คนท่องยุทธภพ ไหนเลยไม่โดนดาบ (เล่ม 1)

江湖不挨刀 (耳雅)

คนท่องยุทธภพ ไหนเลยไม่โดนดาบ (เล่ม 1)

 

บทที่ 1  ล้วนท่องยุทธภพ มีแต่เจ้าที่โดนดาบ

“น้องชาย”

เซวียฝูที่กำลังกวาดใบไม้ร่วงตรงริมกำแพง ได้ยินเสียงเรียกที่เพราะพริ้งคำหนึ่ง นึกในใจตนเองยังไม่เกินยี่สิบเศษ นับว่าเหมาะสมกับคำ ‘น้องชาย’ ที่รื่นหูเสียงนี้ จึงเงยหน้าทันควัน

เบื้องหน้ามีเพียงผนังกำแพงเรียบลื่น ต้นตีนตุ๊กแกเหลืองแห้งกองสุมอยู่บนขอบอย่างเหี่ยวเฉา กิ่งใบเหลืองกรอบหมดแล้ว เซวียฝูกำลังงงงัน เหนือไหล่พลันถูกคนตบเบาๆ ทีหนึ่งแบบไม่เจ็บไม่คัน

เขาหันขวับไปมอง

แม่นางคนหนึ่งมายืนยิ้มหวานอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ อายุราวสิบแปดสิบเก้าแล้วกระมัง? รูปร่างไม่สูงไม่เตี้ย หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก สวมกระโปรงสีเหลืองนวลทั้งตัว เสื้อคลุมไหล่ปักลายแบบตุยเหมียน*รูปดอกเหมยตัวนั้นฝีมือละเอียดลออยิ่ง ราคาต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เรือนผมก็รวบอย่างประณีต ปอยผมที่ย้อยลงมาม้วนขดเป็นเกลียว

[*ตุยเหมียน คือศิลปะการปักลายบนผืนผ้าของจีนชนิดหนึ่ง มีวิวัฒนาการมาจากการวาดภาพและการปักลาย โดยใช้กระดาษแข็งและดอกฝ้ายเป็นโครงหนุน ลายที่ปักออกมาจะนูนเด่นเสมือนจริง]

สวย!

เซวียฝูหน้าแดง ตามองจมูก จมูกมองใจ พยายามทำท่าสุขุมเยือกเย็น “แม่นางมีธุระ?”

แม่นางยื่นมือตรงมา เงินก้อนหนึ่งวางอยู่ในอุ้งมือนวลเนียน กะด้วยสายตา ต้องมีสองตำลึงได้ เซวียฝูเดาว่านางคงมีเรื่องไหว้วานให้ตนไปทำ ยอมจ่ายด้วยใจกว้างเช่นนี้ ภูมิหลังต้องไม่สามัญเป็นแน่

เซวียฝูรีบเอ่ยทันใด “คุณหนูสั่งมาก็พอ ไม่จำเป็นต้องตบรางวัล”

แม่นางเห็นเขามีมารยาท คนก็ไม่หยาบคาย จึงยกมุมปากยิ้มกว้าง และเริ่มหารือกับเขา “น้องชาย อะลุ้มอล่วยสักนิดเถอะ”

เซวียฝูงุนงง “อะลุ้มอล่วย?”ในใจกลับครุ่นคิด เสียงเรียก ‘น้องชาย’น่าฟังจริงๆ

แม่นางน้อยมิได้ตอบ เพียงหันหน้าแล้วชี้ไปทางขบวนคนยาวเหยียดที่อยู่ลิบๆ

จุดที่อยู่ห่างจากริมกำแพงค่อนข้างไกล มีอัครสถานใหญ่โตโอฬาร ป้ายแผ่นหนึ่งเหนือซุ้มประตูสูงตระหง่าน เขียนไว้ด้วยอักษรขนาดใหญ่สามคำ ‘พรรคเป่ยไห่(พรรคทะเลเหนือ)’

ยามรักษาการณ์สองคนตรงหน้าประตูใหญ่หน้าตาขึงขัง ท่าทางเคร่งขรึมน่าเกรงขาม เทียบกับรูปปั้นฉีหลิน*ทั้งสองฟากยังน่ากลัวกว่า

[*ฉีหลิน หรือกิเลน ชื่อสัตว์ชนิดหนึ่งในเทพนิยายจีน เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณงามความดี]

มุมประตูทางซ้ายมีโต๊ะยาววางต่อกันสองตัว หลังโต๊ะมีชายชราสามคนนั่งหน้าเคร่ง กำลังประจันหน้ากับหญิงๆ ชายๆ ที่ยืนต่อแถว

มองปราดหนึ่ง หากชายชราพูดคำ‘ผ่าน’ก็จะให้ไม้แผ่นหนึ่ง เขียนชื่อบนนั้นแล้วให้สาวใช้เดินนำเข้าประตูไป หากชายชราโบกมือแล้วพูดเนือยๆ ว่า ‘ไม่ผ่าน’ก็จะไล่ให้เดินไปอีกทางหนึ่ง

รูปขบวนลักษณะนี้หามิใช่การคัดเลือกสาวงามเข้าวัง แต่เป็นพรรคเป่ยไห่กำลังคัดเลือกสาวใช้และบ่าวชาย

พรรคเป่ยไห่เป็นพรรคใหญ่หมายเลขหนึ่งในยุทธภพ เซวียเป่ยไห่ประมุขพรรคชื่อเสียงกึกก้องทั่วหล้า มีกิจการใหญ่โตกว้างขวาง คัดเลือกบ่าวไพร่อย่างอลังการเช่นนี้นับเป็นเรื่องปกติ

เซวียฝูเกาศีรษะ “คุณหนู นั่นเป็นการรับสมัครบ่าวไพร่มาทำงานทั่วไปนะขอรับ”

“เซวียเป่ยไห่ประมุขพรรคเป่ยไห่ของพวกเจ้ากำลังจะแต่งงาน ดังนั้นคนงานไม่พอจึงหาคนมาทำงานทั่วไป ใช่หรือไม่”แม่นางคนนี้คงมีนิสัยขี้เล่นและใจกว้าง ยามเอ่ยวาจามองหน้าผู้คน ดวงตายังเป็นประกายวาววับ มองจนเซวียฝูยิ่งกระสับกระส่าย น้ำเสียงตะกุกตะกัก “ใช่…ใช่แล้ว รับสมัครคนงาน… ทำงานกุลี”

“ข้าอยากเข้าไปเป็นคนงานในคฤหาสน์ แต่กลัวการเข้าแถว และกลัวพวกเขาไม่รับข้า ถึงได้มาติดสินบนเจ้า”

แม่นางกล่าวตรงไปตรงมา เซวียฝูถึงกับตาค้าง ก่อนทำเป็นใจกล้าพินิจนางขึ้นๆ ลงๆ ดูอย่างไรก็เป็นแค่คุณหนูตระกูลผู้ดีคนหนึ่ง ไม่เห็นเหมือนคนทำงานกุลีตรงไหน

“แม่นาง อย่าล้อเล่นอีกเลย” เซวียฝูฉีกยิ้ม ท่าทางลำบากใจ “ท่านหรือจะทำงานหนักได้!”

“ทำได้ ทำได้!” แม่นางน้อยยื่นเงินใส่หน้าเซวียฝูอีกครั้ง “น้องชาย ช่วยหน่อยเถอะ!”

เซวียฝูนิ่งคิดเล็กน้อย ชี้ไปทางด้านในของประตูที่อยู่ไกลๆ ในนั้นมีบุรุษวัยกลางคนท่าทางเย่อหยิ่งยืนมือไพล่หลังอยู่คนหนึ่ง พลางบอกนางว่า “คนนั้นคือพ่อบ้านเซวียจง เขาเป็นผู้ดูแลงานทั้งหมด ข้าเป็นแค่บ่าวกวาดพื้นคนหนึ่ง ตัดสินใจไม่ได้ ท่านมิลองไปขอร้องเขาดู?”

แม่นางน้อยกลับไม่สะทกสะท้าน สั่นหน้ากล่าวว่า “ในบรรดาบ่าวไพร่ของพรรคเป่ยไห่ เจ้ายังใหญ่กว่าพวกเขาอีก เจ้าตัดสินใจได้แน่นอน”

“ท่าน…ท่านมองออกได้อย่างไร”

“ถ้าข้าพูดถูก เจ้าก็รับเงินแล้วช่วยเปิดทางสะดวกให้ข้า เป็นอย่างไร?”

เซวียฝูพยักหน้า

“พ่อบ้านกับบ่าวไพร่พวกนั้นแต่ละคนล้วนวางมาดอวดเบ่ง เจ้าสัตย์ซื่อขี้อายกลับไม่มีใครรังแกเจ้า”แม่นางพูดพลางชำเลืองมือของเซวียฝู “ในจำนวนบ่าวไพร่ที่มากมายเหล่านี้ นับว่าเจ้ามีมืออ่อนนุ่มที่สุด ผิวขาวที่สุด แพรพรรณที่สวมใส่ก็ดีที่สุด ดังนั้นปกติเจ้าไม่ได้ทำงานกุลีแน่นอน เป็นคนรับใช้ข้างกายของประมุขพรรคกระมัง?”

“แม่นางเป็นคนละเอียดดีจริง” เซวียฝูยอมจำนน จึงรับเงินแล้วพานางเดินเข้าคฤหาสน์ใหญ่ทางประตูด้านหลัง

“มองปราดเดียวก็รู้ว่าแม่นางเป็นคุณหนูผู้ดีมีตระกูล แล้วไฉนอยากมาเป็นสาวใช้เล่า”เซวียฝูเอ่ยถามระหว่างเดิน

“อยากเห็นร่มวิเศษกระดาษแดง”

เซวียฝูพลันเข้าใจแล้ว

ร่มวิเศษกระดาษแดงคือหนึ่งในสมบัติตกทอดอันล้ำค่าของพรรคเป่ยไห่ หลายวันนี้ประมุขพรรคกำลังจะแต่งงาน จึงเตรียมนำออกมาเป็นสิริมงคล เล่ากันว่า ร่มวิเศษกระดาษแดงมีความมหัศจรรย์ตรงที่สามารถกวักความสุข ลาภยศ และผูกเนื้อคู่ แม่นางบ้านไหนหากสามารถเดินกางร่มคันนี้สักหลายก้าว จะมีวาสนาด้านคู่ครองแบบฟ้าประทาน

“จริงสิ ท่านชื่ออะไร” เซวียฝูถาม “ข้าชื่อเซวียฝู”

“เหยียนเสี่ยวเตา”

“เหมือนชื่อเด็กชายมากกว่า” เซวียฝูไปที่ห้องธุรการ ลงทะเบียนชื่อแซ่ให้นาง แล้วหยิบเสื้อผ้าสาวใช้ให้นางชุดหนึ่ง “ช่วยกวาดลานตึกแล้วกัน ท่านหน้าตาดีแบบนี้ ในคฤหาสน์กับเรือนใหญ่คงไม่เอาท่านหรอก”

เหยียนเสี่ยวเตาเห็นเซวียฝูพูดจบก็ผละไป อดส่งเสียง “จุ๊ๆ” สองคำมิได้ บ่าวไพร่ของพรรคเป่ยไห่ช่างใจถึงปานนี้ หรือไม่กลัวตนเป็นคนร้าย หนำซ้ำยังปล่อยให้เดินถือไม้กวาดไปทั่วอีก

………………………..

ต่อมา เหยียนเสี่ยวเตาเริ่มกวาดไปทีละลาน และถือโอกาสมองหาร่มวิเศษกระดาษแดง หมายชมดูเป็นขวัญตา

เพิ่งเดินถึงปากประตูของลานตึกช่วงที่หนึ่ง พลันได้ยินบ่าวสองคนกำลังแอบซุบซิบอะไรกันตรงมุมลับตา

“คืนนี้ลงมือ?”

“คืนนี้!”

“ถึงตอนนั้นพวกเราแกล้งนอนหลับ ไม่ต้องสนอะไรทั้งสิ้น”

“ได้”

เสี่ยวเตาคิดว่าอย่าเข้าไปดีกว่า จึงเดินทะลุถึงลานตึกช่วงที่สอง ที่นี่คล้ายเป็นโรงครัว เพิ่งถึงริมหน้าต่าง ใคร่แอบดูอาหารการกินของพรรคใหญ่อันดับหนึ่งในใต้หล้าเป็นอย่างไร พลันเหลือบเห็นคนผู้หนึ่งทำท่าลับๆ ล่อๆ

เพียงเห็นพ่อครัวกำลังรับยาผงห่อหนึ่งจากมือของชายหนุ่มที่แต่งชุดนักสู้

“ใส่ในน้ำแกงของท่านประมุข?”

“ใช่”

“จะถูกจับได้หรือไม่”

“นายหญิงเป็นคนป้อนเขากับมือ เขาคงไม่ทันระวังตัว”

นั่งยองๆ อย่างเรียบร้อยอยู่ใต้หน้าต่าง ตัดสินใจว่าไปกวาดลานตึกช่วงที่สามดีกว่า ครานี้ ฝีเท้าของเสี่ยวเตายิ่งเบากริบราวกับแมวตัวหนึ่ง กวาดเลาะไปตามริมกำแพงเงียบๆ

กวาดถึงปากประตูเรือน เห็นหน้าต่างเปิดแง้ม จึงมองเข้าไปแวบหนึ่งด้วยสายตาใคร่รู้ เพียงเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่บนตักของนักสู้คนหนึ่งอย่างเปิดเผย กำลังสนทนาเรื่องส่วนตัวกันอยู่

“ดูท่าน ยังทำตัวรุ่มร่ามอีก จนข้าจะเป็นอาจารย์หญิงของท่านอยู่แล้ว”

“แต่พ้นคืนนี้ เจ้าก็เป็นหญิงม่าย”

“ท่านเลวทรามนัก ทำให้ผู้อื่นเป็นม่าย!”

“เพราะฉะนั้นข้าจะดูแลเจ้าอย่างดีแทนอาจารย์…”

เสี่ยวเตาตัวสั่นหวิว ก่อนอุดหูเดินลิ่วๆ จากไป…เรื่องสัปดนห้ามฟัง!

มาถึงลานตึกช่วงที่สี่ พบว่าในเรือนปิดประตูหน้าต่างเงียบเชียบ เสี่ยวเตาผ่อนลมหายใจ ค่อยกวาดพื้นอย่างสงบได้เสียที จนใจที่นางมีพลังฝีมืออยู่บ้าง ซ้ำยังประสาทหูดี ด้วยเหตุนี้คนในห้องคุยกันเบาๆ ยังคงถูกได้ยินแจ่มชัด

“คืนนี้จะให้เซวียเป่ยไห่หัวหลุดจากบ่า!”

“ถึงตอนนั้นข้าก็คือประมุขพรรคเป่ยไห่คนใหม่”

“จำไว้ ต้องบังคับให้มันบอกที่ซ่อนลายแทงห้ากระดูกมังกรออกมา จะได้ตามหาเภตราทองทะเลจันทร์และคัมภีร์เซิ่งอู่หวง”

“หากไม่พูด ก็จงทำให้มันขออยู่ไม่ได้อยู่ ขอตายไม่ได้ตาย”

เสี่ยวเตายกไม้กวาดขึ้นมา เดินถึงปากประตูเรือน ยกมือบิดหูสองข้างของตัวเอง ปากบ่นงึมงำ “บอกให้เจ้าเชื่อฟัง! เจ้าก็ไม่อาจไม่เชื่อฟัง”

เหล่าสาวใช้ที่เดินผ่านล้วนปิดปากหัวร่อนาง

และแล้วก็มาถึงลานตึกช่วงที่ห้า ซึ่งก็คือลานหน้าเรือนช่วงสุดท้าย เสี่ยวเตาถูกคนขัดขวางแล้ว ยามเฝ้าประตูท่าทางโหดดุบอกนางว่า “นี่เป็นเรือนพักผ่อนของท่านประมุข ไม่อาจเข้าไปโดยพลการ”

…………………..

เหยียนเสี่ยวเตายืนอยู่ด้านนอกห้องนอนรวมซึ่งเป็นที่พักของพวกสาวใช้ เริ่มตรึกตรองว่าจะรั้งอยู่เพื่อชมดูร่มวิเศษกระดาษแดง? หรือจะรีบไปให้พ้นจากน้ำโคลนโสโครกนี้?

เสียดาย ไม่ทันรอให้นางตรึกตรอกเสร็จ ฟ้าก็มืดแล้ว สายฟ้าแลบแปลบ สายฝนกระหน่ำเท

อสุนีผ่าเปรี้ยง ครึ่งแผ่นฟ้าปานจะถล่มลงมา จังหวะนั้น ปรากฏเสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านในของเรือนที่ห้า ทว่าสี่เรือนที่ผ่านมากลับเงียบกริบ เงียบเหมือนสุสาน

เหยียนเสี่ยวเตายืนใต้ชายคา ดูเม็ดฝนใหญ่เท่าถั่วพรั่งพรูจากหลังคาห้อง คิดสะระตะในใจ จะยุ่มย่ามเรื่องชาวบ้านดีหรือไม่?

ขณะนั้น เซวียเป่ยไห่โดนพิษร้ายและยังถูกแทงอีกหลายแผล เขาข่มความเจ็บวิ่งออกมาอย่างตื่นตระหนก สะเปะสะปะไม่เลือกทิศ เหยียบถูกอากาศเหนือหน้าผาของภูเขาด้านหลังกลิ้งตกลงไป เขาอย่างไรก็ไม่อยากเชื่อว่าคนที่ปองร้ายตนเอง ถึงกับเป็นคนที่เขาไว้ใจที่สุด ในขณะที่เขากำลังจะหมดสติ เห็นมีคนเดินมาทางตน ชายกระโปรงสีเหลืองนวลลายดอกไม้เล็กๆ รองเท้าปักลายสวยงามคู่หนึ่ง…

…………………….

เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เซวียเป่ยไห่พบว่าตนเองอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ปากแผลได้รับการดูแลเรียบร้อย แต่ทั่วร่างยังคงอ่อนแรง แสงไฟเบื้องหน้าเต้นระริก ข้างกองไฟ แม่นางหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งกำลังเอาร่มวิเศษกระดาษแดงที่ตนกอดไว้แน่นขณะที่ร่วงจากหน้าผามาหมุนเล่นอยู่ในมือ

“ท่านฟื้นแล้ว?”

“เจ้าเป็นใคร”

“ข้าก็คือคนที่ช่วยท่าน”

เซวียเป่ยไห่ได้ยินประโยคนี้ พลันยิ้มเจื่อน “คิดไม่ถึง คนที่ข้ารู้จักล้วนประทุษร้ายข้า คนที่ข้าไม่รู้จักกลับช่วยเหลือข้า”

เหยียนเสี่ยวเตาเดินถึงเบื้องหน้าเขา “ดังนั้นท่านควรสำนึกตนเสียบ้าง”

“ข้าสำนึกตน?” เซวียเป่ยไห่คล้ายไม่อาจยอมรับ “ผู้อื่นทำร้ายข้า ข้าไยต้องสำนึกตน”

เหยียนเสี่ยวเตาใช้ร่มชี้จมูกเขา กล่าวเสียงหนักแน่น “ท่านแม่ข้ามักสอนข้าเสมอ คนท่องยุทธภพไหนเลยไม่โดนดาบ ที่โดนดาบก็เพราะท่านกระทำไม่ถูกต้อง! ท่านไม่สำนึกตนใครสำนึกตน”

เซวียเป่ยไห่ปากอ้าตาค้าง “ข้า…”

“ในพรรคเป่ยไห่มีอย่างน้อยสิบคนที่รู้ว่าคืนนี้จะมีคนทำร้ายท่าน แล้วไฉนไม่มีสักคนที่เตือนท่าน” เหยียนเสี่ยวเตายังสาดเกลือใส่แผลเขาไม่หยุด “ปกติมีคนเกลียดชังท่านมากน้อยเท่าไรเล่า”

เซวียเป่ยไห่เดิมก็เจ็บหนักเสียเลือดมาก ถูกนางว่ากล่าวเช่นนี้ จึงโมโหแทบหันหลังให้

ระหว่างนั้น พลันได้ยินเสียงคนร้องเรียกจากด้านนอก “ท่านประมุข! ท่านประมุข!”

“เป็นเซวียฝู!” เซวียเป่ยไห่กำลังจะขานรับ กลับถูกเหยียนเสี่ยวเตาปิดปากไว้ ก่อนสะบัดแขนเสื้อดับกองไฟ เพราะข้างนอกฝนตกหนัก บวกกับพวกนางอยู่ในโพรงถ้ำแห่งหนึ่งที่ห่างจากพื้นดินลงมาสองจั้ง* จึงไม่ถูกพบเห็น“ เซวียฝูเป็นคนที่ข้าไว้ใจที่สุด เขาจะไม่ทำร้ายข้า”

[*จั้ง เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน เทียบได้ระยะประมาณ 3.33เมตร]

“แล้วไปเถอะ เจ้าหนุ่มนั่นหักหลังท่านเรียบร้อยแล้ว”

“ว่ากระไร?”

“คนที่ภูมิหลังไม่ชัดเจนอย่างข้าสามารถเข้ามาในพรรคเป่ยไห่ได้ง่ายๆ แสดงว่าเขาไม่ห่วงสักนิดว่าข้าจะคิดร้ายต่อท่าน เพราะรู้อยู่แล้วว่าช้าเร็วท่านก็ต้องตาย”

เซวียฝูร้องเรียกอยู่พักหนึ่ง ไม่ได้ยินเสียงตอบ จึงพาลูกน้องเดินหน้าค้นหาต่อไป “เขาบาดเจ็บสาหัส ต้องจับเป็นให้ได้!”

สองคนในถ้ำได้ยินแจ่มชัด เหยียนเสี่ยวเตายักคิ้วให้เซวียเป่ยไห่…เห็นยัง!

เซวียเป่ยไห่อ่อนระทวยด้วยความท้อแท้ แหงนหน้าถอนใจยาว “คิดไม่ถึง ข้าเซวียเป่ยไห่ถึงกับมีวันที่ถูกผู้คนทอดทิ้ง นี่เพราะอะไรกันแน่”

เสี่ยวเตาก็ไม่ไปสนใจเขา ปล่อยเขารำพึงรำพันทอดอาลัยอยู่ตรงนั้น ตนเองกลับนั่งบนก้อนหินที่อยู่ด้านข้าง ลูบคลำร่มวิเศษกระดาษแดง ลอบอุทานในใจ ร่มคันนี้สวยจริงๆ เสียดายที่ต้องส่งมอบผู้อื่น

เซวียเป่ยไห่พลันโพล่งถาม “ผู้มีพระคุณนามว่ากระไร”

เสี่ยวเตาได้ยินคำ ‘ผู้มีพระคุณ’ หนังหัวชาวูบ ก่อนตอบไปว่า “ชื่อเสี่ยวเตา”

“แม่นางเสี่ยวเตา ชอบร่มวิเศษกระดาษแดงใช่หรือไม่”

“ชอบ!”

“ข้ายินดีใช้ร่มคันนี้เป็นค่าเหนื่อย วานแม่นางช่วยข้าทำงานชิ้นหนึ่ง”

“ท่านหมายความว่า ขอเพียงข้าทำงานให้ท่านชิ้นหนึ่ง ก็จะยกร่มนี้ให้ข้า?”

“มิผิด ขอให้แม่นางช่วยไปเมืองหังโจวให้ข้าเที่ยวหนึ่ง”

“อืม ขยายความสักนิด”

เซวียเป่ยไห่ล้วงกล่องแพรที่ใช้หนังแกะห่อไว้ใบหนึ่งจากอกเสื้อ ส่งให้เสี่ยวเตา “ไปหาเซวียเป่ยฝานน้องชายข้าที่บ้านสวนซิงไห่(บ้านสวนทะเลดาว) เมืองหังโจว เอากล่องใบนี้ส่งให้เขากับมือ และเตือนเขาให้ระวังคนของพรรคเป่ยไห่”

“ในกล่องคืออะไร”

“ลายแทงห้ากระดูกมังกร!”

เหยียนเสี่ยวเตาแลบลิ้นออกมา ผู้คนมักกล่าวถึงสี่สิ่งล้ำค่าในยุทธภพ ‘เภตราทองทะเลจันทร์ คัมภีร์เซิ่งอู่หวง ร่มวิเศษกระดาษแดง ลมจันทราไร้ทุกข์’ และสิ่งที่เร้นลับที่สุดในจำนวนนั้นก็คือเภตราทองทะเลจันทร์กับคัมภีร์เซิ่งอู่หวง เล่ากันว่าเก็บซ่อนอยู่ในวังเป่ยไห่สุ่ยจิง (วังผลึกแก้วทะเลเหนือ) และที่ตั้งของวังเป่ยไห่สุ่ยจิงนี้ก็ถูกบันทึกไว้ในลายแทงห้ากระดูกมังกรซึ่งประกอบขึ้นจากกระดูกมังกรห้าชิ้นนั่นเอง

“สูงค่าปานนั้น ท่านให้ข้าถือ หรือไม่กลัวข้าฮุบไว้เอง?”

เซวียเป่ยไห่นิ่งงันชั่วครู่ ค่อยเปิดปาก “ในเมื่อคนกันเองเชื่อถือไม่ได้ เช่นนั้นก็เชื่อถือคนนอกเถอะ”

เสี่ยวเตาใคร่ครวญเล็กน้อย มองกล่องแล้วมองร่มแดง “เช่นนั้นร่มวิเศษกระดาษแดงก็เป็นของข้าแล้ว!”

เซวียเป่ยไห่พยักหน้า ตบมือเป็นสัญญากับเหยียนเสี่ยวเตา ตกลงใจทำการค้าชิ้นนี้

…………

เช้าตรู่วันถัดมา ฝนตกใหญ่เปลี่ยนเป็นฝนตกพรำๆ เหยียนเสี่ยวเตากางร่มแดงออกจากภูเขาด้านหลังของพรรคเป่ยไห่ ในอกเสื้อสอดไว้ด้วยลายแทงห้ากระดูกมังกร เร่งรุดสู่เมืองหังโจว

เซวียเป่ยไห่เดินลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในถ้ำ ทันใดนั้น คนผู้หนึ่งย่องเข้ามาเงียบๆ คือเซวียฝูนั่นเอง

“ท่านประมุข ล้วนจัดการเรียบร้อยแล้ว?”

เซวียเป่ยไห่ลืมตา พยักหน้ากล่าว “นี่เป็นความหวังสุดท้ายแล้ว ดีที่เจ้าหัวไว มองฐานะของนางออก”

“ท่านประมุข เหยียนเสี่ยวเตาจะช่วยพวกเราได้จริงหรือ”

“ได้แน่นอน” เซวียเป่ยไห่ปิดเปลือกตาทั้งสอง ท่าทางสงบเยือกเย็น “ถัดจากนี้ ต้องดูเป่ยฝานแล้ว”

 

บทที่ 2 มือปราบอารมณ์แปรปรวนกับแม่นางสวมหน้ากาก

เดือนห้า ถนนเล็กแถบชนบท ชานเมืองหังโจว

ถนนเป็นถนนดินดำ ปูด้วยหินกรวดหนึ่งชั้น ค่อยทับด้วยแผ่นหินอีกชั้นหนึ่ง หลังฝนโปรยปรายคราหนึ่ง พื้นถนนสะอาดเอี่ยมอ่อง

สวนผักด้านข้าง เหลืองอร่ามเป็นแผ่นผืน พอสายลมโชยเอื่อย แลเหมือนระลอกคลื่นสีทอง บวกกับฝนซาฟ้าโปร่ง ดึงดูดให้ผู้คนทยอยหยุดเท้า

อีกฟากหนึ่งเป็นบ่อปลาใสกระจ่าง ผิวน้ำประดุจคันฉ่องสะท้อนแสงตะวัน เปล่งประกายระยิบระยับทอดยาวออกไปไกลลิบ เหนือน้ำมีไอหมอกคล้ายปุยเมฆ น้ำกระเพื่อมเมฆาสลาย นานครั้งปรากฏนกนางนวลเดียวดาย บ้างสยายปีก บ้างยืนตระหง่าน และยังมีชาวประมงที่ออกเรือแต่เช้า ขับขานบทเพลงอย่างอารมณ์ดี เติมชีวิตชีวาให้กับรุ่งอรุณแห่งลุ่มน้ำเจียงหนาน* ยิ่งแลคล้ายดินแดนมายา

[*ลุ่มน้ำเจียงหนาน คือพื้นที่บริเวณตอนล่างของแม่น้ำแยงซีในประเทศจีนปัจจุบัน]

บรรดาชายเก่งหญิงงามที่ตั้งใจลุกจากเตียงมาชมดูแต่เช้าตรู่ ล้วนอดใจไม่ไหวต้องร่ายกลอนต่อคำ ฉวยโอกาสเพิ่มความสุนทรีย์ท่ามกลางม่านหมอกสักครา

ในบรรยากาศอันเรียบง่ายใสซื่อของชนบทนี้เอง ลิบๆ ออกไปปรากฏเงาสีแดงที่แสบตาจุดหนึ่ง

คนเดินทางทยอยหันหน้ามอง เพียงเห็นบนถนน หญิงงามคนหนึ่งกางร่มกระดาษสีแดงที่ฉูดฉาดบาดตานั่งอยู่บนลาน้อย ค่อยๆ เคลื่อนมาข้างหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อย

แม่นางนี้จิ้มลิ้มพริ้มเพรา แลเข้ากับทิวทัศน์ของลุ่มน้ำเจียงหนานเป็นพิเศษ ร่มแดงคันนั้น สะท้อนผิวจนขาวผ่องนวลเนียน ยิ่งขับความสวยแฉล้มแช่มช้อย

นางสะพายสัมภาระห่อเล็ก นั่งเหลียวซ้ายมองขวาอยู่บนหลังลา ใคร่สอดส่ายว่าละแวกนี้มีเพิงน้ำชาหรือไม่ จะได้แวะกินหมั่นโถวเป็นมื้อเช้าสักลูก

ผู้มา… จะเป็นใครหากมิใช่เหยียนเสี่ยวเตา

ในที่สุดก็เห็นป้าย‘ชา’ตัวโตๆ ปรากฏขึ้น เหยียนเสี่ยวเตารีบโดดลงจากลาน้อย เลือกโต๊ะติดถนนแล้วนั่งลง เด็กในร้านมาต้อนรับ เห็นเป็นแม่นางสะสวยคนหนึ่ง น้ำเสียงพลันนุ่มลงไม่รู้ตัว “แม่นางเร่งเดินทางตามลำพังหรือ? แวะกินข้าวเช้ากระมัง?”

เสี่ยวเตาหุบร่ม เช็ดจนแห้งแล้วเก็บอย่างดี สั่งเต้าฮวยหนึ่งชามกับเด็กในร้าน และยังเอาหมั่นโถวแป้งขาวอีกหนึ่งลูก

เด็กในร้านยกมาส่งอย่างว่องไว ซ้ำยังแถมแตงกวาดองหั่นเป็นแว่นที่ทางร้านทำเองอีกหนึ่งจาน เหยียนเสี่ยวเตากระดกนิ้วคีบตะเกียบ เลือกแผ่นแตงกวาเคียงกับหมั่นโถว ใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ

กินได้สักพัก คนสัญจรบนถนนเริ่มจอแจ

พื้นที่ซูหูคลาคล่ำด้วยพ่อค้าวานิชมาตลอด ผู้ประกอบการค้าช่วงเช้าล้วนร้อนใจดั่งไฟสุม พอฝนหยุด อาทิตย์ส่อง บรรยากาศยามเช้าที่ราวกับแดนสวรรค์ก็พลอยจางหาย เหลือเพียงความอึกทึกและคับคั่ง

แผงน้ำชาค่อยๆ ล้นหลามด้วยลูกค้า มีเก้าอี้ว่างแค่สามตัวตรงหน้าเสี่ยวเตาเท่านั้น

เสียงดังป้าบ ดาบยักษ์เล่มหนึ่งวางพาดเหนือโต๊ะ ภายใต้หนังตาของเสี่ยวเตา

ดาบนี้ยาวสามฉื่อสามชุ่น (ประมาณ 3.3ฟุต) ตัวดาบสวมปลอกหนัง มัดด้วยเชือกเก้าทบ และยังติดหมายเลข คาดว่าผู้มาคงเป็นขุนนางคนหนึ่ง

เสี่ยวเตาช้อนสายตาพินิจ เบื้องหน้านั่งอยู่ด้วยนักสู้คนหนึ่ง อายุไม่มากราวๆ ยี่สิบเศษ หน้าตาธรรมดา เรือนผมเรียบแปล้ หน้าผากมีเหงื่อเกาะ เขาใช้แขนเสื้อเช็ดลวกๆ พลางสั่งเด็กในร้าน “หมั่นโถวสี่ลูก โจ๊กหนึ่งชาม”

เสี่ยวเตากัดหมั่นโถวคำเล็กแล้วคีบแผ่นแตงกวาใส่ปาก เห็นป้ายทองแผ่นหนึ่งรำไรตรงข้างเอวคนผู้นั้น…เป็นไปได้ว่าคือมือปราบคนหนึ่ง

ชายหนุ่มปาดเหงื่อรออาหาร พอเงยหน้าค่อยพบว่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามเป็นแม่นางคนหนึ่ง จึงก้มหน้าสำรวม และไม่กล้าพินิจละเอียด เพียงตั้งตารอกิน

เสี่ยวเตายกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง…คนซื่อ!

เสี่ยวเตากินต่ออีกสองคำ หนุ่มคนนั้นพลันเงยหน้า ตะโกนสั่งเด็กในร้าน “เอาบะหมี่เนื้อวัวอีกชาม”

เสี่ยวเตาอ้าปากมองดูหมั่นโถวสี่และโจ๊กอีกหนึ่งตรงหน้าเขาหายวับในพริบตา ลอบพึมพำในใจ…ถังข้าว*!

[*ถังข้าว หมายถึงกินจุ]

ทางนี้กำลังกิน พลันมีคนมาอีกสอง

ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าแผงน้ำชา เห็นไม่มีที่นั่งจึงลังเล เด็กในร้านรีบร้องทัก “ท่านลูกค้า ตรงนี้ว่างสองที่พอดี”

ดังนั้น คนหนึ่งนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างเสี่ยวเตากับมือปราบ อีกคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังเขา

เสี่ยวเตาได้ยินน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อยกล่าวว่า “ชาหนึ่งกา หมั่นโถวสองลูก”

แม้น้ำเสียงหงุดหงิด แต่สามารถฟังออกว่าเป็นสตรีนางหนึ่ง ต่างจากสตรีทั่วไป คนผู้นี้พูดจาเยียบเย็นเคร่งขรึม เสี่ยวเตารู้สึกสุ้มเสียงน่าฟัง จึงเงยหน้ามอง ต้องตกใจแทบกระโดด

นั่งอยู่ด้านข้างคือบุรุษวัยยี่สิบเศษคนหนึ่ง กำลังจ้องมองเสี่ยวเตาอยู่เช่นกัน คนผู้นี้หน้าตาดีมาก เสี่ยวเตาเดาว่าเขาต้องมีฐานะไม่น้อย เพราะมีสง่าราศี แต่งกายพิถีพิถัน กิริยาท่าทีสุภาพดูดี แต่สิ่งที่ดึงดูดใจเสี่ยวเตาหามิใช่คุณชายสูงศักดิ์ตรงหน้าผู้นี้ กลับเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาต่างหาก

นั่นเป็นสตรีชุดดำสวมหน้ากากคนหนึ่ง คงเป็นคนที่เปล่งวาจาเมื่อครู่นี้

นางยืนอยู่ด้านหลังคุณชายผู้ดี เหมือนเป็นผู้ติดตามไม่ก็องครักษ์ รูปร่างสูงเพรียว แต่เพราะสวมหน้ากากจึงมองหน้าตาและอารมณ์ไม่ออก เรือนผมดำสนิทก็เก็บซ่อนในอาภรณ์ หน้ากากคงเป็นหน้ากากผีที่ใช้ในพิธีขับไล่เสนียดจัญไร สีขาว ดูแล้วชวนผวา

สตรีสวมหน้ากากคนนั้นก็มองเสี่ยวเตาแวบหนึ่งเช่นกัน มิได้ส่งเสียง

จวบจนน้ำชาขึ้นโต๊ะ สตรีสวมหน้ากากหยิบเข็มเงินออกมาทดสอบก่อนด้วยความระมัดระวัง ไร้ปัญหาค่อยวางตรงหน้าคุณชายผู้ดีท่านนั้น และยังช่วยเขาล้างถ้วยรินน้ำชา เมื่อแล้วเสร็จก็ถอยไปยืนด้านหลังต่อ

มือปราบ‘ถังข้าว’คนนั้นกำลังกินบะหมี่ชามที่สอง เห็นเข้าก็พูดลอยๆ แบบไม่หนาวไม่ร้อน “ตนเองมีมือมีเท้า ยังต้องคนอื่นปรนนิบัติ”

มุมปากของเสี่ยวเตากระตุกไม่รู้ตัว…จะวิวาทกันหรือไม่? มือปราบคนนี้ปากไวใจตรง!

คุณชายผู้ดีเท้าคางด้วยมือเดียว ถามกลับแบบไม่สะทกสะท้าน “มือปราบเทวดาดาบทอง ห่าวจินเฟิง เหตุไฉนวิ่งมาถึงหังโจวแล้ว”

“แค่กๆ”

ได้ยินนาม ‘ห่าวจินเฟิง’เหยียนเสี่ยวเตาถึงกับสำลักหมั่นโถว ยกมือทุบอก

คุณชายผู้ดีคนนั้นรินชาถ้วยหนึ่ง ยื่นส่งถึงหน้านาง

เสี่ยวเตารับไว้ เอ่ยขอบคุณแล้วกลืนหมั่นโถวตามลงไป หางตาเหลือบเห็นสตรีสวมหน้ากากคล้ายมองมาที่ตนอีกหน

“ข้ามาตามจับเซวียเป่ยฝาน” ห่าวจินเฟิงตอบ

ตอนแรกเหยียนเสี่ยวเตาตัดสินใจวางถ้วยแล้วผละไป พอได้ยินคำ‘เซวียเป่ยฝาน’กลับนั่งนิ่งไม่ขยับแล้ว หรือจะเป็นเซวียเป่ยฝานที่ตนกำลังตามหา?

“เซวียเป่ยฝานเป็นสหายของข้าเสิ่นซิงไห่ หนึ่งเดือนนี้เขาเป็นแขกอยู่ที่บ้านสวนซิงไห่ ไม่ทราบกระทำผิดด้วยเรื่องใด ท่านมือปราบถึงต้องแรมไกลมาจับคน”

เหยียนเสี่ยวเตาจุ๊ๆ ในใจสองคำ ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้! ถึงกับได้เจอเสิ่นซิงไห่เจ้าของบ้านสวนซิงไห่ที่นี่ด้วย

“เซวียเป่ยฝานเจ้าโจรราคะ ชั่วช้าไม่อาจอภัย ข้าจะพาเขากลับไปดำเนินคดี”

“โจรราคะ?”

เสี่ยวเตาอดใจไม่อยู่โพล่งออกมา เสิ่นซิงไห่กับห่าวจินเฟิงล้วนมองมาที่นาง

เสี่ยวเตารีบก้มหน้างุด

“ฟังว่า เซวียเป่ยไห่ป่วยตายกะทันหันในคืนก่อนแต่งงาน เซวียเป่ยฝานกลับยังสุขสำราญอยู่ที่เจียงหนาน?” ห่าวจินเฟิงถามเสิ่นซิงไห่  

“พี่เซวียไม่นิยมก้าวก่ายยุทธภพ ความสัมพันธ์กับพี่ชายเขาก็ผิวเผิน” เสิ่นซิงไห่ช่วยแก้ต่าง “ทุกวี่วันเอาแต่ล่องเรือชมทะลสาบซีหูอย่างอิสระ ข้ารู้จักกับเขานานปี เขาแม้เจ้าสำราญหากไม่มีนิสัยต่ำช้า ต้องไม่ใช่โจรราคะอะไรแน่ ท่านสืบสาวให้ถี่ถ้วน อย่าได้ปรักปรำคนดี”

“ปรักปรำ?”

ห่าวจินเฟิงได้ยินสองคำนี้ สีหน้าพลันหม่นลง เดิมทีคนผู้นี้อารมณ์ร้อนดั่งไฟ ยามนี้กลับคล้ายล้มลงในแอ่งน้ำแข็งกระนั้น น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นขรึมๆ เย็นๆ เมื่อเอ่ยปากแบบหนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม “หรือท่านคิดว่าข้าเป็นมือปราบประเภทปรักปรำคนดี ใส่ความโดยไม่มีมูล ไม่แยกแยะถูกผิด ทุจริตต่ำช้าไร้ยางอาย และไร้ซึ่งฝีมือ? อาศัยการปรักปรำผู้อื่นให้ได้มาซึ่งลาภยศสรรเสริญ?”

เสิ่นซิงไห่กับเหยียนเสี่ยวเตาต่างยกถ้วยค้างเติ่ง…มือปราบคนนี้ไฉนจู่ๆ เปลี่ยนเป็นคนละคนแล้ว

สุดท้าย…เสี่ยวเตาดื่มชาร้อนดังอึกๆ ทุกคนค่อยเรียกสติกลับคืน

ห่าวจินเฟิงสลัดศีรษะไปมา คืนสู่บุคลิก‘ถังข้าว’เช่นครู่ก่อน หน้าตาเหลอหลา “ข้าพูดอะไรออกไป”

เสิ่นซิงไห่ก้มหน้าดื่มชา ผู้คนต่างกล่าวว่าห่าวจินเฟิงใดๆ ล้วนดีหมด แค่บางคราอารมณ์ปรวนแปรเฉียบพลัน ที่แท้ก็เป็นจริงดั่งคำลือ

เหยียนเสี่ยวเตาล่วงรู้แล้ว เซวียเป่ยฝานอยู่บนเรือลำใดลำหนึ่งในทะเลสาบซีหู ในเมื่อห่าวจินเฟิงเทพแห่งโรคระบาด*กำลังตามหาเขา ตนคงต้องรีบไปส่งของโดยเร็ว จากนั้นอยู่ให้ห่างเท่าไรยิ่งดี ขบคิดเสร็จ วางเงินสองเหรียญ ลุกยืนตั้งท่าผละไป

[*เทพแห่งโรคระบาด อุปมา ตัวนำความหายนะมาสู่ผู้อื่น]

ทันทีที่เสี่ยวเตายื่นมือจูงลาน้อย พลันได้ยินห่าวจินเฟิงถามเสิ่นซิงไห่ “ลายแทงห้ากระดูกมังกรอยู่ในมือเซวียเป่ยฝานหรือไม่”

เสิ่นซิงไห่ยักไหล่ทันใด “ข้าก็ไม่ทราบ”

เหยียนเสี่ยวเตาชะงักนิดหนึ่ง แต่มิได้สะกิดใจอันใด จึงจูงลาออกเดินไปเงียบๆ เสิ่นซิงไห่กับห่าวจินเฟิงกำลังสนทนาพาที เหมือนมิได้ใส่ใจสังเกต มีเพียงสตรีสวมหน้ากากคนนั้น ที่จ้องมองเสี่ยวเตาอีกครั้ง

จวบจนเสี่ยวเตาไปแล้ว ห่าวจินเฟิงจึงถามเสิ่นซิงไห่ “ท่านรู้จักแม่นางคนเมื่อครู่?”

เสิ่นซิงไห่ยิ้มบาง “แม่นางที่งดงามปานนี้ ข้าหากรู้จักย่อมจำได้แน่นอน”

ห่าวจินเฟิงลูบคางพลางงึมงำกับตนเอง “รู้สึกคุ้นตา เหมือนเคยเห็นที่ไหน…”

ห่าวจินเฟิงแม้จดจำเหยียนเสี่ยวเตาไม่ได้ เหยียนเสี่ยวเตากลับรู้จักเขา มิหนำซ้ำยังมีความเกี่ยวพันต่อกันไม่น้อย

ยี่สิบปีก่อน เหยียนหรูอวี้มารดาของเหยียนเสี่ยวเตาเป็นจอมโจรเลื่องชื่อในยุทธภพ ฉายาจิ้งจอกเหินฟ้า ราชสำนักส่งมือปราบเทวดาดาบทองห่าวจิ่วหลงมาไล่จับนาง แต่คิดไม่ถึง ห่าวจิ่วหลงไม่เพียงจับเหยียนหรูอวี้ไม่ได้ ดาบประจำตัวยังอันตรธาน เมื่อกลับมาจึงลาออกจากราชการเร้นกายเข้าพงไพร

คนในยุทธภพต่างเข้าใจว่า ห่าวจิ่วหลงเป็นเพราะสะเทือนใจที่พ่ายแพ้ให้แก่เหยียนหรูอวี้ หากความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เหยียนเสี่ยวเตาได้ยินมารดาของนางเคยเล่าว่า ห่าวจิ่วหลงกับนางกลายเป็นสามีภรรยา ให้กำเนิดบุตรเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง บุตรชายก็คือห่าวจินเฟิง บุตรสาวก็คือเหยียนเสี่ยวเตานั่นเอง ทั้งสองอายุห่างกันหนึ่งขวบ

ปีที่สามหลังแต่งงาน ตอนนั้นเสี่ยวเตาเพิ่งเต็มขวบ เหยียนหรูอวี้สงสัยว่าห่าวจิ่วหลงไปมีหญิงอื่น ทั้งสองมีปากเสียงอย่างหนัก จากนั้นแยกทางเดิน แบ่งบุตรธิดาไปฝ่ายละคน

ห่าวจิ่วหลงหวนคืนยุทธภพอีกครั้ง กลายเป็นมือปราบอันดับหนึ่งในแผ่นดิน บุรุษหลายใจผู้นี้ยังวาดภาพเหมือนประกาศจับเหยียนหรูอวี้ เป็นเหตุให้เหยียนหรูอวี้ต้องพาเสี่ยวเตาหลบซ่อนในป่าเขา เดาว่าห่าวจินเฟิงคงไม่ทราบชาติกำเนิดของตนเอง เพียงถือเหยียนหรูอวี้เป็นคู่อริของบิดาเท่านั้น

เสี่ยวเตาคิดไม่ถึง พอเข้าเมืองหังโจวก็เจอะเจอพี่ชายร่วมอุทร แต่นึกถึงบิดาเจ้าชู้คนนั้นขึ้นมา ยังคงไม่แสดงตนดีกว่า อีกประการหนึ่ง ห่าวจินเฟิงคล้ายผิดปกติอยู่บ้าง ครู่ก่อนได้ยินคำว่า ‘ปรักปรำ’ไฉนเปลี่ยนเป็นคนละคนแล้ว

นางครุ่นคิดฟุ้งซ่าน พลางเดินเลียบตลิ่งของทะเลสาบซีหู เหนือผิวน้ำมีลำเรือมากมาย ลำไหนจึงมีเซวียเป่ยฝานเล่า?

เห็นข้างหน้ามีคนเรือไม่น้อย เสี่ยวเตาบังเกิดปฏิภาณ วิ่งไปถามคนงานบนเรือคนหนึ่ง “ท่านอา ลำไหนเป็นเรือของบ้านสวนซิงไห่”

คนงานหลายคนพร้อมใจกันชี้ไปทางเรือใหญ่สองชั้นทาสีแดงลำหนึ่งเหนือทะเลสาบ “ลำนั้น!”

เสี่ยวเตาวิ่งไปยังสะพานใกล้ๆ พิจารณาเรือลำนั้นอย่างถี่ถ้วน จนมั่นใจว่ากำลังมุ่งหน้ามาทางตน

ขณะนั้น บุรุษชุดขาวคนหนึ่งยืนอยู่หัวเรือ ถือจอกสุราชื่นชมทิวทัศน์ เสี่ยวเตาย่นหว่างคิ้ว ภายนอกอ่อนแออมโรคแต่ท่าทีสุภาพไม่น้อย เหตุไฉนถูกเรียกเป็นโจรราคะไปได้

ขณะใช้ความคิด ด้านหลังมีเสียงตะโกน “โจรน้อย”

เหยียนเสี่ยวเตาสะดุ้งหันขวับ

เพียงเห็นบุรุษชุดดำคนหนึ่งยืนถือร่มกระดาษเคลือบน้ำมันอยู่ด้านหลัง สายตาเพ่งมาที่นาง คนผู้นี้อายุราวยี่สิบเศษ สูงๆ ผอมๆ เสี่ยวเตาแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ครุ่นคิดอีกที เหยียนหรูอวี้มารดาของนางเป็นโจรก็จริง แต่ตนไม่ใช่นี่นา! ตั้งแต่เล็กนางร่ำเรียนวิชาแพทย์กับท่านหมอคนหนึ่ง ฝึกวิทยายุทธ์กับมารดาเพียงผิวเผิน เจียมเนื้อเจียมตัวไม่เคยกระทำเรื่องเลวทราม คิดว่าคนผู้นี้น่าจะเรียกผู้อื่น ดังนั้นเสี่ยวเตาจึงเบือนหน้ากลับมาดูต่อ

ยามนั้น เรือใหญ่ใกล้ถึงสะพานแล้ว เสี่ยวเตาไตร่ตรองอยู่ว่า จะร้องเรียกเขาหรือกระโดดลงไป

มิคาด คนข้างหลังพลันตะโกนขึ้นอีกครั้ง “นี่ โจรน้อย”

เสี่ยวเตาหันกลับไป พบว่ายังคงเป็นคนเดิม “ท่านเรียกข้า?”

“ใช่แล้ว”

“ข้าเหมือนโจรตรงไหน”

“เจ้าขโมยสมบัติตกทอดของบ้านข้า ยังว่าไม่ใช่โจรอีก” คนผู้นั้นมือไพล่หลัง สายลมโชยผ่าน เส้นผมลอยพลิ้วตามลม จะว่ารุ่ยร่ายก็คล้ายไม่รุ่ยร่าย จะว่าเป็นระเบียบก็คล้ายปล่อยตามสบายอยู่บ้าง เช่นเดียวกับใบหน้าของคนผู้นั้น จะว่าเป็นคนดีก็ติดเจ้าเล่ห์เล็กน้อย จะว่าเจ้าเล่ห์ กิริยาท่าทางก็ดูสุภาพเรียบร้อยดี

เสี่ยวเตากำลังนึกว่าคนผู้นี้เป็นใคร พลันได้ยินเสียงโกรธเกรี้ยวจากใต้สะพาน “โจรราคะ จะหนีไปไหน”

ได้ยินเส้นเสียง เสี่ยวเตารู้ทันทีว่าเป็นห่าวจินเฟิง พลันหมุนตัววิ่งหนีตามสัญชาตญาณ บังเอิญก็คือ คนที่เพิ่งเรียกนาง‘โจรน้อย’ก็วิ่งตามนางมาด้วย

เสี่ยวเตาแปลกใจ คนผู้นั้นก็แปลกใจ

ห่าวจินเฟิงชักเท้าไล่กวดมา

เสี่ยวเตากำลังร้อนใจ คนผู้นั้นกลับแย้มยิ้มชวนนางคุย “บังเอิญจริง เจ้าก็โจรราคะเช่นกันหรือ? ยินดีที่ได้รู้จัก!”

 

บทที่ 3 แรกเข้ายุทธภพก็โดนแล้วหนึ่งดาบ

เหยียนเสี่ยวเตาโดนคนผู้นั้นเรียก‘โจรราคะ’รู้สึกโมโหแทบเต้น

ได้ยินห่าวจินเฟิงตะโกนไล่หลัง “เซวียเป่ยฝาน หยุดเดี๋ยวนี้!”

เสี่ยวเตาตกใจ มองคนข้างๆ “ท่านคือเซวียเป่ยฝาน?”

เซวียเป่ยฝานพยักหน้าให้เสี่ยวเตา “ใช่แล้ว”

ระหว่างที่พูด ห่าวจินเฟิงวิ่งกวดถึงด้านหลังแล้ว เซวียเป่ยฝานพลันคว้าแขนเสี่ยวเตา เหินร่างกระโดดลงใต้สะพาน จังหวะเดียวกับเรือใหญ่ลำนั้นล่องมาถึง รับพวกเขาทั้งสองไว้ได้พอดี แล้วลอดใต้สะพานไปอีกฟากหนึ่ง

คนชุดขาวที่ถือจอกเหล้าบนเรือเห็นเข้า หัวร่อกระเซ้า “เซวียเป่ยฝาน กลางวันแสกๆ เจ้ายังเก็บหญิงงามขึ้นเรือได้? สมกับฉายาโจรราคะจริงๆ”กล่าวพลางชี้นิ้วไปทางห่าวจินเฟิงที่กำลังกระทืบเท้าอยู่บนสะพาน ตะคอกว่า “หยุดตรงนั้น”

เสี่ยวเตากังขาเล็กน้อย ห่าวจินเฟิงฝีมือไม่ต่ำทราม ตรงนี้กับบนสะพานก็ห่างกันไม่มาก ไฉนไม่โดดตามลงมา

คนชุดขาวด้านหลังคล้ายมองความคิดนางออก “ห่าวจินเฟิงเป็นมือปราบป้ายทอง ได้รับฉายาจากชนชาวยุทธ์ว่าแท่นหมึกติดเท้า เนื่องเพราะเขาไม่เป็นวิชาตัวเบา เพียงอาศัยสองเท้าวิ่งตะบึง”

เหยียนเสี่ยวเตายิ้มแล้ว อาจเพราะเหยียนหรูอวี้มีวิชาตัวเบาเป็นเลิศ ห่าวจิ่วหลงชายหลายใจคนนั้นยังคงอาฆาตแค้นเรื่องในปีนั้น จึงไม่สอนวิชาตัวเบาให้บุตรชาย จุ๊ๆ… ถึงได้กล่าวว่า บุรุษเมื่อปันใจก็แปรผันเป็นแปลกหน้า

ในขณะที่ทุกคนเข้าใจว่าหนีพ้นการไล่ล่าของห่าวจินเฟิงแล้ว เขากลับปีนขึ้นราวสะพาน โถมกายกระโดดลงมา…

ตูม

ห่าวจินเฟิงสมดังกิตติศัพท์ ‘แท่นหมึกติดเท้า’ หลังฟองอากาศผุดลอย คนก็จมดิ่ง

“อา!” ผู้คนบนฝั่งเห็นเข้า นึกว่ามีใครตกน้ำหรือคิดสั้น พากันร้องโหวกเหวกให้ช่วย

เหยียนเสี่ยวเตาถลาไปที่หัวเรือ เห็นเซวียเป่ยฝานมาชมดูฉากสนุกเช่นกัน จึงร้องเร่ง “รีบไปช่วยเขา!”

เซวียเป่ยฝานชี้ให้ดูลูกเรือที่กำลังพายเรือตรงไป “มีคนช่วยแล้ว เขามีพลังฝีมือดี แค่นี้ไม่ตายหรอก”

เหยียนเสี่ยวเตากลับทนเฉยไม่ได้ จะชั่วดีเจ้าทึ่มนั่นก็เป็นพี่ชายแท้ๆ ของนาง หากท่านแม่ทราบเข้ามิร่ำไห้ตายหรือ? เห็นเซวียเป่ยฝานยังชมดูความครึกครื้นไม่เลิก เสี่ยวเตาใคร่โดดลงไปช่วย แต่เพิ่งชะโงกตัวออกไป เห็นห่าวจินเฟิงแหวกน้ำว่ายมาแล้ว กำลังตะกายขึ้นเรือ ปากยังร้องตะโกน “โจรราคะ! ข้าจะจับเจ้าไปส่งทางการ”

เซวียเป่ยฝานตกใจถอยกายก้าวหนึ่ง คนชุดขาวข้างหลังยืนกุมท้องหัวร่อจนตัวโยน

…………

ห่าวจินเฟิงตะกายอยู่นานยังคงตะกายขึ้นเรือไม่ได้ คนชุดขาวจึงใช้เชือกลากเขาขึ้นมา ส่งเข้าห้องท้องเรือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า

ห่าวจินเฟิงถอดเสื้อผ้าเปียกโชกออก ชายชุดขาวกลับมิได้นำเสื้อผ้าแห้งมาให้ เพียงโยนผ้าห่มให้ผืนหนึ่ง ห่าวจินเฟิงห่อกายด้วยผ้าห่มก็ไม่มีมือมาจับเซวียเป่ยฝานแล้ว ในที่สุดก็ได้หยุดพักเสียที

เหยียนเสี่ยวเตารู้สึกสถานการณ์ไม่สู้ดี โบราณกล่าวไว้ ‘ลงเรือโจรง่าย ขึ้นเรือโจรยาก’เวลานี้นางลงเรือของเซวียเป่ยฝาน ซ้ำยังเผชิญกับห่าวจินเฟิง ควรทำเช่นไรดี

“แซ่อันสูงส่งและนามกรอันไพเราะของแม่นางคือ?”เซวียเป่ยฝานมิเสียทีเป็น ‘โจรราคะ’ความสนใจทั้งหมดล้วนอยู่บนร่างของเหยียนเสี่ยวเตา พลางลอบมองร่มสีแดงในมือนาง

เหยียนเสี่ยวเตากระจ่างทันควัน เพราะเหตุใดเขาจึงเรียกตนว่าโจรน้อย ร่มวิเศษกระดาษแดงนี้มองอย่างไรก็ไม่เห็นความพิเศษพิสดาร แต่ในร่มกลับซ่อนงำความลับ อาจเป็นได้ว่ามีเพียงเซวียเป่ยไห่และเซวียเป่ยฝานสองพี่น้องที่ล่วงรู้

“เอ๊ะ?”

ยามนั้น ห่าวจินเฟิงสังเกตเห็นเสี่ยวเตาเช่นกัน “เจ้ามิใช่แม่นางที่นั่งตรงข้ามข้าในเพิงน้ำชาเมื่อเช้านี้หรอกหรือ”

เสี่ยวเตาขยับริมฝีปาก “อืม…”

“เจ้าโจรราคะนี่รังควานเจ้าใช่หรือไม่”ห่าวจินเฟิงบังเกิดสำนึกคุณธรรมขึ้นมาแล้ว มือหนึ่งจับผ้าห่ม มือหนึ่งใคร่คว้าดาบของตนเอง “ไม่ต้องกลัว ข้าจะจับเขาไปดำเนินคดีเดี๋ยวนี้”

เซวียเป่ยฝานมือไว ย้ายดาบของเขาออกห่าง ห่าวจินเฟิงเอื้อมไม่ถึง ทั้งไม่กล้าเคลื่อนไหวรุนแรง ได้แต่โคจรลมปราณอยู่ในห้องท้องเรืออย่างอัดอั้น

เหยียนเสี่ยวเตากะระยะห่างจากฝั่งด้วยสายตา อีกประเดี๋ยวเอากล่องแพรยัดใส่มือเซวียเป่ยฝานแล้วรีบหนีไป หรือไม่ก็…

ขณะกำลังวางแผน คนชุดขาวพลันร้องดัง “โอ!”แล้วหมุนกายกลับห้อง ยืนค้นอยู่หน้าชั้นหนังสือ ก่อนดึงสมุดเล่มหนึ่งออกมา หยิบสมุดเดินออกจากห้อง พลิกเปิดหน้าหนึ่งให้เสี่ยวเตาดู “ถึงว่าทำไมคุ้นตานัก!”

เสี่ยวเตาก้มมอง นั่นเป็นภาพวาดคนร้ายของทางการที่เก่าแก่ปึกหนึ่ง แผ่นที่อยู่ตรงหน้าคือเหยียนหรูอวี้มารดาของนางอย่างชัดเจน หน้าตาเหมือนเสี่ยวเตาไม่มีผิด

“เจ้าคือ…”

เซวียเป่ยฝานไม่ทันเปิดปาก ก็เห็นเสี่ยวเตากระชากภาพวาดแผ่นนั้นออกมา ฉีกสองสามที ขยำเป็นก้อนแล้วเขวี้ยงลงน้ำ กิริยารวบรัดฉับไวยิ่ง กระดาษฟางสีเหลืองโดนน้ำ ไม่ทันไรก็ชุ่มโชก หมึกดำเจือจาง

เซวียเป่ยฝานกับคนชุดขาวปากอ้าตาค้างจ้องมองเหยียนเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาปรายมองห่าวจินเฟิงที่กำลังเดินหาเสื้อผ้าไปทั่วเรือ ก่อนเอ่ยเตือนสองคนตรงหน้า “กล้าพูดออกไป ท่านสองคนตายแน่!”

เซวียเป่ยฝานฉีกยิ้ม “ที่แท้จอมโจรเหยียนหรูอวี้ถึงกับมีธิดาคนหนึ่ง เจ้าชื่ออะไร”

เหยียนเสี่ยวเตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนกระแทกเสียงตอบ “เหยียนเสี่ยวเตา(มีดน้อยแซ่เหยียน)”

เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้ว “ไฉนดรุณีที่สะสวยปานนี้จึงมีนามกรแสลงหูนัก มารดาเจ้ากลับรู้จักเรียกตนเองว่าหรูอวี้*”

[*หรูอี้ แปลว่า ประดุจหยก]

“ท่านต่างหากนามกรแสลงหู! นางบอกว่าหรูอวี้พ้องเสียงกับรู่อวี้**ไม่เป็นมงคล ถึงได้พบเจอชายหลายใจ”เสี่ยวเตาบ่นงึมงำ

[*รู่อวี้ แปลว่า เข้าคุกตะราง]

คนชุดขาวประสานมือต่อนาง “ข้าน้อยฉงหัว ยินดีที่ได้รู้จัก”

เหยียนเสี่ยวเตาประสานมือตอบ พินิจฉงหัวคนนี้อย่างละเอียด อายุไล่เลี่ยกับเซวียเป่ยฝาน สุภาพเรียบร้อย ดูไปยังถูกชะตากว่าเซวียเป่ยฝานมากนัก

ฉงหัวเห็นเสี่ยวเตาคล้ายกริ่งเกรงห่าวจินเฟิงไม่น้อย จึงกล่าว “ข้าไปหาเสื้อผ้าให้เขา พวกเจ้าคุยกันไปก่อน” จบคำก็เข้าห้องท้องเรือ พาห่าวจินเฟิงขึ้นชั้นบนไปหาเสื้อผ้า

เซวียเป่ยฝานมองร่มกระดาษสีแดงในมือเสี่ยวเตา ทันทีที่เอื้อมไปจับ เสี่ยวเตารีบถอยกายหลบวูบ “ของข้า!”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อ “ร่มวิเศษกระดาษแดงเป็นมรดกตกทอดประจำตระกูลเซวียของข้า จะเป็นของเจ้าได้อย่างไร”

“พี่ชายท่านกำนัลให้ข้า”เสี่ยวเตาเก็บซ่อนร่มเรียบร้อย ค่อยหยิบกล่องแพรใบหนึ่งจากห่อสัมภาระ ยื่นส่งให้เขา “พี่ชายท่านได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ถึงตาย เขาให้ข้าเอาสิ่งนี้มาให้ท่าน และฝากคำเตือนให้ท่านระวังคนของพรรคเป่ยไห่” พูดจบก็โบกมือให้เขา “ข้าไปแล้ว”

เสี่ยวเตาลุล่วงภารกิจ ใคร่อยากปลีกตัวโดยเร็ว เซวียเป่ยฝานกลับคว้าแขนนางไว้

“อย่าจับมือถือแขน” เสี่ยวเตากระชากแขนกลับมา ถลึงตาเขียว “พี่ชายท่านตบมือเป็นสัญญากับข้าแล้ว ข้าเอาสิ่งของให้ท่าน ร่มวิเศษกระดาษแดงย่อมเป็นของข้า”

“เจ้าใจเย็นก่อน ข้าไม่คิดแย่งร่มกับเจ้า ร่มคันนี้เดิมก็เป็นของใช้สำหรับสตรี ข้าเอาไปก็ไม่มีประโยชน์” เซวียเป่ยฝานเขย่ากล่องแพรในมือไปมา พลางถาม “นี่อะไร”

“พี่ชายท่านบอกว่าเป็น ลายแทงห้ากระดูกมังกร”

“หมายความว่า พี่ชายข้าให้เจ้านำลายแทงห้ากระดูกมังกรมาให้ข้า?”

“อืม”เสี่ยวเตาพยักหน้า

เซวียเป่ยฝานก้มหน้า เปิดกล่องแพร

เสี่ยวเตาเดิมทีหมายจากไป แต่ความใคร่รู้ช่างรุนแรงนัก นางอยากดูว่าลายแทงห้ากระดูกมังกรหน้าตาเป็นอย่างไร จึงชะโงกเข้าไปดู ในกล่องมีกระดูกมังกรห้าชิ้นที่ไหนกัน มีแค่กระดาษขาวแผ่นเดียว บนนั้นเขียนชื่อสถานที่ห้าแห่ง… บ่อมังกรเก้ามุก น้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น เมืองกุ่ยแผ่นดินซีอวี้ สำนักไน่เหอ และพรรคเป่ยไห่

เสี่ยวเตากะพริบตาปริบๆ เซวียเป่ยฝานกระแอมคำหนึ่ง จ้องหน้านางเขม็ง

เสี่ยวเตาเงยหน้าสบตากับเขา หลังสังเกตเห็นแววตาของเขา พลันสูดไอเย็นเข้าปอด “ข้าไม่เคยเปิดกล่องดู”

เซวียเป่ยฝานเลิกคิ้ว “เป็นความจริง?”

“แน่นอน”เหยียนเสี่ยวเตาร้อนรนแล้ว ในใจครุ่นคิดหลายตลบ พลันกระจ่าง…หรือเซวียเป่ยไห่หลอกนาง?

“เอ๊ะ” เซวียเป่ยฝานทำท่าสงสัย “เจ้าคงไม่ได้ฮุบลายแทงห้ากระดูกมังกรของบ้านข้าไว้ เพื่อไปเสาะหาเภตราทองทะเลจันทร์กับคัมภีร์เซิ่งอู่หวงด้วยตัวเองกระมัง?”

เหยียนเสี่ยวเตาขมวดคิ้วเป็นปม “ถ้าข้าขโมยจริง คงใส่กระดูกปลอมห้าชิ้นมาตบตาท่าน จะเขียนอะไรพวกนี้ทำไม อีกประการหนึ่ง ท่านดูลายมือ ใช่เป็นของพี่ชายท่านหรือไม่”

เซวียเป่ยฝานผุดยิ้ม “เจ้ามีไหวพริบดีจริงๆ”

เสี่ยวเตาค้อนเขาวงหนึ่ง “ของส่งถึงมือแล้ว เรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับข้า วันหน้าลาขาด!”จบคำก็ตั้งท่ากระโดดขึ้นฝั่ง กลับได้ยินเซวียเป่ยฝานเอ่ยลอยลมมา “เรื่องที่เจ้ารับปากพี่ชายข้าไว้ยังไม่ลุล่วง ค่าตอบแทนรับไปแล้ว หรือคิดจะบิดพลิ้ว?”

เสี่ยวเตาชะงักฝีเท้า “ของก็ส่งถึงมือท่านแล้วไง!”

“พี่ชายข้าให้เจ้าทำอะไร” เซวียเป่ยฝานใช้นิ้วก้อยแคะหูด้วยท่าทางยียวนเมื่อถามเสี่ยวเตา

“เอากล่องแพรใบนี้ให้ท่าน และเตือนท่านให้ระวังตัว”

“พี่ชายข้าบอกว่าในกล่องแพรคืออะไร”

“ในกล่องแพร…” เสี่ยวเตาอ้าปากพะเยิบพะยาบอยู่นานสองนาน ลอบขยี้เท้า…เจ้าตัวดีเซวียเป่ยไห่ บังอาจหลอกข้า!

เซวียเป่ยฝานโน้มตัวมาใกล้ กล่าวกับเสี่ยวเตา “พี่ชายข้าให้เจ้านำลายแทงห้ากระดูกมังกรมาให้ข้า ไม่ได้ให้เจ้าเอากระดาษขาวมาให้ข้า ในเมื่อบนกระดาษเขียนแหล่งที่อยู่ของลายแทงห้ากระดูกมังกรไว้ เจ้าก็ต้องไปสืบหาลายแทงให้เจอ ร่มวิเศษกระดาษแดงเป็นสมบัติล้ำค่า บนโลกนี้ไหนเลยมีการค้ากำไรงามเช่นนี้ จริงไหม? แม่สาวน้อย”

เสี่ยวเตาแดงซ่านไปทั้งหน้า ขณะจะเถียง เซวียเป่ยฝานกลับพูดต่อ “เช่นนี้เถอะ ข้าไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย ข้ายอมขาดทุนนิดหน่อยไปสืบหาพร้อมเจ้าก็ได้”

เสี่ยวเตากลัดกลุ้ม ตนถูกตลบหลังแล้ว! เซวียเป่ยไห่เจ้าลูกเต่า ตนช่วยเขาหนึ่งชีวิต เขากลับเนรคุณหลอกใช้นาง จากนั้นย้อนนึกถึงเซวียฝูที่เจอตรงปากประตูพรรคเป่ยไห่วันนั้น เสี่ยวเตาค่อยแจ่มแจ้ง…โดนต้มมาตั้งแต่ต้น!

“อย่างนั้น… ข้าคืนร่มให้ท่านก็ได้” เสี่ยวเตาแม้เสียดาย แต่ร่มไหนเลยสำคัญกว่าชีวิตน้อยๆ สถานที่ทั้งห้านี้ล้วนเป็นถ้ำเสือแดนมังกร ไม่อาจไป! หนำซ้ำเซวียเป่ยฝานผู้นี้ยังกะล่อนปลิ้นปล้อน เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ท่าทางเหมือนรู้กันกับพี่ชาย! อยู่กับเขา สักวันต้องหลงกลอีกแน่

เซวียเป่ยฝานมองร่ม ท่าทางลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด “บ้านสกุลเซวียของข้ามีกฎว่า สิ่งของที่กำนัลผู้อื่นไม่อาจทวงคืน อีกประการหนึ่ง จากพรรคเป่ยไห่ถึงที่นี่อย่างน้อยต้องมีครึ่งเดือน เจ้าใช้ไปแล้วตั้งนาน เอามาคืนผู้อื่นไม่รู้สึกละอายหรือ?”

เสี่ยวเตาทราบว่าตนเองนับว่าเดินเข้าร้านค้าเถื่อน ติดกับของเซวียเป่ยไห่แล้ว คิดไม่ถึงเพิ่งออกศึกก็ปราชัย แรกเข้ายุทธภพนึกว่าได้รับร่มวิเศษกระดาษแดงแล้วจะวาสนาล้นพ้น ที่ไหนได้ยังไม่ทันเริ่มท่องยุทธภพจริงจัง กลับโดนไปหนึ่งคมมีดแล้ว

ท่านแม่มักสอนนางเสมอ ‘บุรุษยิ่งหน้าตาหล่อเท่าไรยิ่งไม่อาจไว้ใจ บุรุษยิ่งพลังฝีมือดีเท่าไรยิ่งไม่อาจไว้ใจ บุรุษยิ่งยศตำแหน่งสูงเท่าไรยิ่งไม่อาจไว้ใจ บุรุษยิ่งปากหวานเท่าไรยิ่งไม่อาจไว้ใจ… สรุปคือไม่สมควรไว้ใจบุรุษหน้าไหนทั้งสิ้น’ตอนนี้นางนับว่าประจักษ์ลึกซึ้งแล้ว!

“เฮอะๆ” เซวียเป่ยฝานหัวร่อแบบไร้พิษสง ยื่นมือมาแตะแขนเสี่ยวเตา เสี่ยวเตาเบี่ยงตัววูบ พลางนึกในใจ พวกท่านเล่นสกปรก ข้าเหยียนเสี่ยวเตากลับไม่ขอเป็นแกะน้อยรอเชือด จะเผ่นหนีเดี๋ยวนี้เลย เพราะอย่างไรในยุทธภพนี้คงไม่มีสักกี่คนที่ไล่ทันวิชาตัวเบาของนาง

“เจ้าอย่าได้คิดหนี”เซวียเป่ยฝานจับทางความคิดของเสี่ยวเตาได้ หางตาเหลือบเห็นบนชั้นสอง ห่าวจินเฟิงที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยกำลังเดินออกมา จึงเตือนสติเสี่ยวเตา “หากให้เขารู้ว่าเจ้าคือบุตรีของเหยียนหรูอวี้…”

“ท่านกล้า!”เสี่ยวเตาไม่ยอมอ่อนข้อ “ท่านอย่าลืม ท่านเป็นโจรราคะ เขาจะจับท่านต่างหาก เชื่อหรือไม่ตอนนี้ข้าจะตะโกนมีคนลวนลาม!”

เซวียเป่ยฝานเลิกคิ้ว “ใส่ความชัดๆ ข้ายังไม่ได้ทำอะไร”

เสี่ยวเตาเข่นเขี้ยว “ใส่ความก็ยังดีกว่าพวกท่านพี่น้องรวมหัวกันต้มตุ๋นผู้อื่น”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อสดใส “อย่างไรห้าสถานที่นั้นเจ้าต้องไปแน่แล้ว อยากไปก็ต้องไป ไม่อยากไปก็ต้องไป”

เสี่ยวเตายกมืออุดหู สูดหายใจลึกคำหนึ่ง ตั้งท่าตะโกนคำ ‘อนาจาร’ เซวียเป่ยฝานรีบแงะมือสองข้างจากหูนาง “นี่ เจ้าเอาจริงหรือ?”

เสี่ยวเตาตาเขียวใส่ “ท่านลองดูว่าข้ากล้าหรือไม่”

“ได้!” เซวียเป่ยฝานยักคิ้วท้าทาย “อย่างนั้นข้าก็จะบอกทุกคนในยุทธจักร พี่ใหญ่ข้ายกลายแทงห้ากระดูกมังกรให้เจ้าแล้ว”

“เอ่อ…”เสี่ยวเตาสูดไอเย็นแรงๆ แทบสำลักออกมา ก่อนยกมือชี้จมูกเซวียเป่ยฝาน “เจ้ามันโจรราคะน่าชัง ต่ำช้าไร้ยางอาย!”

“ขอบคุณที่เยินยอ” เซวียเป่ยฝานหน้าหนากว่ากำแพงเมือง ยิ้มประสานมือต่อเหยียนเสี่ยวเตา “ป้ายแรกของพวกเรา ไปบ่อมังกรเก้ามุกแล้วกัน”

“ไม่ได้ ที่นั่นไปไม่ได้เด็ดขาด” เสี่ยวเตากระทืบเท้า คล้ายร้อนใจจริงๆ

เซวียเป่ยฝานรู้สึกเหนือคาด รำพึงในใจ…ต้องขนาดนี้เชียวหรือ บ่อมังกรเก้ามุกหาใช่สถานที่น่าสะพรึงกลัวอะไรสักหน่อย

ขณะจะไถ่ถามลงลึก พลันเห็นห่าวจินเฟิงเดินมา “เซวียเป่ยฝาน เจ้าเกี้ยวพาราสีหวางเฟย* ทำให้นางโดดน้ำตายทั้งกลม หนึ่งศพสองชีวิต จงตามข้ากลับไปขึ้นศาลแต่โดยดี”

[*หวางเฟย คำเรียกชายาของผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นหวาง]

เซวียเป่ยฝานได้ยินถึงกับตะลึงลาน นานมากค่อยโพล่งถาม “หวางเฟยคนไหน”

ห่าวจินเฟิงกระทืบเท้า “เจ้ามิใช่เกี้ยวพาราสีแค่คนเดียว? เจ้า…”

ไม่ทันจบคำ เห็นเหยียนเสี่ยวเตาอาศัยทีเผลอ ยกเท้าเหยียบบนราวระเบียงเรือทะยานออกไป โฉบเฉี่ยวผิวน้ำราวกับนกนางแอ่นตัวหนึ่ง…โผบินขึ้นฝั่ง

“สุดยอดวิชาตัวเบา!”ฉงหัวที่อยู่ตรงหัวเรือเห็นเข้า อุทานชื่นชมไม่หยุด

เซวียเป่ยฝานมองห่าวจินเฟิงที่ท่าทางดุร้าย แล้วมองเหยียนเสี่ยวเตาที่ชักเท้าหนีขึ้นฝั่ง หัวร่อคำหนึ่งเมื่อกล่าวกับฉงหัว “ต้อนรับท่านมือปราบแทนข้าด้วย ข้าจะไล่กวดสาวน้อยคนงาม”จบคำก็โดดปราดขึ้นฝั่ง ไล่ตามเสี่ยวเตาไป

ฉงหัวอ้าปากจะถามห่าวจินเฟิง ต้องการดื่มชาหรือกินข้าว กลับเห็นเจ้าทึ่มนั่นกระโดดตูมลงน้ำ ว่ายขึ้นฝั่งไล่ตามไปอีกคน

 

บทที่ 4  ลมจันทราไร้ทุกข์

เหยียนเสี่ยวเตาเพิ่งขึ้นฝั่ง เห็นเซวียเป่ยฝานไล่หลังมา จึงรีบมุดเข้าซอยเล็กหนีไป นางมาเมืองหังโจวครั้งแรก วิ่งสะเปะสะปะไม่เลือกถนน เข้าซอยนั้นออกซอยนี้ สุดท้ายจนตรอกในซอยตัน

แว่วเสียงเซวียเป่ยฝานจากข้างหลัง “สาวน้อยคนงาม โจรราคะมาจับเจ้าแล้ว!”

เสี่ยวเตาตกใจจนขนหัวลุก ไม่คำนึงมากความ กระโดดข้ามรั้วบ้านทางด้านหลังเข้าไป

เซวียเป่ยฝานมองเห็นชัดแจ้ง กระตุกมุมปากพึงใจ “นี่เรียกทุ่มตัวเข้าแห”

หลังกำแพงราวกับคนละโลก ภูเขาจำลอง สระบัว บุปผาประหลาดพรรณไม้พิสดาร ไกลออกไปเป็นระเบียงทางเข้ายาวเหยียด เชื่อมต่อถึงคฤหาสน์ที่มีเสาระเบียงขนาดใหญ่ เรือนแต่ละช่วงล้วนเป็นประตูไม้สีแดงหน้าต่างเคลือบสีทอง หรูหราตระการตา

เสี่ยวเตาซ่อนตัวหลังภูเขาจำลองลูกหนึ่ง กลับเห็นเซวียเป่ยฝานอยู่บนกำแพง กำลังสอดส่ายหานาง

เห็นเขาโดดลงจากรั้วบ้าน เสี่ยวเตารีบมุดเข้าซุ้มประตูด้านหลัง เห็นหน้าต่างบานหนึ่งเปิดอยู่ จึงพลิกตัวเข้าไปแล้วปิดหน้าต่างทันที กวาดตามองดู ในห้องไร้คน!

เสี่ยวเตาค่อยโล่งอก จากนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากข้างนอก

มีคนโพล่งถาม “คุณชายเซวีย ท่านมองหาอะไร”

เสี่ยวเตาตะลึงวูบ…คุณชายเซวีย? หรือรู้จักกัน หนำซ้ำเสียงนี้ก็คุ้นหูนัก เหมือนเคยได้ยินที่ไหน

“ข้าหาลูกแมวตัวหนึ่ง” เสียงเซวียเป่ยฝานตอบกลับไป

“ลูกแมว?”

“ใช่แล้ว เจอที่ริมแม่น้ำ ถือร่มสีแดงคันหนึ่ง สวมกระโปรงลายดอก” เซวียเป่ยฝานพูดลอยๆ ไม่จริงจังนัก “เผลอนิดเดียว นางก็วิ่งหนีแล้ว”

เหยียนเสี่ยวเตานึกในใจ…อีกประเดี๋ยวได้ควานหาทีละห้องแน่  ดังนั้นรีบผลุบเข้าหลังฉากบังตา

“จุ๊ๆ เหมียวๆ”

ด้านนอก เซวียเป่ยฝานคล้ายล่อหลอกแมว ร้องเรียกพลางเดินหาไกลออกไป

เสี่ยวเตาสบโอกาส ตั้งท่าเผ่น เสียงฝีเท้าข้างนอกนั่นกลับตรงมาถึงหน้าห้องแล้ว ตามด้วยเสียงผลักประตู คนผู้หนึ่งเดินเข้ามา ปิดประตู ไปนั่งลงที่เตียง

เสี่ยวเตาลอบครวญคำย่ำแย่ ได้แต่กลั้นหายใจตั้งสมาธิไม่ให้ถูกผู้อื่นพบเห็น พลางลอดสายตาผ่านรอยแยกบนฉากบังตาออกมาอย่างใคร่รู้ พอมองก็พบว่า… เป็นแม่นางชุดดำสวมหน้ากากคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเสิ่นซิงไห่ ซึ่งเจอกันในแผงน้ำชาเมื่อเช้านี้นั่นเอง

แม่นางคนนั้นนั่งบนเตียง วางห่อกระดาษไข ยาขวดหนึ่งและผ้าพันแผลม้วนหนึ่งที่อยู่ในมือลง

เหยียนเสี่ยวเตาค่อยกระจ่าง…ตนจับพลัดจับผลูวิ่งเข้ามาในบ้านสวนซิงไห่แล้ว

แม่นางชุดดำคนนั้นวางข้าวของเสร็จ ก็ถอดหน้ากากลงมา คลายอาภรณ์ ยื่นมือคลำแผ่นหลังตัวเอง

เสี่ยวเตารีบจ้องเขม็ง ตื่นตะลึงใหญ่ หญิงงาม!

นางพอตื่นเต้น ก็หลุดกลั้นหายใจ เพียงเห็นแม่นางที่เดิมทีใบหน้าอ่อนล้าพลันผุดรังสีสังหารสายหนึ่ง ชักมีดสั้น ย่างเท้ามาที่ฉากบังตา เสี่ยวเตาม้วนตัวกลิ้งบนพื้น มาถึงกลางห้องเห็นแม่นางคนนั้นยังจะชักดาบ จึงโบกมือพัลวัน “เป็นข้า เป็นข้า”

สตรีชุดดำมองเสี่ยวเตา สายตากังขา แสดงชัดว่าจดจำนางไม่ได้

เสี่ยวเตายิ้มหวาน “ข้าไม่ใช่คนเลว มีคนไล่ล่า ข้าถึงหนีเข้ามาหลบในนี้”

สตรีชุดดำรูดแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย เสี่ยวเตาเห็นบนมือนางมีรอยเลือด จึงขมวดคิ้วถาม “เจ้าบาดเจ็บหรือ?”

สตรีชุดดำไม่ตอบ ในดวงตายังเปี่ยมแววหวาดระแวง

เสี่ยวเตาพินิจละเอียดอีกรอบ อดจุ๊ปากสองเสียงมิได้… แม่นางคนนี้ อายุยี่สิบเศษ หน้าตาแฉล้ม ผิวขาวผมดกดำ บอกน่ารักก็ออกจะผิดต่อนางเกินไป นี่เรียกว่าสวยสะคราญชัดๆ ใบหน้าที่ชวนมองปานนี้ ใช้หน้ากากบดบังไว้ช่างเสียของจริงๆ หรือเสิ่นซิงไห่จงใจเก็บซ่อนนาง เลี่ยงไม่ให้เป็นที่หมายตาของพวกโจรราคะเยี่ยงเซวียเป่ยฝาน?

เสี่ยวเตารู้สึกว่าดวงตานางใสซื่อ คล้ายปราศจากเล่ห์เหลี่ยม จึงขึ้นหน้าสองก้าว “เจ้าบาดเจ็บที่หลังใช่ไหม”

นางยังคงไม่ส่งเสียง

“ข้าเคยเรียนวิชาแพทย์ จะพันแผลให้เจ้าแล้วกัน เจ้าคงเอื้อมไม่ถึง” เสี่ยวเตาพูดพลางวิ่งมาถึงข้างเตียง ชะโงกมองแผ่นหลังของสตรีชุดดำ นั่นสมควรเป็นรอยแผลจากธนู อยู่บริเวณสะบัก ไม่ถึงกับหนักหนาสาหัส เสี่ยวเตาถอดรองเท้าปีนขึ้นเตียง นั่งคุกเข่าข้างหลังนาง “ปากแผลอักเสบแล้ว เจ้าไฉนไม่ตามหมอมาตรวจดู”

กล่าวพลางหยิบขวดยาตรงข้างมือนาง เปิดจุกแล้วดมดู ถึงกับย่นคิ้ว “ยาสมานแผลนี่เสียแล้ว”

สตรีชุดดำเหลียวมามองเสี่ยวเตา

“ไม่เป็นไร ข้ามียาสมานแผลชั้นดี” เสี่ยวเตาล้วงยาขี้ผึ้งที่อาจารย์ผสมเองออกมาจากกระเป๋าข้างเอว ทาให้นางพลางกล่าว “ทาแบบนี้ติดต่อกันสองวันก็หายแล้ว” ยัดตลับยาขี้ผึ้งใส่มือแม่นางชุดดำ แล้วใช้ผ้าพันแผลให้นาง

จัดการบาดแผลเสร็จ ทั้งสองนั่งจ้องตากันไปมา สตรีชุดดำคล้ายกระดากอยู่บ้าง

ตอนเสี่ยวเตาลงจากเตียง เผลอชนถูกกระดาษไขห่อนั้น พอเปิดดู เป็นหมั่นโถวแห้งที่ถูกทับจนบี้แบนลูกหนึ่ง

สตรีชุดดำสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยก็หยิบหมั่นโถวมานั่งกินที่โต๊ะพร้อมกับน้ำชาเย็นชืด หน้ากากยังคงวางไว้ข้างมือ พร้อมคว้ามาใส่ทุกเมื่อ

เสี่ยวเตาลองเลียบเคียง “เสิ่นซิงไห่หักเงินเดือนเจ้าหรือ?”

“แค่ก แค่ก…” แม่นางถูกถามจนสำลัก ทุบหน้าอกเบาๆ และเปิดปากในที่สุด “นายน้อยดีต่อข้ามาก”

เมื่อครู่ตอนเสี่ยวเตาทำแผลให้นาง เห็นบนตัวนางมีรอยแผลเล็กบ้างใหญ่บ้าง “หรือเจ้าทำร้ายตัวเอง?”

แม่นางชุดดำรินน้ำให้เสี่ยวเตาถ้วยหนึ่ง รู้สึกแม่นางคนนี้ร่าเริงดีจริง

เสี่ยวเตาประคองถ้วยชา ยิ้มมุมปากเมื่อเอ่ย “ข้าชื่อเหยียนเสี่ยวเตา เจ้าล่ะ?”

“โหลวเสี่ยวเยว่”

“ไพเราะ”

คำชมของเสี่ยวเตาคล้ายทำให้โหลวเสี่ยวเยว่ขวยอายเล็กน้อย นางพิศมองเสี่ยวเตาอีกครั้ง “เป็นผู้ใดไล่ล่าท่าน”

“ข้าบอกก็ได้ แต่เจ้าห้ามทรยศข้าเชียว” เสี่ยวเตาเอาคางเกยโต๊ะอย่างหมดอารมณ์ “ข้าเคราะห์ร้ายแล้ว”

แม่นางชุดดำผงกศีรษะหนักแน่น

“เซวียเป่ยฝานเจ้าโจรราคะใหญ่!”

คำพูดของเสี่ยวเตาเพิ่งหลุดปาก เสียงของเซวียเป่ยฝานก็ดังขึ้นนอกประตู “ข้าเป็นโจรราคะใหญ่ เจ้าเป็นโจรราคะน้อย”

เสี่ยวเตาลุกพรวด โหลวเสี่ยวเยว่ชี้ไปที่หลังฉากบังตา เสี่ยวเตารีบผลุบหายเข้าไป

โหลวเสี่ยวเยว่เดินมาเปิดประตู เซวียเป่ยฝานยืนอยู่ตรงนั้นดังคาด ก็ไม่ทราบมาหยุดอยู่นานเท่าใดแล้ว เขากวาดมองด้านใน “สาวน้อยคนนั้นเล่า?”

“ไม่มีใคร” โหลวเสี่ยวเยว่ตอบคำถาม

เซวียเป่ยฝานนึกสนุก “ต้องมีแน่ ถ้าไม่มีคน ก็ต้องมีลูกแมวตัวหนึ่ง”

“ก็ไม่มี” โหลวเสี่ยวเยว่ตอบตรงไปตรงมา คล้ายอ้อมค้อมไม่เป็น

“ข้าได้ยินเสียงนางพูดจาอยู่ในนี้ชัดๆ”

“หลักฐาน”

เซวียเป่ยฝานอ้าปากพะเยิบพะยาบ ชี้ที่หูตัวเอง “ข้าได้ยิน”

โหลวเสี่ยวเยว่ยังคงตอบทื่อๆ “พูดปากเปล่าไม่นับเป็นหลักฐาน”

เซวียเป่ยฝานอ้าปากค้าง ยามนี้ชัดเจนว่าอับจนหนทาง ท่าทางทะลึ่งตึงตังของเขาไม่มีผลต่อโหลวเสี่ยวเยว่ตรงหน้าสักนิด

เสี่ยวเตาเกาะฉากบังตายิ้มปริ่ม  สาแก่ใจ!

โหลวเสี่ยวเยว่ยืนขวางประตูไม่ให้เซวียเป่ยฝานเข้ามา

จังหวะนั้น เสิ่นซิงไห่เดินมาจากนอกลาน เมื่อใกล้ถึง เห็นโหลวเสี่ยวเยว่ไม่ใส่หน้ากาก อาภรณ์ก็สวมใส่ไม่รัดกุม

เสิ่นซิงไห่ขมวดคิ้วทันที

เซวียเป่ยฝานชำเลืองเห็นสีหน้าเขา พลันลากสำเนียงแปลกประหลาด “เอ่อ แม่นางโหลวปกติใส่หน้ากาก คิดไม่ถึงความจริงหน้าตางดงามปานนี้”

โหลวเสี่ยวเยว่ค่อยนึกได้ตนเองลืมสวมหน้ากาก วิ่งกลับไปหยิบ เซวียเป่ยฝานรีบฉวยจังหวะนี้เดินเข้าห้อง

เสี่ยวเยว่กางมือสกัด ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ฉากบังตา

“บังอาจ!” เสิ่นซิงไห่เผยสีหน้าขุ่นมัว “พี่เซวียเป็นแขกของข้า เจ้าอย่าเสียมารยาท”

โหลวเสี่ยวเยว่ก้มหน้า แต่เมื่อครู่ตกลงกับเสี่ยวเตาแล้ว ไม่อาจให้นางถูกพบเห็น ดังนั้นมิได้หดมือกลับมา

เสิ่นซิงไห่หน้าขุ่นกว่าเดิม

เสี่ยวเตามองเห็นชัดเจนจากหลังฉากบังตา เพลิงโทสะลุกวาบในใจ เซวียเป่ยฝานเจ้าคนชั่ว!

เซวียเป่ยฝานคิดไม่ถึงจะทำให้โหลวเสี่ยวเยว่โดนดุ รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง ขณะจะไกล่เกลี่ย พลันปรากฏเสียงจากหลังฉากบังตา…

“เซวียเป่ยฝาน” เหยียนเสี่ยวเตาเดินกระแทกกระทั้นออกมาถึงข้างตัวเสี่ยวเยว่ มองเสิ่นซิงไห่แล้วมองเซวียเป่ยฝาน “นางได้รับบาดเจ็บ ไม่มีใครพันแผลให้ ตอนเที่ยงกินแค่หมั่นโถวลูกหนึ่งกับน้ำเย็นชืด พวกท่านเป็นบุรุษแท้ๆ รังแกสตรีคนหนึ่ง ไม่ละอายหรือ?”

วาจาของเสี่ยวเตา ทำเอาเสิ่นซิงไห่กับเซวียเป่ยฝานถึงกับอึ้ง

โหลวเสี่ยวเยว่กระตุกแขนเสื้อเสี่ยวเตาเบาๆ เอ่ยเสียงค่อย “ห้ามเสียมารยาทต่อนายน้อย”

เสี่ยวเตาไร้คำพูด หรือโหลวเสี่ยวเยว่มีความลับอะไรอยู่ในมือเสิ่นซิงไห่ ถึงได้เชื่อฟังปานนั้น?

“นายน้อย”

ขณะนั้น บ่าวคนหนึ่งวิ่งมารายงานเสิ่นซิงไห่ “มือปราบป้ายทองห่าวจินเฟิง มาขอพบอยู่ด้านนอกขอรับ”

เสิ่นซิงไห่ค่อยคืนสติ กล่าวกับเซวียเป่ยฝาน “ข้าไปถ่วงเวลาเขาก่อน เจ้าหาที่ซ่อนตัว”

เซวียเป่ยฝานผงกศีรษะ

เสิ่นซิงไห่มองโหลวเสี่ยวเยว่อีกแวบ รวมทั้งห่อกระดาษไขกับยาสมานแผล มีประกายชนิดหนึ่งวูบผ่านนัยน์ตา เป็นความสงสารหรือไม่พอใจ? โหลวเสี่ยวเยว่ก้มหน้าอยู่จึงไม่เห็น เสี่ยวเตากลับมองเห็นเส้นสนกลในบางอย่าง

โหลวเสี่ยวเยว่จะใส่หน้ากากติดตามออกไป

เสิ่นซิงไห่กลับเอ่ยเสียงแผ่วทุ้ม “วันนี้ไม่ต้องติดตามข้า พักรักษาตัวให้หายก่อนแล้วกัน”

จบคำก็จากไป

โหลวเสี่ยวเยว่ถือหน้ากากมองเหม่อ

เซวียเป่ยฝานเห็นเหยียนเสี่ยวเตามองตนเองราวกับแมลงสาบ รู้สึกกระดากอยู่บ้าง งึมงำประโยคหนึ่ง “ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

เสี่ยวเตาแค่นเสียงฮึ เข้าไปดึงเสี่ยวเยว่ “พวกเราออกไปกินข้าวกัน”

“ถ้าอย่างไรให้ข้าเป็นเจ้ามือ…” เซวียเป่ยฝานรีบเอ่ยแทรก “ถือเป็นการขอโทษต่อแม่นางเสี่ยวเยว่”

เสี่ยวเตาเหล่มองเขา ก่อนกระซิบริมหูเสี่ยวเยว่ “เสี่ยวเยว่ คนผู้นี้เป็นโจรราคะ เกี้ยวพาราสีผู้อื่นที่กำลังท้องโต ทำให้ผู้อื่นโดดน้ำตาย หนึ่งศพสองชีวิต”

เสี่ยวเยว่ตกใจจ้องหน้าเซวียเป่ยฝาน แววตาชนิดนั้น นางเชื่อถือคำพูดทั้งหมดของเสี่ยวเตา!

“ข้าไม่ได้…” เซวียเป่ยฝานไม่ทันแก้ตัว เสี่ยวเตาก็ลากเสี่ยวเยว่เดินไปแล้ว

เซวียเป่ยฝานถอนใจ ไล่ตามหลัง เตรียมไปจ่ายเงินแทนทั้งคู่

พ้นประตูได้ไม่กี่ก้าว เซวียเป่ยฝานรีบชะโงกเข้าไปใกล้ทั้งสอง “เสี่ยวเตา…”

“อย่ามาเรียกสนิทสนมแบบนี้ ไม่ใช่คนคุ้นเคย”

“เสี่ยวเตา พวกเราออกเดินทางเมื่อไรดี”

เสี่ยวเตาเพราะอารมณ์ชั่วแล่นอยากแก้แค้นแทนเสี่ยวเยว่ ยามนี้ค่อยนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมา แย่แล้ว!

“บ่อมังกรเก้ามุกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ พรุ่งนี้ออกเดินทางเป็นอย่างไร”

“ไม่ไป!” เสี่ยวเตาอ้อมไปหลบข้างหลังเสี่ยวเยว่ “ข้าไม่ออกไปไหนกับโจรราคะ อันตราย!”

“นี่” เซวียเป่ยฝานเริ่มฉุน “ตาข้างไหนของเจ้าเห็นข้าเกี้ยวพาราสีหญิงมีสามี อย่ามาใส่ความข้า”

“ห่าวจินเฟิงพูดอย่างหนักแน่น”

“หรือจะเป็นการเข้าใจผิด?”

โหลวเสี่ยวเยว่ที่ไม่พูดจามาตลอดพลันเอ่ยแทรก “คุณชายเซวียไม่คล้ายคนลามก”

“นั่น!” เซวียเป่ยฝานผงกศีรษะระรัว “ยังคงเป็นแม่นางเสี่ยวเยว่มีเหตุผล”

“เดือนก่อน เฟิงอู๋โยวเจ้าของหอลมจันทรา มาที่บ้านสวนซิงไห่ นางเชิญคุณชายเซวียเข้าไปสดับพิณในเรือน คุณชายเซวียกลับไม่ไป”

เสี่ยวเตาฟังเสี่ยวเยว่พูดจบ ตะลึงจนอ้าปากค้าง… ของวิเศษชิ้นสุดท้ายในสี่สิ่งล้ำค่าแห่งยุทธภพ ลมจันทราไร้ทุกข์ ที่แท้หมายถึงสาวงามอันดับหนึ่งในแผ่นดิน เฟิงอู๋โยว*เจ้าของหอลมจันทรา ไม่มีเหตุผลที่โจรราคะคนหนึ่ง จะเป็นฝ่ายละทิ้งโอกาสในการอยู่ร่วมห้องกับสาวงามอันดับหนึ่งในแผ่นดินนี่นา

[*อู๋โยว แปลว่า ไร้ทุกข์ ไร้กังวล]

เซวียเป่ยฝานกอดอก “เมื่อครู่ข้าสอบถามมาแล้ว หญิงคนที่ตายทั้งกลมชื่อวังหรุ่ย ภรรยาของจวิ้นหวาง(บรรดาศักดิ์ชั้นหวาง)ไฉจื่อเหย้า”

“ท่านไม่รอดแน่” เสี่ยวเตาเบิกตาโต “จวิ้นหวางกับวังหรุ่ยฟูเหริน(หญิงแต่งงานแล้วชื่อวังหรุ่ย)ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กันมาก”

“เฮอะ” เซวียเป่ยฝานหัวร่อมีเลศนัย

“ท่านหัวเราะอะไร”

“กินข้าวที่นี่เถอะ” เซวียเป่ยฝานไม่ได้ตอบ ชี้ไปทางตึกเล็กหลังหนึ่งด้านข้าง

“หอลมจันทรา?” เสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่สบตากันแวบหนึ่ง… มากินข้าวที่นี่ นี่มิใช่สถานที่สำหรับสดับฟังหญิงงามบรรเลงพิณหรอกหรือ?

ทั้งสามเพิ่งเข้าประตู เซวียเป่ยฝานก็ชี้มือไปทางโต๊ะนั่งหรูหราชั้นบน ถามเสี่ยวเตาเบาๆ “เห็นผู้ชายคนนั้นหรือไม่?”

เสี่ยวเตาเงยมองอย่างสงสัย เพียงเห็นคนที่เซวียเป่ยฝานชี้ให้ดู เป็นบุรุษแต่งกายเลิศหรู อายุราวสามสิบเศษ กำลังตั้งใจฟังบทเพลงด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม

“เขาก็คือจวิ้นหวาง ไฉจื่อเหย้า” เซวียเป่ยฝานกะพริบตาให้เสี่ยวเตาที่ตะลึงตาค้าง “ครึ่งเดือนมานี้เขามาที่นี่ทุกวัน ใช้จ่ายเงินก้อนโต เพื่อให้ได้เห็นหน้าเฟิงอู๋โยวสักแวบ”

เสี่ยวเตาขมวดคิ้ว… นี่ไม่ใช่เรื่องซึ่งคนที่กำลังระทมทุกข์เจียนตายเพราะสูญเสียคู่ครองสมควรกระทำ!

“มีแต่เจ้ามือปราบจอมบื้อคนนั้นถึงเชื่อคำพูดของเขา ใครบ้างไม่รู้ว่าเขาแต่งกับวังหรุ่ยเพราะละโมบในทรัพย์สมบัติของพ่อตา” เซวียเป่ยฝานหัวร่อคำหนึ่ง ก่อนกล่าวเสริมอีกประโยค “ดูให้ดี นั่นต่างหากจึงเรียกว่าโจรราคะ!”

พูดจบ เดินหาโต๊ะ ลากเก้าอี้ให้โหลวเสี่ยวเยว่นั่ง เรียกเด็กในร้านมาสั่งอาหาร

 

 บทที่ 5  กำราบชายหลายใจ

เหยียนเสี่ยวเตายืนอยู่ชั้นล่าง มองดูไฉจื่อเหย้าที่จิตใจล่องลอยอยู่ชั้นบน พลันขมวดคิ้ว นางเกลียดชายหลายใจที่สุด!

“นี่”

เซวียเป่ยฝานกวักมือเรียกเสี่ยวเตา “มานั่ง”

เสี่ยวเตานั่งเสร็จก็ถามเขา “ท่านไฉนไม่อธิบายกับห่าวจินเฟิงให้ชัดเจน”

“ห่าวจินเฟิงคนนั้นมีส่วนคล้ายเจ้าอยู่บ้างจริงๆ” เซวียเป่ยฝานเอ่ยลอยๆ ทำเอาเสี่ยวเตาตกใจเบิกตาโต ได้ยินเขากล่าวอีกว่า “ข้ายังไม่ทันอ้าปาก ก็กระโจนเข้าใส่อย่างกับหมาป่าแล้ว”

“ท่านต่างหากหมาป่า หมาป่าลามก” เสี่ยวเตาถือตะเกียบรอกับข้าว พลางชวนเสี่ยวเยว่คุย “เสี่ยวเยว่ เสิ่นซิงไห่ไม่อยู่ ถอดหน้ากากออกเถอะ”

เสี่ยวเยว่สั่นหน้า “นายน้อยเคยสั่งไว้ แหล่งที่มีคนพลุกพล่านต้องใส่หน้ากาก”

“เพราะอะไร”

“เป็นกฎ”

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานสบตากันแวบหนึ่ง… เสิ่นซิงไห่คนนี้ก็ไม่คล้ายพวกชอบทารุณบริวารนี่นา หรือมีแค้นต้องชำระ?

“แล้วจะกินอาหารอย่างไร” เสี่ยวเตาสำรวจหน้ากากของนาง “ไม่อย่างนั้นลองต่อรองกับเสิ่นซิงไห่ดู แบบนี้ไม่สะดวกเลย”

“ไม่มีอะไรไม่สะดวก ข้าชินแล้ว” เสี่ยวเยว่คล้ายไม่นำพาปรารมภ์ “ใส่มาตั้งแต่เล็ก”

“ตั้งแต่เล็ก?” เสี่ยวเตาพลันฉุนเฉียวขึ้นมา “เขาไฉนปฏิบัติต่อเจ้าเยี่ยงนี้”

“ข้าขายชีวิตมาเป็นบ่าวติดตามนายน้อยตั้งแต่เล็ก นายหญิงผู้เฒ่าเข้มงวดมาก บอกว่าข้างกายนายน้อยมีสาวใช้เดินตามจะกลายเป็นที่ติฉินของผู้คนได้ ดังนั้นต้องใส่หน้ากากสวมชุดบุรุษ นานวันเข้าจึงเคยชิน” เสี่ยวเยว่พูดจบ แต่ไม่ลืมเสริมอีกประโยค “นายน้อยดีต่อข้ามาก”

เสี่ยวเตาอับจนปัญญาแล้ว อย่างนี้ยังเรียกดี แล้วอย่างใดเรียกไม่ดี

เด็กในร้านยกอาหารมา เสี่ยวเตาเห็นไม่ตรงกับที่สั่ง “พวกเราไม่ได้สั่งของพวกนี้”

โหลวจู่(คำเรียกเจ้าของหอ) กำชับไว้ว่า คุณชายเซวียเป็นลูกค้าชั้นดี ต้องต้อนรับเป็นพิเศษ” เด็กในร้านนอบน้อมมีมารยาท

เสี่ยวเตาพินิจเซวียเป่ยฝาน โจรราคะผู้นี้คงคบหากับเฟิงอู๋โยวมิใช่ผิวเผินกระมัง

เซวียเป่ยฝานกลับหามีความสนใจต่ออาหารไม่ มือหนึ่งถือจอกสุรา มือหนึ่งคีบกับข้าวให้เสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่ สายตาเหลือบเห็นกระเป๋าที่เอวของเสี่ยวเตาตุงๆ คล้ายบรรจุสิ่งของไม่น้อย เซวียเป่ยฝานจึงถาม “เหยียนหรูอวี้ในอดีตลักขโมยของล้ำค่าทั่วแคว้นแดนดิน บนตัวเจ้าคงพกพาไม่น้อยกระมัง นำออกมาให้ข้าเปิดหูเปิดตาได้หรือไม่?”

เสี่ยวเตาค้อนเขาวงหนึ่ง “ใช่ ทั้งควันพิษหมอกพิษงูพิษแมงป่องพิษเต็มไปหมด ท่านจะดูหรือไม่”

เซวียเป่ยฝานเขยิบไปด้านข้าง ยกตะเกียบขึ้นมาป้องไว้

โหลวเสี่ยวเยว่ถามเสียงฉงน “สิ่งของมีพิษเหล่านั้น เจ้าเก็บซ่อนไว้ตรงไหน”

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานหันมองนางพร้อมกัน เสี่ยวเยว่ซักถามอย่างจริงจัง “ในขวดหรือ? จะเล็ดลอดออกมาหรือไม่”

เสียงพรืด เซวียเป่ยฝานถือตะเกียบหัวร่อความใสซื่อของเสี่ยวเยว่

เสี่ยวเยว่งุนงง

เหยียนเสี่ยวเตากลับล้วงขวดหยกสีขาวใบน้อยออกมาจากกระเป๋าข้างเอวจริงๆ แล้วเปิดจุกให้เสี่ยวเยว่ดู

เสี่ยวเยว่แม้สวมหน้ากากอยู่ ทำให้เห็นสีหน้าไม่ถนัด แต่ท่าทางนั้นแสดงชัดว่าอัศจรรย์ใจ

เสี่ยวเตาปิดจุกเข้าที่ โบกไปมาตรงหน้าเซวียเป่ยฝานอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เซวียเป่ยฝานอุทาน “มีจริงๆ ด้วย?”

“ใช่ มีคนอย่างท่านจริงๆ ด้วย”

ด้านหลังมีคนต่อบทสนทนา ฉงหัวสืบเท้าเข้ามา นั่งลงข้างโต๊ะ หยิบกาน้ำชาขึ้นมารินชาให้ตนเอง พลางบ่นตำหนิเซวียเป่ยฝาน “ท่านขึ้นตึกเสพสุราเคล้านารี แต่ใช้ให้ข้าลากสังขารทำงานแทนท่าน”

“สืบได้หรือยัง?” เซวียเป่ยฝานโพล่งถามพลางจับตาอากัปกิริยาของไฉจื่อเหย้าชั้นบน เห็นชัดว่าเขาดื่มลงไปหลายจอกแล้ว เริ่มออกอาการมึนเมา

“นี่” ฉงหัวใช้สองนิ้วคีบกระดาษแผ่นหนึ่ง ส่งให้เซวียเป่ยฝาน

เซวียเป่ยฝานรับมา เห็นบนกระดาษวาดเป็นรูปเครื่องทองหลายแบบ มีกำไลสองวง สร้อยหนึ่งเส้น ยังมีปิ่นหนึ่งอันและต่างหูคู่หนึ่ง

พิจารณาจากรูปลักษณ์คล้ายเป็นชุดเดียวกัน เซวียเป่ยฝานยังคงมองหาต้นสายปลายเหตุไม่เจอ

เสี่ยวเตาแอบแง้มหน้ากากของเสี่ยวเยว่ ป้อนขนมชิ้นหนึ่งใส่ปากนาง ก่อนตบๆ น้ำตาลบนมือแล้วหยิบภาพมาดู

เซียนซื่อ(เครื่องประดับเซียน) เจี๋ยฉี่หลิน!”

เซวียเป่ยฝานฟังจนมึนงง “อะไรถึงแก่กรรม*”

[*คำว่า ถึงแก่กรรม ในภาษาจีนออกเสียงว่า “เซียนซื่อ” เช่นกัน]

“รู้จักเฉินซูเป่าหรือไม่?” เสี่ยวเตารู้สึกขนมเปี๊ยะข้าวโพดอร่อยดี จึงคีบใส่จานตรงหน้าเสี่ยวเยว่อีกครั้ง พลางเอ่ยถาม

“จักรพรรดิเฉินโฮ่วจู่ยุคราชวงศ์เหนือใต้ที่เขียนกลอน ‘อวี้ซู่โฮ่วถิงฮวา’?” เซวียเป่ยฝานคลึงจอกสุราในมือไปมา “เกี่ยวอะไรกับเขา”

“ตอนนั้น ข้างกายเฉินซูเป่ามีสาวงามสามคน เพื่อสร้างเรือนทองซ่อนพธู เขาจึงปลูกตำหนักสามหลัง ให้ชื่อว่า เจี๋ยฉี่ หลินชุนและวั่งเซียน ภายในตกแต่งด้วยเครื่องทอง จางลี่หัวที่เขาโปรดปรานที่สุดพำนักในตำหนักเจี๋ยฉี่ สาวงามอีกสองคนพำนักในตำหนักหลินชุนกับวั่งเซียน เพื่อแสดงให้เห็นว่าทรงโปรดปรานจางกุ้ยเฟย(พระสนมเอกจาง)เป็นพิเศษ จึงประทานเครื่องประดับทองที่มูลค่าระดับล่มเมืองให้แก่นางชุดหนึ่ง”

เซวียเป่ยฝานเลิกคิ้ว ถามฉงหัว “ของพวกนี้มีอะไรแปลกหรือ”

คำถามออกไปแล้ว ฉงหัวกลับมิได้ตอบ

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานจึงเงยมอง เห็นฉงหัวกำลังถือจอกจ้องเสี่ยวเยว่ที่อยู่ตรงข้าม ทั้งสองหันกลับมาอีกครั้ง เพียงเห็นเสี่ยวเยว่กำลังยกหน้ากากขึ้นมาครึ่งหนึ่ง เผยเห็นส่วนคางที่ชวนมอง กัดกินขนมอย่างตั้งอกตั้งใจ

“นี่” เซวียเป่ยฝานดีดนิ้วที่เบื้องหน้าฉงหัว

“หืม?” ฉงหัวค่อยเรียกสติคืนมา มองเขา “อะไร”

เสี่ยวเตาใช้ตะเกียบชี้ไปที่ชามเปล่าตรงหน้าเขา “ลูกตาหล่นลงชามแล้ว รีบเก็บกลับไป”

ฉงหัวก้มมองตามสัญชาตญาณ เซวียเป่ยฝานกับเหยียนเสี่ยวเตาหัวร่อขบขัน เสี่ยวเยว่ถือขนมมองเขางงๆ

“เครื่องทองชุดนี้เป็นสินเดิมของวังหรุ่ย ก่อนนางเสียชีวิต ไฉจื่อเหย้าเอาเครื่องทองเหล่านี้มากำนัลให้กับเฟิงอู๋โยว ทั้งสองจึงมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง” ฉงหัวรวบรวมสติ บอกกับเซวียเป่ยฝาน “วังหรุ่ยขู่ว่าจะกลับไปอยู่บ้านเดิม”

“ไฉจื่อเหย้าก็แค่เชื้อพระวงศ์ตกยากของราชวงศ์ก่อน ทรัพย์สินในมือมีจำกัด ทั้งยังไร้อำนาจ หากภรรยาทิ้งเขาไป เขาคงทุกข์…ระทม…” เซวียเป่ยฝานลากเสียง

“ชายหลายใจที่สมควรตาย!” เหยียนเสี่ยวเตาสบถจบก็หันมองไปทางประตูใหญ่

เซวียเป่ยฝานหันตาม…เห็นห่าวจินเฟิงที่หน้าดำทะมึนเดินอาดๆ เข้ามา

“เจ้าบ้านเสิ่นบอกข้าแล้ว” เห็นเซวียเป่ยฝานทำท่าจะเผ่น ห่าวจินเฟิงจึงชิงกล่าว “สำหรับเรื่องของไฉจื่อเหย้ากับเฟิงอู๋โยว เป็นไปได้ว่าไฉจื่อเหย้าเจตนาป้ายสีท่าน หมายกันข้าออกห่าง จะดีที่สุดถ้าท่านกับข้าห้ำหั่นจนหายนะทั้งคู่”

“ครานี้ประเสริฐแล้ว ข้าจะได้หมดข้อครหาเสียที” เซวียเป่ยฝานผ่อนลมหายใจ พลันโพล่งถามห่าวจินเฟิงอย่างนึกสนุก “แล้วท่านเล่า ก้าวต่อไปเตรียมการเช่นไร”

“เสิ่นซิงไห่บอกมีวิธีจับพิรุธของไฉจื่อเหย้า แต่ต้องขอความช่วยเหลือจากเฟิงอู๋โยว คืนนี้เขาจะจัดงานเลี้ยงที่บ้านสวนซิงไห่ เวลาประจวบเหมาะพอดี”

“ความคิดไม่เลวนี่” เสี่ยวเตาพยักหน้า “ไฉจื่อเหย้าหลงใหลเฟิงอู๋โยวจนถอนตัวไม่ขึ้น ให้สาวงามตะล่อมหลอกถาม เขาต้องสารภาพหมดเปลือกแน่”

“อืม พูดมีเหตุผล” เซวียเป่ยฝานผงกศีรษะติดๆ กัน

เสี่ยวเตาเห็นเขาแย้มยิ้มซ่อนเล่ห์ พลันเครียดเขม็งขึ้นมา คนผู้นี้จะทำอะไร!

เพียงเห็นเซวียเป่ยฝานสอบถามห่าวจินเฟิงแบบไม่เร่งไม่ร้อน “มือปราบห่าว หากมีคนรับค่าตอบแทนหนึ่งพันหมื่นตำลึงเพื่อทำงานชิ้นหนึ่งจากผู้อื่น งานยังไม่แล้วเสร็จก็คิดหนีหน้า เช่นนี้สมควรคืนค่าตอบแทนหรือไม่”

“นั่นแน่นอน” ห่าวจินเฟิงพยักหน้า

“ถ้านางคิดบิดพลิ้วเล่า?”

“สามทางเลือก” ห่าวจินเฟิงชูสามนิ้ว “หนึ่ง ทำงานให้เสร็จแต่โดยดี สอง ชดใช้เงินหนึ่งพันหมื่นตำลึง”

“มีทางเลือกที่สามหรือไม่” เสี่ยวเตาโพล่งถาม

“ทางเลือกที่สามง่ายมาก” ห่าวจินเฟิงตบหน้าอก “ข้าจับเขาไปนอนคุก”

เสี่ยวเตาหน้ายู่เป็นซาลาเปาทันที เซวียเป่ยฝานที่นั่งตรงข้ามกลับยื่นสามนิ้วออกมาแกว่งตรงหน้านางอย่างได้ใจ คล้ายบอก… คิดให้ดี! ทางเลือกแรกถือว่าเข้าท่าที่สุด!

“พี่เซวียจะกลับพรรคเป่ยไห่?” ห่าวจินเฟิงพลันสอบถาม “เช่นนั้นข้าไปพร้อมท่านด้วย”

“หา?”

ครานี้ เซวียเป่ยฝาน ฉงหัว รวมทั้งเหยียนเสี่ยวเตาล้วนอุทานตกใจ “เพราะอะไร”

“การตายของเซวียเป่ยไห่มีพิรุธ เบื้องบนให้ข้าตรวจสอบสาเหตุการตายของเขา” ห่าวจินเฟิงยกถ้วยชา “ในคำฟ้องของพี่สะใภ้ท่านกล่าวว่า วันที่เกิดเรื่องมีสาวใช้คนหนึ่งปะปนเข้ามาในพรรคเป่ยไห่ เป็นเซวียฝูบ่าวคนสนิทของเซวียเป่ยไห่พาเข้ามา เซวียฝูหายตัวไปหลังจากเซวียเป่ยไห่เสียชีวิต ลายแทงห้ากระดูกมังกรกับร่มวิเศษกระดาษแดง ของวิเศษประจำพรรคเป่ยไห่ก็สาบสูญไร้ร่องรอย”

เสี่ยวเตาอ้าปากกว้าง พี่สะใภ้ของเซวียเป่ยฝานไม่ใช่คนที่ลักลอบมีชู้คนนั้นหรอกหรือ? ไฉนใส่ความผู้อื่น อำมหิตเกินไปแล้ว!

“สาวใช้คนนั้นชื่ออะไร”

“ไม่ทราบ ชื่อแซ่ถูกคนลบทิ้งหมดแล้ว”

“ฮู่…” เสี่ยวเตาระบายลมจากปากยาวๆ คำหนึ่ง เกือบหัวใจวาย นึกว่ายังเหลือ ‘หลักฐานเด็ด’ อะไรไว้เสียอีก โชคดีเซวียฝูฉลาดพอ

เซวียเป่ยฝานยักคิ้วให้เสี่ยวเตา คล้ายถาม…จะให้บอกออกไปหรือไม่?

เสี่ยวเตาสั่นหน้าหนักแน่น…ไม่ดี ไม่ดี!

เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้ว…เจ้าปิดไปปิดมา ช้าเร็วต้องถูกจับได้

เสี่ยวเตาสะบัดหน้า…เกี่ยวไรกับท่าน จับได้ค่อยว่ากัน

เซวียเป่ยฝานถอนใจ…ตามใจเจ้า

ทั้งสองขยิบตาเสร็จยกชามน้ำแกงขึ้นดื่ม ทว่ายื่นมือไปคว้าช้อนคันเดียวกัน เสี่ยวเตามองเขม่นเซวียเป่ยฝานแวบหนึ่ง เซวียเป่ยฝานจำใจหดมือกลับไป เป็นเชิง…เจ้าก่อน!

เสี่ยวเตากระหยิ่มในใจ พลางตักน้ำแกงดื่ม

จังหวะนั้น ได้ยินห่าวจินเฟิงเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่อยู่ “กิริยาเมื่อครู่ของพวกท่านสองคนใช่เรียกว่าเล่นหูเล่นตาหรือไม่”

“แค่ก แค่ก…”

ฉงหัวถูกใจยิ่งนัก พยักหน้าสนับสนุน “ใช่ๆ ก็คือเล่นหูเล่นตา”

เสี่ยวเตาประคองชามอย่างเคอะเขิน เป่าไอร้อนบนชาม เซวียเป่ยฝานกลับผ่าเผยอย่างเห็นได้ชัด จะอย่างไรหนังหน้าโจรราคะย่อมแข็งแกร่งไม่มีล้ม เขาหยิบช้อนพลางกล่าวเสียงนอบน้อมต่อห่าวจินเฟิง “มีมือปราบห่าวช่วยเหลือ เรื่องราวย่อมสำเร็จโดยง่าย ทว่าข้ายังไม่กลับพรรคเป่ยไห่ ต้องไปที่อื่นก่อน”

“ไปที่ใด”

“พวกเราจะเสาะหาลายแทงห้ากระดูกมังกร มือปราบห่าวมิสู้ไปด้วยกันกับพวกเรา?”

ห่าวจินเฟิงย่นคิ้วเล็กน้อย “ไยต้องเสาะหาลายแทง มิใช่ตรวจสอบสาเหตุการตายของเซวียเป่ยไห่หรอกหรือ?”

“พี่ชายข้าเกรงว่าคงจบชีวิตเพราะลายแทงห้ากระดูกมังกรนั่นเอง” เซวียเป่ยฝานส่ายหน้าถอนใจยืดยาว “พี่ชายข้ามีคุณธรรมน้ำใจมาชั่วชีวิต มีเมตตาต่อทุกคน ไม่เคยคิดร้ายกับใคร…”

“ถุ้ย!”

ทุกคนหันขวับ เห็นเสี่ยวเตากำลังถ่มก้างปลาออกมา ก่อนผุดยิ้มเห็นด้วยแบบหนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม “ถูกต้อง! เซวียเป่ยไห่เป็นคนประเสริฐยิ่ง! ถุ้ย พฤติกรรมจำพวกไม่สำนึกบุญคุณ แทนคุณด้วยแค้น ตอบแทนด้วยกุศโลบาย เขาไม่ทำเด็ดขาด ขาก ขาก ถุ้ย! ปลานี่ทำไมก้างเยอะนัก”

“แค่ก” เซวียเป่ยฝานอดมิได้ต้องไอออกมาคำหนึ่ง และละอายที่จะสรรเสริญต่อ เพียงโบกมือไปมา “สรุปแล้ว พี่ชายข้าเก่งกล้าสามารถ จึงเป็นเป้าอิจฉาตาร้อน จะสืบหาฆาตกรตัวจริง ก็ต้องหาลายแทงห้ากระดูกมังกรให้ได้ก่อน”

ห่าวจินเฟิงรับฟังจบ เห็นว่าเซวียเป่ยฝานมีเบาะแสแล้ว จึงพยักหน้า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าไปกับทุกท่านเที่ยวหนึ่งแล้วกัน”

เซวียเป่ยฝานยิ้มย่องกับเสี่ยวเตา…ครานี้เจ้าหนีไม่รอดแล้ว!

เสี่ยวเตาโทสะผุดขึ้นต่อเนื่อง ระลอกหนึ่งไม่ทันจางระลอกสองก็ซัดมา ไม่ว่าอย่างไรนางไม่มีวันไปบ่อมังกรเก้ามุกเด็ดขาด!

กินได้สักพัก ปรากฏเสียงปรบมือดังจากชั้นบน

เสี่ยวเตายืดคอชะเง้อมอง “เกิดอะไรขึ้น”

“น่าจะเป็นเฟิงอู๋โยวออกมาบรรเลงพิณแล้ว”

“พวกเราขึ้นไปดูเถอะ” เสี่ยวเตาใคร่รู้ เฟิงอู๋โยวมีหน้าตาเช่นไร หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพเชียวนา

“โต๊ะหรูบนชั้นสองต้องจ่ายหนึ่งร้อยตำลึงถึงจะขึ้นไปได้” ฉงหัวเอ่ยเตือนเสี่ยวเตา “และค่าอาหารยังคิดต่างหากด้วย”

“แพงขนาดนั้น?” เสี่ยวเตาย่นคิ้ว มองเซวียเป่ยฝาน “ท่านเลี้ยงหรือไม่เลี้ยง”

เซวียเป่ยฝานเหยียดมุมปาก ยกมือข้างหนึ่งเท้าคางเอื่อยเฉื่อย “บนโลกนี้ ข้าเพียงสนใจต่อสิ่งที่หาค่ามิได้ ส่วนสิ่งที่กำหนดราคาได้ ก็หาคุณค่าไม่ได้อีกแล้ว”

 

บทที่ 6  ตาไม่เห็น ใจไม่ฟุ้ง

เฟิงอู๋โยวเดินออกมาอย่างเฉิดฉายตระการตา ประดาผู้มีอุปการคุณในที่นั่งชั้นบนทยอยลุกขึ้นทักทายนาง

เสี่ยวเตามองไม่เห็นโฉมตรู ร้อนใจยิ่ง ได้แต่กระซิบถามเสี่ยวเยว่ “เจ้าเคยเห็นเฟิงอู๋โยวหรือไม่ งามไหม?”

เสี่ยวเยว่ผงกศีรษะ “จัดว่างาม”

ขณะสนทนา ปรากฏเสียงรองเท้าเกี๊ยะย่ำพื้นดังจากชั้นบน แขกเหรื่อในโถงใหญ่ส่งเสียงฮือฮา

ที่แท้ เฟิงอู๋โยวที่มีกฎไม่เผยตัวบนโถงใหญ่ เพียงพบลูกค้าบนที่นั่งชั้นสูงเท่านั้น ถึงกับเยื้องกรายลงมา นี่ทำให้ลูกค้าทั่วไปที่มากินข้าวในวันนั้นได้กำไรก้อนโตไม่คาดฝัน

เฟิงอู๋โยวตรงดิ่งมาที่โต๊ะของพวกเสี่ยวเตา ยื่นมืออ่อนช้อยหยิบป้านหยกขาวขึ้นมา รินสุราให้เซวียเป่ยฝาน “คุณชายเซวียเห็นข้าเป็นคนอื่นแล้ว มาถึงไม่บอกกล่าวสักคำ”

เสี่ยวเตาได้ยินเสียงสูดหายใจขาดๆ หายๆ ดังขึ้นรอบบริเวณ ไม่ทราบลูกค้าเหล่านั้นอิจฉาจนน้ำลายไหล หรือริษยาจนกลืนน้ำลาย นางจึงตั้งใจพินิจโฉมตรูผู้มีชื่อเสียงก้องหล้า นามว่า…เฟิงอู๋โยว

อย่างไรเรียกว่าหญิงงาม

ดังคำเปรียบเปรยจำพวก ‘มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง*’ นั้นกล่าวไว้อย่างคลุมเครือ สตรีต้องมีตาหูจมูกปากเช่นไรจึงนับเป็นหญิงงามตามมาตรฐาน ส่วนยอดพธูอันดับหนึ่งในหล้า แน่นอนต้องสวยล้ำกว่าสตรีทั้งมวลในปฐพี! นี่เป็นผู้ใดเปรียบเทียบออกมากันเล่า

[*คำแปลโดยอาจารย์ถาวร สิกขโกศล]

วิจารณ์ด้วยใจเป็นธรรม เสี่ยวเตามองดูเฟิงอู๋โยวด้วยสายตาผิดหวังอยู่บ้าง มิได้บอกว่านางไม่สวย เพียงแต่กล่าวว่าหนึ่งในหล้า คล้ายว่าเกินเลยไป

นี่ก็คือความแปลกพิสดารที่สุดของจิตมนุษย์ ตัวอย่างเช่นพวกเขาเพิ่งเข้าหอลมจันทรา เจ้าของหอมารินสุรา เสี่ยวเตาสมควรตกตะลึงในความงาม…เถ้าแก่เนี้ยสวยหยาดเยิ้มจริงๆ! แต่ยามนี้ถ้าบอกว่ายอดพธูอันดับหนึ่งในหล้า ลงมารินสุรา เสี่ยวเตามองแวบหนึ่ง งามก็จริงแต่ไม่ถึงกับตกตะลึง ก็แค่เถ้าแก่เนี้ยที่หน้าตาสะสวยคนหนึ่งเท่านั้นเอง!

เฟิงอู๋โยวรินเหล้าเสร็จ กวาดสายตาผ่านฝูงชนทีละคน

ได้รับการกวาดมองพร้อมรอยยิ้มของหญิงงาม นับเป็นเกียรติสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานเริงรมย์ที่มีผู้คนมากมายเช่นนี้ คนเหล่านั้นต้องควักเงินมาดู ทางนี้กลับดูเปล่า!

ฉงหัวค่อนข้างสนิทกับเฟิงอู๋โยวอย่างเห็นได้ชัด ผงกศีรษะให้นาง ห่าวจินเฟิงเป็นคนทื่อ เอาแต่กินข้าวของตัวเอง เสี่ยวเยว่สวมหน้ากาก ไม่มีความเคลื่อนไหว สุดท้าย…เส้นสายตาของเฟิงอู๋โยวตกลงบนร่างของเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาเงยหน้ามองนาง… เฟิงอู๋โยวคนนี้ รูปโฉมเด่นล้ำ เครื่องหน้าคมคาย จัดอยู่ในจำพวกรูปลักษณ์เฉิดฉาย อายุก็ไม่มาก บุคลิกเยือกเย็นสง่างาม รูปร่างหน้าตาเช่นนี้เพียงพอทำให้บุรุษลุ่มหลงงมงายได้ระยะหนึ่งทีเดียว

ทว่ามีจุดหนึ่งซึ่งประหลาดมาก เฟิงอู๋โยวค่อนข้างกระตือรือร้นต่อเซวียเป่ยฝาน แต่เซวียเป่ยฝานกลับปั้นหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มตลอดเวลา ปราศจากท่าทางที่ ‘โจรราคะ’ พึงมี เสี่ยวเตาสงสัยไม่หาย แมวก็มีเวลาที่ไม่ขโมยกินของคาวด้วยหรือ?

เฟิงอู๋โยวจ้องมองเสี่ยวเตาชั่วครู่ ระบายยิ้มบางๆ เมื่อเอ่ยเสียงอ่อนหวานกับเซวียเป่ยฝาน “ข้าได้รับคำเชิญจากประมุขบ้านสวนซิงไห่เช่นกัน คืนนี้ค่อยสนทนา” จบคำก็หมุนตัวแช่มช้อยขึ้นตึกไป ทิ้งกลิ่นหอมอ่อนจางไว้ทุกจุดที่แขนเสื้อพลิ้วผ่าน สร้างความเคลิบเคลิ้มให้กับแขกเหรื่อทั้งเหลาสุราเป็นพักใหญ่

เสี่ยวเตาพลันอยากเห็นสีหน้าของไฉจื่อเหย้าชายหลายใจผู้นั้นขึ้นมา พอเงยหน้า เห็นเขากำลังมองเขม่นเซวียเป่ยฝาน ไม่ทันเห็นว่าห่าวจินเฟิงก็อยู่ด้วย เพราะอีกฝ่ายนั่งหันหลังให้ตลอดและช่วงนี้ก็มิได้เงยหน้า

เสี่ยวเตาจับจ้องเซวียเป่ยฝานที่อยู่ตรงข้าม “ท่านมีแผนอะไร”

เซวียเป่ยฝานผุดยิ้มตามสบาย “ย่อมเป็นแผนการที่ดี”

เสี่ยวเตาเห็นเขาโยกโย้ จึงบ่น “ทำเป็นเก่ง!”

กินเสร็จ ทุกคนกลับบ้านสวนซิงไห่ เสี่ยวเตาถือโอกาสขอพักแรมที่นั่นเสียเลย ตอนแรกจัดให้นางอยู่ห้องพักแขก นางกลับกอดหมอนวิ่งเข้าห้องของเสี่ยวเยว่ ถามว่าสามารถพักอยู่ด้วยได้หรือไม่

เสี่ยวเยว่ย่อมตกลงแน่นอน จะได้ใกล้ชิดกับเสี่ยวเตา

เสิ่นซิงไห่เห็นทั้งคู่รู้จักไม่นานก็มีท่าทีสนิทสนมดั่งพี่สาวน้องสาว รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง โหลวเสี่ยวเยว่ติดตามเขาตั้งแต่เล็ก อุปนิสัยเย็นชาไม่นิยมคบหาสมาคม ไม่เคยมีสหาย ไฉนวันนี้คลายความระแวงในใจมาใกล้ชิดกับเสี่ยวเตาได้

เสี่ยวเตาเห็นเสิ่นซิงไห่มองสำรวจตนด้วยท่าทีหวาดระแวด ก็มิได้ถือสา เพียงนั่งสนทนาเรื่อยเปื่อยกับเสี่ยวเยว่ สองสาวกระซิบกระซาบเรื่องในใจ เสิ่นซิงไห่ยืนอยู่ปากประตูคล้ายจะผละไป หูกลับไม่ยอมผละห่าง…

เพียงได้ยินเสี่ยวเตาถามเสี่ยวเยว่น้ำเสียงจริงจัง “เสี่ยวเยว่ เจ้าก็ยี่สิบเศษแล้ว ยังไม่ออกเรือน?  หรือจะใส่หน้ากากเป็นบ่าวไพร่ตลอดชีวิต?”

เสี่ยวเยว่ได้ฟัง ลังเลเล็กน้อย ก่อนสั่นหน้า “ข้าไม่ออกเรือน”

“เด็กผู้หญิงอย่างไรก็ต้องออกเรือน” เสี่ยวเตาเห็นเสิ่นซิงไห่เดินถึงหน้าต่างด้านหลัง จงใจกดเสียงค่อยลง “เจ้ามีใจให้นายน้อยของเจ้า ใช่หรือไม่”

ดังคาด เสิ่นซิงไห่ชะงักเท้า คล้ายตั้งใจฟังอย่างยิ่ง

เสี่ยวเยว่เงียบไปนาน ค่อยตอบ “นายน้อยได้หมั้นหมายกับผู้อื่นแล้ว เป็นธิดาของจิ้นหวาง (บรรดาศักดิ์ชั้นหวาง) ครึ่งปีหลังก็จะเข้าพิธีวิวาห์ ฐานะชาติตระกูลสมน้ำสมเนื้อ”

เสิ่นซิงไห่ย่นคิ้วเล็กน้อย หมุนตัวจากไป

เสี่ยวเตาเห็นเขาไปแล้ว จึงผ่อนลมหายใจเบาๆ

เสี่ยวเยว่มองนางอย่างสงสัย “เจ้าถอนใจทำไม”

เสี่ยวเตายื่นมือแตะศีรษะนาง “เด็กโง่เอ๊ย”

เสี่ยวเยว่ยื่นมือแตะคืน “เจ้าต่างหากเด็กโง่”

ทั้งสองแย้มยิ้มให้กัน แล้วดื่มชาสนทนาต่อ

จากการพูดคุยกับเสี่ยวเยว่ ทำให้เสี่ยวเตาทราบว่า เสิ่นซิงไห่ เซวียเป่ยฝานและฉงหัว ทั้งสามเป็นสหายสนิทที่รู้จักกันแต่เล็ก เซวียเป่ยฝานไม่ชอบอยู่ที่พรรคเป่ยไห่ ในหนึ่งปีจะอยู่ที่บ้านสวนซิงไห่ครึ่งปี ที่เหลืออาศัยในตึกฉงหัว พวกเขาทั้งสามล้วนเป็นชนชั้นแปลกแยกในยุทธภพ ไม่ถามไถ่ข้องเกี่ยวเรื่องราวในยุทธจักร ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี

เสี่ยวเตาเห็นเสี่ยวเยว่มัดผมแบบลวกๆ จึงยื่นมือไปดึงเรือนผมสลวยในคอเสื้อของนางออกมา เห็นดกดำเงางาม จึงม้วนตลบขึ้นมา แล้วหยิบปิ่นในห่อสัมภาระมาเกล้ามวยให้นาง

เสี่ยวเยว่เอื้อมมือคลำ เสี่ยวเตาไม่ยอมให้นางขยับ “เด็กผู้หญิงต้องแต่งตัว”

“ไม่อนุญาต”

“ใครไม่อนุญาต”

“นายน้อยไม่อนุญาต…”

“เขาอนุญาตก็แปลกแล้ว” เสี่ยวเตานึกด่าในใจ เสิ่นซิงไห่นั่นไม่รู้พลิกไหน้ำส้ม*ไปกี่ตลบแล้ว ไม่กระตุ้นเขาเสียบ้างก็ไม่เห็นคุณค่า เสี่ยวเยว่ทั้งมีเสน่ห์ทั้งใสซื่อ ขืนภักดียิ่งชีพแบบนี้ ภายหน้าต้องขาดทุนแน่นอน เสี่ยวเตายึดถือคำสอนของท่านแม่ที่ว่า ‘พบพานคือวาสนา สตรีต้องส่งเสริมสตรีด้วยกัน’ จึงตัดสินใจช่วยเสี่ยวเยว่หยั่งเชิงเสิ่นซิงไห่ หากเขาไร้ความจริงใจก็แยกกันแต่เนิ่นๆ สตรีดีงามไม่กลัวขายไม่ออก กลัวแต่แต่งเจ้าบ่าวผิด!

[*ไหน้ำส้ม หมายถึง หึงหวง]

“ธิดาของจิ้นหวาง เลอโฉมหรือไม่” เสี่ยวเตาถามขึ้นเมื่อรวบผมให้เสี่ยวเยว่เสร็จ

“อืม มีความรู้และมีมารยาท” เสี่ยวเยว่พยักหน้า “คืนนี้นายน้อยก็เชิญนางมาด้วย รอดูตอนนั้นก็ได้”

“อืม” เสี่ยวเตายืนกอดอกอยู่ข้างหลังเสี่ยวเยว่ “คืนนี้เจ้าก็ต้องติดตามรับใช้หรือ?”

“ไม่ต้อง นายน้อยบอกให้ข้าพักผ่อนสองสามวัน” ขณะเสี่ยวเยว่พูดประโยคนี้ น้ำเสียงตื่นเต้นยินดี

เสี่ยวเตาส่ายหน้า พึงใจกับเรื่องเพียงเท่านี้ได้อย่างไร “ข้าไม่สนใจเรื่องที่พวกเขาจะจับไฉจื่อเหย้า ค่ำนี้พวกเราถือโคมเดินเล่นในสวนดอกไม้เป็นอย่างไร”

“ดี” เสี่ยวเยว่ไม่คลางแคลงอันใด ผงกศีรษะรับปากทันที นางก็ไม่อยากไปเรือนหน้า มองดูนายน้อยกระตือรือร้นต้อนรับจวิ้นจู่ (คำเรียกธิดาของผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นหวาง)

เสี่ยวเตาอดวิตกมิได้เมื่อเห็นรอยกลัดกลุ้มตรงหว่างคิ้วนาง เสิ่นซิงไห่ครอบครัวใหญ่โตกิจการกว้างขวาง หากเขากตัญญูไม่กล้าขัดคำสั่งมารดาของเขาก็ยังพอทน แต่หากมีจิตทะเยอทะยานใคร่ยกฐานะด้วยการเกี่ยวดองกับจวิ้นจู่ เช่นนั้นยังคงให้เสี่ยวเยว่ตัดใจเสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่า ไม่อย่างนั้นภายหน้าต้องระทมทุกข์แน่นอน

เสี่ยวเตาคิดถึงประโยคที่ท่านแม่พร่ำพูดอยู่เสมอ ‘เมื่อในใจบุรุษมีสตรีเพียงนางเดียว เจ้าเป็นอย่างไรล้วนดูดีไปหมด เมื่อใดที่เห็นเจ้าไม่ดีไปเสียทุกอย่าง แปลว่าในใจเขามีสตรีอีกนางหนึ่งเข้ามายึดครองแล้ว และที่จับผิดเจ้าตลอดเวลา ก็เป็นแค่การหาข้ออ้างให้กับความเจ้าชู้นั่นเอง’

ต่อมา เสี่ยวเตาแต่งหน้าให้เสี่ยวเยว่บางๆ เสี่ยวเยว่โตจนป่านนี้กลับเขียนคิ้วเป็นครั้งแรก แม้แต่ชาดแดงใช้อย่างไรยังไม่รู้เลย

หลังสวมกระโปรงเสร็จ ไม่ทราบควรก้าวเท้าไหนก่อน เสี่ยวเตานึกสงสารบอกไม่ถูก นิสัยรักความยุติธรรมพลันกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง นึกในใจว่า เสิ่นซิงไห่ ท่านมิใช่อยากซ่อนไว้กักไว้เก็บไว้สำหรับตัวเองหรอกหรือ? วันนี้ข้าจะเอาสมบัติในบ้านท่านออกมาอวด ดูว่าท่านจะยโสไปถึงไหน! ชายหลายใจ!

เสี่ยวเยว่เห็นเสี่ยวเตาจู่ๆ ทำท่าเหมือนโทสะสุมอก จึงถามเสียงฉงน “เสี่ยวเตา เป็นอะไรไป”

“อา?” เสี่ยวเตาคืนสติ หัวร่อแห้งๆ หลายคำ นิสัยชนิดนี้ของตนแก้ไม่หายจริงๆ พบเห็นชายหลายใจเมื่อไรเป็นนึกถึงท่าทางหลั่งน้ำตาว้าเหว่ในยามดึกของท่านแม่ แล้วก็จะฉุนขาดทุกที

ก่อนเข้าสู่รัตติกาล เซวียเป่ยฝานมาหาเหยียนเสี่ยวเตารอบหนึ่ง ให้แน่ใจว่านางมิได้หลบหนี และชวนนางจัดการไฉจื่อเหย้าด้วยกันคืนนี้ เซวียเป่ยฝานรู้สึกเด็กสาวคนนี้ฉลาดเฉลียว ร้อยแผนพันอุบาย น่าสนใจยิ่งนัก แม้บางครั้งออกจะดุร้ายไปบ้าง

พอเข้าประตู เห็นสาวงามคนหนึ่งนั่งเหม่ออยู่หน้ากระจกข้างโต๊ะ

“เสี่ยวเยว่?” เซวียเป่ยฝานจ้องอยู่ครึ่งค่อนวันค่อยจำได้ ร้องอุทานตื่นเต้น

เสี่ยวเยว่ก้มหน้า กระดากอายอย่างเห็นได้ชัด

เสี่ยวเตาโผล่ออกมาจากหลังฉากบังตา ถามเสียงกระหยิ่ม “เป็นอย่างไร งามไหม?”

“อืม!” เซวียเป่ยฝานชื่นชมยกใหญ่ “แต่งตัวแบบนี้ดี เสี่ยวเยว่โครงหน้าสวย!”

ชวนคุยนั่นนี่อีกสองประโยค เสี่ยวเตารับปากว่าอีกเดี๋ยวจะออกไปเดินโฉบข้างหน้า ก่อนไปเซวียเป่ยฝานมองเสี่ยวเยว่อีกรอบ คว้ามือเสี่ยวเตาออกจากประตูมา

ถึงด้านนอก เซวียเป่ยฝานลดเสียงค่อยลงเมื่อถามเสี่ยวเตา “แม่สาวน้อยจอมจุ้น อยากกระตุ้นเสิ่นซิงไห่กระมัง?”

เสี่ยวเตาค้อนเขาวงหนึ่ง “ถ้าข้าตาไม่บอด เสิ่นซิงไห่ชมชอบเสี่ยวเยว่จริงๆ เสี่ยวเยว่ก็ชมชอบเสิ่นซิงไห่เช่นกัน”

เซวียเป่ยฝานเอ่ยยิ้มๆ “พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันทุกวันมาสิบกว่าปี เกิดความผูกพันก็เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่…”

“เพียงแต่อะไร ในเมื่อท่านมีจิตข้ามีใจ ไยต้องทำร้ายความรู้สึกเสี่ยวเยว่เช่นนี้ด้วย”

“เจ้าไม่เข้าใจ” เซวียเป่ยฝานส่ายหน้า “บิดาของเสิ่นซิงไห่คือแม่ทัพใหญ่ที่พลีชีพในสมรภูมิ ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลยิ่งใหญ่เกรียงไกร เสี่ยวเยว่เป็นบ่าวทาสที่ถูกนำมาขาย ปีนั้นเสิ่นซิงไห่ใจดีช่วยชีวิตนางและให้อยู่รับใช้ข้างกาย พวกเขาทั้งคู่ถูกลิขิตให้เป็นนายบ่าว ตระกูลเสิ่นกฎระเบียบเข้มงวด มารดาของเสิ่นซิงไห่…”

“พอที พอที” เสี่ยวเตาโบกมือ “พวกนี้ข้ารู้ มารดาของเสิ่นซิงไห่ต้องการที่สมน้ำสมเนื้อ ความหมายของท่านคือให้เสี่ยวเยว่เป็นทาสรับใช้เสิ่นซิงไห่ตลอดชีวิตใช่หรือไม่”

“เหมือนใจร้ายก็จริง” เซวียเป่ยฝานยักไหล่นิดหนึ่ง “แต่ก็ไม่ถึงกับไร้เหตุผล”

“ข้าไม่ได้บอกว่าไม่ถูกต้องนี่นา” เสี่ยวเตาย้อนถามเขา “เสิ่นซิงไห่ต้องการสมน้ำสมเนื้อก็ปล่อยเขาไป เสี่ยวเยว่แต่งให้คนอื่นก็ใช้ได้แล้วมิใช่หรือ เขาต้องการสมน้ำสมเนื้อ ไม่ได้แปลว่าบุรุษที่ดีสู้เขาไม่ได้จะแยแสเรื่องชาติกำเนิดเหมือนเขา อย่างเช่นฉงหัวเป็นต้น”

เซวียเป่ยฝานมองเสี่ยวเตาอย่างอ่อนใจ “เจ้าชื่อเสี่ยวเตา*นับว่าตั้งชื่อไม่ผิดจริงๆ มองปราดเดียวเจ้าก็รู้ว่าฉงหัวสนใจเสี่ยวเยว่”

[*เสี่ยวเตา แปลว่ามีดน้อย ในที่นี้หมายถึงสายตาแหลมคม]

เสี่ยวเตากอดอก “ต่อให้ไม่มีฉงหัว เสี่ยวเยว่ก็สามารถมีชีวิตคู่ที่เปี่ยมสุข การเป็นบ่าวทาสบอกได้แค่ว่านางชาติกำเนิดไม่ดี อย่างมากข้าออกเงินให้นางไถ่ตัวก็ได้ บนโลกนี้ไหนเลยมีความได้เปรียบให้คนผู้หนึ่งครอบครองมากมายปานนั้น ปลากับอุ้งตีนหมี…” ระหว่างที่พูด เสี่ยวเตาชูนิ้วแกว่งไปแกว่งมาตรงหน้าเซวียเป่ยฝาน “ไม่อาจได้รับพร้อมกัน! เลือกอย่างไหนล้วนไม่ผิด แต่เลือกแล้วห้ามเสียใจภายหลัง และอย่าอิจฉาผู้อื่นที่เลือกอีกอย่าง” พูดจบ สะบัดแขนเดินเข้าห้อง

เซวียเป่ยฝานอ่อนใจ ไม่รู้เสี่ยวเตาคนนี้มาจากไหน ถึงมีอุปนิสัยชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ราวกับกลัวใต้หล้าจะไม่ปั่นป่วน คร้านจะใส่ใจด้วยแล้ว กลับไปเรือนหน้าดีกว่า

เขาเพิ่งย่างเท้า เสิ่นซิงไห่ก็เดินพ้นประตูมา หยุดยืนในเงามืดที่ทอดยาวจากระเบียงทางเดิน ซึ่งสามารถมองเห็นหน้าต่างห้องเสี่ยวเยว่พอดี

หน้าต่างเปิดอยู่ เสี่ยวเตากำลังดึงเสี่ยวเยว่มาสำรวจ ดูว่ายังมีตรงไหนให้เติมแต่งอีกหรือไม่

บนใบหน้าของเสี่ยวเยว่คือรอยยิ้มสวยใสที่เสิ่นซิงไห่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ในอกมีความรู้สึกอัดอั้นแปลกๆ ชนิดหนึ่ง หมุนตัวกลับไป เสิ่นซิงไห่ซอยเท้าเร็วรี่ ดังคำ ‘ตาไม่เห็น ใจไม่ฟุ้ง’ ลูกผู้ชายชาตรีสมควรถือกิจการงานเป็นสำคัญ อื่นๆ นั้นวันหน้าค่อยว่ากัน

เสี่ยวเตามุ่นคิ้วเล็กน้อยเมื่อมองนอกหน้าต่าง บางที…เสิ่นซิงไห่อาจมิได้แยแสเสี่ยวเยว่อย่างที่ตนคิด

เสี่ยวเยว่เดินมา ปิดหน้าต่างเบาๆ “นายน้อยเคยสาบานต่อหน้าหลุมศพของนายท่านผู้เฒ่า ไม่อาจทำให้ตระกูลเสิ่นได้รับความเสื่อมเสีย เรื่องงานวิวาห์กับจวิ้นจู่ อย่างไรก็ต้องจัดขึ้นแน่นอน นายน้อยเห็นตระกูลเสิ่นสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด”

เสี่ยวเตาแปลกใจ ที่แท้เสี่ยวเยว่ประจักษ์ดี แม้จะดูทื่อๆ ถึงเวลาสำคัญขึ้นมายังนับว่าค่อนข้างกระจ่างแจ้ง

“เช่นนั้นเจ้ามีแผนอย่างไร”

เสี่ยวเยว่ส่ายหน้า “ชีวิตของข้าเป็นนายน้อยประทานให้ รอเขาแต่งงานแล้ว ข้าค่อยไป”

“เจ้ามีความคิดจะจากไป?”

“อืม” เสี่ยวเยว่พยักหน้า “ข้าก็มีหัวใจ”

เสี่ยวเตาผงะ อดหัวร่อมิได้ ก็ถูก โง่ไม่โง่กับมีไม่มีหัวใจ เป็นคนละเรื่อง คนเขลาก็มีหัวใจเช่นกัน คนที่มีหัวใจล้วนเสียใจเป็น ก็เหมือนกับท่านแม่ของนาง

คิดถึงตรงนี้ เสี่ยวเตาพลันเดือดพล่านถึงขีดสุด ยื่นมือคว้าถ้วยน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมาเขวี้ยงออกไป “บุรุษโสโครก!”

ประจวบเหมาะอย่างยิ่ง เซวียเป่ยฝานที่กินสาลี่ตรงเรือนหน้าแล้วรู้สึกหวานดี จึงหยิบมาหลายลูกหมายให้นางลิ้มรส เพิ่งเดินถึงปากประตู ถ้วยชาใบหนึ่งปลิวหวือออกมา

“นี่!” เซวียเป่ยฝานหลบรอดเฉียดฉิว ถือสาลี่มองหน้าเสี่ยวเตา “เจ้าควบคุมสติหน่อย ตระกูลเซวียของข้าตอนนี้เหลือข้าเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่สามแค่คนเดียวแล้ว”

เสี่ยวเตาเห็นเขาทำหน้าทะเล้น ก็คร้านจะถือสาเขา หดมือกลับมาวางฝากาน้ำชาลง

เซวียเป่ยฝานยิ้มร่าเมื่อโยนสาลีลูกหนึ่งเข้ามาให้นาง “มา กินสาลี่”

เขากะน้ำหนักไม่ดี โยนแรงไปหน่อย เสี่ยวเตาก็ไม่ทันสังเกต พอหันไป สาลี่ลูกหนึ่งพุ่งกระแทกแสกหน้า

เสียงดังผัวะ กลางหน้าผากพอดิบพอดี…รอบทิศเงียบกริบในบัดดล

สาลี่ลูกนี้ไม่ถึงกับแข็ง จึงแตกโพละเมื่อชนถูกหน้าผากเสี่ยวเตา น้ำไหลเยิ้มอาบหน้า

เซวียเป่ยฝานเริ่มจากตะลึงงัน ตามด้วยหัวร่อเอิ๊กอ๊าก “หน้าผากเจ้านี่แข็งชะมัด ที่พูดกันว่า ลูกแมวน้อย หัวทองแดงกระดูกเหล็กเอวเต้าหู้ เจ้าก็เป็นอย่างนั้นใช่ไหม ฮาๆ”

เสี่ยวเตาโกรธจนหน้าเขียวหน้าดำ หยิบร่มแดงขึ้นมาไล่ตีเซวียเป่ยฝานจนมุดหนีสะเปะสะปะ

เสี่ยวเยว่เท้าคางเกาะริมหน้าต่าง มองดูทั้งคู่ไล่ทุบตีกันในลาน อดหัวร่อออกมามิได้ หากชีวิตสามารถเรียบๆ ง่ายๆ เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ตาไม่เห็น ใจไม่ฟุ้ง

 

บทที่ 7 ตีเหล็กเมื่อยังร้อน

ช่วงเวลาจุดโคม แขกเหรื่อมาถึงตามกำหนดการ

เสี่ยวเตามิได้ไปเรือนหน้า เพราะว่างจัดจึงหยิบแตงโมที่กินแล้วมาแกะสลักเป็นโคมเปลือกแตงที่สวยงาม หาเทียนมาจุด วางตรงหน้าเสี่ยวเยว่ “ให้เจ้า”

เสี่ยวเยว่อุ้มโคมเปลือกแตงส่งยิ้มซื่อๆ ให้เสี่ยวเตา เป็นครั้งแรกที่ได้รับของขวัญน่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้

เซวียเป่ยฝานเพิ่งโดนเสี่ยวเตาตบด้วยก้อนอิฐ กำลังเก็บกวาดลานอยู่ เห็นสองสาวสรวลเส จึงส่ายหน้า…เหยียนเสี่ยวเตาคนนี้นิสัยมุทะลุไปนิด คล้ายชอบขจัดคนพาลอภิบาลคนอ่อนแอ

“ไฉจื่อเหย้ามาถึงแล้ว อีกเดี๋ยวเฟิงอู๋โยวจะหาโอกาสตะล่อมเขา” เซวียเป่ยฝานบอกเสี่ยวเตา ห่าวจินเฟิงซุ่มรออยู่แล้ว

“จับได้ก็ส่งมอบทางการ จับไม่ได้ก็เอาท่านไปแทน! ล้วนเป็นการขจัดภัยเพื่อปวงชนเหมือนกัน” เสี่ยวเตาเหน็บแนม

เซวียเป่ยฝานทราบว่านางยังขัดเคือง นิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง เด็กคนนี้!

“หลิ่วหรูเยว่คนนั้น งามไหม?” เสี่ยวเตาเปลี่ยนเรื่องถาม ไม่ลืมเสริมอีกประโยคว่า “เทียบกับเสี่ยวเยว่”

“เจ้าไม่เคยได้ยิน ‘ในสายตาคนรักปรากฏไซซี*’ หรือ?” เซวียเป่ยฝานย้อนถาม วาจากำกวม

[*อุปมา เนื่องเพราะมีใจปฏิพัทธ์ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเช่นไรก็รู้สึกว่าไม่มีตรงไหนที่ไม่งาม]

เสี่ยวเตาแค่นเสียงฮึ พลันพนมมือทั้งสอง ปากพึมพำอะไรสักอย่าง

เซวียเป่ยฝานยื่นหน้าเข้าไปฟัง นางกำลังพูดกับตัวเอง “พระโพธิสัตว์คุ้มครอง ขอให้เป็นนางจิ้งจอกใจโฉด!”

“เฮอะ” เซวียเป่ยฝานอดสบถมิได้ “ความคิดเจ้าชั่วร้ายจริง! ทำไม ถ้าเป็นนางจิ้งจอกใจโฉด เจ้าจะช่วยเสี่ยวเยว่ไล่นางไป?”

“เชอะ” เสี่ยวเตาไม่ยี่หระ “เสิ่นซิงไห่มีเกียรติปานนั้น? ข้าแค่รู้สึกว่า หากเสิ่นซิงไห่เหยียบเรือสองลำ ฝ่ายตรงข้ามเป็นสตรีดีงามก็จะเสียหายเปล่าๆ ทางที่ดีขอให้เป็นคนจิตใจต่ำช้าเช่นกัน ดังคำ สิ่งของอย่างไรก็ได้เจ้าของอย่างนั้น”

“เจ้ามีอคติกับเสิ่นซิงไห่เกินไป” เซวียเป่ยฝานโน้มน้าวเสี่ยวเตา “เขาเองก็มีความลำบากใจไม่น้อย”

“อืม ข้าเข้าใจ” เสี่ยวเตาแบมือ “แต่เข้าใจไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยนี่นา เป็นข้ามีอคติกับเขา แล้วจะทำไม”

เซวียเป่ยฝานมองฟ้า

…………..

ไม่ถึงครู่ งานเลี้ยงด้านหน้าก็เริ่มขึ้น มีบ่าวคนหนึ่งส่งของกินมาที่เรือนหลัง บอกว่าส่งมาตามคำสั่งของคุณชายฉงหัว

บ่าวคนนั้นมองเสี่ยวเยว่ที่ไม่ใส่หน้ากากจนตาค้าง ตอนเดินออกหัวชนโป๊กกับกรอบประตู ก่อนกุมหน้าผากวิ่งไป

เซวียเป่ยฝานย้ายโต๊ะน้ำชาตัวหนึ่งมาไว้ในลาน บนนั้นวางด้วยของกินเล่นเช่นเปลือกแตงโม เสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่กินพลางคุยพลาง เซวียเป่ยฝานมือหนึ่งถือจอกสุรา มือหนึ่งแกว่งหญ้าอ้ายเฉ่า ไล่ยุงให้แม่นางทั้งสอง

“เสี่ยวเตา” เสี่ยวเยว่กินได้ครู่หนึ่ง ถามนาง “เจ้าทำไมออกมาท่องยุทธจักรคนเดียว”

“อืม…” เสี่ยวเตาลังเลนิดหนึ่ง “ออกมาชมดูโลกภายนอก”

เสี่ยวเยว่พยักหน้า

เซวียเป่ยฝานกลับหัวร่อคำหนึ่ง เหลือบมองเสี่ยวเตา…มุสา!

เสี่ยวเตาเขวี้ยงเปลือกแตงโมใส่เขา เซวียเป่ยฝานเห็นใกล้ได้เวลาแล้ว จึงออกไปเรือนหน้าช่วยห่าวจินเฟิง เลี่ยงไม่ให้อีกเดี๋ยวโดนปาด้วยเปลือกแตงโมทั้งตัว

“เจ้าชอบคุณชายเซวียหรือ?” จู่ๆ เสี่ยวเยว่ถามขึ้น

“พรืด…” เสี่ยวเตาพ่นน้ำแกงในปาก เบิกตากลมโต “เป็นไปได้อย่างไร”

“ข้าเห็นเจ้าติดตามเขาตลอด” เสี่ยวเยว่เห็นเสี่ยวเตาเหมือนฉุนกึกขึ้นมา จึงลดเสียงเบาลง

“ข้าถูกเขาหลอกต่างหาก” เสี่ยวเตารู้สึกเดือดปุดๆ เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้

“คุณชายเซวียมีชื่อเสียงโด่งดังจริงๆ” เสี่ยวเยว่คุยกับเสี่ยวเตาเรื่องของเซวียเป่ยฝาน “เขาเป็นน้องชายของเซวียเป่ยไห่ที่ระบือลือลั่น แต่นายน้อยมักบอกว่า เซวียเป่ยไห่ร้ายกาจมาก ทว่าสำหรับเซวียเป่ยฝาน แม้เขาจะรู้จักมานานแค่ไหน ยังคงไม่ทราบว่าที่แท้เขาร้ายกาจปานใด”

“หมายถึง เขาไร้ยางอายแบบไร้ขีดจำกัดใช่ไหม” เสี่ยวเตาย้อนถาม

เสี่ยวเยว่หัวร่อส่ายหน้า สำหรับเรื่องบุรุษ เสี่ยวเตามักเหิมฮึกคึกคัก ไม่ว่าหน้าไหนล้วนต้องทำท่าหาเรื่องทะเลาะด้วยเสมอ แต่กับสตรีกลับอ่อนโยน

ช่วงสนทนา ได้ยินเสียงเอะอะจากเรือนหน้า เสี่ยวเตาตะลึงลาน เสี่ยวเยว่กลับพุ่งปราดออกไปแล้ว

เสี่ยวเตาสันนิษฐาน ห่าวจินเฟิงกับเซวียเป่ยฝานคงลงมือจัดการไฉจื่อเหย้าแล้ว จึงขึ้นเหนือกำแพง เตรียมชมดูให้แน่ชัด

เสี่ยวเยว่รุดถึงเรือนหน้า เห็นห่าวจินเฟิงกำลังต่อสู้กับไฉจื่อเหย้าดังคาด

ไฉจื่อเหย้าถูกเฟิงอู๋โยวหลอกล่อไปยังมุมปลอดคน ตะล่อมด้วยวาจาหลายประโยคจนเขาสารภาพเรื่องฆ่าภรรยาแล้วป้ายความผิดให้เซวียเป่ยฝานออกมา ห่าวจินเฟิงซึ่งซ่อนตัวในที่ลับพลันปราดเข้าจับกุมทันที

ไฉจื่อเหย้าวิ่งหนี ชนถูกเสิ่นซิงไห่ที่เดินเล่นในอุทยานเป็นเพื่อนจวิ้นจู่พอดี คนที่ตกใจหวีดร้องคือสาวใช้ข้างกายของจวิ้นจู่

เสิ่นซิงไห่คุ้มกันหลิ่วหรูเยว่ เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวชมดูความชุลมุนอยู่ทางหนึ่ง ห่าวจินเฟิงไล่จับไฉจื่อเหย้า เสี่ยวเยว่มองดูเหตุการณ์ พบว่าตนไม่มีความจำเป็นต้องออกโรง จึงยืนอยู่ข้างประตูทางเดิน มิได้เคลื่อนไหว

หลิ่วหรูเยว่เห็นเข้าพอดี ถามเสิ่นซิงไห่ “แม่นางท่านนั้นเป็นใคร”

ยามนั้น เสี่ยวเตากำลังนั่งยองๆ อยู่เหนือหลังคาชมดูฉากสนุก พบว่าหลิ่วหรูเยว่มองปราดเดียวก็เห็นเสี่ยวเยว่ ยังถามเสิ่นซิงไห่อีกด้วย เสี่ยวเตาเลิกคิ้วเล็กน้อย…สายตาแหลมคมดีนี่!

อย่าว่าแต่หลิ่วหรูเยว่ เสิ่นซิงไห่เองก็แทบจำเสี่ยวเยว่ไม่ได้แล้ว เสี่ยวเยว่ไม่ได้ใส่หน้ากาก บวกกับสวมกระโปรงยาว ยืนอ้อนแอ้นอรชรอยู่หลังประตูทางเดิน เสิ่นซิงไห่เพียงรู้สึกไม่อาจเคลื่อนย้ายสายตา

เสี่ยวเยว่เห็นไฉจื่อเหย้าถูกรวบตัวไว้ได้ในไม่ช้า จึงหมุนกายกลับเรือนด้านหลัง

หลิ่วหรูเยว่เหมือนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ทั้งคล้ายไม่ได้รับความตกใจ เพียงบอกกับเสิ่นซิงไห่ว่าจะเดินเล่นต่อ แล้วสืบเท้าไปทางประตูทางเดิน เสี่ยวเตากระตุกมุมปาก…เฮอะๆ จวิ้นจู่ท่านนี้ มิใช่ธรรมดา

มองเสิ่นซิงไห่อีกที เห็นหว่างคิ้วย่นเป็นเส้นบางๆ ถึงกับเผยอารมณ์ในยามนี้ของเขาออกมา

เสี่ยวเตากลับถึงเรือนหลัง เห็นเสี่ยวเยว่กำลังเปลี่ยนเทียนในโคมแตงโม แท่งก่อนหน้าไหม้หมดแล้ว

“ไฉจื่อเหย้าโดนห่าวจินเฟิงจับไว้แล้ว” เสี่ยวเตาเอ่ยกับเสี่ยวเยว่

“อืม ข้าเห็นแล้ว” เสี่ยวเยว่วางแท่งเทียนไว้ในโคมอย่างระมัดระวัง “แต่อย่างไรเขาก็เป็นถึงจวิ้นหวาง(บรรดาศักดิ์ชั้นหวาง) มือปราบห่าวสามารถกำหนดโทษเขาได้หรือ”

“ได้แน่นอน บ้านเดิมของวังหรุ่ยฟูเหรินหามิใช่ตื้นเขิน คาดว่าครานี้ไฉจื่อเหย้าได้เจอดีแน่”

เสี่ยวเยว่ใช้ความคิดขณะจ้องมองเปลวไฟที่เต้นระริกในโคม ก่อนเอ่ยว่า “ในเมื่อแต่งกันแล้ว วังหรุ่ยฟูเหรินก็สามารถนำพายศฐาบรรดาศักดิ์และทรัพย์สินเงินทองมาให้เขา นี่มิใช่สิ่งที่เขาปรารถนาหรอกหรือ ไฉนยังคนึงหาเฟิงอู๋โยวอีก ไม่รู้สึกผิดบ้างหรือไร”

เสี่ยวเตาเท้าคาง ได้ยินเสียงฝีเท้าทางด้านนอก จึงเอ่ยอย่างเฉื่อยชา “ถ้าวังหรุ่ยฟูเหรินไม่มีทรัพย์ศฤงคารปานนี้ ไฉจื่อเหย้าก็คงไม่แต่งกับนาง สตรีมีวันแก่ เงินทองไม่มีวันชรา เงินทองมีวันลดน้อย สาวงามกลับไม่มีวันลดลง เมื่อได้มาครองแล้วย่อมหมดค่า ยังไม่ได้มาครองต่างหากคือสิ่งที่ดีที่สุดตลอดกาล”

เสี่ยวเยว่รับฟังจนงุนงง

เสี่ยวเตายิ้ม “ท่านแม่ข้าเป็นคนพูด”

“ท่านแม่เจ้า พูดจามีเหตุผลมาก” เสี่ยวเยว่พลันอยากเห็นมารดาของเสี่ยวเตาขึ้นมา

ขณะนั้น นอกประตูเรือนมีคนเดินเข้ามา เป็นหลิ่วหรูเยว่ที่เดินนำหน้าสาวใช้นั่นเอง และด้านหลังมีเสิ่นซิงไห่ตามมาเป็นเพื่อน

เสี่ยวเตาเห็นแววเยือกเย็นบนใบหน้าของหลิ่วหรูเยว่ คล้ายไม่มีความรู้สึกขุ่นข้องเพราะถ้อยคำของตนเมื่อครู่นี้ กลับเป็นสาวใช้คนนั้นที่ปั้นหน้าไม่เป็นมิตร

หลิ่วหรูเยว่เดินเข้าเรือน ปราดแรกเห็นแม่นางที่สะสวยชวนมองสองคน พลันยิ้มถามเสิ่นซิงไห่ “เรือนทองซ่อนพธู?”

เสิ่นซิงไห่รีบสั่นหน้า “จวิ้นจู่อย่าได้ล้อเล่น” พูดจบก็แนะนำ “ท่านนี้เป็นสหายของพี่เซวีย เหยียนเสี่ยวเตา ท่านนี้ท่านก็เคยเจอมาก่อน องครักษ์ประจำตัวของข้า โหลวเสี่ยวเยว่”

หลิ่วหรูเยว่เผยสีหน้าแปลกใจ มองเสี่ยวเยว่ “เจ้าคือเสี่ยวเยว่หรือ? ปกติใส่หน้ากาก ข้าถึงกับจำไม่ได้แล้ว”

เสี่ยวเยว่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ ไม่ทราบควรตอบอย่างไร ได้แต่ผงกศีรษะขึ้นลง ในใจนึกสงสัย นายน้อยไฉนพาจวิ้นจู่มาที่นี่ แต่ไรมาเสิ่นซิงไห่ไม่ชอบให้ตนเจอหน้ากับหลิ่วหรูเยว่นี่นา

เหยียนเสี่ยวเตายืนดูอยู่ทางหนึ่ง เห็นหลิ่วหรูเยว่เดินตรงมา สายตาจับจ้องที่โคมแตงโม “สวยจริง ทำจากอะไร”

“แตงโม” เสี่ยวเตาช่วยตอบแทนเสี่ยวเยว่

“แตงโม?” หลิ่วหรูเยว่เสียงฉงน “แตงโมไม่ใช่มีไว้กินหรือ”

“จวิ้นจู่” สาวใช้ข้างกายหลิ่วหรูเยว่เอ่ยแทรก “แตงโมสามารถนำมาแกะสลักเป็นลวดลายได้ด้วย สาวใช้ในจวนพวกเราล้วนชอบเล่นอย่างนี้เช่นกัน”

เสี่ยวเตาเลิกคิ้ว ลอบจุ๊ๆ ในใจสองคำ…คนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับ น่าสนุก!

“ข้าเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก สวยจริงๆ ให้ข้าได้หรือไม่” หลิ่วหรูเยว่เอ่ยปาก

เสี่ยวเยว่มิได้เปล่งเสียง เพียงนิ่งมองโคมแตงโม… นี่เสี่ยวเตามอบให้ตน

หลิ่วหรูเยว่ถามออกไปแล้ว เห็นเสี่ยวเยว่ไม่ตอบ รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง

เสิ่นซิงไห่เดินมา “ของเล่นเด็กๆ”

จบคำ เขามองเสี่ยวเยว่ ดวงตาสบประสาน เสิ่นซิงไห่ขาดความมั่นใจอย่างประหลาด เสี่ยวเยว่กลับรวนเรเล็กน้อย สุดท้ายค่อยพยักหน้าเบาๆ

เสี่ยวเตาไพล่มือชมดู มิได้เอ่ยแทรก

สาวใช้ข้างกายหลิ่วหรูเยว่ยื่นมือประคองโคมแตงโม ยิ้มกล่าวกับเสี่ยวเยว่ “ขอบคุณแม่นางเสี่ยวเยว่ที่เสียสละของรัก”

สายตาของเสี่ยวเยว่จดจ้องโคมใบนั้นตลอด

หลิ่วหรูเยว่เหลือบเห็นแล้ว จึงรีบพูด “แม่นางเสี่ยวเยว่ พรุ่งนี้ข้าจะส่งโคมราชวังที่สวยงามมาให้เจ้า เป็นการแลกเปลี่ยน ดีหรือไม่”

เสี่ยวเยว่ไร้วาจา นางชอบโคมแตงโมที่เสี่ยวเตาทำเองกับมือมากกว่า

เสิ่นซิงไห่ยืนอยู่ทางหนึ่ง ไม่ยอมมองเสี่ยวเยว่ แต่เห็นเสี่ยวเตายิ้มให้ตนเองอย่างมีเลศนัย

เสิ่นซิงไห่โดนนางยิ้มมองจนกระวนกระวาย เด็กคนนี้ความคิดอ่านแพรวพราว ปราดเดียวก็ราวกับปรุโปร่งหัวใจเขากระนั้น ชวนให้ผู้คนอึดอัด

จังหวะนั้น พลันได้ยินสาวใช้คนนั้นอุทานโอ๊ยคำหนึ่ง

ตามด้วยเสียงดังโพละ แตงโมหล่นพื้นแตกกระจุย สาวใช้คนนั้นสลัดมือโอดครวญว่าร้อน พลางขออภัยต่อหลิ่วหรูเยว่ “จวิ้นจู่ บ่าวมิได้ตั้งใจเจ้าค่ะ”

หลิ่วหรูเยว่ทำตาดุใส่นาง “ไฉนไม่ระวัง!”

“ก็โคมมันลวกมือ” สาวใช้บ่นงึมงำ “โชคดีจวิ้นจู่ไม่ได้ถือไว้”

เสี่ยวเตากลอกตามองเสี่ยวเยว่ เห็นนางจ้องโคมแตงโมที่เละเทะบนพื้น ท่าทางชวนให้ผู้คนสะเทือนใจยิ่ง เสี่ยวเตาอดหัวร่อมิได้ ทำเอาหลิ่วหรูเยว่เบนสายตาไปทางเสิ่นซิงไห่

เสิ่นซิงไห่กำลังมองเสี่ยวเยว่ หัวคิ้วขมวดมุ่น สีหน้าซับซ้อน ในความละอายใจแฝงความรู้สึกที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

หลิ่วหรูเยว่ถอนสายตากลับมา ตำหนิสาวใช้คนนั้นว่า “ยังไม่ขอโทษแม่นางเสี่ยวเยว่อีก”

สาวใช้ปั้นหน้าเศร้าสร้อย เดินถึงข้างกายเสี่ยวเยว่ “แม่นางเสี่ยวเยว่ ข้าร้อนจึงปล่อยมือ มิได้เจตนา ข้าเห็นท่านยังถือได้ ไม่คิดว่าจะร้อนขนาดนั้น อ้อ ข้ารู้แล้ว มือท่านหยาบหนาเป็นไตกระมัง? ดีที่จวิ้นจู่ไม่ได้ถือ”

“เฮ้อ ดังนั้นจึงกล่าวว่า โคมแตงโมไม่เหมาะสมกับจวิ้นจู่” ยามนั้น เซวียเป่ยฝานเดินเข้ามาจากข้างนอก มีฉงหัวติดตามด้านหลัง

สาวใช้เห็นเสี่ยวเยว่ไม่ตอบ จึงวิ่งกลับไปข้างกายหลิ่วหรูเยว่ “จวิ้นจู่ แม่นางเสี่ยวเยว่เคืองแล้ว ข้าใช่ต้องถูกลงโทษหรือไม่เจ้าคะ”

“เฮ้อ” เสิ่นซิงไห่ตื่นจากภวังค์ โบกมือกล่าวว่า “ก็แค่โคมแตงโมใบหนึ่ง” พูดพลางมองหน้าเสี่ยวเยว่

เสี่ยวเยว่ผงกศีรษะพลาง “อืม” แล้วก้มเก็บโคมแตงโม

เซวียเป่ยฝานทำปากบุ้ยใบ้กับเสี่ยวเตาที่อยู่ข้างๆ คล้ายบอกว่า…เสี่ยวเยว่ความจริงก็ไม่โง่นี่!

เสี่ยวเตาค้อนเขาวงหนึ่งทันที…ท่านต่างหากโง่

เซวียเป่ยฝานโดนค้อนวงหนึ่งโดยไม่มีความผิด อดน้อยใจมิได้…ข้ามิใช่เข้าข้างเสี่ยวเยว่อยู่หรือ?

เสี่ยวเตาสะบัดหน้า เห็นชัดว่าพาลพาโล…บุรุษโสโครก!

ฉงหัวเข้าไปช่วยเสี่ยวเยว่เก็บ พลางล้อนาง “ด้านหลังมีสวนแตง อีกเดี๋ยวเอารถไปขนมาให้เสี่ยวเตาแกะใหม่ แกะให้ครบสิบสองนักษัตรเลย”

เสี่ยวเยว่ยิ้มน้อยๆ

สีหน้าเสิ่นซิงไห่หม่นลงกว่าครู่ก่อนหลายส่วน

เซวียเป่ยฝานเห็นเสี่ยวเตายังไม่พูด จึงใช้ศอกกระทุ้งนางเบาๆ พลางบุ้ยปาก…ไม่ตอบโต้หรือ? ไม่คล้ายนิสัยเจ้าเลย!

เสี่ยวเตาพลันแย้มยิ้ม กล่าวกับเสิ่นซิงไห่ “เจ้าบ้านเสิ่น”

เสิ่นซิงไห่หันมองนาง คล้ายเตรียมใจล่วงหน้า คาดว่าเสี่ยวเตาต้องกล่าววาจารุนแรงหลายประโยคเพื่อบันดาลโทสะแทนเสี่ยวเยว่… ก็ดี

มิคาด เสี่ยวเตากลับพูดว่า “พวกเราเดินทางไกลเที่ยวนี้ กำลังคนอาจไม่พอ ให้แม่นางเสี่ยวเยว่ไปเป็นผู้ช่วยเถอะ”

พูดพลางมองหน้าเซวียเป่ยฝาน

เสิ่นซิงไห่กลับตะลึงค้าง

เซวียเป่ยฝานไม่ทันอ้าปากก็โดนเสี่ยวเตาแอบหยิกทีหนึ่ง เจ็บจนยิงฟัน รีบผงกศีรษะทันที “จริงด้วย เสี่ยวเยว่พลังฝีมือดี ข้ามีบางเรื่องต้องทำ อยากให้นางช่วย”

“เจ้าบ้านเสิ่นไม่ถือสากระมัง?” เสี่ยวเตาถามเสิ่นซิงไห่

เสิ่นซิงไห่ขมวดคิ้ว เห็นเขาลังเล เสี่ยวเตาจึงยักคิ้วให้หลิ่วหรูเยว่เหมือนท้าทาย หลิ่วหรูเยว่ยังเงียบเช่นเดิม สาวใช้กล่าวว่า “ที่แท้แม่นางเสี่ยวเยว่เก่งกาจปานนั้น มิน่าเจ้าบ้านเสิ่นถึงห่างจากนางไม่ได้”

เสิ่นซิงไห่มองเสี่ยวเยว่ “เจ้าไปกับพวกเขาเที่ยวหนึ่งแล้วกัน”

เสี่ยวเยว่ยืนอุ้มโคมแตงโมครึ่งใบอยู่ตรงนั้น ผงกศีรษะ สีหน้ายังคงชืดชาเมื่อก้มมองโคม

เสี่ยวเตานึกในใจ…โธ่เอ๊ยเด็กโง่ เจ็บยาวมิสู้เจ็บสั้น! จวิ้นจู่คนนี้หาใช่ตะเกียงพร่องน้ำมันไม่* หากทิ้งเจ้าไว้ที่นี่คนเดียว ได้ถูกแกล้งตายแน่ เสิ่นซิงไห่ก็คงได้แต่ยืนดูเฉยๆ

[*ไม่ใช่ตะเกียงพร่องน้ำมัน หมายถึงไม่ธรรมดา]

ต่อมา เสิ่นซิงไห่เดินออกไปกับหลิ่วหรูเยว่ที่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนพ้นประตูหันกลับมามองเสี่ยวเยว่แวบหนึ่ง คล้ายมีวาจากล่าว เสียดายเสี่ยวเยว่อุ้มโคมแตงโมกลับเข้าห้องไปแล้ว

รอจนคนออกไป เซวียเป่ยฝานชูหัวแม่โป้งให้เสี่ยวเตา “เยี่ยม! ดาบเดียวเด็ดชีพ คาดว่าคืนนี้เสิ่นซิงไห่คงไม่ต้องนอนแล้ว”

เสี่ยวเตายื่นมือตบป้าบที่แผ่นหลังเขา “เดินทางทันที!”

“ว่ากระไร?” เซวียเป่ยฝานเบิกตาโตมองนาง “พรุ่งนี้เช้าค่อยไป ไม่รีบ!”

“ตีเหล็กเมื่อยังร้อน ไม่แน่พรุ่งนี้เช้าข้าอาจเปลี่ยนใจก็เป็นได้” เสี่ยวเตายักไหล่ไม่แยแส ลากเสียงยาวๆ “ท่านตัดสินใจเอง…”

เซวียเป่ยฝานอ้าปากกว้าง ฉงหัวด้านข้างหมุนตัวเดินออกด้านนอก “ข้าไปเก็บสัมภาระและแจ้งห่าวจินเฟิง พวกเรานั่งเรือไป”

เซวียเป่ยฝานส่ายหน้า ถามเสี่ยวเตา “ทำแบบนี้มิเท่ากับกลั่นแกล้งเสิ่นซิงไห่หรือ เขาส่งจวิ้นจู่เสร็จ กลับมาก็ไม่เห็นเสี่ยวเยว่แล้ว ชั่วดีก็บอกลาสักคำ”

“ฝันไปเถอะ!” เสี่ยวเตาแค่นเสียง “กระซวกคนอื่นมีดหนึ่งก็ต้องเตรียมใจไว้โดนกระซวกคืนสองมีด”

“เจ้านี่ใจร้ายจริง” เซวียเป่ยฝานอ่อนใจ “ต่อไปใครยั่วโทสะเจ้าต้องตายอย่างอนาถแน่”

เหยียนเสี่ยวเตายักคิ้ว “นั่นแน่นอน! พึงรู้จักใจคอกว้างขวาง และพึงรู้จักกำนัลคืนสองเท่า”

 

บทที่ 8  กำแพงมีหู

เสี่ยวเตาไปห้องครัวหยิบของว่างเติมเต็มท้อง กลับมาก็ไม่เห็นเสี่ยวเยว่แล้ว ออกประตูเจอกับเซวียเป่ยฝานพอดี “พร้อมยัง? เรือจอดที่ท่าแล้ว”

เสี่ยวเตาขมวดคิ้ว “เสี่ยวเยว่ไปไหนแล้ว”

“เอ่อ…” เซวียเป่ยฝานเกาศีรษะ พยายามชวนคุยเรื่องอื่น

“เฮอะ นางไปหาเสิ่นซิงไห่ใช่หรือไม่” เสี่ยวเตาขยี้เท้า “จริงๆ เลย บุรุษเอาใจได้ที่ไหน! ไม่อย่างนั้นไม่สำนึกผิด”

“เจ้าก็อย่าตื่่นเต้นไปหน่อยเลย”เซวียเป่ยฝานโบกมือไปมา “คนเติบโตมาด้วยกันแต่เล็ก สิบกว่าปีแล้ว เจ้าเพิ่งรู้จักเสี่ยวเยว่กี่วันเชียว ถึงได้ตัดสินใจแทนนาง”

เสี่ยวเตาขัดเคืองใจ

“ก็แค่ไปบอกลาเท่านั้น เจ้าไปรอบนเรือเถอะ”เซวียเป่ยฝานฉุดดึงนาง

เสี่ยวเตาโดนลากอย่างไม่เต็มอกเต็มใจ ถึงปากประตู เห็นเสิ่นซิงไห่ออกมาส่งเสี่ยวเยว่พอดี

เสิ่นซิงไห่ถือห่อผ้าของเสี่ยวเยว่อยู่ในมือ กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูนาง เสี่ยวเยว่คล้ายโดนเขากล่อมจนหัวหมุน ผงกศีรษะอย่างว่าง่าย

เสี่ยวเตาขยี้เท้า…ไม่สนแล้ว คนหนึ่งยอมตี คนหนึ่งยอมถูกตีด้วยความเต็มใจ ตนไปเกี่ยวอะไรด้วย ดังคำ ‘เห็นใจในชะตากรรม เคืองใจในความไม่รักดี’ เสี่ยวเตาทั้งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแทนเสี่ยวเยว่ ทั้งรู้สึกคับแค้นที่เสี่ยวเยว่กล้ำกลืนฝืนทน

หยิบสัมภาระเสร็จ เสี่ยวเยว่ออกจากประตู อำลาเสิ่นซิงไห่ไปขึ้นเรือพร้อมกับพวกเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาหันกลับมามองแวบหนึ่ง เห็นดวงตาคู่นั้นของเสิ่นซิงไห่จ้องเขม็งที่เสี่ยวเยว่ แสลงใจอย่าบอกใคร…ผลลัพธ์ที่คาดหวังบรรลุเป้าแล้ว แต่สีหน้าของเสี่ยวเยว่ราวกับนกคู่ยวนยาง*โดนหวดด้วยกระบอง เห็นชัดๆ ว่าไม่อยากแยกห่างจากเสิ่นซิงไห่ เสี่ยวเตาทอดถอนใจ เซวียเป่ยฝานทางด้านข้างส่งความเย็นยะเยียบมาให้ประโยคหนึ่ง “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”

[*นกยวนยางหรือนกเป็ดน้ำ เป็นสัญลักษณ์ของคู่รักหรือสามีภรรยาที่รักใคร่กันมาก]

เสี่ยวเตาถลึงตากลับไป ก่อนเดินฮึดฮัดขึ้นเรือ หาห้องหับนั่งลง ไม่ถึงครู่ เสี่ยวเยว่ก็เข้ามา

บนเรือมีแค่สองห้องเล็กกับหนึ่งห้องนอนรวม ห้องนอนรวมขนาดใหญ่เป็นที่พักของบ่าวไพร่ สองห้องเล็ก เสี่ยวเยว่กับเสี่ยวเตาหนึ่งห้อง เซวียเป่ยฝาน ฉงหัวกับห่าวจินเฟิงหนึ่งห้อง

เสี่ยวเยว่เห็นเสี่ยวเตาหน้าบึ้ง เดินเข้ามานั่งลง จัดเก็บข้าวของ เห็นห่อผ้าของเสี่ยวเตายังผูกอยู่ จึงเอื้อมมือไปช่วยจัดให้นางด้วย

เสี่ยวเตาแย่งห่อผ้าคืน “เจ้าไม่ใช่สาวใช้สักหน่อย ทำไมต้องก้มหัวให้คนอื่นตลอด”

เสี่ยวเยว่จ้องหน้าเสี่ยวเตา ก่อนคลี่ยิ้ม “เสี่ยวเตา เจ้าจิตใจงดงามจริงๆ”

เสี่ยวเตาหมดแรงถลึงตาใส่นางแล้ว “เจ้าจะยอมเป็นเบี้ยล่างเสิ่นซิงไห่อย่างนี้ตลอดไปหรือ ถ้าเขาถ่วงเวลาเจ้าไปเรื่อยๆ เจ้าก็จะผลาญเวลาไปกับเขา? ผู้หญิงเราแก่ง่ายนะ!”

เสี่ยวเยว่ผงกศีรษะ “คงอีกไม่นานหรอก ปลายปีนี้นายน้อยก็แต่งกับจวิ้นจู่แล้ว ข้าอยู่ข้างกายเขาได้อีกช่วงระยะหนึ่ง อยากทำอะไรเพื่อเขาบ้าง”

“เจ้า…”เสี่ยวเตาลูบอกตัวเองลดอาการหายใจติดขัด

เสี่ยวเยว่อดขำมิได้ “ไม่เป็นไรหรอก ปีนั้นถ้ามิใช่นายน้อยช่วยข้าไว้ ตอนนี้ข้าอาจซุกหัวอยู่ในโพรงที่มืดมิดไร้แสงสว่าง เป็นนักฆ่า ไม่ก็ตายไปแล้ว หรือไม่ก็อยู่ในหอคณิกา นายน้อยมีพระคุณต่อข้า ข้าตอบแทนได้กระทั่งชีวิต เรื่องแค่นี้ไม่นับเป็นอะไร ข้าไม่อยากเห็นเขาไม่สบายใจ”

เสี่ยวเตาถอนใจยาว สีหน้าเลื่อมใสนางอย่างยิ่ง ที่แท้ก็มีคนแบบนี้จริงๆ ท่านแม่บอกว่าสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ ต่อให้ตนเอาหัวโหม่งอีกฝ่ายให้ตายก็ยังห้ามไม่อยู่ เวรกรรม!

กล่าวถึงที่สุด สถานการณ์แต่ละคนแตกต่าง ไม่อาจแข็งขืนฝืนใจ เสี่ยวเตาตบบ่านาง “เจ้ารู้สึกสบายดีก็ใช้ได้ อย่ากล้ำกลืนเกินไป”

เสี่ยวเยว่ผงกศีรษะแย้มยิ้ม ก่อนเก็บของเงียบๆ

ในห้องติดกัน ห่าวจินเฟิงหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย หนำซ้ำยังกรนคร่อกๆ

เซวียเป่ยฝานนั่งเอาหูแนบข้างฝา รับฟังอย่างออกรส ฉงหัวเอนอยู่บนตั่งมองเขา “เจ้ายังมีศีลธรรมหรือไม่ แอบฟังสตรีพูดคุยกัน”

เซวียเป่ยฝานเหลียวหน้ามา เห็นอีกฝ่ายสีหน้าราบเรียบทว่ากลับซ่อนความซึมเซาในดวงตาไม่มิด จึงหัวร่อ “เจ้ากล้าพูดว่าเจ้าไม่ได้ฟัง?”

ฉงหัวพลิกตัว ไม่ทราบเพราะป่วยหรือเหนื่อย สรุปคือสีหน้าขาวซีดมาก

“เจ้าก็ไม่ต้องหงุดหงิดไป” เซวียเป่ยฝานลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าเขา “เสี่ยวเยว่ก็พูดอยู่ เสิ่นซิงไห่จะแต่งกับจวิ้นจู่ปลายปีนี้ ถึงเวลานั้นข้าผู้เป็นสหายย่อมช่วยสู่ขอให้เจ้า แต่งเสี่ยวเยว่เข้าบ้าน”

ฉงหัวคลี่พัดในมือหมดอาลัยตายอยาก น้ำเสียงเลื่อนลอย “ในใจนาง อย่างไรก็มีเพียงเสิ่นซิงไห่”

เซวียเป่ยฝานเห็นท่าทางอีกฝ่าย จึงชะโงกเข้าไปถาม “เจ้าอัจฉริยะทั้งบุ๋นบู๊ ชาติตระกูลสูงส่ง กิจการใหญ่โต สาวงามกี่มากน้อยโฉบไปโฉบมาตรงหน้าเจ้า เจ้าล้วนไม่เหลือบแล กลับจะมาถูกใจโหลวเสี่ยวเยว่คนนี้”

ฉงหัวคล้ายระลึกความหลังอะไรขึ้นมา กล่าวชืดๆ “ตอนที่ข้ากับนางพบกันครั้งแรก นางกำลังขวางธนูแทนเสิ่นซิงไห่พอดี”

เซวียเป่ยฝานย่นคิ้ว “เสิ่นซิงไห่นี่ก็พิลึก อยู่ดีๆ เอาสาวสวยมาเป็นองครักษ์”

“เจ้าว่าบนโลกนี้ ชายหญิงรักกัน ฝ่ายหญิงทุ่มเทมากกว่าหรือฝ่ายชายทุ่มเทมากกว่า” ฉงหัวถามเซวียเป่ยฝานด้วยความสนใจ

เซวียเป่ยฝานวิเคราะห์อยู่อึดใจ “นั่นต้องดูเป็นคู่ๆ ไป โดยปกติแล้ว ฝ่ายที่เทใจมากกว่ายิ่งขาดทุนกระมัง”

“ข้าพบเจอสตรีมาไม่น้อย ปากบอกว่ายอมตายเพื่อคนรัก แต่ไม่เคยเห็นกับตามาก่อน”ฉงหัวหุบพัดวางบนโต๊ะ “หญิงงามล้วนฉลาด หญิงฉลาดล้วนมีเล่ห์เหลี่ยม คำนึงถึงตัวเองก็สมควร…แต่ข้าอยากเห็นมาตลอด คนที่งดงามเฉลียวฉลาดและยอมเสี่ยงตายมีจริงหรือไม่ โหลวเสี่ยวเยว่ไม่เพียงครอบคลุมทั้งหมด หนำซ้ำยังไร้คำตัดพ้อ เจ้าเก่งกาจปานนี้ ลองช่วยหามาให้ข้าสักคน”

เซวียเป่ยฝานกระตุกมุมปาก “ชั่วดีอย่างไรเจ้าก็เป็นถึงประมุขตึกฉงหัวผู้ลือลั่นในยุทธภพ วันๆ อย่าเอาแต่พร่ำเพ้อได้หรือไม่ เสิ่นซิงไห่นิสัยตรงข้ามกับเจ้าพอดี เจ้าแยแสเกินไป เขาเฉยเมยเกินไป ชมชอบก็ไปบอกเจ้าตัว สหายส่วนสหาย เขายืนคร่อมหลุมส้วมแต่ไม่ยอมอุจจาระ เจ้าก็ไม่นับว่าแย่งสตรีของเขา”

“หลุมส้วมอะไร” ฉงหัวค้อนเข้าให้ “เป็นของข้าย่อมต้องเป็นของข้า ไม่ใช่ของข้า ไม่ขอแข็งขืน”พูดจบก็ไปเช็ดหน้าเตรียมตัวนอน

เซวียเป่ยฝานส่ายหน้าระอา นิสัยอยู่ไม่ใช่ตายไม่เชิงแบบนี้ ตอนนั้นตนไฉนไปคบหาเป็นสหายได้ คิดเสร็จ เดินถึงข้างผนัง ยื่นสองนิ้วออกมาเคาะ “ฟังพอยัง? สนุกไหม”

ในห้องติดกัน เสี่ยวเยว่กำลังสางผมอยู่ เห็นเสี่ยวเตากระโดดผละจากผนัง ยกมืออุดหู ใช้เท้าถีบข้างฝาทีหนึ่ง “โจรราคะน่าชัง”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อคิก เหยียนเสี่ยวเตาฟังอยู่จริงด้วย

เสี่ยวเตากลับถึงข้างเตียง อุ้มหมอนหารือกับเสี่ยวเยว่ “เสี่ยวเยว่ ถึงบ่อมังกรเก้ามุกแล้ว ให้ข้ายืมหน้ากากได้ไหม”

เสี่ยวเยว่กังขา “เจ้าเอาไปทำอะไร”

“ข้ามีอริอยู่ที่บ่อมังกรเก้ามุก ไม่อยากให้เขาเห็นหน้าข้า!” เสี่ยวเตายกหน้ากากขึ้นมาทาบบนหน้าตัวเอง “ให้ข้ายืมหน่อย”

“อืม” เสี่ยวเยว่พยักหน้า ยืมหน้ากากเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องอริ…

“บ่อมังกรเก้ามุกเป็นเขตอิทธิพลของหวังปี้โป” เสี่ยวเยว่ถาม “เจ้ามีความแค้นกับหวังปี้โป?”

เสี่ยวเตาวางหน้ากากลง สีหน้าสลด หรี่เสียงค่อยเมื่อกล่าวว่า “ถ้าข้าบอกเจ้า เจ้าต้องช่วยข้ารักษาความลับ”

“อืม”เสี่ยวเยว่ผงกศีรษะหนักแน่น เสี่ยวเตาเหลียวมองซ้ายขวา ก้มลงไปกระซิบที่ริมหูเสี่ยวเยว่

“ว่าที่เจ้าบ่าว?” เสี่ยวเยว่ตกใจอุทานออกมา เสี่ยวเตารีบเอามือปิดปากนาง “ชู่!”

ห้องข้างๆ เซวียเป่ยฝานลูบคาง หูแนบฝาห้อง ฉงหัวเอนพิงบนเตียง วางม้วนเอกสารในมือลง “ว่าที่เจ้าสาวของหวังปี้โป?”

“โธ่ๆ” เซวียเป่ยฝานแบมือ “ที่แท้ช่อมาลีมีเจ้าของแล้ว! น่าชังนัก!”

ฉงหัวมองเขายิ้มๆ “เจ้าต้องตาสาวน้อยจอมแก่นเข้าแล้ว?”

“เจ้าไม่รู้สึกน่าสนใจหรือ กระโดดโลดเต้นมีชีวิตชีวา” เซวียเป่ยฝานเดินกลับมา ท่าทางเหมือนใช้ความคิด “หวังปี้โปเป็นบุรุษรูปงามนามกระฉ่อนในยุทธภพ ฟังว่าทุกวันจะมีแม่นางเป็นร้อยเป็นพันมายืนออรอยลโฉมเขาสักแวบที่หน้าประตูบ้านริมทะเลสาบปี้โป ไฉนมาเกี่ยวข้องกับเสี่ยวเตาได้”

…………

“หนีวิวาห์?” เสี่ยวเยว่ได้ยินที่เสี่ยวเตาเล่า ตกตะลึงไม่หาย “เจ้ามีพันธะผูกมัดกับหวังปี้โป เจ้าหนีวิวาห์ ดังนั้นออกท่องยุทธจักรตามลำพัง?”

“อืม” เสี่ยวเตากอดหมอน พยักหน้าขอความเห็นใจ

เสี่ยวเยว่สงสัย “ข้าได้ยินนายน้อยพูดบ่อยๆ หวังปี้โปเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของเจียงหนาน หนำซ้ำยังเป็นบุรุษรูปงามที่ขึ้นชื่อลือชา พลังฝีมือเหนือชั้น บ่อมังกรเก้ามุกชื่อเสียงเลื่องระบือในยุทธภพ ทั้งมีความสัมพันธ์ที่ลึกล้ำกับราชสำนัก ชนชาวยุทธ์ล้วนกล่าวว่า หากจะแต่งต้องแต่งให้หวังปี้โปเท่านั้น… วิวาห์ที่ประเสริฐเลิศเลอเช่นนี้ เจ้าไยต้องหนีด้วย”

“ข้าไม่เห็นจะชอบเขาสักนิด” เสี่ยวเตากระโดดตัวลอย ชี้มือไปที่คันฉ่อง “เจ้ายินดีรักชอบผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าตาสะสวยกว่าเจ้าหรือ?”

เสี่ยวเยว่เห็นเสี่ยวเตายืนบนเตียง ท่าทางโหดดุ จึงฉุดนางนั่งลง “เจ้าหนีวิวาห์ ก็เพราะเขาหน้าตาดีเท่านั้นเอง?”

“สรุปคือ ต่างฝ่ายล้วนไม่ถูกชะตากัน” เสี่ยวเตาเบ้ปาก “อีกอย่าง ใช่ว่าข้าอยากมีพันธะผูกมัดกับเขา นี่ต้องโทษอาจารย์ข้า!”

“อาจารย์เจ้าเป็นคนทำสัญญาแต่งงานให้เจ้า?”

“พูดถึงเจ้าหวังปี้โปคนนั้นทีไร ข้าก็โมโหแทบตาย” เสี่ยวเตาเริ่มคุยกับเสี่ยวเยว่อย่างจริงจัง

ห้องติดกัน เซวียเป่ยฝานทำหน้าทะเล้นใส่ฉงหัว “เจ้าว่าสาวน้อยจอมแก่นคนนี้สมองมีปัญหาหรือเปล่า? ในสายตาของนางไม่มีบุรุษดีงามสักคน”

ฉงหัวมองไปทางห่าวจินเฟิงที่กำลังกรนสนั่นหวั่นไหวอยู่บนเตียง ก่อนชะโงกเข้าไปกระซิบข้างหูเซวียเป่ยฝาน “เท่าที่ข้ารู้ ปีนั้นห่าวจิ่วหลงเคยรักชอบกับเหยียนหรูอวี้อยู่ช่วงหนึ่ง ลือว่าแต่งงานมีลูกด้วยซ้ำ ทว่าต่อมาหลังจากห่าวจิ่วหลงผงาดยุทธจักรอีกครั้ง คล้ายว่าแตกหักไม่มองหน้ากันแล้ว”

เซวียเป่ยฝานตาโต “นั่นไยมิใช่ชายหลายใจ…” เขาชี้ไปที่ห่าวจินเฟิง แล้วชี้ไปทางเหยียนเสี่ยวเตาห้องติดกัน “หรือสองคนนี้จะเป็นพี่น้องร่วมอุทร?”

ฉงหัวพยักหน้าเบาๆ “ไม่เคยได้ยินว่าเหยียนหรูอวี้แต่งให้ใคร และไม่เคยได้ยินว่าห่าวจิ่วหลงแต่งงานใหม่ บุตรธิดาคู่นี้ แปดส่วนต้องเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขาแน่”

“โอ…” เซวียเป่ยฝานผงกศีรษะ “มิน่า เสี่ยวเตาเห็นห่าวจินเฟิงทีไรต้องวิ่งหนี”

ทั้งสองกำลังสนทนา จู่ๆ ห่าวจินเฟิงลืมตาฉับพลัน ลุกพรวดขึ้นมา

ฉงหัวกับเซวียเป่ยฝานพากันสูดไอเย็นเข้าปอด นึกในใจ…ไม่ใช่กระมัง เจ้าหมอนี่แสร้งหลับได้บัดซบปานนั้น!

กลับเห็นห่าวจินเฟิงนั่งบนเตียง โงนเงนซ้ายขวา ถามเสียงงึมงำ “ใครเรียกข้า”

ทั้งสองสบตากันวูบ ยื่นมือชี้ฝ่ายตรงข้าม

ห่าวจินเฟิงผินหน้าไป ชัดเจนว่าไม่เข้าใจ

“ไม่มีอะไร ท่านนอนต่อ” เซวียเป่ยฝานโบกมือไปมา ห่าวจินเฟิงผงกหัวแล้วล้มตัวลง…กรนต่อ

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สุดท้ายเซวียเป่ยฝานใช้เสียงที่เบายิ่งกว่าเบาลองเรียกดู “ห่าวจินเฟิง?”

“หืม?” ห่าวจินเฟิงทะลึ่งพรวดขึ้นมาอีกครั้ง

เซวียเป่ยฝานยิ้มแล้ว… เจ้าหมอนี่ไม่ทราบไปฝึกปรือความสามารถนี้มาจากไหน พอได้ยินคนเรียกชื่อก็ตื่นทันที

ในห้องติดกัน เสี่ยวเตาบอกเล่าให้เสี่ยวเยว่ฟังถึงเรื่องสัญญาหมั้นหมายระหว่างตนเองกับหวังปี้โปอย่างละเอียด

เสี่ยวเยว่ประหลาดใจ “อาจารย์เจ้าเอาตัวเจ้ามาชดใช้หนี้พนัน? ทำเกินไปแล้ว”

“ที่ทำเกินไปกว่านั้นก็คือเจ้าหวังปี้โป!” เสี่ยวเตาเหวี่ยงหมอน “ข้าเห็นเขาเสียมารยาทต่อสตรี จึงว่ากล่าวเขาประโยคหนึ่ง ‘ใช่ว่าหล่อเหลาสักเท่าไร ทำเป็นเย่อหยิ่ง’ เขาก็บังคับข้าแต่งงาน! และยังปล่อยข่าวไปทั่ว ว่าข้าเป็นภรรยาที่ยังไม่ผ่านพิธีวิวาห์ของเขา ทำเอาคนที่รู้จักข้าไม่กล้ามาสู่ขอ จงใจให้ข้าขายไม่ออก ดังนั้นถึงบอกว่า บุรุษหน้าตาดี จิตใจมักชั่วร้าย ยิ่งหน้าตาดียิ่งใจคอคับแคบ แหลมเล็กยิ่งกว่าปลายเข็ม เจ้าคนใจแคบ!”

เสี่ยวเยว่นิ่งเงียบชั่วครู่ “เป็นวาทะของท่านแม่เจ้าอีกแล้ว?”

เสี่ยวเตาเงยหน้า “เจ้ารู้ได้อย่างไร”

เสี่ยวเยว่ขำพรืด ยื่นมือลูบศีรษะนาง “ท่านแม่เจ้าน่าสนใจจริงๆ”

“จุ๊ๆ” ห้องติดกัน เซวียเป่ยฝานส่ายหน้าบ่นกับฉงหัว “เจ้าว่า ถ้าห่าวจิ่วหลงเป็นชายหลายใจจริง เหยียนหรูอวี้จะเอาตะปูทิ่มแทงตุ๊กตากระดาษอยู่ที่บ้านทุกวันหรือไม่”

ฉงหัวหัวร่อแห้งๆ “หวังปี้โปก็ร้ายเกิน เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ถึงกับทรมานแม่นางคนหนึ่ง”

“เขาอาจอยากแต่งกับนางจริงๆ ก็เป็นได้” เซวียเป่ยฝานก็ไม่ทราบว่าพูดจริงหรือพูดเล่น “เหยียนเสี่ยวเตาที่ยังกับเม่นตัวหนึ่ง แต่งเข้าเรือนชาน อยู่ว่างๆ จับนางมารังแก นางก็สลัดขนใส่ กระโดดโลดเต้น ดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์ ถ้าออกแรงรังแกหนักขึ้น นางก็ยิ่งฮึดฮัดขัดขืน เจ้าว่าจะสนุกแค่ไหน”

ฉงหัวอ้าปากค้าง มองเขาราวกับมองเดนมนุษย์ “เซวียเป่ยฝาน เจ้ามันอันธพาลที่หมดทางเยียวยาชัดๆ”

เซวียเป่ยฝานยังหน้าหนาประสานมือให้เขา “มิกล้า มิกล้า”

ห้องติดกัน เสี่ยวเตากอดหมอนพลางหมุนหน้ากากเล่น “หวังปี้โปเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ไม่แน่อาจถูกพบเห็นได้ ต้องแปลงโฉมเพิ่มอีกนิด”

เสี่ยวเยว่ครุ่นคิด “มิสู้…”

“มิสู้อะไร” เสี่ยวเตาเงยมองนาง

“บอกเขาว่าเจ้ามีสัญญาแต่งงานกับคนอื่นแล้ว อย่างนี้ก็สามารถปฏิเสธเขาได้แล้ว” เสี่ยวเยว่พูดจบ เห็นเสี่ยวเตาตะลึงลานอยู่ตรงนั้น นึกว่าตนเองพูดผิด จะอย่างไรชื่อเสียงเป็นเรื่องสำคัญสุดของอิสตรี ไม่ควรพูดส่งเดช

“เสี่ยวเยว่!”

เสี่ยวเยว่สะดุ้ง พลันเห็นเสี่ยวเตาโผเข้ามากุมมือนาง น้ำเสียงตื้นตัน “ความคิดที่ดี”

“จริง…จริงหรือ?” เสี่ยวเยว่ไม่ค่อยแน่ใจ

เสี่ยวเตาเหวี่ยงหน้ากากไปทาง ผุดลุกยืนขึ้น “ข้าไม่สวมหน้ากากแล้ว หวังปี้โปเจ้าคนใจแคบ เจ้าบังคับข้าแต่งงาน ทำให้ข้าขายไม่ออก ดี! ข้าเหยียนเสี่ยวเตาคนนี้จะสวมหมวกเขียว*ให้เจ้าดู!

[*สวมหมวกเขียว เป็นสำนวนหมายถึงผู้หญิงคบชู้]

พรืด

ห้องติดกัน น้ำชาคำหนึ่งทะลักพรวดจากปากเซวียเป่ยฝาน ก่อนยกหัวแม่โป้งให้ฉงหัวที่ปากอ้าตาค้าง “ไร้เทียมทาน!”

 

บทที่ 9  คนชั่วเจอคนเลว

วันรุ่งขึ้น เซวียเป่ยฝานตื่นแต่เช้าตรู่ เดินออกมายืนที่หัวเรือ ลำเรือแล่นเหนือแม่น้ำ ไอหมอกลอยล่องรอบทิศ แสงอรุณสาดสะท้อนทั่วผิวน้ำ

เซวียเป่ยฝานสูดอากาศเข้าปอดยาวๆ รู้สึกสดชื่นขึ้นเป็นกอง ท้องเริ่มร้องหิว เขาเดินอ้อมไปทางห้องครัวท้ายเรือ ตั้งใจหาของกิน กลับได้ยินมีคนครวญเพลง

เซวียเป่ยฝานแปลกใจ เดินถึงหน้าประตูห้องชะโงกมองเข้าไป

เพียงเห็นเหยียนเสี่ยวเตาตื่นแล้ว สวมกระโปรงยาวสีวารี เสื้อตัวบนปักลายนูนสีน้ำเงิน แขนเสื้อกุ๊นขอบสีกลีบบัวพันทบขึ้นมา เผยเห็นลำแขนขาวผ่องสองข้าง มือห่อเกี๊ยว ปากก็ครวญเพลง ดวงหน้านวลใสเลอะแป้งเล็กน้อย เพิ่มความสดใสขี้เล่น

เซวียเป่ยฝานนึกขัน เด็กสาวคนนี้ร่าเริงดีจริง เช้าขึ้นมาก็กระโดดโลดเต้นแล้ว

“แค่กๆ” กระแอมไออยู่หน้าประตู เรียกความสนใจของเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาเหลียวมามองแวบหนึ่ง เห็นเป็นเซวียเป่ยฝาน กลับรู้สึกเหนือคาด “ท่านตื่นเช้าปานนี้เชียว?”

“ข้าไม่เหมือนคนตื่นเช้าหรือไร” เซวียเป่ยฝานกระโดดข้ามธรณีประตู เดินอาดๆ ถึงข้างตัวนาง

เสี่ยวเตานึกในใจ โจรราคะมิใช่มีชีวิตสำมะเลเทเมา หมกมุ่นในโลกีย์หรอกหรือ กลางวันงีบหลับ กลางคืนออกมาเกลือกกลั้ว!

ความสนใจของเซวียเป่ยฝานกลับอยู่ที่ตัวเกี๊ยวซึ่งเรียงเป็นแถวบนเขียง ก้มลงไปดม “ไส้อะไร”

“ผักจี้ไช่ เห็ดหอม เนื้อหมู หน่อไม้” เสี่ยวเตาพูดลอยหน้าลอยตาด้วยความภาคภูมิใจ “อาหารจานเด็ดบ้านสกุลเหยียน” เรือนผมยาวสลวยที่รวบไว้รุ่ยลงมาสองปอย แกว่งไกวไปมา ยิ่งแลดูร่าเริงสดใส

เซวียเป่ยฝานยืนพิงแท่นเตา “บนเรือไม่มีสาวใช้หรือ เจ้าถึงต้องลุกมาทำกับข้าวแต่เช้า”

เสี่ยวเตาค้อนเขาวงหนึ่ง “สาวใช้ไม่ใช่คนหรือ ใครกำหนดว่าต้องสาวใช้เท่านั้นถึงทำอาหารให้แขกกิน หรือแขกไม่สามารถทำให้สาวใช้กิน?”

เซวียเป่ยฝานกะพริบตาปริบๆ “แต่สาวใช้มีไว้สำหรับทำสิ่งนี้นี่นา ไม่อย่างนั้นสาวใช้จะทำอะไร”

“เฮอะ” เสี่ยวเตาตบแป้งบนมือ “แม่นางบ้านไหนพอลืมตาดูโลก ก็มีคำว่า ‘สาวใช้’ แปะบนหน้าผาก” พูดพลางจิ้มนิ้วไปที่กลางหน้าผากของเซวียเป่ยฝาน ทิ้งรอยขาวเอาไว้รอยหนึ่ง

เซวียเป่ยฝานคลำหน้าผาก ชะโงกดูเกี๊ยวหลายสิบอันที่ห่อเสร็จแล้ว เห็นแต่ละอันใหญ่บ้างเล็กบ้างไม่เท่ากัน ห่อแน่นนวลเนียน จึงอดที่จะชมมิได้ “ฝีมือไม่เลวนี่ อยู่บ้านทำงานบ้านบ่อยๆ กระมัง?”

“อืม” เสี่ยวเตารับคำ พลางเดินรื้อลังค้นตู้ไปทั่ว “มีต้นหอมกับกระเทียมบ้างไหม”

ยามนั้น บ่าวไพร่ล้วนตื่นแล้ว พอเข้าห้องครัว เห็นอาหารเช้าล้วนทำเสร็จ ตกใจแทบกระโดด ก่อนรีบดันทั้งสองออกไป

เสี่ยวเตาโดนเซวียเป่ยฝานลากออกมาข้างนอก ยังอุตส่าห์ตะโกนบอกในห้องครัว “เสี่ยวชุ่ย น้ำแกงต้องใช้น้ำสะอาด เสี่ยวอวี้ อย่าเอาน้ำที่ใช้ต้มเกี๊ยวมาทำน้ำแกง เสี่ยวหลัน ต้องเติมต้นหอม…”

เซวียเป่ยฝานอ่อนอกอ่อนใจ “แม่สาวน้อย เจ้าเป็นนกสี่เชวี่ย*มาเกิดหรือไร ไฉนชอบโหวกเหวก” เสี่ยวเตาสลัดมือออก รักษาระยะห่างกับเขา ตักน้ำล้างหน้าล้างมือ พลางถาม “เมื่อคืนท่านแอบฟังใช่ไหม”

[*นกสี่เชวี่ย นกชนิดหนึ่งคล้ายนกสาริกาดงหรือนกแซงแซว ปากแหลม หางยาว ว่ากันว่าเมื่อได้ยินเสียงร้องของนกชนิดนี้ จะมีเรื่องมงคลมาเยือน]

เซวียเป่ยฝานหาตั่งหวายตัวหนึ่งนั่งลง ไขว่ห้างชมดูทิวทัศน์ทะเลสาบ “แอบฟังอะไร”

“อย่ามาไขสือ” เสี่ยวเตาเดินมา “ข้าจะสั่งสอนหวังปี้โป ท่านต้องช่วยอีกแรง”

เซวียเป่ยฝานช้อนสายตามองเสี่ยวเตา หน้าเคร่งขรึม “จะให้ข้าปลอมเป็นคนรักของเจ้า?”

“อืม” เสี่ยวเตาตบหลังเซวียเป่ยฝานดังป้าบ “ช่วยข้ายั่วโทสะหวังปี้โป ทำให้เขายกเลิกสัญญาแต่งงาน”

“ฟังดูคล้ายเป็นการค้าที่กินแรงไม่เบา” เซวียเป่ยฝานมองสำรวจเสี่ยวเตาจากบนลงล่าง พลางลากสำเนียงยานคาง “มีผลดีอะไรสำหรับข้า”

เสี่ยวเตาชักสีหน้า ยื่นนิ้วไปจิ้มจมูกเซวียเป่ยฝาน “พวกท่านสองพี่น้องลากข้าเข้าไปช่วยตามหาสมบัติ ข้าต้องขาดทุนเท่าไร! แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ท่านกลับไม่ยอมช่วย คอยดูเถอะ ตอนหาของ ข้าจะแอบแกล้งท่าน”

เซวียเป่ยฝานเกาแก้ม มองเสี่ยวเตา “ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยเจ้า เจ้าคิดดู หวังปี้โปเป็นบุรุษสุดประเสริฐที่ขึ้นชื่อลือชาในยุทธภพ รูปโฉมเด่นล้ำ มากทรัพย์มากอำนาจ เจ้าดึงข้าเข้าไป จะยั่วโทสะเขาได้หรือ?”

เสี่ยวเตาหรี่ตาเล็กน้อย มุมปากสองข้างกระดกขึ้น “จุ๊ๆ ยังทำเล่นตัว ท่านแม่ข้าพูดไว้ไม่ผิด ใคร่หาบุรุษช่วยทำกิจธุระ ขอร้องเขามิสู้กระตุ้นเขา กระตุ้นเขายังมิสู้หลอกล่อเขา”

เซวียเป่ยฝานยื่นมือหยิบถ้วยชาที่สาวใช้ยกมาส่ง จ้องเสี่ยวเตาเขม็ง “ไหนเจ้าลองกระตุ้น ลองหลอกล่อดู”

เสี่ยวเตาไพล่มือ เดินวนเวียนตรงหัวเรือ “ลายแทงห้ากระดูกมังกรอยู่ที่บ่อมังกรเก้ามุกของหวังปี้โป ท่านไม่ผ่านประตูบ้านเขา จะเอาสมบัติล้ำค่าได้อย่างไร”

“นี่เรียกกระตุ้นประสาอะไรกัน”

“อันที่จริง ท่านไม่จำเป็นต้องรู้สึกตัวเองต่ำต้อย” เสี่ยวเตากล่าวต่อโดยไม่สนใจรอบข้าง “หวังปี้โปหน้าตาดีก็จริง แต่ท่านก็ไม่แย่! มีกลิ่นอายบุรุษมากกว่าเขาอีก ถึงเขามีเงิน ท่านก็ไม่จนสักหน่อย อีกอย่าง พลังฝีมือท่านไม่แน่ว่าด้อยกว่าเขา สรุปว่าสิ่งเหล่านี้ท่านข่มเขาได้หมด สำคัญสุดคือท่านปากร้าย หน้าก็หนาใช้ได้!”

“นี่ ข้าให้เจ้าหลอกล่อ ไม่ได้ให้สาดน้ำเย็นใส่ข้า”

เสี่ยวเตานั่งลงบนตั่งหวายข้างตัวเขา “ข้าช่วยท่านตามหาลายแทงห้ากระดูกมังกร ท่านช่วยข้าทำให้หวังปี้โปยกเลิกเรื่องวิวาห์ เราสองต่างฝ่ายได้ประโยชน์”

เซวียเป่ยฝานฟังจบ หยักมุมปากผุดยิ้มเจ้าเล่ห์ “ประเสริฐ ต่างฝ่ายได้ประโยชน์”

เสี่ยวเตารอกินเกี๊ยวน้ำด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ มิคาดเซวียเป่ยฝานยื่นมือมาโอบนาง “เอ่อ ในเมื่อพวกเราเป็นอย่างว่ากันแล้ว เช่นนั้นก็สมควรชิดใกล้ให้มากขึ้น…พรืด”

เซวียเป่ยฝานมัวแต่จะหาเศษหาเลย ไม่ทันระวังตัว เสี่ยวเตาคว้าถาดน้ำชาขึ้นมาฟาดลงไปเต็มเหนี่ยว

ฉงหัวกับเสี่ยวเยว่ตื่นนอนออกจากห้อง เห็นเซวียเป่ยฝานถูกกดอยู่บนตั่งหวาย เสี่ยวเตาถือถาดน้ำชากระหน่ำตี ปากก็ก่นด่า “โจรราคะน่าชัง บังอาจลวนลามข้าเหยียนเสี่ยวเตา ตีให้ตาย!”

…………………..

เกี๊ยวน้ำตอนเช้าตรู่อร่อยเป็นพิเศษ เสี่ยวเตาประคองชามใบหนึ่ง พลางแจกแจงเรื่องไส้เกี๊ยวต้องผสมอย่างไรถึงจะหอมอร่อยให้เสี่ยวเยว่ฟังอย่างละเอียด

เซวียเป่ยฝานกินไปแยกเขี้ยวไป สาวน้อยตัวแสบไม่เกรงใจกันสักนิด ฟาดจนเขาฟกช้ำไปทั้งตัว เดาว่าคงรู้สึกได้ถึงประโยชน์ของใบหน้าเขา ถึงได้ยั้งมือไม่ตบจนเขาหน้าตาบวมปูด

ฉงหัวเห็นท่าทางของเขา จึงกดเสียงค่อยลงถามว่า “เจ้ารับปากจะสวมบทคนรักปลอมแล้ว?”

“หรือเจ้ามาเป็น?”

“แล้วไปเถอะ” ฉงหัวโบกมือพัลวัน “ในยุทธภพ ใครไม่ทราบหวังปี้โปรับมือยากแค่ไหน เจ้าก็ระวังไว้บ้าง”

“เฮอะ” เซวียเป่ยฝานมองเสี่ยวเตาที่กินเกี๊ยวน้ำอิ่มแล้วกำลังดูดอกบัวกับเสี่ยวเยว่ที่หัวเรือ “เจ้าว่า นางจะชอบใคร ขนาดหวังปี้โปนางยังไม่ต้องตา”

ฉงหัวหัวร่อร่า “ไม่คิดว่าคุณชายรองเซวียจะสนใจเรื่องนี้ด้วย”

เซวียเป่ยฝานหยิบถ้วยชา “หวังปี้โปมีนารีแวดล้อมนับไม่ถ้วน แต่ถูกตาต้องใจสาวน้อยคนนี้ แสดงว่าต้องมีเหตุผลอะไร”

ฉงหัวมุ่นคิ้ว “เจ้าคิดว่า ไม่ใช่แค่ชอบที่ตัวนางเท่านั้น แต่มีจุดประสงค์อื่น?”

“สตรีไยมิใช่เหมือนกันหมด” เซวียเป่ยฝานหัวร่อไม่แยแส “ไม่ใช่ท่าทางน่าเอ็นดู ก็นิสัยน่ารัก แต่ที่สุดแล้วก็คนเหมือนกัน บุรุษเยี่ยงหวังปี้โปคงไม่ถึงกับเสียการควบคุมเพราะสตรีนางหนึ่ง”

ฉงหัวย่นคิ้ว มองเขาด้วยแววตาดูแคลนอยู่บ้าง “เจ้ายังปฏิบัติตามคำพูดที่ว่า ‘หยอกเล่นก็พออย่าถือจริงจัง’ อยู่อีกหรือ? ระวังจะพลาดรักแท้”

“มีรักแท้แล้วอย่างไร” เซวียเป่ยฝานย้อนถาม “อย่างที่เจ้ามีใจต่อเสี่ยวเยว่ มอบหัวใจรักจริงดวงหนึ่งให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ?”

“ฮึ” ฉงหัวชักสีหน้าค้อนเขาทีหนึ่ง “ไม่อยากเสียน้ำลายกับอันธพาลแล้งน้ำใจอย่างเจ้า”

“เสแสร้งกับจริงใจล้วนเป็นแค่คำพูดเท่านั้น ใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง นึกจะผันแปรก็ผันแปร” เซวียเป่ยฝานชี้ไปที่ห่าวจินเฟิงซึ่งกำลังตั้งหน้าตั้งตากินเกี๊ยวน้ำชามที่ห้า “ถ้าไม่เหมือนกับเขา ก็คือเหมือนกับข้า สรุปแล้ว ในปากในตาสามารถใส่คนได้ มีเพียงในใจห้ามใส่” จบคำ ลุกยืนขึ้น เดินยิ้มร่าเข้าไปหยอกล้อเหยียนเสี่ยวเตาที่หัวเรือ

ดังคาด ไม่กี่คำก็ยั่วจนเสี่ยวเตาโมโห คว้าถ้วยเขวี้ยงปาเขาแล้ว

ฉงหัวตรึกตรองถ้อยคำของเซวียเป่ยฝาน พลางมองไปทางเสี่ยวเยว่โดยไม่รู้ตัว เสี่ยวเยว่หันมาพอดี ดวงตาสบประสาน เสี่ยวเยว่ยิ้มให้ แววตาใสซื่อจริงใจ ฉงหัวกลับรู้สึกปวดหนึบในอก ได้แต่ยิ้มตอบนางบางๆ

ช่วงสนธยา เรือเข้าสู่พื้นที่ทะเลสาบปี้โป สามารถมองเห็นดงต้นหลิวทิวต้นหยางริมฝั่ง และคนสัญจรไปมา

ริมทะเลสาบปี้โป ชายฝั่งทิศใต้เป็นอาณาเขตเมืองผิงเจียง ชายฝั่งตะวันตกเป็นบ่อมังกรเก้ามุกอันโด่งดัง ซึ่งก็คือเขตอิทธิพลของหวังปี้โปนั่นเอง

แท้จริงแล้ว บ่อมังกรเก้ามุกคือเนินเขาแห่งหนึ่ง มีน้ำตกไหลซู่ลงมา ระหว่างทางมีบ่อลึกทรงกลมเก้าบ่อ น้ำตกคดเคี้ยวราวกับมังกรยักษ์สีเงินตัวหนึ่ง กลายเป็นที่มาของชื่อนี้

เคหสถานของหวังปี้โปเรียกว่าหมู่ตึกปี้โป (หมู่ตึกคลื่นคราม) ล้อมรอบบ่อมังกรเก้ามุกทั้งหมดเอาไว้ เรือนอาศัยปลูกสร้างสลับเรียงรายข้างภูเขา น้ำตกไหลผ่านตึกราม สุดแสนยิ่งใหญ่ตระการตา

หมู่ตึกปี้โปดำเนินกิจการร้านแลกเงิน บ่อนพนัน ร้านข้าวสารเป็นหลัก ค้าขายไปทั่วทุกหัวระแหงของลุ่มน้ำเจียงหนาน ไม่ว่าที่ใดล้วนพบเห็นร้านสาขาของร้านแลกเงินและร้านข้าวสารของหมู่ตึกปี้โป นับได้ว่าทุนหนาบารมีสูง

พวกเสี่ยวเตาขึ้นจากเรือตรงชายฝั่งทิศใต้ เตรียมหาโรงเตี๊ยมพักแรมสักแห่ง ค่อยหารือแผนการขั้นต่อไป

ที่ชวนให้ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ เพิ่งล่วงเข้าตัวเมืองก็โดนจับตาเสียแล้ว

เซวียเป่ยฝานเห็นแวบๆ มีคนสะกดรอยตามหลัง จึงบอกเสี่ยวเตา “อาณาเขตเมืองผิงเจียงคงมีหูตาของหวังปี้โปเต็มไปหมด เดาว่าล่วงรู้ถึงการมาของเจ้าแล้ว”

เสี่ยวเตาฮึคำหนึ่ง “คิดไว้อยู่แล้ว หวังปี้โปส่งคนตามจับข้าไปทั่ว”

“เหลวไหลสิ้นดี” ห่าวจินเฟิงปั้นหน้าขึงขัง “แม่นางเสี่ยวเตาอย่าได้วิตก หากเจ้าไม่อยากแต่ง หวังปี้โปก็อย่าหมายบีบคั้นเจ้า ข้าออกหน้าแทนเจ้าเอง”

“อืม” เสี่ยวเตาพยักหน้าปลื้มปริ่ม มิเสียทีเป็นพี่ใหญ่! แม้ไม่รู้ความจริง แต่ยังคงเอาใจใส่ตนอย่างดี

ทั้งหมดหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งแวะกินข้าว เซวียเป่ยฝานนั่งเสร็จก็เกลี้ยกล่อมเสี่ยวเตา “หวังปี้โปจริงจังกับเจ้าถึงเพียงนี้ เจ้าก็อย่าตัดรอนผู้อื่นนักเลย”

เสี่ยวเตากวาดสายตาคมกริบผ่านหน้าเขา “ท่านอยู่ข้างใคร”

เซวียเป่ยฝานได้แต่แบมือ “ย่อมอยู่ข้างเจ้าแน่นอน”

เสี่ยวเตาผ่อนลมหายใจ “เช่นนั้นก็แล้วไป”

กินได้ไม่กี่คำ ได้ยินชั้นล่างมีคนร้องทัก “โอ คุณชายหวัง ไฉนให้เกียรติมาถึงร้านเล็กๆ ของข้าแล้ว”

ฉงหัวคีบกับข้าวให้เสี่ยวเยว่ พลางกล่าว “มาได้เร็วดีจริง”

ขณะเดียวกัน ได้ยินเสียงเฉื่อยชาเล็กน้อยดังจากชั้นล่าง “ร้านนี้ข้าเหมาหมดแล้ว ว่าที่ภรรยาของข้าอยู่ชั้นบน ผู้ไม่เกี่ยวข้องให้พวกเขาไปกินที่อื่น”

“ขอรับ ขอรับ”

ฉงหัวกับเซวียเป่ยฝานสบตายักคิ้วให้กัน…ก้ามใหญ่ดีแท้!

เสียงเปาะ ตะเกียบในมือเสี่ยวเตาหักเป็นสองท่อน น้ำเสียงเข่นเขี้ยว “เจ้าคนตายหวังปี้โป ป่นปี้ชื่อเสียงข้า!”

เสี่ยวเยว่ก็ไม่พอใจเช่นกัน “ยังไม่ทันเข้าพิธี ไฉนพูดจาส่งเดชเช่นนี้”

เพิ่งขาดคำ บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งซอยเท้าขึ้นตึกสีหน้าระรื่น ยังไม่เห็นคนก็ส่งเสียงร้องทัก “เสี่ยวเตา คิดถึงข้าหรือไม่?”

ทุกคนมองหน้ากันไปมา ต่างลอบสูดหายใจ…หวังปี้โปคนนี้สมแล้วที่ได้ฉายาบุรุษรูปงาม ดวงหน้าเช่นนี้ไม่ทราบทำให้สตรีเพศสะเทิ้นอายมาแล้วเท่าไร?!

คนผู้นี้อายุใกล้เคียงเซวียเป่ยฝาน เรียวคิ้วนัยน์ตาประดุจภาพเขียน ในฐานะบุรุษนับว่ารูปงามเกินไปจริงๆ ชุดแพรยาวสีขาวทั้งตัว ช่วงบนปักไหมเงินลายทิวทัศน์ เสื้อตัวนอกผ้าโปร่งสีดำ สายรัดเอวสีดำปักดิ้นทอง ห้อยหยกประดับ เลิศหรูไม่พอ ยังดูดีมีรสนิยม

เขาขึ้นตึก ยิ้มมองเสี่ยวเตา ราวกับแมวเห็นมุสิกอ้วนอย่างไรอย่างนั้น เสี่ยวเตากลับปั้นหน้าย่นยู่ ราวกับพบเห็นเทพแห่งโรคระบาดก็มิปาน

หวังปี้โปย่อมสังเกตเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะของเสี่ยวเตาแน่นอน เหนือคาดอยู่บ้างเมื่อกวาดมองรอบหนึ่ง สุดท้ายสายตามาหยุดที่ร่างของเซวียเป่ยฝาน

สองฝ่ายสบตาชั่วอึดใจ หวังปี้โปแย้มยิ้ม หาโต๊ะตรงข้ามตัวหนึ่งนั่งลง หยิบตะเกียบชี้เสี่ยวเตา “เสี่ยวเตา ยุทธภพเต็มไปด้วยภัยพาล ระวังโดนคนชั่วล่อลวง”

เซวียเป่ยฝานยื่นมือคีบกับใส่ชามเสี่ยวเตา พลางพยักหน้ากล่าว “ยุทธภพเต็มไปด้วยภัยพาลจริงๆ คนเลวมีอยู่ทุกหัวระแหง”

ฉงหัวลอบสั่นหน้าในใจ…วิเศษ! คนชั่วปะทะคนเลวแล้ว

เสี่ยวเตายกชามพุ้ยข้าว นึกในใจ… ช่างปะไร ล้วนมิใช่ต่อกรโดยง่ายทั้งคู่ ตายไปคนก็เท่ากับขจัดภัยเพื่อปวงชน!

 

บทที่ 10  ตกกระไดพลอยโจน

หวังปี้โปพลันพบว่า แค่เจอหน้าก็รู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับเซวียเป่ยฝานเสียแล้ว

ปะทะสายตาอยู่อึดใจ หวังปี้โปหรี่ตาเพ่งมองเสี่ยวเตา น้ำเสียงราวกับร้องเรียกลูกแมว “จุ๊ๆ มานั่งข้างสามีเจ้าตรงนี้”

เสี่ยวเตากระตุกแขนเซวียเป่ยฝาน คารวะตอบเขาราวกับไล่สุนัข “ชิ่วๆ คนรักข้าอยู่นี่”

ฉงหัวมองเซวียเป่ยฝานอย่างนึกขัน…กลายเป็นศัตรูหัวใจจริงๆ เข้าแล้ว

ดังคาด สายตาของหวังปี้โปเตร็ดเตร่ถึงร่างเซวียเป่ยฝาน

เซวียเป่ยฝานอ้อมมือโอบเสี่ยวเตาไว้ เสี่ยวเตาแอบกระทุ้งเขาทีหนึ่งทันใด นี่…มือไม้ให้เรียบร้อย อย่าฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัว

เซวียเป่ยฝานยิ้มจนใจให้หวังปี้โป ในรอยยิ้มแฝงความท้าทายกรุ่นๆ ชวนให้ผู้คนทานทนไม่ได้

หวังปี้โปล้วงสัญญาแผ่นหนึ่งจากอกเสื้อ “กระดาษขาวอักขระดำ อาจารย์นางขอลบล้างหนี้พนันโดยยกนางให้เป็นภรรยาข้า ไม่ปฏิบัติตามก็ย่อมได้ คืนหนี้สินหนึ่งหมื่นตำลึงมา”

เซวียเป่ยฝานปั้นหน้าเลื่อมใสเมื่อมองเสี่ยวเตา…โอ มีราคาค่างวดไม่เบานี่ ลูกหมูทองคำ!

เสี่ยวเตาขยี้เท้าเขาเต็มแรง

หวังปี้โปเห็นเต็มตา เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานใกล้ชิดสนิทสนม คล้ายกำลังกระเซ้าเย้าหยอกกันอีกด้วย ในใจอดที่จะกรุ่นโกรธมิได้

“ในเมื่อเสี่ยวเตาไม่เต็มใจแต่ง ก็ไม่อาจฝืนใจนาง อีกประการหนึ่ง อาจารย์ของนางก็ไม่มีสิทธิ์เอานางไปใช้หนี้พนันกับท่าน” ฉงหัวโน้มน้าว

“จริงด้วย!” ห่าวจินเฟิงปั้นหน้าผดุงธรรม “ไม่อาจค้าขายประชากร!”

“แต่เสี่ยวเตาประทับลายนิ้วมือแล้ว” หวังปี้โปชี้ลายนิ้วมือดำๆ บนสัญญาด้วยท่าทีเนิบนาบ “นางยินดีชำระหนี้แทนอาจารย์”

ทุกคนหันขวับมาทางเสี่ยวเตา เสี่ยวเตาตบโต๊ะผาง “ข้าถูกใส่ร้าย”

“พูดปากเปล่าไร้หลักฐาน” หวังปี้โปกัดไม่ปล่อย “ข้าปฏิบัติตามเอกสารสัญญา ด้วยเหตุผลด้วยกฎหมายล้วนไม่ผิด”

“คืนท่านหนึ่งหมื่นตำลึงก็ใช้ได้แล้วมิใช่หรือ”

ทุกคนตะลึงวูบ ล้วนหันมองโหลวเสี่ยวเยว่ที่โพล่งขึ้นมา

เสี่ยวเตากระตุกแขนเสื้อเสี่ยวเยว่ หัวร่อขื่น “ข้ามีหนึ่งหมื่นตำลึงก็คงไม่หนีวิวาห์หรอก”

เสี่ยวเยว่ล้วงตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงจำนวนสิบฉบับออกจากอกเสื้อ ยื่นให้เสี่ยวเตา “ให้”

……………

ทุกคนเงียบ…นานมาก ก่อนหลายปากถามเป็นเสียงเดียว “เจ้าไปเอาเงินมาจากไหนมายมาย”

“เงินค่าขนมที่นายน้อยให้”

เซวียเป่ยฝานตะลึงงันนานมาก ก่อนเรียกสติกลับมาแยกเขี้ยวใส่ฉงหัว “ดูเหมือนเจ้าไม่มีโอกาสชนะอะไรเลย!”

ฉงหัวกุมหน้าผากอ่อนใจ

เสี่ยวเตาก็ตระหนกสุดขีด “เสิ่นซิงไห่ให้เงินเจ้ามากมายปานนี้เชียว? ข้ายังเข้าใจว่าเขาหักเงินเดือนเจ้าเสียอีก”

“นายน้อยให้ข้าไว้ซื้อของหนึ่งร้อยตำลึงทุกเดือน ข้าไม่อยากได้อะไรจึงเก็บออมไว้” เสี่ยวเยว่กล่าวเสียงใสซื่อ

เสี่ยวเตาซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ “เจ้าเอาเงินส่วนตัวที่อดออมไว้สิบกว่าปีมาใช้หนี้แทนข้า แล้วภายหน้าเจ้าจะทำอย่างไร”

เสี่ยวเยว่เห็นนางน่าสงสาร จึงยัดตั๋วเงินใส่มือนาง “ไม่เป็นไร นอกจากเงินค่าขนมยังมีเงินค่าแรงกับเงินรายเดือนอีก เทศกาลต่างๆ นายน้อยยังให้พิเศษ พอใช้อยู่แล้ว”

เสี่ยวเตาอ้าปากค้างนานมาก จับตัวเสี่ยวเยว่เขย่า “ข้าเข้าใจเสิ่นซิงไห่ผิดไปแล้ว  เขาเป็นคนดี! เสี่ยวเยว่ บ้านสกุลเสิ่นยังขาดคนหรือไม่ รับข้าทำงานอีกคนเถอะ”

“รับอะไร” หวังปี้โปหนังตากระตุก “หากเจ้าอยากได้ ข้าจะให้ภูเขาเงินภูเขาทอง! หนึ่งหมื่นตำลึงก็แค่ผายลมทีหนึ่ง”

ไม่ทันกล่าวจบ กาน้ำชาก็ลอยหวือมาจากเสี่ยวเตา “บังอาจมาว่าเงินที่สหายข้าให้มาเป็นแค่ผายลม หวังปี้โป ท่านมันถังข้าวที่เหม็นหึ่งไปทั้งตัว”

หวังปี้โปก็เดือดขึ้นมาบ้าง “เจ้าบังอาจว่าข้าเป็นถังข้าว ข้ามีทั้งตึกรามและที่ดิน คิดสิ่งใดได้สิ่งนั้น ใต้หล้านี้มีแม่นางกี่มากน้อยอยากตบแต่งให้ข้ายังแต่งไม่ได้ เจ้ามันสาวน้อยโสโครกที่ไม่รู้จักชั่วดี”

“ที่ข้าไม่ชอบท่าน ก็เพราะท่านตุ้งติ้งอย่างกับผู้หญิง  หน้าขาวตาดอกท้อ” เสี่ยวเตาเอาเงินยัดคืนเสี่ยวเยว่ “หนึ่งหมื่นตำลึงก็ไม่ต้องให้แล้ว จะเบี้ยวหนี้! แต่งกับหมูกับหมาก็ไม่แต่งให้ท่าน ยั่วโทสะให้ตายไปเลย!”

“เจ้า…” เดิมทีใบหน้าของหวังปี้โปก็ขาวผ่องอยู่แล้ว ยามนี้โดนเสี่ยวเตายั่วโมโหจนขาวหนักกว่าเดิมหลายส่วน “เจ้านึกว่าข้าไม่มีปัญญาจัดการเจ้าอย่างนั้นหรือ”

“ใครกลัว”

“เมืองผิงเจียงแห่งนี้ล้วนเป็นคนของข้าทั้งสิ้น เจ้ามาแล้วก็อย่าหมายจากไป” หวังปี้โปยิ้มเยาะ “เหยียนเสี่ยวเตา เจ้าถอดใจเสียเถอะ ต่อให้สุดหล้าฟ้าเขียวก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือข้า”

เขากำลังกล่าววาจาอำมหิต พลันปรากฏเสียงดังสวบ หวังปี้โปเบี่ยงศีรษะตามสัญชาตญาณ มีดสั้นเล่มหนึ่งพุ่งเฉียดผิวหน้าไป

เพียงเห็นรังสีสังหารผุดขึ้นบนใบหน้าของเสี่ยวเยว่ ในมือมีมีดสั้น จับจ้องหวังปี้โปเขม็ง

หวังปี้โปลูบแก้มพลางนึกในใจ สตรีนางนี้แววตาเยียบเย็นเหลือเกิน

เห็นว่าเหตุการณ์เริ่มบานปลาย ฉงหัวขยับลูกคอทีหนึ่ง ทำลายบรรยากาศอันกระอักกระอ่วนนี้ “ลงไม้ลงมือเป็นแผนชั้นต่ำ ทำร้ายไมตรีอันดีงาม ทุกท่านล้วนเป็นชนชาวยุทธ์ เรื่องในยุทธภพสมควรจบในยุทธภพ เลี่ยงไม่ให้สะพัดออกไปเป็นที่ขบขันของผู้คน”

หวังปี้โปทราบ เซวียเป่ยฝาน ฉงหัวและห่าวจินเฟิงล้วนเป็นชนชั้นเรืองนามในยุทธภพ สตรีชุดดำคนนั้นคล้ายก็มีพลังฝีมือสูงส่ง ปะทะด้วยฝีมืออาจเสียเปรียบ อีกประการหนึ่งสาวน้อยเหยียนเสี่ยวเตาคนนี้ดื้อรั้นอย่างกับอะไร จำต้องใช้ปฏิภาณไม่อาจแข็งขืน ดังนั้นจึงถาม “พี่ฉงมีความเห็นสูงส่งอันใด”

“พนันกันตาหนึ่ง” ฉงหัวเสนอ “ใช้เงินหนึ่งหมื่นตำลึงเป็นเดิมพัน หากท่านชนะ เสี่ยวเตาเป็นของท่าน ข้าแถมให้อีกหนึ่งหมื่นตำลึงด้วย หากพวกเราชนะ หนี้สินที่อาจารย์ของเสี่ยวเตาติดค้างถือว่าลบล้างทั้งหมด แน่นอน สัญญาแต่งงานก็เป็นโมฆะด้วย”

“พนันอย่างไร” หวังปี้โปคล้ายสนใจขึ้นมา

ฉงหัวมองเซวียเป่ยฝาน ความหมายคือ…เจ้าสานต่อ

“อืม มิสู้ท่านคิดตาหนึ่ง ข้าคิดตาหนึ่ง เสี่ยวเตาคิดตาหนึ่ง ชนะสองจากสาม บุ๋นบู๊ได้หมด” เซวียเป่ยฝานเสนอ

“ได้” หวังปี้โปกลับเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นกัน

ดังนั้นทุกคนหันมองเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาหดหู่นัก รำพึงในใจ…พวกท่านตกลงกันเรียบร้อยแล้วค่อยคิดถึงข้า แต่วิธีนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน “ตกลงตามนี้!”

หวังปี้โปเห็นว่าตกลงเป็นอันดี ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา “ผู้มาเยือนนับเป็นอาคันตุกะ ข้าสมควรทำหน้าที่เจ้าภาพอย่างสุดกำลัง ทุกท่านรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ไปพำนักที่หมู่ตึกปี้โปเป็นอย่างไร”

ทุกคนกำลังอยากไปเสาะหาลายแทงห้ากระดูกมังกรที่บึงมังกรเก้ามุกอยู่แล้ว นี่กลับได้มาโดยมิต้องร้องขอ ยามนั้นจึงรับปากทันที

“ข้ารอต้อนรับที่หมู่ตึกปี้โป” หวังปี้โปหันสั่งเด็กในร้าน “อาหารมื้อนี้ลงบัญชีข้า รับรองแขกให้ดี!” จบคำก็เดินลงตึก ก่อนไปยังปรายมองเสี่ยวเตาแวบหนึ่งพลางผุดยิ้ม แสดงชัดว่ามั่นใจเต็มเปี่ยม

คนลับตาแล้ว เสี่ยวเตาเปิดปากถามเซวียเป่ยฝานทันใด “ท่านจะพนันอะไร มั่นใจหรือไม่ จะให้เขาชนะไม่ได้เด็ดขาด”

“เจ้าวางใจ เรื่องที่รับปากเจ้าข้าย่อมกระทำสำเร็จแน่นอน แล้วที่เจ้ารับปากข้าเล่า?”

“ก็แค่ลายแทงห้ากระดูกมังกร” เสี่ยวเตาเท้าคางมือเดียว อีกมือคีบกับข้าว “บ่อมังกรเก้ามุกมีกลไกจำนวนมากเพื่อปกป้องหอซ่อนสมบัติในบ่อมังกร หวังปี้โปร่ำรวยล้นฟ้า ในหอซ่อนสมบัติต้องมีของล้ำค่าที่ราคาสูงลิบลิ่วแน่นอน เป็นไปได้อย่างมากว่าลายแทงห้ากระดูกมังกรจะเก็บซ่อนอยู่ในนั้นเช่นกัน”

“บ่อมังกรเก้ามุกมีชื่อก้องหล้า เจ้าเข้าไปได้หรือ?” ฉงหัวรู้สึกกังวลจึงถามเสี่ยวเตา “ฟังว่ากลไกเหล่านั้นอหังการมาก พลั้งเผลอเพียงนิดอาจถึงแก่ชีวิตได้”

เสี่ยวเตาแค่นเสียงฮึ หามิได้สะทกสะท้าน “ไม่ร้ายกาจปานนั้น”

เซวียเป่ยฝานยิ้มบางๆ เหยียนหรูอวี้เป็นถึงจอมโจรหมายเลขหนึ่งในปฐพี จากวิชาตัวเบาของเหยียนเสี่ยวเตาก็พอมองออกว่านางได้รับสืบทอดสุดยอดเคล็ดวิชามาจนหมดสิ้น กับแค่บ่อมังกรเก้ามุก คงยากสยบนางได้ และนี่คงเป็นสาเหตุที่พี่ใหญ่ส่งนางมาช่วยกระมัง

เสี่ยวเยว่ตบบ่าเสี่ยวเตา “ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้า”

“อืม” เสี่ยวเตาพยักหน้า นึกในใจ…เสี่ยวเยว่มีน้ำใจที่สุด ดังคำ ‘พี่สาวน้องสาวดั่งแขนขา บุรุษดั่งเสื้อผ้า’ แถมยังเป็นเสื้อผ้าเปื่อยขาดไม่น่าดูอีกด้วย

กินอาหารเสร็จ ทุกคนเก็บข้าวเก็บของ มุ่งหน้าหมู่ตึกปี้โปอันโด่งดัง

เพิ่งล่วงเข้าประตู ก็ถูกกระแสความหรูหราอลังการพุ่งกระแทกหน้า… หวังปี้โปเป็นมหาเศรษฐีสมคำร่ำลือ มั่งคั่งมหาศาลจริงๆ! หมู่ตึกปี้โปแห่งนี้เหลืองอร่ามงามตา ขาดแค่มิได้ปูทางด้วยทองคำ ก่อกำแพงด้วยหยกศิลาเท่านั้น

เสี่ยวเตาย่างเท้าเข้าไปสองก้าว กวาดมองบุปผชาตินานาพันธุ์และสัตว์ปีกสัตว์บกล้ำค่าหายากในลานสวน รวมทั้งหวังปี้โปที่ออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มพราว จึงพึมพำประโยคหนึ่ง “มีเงินทองปิดพื้นมิสู้นำไปช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยาก”

หวังปี้โปได้ยินเข้าก็หาขุ่นเคืองไม่ เพียงยิ้มกล่าว “ไม่ทันเข้าพิธีก็อยากคุมกิจการในบ้านแล้ว? สมเป็นแม่ศรีเรือนโดยแท้”

เสี่ยวเตาค้อนเขาวงหนึ่ง พลันเห็นหญิงสาวงามพริ้งคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังหวังปี้โป กำลังปั้นหน้าบึ้งตึงมองมาทางนี้ ได้ยินหวังปี้โปเอ่ยวาจาแทะโลมสตรี สีหน้านางยิ่งทวีความบูดบึ้ง

หวังปี้โปเริ่มแนะนำทุกคน โดยชี้ไปที่บุรุษหนุ่มหน้าตาสำรวมคนหนึ่งทางด้านข้าง “นี่คือหวังกุ้ย เป็นพ่อบ้านใหญ่ของหมู่ตึกปี้โป ต้องการสิ่งใดบอกกับเขาได้เต็มที่”

หวังกุ้ยที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้มีความสามารถรอบด้าน ขึ้นหน้าคำนับทุกคนอย่างขันแข็ง วาจามารยาทเอ่ยได้สวยหรูยิ่ง

“นี่คืออวี๋หลันจือ น้องสาวลูกพี่ลูกน้องข้า” หวังปี้โปชี้ไปที่หญิงสาวหน้างอง้ำทางด้านหลัง “เสี่ยวเตาก็รู้จัก”

อวี๋หลันจือรูปร่างเล็ก จัดเป็นสตรีงามแฉล้มแช่มช้อยตามแบบฉบับสตรีเจียงหนาน เพียงแต่ใบหน้าบูดบึ้งไปนิด เมื่อบ่นพึมพำ “ไฉนต้องไปมาหาสู่กับคนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย”

“เอ๊ะ เสียมารยาทจริง นี่ว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้านะ” หวังปี้โปเอ็ด

อวี๋หลันจือหมุนตัวผละไปอย่างเง้างอด คนที่มีตาล้วนมองออกถึงความไม่พอใจของนาง แสดงชัดว่ามีใจให้หวังปี้โป เพียงเสียดาย… บุษบาร่วงพรูหมายชู้ชื่น ธารารื่นไซร้ไร้ไมตรี

หวังปี้โปยิ้มเจื่อน “นางถูกตามใจจนเคยตัว อย่าถือสา”

ต่อมา หวังกุ้ยนำทุกคนเข้าห้องพัก

เสี่ยวเยว่กับเสี่ยวเตายังคงอยู่ห้องเดียวกัน เซวียเป่ยฝานและคนอื่นๆ อยู่เรือนถัดไป หวังกุ้ยเพิ่งลับตา ประตูห้องของเสี่ยวเตาก็ถูกคนเตะเปิด อวี๋หลันจือพรวดพราดเข้ามาตวาดลั่น “เหยียนเสี่ยวเตา เจ้าไม่รักษาคำพูด!”

เสี่ยวเยว่เห็นนางท่าทางดุร้ายก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที เสี่ยวเตารีบขวาง พลางกล่าวกับอวี๋หลันจือ “ข้ามาเพื่อยกเลิกสัญญาแต่งงานต่างหาก”

เพลิงพิโรธของอวี๋หลันจือแทบดับวูบ ย้อนถามน้ำเสียงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “เป็นความจริง?”

“แน่นอน ยกเลิกสัญญาแต่งงานเสร็จข้าก็จะจรลี” เสี่ยวเตาเห็นอวี๋หลันจือยังไม่เชื่อ จึงชี้ไปที่เซวียเป่ยฝานที่รุดมาชมดูฉากสนุก “เห็นหรือยัง? เขาก็คือคนรักของข้า”

อวี๋หลันจือหันไปพินิจเซวียเป่ยฝาน เหมือนคลายใจลงแล้ว จึงกำชับเสี่ยวเตาอย่างขึงขัง “รักษาคำพูด! เจ้าไม่อาจแต่งกับพี่ชายเด็ดขาด”

“แน่นอน” เสี่ยวเตาพยักหน้ารัวๆ

อารมณ์บูดของอวี๋หลันจือหายวับในพริบตา หมุนกายเดินออก ก่อนพ้นประตูคล้ายนึกอะไรขึ้นได้ หันกลับมาบอกเสี่ยวเตา “คืนนี้ข้าจะให้ห้องครัวทำส้มยัดไส้กุ้งให้เจ้า”

“อืม” เสี่ยวเตาพยักหน้ายิ้มปริ่ม โบกมือเป็นเชิงให้อวี๋หลันจือค่อยๆ เดิน

เซวียเป่ยฝานเข้าห้องมา เห็นเสี่ยวเตาส่ายหน้ารินน้ำชาดื่ม จึงถามอย่างใคร่รู้ “ศัตรูหัวใจ?”

เสี่ยวเตาเบะปาก “แม่นางดีๆ คนหนึ่ง ดันตาบอดไปรักชอบเจ้าหวังปี้โป”

“หวังปี้โปไม่สนนางหรือ?” เซวียเป่ยฝานชะเง้อมองออกไป “เหมยเขียวม้าไม้ไผ่*?”

[*เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ สำนวนหมายถึง เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก]

“อืม โตมาด้วยกัน”

“อย่างนั้นก็แย่หน่อย ไร้ความรู้สึกทั้งที่อยู่ข้างกาย คงได้แต่ปฏิบัติต่อกันเยี่ยงพี่น้อง”

“เฮอะ” เสี่ยวเตาได้ยินเข้าก็หัวเราะ “ก็แค่แสร้งโง่เท่านั้น”

“หมายความว่าอย่างไร” เซวียเป่ยฝานฟังไม่เข้าใจ

“เจ้าคนชั่วหวังปี้โป ตั้งแต่เล็กอยากได้อะไรก็ได้ ที่กัดข้าไม่ปล่อยก็เพราะข้าไม่ชอบเขา เขารู้สึกรสชาติแปลกใหม่เคี้ยวหนึบดี” เสี่ยวเตาไม่อินังขังขอบ “ท่านแม่ข้าบอกว่า บุรุษที่อยากได้อะไรก็ได้ มักเห็นผู้หญิงเป็นสิ่งของ ก็เหมือนกับดาบกระบี่ที่โด่งดัง ยิ่งได้ยากยิ่งอยากได้ พอได้มาก็สุดแสนทะนุถนอม แต่อย่างไรก็เป็นได้แค่ของเล่นชิ้นหนึ่ง”

เซวียเป่ยฝานตะลึงค้าง จ้องหน้าเสี่ยวเตาเขม็ง “เจ้าไม่อยากเป็นของเล่น ดังนั้นไม่ชอบหวังปี้โป?”

“เกลียดที่สุดก็คือคนแบบพวกท่าน” เสี่ยวเตาค้อนตาคว่ำ

“เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย” เซวียเป่ยฝานรู้สึกไม่เป็นธรรม

เสี่ยวเตามองเสี่ยวเยว่ที่กำลังตั้งอกตั้งใจจัดแจงสัมภาระอยู่ข้างเตียง พลางบ่นประโยคหนึ่ง “ที่ประเสริฐสุดอยู่ข้างกายไม่แล กลับไปแลหาที่อื่น ซ้ำยังคิดว่าตนเองฉลาดแทบตาย ความจริงแสนจะโง่เง่า”

เซวียเป่ยฝานฟังนางบ่นพึมพำ ชะโงกไปใกล้ “แล้วเจ้าคิดว่า อย่างไรจึงเรียกบุรุษประเสริฐ”

เสี่ยวเตามองเขาแวบหนึ่ง แดกดันกลับไป “ไม่ใช่ท่านก็แล้วกัน! เทียบกับท่านแล้ว หวังปี้โปและเสิ่นซิงไห่ยังห่างอีกไกล”

เซวียเป่ยฝานอ้าปากกว้าง จ้องเสี่ยวเตาอย่างกังขา

เสี่ยวเตาชี้หน้าอกเขา “หวังปี้โปและเสิ่นซิงไห่ยังมีหัวใจโง่งมที่ถูกน้ำมันหมูบดบัง ในนี้ของท่านกลับว่างเปล่า อย่าคิดว่าข้ามองไม่ออก” จบคำก็วิ่งออกไปอุ้มกระต่ายอ้วนตัวหนึ่งในลานสวนเข้ามาให้เสี่ยวเยว่ดู ทิ้งให้เซวียเป่ยฝานยืนอ้าปากค้าง

เซวียเป่ยฝานหุบยิ้ม ใช้ความคิดอย่างหนักอยู่ข้างโต๊ะ มองดูเสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่ช่วยกันป้อนอาหารกระต่าย ในห้วงภวังค์…เหยียนเสี่ยวเตาคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ตนตกกระไดพลอยโจนมาเจอกับนางที่ตกกระไดพลอยโจน ก็ไม่เลวเหมือนกัน

ฉงหัวเดินเข้าประตูมา เห็นท่าทางของเซวียเป่ยฝาน ให้นึกขันขึ้นมา เจ้าหมอนี่ปกติทะลึ่งตึงตังหาความเรียบร้อยไม่เจอ ท่าทางเคร่งขรึมแบบนี้ ยากจะพบเห็นจริงๆ

 

บทที่ 11 เที่ยวสวนชวนระทึก

ผู้คนมักกล่าวว่า วาดเสือวาดหนังยากวาดกระดูก รู้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ ประโยคเดียวของเหยียนเสี่ยวเตา กลับคล้ายมีดดาบทะลวงหัวใจเซวียเป่ยฝาน สิ่งที่ผู้มีปัญญาความคิดลึกซึ้งไม่อาจทานทนที่สุด หามิใช่ถูกผู้คนลวงหลอก แต่ถูกผู้คนรู้ทันต่างหาก

นิสัยชอบเอาชนะของเซวียเป่ยฝานเดิมก็แรงกล้า ยามนี้ถูกเสี่ยวเตากระตุ้นจนลุกโชนร้อนแรง ให้รู้สึกคึกคักอักโข ในเลือดลมกำลังร่ำร้อง อย่างไรก็ขอพลิกแพ้เป็นชนะสักตา

ฉงหัวเข้าประตูมา เห็นเซวียเป่ยฝานที่ท่าทางห่อเหี่ยว จู่ๆ ก็เริงร่าขึ้นมาอย่างประหลาด เมื่อนั่งลงจึงถาม “ข้าเพิ่งไปเดินดูมารอบหนึ่ง หมู่ตึกปี้โปแห่งนี้ลึกลับซับซ้อน บ่อมังกรเก้ามุกทั้งหมดล้วนเป็นเขตหวงห้าม ฟังว่าไม่อนุญาตให้ใครเข้าไป”

เสี่ยวเตาหนีบหูสองข้างของกระต่ายตัวอ้วนที่อยู่ในมือของเสี่ยวเยว่ พลางถาม “มีเวรยามหรือไม่”

“ไม่มี แปลกมาก มีแค่ป้ายศิลาบอกอาณาเขต”

“คงเพราะมั่นใจต่อกับดักข้างในมากกระมัง” เซวียเป่ยฝานมองเสี่ยวเตา “ตอนค่ำจะแอบไปสำรวจหรือไม่”

“ไปก็ไป” เสี่ยวเตาตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน เห็นเสี่ยวเยว่เริ่มตระเตรียมของ รีบปรามว่า “คืนนี้ไม่ลงมือ ไปดูลาดเลาก่อน ข้าพาเจ้าโจรราคะไปก็พอแล้ว”

“อืม” เสี่ยวเยว่พยักหน้า และกำชับประโยคหนึ่ง “เจ้าระวังตัวด้วย”

เสี่ยวเตาให้นางวางใจ พลางกวักมือเรียกฉงหัว “คืนนี้พวกเราเข้าเขตหวงห้าม ท่านอยู่เป็นเพื่อนเสี่ยวเยว่”

ฉงหัวคล้ายรับมือไม่ทัน เหลียวมองเสี่ยวเยว่ แน่นอนว่านางไม่เข้าใจเจตนาของเสี่ยวเตา เพียงอุ้มกระต่ายออกไปวางบนพื้น พลันเห็นอีกสองตัวกำลังเล็มหญ้าอยู่ข้างหน้า เสี่ยวเยว่ลุกขึ้นกวักมือเรียกเสี่ยวเตา “เสี่ยวเตาเจ้าดู กระต่ายตัวใหญ่มาก”

เสี่ยวเตาหรี่ตามอง “โอ! นี่กระต่ายหรือสุนัขกันแน่”

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวก็เคยเห็นกระต่ายตัวใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน สองตาเป็นสีแดงแวววาว แลดูลึกลับชอบกล ราวกับจะกัดคนกระนั้น

“เสี่ยวเตา” เสี่ยวเยว่พอกลับห้องก็เอ่ยกระซิบ “ข้าเพิ่งสังเกตว่าสาวใช้ที่เดินไปมาในเรือน ล้วนเป็นสาวงามทั้งสิ้น”

“หวังปี้โปคล้ายมีกฎว่า บริวารต้องหน้าตาดี” ฉงหัวแสดงชัดว่าสังเกตเห็นถึงจุดนี้เช่นกัน

“แต่ก่อนนี้ ข้าไม่เคยรู้สึกว่ารูปโฉมมีประโยชน์อันใด” เสี่ยวเยว่กล่าว “สวมหน้ากากไว้ มีข้อดีตรงนี้เอง”

“นั่นก็จริง” เสี่ยวเตาเห็นเซวียเป่ยฝานยังใจลอย จึงยิ้มไปทางเขา “สวมหน้ากากชินแล้ว จู่ๆ ถอดออกมา ก็คงกระวนกระวายไม่เป็นสุข”

เซวียเป่ยฝานหน้าง้ำทันใด มองเสี่ยวเตาด้วยความคับแค้น เสี่ยวเตายิ้มพรายอย่างพึงใจ

ฉงหัวกลั้นหัวร่อ ดื่มชาในถ้วยจนหมด ลุกขึ้นมาฉุดดึงเซวียเป่ยฝานที่หมดอาลัยตายอยากจากความปราชัย ลากกลับเรือนที่อยู่ติดกัน

ห่าวจินเฟิงสังเกตเห็นความผิดปกติ ถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”

ฉงหัวหัวร่อ “ใครบางคนประมาทเกินไป เตะถูกแผ่นเหล็ก นิ้วเท้าระบม”

………………………

“วิธีรับมือเด็กสาวปัญญาดีกับเด็กสาวปัญญาทึบนั้นแตกต่างกัน” เซวียเป่ยฝานยิ้มไม่แยแส “เด็กสาวปัญญาดี ต้องให้นางครองความได้เปรียบ…และแน่นอน นางก็ต้องฉลาดพอถึงจะได้”

“คุณชายรองเซวีย” ฉงหัวส่ายหน้าเตือนสติเขา “ผู้อื่นปราศจากความแค้นกับเจ้า ยั้งมือไว้ไมตรีบ้าง ระวังให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว”

เซวียเป่ยฝานกลับสู่ความสุขุมเยือกเย็นเช่นก่อนหน้า ดื่มสุราจอกหนึ่ง “คตินิยมของผู้คนล้วนไม่มองถูกผิด เพียงมองแพ้ชนะ นางเองก็รู้ เช่นนั้นมาดูว่าใครจะฉลาดกว่ากัน”

ห่าวจินเฟิงรับฟังจนมึนงง ชะโงกเข้ามาถาม “พวกท่านพูดอะไรกัน เกี่ยวกับสตรี?”

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวพยักหน้าอย่างนึกขำ “ไม่ใช่สตรีแล้วจะอะไร”

“เฮ้อ สำหรับสตรีแล้วยังคงระวังไว้เป็นดี! ดูอย่างบิดาข้า รักแท้ที่ให้ไปกลับถูกผู้อื่นโยนทิ้งไม่ไยดี”

“ว่ากระไร?”

ประโยคเดียวของห่าวจินเฟิง ทำเอาเซวียเป่ยฝานและฉงหัวตะลึงตาค้าง

ห่าวจินเฟิงเห็นทั้งสองตกใจ จึงอธิบายให้ฟัง “ไม่ขอปิดบังพวกท่าน บิดาข้าเป็นพวกรักงมงาย เสียดายที่จิตใจสตรีดั่งเข็มใต้สมุทร ยากแท้หยั่งถึง เมื่อแตกหักก็ตัดบัวไม่เหลือใย ปีนั้นมารดาข้าเข้าใจผิด คิดว่าเขาไปหาเศษหาเลยนอกบ้าน ด้วยความโมโหจึงอุ้มนางสาวข้าหนีไป บิดาข้าเสาะหานางจนทั่วลุ่มน้ำเหนือใต้ สุดท้ายถึงขนาดวาดภาพเหมือน ทว่ายังคงปราศจากวี่แวว”

เซวียเป่ยฝานยกมือขึ้นมากดมุมปากที่ชักกระตุกอย่างห้ามไม่อยู่ “บิดาท่าน…วาดภาพเหมือนปิดประกาศตามจับมารดาท่าน ก็เพื่อสืบหาร่องรอยของนาง?”

“ใช่” ห่าวจินเฟิงผงกศีรษะหนักแน่น “บิดาข้างมงายในรักใช่หรือไม่”

เซวียเป่ยฝานสบตาฉงหัวเงียบงัน ครานี้นับว่ากระจ่างแล้ว…ที่แท้ความทึ่มทื่อของห่าวจินเฟิงก็ได้มาจากบิดานี่เอง!

……………………..

ในเรือนติดกัน เสี่ยวเตาเอนนอนอยู่พักหนึ่งกลับไม่รู้สึกง่วง จึงผุดลุกขึ้น เห็นเสี่ยวเยว่บนเก้าอี้หวายหลับไปแล้ว จึงห่มผ้าให้เสี่ยวเยว่ จากนั้นออกจากห้องตามลำพัง ใคร่เดินเล่นในหมู่ตึกปี้โปแห่งนี้

เลียบไปตามทางเล็ก ตลอดสายเงียบสงัด เพียงเสียดายภูมิทัศน์คลับคล้ายใกล้เคียง ราวกับเขาวงกตกระนั้น เสี่ยวเตาเดินได้ระยะหนึ่งก็เห็นนกยูง เดินอีกครู่ก็เห็นนกกระเรียน กระต่ายยักษ์ทั่วพื้นล้วนกำลังกินหญ้า พืชพรรณกลับอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ

สักพักใหญ่กว่าจะเดินถึงข้างสระบัวแห่งหนึ่ง เห็นทัศนียภาพสวยสด เสี่ยวเตาจึงนั่งลงสูดหายใจลึกๆ ไกลออกไป สาวใช้สะคราญโฉมคนหนึ่งประคองถาดซึ่งมีองุ่นสดใหม่วางอยู่ เดินเยื้องกรายมา

สาวใช้เห็นเสี่ยวเตา รีบย่อกายคำนับ “แม่นางเสี่ยวเตา ทานองุ่นหรือไม่”

เสี่ยวเตาสั่นหน้า “องุ่นนี้นำไปให้หวังปี้โปหรือ?”

สาวใช้เอ่ยตอบท่าทางขัดเขิน “มิได้ เป็นท่านเจ้าบ้านกำนัลให้ข้า”

เสี่ยวเตาเห็นสาวใช้หน้าแดง ท่าทางประคองถาดองุ่นราวกับประคองยอดดวงใจของหวังปี้โปก็มิปาน อดรู้สึกอ่อนใจมิได้

“คุณชายบ้านเจ้าหลายใจนัก ระวังถูกเขาหลอก” คำพูดเพิ่งหลุดปาก เสี่ยวเตาพลันรู้สึกตนเองไร้สาระ จะพูดเรื่องพวกนี้กับนางทำไมกัน

สาวใช้กลับผงกศีรษะ “ข้าทราบดี แต่ท่านเจ้าบ้านดีกว่าบุรุษอื่นจริงๆ ข้าเป็นแค่สาวใช้คนหนึ่ง เป็นอนุของท่านเจ้าบ้านยังไม่คู่ควร…” พูดจบ หน้าแดงซ่านถึงใบหู

เสี่ยวเตากลับมิได้ดูถูกนางหรือคิดว่านางลดค่าตัวเองเพราะเรื่องนี้ สตรีเพศแสวงหาที่พึ่งพิงให้ตนเองเป็นเรื่องที่พอเข้าใจ เพียงเสียดาย ใช่ว่ามีเงินและทำดีด้วยจะสามารถพึ่งพาได้

คิดถึงตรงนี้ เสี่ยวเตาพึมพำขึ้นมา “หวังปี้โปเจ้าชู้หลายใจปานนี้ มิสู้สร้างวังหลังขึ้นมา ทุกวันหมกมุ่นอยู่กับสนมนางใน ยังดีกว่าออกไประรานชาวบ้านข้างนอก”

ไม่ทันขาดคำ เบื้องหลังมีคนสอดรับขึ้น “เจ้าถึงกับใจกว้างปานนี้ ไม่ทันเข้าพิธีก็อยากหาอนุให้ข้าแล้ว”

เสี่ยวเตาหันมอง หวังปี้โปยืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงนั้น

“ท่านเจ้าบ้าน” สาวใช้รีบย่อกายคำนับ หวังปี้โปส่งยิ้มละมุนให้นาง พลางโบกมือเบาๆ สาวใช้หน้าแดงระเรื่อ ก่อนเดินเคลิบเคลิ้มออกไป

เสี่ยวเตาย่นคิ้วมองหวังปี้โปที่ทำหน้าปลื้มปริ่ม “ท่านยังมีคุณธรรมหรือไม่”

หวังปี้โปยักไหล่ “ข้าก็ดีกว่าคนอีกมากมายจริงๆ”

“เสียดายมิใช่คนทั้งหมด” เสี่ยวเตาซ้ำเติมจุดอ่อนของเขา

“เจ้าไฉนไปเกี่ยวข้องกับเซวียเป่ยฝานได้” หวังปี้โปกระโดดขึ้นมาบนราวหิน นั่งข้างเสี่ยวเตา

“โดยบังเอิญ”

“เซวียเป่ยฝานมิใช่คนที่ควรตอแย เจ้าอย่าได้กระโจนเข้ากองไฟ” หวังปี้โปปั้นหน้าขรึม “แต่ถ้าจะต้องกระโจนจริงๆ เขาคนนั้นอย่างไรก็เทียบข้าไม่ได้ จะชั่วดีข้าก็ไม่มีทางทำให้เจ้าเสียใจ”

“แล้วไปเถอะ” เสี่ยวเตาโบกมือ “ข้าโดดลงกองไฟของท่าน ก็ต้องทำให้คนอื่นเสียใจ”

“เจ้าหมายถึงหลันจือ?” หวังปี้โปแสดงท่าทีลำบากใจชัดเจน “ข้าเห็นนางเป็นน้องสาว”

“ตบมือข้างเดียวไม่ดัง ท่านไม่ยั่วผู้อื่น ผู้อื่นก็คงไม่หลงรักท่านจนสุดหัวใจเช่นนี้ คนอยู่ในกองสุขกลับไม่รู้จักเสพสุข”

หวังปี้โปยังอยากอธิบายต่อ ทว่ากลับนิ่งเงียบ เพียงเห็นไม่ห่างออกไป อวี๋หลันจือยืนหน้ามุ่ยอยู่บนสะพานเก้าหยัก กำผ้าเช็ดหน้าสีชมพูในมือแน่น แทบจิกเล็บเข้าเนื้อแล้ว

“หลันจือ” หวังปี้โปร้องเรียก อวี๋หลันจือกลับหมุนกายวิ่งไป

“ยังไม่รีบตาม” เสี่ยวเตาชำเลืองมองอีกฝ่าย

“ตามอะไร เจ็บยาวมิสู้เจ็บสั้น!” หวังปี้โปกัดฟันกรอด ไม่ทันจบคำก็โดนเสี่ยวเตาเตะใส่เท้าหนึ่ง “ท่านไม่กลัวนางโดดน้ำฆ่าตัวตายหรือ?”

หวังปี้โปตระหนกตกใจ รีบไล่ตามหลังไปทันที

เสี่ยวเตาส่ายหน้า ความจริงอวี๋หลันจือค่อนข้างคล้ายกับหวังปี้โป เอื้อมไม่ถึงก็คนึงหา ยิ่งไขว่คว้าไม่ได้มายิ่งปรารถนาครอบครอง สุดท้ายก็จมปลักหาทางออกไม่เจอ

โดดลงจากราวระเบียงใคร่กลับเรือนพัก หางตาพลันเหลือบเห็นใต้ต้นดอกกุ้ยที่อยู่ไม่ไกล เหมือนมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ พอเสี่ยวเตาเพ่งมอง คนผู้นั้นกลับหายวับไม่เห็นเงา เดิมทีคิดว่ากลางวันแสกๆ คงไม่มีอะไร แต่เสี่ยวเตากลับรู้สึกไม่ชอบมาพากล นึกในใจยังคงรีบกลับดีกว่า

ขากลับ เดินวนเวียนหลายรอบ เสี่ยวเตาทำตัวเองหลงทางแล้ว ชั่วขณะนั้นจำแนกเหนือใต้ออกตกไม่ออก หนำซ้ำยิ่งเดินยิ่งรกร้าง เสี่ยวเตาหยุดเดินในที่สุด หมายมองหาคนเพื่อถามทาง

จังหวะนั้น พลันได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากในเรือนแห่งหนึ่งไกลออกไป คล้ายเป็นเสียงสตรี กรีดร้องรุนแรงจนยากพรรณนา

เสี่ยวเตาสะดุ้งเฮือก นึกในใจเกิดอะไรขึ้น ก่อนรีบขึ้นหน้าเดินหาต้นเสียง พอเลี้ยวอ้อมทางเล็ก ปรากฏคนผู้หนึ่งพุ่งพรวดออกมา

“อา!” เสี่ยวเตาร้องอุทาน คนที่พุ่งมาก็ตกใจเช่นกัน ตั้งสติเพ่งดู ที่แท้เป็นหวังกุ้ย พ่อบ้านใหญ่ของหมู่ตึกปี้โป

“แม่นางเหยียน?” หวังกุ้ยก็จดจำเสี่ยวเตาได้ ลูบอกพลางกล่าว “ตกใจแทบตาย ท่านไฉนมาถึงแถวนี้ได้”

เสี่ยวเตานึกในใจ ข้าต่างหากตกใจแทบตาย “ข้าหลงทาง เมื่อครู่ได้ยินเสียงร้อง เหมือน…”

“อ้อ เป็นแมวป่า” หวังกุ้ยอธิบาย พลางเดินนำเสี่ยวเตาออกไป “ข้าเหยียบโดนหางแมวป่าตัวหนึ่ง มันตกใจเลยร้อง”

“แมวป่า?” เสี่ยวเตารู้สึกไม่น่าจะใช่ แต่หวังกุ้ยพานางออกจากละแวกนั้นแล้ว เลี้ยวไปเลี้ยวมาจนถึงบริเวณเรือนรับรองแขก “อีกเดี๋ยวงานเลี้ยงค่ำจะเริ่มแล้ว ข้าขอตัวไปเตรียมงานก่อน” หวังกุ้ยเร่งร้อนผละไป

เสี่ยวเตาพกความสงสัยเต็มท้อง เจ้าหวังกุ้ยคนนี้ท่าทางลับๆ ล่อๆ ต้องมีเรื่องอะไรซ่อนเร้นแน่

กำลังกังขาอยู่ดีๆ พลันมีคนตบไหล่ทีหนึ่ง

เสี่ยวเตาสะดุ้งโหยง พอหันขวับ เห็นเป็นเซวียเป่ยฝาน จึงฉุนกึก “จะให้ตกใจตายหรือไร”

เซวียเป่ยฝานยกมือปั้นหน้าผู้บริสุทธิ์ “ข้าเรียกเจ้าก่อนแล้วค่อยตบไหล่ เจ้าเองต่างหากทำท่าเหมือนสติไม่อยู่กับตัว คิดอะไรอยู่หรือ”

เสี่ยวเตาแค่นเสียงเชอะ “ท่านรู้สึกหรือไม่ว่า หมู่ตึกปี้โปแห่งนี้แปลกๆ ชอบกล”

เซวียเป่ยฝานเห็นนางระแวงแคลงใจ จึงยิ้มถาม “ไปเห็นอะไรเข้า”

“เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องชัดๆ จะเข้าไปดูกลับเจอหวังกุ้ย เขาพูดอ้อมๆ แอ้มๆ”

“เฮอะ” เซวียเป่ยฝานกลับไม่รู้สึกผิดปกติ “บ้านของเจ้าหวังปี้โปคนนี้ รวมแล้วมีคนไม่น้อยกว่าสามร้อยคน มีเรื่องที่ไม่อยากให้ผู้คนรับรู้ ก็ไม่แปลกตรงไหน”

เสี่ยวเตายังคงรู้สึกไม่ถูกต้องอยู่ดี เสียงนั้นไม่ใช่เสียงแมวเด็ดขาด!

เซวียเป่ยฝานฉุดมือนางหน้าตาเฉย “ไปเถอะ”

“ไปไหน” เสี่ยวเตาพยายามดึงมือออก “อย่าจับมือถือแขน”

“เจ้าสงสัยมิใช่หรือ พิสูจน์ให้เห็นกับตา!” เซวียเป่ยฝานชี้ลูกตา “ข้าจะไปดูเป็นเพื่อน”

“หืม?” เสี่ยวเตาฉงนใจอย่างเห็นได้ชัดหลังได้ยินคำพูดของเขา จับคางเดินวนรอบตัวเซวียเป่ยฝาน พลางพินิจขึ้นลง

“มีอะไร”

“ไม่ถูกต้อง” เสี่ยวเตายิ้มถาม “ท่านควรต่อล่อต่อเถียงกับข้าถึงจะถูก”

เซวียเป่ยฝานยิ้มกว้าง “ชั่วดีเจ้าก็เป็นหญิงงามคนหนึ่ง โต้คารมกับเจ้าถือเป็นการหยอกล้อ ไม่จำเป็นต้องถกเถียงไปมาทุกครั้งกระมัง”

“เล่นลูกไม้อะไรอีก” เสี่ยวเตาไพล่มือเดินนำหน้า “ปีเดียวถูกงูกัด สามปีขยาดพงหญ้า* หากคิดตบตาข้า จงถอดใจเสียเถอะ”   

[*อุปมาหมายถึงเมื่อประสบเหตุร้ายแรงใด จะเกิดความกลัวต่อเรื่องนั้นไปอีกนาน]

“คนเรา เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีหัวใจ ใช้ชีวิตแบบไร้หัวจิตหัวใจ ย่อมต้องมีเหตุผล!” เซวียเป่ยฝานขึ้นหน้าสองก้าวไล่ตามเสี่ยวเตา ชะโงกเข้าไปกระซิบข้างหู “น้ำใสใจจริงที่เก็บซ่อนไว้ ถึงจะงดงาม”

เสี่ยวเตายื่นมือ “ท่านควักออกมาให้ข้าดูที เป็นสีแดงหรือสีดำ”

“เจ้าอยากดูจริงหรือ” แววตาเซวียเป่ยฝานพลันเป็นประกาย เมื่อโน้มหน้าผ่านพวงแก้มของเสี่ยวเตา  ลมหายใจอุ่นร้อน วูบผ่านลำคอและติ่งหูของเสี่ยวเตา นางตกใจสะดุ้งถอยหลังแทบไม่ทัน ก่อนเอามือจับคอขยี้เท้า “ทำอะไร เจ้าโจรราคะ”

เซวียเป่ยฝานยิ้มชั่วร้าย เขี่ยเกลียวผมหลังใบหูของนางเล่น “เจ้ายังอ่อนหัดนัก แต่ข้าชอบ”

เสี่ยวเตาโมโหหมุนกายผละหนี เซวียเป่ยฝานรีบขวาง เปลี่ยนมาปั้นหน้าทะเล้น “แค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้นเอง”

เสี่ยวเตากระทืบเท้าเขาเต็มแรง ก่อนวิ่งหนีไปด้วยใบหน้าแดงเรื่อ

เซวียเป่ยฝานส่ายหน้า เก็บงำรอยยิ้ม ชำเลืองเงาคนครึ่งตัวที่ทอดยาวตรงด้านหลังประตูเรือนซึ่งอยู่ไม่ไกล มุมปากกระตุกเบาๆ ก่อนเดินกลับไปแบบไม่กระโตกกระตาก

 

บทที่ 12  ริษยาพาเดือดร้อน

เมื่อเซวียเป่ยฝานกลับมาอีกครั้ง เห็นประตูห้องของเสี่ยวเตาปิดสนิท มองจากหน้าต่างเข้าไป เสี่ยวเตานั่งอยู่กับเสี่ยวเยว่ สองสาวคล้ายกำลังซุบซิบเรื่องส่วนตัว เสี่ยวเยว่ทำหน้าตกใจมองเสี่ยวเตา เสี่ยวเตากลับขุ่นเคืองอย่างชัดเจน บอกว่าเซวียเป่ยฝานเป็นนักเลงอันธพาลตั้งแต่หัวจรดเท้า

ฉงหัวเดินเข้ามาจากนอกเรือน ถือองุ่นที่ล้างเสร็จแล้วถาดหนึ่ง เห็นเซวียเป่ยฝานเกาะหน้าต่างแอบดู รู้สึกงุนงง

เซวียเป่ยฝานหันมาเห็นเขา จึงลากออกไปด้านนอก

“อะไรของเจ้า”

“ตอนนี้เข้าไม่ได้”

“เพราะอะไร?”

เซวียเป่ยฝานเห็นฉงหัวงุนงง จึงกระแอมคำหนึ่ง แสร้งทำท่าเคร่งขรึม “ไม่เพราะอะไร”

ฉงหัวเหล่มองอีกฝ่าย อึดใจใหญ่ค่อยว่า “เจ้าคงไม่ได้ไปลวนลามผู้อื่นจนถูกเขาชังน้ำหน้ากระมัง?”

เซวียเป่ยฝานปั้นหน้าเหมือนถูกแทงใจดำ “พูดราวกับข้าเป็นตัวน่ารังเกียจไปได้”

“ก็เจ้าแส่หาเรื่องเอง” ฉงหัวอดถอนใจมิได้ “ข้าไม่เข้าใจเลย บุรุษดีงามที่เก่งกาจทั้งบุ๋นบู๊อย่างเจ้า ไฉนชอบทำตัวเสเพล สตรีที่ดีส่วนมากล้วนรังเกียจบุคลิกเช่นนี้ของเจ้า ตัวเจ้าเองคงไม่ใช่ไม่รู้กระมัง”

เซวียเป่ยฝานยักไหล่ “พอดีเลย ข้าก็ไม่ชอบตอแยสตรีดีงามอยู่แล้ว”

“โอ?” ฉงหัวคล้ายฟังออกถึงบางสิ่ง จึงยิ้มถาม “เจ้ารู้สึกเหยียนเสี่ยวเตาเป็นสตรีดีงาม?”

เซวียเป่ยฝานแบมือ ไม่ยอมรับไม่ปฏิเสธ เดินกลับเรือนตัวเอง พลางพึมพำ “หวังปี้โปคนนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไร ในบ้านมีภูตผีปีศาจเต็มไปหมด”

“เฮ้อ อย่ามาทำเปลี่ยนเรื่อง” ฉงหัวไล่ตามสองก้าว “เจ้าไม่ใช่เด็กแล้ว คิดว่าดีก็รักษาโอกาสไว้ ทำตัวสุภาพเรียบร้อยให้ผู้อื่นสนใจเจ้า”

“วิธีทำให้สตรีสนใจ บนโลกนี้มีอยู่สอง” เซวียเป่ยฝานชูสองนิ้ว “ไม่รักก็เกลียด”

ฉงหัวฟังเขาพูดจนเหม่อ ในใจคิดถึงโหลวเสี่ยวเยว่…นั่นสิ ไม่รักก็เกลียด! ผลลัพธ์ที่ไม่ใช่ทั้งรักและไม่ใช่ทั้งเกลียด ก็คือมองข้ามอย่างสิ้นเชิง

เซวียเป่ยฝานกลับห้องโดยไม่สนใจรอบข้าง ยังคงเอ้อระเหยลอยชายเหมือนเดิม ไม่แยแสใดๆ ทั้งสิ้นเหมือนเดิม

…………………..

ตะวันลับเหลี่ยมเขาทิศประจิม

เสี่ยวเตางีบหลับด้วยความอัดอั้นตลอดบ่าย นอนจนปวดเศียรเวียนเกล้า ก่อนลุกขึ้นสางผม

ฉงหัว เซวียเป่ยฝานกับห่าวจินเฟิงล้วนเตรียมตัวพร้อมแล้ว กำลังสรวลเสเฮฮา รอคอยอยู่นอกเรือน

เสี่ยวเตาเงี่ยหูฟัง ได้ยินเซวียเป่ยฝานแนะนำกับฉงหัวและห่าวจินเฟิงอย่างคึกคัก ว่าเมืองผิงเจียงนี้เหลาสุราแห่งไหนเมรัยรสดี แห่งไหนมีแม่นางเลอโฉม และยังไม่ลืมหยอกล้อสาวใช้ที่มานำทาง เสี่ยวเตาอดมุ่นคิ้วมิได้ “เจ้าโจรราคะ!”

เสี่ยวเยว่ที่อยู่ด้านข้างช่วยส่งปิ่นปักผมให้เสี่ยวเตา พลางกระซิบว่า “คุณชายเซวียท่านนี้ ชวนให้ผู้คนงงงวยจริงๆ”

“ใช่ ความคิดของโจรราคะ ใครจะไปเข้าใจ”

“แต่ข้ารู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนลามก” เสี่ยวเยว่เท้าคางช่วยตรวจดูคิ้วสองข้างของเสี่ยวเตาว่าเท่ากันหรือไม่ “เขาพำนักอยู่ในบ้านสวนซิงไห่นานมาก แม้ชอบพูดคุยเย้าแหย่สาวๆ กลับไม่เคยเห็นเขาพาใครมาหลับนอน”

“เสี่ยวเยว่” เสี่ยวเตาเกล้าผมเสร็จ บอกกับเสี่ยวเยว่น้ำเสียงจริงจัง “รู้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ ไม่แน่อาจแอบทำลับหลังก็ได้”

“โอ” เสี่ยวเยว่พยักหน้าหนักแน่น ยังคงเชื่อถือทุกคำพูดของเสี่ยวเตา “ที่แท้เป็นเช่นนี้”

ทั้งสองแต่งตัวเสร็จออกจากห้อง ขณะนั้นใกล้ถึงเวลาจุดโคมไฟ บุรุษสามคนที่ปากประตูเรือนพากันหันมองพร้อมเพรียง อดที่จะอุทานชมเชยมิได้

เสี่ยวเตาไม่เพียงจับตัวเองแต่งตัวจนสวย ยังแปลงโฉมเสี่ยวเยว่ได้ชวนมองเป็นพิเศษ สองพี่น้องคล้องแขนเยื้องย่างออกมา งามพิลาสยิ่งกว่ามวลผกาทั่วอุทยาน

ความคิดอยากแกล้งของเซวียเป่ยฝานคล้ายผุดขึ้นอีกครั้ง รีบไล่ตามเสี่ยวเตา “ต่างหูทำจากอะไร แลดูแพงระยับจริงๆ”

เสี่ยวเตาหรี่ตาเล็กน้อย เซวียเป่ยฝานตาแหลมนัก ต่างหูคู่นี้เป็นเหยียนหรูอวี้มารดาของนางมอบให้ ทำจากหยกม่วงเป่ยไห่…ดีไม่ดีอาจเล็ดลอดมาจากพรรคเป่ยไห่ด้วยซ้ำ

“มรดกประจำตระกูล” เสี่ยวเตาตอบ

เซวียเป่ยฝานหัวร่อ “บังเอิญจริง มารดาข้าก็มีคู่หนึ่งที่เหมือนกันทุกประการ เก็บไว้ให้ข้าเป็นมรดกประจำตระกูล”

เสี่ยวเตาสะดุ้ง นึกในใจ…คงไม่ใช่ท่านแม่ของนางลักขโมยมาจากมารดาของเซวียเป่ยฝานจริงๆ กระมัง?

“ต่างหูหยกม่วงในโลกหล้า ล้วนหน้าตาไม่แตกต่าง” เสี่ยวเตางึมงำ

“ของมารดาข้าคู่นั้นสั่งทำพิเศษ” เซวียเป่ยฝานเอ่ยเนิบๆ “หยกม่วงชนิดนั้นเป็นหยกขาวแซมลายม่วง เหมือนกับดอกจื่อหลัวหลัน*ที่บานสะพรั่งอยู่ในปุยเมฆสีขาว มูลค่าระดับล่มเมือง”

[*ดอกไวโอเล็ต]

เสี่ยวเตาเริ่มร้อนตัว… หรือเป็นของพรรคเป่ยไห่จริง? เป็นไปได้ไหมเซวียเป่ยฝานโกหก?

“นั่นเป็นสมบัติล้ำค่าซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียว” เซวียเป่ยฝานชะโงกเข้าไปใกล้ขึ้น ลากเสียงยาว “ท่านแม่บอกข้าว่า มอบให้ข้าไว้สำหรับหมั้นหมายสตรีที่ชมชอบ”

เสี่ยวเตาหน้าแปรสี ยื่นมือถอดต่างหูสองข้างออกมา โยนใส่มือเขา แล้วฉุดเสี่ยวเยว่ที่หน้าตางุนงงผละไปทันที

ฉงหัวเห็นเซวียเป่ยฝานถือต่างหูหน้าระรื่น จึงขมวดคิ้ว “นี่เจ้าทำอะไร มารดาเจ้าเคยทิ้งต่างหูไว้ให้เจ้าเมื่อไรกัน”

เซวียเป่ยฝานโยนต่างหูหยกม่วงขึ้นฟ้าเบาๆ แล้วรับไว้ เชิดมุมปากกล่าวว่า “ข้าย่อมมีเหตุผลของข้า” จบคำก็เดินตามไปด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม

เสี่ยวเยว่เห็นเสี่ยวเตาอารมณ์ขุ่นตลอดทาง จึงถาม “เสี่ยวเตา เจ้าโกรธขึ้งปานนี้ หรือจะไม่ไหว้วานคุณชายเซวียไปยั่วโทสะหวังปี้โปแล้ว?”

เสี่ยวเตาพลันฉุกคิดขึ้นได้ ยังต้องใช้เจ้าตัวดีเซวียเป่ยฝานขับไล่หวังปี้โปนี่นา

“เฮ้อ…” เสี่ยวเตาถอนใจ คนอยู่ใต้ชายคาย่อมไม่อาจไม่ก้มหัว ช่างเถอะ! อดกลั้นไว้ยังดีกว่าถูกบังคับแต่งงาน”

“จะเรียกนายน้อยฉงหัวหรือมือปราบห่าวช่วยหรือไม่” เสี่ยวเยว่เสนอแนะ

“นั่นจะได้อย่างไร” เสี่ยวเตาโวยวาย นึกในใจ… ฉงหัวเป็นของเสี่ยวเยว่ ไม่อาจคลุมเครือ!ห่าวจินเฟิงยิ่งไม่ได้ใหญ่ นั่นเป็นพี่ชายแท้ๆ

เสี่ยวเยว่มองเสี่ยวเตาอย่างสงสัย…เซวียเป่ยฝานพิเศษกว่าคนอื่นจริงด้วย

…………………..

งานเลี้ยงค่ำจัดอยู่ในสวนอุทยานด้านหลังนี่เอง โต๊ะยาวขนาดเล็กห้าตัวล้อมเป็นวง ไม่ไกลนักมีนักร้องนางรำขับขานท่วงทำนองอยู่ในศาลากินลม บรรยากาศดีเลิศ

โต๊ะยาวหนึ่งตัวนั่งสองคน เสี่ยวเตาจนใจ ต้องนั่งโต๊ะเดียวกับเซวียเป่ยฝาน เสี่ยวเยว่กับฉงหัว ห่าวจินเฟิงนั่งคนเดียว พิจารณาถึงปริมาณอาหารของเขา อย่างนี้ค่อยกินอิ่มหน่อย!

โต๊ะเจ้าภาพ หวังปี้โปกับอวี๋หลันจือต่างนั่งคนละโต๊ะ หวังปี้โปกำลังพินิจมองมาที่เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานทางนี้

เสี่ยวเตายังเคืองไม่หาย เซวียเป่ยฝานนั่งลงเรียบร้อยก็เริ่มงอนง้อ “เอาน่า อย่าโกรธเลย แค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้นเอง ท่านแม่ข้าไม่เคยทิ้งต่างหูหยกม่วงอะไรไว้ให้ข้าหรอก”

เสี่ยวเตาถลึงตาใส่

เซวียเป่ยฝานรีบหยิบต่างหูคู่นั้นขึ้นมาอย่างเอาใจ และอ้อมมือมาใส่ให้นาง

ขนต้นคอของเสี่ยวเตาลุกกรูเกรียว เรือนร่างแข็งทื่อ อยากจะหยิกเซวียเป่ยฝานให้หายแค้น

เซวียเป่ยฝานรีบกระซิบริมหู “เจ้าอย่าลงไม้ลงมือเชียว เชื่อหรือไม่ข้าจะใช้ต่างหูทิ่มหูเจ้า!”

มือของเสี่ยวเตาค้างเติ่ง ห่างจากเอวเขาไม่ถึงหนึ่งชุ่น ยังคงเง้างอดไม่หาย

เซวียเป่ยฝานแอบยิ้ม “หยกม่วงเหมาะกับเจ้า ยิ่งขับผิวให้ขาวผ่องชวนมอง”

เสี่ยวเตาแดงเถือกทั้งหู เมื่อครู่ตอนเซวียเป่ยฝานใส่ต่างหู นิ้วมือยังลูบไล้ติ่งหูนาง ไม่ทราบจงใจหรือไม่ เจ้าโจรราคะ! น่าชังนัก! ถ้าลูบอีกจะเชือดให้!

เซวียเป่ยฝานช่วยใส่ต่างหูให้เสี่ยวเตาจนเสร็จด้วยความอภิรมย์สมใจ ก่อนหันไปยักคิ้วให้ฉงหัวที่ปากอ้าตาค้างอยู่ข้างๆ

ฉงหัวแทบอยากเอาส้มทุ่มหน้า เจ้าหนุ่มเสเพลนี่ฉวยโอกาสซ้ำเติม เอาเปรียบเด็กผู้หญิง ไม่ทราบเสี่ยวเตาไปล่วงเกินส่วนไหนของเขา เป็นครั้งแรกที่เห็นเซวียเป่ยฝานทำเกินเลยไปจริงๆ

ขณะกำลังโกรธกรุ่น เสี่ยวเยว่ที่ด้านข้างปอกส้มลูกหนึ่งให้ฉงหัว “นายน้อยฉง กินส้ม”

ฉงหัวได้ยินคำ ‘นายน้อย’ ก็ห่อเหี่ยวทันใด นายน้อย นายน้อยฉง คุณชายเซวีย มือปราบห่าว… เสี่ยวเยว่ล้วนเรียกขานผู้อื่นเช่นนี้ตลอด และมักก้มหน้าเสมอ

“เรียกชื่อโดยตรงก็ได้” ฉงหัวรับส้มมา

เสี่ยวเยว่พยักหน้า ยื่นมือออกไปเตรียมปอกอีกลูกหนึ่ง ฉงหัวรีบเอื้อมหยิบให้ “ข้าเอง”

เสี่ยวเยว่ชะงักกึก เงยหน้ามองฉงหัว

ฉงหัวยิ้มให้นาง วางส้มที่ปอกเสร็จแล้วใส่มือนาง “ออกจากบ้านเที่ยวนี้ เจ้าไม่ต้องดูแลคนอื่น ให้พวกเราดูแลเจ้าก็พอ”

เสี่ยวเยว่ก้มหน้ากินส้ม ใจเต้นระส่ำอย่างไม่เคยเป็น

เสี่ยวเตาจ้องมองอยู่ด้านข้าง พึมพำเบาๆ “จับมือแล้วชวนคุยสักสองประโยคสิ โง่!”

กำลังดูอย่างออกรส ตรงหน้าพลันปรากฏใบหน้าเซวียเป่ยฝานลอยมา เสี่ยวเตาตกใจหลบวูบ ถลึงตาเขียวใส่

เซวียเป่ยฝานเสียงขุ่น “แม่สาวน้อยช่างเอาใจยากเสียจริง ไม่จับมือหาว่าโง่ จับมือก็ด่าว่าโจรราคะ”

เสี่ยวเตาเขยิบออกข้างเล็กน้อย ยังเคืองเรื่องเมื่อครู่ก่อนไม่หาย จึงไม่อยากสนใจเขา

ยามนั้น เสียงเครื่องดนตรีเริ่มเบาลง ฟ้าราตรีมืดหม่นขึ้น เหนือลานสวนมีโคมกระดาษหลากสีแขวนประดับเรียงราย กระดาษโคมค่อนข้างหนา สะท้อนแสงสลัวรางทั่วลาน ไม่ทราบเป็นเพราะยามราตรีมีไอน้ำหนาแน่นหรือไม่ ส่งให้ต่างฝ่ายมองสีหน้าไม่ชัดเจน

หวังปี้โปดื่มสุราตามลำพัง สายตามองมาทางเสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝาน คล้ายครุ่นคิดบางสิ่ง ทั้งคล้ายกำลังเหม่อลอย

หวังกุ้ยประกาศเริ่มงานเลี้ยง บรรดาสาวใช้ทยอยยกสุราอาหารเข้ามา

กินไปสองคำอย่างเบื่อหน่าย หวังปี้โปพลันโพล่งถามหวังกุ้ย “สาวใช้ที่ชื่อชุ่ยเอ๋อร์เล่า? ไหนว่าคืนนี้จะเป่าขลุ่ยให้ข้าฟัง”

“เอ่อ…” หวังกุ้ยอึกอัก ก่อนเหลียวมองไปทางอวี๋หลันจือ

อวี๋หลันจือเหล่มองเขา หวังกุ้ยรีบเอ่ยตอบเสียงค่อย “อ้อ ชุ่ยเอ๋อร์ขอลาออก กลับบ้านไปแล้วขอรับ”

“ลาออก?” หวังปี้โปอุทาน “ไฉนลาออกอีกคนแล้ว พักนี้มีสาวใช้ลาออกบ่อยจริง ซ้ำยังเป็นคนที่ข้าชมชอบเสียด้วย”

หวังกุ้ยยิ้มเจื่อน กล่าวว่าอีกสองสามวันจะหาคนใหม่ จากนั้นถอยไปยืนรอรับใช้ด้านข้าง

เสี่ยวเตาเอ่ยถามสาวใช้ที่กำลังจัดวางอาหาร “ชุ่ยเอ๋อร์คือใคร”

สาวใช้เหลือบไปทางอวี๋หลันจือ เห็นนางลุกขึ้นไปนั่งด้านข้างหวังปี้โปแล้ว จึงลดเสียงบอกกับเสี่ยวเตา “นายน้อยได้ยินชุ่ยเอ๋อร์เป่าขลุ่ยในลานสวน ชมว่านางเป่าได้ดี จึงกำนัลองุ่นให้นาง และกำชับให้นางมาเป่าขลุ่ยสร้างบรรยากาศในงานเลี้ยงคืนนี้อีกที”

เสี่ยวเตาสะดุดกึกในใจ…หรือจะเป็นสาวใช้หน้าตาสะสวยที่เจอตอนอยู่ข้างสระบัวคนนั้น?

“นางน่าจะดีใจมิใช่หรือ” เสี่ยวเตางุนงง “ไฉนลาออกแล้ว”

“ย่อมมิใช่ลาออกแน่นอน ต้องเป็นเพราะคุณหนูอวี๋ไล่ออกไป” สาวใช้ลดเสียงค่อยสุด “สาวใช้ในจวนนี้ ห้ามเป็นที่ต้องตาของนายน้อยเด็ดขาด เมื่อใดที่นายน้อยยิ้มให้หรือเอ่ยชม แล้วคุณหนูอวี๋เห็นเข้า ถ้าไม่ถูกทุบตีก็ต้องถูกตะเพิดออกไป”

สาวใช้พูดจบก็ลุกขึ้น กลับเข้าด้านหลังไปยกกับข้าวต่อ

สัญชาตญาณบอกให้เสี่ยวเตามองไปทางอวี๋หลันจือที่รินเหล้าอยู่ข้างกายหวังปี้โป อวี๋หลันจือนิสัยค่อนข้างดุร้ายเอาแต่ใจ จะอย่างไรก็เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ แต่เสี่ยวเตากลับมองไม่เห็นถึงด้านที่อำมหิตของนาง…หรือตนประเมินนางต่ำเกินไป?

“ดังนั้นจึงกล่าวว่า เหี้ยมที่สุดคือจิตสตรี” เซวียเป่ยฝานเอ่ยวาจาประชดประชันอยู่ข้างๆ พลางตักเตือนเสี่ยวเตา “เจ้าโชคดีที่ไม่ได้รับปากเรื่องแต่งงาน มิเช่นนั้นชีวิตน้อยๆ ของเจ้าคงรักษาไม่ได้แล้ว”

เสี่ยวเตาคร้านจะเถียงด้วย หากมิใช่หวังปี้โปเด็ดดมบุปผาเรี่ยราด เพลิงริษยาของอวี๋หลันจือก็คงไม่คุโชนขึ้นมา

ยามนั้น มีสาวใช้ยกอาหารจานหนึ่งมาให้เสี่ยวเตา เป็นอวี๋หลันจือสั่งห้องครัวทำส้มยัดไส้กุ้งเพิ่มอีกอย่างเป็นพิเศษ อารมณ์เบื่อหน่ายของเสี่ยวเตาพลันดีขึ้นทันตา ขณะยกตะเกียบจะคีบกุ้งกิน กลับเห็นส่วนปลายของตะเกียบเงินในมือ เปลี่ยนเป็นสีดำในพริบตาเมื่อแตะถูกตัวกุ้ง

เซวียเป่ยฝานรีบร้องห้าม “มีพิษ”

เสี่ยวเตาสะดุ้งโหยง หวังปี้โปได้ยินจึงลุกพรวดขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้น”

เซวียเป่ยฝานชูตะเกียบให้หวังปี้โปดู “มีคนเหยาะเครื่องปรุงรสในกับข้าว”

ทุกคนล้วนตกตะลึง เหล่าสาวใช้รีบถอยออกด้านข้าง ฉงหัวกับเสี่ยวเยว่ก็หยุดกินแล้ว ห่าวจินเฟิงกลับกินเข้าไปไม่น้อย แตกตื่นจนอยากล้วงคอ จับจ้องตะเกียบในมือเขม็ง เห็นตรงปลายที่เป็นเนื้อเงินมิได้เปลี่ยนสี คิดว่าคงไม่มีปัญหากระมัง

“หวังกุ้ย” หวังปี้โปหน้าบูดบึ้ง

“ท่านเจ้าบ้าน” หวังกุ้ยซอยเท้าเข้ามา หน้าตาลำบากใจ “เอ่อ…”

“ล้วนทดสอบให้หมด” หวังปี้โปออกคำสั่ง หวังกุ้ยรีบเอาเข็มเงินจุ่มในอาหารทีละจาน พบว่าอาหารทั้งหมดไม่มีพิษ มีเพียงจานกุ้งของเสี่ยวเตาที่วางยาพิษร้ายแรง

เสี่ยวเตามองสำรวจตะเกียบเงิน ก่อนกระดกจานขึ้นมานิดหนึ่ง อาศัยแสงจันทร์สะท้อน พบว่ามีผงสีครามหม่นเคลือบอยู่บนตัวกุ้งจางๆ ชั้นหนึ่ง แสดงว่าพิษเพิ่งถูกโรยลงไป

เสี่ยวเยว่เงยหน้าทันใด เขม้นมองอวี๋หลันจือที่นั่งข้างหวังปี้โป อวี๋หลันจือประสานสายตากับนาง พลันโกรธเกรี้ยวขึ้นมา “เจ้ามองข้าทำไม”

เสี่ยวเยว่ขมวดคิ้ว อวี๋หลันจือบอกไว้เมื่อตอนบ่าย จะทำอาหารจานนี้ให้เสี่ยวเตา นางใช่เป็นคนวางยาพิษหรือไม่ ทำแบบนี้ไยมิใช่โจ่งแจ้งเกินไป

“ข้าเปล่า!” อวี๋หลันจือสั่นหน้าพัลวัน บอกกับหวังปี้โป “พี่ชาย ข้าไม่ได้วางยาพิษนาง”

หวังปี้โปพินิจมองอวี๋หลันจือ คล้ายรวนเรอยู่บ้าง

“ท่านไม่เชื่อข้า?” อวี๋หลันจือขอบตาแดงเรื่อ

“ข้าเชื่อ” หวังปี้โปโพล่งออกมา “แต่พวกเราต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน”

อวี๋หลันจืออ้าปากค้าง ก่อนลุกยืนขึ้นมา หันไปถลึงมองเสี่ยวเตา “เจ้าพูดสิ เจ้าฉลาดนักมิใช่หรือ”

เสี่ยวเตาชูตะเกียบมองดูทุกคน “ไม่น่าใช่หลันจือ เพราะคงไม่โง่ถึงขนาดวางยาในอาหารจานนี้ แล้วยังให้ตะเกียบเงินกับข้า”

“ถูกต้อง!” อวี๋หลันจือเหลือบเห็นใบหน้าสาวใช้ที่เพิ่งยกอาหารมาให้เสี่ยวเตาแฝงรอยยิ้มเย็นชา จึงเข้าไปบิดหูนาง “เจ้ายิ้มอะไร เจ้าใส่ร้ายข้าใช่หรือไม่”

“คุณหนูอวี๋ไว้ชีวิตด้วย ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น” สาวใช้เจ็บจนโอดโอย เซวียเป่ยฝานหดคอ นึกในใจ…นี่ออกจะพาลพาโลเกินไปแล้ว

เสี่ยวเตาปรามว่า “อย่าเพิ่งลงไม้ลงมือ สืบให้แน่ชัดก่อนค่อยว่ากัน”

“ต้องเป็นสาวใช้พวกนี้รวมหัวกัน…” อวี๋หลันจือผลักสาวใช้คนนั้นออก ชี้กราดบรรดาสาวใช้โดยรอบ “พวกเจ้าอย่านึกว่าข้าไม่รู้ ว่าพวกเจ้าด่าอะไรข้าลับหลัง”

“หลันจือ” หวังปี้โปขมวดคิ้ว ตวาดห้ามอวี๋หลันจือ

อวี๋หลันจือหันขวับ มองหวังปี้โปแวบหนึ่งอย่างเคืองแค้น “ข้าจะกลับบ้านเดี๋ยวนี้ และจะไม่มาหาท่านอีกแล้ว ท่านพอใจแล้วกระมัง! ข้าไม่ใช่คนไร้ที่พึ่ง ไยต้องมาทนดูสีหน้าคนอื่นทุกวัน ท่านอยากแต่งใครก็แต่งเลย!” จบคำก็ปาดน้ำตาวิ่งไป

สายตาทุกคู่จ้องมองหวังปี้โปโดยปราศจากวาจา เพียงเห็นเขาอารมณ์เสียขึ้นมาเช่นกัน เหวี่ยงจอกทิ้งแล้วกระแทกนั่งลง ร้องสั่งหวังกุ้ย “สืบให้ได้ว่าใครเป็นคนวางยา”

“ขอรับ” หวังกุ้ยพยักหน้า ซอยเท้าออกไป

ทุกคนในที่นั้นไม่มีอารมณ์ดื่มกินอีกแล้ว ชั่วอึดใจให้หลัง สาวใช้คนหนึ่งทำใจกล้าเอ่ยถามหวังปี้โป “ท่านเจ้าบ้าน คณะร้องรำจะให้เล่นต่อหรือไม่”

“เล่นอะไรเล่า ใครยังจะกินลง” หวังปี้โปหน้าบูดสุดขีด ทำเอาเหล่าสาวใช้หวาดผวาทยอยล่าถอยแทบไม่ทัน

ในขณะที่ทุกคนกำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เสี่ยวเตากลับตบมือดังแปะ

ทุกคนเงยมองนาง

เสี่ยวเตาลุกพรวด พลางฉุดดึงเสี่ยวเยว่ “ไป เสี่ยวเยว่ พวกเราไปหาหลันจือกินอาหารรอบดึกกัน ฉลองที่นางหลุดพ้นจากทะเลทุกข์ได้แล้ว”

เสี่ยวเยว่โดนเสี่ยวเตาลากไปด้วยความมึนงง ปล่อยให้ฉงหัวกับเซวียเป่ยฝานมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนมองดูหวังปี้โปที่หมดอาลัยตายอยากด้วยความเห็นใจ

ห่าวจินเฟิงทนไม่ไหว ถามขึ้นว่า “ข้าไปด้วยได้ไหม ข้ายังกินไม่อิ่ม”

 

บทที่ 13 กระต่ายไม่กินหญ้า

ภายในห้องส่วนตัวที่เรียบหรูของเหลาสุราแห่งหนึ่งบนถนนในเมืองผิงเจียง

“เจ้าอย่าร้องอีกเลย” เสี่ยวเยว่หยิบผ้าเช็ดหน้ายื่นส่งให้อวี๋หลันจือที่นั่งสะอึกสะอื้นอยู่ข้างโต๊ะ “เสี่ยวเตาก็บอกแล้วว่าเชื่อเจ้า”

“เป็นพวกเจ้าปรักปรำข้า” อวี๋หลันจือสูดจมูกพลางกล่าว “ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ข้า”

“คิดเสียว่าผู้บริสุทธิ์ย่อมบริสุทธิ์ในตัวเอง ไยต้องร้องไห้” เสี่ยวเยว่ส่ายศีรษะ

“ที่นางร้องไม่ใช่เพราะถูกใส่ความ” เสี่ยวเตาเกยคางบนโต๊ะ คลึงถ้วยชาตรงหน้าเล่น “แต่โกรธที่พี่ชายไม่เชื่อนาง”

เสี่ยวเยว่พยักหน้าอย่างเข้าใจ จึงไม่พูดอะไรอีก เพียงนั่งเป็นเพื่อน

อวี๋หลันจือร่ำไห้ได้ครู่หนึ่งก็สงบลง เช็ดน้ำตาเงียบๆ

เสี่ยวเตาเห็นนางสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ค่อยเปิดปากถาม “เจ้าจะกลับบ้านจริงหรือ”

อวี๋หลันจือเม้มปาก ไม่ยอมตอบ

“ไม่ได้ความ” เสี่ยวเตาเบะปาก

อวี๋หลันจือประคองถ้วยชา กล่าวอย่างซึมเศร้า “ถ้าข้าไป ไม่แน่พี่ชายอาจดื่มเหล้าฉลองด้วยซ้ำ ข้าไม่ไปกวนใจเขา เขาก็เป็นอิสระแล้ว”

“คุณชายหวังตามใจเจ้ามากกระมัง” เสี่ยวเยว่มีความเห็นต่างออกไป “เจ้าอย่าคิดฟุ้งซ่าน”

“ก็เพราะข้าไม่ได้คิดฟุ้งซ่านถึงได้กลายเป็นแบบนี้” อวี๋หลันจือโมโห “พวกเจ้าคิดว่าพี่ชายชอบข้าหรือ? ไม่เลย!ท่านป้าต่างหากที่เอ็นดูข้า นางบอกพี่ชายให้ดูแลข้าอย่างดี พี่ชายยอมทนข้าทุกอย่างก็เพราะความกตัญญูเท่านั้น”

เสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่สบตากันวูบ พากันเงียบกริบ รับฟังอวี๋หลันจือระบายความทุกข์ใจ

“ตอนยังเด็กข้าก็ตั้งปณิธานไว้ว่า จะไม่แต่งกับใครยกเว้นพี่ชาย ทว่าตั้งแต่เล็กจนโต พี่ชายล้วนมีคนมาชมชอบไม่น้อย เขาเองก็ชอบคนนั้นคนนี้เต็มไปหมด” อวี๋หลันจือบิดผ้าเช็ดหน้าในมือไปมา “แต่เขาดีต่อข้าเสมอ ข้าเข้าใจว่าเขาแค่เล่นสนุกเท่านั้น จึงเฝ้ารอมาตลอด…จนกระทั่งเขาจะแต่งกับเจ้าให้ได้”

เสี่ยวเตาก็ปั้นหน้ากลัดกลุ้ม

อวี๋หลันจือมองนางแวบหนึ่ง “ไม่รู้เขาถูกใจอะไรในตัวเจ้า สองคนเพิ่งเจอกันกี่ครั้งเชียว ข้าต่างหากที่คอยเขามาตั้งหลายปี”

เสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่ต่างพยักหน้า…ถูกต้อง ใครจะยอมได้

“ข้าแม้ไม่ชอบเจ้า แต่เจ้าก็บอกเองว่าจะยกเลิกสัญญาแต่งงาน” อวี๋หลันจือย้อนถาม “แล้วข้าไยต้องเสียเวลาวางยาพิษเจ้าด้วย”

เสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่พยักหน้าอีกครั้ง

“ข้ารู้ นิสัยตัวเองเป็นที่หมั่นไส้ของคนอื่น ต้องเป็นพวกสาวใช้กลั่นแกล้งข้าแน่ๆ”

“กลั่นแกล้งเจ้าถึงกับต้องฆ่าคน?” เสี่ยวเตาตบหน้าอก นึกในใจ…นี่ชีวิตน้อยๆ ของข้าเชียวนา

………………..

เวลาถัดมา หวังกุ้ยนำบ่าวจำนวนหนึ่งออกตามหา บอกว่าหวังปี้โปให้เขามาตามอวี๋หลันจือ และยังเอ่ยถ้อยคำหวานหูอีกกองใหญ่ เช่นว่าท่านเจ้าบ้านสำนึกผิดแล้ว เป็นห่วงคุณหนูมาก…

เพลิงโทสะของอวี๋หลันจือค่อยสงบลง จึงตามเขากลับไป

เสี่ยวเตาหิ้วห่อกระดาษขนาดใหญ่กลับหมู่ตึกปี้โปพร้อมกับเสี่ยวเยว่ เพิ่งเข้าเรือนก็เห็นห่าวจินเฟิงนั่งอยู่บนบันไดหน้าเรือน สองมือเท้าคางทอดถอนใจ

เสี่ยวเตาเห็นเขาหน้านิ่วคิ้วขมวด จึงเข้าไปถาม “เป็นอะไรไป ดึกป่านนี้ยังไม่นอน”

ห่าวจินเฟิงขมวดคิ้วเป็นปม “ตอนแรกนอนแล้ว แต่ท้องร้องจนสะดุ้งตื่น ห้องครัวบอกว่าต้องตรวจหายาพิษ ของกินทุกอย่างล้วนเททิ้งหมดแล้ว ข้าหิวจนนอนไม่หลับ”

เสี่ยวเตาผุดยิ้มเมื่อเข้าไปนั่งลงข้างๆ เอาห่อกระดาษยัดใส่มือเขา “นึกอยู่แล้วว่าท่านต้องไม่อิ่ม”

ห่าวจินเฟิงมองเสี่ยวเตาด้วยความสงสัย เปิดห่อกระดาษไขดู พบว่าในนั้นมีซาลาเปาไส้เนื้อที่ทั้งขาวทั้งใหญ่วางอยู่สิบกว่าลูก

ห่าวจินเฟิงอ้าปากกว้าง

เสี่ยวเตายิ้มพลางเร่ง “รีบกิน กินอิ่มก็นอนหลับได้แล้ว”

“อืม” ห่าวจินเฟิงกินซาลาเปาไส้เนื้อ ยิ้มกล่าวกับเสี่ยวเตา “แม่นางเสี่ยวเตา เจ้าเป็นคนดีจริงๆ”

“แค่เลี้ยงซาลาเปาท่านก็เป็นคนดีแล้วหรือ แล้วถ้าเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่เล่า?” เสี่ยวเตาเท้าคางมองเขากิน นึกในใจ…ไม่รู้ท่านพ่อ ท่าทางตอนกินเป็นแบบนี้หรือไม่

“ไม่เหมือนกัน” ห่าวจินเฟิงยัดซาลาเปาจนเต็มปาก ยังสั่นหน้ากล่าว “ครั้งแรกที่เห็นเจ้าก็รู้สึกว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน”

เสี่ยวเตายิ้มน้อยๆ “แสดงว่าต้องชะตากัน”

“อืม น้องสาวข้าก็คงอายุไล่ๆ กับเจ้า” ห่าวจินเฟิงกินไปพึมพำไป “เมื่อใดสามารถพบหน้ากันสักคราคงจะดี”

“เช่นนั้นก่อนหาน้องสาวพบ ข้าเป็นน้องสาวท่านดีไหม” เสี่ยวเตาถามอย่างดีใจ

ห่าวจินเฟิงผงะวูบ เช็ดมุมปาก “เป็นความจริง?”

“เรียกท่านว่าพี่ใหญ่ เป็นอย่างไร” เสี่ยวเตาถามเขา

“อืมๆ” ห่าวจินเฟิงพยักหน้าหงึกหงัก “หลังจากหาน้องสาวข้าพบแล้ว เจ้าก็ยังเรียกข้าพี่ใหญ่ได้ ต่อไปใครกล้ารังแกเจ้า เจ้าบอกข้าได้เลย พี่ใหญ่คนนี้จะออกหน้าให้เอง”

เสี่ยวเตายิ้มจนตาหยี “พูดแล้วห้ามคืนคำ”

“แน่อยู่แล้ว” ห่าวจินเฟิงตบอกผาง สำลักจนไอโขลก เสี่ยวเตาเข้าห้องไปรินน้ำให้เขาด้วยความสุขใจ

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวที่อยู่ในเรือนมองเห็นเต็มตา ต่างรู้สึกนึกขัน แม้กล่าวว่าเกิดจากบิดามารดาเดียวกัน แต่สองพี่น้องกลับนิสัยแตกต่างราวฟ้ากับเหว น้องสาวฉลาดแก่นแก้ว พี่ชายกลับตรงทื่อปราศจากเล่ห์เหลี่ยม

…………….…….

ค่อนดึก เสี่ยวเตาเปลี่ยนเป็นชุดดำรัดกุม เตรียมไปสำรวจพื้นที่ยามวิกาล เซวียเป่ยฝานก็มาแล้วเช่นกัน

เสี่ยวเตามองเขาอย่างขัดอกขัดใจ นึกถึงว่าต้องออกปฏิบัติการกับโจรราคะผู้นี้ตามลำพัง ให้รู้สึกทั่วร่างตะครั่นตะครอ

เซวียเป่ยฝานพินิจเหยียนเสี่ยวเตาในชุดดำทั้งตัว “จุ๊ๆ ทรวดทรงไม่เลวนี่”

เสี่ยวเตาแยกเขี้ยว นางยืมมีดสั้นจากเสี่ยวเยว่ไว้พกติดตัว อีกประเดี๋ยวถ้าเขาทำตัวเหลวไหล ก็เชือดทิ้งไปเลย

“บริเวณเขตหวงห้ามตอนกลางคืนมีปล่อยสุนัข” เพิ่งออกจากเรือน เซวียเป่ยฝานก็บอกข่าวนี้กับเสี่ยวเตา

“ไม่บอกแต่แรก ข้าจะได้เตรียมลูกชิ้นไส้เนื้อที่ผสมผงยาชามาด้วย”

ทั้งสองลัดเลาะริมกำแพง มุ่งหน้าสู่บ่อมังกรเก้ามุกด้วยความระมัดระวังสุดขีด ตลอดทางกลับไม่พบเห็นองครักษ์แม้ครึ่งคน

บริเวณบ่อมังกรไม่ล้อมรั้วและไม่มีเวรยามจริงๆ ด้วย มีแค่ป้ายศิลาแบ่งเขตจำนวนหนึ่ง และมีหมาดำตัวใหญ่บ้างยืนบ้างหมอบอยู่หลายตัว ลูกตาสีเขียวเป็นประกายแวววาว สอดส่ายโดยรอบอย่างตื่นตัว

“แปลกจริง” เสี่ยวเตาสงสัย “สุนัขพวกนั้นไฉนเชื่องนัก ล้วนกระจุกอยู่ในที่เดียวกัน ไม่แยกย้ายไปที่อื่น”

เซวียเป่ยฝานชี้ไปที่ดงไม้สูงๆ ทางด้านข้าง “ขึ้นไปบนต้นไม้แล้วกัน คุ้นเคยชัยภูมิก่อน”

เสี่ยวเตาค้อนขวับ “โง่!”

เซวียเป่ยฝานงุนงง “อะไรอีกเล่า”

“ต้นไม้พวกนั้นเป็นช่องโหว่ของเขตหวงห้ามชัดๆ คนที่คิดจะลอบเข้าไป เดาว่าทุกคนล้วนต้องเข้าจากตรงนั้น แล้วจะมีใครโง่เง่าเหลือต้นไม้พวกนั้นเอาไว้ ดังนั้นต้องมีกลไกอะไรแน่”

เซวียเป่ยฝานรุ้สึกมีเหตุผลอยู่บ้าง จึงก้มลงเก็บหินหลายก้อนจากพื้น เขวี้ยงออกไปตรงดงไม้สูงๆ เหล่านั้น

สวบๆ ดังขึ้นสองครา ก้อนหินพุ่งเข้าไปในยอดไม้ พลันได้ยินเสียงดังเกรียวกราว ปรากฏแหตาข่ายจำนวนมากโผล่ออกมาจากยอดไม้ และห่าธนูพุ่งยิงแหวกอากาศมา ตามติดด้วยเสียงกระดิ่ง หมาดำก็พากันเห่าหอนเป็นทอดๆ

ไม่ถึงครู่ เห็นผู้ดูแลหลายคนถืออาวุธวิ่งออกมา ส่งเสียงตวาดสุนัขให้หยุดเห่า เมื่อกวาดมองโดยรอบพบว่าไม่มีใคร ก็พากันขมวดคิ้วพึมพำ “คงเป็นนกเซ่อซ่าที่ไหนมาชนถูกกลไกอีกแล้ว”

พวกเวรยามจัดการกลไกทั้งหมดเข้าที่อีกครั้ง เสร็จแล้วหมุนตัวจากไป ทุกอย่างคืนสู่ปกติ

เซวียเป่ยฝานลอบตระหนกในใจ…คุ้มกันแน่นหนาจริงๆ

“อย่างนี้คงเข้าไปไม่ได้แล้ว” เสี่ยวเตาพูดพลางลุกขึ้นเดินกลับ

“นี่ จะยอมแพ้แค่นี้หรือ” เซวียเป่ยฝานรีบฉุดนางไว้ “เช่นนั้นพรุ่งนี้ตอนประลอง ข้าจะยอมแพ้ แล้วยกเจ้าให้หวังปี้โปดีหรือไม่”

เสี่ยวเตาค้อนตาคว่ำ “ตอนนี้จะเข้าไปอีกครั้งโดยไม่สะกิดถูกกลไกคงเป็นไปไม่ได้ และข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ไปแล้ว แค่วันนี้ไม่ได้เท่านั้น ข้าต้องกลับไปคิดหาวิธีก่อน” จบคำ สลัดมือที่วางอยู่บนแขนออก “อย่าแตะเนื้อต้องตัว โจรราคะ”

เซวียเป่ยฝานพอฟังว่านางจะคิดหาวิธี พลันถูมือไปมาแล้วเดินตามหลัง “เจ้าต้องคิดให้ได้โดยเร็ว ถ้าคิดจนเหนื่อยเดี๋ยวข้าทุบหลังให้เจ้าเอง”

“พูดมาก”

ไม่ทันเดินได้สองก้าว เสี่ยวเตากลับเซวูบ แทบล้มหน้าคะมำ

เซวียเป่ยฝานตาไวมือว่อง พยุงนางไว้ได้ทัน สองคนก้มมองพื้น ตกใจสะดุ้งโหยง เห็นดวงตาสีแดงสดคู่หนึ่ง

เสี่ยวเตาถอยปราดไปข้างหลังเซวียเป่ยฝาน ชะโงกหน้ามาดูอีกที ค่อยเห็นชัด ที่ตนเดินสะดุดเมื่อครู่นี้เป็นแค่กระต่ายยักษ์ตัวหนึ่ง

“เจ้าหวังปี้โปเอาอะไรเลี้ยงกระต่าย ถึงได้ตัวใหญ่ขนาดนี้ แถมยังไม่กลัวคน” เซวียเป่ยฝานส่ายศีรษะไปมา กระต่ายทั่วไปเห็นคนต้องวิ่งหนี แต่กระต่ายนี่ตัวใหญ่ไม่พอ ซ้ำยังจ้องตาคน ดวงตาสีแดงดั่งโลหิตที่แลดูน่ากลัว สาดแสงมุ่งร้ายชนิดหนึ่งออกมาอย่างแปลกประหลาด

เซวียเป่ยฝานถูกกระต่ายจ้องมองจนหนังศีรษะชา จึงฉุดเสี่ยวเตาให้รีบไป เสี่ยวเตากลับยื่นมือชี้ไปที่กระต่ายตัวนั้น “เอ๊ะ โจรราคะ”

เซวียเป่ยฝานเลิกคิ้ว “เจ้าเก่งจริงๆ มองปราดเดียวก็รู้ว่ากระต่ายตัวนี้บ้ากาม มันไปทำหื่นใส่แม่กระต่ายบ้านไหนเข้าหรือ”

เสี่ยวเตากระทืบเท้าเขา “ข้าเรียกท่านต่างหาก ท่านดูที่ปากมัน!”

เซวียเป่ยฝานงุนงง มองลงไปยังจุดที่เสี่ยวเตาชี้ เพียงเห็นบนปากกระต่าย มีสีแดงเป็นปื้นใหญ่ คล้ายรอยเลือด

เซวียเป่ยฝานขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง ใคร่ดูให้แน่ชัด กระต่ายตัวนั้นพลันหมุนตัว กระโดดผลุงไปแล้ว

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานนั่งยองๆ ลงมาพร้อมกัน เพียงเห็นบนขาของกระต่ายตัวนั้นก็มีรอยเลือด ทั้งสองจ้องตากันแวบหนึ่ง

“เจ้าว่า กระต่ายตัวนี้ใช่กระอักเลือดหรือไม่?” เซวียเป่ยฝานถาม

เสี่ยวเตาคร้านจะพูดฉีกหน้าเขา ชักมีดสั้นออกมา เดินขึ้นหน้าไปตามทางที่กระต่ายตัวนั้นวิ่งมา มันกระโดดออกมาจากกอดอกไม้ เสี่ยวเตาแหวกพุ่มไม้มองหา พลันเห็น…เห็นรองเท้าสีขาวปักลายข้างหนึ่ง

เสี่ยวเตาเกือบหวีดร้อง ดีที่เซวียเป่ยฝานข้างหลังอุดปากนางไว้ได้ทัน

“อือ!” เสี่ยวเตายิ่งผวาหนัก แต่เซวียเป่ยฝานไม่ยอมปล่อยมือ ลากนางเข้าไปซ่อนตัวที่หลังภูเขาจำลองลูกหนึ่ง เห็นเสี่ยวเตาดิ้นขลุกขลัก เขาก็ชักจนใจ จึงกระซิบริมหูนาง “ชู่! มีคนมาแล้ว”

เสี่ยวเตาเหล่มองเขา พลางหยิกหลังมือเขาที่โอบอยู่ตรงเอวนาง…เอามือออกไป เจ้าโจรราคะ!

เซวียเป่ยฝานเห็นท่าทางของนางยิ่งนึกสนุก จึงใช้ปลายนิ้วจิ้มเอวนาง เสี่ยวเตาสะดุ้งโหยง เซวียเป่ยฝานพลันคลายมือ อยากจะหลุดขำ อาการตอบสนองแบบนี้ตลกชะมัด มิคาดเสี่ยวเตากลับคว้าแขนเขาขึ้นมา งับลงไปเต็มแรง

“ซี๊ด…” เซวียเป่ยฝานครางลอดไรฟัน เจ็บจนแทบเต้น เสี่ยวเตาได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาจริงๆ จึงรีบอุดปากเขาไว้

ทั้งคู่สองตาประสานสองตา เสี่ยวเตามือหนึ่งปิดปากเขา มือหนึ่งบิดหูเขา เตือนว่าอย่ายุกยิก!

เซวียเป่ยฝานได้แต่ทนเจ็บ นึกในใจ…แม่สาวน้อยคนนี้ต้องเป็นเม่นกลับชาติมาเกิดแน่ๆ

สองคนซ่อนตัวหลังภูเขาจำลอง พอสงบใจตั้งสมาธิ ก็ได้ยินมีคนเดินมาถึงในลานแล้วจริงๆ

ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นพวกเวรยาม แต่ฟังแล้วไม่คล้าย เหมือนมีแค่คนเดียว หนำซ้ำเสียงฝีเท้าของคนผู้นั้นยังแปลกๆ…ขาเป๋?

เซวียเป่ยฝานเอียงตัวชะโงกมองข้างนอกแวบหนึ่ง เห็นผู้มากลับมิใช่คนขาเป๋ แต่เป็นคนผู้หนึ่งกำลังลากถุงกระสอบขนาดใหญ่

เซวียเป่ยฝานจำได้ในปราดเดียว ถึงกับตะลึงลาน หันมาทำปากจู๋ตรงหน้าเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาตกใจตาโต นึกว่าโจรราคะจะเข้ามาจูบ จึงเงื้อมือเตรียมตบสักฉาด

เซวียเป่ยฝานเงยหน้าหลบวูบ คว้าแขนนางไว้แน่น แล้วกระซิบข้างหูนางด้วยเสียงเบาหวิว “หวังกุ้ย”

เสี่ยวเตากะพริบตา…พ่อบ้านคนนั้นหรือ?

กำลังนึกกังขา พลันได้ยินเสียงหวังกุ้ยดังมา “ออกมาเถอะ”

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานสะดุ้งเฮือก…ไม่กระมัง? หลบตรงนี้ยังถูกจับได้? แต่ตอนนี้อยู่ในชุดดำ ถ้าออกไปไยมิใช่ความแตกกันพอดี

ขณะที่ทั้งสองกำลังพะวักพะวน กลับได้ยินหวังกุ้ยกล่าวขึ้นอีกว่า “กินข้าวได้แล้ว”

ทั้งคู่งงหนักกว่าเดิม…กินข้าว? และอีกอย่าง เสียงของหวังกุ้ยคนนี้ประหลาดมาก!

ในห้วงสงสัย ปรากฎเสียงสวบสาบดังระงมมาจากพุ่มหญ้าทั้งสี่ทิศแปดทาง กระต่ายยักษ์สิบกว่าตัวกระโดดดึ๋งๆ เข้ามารวมกลุ่มกัน

จากนั้น เสียงหัวร่อน่าสะพรึงของหวังกุ้ยก็ดังขึ้นในสนธยาที่เงียบสงบ “ไม่ต้องแย่งกัน วันนี้ของสดๆ ทั้งนั้น”

เสี่ยวเตามองไม่เห็นเพราะหันหลังให้ภูเขาจำลอง เซวียเป่ยฝานกลับสามารถเห็นได้จากรูโพรงของภูเขาจำลอง บนหน้าเขาปรากฏความรู้สึกที่ยากบรรยายชนิดหนึ่ง เสี่ยวเตาอดใจไม่อยู่ จึงหันหน้ามองด้านนอก

อาศัยแสงจันทร์ เพียงเห็นหวังกุ้ยกำลังนั่งยองๆ ข้างพุ่มหญ้า หยิบบางสิ่งจากในถุงกระสอบใบใหญ่นั้นออกมาเลี้ยงกระต่าย รอยยิ้มชวนสยอง ต่างจากหวังกุ้ยคนที่ยิ้มอย่างเป็นมิตรเมื่อตอนกลางวันราวกับคนละคน

และกระต่ายพวกนั้นก็เหมือนไม่ใช่กระต่าย!

เสี่ยวเตาเคยเลี้ยงกระต่ายมาก่อน ตอนกระต่ายกินอาหารโดยมากจะนั่งยองๆ สองขาหน้าประคองพืชผัก ปากเคี้ยวดัง ‘จับๆ’ กระพุ้งแก้มพองๆ น่าเอ็นดู แต่กระต่ายฝูงนี้ ตาสีแดง แย่งอาหารกันอย่างดุเดือด เสียงในปากดัง ‘กุบๆ’ ไม่เหมือนกำลังกินพืชผักสักนิด แต่เหมือนกำลังเคี้ยวกระดูกมากกว่า

ขณะที่รอดูว่าหวังกุ้ยหยิบอะไรออกมาป้อนกระต่าย เสี่ยวเตาตกใจอ้าปากกว้าง เซวียเป่ยฝานรีบอุดปาก…แต่ยังคงมีเสียงเล็ดลอดออกมา

ทั้งคู่มองด้านนอกอย่างตื่นตระหนก

หวังกุ้ยคล้ายได้ยินแล้ว เห็นเขาค่อยๆ ลุกยืนขึ้น ชักมีดสั้นจากข้างเอว เหลียวมองรอบทิศ สุดท้าย สายตาของเขามาหยุดอยู่บนภูเขาจำลองซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

 

บทที่ 14  มิใช่กลิ้งกลอกก็หลอกลวง

หวังกุ้ยกระชับมีดในมือ เพ่งมองภูเขาจำลองสีหน้าเครียดเคร่ง “ใคร…ใครอยู่ตรงนั้น”

เสี่ยวเตาขยิบตาให้เซวียเป่ยฝานทีหนึ่ง…ถูกจับได้แล้ว

เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้วแน่น

“ออก…ออกมาเดี๋ยวนี้” เสียงของหวังกุ้ยสั่นนิดๆ เมื่อย่างเท้ามาที่ภูเขาจำลอง

ขณะเซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตาลังเลอยู่ว่าจะทุบเขาให้สลบแล้วหนีไป หรือคิดหาวิธีอื่น พลันได้ยินหวังกุ้ยร้องโอ๊ยคำหนึ่ง

เสียงดังฟุ่บ หวังกุ้ยคล้ายสะดุดถูกอะไรล้มลง หน้าคะมำลงไปในกอดอกไม้

เซวียเป่ยฝานเห็นจังหวะเหมาะ จึงตั้งท่าฉุดเสี่ยวเตาวิ่ง กลับได้ยินเสียงโอดโอยของหวังกุ้ยดังมา

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานตะลึงวูบ ชะเง้อมองไป เพียงได้ยินหวังกุ้ยแหกปากลั่น “เลือด เลือด มี…มีคนตาย! ใครอยู่แถวนี้ เร็วเข้า” ตะโกนพลางตะกายลุกขึ้นวิ่งไป

เซวียเป่ยฝานจูงเสี่ยวเตาออกมาด้านนอก เพียงเห็นกลางดงดอกไม้มีซากศพนอนอยู่ศพหนึ่ง สวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนเหมือนกับเหล่าสาวใช้ในหมู่ตึกปี้โป เสี่ยวเตาเห็นศพนอนคว่ำ เปลือยเท้าข้างหนึ่ง พลันนึกถึงรองเท้าปักลายข้างหนึ่งที่เห็นเมื่อครู่ก่อนขึ้นมา

หันมองกระต่ายฝูงนั้นอีกครั้ง ตามขากระต่ายล้วนมีรอยเลือด แต่ละตัวกำลังกินของที่หวังกุ้ยหยิบออกมาจากถุงกระสอบในพงหญ้าด้านข้าง

เสี่ยวเตาชะโงกไปดูใกล้ๆ เมื่อครู่มองห่างๆ เห็นหวังกุ้ยเอาอะไรบางอย่างเป็นก้อนเหลืองๆ ให้กระต่ายกิน นางยังนึกว่าหวังกุ้ยไร้คุณธรรมถึงกับเอาอาจมมาเลี้ยงกระต่าย

แต่พอดูละเอียด กลับพบว่าเป็นก้อนสีเหลืองก็จริงทว่าไม่เหม็น ก็ไม่ทราบว่าคืออะไร นิ่มๆ หยุ่นๆ เต็มถุง ดูอีกที ในนั้นยังเหมือนผสมกากถั่วด้วย มิน่าถึงได้เคี้ยวดังกุบๆ

เซวียเป่ยฝานชี้ไปที่ศพ บริเวณลำคอมีบาดแผลลึกมากรอยหนึ่ง เนื้อหนังเหวอะหวะ เลือดไหลนองพื้น…เลือดบนตัวกระต่ายอ้วนตัวที่เห็นก่อนหน้านี้ เป็นไปได้ว่าติดมาตอนที่มันย่ำผ่าน

ยามนั้น ไม่ไกลออกไปปรากฏเสียงคนแว่วๆ อาจเป็นหวังกุ้ยพาคนมาแล้ว เซวียเป่ยฝานฉุดเสี่ยวเตาออกวิ่ง เร่งกลับเรือนผลัดเปลี่ยนอาภรณ์

เสี่ยวเยว่เห็นพวกเสี่ยวเตาเพิ่งไปไม่นานก็กลับมาแล้ว จึงถามเสียงฉงน “เสี่ยวเตา สืบได้อะไรบ้าง”

“อย่าให้พูดเลย” เสี่ยวเตาเปลี่ยนเสื้อผ้ามือไม้พัลวัน ก่อนเอาชุดดำยัดเข้าห่อสัมภาระ “เจอศพสาวใช้คนหนึ่งนอนตายอยู่ในลานสวน ไม่รู้ถูกใครฆ่า”

เสี่ยวเยว่ตกใจเช่นกัน จังหวะนั้น ข้างนอกมีเสียงคนเอะอะอึกทึก คล้ายแตกตื่นกันทั้งหมู่ตึกแล้ว

เสี่ยวเตาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ รีบลากเสี่ยวเยว่ออกจากห้อง “ไป พวกเราไปดูกัน”

พอพ้นประตู พบว่าพวกเซวียเป่ยฝานก็ออกมาชมดูความโกลาหลเช่นกัน

เซวียเป่ยฝานชำเลืองเสี่ยวเตา รอยยิ้มชั่วร้าย คล้ายบอกว่า…เปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วดีนี่

เสี่ยวเตาทำเป็นไม่เห็น คล้องแขนเสี่ยวเยว่วิ่งนำหน้าไป อยู่ห่างจากเจ้าโจรราคะนี่เท่าไรยิ่งดี!

มาถึงเรือนด้านหน้า มีคนมุงเต็มไปหมดตามคาด หวังปี้โปนั่งขมวดคิ้วอยู่ข้างๆ ศพซึ่งถูกพลิกกลับขึ้นมาแล้ว เสี่ยวเตามองปราดเดียวก็จำได้…เป็นสาวใช้ที่เจอตรงริมสระบัววันนั้น! สีหน้าท่าทีดีอกดีใจของนางขณะพูดว่าไม่อาจเอื้อมเป็นอนุของหวังปี้โป ยังลอยอยู่ตรงหน้า เวลานี้…กลับนอนหมดลมหายใจกลายเป็นปุ๋ยอยู่ในดงดอกไม้เสียแล้ว

หวังกุ้ยยืนรายงานอยู่ด้านข้างหวังปี้โป “ท่านเจ้าบ้าน ตอนข้ามาให้อาหารกระต่าย รู้สึกเหมือนหลังภูเขาจำลองมีคนอยู่ จะเข้าไปดูให้ชัด กลับสะดุดกับศพเข้า”

“หืม?” หวังปี้โปเดินไปสำรวจด้านหลังภูเขาจำลอง เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานมองฟ้า

ห่าวจินเหิงอย่างไรก็เป็นมือปราบ ก้าวยาวๆ ถึงข้างศพ นั่งลงตรวจดู “โดนเชือดคอหอยตาย ดูจากสภาพศพ เพิ่งเสียชีวิตไม่นาน”

“เมื่อตอนบ่ายข้ายังเจอนางอยู่เลย” เสี่ยวเตาชะโงกเข้าไปดูศพ เท้าข้างหนึ่งเหยียบถูกอะไรบางอย่างสีน้ำตาล จึงสะบัดรองเท้า “นี่อะไร”

“อ้อ เปี๊ยะผัก” หวังกุ้ยตอบทันควัน “กระต่ายที่นี่เลือกกิน และยังตะกละ ถ้าไม่ให้อาหารจนอิ่มจะกัดแทะดอกไม้ไปทั่ว ดังนั้นข้าจึงใช้กากถั่ว หงสู่* ผักเชอเฉียน หญ้าผูกงอิงผสมกันทำเป็นเปี๊ยะผักโดยเฉพาะ วันนี้ยังเพิ่มผิงกั่ว**สดๆ อีกหลายลูกด้วย”

[*มันเทศ]

[**แอปเปิ้ล]

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานสบตากันเงียบๆ ที่แท้เป็นเช่นนี้ เมื่อครู่นึกว่าเขาเอาอาจมให้กระต่ายกิน หนำซ้ำตอนหวังกุ้ยให้อาหารกระต่ายยังหน้าตาน่ากลัว ออกจะแปลกพิลึกอยู่บ้าง

หวังปี้โปขมวดคิ้วถามหวังกุ้ย “เจ้าบอกนางลาออกแล้วมิใช่หรือ”

“ข้า…” หวังกุ้ยอึกอัก ก้มศีรษะต่ำ

“พูด” เสียงของหวังปี้โปดังขึ้นหลายส่วน หวังกุ้ยรีบตอบทันใด “เป็นแม่นางอวี๋ให้คนมาตามตัวไป ข้ารู้สึกเป็นห่วง พอตามไปดูก็ได้ยินเสียงกรีดร้องคำหนึ่งที่หน้าประตูเรือน จึงรีบถอยออกมา” จบคำ เขาชี้มือมาที่เสี่ยวเตา “แม่นางเสี่ยวเตาก็เห็นเช่นกัน”

เสี่ยวเตานึกย้อนเหตุการณ์เมื่อตอนบ่าย ก่อนพยักหน้า “อืม…เสียงกรีดร้องข้าได้ยิน และบังเอิญเจอกับพ่อบ้านหวังด้วย แต่เขาบอกว่านั่นเสียงแมวร้อง ข้าเองก็มิได้ใส่ใจอีก”

“คุณหนูอวี๋เล่า?” หวังปี้โปถามสาวใช้แถวนั้น

พวกสาวใช้พากันก้มหน้าถอยไปทางหนึ่ง “ตั้งแต่กลับมา คุณหนูอวี๋ก็อยู่ในห้องตลอด เวลานี้เกรงว่าคงเข้านอนแล้ว”

หวังปี้โปหมุนตัวเดินไปด้านหลังทันที

ทุกคนจะตาม เขากลับตะคอก “จะตามมาทำไม มีหน้าที่อะไรก็ไปทำ”

บ่าวไพร่สาวใช้รีบแยกย้ายแทบไม่ทัน

เซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตาสบตาอย่างรู้กัน คนในหมู่ตึกปี้โปต้องฟังคำสั่งหวังปี้โป แต่พวกเขาไม่มีเหตุผลอะไรต้องเชื่อฟังมิใช่หรือ! เพราะฉะนั้น ทั้งคู่ฉวยจังหวะทุกคนเผลอแอบแวบไปที่เรือนด้านหลัง ซึ่งเป็นเรือนพักของอวี๋หลันจือ ฟังว่าหวังปี้โปจะพูดอะไรกับนาง

“เจ้ารู้สึกไหมว่า…” เซวียเป่ยฝานหาเรื่องชวนคุย “ความจริงพวกเราออกจะเข้าขากันได้ดี”

เสี่ยวเตาไพล่มือเดินหน้า แสดงชัดว่าไม่เห็นด้วย “อย่ามาทำตีสนิท ใครไปเข้าขากับท่านกัน”

……………………

มาถึงบริเวณเรือนพักของอวี๋หลันจือ ทั้งสองเห็นสาวใช้หลายคนกำลังชะโงกมองข้างในอย่างใคร่รู้ แต่ละคนสีหน้าเยาะหยันซ้ำเติม

เสี่ยวเตาหรี่ตาตั้งท่าเข้าไป กลับถูกเซวียเป่ยฝานฉุดไว้ พาลากมาหลบข้างหลังระเบียงทางเดิน เงี่ยหูฟังข้างใน

สาวใช้หลายคนกำลังซุบซิบนินทา

“คราวนี้ท่านเจ้าบ้านจะขับไล่คุณหนูอวี๋ออกไปไหม”

“ทางที่ดีไล่ออกไปเลย เห็นแล้วหมั่นไส้จริงๆ”

“แต่ท่านเจ้าบ้านท่าทางดุดันมาก คุณหนูอวี๋อุตส่าห์ชอบเขาปานนั้น”

“ฮึ นี่เรียกว่า รีบเสนอตัวเกินไป ไม่มีใครเห็นค่า”

เสี่ยวเตาส่ายหน้า เซวียเป่ยฝานจุ๊ๆ สองคำ “จิตริษยาของสตรี ชวนให้ผู้คนรับไม่ได้จริงๆ”

เสี่ยวเตาหัวร่อ “จิตริษยาเดิมทีก็เป็นสิ่งที่ร้ายกาจ สตรีมีบุรุษก็มีเช่นกัน”

“ดังนั้นอวี๋หลันจือมีความเป็นไปได้สูงสุดว่าฆ่าชุ่ยเอ๋อร์เพราะจิตริษยา” เซวียเป่ยฝานกอดอกพิงเสาระเบียงด้านหลัง ชะโงกหน้าบอกกับพวกสาวใช้เหล่านั้นประโยคหนึ่ง “ศัตรูของสตรีคือสตรี”

สิ้นเสียงเขา พวกสาวใช้ต่างก้มหน้าวิ่งหนีด้วยความกระดากใจ

เสี่ยวเตาอมยิ้มเหล่มองเขา “ไยต้องรังแกสาวใช้พวกนั้นด้วย”

“ทนดูไม่ได้เท่านั้นเอง” เซวียเป่ยฝานยักไหล่ เห็นเสี่ยวเตาหมุนตัวเดินออกจากระเบียง กระโดดขึ้นไปบนหลังคาห้องของอวี๋หลันจือ จึงตามขึ้นไปอีกคน

ห้องของอวี๋หลันจือกลับมิได้ปิดประตู สุ้มเสียงหวังปี้โปดังลั่น ต่อว่าต่อขานรุนแรง พักเดียวอวี๋หลันจือก็ปล่อยโฮออกมา หนำซ้ำยิ่งร้องยิ่งน่าเวทนา

เสี่ยวเตามองเห็นอย่างชัดแจ้ง จึงกระตุกมุมปาก ตบเซวียเป่ยฝานเบาๆ “ไปเถอะ ก่อนฟ้าสางยังมีเวลานอนได้อีกงีบสบายๆ ง่วงจะตายแล้ว”

“เอ๊ะ” เซวียเป่ยฝานรั้งนางไว้ “นี่ไม่เหมือนเจ้าสักนิด อวี๋หลันจือโดนข่มเหงแบบนี้ เจ้ากลับไม่เข้าไปผดุงความยุติธรรม ปกติเจ้าเป็นผู้ช่วยของสตรีทั่วหล้ามิใช่หรือ”

“ไปห่างๆ!” เสี่ยวเตาสลัดแขนเขา พึมพำลอยๆ “ดูไม่ออกจริงๆ ตอนแรกข้ายังนึกว่าหวังปี้โปเป็นเจ้างั่งคนหนึ่ง คิดไม่ถึงจะต่างจากเสิ่นซิงไห่ หัวสมองยังพอแจ่มชัดอยู่บ้าง”

“หมายความว่ากระไร” เซวียเป่ยฝานไล่ตาม “หวังปี้โปยังไม่ทันสืบชัดก็ตำหนิอวี๋หลันจือแล้ว ข้าว่าออกจะไร้น้ำใจเกินไป”

“เชอะ” เสี่ยวเตาชำเลืองเขาแวบหนึ่ง “ทำมาเป็นคนดี นี่ไม่ใช่กลเม็ดที่บุรุษอย่างพวกท่านชอบใช้หรอกหรือ หวังปี้โปใช้เป็น ท่านก็เช่นกัน” พูดถึงตรงนี้ เสี่ยวเตาส่ายหน้า “เริ่มจากแกล้งเป็นคนไม่ดีก่อน จากนั้นค่อยทำให้อีกฝ่ายค้นพบโดยบังเอิญว่าความจริงแล้วท่านทำไปด้วยความปรารถนาดี หลอกให้ผู้อื่นหลงใหลในตัวท่านได้อย่างง่ายดายอีกครั้ง” จบคำ เสี่ยวเตาแบมือ “จอมปลอม!”

จวบจนทั้งสองกลับมา ด้านหน้าก็เละเป็นโจ๊กหม้อหนึ่งแล้ว

ไม่ถึงครู่ หวังปี้โปเดินนำอวี๋หลันจือที่ตาแดงก่ำออกมา ติเตียนต่อหน้าธารกำนัล อวี๋หลันจือทรุดนั่งบนม้าหินร่ำไห้น้อยอกน้อยใจ แม้กระทั่งห่าวจินเฟิงยังทนดูต่อไปไม่ไหว “ท่านเจ้าบ้านหวัง ในเมื่อเรื่องราวยังไม่มีหลักฐานชัดแจ้งว่าเกี่ยวข้องกับญาติผู้น้องของท่าน ทำเช่นนี้ไยมิใช่ด่วนสรุปความเกินไป”

“ถูกต้อง” ฉงหัวชี้ปากแผลบนศพ “แรงกดมีดค่อนข้างหนัก แม้แต่กระดูกยังแตก ฆาตกรสมควรเป็นบุรุษ หรือไม่ก็คนที่มีพลังฝีมือ”

ทุกคนต่างรู้สึกมีเหตุผล

“ข้าไม่มีพลังฝีมือสักหน่อย ไก่สักตัวก็ไม่เคยเชือด ท่านกลับใส่ความว่าข้าฆ่าคน” ความไม่เป็นธรรมที่อวี๋หลันจือได้รับในวันนี้ คาดว่ายังมากกว่าที่เคยได้รับมาในชีวิตของการเป็นคุณหนูลูกผู้ดีเสียอีก

“แต่บ่ายวันนี้เจ้าก็เจอชุ่ยเอ๋อร์เป็นคนสุดท้ายจริงๆ” หวังปี้โปคล้ายยังคลางแคลง

“ข้าพูดอย่างไรท่านล้วนไม่เชื่ออยู่ดี ในใจท่าน ข้ายังเทียบบ่าวไพร่คนหนึ่งไม่ได้เลย”

………………

ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของหมู่ตึกปี้โป เจ้าของบ้านย่อมมีวิธีจัดการ พวกเสี่ยวเตามาเป็นอาคันตุกะ ดังนั้นมิได้ก้าวก่ายเกินควร

กลับถึงเรือนพัก เสี่ยวเตาล้างหน้าล้างตาขึ้นเตียง ขบคิดวิธีเข้าสู่บ่อมังกรเก้ามุก

เสี่ยวเยว่กลับนอนไม่หลับพลิกตัวไปมา ก่อนถอนใจยาวๆ ออกมาในที่สุด

“เป็นอะไรไปเสี่ยวเยว่” เสี่ยวเตากระดกเท้า ดันผ้าห่มบนตัว มองเสี่ยวเยว่ที่อยู่อีกฟาก

“อวี๋หลันจือไม่ควรมอบหัวใจให้หวังปี้โปจริงๆ” เสี่ยวเยว่พลิกตัว “เขาไม่เชื่อใจนางแม้แต่น้อย”

เสี่ยวเตาพิงหมอน “ที่หวังปี้โปจะแต่งกับข้าให้ได้ ต้องมีจุดประสงค์อะไรแน่ คนที่เขาชอบพอจริงๆ คือญาติผู้น้องของเขา”

“ว่ากระไร?” เสี่ยวเยว่ไม่เข้าใจ มองเสี่ยวเตาตาโต “จริงหรือ?”

“ข้าจะแจกแจงให้เจ้าฟัง” เสี่ยวเตาเขยิบเข้ามานอนคว่ำอยู่ข้างๆ เสี่ยวเยว่ “ตอนแรกมีคนวางยาพิษข้า คราวนี้ก็ฆ่าชุ่ยเอ๋อร์อีก คนที่เข้าข่ายน่าสงสัยที่สุดก็คืออวี๋หลันจือ ใช่ไม่ใช่”

“อืม ดังนั้นเป็นการพุ่งเป้าไปที่นาง ให้เหมือนใส่ร้ายป้ายสี”

“นอกจากนั้น ในบ้านมีคนไม่น้อยที่พูดถึงนางไม่ดี ใช่ไม่ใช่”

“ใช่”

“ดังนั้นหวังปี้โปดุด่านางโดยไม่แยกแยะขาวดำ จึงมีผลลัพธ์สองประการ” เสี่ยวเตาเอาหมอนมารองใต้แขน เท้าคางพลางแกว่งเท้าไปมา “ถ้ามีคนป้ายความผิดให้อวี๋หลันจือ คราวนี้ย่อมได้ประโยชน์ และเรื่องราวอาจลุกลามรุนแรง ง่ายต่อการเผยพิรุธ ส่วนอีกประการหนึ่ง เจ้าก็ไม่ชอบอวี๋หลันจือคนนี้เช่นกันกระมัง”

เสี่ยวเยว่นิ่งคิด ก่อนสั่นหน้าอย่างอ่อนใจ “อวดดี เอาแต่ใจ ไม่น่ารักจริงๆ”

“ขนาดเจ้าไม่ชอบนางและไม่รู้จักนางดีพอ ยังคิดว่านางทำเช่นนี้ไม่คุ้มค่า สาวใช้พวกนั้นถึงปกติจะไม่ชอบนาง แต่อวี๋หลันจือดีต่อหวังปี้โปแค่ไหน พวกนางล้วนประจักษ์แก่สายตา หากคิดถึงใจเขาใจเรา ย่อมอดเห็นใจนางมิได้”

“เรื่องในครั้งนี้ ยุ่งยากที่สุดคือสยบลมปากคน ถ้าหวังปี้โปปกป้องอวี๋หลันจือ พวกสาวใช้ก็จะนินทานางไปทั่ว ว่านางเป็นคนฆ่าชุ่ยเอ๋อร์แน่นอน ดีไม่ดีเรื่องอาจถึงหูทางการ ถึงเวลานั้นคุณหนูอวี๋ผู้เอาแต่ใจตัวคงได้ตกระกำลำบากแน่ แต่คราวนี้บ่าวไพร่คนรับใช้ต่างเห็นใจนาง คิดว่านางโดนปรักปรำกันหมด อวี๋หลันจือแม้ถูกดุด่า แต่ความจริงคือถูกปกป้อง นี่ก็คือสิ่งที่หวังปี้โปต้องการ”

เสี่ยวเยว่ฟังจบก็กระจ่าง “ก็หมายความว่า หวังปี้โปจงใจให้ตัวเองรับบทผู้ร้าย!”

“หวังปี้โปผู้นี้รักหน้าตายิ่งกว่าอะไร การปฏิบัติต่อสตรีก็นุ่มนวลอ่อนโยนจนขึ้นชื่อ คราวนี้ยอมเสียหน้าเพื่ออวี๋หลันจือ แสดงว่าเขารักจริง” เสี่ยวเตาถอนใจ “เฮ้อ ข้าถึงได้กลุ้ม ไม่รู้เขาจะหลอกใช้อะไรข้า”

เสี่ยวเยว่ตกใจ จ้องมองเสี่ยวเตา “หลอกใช้เจ้า?”

เสี่ยวเตายื่นมือจิ้มแก้มเสี่ยวเยว่ “เจ้าน่ะ คิดว่าโลกนี้มีรักแรกพบจริงหรือ? บุรุษผู้หนึ่งเกิดความสนใจสตรีนางหนึ่งขึ้นมาอย่างประหลาด สาเหตุไม่พ้นสองประการ หนึ่งรักชอบ สองก็คือมีจุดมุ่งหมาย ส่วนสตรี มีที่ดีงาม ก็มีที่ดีงามกว่า คุณสมบัติของข้าอย่างมากก็จัดอยู่ระดับกลางๆ ยังไม่ถึงขั้นสะกดให้ผู้คนลุ่มหลงได้ง่ายปานนั้น เซวียเป่ยฝานก็ดี หวังปี้โปก็ช่าง ล้วนเป็นชายชาญผู้ไม่ขาดอิสตรี อยู่ดีๆ ถูกพวกเขาต้องตาขึ้นมากลับมิใช่เรื่องดีสักนิด” พูดพลางยื่นปลายนิ้วคลึงจมูก “ท่านแม่ข้ากล่าวได้ประเสริฐ อันว่าผู้ใดทำดีด้วยโดยปราศจากมูลเหตุ มิใช่กลิ้งกลอกก็หลอกลวง”

 

บทที่ 15 ปราบร้ายด้วยร้าย

รุ่งเช้าวันถัดมา ไม่ผิดจากที่เสี่ยวเตาคาดไว้ ข่าวการตายของชุ่ยเอ๋อร์แพร่กระจายไปทั่วทั้งหมู่ตึกปี้โป  หวังปี้โปผู้เป็นประมุขดุด่าคุณหนูอวี๋หลันจือซึ่งเป็นญาติผู้น้องโดยไม่แยกแยะขาวดำ

บรรดาสาวใช้ทยอยแสดงความเห็น…จิตใจบุรุษเฉกเช่นอากาศเดือนหก บอกแตกหักก็แตกหัก ช่างไร้น้ำใจสิ้นดี คิดถึงอวี๋หลันจือที่มอบหัวใจทั้งดวงให้กับหวังปี้โป สุดท้ายกลับถูกผู้อื่นทอดทิ้งราวกับดอกไม้ไร้ค่า หวังปี้โปยังจะแต่งงานกับเหยียนเสี่ยวเตาอีกด้วย น่าเวทนาอวี๋หลันจือที่งมงายในรักมานานปี

เสี่ยวเยว่เลื่อมใสเสี่ยวเตาอย่างกับอะไรดี ขณะกินข้าวเช้ายังประคองชามกล่าวว่า “เสี่ยวเตาร้ายกาจจริงๆ ล้วนทายถูกหมดเลย”

เสี่ยวเตายักไหล่ “ไม่ใช่ข้าร้ายกาจ เป็นหวังปี้โปสารเลวต่างหาก”

“ก่นด่าผู้อื่นแต่เช้าเชียว” เซวียเป่ยฝานเดินเข้ามาจากนอกเรือน นั่งลงตรงข้ามเสี่ยวเยว่กับเสี่ยวเตา ยื่นมือหยิบถั่วลิสงหลายเม็ดในจานใส่ปากเคี้ยว “หวังปี้โปคราวนี้อย่างน้อยก็เสียสละตัวเอง เจ้ายังไปว่าเขาสารเลว”

เสี่ยวเตาเหล่มองเซวียเป่ยฝาน “บุรุษประเภทนี้ ไร้กำไรไม่ตื่นเช้า มีจ่ายออกก็ต้องมีทวงคืน คอยดูไปเถอะ”

ทางนี้กำลังกินของเช้า ไม่ถึงครู่ อวี๋หลันจือประคองกับข้าวจานเล็กวิ่งซอยเท้าเข้ามา “เสี่ยวเตา กินจานนี้ คู่กับโจ๊กยิ่งอร่อย”

เสี่ยวเตาเอาตะเกียบเงินเขี่ยๆ กับข้าวจานนั้น ปากก็พึมพำ “คุณหนูอวี๋ จานนี้ไม่มีพิษกระมัง”

อวี๋หลันจือถลึงตาใส่นาง ลูบปอยผมที่ตกลงมาบนหน้าอก เห็นชัดว่าอารมณ์ดีสุดขีด

เสี่ยวเยว่มองเสี่ยวเตา เสี่ยวเตามุ่ยปาก คีบผักดองเค็มเส้นหนึ่งแกว่งไปแกว่งมา “โธ่เอ๊ย หลอกง่ายที่สุดก็คือหัวใจสตรี”

“พูดอะไรของเจ้า” อวี๋หลันจือเหยียบเท้าเสี่ยวเตาใต้โต๊ะหินทีหนึ่ง พลางเหลียวมองรอบทิศ “มือปราบห่าวเล่า? ข้ามีเรื่องอยากขอให้เขาช่วย”

เซวียเป่ยฝานมองอวี๋หลันจือ “คุณหนูอวี๋ จะให้มือปราบห่าวช่วยสืบคดีกระมัง? เขาไปเชิญเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพที่ศาลาว่าการมาชันสูตรศพของชุ่ยเอ๋อร์ตั้งแต่เช้าแล้ว”

อวี๋หลันจือผงกศีรษะ “ข้ากำลังคิดถึงเรื่องนี้พอดี อยากวานเขาช่วยสืบให้กระจ่าง ลบล้างข้อครหาให้กับพี่ชาย”

ทุกคนได้ฟังก็ตะลึงงันอยู่ตรงนั้น เสี่ยวเตาประคองชามโจ๊ก ส่ายหน้าพลางยกซดอึกๆ

เซวียเป่ยฝานรู้สึกน่าขัน จึงถาม “ข้าว่าคุณหนูอวี๋ คนที่โดนใส่ร้ายว่าฆ่าคนตายคือเจ้า ไฉนกล่าวว่าลบล้างข้อครหาให้พี่ชายเจ้าเล่า?”

อวี๋หลันจือหัวร่อแผ่วเบา สุ้มเสียงอ่อนหวานระคนเหนียมอาย “วันนี้ข้า นับว่าประจักษ์ในความปรารถนาดีของพี่ชายแล้ว ความรักลึกซึ้งที่ข้ามอบให้เขาหลายปี ไม่ผิดแม้แต่น้อย…” พูดไปพูดมา หน้าก็แดงซ่าน

เซวียเป่ยฝานกระตุกมุมปากมองเสี่ยวเตา เห็นนางประคองชามเปล่าสอดส่ายรอบทิศ “สาวใช้เล่า? เอาโจ๊กให้ข้าอีกชาม ผักดองเค็มนี่ชั่วช้าจริง อร่อยเป็นบ้าเลย!”

อวี๋หลันจือย่นจมูก ยื่นมือไปหยิกแขนเสี่ยวเตา

“โอ๊ย” เสี่ยวเตาสลัดแขน มองนางอย่างไม่พอใจ “เจ้าก็สมปรารถนาแล้ว มาหยิกข้าทำไม”

อวี๋หลันจือกระหยิ่มยิ้มย่องกว่าเดิม “เจ้าไม่รู้สึกอะไรกับพี่ชายจริงหรือ? ไฉนคำพูดถึงติดเปรี้ยว*ชอบกล”

[*ติดเปรี้ยว หมายถึงออกอาการหึงหวง]

“จุ๊ๆ” เสี่ยวเตาส่ายหน้าไปมา “เก็บพี่ชายผักดองเค็มของเจ้าไว้ให้ตัวเองเถอะ ข้ามันนกกระจอกหัวใจเล็ก บรรจุงูยักษ์อย่างเขาไม่ลงหรอก”

“พูดอะไรของเจ้า ขยะแขยง” อวี๋หลันจือหน้างอ “เสี่ยวเตา ช่วยข้าสักเรื่องเถอะ”

เสี่ยวเตาเริ่มฉุน “กินผักดองของเจ้าแค่ชามเดียวก็จะให้ช่วยแล้ว?”

“ถ้าช่วยสำเร็จ ข้าเลี้ยงมื้อใหญ่ก็ไม่มีปัญหา” อวี๋หลันจือสมเป็นคุณหนูชั้นสูง ตบอกอย่างใจกว้าง “อยากได้อะไรบอกข้า”

เสี่ยวเตาใช้มือหนึ่งเท้าคาง “พวกสิ่งของ ข้าไม่อยากได้ แต่ฟังว่าในบ่อมังกรเก้ามุกของหมู่ตึกปี้โปมีสมบัติล้ำค่ามากมาย ให้ข้าชมดูเป็นขวัญตาได้หรือไม่”

เซวียเป่ยฝานยักคิ้วให้เสี่ยวเตา…เยี่ยม!

เสี่ยวเตาแทบปาผักดองเค็มใส่เขา

“บ่อมังกรเก้ามุก ไม่เห็นมีอะไรเป็นพิเศษนี่” อวี๋หลันจือรับปากทันใด “จะพาพวกเจ้าไปเมื่อไรก็ได้”

“จริงหรือ?” เสี่ยวเยว่อุทาน “ข้าได้ยินว่าบ่อมังกรเก้ามุกวางกับดักไว้เต็มไปหมด ในนั้นยังมีของล้ำค่าหายากอีกด้วย”

อวี๋หลันจือผงะนิดหนึ่ง ก่อนปิดปากหัวร่อ “นั่นเป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว เจ้าไม่รู้อะไร แท้จริงแล้วในบ่อมังกรเก้ามุกมีหอเก็บสมบัติมากมาย หลายแห่งยังไม่มีปัญญาเข้าไปด้วยซ้ำ”

เซวียเป่ยฝานย่นคิ้วเบาๆ “ไม่มีปัญญาเข้าไป?”

“อัคคีภัยครั้งใหญ่ในปีนั้น ทำให้ห้องหนังสือของท่านลุงเขยข้าและหอใหญ่หลายหลังในบ่อมังกรเก้ามุกวอดวาย กุญแจจำนวนมากสูญหายไป และกับดักในหอตึกเหล่านั้นก็ถูกไฟไหม้ บ้างก็เปลี่ยนสภาพไปแล้ว หลายปีมานี้ พี่ชายสิ้นเปลืองเงินทองไปไม่น้อยสำหรับจ่ายให้กับช่างไม้ฝีมือดี แต่ก็ยังเปิดหอหลักๆ หลายหลังนั้นไม่สำเร็จ”

ได้ฟังคำพูดของอวี๋หลันจือ เสี่ยวเตาเคาะตะเกียบกับชาม เสียงดังติงๆ ในใจครุ่นคิดกลับไปกลับมาสองตลบ สุดท้ายลุกยืนขึ้น

ทุกคนต่างงุนงง เสี่ยวเตาไฉนจู่ๆ จึงลุกยืน หนำซ้ำเมื่อมองสีหน้านาง…เสี่ยวเยว่แปลกใจ “เสี่ยวเตา? เจ้าเป็นอะไรไป”

เหยียนเสี่ยวเตาในยามนั้น ใบหน้าเคร่งขรึม สองตาจ้องเขม็งที่ชามเปล่าบนโต๊ะ

“นี่” เซวียเป่ยฝานกระตุกแขนเสื้อนาง “เป็นอะไรไป กินของสกปรกเข้าไปหรือ?”

เสี่ยวเตาเหล่มองเขาแปลกๆ แวบหนึ่ง ทำเอาเซวียเป่ยฝานสะดุ้ง

สาวน้อยเหยียนเสี่ยวเตาคนนี้ หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา บวกกับมีรอยยิ้มที่มุมปากสองข้างหยักขึ้นน้อยๆ ยามปกติก็เหมือนลูกแมวที่ปรือตาอย่างเกียจคร้าน ต่อให้อยู่ดีๆ นางหยิกใครด่าใคร โมโหจนกระทืบเท้า อย่างมากก็คือแมวที่กระโดดขึ้นกระโดดลง ไม่น่ากลัวสักนิด แต่ท่าทางในขณะนี้ กลับคล้ายบังเกิดความเดือดดาลต่อใครอย่างใหญ่โตกระนั้น

เสี่ยวเตาโยนตะเกียบ “ข้าจะออกไปเดินเล่น”

“เสี่ยวเตา?” เสี่ยวเยว่ไม่วางใจ จึงลุกตามไป เสี่ยวเตาก็ไม่ห้าม เดินดุ่มๆ ออกประตูไป

เซวียเป่ยฝานกับอวี๋หลันจือสบตาเลิ่กลั่ก นานมาก อวี๋หลันจือค่อยถามไม่เต็มเสียง “หรือข้าพูดอะไรผิดไป”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อเบาๆ “ไม่มีอะไร ไม่เกี่ยวกับเจ้า”

หลังปลอบใจอวี๋หลันจือสองสามประโยค เซวียเป่ยฝานก็ออกจากเรือน เดินวนเวียนอยู่ที่เดิมหลายก้าว พลันหมุนกายเดินไปทางห้องหนังสือของหวังปี้โป

ดังคาด… เห็นเสี่ยวเยว่ยืนชะเง้อมองอยู่หน้าประตูเรือน คล้ายกำลังลังเล

เซวียเป่ยฝานวิ่งไปหา “เสี่ยวเยว่ เกิดอะไรขึ้น”

เสี่ยวเยว่ท่าทางวิตกกังวล “เสี่ยวเตาบอกให้ข้ารอตรงนี้ นางจะไปทะเลาะกับหวังปี้โป อีกเดี๋ยวถ้าสู้ไม่ได้ ค่อยให้ข้าช่วย”

เซวียเป่ยฝานไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี หวังปี้โปถูกแม่สาวน้อยคนนี้จับตามองเข้าแล้วจริงๆ

เสี่ยวเยว่ไม่เข้าใจ “เสี่ยวเตาเป็นอะไรไป เมื่อวานยังชมหวังปี้โปอยู่เลย ไฉนจู่ๆ ก็โกรธฮึดฮัดขึ้นมา”

“อืม เรื่องนี้…”เซวียเป่ยฝานยกมือเกาคาง “เสี่ยวเยว่ เจ้ากลับเรือนก่อนเถอะ ข้าเฝ้าอยู่ที่นี่คนเดียวก็พอ รับรองไม่ให้เสี่ยวเตาขาดทุนเด็ดขาด”

เสี่ยวเยว่มุ่นคิ้วเบาๆ ชายตามองเซวียเป่ยฝานอย่างไม่ไว้ใจ “ข้าไม่กลับ ข้าฟังเสี่ยวเตาเท่านั้น”

เซวียเป่ยฝานอ้าปากค้าง ก่อนหัวร่อ “เช่นนั้นเจ้าจะไปแอบฟังหรือไม่”

เสี่ยวเยว่รวนเร “เสี่ยวเตาให้ข้ารอตรงนี้”

“เฮ้อ ไม่ต้องถึงกับเชื่อฟังนางทุกอย่างก็ได้” พูดพลางฉุดนางเบาๆ ทั้งสองทะยานขึ้นเหนือกำแพงด้วยกัน เห็นประตูห้องหนังสือซึ่งตอนแรกปิดอยู่ โดนเสี่ยวเตาถีบดังปึงด้วยความโกรธจัด แล้วเดินเข้าไป

ภายในห้อง หวังปี้โปกำลังจัดการงานบัญชี ได้ยินเข้าถึงกับสะดุ้ง เขาเป็นถึงประมุขหมู่ตึกปี้โป ที่นี่เขาใหญ่สุด ใครที่ไหนบังอาจถีบประตูห้องเขา พอเงยหน้าเห็นเป็นเสี่ยวเตา พลันตะลึงกับที่ “เสี่ยวเตา?”

เสี่ยวเตาก้าวข้ามธรณีประตู จ้องหน้าหวังปี้โป

หวังปี้โปวางของในมือลง เดินตรงมา “นึกอย่างไรมาหาข้าถึงที่นี่”

เสี่ยวเตายกนิ้วจิ้มจมูกหวังปี้โป “ท่านออกจะต่ำช้าเกินไปแล้ว”

หวังปี้โปมองนิ้วที่อยู่บนปลายจมูก หัวร่องุนงง “ข้าทำอะไรหรือ”

“ท่านวางอุบายให้อาจารย์ข้าชดใช้เงินแก่ท่าน ปลอมแปลงสัญญาบังคับข้าแต่งงานยังพอว่า แต่พอถึงเวลาท่านก็จะให้ข้าไปเสี่ยงตาย เปิดกลไกกับดักในบ่อมังกรเก้ามุกแทนท่านใช่หรือไม่”เสี่ยวเตายักคิ้วสองข้าง “ข้าพาเซวียเป่ยฝานมาด้วย ท่านเห็นว่าบังคับแต่งงานไม่ได้ผลจึงใช้แผนสอง หลอกล่อจนอวี๋หลันจือหัวหมุน ให้นางมาขอร้องข้า ใช่ไหม?”

หวังปี้โปผงะไป รอยยิ้มบนหน้าค่อยๆ จางหาย ก่อนกล่าวเสียงราบเรียบ “ไม่มีเรื่องเช่นนี้”

“ไม่มี?” เสี่ยวเตาแค่นหัวร่อ “เริ่มจากแผนทำร้ายตัวเอง ให้อวี๋หลันจือรักท่านจนถอนตัวไม่ขึ้น จากนั้นอธิบายให้นางฟังว่าเพราะอะไรต้องบังคับข้าแต่งงาน ก็เพราะข้าสามารถทำลายกลไกกับดักในบ่อมังกรเก้ามุกได้ และเพื่อท่านแล้ว นางต้องมาขอร้องข้าแน่ หากข้ารับปากก็เท่ากับตกหลุมพรางของท่าน ถ้าไม่รับปากก็แปลว่าหน้าด้านอยากแต่งให้ท่าน อวี๋หลันจือต้องเกลียดข้าแทบตาย ใช่หรือไม่ใช่?”

หวังปี้โปอ้าปากค้าง นานสองนาน “เจ้า…”

“ข้ารู้ได้อย่างไรใช่หรือไม่” เสี่ยวเตาถลึงตาใส่เขา “อวี๋หลันจือเป็นคนซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยม วันนี้จู่ๆ กลับเอ่ยถึงกลไกกับดักในบ่อมังกรเก้ามุกขึ้นมา ข้าถึงบอกว่า ผู้ใดทำดีด้วยโดยปราศจากมูลเหตุ มิใช่กลิ้งกลอกก็หลอกลวง แล้วก็ไม่ผิดจริงๆ! ดี ข้าจะไปเปิดโปงให้หมดเดี๋ยวนี้ ให้ท่านสูญทั้งเมียเสียทั้งทหาร*เลย”

[*สูญทั้งเมียเสียทั้งทหาร สำนวนหมายถึง คิดครองความได้เปรียบ สุดท้ายกลับได้รับความเสียหายเป็นสองเท่า]

“นี่ เดี๋ยวก่อน” หวังปี้โปรีบร้องห้าม ท่าทางจนใจอย่างเห็นได้ชัด “มิผิด เป็นความจริงที่ข้าอยากให้เจ้าเปิดกลไกในบ่อมังกรเก้ามุกแทนข้า… แท้จริงแล้ว หมู่ตึกปี้โปมีทรัพย์สินมีค่าอีกเก้าส่วนถูกเก็บอยู่ในหอเก็บสมบัติ ทุกวันนี้กิจการของตระกูลเริ่มมีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ข้าจึงจำต้องคิดหาวิธีเปิดกลไก แต่เจ้าก็รู้ วิธีนี้สุ่มเสี่ยงมาก ข้ากลัวว่าเจ้าไม่ยอมช่วย ถึงต้องใช้แผนชั้นเลวแบบนี้”

เหนือกำแพงนอกห้องหนังสือ เสี่ยวเยว่ได้ยินแจ่มชัด ลอบตระหนกในใจ ไม่คิดว่าหวังปี้โปวางอุบายสารพัดเพื่อจุดประสงค์เช่นนี้นั่นเอง เมื่อคืนเสี่ยวเตาก็บอกแล้ว ว่าหวังปี้โปต้องการหลอกใช้นาง แต่ความจริงที่นางโมโหถึงเพียงนี้ น่าจะเป็นเพราะหวังปี้โปเอาความรักของอวี๋หลันจือมาใช้ประโยชน์มากกว่า

เสี่ยวเยว่ส่ายศีรษะไปมา ใจมนุษย์สุดหยั่ง หวังปี้โปช่างใจดำอำมหิตจริงๆ

เซวียเป่ยฝานก็ส่ายหน้าเช่นกัน “หวังปี้โปนับว่าเจอหนามเข้าแล้ว”

เสี่ยวเยว่ถามอย่างสงสัย “จะปลดแก้กลไกในบ่อมังกรเก้ามุก อันตรายมากหรือ”

“เดิมทียังพอได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว” เซวียเป่ยฝานส่ายหน้าไปมา “หลังอัคคีภัยคราวนั้น กลไกโดยรอบของบ่อมังกรเก้ามุกล้วนถูกเผาทำลาย พูดอีกอย่างก็คือบางส่วนอาจเสียการควบคุม”

เสี่ยวเยว่กระวนกระวายใจ…ก็แปลว่า ที่เซวียเป่ยฝานมาหาเสี่ยวเตาก็เพราะจะหลอกใช้นางทำลายกลไกเพื่อเสาะหาลายแทงห้ากระดูกมังกร มิน่าเล่า เสี่ยวเตาจึงบอกเสมอว่าตัวเองหลงกลแล้ว ส่วนหวังปี้โปคนนี้ อาจมิได้ต้องการค้นหาลายแทงห้ากระดูกมังกร แต่ก็อยากให้เสี่ยวเตาทำลายกลไกเช่นกัน

ที่แท้ คนเหล่านี้ทั้งตะล่อมทั้งหลอกล่อ ล้วนเพื่อใช้ประโยชน์ผู้อื่น หาความจริงใจไม่ได้สักนิด น่าชังนัก!

เสี่ยวเยว่ครุ่นคิดถึงตรงนี้ หันมองเซวียเป่ยฝานแวบหนึ่ง

เซวียเป่ยฝานสบสายตากับนางเข้า ตกใจแทบกระโดด รีบโบกมือพัลวัน “ข้ากับหวังปี้โปมีธาตุแท้ต่างกัน ข้าไม่ให้เสี่ยวเตาเสี่ยงอันตรายแน่ แค่ให้นางช่วยเท่านั้น เรื่องเสี่ยงภัยเดี๋ยวข้าไปเอง”

เสี่ยวเยว่หรี่ตาเล็กน้อย “เซวียเป่ยฝาน วาจาที่กล่าวในวันนี้ท่านจำไว้ให้ดี ถ้าเสี่ยวเตาเป็นอะไรขึ้นมา ท่านต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”

พูดจบ กระโจนลงจากกำแพง ไปยืนคอยที่หน้าประตูเรือนตามที่เสี่ยวเตาสั่งไว้ ถ้าอีกเดี๋ยวทั้งสองลงไม้ลงมือ นางจะส่งมีดบิน จัดการเจ้าหวังปี้โป!

เซวียเป่ยฝานลูบคลำต้นคอ โหลวเสี่ยวเยว่กับเหยียนเสี่ยวเตาอุปนิสัยต่างกัน เหยียนเสี่ยวเตาโกรธขึ้นมา โดยมากมักด่าทอ พูดไม่เข้าหูก็เง้างอน ยังพอจะเห็นถึงความน่ารักอยู่บ้าง แต่โหลวเสี่ยวเยว่คนนี้กลับไม่ใช่ ถลึงตาจะเชือดท่าเดียว

เซวียเป่ยฝานส่ายศีรษะไปมา… คงมีแต่ฉงหัวที่รับได้

…………………

หวังปี้โปถูกเสี่ยวเตาพูดแทงใจดำ ได้แต่แบมือสองข้าง “ในเมื่อพูดเช่นนี้ พวกเราก็ไม่ต้องอ้อมค้อมอีก…มิสู้ ข้ายกเลิกสัญญาแต่งงานและหนังสือกู้ยืมเงิน แลกกับเจ้าช่วยข้าครั้งหนึ่ง เป็นอย่างไร”

เสี่ยวเตาจ้องเขานานมาก ก่อนหัวร่อเย็นชา “ท่านอย่าฝันไปเลย”

หวังปี้โปขมวดคิ้ว “เจ้าไม่ตกลง?”

เสี่ยวเตายิ้มถามกลับ “ท่านว่าข้าควรตกลงหรือไม่”

หวังปี้โปได้แต่ยอมอ่อนข้อ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าต้องการอะไร พวกเราหารือกันได้”

“คิดขอให้ข้าเหยียนเสี่ยวเตาทำงาน ไยต้องยุ่งยากซับซ้อนปานนั้น จ่ายเงินมาก็สิ้นเรื่อง” เสี่ยวเตายื่นมือ “สัญญาแต่งงานกับหนังสือกู้ยืมเงินเอามาให้ข้าทั้งหมด การเดิมพันก็ถือเป็นโมฆะ และจ่ายค่าแรงให้ข้าอีกหนึ่งหมื่นตำลึง หลังจากเปิดกับดักในบ่อมังกรเก้ามุก ทุกหนึ่งกับดักต้องให้ข้าเลือกสมบัติชิ้นหนึ่งตามใจ เมื่อกับดักทั้งหมดปลดแก้สำเร็จ ท่านแต่งงานกับอวี๋หลันจือ ชั่วชีวิตไม่อาจแต่งอนุ”

หวังปี้โปสองตาเบิกโต “นี่…นี่มันขู่กรรโชกกันชัดๆ”

เสี่ยวเตาเบะปาก ขึ้นเสียงสูง “คิดหลอกข้าเหยียนเสี่ยวเตา ย่อมต้องมีค่าตอบแทน!”

“ข้า…”

“ข้ามีเวลาไม่มาก” เสี่ยวเตาแกว่งแขน “นับถึงสาม ท่านตกลงก็ตกลง ไม่ตกลงก็แล้วไป! หนึ่งสอง!”

“เฮ้อ” หวังปี้โปหยุดนาง ก่อนกัดฟันกล่าว “ข้าล่ะกลัวเจ้าจริงๆ”

เสียง ‘ป้าบ’ ดังขึ้น เสี่ยวเตาวางกระดาษบนโต๊ะ “กระดาษขาวอักขระดำ ลงลายลักษณ์เป็นหลักฐาน หากมีตระบัดสัตย์ หมู่ตึกปี้โปแบ่งหนึ่งเป็นสอง กึ่งหนึ่งเป็นของข้า กึ่งหนึ่งเป็นของอวี๋หลันจือ”

หวังปี้โปตะลึงลานกับที่ “เหยียนเสี่ยวเตา เจ้าออกจะ…”

“เหี้ยมเกินไปใช่หรือไม่ นี่โทษใคร? โทษตัวท่านเอง!” เหยียนเสี่ยวเตายิ้มหรี่ตา กล่าวชัดถ้อยชัดคำ “ท่านแม่ข้าบอกไว้ อย่าได้ล่วงเกินสตรี ท่านจ่ายค่าตอบแทนไม่ไหว!”

ประโยคเดียว พูดจนเซวียเป่ยฝานบนกำแพงคอหด…แม่สาวน้อยคนนี้โหดเหี้ยมนัก หนทางเบื้องหน้าชักน่าหนักใจ…

 

บทที่ 16 ฝีปากคม

เหยียนเสี่ยวเตาเดินแผนซ้อนแผน เปลี่ยนจากรับเป็นรุก ครานี้หวังปี้โปกลายเป็นฝ่ายขอร้องนางเปิดกลไก ส่วนพวกเสี่ยวเตาต้องคิดวิธีเสาะหาลายแทงห้ากระดูกมังกรแล้ว

จัดการหวังปี้โปเสร็จ เสี่ยวเตากลับเรือนพัก อวี๋หลันจือยังรั้งอยู่ที่นั่น กำลังสนทนากับห่าวจินเฟิงซึ่งเพิ่งกลับมาจากศาลาว่าการ

“พี่ใหญ่” เสี่ยวเตาวิ่งไปหา

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวทราบเรื่องที่เสี่ยวเตาเรียกห่าวจินเฟิงเป็นพี่ใหญ่ รู้สึกเช่นนี้ก็ไม่เลว

“เสี่ยวเตา” ห่าวจินเฟิงบอกเสี่ยวเตา “ให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพของชุ่ยเอ๋อร์แล้ว เจ้าลองทายว่าผลเป็นอย่างไร”

“สืบหาเบาะแสอะไรได้บ้าง”

“ในมือชุ่ยเอ๋อร์มีผงยาพิษที่อยู่ในจานของเจ้า คนที่วางยาเจ้าก็คงเป็นนาง และบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตคือรอยมีดที่ลำคอ ตายเพราะเสียเลือดมาก”

“เมื่อวานนี้มีเลือดอยู่บนพื้นจำนวนมากใช่ไหม” เสี่ยวเตารับฟังสาเหตุการตายจบ พลันโพล่งถามเซวียเป่ยฝาน

“ค่อนข้างมาก” เซวียเป่ยฝานผงกศีรษะ

“แต่บนผนังกับบนดอกไม้ใบหญ้ากลับไม่มี” เสี่ยวเตามุ่นคิ้ว “เลือดไหลออกมาแล้วซึมลงพื้น”

ทุกคนงงงันเล็กน้อย

เสี่ยวเตายื่นมือทำท่าปาดคอเซวียเป่ยฝาน ทำเอาอีกฝ่ายตกใจรีบยกมือป้อง

“มีดเดียวปลิดชีพแบบนี้ ฆาตกรต้องลงมือจากข้างหลังแน่ และเลือดต้องพุ่งออกทางด้านหน้า สมควรกระเซ็นโดนผนังถึงจะถูก เมื่อวานเห็นผนังก็สะอาดดี” เสี่ยวเตาพึมพำ

ห่าวจินเฟิงผงกศีรษะ “ถูกต้อง ข้าคิดว่าศพชุ่ยเอ๋อร์อาจจะถูกนำมาทิ้ง หรือไม่ก็ฆาตกรไม่ได้มีคนเดียว นี่กำลังจะไปตรวจดูที่สวนดอกไม้พอดี”

ขณะสนทนา หวังปี้โปเดินเข้ามาจากข้างนอก ท่าทางประดักประเดิดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเจอหน้าเสี่ยวเตาอีกครั้ง กระแอมคำหนึ่ง “ข้ามีวิธีหาตัวฆาตกร”

ทุกคนล้วนอัศจรรย์ใจ

“พี่ชาย ท่านทราบว่าใครคือฆาตกร” อวี๋หลันจือวิ่งมาถึงข้างกายหวังปี้โป ทั้งจงใจมองไปทางเสี่ยวเตาแวบหนึ่ง ท่าทางยังคงระแวงเสี่ยวเตาไม่หาย

หวังปี้โปกระดกนิ้วต่อทุกคน เป็นเชิง…ตามข้ามา

………………

ขณะมุ่งหน้าไปทางสวนดอกไม้ อวี๋หลันจือเดินมาที่ข้างตัวเสี่ยวเตา “เจ้าหายไปทำอะไรมา”

เหยียนเสี่ยวเตาล้วงมือหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากอกเสื้อส่งให้นาง

“นี่อะไร” อวี๋หลันจือไม่เข้าใจ

เสี่ยวเตาตบไหล่นางเบาๆ “เจ้าเก็บรักษาให้ดี ต่อไปอย่ามาวุ่นวายกับข้าอีก”

อวี๋หลันจือเปิดดู ในนั้นคือคำมั่นสัญญาของหวังปี้โปที่ทำขึ้นเมื่อครู่ มองดูอยู่นาน นางค่อยเอ่ยถามเสี่ยวเตาอย่างไม่แน่ใจ “พี่ชายรับปากแต่งกับข้า?”

เสี่ยวเตายิ้มให้นาง “ใช่แล้ว ยินดีด้วย”

อวี๋หลันจือเก็บสัญญาฉบับนั้น วิ่งขึ้นหน้าไปอย่างแช่มชื่น

เสี่ยวเยว่มองดูอยู่ข้างๆ ถามเสี่ยวเตาด้วยความสงสัย “อวี๋หลันจือยินดีแต่งให้ญาติผู้พี่ของนางหรือไม่?”

เสี่ยวเตาแย้มยิ้ม “ยินดีจนตัวสั่น”

“เขาหลอกใช้นาง ไม่แน่ว่าจะรักนางจริง…เช่นนี้จะดีหรือ”

เสี่ยวเตาไม่ตอบกลับย้อนถาม “แล้วเจ้าเล่า? ถ้าเสิ่นซิงไห่ยินดีแต่งกับเจ้า สถานการณ์เดียวกัน เจ้าจะแต่งหรือไม่”

เสี่ยวเยว่กลับใคร่ครวญอย่างจริงจัง จากนั้นสั่นหน้า

เสี่ยวเตาคลี่ยิ้ม สอดมือคล้องแขนนาง “ดังนั้นข้าถึงเป็นสหายกับเจ้า ส่วนนางข้าขออยู่ห่างๆ อย่างนอบน้อม”

เสี่ยวเยว่พยักหน้า “อืม…แม้นางน่าสงสาร และตัดสินใจเช่นนี้ก็พอเข้าใจได้ แต่ข้าไม่ชอบนาง”

“พูดได้ดี” เสี่ยวเตายิ้มร่า

เซวียเป่ยฝานทางด้านหลังมองหน้าฉงหัว พลางถาม “เจ้าว่าแม่สาวน้อยคนนี้ คมในฝักหรือว่าโง่จริงกันแน่? บ่อมังกรเก้ามุกมีกลไกสลับซับซ้อน หนำซ้ำตอนนี้ยังพังหมด ไฉนนางถึงได้มั่นอกมั่นใจปานนั้น”

ฉงหัวมองเสี่ยวเตาที่กระโดดโลดเต้นและเสี่ยวเยว่ที่สงบเรียบร้อยทางด้านหน้า พลางยิ้มกล่าว “เหยียนหรูอวี้ลักขโมยตั้งแต่คลังสมบัติวังหลวงถึงสุสานโบราณนอกด่าน พึ่งลำแข้งตนเองมาตลอด เจ้าเคยเห็นมีครั้งไหนที่นางพลาดท่าบ้าง คนผู้นี้ภูมิหลังไม่ชัดเจน พรสวรรค์ไม่ซ้ำใคร เหยียนเสี่ยวเตาอยู่กับนางตั้งแต่เล็ก พี่ใหญ่เจ้าเลือกนางมาช่วย ถึงขนาดวางเดิมพันทั้งหมดไว้ที่ตัวนาง อย่างไรต้องมีเหตุผลแน่”

เซวียเป่ยฝานใคร่รู้ยิ่งนัก ต้องหาเวลาลงมือทดสอบนางสักครา ดูว่าเหยียนเสี่ยวเตาคนนี้ ที่แท้เก่งกาจปานใด

…………………………

ทุกคนมาถึงกลางสวนดอกไม้ เห็นบ่าวรับใช้คนหนึ่งกำลังกวาดพื้น บ่าวคนนี้เสี่ยวเตาไม่เคยเห็นมาก่อน อายุราวสิบแปดสิบเก้า รูปร่างผอมแห้ง

“หวังเฉิง” หวังกุ้ยติดตามอยู่ข้างกายหวังปี้โป ร้องเรียกบุรุษที่กำลังจดจ่อกับการกวาดพื้น

หวังเฉิงหันมาเห็นทุกคน จึงก้มศีรษะทำความเคารพ มิได้พูดจา

เสี่ยวเตาแปลกใจอยู่บ้าง บ่าวไพร่ในหมู่ตึกปี้โปแต่ละคนทั้งปากหวานทั้งกระตือรือร้น ที่แท้ยังมีที่แตกต่างออกไปด้วย

“เขาเป็นใบ้” หวังกุ้ยช่วยตอบแทน “ชำนาญการจัดสวน”

“แปลว่าดอกไม้พวกนี้ เขาเป็นคนปลูก?” เสี่ยวเตารู้สึกเลื่อมใสหวังเฉิงขึ้นมาทันที

“ไหนเลยแค่ดอกไม้” อวี๋หลันจือช่วยตอบแทน “การออกแบบเรือนพัก การจัดแต่งภูเขาจำลอง หญ้าทุกต้นล้วนเป็นฝีมือของหวังเฉิงทั้งสิ้น จริงไหม?”

หวังเฉิงก้มหน้าต่ำด้วยความขัดเขิน

“หวังเฉิง เมื่อวานเจ้าเห็นชุ่ยเอ๋อร์หรือไม่” หวังกุ้ยถามเขา

หวังเฉิงส่ายหน้า

“เมื่อวานตอนค่ำเจ้าไม่ได้กวาดใบไม้หรือ?” หวังกุ้ยซักไซ้ “เห็นชุ่ยเอ๋อร์นอนอยู่ในพงหญ้าหรือไม่”

หวังเฉิงส่ายหน้ารัว

อวี๋หลันจือทนฟังไม่ได้ “หวังกุ้ย เจ้าหมายความว่ากระไร หรือสงสัยหวังเฉิงเป็นคนฆ่าชุ่ยเอ๋อร์?”

หวังกุ้ยเหลือบมองหวังปี้โป ไม่กล้าตอบคำ เพียงถอยไปทางหนึ่ง

เสี่ยวเตารู้สึกว่า บ่าวรับใช้ในหมู่ตึกปี้โปนี้ล้วนแต่ก้มหน้าก้มตารับคำ เจ้านายมีอำนาจแต่ผู้เดียว ไม่เห็นเข้าท่าสักนิด บรรยากาศอึดอัดกดดัน รอยยิ้มก็เสแสร้ง

ความเคลื่อนไหวทางด้านนี้ดึงดูดให้บ่าวจำนวนหนึ่งมามุงดู โดยมากเป็นสาวใช้ มีบ่าวชายไม่กี่คน

หวังเฉิงทำมือทำไม้ คล้ายกำลังแก้ต่างให้ตัวเอง แต่หวังกุ้ยกลับจะพาเขาไปส่งทางการ

เซวียเป่ยฝานถามขัดจังหวะประโยคหนึ่ง “ผู้ตายมีเลือดออกมากขนาดนั้น ไม่กระเด็นถูกกำแพงหรือตามพุ่มไม้ใบหญ้า ก็ต้องกระเด็นใส่ร่างคนแน่ เสื้อผ้าของบ่าวรับใช้ในบ้านท่านล้วนเหมือนกัน มิสู้นำออกมาตรวจสอบดู ถึงตอนนั้นครบครันทั้งพยานบุคคลและวัตถุพยาน ย่อมไม่อาจบิดพลิ้วแล้ว”

เพิ่งขาดคำ พลันเห็นบ่าวชายคนหนึ่งแอบเลี่ยงไปทางด้านหลังกลุ่มคน คล้ายต้องการหนี…เสี่ยวเตาตาไว ชี้มือทันควัน “จับเขาไว้”

อาจเพราะร้อนตัว บ่าวคนนั้นรีบชักเท้าออกวิ่ง พอหนีก็เท่ากับสารภาพผิดโดยไม่ต้องไต่สวนแล้ว โดนห่าวจินเฟิงจับกุมตัวทันที

ตรวจค้นที่พักของเขา พบเสื้อเปื้อนเลือดซุกอยู่ใต้เตียง บ่าวคนนั้นชี้ไปที่บ่าวชายอีกคน บอกว่าเขาก็มีส่วนร่วม! ดังนั้นสุนัขกัดสุนัข ทั้งสองล้วนโดนกระชากตัวออกมา

ห่าวจินเฟิงพาคนไปสอบสวนที่ศาลาว่าการ ที่แท้วันนั้นชุ่ยเอ๋อร์หลังจากถูกอวี๋หลันจือตำหนิก็อาฆาตแค้นในใจ หายาพิษมาโรยในอาหารของเสี่ยวเตา หมายยิงหนึ่งก้อนหินได้สองสกุณา มิคาดกลับถูกบ่าวชายสองคนนี้พบเห็นเข้า ทั้งสองจึงข่มขู่นาง แต่ชุ่ยเอ๋อร์ไม่เชื่อฟัง ซ้ำยังขัดขืน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเพราะหวังปี้โปเป็นเหตุ หมู่ตึกปี้โปให้ความสำคัญกับสตรีมากกว่าบุรุษ ข้อห้ามร้ายแรงที่สุดของบ่าวชายก็คือข่มเหงรังแกสาวใช้ สองคนนั้นเป็นเพราะร้อนใจจึงพลั้งมือสังหารชุ่ยเอ๋อร์จนตาย

เสี่ยวเยว่ฟังห่าวจินเฟิงเล่าจนจบ อดถามเสี่ยวเตามิได้ “สาวใช้คนนั้นไฉนใจคออำมหิตปานนี้ นางเกลียดแค้นอวี๋หลันจือ วางยาพิษเอาชีวิตนางก็สิ้นเรื่อง ไยต้องทำร้ายเจ้า”

เสี่ยวเตากอดอกแหงนหน้า ครุ่นคิดกลับไปกลับมาถึงเหตุการณ์ที่ริมสระบัววันนั้น ชุ่ยเอ๋อร์พูดเรื่องเป็นอนุของหวังปี้โปด้วยใบหน้าเอียงอาย ตอนนั้นยังดีๆ อยู่เลย…น่าเศร้าใจจริงๆ

ชุ่ยเอ๋อร์อาจแค่อยากรั้งอยู่ข้างกายหวังปี้โป หามิได้มักใหญ่ใฝ่สูงเกินควร แต่แค่นี้อวี๋หลันจือก็ยังรับไม่ได้ ดังคำ กระต่ายโมโหขึ้นมาก็กัดคนเช่นกัน ส่วนที่ว่าทำไมต้องฆ่าตน เสี่ยวเตาก็ขบไม่แตก และไม่อยากไปขบคิดอีก จบแค่นี้แล้วกัน

……………………..

ตกค่ำ จู่ๆ อวี๋หลันจือมาหาเสี่ยวเตา

เสียงดัง ‘แปะ’ หนังสือสัญญาที่เสี่ยวเตาให้นางเมื่อเช้า ถูกวางลงบนโต๊ะ

เสี่ยวเตาชายตามองสีหน้าอวี๋หลันจือ ทอดถอนในใจคำหนึ่ง เดาว่าหวังปี้โปคงกรอกยาเสน่ห์ให้เด็กโง่คนนี้เรียบร้อยแล้ว ถึงได้วิ่งแจ้นมาออกหน้าแทนญาติผู้พี่

“เหยียนเสี่ยวเตา เจ้าฉวยโอกาสข่มขู่พี่ชายในขณะที่เขากำลังเดือดร้อนได้อย่างไร” อวี๋หลันจือมาถึงก็โวยวายใหญ่ “เจ้าอย่าคิดว่าช่วยข้าสมหวังแล้วข้าจะเข้าข้างเจ้า”

เสี่ยวเยว่กำลังตากผ้าห่ม ได้ยินเข้าก็ฉุนกึกขึ้นมา คำว่าไม่รู้จักชั่วดี วันนี้นางนับว่าได้เห็นกับตาแล้ว ขณะจะช่วยเถียงแทนเสี่ยวเตา กลับเห็นมือของเสี่ยวเตาปัดป่ายไปมาข้างหลัง คล้ายห้ามไม่ให้นางพูด

เสี่ยวเยว่ได้แต่ยืนดูอยู่ด้านข้าง

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวก็อยู่แถวนั้น ต่างถือจอกร่ำสุราไม่พูดจา เรื่องของสตรี บุรุษพึงแส่ให้น้อย

ห่าวจินเฟิงหยิบหนังสือสัญญาขึ้นมาดู นานสองนาน “โอ! ที่แท้หวังปี้โปอยู่ดีๆ เกิดมีน้ำใจขึ้นมา เพราะอยากให้เสี่ยวเตาเสี่ยงตายไปเปิดกลไกกับดักแทนเขานี่เอง”

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวสบตากันยิ้มๆ…บอกว่าเขาทึ่ม ความจริงก็ไม่ทึ่มเท่าไร

อวี๋หลันจือเม้มปาก

ห่าวจินเฟิงถามเสียงฉงน “คุณหนูอวี๋ ในเมื่อเจ้าบ้านหวังไม่มีใจให้เสี่ยวเตา เจ้ายังโกรธเคืองอันใด”

“ข้าไม่ได้โกรธนางเรื่องนี้ พี่ชายย่อมไม่มีใจให้นางแน่อยู่แล้ว” อวี๋หลันจือนั่งลงตรงข้ามเสี่ยวเตา “แต่หนังสือสัญญาแบบนี้มันไม่ถูกต้อง มีสิทธิ์อะไรถ้าพี่ชายไม่แต่งกับข้า แล้วต้องแบ่งสมบัติให้นางกึ่งหนึ่ง”

ห่าวจินเฟิงเอียงคออ่านหนังสือสัญญา พึมพำว่า “นั่นมิใช่ดีต่อเจ้าหรอกหรือ”

อวี๋หลันจือหน้าง้ำ “นั่นไม่ได้ พี่ชายบอกแล้ว เขาแต่งกับข้าด้วยความเต็มใจ…” พูดพลางหน้าแดงซ่าน

“อืม เช่นนั้นก็ดี” เสี่ยวเตายกถ้วยจิบชา ก่อนกล่าวกับห่าวจินเฟิง “ฉีกทิ้งไปเถอะ”

ทุกคนหันมองนางเป็นตาเดียว ไม่เข้าใจความคิดของนาง

เสี่ยวเตายื่นมือหยิบหนังสือสัญญาแผ่นนั้น ฉีกแควกๆ สองทีก่อนกล่าวกับอวี๋หลันจือ “กลับไปบอกหวังปี้โป เงื่อนไขที่ตกลงกันไว้เจ้าไม่เห็นด้วย ดังนั้นหนังสือสัญญาข้าฉีกทิ้งหมดแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปจากที่นี่ ให้เขาเชิญผู้เก่งกล้าท่านอื่นแทน”

………….

อวี๋หลันจือตะลึงตาค้าง “เจ้า…เจ้าไฉนไร้เหตุผลเช่นนี้”

“ใครไร้เหตุผล” เสี่ยวเตาใคร่หัวร่อ “หรือข้าสมควรถวายชีวิตให้ญาติผู้พี่ของเจ้า? ข้าติดค้างอะไรเขา! เจ้าเห็นเขาเป็นยอดมณี ข้าเห็นเขาเป็นหนอนโสโครก ไม่ว่าเป็นเพราะเขาตะล่อมให้เจ้ามาวอแววุ่นวาย หรือเพราะเจ้ามาออกหน้าแทนพี่ชายของเจ้าเอง แต่ข้าฉีกสัญญาแต่งงานทิ้งไปแล้ว ถ้าเขาไม่ยอม พวกเราสามารถไปถกกันที่ศาล ขอเพียงเขาไม่กลัวป่าวประกาศให้คนทั้งโลกรู้ ว่าหมู่ตึกปี้โปเหลือแต่เปลือก ข้าก็อยากรู้ หวังปี้โปจะรักษาตำแหน่งมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งแห่งเจียงหนานไว้ได้อย่างไร คงได้โดนผู้คนหัวเราะฟันร่วง ส่วนเจ้าก็หมดโอกาสสุขสบายยืนชี้นิ้วเป็นนายหญิง ไม่ต้องเป็นคุณหนูแล้ว ลองไปเป็นสาวใช้ยกน้ำล้างเท้าเถอะ”

อวี๋หลันจือเริ่มหวั่นใจแล้ว “เจ้า… หรือนอกจากเจ้าแล้ว ในโลกนี้ไม่มีใครทำลายกลไกได้!”

เสี่ยวเตายิ้มอย่างชวนมอง “เจ้าไปถามพี่ชายเจ้าเถอะ มาถามข้าทำไม อย่าลืมว่า ถ้าพรุ่งนี้พี่ชายเจ้าชื่อเสียงย่อยยับ หมู่ตึกปี้โปล้มละลาย ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเจ้าคนเดียว”

“ข้า…”

อวี๋หลันจือไหนเลยแบกรับสิ่งนี้ได้ พลันน้อยใจร่ำไห้ออกมา “ข้าก็แค่เห็นเจ้าข่มขู่พี่ชาย…”

“ข้าข่มขู่เขา? ข้าแค่ข่มขู่เอาเงินนิดหน่อยเท่านั้น แต่ที่เขาข่มขู่ข้าคือชีวิตข้าและเรื่องแต่งงาน ข้ายังไม่เห็นโศกาอาดูรเลย เจ้ามาร้องไห้หามารดาอะไร” เสี่ยวเตาเลิกคิ้ว คนอื่นๆ ตะลึงลาน นึกในใจ…เด็กคนนี้ไฉนดุนัก นับเป็นครั้งแรกที่เห็น แต่อวี๋หลันจือก็หาเรื่องเองจริงๆ

อวี๋หลันจือเช็ดน้ำตา “แล้ว…แล้วจะทำอย่างไร เสี่ยวเตาเจ้าก็เปิดกลไกเถอะ หนังสือสัญญาของพี่ชายก็ให้ยึดถือตามนั้น ดีหรือไม่”

“เจ้าห่วงตัวเองดีกว่า” เสี่ยวเตาเท้าคาง “อุตส่าห์ทำให้เขาตัดสินใจแต่งกับเจ้า ตัวเจ้ากลับไม่เอาเอง ตอนนี้หนังสือสัญญาก็ฉีกทิ้งไปแล้ว เจ้าจงรอดูเขามีสามเมียสี่อนุแล้วกัน… จริงสิ เจ้าจะได้เป็นเมียเอกหรือเปล่าก็ยังไม่แน่เลย”

อวี๋หลันจือพอฟัง พลันปิดหน้าปล่อยโฮ เสียใจอย่างกับอะไรดี ท่าทีเย่อหยิ่งเอาแต่ใจเมื่อครู่ก่อนหายวับไปนานแล้ว

ร่ำไห้อยู่ดีๆ พลันได้ยินเสียงดัง ‘แปะ’ หนังสือสัญญาแผ่นหนึ่งวางลงบนโต๊ะหินตรงหน้า

“เอ๊ะ?” อวี๋หลันจือเช็ดน้ำตาพลางหยิบขึ้นมาดู ก็คือหนังสือสัญญาฉบับเมื่อครู่นี้…เสี่ยวเตาฉีกทิ้งแล้วชัดๆ ไฉนกลับสู่สภาพเดิมได้

อวี๋หลันจือลืมเรื่องร้องไห้ทันที สะอึกสะอื้นมองเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาเท้าสะเอว “ไม่เคยดูการแสดงกลหรือ? ถ้าเรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ พี่ชายเจ้าคงไม่ลงทุนลงแรงมาขอร้องให้ข้าช่วยเช่นนี้หรอก”

อวี๋หลันจือเช็ดน้ำตา เสี่ยวเตาชำเลืองนางแวบหนึ่ง น้ำเสียงฉุนเฉียว “ต่อไปหัดรู้จักเก็บอารมณ์บ้าง ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะรังแกได้ง่ายๆ อย่างเช่นชุ่ยเอ๋อร์ ถ้าวันนั้นวางยาพิษในจานเจ้า เจ้าคงได้ไปเจอพญายมนานแล้ว คราวนี้ถือว่าข้ามอบป้ายทองเว้นชีวิตให้เจ้า อีกอย่าง เจ้าต้องรับผิดชอบการตายของนาง ผู้อื่นแค่เห็นว่าพี่ชายเจ้าเป็นคนดี จึงรู้สึกเทิดทูน แค่คำชมประโยคเดียว เจ้าก็ขับไล่ไสส่งนาง เจ้าเป็นประมุขแผ่นดินหรือ? ขนาดองค์หญิงยังไม่ร้ายเท่าเจ้าเลย ไม่อย่างนั้นเจ้าก็ไปจับพี่ชายเจ้ามาตอน รับรองไม่มีสตรีนางไหนมาชอบเขาหรือมาแย่งชิงกับเจ้าอีกแน่”

เสียงพรืด เซวียเป่ยฝานสำลักเหล้าคำหนึ่ง ลูบอกไอโขลกๆ

อวี๋หลันจือโดนเสี่ยวเตาตำหนิยกหนึ่ง ก้มหน้าไม่พูดจา

เสี่ยวเตาโบกมือ “ไม่อยากจะด่าพวกเจ้าสองพี่น้อง อาศัยว่าตัวเองเป็นนาย ไม่เคยเห็นบ่าวไพร่เป็นคน ยังไม่ไปอีก? กลับไปสำนึกผิดให้ดี ยืนทื่อมะลื่ออยู่แถวนี้ เกะกะลูกตา!”

อวี๋หลันจือปากมุ่ย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกผู้อื่นบริภาษขนาดนี้ เดินถึงหน้าประตูยังหันกลับมามองเสี่ยวเตาแวบหนึ่ง

เสี่ยวเตาถลึงตาใส่ “จะไปจะมาไม่รู้จักบอกกล่าวหรือ? มารดาเจ้าสอนสั่งประสาอะไร”

อวี๋หลันจือกระตุกมุมปากอีกครั้ง สุดท้ายค่อยเอ่ย “ข้าขอตัวก่อน…เดี่ยวมื้อค่ำจะเพิ่มกับข้าวให้เจ้า” จบคำก็วิ่งปรูดออกไป

“เด็กร้ายกาจแบบนี้ ไม่ด่าไม่สำนึก” เสี่ยวเตาเบะปาก พอหันมาก็เห็นบุรุษสามคนกำลังมองนางด้วยสีหน้าหลากอารมณ์

“มองอะไร!” เสี่ยวเตาถลึงตากลับไป “พวกท่านสามคนก็ทำตัวให้ดีเถอะ”

ทั้งสามผงกศีรษะแทบไม่ทัน นึกในใจ…คนนี้ก็ร้ายกาจใช่ย่อย

หลังจากนั้น เสี่ยวเตากลับสู่อารมณ์แจ่มใส นัดแนะเสี่ยวเยว่ที่อารมณ์เบิกบานเช่นกันออกไปเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าในเมือง

 

บทที่ 17  หัวใจหกตำลึง

สองวันให้หลัง เซวียเป่ยฝานเดิมทีเข้าใจว่าเสี่ยวเตาจะเตรียมตัวเข้าบ่อมังกรเก้ามุก แต่เหนือความคาดหมายของทุกคน เสี่ยวเตาเพียงหมดเวลาสองวันไปกับการเที่ยวเล่น

นางกับเสี่ยวเยว่หาซื้อเสื้อผ้า กินขนม เดินเตร่ตลาดกลางคืน ยังไปลอยโคมดอกไม้ที่ริมแม่น้ำอีกด้วย ตกกลางคืนก็ประคองถ้วยผลไม้เย็นฉ่ำนั่งคุยเล่นกันบนหลังคา

จวบจนเช้าวันที่สาม เซวียเป่ยฝานยืนหน้าประตูเรือน ขวางทางเสี่ยวเตาที่ถือเบ็ดตกปลาเตรียมวิ่งออกข้างนอก “นี่ ข้าว่าเหยียนเสี่ยวเตา เจ้าก็เที่ยวเล่นมามากพอแล้ว ได้เวลาทำเรื่องจริงจังหรือยัง”

เสี่ยวเตาเหล่มอง เถียงเสียงแข็ง “ใครว่าการเที่ยวเล่นไม่ใช่เรื่องจริงจัง”

เซวียเป่ยฝานตบแผงอกให้ตัวเองใจเย็นไว้ ค่อยตกลงกับนาง “เจ้าทำงานเสร็จ พวกเราค่อยเที่ยวเล่น ได้หรือไม่”

เสี่ยวเตาเงยหน้ามองสีท้องฟ้า “อืม ถ้าอย่างนั้นวันนี้เลยแล้วกัน หลังข้าวเที่ยง” พูดจบก็วิ่งออกข้างนอก

เซวียเป่ยฝานตะลึงค้างกับที่ รอจนกระจ่างค่อยไล่กวดหลังไป “วันนี้? ต้องเตรียมอะไรบ้าง”

เสี่ยวเตาวิ่งไปงึมงำไป “วิเศษ! ตอนเที่ยงอยากกินเกี๊ยวผัด”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อมิได้ร่ำไห้มิออก หันกลับไป เห็นฉงหัวยืนอยู่ปากประตู ทำหน้างุนงง

…………………..

ตอนเที่ยง เสี่ยวเตาหิ้วปลาหลี่อวี๋กลับมาสองตัว นำเข้าครัวทำปลาสามรส กลิ่นหอมหวานๆ เปรี้ยวๆ ลอยฟุ้ง ยั่วน้ำลายจนผู้คนชะเง้อคอมองห้องครัว

เสี่ยวเตาค่อนข้างยุติธรรม ปลาสองตัว นางกับเสี่ยวเยว่หนึ่งตัว ห่าวจินเฟิงคนเดียวหนึ่งตัว ไม่มีส่วนแบ่งให้เซวียเป่ยฝาน ฉงหัวและหวังปี้โป

ฉงหัวยืนกอดอกบ่นว่าเซวียเป่ยฝานกับหวังปี้โป “ข้าเลยโดนหางเลขไปด้วย ท่านสองคนชั่วช้า ข้าไม่ได้ชั่วช้าสักหน่อย มีสิทธิอะไรไม่ให้ข้ากิน”

เสร็จจากมื้อเที่ยง เสี่ยวเตาเปลี่ยนเป็นชุดรัดกุมสีขาวทั้งตัว

เซวียเป่ยฝานเปลี่ยนเป็นชุดรัดกุมเช่นกัน ถามนางว่า “เข้าทางไหน”

หวังปี้โปก็จะไปด้วยกัน

เสี่ยวเตามองพวกเขาขึ้นๆ ลงๆ “ทั้งสองท่านทำอะไร”

เซวียเป่ยฝานสบตาหวังปี้โป “ก็ไปเป็นเพื่อนเจ้า”

เสี่ยวเตาหยักมุมปาก เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ประเสริฐยิ่ง ทั้งสองท่านเข้าไปล้วนมีโอกาสทิ้งชีวิตสิบส่วนสิบ  นับเป็นการขจัดภัยพาลเพื่อมวลชน”

หวังปี้โปกับเซวียเป่ยฝานโดนนางพูดจนสะท้านใจ “อันตรายปานนั้น?”

เสี่ยวเยว่หยิบมีดสั้น “เสี่ยวเตา ข้าไปกับเจ้า”

“อย่าเชียว นอกจากข้า คนอื่นล้วนเข้าสิบตายสิบ ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปทิ้ง” เสี่ยวเตาหยิบภาพแผนที่บ่อมังกรเก้ามุกครึ่งแผ่นที่หวังปี้โปให้นางขึ้นมาดู

“เจ้าจะไปคนเดียว?” เซวียเป่ยฝานยังไม่วางใจ

เสี่ยวเตาพับเก็บแผนที่เหน็บไว้ข้างเอว เงยหน้ายิ้มให้เซวียเป่ยฝาน “ท่านเป็นห่วงข้า หรือเป็นห่วงอย่างอื่น”

เซวียเป่ยฝานถูกนางค่อนแคะประโยคหนึ่ง จึงถอนใจ “แน่นอนว่าเป็นห่วงเจ้า ชั่วดีอย่างไรก็เป็นสหาย”

เสี่ยวเตาเลิกคิ้ว “ห่าวจินเฟิงเป็นพี่ใหญ่ข้า เสี่ยวเยว่เป็นสหายข้า คนอื่นข้ากลับไม่เคยพูด ท่านเองก็ไม่จำเป็นต้องห่วงข้า เป็นห่วงสิ่งที่ท่านเป็นห่วงจริงๆ ก็พอแล้ว” จบคำ เข้าสู่พื้นที่ของบ่อมังกรเก้ามุกอย่างปราดเปรียว ทะยานวูบขึ้นสู่ยอดไม้

หวังปี้โปขมวดคิ้วเล็กน้อย เสี่ยวเตาเหยียบถูกกิ่งไม้ซึ่งเป็นที่ตั้งกลไก แต่กลไกกลับไม่ทำงาน

“สุดยอดวิชาตัวเบา!” ฉงหัวอุทานชื่นชม “ยามวิวาทอาจมีไม่กี่กระบวนท่า แต่วิชาตัวเบานับว่าเลิศล้ำจริงๆ”

เซวียเป่ยฝานยืนกอดอกมองดูอยู่ตรงนั้น มิได้เอ่ยคำ…ไหนเลยเลิศล้ำแค่วิชาตัวเบา ฝีมือยั่วโทสะผู้อื่นยิ่งเลิศเลอ! เหยียนเสี่ยวเตาสตรีนางนี้เย่อหยิ่งถือดี นิสัยแข็งกระด้าง นางเพียงต้องการความจริงใจ หาไม่ก็อย่ามอบความเสแสร้งให้นาง เพราะนางจะโยนลงพื้นแล้วกระทืบซ้ำ ไม่ยั้งไมตรีแม้แต่น้อย

เซวียเป่ยฝานอดมองไปทางห่าวจินเฟิงมิได้…ปีนั้นห่าวจิ่วหลงทำเช่นไรจึงมัดใจเหยียนหรูอวี้ได้สำเร็จ และทำร้ายจิตใจนางได้อย่างไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจก็คือ เหยียนหรูอวี้เสียใจขึ้นมา พอจากไปก็นานถึงยี่สิบปี ท่าทางเด็ดเดี่ยวไม่มีวันหวนกลับ บันดาลให้ผู้คนสะทกสะท้านใจ

ทุกคนรอคอยอยู่ด้านนอก มีเสียงแปลกๆ ดังจากด้านในบ่อมังกรเก้ามุกเป็นระยะ บางครั้งเป็นเสียงฝูงนกแตกตื่นกระพือปีก บางครั้งเป็นเสียงเคลื่อนที่ของกงล้อ…แต่ล้วนแผ่วเบามาก ไม่ถึงกับทำให้ตกใจ

จวบจนดวงอาทิตย์คล้อยสู่ตะวันตก ทุกคนล้วนนั่งไม่ติดแล้ว พลันปรากฏเงาร่างสีขาววูบขึ้น…เสี่ยวเตาเหินทะยานออกมา ในมือมีมีดสั้นที่แกะสลักจากงาช้างอันวิจิตรประณีตเล่มหนึ่ง และห่อผ้าขนาดย่อมอีกหนึ่ง

ลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล เสี่ยวเตาชี้ไปที่ปากทางเข้าบ่อมังกร บอกกับหวังปี้โป “ทั้งหมดเก้าเก้าแปดสิบเอ็ดด่าน ข้าไม่ได้หยิบมาทั้งหมด เพราะถือไม่ไหว เพียงเอาสมบัติล้ำค่าของท่านออกมาแปดชิ้น และท่านยังติดค้างเงินค่าแรงข้าอีกหนึ่งหมื่นตำลึง อื่นๆ นั้นเราสองต่างหักล้างหมดสิ้น”

หวังปี้โปจ้องมองเสี่ยวเตาอย่างอัศจรรย์ใจ “เจ้า…ปลดแก้กลไกทั้งหมดแล้ว?”

เสี่ยวเตาถูมือไปมา “ข้านับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว หมู่ตึกปี้โปมีสมบัติล้ำค่ามหาศาลสมคำร่ำลือ สิ่งของที่นำออกมาเหล่านี้ อย่าว่าแต่อันดับหนึ่งในเจียงหนานเลย ต่อให้ท่านออกไปป่าวประกาศว่าตัวเองคืออภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งในใต้หล้า ก็หามีใครกล้าพูดคำ ‘ไม่’”

หวังปี้โปตื่นเต้นลิงโลด ชักนำขบวนคนเข้าสู่บ่อมังกรเก้ามุก

อวี๋หลันจือก็ตามเข้าไปด้วย ขณะเดินผ่านเสี่ยวเตา รีรอเล็กน้อย ก่อนกัดฟันถาม “เจ้าจะไปเมื่อไร”

เสี่ยวเตายิ้มอย่างรู้ทัน “เจ้าคงมิใช่อยากรั้งข้าไว้กระมัง?”

อวี๋หลันจือเม้มปาก หันไปกล่าวกับผู้ดูแลห้องบัญชีว่า “มอบตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงให้แม่นางเหยียน เร็วๆ ด้วย”

ผู้ดูแลห้องบัญชีรีบผงกศีรษะ

อวี๋หลันจือค่อยไล่ตามเข้าไป ในใจอดวิตกลึกๆ มิได้ รอยยิ้มบนใบหน้าของหวังปี้โปเมื่อครู่นี้ นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน ตื้นตัน ยินดี หวั่นไหว?

เหยียนเสี่ยวเตาอยู่ต่อไปก็รังแต่เป็นตัวอันตราย อวี๋หลันจือตระหนักดี เหยียนเสี่ยวเตาต้องไป! จะหาว่าตนเนรคุณก็ดี ไม่รู้จักชั่วดีก็ช่าง นางไม่ปรารถนาให้หวังปี้โปเห็นเหยียนเสี่ยวเตาอีก จะอย่างไรแม่นางดีๆ เช่นนั้นย่อมมีคนชื่นชอบ นางเพียงอยากเฝ้าดูญาติผู้พี่ของนางคนนี้ให้แน่นหนา ไม่อาจให้ใครแย่งชิงไป

เสี่ยวเตาเอามีดสั้นงาช้างส่งให้เสี่ยวเยว่ แล้วควานหาในห่อผ้า หยิบกำไลหยกสีขาวที่สวยมากคู่หนึ่งออกมายื่นให้ห่าวจินเฟิง “พี่ใหญ่ นี่ให้พี่สะใภ้ในอนาคตของข้า” จากนั้นหยิบกุญแจหรูอี้ที่ทำจากหยกเขียวล้อมเงินคู่หนึ่งออกมา “นี่ให้หลานชายหลานสาวในอนาคต”

ห่าวจินเฟิงซาบซึ้งใจจนบอกไม่ถูก รับเด็กคนนี้เป็นน้องสาวนับว่าไม่ผิดจริงๆ

เสี่ยวเตาเก็บห่อผ้า ความหมายก็คือของล้ำค่าที่เหลือล้วนเป็นของตนเองแล้ว คนอื่นไม่มีส่วนแบ่ง เซวียเป่ยฝานเกาศีรษะแกรกๆ ฉงหัวยังค้อนเขาอีกวงหนึ่ง…เห็นหรือยัง? โดนหางเลข!

เซวียเป่ยฝานหน้าละห้อย กวักมือเรียกเสี่ยวเตา คล้ายอยากถาม…ลายแทงห้ากระดูกมังกรเล่า?

เสี่ยวเตาชูมือเขวี้ยง…

กล่องไม้สีดำสนิทใบหนึ่งลอยหวือมาทางเซวียเป่ยฝาน

ยื่นมือรับไว้ เซวียเป่ยฝานเปิดกล่องดู เพียงเห็นกระดูกสีขาวรูปร่างเหมือนกระดองเต่าชิ้นหนึ่งอยู่ในนั้น ด้านบนแกะลายแผนที่ ด้านหลังคือคำว่า ‘ลายแทงห้ากระดูกมังกร’ ของแท้ราคายุติธรรม

เก็บของเรียบร้อย เซวียเป่ยฝานยิ้มให้เสี่ยวเตา พร้อมกล่าวขอบคุณ

เสี่ยวเตากลับมองฟ้า แสร้งเป็นไม่เห็น พาลจะให้เขาติดค้างน้ำใจคราหนึ่ง เซวียเป่ยฝานขึ้นหน้าประจบ “ลำบากเจ้าแล้ว หิวหรือไม่? เดี๋ยวข้าเลี้ยงอาหารอร่อยๆ เจ้าเอง”

เสี่ยวเตาหัวร่อคิก “ท่านแม่ข้าบอกไว้ อย่ากินอาหารอร่อยที่คนแปลกหน้ายื่นให้”

เซวียเป่ยฝานนวดหว่างคิ้ว มองดูเสี่ยวเตาฉุดเสี่ยวเยว่กับห่าวจินเฟิงออกข้างนอกอย่างเริงร่า หารือเรื่องคืนนี้จะเหมาโต๊ะที่ไหนดี

ฉงหัวโน้มหน้ามาใกล้ นานพักใหญ่ค่อยถามขึ้น “เจ้าว่า ถ้าข้าเลิกคบกับเจ้า เสี่ยวเตาจะยอมเป็นสหายสนิทกับข้าไหม?”

เซวียเป่ยฝานมองค้อนทีหนึ่ง ยื่นมือชี้ไปที่เงาหลังของเสี่ยวเตา “เจียมตัวเถอะเจ้า สตรีนางนี้ไม่ต้องตาต้องใจบุรุษหน้าไหนทั้งนั้น ทั่วปฐพีนี้บุรุษที่ไม่ถูกนางจงเกลียดจงชัง เกรงว่าคงมีแต่พี่ใหญ่ของนางแล้ว”

พูดอยู่ดีๆ หวังปี้โปพลันวิ่งหน้าตาตื่นออกมา “เสี่ยวเตาเล่า?”

เซวียเป่ยฝานหันหน้ากลับไป “มีอะไร หรือกลไกไม่ได้เปิด”

“เอ่อ ไม่ใช่” หวังปี้โปยิ้มเจื่อน “ข้าอยากเลี้ยงอาหารค่ำพวกท่านสักมื้อ เสี่ยวเตามีพระคุณต่อหมู่ตึกปี้โปของข้า ข้าอยากขอบคุณนาง”

เซวียเป่ยฝานยักไหล่ “ไม่ต้องแล้ว สาวน้อยคนนั้นบอกว่าให้ท่านทำตามสัญญาก็พอ พวกเราจะจากไปคืนนี้”

“รีบร้อนปานนั้น?” หวังปี้โปขมวดคิ้ว เห็นชัดว่าขัดใจ

เซวียเป่ยฝานตบไหล่เขา “ยังมีเรื่องสำคัญต้องทำ”

เซวียเป่ยฝานรีบจัดเก็บข้าวของ รวมทั้งเอาสัมภาระของเสี่ยวเตาติดมาด้วย จากนั้นออกจากหมู่ตึกปี้โปพร้อมกับฉงหัว

ฉงหัวเดินตามด้านหลัง หัวร่อเยาะเขา “จะรีบไปไหน กลัวคนแย่งหรือไร”

เซวียเป่ยฝานไม่หันมา แสร้งเป็นปลอดโปร่ง “ไม่รีบได้หรือ ยังมีอีกหลายที่ต้องไป”

“เจ้าแน่ใจ?” ฉงหัวส่ายหน้า จิ้มกระดูกสันหลังเขา “ที่เจ้าร้อนใจจริงๆ คืออะไร มีเพียงส่วนลึกในใจเท่านั้นที่รู้…

………..

ยามสนธยา เซวียเป่ยฝานและฉงหัวเจอพวกเสี่ยวเตากำลังกินปูอยู่ในห้องสุดหรูของเหลาสุราที่ใหญ่สุดในเมืองผิงเจียง จึงเข้ามาร่วมวงกินข้าวที่ตัวเองไม่ต้องจ่ายเงินหน้าตาเฉย

อย่าเห็นเสี่ยวเตาเป็นคนคล่องแคล่ว แกะปูกลับมือไม้งุ่มง่าม นิ้วมือทั้งสิบ มีสามนิ้วพันด้วยผ้า แต่ยังแข็งขันกับการแกะก้ามปู

ห่าวจินเฟิงรังเกียจความยุ่งยากในการกินปู จึงไม่กินเสียเลย

เสี่ยวเยว่กับเสี่ยวเตาไม่ต่างกันมาก คือแกะไม่ได้ทั้งคู่

เซวียเป่ยฝานมองดูภาพตรงหน้า รื่นรมย์แทบแย่ ก่อนนั่งลงข้างเสี่ยวเตา “ข้าเอง ข้าเอง”

เสี่ยวเตาคาบตะเกียบไว้ “ปูพวกนี้ก็เหลือเกิน กินยากกินเย็น”

“ของดีมักมีเปลือกแข็ง ซ้ำยังพกหนามอีกด้วย” เซวียเป่ยฝานยื่นมือมาหยิบปูที่โดนนางทึ้งจนเละก็ยังเอาเนื้อออกมาไม่ได้ แค่สองสามที เนื้อปูก็ถูกคีบออกมาจากเปลือก คลุกเคล้ากับน้ำส้มสายชูและต้นหอม วางลงตรงหน้าเสี่ยวเตา “กินได้”

เสี่ยวเตาหยิบช้อนเงินมาตักกิน เนื้อปูที่หอมหวานหลังจากจุ่มน้ำส้มสายชู อร่อยล้ำจนเสี่ยวเตาหยักมุมปากด้วยความพึงใจ เหมือนลูกแมวคาบปลาไว้ในปากไม่มีผิด

เซวียเป่ยฝานเร่งมือแกะตัวที่สองให้ทันที ฉงหัวทางด้านข้างก็อยากแกะให้เสี่ยวเยว่ตัวหนึ่ง จนใจฝีมือสู้เซวียเป่ยฝานไม่ได้ ทั่วตัวกระเซ็นเปรอะไปด้วยน้ำแกง

เสี่ยวเตากินอย่างอิ่มเอมยิ่ง เห็นมือเซวียเป่ยฝานไม่เลอะน้ำมันสักเท่าไร กระดองปูหลังจากแกะเนื้อออกมายังคงสภาพเดิม จึงอดพิศวงมิได้ “โจรราคะเยี่ยงท่านถึงกับชำนาญแกะปูด้วย”

เซวียเป่ยฝานรีบประจบตามน้ำ “แน่นอน การแกะเนื้อปูเป็นหนึ่งในสามสุดยอดเคล็ดวิชาของโจรราคะนี่นา”

เสี่ยวเตาได้ยินเป็นครั้งแรกว่าโจรราคะก็มีเคล็ดวิชากับเขาด้วย “แล้วอีกสองอย่างคืออะไร”

“แกะเนื้อปู ทุบขา ไล่ยุง” เซวียเป่ยฝานยิ้มตอบ ชะโงกหน้ามาถามเสี่ยวเตา “อยากทดลองหรือไม่ ข้าฝีมือใช้ได้ทีเดียว”

เสี่ยวเตาถือจอกเหล้าค้อนเขาทีหนึ่ง พลางแค่นเสียงเชอะเบาๆ

เซวียเป่ยฝานสั่งเด็กในร้านยกปูมาอีกสองจาน แกะเนื้อให้เสี่ยวเตากินจนหนำใจ พลางสอบถาม “เจ้าก็มีช่วงที่มือไม้เงอะงะด้วยหรือ? ไม่มีเหตุผลที่เปิดกลไกได้แต่แกะปูไม่ได้นี่นา”

“ท่านแม่ข้าก็แกะปูไม่เป็น” เสี่ยวเตากินไปตอบไป “ท่านแม่บอกว่า สตรีไม่อาจทำเป็นหมดทุกอย่าง ทำเรื่องใหญ่เป็นก็อย่าทำเรื่องเล็กเป็น ทำเรื่องเล็กเป็นก็อย่าทำเรื่องใหญ่เป็น เด็กผู้หญิงที่อะไรก็ทำเป็นหมดจะไม่มีคนเอ็นดู เด็กผู้หญิงที่อะไรก็ทำไม่เป็นจะโดนคนอื่นหลอก”

เซวียเป่ยฝานได้แต่ยิ้มส่ายหน้า

“เสี่ยวเตา” ห่าวจินเฟิงที่กำลังแทะน่องไก่ ถามเสี่ยวเตา “ท่านแม่เจ้ามีความเป็นมาอย่างไร”

ฉงหัวและเซวียเป่ยฝานพากันหันมองเสี่ยวเตาเป็นตาเดียว

เสี่ยวเยว่จึงเอ่ยแทรกเมื่อเห็นเสี่ยวเตากระอักกระอ่วน “ท่านแม่ของเสี่ยวเตาร้ายกาจมากทีเดียว วาทะที่สอนสั่งล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น”

“อืม…” ห่าวจินเฟิงกลับคล้ายมีความเห็นแตกต่าง “ความจริงเด็กผู้หญิงที่เก่งกล้าก็มีคนเอ็นดูเช่นกัน เด็กผู้หญิงที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ก็ไม่แน่ว่าจะถูกคนอื่นหลอก”

“จริงด้วย” เซวียเป่ยฝานชูหัวแม่โป้งให้ห่าวจินเฟิง “ต้องดูเป็นคนๆ ไป แต่ละคนมีความต่าง”

“ใช่” เสี่ยวเตายกจอกกรอกดื่มจนแห้ง “แต่ละคนมีความต่าง อยากรักไม่ต้องมีเหตุผลก็ได้ อยากไม่รักมักหาข้ออ้างเสมอ”

เซวียเป่ยฝานอ่อนใจ “เจ้าคงแต่งไม่ออกแน่แล้ว ในสายตาเจ้า ทั่วทั้งใต้หล้าไม่มีบุรุษดีที่จริงใจ!”

เสี่ยวเตาย่นจมูกเบะปาก ไม่ตอบคำ ดื่มกินอิ่มหนำก็วิ่งไปนั่งพิงบนตั่งยาวริมหน้าต่าง จิบเหล้าเคล้าสายลมโชยแผ่ว

เซวียเป่ยฝานเช็ดมือเสร็จ รินเหล้าให้ตนเองจอกหนึ่ง เห็นฉงหัวกับเสี่ยวเยว่กำลังร่วมแรงจัดการปูตัวหนึ่ง เสี่ยวเยว่ท่าทางเอาเป็นเอาตายกับการแกะปู ฉงหัวกลับหน้าแดง เพียงใคร่จะใกล้ชิดกับโหลวเสี่ยวเยว่ที่อยู่ตรงหน้า

เซวียเป่ยฝานยิ้มส่ายหน้าไปมา ฉงหัวสติปัญญาหลักแหลมปานใด ก็มีช่วงเวลาที่ทึ่มทื่อเช่นกัน จากนั้นถือจอกเดินถึงข้างหน้าต่าง นั่งลงบนตั่งข้างๆ เสี่ยวเตา

ยามนั้น ในมือเสี่ยวเตาถือพู่ห้อยด้ามพัดทำจากหินหม่าหน่าว*ที่พบเห็นทั่วไปเส้นหนึ่ง กำลังแกว่งไปดูไป

[*หินโมรา]

“หยิบมาจากบ่อมังกรเก้ามุกหรือ?” เซวียเป่ยฝานเอียงหน้าถาม อาศัยแสงจันทร์มองไป เพียงเห็นในดวงตาของเสี่ยวเตาทอประกายสุกสกาว

“อืม”

“สิ่งของล้ำค่ามากมายไม่หยิบ กลับหยิบอันนี้มาทำไม”

เสี่ยวเตาหยักมุมปาก ยิ้มกริ่ม “นี่คือสิ่งของที่มีค่ามากที่สุดในแผ่นดิน”

เซวียเป่ยฝานสงสัย ยื่นมือไปหยิบพู่เส้นนั้นมาดู หินหม่าหน่าวเจียระไนเป็นรูปหยดน้ำ ภายนอกนวลเนียนไร้ลวดลาย ใต้สีครามบริสุทธิ์มีริ้วสีเขียวอยู่รำไร นับเป็นของธรรมดาทั่วไป มุมบนซ้ายมีอักขระสองคำ ลายอักษรประณีตงดงาม แลดูเก่าแก่นานปี หนำซ้ำทำขึ้นจากฝีมือของสตรี คำที่สลักไว้คือ…หก เหลี่ยง

“หกเหลี่ยง?” เซวียเป่ยฝานลองเดาะพู่เส้นนั้นบนมือ อย่างมากก็หนักสองเหลี่ยง(สองตำลึง) แล้วหกเหลี่ยงมาจากไหน หรือเป็นชื่อคนว่าหกเหลี่ยง?

ดังนั้น มองเสี่ยวเตาอย่างงุนงง

เสี่ยวเตายื่นมือไปรับมา กุมไว้ในอุ้งมืออย่างแผ่วเบา “ทราบหรือไม่สิ่งใดหนักหกเหลี่ยง”

เซวียเป่ยฝานยิ่งมึนหนัก ได้แต่สั่นหน้าไปมา

เสี่ยวเตาหรี่ตานิดหนึ่ง “หัวใจของเด็กสาวคนหนึ่งมีน้ำหนักหกเหลี่ยง ควักให้ไปสักคนสองคนก็ตายแล้ว นับประสาอะไรกับมอบออกไปทั้งหกเหลี่ยง จะไม่ล้ำค่าได้อย่างไร”

ลมราตรีโชยเอื่อย เคล้าเสียงเจื้อยแจ้วของเสี่ยวเตาที่มึนเมาเล็กน้อย เซวียเป่ยฝานถามนางด้วยสีหน้าสงบเย็น “นั่นเป็นของประเสริฐยิ่ง ให้ข้าแล้วกัน”

เสี่ยวเตาแย้มยิ้ม เก็บพู่ประดับด้ามพัดแล้วพลิกตัวคราหนึ่ง “เรื่องอะไรจะให้”

 

บทที่ 18 สายฝนเทกระหน่ำ

เดิมที ทุกคนอยากเร่งไปให้ถึงภูเขาเซียนอวิ๋น (ภูเขาเมฆาเซียน)ซึ่งเป็นป้ายที่สองโดยไม่หยุดพักกลางคืน ทว่ายามราตรีมีลมกระโชกแรง เป็นลางว่าฝนจะเทกระหน่ำ ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้การแล่นเรือยามวิกาลอันตรายเกินไป ทุกคนจึงจำต้องค้างแรมในเมืองผิงเจียงหนึ่งคืน

เสี่ยวเตากินปูมากไป บวกกับดื่มเหล้าเกินกว่าสองจอก คืนนั้นรู้สึกศีรษะพองโต กระเพาะอืดเฟ้อ ได้แต่นอนคว่ำบนเตียงใช้ผ้าห่มคลุมศีรษะ กลิ้งไปกลิ้งมา

เสี่ยวเยว่ก็บอกว่ากินปูมากไปทำให้อึดอัดในกระเพาะเช่นกัน ด้วยเหตุนี้พอตกดึกสองสาวจึงห่มผ้านั่งยองๆ อยู่ในห้องครัว ติดไฟต้มชาขิงใส่น้ำตาลแดงดื่ม ทำเอาลูกค้าทั้งโรงเตี๊ยมต้องดมกลิ่นขิงแก่ไปทั้งคืน

เช้าวันถัดมา เซวียเป่ยฝานตื่นนอน เดินไปทุบประตูห้องของพวกนางด้วยความคึกคัก

ทุบได้สองที เสี่ยวเยว่เปิดประตู ยื่นหน้าออกมาทำเสียง ‘ชู่’

“แม่สาวน้อยตัวแสบเล่า?” เซวียเป่ยฝานถามกลั้วหัวเราะ “วันนี้ว่าง จะพานางไปเดินซื้อของ”

เสี่ยวเยว่มองเข้าด้านใน ได้ยินเสี่ยวเตางึมงำ “อย่าให้เขาเข้ามา ไล่ออกไป”

เซวียเป่ยฝานฟังแล้วนึกขัน จึงยืดคอเข้าไปมองข้างใน พอเห็นแทบพ่นพรืดออกมา เสี่ยวเตานั่งอยู่ข้างโต๊ะ ใบหน้าแหงนเงย บนดวงตามีแตงกวาฝานเป็นแว่นวางอยู่สองแผ่น ในมือถือผ้าร้อนผืนหนึ่งกำลังประคบใบหน้า

“เด็กคนนี้พิลึกขึ้นทุกวัน” เซวียเป่ยฝานทอดถอนใจ

ฉงหัวกับห่าวจินเฟิงออกมาจากห้องติดกัน

“วันนี้ลมแรง คาดว่าอีกเดี๋ยวฝนคงตกแน่ พรุ่งนี้ออกเดินทางน่าจะดีกว่า” ฉงหัวเสนอ สายตาอยู่ที่เสี่ยวเยว่ ท่าทางละล้าละลัง

ท่าทีเช่นนั้นถูกเสี่ยวเยว่สังเกตเห็นจนได้

เสี่ยวเยว่จึงถามเขา “คุณชายฉงมีเรื่องใดให้ข้าทำหรือ”

ฉงหัวหน้าสลด “เสี่ยวเยว่ เจ้าเรียกข้าฉงหัวเลยก็ได้ บอกตั้งกี่ครั้งแล้ว”

เสี่ยวเยว่เม้มปาก ก็ชินแล้วนี่นา

เซวียเป่ยฝานรีบกระเซ้า “จริงด้วย ฟังแล้วเหมือนเรียกแมลง*เลย” เสี่ยวเยว่โดนล้อจนยิ้มร่า เสี่ยวเตาในห้องก็พลอยหัวร่อชอบใจไปด้วย พอเคลื่อนไหวแผ่นแตงกวาก็หล่นลงมา รีบรับไว้แทบไม่ทัน

[*คำว่าคุณชายฉง ในภาษาจีนออกเสียงว่าฉงกงจื่อ ซึ่งมีเสียงใกล้เคียงกับคำว่าว่า ฉงจื่อ ที่แปลว่าแมลง]

เซวียเป่ยฝานเสาะหาช่องว่างรีบมุดเข้าห้อง “เป็นไรไป เมื่อวานหลับไม่ดี?” พูดพลางยื่นมือไปหยิบแผ่นแตงกวาของนาง

“อย่าเล่น!” เสี่ยวเตายื่นขาจะเตะเขา

เซวียเป่ยฝานรีบหลบ “ตาบวมหรือ? ไหนข้าดูหน่อย”

“ไปๆๆ” เสี่ยวเตาไล่ “เรื่องของเด็กผู้หญิง ท่านไม่ต้องยุ่ง” พลางชี้ไปที่ถ้วยชาที่เย็นชืดบนโต๊ะ “ใบชานั่นเย็นหรือยัง เอามาให้ข้าที”

เซวียเป่ยฝานยื่นมือไปหยิบถ้วยชาให้นาง

เสี่ยวเยว่ที่ยืนอยู่หน้าประตูตั้งท่าจะเข้าห้อง ฉงหัวรีบโพล่ง “เสี่ยวเยว่ วันนี้มีธุระหรือไม่”

เสี่ยวเยว่ถามเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตากำลังแทะแผ่นแตงกวาเสียงดังกุบๆ ส่ายหน้าพลางกล่าว “ไม่มี วันนี้ว่าง”

เสี่ยวเยว่จึงหันมามองฉงหัว

ฉงหัวปลุกปลอบความกล้า ถามเสี่ยวเยว่อีกครั้ง “ออกไปข้างนอกด้วยกันเถอะ?”

เสี่ยวเยว่ไม่เข้าใจ “ออกไปทำธุระหรือ?”

“เอ่อ…” ฉงหัวยิ้มแห้ง “ก็ไม่ใช่ธุระอะไรหรอก”

เสี่ยวเยว่งุนงง ก่อนโพล่งขึ้นมา “หรือว่า… เป็นเรื่องที่ไม่อาจให้ผู้คนล่วงรู้”

แม้แต่ห่าวจินเฟิงซึ่งเป็นคนทึ่มยังกระจ่างแจ้ง กลั้นหัวร่อเดินเข้าห้องมา

“เสี่ยวเยว่เอ๋ย” เสี่ยวเตาเอ่ยแทรก “ฉงหัวคงอยากซื้อของแต่เลือกไม่ถูก จึงอยากให้เจ้าไปช่วย พอดีเลย เจ้าก็ไปซื้อของพร้อมเขา เด็กผู้หญิงต้องรู้จักใช้เงินบ้าง”

“เป็นเช่นนี้จริงหรือ?” เสี่ยวเยว่ถามฉงหัว

“อืม” ฉงหัวพยักหน้าเงอะงะ

เสี่ยวเยว่คลี่ยิ้ม “ดีจริง นั่นไม่ใช่งานลำบาก ซ้ำยังได้เที่ยวเล่น”

“ใช่ๆ” ฉงหัวรีบผงกศีรษะรัวๆ เหมือนไก่จิกเม็ดข้าว “บนเขามีงานวัด เดี๋ยวเราถือโอกาสแวะไปดูด้วย ฟังว่าสนุกครึกครื้นมาก”

“ตกลง” เสี่ยวเยว่ตกปากรับคำทันใด ก่อนกลับเข้าห้องด้วยสีหน้าระรื่น

ฉงหัววิ่งออกไปกำหมัดนอกห้อง…ในที่สุดก็นัดสำเร็จแล้ว!

…………………

เสี่ยวเตานั่งเท้าคาง มือหนึ่งควักใบชาในถ้วย พลางพึมพำกับเซวียเป่ยฝานที่อยู่ข้างๆ “ฉงหัวเทียบกับท่านและเสิ่นซิงไห่ ช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว! ข้าวร้อยพันธุ์สร้างคนร้อยแบบ คำพูดนี้นับว่าไม่ผิดจริงๆ ข้างกายคนตาถั่วก็มีคนตาดีเหมือนกัน”

เซวียเป่ยฝานชินกับการเหน็บแนมของนาง จึงไม่ตอบโต้ กลับเอ่ยถามห่าวจินเฟิง “พี่ห่าววันนี้ฆ่าเวลาอย่างไรบ้าง”

ห่าวจินเฟิงนั่งตัวตรงสีหน้าเคร่งขรึม “วันนี้ที่ศาลาว่าการของเมืองผิงเจียงมีการไต่สวนหลายคดี ข้าจะไปฟังสักหน่อย”

“เป็นความคิดที่ดี” เซวียเป่ยฝานถูมือไปมา ถามเสี่ยวเตา “เช่นนั้นก็เหลือแค่เราสองคน ทำอะไรดี”

เสี่ยวเตาเหล่เขาแวบหนึ่ง เอากากใบชาเทใส่กระปุก หยิบช้อนเงินมาบดให้แหลก

“เราสองคนก็ออกไปเดินเล่นด้วยดีไหม เจ้าได้เงินมาตั้งเยอะ สมควรเอาออกไปจับจ่ายใช้สอยบ้าง”

เสี่ยวเตาบดใบชาจนเละ ควักออกมาทาหน้า สายตามองนอกหน้าต่าง “ฟ้าครึ้มนี่”

“ฝนไม่ตกหรอก” เซวียเป่ยฝานยักไหล่ “เมืองผิงเจียงมีของดีเต็มไปหมด ตรอกเล็กซอยน้อยล้วนมีอดีตหลายร้อยปี ไม่ไปเดินดูเสียดายแย่”

“แน่นอนว่าต้องไป แต่ไม่ไปกับท่าน” เสี่ยวเตาพูดพลางหยิบร่มแดงออกมาวางไว้ข้างมือด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง

เซวียเป่ยฝานเบะปาก “ถือร่มนี้อีกแล้ว เจ้าเชื่อจริงๆ หรือว่าร่มคันนี้จะกวักเนื้อคู่มาให้?”

เสี่ยวเตาถูใบชาวนไปวนมาบนหน้า ถือโอกาสมองค้อนเซวียเป่ยฝานไปพร้อมกัน “เกี่ยวอะไรกับท่าน”

เซวียเป่ยฝานถอนใจ สีหน้าหมดอารมณ์ “ช่างเถอะ ข้าไปหาเหล้าดื่มคนเดียวก็ได้”

ห่าวจินเฟิงกลับสนใจร่มแดงคันนั้นขึ้นมา “ร่มคันนี้สามารถกวักเนื้อคู่ได้?”

“อืม” เซวียเป่ยฝานตบๆ ร่ม “ร่มแดงคันนี้ ว่ากันว่าเป็นร่มบุพเพสันนิวาส แน่นอน เป็นเพียงคำเล่าลือเท่านั้น ไม่แน่ว่าจะศักดิ์สิทธิ์ ก็แค่ร่มคันหนึ่ง”

……………

กินข้าวเช้าเสร็จ เสี่ยวเยว่และฉงหัวออกไปพร้อมกัน ฉงหัวหยิบร่มกระดาษเคลือบน้ำมันติดไปด้วย ส่วนเสี่ยวเยว่หิ้วตะกร้าใบเล็ก เตรียมไว้สำหรับซื้อของ

ทั้งสองเพิ่งพ้นประตู ห่าวจินเฟิงก็วิ่งไปศาลาว่าการแล้ว

เสี่ยวเตาล้างกากใบชาบนหน้า โปะแป้งหอมเล็กน้อย เซวียเป่ยฝานจุ๊ๆ อย่างอัศจรรย์ใจ “กากใบชานี่ใช้ได้ผลดีทีเดียว ผิวหน้าขาวผ่องกลายเป็นอมชมพูแล้ว”

เสี่ยวเตาแต่งหน้าบางๆ หยิบร่มแดงเดินแช่มชื่นออกประตูไป

เซวียเป่ยฝานก็ออกจากโรงเตี๊ยมเช่นกัน เห็นเสี่ยวเตาในชุดกระโปรงขาว ช่วงบนสวมทับด้วยเสื้อตัวสั้นสีเหลืองนวล ข้างเอวห้อยพู่ประดับด้ามพัดที่สลักคำ ‘หกเหลี่ยง’ เส้นนั้น

จวบจนเสี่ยวเตาไกลลับแล้ว เซวียเป่ยฝานค่อยส่ายหน้าอ่อนใจ รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่เสมอพลันหายวับ ก่อนหมุนตัวเดินไปยังทิศตรงข้ามด้วยสีหน้าปราศจากความรู้สึก

เดินผ่านสะพานหินโค้งสูงๆ ก่อนขึ้นเหลาสุราแห่งหนึ่งที่สูงที่สุดในเมืองผิงเจียง

หาโต๊ะติดหน้าต่างแล้วนั่งลง เซวียเป่ยฝานสั่งเด็กในร้านยกเหล้าหลีฮวาชั้นดีมาไหหนึ่ง จากนั้นเกาะขอบหน้าต่างรินเองดื่มเอง…สองตาทอดมองออกไป ลิบๆ ตรงนั้นเป็นแม่น้ำใหญ่ไหลเชี่ยวหน้าเมืองผิงเจียง ด้านหลังคือบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายสองฟากฝั่งน้ำ

ท้องฟ้ายังคงปกคลุมด้วยเมฆดำ ชวนให้รู้สึกอึดอัด เพียงหวังให้ฝนห่าใหญ่รีบตกลงมา จะได้ชะล้างฝุ่นละอองนานาชนิดที่เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มีออกไป ให้จิตใจผู้คนใสสะอาดและสงบลง

……………

ฉงหัวและเสี่ยวเยว่เดินเคียงกันบนถนนใหญ่ สองฟากเต็มไปด้วยร้านค้าและแผงลอยที่อึกทึกจอแจ

เสี่ยวเยว่ก็ไม่รู้จะซื้ออะไร ฉงหัวไม่กล้าไปจูงมือนาง ได้แต่จับตะกร้าในมือนางเบาๆ พานางแวะชมร้านนั้นร้านนี้ ครั้นเสี่ยวเยว่ถูกใจอะไรเข้า เขาเป็นต้องแย่งจ่ายเงินทุกที

เสี่ยวเยว่อดฉงนใจมิได้ “คุณชายฉง…”

ฉงหัวเลิกคิ้ว

“ฉงหัว…” เสี่ยวเยว่รีบเปลี่ยนคำเรียก “ท่านก็ชอบอันนี้?”

“อืม” ในสมองของฉงหัวเต็มไปด้วยคำ ‘ฉงหัว’ ที่ออกจากปากของเสี่ยวเยว่ พยักหน้าหนักแน่น เมื่อชูปิ่นปักผมอันหนึ่งขึ้นมา “ข้าชอบ”

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราซื้อสองอัน?” ขณะที่เสี่ยวเยว่ควักเงิน ฉงหัวกลับช้ากว่า เพราะคำว่า ‘พวกเรา’ เขารู้สึกตัวเองกำลังเคลิ้มลอย

……………..

เซวียเป่ยฝานร่ำสุราอยู่ข้างหน้าต่างรับลมบนชั้นสาม ทอดสายตามองไป เห็นเสี่ยวเยว่กับฉงหัว ทั้งสองยิ่งเดินยิ่งชิดใกล้ ยามปราศจากคนนอก ฉงหัวค่อนข้างร่าเริงผ่อนคลาย ไม่เครียดเกร็งเหมือนเคย

เซวียเป่ยฝานหยิบจอกสุรา อดแย้มยิ้มมิได้

จังหวะนั้น รู้สึกข้างกายมีคน พอหันหน้า เรือนร่างอรชรประชิดเข้ามา

เซวียเป่ยฝานดื่มเหล้าต่อ มิได้ไปสนใจดูหน้าตาของผู้มาเยือน

“ผู้คนมักกล่าว เซวียเป่ยฝานแห่งพรรคเป่ยไห่เป็นคนเจ้าสำราญ หาเคยมีช่วงเวลาเงียบเหงาซึมเซาไม่” สตรีนางนั้นขยับริมฝีปากแดงสด น้ำเสียงหยาดเยิ้ม “หากมิใช่มั่นใจว่าเป็นท่าน ข้าคงไม่กล้าขึ้นมาทักทาย…ไฉนสีหน้าชวนให้ผู้คนตกใจเช่นนี้เล่า”

เซวียเป่ยฝานถือจอกสุรา เส้นสายตาตกลงบนจุดสีแดงที่วูบผ่านระหว่างตรอกถนนไกลออกไป มุมปากพลันเหยียดยกขึ้นไม่รู้ตัว

“ยิ้มได้แล้วหรือ” สตรีข้างกายหยิบไหสุรา รินใส่จอกเปล่าในมือเขา “แย้มยิ้มเช่นนี้ถึงสามารถมองออกถึงบุคลิกเจ้าสำราญของคุณชายรองเซวีย”

เซวียเป่ยฝานยังคงไม่ปริปาก

สตรีนั้นโน้มใกล้เข้ามา “หรือเป็นใบ้แล้ว?”

เซวียเป่ยฝานตรึงสายตาอยู่ที่จุดสีแดงในตรอกข้างหน้านั่นตลอดเวลา ระบายยิ้มพลางสั่นหน้า “ฝนก็ไม่ได้ตก ยังจะกางร่มอีก เด็กคนนี้อยากเจอเนื้อคู่จนเสียสติไปแล้วกระมัง”

“หรือดื่มจนเมามายแล้ว?” สตรีหามิได้สะทกสะท้าน วาจายังกล่าวไม่จบ ปรากฏเสียงซ่า ม่านฝนหอบหนึ่งสาดซัด

จอกของเซวียเป่ยฝานยังอยู่ในมือ…ในจอกที่บรรจุสุราจนเต็ม บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยน้ำฝน มือเปียกชุ่ม ก็ไม่ทราบเป็นน้ำหรือสุรา เขายืนใจลอยข้างขอบหน้าต่าง มองดูสายฝนที่จู่ๆ กระหน่ำเทลงมา

“โอ อัศจรรย์แล้ว ท่านทราบได้อย่างไรว่าฝนจะตก” สตรีข้างกายยื่นมือมาแตะแขนเซวียเป่ยฝาน “คุณชายเซวีย เข้าไปหลบฝนเถอะ”

เซวียเป่ยฝานมองดูน้ำในจอกเหล้า พลันแย้มยิ้มแปลกๆ

สตรีข้างกายใช้มือหนึ่งเคาะขอบหน้าต่างเนื้อไม้ “คุณชายเซวียวางมาดใหญ่โตนัก ข้ายืนตรงนี้นานสองนานแล้ว ท่านกลับมองฝนไม่มองข้า ทว่า…” นางหักมุม พร้อมรอยยิ้มพราว “สามารถยิ้มแบบนี้ให้ข้ายล กลับเหนือกว่ามธุรสวาจาเป็นพันหมื่น”

เซวียเป่ยฝานพลันหันขวับ ส่งยิ้มให้นาง หากเป็นรอยยิ้มที่ต่างจากครู่ก่อน สตรีเห็นเข้าพลันสะดุ้ง ถ้ารอยยิ้มครู่ก่อนเป็นของจริง ครานี้ก็ปลอมแล้ว…

คนผู้นี้หยักยกมุมปากเช่นเดียวกัน คราแรกเป็นยิ้มที่สดใสเปี่ยมเสน่ห์ คราหลังเป็นยิ้มที่ชวนให้ผู้คนหนาวสะท้านทรวงใน

“ขออภัย มิได้ยิ้มให้ท่านดู” เซวียเป่ยฝานวางจอกบนโต๊ะ กล่าวกับสตรีตรงหน้าที่อยู่ดีๆ ก็ถูกลบหลู่ให้ได้อาย “ข้าไม่นิยมของที่ให้เปล่า”

สตรีนี้ก็คือสาวงามที่มีหน้ามีตาคนหนึ่งในยุทธภพ ไหนเลยประสบถ้อยคำหยามหมิ่นเช่นนี้มาก่อน จึงขยี้เท้าอย่างเกรี้ยวกราด “เซวียเป่ยฝาน ท่านอย่ารังแกผู้อื่นเกินไป”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อหึๆ โยนเงินบนโต๊ะแล้วลงจากตึก ทั้งไม่ไว้หน้าทั้งเสียมารยาทอย่างแรงต่อสตรีนางนั้น โบกมือกล่าวว่า “ไปหาพวกที่ไม่เลือกกินเถอะ”

“ท่าน!” สตรีโมโหจนกัดฟันกรอด ฮึ ใครบอกว่าเซวียเป่ยฝานชมชอบอิสตรี เขาไม่เห็นสตรีอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ บุรุษโสโครก เย่อหยิ่งจองหอง ไม่รู้จักกาละเทศะ!

……………

เสี่ยวเตาอยู่ในตรอกที่สองฝั่งขนาบด้วยกำแพงหินกาบ กำลังแหงนมองเด็กน้อยจ้ำม้ำคนหนึ่งบนหน้าต่างชั้นสองของบ้านหลังหนึ่ง

เด็กน้อยกำลังเล่นตั๊กแตนที่สานจากหญ้ากก พอเห็นนางเข้า เด็กคนนั้นนิ่งมองเล็กน้อย ก่อนเอียงคอร้องเรียกอ้อแอ้ “สาวน้อยคนสวย”

เสี่ยวเตาได้ยินก็ชอบใจ ยกมือข้างหนึ่งเท้าสะเอว เงยหน้าถาม “เจ้าเด็กตุ้ยนุ้ย ใครสอนให้เจ้าเรียกผู้อื่นเช่นนี้”

เด็กน้อยโคลงศีรษะที่โล้นเลี่ยนไปมา “ท่านพ่อบอก ไม่เกล้ามวย หน้าตาสวย เรียกว่าสาวน้อยคนสวย อย่างท่านแม่ข้าเรียกว่าแม่เสือดุ”

“ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าเล่า?” เสี่ยวเตาถามกลั้วหัวร่อ

“ท่านพ่อไปทำการค้า ท่านแม่ทำกับข้าวอยู่ คืนนี้บ้านเรากินเกี๊ยว” เด็กคนนี้คงสนทนากับผู้ใหญ่จนชิน พูดจาฉาดฉาน หน้าตาใสซื่อ ยามยิ้มกว้าง เห็นฟันหลอสองซี่  

เสี่ยวเตายิ่งดูยิ่งชอบใจ

ยามนั้น ลมพัดมาหอบหนึ่ง นางรีบจับร่มไว้แน่น “บอกกับท่านแม่เจ้าด้วย ให้นางไปเก็บเสื้อผ้า”

เด็กอ้วนเงยมองท้องฟ้า เป็นสีเทาหม่น ไม่มีเมฆ…จึงสั่นหน้าทันที “โกหก ฝนไม่ตกหรอก”

เพิ่งขาดคำ ปรากฏเสียงซ่า…

ตั๊กแตนในมือเด็กน้อยเปียกโชกแล้ว ค่อยได้ยินเสียงตะโกนจากข้างใน “พ่างหู่ ช่วยเก็บผ้าให้แม่ด้วย”

เด็กชายอ้าปากกว้าง นานมากกว่าจะตั้งสติได้ เหวี่ยงตั๊กแตนตัวนั้นไปให้เสี่ยวเตา

เสี่ยวเตายื่นมือรับไว้ เด็กชายชูหัวแม่โป้งให้ “สาวน้อยคนสวย สุดยอด!”

จบคำก็ผลุบเข้าด้านหลังไป

เสี่ยวเตากางร่ม มือหนึ่งถือตั๊กแตนตัวนั้น เดินเล่นในตรอกต่อไป มาถึงลำธารสายหนึ่ง เหนือลำธารมีสะพานโค้ง

เสี่ยวเตาเดินกางร่มขึ้นสะพาน ได้ยินเสียงเรียกจากด้านล่าง “แม่นางน้อยที่กางร่มสีแดงบนสะพานคนนั้น”

เสี่ยวเตาเกาะราวสะพานชะโงกลงไป เห็นใต้สะพานมีคนแหงนมอง บนหน้ามีเม็ดฝนเกาะพราว เขาลูบออกเบาๆ…เซวียเป่ยฝานนั่นเอง

เสี่ยวเตาถือร่มสีแดง ก้มมองเขาที่ยืนอยู่ใต้สะพาน

เซวียเป่ยฝานเงยหน้า กอดอกถามว่า “เจอเนื้อคู่แล้วหรือยัง”

 

บทที่ 19 สาวน้อยคนสวย

กระดาษที่ใช้ทำร่มแดงพิเศษมาก เม็ดฝนตกกระทบจะมีเสียงน้ำดังติงๆ ตังๆ คนที่ยืนอยู่ใต้ร่มถึงสามารถได้ยิน

เสี่ยวเตากางร่ม พิงราวกั้นตรงหัวสะพาน ก้มมองเซวียเป่ยฝานที่ยืนเงยหน้าข้างล่าง “ท่านมิใช่ไปดื่มสุราหรอกหรือ”

“ดื่มคนเดียวไม่สนุก” เซวียเป่ยฝานชี้ไปที่ใต้สะพาน กดเสียงค่อยลง “ที่นี่มีเรือประทุนลำเล็กจอดอยู่ คนเรือคงไปกินข้าวแล้ว”

เสี่ยวเตาเม้มปาก “ท่านจะทำอะไร”

เซวียเป่ยฝานกระโดดจากฝั่งขึ้นเรือเล็ก หยิบไม้ถ่อเรือขึ้นมาขยับเบาๆ เรือก็เคลื่อนออกจากใต้สะพาน เขาหันไปกวักมือเรียกเสี่ยวเตา “ลงมาๆ”

“อยากตายหรือไร ขโมยเรือชาวบ้าน”

“พายวนสักรอบแล้วเอามาคืนก็ใช้ได้แล้ว” เซวียเป่ยฝานยั่วยุเสี่ยวเตา “ไม่นั่งเรือก็ไม่เห็นความงามของเจียงหนาน”

เสี่ยวเตาครุ่นคิดนิดหนึ่ง ก่อนเหินร่างทะยานขึ้น ชายกระโปรงกรีดวาดกลางอากาศเป็นรูปใบบัวอย่างสวยงาม แล้วลอยพลิ้วลงสู่ใต้สะพาน ตกบนท้ายเรืออย่างมั่นคง ยกมือตบไม้ถ่อเรือเบาๆ “คนเรือ ออกเรือได้”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อ ถกแขนเสื้อขึ้นมา เริ่มถ่อเรือขึ้นหน้า…

ธารน้ำกลางเมืองอันคับแคบ สองฝั่งเป็นกำแพงขาว หลังคาดำ หน้าต่างไม้ ตัวบ้านครึ่งบนอยู่เหนือน้ำ เงาอีกครึ่งหนึ่งอยู่ใต้น้ำ ลดหลั่นเรียงรายภายใต้แสงตะวัน ภาพที่เห็นแตกต่างจากบนฝั่งเป็นอันมาก

หัวเรือของเรือประทุน ยืนอยู่ด้วยเสี่ยวเตาในชุดกระโปรงขาวกางร่มสีแดง ท้ายเรือคือเซวียเป่ยฝานที่ถ่อเรือเบาๆ อย่างคล่องแคล่ว โดยรอบทั้งสี่ทิศคือเสียงฝนอันสงบเย็น

เรือเพิ่งเลี้ยวโค้ง เสี่ยวเตาพลันได้ยินเสียงอ้อแอ้ตะโกนเรียก “สาวน้อยคนสวย!”

เสี่ยวเตายกร่มขึ้น เผยใบหน้าออกมา เพียงเห็นหน้าต่างของบ้านหลังหนึ่งซึ่งไม่ไกลนัก เด็กชายจ้ำม้ำคนหนึ่งยืนถือชามใบโต ในชามคือเกี๊ยวที่ร้อนควันฉุย อีกมือหนึ่งถือตะเกียบกวักมือเรียกนาง

เสี่ยวเตาโบกตั๊กแตนในมือไปมา เหนือผิวน้ำพร่าพรายด้วยไอหมอก เสี่ยวเตาส่งยิ้มหวานให้เด็กชายคนนั้น ดวงตาสุกสกาวพราวใส ทำเอาเด็กน้อยที่คาบเกี๊ยวไว้ในปากจ้องมองจนตาลอย

จังหวะนั้น หญิงร่างอ้วนคนหนึ่งเดินมาจากด้านหลังของเด็กชาย บิดหูแล้วลากกลับเข้าไป ได้ยินเสียงบ่นแว่วมา “สาวน้อยคนสวยอะไรของเจ้า ชอบเอาอย่างบิดาเจ้าดีนัก เดี๋ยวได้กลายเป็นนักเลงเข้าสักวัน”

เสี่ยวเตาอมยิ้ม ดึงร่มลงมา

เซวียเป่ยฝานถ่อเรือพลางมองนาง ใบหน้าของเสี่ยวเตาโดนร่มแดงบดบังไปแล้ว จากด้านหลังเพียงเห็นชายกระโปรงและแขนเสื้อที่ชวนมองปลิวลู่ตามแรงลม

เสี่ยวเตาหันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง เส้นผมของเซวียเป่ยฝานโดนน้ำฝนจนเปียก อาภรณ์ดำก็เช่นกัน…จึงขับให้ยิ่งดำ ใบหน้ากลับสะอาดขึ้นไม่น้อย คล้ายล้างเอารอยยิ้มและสรรพสิ่งออกไปชั้นหนึ่ง เหลือเพียงสิ่งที่เรียกว่าหล่อเหลาเอาไว้ เสี่ยวเตาไม่ทันดูชัดก็รีบเบือนหน้า

เรือน้อยแหวกสายธารา มุ่งหน้าไปเงียบๆ

เลียบไปตามลำน้ำ เลี้ยวผ่านหลายโค้ง ค่อยปรากฏเสียงอึกทึกแว่วมาท่ามกลางความเงียบ ที่แท้ใกล้ถึงตลาดในเมืองแล้ว

ขณะที่ล่องผ่านริมตลิ่ง จู่ๆ มีสตรีชุดแดงคนหนึ่งถลันออกมาจากเหลาสุรา หยุดยืนที่ริมน้ำ “เซวียเป่ยฝาน เจ้าคนมีตาหามีแววไม่ ข้าเชิญดื่มสุราเจ้าปฏิเสธ กลับมาเป็นคนถ่อเรือ…”

นางไม่ทันด่าจบ เรือก็ลอดใต้สะพานแล้ว หายลับไปไม่เห็นเงา

เสี่ยวเตาหันมองเขาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “โฉมสะคราญเชื้อเชิญท่านดื่มสุรา ท่านยังไม่ไป?”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อ “วันนี้อากาศดีไม่เหมาะร่ำสุรา เหมาะลิ้มรสชา”

…………….

ไม่ถึงครู่ เรือกลับถึงหัวสะพาน เห็นคนผู้หนึ่งกำลังเดินวนเวียนอย่างร้อนใจอยู่บนฝั่ง พอเขาเห็นพวกเซวียเป่ยฝานก็ชี้มือชี้ไม้ “ขะ…ขโมยเรือ”

เซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตาสบตากันวูบ รีบทิ้งเงินไว้บนเรือก้อนหนึ่ง ทะยานร่างขึ้นฝั่ง ชักเท้าหนี

“หยุดเดี๋ยวนี้” คนเรือกระทืบเท้าโวยวาย แต่ทั้งคู่มุดเข้าตรอกไปแล้ว

เสี่ยวเตาหายใจหอบ เห็นคนเรือไม่ได้ไล่ตาม จึงกางร่มเดินหน้าต่อ

เซวียเป่ยฝานตามติด เบียดเข้ามาใต้ร่ม

“ไปห่างๆ” เสี่ยวเตาไล่ “อย่าเข้ามา ร่มนี้สำหรับคนเดียว”

“งกอะไรนักหนา ข้าก็อยากเจอเนื้อคู่บ้าง”

จากนั้นทั้งคู่ หนึ่งหนี หนึ่งตื๊อ มุ่งหน้ากลับโรงเตี๊ยม

……………..

เมื่อฉงหัวกับเสี่ยวเยว่ออกจากงานวัด ข้าวของพะรุงพะรัง ตะกร้าก็ล้นทะลัก ฉงหัวมือหนึ่งหิ้ว มือหนึ่งกางร่มบังฝนให้เสี่ยวเยว่อย่างระมัดระวัง

เสี่ยวเยว่เดินได้ระยะหนึ่ง พลันโพล่งถามฉงหัว “เซวียเป่ยฝาน ใช่คิดจะหลอกใช้เสี่ยวเตาหรือไม่”

ฉงหัวผงะเล็กน้อย จ้องมองเสี่ยวเยว่ ดวงตาของนางใสกระจ่าง ไร้แววอ้อมค้อม เป็นการถามอย่างตรงไปตรงมา ฉงหัวยิ้มเจื่อน “บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด”

เสี่ยวเยว่ส่ายหน้า เป็นเชิงงุนงง ฟังไม่เข้าใจ

“ก็อย่างเช่นเจ้าออกข้างนอก ตั้งใจแค่จะซื้อของ แต่ที่บังเอิญก็คือพอหักเลี้ยวกลับชนถูกคนที่ชื่นชอบ” ฉงหัวอธิบายด้วยสีหน้าอ่อนโยน “แล้วเจ้าว่า ตกลงนี่ไปซื้อของ หรือไปหาคนที่ชื่นชอบ?”

เสี่ยวเยว่ขมวดคิ้ว คล้ายเข้าใจอยู่บ้าง และคล้ายไม่เข้าใจ

ฉงหัวทำใจกล้า ประชิดใกล้หัวไหล่นาง เอ่ยเบาๆ “แท้จริงแล้วพวกเจ้าไม่เข้าใจเซวียเป่ยฝานคนนี้สักนิด”

“นายน้อยบอกว่าเขาเป็นคนมองยาก” เสี่ยวเยว่ตอบคำ “เสี่ยวเตาจะขาดทุนหรือไม่”

ฉงหัวส่ายศีรษะเบาๆ “ขาดทุนใช่ว่าจะไม่ได้เปรียบ ได้เปรียบก็ใช่ว่าจะไม่ขาดทุน โลกนี้ไม่มีอะไรตายตัว”

“ท่านกล่าววาจาลึกซึ้งเหมือนนายน้อยไม่มีผิด” เสี่ยวเยว่ไม่ซักถามต่อแล้ว

รอยยิ้มของฉงหัวนุ่มนวลขึ้นกว่าเดิม ใช้เสียงเบาหวิวเหมือนพึมพำกับตัวเอง “ข้ากับนายน้อยเจ้ามีหลายอย่างคล้ายกันมาก เจ้าแค่ไม่เคยสังเกตเท่านั้นเอง”

“จริงหรือ?”

“อืม แต่ก็มีบางอย่าง กลับแตกต่างสิ้นเชิง เช่นว่า…”

คำพูดด้านหลัง เสียงของฉงหัวยิ่งค่อยลง หรือแทบไม่ได้หลุดจากปากด้วยซ้ำ เสี่ยวเยว่ฟังไม่ถนัด คล้ายมีคำว่า ‘เจ้า’… ทุกสิ่งล้วนประหนึ่งฝนปรอย แมงปอแตะน้ำ จากนั้น…ก็ไม่เหลือร่องรอย

………………….

เสี่ยวเตากับพวกเสี่ยวเยว่กลับถึงโรงเตี๊ยมแทบจะเวลาเดียวกัน ยามนั้น ฝนหยุดแล้ว เมฆหมอกเคลื่อนคลาย อากาศแจ่มใส

ห่าวจินเฟิงกลับมาจากศาลาว่าการนานแล้ว ทุกคนหารือกัน สรุปว่าเร่งเดินทางสำคัญสุด…จึงถือโอกาสที่แสงแดดกำลังสดใสรีบขึ้นเรือ ออกจากเมืองผิงเจียง

ก่อนขึ้นเรือ ห่าวจินเฟิงถามเสี่ยวเตาว่าต้องบอกลาหวังปี้โปหรือไม่ เสี่ยวเตาโบกมือพัลวัน “อย่าเชียว! มากเรื่องมิสู้น้อยเรื่อง อย่างไรก็ได้เงินมาแล้ว”

เซวียเป่ยฝานพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นสั่งคนเรือเดินเรือทันที

เสี่ยวเตาออกจากเมืองผิงเจียงอย่างราบรื่น โดยมิได้ร่ำลา

ล่องเรืออยู่สามวัน ปลอดภัยไร้เรื่องราว

ค่ำวันที่สี่ เห็นว่าใกล้ถึงเมืองจินหลิงแล้ว และภูเขาเซียนอวิ๋นก็คือภูเขาเล็กๆ ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของเมืองจินหลิง

เสี่ยวเตานั่งบนเก้าอี้กลม อุ้มแมวตัวหนึ่งไว้บนตัก อีกมือถือพู่กันเขียนอะไรบนกระดาษแผ่นยาว

เสี่ยวเยว่ฝนหมึกให้นางอยู่ข้างๆ “เสี่ยวเตา ไปเอาแมวมาจากไหน”

“เห็นส่งเสียงร้องอยู่ในครัว ตัวอ้วนดี” เสี่ยวเตาวางพู่กัน อุ้มแมวขึ้นมาลูบขน “ข้าได้ยินท่านแม่พูดบ่อยๆ จินหลิงเป็นเมืองที่ดีมาก ทัศนียภาพงดงาม ทรัพยากรอุมสมบูรณ์ ฟังว่ามีสาวงามขึ้นชื่อด้วย”

เสี่ยวเยว่อดเหลียวหน้าไปมองเซวียเป่ยฝานแวบหนึ่งมิได้

เซวียเป่ยฝานรู้สึกไม่ยุติธรรม เสี่ยวเยว่ฟังเสี่ยวเตาพูดจาส่งเดชแบบนี้ คงเห็นตนเป็นโจรราคะจริงๆ แล้ว

“เมืองจินหลิง อื่นๆ ข้าไม่รู้ แต่มีขุนนางชั่วกลับไม่เท็จ” ห่าวจินเฟิงพูดถึงที่นี่ก็เดือดขึ้นมา

“หมายถึงไช่เปี้ยน ขุนนางก้งเฟิ่ง(ชื่อตำแหน่ง)ในจินหลิงใช่หรือไม่” ฉงหัวแค่นหัวร่อคำหนึ่ง

“ถูกต้อง” ห่าวจินเฟิงพยักหน้า “ตำแหน่งก้งเฟิ่งมีหน้าที่เสาะหาและรวบรวมวัตถุล้ำค่า ส่งให้วังหลวง เชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก เป็นงานที่อิ่มหมีพีมันอยู่แล้ว หนำซ้ำจินหลิงก็อุดมสมบูรณ์ เขายังรับผิดชอบจัดซื้อหนังสัตว์ แพรไหมและอาหารชั้นดี กอบโกยผลประโยชน์ไปไม่น้อย”

เสี่ยวเตาเท้าคาง “เป็นตำแหน่งงานที่ดีจริงๆ”

“พื้นที่ภูเขาเซียนอวิ๋นเป็นเขตภูเขารกร้างที่สุดของเมืองจินหลิง มีแต่ป่าเขาลำเนาไพร อย่างมากก็มีหมู่บ้านเล็กๆ ไม่กี่ครัวเรือน ตั้งกระจัดกระจายตรงบริเวณน้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น” เซวียเป่ยฝานยื่นมือไปคว้าแมวอ้วนที่โดนเสี่ยวเตาขยำขยี้จนกลิ้งไปกลิ้งมา “ไม่แน่ลายแทงห้ากระดูกมังกรอาจถูกไช่เปี้ยนหาพบแล้ว”

ทุกคนต่างรู้สึก เป็นไปได้อย่างมาก

ล่วงเข้าสนธยา เรือเลี้ยวเข้าสู่แม่น้ำฉินหวายที่กว้างใหญ่ สองฝั่งประดับโคมสว่างไสว ตึกรามบ้านช่องลดหลั่นเรียงราย ผู้คนสัญจรไปมา ขวักไขว่พลุกพล่าน

เสี่ยวเตาวิ่งออกจากท้องเรือ สูดอากาศเข้าปอดลึกๆ

เซวียเป่ยฝานยิ้มถามนาง “ได้กลิ่นเงินตราแล้วหรือไม่?”

เสี่ยวเตาเหล่มองเขาแวบหนึ่ง นึกในใจ…ตนพกพาเงินทองมากมาย เด็กผู้หญิงไม่อาจใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา แต่อย่างน้อยก็ต้องเที่ยวชมให้ทั่วรัศมีสิบหลี่ของแม่น้ำฉินหวาย ซึมซับความบรรเจิดเลิศล้ำที่ยากจะพบเห็น

เซวียเป่ยฝานเห็นท่าทางตื่นเต้นของนาง หัวร่อกล่าวว่า “เจ้ารักษาท่าทีบ้าง ระวังจะถูกหลอกไปขาย”

เสี่ยวเตาค้อนขวับ “ท่านต่างหากรักษาท่าทีบ้าง ใครๆ ก็รู้ว่าเมืองจินหลิงมีหอคณิกาเต็มไปหมด ดูแลคางตัวเองให้ดี ระวังจะอ้าจนหลุดลงมา โดนคนเหยียบซ้ำแล้วเตะลงแม่น้ำ”

เซวียเป่ยฝานนับถือฝีปากคมคายของเสี่ยวเตาจริงๆ พูดจาฉาดฉานราวกับเคี้ยวถั่ว ยามสบถด่าผู้คนยิ่งไพเราะเสนาะหู

ประโยชน์ของเมืองที่มีแม่น้ำไหลผ่าน ก็คือเรือสามารถแล่นเข้าตัวเมืองได้โดยตรง

ฉงหัวชี้ด้านหน้าพลางบอกทุกคน “จอดที่ท่าเรือข้างหน้านั่นก็แล้วกัน”

ขบวนคนเพิ่งขึ้นฝั่ง ก็เห็นเด็กหนุ่มแต่งชุดเรียบง่ายสีดำคนหนึ่งสะอึกเข้ามาโค้งคำนับฉงหัว “นายน้อย ท่านมาถึงเสียที ทางนี้เริ่มรอตั้งแต่บ่ายแล้ว”

ฉงหัวพยักหน้า “ท่านแม่สบายดีหรือไม่”

“สบายดีขอรับ นายหญิงผู้เฒ่าลงครัวด้วยตนเอง ตอนนี้กำลังรอนายน้อยกลับไป”

เสี่ยวเตาดึงเสี่ยวเยว่มากระซิบถาม “ตึกฉงหัวอยู่ในจินหลิงหรือ?”

เสี่ยวเยว่ส่ายหน้า กระซิบตอบ “คุณชายฉงเป็นชาวจินหลิง มารดาเขาอยู่ที่นี่”

“โอ…” เสี่ยวเตาลากเสียงยาว พลางมองฉงหัว…พาเสี่ยวเยว่มาให้มารดาดูตัวนี่เอง

ฉงหัวกระแอมขัดเขินคำหนึ่ง ก่อนพาทุกคนเดินผ่านถนนตลาดที่อึกทึกจอแจ

เซวียเป่ยฝานกลับรำพึง “นานแล้วไม่ได้มาจินหลิง ยังคงคึกคักไม่เปลี่ยน”

เสี่ยวเตาแอบเหลือบมองฉงหัว แล้วมองเสี่ยวเยว่… ดังคำว่า รับมือบุตรชายต้องดูมารดาก่อน ฟังว่าฉงหัวมีชาติตระกูลมิใช่ชั่ว ไม่ทราบมารดาเขาจะให้หาคู่ครองแบบสมน้ำสมเนื้อหรือไม่

หลังเดินผ่านรั้วกำแพงที่ยาวมาก…ยาวมากๆ ทุกคนก็หยุดลงที่หน้าประตูขนาดใหญ่มหึมา

เสี่ยวเตาอุทานในใจ ที่อยู่ในรั้วกำแพงผืนนี้คงไม่ใช่บริเวณบ้านทั้งหมดกระมัง?

เหนือประตูเป็นป้ายขนาดใหญ่ บนป้ายเขียนคำ “คฤหาสน์ฉง” แลดูอลังการจนตาลาย

เสี่ยวเตายังไม่ทันพิเคราะห์ละเอียด ที่ยืนสง่าอยู่สองฟากตรงหน้าประตูคือตัวปี่เซียะหรือตัวกิเลน ประตูก็เปิดกว้าง ตามด้วยเด็กรับใช้สองคนวิ่งออกมาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “นายน้อย”

ฉงหัวพาคนเดินเข้าด้านใน ผ่านประตูชั้นที่สอง เห็นสาวใช้พยุงหญิงชราคนหนึ่งซอยเท้าออกมา

ฉงหัวสะอึกขึ้นหน้า ปาดชายเสื้อคุกเข่าคำนับเต็มยศ

เสี่ยวเตากะพริบตาปริบๆ…มองปราดเดียวก็รู้ว่าฉงหัวเป็นยอดกตัญญู กตัญญูนั้นไม่แปลก แค่ไม่ทราบว่ามารดาของเขาใช่เย่อหยิ่งถือตัวหรือไม่

หญิงชราหน้าตาอิ่มเอิบใจดี ยื่นมือประคองฉงหัวลุกขึ้น เรียกลูกรักๆ ไม่ขาดปาก เรียกจนฉงหัวหน้าแดงหูร้อน ทุกคนในที่นั้นต่างอดหัวร่อมิได้

เซวียเป่ยฝานก็เข้าไปคารวะ

หญิงชราตบแขนเขาเบาๆ แสดงชัดว่าสนิทสนม ดวงตาทั้งคู่กลับจ้องเขม็งที่สาวน้อยสองคนทางด้านหลัง ก่อนถามฉงหัว “ลูกแม่ นั่นใคร”

ฉงหัวกระดากอาย เมื่อมองไปทางเสี่ยวเยว่

หญิงชรารีบย้ายสายตาไปที่ร่างของเสี่ยวเยว่ พินิจขึ้นลงรอบหนึ่ง ก่อนผุดยิ้มกว้างขวาง

เสี่ยวเตาแอบวิเคราะห์… คงเป็นมารดาที่เปี่ยมเมตตาคนหนึ่ง

เป็นอย่างที่คิด หญิงชราเข้ามาจับมือเสี่ยวเยว่ มองสำรวจอย่างละเอียด เสี่ยวเยว่ถูกมองจนขนลุก จึงย่อกายคำนับอย่างสุภาพเรียบร้อย “ท่านแม่เฒ่า”

“เด็กดี เรียกท่านป้าก็พอ” หญิงชราลูบมือนางเบาๆ พบว่าบนมือมีไตแข็งๆ จึงออกแรงถูสองที “เหมือนข้าเลย เกิดในครอบครัวยากจน ดี!”

เสี่ยวเตากระตุกมุมปากเบาๆ เสี่ยวเยว่นับว่ามีมารดาทะนุถนอมแล้ว ประเสริฐ!

เซวียเป่ยฝานสังเกตสีหน้าเสี่ยวเตาอยู่ทางหนึ่ง ถึงกับใบ้กิน เด็กคนนี้เป็นจอมจุกจิก ต้องขอจุ้นจ้านไปเสียทุกเรื่อง

หญิงชรากุลีกุจอพาทุกคนเข้าข้างในซึ่งตระเตรียมสุราอาหารโต๊ะใหญ่ไว้เรียบร้อยแล้ว นางจูงมือเสี่ยวเยว่ไม่ยอมปล่อย พามานั่งข้างกาย

เสี่ยวเตาและเซวียเป่ยฝานต่างขยิบตาให้ฉงหัวกันใหญ่ ฉงหัวยิ่งอายหนักกว่าเดิม อยากปรามมารดาว่าอย่าตื่นเต้นเกินไป เสียดายที่ในสายตาของมารดามีแต่คนในดวงใจของบุตรชาย

ที่ลำบากใจกว่าใครก็คือเสี่ยวเยว่ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่ามารดาของฉงหัวใจดีเหลือเกิน

…………………..

ลิ้มรสอาหารโอชารส และคารวะสุราสามรอบผ่านไป ฉงหัวค่อยถามมารดาเขาว่าทราบเรื่องภูเขาเซียนอวิ๋นหรือไม่

บรรพชนสามรุ่นของฉงหัวล้วนเป็นชาวจินหลิง โดยเฉพาะมารดาเขาเติบโตอยู่ที่นี่ตั้งแต่เล็ก พอได้ยินบุตรชายถามถึงเรื่องภูเขาเซียนอวิ๋น รอยยิ้มบนหน้าหญิงชราพลันเจื่อนลงเล็กน้อย ก่อนวางตะเกียบที่คอยคีบกับข้าวให้เสี่ยวเยว่ไม่หยุด “เจ้าถามถึงภูเขาเซียนอวิ๋นไปทำไม”

“เป่ยฝานอยากหาของบางอย่าง” ฉงหัวโยนให้เซวียเป่ยฝาน

เซวียเป่ยฝานรีบรับต่อ “ใช่ขอรับท่านป้า บ้านข้ามีสมบัติตกทอดชิ้นหนึ่ง ถูกซ่อนไว้ในภูเขาเซียนอวิ๋น”

หญิงชรามุ่นคิ้ว “โอ…”

“ท่านแม่เฒ่า ภูเขาเซียนอวิ๋นมีปัญหาอะไรหรือ” ห่าวจินเฟิงอดถามมิได้

หญิงชราเผยสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด “ในภูเขาเซียนอวิ๋น มีซานโผ(ยายเฒ่าภูเขา)”

เพิ่งขาดคำ เสี่ยวเยว่ก็ถามเสียงฉงน “บนภูเขาปกติล้วนมีซานโพ(เนินเขา)มิใช่หรือ”

“แค่กๆ” ฉงหัวสำลัก หญิงชราหัวร่อร่วน ตบมือชอบใจ “แม่นางคนนี้น่าเอ็นดูจริง…ไม่ใช่ซานโพ เป็นซานโผ โผที่มาจากคำว่าโผโผ*”

[*โผโผ แปลว่า ยาย]

“ซานโผคืออะไร” ทุกคนถามเป็นเสียงเดียว

“ยายเฒ่าปีศาจที่ชอบกินเด็กสาวๆ โดยเฉพาะ อาศัยอยู่ในภูเขา” หญิงชราอธิบายให้ทุกคนฟัง “เมื่อจับเด็กผู้หญิงไป จะปล่อยเลือดก่อน แล้วใช้เลือดมาสระผม จากนั้นค่อยกินเนื้อ กระดูกเก็บไว้ทำภาชนะ เส้นผมเก็บไว้ฟั่นกับเชือกป่าน สำหรับมัดเหยื่อรายอื่น”

ทุกคนได้ฟังก็ขนลุก

หญิงชราจึงโบกมือ “นี่เป็นเพียงคำเล่าลือเท่านั้น แต่หลายปีมานี้ก็มีเด็กสาวหายไปหลายคนจริงๆ ดังนั้นไช่เปี้ยนจึงสั่งปิดภูเขาแล้ว”

คำพูดของหญิงชรา ทำเอาทุกคนสะดุดกึกในใจ…ปิดภูเขาแล้ว?

 

บทที่ 20 พุทธพจน์ มิอาจแถลงไข

ดังคำว่า ‘ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง*’ แค่ปล่อยข่าวลือว่าในภูเขามีปีศาจอาละวาด บอกทุกคนอย่าเข้าไปก็สิ้นเรื่อง ไยต้องเลือกปิดภูเขาด้วย

[*มาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องหนึ่ง มีคนเอาเงินซ่อนไว้ใต้ดิน และเขียนไว้ข้างบนว่า “ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง” เพื่อนบ้านที่ชื่ออาเอ้อร์ขโมยเงินไป แล้วเขียนทิ้งไว้ว่า “อาเอ้อร์เพื่อนบ้านไม่เคยขโมย”  อุปมาหมายถึง ยิ่งปิดยิ่งกลายเป็นเปิดเผย]

หญิงชราเห็นหลายคนทำท่าครุ่นคิด จึงหัวร่อเบาๆ “ยายเฒ่าภูเขานี้ปรากฏตัวอย่างไร พวกเจ้าเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่”

ทุกคนย่อมสั่นหน้าแน่นอน “ไม่”

หญิงชราถือถ้วยชานิ่งคิด คล้ายรำลึกความหลังอะไรสักอย่าง ทุกคนชะเง้อคอรอคอยจนปวดคอ รู้สึกว่าหญิงชราอาจนึกไม่ออกแล้ว จึงทำท่าเตรียมกินต่อ

พลันได้ยินหญิงชราโพล่งว่า “พวกบุรุษ โดยมากล้วนพึ่งพาไม่ได้”

“แค่กๆ”

บุรุษสามคนในที่นั้นพากันสำลัก ตบหน้าอกพลางมองหน้ามารดาของฉงหัว

เสี่ยวเตารู้สึกท่วงทำนองแบบนี้คุ้นหูชอบกล หรือท่านแม่เฒ่าคนนี้เหมือนกับมารดาตน ประสบกับชายหลายใจเช่นกัน?

“ไม่ได้หมายถึงข้า แต่เป็นเรื่องของยายเฒ่าภูเขาคนนั้น” หญิงชราปรับระดับเสียงต่ำลง ค่อยๆ เริ่มเล่า…

……………………….

ที่แท้ ยายเฒ่าภูเขาเดิมทีเป็นธิดาโทนของตระกูลหนึ่งในเมืองจินหลิง ตั้งแต่เล็กก็เปรียบเสมือนมุกมณีในอุ้งมือ ทว่ากลับไปรักชอบหมอชาวบ้านคนหนึ่ง บิดาของยายเฒ่าภูเขารักธิดาตัวเองมาก จึงรับหมอคนนั้นมาเป็นบุตรเขย

หลังจากหมอคนนั้นแต่งกับยายเฒ่าภูเขา ก็ใช้ชีวิตคู่อย่างชื่นมื่น หมอคนนี้แม้ชาติกำเนิดต่ำต้อยทว่าสติปัญญาดี มีความมุมานะ ไม่ช้าก็รับสืบทอดกิจการค้าขายในบ้าน หนำซ้ำยังขยายกิจการใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

บุรุษนั้นหนา เงินมาก งานยุ่ง ก็มักจะมุ่งออกข้างนอก

สามปีต่อมา บิดาของยายเฒ่าภูเขาก็ลาโลก ปีเดียวกันนั้น ยายเฒ่าภูเขาให้กำเนิดบุตรีคนหนึ่ง  เดิมทีตั้งใจปรนนิบัติสามีอบรมบุตรธิดา และดูแลกิจการค้าของครอบครัวให้ดี หมอคนนั้นกลับเริ่มไม่กลับบ้าน ที่แท้ไปติดใจสาวงามในคณะฟ้อนรำคนหนึ่งอยู่ข้างนอก

ฟังหญิงชราเล่าถึงตรงนี้ บุรุษทั้งสามล้วนยกจอกสุราขึ้นดื่ม เสี่ยวเยว่กลับโพล่งเสียงขุ่น “คนเนรคุณ”

เสี่ยวเตานั่งเท้าคาง ถามหญิงชราว่า “ถึงหมอคนนั้นรับสืบทอดกิจการค้า แต่จะอย่างไรก็เป็นทรัพย์สินของบรรพบุรุษของยายเฒ่าภูเขา เขาก็ไม่น่าได้ไปโดยง่ายกระมัง”

หญิงชราผงกศีรษะ “ไม่อำมหิตมิใช่ชาย เพื่อยึดครองกิจการ หมอกับนางรำคนนั้นร่วมมือกันวางยาพิษฆ่ายายเฒ่าภูเขาและบุตรสาว จับใส่กระสอบพร้อมหินก้อนใหญ่ แล้วนำไปทิ้งในบึงน้ำลึกด้านล่างน้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น”

“แม้แต่บุตรสาวก็…” ห่าวจินเฟิงขมวดคิ้ว “ยังมีความเป็นคนหรือไม่”

ฉงหัวกับเซวียเป่ยฝานก็รีบผงกศีรษะเช่นกัน รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องใจเดียวหรือหลายใจแล้ว แต่เป็นอสูรในคราบมนุษย์

“เมื่อยายเฒ่าภูเขาตายแล้ว หมอก็ให้นางรำคนนั้นแปลงโฉมเป็นยายเฒ่าภูเขา ซ่อนตัวอยู่ในเรือนไม่ให้คนเห็น เปลี่ยนบ่าวไพร่ในบ้าน และฮุบสมบัติทั้งหมด” หญิงชรากล่าวถึงตรงนี้ก็แค่นหัวร่อเย็นชา “เพียงเสียดาย สรรพสิ่งไม่จีรัง หลังจากครอบครองทรัพย์สมบัติแล้ว หมอคนนั้นก็ไปลุ่มหลงสตรีอื่นอีก”

“เฮอะ” เซวียเป่ยฝานอดส่ายหน้ามิได้ “หมอคนนั้นเจ้าชู้จริงๆ นิสัยได้ใหม่ลืมเก่าออกจะกำเริบเร็วเกินไปแล้ว”

“นางรำรู้สึกคับแค้น นางทำเพื่อหมอคนนั้นมากมาย สุดท้ายแม้แต่ฐานะที่ถูกต้องตามประเพณีก็ไม่ได้ ซ้ำยังถูกขับไล่ออกจากบ้าน ด้วยความโกรธแค้น จึงขู่ว่าจะเปิดโปงเรื่องในอดีต” หญิงชราบอกเล่าด้วยสีหน้าหม่นลงเล็กน้อย “ผลที่สุด…นางโดนหมอคนนั้นเอาหมอนกระเบื้องทุ่มตายทั้งเป็น และใช้วิธีเดิม อาศัยช่วงดึกเอาศพใส่กระสอบไปทิ้งในน้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น”

ทุกคนอดสะท้อนใจมิได้ ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว!

เสี่ยวเตารู้สึกสะพรึง “คนผู้นี้เป็นหมอหรือคนฆ่าสัตว์กันแน่ โหดร้ายทารุณปานนั้น”

“ยังมีอีก” หญิงชราเห็นเสี่ยวเยว่เปลี่ยนชาร้อนมาให้นางถ้วยหนึ่ง ดีใจจนยิ้มแป้น รับมาดื่มสองอึกค่อยเล่าต่อ “หมอคนนั้นหลงรักสตรีอีกนางหนึ่ง เป็นนางคณิกามีชื่อแห่งเจียงหนาน หญิงงามเมืองอันดับหนึ่งที่โด่งดังไปทั่วปฐพี”

“ครานี้เขาคงรู้จักพอได้แล้วกระมัง” ห่าวจินเฟิงขมวดคิ้วส่ายหน้า

เสี่ยวเตาคีบกับข้าวใส่ชามเขา พลางกล่าว “พี่ใหญ่ ท่านยังไม่เข้าใจ บุรุษลักกินขโมยกินเป็นสันดานชนิดหนึ่ง หามิได้เป็นเพราะภรรยาในบ้านขี้เหร่ถึงออกไปหาเศษหาเลย และมิใช่เป็นเพราะภรรยาในบ้านสวยสะคราญจึงไม่ออกไปหาเศษหาเลย จะลักขโมยหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับ…ตัวเขาอยากหรือไม่อยาก”

หญิงชราเลิกคิ้ว “โอ แม่นางคนนี้อายุเท่าไรกัน ไฉนมองได้ทะลุปรุโปร่ง…”

ไม่ทันกล่าวจบ ทุกคนในโต๊ะก็ประสานเสียง “เพราะมารดานางสอนได้ดี”

เสี่ยวเตายิ้มปริ่ม เคี้ยวกุ้งยักษ์พลางผงกศีรษะระรัว

“หญิงคณิกานางนั้นอุตส่าห์เสาะหาที่พึ่งพิงได้อย่างยากเย็น คิดว่าสามารถสลัดหลุดจากทะเลทุกข์ กลับมิคาด ไม่ถึงสามวัน มีเรือหลวงมาเทียบท่าที่เมืองจินหลิง บนเรือคือซุ่นเต๋อหวาง(บรรดาศักดิ์ชั้นหวาง)และธิดา” หญิงชราถอนใจ “ด้วยเหตุนี้ หมอคนนั้นเคยใช้ถนนเส้นใด ก็ย้อนกลับไปใช้ถนนเส้นนั้นอีกครั้ง”

เสี่ยวเตาแจ่มแจ้ง “แรกสุดเขาหลงรักยายเฒ่าภูเขา เพียงเพราะทรัพย์สมบัติของตระกูลนาง อีกสองคนถัดมาก็เพราะหลงใหลในรูปโฉม เมื่อสาวสวยและเงินตราล้วนตกอยู่ในกำมือ เขาก็เริ่มคำนึงถึงอนาคต… บุตรเขยของซุ่นเต๋อหวางคนนั้น เท่าที่ข้ารู้ แซ่ไช่นามเหลียน เวลานี้ได้รับสืบทอดตำแหน่งจวิ้นหวางแล้ว อนาคตก้าวไกลไร้ขีดจำกัด”

หญิงชรายิ้มพยักหน้า “สาวน้อย เจ้าฉลาดมาก” กล่าวพลางดึงมือฉงหัวขึ้นมา กำชับเขาว่า “ลูกแม่ จำให้ดี สาวน้อยเช่นนี้ต้องระวัง ไม่มีเข็มเจาะกระเบื้อง อย่าริซ่อมเครื่องลายคราม”

ฉงหัวไม่ค่อยกระจ่างนัก

เซวียเป่ยฝานชอบใจกับคำพูดของหญิงชรา จึงเอ่ยแทรก “ความหมายของท่านป้าคือสตรีห้าวยากกำราบ”

ทุกคนหัวร่อครืน มีแต่เสี่ยวเตาเบะปาก

หญิงชรารีบคีบกับข้าวใส่ชามนาง “แค่หยอกเล่น ที่จริงเจ้าเป็นเด็กสาวที่น่ารัก”

เสี่ยวเตาคลี่ยิ้ม กินกับแล้วฟังต่อ

หญิงชรานึกชมในใจ… เป็นแม่นางใจกว้างที่รับคำกระเซ้าได้โดยไม่ขุ่นเคือง จากนั้นหันมองเสี่ยวเยว่ที่ใสซื่อบริสุทธิ์ สาวน้อยสองคนนี้ต่างมีดีคนละแบบ และหาได้ยากยิ่ง หวังว่าฉงหัวกับเซวียเป่ยฝานจะรู้จักทะนุถนอมให้ดี

……………………

“ไช่เปี้ยนเป็นหลานแท้ๆ ของไช่เหลียน” ห่าวจินเฟิงเงยหน้าเอ่ยแทรกขึ้น “ไช่เหลียนเวลานี้อิทธิพลอำนาจสูงส่ง ไช่เปี้ยนก็อาศัยบารมีของเขาสานสัมพันธ์กับผู้อื่น กระทั่งได้มาซึ่งตำแหน่งงานที่อิ่มหมีพีมัน”

ทุกคนต่างกังขา…เรื่องนี้ ใช่มีอันใดเกี่ยวข้องกันหรือไม่

“แล้วต่อมาเล่า? นางคณิกาชื่อดังแห่งเจียงหนานคนนั้น ตอนจบเป็นอย่างไร” เสี่ยวเตาถามหญิงชรา

หญิงชราเงียบไปอึดใจ “นางไม่อยากใช้ชีวิตนางโลมอีก ทว่าไช่เหลียนลุ่มหลงในความงามของนาง อยากเก็บนางไว้เป็นของเล่นในจวนตลอดเวลา หลังจากหนีออกไป ไม่รู้เพราะอะไรนางกลับไปที่ภูเขาเซียนอวิ๋น กระโดดบึงน้ำฆ่าตัวตาย ที่ประหลาดก็คือ ศพจมลงไปแล้วก็ไม่ลอยขึ้นมาอีกเลย”

ทุกคนรับฟังจนหนาวสะท้าน เซวียเป่ยฝานพูดขึ้นว่า “ใต้บึงนั้นอาจมีโพรงถ้ำ โดนกระแสน้ำพัดไป”

เสี่ยวเยว่มุ่นคิ้ว “ไช่เหลียนคนเดียวทำให้มีคนตายสี่คน จิตใจโหดเหี้ยมจริงๆ”

หญิงชราถอนใจ “เฮ้อ เรื่องราวของบุรุษสตรีพูดอย่างไรก็ไม่มีวันชัดเจน ปีนั้นหากมิใช่ยายเฒ่าภูเขาตัดสินใจชั่วแล่น ก็คงไม่ลุกลามถึงขั้นนี้”

“ยายเฒ่าภูเขามิใช่ตายไปพร้อมกับบุตรสาวหรอกหรือ” เสี่ยวเตาไม่เข้าใจ “ไฉนกลายเป็นปีศาจแล้ว”

“ฟังว่าสตรีหลายคนที่จมลงใต้บึง ล้วนมีจิตพยาบาท จึงกลายเป็นวิญญาณแค้น หนึ่งในนั้นคือยายเฒ่าภูเขามีฤทธิ์เดชสูงสุด เพราะแรงอาฆาตที่เสียบุตรสาวไป เมื่อรังสีพยาบาทของสตรีหลายคนรวมกันเข้า จึงกลายเป็นปีศาจดุร้ายปีนขึ้นมาจากบึงน้ำ” หญิงชราเล่าด้วยน้ำเสียงสยดสยอง พวกเสี่ยวเตาฟังแล้วสงสัย…พิลึกกึกกือปานนั้นเชียว

“พอยายเฒ่าภูเขาขึ้นฝั่ง ก็ราวกับภูตผีมาเกิด” หญิงชราโบกมืออันอวบอูมไปมา “นางตามหาไช่เหลียนเพื่อแก้แค้นอย่างบ้าคลั่ง แต่พอเห็นเงาตัวเองในบึงน้ำ ก็พบว่าเปลี่ยนเป็นยายแก่อัปลักษณ์คนหนึ่งเสียแล้ว นางจึงจับผู้หญิงมากิน เมื่อกินแล้ว…ก็กลายเป็นสตรีที่งดงามหยาดเยิ้มทันที จากนั้นก็บุกเข้าเมือง เสาะหาบุรุษที่แต่งงานแล้วแต่ยังออกมาสำเริงสำราญข้างนอก เมื่อเจอชายหลายใจ นางจะควักปอดควักหัวใจทันที”

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวนิ่งฟังจนหน้ายู่เป็นก้อน

“นอกจากนั้น ยายเฒ่าภูเขายังชอบสะสมของมีค่า เมื่อกำจัดชายหลายใจแล้วก็จะปล้นเอาของล้ำค่าในบ้านนั้น ไปซ่อนไว้ใต้น้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น อาจเพราะต้องการดึงดูดความสนใจเจ้าปีศาจหน้าเงินไช่เหลียนก็เป็นได้”

พวกเสี่ยวเตานั่งฟังตำนานของยายเฒ่าภูเขามาตั้งยืดยาว ยามนี้ค่อยเข้าประเด็นแล้ว…ที่แท้ใต้น้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋นยังมีสมบัติล้ำค่า…แล้วหนึ่งในห้าชิ้นของลายแทงห้ากระดูกมังกร ใช่อยู่ในนั้นหรือไม่?

แต่เมื่อทุกคนฉุกคิดอีกที พลันหันมองหญิงชรา “ท่านแม่เฒ่า ท่านทราบเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร”

หญิงชรายิ้มมีเลศนัย สิบนิ้วพนม “พุทธพจน์ มิอาจแถลงไข”

ทุกคนมองหน้ากันไปมา ยิ่งมึนหนักกว่าเดิม ช่างอมพะนำได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ท่านแม่เฒ่า!

……………………

คืนนั้น ทุกคนต่างเข้านอนแต่หัววัน เสี่ยวเตากลับนอนไม่หลับ

คฤหาสน์สกุลฉงใหญ่โตมาก ไม่จำเป็นต้องนอนเบียดสองคนในห้องเดียว ดังนั้นเสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่จึงพักคนละห้อง

เสี่ยวเตานอนอิงผ้าห่มหนานุ่ม ในท่วงท่าตะแคงข้างดั่งสนมเอกผู้มีรสนิยม ปากคาบพู่กัน มือข้างที่ว่างอยู่ก็ไล้ขนให้แมวน้อยที่หลับสนิทอยู่ตรงหน้า

ในหัวของเสี่ยวเตาวนเวียนด้วยเรื่องของยายเฒ่าภูเขาคนนั้น หามิใช่นางขี้ขลาดหวาดกลัว แต่ท่านแม่เคยสอนว่า…คิดเสาะหาของดี ต้องหัดฟังนิทานท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องเล่าชวนระทึกขวัญ

นิทานพื้นเมืองที่เล่าลือต่อกันมา โดยมากมักเป็นเรื่องซาบซึ้งกินใจ แหล่งที่มีทิวทัศน์งามงดหมดจด ไม่มีของล้ำค่าแน่นอน เพราะคนอื่นแวะเวียนไปจนปรุแล้ว คนแน่นไม่เหลือของดี เหลือของดีเพราะคนไม่แน่น!

แล้วเรื่องเล่าขานที่น่าสะพรึงกลัวพวกนั้นมาจากไหน ส่วนใหญ่ล้วนใช้ข่มขวัญผู้คน ให้พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้ ด้วยเหตุนี้ ในนิทานต้องมีอะไรซุกซ่อนแน่

เสี่ยวเตาจับแมวน้อยตัวนั้นหงายท้องขึ้นมาเกาเล่น  พลางครุ่นคิดหาช่องโหว่ของนิทานเรื่องนั้น ท่านแม่สอนว่า…หาเบาะแสต้องหาช่องโหว่ก่อน มีรูถึงจะเข้าได้…

นางครุ่นคิดจนใจลอย ไม่ทันระวังแมวน้อยที่ถูกนางแกล้งจนตื่น มันโมโหจึงตะปบเล็บใส่

“โอ๊ย”

ห่าวจินเฟิงที่กำลังฝึกยุทธ์อยู่ในลานได้ยินเสียงร้องของเสี่ยวเตา พอเงยหน้าก็เห็นนางวิ่งกุมมือที่มีรอยข่วนสองแนวออกมา หน้าตางอง้ำ โวยวายใส่แมวน้อยที่ยึดครองเตียงของนาง “ข้าอุตส่าห์เลี้ยงดูเจ้าจนอ้วนท้วน ไฉนเนรคุณแบบนี้ แม้แต่แมวก็ยังไว้ใจไม่ได้”

ห่าวจินเฟิงรู้สึกนึกขัน เด็กคนนี้ชวนทะเลาะได้กระทั่งแมว

เสี่ยวเตาสะบัดมือ หยิบขวดยาทาแผลออกมา ผลักประตูห้องติดกัน เข้าห้อง ปิดประตู

“นี่…” ห่าวจินเฟิงใคร่ยับยั้งแต่ไม่ทัน ฉงนใจ…เสี่ยวเตาไฉนเข้าห้องเซวียเป่ยฝานแล้ว

นายหญิงผู้เฒ่าเป็นคนจัดการเรื่องห้องพัก เสี่ยวเตาคิดว่า เรือนหลังใหญ่นี้มีทั้งหมดสี่ห้อง ห้องติดกันเป็นเสี่ยวเยว่แน่ๆ ส่วนสองห้องตรงข้ามเป็นของห่าวจินเฟิงกับเซวียเป่ยฝาน

พอเข้าห้อง พบว่าโคมไฟดับอยู่ เสี่ยวเยว่คล้ายหลับไปแล้ว

เสี่ยวเตาเบะปากคลานขึ้นเตียง ผลักคนบนนั้นเข้าไป พลางออดอ้อน “เสี่ยวเยว่ แมวตัวนั้นมันเนรคุณ มันข่วนข้า”

“หืม?” คนบนเตียงครางถาม

เสี่ยวเตาล้มตัวนอนข้างคนผู้นั้น “เจ้าช่วยทายาให้ข้าที ข้ามือเดียวไม่ถนัด”

“อืม” คนผู้นั้นรับคำเสียงอู้อี้ คล้ายดังมาจากใต้ผ้าห่ม

เสี่ยวเตาใช้มือหนึ่งเท้าคาง ตะแคงข้างมองดูเรือนผมดำขลับ ยกมือจิ้ม “นี่ เสี่ยวเยว่ ข้านอนไม่หลับ พวกเรามาคุยกันเถอะ ข้ามีบางเรื่องคิดไม่ตก อยากให้เจ้าช่วยออกความเห็น”

ฟังจบ ‘เสี่ยวเยว่’ จึงพลิกตัวกลับมา ทว่าเพียงโผล่ศีรษะดำๆ ออกจากผ้าห่ม ก่อนเลิกผ้าห่มขึ้น เป็นเชิงให้เสี่ยวเตาเข้ามานอนด้วยกัน จะได้ไม่หนาว

เสี่ยวเตายิ้มระรื่นมุดเข้าไป ค่อยกล่าว “เสี่ยวเยว่ ข้าจะเล่าให้เจ้า…”

เพิ่งเริ่มอารัมภบท เสี่ยวเตาก็พบว่าคนตรงหน้ากำลังหัวร่อจนแขนกระเพื่อม จึงผงะ…

ขณะเดียวกัน เห็นคนตรงหน้าเงยขวับขึ้นมา เป็นใบหน้าของเซวียเป่ยฝาน ยิ้มเผล่เมื่อถามขึ้นว่า “สาวน้อยบ้าพลัง ไฉนมุดเข้ามาในผ้าห่มข้า”

…………….

“อ๊าก”

ห่าวจินเฟิงอยู่ในลาน พลันได้ยินเสียงกรีดร้องครั้งที่สองของเสี่ยวเตาดังมาจากห้องของเซวียเป่ยฝาน ระดับเสียงถึงขั้นขนพองสยองเกล้า จนเสี่ยวเยว่ห้องตรงข้ามสะดุ้งตื่น กระทั่งฉงหัวที่อยู่เรือนถัดไป รวมทั้งบ่าวไพร่ใหญ่น้อยทั้งบ้านล้วนแตกตื่นวิ่งออกมา

ได้ยินเสียงโต๊ะเก้าอี้ล้มโครมครามในห้องของเซวียเป่ยฝาน

ตามด้วยเสียงผัวะ เซวียเป่ยฝานกระโจนออกมาทั้งเสื้อผ้าหลุดรุ่ย โดยมีเสี่ยวเตาที่ถือหมอนอยู่ในมือวิ่งไล่หลัง “ฟาดให้ตาย เจ้าโจรราคะ!”

“เจ้าต่างหากโจรราคะ” เซวียเป่ยฝานวิ่งไปตะโกนไป “นั่นเป็นห้องของข้า เตียงของข้า เจ้าเด็กผีทะเลอยู่ดีๆ ก็มุดเข้าผ้าห่มข้ากลางดึกกลางดื่น มีเจตนาอะไร ย่ำยีความบริสุทธิ์ของข้า เจ้าต้องรับผิดชอบ!”

“เพ้ย! ไปตายซะ!” เสี่ยวเตาทั้งอายทั้งขุ่นจนหน้าแดง ขยี้เท้าเดือดดาล “น่าโมโหนัก”

ด้วยเหตุนี้ คืนนั้นบ่าวไพร่ในคฤหาสน์สกุลฉงทุกคนล้วนถกกันด้วยหัวข้อ…ใครเป็นโจรราคะกันแน่

ในห้องเสี่ยวเยว่ เสี่ยวเตาจับแมวน้อยขึงพืด เอาตั๊กแตนสานตัวนั้นมาเกาท้องมันจนร้องเหมียวๆ พลางบ่นพึมพำ “เป็นเพราะเจ้า เป็นเพราะเจ้า เป็นเพราะเจ้า…”

หน้าประตู เซวียเป่ยฝานดื่มสุราท่ามกลางลมราตรี… ด้วยความอภิรมย์

 

บทที่ 21 พลัดเข้าแดนอันตราย

เช้าวันรุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์เพิ่งเยี่ยมหน้า  เสี่ยวเตาเปิดหน้าต่าง ชะโงกมองสีท้องฟ้า วันนี้ปุยเมฆดั่งก้อนหมั่นโถว เรียงรายเต็มฟ้า

เสี่ยวเตากำลังดูเพลิน เซวียเป่ยฝานห้องติดกันเปิดประตูเดินออกมา ทั้งสองเผชิญหน้า…เสี่ยวเตาเหล่มอง

เซวียเป่ยฝานเห็นนางก็นึกขัน เดาว่าสาวน้อยคนนี้ยังเคืองเรื่องเมื่อคืนไม่หาย จึงเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน “อรุณสวัสดิ์ แม่นางเสี่ยว…”

คำว่าเตาไม่ทันหลุดปาก เสี่ยวเตาก็ปิดหน้าต่างโครม เซวียเป่ยฝานได้แต่เกาคอแก้เก้อ

หน้าประตูเรือน ฉงหัวเดินเข้ามา พอเห็นเขาก็เอ่ยว่า “วันนี้อัปมงคล เจ้าระวังเจอเคราะห์เลือดตกยางออก”

“เพ้ย!” เซวียเป่ยฝานแสยะปาก “ข้าเพิ่งตื่น เจ้าก็เอาเคราะห์มากำนัลแต่เช้าเลย”

“เชอะ” ฉงหัวน้ำเสียงจริงจัง “พูดเรื่องจริงเจ้ากลับไม่ฟัง”

เซวียเป่ยฝานเดินเข้ามานั่งในลาน ถามเขาว่า “วันนี้ทำอะไรบ้าง”

ฉงหัวระบายยิ้ม “ข้าจะพาเสี่ยวเยว่ไปเดินเล่น”

เซวียเป่ยฝานเบะปาก “ทรามวัยพาให้เลอะเลือน!”

ฉงหัวยักคิ้ว “เรื่องแบบนี้ต้องจู่โจมบ้าง ทางเจ้าถึงกับมุดเข้าผ้าห่มแล้ว ทางข้ายังไม่เคยจับมือด้วยซ้ำ…”

ไม่ทันขาดคำ พลันได้ยินเสียงกะละมังล้างหน้าในห้องเสี่ยวเตาหล่นโครม ฉงหัวรีบหรี่เสียง “เฮ้อ เจ้ารีบหาวิธีง้อเถอะ ผู้มีพระคุณของเจ้าเชียวนา”

เซวียเป่ยฝานหันกลับไปมองหน้าต่างที่ปิดสนิทบานนั้น อมยิ้มกล่าว “ข้าจะไปสำรวจภูเขาเซียนอวิ๋น เจ้าจะไปหรือไม่”

ฉงหัวยักไหล่ “อยู่เป็นเพื่อนเสี่ยวเยว่สำคัญกว่า”

เซวียเป่ยฝานยื่นมือชี้จมูกเขา “เห็นนารีดีกว่าสหาย!”

ฉงหัวยักไหล่ไม่แยแส “ทำอย่างไรได้ ท่านแม่ข้ามีบัญชา บอกว่าลงมือก่อนได้เปรียบ” แล้วเตือนเขาอีกครั้ง “เจ้าอย่าลืมเด็ดขาด มีเคราะห์เลือดตกยางออก”

“เจ้าแช่งชักข้าให้น้อย เคราะห์หามยามร้ายของข้าก็คงไม่มี” เซวียเป่ยฝานส่ายหน้า ก่อนวิ่งเข้าห้องครัวหาของกิน

ดวงตะวันลอยโด่ง เสี่ยวเตายังไม่ออกจากห้อง

เสี่ยวเยว่คิดว่าเมื่อคืนนางโวยวายจนเหนื่อยจึงนอนตื่นสาย แต่หากตอนนี้ยังไม่ลุกคงได้กินข้าวเที่ยงแล้ว จึงไปเคาะประตูห้องเสี่ยวเตา

ก๊อกๆๆ สามที เสียงของเสี่ยวเตาค่อยดังมา “นอกจากเสี่ยวเยว่ ใครก็ห้ามเข้ามา”

เสี่ยวเยว่ยิ้มร่า ผลักประตูเบาๆ เดินเข้าไป… เห็นเสี่ยวเตานอนเท้าคางแกว่งขาไปมา ในปากคาบขนมเปี๊ยะชิ้นหนึ่ง กำลังมองดูแผ่นภาพอยู่

“ตื่นแล้วหรือ” เสี่ยวเยว่จะเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท เสี่ยวเตารีบร้องห้าม “อย่าเปิด!”

“ทำไมหรือ”

“ไม่มีหน้าพบเจอผู้คน ขอหลบสักสองวันค่อยว่ากัน”

เสี่ยวเยว่รู้สึกน่าขัน เดินมานั่งลงบนขอบเตียง ชะโงกเข้าไปดูภาพ เป็นภาพหลายใบที่เสี่ยวเตาเอามาจากไหนไม่ทราบ วาดได้เละเทะมาก

“นี่อะไร”

“ภาพลักษณะพื้นที่ของภูเขาเซียนอวิ๋นที่พวกลุงๆ ป้าๆ หลายคนในห้องครัววาดให้” เสี่ยวเตาถือขนมเปี๊ยะไส้ถั่วเขียวครึ่งชิ้น พลางบอกกับเสี่ยวเยว่ “ประหลาดมาก”

“ประหลาดอย่างไร”

“เจ้าดู ท่านแม่เฒ่าได้ยินเรื่องของไช่เหลียนตั้งแต่ยังเด็ก ก็แปลว่าเรื่องนั้นผ่านไปสี่สิบกว่าปีแล้ว จริงไหม”

เสี่ยวเยว่พยักหน้า ไม่เข้าใจว่าเสี่ยวเตาจะพูดอะไร

“สี่สิบกว่าปีแล้ว ระหว่างนั้นเหมือนมีข่าวลือว่ายายเฒ่าภูเขาออกอาละวาดตลอด แล้วไฉนไช่เปี้ยนเพิ่งมาปิดภูเขาช่วงนี้”

“ใช่เป็นเพราะช่วงนี้มีคดีฆ่าคนตายเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือไม่”

เสี่ยวเตาส่ายหน้า “ตามเหตุผล ถ้าเชื่อว่าปีศาจฆ่าคนจริงๆ สมควรหาพวกนักพรตนักบวชมาทำพิธีปราบปีศาจถึงจะถูก ล้อมปิดภูเขาแบบนี้มีประโยชน์อะไร”

เสี่ยวเยว่รู้สึกมีเหตุผล เอียงคอถามเสี่ยวเตา “เจ้าพบพิรุธอะไรหรือ”

เสี่ยวเตาลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ อุ้มแมวน้อยที่เปลี่ยนเป็นเรียบร้อยเพราะผ่านการอบรมขั้นสูงสุดจากนางเมื่อคืนนี้ไว้บนตัก “เพราะอะไรถึงเป็นช่วงนี้ ช่วงนี้จู่ๆ เกิดคดีฆ่าคนตาย ช่วงนี้ก็เลยจะปิดภูเขา…ในนี้คล้ายมีอะไรซ่อนอยู่ไม่น้อย”

“เมื่อวานท่านแม่เฒ่าไม่ได้เล่าหรือ”

เสี่ยวเตาพนมมือ “ก็ท่านแม่เฒ่าบอกว่า พุทธพจน์ มิอาจแถลงไข…”

พูดถึงตรงนี้ เสี่ยวเตาพลันหยุดกึก นิ่งคิดนิดหนึ่ง “พุทธพจน์ มิอาจแถลงไข? หรือจะบอกใบ้ว่าเกี่ยวข้องกับศาลเจ้าเทวรูปอะไรพวกนี้”

เสี่ยวเยว่มองนางอยู่ด้านข้าง ตบไหล่นางยิ้มๆ “เสี่ยวเตาของข้าฉลาดที่สุด ทุกครั้งที่วิเคราะห์ต้องได้ความคิดดีๆ เสมอ”

เสี่ยวเตายักคิ้วยิ้มปริ่ม “ฉลาดมากใช่ไหม”

“อืม” เสี่ยวเยว่พยักหน้า “เซวียเป่ยฝานก็ฉลาดเช่นกัน”

เสี่ยวเตาเบะปากหน้างอทันที “ห้ามชมเจ้าโจรราคะนั่น”

“แต่เมื่อครู่เขาก็สอบถามบ่าวข้างนอก ว่าแถวๆ ภูเขาเซียนอวิ๋นมีศาลเจ้าเทวรูปอะไรบ้างหรือไม่”

เสี่ยวเตาอ้าปากกว้าง “แล้วพวกบ่าวตอบว่าอย่างไร”

“เหมือนจะบอกว่ามีวัดเซียนอวิ๋นอยู่แห่งหนึ่ง อยู่บนเนินเขาในภูเขาเซียนอวิ๋น”

เสี่ยวเตากระโดดผลุง “ที่นี่แน่”

เสี่ยวเยว่ยิ้มพลางช่วยนางพับผ้าห่ม

…………………….

ยามเที่ยง เสี่ยวเตาคาบซาลาเปาไส้เนื้อลูกหนึ่ง เอาถุงสมบัติพันไว้ข้างเอว เปลี่ยนใส่ชุดเรียบง่าย ถือตะกร้าใบหนึ่งและร่มวิเศษกระดาษแดง ค่อยๆ ย่องออกจากคฤหาสน์ทางด้านหลัง

เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตู ก็เห็นใบหน้าคนผู้หนึ่งส่งยิ้มมาทางตน ไม่ใช่เซวียเป่ยฝานจะเป็นใคร เวลานี้เขาสวมชุดสีดำทั้งตัว ในมือยังมีดาบสีดำอีกเล่มหนึ่ง

“ช้าจริง รอเจ้าครึ่งค่อนวันแล้ว” เซวียเป่ยฝานยกดาบพาดไหล่ ปั้นหน้านักเลง

เสี่ยวเตารู้สึกยิ่งมองยิ่งขัดนัยน์ตา เบือนหนี ไม่ดู หมุนตัวเดินไป

“นี่” เซวียเป่ยฝานวิ่งมาขวางหน้า “เจ้าอย่าใจแคบไปหน่อยเลย”

เสี่ยวเตาปัดมือเขาออก

เซวียเป่ยฝานเห็นกิริยาของนาง อยากขำแทบแย่ แต่กลั้นไว้ ล้วงมือหยิบของสิ่งหนึ่งจากแขนเสื้อ วางบนอุ้งมือแล้วยื่นส่งให้นาง

เสี่ยวเตาชำเลือง เห็นเป็นผลึกแก้วสีม่วงอ่อนที่โปร่งแสงแวววาวก้อนหนึ่ง จึงสะบัดหน้า “อย่าหมายซื้อใจข้า”

“เจ้าดูให้ดีก่อน”

เสี่ยวเตามองหินในมือเขาด้วยสีหน้ารังเกียจ “ก็แค่ก้อนหินธรรมดา”

เซวียเป่ยฝานหน่ายใจ “ลองมองข้างนอกผ่านก้อนหิน”

เสี่ยวเตายกก้อนหินขึ้นมาทาบกับดวงตา พลันพบว่า ตรอกเล็กมีสภาพเปลี่ยนไปเมื่อมองผ่านก้อนหิน จากตรอกเล็กที่อึมครึมกลายเป็นสดใสขึ้นมาทันตา ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน

เสี่ยวเตารู้สึกอัศจรรย์ แต่ก็ไม่อยากให้เซวียเป่ยฝานเห็น จึงเม้มปาก ถือหินก้อนนั้นวิ่งไปที่ปากตรอก ส่องดูกับถนน กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสักนิด เสี่ยวเตาพิศวงแล้ว

“เด็กโง่” เซวียเป่ยฝานเดินถึงข้างตัวนาง “ถนนใหญ่ของเมืองจินหลิงสวยงามอยู่แล้ว ถ้าให้สวยกว่านี้มิเท่ากับวาดงูเติมขา* เกินความจำเป็นหรอกหรือ?”  

[*วาดงูเติมขา สำนวนหมายถึงแต่งเติมมากเกินไปกลับทำให้เสียหาย]

เสี่ยวเตาถือก้อนหินมองเขางงๆ

“หินก้อนนี้ พี่ใหญ่ให้ข้าตอนเด็ก” เซวียเป่ยฝานกอดอกกล่าวเนิบๆ “ตอนนั้นพวกเรามีอยู่ช่วงหนึ่งชอบซ่อนตัวในที่มืดสลัวแห่งหนึ่ง ทุกครั้งที่ข้าทุกข์ใจ จะหยิบหินก้อนนี้ขึ้นมาส่องดู อารมณ์ก็แจ่มใสทันที”

เสี่ยวเตาเดาะก้อนหินในมือ เหล่มองเขา “แล้วท่านให้ข้าทำไม”

“ก็อยากให้เจ้าอารมณ์ดี อย่าโกรธอีกเลย หืม?”

เสี่ยวเตาถือก้อนหินไว้ เซวียเป่ยฝานคนนี้นับว่าง้อคนเก่งไม่เบา ที่แท้ตอนเด็ก เขากับพี่ใหญ่เขาเคยร่วมทุกข์มาด้วยกัน? เสี่ยวเตานึกถึงถ้อยคำที่ท่านแม่พูดอยู่เสมอ…บุรุษง้อสตรีเป็นเรื่องถูกทำนองคลองธรรม บางครั้งง้องอนกับลวงหลอกเพียงห่างแค่หนึ่งก้าว บุรุษเองก็ยังแยกไม่ถูกว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน ทว่า ชายโง่ใช้เงินทองง้อหญิง ชายซื่อใช้ความรักง้อหญิง ชายฉลาดง้อหญิง กลับแสร้งทำตัวน่าสงสาร

เซวียเป่ยฝานถือโอกาสตีเหล็กตอนร้อน “หิวหรือไม่ ข้าพาไปเลี้ยงข้าว”

เสี่ยวเตาจ้องหน้าเขา “ถ้าข้าจะกินของดี”

“อยากกินอะไรล้วนได้หมด เลี้ยงเจ้าทุกวันเลย” เซวียเป่ยฝานยิ้มเอาใจ

“ตลบตะแลง” เสี่ยวเตางึมงำ คล้องตะกร้าเดินขึ้นหน้าไป

เซวียเป่ยฝานถอนหายใจ สตรีก็คือสตรี จิตใจอ่อนไหว ง้อง่ายจะตาย!

เสี่ยวเตากลับคร้านจะโกรธต่อ บุรุษก็คือบุรุษ ใจร้ายใจดำ หลอกให้ตายใจเท่านั้นเอง!

ด้วยเหตุนี้ จึงเดินหน้าไปแบบต่างคนต่างคิด ไม่ถึงครู่ เซวียเป่ยฝานจู่ๆ ถามเสี่ยวเตา “รู้สึกอะไรหรือไม่?”

เสี่ยวเตาแค่นเสียงฮึ “ออกจากคฤหาสน์ก็เริ่มมีคนสะกดรอยพวกเราแล้ว”

เซวียเป่ยฝานกระตุกมุมปาก “เจ้าคงไม่ได้มีสัญญาหมั้นหมายกับใครแถวนี้กระมัง”

“ไปไกลๆ!” เสี่ยวเตาทำตาดุใส่ “ข้าเพิ่งเคยมาเมืองจินหลิงเป็นครั้งแรก ท่านต่างหาก ไปแอบทำเจ้าชู้กับใครมา”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อชั่วร้าย “หึงข้าหรือ? เจ้าวางใจ ใต้แผ่นฟ้านี้ สตรีที่เคยมุดผ้าห่มข้าเซวียเป่ยฝาน มีเจ้าคนเดียว!”

“ยังจะพูดอีก” เสี่ยวเตาโกรธเกรี้ยว ยกเท้ากระทืบใส่

เซวียเป่ยฝานชักเท้าได้ก็วิ่งปรูด เสี่ยวเตาไล่กวดข้างหลัง ทั้งสองล้วนมีวิชาตัวเบาเป็นเลิศ สองเลี้ยวสามโค้ง เข้าตรอกนั้นออกซอยนี้ ผู้สะกดรอยด้านหลังจึงโดนสลัดทิ้งไม่เห็นเงา

เซวียเป่ยฝานกำลังยิ้มย่อง เผลอถูกเสี่ยวเตาเข้ามาขยี้เท้าเต็มแรง

“อูย…เราสองแสดงละคร เจ้ามาเหยียบข้าทำไม”

เสี่ยวเตาเบะปาก “กลั้นโมโหไม่อยู่”

……………..

ทั้งคู่รู้สึกเรื่องราวมีพิรุธ จึงไม่ใส่ใจมื้อเที่ยง เพียงรีบเร่งขึ้นภูเขาเซียนอวิ๋น เสี่ยวเตาและเซวียเป่ยฝานมิได้เข้าใกล้โดยตรง แต่ซุ่มในพงไม้ข้างทาง

เซวียเป่ยฝานชี้ไปทางศาลเจ้าบนเขาที่อยู่ไกลออกไป “เสี่ยวเตา ดูนั่น”

เสี่ยวเตามองตามทิศทางที่เขาชี้ พลันรู้สึกเอะใจ หันขวับมองเขา “ใครใช้ให้เรียกชื่อสนิทสนมปานนั้น”

เซวียเป่ยฝานตอนแรกไม่ทันสังเกต แต่หลุดปากเรียกไปแล้ว ตอนนี้ค่อยนึกได้ จึงกระเถิบไปใกล้ ยิ้มประจบ “เรียกเสี่ยวเตาค่อนข้างคล่องปาก”

เสี่ยวเตาผลักเขาออก “ใครใช้ให้เข้ามาใกล้”

เพราะเคลื่อนไหวดังเกิน สะกิดความสนใจของยามรักษาการณ์คนหนึ่งเข้า “นั่นใคร”

เซวียเป่ยฝานรีบฉุดเสี่ยวเตาวิ่งเข้าป่า

ทั้งสองวิ่งเตลิด ยิ่งไกลต้นไม้ยิ่งรกครึ้ม เสี่ยวเตาอดกลัวมิได้ “นี่ หยุดวิ่งได้แล้ว หลงทางขึ้นมาจะทำยังไง”

“แค่เนินเขาเท่านั้น ไม่ใช่ป่าลึกสักหน่อย กลัวอะไร” เซวียเป่ยฝานหยุดเท้า เห็นเสี่ยวเตาเหลียวซ้ายแลขวา จึงยิ้มถาม “กลัวงูกลัวแมลงใช่ไหม? มา ข้าแบกเจ้าเอง”

เสี่ยวเตาได้ยินเข้า พลันจ้องหน้าเซวียเป่ยฝานเขม็ง คล้ายตื่นตระหนกสุดขีด

เซวียเป่ยฝานยิ้มร่า “มา ข้าอุ้มเจ้า…”

“ใครอยากให้อุ้ม” เสี่ยวเตาผลักเขา “ท่านดู!”

เซวียเป่ยฝานเหลียวมองข้างหลัง นอกจากต้นไม้ไม่เห็นมีอะไร จึงเกาศีรษะ

“ตรงนี้” เสี่ยวเตาชี้ต้นไม้ต้นหนึ่งข้างหลังเขา เซวียเป่ยฝานค่อยเห็นว่า บนต้นไม้นั้นมีฝ่ามือโลหิตประทับอยู่รอยหนึ่ง

ฝ่ามือนั้นแลดูไม่ใหญ่ไม่เล็ก น่าจะเป็นรอยฝ่ามือของสตรีกลางคน

“เลือดยังไม่แห้ง…” เซวียเป่ยฝานเอานิ้วแตะดู สัญชาตญาณบอกให้มองข้างหน้า ชี้ให้เสี่ยวเตาดูกองใบไม้แห้ง “ยังมีรอยเท้าเลือดอีกสองรอย”

รอยเท้าเลือดนี้ค่อนข้างประหลาด หนึ่งลึก หนึ่งตื้น

ทั้งสองเดินเข้าไปนั่งยองๆ วิเคราะห์

“เอ๊ะ” เสี่ยวเตาย่นคิ้ว ชี้เส้นผมสีดำกระจุกหนึ่งในกองใบไม้ “นี่อะไร”

เซวียเป่ยฝานใช้กิ่งไม้เขี่ยขึ้นมาดู เป็นเส้นผมเปียกชื้นกระจุกหนึ่ง ยังมีพืชน้ำอีกเล็กน้อย

เสี่ยวเตายิ่งรู้สึกรอบด้านวังเวงชอบกล

เซวียเป่ยฝานปล่อยมือ เส้นผมกับพืชน้ำร่วงกลับที่เดิม เขาหันมาถามเสี่ยวเตา “จะเดินหน้าต่อหรือกลับออกไป”

เสี่ยวเตาตอนแรกอยากอยู่ให้ห่างจากเซวียเป่ยฝานแทบตาย แต่ยามนี้กลับเบียดมาใกล้และกำแขนเสื้อเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว “ออกไปเถอะ ที่นี่น่ากลัว ขออย่าให้เจอของอัปมงคลอีกเลย”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อมิได้ร่ำไห้มิออก ทว่าสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปไม่ใช่ทางเลือกที่ดีจริงๆ จึงลากเสี่ยวเตาเดินกลับทางเก่า

ที่ประหลาดก็คือ ทั้งคู่เดินอยู่ครึ่งชั่วยามแล้ว ยังคงไม่เห็นถนนใหญ่ที่เพิ่งเข้ามา เหลียวมองรอบทิศ ต้นไม้กับต้นไม้ไม่มีอะไรแตกต่าง

เสี่ยวเตารู้สึกสังหรณ์ไม่ดี จึงดึงแขนเซวียเป่ยฝาน “พวกเราใช่หลงทางแล้วหรือไม่”

เซวียเป่ยฝานก็มึนงงเช่นกัน “ไม่น่าผิดนี่นา… แต่ทำไมถึงออกไปไม่ได้”

เสียงสวบ พุ่มไม้ด้านข้างสั่นไหว

“อ๊า” เสี่ยวเตารีบหลบข้างหลังเซวียเป่ยฝาน

“เสียงอะไร”

“ในป่าในเขาก็ต้องมีสัตว์เล็กๆ เป็นธรรมดา” เซวียเป่ยฝานปลอบนาง เสี่ยวเตาดันเขา “ไปดูที ถ้าเป็นผีจะได้กินท่านก่อน”

“ชั่วดีข้าก็ร่วมหมอนกับเจ้าครู่หนึ่ง คิดจะ ‘ได้แล้วทิ้ง’ หรือ?”

พูดจบ ปากกลับหุบไม่ลงแล้ว เพราะเขาเห็น… มือที่เปียกโชกข้างหนึ่ง กำลังค่อยๆ ไต่ขึ้นมาบนหัวไหล่ของเสี่ยวเตา…

 

บทที่ 22 เฒ่าราคะ

เซวียเป่ยฝานท่องทั่วยุทธจักร เจอะเจอสารพัดสถานการณ์ ยังอดระทึกขวัญกับมือข้างนั้นมิได้ เดิมทีอยากร้องเตือนเสี่ยวเตาคำหนึ่ง แต่จู่ๆ ด้วยเหตุใดมิทราบ เกิดอยากจะเห็นท่าทางตกใจร้องลั่นของเสี่ยวเตา ดังนั้นมิได้ปริปาก

เสียงดังแปะ

เสี่ยวเตารู้สึกมีบางสิ่งพาดบนหัวไหล่ตนเอง สัมผัสเปียกๆ เย็นๆ แทรกผ่านเนื้อผ้าซึ่งไม่นับว่าหนาลงมา ผินหน้าไป เห็นมือข้างหนึ่งบนบ่า

มือนั้น ขาว เรียว เปียกแฉะ และมีพืชน้ำห้อยอยู่สองต้น

ปากของเสี่ยวเตาค่อยๆ อ้ากว้าง ลูกตาเบิกโพลง หันหน้าไปมอง…โอ้ว! เรือนผมยาวเฟื้อย ชื้นๆ แฉะๆ สีดำสนิท

“อ๊า!” เสี่ยวเตาสะดุ้งโหยง กระโดดปราดเข้าไปกอดคอเซวียเป่ยฝาน “ปีศาจน้ำ!”

เซวียเป่ยฝานโอบกอดเสี่ยวเตาที่ ‘โผเข้าหา’ ด้วยความเต็มใจยิ่ง พลางพินิจ ‘ปีศาจน้ำ’ ด้านหลังนาง เป็นแค่สตรีที่เลือดอาบหน้า กายาชุ่มโชกคนหนึ่งเท่านั้น นางกำลังอ้าปาก พยายามเค้นเสียงที่อ่อนระโหยแทบไม่ได้ยิน “ช่วยด้วย”

เสี่ยวเตาเงยหน้ามองเซวียเป่ยฝาน “นางพูดว่าช่วยด้วย?”

เซวียเป่ยฝานแสร้งปั้นหน้าบึ้งเมื่อมองเสี่ยวเตา “กลางวันแสกๆ เจ้าลวนลามข้าอีกแล้ว”

เสี่ยวเตารีบคลายมือกระโดดลงมา กลับชนถูก ‘ปีศาจสาว’ ข้างหลังกระเด็นไป

เซวียเป่ยฝานประคองนางไว้ ทั้งสองค่อยพบว่า สตรีนั้นเจ็บหนักจนหมดสติแล้ว

จังหวะนั้น ไม่ไกลนักปรากฏเสียงคนดังขึ้น

เซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตาสบตากันวูบ พาแม่นางคนนั้นทะยานขึ้นไปซ่อนตัวบนยอดไม้รกครึ้ม แล้วมองด้านล่าง

ขบวนคนและม้ากลุ่มหนึ่งเดินผ่านใต้ต้นไม้ ล้วนพกดาบติดตัว

“ตรงนี้มีรอยเลือด”

“ต้องอยู่แถวนี้แน่ หาให้ทั่ว”

เสี่ยวเตาขยิบตาให้เซวียเป่ยฝานมองข้างนอก

เซวียเป่ยฝานมองไปทางทิศที่เสี่ยวเตาชี้ ค่อยพบว่าที่แท้พวกเขามาถึงสุดเขตของดงป่าแล้ว รู้สึกว่าป่าแห่งนี้เร้นลับน่ากลัว ทั้งสองตัดสินใจพาแม่นางคนนั้นออกไปก่อน

…………………

กว่าทั้งคู่จะพาแม่นางคนนั้นไปไว้ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง รวมทั้งดูแลบาดแผลให้จนเสร็จเรียบร้อย ฟ้าก็มืดแล้ว

“นึกว่าเจอปีศาจน้ำเข้าแล้ว ตกใจวิญญาณแทบหลุด” เสี่ยวเตานั่งลงดื่มชา พลางพลิกดูเสื้อผ้าเปียกชื้นที่เพิ่งผลัดออกมาจากแม่นางคนนั้น ไม่ช้าก็ควานเจอหยกประดับชิ้นหนึ่ง

เสี่ยวเตายกขึ้นมาพินิจดู มุมปากหยักขึ้นน้อยๆ เอาหยกแกว่งไปมาตรงหน้าเซวียเป่ยฝาน “เซวียเอ้อร์*รีบดู บนนั้นเขียนว่าอะไร”

[*เซวียเอ้อร์ ย่อมาจากคำว่า เซวียเอ้อร์กงจื่อ ที่แปลว่า คุณชายรองเซวีย]

เซวียเป่ยฝานนวดขมับ แม่สาวน้อยคนนี้ช่างไม่มีสัมมาคารวะจริงๆ ตอนเรียก ‘เซวียเอ้อร์’ ยังลงเสียงหนักที่คำ ‘เอ้อร์**’ อีกด้วย

[**คำว่าเอ้อร์ นอกจากแปลว่าสอง ในภาษาท้องถิ่นบางพื้นที่ของจีนยังหมายถึง คนซื่อบื้อ สมองทื่อ]

เมื่อรับหยกมา พบว่าเป็นหยกโบราณสีเขียวนวลเนียน ผิวรอบนอกสีส้มแกะลายดอกไม้ ฝีมือประณีตงดงาม ตรงกลางสลักอักขระ ‘ไช่’ หนึ่งคำ

“ไช่?” เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้ว

“หยกประดับชิ้นนี้มีค่าอย่างน้อยพันตำลึง” เสี่ยวเตาพูดพลาง ชี้ไปที่มือแม่นางคนนั้น “กำไลหยกเฝ่ยชุ่ยวงนั้นก็ล้ำค่าเช่นกัน” แล้วชี้ไปที่ต่างหูมุกบนติ่งหูแม่นาง “มุกทะเลสีดำ มูลค่าล่มเมือง”

เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้ว แม่นางคนนี้มีชาติตระกูลสูงศักดิ์?

“ทั้งอาภรณ์และลายปักล้วนเป็นเส้นไหมราคาแพงระยับ แม่นางคนนี้เหมือนตู้ทองเดินได้ชัดๆ” เสี่ยวเตาจุ๊ๆ สองคำ “หามิใช่ร่ำรวยแบบธรรมดาทั่วไป”

ขณะกล่าว ได้ยินสตรีนั้นครางเบาๆ ขนตาสั่นไหว คล้ายกำลังจะฟื้น

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานรีบถลันเข้าไป “ตื่นแล้วหรือ?”

สตรีนั้นเหมือนปวดศีรษะ พยายามลืมตา พอเห็นเสี่ยวเตา ปากก็งึมงำว่า “หุบปาก นางแพศยา”

เสี่ยวเตาอ้าปากค้าง เซวียเป่ยฝานก็งงงัน เมื่อครู่ยังร้องให้ช่วย ครานี้กลับเกรี้ยวกราด?

ไม่ถึงครู่ สตรีนั้นก็รู้สึกตัว สองตาเลื่อนลอยจ้องมองลวดลายของเพดานเตียง สักพักใหญ่ นางเหมือนนึกอะไรออก พลันกลอกตามาทางเสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝาน

แววตาที่มอง ทำเอาเสี่ยวเตาขวัญผวา

พินิจสตรีนั้นอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง อายุราวสิบแปดสิบเก้า หน้าตาสะสวย ทว่าดวงตากลับดุดันเหลือเกิน ยามมองผู้อื่นเหมือนคมมีดกรีดเฉือน ราวกับมีใครติดหนี้นางหลายร้อยตำลึงก็มิปาน

ตอนแรกเสี่ยวเตาคิดว่านางด่าตนเพราะยังมึนงงไม่หายเลยจำคนผิด จึงมิได้ถือสา ที่ไหนได้ยามนี้นางมีสติแจ่มใส มองเห็นชัดเจนแล้ว แต่ยังชี้มาที่เสี่ยวเตา “ไสหัวไป นางปีศาจจิ้งจอก”

เสี่ยวเตาสะดุ้งโหยง รีบหลบข้างหลังเซวียเป่ยฝาน ถามเบาๆ “หรือศีรษะกระแทกจนสมองพังแล้ว?”

เซวียเป่ยฝานก็รู้สึกเป็นไปได้เช่นกัน

สตรีนั้นสูดหายใจลึก มองหน้าเซวียเป่ยฝานเมื่อสั่งว่า “พยุงข้าลุกขึ้น ข้าอยากดื่มน้ำ”

เซวียเป่ยฝานเหลียวมาสบตากับเสี่ยวเตาข้างหลัง

“มองอะไร” สตรีนั้นโวยวายขึ้นมา ชี้หน้าเสี่ยวเตา “นางแพศยา ยั่วยวนดีนัก ระวังข้าจะควักลูกตาเจ้า”

เสี่ยวเตาหดคอกลับไป น่ากลัวชะมัด!

“แม่นาง” เซวียเป่ยฝานใคร่ถามประวัติของนาง สตรีนั้นกลับผงะ “แม่นาง?”

จากนั้นกวาดสายตารอบห้อง เริ่มตื่นตระหนก “ที่นี่ที่ไหน ไม่ใช่ห้องของข้านี่”

เสี่ยวเตาโดนเรียกแพศยาสองหน จึงงอนไม่ไปสนใจนาง

เซวียเป่ยฝานได้แต่อธิบายอย่างใจเย็น “เจ้าหมดสติอยู่ในป่า พวกเราช่วยพาเจ้าออกมา ถ้าเจ้ารู้ว่าคนในครอบครัวคือใคร ข้าจะส่งคนไปแจ้งให้พวกเขามารับเจ้า”

ได้ฟังคำพูดของเซวียเป่ยฝาน สีหน้าของแม่นางนั้นค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย ยกมือลูบคลำตามตัว พบว่าเสื้อผ้าที่สวมอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ของตนเอง พลันแตกตื่น เงยหน้ามองเซวียเป่ยฝาน

เซวียเป่ยฝานรีบชี้ไปที่เหยียนเสี่ยวเตา “อย่าเข้าใจผิด เสื้อผ้าเจ้าเปียกโชกทั้งตัว นางเป็นคนผลัดเปลี่ยนให้”

เสี่ยวเตาเห็นสีหน้าของสตรีนั้นบังเกิดความเปลี่ยนแปรอย่างประหลาด เริ่มจากกระดากอาย กลายเป็นขุ่นมัว “นางแพศยา เจ้าขโมยหยกประดับของข้าไปใช่หรือไม่”

เสี่ยวเตาตอนแรกยังพอทนไหว ไม่อยากหาความกับคนเจ็บ แต่หนึ่งครั้งสองครั้งไม่อาจมีครั้งที่สาม! นางก็เจ้าอารมณ์ใช่ย่อย ไหนเลยยอมขาดทุนได้ “นี่ ข้าเป็นคนช่วยชีวิตเจ้า ชั่วดีก็เกรงใจกันบ้าง”

สตรีนั้นแค่นหัวร่อ “รู้แล้ว อีกเดี๋ยวจะตกรางวัลให้ เอาหยกคืนข้ามา นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนแพศยาเยี่ยงเจ้าจะพกได้”

เสี่ยวเตาอ้าปากผงะ ถกแขนเสื้อหมายเข้าไปซัดนางสักฉาด นึกในใจ…เก่งนักใช่ไหม คำก็แพศยาสองคำก็แพศยา เรียกจนคล่องปากเชียว!

เซวียเป่ยฝานรีบขวางไว้ แล้วเลยถือโอกาสนั้นโอบเสี่ยวเตาอีกที “เฮ้อ เจ้ามิใช่มิตรสหายของสตรีทั่วหล้าหรอกหรือ อย่าถือสานางเลย”

เสี่ยวเตาถลึงตา…เรื่องอะไร!

เซวียเป่ยฝานขยิบตา…ช่างเถอะ สตรีนี้ท่าทางไม่ปกติ รีบส่งนางกลับบ้านก็สิ้นเรื่อง

เสี่ยวเตาเบะปาก คว้าหยกประดับบนโต๊ะโยนให้นาง

สตรีรับหยกไว้ บอกกับเซวียเป่ยฝาน “เรียกเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเข้ามา”

เซวียเป่ยฝานเปิดประตู ตามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมมา สตรีนั้นแกว่งหยกไปมาตรงหน้าเถ้าแก่ “เรียกบิดาข้ามารับข้า”

มองอีกที เห็นเถ้าแก่คนนั้นหน้าเปลี่ยนสีเฉียบพลัน รีบโค้งคำนับ “โอ ที่แท้ก็คุณหนูไช่ ผู้น้อยจะไปแจ้งใต้เท้าไช่เดี๋ยวนี้ขอรับ” จบคำก็วิ่งออกไปอย่างตื่นเต้น

เซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตาสะดุดวูบในใจ…ใต้เท้าไช่? หรือจะเป็น…

“บิดาข้ามีเงินทองมหาศาล อยากได้อะไรตอบแทน อีกเดี๋ยวขอจากเขาเองแล้วกัน” คุณหนูไช่พูดพลางมองค้อนเสี่ยวเตาแวบหนึ่ง ก่อนรูดกำไลหยกออกมา “นี่ให้เจ้า รีบไสหัวไป”

เสี่ยวเตาแทบไฟลุก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นสตรีที่เอาแต่ใจเช่นนี้

เซวียเป่ยฝานขวางไว้ไม่ให้นางเข้าไปบีบคอ

เสี่ยวเตากระโดดชี้หน้า “เจ้าต่างหากนางแพศยา”

“เจ้ากล้าดีอย่างไรเรียกข้าแพศยา”

“แล้วจะทำไม”

“เดี๋ยวข้าจะให้บิดาข้าประหารเจ้า”

“พ่อเจ้าก็ไช่เปี้ยนมิใช่หรือ แค่ขุนนางตำแหน่งก้งเฟิ่ง แน่สักแค่ไหนเชียว”

“โอหังนัก” คุณหนูไช่สีหน้าเกรี้ยวกราด เสี่ยวเตาทำหน้าทะเล้นใส่เซวียเป่ยฝาน…เป็นธิดาของไช่เปี้ยนจริงด้วย!

เซวียเป่ยฝานก็รู้สึกเหนือคาดเช่นกัน แต่พิจารณาจากอากัปกิริยาและอุปนิสัยแปลกๆ ก็พอสันนิษฐานได้ว่าไช่เปี้ยนเป็นบุคคลเช่นไร ดังคำ ‘ขื่อบนไม่ตรงขื่อล่างเอียง’ ทั่วเมืองจินหลิงมีใครไม่ทราบ ไช่เปี้ยนผู้นี้มักมากในกามคุณ บุตรธิดาภรรยาใหญ่น้อยเต็มบ้านเต็มช่อง ส่วนคนนี้คาดว่าคงเป็นธิดาที่โตหน่อย

เสี่ยวเตาเห็นคุณหนูไช่อาละวาดเช่นนี้ จึงตัดสินใจกลับไปนินทานางให้เสี่ยวเยว่ฟัง กระตุกแขนเสื้อเซวียเป่ยฝาน “ไปเถอะ อย่างไรนางก็มีคนมารับแล้ว”

เซวียเป่ยฝานพยักหน้าแล้วบอกลา

“นางแพศยาไปได้ เจ้าอย่าเพิ่งไป” คุณหนูไช่รีบร้องห้าม บอกเซวียเป่ยฝานว่า “เจ้าอยู่คุ้มกันข้าก่อน”

“ไม่” เสี่ยวเตาแลบลิ้นใส่นาง ฉุดเซวียเป่ยฝานวิ่งออกข้างนอก “เจ้าทำตัวน่ารังเกียจแบบนี้ โดนยายเฒ่าภูเขาคาบไปกินเสียก็ดี”

“อา!”

เสี่ยวเตาแค่พลั้งปาก คุณหนูไช่กลับคล้ายได้รับความตื่นตระหนกสุดขีด กรีดร้องคำหนึ่งแล้วเอาผ้าห่มปิดหน้า “ยายเฒ่าภูเขา? นางปีศาจเฒ่านั่นจะมาจับข้าอีกแล้ว”

เสี่ยวเตาชะงักกึก

เซวียเป่ยฝานก็รู้สึกเอะใจ จึงถามนาง “เจ้าไฉนถูกลอบทำร้ายบนเขา”

“ข้าถูกนางปีศาจเฒ่าจับไปต่างหาก”

“นางยังออกมาจับคน?”

“ข้าไปกราบไหว้พระโพธิสัตว์ที่ศาลเจ้าเซียนอวิ๋น…”

“วัดวาอารามในเมืองจินหลิงมีเป็นกอง ไฉนต้องถ่อไปถึงภูเขาเซียนอวิ๋น” เสี่ยวเตาไม่เข้าใจ

คุณหนูไช่เม้มปาก “ในวัดบนเขาเซียนอวิ๋นเป็นที่ประดิษฐานของยายเฒ่าภูเขา สามารถลงโทษชายหลายใจ และ…ยังมีขายน้ำมนต์รักษาความหลายใจ”

เสี่ยวเตาอยากหัวร่อ ยายเฒ่าภูเขามีอิทธิฤทธิ์ปานนั้น? อย่างนี้ก็หมายความว่า คุณหนูไช่ผู้เอาแต่ใจท่านนี้เจอกับชายหลายใจเข้าแล้ว?

ยามนั้น ได้ยินเสียงเอะอะจากชั้นล่าง

ไม่ช้า บุรุษกลางคนผู้หนึ่งนำคนกลุ่มใหญ่เดินขึ้นมา เข้าประตูได้ก็ร้องเรียก “อวิ๋นถิง เจ้าไปไหนมา พ่อตามหาเจ้าจนทั่ว”

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานพินิจคนผู้นั้นอย่างละเอียด อายุสี่สิบเศษ ใบหน้าอิ่มเอิบราศีจับ รูปร่างค่อนข้างสูง แต่งกายหรูหราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเช่นกัน เด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยมยืนยิ้มประจบอยู่ทางหนึ่ง ทั้งคู่จึงเดาว่า…คนผู้นี้ก็คือไช่เปี้ยน

คุณหนูไช่มีชื่อเต็มๆ ว่าไช่อวิ๋นถิง สีหน้าท่าทีดุร้ายเอาแต่ใจกลับจางหายไปแล้ว เพียงรับคำเสียงอ่อย “ท่านพ่อ…”

“ส่งคุณหนูกลับไป” ไช่เปี้ยนเห็นไช่อวิ๋นถิงปลอดภัยค่อยโล่งอก จึงเตรียมจากไป พอหันมากลับเห็นเซวียเป่ยฝานและเสี่ยวเตายืนอยู่หน้าประตู

ไช่เปี้ยนพิศมองทั้งสองครู่หนึ่ง พูดให้ถูกก็คือพิเคราะห์เสี่ยวเตาอย่างละเอียด รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใด “ท่านทั้งสอง คงเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตอวิ๋นถิงกระมัง”

เสี่ยวเตาเหลือบเห็นสีหน้าไช่อวิ๋นถิงแปรเปลี่ยนฉับพลัน จ้องมาที่ตนด้วยสายตาคมกริบ เสี่ยวเตางุนงงอยู่บ้าง ก่อนพบว่าไช่เปี้ยนเดินถึงตรงหน้าตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ “ขอบคุณที่ช่วยชีวิตบุตรสาว ถ้าอย่างไร…ไปนั่งเล่นที่จวนสักครู่ ข้าจะต้อนรับอย่างดี”

ไช่อวิ๋นถิงสลัดแขนบ่าวที่เข้ามาพยุง กล่าวกับบิดา “ท่านพ่อ เชิญพวกเขาทำไม”

ไช่เปี้ยนชักสีหน้า ถลึงตาขุ่นเคืองใส่ไช่อวิ๋นถิง สั่งบ่าวรับใช้ “ยังไม่พาไป”

ไช่อวิ๋นถิงถูกพาตัวไปทั้งอาการขัดขืน สภาพเช่นนี้แทนที่จะบอกว่า ‘รับตัว’ กลับไป มิสู้บอกว่า ‘คุมตัว’ กลับไปจะเหมาะกว่า

เสี่ยวเตาขมวดคิ้วเบาๆ

เซวียเป่ยฝานประสบการณ์กว้างขวาง คำว่า ‘เจ้าชู้’ ประทับชัดเจนอยู่บนหน้าของไช่เปี้ยนคนนี้ เรื่องที่เขาชอบหญิงสาววัยอ่อน เป็นที่โจษขานมานานแล้ว แม่สาวน้อยเหยียนเสี่ยวเตาหน้าตาจิ้มลิ้ม ไช่เปี้ยนจ้องมองแทบทะลุ น้ำลายจะหยดอยู่รอมร่อ

“แค่ก” เซวียเป่ยฝานกระแอมคำหนึ่ง กระชากสามจิตเจ็ดวิญญาณของไช่เปี้ยนที่โดนเสี่ยวเตาดึงดูดออกไปให้กลับคืนร่าง โบกมือไปมา “เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ใต้เท้าไช่ไยต้องเกรงใจ” จบคำก็พาเสี่ยวเตาออกเดิน

ไช่เปี้ยนขยิบตาให้กลุ่มคนหน้าประตู องครักษ์หลายคนเข้ามาขวางทันใด

เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้ว

ไช่เปี้ยนเดินมาใกล้ ยิ้มถามเสี่ยวเตา “แม่นางท่านนี้ ไม่ทราบควรเรียกขานว่ากระไร”

เสี่ยวเตายืนตัวลีบข้างเซวียเป่ยฝาน นึกในใจ…โจรราคะ คนนี้ของแท้แน่นอน!

เซวียเป่ยฝานนึกขัน มองนาง…นี่ไม่ใช่โจรราคะ นี่เรียกว่าเฒ่าราคะ

ไช่เปี้ยนเห็นทั้งคู่ ‘ยักคิ้วหลิ่วตา’ ทั้งเพิ่งสังเกตพบว่าเซวียเป่ยฝานหล่อเหลาหนุ่มแน่น จึงแค่นหัวร่อเย็นชา บอกกับบริวารหลายคนว่า “พาผู้มีพระคุณทั้งสองไปที่จวน ข้าจะต้อนรับด้วยตนเอง” จบคำก็ส่งยิ้มมีเลศนัยให้เสี่ยวเตา สืบเท้าออกจากห้องด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม

บริวารหลายคนล้วนยกชูดาบ เตือนเซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตา “ท่านทั้งสอง คิดจะอยู่ต่อไปในเมืองจินหลิง ไม่อาจไม่ให้เกียรติใต้เท้าไช่”

เซวียเป่ยฝานสีหน้าเริ่มไม่เป็นมิตร นี่มิใช่ฉุดคร่าสตรีกลางวันแสกๆ หรอกหรือ? เขาไม่อาจพาเสี่ยวเตาไปด้วย เกิดอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร

เสี่ยวเตาด้านข้างกลับโบกมือไปมา “เอาเถอะ พวกเราไปก็ได้”

บริวารหลายคนหมุนกายนำทาง

เซวียเป่ยฝานดึงแขนเสื้อเสี่ยวเตา หรี่เสียงค่อยลง “บ้าไปแล้วหรือ เฒ่าราคะนั่นจะลวนลามเจ้าก็เห็นอยู่”

เสี่ยวเตาตบถุงสมบัติข้างเอว ชะโงกเข้าไปกระซิบริมหู “ก่อนออกจากบ้าน ท่านแม่ข้าสอนเคล็ดวิชาพิเศษ วิธีกำราบโจรราคะ ต่อไปพวกมันแค่คิดถึงคำว่า ‘สตรี’ ปัสสาวะจะราดทันที”

เซวียเป่ยฝานตะลึงค้าง พลันรู้สึกคำว่า ‘ท่านแม่ข้า’ จากปากของเสี่ยวเตา ช่างน่าเชื่อถือเป็นพิเศษ

เสี่ยวเตากระตุกมุมปาก “อีกอย่าง นี่เป็นโอกาสดีที่พันปีมีหน จะได้เข้าไปสอดส่ายในจวนไช่ดูว่าลายแทงอยู่ข้างในหรือเปล่า”

เซวียเป่ยฝานรวนเรเป็นนาน สุดท้ายกำชับเสี่ยวเตาเบาๆ “อีกเดี๋ยวถ้ามันมาเกาะแกะแทะโลมเจ้า ให้เรียกข้าทันที ข้าจะซัดให้เสียความเป็นชายเลย”

เสี่ยวเตาหัวร่อพรืด เหล่มองเซวียเป่ยฝานแวบหนึ่ง

เซวียเป่ยฝานน้อมรับสายตาของนางที่ลอยมาเฉียงๆ แล้วคืนกลับไปด้วยรอยยิ้มจริงใจที่ยากจะพบเห็น เสี่ยวเตารู้สึกแปลกๆ รีบเบือนหน้าไป

เซวียเป่ยฝานเอาเส้นผมที่หลังหูนางแบ่งเป็นสองช่อ จับอ้อมมาข้างหน้า อำพรางส่วนหูและต้นคอให้นาง

เสี่ยวเตาไม่เข้าใจ

พลันได้ยินเซวียเป่ยฝานกระซิบ “บังไว้หน่อย ของสวยๆ งามๆ เช่นนี้อย่าให้เจ้าเฒ่าราคะนั่นชมดูตามสบาย”

เสี่ยวเตาใบหูร้อนผ่าว งึมงำด่าเขาอย่างเก้อเขิน “โจรราคะน่าชัง”

 

บทที่ 23 หญิงอสรพิษ

นิวาสถานของไช่เปี้ยน สมกับตำแหน่งงานอิ่มหมีพีมันของเขา ไม่มีมุมไหนไม่แสดงถึงการดำรงอยู่ของ ‘สินบน’ แม้จะแลดูฉูดฉาดไร้รสนิยมก็ตาม

ขณะเสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานเข้าคฤหาสน์ก็ได้เวลาจุดโคมแล้ว ทั้งคู่ถูกเชิญไปที่สวนดอกไม้ขนาดย่อมแห่งหนึ่งในเรือนหลัง กลางสวนจัดวางโต๊ะเก้าอี้ สาวใช้นางหนึ่งยกน้ำชาเข้ามา บอกพวกเขาว่า “ท่านทั้งสองโปรดรอสักครู่ นายท่านกำลังมา”

เสี่ยวเตาพยักหน้า เซวียเป่ยฝานเริ่มสำรวจบริเวณโดยรอบ สวนแห่งนี้จัดแต่งพิถีพิถัน ดอกเสาเหย้าที่เรียงรายเต็มพื้น ล้วนแยกวางตามสายพันธุ์ กำลังบานสะพรั่งงดงาม

เซวียเป่ยฝานจ้องมองดอกไม้เหล่านั้นนานมาก กระทั่งเรียกความสนใจจากเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาลองดมน้ำชา พบว่าไม่มีอะไรแปลกปลอม จึงรินดื่มถ้วยหนึ่ง ก่อนถาม “ชอบดอกเสาเหย้าหรือ?”

เซวียเป่ยฝานเพียงยิ้ม มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ “ท่านแม่เจ้าสนใจอะไรเกี่ยวกับดอกไม้หรือไม่”

เสี่ยวเตายิ้มน้อยๆ “ไม่สนใจดอกไม้ กลับสนใจคนปลูกดอกไม้”

“หมายความว่ากระไร?” เซวียเป่ยฝานกังขา

“ท่านแม่ข้าบอกว่า อย่าแต่งเข้าบ้านไหนก็ตามที่ดอกไม้ในสวนมีแต่งอกงามไม่มีร่วงโรย เพราะจะมีแต่ร่วมสุข ไม่มีร่วมทุกข์” เสี่ยวเตาใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง มองเซวียเป่ยฝาน “ท่านแม่ยังบอกอีกว่า บุรุษที่ชอบปลูกดอกไม้ พึ่งพาได้มากกว่าบุรุษที่ชอบเด็ดดอกไม้ บุรุษที่อารมณ์แปรปรวน เอาใจใส่ผู้อื่นไม่เท่าบุรุษที่แห้งแล้งคร่ำครึ”

เซวียเป่ยฝานส่ายหน้าหัวร่อ “ท่านแม่เจ้ามักสอนวิธีวิเคราะห์บุรุษ แล้วเคยสอนให้เจ้าวิเคราะห์สตรีบ้างหรือไม่”

เสี่ยวเตายักไหล่ “ย่อมเคยสอนแน่นอน”

“ข้าสนใจเรื่องนี้มากกว่า” เซวียเป่ยฝานก็เท้าคางมองนางเช่นกัน “เล่าให้ฟังหน่อย”

“ข้าก็เป็นสตรีนี่นา” เสี่ยวเตาหัวร่อ “ท่านแม่บอกว่า สตรีแค่ปฏิบัติได้แปดคำ ก็สามารถปรุโปร่งในสตรีอื่น”

เซวียเป่ยฝานเลิกคิ้ว รู้สึกตนเองเจอะเจอกับคำคมวรรคทองเข้าแล้ว จึงรีบถาม “แปดคำไหน”

เสี่ยวเตายิ้มตาหยี ยกชาดื่มคำหนึ่ง “พึงเอาใจเขามาใส่ใจเรา”

พูดจบ ไม่ทันรอเซวียเป่ยฝานแสดงความคิดเห็น เสียงหัวร่อของไช่เปี้ยนก็ดังมาจากข้างนอก

เสี่ยวเตาชะเง้อมองไป เซวียเป่ยฝานเอ่ยเบาๆ “ท่านแม่เจ้าได้สอนวิธีแยกแยะเสียงหัวเราะหรือไม่”

เสี่ยวเตาย่นคิ้ว ไม่ค่อยเข้าใจ “หัวเราะอะไร”

เซวียเป่ยฝานพิศมองเสี่ยวเตา อาจเพราะค่ำคืนนี้แสงสีบรรเจิด เสี่ยวเตาจู่ๆ รู้สึกบนใบหน้าเซวียเป่ยฝานมีเสน่ห์อย่างที่ไม่เคยค้นพบมาก่อน จะบรรยายอย่างไรดี…มั่นใจในตนเองประหนึ่งทุกสิ่งอยู่ในกำมือ? หรือเย่อหยิ่งเย็นชาประหนึ่งทุกสิ่งไม่อยู่ในสายตา?

“คนที่ยิ้มก่อนค่อยมอง ไม่น่าเชื่อถือ คนที่มองก่อนค่อยยิ้ม เจ้าสามารถยิ้มตอบเขา” เซวียเป่ยฝานพูดจบ พยักพเยิดให้เสี่ยวเตามองประตู

เสี่ยวเตามองไป เห็นไช่เปี้ยนเดินยิ้มแปลกๆ เข้ามา เป็นการยิ้มก่อนจะเงยหน้ามองพวกเขา หากตัดรอยยิ้มทิ้งไป ที่เหลือก็คือแววตาเจ้าเล่ห์

เสี่ยวเตาอดกระตุกมุมปากเบาๆ มิได้…เจ้าเฒ่าราคะ

ไช่เปี้ยนเดินถึงด้านข้างของทั้งสอง นั่งลงที่ด้านหนึ่งของโต๊ะหินด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจ “ข้าน้อยไช่เปี้ยน ไม่ทราบควรเรียกขานผู้มีพระคุณทั้งสองท่านอย่างไร”

“คำว่าผู้มีพระคุณกลับมิกล้ารับ” เซวียเป่ยฝานยิ้มบางๆ “ข้าน้อยเซวียเอ้อร์ นี่คือภรรยาของข้า ห่าวหรูอวี้”

เสี่ยวเตาฉุนกึก เจ้าเซวียเป่ยฝานหากำไรจากตนอีกแล้ว ครั้นได้ยินชื่อห่าวหรูอวี้ กลับใจลอยขึ้นมา…ที่แท้คนสองคน รวมกันก็แค่นามกรนามหนึ่ง แยกกันกลับคือความคนึงหายี่สิบปี พบกันด้วยความบังเอิญ ดังนั้นไม่ทะนุถนอม พอแยกกันกลับมานั่งเสียใจภายหลัง ก็สายเสียแล้ว

“โอ…” แววผิดหวังปรากฏชัดบนใบหน้าของไช่เปี้ยน เขาไม่คาดคิดว่าเสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานจะเป็นสามีภรรยากัน ทว่าคนผู้นี้ไร้ยางอายอย่างที่สุด เพียงเท่านี้กลับไม่อาจสลายความคิดชั่วร้ายของเขาได้

“ใต้เท้าไช่” เซวียเป่ยฝานประสานมือ “พวกเราก็มิได้ทำอะไร ไร้ผลงานไม่รับผลตอบแทน ยังคงอำลาแล้ว”

เสี่ยวเตาลอบชำเลืองเซวียเป่ยฝาน เห็นเขาสีหน้ามึนชาก็นึกขันในใจ เซวียเป่ยฝานคนนี้ช่างประหลาดแท้ เขาทำสารพัดวิธีเพื่อให้ตนช่วยเขาสืบหาร่องรอยของลายแทงห้ากระดูกมังกรมิใช่หรือ? แล้วนี่โอกาสงามๆ อยู่ตรงหน้า กลับยอมทิ้งไปง่ายๆ เช่นนี้

“โธ่ ผู้มีพระคุณเกรงใจแล้ว อย่างน้อยต้องรับประทานอาหารสักมื้อก่อน” ไช่เปี้ยนหันสั่งบ่าว “จัดโต๊ะสุราอาหาร และตามชีอี๋ไท่(อนุภรรยาลำดับที่เจ็ด)มา”

บ่าวคนนั้นรับคำแล้วล่าถอยไป ไม่นานนัก เงาร่างอรชรก็เดินนวยนาดเข้ามาจากนอกประตู

เสี่ยวเตาและเซวียเป่ยฝานแลเห็นเข้า คิดจะไม่ขมวดคิ้วยังยาก… สตรีที่ถูกเรียกขานว่าชีอี๋ไท่ อายุไล่เลี่ยกับบุตรีของไช่เปี้ยนคนเมื่อครู่ มิน่าไช่อวิ๋นถิงถึงมีอุปนิสัยประหลาด ใครเล่าจะรับได้ที่ในบ้านมีแม่เล็กอายุเท่ากับตนเอง และไม่รู้ว่าในจวนของไช่เปี้ยนยังมีปาอี๋ไท่(อนุภรรยาลำดับที่แปด)จิ่วอี๋ไท่(อนุภรรยาลำดับที่เก้า)อีกหรือไม่

เสี่ยวเตาแอบเบะปาก…ตาแก่ไช่เปี้ยน หน้าหนาไม่มียางอายจริงๆ

ชีอี๋ไท่คนนั้นเยื้องกรายมาถึงข้างกายของไช่เปี้ยน นั่งลงกระแซะข้างเขาราวกับไม่มีกระดูก พลางกล่าว “นายท่าน นี่ก็คือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตอวิ๋นถิงกระมัง?”

“ใช่” ไช่เปี้ยนพยักหน้า ชีอี๋ไท่ยื่นมือยกจอกสุราบนโต๊ะขึ้นมา คารวะต่อเสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝาน “ขอบคุณท่านทั้งสอง พิงเอ๋อร์ขอคารวะสุราแทนอวิ๋นถิง”

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานได้แต่ยกจอกขึ้นมาคารวะตอบ

เสี่ยวเตาสังเกตว่า สายตาของชีอี๋ไท่ราวกับผ่านการอบรมมาแล้วกระนั้น สุดแสนจะหยาดเยิ้มยวนใจ จับจ้องเซวียเป่ยฝานเขม็ง แววตาเช่นนี้…หรือไม่กลัวไช่เปี้ยนหึงหวง?

รีบชำเลืองไช่เปี้ยน เห็นเขาคีบกับข้าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสี่ยวเตาฉุกคิดในใจ…หรือคิดเล่นตุกติก?

หันมองเซวียเป่ยฝานอีกที เขาเพียงถือจอกยกดื่มด้วยรอยยิ้มเบาบาง สองตาสบประสานกับชีอี๋ไท่โดยไม่หลบเลี่ยง เสี่ยวเตาเบะปาก…โจรราคะน่าชัง! พอคิดถึงตรงนี้ อดยื่นมือไปหยิกเซวียเป่ยฝานใต้โต๊ะทีหนึ่งมิได้

เซวียเป่ยฝานวางจอกลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แอบเอามือถูต้นขา นึกในใจ…สาวน้อยน่าชัง มือหนักชะมัด

ต่อมา ชีอี๋ไท่ก็รินเหล้าให้เซวียเป่ยฝาน คะยั้นคะยอชวนดื่มจอกแล้วจอกเล่า เสี่ยวเตาพอประเมินได้คร่าวๆ แล้ว ชีอี๋ไท่กับไช่เปี้ยนร่วมมือกันมอมเหล้าเซวียเป่ยฝาน

เซวียเป่ยฝานแปลกใจเช่นกัน ชีอี๋ไท่คนนี้ก็ใช่ย่อย ไช่เปี้ยนมอมเหล้าตน จุดประสงค์คงไม่พ้นต้องการอยู่ตามลำพังกับเสี่ยวเตา นางไม่เพียงไม่หึงหวง ซ้ำยัง ‘ส่งเสริมคนชั่ว’  อิสตรีเป็นสิ่งที่พิสดารพันลึกจริงๆ

ระหว่างนั้น ปรากฏเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากด้านนอก

เสี่ยวเตาสังเกตเห็นไช่เปี้ยนขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ขณะเดียวกัน ไช่อวิ๋นถิงถลันเข้ามา พอเห็นทุกคนกำลังดื่มสุรา นางพลันหน้าเปลี่ยนสี รีบรี่เข้ามาถลึงตาเขียวปัดใส่เสี่ยวเตา “นางปีศาจจิ้งจอก มายั่วสวาทถึงที่นี่!”

เอาอีกแล้ว! เสี่ยวเตาอยากเอาจอกทุบหัวนางจริงๆ

“อวิ๋นถิง” ไช่เปี้ยนกระแทกจอกกับโต๊ะ จ้องนางอย่างดุดัน “ไร้มารยาท ปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณของเจ้าเช่นนี้ได้อย่างไร”

“ข้าไม่ได้เรียกให้ช่วยสักหน่อย อยากมาแส่เอง” ไช่อวิ๋นถิงเกรี้ยวกราด ยื่นมือไปคว้าแขนเสี่ยวเตา “ไสหัวออกไป”

“อวิ๋นถิง ห้ามเสียมารยาท” ชีอี๋ไท่ลุกยืน ดึงไช่อวิ๋นถิงพลางสั่งเบาๆ “เด็กดี รีบไปเข้านอน”

“เชอะ ไม่ต้องมาทำเสแสร้ง” ไช่อวิ๋นถิงไม่เพียงไม่ฟัง กลับสะบัดฝ่ามือตบหน้าชีอี๋ไท่ฉาดหนึ่ง “เจ้าเป็นตัวอะไร ก็แค่อนุคนหนึ่ง แม่ข้าต่างหากเป็นภรรยาเอก…”

นางไม่ทันอาละวาดเสร็จ ก็เห็นไช่เปี้ยนตบโต๊ะดังปัง ลุกพรวดขึ้นมา ฟาดฝ่ามือใส่หน้านางเต็มแรง “บัดซบ”

ไช่อวิ๋นถิงโดนตบจนหน้าหัน ไช่เปี้ยนกลับปราศจากทีท่าเสียใจแม้แต่น้อย เพียงร้องเรียกบ่าว “ลากตัวนางออกไป ขังไว้ในห้อง ก่อนแต่งงานห้ามไม่ให้ปล่อยนางเด็ดขาด”

เสี่ยวเตานึกในใจ… ไม่กระมัง? นางนิสัยแบบนี้ใครจะเอา เกิดแต่งไม่ออกขึ้นมา มิโดนขังชั่วชีวิตหรือ?

ไม่ถึงครู่ ไช่อวิ๋นถิงถูกพาออกไป สีหน้างุ่นง่าน ท่าทางพาลพาโล เสี่ยวเตาอดฉงนใจมิได้ นางเรียนวิชาแพทย์ตั้งแต่เล็ก พอมองออกว่า ไช่อวิ๋นถิงมีปัญหา

“เด็กคนนี้ไฉนมือหนักนัก” ไช่เปี้ยนมองชีอี๋ไท่ด้วยสายตาอาทร มุมปากซ้ายของชีอี๋ไท่มีเลือดไหล สองมือปิดหน้า น่าเวทนายิ่งนัก

“นายท่าน ข้าไปล้างหน้าก่อน” จบคำ ชีอี๋ไท่ทำท่าเดินออกข้างนอก เพิ่งย่างได้ก้าวเดียว ร่างพลันซวนเซ คล้ายเท้าแพลงแล้ว

เสี่ยวเตาเข้าไปพยุง ยิ้มกล่าว “ข้าประคองท่านไปแล้วกัน”

“ขอบคุณแม่นางห่าว” ชีอี๋ไท่เดินอิงเสี่ยวเตาออกไป ตอนผ่านประตู ไม่ลืมขยิบตาให้ไช่เปี้ยนคราหนึ่ง

ไช่เปี้ยนยิ้มอย่างรู้กัน ท่าทางพออกพอใจยิ่ง

ละครฉากนี้ ย่อมหนีไม่พ้นสายตาของเซวียเป่ยฝาน

นี่เป็นวิธีสำรวจจวนไช่ที่ดีมากชัดๆ แต่จู่ๆ เขากลับไม่อยากให้เสี่ยวเตาไปหยั่งเชิงไช่เปี้ยนขึ้นมาเฉยๆ แต่เพราะอะไรเขาเองก็บอกไม่ถูก และคิดไม่ตกเช่นกัน

“ฮาๆ ขายหน้าคุณชายเซวียจริงๆ” ไช่เปี้ยนชวนเซวียเป่ยฝานดื่มเหล้าต่อ ทว่าจิตใจไม่อยู่กับตัวแล้ว

“ใต้เท้าไช่ ข้าขอละลาบละล้วงสักคำถามหนึ่ง” เซวียเป่ยฝานเอ่ยขึ้น “ไฉนครั้งแรกที่คุณหนูไช่เห็นภรรยาข้า ก็เรียกนางว่าปีศาจจิ้งจอก”

“เอ่อ…อ้อ…” ไช่เปี้ยนหัวร่อแห้งๆ “คุณชายเซวียไม่ทราบอะไร บุตรีข้าคนนี้มีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง เห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยเป็นไม่ได้ จะอาละวาดขึ้นมาทันที”

เซวียเป่ยฝานย่อมทราบว่าเขาพูดตอบส่งเดช จึงมิได้ซักไซ้ต่อ ในใจนึกเป็นห่วงเสี่ยวเตา…สาวน้อยคนนี้หัวไวทันคน คงไม่ถึงกับขาดทุนกระมัง?

…………………….

ขณะเดียวกัน เสี่ยวเตาพยุงชีอี๋ไท่มาถึงเรือนพักของนางแล้ว ในเรือนว่างเปล่าร้างผู้คน เสี่ยวเตาแปลกใจ จึงโพล่งถาม “ไม่มีสาวใช้มาปรนนิบัติหรือ?”

“เฮ้อ…” ชีอี๋ไท่ถอนใจ “พวกเราที่เป็นแค่อนุ มิได้มีชาติตระกูลสูงส่ง แม้แต่พวกสาวใช้ยังไม่คิดเหลือบแล”

เสี่ยวเตายิ้มๆ พยุงนางนั่งลง

“แม่นางห่าว ในตู้มีหีบยาของข้า เจ้าช่วยเอาออกมาที”

“ได้” เสี่ยวเตาลุกยืน เดินถึงข้างโต๊ะ พบว่าหีบยานั้นอยู่ในลิ้นชักที่เปิดไว้ครึ่งหนึ่ง

เสี่ยวเตาปรุโปร่งในปราดเดียว นี่เป็นแค่กลไกง่ายๆ พอเปิดลิ้นชัก จะมีผงแป้งสาดออกมา เดาว่าคงเป็นจำพวกควันสลบ

เสี่ยวเตาไม่กระโตกกระตาก ลอบกลั้นหายใจ ดึงเปิดลิ้นชัก เหมือนไม่ระแวงอะไรสักนิด

ดังคาด เสียงฟู่ ควันสลบหอบหนึ่งพวยพุ่งออกมา

เสี่ยวเตากลั้นหายใจอยู่ ย่อมไม่หลงกลแน่ แต่ยังแกล้งเป็นวิงเวียน ร่างโงนเงน ทรุดลงไปกองกับพื้น

ต่อมา ได้ยินเสียงหัวร่อเหี้ยมเกรียมของชีอี๋ไท่

เสี่ยวเตานึกในใจ…เสียงหัวร่อนี้ช่างผิดกับท่าทางน่าเวทนาเมื่อครู่ก่อนราวฟ้ากับเหว

ชีอี๋ไท่ค่อยๆ เยื้องย่างเข้ามา แข้งขาไม่มีอาการเจ็บสักนิด นางยื่นมือดันกลไกกลับเข้าที่ นั่งยองๆ ลงมา จับคางเสี่ยวเตาหันมาพินิจดู สักพักใหญ่ นางหัวร่อเหี้ยมเกรียมอีกครั้ง ยกมือกระชากผมของเสี่ยวเตาออกมาหลายเส้น เจ็บจนเสี่ยวเตาสะดุ้ง นึกในใจ…โอ๊ย ยายบ้า! เจ็บชะมัดเลย!

“นางแพศยาสมควรตาย” ชีอี๋ไท่สบถด่า

เสี่ยวเตาบ่นงึมงำในท้องประโยคหนึ่ง…สตรีในจวนไช่ไม่ปกติสักคน ไฉนชอบด่าทอผู้อื่น

ชีอี๋ไท่ลากเสี่ยวเตาไปที่เตียง โยนไว้ด้านบนดังโครม ดีที่เสี่ยวเตามีวิชาตัวเบาจึงไม่บาดเจ็บ ทว่า นางนับว่ารู้แจ้งแทงตลอดแล้ว ชีอี๋ไท่เคียดแค้นนางแทบตาย ภายนอกแสร้งแย้มยิ้มยินดี แถมยังช่วยเป็นนกต่อให้ไช่เปี้ยน เดาว่าล้วนเสแสร้งทั้งสิ้น

“อย่าคิดว่าตัวเองสวยงามอ่อนเยาว์ สักวันเจ้าก็ต้องแก่หง่อมเหมือนกัน” ชีอี๋ไท่พูดพลางไล้ปลายนิ้วบนผิวแก้มของเสี่ยวเตา “นวลเนียนจริง วัยสาวช่างประเสริฐแท้…คิดถึงครั้งกระโน้น ข้าก็อ่อนเยาว์แบบนี้เช่นกัน”

เสี่ยวเตาขนลุกในใจ…ระวังเล็บเจ้าหน่อย เดี๋ยวได้ข่วนถูกข้า

“ฮึ เดี๋ยวนายท่านเชยชมจนเบื่อแล้ว ข้าจะดึงเส้นเอ็น ถลกหนังเจ้า เอาเลือดเจ้ามาดื่ม กรีดหน้าเจ้าให้ยับ”ชีอี๋ไท่เข่นเขี้ยว “เจ้ามีสามีหนุ่มแน่นหล่อเหลาแล้วอย่างไร เผลอๆ เขาอาจมีหญิงอื่นลับหลังเจ้าก็เป็นได้”

เสี่ยวเตาคร้านจะด่านางในใจแล้ว นี่คือแบบฉบับของหญิงสะใภ้ขี้อิจฉาในตระกูลผู้ดีมีเงิน ซ้ำยังเป็นจำพวกขี้อิจฉาระดับไร้เทียมทานอีกด้วย

ทว่า มีจุดหนึ่งที่เสี่ยวเตาอดสนใจมิได้ นางเพิ่งบอกว่าครั้งกระโน้นอ่อนเยาว์มาก…ตอนนี้ก็แค่สิบแปดสิบเก้า แล้วครั้งกระโน้นคืออะไร

ชีอี๋ไท่บ่นด่าจนหนำใจ จึงลุกยืนขึ้น ออกจากห้องพร้อมปิดประตู ไม่ลืมลงกลอน แล้วสั่งสาวใช้นางหนึ่ง “ทำเหมือนที่เคยทำ”

“เจ้าค่ะ นายหญิงเจ็ด”

ชีอี๋ไท่ค่อยเดินไปเรือนอื่น

เมื่ออีกฝ่ายไปแล้ว เสี่ยวเตาถึงลุกขึ้นนั่ง นวดคลึงศีรษะก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อครู่ชีอี๋ไท่ดึงผมนางไปหลายเส้น เจ็บแทบตายแล้ว

หลังจากลุกยืนขึ้น เสี่ยวเตาสำรวจทุกซอกมุมในห้อง พลันกลอกตาคราหนึ่ง ล้วงบางอย่างจากในถุงสมบัติออกมา เตรียมไว้จัดการเจ้าไช่เปี้ยน

…………………..

เรือนหน้า ไช่เปี้ยนยังดื่มอยู่กับเซวียเป่ยฝาน

เซวียเป่ยฝานท่าทางร้อนใจชัดเจน ชะเง้อมองประตูเข้าสวนตลอดเวลา

ไช่เปี้ยนนึกขันในใจ…เจ้าหนุ่มน้อยเอ๋ย นับแต่นี้ ภรรยาเจ้าก็ไม่ใช่ของเจ้าอีกแล้ว จะว่าไป สามารถตบแต่งโฉมงามปานนี้ เจ้าหมอนี่นับว่ามีบุญวาสนาไม่น้อยจริงๆ

ขณะครุ่นคิด ปรากฏสาวใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามา คำนับทั้งสอง “นายท่าน นายหญิงเจ็ดให้ข้ามาเรียนคุณชายเซวียว่า เซวียฟูเหริน(คำเรียกภรรยาของผู้แซ่เซวีย)แพ้ฤทธิ์สุรา บอกว่าไม่ค่อยสบาย นายหญิงจึงสั่งคนหามเกี้ยวส่งนางกลับโรงเตี๊ยมไปก่อนแล้วเจ้าค่ะ”

“อา?” เซวียเป่ยฝานอุทาน รีบลุกยืนประสานมือต่อไช่เปี้ยน “ใต้เท้าไช่ เช่นนั้นข้า…”

“ฮาๆ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” ไช่เปี้ยนโบกมือไปมา แสร้งทำท่าทำทางอย่างขอไปที “คุณชายเซวียรีบกลับไปเถอะ  เกี้ยวคงเดินได้ไม่เร็ว น่าจะไล่ตามทัน”

“เช่นนั้นขออำลาแล้ว” เซวียเป่ยฝานหมุนตัวก้าวยาวๆ ออกไป

ไช่เปี้ยนผุดยิ้มชั่วร้าย ถูมือไปมา บอกกับสาวใช้ว่า “มีคำสั่งลงไป ห้ามทุกคนเข้าใกล้บริเวณเรือนหลัง ไม่ว่าได้ยินเสียงอะไรก็ตาม ห้ามมารบกวนเด็ดขาด”

“เจ้าค่ะ นายท่าน”

ทันทีที่สาวใช้ผละไป ไช่เปี้ยนก็แทบกระโจนไปยังเรือนที่เสี่ยวเตาอยู่ ปากพึมพำว่า “แม่นางน้อยคนงาม ข้ามาหาแล้ว”

ทว่ายามนั้น เซวียเป่ยฝานกลับมิได้จากไป เขาออกจากจวนไช่แล้ววกกลับมาอีกครั้ง กระโดดขึ้นกำแพง ทะยานสองสามทีก็ทันไช่เปี้ยน ลอบตามหลังเงียบๆ

เพียงได้ยินอีกฝ่ายพึมพำแม่นางน้อยคนงามอะไรสักอย่าง

เซวียเป่ยฝานแอบยิ้มเหี้ยมในใจ รังสีสังหารทะลักล้นขึ้นมา ไม่ว่าจะหาลายแทงห้ากระดูกมังกรเจอหรือไม่ เชือดมันก่อนค่อยว่ากัน คิดเสียว่า…ขจัดภัยพาลเพื่อมวลชน!

 

บทที่ 24 ความในใจของสตรี

ไช่เปี้ยนวิ่งปรูดถึงหน้าห้องประหนึ่งไฟลน ไขเปิดกุญแจมือไม้สั่น หลังเข้าห้องแล้วก็ไม่ลืมลงกลอน มองปราดไปยังคนบนเตียง ท่าทางตื่นเต้นลิงโลดเมื่อเดินยิ้มกริ่มเข้าไป

เซวียเป่ยฝานเวลานี้อยู่เหนือหลังคา ยกกระเบื้องออกสองแผ่น จ้องมองลงมา

เห็นเสี่ยวเตานอนนิ่งอยู่ตรงนั้น เขาพลันร้อนรุ่มใจ หรือจะหลงกลแล้ว…

เพิ่งคิดถึงตรงนี้ เปลวเทียนกลางห้องจู่ๆ ก็วาบขึ้น… จากเดิมที่เป็นสีเหลืองนวล กลายเป็นสีเขียวเข้มแปลกๆ

ไช่เปี้ยนชะงักกึก ยืนตะลึงตรงจุดเดิม คล้ายไม่เข้าใจอยู่บ้าง หากกล่าวว่าโคมไฟใบหนึ่งเปลี่ยนสี นั่นยังพอมีเหตุผล แต่โคมทุกใบล้วนเปลี่ยนสี นี่กลับพิลึกแล้ว

“แค่กๆ” เขาขยับลูกคอ มองไปบนเตียง ส่งเสียงเรียกเบาๆ อย่างอดใจไม่อยู่ “สาวน้อยคนงาม?”

เสี่ยวเตาไม่มีปฏิกิริยา

ไช่เปี้ยนคิดว่าตนเองอาจคิดมากเกินไป จึงสืบเท้าเดินหน้าต่อ

จังหวะนั้น เสียงดังฟุ่บๆ สองครา ภายใต้สภาพที่ปราศจากลมพัด โคมหลายดวงในห้องวูบดับพร้อมกัน เหลือเพียงโคมไฟบนโต๊ะกลางห้องที่ยังส่องแสงสีเขียวมัวซัว

คอหอยของไช่เปี้ยนก็เปล่งเสียงประหลาดออกมา คล้ายแม่ไก่ร้อง ‘กุก’ คำหนึ่ง

เซวียเป่ยฝานบนหลังคาปิดปากแน่น…หรือแม่สาวน้อยจะหลอกให้เขาตกใจตาย?

“ไช่…เหลียน…คนหลายใจ…”

ยามนั้น ปรากฏเสียงอันลี้ลับดังมา “ข้ายายเฒ่า รอเจ้าอยู่นานแล้ว…”

ไช่เปี้ยนอุทานหาบุพการี พลางถอยร่นก้าวหนึ่ง สะดุดกับขาโต๊ะ หงายหลังก้นกระแทกพื้น มือสัมผัสโดนบางสิ่งเปียกๆ  พอหันมอง ที่แท้บนพื้นมีน้ำ และมีพืชน้ำชุ่มโชกจำนวนหนึ่ง ลักษณะลื่นๆ หนืดๆ ความจริงก็คือเมื่อครู่ก่อนเสี่ยวเตาเพิ่งไปล้วงจากบ่อปลามาวางไว้บนพื้น

“เจ้า…เจ้าเป็นใคร”

เขามองไปที่เตียงอย่างไม่แน่ใจ เห็นเสี่ยวเตายังนอนไม่ไหวติงอยู่บนเตียง แปลกจริง

ขณะระแวงสงสัย

เสียงผลุบ เงาคนผู้หนึ่งวูบผ่านข้างกายอย่างเร็ว พร้อมเสียงหัวร่อแหลมเล็กหลายคำ

ไช่เปี้ยนอ้าปากกว้าง เห็นเงาคนลอยไปลอยมากลางอากาศ แต่ไม่คล้ายคนสักนิด ต้องเป็นภูตผีปีศาจแน่นอน

เซวียเป่ยฝานตระหนกในใจ…เหยียนเสี่ยวเตาวิชาตัวเบาล้ำเลิศจริงๆ มิน่าครั้งกระโน้นเหยียนหรูอวี้ออกลักทรัพย์ทั่วหล้ากลับไม่มีใครคว้าได้แม้แต่เงาของนาง

“ไช่เหลียน เอาชีวิตพวกเราคืนมา…” เหยียนเสี่ยวเตาลากเสียงยานคาง ใช้สุ้มเสียงแหบพร่าที่แฝงพลังภายในหลายส่วน ให้ความรู้สึกเหมือนแว่วมาจากที่ไกล ชวนให้ขนลุก

ไช่เปี้ยนแตกตื่นจนอยากวิ่งหนี แต่เพิ่งลุกขึ้น ได้ยินเสียงแส้ฟาดเพียะ เลือดกบปากทันใด

“วิญญาณท่านย่าโปรดไว้ชีวิต…” ไช่เปี้ยนวิงวอน แต่แววตาเสี่ยวเตาสาดประกายคมกริบ เงื้อแส้สะบัดฟาดลงไป แส้หนังงูเส้นนี้เพิ่งแช่น้ำมาหมาดๆ แฝงพลังเต็มเปี่ยม ตอนนั้นมารดาของเสี่ยวเตามอบแส้นี้ให้นางเพื่อใช้สำหรับปราบโจรราคะโดยเฉพาะ เสี่ยวเตาฟาดซ้ายฟาดขวาไม่ยั้ง กระทั่งไช่เปี้ยนโหยหวนครวญครางไม่เป็นศัพท์

ไกลออกไปจากหน้าประตูเรือน บ่าวไพร่หลายคนพากันซุบซิบ “วันนี้นายท่านเล่นลูกไม้อะไรอีก”

แต่ไช่เปี้ยนมีคำสั่ง ไม่ว่าได้ยินเสียงอะไร ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด องครักษ์หลายคนจึงยืนคุยกันอยู่ที่เดิม

ไช่เปี้ยนโดนกระหน่ำจนหน้ามืดตาลาย กระทั่งบิดาแซ่อะไรก็จำไม่ได้แล้ว กุมศีรษะมุดเข้าใต้โต๊ะ ปากก็ร่ำไห้วิงวอน “วิญญาณท่านย่าโปรดไว้ชีวิต ข้าไม่กล้าแล้ว…ต่อไปไม่กล้าอีกแล้ว”

ผ้าปูโต๊ะผืนยาวห้อยย้อยถึงพื้น บดบังให้เบื้องหน้ามืดมัว

ไช่เปี้ยนรู้สึกมีเงาดำคืบใกล้เข้ามา เขาหวาดผวาจนปัสสาวะแทบราดแล้ว ขณะเพ่งมองข้างหน้าเขม็ง ครุ่นคิดหนทางหนี

ทันใดนั้น ผ้าปูโต๊ะถูกคนตลบเปิด

ไช่เปี้ยนเงยหน้าขวับ หน้าผีใบหนึ่งโผล่พรวดตรงหน้า ระยะประชิดจมูกของเขา

หน้าผีใบนี้ร้ายกาจยิ่งนัก ผิวหน้าเขียวคล้ำเต็มไปด้วยรอยย่นยู่ ปากที่อ้ากว้างมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไช่เปี้ยนตกใจสะดุ้งเฮือก ก่อนชักตาตั้งหลายที แล้วหงายหลังหมดสติไป

เมื่อเขาสลบไปแล้ว คนหน้าผีค่อยลุกยืนขึ้น ดึงหน้ากากผีลงมา มิใช่ใครที่ไหน คือเสี่ยวเตานั่นเอง ส่วนคนที่นอนอยู่บนเตียง หามิใช่สาวใช้อะไร แต่เป็นชีอี๋ไท่ที่นอนสลบเหมือด

ครู่ก่อน ชีอี๋ไท่หมุนตัวออกจากประตูเรือน เสี่ยวเตาก็พลิ้วลงข้างหลังนาง ตบสกัดจุด และย้ายนางมาไว้บนเตียง

เสี่ยวเตาจัดแจงเรือนผมเข้าที่ เงยหน้ามองข้างบน

เซวียเป่ยฝานกระโดดวูบจากหลังคา นั่งยองๆ ข้างไช่เปี้ยน เจ้าไช่เปี้ยนคนนี้ประสบเคราะห์เข้าแล้ว สีหน้าเขียวคล้ำ ทั่วร่างกระตุกเกร็งจนแข็งทื่อ ฟันฟางหลุดไปหลายซี่

เซวียเป่ยฝานกลั้นหัวร่อ ชูหัวแม่โป้งให้เสี่ยวเตา “ร้ายกาจ!”

“ยังมีที่ร้ายกาจกว่านั้น” เสี่ยวเตาให้เซวียเป่ยฝานเอาเชือกมัดไช่เปี้ยน เอาผ้าอุดปากแล้วจับแขวนกับเพดานเตียง จากนั้นเอาชีอี๋ไท่ไปมัดกับเก้าอี้ และอุดปากเช่นกัน

เซวียเป่ยฝานทำงานเสร็จ ค่อยกอดอกถามเสี่ยวเตา “ยังไงต่อ? พวกเราไปหาลายแทงห้ากระดูกมังกร?”

เสี่ยวเตาโบกมือไปมา “ยังขาดอีกเล็กน้อย” พูดพลางล้วงขวดใบหนึ่งจากถุงสมบัติ  เทยาน้ำสีแดงสดเหมือนเลือดออกมา ก็ไม่ทราบเป็นน้ำอะไร

เสี่ยวเตาเขียนอักษรโลหิตตัวโตบนผ้าปูเตียง… ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต ชายหลายใจ เฒ่าราคะ ไม่ตายดี…เป็นต้น

เซวียเป่ยฝานเห็นเสี่ยวเตาเขียนบนผ้าปูเตียงไม่พอ ยังเขียนลามไปถึงผนัง ตกใจอ้าปากกว้าง “ข้าว่า นี่ออกจะโหดเกินไปแล้ว”

เสี่ยวเตาย่นจมูก “ไม่โหดสักหน่อย เขาจะเข็ดหลาบได้อย่างไร”

พูดจบ ชี้มือไปที่หลังฉากบังตา บอกเซวียเป่ยฝานว่า “ยกถังปลดทุกข์มาตรงนี้”

เซวียเป่ยฝานตาโต “เกินไปกระมัง?”

เสี่ยวเตาหรี่ตา “ไปยกมา!”

เซวียเป่ยฝานเถียงสู้ไม่ได้ จึงไปยกถังปลดทุกข์ออกมา วางบนเตียงตามคำสั่งของเสี่ยวเตา ตรงกับตำแหน่งศีรษะของไช่เปี้ยนที่ถูกแขวนห้อยหัวลงมาจากเพดานเตียง

เสี่ยวเตาบีบจมูก เลื่อนเปิดฝาถังอุจจาระ แล้วดึงเซวียเป่ยฝานชักเท้าวิ่ง

ทั้งสองวิ่งถึงสวนดอกไม้ที่ร้างคนแห่งหนึ่ง ซ่อนตัวหลังภูเขาจำลอง เสี่ยวเตาดีใจกระโดดโลดเต้น “ดูซิเจ้าเฒ่าราคะยังกล้าทำอีกไหม ยั่วโทสะมันให้ตายไปเลย”

เซวียเป่ยฝานใคร่หัวร่อทั้งน้ำตา “ที่ผ่านมาเจ้าเตะข้าถีบข้า ถือว่ายั้งมือไว้ไมตรีจริงๆ”

เสี่ยวเตาเหล่มองเขา “รู้ก็ดีแล้ว” จบคำ กวาดมองซ้ายขวา ก่อนเดินออกไป

“ไปไหน” เซวียเป่ยฝานตามหลัง

“จวนไช่ใหญ่โตขนาดนี้ แน่นอนก็ต้องเสาะหาว่าของรักอยู่ที่ไหน” เสี่ยวเตาทะยานขึ้นเหนือกำแพง เริ่มสอดส่ายสี่ทิศ เป้าหมายคือห้องหนังสือของไช่เปี้ยน

“ห้องหนังสือปกติมักอยู่ฝั่งตะวันออก ไช่เปี้ยนเป็นขุนนาง พิถีพิถันเรื่องสิริมงคล” เซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตามองหาเรือนที่สูงที่สุดในจวนไช่ ซึ่งเป็นห้องหนังสือดังคาด

เสี่ยวเตาลอบผลุบเข้าห้อง จุดเชื้อไฟสอดส่ายรอบทิศ

ทั่วทุกมุมล้วนเป็นเครื่องลายคราม แต่ละชิ้นราคาล่มเมือง แต่หนึ่งเดียวที่ไม่เห็นคือลายแทงห้ากระดูกมังกร

“เสี่ยวเตา”

เสี่ยวเตาหันไป เห็นเซวียเป่ยฝานยืนอยู่หลังโต๊ะ กำลังพินิจอะไรสักอย่าง พลางกวักมือเรียกนาง

เสี่ยวเตาเดินไปหา ไพล่มือชะโงกดู เพียงเห็นบนโต๊ะมีภาพแผ่นหนึ่งคลี่กางอยู่ ในภาพคือแผนที่ของภูเขาเซียนอวิ๋น ส่วนบนระบุตำแหน่งของวัตถุล้ำค่าจำนวนหนึ่งไว้อย่างชัดเจน และมีคำอธิบายประกอบอยู่ด้านข้าง

เซวียเป่ยฝานเอ่ยเสียงค่อย “ที่แท้พวกมันกำลังควานหาของในบึงน้ำใต้น้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น”

เสี่ยวเตาใช้มือหนึ่งเท้าคาง มองภาพนั้นด้วยแววตาเหม่อลอย “บางที…”

“บางทีอะไร”

เสี่ยวเตาวางกระดาษแผนที่ลง เอ่ยเบาๆ ประโยคหนึ่ง “บางที จิตใจสตรีอาจเป็นเช่นเข็มใต้สมุทรจริงๆ ไม่มีใครรู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่”

เซวียเป่ยฝานงงหนักกว่าเดิม “หมายความว่ากระไร”

เสี่ยวเตาตบแขนเขา “ตำแหน่งบนแผนที่จำไว้หมดแล้วหรือยัง?”

เซวียเป่ยฝานจึงดูอีกรอบแล้วพยักหน้า จากนั้นออกจากห้องพร้อมเสี่ยวเตา ทะยานขึ้นเหนือหลังคา เสี่ยวเตายืนเหนือชายคา กวาดมองลงมาทั่วจวนไช่ รู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยม คล้ายโลงศพขนาดยักษ์ใบหนึ่ง นางนึกขันในใจ ก่อนดึงเซวียเป่ยฝาน “ไปเถอะ”

“จะกลับแล้วหรือ”

เสี่ยวเตาพยักหน้า “ลายแทงห้ากระดูกมังกรน่าจะยังอยู่ที่ภูเขาเซียนอวิ๋น กลับไปคิดหาวิธีอื่น”

เซวียเป่ยฝานรู้สึกเสี่ยวเตาจู่ๆ ก็ซึมเซาขึ้นมา หรือรู้สึกผิดที่กระทำเรื่องไม่ดีเมื่อครู่นี้? ก็ไม่เห็นต้องคิดมาก เจ้าเฒ่าราคะชั่วช้าปานนั้น ใครๆ ก็ฆ่าได้

ทั้งคู่ออกจากจวนไช่ มุ่งหน้ากลับ

ขณะนั้นดึกมากแล้ว ถนนใหญ่ในเมืองไร้คนสัญจรไปมา โคมไฟดับหมดแล้ว เรือบนทะเลสาบล้วนจอดเทียบท่า

เสี่ยวเตาไม่ได้ใช้ถนนใหญ่ แต่กระโดดขึ้นหลังคาของฟากหนึ่ง สองมือกางออกเพื่อทรงตัว ย่ำเดินไปตามสันหลังคาสูงลิบ คล้ายกำลังเล่นสนุก ทั้งคล้ายขึ้นหน้าไปอย่างไร้จุดหมาย

เซวียเป่ยฝานติดตามด้านหลัง จู่ๆ รู้สึกสาวน้อยคนนั้นแลดูหงอยเหงา จึงถามนาง “เป็นอะไรไป”

“หืม?” เสี่ยวเตาก้มหน้าไม่พูดจา ถ้าเสียสมาธิอาจตกลงไปได้

เซวียเป่ยฝานตามติดด้านหลัง “คิดอะไรอยู่”

เสี่ยวเตายังคงเดินหน้าต่อไปอีกช่วงหนึ่ง ขณะที่เซวียเป่ยฝานเข้าใจว่านางไม่อยากพูดก็ไม่คิดฝืนใจ นางกลับเปิดปากโพล่งขึ้นมา “คิดถึงใครบางคน”

“บุรุษหรือสตรี?”

“มีบุรุษ และมีสตรี”

เซวียเป่ยฝานมองดูเงาบุหลันที่สะท้อนบนกระเบื้องหลังคาจนเป็นประกาย เมื่อถามเสียงทุ้ม “บุรุษสตรีมีอะไรหรือ”

เสี่ยวเตายังคงตั้งอกตั้งใจเดินหน้าต่อ “เมื่อก่อน ข้ารู้จักคนสองคน”

เซวียเป่ยฝานพยักหน้า “จากนั้นเล่า?”

“คนหนึ่งคือตาแก่วัยเจ็ดสิบ เรียกว่าเฒ่าอู๋” เสี่ยวเตาพูดเจื้อยแจ้ว “ตอนเฒ่าอู๋ยังเยาว์เป็นหนุ่มน้อยรูปงามคนหนึ่ง มีอาชีพช่างไม้ ฝีมือดีเยี่ยม แต่งกับภรรยาหน้าตาสวยงามคนหนึ่ง”

เซวียเป่ยฝานตามอยู่ข้างหลัง ฟังนางเล่า

“ทั้งสองใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข อยู่มาวันหนึ่ง เฒ่าอู๋ออกไปมุงหลังคาให้คนอื่น เมื่อกลับถึงบ้าน พบว่าภรรยาตัวเองถูกนักเลงในหมู่บ้านย่ำยีแล้ว” เสี่ยวเตาเคลื่อนไหวเบามาก ทว่ามั่นคงอย่างยิ่ง

“เหล่าอู๋โกรธจัด ไปทวงความยุติธรรมจากนักเลงคนนั้น กระทั่งต่อสู้กันขึ้นมา เหล่าอู๋พลั้งมือฆ่านักเลงคนนั้นตาย จึงโดนจับข้อหาฆาตกรรม ถูกตัดสินเนรเทศไปชายแดน ระหว่างทาง เขาพบว่าผู้คุมเรือนจำรับเงินจากญาติของนักเลงคนนั้น มาเอาชีวิตตน ด้วยความร้อนใจ จึงฆ่าผู้คุมตายไปอีกคน หลังเหตุการณ์นั้น เหล่าอู๋กลายเป็นจอมมารที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา ถูกมือปราบจำนวนมากไล่ล่า เขาต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุน แต่อยากพบหน้าภรรยาอีกครั้ง พอถึงบ้านกลับทราบว่าภรรยาผูกคอตายแล้ว”

เซวียเป่ยฝานผงกศีรษะขึ้นลง “โศกนาฏกรรมบนโลกมนุษย์”

“นับแต่นั้นมา เหล่าอู๋ก็เปลี่ยนชื่อแปลงแซ่ ใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ อย่างทุกข์ระทมยาวนานกว่าห้าสิบปี ผู้คนล้วนคิดว่าเขาฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา แต่ความจริง เขาก็แค่ช่างไม้คนหนึ่ง” เสี่ยวเตาพูดพลางเหลียวกลับมามองเซวียเป่ยฝาน “ตอนข้าห้าขวบ เหล่าอู๋นั่งบนก้อนหินที่ปากทางหมู่บ้าน เล่าเรื่องของเขาให้ข้าฟัง เขาถามข้าว่า เขาผิดตรงไหน และถ้าตอนนั้นเขาสะกดกลั้นโทสะไว้ อยู่กับภรรยาจนแก่เฒ่า ไม่แน่ตอนนี้อาจมีลูกหลานเต็มบ้านแล้ว ใช่หรือไม่”

“แล้วเจ้าตอบว่ากระไร” เซวียเป่ยฝานย้อนถาม

“ข้าบอกว่า เรื่องที่ท่านครุ่นคิดมาห้าสิบปียังคิดไม่ตก ข้าห้าขวบจะไปรู้คำตอบได้อย่างไร”

เซวียเป่ยฝานรู้สึกคำตอบนี้มีเหตุผล จึงถามต่อ “แล้วท่านแม่เจ้าตอบอย่างไร”

“ท่านแม่ข้าบอกว่า เขาคิดอีกห้าร้อยปี ก็ไม่มีคำตอบอยู่ดี”

“แล้วเรื่องสตรี?” เซวียเป่ยฝานถามต่อ

“สตรีคนนั้นอายุหกสิบ เป็นท่านป้ารูปร่างอ้วนท้วมตรงหน้าหมู่บ้าน” เสี่ยวเตาเล่าเสียงแผ่วเบา “ท่านป้าพูดให้ฟังว่า ตอนนางอายุสิบกว่าขวบหน้าตาสวยมาก แต่ทางบ้านยากจน จึงอยากได้สามีร่ำรวย ในที่สุดนางก็พบรักกับคุณชายฐานะสูงศักดิ์คนหนึ่ง พิธีวิวาห์ของนางหรูหราอลังการมาก หลังแต่งค่อยพบว่าคุณชายร่ำรวยคนนั้นเป็นคนเจ้าชู้ ตอนนั้นนางคิดว่าอดทนไว้ บางทีหลายปีผ่านไป สามีนางเล่นเหนื่อยแล้ว เบื่อแล้ว ก็กลับมาเอง ต่อมาคุณชายสูงศักดิ์ทำการค้าล้มเหลว กลายเป็นยาจกในชั่วคืน หญิงงามที่เคยคบหาล้วนตีตัวออกห่าง มีเพียงท่านป้าที่ยังคงเคียงข้างเขา ทุกวันรับจ้างซักผ้าเก็บออมเงินเป็นทุนรอนให้สามี หลังจากร่วมกันกัดฟันสู้อยู่สิบปี คุณชายสูงศักดิ์กลับมาร่ำรวยอีกครั้ง ส่วนท่านป้าก็เปลี่ยนจากหญิงสะใภ้ที่สวยงามอรชรเป็นท่านป้าที่อวบอ้วน คุณชายสูงศักดิ์จึงหย่าขาดจากนางโดยไม่ลังเล แล้วแต่งภรรยาคนใหม่ที่สดสวยอ่อนเยาว์ เวลานี้ลูกหลานเต็มบ้าน ท่านป้ากลับใช้ชีวิตอย่างเดียวดาย ข้าได้ฟังเรื่องของนางในร้านน้ำชาเล็กๆ ตอนอายุหกขวบ เมื่อเล่าจบ นางถามข้าว่า ถ้าตอนนั้นนางทอดทิ้งเขาไปเหมือนกับหญิงงามคนอื่นๆ ฉวยโอกาสที่ตัวเองยังสวยใสอ่อนวัย ไปเป็นอนุให้กับคุณชายฐานะดีสักคน ชีวิตจะดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้หรือไม่”

เซวียเป่ยฝานส่ายศีรษะไปมา “เจ้าตอบนางอย่างไร”

“ข้าเล่าเรื่องของเฒ่าอู๋ให้นางฟัง และบอกนางว่า ท่านครุ่นคิดอีกห้าร้อยปีก็ไม่มีคำตอบอยู่ดี ดังนั้นเลิกคิดเถอะ” เสี่ยวเตาตอบ

เซวียเป่ยฝานขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง แทบเหยียบโดนเท้าของเสี่ยวเตาแล้ว “ไฉนจู่ๆ คิดถึงสองคนนี้ขึ้นมา”

เสี่ยวเตาเงยหน้า ยิ้มถามเซวียเป่ยฝาน “ท่านรู้สึกหรือไม่ มีบ้างบางเรื่องที่เราไม่มีวันเข้าใจตลอดกาล อย่างเช่นการเป็นสตรีของไช่เหลียนกับไช่เปี้ยน ยินดีเป็นสตรีของพวกเขาหรือไม่ สตรีส่วนใหญ่ล้วนไม่มีทางเลือก แต่เมื่อเป็นแล้ว ตอนจบกลับไม่พ้นสองอย่าง เลือกที่จะไม่ทน ก็กลายเป็นยายเฒ่าภูเขา เลือกที่จะทน ก็กลายเป็นเช่นชีอี๋ไท่คนนั้น

เซวียเป่ยฝานฟังเสี่ยวเตาพูดจบ พลันยื่นมือจับเส้นผมนางขึ้นมา

เสี่ยวเตารู้สึกเส้นผมถูกดึง จึงหันมอง เห็นเซวียเป่ยฝานกำลังก้มหน้าดอมดมเส้นผมนางเบาๆ

“นี่” เสี่ยวเตารีบกระชากกลับ เส้นผมลื่นหลุดจากนิ้วทั้งห้าของเขา

เซวียเป่ยฝานยิ้มน้อยๆ “หอมชื่นใจ”

“โจรราคะ” เสี่ยวเตาหันกลับไปหวดกำปั้นใส่เขา

เซวียเป่ยฝานก็ไม่หลบ หน้าอกข้างขวาโดนเข้าไปเต็มหมัด รู้สึกเหมือนกระหน่ำบนหัวใจกระนั้น ปวดหนึบเล็กน้อย เซวียเป่ยฝานกุมหน้าอก เอ่ยเบาๆ “ข้าสูดดมเส้นผมเจ้า เจ้ากำนัลข้าหนึ่งหมัด ข้าเจ็บก็จริง แต่ก็ได้ดมเส้นผมแล้ว”

เสี่ยวเตายืนอยู่เหนือหลังคา มองเขาอย่างงุนงง

เซวียเป่ยฝานยื่นมือตบไหล่เสี่ยวเตาเบาๆ “ข้าบรรลุเป้าหมายแล้ว ความเจ็บก็คือค่าตอบแทน และเป็นไปได้ว่าเมื่อข้าดมเส้นผมเจ้าแล้ว เจ้าเกิดชอบใจขึ้นมาอาจหอมข้าสักฟอด”

“ฝันไปเถอะ!” เสี่ยวเตาเบะปาก

มุมปากเซวียเป่ยฝานกระตุกเบาๆ “ข้าทำแล้ว เป้าหมายคือได้สูดดมเส้นผมเท่านั้น ส่วนเจ้ามีปฏิกิริยาใดต่อข้า นั่นเป็นเรื่องของเจ้า มิใช่สิ่งที่ข้าควบคุมได้”

เสี่ยวเตางุนงง จึงถาม “ท่านจะพูดอะไรกันแน่”

“จะพูดว่า อยากดมเส้นผมไม่ใช่ความผิดของข้า โดนทุบก็ไม่ใช่ความผิดของข้า” เซวียเป่ยฝานหดมือกลับมาไพล่ไว้ข้างหลัง กระโดดลงจากหลังคา “บนโลกนี้แท้จริงมียายเฒ่าภูเขาและชีอี๋ไท่มากมาย แต่ใช่ว่าบุรุษทุกคนบนโลกล้วนแซ่ไช่ จริงไหม?”

เสี่ยวเตาหยัดยืนเหนือหลังคา มองเขาเดินหน้าพลางหันมากวักมือเรียกตน “กลับดีกว่า ลมราตรีเยียบเย็นเหลือเกิน”

 

บทที่ 25 วัดเซียนอวิ๋น

กลับถึงคฤหาสน์ของฉงหัว เห็นเสี่ยวเยว่อุ้มแมวน้อยนั่งอยู่เหนือขั้นบันไดหน้าห้องเสี่ยวเตา ท่าทางร้อนรุ่มใจ ห่าวจินเฟิงกับฉงหัวนั่งเป็นเพื่อนนางอยู่ทางหนึ่ง

เห็นทั้งสองกลับมา ห่าวจินเฟิงผ่อนลมหายใจโล่งอก “สองท่านไปถึงไหนกันมา พวกเราวนหาสองรอบไม่เห็นแม้เงา”

เซวียเป่ยฝานโบกมือเบาๆ ก่อนเล่าเหตุการณ์ในวันนี้ให้ฟังโดยไม่ปิดบัง

“ชั่วช้าสารเลว!” ห่าวจินเฟิงตบโต๊ะลุกพรวด “เจ้าไช่เปี้ยนคนนี้ช่างไม่เห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตา”

เซวียเป่ยฝานตบไหล่เขาให้คลายโทสะ “เอาเถอะ น้องสาวท่านก็สั่งสอนเขาอย่างไม่เห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตาเช่นกัน”

เสี่ยวเยว่ถามเสี่ยวเตา “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม”

เสี่ยวเตายักไหล่ “ไม่เป็นไรแน่นอน ไช่เปี้ยนคนนั้นก็แค่เจ้าหน้าโง่คนหนึ่ง แต่พวกเราสืบได้เบาะแสสำคัญกลับมา”

วันนี้ดึกมากแล้ว เสี่ยวเตาไล่ทุกคนไปนอน พรุ่งนี้ค่อยประชุมใหม่ ส่วนนางก็กลับห้อง หลังล้างหน้าล้างตาขึ้นเตียงนอน กลับไม่อาจข่มตาหลับ ในสมองวนเวียนอยู่ด้วยประโยคนั้นของเซวียเป่ยฝาน ‘ใช่ว่าบุรุษทุกคนบนโลกล้วนแซ่ไช่’

ลุกนั่งพรวดพราด เสี่ยวเตาขยำขยี้ใบหน้า สบถในใจ…โจรราคะน่าชัง พอก้มศีรษะก็เห็นแมวน้อยกำลังแหงนคอมองตนอยู่ จึงเอามือจิ้มตัวมัน แมวน้อยพลิกตัวหงาย อวดหน้าท้องให้นางลูบคลำอย่างแสนเชื่อง

เสี่ยวเตาหัวร่อ อุ้มมันขึ้นมา งึมงำว่า “โจรราคะนั่นก็แค่เสแสร้งไปอย่างนั้นเอง อย่าได้คิดเป็นจริงจังเด็ดขาด”

แมวน้อยเลียอุ้งเท้าเกาหน้า ส่งเสียงร้องออดอ้อนเป็นระยะ

เสี่ยวเตานอนไม่หลับ จึงคลุมเสื้อตะกายลุกขึ้น วาดภาพแผนที่ในความทรงจำออกมา จวบจนได้ยินเสียงไก่ขัน นางค่อยง่วงจัดจนฟุบกับโต๊ะหลับไป

………………….

ในห้องติดกัน เซวียเป่ยฝานนั่งพิงหัวเตียง ตาสว่างจนถึงเช้าเช่นกัน

ได้ยินเสียงไก่ขัน…เขายกมือสอดเข้าอกเสื้อเบาๆ สัมผัสจุดที่โดนเสี่ยวเตาทุบใส่ พลางนึกในใจแม่สาวน้อยคนนี้แรงเยอะชะมัด ตอนนี้ยังเจ็บอยู่เลย

คิดถึงตรงนี้ เขาลุกยืนขึ้น เดินถึงหน้ากระจกเงาข้างโต๊ะ ถลกคอเสื้อเปิดดู พลันตะลึง

หมัดของเสี่ยวเตาไม่เอนไม่เอียง กระแทกถูกแผลโดนลวกตรงตำแหน่งหัวใจพอดิบพอดี แผลเป็นที่น่าเกลียดแสบร้อนจนระบม แววตาของเซวียเป่ยฝานเย็นเยียบ กำปั้นนี้ทุบได้เหมาะเจาะนัก ถ้าแม่สาวน้อยนั่นรู้ความจริงเข้า ดีไม่ดีคงอยากกระซวกด้วยมีดให้ตายก็เป็นได้

เขาแค่นหัวร่อตัวเอง พลางกระชับคอเสื้อเข้าที่ ยามนี้ไม่รู้สึกง่วง จึงเดินออกจากห้อง เห็นหน้าต่างห้องของเสี่ยวเตาที่อยู่ติดกันปิดไม่สนิท จึงเดินเข้าไปมองดูแวบหนึ่ง แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว

เสี่ยวเตาที่คลุมเสื้อนวมสีเหลืองตัวสั้นกำลังฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ แมวตัวนั้นหมอบอยู่ข้างมือ เอาคางเกยบนมือของเสี่ยวเตา

เซวียเป่ยฝานส่ายหน้าอ่อนใจ ผลักประตูห้องเดินเข้าไป ยื่นมือสะกิดเบาๆ “นี่ ขึ้นไปนอนบนเตียง”

เสี่ยวเตาไม่ตื่น

เซวียเป่ยฝานกระซิบ “นี่ แตะผมเจ้านิดเดียวยังโดนทุบ ถ้าอุ้มไปนอนบนเตียงจะโดนเจ้าตีตายไหม”

เสี่ยวเตาคลับคล้ายได้ยินเสียงอะไรอยู่ข้างหู รู้สึกรำคาญ จึงซุกหน้าเข้าวงแขน

“เจ้าสั่นหน้าก็แปลว่าไม่ตีข้า อีกเดี๋ยวห้ามโวยวายเชียว!” เซวียเป่ยฝานพูดพลาง ยื่นมืออุ้มเสี่ยวเตาเดินไปที่เตียง

เขาย่างเท้าระมัดระวังยิ่ง เพราะเกรงจะทำสาวน้อยจอมดุสะดุ้งตื่น แล้วจัดการตนเหมือนกับจัดการไช่เปี้ยน

วางเสี่ยวเตาบนเตียงอย่างเบามือ ห่มผ้าให้นาง แมวน้อยส่งเสียงร้องเบาๆ แล้วนอนขดตัวกลมข้างผ้าห่มของเสี่ยวเตา พริ้มหลับอย่างสุขสบาย ท่านอนเหมือนเสี่ยวเตาไม่มีผิด

เซวียเป่ยฝานใช้มือหนึ่งเกาะเสาเตียง ก้มลงเหน็บมุมผ้าห่มให้ ก่อนนิ่งมองเนิ่นนานค่อยเงยหน้า…พลันเห็นฝั่งตรงข้าม เสี่ยวเยว่ที่ตื่นตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ กำลังยืนอยู่หน้าห้องตัวเอง จ้องมองมาทางนี้ตาไม่กะพริบ

เซวียเป่ยฝานวางนิ้วชี้เหนือริมฝีปาก เป็นเชิงให้เสี่ยวเยว่อย่าส่งเสียง

เซวียเป่ยฝานยังยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ

เซวียเป่ยฝานเดินออกมา ปิดประตูห้องของเสี่ยวเตาอย่างเบามือ ค่อยหมุนตัวกลับห้อง

กระทั่งประตูห้องทั้งสองปิดสนิท เสี่ยวเยว่นิ่งมองเบื้องหน้าที่เงียบสงบลง ครุ่นคิดใจลอย เมื่อครู่นี้ คล้ายบังเกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดชนิดหนึ่ง

“ตื่นเช้าจริง”

เสี่ยวเยว่หันขวับ เห็นฉงหัวเท้าคางมือเดียว กำลังเกาะขอบหน้าต่างมองมาที่นาง

“ท่านไฉนอยู่ที่นี่” เสี่ยวเยว่สงสัย นี่มิใช่ห้องของห่าวจินเฟิงหรอกหรือ

“ข้าแลกห้องกับมือปราบห่าว เขาบอกว่าเขานอนกรนเสียงดัง กลัวทำพวกเจ้าตื่น” ฉงหัวหาข้ออ้างที่น้ำเน่าสิ้นดีทว่าสมเหตุผลยิ่งนักมากล่อมเสี่ยวเยว่จนอยู่หมัด

“อืม” เสี่ยวเยว่ผงกศีรษะ แล้วทำท่ากลับห้องไปนอนต่อ

“เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นเป่ยฝานห่วงหาอาทรผู้อื่น” ฉงหัวโพล่งขึ้น

เสี่ยวเยว่ไม่เข้าใจ “คุณชายเซวียมิใช่ให้ความเอาใจใส่ต่อผู้อื่นมาตลอดหรอกหรือ”

ฉงหัวระบายยิ้ม ชี้มือไปที่ตำแหน่งหัวใจ “สิ่งนี้ของเจ้าหนุ่มนี่ตายด้านไปนานแล้ว จู่ๆ ก็เพิ่งมีชีวิตชีวาขึ้นมา” ก่อนยิ้มพรายถามไถ่เสี่ยวเยว่ “อาหารเช้าอยากกินอะไร ข้าจะสั่งคนไปทำ”

เสี่ยวเยว่ทำท่านึก ก่อนเอ่ยเบาๆ “กินอะไรก็ได้”

“จะได้อย่างไร” ฉงหัวเอ่ยค้านน้ำเสียงจริงจัง “ข้าถามเจ้าว่าอยากกินอะไร”

เสี่ยวเยว่นิ่งคิดเล็กน้อย “โจ๊กปลากับฮวาเจวี่ยน*” ฉงหัวผงกศีรษะ “อืม นอนต่ออีกหน่อย พอตื่นก็กินอาหารเช้าได้แล้ว”

[*ฮวาเจี่ยน อาหารชนิดหนึ่ง ใช้แป้งที่นวดดีแล้วมาหั่นเป็นเส้น จากนั้นม้วนเป็นวงคล้ายกลีบดอกไม้]

เสี่ยวเยว่กลับเข้าห้องอย่างว่าง่าย

ฉงหัวเท้าคางด้วยสองมือ ยังคงเกาะขอบหน้าต่าง จับจ้องห้องของเซวียเป่ยฝาน

……………..

เสี่ยวเตาตื่นขึ้นมาอีกที เพราะโดนอุ้งเท้าเล็กๆ นุ่มๆ ข้างหนึ่งตบจนสะดุ้งตื่น

พอปรือตามอง เห็นอุ้งเท้าเล็กๆ หน้าตาเหมือนดอกเหมยสีชมพูข้างหนึ่งกำลังเกาฝ่ามือตนอย่างเมามัน แม้จะไม่เจ็บสักนิดก็ตาม

เสี่ยวเตาคว้าหมับที่กรงเล็บนั้น แมวน้อยตกใจร้องเหมียว

“เฮอะ เจ้าฉวยโอกาสลอบทำร้ายข้าหรือ” เสี่ยวเตากดแมวน้อยที่คิดหนี พลางจิ้มที่หัวเล็กๆ ของมัน

พลันได้ยินเสียงคนเรียกอยู่ข้างนอก ยังคงเป็นสุ้มเสียงเอื่อยเฉื่อยที่น่ารำคาญเหมือนเดิม “สายโด่งแล้ว ยังไม่ลุกอีก”

เสี่ยวเตาเท้าคางมองข้างนอก เห็นเซวียเป่ยฝานยืนพิงขอบหน้าต่าง กระดิกนิ้วเรียกนาง “ถ้ายังนอนอีกจะกลายเป็นสาวสะใภ้จอมขี้เกียจแล้ว”

“ไปไกลๆ” เสี่ยวเตาเขวี้ยงหมอนออกไป

เซวียเป่ยฝานชักเท้าถอยหลังก้าวหนึ่ง เอียงศีรษะหลบหมอน ปากยังคงแทะโลมไม่เลิก “แบบนี้ไม่ควรเรียกว่าแต่งเจ้า ควรเรียกว่าแต่งให้เจ้าถึงจะถูก”

เพิ่งขาดคำ เสียงหวืออีกรอบ แมวน้อยลอยละลิ่วออกมา

เซวียเป่ยฝานหิ้วแมวมารอที่ข้างโต๊ะ

ไม่ถึงครู่ ประตูห้องเปิดกว้าง เหยียนเสี่ยวเตาที่ในมือถือแผนที่แผ่นหนึ่ง เดินอ้าปากหาวออกมา วางลงตรงหน้าเขา

เซวียเป่ยฝานคลี่แผนที่ดู พลันย่นคิ้ว ช่างเหมือนกับแผ่นที่เห็นในห้องของไช่เปี้ยนเมื่อคืนนี้ไม่มีผิด เขาตกใจมองหน้าเสี่ยวเตา “เจ้าวาดเอง?”

เสี่ยวเตายักคิ้ว นั่งลงเหลียวมองซ้ายขวา

เสี่ยวเยว่ถือชามบะหมี่เนื้อเพิ่มไข่เติมพริกที่ร้อนควันฉุยมาให้นาง

เสี่ยวเตาอุทานลิงโลด เริ่มสวาปามอย่างอิ่มเอมใจ

จังหวะนั้น ห่าวจินเฟิงกับฉงหัวเดินเข้ามา ฉงหัวหัวร่องอหาย เห็นเสี่ยวเตาตื่นแล้ว จึงรีบวิ่งมาบอก “เสี่ยวเตา เช้านี้ทั่วเมืองจินหลิงต่างลือกันเซ็งแซ่ เมื่อคืนไช่เปี้ยนโดนยายเฒ่าภูเขาจัดการจนน่วมเลย”

เซวียเป่ยฝานก็อดหัวร่อมิได้ “เขาโดนห้อยหัวอยู่นานเท่าไร”

“ฟังว่าประมาณหนึ่งชั่วยามได้”

“เชอะ สบายเจ้าเฒ่าราคะเกินไปแล้ว” เสี่ยวเตาคล้ายไม่พอใจมาก “เพิ่งห้อยได้ประเดี๋ยวเดียวเอง”

“ไม่ใช่” ฉงหัวกลั้นหัวร่อ “ได้ยินว่าเมื่อคืนเขาโดนยายเฒ่าภูเขาจับมัดกับเพดานเตียง ไม่ทันไรเพดานเตียงก็ปริแตก เขาหน้าทิ่มลงถังอุจจาระ กว่าคนอื่นจะรู้ก็ตอนเช้าแล้ว”

“พรืด แค่กๆ” เสี่ยวเตาสำลัก เผ็ดจนกรอกน้ำไม่หยุด พลางหัวร่อฮาๆ

“เจ้าไช่เปี้ยนกระทำชั่วมานาน โดนสั่งสอนเสียบ้างก็สมควรแล้ว” ห่าวจินเฟิงรู้สึกสะใจเช่นกัน “จริงสิ เมื่อครู่พวกเราได้ยินว่า ไช่อวิ๋นถิงบุตรีของไช่เปี้ยนจะออกเรือนในไม่กี่วันนี้แล้ว”

“แต่งให้ใคร” เสี่ยวเตาเงยหน้าถาม

ห่าวจินเฟิงหันมองถงหัว

ถงหัวถอนใจ “เป็นเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองจินหลิง แซ่เฉียน อายุสามสิบเศษ เป็นคนเจ้าชู้ที่ขึ้นชื่อมาก หน้าตาก็อัปลักษณ์เหลือทน แต่ร่ำรวยล้นฟ้า บิดาและอายังเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก มีอิทธิพลกว้างขวาง”

“มิน่าถึงได้ขอน้ำมนต์ขับไล่ความเจ้าชู้” เสี่ยวเตาส่ายหน้าไปมา

“แต่งานแต่งถูกยกเลิกแล้ว” ฉงหัวเล่าต่อ “ฝ่ายตรงข้ามอ้างว่าไช่อวิ๋นถิงค้างแรมนอกบ้าน อาจไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องแล้ว”

“เหตุผลบ้าบออะไรกัน” เสี่ยวเตาขมวดคิ้ว “ความจริงก็คือเจ้าคนมักมากในกามนั่นกลัวสะกิดถูกโทสะของยายเฒ่าภูเขามากกว่า”

ฉงหัวผงกศีรษะ “ฉลาด เป็นอย่างที่เจ้าพูดจริงๆ”

“นี่มันทำลายชื่อเสียงแม่นางคนหนึ่งชัดๆ” เสี่ยวเยว่พลอยเคืองไปด้วย “บ้านสกุลเฉียนทำเกินไปแล้ว”

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานสบตากัน หวนนึกถึงท่าทางดุร้ายของไช่อวิ๋นถิงขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย จู่ๆ รู้สึกว่าคุณชายหนุ่มใหญ่แซ่เฉียนคนนั้นคลาดเคราะห์ไปได้หวุดหวิด

“จากคำอธิบายประกอบบนแผนที่ ขุมสมบัติจำนวนมหาศาลซุกซ่อนอยู่ในน้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น ไช่เปี้ยนกำลังขุดหา ถึงได้จัดกำลังคนไปเฝ้าระวังมากมายขนาดนี้” เซวียเป่ยฝานหยิบแผนที่ “ไปสำรวจภูเขาเซียนอวิ๋นอีกรอบให้แน่ชัดดีกว่า”

“เป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นหลุมพราง?” ฉงหัวขมวดคิ้วมองแผนที่ “ถ้าบอกว่ายายเฒ่าภูเขาฆ่าคน แล้วขโมยของมีค่าไปไว้ในบึงใต้น้ำตก แต่หลายปีมานี้มีคดีฆ่าคนตายแทบนับรายได้ แล้วจะสืบเสาะรวบรวมของมีค่าได้มากมายแค่ไหน ถึงขนาดต้องปิดภูเขาขุดหา”

“เคยมีขุนนางไม่น้อยร้องเรียนเรื่องไช่เหลียนฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ปราศจากหลักฐาน เพราะแม้จะทราบว่าเขารีดนาทาเร้นไปทั่ว แต่ก็หาแหล่งซ่อนสมบัติของเขาไม่เจอ” ห่าวจินเฟิงครุ่นคิด “พวกท่านคิดว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เขาใช้นิทานเรื่องยายเฒ่าภูเขาที่น่าสะพรึงกลัวมาเป็นข้ออ้าง เพื่อเอาเงินทองที่รีดไถมาจากราษฎรไปซุกไว้ใต้น้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น พักนี้ข้าได้ยินว่าเขากำลังจะเกษียณ จึงเตรียมขุดสมบัติออกมา ยักย้ายไปเสพสุขในบั้นปลาย”

ทุกคนล้วนรู้สึกเป็นไปได้อย่างมาก

“แต่ว่า” เสี่ยวเยว่คล้ายยังไม่เข้าใจ “คุณหนูไช่อวิ๋นถิงคนนั้นบอกว่าตัวเองถูกยายเฒ่าภูเขาจับตัวไปจริงๆ เรื่องนี้จะอธิบายอย่างไร”

เซวียเป่ยฝาน ฉงหัวและห่าวจินเฟิงต่างมองหน้ากัน รู้สึกถึงความลักลั่นในจุดนี้เช่นกัน ดังนั้นพร้อมใจหันมองเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาสองแขนเท้าคาง รำพึงรำพัน “ข้าค่อนข้างสงสัยว่า ปีศาจกินคนบนโลกนี้มีเป็นพันเป็นหมื่น ยายเฒ่าภูเขากำราบพวกบุรุษเจ้าชู้ก็พอว่า แต่นี่กินสตรีด้วย และกินสตรีก็ไม่บอกว่าเพราะแก้หิวหรือเพราะอร่อย แต่เพื่อรักษาความสวยต่อต้านความชรา…มีใครเคยบอกหรือว่ากินสตรีวัยอ่อนแล้วสามารถรักษาความงามได้”

ทุกคนล้วนสั่นหน้าไปมา ความหมายคือไม่เคยได้ยินมาก่อน

…………….

หลังอาหารเช้า เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานตัดสินใจไปสำรวจภูเขาเซียนอวิ๋นอีกรอบ ครานี้คุ้นเคยชัยภูมิบ้างแล้ว ทั้งคู่คลำทางขึ้นสู่ภูเขาเซียนอวิ๋นเป็นผลสำเร็จ ย่างเท้าเหนือขั้นบันไดหินที่ยาวเหยียด บริเวณไหล่เขา ก็คือวัดเซียนอวิ๋น

“วัดแห่งนี้หามิใช่มีไว้สำหรับสักการะบูชา” เซวียเป่ยฝานชี้ไปที่ประตูใหญ่ของวัด “ประตูหลักหันหน้าเข้าหาน้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋นและบึงน้ำ เหนือถ้ำประตูแขวนกระจกสะท้อนปีศาจบานหนึ่ง และวัดนี้สร้างอย่างแข็งแรง โครงสร้างสองชั้นคล้ายเจดีย์ เป็นรูปแบบที่ใช้สำหรับสยบไอปีศาจ”

“วัวสันหลังหวะหรือยิ่งปิดยิ่งฉาวกันแน่” เสี่ยวเตากำลังใช้ความคิด พลันเห็นเกี้ยวหลังหนึ่งปรากฏขึ้นตรงตีนเขาลิบๆ คนหามเกี้ยวทั้งสองมุ่งหน้ามาทางไหล่เขา เซวียเป่ยฝานฉุดเสี่ยวเตาเข้าไปหลบในดงไม้ข้างทาง ก่อนตามหลังไปเงียบๆ

เกี้ยวหยุดลงที่หน้าประตูวัดเซียนอวิ๋น สตรีนางหนึ่งกรีดกรายออกมา สีหน้าเคร่งขรึมเมื่อเดินเข้าวัด

เซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตาเห็นหน้าชัดก็ตกตะลึง…เป็นชีอี๋ไท่ของไช่เปี้ยน! นางมาที่นี่ทำอะไร

ทั้งสองกระโดดปราดขึ้นเหนือประตูวัด มองเข้าด้านใน เห็นชีอี๋ไท่ตรงดิ่งเข้าวิหาร พวกเสี่ยวเตารีบไล่ตามไป

ภายในวัด มีแม่ชีแก่หง่อมคนหนึ่งกำลังนั่งดื่มชาอยู่ข้างโต๊ะ รีบลุกขึ้นทำความเคารพทันทีเมื่อเห็นชีอี๋ไท่เข้ามา

ชีอี๋ไท่จ้ำพรวดๆ เข้าไป ยกมือตบโต๊ะทีหนึ่ง “เจ้าทำงานประสาอะไร”

แม่ชีเฒ่าผงะวูบ สีหน้างุนงง “นายหญิงเจ็ด เกิดอะไรขึ้น”

“ข้าให้เจ้าฆ่าอวิ๋นถิง เก็บกวาดให้หมดจด แล้วไฉนนางมีชีวิตรอดกลับไป” ประโยคนี้ของชีอี๋ไท่ ทำเอาเซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตาที่แอบฟังอยู่ถึงกับแลบลิ้นตกใจ…รู้คนรู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ ที่แท้คนที่สั่งฆ่าไช่อวิ๋นถิงคือชีอี๋ไท่คนนี้ ไม่ต้องถามก็รู้ แม่ชีเฒ่านี่คงปลอมตัวเป็นยายเฒ่าภูเขาแน่ๆ…ดูจากสง่าราศีของนาง ถ้าสวมหน้ากากกลับแยกแยะแท้เทียมไม่ออกจริงๆ

“นายหญิงเจ็ด ข้าทำตามคำสั่งของท่านทุกประการ ทุบศีรษะนางแล้วนำไปโยนในบึงน้ำ รอคอยท่านมาใช้ทำเป็นอาหารในวันนี้ หรือนาง…ยังไม่ตาย?”

เสี่ยวเตารับฟังจนขนลุก ยื่นมือไปกระตุกชายเสื้อเซวียเป่ยฝานเบาๆ…ใช้ทำเป็นอาหารหมายความว่าอย่างไร ท่านลองอธิบายให้ข้าฟังที

เซวียเป่ยฝานก็รู้สึกขยะแขยง ชีอี๋ไท่คนนี้ยังชอบกินคนด้วยหรือ?

ชีอี๋ไท่ทรุดนั่งอย่างฉุนเฉียว “ทำงานไม่เรียบร้อย ครานี้นางรอดชีวิตกลับไป ข้าต้องรองรับอารมณ์นางอีกแล้ว”

แม่ชีเฒ่ายิ้มเจื่อน รินชาให้นาง ท่าทางคล้ายกริ่งเกรงอยู่บ้าง

“เฮอะ” ชีอี๋ไท่หยิบคันฉ่องเงินบนโต๊ะขึ้นมาส่องหน้าตนเอง “เจ้าดู มีรอยย่นเพิ่มมาหลายเส้นแล้ว พักนี้นายท่านก็ไม่รู้เป็นอะไร ออกคำสั่งปิดภูเขา ถ้าเจ้าเตรียมยาวิเศษให้ข้าไม่ได้ อีกสองวันข้าคงกลายเป็นยายแก่หน้าเหี่ยวแล้ว”

“นายหญิงเจ็ด ข้าเองก็ร้อนใจเช่นกัน แต่หลังจากปิดภูเขา อย่าว่าแต่แม่นางอ่อนวัยเลย กระทั่งสาวแก่ละแวกนี้ก็ไม่มีเข้ามาสักคน” แม่ชีเฒ่าถอนใจ “ข้าเองก็ออกไปจับคนมาให้ท่านไม่ได้”

“พูดถึงหญิงงามอ่อนวัย เมื่อวานก็โผล่มาคนหนึ่ง” ชีอี๋ไท่กล่าวเสียงขุ่น “ไม่รู้นางใช้อิทธิฤทธิ์อะไร หนีรอดออกไปได้โดยไม่บาดเจ็บแม้ปลายขน เดิมทีเช้านี้ข้าตั้งใจพานางมาด้วยกัน ให้เจ้าเชือดนางทั้งเป็น เอาเลือดให้ข้าดื่ม”

ปากของเสี่ยวเตาอ้าจนกว้าง พอจะยัดไข่ไก่ใบหนึ่งเข้าไปได้ นางเพิ่งทราบว่า ตนเองเกือบกลายเป็นอาหารเที่ยงของผู้อื่นเสียแล้ว

ชีอี๋ไท่พร่ำบ่นได้พักหนึ่ง ก็หยิบกระดาษสีแดงยื่นส่งให้แม่ชีเฒ่า “นี่คือวันเดือนปีเกิดของนางโลมชื่อดังคนที่นายท่านสนใจ เจ้าจงไปสาปนางให้ใบหน้าพุพอง”

เสี่ยวเตายกมือปิดหน้าไม่รู้ตัว เซวียเป่ยฝานเกือบหลุดขำออกมา เขาสงสัยมาตลอดว่าหญิงสะใภ้ในตระกูลผู้ดีมีเงินเหล่านั้นมีวิธีฆ่าเวลาอย่างไร บัดนี้ค้นพบแล้วว่า ชีวิตช่างอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก วันนี้เชือดคนนี้พรุ่งนี้สาปคนนั้น เพียงพอให้ยุ่งได้พักหนึ่งทีเดียว

เสี่ยวเตาคิดว่า ชีอี๋ไท่ยังเหมือนปีศาจยิ่งกว่ายายเฒ่าภูเขาเสียอีก จึงอยากลากเซวียเป่ยฝานผละไปโดยเร็ว พอลุกยืน ไม่ทันระวังด้านหลัง ชายกระโปรงเกี่ยวถูกกิ่งไม้ ได้ยินเสียงแควก

เสี่ยวเตาสะดุ้ง พร้อมกับเสียงแม่ชีเฒ่าตวาดก้อง “นั่นใคร”

เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้ว ปีศาจเฒ่านางนี้มีพลังฝีมือ! เขารีบโอบเสี่ยวเตากระโจนขึ้นหลังคา

เสี่ยวเตาที่กระโปร่งแหว่งไปเสี้ยวหนึ่ง แกะมือเซวียเป่ยฝานที่โอบเอวตนออกอย่างขัดเขิน “อย่ามาโอบๆ กอดๆ”

เซวียเป่ยฝานรำพึงในใจ ข้าเคยโอบมาแล้ว คืนวานก็กอดมาแล้ว เจ้าแค่ไม่รู้เท่านั้นเอง

ในห้อง แม่ชีเฒ่ากับชีอี๋ไท่เดินออกมา

เสี่ยวเตาร้องอุทานในใจคำหนึ่ง เพราะเศษผ้าที่เกี่ยวขาดจากชายกระโปรงของนางยังติดอยู่บนกิ่งไม้นั่น

แม่ชีเฒ่ากระตุกเศษผ้าสีขาวบนกิ่งไม้ลงมา กวาดมองรอบทิศช้าๆ เซวียเป่ยฝานรีบฉุดเสี่ยวเตาหลบวูบที่ด้านหลังชายคา

“เมื่อครู่มีคน?”

“อืม สองคน” แม่ชีเฒ่าสูดหายใจลึก “กลิ่นรสที่หอมละมุน น่าจะอ่อนวัยอยู่ หนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรี”

“สตรียังสาวหรือไม่” รอยยิ้มพิสดารปรากฏขึ้นบนใบหน้าชีอี๋ไท่

“อืม” แม่ชีเฒ่าพยักหน้า ก่อนเปล่งเสียงหัวร่อแสบหูเหมือนนกเค้าแมวแก่ๆ “กลิ่นรสชนิดนี้ มีเพียงดรุณีน้อยที่ยังไม่ผ่านบุรุษเท่านั้นจึงมีได้ นับเป็นยาบำรุงชั้นดี นายหญิงเจ็ด นี่เรียกสวรรค์ลิขิต วันนี้ท่านมีลาภปากแล้ว”

ชีอี๋ไท่สองตาเป็นประกาย ยื่นมือไปคว้าแขนที่เหี่ยวแห้งของแม่ชีเฒ่า “ซือไท่(คำเรียกแม่ชี) ท่านรีบจับนางมาให้ข้าเถอะ ข้าอยากดื่มเลือด”

เหนือหลังคา เซวียเป่ยฝานเอ่ยถามเสี่ยวเตาที่ดึงแขนเสื้อตนด้วยสีหน้าตื่นผวา “ท่านแม่เจ้าเคยสอนวิธีรับมือภูตผีปีศาจหรือเปล่า”

เสี่ยวเตาทุบเขา ยังมีหน้าพูดเล่นอีก พลางถาม “พวกเราซ่อนตรงนี้ นางคงไม่เห็นกระมัง”

ไม่ทันพูดจบ ได้ยินเสียงยายเฒ่าภูเขายืนอยู่กลางลาน พนมสองมือ เริ่มท่องคาถาโบราณแปลกๆ

ขณะเดียวกัน เซวียเป่ยฝานรู้สึกมีกระแสลมโชยวูบจากในป่า เยียบเย็นเสียดกระดูก บริเวณโดยรอบคล้ายมีบางสิ่ง…กำลังเคลื่อนไหว

 

Close Menu
Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.