดี

ได้บอกหรือไม่ว่าจะพาไปที่ไหน

เด็กหญิงเช็ดน้ำตา ตอบเสียงเครือว่าเห็นว่าเห็นว่าพาไปส่งที่คฤหาสน์ของนายท่านผู้เฒ่า

อะไรนะฉู่เฉียวอุทานเสียงหลง เหมือนถูกสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อม ข่าวคราวเรื่องรสนิยมดั่งสัตว์ป่าของนายท่านผู้เฒ่าซึ่งได้ยินมาในหลายวันนี้พลันวูบผ่านสมองอีกครั้งราวกับพายุหมุน สีหน้าเปลี่ยนเป็นขาวซีดทันที

เสี่ยวปายืนอยู่หน้าประตู ได้ยินเข้าก็เดินมาด้วยอาการตกตะลึง กระตุกเสื้อฉู่เฉียวพลางเอ่ยถามเบาหวิว เหมือนสัตว์เล็กที่ได้รับบาดเจ็บว่าพี่เยว่เอ๋อร์ พวกพี่จือเซียงล่ะ พวกนางไปไหนแล้ว

ฉู่เฉียวพลันตื่นจากภวังค์ หมุนตัววิ่งตะบึงออกนอกประตูไป

เยว่เอ๋อร์!” เด็กหญิงตะโกนเรียกไล่หลัง ฉู่เฉียวไม่หันกลับ ลางร้ายขุมหนึ่งแล่นจับขั้วหัวใจ ไม่รู้จะทันการณ์หรือไม่ ไม่รู้จะยังมีโอกาสช่วยเด็กพวกนั้นออกมาหรือไม่ ได้แต่พยายามวิ่งสุดชีวิต ไม่กล้าชะลอฝีเท้าแม้แต่นิดเดียว

ผ่านเรือนชิงซาน (ภูเขียว) คอกม้า สวนอุทยาน ถัดไปก็คือระเบียงทางเดินห้าหยักซึ่งทะลุถึงเรือนชั้นนอก ทันใดนั้น ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อน ฉู่เฉียวหยุดลงอย่างระมัดระวัง

พี่เยว่เอ๋อร์?” เสียงอ่อนวัยดังขึ้นข้างหลัง ฉู่เฉียวสะดุ้งหันหน้ากลับไป เพียงเห็นเสี่ยวปาที่สวมชุดหลวมกว้าง ยืนน่าสงสารอยู่ข้างหลังนาง แม้แต่รองเท้าก็ไม่สวม เอ่ยถามลอยๆพวกพี่จือเซียงไปไหนแล้ว

ฉู่เฉียวฉุดดึงเสี่ยวปา พาไปนั่งยองๆ ในพุ่มดอกไม้ด้านข้าง ยามนี้เข้าฤดูหนาวแล้ว บุปผชาติล้วนโรยร่วง ดีที่เป็นตอนค่ำ บริเวณนี้มีโคมไฟประปราย ยากที่ใครจะพบเห็นโดยง่าย

เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทุกขณะ มีทั้งหมดสี่คน ช่วยกันเข็นรถคันหนึ่ง ทางที่ฉู่เฉียวเดินมานับว่าลับตาคน นอกจากบ่าวที่รับผิดชอบทำความสะอาดแล้ว น้อยคนจะผ่านเข้ามา

หลายคนนั้นเดินถึงจุดที่ฉู่เฉียวหลบอยู่กลับหยุดลงกะทันหัน เสี่ยวปาหวาดผวาอย่างหนัก ตัวสั่นสะท้าน กำเสื้อของฉู่เฉียวไว้แน่น ไม่กล้ากระดิกตัว บุรุษหนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงห้าวว่าพวกเราพักสักครู่เถอะ เดินมาตั้งไกลไม่ได้หยุด  อย่างไรก็ให้ข้าสูบยาสักหน่อย

คนที่เหลือพากันหัวเราะเจ้าหลิวอยากยาสูบขึ้นมาอีกแล้วพูดจบก็หัวเราะร่วนพลางจุดไฟต่อยาสูบ

ฉู่เฉียวลอบร้อนใจ คิ้วขมวดแน่น ลมหนาวพัดมา เสี่ยวปาสวมชุดบางเบา ยิ่งสั่นหนักกว่าเดิม ทันใดนั้น ลมกระโชกแรง พัดเอาผืนเสื่อบนรถปลิวตลบขึ้นฟ้าเสียงดังพึ่บพั่บ ก่อนร่อนร่วงลงดิน ผืนเสื่อสีเหลืองเปรอะสีแดงเข้ม ถึงกับเป็นเลือดสดที่สีแดงเข้มแทบทั้งผืน

ฉู่เฉียวกับเสี่ยวปามองไปที่รถพร้อมกัน ชั่ววูบนั้นเหมือนถูกฟ้าผ่า ฉู่เฉียวรีบยื่นมือไปอุดปากของเสี่ยวปาไว้แน่น!

แสงจันทร์ทะลุผ่านชั้นเมฆ สาดส่องเป็นสีขาวซีด เพียงเห็นเหนือรถลากขนาดไม่ใหญ่ แออัดทับถมด้วยศพซากของเด็กน้อยเป็นชั้นๆ คล้ายกับหัวไชเท้าที่ไร้ชีวิตกองหนึ่ง!

ศพอันผอมแห้งของจือเซียงอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ท่อนบนเต็มไปด้วยริ้วรอยฟกช้ำ สองตาเบิกโพลง หางตาแตะแต้มด้วยลิ่มเลือดดำข้น ลำตัวท่อนล่างอุจาดตา สองมือสองขายังถูกมัดด้วยเชือกปอ ท่าร่างพิสดารผิดรูป ถูกวางไว้ด้านบนด้วยวิธีเหยียดหยามอย่างที่สุด

ฉู่เฉียวปิดปากเสี่ยวปาไว้แน่น อีกมือหนึ่งโอบรัดนางไม่ยอมปล่อย เด็กคนนั้นคล้ายเสียสติไปแล้ว พยายามขัดขืนเพื่อจะโผออกไป น้ำตาร้อนกรุ่นร่วงหยดใส่แขนของฉู่เฉียว ฟันคมๆ กัดลงไปอย่างไม่ปรานี เลือดกระฉูดออกมา รินไหลผ่านข้อมือขาวผ่องของฉู่เฉียว หยดบนดินโคลนสีดำ แสงจันทร์ลอดผ่านแมกไม้ต้องร่างทั้งสอง สะท้อนเงาสะท้านไหว หม่นมัวสลัวราง

ไม่ทราบนานเท่าใด กว่ารถคันนั้นจะคืบคลานจากไป โดยรอบสงัดเงียบ ฉู่เฉียวคลายมือออกช้าๆ เสี่ยวปาเหมือนจะสติหลุดไปแล้ว นั่งเหม่อลอยไม่พูดจา ฉู่เฉียวยื่นมือไปตบหน้านาง น้ำเสียงแหบแห้งเหมือนภูตผีรำพัน เรียกชื่อนางเบาๆ

ลมหนาวหวีดหวิว กิ่งไม้เสียดสี ราตรีวังเวง เสียงไผ่ต้องลมซ่าๆ ประหนึ่งแว่วดังจากอีกโลกหนึ่ง

ฆ่าพวกมัน…”

เด็กน้อยอายุหกขวบ จู่ๆ ก็ตาขวางโพล่งออกมาจะไปไปฆ่าพวกมัน

เด็กน้อยสองตาแดงก่ำ สองมือปัดป่ายทั่วทิศ คล้ายกำลังเสาะหาบางอย่าง พลันเก็บหินขึ้นมาจากใต้พุ่มไม้ก้อนหนึ่ง ลุกพรวดพราดเตรียมถลาออกไป ฉู่เฉียวคว้าตัวไว้ โอบรัดในอ้อมแขนแน่นหนา

ฆ่าพวกมัน! ฆ่าพวกมันเร็ว!” เด็กน้อยแผดก้องอย่างกลั้นไม่อยู่ ดวงหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความเคียดแค้นอันบ้าคลั่งและสิ้นหวัง น้ำตาหยดหยาดเป็นทาง ใกล้สู่จุดพังทลาย

ฉู่เฉียวปวดใจดั่งมีดกรีด กอดเด็กน้อยที่คลุ้มคลั่งกับอ้อมอก น้ำใสไหลทะลักจากขอบตาในที่สุด

เดรัจฉานเหล่านี้ สัตว์นรกเหล่านี้ เดนมนุษย์ที่ตกตายหมื่นครั้งก็ไม่สาสมกับความชั่วช้าสามานย์ที่ก่อ

นางไม่เคยเกลียดชังใครเท่านี้มาก่อน ไม่เคยอยากฆ่าคนเท่าครั้งนี้มาก่อน ความเดือดแค้นที่ครอบฟ้าคลุมดินพลุ่งพล่านไปทั้งร่าง

น่าชิงชังยิ่งนัก ชิงชังความโหดเหี้ยมทารุณของคนเหล่านั้น ชิงชังโลกที่สกปรกโสมม ยิ่งชิงชังความอ่อนแอของตัวเอง ชิงชังที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ ชิงชังที่ตัวเองได้แต่มองดูตาปริบๆ โดยไม่ทำอะไร เสียงร่ำไห้ของเด็กน้อยในอ้อมแขนไม่ต่างจากใบมีด กรีดลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่กลางใจ หากยามนี้มีปืนอาก้าอยู่ในมือสักกระบอก จะโถมทะยานออกไปโดยไม่ลังเล สังหารเดนมนุษย์เหล่านั้นให้สิ้นซาก

เสียดายที่ตนเองไม่มี  ไม่มีอะไรสักอย่าง ไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ ไม่มีคนหนุนหลัง ไม่มีทักษะฝีมือ ไม่มีอาวุธชั้นยอด  เป็นแค่วิญญาณต่างภพที่ถูกกักอยู่ในร่างกายเล็กๆ ของจิงเยว่เอ๋อร์ ต่อให้มีความรู้และมันสมองล้ำหน้าหลายพันปี แต่ยามนี้เวลานี้ กลับได้แต่แอบซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้อย่างหวาดผวา แม้แต่ความกล้าที่จะออกไปดูหน้าพวกนางเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังปลุกปลอบไม่ขึ้น

ฉู่เฉียวเงยหน้าช้าๆ แสงจันทร์เย็นตาส่องต้องใบหน้า  นางลอบสาบานกับตนเองในใจ เพียงครั้งนี้เท่านั้น จะไม่ยอมให้มีครั้งที่สอง จะไม่ยอมอยู่อย่างมือเปล่า จะไม่ยอมดำรงชีวิตอย่างไร้ความสามารถแม้แต่จะปกป้องตัวเอง ไม่มีวันยอมอีกแล้ว!

เดือนเพ็ญเย็นเยียบดั่งวารี ภายในคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อที่ใหญ่โตโอฬาร ดรุณีทาสชั้นต่ำที่อ่อนแอสองนางนั่งยองๆ อยู่ในพุ่มไม้ของสวนอุทยาน เหมือนกับลูกหมาสองตัวที่หวาดหวั่น อิงแอบกันแนบแน่น หัวใจเต้นเร่าด้วยความเจ็บแค้นระดับเพียงพอถล่มทลายฟ้าดิน

เมื่อกลับถึงเรือนทาส เป็นเวลาค่อนดึกแล้ว ยังเดินไม่ถึงประตูหน้าเรือนก็พบว่าประตูเปิดอ้าซ่าอยู่ ฉู่เฉียวสะท้านเยือกในใจ ปล่อยมือเสี่ยวปาได้ก็วิ่งถลาเข้าไป เพียงเห็นข้าวของในห้องกระจัดกระจาย ผ้าห่มบนเตียงเต็มไปด้วยคราบเลือด บนพื้นมีรอยเท้าของผู้ใหญ่จำนวนมาก แต่กลับไม่เห็นแม้เงาของเสี่ยวชี

เยว่เอ๋อร์ พวกเจ้ากลับมาแล้ว!”

เด็กหญิงคนก่อนหน้านี้พลันมุดออกมาจากกองฟืนที่มุมกำแพง ฉู่เฉียวถลันเข้าไปดึงมือนาง ถามเสียงเครียดว่าเสี่ยวชีล่ะ? เสี่ยวชีไปไหนแล้ว

เด็กหญิงกล่าวเสียงสะอื้นพ่อบ้านจูพาคนมา บอกว่าเสี่ยวชีมือขาดแล้ว ต่อไปทำงานไม่ได้ ให้คนยกเสี่ยวชีออกไป บอกว่าจะเอาไปโยนให้จระเข้ในบึง

ฉู่เฉียวหน้ามืดลมแทบจับ  หัวใจจวนเจียนแบกรับไม่ไหว นางกำสาบเสื้อของเด็กหญิงไว้แน่น เค้นเสียงแหบพร่าถามขึ้นทีละคำว่าไปนานแค่ไหน ไปนานแค่ไหนแล้ว

หนึ่งชั่วยามได้ เยว่เอ๋อร์ ช่วยไม่ทันแล้ว

ฉู่เฉียวหันขวับกลับไป มองดูเสี่ยวปาที่ยืนอยู่หน้าประตู เด็กน้อยสองตาแดงจัด กำลังเงยหน้ามองนางเช่นกัน สายตาสองคู่สบประสาน น้ำตาล้นหลั่งลงมา แต่ใครก็ไม่เปล่งเสียงร่ำไห้

เยว่เอ๋อร์ ข้าต้องกลับไปแล้ว พวกเจ้าระวังตัวด้วย ข้าได้ยินคนที่โรงซักล้างบอกว่า พ่อบ้านจูจงใจหาเรื่องพวกเจ้า พวกเจ้าใช่ไปล่วงเกินอะไรเขาหรือไม่

ในห้องค่อยๆ เงียบลง ในลานกว้างผืนดินขาวโพลน เด็กน้อยสองคนยืนนิ่งเงียบงัน เนิ่นนานไม่มีคำพูด

เสียงเคาะบอกเวลายามสามเพิ่งผ่านพ้น เด็กน้อยสองคนสุดท้ายของบ้านตระกูลจิงเดินลัดมายังสวนป่าชิงสือ (ศิลาเขียว) อย่างเงียบเชียบ ถึงบึงน้ำด้านหลังของคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อ สายลมเหน็บหนาว ป่าไผ่แกว่งไกว บึงน้ำวังเวง ระลอกคลื่นกระเพื่อมไม่หยุด แลเหมือนทุกเช้าค่ำที่ปกติทั่วไป ปราศจากความแตกต่าง

ฉู่เฉียวคุกเข่าบนเนินลูกหนึ่ง บอกกับเสี่ยวปาที่อยู่ข้างๆเสี่ยวปา คุกเข่า โขกศีรษะให้พวกพี่ชายพี่สาว

เสี่ยวปายังไม่ถึงเจ็ดขวบ เด็กคนนี้ประสบกับความเปลี่ยนแปลงมหาศาลในชั่วคืน แววไร้เดียงสาที่ควรปรากฏบนดวงหน้าน้อยๆ ปลาสนาการสิ้น นางคุกเข่าเงียบๆ ข้างกายฉู่เฉียว โขกศีรษะต่อบึงน้ำสามคราอย่างหนักหน่วง

เสี่ยวปา เจ้าเกลียดที่นี่หรือไม่?”

เด็กน้อยผงกศีรษะโดยไม่เปล่งเสียง ฉู่เฉียวถามต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่าแล้วเจ้าต้องการไปจากที่นี่หรือไม่?”

เด็กน้อยตอบเสียงหนักแน่นต้องการ

ฉู่เฉียวจ้องมองเบื้องหน้า น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่น นางย่นคิ้วหรี่ตาเบาๆ ก่อนกล่าวเนิบนาบข้าสัญญา ข้าจะพาเจ้าไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ก่อนหน้านั้น พวกเรายังมีเรื่องต้องทำ รอให้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเราจะไปจากที่นี่

เด็กน้อยพยักหน้าเงียบๆ โขกศีรษะกับพื้น กล่าวชัดถ้อยชัดคำพี่จือเซียง ท่านมักไหว้พระขอให้ท่านคุ้มครอง กลับไม่รู้ว่าสวรรค์ตาบอดไปนานแล้ว ขอให้ท่านกับพวกพี่ๆ ทุกคนจงไปสู่สุคติ ขอให้คอยมองดู มองดูเสี่ยวปากับพี่เยว่เอ๋อร์ล้างแค้นให้พวกท่าน

ลมหนาวร้าวราน รัตติกาลหม่นหมอง เหนือเนินสูงของสวนป่าชิงสือ เงาร่างน้อยๆ ทั้งสองหยัดยืนเคียงข้าง จูงมือกันแนบแน่น

บทที่ 4 หัวใจปีศาจ

เดือนสิบสอง ชายแดนซีเป่ย (ตะวันตกเฉียงเหนือ) เผ่าเฉวี่ยนหรงยกทัพรุกราน เพลิงสงครามปะทุ ควันไฟท่วมฟ้า ไพร่พลท่วมดิน

ไม่ถึงยี่สิบวัน การศึกทวีความรุนแรง ราษฎรนอกด่านนับหมื่นแสนตกอยู่ในกองเพลิงแห่งสงคราม ด่านซีเป่ยมีความพิเศษในแง่ชัยภูมิที่ตั้ง โดยอยู่ระหว่างกลางของพื้นที่ซีเป่ยตระกูลปาถูและนครรัฐเยียนเป่ยพื้นที่ใต้ปกครองของเยียนหวัง (เจ้าครองนครรัฐแซ่เยียน)

ประมุขตระกูลปาถูกับราชสีห์เยียนเป่ยขับเคี่ยวมานานปี แต่เพราะตระกูลมู่เหอเถ้าแก่ใหญ่ผู้หนุนหลังของเฒ่าปาถูมีฐานอำนาจในราชสำนักที่มั่นคงแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ส่งผลให้ตระกูลปาถูค่อยๆ ครองสถานะเป็นต่อ จนกระทั่งปีก่อนสามารถยึดอำนาจทางทหารของด่านซีเป่ยไปได้

จากนั้นทำการเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ จัดระเบียบนายทหารใหญ่น้อยของด่านซีเป่ย ตระกูลใหญ่ในราชสำนักต่างก็พากันส่งลูกส่งหลานไปที่ซีเป่ย หมายแทรกซึมเข้าสู่ระบบทหารที่ใหญ่ที่สุดของราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ เหล่าแม่ทัพบัญชาการที่เจนจัดด้านการปกปักพิทักษ์ชายแดนมาหลายปีจึงทยอยกันลงจากเวที คนที่ขึ้นมาแทนที่กลับเป็นพวกผู้ดีมีสกุลซึ่งแม้แต่เลือดสักหยดก็ไม่เคยเห็น และเพราะเหตุนี้เช่นกัน ชาวเฉวี่ยนหรงจึงฉวยโอกาสส่งกองกำลังบุกเข้ามาเข่นฆ่าถึงพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์นอกด่านซีเป่ย ทะลวงปราการแรกของด่านซีเป่ยไปได้ด้วยค่าตอบแทนอันน้อยนิด

แม้ตระกูลปาถูจะแสดงท่าทีต่อต้านข้าศึกอย่างทันท่วงที ด้วยการส่งทหารไปสยบความวุ่นวายที่ด่านซีเป่ย แต่เพราะประเมินศัตรูไม่รอบด้าน บวกกับกลุ่มอำนาจในด่านที่ซับซ้อน การต้านรับข้าศึกจึงดำเนินไปอย่างไม่เป็นระเบียบ ไม่เพียงไม่อาจสลายกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม สถานการณ์กลับยิ่งมายิ่งรุนแรง หนังสือฎีกาขอความช่วยเหลือปลิวว่อนทั่วท้องพระโรง ขอให้คณะมนตรีแห่งนครเจินหวงอนุมัติส่งทหารมาปราบปราม

เดือนสิบสองวันที่ยี่สิบเจ็ด ดวงดาวอับแสง พระโหราประจำราชสำนักทำนายว่าจะเกิดเคราะห์หนัก

เจ็ดตระกูลใหญ่ประชุมกันทั้งคืน สุดท้ายลงมติส่งกองทัพหวงเทียน (สว่างเรืองรอง) ไปสยบความวุ่นวายที่นอกด่านซีเป่ย

จากนั้นจัดทำหนังสือฎีกา ถวายต่อพระราชวังเซิ่งจิน องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรและทรงอนุมัติ

ชั่วเวลาไม่นาน พายุแห่งความปั่นป่วนก็ซัดกระหน่ำราชานครเจินหวง บรรดาตระกูลใหญ่ต่างหน้าดำคร่ำเครียด ในราตรีที่มืดสนิท คลื่นใต้น้ำได้ก่อตัวอย่างรวดเร็วภายใต้ชั้นน้ำแข็งอันหนาหนัก

ขณะนั้น ฉู่เฉียวกำลังวุ่นหัวหมุนอยู่ในกอหญ้าแห้งตรงศาลาทิศเหนือ แหวกหาโพรงงูที่กำลังหลบหนาว พลันได้ยินเสียงเป่าหลอดเขาก้องดังสนั่นหู ยิ่งกว่าเสียงร้องยืดยาวของนกกระสาขาว นางค่อยๆ ยืดตัวขึ้น หรี่ตามองไปทางทิศใต้ของนครเจินหวง ที่นั่นคือสถานที่ตั้งของวังเซิ่งจิน

ม่านรัตติกาลหนาหนัก ถนนราตรี เดินยากยิ่งนัก

หลังเที่ยงวันถัดมา ท้องฟ้าแจ่มใส ใต้กระเบื้องชายคาของเรือนชิงซาน รูปปั้นสุนัขหยกสีขาวน่าเอ็นดูสองตัวส่องประกายแวววับสดใสภายใต้แสงอรุณ คืนวานหิมะเพิ่งตกหนัก ปุยหิมะทับถมหนาเตอะ บ่าวที่ปัดกวาดเดินผ่านรูปปั้นสุนัขโดยไม่เหลือบแล คล้ายเกรงว่าแค่ปรายมองก็จะหาเคราะห์ใส่ตัวกระนั้น

จิ่นซือในชุดเสื้อกันหนาวบุขนเตียวสีม่วง กระโปรงลายดอกสีชมพู ผ้าคาดเอวสีชมพูอ่อน ยืนอยู่บนพื้นหิมะที่ขาวสะอ้าน ยิ่งขับให้เห็นความจิ้มลิ้มพริ้มเพรา เด็กหญิงที่ปรนนิบัติข้างกายนายน้อยสี่ตลอดวันคนนี้ อายุไม่ถึงสิบสามปีด้วยซ้ำ แต่กลับสูงระหง อ้อนแอ้นอรชร เวลาอยู่ต่อหน้าเจ้านายก็ฉลาดเฉลียวอ่อนน้อม ยามนี้กลับวางมาดใหญ่โต มองดูกลุ่มเด็กน้อยที่สวมเสื้อผ้าบางเบายืนอุ้มตุ๊กตาสุนัขด้วยสายตารังเกียจ พลางกล่าวน้ำเสียงเย็นชาว่ากอดให้แน่นๆ นายน้อยบอกแล้ว หยกพวกนี้มีชีวิต ขอแค่สัมผัสกลิ่นอายมนุษย์ก็จะยิ่งนวลเนียนขึ้นเงา ไพร่ชั้นต่ำเยี่ยงพวกเจ้า วันนี้โชคดีมีโอกาสทำงานรับใช้นายน้อยสี่ ดังนั้นห้ามเกียจคร้านเด็ดขาด ถ้าอีกเดี๋ยวข้ากลับมาเห็นใครไม่เชื่อฟัง จะจับไปเลี้ยงปลาในบึงให้หมด

เด็กน้อยพากันผงกศีรษะอย่างกลัวเกรง จิ่นซือหัวเราะเสียงเย็นคำหนึ่งแล้วหมุนตัวเดินไปที่ห้องบุปผชาติอันอบอุ่น

หลังหิมะตกอากาศยิ่งหนาวเย็น ต่อให้สวมชุดขนเตียวหิมะทั้งตัวและถือเตาอุ่นไว้ในมือก็ใช่ว่าจะคลายหนาวได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ ที่สวมเพียงเสื้อผ้าบางเบายืนอยู่กลางพื้นหิมะ ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แต่ละคนก็ริมฝีปากแข็งจนเขียวคล้ำ

ฉู่เฉียวยกลูกท้อสดใหม่จากเรือนหลันซาน (ภูคราม) เข้ามาถาดหนึ่ง จิ่นซือเห็นเข้าก็รีบวิ่งออกจากห้องบุปผชาติ ร้องเรียกคำหนึ่ง ฉู่เฉียวหมุนตัวหยุดยืน แก้มแดงสดใส น่ารักไร้เดียงสา เอียงศีรษะถามว่าพี่จิ่นซือ มีอะไร

นายน้อยสี่กำลังงีบหลับ เอาลูกท้อไว้ที่ข้าก่อนแล้วกัน

ฉู่เฉียวยิ้มแย้มพยักหน้า ยื่นถาดลูกท้อให้ จิ่นซือหมุนตัวกลับเข้าห้องบุปผชาติ มิคาดยังไม่ทันนั่งลง พลันได้ยินเสียงตวาดด่าดังมาจากเรือนกลาง จิ่นซือวางลูกท้อลงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนชักเท้าวิ่งไป ยังไม่ถึงปากประตู เงาหลากสีแพรวพราวสายหนึ่งลอยหวือออกมา แฉลบผ่านผิวแก้มนาง ความรู้สึกเหมือนสิ่งของนุ่มๆ เย็นๆ เรียบลื่นและเหม็นสาบ

จิ่นซือก้มมอง พอเห็นเป็นงูเล็กกำลังชูคอแลบลิ้นตัวหนึ่ง ต้องตกใจจนขวัญบิน อุทานคำหนึ่งหงายหลังก้นกระแทกพื้น

ฉู่เฉียววิ่งเข้าไป เพียงเห็นจูเก่อเยว่ขมวดคิ้วแน่น สวมชุดแพรสีเขียวสว่างนั่งอยู่บนตั่งนุ่ม บนข้อมือมีเลือดดำไหลซึม เห็นชัดว่าโดนงูฉกบาดเจ็บแล้ว จึงรีบซอยเท้าวิ่งเข้าไป คว้าหมับที่ข้อมือจูเก่อเยว่ หยิบมีดปอกผลไม้บนโต๊ะขึ้นมากรีดลงไปที่ปากแผล

บ่าวที่นอกประตูเห็นเข้าก็ตะคอกลั่น คนหนึ่งถึงกับวิ่งเข้ามาจับทาสตัวจิ๋วที่ไม่สำนึกบุญคุณ จูเก่อเยว่กลับย่นหว่างคิ้ว โบกมือเบาๆ ปรามพวกบ่าวเหล่านั้น เห็นฉู่เฉียวเพียงกรีดปากแผลเป็นรูปกากบาทเล็กๆ หลังรีดเบาๆ หลายครั้งก็ก้มศีรษะใช้ปากดูดแผล จากนั้นถ่มออกมาสองคำ ก่อนกล่าวน้ำเสียงร้อนรนว่านายน้อยอย่าเพิ่งออกแรง ไม่เช่นนั้นพิษจะยิ่งลามเร็ว บ่าวจะรีบไปตามหมอในบัดดล

เพียงครู่เดียว ปากประตูก็ยืนออด้วยบ่าวรับใช้เป็นโขยง จิ่นจู๋ถลันเข้ามาอย่างลนลาน ผลักฉู่เฉียวออกไป ก่อนคุกเข่าเหนือพื้น กุมมือจูเก่อเยว่ถามว่านายน้อย ท่านเป็นอย่างไรบ้าง

จูเก่อเยว่ขมวดคิ้ววูบ คล้ายโมโหที่นางกุมมือ ก่อนยกเท้าถีบโครมที่หน้าอกของจิ่นจู๋ ตะคอกเสียงเขียวว่าไสหัวไป!”

จิ่นจู๋พอมือแตะพื้นก็ร้องกรีด เห็นงูเต็มพื้นไปหมด กะคร่าวๆ ราวยี่สิบตัว แลดูขยะแขยงยิ่งนัก

ฉู่เฉียวเดินหาเชิงเทียน นำมาจุดไฟเพื่อไล่งู อสรพิษกลัวไฟ พลันเลื้อยหนีกระจัดกระจาย

หมอประจำคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อหลายคนรุดมาเร็วรี่ ฝูงคนถูกตะเพิดกระเจิง บ่าวรับใช้ของเรือนชิงซานต่างพากันคุกเข่าตัวสั่นงันงกที่ปากประตู แต่ละคนหน้าดำคร่ำเครียดเหมือนโคลนเลน

ไม่ถึงครู่ หมอเดินออกมาจากข้างในคนหนึ่ง ถามบรรดาบ่าวไพร่ว่าใครคือแม่นางซิงเอ๋อร์

ฉู่เฉียวลุกยืนขึ้นจากด้านหลัง รูปร่างเล็กเตี้ย หน้าตาอ่อนใส ชูมือพร้อมขานเบาๆ ว่าท่านหมอ เป็นข้าเองเจ้าค่ะ

หมอคนนั้นคิดไม่ถึงว่าจะเป็นเด็กเล็กคนหนึ่ง ถึงกับชะงักไป นิ่งเงียบอยู่นานค่อยกล่าวว่าเจ้าเข้าไปเถอะ นายน้อยสี่บอกว่าเจ้าดูดพิษให้ท่าน ต้องการให้หมอตรวจอาการเจ้าด้วย

บ่าวไพร่สองฟากนับสิบนับร้อยตื่นตะลึงพร้อมเพรียง เงยหน้ามองมาทางฉู่เฉียว ฉู่เฉียวทำหน้าแตกตื่น คุกเข่าโขกศีรษะหลายครา ขอบคุณความกรุณาของเจ้านาย จากนั้นเดินตามหมอเข้าไปในเรือน

ลมหนาวพัดแรง เหล่าข้าทาสของคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อที่วางท่าถือตัว พลันเริ่มใช้ความคิดโดยพลัน

เวลาไม่ถึงครู่ ฉู่เฉียวก็เดินออกมา สีหน้านอบน้อม มองไม่เห็นท่าทางเย่อหยิ่งจองหองแต่ประการใด เมื่อพวกหมอกลับไป จิ่นซือจิ่นจู๋สองสาวใช้ก็พาบ่าวตัวโตหลายคนเข้ามาในห้องของจูเก่อเยว่

จูเก่อเยว่เอนหลังบนเก้าอี้ ปรือตาถามเสียงเนิบนาบว่าวันนี้ใครเป็นเวรอยู่ในห้อง

จิ่นจู๋มองจิ่นซือแวบหนึ่ง หน้าดำเป็นโคลนเมื่อกล่าวตอบอึกอักว่านายน้อย เป็นเป็นบ่าว เมื่อครู่บ่าว…”

ไม่ต้องพูดแล้วจูเก่อเยว่ตัดบทอย่างเย็นชาเจ้ารู้ระเบียบในเรือนของข้าดี ไม่เคยชุบเลี้ยงคนไม่ทำงานที่เอาแต่กิน ไปรับโทษสามสิบไม้ จากนั้นเอาจดหมายของข้าไปขอตำแหน่งที่เรือนบำรุงขวัญทหาร

จิ่นจู๋ได้ยิน น้ำตาก็พรั่งพรูลงมา คุกเข่าร้องไห้โฮนายน้อย โปรดอภัยให้บ่าวสักครั้ง ต่อไปบ่าวไม่กล้าอีกแล้ว

จูเก่อเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ชายฉกรรย์ร่างบึกสองคนพลันเดินเข้ามาลากตัวจิ่นจู๋ออกไป

เป็นใครเฝ้าประตู

บ่าวชายสองคนเข่ากระแทกพื้น ตัวสั่นเทา โขกศีรษะไม่หยุด หวาดผวาจนเปล่งเสียงไม่ออก

จูเก่อเยว่ลืมตามองสองคนนั้นอย่างเนือยๆ แวบหนึ่ง แล้วกล่าวเป็นพวกเจ้าสองคน?” พูดจบก็แค่นเสียงคำหนึ่ง  ปกติพวกเจ้าเป็นคนเฆี่ยนตีผู้อื่น เช่นนี้แล้วกัน เจ้าสองคนไปที่ลานรับแสงตรงนั้น เอากระบองทุบตีกันเอง ใครตายก่อน อีกคนก็ไม่ต้องรับโทษ

ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง จูเก่อเยว่ปวดข้อมือ หงุดหงิดรำคาญใจ จึงขมวดคิ้วตวาดว่าไสหัวไปให้หมด เห็นพวกเจ้าแล้วพาลให้อารมณ์เสีย

ฝูงบ่าวราวกับได้รับพระราชทานอภัยโทษ พากันล่าถอยออกไปแทบไม่ทัน ขณะนั้นเอง สุ้มเสียงเล็กๆ ก็ดังขึ้นนายน้อย บ่าวเอากระถางหวายรมควันหลายใบนั้นย้ายออกไปได้หรือไม่เจ้าคะ?”

จูเก่อเยว่เลิกคิ้ววูบ เบือนหน้าไปด้วยแววสนเท่ห์

ทุกคนหันมองไป เพียงเห็นดรุณีทาสซึ่งเพิ่งเข้าสู่เรือนชิงซานวันก่อนคนนั้นหยัดยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มคน รูปร่างเล็กบาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วว่าตอนนี้แม้เข้าฤดูหนาว แต่เรือนนี้ติดกับบ่อน้ำพุร้อน ทำให้อากาศอุ่นขึ้น มดแมลงต่างๆ จึงมากตาม พืชจำพวกหวายเดิมทีก็ดึงดูดแมลงเหล่านี้ ยิ่งรมควันก็ยิ่งแผ่ความร้อน และยังดึงดูดพวกนกพวกหนูที่กินแมลงเป็นอาหารอีกด้วย หนักกว่านั้นก็คือสัตว์จำพวกงูที่กินนกหนูเป็นอาหาร นี่เป็นความรู้ทั่วไปซึ่งบ่าวสมควรคิดได้แต่แรกแล้ว

จูเก่อเยว่ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม นานครู่ใหญ่ค่อยเบือนศีรษะมา ถามเสียงห้วนว่าเป็นใครส่งกระถางหวายพวกนี้เข้ามา

จิ่นซือหน้าซีด กล่าวตอบเสียงสั่นว่านายน้อย เป็นพ่อบ้านจูส่งมาเมื่อหลายวันก่อน บอกว่าเป็นสินค้าพิเศษของหนานเจียง เขาบอกว่าบอกว่านายน้อยอาจจะชื่นชอบ จึงให้บ่าวนำมาวางไว้ตามมุมห้องโดยเฉพาะ

จูซุ่น?” จูเก่อเยว่นิ่งงันอยู่นาน แววตาเย็นเยียบ เอ่ยเสียงราบเรียบพ่อบ้านคนนี้ บารมีแก่กล้าขึ้นทุกวัน ครั้งหน้าถ้าเขาซื้อมีดสั้นจากแดนซีอวี้กลับมา ให้เจ้าวางไว้บนเตียงข้า คิดว่าเจ้าก็คงทำตามคำสั่งกระมัง

จิ่นซือแตกตื่นจนขวัญหนี รีบโขกศีรษะกับพื้นบ่าวมิบังอาจ!”

จูเก่อเยว่เมินเฉยไม่พูดจา บรรดาบ่าวขณะจะแยกย้าย จูเก่อเยว่พลันกล่าวขึ้นว่าเจ้า ต่อไปให้มารับใช้ในห้องแล้วกัน

ทุกคนตะลึงค้าง ไม่ทราบเขาหมายถึงใคร จูเก่อเยว่ย่นคิ้วอย่างหงุดหงิด ชี้ไปที่ฉู่เฉียวเจ้านั่นล่ะ

สายตาหลากอารมณ์พลันมองไปที่จุดเดียว ฉู่เฉียวค้อมศีรษะขานคำอย่างพินอบพิเทาว่าบ่าวน้อมรับคำสั่ง

เมื่อออกจากเรือนกลาง บ่าวหลายคนเพิ่งเอาจิ่นจู๋ที่เลือดอาบทั่วร่างโยนใส่รถม้า หญิงอ่อนแอคนหนึ่งถูกโบยสามสิบไม้ ทั้งถูกส่งไปยังสถานที่เช่นเรือนบำรุงขวัญทหาร ชีวิตมีหรือจะรอด?

จิ่นซือมองดูจนเสียวสันหลังวาบ มือเท้าคล้ายสั่นระริก ยามนั้น สำเนียงหวานเยิ้มพลันดังขึ้นที่เบื้องหลัง นางหันหน้าไป เห็นฉู่เฉียวกำลังมองนางด้วยรอยยิ้มกริ่มพี่จิ่นซือ ต่อไปพวกเราต้องทำงานร่วมกันแล้ว ข้าอายุน้อยไม่ประสา ท่านคงต้องดูแลข้าให้มาก!”

ไม่ทราบเพราะอะไร จิ่นซือรู้สึกหวาดผวาขึ้นมากะทันหัน นางมองฉู่เฉียว พยายามแสร้งเป็นใจเย็นทุกคนล้วนเป็นบ่าว ดูแลดูแลซึ่งกันและกันก็สมควรแล้ว

เช่นนั้นหรือ?” ฉู่เฉียวหัวเราะอย่างนั้นเด็กๆ ทางด้านนั้น พี่จิ่นซือคิดว่าสมควรปล่อยปละสักเล็กน้อยหรือไม่?”

จิ่นซือนึกเคืองในใจ แต่ยังคงผงกศีรษะนี่ก็นานพอแล้ว พวกนางสมควรแยกย้ายได้

เช่นนั้นข้าต้องขอบคุณท่านแทนพวกนางแล้วฉู่เฉียวเดินผ่านพร้อมรอยเหยียดยิ้ม บอกให้เด็กๆ ที่ยืนหนาวจนหน้าเขียวแยกย้ายกลับไป จากนั้นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ หันกลับมากล่าวว่าหากวันนั้นพี่จิ่นจู๋มีจิตใจโอบอ้อมเช่นพี่จิ่นซือบ้าง เด็กรับใช้หลินซีก็คงไม่ถูกนายน้อยลงโทษเฆี่ยนตีจนตาย ดังนั้นถึงกล่าวว่า คนเราต้องมีเมตตาธรรม ท่านดู หลินซีเพิ่งตายได้สามวัน จิ่นจู๋ก็ตามหลังไปติดๆ นึกแล้วก็ชวนให้ผู้คนหนาวสันหลังจริงๆ

จิ่นซือหมดปัญญาเสแสร้งอีกต่อไป สีเลือดบนหน้าเผือดหาย ดวงตาเบิกกว้างสะกดนิ่งที่ฉู่เฉียว เพียงรู้สึกว่าเด็กน้อยตัวแค่นี้ถึงกับแผ่รังสีชั่วร้ายออกมา บันดาลให้ผู้คนหวั่นหวาด ฉู่เฉียวค่อยๆ โน้มตัวมาใกล้ เขย่งปลายเท้ากระซิบที่ริมหูของจิ่นซือว่าโบราณว่า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง ท่านว่าถูกหรือไม่?”

จิ่นซือผงะถอยไปก้าวหนึ่ง หมุนกายหมายจากไป ฉู่เฉียวกลับมือไวคว้าไหล่ของนางไว้ สาวน้อยตกใจใหญ่ ถลันหลบพลางร้องว่าเจ้าจะทำอะไร

ฉู่เฉียวแค่นเสียงเฮอะคำหนึ่ง ใบหน้าปราศจากรอยยิ้ม เอ่ยเสียงหนักๆ ว่าท่านตื่นเต้นอะไร ข้าแค่จะขอจานลูกท้อคืนเท่านั้นเอง

ลูกท้อ?”

ท่านกับข้าเป็นสาวใช้ในห้องเหมือนกัน ฐานะเท่าเทียม ลูกท้อที่ข้าเดินไปนำมาจากเรือนฝั่งใต้ด้วยความลำบากยากเย็น ท่านไม่รู้สึกหรือว่าสมควรเป็นข้านำเข้าไปด้วยตัวเองจะเหมาะสมกว่า?”

จิ่นซือพอฟัง ถึงกับไม่อาจกล่าววาจาใด

ฉู่เฉียวหมุนตัวเดินไปทางห้องบุปผชาติ พลางกล่าวเสียงราบเรียบมหานทีทอดยาว ขุนเขามิอาจขวางกั้น รู้จักกาลเทศะคือคนฉลาด คำพูดบางอย่างเพียงกล่าวได้รอบเดียว คำเตือนบางอย่างเพียงเอ่ยได้ครั้งเดียว ต่อไปสมควรประพฤติตนเช่นไร ท่านไปพิจารณาเองเถอะ

หลังเที่ยงของวันอันเหน็บหนาว แสงแดดกำลังดี ดวงอาทิตย์อาบไล้ผืนหิมะ จัดจ้าแสบตา

วันนี้ หาใช่วันปกติที่สงบเงียบ สภามนตรีสูงสุดออกหนังสือประกาศระดมพล กองทัพหวงเทียนใกล้ได้เวลาเดินทัพปราบกบฏ บรรดาประมุขตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดต่างพากันช่วงชิงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพหวงเทียนอย่างเอาเป็นเอาตาย จูเก่อมู่ชิงประมุขตระกูลจูเก่อไม่อยู่ในจวน กิจธุระใหญ่น้อยล้วนมีจูเก่อไหวเป็นผู้ดูแลจัดการ บนท้องพระโรงราชสำนักต้าเซี่ย แสงดาบเงากระบี่ กวัดแกว่งฉวัดเฉวียน

และในวันนี้เช่นกัน จูเก่อเยว่คุณชายสี่แห่งคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อโดนงูพิษกัด แม้ได้รับการรักษาทันท่วงที ทว่าจำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้น จูเก่อเยว่แม้อายุอ่อนวัย แต่เป็นขุนพลน้อยแห่งกองทัพหวงเทียน จบจากโรงฝึกนายทัพ เคยนำทัพปราบกบฏแถบซีเป่ยถึงสามครั้ง พลังยุทธ์สูงส่ง ถือเป็นบุคคลสำคัญของบ้านตระกูลจูเก่อไม่แพ้จูเก่อไหว

ตระกูลใหญ่อื่นๆ ล้วนหูตากว้างขวาง ไม่ช้าก็ได้ข่าวอย่างรวดเร็ว จูเก่อไหวเพิ่งส่งฎีกาเสนอชื่อน้องชาย คำคัดค้านของแต่ละตระกูลก็ถูกส่งเข้าวังเซิ่งจินตามหลังไปติดๆ

บ่ายวันนั้น หมอหลวงในวังมาพักแรมสั้นๆ ในคฤหาสน์จูเก่อ ความคิดที่จะขอมีเอี่ยวในกองทัพหวงเทียนของตระกูลจูเก่อ จึงมีอันต้องพับไป

กระตุกผมเส้นหนึ่งสะเทือนไปทั่วร่าง ประดาญาติผู้ใหญ่เชื้อสายตระกูลจูเก่อต่างพากันตบเท้าเยี่ยมเยือน คฤหาสน์จูเก่อพลันตกอยู่ในห้วงแห่งความอึกทึกครึกโครม

วันเดียวกัน เพราะอาการบาดเจ็บของจูเก่อเยว่ ภายในคฤหาสน์จูเก่อได้เปิดแสดงรายการแข่งขันชิงความเป็นใหญ่เหมือนกับวันอื่นๆ จิ่นจู๋สาวใช้ประจำตัวของนายน้อยสี่ที่วางก้ามใหญ่โตสิ้นชีพภายใต้ไม้กระบอง บ่าวชายผู้มีหน้าที่ลงไม้ของเรือนชิงซานสองนายก็ทุบตีกันเอง หนึ่งตายหนึ่งเจ็บ ผู้เจ็บอาการสาหัส เช้าวันถัดมาทนพิษบาดแผลไม่ไหว จบชีวิตไป พ่อบ้านใหญ่คฤหาสน์จูเก่ออยู่ดีๆ ก็โดนเฆี่ยนยี่สิบไม้เพราะกระถางหวายไม่กี่ใบ เวลานี้กำลังพักฟื้นด้วยความกระทบกระเทือนใจอยู่ในห้อง

ในบึงน้ำที่เลี้ยงจระเข้ไว้ มีอีกสามศพจมดิ่งลงไปอย่างเงียบเชียบ เป็นอาหารโอชะของกุ้งหอยปูปลา หามีผู้ใดเหลียวแลไม่

ราตรีมืดมิด ดวงดาวอับแสง ฉู่เฉียวรับเงินกระดาษชุดสุดท้ายจากมือของเสี่ยวปา ค่อยๆ วางลงที่กลางอ่างไฟ

หลายวันนี้ จิ่นซือจิตใจไม่อยู่กับตัว ทุกครั้งเมื่อเห็นเด็กบ้านตระกูลจิง กระแสเย็นเยือกที่มิอาจควบคุมพลันแล่นขึ้นมาจากปลายเท้า หมดความอยากอาหาร ราวกับก้างปลาตำคอ

เช้าวันนี้ อากาศแจ่มใส เมื่อปัดกวาดกองหิมะในลานสวนเรียบร้อย บรรดาบ่าวรับใช้ก็เริ่มทำงานของวันนี้อย่างเป็นระเบียบ ขณะกำลังเตรียมยกสำรับ บ่าวของเรือนหงซาน (ภูแดง) พลันวิ่งมารายงานว่า คุณชายมู่ของคฤหาสน์ตระกูลมู่ นายน้อยเว่ยของจวนตระกูลเว่ย องค์ชายเจ็ดจ้าวเช่อ องค์ชายแปดจ้าวเจวี๋ย องค์ชายสิบสามจ้าวซง ยังมีเยียนซื่อจื่อแห่งคฤหาสน์เยียนหวัง มารวมตัวกันอยู่ในโถงหลิวหลี (ผลึกแก้ว) ของเรือนหงซาน นายน้อยใหญ่กำลังต้อนรับอยู่ที่นั่น นายน้อยสามและนายน้อยห้ากำลังเร่งรุดไป พร้อมกับถามว่า นายน้อยสี่อาการดีขึ้นบ้างหรือไม่ หากดีขึ้นแล้วก็ไปร่วมครึกครื้นด้วยกัน

จูเก่อเยว่อุปนิสัยค่อนข้างแปลกประหลาด ไม่ค่อยไปมาหาสู่กับพี่น้องในบ้านนัก วันๆ ขลุกอยู่แต่ในเรือนชิงซาน อ่านหนังสือ ไม่ก็ปลูกดอกไม้ กินของว่างผลไม้ ปราศจากบุคลิกกระตือรือร้นอย่างสิ้นเชิง หากไม่นับนิสัยโหดร้ายเกินควร ความประพฤติถือว่าอยู่ในร่องในรอยดี ยามนี้กำลังเอกเขนกบนเตียง ฟังรายงานจบก็บอกกับคนส่งข่าวว่าเขารู้สึกไม่ค่อยสบาย คงไม่ไปร่วมด้วยแล้ว

ฉู่เฉียวยืนอยู่ข้างเตาหอมคอยพัดควันกำยานเบาๆ พอได้ยินก็เลิกคิ้วเล็กน้อย สีหน้าเรียบนิ่ง มิได้เอ่ยถ้อยคำ ครู่ใหญ่สำรับอาหารก็ถูกยกเข้ามา ฉู่เฉียวตามหลังสาวใช้ส่งอาหาร ถอยออกไปอย่างไร้สุ้มเสียง

จิ่นซือปรายตามอง ทิ้งช่วงครู่หนึ่งก็หาโอกาสล่าถอยออกไปบ้าง

โถงหลิวหลีแม้เรียกว่าโถง แต่แท้จริงเป็นแค่ศาลาหลังหนึ่ง ตั้งอยู่บนเขาปาเจี่ยว (แปดมุม) ของเรือนหงซาน ด้านล่างเป็นทะเลสาบเขียวใส ยามนี้เข้าสู่ช่วงหลงตงพอดี ผิวน้ำเป็นน้ำแข็ง หิมะปกคลุมสุดหูสุดตา สองฟากเป็นป่าเหมยแดงสลับขาว เบ่งบานประชันกับไอหนาว ฉูดฉาดบาดตา

นอกป่าเหมย เป็นดอยฝึกม้าของตระกูลจูเก่อ ผืนเนินขนาดใหญ่มหึมาปลูกเต็มไปด้วยต้นหญ้าชั้นดีที่ย้ายมาจากนอกด่าน ใช้สำหรับเลี้ยงม้าสายพันธุ์ดี สถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่แต่ผู้คนบางตา บรรดาข้าทาสหากไม่มีกิจธุระไม่อาจเหยียบย่าง จึงเงียบสงบอย่างมาก ฉู่เฉียวตัวเล็ก หลบรอดพวกเวรยามมาถึงดอยฝึกม้าได้อย่างว่องไว ก่อนปีนขึ้นเนินโดยไม่ถูกพบเห็น

รูปร่างเล็กๆ ของจิงเยว่เอ๋อร์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย อย่างเช่นยามนี้ คิดย้ายกระถางใบหนึ่ง ต้องเปลืองแรงมหาศาล

ขณะจะผละไป พลันพบว่าบริเวณไหล่เขามีเงาคนลับๆ ล่อๆ  ฉู่เฉียวก้มตัวหลบ รอให้คนผู้นั้นเดินผ่านค่อยขยับไปใกล้ เพียงเห็นต้นสนบริเวณไหล่เขามีอาชาพ่วงพีสีดำเมื่อมตัวหนึ่งผูกอยู่ รูปร่างสูงใหญ่ สีดำปลอดทั้งตัว เห็นฉู่เฉียวตรงมาก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร ฉู่เฉียวลอบฉงนใจ ม้าชั้นดีขนาดนี้สมควรระแวงตื่นตัวเมื่อมีคนเข้าใกล้ถึงจะถูก พอก้มมอง พบว่าบนพื้นหิมะมีเม็ดข้าวสาลีที่ยังกินไม่หมดประมาณกำมือหนึ่งดังคาด  ฉู่เฉียวเขย่งปลายเท้าเหนี่ยวคอม้า พินิจอยู่นาน ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่มิได้ใส่ใจ

เพิ่งผละออกมา ช่วงที่เบือนหน้าก็เหลือบเห็นซองธนูบนตัวม้า ในนั้นบรรจุธนูหางนกยูงหลายสิบดอก หยิบขึ้นมาดอกหนึ่ง หัวธนูสีเงินยวงสลักคำว่าเยียนที่ขรึมขลังไว้ด้านบน

บรรดาเจ้านายของแต่ละตระกูลล้วนกำลังรื่นรมย์ชมดอกเหมยอยู่ในโถงหลิวหลี ฉู่เฉียววิ่งเลาะไปตามทางเล็กๆ ข้างผนังผาของเขาปาเจี่ยว เอากระถางหวายรมควันวางไว้บนทางเล็กๆ ของผนังผา ล้วงงูเล็กหลายตัวออกมาจากถุงผ้าที่สะพายข้างตัว

เฮอะ! ข้านึกอยู่แล้วว่าเจ้าคิดไม่ซื่อ!”

เส้นเสียงแหลมเล็กดังขึ้น ฉู่เฉียวหันกลับไป เพียงเห็นจิ่นซือยืนอยู่ข้างหลัง ท่าทางกระหยิ่มจนลืมตัว ได้ยินนางพูดต่อว่าเดี๋ยวข้าจะฟ้องนายน้อยสี่ คราวนี้เจ้าตายแน่

เช่นนั้นหรือ?” ฉู่เฉียวเอียงคอ เบะปากอย่างเจ้าเล่ห์ ไกลออกไปแว่วเสียงฝีเท้าเดินมา จึงส่ายหน้าพลางกล่าวนั่นกลับไม่แน่จบคำ ร่างก็พลิกตัวลอยลิ่วลงหน้าผาไป!

อยู่ทางนั้น!” สุ้มเสียงอ่อนเยาว์ดังขึ้นแทบจะเวลาเดียวกัน จิ่นซือไม่ทันได้อุทาน ก็ถูกชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งเข้ามาจับกดกับพื้น

จูซุ่นเขม้นมองสาวน้อยอย่างดุดัน ก่อนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวว่าจิ่นซือ ตอนนี้หลักฐานครบครัน เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีก

จิ่นซือตกใจใหญ่ รีบท้วงว่าไม่ใช่ข้า เป็นจิงซิงเอ๋อร์ ข้าสะกดรอยตามนางมา!”

เหลวไหล ข้าเห็นเจ้าทำท่าลับๆ ล่อๆ เข้าไปขโมยกระถางหวายของพ่อบ้านจู ยังจะใส่ความคนอื่นอีก!”

สุ้มเสียงเจื้อยแจ้วพลันดังขึ้น จิ่นซือหันขวับ เพียงเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งยืนข้างกายจูซุ่น ท่าทางคุ้นตาอย่างมาก ในสมองสว่างวาบทันใด กระจ่างแจ้งแผนการทั้งหมด ร้องดังลั่นว่านางเป็นพวกเดียวกับจิงซิงเอ๋อร์ พ่อบ้านจู อย่าไปเชื่อนาง!”

จูซุ่นนั่งบนเก้าอี้นุ่ม มีบ่าวชายร่างบึกสี่คนหามไว้ ยี่สิบไม้เมื่อหลายวันก่อน เฆี่ยนจนเขาก้นระบมไปหมด พอได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว เอ่ยถามเสียงอ่อนลงว่าเจ้าบอกว่าเจ้าตามจิงซิงเอ๋อร์มา แล้วนางอยู่ไหน

นางกระโดดลงเหวไปแล้ว

ว่ากระไรจูซุ่นเดือดดาลขึ้นมาทันที ตวาดเกรี้ยวกราดเจ้าเห็นข้าปัญญาอ่อนหรือ? ที่เจ้าพูดหมายถึง นางเด็กน้อยตระกูลจิงคนนั้นปรักปรำเจ้า ตอนนี้โดดลงเหวฆ่าตัวตายแล้ว?”

ข้า…”

เหลวไหลทั้งเพ!” จูซุ่นกล่าวต่อเจ้าอยู่ที่นี่มาสี่ห้าปีแล้ว ข้าดีกับเจ้ามาตลอด เจ้ากับจิ่นจู๋แย่งตำแหน่งคนโปรด นั่นเป็นเรื่องภายในของเรือนชิงซาน ไยต้องสาดโคลนบนหัวข้า ตอนนี้เจ้าคิดจะทำอะไร จะเอากระโถนอุจจาระเทใส่หัวข้าต่อหน้าเจ้านายทั้งหลายใช่หรือไม่?”

พ่อบ้านจู ท่านต้องเชื่อข้า

ใครก็ได้ เอาตัวนางไปเฆี่ยนให้หนัก!”

เสียงแผดร้องแสบหูดังขึ้นฉับพลัน ฉู่เฉียวจับเชือกที่เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วโหนตัวเข้าไปในโพรงเล็กๆ เขาปาเจี่ยวแห่งนี้ก่อขึ้นจากหินหมึก เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ บนหินหมึกจะมีตะไคร่น้ำสีม่วงชนิดหนึ่งแพร่พันธุ์ ตะไคร่น้ำชนิดนี้หายากมาก เมื่อนำไปรมควันจนแห้งจะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ดมแล้วชื่นใจ ทุกครั้งเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิเหล่าบ่าวไพร่ในคฤหาสน์จูเก่อจะมาเก็บตะไคร่ชนิดนี้ที่ริมผา นานเข้าก็กลายเป็นโพรงใหญ่สูงท่วมหัว ฉู่เฉียวพักอยู่ในเรือนด้านหลัง รู้ว่ามีโพรงนี้แต่แรกแล้ว นางเกาะหญ้าแห้งแล้วโดดลงพื้นอย่างระวัง ค่อยๆ เก็บเชือกปลายตะขอกลับมา รั้งรอเงียบๆ ให้คนข้างบนแยกย้ายกันไป

ทันใดนั้นเอง ปรากฏลมหายใจอุ่นๆ รดที่ริมหู ตามด้วยเสียงบุรุษกล่าวกลั้วหัวเราะว่าแม่สาวใช้คนนี้ จิตใจไฉนโหดเหี้ยมนัก

ฉู่เฉียวสะดุ้งเฮือก หันขวับกลับไป ในห้วงเร่งร้อนกลับไม่ลืมคว้าตะขอบนเชือกขึ้นมา พาดไปบนลำคออีกฝ่ายอย่างดุดัน

นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าเป็นแค่เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ

ฝ่ายตรงข้ามมือไม้ว่องไว คว้าหมับที่ข้อมือผอมบางของฉู่เฉียว น้ำเสียงเรียบราบไร้อารมณ์

ฉู่เฉียวตัวเล็กแรงน้อย โดนจับกดกับพื้นด้วยมือเดียว แต่กลับขืนแรงโงหัวขึ้นมา พลันต้องตกตะลึงเป็นท่าน?”

บุรุษคล้ายตกตะลึงเช่นกัน พินิจมองเด็กหญิงอย่างถ้วนถี่ พลันหัวเราะขึ้นมานึกว่าใคร ที่แท้ก็เจ้า ยาสมานแผลใช้ดีหรือไม่?”

เพียงเห็นผู้มามีเรียวคิ้วเชิดสูง จมูกโด่งเป็นสัน ลูกตาดำขลับดั่งน้ำหมึก ในความอ่อนโยนกลับแฝงความคมกริบประหนึ่งใบมีด เขาก็คือแขกในงานเลี้ยงวันนี้เยียนสวิน เยียนซื่อจื่อแห่งนครรัฐเยียนเป่ยซึ่งเป็นตัวประกันอยู่ในนครเจินหวง

ฉู่เฉียวเชิดหน้า กล่าวเสียงเย็นชาท่านมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ท่านต้องการอะไร

เยียนสวินหัวเราะเบาๆประโยคนี้ควรเป็นข้าถามเจ้ามากกว่ากระมัง?”

ฉู่เฉียวใช้ความคิดเร็วรี่ พิจารณาซ้ำไปซ้ำมา หากผลักชายผู้นี้ลงเหวจะมั่นใจได้กี่ส่วนว่าจะตายในคราเดียว ระหว่างที่คิด มือก็คลำมีดสั้นข้างเอว เยียนสวินกลับชูนิ้วขึ้นมา เอ่ยเบาๆ ว่าถ้าเจ้าไม่อยากให้ใครพบเห็น ก็ทำตัวดีๆ อย่าได้คิดตุกติก เด็กตัวแค่นี้ ทำไมถึงอำมหิตนัก

ฉู่เฉียวเลิกคิ้วเทียบกับความอำมหิตของพวกท่าน ข้ายังห่างไกลนัก ท่านมาหลบแถวนี้ คิดว่าคงไม่ใช่กำลังทำเรื่องดีงามอะไร ท่านกับข้าก็ไม่ต่างกัน อย่าทำท่าเหมือนกำลังช่วยข้า แสร้งเป็นคนดีมีน้ำใจ

เยียนสวินได้ยินก็ลุกพรวดพราดทันที เกาะต้นเฮาเฉ่า (หญ้าชนิดหนึ่ง) แล้วตะโกนขึ้นไปข้างบนนั่นใคร

ฉู่เฉียวตกใจใหญ่ ทำท่าจะยับยั้ง ทว่าไม่ทันการณ์แล้ว คิดในใจว่าหากตัวเองถูกพบเห็น เสี่ยวปาต้องรับเคราะห์ไปด้วย ดังนั้นตัดสินใจชักมีดสั้นออกมา จ้วงแทงแผ่นหลังของเยียนสวินเต็มแรง

เยียนสวินพลิกฝ่ามือปิดปากเล็กๆ ของฉู่เฉียว ก่อนรวบตัวเข้ามากอดไว้แน่นหนา ยามนั้น ได้ยินเสียงร้องถามจากข้างบน เยียนสวินชะโงกหน้าออกไปจากโพรง ตอบกลับไปว่าข้าชื่นชมดอกเหมยอยู่ตรงนี้ พวกเจ้ามาร่ำร้องหาอะไร ยังไม่รีบไปให้พ้น

จูซุ่นถูกยกมาถึงริมผา พอเห็นเยียนสวิน ท่าทีวางก้ามก็หายสิ้น ค้อมเอวผงกศีรษะอยู่นาน ก่อนชักนำคนจากไปอย่างเร็ว

เยียนสวินคลายวงแขนพร้อมรอยยิ้มกริ่ม กล่าวกับฉู่เฉียวว่าทีนี้ถือว่าข้าช่วยเจ้าครั้งใหญ่แล้วกระมัง?”

ฉู่เฉียวตัวเล็ก ยืนตรงหน้าเยียนสวินยังไม่ถึงไหล่ของเขา เงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง แน่ใจว่าข้างบนไม่มีความเคลื่อนไหวอีก ค่อยเหวี่ยงตะขอในมือขึ้นไป เมื่อเกี่ยวแน่นดีแล้วจึงเริ่มปีน

เยียนสวินหรี่ตามองนาง เห็นนางท่วงท่าปราดเปรียว ทว่าไม่คล้ายมีวิทยายุทธ์ แต่นับว่าขวัญกล้าและรอบคอบ มือไม้คล่องแคล่วว่องไว โพรงถ้ำแห่งนี้ห่างจากข้างบนแค่หนึ่งช่วงตัว เยียนสวินใช้สองมือเกาะหินแน่น ออกแรงเล็กน้อยก็ทะยานตัวขึ้นไปได้แล้ว

ฉู่เฉียวเก็บซ่อนตะขอเรียบร้อย สำรวจมองทั่วทิศรอบหนึ่ง มั่นใจว่าปลอดภัยค่อยหมุนตัวตั้งท่าจากไป แต่ได้ยินเสียงของเยียนสวินจึงหันกลับมา กล่าวด้วยสีหน้าเยือกเย็นว่าข้าไม่อยากติดค้างน้ำใจท่าน อีกเดี๋ยวเมื่อกลับไป ท่านระวังม้าตัวเองให้ดี

เยียนสวินตะลึงเล็กๆ รอจนตั้งสติได้ เงาร่างของเด็กหญิงก็เดินไปไกลแล้ว ทอดสายตามองไป เหมือนลูกสุนัขตัวหนึ่งกำลังปีนป่ายไปตามทางเล็กๆ ที่ขรุขระ ครู่เดียวก็หายลับไม่เห็นเงา

เยียนสวินหรี่ตามองพลางหัวเราะเบาๆ ว่าน่าสนใจ

ลงจากเขาปาเจี่ยว เลี้ยวอ้อมภูเขาจำลองเล็กๆ ลูกหนึ่งก็เข้าสู่ป่าเหมย

วันนี้บรรดาคุณชายจอมล้างผลาญของเหล่าตระกูลใหญ่แห่งนครเจินหวงชุมนุมกันพร้อมหน้าที่คฤหาสน์ตระกูลจูเก่อ พื้นที่ป่าเหมยมีการเฝ้าระวังอย่างแน่นหนา เงียบเชียบอย่างยิ่ง ฉู่เฉียวตัวเล็ก เดิมดุ่มๆ อยู่ในป่าเหมย นานครั้งก็เขย่งเท้าเด็ดกิ่งเหมย ท่าทีผ่อนคลายสบายใจ

นี่! เจ้ามานี่!”

เสียงนั้นห้วนสั้นปราศจากความเกรงใจ น้ำเสียงอ่อนเยาว์แฝงความเอาแต่ใจอยู่หลายส่วน ฉู่เฉียวเงยหน้ามองไป เพียงเห็นคุณชายน้อยชุดแพรอายุสิบขวบเศษคนหนึ่ง สวมอาภรณ์ชั้นนอกสีเขียวสด สาบเสื้อบุหางเตียวสีขาวปลอดที่เดินเส้นด้วยด้ายทองอย่างประณีต ใบหน้าขาวนวลเกลี้ยงเกลา จมูกโด่งเชิดปลายน้อยๆ สองตาดำขลับจ้องมองมาที่นาง พลางตะโกนว่าเจ้านั่นล่ะ ข้าหมายถึงเจ้า!”

ฉู่เฉียวขมวดคิ้วเบาๆ คิดในใจว่าอย่าหาเรื่องจะดีกว่า จึงค้อมคำนับตามธรรมเนียม กล่าวอย่างนบนอบว่าบ่าวยังมีธุระ อภัยที่ไม่อาจรั้งอยู่นานจบคำก็หมุนตัวผละไป

คุณชายน้อยตะลึงวูบ คิดไม่ถึงบ่าวคนนี้บอกจะไปก็ไป จึงย่นจมูกแล้วสะบัดแส้ในมือ ตะคอกว่าบ่าวสุนัข! ช่างโอหังนัก!”

ฉู่เฉียวได้ยินก็หันขวับ ยื่นสองมือขาวนวลคว้าแส้เฆี่ยนม้าไว้ในมือ จ้องมองกลับไปด้วยสายตาเย็นเยียบ

คุณชายน้อยไหนเลยคาดคิดว่าสาวใช้ของตระกูลจูเก่อจะดุร้ายปานนี้ ออกแรงกระชากกลับก็ไม่เป็นผล ปากเล็กๆ เริ่มเบะ ก่อนสบถว่าเจ้าอยากตายใช่หรือไม่? ข้าจะสั่งคนตัดคอเจ้า!”

ฉู่เฉียวได้ฟังกลับแค่นหัวเราะ พลิกมืออย่างรวดเร็ว ด้ามแส้ก็ลื่นหลุดจากมือของคุณชายน้อย เข้ามาอยู่ในมือของฉู่เฉียว เด็กหญิงยังไม่ถึงแปดขวบ รูปร่างแบบบาง ใบหน้านวลชมพู แต่สายตาปราศจากแววไร้เดียงสา นางสาวเท้าเข้าหาอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชาว่าแส้ม้าใช้สำหรับกระตุ้นม้า หาใช่สำหรับเฆี่ยนตีผู้คน

พูดจบก็พลิกแส้ยื่นส่งให้ถึงมือของคุณชายน้อย แล้วหมุนตัวจากไป

คุณชายน้อยเห็นแม่นางน้อยตัวเล็กกว่าตน กลับแลดูทรงอำนาจยิ่งนัก มือไม้ก็แคล่วคล่อง จึงบังเกิดความรู้สึกอยากชิดใกล้ เห็นนางผละจากไป พลันร้อนใจขึ้นมา แต่จะร้องเรียกก็กลัวเสียหน้า จึงวิ่งไปกางแขนขวางนางอย่างขัดใจเจ้าเป็นบ่าวของเรือนไหน ชื่ออะไร เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถสั่งคนมาลากเจ้าไปตัดหัวได้?”

ฉู่เฉียวเงยหน้าเฉยชามองคุณชายน้อยแวบหนึ่ง ผลักแขนอีกฝ่ายออก ก่อนเลิกคิ้วเป็นเชิงเยาะหยันสู้คนอื่นไม่ได้ก็ร่ำร้องให้ผู้อื่นมาช่วย นับเป็นตัวอะไร คนเช่นท่านมีฐานะระดับไหน ข้าก็คร้านจะสนใจ

ต้นเหมยแกว่งไกวเบาๆ คุณชายน้อยชุดแพรหยัดยืนนิ่งงัน เหม่อมองร่างเล็กๆ ของฉู่เฉียวค่อยๆ กลืนหายไปจนสุดเขตป่าด้วยแววตาตะลึงค้าง

กลับถึงเรือนชิงซาน ฉู่เฉียวทักทายพวกบ่าวที่เดินสวนกัน จากนั้นตรงเข้าเรือน จูเก่อเยว่กึ่งเอนบนตั่งนุ่ม ท่าทางเกียจคร้าน เห็นฉู่เฉียวเข้ามาก็ไม่เงยหน้า เพียงปรายมองด้วยหางตาแวบหนึ่ง

ฉู่เฉียวเดินถึงหน้าแจกันหยก นำดอกของเมื่อวานออกมา จากนั้นเอากิ่งเหมยที่เพิ่งเด็ดมาเมื่อครู่ปักลงไปทีละช่อ พอเสร็จก็เดินถึงข้างกายจูเก่อเยว่ นั่งยองๆ ข้างเตาหอมขนาดเล็ก เอาน้ำหิมะที่กวาดลงมาจากดอกเหมยและหลันเซียงคลุกเคล้าด้วยกัน จากนั้นเทใส่ในเตาหอม หยิบพัดเล็กมาพัดเบาๆ อากาศในห้องพลันสดชื่นขึ้นมา จูเก่อเยว่สูดหายใจยาวๆ คำหนึ่งพลางหลับตาช้าๆ

กว่าครึ่งชั่วยามผ่านไป จูเก่อเยว่เหมือนหลับไปแล้ว ยามนั้นด้านนอกพลันปรากฏเสียงดัง หนุ่มน้อยลืมตาขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์

นายน้อยสี่ พ่อบ้านจูส่งคนมารายงานว่า เพิ่งจับตัวแม่นางจิ่นซือ ขณะที่นางกำลังยกย้ายกระถางหวายอยู่ที่เขาปาเจี่ยว ซ้ำยังพกพางูพิษติดตัว หลักฐานพร้อมสรรพ ตอนนี้กำลังให้เรือนคุมกฎสอบสวนอยู่ขอรับ

จูเก่อเยว่ปรือตาเบาๆ ก่อนกล่าวเรียบเรื่อยว่าจิ่นซือแม้ชอบวางอำนาจ แต่ขี้ขลาด นางหรือจะกล้าพกงูติดตัว? แล้วนางว่าอย่างไรบ้าง

นางว่า…” เสียงบ่าวจู่ๆ ก็เบาลง สายตาชำเลืองมองฉู่เฉียวที่นั่งสงบเงียบแวบหนึ่งนางว่านางตามหลังซิงเอ๋อร์ไป ยังบอกว่าซิงเอ๋อร์วางแผนให้ร้ายนางกับจิ่นจู๋ จุดประสงค์ก็เพื่อแก้แค้นให้กับพวกเด็กตระกูลจิงที่ตายไปเมื่อหลายวันก่อน

ซิงเอ๋อร์จูเก่อเยว่นั่งเอนบนตั่ง ยกถ้วยชาขึ้นมา กล่าวน้ำเสียงชืดชาว่าเจ้าชี้แจง

ฉู่เฉียวคุกเข่าบนพื้น ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่าเรียนนายน้อยสี่ ซิงเอ๋อร์ไม่ได้ทำ

แล้วเมื่อครู่เจ้าไปไหนมา

ซิงเอ๋อร์ไปที่สวนดอกเหมย

มีใครเห็นเจ้าหรือไม่?”

เด็กหญิงเอียงคอครุ่นคิดชั่วอึดใจ ค่อยกล่าวว่าตอนอยู่ในสวนซิงเอ๋อร์พบคุณชายน้อยคนหนึ่งโดยบังเอิญ ไม่ใช่คุณชายของคฤหาสน์เรา อายุราวสิบขวบเศษ สวมชุดยาวสีเขียวสด สาบเสื้อประดับขนเตียวสีขาวหิมะ ซิงเอ๋อร์ไม่ทราบนามของเขา

อืมจูเก่อเยว่พยักหน้า ก่อนกล่าวกับบ่าวที่มารายงานเจ้าออกไปได้

บ่าวคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนถามอย่างระมัดระวังว่าแล้วแม่นางจิ่นซือ?”

จูเก่อเยว่เอนศีรษะไปด้านหลัง หลับตาพิงพนัก ก่อนเอ่ยเนิบๆ ว่าทำผิดก็ต้องรับโทษ ให้เรือนคุมกฎจัดการแล้วกัน

บ่าวคนนั้นรับคำแล้วล่าถอยไป ในห้องกลับสู่ความเงียบสงบ มีเพียงกลิ่นหอมของกำยานอบอวลบางเบา ราวกับอยู่ในม่านหมอก

ซิงเอ๋อร์ ในใจเจ้าเกลียดแค้นคนที่ฆ่าญาติพี่น้องของเจ้าหรือไม่?”

ฉู่เฉียวก้มหน้า ตอบอย่างเฉลียวฉลาดว่านายน้อย นับแต่ซิงเอ๋อร์จำความได้ก็เป็นข้าทาสในคฤหาสน์แล้ว เป็นเพราะนายน้อย ซิงเอ๋อร์ถึงได้นอนเตียงอุ่น ได้กินอาหารร้อน ได้ใส่เสื้อหนา ซิงเอ๋อร์ยังเล็ก จิตใจไม่อาจบรรจุสิ่งของมากมายปานนั้น  เพียงปรารถนารับใช้นายน้อยให้ดี มีชีวิตอย่างสุขสบาย

อืมจูเก่อเยว่พยักหน้าเจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี เจ้าอายุยังน้อย แต่ทำอะไรเยือกเย็น ต่อไปเรือนกลางนี้มอบหมายให้เจ้ารับผิดชอบ

ขอบคุณนายน้อยเด็กหญิงค้อมศีรษะอย่างนอบน้อม เนิ่นนานจึงเอ่ยขึ้นว่านายน้อยเชื่อว่าพี่จิ่นซือให้ร้ายพี่จิ่นจู๋หรือไม่เจ้าคะ?”

จูเก่อเยว่แค่นเสียงเฮอะเบาๆจิ่นซือจะกล้าสักแค่ไหน ต่อให้นางกล้า นางก็คิดอุบายแบบนี้ไม่ได้ จูซุ่นเป็นคนเก่าแก่ของที่นี่ ทำความผิดถูกเฆี่ยนตี ไม่ทราบจะเอาหน้าไว้ที่ใด เป็นไปได้ว่าอยากหาทางลงให้ตัวเอง เพียงแต่เขาไม่ควรสาดน้ำครำมาที่เรือนชิงซานของข้า สร้างสถานการณ์ว่าเป็นการขัดแย้งของบ่าวในเรือนเพื่อลบล้างความผิดของตัวเอง เสียแรงที่อยู่มาจนแก่ป่านนี้ ช่างโง่เขลายิ่งนัก

เช่นนั้นนายน้อยไฉนไม่ช่วยพี่จิ่นซือ เรือนคุมกฏอาจโบยนางจนตาย

ถ้าเรื่องนี้นางเป็นคนทำจริง ข้ากลับจะช่วยนาง แต่นางหลงกลคนอื่นง่ายดายเช่นนี้ แสดงว่าสติปัญญาโง่เขลา คนแบบนี้ เก็บไว้มีประโยชน์อะไร

แสงอาทิตย์เที่ยงวันจัดจ้าแสบตา สาดทอเข้ามาตามรอยต่อของช่องหน้าต่าง ดอกเหมยส่งกลิ่นหอมระรื่น ค่อยๆ อบอวลไปทั่วห้อง

บทที่ 5 หามีชื่อไม่

จูซุ่นจะอย่างไรก็ทำงานกับตระกูลจูเก่อมาสิบกว่าปี อายุปูนนี้ ขิงแก่ย่อมมีความเผ็ดร้อนอยู่บ้าง แม้เขามั่นใจว่าจิ่นซือเพื่อแย่งชิงตำแหน่งกับจิ่นจู๋ ถึงทำเรื่องเช่นนี้พาดพิงมาถึงเขา แต่อีกใจก็เกรงว่าจูเก่อเยว่จะไม่เชื่ออย่างสนิทใจ ตรงข้ามอาจเข้าใจผิดคิดว่าเขาปัดความรับผิดชอบ จงใจป้ายสีจิ่นซือ ดังนั้นเขาจึงใส่ใจเป็นพิเศษ ไม่ให้เรือนคุมกฎลงโทษนางจนตาย แต่รอให้พรุ่งนี้นายน้อยใหญ่มีเวลาว่างค่อยเข้าไปรายงาน

ยามค่ำ เรือนคุมกฎเงียบสงัด ห้องเก็บฟืนมืดมิด จิ่นซือที่เนื้อตัวแตกยับ เต็มไปด้วยรอยแส้ ดูก็รู้ว่าเจอโทษสถานหนัก ฉู่เฉียวหยุดยืนเบื้องหน้านาง ตักน้ำกระบวยหนึ่ง สาดโครมใส่หน้า

จิ่นซือครางอืออา ปรือตามอง พอเห็นฉู่เฉียวก็เดือดดาลใหญ่ สบถด่าอย่างเคียดแค้นว่านางสารเลว! ยังกล้ามาหาข้า!”

ฉู่เฉียวยืนหน้าเฉยเมยดังเดิม เพียงฟังนางสาปแช่งโดยไม่พูดไม่จา ครู่ใหญ่ค่อยยิ้มบางๆถ้าเจ้าอยากตายจริงๆ ก็เชิญแหกปากตะโกนต่อไป

จิ่นซือเลือดอาบทั่วร่าง ใบหน้าซีดขาว ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงรุนแรง สองตาสาดประกายคั่งแค้น

ฉู่เฉียวส่ายหน้าช้าๆ กล่าวเสียงเนิบนาบว่าคนไม่คิดทำร้ายเสือ เสือมีจิตทำร้ายคน ข้าเตือนเจ้าแต่แรกแล้ว ช่วยไม่ได้ที่เจ้าอยากเป็นศัตรูกับข้าเอง วันนี้ถ้าไม่เพราะสะกดรอยข้า ก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นเจ้าแส่หาเรื่องเอง จะโทษใครได้

นางสารเลวจิตใจอำมหิต ต่อให้เป็นผีข้าก็ไม่ละเว้นเจ้า!”

ฉู่เฉียวถอนใจเบาๆเจ้าอยากตายขนาดนั้นเลยหรือ?”

จิ่นซือผงะอึ้ง ฉู่เฉียวจึงกล่าวต่อเดิมข้าไม่คิดให้ร้ายเจ้า เรื่องในวันนี้เพียงแค่อยากสั่งสอนเจ้าเบาๆ เสียดายนายน้อยสี่ไม่ยอมช่วยเหลือ ดูท่าเจ้าคงต้องไปอยู่เป็นเพื่อนจิ่นจู๋ในบึงน้ำเสียแล้ว

จิ่นซือได้ยินก็หน้าซีดเผือดกว่าเดิม นางจ้องมองฉู่เฉียว ความหวังมีชีวิตรอดพลันผุดขึ้นในดวงตา กล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่าซิงเอ๋อร์ เจ้ากับเข้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน การตายของหลินซี เป็นความคิดของจิ่นจู๋ ข้าแค่พูดเสริมไม่กี่ประโยคเท่านั้น เจ้าสามารถมาถึงที่นี่ได้โดยไม่มีใครรู้ ก็ต้องช่วยข้าออกไปได้แน่นอน ข้าขอร้อง ช่วยข้าด้วย ข้ายังไม่อยากตาย!”

พูดถึงตอนท้ายก็ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ฉู่เฉียวถอนใจเบาๆ เมื่อวางห่อผ้าบนหลังไม่ต้องร้องแล้ว เจ้าเข้าใจว่าข้ามาที่นี่เพื่อรำลึกความหลังกับเจ้าหรือ? โทษเจ้าไม่ถึงตาย ในเมื่อข้าทำร้ายเจ้าถึงขั้นนี้ ข้าก็ไม่อาจไม่เหลียวแล รีบผลัดเสื้อผ้าใส่ชุดนี้ ข้าจะพาเจ้าออกไปทันที

พูดจบก็เดินมาแก้เชือกบนตัวจิ่นซือ

จิ่งซือดีใจใหญ่ รีบถามว่าจะหนีออกไปได้หรือ? เวรยามในคฤหาสน์แน่นหนาปานนี้

ไม่ต้องห่วง ข้าติดสินบนคนเฝ้าประตูหลังไว้เรียบร้อย นายท่านใกล้จะกลับมาแล้ว สาวใช้เล็กๆ เช่นเจ้า ไม่มีใครสนใจหรอก ขอเพียงหนีออกไป ก็สามารถรักษาชีวิตได้

จิ่นซือเดินตามหลังฉู่เฉียว ทั้งสองปีนข้ามหน้าต่างออกไป ลัดเลาะผ่านภูเขาจำลองและทะเลสาบของเรือนหงซาน ทันใดนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วมา พอดีเป็นคนงานเฝ้าเรือนที่กำลังลาดตระเวน ทั้งสองใจหายวูบ รีบนั่งยองๆ กับพื้นไม่กล้าเดินต่อ

ฉู่เฉียวหันหน้ากลับมา ยัดห่อผ้าเล็กๆ ใส่มือจิ่นซือ กล่าวเสียงเคร่งเครียดว่าข้าจะล่อพวกนั้นออกไป เจ้ารีบไปที่ประตูด้านหลัง คนเฝ้าประตูที่อยู่ตรงนั้นข้าคุยไว้แล้ว เจ้าไปถึงก็บอกชื่อ พวกเขาจะปล่อยเจ้าออกไปเอง ในนี้มีเงินกับเสื้อผ้า เป็นของพี่จือเซียงทั้งนั้น อาจเล็กไปหน่อย ไม่รู้เจ้าใส่ได้หรือไม่ ข้ามีเงินไม่มาก เพียงหาได้เท่านี้ ต่อไปเจ้าก็ดูแลตัวเองให้ดีแล้วกัน

พูดจบก็หมุนตัวผละไปอีกทางหนึ่ง แกล้งทำเสียงบางอย่าง คนเฝ้าเรือนที่กำลังเดินตรวจตราได้ยินก็รีบไล่กวดไปทันที

จิ่นซือคลี่เปิดห่อผ้า เห็นข้างในมีเงินอยู่ไม่กี่เหรียญ แค่ซื้อห่านย่างตัวหนึ่งยังไม่พอ จึงอดขมวดคิ้วมิได้ มองอีกทีเห็นเสื้อผ้าหลายตัว ถ้าไม่เก่าขาดก็สกปรกมอมแมม อัปลักษณ์สุดทน ซ้ำยังส่งกลิ่นชอบกล ยามนั้นยิ่งรู้สึกกลัดกลุ้มแน่นอก คิดในใจว่า ตัวเองเป็นสาวใช้อยู่ดีๆ กลับต้องระหกระเหินจนสุดหล้า เกิดถูกจับได้ขึ้นมาชีวิตน้อยๆ ยิ่งยากรักษา ทั้งหมดนี้เป็นเพราะจิงซิงเอ๋อร์คนเดียว ตอนนี้นางกลับแสร้งเป็นใจดีต่อหน้าตน ช่างหน้าไม่อายจริงๆ

นางหยิบเหรียญเงินพวกนั้นออกมา โยนห่อผ้าไว้บนพื้น ไม่แยแสสักนิดว่าหลังจากตัวเองหนีไปแล้วเกิดมีใครมาเห็นเข้าจะนำความยุ่งยากอันใดมาสู่ฉู่เฉียว

ลมหนาวโชยมา พัดผ่านเสื้อผ้าหลายตัวนั้น จันทราเย็นเยียบดุจน้ำค้าง สาดส่องบนพื้นสว่างไสว

ขณะเดียวกัน ในห้องของจูซุ่น เสียงหอบหายใจหนักหน่วงของบุรุษกับเสียงครางของสตรีดังลอดออกมาไม่ขาด ถ้อยคำลามกหยาบช้า ฟังแล้วชวนแสลงหู

คืนวสันต์หนาวเหน็บ เวรยามที่เฝ้าเรือนแวบหายไปหาที่แอบงีบแต่แรกแล้ว เรือนร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงคลำทางมาถึงหน้าประตูห้องจูซุ่นอย่างเงียบเชียบ

หลังจัดฉากเรียบร้อย ฉู่เฉียวนั่งยองๆ อยู่ข้างประตูห้องจูซุ่น ท่ามกลางรัตติกาลมืดมิด นัยน์ตาคู่นั้นราวกับไข่มุก ส่องประกายแวววับอย่างเงียบงัน ทันใดนั้น เสียงครางในลำคออย่างสุขสมพลันดังขึ้น ถัดมาเป็นเสียงใส่เสื้อผ้าดังสวบสาบ ฉู่เฉียวหยิบหินก้อนหนึ่งเขวี้ยงใส่ประตู

เสียงดังตุ้บคราหนึ่ง แม้ไม่ดังมาก แต่กลับเพียงพอให้คนข้างในได้ยินชัดเจน จู่ซุ่นตะโกนถามใครอยู่ข้างนอก

ฉู่เฉียวไม่ตอบคำ แต่เก็บหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง เขวี้ยงใส่ประตูดังตุ้บอีกครั้ง

มาแล้วมาแล้ว!” เสียงหงุดหงิดของบุรุษกลางดึกกลางดื่น นั่นใครกัน

บานประตูเปิดออก กลับไม่เห็นแม้เงาคน จูซุ่นขมวดคิ้วงุนงง จึงชะโงกหน้าตั้งท่าเดินออกไป แต่เพิ่งยกเท้าก็โดนเชือกเส้นหนึ่งเกี่ยวไว้ ก่อนล้มกระแทกพื้นทันใด

โอ๊ย!”

จูซุ่นร้องเจ็บ คำสบถด่ายังไม่ทันหลุดปาก ถุงดำใบหนึ่งก็ครอบลงมา เบื้องหน้ามืดมิดในบัดดล จูซุ่นตื่นตระหนกใหญ่ สุดท้ายค่อยสำนึกได้ว่าเรื่องราวไม่ถูกต้อง จึงแหกปากร้องพร้อมกับชูมือดิ้นรน

ฉู่เฉียวกุมมีดสั้นคมกริบ ยิ้มเย็นที่มุมปาก สายตาคมกล้าจ้องจับที่มือข้างนั้นของจูซุ่น แล้วฟันฉับ!

เสียงแผดร้องเหมือนสุกรถูกเชือดดังก้อง  จูซุ่นกุมมือที่ขาดวิ่น ดีดดิ้นกับพื้น ฉู่เฉียวไม่คิดยืดเยื้อ จึงผลุบหายเข้าดงดอกไม้ด้านตะวันตก จากไปอย่างรวดเร็ว

ด้านหลัง แว่วเสียงฝีเท้าสับสนอลหม่านของเวรยามเฝ้าเรือน ยังมีเสียงกรีดร้องแหลมเล็กของสตรี

เกิดอะไรขึ้น อา! พ่อบ้านจู เป็นฝีมือใคร

สตรีในอาภรณ์รุ่ยร่าย เอ่ยตอบด้วยสีหน้าหวาดผวาว่าเห็นไม่ชัดว่าเป็นใคร แต่รูปร่างไม่สูง เหมือนเหมือนเด็กคนหนึ่ง

ไปทางไหนแล้ว

ทางตะวันตก

ตาม!”

เท้าสิบกว่าคู่ทยอยวิ่งผ่านหน้าไป ฉู่เฉียวพยายามย่อตัวมากที่สุด นั่งยองๆ อยู่ในพงหญ้าแห้ง เสียงคนค่อยๆ ไกลห่าง ความเงียบเข้าปกคลุม เด็กหญิงตบไล่ฝุ่นบนตัว ลุกยืนแล้วเดินไปจากสถานที่อโคจรแห่งนี้อย่างปลอดโปร่ง

ขณะที่ผ่านภูเขาจำลองของเรือนหงซาน เห็นห่อผ้าเล็กๆ ของตัวเองถูกโยนทิ้งเรี่ยราดบนพื้นตามคาด เด็กหญิงหัวเราะคำหนึ่ง เก็บห่อผ้าขึ้นมา เดินกลับเรือนชิงซาน

นางปีนข้ามหน้าต่างเข้าห้อง ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดนอนสีขาวทั้งตัว เสียงข้างนอกยิ่งมายิ่งดัง แสงวิบวับของคบเพลิงทอดยาวราวกับมังกร ส่องสว่างไปครึ่งแผ่นฟ้า

ฉู่เฉียวปล่อยผมสยาย ขยี้ตาเบาๆ แล้วเปิดประตูด้วยท่าทางงัวเงีย เห็นสาวใช้หลายคนเพิ่งเดินออกจากห้องพอดี

ทางนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น

สาวใช้หลายคนนี้ล้วนไม่เกินสิบสามสิบสี่ขวบ  แต่ระดับชั้นกลับไม่สูงเท่าฉู่เฉียว แต่ละคนสั่นหน้าอย่างงุนงง พอได้ยินเสียงเปิดประตูดังขึ้นจากเรือนกลาง จึงต่างพากันวิ่งไป

จูเก่อเยว่สีหน้าเครียดเคร่ง กวาดมองพวกฉู่เฉียวที่ผมสยายแวบหนึ่ง ก่อนถามยามรักษาการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น ไฉนเอะอะอึกทึกแบบนี้

นายน้อย ทางนั้นมีคนร้าย พ่อบ้านจูโดนตัดมือขาดไปข้างหนึ่ง พวกยามตามจับแม่นางจิ่นซือที่เพิ่งหนีไปทางประตูตะวันตกได้ ตอนนี้นำตัวกลับไปที่เรือนคุมกฎแล้ว

จูเก่อเยว่ตะลึงวูบ ก่อนหยักยกมุมปากยิ้มเบาๆ ในทันทีคิดไม่ถึงว่าจิ่นซือจะแกร่งกล้าปานนี้

ยามรักษาการณ์คนนั้นมองฉู่เฉียวแวบหนึ่ง กล่าวว่าตอนที่แม่นางจิ่นซือถูกจับ โวยวายว่าว่าเป็นแม่นางซิงเอ๋อร์ใส่ร้ายนาง นางไม่ได้เป็นคนทำ

เพิ่งขาดคำ สายตาทุกคู่ก็พุ่งมาที่ฉู่เฉียวโดยพลัน ฉู่เฉียวขมวดคิ้ว ดวงตากลมโตใสฉายแววบริสุทธิ์ กะพริบปริบๆ หยาดน้ำตาแทบร่วง หันมองจูเก่อเยว่ด้วยท่าทางน่าสงสาร ก่อนเอ่ยน้ำเสียงชวนเวทนาว่านายน้อยสี่ ซิงเอ๋อร์ ซิงเอ๋อร์นอนอยู่ในห้องตลอด ไม่ไม่ได้…”

นายน้อย ซิงเอ๋อร์อยู่ในห้องไม่ได้ออกมา พวกเราเห็นกันทุกคนสาวใช้ระดับสามนางหนึ่งพลันโพล่งขึ้น

จบคำ สาวใช้อื่นๆ ก็พร้อมใจกันเป็นพยานให้ฉู่เฉียว

จูเก่อเยว่ผงกศีรษะช้าๆ กล่าวกับบ่าวเหล่านั้นว่าไปบอกเรือนคุมกฎ ถ้าสตรีนางนั้นพูดจาเหลวไหลอีกก็ไม่ต้องสอบสวนแล้ว เอาไปโยนในบึง ชักจะเกินไปแล้ว ซิงเอ๋อร์เพิ่งกี่ขวบกัน

บ่าวรับใช้พยักหน้าระรัว แล้วล่าถอยออกไป

จูเก่อเยว่กวาดมองเหล่าสาวใช้แวบหนึ่งเมื่อกล่าวพวกเจ้าก็กลับไปนอนเถอะจากนั้นหมุนตัวกลับเข้าห้อง

ฉู่เฉียวยังคงยืนทำหน้าน่าสงสารอยู่ที่เดิม สาวใช้หลายนางเดินรี่เข้ามาปลอบ ดึงมือฉู่เฉียวแล้วว่าซิงเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องกลัว มีพวกเราเป็นพยาน นางปรักปรำเจ้าก็ไม่มีประโยชน์

ฉู่เฉียวพยักหน้า พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงดอกหลีฮวาชอุ่มฝน ( เชิงอรรถ -*ดอกหลีฮวาชอุ่มฝน เดิมใช้พรรณนาท่าทางสะอื้นไห้ของหยางกุ้ยเฟย ภายหลังใช้พรรณนาท่าทางออดอ้อนฉอเลาะของผู้หญิง) ว่าขอบคุณพี่สาวทุกท่าน

เกือบถึงยามสามแล้ว ลมราตรีพัดพลิ้วอื้ออึง วันนี้คือวันที่เจ็ดของการจากไปของเด็กๆ ตระกูลจิง ผู้ที่ทำให้พวกเขาต้องตาย สุดท้ายก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยโลหิตในค่ำคืนนี้

หากทว่า โลหิตเท่านี้ ไหนเลยจะเพียงพอ

เรื่องคนร้ายเป็นที่อึกทึกครึกโครม วุ่นวายจนถึงฟ้าสว่างในวันถัดมา พ่อบ้านจูมือขาดไปข้าง ตวาดสั่งบ่าวรับใช้ให้เฆี่ยนตีจิ่นซือจนตาย เดิมทีจิ่นซือก็บาดแผลนับไม่ถ้วน เมื่อโดนซ้ำอย่างรุนแรง ไม่ถึงชั่วยามก็ลาโลกไป ซากสังขารถูกห่อด้วยเสื่อแล้วโยนลงบึงเป็นอาหารปลา

จูเก่อเยว่รักสงบ ทั้งชอบเก็บตัวสันโดษ แต่เดิมภายในห้องมีสาวใช้แค่สองคนคือจิ่นจู๋จิ่นซือ หลายวันนี้ทยอยตายไป เวลานี้ในห้องจึงเหลือเพียงฉู่เฉียวคนเดียว นางอายุน้อยไม่ถึงแปดขวบ หน้าตาอ่อนใส น้ำเสียงจำนรรจายังติดแววไร้เดียงสา ต่อให้ทำงานเก่งแค่ไหน ในสายตาคนนอกก็อดสนเท่ห์มิได้ ไม่ถึงครึ่งวัน ทั่วทั้งคฤหาสน์ต่างลือกันเงียบๆ ว่านายน้อยสี่เจริญรอยตามนายท่านผู้เฒ่า เริ่มมีนิสัยชมชอบดรุณีรุ่นเยาว์

ด้วยเหตุนี้ ประดาบ่าวไพร่จึงปฏิบัติต่อฉู่เฉียวด้วยท่าทีนอบน้อมขึ้น

หลังเที่ยง ฉู่เฉียวสวมชุดกระโปรงลายดอกไห่ถัง รองเท้าหนังงูขาว ศีรษะประดับปิ่นหยกสีเขียวอ่อนสองเล่ม กระโดดโลดเต้นอยู่ริมบึงน้ำหลังอุทยานไม้ดอก ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู นางเพิ่งออกไปรับเฉินเซียง (เชิงอรรถ – *เฉินเซียง หรือไม้กฤษณา เนื้อไม้แข็งและเหนียว มีกลิ่นหอม นำมาทำยา) ที่ส่งมาใหม่ที่เรือนชั้นนอก ขณะเดินผ่านป่าไผ่ ปรากฏเงาคนผู้หนึ่งกระโดดวูบขวางหน้า พลางส่งเสียงหัวเราะฮาฮา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะหาเจ้าไม่เจอ!”

คุณชายน้อยวันนี้สวมชุดยาวสีน้ำเงิน ตัวเสื้อปักเป็นรูปนกห้าสี งดงามอร่ามตา กวัดแกว่งแส้ในมืออย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง พินิจมองฉู่เฉียวพลางกล่าวเจ้าจะไปไหน อากาศดีแบบนี้ พวกเราไปจับนกกันเถอะ

ฉู่เฉียวขมวดคิ้ว มองดูท่าทางเริงรื่นของคุณชายน้อย ก่อนส่ายหน้ากล่าวว่าข้าไม่ว่างงานเช่นท่าน ข้ายังมีงานต้องทำอีกมาก ขอตัวก่อนพูดจบก็หมุนตัวผละไป

เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งไปคุณชายน้อยวิ่งรี่ถึงเบื้องหน้านาง กางแขนขวางไว้ แล้วพูดรัวเร็วว่าข้าอุตส่าห์หาเจ้าจนพบ รออยู่ในสวนนี้ตั้งแต่เช้า เช่นนี้เถอะ เจ้าบอกชื่อมา เป็นคนของเรือนไหน เดี๋ยวข้าไปขอตัวเจ้าจากจูเก่อไหว เจ้าจะได้ตามข้ากลับไป ว่าอย่างไร

ฉู่เฉียวเลิกคิ้วงาม หันหน้ากลับมา เชิดคางกล่าวว่าท่านจะพาข้าไปด้วยจริงๆ หรือ?”

คุณชายน้อยผงกศีรษะหนักแน่นอืม บรรดาสาวใช้ทั้งหมด ข้าถูกใจเจ้าที่สุด ข้าจะตั้งเจ้าเป็นแม่ทัพใหญ่ ดีหรือไม่

ฉู่เฉียวหัวเราะเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะบอกท่านว่าข้าชื่ออะไร แต่จะขอตัวข้าจากนายน้อยใหญ่ได้หรือไม่ ต้องดูฝีมือท่านแล้ว

เจ้าวางใจ!” คุณชายน้อยตบแผ่นอกเป็นเสียงดัง เอ่ยว่าอย่าว่าแต่สาวใช้คนหนึ่ง ต่อให้แปดคนสิบคน จูเก่อไหวก็ต้องยกให้ข้าแต่โดยดี

เช่นนั้นก็ดี ท่านตั้งใจฟัง ชื่อของข้าคือจื่อซวี อยู่ในเรือนอูโหย่ว เป็นสาวใช้ในปกครองของโต้วต้าเหนียง (ท่านป้าโต้ว) หน้าที่ประจำวันคือปั้นตุ๊กตาให้คุณชายคุณหนูทั้งหลายเล่น ท่านต้องจำให้แม่น

คุณชายน้อยดวงตาเป็นประกายเจ้าปั้นตุ๊กตาเป็นด้วย?”

แน่นอนฉู่เฉียวกลั้นหัวเราะ รู้สึกเด็กคนนี้น่าเอ็นดูไม่น้อย จึงเขย่งเท้ายื่นมือไปหยิกแก้มเขาเบาๆ อย่างอดใจไม่อยู่ ก่อนยิ้มกล่าวข้ามีความสามารถหลายอย่าง วันหน้าจะแสดงให้ท่านดู ข้ายังมีงานต้องทำ ต้องขอตัวก่อนแล้ว จำไว้อย่าลืมไปหานายน้อยใหญ่

อืม เจ้าวางใจเถอะคุณชายน้อยผงกศีรษะจริงจังเจ้ากลับไปเก็บข้าวของรอได้เลย อีกเดี๋ยวข้าจะไปรับ

ฉู่เฉียวเดินจากมาไกลลิบ หันไปอีกทีเห็นคุณชายน้อยคนนั้นยืนบนก้อนหินใหญ่โบกมือให้ตนอย่างแข็งขัน ฉู่เฉียวอดหัวเราะมิได้ จากนั้นอ้อมผ่านป่าไผ่ อุ้มไม้เฉินเซียงกลับเรือนชิงซาน

ชื่อจื่อซวี ( เชิงอรรถ -*จื่อซวี แปลว่า นิรนาม )  เรือนอูโหย่ว ( เชิงอรรถอูโหย่ว แปลว่า หามีไม่ )  เป็นสาวใช้ในปกครองของโต้ว(เชิงอรรถโต้ว แปลว่า หยอกล้อ ล้อเล่น) ต้าเหนียง มีหน้าที่ปั้นตุ๊กตาให้พวกคุณหนูคุณชายเล่น ช่างคิดออกมาได้

เสียงบุรุษที่นุ่มนวลพลันดังขึ้นจากข้างบน ฉู่เฉียวสะดุ้งตกใจ แหงนหน้ามอง เห็นเยียนสวินในชุดเขียวพลิ้วพราย ใบหน้าสดใส นั่งอยู่บนกิ่งต้นสนที่สูงใหญ่ มองมาที่นางด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

ฉู่เฉียวเผยนิสัยเดิมของตัวเองต่อหน้าเขาไม่ใช่ครั้งสองครั้งแล้ว ยามนี้จึงไม่เสแสร้งอีก จิกมองเขาอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง พลางกล่าวเสียงกระด้างว่าปีนสูงขนาดนั้น ไม่กลัวตกลงมาคอหักตายหรือ

เรื่องนี้ไม่ต้องลำบากเจ้าเป็นกังวล เด็กน้อยจิตใจโหดเหี้ยมเช่นเจ้า ยังคงวิตกเรื่องตัวเองดีกว่า ข้าเห็นเมฆดำรวมตัวที่ขอบฟ้า ไม่แน่ว่าหน้าหนาวก็อาจมีฟ้าผ่า ผ่าใส่คนที่กระทำชั่วโดยไม่ละอาย

ฉู่เฉียวรูปร่างเล็กบาง ยืนเงยหน้าอยู่ใต้ต้นไม้ เอ่ยน้ำเสียงเย็นชาว่าต่อให้ทำชั่วโดยไม่ละอายมากแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับเหล่าลูกล้างผลาญที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีดีสักตัว

เจ้าชักจะโอหังเกินไปแล้วถ้อยคำดุดัน น้ำเสียงกลับแฝงแววเยาะหยัน เยียนสวินนั่งบนต้นไม้ กล่าวกับเด็กหญิงเบื้องล่างว่าวันนั้นข้าจงใจยิงธนูคลาดเคลื่อน ใจดีละเว้นชีวิตเจ้า แต่เจ้าไม่เพียงไม่สำนึกบุญคุณ กลับพูดจาด่าทอ นี่มันหลักเหตุผลอะไร

เหตุผลมีไว้ใช้กับคนดี สำหรับคนเยี่ยงท่านยังต้องมีเหตุผลอะไร ข้าขอเตือนไว้ก่อน อย่ามาตอแยข้าอีก และอย่าคิดเอาการฟ้องเจ้านายมาขู่ข้า ท่านหากกล้าทำ ต้องเสียใจภายหลัง

ฉู่เฉียวพูดจบก็หมุนตัวก้าวฉับๆ มิคาดเพิ่งเดินได้สองก้าว หลังศีรษะพลันเจ็บแปลบขึ้นมา พอก้มมอง เห็นเป็นลูกสนที่ยังมีหิมะเกาะอยู่ลูกหนึ่ง จึงเดือดดาลทันใด หันขวับไปจ้องหน้าเยียนสวินด้วยสายตาโกรธขึ้งท่านจะลองดีใช่ใช่หรือไม่?”

ผิดเยียนสวินยิ้มกริ่มไม่ใช่ลองดี ข้าจะระรานเจ้าต่างหาก

ฉู่เฉียวยืนเอียงคอใต้ต้นไม้ ก่อนหมุนตัวจากไปโดยไม่พูดไม่จา เยียนสวินแกล้งนั่งนิ่งปิดตาครึ่งๆ ตั้งใจรอเด็กหญิงทุ่มเถียงกับตน พอเห็นนางเดินไปเช่นนี้ จึงขุ่นเคืองอยู่บ้าง

มิคาด ทันใดนั้นเอง หินก้อนเท่ากำปั้นพลันแหวกอากาศมา พุ่งใส่หน้าของเยียนสวิน ดีที่เยียนสวินเคยฝึกเพลงยุทธ์ ปฏิกิริยาฉับไว รีบเบี่ยงศีรษะหลบเลี่ยงได้ทันการณ์ ขณะลอบลำพองใจ จู่ๆ รู้สึกหลังคอเย็นวาบ ต้องร้องย่ำแย่ในใจ ได้ยินเสียงดังครืน ปุยหิมะตามกิ่งก้านต้นไม้ถูกแรงสั่นสะเทือนร่วงพรูใส่ร่างเขาเต็มๆ

หนุ่มน้อยในชุดแพรเลิศหรูกระโดดลงจากต้นไม้ใหญ่ หิมะติดเต็มทั้งตัว แลดูทุลักทุเล เมื่อเงยหน้าขึ้น เห็นเด็กหญิงตัวน้อยหยัดยืนเหนือพื้นหิมะปัดมือไปมา พอเห็นเขาจ้องมอง ก็ยกมือขวาขึ้นสูง พร้อมชูนิ้วกลางให้ แสยะยิ้มอย่างได้ใจคราหนึ่งแล้วหมุนตัววิ่งไปทันที

เยียนสวินขมวดคิ้วเบาๆ พลางยกนิ้วกลางขึ้นมา เยียนซื่อจื่อแห่งเยียนเป่ยฉงนสนเท่ห์ยิ่งนัก นี่เป็นสัญญาณมืออันใด

เฟิงเหมียนเด็กรับใช้อายุสิบเอ็ดวิ่งตรงมา กล่าวเสียงขุ่นแค้นว่าซื่อจื่อ ข้าจะตามไปจับนางมาให้นายน้อยไหวทำโทษ เด็กน้อยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

เจ้า? จับนาง?” เยียนสวินแค่นเสียงออกจมูก ชูนิ้วกลางให้อีกฝ่ายเฟิงเหมียน ทำท่าแบบนี้หมายถึงอะไร

เอ่อ…” เฟิงเหมียนอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างมั่นใจเต็มที่ว่าน่าจะหมายถึงขออภัย นางเองก็รู้ว่าตัวเองกระทำเรื่องเนรคุณ แต่เด็กน้อยไม่ประสา อายที่จะพูดต่อหน้า ถึงได้ทำมือแบบนี้แทน

ขออภัยหรือ?” เยียนสวินย่นคิ้วข้าว่าไม่ค่อยเหมือนเท่าใด

ซื่อจื่อ ไม่ผิดแน่

เช่นนั้นหรือ?”

โถงใหญ่ของเรือนหงซาน จูเก่อไหว จ้าวเช่อและคนอื่นๆ หลังจากได้ยินคำพูดของคุณชายน้อยก็พากันหัวเราะครืน เว่ยซูโหยวกล่าวพลางหัวเราะว่าจูเก่อ บ้านท่านมีสาวใช้ฉลาดเฉลียวปานนี้ ข้าชักอยากเห็นเสียแล้ว

จูเก่อไหวสั่นหน้ากล่าวว่าบ่าวไพร่ไม่รู้ความ เป็นที่ขบขันของทุกท่านแล้ว

ยังไงกันแน่ พวกท่านหัวเราะอะไรคุณชายน้อยหน้าแดงซ่าน คล้ายทราบว่าตัวเองคือที่มาของเสียงหัวเราะ แต่ไม่ทราบว่าตัวเองพูดผิดตรงไหน จึงร้องถามอย่างร้อนใจ

จ้าวเช่อหัวเราะกล่าวว่าชื่อจื่อซวี เรือนอูโหย่ว เป็นสาวใช้ปั้นตุ๊กตาดินในปกครองของโต้วต้าเหนียง ก็คือจื่อซวีอูโหย่ว ( เชิงอรรถ – *จื่อซวีอูโหย่วเป็นสำนวนจีน แปลว่าชื่อแซ่หามีไม่) ล้อเจ้าเล่นเท่านั้นเอง น้องสิบสาม โดนผู้อื่นหลอกแล้ว

จ้าวซงหน้าแดงหนักกว่าเดิม ขยี้เท้าอย่างเจ็บแค้นแล้วหมุนตัววิ่งออกไป

บทที่ 6 เทศกาลโคมไฟ

เปรี๊ยะเปรี๊ยะเปรี๊ยะ! เสียงประทัดก้องดังสนั่นหวั่นไหว กลุ่มควันสีขาวครอบคลุมเป็นแผ่นผืน ตามตรอกซอกซอย เด็กน้อยจำนวนมากวิ่งเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน

การขึ้นครองราชย์ครบยี่สิบห้ารอบเทศกาลซ่างหยวน ( เชิงอรรถ – *หรือเรียกอีกอย่างว่า เทศกาลหยวนเซียว ตรงกับวันแรม 15 ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติ ในวันนั้นจะมีการประดับโคมไฟสวยงาม และกินขนมบัวลอย) ของจักรพรรดิไป๋จงแห่งต้าเซี่ย ในที่สุดก็มาถึงพร้อมกับเสียงประทัดอันครึกโครม ขณะเดียวกันก็เป็นวันครบรอบวันประสูติห้าสิบเจ็ดพรรษาของจักรพรรดิจ้าวเจิ้งเต๋อแห่งต้าเซี่ย ถนนหนทางเต็มไปด้วยบรรยากาศรื่นเริงอย่างจงใจให้เป็น โดยทางการแจกจ่ายประทัดให้ชาวนครเจินหวง เพิ่มความครึกครื้นให้กับงานเฉลิมฉลองในปีนี้ ประมุขแห่งวังเซิ่งจินทรงชื่นชมต่อการทำงานชิ้นนี้ยิ่งนัก ถึงกับพระราชทานรางวัลแก่เว่ยซูโหยว ฝู่อิ่น( เชิงอรรถ – **ชื่อตำแหน่งขุนนาง เทียบเท่าผู้ว่าราชการจังหวัด) นครหลวงในคืนนั้นทันที

ท่ามกลางเสียงประทัดอันอึกทึก คฤหาสน์ตระกูลจูเก่อก็เตรียมพร้อมสำหรับเทศกาลสำคัญนี้เช่นกัน วันนี้นครเจินหวงหิมะตกหนัก โปรยปรายทั่วฟ้า คนเฒ่าคนแก่ในเมืองล้วนกล่าวว่า หิมะของปีนี้ตกลงมาอย่างผิดวิสัย หากเป็นปีก่อนๆ เพิ่งเข้าสู่ช่วงน้ำค้างแข็ง

ฉู่เฉียวสวมเสื้อสั้นกับกระโปรงยาวสีชมพูอ่อนตัวใหม่ ทับด้วยเสื้อคลุมศีรษะบุขนจิ้งจอก ดวงหน้านวลใสล้อมกรอบด้วยปุยขนนุ่มนิ่ม สองแก้มระเรื่อ นัยน์ตากลมโต เกล็ดหิมะร่วงพรูเหนือจมูกงามงอน เด็กหญิงย่นจมูกเบาๆ แลดูน่ารักเป็นที่สุด

ซิงเอ๋อร์ นายน้อยเรียกหาเจ้าหวนเอ๋อร์สาวใช้ที่เพิ่งมาใหม่วิ่งตึงๆ เข้ามา เท้าสะเอวหอบหนักอย่างกับวัว ร้องเรียกขึ้น

ฉู่เฉียวพยักหน้าพลางกล่าวว่าไปเถอะแล้วเดินไปยังเรือนกลางเดี๋ยวนั้นเลย ฝีเท้าก้าวย่างมั่นคง ไม่มีวี่แววร้อนรนสักนิด

หวนเอ๋อร์ขมวดคิ้วมองอยู่นาน ส่ายหน้าไปมาแล้วเร่งตามไป

เทียบกับฉู่เฉียว จูเก่อเยว่ต่างหากที่เรียกว่าเอื่อยเฉื่อย เมื่อผลักประตูเข้าไป เห็นนายน้อยสี่จูเก่อเยว่กำลังนั่งพิเคราะห์หมากบนกระดานอยู่บนตั่งนุ่ม คิ้วขมวดเล็กน้อย ท่าทางจดจ่อ

ฉู่เฉียวตรวจดูสิ่งของแต่ละอย่างที่อีกเดี๋ยวต้องพกไประหว่างเดินทางจนเรียบร้อย จากนั้นส่งให้กับผู้ติดตามอื่นๆ เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นก็รินชาถ้วยหนึ่ง วางไว้ข้างโต๊ะหนังสือของจูเก่อเยว่ แล้วนั่งลงที่หน้าเตากำยาน เท้าคางรอคอยเงียบๆ

เหนือโต๊ะมีหนังสือม้วนหนึ่งวางอยู่ หน้าหนังสือเริ่มเหลือง บ่งบอกถึงความเก่าแก่หลายปี หนังสือเปิดกางแบบไม่ตั้งใจ ฉู่เฉียวลอบมองดู ถึงกับเป็นตำราพระธรรมคำสอน อดรู้สึกสนใจใคร่รู้ขึ้นมามิได้

จูเก่อเยว่ผู้นี้ วิธีการไม่นับว่าเผ็ดร้อน นิสัยก็ไม่ถึงกับกลอกกลิ้ง อย่างน้อยที่สุดสองประการนี้ก็แตกต่างราวฟ้าดินเมื่อเทียบกับบรรดาผู้ดีมีตระกูลบนคอกล่าสัตว์ในวันนั้น หากทว่าคนผู้นี้จิตใจแข็งกระด้างเย็นชา ทั้งมั่นใจในตัวเอง เย่อหยิ่งถือดี ไม่เห็นใครอยู่ในสายตานอกจากตัวเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องศาสนาอะไรพวกนี้ แต่ไฉนจึงหันมาอ่านหนังสือธรรมะได้

ในนั้นก็ไม่ถึงกับไร้สาระเสียทั้งหมด

จูเก่อเยว่จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นลอยๆ คล้ายทราบว่าฉู่เฉียวกำลังคิดอะไร เขาหยิบหมากสีดำขึ้นมาหมุนเล่น พลันดีดใส่หน้าหนังสือจนพลิกเปิดไปหลายหน้า

อ่านให้ข้าฟัง

คนเราเกิดมา เหมือนอยู่ท่ามกลางดงหนาม ใจนิ่ง กายก็นิ่ง เมื่อนิ่งก็ไม่เจ็บ หากใจไหว กายก็พล่าน ทำร้ายกาย ทำร้ายใจ ต้องแบกรับทุกข์ทน

จูเก่อเยว่เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาดำจัดดั่งกระแสน้ำวนก้นทะเล พินิจมองนางด้วยแววตาลึกล้ำสุดหยั่ง สุดท้ายค่อยเอ่ยยิ้มๆ ว่าไม่เลว อายุยังน้อยกลับอ่านได้มากขนาดนี้ ใครสอนเจ้า

ขณะที่ฉู่เฉียวเปล่งเสียงอ่านประโยคแรกก็รู้สึกได้ถึงความไม่สมเหตุสมผลแล้ว ดังนั้นยามนี้จึงไม่ตื่นตกใจสักเท่าไร เพียงยิ้มหวานตอบไปว่าขอบคุณนายน้อยที่ชมเชย บ่าวชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เล็ก เล่าเรียนเขียนอ่านกับพวกพี่ชายพี่สาว

เช่นนั้นหรือ? ท่อนที่อ่านเมื่อครู่ เจ้าเข้าใจหรือไม่?”

เข้าใจเล็กน้อยฉู่เฉียวตอบถ้าอย่างไรนายน้อยช่วยอธิบายให้ซิงเอ๋อร์ฟังเถอะเจ้าค่ะ

จูเก่อเยว่ยกมุมปากขึ้น ฉีกเป็นรอยยิ้มเฉยชา ไม่พูดไม่ตอบ แต่ก้มหน้าพิเคราะห์กระดานหมากต่อไป

เวลาค่อยๆ ล่วงผ่าน บ่าวที่นอกประตูชะโงกหน้าเข้ามามองหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดจูเก่อเยว่ก็ผลักกระดานหมากผุดลุกขึ้น สาวใช้ทางด้านข้างรีบรุดมาใส่รองเท้าให้ จูเก่อเยว่ในชุดสีเงินยวงแกมเขียว คลุมทับด้วยเสื้อคลุมหนังจิ้งจอกสีแดงเพลิง หนุ่มน้อยที่อายุไม่ถึงสิบสาม กลับมีสง่าราศีเหนือคำบรรยาย

ไปเถอะจูเก่อเยว่เอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนเดินนำบริวารทั้งหมดออกไป

ประตูใหญ่ของคฤหาสน์จูเก่อ มีอาชาพ่วงพียืนเรียงราย เนื่องจากจูเก่อเยว่ล่าช้า นายน้อยอื่นๆ ของตระกูลจูเก่อต่างเดินทางล่วงหน้าไปก่อน บ่าวคนหนึ่งหมอบคุกเข่าที่พื้น จูเก่อเยว่เดินไปที่ม้าด้วยท่าทีสุขุม เหยียบบนหลังบ่าวพลิกตัวขึ้นม้า

เมื่อนั่งเรียบร้อย จูเก่อเยว่พลันหันศีรษะมองมาทางสาวใช้เรือนชิงซานที่ยืนน้อมส่งตรงปากประตู แล้วร้องถามซิงเอ๋อร์ เคยเห็นงานประดับโคมของเทศกาลซ่างหยวนหรือไม่?”

ฉู่เฉียวตะลึงวูบ ก่อนส่ายหน้าทีหนึ่ง จูเก่อเยว่พยักหน้า แล้วกล่าวว่าขึ้นมา ข้าพาเจ้าไป

ฉู่เฉียวตะลึงอยู่นานค่อยเข้าใจคำว่าขึ้นมาของจูเก่อเยว่ จึงรีบตอบกลับไปว่านายน้อย นี่ผิดระเบียบ

จูเก่อเยว่ขมวดคิ้ว ขณะจะเอ่ยปาก ฉู่เฉียวพลันเดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่งแล้วกล่าวซิงเอ๋อร์ขี่ม้าเองได้เจ้าค่ะ

จูเก่อเยว่กวาดมองร่างกายเล็กๆ ของฉู่เฉียว แววประหลาดใจฉายชัดในดวงตา

นายน้อยเอาม้าตัวเล็กๆ ให้ซิงเอ๋อร์ ซิงเอ๋อร์ขี่ได้เจ้าค่ะ

จูเก่อเยว่ได้ยินก็หัวเราะเบาๆ หันไปพยักหน้ากับจูเฉิงผู้ติดตาม ไม่ถึงครู่ อาชาน้อยสีแดงพุทราก็ถูกจูงออกมา ตัวไม่ใหญ่ แต่เทียบกับฉู่เฉียวยังสูงกว่ามาก สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องที่ฉู่เฉียว เห็นนางยังสูงไม่ถึงขาม้า ต่างพากันรอคอยสมน้ำหน้า

เด็กหญิงเดินวนรอบอาชาน้อยสองรอบ ต้องชูจนสุดมือถึงจะเอื้อมถึงหลังม้า ในดวงตาของจูเก่อเยว่ทอแววขบขัน ขณะจะเรียกคนพยุงนางขึ้นม้า เด็กหญิงพลันยื่นมือคว้าสายบังเหียน ออกแรงดึงเล็กน้อยแล้วพลิกตัวขึ้นไป ท่วงท่าปราดเปรียวจนน่าอัศจรรย์

เสียงอุทานชมเชยฮือฮาขึ้นในหมู่คน จูเก่อเยว่หันกลับมา เห็นเด็กหญิงในชุดขาวสะอาด ราวกับก้อนหิมะกลมๆ เชิดหน้ายืดอกอยู่บนหลังม้า อดหัวเราะเบาๆ มิได้ ก่อนเฆี่ยนม้าควบไป

แน่นอนว่าฉู่เฉียวขี่ม้าเป็น แม้ร่างกายในตอนนี้ไม่สะดวกนัก แต่ดีที่อาชาน้อยตัวนี้เชื่องเชื่ออย่างมาก เห็นม้าตัวอื่นออกเดิน ก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย

นครเจินหวงไม่มีกฎห้ามออกจากบ้านยามราตรี วันนี้เป็นเทศกาลซ่างหยวน ท้องถนนยิ่งครึกครื้นกว่าปกติ ยามนั้นใกล้พลบค่ำ ท้องฟ้าเริ่มมืด โคมไฟหลากสีส่องแสงวิบวับ สดสวยตระการตา คลอเคล้าสายลมเอื่อยเฉื่อย ทอดสายตามองไป ถนนจิ่วเวยทั้งสายประดับประดาด้วยแสงไฟอันวิจิตรตระการตา

สองฟากถนนเรียงรายด้วยโคมใหญ่สีแดงยาวเหยียด ตึกรามนับไม่ถ้วนกลายเป็นเวที ทั้งฟ้อนรำ กายกรรม แสดงละคร สรรพเสียงดนตรีล้วนมาชุมนุมกันพร้อมพรั่ง รัตติกาลแห่งเมืองหลวงสว่างไสวด้วยโคมดอกไม้และพลุหลากสี แผงลอยร้านเล็กร้านน้อยส่งเสียงกวักเรียกลูกค้า ทั้งของกินของใช้ ผลไม้สดใหม่ แป้งชาดประทินโฉม ล้วนนำมาประชันอย่างครบครัน รอคอยทุกท่านมาจับจ่ายฟุ่มเฟือย

ฉู่เฉียวนั่งบนหลังม้า ชะเง้อซ้ายชะโงกขวา ชื่นชมภาพราตรีสมัยโบราณที่ยากจะพบเห็น

บ้านจูเก่อเป็นตระกูลใหญ่แห่งยุค บรรลุผ่านที่ใด ไม่มีใครไม่หลบให้ ขณะผ่านตึกที่โอ่อ่าหลังหนึ่ง เห็นบนยกพื้นจัดวางโคมไฟสีสันสดสวยจำนวนมาก รูปแบบแปลกใหม่ มีทั้งรูปสัตว์หน้าตาน่ารัก รูปดอกไม้ รูปเทพเซียน แลดูละลานตา

เจ้าของแผงเห็นจูเก่อเยว่หยุดม้า รีบหยิบโคมมังกรสีทองใบหนึ่งวิ่งมาหาอย่างเอาใจ ปากก็พร่ำวาจาเสนาะหู จูเก่อเยว่มิได้ใส่ใจ เพียงชี้นิ้วไปที่โคมใบหนึ่งแล้วกล่าวเอาใบนั้นลงมา

เจ้าของแผงหันหน้ามอง เห็นโคมที่คุณชายสี่ตระกูลจูเก่อผู้มีชื่อเสียงเลื่องระบือชี้ไปนั้นกลับเป็นโคมรูปกระต่ายสีขาวใบหนึ่ง พลันอึ้งกับที่

เมื่อโคมไฟอยู่ในมือ ใบหน้าที่ชืดชามาตลอดของจูเก่อเยว่พลันปรากฏรอยยิ้มสายหนึ่งอย่างไม่เคยเป็น ก่อนยื่นโคมส่งให้ถึงหน้าฉู่เฉียวให้เจ้า

ฉู่เฉียวตะลึงวาบ ยื่นมือรับไว้ตามสัญชาตญาณ แม้แต่คำขอบคุณก็ลืมเอ่ย จูเก่อเยว่สีหน้าเรียบเฉย หันหัวม้าแล้วเดินหน้าต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สายตาพิศวงของเหล่าผู้ติดตามแอบกวาดผ่านร่างฉู่เฉียวอย่างระมัดระวัง พลางครุ่นคิดคาดเดากันไปต่างๆ นานา

ฉู่เฉียวไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เห็นนางเป็นเด็กน้อยจริงๆ หรือนี่

โคมกระต่ายใบนั้นฝีมือประณีตบรรจง เป็นสีขาวปลอดทั้งใบ สองตาแดงสดใส ฉู่เฉียวยื่นมือไปแตะที่ปากกระต่ายเบาๆ ลิ้นเล็กๆ ที่ทำจากกระดาษสีชมพูก็แลบออกมา ทำเอาตกใจแทบกระโดด

ทันใดนั้นเอง ปรากฏเสียงหัวเราะดังขึ้น ฉู่เฉียวหันขวับ พอดีกับขบวนโคมเพิ่งผ่านหน้านาง บดบังคลองจักษุจนมิด โคมทองโคมสีลวดลายต่างๆ เต็มไปหมด สว่างไสวจนตาพร่า ผู้คนเบียดเสียดกันขวักไขว่ ไหนจะรถม้าที่แออัดคับคั่ง

ไม่ทราบผ่านไปนานแค่ไหน ขบวนโคมไฟค่อยๆ ลับหาย เห็นเพียงอีกฟากของถนนยาวเหยียด ผิวน้ำทะเลสาบแห้งแข็งเป็นแผ่นผลึก หิมะทับถมสุดลูกหูลูกตา กิ่งหลิวห้อยย้อยมีเกล็ดหิมะแตะแต้ม อาชาพ่วงพีสีดำสนิทยืนสง่าอยู่ด้านข้าง หนุ่มน้อยชุดเขียวเข้มสองมือกอดอก ยืนพิงต้นไม้อย่างเกียจคร้าน กำลังพิศมองมาที่นาง แววตาเป็นประกาย ริมฝีปากประดับรอยยิ้มจางๆ

เสียงตูมดังกึกก้อง ทุกคนพลันแหงนมองฟ้า เพียงเห็นดอกไม้ไฟแตกช่อสว่างไสวไปทั่วนภา ประหนึ่งธิดาสวรรค์ร่ายรำ ทั้งคล้ายแพรไหมสะบัดพลิ้ว เจิดจ้ากระจ่างตา ชวนให้ผู้ชมเคลิบเคลิ้ม

ยามนั้น ไม่ทราบเด็กน้อยซุกซนที่ไหนเขวี้ยงประทัดใส่ม้าของฉู่เฉียว อาชาน้อยสีแดงเพิ่งเยื้องย่างจากบ้านเป็นครั้งแรก พลันตื่นตระหนก ยกขาหน้าสูง แล้วควบตะบึงไปอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง

หนุ่มน้อยใต้ต้นไม้เห็นเข้าก็พลิกตัวขึ้นม้า เงื้อแส้กระหน่ำตี ไล่กวดตามหลังฉู่เฉียวไป

บ่าวรับใช้ของคฤหาสน์จูเก่อพากันอุทานแตกตื่น แต่จนใจที่ถูกคั่นกลางกับฉู่เฉียวด้วยฝูงชนมหาศาล ชั่ววูบนั้นไม่สามารถพุ่งมาหา จูเก่อเยว่เลิกปลายคิ้วพร้อมสะบัดแส้เฆี่ยนม้าหมายตรงมา กลับถูกผู้ติดตามกระชากสายบังเหียนไว้แน่น เขาเดือดพล่านขึ้นมาทันที โบกแส้ใส่หน้าผู้ติดตามคนนั้น พอเงยหน้าขึ้นจะไล่กวดไป บนถนนกลับอลหม่านชุลมุน แสงไฟสะท้อนวิบวับ ผู้คนคลาคล่ำจอแจ ไหนเลยยังมีเงาร่างของฉู่เฉียว

อาชาควบทะยานเร็วจี๋ ลมหนาวเสียดผ่านข้างหู สรรพสำเนียงอันวุ่นวายค่อยๆ ทิ้งห่าง กระทั่งเหลือเพียงเสียงเกือกม้ากระทบพื้น อาชาน้อยสีแดงแม้ตัวเล็ก แต่เป็นสายพันธุ์ชั้นดี พอออกวิ่งก็ทะยานสุดตัว มือน้อยๆ ของฉู่เฉียวโอบแผงลำคอม้า ก้มตัวฟุบบนแผ่นหลัง ศีรษะใบน้อยเหลียวมองซ้ายขวาเร็วรี่ สำรวจชัยภูมิโดยรอบอย่างเยือกเย็น

ร่างกายที่ยังไม่โตเต็มที่ของจิงเยว่เอ๋อร์ไม่อาจทานทนความเจ็บปวดบนหลังม้าที่โลดแล่นด้วยความเร็วสูงสุด ดังนั้นจำเป็นต้องเสาะหาทางรอดสายอื่น

ขณะนั้นเอง เบื้องหลังพลันแว่วเสียงฝีเท้าม้าร้อนเร่ง ไล่กวดฉู่เฉียวมาอย่างเต็มกำลัง กระทั่งตะบึงเคียงข้าง

เจ้าขอร้องข้า ข้าจะช่วยเจ้า!”

สุ้มเสียงของหนุ่มน้อยโดนลมหนาวโชยพัดกระจัดกระจาย แต่ยังคงส่งถึงโสตหูของฉู่เฉียวแบบขาดๆ หายๆ เด็กหญิงผินหน้างามผ่อง ถมึงตาจิกมองหนุ่มน้อยที่ตามมาซ้ำเติม แววตาเด็ดเดี่ยว ปราศจากริ้วรอยลนลานแม้ครึ่งส่วน

เช่นนั้นเจ้าบอกข้า สัญญาณมือที่เจ้าทำตอนนั้นหมายถึงอะไร แล้วข้าจะช่วยเจ้า!”

ลมราตรีหนาวเย็น จันทร์เพ็ญดุจมีดดาบ อาชาน้อยห้อตะบึงบนพื้นหิมะที่ลึกหนาถึงหัวเข่าผู้ใหญ่ ความเร็วค่อยๆ ชะลอ ทว่ากลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแม้แต่น้อย โอกาสไม่อาจสูญ ฉู่เฉียวพลันคลายมือทั้งสอง ตบฝ่ามือใส่หลังม้าคราหนึ่ง โหนร่างกระโจนไปยังหนุ่มน้อยด้านข้าง

เสียงดังพลั่ก ร่างเด็กหญิงโผเข้าใส่สีข้างของหนุ่มน้อย อีกฝ่ายตกใจอุทานคำหนึ่ง รีบรั้งบังเหียน ทว่าสายเกิน ทั้งสองหน้าคะมำพลัดตกจากอาชาสีดำ กลิ้งหลุนๆ หลายตลบบนพื้นหิมะเหมือนกับผลน้ำเต้า อาชาสีดำไม่รู้ตัวสักนิด ยังคงไล่กวดอาชาน้อยสีแดงต่อไป ก่อนกลืนหายไปกับสีสันราตรีด้วยความเร็วสุดขีด พริบตาไม่เห็นเงา

จี๋เฟิง!” หนุ่มน้อยตะโกนเรียกเสียงร้อนรน คิ้วขมวดแน่น ไม่ทันปัดหิมะบนตัว ก็วิ่งซวนเซตามไปได้สองก้าว แต่ก็เปล่าประโยชน์

ม้าของท่านตัวนี้ สมควรลากกลับไปตัดหัวได้แล้ว โดนคนอื่นเล่นลูกไม้แล้วยังไม่รู้ตัวก็พอทน  ตอนนี้แม้แต่เจ้านายตัวเองหล่นจากหลังก็ยังไม่รู้ เก็บไว้มีประโยชน์อะไรฉู่เฉียวคลานลุกขึ้นจากพื้น ปัดหิมะตามตัว สำรวจทั่วร่างรอบหนึ่ง พบว่าไม่บาดเจ็บ ดีมาก!

เยียนสวินหันหน้ากลับมา ถลึงตาอย่างขุ่นเคืองใส่ฉู่เฉียว ตวาดว่าจี๋เฟิงเป็นม้าที่ฟู่หวัง (คำเรียกบิดา) ของข้าล่ามาได้จากเยียนเป่ย เพิ่งส่งมาไม่ถึงครึ่งเดือน ยังไม่คุ้นเคยกันแล้วแปลกตรงไหน เจ้าต่างหาก บังอาจทำให้ม้าข้าหายไป มีโทษสถานใด

ฉู่เฉียวแค่นเสียงเฮอะเบาๆ กล่าวน้ำเสียงไม่ยี่หระว่าข้าก็ไม่ได้เรียกให้ท่านตามมา ม้าตัวเองแท้ๆ ยังสั่งไม่ได้ เกี่ยวอะไรกับข้า

เจ้าชักจะโอหังเกินไปแล้ว บังอาจพูดกับข้าเช่นนี้

ฉู่เฉียวขมวดคิ้ว ปรายมองซื่อจื่อแห่งเยียนเป่ยที่อายุน้อยแต่วางมาดใหญ่โตผู้นี้แวบหนึ่ง แค่นเสียงเย็นชาอีกคำแล้วหมุนตัวเดินกลับเข้านครเจินหวง

เยียนสวินตะลึงวาบ ไม่คิดว่านางจะจากไปดื้อๆ จึงซอยเท้าไล่หลังเจ้าจะไปไหน

ฉู่เฉียวเลิกคิ้วนิดหนึ่งแน่นอนว่ากลับบ้าน หรือจะให้อยู่ค้างคืนแถวนี้

พื้นหิมะลึกมาก จุดที่ตื้นคือท่วมเข่าของฉู่เฉียว จุดที่ลึกก็ยิ่งท่วมเลยต้นขา เยียนสวินเดินอยู่ข้างฉู่เฉียว เห็นนางก้าวย่างลำบาก อารมณ์หงุดหงิดที่เสียม้าในตอนแรกค่อยคลายลงไม่น้อย เพียงยิ้มพรายเดินเคียง

ที่ไหนได้ ย่ำไปไม่กี่ก้าว รักสนุกทุกข์ถนัด เท้าพลันเบาหวิว ไม่ทันได้ร้องอุทาน ตลอดทั้งร่างก็หล่นวูบลงไป

เพิ่งได้ยินเสียงแตกร้าว ฉู่เฉียวก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ แทบจะจังหวะเดียวกัน นางยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณ คว้าได้แขนของเยียนสวิน ทว่าร่างเล็กๆ ของจิงเยว่เอ๋อร์ไหนเลยแบกรับน้ำหนักของเยียนสวินได้ เพียงยินเสียงดังครืน ทั้งสองก็ถลำพรวดลงหล่มหิมะขนาดมหึมา

โอยนี่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้างเยียนสวินโผล่หัวออกมาจากกองหิมะ พยายามโกยหิมะออก เห็นมือน้อยที่ขาวผ่องข้างหนึ่ง จึงรีบขุดฉู่เฉียวออกมาเหมือนดึงหัวผักกาด ก่อนเขย่าหน้านางและร้องถามเจ้ายังไม่ตายกระมัง?”

ปล่อยเด็กหญิงขมวดคิ้วตะคอก พอขยับเท้าก็ปวดวูบขึ้นมา หัวคิ้วยิ่งขมวดแน่นกว่าเดิม

เยียนสวินเริ่มร้อนใจเจ้าบาดเจ็บหรือ?”

ไม่ถึงตายฉู่เฉียวเงยหน้ามองแวบหนึ่ง พบว่าไม่สูงมากนัก จึงหันมากล่าวกับเยียนสวินว่าท่านปีนขึ้นไปได้หรือไม่?”

เยียนสวินกะระยะด้วยสายตา ก่อนส่ายหน้าพื้นหิมะอ่อนยวบ ถ้าเป็นพื้นดินธรรมดายังพอกระโดดขึ้นไปได้ แต่นี่ไม่ไหว ยิ่งโดดจะยิ่งจม

ถ้าอยู่ทั้งคืนคงแข็งตายก่อนฉู่เฉียวพึมพำขณะยืนขึ้นท่านเหยียบไหล่ข้าปีนขึ้นไป ค่อยตามคนมาช่วยข้า

เยียนสวินส่ายหน้าข้าส่งเจ้าขึ้นไปก่อนดีกว่า เจ้าค่อยไปตามคนมาช่วยข้า

ฉู่เฉียวตะลึงวูบ มองเยียนสวินขึ้นๆ ลงๆ แล้วพยักหน้าทันควันตกลง

หมดเปลืองเรี่ยวแรงระดับเก้าวัวกับอีกสองพยัคฆ์ เมื่อฉู่เฉียวมองเห็นพระจันทร์กลมเด่นกลางเวหา เพียงรู้สึกเหมือนผ่านความตายมาได้ นางก้มหน้าตรงปากหล่ม ชะโงกมองเยียนสวินที่ยังติดอยู่เบื้องล่าง ตะโกนว่าท่านรอเดี๋ยว ข้าไปตามคน

เยียนสวินส่งยิ้มโบกมือให้รีบไป รีบไป!”

ข้อเท้าปวดแปลบ เหมือนว่าตอนที่ตกลงไปเท้าจะแพลงแล้ว ฉู่เฉียวข่มกลั้นความปวดเดินไปได้หลายก้าว ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้น เด็กหญิงหยุดเท้าโดยไม่รู้ตัว ดวงตาหรี่เล็ก ไอเย็นเยียบเกาะกุมสันหลัง

ถ้าหากนางหมุนตัวจากไปเช่นนี้ ด้วยสภาพพื้นที่รกร้างลับตา ค่ำคืนนี้เยียนสวินต้องมอดม้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เช่นนั้น นางใช่มิใช่นับว่าแก้แค้นได้แล้ว?

นึกถึงวันแรกที่มาถึง บนคอกล่าสัตว์ที่เจิ่งนองด้วยเลือดแดงสด ลูกธนูที่แหลมคมและเรือนร่างที่เยาว์วัย หัวใจของฉู่เฉียวพลันเต้นรัวขึ้นมา แม้วันนั้นลูกธนูปลิดชีพโดยส่วนใหญ่จะมาจากพี่น้องตระกูลจ้าวสองคน แม้เกาทัณฑ์ของเยียนซื่อจื่อโดยส่วนใหญ่จะปักบนร่างของหมาป่าดุร้าย แม้หลังเหตุการณ์เขาจะถูกสองพี่น้องจูเก่อมองว่าจิตใจอิสตรี แม้ว่าเขาจะเชื่อใจ และเร่งให้ตนรีบไปรีบมาด้วยรอยยิ้มเช่นนั้น

ฉู่เฉียวหยัดยืนบนแผ่นผืนสีขาวอันเวิ้งว้าง แววตาดำขลับดุจน้ำหมึก สาดประกายคมปลาบระยิบระยับ

เสียงดังปึก กิ่งไม้แห้งสูงเท่าคนถูกโยนโครมลงไปกลางหล่ม หวุดหวิดโดนศีรษะของเยียนสวิน ฉู่เฉียวยังไม่ทันโผล่หน้า ก็ได้ยินเสียงสบถของเยียนสวินดังขึ้นมาจะฆ่าคนหรือไร!”

ฉู่เฉียวค้อนตาคว่ำอย่างรำคาญถ้าอยากฆ่าท่าน ข้าคงไม่ต้องเปลืองแรงขนาดนี้ รีบขึ้นมาเร็ว

เยียนสวินปีนไต่ขึ้นมาด้วยท่าร่างปราดเปรียว พินิจฉู่เฉียวสองแวบ ก่อนยิ้มกล่าวข้ายังคิดว่าเจ้าจะทิ้งคนชั่วเช่นข้าไว้ สะบัดหน้าจากไปไม่เหลียวแล

ฉู่เฉียวเหล่มองเขาอย่างเย็นชาเสียดายที่ข้าใจไม่เหี้ยมพอ

เยียนสวินหัวเราะฮาๆ สืบเท้าหลายก้าวถึงเบื้องหน้านาง ค้อมเอวต่ำแล้วกล่าวมาเถอะ ถือเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าไม่ใจดำทอดทิ้งข้า จะให้เจ้าขี่หลังกลับไป

ฉู่เฉียวพินิจขึ้นลงอย่างสงสัยเรื่องเสื่อมเสียศักดิ์ศรีเช่นนี้ท่านก็ยอมทำ?”

ข้าเยียนซื่อจื่ออารมณ์ดี

ฉู่เฉียวไม่พูดต่อ ขณะที่เยียนสวินเข้าใจว่านางไม่ยินดี แผ่นหลังพลันหนักวูบ มีร่างเล็กนุ่มนิ่มเพิ่มขึ้นมา

แผ่นดินขาวโพลน สะท้อนแสงหิมะจัดจ้าแสบตา เยียนสวินแบกคนใส่หลังเป็นครั้งแรก ท่าทางเก้งก้างพิกล บิดตัวไปมาอย่างอยู่ไม่สุขสองที ฉู่เฉียวจึงยื่นมือน้อยที่ขาวนุ่มออกมา ตบที่ก้านคอของเขาพลางกล่าวเดินดีๆ ข้าจะหล่นอยู่แล้ว

เยียนสวินผงะ ถึงกับเรียบร้อยขึ้นมา แบกฉู่เฉียวย่ำเดินไปบนพื้นกว้างช้าๆ

นี่ เจ้ารู้หรือไม่ เมื่อครู่พวกเราออกมาไกลแค่ไหน

เด็กหญิงตอบอย่างใจเย็นว่าไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เดินกลับไปก็ประมาณหนึ่งชั่วยาม

เยียนสวินผงกศีรษะเจ้าชื่อซิงเอ๋อร์?”

ท่านทราบได้อย่างไร

ครั้งก่อนบนหน้าผา ได้ยินสาวใช้ที่ถูกเจ้าปรักปรำเรียกเจ้า

คืนนี้ดูเหมือนเยียนสวินอารมณ์ดีมาก เห็นฉู่เฉียวไม่ต่อคำ จึงถามอีกว่าเจ้าชื่อเดิมว่าอะไร แซ่อะไร

ฉู่เฉียวฮึเบาๆทำไมข้าต้องบอกท่าน

ไม่บอกก็ไม่บอกเยียนสวินแค่นเสียงหยิ่งๆข้าไม่เห็นอยากฟัง ช้าเร็วเจ้าก็ต้องร้องไห้วิงวอนให้ข้าฟัง

งั้นท่านก็อดทนรอให้ถึงวันนั้นเถอะ

เยียนสวินขมวดคิ้วเป็นเด็กเป็นเล็ก ไฉนพูดจาแก่แดดเหมือนเป็นผู้ใหญ่

เด็กหญิงบนแผ่นหลังแสยะปากไม่แยแสพวกท่านก็ยังไม่โต ไฉนทำอะไรโหดเหี้ยมปานนั้น

เยียนสวินตะลึงงัน ก่อนคลี่ยิ้มกล่าวว่าสวรรค์ เจ้ายังอาฆาตจริงๆ

สุ้มเสียงของเด็กหญิงจากหม่นหมองเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบท่านไม่อาฆาตพยาบาท นั่นเพราะลูกศรไม่ได้ชี้มาที่ท่าน

เสียงลมพัดอู้ๆ เยียนสวินจู่ๆ รู้สึกหนาวขึ้นมา อ้าปากเตรียมแย้ง แต่สุดท้ายก็พูดไม่ออก การแบ่งแยกชนชั้นวรรณะที่เขายึดถือมานานปี ยามนี้อธิบายต่อหน้าเด็กหญิงออกจะไม่เหมาะสมเท่าไร

มีเรื่องราวบางอย่าง เมื่อทุกคนต่างกล่าวว่าถูกต้อง ท่านก็จะเข้าใจว่าถูกต้องไปโดยปริยาย ต่อให้บางครั้งในใจท่านคิดค้านก็ตาม

แสงจันทร์เย็นเยียบสาดส่องเหนือพื้นหิมะ สะท้อนเงาร่างของเด็กน้อยทั้งสองจนทอดยาว

ยามนั้น แว่วเสียงฝีเท้าม้าเร่งร้อนจำนวนหนึ่งดังมาแต่ไกล เยียนสวินเริงร่าทันใดคนของข้ามาแล้ว

เด็กหญิงที่ฟุบบนหลังขมวดคิ้วเล็กน้อย ตะแคงหูตั้งใจฟัง เพียงได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังสับสน คล้ายทัพใหญ่เคลื่อนมา ทั้งยังแทรกด้วยเสียงฝูงชนวิ่งตะบึง ม่านหิมะเบื้องหน้าปลิวคลุ้ง ราวกับงูขาวมังกรเงิน จากเส้นสายกลายเป็นผืนใหญ่  คำรามครืนครั่นตรงมา

เด็กหญิงหรี่ตานิดหนึ่ง หยักยิ้มริมฝีปากแดงสด กล่าวเอื่อยๆ ว่าดูท่า คงไม่ใช่คนของท่าน

บทที่ 7 ตระกูลเว่ย

ลมเหนือพัดพาเกล็ดหิมะหนาหนัก ปลิดปลิวโปรยปราย บดบังบุหลันอันขาวซีด ถี่ยิบราวกับขนห่าน บันดาลให้ผู้คนลืมตาไม่ขึ้น

ม่านรัตติกาลหม่นดำเหนือมวลหิมะเวิ้งว้าง แว่วเสียงนกเค้าแมวครวญคร่ำ สองปีกมืดดำเวียนวนเหนือเวหา จากนภากาศมองลงมา นครเจินหวงปานประดุจ

มุกงามเม็ดหนึ่งท่ามกลางธารน้ำใสพิสุทธิ์ ผุดผาดบาดตา ส่องประกายพราวระยับ

และในยามนั้น นอกขอบของเม็ดมุกอันแวววาว กลับมีกลุ่มชนต่างเผ่าที่เสื้อผ้ามอมแมมหน้าตาซูบเซียวซึ่งตัดกับความเลิศหรูอลังการของนครหลวงกำลังย่างเท้าก้าวเดินอย่างยากเย็น

ลมหนาวที่เสียดกระดูกทะลุผ่านชั้นเสื้อผ้าที่บางเบาและเก่าคร่ำของชนต่างเผ่า บาดลึกผิวหนังแข็งเย็นจนม่วงคล้ำของพวกเขาราวกับคมมีด พายุพัดกระหน่ำ ราษฎรเหล่านั้นเบียดชิดกันเป็นกระจุก เพื่อต้านทานลมหนาวที่แสนหฤโหด ไม่มีการปกป้องของกำแพงตึก ฤดูหนาวของที่ราบสูงหงชวนนับวันยิ่งสุดจะทานทน

ในกลุ่มคนพลันปรากฏเสียงทารกแผดร้อง จากเสียงที่โดดเดี่ยวลำพัง ค่อยๆ แผ่ขยายกว้าง ค่อยๆ ลุกลามออกไปจนทั่วทั้งกลุ่ม

ฟึ่บเสียงฟาดแส้ก้องดัง หัวหน้าขบวนควบม้าขึ้นหน้าด้วยสีหน้าเคียดขึ้ง ตะคอกว่าหุบปาก!”

แต่ทว่า เด็กทารกไม่ประสาเหล่านั้นไหนเลยเชื่อฟังคำสั่งเขา เสียงร้องไห้ยังคงดำเนินต่อไป หัวหน้าขบวนขมวดคิ้วมุ่น กระตุ้นม้าเดินฝ่าฝูงชน ก้มเอวคว้าเด็กทารกจากอ้อมแขนของหญิงสาวนางหนึ่งไป แล้วชูสูง ตามด้วยเสียงตกกระแทกพื้นดังพลั่ก!

อา!” เสียงอุทานแหลมสูงดังขึ้นทันควัน มารดาของทารกกรีดร้องหวนโหย เข่ากระแทกพื้นโดยแรง อุ้มเด็กน้อยที่ปราศจากสุ้มเสียงอีกต่อไปขึ้นมากอด พร้อมปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น

สายตาดุดันของหัวหน้าขบวน กวาดผ่านใบหน้าผู้อพยพต่างเผ่าราวกับเหยี่ยวล่าเหยื่อ ผ่านตรงไหน ตรงนั้นพลันเงียบกริบ

บนผืนดินเวิ้งว้าง เหลือเพียงเสียงร้องไห้ของหญิงคนนั้น หัวหน้าขบวนชักดาบออกมา ฟันฉับที่กลางหลังของนาง เลือดสดกระเซ็นสาด ราดพื้นหิมะที่ขาวเผือด

ลมหายใจของฉู่เฉียวหยุดชะงักในบัดดล ริมฝีปากขบสนิท สองมือม้วนเกร็ง ตั้งท่าจะพุ่งออกไป

เจ้าอยากตายหรือ?” เยียนสวินกอดนางไว้แน่น กระซิบที่ริมหูพวกนั้นเป็นทหารของตระกูลเว่ย วู่วามไม่ได้

ที่นี่ก็แล้วกันหัวหน้าขบวนเกราะดำร้องสั่งผู้ใต้บัญชา เหล่าพลทหารเกราะเหล็กพอได้ยินก็พลิกตัวลงม้าอย่างว่องไว ก่อนชักกระบี่ทหารม้าจากข้างเอว กระตุกเชือกคราหนึ่ง ชาวบ้านที่ถูกมัดสองเท้าก็ล้มครืนกับพื้นไปตามๆ กัน

หัวหน้าขบวนหรี่ตาจับจ้อง ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเป็นเส้นตรง ค่อยๆ เค้นเสียงออกมาคำหนึ่งฆ่า!”

ฉับ

เสียงลงดาบพร้อมพรัก เหล่าพลทหารหนุ่มสีหน้าประหนึ่งแผ่นเหล็ก ไม่แม้แต่กะพริบตา ศีรษะหลายสิบใบก็หลุดคว้าง กลิ้งไปตามพื้นหิมะหนาเตอะ โลหิตอุ่นร้อนฉีดพุ่งจากลำคอ ไหลรวมเป็นกระแสธารคาวฉุน ทว่าพริบตาก็ถูกอากาศอันหนาวเหน็บจับตัวเป็นน้ำแข็ง

เด็กหญิงขบริมฝีปากแน่น ซ่อนอยู่หลังเนินหิมะมองดูภาพสังหารหมู่ระยะประชิดฉากนี้ หัวใจบีบเกร็งรุนแรง แววตาวาววาม คล้ายแสงดาวที่พร่างพราย ทว่าแฝงกลิ่นไอแห่งความคั่งแค้นเตรียมปะทุ

มือของเยียนสวินเย็นเฉียบเล็กน้อย แม้ยังคงกุมมือนางไว้ไม่ปล่อย แต่กลับมีความรู้สึกชนิดหนึ่งไหลวนอยู่ในกระแสโลหิต ทำให้เขาไม่กล้าหันไปสบตาตรงๆ กับเด็กหญิง ร่างกายเล็กๆ ในอ้อมแขนแผ่ซ่านไอร้อนกรุ่น แทบจะลวกมือเขาจนสุก

เขามองดูพวกชนชั้นปกครองแห่งราชอาณาจักรเงื้อดาบเหนือศีรษะราษฎรเหล่านั้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงรู้สึกว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ตัดทิ้งหาใช่ศีรษะมนุษย์ แต่เป็นความศรัทธาของตัวเอง ทิฐิซึ่งเกาะกุมจิตใจมานานปี ถูกกะเทาะออกไปทีละชั้น เหลือแต่ร่างกายอันเปลือยเปล่าที่มีบาดแผลทั่วร่าง

ภายใต้การกวัดแกว่งกระบี่ทหารม้า โลหิตกระฉูดสี่ทิศ ใบหน้าของราษฎรต่างเผ่าล้วนสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความหวั่นเกรงต่อความตายที่กำลังเผชิญอยู่แม้แต่น้อย

ฉู่เฉียวมองเห็นอย่างชัดแจ้ง นั่นไม่ใช่ความด้านชาที่เกิดจากความพรั่นพรึงถึงขีดสุด ไม่ใช่ความสิ้นหวังที่ไร้ซึ่งความหวังทั้งปวง ยิ่งไม่ใช่หมดอาลัยตายอยากทั้งที่รู้แก่ใจว่าตัวเองบริสุทธิ์ แต่เป็นความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว เป็นความเคียดแค้นถึงกระดูก

คนทั้งหมดล้วนเงียบงัน ไม่มีเสียงร้องห่มร้องไห้ ไม่มีการสาปแช่ง แม้แต่เด็กน้อยในอ้อมแขนของคนแก่ก็ยังเชื่องเชื่อ พวกเขาเบิกตาทั้งสอง มองดูเพื่อนร่วมเผ่าตกตายไปทีละคนภายใต้คมดาบของเพชฌฆาต ด้วยแววตาจัดจ้า ทว่าโหมกระพือด้วยระลอกคลื่นขุมมหึมา

นั่นเป็นความคับแค้นที่เทพเทวาบนสวรรค์ยังต้องสะท้าน เป็นความอาฆาตที่พญามารยังต้องสยบ

ความโกรธขึ้งและขุ่นแค้นที่ถูกเก็บกดในใจส่วนลึกค่อยๆ แผ่ซ่านออกมา กำปั้นของเด็กหญิงม้วนแน่น เหมือนลูกหมาป่ากระหายโลหิต

จังหวะนั้นเอง ปรากฏเสียงเกือกม้าที่เร่งร้อนแว่วมา พร้อมกับเสียงตวาดเดือดดาลของชายหนุ่มหยุดมือ! หยุดมือเดี๋ยวนี้!”

ม้าศึกสีขาวควบมาถึงอย่างรวดเร็ว คุณชายอ่อนวัยพลิกตัวกระโดดลง ตวัดแส้ฟาดใส่ข้อมือของไพร่พลถืออาวุธ  หยัดยืนบดบังเบื้องหน้าผู้อพยพ ก่อนตวาดอย่างบันดาลโทสะใส่หัวหน้าขบวนผู้นั้นเจียงเฮ่อ ท่านทำอะไร

ขุนพลน้อยซูเย่ ข้าได้รับคำสั่งทหาร กำลังสำเร็จโทษพวกกบฏหัวหน้าขบวนพอเห็นคุณชาย หัวคิ้วขมวดเล็กน้อย  แต่ยังคงลงจากหลังม้าโค้งคำนับอย่างนบนอบ พลางกล่าวเสียงขรึม

กบฏ?” เว่ยซูเย่ขมวดคิ้วเป็นปม ชี้มือไปทางคนแก่และสตรีอ่อนแอเต็มพื้นด้วยแววตาขุ่นเคือง น้ำเสียงดุดันเฉียบขาดใครเป็นกบฏ พวกนี้หรือ? ผู้ใดให้อำนาจท่าน ผู้ใดอนุญาตให้ท่านทำเช่นนี้

เจียงเฮ่อสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน เหมือนก้อนหินที่ดึงดันขุนพลน้อย เป็นราชโองการของวังเซิ่งจิน เป็นอาของท่านยื่นฎีกาด้วยตัวเอง สภามนตรีสูงสุดร่วมกันลงมติ พี่ชายของท่านเป็นคนลงนามอนุมัติ ผู้อาวุโสตระกูลเว่ยทั้งหมดร่วมกันตัดสินใจ บริวารแค่ปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น

เว่ยซูเย่ตกตะลึงตาค้าง เขาหันศีรษะอย่างเหม่อลอย กวาดมองใบหน้าผู้อพยพทีละคน ราษฎรต่างเผ่าที่เผชิญหน้ากับความตายโดยไม่แม้แต่ขมวดคิ้วเหล่านี้ ทว่าพริบตาที่เห็นเขา สีหน้ากลับแปรเปลี่ยน หมดปัญญาอำพรางเพลิงแค้นในดวงตาไว้ได้อีกต่อไป ยายเฒ่าคนหนึ่งลุกพรวด สบถด่าออกมาโดยไม่สนใจทหารที่ขนาบสองฟากเจ้าคนสับปลับ! คนทรยศไร้ยางอาย! สวรรค์จะลงทัณฑ์เจ้า!”

ดาบเล่มหนึ่งฟันฉับใส่บั้นเอว เลือดสดไหลรินลงมาตามคมดาบ ลำตัวของหญิงชราแทบขาดเป็นสองท่อน ร่างอ่อนระทวยลงพื้น แต่นางเก็บแรงเฮือกสุดท้ายถ่มโลหิตข้นคลั่กใส่ชายเสื้อขาวสะอาดของเว่ยซูเย่คำหนึ่ง ก่อนเปล่งเสียงหัวเราะสาปแช่งเป็นผีเป็นผีก็ไม่ไม่ละละเว้นเจ้า

เว่ยซูเย่หน้าดำคล้ำ ของเหลวน่าขยะแขยงคำนั้นยังติดอยู่ที่ปลายชุดยาวของเขา แต่เขากลับไม่ไปปัดเช็ด เขาเพียงเม้มปากแน่น มองดูซากศพระเกะระกะเต็มพื้นและดวงตาที่ฉายแววเจ็บแค้นนับไม่ถ้วนเหล่านั้น

ขุนพลน้อยเจียงเฮ่อถอนใจคำหนึ่ง เดินมาหาพลางกล่าวว่าราชอาณาจักรไม่มีเงินเหลือเฟือเลี้ยงดูคนเหล่านี้ สภามนตรีสูงสุดก็คงไม่ออกทุนจัดสร้างที่อยู่อาศัยให้พวกเขา ท่านเป็นลูกหลานตระกูลเว่ย ควรเคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในตระกูล ปกป้องผลประโยชน์ของตระกูล

ความร้อนระอุปานหินละลายใต้ภูเขาไฟเดือดพล่านในอกเว่ยซูเย่ ดวงตาของเขาแดงก่ำ เงียบงันไร้วาจา เจียงเฮ่อขมวดคิ้ว หันไปโบกมือสั่งทหาร เหล่าพลทหารพอรับคำสั่งก็เงื้อดาบเตรียมเข่นฆ่าต่อไป

คนชั่ว!” สุ้มเสียงกังวานใสพลันดังขึ้น เพียงเห็นท้ายสุดของฝูงชน ใบหน้าเล็กๆ โผล่ขึ้นจากอ้อมแขนของมารดาตัวเอง ดวงตาปราศจากหยาดน้ำ ทว่าแดงก่ำ ตะโกนเสียงก้องว่าคนหลอกลวง ไหนบอกว่าจะพาพวกเรามาเมืองหลวง อยู่ในบ้านที่กันลมกันฝน ไหนบอกว่าจะให้ทุกคนกินอิ่ม มีเสื้อผ้าอบอุ่น ไหนบอกว่า…”

ธนูคมกริบพุ่งขวับออกไป ฝีมือยิงธนูของแม่ทัพเจียงเฮ่อแม่นยำอย่างยิ่ง แค่พริบตาก็สามารถยุติถ้อยคำที่กำลังจะหลุดปากของเด็กน้อย หัวธนูทะลุผ่านคอหอย เลือดแดงสดทะลักไหลจากท้ายทอย!

ลงมือ!” เจียงเฮ่อชักดาบเมื่อตวาดเสียงก้อง

หยุดมือ!”

ขุนพลน้อยหัวใจสลายไปกับวาจาแต่ละคำของเด็กน้อย เขาโถมเข้าไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ผลักทหารสองนายออกไป

จับขุนพลน้อยไว้!” เจียงเฮ่อตวาดสั่ง พลทหารหลายนายรีบปราดขึ้นมา ใช้วิธีกอดรัดตะลุมบอน จับตัวเว่ยซูเย่ไว้อย่างแน่นหนา

การสังหารหมู่ที่ปราศจากมนุษยธรรมเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เลือดสดเจิ่งนอง โคลนและโลหิตไหลผสมปนเป เสียงกรีดร้องโหยหวนดังเสียดฟ้า ยิ่งขับบรรยากาศแห่งความตายให้แลดูสยดสยอง

หลุมใหญ่ยักษ์ถูกขุดขึ้นหลังจากนั้น ซากไร้ชีวิตหลายร้อยศพถูกโยนถมลงไป ตามด้วยดินทรายปิดท่วมอย่างรวดเร็ว ขบวนทหารม้าควบอาชาเหยียบย่ำวนเวียนบนปากหลุม ท่ามกลางหิมะที่ใหญ่เท่าขนห่านพรั่งพรูลงมา พริบตาเดียวก็เกลี่ยกลบรอยโลหิตแดงสดทั่วพื้น พร้อมกับฝังกลืนความโฉดชั่วอันน่าละอายและความอัปลักษณ์ที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมรวมกันลงไปอย่างมิดชิด

คุณชายสูงศักดิ์ที่หนุ่มแน่นสง่างาม ชาติตระกูลเกริกเกียรติ ยศตำแหน่งสูงส่งแห่งนครเจินหวง ถึงกับเสียการควบคุมต่อหน้าผู้ใต้บัญชาตัวเอง สูญสิ้นสติสัมปชัญญะเพียงเพื่อชนชั้นไพร่ที่สถานะต่ำต้อยกลุ่มหนึ่ง

ขุนพลน้อยเจียงเฮ่อสืบเท้าเข้ามา มองดูบุรุษที่กำลังตาขวางมองพื้นหิมะ ก่อนกล่าวเสียงขรึมว่าท่านอย่าทำเช่นนี้ พวกมันล้วนเป็นชนชาติต่ำทราม บนตัวมีสายเลือดชั่วช้า ท่านไม่ควรต่อต้านใต้เท้าเว่ยเพื่อคนเหล่านี้ อาของท่านฝากความหวังไว้กับท่านเต็มเปี่ยม เมื่อท่านไม่อยู่ ทหารใต้บัญชาของลูกหลานตระกูลเว่ยก็ปราศจากผู้นำ พวกเราต่างรอคอยท่านกลับมา

เห็นเว่ยซูเย่ไม่มีปฏิกิริยา เจียงเฮ่อได้แต่ถอนใจเบาๆ แล้วชักนำขบวนทหารกลับไป ม้าศึกควบคะนอง ไม่กี่อึดใจ ผืนแผ่นดินเวิ้งว้างก็ไม่เห็นแม้เงาของพวกเขาอีก

บุรุษหนุ่มยืนนิ่งกับที่เนิ่นนาน หิมะพร่างพรมทั่วฟ้า เทศกาลซ่างหยวนปีนี้ ช่างหนาวเหน็บเหลือทน

เด็กสองคนที่ซ่อนตัวหลังเนินหิมะตื่นตะลึงมึนงง เมื่อเห็นขุนพลน้อยแห่งตระกูลเว่ยที่ฐานะสูงส่งคนนั้นจู่ๆ ก็คุกเข่าลงบนพื้นที่กว้างใหญ่สุดตา โขกศีรษะอย่างหนักให้กับวิญญาณที่ดับสูญเหล่านั้น ก่อนพลิกตัวขึ้นหลังม้า ควบขี่ออกไป

นานเนิ่น หิมะยังคงตกใหญ่ไม่มีทีท่าหยุดยั้ง เด็กหญิงขยับมือที่แข็งชา แล้วเดินเซไปข้างหน้า

เจ้าทำอะไรเยียนสวินตกใจ ลุกพรวดขึ้นมา

เด็กหญิงหันกลับมา สีหน้าสงบนิ่ง แววตาสาดประกายคมกล้าข้าเป็นชนเผ่าที่ต่ำทราม บนร่างมีเลือดอันชั่วช้าไหลเวียน ท่านกับข้าไม่สมควรยืนบนที่เดียวกัน ในเมื่อต่างเส้นทาง มิสู้แยกย้ายแต่เนิ่นๆ

จันทร์หนาวอ้างว้าง เงาร่างเด็กหญิงช่างเล็กจ้อยปานนั้น แต่เยียนสวินมองจากด้านหลังไกลๆ กลับรู้สึกได้ว่าแผ่นหลังตั้งตระหง่านของนางสามารถค้ำยันฟ้าดินที่ฟอนเฟะและเสื่อมโทรมนี้

หิมะดั่งปุยฝ้าย รอยเท้าที่ประทับเหนือพื้นหิมะค่อยๆ ทอดไกลออกไป มุ่งหน้าสู่ใจกลางราชอาณาจักรต้าเซี่ย

ประตูแดงอวลกลิ่นเนื้อสุรา ถนนมีซากศพแข็งตาย ( เชิงอรรถ – *จากบทกลอนของกวีตู้ฝู่ สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น)

ในขณะที่ราชสำนักต้าเซี่ยอ้างว่าไม่มีเงินอุปการะผู้อพยพต่างเผ่าจึงต้องประหัตประหารด้วยความจำใจ เหลาสุราสถานเริงรมย์ในเมืองกลับขับขานท่วงทำนองสุนทรี เต็มไปด้วยแสงสีแห่งความฟุ่มเฟือย สาวสวยรวยเสน่ห์ เอวกิ่วดั่งกิ่งหลิว ผิวเนื้อผ่องผุดดุจหยก สำเนียงเจื้อยแจ้วหยาดเยิ้ม ปทุมถันหนั่นเนื้อ บรรดาผู้ใหญ่ผู้โตแห่งต้าเซี่ยเหนื่อยล้ามาทั้งวัน ต่างสลัดคราบผู้ดีสูงส่งในยามทิวา ปล่อยกายปล่อยใจ สำเริงสำราญอย่างอิ่มหนำในที่นี้

นอกประตู หิมะเกาะเต็มต้นไม้ สายรุ้งปลิวไสว โคมหลากสีกระจ่างตา เทศกาลซ่างหยวน ทั่วอาณาจักรร่วมเฉลิมฉลอง รวมทั้งสาวๆ ผู้เริงร่าในแสงสีราตรีเหล่านี้ 

ขณะนั้นเอง เสียงเกือกม้าเร่งร้อนพลันย่ำทำลายความฝันอันบรรเจิดเพริศแพร้วของเว่ยกวงประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเว่ยจนแหลกเละ บุรุษชราเครายาวขาวโพลนหรี่ตาเรียวยาว โบกมือสั่งบรรดาโฉมสะคราญนับสิบที่ล้อมหน้าล้อมหลังให้ล่าถอย เหล่าสาวงามจัดแจงเสื้อผ้าเข้าที่ ย่อกายคราหนึ่งแล้วก้มหน้าก้มตาถอยออกไป

เว่ยกวงยกถ้วยชาขึ้น สูดหายใจคำหนึ่งเมื่อเอนหลังพิงตั่งช้าๆ

กลิ่นกำยานอบอวล กลุ่มควันม้วนลอยอ้อยอิ่งดุจดั่งมังกรน้อย มองฝ่าพวกมันไป ทุกสิ่งตกอยู่ในความพร่าพราย

นอกประตูห้องปรากฏสุ้มเสียงนอบน้อมของบริวารใต้เท้า คุณชายซูเย่มาแล้วขอรับ

ก็ควรจะมาได้แล้ว ผู้ชราเลิกคิ้วเฉื่อยชา เร็วกว่าที่คะเนไว้เล็กน้อย เขากล่าวเสียงเนิบช้าให้เขาเข้ามา

ประตูห้องเปิดออก เงาร่างในชุดยาวสีเงินยวงที่เรียบง่ายจนแทบไม่คล้ายอาภรณ์ผู้ดีมีสกุลสมควรมี ปรากฏขึ้นในห้องส่วนตัวของเหลาสุราอันดับหนึ่ง ขุนพลน้อยซูเย่สีหน้าดำคล้ำ เอ่ยถามอย่างไม่มีหัวไม่มีหางว่าเพราะอะไร

เว่ยกวงทราบว่าเขาหมายถึงอะไร สองตาพริ้มเบาๆ ไม่แม้แต่ชำเลือง กล่าวด้วยเสียงเรียบเรื่อยว่าพบผู้ใหญ่ไม่รู้จักคำนับ หรือนี่คือมารยาทที่ข้าสอนสั่งเจ้ามาหลายปี?”

เว่ยซูเย่ย่นหว่างคิ้ว แสงเทียนที่มุมห้องส่งเสียงเพียะพะ ความเงียบงันทอดยาว ขุนพลน้อยที่หนุ่มแน่นค้อมเศียรต่ำในที่สุดท่านอา

บนโลก ใช่ว่าทุกเรื่องราวล้วนสามารถแยกแยะผิดถูกกระจ่างชัเ ประการนี้ เจ้าสมควรเรียนรู้จากซูโหยวให้มาก

หว่างคิ้วเว่ยซูเย่ผูกเป็นปมแน่น เอ่ยน้ำเสียงเคียดขึ้งว่าเช่นนั้นไฉนต้องส่งข้าไป ข้าสัญญากับพวกเขา…”

เจ้าคือทายาทอันดับต้นของตระกูลเว่ย ประมุขแห่งเจ็ดตระกูลใหญ่ ในกายไหลเวียนด้วยสายโลหิตอันสูงค่าของบรรพชน เป็นผู้สูงศักดิ์แห่งราชอาณาจักรต้าเซี่ย ไม่จำเป็นต้องให้คำสัญญาใดๆ ต่อชนชั้นไพร่ที่สายเลือดต่ำช้าเหล่านั้น ชีวิตของพวกมันดำรงอยู่เพื่อดับสูญในเวลาที่เหมาะสม เพื่อพลีชีพให้กับราชอาณาจักร การกระทำของเจ้าไม่ผิดแม้แต่น้อย ทั้งไม่จำเป็นต้องรู้สึกละอาย ยิ่งไม่จำเป็นต้องวิ่งมาซักไซ้อาของเจ้าถึงที่นี่ในเวลาแบบนี้

บุรุษชราตัดบทเว่ยซูเย่ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม หนักแน่นและเฉียบขาด

เว่ยซูเย่ส่ายศีรษะเบาๆ ขมวดคิ้วกล่าวว่าท่านอา ท่านไม่ได้สอนข้าเช่นนี้

ก็เพราะข้าเคยไร้เดียงสาเหมือนเจ้ามาก่อน บิดาเจ้าถึงต้องจบชีวิตในการห้ำหั่นระหว่างตระกูลเว่ยกวงเบิกตากว้าง ความคมปลาบเต้นระริกรุนแรงในแววตาที่สูงวัย เขาผินหน้ามาช้าๆ เพ่งมองเว่ยซูเย่แน่วนิ่ง ก่อนกล่าวน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำผู้แข็งแกร่งเป็นนาย ผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อ บนแผ่นดินนี้เดิมก็เป็นเช่นนี้ เย่เอ๋อร์ ผ่านมาหลายปีแล้ว หรือเจ้ายังไม่เข้าใจอีก?”

ท่านอาเว่ยซูเย่สีหน้าเคร่งเครียด กล่าวเสียงขรึมว่าราชอาณาจักรต้องการแรงงานไปบุกเบิกพื้นที่ตะวันตก คนหนุ่มของชนเผ่าพวกเขาล้วนมุ่งหน้าตะวันตกเพราะเชื่อมั่นในตัวข้า เพราะอะไรสภามนตรีสูงสุดถึงไม่สามารถดูแลครอบครัวของคนเหล่านั้นเล่า พวกเขารอนแรมพันลี้ตามข้ามาถึงเมืองหลวง ก็เพราะท่านเคยรับปากข้าว่าจะปลูกสร้างที่พักถาวรให้พวกเขาบนที่ราบสูงหงชวน พวกเขาถึงได้ละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด ละทิ้งอาชีพปศุสัตว์ ก็เพราะคำรับรองจากปากของท่านเอง

เว่ยซูเย่คว้าก้อนกำยานบนโต๊ะขึ้นมาอย่างพลุ่งพล่าน ก่อนกล่าวเสียงกร้าวว่าท่านว่าราชอาณาจักรไม่มีเงินเลี้ยงดูพวกนาง แล้วนี่คืออะไร กำยานทองจากไหวซ่ง แค่ก้อนเดียวก็มีค่าสองร้อยตำลึงทอง สองร้อยตำลึงทองพอให้พวกเขาทั้งเผ่าดำรงชีวิตได้ทั้งปี!”

เว่ยกวงสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน นิ่งฟังเว่ยซูเย่ระบายความไม่พอใจของตัวเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของวัยหนุ่มเลือดร้อน เนิ่นนาน บุรุษชราค่อยแย้มยิ้ม กล่าวเสียงเนิบนาบว่าเย่เอ๋อร์ เจ้ากับจื๋อลู่ถูกส่งไปปราบปรามกบฏพร้อมกัน ทว่าล้มเหลวกลับมา จื๋อลู่ถูกถอดตำแหน่งและจองจำในห้องขังจนถึงวันนี้ไม่รู้ชะตากรรม ส่วนเจ้ากลับได้มายืนเอะอะโวยวายกับข้าที่นี่ นั่นเพราะอะไร

เว่ยซูเย่ผงะไป อาการขุ่นเคืองยังตรึงแน่นบนใบหน้า แต่ปราศจากวาจาตอบโต้

ที่เจ้าสามารถยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างปลอดภัยไร้หายนะ ก็เพราะเจ้าแซ่เว่ย ข้ารู้ว่าเจ้าเห็นใจพวกไพร่เหล่านั้น เจ้าต่อต้านการแบ่งแยกชนชั้น แต่ต่อให้เจ้ารังเกียจฐานะนี้แค่ไหน อย่างไรเจ้าก็เป็นลูกหลานตระกูลเว่ย เป็นหลานชายของข้าเว่ยกวง ตั้งแต่เล็กจนโตสิ่งที่เจ้าเสพสุขทุกอย่างล้วนเป็นตระกูลเว่ยสรรหามา ที่เจ้ากินเจ้าใช้ ที่อยู่ที่พัก ฐานะตำแหน่ง ล้วนเป็นตระกูลเว่ยกำนัลให้เจ้าทั้งสิ้น ข้อนี้เจ้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงตลอดกาล คนที่กินอยู่สุขสบายด้วยสิ่งเหล่านี้ ไม่มีสิทธิ์ไปชิงชังสาปแช่งมัน

เว่ยกวงสูดหายใจลึก เอนหลังพิงพนัก ทรวงอกสะท้อนขึ้นลง น้ำเสียงเข้มขรึมแฝงความชราเข้มข้นทุกสิ่งบนโลกใบนี้ ล้วนมีเหตุผลในการดำรงอยู่ของมัน ที่วันนี้ตระกูลเว่ยสังหารหมู่ชนเผ่าเปี้ยนถ่า ไม่ใช่ชนเผ่าเปี้ยนถ่าสังหารหมู่คนตระกูลเว่ย ก็เพราะตระกูลเว่ยตั้งแต่บรรพชนเป็นต้นมา ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลมาตลอดโดยไม่เคยหยุดพัก สามร้อยปีมานี้ ตระกูลเว่ยปกป้องแผ่นดิน บุกเบิกชายแดน มีตำแหน่งใหญ่โตในราชสำนัก สร้างผลงานใหญ่น้อยมานับไม่ถ้วน ในขณะที่ชาวเปี้ยนถ่ากำลังเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์อย่างเบิกบาน ลูกหลานตระกูลเว่ยก็เริ่มฝึกปรือพิชัยยุทธ์ ขี่ม้ายิงธนู เริ่มศึกษาวิถีการค้า เริ่มหลบเลี่ยงเกาทัณฑ์และอุบายเล่ห์กลทั้งที่ลับที่แจ้ง

ดังนั้นหลายปีต่อมา ตระกูลเว่ยจึงได้เป็นหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ ส่วนชาวเปี้ยนถ่ากลับต้องถูกส่งไปชายแดน ต้องแตกดับทั้งชนเผ่า หลานอา สวรรค์ท่านยุติธรรมนัก ไม่เคยเอนเอียงเลือกข้าง ที่พวกมันต้องสูญเสีย เป็นเพราะพวกมันทุ่มเทไม่มากพอ ไม่มีใครสามารถสาปแช่งก่นด่าการข่มเหงของผู้แข็งแกร่งเพราะความอ่อนแอของตัวเองได้ ไม่อยากถูกฆ่า ก็ต้องเปลี่ยนตัวเองให้แกร่งขึ้น วันนี้เจ้าเห็นใจคนเหล่านั้น แล้วเคยคิดหรือไม่ หากลูกหลานตระกูลเว่ยล้วนเป็นเช่นเจ้า คนที่ต้องมอดม้วยที่นอกเมืองในวันนี้ ก็คือพี่น้องของเจ้าเอง

เว่ยซูเย่ยืนนิ่งกับที่ คิ้วขมวดแน่น อยากกล่าวอันใด แต่กลับรู้สึกเหมือนหินยักษ์หนักอึ้งก้อนหนึ่งกดทับบนช่องอก ทำให้พูดไม่ออก

เว่ยกวงลุกยืนขึ้นช้าๆ ยื่นมือตบไหล่ของเว่ยซูเย่เย่เอ๋อร์ อาแก่แล้ว คุ้มครองพวกเจ้าได้อีกไม่นาน วันหน้าหากอาไม่อยู่ ใครจะปกป้องดูแลตระกูล ใครจะปกป้องลูกหลานของอาไม่ให้ถูกคนอื่นทำร้าย ใครจะปกป้องลูกสาวของอาไม่ให้ถูกคนย่ำยี ใครจะปกป้องพวกเขา เจ้าหรือ?”

ประตูเปิดกว้าง แว่วเสียงประทัดดังมา กรุ่นกลิ่นหอมหวนชวนเคลิ้มฝัน เสียงฝีเท้าของบุรุษชราค่อยๆ ไกลลับ เว่ยซูเย่ยืดอกตระหง่านง้ำ รู้สึกปวดแสบบนหัวไหล่ราวกับไฟสุม สิ่งที่กดทับบนนั้น คือขุนเขาสูงตระหง่านที่มองไม่เห็นลูกหนึ่ง เป็นภาระใหญ่หลวงที่เขาอยากหลีกลี้หนีห่างแต่อย่างไรก็ไม่อาจปล่อยวางลงได้

ฟ้าราตรีมืดหม่น ทว่าไม่ดำไปกว่าหมอกหนาในใจเขา ความชั่วช้าเลวทรามที่มองไม่เห็นเหล่านั้นแหวกว่ายอยู่ในความคิด กลืนกินสัมปชัญญะของเขา ดิ้นรนขัดขืนไม่มีประโยชน์ สุดท้ายได้แต่ทอดถอนใจยาว ไร้ซึ่งวาจาต่อกร

มีบางสิ่ง เกิดมาก็ถูกลิขิต เช่นสายโลหิต เช่นชะตากรรม

เขานั่งลงอย่างท้อแท้ ยกจอกเหล้าขึ้นมา กรอกลงคอรวดเดียวพร้อมความอึดอัดและคับข้องใจเต็มอก

บทที่ 8 เมื่อครั้งยังเยาว์

ฉู่เฉียวเพิ่งเดินถึงประตูเมืองก็เห็นบ่าวของคฤหาสน์จูเก่อกำลังถือโคมสอดส่ายสายตารอบทิศ พอเห็นนาง พลันวิ่งมาหาอย่างลิงโลด

ซิงเอ๋อร์ นายน้อยสี่ให้พวกเรามารอเจ้าตรงนี้ รีบกลับเถอะ

ฉู่เฉียวตะลึง คิดไม่ถึงนิสัยเช่นจูเก่อเยว่จะส่งคนมาตามหานาง จึงพยักหน้าแล้วขึ้นรถม้าที่พวกบ่าวเตรียมมา

รถม้าแล่นขลุกๆ ไปตามถนนที่ยังอึกทึกครึกโครม เสียงด้านนอกค่อยๆ จางลง ก่อนเข้าสู่ความเงียบในที่สุด เด็กหญิงนั่งพิงฝา ภาพสังหารหมู่เมื่อครู่ก่อนวนเวียนบนม่านตาไม่หยุด แววตาที่เย็นเยียบของพวกทหาร ความเคียดแค้นเข้ากระดูกของพวกผู้อพยพ และการขัดขวางที่ไม่เกิดผลของเว่ยซูเย่

ด้วยฐานะของเขายังหมดปัญญา ประสาอะไรกับตนที่เล็กเท่าธุลี อาศัยพละกำลังของคนผู้หนึ่งไปต่อต้านคนทั้งราชสำนัก ก็ไม่ต่างจากตั๊กแตนยกขาหน้าขวางรถ ( เชิงอรรถ – *สำนวนจีนหมายถึง ไม่เจียมตัว ) ที่นางทำได้ในตอนนี้ก็คือ ใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ เสาะหาโอกาสแก้แค้น จากนั้นพาเสี่ยวปาไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย ส่วนเรื่องอื่น ความสามารถของนางน้อยนิด ไม่กล้าเพ้อฝันไปเปลี่ยนแปลงอันใด

วงล้อรถม้ายิ่งเคลื่อนยิ่งไกล ฉู่เฉียวพลันรู้สึกสะกิดใจ เลิกม่านกวาดมองข้างนอก แล้วถามขึ้นว่านี่ไม่ใช่ทางกลับคฤหาสน์ พวกเจ้าจะพาข้าไปไหน

บ่าวคนนั้นสะดุ้งเฮือก คิดไม่ถึงเด็กตัวเล็กเท่านี้ถึงกับจำทางได้ จึงรีบยิ้มเจื่อนนายน้อยอยู่คฤหาสน์อื่น ไม่ได้กลับคฤหาสน์จูเก่อ

เด็กหญิงเลิกคิ้วคฤหาสน์อื่น? คฤหาสน์ใด

คฤหาสน์ที่หูซี

ฉู่เฉียวขมวดคิ้ว ความระแวงที่เกิดขึ้นเองจากการทำงานเสี่ยงภัยมาหลายปีเตือนนางว่าในเรื่องราวมีเลศนัย นางจึงลองหยั่งเชิงว่าตอนแรกนายน้อยสั่งให้ข้ากลับจวนไปเอาของ แต่ข้ายังไม่ได้ไปเอา พวกเจ้าส่งข้ากลับจวนก่อนค่อยไปคฤหาสน์อื่น

คนผู้นั้นยิ้มพลางกล่าวว่าไม่ต้องห่วง นายน้อยบอกว่า ของไม่ต้องเอาแล้ว ท่านรออยู่ที่คฤหาสน์อีกหลัง พวกเรารีบไปดีกว่า อย่าให้นายน้อยรอนาน

ฉู่เฉียวพยักหน้าเนิบช้า สีหน้าเงียบขรึม คลายมือปล่อยม่านลง บ่าวคนนั้นถอนใจโล่งอก แววกลิ้งกลอกฉายขึ้นในดวงตาแวบหนึ่ง มุมปากเชิดขึ้นเบาๆ ทว่าชั่ววูบที่รอยยิ้มของเขากำลังเหยียดกว้างนั้นเอง มีดสั้นเย็นเฉียบเล่มหนึ่งพลันกดใส่คอหอย เด็กหญิงโน้มตัวขึ้นหน้า ถามเสียงดุดันว่าเจ้าไม่ใช่คนของนายน้อยสี่ เจ้าเป็นใครกันแน่

เหอะๆเสียงหัวเราะแหบต่ำเหมือนนกฮูกดังขึ้นด้านข้าง รถม้างามหรูคันหนึ่งค่อยๆ แล่นอ้อมจากหลังต้นไม้ออกมา ชายชราในชุดหรูเลิศยิ้มลามกกับชายที่ยืนผงกศีรษะค้อมเอวอยู่อีกทาง พลางกล่าวว่าใช้ได้ อายุยังน้อยก็ฉลาดปานนี้ หน้าตาก็ไม่เลว ไว้ข้าจะตบรางวัลเจ้าอย่างงาม

จูซุ่นยิ้มหวานเอาใจแบ่งเบาภาระให้นายท่านผู้เฒ่าเป็นหน้าที่ของบ่าวอยู่แล้ว

ตาแก่หัวเราะฮิฮะ กล่าวกับบ่าวทั้งซ้ายขวาว่าเอาเด็กน้อยคนนี้ไปส่งที่คฤหาสน์ข้า

กลุ่มคนรับคำเสียงก้อง แล้วล้อมเข้ามาทันควัน

พริบตานั้น ความคิดร้อยแปดพลันผุดผ่านห้วงสมอง ฉู่เฉียวรู้ว่านางสามารถใช้ประโยชน์จากความประมาทและดูแคลนของฝ่ายตรงข้าม จู่โจมทำร้ายคนแบบกะทันหันแล้วหลบหนีไป แต่หากทำเช่นนี้ อาจสะกิดความสงสัยของผู้อื่น โดยเฉพาะจูซุ่นที่มือขาดไปข้างหนึ่ง ต่อให้ตนโชคดีหนีรอด แต่อาจเดือดร้อนไปถึงเสี่ยวปาที่ยังอยู่ในคฤหาสน์ ทว่าหากไม่รีบหนีก็จะตกอยู่ในกำมือของตาเฒ่าวิปริตคนนี้ ถึงตอนนั้น แค่แรงของเด็กแปดขวบ ไหนเลยต้านทานองครักษ์ทั้งคฤหาสน์ได้

หนี หรือไม่หนี?

ฉู่เฉียวเกร็งร่างเขม็ง สมองขบคิดเร็วรี่ มิสู้ใช้แผนซ้อนแผน ฉวยโอกาสนี้ กำจัดเฒ่าวิปริตคนนี้ทิ้ง

ชั่ววูบดั่งประกายไฟ ชายฉกรรจ์ร่างล่ำประชิดถึงตัว เตรียมปลดมีดสั้นที่กำแน่นในมือนาง

ช้าก่อน!”

เสียงตวาดเฉียบขาดดังก้อง ทุกคนหันขวับ เพียงเห็นบนพื้นหิมะปลิวคลุ้ง อาชาศึกสีดำกว่ายี่สิบตัวควบใกล้เข้ามาอย่างเร็ว หนุ่มน้อยบนอาชาในชุดเขียวเข้มเสื้อคลุมขนสัตว์สีขาว ใบหน้าหมดจดชวนมอง ควบม้าทะยานมา

เพียงพริบตา อาชาพ่วงพีแผดเสียงแหลมยาว พร้อมยกขาหน้าขึ้น ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นใส่อากาศที่หนาวเย็น กลายเป็นไอหมอกเลือนราง หนุ่มน้อยท่ามกลางการอารักขาของเหล่าองครักษ์ กวาดมองผู้คนด้วยแววตาเย็นชา น้ำเสียงราบเรียบ ท่าทีสุขุมเยือกเย็นไม่สมกับอายุ เอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่าจูเก่อเซียนเซิง (คำเรียกยกย่องต่อผู้อาวุโสแซ่จูเก่อ) ไม่พบเสียนาน

นายท่านผู้เฒ่าจูเก่อหรี่ตาสำรวจหนุ่มน้อยขึ้นๆ ลงๆ ก่อนหัวเราะเฮอะฮะ เผยซี่ฟันเหลืองเข้มเต็มปากที่แท้ก็เยียนสวินซื่อจื่อแห่งเยียนเป่ย วิกาลหนาวเหน็บ ไฉนซื่อจื่อไม่เสพสุขในจวน ฝ่าลมฝ่าหิมะแบบนี้ไม่ทราบจะไปที่ใด

เยียนสวินกล่าวอย่างไม่ลดตัวไม่ถือดีว่าลำบากจูเก่อเซียนเซิงเป็นกังวลแล้ว ทว่าเซียนเซิงอายุปูนนี้ยังออกมาชื่นชมแสงสีโคมไฟยามวิกาล ข้าไหนเลยซุกหมอนนอนหลับในจวนได้ เทศกาลซ่างหยวนทั้งที คนทั่วบ้านทั่วเมืองล้วนเฉลิมฉลอง ข้าเพียงต้องการออกมาร่วมครึกครื้นเท่านั้นเอง

โอ?” นายท่านผู้เฒ่าจูเก่อกล่าวด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายขึ้นว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ เชิญเยียนซื่อจื่อสนุกต่อ ผู้เฒ่าเราต้องขอตัวแล้วจบคำก็หันไปสั่งบ่าวกลับจวน

เดี๋ยวก่อน!” เยียนสวินไสม้าเข้าหาอีกฝ่าย กีดขวางที่ด้านหน้าของนายท่านผู้เฒ่าจูเก่อ ยิ้มพลางชี้ไปที่ฉู่เฉียวเซียนเซิงไปได้ แต่ต้องทิ้งเด็กคนนี้ไว้

ชายชราเลิกคิ้วเบาๆเยียนซื่อจื่อหมายความว่า?”

เด็กคนนี้เพิ่งทำให้ม้าของข้าตกใจหนีไป ข้าจะจับนางกลับไปลงโทษ

ชายชราได้ยินก็หัวเราะเบาๆเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เฒ่าเราชดใช้ม้าดีตัวหนึ่งให้ซื่อจื่อแล้วกัน

ม้าของซื่อจื่อเป็นม้าชั้นดีที่เยียนหวังเยล่ามาได้จากทะเลทรายตะวันตก ท่านชดใช้ไหวหรือ?”

เฟิงเหมียน หุบปาก!” เยียนสวินขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ็ดใส่เด็กรับใช้ด้านหลัง ก่อนกล่าวเสียงเคร่งขรึมว่าตระกูลจูเก่อเป็นตระกูลใหญ่แห่งราชอาณาจักร ทั้งประมุขตระกูลจูเก่อยังเป็นหนึ่งในเจ็ดของคณะมนตรี อิทธิพลบารมีกว้างขวาง แม้แต่เชื้อพระวงศ์อย่างพวกเรายังยากจะไล่หลัง แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ชดใช้ไม่ไหว เพียงแต่พ่อลูกผูกพันลึกซึ้ง ม้าจี๋เฟิงเป็นฟู่หวัง (คำเรียกบิดา) ของข้าฝึกเองกับมือ ส่งมาถึงนครเจินหวงด้วยระยะทางไกลลิบ หาใช่ม้าศึกที่หาได้ทั่วไป ดังนั้นเรื่องราวไม่อาจปล่อยผ่านโดยง่าย เมื่อหาม้าไม่เจอ ข้าก็ต้องเอาเด็กคนนี้กลับไป

เยียนซื่อจื่อ…”

จูเก่อเซียนเซิงไม่ต้องกล่าวมากความเยียนสวินตัดบทอีกฝ่าย เชิดหน้ากล่าวต่อว่าด้วยฐานะของจูเก่อเซียนเซิง หามีความจำเป็นต้องขอความเห็นใจแทนข้าทาสคนหนึ่งไม่ เรื่องนี้ข้าจะบอกกล่าวกับนายน้อยสี่จูเก่อด้วยตัวเอง ทหาร นำเด็กคนนี้ไป

ทหารคนสนิทของจวนเยียนหวังรุดขึ้นหน้าทันที ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งตรงเข้ามาผลักผู้ติดตามของนายท่านผู้เฒ่าจูเก่อจนเซ แล้วอุ้มฉู่เฉียวด้วยมือเดียว เตรียมขึ้นม้าจากไป

จูซุ่นเห็นนายท่านผู้เฒ่าจูเก่อสีหน้าเขียวอมม่วง จึงก้าวเข้าไปรั้งสายบังเหียนของเยียนสวินไว้ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ว่าเยียนซื่อจื่อ มีอันใดค่อยพูดค่อยจา…”

เสียงฟาดแส้ดังขวับ ตามติดด้วยเท้าข้างหนึ่งของเยียนสวินถีบใส่คางของจูซุ่น ร่างอ้วนเทอะทะของบุรุษถึงกับหงายหลัง จูซุ่นแผดร้องคลุกคลานบนพื้น โลหิตคำโตพ่นพรวดจากปาก พร้อมกับฟันหน้าที่เริ่มเหลืองสองซี่

เจ้ามีฐานะอันใด บังอาจชี้มือชี้ไม้ต่อหน้าข้า ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!”

เยียนสวินกล่าวเสียงเย็นเยียบ แววตาคมวาว

จูซุ่แตกตื่นตกใจ รีบคุกเข่ากับพื้น โขกศีรษะลนลาน ควรทราบว่าในแผ่นดินต้าเซี่ย เชื้อพระวงศ์เข่นฆ่าราษฎรคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น

เยียนสวินชี้แส้ใส่หน้าจูซุ่น พลางกล่าวเสียงเย็นว่าวันนี้เห็นแก่หน้าจูเก่อเซียนเซิง ละเว้นเจ้าสักครั้ง วันหน้าหากยังเสียมารยาทเช่นนี้ ต่อให้ประมุขตระกูลจูเก่อรุดมาด้วยตัวเอง ข้าก็จะเด็ดหัวสุนัขเจ้า

กล่าวจบ ไม่แม้แต่เหลือบมองตาแก่จูเก่อสักแวบ ร้องสั่งบริวารด้านหลังว่าไป!”

ขบวนม้าพลันสะบัดแส้ควบตะบึงไป ทิ้งไว้เพียงละอองหิมะปลิวคลุ้ง กลืนหายไปทางสุดปลายถนน

ชายชราจูเก่อหน้าแดงก่ำ โมโหจนมือซ้ายสั่นระริก จูซุ่นคลานเข่าเข้ามา กอดเท้าของตาแก่จูเก่อไว้แน่นนายท่านอย่าเพิ่งโมโห บ่าว…”

ไสหัวไป!” ตาแก่โทสะลุกโชน ถีบโครมที่ทรวงอกของจูซุ่น ตะคอกว่าสวะไม่ได้ความ!” จากนั้นขึ้นรถจากไปทันที

หิมะยังคงตกกระหน่ำไม่หยุด ตรอกยาวที่เงียบสงัดวังเวง ยิ่งขับเน้นความอึกทึกครึกโครมของถนนใหญ่ เมล็ดพันธุ์ที่มืดดำถูกฝังไว้ใต้กองหิมะ จูซุ่นเหม่อมองปลายถนนด้วยแววตาอำมหิต

ม้าศึกหยุดลงที่ริมฝั่งลำน้ำฉื้อสุ่ย หนุ่มน้อยที่ก่อนหน้านี้ยังทำหน้าเคร่งขรึม หันหน้ากลับมาส่งยิ้ม แล้วกล่าวว่าแม่สาวน้อย เจ้าติดค้างบุญคุณข้าอีกหนึ่งครั้งแล้ว

เด็กหญิงช้อนตาขึ้นเล็กน้อย แม้ไม่กล่าวคำ แต่ความหมายกลับชัดแจ้งข้าไม่เคยขอให้ท่านมา

เยียนสวินทำเสียงฮึดฮัดขัดใจพูดดีๆ สักคำจะตายหรือ?”

ฉู่เฉียวถลึงตาใส่เขาแวบหนึ่ง แล้วหมุนตัวผละไป

เยียนสวินตะลึงวูบ รีบถลันไปขวางหน้าเจ้าจะไปที่ใด

เด็กหญิงเลิกคิ้วสูงแน่นอนว่ากลับบ้าน

เจ้ายังจะกลับไปอีก?” หนุ่มน้อยโพล่งถามบ่าวสุนัขตัวนั้นไม่ปล่อยเจ้าแน่ ยังมีเฒ่าแซ่จูเก่อที่ขึ้นชื่อในนครเจินหวงอีกคน เจ้าอยากรนหาที่ตาย?”

ฉู่เฉียวผลักเขาออกไม่เกี่ยวกับท่าน

เยียนสวินไม่ยอมปล่อยมือ ยังจับนางไว้แน่นเจ้าเป็นอะไรของเจ้า ข้าอุตส่าห์ใจดีช่วยเจ้า เจ้ากลับพูดจากระด้างกระเดื่องเช่นนี้ เจ้าหนุ่มจูเก่อเยว่ที่ผีเข้าผีออกคนนั้นมีดีอะไร เจ้าถึงต้องมุดหัวกลับไปโดยไม่คำนึงถึงตัวเองแบบนี้

ฉู่เฉียวเงยหน้า แผนกำจัดเฒ่าจูเก่อที่ตนยอมทุ่มหมดหน้าตักถูกทำลายจนพังพินาศ ทำให้นางกรุ่นโกรธเป็นทุนเดิม จึงสลัดมือของเยียนสวินอย่างหมดความอดทน เอ่ยเสียงหนักๆ ว่าข้าไปร่ำร้องวิงวอนให้ท่านช่วยหรือ? เก็บความเมตตาของท่านไว้เถอะ ข้ารับไม่ไหว

เยียนสวินฉุนจัดจนนัยน์ตาแดงก่ำ เห็นเงาร่างเล็กๆ ของฉู่เฉียวยิ่งมายิ่งไกลลับ พลันตะโกนก้องอย่างเอาแต่ใจว่าเจ้าเด็กโง่ สมน้ำหน้าที่โดนคนอื่นรังแก ถ้าข้ายุ่งเรื่องของเจ้าอีก ข้าไม่ขอแซ่เยียน!”

ฉู่เฉียวไม่แม้แต่เหลียวหน้า ครู่ใหญ่ก็หายลับไปในกระแสชนที่ล้นหลาม

เฟิงเหมียนเดินเข้ามาอย่างประหม่า สำรวจเจ้านายน้อยของตัวเองแวบหนึ่ง เห็นซื่อจื่อตาแดงๆ ท่าทางเหมือนโมโหจนแทบร้องไห้ออกมา เฟิงเหมียนถึงกับผงะเล็กๆ

ฟานหวัง(เชิงอรรถ-*เชื้อพระวงศ์ที่มีบรรดาศักดิ์ชั้นหวัง) ที่ราชสำนักส่งไปปกครองหัวเมืองชายแดน มักต้องทิ้งผู้สืบทอดตำแหน่งเป็นตัวประกันไว้ที่นครหลวง ทั้งนี้เพื่อจำกัดอิทธิพลอำนาจของพวกเขา และเด็กน้อยซึ่งเป็นผู้สืบทอดเหล่านี้ ล้วนเติบโตอยู่ในวังวนแห่งอำนาจตั้งแต่เล็ก ความคิดและบุคลิกจึงเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัย

แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เฟิงเหมียนเห็นเจ้านายแสดงอารมณ์รักชอบโกรธเกลียดต่อคนผู้หนึ่งออกมาทางสีหน้า ท่าทางแบบนี้เหมือนกับเหมือนกับเด็กน้อยทั่วไปคนหนึ่ง

ซื่อจื่อ พวกเรากลับจวนหรือไม่?”

เฮอะ!” เยียนสวินแค่นเสียงเย็นชาแฝงโทสะ พลิกตัวขึ้นมาชักนำขบวนผู้ติดตามมุ่งหน้ากลับจวนตัวประกันตระกูลเยียน

เฟิงเหมียนเพิ่งเดินได้สองก้าว เยียนสวินหันกลับมาสั่งเด็กรับใช้เจ้าไปคฤหาสน์จูเก่อเที่ยวหนึ่ง บอกว่าจี๋เฟิงของข้าหาเจอแล้ว ให้พวกเขาอย่าลงโทษสาวใช้คนนั้น

หา?” เฟิงเหมียนอุทานตาโตซื่อจื่อ ไหนท่านบอกว่าถ้าช่วยนางอีกครั้ง ไม่ขอแซ่เยียน?”

เยียนสวินฉุนกึก ยกเท้าถีบเฟิงเหมียนจากหลังม้าเจ้าลูกวานร ลองพูดอีกครั้ง

เฟิงเหมียนครางโอดโอยสองคำ แล้วหันหัวม้าวิ่งไปทางคฤหาสน์จูเก่อ ไหนเลยกล้าพูดอีก

เยียนสวินโมโหควันออกหูได้ครู่หนึ่ง เห็นบริวารโดยรอบกำลังมองเขา จึงตะโกนขึ้นมาว่าข้าพอใจเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น!”

ทุกคนรีบหันมองกันเลิ่กลั่ก แต่ไม่กล้าเหลือบเยียนสวินอีกแม้แต่แวบเดียว แต่ละคนต่างทอดถอนในใจซื่อจื่อเพิ่งอายุสิบสาม นานๆ จะทำตัวเป็นเด็กสักครั้ง ไม่เห็นเป็นไร

เมื่อกลับถึงคฤหาสน์จูเก่อก็ดึกมากแล้ว บ่าวชายเฝ้าประตูเห็นเป็นฉู่เฉียว รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ทราบว่านางเป็นสาวใช้คนโปรดของเรือนชิงซานในเวลานี้ จึงมิได้สร้างความลำบากใจอันใด ซ้ำยังถือโคมส่องทางให้นาง

คฤหาสน์จูเก่อในยามวิกาลเงียบสงัดอย่างยิ่ง ไม่มีเสียงอึกทึกเช่นเวลากลางวัน เงียบกริบเหมือนกับกรงขังที่มืดมิด นานครั้งถึงมีเสียงนกหานยา(เชิงอรรถลักษณะคล้ายอีกา ตัวเล็ก เสียงแหลม สีดำ ยกเว้นท้องและคอเป็นสีเทา)แว่วมา แต่ก็ถูกศรปักอกตกลงมาอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เจ้านายทั้งหลายเข้าสู่ห้วงนิทรา ไม่อนุญาตให้ส่งเสียงเอะอะ แม้จะเป็นสัตว์เดรัจฉานบางตัวที่ทำผิดกฎก็ตาม

ตอนอ้อมผ่านกำแพงสูงลิบของเรือนหลันซาน ฉู่เฉียวได้ยินเสียงสะอื้นเบาหวิว คล้ายสาวใช้ที่ทำความผิดจนถูกตี กำลังแอบร้องไห้อยู่หลังกำแพงอีกฟากหนึ่ง

ฝีเท้าของฉู่เฉียวชะลอลง พระจันทร์ดวงโตแขวนค้างกลางฟ้า กลมเกลี้ยงและขาวซีด สะท้อนร่างเล็กๆ ของนางไปบนกำแพงสีแดง เห็นเป็นเงาผอมยาวชัดเจน เหมือนกับเรือนร่างที่เคยสูงระหงในอดีต เด็กหญิงแววตาเลื่อนลอย ยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว ใกล้เข้าไปทีละนิด ปลายนิ้วกลับสัมผัสได้เพียงความเย็นเยียบผืนหนึ่ง

ไอหนาวที่ร้าวระทมแล่นจับหัวใจ ในความเลือนรางชั่วพริบตา มักคิดว่าทุกสิ่งเป็นแค่ความฝันฉากหนึ่ง ขอเพียงตื่น เรื่องราวทั้งหมดล้วนไม่เคยเกิดขึ้น ศพซากที่เกลื่อนกลาด โลหิตแดงสดที่ไหลเป็นธาร ยังมีหยดน้ำตาอันโศกตรมเหล่านั้น

เสียงสะอื้นจากอีกฟากของกำแพงยังคงดำเนินต่อ เพียงแต่นางตัวเล็ก ไม่อาจปีนข้ามกำแพง ตัวเองยังเหน็บหนาว แล้วจะยื่นความอบอุ่นให้ผู้อื่นได้อย่างไร ก็เหมือนกับกองศพที่ถูกฝังใต้พื้นหิมะพวกนั้น ความรวดร้าวของนาง ช่วยอะไรไม่ได้สักนิด

ประตูใหญ่เรือนชิงซานผลักเปิดได้อย่างเหลือเชื่อ ฉู่เฉียวแปลกใจเล็กน้อย เดิมทีเตรียมใจค้างคืนในห้องเก็บฟืนไว้แล้ว คิดไม่ถึงดึกป่านนี้ประตูยังไม่ลงกลอน จูเก่อเยว่ถือว่าเป็นคนรักสุขภาพผู้หนึ่ง ยามที่ไม่ได้ไปเข้าเรียนที่โรงฝึกนายทัพ ก็จะอยู่แต่ในเรือน ตัดแต่งไม้ดอกไม้ประดับ ละเลียดชาเคล้ากลิ่นกำยานหอม และยิ่งให้ความสำคัญกับการนอน ไม่เหมือนนายน้อยอื่นๆ ในคฤหาสน์ หมกมุ่นอิสตรีตั้งแต่ฟ้ามืดยันฟ้าสาง

เพิ่งย่างเท้าเข้าเรือนอย่างเงียบกริบ โคมดวงหนึ่งก็ประชิดถึงอย่างรวดเร็ว หวนเอ๋อร์ถลาเข้ามาฉุดมือฉู่เฉียว กดเสียงค่อยเจ้าไปถึงไหนมา ข้ารอเจ้าอยู่ทั้งคืน

ฉู่เฉียวแลบลิ้นละอายใจ กล่าวว่าม้าของข้าตกใจเตลิด เพิ่งกลับมา นายน้อยเล่า? ดึกป่านนี้ไฉนยังไม่ลงกลอน

เจ้าโชคดีจริงๆหวนเอ๋อร์ยิ้มตาหยีนายน้อยอ่านหนังสืออยู่ในห้อง อ่านอยู่ค่อนคืนก็ยังไม่เรียกให้ลงกลอน และไม่เข้านอน ข้าถึงกล้ารอเจ้าอยู่นี่อย่างไรเล่า

ฉู่เฉียวพยักหน้า ขณะจะเดินไปห้องของจูเก่อเยว่ หวนเอ๋อร์กลับรั้งนางไว้ตอนนายน้อยกลับมา สีหน้าไม่สู้ดี ไม่รู้ใครยั่วโมโหท่าน นี่ก็ดึกแล้ว มีอะไรพรุ่งนี้ค่อยพูด นายน้อยก็ไม่ได้สั่งด้วยว่าเจ้ากลับมาให้ไปหา เจ้าไปนอนเถอะ ข้าไปบอกนายน้อยให้เอง

ฉู่เฉียวพยักหน้าเช่นนี้ก็ดีแล้วหมุนกายเดินกลับห้องตัวเอง

หวนเอ๋อร์รีบวิ่งไปที่เรือนกลาง รายงานไม่กี่ประโยคก็ออกมา ฉู่เฉียวเป็นสาวใช้ระดับสูง ห้องพักจึงอยู่ติดกับเรือนกลาง เด็กหญิงเพิ่งเดินถึงหน้าประตู ยังไม่ทันผลักเปิด ก็เห็นโคมในห้องทางด้านหลังวูบดับ ทั่วบริเวณตกอยู่ในความมืด

ฉู่เฉียวสะดุ้งนิดหนึ่ง ผินหน้ามองไปทางห้องของจูเก่อเยว่ ทั้งคฤหาสน์จูเก่อล้วนเข้าสู่ห้วงนิทรา พร้อมกับแสงไฟที่ดับลง ฉู่เฉียวยืนนิ่งงันบนทางเดินเนิ่นนาน ลมราตรีโชยผ่าน ฉู่เฉียวพึมพำในลำคอเบาๆ เหมือนยังได้กลิ่นคาวเลือดที่ปลายจมูก

คล้ายว่าเพิ่งหลับตาก็เข้าสู่แดนฝัน เมื่อจูเก่อเยว่ลืมตาตื่น เพิ่งได้ยินเสียงเคาะบอกเวลายามสาม เสียงเคาะทอดยาวทิ้งท้ายละมุนละไม กังวานไกลในค่ำคืนแสนสงบ

ในห้วงพริบตาหนึ่ง เขาเข้าใจว่าตัวเองฝันไป ในฝันนั้นลมวสันต์อุ่นสบาย ดอกท้อชูช่อไสว อุ้งมือของมารดาอบอุ่นราวกับน้ำในบ่อน้ำร้อน สอดผ่านเรือนผมของเขาอย่างนุ่มนวล หวีผมให้เขาอย่างคล่องแคล่ว ทว่าพริบตาถัดมา อากาศหนาวเหน็บที่บาดลึกดั่งคมมีด พลันรุกโหมเข้ามาหนักหน่วง ปลุกให้เขาสะดุ้งตื่นจากฝัน

เขาผุดลุกขึ้นนั่ง ชุดนอนขาวนวลเปียกชุ่มด้วยเหงื่อ หน้าต่างปิดไม่สนิท ลมเย็นพัดกรูเข้ามาตามรอยแยก กระทบถูกร่างทั้งหนาวทั้งเย็น กาน้ำชาบนโต๊ะเล็กข้างเตียงเย็นชืดแล้ว ขนมกุ้ยฮวาหลายชิ้นวางอยู่ในจานกระเบื้องสีขาว แม้อยู่ห่างปานนี้ ยังคงได้กลิ่นหอมจางๆ

เขาไม่รู้สึกง่วงอีก จึงสวมเสื้อคลุมและคว้าขลุ่ยยาวเลาหนึ่ง ผลักประตูเดินออกไป สาวใช้ที่รอปรนนิบัติอยู่ข้างนอกกำลังหลับอย่างหอมหวาน ไม่ถูกทำให้ตกใจสักนิด เขาสาวเท้าก้าวไป แสงจันทร์ลอดผ่านกิ่งไม้ส่องกระทบพื้นดิน เป็นเงาขาวๆ ดำๆ ประปราย เหมือนกับหิมะพร่างพรมลงมาไม่มีปี่มีขลุ่ย

สายลมเย็นจัด พัดพลิ้วแขนเสื้อ ราวกับผีเสื้อกระพือปีก เมื่อย่างผ่านลานสวนไปทางตะวันออก เบื้องหน้าสายตาคือดงเหมยอันกว้างใหญ่ไพศาล สีชมพูสีขาวสลับซ้อน ส่งกลิ่นหอมละมุนมาตามลม

คฤหาสน์ใหญ่หลังนี้ อาจบางทีมีเพียงเวลานี้ที่สงบเงียบ ปราศจากเสียงอึกทึกวุ่นวาย ฟ้าดินสุขสงบราวกับมีเขาอยู่คนเดียว เขาเดินไปทาวหอสูง เลียบขึ้นไปตามก้อนหินมืดสลัว น้ำค้างลงจัด ทางจึงลื่นเล็กน้อย เขาก้มหน้าเดินแช่มช้า คล้ายกำลังมองทาง ทั้งคล้ายมิได้มองสิ่งใด

นายน้อยสี่?”

เสียงเรียกขานอันสดใสดังขึ้น เขาเงยหน้า เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนต้นไม้ สวมชุดสีเขียวอ่อนทั้งตัว ลำคอล้อมรอบด้วยผ้าขนอูฐสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตากลมโตดำขลับกำลังมองมาทางเขา รองเท้าคู่เล็กสีเขียวใสแกว่งไกวอยู่กลางอากาศ เหมือนหญ้าจิ้งหรีดกำลังเริงร่าล้อลม

เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ถามว่าเจ้าไฉนอยู่ที่นี่

นอนไม่หลับฉู่เฉียวก็แปลกใจเช่นกันที่เห็นเขาที่นี่ จึงถามเสียงซื่อว่านายน้อยสี่ก็นอนไม่หลับเช่นกันหรือเจ้าคะ?”

จูเก่อเยว่ไม่ได้ตอบ เพียงก้าวเท้าเอื่อยเฉื่อยขึ้นหอสูง คฤหาสน์จูเก่อปลูกสร้างบนไหล่เขา มุมมองจากจุดนี้ยิ่งวิเศษ แทบจะเห็นนครเจินหวงทั้งหมดอยู่ในครรลองสายตา จันทรากลางเวหนคล้ายประดับม่านขาวไว้ชั้นหนึ่ง อาบไล้เบาๆ ทุกซอกมุมของนครเจินหวง กดข่มความผิดบาปทั้งมวลลงไป แม้แต่กำแพงเมืองหนาหนักที่แปดเปื้อนด้วยโลหิตไม่รู้กี่มากน้อย ก็ยังแลดูนุ่มนวลขึ้นหลายส่วน

ฉู่เฉียวมองดูเงาหลังที่ยืนท้าลมของเขา ชั่ววูบนั้นเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ความสงบภายหลังการสังหารหมู่ทำให้นางรู้สึกอ่อนล้า นางพิงหลังกับลำต้น เหม่อมองหนุ่มน้อยคนนั้นเงียบๆ เหม่อมองสายลมโชยพัดแขนเสื้อเขา เหมือนผีเสื้อยักษ์สองตัว กระพือปีกโบยบินต้านลมภูเขา

นายน้อยสี่ ข้าทำม้าสีแดงหายไป

จูเก่อเยว่มิได้ตอบคำ คล้ายไม่ได้ยินกระนั้น เขาถือขลุ่ยในมือ กลับมิได้เป่า เพียงยืนนิ่งๆ ครู่หนึ่งก็หมุนตัวเดินลงเขาไป

ฉู่เฉียวเห็นเช่นนั้น จึงรีบลงจากต้นไม้หมายตามไป ด้วยความรีบร้อน เท้าพลันลื่นพรืดจนเสียหลัก นางรีบกอดลำต้นมือไม้พัลวัน ได้ยินเสียงดังแควก อาภรณ์ถูกกิ่งไม้เกี่ยวขาดเป็นรูใหญ่ หลังมือถูกบาดเป็นทางยาว เลือดไหลซึมออกมา

จูเก่อเยว่ชะงักเท้า แหงนมองเด็กหญิงที่เหมือนลิงตัวหนึ่งกำลังเกาะต้นไม้ ครุ่นคิดเล็กน้อย ค่อยกางแขนออกไป

ฉู่เฉียวตะลึงวูบ ถามเสียงฉงนว่านายน้อยสี่ ท่านจะทำอะไร

โดดลงมาจูเก่อเยว่ตอบ

หา?” ขบคิดอยู่นานถึงเข้าใจความหมาย ฉู่เฉียวรีบร้องบอกว่าไม่รบกวนแล้ว ซิงเอ๋อร์ลงเองได้

จูเก่อเยว่ย่นคิ้วเบาๆ คล้ายหงุดหงิด ก่อนยืนกรานโดดลงมา

ฉู่เฉียวจนใจ ได้แต่ปล่อยมือแล้ว ร่างหล่นวูบในอ้อมแขนของจูเก่อเยว่ นางตัวเล็ก จึงถูกกอดไว้เหมือนลูกแมวน้อยตัวหนึ่ง

ไปเถอะ

ปล่อยนางลงพื้น จูเก่อเยว่เดินนำหน้าไป ฉู่เฉียวรีบวิ่งตาม ตลอดทางโอบล้อมด้วยต้นเหมย ร่วงกราวเต็มพื้น รองเท้าย่ำไปบนพื้นหิมะอ่อนนุ่ม ทิ้งรอยเท้าตื้นๆ สองสาย

เมื่อกลับถึงเรือนชิงซาน บ่าวในเรือนทั้งหมดล้วนตื่นแล้ว กำลังวิ่งหาพวกเขาสองคนอย่างร้อนใจ จูเก่อเยว่ไม่พูดมาก ตรงดิ่งเข้าห้องทันที

หวนเอ๋อร์วิ่งมาถามฉู่เฉียวในห้องสองสามคำ ขณะนั้นมีสาวใช้คนหนึ่งเข้ามารายงานว่านายน้อยถูกลมหนาวไม่สบาย ส่งคนไปตามหมอแล้ว คนทั้งเรือนชิงซานพลันวิ่งวุ่นขึ้นมา หวนเอ๋อร์นำสาวใช้หลายคนช่วยกันต้มน้ำซักผ้าเช็ดหน้า กระทั่งหมอมาถึง ตรวจชีพจรและเขียนใบสั่งยาเสร็จ ทั้งหมดค่อยโล่งใจ

ฉู่เฉียวกินของว่างมื้อค่ำนิดหน่อย ขณะเตรียมตัวนอน พลันได้ยินเสียงเคาะประตู เมื่อเปิดออก เห็นเป็นหวนเอ๋อร์ยืนอยู่ ด้านหลังยังมีผู้ใหญ่อายุราวห้าสิบเศษอีกคน ได้ยินหวนเอ๋อร์พูดว่าซิงเอ๋อร์ นายน้อยบอกว่าเจ้าโดนต้นไม้เกี่ยวเป็นแผล พอดีหมออยู่ที่นี่ จึงให้มาตรวจเจ้าด้วย

ฉู่เฉียวตะลึงนิดหนึ่ง ก่อนเบี่ยงตัวให้หมอเข้ามาทำแผล เมื่อเรียบร้อย หวนเอ๋อร์ก็กล่าวขึ้นอีกยังมี นายน้อยบอกว่าพรุ่งนี้เช้าท่านจะนอนต่ออีกหน่อย พวกเราไม่ต้องตื่นมาทำงานแต่เช้าก็ได้

ฉู่เฉียวพยักหน้ารับคำ หวนเอ๋อร์ก็ออกไปอย่างเบิกบานใจ แสงจันทร์สลัว สาดส่องทั่วลานอันเงียบสงบ ราวกับปกคลุมด้วยน้ำค้างชั้นหนึ่ง

รุ่งเช้าถัดมาไปรับใช้จูเก่อเยว่ นายน้อยสี่ที่เป็นผู้ใหญ่ก่อนวัยท่านนี้กลับไม่อยู่ในห้อง ฉู่เฉียวคิดว่าตนทำม้าหายไป อย่างไรก็ต้องบอกกล่าวเขาสักคำ ขณะไปถามหาคน กลับเห็นจูเก่อเยว่ในชุดนักรบสีดำทั้งตัว เดินถือกระบี่เข้ามาในลาน ด้านหลังมีผู้ติดตามเป็นพรวน บุคลิกองอาจมากบารมี ฉู่เฉียวกลับไม่เคยเห็นท่าทางเช่นนี้มาก่อน จูเฉิงที่บนแขนมีเสื้อคลุมกันลมคล้องอยู่ ซอยเท้าวิ่งตามมาด้านหลัง

หวนเอ๋อร์และสาวใช้อื่นๆ รีบวิ่งมา ยกน้ำชาให้จูเก่อเยว่ จุดเครื่องหอม ทำความสะอาดมือไม้ เตรียมของสำหรับอาบน้ำ

ฉู่เฉียวถอยมายืนข้างประตูใหญ่ เห็นจูเก่อเยว่นั่งลงค่อยเดินเข้าไปกล่าวว่านายน้อยสี่ บ่าวทำม้าสีแดงหายไป

อืมจูเก่อเยว่ส่งเสียงในคอเบาๆ ถือเป็นการรับรู้แล้ว จากนั้นรับน้ำชาจากหวนเอ๋อร์มาดื่มคำหนึ่ง ค่อยหันไปกล่าวกับบ่าวอีกคนว่าไปเอากล้วยไม้โม่หลันที่เพิ่งส่งมาเมื่อวานเข้ามาสองกระถาง แล้วเอาเตากำยานออกไป ดมแล้วเคืองจมูก

บ่าวรับคำแล้วล่าถอยออกไปอย่างเร็ว ฉู่เฉียวยืนอยู่ที่เดิม เห็นจูเก่อเยว่ไม่มีวี่แววทำโทษนาง ก็รู้จักกาลเทศะและไม่พูดอีก ขณะจะเดินออกไปเงียบๆ พลันได้ยินจูเก่อเยว่วางถ้วยชา แล้วชี้มาที่นางซิงเอ๋อร์ เจ้ารอก่อน

ฉู่เฉียวกระตุกวูบในใจ แอบคิดว่าสมควรมายังคงต้องมาแต่กลับได้ยินจูเก่อเยว่กล่าวว่าอีกเดี๋ยวเจ้าตามจูเฉิงออกไป เลือกองครักษ์ที่หน่วยก้านดีสักคน สอนเจ้าขี่ม้า

หา?” ฉู่เฉียวกับจูเฉิงตกตะลึงอุทานเป็นเสียงเดียว

จูเก่อเยว่เลิกคิ้ว ตามด้วยขมวดคิ้วเรียวงามเบาๆ กล่าวด้วยสีหน้าหงุดหงิดว่าทำไม มีปัญหาอะไรหรือ

ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาขอรับจูเฉิงปีนี้อายุสิบเจ็ด เป็นคนสนิทติดตามของจูเก่อเยว่ตั้งแต่เล็ก ย่อมทราบนิสัยพูดหนึ่งไม่พูดสองของเจ้านายดี  จึงรีบกล่าวเอาใจบ่าวจะพาแม่นางซิงเอ๋อร์ไปเดี๋ยวนี้

จูเก่อเยว่เงยหน้าอย่างสงสัย ย่นคิ้วมองจูเฉิงซิงเอ๋อร์เพิ่งแปดขวบ แม่นางอันใดกัน

ใช่ๆ บ่าวจะพาเอ่อซิงซิงเอ๋อร์…” จูเฉิงที่ปกติสมองไว ชั่ววูบนั้นถึงกับหาคำเรียกขานเด็กหญิงไม่เจอ ลิ้นจุกปากอยู่นานสองนาน ยังคงอ้ำๆ อึ้งๆ นึกคำไม่ออกอยู่นั่นเอง

จูเก่อเยว่โบกมือตัดรำคาญเอาเถอะ ไสหัวไปได้แล้ว ยืดหลังให้ตรงแล้วค่อยเดิน อย่าให้คนนอกเข้าใจว่าบ่าวไพร่ของเรือนชิงซานข้าเป็นอูฐกันหมด

ขอรับ ขอรับ

ฉู่เฉียวยืนอยู่ที่เดิม รูปร่างเล็กๆ สวมชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อน ท่อนบนเป็นเสื้อกั๊กเข้ารูปหนังจิ้งจอก แลดูสดใสน่าเอ็นดู เห็นเช่นนั้นก็โค้งคำนับจูเก่อเยว่คราหนึ่ง กล่าวเสียงอ่อนหวานว่าซิงเอ๋อร์ขอบคุณนายน้อยสี่

จูเก่อเยว่ไม่แม้แต่เงยหน้า เพียงโบกมือเบาๆ

ฉู่เฉียวกับจูเฉิงถอยออกจากห้อง จูเฉิงพินิจเด็กน้อยด้วยความฉงน เห็นฉู่เฉียวเงยมองเขา พลันยิ้มกว้างกล่าวว่าแม่นางซิงเอ๋อร์ พวกเราไปกันเถอะ

ฉู่เฉียวหัวเราะคิก แล้วเดินนำออกจากเรือนชิงซาน

แม่นางซิงเอ๋อร์ นี่เป็นคนที่ข้าคัดเลือกมา พวกเขาล้วนชำนาญด้านขี่ม้า เจ้าเลือกเองคนหนึ่งแล้วกัน

ฉู่เฉียว จูเฉิงและคนอื่นๆ ยืนอยู่บริเวณเชิงเขาของดอยฝึกม้า เด็กหญิงแปดขวบแหงนหน้านิดหนึ่ง มองดูบุรุษร่างล่ำที่ยืนเรียงแถวตรงหน้าตัวเอง เหล่าผู้คุ้มกันประจำคฤหาสน์จูเก่อที่ปกติจะคอยตะคอกด่าบรรดาบ่าวเล็กบ่าวน้อย ยามนี้ใบหน้าประดับรอยยิ้ม ท่าทางนอบน้อม คนที่ไม่รู้ อาจเข้าใจว่าปกติพวกเขาเป็นคนเปี่ยมเมตตาปราณี

ฉู่เฉียวสืบเท้าก้าวเล็กๆ เดินผ่านหน้าเหล่าบุรุษทีละคน ฉับพลันนั้น เด็กหญิงตาเป็นประกาย จ้องมองอย่างมีเลศนัย มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มนิดๆ ชี้ไปที่ชายฉกรรจ์สีหน้าตื่นกลัวคนหนึ่ง แล้วหัวเราะกล่าวว่าข้าเลือกคนนี้

แม่นางซิงเอ๋อร์บุรุษยิ้มหวานเยิ้ม ในรอยยิ้มเต็มไปด้วยแวววิตกที่ปิดไม่อยู่ เด็กหญิงอายุแปดขวบหยัดยืนเหนือเนิน ในชุดขาวสะอาดทั้งตัว ดวงตาเป็นประกายวาววับ จิ้มลิ้มน่ารักเป็นที่สุด

เชิญท่านเลือกม้า

ฉู่เฉียวกวาดมองอาชาพ่วงพีสิบกว่าตัวตรงหน้า เพียงเห็นทั้งหมดเป็นแค่ลูกม้าที่ยังไม่ติดเกือก สีขนสะอาด มองก็รู้ว่าถูกเลี้ยงอยู่ในคอกไม่เคยออกจากประตู เด็กหญิงย่ำไปบนพื้นหิมะช้าๆ เขย่าบังเหียนไปมา แสร้งทำเสียงห้วนดุข้าไม่เอาลูกม้า ข้าจะขี่ม้าตัวใหญ่

ผู้คุ้มกันทางด้านข้างลอบสบสายตาอย่างลำบากใจ ขณะจะเอ่ยปาก ซ่งเหลียนรีบห้าม แล้วผงกศีรษะค้อมเอวกล่าวว่าแม่นางซิงเอ๋อร์จะขี่ม้าตัวใหญ่ ไม่ใช่เรื่องยากอันใด พวกเจ้าลงไปจูงม้าชั้นดีขึ้นมา จำไว้ เอาตัวใหญ่

ซ่งเหลียนจงใจเน้นน้ำเสียงที่คำว่าใหญ่  ผู้คุ้มกันสองนายรับรู้ความนัย รีบลงไปจูงม้า

พักหนึ่งผ่านไป อาชาสูงใหญ่ห้าตัวถูกจูงออกมา ฉู่เฉียวเพียงมองแวบหนึ่งก็รู้ว่าเป็นม้าชรา จะวิ่งได้หรือไม่ยังเป็นปัญหา ยามนั้นกลับมิได้เปิดโปงออกมา เพียงหมุนตัวกล่าวกับซ่งเหลียนว่า

ม้าพวกนี้ดูแข็งแรงกำยำ ข้าอายุยังน้อย ไม่เคยขี่ม้าตัวใหญ่ขนาดนี้ รบกวนผู้คุ้มกันซ่งแสดงให้ดูสักรอบหนึ่ง ให้ข้าได้เปิดหูเปิดตา

ซ่งเหลียนคิ้วผูกเป็นปมแน่น หน้าเสียในบัดดล จูเฉิงเร่งรัดเสียงฉงนรีบไป คงไม่ใช่ขี่ม้าไม่เป็นกระมัง?  แล้วเมื่อครู่แย่งจะมาให้ได้

ซ่งเหลียนขมขื่นในใจแต่พูดไม่ออก ลอบคิดว่าถ้ารู้ว่าคนที่ข้าต้องมารับใช้คือแม่นางน้อยคนนี้ ตีข้าให้ตายก็ไม่มาพลางเดินไปที่ม้าแก่ ยื่นมือลูบหัวที่จะหลับมิหลับแหล่ของมัน ตบอีกสองที จากนั้นเหยียบโกลนอย่างระมัดระวัง ราวกับเหยียบบนม้ากระดาษ เกรงว่าออกแรงเล็กน้อยก็จะพังยับ

เมื่อออกแรงกระตุ้น ม้าก็ใจสู้ สี่เท้าแม้จะสั่นแต่ไม่ถึงกับล้มแผละ ซ่งเหลียนถอนใจโล่งอก ยิ้มกล่าวว่าวันนี้หิมะตกหนัก แม่นางซิงเอ๋อร์ยังเล็ก พวกเราแค่เรียนวิธีขึ้นม้าก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเรียนควบม้า

จูเฉิงอ้าปากจะพูด ฉู่เฉียวพลันขึ้นหน้า ตบตะโพกม้าเต็มแรงพูดมาก ควบให้ดูรอบหนึ่งก่อน!”

เพียงได้ยินเสียงดังพรืด ตะโพกม้าถูกตบ ไม่เพียงไม่ควบออก กลับขาอ่อนทรุดฮวบลงไป ซ่งเหลียนกระเด็นหวือ หัวทิ่มพื้น ปักกองหิมะ

เหล่าผู้คุ้มกันแตกตื่นลนลานวิ่งไปดู จูเฉิงขมวดคิ้วมองม้าที่นอนหายใจฟืดฟาดบนพื้น กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่านี่หรือม้าชั้นดี ข้าว่าพวกเจ้าไม่เห็นคำสั่งของนายน้อยสี่อยู่ในสายตามากกว่า

ผู้น้อยมิกล้าซ่งเหลียนคลานลุกขึ้นผู้น้อยไม่มีความคิดเช่นนั้นเด็ดขาด เพียงแต่แม่นางซิงเอ๋อร์ยังเล็ก พวกเราไหนเลยกล้าจูงม้าศึกที่คึกคะนองออกมา

จูเฉิงพยักหน้า กล่าวว่าคำพูดกลับพอมีเหตุผลอยู่บ้าง ซิงเอ๋อร์ เจ้ายังเล็ก ขี่ม้าเด็กไปก่อน ได้หรือไม่?”

พี่จูเฉิงให้ขี่ม้าเด็ก ซิงเอ๋อร์ก็ขี่ม้าเด็กฉู่เฉียวเชิดคาง ดวงหน้าอ่อนใส ดวงตาทอประกาย ท่วงท่าน่ารักน่าเอ็นดู

จูเฉิงหัวใจพองโต แต่หันไปถลึงตาใส่ซ่งเหลียนยังไม่รีบไปจูงม้า!”

ซ่งเหลียนเดินกะเผลกจูงม้ามา พยุงฉู่เฉียวขึ้นม้าภายใต้เสียงกำกับของจูเฉิง เด็กหญิงก้มศีรษะยิ้มระรื่นพี่ชายท่านนี้ ข้ายังขี่ม้าไม่เป็น ท่านช่วยจูงสายบังเหียนให้ข้าที พวกเราค่อยๆ เดินรอบหนึ่ง

ซ่งเหลียนอยากให้เป็นเช่นนั้นใจแทบขาด จึงรีบพยักหน้ารัวๆ ลูกม้าตัวนี้เชื่องยิ่งนัก เดินตามหลังซ่งเหลียนอย่างแช่มช้า ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็เดินไกลออกไปร้อยกว่าก้าว ซ่งเหลียนเงยหน้าส่งยิ้มเอาใจแม่นางซิงเอ๋อร์ ม้าตัวนี้ไม่เลวกระมัง มันเพิ่งเกิดได้ไม่นาน คราก่อนคุณหนูเจ็ดร้องจะเอา ข้ายังไม่ยอมให้ หากแม่นางชอบ ก็ยกให้แม่นางแล้วกัน

ม้าที่คุณหนูเจ็ดชื่นชอบ ซิงเอ๋อร์ไหนเลยรับไว้ได้ ทำแบบนี้ไม่เหมาะ

ซ่งเหลียนรีบฉีกยิ้มแม่นางพูดอะไรเช่นนั้น คุณหนูเจ็ดแม้เป็นธิดาแท้ๆ ของนายท่าน แต่พูดถึงฐานะแล้ว ต่างจากนายน้อยสี่ราวฟ้ากับเหว แม่นางเป็นคนโปรดของนายน้อยสี่ เทียบกันแล้ว ฐานะยังสูงส่งกว่าพวกนางมากนัก

เช่นนั้นหรือ?” เด็กหญิงยิ้มพราย แล้วกล่าวข้ากลับไม่รู้สักนิดว่าตัวเองฐานะสูงส่งปานนั้น จะอย่างไรเมื่อไม่นานมานี้ ข้ายังโดนพวกท่านผู้คุ้มกันทุบตีตามใจชอบอยู่เลย

ซ่งเหลียนหน้าซีดเผือดทันใด แววตาของฉู่เฉียวสาดประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง ก่อนชักลูกศรจากปลอกแขนของซ่งเหลียน แทงใส่สะโพกม้าเต็มแรงด้วยความเร็วระดับไม่ทันตั้งตัว ม้าน้อยตื่นตระหนก แผดร้องเสียงแหลม ยกขาถีบซ่งเหลียน แล้ววิ่งตะบึงขึ้นหน้าไม่คิดชีวิต!

เด็กหญิงตื่นตกใจแหกปากดังลั่นผู้คุ้มกันซ่ง! ท่านทำอะไร

จูเฉิงและคนอื่นๆ เห็นม้าน้อยวิ่งเตลิดไกลลิบ แต่ละคนสีหน้าแตกตื่น ตะโกนเรียกโหวกเหวกพลางวิ่งเข้ามา ทว่าไหนเลยกวดทันเดรัจฉานสี่เท้าตัวนั้น

อาชาพ่วงพีสิบกว่าตัวห้อตะบึงตามติด ฉู่เฉียวแสร้งทำท่าหวาดกลัวสุดขีด สายตากลับสอดส่าย แสวงหาทางลงที่ปลอดภัย

จังหวะนั้น ม้าหวงเปียว(เชิงอรรถ-*ม้าสีเหลืองที่แซมด้วยจุดขาว) ตัวหนึ่งพลันทะยานจากฟ้า จูเก่อเยว่ใบหน้ากระจ่างใส แววตาคมกริบ ริมฝีปากแดงสดกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย สวมชุดยาวสีม่วงเข้มปักลายบุปผาราตรี ควบม้าตะบึงมา ชักกระบี่ปานสายฟ้า เสือกแทงที่หว่างตาของลูกม้า ลูกม้าถูกจู่โจมกะทันหัน ยิ่งร้องเสียงแหลมกึกก้อง ขาหน้ายกสูง สะบัดหัวอย่างคลุ้มคลั่ง

ขณะเดียวกัน แส้อ่อนเส้นหนึ่งพลันโฉบผ่านหน้า เกี่ยวรัดเอวบางของฉู่เฉียว ตวัดร่างนางร่วงลิ่ว

เฮอะๆ หวาดเสียว หวาดเสียวเยียนสวินในชุดแพรสีเขียวทะเลสาบ ใบหน้าหมดจดชวนมอง โอบฉู่เฉียวไว้ด้วยรอยยิ้มกริ่ม ในน้ำเสียงแฝงแววเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ

จูเก่อเยว่ถอนลูกศรบนตะโพกของม้าน้อย หันไปถลึงตาดุดันใส่ซ่งเหลียน กล่าวกับบ่าวข้างตัวว่าลากมันออกไป ส่งให้จูชีที่เรือนคุมกฎ

องครักษ์สองนายพุ่งปราดเข้ามา จับซ่งเหลียนมัดอย่างรวดเร็ว บุรุษแหกปากลั่นนายน้อยสี่ ไม่ใช่…”

พริบตานั้น ปรากฏเสียงดังพลั่ก เยียนสวินถลันเข้ามา วาดเท้าเตะใส่ ฟันเต็มปากของซ่งเหลียนแหลกเละ กลายเป็นมีปากแต่ยากจะกล่าวในบัดดล จูเก่อเยว่คิ้วขมวดมุ่น หันหน้ากลับมา หรี่ตามองเยียนสวิน

บ่าวไพร่เช่นนี้ ถ้าเป็นจวนเยียนหวังได้จับไปตัดหัวนานแล้ว ไหนเลยให้โอกาสมันเล่นลิ้นเยียนสวินหัวเราะคำหนึ่ง กล่าวต่อว่านายน้อยสี่ใจดีเกินไป เยียนสวินกระทำข้ามหน้าข้ามตา นายน้อยสี่อย่าได้ถือสา

จูเก่อเยว่กล่าวเสียงราบเรียบว่ามิกล้า เยียนซื่อจื่อฝีมือร้ายกาจ ก่อนนี้ที่โรงฝึกนายทัพ นับว่าข้าสายตาเลอะเลือนแล้ว

เยียนสวินโบกมือ ยิ้มพลางกล่าวว่าก็แค่วางท่าสวยงามเท่านั้น ไหนเลยเทียบเทียมนายน้อยสี่ที่นำทัพอย่างอาจหาญได้

จูเก่อเยว่ไม่กล่าวต่อ เพียงโบกมือคราหนึ่ง บริวารทั้งหลายก็คุมตัวซ่งเหลียนที่เลือดกบปากออกไป

เยียนซื่อจื่อ วันนี้ต้องขอบคุณที่นำม้าที่หายไปมาส่งถึงเรือนชาน เพียงแต่วันหน้าเรื่องราวเล็กน้อยเช่นนี้ยังคงมอบหมายบ่าวไพร่จัดการก็ใช้ได้ ไยต้องลำบากรุดมาด้วยตนเอง เดิมตั้งใจชวนท่านอยู่ทานอาหารง่ายๆ สักมื้อ แต่ทราบว่าซื่อจื่อธุระรัดตัว ข้าน้อยยังคงไม่รบกวน จูเฉิง ส่งเยียนซื่อจื่อ

เยียนสวินยิ้มไม่ใส่ใจ กล่าววาจาตามมารยาทกับจูเก่อเยว่สองสามคำ แล้วหมุนกายจากไป ขณะที่ล่วงผ่านข้างกายฉู่เฉียว พลันก้มกระซิบเบาๆเด็กน้อยอันร้ายกาจ ทำร้ายผู้คนอีกแล้ว

ฉู่เฉียวสะดุ้งเงยหน้าขึ้น เห็นเยียนสวินยิ้มจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่าร่างตั้งตระหง่าน สีหน้าสุขุม บุคลิกราวกับโตเป็นผู้ใหญ่แล้วกระนั้น ไหนเลยเหมือนกับคุณชายเจ้าสำราญหน้าทะเล้นเมื่อครั้งที่อยู่กับนาง

ซิงเอ๋อร์สุ้มเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง เด็กหญิงหันกลับไป เพียงเห็นจูเก่อเยว่ใบหน้าบึ้งตึง กล่าวเนิบๆ ว่าตามข้ากลับไป

ฉู่เฉียวถอนใจนิดหนึ่ง โชคร้ายจริงๆ โดนจับได้คาหนังคาเขา รีบคิดก่อนดีกว่าจะรับมือจิ้งจอกน้อยตัวนี้อย่างไร

เด็กหญิงแปดขวบเดินหน้าละห้อยตามหลังจูเก่อเยว่ ในสมองเริ่มเรียบเรียงเรื่องโศกเศร้ารันทดในอดีตของตัวเองอย่างเร็วรี่ แต่กลับไม่เห็นแววตาของจูเก่อเยว่ที่เดินอยู่ข้างหน้า ในความเคร่งขรึมแฝงแววกระหยิ่มแบบเด็กๆ ไว้สองส่วน เพียงไม่ทราบว่ากระหยิ่มยิ้มย่องเรื่องอะไร

บทที่ 9 ขอคว่ำอีกรอบ

ภายในห้อง ความเงียบทอดยาว ลมแผ่วโชยเข้ามาจากนอกหน้าต่าง กล้วยไม้โม่หลันบนซุ้มดอกไม้ที่เพิ่งส่งมาไม่นานส่งกลิ่นหอมชื่นจางๆ

เด็กหญิงยืนนิ่งงันอยู่ด้านล่าง ทว่าเวลายาวนานเกินไป นานจนนางเกือบคิดว่าคนข้างบนหลับไปแล้ว ทนไม่ไหวจึงเงยหน้าชำเลืองแวบหนึ่ง กลับประสานกับดวงตาดำจัดดุจน้ำหมึกในบึงลึกที่มองลงมาพอดี

เมื่อไม่อาจแสร้งเป็นไม่เห็น ฉู่เฉียวจึงเลียปากเล็กน้อย แล้วร้องเรียกเบาๆนายน้อยสี่

แต่งเรื่องมาหลอกข้าเสร็จแล้ว?”

จิ้งจอกน้อยจริงๆ ฉู่เฉียวหนาววูบในใจ แต่ต่อหน้ากลับคุกเข่าลงอย่างหวั่นหวาด รีบกล่าวว่าซิงเอ๋อร์มิบังอาจโกหกเจ้าค่ะ

เช่นนั้นหรือ?” จูเก่อเยว่หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวไหนลองว่ามา

เดือนก่อน ซิงเอ๋อร์กับเด็กทาสกลุ่มหนึ่ง โดนนายน้อยใหญ่นำตัวไปที่คอกล่าสัตว์ สุดท้ายสุดท้ายมีแค่ซิงเอ๋อร์ที่รอดกลับมา หลังจากนั้นซิงเอ๋อร์ก็กลัวมาก อาศัยช่วงพักรักษาตัว เก็บข้าวของเตรียมหนี

หนี?” จูเก่อเยว่เลิกคิ้วนิดหนึ่งเจ้าจะหนีไปที่ใด

เด็กหญิงตอบเสียงอ่อยว่าบ่าวก็ไม่ทราบ แค่ไม่อยากรอความตายอยู่ในนี้ นายน้อยอาจคิดว่าซิงเอ๋อร์เนรคุณ แต่หนึ่งคนมีชีวิตเดียว ชีวิตของซิงเอ๋อร์อาจไม่มีค่าในสายตาผู้อื่น แต่ในสายตาของซิงเอ๋อร์กลับล้ำค่ายิ่งนัก ตอนที่ซิงเอ๋อร์เตรียมหนีออกไป พวกผู้คุ้มกันพบเห็นเข้า จึงถูกเฆี่ยนตียกใหญ่ วันนี้เขาเห็นบ่าว กลัวว่าบ่าวจะล้างแค้น ดังนั้นอยากลงมือก่อน

เช่นนั้นหรือ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มันช่างขวัญกล้าจริงๆจูเก่อเยว่ดื่มชาคำหนึ่ง ค่อยกล่าวเสียงราบเรียบว่าเจ้าความจำไม่เลว

ฉู่เฉียวถึงกับสะอึก เห็นแววตาจูเก่อเยว่สาดประกายคมกล้า เหมือนอสรพิษร้ายตัวหนึ่ง จึงก้มหน้ากล่าวว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่นาน ดังนั้นซิงเอ๋อร์จำได้ดี

จูเก่อเยว่พยักหน้า ก่อนกล่าวเช่นนั้น เรื่องที่จิ่นซือจิ่นจู๋ยุยงให้ข้าฆ่าหลินซี เรื่องที่จูซุ่นเอาคนในครอบครัวเจ้าส่งให้คนอื่น เรื่องที่มีคนเข่นฆ่าพี่สาวน้องสาวของเจ้า เจ้าจำได้หรือไม่?”

ฉู่เฉียวใจกระตุกวูบ แต่มิได้เงยหน้าขึ้น เพียงโขกศีรษะกับพื้น สะอื้นไห้ออกมาเมื่อกล่าวนายน้อย ซิงเอ๋อร์ล้วนจำได้ทั้งสิ้น แต่ซิงเอ๋อร์ตระหนักในฐานะและหน้าที่ของตัวเองดี ยิ่งตระหนักในความสามารถอันน้อยนิดของตัวเอง

เจ้าหมายความว่า วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อปีกกล้าขาแข็ง ก็จะแก้แค้น ถูกหรือไม่?”

เด็กหญิงเงยหน้าฉับพลัน แหงนมองด้วยแววตาพรั่นพรึงนายน้อยสี่!”

ไม่ต้องปฏิเสธ ปราดแรกที่ข้าเห็นเจ้า ก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่เด็กน้อยที่ความคิดตื้นเขินคนหนึ่งแน่นอน ในแววตาของเจ้าซุกซ่อนอะไรไว้มากมาย ข้ามองเห็น

เด็กน้อยน้ำตาคลอคลอง เม้มปากก่อนกล่าวว่านายน้อยคิดว่าซิงเอ๋อร์จะทำอะไร คิดว่าซิงเอ๋อร์จะไปฆ่าคน? หรือคิดว่าพี่จิ่นจู๋จิ่นซือล้วนเป็นซิงเอ๋อร์ให้ร้ายจนตาย? ซิงเอ๋อร์อายุยังน้อย ต่อให้เคียดแค้นในใจบ้าง แต่ก็ทราบดีว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ตระกูลจิงบ้านแตกสาแหรกขาด บ้างตายบ้างพลัดพรากในชั่วคืน ซิงเอ๋อร์ก็เปลี่ยนจากคุณหนูสูงศักดิ์กลายเป็นข้าทาสชั้นต่ำ หากกล่าวว่าโกรธแค้น ซิงเอ๋อร์ไยมิใช่สมควรโกรธแค้นจักรพรรดิในวังเซิ่งจิน ไยมิใช่สมควรโกรธแค้นคณะมนตรีที่ออกคำสั่งลงมา ไยมิใช่สมควรโกรธแค้นกองทัพหวงเทียนที่ตรวจยึดบ้านของซิงเอ๋อร์? นายน้อย ซิงเอ๋อร์ไม่มีความเก่งกล้าปานนั้น เพียงต้องการมีชีวิตสืบไป สิ่งเหล่านั้นหนักหน่วงเกินกำลัง ซิงเอ๋อร์แบกรับไม่ไหว

เด็กหญิงโขกหน้าผากกับพื้น แผ่นหลังเล็กบางตั้งตรง ทว่าสองไหล่เล็กๆ นั้นกลับไหวสะท้านไม่หยุด คล้ายหวาดกลัวสุดขีด อยากร้องไห้แต่ไม่กล้าร้องออกมา

สายตาของจูเก่อเยว่พินิจวนเวียนอยู่บนร่างของเด็กหญิง ความคมกล้าฉายชัดในดวงตา สุดท้ายค่อยอ่อนแสงลงท่ามกลางเสียงสะอื้นสุดระทมขมขื่นของนาง

จูเก่อเยว่วางถ้วยชา เอนหลังพิงพนัก กล่าวเสียงเฉื่อยชาว่าเจ้าลุกขึ้นเถอะ

เด็กหญิงเม้มปากแน่น ตาแดงก่ำเบิกโพลง หยาดน้ำอาบคลอ

จูเก่อเยว่มองเด็กหญิงตรงหน้าแวบหนึ่ง เห็นนางตัวเล็กจ้อย ดวงหน้าชมพูใส มือน้อยกำแน่น อยากหลั่งน้ำตาแต่ก็อดกลั้นไว้สุดฤทธิ์ ท่าทางน่าเวทนายิ่งนัก จึงอดถอนใจเบาๆ มิได้ ในใจคิดว่าข้าคงเจอเรื่องหลอกลวงมากเกินไป ถึงได้ตื่นตูมไปเอง ระแวงกระทั่งเด็กน้อยตัวแค่นี้

เอาล่ะ ถือว่าข้าทำร้ายจิตใจเจ้า อยากร้องก็ร้องเถอะ

นี่ถือเป็นการขอโทษกลายๆ กระมัง ด้วยนิสัยของจูเก่อเยว่ มีหรือเคยเกรงใจคนอื่นเช่นนี้มาก่อน แต่เด็กหญิงกลับยืนอยู่ที่เดิมอย่างดื้อดึง ปากเม้มสนิท สองตาเบิกกว้าง อย่างไรก็ไม่ยอมหลั่งน้ำตาสักหยด

จูเก่อเยว่พานหงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ โบกมือแล้วกล่าวว่าออกไปเถอะ อย่ามายืนเกะกะลูกตา

ฉู่เฉียวหมุนตัวกระฟัดกระเฟียด ไม่พูดอะไรสักคำก็ตั้งท่าออกไป

หยุดตรงนั้น!”

จูเก่อเยว่ตวัดเสียงเย็นจัด ฉู่เฉียวหยุดยืนนิ่งตามสั่ง เพียงแต่ไม่หันกลับมา

จูเก่อเยว่หยิบขวดกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ใบหนึ่งจากลิ้นชักข้างตัว เดินมาช้าๆ ยื่นมือจับไหล่ของฉู่เฉียว หมายหมุนร่างนางกลับมา แต่นิ้วมือกลับรู้สึกได้ถึงแรงทิฐิที่ดึงดัน จูเก่อเยว่เลิกคิ้วมอง เห็นเด็กหญิงเกร็งตัวขืนแรงเต็มที่ อย่างไรก็ไม่ยอมหัน

จูเก่อเยว่จะอย่างไรก็แก่กว่านางหลายปี สองมือกดแน่นบนไหล่นาง ออกแรงเล็กน้อย บังคับให้เด็กหญิงหมุนตัวกลับมา

ดวงหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและแววน้อยเนื้อต่ำใจปรากฏขึ้นแก่สายตาจูเก่อเยว่ ฉู่เฉียวนัยน์ตาแดงช้ำ พอเห็นเขา น้ำตาก็พรั่งพรูอย่างห้ามไม่อยู่

เอาล่ะ ไม่ต้องร้อง ก็แค่ว่ากล่าวไม่กี่คำหนุ่มน้อยขมวดคิ้วเจ้าทำผิดเอง หรือยังไม่ยอมให้ผู้อื่นตำหนิ?”

บ่าวทำผิดที่ใด เป็นนายน้อยให้บ่าวไปเรียนขี่ม้าชัดๆ บ่าวก็เรียนของบ่าวดีๆ มิได้หาเรื่องใครแม้แต่น้อยเด็กหญิงแปดขวบบันดาลโทสะออกมา เถียงเจ้านายตัวเองเสียงแข็ง ตัดพ้อพลางสะอื้นไห้ น้ำมูกน้ำตาไหลย้อยเข้าปาก

จูเก่อเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ล้วงผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อเช็ดน้ำตาบนแก้มให้เด็กหญิง มือไม้เก้งก้างอย่างยิ่ง พลางกล่าวว่ายังจะเถียงอีก เจ้าทำม้าของข้าหาย วันนี้ยังทำให้ม้าชั้นหนึ่งจากทะเลทรายตายไปอีกตัว ยังบอกว่าตัวเองไม่ผิด

ไม่ใช่ ไม่ใช่ผู้อื่นอยากขี่ม้า อีกอย่างเยียนซื่อจื่อ เยียนซื่อจื่อก็เอาม้าที่หายไปกลับมาส่งแล้ว บ่าวได้บ่าวได้ยินเด็กหญิงแย้งไม่เลิก น้ำตาก็หยดเป็นทาง ไม่ช้าผ้าเช็ดหน้าของจูเก่อเยว่ก็เปียกชุ่ม จูเก่อเยว่จะไปหยิบผืนใหม่ พลันพบว่าเด็กหญิงจับมือเขา แล้วสั่งน้ำมูกบนผ้า

จูเก่อเยว่ถึงกับผงะ ปากอ้าตาค้างมองดูผ้าเช็ดหน้าที่เลอะเป็นหย่อมๆ เหนียวๆ ผืนนั้น ได้ยินเด็กหญิงพูดต่อแล้วม้าที่ตายวันนี้ ก็เป็นนายน้อยฆ่ามันเอง

เฮอะ หาข้ออ้างเก่งนัก

เด็กหญิงก้มหน้า พึมพำอย่างขัดใจว่าผู้อื่นพูดความจริง

แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ตกกระทบเหนือบ่าของทั้งสอง เด็กหญิงตัวเล็ก ต่อให้ยืนตรงก็แค่เสมอไหล่ของหนุ่มน้อย ดวงหน้าแดงสดใส ราวกับผลผิงกั่ว(เชิลอรรถ-*แอปเปิ้ล)สองใบ

ให้เจ้าจูเก่อเยว่ยัดขวดกระเบื้องใส่มือนางเอากลับไปทา

นิสัยเด็กน้อยชัดๆ ความสนใจหันเหทันที จูเก่อเยว่ยิ้มบางๆ มองเด็กหญิงชูขวดขึ้นมาถามด้วยความสงสัยนี่คืออะไร

ยาสมานแผล

เพราะม้าน้อยวิ่งเร็ว อุ้งมือของฉู่เฉียวถูกเสียดสีจนถลอก เด็กหญิงมุ่ยปาก พยักหน้าเมื่อกล่าวนายน้อยสี่ เช่นนั้นซิงเอ๋อร์ขอตัวก่อน

หนุ่มน้อยนั่งกลับไปบนเก้าอี้ ไม่แม้แต่เงยหน้า ทำท่าเหมือนไม่อยากเห็นนาง เพียงโบกมือกล่าวว่าไปเถอะ

ขณะฉู่เฉียวจะเปิดประตูออกไป จูเก่อเยว่พลันร้องเรียกซิงเอ๋อร์ ถ้าพบเยียนซื่อจื่ออีก พยายามอยู่ห่างเขาให้มากที่สุด

ฉู่เฉียวเอียงคอ มองเขาอย่างงุนงง จูเก่อเยว่ย่นคิ้วอย่างหงุดหงิด คำรามว่าฟังไม่เข้าใจ?”

เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!” เด็กหญิงตะโกนรับคำ จากนั้นหมุนตัวออกไป เรือนร่างเล็กบางก้าวข้ามธรณีประตูที่สูงหนา หวุดหวิดสะดุดล้ม

เด็กคนนี้นับวันยิ่งขวัญกล้า หนุ่มน้อยหน้าเครียดขึ้ง ลอบหายใจฮึดฮัด

เมื่อเปิดประตูก็เห็นใบหน้าวิตกกังวลของจูเฉิง จูเฉิงรีบถลาเข้ามา เห็นซิงเอ๋อร์คราบน้ำตาเต็มหน้า จึงถามนายน้อยว่าอย่างไร โกรธหรือไม่?”

ฉู่เฉียวมองเขาแวบหนึ่ง ผงกศีรษะขึ้นลง แล้วเดินกลับห้องตัวเอง

จูเฉิงเดินเข้าห้องด้วยความผวา เห็นจูเก่อเยว่กำลังก้มศีรษะอยู่ จึงไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่ยืนรออยู่ด้านข้างเงียบๆ

ครู่หนึ่งผ่านไป ของสิ่งหนึ่งพลันลอยละลิ่วถึงหน้าเขา จูเฉิงสะดุ้งเฮือก แต่ไม่กล้าหลบ คิดในใจว่าตายแน่เราทว่าความรู้สึกเหมือนเป็นของนิ่มๆ โดนหน้า และไม่เจ็บสักนิด พอก้มมอง ที่แท้เป็นผ้าเช็ดหน้าเลอะๆ แฉะๆ ผืนหนึ่ง ด้านบนปักอักษรตัวเล็กๆ ว่าเยว่

เอาไปทิ้ง

นึกถึงฉู่เฉียวที่น้ำตาเต็มหน้า จูเฉิงพลันกระจ่างว่าอะไรเป็นอะไร หลังอาการตกตะลึง รีบผงกศีรษะค้อมเอวกล่าวว่าบ่าวน้อมรับคำสั่ง

เดินเกือบพ้นประตู เสียงเรียกของจูเก่อเยว่พลันดังขึ้นรอเดี๋ยวจูเฉิงหันขวับกลับมา ค้อมเอวต่ำรอรับคำสั่ง

ใบหน้าขาวพิสุทธิ์ของหนุ่มน้อยไม่ทราบเพราะอะไรกลับเรื่อแดง ครุ่นคิดอยู่นาน ยังคงไม่เปิดปาก

จูเฉิงค่อยๆ เงยหน้าเหลือบมอง เห็นจูเก่อเยว่ขมวดคิ้วแน่น คล้ายกำลังตัดสินใจครั้งใหญ่ สีหน้าเหมือนกับประสบเรื่องราวสาหัส จึงเงี่ยหูตั้งใจฟัง รอคอยคำสั่งของเจ้านาย

นานมาก เพียงได้ยินสุ้มเสียงทรงอำนาจดังมาเอาไปซักให้สะอาด แล้วเอากลับมาให้ข้า

หา?” จูเฉิงปากอ้าตาค้าง 

จูเก่อเยว่บันดาลโทสะหาอะไร ฟังไม่เข้าใจหรือ?”

ฟังเข้าใจ ฟังเข้าใจขอรับ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้

สิ้นเสียงปิดบานประตู จูเก่อเยว่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ค่อยๆ ปรับลมหายใจกลับสู่ปกติ ย้อนนึกถึงท่าทางเบะปากร่ำไห้ของเด็กหญิง ไม่ทราบเพราะเหตุใด กลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

เขาลุกขึ้น เดินถึงห้องด้านใน เพียงเห็นด้านในสะอาดเรียบง่าย ผนังตรงข้ามเตียงแขวนภาพวาดเด็กหญิงอ่อนเยาว์คนหนึ่ง อายุไม่เกินสิบเอ็ดสิบสอง ดวงตากลมโตสุกใส รอยยิ้มหวานละไม สวมเสื้อสีเหลืองนวล ท่อนล่างเป็นกระโปรงสีเขียวอ่อน จิ้มลิ้มน่ารักเป็นที่สุด

จูเก่อเยว่ยื่นมือออกไปช้าๆ ลูบไล้มุมหนึ่งของภาพอย่างแผ่วเบา เนิ่นนานให้หลัง ค่อยเอ่ยเสียงเบาหวิวแทบไม่ได้ยินว่าข้าจะเชื่ออีกครั้งหนึ่ง

ฉู่เฉียวเยื้องย่างไปตามระเบียงทางเดิน ก้มหน้างุด ไม่สนใจคำทักทายของคนที่เดินผ่านไปมา ท่าทางน้อยใจเพราะถูกตำหนิติติงอย่างเห็นได้ชัด

มิคาด พอบานประตูปิดลง ใบหน้าเง้างอนเมื่อครู่พลันหายวับ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ดวงตาคมปลาบ มือทาบทรวงอกนั่งลงที่เก้าอี้ รินน้ำชาถ้วยหนึ่ง ถือไว้ในมือ ทว่ามิได้ดื่ม

อย่างไรก็ตาม วันนี้ถือว่าผ่านสถานการณ์คับขันไปได้อย่างหวุดหวิด ไม่ว่าจูเก่อเยว่จะเชื่อถือเพียงใด  แต่น่าจะไม่มีเภทภัยชั่วคราว

เสื้อที่แนบติดแผ่นหลังล้วนเปียกชุ่ม ลมหนาวพัดโชยเหนือสาบเสื้อจนเย็นวาบ ฉู่เฉียวดื่มชาเย็นชืดคำหนึ่ง ปรับลมหายใจที่รัวเร็ว จากนั้นหลับตาลง ผ่อนลมหายใจออกมา

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวจำต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน นางไม่มีเวลาแล้ว

ลมหนาวดุจคมมีด ฤดูเหมันต์ของปีนี้เหน็บหนาวเป็นพิเศษ

กลางท้องนภามืดมิด ดวงดาวระยิบระยับสาดส่องทั่วพสุธาที่หลับไหล หิมะโปรยปรายถี่หนัก นครเจินหวงที่เพิ่งผ่านพ้นงานฉลองเทศกาลซ่างหยวน ต้อนรับวิกฤตรอบแรกหลังความชื่นมื่นรื่นเริง

น้ำค้างเย็นเยือกปกคลุมทั่วนครเจินหวง รถม้าโลดแล่นขวักไขว่ระหว่างสภามนตรีสูงสุดและวังเซิ่งจินไม่ขาดสาย ราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก ทัพหวงเทียนที่จับศึกทิศตะวันตกได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ คาวโลหิตโชยกลิ่นลงมาตั้งแต่แม่น้ำหลีฮวาบนที่ราบสูงเยียนเป่ย อบอวลไปทั้งราชสำนักต้าเซี่ย จนถึงใจกลางราชอาณาจักร

การท้าทายของชนเผ่าเฉวี่ยนหรงสร้างความเดือดดาลต่อบรรดาชนชั้นสูงของราชอาณาจักร ฤทธานุภาพที่แข็งแกร่งได้รับความคลางแคลงและล่วงละเมิด ก่อตัวเป็นสงครามฉากหนึ่งท่ามกลางการหยุดพักหายใจอันอึมครึม และก่อนหน้านี้ จำต้องมีคนจ่ายค่าตอบแทนด้วยโลหิตสำหรับการพ่ายแพ้ในครั้งนี้ แม้ว่าจะเพียงเพื่อผดุงเกียรติยศศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรก็ตาม

ราชโองการเลี่ยมทองถูกส่งออกจากวังเซิ่งจิน ผ่านมติสภามนตรีสูงสุด จากนั้นลัดเลาะผ่านจตุรัสจื่อเวย ถนนจิ่วเวย หอบูชาเฉิงเทียน ประตูใหญ่เฉียนคุน ส่งตรงถึงชายแดน ราตรีที่เงียบสงบก่อนพายุคะนอง ผู้คนในนครเจินหวงยังคงหลับใหลอย่างเป็นสุข

พี่เยว่เอ๋อร์

เสี่ยวปา (น้องที่แปด) เพิ่งร้องเรียกก็ถูกฉู่เฉียวอุดปากไว้ ดวงตาของเด็กหญิงเป็นประกาย เหลียวมองรอบทิศ ก่อนล้วงถุงแพรจากอกเสื้อ วางในมือของเสี่ยวปา พลางกระซิบว่าเสี่ยวปา เวลามีน้อย พี่จะพูดสั้นๆ พรุ่งนี้ก่อนอาหารเย็น ถ้าพี่ยังไม่มาหาเจ้า เจ้าก็หนีไปเองทางโรงเก็บม้าหลังเขา เวรยามที่เฝ้าอยู่แถวนั้น พรุ่งนี้พี่จะหาทางล่อให้ออกห่าง ก่อนอาหารเย็นจะมีเวลาหนึ่งชั่วยามที่ปราศจากเวรยาม ในนี้มีเงินจำนวนหนึ่ง ยังมีหนังสืออนุญาตออกนอกเมืองปลอม เจ้าพกติดตัวไว้ ไม่ต้องรอพี่ ตรงออกนอกเมืองได้เลย

พี่เยว่เอ๋อร์?” เด็กน้อยคว้ามือฉู่เฉียวอย่างร้อนรน แล้วถามว่าพี่จะทำอะไร จะไปแก้แค้นใช่หรือไม่? เสี่ยวปาช่วยได้ ข้าจะไม่จากไปตามลำพัง

อย่าดื้อฉู่เฉียวยื่นมือลูบศีรษะเด็กน้อย เอ่ยเสียงเครียดว่าตระกูลจิงตอนนี้เหลือแค่เจ้ากับพี่ พี่เป็นพี่สาว เจ้าต้องเชื่อฟัง ขอเพียงคนยังอยู่ ตระกูลจิงก็ไม่สูญสิ้น หากพี่มีอันเป็นไป เจ้าก็ยังแก้แค้นให้พี่ได้

พี่เยว่เอ๋อร์…”

เสี่ยวปา เชื่อพี่ พอออกจากเมืองให้มุ่งตะวันออกอย่างเดียว ถึงเมืองซานอี้ชายแดนเปี้ยนถัง รอพี่ที่นั่นสามวัน หากพี่ยังไปไม่ถึง เจ้าก็ไปก่อน ไม่ต้องห่วง นี่เป็นแค่แผนสำรอง เมื่อพี่ปลีกตัวได้ ต้องตามไปสมทบกับเจ้าแน่นอน

เด็กน้อยตาแดง ปากเม้มสนิท พลันกางแขนกอดเอวฉู่เฉียวไว้แน่น เอ่ยน้ำเสียงสะอื้นว่าพี่เยว่เอ๋อร์เก่งที่สุด ต้องไม่เป็นไรแน่นอน

ฉู่เฉียวปวดแปลบในใจ กอดตอบเด็กน้อย ยิ้มขื่นเมื่อกล่าวว่าวางใจเถอะ หลังจากครั้งนี้ เราจะหนีไปจากที่แห่งนี้ วันหน้าจะไม่มีใครรังแกพวกเราได้อีก

เสี้ยวจันทร์นอกหน้าต่างดั่งตะขอ ลมตะวันตกกวาดผ่านหิมะ เงียบเหงาวังเวง

วันรุ่งขึ้น ฉู่เฉียวตื่นเช้าตามปกติ เมื่อเดินถึงห้องของจูเก่อเยว่ กลับได้รับแจ้งว่านายน้อยสี่ออกไปตั้งแต่เช้า เวลานี้ไม่อยู่ในคฤหาสน์

ฉู่เฉียวลอบลิงโลดสวรรค์เป็นใจหมุนตัวมุ่งหน้าไปทางประตูใหญ่ มิคาด ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูของเรือนกลาง ก็ถูกเยว่ชีองครักษ์คนสนิทของจูเก่อเยว่ขวางไว้ องครักค์หนุ่มอายุไม่ถึงสิบห้าปั้นสีหน้าเย็นชาจ้องมองฉู่เฉียว กล่าวทีละคำว่านายน้อยสั่งไว้ ไม่อนุญาตให้แม่นางซิงเอ๋อร์ออกจากเรือนชิงซาน

ฉู่เฉียวตะลึงลาน ไม่ทราบจูเก่อเยว่เกิดบ้าอะไรขึ้นมาอีก จึงเชิดคางส่งยิ้มอ่อนหวานพี่ชายท่านนี้ ข้ามิใช่จะออกจากเรือน ข้าแค่จะไปห้องครัวเล็ก ดูว่าใบชาที่เพิ่งส่งมาเมื่อวานสดใหม่หรือไม่พูดจบก็หมุนตัวเดินไปที่ห้องครัวเล็ก

ชั่วครู่ผ่านไป หวนเอ๋อร์เดินออกมาจากห้องครัว เยว่ชีนิ่วหน้า เดินไปถามว่าซิงเอ๋อร์เล่า?”

เลือกใบชาอยู่ข้างในกับคนอื่นๆ

เยว่ชีขมวดคิ้วฐานะของนางตอนนี้ยังต้องทำงานประเภทนี้อีกหรือ?”

เฮอะ ท่านเห็นนางเป็นคนวางท่าใหญ่โตเหมือนจิ่นจู๋จิ่นซือหรือสาวใช้เลิกคิ้วถาม ไม่ใส่ใจเหลือบแลเยว่ชีสักแวบ พลันโพล่งอย่างปากไวว่าพวกประจบสอพลอ!”

ที่ขอบฟ้า เมฆขาวลอยล่อง วันนี้นับว่าอากาศดี

หลุดรอดจากเยว่ชีมาได้ ฉู่เฉียวก็หาข้ออ้างออกจากเรือนชิงซานอย่างระมัดระวัง ซอยเท้าเดินไปทางเรือนใหญ่ของคฤหาสน์จูเก่อ นางกลัวมีคนพบเห็น จึงเลือกเดินถนนเล็ก เพิ่งเดินถึงด้านนอกของป่าเหมย ปรากฏเงาร่างคนผู้หนึ่งถลาเข้ามา เด็กหญิงตกใจสะดุ้ง ขมวดคิ้วมองไป เพียงเห็นผู้มาอายุไม่มาก หน้าตาหมดจด และคุ้นตายิ่งนัก

ไม่ต้องตกใจ ข้าคือเฟิงเหมียนเด็กรับใช้ของเยียนซื่อจื่อ วันนี้มาถ่ายทอดวาจาแทนเจ้านายโดยเฉพาะ

ถ่ายทอดวาจา?” ฉู่เฉียวเลิกคิ้ว กวาดมองเฟิงเหมียนรอบหนึ่ง แล้วกล่าวเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าต้องรอข้าที่นี่

เฟิงเหมียนยิ้มกริ่มซื่อจื่อบอกว่า หากเข้าเรือนชิงซานไม่ได้ ก็ให้ข้าซ่อนตัวแถวๆ ถนนเล็กลับตาคน ต้องพบเจ้าแน่นอน

ฉู่เฉียวแค่นเสียง ก่อนเหน็บกลับไปซื่อจื่อของพวกเจ้าช่างคาดเดาแม่นยำราวกับเทพเซียน

เด็กรับใช้ยิ้มแฉ่งเผยฟันขาวสองแถว กล่าวว่าซื่อจื่อของพวกเราสติปัญญาล้ำเลิศจริงๆ

ถ่ายทอดวาจาอะไร จะพูดก็รีบพูด ข้ายังมีธุระ

เฟิงเหมียนแอบแลบลิ้น คิดในใจว่าทาสน้อยนางนี้ร้ายกาจไม่เบา มิน่าซื่อจื่อกับนายน้อยสี่จูเก่อถึงถูกใจนางปานนี้ปากกลับกล่าวว่าซื่อจื่อให้ข้าบอกเจ้าว่า พรุ่งนี้เช้าท่านจะกลับเยียนเป่ย คืนนี้อยากร่ำลาเจ้า สถานที่ก็จุดเดิมที่เจอหน้าเมื่อคืนวาน

กลับเยียนเป่ย?” ฉู่เฉียวย้อนถามซื่อจื่อของพวกเจ้าไม่ใช่ต้องอยู่เป็นตัวประกันในเมืองหลวงหรอกหรือ? ไฉนจู่ๆ จะกลับไป

รายละเอียดข้าก็ไม่รู้ แต่หวังเย (ท่านหวัง) ของพวกเราส่งคนมาตามซื่อจื่อกลับไป คิดว่าคงมีเรื่องด่วน สภามนตรีสูงสุดก็อนุมัติแล้ว รุ่งเช้าพรุ่งนี้ พวกเราจะเดินทางกลับเยียนเป่ย

ฉู่เฉียวพยักหน้ากล่าวว่าเจ้าไปบอกกับซื่อจื่อ ข้าเป็นแค่ทาสต่ำต้อย ไม่อาจออกจากคฤหาสน์โดยง่าย อีกอย่างเขากลับหรือไม่กลับเยียนเป่ยก็ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าฐานะต่ำต้อย ไม่กล้าอาจเอื้อม เรื่องเอ่ยคำร่ำลา ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เฟิงเหมียนหัวเราะคิก กล่าวว่าซื่อจื่อบอกไว้ว่า หากเจ้าอยากไป ก็ไม่มีใครขวางเจ้าได้ ส่วนที่ว่าไม่เกี่ยวกับเจ้า นี่ข้ากลับไม่อาจสอดปากสุ่มสี่สุ่มห้า เจ้าทำธุระเถอะ ข้าไปแล้ว

เด็กรับใช้หายลับไปในป่าเหมยพร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย ฉู่เฉียวอดอ่อนใจกับมาตรการป้องกันที่ต่ำชั้นของคฤหาสน์จูเก่อมิได้ ถึงกับปล่อยให้เด็กคนหนึ่งเข้าออกตามอำเภอใจ

อำพรางตัวอย่างระมัดระวังตลอดทาง ประมาณครึ่งชั่วยาม มาถึงห้องแถวด้านข้างของเรือนใหญ่ ห้องพักของจูซุ่นพ่อบ้านใหญ่แห่งคฤหาสน์จูเก่อที่ปราศจากการป้องกันแม้แต่น้อย ก็ปรากฏในครรลองสายตา

ยามนั้น จูซุ่นกำลังมองดูกล่องใบหนึ่งด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม ในกล่องบรรจุมือแช่แข็งสีเขียวคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นข้างหนึ่ง แลดูน่าสะอิดสะเอียน

พลันได้ยินเสียงดังตุ้บ บุรุษรีบคว้ามีดสั้นบนเตียงขึ้นมาทันที ราวกับกระต่ายถูกไฟลนหาง แล้วโดดผลุงลงมาถลึงตากวาดมองสี่ทิศ พลางตวาดนั่นใคร

รอบด้านเงียบกริบ ไหนเลยมีใคร จูซุ่นหันหน้ากลับมา เพียงเห็นจดหมายสีขาวฉบับหนึ่งวางแน่นิ่งบนพื้น ด้านบนของจดหมายมัดด้วยเชือก ปลายเชือกมีก้อนหินผูกอยู่ หน้าซองวาดเป็นรูปดอกท้อ กระดาษจดหมายเรียบง่ายดูดีส่งกลิ่นหอมระรวย

เมื่อเปิดอ่าน แววหื่นกามพลันฉายชัดในดวงตา แต่คิดไปคิดมาก็เบ้ปาก นั่งกลับไปที่เก้าอี้ตามเดิม มิได้ออกจากห้อง

พักใหญ่ ห่อผ้าใบหนึ่งก็ถูกโยนเข้ามาทางหน้าต่าง จูซุ่นเปิดดู ถึงกับเป็นเอี๊ยมสีแดงสด บนเอี๊ยมเป็นรูปชายหญิงกำลังเสพสมคู่หนึ่ง ท่วงท่าเย้ายวน ชวนให้ผู้คนเลือดลมพลุ่งพล่าน ร่างระอุร้อนขึ้นมา

บุรุษผุดยิ้มชั่วร้าย ก้มหน้าลงไปสูดดมเฮือกใหญ่ แล้วยัดเอี๊ยมแดงใส่อกเสื้อ พึมพำว่ากลางวันแสกๆ ก็รอไม่ไหวแล้ว นางหญิงร่าน!”

จบคำก็สวมชุดยาวเดินออกไป

คฤหาสน์ตระกูลจูเก่อตั้งอยู่ทิศตะวันออกของนครเจินหวง ด้านหลังจรดภูเขาฉื้อซง ด้านขวาติดลำน้ำฉื้อสุ่ย หันหน้าไปทางทิศใต้ กินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ภายในคฤหาสน์มีการวางเวรยามแน่นขนัดหลายชั้น ด้านนอกเป็นป้อมสูง มียามรักษาการณ์สอดส่องตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง รอบนอกรายล้อมด้วยหอยิงธนูสี่หลัง ยังมีคูน้ำกันไฟ หากเกิดสงคราม ที่นี่เรียกได้ว่าเป็นเมืองขนาดเล็กเมืองหนึ่งทีเดียว

ส่วนเรือนพักอาศัยของบรรดาคุณหนูและฟูเหริน (คำเรียกภรรยาของเจ้านาย) ของตระกูลจูเก่อ ล้วนตั้งอยู่ที่เชิงเขาฉื้อซงซึ่งปลอดภัยที่สุด คิดเข้าเรือนพักของสตรีสูงศักดิ์เหล่านี้ นอกจากบุกจู่โจมแล้ว วิธีอื่นล้วนเป็นไปไม่ได้

เสียงเปิดประตูข้างดังขึ้น ยามรักษาการณ์ที่ยืนเฝ้าประตูจึงร้องทักที่แท้ก็พ่อบ้านจู เข้ามาถึงเรือนชั้นใน ไม่ทราบมีธุระอันใด

เมื่อวานอาซื่อบอกว่าเรือนถาวหร่านมีน้ำรั่ว คงเป็นหิมะละลายจากหลังคาชั้นสอง ไหลเข้ามาถึงห้องโถงชั้นล่าง ข้าเลยแวะมาดู

ยามรักษาการณ์ยิ้มประจบเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไยต้องลำบากพ่อบ้านจูด้วย สั่งเด็กๆ มาทำก็ใช้ได้แล้ว

จูซุ่นหัวเราะ ส่ายหน้ากล่าวว่าพอดีข้าอยู่ว่างๆ นายน้อยใหญ่อยู่ในคฤหาสน์หรือไม่?”

นายน้อยใหญ่กับนายน้อยสี่หารือเรื่องงานอยู่ในห้องหนังสือตั้งแต่เช้าแล้ว ดูท่าคงไม่ออกมาอีกนาน

อ้อจูซุ่นพยักหน้าถ้างั้นข้าไปก่อน ไม่ต้องรายงานพวกเจ้านายก็ได้ เที่ยงๆ แบบนี้ เจ้านายคงกำลังงีบ อย่ารบกวนเจ้านายพักผ่อนดีกว่า

ผู้น้อยเข้าใจแล้ว

เวลาประจวบเหมาะพอดี เงาร่างเล็กจ้อยพรางตัวอยู่หลังพุ่มไม้ แววตาเป็นประกาย เหยียดมุมปากเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ

นายหญิงเจ็ดของเรือนชุนหวากำลังเตรียมงีบกลางวัน นางปลดผ้าคลุมไหล่บางเบา เผยให้เห็นสองไหล่นวลเนียนเกลี้ยงเกลา อกตูมเต่ง เอวคอดกิ่ว เรียวขาอวบอิ่ม ผิวเนื้อหนั่นแน่น สิบนิ้วงามงอนแต้มสีแดงสด กิริยาอรชรอ่อนช้อย สาวใช้ตลบผ้าห่มให้นาง ปรนนิบัตินายหญิงเจ็ดที่ชอบเปลือยกายเข้านอน

จังหวะนั้นเอง กระเบื้องเหนือหลังคาถูกยกย้ายอย่างเงียบเชียบ กลับไม่มีใครสังเกตเห็น ถุงใบหนึ่งถูกหย่อนลงมาช้าๆ ถุงผ้าดิ้นขลุกขลักตลอดเวลา คล้ายด้านในบรรจุสิ่งมีชีวิตบางอย่าง

เหล่าสาวใช้ล่าถอยออกไป ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ ก่อนเหลือเพียงเสียงหายใจแผ่วเบาของนายหญิงเจ็ด

เสียงดังตุ้บ ถุงผ้าหล่นลงข้างหมอนของนายหญิงเจ็ด เป็นถุงผ้าสีชมพู ด้านบนวาดเป็นรูปดอกท้อสวยสดดอกหนึ่ง

นายหญิงเจ็ดกำลังเคลิ้มหลับ พลันรู้สึกข้างแก้มเหมือนมีตัวอะไรกำลังเลียใบหูและลำคออันหอมกรุ่นของนางเบาๆ นายหญิงเจ็ดยกมือคลำดู รู้สึกเป็นขนๆ ยังคิดว่าฝันไป จึงมิได้ลืมตา

ทันใดนั้น พลันเจ็บจี๊ดที่ข้างแก้ม นายหญิงเจ็ดขยี้ตา พอเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ถึงกับผงะถอย ตามด้วยเสียงร้องกรีดดังสนั่นหวั่นไหวทั่วเรือนชุนหวา!

นายหญิง นายหญิง!” เหล่าสาวใช้ถลันเข้ามาหน้าตาตื่น พอก้าวพ้นประตู ต้องตกใจหน้าถอดสี ส่งเสียงหวีดร้องไม่ขาดสาย เห็นกองทัพหนูตัวใหญ่ยักษ์วิ่งพล่านทั่วห้อง แต่ละตัวขนดำปี๋ ทั้งอ้วนพี เห็นคนก็ไม่กลัวเกรง ยังมีอีกหลายตัวกำลังเดินเล่นอยู่บนเตียงของนายหญิงเจ็ด กัดแทะผ้าห่มที่แพงระยับ

มันมาจากไหนกัน ไล่ออกไปให้หมด รีบไล่ออกไปเร็วเข้า!”

ยามเที่ยงของวันนี้ คนทั้งเรือนชุนหวาปฏิบัติภารกิจพิชิตหนูกันอย่างครึกโครม นายหญิงเจ็ดซดชาสงบจิตใจเข้าไปสิบกว่าถ้วย ยังหอบหายใจสะท้าน หนาวสั่นไปทั้งร่าง

นายหญิง พวกเราเจอสิ่งนี้ที่ใต้เตียงท่านผู้คุ้มกันเรือนคนหนึ่งถือถุงผ้าสีชมพูเดินออกมา

นายหญิงเจ็ดรับถุงผ้ามามองแวบหนึ่ง พลันเบิกตากว้าง ลุกพรวดขึ้นมา ตวาดเสียงแหลมนางแพศยา! นึกอยู่แล้วว่าต้องเป็นเจ้า! ใครอยู่แถวนี้ ตามข้าไปที่เรือนถาวหร่าน คอยดูเถอะ ข้าจะถลกหนังนางนั่นออกมา!”

จากนั้น บ่าวไพร่ของเรือนชุนหวาก็ติดตามนายหญิงเจ็ดไปที่เรือนถาวหร่านกันอย่างคึกคัก

ตู้เล็กใบหนึ่งตรงมุมห้องถูกผลักเปิดช้าๆ โดยไม่มีใครสังเกต เผยให้เห็นดวงหน้าเงียบขรึมของเด็กน้อย

ไฟจุดติดแล้ว ปล่อยให้มันลุกโชนเองเถอะ! งานลุล่วง สมควรถอนตัว

ไม่ช้า ทั่วทั้งเรือนชั้นในก็โกลาหลอลหม่าน ทางเรือนถาวหร่านเกิดการทะเลาะตบตีวุ่นวาย ฉู่เฉียวลัดเลาะเส้นทางเดิมกลับไปอย่างราบรื่น ออกจากสถานที่ซึ่งกำลังปั่นป่วนแห่งนี้

ภายในห้องหนังสือ จูเก่อไหวที่สีหน้าเคร่งขรึม กล่าวกับจูเก่อเยว่ว่าน้องสี่ เรื่องนี้ เจ้ามองว่าอย่างไร

บรรยากาศในห้องเงียบกริบ ปราศจากสุ้มเสียงใด จูเก่อไหวเลิกคิ้ว เอ่ยเรียกจูเก่อเยว่ที่ท่าทางเหมือนคิดอะไรในใจน้องสี่?”

หืม?” จูเก่อเยว่เงยหน้า พึมพำว่าตระกูลเยียนยากจะพ้นเคราะห์ เยียนสวินย่ำแย่แน่

อืม ข้าก็คิดเช่นนั้นจูเก่อไหวพยักหน้าเมื่อกล่าวตระกูลเยียนเปรียบเสมือนไม้ใหญ่ต้านลม เดิมก็เป็นตะปูทิ่มตาของพวกตระกูลใหญ่อื่นๆ อยู่แล้ว ตระกูลปาถูที่ซีเป่ยก็จับจ้องพื้นที่เยียนเป่ยตาเป็นมันมานาน โคลนสกปรกคราวนี้ เป็นไปได้อย่างมากว่าต้องสาดใส่ศีรษะของเยียนหวังเย บวกกับเจ้านายสูงสุดของวังเซิ่งจินท่านนั้น ปกติก็เชื่อคนนอกมากกว่าพี่น้องตัวเอง

ทันใดนั้น ด้านนอกปรากฏเสียงโหวกเหวก จูเก่อไหวขมวดคิ้ว ตะโกนถามว่าจูหย่ง ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น ทำไมหนวกหูแบบนี้

เรียนนายน้อยใหญ่ เสียงมาจากเรือนถาวหร่าน เหมือนว่านายหญิงเจ็ดกับนางรำถาวเซียงเกิดมีปากเสียงกัน พวกนายหญิงสามกับนายหญิงสี่ก็ตามไปดูกันหมด

จูเก่อไหวพึมพำน้ำเสียงระอาไม่เคยหยุดหย่อนสักวัน น่าเบื่อจริงๆ

จูเก่อเยว่กลับเหมือนไม่ได้ยิน ทั้งไม่ต่อคำ ยกชาขึ้นดื่มคำหนึ่ง แล้วก้มหน้าไม่พูดจา

นายน้อยใหญ่ นายหญิงสามเชิญท่านกับนายน้อยสี่ไปที่เรือนถาวหร่าน บอกว่ามีเรื่องด่วนอยากให้ท่านจัดการขอรับ

จูเก่อไหวพลันฉุนกึกขึ้นมาเรื่องอะไรนักหนาถึงต้องให้ข้ากับน้องสี่ไป ยังขายหน้าไม่พออีกหรือ? บอกพวกนาง ข้าไม่ว่าง

นายน้อยใหญ่ นายหญิงสามอัญเชิญกฎบ้าน จะจะเฆี่ยนตีแม่นางถาวเซียงให้ตายขอรับ

จูเก่อเยว่วางถ้วยน้ำชาลุกยืนขึ้น พลางกล่าวพี่ใหญ่ ไปดูเถอะ อาจมีเรื่องด่วนจริงๆ

จูเก่อไหวถอนใจยืดยาว แล้วเดินตามเขาออกจากห้องหนังสือไป

ในเรือนถาวหร่านอึกทึกด้วยเสียงด่าทอ นายหญิงแต่ละเรือนผลัดกันขึ้นเวที สาดน้ำลายเป็นที่สนุกปาก ในน้ำเสียงกราดเกรี้ยวยังเจือแววลิงโลดที่ได้กระหน่ำซ้ำเติมอีกหลายส่วน นางแพศยาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ยั่วยวนจนนายท่านลุ่มหลง ในที่สุดก็มีวันนี้

นายหญิงเจ็ดยืนวางมาดใหญ่โตอยู่กลางเรือน ยิ้มเยาะใส่หน้าถาวเซียงที่อาภรณ์หลุดลุ่ยคิดไม่ถึงจริงๆ คฤหาสน์จูเก่อจะเกิดเรื่องต่ำช้าไร้ยางอายในเรือนเช่นนี้ นายท่านดูแลเจ้าอย่างดีมาตลอด เจ้ากลับตอบแทนเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักละอาย!”

นายหญิงสามในชุดสีแดงเพลิง อายุสามสิบเศษ บำรุงร่างกายเป็นอย่างดี ยังคงความเฉิดฉายไว้เต็มเปี่ยม เพียงเห็นนางทำหน้าเหมือนเสียใจถาวเซียง ก่อนนายท่านเดินทางยังบอกว่ากลับมาจะแต่งเจ้าเข้าเรือนตามประเพณี ที่ไหนได้เจ้ากลับกระทำเรื่องบัดสี วันนี้ข้าคงปล่อยเจ้าไว้ไม่ได้แล้ว

พี่หญิงสาม จะพูดกับนางให้มากความทำไม ข้าว่า ตีให้ตายก็จบ จะได้ไม่แปดเปื้อนบ้านตระกูลจูเก่อของพวกเรา

ถาวเซียงใบหน้าซีดขาว สองมือกอดอกคุกเข่าบนพื้น สภาพทุลักทุเล สองตาไร้แวว ตลอดร่างสั่นเทาไม่หยุด ทั้งเหลือบมองบุรุษด้านข้างเป็นระยะ กลับเห็นบุรุษนั้นร่างสั่นสะท้าน สีหน้าดำคล้ำ อาการหนักยิ่งกว่าตน

ภาพที่จูเก่อเยว่มองเห็นเมื่อเดินถึงเรือนถาวหร่านก็คือความเอะอะวุ่นวายปานนี้ หลังจากสดับฟังนายหญิงเจ็ดถากถางจบ นายน้อยสี่แห่งตระกูลจูเก่อก็ขมวดคิ้วแน่น นัยน์ตาสาดประกายคมกล้า ความคิดหนึ่งพลันแล่นขึ้นสมอง

นายน้อยใหญ่!” จูซุ่นหันมองจูเก่อไหว เหมือนเห็นพระมาโปรด ถลาเข้าไปครวญคร่ำทั้งน้ำมูกน้ำตานองหน้าเป็นนางยั่วยวนข้าเอง เป็นนางส่งจดหมายถึงข้า บอกให้ข้ามาหา พอข้าเข้ามานางก็ถอดเสื้อผ้าทันที บ่าวรำลึกถึงบุญคุณของนายท่านและนายน้อยเสมอ เพียงคิดแต่จะทำงานรับใช้อย่างถวายชีวิต ไหนเลยกล้ากระทำเรื่องเนรคุณได้ บ่าวจึงขัดขืนเต็มที่ ไม่ยอมให้นางแพศยาได้สมหวัง บ่าวถูกปรักปรำ บ่าวไม่รู้เรื่องมาก่อนเลยจริงๆ!”

เจ้าเจ้าคนใจดำ เจ้าต่างหากที่…”

ยังกล้าเถียง!” พร้อมเสียงดังเพียะ นายหญิงเจ็ดสะบัดฝ่ามือใส่หน้าถาวเซียง ยิ้มเย็นเฉียบเมื่อกล่าวแพศยาก็คือแพศยา ถึงกับกล้าใช้วิธีต่ำช้ามาทำร้ายข้า สุดท้ายก้อนหินก็หล่นทับเท้าตัวเอง สมน้ำหน้า!”

น้องสี่! เจ้าจะไปที่ใดจูเก่อไหวร้องถามเมื่อเห็นจูเก่อเยว่หมุนตัวผละไป

พี่ใหญ่ ข้ามีเรื่องด่วน ไว้ข้ามาหาใหม่

กล่าวรวบรัดไม่กี่คำ หนุ่มน้อยจูเก่อเยว่ก็รีบเร่งออกจากเรือนถาวหร่าน ตรงดิ่งกลับเรือนชิงซานของตัวเอง

ปึงเสียงผลักประตูเรือนชิงซาน หวนเอ๋อร์กับสาวใช้หลายคนกำลังรดน้ำในแปลงดอกไม้ เห็นเป็นจูเก่อเยว่จึงรีบถอยไปยืนนอบน้อมอยู่ทางหนึ่ง จูเก่อเยว่ไม่เหลือบแลพวกนาง ก้าวฉับๆ ไปยังห้องพักของบ่าวไพร่ 

ซิงเอ๋อร์ไปที่ใด ใครเฝ้าอยู่

ซิงเอ๋อร์ไม่ค่อยสบาย กลับไปนอนพักในห้องเจ้าค่ะสาวใช้นางหนึ่งเอ่ยตอบ

หวนเอ๋อร์กลัวว่าซิงเอ๋อร์จะโดนทำโทษ จึงรีบอธิบายนางช่วยพวกเราเลือกใบชามาทั้งวัน เพิ่งกลับไปเจ้าค่ะ

จูเก่อเยว่สีหน้าเคียดขึ้ง ก้าวยาวๆ ไปทางห้องของฉู่เฉียว เยว่ชีติดตามข้างกาย เอ่ยเบาๆ ว่าซิงเอ๋อร์ง่วนอยู่ในครัวทั้งวันจริงๆ บ่าวไม่เห็นนางออกมา

ปึงเสียงผลักเปิดบานประตู จูเก่อเยว่จ้ำพรวดเข้าไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง เห็นเด็กหญิงหน้าซีดเซียวนอนอยู่บนเตียง ท่าทางเหมือนคนป่วยจริงๆ

จูเก่อเยว่ผงะเล็กน้อย ไม่คิดว่านางจะอยู่ในห้อง แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด พอเห็นนางนอนอยู่บนเตียงเช่นนี้ กลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมา คล้ายวางหินก้อนใหญ่ลง รู้สึกปลอดโปร่งบอกไม่ถูก

นายน้อยสี่?” เด็กหญิงตกใจลุกขึ้นนั่งกอดผ้าห่มแน่น น้ำเสียงเจือความง่วงงุนเล็กน้อยซิงเอ๋อร์ทำผิดอะไรหรือเจ้าคะ

จูเก่อเยว่ส่ายหน้าเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วนว่าไม่มี เห็นหวนเอ๋อร์บอกว่าเจ้าไม่สบาย เลยเข้ามาดู

อ้อเด็กหญิงพยักหน้านายน้อยพาคนมาเยี่ยมซิงเอ๋อร์มากมายขนาดนี้ ซิงเอ๋อร์ขอบคุณนายน้อยเจ้าค่ะ

จูเก่อเยว่พลันหน้าแดง ท่าทางเก้งก้างไม่รู้ควรพูดอะไรดี ได้แต่ยืนนิ่งกับที่ ขยับลูกคอส่งเสียงกระแอมคำหนึ่ง

จูเฉิงเห็นจูเก่อเยว่เก้อเขิน จึงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ยซิงเอ๋อร์ นายน้อยอุตส่าห์มาเยี่ยมเจ้า ยังไม่รีบลุกขึ้น

เด็กหญิงตะลึงวูบ เผยสีหน้าอึดอัด ขบริมฝีปากเบาๆ ทว่ายังนั่งนิ่งดังเดิม

จูเก่อเยว่นัยน์ตาเย็นวาบขึ้นมา แววคลางแคลงผุดขึ้นในใจ เรื่องในวันนี้ลึกลับซับซ้อน คิดหลบรอดจากสายตาเวรยามแต่ละชั้น จำต้องอำพรางตัวอย่างแนบเนียน เช่นนั้นเสื้อผ้าที่สวมบนร่างต้องเหลือร่องรอย ตนได้ยินข่าวก็รีบกลับมาทันที ไม่น่าล่าช้ากว่าคนที่ลอบวางแผนนี้สักเท่าไร นางทำท่าแบบนี้ หรือใต้ผ้าห่มผืนนั้น มีอันใดแอบแฝง

ซิงเอ๋อร์จูเก่อเยว่ก้าวเข้าไปช้าๆ สองตาจับจ้องใบหน้าเด็กหญิงไม่คลาย พลางเอ่ยเสียงขรึมว่ารินน้ำชาให้ข้า

เด็กหญิงสีหน้าหวาดหวั่น ขบริมฝีปากแน่นนายน้อยออกไปก่อนได้หรือไม่ อีกเดี๋ยวซิงเอ๋อร์ซิงเอ๋อร์ค่อยลุกขึ้นตามสั่ง

ไม่ได้จูเก่อเยว่เดินถึงข้างเตียง นิ้วมือเรียวยาวคว้าผ้าห่มแพรบางเบาบนร่างเด็กหญิงไว้แน่น ดวงตาดำขลับขยับใกล้ดวงตากลมโตของเด็กหญิง ก่อนกล่าวเน้นย้ำทีละคำข้าจะดื่มเดี๋ยวนี้

อา!” เสียงอุทานตกใจดังขึ้น ทุกคนถึงกับปากอ้าตาค้างในบัดดล ทยอยกันส่งเสียงอุทาน เพียงเห็นบนเตียงเล็กหลังนั้น เด็กหญิงรูปร่างผ่ายผอมนั่งกอดเข่าตัวเองแน่น ใบหน้าซุกกับสองแขน หัวไหล่สั่นระริก เรือนผมดำสนิทแผ่คลุมสองบ่า เนื้อตัวเปลือยเปล่า!

จูเก่อเยว่มือจับผ้าห่ม ตะลึงลานกับที่ อึดใจถัดมา ใบหน้าหล่อเหลาของจูเก่อเยว่ก็เปลี่ยนเป็นแดงซ่าน หมุนตัวหันขวับ ถลึงตาตะคอกใส่บรรดาบ่าวไพร่ดูอะไรกัน ไสหัวออกไป!”

บ่าวไพร่ทั้งหมดเหมือนตื่นจากฝัน ล่าถอยจากห้องแทบไม่ทัน

จูเก่อเยว่โยนผ้าห่มไปที่ร่างของฉู่เฉียว น้ำเสียงไม่สุขุมเช่นที่ผ่านมา คล้ายร้อนรนอยู่บ้างรีบใส่เสื้อผ้า!”

ด้านหลังเงียบกริบ มีเพียงเสียงสะอื้นค่อยๆ ดังขึ้น จูเก่อเยว่มุ่นคิ้วแน่น ไม่รู้กำลังโกรธใครกัน พลันตวาดเสียงขุ่นด้วยความรำคาญว่าช่างเถอะ เจ้านอนไปแล้วกัน!”

จากนั้นเดินลิ่วๆ ออกจากห้อง ตามด้วยเสียงกระแทกปิดบานประตู เด็กหญิงในห้องค่อยเงยศีรษะ สีหน้าเฉยชา แววตาสงบนิ่ง ปราศจากริ้วรอยเศร้าสร้อยแม้แต่นิดเดียว ลุกขึ้นตลบฟูกบนเตียง เสื้อผ้าเปื้อนโคลนชุดหนึ่งถูกนางเหวี่ยงทิ้งบนพื้นอย่างไม่ไยดี

จูเก่อเยว่นับว่าเป็นคนระแวดระวังพอตัว ระดับความเร็วถึงขั้นที่ไม่เหลือเวลาให้นางสวมเสื้อผ้า

แต่เป็นแบบนี้ก็ดี บ่ายวันนี้จะได้ไม่มีใครกล้าเข้ามาในห้องอีก ยิ่งมีเวลาไปจัดการเรื่องถัดจากนี้ได้สบาย

เด็กหญิงก้มหน้า หัวเราะเบาๆ ใบหน้าอ่อนเยาว์ปรากฏแววเหี้ยมเกรียมขึ้นมาหลายส่วน

ถึงเวลาคิดบัญชีแล้ว

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.